รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-อาชนัน-เกาะไพบูลย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 02 Jul 2024 03:40:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจีน: สถานการณ์และแนวทางการรับมือ https://thestandard.co/thailand-chinese-imports-situation/ Tue, 02 Jul 2024 03:40:34 +0000 https://thestandard.co/?p=952535 สินค้าจีน

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจคือ การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจ […]

The post การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจีน: สถานการณ์และแนวทางการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินค้าจีน

สิ่งหนึ่งที่อยู่ในความสนใจคือ การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจีนในไทย จนทำให้หลายฝ่ายกังวลผลกระทบที่มีต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ​ และมองข้ามช็อตว่าเป็นสัญญาณร้ายทางเศรษฐกิจของไทย การล่มสลายของอุตสาหกรรมไทยต่างๆ นานา ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยที่วันนี้เรายังผลิตรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และอยู่ในความสนใจของผู้คนจำนวนมาก เพราะมันเกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนจำนวนมาก แต่การเร่งสรุปและเชื่อมโยงไปถึงความอยู่รอดของเศรษฐกิจไทยอาจต้องทำด้วยความระมัดระวัง มิเช่นนั้นอาจทำให้เรามองปัญหาคลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ควรจะเป็น และทำให้เราแก้ปัญหาไม่ตรงจุดอย่างที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซ้ำร้ายอาจสร้างความเสียหายโดยใช่เหตุ ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่บทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินออกมาชี้เป็นชี้ตายอุตสาหกรรมภายใต้วาทกรรมอุตสาหกรรมดาวรุ่งดาวร่วง สถานประกอบการหลายแห่งต้องปิดกิจการเพียงเพราะถูกจัดเป็นอุตสาหกรรมดาวร่วง และสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อทันที หลายสถานประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันบางแห่งโชคดี และยังคงดำเนินธุรกิจมาต่อเนื่องได้อีกกว่า 30 ปี

 

การวิเคราะห์การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจีนควรมองภาพที่กว้างว่าเป็นสถานการณ์เฉพาะกับไทยหรือไม่ ถ้าไทยโดนคนเดียวปัญหาน่าจะมาจากไทยเป็นหลัก เราคงต้องกลับมาทบทวนถึงต้นตอของความไม่สามารถที่จะแข่งขันกับจีน แต่ถ้าไม่ใช่ แต่เกิดกับหลายๆ ประเทศ ปัญหาน่าจะจากจีน แนวทางการแก้ปัญหาและ/หรือบรรเทาปัญหาใน 2 สถานการณ์แตกต่างกัน

 

เราพบว่าสินค้าจากจีนมีส่วนแบ่งต่อการนำเข้ารวมเพิ่มขึ้นในแทบทุกภูมิภาคของโลก ไม่ว่าจะเป็น เอเชียตะวันออก, อเมริกาเหนือ, สหภาพยุโรป 27 ประเทศ (EU27), อินเดีย, ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ที่การนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นทั้งหมด

 

การเพิ่มขึ้นของสินค้าจีนเพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 แนวโน้มดังกล่าวน่าจะเป็นสาเหตุหลักจากสถานการณ์ภายในของจีน มากกว่าปัญหาภายในของประเทศนำเข้าประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ เรื่องดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน แต่น่าจะไม่ใช่ปัจจัยหลัก (ภาพที่ 1)

 

หากพิจารณาเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน เราก็เห็นภาพในทำนองเดียวกัน (ภาพที่ 2) แม้กระทั่งเวียดนามที่ทุกคนมองว่ากำลังเป็น Economic Superstar ก็เผชิญปัญหาเช่นกัน ดูเผินๆ แล้วเสมือนว่าสถานการณ์อาจหนักกว่าไทยเสียด้วยซ้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาการนำเข้าจีนไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้ปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทย อันนี้ไม่ได้บอกว่าไทยไม่มีปัญหาความสามารถในการแข่งขัน แต่การวิเคราะห์ที่ลึกกว่านั้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้เราเข้าใจที่มาของปัญหาได้อย่างเหมาะสมขึ้น

 

