Personal Finance – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-personal-finance/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Jan 2026 13:03:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คู่มือประกันสังคม 101 ฉบับมนุษย์เงินเดือน ปูพื้นฐานตั้งแต่หน้าที่กองทุน ทำไมต้องจ่าย 875 บาท ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง อ่านแล้วใช้สิทธิเป็น เรียกร้องแบบไม่หลงประเด็น https://thestandard.co/social-security-guide-employee-benefits/ Sat, 31 Jan 2026 01:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1171636 ภาพประกอบแสดงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับมนุษย์เงินเดือน พร้อมตัวเลขเงินสมทบและรายการสิทธิ

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ประกันสังคม’ กลายเป็นประเด็นร้อ […]

The post คู่มือประกันสังคม 101 ฉบับมนุษย์เงินเดือน ปูพื้นฐานตั้งแต่หน้าที่กองทุน ทำไมต้องจ่าย 875 บาท ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง อ่านแล้วใช้สิทธิเป็น เรียกร้องแบบไม่หลงประเด็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับมนุษย์เงินเดือน พร้อมตัวเลขเงินสมทบและรายการสิทธิ

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ประกันสังคม’ กลายเป็นประเด็นร้อน ที่สังคมให้การจับตามอง อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ที่ชวนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการบริหารเงินสมทบ ว่ายึดโยงผลประโยชน์ของผู้ประกันตนในระบบเกือบ 25 ล้านคนมากน้อยแค่ไหน?

 

ล่าสุดแม้ประกันสังคมจะอัปเดตสถานะการบริหารเงินลงทุนกองทุนฯ ว่า ณ สิ้นปี 2568 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2.9 ล้านล้านบาท สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้ว 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.1% ของพอร์ตการลงทุน

 

แต่มีนักวิชาการตั้งข้อสงสัยถึงที่มาของอัตราผลตอบแทนดังกล่าว โดยหากคำนวณตาม ตัวเลขอ้างอิงประกันสังคม อัตราการเติบโตของผลตอบแทนจะอยู่ที่ราว 2% เท่านั้น

 

และหากเจาะดูไส้ในพอร์ตลงทุน จะพบว่า หลายครั้งประกันสังคมมักลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสขาดทุนมากกว่าทำกำไร สะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น การลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 และการลงทุนในกองทุนรวม TU-PF

 

ในภาพใหญ่ เรารับรู้แล้วว่า ประกันสังคมมีปัญหาเชิงโครงสร้าง จากการบริหารที่ยึดโยงกับระบบราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาแก้ไข แต่หากมองให้ใกล้ตัวมากขึ้นเราในฐานะผู้ประกันตนรู้จักและเข้าใจเงื่อนไขการส่งเงินสมทบ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทดแทนขนาดไหน ในปี 2569 นี้มีเงื่อนไขอะไรอัปเดตใหม่ กระทบต่อคนทำงานอย่างไรบ้าง

 

THE STANDARD WEALTH สรุปคู่มือประกันสังคม 101 ฉบับเข้าใจง่าย ปูพื้นฐานความเข้าใจตั้งแต่โครงสร้างกองทุน จนถึงอัปเดตสิทธิประโยชน์ ล่าสุดหลังปรับเพดานค่าจ้างเงินสมทบ มนุษย์เงินเดือนอ่านจบแล้วเข้าใจหน้าที่ประกันสังคม ไม่งงเวลาใช้สิทธิ

 

จุดเริ่มต้นของกองทุนประกันสังคม และทำไมแรงงานไทย ‘ต้องมี’

 

กองทุนประกันสังคมจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2533 เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับลูกจ้าง โดยเน้นหลักการ ‘เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข’ รับประกันสิทธิประโยชน์เงินชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ) พร้อมความคุ้มครองกรณีไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร โดยลูกจ้าง(ผู้ประกันตน) นายจ้าง และรัฐบาลต้องร่วมจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน

 

ด้วยความที่รูปแบบกองทุนผสมผสานระหว่างการเป็นเงินออมหลังเกษียณ และการให้สวัสดิการคุ้มครองกรณีไม่คาดฝัน เงินสมทบส่วนใหญ่จึงถูกกันไว้เป็นเงินชราภาพ และมีการจ่ายเงินออกไปอยู่ตลอด นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของประกันสังคมจึงมีข้อจำกัดมากกว่าบัตรทองที่เป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน

 

พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ เป้าหมายการบริหารเงินเพื่อให้สิทธิประโยชน์แตกต่างกัน จึงเปรียบเทียบกันไม่ได้

 

เงินประกันสังคมมาจากไหน ถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง

 

เงินสะสมในกองทุนประกันสังคมมาจากการจัดเก็บเงินสมทบของ 3 ฝ่าย ได้แก่ นายจ้างสมทบในอัตรา 5% ลูกจ้างสมทบในอัตรา 5% และรัฐบาลสมทบในอัตรา 2.75% โดยแบ่งการบริหารเงินออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกสำรองไว้เป็นจ่ายสิทธิประโยชน์ ทดแทนให้ผู้ประกันตน ใน 7 กรณี

 

1. ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

 

2. คลอดบุตร

 

3. ทุพพลภาพ

 

4. ตาย

 

5.สงเคราะห์บุตร

 

6.ชราภาพ

 

7.ว่างงาน

 

ส่วนที่เหลือส่งให้กองบริหารการลงทุน นำไปลงทุนต่อเพื่อให้มีการเติบโต และดูแล

 

สิทธิประโยชน์ระยะยาวในอนาคต เช่น เงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ

 

สำหรับสัดส่วนการแบ่งเงินประกันสังคมจะให้ความสำคัญกับการเก็บเงิน ส่วนใหญ่สะสมไว้รอจ่ายเงินชราภาพ เมื่อผู้ประกันตนเกษียณอายุ

 

สะท้อนจากข้อมูลล่าสุดปี 2566 พบว่า เงินกองทุนประกันสังคมสะสม ส่วนใหญ่กว่า 86.86% มูลค่า 2,193,779 ล้านบาท ถูกเก็บไว้ใช้จ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนในกองทุน 2 กรณี ได้แก่ กรณีสงเคราะห์บุตร และชราภาพ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2568 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2,859,400 ล้านบาท โดยเป็นเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล จำนวน 1,728,722 ล้านบาท

 

ประกันสังคม นำเงินเราไปลงทุนอะไรบ้าง

 

ด้วยความที่กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนบำนาญประเภทกำหนดผลประโยชน์ตายตัว (Defined Benefit: DB) ซึ่งกำหนดสิทธิประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนจะได้รับไว้แน่นอน โดยไม่ผันแปรไปตามจำนวนเงินที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุน ดังนั้นคณะกรรมการประกันสังคมต้องกำหนดกรอบนโยบายการลงทุนที่เน้นรักษาความมั่นคงของกองทุนให้สามารถมีเงินจ่ายสิทธิประโยชน์กับผู้ประกันตนจนถึงยามเกษียณ

 

โดยปัจจุบันกองทุนประกันสังคมบริหารเงินลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนฉบับที่ 5 ระยะที่ 1 (2568-2570) ซึ่งเป็นกรอบนโยบายการลงทุนที่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ โดยต้องลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 65% และหลักทรัพย์เสี่ยง 35% แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 53% และต่างประเทศ 47%

 

โดยให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้มากที่สุด 68% สะท้อนว่ากองทุนลงทุนโดยรับความเสี่ยงต่ำมากเพื่อรักษาเงินต้น

 

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การรับความเสี่ยงที่ต่ำเกินอาจฉุดรั้งศักยภาพการสร้างผลตอบแทน ที่แท้จริงของพอร์ตขนาด 2.9 ล้านล้านบาท

 

ล่าสุดคณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) ขยายกรอบสัดส่วนการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันคือ 50:50 ในช่วงปี 2571-2572 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุน ก่อนเข้าสู่ช่วงสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

 

จ่ายเงินสมทบ 875 บาท ได้สิทธิอะไรบ้าง

 

ประกันสังคมได้ปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดแบบขั้นบันไดที่ใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนให้เหมาะกับค่าครองชีพ และสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปรับเพดานค่าจ้างครั้งแรกในรอบ 35 ปี ตั้งแต่มีการจัดตั้ง สำนักงานประกันสังคม

 

โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะต้องส่งเงินสมทบสูงสุดที่ 875 บาทต่อเดือน จากเพดานค่าจ้างเดิม 15,000 บาท ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท ทั้งนี้ผู้ที่มีค่าจ้างไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว จะจ่ายเงินสมทบในอัตรา 5% ของค่าจ้างจริง

 

ทั้งนี้ผู้ที่มีค่าจ้าง 17,500 บาทขึ้นไป และส่งเงินสมทบครบ 3 เดือนขึ้นไป จะได้รับสิทธิเพิ่มใน 7 กรณี ดังนี้

 

1.กรณีเจ็บป่วย / ทุพพลภาพ

 

รับเงินทดแทนการขาดรายได้เพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน (291.67 บาท/วัน) จากเดิม 7,500 บาทต่อเดือน สำหรับผู้ที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ

 

เงินทดแทนนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในช่วงรักษาตัวได้มากขึ้น

 

2.กรณีว่างงาน

 

รับเงินทดแทนการขาดรายได้ โดยแบ่งสิทธิประโยชน์เป็น 2 กรณี

 

  • กรณีลาออก: 30% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 90 วัน สูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน
  • กรณีถูกเลิกจ้าง: 60% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 180 วัน สูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน

 

3. กรณีคลอดบุตร

 

เหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง ฝากครรภ์ 1,500 บาท รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน เพื่อคลอดบุตรเพิ่มเป็น 26,250 บาทต่อครั้ง จากเดิม 22,500 บาท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายสำหรับคุณแม่มือใหม่

 

4. กรณีเสียชีวิต

 

ค่าทำศพ 50,000 บาท และรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต หากจ่ายเงินสมทบ 36 เดือนขึ้นไป เพื่อช่วยครอบครัวให้มีหลักประกันยามสูญเสีย โดยแบ่งสิทธิประโยชน์ตามงวดส่งเงินสมทบดังนี้

 

  • ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 36 – 119 งวด จะได้รับ 35,000 บาท
  • ผู้ที่ส่งเงินสมทบ 120 งวดขึ้นไป จะได้รับ 105,000 บาท

 

5.เงินออมชราภาพ (บำเหน็จ/บำนาญ)

 

นายจ้างจะสมทบเพิ่มให้อีกเท่าตัว รวมเป็นเงินสมทบสะสม 1,050 บาทต่อเดือน จากเดิม 900 บาท

 

ทั้งนี้การปรับเพดานค่าจ้างครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อลดผลกระทบต่อนายจ้าง และลูกจ้างให้มีเวลาปรับตัว โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ

 

  • ระยะที่ 1 (1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2571): เพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท (สมทบ 875 บาท/เดือน)
  • ระยะที่ 2 (1 ม.ค. 2572 – 31 ธ.ค. 2574): เพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท (สมทบ 1,000 บาท/เดือน)
  • ระยะที่ 3 (1 ม.ค. 2575 เป็นต้นไป): เพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท (สมทบ 1,150 บาท/เดือน)

 

ขอรับเงินชดเชย ‘ว่างงาน’ ทำอย่างไร?

 

สำหรับผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยกรณีว่างงาน ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งเป็นผู้ว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป และจะต้องมีการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมอย่างน้อย 6 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน โดยต้องไม่ถูกเลิกจ้างเพราะทำความผิดร้ายแรง

 

โดยผู้ประกันตนจะต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานในเว็บไซต์กรมการจัดหางาน (https://e-service.doe.go.th/login.do) หลังจากว่างงานครบ 8 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หากขึ้นทะเบียนล่าช้า จะไม่ได้รับเงินชดเชยย้อนหลัง

 

สำหรับผู้ประกันตนที่ขึ้นทะเบียนทันภายใน 30 วัน จะได้รับเงินชดเชยนับตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน โดยแบ่งเงินชดเชยออกเป็น 2 กรณี

 

  • กรณีลาออก: 30% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 90 วัน สูงสุด 5,250 บาทต่อเดือน
  • กรณีถูกเลิกจ้าง: 60% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ชดเชยไม่เกิน 180 วัน สูงสุด 10,500 บาทต่อเดือน

 

หลังจากขึ้นทะเบียนว่างงานแล้วจะต้องรายงานตัวออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน ตามวันนัดหมายเดือนละ 1 ครั้ง โดยจะรายงานตัววันใดก็ได้ภายในเดือนนั้นๆ และในงวดสุดท้ายของการรับเงินชดเชย จะต้องมีการรายงานตัวในเดือนนั้น จึงจะได้รับเงินประโยชน์ทดแทน

 

สำหรับการรับเงินชดเชยว่างงาน โดยปกติจะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีภายใน 7-10 วันทำการ นับตั้งแต่วันรายงานตัว ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนลืมรายงานตัว จะไม่ได้รับเงินชดเชยในเดือนนั้นๆ

 

ถ้าขาดส่งเงินสมทบ จะถูกตัดสิทธิประโยชน์ไหม

 

สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง (ขาดส่งเงินสมทบ เพราะไม่มีนายจ้าง) จะยังได้รับความคุ้มครองต่ออีก 6 เดือน นับจากเดือนสุดท้าย ที่ส่งเงินสมทบ โดยยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ครบทั้ง 7 กรณี แต่หากพ้น 6 เดือนแล้วยังไม่กลับมาทำงานในระบบ หรือไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 เพื่อรักษาสิทธิประกันสังคม สถานะการเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลง

 

เราเลือกที่จะ ‘ไม่อยู่’ ในระบบประกันสังคมได้ไหม

 

ถ้าเรายังเป็นแรงงานในระบบที่ได้รับเงินเดือนจากนายจ้าง เราจะถูกบังคับให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมอัตโนมัติ เพราะกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้ลูกจ้างตั้งแต่เริ่มทำงาน โดยเงินสมทบที่ถูกหักออกจากเงินเดือนทุกเดือน ส่วนใหญ่จะถูกเก็บไว้เป็นเงินบำนาญชราภาพยามเกษียณ (บำเหน็จ/บำนาญ)

 

และไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้จนกว่าจะสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน เมื่ออายุครบ 55 ปี

The post คู่มือประกันสังคม 101 ฉบับมนุษย์เงินเดือน ปูพื้นฐานตั้งแต่หน้าที่กองทุน ทำไมต้องจ่าย 875 บาท ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง อ่านแล้วใช้สิทธิเป็น เรียกร้องแบบไม่หลงประเด็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ https://thestandard.co/discover-5-life-changing-books-that/ Thu, 01 Jan 2026 07:08:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1160798

วงการการเงินโลกในปี 2026 ก้าวเข้าสู่ยุคที่ความฉลาดทางอา […]

The post เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วงการการเงินโลกในปี 2026 ก้าวเข้าสู่ยุคที่ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สำคัญพอๆ กับตัวเลข สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง J.P. Morgan และนิตยสารการเงินชั้นนำอย่าง MoneyWeek ได้เผยแพร่รายชื่อหนังสือที่นักลงทุนและผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ‘ต้องมี’ ไว้ในครอบครอง เพื่อรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

 

เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ 3

 

1. The Art of Spending Money – โดย Morgan Housel

 

หลังจากความสำเร็จถล่มทลายของ The Psychology of Money ในปี 2026 Housel กลับมาพร้อมหนังสือเล่มใหม่ที่เน้นเรื่อง ‘พฤติกรรมการใช้เงิน’ โดยเฉพาะ

 

เขาชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่มักตกหลุมพรางความอิจฉา (Envy) จนทำให้การตัดสินใจทางการเงินผิดพลาด หนังสือเล่มนี้สอนให้คุณใช้เงินเพื่อสร้าง ‘ความพึงพอใจในชีวิต’ ไม่ใช่แค่เพื่อสะสมตัวเลขในบัญชี

 

เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’

 

2. Fixed: Why Personal Finance Is Broken and How to Make It Work for Everyone – โดย John Y. Campbell & Tarun Ramadorai

 

สองนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังตีแผ่ว่าทำไมระบบการเงินในปัจจุบันถึง ‘ซ่อมยาก’ สำหรับคนทั่วไป

 

หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับปี 2026 เพราะให้แนวทางที่เป็นรูปธรรมในการจัดการหนี้ การออม และการประกันภัย ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทั่วโลก

 

เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ 2

 

3. Epic Disruptions: 11 Innovations That Shaped Our Modern World – โดย Scott D. Anthony

 

แม้จะไม่ใช่หนังสือสอนออมเงินโดยตรง แต่ J.P. Morgan แนะนำให้อ่านเพื่อเข้าใจ ‘การเปลี่ยนแปลงของโลก’ หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลก รวมถึง AI และเทคโนโลยีการเงิน ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสว่าเงินในอนาคตจะไหลไปทางไหน

 

เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ 4

 

4. Thinking in Bets – โดย Annie Duke

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเล่มนี้สำหรับการวางแผนการเงินปี 2026 เพราะในยุคที่มีความไม่แน่นอนสูง เราต้องเลิกคิดแบบ ‘ถูกหรือผิด’ แต่ให้คิดแบบการ ‘วางเดิมพัน’ (Betting) เพื่อจัดการความเสี่ยงและผลลัพธ์ทางการเงินอย่างเป็นระบบ

 

เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ 1

 

5. Die with Zero: Getting All You Can from Your Money and Your Life – โดย Bill Perkins

 

เล่มนี้ยังคงเป็นหนังสือที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปี 2026 สำหรับกลุ่มที่ต้องการอิสรภาพทางการเงิน (FIRE Movement)

 

แหล่งข่าวจาก Kiplinger ระบุว่าในปีนี้ผู้คนเริ่มหันมาเน้น ‘การส่งต่อมรดกตั้งแต่วันที่ยังมีชีวิต’ และการใช้เงินซื้อประสบการณ์ในช่วงอายุที่เหมาะสม (Time-Bucketing) มากขึ้น

 

ภาพ: Muralinath/Getty Images. Amazon.com

อ้างอิง:

 

The post เปิดลิสต์ 5 หนังสือเปลี่ยนชีวิต สู่ยุคใหม่ของการเงินปี 2026 ยุคที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ ‘คุณภาพชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’ https://thestandard.co/5-out-of-classroom-financial-courses-learn/ Sat, 27 Dec 2025 06:12:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1159097 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’

เรามักถูกสอนมาแค่ว่า ‘ตั้งใจเรียน จบมาทำงาน เก็บเงิน แล […]

The post 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’

เรามักถูกสอนมาแค่ว่า ‘ตั้งใจเรียน จบมาทำงาน เก็บเงิน แล้วจะรวย’

 

แต่พอโตขึ้นได้เข้าสู่วัยทำงาน โลกความจริงโหดร้ายกว่านั้น บางครั้งแม้ว่าเราจะทำงาน มีเงินเดือนมั่นคง แต่สุดท้ายเราอาจไม่มีเงินเก็บอยู่ดี

 

และนี่คือ 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน วิชาสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน แต่กลับเป็นสิ่งที่เราไม่มีพื้นฐานเลย

 

1. กฎข้อแรก ต้อง ‘จ่ายให้ตัวเองก่อน’ เสมอ (Pay Yourself First)

 

ความผิดพลาดทางการเงินที่คลาสสิกที่สุด คือการใช้สมการ รายได้ – รายจ่าย = เงินออม ซึ่งในทางปฏิบัติ มันคือสมการที่ล้มเหลว เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อมีเงินอยู่ในมือ เรามักจะหาเหตุผลในการใช้มันจนหมดเกลี้ยงเสมอ

 

วิธีที่ถูกต้องและทรงพลังที่สุด คือการพลิกสมการใหม่เป็น ‘รายได้ – เงินออม = รายจ่าย’

 

ทันทีที่เงินเดือนเข้า ให้มองว่า ‘เงินออม’ คือ บิลใบแรก ที่เราต้องจ่ายให้ตัวเอง ดึงมันออกมาเก็บไว้ในที่ที่ถอนยากที่สุด ก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย การทำแบบนี้ไม่ใช่การบีบคั้นตัวเอง แต่เป็นการสร้างวินัยให้เราบริหารจัดการชีวิตด้วยเงินที่เหลืออยู่จริง และการมีวินัยคือบันไดก้าวแรกที่จะไปสู่ความมั่งคั่งที่มั่นคง

 

ซึ่งเป้าหมายการออมแรกที่สำคัญที่สุดคือ เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ควรมีให้ได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน

 

Tip: การทำงบประมาณ (Budgeting) คือเทคนิคที่ช่วยเราบริหารเงินได้ดีขึ้น ลองจดบันทึกดูว่าเงินของเราไหล ไปที่ไหนบ้าง กาแฟแพงๆ? ช้อปปิงออนไลน์? การรู้ทางเดินของเงินจะช่วยอุดรอยรั่วทางการเงินได้ชะงัด เพราะต่อให้เราหาเงินเก่งแค่ไหน แต่ถ้าใช้หมดเกลี้ยง เราก็ไม่มีวันรวย

 

2. วิชาหนี้สิน เป็นหนี้อย่างไรให้ชีวิตไม่พัง

 

ในยุคที่การรูดปรื้ดเป็นเรื่องง่าย เรามักเผลอคิดว่า ‘ผ่อนไหว แปลว่าซื้อได้’ แต่นั่นคือกับดักที่น่ากลัวที่สุด เพราะหนี้ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่นี่คือ ‘ภาระ’ ที่จะกัดกินรายได้ในอนาคตของเรา การเป็นหนี้เกินตัวเปรียบเสมือนเรากำลังขโมยเงินของตัวเองในอีก 3 ปีหรือ 5 ปีข้างหน้ามาใช้ล่วงหน้า

 

เราควรมีภาระผ่อนหนี้รวมทุกอย่าง ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน หากเกินกว่านี้ ชีวิตจะเริ่มตึงเครียด ขยับตัวยาก และเสี่ยงต่อการล้มละลายหากขาดรายได้กะทันหัน

 

ในขณะเดียวกัน แม้ว่า ‘หนี้สิน’ เป็นสิ่งที่มีความสุ่มเสี่ยง แต่ถ้าหากใช้เป็น ก็จะสามารถช่วยสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เช่น ถ้าเป็นหนี้ดีที่เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือเพิ่มมูลค่าในอนาคต เช่น กู้ซื้อบ้าน, กู้เพื่อการศึกษา, หรือกู้มาลงทุนทำธุรกิจ

 

แต่ถ้าเป็นหนี้เลว คือหนี้ที่กู้มาซื้อสิ่งที่มูลค่าลดลงทันที หรือกินแล้วหมดไป เช่น รูดบัตรเที่ยวต่างประเทศ, ผ่อนโทรศัพท์รุ่นใหม่ทั้งที่เครื่องเก่ายังดีอยู่, กู้สินเชื่อส่วนบุคคลมาแต่งรถ ซึ่งของต่างๆ เหล่านี้ รอให้มีเงินเหลือแล้วค่อยซื้อก็ได้

 

และกฎเหล็กของการเป็นลูกหนี้ที่ดี คือ การจ่ายให้ตรงเวลา ไม่เบี้ยวหนี้ จะทำให้คะแนนเครดิตหรือเครดิตบูโรของเราดี ซึ่งสำคัญมากในอนาคตเมื่อต้องการกู้เงินก้อนใหญ่ เช่น ซื้อบ้านหรือทำธุรกิจ ธนาคารจะดูประวัติตรงนี้เป็นหลัก

 

3. พลังของดอกเบี้ยทบต้น เวทมนตร์ที่เปลี่ยนเงินน้อยให้เป็นเงินล้าน

 

นี่คือสิ่งที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยเรียกว่า ‘สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก’

 

ดอกเบี้ยทบต้น คือเครื่องจักรผลิตเงินที่ทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีเชื้อเพลิงสำคัญคือ ‘เวลา’ ยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งใช้แรงน้อยลงเท่านั้น

 

ดอกเบี้ยจากเงินออมที่ได้ในเดือนแรก จะกลับไปรวมเป็นเงินต้นเพื่อสร้างดอกเบี้ยในเดือนถัดไป ทบไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา การเริ่มออมเงินหลักพันตั้งแต่อายุยังน้อย จึงมีค่ามากกว่าการออมเงินหลักหมื่นตอนอายุมาก นี่คือความลับที่ทำให้คนธรรมดาสามารถมั่งคั่งได้ เพียงแค่ให้เวลากับมันมากพอ

 

สมมติ นาย A เริ่มออมตอนอายุ 25 เดือนละ 2,000 บาท กับ นาย B เริ่มออมตอนอายุ 35 เดือนละ 2,000 บาทเท่ากัน เมื่อถึงวัยเกษียณ 60 ปี นาย A จะมีเงินมากกว่า นาย B ถึง 376,262 บาท (คิดจากดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี และไม่ถอนออก)

 

ซึ่งในทางกลับกัน ขณะที่เราออมเงินหรือลงทุน พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้เงินเราเพิ่มพูนมหาศาลในระยะยาว แต่ถ้าเป็นหนี้ เช่น หนี้บัตรเครดิตและจ่ายแค่ขั้นต่ำ ดอกเบี้ยจะทบต้นทบดอกจนยอดหนี้บานปลายอย่างหยุดไม่อยู่ ยิ่งปล่อยไวนานก็ยิ่งปลดหนี้ได้ยาก

 

4. พื้นฐานภาษีที่หนีไม่พ้น รู้เท่าทันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

 

เมื่อมีรายได้ ภาษี คือเงาตามตัวที่โรงเรียนไม่ค่อยสอนวิธีจัดการ เรามักมารู้ตัวอีกทีตอนยื่นภาษีแล้วพบว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือเสียโอกาสในการลดหย่อนไปอย่างน่าเสียดาย

 

การวางแผนภาษีไม่ใช่การเลี่ยงภาษี แต่คือการบริหารจัดการรายได้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไข เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้คุ้มค่าที่สุด

 

ไทยใช้โครงสร้างภาษีระบบ ‘อัตราก้าวหน้า’ ดังนั้น ยิ่งรายได้สุทธิสูง เปอร์เซ็นต์ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งสูง (ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 35%)

 

ซึ่งสมการภาษี คือ รายได้ทั้งปี – หักค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ -> นำตัวนี้ไปคำนวณภาษี

 

ดังนั้น การวางแผนภาษี จึงมีความสำคัญ คือการใช้สิทธิประโยชน์ที่รัฐให้มาอย่างคุ้มค่า เพื่อลด ‘เงินได้สุทธิ’ ลง แล้วภาษีที่ต้องจ่ายก็จะลดลงไปด้วย

 

เราสามารถเลือกค่าลดหย่อนที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของเรา อย่างเช่น หมวดการออม/ลงทุน ก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุน RMF/ThaiESG สิ่งเหล่านี้ช่วยลดหย่อนภาษีได้ และยังเป็นเงินเก็บให้เราในอนาคตด้วย

 

หรือหมวดประกัน ที่มีประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ นอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังลดหย่อนภาษีได้อีก และหมวดอื่นๆ อย่างดอกเบี้ยบ้าน, เลี้ยงดูพ่อแม่, บริจาค

 

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนเงินที่ ‘ต้องจ่ายทิ้ง’ ให้กลายเป็น ‘เงินออม’ ของตัวเราเอง การมีความรู้เรื่องภาษีจึงเปรียบเสมือนการรักษาเงินเก็บทางอ้อม และเป็นการอุดรอยรั่วทางการเงินที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่ง

 

5. แผนเกษียณต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน

 

หลายคนคิดว่า ‘เกษียณ’ เป็นเรื่องของคนแก่ ไว้รออายุ 40-50 ค่อยคิดก็ได้ นั่นคือความประมาทที่สุด เพราะเราทำงานหาเงินไม่ได้ตลอดชีวิต วันหนึ่งแรงกายจะถดถอย แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันและค่ารักษาพยาบาลจะยังคงอยู่ (และแพงขึ้นด้วยเงินเฟ้อ)

 

ในยุคนี้การเกษียณไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่คือสถานะความพร้อมทางการเงิน โจทย์ที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่การจากไปก่อนวัยอันควร แต่กลับเป็น ‘ความเสี่ยงจากการมีอายุยืนเกินไป’ เพราะด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ เราอาจมีชีวิตอยู่ถึง 85 หรือ 90 ปี ซึ่งแปลว่าเราต้องเตรียมเสบียงเลี้ยงตัวให้นานถึง 25-30 ปี โดยที่ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานหาเงินใหม่อีกแล้ว

 

อีกทั้งความหวังที่จะพึ่งพาลูกหลานหรือสวัสดิการรัฐอาจไม่ใช่คำตอบที่มั่นคงอีกต่อไป เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นการพึ่งพาตนเองให้ได้ 100% และไหนจะพลังของเงินเฟ้อ ที่กัดกินมูลค่าเงินออมของเราให้ลดลงทุกปี การฝากเงินในธนาคารเฉยๆ จึงเหมือนปล่อยให้เงินด้อยค่าลง เราจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ รักษามูลค่าอำนาจในการซื้อของเราไว้ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง

 

ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดของการวางแผนเกษียณจึงไม่ใช่แค่การสะสมเงินก้อนโตให้ได้ตามตัวเลขที่ตั้งไว้อีกแล้ว แต่คือการเปลี่ยนเงินเก็บให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ไหลเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากหุ้น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือดอกเบี้ยพันธบัตร

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่ ‘เงินที่ไหลเข้ามาเอง’ มากกว่า ‘รายจ่ายในชีวิตประจำวัน’ วันนั้นคือวันที่เรามีอิสรภาพอย่างแท้จริง และสามารถเลือกที่จะหยุดทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อายุถึงเกณฑ์

 

สุดท้ายนี้ วิชาการเงินอาจดูเหมือนเรื่องยากและซับซ้อน แต่แก่นแท้ของมันคือ ‘การรู้จักบริหารทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อสร้างชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด’ แม้โรงเรียนอาจจะไม่ได้มีสอน แต่ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเรียนรู้ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพราะการเงินไม่ใช่เรื่องของคนรวย แต่เป็นเรื่องของคนที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง

 

ภาพ: Tara Moore/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี เผยผลสำรวจชี้คนไทย 61% ‘วางแผนเกษียณแล้ว’ แต่พบถึงเป้าหมายจริง 15% พร้อมแนะโซลูชันช่วย ‘ปิดช่องว่าง’ ให้เริ่มทำได้ทันที https://thestandard.co/krungsri-retirement-plan-execute-fail/ Fri, 26 Dec 2025 12:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1158784 คนไทยสอบผ่านทฤษฎีแต่สอบตกปฏิบัติ ‘กรุงศรี’ เผย 61% วางแผนเกษียณแต่ทำได้จริงแค่ 15% ชี้ ‘ความรู้’ อย่างเดียวเอาไม่อยู่

บ่อยครั้งที่คำว่าความยั่งยืนถูกตีความในกรอบจำกัดเพียงแค […]

The post กรุงศรี เผยผลสำรวจชี้คนไทย 61% ‘วางแผนเกษียณแล้ว’ แต่พบถึงเป้าหมายจริง 15% พร้อมแนะโซลูชันช่วย ‘ปิดช่องว่าง’ ให้เริ่มทำได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยสอบผ่านทฤษฎีแต่สอบตกปฏิบัติ ‘กรุงศรี’ เผย 61% วางแผนเกษียณแต่ทำได้จริงแค่ 15% ชี้ ‘ความรู้’ อย่างเดียวเอาไม่อยู่

บ่อยครั้งที่คำว่าความยั่งยืนถูกตีความในกรอบจำกัดเพียงแค่การดูแลสิ่งแวดล้อม การลดคาร์บอน หรือการใช้ถุงผ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว นิยามของคำนี้กินความหมายกว้างกว่านั้นมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในระดับปัจเจกบุคคล รากฐานที่สำคัญที่สุดของการดำรงอยู่ไม่ได้เริ่มต้นที่ไหนไกล แต่เริ่มต้นที่ ‘ความมั่นคงทางการเงิน’

 

หากถอดรหัสคำว่ายั่งยืนในมิติของการใช้ชีวิต คือความสามารถในการยืนหยัดอยู่ได้ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับพายุเศรษฐกิจหรือความเปลี่ยนแปลงของสังคมรูปแบบใด ข้อมูลจากรายงาน Saving Behavior Survey: Decoding the Saving Habits of Thai Consumers 2025 โดยวิจัยกรุงศรี ได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจและชวนให้ขบคิดถึงทิศทางของคนไทยในปัจจุบัน

 

สัญญาณบวกที่เด่นชัดคือดัชนีชี้วัดทักษะทางการเงินของคนไทยที่ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 71.4% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง OECD (60.5%) อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยมีความตื่นตัวและมีชุความรู้พื้นฐานที่ดี โดยเฉพาะในมิติด้านทัศนคติทางการเงินที่ทำคะแนนได้สูงถึง 76.8% ตามมาด้วยพฤติกรรมและความรู้พื้นฐานที่อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ

 

ข้อมูลเหล่านี้ยืนยันชัดเจนว่าสังคมไทยไม่ได้ขาดแคลนความรู้ คนส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าดอกเบี้ยทำงานอย่างไร หรือความเสี่ยงคืออะไร แต่ภายใต้ตัวเลขนี้กลับมีรอยปริแยกบางอย่างซ่อนอยู่ เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดจะพบว่า แม้ครัวเรือนไทยกว่า 87.5% จะมีพฤติกรรมการออมเงิน และส่วนใหญ่มีวินัยที่ดีโดยสามารถกันเงินได้ถึง 20-30% ของรายได้ต่อเดือนตามสูตรสำเร็จที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแนะนำ

 

ทว่าเงินออมส่วนใหญ่นั้นกลับกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงมากอย่างเงินสดหรือบัญชีเงินฝาก ซึ่งอาจไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว นี่คือภาพสะท้อนของความกังวลและความไม่มั่นใจที่ทำให้เงินออมเติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

มายาคติของการวางแผนเกษียณกับความเป็นจริงที่สวนทาง

 

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดและถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับประเทศคือช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำ ข้อมูลระบุว่าประชากรไทยกว่า 61.1% มีแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุอยู่ในมือ และได้เริ่มออกสตาร์ทการออมเพื่อเป้าหมายดังกล่าวแล้ว

 

แต่เมื่อวัดผลลัพธ์ที่ปลายทาง กลับมีเพียง 15.7% เท่านั้นที่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้สำเร็จจนครบถ้วน ตัวเลขนี้คือสัญญาณเตือนที่บอกว่า ลำพังแค่ความตระหนักรู้อาจยังไม่ใช่อาวุธที่เพียงพอที่จะพาไปสู่ชีวิตที่ยั่งยืนได้จริง สาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่ใช่เพราะขาดวินัย แต่เป็นเพราะบริบทการใช้ชีวิตที่ซับซ้อนขึ้น โจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงวัยทำให้สมการการเงินที่เคยใช้ได้ผลในอดีต อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปในปัจจุบัน

 

เมื่อลองเจาะลึกลงไปในอินไซต์ของคน 4 เจเนอเรชัน จะเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมการสร้างรากฐานทางการเงินถึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และทำไมสูตรสำเร็จแบบเหมารวมถึงใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนอีกต่อไป

 

ถอดรหัสรหัสพันธุกรรมทางการเงินของคน 4 วัย

 

เริ่มกันที่คลื่นลูกใหม่อย่าง Gen Z (อายุ 20–30 ปี) กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งโรคระบาดและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ดีเอ็นเอของคนกลุ่มนี้ถูกตั้งโปรแกรมมาให้มองโลกตามความเป็นจริงและเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอยู่เสมอ ความน่าสนใจของ Gen Z คือการตั้งเป้าหมายความสำเร็จในชีวิตไว้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่อายุประมาณ 53 ปี ซึ่งเร็วกว่าคนรุ่นก่อนหน้ามาก

 

ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มนี้จึงกลายเป็นวัยที่ขยันหารายได้จากหลายช่องทางมากที่สุด โดยกว่า 38% มีแหล่งรายได้มากกว่า 2 ทางขึ้นไป การหารายได้หลายทางไม่ได้ทำไปเพื่อความฟุ้งเฟ้อ แต่เพื่อสร้างเบาะรองรับความเสี่ยง พร้อมกับมองหาความสมดุลระหว่างการทำงานหนักและการใช้ชีวิต (Work-Life Balance) คนวัยนี้จึงให้ความสำคัญกับเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 3-6 เดือนและการลงทุนที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนไปพร้อมกัน

 

ขยับมาที่พี่รองอย่าง Gen Y (อายุ 30–40 ปี) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจและครอบครัว คนกลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงวัยสร้างรากฐานที่มั่นคงที่สุด แต่ก็ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งที่สุดเช่นกัน ทั้งความคาดหวังจากครอบครัวและการสร้างทรัพย์สินเป็นของตัวเอง เป้าหมายของคน Gen Y มักผูกติดอยู่กับการมีบ้านเป็นของตัวเอง โดยตั้งเป้าไว้ที่อายุเฉลี่ย 31 ปี

 

เนื่องจากเป็นวัยที่มองการณ์ไกล คนกลุ่มนี้จึงมีความคาดหวังเรื่องเงินใช้หลังเกษียณสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกเจเนอเรชัน คือประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขความคาดหวังที่สูงลิ่วนี้เป็นแรงกดดันที่ทำให้ Gen Y ต้องวางแผนการเงินอย่างรัดกุม จึงเป็นกลุ่มที่เน้นการสร้างความคุ้มครองให้ครอบครัวผ่านประกันชีวิต และเลือกการลงทุนที่ปลอดภัยเพื่อรักษาเงินต้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ในขณะที่ Gen X (อายุ 40–55 ปี) หรือกลุ่มที่ถูกขนานนามว่าเป็น Sandwich Generation กำลังเผชิญกับสภาวะแรงกดดันจากทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งต้องดูแลพ่อแม่ที่เข้าสู่วัยชรา และอีกด้านต้องส่งเสียลูกหลานที่กำลังเติบโต ทำให้ค่าใช้จ่ายของคนวัยนี้สูงรอบด้าน ทว่าภายใต้ความกดดัน Gen X กลับเป็นกลุ่มที่มีวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง

 

คนวัยนี้มุ่งเน้นการเร่งเครื่องปลดหนี้สินให้หมดก่อนวัยเกษียณ และพยายามสร้างรายได้แบบ Passive Income จากอสังหาริมทรัพย์หรือเงินปันผลเพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระ ข้อมูลชี้ว่าคนกลุ่มนี้จัดสรรเงินออมถึง 41% ของพอร์ตการลงทุนไว้สำหรับการเกษียณโดยเฉพาะ โดยเลือกใช้เครื่องมือที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่าง RMF หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นตัวช่วยสำคัญในการเตรียมตัวลงจากหลังเสืออย่างสง่างามที่อายุเฉลี่ย 59 ปี

 

สุดท้ายคือรุ่นใหญ่ลายครามอย่าง Baby Boomer (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ซึ่งปัจจุบันกำลังเปลี่ยนนิยามของคำว่าคนแก่ ให้กลายเป็น Active Aging หรือผู้สูงวัยที่ยังคงมีไฟและศักยภาพในการใช้ชีวิต ไม่ยอมปล่อยให้ร่างกายร่วงโรยไปตามกาลเวลา แม้จะเข้าสู่วัยเกษียณ แต่กว่า 32% ของคนกลุ่มนี้ยังคงทำงานและมีรายได้หลักจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง

 

โจทย์ใหญ่ที่สุดของ Boomer จึงไม่ใช่การหาเงินเพิ่ม แต่เป็นการบริหารเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ให้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตที่อาจยาวนานถึง 20-25 ปีหลังหยุดทำงาน ความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นสิ่งที่คนวัยนี้ให้ความสำคัญสูงสุด กลยุทธ์การเงินจึงเน้นไปที่การรักษาเงินต้น (Wealth Preservation) โดยเลือกฝากเงินในที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินสดสำรองเพียงพอตลอดอายุขัย

 

เริ่มจาก ‘คนในบ้าน’ สู่รากฐานที่ยั่งยืนของสังคม

 

ความหลากหลายของปัญหาและเป้าหมายในแต่ละเจเนอเรชัน เป็นเครื่องยืนยันว่าการจะก้าวไปสู่ชีวิตที่ยั่งยืนได้นั้น ไม่สามารถมองแค่เปลือกนอก หรือลอกเลียนแบบวิธีการของผู้อื่นได้ แต่ต้องเริ่มจากการวางรากฐานทางการเงินที่สอดคล้องกับตนเอง แนวคิดนี้สอดรับกับวิสัยทัศน์ที่คุณมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนมุมมองไว้ว่า

 

“ความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องที่ต้องรอ แต่คือการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว และลงมือทำ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทยในปัจจุบันที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับรากฐาน หรือความรู้ทางการเงินมากยิ่งขึ้น”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ กรุงศรีไม่ได้เพียงแค่สื่อสารแนวคิดนี้ออกสู่ภายนอกเท่านั้น แต่ได้เริ่มลงมือขับเคลื่อนจากภายในองค์กร (Inside-Out) โดยมุ่งสร้าง ‘Sustainability DNA’ ให้เกิดขึ้นกับพนักงานทุกคน นอกเหนือจากกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการลดขยะหรือประหยัดพลังงานแล้ว ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับพนักงาน

 

เพื่อให้บุคลากรทุกคนเป็นต้นแบบที่มีทั้งวินัยในการดำเนินชีวิตและความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเงิน ก่อนที่จะนำองค์ความรู้นี้ไปขยายผลสู่ลูกค้าและสังคมในวงกว้าง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากรุงศรีเชื่อมั่นในแนวคิดนี้อย่างแท้จริง

 

และพร้อมที่จะผลักดันแคมเปญ GO Sustainable with krungsri เพื่อสื่อสารแมสเสจสำคัญว่า ‘จุดเริ่มต้นของชีวิตที่ยั่งยืนคือการเงินที่มั่นคง’ โดยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยให้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง การนำความรู้ทางการเงินไปสู่การลงมือทำจริง กับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

 

เปลี่ยนความรู้ให้เป็น ‘อาวุธ’ ด้วยเครื่องมือที่ใช่

 

เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวถูกนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน กรุงศรีจึงได้พัฒนาเครื่องมือ เพื่อเข้ามาช่วยปิดช่องว่างระหว่างความรู้กับการลงมือทำ โดยเริ่มต้นจากการสำรวจตนเองผ่าน Krungsri Financial Health Check

 

นี่คือเครื่องมือตรวจสุขภาพการเงินที่ออกแบบมาให้เข้าถึงง่ายผ่าน LINE @Krungsrisimple เพียงแค่พิมพ์คำว่า ‘เช็คสุขภาพการเงิน’ ระบบจะทำหน้าที่เสมือนกระจกที่สะท้อนให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนทางการเงินของผู้ใช้งานอย่างตรงไปตรงมา และรวดเร็ว ทำให้ผู้ใช้งานรู้สถานะที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการวางแผน

 

เมื่อเข้าใจสถานะของตนเองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเติมเต็มความรู้ที่ขาดหายผ่าน Krungsri The COACH ศูนย์รวมความรู้และคำแนะนำจากกูรูผู้เชี่ยวชาญ ที่ถูกออกแบบมาด้วยแนวคิด ‘โค้ชเรื่องเงิน ให้เป็นเรื่องง่าย’ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่บทความทั่วไป แต่ได้รวบรวม How-to ที่ย่อยเรื่องการเงินที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

 

ไม่ว่าจะเป็นการออม, การใช้จ่าย, การบริหารหนี้, ความคุ้มครอง หรือการลงทุน เครื่องมือนี้จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงที่คอยแนะนำแนวทางที่เหมาะสมกับเป้าหมายของแต่ละช่วงวัย ซึ่งความสำเร็จของ Krungsri The COACH สะท้อนได้จากตัวเลขการมีส่วนร่วมที่สูงกว่า 20% ของทราฟฟิกทั้งหมดบนเว็บไซต์ และยอดรับชมรายการรวมกว่า 45 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันได้ว่าคนไทยกำลังมองหาที่พึ่งพิงทางความรู้ที่เชื่อถือได้ เพื่อนำไปปรับใช้ในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว ความยั่งยืนของชีวิตไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขรายได้มหาศาล แต่อยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการและวางรากฐานให้กับทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมั่นคงเพียงใด ในวันที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สิ่งเดียวที่จะเป็นหลักประกันให้กับชีวิตได้ คือวินัยทางการเงินที่เริ่มสร้างตั้งแต่วันนี้ เพราะ ’ความมั่นคงทางการเงิน’ คืออิสรภาพที่แท้จริงที่จะทำให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างยั่งยืนในแบบที่ต้องการ

The post กรุงศรี เผยผลสำรวจชี้คนไทย 61% ‘วางแผนเกษียณแล้ว’ แต่พบถึงเป้าหมายจริง 15% พร้อมแนะโซลูชันช่วย ‘ปิดช่องว่าง’ ให้เริ่มทำได้ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้ https://thestandard.co/interest-debtors-savers-adjust/ Sun, 21 Dec 2025 05:17:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1156586 แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้

เมื่อ กนง. เคาะ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ แล้ว หลายคนอาจจะคิดว […]

The post แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้

เมื่อ กนง. เคาะ ‘ลดดอกเบี้ยนโยบาย’ แล้ว หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือมองแค่ว่าคงได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์น้อยลงไปนิดเดียว แต่ความเป็นจริงแล้ว การลดดอกเบี้ยกระทบกับเงินในกระเป๋าสตางค์พวกเรามากกว่าที่คิด

 

ทุกเปอร์เซ็นต์ที่ขยับ มันคือ ‘โอกาส’ ของคนผ่อนบ้าน และเป็น ‘โจทย์ใหญ่’ ของคนมีเงินเก็บที่ต้องคิดหนักกว่าเดิมเพราะผลตอบแทนที่กำลังหดหายไปเรื่อยๆ

 

เมื่อกฎทางการเงินกำลังถูกปรับเปลี่ยน การนิ่งเฉยอาจทำให้เราพลาดโอกาสที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น นี่คือ 5 เคล็ดลับที่เราควรรีบดำเนินการทันที เพื่อเปลี่ยนเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อกระเป๋าเงินของเรา

 

การลดดอกเบี้ยส่งผลอย่างไร?

 

ที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย ก็เปรียบเหมือนการฉีดออกซิเจน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยมีกลไกหลักๆ คือ

 

1. กระตุ้นการใช้จ่าย (หนี้น้อยลง ออมไม่คุ้ม จึงกล้าใช้)

 

  • กู้ง่าย-ผ่อนสบาย: เมื่อดอกเบี้ยลด ค่างวดผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะถูกลง คนจึงมีเงินเหลือในกระเป๋าไปใช้จ่ายอย่างอื่นมากขึ้น
  • ย้ายเงินออม: เมื่อฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยน้อยลง คนจะนำเงินออกมาใช้หรือลงทุนแทนการแช่เงินไว้ในธนาคาร ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดมากขึ้น

 

2. ลดต้นทุนผู้ประกอบการ (ภาระลด กำไรเพิ่ม ขยายธุรกิจ)

 

  • ลดรายจ่ายดอกเบี้ย: ธุรกิจส่วนใหญ่มีหนี้เงินกู้ เมื่อดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนทางการเงินจะลดลงทันที ช่วยให้บริษัทมีกำไรสุทธิมากขึ้นและมีสภาพคล่องสูงขึ้น
  • จูงใจให้ลงทุน: เมื่อต้นทุนการกู้ยืมถูกลง เจ้าของธุรกิจจะกล้ากู้เงินมาสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร หรือจ้างงานเพิ่ม เพราะมองว่าคุ้มค่ากว่าช่วงดอกเบี้ยแพง

 

3. ค่าเงินอ่อนตัว (เงินไหลออก ช่วยส่งออกไทย)

 

  • เงินทุนย้ายที่: นักลงทุนจะย้ายเงินจากไทยไปฝากในประเทศที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เมื่อมีการขายเงินบาทเพื่อไปซื้อเงินสกุลอื่น มูลค่าเงินบาทจึงอ่อนค่าลง
  • สินค้าไทยถูกลง: เมื่อเงินบาทอ่อน สินค้าไทยจะราคาถูกลงในตลาดโลก (เช่น ต่างชาติใช้เงิน 1 ดอลลาร์ แต่ซื้อของไทยได้มากขึ้น) ทำให้ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยวแข็งแกร่งขึ้น

 

ดังนั้น ลดดอกเบี้ย = ลดภาระคนกู้ + เพิ่มกำไรธุรกิจ + ช่วยภาคส่งออก > เพื่อดันให้เศรษฐกิจในภาพรวมกลับมาคึกคัก

 

หมายเหตุ: ปลายปี 2025 แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับตัวลดลง แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบรุนแรงกว่า ทั้งจากเงินดอลลาร์ที่ยังอ่อนค่า และราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น

 

ผลกระทบ ใครได้? ใครเสีย?

 

คนมีหนี้ (ยิ้มออก): โดยเฉพาะหนี้ที่ดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) เช่น กู้บ้าน หรือเงินกู้ธุรกิจ ต้นทุนดอกเบี้ยจะลดลง ทำให้เงินงวดที่จ่ายไปถูกนำไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น

 

คนมีเงินเก็บ (ต้องปรับตัว): ผลตอบแทนจากเงินฝากออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำจะค่อยๆ ลดลง จนผลตอบแทนที่ได้ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงตราสารหนี้ออกใหม่ที่จะให้ดอกเบี้ยน้อยลงด้วย

 

5 ข้อต้องรู้ เพื่อปรับกลยุทธ์รับมือดอกเบี้ยขาลง

 

เมื่อทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยน ถ้าเราอยู่เฉยๆ ก็อาจจะพลาดโอกาส นี่คือ 5 วิธีจัดการเงินที่แนะนำ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง และทำให้เงินของเราเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

1. ยื่นรีเทนชัน หรือ รีไฟแนนซ์ บ้าน

 

สำหรับคนผ่อนบ้านมาเกิน 3 ปี นี่คือจังหวะทอง ช่วงดอกเบี้ยนโยบายลดลง ธนาคารมักจะออกโปรโมชั่นใหม่ๆ มาดึงดูดลูกค้า

 

  • Retention: ขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารเดิม ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียค่าประเมินใหม่
  • Refinance: ย้ายไปธนาคารใหม่เพื่อให้ได้โปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำพิเศษ แม้จะมีขั้นตอนมากกว่า แต่บ่อยครั้งที่ช่วยประหยัดเงินได้เป็นหลักแสนตลอดอายุสัญญา

 

อย่าลืม ตรวจสอบสัญญาก่อน ดูว่าเราผ่อนบ้านมาครบ 3 ปีหรือยัง (เพื่อไม่ให้เสียค่าปรับ)

 

แม้ว่ารีเทนชั่นกับธนาคารเดิม จะได้ลดดอกเบี้ยน้อยกว่า แต่ถ้ายอดหนี้คงเหลือเราเหลือน้อยแล้วหรือใกล้จะปิดหนี้ได้แล้ว การรีไฟแนนซ์ที่ต้องมีการประเมินใหม่และมีค่าธรรมเนียมอีก ก็อาจจะไม่คุ้ม

 

2. คงค่างวดเท่าเดิม เพื่อโปะให้หนี้หมดไว

 

เมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเรียกเก็บขั้นต่ำจากแบงก์จะลดลงตาม แต่ถ้าเราจ่ายเท่าเดิม ส่วนต่างที่เกินมาจะเข้าไปตัดเงินต้นแบบ 100% ทำให้หนี้ลดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยที่เราไม่ต้องควักเงินเพิ่มจากเดิมเลย

 

เพราะฉะนั้น เทคนิคที่แนะนำที่สุดคือ ‘จ่ายเท่าเดิม แม้ดอกเบี้ยลด’ สมมติปกติจ่ายงวดละ 15,000 บาท เมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเรียกเก็บจริงอาจเหลือ 14,200 บาท แต่ถ้าเรายังยืนหยัดจ่าย 15,000 บาทเท่าเดิม ส่วนต่าง 800 บาทจะเข้าไปตัดเงินต้นโดยตรง ช่วยให้หนี้บ้านหมดเร็วขึ้น 2-3 ปีเลย

 

3. รีบล็อกเงินฝากดอกเบี้ยสูง

 

ธนาคารมักจะปรับ ‘ลดดอกเบี้ยเงินฝากก่อน’ ดอกเบี้ยเงินกู้เสมอ สมมติเรามีเงินฝาก 100,000 บาท การที่ดอกเบี้ยลดลง 0.25% หมายความว่าผลตอบแทนที่ได้รับจะหายไป 250 บาทต่อปี

 

ดังนั้น ถ้าเราเป็นสายออมเงินที่รับความเสี่ยงไม่ได้ ต้องรีบขยับตัวก่อนเพื่อล็อกผลตอบแทนไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้เราได้ดอกเบี้ยในอัตราเดิมไปอีกระยะหนึ่ง

 

  • ย้ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากประจำ: เลือกแบบ 12-24 เดือนเพื่อล็อกดอกเบี้ยสูงในปัจจุบันไว้ (มักจะได้ผลตอบแทนเดิมได้อีกสักพักหนึ่ง และอาจมีการปรับลดในเวลาต่อมา แล้วแต่สัญญา)
  • สแกนหา Digital Savings: มองหาบัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลที่ยังให้ดอกเบี้ยสูงและยังไม่ประกาศปรับลด
  • สลากออมทรัพย์: เป็นอีกทางเลือกในการพักเงินที่ให้ผลตอบแทนคงที่พร้อมลุ้นรางวัล

 

4. จัดพอร์ตรับกำไรจากตราสารหนี้

 

ในช่วงดอกเบี้ยขาลง ตราสารหนี้ (หุ้นกู้/พันธบัตร) จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เนื้อหอมมาก เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ถึง 2 ต่อ ทั้งจาก ‘ดอกเบี้ย’ และ ‘กำไรจากส่วนต่างราคา’

 

ทำไมดอกเบี้ยลด ราคาตราสารหนี้ถึงพุ่ง?

