Menu
229593

ประชาธิปไตยรักษาโรค? งานวิจัยชี้ชีวิตดีเพราะมีประชาธิปไตย

26.03.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

3 Mins. Read
  • โทมัส โบลลีคี (Thomas Bollyky) แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ตีพิมพ์งานวิจัยที่พบว่าประชากรในประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้นจริง
  • ทีมนักวิจัยพบว่าในช่วงเวลา 46 ปี อายุขัยเฉลี่ยของประชากร (Life Expectancy) วัย 15 ปีที่ปราศจากภาวะติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3% ภายใน 10 ปีแรกที่ประเทศมีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย
  • สาเหตุที่ความเป็นประชาธิปไตยส่งผลต่อสุขภาพในทางบวกก็เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรมจำเป็นต้องรักษาฐานเสียงของตนเอาไว้ ทำให้เกิดการลงทุนทั้งทางด้านบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์แม้กระทั่งคนที่ต่อต้านรัฐบาล!

ท่ามกลางกระแสของการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ยังคงมีความคลางแคลงใจกันในหมู่ผู้คนว่าประชาธิปไตยนั้นส่งผลดีต่อเราจริงๆ หรือเป็นเพียงคำพูดลมๆ แล้งๆ ที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้

 

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562 โทมัส โบลลีคี (Thomas Bollyky) แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) สำนักงานวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และคณะได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยผ่านวารสาร Lancet อันเป็นผลลัพธ์จากการสำรวจภาวะทางสุขภาพของประชาชนกว่า 170 ประเทศ และพบว่าประชากรในประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้นจริง

 

ทีมวิจัยนำข้อมูลจากการศึกษาภาระโรคระดับโลก (Global Burden of Disease หรือ GBD) ในปี พ.ศ. 2559 มาเทียบกับระบอบการปกครองของประเทศต่างๆ ซึ่งจัดทำโดยโครงการชี้วัดความหลากหลายของประชาธิปไตย (Varieties of Democracy Project)

 

ภาระโรคเป็นการประเมินผลกระทบทางสุขภาพอันเนื่องมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม

 

สถาบันตรวจวัดและประเมินสุขภาพ (Institute for Health Metrics and Evaluation) แห่งมหาวิทยาวอชิงตัน (University of Washinton) นำภาระโรคมาประเมินความเจ็บป่วยการเกิดโรคภัยไข้เจ็บและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของแต่ละประเทศ และจัดทำออกมาเป็นรายงานเพื่อกระตุ้นการตระหนักรู้และเป็นส่วนหนึ่งของการวางนโยบายด้านสาธารณสุขทั้งในระดับนานาชาติและระดับท้องถิ่น

 

ส่วนโครงการชี้วัดความหลากหลายของประชาธิปไตยเป็นโครงการวิจัยระดับโลก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างตัวชี้วัดด้านความเป็นประชาธิปไตย มีองค์กรผู้ดำเนินงานหลักได้แก่ ภาควิชารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยกอเทนเบิร์ก (University of Gothenburg) ประเทศสวีเดน

 

ทีมนักวิจัยพบว่าในช่วงเวลา 46 ปี อายุขัยเฉลี่ยของประชากร (Life Expectancy) วัย 15 ปีที่ปราศจากภาวะติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3% ภายใน 10 ปีแรกที่ประเทศมีการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย

 

นอกจากนี้ ‘ประสบการณ์ประชาธิปไตย’ หรือ Democratic Experience ซึ่งหมายถึงกระบวนการประชาธิปไตยภายในประเทศนั้นๆ และความต่อเนื่องยาวนานของระบอบส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ การบาดเจ็บจากการเดินทาง โรคมะเร็งตับแข็ง และโรคไม่ติดต่ออื่นๆ มากกว่ารายได้ของประเทศ หรือ GDP เสียด้วยซ้ำ

 

