World Cup 2018 Analysis – THE STANDARD https://thestandard.co/category/worldcup2018-analysis/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 19 Jun 2018 02:59:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อความกดดันตกมาอยู่ที่อังกฤษ กับ 5 ประเด็นต้องจับตาฟุตบอลโลกคืนนี้ https://thestandard.co/fifaworldcup2018-england-pressure/ https://thestandard.co/fifaworldcup2018-england-pressure/#respond Mon, 18 Jun 2018 11:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=98842

หลังสองตัวเต็งอย่างเยอรมนีและบราซิลพลิกล็อกทำผลงานได้น่ […]

The post เมื่อความกดดันตกมาอยู่ที่อังกฤษ กับ 5 ประเด็นต้องจับตาฟุตบอลโลกคืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังสองตัวเต็งอย่างเยอรมนีและบราซิลพลิกล็อกทำผลงานได้น่าผิดหวัง พ่ายและเสมอในฟุตบอลโลก 2018 ในวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมาตามลำดับ มาวันนี้ (จันทร์ที่ 18 มิ.ย.) จะถึงคิวของทีมตัวเต็งและหนึ่งในทีมมหาชนอย่าง ‘ทีมชาติอังกฤษ’ ที่จะลงดวลแข้งแล้ว

 

 

 

  1. ฟุตบอลโลกวันนี้มีคู่ไหนให้ดูบ้าง
  • คู่ที่ 1 เวลา 19.00 น. : สวีเดนพบเกาหลีใต้ ในกลุ่ม F ถ่ายทอดสดทางช่อง ททบ.5
  • คู่ที่ 2 เวลา 22.00 น. : เบลเยียมพบปานามา ในกลุ่ม G ถ่ายทอดสดทางช่อง True4U
  • คู่ที่ 3 เวลา 01.00 น. (เช้าวันอังคาร) : ตูนิเซียพบอังกฤษ ในกลุ่ม G ถ่ายทอดสดทางช่อง ททบ.5

 

 

  1. ซนฮึงมินและเกาหลีใต้จะทำได้ดีแค่ไหนกับฟุตบอลโลกหนนี้

แม้จะเป็นยอดทีมเบอร์ต้นๆ จากเอเชียที่ทะลุเข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 10 สมัยมากที่สุดในเอเชีย แต่เมื่อเทียบสถิติการพบกันทั้งหมด 4 ครั้งกับสวีเดน เกาหลีใต้ทำได้ไม่ดีเลย แพ้และเสมออย่างละ 2 นัด ยังคลำหาชัยไม่เจอ นอกจากนี้พวกเขายังชนะแค่นัดเดียวเท่านั้นจาก 9 นัดหลังสุดที่ลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยชัยชนะนัดดังกล่าวต้องย้อนกลับไปถึง 8 ปีที่แล้วในฟุตบอลโลก 2010 นัดเปิดสนามของกลุ่มที่เอาชนะกรีซไปได้ 2-0

 

เพียงแต่ปีนี้ทรงเกาหลีใต้ก็มาดีพอสมควร นำทัพมาโดยสตาร์ดังจากสเปอร์ ‘ซนฮึงมิน’ หนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้การยอมรับว่าเก่งที่สุดของเอเชียในยุคนี้ การันตีด้วยผลงานการยิงประตูฤดูกาลล่าสุดให้กับทีมดังจากลอนดอนไป 12 ลูกจาก 37 เกม พร้อมคว้ารางวัลผู้เล่นเอเชียยอดเยี่ยมที่ค้าแข้งในต่างแดนจากสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย AFC (AFC Asian International Player of the Year) ในปี 2015 และ 2017

ด้านสวีเดน บอลโลกในปีนี้ของพวกเขาจะไม่มีพระเจ้า ‘ซลาตัน อิบราฮิโมวิช’ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลที่ยิงไปถึง 62 ประตูจาก 116 แต่จะได้ผู้เล่นเลือดใหม่อย่างเอมิล ฟอร์สเบิร์ก และวิกเตอร์ ลินเดลอฟ มาขับเคลื่อนทีมแทน

 

เกมนัดนี้ยังเป็นแมตช์สำคัญเดิมพัน 3 แต้มแรกของทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปลุ้นเหนื่อยหนักกับทีมร่วมกลุ่มฟอร์มแรง ‘เม็กซิโก’ และทีมที่กำลังร้อนรุ่มสุมไฟแค้นอย่างเยอรมนี

 

 

  1. บทพิสูจน์ของเบลเยียมกับน้องใหม่ฟุตบอลโลกปีนี้ ‘ปานามา’

การโคจรมาเจอกันในนัดนี้ของเบลเยียมและปานามาคือการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ บทพิสูจน์สำคัญที่เบลเยียมได้รับคือพวกเขาจะทำผลงานได้ดีแค่ไหนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลังฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วที่บราซิล พวกเขาจอดแค่รอบก่อนรองชนะเลิศ โดยแพ้อาร์เจนตินาไป 1-0

 

สถิติที่น่าสนใจของเบลเยียมคือในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรป พวกเขาไม่แพ้ใครเลย! เก็บชัยได้ทั้งหมด 9 นัด เสมอ 1 นัด ยิงได้มากถึง 43 ประตู (เฉลี่ยต่อเกมนัดละ 4.3 ลูก) เสียแค่ 6 ประตู โดยกองหน้าอย่างโรเมลู ลูกากู ทำไปได้ถึง 11 ประตู เป็นรองเพียงแค่โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี และคริสเตียโน โรนัลโด เท่านั้น

 

สำหรับปานามา พวกเขาคือ 1 ใน 2 ทีมน้องใหม่ในฟุตบอลโลกหนนี้ร่วมกับทีมชาติไอซ์แลนด์ที่ทำผลงานได้เหนือความคาดหมาย ได้ใจแฟนบอลทั่วโลก หลังยันเสมออาร์เจนตินาได้ 1-1 และต้องมาคอยดูกันว่า ‘Underdog’ หรือทีมรองบ่อน จะแผลงฤทธิ์สยบทีมใหญ่ได้อีกหรือไม่

 

 

  1. อังกฤษสายเลือดใหม่ ความท้าทายและการลงเล่นด้วยแรงกดดันที่น้อยกว่าฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านๆ มา

อังกฤษเป็นหนึ่งในชาติยักษ์ใหญ่และมีชื่อเสียงยาวนานกับประวัติศาสตร์เกมลูกหนัง แต่กับผลงานในนามทีมชาติครั้งที่ผ่านๆ มากับทัวร์นาเมนต์รายการใหญ่ๆ พวกเขากลับสอบตกแบบน่าผิดหวังสุดๆ

 

โดยเฉพาะฟุตบอลโลก 2014 ครั้งที่แล้วที่จบเกมในรอบแบ่งกลุ่มโดยเป็น ‘บ๊วย’ ของกลุ่ม ตกรอบอย่างรวดเร็วแบบน่าใจหาย ส่วนยูโร 2016 ที่ผ่านมาก็ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยแพ้ทีมเลือดนักสู้ไอซ์แลนด์ไป 1-2

 

ขณะที่ฟุตบอลโลกในปีนี้ที่พวกเขาไม่มีสตาร์เบอร์ใหญ่บินมาร่วมทัพเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มาเลย มีเพียงแค่สิงโตหนุ่มรุ่นใหม่ที่พร้อมจะฝ่าฟันกับอุปสรรคไปด้วยกัน ถือเป็นการลดความกดดันของทีมไปในตัว และถูกคาดหวังน้อยลงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา ทำให้พวกเขาอาจเล่นได้ง่ายมากขึ้น

 

สำหรับสถิติการพบกันของทีมชาติอังกฤษและทีมจากแอฟริกา 6 นัดที่ผ่านมา อังกฤษชนะไปถึง 3 ครั้ง เสมอ 3 ครั้ง และเก็บคลีนชีตได้ 5 นัด

 

 

  1. ความพร้อมของขุมกำลังทีมชาติอังกฤษ

สำหรับทีมชาติอังกฤษในนัดนี้ ขุมกำลังของทีมจะพร้อมสมบูรณ์มากๆ ขาดแค่เพียงฟาเบียน เดลฟ์ คนเดียวที่จะต้องเดินทางกลับไปอังกฤษเพื่อต้อนรับสมาชิกครอบครัวคนใหม่ หลังภรรยาของเขาคลอดลูกชายคนที่ 3

 

ส่วนแฮร์รี เคน ศูนย์หน้าฟอร์มแรงวัย 24 ปี ก็ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาตั้งใจมากๆ ที่จะทำผลงานในทัวร์นาเมนต์นี้ให้ดีที่สุด “ผมได้รับรางวัลดาวซัลโวในอาชีพการค้าแข้งมาเป็นจำนวนมากกับรายการนี้ (ดาวซัลโวฟุตบอลโลก)

 

“โรนัลโดทำให้ผมกดดันมากๆ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำแฮตทริกและยิงประตูได้เท่ากับเขา ผมอดใจรอไม่ไหวแล้วที่จะออกไปเล่นและโชว์ศักยภาพของตัวเอง”

 

อ้างอิง:

The post เมื่อความกดดันตกมาอยู่ที่อังกฤษ กับ 5 ประเด็นต้องจับตาฟุตบอลโลกคืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifaworldcup2018-england-pressure/feed/ 0
พรีวิวเยอรมนีปะทะเม็กซิโก เดิมพัน 3 แต้มแรก บราซิลกับภารกิจสำคัญหวังซิวแชมป์ 6 สมัย https://thestandard.co/fifa18worldcup-germany-mexico-preview/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-germany-mexico-preview/#respond Sun, 17 Jun 2018 09:01:08 +0000 https://thestandard.co/?p=98573

หลังเมื่อวานนี้ (เสาร์ 16 มิ.ย.) ยอดทีมจากอเมริกาใต้ ‘อ […]

The post พรีวิวเยอรมนีปะทะเม็กซิโก เดิมพัน 3 แต้มแรก บราซิลกับภารกิจสำคัญหวังซิวแชมป์ 6 สมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังเมื่อวานนี้ (เสาร์ 16 มิ.ย.) ยอดทีมจากอเมริกาใต้ ‘อาร์เจนตินา ทำได้แค่พลาดท่าเสมอทีมน้องใหม่ในทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้อย่างไอซ์แลนด์แบบน่าผิดหวัง 1-1 วันนี้ (อาทิตย์ 17 มิ.ย.) จะเป็นคิวของเยอรมนี อดีตคู่ชิงฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว (2014) และบราซิล อริร่วมทวีปต้องลงเล่นแมตช์แรกประเดิมทัวร์นาเมนต์ในกลุ่ม F และ E ตามลำดับ

 

แมตช์ในวันที่ 4 นี้เริ่มต้นคู่แรกเป็นการพบกันของทีมชาติคอสตาริกาและเซอร์เบีย ในเวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่องอมรินทร์ทีวี โดยก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ทีมยังไม่เคยเจอกันมาก่อน

 

สถิติที่น่าสนใจจากฝั่ง ‘กล้วยหอม’ คอสตาริกาจากฟุตบอลโลกครั้งที่แล้วที่บราซิล พวกเขาเสียแค่เพียง 2 ประตูจาก 5 เกม ก่อนจะแพ้จุดโทษในรอบก่อนรองชนะเลิศไปอย่างน่าเสียดาย โดยคีย์แมนสำคัญในเกมนี้คือ ‘เคย์เลอร์ นาบาส’ ผู้รักษาประตูจอมผาดโผนวัย 31 ปีจากเรอัล มาดริด

 

 

ส่วนเซอร์เบียผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายด้วยการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนยุโรป กลุ่ม D พร้อมสถิติทำประตูเฉลี่ยนัดละ 2 ลูก จุดแข็งอยู่ที่เกมแดนกลางที่มีผู้เล่นหุ่นสูงชะลูดอย่าง ‘เนมันยา มาติช’ (194 ซม.) และเซอร์เกย์ มิลินโควิช-ซาวิช (191 ซม.) คอยเก็บกวาดและลำเลียงบอลขึ้นไปในแดนหน้า

 

ความท้าทายของทั้งคอสตาริกาและเซอร์เบียคือการช่วงชิง 3 แต้มแรกมาเก็บไว้ในมือให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นจะต้องลำบากแน่นอน เพราะในนัดต่อๆ ไปจะต้องต่อกรกับทีมร่วมกลุ่ม E และเต็งแชมป์ในปีนี้อย่างบราซิล

 

 

เยอรมนีปะทะเม็กซิโก บทพิสูจน์การป้องกันแชมป์ของทัพอินทรีเหล็กเลือดใหม่โดยโยอาคิม เลิฟ
ฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว เยอรมนีสร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์สมัยที่ 4 ของประเทศไปได้สำเร็จ มาในปีนี้โจทย์ใหญ่ที่พวกเขาได้รับและจะต้องเดินหน้าทำให้สำเร็จคือการป้องกันแชมป์ไว้ให้ได้ โดยก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ทีมชาติอิตาลี (1934.1938) และบราซิล (1958.1962) เท่านั้นที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

 

สถิติที่น่าสนใจอีกอย่างของทัพอินทรีเหล็กคือ ตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2002 เป็นต้นมา พวกเขาสามารถทะลุเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้เป็นอย่างน้อยมาโดยตลอด ถือเป็นความกดดันเล็กๆ ที่โค้ช โยอาคิม เลิฟ ต้องเผชิญ

 

ขุมกำลังในทีมชุดปัจจุบันของเยอรมนีถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างผู้เล่นพลังหนุ่ม และผู้เล่นมากประสบการณ์จากทีมชุดเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไล่เลียงตั้งแต่ มานูเอล นอยเออร์, เมซุต โอซิล, ติโม แวร์เนอร์, โทนี โครส และโจชัว คิมมิช

 

แม้ฟอร์มการเล่นของทีมในระยะหลังๆ จะยังไม่เข้าร่องเข้ารอย เล่น 4 แพ้ 2 เสมอ 1 ตั้งแต่เปิดศักราชปี 2018 แต่ภาพรวมของทีมก็ยังดูเป็นต่อเม็กซิโก คู่แข่งในนัดนี้ และทีมร่วมกลุ่ม F อยู่พอสมควร โดยเฉพาะสถิติการพบกัน 11 ครั้ง ที่เยอรมนีชนะถึง 10 แพ้ไปแค่นัดเดียว ด้านความพร้อมล่าสุด จอมทัพอย่างโอซิลน่าจะฟิตพอลงช่วยสร้างสรรค์เกมให้ทีมได้

 

 

เลิฟได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มเกมไว้ว่า การเป็นแชมป์เก่าฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีที่แล้วไม่ได้สร้างความกดดันให้กับผู้เล่นในทีม สิ่งที่ลูกทีมของตนคิดเหมือนๆ กันในเวลานี้คือต้องชนะนัดเปิดสนามให้ได้

 

“แชมป์ปี 2014 ไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเราเลย ความเครียดที่เราเป็น ‘ความเครียดในทางที่ดี’ สถิติที่คุณเคยชนะในนัดที่ผ่านมาไม่ได้มีผลอะไร ก่อนจะเริ่มแข่งนัดแรก ทุกๆ คนจะมีความเครียดเชิงบวกที่ว่านี้ คุณต้องการมันเพื่อเริ่มต้นและพิสูจน์ตัวเองในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก และมันก็ไม่สำคัญว่าคุณจะชนะหรือแพ้

 

“เป็นข้อเท็จจริงที่เราชนะนัดเปิดสนามมาหลายครั้ง ผมยอมรับว่าในการเตรียมตัวของพวกเราอาจจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่บ้าง สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือเกมนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ และในเกมแรกพวกเราก็มักจะทำผลงานได้ดีเสมอ”

 

โค้ชทีมชาติเยอรมนีวัย 58 ปียังกล่าวถึงเม็กซิโกว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ต่อกรด้วยยาก เพราะแข็งแกร่งในทุกขุมกำลังตำแหน่ง ขณะที่ ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ ก็ออกโรงเตือนเช่นกันว่าทีม ‘จังโก้’ อาจเล่นเพรสซิ่งทำให้ทีมตกภายใต้ความกดดัน

 

 

ส่วนเม็กซิโกจะนำมาโดยผู้เล่นคีย์แมนสำคัญอย่าง ‘เออร์วิง โลซาโน’ ที่ได้รับการจับตามองจากบรรดาแมวมองและสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป หลังฤดูกาลที่ผ่านมาระเบิดฟอร์มร้อนแรงให้พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ยิง 17 ประตูจาก 29 นัด นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นมากประสบการณ์วัย 39 ปี ‘ราฟาเอล มาร์เกซ’ คอยสอดแทรกเป็นกำลังเสริมอีกแรง

 

ฮวน คาร์ลอส โอโซริโอ โค้ชทีมชาติเม็กซิโก ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยระบุว่า บางทีการลงเล่นในสนามกลาง และในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกเช่นนี้ ทีมของตนอาจจะเอาชนะเยอรมนีก็ได้ พร้อมกับช่วยคลายความกดดันลูกทีมว่า เกมในนัดนี้เป็นแค่แมตช์ธรรมดาๆ แมตช์หนึ่งเท่านั้น

 

“นักฟุตบอลเม็กซิโกที่จะได้ลงเล่นในฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรกต้องทำความเข้าใจว่ามันก็เป็นแค่เกมฟุตบอลอีกนัดเท่านั้น ถ้าเราเข้าใจว่าการแข่งขันในพรุ่งนี้ก็เป็นแค่เกมฟุตบอลธรรมดาๆ เราก็มีโอกาสดีที่จะเอาชนะ

 

“ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเยอรมนีเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพมากๆ เมื่อพวกเขาได้ประตู พวกเขามีกองหน้าที่เก่งกาจ มีความว่องไว แต่เราก็จะไม่เปลี่ยนสไตล์การเล่นของทีมหรอกนะ”

 

เยอรมนีจะลงเผชิญหน้ากับเม็กซิโก เวลา 22.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง ททบ.5

 

 

ภารกิจสำคัญของทีมชาติบราซิล ทีมตัวเต็งอันดับ 1 และแชมป์โลกสูงสุด 5 สมัย

ทีมชาติบราซิลชุดนี้ได้รับความคาดหวังเป็นอย่างมากว่าจะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 6 มาครองให้ได้หลังห่างหายไปถึง 16 ปีเต็ม (คว้าแชมป์สมัยล่าสุดได้ในปี 2002) เนื่องจากมีขุมกำลัง 11 ตัวจริงที่ ‘แน่นปึ้ก’ แทบจะทุกตำแหน่งตั้งแต่ผู้รักษาประตูยันกองหน้า

 

สถิติที่น่าสนใจของเซเลเซาภายใต้การนำทัพโดยตีเต้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2016 พวกเขาชนะได้ถึง 17 นัดจาก 21 แมตช์ และเสียไปแค่ 5 ประตูเท่านั้น ด้านสวิตเซอร์แลนด์คู่แข่งก็ไม่น้อยหน้า เพราะตั้งแต่ยูโร 2016 ที่ผ่านมาก็แพ้ไปแค่นัดเดียวให้กับโปรตุเกสและชนะมากถึง 9 นัด นำทัพมาโดยคีย์แมนอย่าง เซอร์ดาน ชากิรีและบรีล เอ็มโบโล

 

ขณะที่การพบกัน 8 ครั้ง บราซิลชนะได้ถึง 3 ครั้ง เสมอ 3 ครั้ง และแพ้ 2 ครั้ง นับเป็นสถิติที่ข่มกันไม่ลงจริงๆ

 

ตีเต้ให้สัมภาษณ์ถึงทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ไว้ว่า เป็นทีมที่เล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น แต่ก็มีความวูบวาบในเกมรุกอยู่เหมือนกัน “เรารู้ว่าพวกเขาจะทำให้เราเล่นได้ยากแน่ๆ เกมระดับสูงเช่นนี้ย่อมทำให้คุณต้องยกระดับศักยภาพของตัวเองให้ดีขึ้น”

 

ฝั่งมาร์เชโล แบ็กซ้ายวัย 30 ปีจากสโมสรเรอัล มาริด บอกว่า “มันคือความท้าทาย และยังเป็นการรักษามาตรฐานของทีมไว้ พวกเรามีความคาดหวังที่ใหญ่มากๆ ในทุกๆ เกมเราต้องการจะรักษามาตรฐานและพัฒนาต่อไป

 

 

“พวกเราเล่นได้ดีในบางเกม แต่กลับเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเราก็พยายามจะเล่นให้ดี”

 

ส่วน วลาดิเมียร์ เพ็ตโควิช โค้ชทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์วัย 54 ปี ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่ยี่หระสไตล์การทำทีมให้เล่นกันสวยงาม แต่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการเก็บชัยชนะมากกว่า

 

 

“เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นบอลสไตล์สวยงาม แต่เรามาเพื่อคว้าชัย พวกเราจะจัดระเบียบในการเล่นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เราจะต้องทำให้ทีมอย่างบราซิลเกิดข้อผิดพลาดเพื่อที่ทีมจะได้สร้างสรรค์โอกาส เราจำเป็นจะต้องยิงได้ 1 หรือ 2 ลูกเพื่อเอาชนะพวกเขา”

 

เกมในนัดนี้บราซิลจะลงแข่งกับสวิตเซอร์แลนด์ในกลุ่ม E เวลา 01.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่องอมรินทร์ทีวี (ช่วงเช้ามืดวันจันทร์ 18 มิ.ย.)

Photo: Reuters

The post พรีวิวเยอรมนีปะทะเม็กซิโก เดิมพัน 3 แต้มแรก บราซิลกับภารกิจสำคัญหวังซิวแชมป์ 6 สมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-germany-mexico-preview/feed/ 0
ไม่ประกบเมสซี แต่จะสู้ด้วยกันทั้งทีม คำประกาศจากไอซ์แลนด์ก่อนดวลอาร์เจนตินา https://thestandard.co/fifa18worldcup-iceland-argentina/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-iceland-argentina/#respond Sat, 16 Jun 2018 08:42:52 +0000 https://thestandard.co/?p=98435

ฟุตบอลโลก 2018 วันเสาร์ที่ 16 มิ.ย. มีให้ชมกันมากถึง 4 […]

The post ไม่ประกบเมสซี แต่จะสู้ด้วยกันทั้งทีม คำประกาศจากไอซ์แลนด์ก่อนดวลอาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟุตบอลโลก 2018 วันเสาร์ที่ 16 มิ.ย. มีให้ชมกันมากถึง 4 แมตช์ (นับรวมคู่เช้ามืดวันอาทิตย์) เรียกว่าแทบไม่มีเวลาให้แฟนบอลได้หยุดพักหายใจหายคอเลยทีเดียว

 

เริ่มตั้งแต่คู่แรก 17.00 น. ทีมชาติฝรั่งเศสจะลงสนามพบกับออสเตรเลียในกลุ่ม C ถ่ายทอดสดทางช่อง ททบ. 5 โดยขุนพลทัพ ‘เลอ เบลอส์’ มีสถิติที่แย่พอสมควร เสมอไปถึง 2 และแพ้ 1 จาก 4 แมตช์นัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 4 ครั้งหลังสุด ส่วนออสเตรเลียก็ใช้ย่อย เพราะชนะได้แค่ 2 เกมจาก 13 นัดในทัวร์นาเมนต์นี้

 

 

คู่หัวค่ำ 20.00 อาร์เจนตินาจะลงทำศึกกับไอซ์แลนด์ 1 ใน 2 ทีมน้องใหม่ประจำศึกฟุตบอลโลกปีนี้ ถ่ายทอดสดทางช่อง True4U ซึ่งเราจะมาพูดถึงรายละเอียดเต็มๆ ของแมตช์แรกในกลุ่ม D กันอีกทีในภายหลัง

 

ถัดมาเป็นการพบกันของเปรู เดนมาร์ก ทีมร่วมกลุ่ม C ในเวลา 23.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่องอมรินทร์ทีวี ถือเป็นการโคจรมาพบกันครั้งแรกของตัวแทนจากอเมริกาใต้ที่ห่างหายจากทัวร์นาเมนต์นี้ไปถึง 36 ปีเต็ม (ฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่ได้เล่นคือปี 1982) ด้าน ‘ทัพโคนม’ มีสถิติที่น่าจะพอชื้นใจได้ไม่มากก็น้อยเพราะ 4 ครั้งหลังสุดในฟุตบอลโลกสามารถทะลุเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ถึง 3 ครั้ง

 

คู่ดึกสุดเป็นคิวของ 2 ทีมร่วมกลุ่ม D ตราหมากรุก ‘โครเอเชีย’ และทีมที่ขึ้นชื่อว่ามีชุดเยือนสวยและขายดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้อย่าง ‘ไนจีเรีย’ ลงเล่นในเวลา 2.00 น. (เช้าวันอาทิตย์) ถ่ายทอดสด True4U โดยจะเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้ง 2 ทีม โจทย์ใหญ่ของโครเอเชียยังควานหาชัยชนะนัดเปิดสนามในฟุตบอลโลก 3 ครั้งหลังสุดของตัวเองไม่ได้เลย

 

 

แชมป์ 2 สมัยจะกำราบเลือดนักสู้ของไอซ์แลนด์ได้หรือไม่

นอกจากจะเป็นการลงเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกของไอซ์แลนด์ แมตช์ในนัดนี้ยังนับเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งคู่อีกด้วย

 

สำหรับอาร์เจนตินา ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 5 ของฟีฟ่า แรงกิ้ง นำทัพมาโดยสตาร์ดังล้นทีม ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี, อเกวโร กุน, เปาโล ดิบาลา พร้อมความท้าทายใหญ่ไม่ต่างจากโปรตุเกสและคริสเตียโน โรนัลโด เนื่องจากฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจจะเป็นฟุตบอลโลกปีสุดท้ายของ ‘เมสซี’ ที่อายุปัจจุบันก็ใกล้จะแตะหลัก 31 ปีแล้ว

 

ประกอบกับพักหลังๆ นับตั้งแต่ที่อกหักจากการแพ้เยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 ไปอย่างชอกช้ำ เจ้าตัวก็เปรยอยู่บ่อยๆ ว่าอยากอำลาทีมชาติเต็มทน

 

 

ความพร้อมล่าสุดของขุนพลฟ้าขาว ฮอร์เก ซามเปาลี โค้ชทีมชาติได้ออกมาเปรยเป็นนัยว่าจะเลือกอเกวโรลงประสานงานเกมรุกคู่กับเมสซีก่อน ‘กอนซาโล อิกวาอีน’

 

เกมในแดนกลางซามเปาลีจะเลือกใช้ฮาเวียร์ มาสเคราโน และลูคัส บิเกลีย ยืนปักหลั่นคู่กันโดยให้เหตุผลว่าเป็น 2 ผู้เล่นมากประสบการณ์ที่มีทักษาะการจ่ายบอลดี ส่วนเกมรับ วิลลี กาบาเยโร จะได้รับโอกาสลงเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ผนึกกำลังร่วมกับ นิโคลัส โอตาเมนดี และ มาร์คอส โรโฮ

 

“ผมคิดว่านี่คือทีมที่เหมาะสมในการเริ่มทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก แต่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงในภายหลังก็ได้”

 

 

พร้อมกันนี้ซามเปาลียังบอกอีกด้วยว่าพวกเขาจะไม่ประมาทคู่แข่งอย่างไอซ์แลนด์เด็ดขาด เนื่องจากเป็นทีมที่มีทีเด็ดทีขาดและดุดันในจังหวะสวนกลับมาก

 

 

“เราฝึกกันเป็นอย่างหนักเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะต่อกรกับลูกกลางอากาศ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของพวกเขา ผมมั่นใจว่ามันจะต้องเป็นเกมที่ยาก เพราะพวกเขาจะเน้นเกมที่รัดกุม และอาศัยจังหวะการสวนกลับ แต่พวกเราก็เตรียมการรับมือมาเป็นเวลานานแล้ว”

 

 

ทีมรองที่สู้ด้วย ‘ใจ’ และพร้อมจะถวายหัวเต็ม 100%

ขณะที่ไอซ์แลนด์ของโค้ช ไฮเมียร์ ฮัลล์กริมส์สัน ปัจจุบันอยู่ในลำดับที่ 22 ของฟีฟ่า แรงกิ้ง และทำผลงานมาได้ดีต่อเนื่องนับตั้งแต่ยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทะลุไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

มาในครั้งนี้ การต้องดวลกับแชมป์โลก 2 สมัยตั้งแต่นัดแรกของทัวร์นาเมนต์ คือบททดสอบที่ยากลำบากและถือเป็นของจริงสำหรับทีมฟุตบอลที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศที่มีประชากรเพียง 330,000 คน (เป็นชาติที่เล็กที่สุดในฟุตบอลโลกปีนี้)

 

 

ไฮเมียร์ ฮัลล์กริมส์สัน ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า แมตช์การแข่งขันในนัดนี้จะเป็นแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลของไอซ์แลนด์

 

“ทีมของเราค่อนข้างมั่นคงเป็นอย่างมากในตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในอันดับที่ 20 ของฟีฟ่า แรงกิ้ง เราชนะฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนยุโรปมาแล้ว และก็คู่ควรจะได้มายืน ณ ที่แห่งนี้ ผมไม่เชื่อหรอกนะว่านี่คือปาฏิหาริย์

 

“เราเล่นฟุตบอลด้วยสไตล์ที่ต่างออกไป แต่เราก็ได้แสดงให้ใครหลายคนเห็นแล้วว่าถ้าคุณรวมกันเป็นหนึ่ง อะไรก็เกิดขึ้นได้”

 


ฮัลล์กริมส์สัน ยังกล่าวถึงเมสซีอีกด้วยว่าไอซ์แลนด์จะไม่สั่งใครคนใดคนหนึ่งประกบตายยอดดาวเตะแห่งยุคคนนี้เป็นพิเศษเด็ดขาด แต่ลูกทีมของตนจะทำทุกอย่างด้วยกันเป็นทีม

 

“ทุกๆ คนพยายามจะหยุดเขาทุกอย่าง และเขาก็พยายามจะยิงประตูให้ได้เสมอ แต่พวกเราจะทำทุกอย่างร่วมกันเป็นทีม มันคงจะไม่ยุติธรรมแน่นอนถ้าผมจะให้ใครไปประกบติดเมสซีเพียงลำพัง”

 

 

นายใหญ่ทัพไอซ์แลนด์วัย 51 ปียังกล่าวติดตลกอีกด้วยว่าจบทัวร์นาเมนต์นี้ไม่ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับทีมชาติจะเป็นอย่างไร แต่ก็จะไม่มีสิ่งไหนมาหักล้างข้อเท็จจริงที่เขาเป็น ‘ทันตแพทย์’ ได้

 

จริงอย่างที่หมอฟันและผู้จัดการทีมคนนี้บอกไว้ ไม่ว่าไอซ์แลนด์จะสร้างปรากฏการณ์ล้มยักษ์อย่างอาร์เจนตินา หรือจะแพ้แบบหมดสภาพเละเทะ แต่สิ่งที่เราจะได้เห็นตลอดเกมการแข่งขันทั้ง 90 นาที คือข้อเท็จจริงที่ว่า นักฟุตบอลไอซ์แลนด์และแฟนบอลของพวกเขาจะไม่หันหลังให้กันและถอดใจกลางคันแน่นอน

 

แต่ที่แน่ๆ เราคงจะได้เห็นการนำเชียร์ด้วยท่าปรบมือ ‘Thunder Clap (Slow hand clap)’ ของทัพไอซ์แลนด์แน่นอน

The post ไม่ประกบเมสซี แต่จะสู้ด้วยกันทั้งทีม คำประกาศจากไอซ์แลนด์ก่อนดวลอาร์เจนตินา appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-iceland-argentina/feed/ 0
‘El Gasico’ ปาร์ตี้ลูกหนังของชาวรัสเซีย https://thestandard.co/fifa18worldcup-el-gasico-game/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-el-gasico-game/#respond Fri, 15 Jun 2018 08:15:11 +0000 https://thestandard.co/?p=98188

สวยงาม ต้องบอกว่าฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เริ่มต […]

The post ‘El Gasico’ ปาร์ตี้ลูกหนังของชาวรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สวยงาม

ต้องบอกว่าฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เริ่มต้นได้อย่างสวยงามทีเดียวครับกับการเริ่มต้นที่ยิ่งกว่าฝันของชาติเจ้าภาพ

