×
327172

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หนึ่งเดือนหลังการแพร่ระบาด นักวิทยาศาสตร์รู้อะไรบ้าง

04.02.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

3 Mins. Read
  • รหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยที่เขียนเป็นตัวอักษร 4 ตัว ได้แก่ A C G และ U เรียงกันจนเกิดเป็นรหัสที่จะใช้กำหนดว่าไวรัสสามารถสร้างโปรตีนอะไรได้บ้าง ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนพบว่า รหัสพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้ยาวประมาณ 29,000 ตัวอักษร
  • เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยปีเตอร์ โดเฮอร์ทีเพื่อการติดเชื้อและภูมิคุ้มกัน (Peter Doherty Institute for Infection and Immunity) สามารถเพาะเลี้ยงไวรัสในห้องปฏิบัติการได้สำเร็จ และพร้อมแจกจ่ายตัวอย่างไวรัสให้แก่ทีมนักวิจัยทั่วโลกไปศึกษาต่อ
  • นักระบาดวิทยาคาดการณ์ว่า ‘อาจ’ มีผู้ติดเชื้อถึง 190,000 รายจากประชากร 30 ล้านคนในอู่ฮั่น และถ้าหากมาตรการในการควบคุมการระบาดล้มเหลว มีความเป็นไปได้สูงมากที่เชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะกลายมาเป็นโรคระบาดที่วนเวียนกลับมาแพร่กระจายในทุกๆ ปี คล้ายๆ กับไข้หวัดประจำฤดูกาล
  • ปัจจุบันบริษัทยาอีกอย่างน้อย 3 แห่ง และทีมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต่างหาหนทางที่จะผลิตวัคซีนให้ป้องกันไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เป็นเรื่องน่ากังวลกันไปทั่วโลก กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มระบาดจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน และลุกลามไปทั่วโลกพร้อมๆ กับจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ในการต่อกรกับโรคอุบัติใหม่นี้ นอกเหนือจากมาตรการทางสาธารณสุขและทางระบาดวิทยา ทีมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเองก็ต่างขะมักเขม้นกับการค้นคว้าวิจัยอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อการป้องกันและรักษาโรคอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต เรามาดูกันว่าตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์รู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้างเกี่ยวกับเชื้อโรคร้ายนี้

 

ถอดรหัสพันธุกรรมของโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019-nCoV

ย้อนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2019 ทีมแพทย์ของเมืองอู่ฮั่นได้รายงานว่า พบโรคปอดบวมปริศนาที่ยังไม่ทราบที่มาแน่ชัด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2020 ทางการจีนและองค์การอนามัยโลกได้ร่วมกันแถลงการค้นพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า 2019-nCoV และต่อจากนั้นอีก 3 วัน ทีมนักวิจัยจากประเทศจีนได้ประกาศถึงความสำเร็จในการถอดรหัสพันธุกรรมของ 2019-nCoV จากคนไข้คนแรกที่ติดเชื้อ และเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติแก่ทีมนักวิจัยทั่วโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ

 

ไวรัสโคโรนาประกอบด้วยสารพันธุกรรมที่ถูกหุ้มห่อด้วยโปรตีนอยู่ภายในชั้นไขมันบางๆ อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งไวรัสจะสร้างโมเลกุลโปรตีนหลากหลายชนิดเพื่อพาตัวมันเข้าสู่เซลล์ของสิ่งมีชีวิต การรู้จักสารพันธุกรรมของไวรัสทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาต่างๆ ได้อีกมาก

 

รหัสพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยที่เขียนเป็นตัวอักษร 4 ตัวได้แก่ A C G และ U เรียงกันจนเกิดเป็นรหัสที่จะใช้กำหนดว่าไวรัสสามารถสร้างโปรตีนอะไรได้บ้าง ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนพบว่ารหัสพันธุกรรมของไวรัสชนิดนี้ยาวประมาณ 29,000 ตัวอักษร (ในขณะที่รหัสพันธุกรรมมนุษย์ยาว 3,000 ล้านตัวอักษร)

 

 

ข้อมูลทางพันธุกรรมนี้เองที่ทำให้เรารู้ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ใกล้เคียงกับไวรัสที่ก่อให้เกิดระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือซาร์ส (SARS) และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือเมอร์ส (MERS) ระบาดจากสัตว์สู่คนเพียงครั้งเดียว ก่อนที่จะระบาดจากคนสู่คน หลักฐานนี้เป็นการทำลายข่าวลือที่ว่ากันว่าเป็นไวรัสที่หลุดจากห้องปฏิบัติการ

 

ไวรัสแต่ละสายพันธุ์จะมีรหัสพันธุกรรมเฉพาะตัว นั่นแปลว่าการเผยแพร่ข้อมูลทางพันธุกรรมจะทำให้นานาประเทศพัฒนาชุดตรวจสอบไวรัสขึ้นมาได้อย่างอิสระ