การด่วนสรุปเชื่อมโยงการนำเข้าจากจีนเข้ากับสถานการณ์อื่นๆ เช่น การปิดกิจการของโรงงาน การขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง และอนุมานภาพความสามารถในการส่งออกของไทยน่าจะไม่เหมาะสม ทำให้ภาพลักษณ์ความสามารถในการแข่งขันของประเทศแย่กว่าที่ควรจะเป็น และทำลายขวัญและความเชื่อมั่นโดยไม่จำเป็น

 

หากพิจารณาให้ลึกลง หลายผลิตภัณฑ์เผชิญความเสี่ยงดังสะท้อนจากส่วนแบ่งการตลาดสินค้าจากจีนที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี ​2567 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน  ในกรณีของไทยผลิตภัณฑ์จากพืช, น้ำมัน, สารเคมี, พลาสติก, ผลิตภัณฑ์ยาง, ไม้ รวมไปถึงยานยนต์ ล้วนเผชิญแรงกดดันจากจีนทั้งสิ้น ประเทศอื่นในภูมิภาคไม่ว่า เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รายการสินค้าที่เผชิญแรงกดดันจากสินค้าไม่ต่างกันมากนัก

 

ดังนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะไประบุผลิตภัณฑ์เป็นการเฉพาะ ที่อาจถูกนำไปขยายผลในทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การระบุดาวรุ่ง ดาวร่วง สุดท้ายเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการระงับสินเชื่อจากสถาบันการเงิน แต่ต้องกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวและเตรียมรับแรงกดดัน

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่งอย่างน้อย 3 ประการ

 

ประการแรกไทยควรร่วมกับประเทศต่างๆ รวมทั้งจีน หารือร่วมกันและหาทางออกที่สร้างสรรค์ บนพื้นฐานความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน การแก้โดยการเก็บภาษีศุลกากรเพื่อสกัดบนตรรกะใดก็ตาม (เช่น การอุดหนุนจากภาครัฐ และ/หรือการทุ่มตลาด) อย่างที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีแผนที่จะดำเนินการ ไม่น่าจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มีแต่ซ้ำเติมสถานการณ์ และเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรูปแบบอื่นๆ ประสบการณ์ความขัดแย้งระหว่างจีนและออสเตรเลียที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิดน่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจที่ดี

 

ประการที่สอง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการจีนเร่งระบายสินค้า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการบางรายลดต้นทุน โดยลดคุณภาพสินค้าต่ำกว่ามาตรฐาน และทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย เราควรทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเหล่านี้ เรื่องดังกล่าวต้องฝากความหวังไว้กับผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องทำงานเชิงรุก หากเป็นไปตามระบบราชการเดิมอาจล่าช้าจนเกินไป

 

ประการที่สาม คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงยากที่ผู้ประกอบการไทยบางรายตัดสินใจเลิกกิจการจากแรงกดดันเหล่านี้ ผู้ประกอบการเหล่านี้คงพยายามหาอาชีพใหม่ๆ เพื่อหารายได้และดำเนินชีวิตต่อไป ดังที่เราเห็นว่าแม้มีจำนวนโรงงานที่ปิดตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็มีโรงงานใหม่เพิ่มตาม สิ่งที่รัฐทำได้คือเตรียมเครื่องมือต่างๆ ทั้งโอกาสทางธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และองค์ความรู้สำคัญๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เติบโตได้

 

สิ่งที่ภาครัฐควรตระหนักคือ หากสถานประกอบการประสบปัญหาจากธุรกิจเดิม เช่น การถูกฟ้องล้มละลาย โอกาสที่ผู้ประกอบการเหล่านี้จะกลับมาทำธุรกิจใหม่ได้มากน้อยเพียงใด Bankruptcy Law ของสหรัฐฯ น่าจะเป็นต้นแบบที่น่าสนใจ

 

เรื่องที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ท่ามกลางการทวีความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล การช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นโอกาสที่ดีที่สุด และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ในที่สุด

 

ภาพที่ 1

ส่วนแบ่งของสินค้านำเข้าจากจีนต่อการนำเข้ารวมของภูมิภาคต่างๆ ของโลกระหว่างปี 2562-2567

 

 

อ้างอิง: UN Comtrade Database

 