 

ก่อนลงสนามไม่มีใครคิดว่ารัสเซีย ที่ผลงานในช่วงที่ผ่านมาย่ำแย่จัดจนถูกขนานนามว่าเป็นทีม ‘รัสเซียที่เลวร้ายที่สุด’ ซึ่งเป็นเสียงวิจารณ์เกิดจากผลงานในเกมอุ่นเครื่องที่ไม่ชนะ 7 นัดติดต่อกันจะทำได้ขนาดนี้

 

ไม่นับเรื่องของขุมกำลังที่ต้องบอกว่าทีมชาติชุดนี้ดูตกต่ำจากทีมชาติชุดเมื่อ 10 ปีก่อนที่เคยสร้างความฮือฮาในฟุตบอลยูโร 2008 มาก

 

แต่เมื่อถึงคราวลงสนาม ท่ามกลางสายตา 156,022 คู่ในสนาม (จากผู้ชม 78,011 คน) ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำสูงสุดที่เข้ามาชมและเชียร์ขุนพลนักเตะทีมชาติของตัวเอง ทำให้ทีมชาติรัสเซียแปลงร่างจาก Ice Bear ในเรื่อง We Bare Bears มาเป็นพญาหมีขาวผู้น่าเกรงขามได้อย่างเหลือเชื่อ

 

แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะคู่แข่งของพวกเขา ซาอุดีอาระเบียนั้นเล่นได้ห่างไกลจากสมญา The Green Falcon หรือพญาเหยี่ยวมรกตอย่างมากก็ตาม

 

งานปาร์ตี้ใหญ่ของชาวรัสเซีย เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในช่วงของการแสดงพิธีเปิด ซึ่ง ร็อบบี้ วิลเลียมส์ ที่ดูโรยราตามวัยจนจำแทบไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งเขาคือสมาชิกของวงบอยแบนด์ Take That แต่ในเรื่องของการขับกล่อมผู้ชมในสนาม ต้องถือว่าร็อบบี้ทำหน้าที่ได้อย่างดีทีเดียว

 

ยกเว้นเพียง ‘นิ้วปริศนา’ ที่กลายเป็นปัญหาและประเด็นที่พูดถึง ซึ่งอาจเป็นรอยด่างพร้อยเดียวในการแสดงของเขาในครั้งนี้

 

อีกคนที่สร้างรอยยิ้มให้แก่แฟนฟุตบอลทั่วโลกคือ ‘โอ ฟีโนเมโน’ โรนัลโดต้นตำรับ อดีตนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในนักเตะวันวานที่แฟนฟุตบอลรักมากที่สุด

 

โรนัลโดในชุดเสื้อ Russia 2018 มาพร้อมกับลูกฟุตบอล ซึ่งไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสเดินทางไปยังสถานีอวกาศ และเพิ่งจะเดินทางกลับมาถึงโลกเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

 

ด้วยความเกรียงไกรในอดีตทำให้นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกเหมือนจะได้รับเกียรติให้เป็นคน ‘เขี่ยบอล’ เริ่มฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

แต่โรนัลโดขอเลือกที่จะให้เด็กน้อยมาเป็นผู้ที่เขี่ยบอลให้แก่ ซาบิวากา ตัวแทนที่ชาวรัสเซียเลือกให้เป็นทูตลูกหนังของพวกเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

และนั่นคือวินาทีที่เกมฟุตบอลโลกได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับเกมในสนาม ซึ่งได้รับการขนานนามแบบขำๆ ว่าเป็นเกม El Gasico เนื่องจากทั้งรัสเซียและซาอุดีอาระเบีย เป็น 2 ชาติที่มีน้ำมันรวมกันเท่ากับ 1 ใน 4 ของน้ำมันที่มีทั้งโลก ทุกอย่างก็ดูราบรื่นและเป็นใจให้แก่ฝ่ายรัสเซียไปหมด

 

ทีมของ สตานิสลาฟ เชอร์เชซอฟ ใช้เวลาแค่ 12 นาทีในการ ‘ปลุกความหวัง’ ขึ้น จากลูกโหม่งของ ยูริ กาซินสกี ที่สลัดตัวประกบก่อนใช้ศีรษะส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย

 

พวกเขาอาจขวัญเสียบ้างเมื่อ อลัน ซาโกเยฟ มิดฟิลด์คนสำคัญเกิดบาดเจ็บขึ้นมา และตามรายงานล่าสุดอาจหมดสิทธิ์ลงเล่นตลอดรายการจากอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อด้านหลังโคนขา แต่รัสเซียก็ไม่ได้หยุดดาหน้าเข้าถล่มคู่ต่อสู้แต่อย่างใด

 

เดนิส เชรีเชฟ บวกสกอร์เพิ่มได้ก่อนหมดครึ่งแรก 2 นาที ซึ่งแทบเป็นการฝังทีมสิงห์ทะเลทรายที่ดูอ่อนแอ ปวกเปียก และไร้พิษสงอย่างสิ้นเชิง

 

ช่วงเวลา 45 นาทีที่เหลือในครึ่งหลัง จึงเป็นเหมือนหนังซูเปอร์ฮีโร่ตระกูล 5 สี ที่ตอนจบไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

พระเอกย่อมชนะผู้ร้าย และในวันนี้ รัสเซีย คือพระเอก

 

โดยเฉพาะไอ้หนุ่มผู้กลายเป็นความหวังใหม่ของคนทั้งชาติเพียงชั่วข้ามคืนอย่าง อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ซึ่งนอกจากจะเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดทั้งเกม เปิดบอลให้เพื่อนทำได้ 2 ประตู แล้วยังปิดท้ายด้วยการสังหารลูกฟรีคิกที่แม่นยำจนเหลือเชื่อได้

 

อดคิดถึง รัสปูติน อดีตพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาไม่ได้

 

แต่ โกโลวิน ไม่ได้เล่นดีคนเดียว ยังมี เดนิส เชรีเชฟ ตัวสำรองที่ลงมาแทนซาโกเยฟ และเป็นผู้ทำ 2 ประตู (โดยเฉพาะประตูที่ 2 ของเขาที่สามารถส่งเข้าประกวดได้เลย) ก็เป็นหัวใจในเกมรุกฝั่งซ้ายที่ต้องปรบมือให้ด้วย

 

หากสิ่งที่ ปูติน บอกต่อ เชอร์เชซอฟ และลูกทีมของเขามีเพียง “จงเล่นอย่างมีเกียรติ แสดงให้เห็นถึงฟุตบอลสมัยใหม่ที่น่าสนใจ และสู้จนถึงที่สุด”

 

สิ่งนั้น (หรือคำสั่งนั้น) ได้ถูกตอบสนองแล้ว

 

สำหรับชาติที่ลงทุนลงแรงมหาศาลเพื่อให้ได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ชาติที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นเจ้าภาพที่ดีได้ ชาติที่ถูกตั้งเครื่องหมายคำถามมากมายจนตอบไม่หมด

 

วันนี้ทุกอย่างที่ทำไป ไม่สูญเปล่าแล้ว

 

รัสเซียไม่เพียงแค่ชนะในเกม แต่ยังชนะใจคนทั้งชาติ และเป็นการ ‘เปิดประตู’ ต้อนรับแฟนฟุตบอลทั่วโลกด้วยรอยยิ้มเย็นๆ ในแบบรัสเซีย แต่อบอุ่นในทีเหมือนวอดก้าที่ร้อนในท้อง

 

สำหรับฟุตบอลโลกไม่ต่างกัน มันคือการเริ่มต้นงานปาร์ตี้ที่งดงาม และน่าจะทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้คึกคักขึ้นไปตลอดเดือนนับจากวันนี้ครับ

 

Ваше здоровье

 

ชนแก้ว!

Photo: Reuters

The post ‘El Gasico’ ปาร์ตี้ลูกหนังของชาวรัสเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-el-gasico-game/feed/ 0
บิ๊กแมตช์บอลโลกนัดแรก จับตาโปรตุเกสปะทะสเปนภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ https://thestandard.co/fifa18worldcup-first-big-match-portugal-spain/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-first-big-match-portugal-spain/#respond Fri, 15 Jun 2018 08:06:09 +0000 https://thestandard.co/?p=98176

เข้าสู่วันที่ 2 ของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 อย่างเป็นทา […]

The post บิ๊กแมตช์บอลโลกนัดแรก จับตาโปรตุเกสปะทะสเปนภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เข้าสู่วันที่ 2 ของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 อย่างเป็นทางการก็มีแมตช์ที่น่าติดตาม รวมถึงคู่บิ๊กแมตช์หยุดโลกให้เราได้รับชมกันแล้ว!

 

วันนี้ (15 มิ.ย.) มีการแข่งขันด้วยกันถึง 3 คู่ เริ่มจากคู่หัวค่ำเป็นการพบกันของทีมชาติอียิปต์และอุรุกวัยในกลุ่ม A เวลา 19.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่องอมรินทร์ทีวี

 

 

ไฮไลต์อยู่ที่การสลัดปัญหาอาการบาดเจ็บของสตาร์ลูกหนังของโลกคนปัจจุบัน ‘โมฮัมเหม็ด ซาลาห์’ ลงมาช่วยทัพอียิปต์ต่อกรกับ ‘จอมโหด’ อุรุกวัยที่อัดแน่นไปด้วยขุมกำลังศักยภาพสูงอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ, เอดินสัน คาวานี, ดิเอโก โกดิน รวมถึงสองดาวรุ่งในแดนกลางอย่าง โรดริโก เบนตันกูร์ และลูคัส ตอร์เรรา (แฟนอาร์เซนอลต้องจับตารายหลังไว้ให้ดี เพราะกำลังมีข่าวหนาหูว่าจะย้ายมาร่วมทัพกันเนอร์ส)

 

ซึ่งการที่รัสเซียสามารถยำใหญ่เอาชนะซาอุดีอาระเบียในนัดเปิดสนามไปได้ถึง 5-0 ก็น่าจะโยนความกดดันไปให้กับอียิปต์และอุรุกวัยต้องรีบเก็บ 3 คะแนนให้ได้เร็วที่สุด

 

คู่ต่อมาเป็นการพบกันของทีมในกลุ่ม B ระหว่างตัวแทนจากกาฬทวีป ‘โมร็อกโก’ ที่มี อามีน ฮาริต เพชรเม็ดงามวัย 20 ปี จากชาลเก 04 เป็นตัวชูโรง และตัวแทนจากทวีปเอเชีย ‘อิหร่าน’ กับกองหน้าตัวความหวัง ซาร์ดาร์ อัซมูน เริ่มลงสนามคิกออฟในเวลา 22.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง ททบ. 5

 

 

‘โปรตุเกสปะทะสเปน’ ความท้าทายของโรนัลโด และสภาวะเสี่ยงทายแบบเหรียญสองด้านที่แชมป์โลก 1 สมัยต้องเผชิญ

คู่ดึกสุดเป็นการพบกันระหว่างสเปนและโปรตุเกส (กลุ่ม B) คือหนึ่งในคู่ใหญ่รอบแบ่งกลุ่มที่ทุกคนต้องห้ามพลาดเด็ดขาด! (ตรงกับเวลาที่ไทย เช้าวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน เวลา 01.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง True4U)

 

การพบกัน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม แม้ชื่อชั้นผู้เล่นและจำนวนถ้วยรางวัลของสเปนจะเป็นต่อเหนือโปรตุเกสอยู่เล็กน้อย แต่ต้องบอกว่าทั้งคู่ข่มกันแบบกินไม่ลงเลยจริงๆ โดยสเปนชนะไปได้ทั้งหมด 3 แมตช์ (1 ใน 3 แมตช์นี้เป็นการชนะจุดโทษหลังต่อเวลาพิเศษครบ 120 นาที) ส่วนโปรตุเกสชนะไป 2 ครั้ง

 

ด้านความพร้อมของทั้งสองทีม โปรตุเกสจะเตรียมใช้งาน คริสเตียโน โรนัลโด กัปตันทีมวัย 33 ปีที่เพิ่งลงเล่นในเกมนัดอุ่นเครื่องกับแอลจีเรียไปได้แค่ 74 นาทีมาช่วยนำทัพอีกครั้ง เสริมด้วยขุมกำลังอายุน้อย แบร์นาโด ซิลวา, อังเดร ซิลวา, บรูโน เฟอร์นานเดส หรือกอนซาโล กูเอเดส

 

 

บอลโลกในครั้งนี้ยังเป็นบททดสอบและการพิสูจน์ตัวเองของโรนัลโดกับโจทย์ใหญ่กว่าเดิมที่ต้องคว้าแชมป์โลกมาครองให้ได้ หลัง 2 ปีที่แล้วสามารถคว้าแชมป์เมเจอร์ใหญ่อย่าง ‘ยูโร 2016’ มาครองประเดิมโทรฟีแรกอย่างเป็นทางการในนามทีมชาติได้สำเร็จ

 

ซึ่งถ้าจะให้รออีก 4 ปีกว่าบอลโลก 2022 จะเวียนกันมาแข่งอีกครั้ง ตอนนั้นโรนัลโดคงเข้าสู่ช่วงบั้นปลายการค้าแข้งจนเลยจุดพีกไปแล้วก็ได้…

 

 

ขณะที่ ‘ทัพกระทิงดุ’ ต้องมาโชคร้ายสุดๆ เพราะอดีตโค้ชทีมชาติอย่าง ยูเลน โลเปเตกี ถูกปลดออกจากทีมได้เพียงแค่ 2 วันก่อนทีมจะลงแข่ง! สืบเนื่องจากกรณีสโมสรเรอัล มาดริด ทำผิดมารยาท ประกาศแต่งตั้งโค้ชวัย 51 ปีขึ้นเป็นผู้จัดการสโมสรล่วงหน้าทั้งๆ ที่ทัวร์นาเมนต์ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ

 

แถม หลุยส์ รูเบียเลส ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ยังบอกอีกด้วยว่าทางสหพันธ์เพิ่งจะทราบข่าวการแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ของราชันชุดขาวก่อนจะมีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาได้เพียงแค่ 5 นาที

 

โชคดีที่ได้อัศวินขี่ม้าขาว ‘เฟร์นานโด เอียร์โร’ อดีตผู้อำนวยการกีฬาฟุตบอลทีมชาติสเปน ขึ้นมานั่งเป็นกุนซือทีมชาติคนใหม่ทันการณ์

 

ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของสหพันธ์ฟุตบอลสเปนเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดและตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทีมต่อจากนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการวัดดวงจากเหรียญสองด้านที่ออกได้ทั้งหน้า ‘ดีขึ้น’ เพราะผู้เล่นทั้ง 23 คนในทีมจะกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง หรือ ‘แย่ลง’ เนื่องจากทุกคนสูญเสียกำลังใจและแนวทางการเล่นที่ถูกวางไว้

 

 

“สเปนยังคงคอนเซปต์การเล่นฟุตบอลสวยงามไว้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” สาสน์ท้ารบจากเอียร์โร

เฟร์นานโด เอียร์โร และเซร์คิโอ รามอส โค้ชทีมชาติสเปนและกัปตันวัย 32 ปี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในช่วงแถลงข่าวกับสื่อวานนี้ (14 มิ.ย.) โดยระบุว่าทีมชาติสเปนยังคงกำลังใจดีเหมือนเคย พร้อมยึดมั่นตามแนวทางที่วางเอาไว้ และจะสู้เพื่อเป้าหมายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

เอียร์โรให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เราจะไม่ยอมให้ปัญหาใดๆ มาเบี่ยงเบนสไตล์การเล่นฟุตบอลที่ยึดมั่นกันมาเป็นเวลานานจนถึงตอนนี้เป็นอันขาด คุณจะได้เห็นสเปนในแบบที่คุ้นเคย ทีมฟุตบอลที่มักจะระเบิดฟอร์มได้โดดเด่น เล่นฟุตบอลด้วยความสวยงาม เรามีกลยุทธ์และเป้าหมายในใจที่ชัดเจนมากๆ ทุกคนทำงานอย่างหนักมา 2 สัปดาห์ติดต่อกันก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

 

 

“สเปนยังมีสตาฟฟ์โค้ชในทีมอีกเป็นจำนวนมาก มีหลักการที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง และเราก็จะไม่เปลี่ยนสิ่งต่างๆ เหล่านั้นในชั่วข้ามคืน

 

พร้อมกันนี้เอียร์โรยังกล่าวถึงโปรตุเกสว่าเป็นทีมที่สเปนให้ความเคารพเป็นอย่างมาก เพราะมีหนึ่งในนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกอย่างโรนัลโดและ ‘เฟร์นานโด ซานโตส’ โค้ชมากประสบการณ์คอยหนุนหลัง แต่ตนก็ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของลูกทีม

 

ด้านกัปตันทีมจากเรอัล มาดริด กล่าวชมโค้ชคนใหม่ว่าเป็นผู้เล่นต้นแบบที่โดดเด่น ซึ่งตนได้ชื่นชมมาเป็นเวลานานแล้ว

 

“เขาคือผู้เล่นที่โดดเด่นที่เราชื่นชมมาโดยตลอด และยังรู้จักพวกเราทุกคนเป็นอย่างดี (นักฟุตบอลสเปนในทีม) เอียร์โรคือหนึ่งในแคนดิเดตที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่งโค้ชทีมชาติสเปน

 

“ผมหวังว่ามันจะช่วยให้ทีมของเรายังคงเดินตามความฝันและความทะเยอทะยานได้เหมือนเดิม และจะไม่ส่งผลกระทบกับทีมของเราไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดก็ตาม

 

“ผมกำลังแบก (ความหวัง) ประเทศสเปนทั้งประเทศ ทีมทั้งทีม และมันยังมีเรื่องอีกมากมายที่เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน ผมเชื่อว่าฟุตบอลจะสอนเราในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และผมคิดว่านี่คือโอกาสของทุกคนที่จะเรียนรู้และเติบโต เราต้องโฟกัสไปที่เป้าหมายเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดจะมาเปลี่ยนแปลงมันได้”

 

 

งานนี้ต้องมาลุ้นกันว่าโปรตุเกสหรือสเปนใครจะเป็นฝ่ายเข้าวิน ผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ดูทรงแล้วเกมนัดนี้น่าจะการันตีความสนุกระดับ 5 ดาวแน่นอน!

อ้างอิง:

The post บิ๊กแมตช์บอลโลกนัดแรก จับตาโปรตุเกสปะทะสเปนภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-first-big-match-portugal-spain/feed/ 0
เช็กความพร้อมก่อนลุยนัดเปิดสนามบอลโลก 2018 เจ้าภาพรัสเซียปะทะซาอุดีอาระเบีย https://thestandard.co/world-cup-2018-analysis-russia-saudi-arabia/ https://thestandard.co/world-cup-2018-analysis-russia-saudi-arabia/#respond Thu, 14 Jun 2018 10:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=97813

เป็นระยะเวลาเกือบ 1,432 วันแล้ว นับตั้งแต่ที่ มาริโอ เก […]

The post เช็กความพร้อมก่อนลุยนัดเปิดสนามบอลโลก 2018 เจ้าภาพรัสเซียปะทะซาอุดีอาระเบีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นระยะเวลาเกือบ 1,432 วันแล้ว นับตั้งแต่ที่ มาริโอ เกิทเซ เพลย์เมกเกอร์พรสวรรค์สูงทีมชาติเยอรมนีได้ส่งบอลเข้าไปจูบก้นตาข่าย ‘ทัพฟ้าขาว’ อาร์เจนตินา ณ​ สนามกีฬามาราคานา กรุงรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล พาอินทรีเหล็กคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 ไปครองได้อย่างภาคภูมิ (เกิทเซไม่ติดทีมชาติชุดปัจจุบัน เพราะฟอร์มตกและถูกปัญหาอาการบาดเจ็บตามเล่นงาน)

 

ผ่านมาจนถึงวันนี้ (14 มิ.ย.) มหกรรมที่คนทั้งโลกตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อตลอด 4 ปีก็จะเปิดฉากดวลแข้งกันเป็นวันแรกแล้ว!

 

ถึงกระแสบอลโลกปีนี้ดูจะเงียบเหงาไปบ้าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลการประชาสัมพันธ์ในบ้านเราที่ไม่ครึกครื้นเหมือนเก่า หรือการขาดหายไปของสองชาติดังอย่างอิตาลีและเนเธอร์แลนด์

 

แต่ทันทีที่สเปนประกาศปลดโค้ช ‘ยูเลน โลเปเตกี’ ได้แค่ 2 วันก่อนบอลโลกเปิดฉาก พร้อมๆ กับช่วงเวลาเดียวกันที่ฟีฟ่าได้ประกาศให้ 3 ชาติจากอเมริกาเหนือ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา เป็นเจ้าภาพร่วมจัดฟุตบอลโลก 2026 กระแสความตื่นตัวก็ค่อยๆ ฟื้นกลับขึ้นมาทีละเล็กละน้อย และต่อจากวันนี้เป็นต้นไปก็น่าจะเริ่มครื้นเครงกันไปยาวๆ แน่นอน

 

 

การโคจรมาพบกันครั้งที่ 2 ในรอบ 25 ปีของหมีขาวและเหยี่ยวเขียว

แมตช์คืนนี้นอกจากจะเป็นนัดตัดเชือกเปิดทัวร์นาเมนต์ระหว่าง ‘ทัพหมีขาว’ ทีมชาติรัสเซียและ ‘เหยี่ยวเขียว’ ทีมชาติซาอุดีอาระเบียแล้วยังนับเป็นการโคจรมาเจอกันเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 25 ปีของทั้งคู่อีกด้วย

 

การพบกันครั้งล่าสุดของรัสเซียและซาอุดีอาระเบียต้องย้อนกลับไปไกลถึงเดือนตุลาคม ปี 1993 ในเกมนัดอุ่นเครื่อง โดยเป็นฝ่ายหลังที่เอาชนะไปได้ถึง 4-2

 

แต่นั่นคือเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว ถ้าวัดฟอร์ม ณ ปัจจุบันต้องบอกว่าผลงานของทั้งสองชาติเข้าขั้น ‘แย่’ สูสีกันทั้งคู่ ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา รัสเซียไม่สามารถชนะเกมนัดอุ่นเครื่องเลยถึง 7 นัดติดต่อกัน แพ้ถึง 4 นัด และเสมอ 3 นัด ด้านซาอุดีอาระเบียก็แพ้ติดต่อกันมา 3 นัดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม

 

รัสเซียดูจะมีภาษีเป็นต่อชาติจากเอเชียอยู่เล็กน้อยจากการได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลที่พร้อมจะหนุนหลังให้กำลังใจพวกเขาเต็มที่ ที่สำคัญศึกนี้ยังมีเดิมพันใหญ่อยู่ที่การประเดิมคว้า 3 แต้มแรกมากอดไว้ในอ้อมอกให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นทั้งคู่คงจะต้องไปลุ้นเหนื่อยหนักกับทีมอย่างอุรุกวัยและอียิปต์แน่นอน

 

 

ความคาดหวังที่นักเตะรัสเซียทั้ง 23 คนต้องแบกรับ โค้ชซาอุฯ ชี้ไม่กดดัน กระสันวัดศักยภาพเต็มทน!

อีกหนึ่งความกดดันที่ทัพนักเตะรัสเซียและสตาฟฟ์โค้ชต้องแบกรับไว้คือฟุตบอลโลกครั้งก่อนหน้านี้ ฟีฟ่าได้ระบุไว้ว่าไม่มีทีมเจ้าภาพฟุตบอลโลกรายไหนที่แพ้ในนัดเปิดสนามของตัวเองมาก่อนเลย โดยแบ่งเป็นการชนะทั้งหมด 6 ครั้งและเสมอ 3 ครั้ง

 

ฟีโอดอร์ สโมลอฟ ศูนย์หน้าทีมชาติรัสเซีย วัย 28 ปี ให้สัมภาษณ์เปิดใจกับเว็บไซต์ฟีฟ่าไว้ว่า นี่คือมหกรรมสุดพิเศษไม่ว่าจะสำหรับประเทศไหนก็ตามที่ได้มายืน ณ จุดนี้ (ในฐานะชาติเจ้าภาพ) สนามทุกแห่งและโครงสร้างขั้นพื้นฐานภายในทุกอย่างล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นไว้สำหรับฟุตบอลโลก นี่จะเป็นมรดกที่ช่วยพัฒนาเด็กๆ รุ่นใหม่ และสอนพวกเขาให้รู้จักเกมลูกหนังและพัฒนาการกีฬาในประเทศของเรา

 

“พวกเราอยากให้ทัวร์นาเมนต์เริ่มได้แล้ว! แมตช์การแข่งขันนัดแรกสำคัญที่สุด คุณจะได้เริ่มต้นทัวร์นาเมนต์เหมือนดังที่ตั้งใจไว้ เรามีเกมให้ลงแข่งแค่ 3 นัดเท่านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่มีเวลาให้พิรี้พิไรวางแผนอะไรอีกต่อไปแล้ว พวกเราแค่ต้องทุ่มให้มันเต็ม 100% ตั้งแต่นาทีแรกของการแข่งขันเพื่อให้ได้ผลการแข่งขันที่ดีที่สุด”

 

ศูนย์หน้าจากครัสโนดาร์ยังกล่าวถึงทีมคู่แข่งในนัดเปิดสนามอีกด้วย โดยระบุว่านักเตะของซาอุดีอาระเบียเล่นฟุตบอลกันด้วยเทคนิคและทักษะที่สูง สามารถครองบอลและลำเลียงบอลขึ้นไปในแดนหน้าได้โดยปราศจากความกดดัน

 

“พวกเขาคือหนึ่งในคู่ต่อสู้ที่มีคุณภาพและต่อกรด้วยยากอย่างแท้จริง เกมในนัดนี้จะต้องยากสำหรับเราแน่นอน”

 

 

ด้าน ฮวน อันโตนิโอ ปิซซี โค้ชทีมชาติซาอุดีอาระเบีย ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าขุนพลทัพเหยี่ยวเขียวพร้อมกันมากๆ แล้ว และไม่เกรงกลัวใครอีกต่อไป

 

“เป้าหมายของเราคือการโค่นรัสเซีย พวกเราต้องการจะวัดตัวเองกับทีมที่ดีที่สุดในโลก

 

“ผมคิดว่าเกือบทุกทีมทั้งนั้นแหละที่ต้องลงเล่นพร้อมกับความกดดัน และบางครั้งเราก็สร้างความกดดันกันขึ้นมาเอง แล้วมันก็ช่วยให้เราทำผลงานกันได้ดี แน่นอน การที่เราต้องลงเล่นนัดเปิดสนามกับชาติเจ้าภาพก็คือข้อเท็จจริงข้อหนึ่ง แต่เมื่อไรก็ตามที่เราต้องลงแข่ง ผมไม่คิดว่าประเด็นนั้นจะมาสร้างความกดดันใดๆ เพิ่มเติมให้กับทั้งสองทีมนะ”

 

ต้องมาดูกันว่าเจ้าแมวน้อยอคิลลีสจะแม่นแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้มันได้ทำนายไว้แล้วว่ารัสเซียจะเอาชนะซาอุดีอาระเบียไปด้วยสกอร์ 1-0 โดยทำประตูได้ในช่วงครึ่งหลัง

 

ทันทีที่เสียงนกหวีดแรกจาก เนสเตอร์ พิทานา ผู้ตัดสินเกมนัดเปิดสนาม วัย 42 ปี ดังขึ้นคืนนี้ในเวลา 22.00 น. ความสนุกและมนต์ขลังของหนึ่งในรายการกีฬาที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จะได้ฤกษ์อุบัติขึ้นแล้ว!