 

  • ของเก่าหอมหวานกว่า: สมมติเราถือตราสารหนี้ใบเดิมที่ให้ดอกเบี้ย 4% แต่พอ กนง. ลดดอกเบี้ย ตราสารหนี้ใบใหม่ที่เพิ่งออกมาจะให้ดอกเบี้ยเหลือแค่ 2%
  • คนรุมซื้อ: นักลงทุนย่อมอยากได้ใบที่ให้ 4% มากกว่า จึงยอม ‘จ่ายเงินแพงขึ้น’ เพื่อขอซื้อต่อจากเรา
  • เกิดกำไรส่วนต่าง (Capital Gain): นอกจากจะได้ดอกเบี้ยตามปกติแล้ว มูลค่าตราสารหนี้ที่เราถืออยู่จะ ‘แพงขึ้น’ ทำให้เราขายทำกำไรได้มากกว่าตอนซื้อมานั่นเอง

 

ดังนั้น เราสามารถอาศัยโอกาสที่ราคาของตราสารหนี้กำลังสูงขึ้น ในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

 

  • เข้าซื้อหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade): เพื่อชิงล็อกอัตราดอกเบี้ยรับที่ยังสูงอยู่ไว้ใช้ยาวๆ ก่อนที่หุ้นกู้ลอตใหม่ๆ จะปรับลดดอกเบี้ยลงตามนโยบาย กนง. (อย่าลืมเช็กอันดับเครดิตเพื่อป้องกันความเสี่ยง)
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้: เป็นที่พักเงินที่ปลอดภัยและมักให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก โดยแนะนำให้เลือกกองที่ถือครอง ตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เพราะยิ่งอายุยาว ราคาจะยิ่งดีดตัวสูงขึ้นเมื่อดอกเบี้ยลดลง
  • ตรวจสอบกองทุนที่ถืออยู่: หากเรามีกองทุนตราสารหนี้อยู่แล้ว ให้สังเกตค่า NAV จะพบว่ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ เป็นจังหวะที่ดีในการพิจารณาจัดพอร์ตใหม่
  • ส่องกองทุนรวมดัชนี (Index Fund): ไม่ใช่แค่ตราสารหนี้ แต่ตลาดหุ้น (โดยเฉพาะกองทุนดัชนี) มักตอบรับเชิงบวกเมื่อต้นทุนทางการเงินของบริษัทต่างๆ ลดลง ทำให้ภาพรวมการลงทุนดูสดใสขึ้น

 

การเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้ในช่วงนี้ คือการล็อกกำไร และดักรอส่วนต่างราคาที่ดีที่สุด

 

5. สแกนหาหุ้นปันผล และ REITs ที่น่าสนใจ

 

เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารลดลงจนไม่น่าดึงดูด นักลงทุนจะเริ่มมองหา ‘แหล่งพักเงิน’ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ หุ้นปันผลและ REITs (กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์) จึงกลายเป็นพระเอกในช่วงนี้ เพราะว่า

 

  • คนหนีเงินฝากไปหาปันผล: เมื่อฝากเงินได้ดอกเบี้ยน้อยลง เงินลงทุนมักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ปันผลสูงกว่า เพื่อรักษาโอกาสในการสร้างกระแสเงินสด
  • REITs ได้ประโยชน์ 2 ต่อ: ต่อแรก ต้นทุนลด กองทรัสต์ส่วนใหญ่กู้เงินมาลงทุน เมื่อดอกเบี้ยลง ภาระหนี้ของกองทุนก็ลดลง ทำให้มีกำไรมาจ่ายปันผลให้เราได้มากขึ้น ต่อที่สอง ราคาพุ่ง เมื่อความต้องการซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อหวังปันผล จะส่งผลให้ราคาหน่วยลงทุนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

เมื่อตัดสินใจที่จะย้ายเงินจากเงินฝากมายังสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อรับผลตอบแทนที่ดีขึ้น มีหลายกลยุทธ์ที่สามารถดำเนินการได้ โดยเน้นไปที่การสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ

 

  • คัดหุ้นปันผลคุณภาพ: เน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและจ่ายปันผลสม่ำเสมอต่อเนื่องหลายปี (เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค หรืออุปโภคบริโภค) โดยตั้งเป้าหมายที่อัตราปันผล 5-7% ต่อปี เพื่อชนะดอกเบี้ยเงินฝากแบบขาดลอย
  • เลือก REITs ที่พื้นฐานแกร่ง: มองหาอสังหาริมทรัพย์ในทำเลดีที่มีผู้เช่าเต็มตลอด เช่น คลังสินค้า, ศูนย์การค้า หรือโรงแรมใหญ่ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
  • สร้างรายได้สม่ำเสมอ (Passive Income): ใช้ช่วงจังหวะดอกเบี้ยต่ำนี้ในการสะสมสินทรัพย์ที่จ่ายปันผล เพื่อสร้างเงินเดือนที่สองทดแทนรายได้จากดอกเบี้ยธนาคารที่หายไป

 

ข้อควรระวัง การลงทุนในตราสารหนี้, หุ้นปันผล, หรือ REITs มีความเสี่ยงมากกว่าการฝากเงินเสมอ เงินที่นำไปลงทุนต้องเป็นส่วนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

 

สุดท้ายแล้ว การลดดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องไกลตัวระดับประเทศ แต่มันคือเรื่องของเงินทุกบาทในกระเป๋าเราจริงๆ ใครที่เริ่มขยับตัวก่อน ไม่ว่าจะรีบเข้าไปคุยกับแบงก์เรื่องบ้าน หรือมองหาที่วางเงินเก็บใหม่ๆ ก็คือคนที่รักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเองได้ดีที่สุด

 

สรุป 5 ข้อที่ควรรู้นี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม แต่มันคือวิธีที่จะช่วยให้ภาระหนี้ที่เราแบกอยู่เบาลง และช่วยให้เงินออมที่เราตั้งใจสะสมมายังคงทำงานให้เราได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ในวันที่ลมเปลี่ยนทิศแบบนี้ การเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้เราอุ่นใจและมีที่ว่างในกระเป๋าสตางค์เพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

ภาพ: Nuthawut Somsuk/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post แบงก์ลดดอกเบี้ย ‘คนมีหนี้-คนมีเงินเก็บ’ ต้องขยับตัวยังไง? สรุป 5 ข้อที่ต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกจ่ายแพง! 9 เทคนิคประหยัดค่าสตรีมมิ่งให้อยู่หมัด https://thestandard.co/9-tips-save-streaming-costs/ Sat, 20 Dec 2025 12:54:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1156552 เลิกจ่ายแพง 9 เทคนิคประหยัดค่าสตรีมมิ่งให้อยู่หมัด

เคยเป็นไหม? เรื่องนั้นก็กำลังฮิต เรื่องนี้เพื่อนก็ป้ายย […]

The post เลิกจ่ายแพง! 9 เทคนิคประหยัดค่าสตรีมมิ่งให้อยู่หมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกจ่ายแพง 9 เทคนิคประหยัดค่าสตรีมมิ่งให้อยู่หมัด

เคยเป็นไหม? เรื่องนั้นก็กำลังฮิต เรื่องนี้เพื่อนก็ป้ายยา ซีรีส์เกาหลีเข้าใหม่ อนิเมะเรื่องดังก็มา พอรู้ตัวอีกทีเราก็กดสมัครแอปดูหนังไปแล้ว 3-4 เจ้าพร้อมกัน

 

แต่ความน่ากลัวอยู่ที่ตอนสิ้นเดือน พอเห็นเงินคงเหลือในบัญชีแล้วถึงกับช็อก เพราะ ‘เงินหายไปไหนหมด?’ คำตอบก็คือ มันละลายไปกับค่าสมาชิกรายเดือนที่เราจ่ายทิ้งไว้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

 

เพื่อให้เรายังมีความสุขกับความบันเทิงได้โดยไม่ต้องกุมขมับเรื่องค่าใช้จ่าย ลองนำ 9 วิธีบริหารจัดการค่าสตรีมมิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ดู รับรองว่าช่วยเซฟเงินได้จริง

 

1. สลับหมุนเวียนบริการสตรีมมิ่ง

 

อย่าสมัครทุกแอปพร้อมกัน นี่คือเทคนิคที่ประหยัดเงินได้มากที่สุด แทนที่จะสมัครทุกแอปพร้อมกัน ให้ใช้วิธี ‘ดูทีละเจ้า’ เลือกสมัครเฉพาะแอปที่มีคอนเทนต์ที่เราอยากดูที่สุดในตอนนั้น

 

เมื่อดูจบครบแล้วให้ยกเลิกหรือพักการเป็นสมาชิกไว้ก่อน แล้วค่อยย้ายไปสมัครแอปอื่นที่มีเรื่องใหม่รออยู่ การทำแบบนี้จะทำให้เสียเงินแค่เดือนละแอปเดียว แทนที่จะต้องจ่ายพร้อมกันหลายแอป

 

เคล็ดลับ: ตั้งการแจ้งเตือนในปฏิทินเพื่อยกเลิกก่อนวันเรียกเก็บเงินรอบถัดไป

 

2. เลือกแผนแบบกลุ่มหรือครอบครัว

 

การเป็น Lone Wolf หรือฉายเดี่ยว มักจะแพงเสมอในโลกสตรีมมิ่ง หากมีสมาชิกในบ้านหรือกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจได้ การหารค่าสมาชิกคือทางออกที่คุ้มค่าที่สุด

 

แผน Family ของหลายๆ ค่ายเมื่อนำมาหารเฉลี่ยรายหัวแล้ว มักจะมีราคาถูกกว่าการสมัครแยกคนเดียวเกินครึ่ง

 

ดังนั้นลองสำรวจดูว่าคนรอบข้างใช้แอปไหนอยู่บ้าง แล้วรวมกลุ่มกันเพื่อแชร์ค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ตรวจสอบเงื่อนไขของแอปให้ดี บางแอปเคร่งครัดเรื่องที่อยู่ (ต้องอยู่บ้านเดียวกัน) บางแอปยืดหยุ่นกว่า ควรทำให้ถูกต้องตามกฎเพื่อป้องกันบัญชีถูกระงับ

 

Apple Music (เฉพาะเพลง)

 

แบบเดี่ยว (Individual): ราคา 139 บาท/เดือน

 

แบบครอบครัว (Family) – ได้สูงสุด 6 คน: ราคา 219 บาท/เดือน

 

ตกคนละ: ประมาณ 37 บาท

 

ประหยัดกว่าแบบเดี่ยว: 102 บาทต่อคน/เดือน

 

3. สมัครรายปีแทนรายเดือน

 

ถ้ามีแอปไหนที่มั่นใจแล้วว่าเป็น ‘แอปสามัญประจำบ้าน’ ที่ต้องเปิดดูแทบทุกวัน หรือมีรายการที่ต้องติดตามยาวๆ ตลอดทั้งปี

 

การยอมจ่ายเงินก้อนเพื่อสมัครแผนรายปีมักจะมาพร้อมส่วนลดที่คำนวณออกมาแล้วประหยัดกว่าการจ่ายทีละเดือนไปเรื่อยๆ อาจจะประหยัดลงไปประมาณ 15-20% เลย

 

WeTV VIP

 

แบบรายเดือน

 

ราคา: 129 บาท/เดือน รวม 1 ปี จ่ายประมาณ: 1,548 บาท

 

แบบรายปี – คุ้มกว่ามาก

 

ราคาปกติในแอป: ประมาณ 1200 บาท/ปี (เหมือนดูฟรี 5 เดือน)

 

ราคาโปรโมชั่น (ผ่านค่ายมือถือ AIS/True/Dtac): มักจะอยู่ที่ 599 บาท/ปี (เหมือนดูฟรี 7 เดือน)

 

4. ใช้ประโยชน์จากการทดลองใช้ฟรี

 

อย่ามองข้ามปุ่ม Free Trial หรือทดลองใช้ฟรี แพลตฟอร์มส่วนใหญ่มักเปิดโอกาสให้เราเข้าไปลองใช้งานก่อน 7 วัน หรือ 1 เดือน ช่วงเวลานี้เหมาะมากที่เราจะเข้าไปสำรวจว่ามีหนังที่ชอบไหม หรือใช้ดูเรื่องสั้นๆ ให้จบ

 

แต่กฎเหล็กคือ ทันทีที่กดสมัครทดลองใช้ ให้ตั้งนาฬิกาปลุกหรือแจ้งเตือนในปฏิทิน ไว้ก่อนวันหมดเขต 1 วัน เพื่อกดยกเลิกได้ทันท่วงทีหากเรารู้สึกว่าแอปนี้ยังไม่ตอบโจทย์

 

เหมาะสำหรับลูกค้าใหม่หรือลูกค้าที่กลับมาใช้บริการอีกครั้ง (ใครมีหลายอีเมล ลองเปลี่ยนอีเมลที่ใช้ล็อกอินก็จะได้สิทธิลองฟรีหลายครั้งนะ)

 

5. ดาวน์เกรดแพ็กเกจให้เหมาะกับการใช้งาน

 

ลองถามตัวเองดูว่า เราจำเป็นต้องดูความคมชัดระดับ 4K บนหน้าจอมือถือเล็กๆ หรือไม่ หรือเราดูคนเดียวแต่กลับสมัครแพ็กเกจที่ดูพร้อมกันได้ 4 จอหรือเปล่า?

 

การลดระดับแพ็กเกจลงมาเป็นระดับมาตรฐาน หรือแพ็กเกจสำหรับมือถือ จะช่วยลดรายจ่ายส่วนเกินที่ไม่จำเป็นออกไปได้ทันที ถ้าส่วนใหญ่แล้วเราดูคนเดียวบนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต

 

Netflix (ประเทศไทย)

 

1. แพ็กเกจ Mobile – 99 บาท/เดือน

 

ความคมชัด 480p-High ดูได้ทีละ 1 จอ และ ไม่สามารถ ดูบนทีวีหรือคอมพิวเตอร์ได้ (Cast ขึ้นจอไม่ได้)

 

2. แพ็กเกจ Basic – 169 บาท/เดือน

 

ความคมชัด 720p ดูได้ทุกอุปกรณ์ ทั้งมือถือ ทีวี และคอมพิวเตอร์ ดูได้ทีละ 1 จอเท่านั้น

 

3. แพ็กเกจ Standard – 349 บาท/เดือน

 

ความคมชัด 1080p ภาพคมชัดมาตรฐาน ดูได้พร้อมกัน 2 จอ

 

4. แพ็กเกจ Premium – 419 บาท/เดือน

 

ความคมชัด 4K HDR (Ultra HD) ดูได้พร้อมกัน 4 จอ

 

6. สมัครสตรีมมิ่งผ่านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

 

ลองเช็กโปรโมชั่นกับค่ายมือถือหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านของเรา บ่อยครั้งที่แพ็กเกจรายเดือนที่เราใช้อยู่ อาจจะมีสิทธิ์ดูแอปสตรีมมิ่งฟรีแถมมาให้ หรือมีส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าเก่า การใช้สิทธิ์ตรงนี้ช่วยให้เราไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าสมาชิกเต็มจำนวน

 

iQIYI

 

สมัครเองโดยตรง (ผ่านแอป/เว็บ)

 

Premium VIP (4 จอ / 4K) รายเดือน: 199 บาท / รายปี: 2,000 บาท

 

สมัครผ่านค่ายมือถือ (AIS / True / Dtac) – คุ้มกว่า

 

Premium ราคาโปรโมชั่นมักอยู่ที่ 119 บาท/เดือน และ 1,200 บาท/ปี

 

7. พิจารณาแผนที่มีโฆษณาคั่น

 

แอปสตรีมมิ่งบางเจ้ามีตัวเลือกแผนที่ราคาถูกลงหรือฟรี แต่จะมีโฆษณาคั่น หากเราไม่ได้กังวลเรื่องโฆษณา นี่เป็นวิธีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก

 

8. คอยเฝ้าโปรโมชั่นและดีลพิเศษ

 

แอปสตรีมมิ่งก็เหมือนสินค้าทั่วไปที่มีช่วงลดราคา โดยเฉพาะช่วงเทศกาลอย่าง 12.12, Payday

 

หรือแม้แต่ข้อเสนอพิเศษทางอีเมลเพื่อดึงลูกค้าเก่ากลับไปใช้บริการ การรอจังหวะดีๆ เหล่านี้จะทำให้เราได้ราคาที่ถูกลงกว่าปกติมาก

 

Spotify

 

โปรโมชั่น Premium Individual 3 เดือน 149 บาท จากปกติเดือนละ 149 บาท (หารเฉลี่ยตกเดือนละ 49 บาท) หมดเขต 31 ธันวาคม 2025

 

9. หมั่นตรวจสอบและยกเลิกบริการที่ไม่ได้ใช้

 

ข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด คือการตรวจสอบสมาชิกรายเดือนตัวเองเป็นประจำ เพื่อดูว่าเราจ่ายเงินไปกับแอปไหนบ้าง

 

หากพบว่าแอปไหนที่ไม่ได้กดเข้าไปดูเลยตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา นั่นคือสัญญาณเตือนว่ามัน ‘ไม่คุ้ม’ อีกต่อไป ให้รีบกดยกเลิกทันที

 

จำไว้ว่าเราสามารถกลับมาสมัครใหม่ได้เสมอเมื่อมีหนังที่อยากดู อย่าปล่อยให้มันตัดเงินเราเล่นๆ ไปเรื่อยๆ

 

สุดท้ายแล้ว ‘ความบันเทิง’ ไม่ควรเป็นภาระ การประหยัดค่าสมาชิกไม่ได้แปลว่าเราต้องอดดูสิ่งที่ชอบ แต่แปลว่าเรารู้จักเลือก ‘จ่าย’ ให้กับสิ่งที่ ‘ใช่’ ในเวลาที่เหมาะสม เพราะอิสระทางการเงินที่แท้จริง เริ่มต้นจากการอุดรอยรั่วเล็กๆ เหล่านี้… เพื่อให้เงินทุกบาทที่ประหยัดได้ กลายเป็นตั๋วพาเราไปหาความสุขที่ใหญ่กว่าเดิม

 

หมายเหตุ: ราคาและโปรโมชั่นแต่ละสตรีมมิ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง

 

ภาพ: Catherine Falls Commercial

อ้างอิง:

 

The post เลิกจ่ายแพง! 9 เทคนิคประหยัดค่าสตรีมมิ่งให้อยู่หมัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบนัสออกอย่าเพิ่งรีบใช้! รวม 6 วิธีปั้นเงินก้อนใหญ่ให้งอกเงย https://thestandard.co/bonus-money-management-6-ways-grow-wealth/ Fri, 12 Dec 2025 08:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1153518 โบนัสออกอย่าเพิ่งรีบใช้ รวม 6 วิธีปั้นเงินก้อนใหญ่ให้งอกเงย

เข้าสู่ช่วงปลายปี สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนรอคอยอย่าง […]

The post โบนัสออกอย่าเพิ่งรีบใช้! รวม 6 วิธีปั้นเงินก้อนใหญ่ให้งอกเงย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบนัสออกอย่าเพิ่งรีบใช้ รวม 6 วิธีปั้นเงินก้อนใหญ่ให้งอกเงย

เข้าสู่ช่วงปลายปี สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ นอกจากวันหยุดยาว อีกเรื่องก็คงหนีไม่พ้น ‘โบนัส’ เงินก้อนใหญ่ที่เป็นเหมือนรางวัลปลอบใจจากการทำงานหนักมาตลอด 12 เดือน

 

แต่ช้าก่อน ทันทีที่มีแจ้งเตือนเงินเข้า อย่าเพิ่งรีบโอนออก หรือกดสั่งซื้อของในตะกร้าออนไลน์จนหมด เพราะเงินก้อนนี้หากวางแผนผิด ชีวิตอาจสะดุด แต่ถ้าวางแผนถูก สถานะทางการเงินของเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

ได้เงินโบนัสมา อย่าเพิ่งรีบใช้จนหมด

 

ความรู้สึกรวยชั่วข้ามคืนตอนโบนัสออก มักทำให้เราเผลอตัวใช้จ่ายเกินความจำเป็น หรือที่เรียกว่า ‘กับดักรายได้ชั่วคราว’ เรามักคิดว่าเรามีเงินเยอะ แต่ลืมไปว่านี่คือเงินที่มาแค่ปีละครั้ง การรีบใช้เงินโดยขาดสติอาจทำให้เงินก้อนนี้ละลายหายไปภายในไม่กี่วัน และเหลือไว้เพียงความเสียดาย

 

ลองสูดหายใจลึกๆ แล้วมาดู 6 วิธีบริหารเงินโบนัสอย่างคุ้มค่า ที่จะช่วยให้เรารวยขึ้นจริง ไม่ใช่แค่รวยชั่ว

 

1. ปลดหนี้ คือ กำไรที่แน่นอนที่สุด

 

ก่อนจะคิดใช้เงินไปกับเรื่องอื่นๆ ให้นำโบนัสไป ‘โปะหนี้’ ก่อนอย่างแรก เพราะไม่มีการลงทุนไหนการันตีผลตอบแทน 20% ได้ แต่การโปะหนี้บัตรเครดิตทำได้ทันที

 

โดยเน้นปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงที่สุดก่อน เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อส่วนบุคคล (16-25%) หากเราปล่อยหนี้บัตรเครดิตค้างไว้ 10,000 บาท ผ่านไป 1 ปี อาจต้องจ่ายคืนเกือบ 12,000 บาท โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลย การโปะหนี้จึงเหมือนการสร้างผลตอบแทนทันทีเท่ากับอัตราดอกเบี้ยนั้นๆ

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวเบาขึ้น สภาพคล่องต่อเดือนกลับมา และไม่ต้องเสียดายเงินที่ต้องจ่ายเป็นดอกเบี้ยฟรีๆ ให้ธนาคาร

 

Tip: เช็กเงื่อนไข ‘ค่าปรับการปิดหนี้ก่อนกำหนด’ กับธนาคารด้วยครับ สำหรับหนี้บ้านหรือรถ บางสัญญาถ้านำเงินก้อนไปโปะปิดบัญชีเลยก่อน 3 ปี อาจโดนค่าปรับได้ แต่สำหรับการโปะเพิ่ม (ไม่ได้ปิดยอดทั้งหมด) ส่วนใหญ่ทำได้ฟรีและจะไปตัดที่เงินต้นโดยตรง ทำให้หนี้หมดเร็วกว่ากำหนดหลายปี

 

2. เติมเงินสำรองฉุกเฉินให้เต็มถัง

 

หากปีที่ผ่านมาเราเคยเกิดอาการช็อต ต้องหยิบยืมเงินคนอื่นเวลาป่วย หรือรถเสีย นี่คือโอกาสดีที่จะอุดรูรั่วนั้น ให้ใช้โบนัสเติมบัญชีเงินสำรองให้เต็ม เพื่อสร้างเบาะรองรับทางการเงินที่ปลอดภัย เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ ไม่ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราจะอุ่นใจกว่าคนอื่นแน่นอน

 

เราควรมีเงินสดสำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือกองทุนรวมตลาดเงิน หลายคนเข้าใจผิดว่าเอาเงินไปฝากประจำดีกว่า แต่สำหรับเงินฉุกเฉินสภาพคล่องสำคัญที่สุด เงินต้องถอนออกมาใช้ได้ทันทีเมื่อเจ็บป่วย หรือตกงาน

 

Tip: ยุคนี้ไม่ต้องฝากออมทรัพย์ธรรมดาที่ดอกเบี้ย 0.25% แล้ว แนะนำให้หาบัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ของธนาคารต่างๆ ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% – 2.0% (สำหรับวงเงินไม่เกินแสนแรก) สภาพคล่องสูงเหมือนเดิม แต่ดอกเบี้ยดีกว่าเกือบ 10 เท่า

 

3. จ่ายเบี้ยประกันชีวิต และประกันสุขภาพ

 

แทนที่จะผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน ซึ่งมักทำให้เบี้ยประกันแพงขึ้น ให้กันเงินโบนัสส่วนหนึ่งไว้สำหรับ ‘จ่ายเบี้ยรายปี’ ก็จะช่วยเซฟค่าเบี้ยประกันของเราได้ เพราะการจ่ายรายปีมักจะถูกกว่ารายเดือน

 

ค่ารักษาพยาบาลมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 8-10% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปมาก การใช้โบนัสจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย จะช่วยปิดความเสี่ยงที่เงินเก็บหลักล้านจะหายไปเพราะการป่วยเพียงครั้งเดียว

 

Tip: เบี้ยประกันสุขภาพสามารถนำมา ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาท (เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท) การใช้โบนัสจ่ายส่วนนี้ จึงได้ทั้งความคุ้มครองและได้เงินภาษีคืนกลับมาด้วย

 

4. เติมเต็มแผนเกษียณ ติดสปีดพลังดอกเบี้ยทบต้น

 

ลองเข้าไปตรวจดูพอร์ตเกษียณของเรา (เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ThaiESG หรือ RMF) ว่าปีนี้ยอดเงินเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่? ถ้ายังขาดอยู่ ใช้เงินโบนัสนี้สมทบเพิ่มเข้าไป ยิ่งใส่เงินต้นเร็ว พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น

 

และถ้าหากเราคำนวณภาษีแล้วพบว่าปีนี้ต้องจ่ายเพิ่ม ก็ถือโอกาสใช้เงินโบนัสซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ซึ่งเราจะได้สิทธิประโยชน์ 2 เด้ง นอกจากจะมีเงินเก็บเพื่ออนาคตแล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เช่น ฐานภาษี 20% ซื้อกองทุน 10,000 บาท เท่ากับประหยัดภาษีไป 2,000 บาททันที

 

Tip: อย่าลืมเช็กสิทธิ์กองทุน ThaiESG (กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน) เงื่อนไขใหม่ที่ลดเวลาถือครองเหลือแค่ 5 ปี (จากวันที่ซื้อ) และวงเงินลดหย่อนแยกต่างหากสูงสุดถึง 300,000 บาท เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนอยากลดหย่อนภาษีและถือไม่ยาวจนเกินไป

 

5. ต่อยอดการลงทุน ให้เงินทำงานแทนเรา

 

หลังจากปลดหนี้หมดแล้ว มีเงินสำรองเพียงพอแล้ว หากโบนัสยังเหลืออยู่ เงินก้อนใหญ่เริ่มเปิดพอร์ตลงทุน หรือ Rebalance พอร์ตเดิม เพื่อสร้างความมั่งคั่งทางการเงินระยะยาวได้

 

หากเป็นมือใหม่ หรือไม่มีเวลาเฝ้ากระดาน เครื่องมือที่ทรงพลังและได้รับการยอมรับจากนักลงทุนระดับโลก (รวมถึง Warren Buffett) ก็คือ กองทุนรวมดัชนี หรือ Index Fund ที่ลงทุนในหุ้นทุกตัวตามดัชนีตลาดนั้นๆ เพื่อทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับตลาดที่สุด

 

Tip: ค่าธรรมเนียมต่ำ คือ หัวใจสำคัญของ Index Fund เพราะเราไม่ได้จ้างผู้จัดการกองทุนมาบริหารเชิงรุก (Active) ดังนั้นก่อนซื้อ ให้เปิดหนังสือชี้ชวนดูส่วน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม ควรจะต่ำมากๆ (เช่น 0.1% – 0.5% ต่อปี) ยิ่งค่าธรรมเนียมต่ำ กำไรสุทธิก็จะตกถึงมือเรามากขึ้น

 

6. ลงทุนในตัวเราเองเพื่อเพิ่มมูลค่า

 

เงินโบนัสก้อนสุดท้ายนี้ อยากให้มองเป็นต้นทุนสำหรับการอัปเกรดเครื่องผลิตเงิน ซึ่งก็คือ ตัวเราเอง เพราะไม่มีการลงทุนไหนจะคุ้มค่าไปกว่าการทำให้ตัวเองเก่งขึ้นอีกแล้ว

 

ลองเจียดเงินโบนัสมาลงคอร์สเรียนทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อสายงาน (เช่น ภาษาที่ 3, Data Analytics, หรือ AI Tools) หรือสอบใบเซอร์วิชาชีพดู เงินส่วนนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่จะเปลี่ยนรูปไปเป็นทักษะติดตัว ที่จะช่วยอัปฐานเงินเดือน หรือเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ

 

ส่วนการให้รางวัลตัวเอง เช่น ช้อปปิงหรือท่องเที่ยว แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนใช้เงินโบนัสเพื่อเรื่องนี้ทันที จัดสรรเงินโบนัสให้กับ 5 ข้อแรกก่อน แล้วเมื่อมีเหลือเก็บค่อยจัดทริปหรือซื้อของให้รางวัลตัวเอง

 

ตัวอย่าง ถ้าเราได้โบนัส 50,000 บาท (สูตร 50-30-20)

 

เริ่มจาก ก้อนแรก 50% (25,000 บาท) เน้นความมั่นคงเป็นหลัก ให้รีบนำไปโปะหนี้ดอกเบี้ยสูงให้จบ หรือเติมเงินสำรองฉุกเฉินและจ่ายเบี้ยประกันให้ครบถ้วน

 

ต่อด้วย ก้อนลงทุน 30% (15,000 บาท) ส่งเงินไปทำงานต่อในกองทุนลดหย่อนภาษีหรือ Index Fund เพื่อปั้นพอร์ตให้โต และสุดท้าย ก้อนรางวัล 20% (10,000 บาท) แนะนำให้ลงทุนกับความรู้เพื่ออัปเงินเดือนตัวเองก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยนำไปกินเที่ยวให้รางวัลใจแบบพอดีตัว

 

ระวัง อย่าลืมภาษี

 

เรื่องตกม้าตายของหลายคนคือ ลืมไปว่า โบนัสถือเป็นเงินได้พึงประเมิน 40(1) ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปลายปี

 

โบนัสก้อนนี้อาจดันให้รายได้รวมของเรากระโดดไปตกใน ฐานภาษีที่สูงขึ้น (เช่น จาก 10% เป็น 15% หรือ 20%)

 

ก่อนใช้เงินหมดเกลี้ยง ให้คำนวณภาษีคร่าวๆ ไว้ก่อน หากต้องจ่ายภาษีเพิ่ม อย่าลืมกันเงินส่วนนั้นไว้ หรือนำเงินไปซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อไม่ต้องควักเนื้อจ่ายภาษีตอนเดือนมีนาคม

 

เงินโบนัส ไม่ใช่แค่เงินสำหรับซื้อของขวัญ ให้ตัวเองในปัจจุบัน แต่คือเครื่องมือสำคัญที่จะซื้ออนาคตที่มั่นคง การวางแผนใช้เงินอย่างชาญฉลาดในวันนี้ จะทำให้เราสามารถขอบคุณตัวเองในปีหน้า และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน

 

อย่าปล่อยให้โบนัสเป็นเพียงสายฝนที่ตกลงมาให้ชุ่มฉ่ำเพียงครู่เดียวแล้วระเหยหายไป แต่จงบริหารจัดการเปลี่ยนมันให้เป็นบ่อน้ำที่พร้อมหล่อเลี้ยงชีวิตเราได้ในระยะยาว

 

โปรดจำไว้ว่า ความมั่งคั่งไม่ได้วัดกันที่ว่าปีนี้ ‘หาเงิน’ มาได้เท่าไหร่ แต่มันวัดกันที่ว่า เราฉลาดที่จะ ‘รักษา’ และส่งต่อมันให้งอกเงยได้มากแค่ไหนต่างหาก ให้โบนัสปีนี้เป็นอิฐก้อนแรกที่สร้างรากฐานการเงินของเราให้แข็งแกร่ง

 

ภาพ: Deagreez/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post โบนัสออกอย่าเพิ่งรีบใช้! รวม 6 วิธีปั้นเงินก้อนใหญ่ให้งอกเงย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท จูงใจชนชั้นกลาง-รายได้น้อย ออมเงินผ่านการลงทุน https://thestandard.co/tisa-middle-class-savings-incentive/ Tue, 09 Dec 2025 14:15:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1153006 ลดหย่อนภาษี

ข่าวดีของรัฐบาล แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับมนุษย์เงินเดือน […]

The post ส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท จูงใจชนชั้นกลาง-รายได้น้อย ออมเงินผ่านการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดหย่อนภาษี

ข่าวดีของรัฐบาล แต่อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลังเมื่อวานนี้ (8 ธันวาคม 2568) ครม.เศรษฐกิจ ไฟเขียว ‘โครงการ TISA’ บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินออมระยะยาว รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุน และลดการขาดดุลทางการคลัง จากการจัดเก็บรายได้ภาษีที่มากขึ้น เรียกว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว

 

เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลตั้งใจ ช่วยประชาชนให้มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ แต่หนทางกว่าจะไปถึงปลายทางนั้นไม่ง่าย เพราะใช้วิธีเพิ่มตัวคูณส่วนลดภาษีให้กับคนรายได้ปานกลาง-รายได้น้อย เพื่อจูงใจให้ออมเงิน แต่กลับปรับส่วนลดภาษีของคนที่รายได้สูงตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทลง ในขณะที่คนกลุ่มนี้เป็นเดอะแบก เสียภาษีเยอะสุดที่อัตรา 25-35% เมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดที่อยู่ในระบบภาษี

 

ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนแตกเป็นสองเสียงว่า นโยบายนี้เข้ามาเพื่อช่วยลดภาระคนที่ตั้งใจจ่ายภาษีดีมาตลอด หรือมาซ้ำเติมคนที่เป็นเดอะแบกอยู่แล้วให้มีทางเลือกน้อยลงไปอีก

 

THE STANDARD WEALTH พาส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ใครได้ ใครเสีย?

 

The post ส่องเงื่อนไข TISA ลดหย่อนภาษีแบบใหม่ เพิ่มวงเงินลดหย่อนสูงสุด 800,000 บาท จูงใจชนชั้นกลาง-รายได้น้อย ออมเงินผ่านการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อนให้เพื่อนยืมเงิน https://thestandard.co/5c-of-credit/ Thu, 04 Dec 2025 12:16:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1151469 ‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อน ให้เพื่อนยืมเงิน

บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเพื่อนสนิท พี่น […]

The post ‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อนให้เพื่อนยืมเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อน ให้เพื่อนยืมเงิน

บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างเพื่อนสนิท พี่น้อง หรือญาติมิตร ต้องมาสะดุดลงเพียงเพราะคำว่า ‘ขอยืมเงิน’

 

ด้วยพื้นฐานของความรักและความไว้วางใจ เรามักหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยแทบไม่ลังเล เพราะเชื่ออย่างสนิทใจว่าคนกันเองย่อมไม่ทำร้ายกัน แต่เมื่อถึงกำหนดคืน สถานการณ์กลับตาลปัตร ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม หรือแย่กว่านั้นคือการบ่ายเบี่ยงที่ทำให้คนให้ยืมต้องลำบากใจ

 

บทเรียนราคาแพงนี้สอนให้รู้ว่า เงินที่เสียไปอาจหาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกและมิตรภาพที่พังทลายลงนั้นยากจะกู้คืน

 

ในโลกของการเงิน ธนาคารมีเกณฑ์การประเมินผู้กู้ที่เข้มงวดเพื่อป้องกันหนี้เสีย ซึ่งเราสามารถนำหลักการเดียวกันนี้มาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ นี่คือหลักการ 5C of Credit เครื่องมือคัดกรองที่ช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ก่อนที่เราจะตัดสินใจโอนเงินให้เพื่อนยืม

 

1. Character นิสัยใจคอและวินัยทางการเงิน

 

ด่านแรกที่สำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนเงิน แต่คือ ‘ตัวตน’ ของผู้ขอยืม ในทางจิตวิทยาการเงิน พฤติกรรมในอดีตมักเป็นตัวบ่งชี้พฤติกรรมในอนาคตได้ดีที่สุด การพิจารณา Character จึงหมายถึงการมองลึกลงไปถึงความซื่อสัตย์และการรักษาสัจจะ ลองสังเกตดูว่าเพื่อนคนนี้เป็นคนรักษาคำพูดในเรื่องอื่นๆ หรือไม่

 

  • ประวัติการผิดนัด

ลองนึกย้อนดูว่าเขาเคยผิดนัดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ เช่น นัดทานข้าว นัดส่งงาน หรือเคยยืมเงินจำนวนน้อยๆ แล้วทำลืมหรือคืนช้ากว่ากำหนดหรือไม่ พฤติกรรมในอดีตคือกระจกสะท้อนอนาคตที่ดีที่สุด

 

  • ความโปร่งใส

เมื่อถูกถามถึงปัญหาการเงิน เขาเล่าความจริงทั้งหมด หรือพยายามปกปิด บ่ายเบี่ยง เล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว? คนที่จริงใจจะกล้าเปิดเผยสถานการณ์ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้เรามั่นใจ

 

  • ไลฟ์สไตล์ที่ขัดแย้ง

สังเกตการใช้ชีวิตของเขาในโซเชียลมีเดียหรือชีวิตจริง หากเขายังทานอาหารหรู ซื้อของแบรนด์เนม หรือเที่ยวต่างประเทศ ในขณะที่มาขอยืมเงินเรา นั่นแสดงถึงทัศนคติทางการเงินที่บกพร่องอย่างรุนแรง

 

ความเป็นคนดีกับความเป็นลูกหนี้ที่ดีนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ต้องมั่นใจว่าเขามีทัศนคติที่มองว่า ‘หนี้ต้องชำระ’ ไม่ใช่ ‘หนี้คือเงินที่ได้มาฟรี’

 

2. Capacity ความสามารถในการชำระหนี้

 

ความตั้งใจดีที่จะคืนเงินนั้นไม่เพียงพอ หากปราศจาก ‘ความสามารถ’ ที่จะหาเงินมาคืน ข้อนี้คือการประเมินความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของเพื่อนอย่างตรงไปตรงมา เราต้องประเมินว่า ‘กระแสเงินสด’ ของเขาเพียงพอที่จะเจียดมาคืนเราหรือไม่ ไม่ใช่แค่ประเมินจากเงินเดือนรวม แต่ต้องดูเงินที่เหลือจริงหลังหักค่าใช้จ่าย

 

  • แหล่งรายได้ที่แน่นอน

เขามีงานประจำที่มั่นคง หรือทำธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอหรือไม่? หากเขากำลังตกงานหรือรายได้ไม่แน่นอน ความเสี่ยงจะพุ่งสูงทันที

 

  • ภาระหนี้เดิม

เขามีหนี้สินรุงรังอยู่แล้วหรือไม่ (เช่น บัตรเครดิตเต็มวงเงิน, กู้ธนาคาร, หนี้นอกระบบ) หากเขามีเจ้าหนี้หลายราย ต้องถามตัวเองว่า ‘เราเป็นเจ้าหนี้ลำดับที่เท่าไหร่?’ เพราะโดยธรรมชาติ คนมักจะเลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยโหดหรือมีผลทางกฎหมายก่อนเพื่อนฝูงเสมอ

 

  • แผนการคืนเงินที่เป็นไปได้

ลองถามเขาว่า ‘จะเอาเงินจากไหนมาคืน?’ ถ้าคำตอบดูเลื่อนลอย เช่น ‘เดี๋ยวคงหาได้’ หรือ ‘รอเงินก้อนนั้นก้อนนี้’ ถือว่าความเสี่ยงสูง คำตอบที่ดีต้องระบุที่มาของเงินชัดเจนและสมเหตุสมผล

 

การให้ยืมเงินไปถมในหลุมที่ไม่มีก้นบ่อ อาจไม่ใช่การช่วยเหลือแต่เป็นการยื้อเวลาปัญหาออกไปเรื่อยๆ

 

3. Capital ทุนทรัพย์และสายป่าน

 

ในทางการเงิน Capital หมายถึงส่วนทุนของผู้กู้ แต่ในบริบทของเพื่อนฝูง เราอาจมองในมุมของสายป่านหรือทรัพย์สินสำรองที่เขามี หากเกิดเหตุฉุกเฉินทำให้เขาไม่สามารถหาเงินสดมาคืนได้ตามนัด เขามีทรัพย์สินอื่นหรือเงินออมสำรองที่จะนำมาแปลงเป็นเงินสดเพื่อรับผิดชอบต่อหนี้ก้อนนี้หรือไม่

 

  • เงินออมฉุกเฉิน

เขามีเงินเก็บสำรองบ้างไหม หรือใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือนตลอดเวลา? คนที่ไม่มีเงินเก็บเลยคือคนที่เปราะบางที่สุด

 

  • ทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินได้

หากหาเงินสดมาไม่ทัน เขามีทองคำ หุ้น หรือทรัพย์สินมีค่าที่พร้อมจะขายเพื่อนำเงินมาคืนเราหรือไม่ หรือเขามีแต่ ‘หนี้สิน’ ที่มากกว่า ‘ทรัพย์สิน’

 

  • สถานะทางธุรกิจ (ถ้ากู้ไปลงทุน)

หากเขายืมไปทำธุรกิจ ต้องมั่นใจว่าเขามีเงินทุนส่วนตัวลงไปด้วย ไม่ใช่จับเสือมือเปล่าโดยใช้เงินเรา 100% เพราะนั่นแปลว่าเราแบกรับความเสี่ยงแทนเขาทั้งหมด
คนที่กู้ยืมโดยไม่มีทุนสำรองเลย คือคนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด หากเกิดลมเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจเพียงนิดเดียว เขาจะล้มและดึงเราล้มไปด้วยทันที

 

4. Collateral หลักประกันความเสี่ยง

 

หากกู้ยืมกับธนาคาร ก็มักถูกเรียกหาหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่สำหรับเพื่อนฝูง การถามหาโฉนดที่ดินหรือเล่มรถอาจดูตึงเครียดเกินไป อย่างไรก็ตาม เราควรพิจารณาถึงหลักประกันบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ

 

  • สัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร

สำหรับเงินก้อนใหญ่ การทำสัญญากู้ยืมถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่เพื่อความตระหนี่ แต่เพื่อความชัดเจน สัญญาจะระบุดอกเบี้ย (ถ้ามี) และกำหนดการคืนที่แน่นอน ซึ่งใช้บังคับทางกฎหมายได้จริง

 

  • สิ่งค้ำประกันทางใจหรือวัตถุ

ในบางกรณี อาจมีการขอเก็บของมีค่าบางอย่างไว้เป็นประกัน หรือขอให้มีคนค้ำประกัน (เช่น ญาติพี่น้องของเขา) หากเขาอิดออดที่จะให้หลักประกันทั้งที่ยืมเงินก้อนโต แสดงว่าเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะคืนเราได้

 

  • ผลกระทบทางสังคม

พิจารณาว่าเขากลัวการเสียชื่อเสียงหรือไม่? คนที่รักษาหน้าและเครดิตทางสังคมมักจะพยายามหาเงินมาคืนมากกว่าคนที่ไม่มีอะไรจะเสีย

 

การมีหลักฐานที่จับต้องได้จะช่วยเตือนสติลูกหนี้ว่า นี่ไม่ใช่เงินช่วยเหลือให้เปล่า แต่เป็นธุรกรรมที่ต้องมีการชำระคืน

 

5. Conditions เงื่อนไขและความจำเป็น

 

ปัจจัยสุดท้ายคือการมองบริบทแวดล้อมและวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน การเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงจะช่วยให้เราประเมินได้ว่า ความเสี่ยงนี้คุ้มค่าที่จะแบกรับเพื่อช่วยเหลือเพื่อนหรือไม่

 

ความจำเป็น vs. ความฟุ่มเฟือย

  • น่าเห็นใจ: ค่ารักษาพยาบาล, ค่าเทอมลูก, อุบัติเหตุฉุกเฉิน
  • ควรปฏิเสธ: ยืมไปแต่งรถ, ยืมไปปิดบัตรเครดิต (เพื่อรูดใหม่), ยืมไปลงทุนในแชร์ลูกโซ่หรือสิ่งที่เขาไม่มีความรู้

 

สภาพเศรษฐกิจ: ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ หรืออุตสาหกรรมที่เขาทำอยู่กำลังเป็นขาลง โอกาสที่เขาจะหาเงินมาคืนได้จะยากขึ้นไปอีกหลายเท่า

 

ความถี่ในการยืม: นี่เป็นครั้งแรก หรือเป็นนิสัย? หากเขายืมคนอื่นไปทั่วและหมุนเงินไม่จบไม่สิ้น การให้เงินเพิ่มไปไม่ใช่การช่วย แต่เป็นการ ‘เลี้ยงไข้’ ปัญหาการเงินของเขาให้ยืดเยื้อต่อไป

 

เรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร แม้เราอยากช่วยเหลือมิตรสหายยามยาก แต่ความใจกว้างนั้นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของสติและการปกป้องตัวเอง การใช้หลักการ 5C of Credit ไม่ใช่การมองเพื่อนในแง่ร้าย แต่เป็นการมองโลกตามความเป็นจริง การพูดคุยกันด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความขัดแย้งในอนาคต

 

ท้ายที่สุดแล้ว กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของการให้คนกันเองยืมเงินคือ ‘ให้ยืมเท่าที่เรายอมรับได้ว่าอาจจะไม่ได้คืน’ หากจำนวนเงินนั้นมากพอที่จะทำให้เราเดือดร้อนหากสูญเสียมันไป หรือมากพอที่จะทำให้เราต้องตัดขาดความเป็นเพื่อนเมื่อถูกเบี้ยวหนี้ การปฏิเสธอย่างสุภาพตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นการรักษามิตรภาพให้ยืนยาวได้ดีกว่าการให้ยืมแล้วต้องมานั่งเสียใจในภายหลัง

 

ภาพ: Francesco Carta fotografo/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ‘5C of Credit’ เช็กลิสต์วัดใจก่อนให้เพื่อนยืมเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 วิธีสร้าง ‘อิสระทางการเงิน’ จากครอบครัว https://thestandard.co/financial-freedom-from-family/ Thu, 04 Dec 2025 05:07:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1151261 7 วิธีสร้าง ‘อิสระทางการเงิน’ จากครอบครัว

เคยสงสัยกันหรือไม่ ว่าทำไมเรายังรู้สึกตัวเล็กในบ้านแม้จ […]

The post 7 วิธีสร้าง ‘อิสระทางการเงิน’ จากครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 วิธีสร้าง ‘อิสระทางการเงิน’ จากครอบครัว

เคยสงสัยกันหรือไม่ ว่าทำไมเรายังรู้สึกตัวเล็กในบ้านแม้จะมีหน้าที่การงานแล้ว

 

คำตอบอาจซ่อนอยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่ยังผูกติดกับครอบครัว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ตราบใดที่ ‘เงิน’ ของพวกเขายังค้ำจุนเรา ‘เสียง’ ของเราย่อมเบากว่าเสมอ

 

การลุกขึ้นมาสร้างอิสรภาพทางการเงิน จึงไม่ใช่การเนรคุณหรือคิดตัดขาด แต่คือการยกระดับความสัมพันธ์ จากผู้รับฝ่ายเดียว ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ยืนหยัดได้เอง เพื่อให้ความสัมพันธ์ในบ้านถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความเคารพ ไม่ใช่ด้วยพันธะเงินทองหนี้สิน

 

ราคาที่ต้องจ่าย เมื่อขาดอิสระทางการเงิน

 

หากเรายังคงปล่อยให้สถานะการเงินพัวพันกับที่บ้าน ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม สิ่งที่ตามมาคือปัญหาที่กัดกร่อนความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว อย่างแรกคือ การสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจ เมื่อรับเงินเขา เรามักต้องเกรงใจเขา เราอาจถูกแทรกแซงในเรื่องส่วนตัว ตั้งแต่การซื้อของ ไปจนถึงการใช้ชีวิต เพราะผู้ให้เงินย่อมรู้สึกว่าเขามีสิทธิ์ที่จะกำหนดทิศทาง

 

นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดความรู้สึกผิดและติดหนี้บุญคุณ การรับความช่วยเหลือตลอดเวลาอาจสร้างความรู้สึกว่าเป็นภาระ หรือรู้สึกติดค้างทางใจจนไม่กล้าขัดแย้งแม้ในสิ่งที่ควรจะเป็น และที่น่ากังวลที่สุดคือ ความเปราะบางเมื่อเกิดวิกฤต หากเสาหลักของครอบครัวล้มลง แล้วเรายังดูแลตัวเองไม่ได้ วิกฤตนั้นจะรุนแรงขึ้นทวีคูณ และสร้างความตึงเครียดให้ทุกคนในบ้านจนยากจะแก้ไข

 

7 ขั้นตอนสู่อิสรภาพทางการเงินจากครอบครัว

 

การก้าวออกมาดูแลตัวเองทางการเงินไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน แต่เกิดจากการวางรากฐานที่มั่นคงทีละขั้นตอน

 

1. แยกบัญชีธนาคารส่วนตัว

 

การมีบัญชีธนาคารเป็นของตัวเองไม่ได้หมายถึงแค่การมีที่เก็บเงิน แต่คือการสร้างความเป็นส่วนตัวทางการเงิน หลายคนยังใช้บัญชีร่วมกับผู้ปกครอง หรือใช้บัญชีเสริมที่ผูกกับบัตรเครดิตของพ่อแม่ ทำให้ทุกการรูดหรือถอนเงินมีการแจ้งเตือนไปที่ท่าน การเปิดบัญชีใหม่ที่เป็นชื่อเราคนเดียว คือก้าวแรกของการประกาศอิสรภาพ เราจะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเงินทุกบาททุกสตางค์อย่างแท้จริง

 

จัดระบบบัญชีเพื่อการบริหาร: อย่ามีแค่บัญชีเดียว ควรแยกอย่างน้อย 2-3 บัญชี ได้แก่

  • บัญชีใช้จ่าย: สำหรับค่ากิน ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค
  • บัญชีเงินออม: ฝากแล้วห้ามถอน หรือแยกไปไว้ในบัญชีดอกเบี้ยสูง (e-Savings)
  • บัญชีลงทุน: ตัดเงินอัตโนมัติเพื่อไปลงทุนต่อ

 

การมีบัญชีแยกจะช่วยลดความขัดแย้งจุกจิก เมื่อเส้นทางการเงินแยกกันชัดเจน เราจะไม่ต้องคอยตอบคำถามที่อาจนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง เช่น ‘ทำไมเดือนนี้กดเงินสดออกมาเยอะจัง?’ หรือ ‘โอนเงินไปให้ใคร?’ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดในบ้านได้มาก

 

และบัญชีที่แยกออกมาจะช่วยให้เรารู้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะเห็นกระแสเงินที่ไหลออกอย่างชัดเจน ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะช่วยสร้างสำนึกความรับผิดชอบต่อเงินในกระเป๋าได้มากขึ้น

 

2. ติดตามรายจ่ายและกำหนดงบประมาณ

 

เราไม่มีทางเป็นอิสระได้ หากไม่รู้ว่ารูรั่วของกระเป๋าสตางค์อยู่ตรงไหน การทำงบประมาณไม่ใช่การจำกัดตัวเอง แต่คือการรู้อำนาจของเงินในมือ

 

เริ่มสำรวจรายจ่ายแฝงที่เคยมองข้าม ตอนอยู่กับครอบครัว เราอาจไม่เคยต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าผงซักฟอก เมื่อต้องการเป็นอิสระ เราต้องสำรวจว่าค่าใช้จ่ายจริงในการดำรงชีวิตที่รวมสิ่งเหล่านี้เข้าไปด้วย เป็นเงินเท่าไหร่

 

ใช้สูตร 50/30/20 ลองนำสูตรจัดสรรเงินมาใช้ เช่น

  • 50% Needs: ค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าเช่า, อาหาร, เดินทาง)
  • 30% Wants: ความสุขส่วนตัว (ดูหนัง, เที่ยว, ช้อปปิ้ง)
  • 20% Savings/Debt: ออมเงินและใช้หนี้

 

การจดบันทึกรายจ่ายจะช่วยให้เราเห็นว่า เงินเดือนส่วนใหญ่หายไปกับ ‘กาแฟ’ หรือ ‘ของเซลล์’ เมื่อรู้จุดอ่อน เราจะเริ่มอุดรอยรั่วได้ และลดโอกาสที่จะต้องแบกหน้าไปขอเงินที่บ้านช่วงสิ้นเดือน

 

3. สร้างกองทุนเงินสำรองฉุกเฉิน

 

ชีวิตจริงเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน เช่น รถเสีย, ตกงานกะทันหัน, หรือคอมพิวเตอร์พัง เงินก้อนนี้คือเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการจัดการได้ด้วยตัวเอง กับการต้องวิ่งกลับไปขอความช่วยเหลือ

 

เป้าหมายที่ต้องมี คือ ควรมีเงินสดสำรองที่เบิกใช้ได้ทันทีประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน (เช่น ถ้าใช้เดือนละ 20,000 บาท ควรมีสำรอง 60,000 – 120,000 บาท)

 

เมื่อมีเงินสำรอง เราจะมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น กล้าตัดสินใจเรื่องงาน หรือกล้าเสี่ยงเพื่อความก้าวหน้า โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีข้าวกินหากพลาดพลั้ง

 

การมีเงินสำรองก้อนนี้จะช่วยให้เราไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หรือรูดบัตรเครดิตกดเงินสดเมื่อเกิดวิกฤต ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทางการเงิน

 

4. บริหารความเสี่ยงเรื่องสุขภาพ

 

เรื่องสุขภาพคือ ‘ระเบิดเวลา’ ทางการเงินที่น่ากลัวที่สุด หลายครอบครัวล้มละลายเพราะค่ารักษาพยาบาล

 

คำแนะนำคือ อย่าหวังพึ่งเพียงแค่สวัสดิการรัฐหรือบริษัท แม้ว่าเราจะมีประกันสังคมหรือประกันกลุ่มของบริษัท แต่ส่วนใหญ่มักมีความคุ้มครองจำกัด หากเกิดโรคร้ายแรงหรืออุบัติเหตุใหญ่ วงเงินอาจไม่พอและสุดท้ายภาระจะตกอยู่ที่เงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อแม่

 

การที่เรามีประกันสุขภาพของตัวเอง คือการกตัญญูรูปแบบหนึ่ง เพราะมันช่วยการันตีว่า หากเราเจ็บป่วย เราจะมีบริษัทประกันมาจ่ายค่ารักษาให้ โดยไม่ต้องไปดึงเงินเกษียณของพ่อแม่มารักษา

 

โดยที่เบี้ยประกันสุขภาพจะถูกที่สุดเมื่อเราอายุน้อยและสุขภาพแข็งแรง การรีบวางแผนเรื่องนี้ตั้งแต่ยังหนุ่มสาวคือการซื้อความมั่นคงในระยะยาวด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

 

5. วางแผนฝันของตัวเอง ไม่ใช่รอรับมรดก

 

ความเป็นผู้ใหญ่คือการมองไปข้างหน้าและเตรียมทุนสำหรับความฝันของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ, แต่งงาน, ซื้อรถ หรือซื้อบ้าน

 

แยก ‘เป้าหมายระยะสั้น’ กับ ‘ระยะยาว’
ระยะสั้น: เช่น ทริปเที่ยวต่างประเทศปีหน้า ให้เก็บในบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง
ระยะยาว: เช่น เงินเกษียณ ให้เริ่มศึกษาการลงทุน (กองทุนรวม/หุ้น) เพื่อให้เงินงอกเงยชนะเงินเฟ้อ

 

ตั้งงบสำหรับรายจ่ายที่รู้ล่วงหน้า แทนที่จะรอโบนัสหรือขอเงินที่บ้านเมื่อต้องจ่ายค่าประกันรถยนต์รายปี ให้ทยอยเก็บสะสมทุกเดือน การทำแบบนี้จะทำให้กระแสเงินสดของเราไม่สะดุด

 

การซื้อของชิ้นใหญ่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเอง ให้ความรู้สึกภาคภูมิใจที่แตกต่างจากการได้รับเป็นของขวัญอย่างสิ้นเชิง และพ่อแม่เองก็จะภูมิใจในตัวเราด้วย

 

6. สร้างเครดิตบูโร เพื่ออนาคตที่กู้ได้เอง

 

ในโลกการเงิน ความน่าเชื่อถือไม่ได้วัดที่คำพูด แต่วัดที่คะแนนเครดิต (Credit Score) หากเราไม่เคยสร้างประวัติเลย วันหนึ่งที่ต้องการกู้ซื้อบ้าน เราอาจกู้ไม่ผ่าน หรือต้องให้พ่อแม่มากู้ร่วม/ค้ำประกัน ซึ่งเป็นการผูกมัดกันไม่จบสิ้น

 

  • มีบัตรเครดิตสักใบ (และใช้ให้เป็น): การสมัครบัตรเครดิตใบแรกและใช้งานอย่างมีวินัย คือการสร้างรอยเท้าทางการเงินให้สถาบันการเงินรู้จักเรา

 

  • ชำระเต็มจำนวนและตรงเวลา: กฎเหล็กคือ ‘รูดเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น’ ห้ามจ่ายขั้นต่ำเด็ดขาด เพื่อโชว์วินัยทางการเงินที่ดี

 

  • เลิกนิสัยพึ่งคนค้ำประกัน: เป้าหมายสูงสุดของการสร้างเครดิต คือการที่เราสามารถเดินเข้าธนาคารและทำธุรกรรมสินเชื่อได้ด้วยตัวเอง 100% โดยไม่ต้องรบกวนเครดิตของคนในครอบครัว

 

7. อย่าขุดหลุมฝังตัวเองด้วยหนี้บริโภค

 

ศัตรูตัวฉกาจที่สุดของการมีอิสรภาพคือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ การมีหนี้สินล้นพ้นตัวจะบีบให้เราต้องกลับไปเป็นเด็กที่ต้องร้องขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

 

มนุษย์เงินเดือนต้องระวังกับดัก Lifestyle Inflation เมื่อเงินเดือนขึ้น อย่าเพิ่งรีบอัพเกรดข้าวของเครื่องใช้ หรือเปลี่ยนรถใหม่ตามสังคม ให้ระวังรายจ่ายที่โตตามรายได้

 

แยกแยะ หนี้ดี vs หนี้เลว

  • หนี้ดี: หนี้ที่สร้างรายได้หรือความมั่นคง เช่น หนี้เพื่อการศึกษา หรือหนี้บ้าน (ที่ผ่อนไหว)
  • หนี้เลว: หนี้ที่เกิดจากการบริโภค เช่น ผ่อนมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งที่เครื่องเก่ายังดีอยู่, รูดบัตรเที่ยว, หรือหนี้นอกระบบ

 

เราต้องฝึกรอคอย หากอยากได้ของฟุ่มเฟือย ให้เก็บเงินซื้อสดแทนการผ่อน การฝึกอดเปรี้ยวไว้กินหวานจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแกร่งให้เราตลอดชีวิต

 

ท้ายที่สุดแล้ว การวางแผนเพื่อมีอิสระทางการเงินจากครอบครัว ไม่ใช่การสร้างกำแพงกั้นความสัมพันธ์ แต่คือกระบวนการก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ สร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจน ระหว่าง ‘การสนับสนุนทางอารมณ์และกำลังใจ’ กับ ‘การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ’ เพื่อให้เราสามารถยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ

 

เมื่อเราดูแลตัวเองได้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะเปลี่ยนรูปแบบไปในทิศทางที่ดีขึ้นและยั่งยืนกว่าเดิม บทสนทนาในบ้านจะเปลี่ยนจากการพูดคุยเรื่องภาระค่าใช้จ่าย มาเป็นการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ให้กำลังใจ และปรึกษาหารือกันในฐานะผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งนั่นคือความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักและความเคารพอย่างแท้จริง ไม่ใช่พันธะทางการเงิน

 

ภาพ: Master1305 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post 7 วิธีสร้าง ‘อิสระทางการเงิน’ จากครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘FWD Heritage Plus’ เครื่องมือวางแผนส่งต่อมรดกที่ให้มากกว่าความมั่งคั่ง แต่คือความมั่นคงในอนาคต [Advertorial] https://thestandard.co/fwd-heritage-plus/ Mon, 24 Nov 2025 04:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1145017

ข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งส […]

The post ‘FWD Heritage Plus’ เครื่องมือวางแผนส่งต่อมรดกที่ให้มากกว่าความมั่งคั่ง แต่คือความมั่นคงในอนาคต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้อมูลจากการสำรวจเชิงลึกในกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง High Net Worth Customers Research 2025 โดย NielsenIQ (Thailand) ร่วมกับ FWD Insurance พบว่า คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับเป้าหมายชีวิตในหลากหลายมิติ อาทิ กลุ่มที่มีครอบครัว จะวางเป้าหมายเพื่ออนาคตของลูก วางแผนค่าใช้จ่ายทางสุขภาพเมื่อเจ็บป่วยรุนแรงเนื่องจากไม่ต้องการเป็นภาระของครอบครัวในอนาคต ต้องการสร้างรายได้แบบ Passive Income และวางแผนกันเงินสำรองสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้านสุขภาพและการศึกษาของลูก

 

 

แม้จะยังคงมีความต้องการต่อยอดความมั่งคั่ง แต่เป้าหมายของคนกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่การมีเงิน แต่เป็นการใช้เงินเพื่อบรรลุเป้าหมายของชีวิต รวมถึงการรักษาสถานะทางสังคมและไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ การดูแลสุขภาพ และการเกษียณอย่างมีความสุข มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น

 

ข้อมูลจาก FWD Insurance ยังพบอีกว่า ข้อกังวลของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่สร้างมา ไม่ว่าจะเป็น การเสียชีวิตหรือทุพพลภาพที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของครอบครัว และการตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาด

 

โดยเฉพาะความกังวลด้านความเป็นอยู่ของครอบครัว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นกับตนเอง อาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ไม่คาดคิดทั้งของตัวเองและครอบครัว เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่กลัวการสูญเสียไลฟ์สไตล์ อย่างการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุด การท่องเที่ยว หรือกิจกรรมหรูหรา

 

อาจกล่าวได้ว่า กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง มีเป้าหมายทางการเงินที่ซับซ้อนกว่าแค่การลงทุน แต่ยังครอบคลุมถึงการวางแผนเพื่อครอบครัว การจัดการความเสี่ยง และการบรรลุเป้าหมายชีวิตส่วนตัว

 

การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกเป้าหมายชีวิตจึงมีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่มองหาเครื่องมือวางแผนส่งต่อมรดก

 

‘ประกันชีวิต’ เครื่องมือบริหารความมั่งคั่ง ส่งต่อมรดกอย่างราบรื่น ยั่งยืน

 

การส่งต่อทรัพย์มรดก เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้ หรือแม้แต่เงินฝากธนาคารไปยังผู้รับมรดก อาจจะทำให้ผู้รับมรดกต้องแบกภาระภาษีที่สูง อีกทั้งกระบวนการจัดตั้งผู้จัดการมรดกก็ใช้เวลานาน

 

‘ประกันชีวิต’ จึงเป็นทางเลือกที่ผู้มีความมั่งคั่งสูงเริ่มให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงแล้ว ยังสามารถวางแผนส่งต่อมรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

FWD ประกันชีวิต’ บริษัทที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตที่แตกต่าง โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ได้ออกแบบ ‘FWD Heritage Plus’ ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตตลอดชีพที่ช่วยให้คุณวางแผนอนาคตของครอบครัวได้อย่างมั่นใจ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ที่มองหาเครื่องมือวางแผนมรดกอย่างมีคุณค่า

 

‘FWD Heritage Plus’ จะช่วยเพิ่มมูลค่าและส่งต่อความมั่งคั่งให้ทายาทได้อย่างไร?

 

จุดเด่นของ FWD Heritage Plus ด้านผลประโยชน์และความคุ้มครองได้แก่

 

  • คุ้มครองชีวิตมูลค่าสูงสุด 100% ของทุนประกันภัยตั้งแต่วันเริ่มต้นกรมธรรม์ จนถึงอายุ 99 ปี หรือรับเงินก้อนสูงสุด 100% ของทุนประกันภัย เมื่อครบกำหนดสัญญา

 

  • ใช้ชีวิตตามเจตนารมณ์ แม้ในวันที่ไม่คาดคิด มอบทางเลือกรับผลประโยชน์ก่อนครบกำหนดสัญญา ในกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงด้วยการเจ็บป่วยระยะสุดท้าย เพื่อดูแลสุขภาพหรือเติมเต็มเป้าหมายชีวิต

 

  • เสริมความมั่นใจในทุกก้าวแห่งการใช้ชีวิต รับความคุ้มครองชีวิตเพิ่มอีก 100% ของทุนประกันภัยกรณีอุบัติเหตุทั่วไป และหากเป็นอุบัติเหตุสาธารณะรับเพิ่มเป็น 200% ของทุนประกันภัย

 

  • สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้มีสุขภาพดี รับอัตราเบี้ยประกันภัยที่ลดลงสำหรับผู้ที่สุขภาพดีกว่ามาตรฐาน เพิ่มความคุ้มค่าในการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว

 

  • สิทธิประโยชน์เพิ่มสำหรับความคุ้มครองระดับสูง รับส่วนลดเบี้ยประกันภัย 5% สำหรับกรมธรรม์ที่มีทุนประกันภัยตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป

 

  • มากกว่าความคุ้มครอง แต่คือบริการพิเศษ ด้วย FWD MyWell ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และ FWD Care recovery plan ที่ช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระคุณและครอบครัว ในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือและกำลังใจ หลังการอนุมัติเคลมกรณีเสียชีวิต หรือโรคร้ายแรงระยะรุนแรง หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง กับ 8 บริการช่วยเหลือพิเศษ ที่คัดสรรมาอย่างใส่ใจ ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การให้คำปรึกษาโดยพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ การให้ความช่วยเหลือบริการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่บ้าน บริการทำความสะอาดที่พักอาศัย บริการรถพร้อมคนขับและผู้ช่วยพยาบาลพึ่งพาผู้ป่วย ไป-กลับ สถานพยาบาล บริการให้คำปรึกษาสุขภาพใจ ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับวิกผม และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายการเรียนพิเศษสำหรับบุตร

 

 

เจาะลึก FWD Heritage Plus ในฐานะเครื่องมือวางแผนมรดก

 

  • ส่งต่อมรดกอย่างราบรื่น ไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดการมรดกที่ซับซ้อน เช่น การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก หรือผ่านกระบวนการศาล
  • ครอบครัวได้รับผลประโยชน์ครบถ้วนตามกรมธรรม์ โดยไม่ต้องเสียภาษีมรดก
  • ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงเหมือนสินทรัพย์ประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ ที่มีภาระภาษีและค่าดูแลรักษาเพื่อให้อยู่ในสภาพดี
  • ย่นระยะเวลาสร้างมรดก ใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพในการสร้างกองมรดกตามเป้าหมาย

 

ตัวอย่างการย่นเวลาสร้างมรดก*: ชายอายุ 45 ปี ต้องการวางแผนสร้างมรดก 30 ล้านให้ลูก

 

ไม่มีประกันชีวิต: เก็บสะสมด้วยตัวเอง 10 ปี ปีละ 3 ล้านบาท จะมีมรดก 30 ล้านเมื่ออายุ 55 ปี

 

วางแผนด้วย เอฟดับบลิวดี เฮอริเทจ พลัส 99/6: จ่ายเบี้ย 6 ปี ปีละ 2.53 ล้านบาท รวม 6 ปี 15.2 ล้านบาท จะได้รับความคุ้มครองทันที 30 ล้านบาท เสมือนเป็นมรดกส่งต่อให้ลูกหลาน ตั้งแต่วันเริ่มต้นกรมธรรม์

 

ตัวอย่างการเพิ่มมูลค่ามรดก*: ชายอายุ 40 ปี ต้องการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งให้ครอบครัว และต้องการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

 

ไม่มีประกันชีวิต: เงินฝากและเงินลงทุน 20 ล้านบาท มูลค่าธุรกิจและทรัพย์สินอื่นๆ 80 ล้านบาท มูลค่ามรดกรวม 100 ล้านบาท

 

วางแผนด้วย เอฟดับบลิวดี เฮอริเทจ พลัส 99/6: ด้วยการนำเงินฝากและเงินลงทุน 20 ล้านบาทแบ่งมาทำประกัน โดยจ่ายเบี้ย 6 ปี ปีละ 1.74 ล้านบาท คิดเป็นเงิน 10.46 ล้านบาท ได้ผลประโยชน์จากประกันชีวิต 24 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินฝากและเงินลงทุน 9.54 ล้านบาท บวกกับมูลค่าธุรกิจและทรัพย์สินอื่นๆ 80 ล้านบาท ทำให้มูลค่ามรดกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 113.54 ล้านบาท

 

FWD Heritage Plus มีให้เลือกทั้งแบบ FWD Heritage Plus 99/6 ชำระเบี้ย 6 ปี และ FWD Heritage Plus 99/12 ชำระเบี้ย 12 ปี ทั้งสองแบบประกันจะได้รับผลประโยชน์และความคุ้มครองเหมือนกัน

 

เพราะการส่งมอบมรดกอย่างแท้จริง ไม่ได้ส่งมอบเพียงความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ต้องเป็นเครื่องมือให้ทายาทสามารถเติบโตได้อย่างราบรื่น FWD Heritage Plus ประกันชีวิตตลอดชีพน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณวางแผนอนาคตของครอบครัวได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fwd.co.th/th/life-and-accident-insurance/heritage-plus/

 

หมายเหตุ:

1.* ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์และแผนประกันที่เลือก

2.ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียด ความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post ‘FWD Heritage Plus’ เครื่องมือวางแผนส่งต่อมรดกที่ให้มากกว่าความมั่งคั่ง แต่คือความมั่นคงในอนาคต [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’ https://thestandard.co/gen-z-retirement-ready-boomers-study/ Mon, 24 Nov 2025 00:31:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1146533 ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’

แม้ภาพลักษณ์ของคนรุ่น Gen Z มักจะถูกมองว่าเริ่มต้นสร้าง […]

The post ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’

แม้ภาพลักษณ์ของคนรุ่น Gen Z มักจะถูกมองว่าเริ่มต้นสร้างครอบครัวและก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ช้ากว่าคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นการย้ายออกจากบ้านพ่อแม่หรือการแต่งงาน แต่ดูเหมือนว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่หนุ่มสาววัยทำงานกลุ่มนี้นำหน้าคนรุ่นพี่ไปไกล นั่นคือ ‘การออมเพื่อการเกษียณ’ ซึ่งพวกเขากำลังทำได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ

 

ข้อมูลล่าสุดจากการศึกษาของบริษัทจัดการการลงทุนชั้นนำอย่าง Vanguard ระบุว่า Gen Z เป็นเจเนอเรชันที่มีแนวโน้มจะเกษียณอายุได้อย่างประสบความสำเร็จมากที่สุด โดย 47% ของแรงงานอายุ 24-28 ปี อยู่ในสถานะที่พร้อมจะมีเงินเพียงพอสำหรับการรักษารูปแบบการใช้ชีวิตของตนเองหลังเกษียณได้

 

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสัดส่วนของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทั้งหมดซึ่งอยู่ที่ 42% โดยเมื่อพิจารณาแยกตามรุ่นจะพบว่า กลุ่ม Millennials (อายุ 29-44 ปี) ตามมาเป็นอันดับสองที่ 42% ถัดมาคือ Gen X (อายุ 45-60 ปี) ที่ 41% และที่น่ากังวลที่สุดคือกลุ่ม Baby Boomers (อายุ 61-65 ปี) ซึ่งมีความพร้อมเพียง 40% เท่านั้น

 

Vanguard ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผลสำรวจทางการเงินของผู้บริโภคของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปี 2022 จากครัวเรือนกว่า 2,200 แห่ง เพื่อประเมินความพร้อม โดยนิยามคำว่าความสำเร็จในการเกษียณว่าหมายถึงการมีเงินเพียงพอที่จะใช้ชีวิตในมาตรฐานเดิมก่อนเกษียณไปได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร

 

ปัจจัยความสำเร็จของ Gen Z ไม่ได้มาจากความได้เปรียบเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการออม เคลลี่ ฮาห์น (Kelly Hahn) นักกลยุทธ์การลงทุนของ Vanguard ชี้ว่า คนรุ่นนี้ได้รับประโยชน์จากการที่นายจ้างนำระบบ ‘การสมัครสมาชิกกองทุนโดยอัตโนมัติ’ (Auto-enrollment) เข้ามาใช้ในแผนการออม

 

“(คน Gen Z) ถูกสมัครเข้าสู่แผนการเกษียณอายุโดยอัตโนมัติ และบ่อยครั้งที่มีการกำหนดอัตราการออมขั้นต้นไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งอัตรานี้จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลา” ฮาห์นกล่าว “มันคือปัจจัยเชิงโครงสร้างของระบบที่ดีขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนแรงลมส่งที่ช่วยผลักดันพวกเขาไปข้างหน้า”

 

นอกจากระบบที่เอื้ออำนวยแล้ว ‘เวลา’ คือสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของคนรุ่นนี้ ในขณะที่กลุ่ม Baby Boomers ที่ยังทำงานอยู่อาจเหลือเวลาไม่มากนักในการทำงานหารายได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย หรืออาจไม่สามารถทำงานต่อได้ด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ Gen Z ยังมีเวลาอีกกว่า 40 ปีที่จะปล่อยให้เงินลงทุนของพวกเขางอกเงยและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้

 

“หากสมมติว่าพวกเขายังคงออมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการออมในอัตราที่สูงกว่าที่เราเคยเห็นในคนรุ่นก่อนๆ สิ่งนี้จะช่วยผลักดันตัวเลขความพร้อมในการเกษียณสำหรับคนรุ่นใหม่ให้สูงขึ้นไปอีก” ฮาห์นอธิบายเสริมถึงศักยภาพในการเติบโตของเงินออม

 

ความได้เปรียบนี้สะท้อนออกมาในตัวเลขช่องว่างทางการเงินที่น่าสนใจ แม้แต่ Gen Z ที่ยังเก็บเงินได้ไม่ตามเป้า ก็ยังมีสถานการณ์ที่ดีกว่าคนรุ่นอื่น โดยผลการศึกษาพบว่า แรงงาน Gen Z ที่มี ‘รายได้เฉลี่ย’ ของรุ่นที่ 27,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 874,530 บาท) จะเผชิญกับช่องว่างเงินออมที่ขาดไปเพียง 3,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 97,170 บาท) ต่อปีเท่านั้น

 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่ม Baby Boomers ที่มีรายได้เฉลี่ยของรุ่นอยู่ที่ 56,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 1.81 ล้านบาท) กลับต้องเผชิญกับช่องว่างเงินออมที่สูงถึง 9,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 291,510 บาท) ต่อปี เพื่อที่จะสามารถเกษียณได้อย่างสุขสบาย ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักหนากว่ามากในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงาน

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่การเกษียณของ Gen Z ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทั้งหมด ปัญหา ‘หนี้การศึกษา’ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจขัดขวางความก้าวหน้า หากพวกเขาไม่สามารถบริหารจัดการได้ดี โดยข้อมูลระบุว่า Gen Z คิดเป็นสัดส่วน 28% ของผู้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทั้งหมด ขณะที่กลุ่ม Millennials ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 40%

 

ฮาห์นเน้นย้ำว่า “เราต้องการให้ผู้คนคิดถึงการเงินของพวกเขาแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่แยกคิดเป็นส่วนๆ หรือมองแค่เสี้ยวเดียวของงบดุลทั้งหมด อย่างเช่นเงินออมเพื่อการเกษียณ เราอยากให้ผู้คนคิดถึงการบริหารจัดการหนี้สินควบคู่ไปกับการสร้างเงินออมเผื่อฉุกเฉินด้วย”

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือพฤติกรรมการทำงาน ด้วยเวลาที่เหลืออีกยาวนาน ชาว Gen Z มีแนวโน้มที่จะ ‘เปลี่ยนงาน’ อย่างน้อยสองสามครั้งก่อนเกษียณ ซึ่งฮาห์นเตือนว่าพวกเขา “จำเป็นต้องตระหนักถึงจุดเปลี่ยนเหล่านี้” เพราะบ่อยครั้งเมื่อมีการย้ายงาน ลูกจ้างมักจะไม่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเกษียณในอัตราเดิมเหมือนที่เคยทำในที่ทำงานเก่า

 

ท้ายที่สุดแล้ว แม้จะมีความท้าทายรออยู่ แต่โอกาสของคนรุ่นนี้ก็ยังสดใสกว่ามาก ฮาห์นสรุปว่า “ฉันคิดว่าชาว Gen Z มีโอกาสมหาศาลที่จะนำแนวทางนี้ไปปฏิบัติ เพื่อที่จะไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเหมือนที่คนรุ่นก่อนหน้าบางกลุ่มอาจกำลังเผชิญอยู่”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : SeventyFour / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ผลวิจัยชี้ ชาวอเมริกัน Gen Z กลายเป็นรุ่นที่ ‘พร้อมเกษียณ’ มากกว่า Baby Boomers เบื้องหลังมาจากแรงส่งของ ‘เวลา’ และ ‘ระบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีเงินเหลือ 1,000 บาท/เดือน นำไปต่อยอดอย่างไรดี? https://thestandard.co/invest-1000-baht-monthly-grow/ Sun, 23 Nov 2025 05:48:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1146380 มีเงินเหลือ 1,000 บาท / เดือน นำไปต่อยอดอย่างไรดี?

โบราณท่านว่า ‘อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา’ แม้ว่าเรา […]

The post มีเงินเหลือ 1,000 บาท/เดือน นำไปต่อยอดอย่างไรดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีเงินเหลือ 1,000 บาท / เดือน นำไปต่อยอดอย่างไรดี?

โบราณท่านว่า ‘อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา’ แม้ว่าเราอาจจะเหลือเงินติดกระเป๋าเพียงแค่ 1,000 บาท แต่อย่าเพิ่งมองข้ามมูลค่าของมันไป เพราะหัวใจสำคัญของความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่ว่า ‘หาได้เท่าไหร่’ แต่อยู่ที่ว่าเรา ‘เก็บได้เท่าไหร่และสม่ำเสมอแค่ไหน’

 

เงินหนึ่งพันบาทที่ดูเหมือนน้อยนิด หากเราทยอยเก็บเล็กผสมน้อยอย่างมีวินัย นานวันเข้ามันจะรวมตัวกันเป็นก้อนใหญ่ และถ้าเรารู้จักวิธีนำไปวางให้ถูกที่ มันจะสามารถออกดอกออกผลได้น่าชื่นใจ และนี่คือไกด์ไลน์สำหรับคนมีเงินเก็บเดือนละพัน ที่อยากปั้นให้เป็นเงินหมื่นเงินแสน

 

เช็คความพร้อมก่อนเริ่ม

 

ก่อนจะนำเงินไปต่อยอด ขอให้เช็ค 2 ข้อนี้ก่อน เพื่อความปลอดภัยทางการเงินของเรา

 

  • หนี้สินดอกเบี้ยสูง: หากมีหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้นอกระบบ ให้นำเงิน 1,000 บาทนี้ไป ‘โปะหนี้’ ก่อน เพราะกำไรจากการลงทุนส่วนใหญ่ ชนะดอกเบี้ยหนี้เหล่านี้ได้ยาก
  • เงินสำรองฉุกเฉิน: เราควรมีเงินสดสำรองไว้ยามเจ็บป่วยหรือตกงาน (ประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย) หากยังไม่มี ให้เริ่มเก็บ 1,000 บาทนี้เข้าบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงก่อน

 

ทางเลือกที่ 1 สายปลอดภัย เน้นชัวร์ (ความเสี่ยงต่ำ)

 

หากเป้าหมายคือการรักษาเงินต้น แต่ได้ผลตอบแทนดีกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป เงินฝากประจำปลอดภาษี ก็เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ นอกจากได้สร้างวินัยเหล็กให้ตัวเอง ยังได้ดอกเบี้ยเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องแบ่งให้รัฐบาล (ปกติเงินฝากทั่วไปจะโดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% เมื่อดอกเบี้ยรวมเกิน 20,000 บาท)

 

ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์จะเสนอบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี เป็นระยะเวลา 24 หรือ 36 เดือน โดยต้องฝากเงินจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือน ห้ามถอนก่อนกำหนด ซึ่งอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะอยู่ราว 2%++ ซึ่งจะมากกว่าบัญชีเงินฝากทั่วไป

 

  • จุดเด่น: ปลอดภาษีคือจุดขายหลัก ทำให้ได้ดอกเบี้ยเต็มเม็ดเต็มหน่วยและสูงกว่าออมทรัพย์ทั่วไป บังคับให้เรามีวินัยในการออมโดยอัตโนมัติ และ ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk) รับประกันเงินต้น
  • ข้อระวัง: ขาดสภาพคล่อง ถอนออกมาใช้ก่อนกำหนดไม่ได้ (ถ้าถอนมักจะได้แค่ดอกเบี้ยออมทรัพย์ธรรมดา)
  • เหมาะสำหรับ: มือใหม่หัดออมที่ต้องการความมั่นคงสูงสุด ไม่ชอบความเสี่ยง
  • เคล็ดลับ: เมื่อครบ 24 หรือ 36 เดือน ให้นำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยก้อนนั้น เปิดบัญชีฝากประจำปลอดภาษีรอบใหม่ทันที ทำวนไปเรื่อยๆ (ระหว่างทางให้พักเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง อย่าเอาออกมาใช้กินเที่ยวหมด) และสำคัญห้ามถอนก่อนกำหนด

 

ทางเลือกที่ 2 สายเสี่ยงโชค แต่ขอเงินต้นไม่หาย ได้ดอกเบี้ยนิดหน่อย

 

สำหรับคนชอบวัดดวง รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องขอลอง สลากออมทรัพย์ดิจิทัล ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ได้ออมด้วย ได้ลุ้นรวยด้วย

 

มีหลายธนาคารของรัฐที่เปิดขายสลากออมทรัพย์ (เช่น ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส.) โดยมีจับรางวัลใหญ่ทุกเดือน และเมื่อครบกำหนด เงินต้นที่ซื้อสลากก็ยังอยู่ครบและได้ดอกเบี้ยอีกนิดหน่อยด้วย

 

  • จุดเด่น: มีโอกาสถูกรางวัลใหญ่ (ถ้าดวงดี) เงินต้นไม่หาย เป็นการเปลี่ยนเงินที่ซื้อลอตเตอรี่มาเป็นเงินออมที่น่าสนใจ
  • ข้อระวัง: หากไม่ถูกรางวัลเลย ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) มักจะน้อยกว่าเงินฝากประจำ และโอกาสถูกรางวัลใหญ่อาจจะยากหากเงินต้นเราน้อย
  • เหมาะสำหรับ: สายเสี่ยงดวง ชอบลุ้นโชค แต่อยากรักษาเงินต้นไว้
  • เคล็ดลับ: ซื้อสะสมไปทุกเดือน พอสลากชุดแรกครบกำหนด (เช่น ครบ 1 ปี) ก็ถอนทั้งต้นและดอกเบี้ย มาซื้อทบในรอบใหม่ วนไปเรื่อยๆ ผ่านไปหลายปี กองเงินสลากของเราจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสถูกรางวัลก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยที่ถือ