ภาพที่ 2

ส่วนแบ่งของสินค้านำเข้าจากจีนต่อการนำเข้ารวมของประเทศต่างๆ ในอาเซียนระหว่างปี 2562-2567

 

 

อ้างอิง: UN Comtrade Database

The post การไหลบ่าเข้ามาของสินค้าจีน: สถานการณ์และแนวทางการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สังคมสูงวัย: ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ การปรับตัว และบทบาทของภาครัฐ https://thestandard.co/aging-society-impacts-on-entrepreneurs-adaptation-and-role-of-gov-sector/ Sat, 22 Jan 2022 12:50:25 +0000 https://thestandard.co/?p=585464 ผู้สูงอายุ

หนึ่งในความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันคือ การ […]

The post สังคมสูงวัย: ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ การปรับตัว และบทบาทของภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้สูงอายุ

หนึ่งในความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนกำลังแรงงานที่จำเป็นต่อภาคเศรษฐกิจจริง การออมและการลงทุน รวมถึงภาระทางการคลังของรัฐบาลในอนาคต ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางจนถึงระยะยาว ซึ่งหากปราศจากการปรับตัวที่เหมาะสมจากสถานประกอบการและการสนับสนุนที่ทันท่วงทีจากภาครัฐ การเข้าสู่สังคมสูงวัยอาจทำให้กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในตลอดหลายสิบปีสะดุดลง 

 

จากงานวิจัยชิ้นล่าสุดของ อาชนัน เกาะไพบูลย์ และคณะ ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ (มส.ผส.) พบว่า ภาคเศรษฐกิจทางการ (Formal Economy) ซึ่งหมายถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ มีบทบาทในการรองรับ ‘แรงงานสูงอายุ’ ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการจ้างแรงงานสูงอายุ (แรงงานที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป) ในสถานประกอบการมีค่อนข้างน้อย ในจำนวนแรงงาน 100 คน จะพบแรงงานสูงอายุไม่ถึง 5 คน ซึ่งสาเหตุที่การจ้างงานแรงงานสูงอายุมีน้อยมีด้วยกันหลายสาเหตุ 

 

ข้อแรก มาจากลักษณะของงานในบางประเภทที่ต้องการความแข็งแรงด้านร่างกาย เช่น การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องยืนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน 

 

ข้อสองคือ ลักษณะของช่วงเวลาการทำงานที่ขาดความยืดหยุ่น (ต้องเดินทางไปทำงาน และ/หรือ ทำงานทั้งวัน) 

 

ข้อสามคือ ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น 

 

สำหรับงานบางประเภทนั้นแรงงานสูงอายุจึงมีประสิทธิภาพต่ำกว่าแรงงานวัยหนุ่มสาว ขณะเดียวกันต้นทุนการจ้างแรงงานสูงอายุสูงกว่าแรงงานวัยหนุ่มสาว ผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 45-50 ปีขึ้นไป ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่แรงงานเหล่านี้จะถูกเลิกจ้างก่อน หรือขอลาออกก่อนวัยเกษียณอายุ    

 

หนึ่งในคำถามสำคัญก็คือ แล้วการเข้าสู่สังคมสูงวัยส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างไร ซึ่งผลกระทบเป็นได้หลายอย่าง เช่น ต้นทุนการจ้างงาน การปรับเปลี่ยนในองค์กร การขาด/ลางาน ความกระตือรือร้นของแรงงานในการใช้เทคโนโลยีใหม่ เป็นต้น ประเด็นที่ผู้ประกอบการเห็นด้วยมากที่สุดจากการสำรวจแบบสอบถามคือ ผลกระทบด้านการไม่ตื่นตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากแรงงานสูงอายุจำนวนมากไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีใหม่ จึงทำให้สถานประกอบการมีโครงการเกษียณล่วงหน้า หรือ Early Retirement เพื่อลดผลกระทบในส่วนนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวต้องวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่าเทคโนโลยีใหม่ที่เรากำลังพูดถึงคืออะไร ถ้าเป็นเทคโนโลยีต่อยอดจากทักษะเดิม (Upskilling) แรงงานสูงอายุจะยินดีที่จะเรียนรู้มากกว่าเทคโนโลยีใหม่ถอดด้าม (Reskilling) และเป็นเรื่องยากที่จะให้คนสูงวัยเรียนอะไรใหม่ๆ ที่ใช้ในการทำงานได้ไปอีก 10-20 ปีข้างหน้าในวัยขณะนี้ ดังนั้น Upskilling และ Reskilling เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องแยกออกจากกัน เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ดังนั้นมาตรการที่ถูกใช้มากที่สุดเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าวคือ การนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อทดแทนการพึ่งพาแรงงาน และ/หรือ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานที่มีอายุสูงขึ้น ผนวกกับการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดอบรมให้แรงงานรุ่นใหม่มีทักษะงานในหลายๆ ด้าน เพื่อให้สามารถทดแทนแรงงานสูงอายุได้ทันท่วงที ในขณะที่มาตรการที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม ได้แก่ การเร่งหาแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานสูงอายุ การว่าจ้างให้บริษัทภายนอกรับทำกิจกรรมบางส่วนเพิ่มขึ้น และการขยายเวลาเกษียณอายุ ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดของสถานประกอบการ หรืออาจหมายความถึงการขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ 

 

นอกเหนือจากการปรับตัวของผู้ประกอบการ มาตรการที่ภาครัฐสามารถใช้เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างแรงงานผู้สูงอายุ ประกอบด้วย 

 

  1. การให้สถานประกอบการสามารถนำเอาค่าจ้างแรงงานสูงวัยมาหักภาษีได้ จำนวน 2 เท่า แต่มีข้อกำหนดว่าแรงงานจะต้องมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และต้องทำงานเต็มเวลาเท่านั้น 
  2. การส่งเสริมให้สถานประกอบการเปลี่ยนเครื่องจักรและนำเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในสถานประกอบการ โดยสถานประกอบการได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของเงินลงทุน 
  3. การอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ กรณีที่การนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ได้รับการรับรองจากสถาบันไทย-เยอรมนี  
  4. การส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติภายใต้โครงการ Center of Robotic Excellence หรือ CORE โดยเฉพาะการบ่มเพาะกลุ่มที่ทำ System Integrator (SI) ซึ่งเป็นโครงการที่มีเป้าหมาย ลดการนำเข้าหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ 

 

มาตรการที่กล่าวมาข้างต้นมีความท้าทายอยู่มาก หากดูในบริบทของสังคมไทยจะพบว่า มาตรการที่เกิดขึ้นนั้นอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่แรงงานในสังคมไทยจะทยอยออกจากสถานประกอบการก่อนอายุ 60 ปียังมีอยู่มาก จากการศึกษาพบว่า แรงงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีระบบการออม ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและระบบประกันสังคม มักจะตัดสินใจออกจากงานก่อนเกษียณเพื่อรับผลประโยชน์ต่างๆ และหันไปทำธุรกิจส่วนตัวที่มักอยู่ในภาคบริการ ในขณะที่แรงงานอีกกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการออมได้อย่างเหมาะสมหรือมีรายได้อยู่ในระดับที่ต่ำ การออกจากงานก่อนเกษียณจึงเป็นไปได้ยาก เรื่องดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต 

 

นอกจากนี้จากโครงการ CORE ยังพบว่า System Integrator ในประเทศไทยมีปัญหาคือ ไม่สามารถลงทุนทำทั้งระบบได้ เนื่องจากเผชิญกับต้นทุนที่สูง มีปัญหาในเรื่องของความสามารถตอบสนองเป้าหมายของผู้ประกอบการที่มีความสามารถน้อยมาก ไม่มีการคิดแบบ Integrate รวมกับการรองรับผู้สูงวัยในไทย รวมไปถึงโครงการยังประสบปัญหาทางด้านงบประมาณของโครงการ เนื่องจากถูกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติมที่ได้จากการศึกษา เพื่อปรับปรุงมาตรการจูงใจให้สถานประกอบการรองรับแรงงานสูงวัยและกลุ่มแรงงานที่กำลังจะเข้าสู่แรงงานสูงวัยเพิ่มขึ้น ได้แก่ 

 

  1. การลดข้อกำหนดตามพระราชกฤษฎีกา โดยยินยอมให้สถานประกอบการนำรายจ่ายในการพัฒนาฝีมือแรงงานที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปมาลดหย่อนภาษีเงินได้ และการลดหย่อนครอบคลุมไปถึงกรณีการทำงานบางเวลา (Part-Time) 
  2. การจัดตั้งกองทุนสำหรับเป็นแหล่งทุนระยะยาว เพื่อส่งเสริมให้สถานประกอบการในการปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติ นำไปสู่การเพิ่มสภาพคล่องให้สถานประกอบการในประเทศได้ และวางแผนโครงการ CORE ให้มีการพิจารณาในมุมมองของความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ระบบอัตโนมัติกับปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ในประเทศไทย 
  3. การส่งเสริมให้สถานประกอบการและแรงงานใช้ประโยชน์จากการทวีความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ​ผ่านการเปิดหลักสูตรการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงการพัฒนาศักยภาพตนเองผ่านการเรียนการสอนออนไลน์ โดยสามารถขอความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น Lazada, Shopee, Central หรือ JD ฯลฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วม หรืออาจขอความร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ผ่านกรอบกิจกรรมบรรษัทบริบาล 

 

การเข้าสู่สังคมสูงวัยได้สร้างความท้าทายให้กับเศรษฐกิจไทย ความท้าทายนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะสวัสดิการของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่รวมถึงการปรับตัวของสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงาน และบทบาทของภาครัฐที่สามารถช่วยดึงแรงงานให้อยู่ในระบบ เพื่อชะลอและลดผลกระทบอันเกิดจากการเป็นสังคมสูงวัย ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

 

หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้เขียนโดย รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์, ดร.วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์, ภัทรวดี นิรฉัตรสุวรรณ และ วยุลดา เหมบัณฑิต 

 

1 ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560 ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 290) ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนฉบับที่ 1 และ 2 พ.ศ. 2564 และประกาศกรมสรรพากรฉบับที่ 391 พ.ศ. 2563

 

2 ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ. 2560

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post สังคมสูงวัย: ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ การปรับตัว และบทบาทของภาครัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สังคมสูงวัยกับความท้าทายในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว https://thestandard.co/aging-society-and-challenges-of-managing-foreign-workers/ Fri, 26 Nov 2021 11:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=564309 Aging society

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาไม่กี่ประเทศที่เป็น ‘สังค […]

The post สังคมสูงวัยกับความท้าทายในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aging society

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาไม่กี่ประเทศที่เป็น ‘สังคมสูงอายุ’ (Aging Society) จากการที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีกว่า 11.63 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.57 ของจำนวนประชากรทั้งหมด นัยสำคัญประการหนึ่งของปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการที่ขนาดของกำลังแรงงาน (Workforce Population) ในระบบเศรษฐกิจมีแนวโน้มลดลง จากการคาดการณ์โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประชากรวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงจาก 43.26 ล้านคนในปี 2563 เป็น 36.5 ล้านคนในปี 2583 การก้าวสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) ในอนาคตอาจกระทบต่อกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยที่ยังต้องพึ่งพากำลังแรงงานจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมที่นับเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน

 

เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเผชิญกับ 2 ทางเลือกหลัก หนึ่ง คือการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาเพื่อลดการพึ่งพาแรงงาน สอง คือการใช้แรงงานจากต่างชาติเพื่อทดแทนแรงงานไทยที่ขาดแคลน แม้ทางเลือกแรกจะเป็นทางเลือกที่ทุกสถานประกอบการถวิลหา เพราะไม่เพียงลดการพึ่งพาแรงงาน แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การยกระดับการผลิตในระยะยาว แต่ระบบอัตโนมัติที่ใช้ในโรงงานมักมีราคาแพง 

 

ด้วยข้อจำกัดนี้ บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังมีเงินทุนภายในไม่มากจึงต้องมองหาทางเลือกอื่นเพื่อให้กระบวนการผลิตดำเนินต่อไปได้ การใช้แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่เป็นไปได้ ปริมาณแรงงานต่างด้าวในไทยอธิบายได้ด้วยหลักอุปสงค์และอุปทาน ในด้านอุปสงค์นั้น ผู้ประกอบการบางส่วนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะงานในกลุ่มที่คนไทยไม่นิยมทำ เช่น งาน 3D (Dirty, Dangerous, Difficult) 