อ้างอิง:

The post เช็กความพร้อมก่อนลุยนัดเปิดสนามบอลโลก 2018 เจ้าภาพรัสเซียปะทะซาอุดีอาระเบีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-cup-2018-analysis-russia-saudi-arabia/feed/ 0
เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ และไทยได้อานิสงส์เงินสะพัดเท่าไร https://thestandard.co/world-cup-2018-economic-impact/ https://thestandard.co/world-cup-2018-economic-impact/#respond Thu, 14 Jun 2018 04:51:41 +0000 https://thestandard.co/?p=97642

นับถอยหลังอีกไม่กี่ชั่วโมง เสียงนกหวีดแรกที่ดังขึ้นที่ส […]

The post เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ และไทยได้อานิสงส์เงินสะพัดเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับถอยหลังอีกไม่กี่ชั่วโมง เสียงนกหวีดแรกที่ดังขึ้นที่สนามลุจนีกี สเตเดียม จะเป็นการประกาศเริ่มต้นมหกรรมกีฬาฟุตบอลโลก 2018 อย่างเป็นทางการ ไม่เพียงแต่เป็นเสียงที่คนทั่วโลกรอคอยอย่างใจจดใจจ่อตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นเสียงที่รัสเซียฝากความหวังเอาไว้ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

 

ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลรัสเซียประเมินว่าฟุตบอลโลกรอบนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4.8 แสนล้านบาท แต่ดูเหมือนตัวเลขดังกล่าวจะถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายที่คลางแคลงใจว่า การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่

 

เมื่อความจริงไม่ใช่สิ่งที่ฝันสำหรับประเทศเจ้าภาพ

 

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางของรัสเซียประกาศอย่างมั่นใจว่า “การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 ในปีนี้ จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจรัสเซียชัดเจนในไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี ความต้องการสินค้า บริการ และการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น”

 

รัสเซียคาดหวังว่าอีเวนต์ใหญ่ระดับนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเจริญเติบโตให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP ได้ถึง 0.2% และธนาคารกลางรัสเซียก็กังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สะท้อนผ่านระดับราคาสินค้าและบริการในประเทศที่จะเพิ่มขึ้นด้วย โดยกรอบเงินเฟ้อที่ประเมินไว้คือไม่เกิน 4% ในปี 2018 ค่าใช้จ่ายของรัสเซียสำหรับการจัดฟุตบอลโลกอาจสูงถึง 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3.5 แสนล้านบาท และสร้างการจ้างงานมากกว่า 2.2 แสนตำแหน่ง จากพลังของฟุตบอลโลกที่จัดใน 11 เมืองทั่วประเทศ    

 

อย่างไรก็ตาม Commerzbank ธนาคารยักษ์ใหญ่สัญชาติเยอรมันได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในช่วงที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยของการลงทุนที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย (Non-Residential Investment) เช่น การลงทุนอสังหาริมทัพย์เชิงพาณิชย์ เครื่องจักรและเครื่องมือ การสร้างโรงงาน เป็นต้น พบว่าช่วงก่อนหน้าปีที่จัดการแข่งขันเติบโต 5.9-6.7% แต่เมื่อถึงปีของการแข่งขันตัวเลขนี้กลับเติบโตน้อยมากหรือแทบจะไม่เติบโตเลย และผลต่อเนื่องในรูปแบบการลงทุนปีหลังจากที่ฟุตบอลโลกจบไปแล้วเติบโตอีกเล็กน้อยไม่เกิน 1.2% เท่านั้น

 

 

บทเรียนที่แสนเจ็บปวดของบราซิลในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อปี 2014 ยังถูกจารึกในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจของบราซิลในปีที่จัดการแข่งขันแทบจะไม่ขยายตัว เติบโตเพียง 0.5% และหดตัวลงถึง 3.6% ในปีต่อมาท่ามกลางความเกลียดชังของประชาชนในประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาลทั้งที่เศรษฐกิจของประเทศก็อยู่ในภาวะเปราะบาง

 

Commerzbank ให้ความเห็นว่า การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกอาจจะไม่ได้ส่งผลดีกับเศรษฐกิจของประเทศที่จัดการแข่งขันมากอย่างที่เข้าใจกัน ยอดขายของธุรกิจค้าปลีก การท่องเที่ยวและการจ้างงานก็ไม่ได้สูงขึ้นแบบหวือหวา ซึ่งตรงกับ Moody’s ที่มองว่าฟุตบอลโลก 2018 นี้จะส่งผลดีกับเศรษฐกิจรัสเซียในระยะสั้น หาใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างที่บางฝ่ายคาดหวัง และประเมินว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่ากีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2014 ที่รัสเซียจัดการแข่งขันเสียอีก

 

“ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการจัดฟุตบอลโลกจะมีอย่างจำกัด เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจที่มหึมาของรัสเซียเอง ส่วนการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวก็ดูเหมือนจะกระเตื้องขึ้นระยะสั้นเท่านั้น” Moody’s รายงาน

 

การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของรัสเซียคราวนี้ ทุกฝ่ายเชื่อตรงกันว่ามีนัยสำคัญในหลายมิติ และใช่ว่าผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัสเซีย ประเทศมหาอำนาจผู้เป็นตัวแปรสำคัญของเวทีการเมืองโลก

 

แต่ดูเหมือนปรากฏการณ์กีฬานี้จะส่งผลข้ามโลกกว่า 5 พันกิโลเมตรมาถึงสยามประเทศ และคอบอลไทยก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้ไม่แพ้ใครในโลก

 

คาดบอลโลกดันโฆษณาโต 9% กระตุ้นซื้อสินค้ากว่า 6.6 พันล้านบาท

 

ศูนย์วิจัยกสิกไทยคาดว่าศึกฟุตบอลโลก 2018 จะได้รับความสนใจจากคนไทยในระดับสูง และจะรับชมการถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ปัจจัยสำคัญคือช่วงเวลาที่ถ่ายทอดสดเป็นช่วงค่ำจนถึงช่วงดึก ซึ่งสะดวกต่อการรับชม คาดว่าจะมีคนไทยชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันเกือบ 11 ล้านคน นอกจากนี้ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายยังเป็นทีมยอดนิยมของแฟนบอลไทยหลายทีมด้วย

 

สำหรับเม็ดเงินโฆษณาที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นในช่วงฟุตบอลโลกนี้ประมาณ 680 ล้านบาท และทำให้มูลค่าโดยรวมน่าจะสูงเกือบ 8 พันล้านบาท เติบโต 9% จากช่วงปกติที่ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยสัดส่วนเงินโฆษณาที่เยอะที่สุดคือช่องทางโทรทัศน์ประมาณ 600 ล้านบาท ขณะที่ช่องทางอื่นๆ อย่างสิ่งพิมพ์ โฆษณานอกบ้านและสื่อออนไลน์รวมประมาณ 80 ล้านบาท

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าบรรยากาศในการเชียร์ฟุตบอลจะกระตุ้นการจับจ่าย จากกิจกรรมที่ทำร่วมกันของแฟนบอลจะช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าอุปโภคและบริโภคทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา ของที่ระลึก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการชิงโชค มูลค่าประมาณเกือบ 6.7 พันล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก

 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าธุรกิจที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคืออาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งขณะนี้แบรนด์ต่างๆ ก็ออกแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของฟุตบอลโลกเพื่อทำการตลาดแล้ว และเมื่อประเมินว่าจำนวนผู้ชมจะเพิ่มขึ้นก็ยิ่งทำให้แบรนด์สินค้าแข่งขันกันหนักหน่วงขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขายของกลุ่มเป้าหมาย คาดว่ายอดขายอาหารและเครื่องดื่มจะสูงกว่า 5.2 พันล้านบาท โดยธุรกิจอาหารซึ่งประกอบด้วยบริการจัดส่งอาหาร ร้านค้าทั่วไป อาหารอื่นๆ และการซื้ออาหารเพื่อปรุงรับประทานในครัวเรือนจะมีเม็ดเงินกว่า 3 พันล้านบาท ขณะที่สินค้าเครื่องดื่มจะมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 2.2 พันล้านบาทจากช่วงเวลาปกติที่ไม่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก

ช่วงเกือบสองเดือนจากนี้ จึงเป็นช่วงที่สร้างสีสันให้กับภาคธุรกิจทั่วโลก หากมองเพียงแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจเทียบกับต้นทุนมหาศาลสำหรับการจัดมหกรรมกีฬาระดับนี้ อาจจะไม่คุ้มค่าเสียทีเดียว แต่สิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้คือความภูมิใจและความฮึกเหิมของประชาชนในประเทศที่เป็นผู้จัดการแข่งขัน แม้บางปีจะเต็มไปด้วยเสียงโห่ การประท้วง และข้อครหาเรื่องการทุจริตของผู้มีอำนาจจัดการ แต่แทบทุกประเทศต่างก็อยากสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะเจ้าภาพทั้งนั้น

 

ราคาที่ต้องจ่ายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และบ่อยครั้งที่คนซื้อไม่ได้จ่าย และคนที่ต้องจ่ายก็ไม่ได้ตัดสินใจซื้อ

อ้างอิง:

The post เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ และไทยได้อานิสงส์เงินสะพัดเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-cup-2018-economic-impact/feed/ 0
สเปนกับการตัดสินใจปลดผู้จัดการทีมกลางศึก และอนาคตในฟุตบอลโลก 2018 https://thestandard.co/spain-sack-manager-julen-lopetegui/ https://thestandard.co/spain-sack-manager-julen-lopetegui/#respond Wed, 13 Jun 2018 12:22:12 +0000 https://thestandard.co/?p=97572

เป็นข่าวที่ไม่มีใครคาดคิดและสั่นสะเทือนไปทั้งโลกลูกหนัง […]

The post สเปนกับการตัดสินใจปลดผู้จัดการทีมกลางศึก และอนาคตในฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นข่าวที่ไม่มีใครคาดคิดและสั่นสะเทือนไปทั้งโลกลูกหนัง เมื่อทีมชาติสเปนตัดสินใจปลด ยูเลน โลเปเตกี จากการเป็นโค้ชทีมชาติก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นเพียงแค่ 1 วัน ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง

 

แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตัดสินใจซึ่งนำมาด้วยคำถามตามมาไม่น้อย

 

แน่นอนว่าสาเหตุของการปลดโลเปเตกีเกิดจากการที่มีการประกาศยืนยันจากทีม ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด ว่าเขาจะเข้ารับตำแหน่งโค้ชคนใหม่ของทีมหลังจบฟุตบอลโลกต่อจาก ซีเนดีน ซีดาน ซึ่งประกาศอำลาทีมแบบสุดช็อกเช่นกัน

 

การประกาศดังกล่าวถูกมองว่า ‘ผิดกาลเทศะ’ อย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการประกาศก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้นแค่ 2 วันเท่านั้น ซึ่งไม่น่ามีเหตุผลความจำเป็นอะไรที่เรอัล มาดริด หรือโลเปเตกีจะต้องรีบร้อนขนาดนั้น

 

เพราะการประกาศดังกล่าวส่งผลต่อบรรยากาศในแคมป์ทีมชาติอย่างรุนแรงไม่ต่างจากการดึงเลโก้ชิ้นล่างสุดออก และทำให้งานที่พยายามสร้างกันมาสั่นคลอนและมีโอกาสพังทลายลงมาได้อย่างง่ายดาย

 

ไม่นับว่าโลเปเตกีเองก็เพิ่งจะต่อสัญญากับทีมชาติสเปนไปเมื่อเดือนที่แล้ว โดยสัญญามีระยะเวลาถึงปี 2020 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ชัดเจนของทางสหพันธ์ฟุตบอลสเปนว่าต้องการให้กุนซือวัย 51 ปีคุมทีมต่อไปในระยะยาว

 

การตัดสินใจไปรับงานกับเรอัล มาดริด แถมประกาศแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมจึงเป็นเรื่องที่หลายฝ่าย ‘รับไม่ได้’

 

โดยเฉพาะทางด้าน หลุยส์ รูเบียเลส ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ผู้ที่เป็นคนตัดสินใจที่จะ ‘ปลด’ โลเปเตกีออกจากตำแหน่งทันทีแบบไม่สนใครหน้าไหนเหมือนกัน รวมถึง เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมและแกนนำอาวุโสในทีมที่พยายามจะ ‘ปราม’ ไม่ให้รูเบียเลสตัดสินใจหักด้ามพร้าด้วยเข่า

 

แต่ความพยายามดังกล่าวไม่เป็นผล เพราะรูเบียเลสมองว่าโลเปเตกี ‘ทรยศ’ ต่อทุกคน

 

แม้กระทั่งกับตัวเขาเองก็ยังทราบเรื่องก่อนหน้าการประกาศของเรอัล มาดริด เพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น

 

กิลเยม บาลาเก ผู้สื่อข่าวสเปนชื่อดัง ให้เหตุผลประกอบเพิ่มเติมว่าการตัดสินใจที่เด็ดขาดของรูเบียเลสมาจากแนวทางในการบริหารของประธานสหพันธ์ลูกหนังกระทิงดุที่ให้ ‘คำมั่น’ กับทุกฝ่ายเอาไว้เมื่อเดือนที่แล้ว

 

คำมั่นนั้นคือการที่เขาจะบริหารวงการฟุตบอลสเปนอย่าง ‘โปร่งใส’

 

การลอบเจรจากับเรอัล มาดริด ของโลเปเตกีคือการกระทำที่ไม่โปร่งใสและขัดต่อหลักธรรมาภิบาลขององค์กร

 

บาลาเกเปิดเผยว่ารูเบียเลสเป็นคนที่มีบุคลิกแข็งกร้าว ทำให้ตัดสินใจอย่างรวดเร็วทันที เพราะเชื่อว่ามันมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องของผลการแข่งขันในสนาม

 

“การชนะเป็นเรื่องสำคัญ การมีโค้ชที่ดีที่สุดเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราต้องทำทุกอย่างอย่างถูกต้องด้วย ในเวลานี้มันอาจจะยากลำบาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน”

 

เป็นจุดยืนที่เด็ดเดี่ยวของมาทาดอร์ที่ชื่อรูเบียเลส

 

หลุยส์ รูเบียเลส (กลาง) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ผู้ตัดสินใจปลดโลเปเตกี (ซ้าย) แบบสายฟ้าฟาด

 

เส้นทางอลหม่านของโลเปเตกี

เรื่องที่น่าประหลาดใจคือโลเปเตกีมีเส้นทางการทำงานที่วุ่นวายอยู่ไม่น้อย

 

ย้อนหลังกลับไปในช่วงปี 2016 เขาเคยได้รับข้อเสนอจากทีมวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ให้คุมทีม ซึ่งเกือบจะตอบรับข้อเสนออยู่แล้ว แต่สุดท้ายได้รับการทาบทามจากทางด้านสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ซึ่งเวลานั้นยังหาใครที่เหมาะสมจะทำงานต่อจากขรัวเฒ่า บิเซนเต เดล บอสเก ไม่ได้

 

สุดท้ายโลเปเตกีก็ทิ้งข้อเสนอจากวูล์ฟเพื่อรับงานคุมทีมสเปนอีก

 

ครั้งนี้จึงมีความรู้สึกที่คล้ายกัน เพียงแต่สลับเป็นเขาตอบรับข้อเสนอจากเรอัล มาดริด ในระหว่างที่ยังคุมทีมชาติสเปนที่กำลังเตรียมทำศึกฟุตบอลโลกอยู่

 

ทั้งนี้เรื่องที่ไม่มีใครเข้าใจคือช่วงเวลาในการประกาศข่าวที่ดูเร่งรีบอย่างน่าประหลาดใจ

 

ความจริงหากเขาหรือเรอัล มาดริด ชะลอการประกาศข่าวออกไปเป็นในช่วงหลังจบฟุตบอลโลก การตัดสินใจนี้จะไม่มีปัญหาเลย

 

ทุกอย่างนั้นเข้าใจได้ เพราะเรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และโอกาสในการทำงานกับสโมสรระดับนี้ไม่ได้มีทุกวัน

 

และมากกว่านั้นคือการที่โลเปเตกีเองก็เป็น ‘สายเลือด’ ของสโมสรด้วย เพราะเขาเคยอยู่กับทีมมาตั้งแต่ยังเป็นนักเตะเยาวชนในทีมกาสติญา หรือทีมชุดเล็กของเรอัล มาดริด และเคยคุมทีมกาสติญาเมื่อ 10 ปีที่แล้วด้วย ก่อนที่จะหันเหมาทำงานกับสหพันธ์ฟุตบอลสเปน โดยรับงานคุมทีมในระดับเยาวชนมาทุกชุดตั้งแต่ U-19, U-20 และ U-21 จนมาได้โอกาสในการคุมทีมชุดใหญ่

 

ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โลเปเตกีก็เป็นหนึ่งในโค้ชที่จะได้รับการจดจำในเส้นทางชีวิตที่แสนวุ่นวายแล้ว

 

เซร์คิโอ รามอส และอันเดรส อิเนียสตา ต้องประคับประคองทีมให้ได้

 

อนาคตของทีม ‘กระทิงดุ’ ในฟุตบอลโลก 2018

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจ ‘เปลี่ยนกระทิงกลางศึก’ ของสเปนในครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนอย่างต่ออดีตแชมป์โลกเมื่อปี 2010 อย่างช่วยไม่ได้

 

เพราะแม้โลเปเตกีจะถูกตราหน้าเป็นผู้ทรยศไปแล้วในเวลานี้ แต่ก็เป็นคนที่รู้จักทีมชาติสเปนเป็นอย่างดีในทุกซอกทุกมุม

 

และผลงานนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากเดล บอสเก ก็ถือว่าไม่เลว คุมทัพไป 20 นัด ไม่เคยแพ้แม้แต่เกมเดียว เป็นการชนะ 14 และเสมอ 6

 

สเปนภายใต้การนำของเขาไม่ได้เป็นทีมที่ถึงขั้น ‘ยอดเยี่ยม’ ใกล้เคียงกับทีมชุดไร้เทียมทานเหมือนยุคของ หลุยส์ อราโกนเญส ผู้ล่วงลับ หรือเดล บอสเก ที่คว้าแชมป์ยูโร 2 สมัยและแชมป์โลก 1 สมัย

 

แต่อย่างน้อย ‘ลา​ โรฮา’ ก็เล่นได้อย่างเป็นระบบ มีระเบียบ และมีการถ่ายเลือดของนักเตะจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ได้ค่อนข้างดี

 

การสูญเสียโลเปเตกีก่อนหน้าจะลงสนามนัดแรกที่ต้องเจอกับทีมแข็งแกร่งอย่าง โปรตุเกสจึงเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวง

 

อย่างไรก็ดี หากมองลงไปในรายละเอียด สเปนถือเป็นชาติที่มีระบบฟุตบอลที่แข็งแกร่ง

 

ทีมชาติทุกชุดจะเล่นในระบบและทิศทางเดียวกัน ดังนั้นโค้ชในทีมชุดเยาวชนจึงสามารถมารับตำแหน่งในทีมชาติชุดใหญ่ได้อย่างไม่เคอะเขินมากนัก

 

พูดง่ายๆ คือใครมาคุม หากไม่ไป ‘รื้อ’ ใหม่ ระบบของสเปนก็จะยังทำงานเหมือนเดิม เล่นแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพราะแกนของทีมยังแกร่งทั่วแผ่นตั้งแต่ ดาวิด เด แฮ ในตำแหน่งผู้รักษาประตู, เซร์คิโอ รามอส ปราการหลังกัปตันทีม, อันเดรส อิเนียสตา จอมอัจฉริยะ และดิเอโก คอสตา หัวหมู่ทะลวงฟัน

 

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ตัวโค้ชว่าจะมีความเข้าใจในตัวผู้เล่นที่มีอยู่แค่ไหน และเหนืออื่นใดคือจิตวิทยาในการทำทีมว่าจะสามารถประสานใจเข้าด้วยกันได้หรือไม่

 

ล่าสุดมีการยืนยันว่าทางด้านสหพันธ์ฟุตบอลสเปนเลือก เฟร์นานโด เอียร์โร อดีตกัปตันทีมเข้ามารับตำแหน่งแทนโลเปเตกี ซึ่งแม้ฝีไม้ลายมือในการคุมทีมอาจจะแทบไม่มี เคยคุมแค่เรอัล โอเบียโด แค่ทีมเดียวในฤดูกาล 2016-17

 

แต่อย่างน้อยเอียร์โรก็ทำงานในฐานะผู้อำนวยการเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลสเปน รู้เห็นเรื่องภายในมาตลอด และประสบการณ์มากล้นในฐานะทีมชาติ ไม่นับบารมีที่สั่งสมมานานน่าจะช่วยในการประคองสถานการณ์ได้

 

เพียงแต่งานนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเอียร์โรหรือใครคนใดคนหนึ่ง

 

ทุกคนในสเปนต้องช่วยกัน ตั้งแต่ประธานสหพันธ์ โค้ช สตาฟฟ์ นักฟุตบอล รวมถึงแฟนๆ

 

ไม่เช่นนั้นนี่จะเป็นฟุตบอลโลกแห่งหายนะของทีมกระทิงดุอย่างแท้จริง

Photo: Reuters

อ้างอิง:

The post สเปนกับการตัดสินใจปลดผู้จัดการทีมกลางศึก และอนาคตในฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/spain-sack-manager-julen-lopetegui/feed/ 0
ตัวเต็งบอลโลกปีนี้คือใคร บราซิลมีสิทธิ์เข้าวินไหม อินทรีเหล็กจะป้องกันแชมป์ได้หรือเปล่า https://thestandard.co/fifa-world-cup-2018-top-players/ https://thestandard.co/fifa-world-cup-2018-top-players/#respond Wed, 13 Jun 2018 12:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=97563

ฟุตบอลโลก 2018 ปีนี้หลายคนคงมีทีมเชียร์ในใจกันแล้ว เพรา […]

The post ตัวเต็งบอลโลกปีนี้คือใคร บราซิลมีสิทธิ์เข้าวินไหม อินทรีเหล็กจะป้องกันแชมป์ได้หรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟุตบอลโลก 2018 ปีนี้หลายคนคงมีทีมเชียร์ในใจกันแล้ว เพราะทีมดังๆ ก็เข้ารอบสุดท้ายกันมาหมด (ถ้าไม่นับอิตาลีและเนเธอร์แลนด์นะ!) ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ 5 สมัย ‘บราซิล’, แชมป์โลกปีล่าสุด (2014) ‘เยอรมนี’, แชมป์ยูโรสมัยล่าสุด (2016) โปรตุเกส, ‘ทัพกระทิงดุ’ สเปน, ‘ขุนพลฟ้าขาว’ อาร์เจนตินา, ‘เลอ เบลอส์’ ฝรั่งเศส, ‘เรดเดวิลส์’ เบลเยียม แม้กระทั่งม้านอกสายตาอย่างทีมชาติอังกฤษ

 

เชื่อว่า 8 ชาติตัวเต็งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้น่าจะมีรายนามอยู่บนไปรษณียบัตรทายผลฟุตบอลโลก 2018 ของคนไทยกันเกือบ 90% แน่นอน ขณะที่บ่อนรับพนันหลายแห่งในต่างประเทศให้อัตราใกล้เคียงไปในทิศทางเดียวกันว่าบราซิลและเยอรมนีคือตัวเต็งอันดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับในปีนี้

 

ด้านพาร์ตเนอร์เกมอย่าง EA Sports กลับมองต่างออกไปว่าฝรั่งเศสน่าจะเข้าวินชนะจุดโทษทัพอินทรีเหล็กในรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ 4-3 โดยอองตวน กรีซมันน์ และอิสโก คือดาวซัลโวร่วมที่ 5 ประตู

 

Photo: EA SPORT

 

แต่ถ้าถามกองบรรณาธิการ THE STANDARD พวกเราลงความเห็นตรงกันแล้วว่าทีมเต็งแชมป์บอลโลกปีนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้น…

 

***สถิติทั้งหมดในบทความนี้นับจนถึงวันพุธที่ 13 มิถุนายน 2018 เท่านั้น

 

 

16 ปี 4 ครั้งที่รอคอย ปีนี้ ‘บราซิล’ น่าจะถึงฝั่งฝันเสียที!

เซเลเซาห่างหายจากการเป็นแชมป์โลกไปนานถึง 16 ปีเต็ม หลังโค่นเยอรมนีในรอบชิงชนะเลิศเมื่อปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วยขุมกำลัง 3R (โรนัลโด, ริวัลโด และโรนัลดินโญ) แต่กับฟุตบอลโลกใน 3 ครั้งล่าสุดก็ทำผลงานได้น่าผิดหวังจนหมดคำบรรยาย

 

ทั้งการไปพ่ายในรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2006 และ 2010 หรือปีล่าสุด 2014 ที่จบได้แค่อันดับ 4 หลังแพ้ให้กับเนเธอร์แลนด์แบบสิ้นไร้ไม้ตอก 0-3 (ก่อนหน้านี้ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายก็โดนเยอรมนีถลุงเละเทะ 7-1 จนถูกวิจารณ์ยับ)

 

แต่กับปีนี้ต้องยอมรับว่าทรงบราซิลมาดีมากๆ ขุมกำลังแน่นทุกตำแหน่งจนไม่มีที่ว่างเหลือให้กับอเล็กซ์ ซานโดร แบ็กซ้ายจอมดุจากยูเวนตุส กองหลังตัวรุก ดาวิด ลุยซ์ หรือแม้แต่ฟาบินโญ กองกลางตัวรับป้ายแดงของลิเวอร์พูล

 

บราซิลมาในระบบการเล่น 4-3-3 เน้นเกมรุกที่ดุดัน ส่วนเกมรับก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูที่เคยเป็นช่องโหว่ของทีมมาเรื้อรังหลายยุคหลายสมัย ปีนี้ก็ได้อลิสสัน เบคเกอร์ โกลจอมหนึบ (และเนื้อหอม) จากโรมาเข้ามาเติมเต็ม แถมยังมีแบ็กอัพชั้นดีเป็น ‘เอเดอร์สัน’ หนึ่งในผู้รักษาประตูที่เล่นบอลด้วยเท้าได้ดีที่สุดในยุคนี้ และมือกาวเบอร์หนึ่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ถัดมาที่แผงหลัง การมีคู่หูเกมรับจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ‘ติอาโก ซิลวา และมาร์ควินญอส’ พร้อมมิรันด้า กองหลังประสบการณ์สูง ขนาบข้างด้วยแบ็กซ้าย (เพลย์เมกเกอร์) และแบ็กขวาชั้นดี ‘มาร์เซโลและดานิโล’ ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องพะวงเกมรับอีกต่อไป

 

ส่วนแดนกลาง เมื่อยักษ์ปักหลั่นปัดกวาดหน้าแผงแบ็กโฟร์อย่างคาเซมิโรต้องมาจับคู่กับมิดฟิลด์สไตล์ Box to Box ที่พร้อมจะวิ่งสอดขึ้นไปลุ้นทำประตู ‘เปาลินโญ’ หรือคูตินโญ ที่รับบทเพลย์เมกเกอร์จอมสร้างสรรค์เกม แค่นี้ก็ช่วยขับเคลื่อนให้ทั้งทีมทำงานกันได้สบายขึ้นอีกหลายเท่าตัว นี่ยังไม่นับรวมเฟอร์นานดินโญ หรือ ‘เฟรด’ กองกลางคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

เนย์มาร์, ฟีร์มีโน, กาเบรียล เฆซุส, วิลเลียน, ดักลาส คอสตา และไทสัน นี่คือผู้เล่นตำแหน่งเกมรุกที่ฟอร์มกำลังสุกงอมเต็มที่ทุกคน! ทั้งยังมีจุดเด่นอยู่ที่การสลับกันลงเล่นใน 3 ตำแหน่ง ปีกขวา กองหน้า และปีกซ้ายได้อย่างไม่เคอะเขิน

 

แม้หลายคนจะปรามาสเนย์มาร์ จูเนียร์ ว่า ‘ใจไม่สู้’ เอาเสียเลยตอนที่ตัดสินใจย้ายออกจากบาร์เซโลนามาเล่นในลีกเอิง ฝรั่งเศส ที่มีความเข้มข้นในการแข่งขันน้อยกว่า แต่ถ้าพูดถึงศักยภาพและความสามารถเฉพาะตัวแล้ว เราสามารถไว้ใจกองหน้าวัย 26 ปีคนนี้ได้เสมอ พิสูจน์ได้จากสองเกมอุ่นเครื่องนัดล่าสุดที่ยิงได้ทั้ง 2 ประตู แถมยังโชว์สเตปลูกหนังแพรวพราวได้เหนือชั้นสุดๆ

 

ที่สำคัญด้วยวัยขนาดนี้ เจ้าตัวยังมีลุ้นแซงตำนานอย่างเปเล่ (ลงเล่น 92 นัด ยิงไป 77 ประตู) ทำสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติในอนาคตอันใกล้อีกด้วย (ปัจจุบันเนย์มาร์ลงเล่น 85 นัด ยิง 55 ประตู)

 

สำหรับในรอบแบ่งกลุ่ม บราซิลจะต้องเจอกับเซอร์เบีย, สวิตเซอร์แลนด์ และคอสตาริกา ในกลุ่ม E ซึ่งถ้าไม่เล่นติดประมาทจนเกินไปก็น่าจะผ่านเข้าไปรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ไม่ยาก แต่ในรอบต่อไปนี่แหละที่เซเลเซาจะต้องลุ้นเป็นพิเศษว่าอาจจะไปชน ‘ตอ’ อย่างเยอรมนีเร็วกว่าที่คิด เมื่อที่ 1 หรือที่ 2 ในกลุ่ม E ต้องไปไขว้เจอกับที่ 2 และที่ 1 ในกลุ่ม F ตามลำดับ

 

เพราะฉะนั้นถ้าจะมีทีมไหนที่ใกล้เคียงกับการคว้าแชมป์บอลโลกในปีนี้มากที่สุด เราก็มองว่าเป็น ‘ตีเต้’ และลูกทีมแซมบ้าทั้ง 23 คนของเขานี่แหละ!

 

 

ใครบอก ‘ทรีไลออนส์ภายใต้การคุมบังเหียนของเซาท์เกต’ ไม่มีลุ้น!?

แวบแรกที่เห็นรายชื่อนักฟุตบอลทั้ง 23 คนของทีมชาติอังกฤษ หลายคนคงกุมหัว เบะปาก ทำหน้าไม่เข้าใจกันทั้งหมด

 

คำถามเกิดขึ้นตามมามากมาย ทำไมแกเร็ธ เซาท์เกต ตัดสินใจไม่หนีบผู้เล่นอย่าง โจ ฮาร์ต, คริส สมอลลิง, แจ็ค วิลเชียร์, ไรอัน เบอร์ทรานด์ ไปที่รัสเซียด้วย แต่กลับไว้ใจผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง รูเบน ลอฟตัส-ชีค, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หรือสามมือกาวสายเลือดใหม่ จอร์แดน พิกฟอร์ด, แจ็ค บัตแลนด์ และนิค โป๊ป

 

แต่การที่ทัพสิงโตคำรามถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เล่นพลังยังบลัดอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดในทัวร์นาเมนต์ที่ 26 ปี (ร่วมกับไนจีเรียและฝรั่งเศส) โดยปราศจากสตาร์ดัง ‘ชื่อเสียง’ เด่นไกลเกิน ‘ฝีเท้า’ บางทีทีมสปิริตของพวกเขาอาจจะดีกว่าทีมของนักเตะรุ่นพี่ในยุคก่อนๆ จนมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ ก็เป็นได้

 

และถึงใครหลายคนจะยี้สไตล์การทำทีมของเซาท์เกตที่ต่อให้เจอทีมเล็กกว่าก็ยังยึดมั่นแนวทางการเล่นหลัง 5 ไม่เสื่อมคลาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพของทีมตั้งแต่ที่อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษชุดต่ำกว่า 21 ปีเข้ามากุมบังเหียนไม่ได้แย่ถึงขั้นขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดนั้น เพราะลงเล่นไป 18 นัด เก็บชัยชนะได้ 10 นัด เสมอ 6 นัด และแพ้เพียง 2 นัดเท่านั้น

 

ใครจะไปรู้ บางทีนักเตะอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง, เจสซี ลินการ์ด, เดเล อัลลี และแฮร์รี เคน อาจได้ลงประสานงานวาดลวดลายเกมรุกร่วมกันในนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้ที่ลุจนีกี สเตเดียม ก็ได้!