 

ทางเลือกที่ 3 สายสร้างความมั่งคั่งระยะยาว

 

ส่วนใครเป็นสายอยากซิ่ง อยากเห็นเงินเติบโตไวขึ้น ก็พิจารณาขยับมาที่กองทุนรวมได้ โดยนำเงินไปให้ผู้จัดการกองทุนที่เขาเชี่ยวชาญการลงทุนมากกว่าช่วยบริหารจัดการแทนเราโดยนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์

 

  • จุดเด่น: ใช้เงินเริ่มต้นน้อย มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก มีให้เลือกลงทุนหลากหลาย
  • ข้อระวัง: คือการลงทุนมีความเสี่ยง มูลค่าเงินลงทุนอาจผันผวนตามสภาวะตลาด มีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ เงินต้นอาจสูญไประหว่างทาง
  • เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีเงินสำรองแล้ว และต้องการให้เงินงอกเงยชนะเงินเฟ้อในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คาดหวังผลตอบแทนสูงขึ้น และรับความผันผวนได้
  • เคล็ดลับ: ทำ DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการลงทุนถัวเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน และถ้าเป็นมือใหม่ไม่อยากคิดเยอะ การเลือกกองทุนที่มีนโยบาย Passive ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

 

คำแนะนำสำหรับมือใหม่ลงทุน:

 

1. เทคนิค DCA หรือการลงทุนถัวเฉลี่ยทุกเดือนด้วยจำนวนเงินเท่ากัน โดยไม่สนว่าตลาดจะขึ้นหรือลง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะผิด และสร้างวินัยได้ดีเยี่ยม

 

2. เกาะตลาด (Passive / Index Fund) แทนที่จะไปลุ้นว่าผู้จัดการกองทุนจะเก่งไหม จะเลือกหุ้นถูกตัวไหม ให้เราเลือกลงทุนในกองทุนที่ล้อไปกับดัชนีตลาด เช่น SET50 (หุ้นใหญ่ไทย 50 ตัวแรก) หรือ S&P500 (หุ้นแกร่งสหรัฐฯ 500 ตัว)

  • ในระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปี
  • ค่าธรรมเนียมมักจะถูกมาก

 

3. พลังของดอกเบี้ยทบต้น หากเราลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี

  • 10 ปี: เงินต้น 120,000 บาท -> เติบโตเป็น 182,946 บาท
  • 20 ปี: เงินต้น 240,000 บาท -> เติบโตเป็น 589,020 บาท
  • 30 ปี: เงินต้น 360,000 บาท -> เติบโตเป็น 1,490,359 บาท (นี่คือพลังของเวลาที่ทำให้เงินทำงานแทนเรา)

 

ทางเลือกที่ 4 สายออมทอง รักษามูลค่าระยะยาว

 

‘ทองคำ’ สินทรัพย์อมตะที่หลายคนเชื่อมั่นว่ามูลค่าจะชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว แม้ว่าทองแท่ง 1 บาทจะราคาสูงมาก แต่ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันจากร้านทองชั้นนำที่ให้เรา ‘ออมทอง’ ทีละเล็กทีละน้อยได้ (เริ่มที่ 500-1,000 บาท) สะสมน้ำหนักทองไปเรื่อยๆ จนครบแล้วค่อยไปแลกเป็นทองจริง หรือขายเอาเงินสดก็ได้

 

  • จุดเด่น: รักษาอำนาจการซื้อในระยะยาวได้ดี ราคาทองมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาว (10-20 ปีขึ้นไป)
  • ข้อระวัง: ราคาทองผันผวนขึ้นลงรายวัน ไม่มีเงินปันผลจ่ายออกมา (กำไรจะเกิดจากส่วนต่างราคาขายเท่านั้น)
  • เหมาะสำหรับ: คนชอบสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (เมื่อไปแลกมา) และถือลงทุนได้ยาวนาน เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในยามเศรษฐกิจโลกผันผวนได้ดี
  • เคล็ดลับ: วงการนี้มิจฉาชีพเยอะมาก (ประเภทออมทองกินดอกเบี้ยสูงๆ ใน Facebook/Line นั่นคือแชร์ลูกโซ่) ของจริงต้องเป็นร้านทองชั้นนำที่มีตัวตนจริงเท่านั้น

 

ถ้าเก็บเงิน 1,000 บาททุกเดือน ครบ 5 ปี

 

เงินต้นรวมที่เราเก็บได้ = 60,000 บาท

 

  • เก็บใส่ไห: มีเงิน 60,000 บาท (เท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลงเพราะของแพงขึ้น)
  • ฝากกินดอกเบี้ย 2%: มีเงินเพิ่มเป็น 63,000 บาท กำไร 3,000 พอเป็นค่าขนม
  • ลงทุนกองทุน/ทอง: มีเงินพุ่งไปถึง 71,500 บาท กำไร 11,500 บาท (ถ้าผลตอบแทนเฉลี่ย ~6-7% ต่อปี)

 

ข้อควรระวัง: กองทุนรวมและทองคำมีความเสี่ยงสูงกว่าเงินฝากหรือสลากอย่างชัดเจน เงินต้นอาจลดลงได้ตามภาวะตลาด ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

 

กุญแจสำคัญของการเงินไม่ใช่การมีเงินก้อนโตหล่นทับ แต่คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ การเติมเงินต้น 1,000 บาทเข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ขาดวินัย เมื่อเวลาผ่านไป ‘พลังของดอกเบี้ยทบต้น’ จะเริ่มทำงาน มันจะเปลี่ยนเงินเท่าหยิบมือของเรา ให้กลายเป็นกองเงินกองทองได้ในสักวันหนึ่ง ขอเพียงแค่เริ่มวันนี้ และทำมันต่อไปเรื่อยๆ อนาคตทางการเงินที่สดใสรอคุณอยู่แน่นอน

 

ภาพ: Anton Vierietin/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post มีเงินเหลือ 1,000 บาท/เดือน นำไปต่อยอดอย่างไรดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด ‘แผนมรดก’ Warren Buffett แผนลงทุนที่ดีที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยา https://thestandard.co/buffett-investment-plan-wife/ Wed, 19 Nov 2025 06:59:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1144992

หนึ่งในคำแนะนำที่โด่งดังที่สุดของ Warren Buffett นักลงท […]

The post เปิด ‘แผนมรดก’ Warren Buffett แผนลงทุนที่ดีที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยา appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในคำแนะนำที่โด่งดังที่สุดของ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนาน ไม่ใช่กลยุทธ์การเลือกหุ้นที่ซับซ้อน แต่เป็นการวางแผนอย่างเรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ ที่เขาจัดการไว้ให้ภรรยาของเขา

 

Warren Buffett ระบุไว้ชัดเจนว่า หากเขาจากไป เงินมรดกส่วนใหญ่ที่ภรรยาของเขาจะได้รับ 90% ให้นำไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีต้นทุนต่ำ และอีก 10% ให้ถือไว้ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น

 

คำถามคือ ทำไมชายผู้สร้างความมั่งคั่งมหาศาลจากการเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ถึงบอกให้คนที่เขารักที่สุด ‘ไม่ต้องเลือกหุ้น’ เลย

 

กลยุทธ์ 90/10 คืออะไร?

 

Warren Buffett ได้อธิบายกลยุทธ์นี้ไว้อย่างเป็นทางการในจดหมายถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ในปี 2013 ใจความสำคัญคือ

 

คำแนะนำสำหรับกองทรัสต์ที่ดูแลเงินให้ภรรยาหลังจากเขาจากไป

 

  • ใส่เงิน 10% ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น
  • และอีก 90% ในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำมาก (Buffett แนะนำของ Vanguard)

 

Warren Buffett เชื่อว่าผลลัพธ์ที่ได้จากนโยบายนี้ในระยะยาว จะเหนือกว่าผลลัพธ์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ได้รับ ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมสูง

 

นี่คือแก่นแท้ของกลยุทธ์ 90/10 ที่เน้นความเรียบง่ายและเชื่อมั่นในตลาดโดยรวม

 

ทำไม Warren Buffett ถึงสนับสนุน Index Fund?

 

สำหรับนักลงทุนทั่วไป รวมถึงภรรยาของเขา Warren Buffett เชื่อว่าการพยายามเอาชนะตลาด เป็นเกมที่คนส่วนใหญ่มีแต่จะแพ้ และนี่คือ 4 เหตุผลหลักว่าทำไมเขาถึงเลือกกองทุนดัชนี S&P 500

 

1. ตลาดจะชนะในระยะยาว

 

Warren Buffett เชื่อมั่นว่า ‘ระบบทุนนิยม’ ของสหรัฐอเมริกาและของโลก ในระยะยาวจะเติบโตเสมอ การซื้อ Index Fund (กองทุนดัชนี) มันคือการ ‘ซื้อทั้งตลาด’

 

และ S&P 500 คือดัชนีที่ติดตามบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา การลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 ก็เปรียบเหมือนการเดิมพันกับความสำเร็จของเศรษฐกิจอเมริกาในระยะยาว และจากข้อมูลในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่เชื่อถือได้ โดยเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปีก่อนเกิดภาวะเงินเฟ้อ

 

2. แม้แต่มืออาชีพก็ยังแพ้ตลาด

 

ในฐานะนักลงทุนที่เลือกหุ้นเอง Warren Buffett รู้ดีว่าการหาผู้จัดการกองทุนที่เก่งกาจและสามารถเอาชนะตลาดได้ต่อเนื่องระยะยาวนั้น ‘ยากมาก’ สถิติมากมายยืนยันว่า กองทุนแอคทีฟ (Active Funds) ส่วนใหญ่ทำผลงานได้แย่กว่าดัชนีในระยะยาว

 

เขาถึงกับเคยเดิมพัน 1 ล้านดอลลาร์ แข่งกับผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) เป็นเวลา 10 ปี (2008-2017) โดยเดิมพันว่ากองทุนดัชนี S&P 500 ที่เรียบง่าย จะชนะกลุ่มกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่คัดมาอย่างดี

 

ผลลัพธ์คือ ผ่านไป 10 ปี กองทุนดัชนี S&P 500 ชนะขาดลอย ทำผลตอบแทนเฉลี่ย 7.1% ต่อปี ขณะที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ถูกบริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำได้เพียง 2.2% ต่อปี นี่คือหลักฐานว่า แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุด (และคิดค่าธรรมเนียมแพงที่สุด) ส่วนใหญ่ก็ยังแพ้ให้กับตลาด

 

3. ค่าธรรมเนียม คือตัวกินผลตอบแทน

 

นี่คือเหตุผลที่ทรงพลังที่สุด กองทุนดัชนีแบบ Passive มีเป้าหมายเพียงแค่ลอกเลียนผลตอบแทนของดัชนี ทำให้มีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำมาก ค่าธรรมเนียมจึงถูกแสนถูก

 

ในทางกลับกัน กองทุนแอคทีฟมีทีมผู้จัดการและนักวิเคราะห์ที่ต้องจ่ายเงินเดือนสูง ทำให้พวกเขาต้องเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมการจัดการ’ (Management Fee) ที่แพงกว่ามาก ค่าธรรมเนียมที่ดูเหมือนเล็กน้อย เช่น 1% หรือ 2% ต่อปี จะถูกหักออกจากผลตอบแทนของเราทุกปี ในระยะยาว พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้ค่าธรรมเนียมส่วนต่างนี้กัดกินผลตอบแทนของเราไปอย่างมหาศาล

 

4. อารมณ์คือศัตรูตัวฉกาจ

 

ตลาดหุ้นมีความผันผวน การพยายามเลือกหุ้นเองหรือจับจังหวะตลาดมักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดเพราะ ความกลัว (Fear) และ ความโลภ (Greed) นักลงทุนมักจะขายหุ้นเมื่อตลาดตกต่ำ (กลัว) และซื้อเมื่อตลาดขึ้นไปสูงแล้ว (โลภ)

 

การลงทุนในกองทุนดัชนีแบบเรียบง่ายช่วยขจัดอารมณ์เหล่านี้ออกไป หน้าที่ของเรามีเพียงแค่ ‘ซื้อและถือ’ (อย่างมีวินัย โดยไม่ต้องกังวลว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นหรือลงในวันนี้

 

ข้อดีของ Passive Index Fund

 

  • ค่าธรรมเนียมต่ำ: แม้ว่ามีค่าธรรมเนียมที่ต่างกันเล็กน้อย แต่ด้วยพลังของการทบต้นจะทำให้ผลตอบแทนแตกต่างกันอย่างมากในระยะยาว
  • การกระจายความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม: การซื้อกองทุน S&P 500 หนึ่งหน่วย ก็เหมือนกับการได้เป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำ 500 แห่งทันที ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มเหลว
  • เข้าใจง่ายและประหยัดเวลา: ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นรายตัว ไม่ต้องติดตามข่าวตลอดเวลา เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือความเชี่ยวชาญ
  • ลดความเครียด: การลงทุนแบบ ‘ตั้งค่าแล้วลืม’ ช่วยลดความเครียดจากการเฝ้าดูพอร์ตการลงทุนทุกวัน

 

นักลงทุนทั่วไปลงทุน Index Fund ตาม Warren Buffett ได้อย่างไร?

 

Index Fund ที่ Warren Buffett ก็คือ กองทุนรวม (Mutual Fund) หรือ ETF (Exchange Traded Fund) ที่มีนโยบายลงทุนโดยพยายามสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง (เช่น S&P 500) มากที่สุด ผู้จัดการกองทุนไม่ได้พยายามเลือกหุ้นที่จะชนะตลาด แต่แค่ ‘ซื้อหุ้นทั้งหมด’ ตามสัดส่วนที่มีอยู่ในดัชนี

 

และถึงแม้เราไม่สามารถซื้อ ดัชนี S&P 500 ได้โดยตรง แต่เราสามารถซื้อกองทุนที่ไปลงทุนในดัชนี S&P 500 ได้ง่ายๆ ผ่านหลายช่องทาง

 

  • กองทุนรวมไทย: บลจ. (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน) หลายแห่งในไทย เช่น กสิกร (K-Asset), ไทยพาณิชย์ (SCBAM), กรุงศรี (KSAM) มีกองทุนรวมที่เรียกว่า Feeder Fund ที่ระดมเงินจากนักลงทุนไทยไปซื้อกองทุน S&P 500 ขนาดใหญ่ในต่างประเทศอีกที (เช่น กองทุนของ Vanguard หรือ iShares)
  • DR (Depositary Receipt): ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีตราสารที่เรียกว่า DR ให้นักลงทุนซื้อขายได้เหมือนหุ้น ซึ่ง DR บางตัวจะอ้างอิงกับ ETF ของ S&P 500 ในต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายได้สะดวกผ่านแอปเทรดหุ้นทั่วไป
  • ลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน/โบรกเกอร์ที่ลงทุนในต่างประเทศได้: ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันและโบรกเกอร์หลายเจ้า (เช่น Dime!, StashAway, หรือโบรกเกอร์ที่ให้บริการเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศ) ที่อนุญาตให้คนไทยนำเงินบาทไปซื้อ ETF ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้โดยตรง

 

การลงทุนแบบ Index Fund เหมาะกับใคร?

 

เหมาะสำหรับ:

 

  • นักลงทุนมือใหม่ ที่ยังไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการเลือกหุ้น
  • นักลงทุนส่วนใหญ่ ตามคำพูดของ Buffett คือคนทั่วไปที่ตระหนักว่าตัวเองไม่มีเวลา, ความเชี่ยวชาญ, หรือความต้องการที่จะวิเคราะห์การลงทุนอย่างลึกซึ้ง
  • นักลงทุนระยะยาว ผู้ที่ต้องการออมเงินเพื่อเป้าหมายระยะไกล (เช่น เกษียณ) และเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดในระยะ 10, 20, หรือ 30 ปี
  • คนที่ต้องการความเรียบง่าย และไม่ต้องการเสียเวลาหรือความเครียดไปกับการจัดการพอร์ต

 

อาจไม่เหมาะสำหรับ:

 

  • นักลงทุนที่ต้องการรวยเร็ว กลยุทธ์นี้คือการรวยช้าๆ อย่างมั่นคง ไม่ใช่การเก็งกำไร
  • ผู้ที่ทนความผันผวนไม่ได้เลย แม้จะกระจายความเสี่ยงแล้ว แต่การถือหุ้น 90% ตามสูตร Buffett ก็ยังหมายความว่าพอร์ตของเราจะแกว่งตัวรุนแรงตามภาวะตลาด
  • ผู้ที่เชื่อว่าตัวเองเอาชนะตลาดได้ ซึ่ง Buffett เตือนว่ามีน้อยคนมากที่ทำได้จริงในระยะยาว

 

Warren Buffett ไม่ได้บอกว่า การเลือกหุ้นรายตัวหรือการลงทุนแบบ Active เป็นกลยุทธ์ที่ล้มเหลว ตัวเขาเองคือข้อพิสูจน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความสำเร็จนั้น แต่เขากำลังส่งสารถึงคนธรรมดาอย่างเราๆ ด้วยความจริงใจว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มีเวลาทั้งชีวิต หรือความเชี่ยวชาญระดับปรมาจารย์ การเดิมพันเพื่อเอาชนะตลาดในระยะยาวนั้นเปรียบเหมือนการพยายามว่ายทวนกระแสน้ำเชี่ยวที่ทั้งเหนื่อยและยาก

 

แต่ข่าวดีก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะมัน เราแค่ ‘เข้าร่วม’ กับความสำเร็จของตลาดโดยรวม ลงทุนในที่ที่ถูกต้องอย่างมีวินัย และมีอาวุธที่ทรงพลังที่สุดซึ่งทุกคนมีเท่ากันนั่นคือ ‘เวลาและความอดทน’ ปล่อยให้พลังแห่งการทบต้นทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตของใครก็สามารถเติบโตอย่างมั่นคง และมุ่งหน้าสู่อิสรภาพทางการเงินในแบบของเราเองได้

 

ภาพ: mark peterson/Corbis via Getty Images

อ้างอิง:

The post เปิด ‘แผนมรดก’ Warren Buffett แผนลงทุนที่ดีที่สุดที่เขาทิ้งไว้ให้ภรรยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานออฟฟิศ ซื้อลดหย่อนภาษีตัวไหนดี https://thestandard.co/office-worker-tax-deduction-guide/ Thu, 13 Nov 2025 06:41:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1142887 พนักงานออฟฟิศ ซื้อ ลดหย่อนภาษีตัวไหนดี

สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเรา ที่อาจกำลัง ‘หัวฟู’ กับการเ […]

The post พนักงานออฟฟิศ ซื้อลดหย่อนภาษีตัวไหนดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานออฟฟิศ ซื้อ ลดหย่อนภาษีตัวไหนดี

สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเรา ที่อาจกำลัง ‘หัวฟู’ กับการเคลียร์งานส่งท้ายปี อย่าลืมว่ายังมีอีกหนึ่ง ‘เดดไลน์’ สำคัญรออยู่ นั่นคือโค้งสุดท้ายของการวางแผนภาษี

 

นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องกลับมาตรวจสอบสิทธิ์ลดหย่อนทั้งหมด เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเซฟเงินที่เราหามาทั้งปี และเปลี่ยนภาระภาษีที่ (อาจจะ) ต้องจ่าย ให้กลายเป็นเงินออมเพื่ออนาคต

 

แต่คำถามสำคัญคือ ท่ามกลางตัวเลือกที่แสนวุ่นวาย ทั้งประกัน, RMF, ThaiESG และอีกสารพัด พนักงานออฟฟิศแบบเราควรเลือกซื้อตัวไหนให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตที่สุด?

 

ข้อควรรู้ของพนักงานออฟฟิศ ก่อนเลือกซื้อลดหย่อน

 

ความเป็นพนักงานออฟฟิศหรือมนุษย์เงินเดือน มีบริบทเฉพาะที่ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภาษี

 

1. PVD (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) โควต้าแรกที่ต้องนับ

 

จุดนี้สำคัญที่สุด และแตกต่างจากอาชีพอิสระโดยสิ้นเชิง เพราะเงิน PVD ที่เราสะสมในแต่ละปีจะถูกนับรวมอยู่ใน ‘โควต้าเกษียณ 500,000 บาท’ ก่อนที่จะคิดซื้อ RMF หรือประกันบำนาญ ต้องตรวจสอบยอด PVD ปีนี้ก่อนเสมอ ว่าเราใช้โควต้าไปแล้วเท่าไหร่ และเหลือให้ซื้อเพิ่มได้อีกเท่าไหร่

 

2. ทบทวน ‘สวัสดิการที่มี’ ก่อนซื้อประกันเพิ่ม

 

ชาวออฟฟิศส่วนใหญ่มีทั้ง ‘ประกันสังคม’ และ ‘ประกันสุขภาพกลุ่ม’ ของบริษัทอยู่แล้ว การซื้อประกันสุขภาพส่วนตัวเพื่อลดหย่อนจึงไม่ควรเริ่มจากศูนย์ แต่ควรเป็นการซื้อเพื่อ ‘อุดช่องโหว่’ หรือ Top-up จากสวัสดิการเดิม เช่น เพิ่มค่าห้อง หรือซื้อความคุ้มครองโรคร้ายแรง เพื่อให้ได้ความคุ้มครองเหมาะสมโดยไม่จ่ายเบี้ยซ้ำซ้อน

 

เลือกลดหย่อนตัวไหนดี? ได้ทั้งลดภาษี ได้ทั้งแผนการเงินที่ดี

 

พนักงานออฟฟิศอย่างเรามีตัวช่วยลดหย่อนเด็ดๆ ที่ไม่เพียงช่วยประหยัดภาษี แต่ยังตอบโจทย์ชีวิตด้านอื่นๆ ด้วย

 

1. ทำประกัน ป้องกันความเสี่ยง

 

หนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการเงิน คือการมีเกราะป้องกันความเสี่ยงก่อน หากเจ็บป่วยหนัก เงินเก็บทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา

 

ประกันชีวิต (ทั่วไป/สะสมทรัพย์) และประกันสุขภาพ สามารถใช้สิทธิรวมกันได้สูงสุด 100,000 บาท (โดยส่วนของประกันสุขภาพใช้ได้ไม่เกิน 25,000 บาท)

 

  • ข้อดี: ได้ความคุ้มครองทันที, ประกันชีวิตแบบ 10 ปีขึ้นไปช่วยสร้างวินัยการออม, ประกันสุขภาพช่วยจัดการความเสี่ยงค่ารักษา
  • ข้อควรพิจารณา: เป็นภาระระยะยาว (ประกันชีวิต) หรือเบี้ยประกันอาจเพิ่มขึ้นตามอายุ (ประกันสุขภาพ)

 

เหมาะสำหรับ ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว, ต้องการสร้างวินัยการออม, หรือมีสวัสดิการสุขภาพไม่ครอบคลุม

 

2. RMF: ลงทุนวางแผนเกษียณ

 

RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือเครื่องมือวางแผนเกษียณที่ให้เราลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย (หุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ) เพื่อคาดหวังผลตอบแทนระยะยาว

 

RMF สามารถลดหย่อนได้ 30% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งโควต้านี้ต้องนับรวมกับ PVD, กบข., และประกันบำนาญ

 

  • ข้อดี: มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย เหมาะกับทุกระดับความเสี่ยง, มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงในระยะยาว
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี และถือครองจนถึงอายุ 55 ปี มีความเสี่ยงจากตลาดลงทุน

 

เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการออมเพื่อเกษียณอย่างจริงจัง มีวินัย และมีช่องว่างในโควต้า 500,000 บาท

 

3. ThaiESG: ลดหย่อนได้ ลงทุนได้

 

น้องใหม่มาแรง ThaiESG (Thailand ESG Fund) คือกองทุนที่เน้นลงทุนในบริษัทไทยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม

 

ความพิเศษคือ ThaiESG มีโควต้าลดหย่อนเพิ่มแยกต่างหากอีก 300,000 บาท (สูงสุด 30% ของเงินได้) เหมาะกับผู้ที่ใช้โควต้าเกษียณ 500,000 บาทเต็มแล้ว แลกกับการถือครอง 5 ปีเต็ม

 

  • ข้อดี: เป็นสิทธิลดหย่อนที่ “เพิ่ม” เข้ามา, ได้ลงทุนในธุรกิจไทยแนวยั่งยืน
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องถือครอง 5 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน), เป็นกองทุนใหม่ที่เน้นลงทุนในไทยและมีให้เลือกไม่มาก

 

เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการสิทธิลดหย่อนเพิ่ม หรือผู้ที่ต้องการลงทุนระยะกลางในธุรกิจยั่งยืน

 

4. ประกันบำนาญ (Pension Insurance)

 

เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อ ‘การันตีรายได้หลังเกษียณ’ โดยเฉพาะ ช่วยสร้างวินัยออมระยะยาวและจ่ายผลประโยชน์คืนในรูปเงินบำนาญ

 

เบี้ยประกันลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (ซึ่งถูกนับรวมในโควต้าเกษียณ 500,000 บาท)

 

  • ข้อดี: การันตีผลตอบแทนและกระแสเงินสดแน่นอนหลังเกษียณ ไม่มีความผันผวนเหมือนการลงทุน
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องออมระยะยาวถึงอายุ 55–60 ปี สภาพคล่องต่ำ และผลตอบแทนมักต่ำกว่า RMF

 

เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการความมั่นคงสูง รับความเสี่ยงต่ำ และอยากมีรายได้แน่นอนหลังเกษียณ

 

สิทธิลดหย่อนอื่นๆ ที่ชาวออฟฟิศไม่ควรมองข้าม

 

1. ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย

 

สิทธิประโยชน์ก้อนใหญ่ของคนผ่อนบ้านหรือคอนโดฯ สามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายจริงทั้งปีมาลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท (หากกู้ร่วม ให้แบ่งสิทธิตามสัดส่วน)

 

2. เงินบริจาค

 

การสนับสนุนมูลนิธิ สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลรัฐ สามารถลดหย่อนได้ตามจริง หรือสูงสุด 2 เท่าในกรณีพิเศษ เช่น โรงพยาบาลรัฐ โดยไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น แนะนำให้บริจาคผ่านระบบ e-Donation เพื่อความสะดวกและตรวจสอบได้ง่าย

 

3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ชั่วคราว)

 

ติดตามนโยบายภาครัฐช่วงปลายปี เช่น Easy E-Receipt หรือ เที่ยวดีมีคืน เพื่อเปลี่ยนค่าใช้จ่ายจำเป็นให้กลายเป็นวงเงินลดหย่อนเพิ่มเติม

 

ซื้อลดหย่อนแต่พอดี อย่าซื้อเกินโควต้า

 

การซื้อลดหย่อนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การซื้อให้เต็มทุกโควต้า แต่คือการซื้อเพื่อลด “เงินได้สุทธิ” ให้อยู่ในฐานภาษีที่ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้

 

เป้าหมายสูงสุดคือ ทำให้ ‘เงินได้สุทธิ’ เหลือไม่เกิน 150,000 บาท เพราะฐานนี้เสียภาษี 0%

 

ตัวอย่าง:

 