 

ในขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนอาจเลือกที่จะใช้แรงงานต่างด้าว เนื่องจากอยากรักษาต้นทุนการผลิตต่อหน่วยให้ต่ำเพื่อให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน ในด้านอุปทานนั้น ด้วยค่าจ้างแรงงานของไทยที่สูงกว่า รวมถึงอายุเฉลี่ยของประชากรของประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า ลาว และกัมพูชา) น้อยกว่าของไทย ผนวกกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่เป็นไปอย่างเป็นระบบมากขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจึงไหลเข้าสู่ไทยเป็นต่อเนื่อง และได้กลายมาเป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ในเดือนมิถุนายน 2564 คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักรมีมากกว่า 2.38 ล้านคน กว่าร้อยละ 90 เป็นแรงงานจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม และมักทำงานในภาคการผลิต เช่น กิจการต่อเนื่องการเกษตร เสื้อผ้า และพลาสติก และการบริการพื้นฐาน เช่น การขายส่งและการขายปลีก นอกจากนั้นงานในภาคก่อสร้าง การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม และงานทำสวนผักและผลไม้ เป็นงานที่แรงงานต่างด้าวทำเป็นจำนวนมาก

 

เมื่อการใช้แรงงานต่างด้าวเป็นหนึ่งในทางเลือกของสถานประกอบการ ประเด็นสำคัญก็คือ การจ้างแรงงานต่างด้าวส่งผลอย่างไรต่อประสิทธิภาพการผลิตของสถานประกอบการ ที่ผ่านมา งานวิจัยที่ศึกษาประเด็นนี้ในประเทศอื่นๆ พบคำตอบที่หลากหลาย ในแง่หนึ่ง การจ้างแรงงานต่างชาติสามารถช่วยให้สถานประกอบการมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น เพราะทักษะที่แรงงานต่างด้าวมีติดตัวสอดรับ (Complement) กับทักษะของแรงงานท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี ทำให้การจัดสรรแรงงานในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น (Peri and Sparber, 2009; Paserman, 2013) การจ้างแรงงานต่างชาติที่ทักษะสูงอาจช่วยส่งเสริมการใช้นวัตกรรมภายในประเทศ (Hunt and Gauthier-Loiselle, 2010) ในอีกแง่หนึ่ง สถานประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวอาจต้องเผชิญกับการมีประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำลง เหตุผลเป็นได้หลายประการ เช่น อุปสรรคทางด้านภาษาที่ทำให้สื่อสารผิดพลาดหรือล่าช้า (Kangasneimi et al., 2013) ทักษะที่ติดตัวมายังไม่พอสำหรับการทำงานร่วมกับแรงงานท้องถิ่น (Lewis, 2011) ซึ่งทำให้สถานประกอบการอาจมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้แรงงานต่างด้าวเหล่านี้สามารถผลิตสินค้าและบริการได้ตามต้องการ 

 

สำหรับบริบทของไทย หนึ่งในความท้าทายหลักคือการที่ไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle-income Trap) สถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรมจำเป็นที่จะต้องยกระดับการผลิต (Upgrading) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การใช้แรงงานต่างด้าวที่มีราคาถูกทำให้ผู้ประกอบการเคยชินกับต้นทุนด้านแรงงานที่ต่ำ และทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับการผลิต 

 

แต่ข้อกังวลนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเสมอไป ดังเช่นงานของ Kohpaiboon et al. (2012) ที่พบว่า การจ้างแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มก่อให้เกิด Win-Win Situation กล่าวคือ สถานประกอบการสามารถใช้แรงงานต่างชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและสถานประกอบการอยู่ระหว่างการยกระดับการผลิต ขณะเดียวกันแรงงานไร้ฝีมือจากต่างประเทศก็สามารถทำงานในสถานประกอบการได้

 