 

 

6 ทีมดังไม่ใช่ไม่มีหวัง แต่ 2018 อาจจะยังไม่ใช่ปีของพวกเขา

สำหรับ 6 ทีมยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนี, ฝรั่งเศส, สเปน, โปรตุเกส, อาร์เจนตินา และเบลเยียม เราเชื่อว่าพวกเขาน่าจะมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ แน่นอน ด้วยศักยภาพของทีมและขุมกำลังที่สมบูรณ์แบบใน ‘แทบจะ’ ทุกตำแหน่ง

 

เพียงแต่ปีนี้ด้วยฟอร์มการเล่นนัดอุ่นเครื่องที่กระท่อนกระแท่นจนคาดหวังอะไรไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันของเยอรมนีและฝรั่งเศส ดูทรงแล้วพวกเขาอาจจะไปได้ ‘ไม่สุด’ ตามที่หวังไว้ (ล่าสุดมีข่าวว่าเอ็มบัปเป้ได้รับบาดเจ็บ แต่อาการไม่หนักมากจนต้องถอนตัว)

 

ส่วนสเปนก็ดูจะกำลังผจญกับมรสุมลูกย่อมๆ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะล่าสุดที่ ‘ยูเลน โลเปเตกี’ ถูกสั่งเด้งฟ้าผ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา เรอัล มาดริด ได้ประกาศแต่งตั้งเจ้าตัวขึ้นเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของสโมสรล่วงหน้า

 

RFEF หรือสหพันธ์ฟุตบอลสเปน มองว่าการกระทำดังกล่าวทรยศความไว้เนื้อเชื่อใจที่สมาคมมีให้โค้ชทีมชาติวัย 51 เป็นอย่างมาก พร้อมกันนนี้ยังได้ดันเฟอร์นันโด เอียร์โร อดีตผู้อำนวยการกีฬาทีมชาติสเปน เป็นกุนซือขัดตาทัพชั่วคราวแล้ว

 

 

ด้านโปรตุเกสและอาร์เจนตินาคืออีกสองชาติที่น่าจะมีลุ้นเข้ารอบลึกๆ อยู่เหมือนกัน แต่ลำพังการจะพึ่งให้โรนัลโดหรือเมสซีฉายแสงแบกทั้งทีมไปตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ก็ดูจะเป็นภาระที่หนักอึ้งอยู่เอาการ

 

อย่างไรก็ดี การมีเงื่อนไขที่ว่าฟุตบอลโลกปีนี้อาจเป็น ‘ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในนามทีมชาติครั้งสุดท้าย’ ก็อาจจะเป็นไฟต์บังคับให้ทั้งคู่ต้องเน้นมากเป็นพิเศษ

 

‘ปีศาจแดงแห่งยุโรป’ หรือเบลเยียม ก็เป็น 1 ใน 8 ทีมตัวเต็งที่มีลุ้นไปได้ไกล เพราะขุมกำลังส่วนใหญ่ของพวกเขาอยู่ในช่วงที่ฟอร์มการเล่นกำลังพีก ไล่ตั้งแต่แยน แฟร์ตองเกน, เควิน เดอ บรอยน์, เอเดน อาซาร์ และโรเมลู ลูกากู (ฟอร์มในสโมสรอาจไม่เปรี้ยง แต่ฟอร์มในนามทีมชาติเดือดมาก ปัจจุบันเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูสูงสุดตลอดกาลของเบลเยียม ลงเล่น 69 นัด ยิง 36 ลูก)

 

ปัญหาคือประสบการณ์ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ของพวกเขากลับไม่สู้ดีเท่าที่ควร แถมยังยืนระยะได้ไม่ดีอีกด้วยเมื่อเทียบกับทีมอื่นๆ ในสเกลเดียวกัน

 

นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการกีฬา THE STANDARD หากผู้อ่านมีความคิดเห็นที่ต่างออกไปก็สามารถแลกเปลี่ยนกันเข้ามาได้

 

ขอให้สนุกกับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่รอมา 4 ปีครับ

อ้างอิง:

The post ตัวเต็งบอลโลกปีนี้คือใคร บราซิลมีสิทธิ์เข้าวินไหม อินทรีเหล็กจะป้องกันแชมป์ได้หรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa-world-cup-2018-top-players/feed/ 0
10 ซูเปอร์สตาร์กับความหวังในฟุตบอลโลก 2018 https://thestandard.co/10-football-player-fifa-world-cup-2018/ https://thestandard.co/10-football-player-fifa-world-cup-2018/#respond Mon, 11 Jun 2018 10:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=96588

736 คือจำนวนนักฟุตบอลที่จะลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ […]

The post 10 ซูเปอร์สตาร์กับความหวังในฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

736 คือจำนวนนักฟุตบอลที่จะลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายนนี้แล้ว

 

และท่ามกลางนักเตะเหล่านี้ มีเหล่าซูเปอร์สตาร์ในระดับสูงสุดที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาเหล่านี้มีความสามารถที่จะกำหนดผลการแข่งขันชี้เป็นชี้ตาย หรือสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในระหว่างเกมการแข่งขันได้ด้วยการเล่นเพียงครั้งเดียว

 

THE STANDARD เลือกนักเตะในกลุ่มนี้มา 10 คน พร้อมเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงเป็นคนสำคัญ

 

 

เควิน เดอ บรอยน์

อายุ: 26 ปี

ทีมชาติ: เบลเยียม

ผลงานกับทีมชาติ: 61 นัด/14 ประตู

สโมสร: แมนเชสเตอร์ ซิตี้

หนึ่งในกองกลางตัวทำเกมที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดของยุโรป เควิน เดอ บรอยน์ คือความภาคภูมิใจและเป็นความหวังของชาวเบลเยียมไม่แพ้เอเดน อาซาร์ เลยแม้แต่น้อย

ด้วยจุดเด่นของความสามารถในการคอนโทรลเกม การผ่านบอลที่แม่นยำ โดยเฉพาะการเปิดตัดแนวรับด้วยลูกครอสเรียด และทีเด็ดจากลูกยิงไกลในระยะทำการตั้งแต่ 25 หลาขึ้นไป ทำให้เดอ บรอยน์ เป็นตัวอันตรายสำหรับทุกทีมที่ต้องเจอกับเบลเยียมไปโดยปริยาย

และจากผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาที่พาทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าดับเบิลแชมป์ได้ แต่ไม่ได้รางวัลส่วนตัวมาประดับ ทำให้เดอ บรอยน์ ต้องการที่จะใช้ฟุตบอลโลกเป็นเวทีพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นนักฟุตบอลที่เก่งเข้าขั้นระดับเวิลด์คลาสอย่างแท้จริง

 

 

อันเดรส อิเนียสตา

อายุ: 34 ปี

ทีมชาติ: สเปน

ผลงานกับทีมชาติ: 128 นัด/ 13 ประตู

สโมสร: วิสเซล โกเบ

 

กองกลางผู้อยู่ในใจของแฟนบอลนิรันดร์ ฟุตบอลโลกครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายที่ อันเดรส อิเนียสตา จะลงวาดลวดลายในเวทีระดับสูงสุดให้เราได้ดูกัน

ถึงแม้ว่าวัยจะล่วงเลยมาถึง 34 ปี แต่ด้วยระดับฝีเท้าที่สูงส่ง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการคอนโทรลลูกบอลที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ไหวพริบในการเล่น การผ่านบอลที่เฉียบขาด และความสามารถในการสร้างสิ่งพิเศษได้เหมือนกับที่เคยเป็นฮีโร่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2010 ทำประตูชัยให้สเปนพิชิตเนเธอร์แลนด์ คว้าแชมป์โลกสมัยแรกได้ ทำให้อิเนียสตาคือความหวังของสเปน

รวมถึงความมุ่งมั่นส่วนตัวที่อิเนียสตาอยากจะ ‘ไว้ลาย’ ให้โลกจดจำในรายการสุดท้าย เหมือนกับที่ซีเนดีน ซีดาน เคยทำไว้ในฟุตบอลโลก 2006 ที่สามารถระเบิดฟอร์มพาฝรั่งเศสเข้าชิงชนะเลิศได้ในปีนั้น ซึ่งจะทำได้เหมือนกันหรือดีกว่าด้วยการพาสเปนเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2 ได้หรือไม่ ต้องติดตาม

 

 

แฮร์รี เคน

อายุ: 24 ปี

ทีมชาติ: อังกฤษ

ผลงานกับทีมชาติ: 24 นัด/ 13 ประตู

สโมสร: ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

 

ถึงแม้จะโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักในช่วงก่อนหน้านี้จากกรณี ‘เคลม’ ประตูที่น่ากังขา แต่ด้วยคุณภาพของ แฮร์รี เคน ทำให้เขายังเป็นหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ที่ต้องจับตามองในฟุตบอลโลกครั้งนี้

เคน ในวัย 24 ปี คือความหวังสูงสุดของทีม ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษ ในฟุตบอลโลกหนนี้ ด้วยความสามารถของผู้เล่นตำแหน่งสไตรเกอร์ หรือดาวยิงที่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพักบอลในแดนหน้า การสอดประสานกับเพื่อน การหาพื้นที่ว่างและตำแหน่ง และทีเด็ดที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือการจบสกอร์ที่คมกริบเหมือนใบมีด สามารถทำประตูได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยิงใกล้ ยิงไกล โหม่ง หรือเข้าฮอส

อังกฤษอาจจะไม่ได้เป็นตัวเก็งเต็งหนึ่งในปีนี้ แต่เคนคือคนที่เป็นความหวังของทุกคนได้โดยไม่ต้องใช้โอกาสอะไรมากมาย

 

 

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์

อายุ: 25 ปี

ทีมชาติ: อียิปต์

ผลงานกับทีมชาติ: 57 นัด/33 ประตู

สโมสร: ลิเวอร์พูล

 

นักฟุตบอลผู้เป็นศูนย์รวมใจของชาวอียิปต์ทั้งชาติ โม ซาลาห์ คือผู้ทำประตูสำคัญด้วยการยิงจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้อียิปต์เอาชนะคองโกได้ 2-1 และคว้าสิทธิ์มาร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

ตลอดปีที่ผ่านมา ซาลาห์คือนักฟุตบอลที่ร้อนแรงที่สุด กวาดรางวัลมาแล้วแทบทุกสถาบัน และถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ใกล้เคียงกับลิโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด มากที่สุดในเวลานี้ ซึ่งแม้ว่าจะเล่นให้กับทีมเล็กๆ อย่างอียิปต์ และยังมีอาการบาดเจ็บติดพันจากเกมนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

แต่หากจะมีใครสักคนที่สร้างปาฏิหาริย์ในสนามให้อียิปต์ได้ ต้องเป็นซาลาห์คนเดียวเท่านั้น

 

 

อองตวน กรีซมันน์

อายุ: 27 ปี

ทีมชาติ: ฝรั่งเศส

ผลงานกับทีมชาติ: 53 นัด/20 ประตู

สโมสร: แอตเลติโก มาดริด

 

อกหักมาในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2016 และผิดหวังมาตลอดกับแอตเลติโก มาดริด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อองตวน กรีซมันน์​ คือหนึ่งในสตาร์ที่น่าจับตามองมากที่สุดของทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งของการแข่งขันประจำปีนี้

กรีซมันน์อาจจะมีรูปร่างที่ไม่สูงใหญ่ แต่มีความแข็งแกร่ง มีความเร็วจัดจ้าน ทักษะการเล่นเป็นเลิศ และมีความเป็น Fox-in-the-box หรือมีจมูกที่ไวต่อการล่าประตูเป็นพิเศษ และที่สตาร์แห่งทีมแอตเลติโก มาดริด มีมากขึ้นตามวัยคือประสบการณ์การเล่นที่จะมีความสำคัญต่อการเล่นในรายการใหญ่แบบฟุตบอลโลก

ฝรั่งเศสจะได้แชมป์โลกสมัยที่ 2 หรือไม่ อยู่ที่ดาวยิงเจ้าของลีลาฉลองประตูสุดยียวนคนนี้

 

 

มานูเอล นอยเออร์

อายุ: 32 ปี

ทีมชาติ: เยอรมนี

ผลงานกับทีมชาติ: 75 นัด

สโมสร: บาเยิร์น มิวนิก

 

ผู้รักษาประตูที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดในโลกในยุคนี้ และเป็นกำลังสำคัญในการพาทีม ‘อินทรีเหล็ก’​ ผงาดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่บราซิลได้เมื่อ 4 ปีที่แล้วด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ‘Sweeper-Keeper’

เพียงแต่มาครั้งนี้ มานูเอล นอยเออร์ ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บหนักตลอดทั้งปี และเพิ่งจะเรียกสภาพความฟิตกลับมาได้ก่อนหน้าฟุตบอลโลกไม่นาน ซึ่งแม้ว่าโยอาคิม เลิฟ จะมั่นใจในตัวประตูมือหนึ่งเช่นเคย แต่นอยเออร์ยังจำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังคงเป็นเทพผู้พิทักษ์ของเยอรมนีเหมือนเดิม

ถ้าทำได้ เยอรมนีก็มีโอกาสป้องกันแชมป์และเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 5

 

 

ฮาเมส โรดริเกวซ

อายุ: 26 ปี

ทีมชาติ: โคลอมเบีย

ผลงานกับทีมชาติ: 65 นัด/21 ประตู

สโมสร: บาเยิร์น มิวนิก

 

หนึ่งในสตาร์ของฟุตบอลโลก 2014 เพลย์เมกเกอร์สไตล์คลาสสิกที่มาพร้อมกับเท้าซ้ายฟ้าสั่ง สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฮาเมส โรดริเกวซ เติบโตจากการเป็นดาวรุ่งเมื่อ 4 ปีก่อน กลายเป็นกองกลางเพลย์เมกเกอร์ระดับเวิลด์คลาสอีกคนของวงการฟุตบอล

แม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบากในทีมเรอัล มาดริด แต่เมื่อได้โอกาสมาชุบตัวกับบาเยิร์น มิวนิก ในฤดูกาลที่ผ่านมา ฮาเมสสามารถเรียกฟอร์มการเล่นเก่าๆ กลับมาได้ทันเวลา และกลายเป็นหนึ่งในกลจักรสำคัญของทีม​ ‘เสือใต้’ ด้วย

ด้วยฟอร์มที่กลับคืนมา ทำให้มิดฟิลด์หน้าหยกเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของโคลอมเบีย ทีมที่มีโอกาสเป็น ‘ม้ามืด’ ของฟุตบอลโลกในครั้งนี้

 

 

เนย์มาร์

อายุ: 26 ปี

ทีมชาติ: บราซิล

ผลงานกับทีมชาติ: 84 นัด/54 ประตู

สโมสร: ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

 

เจ้าชายลูกหนังของชาวบราซิลผู้อกหักและหักอกแฟนฟุตบอลทั้งชาติที่เฝ้ารอโอกาสในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินของตัวเอง เมื่อโชคร้ายได้รับบาดเจ็บหนักจนลงช่วยทีมไม่ไหว มาในครั้งนี้เนย์มาร์ก็มีอาการบาดเจ็บหนักในช่วงก่อนฟุตบอลโลกอีก แต่สามารถกลับมาเรียกความฟิตได้ทันเวลา และอยู่ในฟอร์มที่ถือว่าใกล้เคียงกับฟอร์มที่ดีที่สุด

ฟุตบอลโลกครั้งนี้คือโอกาสดีที่สุดที่เนย์มาร์จะได้ก้าวจากเจ้าชายสู่สถานะ ‘ราชัน’ เหมือนโรนัลโด, โรมาริโอ, การ์รินชา และเหนืออื่นใดคือการเข้าใกล้สถานะของเปเล่ ราชาลูกหนังตลอดกาล รวมถึงนี่เป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้ก้าวพ้นเงาของลิโอเนล เมสซี และคริสเตียโน โรนัลโด

หากพาทีมคว้าแชมป์โลกได้ ย่อมหมายถึงการที่เนย์มาร์จะได้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกคนใหม่อย่างเป็นทางการ

 

 

คริสเตียโน โรนัลโด

อายุ: 33 ปี

ทีมชาติ: โปรตุเกส

ผลงานกับทีมชาติ: 150 นัด/81 ประตู

สโมสร: เรอัล มาดริด

 

หนึ่งในสองสุดยอดนักเตะแห่งยุคผู้เป็นอมตะอยู่เหนือกาลเวลามานานกว่า 10 ปี แต่ คริสเตียโน โรนัลโด ไม่เคยพาทีมไปได้ไกลถึงรอบรองชนะเลิศเหมือนในฟุตบอลโลกปี 2006 อีกเลย โดยครั้งก่อนหน้าที่บราซิล โปรตุเกสก็ทำได้เพียงตกรอบแรกเท่านั้น

แต่จากความสำเร็จที่มหัศจรรย์ เมื่อโปรตุเกสสร้างเซอร์ไพรส์คว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ทำให้โรนัลโดซึ่งมีอาการบาดเจ็บในนัดชิงชนะเลิศแบบโชคร้ายหวังจะสร้างตำนานของตัวเองต่อกับฟุตบอลโลกครั้งนี้ ซึ่งอาจจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ CR7 จะใส่เต็มร้อยอย่างแน่นอน

 

 

ลิโอเนล เมสซี

อายุ: 30 ปี

ทีมชาติ: อาร์เจนตินา

ผลงานกับทีมชาติ: 124 นัด/64 นัด

สโมสร: บาร์เซโลนา

 

ในเกียรติประวัติมากมายตลอดชีวิตของ ลิโอเนล เมสซี ราชาลูกหนังยุคนี้ยังขาด ‘มงกุฎ’ ที่จะทำให้เขาได้เป็นราชาอย่างสมบูรณ์แบบ และมงกุฎนั้นคือแชมป์ฟุตบอลโลก รางวัลสุดท้ายที่เมสซีต้องการ

ฟุตบอลโลกครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายของเมสซี

โอกาสที่เขาจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปเหมือนเมื่อ 4 ปีก่อนแน่นอน

The post 10 ซูเปอร์สตาร์กับความหวังในฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/10-football-player-fifa-world-cup-2018/feed/ 0
VAR ผู้ช่วยหรือผู้ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล กับบททดสอบครั้งสำคัญบนเวทีฟุตบอลโลก 2018 https://thestandard.co/fifa18worldcup-var-system/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-var-system/#respond Mon, 11 Jun 2018 09:56:24 +0000 https://thestandard.co/?p=96707

วันนี้ที่มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาจากแดน […]

The post VAR ผู้ช่วยหรือผู้ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล กับบททดสอบครั้งสำคัญบนเวทีฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ที่มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาจากแดนไกลจากประเทศบราซิล เมื่อปี 2014 หรือ 4 ปีที่ผ่านมา โลกของฟุตบอลได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทั้งนักเตะที่แจ้งเกิดใหม่ในวงการ และทีมชาติมหาอำนาจอย่างอิตาลี แชมป์โลก 4 สมัย และเนเธอร์แลนด์ที่ดับหายไปจากเวทีในระดับนี้

 

 

แต่สิ่งสำคัญที่สุดทางด้านเทคโนโลยีของการแข่งขันที่ 4 ปีที่ผ่านมาได้เก็บเกี่ยวบททดสอบในลีกชั้นนำต่างๆ ในยุโรปและนำมาใช้ คืออุปกรณ์ที่เราเรียกกันว่า VAR หรือ Video Assistant Referee ระบบการตัดสินโดยใช้ภาพรีเพลย์หรือไฮไลต์การแข่งขัน โดยใช้ทีมงานประจำอยู่หน้าจอโทรทัศน์สื่อสารกับผู้ตัดสินที่ 1 กลางสนามมาเข้าร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับมหกรรมฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ประเทศรัสเซีย

 

VAR ทำงานอย่างไรในศึกฟุตบอลโลก 2018

 

 

ตามความเข้าใจกันก่อนหน้านี้ว่า VAR คือการรีเพลย์เหตุการณ์ต่างๆ มาช่วยให้กรรมการผู้ตัดสินที่ 1 ในสนามที่นอกจากจะมี Goal Line มาช่วยบ่งบอกว่าเป็นประตูหรือไม่แล้ว ครั้งนี้พวกเขาจะมีตาวิเศษอยู่รอบสนาม โดยมีทีมงานค่อยเฝ้าดูทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสนามอย่างใกล้ชิด และแจ้งเขาเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ หรือ การตัดสินที่ผิดพลาดเกิดขึ้น

 

 

โดยเจ้าหน้าที่ของ VAR จะทำงานอยู่ภายในศูนย์กลางการถ่ายทอด หรือ International Broadcasting Center (IBC) ภายในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ทีมประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ VAR 1 คน และผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ VAR อีก 3 คน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรีเพลย์อีก 4 คน ที่จะคอยตรวจสอบหน้าจอการถ่ายทอดสดจากหลายมุม รวมถึงกล้องถ่ายทอดสดที่ใช้สำหรับตรวจสอบการล้ำหน้าอีก 2 ตัว

 

ฟีดการถ่ายทอดสดออกจาก IBC ทาง VAR จะส่งสัญญาณภาพรีเพลย์จากหลายมุมกล้องที่ถูกตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ VAR และภาพสถานการณ์ภายในห้องทำงานของทีม VAR ในระหว่างการตรวจสอบ

 

ทีมงาน VAR จะทำหน้าที่ช่วยเหลือการตัดสินใจของผู้ตัดสินที่ 1 หรือกรรมการในสนาม โดยแบ่งเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อเกมการแข่งขันออกเป็น 4 ชนิด

1. ประตูที่เกิดขึ้น และเหตุการณ์ที่นำไปสู่ประตู

หน้าที่ของ VAR คือช่วยให้กรรมการตัดสินว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ไม่ควรเป็นประตูหรือไม่ เช่น ลูกฟุตบอลข้ามเส้นไปแล้วหรือไม่ หรือถูกขัดจังหวะการเล่นจนมีผลกระทบต่อเกมหรือไม่

2. การตัดสินให้หรือไม่ให้จุดโทษ และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจ

VAR จะช่วยให้มั่นใจว่าการตัดสินใจให้หรือไม่ให้จุดโทษเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุดตามภาพของเหตุการณ์

3. ใบแดงโดยตรง

VAR จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการให้หรือไม่ให้ใบแดงกับนักเตะ

4. การระบุตัวนักเตะผิดคนในแต่ละเหตุการณ์

เพื่อเป็นการช่วยให้กรรมการไม่ส่งนักเตะผิดคนออกจากสนาม VAR จะช่วยให้ข้อมูลกับกรรมการเพื่อให้บทลงโทษกับนักเตะที่กระทำผิด

 

ในระหว่างการแข่งขัน ทีมงานของ VAR จะใช้เวลาหาข้อผิดพลาดที่นำไปสู่เหตุการณ์ทั้ง 4 อย่าง และจะสื่อสารกับผู้ตัดสินที่ 1 ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ผิดพลาดอย่างชัดเจน หรือเหตุการณ์สำคัญที่กรรมการอาจไม่ทันได้สังเกตเกิดขึ้น

 

 

ผู้ตัดสินที่ 1 สามารถดีเลย์การเริ่มต้นเกมใหม่ได้ทุกเมื่อเพื่อสื่อสารกับทีมงาน VAR และจะให้สัญญาณกับทุกคนโดยชี้ไปที่หูของเขาเอง และเมื่อทั้งกรรมการและทีมงาน VAR เห็นตรงกัน กรรมการจะทำสัญลักษณ์เพื่อขอดูภาพอีกครั้ง โดยใช้คำทางการว่า Official Review ซึ่งเป็นท่าทางเหมือนการทำมือเป็นสัญลักษณ์เหมือนจอโทรทัศน์

 

 

ผู้ตัดสินที่ 1 สามารถตัดสินตามคำแนะนำของทีม VAR หรือสามารถเดินไปตรวจสอบเหตุการณ์ด้วยตัวเองที่จอมอนิเตอร์ข้างสนามและตัดสินตามภาพเหตุการณ์ที่เห็น

 

โดยเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องทำงานของทีม VAR จะถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ของฟีฟ่า ซึ่งจะสามารถตรวจสอบการสื่อสารทั้งหมดระหว่างทีมงาน VAR และกรรมการ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับระบบผู้ช่วยผู้ตัดสิน VAR มากขึ้น ด้วยการส่งข้อมูลข่าวสารอัปเดตให้ทางผู้บรรยายกีฬาและทางเว็บไซต์ เพื่อให้สื่อพันธมิตร สื่อผู้ได้ลิขสิทธิ์ และผู้บรรยายกีฬาทราบรายละเอียดของการตรวจสอบ รีเพลย์ของทีม VAR

 

 

นอกจากนี้สัญญาณการถ่ายทอดสดในระหว่างที่ใช้งาน VAR สัญญาณถ่ายทอดสดจะแบ่งออกเป็น 3 หน้าจอ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น โดยจอใหญ่สุดทางด้านซ้ายจะเป็นภาพหลักของนักเตะที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ จอด้านขวาบนจะเป็นภาพผู้ตัดสินที่ 1 ตลอดเวลา เพื่อให้เห็นสัญญาณทุกอย่างจากกรรมการ ส่วนช่องที่ 3 ด้านขวาล่างจะเป็นภาพของนักเตะและโค้ช แต่จะตัดภาพไปเป็นห้องทำงานของ VAR เมื่อกรรมการส่งสัญญาณขอดูภาพช้าอย่างเป็นทางการ

 

สุดท้ายเมื่อการตัดสินเกิดขึ้นทางจอยักษ์บนหน้าจอภายในสนาม กราฟิกจะขึ้นข้อความผลการตัดสินบนหน้าจอ เช่น หากกรรมการตัดสินเปลี่ยนไม่ให้ประตู ก็จะขึ้น No Goal และให้เหตุผลด้านล่างว่า Offside

 

VAR กับปัญหาเข้าใจยาก ดีเลย์เกม ยังไม่ได้ประสิทธิภาพร้อยเปอร์เซ็นต์

 

 

จากคำพูดของ มิเชล พลาตินี อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ที่เคยกล่าวต่อต้านวิดีโอรีเพลย์ระหว่างการแข่งขันไว้เมื่อปี 2009 แต่ผลักดันให้เพิ่มกรรมการหลังประตูแทน

 

9 ปีผ่านไป วันนี้วิดีโอรีเพลย์ระหว่างการแข่งขันเดินทางมาถึงฟุตบอลโลกภายใต้ชื่อ VAR แล้ว แต่ด้วยคำอธิบายด้านบนที่เราได้รับจากฟีฟ่า ก็อดคิดไม่ได้ว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้ ผู้ตัดสินทุกคน ทีมงานหลายพันชีวิตที่จะต้องเข้าร่วมระบบนี้มีความเข้าใจในการทำงานของ VAR ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วหรือยัง และถ้าระบบใช้เวลาทำงานมากกว่าที่คิด VAR จะทำลายความลื่นไหลของเกม และทำให้ฟุตบอลหมดความลื่นไหลของเกม ซึ่งนับว่าเป็นเสน่ห์หลักอย่างหนึ่งหรือไม่  

 

พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ลีกที่มีมูลค่าการตลาดมหาศาลทั่วโลก ตัดสินใจไม่เริ่มต้นใช้ระบบ VAR ในฤดูกาล 2018-2019 แต่จะยังคงทดสอบระบบต่อไป โดยให้เหตุผลว่าในช่วงการทดสอบได้เห็นปัญหาเกี่ยวกับผู้ใช้ระบบอย่างต่อเนื่อง

 

โดย VAR ควรจะถูกใช้ในเวลาที่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากกรรมการ แต่ในการตัดสินให้จุดโทษกับทีมชาติอิตาลีกับเกมอุ่นเครื่องกับทีมชาติอังกฤษครั้งนี้มีการถกเถียงการให้จุดโทษกันอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการดูภาพช้าจากหลายมุมแล้วก็ตาม

 

และนี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นความยุ่งยากของ VAR เนื่องจากกรรมการต้องดูเหตุการณ์ที่นำไปสู่การฟาวด์หรือประตู ทำให้การตัดสินใจของกรรมการช้าลงในการแข่งขัน บวกกับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ซึ่งคาดว่าสิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้สโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษตัดสินใจไม่ต้อนรับ VAR มาใช้งานในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า

 

นอกจากนี้ในการทดลองใช้งานกับเอฟเอคัพ และคาราบาว คัพ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็เกิดการตัดสินผิดพลาดขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะเกมเอฟเอคัพ ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ 2-0 ที่ทีมงาน VAR แจ้งว่าลูกยิงของมาตา จังหวะล้ำหน้า ทั้งที่ทำเส้นกราฟิกออกมาเบี้ยว ทำให้เห็นในตอนนั้นว่ามาตาไม่ล้ำ

 

 

จนสุดท้ายบริษัท Hawk-Eye บริษัทที่ทำ VAR ต้องออกมาขอโทษ และยอมรับผิดว่าเป็นความผิดที่ทำกราฟิกเบี้ยว แต่ยืนยันว่ามาตาล้ำหน้าจริง แต่ข้อผิดพลาดคือตีเส้นล้ำหน้าเบี้ยว และส่งภาพนั้นให้ BT Sport ผู้ถ่ายทอดสดการแข่งขันเลย ทำให้แฟนบอลเข้าใจผิดว่ามาตาไม่ล้ำ  

 

เชย์ กิฟเวน อดีตผู้รักษาประตูมือหนึ่งของไอร์แลนด์ มองว่า VAR ยังไม่พร้อมที่จะรับหน้าที่สำคัญในศึกฟุตบอลโลก เนื่องจากระบบยังไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และที่สำคัญจะเป็นผู้ทำลายความตื่นเต้นในเกมฟุตบอลอีกด้วย  

 

“ผมจำได้ในเกมที่โรชเดลเล่นกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ที่เวมบลีย์ และนักเตะต้องยืนรอเป็นเวลานาน 2-3 นาทีเพื่อให้กรรมการตัดสิน แฟนๆ ในสนามไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และทุกอย่างก็ไม่มีการชี้แจง

 

“การยิงประตูในฟุตบอลเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่ระหว่างที่แฟนบอลกำลังฉลองกัน กรรมการต้องไปดูรีเพลย์เพื่อมาตัดสินว่าเป็นประตูหรือไม่ คุณไม่ต้องการทำลายบรรยากาศความตื่นเต้น และผมคิดว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้กีฬาเราได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะบรรยากาศความตื่นเต้นในสนาม

 

“คุณไม่ต้องการให้ทุกอย่างหายไปและให้คนในสตูดิโอบนอาคารถัดไปมาตัดสินใจในเหตุการณ์สำคัญของเกม

 

“VAR จะสร้างมาตรฐานใหม่ที่สูงกว่ามาตรฐานในอังกฤษ” มุมมองของ มาร์ค แคล็ตเทนเบิร์ก อดีตผู้ตัดสินฟุตบอลชื่อดังของพรีเมียร์ลีก

 

 

ขณะที่เสียงต่อต้านในพรีเมียร์ลีกอังกฤษยังคงดังกังวานไปทั่วห้องประชุมในวันที่สโมสรต่างๆ ตัดสินใจไม่รับ VAR มาใช้งานเต็มระบบในฤดูกาลหน้า แต่ มาร์ค แคล็ตเทนเบิร์ก ผู้ตัดสินชาวอังกฤษ ผู้เคยรับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดชิงปี 2016 ที่เรอัล มาดริดคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะแอตเลติโก มาดริด ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ระบบวิดีโอผู้ช่วยผู้ตัดสินจะเป็นผลดีต่อฟุตบอลโลก

 

“ระบบ VAR จะทำศึกฟุตบอลโลกพังไหมเหรอ ไม่เลย เพราะระบบ VAR จะดีกว่า และเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพกว่าระบบที่สร้างปัญหาให้กับแฟนบอลอังกฤษ

 

“ในศึกเอฟเอคัพและคาราบาว คัพ ตลอดทั้งเกมมีการเรียกใช้กรรมการให้ตัดสินหลายครั้ง จนนำไปสู่การทำให้เกมช้าลง และทำให้ทั้งผู้จัดการทีมและนักเตะไม่พอใจ

 

“แต่ระบบนี้ของฟีฟ่าจะไม่เป็นแบบนั้น เพราะว่า VAR จะถูกใช้เฉพาะเหตุการณ์ที่สำคัญและมีผลกระทบของผลการแข่งขัน ตั้งแต่ประตู ใบแดง และจุดโทษ มากกว่าการใช้ VAR สำหรับใบเหลืองหรือทุกจังหวะการฟาวด์ ทำให้เกมจะไหลลื่นกว่า

 

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทีมงาน 13 คนในรัสเซียจะทำงานได้ดีกว่าทีมในอังกฤษ เพราะพวกเขาได้ทดลองใช้งานจริงในฤดูกาลที่ผ่านมาแล้ว และพวกเขาคือคนที่เก่งที่สุดในด้านนี้ ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาจะตัดสินใจแจ้งกรรมการต่อเมื่อมีข้อผิดพลาดใหญ่เกิดขึ้นเท่านั้น”

 

วันที่เทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงกีฬาอีกครั้ง และจะเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ

 

 

ภายในงาน SportAccord 2018 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 15-20 เมษายน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ที่ผ่านมา หัวข้อสำคัญที่มีการพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือนวัตกรรมที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิธีการรับชมการแข่งขันกีฬาของพวกเราทุกคน

 

แน่นอนว่าเทคโนโลยีทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของมนุษย์ในความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ในระหว่างที่เรากำลังถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้สึกตัวนั้น สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คือข้อมูลข่าวสารที่ถูกกระจายอย่างรวดเร็ว จนผู้คนสามารถตามหาชุดข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการเพื่อหาข้อสรุปในแง่ต่างๆ ได้เพียงแค่ไม่กี่คลิกเท่านั้น ทำให้ความโปร่งใสเกิดขึ้นในทุกแง่มุมของสังคม

 

ระบบวิดีโอรีเพลย์ได้เข้ามาช่วยให้กีฬาอย่างรักบี้ในหลายประเทศ ภายใต้ชื่อ TMO หรือ Television Match Official และอเมริกันฟุตบอล NFL ในสหรัฐฯ มีความโปร่งใสมากขึ้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ที่กรรมการไม่มั่นใจในการตัดสินใจ พวกเขาก็จะเรียกใช้ระบบนี้ในทันที และด้วยการที่เริ่มต้นใช้งานมาเป็นเวลานาน แฟนกีฬาจึงไม่มีความรู้สึกว่านี้คือการทำลายความสวยงามของเกม แต่เลือกที่จะรอรับชมภาพรีเพลย์ให้ภาพเล่าเรื่อง และตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ต่างกับภาพวิดีโอหน้ารถยนต์ที่ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่างๆ บนถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แต่ NFL เองก็เคยต้องผ่านข้อถกเถียงของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาจำกัดข้อผิดพลาดของมนุษย์มาแล้ว แต่สุดท้ายผ่านการต่อสู้และการทดลองใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้ระบบการใช้ Instant Replay มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ยังคงได้รับการปรับปรุงและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

 

วันนี้ฟุตบอลเองก็ต้องพบเจอกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ และข้อถกเถียงของ VAR ในวันนี้ได้เปลี่ยนจากควรหรือไม่ควรมี มาถึงวันที่พร้อมหรือไม่พร้อม และเชื่อว่าในอนาคตอีกไม่ไกลเมื่อระบบเข้าที่ คำถามต่อไปคือจะใช้ VAR ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร  

อ้างอิง:

The post VAR ผู้ช่วยหรือผู้ทำลายเสน่ห์ของฟุตบอล กับบททดสอบครั้งสำคัญบนเวทีฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-var-system/feed/ 0
คู่มือดูฟุตบอลโลก 2018 ทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ https://thestandard.co/fifa18worldcup-manual/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-manual/#respond Fri, 08 Jun 2018 05:58:04 +0000 https://thestandard.co/?p=96140

การแข่งขันฟุตบอลโลก มหกรรมกีฬาที่มีผู้ติดตามชมมากที่สุด […]

The post คู่มือดูฟุตบอลโลก 2018 ทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การแข่งขันฟุตบอลโลก มหกรรมกีฬาที่มีผู้ติดตามชมมากที่สุดในโลกกำลังจะกลับมาอีกครั้งแล้ว ว่าแต่คุณรู้หรือไม่ว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นที่ไหน แข่งขันกันกี่วัน แข่งกันตอนกี่โมง ติดตามได้ทางไหน และมีอะไรที่น่าสนใจอีกบ้างสำหรับฟุตบอลโลกในครั้งนี้

 

วันนี้ THE STANDARD รวบรวมทุกเรื่องราวที่คุณจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับฟุตบอลโลกครั้งนี้มาให้คุณทราบ อ่านจบครบทุกเรื่องที่สำคัญแน่นอน

 

 

ฟุตบอลโลกคืออะไร

ฟุตบอลโลกคือการแข่งขันกีฬาฟุตบอลระดับนานาชาติของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ‘ฟีฟ่า’ ที่จะจัดขึ้นเป็นประจำทุก 4 ปี โดยเริ่มต้นการแข่งขันครั้งแรกในปี 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย ก่อนจะดำเนินการจัดขึ้นเป็นประจำ (ยกเว้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต้องพักการแข่งขันไป 12 ปี ในระหว่างปี 1938-1950)

 

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือเป็นหนึ่งในมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนผู้ชมมากกว่า 3 พันล้านคน จนได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ’ เนื่องจากฟุตบอลเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของโลกที่มีผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย ทุกศาสนา

 

 

ฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นที่ไหน

ฟุตบอลโลก 2018 จัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จัดขึ้นในประเทศที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ดินแดนหลังม่านเหล็ก’

 

สำหรับการเสนอตัวเพื่อเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 นั้น รัสเซียเริ่มต้นกระบวนการเสนอตัวในเดือนมกราคม 2009 โดยตอนแรกมี 9 ชาติที่เสนอตัว ก่อนที่สุดท้าย รัสเซียจะได้รับการเลือกจากฟีฟ่าให้เป็นเจ้าภาพสำหรับปี 2018 (และกาตาร์ได้เป็นเจ้าภาพการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพสำหรับปี 2022 ในกระบวนการคัดเลือกรอบเดียวกัน) เอาชนะโปรตุเกสและสเปนที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วม เช่นเดียวกับ เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ

 

ในส่วนของสนามแข่งขันจะมีขึ้นใน 11 เมือง รวม 12 สนาม โดยมีมอสโกเพียงเมืองเดียวที่จะใช้สนามแข่งขัน 2 สนาม สนามที่เป็นพระเอกของการแข่งขันครั้งนี้คือ Luzhniki Stadium ในกรุงมอสโก ที่จะใช้ในเกมเปิดการแข่งขันและนัดชิงชนะเลิศ

 

ฟุตบอลโลกครั้งนี้แข่งกันเมื่อไร

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย จะแข่งขันกัน 4 สัปดาห์ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน 2561 ไปจนกระทั่งจบการแข่งขันในนัดชิงชนะเลิศวันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม 2561

 

โดยจะมีการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 64 นัด เป็นการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มทีมละ 3 นัด รวม 48 นัด และจากนั้นจะเป็นการแข่งขันในรอบน็อกเอาต์ หรือแพ้คัดออก จำนวนทั้งหมด 16 นัด (รอบ 16 ทีมสุดท้าย, รอบ 8 ทีมสุดท้าย, รอบรองชนะเลิศ, รอบชิงที่ 3 และรอบชิงชนะเลิศ)

 

เวลาในการลงแข่งขันของฟุตบอลโลกครั้งนี้มีหลายช่วงเวลา เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศใหญ่ที่มีถึง 11 เขตเวลาในประเทศเดียว (แต่ส่วนใหญ่จะจัดการแข่งขันในทางตะวันตกของประเทศ เพื่อลดปัญหาเรื่องการเดินทาง) แต่เมื่อเทียบตามเวลาประเทศไทยแล้ว ถือว่าการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 อยู่ในช่วงเวลาที่ดี โดยจะมีการแข่งขันตั้งแต่ 17.00 น. และคู่ดึกที่สุดจะเริ่มในเวลา 02.00 น.