เงินเดือน 40,000 บาท (ไม่มีโบนัส)

เงินได้ทั้งปี = 40,000 × 12 = 480,000 บาท

หักลดหย่อนพื้นฐาน (ส่วนตัว + ค่าใช้จ่าย + ประกันสังคม) สมมติ 169,000 บาท

เงินได้สุทธิก่อนลดหย่อนเพิ่ม = 311,000 บาท

 

เพื่อไม่ต้องเสียภาษี เป้าหมายคือทำให้เหลือ 150,000 บาท

ดังนั้น ยอดที่ควรซื้อเพิ่มคือ 161,000 บาท

 

สำหรับพนักงานเงินเดือน 40,000 บาท จึงไม่จำเป็นต้องซื้อ RMF 500,000 + ThaiESG 300,000 + ประกัน 100,000 รวม 900,000 บาท เพราะซื้อเพิ่มเพียง 161,000 บาท ก็เพียงพอให้ไม่ต้องเสียภาษีแล้ว

 

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรคำนวณเงินได้สุทธิของตนเองให้ชัด และสำรวจสิทธิ์ที่มีอยู่แล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ทางภาษีอย่างคุ้มค่า โดยไม่กระทบสภาพคล่องทางการเงิน

 

สรุป:

 

การซื้อลดหย่อนภาษีสำหรับพนักงานออฟฟิศ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเกินไป หากรู้จักวางแผน ตรวจสอบสิทธิ์ และเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของตัวเอง ทุกบาทที่จ่ายจะไม่สูญเปล่า แต่กลายเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม

 

ภาพ: Sergiy Trofimov Photography/Getty Images

อ้างอิง:

The post พนักงานออฟฟิศ ซื้อลดหย่อนภาษีตัวไหนดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Kakeibo เทคนิคออมเงินสไตล์ญี่ปุ่น https://thestandard.co/kakeibo-japanese-saving-technique/ Mon, 10 Nov 2025 06:14:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1141572 รู้จัก Kakeibo เทคนิคออมเงินสไตล์ญี่ปุ่น

เคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม? เงินเดือนเพิ่งเข้าบัญชีได้ไม่นา […]

The post รู้จัก Kakeibo เทคนิคออมเงินสไตล์ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Kakeibo เทคนิคออมเงินสไตล์ญี่ปุ่น

เคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหม? เงินเดือนเพิ่งเข้าบัญชีได้ไม่นาน แต่กลับใช้จ่ายจนเกือบหมด หรือบางครั้งก็สงสัยว่า เงินหายไปไหนหมด ทั้งที่พยายามประหยัดแล้ว

 

ปัญหานี้อาจไม่ได้แปลว่าเรา ‘หาเงินไม่เก่ง’ แต่อาจเป็นเพราะเรา ‘ใช้เงินไม่เป็น’ หรือขาดการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ

 

ปัญหาเก็บเงินไม่อยู่สามารถแก้ไขได้ด้วยเทคนิค Kakeibo (家計簿) หรือ ศิลปะการจัดการเงินสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีอายุกว่า 100 ปี ที่ไม่ได้สอนให้เรา ‘อดออม’ จนชีวิตไม่มีความสุข แต่สอนให้เรา ‘มีสติ’ ในการใช้จ่าย และนี่คือเทคนิคที่จะช่วยปรับวิธีการออมเงินของเราไปตลอดชีวิต

 

แก่นแท้ของ Kakeibo

 

Kakeibo แปลตรงตัวว่า ‘สมุดบัญชีครัวเรือน’ ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1904 โดย ฮานิ โมโตโกะ (Hani Motoko) นักข่าวหญิงคนแรกๆ ของญี่ปุ่น

 

แก่นแท้ของ Kakeibo ไม่ใช่แค่การจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย แต่คือปรัชญาที่เน้น ‘การออมอย่างมีสติ’ มันคือกระบวนการที่บังคับให้เราต้องคิด วิเคราะห์ และไตร่ตรองถึงพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองอย่างลึกซึ้ง Kakeibo ไม่ใช่แอปพลิเคชันอัตโนมัติ แต่มันคือการ ‘ลงมือทำ’ ด้วยตัวเอง

 

ทำไม Kakeibo ถึงช่วยเราออมเงินได้

 

Kakeibo ไม่ใช่แค่การจดตัวเลข แต่คือ ‘เครื่องมือฝึกจิตวิทยา’ ที่บังคับให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมจัดการเงินของเรา

 

1. สร้าง ‘สติ’ ด้วยการจด

 

ในยุคที่สแกนจ่ายจนเพลิน Kakeibo สวนกระแสโดยบังคับให้เรา ‘จดด้วยมือ’ ความไม่สะดวกนี้เองที่ทำให้เราต้องหยุดคิด และรู้สึกตัวทุกครั้งที่เงินออกจากกระเป๋า มันเปลี่ยนการใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัว ให้เป็นการตัดสินใจที่ ‘ตระหนักรู้’

 

2. เผยความจริง ด้วยการจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย

 

Kakeibo บังคับให้เราแยกแยะอย่างชัดเจนว่าเงินที่จ่ายไปเป็น ‘ของจำเป็น’ หรือ ‘ของฟุ่มเฟือย’ เมื่อสิ้นเดือน เราจะเห็นภาพความจริงว่าเงินของเรา ‘รั่ว’ ไปที่จุดไหน ทำให้รู้ทันทีว่าควรลดค่าใช้จ่ายอะไร

 

3. เปลี่ยนการตามแก้เป็น ‘การวางแผน’

 

Kakeibo ไม่ได้ให้เราจดบัญชีย้อนหลังอย่างเดียว แต่บังคับให้เรา ‘ตั้งเป้าหมายเงินออม’ ตั้งแต่ต้นเดือนก่อน (Pay Yourself First) จากนั้นจึงกำหนดงบที่ใช้ได้จริง ทำให้เราใช้เงินอย่างมีกรอบ ไม่ใช่ใช้ไปเรื่อยๆ แล้วค่อยมาลุ้นตอนสิ้นเดือน

 

4 ขั้นตอนการทำ Kakeibo

 

วิธีการของ Kakeibo นั้นเรียบง่ายและเป็นระบบ โดยเน้นการวางแผนล่วงหน้า และทบทวนย้อนหลัง

 

1. การวางแผน (ช่วงต้นเดือน)

 

  • จดรายรับทั้งหมดที่เราจะได้รับในเดือนนี้ (เงินเดือน, รายได้เสริม ฯลฯ)
  • จดรายจ่ายคงที่ ที่ต้องจ่ายแน่นอน (ค่าเช่าบ้าน, ค่าผ่อนรถ, ค่าโทรศัพท์, Netflix)
  • ตั้งเป้าหมายเงินออม หักเงินส่วนนี้ออกไป ‘ก่อน’ (Pay Yourself First)
  • เงินที่เหลืออยู่ = คือเงินที่เราสามารถ ‘ใช้ได้จริง’ ตลอดทั้งเดือน

 

2. แบ่งหมวดหมู่การใช้จ่าย (4 เสาหลัก)

 

Kakeibo จะแบ่งรายจ่าย ‘ที่ใช้ได้จริง’ (หลังจากหักเงินออมและรายจ่ายคงที่แล้ว) ออกเป็น 4 หมวดหลัก เพื่อให้คุณรู้ว่าเงินของเราไหลไปทางไหน

 

  • หมวดที่ 1: การอยู่รอด (Survival) – รายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร (ที่ทำกินเอง), ค่าเดินทางไปทำงาน, ของใช้ในบ้านที่จำเป็น
  • หมวดที่ 2: ความต้องการ (Wants) – รายจ่ายเพื่อความสุข (แต่ไม่จำเป็น) เช่น ชานมไข่มุก, กาแฟร้านโปรด, ช้อปปิ้งเสื้อผ้า, ดูหนัง, กินข้าวนอกบ้าน
  • หมวดที่ 3: วัฒนธรรม (Culture) – รายจ่ายเพื่อการเรียนรู้/พัฒนาตัวเอง เช่น ซื้อหนังสือ, ค่าคอร์สเรียน, ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์, เวิร์กช็อป
  • หมวดที่ 4: พิเศษ (Extra) – รายจ่ายฉุกเฉินหรือไม่ได้คาดคิด เช่น ค่าซ่อมรถ, ค่ารักษาพยาบาล, ของขวัญงานแต่ง

 

3. การติดตาม (ระหว่างเดือน)

 

นี่คือขั้นตอนที่ต้องใช้วินัยมากที่สุด นั่นคือการจดบันทึก ‘ทุก’ รายการที่คุณใช้จ่าย ลงใน 4 หมวดหมู่นี้อย่างซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นยอดเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

 

ในช่วงแรก การต้องจดทุกอย่างอาจจะดูเป็นเรื่องยากและจุกจิก แต่เรามีเคล็ดลับที่ช่วยให้ง่ายขึ้น

 

  • เก็บใบเสร็จ/สลิป: พยายามรับใบเสร็จ หรือเก็บสลิปการโอนเงินทุกครั้ง แล้วค่อยนำมาจดบันทึกรวบยอดในเวลาว่าง หรือก่อนนอน วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่ต้องพยายามจำทุกอย่างตลอดเวลา
  • ตรวจสอบออนไลน์: สำหรับการโอนจ่าย สแกนจ่าย หรือตัดบัตรเดบิต ให้ใช้เวลาสั้นๆ ในแต่ละวัน เช็กประวัติการชำระเงิน ผ่านแอปฯ ธนาคารออนไลน์ เพื่อเก็บตกยอดที่อาจลืมจด
  • จ่ายด้วยเงินสด: หากจัดงบประมาณด้วยวิธีซองจดหมาย (Envelope System) คือการเบิกเงินสดใส่แยกซองตามงบใช้จ่ายหมวดต่างๆ การติดตามจะง่ายขึ้นมาก เพราะเราจะเห็นเงินสดที่ลดลงไปจากซองในหมวดนั้นๆ อย่างชัดเจน ทำให้รู้สถานะงบประมาณได้ทันที (ห้ามดึงเงินจากซองอื่นมาโปะเด็ดขาด)

 

4. การทบทวน (ช่วงสิ้นสัปดาห์ หรือ สิ้นเดือน)

 

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของ Kakeibo คือการมานั่งดูสมุดบัญชี และถามตัวเองด้วย 4 คำถาม

  • คุณมีเงินออมได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่?
  • คุณใช้เงินไปเท่าไหร่ในเดือนนี้?
  • เงินส่วนใหญ่ของคุณ หายไปกับหมวดหมู่ไหน (เช่น หมวด Wants)?
  • คุณจะปรับปรุงอะไรในเดือนหน้า เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายได้ดีขึ้น?

 

กฎสำคัญที่จะทำให้ Kakeibo ได้ผล?

 

1. ซื่อสัตย์ 100% (อย่าโกงตัวเอง)

 

ต้อง ‘จดทุกรายการ’ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ที่สำคัญกว่า คือต้องจัดหมวดหมู่อย่างตรงไปตรงมา เช่น ของฟุ่มเฟือย ก็ต้องจดว่าฟุ่มเฟือย อย่าแอบไปใส่ในหมวดจำเป็น (Survival) เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี การเห็นความจริงเท่านั้นที่จะทำให้เราปรับปรุงได้

 

2. ทำสม่ำเสมอ (สร้างให้เป็นนิสัย)

 

Kakeibo จะล้มเหลวทันทีถ้าทำๆ หยุดๆ พลังของมันคือการเห็นรูปแบบการใช้เงินในระยะยาว เคล็ดลับคือ อย่ารอจดทีเดียวสิ้นสัปดาห์ ให้ใช้เวลาแค่ 5 นาทีก่อนนอนทุกวันเพื่อเคลียร์ยอดของวันนั้น ทำให้มันเป็นกิจวัตรเหมือนการแปรงฟัน

 

3. ทบทวนและปรับปรุงอย่างจริงจัง

 

อย่าทำแค่จด แต่ต้องวิเคราะห์จุดบอดพฤติกรรมการเงินตัวเอง หัวใจของ Kakeibo อยู่ที่การทบทวนการใช้จ่ายของเรา ทุกสิ้นสัปดาห์หรือสิ้นเดือน ถามตัวเองว่า ‘เงินรั่วไปตรงไหน?’ และ ‘เดือนหน้าจะลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นตรงไหนได้บ้าง?’ การคิดต่อจากตัวเลขนี้เองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

 

Kakeibo เหมาะสำหรับใคร

 

Kakeibo เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มัก ‘ใช้จ่ายตามอารมณ์’ และคนที่เคย ‘ล้มเหลวจากการใช้แอปฯ’ เพราะมันอัตโนมัติเกินไปจนไม่ช่วยสร้างสติ นอกจากนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมสำหรับมือใหม่ ที่อยาก ‘รีเซ็ต’ หรือสร้างวินัยการเงินขั้นพื้นฐาน และต้องการทำความเข้าใจพฤติกรรมตัวเองอย่างลึกซึ้ง

 

เป้าหมายสูงสุดของ Kakeibo ไม่ใช่แค่การมีเงินออม หรือการประหยัดจนตึงเครียด แต่คือ ‘การสร้างสันติสุขทางการเงิน’

 

Kakeibo คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองอย่างถ่องแท้ ช่วยให้เราสามารถจัดลำดับความสำคัญได้ว่า อะไรคือ ‘ความสุขที่แท้จริงที่เรายอมจ่าย’ และอะไรคือ ‘การใช้จ่ายตามอารมณ์ชั่ววูบที่เราควรตัดทิ้ง’

 

เมื่อเรามีสติในการใช้จ่าย เราจะเปลี่ยนสถานะจาก ‘ทาสของเงิน’ ให้กลายเป็น ‘เจ้านายของเงิน’ และนั่นคือวินัยทางการเงินอันล้ำค่าที่จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต

 

ภาพ: RichVintage / Getty Images

อ้างอิง:

The post รู้จัก Kakeibo เทคนิคออมเงินสไตล์ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ https://thestandard.co/5-books-master-your-money/ Sun, 09 Nov 2025 06:02:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1141191 เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้

เคยรู้สึกไหมว่า ‘เรื่องเงิน’ คือวิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอ […]

The post เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้

เคยรู้สึกไหมว่า ‘เรื่องเงิน’ คือวิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอน แต่ชีวิตจริงกลับ ‘สอบ’ เราทุกวัน?

 

เราทุกคนอยากมีเงินเก็บ อยากมีอิสระทางการเงิน อยากใช้ชีวิตแบบที่ไม่ต้องกังวล แต่หลายครั้งก็ ‘งง’ ว่าต้องเริ่มจากจุดไหน พอเจอคำว่า ‘ลงทุน’ ‘กองทุน’ หรือ ‘วางแผนเกษียณ’ สมองก็ Shut down อัตโนมัติ

 

แต่ก็ไม่มีใครแก่เกินเรียน เพราะการอัปเลเวลความรู้การเงิน ไม่ได้ยากหรือน่าเบื่อ อีกทั้งยังไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่

 

นี่คือ 5 หนังสือการเงิน ที่คัดมาแล้วว่าจะช่วย ‘ปลดล็อก’ วิธีคิดเรื่องเงินของเรา ทำให้เรื่องซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย และช่วยให้ดีไซน์ชีวิตการเงินในแบบที่ต้องการเราได้มากขึ้น

 

เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ 1

 

1. The Richest Man in Babylon (George S. Clason)
หนังสือคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1926 เล่มนี้ใช้วิธีเล่าเรื่องผ่าน ‘นิทานเปรียบเทียบ’ ในยุคบาบิโลนโบราณที่รุ่งเรืองที่สุดในโลก ทำให้หลักการเงินที่แห้งแล้งกลายเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

 

เคล็ดลับการเงินจากในเล่ม :
หนังสือเล่มนี้จะสอน ‘รากฐาน’ ของการเงินส่วนบุคคล เราจะได้เรียนรู้กฎทองของการเงินส่วนบุคคล เช่น ‘จงจ่ายให้ตัวเองก่อน’ (Pay yourself first) อย่างน้อย 10%, ควบคุมค่าใช้จ่าย, วิธีทำให้เงินงอกเงย, และวิธีปกป้องเงินต้นของเรา

 

เล่มนี้เหมาะกับใคร :
‘มือใหม่’ ด้านการเงินควรอ่านอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน, คนที่รู้สึกว่าหนังสือการเงินสมัยใหม่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคที่น่าปวดหัว หรือคนที่ชอบเรียนรู้ผ่านเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิด

 

เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ 2

 

2. I Will Teach You to Be Rich (Ramit Sethi)
เล่มนี้มาพร้อมแนวคิดที่ตรงไปตรงมาและไม่โลกสวย โดยนักเขียน Ramit Sethi จะให้โปรแกรม 6 สัปดาห์ เพื่อสร้างระบบการเงินแบบอัตโนมัติ เขาไม่เน้นให้เรา ‘อดออม’ ด้วยการงดกาแฟแก้วโปรด แต่เน้นให้เราโฟกัสที่ Big Wins หรือชัยชนะครั้งใหญ่ เช่น การเจรจาต่อรองเงินเดือน หรือการลดหนี้ก้อนโต

 

เคล็ดลับการเงินจากในเล่ม :
วิธีตั้งค่าระบบการเงินอัตโนมัติ (โอนเงินออมและลงทุนทันทีที่เงินเดือนเข้า), เทคนิคการเจรจาต่อรอง (ทั้งกับธนาคารและเจ้านาย), และแนวคิด ‘การใช้เงินอย่างมีสติ’ (Conscious Spending) คือการใช้เงินอย่างเต็มที่กับสิ่งที่เรารัก และตัดค่าใช้จ่ายในสิ่งที่เราไม่สนใจอย่างไร้ความปรานี

 

เล่มนี้เหมาะกับใคร :
คนรุ่นใหม่ (Millennials/Gen Z) ที่ต้องการระบบที่ชัดเจนและทำได้จริง คนที่ ‘เกลียดการทำงบประมาณ’ จุกจิก และคนที่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปพร้อมๆ กับการสร้างความรวย

 

เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ 3

 

3. Money: Master the Game (Tony Robbins)
Tony Robbins โค้ชชื่อดังระดับโลก ใช้เวลาหลายปีสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและมหาเศรษฐีที่สร้างตัวตนขึ้นมาเอง (อย่าง เรย์ ดาลิโอ, วอร์เรน บัฟเฟตต์) เพื่อกลั่นกรอง ‘7 ขั้นตอนง่ายๆ สู่การมีอิสรภาพทางการเงิน’ เล่มนี้จะทำลายความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนรวยหรือคนฉลาดเท่านั้น

 

เคล็ดลับการเงินจากในเล่ม :
เราจะได้เรียนรู้จิตวิทยาของความมั่งคั่ง, พลังของดอกเบี้ยทบต้น, วิธีการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล (เช่น กลยุทธ์ All-Seasons Portfolio) และวิธีสร้าง Passive Income ที่ทำงานให้เราแม้ในยามหลับ

 

เล่มนี้เหมาะกับใคร :
เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ ‘ภาพใหญ่’ และแผนที่ที่ชัดเจนในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว คนที่รู้สึกว่าการลงทุนเป็นเรื่องซับซ้อนและอยากได้แนวทางที่ทำตามได้จริงจากคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ (แต่แอบกระซิบว่าเล่มหนามาก ต้องอดทนอ่านนิดนึง)

 

เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ 4

 

4. Let’s Talk Money (Monika Halan)
แม้หนังสือเล่มนี้จะเน้นบริบทของอินเดีย แต่หลักการในเล่มเป็นสากลและใช้ได้ดี โดยนักเขียน Monika Halan นำเสนอวิธีสร้าง ‘ระบบการเงิน’ ที่เรียบง่ายและจัดการได้จริงสำหรับคนทั่วไปและครอบครัว เธอมองว่าการเงินไม่ควรวุ่นวาย แต่ควรเป็นระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลังชีวิตเรา

 

เคล็ดลับการเงินจากในเล่ม :
วิธีจัดการกระแสเงินสดด้วย ‘ระบบถังเงิน’ (Bucket System) ที่ชัดเจน, วิธีแยก ‘ประกัน’ ออกจากการลงทุน (ซึ่งคนมักเข้าใจผิด), การวางแผนการเงินตามเป้าหมาย (เช่น ซื้อบ้าน, เรียนต่อ) และการหลีกเลี่ยงกับดักทางการเงินที่คนส่วนใหญ่พลาด

 

เล่มนี้เหมาะกับใคร :
เหมาะสำหรับคนที่รู้สึก ‘เป็นภาระ’ หรือ ‘วุ่นวาย’ กับการจัดการเงิน คนที่อยากได้ระบบที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อจัดการการเงินของตัวเองและครอบครัวให้เข้าที่เข้าทาง

 

เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ 5

 

5. Financial Feminist (Tori Dunlap)
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พูดแค่ ‘ทำอย่างไรถึงจะรวย’ แต่พูดถึง ‘ทำไมผู้หญิงถึงรวยยากกว่า’ นักเขียน Tori Dunlap ชี้ให้เห็นอุปสรรคเชิงระบบและสังคม (เช่น ช่องว่างรายได้ระหว่างเพศ) ที่ผู้หญิงต้องเผชิญ และมอบเครื่องมือที่ ‘ใช้ได้จริง’ เพื่อต่อสู้กับความไม่เท่าเทียมนี้

 

เคล็ดลับการเงินจากในเล่ม :
ผู้อ่านจะได้เรียนรู้การเงินผ่านมุมมองของสตรีนิยม (Feminist), เทคนิคการต่อรองเงินเดือนอย่างมั่นใจ, วิธีการลงทุน, การจัดการหนี้ และการสร้างความมั่งคั่งเพื่อเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตในระยะยาว

 

เล่มนี้เหมาะกับใคร :
สำหรับผู้หญิงทุกคนที่อยากมีอำนาจในการจัดการเงินของตัวเอง หรือคนที่รู้สึกว่าคำแนะนำทางการเงินแบบเดิมๆ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพวกเขา (ถ้าเป็นผู้ชายหรือไม่สนใจประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ อาจจะรู้สึกว่าไม่ตรงประเด็นเท่าไหร่ แต่หลักการเงินในเล่มก็ยังใช้ได้กับทุกคน)

 

การเดินทางนับพันลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ และการ ‘ลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต ไม่ใช่หุ้นตัวไหนหรือกองทุนอะไร แต่คือการ ‘ลงทุนในความรู้’ ของตัวเราเอง

 

หนังสือ 5 เล่มนี้เป็นเพียง ‘ประตูบานแรก’ แค่เราเลือกเปิดมัน ชีวิตการเงินของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

อ้างอิง:

The post เปิดวาร์ป 5 หนังสือการเงิน ใครๆ ก็เก่งเรื่องเงินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP เผยคนไทยส่วนใหญ่เลือก ‘การเงินมั่นคง’ เหนือสุขภาพ ลุยอัปเกรด mobile banking ครั้งใหญ่ เป็นเครื่องมือช่วยบริหารเงิน https://thestandard.co/financial-stability-mobile-banking-upgrade/ Wed, 29 Oct 2025 04:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1136820 KKP เผย คนไทยส่วนใหญ่ เลือก ‘การเงินมั่นคง’ เหนือสุขภาพ ลุย อัปเกรด mobile banking ครั้งใหญ่ เป็น เครื่องมือช่วยบริหารเงิน

KKP เผยผลสำรวจจาก Milieu Insight ชี้คนไทยมองว่าความมั่น […]

The post KKP เผยคนไทยส่วนใหญ่เลือก ‘การเงินมั่นคง’ เหนือสุขภาพ ลุยอัปเกรด mobile banking ครั้งใหญ่ เป็นเครื่องมือช่วยบริหารเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP เผย คนไทยส่วนใหญ่ เลือก ‘การเงินมั่นคง’ เหนือสุขภาพ ลุย อัปเกรด mobile banking ครั้งใหญ่ เป็น เครื่องมือช่วยบริหารเงิน

KKP เผยผลสำรวจจาก Milieu Insight ชี้คนไทยมองว่าความมั่นคงทางการเงิน และการบรรลุเป้าหมายเกษียณ เป็นความสำเร็จสูงสุดเหนือการมีสุขภาพดี

 

ราเมษฐ์ ศศิรัชพรชัย หัวหน้าฝ่าย Product Owner สาย Digital and Innovation Management ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจของ Milieu Insight บริษัทวิจัยตลาด ที่ทำการสำรวจผู้คนในกลุ่มประเทศอาเซียนถึงความสำเร็จในชีวิต พบว่า ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ผู้คนส่วนใหญ่จากการสำรวจมองว่าความมั่นคงทางการเงิน และการบรรลุเป้าหมายเกษียณ เป็นความสำเร็จสูงสุด ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศอื่นๆ ที่เหลือ มองว่าสุขภาพที่ดีคือความสำเร็จสูงสุดในชีวิต

 

“การที่ไทยเป็นประเทศเดียวที่ภูมิภาคที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินมากกว่าสุขภาพที่ดี สะท้อนว่าคนไทยต้องการบริการทางการเงิน และเครื่องมือช่วยบริหารจัดการเงินให้ดีมากยิ่งขึ้น” ราเมษฐ์กล่าว

 

ราเมษฐ์กล่าวต่อว่า แม้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ของคนไทยจะดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาจากสถิติเกี่ยวกับการออมเงิน หรือการบริหารจัดการหนี้ จะเห็นว่ายังคงมีปัญหาอยู่มาก สะท้อนว่าคนไทยตระหนักในเรื่องของการเงินมากขึ้น แต่อาจจะยังขาดเครื่องมือที่ช่วยให้ปฏิบัติได้จริง

 

“การวางแผนการเงินที่ดีจะช่วยให้เราไม่ต้องกังวลกับอนาคต และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้ จึงเป็นที่มาของการอัปเกรดแอปพลิเคชัน Mobile Banking ครั้งใหญ่ของบริษัท นั่นคือ KKP Better” ราเมษฐ์กล่าว

 

จากการอัปเกรดครั้งนี้ เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ลูกค้ามีเงินออม เงินฉุกเฉิน อย่างน้อย 6 เดือน สินทรัพย์ต้องเพิ่มขึ้น 10% ทุกปี และมีภาระหนี้ไม่เกินความสามารถในการชำระคืน

 

ด้าน กัมพล จันทวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โมบายแอปพลิเคชันในไทยเริ่มต้นมาตั้งแต่ประมาณปี 2556 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำธุรกรรม โอนเงิน จ่ายเงิน และเติมเงิน เป็นหลัก

 

การใช้งานแอปพลิเคชัน Mobile Banking เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนมีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคน และขยายการให้บริการไปมากกว่าแค่การโอน จ่าย หรือเติมเงิน โดยครอบคลุมไปถึงเรื่องการวางแผนการเงิน และการลงทุน

 

กัมพลกล่าวต่อว่า แอปพลิเคชัน KKP Better ตั้งเป้ายกระดับการเงินของคนไทยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นสร้างวินัยทางการออม การเข้าถึงสินเชื่อคุณภาพ และการบริหารภาระหนี้ โดยตั้งเป้าช่วยให้ลูกค้ามีเงินสำรองฉุกเฉินเฉลี่ย 3 เดือน และสร้างสินทรัพย์เติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปี ตอบรับปัญหาการเงินของคนไทยที่ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ว่ากว่า 90% ของบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของคนไทย มีเงินไม่ถึง 50,000 บาท และกว่า 48% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่ถึง 1 เดือน ในด้านสินเชื่อ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อบุคคลเพิ่ม 100,000 บัญชี ผ่านระบบดิจิทัลที่สะดวกและอนุมัติเร็ว โดยไม่ต้องยื่นเอกสารรายได้ ขณะเดียวกันยังมุ่งช่วยลูกค้าบริหารภาระหนี้ ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน

 

ทั้งนี้ KKP Better มุ่งยกระดับ 5 ความฉลาดทางการเงินให้กับคนไทย ผ่านเครื่องมือที่ช่วยวางแผนการเงินอย่างรอบด้าน ได้แก่

 

1. ออมเงินฉลาด – ผ่านผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ KKP SAVVY ดอกเบี้ยสูงเหมือนเงินฝากประจำ แต่ยืดหยุ่นเหมือนเงินฝากออมทรัพย์ ด้วยดอกเบี้ยพิเศษ “Better Bonus” เมื่อฝากเงินไว้นาน โดยไม่ถอนออก เพื่อจูงใจให้เกิดการออมมากขึ้น โดยลูกค้าไม่สูญเสียความคล่องตัวทางการเงิน

 

2. สินเชื่อฉลาด – นำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลหมุนเวียน KKP Better Loan วงเงินพร้อมใช้ รู้ผลการอนุมัติไว จ่ายดอกเบี้ยเฉพาะส่วนที่ใช้จริง พร้อมส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษ หากสินเชื่อถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าศึกษาเล่าเรียน หรือค่ารักษาพยาบาล
3. ประกันฉลาด – นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันจากพันธมิตรของธนาคาร คือ บริษัทเจนเนอราลี่ (ไทยแลนด์) ที่เหมาะสมกับช่วงอายุ ความต้องการ และงบประมาณของลูกค้าแต่ละคน
4. ลงทุนฉลาด – นำเสนอกองทุน E-Class ฟรีค่าธรรมเนียม ตอบโจทย์ทุกระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนที่เลือกได้เอง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง
5. วางแผนฉลาด – Better Box ฟีเจอร์สำหรับผู้มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ KKP SAVVY ให้ลูกค้าสามารถแบ่งกระเป๋าเงินเป็น “กล่อง” ตามวัตถุประสงค์การใช้เงินต่างๆ โดยไม่ต้องเปิดหลายบัญชี เพื่อให้เอื้อต่อการจัดการเงินให้เป็นไปตามเป้าหมายและควบคุมรายจ่ายได้อย่างชัดเจน

The post KKP เผยคนไทยส่วนใหญ่เลือก ‘การเงินมั่นคง’ เหนือสุขภาพ ลุยอัปเกรด mobile banking ครั้งใหญ่ เป็นเครื่องมือช่วยบริหารเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุดพ้นวงจร ‘เงินเดือนชนเดือน’ สร้างเงินเก็บง่ายๆ ด้วย 5 ขั้นตอน https://thestandard.co/escape-paycheck-cycle-5-steps/ Tue, 28 Oct 2025 08:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1136545 หลุดพ้นวงจร ‘เงินเดือนชนเดือน’ สร้างเงินเก็บง่ายๆ ด้วย 5 ขั้นตอน

สิ้นเดือนทีไรเหมือนสิ้นใจ… หลายคนคงคุ้นเคยกับความ […]

The post หลุดพ้นวงจร ‘เงินเดือนชนเดือน’ สร้างเงินเก็บง่ายๆ ด้วย 5 ขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุดพ้นวงจร ‘เงินเดือนชนเดือน’ สร้างเงินเก็บง่ายๆ ด้วย 5 ขั้นตอน

สิ้นเดือนทีไรเหมือนสิ้นใจ… หลายคนคงคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี แม้จะตั้งตารอเงินเดือนออก แต่พอเงินเข้าบัญชีได้ไม่กี่วัน ก็ดูเหมือนว่าจะหายวับไปกับตากับภาระค่าใช้จ่ายที่รออยู่

 

หลายคนคิดว่าปัญหา ‘เงินเดือนชนเดือน’ หรือ ‘ชักหน้าไม่ถึงหลัง’ จะเกิดเฉพาะกับคนเงินเดือนน้อย แต่ความจริงคือ ต่อให้มีรายได้หลักหมื่นปลายๆ หรือหลักแสน ก็สามารถตกอยู่ในสถานการณ์นี้ได้ เมื่อลองเปิดดูบัญชีธนาคาร กลับพบว่า ‘เงินเก็บ’ แทบไม่มี หรือบางทีอาจติดลบด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่านี่ไม่ใช่สัญญาณของสุขภาพการเงินที่ดีเลย

 

ปัญหานี้ไม่ได้หมายความว่าคุณหาเงินไม่เก่ง แต่อาจหมายความว่าคุณยัง ‘จัดการ’ เงินได้ไม่ดีพอ แต่ข่าวดีคือ มันสามารถแก้ไขได้

 

3 ปัจจัยหลักที่พาติดลูปเงินเดือนชนเดือน

 

ก่อนจะไปดูวิธีแก้ เราต้องเข้าใจรากของปัญหาก่อนว่า ทำไมเราถึงติดกับดักนี้

 

1. ภาวะ ‘เงินเฟ้อตามไลฟ์สไตล์’

 

นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ‘เงินเฟ้อตามไลฟ์สไตล์’ คือการที่เรายกระดับการใช้จ่ายของตัวเองขึ้น ‘ทุกครั้ง’ ที่มีรายได้เพิ่ม อย่างเช่น เมื่อก่อนเงินเดือน 20,000 กินกาแฟแก้วละ 60 บาทได้ พอเงินเดือนขึ้นเป็น 40,000 ก็ต้องกินแก้วละ 120 บาท, มือถือต้องรุ่นใหม่ล่าสุด, บุฟเฟต์ต้องบ่อยขึ้น, เสื้อผ้าต้องแบรนด์เนม

 

กลายเป็นว่าเรากำลังใช้เงินตาม ‘อารมณ์’ และ ‘สถานะทางสังคม’ ไม่ใช่ตาม ‘แผน’ คำพูดติดปากคือ ‘ของมันต้องมี’ หรือ ‘เดี๋ยวค่อยเก็บเดือนหน้า’ สุดท้าย ต่อให้รายได้เพิ่ม 2 เท่า รายจ่ายคุณก็เพิ่ม 2 เท่าเช่นกัน ทำให้ไม่เหลือเก็บอยู่ดี

 

2. กับดักหนี้ และการจ่ายขั้นต่ำ

 

เรากำลังพูดถึง ‘หนี้เสีย’ (Bad Debt) คือหนี้ที่ไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม เช่น หนี้บัตรเครดิตที่รูดซื้อของฟุ่มเฟือย, สินเชื่อส่วนบุคคลที่กู้มาเที่ยว, การผ่อน 0% ที่มีหลายรายการพร้อมกัน เช่น มีบัตรเครดิต 3 ใบ และจ่ายแค่ ‘ขั้นต่ำ’ ทุกเดือน

 

การที่เราจ่ายขั้นต่ำ นั่นเท่ากับว่าเงินแทบทั้งหมดที่เราจ่ายไปจะกลายเป็น ‘ดอกเบี้ย’ ไม่ใช่ ‘เงินต้น’ มันเหมือนการวิ่งบนลู่วิ่งที่ไม่ไปถึงไหน รายได้ส่วนใหญ่ของเราในแต่ละเดือน ถูกบังคับให้ไปชดใช้หนี้เหล่านี้ ทำให้เงินที่เหลือ ‘ใช้จริง’ ในชีวิตประจำวันมีน้อยมาก และเมื่อเงินสดไม่พอ เราก็ต้อง ‘รูดบัตร’ อีกครั้งเพื่อเอาตัวรอด วนลูปไปเรื่อยๆ

 

3. ไม่เคยทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย

 

หลายคนคิดว่าตัวเองรู้ดีว่าเงินไปไหน (ค่าบ้าน, ค่ารถ, ค่ากิน) แต่ไม่เคย ‘รู้จริง’ ว่ารายละเอียดคืออะไร

 

ตัวอย่างเช่น ไม่รู้ว่าใน 1 เดือน จ่ายค่า Subscription (Netflix, Spotify, App ต่างๆ) ไปเท่าไหร่, จ่ายค่ากาแฟไปกี่บาท, หรือเสียค่า Delivery อาหารไปมากแค่ไหน

 

เท่ากับว่าเราไม่สามารถจัดการปัญหาที่มองไม่เห็นได้ มันเหมือนการขับรถโดยไม่มีหน้าปัดน้ำมัน เพราะรูรั่วเล็กๆ เหล่านี้ (เช่น ค่ากาแฟวันละ 80 บาท = เดือนละ 2,400 บาท) กำลังทำให้ถังน้ำมันการเงินของเรารั่วโดยไม่รู้ตัว

 

5 ขั้นตอน หลุดพ้นวงจรเงินเดือนชนเดือน

 

เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง 5 ขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องและมีวินัย

 

ขั้นตอนที่ 1 รู้สถานะที่แท้จริงด้วยการทำบัญชี

 

เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาที่ตัวเองไม่เข้าใจได้ ขั้นตอนนี้คือการเข้าใจปัญหา

 

  • ใช้แอปพลิเคชันบันทึกรายรับ-รายจ่าย (เช่น Money Lover, Piggipo) หรือทำใน Excel / สมุดโน้ตธรรมดาก็ได้
  • จดทุกบาทที่เข้าและออก ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน (ค่ารถเมล์ 8 บาท, ค่ากาแฟ 60 บาท, ค่าจอดรถ 20 บาท) ต้องจดให้หมด
  • ทำต่อเนื่อง เราต้องทำอย่างน้อย 1-2 เดือนเต็มๆ เพื่อให้เห็น ‘พฤติกรรม’ ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
  • สรุปยอดสิ้นเดือน เมื่อครบเดือน ให้นำรายจ่ายทั้งหมดมาจัดหมวดหมู่ เช่น
  • จำเป็น (Needs): ค่าเช่าบ้าน/ผ่อนบ้าน, ค่าน้ำไฟ, ค่าเดินทางไปทำงาน, ค่าอาหาร (แบบประทังชีวิต)
  • ต้องการ (Wants): ค่ากาแฟ, ค่าบุฟเฟต์, ช้อปปิ้ง, ค่าดูหนัง, ค่าสังสรรค์
  • หนี้สิน/การออม: ค่าผ่อนบัตร, ค่าผ่อนรถ, เงินออม (ถ้ามี)

 

การทำบัญชีจะช่วยให้เราตาสว่าง รู้ว่าเรามีรอยรั่วค่าใช้จ่ายที่ตรงไหน นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรารู้ว่าต้อง ‘ตัด’ ตรงไหน

 

ขั้นตอนที่ 2 เขียนงบประมาณที่ทำได้จริง

 

หลังจากรู้แล้วว่าเงินไปไหน ก็ถึงขั้นตอนวางแผนล่วงหน้าว่า ‘เงินควรต้องไปที่ไหน’

 

  • ยึดหลัก ‘รายได้ – เงินออม = รายจ่าย’ การเปลี่ยน Mindset ที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ ‘รายได้ – รายจ่าย = เงินออม’
  • กำหนด % เงินออม ทันทีที่เงินเดือนออก เราต้องล็อคเงินออมก่อนเลย อย่างน้อย 10%
  • จัดสรรเงินที่เหลือ นำเงินที่เหลือ (90%) มาจัดสรรตามหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่ลิสต์ไว้ แต่คราวนี้เป็นการกำหนดงบล่วงหน้า รู้ว่าจะใช้จ่ายอะไรอย่างมีระเบียบแบบแผน

 

ใช้สูตรช่วย

 

50/30/20: 50% (จำเป็น) / 30% (ต้องการ) / 20% (ออม)

 

6 Jars (6 ซอง): แบ่งเงินเป็น 6 ส่วน: 1. ค่าใช้จ่ายจำเป็น (55%), 2. ออมระยะยาว/ลงทุน (10%), 3. ให้รางวัลตัวเอง (10%), 4. การศึกษา (10%), 5. เงินฉุกเฉิน (10%), 6. แบ่งปัน (5%)

 

สำคัญ เมื่อเราจัดสรรงบแล้ว พยายามใช้จ่าย ‘ไม่ให้เกิน’ งบที่ตั้งไว้ในแต่ละหมวดอย่างเคร่งครัด อาจใช้วิธี ‘แบ่งเงินใส่ซอง’ จริงๆ หรือใช้แอปอื่นๆ ที่มีฟีเจอร์ Budgeting

 

ขั้นตอนที่ 3 เริ่มออมทันที แม้จะน้อยนิด

 

นี่คือหัวใจของการหลุดพ้นจากวงจรเงินไม่พอใช้ จงจ่ายให้ตัวเองก่อน (Pay Yourself First)

 

  • เปิดบัญชีแยก ควรมีอย่างน้อย 3 บัญชี

 

    • บัญชีใช้จ่าย: บัญชีหลักที่เงินเดือนเข้าและใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
    • บัญชีเงินออม: บัญชีนี้ ‘ห้าม’ ทำบัตร ATM หรือแอปที่ถอนง่าย
    • บัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน: แยกออกมาต่างหาก

 

  • ตั้งโอนอัตโนมัติ: ตั้งค่าในแอปธนาคาร ให้ ‘ทันทีที่เงินเดือนออก’ (เช่น วันที่ 30) โอนเงิน 10% (หรือตามที่ตั้งงบไว้) ไปยัง ‘บัญชีเงินออม’ โดยอัตโนมัติ

 

  • เงินสำรองฉุกเฉิน: เงินออมก้อนแรกที่ต้องสร้างคือ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ควรมีอย่างน้อย 3-6 เท่าของ ‘รายจ่ายที่จำเป็น’ เงินก้อนนี้ห้ามนำไปใช้ ถ้าไม่ฉุกเฉิน (เช่น ตกงาน, อุบัติเหตุ) จริงๆ

 

  • เริ่มจากน้อยๆ: ถ้า 10% หนักไป ให้เริ่มที่ 5% หรือแม้แต่ 1,000 บาท สิ่งสำคัญคือการสร้างนิสัย ให้สำเร็จก่อน

 

ขั้นตอนที่ 4 ลดหนี้-ลดจ่าย

 

นี่คืออีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ แม้ว่าเราจะหารายได้เก่ง แต่ก็จ่ายเก่งไม่แพ้กัน เราจะไม่มีทางมีเงินเหลือได้เลย

 

  • ลดรายจ่าย: ย้อนกลับไปดูบัญชีรายจ่าย และตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้, ชงกาแฟไปดื่มเองบ้าง, ลดการช้อปของฟุ่มเฟือยลง
  • จัดการหนี้: หากเรามีหนี้หลายก้อน ให้ลิสต์ออกมาทั้งหมด แล้ววางแผนการชำระหนี้ (เช่น วิธี Snowball ปิดก้อนเล็กก่อนเพื่อสร้างกำลังใจ หรือ Avalanche ปิดก้อนที่ดอกเบี้ยสูงก่อน) และที่สำคัญที่สุดคือ ‘หยุดสร้างหนี้ใหม่’

 

ขั้นตอนที่ 5 เติมเงินหาช่องทางเพิ่มรายได้

 

มองหาอาชีพเสริมที่ทำได้ในเวลาว่าง โดยใช้ทักษะที่เรามี เช่น รับงานฟรีแลนซ์, สอนพิเศษ, ขายของออนไลน์ หรือแม้แต่ขับรถส่งอาหาร

 

รายได้ที่เพิ่มขึ้น แม้จะเล็กน้อยในตอนแรก แต่จะช่วยเร่งให้เราปลดหนี้ได้เร็วขึ้น และมีเงินออมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้หลุดพ้นจากวงจรเงินเดือนชนเดือนได้ไวยิ่งขึ้น

 

การหลุดพ้นจากวงจร ‘เงินเดือนชนเดือน’ คือการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร มันต้องอาศัย ‘วินัย’ และ ‘ความสม่ำเสมอ’ อย่างมาก

 

5 ขั้นตอนนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนนิสัยการเงิน จากคนที่วิ่งตามเงินไปเป็นคนที่ควบคุมเงิน สุขภาพการเงินของเราจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นอย่างเป็นระบบ ขอเพียงแค่ ‘เริ่มต้น’ วันนี้ และทำต่อเนื่อง ปัญหาเงินเดือนชนเดือนก็จะหายไปในที่สุด

 

ภาพ: RUNSTUDIO / Getty Images

อ้างอิง:

The post หลุดพ้นวงจร ‘เงินเดือนชนเดือน’ สร้างเงินเก็บง่ายๆ ด้วย 5 ขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็ก 7 ความพร้อม ก่อน Early Retire https://thestandard.co/check-7-readiness-factors-early-retire/ Sat, 25 Oct 2025 06:36:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1135345 เช็ก 7 ความพร้อม ก่อน Early Retire

ความฝันในการมีชีวิตที่ไม่ต้องทำงาน ใช้ชีวิตทุกวันเป็นวั […]

The post เช็ก 7 ความพร้อม ก่อน Early Retire appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็ก 7 ความพร้อม ก่อน Early Retire

ความฝันในการมีชีวิตที่ไม่ต้องทำงาน ใช้ชีวิตทุกวันเป็นวันหยุด เป็นที่สุดปรารถนาของใครหลายคน การได้โบกมือลาชีวิตการทำงานที่แสนวุ่นวายตั้งแต่อายุยังน้อย ดูเหมือนจะเป็นรางวัลสำหรับความเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ แค่มีเงินเก็บอย่างเดียวอาจไม่พอ

 

แท้จริงแล้ว เบื้องหลังกระแส Early Retire หรือ ‘เกษียณก่อนวัย’ ไม่ได้มีแค่ความปรารถนาอยากมีอิสระเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การถูกเลย์ออฟ ปัญหาสุขภาพ หรือความเบื่อหน่ายจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน การเกษียณก่อนวัยจึงเป็นทั้งทางเลือกและบางครั้งก็เป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางนี้ด้วยเหตุผลใด การเตรียมตัวที่รอบด้านจะช่วยให้ชีวิตอิสระนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน หากเราอยากเกษียณก่อนวัยอย่างมีความสุขและไม่กลับไปทำงานอีก เราต้องมี 7 ข้อนี้เพื่อชีวิตหลังเกษียณที่ปลอดภัยและมั่นคง

 

1. ไร้หนี้สิน

 

นี่คือด่านแรกที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ส่วนบุคคล หรือหนี้รถยนต์ (ยกเว้นอาจเป็นหนี้บ้านที่มีดอกเบี้ยต่ำที่ยังพอรับได้) เพราะหนี้สินเหล่านี้จะกัดกินกระแสเงินสดและผลตอบแทนจากการลงทุนของเรา

 

การไม่มีภาระหนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายเดือนลงได้อย่างมหาศาล ทำให้เงินที่เราต้องเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณลดลงตามไปด้วย

 

2. ตั้งงบค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

 

การคำนวณเงินเกษียณต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เราต้องรู้ว่า ‘เงินที่ต้องใช้ต่อเดือนหลังเกษียณคือเท่าไหร่’ ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่ได้เหมือนตอนทำงาน เช่น ค่าเดินทางอาจลดลง แต่ค่าใช้จ่ายเพื่อสุขภาพอาจเพิ่มขึ้น ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียดเพื่อกำหนดตัวเลขค่าใช้จ่ายรายปีที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นฐานในการคำนวณเงินเก็บที่เราต้องการ

 

การประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตลอดช่วงเกษียณ ต้องระวังไม่ให้ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะจะทำให้เงินไม่พอใช้ได้ เช่น ถ้าเราคาดการณ์ค่าใช้จ่ายโดยมีสมมติฐานว่าจะมีอายุถึง 80 ปี เราก็ควรวางแผนตั้งงบเผื่อเรามีชีวิตที่ยืนยาวไปถึง 90 ปี เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของอนาคต

 

การตั้งงบใช้จ่ายรายปีไว้ ยังช่วยเตือนให้เราใช้เงินอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัวในวันที่เราหยุดทำงานและไม่มีรายได้หลักๆ เข้ามาอีกแล้ว

 

3. มีเงินเก็บที่มากเกินพอ

 

เมื่อเราทราบค่าใช้จ่ายรายปีแล้ว เราก็จะสามารถคำนวณจำนวนเงินเก็บที่เพียงพอในชีวิตเกษียณของเราได้ ซึ่งนอกเหนือจากการเงินเก็บขั้นต่ำที่ต้องใช้แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องมี เงินสำรอง ที่มากพอเพื่อรองรับความเสี่ยงที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจทำให้แผนเกษียณสะดุดได้

 

  • เผื่อเงินเฟ้อสูงเกินคาด

 

หากช่วงที่เราเกษียณแล้ว อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้มูลค่าเงินที่เราเก็บไว้ลดลงอย่างมาก และทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพสูงขึ้นกว่าที่ประเมินไว้แต่แรก การมีเงินเก็บส่วนเกินจะช่วยรองรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรงได้

 

  • รองรับค่าใช้จ่ายสุขภาพ

 

แม้จะมีประกันแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุมีแนวโน้มสูงกว่าวัยอื่นมาก ควรมีเงินก้อนสำรองสำหรับการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะ ซึ่งแยกต่างหากจากเงินทุนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาสุขภาพจะไม่มาทำลายความมั่นคงทางการเงิน

 

  • ครอบคลุมเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

 

เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในชีวิต เช่น การซ่อมแซมบ้านครั้งใหญ่ การช่วยเหลือครอบครัว หรือวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก จำเป็นต้องใช้เงินก้อนฉุกเฉิน การมีเงินเก็บที่ ‘เกินพอ’ จึงเป็นเหมือน เบาะรองรับความเสี่ยง ที่สร้างความอุ่นใจและยืดหยุ่นให้แก่แผนเกษียณก่อนวัยของคุณ

 

หลักการคือ กำหนดเป้าหมายเงินเก็บที่เราต้องมีตามค่าใช้จ่ายรายปี แล้วบวกเพิ่มไปอีกอย่างน้อย 20%-30% ของจำนวนนั้น เพื่อเป็นเกราะป้องกันทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินเหลือไว้อุ่นใจกว่าเงินขาดมือ

 

4. เตรียมแหล่งรายได้หลายทาง

 

การเกษียณก่อนวัยไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องหยุดสร้างรายได้โดยสิ้นเชิง แต่หมายถึงการมีอิสระในการเลือกที่จะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้ และการมีแหล่งรายได้สำรองหรือ Passive Income ที่มั่นคง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้แผนเกษียณของเรามีความยืดหยุ่นและยั่งยืน

 

แหล่งรายได้หลายทางนี้จะทำหน้าที่เป็น ‘กระแสเงินสดสำรอง’ ที่ช่วยลดการพึ่งพาเงินต้นที่เราเก็บไว้ และป้องกันความเสี่ยงที่เงินลงทุนจะหมดก่อนวัยอันควร แหล่งรายได้เหล่านี้อาจมาจาก

  • ผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุน (เงินปันผล ค่าเช่า)
  • รายได้จากงานอดิเรกที่ทำเงินได้ (เช่น ขายงานฝีมือ)
  • รายได้จากทรัพย์สินให้เช่า
  • เงินบำนาญจากประกันหรือสวัสดิการจากรัฐ

 

5. มีแผนดูแลสุขภาพ

 

ยิ่งเกษียณเร็ว สวัสดิการสุขภาพจากบริษัทก็จะหมดไป และเราต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นระยะเวลานานขึ้น วางแผนเตรียมเงินก้อนสำหรับค่ารักษาพยาบาลโดยเฉพาะ และพิจารณาทำประกันสุขภาพหรือประกันโรคร้ายแรงที่ครอบคลุมไปจนถึงวัยชรา

 

สิ่งที่ต้องเตรียมและวางแผน

  • ความคุ้มครองที่เพียงพอ: เลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับโรงพยาบาลที่เราต้องการใช้บริการ โดยพิจารณาวงเงินรักษารวมที่เพียงพอในกรณีเจ็บป่วยหนัก และเบี้ยประกันอยู่ในระดับที่เราจ่ายไหวอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

 

  • คุ้มครองยาวนานตลอดชีพ: ซื้อแผนที่ คุ้มครองถึงอายุ 90-99 ปี ตั้งแต่ตอนที่สุขภาพยังดี เพื่อ ‘ล็อก’ อัตราเบี้ยและความคุ้มครองไว้ เพราะการซื้อประกันใหม่ในวัยสูงอายุทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

 

  • สร้างกองทุนสุขภาพเฉพาะกิจ: จัดสรรเงินก้อนแยกต่างหากสำหรับค่าใช้จ่ายเล็กน้อย (เช่น ค่าหาหมอ OPD หรือค่าทำฟัน) เพื่อสงวนความคุ้มครองของประกันไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่และวิกฤตสุขภาพเท่านั้น

 

  • ดูแลสุขภาพ: ป้องกันดีกว่าแก้ด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารที่ดี และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพราะสุขภาพที่ดีคือการประหยัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่ดีที่สุด

 

 

6. มีกิจวัตรประจำวัน

 

การเกษียณคือการมีเวลาว่าง ‘ตลอดไป’ หากเราไม่มีแผนหรือกิจกรรมที่ชัดเจน ชีวิตจะขาดความกระตือรือร้นและอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือความเบื่อหน่าย วางแผนกิจกรรมที่เราหลงใหล เช่น เรียนรู้ภาษาใหม่ ออกกำลังกาย ทำสวน หรือเป็นอาสาสมัคร การมีตารางกิจกรรมที่เติมเต็มจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากวัยทำงานเป็นวัยเกษียณเป็นไปอย่างราบรื่น

 

พิจารณาทำงานพาร์ทไทม์หรืองานฟรีแลนซ์ที่สนใจและไม่ต้องรับผิดชอบหนักมาก นอกจากจะช่วยให้ได้เข้าสังคมและได้กระตุ้นสมอง การมีเงินรายได้เข้ามาบ้างจากการทำงานที่สนุกสนาน จะช่วยลดความรู้สึกผิดในการใช้เงินเก็บ และทำหน้าที่เป็นกระแสเงินสดสำรองที่ช่วยให้ไม่ให้รู้สึกเบื่อหน่ายจากการอยู่บ้านเฉยๆ ทั้งวัน

 

7. มีจุดมุ่งหมายในชีวิต

 

เงินและเวลาว่างเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ ‘จุดมุ่งหมาย’ คือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนชีวิต การเกษียณไม่ใช่จุดจบของการใช้ชีวิต แต่คือการเริ่มต้นของบทบาทใหม่ที่เราเป็นคนกำหนดเอง ค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญต่อจิตใจของคุณ อะไรคือคุณค่าที่คุณต้องการสร้างให้แก่โลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลครอบครัว การช่วยเหลือสังคม หรือการทำตามความฝันที่ถูกเก็บซ่อนไว้ การมีจุดมุ่งหมายจะทำให้ชีวิตหลังเกษียณของคุณมีความหมายและเปี่ยมสุขอย่างแท้จริง

 

การเกษียณก่อนวัยเป็นไปได้จริงสำหรับทุกคนที่มีวินัยในการออมและการลงทุนอย่างหนัก แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว การเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเงิน สุขภาพ และที่สำคัญที่สุดคือ ความพร้อมทางด้านจิตใจ และการมีแผนชีวิตหลังเกษียณที่ชัดเจน จะช่วยให้เรามีอิสรภาพทางการเงินมาพร้อมกับความสุขในชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ภาพ: Colin Anderson Productions pty ltd/ Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เช็ก 7 ความพร้อม ก่อน Early Retire appeared first on THE STANDARD.

]]>