อภิสิทธิ์ ปิ่นมณีกุล – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-อภิสิทธิ์-ปิ่นมณีกุล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Dec 2021 06:46:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 BEPS 2.0 ผลกระทบและความท้าทายจากการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก https://thestandard.co/beps-2-0-impact-and-challenge/ Fri, 03 Dec 2021 06:46:44 +0000 https://thestandard.co/?p=567314 BEPS 2.0

จากบทความที่แล้วเรื่อง ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 […]

The post BEPS 2.0 ผลกระทบและความท้าทายจากการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BEPS 2.0

จากบทความที่แล้วเรื่อง ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 ได้กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีกรอบความร่วมมือทางภาษี หรือ Inclusive Framework กับประเทศอื่นๆ อีกหลายร้อยกว่าประเทศทั่วโลกในปี 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาที่บริษัทข้ามชาติเลี่ยงภาษีโดยวิธีกัดกร่อนฐานภาษีและเคลื่อนย้ายกำไร หรือ Base Erosion and Profit Shifting (BEPS) โดยมีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) เป็นหัวเรือใหญ่ในการออกมาตรการ 15 ข้อ (15 BEPS action points) เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม OECD เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการศึกษาหนทางผสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบภายใต้กรอบแนวทางที่เรียกว่า BEPS 2.0 เพื่อพิชิตความท้าทายด้านการจัดเก็บภาษีในโลกยุคดิจิทัลและข้อจำกัดในการจัดเก็บภาษีภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศในปัจจุบัน

 

ทั้งนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา OECD ประเทศกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่และสหภาพยุโรป (หรือ G20) และประเทศภาคี Inclusive Framework (รวมถึงประเทศไทย) ได้เห็นชอบร่วมกันให้มีการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก โดยยึดตามกฎเกณฑ์ภายใต้ BEPS 2.0 ซึ่งมีผลกระทบในวงกว้างจากการแก้ไขกฎหมายภาษีเงินได้ของประเทศที่ร่วมลงนามทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

 

BEPS 2.0 ถือได้ว่าเป็น Game Changer หรือสิ่งที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมของกลุ่มบริษัทข้ามชาติทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงแนวทางการวางแผนภาษีที่เคยมีในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง โดย BEPS 2.0 ตั้งอยู่บนสองเสาหลัก (Two Pillars) ดังนี้

 

  • เสาหลักแรก หรือ Pillar One เป็นความตกลงระหว่างประเทศที่ริเริ่มแนวคิดใหม่ให้แต่ละประเทศมีสิทธิ์ในการจัดเก็บภาษีโดยไม่ต้องคำนึงว่ามีตัวตนในทางกายภาพ (Physical Presence) ในประเทศดังกล่าว เช่น มีบริษัท สาขา หรือผู้ทำการแทนดังในอดีต 
  • กลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้จากงบการเงินรวมมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโร จะต้องมีการแบ่งสรรกำไรเพิ่มอีกร้อยละ 25 ในส่วนที่มีอัตราการทำกำไรก่อนภาษีเกินจากร้อยละ 10 ให้กับประเทศที่ทำการตลาดและขายกับลูกค้าปลายทาง (End Customers) ตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เข้าเงื่อนไขและมีบริษัทลูกในไทยเป็นผู้ทำการขายและการตลาดกับลูกค้าในประเทศไทย (Market Jurisdiction) จะมีการแบ่งสรรกำไรจากบริษัทแม่ให้กับบริษัทลูกในไทยเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยจะได้ภาษีมากขึ้นจาก Pillar One
  • ในทางกลับกันบริษัทข้ามชาติจากประเทศไทยที่มีบริษัทลูกอยู่ต่างประเทศและเข้าเงื่อนไข Pillar One ก็ต้องแบ่งสรรกำไรและจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นใน Market Jurisdiction ที่บริษัทลูกดำเนินการขายและการตลาดให้กับ End Customers
  • ในส่วนของเสาหลักที่สอง หรือ Pillar Two เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศให้มีการกำหนดจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม (Top Up Tax) หากอัตราภาษีขั้นต่ำ (Global Minimum Tax) ซึ่งพิจารณาจากอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tax Rate) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ในแต่ละประเทศนั้นต่ำกว่าร้อยละ 15
  • ตัวอย่างเช่น ถ้ากลุ่มบริษัทข้ามชาติของต่างประเทศมีรายได้จากงบการเงินรวมเกินกว่า 750 ล้านยูโร และมีบริษัทลูกอยู่ที่ประเทศไทยที่มีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าร้อยละ 15 (อาจจะเนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI หรือมีการใช้ขาดทุนสะสม เป็นต้น) รัฐในประเทศแม่สูงสุดจะสามารถยื่นมือเข้ามามีอำนาจจัดเก็บภาษีจากกำไรในประเทศไทยเพื่อให้อัตราภาษีที่แท้จริงเป็นร้อยละ 15 
  • ในทางกลับกัน บริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่สูงสุดอยู่ที่ประเทศไทยและมีบริษัทลูกอยู่ต่างประเทศพร้อมทั้งเข้าเงื่อนไข Pillar Two กรมสรรพากรไทยมีสิทธิ์ที่จะจัดเก็บภาษีถ้าบริษัทลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยรวมมีอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่าร้อยละ 15 