 

ส่วนคู่เปิดสนาม รัสเซียพบซาอุดีอาระเบีย ในวันที่ 14 มิถุนายน และคู่ชิงชนะเลิศในวันที่ 15 กรกฎาคม จะเริ่มในเวลา 22.00 น.

 

ชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน

32 ชาติที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้มาจาก

  1. อเมริกาใต้: บราซิล, อุรุกวัย, อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย และเปรู (รวม 5 ทีม)
  2. เอเชีย: อิหร่าน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ซาอุดีอาระเบีย และออสเตรเลีย (รวม 5 ทีม)
  3. อเมริกาเหนือและอเมริกากลาง: เม็กซิโก, ปานามา, คอสตาริกา (รวม 3 ทีม)
  4. ยุโรป: เบลเยียม, โครเอเชีย,​ เดนมาร์ก, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ไอซ์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, รัสเซีย (เจ้าภาพ), เซอร์เบีย, สเปน, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์ (รวม 14 ทีม)
  5. แอฟริกา: อียิปต์, ไนจีเรีย, โมร็อกโก, เซเนกัล, ตูนิเซีย (รวม 5 ทีม)
  6. โอเชียเนีย: – (ไม่มี)

 

โดยได้มีการจับสลากแบ่งสายกันไปเรียบร้อยแล้ว ออกมาดังนี้

  • กลุ่ม เอ: รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, อุรุกวัย
  • กลุ่ม บี: โปรตุเกส, สเปน, โมร็อกโก, อิหร่าน
  • กลุ่ม ซี: ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, เปรู, เดนมาร์ก
  • กลุ่ม ดี: อาร์เจนตินา, ไอซ์แลนด์, โครเอเชีย, ไนจีเรีย
  • กลุ่ม อี: บราซิล, สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา, เซอร์เบีย
  • กลุ่ม เอฟ: เยอรมนี, เม็กซิโก, สวีเดน, เกาหลีใต้
  • กลุ่ม จี: เบลเยียม, ปานามา, ตูนิเซีย, อังกฤษ
  • กลุ่ม เอช: โปแลนด์, เซเนกัล, โคลอมเบีย, ญี่ปุ่น

 

 

มาสคอตประจำการแข่งขันคือตัวอะไร

สำหรับมาสคอตหรือตัวนำโชคประจำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 มีชื่อว่า ซาบิวากา (Zabivaka) เป็นหมาป่าที่ชื่อของเขามีความหมายว่า ‘จอมถล่มประตู’ โดยซาบิวากาได้รับการโหวตจากประชาชนชาวรัสเซียนับล้านคนให้เป็นทูตฟุตบอลโลกของพวกเขา!

 

 

ลูกฟุตบอลประจำการแข่งขัน

ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นของ Adidas ในรุ่น Telstar 18 โดยเป็นการนำโมเดลลูกฟุตบอลที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงในอดีตรุ่น Telstar ที่เคยใช้ครั้งแรกในฟุตบอลโลกปี 1970 ที่ประเทศเม็กซิโก และเป็นหนึ่งในลูกฟุตบอลที่ได้รับการจดจำมากที่สุด (จำได้ไหมภาพลูกฟุตบอลลายขาวดำในอดีต) กลับมาใช้อีกครั้ง

 

แต่นอกจากชื่อเดิมเติมเลข 18 เข้าไปแล้ว Telstar สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้พัฒนาขึ้นตามยุคสมัย ทั้งวัสดุไปจนถึงการติดตั้งชิป NFC ที่จะทำให้แฟนๆ ได้มีปฏิสัมพันธ์กับบอลที่ใช้ในการแข่งขันผ่านสมาร์ทโฟน เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

 

VAR คืออะไร

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงอย่างมากในฟุตบอลโลกครั้งนี้คือ VAR หรือ Video Assistant Referee ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยการตัดสินที่จะถูกนำมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งแรก

 

ในอดีตผู้ตัดสินในสนามมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสิน ซึ่งบ่อยครั้งด้วยความเร็วของการแข่งขันทำให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการให้ประตู หรือการตัดสินในจังหวะสำคัญที่มีผลต่อเกมการแข่งขัน

 

เทคโนโลยี VAR ถูกคิดค้นมาเพื่อช่วยในการตัดสิน โดยจะมีคณะผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ ก่อนจะให้ข้อมูลแก่ผู้ตัดสินในสนาม (ซึ่งยังสามารถมาดูภาพย้อนหลังได้ที่จอข้างสนามด้วยตัวเอง) เพื่อให้เกมการแข่งขันเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด

 

 

ตัวเต็งในการแข่งขันครั้งนี้

ความสนุกของการชมและเชียร์ฟุตบอลโลกคือการลุ้นว่าใครจะได้แชมป์ ซึ่งฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ชาติที่เป็นตัวเก็งเต็งหนึ่งของการแข่งขันคือ ‘แซมบ้า’ บราซิล ตามมาด้วย ‘อินทรีเหล็ก’ เยอรมนี แชมป์เก่า นอกจากนี้คือสเปน, ฝรั่งเศส, อาร์เจนตินา, เบลเยียม, อังกฤษ และโปรตุเกส

 

อย่างไรก็ดีตามประวัติศาสตร์การแข่งขันฟุตบอลโลก 20 สมัยที่ผ่านมา มีเพียงแค่ 8 ชาติเท่านั้นที่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก ได้แก่ บราซิล (5 สมัย 1958, 1962, 1970, 1994, 2002), เยอรมนี (4 สมัย 1954, 1974, 1990, 2014), อิตาลี (4 สมัย 1934, 1938, 1982, 2006), อาร์เจนตินา (2 สมัย 1978, 1986), อุรุกวัย (2 สมัย 1930, 1950), ฝรั่งเศส (1998), อังกฤษ (1966), สเปน (2010)

 

ติดตามชมฟุตบอลโลกได้ที่ไหน

เป็นข่าวดีสำหรับแฟนบอลชาวไทยที่จะได้ติดตามชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2018 ครบทุกนัดทั้ง 64 แมตช์จนจบการแข่งขัน ในระบบฟรีทีวีทางช่อง True4U (37 นัด ในระบบ HD), Amarin TV และช่อง 5 (ช่องละ 27 นัด)

 

สำหรับผู้เป็นสมาชิกโทรทัศน์ในระบบบอกรับสมาชิก ทรูวิชั่นส์นำเทคโนโลยีการถ่ายทอดสดแบบใหม่ 4K Ultra HD มาให้แฟนฟุตบอลชาวไทยได้ชมเป็นครั้งแรกด้วย โดยจะสามารถชมการแข่งขันแบบ 4K ได้ 56 นัด

 

นอกเหนือจากการชมผ่านโทรทัศน์แล้ว ยังมีการถ่ายทอดสดผ่านแอปพลิเคชัน TrueID รวมถึงผู้ที่เดินทางด้วยสายการบินไทยในเที่ยวบินที่ใช้เครื่อง Airbus 350-900, Boeing 787-8 และ 787-9 ก็สามารถรับชมการถ่ายทอดสดแบบ Live TV on Board ได้ทุกชั้นโดยสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

The post คู่มือดูฟุตบอลโลก 2018 ทุกเรื่องที่คุณต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-manual/feed/ 0
ทำไมฟุตบอลโลกจึงมีความหมาย ไขปริศนาของกีฬาที่งดงามที่สุดในโลก https://thestandard.co/fifa18worldcup-football-most-beautiful-sports/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-football-most-beautiful-sports/#respond Fri, 08 Jun 2018 05:39:32 +0000 https://thestandard.co/?p=96127

เสียงนกหวีดแรกของ Russia 2018 ใกล้มาทุกขณะแล้ว กระแสฟุต […]

The post ทำไมฟุตบอลโลกจึงมีความหมาย ไขปริศนาของกีฬาที่งดงามที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสียงนกหวีดแรกของ Russia 2018 ใกล้มาทุกขณะแล้ว กระแสฟุตบอลโลกครั้งใหม่กำลังจะเริ่มในวันที่ 14 มิถุนายนนี้

 

เมื่อถึงจุดที่ทุกคน ‘พร้อม’ สำหรับฟุตบอลโลกครั้งใหม่ มหกรรมกีฬาที่คนมากกว่า 3,000 ล้านคนจะเฝ้าติดตามชมตลอดระยะเวลา 1 เดือนของการแข่งขัน

 

ว่าแต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมฟุตบอลโลกถึงมีความหมายและความสำคัญมากถึงเพียงนี้?

 

ทำไมฟุตบอลโลกถึงเป็น ‘ปรากฏการณ์’ ของสังคมโลก ที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ต่างถูกดึงดูดเข้าหากันแบบที่ไม่มีกีฬาใดในโลกที่ทำได้เสมอเหมือน

 

 

ฟุตบอลคือภาษาสากล

ฟุตบอล, Football, Futbol, Voetbal, Futebol, Fußball, Fotboll, Calcio หรือ Soccer ไม่ว่าจะเรียกชื่อของมันว่าอะไร ทั้งหมดนี้มีความหมายเดียวกันคือเกมฟุตบอล กีฬาที่ผู้เล่น 2 ฝ่าย ฝ่ายละ 11 คน จะต้องพยายามเอาชนะกันให้ได้ด้วยการส่งลูกบอลผ่านเส้นประตูให้ได้มากกว่าคู่แข่ง

 

ความเข้าใจง่ายของกติกาการเล่นพื้นฐาน ความต้องการพื้นฐานที่เรียบง่ายไม่มีอะไรมากไปกว่าลูกฟุตบอลหนึ่งลูกกับพื้นที่ว่างโล่งๆ เสาประตู 2 ฝั่ง​ (หากไม่มีอนุญาตให้ใช้อะไรก็ได้ ตั้งแต่ขวดพลาสติก, รองเท้า, กระเป๋า ฯลฯ มาตั้งแทน) และเพื่อนที่มีใจอยากจะลงวาดลวดลายไปด้วยกัน ทำให้ฟุตบอลได้รับความนิยมไปทั่วโลก

 

เป็นที่ยอมรับกันว่าฟุตบอลคือกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นกีฬาที่มีผู้คนเล่นอยู่ทั่วทุกมุมของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะในสนามหญ้าที่สวยงามในไฮด์ ปาร์กที่อังกฤษ, สนามข้างถนนใน Favela แถบที่พักอาศัยที่แออัดของบราซิล, สนามลอยน้ำบนเกาะที่ห่างไกล, สนามบนยอดตึกในย่าน Shibuya หรือสนามฟุตบอลในรูปทรงที่ไม่น่าจะเป็นสนามฟุตบอลได้แต่ก็เป็นได้ และเป็นได้ดีด้วย อย่างโครงการ The Unusual Football Field ในย่านคลองเตยของบ้านเรา เรียกว่าอยู่ที่ไหนก็เล่นฟุตบอลได้

 

ฟุตบอลยังมีความพิเศษในการเป็น ‘ภาษากลาง’ ของโลกด้วย

 

“ฟุตบอลคือภาษาสากลที่เราพูดกันด้วยสำเนียงที่แตกต่างกัน” Tim Vickery นักข่าวฟุตบอลชาวบราซิลที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้กล่าวไว้

 

ขยายความจากสิ่งที่ Vickery กล่าวคือ ด้วยความมหัศจรรย์ของฟุตบอล ทำให้ถึงเราจะพูดจากันไม่รู้เรื่อง เราก็สามารถที่จะร่วมเล่นฟุตบอลไปด้วยกันกับคนที่เราไม่เคยรู้จัก หรือนั่งเชียร์ฟุตบอลไปกับคนที่เราฟังภาษาเขาไม่เข้าใจ และหลงรักนักฟุตบอลที่เราไม่เคยเจอตัวตนของเขาจริงๆ ได้ไม่ยากนัก มันมีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการทำลายล้างกำแพงและอุปสรรคต่างๆ ลงโดยง่ายดาย

 

ไม่มีฐานะ ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีศาสนา มีแค่คำว่าฟุตบอล

 

 

ฟุตบอลโลกคือสนามของทุกคน

ถึงแม้ว่าจะมีเพียงแค่ 32 ทีมที่ได้ผ่านเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าชาติที่เหลืออีกเกือบ 200 ประเทศบนโลกจะไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

 

ในทางตรงกันข้าม คนจากชาติเหล่านี้อีกนับพันล้านคนต่างมีเหตุผลมากมายที่จะติดตามการแข่งขันฟุตบอลโลก

 

บางคนอาจจะมีทีมที่เชียร์นอกจากทีมชาติของตัวเองที่ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

 

บางคนเลือกเชียร์ทีมนั้นทีมนี้เพราะประทับใจในอะไรสักอย่าง เช่น สไตล์การเล่น ชื่นชมความยิ่งใหญ่ หลงรักในประวัติศาสตร์

 

อีกหลายคนอาจจะเชียร์ตัวนักฟุตบอลที่เล่นในสโมสรโปรดของตัวเอง

 

บางคนอาจจะเชียร์ทีมนี้เพราะมีญาติอยู่ประเทศนั้น บางคนเชียร์เพราะความสงสารที่เป็นบอลรอง

 

และอีกหลายคนอาจจะเชียร์แบบเป็นกลาง คือทีมอะไรก็ได้ ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ขอให้ได้เฝ้าติดตามหน่อย เพราะมันคือฟุตบอลโลก

 

ยิ่งเป็นชาติของเราเองด้วยแล้ว เรายิ่งเชียร์กันแบบขาดใจเลยทีเดียว ประหนึ่งได้เป็นผู้เล่นคนที่ 12 ที่ลงสนาม

 

“สิ่งที่กลายเป็นพลังดึงดูดผู้คนที่สำคัญอย่างมากคือการได้ติดตามเชียร์ทีมของตัวเองในช่วงฟุตบอลโลก มันทำให้คนที่ปกติแล้วอาจจะไม่ได้สนใจฟุตบอลนั้นหันกลับมาสนใจฟุตบอล” Vickery กล่าวต่อ

 

ขณะที่ Bobby Lenarduzzi อดีตนักเตะทีมชาติแคนาดาที่เคยผ่านฟุตบอลโลกในปี 1986 ที่เม็กซิโก กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างฟุตบอลโลกและโอลิมปิกได้อย่างน่าสนใจ

“ถ้าเรามองไปที่โอลิมปิก มันคือการที่ทุกคนจะติดตามดูเกมกีฬาที่พวกเขาไม่ได้ดูมา 3 ปี แต่เวลาที่เราพูดถึงฟุตบอลโลก มันเป็นกีฬาที่มีความรู้สึกร่วมอย่างแรงกล้ากว่ามาก เพราะทุกคนทั่วโลกต่างดูเกมฟุตบอลทุกวัน ทุกเดือน ตลอดทั้งปี”

 

เรียกว่าเราต่างเสพฟุตบอลทุกวันไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และนั่นทำให้เมื่อถึงช่วงฟุตบอลโลก มันคือจุดสูงสุดที่ทุกคนต้องหยุดทุกอย่างเพื่อหันมามอง

 

ตลอด 1 เดือนของการแข่งขัน มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนทั้งโลกจะได้ร่วมติดตามฟุตบอลโลกกันในทุกมิติของมัน ไม่ว่าจะเป็นมิติที่ลึกซึ้ง หรือมิติที่ไม่ซับซ้อน

 

มันคือช่วงเวลาที่ทุกคนไม่ว่าจะหนุ่มหรือแก่ จะยากดีมีจน จะเคยเป็นใครในสังคมก็ตาม จะได้ปลดปล่อยตัวและใจไปกับเกมลูกหนัง ให้ได้สุข ทุกข์ กระโดด เฮ ฉลอง หงอย จ๋อย หรือไม่ว่าจะอารมณ์ใดก็ตามไปด้วยกัน หายใจเข้าเป็นคำว่า World หายใจออกเป็นคำว่า Cup

 

 

ฟุตบอลโลกคือการเมืองและเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากด้านที่สวยงามเหมือนเดินในทุ่งลาเวนเดอร์แล้ว ฟุตบอลโลกยังมีด้านอื่นๆ ที่จริงจังประกอบด้วย โดยเฉพาะการเมืองและเศรษฐกิจ

 

การได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกสักครั้งมีผลต่อประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างมากมายมหาศาล และนั่นทำให้มีชาติจำนวนมากที่ปรารถนาจะขอเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าต้องลงทุนมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม

 

ฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ตามรายงานจาก USA Today เปิดเผยว่า ตัวเลขค่าจัดการแข่งขันสูงถึง 11.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 377,600 ล้านบาท

 

ตัวเลขดังกล่าวเป็นงบประมาณมหาศาลที่รัฐบาลรัสเซียต้องควักกระเป๋าจ่าย เพื่อแลกกับการทำตามเป้าหมาย 2 อย่าง

 

ข้อแรก เพื่อนำชื่อของรัสเซียกลับมาปรากฏบนแผนที่โลกอีกครั้งอย่างสง่างาม เหมือนที่จีนเคยทำได้กับกีฬาโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง

 

และข้อที่สอง คือเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนชาวรัสเซีย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ หันมาให้ความสนใจในเกมกีฬา การออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีของพลังขับเคลื่อนสังคมในอนาคต

 

ส่วนข้อที่สามที่รัสเซียไม่ได้บอกคือ รัฐบาลปูตินต้องการที่จะแสดงให้ชาวรัสเซียได้เห็นว่า ถ้าต้องการแล้วพวกเขาทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการจัดฟุตบอลโลก ซึ่งเป็นการหวังผลทางการเมือง

 

การได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกของรัสเซียเป็นหนึ่งในการคว้าสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพที่อื้อฉาว มีความพัวพันกับการทุจริตของอดีตกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของฟีฟ่า ซึ่งในความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในวงการฟุตบอลมีเกมการเมืองลูกหนังเกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และสองสิ่งนี้ไม่สามารถแยกจากกันได้

 

ในด้านเศรษฐกิจ ฟุตบอลโลกมีส่วนในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลก นอกจากเจ้าภาพรัสเซียที่จะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ จากการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก การบริการ สินค้า อาหาร เพราะจะมีแฟนบอลหลักล้านคนที่เดินทางมาเยือนตลอดระยะเวลา 1 เดือน (ซึ่งถ้าพวกเขาต้อนรับได้น่าประทับใจ ก็อาจนำไปสู่การกลายเป็นที่หมายปลายทางในการท่องเที่ยวของนักเดินทางทั่วโลกต่อไป)

 

ทุกประเทศในโลกต่างก็พลอยคึกคักไปกับฟุตบอลโลกด้วย มีแคมเปญการตลาดเกิดขึ้นมากมายจากแบรนด์ต่างๆ ที่ต้องล้อไปกับกระแสฟุตบอลโลก เสื้อฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ เสื้อผ้าที่ล้อไปกับธีมฟุตบอลโลก รองเท้า กระเป๋า เครื่องดื่ม โทรทัศน์ เทคโนโลยีต่างๆ ฯลฯ อะไรที่เป็นฟุตบอลโลก ทุกอย่าง ‘ขายได้หมด’

 

สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงแค่ไม่กี่ด้านที่ยกมาให้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของฟุตบอลโลก ซึ่งไม่มีกีฬาหรือมหกรรมกีฬาใดในโลกที่สามารถทำได้เทียบเท่า

 

มันคือเกมของคนทั้งโลก ที่สุดยอดนักเตะของโลกจะมาร่วมลงชิงชัยให้เราดูกันตลอดระยะเวลา 1 เดือน

 

เวลาที่เราจะรีบกลับบ้าน อาบน้ำพักผ่อน รอเวลาที่จะได้กดรีโมตทีวี

 

แล้วอยู่ในห้วงเวลาต้องมนต์ไปพร้อมกัน

อ้างอิง:

The post ทำไมฟุตบอลโลกจึงมีความหมาย ไขปริศนาของกีฬาที่งดงามที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-football-most-beautiful-sports/feed/ 0
ชูลส์ ริเมต์ ผู้ให้กำเนิดฟุตบอลโลก แต่ในชีวิตไม่เคยเตะฟุตบอล https://thestandard.co/jules-rimet-the-world-cup-founder/ https://thestandard.co/jules-rimet-the-world-cup-founder/#respond Thu, 07 Jun 2018 04:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=95840

ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเตอเลย์-เลส์-ลาวงกูร […]

The post ชูลส์ ริเมต์ ผู้ให้กำเนิดฟุตบอลโลก แต่ในชีวิตไม่เคยเตะฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าเตอเลย์-เลส์-ลาวงกูร์ ทางตะวันออกของฝรั่งเศส มีอนุสาวรีย์เล็กๆ ตั้งอยู่

 

อนุสาวรีย์นั้นมีไว้รำลึกถึงชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่ได้ใช้อาวุธ ความรุนแรง หรืออำนาจทางการเงิน

 

เขาใช้เพียงลูกกลมๆ กับความฝันและความเชื่อว่าลูกกลมๆ ของเขานั้นจะทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเก่า

 

อนุสาวรีย์แห่งนั้นมีชื่อจารึกไว้ว่า ชูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ชายชาวฝรั่งเศส ผู้ที่พิชิตโลกทั้งใบได้ในแบบที่จอมพลบันลือโลกอย่างนโปเลียน โบนาปาร์ต เองก็ทำไม่ได้

 

ชูลส์ ริเมต์ เกิดและเติบโตในครอบครัวร้านขายของชำที่ยากจน ก่อนที่จะโยกย้ายถิ่นฐานกันจากเตอเลย์-เลส์-ลาวงกูร์ มาอยู่ที่ปารีสในวัย 11 ปี และได้ร่ำเรียนวิชากฎหมาย เป็นทนายความคนหนุ่มซึ่งดูๆ ไปไม่น่าจะมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอลได้เลย

 

ความจริงตัวเขาเอง ‘ไม่เคยเล่นฟุตบอล’ เลยด้วย!

 

แล้วเขามาเป็น ‘บิดาแห่งฟุตบอลโลก’ ได้อย่างไร

 

แน่นอนว่าทุกเรื่องราวนั้นย่อมมีจุดเริ่มต้นของมัน…

 

เพราะกีฬาลดช่องว่างระหว่างชนชั้น

ในยุคสมัยที่ริเมต์เกิดและเติบโต ฝรั่งเศสและโลกทั้งใบไม่ได้เต็มไปด้วยเสรีภาพและความเสมอภาคมากนัก

 

ช่องว่างระหว่างชนชั้นนั้นมีอยู่จริง ชัดเจน และไม่ใช่เพียงรู้สึก แต่มันสามารถสัมผัสได้

 

สำหรับนักกฎหมายหนุ่มที่พยายามร่ำเรียนอย่างหนัก พื้นฐานครอบครัวจากร้านของชำที่ยากจนทำให้เขาคิดที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้

 

สิ่งที่ริเมต์เห็นเป็นสิ่งเดียวกับที่บารอน ปิแอร์ เดอ กูแบร์แต็ง บิดาแห่งกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่เห็น นั่นคือการใช้เกมกีฬาทลายช่องว่างระหว่างชนชั้นของสังคมให้ได้

 

ในวัยแค่ 24 ปี ริเมต์ตัดสินใจก่อตั้งสโมสรกีฬาที่ชื่อว่าเรดสตาร์ หรือดาวแดง ซึ่งมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าในสโมสรกีฬาแห่งนี้จะไม่มีการ ‘เหยียด’ กันระหว่างชนชั้นของสมาชิก ทุกคนที่เป็นสมาชิกของดาวแดงนั้นเท่าเทียม

 

ผลปรากฏว่ากิจการของสโมสรกีฬานั้นเป็นไปด้วยดี และท่ามกลางกีฬาหลากหลายประเภทที่เปิดให้เล่นนั้น กีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือฟุตบอล

 

ฟุตบอลในเวลานั้นเป็นกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและทั่วโลกในเวลาต่อมา เนื่องจากความง่ายในการเล่น กติกาที่ไม่ซับซ้อน ความจริงมีเพียงลูกกลมๆ ลูกหนึ่ง สนามโล่งๆ ที่หนึ่งก็สามารถเล่นกันได้แล้ว

 

แต่ถึงจะเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม ก็ไม่ได้หมายความเป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับ

 

ในฝรั่งเศส ณ เข็มนาฬิกานั้น ฟุตบอลถือเป็นกีฬาของชนชั้นต่ำที่แม้กระทั่งชนชั้นกลางของฝรั่งเศสยังดูแคลนว่าเป็นกีฬาของนักเลง พวกคนงาน และคนอังกฤษ (เพราะฝรั่งเศสและอังกฤษมิใช่ชาติที่รักใคร่กันนัก)

 

เพียงแต่เขามองเห็นอะไรบางอย่างที่หลายคนอาจจะมองไม่เห็น หรือไม่กล้าที่จะทำ

 

เขาเชื่อว่าฟุตบอลเป็นเกมกีฬาที่มีมนต์สะกด

 

มันสามารถเป็น ‘กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ’ ได้เหมือนที่โอลิมปิกเป็น

 

และเพื่อทำให้มันเป็นที่ยอมรับในสากล เขาจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง

 

สโมสรฟุตบอลเรดสตาร์ที่ริเมต์ก่อตั้ง ลงสนามปะทะปารีส เอฟซี ท่ามกลางผู้ชมแน่นขนัด

Photo: Wikimedia Commons

 

กำเนิด FIFA และฟุตบอลโลก

ในปี 1904 ปีที่เกมฟุตบอลได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว มีโปรแกรมการแข่งขันจัดขึ้นอย่างมากมาย แต่ไม่เป็นระเบียบ ระเกะระกะ ใครใคร่จะทำอะไรก็ทำ ใครใคร่จะคิดอะไรก็คิด แนวคิดในการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อควบคุมเกมฟุตบอลในระดับนานาชาติและเพื่อจัดการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ให้ฟุตบอลได้กลายเป็นที่ยอมรับเป็นสากลจึงเกิดขึ้น

 

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า จึงถือกำเนิดขึ้นด้านหลังของสำนักงานใหญ่สหภาพนักกีฬาของฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 229 ถนนแซงต์ ออนอเร ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1904

 

ชูลส์ ริเมต์ เป็นหนึ่งในคณะผู้ที่ให้กำเนิดฟีฟ่าขึ้นมา

 

เวลานั้นชาติสมาชิกเริ่มต้นประกอบไปด้วย เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์, สเปน, สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่เยอรมนีไม่ได้ร่วมลงนามในวันแรก แต่ก็ส่งโทรเลขมาในวันนั้นว่ามีความสนใจที่จะเข้าร่วมด้วย

 

ฟีฟ่าเริ่มต้นได้สวยกับการผลักดันให้ฟุตบอลอยู่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ที่กรุงลอนดอนได้สำเร็จ ถึงแม้จะเป็นการแข่งขันรายการสมัครเล่นก็ตาม ซึ่งนับเป็นก้าวแรกที่ดี

 

แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ขึ้นเมื่อปี 1914 นั่นหมายถึงไม่มีใครจะสามารถไล่หวดลูกฟุตบอลในสนามได้อีก ทุกคนมีหน้าที่ต้องจับดาบจับปืนไปสู้รบในสมรภูมิ รวมถึงริเมต์ เองที่ต้องเข้าร่วมรบกับเขาด้วยเช่นกัน ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่ได้สมชายชาติทหารจนได้รับเหรียญกล้าหาญ (Croix de Guerre)

 

และหลังจากสงครามโลกจบลงในปี 1919 ชื่อของ ชูลส์ ริเมต์ ก็ได้รับการเสนอให้เป็นประธานสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสคนแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนที่ในอีก 2 ปีต่อมาเขาจะกลายเป็นประธานฟีฟ่าคนที่ 3 ต่อจากโรแบร์ เกแร็ง ชาวฝรั่งเศส และดาเนียล เบอร์ลีย์ วูลฟอล ชาวอังกฤษ

 

วันเวลาที่รุ่งโรจน์ของฟีฟ่าและเกมฟุตบอลจึงเริ่มขึ้นจากจุดนั้นนั่นเอง

 

ตลอดระยะเวลา 33 ปีที่ริเมต์ดำรงตำแหน่งประธานฟีฟ่า วงการฟุตบอลพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความไร้ระเบียบเป็นความมีระเบียบ จากที่ไม่ได้รับการยอมรับก็เป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับ ความนิยมก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วจนฟุตบอลกลายเป็นกีฬาของคนทั้งโลก

 

แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาคือการผลักดันให้เกิดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกขึ้น

 

ชูลส์ ริเมต์ ประกาศเจตนารมณ์ที่แข็งกร้าวในปี 1928 ว่าเขาต้องการที่จะทำให้เกิดการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติ ‘ในระดับอาชีพ’ ขึ้นอย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างบารอน ปิแอร์ เดอ กูแบร์แต็ง (และเหล่านักเตะสมัครเล่นฝ่ายทหาร) และสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (ซึ่งในช่วงหลังจบสงครามโลก พวกเขาเคยแยกตัวจากฟีฟ่าเพราะไม่ต้องการที่จะ ‘สมาคม’ ร่วมกับอดีตศัตรู อีกทั้งหยามว่าเกมที่เจอกับทีม ‘ต่างชาติ’ นั้นคู่แข่งอ่อนด้อยกว่า ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่ตรงประเด็นเลย)

 

ความตั้งใจนั้นเกิดจากการที่ได้มองเห็นทิศทางว่าเกมฟุตบอลไม่ได้เพียงแค่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก หากแต่ยังเกิดการพัฒนาการเล่นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในแถบลาตินอเมริกา

 

เมื่อชาติที่เป็นแชมป์ฟุตบอลโอลิมปิกถึง 2 สมัยติดต่อกันอย่างอุรุกวัย (1924 และ 1928) กำลังจะฉลองวาระสำคัญครบรอบ 100 ปีแห่งอิสรภาพเสนอตัวเป็นชาติเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 โดยรัฐบาลอุรุกวัยพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางของชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน ก็ทำให้ริเมต์ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

ฟุตบอลโลกต้องเกิด ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

 

ชูลส์ ริเมต์ บนโต๊ะทำงานของเขา

Photo: Wikimedia Commons

 

ตัวตนและความฝันของบิดาแห่งฟุตบอลโลก

ความเด็ดเดี่ยวของริเมต์ที่ตัดสินใจทุบโต๊ะต้องให้จัดฟุตบอลโลก ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นมหกรรมกีฬาที่สำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติไม่แพ้กีฬาโอลิมปิก เกิดจากตัวตนของเขาที่เป็นคนที่หนักแน่นอย่างมาก

 

อีฟส์ ริเมต์ หลานชาย เคยให้สัมภาษณ์กับ The Independent เล่าถึงเรื่องราวของบิดาแห่งฟุตบอลโลกว่า “คุณปู่ของผมท่านเป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็เป็นคนที่หนักแน่นมาก” ก่อนจะขยายความต่อว่า “ท่านเป็นทนาย ดังนั้นการโต้เถียงกับท่านเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะท่านไม่มีวันยอมแพ้”

 

ถึงแม้ว่าจะถูกวิพากษ์อย่างหนักหน่วงที่ฟุตบอลโลกในปี 1930 ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของคุณภาพการแข่งขันและรายได้ และเสียงโจมตียิ่งดังขึ้นอีกในอีก 4 ปีต่อมากับฟุตบอลโลกที่อิตาลีที่กลายเป็นรอยด่างพร้อย เพราะถูกมองว่ามีส่วนเอื้อกับการใช้เป็นเวทีประชาสัมพันธ์ให้ลัทธิฟาสซิสต์

 

แต่เสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็ทำให้เจตจำนงของริเมต์เปลี่ยนแปลงไม่ได้

 

เขาตั้งใจที่จะใช้เกมฟุตบอลเพื่อทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเก่า

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟุตบอลโลก 1950 ที่ประเทศบราซิล คือสัญลักษณ์ของความสันติสุข โดยสังเกตได้ง่ายจากการที่ชาติจากสหราชอาณาจักรตัดสินใจส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันด้วย

 

ฟุตบอลคือกีฬาของทุกชน ทุกชาติ ทุกสีผิว ทุกเผ่าพันธ์ุ

 

4 ปีต่อมา ชูลส์ ริเมต์ ในวัย 81 ปี อำลาตำแหน่งประธานฟีฟ่า หลังดำรงตำแหน่งนาน 33 ปี

 

อีก 2 ปีถัดมาในปี 1956 ชื่อของเขาได้รับการเสนอให้ขึ้นรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่สุดท้ายคณะกรรมการปฏิเสธจะมอบรางวัล โดยคาดว่ามีเหตุผลจากฟุตบอลโลกที่อื้อฉาวในปี 1934 สุดท้ายในปีนั้นจึงไม่มีใครได้รับรางวัลโนเบลสาขานี้

 

และในปีนั้นเอง หลังวันเกิดอายุครบ 83 ปีได้แค่ 2 วัน ชูลส์ ริเมต์ ก็จากทุกคนไป

 

ในความทรงจำที่รางเลือนของหลานชายคนโปรด อีฟส์กลับไม่มีเรื่องราวและเรื่องเล่าของสิ่งที่ปู่ทำให้กับฟีฟ่าและโลกใบนี้ในฐานะ ‘ประมุขลูกหนัง’ ผู้ยิ่งใหญ่มากนัก เพราะสิ่งที่เขาจำได้คือภาพของคุณปู่ผู้เงียบขรึมที่มักจะจับมานั่งตรงตักและอ่านบทกวี เล่าเรื่องหนังสือ บทเพลง หรือบรรยายความงดงามของธรรมชาติให้ฟัง

 

“เขาไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับฟุตบอล และไม่เคยพูดถึงความสำเร็จของเขากับฟีฟ่าสักครั้ง”

 

จากฟุตบอลโลกครั้งแรกมาถึงวันนี้ เหลืออีกไม่กี่วัน ฟุตบอลโลก ครั้งที่ 21 ที่ประเทศรัสเซียจะเริ่มต้นขึ้น โลกลูกหนังหมุนเวียนและเปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้นในวันแรกมากมายนัก

 

เชื่อว่ามันเป็นโลกลูกหนังที่ ชูลส์ ริเมต์ อาจจะไม่สบอารมณ์นักหากได้เห็น เพราะมันช่างดูฉาบฉวยและเต็มไปด้วยเงินทองที่เข้ามาข้องเกี่ยวไปเสียทุกอย่าง

 

มันต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำนายว่าฟุตบอลจะสามารถปลุกจิตวิญญาณในแบบของเหล่าอัศวินผู้กล้าหาญที่สง่างาม มีน้ำใจ และการเสียสละ

 

แต่อย่างน้อยในความฝันของเขาที่เชื่อว่า ‘กีฬาจะทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวได้’ ก็มีเค้าของความจริง

 

เพราะในช่วง 30 วันนับจากการเขี่ยบอลครั้งแรกไปจนถึงเสียงนกหวีดสุดท้าย โลกทั้งใบจะหายใจในจังหวะเดียวกัน

อ้างอิง:

The post ชูลส์ ริเมต์ ผู้ให้กำเนิดฟุตบอลโลก แต่ในชีวิตไม่เคยเตะฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jules-rimet-the-world-cup-founder/feed/ 0
11 นักเตะผู้อาภัพ กับโอกาสลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่หลุดลอยไป https://thestandard.co/fifa18worldcup-11-unfortunate-football-players/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-11-unfortunate-football-players/#respond Wed, 06 Jun 2018 02:43:32 +0000 https://thestandard.co/?p=95477

หลังจากที่มีการประกาศรายชื่อ  23 นักฟุตบอลที่จะได้ […]

The post 11 นักเตะผู้อาภัพ กับโอกาสลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่หลุดลอยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่มีการประกาศรายชื่อ  23 นักฟุตบอลที่จะได้รับโอกาสทำหน้าที่รับใช้ทีมชาติในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งถือว่าเป็นความฝันของนักเตะทั่วโลกที่จะได้สัมผัสโอกาสสำคัญในครั้งนี้ และแน่นอนว่าเมื่อมีคนสมหวังก็ต้องมีคนผิดหวัง และวันนี้ THE STANDARD ได้รวบรวม 11 รายชื่อผู้เล่นที่ดูไม่น่าพลาดตั๋วรถไฟขบวนสุดท้ายไปร่วมศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้

 

 

1. โจ ฮาร์ต ผู้รักษาประตู (อังกฤษ)

31 ปี / เวสต์แฮม ยูไนเต็ด / ติดทีมชาติ 75 / ประตู 0

 

เริ่มกันที่ตำแหน่งผู้รักษาประตู แน่นอนว่าทีมชาติอังกฤษชุดนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามกับการเลือกนักเตะหน้าใหม่ไร้ประสบการณ์มาแข่งขันศึกฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดในโลก โดยการตัดรายชื่อ โจ ฮาร์ต หนึ่งในนักเตะที่ไม่น่าหลุดจากรายชื่อ 23 คนในครั้งนี้

 

จากผลงานออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 9 ใน 10 เกมรอบคัดเลือกของทีมชาติอังกฤษ แต่สุดท้ายรายชื่อของเขาก็ไม่มีอยู่ใน 23 ผู้เล่นคนสุดท้าย แต่ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวากับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่ผ่านมา เสีย 10 ประตูในการลงสนาม 3 นัดแรกให้กับทีม ส่งผลให้ จอร์แดน พิกฟอร์ด, แจ็ค บัตแลนด์ และนิค โป๊ป ที่ฉายแววได้เด่นกว่าในศึกพรีเมียร์ลีกรับสิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้แทน

 

 

2. เฮกเตอร์ เบเยริน แบ็กขวา (สเปน)

23 ปี / อาร์เซนอล / ติดทีมชาติ 3 / ประตู 0

 

เป็นอีกหนึ่งรายชื่อของนักเตะจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่พลาดโอกาสไปแข่งขันฟุตบอลโลกให้กับทีมชาติของตัวเอง แม้ว่าเฮกเตอร์จะเป็นกำลังสำคัญของทีมใหญ่อย่างอาร์เซนอล ด้วยผลงานของสโมสรที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าระหว่างฤดูกาล และตัวเลือกที่โดดเด่นชัดเจนกว่าอย่าง ดานี การ์บาฆาล ของเรอัล มาดริด และเซซาร์ อัซปิลิกวยตา จากเชลซี ทำให้เขาหลุดจากรายชื่อ 23 ผู้เล่นคนสุดท้ายของ ยูเลน โลเปเตกี ผู้จัดการทีมชาติสเปน ที่จะเดินทางไปรัสเซีย

 

 

3. ไอเมอริก ลาปอร์เต กองหลัง (ฝรั่งเศส)

24 ปี / แมนเชสเตอร์ ซิตี้ / ติดทีมชาติ 0 / ประตู 0

 

ดาวดวงเด่นที่มาพร้อมกับป้ายราคา 57 ล้านยูโรที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ควักจ่ายให้กับแอธเลติก บิลเบา เมื่อช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อนำพาเขามาเป็นส่วนหนึ่งของแชมป์พรีเมียร์ลีกผู้ทำลายสถิติ 100 คะแนนในฤดูกาลเดียว น่าจะเป็นการบ่งบอกถึงคุณภาพคับแก้วที่กองหลังวัย 24 ปีคนนี้มี

 

แม้ว่าก่อนหน้านี้ในปี 2016 มีรายงานว่าเขาอาจตัดสินใจเลือกเล่นให้กับทีมชาติสเปน แต่สุดท้ายทีมชาติฝรั่งเศสก็ตัดสินใจเรียกตัวเขาติดทีมชาติมาเตรียมพร้อมสำหรับฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกกับบัลแกเรียและเนเธอร์แลนด์ในเดือน ตุลาคม 2016 ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเล่นให้กับทีมชาติฝรั่งเศส แต่ก็ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนามในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

 

4. ดาวิด ลุยซ์ กองหลัง (บราซิล)

31 ปี / เชลซี / ติดทีมชาติ 52 / ประตู 3

 

กลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะจากพรีเมียร์ลีก และหนึ่งในสมาชิกของบราซิลชุดที่พ่ายให้กับเยอรมนีไป 7-1 ในศึกฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ที่พลาดโอกาสลงแก้ตัวในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วยสถานการณ์ของสโมสรเชลซี ต้นสังกัด ที่ฤดูกาลนี้จบพรีเมียร์ลีกในอันดับที่ 5  

 

ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะด้วยประสบการณ์และสีสันที่เขามักสร้างให้กับทีม ทำให้เขาน่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่มีโอกาสเป็นขุมกำลังสำคัญในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่สุดท้ายก็เป็นนักเตะอย่าง เปโดร เกโรเมล กองหลังวัย 32 ปี จากเกรมิโอที่คว้าสิทธิ์ไปแทน และทำให้ลุยซ์น่าจะปิดฉากกับทีมชาติบราซิลในศึกฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการ เนื่องจากครั้งต่อไปที่กาตาร์ในปี 2022 เขาจะมีอายุ 35 ปี

 

 

5. อเล็กซ์ ซานโดร แบ็กซ้าย (บราซิล)

27 ปี / ยูเวนตุส / ติดทีมชาติ 10 / ประตู 0

 

แม้ว่าจะเป็นที่ต้องการตัวในตลาดซื้อขายนักเตะของยุโรป แต่ความสามารถของเขากลับไม่เป็นที่ต้องการในศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ของทีมชาติบราซิล แม้ว่าจะถูกเรียกตัวใช้งานจากติเต้ แต่ผลงานยังไม่เข้าตา จึงไม่มีชื่อติด 23 คนไปร่วมศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้ นอกจากนี้ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงของมาร์เซโล แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัยล่าสุดจากเรอัล มาดริด ก็อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่เขาไม่ได้แพ็กกระเป๋าไปรัสเซียในครั้งนี้  

 

 

6. เลรอย ซาเน ปีก (เยอรมนี)

22 ปี / แมนเชสเตอร์ ซิตี้ / ติดทีมชาติ 12 / ประตู 0

 

นับเป็นหนึ่งในข่าวใหญ่ของศึกฟุตบอลโลก 2018 เมื่อบอสใหญ่ของอินทรีเหล็กเยอรมนี แชมป์เก่า ซึ่งต้องพบเจอกับปัญหาที่กุนซือหลายคนต้องอิจฉาคือขุมกำลังที่แข็งแกร่งจนเบียดนักเตะเจ้าของรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก 2018 และสมาชิกแชมป์พรีเมียร์ลีก 2018 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เจ้าของสถิติ 14 ประตู 19 แอสซิสต์ เลรอย ซาเน หลุดจากรายชื่อ 23 นักเตะสุดท้าย

 

โดย โยอาคิม เลิฟ ถึงกับต้องออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุการตัดสินใจครั้งนี้ว่า “เป็นการตัดสินใจที่ยากมากระหว่างซาเน กับยูเลียน บรันด์ท และดรักซ์เลอร์ รอยส์ ที่ติดทีมชาติแน่นอน แต่เชื่อว่าเขาจะกลับมารับใช้ทีมในอนาคตอย่างแน่นอน”

 

 

7. รัดยา เนียงโกลัน กองกลาง (เบลเยียม)

30 ปี / โรมา / ติดทีมชาติ 30 / ประตู 6

 

โปรไฟล์กับสโมสรโรมาในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยการพลิกกลับมาล้มเต็งแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอย่างบาร์เซโลนายิงประตูใส่ทีมรองแชมป์อย่างลิเวอร์พูล แน่นอน เขาคือนักเตะที่เหมาะสมจะได้รับสิทธิ์ไปแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ แต่สุดท้าย โรแบร์โต มาร์ติเนซ ก็ตัดชื่อเขาออกจาก 23 ผู้เล่นที่จะเป็นตัวแทนไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย โดยมาร์ติเนซยอมรับว่าเนียงโกลันคือนักเตะคุณภาพ แต่ให้เหตุผลว่าการตัดชื่อเขาว่าเป็นเรื่องของแท็กติก

 

“เรารู้ว่าเนียงโกลันคือนักเตะในตำแหน่งสำคัญของสโมสร แต่เราไม่สามารถให้ตำแหน่งนั้นกับเขาได้ในทีมของเรา”

 

ผลที่ตามมาจากเหตุผลทางแท็กติก ทำให้นักเตะวัย 30 ปีประกาศอำลาทีมชาติเบลเยียมอย่างเป็นทางการ ยุติบทบาทการรับใช้ชาติไว้ที่ 30 ครั้ง 6 ประตู พร้อมกับข้อความ

 

“ไม่อยากให้หน้าที่ในทีมชาติของผมต้องยุติลง ผมทำอย่างเต็มที่แล้วในการรับใช้ทีมชาติมาโดยตลอด ต่อจากวันนี้ไปผมจะเป็นแฟนตัวยงของพวกเขาแทน”

 

 

8. อาเดรียง ราบิโอต์ กองกลาง (ฝรั่งเศส)

23 ปี / ปารีส แซงต์ แชร์กแมง / ติดทีมชาติ 6 / ประตู 0

 

นอกจากรายงาน 23 ผู้เล่นที่ไม่มีรายชื่อเขาแล้ว สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือรายงานที่ว่าราบิโอต์เขียนถึงสมาคมฟุตบอลฝรั่งเศส ขอปฏิเสธที่จะมีรายชื่ออยู่ในทีมสำรอง 11 คนที่ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถเรียกใช้ในกรณีที่มีนักเตะได้รับบาดเจ็บ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถตามโปรแกรมฝึกซ้อมได้ ซึ่งส่งผลให้ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส ไม่พอใจกับความไม่เป็นมืออาชีพของราบิโอต์มาก

 

“แน่นอน ผมตกใจมาก ผมเข้าใจความผิดหวังของเขา แต่ผมเชื่อว่าเขาตัดสินใจผิดอย่างร้ายแรง และหวังว่าจะช่วยให้เขาเติบโตขึ้นและคิดมากขึ้น

 

“เพราะเมื่อคุณเล่นในระดับสูงสุด คุณไม่สามารถให้อารมณ์มาอยู่เหนือการตัดสินใจ ผมตกใจเพราะว่าเขาเป็นนักเตะที่อายุน้อยและติดทีมชาติเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น”

 

 

9. เชส ฟาเบรกาส กองกลาง (สเปน)

31 ปี / อาร์เซนอล / ติดทีมชาติ 110 / ประตู 15

 

หนึ่งในกองกลางที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่อาร์เซนอล จนย้ายไปบาร์เซโลนา และกลับมาเชลซี ด้วยผลงานกับทั้ง 3 สโมสร และครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าจะกลายเป็นตัวหลักของทีมชาติสเปนในอนาคต นอกจากนี้ครั้งหนึ่งเขายังเคยถูกจับไปเล่นหน้าเป้าในระบบ False 9 ในวันที่ทีมชาติสเปนขาดกองหน้าตัวจบสกอร์ในศึกฟุตบอลยูโร ปี 2012 ซึ่งพาสเปนคว้าแชมป์ในนั้นอีกด้วย

 

แต่มาถึงวันนี้ที่เวลาเปลี่ยน สเปนเปลี่ยน และตัวเขาเปลี่ยน ทำให้วันหนึ่งเขากลับไม่เป็นที่ต้องการ แต่หากเรามองไปท่ีขุมกำลังในแดนกลางของสเปน ไล่ตั้งแต่อันเดรส อิเนียสตา, ติอาโก อัลคันทารา และดาบิด ซิลบา การตัดสินใจของ ยูเลน โลเปเตกี ผู้จัดการทีมชาติสเปน ก็คงไม่ถึงกับไม่มีเหตุผล

 

 

10. เมาโร อิคาร์ดี กองหน้า (อาร์เจนตินา)

25  ปี / อินเตอร์ มิลาน / ติดทีมชาติ 4 / ประตู 0

 

29 ประตูจาก 34 เกมในฐานะกัปตันทีมอินเตอร์ มิลาน สำหรับฟุตบอลเซเรียอา อิตาลี ฤดูกาลที่ผ่านมา คงไม่ต้องมานั่งบอกใครอีกว่าเขาอันตรายแค่ไหนหน้ากรอบเขตโทษ แต่สุดท้ายด้วยสกอร์นี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเบียดขึ้นเครื่องไปรัสเซียพร้อมกับทีมของฮอร์เก ซามเปาลี

 

แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจที่พอเข้าใจได้ เนื่องจากตำแหน่งในแดนหน้าของอาร์เจนตินาอาจเบียดเข้าไปแย่งยากพอๆ กับการจองตั๋วไปดูเดี่ยว 12 ของโน้ส อุดม ในเวลานี้ด้วยรายชื่ออย่าง ลิโอเนล เมสซี, เปาโล ดีบาลา, เซร์คิโอ อเกวโร และกอนซาโล อิกวาอิน ทำให้อิคาร์ดีอาจต้องรออีก 4 ปีในการพิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล

 

 

11. อเล็กซองเดร ลากาเซตต์ กองหน้า (ฝรั่งเศส)

27 ปี / อาร์เซนอล / ติดทีมชาติ 16 / ประตู 3

 

กลายเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่โดนรายชื่อที่เปี่ยมด้วยศักยภาพของฝรั่งเศสเบียดตกเครื่องไปอย่างน่าเสียดาย แม้ว่าเจ้าตัวจะระเบิดฟอร์มเก่งกับสโมสรอาร์เซนอลในฤดูกาลที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ต้องหลีกทางให้กับนักเตะอย่าง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ศูนย์หน้าเชลซีที่โชว์ฟอร์มได้อย่างดีเยี่ยมกับทีมชาติ รวมถึงนักเตะอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ และอองตวน กรีซมันน์ ที่โชว์ฟอร์มกันอย่างดุดันในฤดูกาลที่ผ่านมา

 

ขณะที่รายชื่อนักเตะที่พลาดศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ทีมชาติฝรั่งเศสยังมี อ็องโตนี มาร์กซิยาล จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, นิคลาส เบนท์เนอร์ ที่เรียกความฟิตไม่ทันมาช่วยทีมชาติเดนมาร์กลงทำศึกฟุตบอลโลก รวมถึงอีกหนึ่งกองหน้าชั้นนำของพรีเมียร์ลีกอย่าง อัลบาโร โมราตา จากเชลซี ก็โดน ดิเอโก คอสตา ศูนย์หน้าวัย 29 ปี ที่ช่วยแอตเลติโก มาดริด คว้าแชมป์ยูโรปาลีก คว้าสิทธิ์ไปฟุตบอลโลกแทนที่เขากับทีมชาติสเปนอีกด้วย

 

https://www.instagram.com/p/Bjld3EiHnaj/?utm_source=ig_embed

 

สุดท้ายเป็นเรื่องราวของ เปาโล เกอร์เรโร ดาวยิงความหวังและกัปตันทีมของทีมชาติเปรู ซึ่งพลาดโอกาสไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่โดนสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า สั่งแบนเป็นเวลา 1 ปี เมื่อต้นเดือนธันวาคม ปี 2017 ข้อหาใช้สารกระตุ้น แต่ในเดือนเดียวกันเขาก็ถูกลดโทษให้เหลือเพียง 6 เดือนหลังผ่านการอุทธรณ์

 

จนล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาก็ได้ลงสนามให้กับทีมชาติเปรู และยิงไป 2 ประตู พาทีมอุ่นเครื่องชนะซาอุดีอาระเบียไป 3-0 และตอนนี้มีชื่อติด 23 คนแรกของทีมชาติเปรูไปลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และแน่นอน การเข้ามาของเขาต้องเบียดนักเตะตกไป

 

ซึ่งกลายเป็น เซร์คิโอ เปนญ่า กลางรุกจากกรานาดา ต้องหลุดทีมไปอย่างน่าเศร้า แม้ว่าทางสหพันธ์ฟุตบอลเปรูจะออกมากล่าวแสดงความขอบคุณต่อความทุ่มเทของเปนญ่าและยืนยันว่าจะเรียกใช้งานเขาในอนาคต แต่แน่นอนว่าการพลาดโอกาสรับใช้ชาติในศึกฟุตบอลสำหรับนักเตะแล้วเป็นสิ่งที่ทำใจได้ยากลำบากนัก

 

“วันนี้ผมต้องพบเจอกับความยากลำบากที่สุดในอาชีพของผม และรู้สึกว่าผมทำได้ไม่ดีพอที่จะเป็นตัวแทนทีมชาติไปแข่งขันในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” เปนญ่าได้โพสต์ข้อความลงอินสตาแกรมส่วนตัวของเขา หลังจากทราบข่าวว่าเขาหลุดจากรายชื่อ 23 คนสุดท้ายของเปรู

 

จากเหตุการณ์ของแต่ละคน แม้ว่าจะมีสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ดีไม่พอ ดีเกินไป และไม่พอดี แต่สุดท้ายสิ่งหนึ่งที่แสดงออกมาเหมือนกันหมดคือความเสียดายที่จะได้สัมผัสความรู้สึกของการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งการรอคอยอีก 4 ปี ไม่ว่าคุณจะอายุ 19 หรือ 32 แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ในโลกของฟุตบอลที่มหาอำนาจลูกหนังล่มสลายและเกิดใหม่ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนผ่าน

 

ทำให้อดสงสารคนที่มีรายชื่ออยู่ในบทความนี้ไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าอนาคตยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ และการไม่ได้ไปร่วมในครั้งนี้ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะไม่ได้พบกับสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต เพราะในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เหตุการณ์มหัศจรรย์มักเกิดขึ้นในเวลาที่คาดไม่ถึงตลอดมา จริงไหมล่ะ

 

ภาพประกอบ: Nisakorn Rittapai

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post 11 นักเตะผู้อาภัพ กับโอกาสลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่หลุดลอยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-11-unfortunate-football-players/feed/ 0
ฟุตบอลรัสเซีย 101: ทีมใหญ่ในรัสเซียพรีเมียร์ลีก และดาร์บี้แมตช์ที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย (ตอนที่ 2) https://thestandard.co/russia-football-team-fifa-world-cup-2018-02/ https://thestandard.co/russia-football-team-fifa-world-cup-2018-02/#respond Tue, 05 Jun 2018 02:19:49 +0000 https://thestandard.co/?p=95196

สโมสรฟุตบอลของมอสโกในปัจจุบัน ไม่ต่างกับในอดีตที่เต็มไป […]

The post ฟุตบอลรัสเซีย 101: ทีมใหญ่ในรัสเซียพรีเมียร์ลีก และดาร์บี้แมตช์ที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย (ตอนที่ 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>

สโมสรฟุตบอลของมอสโกในปัจจุบัน ไม่ต่างกับในอดีตที่เต็มไปด้วยสโมสรที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ โดยแต่ละทีมต่างเป็นที่รู้จักตามผู้ที่เข้ามาบริหารตั้งแต่การเริ่มต้นของสหภาพโซเวียต

 

 

ไล่ตั้งแต่ CSKA Moscow คือทีมของกองทัพโซเวียต ด้วยจุดเริ่มต้นจากชมรมกีฬาของกองทัพรัสเซีย ขณะที่ Dynamo Moscow สโมสรที่มีรากฐานจากโรงงานในมอสโกเมื่อปี 1887 และถูกบริหารโดย Cheka หน่วยสืบราชการลับของโซเวียตในปี 1923, Lokomotiv ที่ถูกบริหารโดยการรถไฟรัสเซีย และสโมสร Torpedo ที่โรงงานรถยนต์ Torpedo-ZIL เป็นเจ้าของ

 

มีข้อยกเว้นเพียงแค่สโมสร Spartak Moscow ที่ริเริ่มโดยนักฟุตบอลฮีโร่ท้องถิ่น Nikolai Starostin ที่ตั้งชื่อสโมสรตามนักสู้แกลดิเอเตอร์ที่ปฏิวัติการปกครองของโรม ทำให้สโมสร Spartak ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมของประชาชน และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมจำนวนแฟนบอลเข้าสนามมากกว่าคู่แข่งทีมอื่นๆ นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในรัสเซียพรีเมียร์ลีกที่เริ่มต้นแข่งขันในปี 1992 หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 1990

 

โดย Spartak คว้าแชมป์ลีกสูงสุดไปทั้งหมด 10 ครั้งตามด้วย CSKA Moscow 6  สมัย และ Zenit St. Petersburg ทีมดังจากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่คว้าแชมป์ไปแล้ว 4 สมัย

 

Dynamo Moscow VS Spartak Moscow ดาร์บี้ที่เก่าแก่ที่สุดในรัสเซีย

 

 

ความเป็นคู่อริต่างๆ ของสโมสรในรัสเซียเริ่มต้นในลีกโซเวียตท็อปลีก โดยดาร์บี้ที่เก่าแก่ที่สุดในรัสเซียคือ ดาร์บี้แมตช์ระหว่างสโมสร Dynamo Moscow และ Spartak Moscow ซึ่งมีความเข้มข้นทั้งในแง่การเมืองและสังคมของรัสเซีย

ในระหว่างที่พวกเขาต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงแชมป์ลีกในปี 1942 Nikolai Starostin ผู้ก่อตั้ง และนักเตะของสโมสร Spartak Moscow ถูกจับพร้อมกับพี่น้องอีก 3 คน และ เพื่อนร่วมทีมในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนฆ่าโจเซฟ สตาลิน ผู้นำรัสเซียหรือสหภาพโซเวียตในเวลานั้น

โดยหลังจากการสอบสวนเป็นเวลา 2 ปี พวกเขาก็หลุดพ้นจากข้อหา แต่สองพี่น้อง Starostin ถูกตัดสินให้ไปอยู่ในแคมป์ที่ไซบีเรียเป็นเวลา 10 ปี โดยในช่วงเวลานั้น Nikolai เชื่อว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือ Lavrentiny Beria ประธานสโมสร Dynamo Moscow

 

 

หลังจากการถูกจำคุก Nikolai Starostin ได้กลายเป็นประธานสโมสรอย่างเต็มตัว และยื่นคำขาดว่านักเตะของเขาต้องเอาชนะทีม Dynamo Moscow ให้ได้ทุกเกม ในช่วงปี 1970s ความบาดหมางของทั้งสองทีมก็ลดลง โดยมีสโมสร Dynamo Kyiv ซึ่งกลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์โซเวียตท็อปลีกได้มากที่สุดที่ 13 สมัย เข้ามาเป็นคู่อริของทีม Sparktar แทน

 

ขณะที่ Spartak Moscow คว้าแชมป์ลีกไปทั้งหมด 12 ครั้ง ขณะที่ Dynamo Moscow คว้าแชมป์ไปทั้งหมด 11 ครั้ง

 

แต่หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย และลีกสูงสุดของรัสเซียได้เปลี่ยนชื่อเป็น รัสเซียพรีเมียร์ลีก ความเข้มข้นของทั้งสองทีมก็กลับมาอีกครั้ง

 

สโมสรของเศรษฐี

เหมือนกับสโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษอย่างเชลซี ที่มีมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อับราโมวิช เข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรตั้งแต่ปี 2003 และนำพาความสำเร็จพร้อมเงินลงทุนมหาศาลมาสู่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

 

ซูเลย์มาน เคริมอฟ เศรษฐีชื่อดังชาวรัสเซีย เจ้าของสโมสรอันจีมาคัชคาลา

 

ขณะที่สโมสรที่มหาเศรษฐีเข้ามาลงทุนคือ สโมสรฟุตบอลอันจีมาคัชคาลา (FC Anzhi Makhachkala) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1991 ตั้งอยู่ในเมืองมาคัชคาลา และถูกเทกโอเวอร์โดย ซูเลย์มาน เคริมอฟ เศรษฐีชื่อดังชาวรัสเซียในปี 2011  

 

 

ความเปลี่ยนแปลงที่ซูเลย์มานได้นำมาสู่สโมสรคือ การแปลงเงินลงทุนเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของโลก ที่ตบเท้าเข้าร่วมทีมเพื่อเตรียมนำพาความยิ่งใหญ่มาสู่เมืองมาคัชคาลา รายชื่อนักเตะประกอบไปด้วย ซามูเอล เอโต้ ที่ย้ายไปร่วมทีมพร้อมสถิติค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลกที่ 22 ล้านปอดน์ต่อปี เมื่อปี 2011 รวมถึงนักเตะอย่าง วิลเลียน, ลาสซานา ดิยาร์รา และคริสโตเฟอร์ แซมบ้า เข้ามาร่วมทีมระหว่างปี 2011-2013 โดยดึงตัว กุส ฮิตดิ้ง กุนซือระดับโลกชาวเนเธอร์แลนด์มาคุมทีมอีกด้วย

 

 

แต่สุดท้ายด้วยสถานการณ์ทางการเงินในปี 2013 ทำให้พวกเขาต้องปล่อยเหล่านักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ออกจากทีม ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือฟอร์มการเล่นในฤดูกาล 2013-14 ตกต่ำขนาดที่ทั้งฤดูกาลทีมสามารถเก็บได้เพียง 20 แต้ม และตกชั้นลงไปเล่นลีกรองเป็นเวลา 1 ฤดูกาลก่อนจะสามารถกลับขึ้นมาเล่นในรัสเซีย พรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การแนะนำให้รู้จักเบื้องหลังของสโมสรต่างๆ ในรัสเซีย พรีเมียร์ลีกที่เป็นรากฐานการสร้างนักฟุตบอลรัสเซียในเมืองใหญ่ ซึ่งแต่ละสโมสรต่างมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันออกไป และเมื่อผ่านกาลเวลายุคสมัย ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติรัสเซีย สหภาพโซเวียต และรัสเซียในปัจจุบัน

 

 

แต่สโมสรฟุตบอลเกือบทั้งหมดในรัสเซียส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากชาวอังกฤษที่เดินทางไปทำธุรกิจในประเทศรัสเซียในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 น่าเสียดายที่ภาพความสัมพันธ์ล่าสุดของพวกเขากลับถูกภาพของความรุนแรงในฟุตบอลยูโรเมื่อปี 2016 รวมถึงการแย่งชิงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ นิยามความสัมพันธ์ทางฟุตบอลของทั้งสองประเทศ ซึ่งหวังว่าในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่ทั้งสองทีมจะเริ่มต้นสืบทอดเจตนารมณ์ของฟุตบอล ที่นำผู้คนที่แตกต่างมาร่วมแข่งขันกันภายในสนาม แทนที่จะนัดกันออกไปดวลหมัดเหมือนในมาร์กเซย ฝรั่งเศสเมื่อปี 2016

อ้างอิง:

The post ฟุตบอลรัสเซีย 101: ทีมใหญ่ในรัสเซียพรีเมียร์ลีก และดาร์บี้แมตช์ที่เก่าแก่ที่สุดของรัสเซีย (ตอนที่ 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/russia-football-team-fifa-world-cup-2018-02/feed/ 0
11 ดาวรุ่งอนาคตไกลน่าจับตาในฟุตบอลโลก 2018 https://thestandard.co/fifa18worldcup-11-attractive-football-players/ https://thestandard.co/fifa18worldcup-11-attractive-football-players/#respond Mon, 04 Jun 2018 17:05:17 +0000 https://thestandard.co/?p=95104

ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับชาตินอกจากจะเป็นเวทีให้นักฟุตบอล […]

The post 11 ดาวรุ่งอนาคตไกลน่าจับตาในฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับชาตินอกจากจะเป็นเวทีให้นักฟุตบอลดาวดังได้ลงเล่นโชว์ผลงานพาชาติบ้านเกิดของตนเข้ารอบลึกๆ หรือคว้าโทรฟีแชมป์ประดับเกียรติยศแล้ว ก็ยังเป็นสังเวียนให้นักฟุตบอลดาวรุ่งหรือสตาร์อายุน้อยได้มีโอกาสแจ้งเกิดให้สโมสรใหญ่ๆ ได้รู้จักเช่นกัน

 

ตัวอย่างในครั้งที่ผ่านมาก็มีให้เห็นมาแล้ว ทั้ง ไมเคิล โอเวน (Michael Owen) ที่แจ้งเกิดได้เจิดจรัสสุดๆ ในฟรองซ์ 1998 (ฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส) หรือโธมัส มุลเลอร์ (Thomas Müller) ที่ได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมและดาวซัลโว (5 ประตู) ประจำทัวร์นาเมนต์เมื่อปี 2010 ก่อนที่อีก 4 ปีถัดมาจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญพาทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ที่บราซิล

 

THE STANDARD ได้คัดเลือก 11 ผู้เล่นอายุน้อย ศักยภาพสูง เฉลี่ยทุกกลุ่มจาก 32 ทีมชาติที่เข้าร่วมแข่งขันในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งนี้ที่รัสเซีย โดยใช้เกณฑ์การเลือกจากผลงานในนามทีมชาติและสโมสร ศักยภาพของความเป็นไปได้ในการพัฒนา รวมถึงชื่อเสียงและการถูกตั้งความหวังจากสื่อทั่วโลก

หมายเหตุ : สถิติการลงเล่น ข้อมูลอายุและสโมสรต้นสังกัด นับจนถึงวันพุธที่ 6 มิถุนายนเท่านั้น

 

Photo: Wikimedia Commons

 

อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน (Aleksandr Golovin) ห้องเครื่องคนสำคัญของชาติเจ้าภาพ

 

ตำแหน่ง: กองกลาง

 

อายุ : 22 ปี

 

ทีมชาติ: รัสเซีย

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 18 นัด ยิงได้ 2 ประตู

 

สโมสร: ซีเอสเคเอ มอสโก

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม A – ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, อุรุกวัย

 

เขาคือใคร: มิดฟิลด์ดาวรุ่งพรสวรรค์สูงจากรัสเซีย มีจุดเด่นอยู่ที่ทักษะการเอาตัวรอดที่ดี การจ่ายบอลที่มีทีเด็ดที่ขาดพอจะเป็นลูกคิลเลอร์พาสได้เสมอ การคุมเกมและการวิ่งไล่สกัดที่ไม่มีหมด ซึ่งที่กล่าวๆ มานี้ก็แทบจะเรียกว่า ‘ครบ’ แล้วสำหรับทักษะที่กองกลางสมบูรณ์แบบคนหนึ่งพึงมี!

 

ด้วยฟอร์มที่ร้อนแรงกับต้นสังกัดซีเอสเคเอ มอสโก ในฤดูกาลที่ผ่านมา ส่งผลให้โกโลวินทะลวงตาข่ายทีมคู่แข่งได้ถึง 5 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 27 นัด พลอยทำให้เจ้าตัวถูกสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปรุมจีบส่งแมวมองประกบชิดติดตัวกันเป็นพัลวัน โดยเฉพาะ ‘อาร์เซนอล’  

 

ศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้ โกโลวินน่าจะเป็นอีกหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตา และหัวใจสำคัญบัญชาเกมแดนกลางของทีมชาติรัสเซีย

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 4/5 (รอบแบ่งกลุ่มที่ยังไม่เจอของหนักมาก น่าจะมีโอกาสปล่อยของ)

 

Photo: AFP

 

กอนซาโล เกดิส (Gonçalo Guedes) ปีกจอมลากเลื้อยที่ยังต้องรอโอกาส

 

ตำแหน่ง: ปีกซ้าย (เล่นได้เกือบทุกตำแหน่งในแนวรุก)

 

อายุ : 21 ปี

 

ทีมชาติ: โปรตุเกส

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 9 นัด ยิงได้ 1 ประตู

 

สโมสร: ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (ฤดูกาลที่แล้วถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้กับสโมสรวาเลนเซีย)

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม B – สเปน, โมร็อกโก, อิหร่าน

 

เขาคือใคร: ปีกผู้มีลีลาการกระชากลากเลื้อยหลบคู่ต่อสู้สุดพลิ้ว (จากภาพ คนซ้าย) โดยฤดูกาล 2017/2018 ที่ผ่านมา เขาถูกสโมสรต้นสังกัด ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ปล่อยตัวให้วาเลนเซียยืมใช้งานชั่วคราว หลังไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากพอและเคยถูกปรามาสว่าอาจเป็น ‘ของปลอมทำเหมือน’

 

แต่เมื่อเกดิสต้องเล่นให้กับวาเลนเซีย อดีตดาวรุ่งจากเบนฟิกาก็ไม่ทำให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง เมื่อสามารถพิสูจน์ตัวเองด้วยการยิงประตูในลาลีกาไป 5 ลูก ส่งให้เพื่อนทำประตูอีก 9 แอสซิสต์ จากการลงเล่นทั้งหมด 33 นัด

 

โจทย์สำคัญที่เกดิสยังต้องเผชิญในนามทีมชาติคือการพิสูจน์ตัวเอง งัดฟอร์มเด่นให้เข้าตา เฟอร์นานโด ซานโตส กุนซือของทีมให้ได้ โดยใช้ความสดและความสารพัดประโยชน์ที่มีเบียดสู้กับรุ่นพี่อย่าง ริคาร์โด ควาเรสมา และ เจา มาริโอ เพื่อสอดแทรกลงชุด 11 ตัวจริงของทีม

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 2.5/5 (โอกาสสอดแทรกทีมชุดใหญ่ยังยาก แต่ก็ไม่ใช่ไม่มี)

 

Photo: AFP 

 

ซาร์ดาร์ อัซมูน (Sardar Azmoun) เพชฌฆาตเปอร์เซียจมูกไว ดาวยิงสูงสุดลำดับ 5 ของประเทศ

 

ตำแหน่ง: กองหน้า

 

อายุ : 23 ปี

 

ทีมชาติ: อิหร่าน

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 32 นัด ยิงได้ 23 ประตู

 

สโมสร: รูบิน คาซาน

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม B – สเปน, โมร็อกโก, โปรตุเกส

 

เขาคือใคร: เพชฌฆาตหนุ่มหน้าละอ่อน เจ้าของสมญานาม ‘เมสซีอิหร่าน’ ทำผลงานในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชียไว้ได้เอกอุเป็นอย่างมาก ลงเล่นไปทั้งหมด 14 นัด ยิงได้ถึง 10 ประตู เป็นสถิติที่ดีที่สุดของผู้เล่นอิหร่านในรอบคัดเลือก

 

อัซมูนคือหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญที่ คาร์ลอส เคยรอซ ผู้จัดการทีมชาติอิหร่านหวังรีดศักยภาพพิสูจน์ผลงานในระดับโลกเพื่อลุ้นคว่ำทีมยักษ์ใหญ่ให้ได้ ถูกคาดหวังขนาดไหน ถึงขนาดที่เว็บไซต์ FIFA ยกให้เขาเป็นทายาทลูกหนังคนสำคัญที่จะก้าวขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์ของ อาลี ดาอี ตำนานกองหน้าของอิหร่าน เจ้าของสถิติยิงประตูสูงสุดในทีมชาติที่ 109 ลูกในวันข้างหน้า และถ้าอัซมูนเข้าฝักเมื่อไรละก็ ไม่ว่าจะสเปน โปรตุเกส หรือใครหน้าไหนก็ต้องคอยระวังเขาไว้ให้ดี!

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 4/5 (ตัวความหวังเบอร์ต้นๆ ของประเทศ)

 

Photo: Wikimedia Commons

 

คีเลียน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) โกลเดนบอยโลกลูกหนังคนปัจจุบัน

 

ตำแหน่ง: กองหน้าและปีกฝั่งขวา

 

อายุ : 19 ปี

 

ทีมชาติ: ฝรั่งเศส

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 14 นัด ยิงได้ 3 ประตู

 

สโมสร: ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม C – ออสเตรเลีย, เปรู, เดนมาร์ก

 

เขาคือใคร: ด้วยวัยเพียง 19 ปี เด็กหนุ่มจากย่านบอนดีในปารีสติดทีมชาติไปแล้วมากกว่า 13 นัด และยิงประตูได้ 3 ประตู ผ่านการพิสูจน์ด้วยประสบการณ์เกมระดับสโมสรมาพอสมควร ปีที่ผ่านมาย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี (พ่วงออปชันซื้อขาดรวมกว่า 166 ล้านปอนด์) พร้อมโชว์ฟอร์มหรูกดไปถึง 21 ประตูจากการลงเล่นทุกรายการรวม 44 นัด

 

จุดแข็งของเอ็มบัปเป้อยู่ที่ลีลาลูกหนังเหลือร้าย สปีดต้นและความคล่องตัวที่ไปกับบอลได้ดี รวมถึงการตัดสินใจและความนิ่งเกินวัย ซึ่งเป็นคุณสมบัติชี้วัดลำดับต้นๆ ว่านักฟุตบอลดาวรุ่งคนนั้นจะขึ้นมาเป็นนักฟุตบอลที่มีศักยภาพในอนาคตได้หรือไม่

 

ฟุตบอลโลกครั้งนี้คือทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของเอ็มบัปเป้ โดยเจ้าตัวจะยึดสัมปทานแนวรุกกราบขวาของ เลอ เบลอส์ ส่วนจะช่วยให้ฝรั่งเศสไปได้ไกลแค่ไหนต้องติดตามกัน

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 5/5 (แม้ประสบการณ์ยังน้อย แต่ความสำคัญไม่แพ้สตาร์อย่าง กรีซมันน์ หรือ กองเต)

 

Photo: AFP

 

จิโอวานนี โล เซลโซ (Giovani Lo Celso) ดาวเด่นรอวันฉายแสง

 

ตำแหน่ง: กองกลางตัวรับ

 

อายุ : 22 ปี

 

ทีมชาติ: อาร์เจนตินา

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 4 นัด ยิงได้ 0 ประตู

 

สโมสร: ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม D – ไอซ์แลนด์, โครเอเชีย, ไนจีเรีย

 

เขาคือใคร: อีกหนึ่งแคนดิเดตดาวรุ่งศักยภาพไกลส่งประกวดจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง โล เซลโซ เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลดาวรุ่งหน้าใหม่ที่ ฮอร์เก ซามเปาลี ผู้จัดการทีมเพิ่งเรียกตัวเข้ามาติดทีมชาติในครั้งนี้ หลังทำผลงานกับต้นสังกัดในฤดูกาลที่ผ่านมาได้น่าชื่นชม

 

จุดแข็งของหนุ่มหน้าหยกคนนี้คือความสามารถบัญชาเกมหน้าแผงแบ็กโฟร์ การมีส่วนร่วมกับเกมรับที่สูง และการจ่ายบอลที่แม่นยำ ส่วนข้อเสียคือด้วยประสบการณ์ในนามทีมชาติที่ยังน้อยอยู่ อาจทำให้เจ้าตัวยังคงต้องรอรับโอกาสต่อจากรุ่นพี่ดับเบิลบี เอแวร์ บาเนกา และ ลูคัส บิเกลีย อีกสักระยะ

 

แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกันที่ซามเปาลีอาจจะเลือกเดิมพันโดยใช้ความสดของโล เซลโซ ลงคุมเกมในแดนกลาง เพราะ 2 นัดอุ่นเครื่องล่าสุดเขาก็ได้ลงตัวจริงมาตลอด

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 3.5/5 (ลูกเก๋าและความนิ่งอาจยังไม่พอเบียดคู่หูดับเบิลบี)

 

Photo: Wikimedia Commons

 

กาเบรียล เฆซุส (Gabriel Jesus) ความหวังใหม่ที่ไว้ใจได้จากเซเลเซา

 

ตำแหน่ง: กองหน้า (ขยับเป็นปีกและกองหน้าตัวต่ำได้เช่นกัน)

 

อายุ : 21 ปี

 

ทีมชาติ: บราซิล

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 16 นัด ยิงได้ 9 ประตู

 

สโมสร: แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม E – สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา, เซอร์เบีย

 

เขาคือใคร: หนึ่งในดาวรุ่งและความหวังใหม่จากแดนแซมบาที่น่าจับตามองสุดๆ ประจำทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้ เฆซุสสามารถระเบิดฟอร์มยิงประตูได้สูงสุดในทัพเซเลเซาที่ 7 ลูก เทียบเท่ากับสตาร์ดังรุ่นพี่ ลิโอเนล เมสซี และ อเล็กซิส ซานเชซ เป็นรองเพียงแค่ เอดิสัน คาวานี จากอุรุกวัยแค่คนเดียว (10 ประตู)

 

ขณะที่การประกาศหมายเลขเสื้อนักฟุตบอลเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา เฆซุสยังได้สิทธิ์สวมเสื้อหมายเลข 9 เบอร์เดียวกับ ‘โรนัลโด’ ตำนานศูนย์หน้าทีมชาติบราซิลอีกด้วย นับเป็นการประกาศอยู่กลายๆ ว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด เจ้าตัวน่าจะได้ลงประสานงานเกมรุกที่ดุดันร่วมกับเนย์มาร์และคูตินโญ

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 4.5/5 (ด้วยทรัพยากรแวดล้อมและการสร้างสรรค์เกมจากเพื่อนร่วมทีมที่ดี น่าจะมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันได้แน่ๆ)

 

Photo: AFP

 

เปแดร็ก ไรจ์โควิช (Predrag Rajković) กำแพงหินสุดแกร่งชาวเซิร์บ

 

ตำแหน่ง: ผู้รักษาประตู

 

อายุ : 22 ปี

 

ทีมชาติ: เซอร์เบีย

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 7 นัด ยิงได้ 0 ประตู

 

สโมสร: มัคคาบี เทลอาวีฟ

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม E – บราซิล, สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา

 

เขาคือใคร: ความจริงปีนี้ทีมชาติเซอร์เบียเต็มไปด้วยขุมกำลังอายุน้อยที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมาก ทั้ง เซอร์เกย์ มิลินโควิช-ซาวิช ที่ทำผลงานกับลาซิโอ ต้นสังกัดได้น่าประทับใจสุดๆ หรือ อันดริยา ซิฟโควิช ปีกร่างมะข้ามป้อมจากเบนฟิกา ที่ได้รับโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ ในซีซันนี้

 

แต่ เปแดร็ก ไรจ์โควิช เองก็มีศักยภาพมากพอๆ กับดาวรุ่งคนอื่นๆ ในทัวร์นาเมนต์นี้เหมือนกัน การันตีด้วยรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม FIFA U-20 World Cup เมื่อปี 2015 ถึงจะเป็นผู้รักษาประตูมือ 2 ของทีมที่ยังต้องรอคอยโอกาสและเพิ่งติดทีมชาติไปแค่ 7 นัดก็ตาม (ลงเล่นในรอบคัดเลือกไป 2 นัด เก็บคลีนชีตได้ 1 นัด ส่วนอีกแมตช์เสียไป 2 ประตู)

 

ถ้าใครเป็นเซียนเกม Football Manager ภาคล่าสุดก็น่าจะคุ้นชื่อนายทวารรายนี้ดี เพราะเขาถูกทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปแย่งตัวกันอย่างดุเดือด ส่วนในโลกแห่งความเป็นจริง ไรจ์โควิชก็ทำผลงานกับมัคคาบี เทลอาวีฟได้น่าประทับใจเช่นกัน ซึ่งการย้ายมาเล่นในลีกอิสราเอลก็ช่วยทำให้เขาได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 2.5/5 (เคสเดียวกับเกดิส คือรอรับโอกาสลงตัวจริงพิสูจน์ตัวเองอย่างเดียว และทัวร์นาเมนต์ในปีนี้ก็อาจจะยังเร็วไป)

 

Photo: AFP

 

โจชัว คิมมิช (Joshua Kimmich) ทายาทนอกสายเลือดของฟิลิปป์ ลาห์ม

 

ตำแหน่ง: แบ็กขวา (เล่นกองหลังตัวกลางและกองกลางได้ด้วย)

 

อายุ : 23 ปี

 

ทีมชาติ: เยอรมนี

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 28 นัด ยิงได้ 3 ประตู

 

สโมสร: บาเยิร์น มิวนิก

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม F – สวีเดน, เม็กซิโก, เกาหลีใต้

 

เขาคือใคร: นักเตะดาวรุ่งสารพัดประโยชน์รายนี้ได้เรียนรู้หลักสูตรฟุตบอลจากตำนานรุ่นพี่ในทีมชาติ ฟิลิปป์ ลาห์ม ในช่วงที่ยังค้าแข้งไปมากพอสมควร ราวกับว่าคิมมิชถอดรูปแบบการเล่นของลาห์มมาแบบเหมือนเป๊ะเลยก็ไม่ผิด

 

ทั้งทักษะความเข้าใจเกมที่สูง ความสารพัดประโยชน์ โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ที่เริ่มสุขุมและส่อเค้าความเป็นผู้นำมากขึ้น ซึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาลงเล่นไปทั้งหมด 29 นัด ได้รับใบเหลืองไปแค่ใบเดียว

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วในทัวร์นาเมนต์ยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส คิมมิชได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริงมากถึง 4 นัด ซึ่งเป็นจำนวนที่เพียงพอจะทำให้เขาได้เจิดจรัสและถูกยกเป็น 1 ใน 11 ทีมยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์อีกด้วย ซึ่งฟุตบอลโลกในปีนี้ คิมมิชคืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันเยอรมนีให้เข้ารอบลึกๆ ได้

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 5/5 (ผ่านการพิสูจน์ในเกมใหญ่ๆ มานับไม่ถ้วน)

 

Photo: Wikimedia Commons

 

เออร์วิง โลซาโน (Hirving Lozano) จรวดทางเรียบแดนจังโก้

 

ตำแหน่ง: ปีกซ้ายและขวา

 

อายุ : 22 ปี

 

ทีมชาติ: เม็กซิโก

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 26 นัด ยิงได้ 7 ประตู

 

สโมสร: พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม F – เยอรมนี, สวีเดน, เกาหลีใต้

 

เขาคือใคร: ปีกความเร็วสูงจากเม็กซิโก ถูกคาดหวังเป็นอย่างมากว่าน่าจะโชว์ฟอร์มร้อนแรงในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลังฤดูกาล 2017/2018 ที่ผ่านมา เพิ่งย้ายมาเล่นบนเวทียุโรปในครั้งแรกกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ก็ยิงไปแล้วถึง 17 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 29 นัด นำโด่งเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม และช่วยให้สโมสรคว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ

 

กับผลงานในนามทีมชาติ ช่วงฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนคอนคาเคฟ เขาก็นำเป็นดาวซัลโวของทีมที่ 4 ประตูเช่นกัน เพราะฉะนั้นใครที่ต้องโคจรมาเจอกับเม็กซิโกก็ห้ามประมาทหมอนี่เป็นอันขาด

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 5/5 (ทีเด็ดที่ทุกทีมต้องสั่งจับตาย)

 

Photo: Reuters

 

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) สิงโตหนุ่มรอวันเติบใหญ่
ตำแหน่ง: แบ็กขวา

 

อายุ : 19 ปี

 

ทีมชาติ: อังกฤษ

 

สถิติในนามทีมชาติ: – (เพิ่งถูกเรียกติดทีมชาติเป็นครั้งแรก)

 

สโมสร: ลิเวอร์พูล

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม G – เบลเยียม, ตูนิเซีย, ปานามา

 

เขาคือใคร: หากจะเปรียบเปรยว่าฤดูกาลนี้ของอาร์โนลด์เป็นเหมือนฝันของนักฟุตบอลดาวรุ่งทุกคนก็ไม่ผิดนัก เริ่มต้นตั้งแต่การได้รับความไว้วางใจลงเล่นทีมชุดใหญ่แทนซีเนียร์ที่บาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง พาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (คงไม่นับรวมผลการแข่งขัน) จนได้รับหมวกทีมชาติเป็นใบแรกในชีวิตเตรียมลุยศึกฟุตบอลโลก!

 

ถึงการเรียกตัวอาร์โนลด์ติดทีมชาติในครั้งนี้ของ แกเร็ธ เซาธ์เกต จะพอเข้าใจได้ว่าแบ็กขวาดาวรุ่งจากลิเวอร์พูลคือตัวเลือกเบอร์ 2 รองจาก เควิน ทริปเปียร์ (ไคล์ วอล์กเกอร์ ถูกหุบไปเล่นเป็นปราการหลังตัวกลางฝั่งขวาในระบบ 3-5-2) แต่เจ้าตัวก็น่าจะพร้อมพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอหากได้รับโอกาส (คลิกอ่านบทความเพิ่มเติมของอาร์โนลด์ได้ที่นี่)

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 2.5/5 (แบ็กอัพดาวรุ่งที่ยังพัฒนาได้อีก)

 

Photo: AFP

 

เดวินสัน ซานเชซ (Dávinson Sánchez) ตัวเซตเกมจากแผนหลังชั้นยอด

 

ตำแหน่ง: กองหลังตัวกลาง

 

อายุ : 21 ปี

 

ทีมชาติ: โคลอมเบีย

 

สถิติในนามทีมชาติ: ลงเล่น 9 นัด ยิงได้ 0 ประตู

 

สโมสร: ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

 

ทีมที่ต้องลงดวลแข้ง: กลุ่ม H – โปแลนด์, เซเนกัล, ญี่ปุ่น

 

เขาคือใคร: ถ้า ราดาเมล ฟัลเกา และ ฮาเมส โรดริเกวซ คือพระเอกในเกมรุกของทีมชาติโคลอมเบีย กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปีคนนี้ก็คือหัวใจสำคัญของเกมรับและการขึ้นเกมจากแดนหลังไม่แพ้กัน

 

เดวินสัน ซานเชซ โดดเด่นจากสไตล์การเล่นแบบ Ball Playing Defender หรือกองหลังที่สามารถตั้งเกมจากแดนหลัง และพาบอลลุยขึ้นไปข้างหน้าได้ดี และผลพวงจากการได้ลงเล่นเคียงข้าง แยน แฟร์ตองเกน และ โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ อยู่บ่อยๆ ในฤดูกาลที่ผ่านมากับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ก็ทำให้เจ้าตัวมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความนิ่งและลูกโฉ่งฉ่างที่มีน้อยลง

 

ตัดสกอร์ความน่าจะพึ่งพาได้: 3.5/5 (ผู้นำเกมรับแบบไม่ต้องสงสัย)

 

Photo: dreaminem

 

แผนการเล่น 3-4-3

 

ผู้รักษาประตู: เปแดร็ก ไรจ์โควิช (Predrag Rajković) เซอร์เบีย

 

กองหลัง: โจชัว คิมมิช (Joshua Kimmich) เยอรมนี, เดวินสัน ซานเชซ (Dávinson Sánchez) โคลอมเบีย, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (Trent Alexander-Arnold) อังกฤษ

 

กองกลาง: เออร์วิง โลซาโน (Hirving Lozano) เม็กซิโก, อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน (Aleksandr Golovin) รัสเซีย, จิโอวานนี โล เซลโซ (Giovani Lo Celso) อาร์เจนตินา, กอนซาโล เกดิส (Gonçalo Guedes) โปรตุเกส

 

กองหน้า: คีเลียน เอ็มบัปเป้ (Kylian Mbappé) ฝรั่งเศส, ซาร์ดาร์ อัซมูน (Sardar Azmoun) อิหร่าน, กาเบรียล เฆซุส (Gabriel Jesus) บราซิล

Cover Photo: dreaminem

อ้างอิง:

The post 11 ดาวรุ่งอนาคตไกลน่าจับตาในฟุตบอลโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fifa18worldcup-11-attractive-football-players/feed/ 0
ฟุตบอลรัสเซีย 101: จากชมรมกีฬาของชาวอังกฤษในรัสเซีย สู่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรก (ตอนที่ 1) https://thestandard.co/russia-football-team-fifa-world-cup-2018/ https://thestandard.co/russia-football-team-fifa-world-cup-2018/#respond Mon, 04 Jun 2018 05:08:59 +0000 https://thestandard.co/?p=94944

รัสเซียกับฟุตบอล สิ่งแรกที่คุณคิดถึงในเวลานี้แน่นอนคือฟ […]

The post ฟุตบอลรัสเซีย 101: จากชมรมกีฬาของชาวอังกฤษในรัสเซีย สู่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรก (ตอนที่ 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัสเซียกับฟุตบอล สิ่งแรกที่คุณคิดถึงในเวลานี้แน่นอนคือฟุตบอลโลกที่กำลังจะจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศรัสเซียระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคมนี้ สื่อต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศเริ่มโหมรายงานสิ่งที่น่าสนใจในแง่มุมต่างๆ ของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่สื่อต่างประเทศให้ความสำคัญมากที่สุดคือวัฒนธรรมฟุตบอลและความอันตรายในการเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

   

 

สาเหตุที่หลายฝ่ายมีความกังวลต้องย้อนกลับไปในปี 2016 ในการแข่งขันฟุตบอลยูโรที่ประเทศฝรั่งเศส ในปีนั้นเหตุการณ์นอกสนามที่ทุกคนกล่างถึงคือความรุนแรงของกลุ่มกองเชียร์ทีมชาติรัสเซียที่เรียกตัวเองว่า ‘ฮูลิแกน’

 

กลุ่มแฟนบอลนี้ได้สร้างความรุนแรงนอกสนาม โดยเฉพาะการทะเลาะวิวาทกับกลุ่มกองเชียร์ทีมชาติอังกฤษจนส่งผลให้มีแฟนบอลชาวอังกฤษถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเกือบ 30 คน สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือหมอกควันแห่งคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของฟุตบอลในประเทศรัสเซียเต็มไปด้วยความรุนแรงในสายตาของสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ซึ่งแฟนบอลจากประเทศพวกเขาได้รับผลกระทบโดยตรง

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว VICE สำนักข่าวจากสหรัฐอเมริกา ได้ทำสารคดีสำรวจเบื้องหลังการเตรียมพร้อมของฮูลิแกน กลุ่มแฟนบอลหัวรุนแรงในประเทศรัสเซีย ซึ่งสิ่งที่ค้นพบคือกลุ่มแฟนบอลเหล่านี้มีการฝึกฝนและเตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลอย่างจริงจัง โดยกลุ่มแฟนบอลนี้มาจากผู้คนหลากหลายชนชั้น

 

 

มิสชา หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มแฟนบอลฮูลิแกน ได้ตอบคำถามที่คาใจทุกคนว่าพวกเขาต่อสู้เพื่ออะไร

 

“การต่อสู้มันสนุกไง ในระหว่างการต่อสู้ อะดรีนาลีนและฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนจะหลั่งออกมา

 

“ครอบครัวคือจุดประสงค์หลักของการใช้ชีวิต และเราจะปกป้องครอบครัวของเราตลอดเวลา

 

“ไม่ใช่ทุกคนที่จำได้ว่าจูบแรกของคุณเป็นอย่างไร แต่ทุกคนจำได้ว่าการชกต่อยครั้งแรกเป็นอย่างไร”

 

พวกเขาเปิดเผยแผนก่อนการปะทะกับแฟนบอลอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การส่งแฟนบอลอังกฤษเกือบ 30 คนเข้าโรงพยาบาลว่า

 

“บนถนนมีพวกเราอยู่เพียง 150 คนในช่วงการแข่งขัน แต่เราเห็นแล้วว่าแฟนบอลอังกฤษมีมากขนาดไหนในเมืองนั้น เราจึงคิดว่าต้องไปสู้กันบนถนนแคบๆ เพราะเราจะเสียเปรียบถ้าปะทะกับพวกเขาในที่โล่ง นอกจากนี้เรายังควบคุมถนนรอบข้างเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่มาทำร้ายเราจากด้านหลัง”

 

ความรุนแรงที่ฝรั่งเศสในวันนั้นเกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังที่ทั้งสองทีมจะลงสนามแข่งขันกัน โดยผลสกอร์ออกมาที่เสมอกัน 1-1 ในเกมแรกของกลุ่ม B เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2016 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเมื่อเราย้อนไปสำรวจจุดเริ่มต้นของฟุตบอลในประเทศรัสเซีย… ใช่แล้ว คนอังกฤษนั่นเองที่ริเริ่มให้คนในประเทศรัสเซียได้เริ่มต้นรู้จักกับ ‘ฟุตบอล’

 

 

จากอังกฤษสู่รัสเซียผ่านการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษด้วยเครื่องจักรไอน้ำนำพามาซึ่งการผลิตสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ด้วยเครื่องจักรที่สามารถเพิ่มศักยภาพการผลิตเป็นจำนวนมากตามความต้องการของผู้คน เช่นเดียวกับศักยภาพในการเดินทางด้วยรถจักรหัวไอน้ำและเรือจักรไอน้ำที่นำพาผู้คนจากอังกฤษออกเดินทางได้สะดวกรวดเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมองค์กรของโรงงานในยุคอุตสาหกรรมก็เป็นบ่อกำเนิดของการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลในประเทศอังกฤษด้วยการส่งเสริมให้เล่นกีฬาฟุตบอลในรูปแบบของสวัสดิการพนักงาน โดยมีจุดประสงค์หลักคือให้พนักงานมีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถเรียนรู้การทำงานเป็นทีมเพื่อเป้าหมายเดียวกัน  

 

การเริ่มส่งเสริมฟุตบอลจากโรงงานต่างๆ เป็นบ่อกำเนิดของสโมสรชื่อดังในประเทศอังกฤษ โดยการที่สโมสรฟุตบอลเริ่มมีระบบมากขึ้น วัฒนธรรมกองเชียร์จึงได้ตามมา หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อตั้งขึ้นในปี 1878 ในนามสโมสร Newton Heath LYR Football Club โดยบริษัท Lancashire and Yorkshire Railway บริษัทรถไฟในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ

 

ฟุตบอลเริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษหรือไม่อาจจะเป็นที่ถกเถียงกันถึงทุกวันนี้ แต่ต้องยอมรับว่าอังกฤษมีส่วนสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมฟุตบอลไปทั่วยุโรป ยกตัวอย่างเช่น สโมสรอย่างแอธเลติก บิลเบา ในลาลีกา สเปน ใส่ชุดแข่งขันคล้ายกับสโมสรเซาแธมป์ตันในประเทศอังกฤษ และใช้คำว่า ‘athletic’ ซึ่งเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษนำหน้าชื่อสโมสรเหมือนกัน ชื่อแรกที่ก่อตั้งขึ้นโดยชาวอังกฤษเมื่อปี 1898 ปีเดียวกับที่ฟุตบอลเกมแรกอย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศรัสเซียภายในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นเกมที่มีทั้งนักฟุตบอลจากประเทศรัสเซียและอังกฤษลงสนามร่วมกัน

 

ย้อนไป 1 ปีก่อนเกมนั้นจะเริ่มต้นขึ้น เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองหลวงของประเทศรัสเซียในเวลานั้นได้ต้อนรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้คนจากประเทศอังกฤษ ซึ่งนำพา ‘ฟุตบอล’ มาพร้อมกับพวกเขาด้วย โดยภายในอาณาจักรรัสเซีย กีฬาฟุตบอลเริ่มเติบโตขึ้นจากชาวต่างชาติที่จัดตั้งสปอร์ตคลับขึ้นมาเพื่อฝึกซ้อมกีฬาในเวลาว่าง

 

เช่นเดียวกัน เมืองใหญ่อย่างมอสโกในปี 1895 ชาวอังกฤษที่ทำงานอยู่ภายใน Hopper Plant ฝึกซ้อมฟุตบอลในที่ทำงาน หลังจากเวลาผ่านไป 1 ปี โรเบิร์ต ฟุลดา ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกกีฬาในประเทศรัสเซีย ได้ร่วมกับผู้ที่มีความหลงใหลในกีฬา ก่อตั้งกลุ่ม Sokolniki Circle โดยมีกีฬา 2 ชนิดคือเทนนิสและฟุตบอล

 

จุดเริ่มต้นของฟุตบอลในช่วงเวลานั้นมีความวุ่นวายเป็นอย่างมาก เป็นการแข่งขันที่คน 10 คนวิ่งไล่ลูกฟุตบอลลูกเดียวโดยไม่มีรูปแบบเหมือนปัจจุบัน แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อโรเบิร์ตตัดสินใจแปลกฎกติกาการแข่งขันเป็นภาษารัสเซีย

 

การเดินทางของฟุตบอลเริ่มกระจายไปทั่วประเทศรัสเซีย จนไปถึงจุดสูงสุดในด้านการพัฒนาและความนิยมในปี 1912

 

หนังสือพิมพ์ Sport ได้ลงบทความสัมภาษณ์พิเศษอดีตนักเตะ เขาได้เล่าถึงบรรยากาศของเกมฟุตบอลในปี 1904 ในวันที่เพื่อนของเขาเดินทางกลับมาจากยุโรปและเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับฟุตบอล ซึ่งวันต่อมาเด็กๆ ในพื้นที่ก็เริ่มเล่นฟุตบอลโดยสวมเสื้อสีแดงแข่งขันกับทีมเสื้อสีขาวที่สนามเด็กเล่นในโซโกลนิกิ

 

หลังจากประสบการณ์ครั้งนั้น พวกเขาจัดการแข่งขันนัดพิเศษขึ้นระหว่างนักเตะอังกฤษและรัสเซีย ซึ่งสุดท้ายเป็นอังกฤษชนะไป 8-0

 

ในปี 1905 หรือ 9 ปีหลังจากการก่อตั้ง Sokolniki Circle โรเบิร์ตก็ได้ก่อตั้ง Sokolniki Sport Club ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีการก่อตั้งชมรมกีฬาเกิดขึ้นจากกลุ่มคนอังกฤษ ทั้งชมรม British Sport Circle หรือ The Union ขณะที่รัสเซียเริ่มต้นชมรมของตัวเองเช่นกัน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นการพัฒนาฟุตบอลอย่างเต็มรูปแบบในมอสโก

 

แต่แล้วปี 1909 ประวัติศาสตร์ของฟุตบอลในประเทศรัสเซียก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในออเรโคเว ซูเยโว ภายในโรงงาน Morozov ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากมอสโก 89 กิโลเมตร

 

 

พี่น้องตระกูลชาร์น็อก กับจุดเริ่มต้นของฟุตบอลอาชีพในมอสโก

ในบริเวณออเรโคเว ซูเยโว พี่น้อง เคลเมนต์ และแฮร์รี ชาร์น็อก เกิดในแลงคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และเติบโตในแบล็กเบิร์น ทั้งสองคนเป็นแฟนคลับของทีมท้องถิ่น แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ทีมที่คว้าแชมป์อังกฤษ 5 สมัยในปี 1884-1891  

 

เคลเมนต์ ชาร์น็อก ต้องย้ายมาออเรโคเว ซูเยโว ประเทศรัสเซีย เพื่อช่วยเหลือพ่อของเขาในธุรกิจสิ่งทอ เคลเมนต์เป็นแฟนบอลตัวยงและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสโมสรแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส และในปี 1887 เขาได้พยายามจะก่อตั้งอีกสโมสร แต่แม้ว่าจะพยายามอยู่นาน สุดท้ายเขาก็ล้มเหลว และตัดสินใจเดินทางกลับประเทศอังกฤษในปี 1893

 

แต่ไม่นานหลังจากนั้น แฮร์รีก็ได้เดินทางมาประเทศรัสเซียและเริ่มฟื้นฟูไอเดียใหม่หลังจากเห็นการเติบโตของฟุตบอลในพื้นที่ ทั้งคนงาน หัวหน้าคนงาน วิศวกร และทีมผู้บริหารต่างเล่นฟุตบอลร่วมกันแบบเท่าเทียมกันหมด ซึ่งสร้างความสามัคคีและสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่พวกเขาก็พบเจอกับกระแสต่อต้านจากคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษนิยมส่วนหนึ่งของโบสถ์ออโธดอกซ์ รวมถึงผู้บริหารโรงงานบางส่วนก็มีความเชื่อแบบเดียวกัน

 

กลุ่มอนุรักษนิยมต่อต้านอิทธิพลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการที่ชาวต่างชาติบังคับให้เยาวชนเริ่มสวมกางเกงขาสั้น แฮร์รีได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ British Ally เมื่อปี 1946 ไว้ว่า

 

“เสื้อและรองเท้าฟุตบอลถูกนำเข้าจากประเทศอังกฤษ แต่กางเกงขาสั้นต้องทำโดยนักเตะเอง เราจึงเห็นนักเตะใส่กางเกงขาสั้นที่ยาวไปถึงข้อเท้าของพวกเขา”

 

แม้ว่าจะมีความพยายามชะลอการเติบโตของฟุตบอลในประเทศรัสเซียจากคนบางกลุ่ม แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้ โดยในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโกนั้นมีจำนวนของสโมสรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อโรเบิร์ต ฟุลดา แปลกติกาการแข่งขันมาเป็นภาษารัสเซีย ทำให้คนในพื้นที่ออเรโคเว ซูเยโว ได้รับโอกาสสร้างสโมสรฟุตบอลขึ้นมาอีกครั้ง

 

การเมืองและการแพทย์ ด่านสุดท้ายของตั้งทีมในออเรโคเว ซูเยโว

ในระหว่างที่แฮร์รีเดินหน้าสานฝันการสร้างสโมสรฟุตบอลให้มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งสอดคล้องกับเมืองอุตสาหกรรม การปฏิวัติรัสเซียในปี 1905 กับกระแสความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้นภายในเมืองอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ และผู้มีอำนาจในเวลานั้นมีความกังวลว่าองค์กรกีฬาต่างๆ อาจเป็นการซ่อนการปฏิวัติอะไรบางอย่างไว้ภายในชมรม นอกจากนี้แฮร์รียังพบกับแรงเสียดทานจากแพทย์บางกลุ่มที่แสดงความกังวลว่าการเล่นกีฬาฟุตบอลมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคปอด จนสุดท้ายแฮร์รีต้องเดินทางไปเข้าพบวลาดิเมียร์ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ Regional Governor เพื่อโน้มน้าวให้เขาอนุญาตให้จัดตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมา

 

เคล็ดลับของความสำเร็จในการเจรจาของวันนั้นคือการที่แฮร์รีนำเอาเอกสารจากนิตยสารอนุรักษนิยมของเยอรมนี Die Woche ที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าชายของเยอรมนีกำลังเล่นฟุตบอล หลังจากนั้นภรรยาของผู้ว่าราชการจังหวัดก็บอกกับสามีของเธอว่า

 

“นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพนะ และเป็นวิธีการฝึกซ้อมที่ดี คุณน่าจะลองเล่นบ้าง!”

 

หลังจากนั้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยอมรับและแสดงความเคารพต่อนวัตกรรมของชาวอังกฤษ และในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1909 ชมรมกีฬาซึ่งประกอบไปด้วย ฟุตบอล เทนนิส คริกเก็ต และสเกตในออเรโคเว ซูเยโว ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ชื่อ ออเรโคเว สปอร์ตส คลับ (Orekhovo Sports Club – OKS) โดยระบุสีประจำสโมสรคือสีน้ำเงิน-ฟ้า เหมือนกับสโมสรแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ทีมในดวงใจของแฮร์รีนั่นเอง

 

 

 

ภายในปีนั้น หลายทีมได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลถ้วย Fulda Cup สำหรับทีมในมอสโก แต่ลีกอย่างเป็นทางการนั้นเริ่มต้นขึ้นในปี 1910 โดยมีทั้งหมด 3 ลีก มีทีมออเรโคเวเพียงทีมเดียวจากนอกมอสโกที่แข่งขันอยู่ในลีกสูงสุด โดยทุกทีมจะลงแข่งขันทั้งหมด 8 เกม ซึ่งทีมออเรโคเวชนะไปทั้งหมด 7 เกม และคว้าแชมป์ Muscovite สมัยแรกไปครอง

 

มิเคล รอมน์ หนึ่งในอดีตนักเตะรัสเซีย ได้เล่าถึงบรรยากาศการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นั้นไว้ว่า

 

“สนามเต็มไปด้วยแฟนบอล แม้กระทั่งต้นไม้ยังถูกปรับให้เป็นสแตนด์เฉพาะกิจสำหรับแฟนบอล กองเชียร์ของทีมออเรโคเวมีเอกลักษณ์ตรงที่เขาสวมใส่แจ็กเก็ต เสื้อทำงาน และรองเท้าบู๊ตที่เปื้อนโคลน ขณะที่กองเชียร์ทีมอื่นๆ จะแต่งตัวสะอาดพร้อมกับเสื้อโค้ตและหมวกโบวเลอร์ แฟนบอลมีส่วนร่วมกับทีมมาก พวกเขาเชียร์นักเตะตั้งแต่การเดินเข้าสนามเพื่อวอร์มอัพจนเดินออกจากสนาม พวกเขาช่วยสร้างให้ออเรโคเวเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในมอสโก”

 

ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของทีมออเรโคเว นักเตะของเขา 6 คนถูกเลือกให้เป็นตัวแทนมอสโกไปแข่งขันกับทีมจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก 2 เกมในเดือนกันยายน ปี 1910

 

ออเรโคเวยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ไปเป็นเวลา 3 ปีระหว่าง 1910-1914 ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่มต้นขึ้น โดยทีมมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งจากนักเตะอังกฤษ รวมถึงแฮร์รีก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยข้อได้เปรียบของทีมคือระบบการบริหารทีม อุปกรณ์ ผู้จัดการทีมที่ดีที่สุด และแน่นอนที่สุด แฟนบอลที่เหนียวแน่น

 

ฟุตบอลทีมชาติรัสเซีย ปี 1912

 

แต่สุดท้ายเสียงสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อยุติทุกสงครามไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และสิ่งที่สงครามครั้งนั้นได้ยุติกลับเป็นการเติบโตของวงการฟุตบอลในประเทศรัสเซีย นักเตะจากออเรโคเวต้องสมัครเข้าร่วมรบ และสุดท้ายทีมของพวกเขาก็เสียแชมป์ให้กับทีมซามอสกวาเรตสกี (Zamoskvoretskyi) ในปี 1914

 

ลีกฟุตบอลดำเนินต่อไปผ่านสมรภูมิสงครามและปัญหาเศรษฐกิจในประเทศรัสเซีย แต่สิ่งที่หยุดยั้งการเจริญเติบโตที่แท้จริงคือการเมือง โดยในปี 1917 หลังจากการปฏิวัติรัสเซีย สโมสรปรับเปลี่ยนเป็นห้องน้ำชา และคนอังกฤษส่วนใหญ่เดินทางกลับประเทศ เหลือเพียงแค่แฮร์รีไว้เพียงคนเดียวในออเรโคเว

 

เขาอยู่ต่อในประเทศรัสเซีย ซึ่งต่อมากลายเป็นสหภาพโซเวียตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เขายังคงรับผิดชอบขนส่งสิ่งทอและรองเท้าในมอสโกจนเขาเสียชีวิตในปี 1947

 

ตำแหน่งสุดท้ายของเขาในปี 1946 ระหว่างทีมดีนาโม มอสโก เดินทางมาทัวร์ประเทศอังกฤษ เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ The Dinamo and the Other ซึ่งเขาได้รับตำแหน่งรองประธานลีกการแข่งขันของมอสโก

 

ทีมออเรโคเว สปอร์ตส คลับ (OKS) ในปี 1923 ถูกบริหารร่วมโดยหน่วยงานตำรวจลับของโซเวียตเข้ามาบริหารสโมสร และเปลี่ยนชื่อเป็นดีนาโม มอสโก ในปัจจุบัน ซึ่งคงยังใช้สีเสื้อเดิมคือน้ำเงิน-ขาว โดยประสบความสำเร็จในลีกโซเวียตด้วยการคว้าแชมป์ไป 11 สมัย และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพในปี 1972

 

ทีมชาติโซเวียตในปี 1967

 

ฟุตบอลในสหภาพโซเวียต

สโมสรฟุตบอลรัสเซียซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบันมีจุดกำเนิดมาจากสหภาพโซเวียต หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ผ่านพ้นไป สโมสรที่มีจุดเริ่มต้นจากชมรมสปอร์ตคลับต่างๆ เริ่มจางหายไป รวมถึงนักเตะชื่อดังหลายคนเสียชีวิตใน The Great War แต่ขณะเดียวกันในช่วงปี 1920 ลีกการแข่งขันเริ่มมีหลายระดับมากขึ้นระหว่างสโมสรที่ตั้งขึ้นโดยโรงงานหรือหน่วยงานรัฐ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสโมสรปัจจุบันทั้งสปาร์ตัก, เซนิต, ดีนาโม และซีเอสเคเอ

 

และในช่วงปี 1950 และ 1960 เป็นยุคทองของฟุตบอลในสหภาพโซเวียต ในช่วงเวลาที่ทีมชาติโซเวียตเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในปี 1958 โดยมีนักฟุตบอลระดับตำนานประดับวงการหลายคน โดยเฉพาะ เลฟ ยาชิน ผู้รักษาประตูเจ้าของฉายาแมงมุมดำ ผู้ที่อยู่บนโปสเตอร์โปรโมตการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียครั้งนี้อีกด้วย

 

เลฟ ยาชิน กัปตันทีมดีนาโม มอสโก (ซ้าย) ยืนคู่กับ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในการแข่งขันแมตช์อุ่นเครื่องพิเศษของฟีฟ่าระหว่างสโมสรดีนาโม มอสโก และทีมรวมดาวดังจากทั่วโลกของฟีฟ่า เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 1971 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

 

แต่น่าเสียดายที่ระบบสโมสรและกติกาการแข่งขันฟุตบอลไม่ใช่สิ่งเดียวที่พวกเขาเรียนรู้จากอังกฤษ แต่วัฒนธรรมการเชียร์บอลแบบฮูลิแกนที่นิยมใช้ความรุนแรงเพื่อบ่งบอกถึงสถานะความแข็งแกร่งของกองเชียร์แต่ละทีมก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงรัสเซียอีกด้วย

 

โดยสารคดีของ BBC เกี่ยวกับกลุ่มกองเชียร์หัวรุนแรงของรัสเซีย ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสัมภาษณ์อดีตกองเชียร์ฮูลิแกนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่าพวกเขาต้องการเป็นเหมือนกองเชียร์อังกฤษในยุค 70s-80s พวกเขาเติบโตมากับการดูแฟนบอลอังกฤษผ่านโทรทัศน์

 

“เราต้องการเป็นเหมือนฮูลิแกนของอังกฤษ เราเลียนแบบวิธีการแต่งตัวและท่าทางของพวกเขา สำหรับพวกเรา แฟนบอลอังกฤษคือแรงบันดาลใจในรูปแบบของการเป็นกองเชียร์ ดังนั้นเวลาแฟนบอลอังกฤษมาที่มอสโกจึงเป็นเกียรติมากสำหรับเราที่จะได้ปะทะกับพวกเขา

 

“เรานับถือพวกเขามาก”

 

 

ตัวอย่างของแฟนบอลอังกฤษในช่วงเวลานั้นคือความรุนแรงที่แฟนบอลของทั้งสองทีมจะนัดมาสู้กันนอกสนามเหมือนกับในภาพยนตร์ Green Street Hooligans ซึ่งเป็นการนำเสนอความรุนแรงที่อยู่ในกลุ่มแฟนบอลสโมสรอังกฤษ แต่ข้อแตกต่างในวันนี้คือแฟนบอลฮูลิแกนรัสเซียมีการฝึกซ้อมศิลปะการต่อสู้ รวมถึงเป็นกลุ่มที่ดูแลรักษาสุขภาพเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้บนถนนหลังจบการแข่งขัน

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย แม้ว่าหลายฝ่ายจะมีความกังวลว่าแฟนบอลกลุ่มนี้จะออกมาก่อความวุ่นวาย แต่ด้วยคำมั่นสัญญาจากทางประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เชื่อว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับแฟนกีฬาท่ีเดินทางมาร่วมชมการแข่งขัน

 

นอกจากนี้ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ ประเทศรัสเซีย สื่อต่างประเทศหลายสำนักที่เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันได้รายงานตรงกันว่าการเป็นเจ้าภาพครั้งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จด้วยความปลอดภัยจากเจ้าภาพรัสเซีย

 

เช่นเดียวกับกลุ่มแฟนบอลรัสเซียทั่วไปที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ขอความเป็นธรรมว่าอย่าตัดสินคนรัสเซียจากความรุนแรงของคนบางกลุ่ม และอยากให้ผู้คนมาสัมผัสประเทศรัสเซียก่อนที่จะตัดสินพวกเขาจากการรายงานข่าวของสื่อจากประเทศตะวันตก ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของประเทศรัสเซีย

 

 

ซึ่งไม่ว่าฝ่ายใดจะได้กล่าวสิ่งที่เป็นความจริง พวกเขาก็ได้รับโอกาสสำคัญในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกรายการหนึ่ง และในระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2018 นอกจากการพิสูจน์ฝีมือในสนามแล้ว พวกเขาจะได้โอกาสพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าความจริงของสังคมฟุตบอลในรัสเซียเป็นอย่างไร

 

ฟุตบอลรัสเซีย 101 ตอนที่ 2 เราจะพาไปรู้จักกับเบื้องหลังของสโมสรชื่อดังต่างๆ ในรัสเซียซึ่งต่อยอดความสำเร็จของชมรมกีฬาในอดีตสู่ความสำเร็จและชื่อเสียงในปัจจุบัน รวมถึงดาร์บี้แมตช์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศระหว่างสองทีมยักษ์ในมอสโก ซึ่งทีมหนึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน และอีกทีมเป็นตัวแทนของหน่วยราชการลับของสหภาพโซเวียต

อ้างอิง:

The post ฟุตบอลรัสเซีย 101: จากชมรมกีฬาของชาวอังกฤษในรัสเซีย สู่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งแรก (ตอนที่ 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/russia-football-team-fifa-world-cup-2018/feed/ 0
ฟุตบอลโลกในความทรงจำของเหล่าซูเปอร์สตาร์ https://thestandard.co/the-childhood-memories-inspiring-world-cup/ https://thestandard.co/the-childhood-memories-inspiring-world-cup/#respond Fri, 01 Jun 2018 11:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=94640

เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ฟุตบอลโลกที่ทุกคนรักก็จะกลั […]

The post ฟุตบอลโลกในความทรงจำของเหล่าซูเปอร์สตาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์ ฟุตบอลโลกที่ทุกคนรักก็จะกลับมาเปิดสนามอีกครั้งแล้ว โดยคราวนี้การแข่งขันจัดขึ้นที่ประเทศรัสเซีย

 

แต่ก่อนที่เสียงนกหวีดแรกของการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น วันนี้เรามาลองเปิดกล่องความทรงจำของเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่เตรียมจะลงโชว์ฝีเท้าบนดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็นแผ่นดินหลังม่านเหล็กกันดูว่าฟุตบอลโลกในความทรงจำของพวกเขานั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

จะมีอะไรที่คล้ายคลึง เสมอเหมือน หรือแตกต่างจากความทรงจำของพวกเราที่มีต่อมหกรรมกีฬาของมวลมนุษยชาติบ้างไหม

 

 

ลูกา โมดริช กองกลางทีมชาติโครเอเชีย

ตอนนั้นผมอายุ 13 ปี (ฟุตบอลโลก 1998) ผมได้นั่งดูฟุตบอลโลกกับเพื่อนๆ และครอบครัวที่ซาดาร์ (บ้านเกิด) ในทุกนัดที่เราชนะ เราจะยิ่งมีความสุขมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นการโฆษณาโครเอเชียได้ดีที่สุด ทีมชาติของเราทำให้เราเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก ผมจำได้ว่าผมเริ่มฝันถึงการจะเล่นระดับนี้ให้ได้ในสักวัน มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากในตอนนั้น

 

 

ติอาโก อัลคันทารา กองกลางทีมชาติสเปน

ความทรงจำแรกของผมคือฟุตบอลโลก 1994 ตอนที่พ่อของผม (มาซินโญ กองกลางทีมชาติบราซิล) ได้แชมป์ฟุตบอลโลก ตอนนั้นผมอายุแค่ 3 ขวบ และผมคิดว่าผมจำอะไรตอนนั้นไม่ได้หรอก ผมจำได้แค่ตอนที่พ่อกลับมาที่บ้าน จำการเฉลิมฉลอง และจำได้ว่าสมาชิกครอบครัวของเราทุกคนได้มาใช้เวลาร่วมกัน ผมจำความทรงจำนั้นได้ชัดเจนมาก ผมยังจำเกมนัดชิงในปี 2010 ระหว่างสเปนกับเนเธอร์แลนด์ได้อย่างชัดเจน รวมถึงประตูของอันเดรส อิเนียสตา มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของวงการฟุตบอลสเปน ตอนนั้นพวกผมเล่นในระดับอายุต่ำกว่า 19 ปี ตอนที่อันเดรสยิงได้ วินาทีนั้นถังดับเพลิง น้ำมัน มีด ทุกอย่างลอยขึ้นกลางอากาศ แม้แต่ทีวีก็หล่นไปกองที่พื้นด้วย

 

 

อลิเรซา ยาฮานบาคช์ กองกลางทีมชาติอิหร่าน

ผมมีภาพความทรงจำที่ชัดเจนในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ผมนั่งดูที่บ้านกับครอบครัวของผม ตอนที่นั่งดูอยู่ด้วยกันนั้น พ่อก็หันมาหาผมแล้วบอกว่าความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพ่อก็คือการที่จะได้เห็นลูกใส่เสื้อทีมชาติตัวนี้ลงเล่นฟุตบอลโลกในวันข้างหน้าตอนนั้นผมยังเด็กมาก แล้วทั้งพ่อและผมก็ไม่มีใครคิดว่าในอีก 8 ปีถัดมาผมจะทำได้ แต่ตอนนี้ความฝันของพ่อก็เป็นเหมือนความฝันของผมแล้ว

 

 

กาเบรียล เฆซุส กองหน้าทีมชาติบราซิล

ฟุตบอลโลก 3 ครั้งที่ผ่านมา ผมจะคอยทาสีตามถนน (ในแถบที่อยู่อาศัยที่เรียกว่าฟาเวลาในย่านยาร์ดิม เปรี) เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการแข่งขัน การทาสีนี้มันเกือบจะเป็นข้อบังคับชุมชนของเราเลย ตอนนั้นผมจึงหวังว่าสักวันผมจะได้มีโอกาสเล่นฟุตบอลโลกที่รัสเซีย เพื่อที่จะได้ตอบแทนความสุขที่ความทรงจำในช่วงเวลานั้นได้มอบให้แก่ผม

 

 

ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้าทีมชาติโคลอมเบีย

ความทรงจำแรกของผมกับฟุตบอลโลก มันคือประตูของเฟรดดี้ รินคอน ในเกมกับทีมชาติเยอรมนีในฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี ตอนนั้นผมเพิ่งจะอายุ 4 ขวบ ทุกคนในโคลอมเบียฉลองกันหมด ดังนั้นผมเลยมีชิ้นส่วนความทรงจำนี้อยู่ ความจริงแล้วผมมาจำได้ชัดมากขึ้นตลอดเวลาที่ผมได้เห็นประตูนี้มากกว่าในวินาทีที่ประตูนี้เกิดขึ้นจริงๆ เพราะกว่าจะถึงฟุตบอลโลกในปี 1994 เราก็ได้ดูประตูนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

 

ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ กองหน้าทีมชาติเม็กซิโก

ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ผมจำได้คือปี 1998 เพราะไอดอลที่ผมชอบที่สุดตลอดกาลเล่นในตอนนั้น เขาคือโรนัลโด้ ด้วยโปรแกรมการแข่งขันตอนนั้นมันทำให้ผมต้องรีบออกจากโรงเรียนและกลับมาบ้านให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้นั่งดูฟุตบอลโลก

 

 

เฮิร์ฟ เรนาร์ด โค้ชทีมชาติโมร็อกโก

ฟุตบอลโลกในปี 1978 คือฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ผมได้ดูบนโทรทัศน์ ผมยังจำมาริโอ เคมเปส (อดีตกองหน้าทีมชาติอาร์เจนตินา) และบรรยากาศที่สุดยอดในตอนนั้น รวมถึงเศษกระดาษสีขาวที่ถูกโปรยลงมาบนสนามหญ้า ส่วนความทรงจำที่เศร้าที่สุดของผมคือตอนที่ฝรั่งเศสแพ้เยอรมนีในฟุตบอลโลก ปี 1982 กับเหตุการณ์ปะทะกันของชูมัคเกอร์กับบาติสตง (การปะทะกันที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก) และฝรั่งเศสมาแพ้ในการดวลจุดโทษ ผมจำมันได้อย่างดี และมันช่วยให้ผมได้เข้าใจถึงความโกรธของแฟนบอลเมื่อเวลาทีมชาติแพ้ มันเป็นเรื่องที่แย่มาก ผมรู้สึกเหมือนผมได้สูญเสียของที่ผมรักไป

 

 

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ

ผมจำฟุตบอลโลกในปี 2002 ลูกฟรีคิกของโรนัลดินโญที่ปั่นโค้งเข้าสามเหลี่ยม (ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับอังกฤษ) มันยังทำให้ผมเจ็บปวดถึงวันนี้! นั่นเป็นความทรงจำแรกของผมกับฟุตบอลโลก และหลังจากนั้นมันก็เป็นความฝันของผมมาตลอด ผมอยากจะเล่นฟุตบอลโลกให้ได้สักครั้ง

 

 

ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ กองกลางทีมชาติเยอรมนี

ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ผมจำได้คือปี 2006 เพราะตอนปี 2002 ผมยังเด็กอยู่มาก แต่ในปี 2006 มันจัดในบ้านเราที่เยอรมนี ผมกับครอบครัวก็เลยได้ดูกันต่อเนื่อง ทีมเยอรมนีชุดนั้นทำให้คนทั้งชาติตื่นเต้นกันไปหมด เกมทุกนัดมันเลยกลายเป็นไฮไลต์ของทุกคน

 

 

ธียร์รี อองรี ผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติเบลเยียม และแชมป์ฟุตบอลโลกกับฝรั่งเศส

ความทรงจำแรกของผมกับฟุตบอลโลกคือตอนที่มาริอุส เตรซอร์ ยิงได้ในเกมรอบรองชนะเลิศปี 1982 กับเยอรมนีตะวันตก ที่ผมจำได้คือตอนนั้นทุกคนในบ้านกระโดดเฮพร้อมกันหมดจนบ้านแทบถล่ม พื้นเพของเตรซอร์เป็นคนจากหมู่เกาะเวสต์อินดีส และที่บ้านผมก็ไปเที่ยวเวสต์อินดีสด้วยในตอนนั้น ตอนนั้นผมเพิ่งอายุแค่ 5 ขวบเอง ผมคิดว่าบ้านจะถล่มจริงๆ เสียแล้ว

 

 

อิกอร์ อคินเฟเยฟ ผู้รักษาประตูทีมชาติรัสเซีย

ผมจำได้ว่าผมดูฟุตบอลโลก 1994 อยู่ที่สหรัฐฯ มันเป็นความรู้สึกที่ตื่นเต้นมาก มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าใจว่าฟุตบอลคืออะไร กับทุกการเคลื่อนไหว กับเกมทั้งเกม ความทรงจำที่ดีที่สุดของผมคือเกมที่เราถล่มแคเมอรูน 6-1 วันนั้นโอเล็ก ซาเลนโก ยิงได้ 5 ประตู

 

 

ซนฮึงมิน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้

ผมมีความทรงจำที่ดีเยอะมากในฟุตบอลโลกปี 2002 ผมจำได้ว่าหลังการดวลจุดโทษกับสเปนได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ทุกคนเฮกันอย่างบ้าคลั่งมาก ไม่มีใครอยากเชื่อเลย ทุกคนสวมเสื้อสีแดงกันหมดในปี 2002 รวมถึงตัวผมด้วย! จะให้ผมเลือกเหตุการณ์ในฟุตบอลโลกครั้งนั้นมาเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้ เพราะทุกเหตุการณ์มันมหัศจรรย์ทั้งหมด”

 

 

เนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิล

ความทรงจำแรกของผมคือตอนปี 1994 ถึงตอนนั้นผมจะอายุแค่ 2 ขวบก็ตาม ผมคิดว่าความทรงจำแรกของผมคือการได้ดูเกมบนทีวีและได้เห็นประตูของโรมาริโอในเกมกับฮอลแลนด์ ผมยังจำได้เลยว่าเบเบโตเป็นคนเปิดเข้ามา และเขาก็ยิงเขาไปได้ หลังจากนั้นก็ ‘golazo’ (หมายถึงประตูที่สวยงาม)”

 

 

พอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศส

ผมจำเกมที่ฝรั่งเศสเอาชนะบราซิล 3-0 ได้ในปี 1998 ตอนนั้นผมยังเด็กมาก อายุแค่ 6-7 ปี วันนั้นผมนั่งดูอยู่ที่บ้านร่วมกับคนอื่น พอฝรั่งเศสได้แชมป์ พวกเราทุกคนออกไปข้างนอก ปีนขึ้นไปเฮกันบนรถใหญ่ เสียงแตรดังขึ้นกระหึ่ม และเราก็มีความสุขกันมาก

 

อ่านเรื่องราวความทรงจำของพวกเขาแล้วมีความทรงจำในฟุตบอลโลกครั้งไหนปรากฏขึ้นในใจบ้างไหม 🙂

อ้างอิง:

The post ฟุตบอลโลกในความทรงจำของเหล่าซูเปอร์สตาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-childhood-memories-inspiring-world-cup/feed/ 0