WORLD CUP 2018 – THE STANDARD https://thestandard.co/category/worldcup2018/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 19 Nov 2022 05:50:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เผยข้อความฟุตบอลโลกบน Twitter มีคนเห็นรวม 1.15 แสนล้านครั้ง เนย์มาร์ถูกพูดถึงบ่อยสุด https://thestandard.co/world-cup-tweets-were-viewed-billion-times/ https://thestandard.co/world-cup-tweets-were-viewed-billion-times/#respond Wed, 18 Jul 2018 06:32:33 +0000 https://thestandard.co/?p=108388

เผยข้อความและทวีตบน Twitter ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับฟุ […]

The post เผยข้อความฟุตบอลโลกบน Twitter มีคนเห็นรวม 1.15 แสนล้านครั้ง เนย์มาร์ถูกพูดถึงบ่อยสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เผยข้อความและทวีตบน Twitter ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก 2018 ในช่วงระหว่างการแข่งขันของทัวร์นาเมนต์มีเอ็นเกจเมนต์รวมกว่า 1.15 แสนล้านครั้ง เนย์มาร์เป็นผู้เล่นที่ถูกทวีตข้อความถึงมากที่สุด

 

เว็บไซต์ Engadget เผยข้อมูลสถิติที่น่าสนใจหลังฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเพิ่งรูดม่านปิดฉากลงไปอย่างสมบูรณ์แบบ (14 มิ.ย. ถึง 15 ก.ค.) โดยระบุว่าช่วงเวลาดังกล่าว ข้อความทวีตบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก มีจำนวนเอ็นเกจเมนต์ รวมถึงการคลิกเข้าไปดูทวีตมากกว่า 1.15 แสนล้านครั้ง แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าแมตช์การแข่งขันในคู่ไหนได้รับความสนใจมากที่สุด

 

ส่วน Fox Sports ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ผู้ผลิตรายการฟุตบอลโลก FIFA World Cup Now คลิปสัมภาษณ์และไฮไลต์การแข่งขันต่างๆ แต่เพียงผู้เดียวบนทวิตเตอร์ก็มีจำนวนการเข้าชมรวมถึง 7.1 ล้านครั้ง

 

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจคือเกมการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศมีการทวีตข้อความมากที่สุด รองลงมาเป็น 2 เกมสุดท้ายของทีมชาติบราซิลก่อนตกรอบ ได้แก่ เกมที่พบกับเม็กซิโกและบราซิลตามลำดับ สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะฟุตบอลโลกครั้งนี้ ผู้ใช้จากบราซิลมีการทวีตข้อความมากที่สุดตามมาด้วยญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร

 

ขณะที่ประตูที่ 4 ของทีมชาติฝรั่งเศสที่ยิงใส่โครเอเชียโดย คีเลียน เอ็มบัปเป้ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นช่วงเวลาที่มีการทวีตข้อความมากที่สุด (most-tweeted moment of the whole World Cup) และแน่นอนสตาร์อย่าง ‘เนย์มาร์’ เป็นผู้เล่นที่ถูกทวีตข้อความถึงเยอะที่สุด

 

ด้าน Inside Sports เว็บไซต์กีฬาในประเทศอินเดียเปิดเผยข้อมูลการใช้งานเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ช่วงฟุตบอลโลกว่าทั้ง 2 แพลตฟอร์มมีผู้สนใจคอนเทนต์ฟุตบอลโลก 400 ราย (ราว 20% ของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมด) และ 140 รายตามลำดับ โดยฟุตบอลคือกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเหนือกีฬาชนิดอื่นๆ ถึง 3 เท่าตัว สาเหตุที่โซเชียลมีเดียเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของคอกีฬาและแฟนฟุตบอลเป็นเพราะทำให้พวกเขาได้เห็นแง่มุมที่หลากหลายของนักกีฬาและทีมที่รัก

 

บนเฟซบุ๊ก ลิโอเนล เมสซี คือนักฟุตบอลที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด ส่วนทีมชาติบราซิล, อาร์เจนตินา และฝรั่งเศส คือ 3 ทีมยอดนิยม ด้านอินสตาแกรม เมสซียังคงนำเป็นที่ 1 ตามมาด้วยเนย์มาร์ และฟิลิปป์ คูตินโญ

Photo: Reuters

อ้างอิง:

The post เผยข้อความฟุตบอลโลกบน Twitter มีคนเห็นรวม 1.15 แสนล้านครั้ง เนย์มาร์ถูกพูดถึงบ่อยสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-cup-tweets-were-viewed-billion-times/feed/ 0
เหล่าฮีโร่ฟุตบอลโลกพาชัยชนะและความภาคภูมิใจกลับสู่บ้านเกิด https://thestandard.co/fifa18worldcup-france-fans-welcome-heroes-home/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-france-fans-welcome-heroes-home/#respond Tue, 17 Jul 2018 12:59:31 +0000 https://thestandard.co/?p=108302

The post เหล่าฮีโร่ฟุตบอลโลกพาชัยชนะและความภาคภูมิใจกลับสู่บ้านเกิด appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post เหล่าฮีโร่ฟุตบอลโลกพาชัยชนะและความภาคภูมิใจกลับสู่บ้านเกิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-france-fans-welcome-heroes-home/feed/ 0
ฮีโร่นักเตะโครเอเชียกลับถึงบ้าน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างสมเกียรติ https://thestandard.co/football-player-croatia/ https://thestandard.co/football-player-croatia/#respond Tue, 17 Jul 2018 11:56:26 +0000 https://thestandard.co/?p=108260

แม้จะพ่ายต่อทีมชาติฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศ ทำให้ได้แค่ต […]

The post ฮีโร่นักเตะโครเอเชียกลับถึงบ้าน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้จะพ่ายต่อทีมชาติฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศ ทำให้ได้แค่ตำแหน่งรองแชมป์ แต่นี่ก็เป็นการสร้างผลงานที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมชาติโครเอเชีย บรรยากาศในการต้อนรับทีมชาติโครเอเชีย ณ เมืองซาเกร็บ บ้านเกิดของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างอบอุ่นและยิ่งใหญ่ โดยมีแฟนๆ มาร่วมให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก และนี่คือการประมวลภาพความประทับใจที่เกิดขึ้น

 

The post ฮีโร่นักเตะโครเอเชียกลับถึงบ้าน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/football-player-croatia/feed/ 0
เอ็มบัปเป้บริจาครายได้ทั้งหมดจากการลงเล่นในฟุตบอลโลกให้การกุศล https://thestandard.co/kylian-mbappe-will-donate-500000-in-world-cup-winnings-to-charity/ https://thestandard.co/kylian-mbappe-will-donate-500000-in-world-cup-winnings-to-charity/#respond Tue, 17 Jul 2018 09:16:19 +0000 https://thestandard.co/?p=108207

นอกจากเก่งแล้วยังใจบุญด้วย สำหรับ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดา […]

The post เอ็มบัปเป้บริจาครายได้ทั้งหมดจากการลงเล่นในฟุตบอลโลกให้การกุศล appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากเก่งแล้วยังใจบุญด้วย สำหรับ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวรุ่งวัย 19 ปีที่ถูกจับตามองอย่างมากในฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบลงไปที่ประเทศรัสเซีย เพราะหลังจากที่เจ้าตัวคว้าดาวรุ่งยอดเยี่ยมและพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ได้สำเร็จในฟุตบอลโลก ล่าสุดเอ็มบัปเป้ยังตัดสินใจบริจาคเงินที่ได้จากการลงเล่นในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ให้การกุศลอีกด้วย

 

เอ็มบัปเป้ได้เงินจากการลงเล่นในศึกฟุตบอลโลกประมาณ 17,000 ปอนด์ต่อนัด (ราว 748,563 บาท) รวมถึงโบนัสจากการที่ฝรั่งเศสได้แชมป์โลกอีกประมาณ 265,000 ปอนด์ (ราว 11,668,772 บาท)

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์กีฬาชื่อดัง Sport Illustrated ระบุว่ารายได้ของเอ็มบัปเป้จากฟุตบอลโลกที่บริจาคให้กับการกุศลครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 384,000 ปอนด์ หรือราว 16,908,711 บาทเลยทีเดียว

 

ดาวรุ่งคนดังตั้งใจที่จะมอบเงินส่วนนี้เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลและเด็กผู้พิการผ่านองค์กรการกุศล Premiers de Cordée ซึ่งมีการฝึกสอนและจัดกิจกรรมกีฬาให้แก่เด็กๆ ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และตามรายงานของ L’Equipe เอ็มบัปเป้เป็นผู้สนับสนุนองค์กรดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2017

 

คีเลียน เอ็มบัปเป้ ยิงไปทั้งหมด 4 ประตูในฟุตบอลโลกหนนี้ พ่วงด้วยตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์เป็นขวัญใจคนใหม่ของชาวฝรั่งเศส

อ้างอิง:

The post เอ็มบัปเป้บริจาครายได้ทั้งหมดจากการลงเล่นในฟุตบอลโลกให้การกุศล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kylian-mbappe-will-donate-500000-in-world-cup-winnings-to-charity/feed/ 0
In Numbers เรื่องของตัวเลขและฟุตบอลโลก 2018 https://thestandard.co/fifa18worldcup-in-numbers/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-in-numbers/#respond Tue, 17 Jul 2018 06:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=108011

ภาพประกอบ: Karin Fox

The post In Numbers เรื่องของตัวเลขและฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพประกอบ: Karin Fox

The post In Numbers เรื่องของตัวเลขและฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-in-numbers/feed/ 0
โครเอเชีย ทีมฟุตบอลที่แพ้ฝรั่งเศส แต่ชนะใจคนทั่วโลก https://thestandard.co/france-won-the-cup-croatia-won-hearts/ https://thestandard.co/france-won-the-cup-croatia-won-hearts/#respond Mon, 16 Jul 2018 13:45:27 +0000 https://thestandard.co/?p=107988

The post โครเอเชีย ทีมฟุตบอลที่แพ้ฝรั่งเศส แต่ชนะใจคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post โครเอเชีย ทีมฟุตบอลที่แพ้ฝรั่งเศส แต่ชนะใจคนทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/france-won-the-cup-croatia-won-hearts/feed/ 0
ปารีสไม่เคยหลับใหล และตำนานบทใหม่ของทีมชาติฝรั่งเศส https://thestandard.co/france-win-the-world-cup-celebrations-in-paris/ https://thestandard.co/france-win-the-world-cup-celebrations-in-paris/#respond Mon, 16 Jul 2018 11:40:52 +0000 https://thestandard.co/?p=107947

The post ปารีสไม่เคยหลับใหล และตำนานบทใหม่ของทีมชาติฝรั่งเศส appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ปารีสไม่เคยหลับใหล และตำนานบทใหม่ของทีมชาติฝรั่งเศส appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/france-win-the-world-cup-celebrations-in-paris/feed/ 0
Les Bleus กับแชมป์โลกที่คู่ควร ในฟุตบอลโลกที่สวยงามที่สุดครั้งหนึ่ง https://thestandard.co/fifa18worldcup-les-bleus/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-les-bleus/#respond Mon, 16 Jul 2018 10:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=107899

ท่าทีของ อองตวน กรีซมันน์ สงบนิ่งมากกว่าปกติ   ควา […]

The post Les Bleus กับแชมป์โลกที่คู่ควร ในฟุตบอลโลกที่สวยงามที่สุดครั้งหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่าทีของ อองตวน กรีซมันน์ สงบนิ่งมากกว่าปกติ

 

ความจริงตลอดทั้งฟุตบอลโลกครั้งนี้เขาก็ดูนิ่งจนผิดสังเกต ไม่ว่าจะด้วยสีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่ถ้อยคำ เรื่อยไปจนถึงการเล่นในสนามที่แปลกตาไม่เหมือนกองหน้าจ้าวพายุคนเก่าที่เคยเห็นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

 

อาจเป็นเพราะ กรีซมันน์ ตั้งใจกับฟุตบอลโลกครั้งนี้มากเป็นพิเศษ หลังจากที่หัวใจสลายเมื่อต้องพลาดการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 บนมาตุภูมิของตัวเอง

 

และอาจเป็นเพราะเขารู้ว่าหากเขายิงลูกจุดโทษลูกนี้เข้า ฝรั่งเศสจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกได้อย่างแน่นอน

 

ความจริงจุดโทษลูกนี้ก็มีคำถามพอสมควร บนความโชคดีของฝรั่งเศส และความโชคร้ายของโครเอเชียที่ลูกบอลนั้นไปโดนแขนของ อีวาน เปริซิช เข้าพอดี หลังก่อนหน้านี้เพิ่งจะทำประตูตีเสมอให้กับทีมตาหมากรุกได้ไม่นาน ปลุกไฟความหวังให้ลุกขึ้นอีกครั้งหลัง มาริโอ มานด์ซูคิช โหม่งทำประตูตัวเองแบบโชคร้ายตั้งแต่ต้นเกม

 

จากลูกเตะมุมของ กรีซมันน์ บอลที่ข้ามหัว แบลส มาตุยดี ไปโดนแขนของเปริซิช ที่เหมือนตกใจและพยายามจะหุบแขนแต่จากท่าทางที่ปรากฏในภาพ VAR แล้ว การที่ เนสเตอร์ ปิตานา จะตัดสินให้เป็นจุดโทษก็พอจะมีความเข้าใจได้

 

แต่แน่นอนการตัดสินบนความไม่ชัดเจนเช่นนี้ย่อมมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก และการตัดสินครั้งนี้ของ ปิตานา กลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ใหญ่ที่สุดสำหรับ VAR ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทั้งๆ ที่มันทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชมตลอดรายการ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วคนที่ตัดสินสุดท้ายคือผู้ตัดสินชาวอาร์เจนตินา

 

อย่างไรก็ดีเมื่อตัดสินไปแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

 

กรีซมันน์ ไม่สนใจอะไรมากไปกว่าการส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย และเขาไม่พลาด

 

ประตูกลับมานำอีกครั้งของฝรั่งเศส กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดของเกม เพราะมันเป็นการจับความหวังของโครเอเชียไปฝังทั้งเป็น ลำพังแค่ต่อสู้ในสถานการณ์ที่เท่าเทียมกันนั้นก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว กับการต้องเสีย 2 ประตูเหมือนคนอับโชคยิ่งเป็นเรื่องยากมากเข้าไปอีก

 

สิ่งที่ดีที่สุดในเกมนี้ที่โครเอเชียทำได้คือการพยายามต่อสู้อย่างถึงที่สุด ไม่ยอมถอดใจง่ายๆ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่ามันยากเกินกว่าที่พวกเขาจะสร้างปาฏิหาริย์ได้

 

ฝรั่งเศส เก่งและแกร่งกว่าอย่างชัดเจน พวกเขาคือทีมที่ดีกว่าและสมควรเป็นผู้ชนะ

 

ความจริงพวกเราก็รู้กันอยู่ว่า ด้วยขุมกำลังที่มี ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ เหมือนคนตกถังข้าวสาร เขามีผู้เล่นฝีเท้ายอดเยี่ยมอยู่มากมายเต็มทีมไปหมด

 

จะหยิบจับใครมาใช้ ผลงานก็ยังเป็นไปตามที่ปรารถนาได้ทั้งนั้น

 

ก่อนหน้านี้เขาเผชิญกับเสียงนินทาปรามาศ ว่าอดีตกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส ชายจากเมืองน้ำหอมคนแรกที่ได้ชูถ้วยสีทองของฟีฟ่าเมื่อ 20 ปีก่อน ถึงจะมีของดีมากมายในทีมแต่ใช้งานไม่เป็น

 

เมื่อฟุตบอลโลกครั้งนี้จบลงทุกอย่างเหมือนจะตรงกันข้าม เดส์ชองส์ แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถในการบริหารจัดการทีม มีแนวทางการเล่นที่ชัดเจน และมีทักษะในการแก้ไขสถานการณ์ของทีมได้อย่างดี

 

ในช่วงต้นของฟุตบอลโลก ฝรั่งเศส เล่นไม่เป็นโล้เป็นพาย ก็เป็นเขาที่ขัดใจทุกคนเลือก โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ลงมาเป็นเสาหลักในแดนหน้า ทำให้นักเตะอย่าง กรีซมันน์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงของพวกเขาออกมา

 

ผลที่ได้คือฝรั่งเศสมีเกมรุกที่อันตราย โดยที่ไม่จำเป็นต้องหวังพึ่งประตูจากศูนย์หน้ามือสะอาดอย่างชิรูด์เลยด้วยซ้ำ

 

ความจริงมันเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับฝรั่งเศส ในชุดที่เดส์ชองส์ยังเป็นกัปตันทีมมาแล้ว และเขาเดินตามรอยของ เอ็มเม ฌักเกต์ นายเก่าและครูผู้ยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

ในเกมรอบชิงชนะเลิศ ในขณะที่ โครเอเชีย พยายามรวบรวมเกมกลับมาในครึ่งหลัง เดส์ชองส์ ถอดเอา เอ็นโกโล ก็องเต มิดฟิลด์กันชนอันดับหนึ่งของโลกออกกลางคันท่ามกลางความสงสัยของคนทั้งโลก และส่ง สตีเวน เอ็นซองซี กองกลางที่มีความครบเครื่องมากกว่าลงมาแทน

 

ผลคือเกมแดนกลางที่เคยเสียเปรียบของฝรั่งเศส เพราะก็องเต ไม่สามารถยึดพื้นที่ทำลายเกมได้ กลับมาเป็นพวกเขาที่บงการทุกอย่างเอาไว้ได้เหมือนเดิม

 

เดส์ชองส์ หรือ กรีซมันน์ เป็นเพียงตัวอย่างของฝรั่งเศส ทีมที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมและเติบโตอย่างสง่างามในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

ฟุตบอลโลกที่เราได้เห็นความมหัศจรรย์ของ เอ็มบัปเป ไอ้หนูวัย 19 ปีที่จะเป็นพายุสลาตันถล่มวงการลูกหนังในอีกสิบปีข้างหน้า

 

เห็น เอ็มบัปเป แล้วก็อดคิดถึง ‘โอ เฟโนเมโน’ โรนัลโด ต้นตำหรับขึ้นมาไม่ได้ คล้ายกันมากจริงๆ

 

ด้วยนักเตะอย่างเขา รวมถึงอีกหลายคนในทีม Les Bleus ที่ยังเติบโตและแกร่งขึ้นได้อีกมาก การจะหาทีมมาล้มพวกเขาให้ได้ในฟุตบอลโลกอีก 4 ปีข้างหน้า ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

 

แต่ฝรั่งเศส จะไปได้ไกลถึงไหนกันนั้น เราคงต้องติดตาม

 

หลังเกมจบลง ซลัตโก ดาลิช นายใหญ่โครเอเชียผู้เงียบขรึมเรียกลูกทีมทุกคนมารวมตัวกันที่ข้างสนาม ด้านหลังประตูที่มีกองเชียร์ในชุดตารางสีแดงขาวนับร้อยนับพันยืนอยู่และไม่ยอมลุกหนีไปไหน

 

ดาลิช ขอให้ทุกคนกอดคอกัน ก่อนที่จะกล่าวคำพูดจากใจให้แก่ลูกทีมของเขาทุกคน

 

สิ้นเสียงของดาลิช น้ำจากสองตาของนักเตะทุกคนนั้นไหลพรั่งพรูราวกับน้ำพุแห่งความเปลี่ยวดายที่ไม่มีวันหมด และไม่ต่างกับเหล่ากองเชียร์ที่ลุกขึ้นยืนปรบมือให้เพื่อเป็นการให้เกียรติสูงสุดแก่เหล่านักรบลูกหลานของพวกเขาที่ต่อสู้อย่างดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้แล้ว

 

ลูกา โมดริช ได้รับรางวัลลูกฟุตบอลทองคำ เครื่องหมายของนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ ซึ่งแม้จะเหมือนเป็นรางวัลปลอบใจ และเขาไม่ใคร่ยินดีนักที่จะรับในทีแรก

 

แต่เมื่อเวลาผ่าน พายุอารมณ์สงบ โมดริช ก็ยอมรับความจริงว่าถึงพวกเขาจะไปไม่ถึงฝัน แต่อย่างน้อยก็ได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อคนอีก 4.5 ล้านคนในประเทศที่ส่งกำลังใจมาให้เสมอ

 

ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

 

ในเวลาหลังจากนั้นไม่นาน ที่จตุรัสเยลาซิค ใจกลางเมืองซาเกร็บ แฟนบอลในชุดขาวแดงต่างพากันร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน น้ำเสียงที่เปล่งมาบ่งบอกถึงความภูมิใจในทีมของพวกเขาที่สู้ได้น่ายกย่อง แม้จะมีคราบน้ำตาบนใบหน้าก็ตาม

 

อีกฟากหนึ่งของยุโรปที่หน้าหอไอเฟล ประตูชัย เรื่อยไปจนถึงฌ็องเซลิเซ แฟนฟุตบอลฝรั่งเศสผู้ชนะในวันนี้ได้เฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่กับดาวดวงที่สองบนอกเสื้อทีมชาติของพวกเขา

 

ที่มอสโกก็เช่นกัน ฉลองกันอย่างไม่รู้วันและคืน

 

แต่การฉลองและร้องรำนั้นย่อมมีวันสิ้นสุด ไม่นานเสียงเหล่านั้นย่อมมีวันเงียบลง

 

เมื่อฟ้าแจ้งในพรุ่งนี้เช้าเรื่องเหล่านี้ก็กลายเป็นวันเก่า และเราทุกคนก็จะกลับไปใช้ชีวิตกันตามปกติ

 

เพียงแต่เรายังเหลือเรื่องราว เรื่องเล่า และความทรงจำของฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

 

ฟุตบอลโลกที่สวยสดและงดงามที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต  

 

Спасибо

 

ขอบคุณนะ

 

До свидания

 

ลาก่อน

 

และ До встречи

 

แล้วพบกันใหม่ 🙂

Photo: Reuters

The post Les Bleus กับแชมป์โลกที่คู่ควร ในฟุตบอลโลกที่สวยงามที่สุดครั้งหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-les-bleus/feed/ 0
บอลแพ้คนไม่แพ้ แฟนโครแอตสดุดีวีรบุรุษทีมชาติ เผยภูมิใจในผลงานแม้พลาดหวังแชมป์ฟุตบอลโลก https://thestandard.co/fifa18worldcup-croatia-won-hearts/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-croatia-won-hearts/#respond Mon, 16 Jul 2018 06:40:03 +0000 https://thestandard.co/?p=107813

แฟนฟุตบอลโครเอเชียยังร่วมสดุดีผลงานของนักเตะทีมชาติด้วย […]

The post บอลแพ้คนไม่แพ้ แฟนโครแอตสดุดีวีรบุรุษทีมชาติ เผยภูมิใจในผลงานแม้พลาดหวังแชมป์ฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

แฟนฟุตบอลโครเอเชียยังร่วมสดุดีผลงานของนักเตะทีมชาติด้วยความภาคภูมิใจกับผลงานในฟุตบอลโลก 2018 ถึงแม้ว่าจะเสียใจที่ทีมพลาดโอกาสการเป็นแชมป์สมัยแรกก็ตาม

 

บรรยากาศที่กรุงซาเกร็บ เมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย แฟนฟุตบอลหลายหมื่นคนได้ออกมาร่วมให้กำลังใจทีมชาติโครเอเชียที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกที่จัตุรัสเยลาซิค ซึ่งสุดท้ายแม้ทีมจะพ่ายต่อฝรั่งเศส 2-4 แต่แฟนฟุตบอลโครเอเชียก็ยังร่วมสดุดีนักฟุตบอลที่ทำให้คนทั้งชาติภูมิใจ

 

 

“เด็กๆ ของเราได้พยายามทำทุกอย่างในสนามจนหยดสุดท้ายแล้ว” คริสเตียน สเตรอนิช แฟนฟุตบอลรายหนึ่งกล่าว “มันเป็นเกมที่พิเศษ คนทั้งชาติรู้สึกซาบซึ้งมาก เราภูมิใจกับทีมในยุคทองของเรา พวกเขาสู้ราวกับราชสีห์”

 

“ฉันเสียใจกับทุกคน ทีมก็ทำให้พวกเขามีความสุขกันมาก แต่พวกเขาก็ได้ทำทุกอย่างแล้ว พวกเขาคือวีรบุรุษของพวกเรา” ออโรลา เคอร์นิช แฟนฟุตบอลสาวโครเอเชียกล่าวทั้งน้ำตา ขณะที่ ดราโก โคซิช ผู้บรรยายกีฬาทางสถานีโทรทัศน์ TV HRT กล่าวกับผู้ชมว่า “โครเอเชียสามารถภูมิใจได้ และเราควรจะปรบมือให้เด็กๆ ของพวกเรา”

 

ด้าน อังเดร เพลนโควิช นายกรัฐมนตรีโครเอเชีย ซึ่งชมเกมร่วมกับแฟนบอลในแฟนโซนกล่าวสดุดีนักเตะทีมชาติว่า “พวกเขาคือแชมป์โลกของพวกเรา พวกเขาสอนให้พวกเราได้รู้จักหัวใจและความเป็นหนึ่งเดียวกัน” ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เราชาวโครเอเชียได้ผ่านช่วงเวลาที่แสนวิเศษและยากที่จะลืมเลือนตลอดเดือนที่ผ่านมาร่วมกัน”

 

Photo: Reuters

The post บอลแพ้คนไม่แพ้ แฟนโครแอตสดุดีวีรบุรุษทีมชาติ เผยภูมิใจในผลงานแม้พลาดหวังแชมป์ฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-croatia-won-hearts/feed/ 0
เผยวงดนตรีพังก์ Pussy Riot บุกลงสนามนัดชิงฟุตบอลโลก เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมือง https://thestandard.co/fifa18worldcup-pussy-riot/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-pussy-riot/#respond Mon, 16 Jul 2018 06:20:13 +0000 https://thestandard.co/?p=107820

ควันหลงจากฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศระหว่างฝรั่งเศสกับโครเอ […]

The post เผยวงดนตรีพังก์ Pussy Riot บุกลงสนามนัดชิงฟุตบอลโลก เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ควันหลงจากฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศระหว่างฝรั่งเศสกับโครเอเชียที่จบลงไปเมื่อวานนี้ มีคนจากกลุ่มผู้ชมวิ่งเข้าไปในสนามในประมาณนาทีที่ 52 ปรากฏว่ากลุ่มบุคคลนั้นคือวงดนตรี Pussy Riot ซึ่งอ้างว่าการแทรกแซงเหตุการณ์ในสนามเป็นการแสดงออกทางการเมือง

 

วง Pussy Riot วงพังก์และนักกิจกรรมการเมืองจากรัสเซีย ออกมาแถลงการณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของวงว่า การกระทำดังกล่าวในสนามลุจนีกี สเตเดียม ในกรุงมอสโก เป็นการแสดงออกทางการเมือง

 

ทางวงเรียกร้องให้เกิดการปล่อยนักโทษทางการเมืองที่เกิดจากการเข้าร่วมประท้วง และเลิกการดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่แสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีการแข่งขันทางการเมืองในประเทศอย่างแท้จริงอีกด้วย

 

ประมาณ 6 ปีก่อน วงดนตรีดังกล่าวเคยโดนข้อหาการรวมกลุ่มใช้ความรุนแรงและต้องใช้เวลาในเรือนจำถึงสองปีมาแล้ว จากเหตุการณ์เล่นเพลง ‘Punk Prayer’ ซึ่งมีเนื้อหาต่อต้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ณ วิหารเซนต์ ซาเวียร์ ในกรุงมอสโก มาแล้ว

 

ครั้งนี้วงเลือกที่จะกระทำการประท้วงต่อหน้าผู้ชมทั่วโลก รวมถึงประธานาธิบดีปูตินเอง จนเกิดภาพของสมาชิกในวงแปะมือกับคีเลียน เอ็มบัปเป้ แข้งคนดังของทีมชาติฝรั่งเศสทั่วโลกโซเชียลอย่างรวดเร็วในคืนที่ผ่านมา

Photo: REUTERS

อ้างอิง:

The post เผยวงดนตรีพังก์ Pussy Riot บุกลงสนามนัดชิงฟุตบอลโลก เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-pussy-riot/feed/ 0
จากปารีสถึงมอสโก แฟนฝรั่งเศสหลายแสนฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 สุดเหวี่ยงข้ามคืน https://thestandard.co/world-cup-2018-france-celebrates-soccer-victory/ https://thestandard.co/world-cup-2018-france-celebrates-soccer-victory/#respond Mon, 16 Jul 2018 05:13:08 +0000 https://thestandard.co/?p=107782

แฟนฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสนับแสนออกมาร่วมเฉลิมฉลองการคว้า […]

The post จากปารีสถึงมอสโก แฟนฝรั่งเศสหลายแสนฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 สุดเหวี่ยงข้ามคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

แฟนฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสนับแสนออกมาร่วมเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 กันอย่างมืดฟ้ามัวดินตั้งแต่กรุงปารีสจนถึงกรุงมอสโก หลังจากที่ขุนพล Les Bleus ประกาศศักดาพิชิตโครเอเชีย ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

 

 

หลังชัยชนะของฝรั่งเศส เหนือ โครเอเชีย ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ที่สนามลุจนีกี สเตเดียม ซึ่งทีมของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ สามารถเอาชนะได้ด้วยสกอร์ 4-2 เป็นการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้งหลังจากที่เคยได้แชมป์ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว บรรยากาศการเฉลิมฉลองของแฟนบอลฝรั่งเศสได้เริ่มต้นขึ้นทันที

 

 

โดยที่กรุงปารีส ในแฟนโซนที่หน้าหอไอเฟล ซึ่งสามารถรองรับแฟนฟุตบอลกว่า 90,000 คน แฟนๆ ต่างเฉลิมฉลองกันอย่างสุดเหวี่ยง ทั้งเป่าแตรและร่วมกันร้องเพลง La Marseillaise หรือเพลงชาติฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีผู้คนที่เดินฉลองตามท้องถนนในบริเวณประตูชัย และถนนฌ็องเซลิเซ ซึ่งก่อนหน้านี้ 24 ชั่วโมงเพิ่งจะมีการฉลองในวันบัสตีย์ หรือวันชาติฝรั่งเศส ที่ตรงกับวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปี โดยคาดว่ามีแฟนบอลมากกว่า 250,000 คนที่ร่วมฉลองในบริเวณนี้

 

 

นอกจากนี้ยังมีบรรยากาศของการเฉลิมฉลองที่กรุงมอสโก ที่มีแฟนฟุตบอลหลายหมื่นคนเดินทางมาชมเกมในนัดนี้ รวมถึงประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง และภริยา ที่เดินทางมาให้กำลังใจนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสถึงที่สนาม และได้ร่วมพิธีมอบถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกหลังเกมจบลงด้วย

 

 

Photo: Reuters

 

The post จากปารีสถึงมอสโก แฟนฝรั่งเศสหลายแสนฉลองแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 สุดเหวี่ยงข้ามคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-cup-2018-france-celebrates-soccer-victory/feed/ 0
World Cup Diary Final Day สปาซีบา รัสเซีย https://thestandard.co/world-cup-diary-final-day/ https://thestandard.co/world-cup-diary-final-day/#respond Mon, 16 Jul 2018 03:49:30 +0000 https://thestandard.co/?p=107733

“วูฮู้วววววววว” เสียงของผู้หญิงในธงชาติสีน้ำเงินขาวแดงว […]

The post World Cup Diary Final Day สปาซีบา รัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

“วูฮู้วววววววว” เสียงของผู้หญิงในธงชาติสีน้ำเงินขาวแดงวิ่งฝ่าสายฝน หลังจากที่ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จด้วยการเอาชนะโครเอเชียไป 4-2

 

 

ระหว่างที่ทีมงานกำลังเดินทางออกจากสนามไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนักเสมือนเป็นการปิดฉากทุกอย่างลงอย่างเป็นทางการด้วยการชำระล้างสีสันต่างๆ ที่ได้ถูกตกแต่งโดยเจ้าภาพและแฟนบอลที่เดินทางมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้

 

แม้ว่าฝนจะเทตกลงมาอย่างหนักพร้อมกับเสียงฟ้าผ่า แต่เสียงเชียร์จากแฟนบอลก็ยังคงดังไปพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะที่เกิดจากความประทับใจในความอบอุ่นของเจ้าภาพผู้จัดการแข่งขัน

 

เรายังคงจำวันแรกที่เดินทางมาถึงรัสเซียได้เป็นอย่างดี ที่สนามบินมีคนขับแท็กซี่ร่างยักษ์ที่สามารถยกกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ของทีมงานของ THE STANDARD ด้วยมือเดียวขึ้นรถของเขา และใช้เวลา 3 ชั่วโมงพาเราเข้าสู่ที่พัก

 

 

ก่อนเราจะเริ่มต้นรายงานบรรยากาศที่สนามลุซนีกี สเตเดียม เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน กับเกมแรกที่เจ้าภาพรัสเซียเปิดบ้านและเปิดการแข่งขันด้วยการเอาชนะซาอุดีอาระเบียไป 5-0

 

ตลอดการเดินทางของเราทั้งหมดเดือนกว่า ต้องบอกเลยว่าเราจะไม่มองฟุตบอลโลกเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ฟุตบอลโลกคือมหกรรมที่ต้องมีการลงทุนหลายพันล้านทุก 4 ปีเพื่อให้ผู้คนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกันจากทั่วโลกมาร่วมสัมผัสความสุขที่เกิดขึ้นในที่เดียวกัน

 

 

รัสเซียครั้งนี้ถือว่าทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมจนทำให้เราได้พบเจอกับความรู้สึกที่ผู้คนมีต่อฟุตบอลได้อย่างเต็มที่ เราได้เห็นความสำเร็จของทีมที่นำพาผู้คนในประเทศเข้าด้วยกันเพื่อสนับสนุนนักเตะ 23 คน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับการแข่งขันฟุตบอล

 

เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าฟุตบอลคือสิ่งที่สามารถช่วยให้คนลืมความทุกข์หลายๆ อย่างในชีวิต แม้ว่าจะเป็นแค่เวลาเพียง 1 เดือน แต่ช่วงเวลานี้ช่วยให้หลายคนได้พบสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตที่พวกเขาอาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบเจอในฟุตบอลโลก

 

เช่นเดียวกัน ทีมงาน THE STANDARD ได้ค้นพบว่าคนแปลกหน้าชาวรัสเซียพร้อมให้ความช่วยเหลือเรา ทั้งที่เขาไม่สามารถสื่อการกับเราได้สักคำด้วยการพยักหน้าและชี้บอกทาง หรือแม้กระทั่งเดินไปส่งเราถึงที่ที่เราต้องการจะไป

 

 

สาวรัสเซียที่บอกทางเราผิดสถานีจนยอมกระโดดขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันเพื่อมาบอกให้ไปสถานีที่เราต้องการจะไป

 

แฟนบอลรัสเซียที่มอบหมวกให้กับเราในวันที่ฝนกำลังจะตก เพราะเป็นห่วงสุขภาพของ ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม ช่างภาพของเรา

 

รวมถึงคนแปลกหน้าที่กลายเป็นเพื่อนเมื่อเราได้ร่วมช่วยเหลือ ได้ร่วมผจญภัยในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปด้วยกัน

 

 

เสียงของฝนยังคงกระหน่ำตกลงมาอย่างหนัก ทีมงานของ THE STANDARD หนีมาหลบฝนด้านในสถานีรถไฟใต้ดิน และแล้วเสียงเชียร์ที่เราคุ้นเคยอย่าง Russi-Ya Russi-Ya Russi-Ya เพลงยอดฮิตติดชาร์ตอันดับหนึ่งก็กลับมาสู่สถานีนี้อีกครั้ง

 

แต่พอแฟนบอลเริ่มเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่วงทำนองก็ดังชัดขึ้นว่าพวกเขาไม่ได้ใช้คำว่า Russi-Ya แต่พวกเขากำลังร้องออกมาเป็นคำว่า สปาซีบา สปาซีบา สปาซีบา ซึ่งแปลว่า ขอบคุณ ในภาษารัสเซียนั้นเอง

 

 

ทีมงานก็ร่วมร้องไปกับพวกเขาและเดินขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน พร้อมกับสังเกตเห็นว่าประชาชนชาวรัสเซียเต็มไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนเราจะบอกสปาซีบาอีกครั้งกับพวกเขาและแยกย้ายกลับที่พักเพื่อแพ็กกระเป๋าเก็บของ และเริ่มต้นเขียนบันทึกการเดินทางครั้งสุดท้ายที่ประเทศรัสเซียในศึกฟุตบอลโลกนี้ขึ้นทันที

 

สปาซีบา รัสเซีย

 

 

The post World Cup Diary Final Day สปาซีบา รัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-cup-diary-final-day/feed/ 0
ฝรั่งเศสเหนือชั้นกว่า เอาชนะโครเอเชีย 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในรอบ 20 ปีได้สำเร็จ! https://thestandard.co/fifa18worldcup-final-france-4-2-croatia/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-final-france-4-2-croatia/#respond Sun, 15 Jul 2018 17:30:53 +0000 https://thestandard.co/?p=107684

    ศึกการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบชิงชนะเลิศ […]

The post ฝรั่งเศสเหนือชั้นกว่า เอาชนะโครเอเชีย 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในรอบ 20 ปีได้สำเร็จ! appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

ศึกการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบชิงชนะเลิศที่สนามลุจนีกี สเตเดียม ทีมชาติฝรั่งเศสพบโครเอเชีย เกมนี้ผู้เล่นตัวหลักของทั้งสองทีมพร้อมเต็มสูบ 100% มาในแผนการเล่น 4-2-3-1 ฝั่งเลส์ เบลอส์ มี อูโก โยริส ลงประจำการในตำแหน่งผู้รักษาประตู ร่วมกับ เบนจามิน ปาวาร์, ราฟาแอล วาราน, ซามูเอล อุมติตี้ และลูคัส เอร์นานเดซ แดนกลางใช้ เอ็นโกโล ก็องเต, พอล ป็อกบา พร้อมขยับ แบลส มาตุยดี ขึ้นมาเล่นกราบซ้าย ฝั่งขวามี คีเลียน เอ็มบัปเป้ กองกลางตัวรุกใช้ อองตวน กรีซมันน์ เล่นร่วมกับศูนย์หน้า โอลิวิเยร์ ชิรูด์

 

 

ฝั่งโครเอเชียใช้ ดานิเยล ซูบาซิช ลงเล่นเป็นผู้รักษาประตู แผงหลัง 4 คนใช้ ซิเม เวอร์ซัลจ์โก, เดยัน ลอฟเรน, โดมาโกจ์ วิด้า และอีวาน สตรินิช ลงประสานงานร่วมกัน กองกลาง 3 คนใช้ อีวาน ราคิติช, มาร์เซโล โบรโซวิช และคีย์แมนคนสำคัญ ลูกา โมดริช ในตำแหน่งปีกซ้าย และปีกขวามี อีวาน เปริซิช และอันเต้ เรบิช โดยศูนย์หน้าตัวเป้าทิ้ง มาริโอ มานด์ซูคิช ยืนค้ำในแดนหน้า

 

 

เริ่มเกมได้ 7 นาที โครเอเชียได้ลูกเตะมุมก่อน แต่ฝรั่งเศสยังช่วยกันเคลียร์ออกมาได้ ก่อนที่อีก 11 นาทีต่อมาทัพตราไก่จะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว กรีซมันน์เปิดฟรีคิกเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็นมานด์ซูคิชที่โหม่งเข้าประตูตัวเองไป หลังโดนขึ้นนำโครเอเชียก็พยายามเดินเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ความพยายามของพวกเขาจะมาประสบความสำเร็จในนาทีที่ 28 เปริซิชดึงบอลหลบผู้เล่นฝรั่งเศส 1 จังหวะ ก่อนซัดเข้าไปอย่างแม่นยำ ฝรั่งเศสเสมอโครเอเชีย 1-1

 

 

นาทีที่ 39 โครเอเชียมาพลาดเสียลูกจุดโทษง่ายๆ เมื่อเปริซิชดันไปใช้มือปัดบอลในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเรียกใช้เทคโนโลยี VAR ก่อนให้จุดโทษกับฝรั่งเศส และเป็นกรีซมันน์ที่สังหารเข้าไปอย่างเลือดเย็นให้ทีมขึ้นนำอีกครั้ง และเป็นประตูที่ 4 ของดาวยิงจากสโมสรแอตเลติโก มาดริด ในทัวร์นาเมนต์นี้แล้ว จบครึ่งแรก เลส์ เบลอส์ นำ 2-1

 

 

เริ่มเกมครึ่งหลังในนาทีที่ 51 เอ็มบัปเป้ติดสปีดขึ้นมาทางด้านขวาของสนาม ก่อนแซงผู้เล่นโครเอเชียและได้ลองยิงเหน่งๆ แต่ซูบาซิชยังเซฟเอาไว้ได้ ก่อนที่ 8 นาทีต่อมาป็อกบาจะได้ลองซัดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษให้ฝรั่งเศสขึ้นนำโครเอเชียอีกครั้งเป็น 3-1 และเป็นประตูแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ของเจ้าตัว 

 

 

หลังนำห่าง 2 ประตู ฝรั่งเศสยังคงเป็นฝ่ายคุมเกมได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นโกลเดนบอยเอ็มบัปเป้ที่ยิงให้ทัพเลส์ เบลอส์ นำห่างอีกครั้งเป็น 4-1 ในนาทีที่ 65 และเป็นประตูที่ 4 ของศูนย์หน้าจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ นำเป็นดาวซัลโวร่วมของทีมคู่กับกรีซมันน์ อย่างไรก็ดี 4 นาทีต่อมาโยริสเล่นติดประมาทจนพลาดเคลียร์บอลไปโดนเท้ามานด์ซูคิชเข้าประตูให้โครเอเชียไล่ตีตื้นขึ้นมาติดๆ ที่ 2-4

 

 

ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันไม่ได้ ฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชียได้ 4-2 พร้อมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จในรอบ 20 ปี ขณะที่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ยังเป็นโค้ชคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ลูกหนังที่คว้าถ้วยฟุตบอลโลกได้สำเร็จทั้งในฐานะผู้เล่นและโค้ชต่อจาก มาริโอ ซากัลโล (บราซิล) และฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ (เยอรมนี)

 

The post ฝรั่งเศสเหนือชั้นกว่า เอาชนะโครเอเชีย 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในรอบ 20 ปีได้สำเร็จ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-final-france-4-2-croatia/feed/ 0
ตารางและผลการแข่งขันฟุตบอลโลกล่าสุด https://thestandard.co/fifa18worldcup-scores/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-scores/#respond Sun, 15 Jul 2018 17:15:13 +0000 https://thestandard.co/?p=97979

  อัปเดตโปรแกรมการแข่งขันและช่องทางถ่ายทอดสดบอลโลก […]

The post ตารางและผลการแข่งขันฟุตบอลโลกล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
 
 
 
 

ผลการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม 2561

 

 

ฝรั่งเศส VS โครเอเชีย

ฝรั่งเศสเหนือชั้นกว่า เอาชนะโครเอเชีย 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในรอบ 20 ปีได้สำเร็จ!

 

ศึกการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบชิงชนะเลิศที่สนามลุจนีกี สเตเดียม ทีมชาติฝรั่งเศสพบโครเอเชีย เกมนี้ผู้เล่นตัวหลักของทั้งสองทีมพร้อมเต็มสูบ 100% มาในแผนการเล่น 4-2-3-1 ฝั่งเลส์ เบลอส์ มี อูโก โยริส ลงประจำการในตำแหน่งผู้รักษาประตู ร่วมกับ เบนจามิน ปาวาร์, ราฟาแอล วาราน, ซามูเอล อุมติตี้ และลูคัส เอร์นานเดซ แดนกลางใช้ เอ็นโกโล ก็องเต, พอล ป็อกบา พร้อมขยับ แบลส มาตุยดี ขึ้นมาเล่นกราบซ้าย ฝั่งขวามี คีเลียน เอ็มบัปเป้ กองกลางตัวรุกใช้ อองตวน กรีซมันน์ เล่นร่วมกับศูนย์หน้า โอลิวิเยร์ ชิรูด์ 

 

ฝั่งโครเอเชียใช้ ดานิเยล ซูบาซิช ลงเล่นเป็นผู้รักษาประตู แผงหลัง 4 คนใช้ ซิเม เวอร์ซัลจ์โก, เดยัน ลอฟเรน, โดมาโกจ์ วิด้า และอีวาน สตรินิช ลงประสานงานร่วมกัน กองกลาง 3 คนใช้ อีวาน ราคิติช, มาร์เซโล โบรโซวิช และคีย์แมนคนสำคัญ ลูกา โมดริช ในตำแหน่งปีกซ้าย และปีกขวามี อีวาน เปริซิช และอันเต้ เรบิช โดยศูนย์หน้าตัวเป้าทิ้ง มาริโอ มานด์ซูคิช ยืนค้ำในแดนหน้า

 

เริ่มเกมได้ 7 นาที โครเอเชียได้ลูกเตะมุมก่อน แต่ฝรั่งเศสยังช่วยกันเคลียร์ออกมาได้ ก่อนที่อีก 11 นาทีต่อมาทัพตราไก่จะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว กรีซมันน์เปิดฟรีคิกเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็นมานด์ซูคิชที่โหม่งเข้าประตูตัวเองไป หลังโดนขึ้นนำโครเอเชียก็พยายามเดินเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ความพยายามของพวกเขาจะมาประสบความสำเร็จในนาทีที่ 28 เปริซิชดึงบอลหลบผู้เล่นฝรั่งเศส 1 จังหวะ ก่อนซัดเข้าไปอย่างแม่นยำ ฝรั่งเศสเสมอโครเอเชีย 1-1

 

นาทีที่ 39 โครเอเชียมาพลาดเสียลูกจุดโทษง่ายๆ เมื่อเปริซิชดันไปใช้มือปัดบอลในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเรียกใช้เทคโนโลยี VAR ก่อนให้จุดโทษกับฝรั่งเศส และเป็นกรีซมันน์ที่สังหารเข้าไปอย่างเลือดเย็นให้ทีมขึ้นนำอีกครั้ง และเป็นประตูที่ 4 ของดาวยิงจากสโมสรแอตเลติโก มาดริด ในทัวร์นาเมนต์นี้แล้ว จบครึ่งแรก เลส์ เบลอส์ นำ 2-1

 

เริ่มเกมครึ่งหลังในนาทีที่ 51 เอ็มบัปเป้ติดสปีดขึ้นมาทางด้านขวาของสนาม ก่อนแซงผู้เล่นโครเอเชียและได้ลองยิงเหน่งๆ แต่ซูบาซิชยังเซฟเอาไว้ได้ ก่อนที่ 8 นาทีต่อมาป็อกบาจะได้ลองซัดด้วยซ้ายหน้ากรอบเขตโทษให้ฝรั่งเศสขึ้นนำโครเอเชียอีกครั้งเป็น 3-1 และเป็นประตูแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ของเจ้าตัว

 

หลังนำห่าง 2 ประตู ฝรั่งเศสยังคงเป็นฝ่ายคุมเกมได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นโกลเดนบอยเอ็มบัปเป้ที่ยิงให้ทัพเลส์ เบลอส์ นำห่างอีกครั้งเป็น 4-1 ในนาทีที่ 65 และเป็นประตูที่ 4 ของศูนย์หน้าจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ นำเป็นดาวซัลโวร่วมของทีมคู่กับกรีซมันน์ อย่างไรก็ดี 4 นาทีต่อมาโยริสเล่นติดประมาทจนพลาดเคลียร์บอลไปโดนเท้ามานด์ซูคิชเข้าประตูให้โครเอเชียไล่ตีตื้นขึ้นมาติดๆ ที่ 2-4

 

ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันไม่ได้ ฝรั่งเศสเอาชนะโครเอเชียได้ 4-2 พร้อมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จในรอบ 20 ปี ขณะที่ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ยังเป็นโค้ชคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ลูกหนังที่คว้าถ้วยฟุตบอลโลกได้สำเร็จทั้งในฐานะผู้เล่นและโค้ชต่อจาก มาริโอ ซากัลโล (บราซิล) และฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ (เยอรมนี)

 


 

ผลการแข่งขันรอบชิงที่ 3 

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2561

 

 
 
เบลเยียม VS อังกฤษ
เบลเยียมย้ำแค้นอังกฤษ 2-0 คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก
 
เบลเยียมย้ำแค้นอังกฤษอีกครั้งด้วยสกอร์ 2-0 จากการทำประตูของ โธมัส มูนิเยร์ ในช่วงต้นเกม และ เอเดน อาซาร์ ในช่วงก่อนหมดเวลา 8 นาที คว้าอันดับ 3 การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ไปครอง
 
เกมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อารีนา เป็นการกลับมาพบกันของเบลเยียมซึ่งพ่ายต่อฝรั่งเศส ตกรอบรองชนะเลิศมากับอังกฤษที่ผิดหวังด้วยการแพ้ต่อโครเอเชียในช่วงการต่อเวลาพิเศษ โดยทั้งสองทีมเคยพบกันมาแล้วในรอบแรก และเบลเยียมชนะไป 1-0 
 
นัดนี้ เบลเยียมมีการปรับผู้เล่นเพียงแค่ 2 ตำแหน่งเท่านั้น ขณะที่อังกฤษมีการปรับเปลี่ยนถึง 5 ตำแหน่ง และเริ่มเกมมาทางเบลเยียม ได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 4 เมื่อได้จังหวะสวนกลับ และเป็น โธมัส มูนิเยร์ วิ่งแบ็กขวาเติมขึ้นมาในเขตโทษวิ่งมายิงเข้าไปอย่างเด็ดขาดให้ทีมขึ้นนำ 1-0
 
หลังได้ประตูขึ้นนำ เบลเยียมยังทำได้เหนือกว่าแต่ไม่สามารถบวกสกอร์เพิ่มได้แต่อย่างใด ขณะที่อังกฤษเล่นไม่ไหลลื่นและไม่สามารถทำอะไรคืนได้จนจบครึ่งแรก จนต้องมีการแก้เกมส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เจสซี ลินการ์ด ลงมาปรับแนวรุกและทำให้อังกฤษดูดีขึ้น
 
แต่ในขณะที่อังกฤษพยายามบุกหนักเพื่อตีเสมอ ก็มาโดนเกมสวนกลับของเบลเยียมเล่นงานอีกครั้งในนาทีที่ 82 โดยเป็น เอเดน อาซาร์ ได้หลุดเข้าเขตโทษ ก่อนยิงสวนตัว จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้าไปอย่างเหนือชั้น และเป็นประตูย้ำชัยให้เบลเยียมคว้าชัยชนะ 2-0 ได้อันดับ 3 ของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ไปครอง และเป็นการทำผลงานดีที่สุดในฟุตบอลโลกของพวกเขาด้วย ขณะที่อังกฤษได้อันดับ 4 เป็นสมัยที่ 2 หลังจากเคยได้มาแล้วครั้งหนึ่งในปี 1990
 
 

 

ผลการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561

 

 

โครเอเชีย VS อังกฤษ

It’s Not Coming Home! อังกฤษฝันสลาย โครเอเชียผงาดแซง 2-1 เข้าชิงฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

เกมการแข่งขันนัดสุดท้ายในรอบรองชนะเลิศ โครเอเชียปะทะอังกฤษ เกมนี้ทั้งสองทีมยังเลือกใช้ผู้เล่นชุดหลัก 11 ตัวจริง ออกสตาร์ทในแผนถนัด โครแอตมี อีวาน ราคิติช, มาร์เซโล โบรโซวิช และ ลูกา โมดริช เป็นสามหัวใจสำคัญในแผงกลาง ด้านอังกฤษใช้ดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ แฮร์รี เคน ยืนค้ำในแดนหน้าคู่กับ ราฮีม สเตอร์ลิง

 

เริ่มเกมมา 4 นาที อังกฤษได้ลุ้นก่อนจากฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ และเป็น คีแรน ทริปเปียร์ ที่บรรจงปั่นโค้งๆ เข้าไปอย่างสวยงามให้ทีมขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 9 จาก 12 ลูกในทัวร์นาเมนต์นี้แล้วที่สิงโตคำรามทำได้จากลูกตั้งเตะ หลังจากนั้นทัพตราหมากรุกพยายามตั้งเกมบุกอยู่เรื่อยๆ จนนาทีที่ 19 ก็มาได้ลุ้นตีเสมอจากจังหวะส่องไกลของ อีวาน เปริซิช แต่บอลยังหลุดกรอบออกไป จบ 45 นาทีแรก อังกฤษนำ 1-0 

 

ครึ่งหลังโครเอเชียเดินหน้าเปิดเกมบุกใส่ทรีไลออนส์อย่างต่อเนื่อง และความพยายามของพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในนาทีที่ 68 ซิเม เวอร์ซัลจ์โก เปิดบอลเข้ามาจากกราบขวา เปริซิชวิ่งสอดขึ้นมาจากตัวสุดท้าย ก่อนกระโดดแตะบอลเข้าไปให้ทีมตามตีเสมอ 1-1 ก่อนที่อีก 4 นาทีถัดมาโครเอเชียจะชวดโอกาสขึ้นนำ เมื่อเปริซิชคนเดิมดันยิงบอลไปชนเสา ยิ่งเล่น โมเมนตัมของเกมก็เริ่มหันมาทางโครแอต จนอังกฤษต้องรีบปรับทัพ เปลี่ยน ราฮีม สเตอร์ลิงออก แล้วส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมาเล่นแทน ท้ายเกมยังใส่สกอร์เพิ่มกันไม่ได้ จบ 90 นาทีต้องไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 98 อังกฤษเกือบเป็นฝ่ายขึ้นนำบ้างจากลูกเตะมุม จอห์น สโตนส์ ได้ขึ้นโหม่งคนเดียว แต่เวอร์ซัลจ์โกยังโหม่งสกัดออกมากจากเส้นประตูได้ ในที่สุดโครเอเชียก็มาได้ประตูขึ้นนำสำเร็จในนาทีที่ 109 เปริซิชโขกชงย้อนกลับหลังให้มาริโอ มานด์ซูคิช ได้ซัดเข้าไป โครเอเชียนำ 2-1 

 

ช่วงเวลาที่เหลือ อังกฤษได้แค่ป้วนเปี้ยนไปมาหน้ากรอบเขตโทษ จบเกม โครเอเชียชนะอังกฤษได้สำเร็จ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยจะเข้าไปเจอกับทีมชาติฝรั่งเศสในวันอาทิตย์ที่ 15 ก.ค. นี้ เวลา 22.00 น. ส่วนผู้แพ้อย่างอังกฤษจะพบกับทีมชาติเบลเยียมในวันเสาร์ที่ 14 ก.ค. เวลา 21.00 น. เพื่อลุ้นแย่งอันดับที่ 3

 


 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2561

 

 

ฝรั่งเศส VS เบลเยียม

ฝรั่งเศสไว้ลาย อุมติตี้ โขกชัยเฉือนหวิวเบลเยียม 1-0 ผ่านเข้าชิงเป็นทีมแรกได้สำเร็จในรอบ 12 ปี

 

เกมการแข่งขันนัดแรกรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 2018 ฝรั่งเศสพบเบลเยียม ฝรั่งเศสได้ แบลส มาตุยดี กลับมาคุมเกมในแดนกลาง ส่วนเบลเยียมเลือกใช้ มูซา เดมเบเล ลงมาเล่นแทน โธมัส มูนิเยร์ ที่โดนโทษแบนจากใบเหลืองที่สะสมครบโควตา เริ่มเกมมาเป็นฝรั่งเศสที่ได้ลุ้นก่อนเมื่อ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ใช้ความเร็วกระชากพาบอลขึ้นมาทางกราบขวาก่อนเปิดเข้ากลาง แต่กองหลังเบลเยียมยังช่วยกันสะกัดทิ้งออกไปได้

 

นาทีที่ 15 ปีศาจแดงแห่งยุโรปมีโอกาสได้ลุ้นจากลูกซัดเรียดพื้นของ เอเดน อาซาร์ บอลยังหลุดกรอบออกไป ขณะที่รูปเกมส่วนใหญ่ทั้งสองทีมยังไม่ผลีผลามเดินเกมบุกใส่กันมากนัก ก่อนที่ 6 นาทีต่อมา โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ได้กลับตัวยิงในกรอบเขตโทษ แต่ อูโก โยริส ยังโชว์เหนียวปัดออกไปได้ ท้ายครึ่งแรกฝรั่งเศสมาได้ลุ้นเสียวบ้างจากจังหวะที่แบ็กขวาดาวรุ่ง เบนจามิน ปาวาร์ เติมขึ้นมายิง แต่ ติโบต์ กูร์ตัวส์ ใช้ขาเซฟเอาไว้ได้เช่นกัน

 

ครึ่งหลังเริ่มมาได้แค่ 6 นาที ‘เลส์ เบลอส์’ ก็เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อนจากจังหวะลูกเตะมุม อองตวน กรีซมันน์ เปิดเข้ามาให้ ซามูเอล อุมติตี้ เทกตัวขึ้นเหนือผู้เล่นเบลเยียมโขกบอลเข้าไปให้ฝรั่งเศสนำ 1-0 ทำให้สถานการณ์บีบบังคับเบลเยียมต้องเปิดเกมรุกเข้าแลกแบบไม่มีทางเลือก เฮดโค้ช โรแบร์โต มาร์ติเนซ จึงเลือกปรับหมากโดยเอา ดรีส์ เมอร์เทนส์ ลงมาเล่นแทน อุสมาน เดมเบเล

 

นาทีที่ 81 อักเซล วิตเซล ได้โอกาสลองตั้งป้อมซัดระยะไกล บอลยังไปตรงตัวของ โยริส ทุบทิ้งออกมาได้ ช่วงเวลาที่เหลือของเกมทั้งสองทีมทำอะไรไม่ได้ จบเกมฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จในรอบ 12 ปี รอพบผู้ชนะระหว่างโครเอเชียและอังกฤษที่จะแข่งกันในวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.ย. นี้ เวลา 01.00 น. พร้อมขยับเข้าใกล้โอกาสการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 เข้าไปทุกขณะ (ก่อนหน้านี้คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สมัยเดียวเมื่อปี 1998) ส่วนผู้อกหักอย่างเบลเยียมจะรอพบกับผู้แพ้ของคู่ดังกล่าวเพื่อลุ้นชิงที่ 3 หลังเคยคว้าอันดับที่ 4 มาครองเมื่อปี 1986

 


 

ผลการแข่งขันรอบ 8 ทีม 

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2561

 

 

คู่ที่ 1: สวีเดน VS อังกฤษ

อังกฤษฟอร์มแกร่งอัดสวีเดนนิ่ม 2-0 ทะลุรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

ทีมชาติอังกฤษ ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี หลังเอาชนะทีมชาติสวีเดนได้ไม่ยากด้วยสกอร์ 2-0 จากประตูของ แฮร์รี แม็กไกวร์ และ เดเล อัลลี

 

เกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกคู่ที่ 3 ที่สนามซามารา สเตเดียม เป็นการพบกันระหว่างสวีเดน และ อังกฤษ โดยฝ่ายแรกเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์มาได้ ขณะที่ทีม ‘สิงโตคำราม’ เอาชนะโคลอมเบีย มาได้อย่างสุดระทึกในการดวลจุดโทษในรอบที่แล้ว

 

เริ่มเกมมา สวีเดนมีโอกาสได้ลุ้นประตูก่อนจากการสับไกของ มาร์คัส เบิร์ก แต่หลังจากนั้นเป็นอังกฤษ ที่เดินเครื่องเข้าใส่ตลอด แต่มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกเตะมุมในนาทีที่ 30 แอชลีย์ ยัง เปิดเข้ามาให้ แฮร์รี แม็กไกวร์ ปราการหลังดาวรุ่งทะยานขึ้นโขกเต็มศีรษะ บอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม โดยหลังจากนั้นอังกฤษมีโอกาสจะได้ประตูเพิ่มอีกหลายครั้ง แต่ทำไม่สำเร็จจนจบครึ่งแรก 

 

ในครึ่งหลัง อังกฤษ มาได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 จากจังหวะที่ เจสซี ลินการ์ด เปิดโค้งเข้ามาให้ เดเล อัลลี ขึ้นโหม่งระยะเผาขนเข้าไป ก่อนที่สวีเดนจะพยายามทวงประตูคืน ซึ่งก็มีโอกาสที่จะทำได้แต่ไม่สามารถยิงผ่านการเซฟของ จอร์แดน พิกฟอร์ด ได้ สุดท้ายอังกฤษรักษาสกอร์และเอาชนะได้สำเร็จ ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี และจะรอพบกับผู้ชนะระหว่างคู่ รัสเซีย และโครเอเชีย ที่จะลงสนามในคู่ดึกคืนนี้

 

คู่ที่ 2: รัสเซีย VS โครเอเชีย

โครเอเชียแม่นกว่า ดวลจุดโทษเฉือนรัสเซีย 4-3 ผ่านเข้าไปชนอังกฤษรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

 

เกมการแข่งขันนัดสุดท้ายในรอบก่อนรองชนะเลิศ​ (8 ทีมสุดท้าย) เจ้าภาพรัสเซียพบทีมม้ามืดฟอร์มแรง ‘โครเอเชีย’ สถิติก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ทีมพบกัน 3 ครั้ง (ไม่เคยพบกันในฟุตบอลโลกเลย) เป็นโครเอเชียที่ชนะได้ 1 ครั้ง ส่วนอีก 2 ครั้งเสมอกัน เกมนี้ทั้งสองทีมยังใช้ผู้เล่นตัวหลักลงเล่นเป็น 11 ตัวจริงเช่นเคย รัสเซียนำทัพมาโดย อิกอร์ อคินเฟเยฟ และ อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ส่วนทีมตราหมากรุกมี ลูกา โมดริช และ อีวาน ราคิติช เป็นหัวใจในแดนกลาง

 

เริ่มเกมได้ 6 นาที ทั้งรัสเซียและโครเอเชียต่างเปิดเกมรุกใส่กันทันที โดยได้โอกาสยิงกันทีมละ 2 ครั้งแต่ยังจบสกอร์ไม่ได้ หลังจากนั้นทั้ง 2 ทีมยังสลับกันรุกสลับกันรับอยู่เรื่อยๆ กระทั่งนาทีที่ 31 เจ้าภาพมาได้ประตูออกนำไปก่อนจากจังหวะที่ เดนิส เชรีเชฟ ทำชิ่งกับ อาร์เทม ซูบา ก่อนรับบอลกลับมาแล้วซัดไกลเข้าไปอย่างสุดสวย และเป็นประตูที่ 4 ของเขาในฟุตบอลโลกหนนี้แล้ว นำเป็นดาวซัลโวลำดับที่ 2 ร่วมกับ โรเมลู ลูกากู และ คริสเตียโน โรนัลโด (ทีมชาติโปรตุเกสตกรอบไปแล้ว)

 

หลังโดนขึ้นนำ โครเอเชียพยายามโหมบุกใส่หมีขาวอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอในนาทีที่ 40 ศูนย์หน้าร่างโย่ง มาริโอ มานด์ซูคิช เปิดบอลเข้าไปให้ อังเดรจ์ ครามาริช วิ่งเข้ามาโหม่งในกรอบเขตโทษเข้าประตูไป จบครึ่งแรกเสมอกัน 1-1

 

เริ่มครึ่งหลังนาทีที่ 59 โครเอเชียเฉียดเข้าใกล้การได้ประตูขึ้นนำแบบเส้นยาแดงผ่าแปด อีวาน เปริซิช ได้ยิงโล่งๆ หน้าประตู บอลไปชนเสาไกลเหลี่ยมในหลุดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย ท้ายเกมโครเอเชียมาโชคร้ายสุดๆ เมื่อผู้รักษาประตูมือหน่ึงของทีม ดานิเยล ซูบาซิช ได้รับบาดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อหลังต้นขากะทันหัน ขณะที่ทีมก็เปลี่ยนผู้เล่นตัวสำรองครบโควตาทั้ง 3 คนแล้ว ทำให้เจ้าตัวต้องฝืนเล่นช่วยประคองทีมต่อไป จบเกม 90 นาทียังทำอะไรกันไม่ได้ ต้องไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 101 ​โดมาโกจ์ วิดา ปราการหลังวัย 29 ปีของโครเอเชียมาโขกลูกเตะมุมให้ทีมขึ้นนำรัสเซียเป็น 2-1 ได้สำเร็จ ต่อมาในนาทีที่ 115 เจ้าภาพมาได้ประตูตีเสมอ 2-2 จากจังหวะที่ อลัน ซาโกเยฟ เปิดลูกตั้งเตะให้ มาริโอ แฟร์น็องเดส โหม่งเข้าไป ปลุกขวัญกำลังใจของทีมและแฟนบอลกลับมาได้อีกครั้ง จบเกม 120 นาทีต้องไปตัดสินโดยการดวลจุดโทษ

 

ช่วงดวลจุดโทษเป็นโครเอเชียที่แม่นยำกว่า ยิงเข้าไป 4 จาก 5 ลูก เอาชนะรัสเซียที่ยิงเข้าไปแค่ 3 ลูก ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี โดยจะเข้าไปพบกับทีมชาติอังกฤษในวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.ค. เวลา 01.00 น. ผู้ชนะจะเข้าไปลุ้นเป็นคู่ชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018

 


 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2561

 

 

คู่ที่ 1: อุรุกวัย VS ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสทรงดีกว่า ชนะอุรุกวัยแบบไม่ยากเย็น 2-0 ผ่านเข้าไปรอเจอผู้ชนะระหว่างบราซิลและเบลเยียม

 

เกมการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดแรกรอบ 8 ทีมสุดท้าย คู่แรกเป็นการพบกันระหว่างทีมชาติอุรุกวัยและทีมชาติฝรั่งเศส โดยทัพจอมโหดนัดนี้ไม่มี เอดินสัน คาวานี ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ส่วนตราไก่ขาด แบลส มาตุยดี ที่โดนโทษแบนจากการสะสมใบเหลืองครบ 2 ใบติดต่อกัน 2 แมตช์

 

หลังบุกอยู่นาน ฝรั่งเศสมาได้ประตูออกนำก่อนในนาทีที่ 40 จากจังหวะลูกตั้งเตะ ราฟาแอล วาราน เทกตัวขึ้นโหม่งเข้าประตูไป ท้ายครึ่งแรก อุรุกวัยเกือบได้ประตูตีเสมอจากจังหวะที่ ลูคัส ตอร์เรรา เปิดลูกตั้งเตะให้ มาร์ติน กาเซเรส โหม่งเหน่งๆ กลางประตู แต่ อูโก โยริส ยังโชว์ซูเปอร์เซฟช่วยทีมเอาไว้ได้

 

เริ่มเกมครึ่งหลังมาได้ 17 นาที อองตวน กรีซมันน์ ได้ลองตั้งป้อมซัดไกลจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งแรง เฟร์นันโด มุสเลรา ปัดไม่อยู่ปลิ้นเข้าประตูไป ฝรั่งเศสขึ้นนำอีกครั้ง

 

ช่วงเวลาที่เหลือ Les Bleus แพ็กเกมแน่นจนจอมโหดไม่สามารถเจาะประตูได้ จบเกมฝรั่งเศสเอาชนะอุรุกวัย 2-0 ผ่านเข้าไปเป็นทีมแรกในรอบ 4 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกปีนี้ได้สำเร็จ รอพบผู้ชนะระหว่างทีมชาติบราซิลและเบลเยียมที่จะแข่งกันในเวลา 01.00 น. (เช้าวันเสาร์)

 

คู่ที่ 2: บราซิล VS เบลเยียม

เบลเยียมทำได้ ล้มบราซิลสุดมัน 2-1 ทะลุรอบรองรอฉะฝรั่งเศส

 

เบลเยียม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชาติเมื่อสามารถสยบแชมป์โลก 5 สมัยอย่างบราซิล ได้ในเกมสุดมัน 2-1 ได้ผ่านเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศพบกับฝรั่งเศส

 

เกมที่สนามคาซาน อารีนา เป็นการพบกันของทีมเต็งหนึ่งของรายการอย่าง บราซิล ซึ่งวันนี้ไม่มี คาเซมิโร กองกลางตัวตัดเกมคนสำคัญที่ติดโทษแบน ต้องเป็น เฟอร์นานดินโญ ลงทำหน้าที่แทน และได้ มาร์เซโล คืนกลับมาเป็นตัวจริง พบกับ เบลเยียม ที่ส่ง มารูยาน เฟลไลนี ลงเป็นตัวจริง

 

เริ่มเกมมา บราซิล พยายามบุกกดดันอย่างหนัก และน่าจะได้ประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุม ติอาโก ซิลวา เข้าชาร์จบอลลูกโดนผิดเหลี่ยมจึงไปชนเสากระเด้งออกมาอย่างน่าเสียดาย แต่หลังจากนั้นในนาทีที่ 13 เบลเยียม กลับได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากลูกเตะมุมเหมือนกันและเป็นเฟอร์นานดินโญ ที่บอลมาโดนไหล่เปลี่ยนทางเข้าประตู

 

หลังจากนั้นเกมของ บราซิล กลายเป็นช็อตไปเลย ขณะที่ เบลเยียม รอจังหวะสวนกลับและทำได้อันตรายทุกครั้ง จนมาได้ประตูยิงหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 31 เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ ได้โอกาสส่องหน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งเป็นจรวดอย่างสวยงาม และเกมจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

 

ครึ่งหลัง บราซิล ส่ง โรแบร์โต เฟอร์มิโน ลงมาเติมเกมรุก และสามารถขึงเกมบุกกดดันเบลเยียมตลอด แต่ไม่ว่าจะพยายามสักกี่ครั้งก็ยังไม่ผ่าน ติโบต์ กูร์ตัวส์ ผู้รักษาประตูเบลเยียม ที่เซฟได้ทั้งหมด

 

จนกระทั่งนาทีที่ 75 ความพยายามของบราซิล ประสบความสำเร็จจากการเปิดบอลของ ฟิลิปป์ คูตินโญ เข้ามาให้ เรนาโต ออกุสโต ตัวสำรองคนสุดท้ายที่ลงมาขึ้นโหม่งเช็ดบอลเข้าประตูไปจุดความหวังให้บราซิลตามมาเป็น 2-1

 

แต่สุดท้ายบราซิลไล่ตามไม่ทัน จบเกมเบลเยียมเอาชนะได้ 2-1 ได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ขณะที่อดีตแชมป์โลก 5 สมัยต้องอกหักอีกครั้ง

 


 

ผลการแข่งขันรอบ 16 ทีม 

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพุธที่ 4 กรกฎาคม 2561

 

 

คู่ที่ 1: สวีเดน VS สวิตเซอร์แลนด์

ฟอร์สเบิร์กซัดนำชัยสวีเดนชนะ 1-0 สวิตเซอร์แลนด์ทะลุรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

สวีเดนเป็นทีมที่ 7 ที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก หลังจากที่ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก ทำประตูโทนในเกม ช่วยให้ทีมเฉือนเอาชนะสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างหวุดหวิด 1-0 และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994 ที่พวกเขาได้ผ่านมาถึงรอบนี้

 

เกมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม เป็นการพบกันระหว่างสวีเดน แชมป์ของกลุ่ม F พบกับสวิตเซอร์แลนด์​ รองแชมป์กลุ่ม E ซึ่งเป็นสองทีมที่ทำผลงานได้เซอร์ไพรส์ด้วยกันทั้งคู่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เมื่อต้องมาพบกันเองทำให้เกมค่อนข้างเป็นไปอย่างสูสี ต่างฝ่ายต่างพยายามเล่นอย่างรัดกุม แม้จะพอมีโอกาสบ้าง แต่ก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ในครึ่งแรก

 

หลังจากนั้นในครึ่งหลัง สวีเดนมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 66 จากจังหวะที่ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่งซัดไปแฉลบเปลี่ยนทางเข้าประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ซึ่งประตูนี้กลายเป็นประตูโทนของเกมที่เกิดขึ้น โดยสวิตเซอร์แลนด์พยายามจะทวงประตูคืน แต่ทำไม่สำเร็จ และยังเหลือ 10 คนในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในจังหวะที่ ไมเคิล แลง ทำฟาวล์ คีเซอ เธลิน กองหน้าตัวสำรองที่กำลังจะหลุดเข้าเขตโทษ สุดท้ายสวีเดนชนะ ได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 1994 ซึ่งในครั้งนั้นพวกเขาได้เป็นทีมอันดับ 3 ด้วย

 

คู่ที่ 2: โคลอมเบีย VS อังกฤษ

สิงโตหนุ่มทำสำเร็จ ดวลจุดโทษเฉือนโคลอมเบีย 4-3 จอร์แดน พิกฟอร์ด เซฟ 1 พาทีมเข้าไปเจอสวีเดนรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

เกมคู่สุดท้ายของรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 2018 ทีมชาติโคลอมเบีย แชมป์กลุ่ม H พบทีมชาติอังกฤษ ทีมอันดับ 2 จากกลุ่ม G เกมนี้โคลอมเบียไม่มีผู้เล่นคีย์แมนคนสำคัญ ฮาเมส โรดริเกวซ ทั้งตัวจริงและตัวสำรอง เพราะยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่ได้ คาร์ลอส ซานเชซ กองกลางตัวรับลงมาประจำการหน้าแผงแบ็กโฟร์หลังพ้นโทษแบนจากใบแดงในนัดเปิดสนาม ส่วนอังกฤษยังใช้ผู้เล่นชุดเก่งจากนัดถล่มปานามาและปราบตูนิเซีย

 

เริ่มเกมมาเป็นสิงโตคำรามที่ได้ครองบอลบุกมากกว่า แต่ยังหาจังหวะจบสกอร์ไม่ได้ ส่วนโคลอมเบียอาศัยจังหวะสวนกลับได้อยู่เรื่อยๆ ทั้งสองทีมดูจะยังระมัดระวัง ยังไม่มีฝ่ายไหนผลีผลามเปิดเกมแลกกันสักเท่าไร จบครึ่งแรกเสมอกันที่ 0-0 

 

เกมครึ่งหลัง อังกฤษมาได้จุดโทษในนาทีที่ 53 ซานเชซไปเหนี่ยว แฮร์รี เคน ล้มในกรอบเขตโทษ และเป็นกัปตันทีมวัย 24 ปีที่ลุกขึ้นมาสังหารด้วยตัวเองให้ทีมออกนำไปก่อน 1-0 พร้อมทิ้งห่าง โรเมลู ลูกากู (4 ประตู) ขึ้นนำเป็นดาวซัลโวอันดับ 1 หลังยิงไปแล้ว 6 ประตูในฟุตบอลโลกหนนี้ 

 

นาทีที่ 81 โคลอมเบียมาได้โอกาสทองลุ้นตีเสมอจากความผิดพลาดของ ไคล์ วอล์กเกอร์ ที่ปล่อยให้กองหน้าตัวสำรองของทีมโคเคน คาร์ลอส บัคกา ฉกบอลไปได้ ก่อนเลี้ยงควบขึ้นมาแล้วจ่ายต่อไปให้ ฮวน กวาดราโด ยิงข้ามคานออกไปอย่างน่าเสียดาย หลังบดอยู่นานในที่สุดโคลอมเบียก็มาโกงความตายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บได้สำเร็จจาก เยอร์รี มินา ที่กระโดดโหม่งลูกเตะมุมเข้าไปให้ทีมตามตีเสมอเป็น 1-1 และเป็นประตูที่ 3 ของปราการหลังจากบาร์เซโลนาในทัวร์นาเมนต์นี้แล้ว จบ 90 นาทีต้องไปลุ้นกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษ อังกฤษเป็นฝ่ายบุกมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับทำได้มากสุดแค่ป้วนเปี้ยนบริเวณหน้าประตูโคลอมเบีย จบ 30 นาทีต้องไปตัดสินกันในช่วงดวลจุดโทษ และเป็นอังกฤษที่เฉียบคมกว่า เอาชนะการดวลจุดโทษโคลอมเบียไปได้ 4-3 ผ่านเข้าไปเจอกับทีมชาติสวีเดนในวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม เวลา 01.00 น.

 


 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม 2561

 

 

คู่ที่ 1: บราซิล VS เม็กซิโก

บราซิลกินนิ่มเม็กซิโก 2-0 เนย์มาร์และเฟอร์มิโน ซัดคนละตุง รอพบผู้ชนะระหว่างเบลเยียมและญี่ปุ่น

 

รูปเกมช่วงแรกเป็นเม็กซิโกที่อาศัยความคล่องตัวของผู้เล่นในแนวรุก เดินเกมใส่บราซิลได้อย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีบารมีแชมป์ 5 สมัย ก่อนที่เซเลเซาจะเริ่มปรับจังหวะเกมได้ ก่อนจะบุกได้เป็นระยะๆ จนในนาทีที่ 24 เนย์มาร์อาศัยชั้นเชิงลูกหนังสุดแพรวพราว ล็อกหลบผู้เล่นเม็กซิโกหลุดเข้าไปยิงเหน่งๆ แต่ กิแยร์โม โอชัว ผู้รักษาประตูทีมจังโก้ยังปัดบอลออกไปได้

 

นาทีที่ 33 กาเบรียล เฆซุส ได้โอกาสยิงบริเวณหน้าประตู แต่โอชัวก็ยังเซฟไว้ได้เช่นเคย บอลกระดอนออกมาเข้าทางปืนของ ฟิลิปป์ คูตินโญ ซ้ำ แต่กองหลังเม็กซิโกยังกันบล็อกไว้ได้ดี จบครึ่งแรกยังเสมอกันที่ 0-0 

 

ครึ่งหลังเริ่มได้แค่ 5 นาที บราซิลมาได้ประตูขึ้นนำจนได้ เมื่อเนย์มาร์เลี้ยงบอลจี้เข้ามาบริเวณกลางกรอบเขตโทษ ก่อนตกส้นคืนให้วิลเลียน ปีกขวาจากเชลซี ที่วิ่งฉีกขึ้นมาทางฝั่งซ้าย ก่อนเปิดกลับเข้าไปยังจุดนัดพบให้เนย์มาร์วิ่งขึ้นมาชาร์จเข้าประตูไปได้สำเร็จ 

 

เกมยื้อยุดกันมาถึงช่วงท้ายเกม เฟอร์นานดินโญแทงบอลทะลุช่องไปให้เนย์มาร์หลุดขึ้นมาทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษ ก่อนซัดบอลติดหัวเกือก โอชัวยังเซฟเอาไว้ได้ แต่บอลกระเด้งไปเข้าทาง โรแบร์โต เฟอร์มิโน ตัวสำรองซ้ำเข้าไปง่ายๆ ให้บราซิลขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-0

 

จบเกมบราซิลชนะเม็กซิโกไป 2-0 ผ่านเข้าไปรอพบผู้ชนะระหว่างทีมชาติเบลเยียมและญี่ปุ่นที่จะแข่งกันในเวลา 01.00 น.​ (เช้าวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม)

 

คู่ที่ 2: เบลเยียม VS ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นทำดีที่สุดแล้ว เบลเยียมโกงความตาย พลิกแซงชนะซามูไรบลูสุดมัน 3-2 นาเซอร์ ชาดลี ซัดชัยนาทีที่ 90+4

 

เกมนี้เบลเยียมได้กองหลังประสบการณ์สูง แว็งซ็องต์ กอมปานี ที่หายจากอาการบาดเจ็บกลับมาลงสนามบัญชาเกมรับ ส่วนญี่ปุ่นมาพร้อมกับขุมกำลังฟูลทีมเช่นเคยพร้อม ทาคาชิ อินุอิ ดาวเตะตัวสำคัญในตำแหน่งปีกซ้าย เริ่มเกมได้ไม่ถึงนาที ซามูไรบลูได้ลุ้นก่อนจากจังหวะส่องของ ชินจิ คากาวา แต่บอลยังหลุดห่างเสาออกไปไกล จากนั้นเบลเยียมยังคงเป็นฝ่ายตั้งเกมบุกได้อย่างต่อเนื่อง แต่หาจังหวะใส่สกอร์ไม่ได้ จบเกมครึ่งแรกเสมอกันที่ 0-0

 

ครึ่งหลังเริ่มได้เพียงแค่ 3 นาที ญี่ปุ่นที่เหมือนได้แรงฮึดจากช่วงพักครึ่งได้ประตูขึ้นนำเบลเยียมไปก่อน 1-0 จากจังหวะจ่ายทะลุช่องของ กาคุ ชิบาซากิ กองหลังเบลเยียม แยน แฟร์ตองเกน สกัดบอลไม่อยู่ เก็งกิ ฮารากูชิ ได้บอลหลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ ติโบต์ กูร์ตัวส์ ก่อนเลือกซัดไปที่เสาไกล บอลพุ่งเข้าประตูไป สุดปัญญาที่ผู้รักษาประตูจากเชลซีจะเซฟไว้ได้

 

ยิ่งเล่นเหมือนทัพซามูไรบลูจะยิ่งได้ใจ นาทีที่ 52 ญี่ปุ่นมาได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 เมื่อปีกตัวเก่งอย่างอินุอิเลี้ยงบอลตัดเข้าในก่อน เลือกเปิดไปยังบริเวณอันตรายของเบลเยียม กอมปานีโขกสกัดออกมาเข้าทาง ชินจิ คากาวา เกี่ยวบอลแล้วล็อกหลบผู้เล่นเบลเยียม 1 จังหวะก่อนจ่ายคืนหลังให้ ทาคาชิ อินุอิ ซัดไกลเข้าไปอย่างสวยงาม

 

หลังโดนนำห่าง 2-0 เบลเยียมพยายามเดินเกมรุกใส่ญี่ปุ่นอย่างหนัก จนมาทวงประตูคืนได้สำเร็จในนาทีที่ 69 จากลูกโหม่งของแฟร์ตองเกน บอลลอยโด่งย้อยเข้าเสาไกล ช่วยให้ปีศาจแดงจากยุโรปไล่ตามมาติดๆ ที่ 2-1 และเป็นเบลเยียมที่ยังไม่ผ่อนเกมบุกจนมาได้ประตูตีเสมอ 2-2 ในนาทีที่ 74 เอเดน อาซาร์ เปิดบอลให้ตัวสำรองจอมเปลี่ยนเกม มารูยาน เฟลไลนี ลอยเทกตัวโหม่งเข้าประตูไปอย่างสุดมัน

 

เบลเยียมเกือบมาได้ประตูขึ้นนำในช่วงท้ายเกม โธมัส มูนิเยร์ ปิดบอลเข้ามาให้ นาเซอร์ ชาดลี โขกเหน่งๆ แต่ เออิจิ คาวาชิมา ผู้รักษาประตูญี่ปุ่นยังเซฟเอาไว้ได้ โรเมลู ลูกากู ได้โหม่งซ้ำอีกที แต่มือกาวจาก Metz ก็ยังเซฟช่วยชีวิตซามูไรบลูได้อีกเช่นเคย 

 

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บในนาที 90+4 เบลเยียมได้ประตูชัยแซงชนะญี่ปุ่น 2-3 จนได้ จากจังหวะสวนกลับจากแดนของตัวเอง เควิน เดอ บรอยน์ พาบอลตะลุยขึ้นมาในฝั่งญี่ปุ่น ก่อนจ่ายออกขวาไปให้มูนิเยร์เปิดกลับเข้ามากลางประตู ลูกากูข้ามหลอก ก่อนเป็นชาดลี ตัวสำรองที่วิ่งสอดขึ้นมายิงเข้าไปง่ายๆ 

 

จบเกมในเวลา เบลเยียมเอาชนะญี่ปุ่นได้สำเร็จ ผ่านเข้าไปเจอกับบราซิลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม เวลา 01.00 น. ส่วนญี่ปุ่นยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เลย

 


 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม 2561

 

 

คู่ที่ 1: สเปน VS รัสเซีย

อวสานกระทิงดุ! อคินเฟเยฟ เซฟ 2 พารัสเซียเฉือนชนะจุดโทษสเปน 4-3 ผ่านเข้าไปรอเจอผู้ชนะระหว่างโครเอเชียและเดนมาร์ก

 

เกมการแข่งขันในรอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่แรกคืนวันอาทิตย์ที่ 1 ก.ค. สเปนพบเจ้าภาพรัสเซีย เกมนี้ทัพกระทิงดุเลือกปรับผู้เล่นหลายตำแหน่งเพื่อความสด เอา นาโช เฟร์นันเดซ, โกเก และ มาร์โก อเซนซิโอ ลงมาเล่นแทน ดานี การ์บาฆัล, ติอาโก และ อันเดรส อิเนียสตา ส่วนรัสเซียเลือกดรอปปีกตัวจี๊ดอย่าง เดนิส เชรีเชฟ เป็นตัวสำรอง (ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าใช้โกรทฮอร์โมนก่อนทัวร์นาเมนต​์เริ่มและอาจถูกแบน แต่เจ้าตัวออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง)

 

สเปนมาได้ประตูออกนำไปก่อนในนาทีที่ 12 จากลูกตั้งเตะบริเวณมุมขวาสนามของรัสเซีย อเซนซิโอเปิดบอลลอยโด่งเข้ามาที่เสาสอง เซอร์เก อิกนาเชวิช กองหลังประสบการณ์สูงวัย 38 ปีเสียเหลี่ยมให้ เซร์คิโอ รามอส จนทรงตัวไม่อยู่ สกัดบอลพลาดเข้าประตูตัวเองไป

 

แม้จะโดนออกนำไปก่อน แต่เจ้าภาพยังไม่ยอมแพ้ กัดฟันเดินเกมบุกใส่ทัพกระทิงดุอย่างต่อเนื่อง จนมาได้จุดโทษในนาทีที่ 39 เมื่อ อาร์เทม ซูบา กระโดดขึ้นโขกลูกเตะมุม บอลลอยไปโดนมือของเคราร์ด ปิเก ที่เทกตัวขึ้นโหม่งในจังหวะเดียวกัน และเป็นซูบาที่สังหารจุดโทษเข้าไปอย่างเยือกเย็นให้หมีขาวตามตีเสมอเป็น 1-1

 

รูปเกมครึ่งหลังทั้งสองทีมยังผลัดกันรุกรับได้อย่างสูสี โดยเป็นสเปนที่ครองบอลบุกได้มากกว่าแต่หาจังหวะจบสกอร์ไม่ได้ ส่วนรัสเซียก็ไม่น้อยหน้า อาศัยจังหวะโต้กลับได้เป็นระยะๆ แต่จนแล้วจนรอดทั้งสองทีมก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม 90 นาทีต้องไปวัดกันในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษครึ่งแรก 15 นาที สเปนยังคงเป็นฝ่ายครองบอลบุกได้เช่นเคย แต่กลับขาดประสิทธิภาพไม่สามารถบวกสกอร์ให้ทีมขึ้นนำได้ จังหวะที่ใกล้เคียงที่สุดเป็นของโรดริโก ศูนย์หน้าตัวสำรองจากวาเลนเซียในนาทีที่ 108 เมื่อได้ดวลเดี่ยวกับ อิกอร์ อคินเฟเยฟ แต่เป็นผู้รักษาประตูจากซีเอสเคเอ มอสโก ที่เซฟเอาไว้ได้ จบเกมช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทียังเสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องไปชี้ขาดกันในช่วงดวลจุดโทษ

 

ช่วงดวลจุดโทษ โกเก และ ยาโก อัสปาส ดันมาพลาดท่ายิงติดเซฟของอคินเฟเยฟทั้งคู่ ส่วนเพชฌฆาตจากแดนหมีขาวไม่พลาดเลยสักคน ทำให้แชมป์ฟุตบอลโลก 1 สมัย (2010) ต้องมาตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย โดยรัสเซียจะผ่านเข้าไปรอเจอผู้ชนะระหว่างโครเอเชียและเดนมาร์กที่จะแข่งกันในช่วงเวลา 01.45 น. (เช้าวันจันทร์ที่ 2 ก.ค.)

 

คู่ที่ 2: โครเอเชีย VS เดนมาร์ก

เหนือ ชไมเคิล ยังมี ซูบาซิช! โครเอเชียดวงดีเฉือนจุดโทษเดนมาร์ก 3-2 ผ่านเข้าไปชนรัสเซีย

 

เริ่มเกมได้แค่ 2 นาที เดนมาร์กมาได้ประตูออกนำไปก่อนอย่างรวดเร็วจากจังหวะทุ่มไกล เกมรับโครเอเชียเคลียร์กันไม่ขาด บอลลอยมาเข้าทางผู้เล่นทีมโคนมในกรอบเขตโทษ และเป็น มาธิอัส ยอร์เกนเซน ปราการหลังตัวกลางที่เติมขึ้นมายิง ถึงผู้รักษาประตู ดานิเยล ซูบาซิช จะเซฟไว้ได้ในจังหวะแรก แต่บอลก็ปลิ้นเข้าประตูไปอย่างหมดหนทาง

 

แม้โครเอเชียจะโดนขึ้นนำไปก่อนแต่ก็ไม่ได้ขวัญกระเจิงเลย เมื่อตั้งสติได้ ก็เดินเกมรุกเข้าใส่เดนมาร์กทันทีจนมาได้ประตูตีเสมอแบบทันควันในนาทีที่ 4 เมื่อกองหลังเดนมาร์กสกัดบอลผิดพลาด บอลกระเด้งมาเข้าทางศูนย์หน้าร่างโย่ง มาริโอ มานด์ซูคิช หวดจังหวะเดียวแบบไม่จับเข้าไปให้ทีมตีเสมอได้สำเร็จ ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ จบครึ่งแรกเสมอกันที่ 1-1

 

รูปเกมครึ่งหลัง โครเอเชียและเดนมาร์กไม่ผลีผลามบุกใส่กันเท่าที่ควร ทั้งคู่ยังเดินเกมกันแบบระมัดระวัง ทำให้จบ 90 นาทียังทำอะไรกันไม่ได้ ต้องไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที กระทั่งในนาทีที่ 113 เดนมาร์กมาเสียจุดโทษจากจังหวะที่ยอร์เกนเซนไปเสียบฟาวล์ อันเต้ เรบิช จากด้านหลัง แต่ แคสเปอร์ ชไมเคิล ยังโชว์เหนือ เซฟจุดโทษของ ลูกา โมดริช ได้แบบติดมือ ช่วยให้โคนมรอดพ้นจากการโดนขึ้นนำได้สำเร็จ จบเกม 120 นาทียังเสมอกัน 1-1 ต้องไปตัดสินกันในช่วงดวลจุดโทษเหมือนเกมในคู่หัวค่ำ

 

ช่วงการดวลจุดโทษ โครเอเชียคมกว่า ยิงเข้าไป 3 จาก 5 ลูก ส่วนเดนมาร์กยิงเข้าไปแค่ 2 ลูกเท่านั้น และเป็นซูบาซิชที่งัดฟอร์มเก่งป้องกันจุดโทษได้ถึง 3 ลูก (ชไมเคิลเซฟจุดโทษได้ 2 ลูก) โดยนัดต่อไปทีมตราหมากรุกจะเข้าไปเจอกับเจ้าภาพรัสเซีย ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย วันเสาร์ที่ 7 ก.ค. เวลา 21.00 น.

 


 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2561

 

 

คู่ที่ 1: ฝรั่งเศส VS อาร์เจนตินา

เอ็มบัปเป้เหมาสอง ฝรั่งเศสเฉือนอาร์เจนตินาสุดมัน 4-3 ดับฝันเมสซี 

 

คีเลียน เอ็มบัปเป้ เหมาทำคนเดียว 2 ประตูและเรียกอีก 1 จุดโทษช่วยให้ฝรั่งเศส เฉือนเอาชนะอาร์เจนตินาแบบสุดมัน 4-3 ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศเป็นทีมแรก พร้อมดับฝันของลิโอเนล เมสซี ที่หมดโอกาสสัมผัสแชมป์โลกอีกครั้ง

 

ฝรั่งเศส แชมป์กลุ่ม C ลงสนามพบกับอาร์เจนตินา รองแชมป์จากกลุ่ม D ที่ผ่านเข้ารอบมาได้แบบปาฏิหาริย์ โดยเกมนี้ ดิดิเยร์ เดสชองส์ จัดทีมเน้นเกมรุกใส่ 3 ประสานลงแดนหน้าทั้งคีเลียน เอ็มบัปเป้, อองตวน กรีซมันน์ และโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ตรงข้ามกับอาร์เจนตินาที่ใช้ระบบศูนย์หน้าเดี่ยว ทิ้งลิโอเนล เมสซี เอาไว้คนเดียว

 

เริ่มเกมมา 13 นาที ฝรั่งเศสได้จุดโทษจากลูกที่เอ็มบัปเป้โดนมาร์กอส โรโฮ ดึงล้มในเขตโทษ ก่อนที่จะเป็นกรีซมันน์ที่รับหน้าที่สังหารเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่อาร์เจนตินาจะพยายามรวบรวมเกมกลับมา แต่ก็ทำได้ไม่ดีนัก ซ้ำยังโดนโต้กลับให้หวาดเสียวเป็นระยะ แต่สุดท้ายก่อนหมดครึ่งแรก อังเคล ดิ มาเรีย ตีเสมอให้ทีมฟ้าขาวได้สำเร็จจากลูกยิงไกลระยะ 30 หลาให้สกอร์กลับมาเสมอกัน 1-1 ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

 

จากนั้นในครึ่งหลัง อาร์เจนตินากลับมาพลิกแซงนำ 2-1 จากจังหวะที่เมสซีได้โอกาสสับไกในเขตโทษ บอลไปแฉลบโดนกาเบรียล แมร์คาโด เปลี่ยนทางเข้าประตูไปในนาทีที่ 48 แต่ดีใจไม่ทันไร ฝรั่งเศสก็มาไล่ตีเสมอได้ 2-2 จากจังหวะเติมมาวอลเลย์แถวสองของเบนจามิน ปาวาร์ เข้าประตูไปอย่างสุดสวยในนาทีที่ 57

 

ประตูนี้เปลี่ยนทิศทางของเกมทันที ฝรั่งเศสมาพลิกแซงนำ 3-2 ในนาทีที่ 64 จากเอ็มบัปเป้ที่ได้พลิกบอลในเขตโทษก่อนซัดด้วยซ้ายเข้าไป และในอีก 4 นาทีถัดมาฝรั่งเศสโต้กลับเร็ว ชิรูด์ไหลให้เอ็มบัปเป้สปีดเข้ามายิงเสียบมุมเข้าไปเป็น 4-2

 

อาร์เจนตินาพยายามจะทวงประตูคืน แต่กว่าจะได้ก็ต้องรอช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากจังหวะที่เมสซีวางบอลให้เซร์คิโอ อเกวโร ตัวสำรองที่ขึ้นโหม่งเข้าไป และมีโอกาสสุดท้ายของเกมที่เกือบตีเสมอได้ แต่มักซิมิลิอาโน เมซา ตัวสำรองคนสุดท้ายได้บอลเปิดมาหน้ากรอบเขตโทษ แต่ยิงระยะ 6 หลาพลาด ก่อนที่เสียงนกหวีดสุดท้ายจะดังขึ้น ฝรั่งเศสชนะ 4-3 เข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ รอพบผู้ชนะระหว่างอุรุกวัยและโปรตุเกส พร้อมดับความฝันตลอดชีวิตของเมสซีเอาไว้แค่รอบนี้

 

คู่ที่ 2: อุรุกวัย VS โปรตุเกส

โรนัลโดร่วงอีกคน โดนทีเด็ดคาวานียิงเบิ้ลอุรุกวัย เฉือนโปรตุเกสสุดระทึก 2-1

 

คริสเตียโน โรนัลโด ไปไม่ถึงฝันแชมป์โลกอีกคน เมื่อเอดินสัน คาวานี งัดทีเด็ดเหมาทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้อุรุกวัยเฉือนเอาชนะโปรตุเกสไปแบบสุดระทึก 2-1 ผ่านเข้าไปเจอกับฝรั่งเศสในรอบต่อไป

 

คู่ที่ 2 ของศึกฟุตบอลโลกรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นเกมระหว่างอุรุกวัย แชมป์ในกลุ่ม A พบกับโปรตุเกส รองแชมป์กลุ่ม B ซึ่งก่อนเกมคนที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงตัวเก่งของอุรุกวัยจากสโมสรบาร์เซโลนา และคริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์โปรตุเกสจากเรอัล มาดริด

 

แต่กลับเป็นเอดินสัน คาวานี อีกหนึ่งหัวหอกตัวหลักของอุรุกวัยที่จุดประกายให้เกมก่อนจากจังหวะที่ประสานงานกับซัวเรซอย่างสุดสวยด้วยการเปิดข้ามกันไปมา ก่อนที่คาวานีจะทะยานขึ้นโขกบอลเข้าไปอย่างสวยงามในนาทีที่ 7 ให้ทีม ‘จอมโหด’ ขึ้นนำ 1-0

 

โปรตุเกสพยายามจะทวงประตูคืน แต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเกมเข้าสู่ครึ่งหลังในนาทีที่ 55 ทีมแชมป์ยูโร 2016 มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากลูกเตะมุม เปเป้ขึ้นโขกบอลเข้าไปตุงตาข่าย และทำให้โปรตุเกสได้ใจเดินหน้าลุยอย่างเต็มที่

 

แต่อีกแค่ 7 นาทีต่อมา อุรุกวัยก็มาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากคาวานีเจ้าเก่าที่ได้บอลหลุดเดี่ยว ก่อนจะเอี้ยวตัวยิงเสียบเสาไกลอย่างสุดเหนือชั้นให้ทีมขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 หลังจากนั้นก็บาดเจ็บและต้องเปลี่ยนตัวออกมา แต่สุดท้ายอุรุกวัยรักษาสกอร์เอาไว้ได้จนหมดเวลา จบเกมคว้าชัยชนะและผ่านไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายพบกับฝรั่งเศส ส่วนโปรตุเกส และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรนัลโดนั้นไปไม่ถึงดวงดาวอีกครั้ง

 


 

ตารางคะแนนล่าสุด! วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2561

 

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: ญี่ปุ่น VS โปแลนด์

คู่ที่ 2: เซเนกัล VS โคลอมเบีย 

โคลอมเบียเฉือนเซเนกัลเข้ารอบ ฉุดญี่ปุ่นที่พ่ายโปแลนด์แต่ได้เข้ารอบตามกฎแฟร์เพลย์ 

โคลอมเบียล้มเซเนกัล 1-0 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก พร้อมฉุดญี่ปุ่นที่แม้จะพ่ายโปแลนด์ 1-0 แต่ก็ได้ผ่านเข้ารอบตามกฎแฟร์เพลย์เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์

 

เกมการแข่งขันในกลุ่ม H ลงสนามพร้อมกัน 2 คู่ โดยคู่ที่เป็นไฮไลต์คือเกมระหว่าง เซเนกัล ทีมจากแอฟริกาทีมสุดท้ายที่มีลุ้นผ่านรอบแรก กับ โคลอมเบีย ที่ยังมีความหวังในการเข้ารอบหากเอาชนะได้ในเกมนี้ ซึ่งเกมต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยทีมจากอเมริกาใต้เสีย ฮาเมส โรดริเกวซ กองกลางคนสำคัญที่บาดเจ็บต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

 

เกมผ่านมาถึงนาทีที่ 74 โคลอมเบียมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จาก เยอร์รี มินา กลายเป็นประตูสำคัญเพราะในสถานการณ์เวลานั้น โปแลนด์ขึ้นนำญี่ปุ่นอยู่ 1-0 จาก ยาน เบดนาเร็ก ที่ยิงเผาขนเข้าไปในนาทีที่ 59 ทำให้ญี่ปุ่นและเซเนกัลมีคะแนนเท่ากัน และมีผลต่างประตูได้เสียเท่ากันทั้งหมด

 

ตามกฎของฟีฟ่า เกณฑ์ที่จะตัดสินขั้นต่อไปคือการใช้กฎแฟร์เพลย์ ซึ่งจะดูจากจำนวนใบเหลืองและใบแดงที่แต่ละทีมได้รับ ผลคือญี่ปุ่นมีคะแนนแฟร์เพลย์ที่ดีกว่า ทำให้เมื่อเกมจบลงญี่ปุ่นจึงได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปตามกฎแฟร์เพลย์เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนเซเนกัลตกรอบไปแบบเจ็บปวด

 

คู่ที่ 3: ปานามา VS ตูนิเซีย

ตูนิเซียแซงปานามาคว้าชัยส่งท้าย 2-1

 

ปานามา ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากการทำเข้าประตูตัวเองของ ยัสซีน เมเรียห์ ปราการหลังตูนิเซีย ในนาทีที่ 33 และเป็นประตูโทนในครึ่งแรก แต่ ตูนิเซีย มาตีเสมอได้ในครึ่งหลังจาก ฟาเครดดีน เบน ยูสซุฟ ในนาทีที่ 51 ก่อนที่ วาห์บี คาซรี จะยิงแซงให้ทีมเอาชนะได้ 2-1 เป็นรางวัลปลอบใจแฟนๆในเกมสุดท้าย

 

คู่ที่ 4: อังกฤษ VS เบลเยียม

สิงโตเสียท่าพ่ายเบลเยียม 0-1 จบที่ 2

 

ทีมชาติอังกฤษ พลาดท่าแพ้เป็นเกมแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้เมื่อพ่ายต่อ เบลเยียม ที่ทำได้ดีกว่าเอาชนะไปด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูโทนของ อัดนัน ยานูไซ ขณะที่ ตูนิเซีย ได้ชัยชนะส่งท้ายด้วยการแซงเอาชนะปานามาได้ 2-1

 

อังกฤษ และเบลเยียมผ่านเข้าสู่รอบต่อไปอย่างแน่นอนแล้วเหลือเพียงแค่การชิงตำแหน่งแชมป์กลุ่ม ทำให้ทั้งสองทีมมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นหลายตำแหน่งเพื่อถนอมตัวไว้ใช้ในรอบหน้าแทน แต่ชุดเล็กของ เบลเยียม ทำได้ดีกว่าอังกฤษ สามารถหาโอกาสลุ้นทำประตูได้มากกว่าหลายครั้ง แต่มาได้ประตูชัยจาก อัดนัน ยานูไซ ที่ลากแต่งบอลเข้าซ้ายในเขตโทษก่อนปั่นบอลโค้งเสียบเสาไกลอย่างสวยสดในนาทีที่ 51 เป็นประตูโทนทำให้ เบลเยียม ชนะรวด 3 นัดในรอบแรก

 

หลังจากนี้ เบลเยียม จะได้พบกับญี่ปุ่นในวันที่ 3 ก.ค. ขณะที่อังกฤษ จะพบกับโคลอมเบีย ในวันที่ 4 ก.ค.

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: เม็กซิโก VS สวีเดน

ด้านเม็กซิโกที่ชนะรวดมา 2 นัด ถูกสวีเดนไล่ถล่มขาดลอยถึง 3-0

 

โดยสวีเดนมาได้ 3 ประตูในช่วงครึ่งหลังทั้งหมดจาก ลุดวิก ออกุสตินส์สัน ในนาทีที่ 50 อันเดรียส กรันควิสต์ ยิงจุดโทษเข้าไปในนาทีที่ 62 และเอ็ดสัน อัลบาเรซ ทำเข้าประตูตัวเองในนาทีที่ 74 ทำให้สวีเดนกลายเป็นแชมป์กลุ่ม ควงเม็กซิโกเข้ารอบไปแบบเหลือเชื่อ

 

คู่ที่ 2: เกาหลีใต้ VS เยอรมนี

แชมป์โลกตกรอบ! เกาหลีใต้ช็อกวงการโค่นเยอรมนี 2-0 ส่งสวีเดนที่ถล่มเม็กซิโก 3-0 ควงกันเข้ารอบ

 

ช็อกทั้งโลก เมื่อเยอรมนีแชมป์โลกต้องกระเด็นตกรอบแรกอย่างไม่น่าเชื่อ หลังโดนทีเด็ดเกาหลีใต้ในช่วงท้ายเกม 2-0 ร่วงตกรอบตามกันไป ปล่อยให้สวีเดนที่ถล่มเม็กซิโก 3-0 ได้ควงกันเข้าสู่รอบต่อไป

 

จากสถานการณ์ที่สูสีในกลุ่ม F ทำให้เยอรมนีแชมป์เก่าที่สร้างปาฏิหาริย์เอาชนะสวีเดนได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเกมที่แล้วต้องการชัยชนะเพื่อการันตีโอกาสในการเข้ารอบ ส่วนทางด้านเกาหลีใต้ตกรอบไปแล้วหลังแพ้ 2 นัดรวด แต่ต้องการทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อเป็นการไว้ลาย ซึ่งปรากฏว่าตัวแทนจากเอเชียสามารถต้านทานทีมแชมป์โลกเอาไว้ได้ตลอดทั้งเกม

 

และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม เมื่อเกาหลีใต้มาได้ 2 ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากคิมยองกวอน ทำให้เยอรมนีต้องพยายามทวงประตูคืนให้ได้ เพราะต้องชนะสถานเดียว แต่มานูเอล นอยเออร์ ที่ขึ้นไปช่วยเกมรุกพลาดเสียบอล สุดท้ายเกาหลีใต้หวดตูมเดียวขึ้นมาถึงซนฮึงมิน วิ่งควบขึ้นหน้าไปส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายเป็นประตู 2-0 ในเกมนี้ และทำให้เกาหลีใต้ชนะเยอรมนีได้เป็นครั้งแรก พร้อมส่งแชมป์โลกตกรอบทันที

 

คู่ที่ 3: เซอร์เบีย VS บราซิล

บราซิลไม่พลาดบดเซอร์เบีย 2-0 คว้าแชมป์กลุ่ม สวิตเซอร์แลนด์เจ๊าคอสตาริกาตามหลังเข้ารอบ

 

บราซิลโชว์ชั้นเชิงและประสบการณ์ที่เหนือกว่าเอาชนะเซอร์เบียได้ 2-0 คว้าแชมป์กลุ่ม F ไปครอง ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ถึงจะเสมอกับคอสตาริกา 2-2 แต่ก็ได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปด้วยในฐานะรองแชมป์กลุ่ม

 

ฟุตบอลโลกในกลุ่ม F ลงสนามพร้อมกัน 2 คู่ โดยบราซิลพบกับเซอร์เบีย ทีมจอมเทคนิคแห่งยุโรปตะวันออกด้วยเงื่อนไขขอแค่ไม่แพ้จะผ่านเข้ารอบ ขณะที่เซอร์เบียจำเป็นต้องชนะสถานเดียว ทำให้บรรยากาศในเกมค่อนข้างร้อนแรง

 

เกมเปิดฉากมาแค่ 10 นาที บราซิลต้องเสียมาร์เซโล แบ็กซ้ายตัวทำเกมคนสำคัญที่มีอาการบาดเจ็บ ต้องเปลี่ยนตัวออกทั้งน้ำตาให้ฟิลิเป หลุยส์ ลงสนามแทน แต่ทีมก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก ยังสู้กับเซอร์เบียได้อย่างสนุก จนมาได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 36 จากจังหวะที่เปาลินโญสอดขึ้นไปในเขตโทษแล้วกระดกบอลข้ามตัวผู้รักษาประตู ลูกนี้เป็นประตูโทนในครึ่งแรกด้วย

 

ครึ่งหลังเซอร์เบียเดินเครื่องเต็มกำลังหวังจะทวงประตูคืนให้ได้ และสามารถขึงจนบราซิลเจียนอยู่เจียนไปอยู่นาน แต่สุดท้ายในนาทีที่ 68 ก็ได้ประตูหนีห่างเป็น 2-0 จากลูกเตะมุมที่ติอาโก ซิลวา กระโดดขึ้นขวิดที่เสาแรกเข้าไปก่อนที่บราซิลจะรักษาสกอร์เอาไว้ได้ จบเกมคว้าชัยชนะและได้เป็นแชมป์กลุ่ม โดยจะไปพบกับเม็กซิโกในรอบต่อไป

 

คู่ที่ 4: สวิตเซอร์แลนด์ VS คอสตาริกา

จบเกมเสมอกันไป 2-2 สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้ารอบไปพบกับสวีเดน

อีกคู่ สวิตเซอร์แลนด์ลงสนามพบกับคอสตาริกา โดยสวิตเซอร์แลนด์ขอแค่ไม่แพ้ก็จะเข้ารอบเช่นกัน ซึ่งปรากฏว่าเกมนี้เป็นเกมที่สนุกตื่นเต้น เมื่อทีมจากแดนนาฬิกาขึ้นนำสองครั้งสองครา แต่ทีมจากอเมริกากลางก็สามารถไล่ตามตีเสมอได้ทั้งสองครั้ง

 

นาทีที่ 31 สวิตเซอร์แลนด์ได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากเบลริม เชมัลลิ ก่อนที่คอสตาริกาจะตีเสมอเป็น 1-1 จากเคนดัลล์ วัสตัน จากนั้นในช่วงท้ายเกม สวิตเซอร์แลนด์ได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากโจซิป เดอมิก แต่คอสตาริกาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โดยมาได้จุดโทษ แต่ไบรอัน รุยซ์ ตัวเก๋ายิงพลาด และได้ของขวัญจากยานน์ ซอมเมอร์ ที่ทำเข้าประตูตัวเองในนาทีสุดท้าย จบเกมจึงเสมอกันไป สวิตเซอร์แลนด์ได้เข้ารอบไปพบกับสวีเดน

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพุธที่ 27 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: เดนมาร์ก VS ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสกอดคอเดนมาร์กเข้ารอบ หลังเสมอ 0-0 เปรูสยบจิงโจ้ 2-0 คว้าชัยปลอบใจ

 

ฝรั่งเศสและเดนมาร์ก เป็น 2 ทีมจากกลุ่ม C ที่ได้ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังจากที่เสมอกัน 0-0 ในเกมที่เล่นประคองจังหวะกันเกือบตลอดทั้งเกม

 

เกมนี้ฝรั่งเศสมีการสลับตัวผู้เล่นบางตำแหน่ง รวมถึง คีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่เป็นตัวสำรองข้างสนาม ขณะที่รูปเกมฝรั่งเศสครองเกมมากกว่า และมีโอกาสมากกว่าเดนมาร์กเล็กน้อยตลอดทั้งเกม แต่ก็ไม่มีสกอร์เกิดขึ้น ทำให้สุดท้ายแล้วเกมจบลงด้วยการเสมอกันไปแบบไม่มีสกอร์เป็นคู่แรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยฝรั่งเศสมี 7 คะแนนจาก 3 นัด ขณะที่เดนมาร์กมี 5 คะแนนจาก 3 นัดผ่านเข้าสู่รอบต่อไป

 

อีกคู่ที่ลงสนามพร้อมกัน ออสเตรเลีย​ ซึ่งก่อนลงสนามยังมีความหวังในการแอบลุ้นเข้ารอบอยู่หากเดนมาร์กแพ้ฝรั่งเศส แต่สุดท้ายสู้ความแข็งแกร่งของเปรูไม่ไหว พ่ายไป 2-0 โดยทีมจากอเมริกาใต้มาได้ประตูแรกในนาทีที่ 18 จาก อังเดร การ์ริโย ก่อนที่ในครึ่งหลังนาทีที่ 50 กัปตันทีมและขวัญใจเบอร์หนึ่ง เปาโล เกอร์เรโร มาบวกประตูที่ 2 ให้ทีมได้สำเร็จ สุดท้าย เปรูชนะ 2-0 ถึงจะไม่เข้ารอบ แต่ก็ได้รางวัลปลอบใจสำหรับการได้กลับมาเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 36 ปี

 

คู่ที่ 2: ออสเตรเลีย VS เปรู

เปรูชนะออสเตรเลีย 2-0

 

คู่ที่ 3: ไนจีเรีย VS อาร์เจนตินา

เมสซีได้ไปต่อ! อาร์เจนตินายิงดับไนจีเรียท้ายเกม 2-1 เข้ารอบตามโครเอเชียที่เฉือนไอซ์แลนด์

 

มาร์กอส โรโฮ ปราการหลังกลายเป็นฮีโร่ของชาวอาร์เจนตินา เมื่อทำประตูชัยให้ทีม ‘ฟ้าขาว’ เฉือนเอาชนะไนจีเรียได้ในช่วงท้ายเกม 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้แบบสุดปาฏิหาริย์ ขณะที่โครเอเชียยังแกร่ง ใช้ชุดสำรองหักอกไอซ์แลนด์ในช่วงท้ายเกมเช่นกันด้วยสกอร์ 2-1 ชนะรวด คว้าแชมป์กลุ่มไปครองสบายๆ

 

เกมที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม อาร์เจนตินา อดีตแชมป์โลก 2 สมัยอยู่ในสถานการณ์ลำบากในการลุ้นเข้ารอบ โดยต้องชนะไนจีเรียให้ได้สถานเดียว ขณะที่ทีมจากแอฟริกาขอแค่ไม่แพ้ก็ถือว่ามีลุ้นเข้ารอบ เมื่อถึงเวลาลงสนาม อาร์เจนตินาซึ่งมีการปรับทัพและระบบการเล่นจากนัดที่แพ้โครเอเชีย 0-3 เดินเครื่องไล่ถล่มทันที

 

และในนาทีที่ 14 อาร์เจนตินามาได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะการวางบอลยาวของ เอเวอร์ บาเนกา ให้ ลิโอเนล เมสซี สลัดตัวประกบก่อนดูดบอลลงมาเล่นได้อย่างนุ่มนวลและซัดด้วยเท้าขวาเข้าไปตุงตาข่ายเป็นประตู 1-0 และเป็นประตูแรกของเมสซีในรายการนี้ด้วย

 

หลังจากนั้นอาร์เจนตินาบดหนักจนจบครึ่งแรกมีโอกาสอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะลูกฟรีคิกของเมสซีที่ไปชนเสา แต่สุดท้ายบวกสกอร์เพิ่มไม่ได้ เมื่อเกมกลับมาลงสนามใหม่ในครึ่งหลังแค่ 6 นาที ไนจีเรียมาได้ลูกจุดโทษจากการที่ ฮาเวียร์ มาสเคราโน ไปรั้งคู่ต่อสู้ในเขตโทษ เป็น วิกเตอร์ โมเซส ที่สังหารเข้าไปนิ่มๆ ให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1

 

ที่สกอร์ดังกล่าว ไนจีเรียจะเข้ารอบทันที ทำให้อาร์เจนตินาไม่มีทางเลือก นอกจากเดินหมดหน้าตัก แต่ก็เกือบเสียท่าไนจีเรียที่คอยสวนกลับหลายครั้ง และรอดตัวจากการเสียจุดโทษจากการทำแฮนด์บอลของ มาร์กอส โรโฮ ด้วย ก่อนที่สุดท้ายโรโฮจะกลายเป็นฮีโร่ของทีมเมื่อเติมขึ้นไปช่วยทำประตูได้ในนาทีที่ 86 และเป็นประตูชัยให้อาร์เจนตินาชนะในเกมนี้ 2-1

 

อีกคู่ โครเอเชีย ซึ่งมีการสลับพักผู้เล่นตัวหลักไว้ข้างสนาม สามารถเอาชนะ ไอซ์แลนด์ ได้ 2-1 โดยได้ประตูจาก มิลาน บาเดลจ์ ในนาทีที่ 53 ก่อนที่ไอซ์แลนด์จะตามตีเสมอได้จากลูกจุดโทษของ กิลฟี ซิเกิร์ดส์สัน ในนาทีที่ 76 ก่อนที่ อิวาน เปริซิช จะยิงดับความหวังของทีมจอมเซอร์ไพรส์ในนาทีที่ 90 จบเกมโครเอเชียชนะรวด 3 นัด คว้าแชมป์กลุ่มสบายๆ

 

ในรอบต่อไป อาร์เจนตินาจะพบศึกหนักในการเจอแชมป์กลุ่ม C อย่างฝรั่งเศส ในวันที่ 30 มิ.ย. ขณะที่ โครเอเชีย จะได้พบกับเดนมาร์ก รองแชมป์กลุ่ม C ในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ค.

 

คู่ที่ 4: ไอซ์แลนด์ VS โครเอเชีย

โครเอเชียชนะไอซ์แลนด์ 2-1

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: อุรุกวัย VS รัสเซีย

หมีขาวโหดไม่จริง อุรุกวัยไล่ทุบรัสเซีย 3-0 เก็บ 9 แต้มครองแชมป์กลุ่ม A ส่วนซาอุฯ เดือดท้ายเกมไล่แซงอียิปต์ 2-1

 

ฟุตบอลโลกแมตช์สุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A อุรุกวัยดวลกับรัสเซียเพื่อหาแชมป์กลุ่ม ส่วนอีกคู่ซาอุดีอาระเบียพบอียิปต์ ซึ่งไม่มีผลอะไรแล้วเพราะทั้งสองทีมตกรอบเป็นที่เรียบร้อย เริ่มเกมมาได้แค่ 10 นาที ทีม ‘จอมโหด’ อุรุกวัยมาได้ฟรีคิกในระยะอันตรายเยื้องไปทางซ้าย หลุยส์ ซัวเรซ รับหน้าที่เป็นคนสังหาร บอลพุ่งเรียดเข้าไปอย่างแม่นยำ จนปัญญาที่ อิกอร์ อคินเฟเยฟ จะปัดป้องไว้ได้

 

หลังเดินเกมรุกอย่างต่อเนื่อง อุรุกวัยมาได้ประตูที่ 2 ในนาทีที่ 23 จากจังหวะลูกเตะมุมที่รัสเซียเคลียร์ไม่ขาด บอลกระดอนมาเข้าทางแบ็กซ้าย ดิเอโก ลักซัลต์ ตั้งป้อมซัดไกล ลูกไปแฉลบ เดนิส เชรีเชฟ เข้าประตูตัวเองไปแบบโชคร้าย อุรุกวัยนำรัสเซีย 2-0 

 

นาทีที่ 36 อิกอร์ อคินเฟเยฟ แบ็กขวาทีมหมีขาวตัวสำรองที่วันนี้ได้รับโอกาสลงมาเล่นแทน มาริโอ แฟร์น็องเดส จะมาบวกใบเหลืองที่ 2 ให้ตัวเอง และถูกไล่ออกจากสนามไป ส่งผลให้ช่วงเวลาที่เหลือของเกม รัสเซียต้องสู้ด้วยตัวผู้เล่นที่เหลือ 10 คน

 

ครึ่งหลังยังเป็นอุรุกวัยที่ได้เปรียบด้วยจำนวนตัวผู้เล่น และยังคงเปิดฉากบุกใส่เจ้าภาพแบบไม่ออมแรง และมาได้ลูกที่ 3 ในช่วงท้ายเกมจากลูกเตะมุม ดิเอโก โกดิน ขึ้นโหม่งเหน่งๆ แต่ถูกปฏิเสธ บอลมาเข้าทาง เอดินสัน คาวานี ซ้ำดาบสองเข้าไป จบเกมอุรุกวัยไล่ถล่มรัสเซียขาดลอย 3-0 คว้าแชมป์กลุ่ม

 

ด้านเกมการแข่งขันอีกคู่ที่ลงเล่นในเวลาเดียวกัน ซาอุดีอาระเบียเฉือนชนะอียิปต์ 2-1 เก็บ 3 แต้มแรกของฟุตบอลโลกปีนี้ได้สำเร็จ อียิปต์ออกนำไปก่อนจาก โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่มายิงลูกที่ 2 ในทัวร์นาเมนต์ให้ตัวเอง ส่วนซาอุฯ ได้ประตูจากลูกจุดโทษในนาทีที่ 45 โดย ซัลมาน อัล-ฟาราจ รับหน้าที่สังหารเข้าไป (จุดโทษแรก ฟาฮัด อัล-มูวัลลัด ยิงพลาด) ท้ายเกมซาอุฯ มาได้ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจาก ซาเลม อัล-ดอวซารี

 

เกมต่อไปอุรุกวัยในฐานะแชมป์กลุ่มจะเข้ารอบไปเจอกับทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม B (สเปน, โปรตุเกส, อิหร่าน) ส่วนรัสเซียจะไปเจอกับแชมป์กลุ่ม B ในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.ค. (01.00 น. และ 21.00 น.)

 

คู่ที่ 2: ซาอุดีอาระเบีย VS อียิปต์ 

ซาอุดีอาระเบียชนะอียิปต์ 2-1

 

คู่ที่ 3: อิหร่าน VS โปรตุเกส

อิหร่านเสมอโปรตุเกส 1-1

 

คู่ที่ 4: สเปน VS โมร็อกโก

โมร็อกโกทำเต็มที่แล้ว ยันเสมอสเปน แชมป์กลุ่ม 2-2 โปรตุเกสหลุดท้ายเกมเสมออิหร่าน 1-1 โด้ยิงจุดโทษพลาด!

 

เกมคู่ดึกเวลา 01.00 น. (เช้าวันอังคารที่ 26 มิ.ย.) เป็นคิวของ 4 ทีมในกลุ่ม B โดยสเปน โปรตุเกส และอิหร่าน ยังมีโอกาสลุ้นเข้ารอบด้วยกันทั้ง 3 ทีม (โมร็อกโกหมดลุ้นแล้วเพราะเก็บแต้มไม่ได้เลย) โดยเป็นการพบกันระหว่างสเปนและโมร็อกโก ส่วนอีกคู่ที่ลงแข่งในเวลาเดียวกันอิหร่านพบโปรตุเกส

 

เกมคู่สเปนพบโมร็อกโก ทัพกระทิงดุมาพลาดเสียประตูไปก่อนจากจังหวะที่ เซร์คิโอ รามอส ไม่เข้าใจกับ อันเดรส อิเนียสตา เล่นกั๊กจังหวะกันจน คาลิด บูตาอิบ ศูนย์หน้าวัย 31 ปีจากสโมสรเยนิ มาลัตยาสปอร์ ตัดบอลได้ และเลี้ยงเข้าไปลุยเดี่ยวตัวต่อตัวกับ ดาวิด เด เฆอา ก่อนซัดลอดขาเข้าไป ช่วยให้โมร็อกโกออกนำ 1-0 ในนาทีที่ 14 แต่สเปนก็ไม่รอช้า ใช้เวลาแค่ 5 นาทีเดินเกมรุกจนมาตีเสมอ 1-1 ได้จากจังหวะที่ทำชิ่งกันให้อิเนียสตา พาบอลไปสุดเส้นหลังแล้วตัดกลับมาให้อิสโกวิ่งเข้ามายิง

 

รูปเกมในครึ่งหลัง สเปนยังครองเกมบอลบุกได้มากกว่า แต่โมร็อกโกก็หาจังหวะสวนกลับได้เรื่อยๆ และเกือบมาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง นอร์ดิน อัมราบัต ลองปั่นไซด์ก้อย เด เฆอา ยืนขาตายหมดสิทธิ์รับแล้ว แต่โชคร้ายบอลพุ่งไปชนเสาไกลก่อนที่ผู้เล่นสเปนจะช่วยกันสกัดให้พ้นบริเวณอันตราย 

 

กระทั่งนาทีที่ 81 โมร็อกโกมาได้ประตูขึ้นนำสเปนอีกครั้ง เมื่อตัวสำรอง ยูเซฟ อ็อง-เนไซริ กระโดดเทกตัวโหม่งลูกเตะมุมเข้าไป ช่วงท้ายเกมสเปนมาได้ประตูตีเสมอจนได้จาก ยาโก อัสปาส ที่ไขว้บอลเข้าไป จบเกมสเปนเสมอกับโมร็อกโก 2-2 แบ่งกันไปทีมละ 1 แต้ม สเปนสามารถจบอันดับ 1 ของกลุ่ม B ได้สำเร็จจากจำนวนประตูที่ยิงเยอะกว่าโปรตุเกสที่ 6:5 (ลูกได้เสียเท่ากันที่ 1 ลูก)

 

อีกคู่โปรตุเกสพลาดช่วงท้ายเกม ทำได้แค่เสมอกับอิหร่าน 1-1 โปรตุเกสได้ประตูขึ้นนำก่อนในช่วงท้ายครึ่งแรกจากปีกจอมปั่นไซด์ก้อย ริคาร์โด ควอเรสมา ที่บรรจงปั่นไซด์ก้อย บอลโค้งหนีมือผู้รักษาประตูอิหร่านเข้าไป ครึ่งหลัง คริสเตียโน โรนัลโด ยิงจุดโทษพลาดในนาทีที่ 53 ช่วงท้ายเกม นาทีที่ 90+3 อิหร่านมาได้จุดโทษและเป็น คาริม อันซาริฟาร์ด ที่ซัดให้ทีมตีเสมอได้สำเร็จ จบเกมทั้งสองทีมแบ่งกันทีมละแต้ม ส่วนโปรตุเกสเป็นได้แค่รองแชมป์กลุ่ม

 

เกมนัดต่อไปในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.ค. อุรุกวัยแชมป์กลุ่ม A จะเข้าไปเจอกับโปรตุเกส ทีมอันดับ 2 ของกลุ่ม B เวลา 01.00 น ส่วนรัสเซีย เจ้าภาพและรองแชมป์กลุ่ม A จะพบกับสเปน ทีมอันดับ 1 ของกลุ่ม B เวลา 21.00 น.

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: อังกฤษ VS ปานามา

อังกฤษโหดไม่ไว้หน้า ถลุงปานามาหมดสภาพ 6-1 แฮร์รี เคน ซัดแฮตทริกขึ้นนำดาวซัลโวเดี่ยว

 

เกมในนัดนี้เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างอังกฤษและปานามา อังกฤษเลือกเปลี่ยนผู้เล่นตำแหน่งเดียวจากแมตช์ที่ชนะตูนิเซีย 2-1 ปรับเอารูเบน ลอฟตัส-ชีก กองกลางดาวรุ่งวัย 22 ปี ลงมาเล่นแทนเดเล อัลลี ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ที่สำคัญสิงโตคำรามยังต้องเล่นภายใต้ความกดดันเล็กน้อย เมื่อทีมร่วมกลุ่ม G อย่างเบลเยียมถล่มตูนิเซียขาดลอย 5-2 ไปเมื่อวาน การันตีผ่านเข้ารอบไปรอก่อนแล้ว

 

เริ่มเกมมา อังกฤษเปิดฉากโหมบุกใส่น้องใหม่ฟุตบอลโลกปีนี้อย่างต่อเนื่องจนมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 8 เมื่อแบ็กขวาเท้าชั่งทอง คีแรน ทริปเปียร์ เปิดลูกเตะมุมเข้ามาที่จุดนัดพบให้จอห์น สโตนส์ โหม่งโล่งๆ คนเดียว บอลพุ่งเข้าไปจูบก้นตาข่ายปานามาชนิดที่ผู้รักษาประตูหมดสิทธิ์รับ

 

อังกฤษมาได้ลูกจุดโทษในนาทีที่ 19 เมื่อเจสซี ลินการ์ด เลี้ยงบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนถูกฟิเดล เอสโกบาร์ แซะจากด้านหลังล้มลงไป กัปตันทีม แฮร์รี เคน รับหน้าที่เพชฌฆาตสังหารเข้าไปอย่างเยือกเย็น ช่วยให้ทัพสิงโตคำรามออกนำอีกครั้งเป็น 2-0 

 

ดูเหมือนอังกฤษยังไม่หนำใจ นาทีที่ 36 ลินการ์ดทำชิ่งกับราฮีม สเตอร์ลิง ก่อนควบบอลขึ้นมาบริเวณหัวกะโหลกหน้ากรอบเขตโทษ แล้วบรรจงเปิดหน้าเท้าปั่นบอลโค้งๆ พุ่งเสียบใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม หลังนำ 3-0 ผ่านไปแค่ 4 นาที สโตนส์มาบวกประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้จากลูกตั้งเตะที่เคนโหม่งชงกลับมาให้สเตอร์ลิงโขกจ่อๆ กลางประตู แต่ถูกไฆเม เปเนโด ผู้รักษาประตูปานามาเซฟไว้ได้ บอลลอยมาเข้าทางกองหลังวัย 24 ปีจากสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โหม่งเข้าไป

 

ยิ่งเล่นเหมือนเกมรับปานามาจะยิ่งรวน ไมเคิล มูริโย ไปเหนี่ยวรั้งเคนในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินไม่รอช้า เป่าเป็นจุดโทษทันที และเคนก็ยังคงเฉียบขาดเช่นเดิม ยิงเข้าไปทางมุมซ้ายของตัวเอง อังกฤษนำห่าง 5-0 

 

เริ่มเกมครึ่งหลัง กัปตันสิงโตคำรามวัย 24 ปี มากดแฮตทริกให้ตัวเองได้สำเร็จ เมื่อลอฟตัส-ชีก พยายามตั้งป้อมลองส่องไกล บอลไปแฉลบโดนส้นเท้าของเคนเข้าประตู อังกฤษขึ้นนำปานามา 6-0 ส่งผลให้เขาขึ้นไปนำเดี่ยวเป็นดาวซัลโวสูงสุดของรายการที่ 5 ประตูแล้ว (แซงคริสเตียโน โรนัลโด และโรเมลู ลูกากู ที่ยิงไป 4 ประตูเท่ากัน)

 

นาทีที่ 78 ปานามามาได้ประตูปลอบใจ (และประตูแรกในทัวร์นาเมนต์) จากลูกตั้งเตะที่เปิดเข้ามาให้เฟลิเป บาลอย ตัวสำรองวัย 37 ปี ล้มกวาดบอลเข้าประตูไป จบเกมอังกฤษเอาชนะปานามาไปได้ขาดลอย 6-1 แข่ง 2 นัดชนะรวด เก็บ 6 แต้มเต็ม ขึ้นนำจ่าฝูงกลุ่มร่วมกับทีมชาติเบลเยียม (ลูกได้เสียและจำนวนประตูเท่ากัน) และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีที่อังกฤษสามารถชนะในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ 2 แมตช์ติดต่อกัน (ครั้งล่าสุดทำได้ในปี 2006) 

 

เกมนัดต่อไปเป็นนัดตัดสินแชมป์กลุ่ม G อังกฤษจะพบกับเบลเยียมในวันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน เวลา 01.00 น. อันดับ 1 ของกลุ่มนี้จะเข้าไปเจอกับอันดับที่ 2 ของกลุ่ม H (เซเนกัล, ญี่ปุ่น, โคลอมเบีย, โปแลนด์) ส่วนอันดับ 2 ของกลุ่ม G จะไขว้ดวลกับแชมป์กลุ่ม H

 

คู่ที่ 2: ญี่ปุ่น VS เซเนกัล

ญี่ปุ่นโชว์ฮึด โดนเซเนกัลนำ 2 หน แต่ไล่ตีเสมอได้หมด จบเกมเจ๊า 2-2 แบบสุดมัน

 

ขุนพล ‘ซามูไรบลู’ ญี่ปุ่นยังทำผลงานได้น่าประทับใจในศึกฟุตบอลโลกในเกมที่ตกเป็นรองเซเนกัลถึงสองครั้งสองครา แต่ก็สามารถไล่ตามตีเสมอได้ สุดท้ายเกมจบลงที่สกอร์ 2-2 อย่างสุดมัน

 

ญี่ปุ่นและเซเนกัลชนะมาในเกมแรกทั้งสองทีม ทำให้เกมนี้หากใครคว้าชัยชนะได้ก็แทบการันตีโอกาสในการเข้ารอบได้ทันที แต่เป็นทีมจากแอฟริกาที่ฉวยโอกาสขึ้นนำได้ก่อนในนาทีที่ 11 จากจังหวะที่อิจิ คาวาชิมะ ผู้รักษาประตูญี่ปุ่น พยายามชกบอล แต่ไปกระเด้งโดนซาดิโอ มาเน เข้าประตูไป

 

แต่ญี่ปุ่นไม่ยอมแพ้ มาไล่ตีเสมอได้ในนาทีที่ 34 จากการยิงสุดสวยของทาคาชิ อินุอิ ทำให้สกอร์ในช่วงครึ่งแรกจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 ก่อนที่จะกลับมาเปิดเกมสู้กันใหม่อย่างเร้าใจในช่วงครึ่งหลัง

 

เกมสูสีอย่างมากจนกระทั่งในนาทีที่ 71 เซเนกัลมาได้ประตูนำอีกครั้งในจังหวะที่มุสซา วากูเอ ได้บอลเปิดจากยุสซุฟ ซาบาลี ก่อนจะวิ่งมาซัดเข้าไปตุงตาข่าย แต่ญี่ปุ่นโชว์สปิริตไล่ตามตีเสมออีกครั้งในนาทีที่ 78 จากเคซูเกะ ฮนดะ ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยการเสมอกัน 2-2 ทำให้ทั้งสองทีมมีทีมละ 4 แต้มในเวลานี้ และต้องลุ้นผลคู่สุดท้ายระหว่างโปแลนด์และโคลอมเบียว่าจะจบอย่างไร

 

สำหรับเกมสุดท้ายของกลุ่ม H จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน ญี่ปุ่นจะพบกับโปแลนด์ และเซเนกัลจะพบกับโคลอมเบีย

 

คู่ที่ 3: โปแลนด์ VS โคลอมเบีย

โคลอมเบียชนะโปแลนด์ 3-0

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: เบลเยียม VS ตูนิเซีย

เบลเยียมแกร่งเกินทน ไล่อัดตูนิเซียขาดลอย 5-2 ลูกากูและอาซาร์ยิงเบิล

 

เริ่มเกมได้แค่ 4 นาที เอเดน อาซาร์ ถูกผู้เล่นตูนิเซียสกัดล้มบริเวณกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าให้เป็นจุดโทษของเบลเยียมทันที ก่อนที่ดาวเตะจากเชลซีจะลุกขึ้นมาสังหารด้วยตัวเอง ให้ปีศาจแดงแห่งยุโรปออกนำตูนิเซียไปก่อน 1-0

 

เบลเยียมมาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากจังหวะการจบสกอร์ที่เฉียบคมของ ‘บิ๊กรอม’ โรเมลู ลูกากู แต่หลังจากขึ้นนำลูกที่ 2 ได้แค่ไม่กี่นาที ตูนิเซียก็อาศัยความผิดพลาดในการประกบตัวของนักเตะเบลเยียม โดย วาห์บี คาซรี เปิดบอลให้แบ็กขวา ดิลัน บรอนน์ โขกเข้าประตูไป ตูนิเซียไล่ตาม 2-1

 

ลูกากูมาเบิลประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ จากจังหวะที่ โธมัส มุลเลอร์ แทงทะลุช่องให้หลุดเข้าไปกดนิ่มๆ เบลเยียมออกนำ 3-1 โดยประตูนี้ยังส่งผลให้ศูนย์หน้าจากสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิงไปแล้ว 4 ประตู ขึ้นไปนำเป็นดาวซัลโวร่วมกับคริสเตียโน โรนัลโด

 

เกมครึ่งหลังเริ่มต้นได้แค่ 5 นาที เอเดน อาซาร์ มาโชว์ทักษะฟุตบอลที่เหนือชั้น ดึงบอลหลบผู้รักษาประตูตูนิเซียก่อนซัดเข้าไปให้เบลเยียมหนีห่างไปเป็น 4-1 และเป็นประตูที่ 2 ของกัปตันทีมชาติเบลเยียมในเกมนี้แล้ว ช่วงท้ายเกมตัวสำรอง มิชี บาตชูอายี มายิงประตูเพิ่มให้เบลเยียมขึ้นนำตูนิเซีย 5-1 ได้สำเร็จ

 

เกมทำท่าว่าจะจบลงแล้ว แต่ทีมจากแอฟริกายังไม่ถอดใจ ตีตื้นขึ้นมาเป็น 5-2 จากกัปตันทีม คาซรี ในนาทีที่ 93 จบเกมเบลเยียมชนะตูนิเซียไปได้สำเร็จ พร้อมขึ้นนำเป็นจ่าฝูงกลุ่ม G ชั่วคราว แข่ง 2 นัด เก็บได้ 6 คะแนนเต็ม การันตีการผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแล้ว

 

คู่ที่ 2: เกาหลีใต้ VS เม็กซิโก

เม็กซิโกยังร้อนแรงต่อเนื่อง เบียดชนะเกาหลีใต้ 2-1 เพิ่มโอกาสลุ้นเข้ารอบสูง

 

เกมในนัดที่ 2 ของกลุ่ม F คู่แรกเป็นการพบกันระหว่างเกาหลีใต้และเม็กซิโก หลังเกมแรกของทั้งคู่ เกาหลีใต้พ่ายสวีเดนไป 0-1 ส่วนเม็กซิโกโชว์ฟอร์มโหดพลิกล็อกเอาชนะเยอรมนี 1-0 โดยเกมในนัดนี้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ‘มุนแจอิน’ และภริยา คิมจองซุก ก็เดินทางมาให้กำลังใจทัพนักฟุตบอลโสมขาวด้วย

 

เริ่มเกมมา เม็กซิโกและเกาหลีใต้เปิดฉากแลกหมัดเดินเกมเร็วใส่กันได้อย่างวูบวาบน่าหวาดเสียว และเป็นจังโก้ที่ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะจุดโทษของ คาร์ลอส เวลา ศูนย์หน้าวัย 29 ปีที่ยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็นในนาทีที่ 26 ขณะที่ 2 ประตูแรกที่เสียในฟุตบอลโลกปีนี้ของเกาหลีใต้มาจากลูกจุดโทษล้วนๆ

 

เกมครึ่งหลังยังเป็น El Tri ที่รุกใส่เกาหลีใต้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดละ จนมาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งเมื่อ เออร์วิง โลซาโน จ่ายบอลให้ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ล็อกหลบ จางฮุนซู ก่อนซัดสวนตัวผู้รักษาประตูเข้าไป ส่งผลให้ ‘ถั่วน้อย’ ยิงประตูในนามทีมชาติเป็นลูกที่ 50 จากการลงสนามทั้งหมด 104 นัดแล้ว (นำดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเม็กซิโก)

 

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+3 ดูเหมือนเกมจะจบแล้ว แต่ ซนฮึนมิน ก็งัดไม้ตายเลี้ยงบอลตัดเข้าในก่อนซัดไกลจากนอกกรอบเขตโทษเข้าไปอย่างหมดจด ช่วยให้เกาหลีใต้ไล่เม็กซิโกตามมาติดๆ จบเกมเม็กซิโกชนะเกาหลีใต้ได้ 2-1 เพิ่มโอกาสลุ้นเข้ารอบสูง รอลุ้นผลคู่สวีเดนพบเยอรมนีในเวลา 01.00 น. (เช้าวันอาทิตย์)

 

คู่ที่ 3: เยอรมนี VS สวีเดน

โครส ฮีโร่ยิงทดเจ็บช่วยแชมป์เก่าเยอรมนีแซงชนะสวีเดนสุดระทึก 2-1

 

‘อินทรีเหล็ก’ เยอรมนี แชมป์โลกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ลงเล่นเกมที่ 2 ในศึกฟุตบอลโลกโดยมีเป้าหมายต้องการชัยชนะเท่านั้นในการพบกับ สวีเดน หลังจากแพ้เม็กซิโกมาในเกมแรก ขณะที่ทีมจากสแกนดิเนเวียชนะเกาหลีใต้มาในเกมแรกจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่า

 

นัดนี้ โยอาคิม เลิฟ โค้ชเยอรมนีตัดสินใจเปลี่ยนทีมหลายตำแหน่ง โดยดรอปตัวหลักอย่าง เมซุต โอซิล, ซามี เคดิรา และ อิลคาย กุนโดกัน และให้โอกาส มาร์โค รอยส์, เซบาสเตียน รูดี้ ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงบ้าง และพยายามจะเปิดเกมบุกใส่ตั้งแต่ต้น

 

แต่เกมรับที่หละหลวมของแชมป์เก่าก็กลายเป็นจุดสลบ เมื่อสวีเดนได้โอกาสสวนกลับเร็ว โอลา ทอยโฟเนน ได้หลุดเดี่ยวเข้าไปกระดกบอลข้าม มานูเอล นอยเออร์ เข้าประตูไปให้ สวีเดนขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 32 และเป็นประตูโทนของครึ่งแรก

 

เยอรมนีมาไล่ตีเสมอได้ในช่วงต้นครึ่งหลังในนาทีที่ 49 จาก มาร์โค รอยส์ ที่ได้ยิงในกรอบเขตโทษเข้าไป ก่อนที่แชมป์เก่าจะพยายามเปิดเกมรุกหนักแต่ก็ทำอะไรสวีเดนไม่ได้ 

 

จนกระทั่งช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เยอรมนีซึ่งเหลือผู้เล่น 10 คนในช่วงท้าย หลัง เยโรม บัวเต็ง โดนใบเหลืองแดงไล่ออกจากสนาม มาได้ลูกฟรีคิกริมกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้าย โทนี โครส เขี่ยเปลี่ยนจุดยิง ก่อนจะปั่นโค้งเสียบเสาสองไปแบบมหัศจรรย์ ทำให้แชมป์เก่าพลิกสถานการณ์กลับมาชนะได้ 2-1 รักษาความหวังในการเข้ารอบต่อไปเอาไว้ได้สำเร็จ

 

เกมสุดท้าย เยอรมนีจะพบกับเกาหลีใต้ ในวันพุธที่ 27 มิ.ย. ขณะที่ สวีเดนจะพบกับเม็กซิโก ในเวลาเดียวกัน

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: บราซิล VS คอสตาริกา

เดือดท้ายเกม! บราซิลบี้คอสตาริกา 2-0 ได้ประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บทั้ง 2 ลูก

 

เริ่มเกมมาได้แค่ไม่กี่นาที บราซิลเป็นฝ่ายพับสนามบุกใส่ ‘กล้วยหอม’ ทีมชาติคอสตาริกาอย่างหนัก แต่กลับขาดความเฉียบขาดในจังหวะสุดท้าย และเกือบมาได้จุดโทษจากจังหวะที่เนย์มาร์ล้มลงไปในกรอบเขตโทษของคอสตาริกา แต่ผู้ตัดสินเรียกใช้เทคโนโลยี VAR ก่อนตัดสินไม่ให้เป็นประตู

 

จนกระทั่งช่วงท้ายเกมนาทีที่ 90+1 เซเลเซามาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ฟูลแบ็กจอมบุก มาร์เชลโล เปิดบอลจากฝั่งซ้ายของสนามข้ามไปให้ โรแบร์โต เฟอร์มิโน โหม่งตั้งกลับมายัง กาเบรียล เฆซุส ที่ถึงจะจับบอลลั่น แต่กลายเป็นโชคของบราซิล เพราะ ฟิลิปป์ คูตินโญ วิ่งขึ้นมายิงเข้าประตูไปได้สำเร็จ

 

บราซิลมาได้ประตูย้ำชัยอีกครั้งในนาทีที่ 90+7 เมื่อเนย์มาร์วิ่งสอดเข้าไปยิงประตูจากลูกจ่ายของ ดักลาส คอสตา ทำให้บราซิลลงแข่งไปทั้งหมด 2 นัดเก็บได้ 4 แต้ม พาทีมขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงกลุ่ม E ชั่วคราว รอลุ้นผลคู่ระหว่างเซอร์เบียและสวิตเซอร์แลนด์ในเวลา 01.00 น. (เช้าวันเสาร์ที่ 23 มิ.ย.) 

 

คู่ที่ 2: ไนจีเรีย VS ไอซ์แลนด์

มูซา ซัดเบิลไนจีเรียสยบไอซ์แลนด์ 2-0 กลุ่ม D เตรียมชี้ชะตาเดือดนัดสุดท้าย

 

ไนจีเรีย ซึ่งพ่ายต่อ โครเอเชีย มาในเกมแรก ลงสนามบนเงื่อนไขที่จำเป็นต้องชนะให้ได้เพื่อรักษาความหวังในการเข้ารอบต่อไป เช่นเดียวกับ ไอซ์แลนด์ ที่ต้องการ 3 แต้มเต็มเพื่อโอกาสสูงสุดในการเข้ารอบหลังอาร์เจนตินาพลาดท่าพ่ายต่อโครเอเชียย่อยยับในเกมเมื่อคืนนี้

 

เกมในครึ่งแรกไม่มีฝ่ายใดทำอะไรกันได้ จนกระทั่งกลับมาลงสนามใหม่ในครึ่งหลังได้แค่ 4 นาที ไนจีเรียได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ วิกเตอร์ โมเซส ลุยมาทางขวาก่อนเปิดเข้ากลางมาให้ อาห์เหม็ด มูซา จับบอลก่อนยิงเข้าไปอย่างหมดจด

 

หลังจากนั้นมูซามาทำประตูที่สองของตัวเองได้อีกในนาทีที่ 75 จากการพาบอลมาเองก่อนจะลากหลบ ฮันเนส ฮัลดอร์สสัน ผู้รักษาประตูไอซ์แลนด์ ก่อนจบสกอร์เข้าไปเป็นประตู 2-0 เพิ่มความหวังในการเก็บชัยชนะให้พญาอินทรีมรกตจากแอฟริกา

 

ไอซ์แลนด์ มีโอกาสตีไข่แตกจากลูกจุดโทษที่ได้จากการตัดสินด้วย VAR ในนาทีที่ 81 แต่ กิลฟี ซิเกิร์ดส์สัน มือสังหารกลับยิงพลาดข้ามคานออกไป ก่อนที่เกมจะจบลงด้วยชัยชนะของไนจีเรีย ทำให้สถานการณ์ในเวลานี้พวกเขามี 3 คะแนน เป็นรองจ่าฝูงต่อจากโครเอเชีย และจะพบกับอาร์เจนตินาในนัดสุดท้าย ขณะที่ ไอซ์แลนด์ จะพบกับโครเอเชีย ในวันที่ 26 มิ.ย. นี้

 

คู่ที่ 3: เซอร์เบียร์ VS สวิตเซอร์แลนด์ 

สวิตเซอร์แลนด์เอาชนะเซอร์เบียร์ไป 2-1

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: เดนมาร์ก VS ออสเตรเลีย เสมอ 1-1

 

คู่ที่ 2: ฝรั่งเศส VS เปรู

ฝรั่งเศสเหนือกว่า คีเลียน เอ็มบัปเป้ ยิงประตูชัยส่งเปรูกลับบ้าน 1-0 พร้อมการันตีผ่านเข้ารอบแล้ว

 

ทีมชาติฝรั่งเศสเอาชนะทีมชาติเปรูไป 1-0 ได้ประตูจากลูกยิงซ้ำจ่อๆ ของศูนย์หน้าดาวรุ่งวัย 19 ปี คีเลียน เอ็มบัปเป้ ในนาทีที่ 34 พร้อมทำสถิติเป็นนักเตะฝรั่งเศสอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (19 ปี 183 วัน) พาทีมเก็บอีก 3 คะแนน รวมแข่ง 2 นัดได้ 6 คะแนน นำจ่าฝูงกลุ่ม C และการันตีผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 

ด้านเปรูที่นัดนี้สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีและห่างหายจากทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกไปถึง 36 ปีเต็มก็กระเด็นตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย หลังแข่ง 2 นัด แพ้ทั้ง 2 นัด เก็บแต้มไม่ได้เลย ส่วนคู่หัวค่ำที่ลงแข่งขันไปก่อนหน้านี้อย่างออสเตรเลียทำได้แค่เสมอกับเดนมาร์กไป 1-1

 

เกมการแข่งขันนัดต่อไป เปรูจะพบกับออสเตรเลีย ขณะที่ฝรั่งเศสจะไปวัดกับเดนมาร์กในวันอังคารที่ 26 มิถุนายน เวลา 21.00 น.

 

คู่ที่ 3: อาร์เจนตินา VS โครเอเชีย

เมสซีสิ้นหวัง อาร์เจนตินาพ่ายโครเอเชียย่อยยับ 3-0 จ่อตกรอบ 

 

เกมบิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลเฝ้ารอคอยในการพบกันระหว่างอาร์เจนตินาและโครเอเชียที่มีความหมายถึงโอกาสในการลุ้นเข้ารอบต่อไปของทั้งสองทีม โดยเฉพาะทีม ‘ฟ้าขาว’ ที่พลาดเสมอไอซ์แลนด์มาในเกมแรก ทำให้จะพลาดไม่ได้อีก

 

ด้วยความกดดัน ทำให้อาร์เจนตินาพยายามเร่งเกมและบุกใส่โครเอเชีย และมีโอกาสที่จะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่เอ็นโซ เปเรซ ได้ยิงโล่งๆ แต่กลับยิงหลุดกรอบออกไปแบบเหลือเชื่อ ก่อนที่เกมจะกลับมาสู้กันอย่างสูสีและจบลงด้วยการเสมอกัน 0-0 ในครึ่งแรก

 

เข้าสู่ครึ่งหลัง เกมกำลังทำท่าจะสู้กันเข้มข้น ความผิดพลาดที่เหลือเชื่อของวิลเฟรโด กาบาเยโร ได้นำไปสู่ฝันร้ายตลอดกาลของอาร์เจนตินา เมื่อเตะพลาดบอลลอยไปเข้าทางอันเต้ เรบิช ได้หวดเต็มๆ เข้าไปเป็นประตู 1-0 ในนาทีที่ 53

 

อาร์เจนตินาพยายามบุกเพื่อเอาคืนโดยส่งแนวรุกลงมาเสริมทั้งกอนซาโล อิกวาอิน และเปาโล ดีบาลา แต่กลับมาโดนโครเอเชียยิงหนีเป็น 2-0 นาทีที่ 80 จากลูกปั่นโค้งหน้ากรอบเขตโทษของลูกา โมดริช ก่อนที่จะได้ประตูฝัง 3-0 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากอีวาน ราคิติช จบเกมโครเอเชียชนะขาดลอยผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่อาร์เจนตินาความหวังเข้าสู่รอบต่อไปแทบไม่เหลือ โดยต้องรอลุ้นผลคู่ระหว่างไอซ์แลนด์และไนจีเรียในวันพรุ่งนี้เป็นลำดับแรก

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: โปรตุเกส VS โมร็อกโก

คริสเตียโน โรนัลโด ซัดอีก นำโปรตุเกสเฉือนโมร็อกโก 1-0

 

คริสเตียโน โรนัลโด ยังร้อนแรงต่อเนื่อง ทำประตูชัยให้โปรตุเกสเฉือนเอาชนะโมร็อกโก 1-0 รักษาความหวังในการลุ้นเข้ารอบเอาไว้ได้

 

โปรตุเกส ซึ่งนำโดยคริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์ผู้ทำแฮตทริกในเกมนัดแรกช่วยให้ทีมไล่ตีเสมอสเปนได้สำเร็จ 3-3 ลงสนามพบกับโมร็อกโกที่พลาดท่าพ่ายพลิกล็อกต่ออิหร่านในเกมแรก และทำให้เกมนี้ไม่สามารถพลาดได้อีก

 

แต่เริ่มเกมมา โมร็อกโกก็พลาดท่าเสียทีให้โปรตุเกสจากลูกเตะมุม แบร์นาโด ซิลวาเปิดเข้ามากลางประตู เป็นคริสเตียโน โรนัลโด พุ่งโหม่งเข้าไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 4

 

หลังจากนั้นโมร็อกโกพยายามจะเปิดเกมบุกเพื่อเอาประตูคืน แต่ช่วงเวลาที่เหลือไม่สามารถที่จะเจาะผ่านเกมรับของโปรตุเกสที่เหนียวแน่นและสามารถโต้กลับมาเป็นระยะได้ ทำให้จบเกมโปรตุเกสเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะได้ 1-0 มี 4 คะแนน ขณะที่โมร็อกโกไม่มีสักแต้ม ตกรอบเป็นทีมแรกของฟุตบอลโลกหนนี้

 

เกมนัดสุดท้ายของกลุ่มนี้จะมีขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน ลงสนามพร้อมกันในเวลา 01.00 น. โดยโปรตุเกสจะพบกับอิหร่าน ขณะที่โมร็อกโกจะพบกับสเปน

 

คู่ที่ 2: อุรุกวัย VS ซาอุดีอาระเบีย

ซัวเรซยิงประตูโทนส่งซาอุดีอาระเบียกลับบ้าน 1-0 พาอุรุกวัยและรัสเซียเข้ารอบ 2 ทีมแรก

 

หลุยส์ ซัวเรซ ศูนย์หน้าจากอุรุกวัย เจ้าของสถิติรับใช้ชาตินัดที่ 100 ยิงประตูชัยของเกมในนาทีที่ 23 พา ‘ทัพจอมโหด’ อุรุกวัยชนะซาอุดีอาระเบียไปแบบหวาดเสียวที่ 1-0 โดยประตูในนัดนี้นับเป็นลูกที่ 52 ในนามทีมชาติของเขาแล้ว และยังเป็นนักเตะอุรุกวัยคนแรกที่สามารถยิงประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ 3 สมัยติดต่อกัน 

 

ชัยชนะในนัดนี้ยังส่งผลให้เกมนัดหน้าของอุรุกวัยและรัสเซียจะเล่นสบายกันมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองทีมลงเล่น 2 นัด เก็บได้ 6 แต้มเต็ม และผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างเป็นทางการไปแล้วทั้งคู่ ขณะที่เหลือการแข่งในกลุ่ม A อีกแค่นัดเดียว ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์หมดสิทธิ์ลุ้นผ่านเข้ารอบอย่างเป็นทางการ 

 

คู่ที่ 3: อิหร่าน VS สเปน  

สเปนเฉือนหวิวอิหร่าน 1-0 นำจ่าฝูงร่วมกับโปรตุเกสที่ 4 คะแนน

 

ทีมชาติสเปนเป็นฝ่ายบุกชุดใหญ่โหมกระหน่ำใส่อิหร่าน กระทั่งมาปลดล็อกได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 54 จากดิเอโก คอสตา ส่งผลให้เขาขึ้นนำเป็นดาวซัลโวลำดับ 2 ร่วมกับเดนิส เชรีเยฟ ที่ยิงไป 3 ประตูเท่ากัน (อันดับ 1 คือคริสเตียโน โรนัลโด ยิงไป 4 ประตู)

 

ช่วงนาทีที่ 62 ทีมจากเอเชียเกือบมาได้ประตูตีเสมอ แต่ผู้ตัดสินเรียกใช้เทคโนโลยี VAR ก่อนตัดสินไม่เป็นประตู เนื่องจากผู้เล่นอิหร่านยืนเหลื่อมอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า จบเกมสเปนชนะอิหร่านไป 1-0 เก็บ 3 แต้มขึ้นอันดับ 1 ร่วมกลุ่ม B กับทีมชาติโปรตุเกสที่แข่ง 2 นัดเก็บไป 4 แต้มเท่ากัน ส่งผลให้โมร็อกโกที่แพ้รวดทั้งสองนัดตกรอบเป็นที่เรียบร้อย

 

เกมนัดต่อไป ‘La Roja’ ทีมชาติสเปนจะพบกับโมร็อกโก ส่วนโปรตุเกสจะพบกับอิหร่าน ในวันอังคารที่ 26 มิถุนายน เวลา 01.00 น.

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันพุธที่ 20 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: ญี่ปุ่น VS โคลอมเบีย

ญี่ปุ่นทำได้! เชือดโคลอมเบีย 2-1 Carlos Sánchez ประเดิมใบแดงแรกฟุตบอลโลกปีนี้

 

คาร์ลอส ซานเชซ กองกลางตัวรับจากสโมสรฟิออเรนตินา สร้างประวัติศาสตร์ได้รับใบแดงแรกของทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2018 และเป็นใบแดงที่เร็วเป็นอันดับ 2 ของฟุตบอลโลกด้วยสถิติเวลา 2.56 นาที (สถิติใบแดงเร็วที่สุดตลอดกาลอยู่ที่ 54 วินาทีเป็นของโฆเช บาติสตา นักฟุตบอลทีมชาติอุรุกวัยในปี 1986) จากจังหวะที่กระโดดลอยตัวเอาแขนไปปัดป้องบอลในกรอบเขตโทษ ก่อนที่ชินจิ คากาวะ จะสังหารจุดโทษเข้าไปให้ญี่ปุ่นออกนำก่อน 1-0

 

โคลอมเบียที่เหลือกันอยู่ 10 คนมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 ในช่วงท้ายเกมครึ่งแรก เมื่อฮวน ควินเตโร ยิงฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษทีมชาติญี่ปุ่นแบบกดเรียดพื้นเข้าไป แม้ผู้รักษาประตู อิจิ คาวาชิมะ จะควักบอลออกมาได้ แต่เทคโนโลยี Goal Line ก็ชี้ให้เห็นว่าบอลข้ามเส้นเข้าไปแล้วเต็มใบ

 

ญี่ปุ่นมาได้ประตูชัยจากยูยะ โอซาโกะ กองหน้าวัย 28 ปี ที่กระโดดโหนตัวขึ้นโหม่งลูกเตะมุมชนเสาเข้าไปในนาทีที่ 73 ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ ‘ซามูไรบลู’ เก็บ 3 แต้มประเดิมทัวร์นาเมนต์ในปีนี้ได้สำเร็จ ขึ้นอันดับ 1 ของกลุ่ม H ชั่วคราว รอลุ้นผลคู่โปแลนด์พบเซเนกัลในเวลา 22.00 น. โดยเกมนัดต่อไป ญี่ปุ่นจะเจอกับเซเนกัลในวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายนนี้

 

คู่ที่ 2: เซเนกัล VS โปแลนด์

เซเนกัลแกร่งเกินคาด พลิกชนะโปแลนด์ 2-1 ทีมแรกจากแอฟริกาเก็บ 3 แต้มแรกในฟุตบอลโลกปีนี้

 

ทีมชาติเซเนกัลทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายเมื่อสามารถเอาชนะโปแลนด์ ทีมอันดับ 8 ของโลกจาก FIFA Ranking ได้สำเร็จ (อันดับล่าสุดนับจนถึงวันอังคารที่ 19 มิ.ย.) ได้ประตูจากติอาโก ชิโอเน็ก นักเตะทีมชาติโปแลนด์ที่ทำเข้าประตูตัวเองในนาทีที่ 37 และเอ็มบาย เนียง ศูนย์หน้าวัย 23 ปีจากสโมสรโตริโนในประเทศอิตาลี

 

ช่วงท้ายเกม โปแลนด์พยายามโหมบุกหนักจนมาได้ประตูปลอบใจในนาทีที่ 86 จากเกอร์เซกอร์ซ ครีโชเวียก แต่ช่วงเวลาที่เหลือพวกเขาไม่สามารถทำอะไรทีมดังจากแอฟริกาได้ จบเกมเซเนกัลเก็บ 3 แต้มขึ้นอันดับ 1 ร่วมกลุ่ม H กับทีมชาติญี่ปุ่นที่ลงแข่งไปก่อนหน้านี้ และยังเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาทีมแรกที่คว้า 3 แต้มในฟุตบอลโลกปีนี้ได้สำเร็จ

 

คู่ที่ 3: รัสเซีย VS อียิปต์

รัสเซียโชว์ฟอร์มร้อนต่อเนื่อง ต้อนอียิปต์ 3-1 การันตีเข้ารอบ

 

รัสเซียโชว์ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่องด้วยการถล่มอียิปต์ขาดลอย 3-1 เก็บอีก 3 คะแนน และการันตีโอกาสในการเข้ารอบต่อไปเรียบร้อย

 

ชาติเจ้าภาพซึ่งประเดิมเกมแรกได้อย่างสวยงามด้วยการถล่มซาอุดีอาระเบีย 5-0 ลงสนามด้วยขุนพลชุดเก่งที่นำมาโดยอเล็กซานเดอร์ โกโลวิน และเดนิส เชรีเชฟ สองฮีโร่จากเกมแรก ขณะที่อียิปต์ได้โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าตัวเก่งผ่านความฟิตกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงได้อีกครั้ง

 

เกมในครึ่งแรกไม่มีฝ่ายใดทำอะไรกันได้ ทำให้ยังเสมอกันอยู่ 0-0 แต่เข้าสู่ครึ่งหลังรัสเซียมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่อาห์เหม็ด ฟาธี สกัดบอลเข้าประตูตัวเอง ก่อนที่จะมารัวอีก 2 ประตูจากเดนิส เชรีเชฟ ในนาทีที่ 59 ต่อด้วยประตู 3-0 ในอีก 3 นาทีต่อมาจากอาร์เทม ซูบา

 

แต่อียิปต์ ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พยายามเปิดเกมบุกใส่และมาได้ลูกจุดโทษในจังหวะที่ซาลาห์โดนดึงล้มในเขตโทษ และเป็นเจ้าตัวที่ลุกขึ้นมาสังหารประตูเข้าไปให้ทีมไล่ตามมาเป็น 3-1 ในนาทีที่ 73 แต่ในช่วงเวลาที่เหลือก็ไม่สามารถยิงประตูเพิ่มได้ เกมจึงจบลงด้วยสกอร์ดังกล่าว และทำให้รัสเซียมีโอกาสเข้ารอบสูงลิบ ขณะที่อียิปต์ตกรอบทันที

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: สวีเดน VS เกาหลีใต้

VAR มาอีกแล้ว! สวีเดนชนะเกาหลีใต้ 1-0 ขึ้นอันดับ 2 กลุ่ม F นัดหน้าดวลเยอรมนี

 

ทีมชาติสวีเดนเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ไปได้ 1-0 ได้ประตูจากจังหวะที่ผู้ตัดสินเรียกใช้เทคโนโลยี VAR และเป่าให้เป็นจุดโทษ ก่อนที่อันเดรียส กรันควิสต์ กองหลังประสบการณ์สูงวัย 33 ปี จะซัดจุดโทษเข้าไปอย่างเยือกเย็นในนาทีที่ 65 ส่งทีมขึ้นอันดับ 2 ของกลุ่ม F

 

เกมนัดถัดไป เกาหลีใต้จะเจอกับทีมฟอร์มแรง ‘เม็กซิโก’ ในวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน เวลา 22.00 น. ส่วนสวีเดนจะพบกับเยอรมนีในวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน เวลา 01.00 น. 

 

คู่ที่ 2: เบลเยียม VS ปานามา

เบลเยียมฟอร์มร้อนแรง ปราบปานามา 3-0 ลูกากูยิงคนเดียว 2 ลูก

เบลเยียมได้ประตูขึ้นนำก่อนจากดรีส์ เมอร์เทนส์ ศูนย์หน้าจากสโมสรนาโปลี ที่ซัดบอลจังหวะเดียวแบบไม่จับในกรอบเขตโทษลอยโด่งเข้าประตูไปอย่างสวยงามในนาทีที่ 47

 

นาทีที่ 69 เบลเยียมมาได้ประตูขึ้นนำ 2-0 อีกครั้ง จากจังหวะเปิดบอลไซด์ก้อยสุดแม่นของเควิน เดอ บรอยน์ ให้โรเมลู ลูกากู โหม่งเข้าประตูไปแบบเหน่งๆ 

 

ก่อนที่ศูนย์หน้าวัย 25 ปีจะหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงประตูที่ 2 ของตัวเองในเกมนี้ ย้ำชัยให้เบลเยียมในนาทีที่ 75 จบเกม 90 นาที ปีศาจแดงจากยุโรปชนะปานามา ทีมน้องใหม่ศึกฟุตบอลโลก 2018 ไปแบบขาดลอย 3-0 พาทีมขึ้นจ่าฝูงกลุ่ม G ชั่วคราว รอลุ้นผลคู่ตูนิเซียพบอังกฤษในเวลา 01.00 น. (เช้าวันอังคารที่ 19 มิ.ย.)

 

คู่ที่ 3: อังกฤษ VS ตูนิเซีย

เคน ฮีโร่เหมาสองโขกทดเจ็บอังกฤษเฉือนตูนิเซีย 2-1

 

ทีม ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษ ลงสนามเกมแรกในศึกฟุตบอลโลก 2018 โดยพบกับตูนิเซีย จากแอฟริกา โดยเริ่มเกมมาแค่ 11 นาที อดีตแชมป์โลกเมื่อปี 1966 ที่บุกหนักก็ได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะที่จอห์น สโตนส์ โหม่งไปติดเซฟของมูเอซ ฮัสเซน ผู้รักษาประตูตูนิเซีย แต่บอลมาเข้าทางแฮร์รี เคน กัปตันทีมอังกฤษยิงซ้ำดาบสองเข้าไป

 

หลังจากนั้นอังกฤษยังเดินเครื่องต่อ แต่กลับมาพลาดเสียจุดโทษง่ายๆ ในนาทีที่ 33 เมื่อไคล์ วอล์กเกอร์ ไปฟาดแขนใส่หน้าเบน ยูสเซฟ ผู้ตัดสินชี้ไปที่จุดโทษทันที และเป็นเฟอร์จานี ซาสซี ยิงตีเสมอให้กับตูนิเซียเป็น 1-1 ก่อนที่เกมจะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

 

ในช่วงครึ่งเวลาหลัง อังกฤษพยายามเร่งเครื่องเพื่อจะตามหาประตูที่สอง และมาทำได้สำเร็จในนาทีสุดท้ายจากการโหม่งในระยะเผาขนของแฮร์รี เคน เจ้าเก่า

 

นัดต่อไป ตูนิเซียจะพบกับเบลเยียมในวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ขณะที่อังกฤษมีคิวลงสนามนัดที่ 2 พบกับปานามา ในวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: เซอร์เบีย VS คอสตาริกา

ทีเด็ดโคลารอฟ! ซัดฟรีคิกสุดสวย พาเซอร์เบียเฉือนหวิวคอสตาริกา 1-0 ขึ้นจ่าฝูงกลุ่ม E ชั่วคราว

หลังจากเซอร์เบียเป็นฝ่ายบุกอย่างต่อเนื่อง แต่ขาดเพียงแค่ความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย ในที่สุดก็มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 56 จากอเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ แบ็กซ้ายเท้าฉมังวัย 32 ปี ที่ปั่นฟรีคิกจากบริเวณมุมขวาของสนามฝั่งคอสตาริกาเข้าไปอย่างสุดสวย 

 

ท้ายเกมมีจังหวะชุลมุนเล็กน้อย เมื่อสตาฟฟ์โค้ช ‘กล้วยหอม’ คอสตาริกาไปแย่งบอลมาจากเนมันยา มาติช จนผู้ตัดสินต้องรีบเข้ามาปราม ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันไม่ได้ จบเกมเซอร์เบียชนะคอสตาริกา 1-0 

 

ประตูชัยในนัดนี้ของโคลารอฟยังส่งผลให้เจ้าตัวยิงประตูในนามทีมชาติไปทั้งหมด 11 ลูกจาก 77 นัดแล้ว พร้อมพาทีมเก็บ 3 แต้มแรกในทัวร์นาเมนต์ขึ้นไปเป็นจ่าฝูงล่วงหน้าของกลุ่ม E ได้สำเร็จ รอลุ้นผลคู่บราซิล-สวิตเซอร์แลนด์ที่จะลงเล่นในช่วง 01.00 น. (เช้าวันจันทร์ 18 มิ.ย.)

 

คู่ที่ 2: เม็กซิโก VS เยอรมนี

เม็กซิโกสู้ไม่ถอย! พลิกล็อกเอาชนะแชมป์เก่าเยอรมนี 1-0 ขึ้นจ่าฝูงกลุ่ม F ชั่วคราว

 

เริ่มต้นเกมได้แค่ไม่กี่นาที ทั้งสองทีมเปิดฉากเข้าแลกใส่กันได้สูสี ฝั่งจังโก้เองก็ไม่ได้เกรงกลัวบารมีแชมป์เก่าปี 2014 เลย เพราะหาจังหวะสวนกลับบุกได้น่าลุ้นตลอด โดยอาศัยความคล่องตัวและความวูบวาบของผู้เล่นในเกมรุก

 

กระทั่งนาทีที่ 35 เม็กซิโกมาได้ประตูขึ้นนำไปก่อนจากเออร์วิง โลซาโน ปีกดาวรุ่งวัย 22 ปี ที่รับบอลต่อจากฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ก่อนล็อกหลบผู้เล่นเยอรมนีและซัดบอลสวนตัวมานูเอล นอยเออร์ เข้าประตูไปให้ทีมออกนำเยอรมนี 1-0 

 

ช่วงเวลาที่เหลือ เยอรมนีดาหน้าบุกแหลกใส่จังโก้ แต่ไม่เฉียบขาดในจังหวะสุดท้าย จบเกมเม็กซิโกทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย ประเดิมเก็บ 3 แต้มแรกของทัวร์นาเมนต์ ทะยานขึ้นอันดับ 1 กลุ่ม F ชั่วคราว รอลุ้นผลคู่สวีเดน-เกาหลีใต้ ในวันพรุ่งนี้ (จันทร์ 18 มิ.ย.) เวลา 19.00 น. 

 

นัดต่อไปเม็กซิโกมีคิวพบกับเกาหลีใต้ในวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน เวลา 22.00 น. ส่วนอินทรีเหล็กจะเจอกับสวีเดนในวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน เวลา 01.00 น.

 

คู่ที่ 3: บราซิล VS สวิตเซอร์แลนด์

บราซิลพลาดชัย โดนสวิตเซอร์แลนด์ไล่เจ๊าสุดมัน 1-1

 

ลูกปั่นโค้งสุดสวยของฟิลิปป์ คูตินโญ ในนาทีที่ 20 เป็นประตูขึ้นนำเหนือสวิตเซอร์แลนด์ 1-0 และยังเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามให้บราซิล อดีตแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัยในเกมการแข่งขันที่สนามรอสตอฟ อารีนา 

 

แต่ขุนพลนักเตะจากแดนนาฬิกาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ พยายามต่อสู้กับทีมเต็งหนึ่งของการแข่งขันอย่างบราซิลที่อุดมไปด้วยขุนพลระดับซูเปอร์สตาร์ล้นทีม นำมาโดย เนย์มาร์ จูเนียร์, กาเบรียล เฆซุส, มาร์เซโล, คาเซมิโร ได้อย่างน่าดูชม โดยอาศัยเกมรับที่แข็งแกร่งและเกมสวนกลับที่วูบวาบตอบโต้เป็นระยะ

 

จนกระทั่งเข้าสู่ครึ่งหลังในนาทีที่ 50 สวิตเซอร์แลนด์สามารถตีเสมอได้สำเร็จจากการโหม่งของสตีเวน ซูเบอร์ ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1 ซึ่งในช่วงเวลาหลังจากนั้น บราซิลพยายามโหมบุกอย่างหนัก แต่ก็ไม่สามารถเจาะตาข่ายคู่แข่งได้เพิ่ม ทำให้เกมจบลงด้วยการเสมอกันไป 1-1 ในเกมนัดแรกของกลุ่ม E

 

สำหรับเกมนัดต่อไป บราซิลจะลงสนามพบคอสตาริกาที่แพ้เซอร์เบียมาในเกมแรกในวันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน เวลา 19.00 น. ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์จะพบจ่าฝูงของกลุ่มเซอร์เบียในช่วงดึก เวลา 01.00 น.

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: ฝรั่งเศส VS ออสเตรเลีย

VAR ใช้งานครั้งแรกตัดสินจุดโทษ ฝรั่งเศสเฉือนออสเตรเลีย 2-1

 

ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าชัยชนะประเดิมศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้สำเร็จเหนือออสเตรเลีย โดยทีมของดิดิเยร์ เดสชองส์ พยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่ตลอด แต่ไม่สามารถเจาะเกมรับที่เหนียวแน่นของคู่แข่งได้ จนกระทั่งมาได้ลูกจุดโทษในนาทีที่ 56 เมื่อพอล ป็อกบา ไหลบอลให้อองตวน กรีซมันน์ หลุดเข้าเขตโทษ แต่โดนเกี่ยวล้ม และเป็นกรีซมันน์ที่ลุกขึ้นมายิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำ 1-0

 

แต่หลังจากนั้นแค่ 3 นาที ออสเตรเลียมาได้ลูกจุดโทษบ้างจากการทำแฮนด์บอลของซามูเอล อุมติตี้ และเป็นไมล์ เยดินัค ที่ทำประตูตีเสมอเป็น 1-1 

 

หลังถูกตีเสมอ ฝรั่งเศสพยายามบุกต่อเนื่อง และในที่สุดก็มาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากจังหวะที่ป็อกบาทำชิ่งกับเพื่อน ก่อนพยายามจิ้มบอลหนีแมทธิว ไรอัน บอลเปลี่ยนทางย้อยเสียบเข้าใต้ประตูก่อนกระเด้งออกมา แต่ระบบ Goal Line ตัดสินให้เป็นประตู ซึ่งลูกนี้เป็นประตูชัยของพลพรรค ‘เลส์ เบลอส์’ ในเกมนี้ด้วย

 

คู่ที่ 2: อาร์เจนตินา VS ไอซ์แลนด์

ลิโอเนล เมสซี ซัดจุดโทษพลาด อาร์เจนตินาได้แค่เสมอไอซ์แลนด์ 1-1

 

ลิโอเนล เมสซี พลาดครั้งใหญ่เมื่อซัดจุดโทษไม่เข้า ทำให้อาร์เจนตินาทำได้เพียงแค่เสมอกับไอซ์แลนด์ที่ลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นเกมแรกในประวัติศาสตร์ สามารถยันเสมอ 1-1 ได้ โดยเริ่มเกมมา ทีม​ ‘ฟ้าขาว’ เหมือนจะมาดี เมื่อเซร์คิโอ อเกวโร สบโอกาสพลิกแต่งบอลในเขตโทษ ก่อนซัดด้วยซ้ายเข้าไปอย่างสุดมันในนาทีที่ 19

 

แต่อาร์เจนตินาขึ้นนำได้เพียงแค่ 4 นาทีเท่านั้น ไอซ์แลนด์ก็ตีเสมอได้สำเร็จจากอัลเฟรด ฟินน์โบกาสัน ที่เข้าซ้ำหลังวิลลี กาบาเยโร ปัดบอลมาเข้าทาง

 

หลังจากนั้นไอซ์แลนด์ต้านทานเกมบุกของอาร์เจนตินาอย่างแข็งขัน แต่ก็มาเสียจุดโทษในนาทีที่ 63 เมื่อมักซิมิิลิอาโน เมซา โดนทำฟาวล์ในเขตโทษ แต่เมสซีกลับซัดไปติดเซฟของฮันเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน ก่อนที่ไอซ์แลนด์จะยันเอาไว้ได้จนหมดเวลา เสมอกันไปในเกมแรก

 

คู่ที่ 3: เดนมาร์ก VS เปรู

แคสเปอร์ ชไมเคิล สุดเหนียว เซฟอุตลุดพาเดนมาร์กเฉือนเปรู 1-0 

 

แคสเปอร์ ชไมเคิล ผู้รักษาประตูทีมชาติเดนมาร์กจากสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ วัย 31 ปี โชว์ฟอร์มสุดหนึบเซฟไปถึง 6 ครั้ง ช่วยทีมเก็บ 3 แต้มแรกของทัวร์นาเมนต์จนขึ้นอันดับ 2 กลุ่ม C ได้สำเร็จ 

 

รูปเกมตลอดทั้ง 90 นาที ทั้งสองทีมผลัดกันรุก-รับอย่างสูสี กระทั่งนาทีที่ 44 เทคโนโลยี VAR มาถูกเรียกใช้งานในจังหวะที่คริสเตียน กูเอวา ถูกสกัดล้มในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินให้เปรูได้จุดโทษ แต่กูเอวาดันยิงข้ามคานหลุดไปไกล ไม่สามารถฉวยโอกาสทองไว้ได้

 

เริ่มครึ่งหลังได้เพียง 13 นาที ความพยายามของทัพโคนมก็มาประสบความสำเร็จ เมื่อมิดฟิลด์จอมทัพ คริสเตียน อีริกเซน แทงบอลทะลุช่องให้ยุสซุฟ โพลเซน วิ่งหลุดกับดักล้ำหน้า ยิงสวนผู้รักษาประตูให้เดนมาร์กออกนำไปก่อน 0-1 ในนาทีที่ 58 ช่วงเวลาที่เหลือทั้สองทีมไม่สามารถทำอะไรกันได้ จบเกมเดนมาร์กเก็บ 3 แต้มแรกของทีม ขึ้นอันดับ 2 ของกลุ่ม C ได้สำเร็จ

 

คู่ที่ 4: โครเอเชีย VS ไนจีเรีย

โครเอเชียประเดินนัดแรกสวย ชนะไนจีเรีย 2-0 ขึ้นจ่าฝูงกลุ่ม

 

ครึ่งแรกโครเอเชียมาได้ประตูขึ้นนำก่อนจากจังหวะลูกเตะมุมที่มาริโอ มานด์ซูคิช พุ่งโหม่งบอลไปแฉลบขาของโอเฮเนคาโร อีเตโบ ผู้เล่นไนจีเรีย เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป 1-0 ในนาทีที่ 32 ก่อนที่ครึ่งหลังลูกา โมดริช กัปตันทีม จะมาซัดจุดโทษให้ทีมขึ้นนำ 2-0 ในนาทีที่ 72

 

จบเกม 90 นาที โครเอเชียเก็บ 3 แต้มแรกประเดิมทัวร์นาเมนต์ได้สำเร็จ พร้อมขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม D แซงหน้าอาร์เจนตินาและไอซ์แลนด์ที่ลงเล่นในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมาที่ทำได้แค่เสมอ

 

สรุปผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2561

 

 

คู่ที่ 1: อียิปต์ VS อุรุกวัย

ซาลาห์ไม่มาตามนัด! Giménez โขกคว้าชัยพาอุรุกวัยเฉือนอียิปต์ 1-0 ขึ้นอันดับสองกลุ่ม A

 

อุรุกวัยเอาชนะอียิปต์ไปได้ 1-0 จากการทำประตูของโฆเซ กิเมเนซ กองหลังวัย 23 ปี ในนาทีที่ 89 ขณะที่เกมในนัดนี้ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บยังไม่ได้รับโอกาสลงเล่น

 

ส่วนเกมนัดหน้าของกลุ่ม A รัสเซียจะดวลกับอียิปต์ในวันพุธที่ 20 มิถุนายน เวลา 01.00 น. (คืนวันอังคารที่ 19 มิ.ย.) ด้านอุรุกวัยจะพบกับซาอุดีอาระเบีย เวลา 22.00 น.

 

คู่ที่ 2: โมร็อกโก VS อิหร่าน

ดราม่าเดือดท้ายเกม! โมร็อกโกทำเข้าประตูตัวเอง น.90+5 ส่งอิหร่านประเดิมเก็บ 3 แต้มแรกสำเร็จ

 

อิหร่านแซงเอาชนะโมร็อกโก 1-0 โดยได้ประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองของอาซิซ บูฮัดดูซ กองหน้าตัวสำรองทีมชาติโมร็อกโกในนาทีที่ 90+5 ช่วยให้ตัวแทนจากทวีปเอเชียประเดิมเก็บ 3 แต้มแรกของทัวร์นาเมนต์ได้สำเร็จ 

 

รูปเกมเกือบตลอดทั้ง 90 นาที เป็นโมร็อกโกที่เดินหน้าเปิดเกมบุกข่มอิหร่านอยู่ฝ่ายเดียว แต่กลับไม่เฉียบขาดในจังหวะสุดท้ายจนต้องมาพลาดท่าเสียประตูแบบโชคร้ายสุดๆ ในช่วงท้ายเกม

 

และถือเป็นข้อได้เปรียบของอิหร่านเป็นอย่างมาก เพราะในสองแมตช์ต่อไปของทั้งคู่จะต้องเผชิญหน้ากับของแข็งในกลุ่ม B อย่างสเปนและโปรตุเกส

 

คู่ที่ 3: โปรตุเกส VS สเปน

สมศักดิ์ศรีเกมใหญ่ระดับ 5 ดาว สเปนดวลเดือดโปรตุเกสสุดมัน เสมอ 3-3 โด้กดแฮตทริกแรกทัวร์นาเมนต์!

 

‘ทัพกระทิงดุ’ ทีมชาติสเปนเสมอกับทีมชาติโปรตุเกสไปอย่างสุดมันด้วยสกอร์ 3-3 โดยคริสเตียโน โรนัลโด สามารถกดแฮตทริกแรกประจำทัวร์นาเมนต์ได้สำเร็จ ส่วนสเปนมาได้ 2 ประตูจากดิเอโก คอสตา อีกลูกเป็นผลงานการยิงสุดสวยของนาโช เฟร์นันเดซ

 

เริ่มต้นเกมมาได้เพียง 4 นาที โปรตุเกสออกนำไปก่อนจากจังหวะจุดโทษที่โรนัลโดถูกนาโช เฟร์นันเดซ แซะในกรอบเขตโทษ และเป็นโรนัลโดที่ลุกขึ้นมาซัดจุดโทษด้วยตัวเอง ช่วยให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนที่ในนาทีที่ 24 สเปนจะมาตีเสมอ 1-1 จากความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ ของดิเอโก คอสตา ที่ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายด้วยความเยือกเย็นและแข็งแกร่ง

 

ช่วงท้ายครึ่งแรก โปรตุเกสมาออกนำอีกครั้ง 2-1 ในนาทีที่ 44 หลังโรนัลโดซัดไกลจากหัวกะโหลกหน้ากรอบเขตโทษลูกเรียดพื้น แต่ดาวิด เด เฆอา ซองแตกรับบอลไม่อยู่ พลาดท่าเสียประตู

 

ครึ่งหลังเริ่มต้นเกมมาได้แค่ 10 นาที คอสตาคนเดิมมาบวกสกอร์ที่ 2 ให้ตัวเองตีเสมอ 2-2 ได้ในนาทีที่ 55 หลังจากนั้นอีก 3 นาทีสเปนก็ขึ้นนำ 2-3 อีกครั้งจากนาโช เฟร์นันเดซ

 

เกมทำท่าว่าจะจบลงโดยโปรตุเกสเป็นฝ่ายปราชัย แต่ดาวเตะมากความสามารถแห่งยุคอย่างคริสเตียโน โรนัลโด ก็มากดแฮตทริกแรกประจำทัวร์นาเมนต์ได้สำเร็จจากลูกยิงฟรีคิกสุดสวยที่ส่งบอลแหวกทะลุอากาศพุ่งเข้าไปจูบก้นตาข่ายในนาทีที่ 88

 

จบเกมสเปนและโปรตุเกสแบ่งกันไปทีมละ 1 แต้ม โดยเกมต่อไปโปรตุเกสจะเจอกับโมร็อกโกในวันพุธที่ 20 มิถุนายน เวลา 19.00 น. ส่วนสเปนจะต้องไปดวลกับจ่าฝูงของกลุ่มอย่างอิหร่านในวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน เวลา 01.00 น. (คืนวันพุธที่ 20 มิ.ย.)

 

ผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประจำวันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2561

 

 

รัสเซียโชว์ฟอร์มดุ ไล่ทุบซาอุฯ ขาดลอย 5-0 โกโลวินฉายแววเด่น ยิง 1 จ่าย 2

 

จบการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดแรก ทีมชาติรัสเซียโชว์ฟอร์มสุดหรูเอาชนะซาอุดีอาระเบียไปด้วยสกอร์ 5-0 ได้ประตูขึ้นนำก่อนจากยูริ กาซินสกี ในนาทีที่ 12 และมาได้ประตูที่ 2 จากเดนิส เชรีเยฟ ที่กระดกบอลหลบผู้เล่นซาอุดีอาระเบียอย่างเหนือชั้นแล้วซัดบอลเข้าไปตุงตาข่ายในนาทีที่ 43 

 

ครึ่งหลังอาร์เทม ซูบา กองหน้าตัวสำรองมาบวกสกอร์เพิ่มให้ทีมอีกครั้งหลังถูกเปลี่ยนลงสนามมาได้เพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น ก่อนที่เชรีเยฟจะมาบวกประตูที่ 2 ของตัวเองในนาทีที่ 90

 

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เพชรเม็ดงามวัย 22 ปีอย่างอเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ที่โชว์ฟอร์มได้เข้าฝักสุดๆ ในนัดนี้ก็มายิงฟรีคิกปิดกล่องฝังซาอุฯ เข้าไปอย่างหมดจด โดยในนัดนี้เขายังจ่ายให้เพื่อนทำประตูไปได้ถึง 2 ลูกอีกด้วย

The post ตารางและผลการแข่งขันฟุตบอลโลกล่าสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-scores/feed/ 0
แฟนบอลโครเอเชียบุกยึดกรุงมอสโกก่อนเกมนัดชิงฯ ฟุตบอลโลก 2018 https://thestandard.co/fifa18worldcup-final-match-croatia-fans/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-final-match-croatia-fans/#respond Sun, 15 Jul 2018 13:42:14 +0000 https://thestandard.co/?p=107644

เมื่อเวลา 13.00 น. THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจกรุงมอสโก […]

The post แฟนบอลโครเอเชียบุกยึดกรุงมอสโกก่อนเกมนัดชิงฯ ฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเวลา 13.00 น. THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจกรุงมอสโก ท่ามกลางบรรยากาศวันสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยภายในบริเวณจัตุรัสแดงสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ทีมงานได้ค้นพบว่าแฟนบอลโครเอเชีย ทีมที่กำลังจะลงสนามนัดชิงกับฝรั่งเศส ได้บุกยึดกรุงมอสโกด้วยธงชาติตราหมากรุกแดงขาวผืนใหญ่ เพื่อแสดงพลังของกองเชียร์ก่อนฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศครั้งแรกของพวกเขาจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) หรือประมาณ 22.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

 

ขณะที่ราคาตั๋วเข้าชมการแข่งขัน จากการสอบถามแฟนบอลในพื้นที่ ได้ทราบว่าราคาตั๋วเข้าชมพุ่งสูงถึง 2,500 ยูโร หรือประมาณ 97,000 บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

The post แฟนบอลโครเอเชียบุกยึดกรุงมอสโกก่อนเกมนัดชิงฯ ฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-final-match-croatia-fans/feed/ 0
เอ็นโกโล ก็องเต กองกลาง 15 ปอด ต้นแบบของความพยายามที่เคยขี่สกูตเตอร์ไปซ้อมฟุตบอลทุกวัน https://thestandard.co/fifa18worldcup-ngolo-kante/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-ngolo-kante/#respond Sun, 15 Jul 2018 10:01:19 +0000 https://thestandard.co/?p=107562

ถึงคุณจะไม่ได้เชียร์ฝรั่งเศสหรือเอาใจช่วยให้เชลซีประสบค […]

The post เอ็นโกโล ก็องเต กองกลาง 15 ปอด ต้นแบบของความพยายามที่เคยขี่สกูตเตอร์ไปซ้อมฟุตบอลทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถึงคุณจะไม่ได้เชียร์ฝรั่งเศสหรือเอาใจช่วยให้เชลซีประสบความสำเร็จ แต่เชื่อเถอะว่า ‘เอ็นโกโล ก็องเต’ คือนักฟุตบอลที่คุณจะต้องหลงรักและอยากให้ทีมโปรดของตัวเองมีผู้เล่นสไตล์นี้ติดทีมไว้สักคน

 

แม้ไม่ได้มีทักษะการเลี้ยงหลบแหวกกระชากลากเลื้อยหนีคู่แข่งเหมือนลิโอเนล เมสซี ไม่มีความเร็วของข้อเท้าและสัญชาตญาณการถล่มประตูทัดเทียมโรนัลโด หรือมีลีลาลูกหนังที่แพรวพราวคล้ายเนย์มาร์ แต่ก็องเตก็มีพรสรรรค์ในแบบของตัวเองที่ยากจะหาใครมาทดแทน

 

พรสวรรค์ที่ว่าคือการสกรีนปัดกวาดบอลในเกมรับ คอยตอดคอยแซะวิ่งไล่แย่งบอลจากเท้าของคู่แข่ง สกัดกั้นไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามพาบอลไปถึงบริเวณอันตราย และช่วยอำนวยความสะดวกให้เพื่อนร่วมทีมเล่นกันได้ง่ายขึ้น จน เอเดน อาซาร์ เพื่อนร่วมทีมเชลซีเคยกล่าวไว้ว่า “เล่นกับก็องเตก็เหมือนเล่นกับฝาแฝด (มี 2 คนในคนเดียว)”

 

สิ่งที่ก็องเตสนใจเพียงอย่างเดียวคือ การทำผลงานในสนามและช่วยทีมให้ชนะ เขาไม่เคยทำตัวโดดเด่นบนโลกโซเชียลมีเดียหรือเรียกร้องให้สปอตไลต์ต้องหันมาฉายแสงผ่าน แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่าเขาสำคัญต่อทีมมากเพียงใด

 

หลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มกับเปรู ที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 1-0 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา คู่หูในแดนกลางอย่าง พอล ป็อกบา เคยออกมาสดุดีกองกลางวัย 27 ผู้นี้ว่าช่วยให้เขาเล่นได้ง่ายขึ้น แถมยังเป็นมนุษย์ที่มี 15 ปอด!

 

“พวกเราเข้ากันได้ดีมากๆ เล่นกับเอ็นโกโลอะไรๆ ก็ง่ายขึ้น เขาวิ่งไปทุกที่ เขาต้องมี 15 ปอดแน่ๆ ฟุตบอลง่ายขึ้นเมื่อมีผู้เล่นอย่างเขา”

 

 

ลูคัส เอร์นานเดซ แบ็กซ้ายดาวรุ่งของทีมที่เพิ่งมีโอกาสได้ลงเล่นในนามทีมชาติร่วมกับก็องเตเป็นหนแรกๆ ก็บอกเช่นกันว่า “เอ็นโกโลน่ะเหรอ คุณจะเห็นเขาทุกที่ในสนาม มันคล้ายกับว่าเขาหลุดออกมาจากสนามหญ้าเลย! มันมหัศจรรย์จริงๆ ที่ได้เล่นร่วมกับเขา ผู้เล่นที่จะคอยแย่งบอลกลับมาให้ทีม”

 

10 ปากว่าย่อมไม่เท่าตาเห็น และการจัดเก็บสถิติต่างๆ ในโลกลูกหนังทุกวันนี้ก็แม่นยำพอที่จะเชื่อถือได้

 

ตัวเลขจากผู้ให้ข้อมูลสถิติในเกมฟุตบอลระบุว่า ก็องเตคือผู้เล่นที่แย่งบอลจากเท้าคู่แข่งได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของฟุตบอลโลกหนนี้ที่ 19 ครั้ง เป็นรองแค่ โรมัน ซอบนิน จากรัสเซียที่ทำได้มากกว่าที่ 20 ครั้งเท่านั้น

 

แรงบันดาลใจการเล่นฟุตบอลของก็องเตคือสิ่งใด อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้มิดฟิลด์ตัวรับสัญชาติฝรั่งเศส-มาลีคนนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวใจสำคัญของทุกทีมที่เขาลงเล่น

 

Photo: tribuna.com/chelsea

 

‘ขี่สกูตเตอร์ไปซ้อมฟุตบอลทุกวัน’ ความมานะอุตสาหะที่หล่อหลอมให้ก็องเตเติบใหญ่กลายเป็น ‘เหล็กกล้า’

พ่อแม่ของก็องเตเป็นผู้อพยพที่ย้ายถิ่นฐานจากประเทศมาลีในแอฟริกามาตั้งรกรากและเริ่มต้นละครชีวิตบทใหม่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 1980 โดยเลือกอาศัยอยู่ในแฟลตเล็กๆ ย่าน Rueil-Malmaison

 

ในช่วงวัยเด็ก เขาเริ่มเข้าสู่เส้นทางลูกหนังตอนอายุ 8 ขวบ ด้วยการเป็นนักฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมสมัครเล่น JS Suresnes ถึง 11 ปีเต็ม ก่อนที่จะย้ายเข้าสู่สโมสร Boulogne ทีมในลีกรองของประเทศฝรั่งเศส

 

จุดแข็งที่ก็องเตมีมาตั้งแต่สมัยยังเป็นดาวรุ่งคือการกัดแบบไม่มีปล่อย วิ่งตะบันไล่แย่งบอลจนวินาทีสุดท้าย

 

ครั้งหนึ่ง แม็กซิม โคลิน เพื่อนร่วมทีมสมัย Boulogne เคยออกมาบอกว่า ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ยังค้าแข้งอยู่ด้วยกัน ก็องเตเคยเอาชนะการทดสอบสมรรถภาพทางร่ายกายและความทนทานได้เหนือเพื่อนร่วมทีมในรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งหมด

 

“วันนั้นพวกเราต้องทดสอบการวิ่ง โจทย์คือคุณต้องวิ่งให้ได้นานที่สุดเท่าที่ศักยภาพคุณจะทำได้ และก็เป็นเขาที่ชนะการทดสอบในครั้งนั้น ก็องเตยังวิ่งไม่มีหมดหลังจากที่คนอื่นๆ หยุดกันแล้ว”

 

ถ้าถามว่าอะไรทำให้ร่างกายของก็องเตทรงประสิทธิภาพเหนือเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน นอกจากข้อได้เปรียบทางด้านร่างกายที่พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้

 

คำตอบก็คือ ‘ความพยายาม’ และความมานะอุตสาหะของเจ้าตัวที่ไม่เคยร้องงอแงขอความช่วยเหลือจากใครตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งทำให้เขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็น ‘เหล็กกล้า’ ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมทุกรูปแบบ และไม่โอนอ่อนตามอุปสรรครอบตัว

 

“ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยเห็นเขาขี่สกูตเตอร์ไปร้านขายของชำพร้อมกับถุงใบเล็กๆ เขาต้องการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” แม็กซิมเล่าเบื้องหลังชีวิตนักฟุตบอลเยาวชนของก็องเตในอีกแง่มุม เขาบอกต่อว่า “ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของ Boulogne เป็นเนินเขาที่สูงและชันมาก แต่ก็องเตก็ยังมาซ้อมฟุตบอลไม่เคยขาดด้วยการขี่สกูตเตอร์ และหากคุณเสนอจะไปส่ง เขาก็จะตอบว่าไม่ เขาจะไปด้วยตัวเอง”

 

เรื่องนี้ Piotr Wojtyna อดีตโค้ชของก็องเตก็ร่วมยืนยันได้ โดยบอกว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่กระหายในการพยายามพัฒนาตัวเองและใฝ่รู้อยู่เสมอ

 

“เขาเป็นเด็กที่เปิดกว้างจะได้รับการโค้ชมากๆ ทั้งข้อมูลแท็กติกและการยืนตำแหน่ง เขามักจะตั้งอกตั้งใจฟังผมสอนเป็นอย่างดี และการตัดสินใจในสนามของเขาก็ชาญฉลาดมากๆ ผมพยายามจะจับเขาให้ลงเล่นกับเด็กที่ฝีเท้าอ่อนที่สุด เพราะความพยายามในสนามของก็องเตจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า”

 

Photo: AFP

 

ด้วยส่วนสูงเพียง 1.68 เมตร และสไตล์การเล่นที่ไม่ได้หวือหวาโดดเด่นเหมือนผู้เล่นในเกมรุก ทำให้ชื่อเสียงของก็องเตไม่ได้โดดเด่นจนเตะตาแมวมองจากสโมสรชั้นนำในยุโรปเท่าที่ควร

 

แต่การทุ่มเทตั้งหน้าตั้งตาเล่นและทำหน้าที่ของตัวเองในสนามให้ดีที่สุด ก็ทำให้เมล็ดพันธุ์ความพยายามของก็องเตค่อยๆ ผลิดอกออกผลในที่สุด ได้ย้ายเข้าสู่สโมสรก็อง ทีมในศึกลีกเดอซ์ในอีก 3 ปีถัดมา (ดิวิชัน 2 ของประเทศช่วงเวลาดังกล่าว)

 

แม็กซิมบอกว่า “นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้สภาพจิตใจของก็องเตแข็งแกร่งสุดๆ เขามาจากทีมระดับล่างมากและขวนขวายทุกอย่างด้วยตัวเอง”

 

Photo: PLG Comps (Youtube)

 

จากนักฟุตบอลนอกสายตาของทีมในดิวิชัน 9 สู่ขุนพลจิ้งจอกเลสเตอร์ชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก

‘ทุกสิ่งในชีวิตเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน’ นี่คือสัจธรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ถูกปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น

 

ชีวิตการค้าแข้งของก็องเตก็เช่นกัน ใครจะไปรู้ว่าตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ลงเล่นให้กับก็อง อิทธิพลของมิดฟิลด์ตัวรับผู้นี้จะส่งผลให้ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกเอิงได้สำเร็จในช่วงท้ายฤดูกาล! ก่อนสร้างชื่อด้วยการทำสถิติเป็นผู้เล่นในยุโรปที่แย่งบอลกลับมาได้มากที่สุด จนสุดท้ายก็ได้โอกาสย้ายมาเล่นให้กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2015/2016 ด้วยค่าตัวราว 5.6 ล้านปอนด์

 

ย้อนกลับไปในวันนั้น แฟนเลสเตอร์ ซิตี้คงได้แต่เกาหัวแกรกๆ พลางนึกสงสัยว่าไอ้หมอนี้เป็นใคร ทำไมสโมสรถึงตัดสินใจดึงตัวเข้ามาร่วมทีม ทั้งๆ ที่แคนดิเดตที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักกว่าก็มีตั้งเยอะตั้งแยะ

 

เพียงแค่ฤดูกาลเดียวและการลงเล่นในลีก 37 นัด ก็องเตก็รีดศักยภาพและพิสูจน์ฝีเท้าให้เห็นว่าเขามีดีแค่ไหน พร้อมพาทีมขึ้นคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ต้องยกเครดิตให้หัวจิตหัวใจผู้เล่นคนอื่นๆ ด้วย ที่มุ่งมั่นสมานสามัคคีจนทำให้ทีมประสบความสำเร็จ

 

หลังความสำเร็จสุดชื่นมื่น ก็องเตเลือกย้ายมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเชลซีในฤดูกาลถัดมาด้วยค่าตัวราวๆ 32 ล้านปอนด์ ทำกำไรให้กับ ‘The Foxes’ ถึง 471% แต่ถ้าย้อนเวลาได้ เลสเตอร์คงไม่อยากปล่อยเขาออกจากทีมแน่นอน เพราะแค่ฤดูกาลเดียวก็เห็นผลได้ทันตาว่าทีม ‘ยวบ’ ลงแค่ไหน ประหนึ่งว่าถูกผ่าตัดเอากระดูกสันหลังของทีมออกไปก็ว่าได้

 

ที่สำคัญเวทมนตร์และการวิ่งห้อตะบันไม่มีเหนื่อยของก็องเตยังดลบันดาลให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2016/2017 ได้สำเร็จ

 

ครั้งหนึ่งในช่วงที่ ฟิล เนวิลล์ อดีตผู้เล่นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รับหน้าที่เป็นกูรูให้กับสำนักข่าว BBC Sport เขาเคยนิยามก็องเตไว้ว่าเป็นเหมือน ‘บุคคลที่ถักทอและร้อยเรียงเชลซีเข้าด้วยกัน’

 

“ผมเคยคิดว่าเขาเป็นผู้เล่นเบอร์ 6 เหมือน โคลด มาเกเลเล แต่เขาเป็นทั้งผู้เล่นเบอร์ 6 เบอร์ 8 และเบอร์ 10 เขาเล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกๆ ตำแหน่ง

 

“ผมเคยเล่นกับ รอย คีน หนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาก่อน เขาจะเป็นคนที่คอยสกัดกั้นบอลหน้าแผงแบ็กโฟร์ จ่ายบอล และขึ้นไปช่วยทำเกมรุก ผมคิดว่าก็องเตนี่แหละคือกองกลางที่รอบด้านและสมบูรณ์แบบที่สุดในพรีเมียร์ลีกยุคนี้”

 

Photo: The Sun

 

รู้จักหาทางหนีทีไล่และถ่อมตนอยู่เสมอ คติประจำใจลำดับต้นๆ ของก็องเต

เพราะก็องเตเริ่มต้นเส้นทางการค้าแข้งกับทีมเล็กๆ ในดิวิชัน 9 ทำให้ตัวเขาเองรู้จักวางแผนสำรองในชีวิตอยู่เสมอ เพราะไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยว่าเขาจะโชคร้ายต้องหันหลังให้การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในวันใด

 

จุดนี้เองที่ทำให้ก็องเตให้ความสำคัญกับการเล่าเรียนไม่แพ้การวิ่งเล่นฟุตบอลบนสนามหญ้า

 

“ช่วงนั้นผมยังไม่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ ฉะนั้นผมเลยตั้งใจเรียน เพราะผมไม่รู้เลยว่าผมจะก้าวขึ้นมาใช้ชีวิตในฐานะนักฟุตบอลได้ไหม ตอนที่ผมอายุ 18 ปี ผมจบการศึกษาในระดับ Baccalaureate (คล้ายๆ มัธยมปลาย) หลังจากนั้นผมก็เรียนต่อด้านบัญชีอีก 2 ปี

 

“พอขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ ผมก็เลยพักการเรียนไป แต่ผมก็ได้รับวุฒิที่จะสอบเป็นนักบัญชีได้นะ เพียงแต่ตอนนี้ผมเลือกที่จะสนใจฟุตบอลมากกว่า”

 

ความถ่อมตนและความมัธยัสถ์ของก็องเตยังพิสูจน์ได้จากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เรียบง่ายติดดิน โดยเฉพาะการเลือกขับรถมินิคูเปอร์แทนที่จะเป็นรถสปอร์ตรูปทรงโก้หรูที่นักฟุตบอลคนอื่นๆ ในวัยไล่เลี่ยนิยมกัน แม้จะได้รับค่าเหนื่อยมากกว่า 120,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือราว 5.3 ล้านบาทก็ตาม

 

“ผมไม่ใช่คนที่รักหรือหลงใหลรถเป็นพิเศษ ตอนที่ผมเด็กๆ ผมไม่ได้มีความฝันอะไรเกี่ยวกับรถในทำนองนั้นเลย

 

“แต่เจ้ามินิของผม ตั้งแต่ที่เริ่มแรก มันเป็นรถที่ยอดเยี่ยมสำหรับการฝึกขับ ผมได้รับมันตอนที่ย้ายมาเลสเตอร์ และทุกวันนี้ผมก็ยังใช้มันอยู่ มันดีมากๆ เลย”

 

 

‘นายต้องเล่นฟุตบอลให้เปลืองแรงน้อยลง’ คำแนะนำจากตำนานรุ่นพี่

จากผลงานที่เอกอุทั้งในนามทีมชาติและในสโมสร เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เลยที่ก็องเตจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับตำนานรุ่นพี่อย่างมาเกเลเล เพียงแต่สไตล์ของรุ่นน้องอาจจะดู ‘บู๊’ กว่า

 

ในขณะที่สมัยยังค้าแข้ง มาเกเลเลจะหนักไปทางสาย ‘บุ๋น’ ไม่เน้นพละกำลังในการเล่น แต่ใช้มันสมองและวิชันการอ่านเกมที่เด็ดขาดเข้าทำลายเกมรุกคู่ต่อสู้

 

เมื่อปี 2017 มาเกเลเลเคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงรุ่นน้องว่า ก็องเตเป็นนักฟุตบอลที่เขาโปรดปรานมากและอยากอวยพรให้มิดฟิลด์วัย 27 ปีคนนี้มีเส้นทางในอาชีพการค้าแข้งที่สดใสและไปไกลกว่าตน พร้อมยังให้คำแนะนำดีๆ ที่ก็องเตอาจจะเลือกนำไปปรับใช้กับสไตล์การเล่นของตัวเอง

 

“สิ่งที่ทำให้ผมชอบเขา คือการที่เขาเป็นผู้เล่นที่เอื้อเฟื้อกับคนอื่นๆ เขาลงเล่นพร้อมรอยยิ้มเสมอ นั่นคือคุณภาพที่โดดเด่นของก็องเต ผมหวังว่าเขาจะต้องมีเส้นทางอาชีพการค้าแข้งที่ดีกว่าผม แต่เขายังต้องพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำในสนาม

 

“ไม่ได้หมายความว่าให้เขามาเป็นกัปตันทีมนะ แต่ผมหมายถึงออร่าความเป็นผู้นำ ที่ทุกครั้งเวลาผู้เล่นคนอื่นหันมามองที่เขาแล้วทุกคนต้องรู้สึกได้ว่าทีมจะต้องชนะ เมื่อไรก็ตามที่เขามีออร่าที่ว่านี้ เขาจะเป็นผู้เล่นคนพิเศษแน่นอน

 

“เขาเป็นผู้เล่นที่ดี ยากมากๆ ที่จะหาใครวิ่งพล่านในสนามได้เหมือนเขา เขาเล่นเพื่อคู่หูของเขา เป็นคนที่น่าเหลือเชื่อมากๆ ทั้งฉลาดและจริงจัง แต่มันอาจจะยากไปเสียหน่อยเมื่อเขาแก่ตัวลง เขาจะวิ่งแบบนี้ไม่ได้ตลอด 90 นาที วันหนึ่งเขาจะต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเอง เลือกใช้สติปัญญาให้มากขึ้น และเลือกวิ่งให้น้อยลง”

 

มาเกเลเลบอกว่า การเข้าใจขีดจำกัดด้านพละกำลังของตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับก็องเต เพื่อที่เขาจะลงเล่นในเกมระดับสูงได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

ด้านก็องเตก็ออกมาตอบตามสไตล์ของเขาว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ได้รับคำแนะนำจากตำนานระดับมาเกเลเล แต่ตนก็บอกไม่ได้ว่าจะปรับรูปแบบการเล่นของตัวเองหรือไม่

 

“ผมต้องรับฟังเขาและพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด แต่ก็บอกไม่ได้ว่าผมจะทำตามที่ทุกคนต้องการให้ผมทำหรือไม่ แต่มันเป็นเรื่องที่ดีนะที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เล่นระดับเขา รวมถึงสตาฟฟ์และผู้จัดการสโมสรเชลซี ผมอยากพัฒนาตัวเอง และผมจะทำให้เต็มที่ที่สุดด้วย แต่ก็จะไม่กดดันตัวเองจนเกินไป”

 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ก็องเตเคยถูกขนานนามให้เป็น ‘นิว มาเกเลเล’ รวมทั้งยังเป็นผู้เล่นในตำแหน่ง ‘มาเกเลเล’

 

เวลาผ่านไปไม่นาน ก็องเตได้พิสูจน์ให้วงการลูกหนังทั่วโลกได้เห็นแล้วว่า นอกจากเชื้อชาติและการเล่นในตำแหน่งเดียวกัน เขาอาจไม่มีอะไรคล้ายตำนานรุ่นพี่เลยพร้อมเดินออกมาจากร่มเงาของตำนานกองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศสในที่สุด

 

ไม่ว่าผลลัพธ์ในฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศคืนนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แฟนเลส์ เบลอส์น่าจะเบาใจและหายห่วงได้เลยคือ กองกลางร่างป้อมคนนี้พร้อมจะทุ่มเทใส่เต็ม 100% ยันสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายของผู้ตัดสินแน่นอน

 

ปัจจุบันก็องเตในวัย 27 ปี ถือว่ากำลังอยู่ในช่วงพีกสุดๆ ของอาชีพการค้าแข้ง สร้างสไตล์การเล่นในแบบของตัวเองจนได้รับการยกย่อง แม้พูดน้อย แต่ต่อยหนักและเข้าเป้าทุกหมัด ทั้งยังเป็นต้นแบบของความพยายามและบุคคลที่ประสบความสำเร็จจากการ ‘รักดี’

 

ถ้าอยากรู้ว่าความพยายาม และความพากเพียรไม่เคยทำร้ายใครจริงไหม

 

ก็องเตคือคำตอบที่ดีที่สุดของคำถามทั้งหมด

อ้างอิง:

The post เอ็นโกโล ก็องเต กองกลาง 15 ปอด ต้นแบบของความพยายามที่เคยขี่สกูตเตอร์ไปซ้อมฟุตบอลทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-ngolo-kante/feed/ 0
ลูกา โมดริช ยอดนักเตะผู้เกิดจากไฟสงคราม กับความลับใต้ความเก่งกาจของชาติโครเอเชีย https://thestandard.co/luka-modric/ https://thestandard.co/luka-modric/#respond Sun, 15 Jul 2018 07:29:00 +0000 https://thestandard.co/?p=107555

คืนนี้แล้วนะครับที่เราจะได้รู้กันว่าใครจะได้เป็นแชมป์ฟุ […]

The post ลูกา โมดริช ยอดนักเตะผู้เกิดจากไฟสงคราม กับความลับใต้ความเก่งกาจของชาติโครเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

คืนนี้แล้วนะครับที่เราจะได้รู้กันว่าใครจะได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2018

 

เราเหลือตัวเลือกกันเพียงแค่ 2 ระหว่าง ฝรั่งเศส ทีมเต็งที่ทำตัวได้สมกับความคาดหวัง และ โครเอเชีย ทีมที่ไม่ได้มีใครคาดหวังแต่ทำได้เกินความคาดหวังไปมากเหลือเกิน

 

ด้วยความแตกต่างของสถานะ และจากสิ่งที่เราได้เห็นตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ผมคิดว่าน่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้เป็นแฟนบอลของทั้ง 2 ชาติ แต่อยากจะเอาใจช่วยโครเอเชีย ทีมรองบ่อนขึ้นมาด้วยความประทับใจในเลือดนักสู้ของพวกเขาที่สู้ตายถวายชีวิตมาหลายนัดติด

 

ตั้งแต่รอบ 16 ทีมและรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ต้องสู้กันจนถึงฎีกากับเดนมาร์กและรัสเซีย เจ้าภาพ และล่าสุดก็ต้องสู้กับอังกฤษจนครบ 120 นาที ก่อนจะเอาชนะได้อย่างหวุดหวิดในเกมรอบรองชนะเลิศ (จนกลายเป็นทีมแรกที่เล่นต่อเวลาพิเศษ 3 นัดติดต่อกันแล้วชนะรวดในฟุตบอลโลก)

 

ความใจสู้ของพวกเขาชนะใจแฟนบอลทั่วโลกได้โดยไม่ตั้งใจ

 

แต่ความจริงแล้วความใจสู้ของโครเอเชียไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับพวกเขาครับ เพราะสายเลือดโครแอตนั้นเกิดมาเพื่อเป็นนักสู้โดยธรรมชาติ

 

หลายคนอาจจะทราบ แต่บางคนอาจจะไม่เคยทราบว่า โครเอเชียเป็นชาติเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่ 4 ล้านคนเศษ (ถ้าตามคำพูดของ อีวาน ราคิติช กองกลางคนสำคัญของทีมก็คือ 4.5 ล้านคน) เพิ่งจะมีเอกราชเป็นของตัวเองเมื่อปี 1991 หรือเมื่อ 27 ปีที่แล้ว

 

แต่กว่าจะมีเอกราชเป็นของตัวเอง พวกเขาต้องเสียเลือดเสียเนื้อในสงครามการประกาศเอกราชอยู่หลายปี กว่าไฟสงครามจะสงบและมีลมหายใจที่เป็นอิสระบนแผ่นดินเกิดของตัวเองนั้นก็กินระยะเวลาหลายปี

 

ในหมู่นักเตะโครเอเชีย หลายคนเกิดและเติบโตในยุคของสงคราม หนึ่งในนั้นคือ ลูกา โมดริช กัปตันทีมในวัย 32 ปีที่เป็นหนึ่งในคนที่มีโชคชะตาชีวิตที่แสนเศร้าในวัยเยาว์ครับ

 

ไฟสงครามและสนามฟุตบอลกลางลูกระเบิด

เมื่อ 6 ปีก่อนในช่วงที่โมดริชย้ายจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์มาอยู่กับเรอัล มาดริดใหม่ๆ มีสถานีโทรทัศน์ของสเปนเดินทางไปโครเอเชียเพื่อค้นหา ‘ต้นกำเนิดของโมดริช’ และถ่ายทอดมาในรูปแบบภาพยนตร์สารคดี

 

ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนั้นมีการบอกเล่าจากทั้งโค้ชของเขาในวันวาน เพื่อนร่วมทีมที่โตมาด้วยกันในทีมเอ็นเค ซาดาร์ เพื่อนๆ ที่ไม่ได้เป็นนักฟุตบอล ครอบครัว ผู้สื่อข่าว

 

เรื่องเล่าทำให้เราได้รู้เรื่องราวที่แสนเจ็บปวดของกองกลางรูปร่างเล็กคนนี้ครับ

 

ในวัยเด็กโมดริชไม่ต่างจากเด็กชาวโครเอเชียคนอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากไฟสงคราม คุณปู่ที่เขารักถูกฆาตกรรมต่อหน้าตั้งแต่อายุแค่ 6 ขวบ บ้านถูกเผา พ่อจำเป็นต้องเข้าร่วมกับกองทัพ ส่วนตัวเขาและครอบครัวต้องอพยพลี้ภัยจากบ้านมาพักอาศัยในโรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตให้รอด เสียงที่เขาได้ยินทุกวันไม่ใช่เสียงดนตรี แต่เป็นเสียงระเบิดและเสียงเตือนภัยต่างๆ

 

ในสภาพแวดล้อมและชีวิตที่โหดร้าย ฟุตบอลคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเจ้าหนูลูกาในวันนั้น ทุกๆ วันหากไม่มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น เขาจะออกไปเตะฟุตบอลเล่นเสมอ ที่ลานจอดรถของโรงแรมบ้าง บางครั้งก็เตะที่ระเบียงในห้องพักบ้าง เตะคนเดียวบ้าง เตะกับเพื่อนบ้าง

 

มีเรื่องเล่าตลกๆ ว่า จำนวนกระจกที่แตกเพราะลูกเตะของลูกามีมากกว่าจำนวนที่แตกเพราะแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดลงเสียอีก

 

“มีเด็กคนหนึ่งที่เตะฟุตบอลไปทั่วโรงแรมตลอดทั้งวัน” โยซิป บายิโล ประธานสโมสรเอ็นเค ซาดาร์ เผย “เขาตัวผอมและตัวเล็กมากสำหรับเด็กในวัยนั้น แต่เราสามารถมองเห็นได้ทันทีว่ามีบางสิ่งที่พิเศษเกิดขึ้นกับเขา แต่เอาจริงๆ ในเวลานั้นไม่มีใครสักคนที่คิดฝันว่าวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ในแบบที่เขาเป็นอยู่ในทุกวันนี้”

 

นอกจากในโรงแรมแล้ว โมดริชยังได้เข้าร่วมเล่นในทีมเยาวชนของเอ็นเค ซาดาร์ด้วย แต่การฝึกซ้อมในวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะพวกเขาอยู่ในพื้นที่สงคราม บ่อยครั้งที่ต้องเปลี่ยนจากการวิ่งในสนามฟุตบอลเป็นการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดเข้าที่กำบังให้ทัน

 

“ตอนนั้นเรากลัวมาก นั่นคือสิ่งที่ผมจำได้ มีระเบิดนับพันลูกที่ยิงใส่กันในหุบเขาที่ล้อมรอบ บางลูกตกลงมาที่สนามฟุตบอลก็มี พวกเราต้องวิ่งหนีหลบเข้าที่กำบัง” โตมิสลาฟ บาซิช หนึ่งในโค้ชที่สอนวิชาลูกหนังให้โมดริช และเป็นคนที่กัปตันทีมโครเอเชียยกย่องว่าเป็น ‘พ่อคนที่สอง’ กล่าว

 

ฟุตบอลคือสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาหลบหนีจากความเป็นจริงที่เจ็บปวดได้

 

บาซิชยังเป็นผู้ที่คอยดูแลปกป้องโมดริชในวันที่ยากลำบากในทางเกมลูกหนังเพราะรูปร่างที่เล็กของเขา ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะเป็นนักฟุตบอลได้ Hajduk Split ทีมที่เขาเชียร์มาตั้งแต่เด็กก็ปฏิเสธที่จะรับเขาเข้าทีม

 

เรื่องนี้เคยทำให้เขาคิดที่จะเลิกเล่นฟุตบอลเลยทีเดียว แต่ดีที่บาซิชรั้งหัวใจเขาไว้ทัน ก่อนที่โมดริชจะสู้ต่อและได้ไปอยู่กับ Dinamo Zagreb ทีมคู่ปรับตลอดกาลของ Hajduk Split แทน

 

เช่นกันกับครอบครัวที่สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ โดยแม้สงครามจะยุติในเวลาต่อมา พวกเขาก็เลือกจะพักอาศัยในห้องเล็กๆ ในโรงแรมที่พักสำหรับผู้ลี้ภัยมากกว่าจะกลับไปยังหมู่บ้านในบ้านเกิด เพื่อที่จะทำให้พวกเขาควบคุมรายจ่ายได้เพียงพอที่จะให้โมดริชได้เล่นฟุตบอลต่อไป

 

โดยที่ตัวเขาเองก็สู้เต็มที่ด้วยเช่นกัน ในวันที่ Dinamo Zagreb ยังไม่เชื่อมั่นในฝีเท้าเขาถูกส่งตัวไปให้ทีมอื่นยืมถึง 2 ครั้งกับ ซรินสกี สโมสรในบอสเนีย และ Herzegovina กับ Inter Zapresic ในย่านชานเมืองซาเกร็บ แต่โมดริชก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือของจริง

 

หลังจากนั้นเขาจึงได้รับสัญญาเป็นระยะเวลา 10 ปีกับ Dinamo Zagreb ทำให้ครอบครัวและทุกคนที่ผลักดันมาตลอดภูมิใจ

 

“สงครามทำให้ผมแกร่งขึ้น” โมดริชเคยกล่าวไว้ “เราไม่ใช่คนที่ถูกทำลายได้โดยง่าย และเรามีความมุ่งมั่นที่เราจะแสดงให้เห็นว่าเราสามารถประสบความสำเร็จได้”

 

จากถ้อยคำของเขา อาจทำให้เราเข้าใจได้กับภาพการวิ่งไล่บอลจนสุดสนามของโมดริชในหลายเกมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงของการต่อเวลาพิเศษ

 

ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ขนาดนั้นก็ได้ในความเป็น Maestro หรือเจ้าแห่งลูกหนังที่สง่างาม

 

โมดริชแค่อยากชนะ ชนะเพื่อทุกคน

 

เลือดนักสู้ตราหมากรุก กับความหวังที่ชื่อว่าฟุตบอล

นอกเหนือจากโมดริชแล้ว เวดราน ชอร์ลูกา กองหลังจอมเก๋าก็เกิดในบอสเนีย แต่มาโตในโครเอเชียเมื่อปี 1992 ขณะที่ เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังตัวหลักเป็นผู้ลี้ภัยจากบอสเนีย ส่วน อีวาน ราคิติช คู่หูในแดนกลางของโมดริช ต้องหนีตามครอบครัวไปในช่วงสงครามบอลข่าน ก่อนจะเติบโตในสวิตเซอร์แลนด์ แต่เขาใช้ชีวิตโดยมี โรเบิร์ต โปรซิเนสกี ฮีโร่ของทีมชาติโครเอเชียเป็นต้นแบบ

 

แน่นอนว่ายังมีอีกหลายคนที่ผ่านวันเวลาที่โหดร้ายแบบนั้นมาครับ เพียงแต่ผ่านมาถึงวันนี้ ความโหดร้ายในวันนั้นได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกฝังความเป็นนักสู้ให้เกิดขึ้นแก่ชาวโครเอเชียทุกคน

 

เลือดนักสู้นั้นถูกแสดงออกมาให้เห็นในหลายรูปแบบครับ เกมกีฬาก็เป็นหนึ่งในนั้น ในโลกของกีฬา นักกีฬาจากโครเอเชียถือเป็นนักกีฬาชั้นหนึ่ง พวกเขาเก่งกีฬามากในหลากหลายประเภท ซึ่งบางอย่างเราอาจจะไม่เคยรู้ เช่น พวกเขาเป็นแชมป์โลกโปโลน้ำประเภทชายในเวลานี้ ส่วนทีมแฮนด์บอลของพวกเขาได้ที่ 4 ในการชิงแชมป์โลก

 

ในกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่รีโอเดจาเนโร พวกเขาจบอันดับที่ 17 สูงกว่าชาติอย่าง แคนาดา อาร์เจนตินา หรือแอฟริกาใต้เสียอีก

 

แต่กีฬาที่คนโครเอเชียรักและคลั่งไคล้มากที่สุดคือฟุตบอล พวกเขาบ้าคลั่งเกมลูกหนังไม่ต่างจากชาติอย่างบราซิล, อังกฤษ, อาร์เจนตินา และฝรั่งเศส

 

สายเลือดลูกหนังของโครเอเชียนั้นเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และชวนให้คิดถึงยูโกสลาเวียที่ยิ่งใหญ่ในวันวาน

 

อิกอร์ สติมัช อดีตโค้ชทีมชาติและเป็นหนึ่งในสมาชิกชุดประวัติศาสตร์ที่นำ โครเอเชียคว้าที่ 3 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกเมื่อ 20 ปีที่แล้วบอกอย่างภูมิใจว่า “คนโครแอตเป็นคนที่มีพรสวรรค์ตามธรรมชาติ”

 

ขณะที่ ลูกา อิวานซิช ผู้บริหารของสโมสรฟุตบอลดังในโครเอเชีย เอชเอ็นเค ริเยกา บอกว่า “ผมคิดว่าพรสวรรค์ของผู้เล่น ความมุ่งมั่น และการทำงานหนักของพวกเขา เป็นสิ่งที่พิเศษ และมันเกิดขึ้นจากตัวตนของพวกเขาอย่างแน่นอน”

 

สาเหตุที่พวกเขารักและคลั่งไคล้ในเกมลูกหนังนั้นเป็นเพราะ ฟุตบอลมอบในสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถหาได้จากการเมืองและเศรษฐกิจที่รุนแรงภายในประเทศ

 

ฟุตบอลมอบ ‘ความหวัง’ ให้แก่พวกเขา เป็นกำลังใจที่จะต่อสู้ชีวิตต่อไป

 

ฟรานโย ตุดมาน ประธานาธิบดีคนแรกของโครเอเชียเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ชัยชนะของฟุตบอลสามารถกำหนดตัวตนของประเทศได้มากเท่ากับที่สงครามทำได้”

 

ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่คนโครเอเชียจำนวนมากจะตัดสินใจกระโดดขึ้นรถพร้อมกับพาสปอร์ตในมือเพื่อเดินทางมาให้กำลังใจกับทีมชาติของพวกเขาที่กำลังจะลงทำศึกแห่งความฝันในสนามลุจนิกี สเตเดียมในคืนนี้

 

และไม่น่าแปลกใจที่คน 4.5 ล้านคนในประเทศเฝ้าติดตามทีมชาติของพวกเขาอย่างใจจดใจจ่อในทุกตารางนิ้วของโครเอเชีย

 

พวกเขาลืมทุกเรื่องไปหมดแล้วในเวลานี้

 

เหลือแค่ฟุตบอล กับ 90 นาทีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากวันเก่า

 

และความฝันที่อยากจะมีเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่สักเรื่องเอาไว้นั่งคุยกับลูกหลานในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

Photo: Reuters

อ้างอิง:

The post ลูกา โมดริช ยอดนักเตะผู้เกิดจากไฟสงคราม กับความลับใต้ความเก่งกาจของชาติโครเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/luka-modric/feed/ 0
World Cup Diary Before Final Day: การฉลองความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และของที่ระลึกจากรัสเซีย https://thestandard.co/world-cup-diary-before-final-day/ https://thestandard.co/world-cup-diary-before-final-day/#respond Sun, 15 Jul 2018 06:54:04 +0000 https://thestandard.co/?p=107510

เป็นช่วงเช้าอีกหนึ่งวันที่เงียบสงบสำหรับกรุงมอสโก หลังจ […]

The post World Cup Diary Before Final Day: การฉลองความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และของที่ระลึกจากรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นช่วงเช้าอีกหนึ่งวันที่เงียบสงบสำหรับกรุงมอสโก หลังจากที่ฟุตบอลโลก 2018 ได้เดินทางมาถึงสัปดาห์สุดท้าย โดยมีเพียงการแข่งขันชิงอันดับที่ 3 และรอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของปี 2018 จะปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ

 

ทีมงานเดินทางออกจากที่พักช่วงเช้าวันนี้เพื่อสำรวจบรรยากาศของเมือง ตั้งแต่ก้าวแรกจากที่พัก เราก็ค้นพบแก้ววอดก้าในสภาพที่แตกหักเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนนอนนั้นคือเสียงแฟนบอลเจ้าภาพรัสเซียตะโกนว่า “เป็นไง เราต้อนรับพวกคุณอย่างดีใช่ไหม เรารักพวกคุณ” เป็นเสียงสุดท้ายในเวลาประมาณ 03.00 น. ก่อนที่จะหลับตาลงนอน

 

 

สำหรับแฟนบอลเจ้าภาพแล้ว การแข่งขันฟุตบอลโลก แน่นอนว่าความสำเร็จในครั้งนี้เกิดขึ้นทั้งในและนอกสนาม ทีมชาติของพวกเขามาไกลเกินความคาดหมายถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยพ่ายให้กับโครเอเชีย ทีมที่ผ่านเข้าสู่ฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่พวกเขาชนะคือหัวใจของคนทั้งประเทศ โดย The Moscow Times รายงานว่า ยอดฟอลโลเวอร์ของทีมชาติรัสเซียสูงขึ้นถึง 2.4 ล้านคน หลังจากพวกเขาตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

 

ขณะเดียวกันฝ่ายจัดการแข่งขันก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก โดยแฟนบอลจากทั่วโลกให้คำชื่นชมเจ้าภาพในการดูแลจัดการการแข่งขัน รวมถึงให้การต้อนรับแฟนบอลจากทั่วโลกเป็นอย่างดี โดยหลายสำนักข่าวเช่น The Moscow Times และ RT News สำนักข่าวท้องถิ่นได้มีการรายงานตรงกันว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของคนรัสเซียไปเป็นอย่างมาก

 

และทั้งหมดนั้นก็ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งใน Fan Fest ณ กรุงมอสโก วันนี้แม้ว่าจะมีเพียงแค่อังกฤษและเบลเยียมลงสนามแข่งขัน แต่แฟนบอลที่ยังคงมาร่วมสนุกที่ Fan Fest แห่งนี้เต็มไปด้วยชาติหลากหลายที่ยังไม่เดินทางกลับ ทั้งบราซิล อาร์เจนตินา เม็กซิโก จีน และอิหร่าน ต่างก็ยังคงสนุกกับบรรยากาศที่มีหลายคนยกให้เป็นฟุตบอลโลกที่ยอดเยี่ยมที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยจัดมา

 

 

ผลการแข่งขันในวันนี้คงไม่สำคัญเท่ากับปาร์ตี้หลังจบเกม แฟนบอลชาติต่างๆ ร่วมเต้นรำ ร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน “ผมอยากให้พวกคุณชูธงชาติของตัวเองให้สูงๆ เรามีความรักในสิ่งเดียวกัน นั่นคือความรักที่มีต่อมนุษย์ด้วยกัน” เสียงของดีเจดังขึ้นก่อนจะเริ่มเปิดเพลงดังขึ้นเรื่อยๆ

 

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะบนใบหน้าที่ถูกตกแต่งด้วยธงชาติมากกว่าหนึ่งชาติ และการร่วมเต้นรำร้องเพลง เสมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังถูกย่อขนาดให้เหลือเพียงแค่ลานบริเวณกว้างหน้ามหาวิทยาลัยมอสโกแห่งนี้

 

 

ทุกคนไม่ได้สนใจว่าใครเป็นแฟนบอลชาติคู่อริที่เคยตะโกนร้องเพลงล้อเลียนกันในระหว่างการแข่งขัน แต่ทุกคนต้องการร่วมสนุกและซึมซับบรรยากาศฟุตบอลโลกให้ได้เต็มที่ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบลงหลังวันที่ 15 กรกฎาคมนี้

 

นอกจากปาร์ตี้ แฟนบอลยังทะลักเข้าสู่ FIFA Fan Store ด้านหลัง ที่วันนี้ได้มีการนำเสื้อตัวพิเศษออกมาขาย นั่นคือเสื้อที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศระหว่างฝรั่งเศสกับโครเอเชียในปีนี้ ซึ่งขายดีเป็นพิเศษ เพราะอีกไม่กี่วัน สถานที่ Fan Fest ทั้งหมดนี้ก็จะถูกรื้อถอนและกลับคืนสู่สภาพเดิม

 

 

แน่นอนทุกปาร์ตี้ย่อมมีวันเลิกรา แต่สิ่งที่จะอยู่กับแฟนบอลหลายคนที่ได้เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเต็มไปด้วยแง่มุมใหม่ที่มีต่อเพื่อนร่วมโลกจากประเทศต่างๆ ที่เขาได้พบปะ พูดคุย และเต้นรำด้วยในวันนี้ และทุกครั้งที่พวกเขาหยิบเสื้อฟุตบอลโลกนัดชิงตัวนั้นมาใส่ แน่นอนความทรงจำที่นึกถึงคงจะมีมากกว่าราคาและสถานที่ที่พวกเขาจ่ายเงินซื้อมันมาอย่างแน่นอน ซึ่งคงเป็นเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเราถึงเรียกสิ่งของเหล่านี้ว่า ‘ของที่ระลึก’

The post World Cup Diary Before Final Day: การฉลองความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก และของที่ระลึกจากรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-cup-diary-before-final-day/feed/ 0
5 เหตุผลที่ทีมชาติฝรั่งเศสจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 เหนือโครเอเชีย https://thestandard.co/fifa18worldcup-why-france-deserve-to-be-the-champions/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-why-france-deserve-to-be-the-champions/#respond Sun, 15 Jul 2018 06:40:32 +0000 https://thestandard.co/?p=107501

ฟุตบอลโลกหนนี้แม้ฝรั่งเศสจะเครื่องร้อนช้า กว่าจะแผ่รัศม […]

The post 5 เหตุผลที่ทีมชาติฝรั่งเศสจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 เหนือโครเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟุตบอลโลกหนนี้แม้ฝรั่งเศสจะเครื่องร้อนช้า กว่าจะแผ่รัศมีทีมเข้าชิงได้ก็ผ่านไปแล้ว 4 นัดในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่เฉือนเอาชนะอาร์เจนตินา 4-3 แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมาพวกเขาก็รักษามาตรฐานของตัวเองได้อย่างต่อเนื่องจนผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในที่สุด

 

ทัพตราไก่ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ปีนี้ไปทั้งหมด 6 นัด ชนะ 5 เสมอ 1 เป็น 1 ใน 2 ทีมที่ยังไม่แพ้ใครเลยร่วมกับโครเอเชีย ยิงได้รวม 10 ประตู เสียไป 4 ลูก ส่วนสถิติการพบกันก่อนหน้านี้ เลส์ เบลอส์ก็ยังเหนือกว่าทัพโครแอต เจอกัน 5 ครั้งชนะได้ 3 นัด เสมอ 2

 

หนึ่งในชัยชนะของฝรั่งเศสที่มีเหนือโครเอเชียเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 1998 รอบรองชนะเลิศ ที่เอาชนะไปได้ 2-1 พร้อมกรุยทางสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบบราซิลและคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกในฐานะชาติเจ้าภาพได้สำเร็จ

 

20 ปีผ่านไป ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฝรั่งเศสจะรักษาสถิติเดิมเบียดเอาชนะโครเอเชียพร้อมคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ของตัวเองได้หรือไม่ THE STANDARD ได้รวบรวม 5 เหตุผลที่เชื่อว่าฝรั่งเศสคู่ควรกับการเป็นยอดทีมในทัวร์นาเมนต์หนนี้มาไว้ให้แล้ว

 

1. ประสบการณ์ในเกมนัดชิงชนะเลิศ

หลังอกหักในบ้านตัวเองในฟุตบอลโลกยูโร 2016 จบทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นแค่รองแชมป์แบบน่าเสียดาย ดิดิเยร์ เดสชองส์ ยังคงได้รับโอกาสทำทีมต่อ และใช้เวลาเพียง 2 ปีก็พาลูกทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการใหญ่ในระดับชาติได้สำเร็จอีกหน

 

ทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้มีตัวผู้เล่นหลงเหลือจากชุดรองแชมป์ยูโรเมื่อ 2 ปีที่แล้ว 9 คน ประกอบไปด้วย อูโก โยริส, สตีฟ ม็องด็องด้า, อาดิล รามี, ซามูเอล อุมติตี้, แบลส มาตุยดี, พอล ป็อกบา, เอ็นโกโล ก็องเต, อองตวน กรีซมันน์ และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ทำให้พวกเขามีประสบการณ์การรับมือกับความกดดันในเกมนัดชิงชนะเลิศเป็นพิเศษ พร้อมยังเป็นการบอกใบ้ว่าทีมชุดนี้สุกงอมจนถึงช่วงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยวเต็มทนแล้ว!

 

 

ไม่นานมานี้ ป็อกบาเพิ่งให้สัมภาษณ์ก่อนเกมกับสื่อมวลชนไว้ว่า “เราตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี พวกเราไม่อยากจะสร้างความผิดพลาดซ้ำรอยเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราต้องการจะทำทุกๆ หนทางเพื่อพาถ้วยแชมป์โลกกลับคืนสู่ประเทศ

 

“ผมคิดว่าในฟุตบอลยูโร พวกเราคิดว่าอะไรๆ ก็เรียบร้อยไปแล้ว ความคิดของเราไม่เหมือนกับตอนนี้เลย ผมไม่อยากโกหกเลยว่าตอนที่เอาชนะเยอรมนี (รอบรองชนะเลิศ) พวกเราคิดกันว่านั่นแหละนัดชิงชนะเลิศ ผมรู้ซึ้งถึงรสชาติของการพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศดี ผมไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นซ้ำสองอีกครั้ง”

 

ฝั่งกรีซมันน์ก็กล่าวแบบติดตลกแกมหยอกตัวเองว่า ยูโร 2016 ที่ผ่านมา เขาจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการเป็นดาวซัลโวที่ 6 ประตู และเป็นได้แค่รองแชมป์ ครั้งนี้เขาถึงพยายามยิงให้น้อยที่สุดเพื่อที่ฝรั่งเศสจะได้เข้าวินชูถ้วยแชมป์

 

ความผิดหวังต่อหน้าแฟนบอลในบ้านตัวเองและความกระหายของเหล่านักเตะหนุ่มทำให้ทัพเลส์ เบลอส์ชุดนี้ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปีนี้ได้สำเร็จ พร้อมปมในใจที่ต้องแก้ด้วยการคว้าถ้วยรางวัลแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 กลับคืนสู่ประเทศให้จงได้

 

2. ข้อได้เปรียบด้านความสดและสภาพร่างกาย

ก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศ ฝรั่งเศสลงเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นต้นมาและจบเกมภายใน 90 นาทีทั้ง 3 นัด รวมๆ แล้วพวกเขาเล่นไปทั้งหมดประมาณ 270 นาทีภายในระยะเวลา 10 วัน และได้พักก่อนลงเล่นเกมนัดชิงถึง 5 วันเต็ม

 

เมื่อเปรียบเทียบกับโครเอเชียที่ลงเล่น 120 นาทีเต็มมาตลอดทั้ง 3 นัดในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นต้นมา เท่ากับว่าในรอบ 10 วันพวกเขาต้องลงเล่นมากกว่าฝรั่งเศสถึง 90 นาทีเต็ม เปรียบเทียบง่ายๆ คือโครเอเชียลงเล่นมากกว่าพวกเขาไปประมาณ 1 แมตช์นั่นเอง แถมยังได้เวลาพักน้อยกว่าถึง 1 วัน

 

ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าทัพตราไก่จะประมาทโครแอตได้ง่ายๆ เพราะ 3 นัดที่ผ่านมาของโครเอเชียก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาอึดถึกทนกว่าที่คิด และยังใจสู้จนวินาทีสุดท้ายของเกมจนเป็นฝ่ายแซงคว้าชัยเหนือคู่แข่งในที่สุด

 

 

3. ความไวสายฟ้าฟาดของเอ็มบัปเป้ และอิทธิพลในเกมรุกของคู่หูกรีซมันน์-ชิรูด์

ด้วยฟอร์มการเล่นที่เกินวัย ความเร็วระดับนรก ‘คีเลียน เอ็มบัปเป้’ ศูนย์หน้าดาวรุ่งวัย 19 ปี คือนักเตะทีนเอจที่โดดเด่นที่สุดในฟุตบอลโลกหนนี้ และน่าจะคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมมาครองโดยไร้คู่แข่งต่อกร

 

เอ็มบัปเป้ลงเล่นไปทั้งหมด 6 นัด ยิงได้ 3 ประตู นำเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมร่วมกับกรีซมันน์ แตกต่างกันตรงที่ทั้ง 3 ลูกของดาวเตะวัย 19 ปีมาจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ล้วนๆ ส่วนกรีซมันน์เป็นการยิงจุดโทษ 2 ลูก

 

เขายังได้ชื่อว่าเป็นดาวรุ่งคนที่ 2 ต่อจากเปเล ที่สามารถยิงประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ 2 ลูกใน 1 แมตช์ ซึ่งเคยทำเอาไว้เมื่อ 60 ปีที่แล้วในฟุตบอลโลก 1958

 

กรีซมันน์และชิรูด์คือแกนหลักในเกมรุกของฝรั่งเศสที่รู้อกรู้ใจและลงเล่นร่วมกันมาตั้งแต่ฟุตบอลยูโร 2016 ทั้งคู่รู้ว่าจังหวะไหนต้องเล่นอย่างไร อีกคนถึงจะรีดประสิทธิภาพของตัวเองและสร้างประโยชน์ให้กับทีมได้ดีที่สุด

 

นี่คือ 3 ตัวอันตรายในเกมรุกที่โครเอเชียจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด

 

4. เดิมพันแชมป์สมัยที่ 2 ของประเทศ

นี่คือการเข้าชิงฟุตบอลโลกหนที่ 3 ของประเทศฝรั่งเศส ครั้งแรกพวกเขาคว้าแชมป์ได้สำเร็จในปี 1998 ต่อมาในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่เยอรมนี เลส์ เบลอส์ที่นำโดยจอมทัพแห่งยุค ซีเนดีน ซีดาน กลับต้องพ่ายให้กับอิตาลีในช่วงดวลจุดโทษที่ 3-5 แบบน่าเสียดาย

 

โจทย์ในปีนี้ของฝรั่งเศสก็ไม่มีอะไรมาก พวกเขาต้องแบกความหวังทั้งประเทศเพื่อเดินหน้าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 มาครองให้ได้ หลังห่างหายจากถ้วยสีทองที่ได้ชื่อว่าเป็นโทรฟีอันดับ 1 ของโลกฟุตบอลมานานกว่า 20 ปีเต็ม

 

ด้วยแรงสนับสนุนจากโค้ชที่อยู่ในทีมชุดแชมป์ 1998 เดสชองส์น่าจะรู้กลวิธีในการปลุกใจลูกทีมให้รู้สึกฮึกเหิมและพร้อมจะสู้แบบถวายชีวิตเพื่อนำเหรียญทองมาคล้องคอให้ได้แน่นอน

 

 

5. เอ็นโกโล ก็องเต ต้นแบบนักเตะที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมเบาแรงและเล่นกันง่าย

กองกลางตัวรับจากเชลซีได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้ปิดทองหลังพระตัวจริงเสียงจริง พร้อมทั้งได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของกองกลางตัวตัดเกมที่ดีที่สุดของโลกฟุตบอลยุคนี้ แถมยังเปลี่ยนจังหวะจากรับเป็นรุกได้ในชั่วพริบตา

 

แม้จะมีส่วนสูงแค่ 168 เซนติเมตร แต่ก็องเตไม่ยอมปล่อยให้ข้อจำกัดด้านสรีระร่างกายมาเป็นอุปสรรคในการเล่นฟุตบอลของเขา ฟุตบอลโลกครั้งนี้ลงเล่นทุกนัดทั้งหมด 540 นาทีเต็ม แย่งบอลจากเท้าคู่แข่งได้ 19 ครั้ง เป็นรองแค่ โรมัน ซอบนิน จากรัสเซียที่ทำได้ 20 ครั้ง

 

ป็อกบาเคยยอมรับว่าการเล่นคู่กับก็องเตทำให้ตัวเขาหรือแม้แต่เพื่อนร่วมทีมเล่นกันได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม นี่อาจเป็นอีกหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้มิดฟิลด์จากสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดทำผลงานในนามทีมชาติได้ดีกว่าในสโมสรเป็นไหนๆ

 

สถิติที่น่าสนใจอีกอย่างระหว่างการจับคู่ของป็อกบาและก็องเตคือ ทั้งคู่ลงเล่นร่วมกัน 18 ครั้ง ทีมชาติฝรั่งเศสยังไม่เคยแพ้เลย โดยชนะได้ถึง 14 ครั้ง และเสมอ 4 ครั้ง

 

นอกจากเอ็มบัปเป้ ก็องเตนี่แหละคือคีย์แมนที่โครเอเชียต้องระวังเอาไว้ให้ดี และเราก็คงจะได้เห็นกองกลางวัย 27 ปีคนนี้ลงดวลฝีเท้ากับ ลูกา โมดริช ฟันเฟืองคนสำคัญของทีมชาติโครเอเชียชนิดที่ดุเด็ดเผ็ดมัน และห้ามละสายตาแน่นอน

Photo: Reuters, AFP

The post 5 เหตุผลที่ทีมชาติฝรั่งเศสจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 เหนือโครเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-why-france-deserve-to-be-the-champions/feed/ 0
โคลินดา กราบาร์-คิตาโรวิช ประธานาธิบดีหญิงโครเอเชีย ผู้นำหนึ่งเดียวที่ใส่เสื้อฟุตบอลลงเชียร์ https://thestandard.co/croatia-president-kolinda-grabar-kitarovic-wear-a-team-t-shirt/ https://thestandard.co/croatia-president-kolinda-grabar-kitarovic-wear-a-team-t-shirt/#respond Sun, 15 Jul 2018 06:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=107467

ทุกครั้งที่กล้องในสนามหันไปจับภาพบนอัฒจันทร์ในชั้นวีไอพ […]

The post โคลินดา กราบาร์-คิตาโรวิช ประธานาธิบดีหญิงโครเอเชีย ผู้นำหนึ่งเดียวที่ใส่เสื้อฟุตบอลลงเชียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกครั้งที่กล้องในสนามหันไปจับภาพบนอัฒจันทร์ในชั้นวีไอพี ภาพที่เราเห็นจนชินตาตลอดการถ่ายทอดสดเกมการแข่งขันฟุตบอลโลกหนนี้ของโครเอเชียคือ ภาพของสตรีวัยกลางคนที่รวบผมบลอนด์มัดตึง สวมเสื้อทีมฟุตบอลโครเอเชีย กางเกงขายาวสีแดงเพลิง และรอยยิ้มที่เป็นมิตร

 

บ้างก็สวมชุดสูทตัวยาวไว้ข้างนอกตามโอกาสและความเหมาะสม แต่คอนเซปต์ที่ห้ามลืมเป็นอันขาดคือ ‘ชุดสีแดงและเสื้อฟุตบอลโครเอเชีย’

 

คราใดที่นักเตะในทีมสามารถยิงประตูได้ เรายิ่งเห็นเธอกระโดดโลดเต้นดีใจจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ ประหนึ่งว่าเธอกำลังลงแข่งเป็น 11 ตัวจริงในสนามก็ไม่ปาน

 

สตรีคนดังกล่าวไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือ โคลินดา กราบาร์-คิตาโรวิช (Kolinda Grabar-Kitarović) มีดีกรีเป็นถึงประธานาธิบดีหญิงจากโครเอเชีย วัย 50 ปี

 

ไม่ว่าโครเอเชียจะลงเล่นที่ไหน คู่แข่งเป็นใคร โคลินดามักจะไปปรากฏตัวในสนามเพื่อส่งพลังแรงใจให้นักกีฬาตัวแทนของชาติประสบความสำเร็จอยู่เสมอ บางครั้งก็ลงไปปลุกขวัญกำลังใจพลเมืองของเธอถึงห้องแต่งตัวด้วยตัวเอง

 

 

โดยเฉพาะในรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา ที่ทีมสามารถพลิกสถานการณ์แซงชนะอังกฤษ 2-1 จนเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โคลินดาเข้าไปดีใจ ร้องเพลง กระโดดโลดโผนกอดคอกับบรรดานักฟุตบอลและทีมงานแบบเป็นกันเองถึงในห้องแต่งตัว

 

 

ประธานาธิบดีหญิงคนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งด้วยอายุที่น้อยที่สุด

โคลินดาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของโครเอเชีย และประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งยังเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในช่วงขึ้นรับตำแหน่งเมื่อปี 2015 ที่ 46 ปี

 

ก่อนที่เธอจะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโครเอเชีย เธอเคยรับราชการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เคยเป็นเอกอัครราชทูตโครเอเชียประจำประเทศสหรัฐอเมริกา และผ่านประสบการณ์การเป็นผู้ช่วยเลขาธิการนาโตด้านการทูตสาธารณะมาก่อน

 

เธอยังเป็นผู้นำของโครเอเชียที่เดินหน้าสนับสนุนสิทธิของคนรักชอบเพศเดียวกันอย่างเต็มที่ โดยครั้งหนึ่งในช่วงที่หาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2014 โคลินดาเคยบอกว่า เธอยินดีและพร้อมจะสนับสนุนลูกชายของเธอ หากวันหนึ่งข้างหน้าเขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่รักชอบเพศเดียวกัน

 

ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเคยถูกวิจารณ์อย่างหนักมาแล้วเพียงเพราะสนับสนุนการทำแท้งให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย เพราะมองว่าการห้ามทำแท้งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสังคม

 

ในทางกลับกัน สังคมและระบบการศึกษาก็ควรจะให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เด็กๆ ในประเด็นการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ก่อนวัยอันควร

 

ว่ากันว่าเธอสามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาได้ถึง 7 ภาษา ไล่ตั้งแต่ โครเอเชีย, อังกฤษ, สเปน, อิตาลี, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และโปรตุเกส โดยในปี 2017 ที่ผ่านมา Forbes ได้ยกให้เธอเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี 2017 ในลำดับที่ 39

 

ภาพโคลินดาตัวจริง

(Photo: reckontalk)

 

ความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับโคลินดา

ภาพของเธอมักจะถูกจำสลับสับสนกับภาพของ โคโค ออสติน (Coco Austin) ศิลปินและนักแสดงจากสหรัฐอเมริกาวัย 39 ปีอยู่เสมอ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพและสีผมของทั้งคู่ค่อนข้างละม้ายคล้ายกัน

 

โคโค ออสติน

(Photo: reckontalk)

 

ครั้งหนึ่งเธอยังเคยถูกหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ในเซอร์เบียโจมตีว่าหันเหเข้าสู่อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่ภาพดังกล่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เธอ แต่เป็น Diamond Foxxx นักแสดงหนังผู้ใหญ่ ทำให้ชื่อเสียงของโคลินดามักจะด่างพร้อยอยู่บ่อยๆ

 

แฟนกีฬาตัวยงและกำลังใจที่เหนียวแน่น

มองผิวเผินการเดินทางไปให้กำลังใจทีมชาติโครเอเชียของประธานาธิบดีหญิงคนนี้ในฟุตบอลโลกก็คงไม่ต่างจากผู้นำจากชาติอื่นๆ ที่เดินทางมาให้กำลังใจตัวแทนจากชาติของตนเช่นกัน

 

แต่สิ่งที่โคลินดาต่างจากผู้นำคนอื่นๆ คือ การที่เธอเลือกสวมใส่เครื่องแต่งกายเดียวกับนักกีฬา ในมุมหนึ่งอาจจะตีความได้ว่า เธอพร้อมสนับสนุนพลเมืองของเธอเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และส่งสารให้เหล่านักกีฬาทราบว่าทุกคนคือโครเอเชียเหมือนกัน

 

ไม่ใช่กับแค่กีฬาฟุตบอลเท่านั้น เพราะในอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ เราก็ได้เห็นโคลินดาลงไปส่งกำลังใจให้นักกีฬาแฮนด์บอลของโครเอเชีย พร้อมสวมเครื่องแต่งกายแบบเดียวกันกับนักกีฬามาแล้ว

 

https://www.instagram.com/p/BBFHycCi9We/?hl=th&taken-by=predsjednicarh

 

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทีมชาติโครเอเชียเอาชนะอังกฤษจนผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เราได้เห็นภาพคณะรัฐบาลโครเอเชียสวมเสื้อทีมฟุตบอลโครเอเชียเข้าประชุมกัน สิ่งเหล่านี้แม้จะเป็นรายละเอียดปลีกย่อย แต่เชื่อเถอะว่ามันคือขวัญกำลังใจชั้นดีของนักกีฬาในสนามเลยล่ะ

 

ไม่ว่าสุดท้ายแล้วโครเอเชียจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกของประเทศมาครองได้หรือไม่ เอ็มมานูเอล มาครง หรือ โคลินดา ใครจะได้เป็นฝ่ายกระโดดโลดเต้นดีใจ แต่ทีมฟุตบอลโครแอตชุดนี้และประธานาธิบดีหญิงของพวกเขาก็กลายเป็นขวัญใจของคนลูกหนังทั่วโลกไปแล้ว

 

อ้างอิง:

The post โคลินดา กราบาร์-คิตาโรวิช ประธานาธิบดีหญิงโครเอเชีย ผู้นำหนึ่งเดียวที่ใส่เสื้อฟุตบอลลงเชียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/croatia-president-kolinda-grabar-kitarovic-wear-a-team-t-shirt/feed/ 0