ในประเด็นนี้ งานวิจัยของ อาชนัน เกาะไพบูลย์ และคณะ (2564) ซึ่งได้รับทุนจากมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ทำการศึกษาผลกระทบของการใช้แรงงานต่างด้าวต่อประสิทธิภาพการผลิตของสถานประกอบการ พบว่า สถานประกอบการที่ใช้แรงงานต่างด้าวในสัดส่วนที่สูงกว่าจะมีประสิทธิภาพการผลิต (วัดจากมูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน) ต่ำกว่าสถานประกอบการที่มีสัดส่วนแรงงานต่างด้าวน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างในประสิทธิภาพการผลิตนั้นมีไม่มาก ซึ่งสะท้อนถึงต้นทุนที่ผู้ประกอบการจะต้องแบกรับจากการใช้แรงงานต่างด้าวมากกว่าการด้อยประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างจากการที่สถานประกอบการเคยชินกับการจ้างแรงงานต่างด้าวราคาถูก ต้นทุนของสถานประกอบการที่ว่านี้เป็นต้นทุนเพิ่มเติมจากการจ้างแรงงานเหล่านี้ที่นอกเหนือจากค่าจ้าง เช่น ต้นทุนในการขึ้นทะเบียนและดูแลแรงงานต่างด้าว เป็นต้น 

 

ประเด็นท้าทายเชิงนโยบายจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้สถานประกอบการมีอิสระในการใช้แรงงานต่างชาติ ในขณะเดียวกันก็ยังคงสามารถยกระดับการผลิตได้ การบริหารจัดการผ่านข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าวระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ภาคี (MOU) แบบในปัจจุบัน ยังคงเป็นช่องทางที่ตอบโจทย์แนวโน้มความต้องการแรงงานต่างชาติในไทยที่มีลักษณะ Selective มากขึ้น นำมาเสริมกับตลาดแรงงานของไทย โดยอาจกำหนดคุณสมบัติตามที่สถานประกอบการต้องการ (เช่น วุฒิการศึกษา ทักษะฝีมือแรงงาน และความสามารถในการสื่อสาร) นอกจากนั้นการใช้ประโยชน์จากแรงงานต่างชาติควรมีลักษณะ Time Bound (3-5 ปี) มีการกำหนดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องในลักษณะทยอยปรับขึ้นและประกาศให้ทราบล่วงหน้า และสถานประกอบการต้องมีแผนการยกระดับการผลิตที่ลดการพึ่งพาแรงงานเหล่านี้ในระยะยาวอย่างชัดเจน 

 

การระบาดของโรคโควิดส่งผลต่อการบริหารจัดการและจำนวนแรงงานต่างด้าวในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเปรียบเทียบตัวเลขระหว่างเดือนธันวาคม 2563 (ก่อนการระบาดของโรคโควิด) กับเดือนมิถุนายน 2564 พบว่าแรงงานต่างด้าวลดลงไปกว่า 600,000 คน หรือร้อยละ 20 โดยแรงงานที่หายไปส่วนมากคือแรงงานต่างด้าวตามมาตรา 59 ประเภท MOU ที่ลดลงกว่า 320,000 คน ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ และ สิรวิชญ์ รัตนประทีบทอง อธิบายว่าสาเหตุที่แรงงานต่างด้าวลดลงอาจเป็นเพราะถูกเลิกจ้างเนื่องจากนายจ้างปิดกิจการหรือลดขนาดการจ้างงาน แรงงานเหล่านี้อาจตัดสินใจกลับประเทศตนเองและเข้ามาใหม่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น อีกหนึ่งประเด็นท้าทายในอนาคตคงหนีไม่พ้นทัศนคติของสังคมที่มองว่าแรงงานต่างด้าวเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุของการแพร่ระบาด โดยเฉพาะการระบาดในระลอก 2 เมื่อเดือนธันวาคม 2563 แต่จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม แรงงานต่างชาติน่าจะยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงฟื้นตัวจากวิกฤติโควิด

 

การยกระดับการผลิตเป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้า แต่การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจมีนัยสำคัญเนื่องจากขนาดของกำลังแรงงานในอนาคตที่ลดลง เรื่องของสังคมสูงวัยจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ แต่ควรถูกผนวกเข้ากับกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ตอบโจทย์ความต้องการของสถานประกอบการ พร้อมกับการสร้างแรงจูงใจในการยกระดับการผลิต

 

**บทความชิ้นนี้เขียนโดย รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ และ ดร.วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

The post สังคมสูงวัยกับความท้าทายในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>