 

ทั้งนี้ OECD อยู่ในระหว่างการพัฒนากฎเกณฑ์และวางแนวทางประกอบกับเงื่อนไขให้แต่ละประเทศแก้ไขกฎหมายภาษี รวมไปถึงอนุสัญญาภาษีซ้อน โดยมีกำหนดเวลาภายในต้นปี 2565 สำหรับ Pillar One และปลายเดือนพฤศจิกายน 2564 สำหรับ Pillar Two

 

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางภาษี ขอสรุปผลกระทบและความท้าทายจาก BEPS 2.0 ในสามประเด็นหลัก ดังต่อไปนี้

 

1. ความไม่แน่นอนในการกำหนดต้นทุนทางภาษีของการดำเนินธุรกิจข้ามชาติ

BEPS 2.0 ประกอบด้วยกฎเกณฑ์ที่บรรดาประเทศภาคีต้องปฏิบัติตามภายใต้ข้อตกลงพหุภาคี (Multilateral Agreement) ซึ่งจะมีผลในการแก้ไขอนุสัญญาภาษีซ้อนที่มีอยู่ระหว่างประเทศ รวมไปถึงกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายภาษีในแต่ละประเทศ รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในปัจจุบันที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละประเทศ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีขึ้นช้าเร็วต่างกันในแต่ละประเทศ รวมถึงเงื่อนไขที่กำหนดอาจมีเนื้อหาและความละเอียดที่ต่างกัน ส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบจาก BEPS 2.0 ในการทำธุรกรรมในแต่ละประเทศ การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดโครงสร้างการลงทุนและเคลื่อนย้ายเงินลงทุน รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายกำไรระหว่างประเทศ เมื่อคำนึงถึงต้นทุนทางธุรกิจที่เพิ่มมากขึ้นจากสิทธิในการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มมากขึ้นของหน่วยงานจัดเก็บภาษีในแต่ละประเทศ และความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีระหว่างกันของแต่ละประเทศ (Exchange Of Information)

 

2. ความท้าทายของแต่ละประเทศในการกำหนดนโยบายและกฎเกณฑ์ทางภาษีสำหรับบริษัทข้ามชาติ

ด้วยเหตุที่กฎเกณฑ์และเงื่อนไขรวมไปถึงการปรับใช้ BEPS 2.0 มีความละเอียดและซับซ้อน ทั้งในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ หน่วยงานจัดเก็บภาษีในแต่ละประเทศจึงอยู่ในช่วงที่เผชิญความท้าทายและแรงกดดันทางการเมืองในระดับระหว่างประเทศ ในการแก้ไขกฎหมายภาษีและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในทางที่สอดคล้องกับข้อตกลงภายใต้กรอบ BEPS 2.0 ซึ่งอาจมีผลกระทบเป็น Domino Effect ไปยังการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของบริษัทข้ามชาติในประเทศ

 

3. ความเป็นไปได้ของข้อพิพาททางภาษีที่จะเพิ่มมากขึ้น

เนื่องด้วย BEPS 2.0 เป็นเรื่องใหม่ทั้งในฝั่งของหน่วยงานจัดเก็บภาษีและผู้เสียภาษี โอกาสในการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อนระหว่างประเทศและการเกิดข้อพิพาททางภาษีเป็นไปได้ว่าจะมีเพิ่มสูงขึ้น จากความไม่แน่นอนของการพิจารณาและตีความเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ภายใต้ BEPS 2.0 รวมถึงความพร้อมของหน่วยงานจัดเก็บภาษีในการตรวจสอบและประเมินผู้เสียภาษี

 

ในฝั่งขององค์กรธุรกิจที่เป็นผู้เสียภาษี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบขนานใหญ่จาก BEPS 2.0 ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้ โดยลองเอา Design Thinking Framework มาประยุกต์ใช้

 

  • Empathize: โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจถึงกฎเกณฑ์และเงื่อนไขภายใต้ BEPS 2.0 ในรายละเอียด
  • Define: โดยประเมินผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทที่มีอยู่ทั่วโลกในภาพรวมต่อ Supply Chain และ Operating Model เพื่อกำหนดแนวทางในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติด้านภาษีต่อกลุ่มบริษัท ควรใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน บัญชี และภาษี (Data & Analytics) เช่น ข้อมูลจาก Country-By-Country Reporting ที่มีการส่งกรมสรรพกรในปีที่ผ่านมา 
  • Ideate: โดยกำหนดแนวทางการบริหาร ปรับโครงสร้างองค์กรและการดำเนินธุรกิจในประเทศที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน และจากต้นทุนทางภาษีที่อาจเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 
  • Prototype: โดยทำ Financial Model/Simulation ขึ้นมาดูเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบในอนาคตจากการปรับรูปแบบโครงสร้างและธุรกิจต่างๆ ตลอดจนจัดเตรียมข้อมูล ข้อสรุปของการศึกษาผลกระทบ (รวมไปถึงการคำนวณที่เกี่ยวข้อง) และแนวทางของกลุ่มบริษัทเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการวางแผนภาษีและบริหารความเสี่ยงทางภาษี และข้อพิพาททางภาษีที่อาจเกิดขึ้นในการตรวจสอบภาษีของหน่วยงานจัดเก็บภาษีในแต่ละประเทศ (Documentation and Substantiation)
  • Test: เริ่มมีการดำเนินการโครงสร้างธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ก่อนที่ Pillar One และ Pillar Two มีการบังคับใช้ (OECD มีแผนที่จะเริ่มใช้เบื้องต้นในปี 2566) 

 

เพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจ ทาง เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างและเงื่อนไขเบื้องต้นของ BEPS 2.0 เท่านั้น ในรายละเอียด เคพีเอ็มจี ประเทศไทย มีคณะทำงานที่ปรึกษาภาษีระหว่างประเทศ ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญประสบการณ์ และเครื่องมือในการให้คำปรึกษาองค์กรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ในการศึกษาและรับมือผลกระทบจาก BEPS 2.0 ล่วงหน้า

 

ที่ได้กล่าวมาเป็นภาพรวมของ BEPS 2.0 อย่างไรก็ตาม องค์กรธุรกิจและบริษัทข้ามชาติยังคงต้องจับตาความเคลื่อนไหวและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีในประเทศไทยและต่างประเทศที่จะได้รับผลกระทบจาก BEPS 2.0 หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที

The post BEPS 2.0 ผลกระทบและความท้าทายจากการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 https://thestandard.co/tax-and-challenges-after-coronavirus-era/ Fri, 19 Feb 2021 07:04:12 +0000 https://thestandard.co/?p=456327 ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19

Tax Ecosystem กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากปัจจัยหลา […]

The post ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19

Tax Ecosystem กำลังมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่จากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

  1. โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ 
  2. วิกฤตโควิด-19 ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ของทุกองค์กรและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและกว้างขวาง วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นตัวเร่งปฏิกริยาที่สำคัญที่ทำให้เกิดการนำแผนการสำหรับ Digital Transformation ที่เตรียมไว้มาใช้ปฏิบัติจริงได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะปรับตัวและรับมือกับผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น 
  3. รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในยุคสมัยใหม่
  4. การพัฒนาความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือที่เรียกว่า OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) ได้ออกมาตราการ BEPS (Base Erosion and Profit Shifting) ซึ่งได้กล่าวถึง 15 แผนปฏิบัติการ (Action Plans) เพื่อดำเนินการหามาตรการป้องกันการวางแผนภาษี ที่จะมีผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายกำไรเพื่อเสียภาษีในประเทศที่ภาระภาษีต่ำกว่า โดย ณ ปัจจุบัน 138 ประเทศทั่วโลกได้ลงนามเข้าร่วมกรอบความร่วมมือเบื้องต้น หรือ Inclusive Framework สำหรับประเทศไทยนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้เข้าร่วมภาคีเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 

 

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางภาษี จะขอแนะนำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความท้าทายที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกภาษี ดังนี้

 

1. Digitize tax data and processes หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการด้านภาษี

กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 โดยมีการวางแผนในเรื่อง Digital Transformation และสามารถนำมาใช้จริงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากการสนับสนุนให้ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีต่างๆ ผ่านทางออนไลน์โดยการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ยังมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น เช่น การใช้ระบบ Data Analytics เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรสามารถลดระยะเวลาในการตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแยกประเภทกลุ่มผู้เสียภาษีระหว่างกลุ่มดีและกลุ่มเสี่ยง เมื่อกรมสรรพากรมีข้อมูลมากขึ้นและสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้หลายปี ก็จะสามารถตรวจสอบทางด้านภาษีได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

 

โดยสามารถตรวจหารายการที่มีความผิดปกติจากรายการทั่วไป หรือรายการค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเป็นกำหนดประเด็นในการเลือกตรวจได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังสามารถเปรียบเทียบข้อมูลเชิงภาษีและตัวบ่งชี้ทางการเงินอื่นๆ ระหว่างผู้เสียภาษีที่มีลักษณะคล้ายกัน และเลือกผู้เสียภาษีที่มีตัวบ่งชี้ที่หลุดไปจากเกณฑ์ปกติมาตรวจสอบได้ 

 

เมื่อกรมสรรพากรมีการปรับตัว มีการพัฒนาวิธีการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลภาษี ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของกรมสรรพากรสามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้เสียภาษีได้มากขึ้น ผู้เสียภาษีจะไม่ปรับตัวได้อย่างไร หากผู้เสียภาษียังดำเนินการจัดเก็บ วิเคราะห์ และติดตามข้อมูลทางภาษีในรูปแบบวิธิการเดิม จะมีความเป็นไปได้สูงที่กรมสรรพากรจะมีมุมมองและการวิเคราะห์ที่กว้างกว่าผู้เสียภาษี ดังนั้น เพื่อบริหารและจัดการความเสี่ยงทางภาษีล่วงหน้า ผู้เสียภาษีควรที่จะพิจารณาวางแผนจัดเก็บข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการทำ Data Analytics ได้เช่นกัน เพื่อเตรียมความพร้อม วิเคราะห์ข้อมูลของตนเองในเชิงลึกล่วงหน้าว่าจะมีความเสี่ยงทางภาษีด้านใดบ้าง รวมทั้งนำผลที่ได้มาหาวิธีบริหารความเสี่ยงนั้นๆ อีกทั้งยังใช้วางแผนเพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น 

 

เคพีเอ็มจี ประเทศไทย ก็มีการปรับตัวโดยนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเช่นกัน โดยเริ่มมีการนำระบบกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ หรือ Robotic Process Automation (RPA) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบเชิงสำรวจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านการปฏิบัติทางภาษีที่อาจเกิดขึ้นและแสวงหาโอกาสทางการเงิน เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มความถูกต้องแม่นยำ ตลอดจนให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจสามารถเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย และตรวจหาข้อผิดพลาดและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสามารถช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกด้วย

 

2. Reimagine tax functions หรือการปรับเปลี่ยนมุมมองต่องานด้านภาษี

กระแสที่กล่าวถึงข้างต้นทำให้ความกดดันตกไปอยู่ที่หัวหน้าเจ้าพนักงานภาษีในการตั้งคำถามเรื่องรูปแบบการดำเนินงานด้านภาษีและหาวิธีการใหม่ในการจัดโครงสร้างบุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ในอนาคต ความรู้ทางด้านกฎหมายภาษีต้องเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เนื่องจาก BEPS ที่ออกมาใหม่โดย OECD ถึง 15 Action Plans มีผลกระทบต่อกฎหมายภาษีทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทยมีการยกเลิกมาตรการทางภาษีที่อาจจะสร้างความเหลื่อมล้ำทางภาษีในระดับประเทศ (ROH และ IHQ) หรือการปรับปรุงและออกกฎหมายภาษีใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางภาษีในระดับสากล (Transfer Pricing or E-Service Tax) รวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อน ก็จะมีข้อบังคับหรือมีกฎเกณท์ที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน 

 

จะเห็นได้ว่าในอดีต ผู้ที่จะเป็นทีมภาษีจะต้องมีทั้งความรู้ในด้านกฎหมายและบัญชี แต่ในอนาคต การเป็นหัวหน้าทีมภาษีและพนักงานภาษีของบริษัทต่างๆ นั้นอาจจำเป็นต้องมีทักษะใหม่เพื่อการบูรณาการด้วย การเข้าใจเทคโนโลยีภาษีและทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการร่วมมือและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การเข้าใจด้านการสื่อสารจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการบริหารและลดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และการเข้าใจด้านธุรกิจจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานด้านภาษีนั้นจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่มีใครที่จะทำนายอนาคตได้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือ ประเด็นภาษีจะยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนี้และสังคมโดยรวม ดังนั้น บริษัทต้องอบรมบ่มเพาะแนวทางใหม่ตลอดเวลาเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทีมภาษีต้อง Challenge the norm เพื่อต่อยอดความรู้และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

 

3. Maximize tax benefits หรือการประยุกต์ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด

เนื่องจากผลกระทบโควิด-19 อาจจะทำให้ผลประกอบการของผู้เสียภาษีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีสาระสำคัญ โดยเฉพาะบางรายอาจประสบภาวะขาดทุนหรือขาดสภาพคล่องทางการเงิน ดังนั้น ผู้เสียภาษีจึงควรจะประเมินสถานะทางภาษีของตนเอง พร้อมกับพิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพทางภาษีในเรื่องของการขอคืนภาษีและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลให้เพิ่มเติมจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ อีกทั้งอาจจะพิจารณาระบบหรือกระบวนการภาษีของผู้เสียภาษีทั้งหมดเพื่อปิด Tax Leakage ที่อาจจะเกิดขึ้น

 

4. Tax diagnostic หรือตรวจสุขภาพทางภาษี

ภาคธุรกิจจะถูกท้าทายโดยความท้าทายใหม่ๆ เนื่องจากตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ปัจจัยเบื้องต้น ดังนั้นภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาจเริ่มจาก 1. การตรวจสุขภาพทางภาษีของผู้เสียภาษี โดยผู้เสียภาษีควรทำความเข้าใจและทบทวนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติการทางภาษีภายในบริษัท เพื่อทบทวนความถูกต้องและตรวจสอบว่าอาจมีประเด็นใดที่สามารถพัฒนาและต่อยอดให้เกิดโอกาสทางธุรกิจได้ในอนาคต 2. ศึกษาและติดตามการเปลี่ยนแปลงของมาตรการ กฎระเบียบ ข้อกฎหมาย และประเด็นภาษี (ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ) ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้สามารถวางแผนล่วงหน้า รวมทั้งนำมาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา 3. ทบทวนและวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจมีการดำเนินกิจกรรมหรือธุรกรรมใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางด้านภาษีหรือไม่ หากบริษัทมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ก็ควรมีการวางแผนจัดการบริหารความเสี่ยงด้านภาษีที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม และเป็นการป้องกันผลกระทบที่อาจตามมาซึ่งอาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้  

 

ท้ายสุดนี้ ภาษีเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของกิจการ ดังนั้นการวางแผนการจัดการภาษีและการบริหารความเสี่ยงด้านภาษี จึงถือเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กรที่ผู้บริหารควรต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ภาษีกับความท้าทายหลังยุคโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>