เมื่อศึกษาจากฐานข้อมูลระยะยาว ทีมนักวิจัยพบว่าประสบการณ์ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้น 1 ระดับส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการลดอัตราการตายในระยะเวลา 20 ปีจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไม่ติดต่ออื่นๆ และวัณโรค

 

แม้การเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ทำให้ GDP ต่อหัวสูงขึ้น แต่มันทำให้รัฐบาลลงทุนไปกับการดูแลสุขภาพของประชาชนมากขึ้น

 

สาเหตุที่ความเป็นประชาธิปไตยส่งผลต่อสุขภาพในทางบวกก็เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรมจำเป็นต้องรักษาฐานเสียงของตนเอาไว้ ทำให้เกิดการลงทุนทั้งทางด้านบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์แม้กระทั่งคนที่ต่อต้านรัฐบาล!

 

โทมัส บอลลีคี และคณะอธิบายเพิ่มเติมว่า ประชาธิปไตยอาจทำงานคล้ายกับ ‘มือที่มองไม่เห็น’ ตามทฤษฎีของอดัม สมิธ (Adam Smith) นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับสมญานาม ‘บิดาแห่งทุนนิยมเสรี’

 

อดัม สมิธ กล่าวว่ากลไกทางการตลาดเป็นมือที่มองไม่เห็นที่มาควบคุมอุปสงค์และอุปทานให้เข้าสู่สมดุล

 

ประชาธิปไตยได้สร้างมือที่มองไม่เห็นมากมายมาควบคุมระบบสุขภาพทั้งของรัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นข่าวอื้อฉาว การเข้าถึงแหล่งข่าวของสื่อมวลชน การเลือกตั้งและการปฏิรูปนำมาซึ่งระบบสาธารณสุขที่เอื้อต่อประชาชนในประเทศนั้นๆ ในที่สุด

 

นักประวัติศาสตร์เคยสร้างงานวิจัยออกมาพิสูจน์แล้วว่าสิทธิพลเมืองที่มอบให้แด่ประชากรกลุ่มคนผิวขาว สตรี และคนผิวสีเป็นปัจจัยสำคัญที่ยกระดับสุขภาพของประชากรในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

 

งานวิจัยของโทมัส บอลลีคี และคณะ ในครั้งนี้ก็ให้ผลสรุปออกมาเช่นเดียวกันในระดับโลก

 

การเมืองคือการแพทย์ในระดับใหญ่

ในช่วงทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา องค์กรการกุศลนานาชาติต่างตัดสินใจต่อสู้กับอัตราการตายของเด็กในประเทศยากจน ในภูมิภาคแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา ด้วยทางลัดนั่นคือการแจกจ่ายวัคซีน ยาต้านไวรัส และมุ้งกันยุง เพื่อหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานให้ดีขึ้น

 

แม้ว่าโครงการนี้จะช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้หลายล้านในระยะแรกและลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความยากจนลดลง รวมทั้งอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคไม่ติดต่ออื่นๆ ก็ไม่ได้ลดลงด้วย

 

งานวิจัยชิ้นนี้อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของสุขภาพแย่ๆ ขึ้นอยู่กับการครอบงำโดยรัฐบาลที่เต็มไปด้วยความฉ้อฉล ซึ่งคงอำนาจไว้ด้วยกำลังทหาร จึงไม่จำเป็นต้องสนใจสวัสดิภาพของประชาชนอย่างจริงจัง

 

การช่วยเหลือผู้คนด้านสุขภาพจึงเป็นเพียงแค่การให้วัคซีน นอกจากไม่เพียงพอและไม่ยั่งยืน

 

“การแพทย์นั้นคือสังคมศาสตร์และการเมือง หาใช่สิ่งใดอื่นนอกเหนือไปจากการแพทย์ในระดับใหญ่” – รูดอล์ฟ วีร์โชว์ (Rudolf Virchow) ผู้บุกเบิกการสาธารณสุขสมัยใหม่กล่าวไว้

 

ภาพประกอบ: Chatchai C.

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR