จากที่มีข่าวในกระแสสังคมเรื่องการครอบครองปรปักษ์อสังหาร […]
The post แบบไหนเข้าข่ายครอบครองปรปักษ์…คนมีที่ดินควรรู้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากที่มีข่าวในกระแสสังคมเรื่องการครอบครองปรปักษ์อสังหาริมทรัพย์ หลายๆ ท่านอาจมีข้อสงสัยว่ากรณีไหนถึงเข้าข่ายครอบครองปรปักษ์ และสามารถป้องกันแบบไหนได้บ้าง ในบทความนี้ผมจะมาเล่าหลักเกณฑ์ที่สำคัญในหัวข้อนี้กันครับ สำหรับท่านที่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ขาดการดูแล รวมทั้งไม่ได้ชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นระยะเวลานานก็ควรระมัดระวังในเรื่องการถูกแย่งกรรมสิทธิ์ หรือเรียกอีกอย่างว่าการถูกครอบครองปรปักษ์จากบุคคลอื่น การที่ผู้ใดจะถูกแย่งการครอบครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ผู้นั้นจะต้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่น หากเป็นที่ดินจะต้องมีโฉนดหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์อื่นๆ แต่หากไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ เช่น ในกรณีที่มีเพียงสิทธิครอบครองยกตัวอย่างเช่น ที่ดินที่มี น.ส.3 หรือ น.ส.3 ก (หนังสือรับรองการทำประโยชน์) อย่างนี้จะไม่เกิดการครอบครองปรปักษ์เพราะว่าที่ดินนั้นไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ให้สามารถแย่งการครอบครองได้ นอกจากนั้นทรัพย์สินที่จะถูกครอบครองปรปักษ์ได้จะต้องเป็นทรัพย์สินของบุคคลธรรมดาหรือของนิติบุคคลที่เป็นเอกชนเท่านั้น ดังนั้นการครอบครองปรปักษ์จึงไม่สามารถใช้ได้กับทรัพย์สินของราชการ ที่ราชพัสดุ ที่ธรณีสงฆ์ ฯลฯ
หลักเกณฑ์สำคัญของการครอบครองปักษ์ตามกฎหมาย คือการที่บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น โดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ซึ่งหลักเกณฑ์นี้จะใช้กับทั้งอสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ที่ดิน อาคาร บ้านเรือน) หากมีการครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี และสังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น นาฬิกา เครื่องเพชร พระเครื่อง) หากมีการครอบครองติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 ปี เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวบุคคลนั้นก็จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น สำหรับที่ดินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ถึงแม้จะครอบครองติดต่อกันครบ 10 ปีจนได้กรรมสิทธิ์ แต่ผู้ครอบครองปรปักษ์ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของในโฉนดได้โดยทันที ผู้ครอบครองปรปักษ์จะต้องไปร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาว่าที่ดินนั้นเป็นของตนเสียก่อน จึงจะไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของที่ดินกับกรมที่ดินได้
การครอบครองปรปักษ์สามารถทำได้ หากมีสาระสำคัญของการครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น 3 ข้อดังนี้
ในเรื่องของการครอบครองปรปักษ์ที่ดิน ผมก็ขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจตามเคสด้านล่างนี้นะครับ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2760/2548)
สำหรับท่านที่มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้เข้าไปดูแลก็ควรล้อมรั้วให้ชัดเจน และมีป้ายปักไว้บนที่ดินว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคลห้ามเข้า ดำเนินการชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประจำทุกปีเพื่อให้มีบันทึกทางราชการว่าตนเองไม่ได้ละเลยในทรัพย์สินนั้นๆ รวมทั้งให้คนเข้าไปดูแลอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อตรวจสอบว่ามีคนบุกรุกหรือไม่ และหากตรวจพบว่ามีคนบุกรุกที่ดินก็มีหลายมาตรการที่จะเจรจากับผู้บุกรุกได้ เช่น ให้เช่าหรือขาย แต่ถ้าหากท่านไม่ต้องการปล่อยเช่าหรือขาย ท่านก็ต้องแจ้งให้ผู้บุกรุกออกจากที่ดิน หากผู้บุกรุกไม่ยอมออกไป ท่านก็จำเป็นจะต้องดำเนินการฟ้องร้องเพื่อไม่ให้ผู้บุกรุกครอบครองที่ดินได้อย่างสงบตาม ข้อ 1) ในเรื่องของสาระสำคัญของการครอบครองทรัพย์สินที่ได้กล่าวไปข้างต้น สำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่าจะมีภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มากกว่าที่ดินประเภทอื่นๆ ซึ่งท่านก็อาจพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าไปทำเกษตรกรรมเพื่อเป็นการบริหารภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งยังป้องกันการถูกครอบครองปรปักษ์ได้อีกด้วย
สำหรับเนื้อหาเพิ่มเติมเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างท่านสามารถติดตามได้ที่ ‘อัปเดตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2566-2567 พร้อมทริคแปลงที่ดินเป็นเงินลงทุน’: https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/grow-your-wealth/land-building-taxes.html
ลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ที่สนใจในเรื่องบริหารสินทรัพย์ครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น สามารถติดต่อ Wealth Planning and Family Office Division ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่อีเมล [email protected] หรือติดต่อที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน (RM) ของท่าน
The post แบบไหนเข้าข่ายครอบครองปรปักษ์…คนมีที่ดินควรรู้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในหลายๆ บทความก่อนหน้านี้ ผมก็จะเน้นย้ำถึงเรื่องของการบ […]
The post อุ้มบุญ ทางเลือกการมีทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในหลายๆ บทความก่อนหน้านี้ ผมก็จะเน้นย้ำถึงเรื่องของการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่ง แต่สิ่งสำคัญของการจะส่งต่อความมั่งคั่งนี้ไปได้ก็คือ การมีผู้สืบทอดตระกูลหรือทายาทเพื่อที่จะให้ทายาทนั้นมารับช่วงต่อความมั่งคั่งและสืบทอดตระกูลต่อไป สำหรับบางครอบครัวที่ประสบปัญหาการมีบุตรยาก การอุ้มบุญก็อาจเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
ในอดีตการอุ้มบุญหรือการตั้งครรภ์แทนนั้นไม่ได้มีกฎหมายมารองรับ ดังนั้นเด็กที่เกิดมาก็ยังเป็นบุตรของแม่ที่ได้ให้กำเนิด แต่ไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตร คู่สมรสจะทำได้แต่เพียงรับเด็กที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุตรบุญธรรม ต่อมาใน พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 เริ่มมีผลบังคับใช้ ก็มีผลให้บุตรที่เกิดจากการอุ้มบุญภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตร ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อต้นปี 2566 ปรากฏว่าได้มีการพิจารณาอนุญาตให้มีการอุ้มบุญภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าวมากกว่า 600 ราย เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะของการมีบุตรยาก โดยใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายใต้หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กฎหมายได้กำหนดไว้ เช่น
1. สามีและภรรยาจะต้องมีสัญชาติไทยจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย หากสามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่งเป็นคนต่างชาติ สามีและภรรยานั้นจะต้องจดทะเบียนสมรสกันไม่น้อยกว่า 3 ปี
2. หญิงที่รับอุ้มบุญจะมีข้อกำหนด ดังนี้
3. ต้องมีข้อตกลงทำเป็นหนังสือก่อนการตั้งครรภ์ โดยจะต้องทำระหว่างหญิงที่รับอุ้มบุญและคู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตรว่า จะให้เด็กที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุตรของคู่สมรส
4. การทำให้ตั้งครรภ์จะทำได้ 2 วิธี ดังนี้
4.1 ใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิของสามีและไข่ของภรรยาเพื่อให้หญิงที่รับอุ้มบุญตั้งครรภ์ ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับคู่สมรสที่อสุจิและไข่แข็งแรง แต่ภรรยาไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อาจเนื่องจากมดลูกมีปัญหา
4.2 ใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิของสามีหรือไข่ของภรรยาแทนกับอสุจิหรือไข่ของคนอื่น แต่ห้ามใช้กับไข่ของหญิงที่รับอุ้มบุญ กรณีนี้จะเหมาะกับคู่สมรสที่อสุจิของสามีหรือไข่ของภรรยามีปัญหา สำหรับการใช้อสุจิหรือไข่ที่ผู้อื่นได้บริจาคเพื่อใช้ในการตั้งครรภ์ตามวิธีนี้ กฎหมายฉบับนี้ก็ได้ระบุไว้ว่า ผู้บริจาคไข่หรืออสุจินั้นจะไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัวหรือมรดกใดๆ ต่อเด็กที่จะเกิดมา
5. หน้าที่ในการแจ้งเกิดของเด็กจะเป็นของคู่สมรส
6. เด็กที่เกิดมาถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรส แม้ว่าสามีหรือภรรยาจะเสียชีวิตก่อนที่เด็กจะเกิดก็ยังถือว่าเด็กนั้นเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภรรยา
ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า รวมทั้งผลของการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้ มีส่วนช่วยให้หลากหลายครอบครัวที่มีปัญหาเรื่องมีบุตรยากได้มีบุตรที่เกิดจากการอุ้มบุญมาเติมเต็มความเป็นครอบครัวและสืบทอดวงศ์ตระกูล ซึ่งเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญตามกฎหมายฉบับนี้จะถือว่า เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคู่สมรส มีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกับบุตรที่เกิดจากคุณพ่อคุณแม่ที่ได้จดทะเบียนสมรสกันทุกประการ
ลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ที่สนใจในเรื่องบริหารสินทรัพย์ครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น สามารถติดต่อ Wealth Planning and Family Office Division ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่อีเมล [email protected] หรือติดต่อที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน (RM) ของท่าน
The post อุ้มบุญ ทางเลือกการมีทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อเดือนกันยายน 2566 หลายท่านอาจจะได้รับทราบข้อมูลที่ […]
The post กลยุทธ์ส่งต่อทรัพย์สิน ฉบับประหยัดภาษีการรับให้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อเดือนกันยายน 2566 หลายท่านอาจจะได้รับทราบข้อมูลที่นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กรมสรรพากรกลับมาทบทวนการเก็บภาษีการรับมรดก เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยกรมสรรพากรอาจพิจารณาในเรื่องของการปรับลดฐานภาษีการรับมรดก ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสำหรับส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท การจัดประเภททรัพย์สินที่จะต้องเสียภาษีการรับมรดก และเรื่องของคู่สมรสที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก (รายละเอียดของภาษีการรับมรดกท่านสามารถติดตามได้ในบทความ ‘ส่งต่อมรดกแบบมีกลยุทธ์ ไม่ทิ้งภาระภาษีให้ลูกหลาน’)
ในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียภาษีจะต้องติดตามและปรับตัว เพื่อที่จะบริหารภาษีของตนเองรวมทั้งส่งต่อความมั่งคั่งให้แก่รุ่นต่อไปอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งในอนาคตหากมีการแก้ไขกฎหมายภาษีการรับมรดกโดยการปรับลดฐานภาษีให้ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ก็อาจส่งผลกระทบต่อการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมากทีเดียวครับ ในกรณีนี้ท่านก็อาจพิจารณาส่งต่อความมั่งคั่งโดยการให้ ซึ่ง ‘การให้’ แตกต่างจากการส่งต่อมรดกอย่างไรนั้น คือการให้เป็นการส่งต่อทรัพย์สินให้แก่ผู้รับในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่การส่งต่อมรดกจะเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินได้เสียชีวิตไปแล้ว มรดกจึงถูกส่งต่อไปยังทายาทตามผลของกฎหมายหรือตามพินัยกรรม ซึ่งสองหลักการนี้จะมีหลักการเสียภาษีที่แตกต่างกัน ในเรื่องของการให้ทางกฎหมายก็จะมีภาษีการรับให้ (Gift Tax) ที่จะจัดเก็บจากทรัพย์สิน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
อสังหาริมทรัพย์ตามหลักของกฎหมายคือทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ในกรณีนี้ก็คือที่ดิน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น อาคาร บ้านเรือน โดยกฎหมายกำหนดให้ ‘ผู้ให้ (ผู้โอน)’ อสังหาริมทรัพย์เป็นผู้เสียภาษีการรับให้ โดยจะแบ่งได้ 2 กรณี ดังนี้
1.1 บิดาหรือมารดาให้อสังหาริมทรัพย์แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย
กรณีราคาประเมินของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนต่อปีภาษี ผู้ให้จะไม่มีภาระภาษีการรับให้ที่จะต้องเสียแต่อย่างใด แต่ถ้าหากราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท ผู้ให้จะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทในอัตรา 5%
1.2 กรณีอื่น
กรณีที่เป็นการให้บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายใดๆ ผู้ให้จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราปกติ 5-35%
สังหาริมทรัพย์ตามหลักของกฎหมายก็คือทรัพย์สินที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น หุ้น พันธบัตร หน่วยลงทุนกองทุนรวม เงินสด รถยนต์ เครื่องประดับ โดยกฎหมายกำหนดให้ ‘ผู้รับ’ สังหาริมทรัพย์เป็นผู้เสียภาษีการรับให้ โดยจะแบ่งได้ 3 กรณี ดังนี้
2.1 การให้ระหว่างบุพการี (บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด) และผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื่อ) หรือการให้ระหว่างคู่สมรส
การให้ในกรณีนี้ผู้รับจะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี โดยเสียภาษีในอัตรา 5% ดังนั้น จึงเป็นที่มาของคำแนะนำจากที่ปรึกษาในด้านการวางแผนส่งต่อความมั่งคั่งที่จะแนะนำให้ส่งมอบสังหาริมทรัพย์ปีละไม่เกิน 20 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการภาษีการรับให้
โดยการจะดูว่าเกิน 20 ล้านบาทหรือไม่นั้น กฎหมายจะให้ดูที่ตัวผู้รับ ยกตัวอย่างเช่น คุณพ่อได้ให้เงินแก่นาย ก. ซึ่งเป็นลูก ไปแล้ว 18 ล้านบาท และในปีเดียวกันคุณปู่ได้ให้เงินแก่นาย ก. อีก 10 ล้านบาท ในกรณีนี้นาย ก. จะถือว่าได้รับสังหาริมทรัพย์จากบุพการีทั้ง 2 ท่านคือคุณพ่อและคุณปู่ 28 ล้านบาท ในตัวอย่างนี้นาย ก. จะเสียภาษีเท่ากับ 400,000 บาท ซึ่งคำนวณจากภาษีการรับให้ในอัตรา 5% จาก 8 ล้านบาท โดย 8 ล้านบาทก็คือส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทนั่นเอง
2.2 การให้ตามหน้าที่ธรรมจรรยา หรือการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งธรรมเนียมประเพณี
สำหรับกรณีนี้จะไม่ได้กำหนดตัวผู้รับและผู้ให้เหมือนอย่างกรณี 2.1 แต่จะดูตามวาระโอกาสหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โดยผู้รับจะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีภาษี ในอัตรา 5%
ยกตัวอย่างเช่น ในงานแต่งงานของหลาน คุณลุงซึ่งไม่ถือว่าเป็นบุพการี ได้ให้เงิน 6 ล้านบาท และให้ทองมูลค่า 5 ล้านบาทแก่หลาน ในตัวอย่างนี้หลานจะต้องเสียภาษีเท่ากับ 50,000 บาท ซึ่งคำนวณจากภาษีการรับให้ในอัตรา 5% จาก 1 ล้านบาท โดย 1 ล้านบาทก็คือส่วนที่เกิน 10 ล้านบาท หากเปลี่ยนผู้ให้เป็นคุณย่าซึ่งเป็นบุพการี ให้สังหาริมทรัพย์ดังกล่าวแก่หลาน ในกรณีนี้จะเข้าตามข้อ 2.1 ตามรายละเอียดข้างต้น หลานจึงไม่ต้องเสียภาษีการรับให้เพราะสังหาริมทรัพย์ที่หลานได้รับไม่เกิน 20 ล้านบาท
2.3 กรณีอื่น
กรณีที่ไม่เข้าข้อ 2.1 และ 2.2 ผู้รับก็จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราปกติ 5-35%

หากท่านมีความสนใจในเรื่องของการส่งต่อโดยการให้ นอกเหนือจากภาษีการรับให้แล้วก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น อากรแสตมป์ที่จะต้องปิดสำหรับสัญญาโอนหุ้น กรณีที่มีการให้หุ้นแก่ผู้รับสังหาริมทรัพย์ หรืออากรแสตมป์และค่าธรรมเนียมการโอนอันเกิดจากการโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีทีมที่ปรึกษาที่ให้คำแนะนำด้านการส่งต่อทรัพย์มรดก/ความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth ซึ่งรวมถึงเรื่องภาษีการรับให้และภาษีที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืนครับ รวมทั้งหน่วยงานยังได้ร่วมมือกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคาร เพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า Wealth ในด้านการทำพินัยกรรม, การจัดตั้ง Family Holding Company, การจัดโครงสร้างการประกอบธุรกิจให้เหมาะสมกับธุรกิจครอบครัว และการทำธรรมนูญครอบครัว
ลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ที่สนใจในเรื่องบริหารสินทรัพย์ครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น สามารถติดต่อ Wealth Planning and Family Office Division ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่อีเมล [email protected] หรือติดต่อที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน (RM) ของท่าน
The post กลยุทธ์ส่งต่อทรัพย์สิน ฉบับประหยัดภาษีการรับให้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต่อจากบทความที่แล้ว ‘อัปเดตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี […]
The post ‘การให้’…อีกทางเลือกการจัดการภาระภาษีที่ดินฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต่อจากบทความที่แล้ว ‘อัปเดตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2566-2567 พร้อมทริคแปลงที่ดินเป็นเงินลงทุน’ ซึ่งกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งมักนิยมสะสมอสังหาริมทรัพย์เพื่อส่งต่อให้แก่ลูกหลาน ซึ่งหนึ่งในความกังวลของการสะสมอสังหาริมทรัพย์คือภาระเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่สูงขึ้นทุกปี อีกทางเลือกที่อยากนำเสนอคือการส่งต่อโดย ‘การให้’ แทนที่จะส่งต่อโดยเป็น ‘ทรัพย์มรดก’ (ทรัพย์มรดก หมายถึง สิทธิหน้าที่ ทรัพย์สิน รวมถึงของที่ต่อติดไปกับทรัพย์สินเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต เพื่อส่งต่อไปให้แก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรม) เพื่อเป็นการบริหารจัดการภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยมี 2 ประเด็นในการคิดว่าทางเลือกนี้เหมาะสมกับท่านหรือไม่
อสังหาที่จะส่งต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ของการบริหารจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรจะต้องจัดอยู่ในประเภทที่พักอาศัยและจะต้องเป็นบ้านหลังหลักของผู้รับ ความหมายของการเป็นบ้านหลังหลักก็คือคนคนนั้นจะต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งก็จะได้รับการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับมูลค่าที่พักอาศัยที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากมูลค่าที่พักอาศัยสำหรับบ้านหลังหลักเกินกว่านั้น ก็จะได้รับยกเว้นเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 50 ล้านบาท และในส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาทก็จะเสียภาษีตามอัตราตามตารางด้านล่างนี้ ซึ่งถ้าหากเป็นบ้านหลังอื่นก็จะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับ 50 ล้านบาทแรก ดังนั้นหากเป็นกรณีที่พ่อแม่มีบ้านหลายหลังและต้องการที่จะส่งต่ออสังหาให้แก่ลูกในอนาคตอยู่แล้ว การส่งต่อให้ไวขึ้น โดยการให้แก่ลูกในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับลูกที่ได้รับบ้าน แต่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังนั้นตั้งแต่แรก ก็สามารถย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในบ้านหลังนั้นได้ เพื่อให้เป็นบ้านหลังหลักของลูก ก็จะเป็นการประหยัดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ครอบครัวด้วยเช่นกัน

บทความที่เกี่ยวข้อง:
การส่งต่ออสังหาให้แก่ผู้รับโดยไม่มีค่าตอบแทน ก็จะมีประเด็นเรื่องของภาษีการรับให้ที่จะต้องพิจารณา หากการส่งต่อนั้นเป็นการส่งต่อให้แก่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และราคาประเมินของมูลค่าอสังหาที่ให้ไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อบุตร 1 คนต่อปีภาษี ผู้ให้ก็จะไม่มีภาระภาษีการรับให้ที่จะต้องเสียแต่อย่างใด แต่ถ้าหากอสังหามีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท ผู้ให้จะต้องเสียภาษีในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทในอัตรา 5%
แต่ในกรณีที่เป็นการให้บุคคลอื่นนอกเหนือจากบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายใดๆ ดังนั้นผู้ให้ก็จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราปกติ กล่าวคือ 5-35%

สำหรับกรณีของพ่อหรือแม่ให้บุตรชอบด้วยกฎหมาย (บุตรชอบด้วยกฎหมายคือบุตรที่เกิดจากพ่อและแม่จดทะเบียนสมรสกัน หรือบุตรที่เกิดจากการรับรองบุตรโดยพ่อ ซึ่งมีผลให้บุตรนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย) นอกเหนือจากภาษีการรับให้แล้ว ก็ยังมีค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของมูลค่าอสังหา และค่าธรรมเนียมการโอน 0.5% ของมูลค่าอสังหาที่จะต้องเสียเพิ่มเติม เช่น พ่อต้องการจะส่งต่อที่พักอาศัยซึ่งเป็นบ้านหลังหลักให้แก่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยราคาประเมินอยู่ที่ 21 ล้านบาท ในกรณีนี้จะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2.6 แสนบาท ตามรายละเอียดดังนี้
จากหลักคิดดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าการส่งต่ออสังหาในกรณีนี้จะมีประโยชน์สำหรับสินทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย เพื่อที่จะเป็นการบริหารจัดการภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในแง่ภาษี การรับให้ก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องของประเภททรัพย์สินและผู้รับที่จะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย สำหรับท่านที่มีความสนใจในเรื่องภาษีการรับให้ที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาประเภทอื่นๆ สามารถติดตามเรื่องนี้ได้ในบทความถัดไปครับ
นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำในด้านการส่งทรัพย์มรดก/ความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth เพื่อช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืนครับ รวมทั้งหน่วยงานยังได้ร่วมมือกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ ซึ่งเป็น Business Partner ของธนาคาร เพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า Wealth ในด้านการทำพินัยกรรม การจัดตั้ง Family Holding Company การจัดโครงสร้างการประกอบธุรกิจให้เหมาะสมกับธุรกิจครอบครัว การทำธรรมนูญครอบครัว เป็นต้น
ลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ที่สนใจในเรื่องบริหารสินทรัพย์ครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น สามารถติดต่อ Wealth Planning and Family Office Division ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่อีเมล [email protected] หรือติดต่อที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน (RM) ของท่าน
The post ‘การให้’…อีกทางเลือกการจัดการภาระภาษีที่ดินฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ที่ผ่านมาทรัพย์สินที่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งนิยมสะสมก็คื […]
The post อัปเดตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2566-2567 พร้อมทริก ‘แปลงที่ดินเป็นเงินลงทุน’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ที่ผ่านมาทรัพย์สินที่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งนิยมสะสมก็คือที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ สาเหตุก็เพราะเมื่อเวลาผ่านไปมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวมักจะสูงขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะที่ดินรกร้างว่างเปล่านับได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เป็นที่นิยมสะสมเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งต้นทุนของการดูแลที่ดินและอสังหาแต่ก่อนอาจไม่ได้มีมูลค่าที่สูงมากนัก แต่เมื่อมีการบังคับใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอาจเป็น Pain Point สำหรับเจ้าของที่ดินและอสังหา รวมทั้งการบังคับใช้ภาษีการรับมรดกตั้งแต่ปี 2559 ส่งผลให้เทรนด์ในการสะสมของมีค่าเพื่อส่งต่อให้แก่ลูกหลานอาจเปลี่ยนไปบ้าง เช่น นิยมสะสมทรัพย์สินจำพวกนาฬิกา ภาพวาด เครื่องเพชร มากขึ้น (เนื่องจากทรัพย์สินเหล่านี้ไม่อยู่ในฐานภาษีการรับมรดก) แม้เทรนด์ในการสะสมของมีค่าจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ดินและอสังหาก็ยังคงเป็นที่นิยมในการสะสมอยู่ สาเหตุอาจมาจากการที่ผู้เป็นเจ้าของสามารถนำที่ดินและอสังหาไปใช้ประโยชน์ได้หลายประการ ไม่ว่าจะเพื่อเก็งกำไรจากการขาย ส่งต่อให้แก่ลูกหลาน ใช้ประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ เช่น ให้เช่า ทำการเกษตร เป็นสถานประกอบกิจการของธุรกิจ เป็นต้น
หลักของการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็คือ ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ ซึ่งอยู่ภายในวันที่ 1 มกราคมของปีไหน ก็มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับปีนั้น ในเรื่องของระยะเวลาการชำระภาษี หากรัฐไม่ได้ออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อขยายระยะเวลาการชำระภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะได้รับแบบแจ้งประเมินภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ และจะต้องชำระภาษีภายในเดือนเมษายน (หมายเหตุ: ในบางปีภาษีอาจมีการออกกฎหมายเพื่อขยายเวลาได้ตามที่หน่วยงานของรัฐเห็นเหมาะสม)

เมื่อความนิยมในที่ดินและอสังหายังคงมีอยู่ ผู้เป็นเจ้าของจึงต้องหาทางบริหารทรัพย์สินของตนภายใต้กรอบของกฎหมายที่มี เพื่อที่จะบรรเทาภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่จะถูกจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเพดานที่สูงที่สุดหากเทียบกับที่ดินประเภทอื่นๆ โดยอัตราภาษีจะถูกปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 3 ปีที่ 0.3% และมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 3% ยกตัวอย่างเช่น ที่ดินรกร้างว่างเปล่าราคาประเมินมูลค่า 10 ล้านบาท สมมติอัตราภาษีอยู่ที่ 0.3% ใน 3 ปีแรกจะเสียภาษีปีละ 30,000 บาท ในปีที่ 4 จะถูกจัดเก็บเพิ่มอีก 0.3% ก็จะเป็น 60,000 บาท และจะเพิ่มอัตราภาษีอีก 0.3% ในทุกๆ 3 ปีที่ปล่อยรกร้างไว้ แต่โดยรวมแล้วจะเก็บภาษีได้ไม่เกิน 300,000 บาท หรือก็คือ 3% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุด
ปัจจุบันเราจึงเห็นเทรนด์ในการปรับเปลี่ยน/พัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เกิดการใช้ประโยชน์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์การบริหารภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง โดยเจ้าของที่ดินอาจพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่ว่าจะทำเป็นตลาดนัดหรือตลาดกลางคืน หรืออาจปล่อยเช่าเพื่อให้ผู้อื่นมาบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์
ตามที่ได้ยกตัวอย่างไปก่อนหน้านี้ สำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่าราคาประเมินมูลค่า 10 ล้านบาท หากเจ้าของนำที่ดินไปพัฒนาเพื่อทำตลาดกลางคืน หรือพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกรรม อัตราภาษีจะอยู่ที่ 0.3% หรือก็คือ 30,000 บาท ในขณะที่ดินรกร้างว่างเปล่า การเสียภาษีจะถูกปรับขึ้นทุกๆ 3 ปี ในอัตราร้อยละ 0.3% แต่โดยรวมแล้วจะเก็บภาษีได้ไม่เกิน 300,000 บาท หรือก็คือ 3% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุด จะเห็นได้ว่าภาระภาษีสำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินที่ได้ใช้ประโยชน์จะมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งการพัฒนาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ นอกจากจะเป็นการช่วยบริหารภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว ก็ยังช่วยสร้างรายได้ให้แก่เจ้าของได้อีกทาง

สำหรับกรณีเจ้าของที่ดินเป็นบุคคลธรรมดา การปรับเปลี่ยนที่ดินรกร้างว่างเปล่าไปทำเกษตรกรรมก็จะได้รับยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 50 ล้านบาท และอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับทำเกษตรกรรมก็ยังเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า หากเทียบกับการพัฒนาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในกรณีอื่น โดยปีนี้รัฐก็ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่เพิ่มเติมสำหรับการทำเกษตรกรรม เช่น ปรับลดอัตราขั้นต่ำของการปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าและพืชกลุ่มเนื้อไม้ เพิ่มชนิดของพืชที่ปลูกได้อีก 7 ชนิด คือ หม่อน องุ่น แก้วมังกร แอปเปิ้ล อะโวคาโด อินทผลัม และยูคาลิปตัส โดยกำหนดอัตราขั้นต่ำของการปลูกพืชทั้ง 7 ชนิดอยู่ที่ 35 ต้นต่อไร่
การพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อใช้ประโยชน์ก็ยังคงมีเรื่องสำคัญๆ ที่ควรจะพิจารณานอกเหนือจากภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น
ถ้าหากท่านใดเห็นว่าการพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าเพื่อใช้ประโยชน์อาจจะไม่คุ้มกับการลงทุน ก็อาจจะพิจารณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ Property Backed Loan สำหรับลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ซึ่งก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลูกค้าที่จะเปลี่ยนอสังหาของท่านให้เป็นเงินลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อเพิ่มกระแสเงินสด โดยการลงทุนดังกล่าวมุ่งหวังให้ได้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนทางการเงิน เพื่อเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งของเจ้าของทรัพย์สิน รวมทั้งยังสามารถนำผลตอบแทนนั้นมาบริหารจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เพิ่มขึ้นได้
สำหรับท่านที่มีความสนใจในเรื่องการบริหารจัดการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งผลิตภัณฑ์สินเชื่อ Property Backed Loan ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำในด้านนี้สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth เพื่อช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน และนอกเหนือจากนั้นหน่วยงานยังได้ร่วมมือกับสำนักงานกฎหมายชั้นนำของประเทศ เช่น บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ซึ่งเป็น Business Partner ของธนาคาร เพื่อให้บริการแก่กลุ่มลูกค้า Wealth ในด้านการทำพินัยกรรม การจัดตั้ง Family Holding Company การจัดโครงสร้างการประกอบธุรกิจให้เหมาะสมกับธุรกิจครอบครัว การทำธรรมนูญครอบครัว เป็นต้น
ลูกค้า SCB PRIVATE BANKING ที่สนใจในเรื่องบริหารสินทรัพย์ครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น สามารถติดต่อ Wealth Planning and Family Office Division ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ที่อีเมล [email protected] หรือติดต่อที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน (RM) ของท่าน
The post อัปเดตภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2566-2567 พร้อมทริก ‘แปลงที่ดินเป็นเงินลงทุน’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายๆ ครอบครัวที่รุ่นคุณพ่อคุณแม่มีธุรกิจครอบครัวหลายบร […]
The post Family Holding Company ตัวช่วยรวบรวมทรัพย์สินและส่งต่อความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายๆ ครอบครัวที่รุ่นคุณพ่อคุณแม่มีธุรกิจครอบครัวหลายบริษัทอาจเคยพบเจอปัญหา หรือมีความกังวลเรื่องความไม่เท่าเทียมในการส่งต่อทรัพย์สิน หรือส่งต่ออำนาจในการบริหารธุรกิจที่แตกต่างกันให้แก่ลูกหลาน เช่น ลูกสาวคนแรกได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจโรงพิมพ์ ในขณะที่ลูกสาวคนที่สองได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจโรงแรม ซึ่งในเวลาต่อมาธุรกิจโรงพิมพ์อาจทำกำไรได้ไม่ดีเท่ากับธุรกิจโรงแรม จนอาจทำให้ทายาทรู้สึกน้อยใจ รู้สึกไม่เป็นธรรม และเกิดความขัดแย้งในครอบครัวในที่สุด
วันนี้ผมจะมาแนะนำหนึ่งตัวช่วยที่มีความสำคัญซึ่งนิยมใช้กันแพร่หลายในวงการ Family Wealth Planning เพื่อรวบรวมทรัพย์สินและส่งต่อความมั่งคั่งของกลุ่มครอบครัว รวมทั้งยังสามารถช่วยลดข้อขัดแย้งในกลุ่มครอบครัวได้อีกด้วย นั่นก็คือ Family Holding Company บทความนี้เรามาติดตามกันนะครับว่า Family Holding Company คืออะไร และประโยชน์ของ Family Holding Company มีอะไรบ้าง
Family Holding Company เป็นบริษัทจำกัดทั่วไปที่จัดตั้งขึ้นภายใต้หลักกฎหมายหุ้นส่วนและบริษัท โดยไม่มีการประกอบธุรกิจโดยตรงเหมือนอย่าง Operating Company หรือ Trading Company หลักการของ Family Holding Company ก็คือจะต้องถือครองทรัพย์สินที่มีความสำคัญของธุรกิจครอบครัว เช่น ถือหุ้นในบริษัทอื่น เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์/ทรัพย์สินที่มีความสำคัญของธุรกิจครอบครัว เป็นต้น รูปแบบการจัดโครงสร้างสำหรับ Family Holding Company มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งทนายความหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสามารถจัดโครงสร้างของ Family Holding Company ให้เหมาะสมกับแต่ละธุรกิจครอบครัว โดยทั่วไป Family Holding Company จะทำหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินที่มีความสำคัญของกลุ่มครอบครัวไว้ที่ Family Holding Company เช่น ถือหุ้นใน Operating Company และผู้ถือหุ้นใน Family Holding Company ก็คือสมาชิกของกลุ่มครอบครัวนั่นเองครับ

ในกรณีที่ธุรกิจครอบครัวมีเพียง Operating Company บริษัทเดียวและมีจำนวนสมาชิกของครอบครัวเพียงไม่กี่ท่าน เช่น ธุรกิจครอบครัวดังกล่าวทำธุรกิจร้านอาหารเพียงร้านเดียว การจัดตั้ง Family Holding Company ก็อาจยังไม่มีความจำเป็น เพราะการจัดตั้ง Family Holding Company ขึ้นมาจะมีต้นทุนในด้านการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าทนายความ เป็นต้น แต่หากต่อมาธุรกิจครอบครัวดังกล่าวได้ขยายกิจการมากขึ้น มีกิจการร้านอาหารหลายสาขา และประกอบธุรกิจเพิ่มโดยการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการท่องเที่ยว ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ซึ่งแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกันในด้านการบริหารและในแง่ของภาษี ดังนั้นการแยกบริษัทเพื่อประกอบแต่ละธุรกิจจะมีผลดี และช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งไม่ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ไปกระทบกับการประกอบธุรกิจอื่น
นอกจากนี้ การที่มีหลาย Operating Company และจะให้สมาชิกในครอบครัวเข้าไปถือหุ้นในแต่ละ Operating Company ก็อาจไม่สะดวกหรือเกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องของอำนาจบริหาร ผลตอบแทน รวมทั้งสมาชิกในครอบครัวแต่ละท่านอาจไม่ได้มีความถนัดในทุกๆ ธุรกิจที่มีอยู่ เพื่อลดความขัดแย้งของสมาชิกในครอบครัว การจัดตั้ง Family Holding Company ขึ้นมาโดยให้สมาชิกของกลุ่มครอบครัวถือหุ้นใน Family Holding Company ก็อาจเป็นคำตอบในเรื่องนี้ได้
ดังนั้น Family Holding Company เหมาะกับครอบครัวที่มีธุรกิจหลากหลายภายใต้การบริหารงานที่แยกออกมาหลายบริษัท โดย Family Holding Company จะมีหน้าที่ไปถือหุ้นในแต่ละบริษัทในสัดส่วนข้างมากหรือใกล้เคียง 100% และให้สมาชิกครอบครัวท่านที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีความสำคัญในธุรกิจถือหุ้นส่วนน้อยเพื่อเป็นแรงจูงใจในการบริหารธุรกิจ นอกจาก Family Holding Company จะเป็นตัวช่วยที่ใช้ในการรวบรวมทรัพย์สินและส่งต่อความมั่งคั่งของกลุ่มครอบครัวแล้ว ก็ยังมีประโยชน์อีกหลายประการนะครับ เช่น
สำหรับท่านที่มีความสนใจในเรื่อง Family Holding Company ก็ยังมีเรื่องเอกสารทางกฎหมายที่มีความสำคัญคือ ข้อบังคับบริษัท และสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ที่ควรศึกษาเพิ่มเติม เพราะเอกสารดังกล่าวมีความสำคัญเป็นอย่างมาก และช่วยให้ Family Holding Company มีความเข้มแข็งและสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลในการวางแผนและส่งต่อความมั่งคั่ง ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำในด้านนี้สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth เพื่อช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืนครับ
The post Family Holding Company ตัวช่วยรวบรวมทรัพย์สินและส่งต่อความมั่งคั่งอย่างเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต่อจากบทความที่แล้ว ‘พินัยกรรม เรื่องสำคัญห้ามมองข้ามใน […]
The post ส่งต่อมรดกแบบมีกลยุทธ์ ไม่ทิ้งภาระภาษีให้ลูกหลาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ต่อจากบทความที่แล้ว ‘พินัยกรรม เรื่องสำคัญห้ามมองข้ามในยุคที่ชีวิตไม่แน่นอน’ เราได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการทำพินัยกรรมเพื่อส่งต่อทรัพย์สินอย่างถูกต้อง ตรงตามเจตนารมณ์ของเจ้ามรดกแล้ว ในบทความนี้ ผมก็อยากจะนำเสนอเรื่องของภาษีการรับมรดก เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพรวมภายหลังจากการทำพินัยกรรมแล้วนั้น ผลของการส่งต่อทรัพย์มรดกไปยังผู้รับมรดกจะมีภาระภาษีอย่างไร และเราสามารถใช้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการภาษีการรับมรดกอย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้ลูกหลานหรือคนที่เราอยากส่งต่อมรดกต้องแบกรับภาษีการรับมรดกในส่วนนี้ รวมถึงระยะเวลาในการจัดการมรดกผ่านกระบวนการทางศาลที่อาจใช้เวลานาน เพื่อไม่ให้ลูกหลานหรือคนที่เราอยากส่งต่อมรดกขาดสภาพคล่องในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือดำเนินการธุรกิจต่อไป
ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเรื่องของภาษีการรับมรดก ซึ่งมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว สำหรับการเสียชีวิตของเจ้ามรดกตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 โดยมีสาระสำคัญที่ควรทราบดังนี้
ในกรณีบุคคลธรรมดา ถ้าเป็นคนสัญชาติไทยจะเสียภาษีสำหรับทรัพย์มรดกทั้งที่อยู่ในและนอกประเทศไทย โดยจะต้องเสียภาษีการรับมรดกสำหรับส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาท จะถือว่าเป็นฐานภาษี สำหรับคนที่ไม่ได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยและไม่ได้มีสัญชาติไทยแต่ได้รับทรัพย์มรดกที่เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยก็ต้องเสียภาษีการรับมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทด้วยเช่นกัน
หลักการคำนวณภาษีการรับมรดก จะคำนวณจากมรดกส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาทซึ่งจะถือว่าเป็นฐานภาษี ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้รับมรดกเป็นจำนวน 101 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทก็คือ 1 ล้านบาท ที่จะถือว่าเป็นฐานภาษีที่จะต้องเอามาคำนวณภาษีการรับมรดก โดยผู้มีหน้าที่เสียภาษีการรับมรดกจะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีกับกรมสรรพากรภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ได้รับมรดกส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาท
ถ้าในกรณีที่เราได้รับมรดก 100 ล้านบาทพอดี หรือน้อยกว่า 100 ล้านบาท เราก็จะไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก รวมทั้งไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยการนับมูลค่าฐานภาษียกเว้น 100 ล้านบาทนี้ เราจะนับเฉพาะจากเจ้ามรดกและผู้รับมรดกเป็นคู่ๆ กัน เช่น นายเอ ได้รับมรดกจากคุณพ่อ 100 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก ต่อมานายเอ ได้รับมรดกจากคุณลุงอีก 100 ล้านบาท ดังนั้นก็จะได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกเช่นเดียวกัน
ในเรื่องของอัตราภาษีจะแบ่งได้ 2 อัตรา ดังนี้

ภาษีการรับมรดกจะจัดเก็บเฉพาะทรัพย์สิน 4 ประเภท ดังนี้
3.1 อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร คอนโด
3.2 หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นกู้ หุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นสามัญนอกตลาดหลักทรัพย์
3.3 ยานพาหนะที่มีทะเบียน
3.4 เงินฝากธนาคาร
ทรัพย์สินที่นอกเหนือจากทรัพย์สิน 4 ประเภทข้างต้นนี้ก็จะไม่ต้องนำมารวมเป็นฐานภาษีในการเสียภาษีการรับมรดก ซึ่งทรัพย์สินที่ไม่ได้จัดไว้ใน 4 ประเภทก็จะมีอยู่มากมาย เช่น เงินค่าสินไหมทดแทนจากการทำประกันชีวิต ทองคำแท่ง ธนบัตร เพชรนิลจินดา หรือบางท่านอาจจะนึกถึงของสะสมต่างๆ เช่น ภาพเขียน นาฬิกา บางครอบครัวก็อาจจะพิจารณาสะสมทรัพย์สินที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 4 ประเภทข้างต้นเพื่อนำมาส่งต่อให้แก่บุตรหลานเป็นทรัพย์มรดกก็ถือได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในการวางแผนทางด้านภาษีการรับมรดกได้เช่นกัน แต่ก็มีข้อควรระวังสำหรับทรัพย์สินบางประเภทที่อาจมีราคาผันผวนตามความต้องการของตลาด
อีกกลยุทธ์ที่ผมอยากแนะนำทุกท่าน ถ้าเราเห็นว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่มีจะต้องนำมาคิดภาษีการรับมรดกเมื่อเจ้ามรดกได้เสียชีวิต ซึ่งอาจจะทำให้ผู้รับมรดกแบกรับภาระภาษีที่สูงและกระบวนการการจัดตั้งผู้จัดการมรดกที่ใช้เวลานานกว่าที่ผู้รับมรดกจะได้รับมรดกยามเจ้ามรดกจากไป นั่นก็คือประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการวางแผนภาษีการรับมรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีข้อดีหลักๆ ดังนี้
ในบทความนี้เราก็จะเห็นได้ว่าประเภททรัพย์สินทั้ง 4 ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสำหรับภาษีการรับมรดก ดังนั้นสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกก่อนที่จะจัดทำพินัยกรรมก็คือการจัดแยกประเภททรัพย์สินสำหรับสิ่งที่ท่านต้องการจะส่งต่อเป็นทรัพย์มรดก หากทรัพย์สินที่จัดแยกอยู่ใน 4 ประเภทดังกล่าว และมูลค่าของทรัพย์สินเหล่านั้นเกินกว่า 100 ล้านบาทต่อผู้รับมรดก ก็จะทำให้ผู้รับมรดกท่านนั้นต้องเสียภาษีการรับมรดกสำหรับส่วนที่เกินกว่า 100 ล้านบาท ท่านก็อาจจะพิจารณากลยุทธ์ที่ผมได้นำเสนอไปข้างต้น เพื่อนำมาปรับใช้ในการส่งต่อทรัพย์มรดกให้เหมาะสมสำหรับครอบครัวของท่าน เพื่อลดภาระภาษีให้ลูกหลาน และเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้รับมรดก ซึ่งถ้าหากท่านมีความกังวลใจหรือมีข้อสงสัยในเรื่องของการส่งต่อทรัพย์มรดก/ความมั่งคั่ง ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ก็มีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำในด้านนี้สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth เพื่อช่วยให้ลูกค้าของธนาคารมีความมั่นใจว่าจะสามารถส่งต่อความมั่งคั่งไปยังรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืนครับ
The post ส่งต่อมรดกแบบมีกลยุทธ์ ไม่ทิ้งภาระภาษีให้ลูกหลาน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคปัจจุบันที่มีโรคระบาดและโรคภัยไข้เจ็บมากยิ่งขึ้น ก […]
The post พินัยกรรม เรื่องสำคัญห้ามมองข้ามในยุคที่ชีวิตไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคปัจจุบันที่มีโรคระบาดและโรคภัยไข้เจ็บมากยิ่งขึ้น การทำพินัยกรรมนั้นได้รับการยอมรับจากวงการบริหารและส่งต่อความมั่งคั่งของครอบครัวว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่ไม่ควรคิดที่จะจัดทำตอนอายุมากเพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เช่น การเสียชีวิตก่อนทำพินัยกรรม เจ็บป่วยจนถึงขนาดที่ไม่สามารถทำพินัยกรรมได้ ดังนั้น การทำพินัยกรรมจึงเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาจัดเตรียมและจัดทำในทันทีสำหรับผู้ที่ต้องการส่งต่อมรดกให้แก่คนรุ่นหลัง
คำว่า ‘พินัยกรรม’ หมายความถึงอะไร? พินัยกรรมก็คือหนังสือที่แสดงเจตจำนงของผู้ที่กำลังจะจากไปว่าต้องการให้ส่งต่อกองมรดกของตนอย่างไรถ้าตนเองได้จากไปแล้ว ส่วนคำว่า ‘กองมรดก’ คำนี้ก็จะรวมถึงสิทธิหน้าที่ ทรัพย์สิน รวมถึงของที่ต่อติดไปกับทรัพย์สิน เพื่อส่งต่อไปให้แก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรม
หลายท่านอาจจะมีคำถามในใจว่าเราสามารถเขียนพินัยกรรมได้เองหรือไม่? เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีข้อมูลการจัดทำพินัยกรรม รวมทั้งตัวอย่างพินัยกรรมมากมายในอินเทอร์เน็ตให้เราศึกษา ซึ่งถ้าเรามีความมั่นใจว่าสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการทำพินัยกรรมได้อย่างถูกต้องตรงตามแบบที่กฎหมายกำหนด เราก็อาจจะเขียนพินัยกรรมด้วยตนเองได้
ในกรณีที่เราอยากทำพินัยกรรมด้วยตนเอง ประเด็นแรกที่เราควรทำความเข้าใจนั่นก็คือพินัยกรรมจะสามารถจัดการได้เฉพาะทรัพย์สินของตัวเองเท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องรู้ก่อนที่จะทำพินัยกรรมว่าเรามีทรัพย์สินเท่าไรกันแน่ คำว่าเท่าไรนั้นก็อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้ในรายละเอียดว่ามีเงินจำนวนเท่าไร แต่เราควรจะรู้ว่าตนเองมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นสินสมรสหรือไม่
อย่างในกรณีที่เป็นคู่สามีภรรยาจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย อยู่กินกันมายาวนาน ทรัพย์สินที่มีและหามาได้ร่วมกันก็เป็นสินสมรสทั้งหมด ซึ่งสินสมรสนั่นหมายถึงทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาในระหว่างสมรส และเกิดจากการทำมาหากินร่วมกันหลังสมรสทั้งสิ้น โดยสามีมีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินอยู่ 30 หน่วย มีอยู่ในชื่อภรรยา 70 หน่วย เมื่อสามีจะทำพินัยกรรมก็อาจจะเข้าใจว่าทรัพย์สินที่สามารถส่งต่อให้แก่ผู้รับพินัยกรรมของตนมีแค่ 30 หน่วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะว่าจริงๆ แล้วทรัพย์สินของผู้จากไปจะต้องคิดจากสินสมรสที่มีอยู่ร่วมกัน โดยต้องแบ่งสินสมรสคนละครึ่งให้ถูกต้องเสียก่อน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือจะแบ่งได้คนละ 50 หน่วย ดังนั้นในกรณีนี้สามีจะทำพินัยกรรมเพื่อส่งต่อทรัพย์สินของตนได้ 50 หน่วยนั่นเอง
ประเด็นที่สอง เราสามารถกำหนดในพินัยกรรมได้ว่าคนใดจะเป็นผู้รับพินัยกรรมของเรา รวมทั้งสามารถกำหนดสัดส่วนทรัพย์สินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมได้ด้วย ซึ่งผู้รับพินัยกรรมจะเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ดี หากเราไม่ค่อยมีความแน่ใจในการทำพินัยกรรม และอยากที่จะได้กลยุทธ์ในการทำพินัยกรรมให้เหมาะกับการส่งต่อทรัพย์สิน การจ้างผู้เชี่ยวชาญซึ่งก็คือทนายความก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนนิยมทำกัน
สำหรับท่านที่ยังลังเล ไม่แน่ใจว่าควรทำพินัยกรรมดีหรือไม่ ในกรณีนี้เราควรจะมีความรู้ความเข้าใจว่า ถ้าเราไม่ทำพินัยกรรมทรัพย์สินของเราจะตกไปสู่ทายาทโดยธรรม ซึ่งกฎหมายไทยก็จะกำหนดไว้เลยว่าใครบ้างที่เป็นทายาทโดยธรรม โดยจะแบ่งไว้เป็น 2 กลุ่มตามรูปภาพด้านล่างนี้

หากผู้ที่จากไปมีทายาทโดยธรรมทุกลำดับ ผู้ที่มีสิทธิได้รับกองมรดกจะไม่ใช่ทุกลำดับที่มีอยู่ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าทายาทโดยธรรมที่อยู่ในลำดับก่อนหน้าจะตัดสิทธิทายาทโดยธรรมลำดับหลัง ยกเว้นเพียงกรณีเดียวที่ไม่มีการตัดลำดับนั่นก็คือลำดับที่ 1 และลำดับที่ 2 มีสิทธิรับกองมรดกพร้อมกัน ซึ่งคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะได้รับกองมรดกร่วมกับทายาทลำดับต่างๆ ตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
ยกตัวอย่างเช่น กรณีผู้จากไปมีทรัพย์สินอยู่ 50 หน่วย มีคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยมีบุตร 2 คน บิดามารดาก็ยังมีชีวิตอยู่ กรณีนี้ทายาทลำดับที่ 1 จะมี 2 ท่าน บิดามารดาเป็นทายาทลำดับที่ 2 ก็มี 2 ท่าน เวลาแบ่งคู่สมรสจะได้แบ่งเท่าบุตร บิดามารดาของผู้จากไปก็จะได้แบ่งเท่าบุตรเช่นกัน เพราะฉะนั้นทั้ง 5 คนจะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ดังนั้นแต่ละท่านจะได้คนละ 10 หน่วย เป็นการแบ่งตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
เพราะฉะนั้นท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ครับว่าพินัยกรรมมีความสำคัญ หากเราเขียนได้ถูกต้องหรือหากมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเขียน การส่งต่อกองมรดกของเราก็จะถูกต้องตรงกับเจตนา และลดภาระที่จะให้ลูกหลานมานั่งคุยกันหรือตกลงกันเอง เพราะพินัยกรรมเป็นเจตนาที่แท้จริงของเจ้าของทรัพย์ ทุกคนก็จะเคารพตามหลักพินัยกรรมนี้ ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนให้มาทำพินัยกรรม เพื่อทำให้ความมั่งคั่งนั้นส่งต่อไปยังลูกหลานได้ถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม และลดการทะเลาะเบาะแว้งของแต่ละครอบครัวนะครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
The post พินัยกรรม เรื่องสำคัญห้ามมองข้ามในยุคที่ชีวิตไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราๆ มักจะคุ้นชินกับคำว่าการมีหนี้ […]
The post หนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้ารู้จักบริหารให้เป็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราๆ มักจะคุ้นชินกับคำว่าการมีหนี้เป็นของตัวเองเมื่อถึงเวลา หรือได้เริ่มต้นเป็นหนี้ก้อนแรกในชีวิต ซึ่งมักจะเริ่มจากหนี้จากการกู้ซื้อรถยนต์ หรือการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม แต่ถ้าเป็นหนี้ส่วนตัวประเภทอื่นๆ อาจจะนึกถึงหนี้จากการใช้สอยประจำวัน ประเภทหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล
นอกจากนั้น หากเป็นเจ้าของธุรกิจก็อาจจะมีหนี้ของบริษัทจากการกู้ยืมเงินทุนมาหมุนเวียนในกิจการของบริษัท แต่ในบทความนี้ผู้เขียนจะมาโฟกัสกันที่หนี้ส่วนตัวของบุคคลธรรมดาที่ก่อหนี้ในนามตัวเอง เช่น หนี้ที่เกิดจากการกู้เพื่อซื้อบ้านหรือรถยนต์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฉะนั้นก่อนเริ่มคิดเป็นหนี้ เราควรนึกถึงอะไรบ้าง?
อย่างแรกต้องนึกก่อนว่าหนี้ที่เราจะก่อขึ้นเป็นหนี้ดีหรือหนี้เสีย หนี้ดีคืออะไร ง่ายๆ เลยก็คือหนี้ประเภทที่เมื่อก่อให้เกิดหนี้ขึ้นมาแล้ว ทำให้เราได้ทรัพย์สินหรือได้สิ่งของอะไรมาที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชีวิตมากกว่าภาระ เช่น การกู้ซื้อรถยนต์เพื่อขับไปทำงาน หรือเป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดรายได้กับเราในอนาคตที่เรียกว่า Passive Income เช่น การกู้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย ซึ่งในอนาคตจะเป็นทรัพย์สินที่มูลค่าสูงขึ้นได้
สิ่งสำคัญอย่างที่สองคือความสามารถในการจ่ายชำระหนี้ ตรงนี้ดูได้จากรายได้ประจำที่เรามีอยู่ เราต้องนำมากางดูก่อนว่าเรามีรายได้เท่าไรต่อเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายประจำ ค่ากินต่างๆ ภาษีต่างๆ เราเหลือเงินต่อเดือนที่สามารถจ่ายหนี้ก้อนนี้ได้มากแค่ไหน ซึ่งปกติคนเราไม่ควรมีหนี้เกินกว่า 40% ของรายได้ในแต่ละเดือน
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือความจำเป็นในการมีหนี้ เราจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องมีหนี้ก้อนนี้ โดยเป็นหนี้ที่เกิดจากความอยากได้ของฟุ่มเฟือยหรือความจำเป็นจริงๆ หรือเป็นทางเลือกในการลงทุน เช่น เรามีรายได้ต่อเดือนจำนวนหนึ่ง แต่อยากได้รถสปอร์ตแบรนด์หรูที่ราคาแพงเกินตัว อยากได้บ้านราคาหลายสิบล้าน หรืออยากได้บ้านพักตากอากาศริมทะเล แบบนี้ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่จำเป็น
ในทางกลับกัน หนี้ดีในหลายสถานการณ์สามารถส่งผลดีให้กับเราได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรายังไม่มีบ้านเป็นของตนเองแต่ครอบครัวเราต้องไปเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัยในราคาเดือนละ 20,000 บาท ถ้าเราคิดจะมีหนี้สินเชื่อบ้านผ่อนเดือนละ 20,000 บาท กู้ยืมธนาคารเป็นหนี้ 2,500,000 บาท ไป 20 ปี หลังจาก 20 ปีผ่านไป เราจะได้บ้านมาเป็นทรัพย์สินของเรา ตรงนี้ถือว่าดีกว่าการจ่ายค่าเช่าซึ่งเสียเปล่าไปเลยและไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องอัตราเงินเฟ้ออีกด้วย หากเรารอไปอีก 5-10 ปี เราอาจจะพลาดโอกาสซื้อบ้านในราคาที่ต่ำก็เป็นได้
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง หากเรามีเงินเก็บจำนวนหนึ่งแล้วหรือมีรายได้เสริมจำนวนแน่นอน ที่คิดว่าอยากหาช่องทางการลงทุนเพิ่มในหมวดใหม่ ก็อาจแบ่งเงินตรงนั้นไปซื้อคอนโดให้เช่า เงินกู้ที่ต้องผ่อนกับธนาคารถือเป็นหนี้ดีอีกก้อนหนึ่งได้ ถ้าเราศึกษามาแล้วว่าคอนโดแห่งนั้นมีศักยภาพที่จะหาผู้เช่ามาชำระหนี้ค่าผ่อนคอนโดในแต่ละเดือนได้ เพราะสุดท้ายเราก็จะมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอีกอย่างนึง ซึ่งตรงนี้บางคนก็อาจจะมองว่า ถ้าไม่มีเงินก้อนที่เป็นเงินเย็นที่เป็นเงินสดก็ไม่ควรจะสร้างหนี้เพิ่ม จุดนี้ก็อาจจะต้องมานั่งพิจารณารายบุคคลถึงความสามารถในการชำระหนี้ อัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่น่าจะได้เข้ามาว่าพอดีกันหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการเก็บเงินจำนวนนี้ไว้ในธนาคารจนกว่าจะได้เงินก้อนไปลงทุนซื้อ ทุกอย่างต้องนำมาพิจารณาร่วมกันหมด
สำหรับหนี้เสียซึ่งเป็นหนี้ประเภทที่ไม่ดี ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือหนี้ประเภทสินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้ประเภทบัตรเครดิตที่จ่ายไม่เต็มจำนวนที่มีดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมาก หนี้ประเภทนี้เป็นหนี้ที่ส่วนใหญ่เกิดจากการอยากได้สิ่งที่ไม่จำเป็นหรือสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ ที่เรียกว่าใช้เงินเกินตัว อันนี้เป็นหนี้ที่ไม่ควรข้องเกี่ยว หรือหากมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นที่ต้องไปใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีเงินเข้ามาเมื่อไรต้องนำไปปิดทันที เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสียแบบต่อเนื่อง
หนี้ดีอีกประเภทหนึ่งที่น่าพูดถึง ยกตัวอย่างสมมติว่าเรามีที่ดินที่ได้มาจากมรดก แต่อยากมาจัดการให้เป็นทางที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น หรือเป็นการลงทุนในอีกแขนงหนึ่ง บวกกับใจที่อยากทำธุรกิจของตนเอง ตรงนี้การนำที่ดินไปปลูกสร้างเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่า โดยการกู้เงินจากธนาคารมาจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเงินค่าก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นหนี้ดีที่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต หรืออีกกรณีหนึ่งหากว่าเราไม่ได้มีความอยากทำธุรกิจ แต่อยากนำที่ดินที่มีอยู่ในชื่อตัวเองมาลงทุนอะไรสักอย่างเพื่อก่อให้เกิดรายได้ ตอนนี้ในตลาดการเงินมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินน่าสนใจที่เรียกว่า ‘Property Backed Loan’ เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่เราสามารถนำที่ดินมีค่าที่เราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่แล้วมาเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับธนาคาร ซึ่งเงินกู้ก้อนนั้นเราจะนำไปเป็นทุนเพื่อการลงทุนต่อในผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทต่างๆ เช่น กองทุนหรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ วิธีนี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการต่อยอดการนำทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมมาแปลงเป็นดอกผลที่งอกเงยจากการลงทุนในอีกประเภท และสามารถเป็นตัวช่วยในการบริหารภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้
ตามรายละเอียดทั้งหมดที่ผู้เขียนเล่าให้ฟังแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าหนี้มีทั้งแบบที่ดีและก่อประโยชน์ให้ผู้กู้ได้ และหนี้เสียที่ควรหลีกเลี่ยง ผู้ที่คิดจะกู้เงินจึงควรพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการกู้ รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองให้ถี่ถ้วนก่อนคิดจะกู้เงิน
ความเห็นจากบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานแต่อย่างใด
The post หนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้ารู้จักบริหารให้เป็น appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรื่องการรับบุตรบุญธรรม หรือการ Adoption เชื่อว่าหลายท่ […]
The post ‘รักเหมือนลูก แต่สิทธิอาจไม่เหมือนลูก’ ข้อควรรู้หากไม่จดรับบุตรบุญธรรม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรื่องการรับบุตรบุญธรรม หรือการ Adoption เชื่อว่าหลายท่านเคยได้ยินกันมาก่อน ซึ่งบางครอบครัวมองเป็นเรื่องธรรมเนียมหรือความเชื่อว่าเด็กบางคนเลี้ยงยากหรือป่วยง่าย แต่ถ้ายกเป็นลูกคนอื่นจะทำให้เด็กเลี้ยงง่ายขึ้น หรือบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ที่แท้จริงอาจไม่พร้อมด้านการเงินหรือไม่มีเวลาเลี้ยงดู จึงขอยกให้ญาติเลี้ยงแทนและเพื่อให้เขารักใคร่ดูแลจึงยกให้เป็นลูก หรือกรณีญาติพี่น้องมีลูกเองไม่ได้จึงอยากได้ลูกของญาติหรือลูกเพื่อนมาเป็นลูกตน
สิ่งที่ควรทราบคือ การรับลูกคนอื่นเป็นลูกตนนั้นมีทั้งแบบทำตามกฎหมายหรือไม่ได้ทำตามกฎหมาย การทำตามธรรมเนียม การทำเป็นพิธี หรือการพูดว่าเอ็นดูเป็น ‘ลูกบุญธรรม’ โดยไม่ได้จดทะเบียนนั้นจะไม่มีกฎหมายรองรับ การที่จะใช้คำว่าบุตรบุญธรรมนั้นผู้เขียนมองว่า ควรใช้เมื่อมีการปฏิบัติตามหลักกฎหมายคือ การจดทะเบียนตามกฎหมายแล้วอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเมื่อรับเด็กด้อยโอกาสมาเป็นบุตรบุญธรรม เพราะจะทำให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ การปฏิบัติตามกฎหมายจึงมีความสำคัญมาก
การรับบุตรบุญธรรมในทางกฎหมายเป็นการที่บุคคลหนึ่งไปรับอีกบุคคลมาอุปการะเลี้ยงดูเหมือนลูกตนเอง บุคคลอีกคนจึงไม่ใช่ลูกโดยกำเนิด ผู้รับบุตรบุญธรรม (หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าพ่อหรือแม่บุญธรรม) กับบุตรบุญธรรม จะเป็นเครือญาติกันหรือไม่ก็ได้ หรือบุตรบุญธรรมจะเป็นผู้เยาว์หรือผู้บรรลุนิติภาวะแล้วก็ได้ และอาจไม่ต้องมีสัญชาติเดียวกันกับพ่อหรือแม่บุญธรรมก็ได้ แต่ต้องมีสิ่งที่รับรองความเป็นบุตรบุญธรรมคือ การจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะมีสิทธิและหน้าที่ระหว่างกันอย่างถูกต้อง
เมื่อจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว ตามกฎหมายของไทยนั้นมีลักษณะสำคัญคือ บุตรบุญธรรมยังไม่ตัดขาดจากครอบครัวเดิม แต่พ่อแม่โดยกำเนิดจะไม่มีอำนาจปกครองบุตรบุญธรรมแล้ว พ่อหรือแม่บุญธรรมจะกลายเป็นผู้มีอำนาจปกครองนับแต่วันจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดคุณสมบัติของผู้รับบุตรบุญธรรมว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี ทั้งนี้ บุตรบุญธรรมของบุคคลใดจะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้ แต่สามารถเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมได้
อำนาจปกครองบุตรนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาจทำให้เกิดการฟ้องร้องกันได้ มีเหตุพิพาทได้ เช่น เมื่อมีการหย่าร้างระหว่างคุณพ่อหรือคุณแม่ ใครจะมีอำนาจปกครอง หรือกรณีเด็กมีทรัพย์สินมากเนื่องจากเป็นดารานักแสดงหรือได้รับมรดกมาก ก็จะเกิดคำถามว่าใครมีอำนาจปกครอง เพราะอำนาจปกครองมีความหมายรวมหลายเรื่อง ได้แก่ การอยู่อาศัย ดูแลการศึกษา อบรมสั่งสอน หรือทำโทษตามสมควร ใช้ทำงานตามสมควร รวมถึงการจัดการทรัพย์สินของบุตร โดยต้องจัดการอย่างระมัดระวัง เมื่ออำนาจปกครองนั้นสำคัญ ทำให้กฎหมายต้องเข้ามารับรอง ซึ่งพ่อแม่โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นมีสิทธิมีอำนาจปกครอง (และพ่อหรือแม่บุญธรรมที่จดทะเบียนตามกฎหมาย) และถ้าพ่อแม่หย่าร้างกันก็ต้องไปตกลงสลักหลังที่ใบหย่าด้วย เพื่อกำหนดอำนาจปกครองบุตร บางคนอยากจะทำสัญญากันเองโดยไม่สลักหลังหรือไม่ทำตามกฎหมาย อันนี้สรุปว่าทำข้อตกลงระหว่างกันเองไม่ได้ (เช่น อยากตกลงให้คุณพ่อดูแลกี่วันและคุณแม่กี่วันในหนึ่งสัปดาห์) และเรื่องนี้มีคำพิพากษาฎีกาวางหลักไว้แล้ว
เมื่ออำนาจปกครองสำคัญ ทำให้พ่อหรือแม่บุญธรรมจะต้องมีความเหมาะสมและมีคุณธรรม เพื่อให้เลี้ยงดูบุตรบุญธรรมได้ดี กฎหมายจึงกำหนดให้บิดามารดาโดยกำเนิดจะต้องลงนามยินยอมให้มีลูกตนเป็นบุตรบุญธรรมผู้อื่น แต่ถ้าเด็กถูกทอดทิ้งและอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็ก ก็ให้สถานสงเคราะห์ให้ความยินยอมได้ และการรับบุตรบุญธรรมต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย
บุตรบุญธรรมจะมีฐานะเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของพ่อหรือแม่บุญธรรม และบิดามารดาโดยกำเนิดจะไม่มีอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เมื่อเป็นเช่นนี้ บุตรบุญธรรมจึงมีสิทธิในมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม และถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรชอบด้วยกฎหมาย (แต่พ่อหรือแม่บุญธรรมไม่มีสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรม)
เมื่ออ่านข้อความข้างต้นแล้ว ผู้อ่านอาจมีความสงสัย ผมจึงขอขยายความบุตรชอบด้วยกฎหมายและผู้สืบสันดานให้มากขึ้น ดังนี้
เมื่อกล่าวถึงบุตร เราจะคุ้นเคยกับบุตร 4 ประเภท ได้แก่
ทั้ง 4 ประเภทนี้ เราเรียกรวมกันว่าบุตรชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ในทางกฎหมายรับรองว่าบุตรเป็นบุตรของคุณพ่อและคุณแม่ ส่วนบุตรที่นอกสมรสเป็นบุตรของคุณแม่แต่เพียงอย่างเดียวในทางกฎหมาย (แม้เราจะทราบว่าเป็นบุตรคุณพ่อด้วย แต่กฎหมายไม่ทราบ เพราะยังไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายตามข้อ 1-4 ครับ)
เรื่องนี้ขอเสริมครับว่า แม้คุณพ่อมีชื่อในสูติบัตรหรือใบเกิดนั้นยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย และแม้จะมีผลตรวจ DNA ว่าเป็นคุณพ่อ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นบิดาตามกฎหมายครับ
ที่นี้ในความเป็นจริง เมื่อบุตรเป็นบุตรของคุณพ่อจริง แต่กลับไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของคุณพ่อ จึงมีคำถามว่า จะมีสิทธิรับมรดกจากคุณพ่อไหม เรื่องนี้กฎหมายให้ถือว่าทายาทโดยธรรมที่จะมีสิทธิรับมรดกประกอบด้วย ‘ผู้สืบสันดาน’ ซึ่งคำว่าผู้สืบสันดานนี้ในชั้นของบุตรนั้นประกอบไปด้วย 3 กลุ่ม คือ
ดังนั้นจึงตอบได้ว่าเมื่อเป็นลูกจริงก็มีสิทธิรับมรดก และอยู่ในผู้สืบสันดานชั้นบุตรทำนองเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายด้วย
หรือสรุปว่าบุตรชอบด้วยกฎหมายที่คุณพ่อคุณแม่จะมีอำนาจปกครองได้นั้นมี 4 ประเภท แต่เมื่อกล่าวถึงสิทธิในมรดกแล้ว กฎหมายรับรองผู้สืบสันดานชั้นบุตรเพิ่มอีก 2 ประเภท ทำให้บุตรที่แท้จริงของคุณพ่อก็มีสิทธิในมรดกได้ และยังรวมถึงบุตรบุญธรรมอีกด้วย
การเป็นบุตรบุญธรรมก็สามารถยกเลิกกันได้ ได้แก่ กรณีบุตรบุญธรรมบรรลุนิติภาวะก็สามารถตกลงกับพ่อหรือแม่บุญธรรมให้เลิกความเป็นบุตรบุญธรรม แต่ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาโดยกำเนิด และหากบุตรบุญธรรมอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บุตรบุญธรรมต้องยินยอมด้วย นอกจากนี้การยกเลิกความเป็นบุตรบุญธรรมอาจเกิดจากคำสั่งศาลหรือเกิดจากเหตุที่พ่อหรือแม่บุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องเลิกความเป็นบุตรบุญธรรม
เรื่องบุตรบุญธรรมเป็นเรื่องสำคัญ และหากใครจะรับเด็กมาเป็นบุตรบุญธรรมจะต้องศึกษารายละเอียดและข้อปฏิบัติต่างๆ ให้ชัดเจนเสียก่อน การเปลี่ยนใจภายหลังคงจะมีผลต่อจิตใจหลายๆ ฝ่าย สำหรับผู้สนใจยังมีกฎหมายเฉพาะอีก 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองเด็กและความร่วมมือในการรับรองบุตรบุญธรรมระหว่างประเทศครับ
ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD
The post ‘รักเหมือนลูก แต่สิทธิอาจไม่เหมือนลูก’ ข้อควรรู้หากไม่จดรับบุตรบุญธรรม appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนในประเทศไทยได้เริ่มลงท […]
The post สรุป 3 ประเด็นเด็ด อ่านปุ๊บ เข้าใจภาษีคริปโตเคอร์เรนซีปั๊บ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนในประเทศไทยได้เริ่มลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหลายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งยังทำกำไรได้จากสินทรัพย์ประเภทนี้อย่างมหาศาล เมื่อปลายเดือนมกราคม 2565 กรมสรรพากรจึงได้ออกแนวปฏิบัติเพื่ออธิบายวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หรือเรียกง่ายๆ ว่า เหรียญคริปโตเคอร์เรนซี (เหรียญคริปโต) ซึ่งผมได้สรุปแนวทางการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลออกเป็น 3 ประเภทสำคัญให้นักลงทุนได้เข้าใจง่ายๆ ได้แก่ กำไรจากการขายคริปโตเคอร์เรนซี ผลตอบแทนที่ได้จากการฝาก การได้รับรางวัลหรือผลตอบแทนเป็นเหรียญคริปโตแทนที่จะได้เป็นเงินบาท และการขุดเหรียญคริปโต ขอชวนทุกท่านอ่านตัวอย่างและข้อมูลสรุปเพื่อความเข้าใจได้มากขึ้น ดังนี้
บทความที่เกี่ยวข้อง
คงเป็นเรื่องปกติที่เวลานักลงทุนลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี หรือลงทุนใน Digital Asset ต่างๆ แล้ว จะหวังผลกำไรจากการซื้อถูกขายแพง การถือครองให้ราคาเหรียญคริปโตพวกนี้มีราคาเติบโตขึ้น จะทำให้ผู้ถือครองเหรียญคริปโตสามารถนำไปเปลี่ยนเป็นเงินบาท หรือเปลี่ยนเป็นเหรียญคริปโตประเภทอื่น หรือนำไปซื้อสินค้าและบริการได้ปริมาณมากขึ้น ล้วนแต่เป็นผลกำไรจากการถือครองและจำหน่ายแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีทั้งสิ้น
ดังนั้นเวลาเสียภาษีจากเงินได้กลุ่มนี้ เมื่อมีกำไรกฎหมายถือกำไรเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ซึ่งเวลาคำนวณภาษีเราต้องนำไปรวมยื่นแบบเองตามระบบ Self-Declaration ของประเทศไทย ที่ผ่านมาแม้จะมีระบบหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 15 ก็ตาม แต่ผู้จ่ายเงินได้ เช่น ผู้ซื้อจะจ่ายเงินให้ผู้ขาย ก็ต้องทราบว่าผู้ขายเหรียญคริปโตเป็นใคร และมีต้นทุนเท่าไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในทางปฏิบัติ ทำให้ที่ผ่านมาไม่ค่อยพบเห็นการหักภาษี ณ ที่จ่ายระหว่างผู้ซื้อผู้ขายกันเท่าไร
เมื่อระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ค่อยทำงาน ทำให้คนขายเหรียญคริปโตอาจจะลืมไปว่าตนเองมีเงินได้ จึงจำเป็นต้องมีการจดบันทึกไว้ทุกครั้งเพื่อประกอบการคำนวณกำไรขาดทุน เพราะเมื่อผู้ขายเหรียญคริปโตมีกำไรจากการขายหรือแลกเปลี่ยนจะต้องนำเฉพาะรายการกำไรมาเสียภาษี ส่วนรายการขาดทุนไม่ถือเป็นเงินได้เสียภาษี และหากลงทุนใน Exchange ที่อยู่ในกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. สามารถนำส่วนขาดทุนมาหักได้ด้วย
ขอยกตัวอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ เช่น ซื้อเหรียญ AAA มา 5 เหรียญ เหรียญละ 10,000 บาท และขายได้ 4 เหรียญ เหรียญละ 11,000 บาท จึงกำไรเหรียญละ 1,000 บาท หรือ 4 เหรียญก็กำไร 4,000 บาท ต่อมาราคาเหรียญนี้ตกลงเหลือ 9,000 บาท แต่นักลงทุนเห็นว่าราคาอยู่ในช่วงขาลงและอยากตัดขาดทุน หรือ Cut Loss ทำให้ขายขาดทุนไป 1,000 บาท (ราคาขาย 9,000 บาท หักต้นทุน 10,000 บาท) หากทั้งสองรายการขายอยู่ในปีปฏิทินเดียวกัน ทำให้เราสามารถมาหักกลบกันได้ ทำให้เรามีกำไรเท่ากับ 3,000 บาท เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ขายเหรียญคริปโตจะต้องนำเงินได้ในส่วนนี้มากรอกในแบบฟอร์มภาษีเงินได้ของตัวเองด้วย
ผลตอบแทนอีกอย่างเกี่ยวเนื่องกันคือนักลงทุนถือเหรียญคริปโตไว้ไม่นำไปขายแต่นำเหรียญคริปโตไปฝากไว้ ทั้งฝากแบบยืดหยุ่น คือถอนได้ทันทีเมื่อต้องการ หรือแบบไม่ยืดหยุ่น ที่เรียกกันว่า Staking คือต้องล็อกเวลาที่เราจะถอนเหรียญคริปโตได้ เช่น 45 วัน เพื่อได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นเหรียญนั้นๆ เช่น ซื้อเหรียญคริปโต Bitcoin และฝากไว้ที่ Exchange ได้รับผลตอบแทนร้อยละ 4 ต่อปี และเวลาที่ได้รับจะได้รับเป็นรูปแบบเหรียญคริปโตเช่นเดียวกัน เหมือนกับฝากอะไรก็ได้ผลตอบแทนเป็นร้อยละของสิ่งนั้น สมมติตัวเลขเพื่อเข้าใจว่าปีปฏิทินที่ผ่านมา นักลงทุนได้รับเหรียญคริปโต ซึ่งตีค่าเป็นเงินบาทได้ประมาณ 400 บาท เราก็ต้องเอากำไรในส่วนนี้ไปบวกกับเงินได้อื่นๆ ของเรา เพื่อกรอกในแบบฟอร์มเงินได้เพื่อเสียภาษีเช่นเดียวกัน
กรณีนี้เกิดจากการได้รับคริปโตเคอร์เรนซีเป็นรางวัลหรือมีผู้ให้เหรียญคริปโตจากโปรแกรมส่งเสริมการขาย เช่น นักลงทุนไปซื้อสินค้าและบริการ และเป็นลูกค้าชั้นดี ได้รับรางวัลเป็นเหรียญคริปโต หรือแพลตฟอร์ม Exchange ออกโปรโมชัน ชวนเพื่อนมาเปิดบัญชีแล้วจะแจกเหรียญ ต้องถือว่ามูลค่าเหรียญคริปโต เท่ากับมูลค่า ณ วันที่ได้รับและตีราคาเป็นเงินบาท โดยนักลงทุนต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น ได้รับเหรียญมูลค่า 1,000 บาท มาเป็นรางวัล อย่างนี้ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ให้นำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนยื่นแบบประจำปีด้วย
แต่ถ้าไปทำงานให้และได้รับค่าจ้าง เช่น เป็นนายหน้าขายที่ดิน ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 แต่ผู้จ่ายค่าจ้างจ่ายเป็นเหรียญคริปโต ไม่ได้จ่ายเป็นเงินบาท ผู้ได้รับเหรียญคริปโตก็ต้องถือว่าได้รับค่าจ้างแล้วโดยตีราคาเป็นเงินบาทในวันที่ได้รับ และถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 ตามตัวอย่างนี้ ทำนองเดียวกับการได้รับค่าจ้างเป็นเงินนั่นเอง
สำหรับการขุดคริปโตเคอร์เรนซี จะถือว่ามีเงินได้เสียภาษีต่อเมื่อขายเหรียญคริปโต เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะก่อนหน้านี้อาจสงสัยว่ากรณีนี้จะถือว่ามีเงินได้เมื่อไรระหว่างเมื่อได้รับเหรียญคริปโต หรือเมื่อขายเหรียญคริปโตกันแน่
ประเด็นต่อมาคือการคำนวณรายได้เพื่อเสียภาษี รายได้ที่เกิดเราจะใช้วันที่ขายเหรียญหรือแลกเปลี่ยนเหรียญเป็นวันที่เกิดรายได้ สมมติว่ากลางปี 2564 คุณกมลเป็นคนขุดเหรียญคริปโตได้รับเหรียญคริปโตมูลค่าวันนั้น 500,000 บาท (มูลค่าดูได้จาก Exchange ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.) แต่ไม่ได้ขายจึงเก็บเหรียญคริปโตไว้ ปรากฏว่าเหรียญนี้เพิ่มมูลค่าสูงขึ้นเป็น 1,000,000 บาทในปี 2564 ตอนปลายปี จึงขายเหรียญคริปโตออกไปได้เงินบาทมา 999,000 บาท (หักค่าธรรมเนียมแล้ว) ดังนั้นจึงไปคำนวณภาษีเพื่อยื่นแบบในปี 2565 (ภายในสิ้นเดือนมีนาคมของปี 2565) แต่มีค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นจากการขุด เช่น ค่าไฟฟ้าและค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเท่ากับ 400,000 บาท ทำให้สามารถนำ 990,000 บาทไปกรอกแบบช่องเงินได้ประเภทที่ 8 และกรอกค่าใช้จ่าย 400,000 บาทเพื่อหักจากรายได้นั้น สรุปจึงมีเงินได้สุทธิรายการนี้เท่ากับ 590,000 บาท
จากที่กล่าวมาเงินได้ที่เกี่ยวกับเหรียญคริปโตมีหลายประเภท สามารถสรุปได้ว่าการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นักลงทุนควรใช้แบบแสดงรายการเงินได้ประจำปีคือแบบ ภ.ง.ด.90 และยื่นเงินได้ประเภทรายได้จากการทำหน้าที่นายหน้าแต่ได้รับเป็นเหรียญคริปโตในช่องเงินได้ประเภทที่ 2 ส่วนกำไรจากการขายเหรียญคริปโตในแบบแสดงรายการเงินได้ประเภทที่ 4 และผลประโยชน์จากการฝากและเงินได้จากการรับเหรียญคริปโตจากการส่งเสริมการขายเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 และเงินได้สุทธิจากการขุดก็ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 เช่นเดียวกัน โดยอัตราภาษีไม่มีอัตราที่ตายตัว เช่น กำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลคิดเป็นภาษีอัตราร้อยละ 15 ขึ้นอยู่กับรายได้ทั้งหมดของนักลงทุน และคิดโดยใช้อัตราก้าวหน้าของเงินได้ ผู้เขียนหวังว่านักลงทุนจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นแนวทางในการชำระภาษีจากการได้มาซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัล
ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD
The post สรุป 3 ประเด็นเด็ด อ่านปุ๊บ เข้าใจภาษีคริปโตเคอร์เรนซีปั๊บ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สวัสดีครับ วันนี้เรื่องที่จะมานำเสนอเป็นเรื่องที่สำคัญใ […]
The post ‘พินัยกรรม’ เรื่องสำคัญในการส่งต่อทรัพย์สิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
สวัสดีครับ วันนี้เรื่องที่จะมานำเสนอเป็นเรื่องที่สำคัญในการส่งต่อทรัพย์สิน และเป็นวิธีการสำคัญลำดับแรกๆ ในการลดปัญหาการขัดแย้งในครอบครัว เรื่องนั้นคือการทำ ‘พินัยกรรม (Will)’ หลายคนได้ยินเรื่องพินัยกรรมแต่ไม่แน่ใจว่าควรทำไหม บางคนคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเราเพราะเรามีสมาชิกครอบครัวจำนวนน้อย หรือว่าไม่น่าจะต้องยุ่งยากไปทำพินัยกรรม บางคนก็คิดว่ามันมีแต่อยู่ในละคร และบ้านเราก็ไม่ได้มีศึกสายเลือดที่ต้องระมัดระวังขนาดนั้น
สำหรับการจัดการทรัพย์สินของครอบครัวแล้ว เราถือว่าพินัยกรรมสำคัญมากครับ ไม่ว่าครอบครัวขนาดใหญ่หรือเล็ก หรือครอบครัวจะรักใคร่กันอยู่แล้วหรือไม่ เพราะความจริงแล้วการแบ่งทรัพย์สินให้เหมาะสมในแต่ละครอบครัวเป็นเรื่องของแต่ละคน คือไม่น่าจะมาเลียนแบบกัน และการที่เจ้าของทรัพย์สินจะแบ่งอะไรให้ใครนั้น เจ้าของทรัพย์สิน (หรือเจ้ามรดก) ต้องเป็นคนตัดสินใจเอง หากเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะให้อะไรแก่ลูกหลานหรือใคร เรายังคิดว่ายากจะตัดสินใจบางครั้ง และถ้าเราไม่อยู่แล้ว เราก็ควรทำเอกสารกำหนดว่าเราจะให้อะไรกับใคร มากกว่าปล่อยไปตามสิทธิ์ของทายาทตามกฎหมาย ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ เราสามารถกำหนดทายาทได้จากพินัยกรรม และถ้าเราทำถูกต้องตามหลักกฎหมายแล้ว ทายาทผู้ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของเราก็จะได้รับจริงตามนั้น ไม่ต้องกังวลครับว่าแล้วทายาทอย่างคู่สมรสหรือลูกๆ จะได้หรือไม่ เพราะเราก็จะกำหนดชื่อของพวกเขาไว้แล้วตามพินัยกรรม เมื่อกำหนดแล้ว ก็ไม่มีทรัพย์มรดกไปสู่คนอื่นที่เราไม่ต้องการจะให้แล้วครับ
ต่อมาเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต ทรัพย์สินและหน้าที่การจัดการมรดกจะทำได้ง่ายและตรงไปตรงมาผ่านเอกสารทางกฎหมายที่มีความสำคัญ และกฎหมายก็กำหนดแบบว่าเอกสารพินัยกรรมต้องมีองค์ประกอบของเอกสารอะไรบ้าง เพราะจะได้อ่านและใช้บังคับได้จริง เพราะคนทำพินัยกรรมไม่ได้มานั่งอธิบายได้ ทำให้คนอ่านเอกสารพินัยกรรมจะต้องอ่านแล้วเข้าใจได้ชัดเจนพอ กฎหมายจึงมาช่วยกำหนดแบบและขั้นตอนรายละเอียดนั่นเอง อีกเรื่องคือพินัยกรรมยังกำหนดได้ว่าใครจะเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งตัวผู้จัดการมรดกตั้งคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ เพราะมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพย์สินมรดก ดังนั้นหากเราไม่กำหนดตัวผู้จัดการมรดกไว้ก่อน ทายาทอาจจะมีคำถามหรือเกี่ยงกันเป็นหรือไม่เป็นผู้จัดการมรดก และเป็นข้อกังวลจนนำมาสู่การบาดหมางและก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งได้ในอนาคต
ต่อมาผมขออธิบายประเด็นกฎหมายบ้างครับ เพราะไม่ทราบไม่ได้ในเรื่องพินัยกรรม เรามีเรื่องสำคัญดังนี้
ในฉบับนี้ผมขอยกตัวอย่างแบบพินัยกรรมซึ่งเป็นแบบธรรมดาให้เห็นกันซักตัวอย่างหนึ่งครับ


สำหรับเนื้อหาฉบับนี้ เราสรุปกันว่าพินัยกรรมมีขั้นตอนการเขียน และมีความสำคัญมากที่ต้องทำ แต่ต้องทำให้ถูกต้อง เดี๋ยวครั้งหน้าเราจะหาทางสรุปเทคนิคการเขียนครับว่าเขากำหนดอะไรได้บ้างในพินัยกรรม เช่น กำหนดให้ลูกหลานไม่ขายที่ดินแบบมีกำหนดเวลาก็ทำได้ กำหนดให้ห้ามมีข้อพิพาทกันในเรื่องทรัพย์สิน เป็นต้น
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
The post ‘พินัยกรรม’ เรื่องสำคัญในการส่งต่อทรัพย์สิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายสำหรับผู้มีรายได้ที่ถึงเกณฑ […]
The post โค้งสุดท้ายปลายปีกับสรุปสิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2563 appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายสำหรับผู้มีรายได้ที่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี อาจจะต้องเร่งวางแผนการลงทุนในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามที่รัฐบาลกำหนดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี สามารถลงทุนได้ภายในไม่เกินวันที่ 30 ธันวาคมนี้ เพื่อเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563
ปีนี้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกลุ่มค่าลดหย่อนทางภาษีเพิ่มเติม เช่น กลุ่มค่าลดหย่อนหมวดการลงทุน ได้มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบการออมรูปแบบใหม่ คือ กองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund: SSF) รวมถึงมีการปรับหลักเกณฑ์เงื่อนไขค่าลดหย่อนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF) และค่าลดหย่อนในกลุ่มประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีการออกมาตรการเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ ‘ช้อปดีมีคืน’ โดยสามารถนำค่าสินค้าและค่าบริการภายในประเทศมาใช้สิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท สำหรับปีภาษี 2563 นี้อีกด้วย
เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2563 ที่จะยื่นเสียภาษีในช่วงเดือนมีนาคมปี 2564 บทความนี้ได้สรุปหลักเกณฑ์และเงื่อนไขค่าลดหย่อน เพื่อให้ได้พิจารณาวางแผนการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2563 กัน โดยแบ่งตามหมวดสิทธิค่าลดหย่อน ดังนี้





จากที่ได้กล่าวมาข้างต้น บทความนี้เป็นเพียงแนวทาง เพื่ออัปเดตสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2563 โดยสรุปเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อให้ผู้อ่านได้นำไปใช้เป็นแนวทางพิจารณาประกอบการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของตนเอง ทั้งนี้ ผู้อ่านควรศึกษาและทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนและยื่นภาษีฯ ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน
ข้อมูลรายการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและรายการลดหย่อนภาษีประจำปี 2563
จัดทำและเรียบเรียง ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563
ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
The post โค้งสุดท้ายปลายปีกับสรุปสิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2563 appeared first on THE STANDARD.
]]>