 

เพาะเลี้ยงไวรัสในห้องปฏิบัติการ

แม้เราจะรู้รหัสพันธุกรรมของไวรัส แต่งานวิจัยอีกหลายแขนงต้องใช้อนุภาคไวรัสจริงๆ มาทดสอบ

 

เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา สถาบันวิจัยปีเตอร์ โดเฮอร์ทีเพื่อการติดเชื้อและภูมิคุ้มกัน (Peter Doherty Institute for Infection and Immunity) สามารถเพาะเลี้ยงไวรัสในห้องปฏิบัติการได้สำเร็จ และพร้อมแจกจ่ายตัวอย่างไวรัสให้แก่ทีมนักวิจัยทั่วโลกไปศึกษาต่อ

 

 

อนุภาคของไวรัสจะก่อให้เกิดโรคโดยการใช้ทรัพยากรของเซลล์สิ่งมีชีวิตมาเพิ่มจำนวนให้แก่ตัวเอง

 

ดังนั้นทีมนักวิจัยจึงต้องเพาะเลี้ยงไวรัสด้วยเซลล์ของมนุษย์ โดยที่อนุภาคไวรัสต้นฉบับถูกคัดแยกออกมาจากผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษาที่สถาบันปีเตอร์ โดเฮอร์ตี เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมานี้

 

อนุภาคไวรัสที่เพาะในห้องปฏิบัติการจะถูกนำไปใช้ทดสอบประสิทธิภาพการตรวจหาเชื้อด้วยแอนติบอดี โดยเฉพาะกับบุคคลที่ได้รับเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ ซึ่งจะส่งผลต่อการคำนวณจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริง อัตราการตาย และความสามารถในการแพร่กระจายของไวรัส

 

ผู้ติดเชื้ออาจสูงถึงเกือบ 2 แสนราย และกลายเป็นโรคระบาดประจำฤดูกาล 

หลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของไวรัสโคโรนาในครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม ขณะที่ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ. เวลา 8.00 น. จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 หมื่นรายและมีผู้เสียชีวิตรวม 426 ราย

 

 

จากตัวเลขดังกล่าว นักระบาดวิทยาคาดการณ์ว่า ‘อาจ’ มีผู้ติดเชื้อถึง 190,000 รายจากประชากร 30 ล้านคนในอู่ฮั่น และถ้าหากมาตรการในการควบคุมการระบาดล้มเหลว มีความเป็นไปได้สูงมากที่เชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้จะกลายมาเป็นโรคระบาดที่วนเวียนกลับมาแพร่กระจายในทุกๆ ปี คล้ายๆ กับไข้หวัดประจำฤดูกาล ส่งผลให้บุคคลที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น เด็กและผู้สูงอายุต้องฉีดวัคซีนป้องกันทุกปี

 

ในแง่ของการพัฒนาความรุนแรง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าพันธุกรรมของไวรัสจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อันเป็นธรรมชาติของไวรัส แต่เป็นไปได้น้อยมากที่มันจะรุนแรงขึ้น เพราะถ้าหากไวรัสก่อโรครุนแรงเกินไปจนผู้ป่วยเสียชีวิตก่อนที่จะได้แพร่กระจายเชื้อ ก็เท่ากับว่าไวรัสล้มเหลวในการสืบพันธุ์

 

ดังนั้นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้คงจะไม่นับว่าเป็นมหันตภัยล้างโลก

 

อย่างน้อยก็สำหรับคนหนุ่มสาวและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงสมบูรณ์ดี

 

ความหวังของการผลิตวัคซีน

ปัจจุบันบริษัทยาอีกอย่างน้อย 3 แห่ง และทีมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต่างหาหนทางที่จะผลิตวัคซีนให้ป้องกันไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หนึ่งในนั้นได้แก่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health) สหรัฐอเมริกา ที่พุ่งความสนใจไปที่โปรตีนบนชั้นไขมันของไวรัส ซึ่งมีลักษณะคล้ายเข็ม เรียกว่าโปรตีนสไปก์ (spike protein)

 

ไวรัสจะใช้โปรตีนสไปก์มาจับกับโปรตีน ACE-2 บนผิวเซลล์ปอดของมนุษย์ ก่อนที่จะพาตัวเองเข้าสู่ภายในเซลล์ หากกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาจับกับโปรตีนสไปก์ได้ ก็จะช่วยป้องกันอันตรายจากไวรัสชนิดนี้ได้

 

นอกจากนี้โปรตีนสไปก์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กับสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สคล้ายคลึงกันถึง 70% ทำให้ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลจากโรคซาร์สมาต่อยอดได้โดยที่ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์

 

นอกจากจะป้องกันตัวเองและเสพข่าวอย่างมีสติแล้ว เราคงต้องช่วยกันเป็นกำลังใจให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในการคิดค้นสูตรยาและวัคซีนให้ได้ในเร็ววัน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories