ดร.ธนพล ศรีธัญพงศ์ – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-ธนพล-ศรีธัญพงศ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 24 Nov 2022 10:21:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 2022 US Earnings Recession ควรกังวลหรือไม่ และประเมินผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐฯ อย่างไร https://thestandard.co/2022-us-earnings-recession/ Tue, 14 Jun 2022 12:44:04 +0000 https://thestandard.co/?p=641769 2022 US Earnings Recession

จากข้อมูลเงินเฟ้อและตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกล่าสุ […]

The post 2022 US Earnings Recession ควรกังวลหรือไม่ และประเมินผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐฯ อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
2022 US Earnings Recession

จากข้อมูลเงินเฟ้อและตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกล่าสุด โดยเฉพาะในภูมิภาคหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ที่เริ่มส่อให้เห็นถึงโอกาสการที่เงินเฟ้อจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงทั้งปี และนโยบายการเงินที่อาจตึงตัวได้มากขึ้น นักลงทุนกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในสถานการณ์การลงทุนปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อที่สูงในรอบหลายทศวรรษกำลังกัดเซาะกำลังซื้อและมูลค่าพอร์ตการลงทุน และความผันผวนล่าสุดในตลาดทุนทำให้ภูมิทัศน์การลงทุนดูมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีการพูดถึงกันมากว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยในเศรษฐกิจหลัก (Economic Recession) ปีนี้มีโอกาสเกิดต่ำมาก แต่ความเสี่ยงการลดลงของประมาณการผลประกอบการ (Earnings Recession) กลับเริ่มชัดเจนมากขึ้นในบางตลาด เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ 

 

คำถามสำคัญคือ นักลงทุนควรต้องกังวลหรือไม่ และผลกระทบรายอุตสาหกรรมจะเป็นเช่นไร?

 

จากข้อมูลล่าสุดของ FactSet ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 ข้อมูลชี้ว่านักวิเคราะห์ได้ทยอยปรับลดประมาณการกำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 สำหรับไตรมาส 2 โดยตัวเลขกำไรต่อหุ้น หรือ EPS (Earnings Per Share) จากมุมมองการวิเคราะห์จากล่างขึ้นบน หรือ Bottom-Up ซึ่งเป็นการรวมค่า Median EPS โดยประมาณในไตรมาส 2 สำหรับบริษัททั้งหมดในดัชนี ลดลง 1.3% (เป็น 55.36 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 56.06 ดอลลาร์สหรัฐ) ถึงตรงนี้มีข้อสังเกตว่า ตามปกตินักวิเคราะห์มักจะลดประมาณการรายได้ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสเสมอ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (20 ไตรมาส) การลดลงโดยเฉลี่ยของ Bottom-Up EPS ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสอยู่ที่ 1.9% และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (40 ไตรมาส) ค่าเฉลี่ย Bottom-Up EPS ที่ลดลงในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาสอยู่ที่ 2.7% ดังนั้นการลดลงของค่า Bottom-Up EPS ที่ราว 1.3% ในรอบนี้ ยังถือว่าน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5 และ 10 ปีในอดีต อย่างไรก็ตามมีข้อพึงระวังว่า การลดลงของประมาณการ Bottom-Up EPS รอบนี้ ถือว่ามากที่สุดของประมาณการกำไรต่อหุ้นในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส นับตั้งแต่ 2Q20 (-35.9%) ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่มีการล็อกดาวน์ในสหรัฐฯ เนื่องจากสถานการณ์โควิด

 

 

ในระดับรายอุตสาหกรรมนั้นพบว่า 7 ใน 11 อุตสาหกรรมมีการประมาณตัวเลข Bottom-Up EPS ลดลงสำหรับ 2Q22 ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม – 31 พฤษภาคม นำโดยการปรับลดในกลุ่ม Consumer Discretionary (-15.8%) และ Communication Services (-7.3%) ในทางตรงข้าม พบว่ามี 4 อุตสาหกรรมที่มีการปรับเพิ่ม Bottom-Up EPS นำโดยกลุ่ม Energy (+29.4%) และ Materials (+8.7%) อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2 จะถูกคาดว่าเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการจริงของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะออกมาแย่เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก แต่นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการ EPS โดยรวมสำหรับ 2 ไตรมาสถัดไป (3Q22 และ 4Q22) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปรับประมาณการ Bottom-Up EPS สำหรับไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 0.4% ในขณะที่สำหรับไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้น 0.2% ตามลำดับ 

 

การปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการประมาณการ Bottom-Up EPS สำหรับไตรมาสที่ 3 และ 4 นี้ มาจากคาดการณ์ที่ว่าบริษัทที่แข็งแกร่งส่วนใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักยังคงความสามารถในการสร้าง Positive Earnings Surprises ได้ต่อ แม้ว่าขนาดการเติบโตของรายได้จะลดลงก็ตาม ทั้งนี้นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้นทั้งหมดในปี 2022 อีกด้วย โดย Bottom-Up EPS สำหรับ CY2022 เพิ่มขึ้น 0.7% เป็น 229.49 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 227.83 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดีสำหรับ CY2022 ในระดับอุตสาหกรรม พบว่ามี 5 อุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญ Earnings Downgrade นำโดยกลุ่ม Consumer Discretionary (-10.8%) และ Communication Services (-3.7%) ในทางตรงข้าม มี 5 อุตสาหกรรมเช่นกันที่มี Earnings Upgrade นำโดยกลุ่ม Energy (+24.4%) และ Materials (+9.3%) และกลุ่มที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง Earnings Revision ได้แก่ Utilities ดังนั้นแม้ตัวเลขประมาณ Bottom-Up EPS สำหรับ 2Q22 จะลดลง แต่ EPS สำหรับ CY2022 และ CY2023 ยังเพิ่มขึ้นจากข้อมูลของ FactSet ล่าสุด อย่างไรก็ดีปัจจุบันดัชนี S&P 500 ยังคงปรับลดลงโดยเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงราว YTD -18% ส่งผลให้อัตราส่วน Forward P/E ล่วงหน้า 12 เดือนสำหรับ S&P 500 ลดลงเหลือราว 16-17 เท่า จาก 20 เท่าช่วงต้นปี และยังมีความผันผวนสูงต่อเนื่อง

 

 

จากการประเมินผลกระทบการเกิด US Earnings Recession ข้างต้น จะทำให้นักลงทุนพอเห็นภาพว่าในปีนี้และปีหน้า โอกาสการเกิด US Earnings Recession ที่รุนแรงยังมีต่ำ เนื่องจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคาดมีการเติบโตกำไรต่อหุ้นอยู่ทั้งในปีนี้และปีหน้า แม้จะเป็นตัวเลขการเติบโตที่น้อยลงก็ตาม คำถามสำคัญคือ ประมาณการข้างต้นน่าเชื่อถือหรือไม่? ประเด็นที่ต้องติดตามเพื่อหาคำตอบคือ ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก ว่าจะรุนแรงต่อเนื่องหรือไม่ ได้แก่ ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาน้ำมันดิบ อาหาร เกษตร และสินแร่ ที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั้งเงินเฟ้อทั่วไป (Headline) และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core) เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยกดดันเงินเฟ้อหลัก นอกจากราคาพลังงานแล้ว ยังมาจากสินค้าหมวดสินค้าคงทน (Durable) เช่น ราคารถยนต์ รถมือสอง และค่าใช้จ่ายภาคบริการ เช่น ค่าโรงแรม ค่าเดินทาง ในขณะที่ราคาหมวดสินค้าจำเป็นและสินค้าผู้บริโภค เช่น ค่าอาหาร เสื้อผ้า ก็เร่งตัวขึ้นมากเช่นกัน ทั้งนี้สมมติฐานประมาณการ EPS ข้างต้น อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะไม่เร่งตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี กล่าวคือ ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยในครึ่งปีหลังและมองไปปีหน้าต้องทยอยลดลง สงครามรัสเซีย-ยูเครนไม่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปมากกว่านี้ (แม้จะยังไม่ยุติ) และจีนเองต้องไม่กลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์เมืองท่าและเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอีกรอบ (ซัพพลายเชนในจีนและระหว่างประเทศเป็นปกติ)

 

ทั้งนี้ การที่บริษัทต่างๆ ได้เริ่มออกมาให้ Bearish Guidance และปรับคาดการณ์รายได้ที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา เป็นสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ รวมถึงการที่บริษัทกำลังเผชิญปัญหามากมาย เช่น ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และอุปสงค์ต่อสินค้าบริการที่อ่อนแอลง เป็นต้น ในท้ายที่สุดปัจจัยเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบต่อส่วนต่างกำไรและต้นทุนของบริษัทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะยังพอเชื่อได้ว่า US Economic และ Earnings Recession มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยในปีนี้หรือในระยะเวลาอันใกล้จากข้อมูลเร็วทั้งหมดที่ได้เปิดเผยอยู่ในสาธารณะ แต่นักลงทุนก็ควรเริ่มระมัดระวังสำหรับการลงทุนในระยะข้างหน้าที่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูง โดยเฉพาะโอกาสการเกิด Negative Earnings Surprise และแม้ตลาดยังคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานของดัชนี S&P 500 จะยังสามารถเติบโตต่อได้ในอัตราที่ชะลอลง แต่ปัจจัยนี้อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้กลับเข้าสู่ตลาดกระทิง (Bull Run) ได้ในระยะอันสั้น แม้จะพอใช้เป็นสมมติฐานในการคาดแนวรับสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงคาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงพอจะมีแนวโน้มสามารถทรงตัวต่อไปได้ (ไม่ปรับลงรุนแรง) ในช่วงครึ่งหลังของปีก็ตาม

 

สรุปการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ปีนี้ US Earnings Recession กำลังเกิดขึ้นอ่อนๆ แต่ยังไม่น่ากังวล มองเป็นการชะลอตัวลงตามรอบ และตามเงินเฟ้อทั่วโลก ด้านดอกเบี้ยยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นค่อนข้างแรง มองยังไม่ใช่จังหวะเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก ที่ความไม่แน่นอนยังสูง และเสี่ยงต่อการเกิด Earnings Downgrade ได้อีก โดยอัตราเงินเฟ้อแม้จะยังคงสูงต่อเนื่องจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตพลังงาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน แต่คาดว่าจะเริ่มทยอยชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีในสหรัฐฯ โดยมองราคาสินค้าหมวดพลังงานจะทยอยลดลงตามราคาน้ำมัน 

 

ในขณะที่ราคาสินค้าหมวดผู้บริโภคและบริการจะทยอยปรับลงจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลายมากขึ้น และมองธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้สิ้นสุดที่ระดับประมาณ 2.75-3% เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ล่าสุดในกรณีเลวร้ายที่ Fed ควบคุมเงินเฟ้อและคาดการณ์เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ไม่ได้ในช่วงสั้น อาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ สิ้นปีขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3.25-3.5% (หรือขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 250 bps จากระดับ 0.75-1.00% ปัจจุบัน) ซึ่งหากเกิดกรณีเลวร้ายนี้ ประมาณการ EPS สำหรับ CY2022 รวมถึง CY2023 ข้างต้นจะมีโอกาสถูกปรับลดลงได้อีก และการเกิด Earnings Recession ก็จะกลับเพิ่มมากขึ้น และจะเริ่มเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่จะมีโอกาสปรับลดลงต่อ สุดท้ายคาดจังหวะเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติมจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี หลังตลาดรับข่าวเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้นไปเพียงพอ และแนวโน้ม Earnings Revision รอดพ้นจากการเกิด Earnings Recession ที่รุนแรงในระยะข้างหน้า

The post 2022 US Earnings Recession ควรกังวลหรือไม่ และประเมินผลกระทบต่อหุ้นสหรัฐฯ อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเวียดนามปรับฐานจากความกังวลระยะสั้น โอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาว https://thestandard.co/vietnam-stock-market-adjusting-short-worry/ Thu, 19 May 2022 11:23:34 +0000 https://thestandard.co/?p=630944 ตลาดหุ้นเวียดนาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามรอบนี้ปรับฐานรุ […]

The post ตลาดหุ้นเวียดนามปรับฐานจากความกังวลระยะสั้น โอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเวียดนาม

เป็นที่น่าสังเกตว่าดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามรอบนี้ปรับฐานรุนแรงพอสมควร โดย VN Index ปรับลดลงราว 18% YTD และราว 23% จากจุดสูงสุดในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นหนึ่งในการปรับฐานที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่ตลาดหุ้นเวียดนามฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด จากภาวะ Risk-off Sentiment ในตลาดหุ้นโลก และแรงเทขายจากนักลงทุนรายย่อยจากความกังวลภายในประเทศจากการเริ่มเข้ามาควบคุมกฎเกณฑ์ในตลาดการเงินของภาครัฐ 

 

อย่างไรก็ดี SCB CIO มองว่าแรงกดดันดังกล่าวน่าจะทยอยลดลงในระยะอันใกล้ หากพิจารณาจากตัวเลข Margin Loan ที่ลดลงแล้วราว 30%QoQ จากต้นปี และเริ่มเห็น Fund Inflow ของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังเข้าซื้อหุ้นเวียดนามตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ในมุมมองของ SCB CIO นโยบายเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเวียดนามยังอยู่ในทิศทางที่จะหนุนภาพการฟื้นตัวของกิจกรรมภายในประเทศ อัตราสินเชื่อโดยรวมที่ยังเติบโต และพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งทั้งในด้านตลาดแรงงานและภาคการผลิต ทำให้คาดว่าจะหนุนการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนได้ในระยะข้างหน้า 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้น เรายังมองตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในช่วงการพักฐาน จากความกังวลของนักลงทุนในประเด็นที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด ปรับปรุงความโปร่งใส และปูทางสำหรับการจัดระเบียบใหม่ของตลาดหุ้นเวียดนามในการขึ้นสู่สถานะการเป็น Emerging Market จาก Frontier Market ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกเฉพาะสำหรับตลาดหุ้นเวียดนามในระยะต่อไป 

 

ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นเวียดนามจะถูกปรับลดประมาณกำไรลงจากช่วงต้นปี แต่คาดยังคงการเติบโตของกำไรต่อหุ้นได้สูงราว 18%YoY ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ในขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่าช่วงต้นปีถึง 25-30% (12m Forward P/E ราว 11-12x) 

 

Vietnam’s Margin Loan Growth and VN Index Vietnam’s Credit Growth (%QoQ)

 

ตลาดหุ้นเวียดนาม

 

 

Vietnam Industrial Employment (%YoY)

 

ตลาดหุ้นเวียดนาม

Vietnam Industrial Production & Retail Sales (%YoY)

 

 

 

ตลาดหุ้นเวียดนาม

ตลาดหุ้นเวียดนาม อ้างอิง: JPM, Bloomberg, SCB CIO

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ตลาดหุ้นเวียดนามยังผันผวนได้สูง และยังมีความอ่อนไหวต่อข่าวการปฏิรูปด้านกฎระเบียบตลาดการเงินภายในประเทศ สำหรับนักลงทุนหุ้นเวียดนามหลายท่านอาจจะทราบดีว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงที่ผ่านมา นอกจากตลาดเวียดนามจะได้รับผลกระทบจากภาวะ Risk-off Sentiment ของตลาดโลกแล้ว การปรับฐานในช่วงเดือนเมษายนยังมีสาเหตุหลักมาจาก 2 ประเด็นสำคัญที่มีนัยในระยะยาว ได้แก่ 

 

1. การปฏิรูปด้านกฎระเบียบในตลาดหุ้นเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล

 

โดยทางการได้มีการจับกุมและลงโทษเจ้าของ รวมถึงผู้บริหารในหลายบริษัทจดทะเบียนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายปั่นราคาหุ้น โดยบริษัทที่เข้าข่ายและมีการดำเนินการไปแล้วมีอย่างน้อย 3 กลุ่มบริษัท คือ FLC Group (รวมบริษัทที่เกี่ยวข้อง ROS-Faros Construction, AMD-Stone Mining and Investment และ HAI-Agrochem Joint Stock Company), Louis Holdings (รวมบริษัทที่เกี่ยวข้อง TGG-Louis Capital JSC, BII-Louis Land JSC, SJF-Sunstar Investment JSC และ APG-APG Securities JSC) และสุดท้าย Tri Viet Securities (TVB) และมีข่าวว่าอาจะมีบริษัทที่จะโดนข้อหานี้เพิ่มอีก 

 

ประเด็นด้านการปฏิรูปกฎระเบียบนี้ได้สร้างความกังวลแก่ตลาดและนักลงทุนรายย่อยค่อนข้างมาก และบางคนเริ่มกังวลว่ารัฐบาลเวียดนามจะยกเครื่องดำเนินนโยบายตามรอยรัฐบาลจีนในการคุมเข้มเรื่องกฎระเบียบ 

 

อย่างไรก็ดี เรามองว่าความเข้มงวดของการปฏิรูปด้านกฎระเบียบของเวียดนามยังห่างไกลจากกรณีของจีน เนื่องจากทางการจีนต้องการชูประเด็น Common Prosperity และการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งจุดประสงค์ยังต่างจากของเวียดนาม เนื่องจากกลุ่มคนรวยในจีนจากตลาดหุ้นมีเพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับเวียดนาม กลุ่มคนรวยจากตลาดหุ้นยังมีสัดส่วนน้อย

 

เราจึงมองว่าความเข้มข้นในการดำเนินมาตรการยังมีแนวโน้มไม่รุนแรงและไม่ขยายวงกว้างในระยะอันใกล้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ จะมีมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากความซับซ้อนและพัฒนาการของตลาดหุ้นเวียดนามจะมีมากขึ้นในอนาคต แต่สำหรับความเสี่ยงเฉพาะหน้า เรายังมองว่านักลงทุนมีความกังวลในประเด็นนี้มากเกินไปในช่วงสั้น

 

2. การปฏิรูปด้านกฎระเบียบในตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้และการนำเงินที่ได้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

 

โดยมีกรณีที่ผู้บริหารบริษัท Tan Hoang Minh (บริษัทนอกตลาด) ถูกดำเนินการทางกฎหมาย และมีการคาดกันว่าการตรวจสอบอาจจะลามไปยังบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ดี โดยปกติแล้วบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์จะไม่โดนกำกับและตรวจสอบ ซึ่งจะแตกต่างจากบริษัทในตลาดฯ ที่จะโดนกำกับและตรวจสอบโดยตลาดฯ และ ก.ล.ต. เช่น การออกหุ้นกู้เองก็ต้องส่งเรื่องไปที่ SSC (State Securities Commission หรือ ก.ล.ต. ของเวียดนาม) เป็นต้น

 

จากทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าว ทำให้ตลาดมีความกังวลในช่วงสั้นมาก รวมถึงกว่า 80% ของผู้เล่นในตลาดหุ้นเวียดนามเป็นนักลงทุนรายย่อยที่ใช้ Margin Loan กันมาก เมื่อมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อ Sentiment ในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ จึงมีแรงเทขายออกมาเพื่อลดความเสี่ยงและลดผลกระทบจากการขาดทุนต่อเนื่อง ดังนั้น แม้ตลาดปรับฐานลงมาแล้ว และแม้ในช่วงสั้นดูเหมือนตลาดยังอยู่ในแนวโน้ม Sideway และยังมีความไม่แน่นอนอยู่ แต่มุมมองต่อหุ้นเวียดนามของทาง SCB CIO ยังคงมุมมองเชิงบวก 

 

โดยเรามองประเด็นความกังวลเรื่องการปฏิรูปกฎระเบียบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และธนาคารพาณิชย์เป็นปัจจัยเชิงลบในระยะสั้น โดยเฉพาะจากข่าวที่ประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ (FLC Chairman) ถูกจับข้อหาปั่นหุ้นและปกปิดข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ในเดือนมีนาคม ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามเข้ามาตรวจสอบหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการตรวจสอบครอบคลุมถึงการปล่อยกู้ของธนาคาร ตลอดจนการให้ Margin Lending ของบริษัทหลักทรัพย์เพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

 

ตลาดหุ้นเวียดนามปรับฐานจากความกังวลระยะสั้น

 

แม้จะมีความกังวลช่วงสั้น แต่เรามองเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความคืบหน้าต่อตลาดที่ดี และสำคัญต่อการกำกับดูแลแนวทางปฏิบัติที่ดีในตลาดทุน และเป็นอีกก้าวที่จะทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามเข้าใกล้การเลื่อนสถานะเป็นประเทศกลุ่ม EM (ปัจจุบันอยู่ในกลุ่ม Frontier) จากทั้ง MSCI และ FTSE ทำให้เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นและกองทุนหุ้นเวียดนาม โดยสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว ที่สามารถรับความผันผวนได้ มองเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นเวียดนามในจังหวะที่ตลาดมีการปรับฐานในช่วงนี้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนามที่คาดว่าจะยังเติบโตได้ดีกว่าภูมิภาค 

 

อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องในช่วงสั้น เนื่องจากความกังวลตัวเลขเงินเฟ้อและดอกเบี้ยพันธบัตรโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยังมีอยู่ และทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางหลักของโลก เช่น Fed และ ECB ที่มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี ทำให้ยังมองเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโลก รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนามได้ 

 

หากพิจารณาจากแนวโน้มรายอุตสาหกรรมของเวียดนาม นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์, การผลิต, การก่อสร้าง และการบริโภคแล้ว ยังพบว่ามีปัจจัยบวกที่ยังสนับสนุนโอกาสการฟื้นตัวของตลาดในระยะข้างหน้าได้ดังตาราง SCB CIO จึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเวียดนามต่อเนื่อง และยังเป็นหุ้น Top Pick ภายในภูมิภาคอาเซียน

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post ตลาดหุ้นเวียดนามปรับฐานจากความกังวลระยะสั้น โอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Inverted Yield Curve รอบนี้น่ากังวลหรือไม่ ส่งผลต่อมุมมองการลงทุนอย่างไร https://thestandard.co/the-impact-of-an-inverted-yield-curve/ Tue, 05 Apr 2022 00:56:01 +0000 https://thestandard.co/?p=614387 Inverted Yield Curve

เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวในช่วง 2 […]

The post Inverted Yield Curve รอบนี้น่ากังวลหรือไม่ ส่งผลต่อมุมมองการลงทุนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Inverted Yield Curve

เป็นที่น่าสังเกตว่าตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยฟื้นตัวผ่านระดับที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของการปรับฐานตั้งแต่ช่วงต้นปีมาจนถึงกลางเดือนมีนาคมแล้ว ซึ่งแรงหนุนหลักมาจากความคาดหวังของข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน 

 

ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเริ่มทยอยลดลงและเห็นการกลับตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (ดัชนี DXY) ในทิศทางอ่อนค่า และค่าเงินยูโรและรูเบิลเริ่มมีทิศทางแข็งค่าขึ้น การตอบสนองของตลาดแสดงให้เห็นว่าวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมีแนวโน้มส่งผลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงและตลาดการเงินในระยะสั้น 

 

อย่างไรก็ตาม ดัชนีบ่งชี้จากตลาดตราสารหนี้ที่สำคัญตัวหนึ่งกำลังส่งสัญญาณความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเรื่องการเกิดภาวะ Inverted Yield Curve (เส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กลับด้านจากปกติ จากการที่ระดับดอกเบี้ยระยะสั้นเพิ่มสูงขึ้นเร็วจนมีค่ามากกว่าระดับระยะยาว) ทำให้เกิดความกังวลและคำถามว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในระยะข้างหน้าหรือไม่ และกลยุทธ์การลงทุนในระยะข้างหน้าควรเป็นเช่นไร

 

SCB CIO มีมุมมองว่า ตราบใดที่ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนไม่ปะทุซ้ำและนำไปสู่การหยุดชะงักในการส่งออกพลังงานของรัสเซีย โอกาสการเกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอยยังค่อนข้างตํ่า อีกทั้งดัชนีบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจส่วนใหญ่ของโลกและในสหรัฐฯ ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยเฉพาะข้อมูลจากตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง มีเพียงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคบางตัวที่ลดลงและได้เริ่มเกิดสัญญาณเตือนท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เท่านั้น 

 

อย่างไรก็ดี ล่าสุดในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ เกิดเหตุการณ์ที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ลดลงต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เศรษฐกิจฟื้นจากโควิด ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มกังวลว่า Fed มีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและส่งผลให้ดอกเบี้ยระยะสั้น (สะท้อนโดยผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี) ขึ้นเร็วเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาว (สะท้อนโดยผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี) และเศรษฐกิจชะลอตัวลงในระยะข้างหน้า ในสถานการณ์ปกติและตามธรรมชาติแล้ว ดอกเบี้ยระยะสั้นควรต้องมีระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยระยะยาว 

 

โดยดอกเบี้ยระยะสั้นในระดับปกติจะสะท้อนความเสี่ยงของการลงทุนและความเสี่ยงสภาพคล่องของตลาดการเงินในระยะสั้น และดอกเบี้ยระยะยาวจะสะท้อนมุมมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า การที่ดอกเบี้ยระยะยาวต่ำกว่าดอกเบี้ยระยะสั้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มมีมุมมองว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจระยะยาวอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้นทุนการระดมทุนระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ปกติ 

 

จากสถิติในอดีต ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี และ 10 ปี (2Y10Y spread) มักกลับด้านก่อนการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ หลายครั้งในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การเกิด Inverted Yield Curve ล่าสุดจึงทำให้เกิดความกังวลทั่วโลกเกี่ยวกับโอกาสการสิ้นสุดของตลาดหุ้นขาขึ้นที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ดี SCB CIO เชื่อว่าวัฏจักรเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลกปัจจุบันยังสามารถฟื้นตัวต่อได้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังห่างไกลจากโอกาสการเกิดเศรษฐกิจถดถอย และประเด็น Inverted Yield Curve ในรอบนี้ยังไม่น่ากังวลจากเหตุผล 3 ประการ ได้แก่

 

ประการแรก นอกจาก 2Y10Y spread แล้ว เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ไม่ได้กลับด้านทั้งหมด อันที่จริงแล้ว ยังมีดัชนีในตลาดพันธบัตรตัวอื่นที่พยากรณ์โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ได้ดีกว่า โดยดัชนีเหล่านั้นยังไม่ได้บ่งชี้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ชัดเจนของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า เช่น เส้นอัตราผลตอบแทน 10 ปีเทียบกับ 3 เดือน (3M10Y spread) ที่เป็นตัวทำนายภาวะถดถอยที่แม่นกว่า และมีประโยชน์มากกว่าจากการศึกษาเชิงประจักษ์ โดย 3M10Y spread ปัจจุบันยังเป็นบวก รวมไปถึงดัชนีอีกตัว เช่น 2Y Yield Minus Fed Fund Rate ก็ยังเป็นบวก จึงสรุปได้ว่าสัญญาณที่เกิดขึ้นจาก 2Y10Y spread ในรอบนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วง Slowflation (Slow Growth + High Inflation) และ Risk-Off Sentiment ระยะสั้นในตลาดการเงินมากกว่าโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังฟื้นตัวดีต่อเนื่อง ดังนั้น การจะดูว่า Inverted Yield Curve น่ากังวลจริงหรือไม่ควรต้องรอให้มีความชัดเจนก่อนว่าดอกเบี้ยระยะสั้นในหลายๆ ช่วงอายุพุ่งขึ้นไปสูงกว่าดอกเบี้ยระยะยาวชัดเจน ซึ่งปัจจุบันเรายังไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

 

ประการที่สอง ข้อมูลในอดีตแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง หลังจากที่เกิด US 2Y10Y Inverted Yield Curve และที่สำคัญรูปแบบการเกิด Inverted Yield Curve รอบนี้ต่างจากรอบก่อนหน้า โดยเฉลี่ย หุ้นสหรัฐฯ จะยังมีโอกาสปรับขึ้นได้สูงสุด 12 เดือนหลังจากเกิด Inverted Yield Curve และเป็นที่น่าสังเกตว่า รูปแบบการเกิด Inverted Yield Curve ในแต่ละครั้งมากกว่าที่จะเป็นตัวบอกโอกาสความน่าจะเป็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ 

 

จากการวิเคราะห์ ปัจจุบัน 2Y10Y spread ที่ลดลงนั้นยังเป็นลักษณะ Bear Flattening (ดอกเบี้ยตัวสั้นขึ้นเร็วกว่าตัวยาว) และมักเกิดบ่อยครั้งในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ใน Mid-Cycle (ล่าสุด Bloomberg Consensus ยังคาด US GDP Growth ปีนี้ +3.5% ซึ่งมากกว่าเทรนด์ GDP Growth ระยะยาวที่ +1.8%) เนื่องจากตลาดการเงิน Price In เรื่องมุมมองการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ทั้งหมดในปีนี้ที่ราว 6-7 ครั้ง ขึ้นจากระดับ 0-0.25% จากต้นปี ไปจบที่ปลายปีที่ระดับ 1.75%-2.00% เป็นอย่างต่ำ ซึ่งเป็นท่าที Fed ที่ Hawkish มากขึ้นมากเมื่อเทียบช่วงปลายปี 2021 ประกอบกับวิกฤตพลังงานและการเร่งตัวราคาโภคภัณฑ์โลกช่วงสั้นที่เกิดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ตลาดมีมุมมองว่า Fed จะต้องยิ่งเร่งขึ้นดอกเบี้ยมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก จึงทำให้ 2Y Yield เร่งตัวขึ้นเกินกว่าปกติ ในขณะที่ 10Y Yield ก็ปรับขึ้นด้วย แต่ด้วยอัตราที่ช้ากว่า ทำให้ Spread แคบลงอย่างรวดเร็ว 

 

อย่างไรก็ดี จากงานศึกษาในอดีต การเกิด Inverted Yield Curve บน 2Y10Y spread ที่จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นช่วงที่ Curve มีรูปแบบ Bull Flattening (ดอกเบี้ยตัวยาวลงเร็วกว่าตัวสั้น) และมักเกิดบ่อยครั้งในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ใน Late-Cycle ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้น ด้วยคาดการณ์เศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มเติบโตดีสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และรูปแบบการเกิด Inverted Yield Curve แบบ Bear Flattening จึงทำให้ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวในระยะข้างหน้ายังไม่น่ากังวลมากนัก

 

ประการที่สาม ตัวเลขพื้นฐานเศรษฐกิจยังบ่งชี้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ต่ำ เนื่องจากสภาวะทางการเงินของสหรัฐฯ ยังคงผ่อนคลาย โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของ Fed ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (Neutral Rate) ระยะยาวที่ระดับประมาณ 2.4% อยู่มาก และเงื่อนไขการให้กู้ยืมของธนาคารยังผ่อนคลาย และธนาคารในสหรัฐฯ ยังมีเงินทุนสนับสนุนที่ดี ซึ่งน่าจะสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อได้ต่อเนื่อง ในขณะที่ตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานและอัตราการว่างงานในสหรัฐฯ อยู่ใกล้ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ (ที่ระดับ 3.8% ในเดือนกุมภาพันธ์) และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ โดยเฉพาะดัชนี PMI ส่วนใหญ่ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการยังบ่งชี้การขยายตัวไม่ใช่หดตัว ดังนั้น จากมุมมองด้านเศรษฐกิจและสภาวะทางการเงินก็พอจะคลายความกังวลได้ว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ยังไม่ได้บ่งชี้โอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ แต่อย่างใด

 

ดังนั้น ในด้านมุมมองการลงทุน แม้เรื่อง Inverted Yield Curve ยังไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวลใจแต่ SCB CIO มองตลาดสินทรัพย์เสี่ยง เช่น ตลาดหุ้นโลก ยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้างจากเรื่องแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการลดงบดุล (Quantitative Tightening) ในระยะข้างหน้า เรายังแนะให้มีสัดส่วนการถือครองสภาพคล่องในช่วงสั้นเพื่อรอจังหวะตลาดย่อตัวอีกรอบเพื่อเข้าซื้อรอบใหญ่ อย่างไรก็ดี นักลงทุนสามารถเริ่มทยอยแบ่งเงินเข้าลงทุนบางส่วนได้ตั้งแต่ในช่วงนี้ โดยมองเป็นจังหวะ Selective Buy เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นหลักทั่วโลกเริ่มเข้าสู่จุดกลับตัวและยืนระยะได้เบื้องต้น 

 

ในด้านกลยุทธ์ตราสารหนี้ SCB CIO แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ยตราสาร (Duration) ต่ำ เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของดอกเบี้ยโลกขาขึ้น ด้านกลยุทธ์ตราสารทุน แนะนำทยอยลงทุนในตลาดหุ้นโลกที่ได้รับผลกระทบต่ำจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน เช่น ตลาดหุ้นเวียดนาม เนื่องจากมีเสถียรภาพเศรษฐกิจแข็งแกร่ง และตลาดหุ้นรับความผันผวนได้ดีในช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสการเติบโตต่อเนื่องในระยะข้างหน้า ด้านกลยุทธ์สินทรัพย์ทางเลือก แนะทยอยลงทุนใน REITs ไทยและสิงคโปร์เป็นหลัก เนื่องจาก Performance ในช่วงที่ผ่านมายัง Laggard และคาดได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ต่ำกว่ากลุ่ม Developed Market ในขณะที่ทั้งไทยและสิงค์โปร์ยังเดินหน้าเปิดประเทศต่อเนื่องและผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด

สำหรับการจัดสรรสินทรัพย์และพอร์ตการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนในกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง เราแนะทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Private Assets ทั้งในส่วนของ Private Equity และ Private Debt เนื่องจากราคาสินทรัพย์ Private Assets เช่น หุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาด จะได้รับผลกระทบด้านราคาต่ำกว่าราคาสินทรัพย์ Public Assets เช่น หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงการลงทุนใน Structured Notes เช่น หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ซึ่งให้ผลตอบแทนหรือมีมูลค่าเชื่อมโยงกับหลักทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) ซึ่งอ้างอิงกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น เช่น ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์, หุ้นรายตัว, หุ้นหลายตัว, ตราสารหนี้, โภคภัณฑ์, สกุลเงิน, อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถออกแบบและจำกัดความเสี่ยงได้ตามความเหมาะสมของนักลงทุน และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ตามความเสี่ยงที่รับได้ในช่วงที่ตลาดหุ้นโลกและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงยังมีความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

The post Inverted Yield Curve รอบนี้น่ากังวลหรือไม่ ส่งผลต่อมุมมองการลงทุนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกและหุ้นกลุ่มพลังงานโลกอย่างไร? https://thestandard.co/how-russia-ukraine-crisis-effect-world-energy-sustainable/ Wed, 09 Mar 2022 10:26:34 +0000 https://thestandard.co/?p=603809 วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกและหุ้นกลุ่มพลังงานโลกอย่างไร?

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบและสร้างควา […]

The post วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกและหุ้นกลุ่มพลังงานโลกอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกและหุ้นกลุ่มพลังงานโลกอย่างไร?

วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบันกำลังส่งผลกระทบและสร้างความผันผวนต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 8 มีนาคม ราคาน้ำมันดิบทั้ง WTI และน้ำมันดิบเบรนต์ได้ทะยานขึ้นแตะระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 

 

SCB CIO มองความผันผวนในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะยังคงอยู่กับตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะความเสี่ยง 3 ประการที่มีนัยจากวิกฤตพลังงานโลกในรอบนี้ที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ 

 

  1. ภาวะเงินเฟ้อสูงที่มาจากราคาพลังงาน 
  2. การเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ถูกสั่นคลอน
    3. ภาวะตลาดหมีในตลาดหุ้นโลก และนัยต่อการลงทุนในหุ้นบริษัทด้านพลังงานทั้งพลังงานฟอสซิลและพลังงานทางเลือก รวมถึงบริษัทด้านการเปลี่ยนแปลงพลังงานและเทคโนโลยีพลังงาน 

 

ความเสี่ยงที่ 1: ภาวะเงินเฟ้อสูงโดยเฉพาะจากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นมากเป็นเวลานาน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปัจจุบันอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเฉพาะหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครน กรณีราคาพลังงาน รัสเซียเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญทั้งในตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโลก สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดความเสี่ยงที่ชัดเจนต่อเส้นทางการไหลเวียนของพลังงานโลก และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากรัสเซียเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลกใน 4 กลุ่ม ได้แก่

 

  1. กลุ่มพลังงาน (Oil & Gas) 
  2. กลุ่มโลหะอุตสาหกรรม (Palladium, Vanadium, Titanium, Platinum, Nickel, Aluminum) 
  3. กลุ่มโลหะมีค่า (Diamond, Gold)  
  4. กลุ่มเกษตร (Potash, Barley, Wheat) 

 

ทั้งยังมีกำลังการผลิตที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมมากมาย มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของชาติตะวันตกจะมีนัยสำคัญและสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลลบต่อรายได้ของบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะในยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย รวมถึงสร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางอย่าง Fed และ ECB อาจต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยตามเพื่อควบคุมเงินเฟ้อในช่วงที่สงครามเริ่มผ่อนคลายลงในระยะข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่ 2: การเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ถูกสั่นคลอน รวมถึงสภาวะทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นตาม เหล่านี้กำลังส่งผลลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าวิกฤตการขาดแคลนพลังงานและสงครามส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นเกินพื้นฐาน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง เนื่องจากอุปทานพลังงานทั่วโลกเดิมตึงตัวอยู่แล้วจากการลงทุนต่ำในกลุ่มบริษัทพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับอุปสงค์การใช้พลังงานที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งหลังวิกฤตโควิด หมายความว่าสินค้าคงคลังน้ำมันและก๊าซธรรมชาติยังมีแนวโน้มอยู่ในภาวะขาดดุลต่อ โดยเชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็นสัดส่วนราว 85% ของ Energy Mix ทั่วโลก พลังงานน้ำและนิวเคลียร์คิดเป็น 11% 

 

ในขณะที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์คิดเป็นสัดส่วนเพียง 4% ดังนั้นมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อรัสเซียจะส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลก โดยเฉพาะในยุโรป สังเกตได้จากการที่คาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นยุโรปในปีนี้มีแนวโน้มถูกปรับลดลงต่อเนื่อง

 

ความเสี่ยง 3: ภาวะตลาดหมีในตลาดหุ้นโลกและนัยต่อการลงทุนในหุ้นในกลุ่มพลังงาน ความเสี่ยงนี้ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของนักลงทุนในวงกว้างต่อวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนด้วยว่า การเจรจาและสงครามจะจบเมื่อไรและอย่างไร ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนและผู้ร่วมตลาดมองวิกฤตนี้ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าสมัยวิกฤตไครเมียในช่วงปี 2014 ส่งผลให้เกิดการไหลออกของเงินลงทุนในตลาดหุ้นโลก และเงินลงทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรและทองคำเนื่องจากนักลงทุนมองหาที่หลบภัย 

 

แล้วความเสี่ยงเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นด้านการเปลี่ยนแปลงพลังงานอย่างไร ? 

SCB CIO เชื่อว่าผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและนัยต่อหุ้นกลุ่มพลังงานมีทั้งด้านลบและด้านบวก หุ้นพลังงานที่ได้รับความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นและปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์จะได้รับผลลบมาก สังเกตได้จากการที่ Valuation และราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือกและหุ้นการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานปัจจุบันได้ปรับลดลงมากจากจุดสูงสุดในปี 2021 ซึ่งนักลงทุนสามารถดูได้จาก ETF หุ้นโลกในกลุ่มพลังงานทางเลือก เช่น ICLN, PBD, QCLN, SMOG, PBW, FAN, TAN ฯลฯ ที่ปรับลงมาโดยเฉลี่ย ในขณะที่หุ้นพลังงานฟอสซิลส่วนใหญ่ได้ประโยชน์จากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมาก ตัวอย่าง ETF เช่น XLE, OIH 

 

อะไรคือผลกระทบระยะยาวของวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนต่อหุ้นพลังงานโลก? 

รัสเซียเป็นผู้จัดหาน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ของโลก มีความสามารถในการใช้ทุนพลังงานทางธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยุโรปยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงของตน เรามองว่าเมื่อราคาพลังงานเดิมในหมวดฟอสซิลสูงขึ้น ความน่าสนใจต่อหุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก/หมุนเวียนจะลดลงช่วงสั้น (นักลงทุนไปเก็งกำไรบนหุ้นน้ำมันและโภคภัณฑ์ก่อน) แต่ความสนใจจะกลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากสถานการณ์ในยูเครนจะช่วยสร้างบทเรียนให้กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจชาติตะวันตกในการลดการพึ่งพาพลังงานเดิมจากรัสเซีย และมุ่งสู่การเปลี่ยนระบบพลังงานใหม่ไปสู่การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและการพึ่งพาพลังงานไม่สามารถเปลี่ยนได้เร็วในระยะสั้น และคาดการณ์รายได้สำหรับบริษัทในกลุ่ม Renewable & Energy Transition จะยังคงถูกกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เด่นชัดกว่าในช่วงสั้น โดยมองห่วงโซ่อุปทานยังคงได้รับผลกระทบและต้องใช้เวลาสำหรับโครงการใหม่สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือก ทำให้หุ้นในกลุ่ม Old Energy และหุ้นน้ำมันยังคงได้ประโยชน์สูงในปีนี้จากวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่น่าจะส่งผลกระทบต่อหุ้นพลังงานโลกต่อเนื่องทั้งปี 

 

กล่าวอย่างสั้น ผลต่อตลาดน้ำมันทั่วโลก หากมีการคว่ำบาตรรัสเซียในการส่งออกน้ำมัน อุปทานน้ำมันโลกจะตึงตัวมากขึ้นไปอีก และราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้จะมีแนวโน้มยืนเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ และหากเกิดการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซียโดยตรงจะส่งผลให้รัสเซียไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ราว 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะยิ่งทำให้การขาดดุลในตลาดน้ำมันโลกในปี 2022 เพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลต่อตลาดก๊าซทั่วโลก ยังมองอุปทานตึงตัวมากเว้นแต่อุปสงค์จะลดลง เนื่องจากโครงการก๊าซใหม่ที่สำคัญจะไม่มีผลกระทบต่ออุปทานไปจนถึงปี 2024 โดยในยุโรป ก๊าซของรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนราว 35% ของการนำเข้าก๊าซทั้งหมด ซึ่งปกติแล้วมาจากท่อส่งสำคัญ 4 ท่อ (Nord Stream, Yamal-Europe, Ukraine Pipeline และ Turk Stream) โดยท่อใหม่ล่าสุด Nord Stream 2 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำอุปทานก๊าซเพิ่มเติมจากรัสเซียไปยังยุโรปได้หยุดกระบวนการอนุมัติแล้วโดยรัฐบาลเยอรมนีเนื่องจากเหตุการณ์ในยูเครน ดังนั้นอุปทานก๊าซจากรัสเซียไปยังยุโรปมีแนวโน้มที่จะถูกจำกัดต่อเนื่องในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ

 

มองไปข้างหน้า อะไรคือปัจจัยที่จะทำให้ราคาพลังงานโลกปรับลดลงสู่ระดับปกติหลังสงครามยุติ? 

สำหรับน้ำมัน ข้อสังเกตจากวิกฤตครั้งนี้ คือความไม่เคลื่อนไหวจากกลุ่ม OPEC (องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) เนื่องจากกลุ่มฯ มีมติยึดข้อตกลงเดิม โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน สำหรับเดือนเมษายน แม้มีความวิตกเกี่ยวกับอุปทานตึงตัวท่ามกลางวิกฤตยูเครนก็ตาม ดังนั้นเรามองว่าความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม OPEC ยังเป็นตัวแปรหลัก และปัจจัยอิหร่านจะเป็นตัวแปรเสริม 

 

โดยการเจรจาในกรุงเวียนนากำลังดำเนินเพื่อฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ซึ่งจะทำให้อิหร่านสามารถกลับมาขายน้ำมันในตลาดโลกได้อีก หากเป็นเช่นนั้น ภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวจะบรรเทาลงบางส่วน สำหรับก๊าซ เรามองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะมีศักยภาพจะกลายเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากทรัพยากรที่มีอยู่มากในภูมิภาคแอปพาเลเชียนและเพอร์เมียน และส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะป้อนเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ ทำให้ราคาก๊าซน่าจะทยอยปรับลงได้หากสงครามเริ่มคลายความรุนแรง

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงสั้น หากสงครามยังไม่ยุติ คงไม่มีทางออกที่รวดเร็วสำหรับวิกฤตราคาน้ำมันและก๊าซและราคาไฟฟ้าที่จะพุ่งสูงต่อไปโดยเฉพาะในยุโรป แต่การลงทุนเพิ่มเติมในตลาดพลังงานทางเลือกและตลาดการผลิตก๊าซทั่วโลกจะมีความจำเป็นในอนาคตเพื่อกระจายอุปทานออกจากรัสเซีย เพื่อลดภาวะอุปทานพลังงานชะงักงันสำหรับผู้ใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัย อีกทั้งความจำเป็นในการลดการผลิตถ่านหินในประเด็นการลดภาวะโลกร้อนจะยังคงมีความสำคัญสูง เรามองก๊าซธรรมชาติจะถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการเป็นตัวเชื่อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาวจะถูกให้ความสำคัญมากขึ้นและเป็นบทเรียนสำคัญจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในรอบนี้ 

 

ทั้งนี้ วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนจะเร่งการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน และเป้าหมายความเป็นอิสระด้านพลังงานในหลายประเทศ และประเด็นการเข้าถึงพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนจะอยู่แถวหน้าของการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานทั่วโลกนับจากนี้เป็นต้นไป  

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกและหุ้นกลุ่มพลังงานโลกอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกปม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ยังต้องกังวลหรือไม่ และจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไร https://thestandard.co/russia-ukraine-issue-still-worrying-problem-or-not/ Wed, 02 Feb 2022 12:39:37 +0000 https://thestandard.co/?p=589883 เจาะลึกปม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ยังต้องกังวลหรือไม่ และจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไร

กำลังเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนรัสเซีย-ยูเครน?  ตั้งแต่ […]

The post เจาะลึกปม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ยังต้องกังวลหรือไม่ และจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกปม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ยังต้องกังวลหรือไม่ และจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไร

กำลังเกิดอะไรขึ้นที่ชายแดนรัสเซีย-ยูเครน? 

ตั้งแต่ต้นปี 2022 ในช่วงที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและการปรับฐานรุนแรงจากความกังวลด้านการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวเร็วและมากกว่าคาดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างชาติมหาอำนาจตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ อังกฤษ สหภาพยุโรป และรัสเซีย ต่อยูเครน ก็ปะทุขึ้นและยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายในระยะสั้น จากความเห็นที่ไม่ลงรอยกันเรื่องสถานการณ์ชายแดนยูเครน โดยสถานการณ์ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอังกฤษ กำลังพิจารณาเสนอเพิ่มกำลังทหารในยุโรปตะวันออก และสนับสนุนประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ให้ดำเนินมาตรการแข็งกร้าวเพื่อตอบโต้และคว่ำบาตรรัสเซียหากรัสเซียเริ่มบุกยูเครน (ซึ่งยูเครนกำลังขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก NATO ในขณะที่ก่อนหน้านี้รัสเซียได้เรียกร้อง NATO เพื่อยับยั้งไม่ให้ NATO รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก แต่ได้รับการปฏิเสธ) สำหรับรัสเซียนั้นได้ตรึงกำลังทหาร ตลอดจนรถถัง ปืนใหญ่ และขีปนาวุธ เอาไว้ใกล้แนวชายแดนของยูเครน ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นให้กับสหรัฐฯ และบรรดาชาติพันธมิตร แต่รัสเซียยืนกรานปฏิเสธเกี่ยวกับแผนการยกพลบุกยูเครน ซึ่งมีพรมแดนติดกับทั้งรัสเซียและสหภาพยุโรป

 

ประเมินผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะต่อตลาดรัสเซีย ตลาดยุโรป และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จากความตึงเครียดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และชาติตะวันตก เป็นอย่างไร? 

ผลกระทบต่อตลาดรัสเซีย: ความตึงเครียดส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงของรัสเซีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นรัสเซียที่ปรับลงและค่าเงินรัสเซียที่อ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ โดย MOEX Index ปรับลดลงราว 7%YTD และเคยปรับลงมากสุดถึง 15% จากต้นปีช่วงวันที่ 18 มกราคม โดย Valuation ของ MOEX Index ปรับลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4.7 เท่า บน 12-Month Forward P/E (ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 4.6 เท่า ในเดือนมีนาคม 2014 ช่วงเกิดความตึงเครียดในคาบสมุทรไครเมีย) และ 5-Year CDS Spread ของรัสเซีย ได้เพิ่มขึ้นกว่า 200 bps (สะท้อน Sovereign Risk ที่เพิ่มขึ้น) แต่ยังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าระดับราว 600 bps ในเดือนมกราคม 2015 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความตึงเครียดรอบนี้ดูจะส่งผลต่อตลาดรัสเซียเองไม่ได้รุนแรงนักเมื่อเทียบกับอดีต รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลักของรัสเซีย เช่น ราคาแพลเลเดียม ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านราคารุนแรง และเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี

 

ผลกระทบต่อตลาดยุโรป: ในภาพรวม SCB CIO มองว่า ผลกระทบโดยตรงยังมีแนวโน้มจำกัดจากการที่

 

  1. ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป (EU Natural Gas Price) ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนักตั้งแต่ต้นปี
  2. ราคาหุ้นสินค้าอุปโภคคงทน (Consumer Durables) และหุ้นสถาบันการเงินของยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับลงมากจากเหตุการณ์
  3. คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (เพิ่มขึ้นเพียง 10 bps) สะท้อนว่าตลาดไม่ได้กังวลมากนักถึงสถานการณ์เงินเฟ้อจากความขัดแย้งปัจจุบัน
  4. Credit Spread ของ EU HY กลับแคบลงเมื่อเทียบกับ US HY สะท้อนว่าความเสี่ยงต่อตลาดหุ้นกู้ยุโรปโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ดังนั้นจึงพอสรุปได้เบื้องต้นว่า ความผันผวนด้านราคาของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดยุโรปส่วนใหญ่น่าจะมาจากความกังวลด้านการถอนสภาพคล่องของ Fed มากกว่าประเด็นรัสเซีย-ยูเครนโดยตรง

 

ผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาทองคำปรับขึ้นได้ในช่วงสั้น ก่อนจะปรับลดลงในช่วงปลายเดือนมกราคม ในขณะที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องราว 15%YTD แต่ก็มาจากหลายปัจจัย เช่น อุปสงค์การใช้น้ำมันช่วงฤดูหนาวที่เร่งตัว ในขณะที่อุปทานน้ำมันยังตึงตัว และจากเหตุการณ์กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ยิงขีปนาวุธโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งก็ไม่ได้มาจากเรื่องความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน แต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี SCB CIO มองว่า ประเด็นรัสเซีย-ยูเครน มีส่วนสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้จากการที่รัสเซียเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของโลกในส่วนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ, แพลเลเดียม และนิกเกิล ในขณะที่ยูเครนเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญในส่วนของข้าวโพดและข้าวสาลี

 

Russia and Ukraine’s Share of Global Commodity Supply

 

ภาพ: IMF WEO, IEA และ Bloomberg

 

ถอดบทเรียนจากอดีต ตลาดมีปฏิกิริยาอย่างไรจากความตึงเครียดในไครเมียและการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2014

กล่าวโดยสรุป ผลกระทบหลักจากเหตุการณ์ในปี 2014 ส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงโลก โดยสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่ใช่สินทรัพย์รัสเซียที่ได้รับผลกระทบมากมีเฉพาะราคาสินทรัพย์ในภาคยุโรปตะวันออก เช่น ดัชนี MSCI CEE ที่ปรับลดลงมาก ในขณะที่ราคาแพลเลเดียม ก๊าซธรรมชาติ และราคาน้ำมัน ผันผวนอยู่ในกรอบช่วงความตึงเครียดในไครเมีย อย่างไรก็ดี หากมองไปข้างหน้าความตึงเครียดล่าสุดระหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงความเสี่ยงการคว่ำบาตรรัสเซียอาจเกิดขึ้นได้ 

 

SCB CIO จึงพิจารณาความเคลื่อนไหวของตลาด 2 ระยะในช่วงปี 2014 ที่เกิดวิกฤตในคาบสมุทรไครเมีย ได้แก่ 

 

ระยะที่ 1: ความตึงเครียดทางทหารในคาบสมุทรไครเมีย (วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 14 มีนาคม 2014)

ระยะที่ 2: การคว่ำบาตรเศรษฐกิจรัสเซีย (วันที่ 16 กรกฎาคม – 12 กันยายน 2014) จากการแยกช่วงดูผลกระทบต่อสินทรัพย์หลัก บทเรียนจากช่วงเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนผลกระทบต่อสินทรัพย์โลกไม่มาก และส่งผลลบรุนแรงเพียงช่วงสั้น ได้แก่ 

 

  1. ตลาดหุ้นโลก สะท้อนจากดัชนี MSCI ACWI ไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ดัชนีของตลาดรัสเซียในระยะที่ 1 ลดลงมาก แต่ก็ไม่ตอบสนองเชิงลบมากแล้วในระยะที่ 2 และความผันผวนของตลาดหุ้นในภาพรวมเพิ่มขึ้นในระยะที่ 1 แต่ก็ผันผวนน้อยลงในระยะต่อมา
  2. ค่าเงินรูเบิลรัสเซีย (USDRUB) ได้รับผลกระทบมากในทั้งสองระยะ แต่ในช่วงระยะที่ 2 เป็นช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นด้วย
  3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันทรงตัวตลอดระยะที่ 1 และลดลงอย่างหนักในระยะที่ 2 (เป็นช่วงที่กระแส US Shale Oil เริ่มมา) และราคาก๊าซธรรมชาติกลับลดลงเช่นกัน ในขณะที่ราคาแพลเลเดียมกลับปรับตัวขึ้นในระยะที่ 1 แต่ก็พลิกกลับมาปรับลดลงในระยะที่ 2 

 

โดยสรุป ผลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงโลกผสมผสานทั้งบวกและลบ แต่ดูเหมือนว่าผลกระทบโดยตรงไม่ได้รุนแรงมากและเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น และผลเสียส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและตลาดการเงินรัสเซียในภาพรวมมากกว่า ดังนั้นถ้าเราคาดการณ์ว่าตลาดจะถอดรหัสและใช้ Playbook และบทเรียนจากปี 2014 จะทำให้พออนุมานได้ว่า ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนในครั้งนี้ แม้จะสร้างความกังวลต่อตลาดโลกอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดการเงินโลก ถ้าสถานการณ์ไม่บานปลาย

 

สรุปคำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุน

SCB CIO มองปัญหาความขัดแย้งที่อาจก่อให้เกิดสงครามของรัสเซีย-ยูเครน และชาติมหาอำนาจ ยังคงสร้างความผันผวนได้สูงต่อตลาดหุ้นและราคาสินทรัพย์เสี่ยงโลก อย่างไรก็ดี เราประเมินโอกาสการเกิดสงครามเต็มรูปแบบค่อนข้างตํ่า เนื่องจากหลายประเทศสมาชิกในชาติตะวันตก เช่น เยอรมนี และฝรั่งเศส เกรงจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและไม่แสดงท่าทีอยากเข้าร่วมสงคราม ทั้งเศรษฐกิจของรัสเซียและยุโรปเองจะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมาก โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่อาจเร่งตัวได้ต่อเนื่องจากวิกฤตพลังงาน เรายังคงแนะนำทยอยลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปได้ต่อ เนื่องจากมองดัชนี STOXX 600 ยังมี EPS Growth ในระดับที่สูง และ ECB ยังคงมีแนวโน้ม Dovish เมื่อเทียบกับ Fed และคาดว่าความผันผวนจะสูงเพียงระยะสั้น 

 

อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ก็สามารถรอดูผลการหารืออีกสักพักจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนจากการเจรจาระหว่าง 3 ฝ่าย ทั้งรัสเซีย ยูเครน และชาติพันธมิตร NATO นำโดยสหรัฐฯ และอังกฤษ โดยประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ นักลงทุนที่มีการถือครองตราสารหนี้และหุ้นธนาคารในยุโรป เช่น Raiffeisen, OTP Bank, UniCredit, Société Générale และ ING ควรต้องจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากธนาคารเหล่านี้มี Exposure และมีรายได้บางส่วนจากรัสเซีย

 

SCB CIO มองความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน เป็นปัจจัยเฝ้าระวัง เป็นลักษณะความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ แต่ยังไม่ใช่สงครามใหญ่ รูปแบบอาจเป็นในลักษณะสงครามกองโจรและการลาดตระเวนตามแนวชายแดน ทำให้มองผลกระทบช่วงสั้นต่อตลาดหุ้นโลกยังคงจำกัดถ้าไม่เกิดการปะทะ เนื่องจากการเปิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบจะเกิดผลเสียอย่างมหาศาลต่อทั้งฝั่งรัสเซีย (การโดนควํ่าบาตรทางเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศสมาชิก NATO), ฝั่งสหภาพยุโรป (ความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจาก EU พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในสัดส่วนสูง โดยการส่งออกก๊าซธรรมชาติ (LNG) ของรัสเซีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของปริมาณการใช้ก๊าซของยุโรปในปี 2022) และฝั่งสหรัฐฯ (เงินเฟ้อที่เร่งตัวต่อเนื่องจะยิ่งทำให้ Fed ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าเดิม ซึ่งจะกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ) 

 

ในระยะสั้น ประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือ การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanction) ที่อาจนำมาใช้ต่อรัสเซีย ซึ่งจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินของรัสเซีย และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของยุโรป รวมถึงสถาบันการเงินและภาคธุรกิจของยุโรปที่มี Exposure กับภาคธุรกิจในรัสเซียด้วย

 

European Gas Consumption by Source

 

ภาพ: Eurostat, IEA

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post เจาะลึกปม ‘รัสเซีย-ยูเครน’ ยังต้องกังวลหรือไม่ และจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดจุดแข็งเหตุใดเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียดนามยังคงเนื้อหอมต่อเนื่องในปี 2022 https://thestandard.co/strengths-vietnams-economy-and-stock-market/ Fri, 14 Jan 2022 00:52:23 +0000 https://thestandard.co/?p=582339 ตลาดหุ้นเวียดนาม

ย้อนความสำหรับมุมมองด้านเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2021 หล […]

The post เปิดจุดแข็งเหตุใดเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียดนามยังคงเนื้อหอมต่อเนื่องในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเวียดนาม

ย้อนความสำหรับมุมมองด้านเศรษฐกิจของเวียดนามในปี 2021 หลังจากผ่านการล็อกดาวน์รอบใหญ่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เวียดนามได้เปลี่ยนมาตรการจัดการโควิด จากกลยุทธ์ Zero COVID เป็น Living with COVID โดยทยอยผ่อนคลายการเว้นระยะห่างทางสังคมและเดินหน้าเปิดเศรษฐกิจ จากความพยายามในการปรับตัว การเร่งฉีดวัคซีนทั่วประเทศ และการออกนโยบายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างทันท่วงที ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามกลับมาฟื้นตัวได้ดีตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา ทั้งในส่วนของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออก การลงทุน ยอดค้าปลีก และตัวเลขการกลับมาเปิดกิจการ 

 

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจในปี 2022 SCB CIO คาดว่า GDP ของเวียดนามจะสามารถเติบโตระหว่าง 6-6.5% จากแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 

  1. เม็ดเงินการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการที่เวียดนามยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนทางตรงทั่วโลก 
  2. การส่งเสริมการลงทุนและมาตรการกระตุ้นทางการคลังจากภาครัฐ 
  3. การส่งออกที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งจากภาคการผลิตในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นและอุปสงค์ภายนอกที่ฟื้นตัวต่อ นอกจากนี้การฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงดี และการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของรัฐบาลและภาคธุรกิจจะมีบทบาทสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเวียดนามต่อเนื่อง

 

สำหรับมุมมองด้านตลาดหุ้นในปี 2021 เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นเวียดนามสร้างผลตอบแทนได้สูงเป็นประวัติการณ์ โดย VN Index ให้ผลตอบแทนราว 36%YoY นำโดยการปรับขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ วัสดุ สินค้าทุน และการเงิน ควบคู่ไปกับโมเมนตัมของตลาดที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเกือบทั้งปี อีกทั้งตลาดยังได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการครั้งสำคัญในด้านสภาพคล่องของตลาด ที่สะท้อนจากมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 20 ล้านล้านดอง ซึ่งสูงกว่าระดับปี 2020 ถึง 4 เท่า และเป็นที่น่าสังเกตว่านักลงทุนรายย่อยในประเทศเป็นผู้ซื้อสุทธิรายใหญ่ ซึ่งช่วยกระตุ้นสภาพคล่องในตลาดและโมเมนตัมของราคาหุ้นในหลายอุตสาหกรรม จากกระแส Search for Yield ในยุคดอกเบี้ยต่ำที่เงินฝากออมทรัพย์ถูกโอนเข้าสู่ตลาดหุ้นต่อเนื่อง 

 

ส่วนมุมมองตลาดหุ้นเวียดนามในปี 2022 SCB CIO คาดว่า EPS Growth ที่สูงของตลาดเวียดนามเมื่อเทียบประเทศในภูมิภาคจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญของตลาด เราคาดว่าการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะครอบคลุมในวงกว้างขึ้น โดย EPS Growth ปี 2022 อยู่ที่ราว 25% และคาดว่าช่วง P/E ที่สมเหตุสมผลจะอยู่ที่ราว 16-18 เท่า ในขณะที่ Valuation ปัจจุบันของ VN Index ยังเทรดอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งแม้จะเป็นระดับที่ไม่ถูกเท่าช่วงปีก่อน แต่ยังไม่แพงจากมุมมองศักยภาพการเติบโตในระยะข้างหน้า โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนตลาดสำคัญในปี 2022 อย่างน้อย 3 ประการที่เด่นชัด ได้แก่ 

  1. มาตรการควบคุมโควิดที่ดี และความเชื่อมั่นของภูมิหลังความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเวียดนามได้ต่อเนื่อง 
  2. สภาพคล่องในตลาดที่ยังมีแนวโน้มสูง หนุนโดยความเชื่อมั่นนักลงทุนรายย่อยที่ยังสนับสนุนความคึกคักของตลาดเวียดนามได้เป็นอย่างดี ในขณะที่นโยบายการเงินเวียดนามยังผ่อนคลายต่อเนื่อง
  3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนและการบริโภค ซึ่งการให้สินเชื่อที่ครอบคลุมจะทำให้อุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มการทำ M&A มีมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ทั้งในส่วนของธุรกิจค้าปลีก การให้บริการทางการเงิน อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง เหล่านี้จะยิ่งเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาพธุรกิจในเวียดนาม สำหรับการมองภาพการลงทุนระยะยาวก็มีเหตุผลสนับสนุนความน่าสนใจของตลาดหุ้นเวียดนามอย่างน้อย 2 ประการที่เด่นชัด ได้แก่ 
  4. เวียดนามเป็นสมาชิกข้อตกลงทางการค้าขนาดใหญ่ ทั้ง RCEP, CPTPP, EVFTA ซึ่งจะช่วยให้มีเม็ดเงินลงทุนในส่วนภาคเศรษฐกิจจริงไหลเข้าลงทุน เพื่อเป็นฐานการผลิตและฐานการส่งออกต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ 
  5. MSCI EM Inclusion ที่รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าหมายในการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามจาก Frontier Market สู่ Emerging Market ให้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้ายังส่งอานิสงส์ให้มี Passive Flow ให้เข้าลงทุนหุ้นเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับมุมมองอุตสาหกรรมเด่นที่คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียดนาม ได้แก่

  1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม: นิคมอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคส่วนที่มีอัตราการเติบโตสูงในปีก่อนและคาดว่าจะเติบโตดีต่อเนื่องในปีนี้ โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนที่มี Land Bank พร้อมที่จะใช้ประโยชน์ภายใน 1-3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการขยายพื้นที่จะมีโอกาสเติบโตของกำไรได้สูง
  2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย: ในปี 2022 คาดว่าตลาดที่อยู่และอพาร์ตเมนต์ในหัวเมืองหลัก เช่น ฮานอย จะยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตามกำลังซื้อที่ได้รับผลกระทบในช่วงก่อน แต่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเสนอโปรโมชันและการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ซื้อบ้านต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย
  3. การค้าปลีกและสินค้าผู้บริโภค: มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ ยอดค้าปลีกคาดว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากในช่วงปลายปี 2021 ซึ่งคาดว่าน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยคาดกำไรของผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มจะเริ่มทยอยฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาด โดยมีอัตราการเติบโตสูงในปี 2022 จากฐานต่ำในปีก่อน
  4. ธนาคาร: ในช่วงปลายปีก่อนธนาคารชั้นนำทั้งของรัฐและของเอกชน เช่น VCB, CTG, BID, TCB, ACB และ VPB ได้รับโควตาการปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าการเติบโตของสินเชื่อในปี 2022 จะอยู่ที่ราว 12% และแนวโน้มการตั้งสำรองจะทยอยลดลง โดยธนาคารที่มีรายได้แข็งแกร่งจะสามารถรักษาคุณภาพของ Loan Book ได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของระบบธนาคารและการพักชำระหนี้ในช่วงก่อนหน้า จะส่งผลให้อัตราหนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2022 แม้คาดว่าความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้จะฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่หนี้ที่ปรับโครงสร้างแล้วบางส่วนอาจถูกปรับชั้นเป็นหนี้เสียได้ในระยะต่อไป
  5. เหล็ก: จากข้อมูลของ Vietnam Steel Association ผลผลิตเหล็กสำเร็จรูปยังคงเติบโตสูงในปีที่ผ่านมา และแนวโน้มการส่งออกยังดีต่อเนื่องในระยะข้างหน้า เนื่องจากการลดกำลังการผลิตในญี่ปุ่นและจีน ทำให้ประมาณการมูลค่าการส่งออกเหล็กของเวียดนามในปีนี้ยังคงสูง

 

สุดท้ายนี้ แม้ SCB CIO ยังคงเชื่อว่าเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียดนามยังเนื้อหอมต่อเนื่องในปี 2022 แต่นักลงทุนยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ยังคงอยู่กับตลาดที่ต่อเนื่องมาจากปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อและการระบาดใหญ่ของโควิดในประเทศที่อาจกลับมา นอกจากนี้แนวโน้มและการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed จะเป็นเหตุการณ์สำคัญ ในกรณีที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและทำการลดงบดุลเร็วและมากกว่าคาด อาจทำให้เกิดการไหลออกของ Foreign Fund Flow ที่เร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งการคุมเข้มนโยบายการเงินของ Fed มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อประเทศในกลุ่มตลาด Emerging & Frontier Market เช่น เวียดนาม ได้มาก 

 

อย่างไรก็ดี เรามองผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เนื่องจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพภายนอกด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความแข็งแกร่งต่างกัน สำหรับเวียดนามในภาพรวม อุปสงค์ภายในที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัวของภาคการส่งออกจะช่วยชดเชยผลกระทบของต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และเราคาดผลกระทบในด้านอื่น เช่น ผลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย ผลต่อภาวะสินเชื่อในรูปสกุลเงินต่างประเทศ (USD) และผลต่อค่าเงิน USDVND จะมีไม่มาก ในรอบการเกิด Fed Quantitative Tightening ในระยะข้างหน้า เนื่องจากเวียดนามมีเสถียรภาพภายนอกที่ค่อนข้างดี และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอที่จะต้านทานความผันผวนของตลาดการโลกเงินได้ดีขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับอดีต 

 

The post เปิดจุดแข็งเหตุใดเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเวียดนามยังคงเนื้อหอมต่อเนื่องในปี 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกการประชุม COP26 และโอกาสการลงทุนจากธีมรักษ์โลกที่มากกว่าแค่พลังงานทดแทน https://thestandard.co/cop26-and-investment-opportunities/ Thu, 11 Nov 2021 06:35:41 +0000 https://thestandard.co/?p=558630 investment opportunities

ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับการประชุม COP26 (Conference o […]

The post เจาะลึกการประชุม COP26 และโอกาสการลงทุนจากธีมรักษ์โลกที่มากกว่าแค่พลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
investment opportunities

ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับการประชุม COP26 (Conference of the Parties 26)? ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ ผมต้องขอย้อนความกลับไปในการประชุม COP21 ในปี 2015 ณ กรุงปารีสก่อน ในขณะนั้นนานาประเทศได้ตกลงที่จะร่วมมือกันคงระดับการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้เกิดข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ขึ้น ภายใต้ข้อตกลงนี้ ประเทศทั่วโลกจะพยายามสร้างการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการลดการปล่อยมลพิษระดับชาติ โดยทุก 5 ปี ประเทศต่างๆ จะต้องกลับมาด้วยแผนฉบับปรับปรุงใหม่ ดังนั้นการประชุม COP26 ครั้งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการครบรอบ 5 ปีเพื่อทบทวนเป้า NDCs จากรอบที่แล้วตั้งแต่ปี 2015 (เดิม COP26 มีกำหนดการประชุมในปี 2020 แต่ถูกเลื่อนออกไป 1 ปี เนื่องจากการระบาดของโควิด) 

 

แม้การประชุม COP26 หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 ได้ปิดฉากลงแล้ว แต่เจตนารมณ์และพันธสัญญา รวมถึงคำมั่นที่นานาประเทศได้ประกาศไว้ ในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน การรณรงค์และยุติการตัดไม้ทำลายป่า การหยุดและยกเลิกการอุดหนุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและยุติการใช้ถ่านหิน รวมถึงการรณรงค์ลดการใช้พาหนะเครื่องยนต์สันดาปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขจัดคาร์บอนในระดับโลกจะยังคงอยู่และเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกต่อไป แม้ว่าประเทศต่างๆ จะมาพร้อมกับเป้าหมาย NDCs ใหม่ หรือยืนยันคำมั่นสัญญาที่มีอยู่แล้ว แต่รายละเอียดในหลายประเด็นก็ยังต้องรอติดตามการประกาศหรือต้องมีส่วนแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต ตัวอย่างเช่น ในด้านหนึ่ง ประเด็นการซื้อขายคาร์บอน (Carbon Trading) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหารือตั้งแต่เริ่มข้อตกลงปารีสก็ยังไม่สามารถสรุปการเจรจาได้จนถึงตอนนี้ อย่างไรก็ดี ในอีกด้าน ความคืบหน้าในเรื่องคำมั่นและความพยายามในการยุติการใช้ถ่านหิน การยุติการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลจากทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาดูมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น และความมุ่งมั่นของหลายประเทศที่มีผืนป่าขนาดใหญ่ในการยุติการตัดไม้ รวมถึงเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซมีเทน (ซึ่งเป็นก๊าซที่มีความเกี่ยวเนื่องและเป็นต้นเหตุในการเกิดสภาวะเรือนกระจกทั่วโลก) นั้นมีความสอดคล้องกันมากขึ้น

 

จากผลการประชุมเบื้องต้น เราจะพบว่าคำมั่นสัญญาด้านสภาพอากาศที่ประกาศใน COP26 สามารถช่วยจำกัดภาวะโลกร้อนหรือการเพิ่มขึ้นของระดับอุณหภูมิโลกไว้ที่ราว 1.5-1.8 องศาเซลเซียสได้ก่อนปี 2050 หากประเทศสมาชิกร่วมมือกันดำเนินการอย่างเต็มที่ และทั้ง 200 ประเทศจะประกาศแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเบื้องต้นภายในปี 2030 รวมถึงต้องพิจารณาข้อตกลงเฉพาะเกี่ยวกับการเลิกใช้ถ่านหิน การเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า และการดำเนินการเพื่อปกป้องธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศจะต้องมีแรงผลักดันในการปรับแก้ไขแผน NDCs เพื่อบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส คำถามถัดมาคือ ทำไมระดับ 1.5 องศาเซลเซียสถึงมีความสำคัญ คำตอบคือ หน่วยงานชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ ได้ประเมินผลที่มีต่อโลกจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสอย่างละเอียดพบว่า ความเสียหายที่เกิดจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสนั้น แม้ยังคงส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ยังก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วมและพายุที่รุนแรง แต่ความเลวร้ายและผลกระทบจะน้อยกว่ากรณีปล่อยให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และเพื่อให้นานาประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายเบื้องต้นในการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emission) ภายในปี 2050 ประเด็นความร่วมมือที่เห็นได้ชัดจากการประชุม COP26 มี 3 ประเด็นเบื้องต้น ดังนี้

  1. คำมั่นสัญญาที่จะยุติการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2030 โดยกว่า 100 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่ามากกว่า 85% ของโลกเห็นพ้องและได้ลงนามในสัญญานี้ อย่างไรก็ดี ยังมีบางประเทศที่เห็นต่างอยู่บ้าง เช่น อินโดนีเซียมองว่าข้อตกลงนี้ยังไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการบรรลุเป้าหมาย
  2. คำมั่นสัญญาที่นำโดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนลง 30% ภายในปี 2030 จากระดับปี 2020 ซึ่งกว่า 100 ประเทศได้ร่วมลงนาม นำโดยสหรัฐฯ ประกาศว่าจะขยายกฎเกณฑ์ที่บังคับให้บริษัทน้ำมันและก๊าซติดตามและแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของก๊าซ ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังออกกฎระเบียบเพื่อตรวจจับการรั่วไหลของก๊าซอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ดี ประเทศใหญ่บางประเทศที่มีการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างจีน รัสเซีย และอินเดีย ยังไม่ได้ร่วมลงนามในสัญญาฉบับนี้
  3. การประกาศว่าจะเลิกใช้ถ่านหิน โดยให้คำมั่นว่าจะยุติการลงทุนทั้งหมดในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยกว่า 40 ประเทศ นำโดยประเทศเศรษฐกิจหลักจะยุติการพึ่งพาถ่านหินภายในปี 2030 และประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กกว่าในปี 2040 โดยประเทศผู้บริโภคถ่านหินส่วนใหญ่ลงนามในสัญญาฉบับนี้ แม้ว่าประเทศใหญ่บางส่วน เช่น ออสเตรเลีย อินเดีย จีน และสหรัฐฯ ยังไม่ได้ลงนามก็ตาม นอกจากนี้มีราว 20 ประเทศได้ให้คำมั่นที่จะยุติการจัดหาเงินทุนสาธารณะสำหรับโครงการถ่านหินภายในปี 2023 (ครอบคลุมเฉพาะเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยังไม่รวมโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน) โดยมีการลงนามโดยประเทศผู้บริโภครายใหญ่ของเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งรวมสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และแคนาดา 

 

จากบทสรุปและประเด็นสำคัญจากการประชุม COP26 ข้างต้น จะเห็นได้ว่า โอกาสการลงทุนจากเป้าหมาย Net Zero Carbon Emission นั้นเป็นประเด็นสำคัญและมีนัยแฝงให้คิดมากมาย มองผิวเผิน นักลงทุนอาจคิดถึงเพียงกระแสการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วยังมีอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมากมายที่กำลังได้รับประโยชน์อย่างมากจากการเปลี่ยนทิศทางการใช้พลังงานทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ตัวอย่างโดยสังเขป เช่น

  1. พลังงานทดแทน (Renewables) ในส่วน Solar PV, Residential Solar, Onshore & Offshore Wind, Hydroelectric

  2. การจัดเก็บพลังงานและแบตเตอรี่ (Battery Storage) ในส่วน Battery Manufacturing, Storage & Management System

  3. เชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษต่ำ (Low Emission Fuels) ในส่วน Biogas (RNG), Liquid Biofuels, Hydrogen Electrolysis

  4. เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Chargers) ทั้งในส่วน Private & Public Stations

  5. โครงข่ายไฟฟ้า (Electricity Grids) ในส่วน Refurbishment, Digitalization, Expansion

  6. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในส่วน ICE Vehicles, Appliances, Ventilation & Air Conditioning

  7. รถยนต์ไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้า (EV & Electrification) ในส่วน EV Car, Truck, Bus, Van, Electric & Hydrogen Rail

  8. การใช้ไฮโดรเจนขั้นสุดท้าย (Hydrogen End Use) ในส่วน Gas Grid Blending, Electricity Generation

  9. โครงสร้างพื้นฐานไฮโดรเจน (Hydrogen Infrastructure) ในส่วน Pipelines/Storage, Hydrogen Stations

  10. การดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) ในส่วน Direct Air Capture, From Fossil Fuels & Biofuels


ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างอุตสาหกรรมและธุรกิจเกี่ยวเนื่องเบื้องต้นที่มีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะข้างหน้า จากการผลักดันของนานาประเทศและทิศทางของอุตสาหกรรมพลังงานงานโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ผมเชื่อว่ามีโอกาสในการลงทุนในวงกว้างทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจากกระแสการรักษ์โลก และการตระหนักถึงภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก ซึ่งโอกาสการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ของบริษัทที่เกี่ยวเนื่องนั้นไม่จำกัดเพียงแค่กับบริษัทที่ผลิตสินค้าและบริการที่ก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero Carbon Emission โดยตรงเท่านั้น แต่รวมไปถึงอุตสาหกรรมและบริษัทที่อำนวยการผลิตหรือให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์โลกทางอ้อม หรือที่เรียกว่า Green Enabler ดังตัวอย่างข้างต้นด้วย

 

โดยบริษัทเหล่านี้ แม้ดูเหมือนจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์โลก เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ แต่ในอนาคตอาจจะสามารถกลายเป็นจุดสนใจมากขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ทันสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในช่วงหลายปีต่อจากนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่มี Mandate ด้าน ESG และส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งต่างเริ่มมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการร่วมอนุรักษ์โลกและช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้ว 

 

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าตลาดการเงินโลกจะให้คุณค่าและให้ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในบริษัทที่มีเป้าหมาย ESG และ Net Zero Carbon Emission ที่ชัดเจน กระแสการรักษ์โลกต่อจากนี้จะสามารถนำพาให้ทั้งนักลงทุน ESG และนักลงทุนที่ไม่ใช่ ESG หันมามองและให้ความสำคัญกับประเด็นนี้หรือไม่ ผมมองว่าการประชุม COP26 นี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้นักลงทุนต้องเริ่มตระหนัก แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังเกิดขึ้นจากกระแสการรักษ์โลกต่างหากที่เป็นประเด็นที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งในระยะยาว

The post เจาะลึกการประชุม COP26 และโอกาสการลงทุนจากธีมรักษ์โลกที่มากกว่าแค่พลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Reflation สู่ Slowflation ลงทุนหุ้นโลกและตราสารหนี้อย่างไรเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ https://thestandard.co/slowflation-investment/ Thu, 14 Oct 2021 13:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=548304 Slowflation

การบรรจบกันของปัจจัยลบด้านต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันย […]

The post จาก Reflation สู่ Slowflation ลงทุนหุ้นโลกและตราสารหนี้อย่างไรเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Slowflation

การบรรจบกันของปัจจัยลบด้านต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนหนัก และตลาดหุ้นในหลายภูมิภาคปรับลดลงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ปรับเพิ่มขึ้น ผนวกกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานทั่วโลกที่ปะทุขึ้น ปัญหาคอขวดของอุปทานที่ยืดเยื้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ถูกปกคลุมด้วยนโยบายการปฏิรูปธุรกิจที่เข้มงวด ซ้ำด้วยปัญหาวิกฤตหนี้ของบริษัท Evergrande ที่ส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์จีน รวมถึงความกังวลเรื่องโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ จากประเด็น Debt Ceiling ทั้งหมดล้วนมีส่วนสร้าง Sentiment เชิงลบต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และดูคล้ายจะเปลี่ยนบรรยากาศการลงทุนเดิมจากภาวะ Reflation ไปสู่ภาวะ Stagflation ในช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มชะลอลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวและมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด 

 

คำถามสำคัญในช่วงที่เหลือของปีต่อนัยการลงทุนคือ เราจะจัดสรรสินทรัพย์และพอร์ตการลงทุนอย่างไรเพื่อรับมือกับบริบทการลงทุนในตลาดการเงินโลกที่เริ่มเปลี่ยนทิศ ก่อนที่เราจะไปวิเคราะห์กลยุทธ์และแนวทางการลงทุน ผมอยากให้นักลงทุนเข้าใจถึงความหมายของสภาวะทางเศรษฐกิจในแต่ละรูปแบบก่อนว่า ตกลงแล้ว Reflation และ Slowflation และ Stagflation และ Recession นั้นแตกต่างกันอย่างไร และปัจจุบันเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศหลักอยู่ในภาวะใด เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมต่อไป 

 

อย่างที่ทราบกันดี ในช่วงครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจทั่วโลกเติบโตในอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์จากผลของฐานต่ำ (ที่มีการล็อกดาวน์ในเกือบทุกประเทศทั่วโลกในปีก่อน) และจากอานิสงส์การเริ่มทยอยเปิดเมือง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจและธีมการลงทุนโลกอยู่ในภาวะ Reflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและอัตราเงินเฟ้อเริ่มกลับมาสูงขึ้น ซึ่งประเทศต่างๆ มีการใช้นโยบายการเงินหรือนโยบายการคลังเต็มที่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession ในปัจจุบัน 

 

แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอลง แต่ทาง SCB CIO ยังเชื่อว่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจยังไม่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจหลักจะเข้าสู่ภาวะซบเซา และอัตราการว่างงานจะกลับมาพุ่งสูงขึ้น หากแต่เป็นเพียงภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มเติบโตในอัตราที่ชะลอลง และกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ภาวะ New Normal หลังการระบาดใหญ่ของโควิดทั่วโลก ซึ่งเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความร้อนแรงลง แต่ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี และแม้เงินเฟ้อจะปรับตัวลงค่อนข้างช้า แต่ก็มาจากปัจจัยชั่วคราวเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเรียกว่า Slowflation

 

ในอีกด้าน นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายกลับกังวลถึงโอกาสการเกิด Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอลงแรง การจ้างงานอยู่ในภาวะชะงักงัน และเงินเฟ้อเร่งตัวแรง และจากการที่สำนักวิจัยทั่วโลกเริ่มออกมาปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP โลกและเศรษฐกิจหลักอย่าง GDP สหรัฐฯ และจีนในปีนี้และปีหน้า ก็ยิ่งทำให้คำว่า Stagflation ถูกพูดถึงกันมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ดี SCB CIO มองกรณีฐานของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมน่าจะยังอยู่ในภาวะ Slowflation มากกว่า และในกรณีเลวร้าย ภาวะ Stagflation ก็อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะในบางประเทศเท่านั้น เช่น จีน (ไม่ใช่กรณีฐานของเรา) ที่อาจเกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจจากการหดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และวิกฤตพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบแบบฉับพลัน (Hard Landing) และจะไม่ใช่การเกิดภาวะ Stagflation ทั่วโลกแต่อย่างใด

 

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจากมุมมองของ  ในช่วงไตรมาส 4 และธีม Slowflation ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ยังมองว่าตลาดหุ้นโลกและตลาดตราสารหนี้ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อ แต่การปรับขึ้นของตลาดหุ้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะ รวมถึง Earning และ EPS Growth ในแต่ละตลาดเป็นสำคัญ

 

ด้านกลยุทธ์ตลาดหุ้น เรามองว่าการปรับฐานของราคาสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในตลาดหุ้น DM เป็นโอกาสในการ Buy on dip และแนะทยอยเข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3 จะยังคงแข็งแกร่ง และสไตล์หุ้นกลุ่ม Value/Cyclical เช่น หุ้นกลุ่ม Financials, Energy, Industrials, Materials มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น และหุ้นในกลุ่ม Defensive เช่น Consumer Staple, Utilities, Healthcare มีแนวโน้มผันผวนน้อยกว่าในช่วงที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

ในมุมปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและภาพตลาด จากการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (Real Yield) และเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ชันขึ้นในสหรัฐฯ และยุโรป แม้จะกดดันหุ้นกลุ่ม High Growth High PE เช่น หุ้นกลุ่ม Information Technology และ Consumer Discretionary แต่เรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปจะยังแข็งแกร่ง (Steepening Yield Curve มักบ่งบอกการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของธุรกิจในอนาคต) และมีมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกยังทยอยฟื้นตัวต่อได้ แม้การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจยืดเยื้อไปถึงกลางปีหน้า 

 

สาเหตุที่เรามองว่ากลุ่มเศรษฐกิจหลักโลกอยู่ในภาวะ Slowflation มากกว่า Stagflation มาจากปัจจัยสนับสนุน 3 ข้อ ได้แก่

 

  1. US & EU IG และ HY Spread ตัวชี้วัดโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ในภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนการชะลอตัวของวงจรเศรษฐกิจ ยังบ่งชี้ว่า Credit Spread ยังแคบลงและอยู่ระดับต่ำ สะท้อนโอกาสการผิดนัดชำระหนี้ที่ตํ่ามาก 
  2. ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจยังทรงตัวในระดับที่แข็งแกร่งในเดือนกันยายน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และยุโรป 
  3. คาดการณ์การเติบโต GDP ในเศรษฐกิจหลัก แม้โดนปรับลดลงล่าสุด แต่เศรษฐกิจและการจ้างงานยังขยายตัว ทำให้เรายังคงมีมุมมอง Slightly Positive ต่อตลาดหุ้นในกลุ่ม DM

 

สำหรับเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศ EM ส่วนใหญ่เรายังมีมุมมองที่ Neutral และยังไม่แนะนำเข้าลงทุนตลาดกลุ่มนี้ เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงในจีน ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง 

 

อย่างไรก็ดี เราชอบตลาดหุ้นเวียดนามมากที่สุดในกลุ่มประเทศ EM และ Frontier เนื่องจาก Valuation ยังไม่แพงเทียบโอกาสการเติบโตในอนาคต แม้ตลาดเวียดนามจะได้รับผลกระทบสูงจากการล็อกดาวน์รอบล่าสุด (ที่เพิ่งคลายล็อก) ก็ตาม 

 

ในอีกด้าน ธีมหุ้น Thematic ที่เราชอบ ได้แก่ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ยังมีแนวโน้มได้อานิสงส์จากอุปสงค์การใช้งานที่ยังแข็งแกร่ง และ Performance ตั้งแต่ต้นปี บ่งชี้ว่าหุ้นกลุ่มนี้ยังค่อนข้างยืดหยุ่นและทยอยปรับตัวขึ้นได้ในภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น ทั้งยังได้แรงหนุนจากความต้องการใช้เซมิคอนดักเตอร์ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงวัฏจักร ทั้งนี้ กำลังการผลิตที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้คาดว่าสถานการณ์การขาดแคลนชิปจะยังลากยาวไปจนถึงกลางปี 2022 เป็นอย่างน้อย ซึ่งจะช่วยหนุนความน่าสนใจของการลงทุนหุ้นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

ด้านกลยุทธ์ตลาดตราสารหนี้ ในช่วง Slowflation เราแนะการลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น หรือตราสารที่มีความอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวของ Yield Curve น้อย น่าจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในการถือครองตราสารหนี้ได้ดี โดยหุ้นกู้ High Yield ของสหรัฐฯ ยุโรป และตลาดเกิดใหม่ (EM) ยังดูน่าสนใจ แม้ Valuation เริ่มตึงตัวจาก Credit Sspread ที่ยังมีแนวโน้มแคบลง แต่อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายเทียบความเสี่ยงยังค่อนข้างสมเหตุสมผล

 

แม้จะเกิดภาพ Slowflation ในปัจจุบัน แต่เราคาดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ยังค่อนข้างต่ำและไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ของ Evergrande ทั้งนี้ เรายังแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ Investment Grade ของสหรัฐฯ และยุโรป เนื่องจากยังมองว่าบอนด์ยีลด์ในกลุ่มประเทศ DM ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลลบต่อตราสารกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก รวมไปถึงแนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นกู้ China High Yield จากความเสี่ยงวิกฤตสภาพคล่องของบริษัท Evergrande ที่ยังคงยืดเยื้อและส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นกู้ China High Yield ได้มาก โดยเฉพาะตัวตราสารและผู้ออกตราสารที่มีเรตติ้งต่ำ (เช่น ต่ำกว่า BB-rated) ซึ่งมีความเสี่ยงถูกเทขายต่อเนื่องจากการที่ตลาดได้รับข่าวลบ สะท้อนจากราคาหุ้นกู้ที่ยังตกต่ำต่อเนื่อง 

 

ในอีกด้าน เราแนะนำหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่ออกโดยธนาคาร เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพชนิดพิเศษ (CoCo Bond) และตราสารทางการเงินที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 (AT1) ของยุโรป ยังให้ผลตอบแทนที่ดีจากความเสี่ยงภาคธนาคารในยุโรปยังต่ำ

 

สรุปกลยุทธ์การลงทุนในช่วง Slowflation คือ เราแนะนำทยอยลงทุนหุ้นโลก เฉพาะกลุ่ม DM โดยเน้นหุ้นกลุ่ม Value/Cyclical และสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น นํ้ามัน ซึ่งจะต่างจากกลยุทธ์ในช่วง Stagflation ที่เราจะแนะนำลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ และเน้นเฉพาะหุ้นที่ผันผวนตํ่าในกลุ่ม Defensive 

 

อย่างไรก็ดี แม้เราเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมจะอยู่ในภาวะ Slowflation และสินทรัพย์เสี่ยงและโอกาสการลงทุนยังมีอยู่ แต่ความเสี่ยงในระยะต่อไปก็มีอย่างน้อย 3 ประการที่ต้องจับตาว่าจะมีแนวโน้มเปลี่ยนภาวะ Slowflation ไปสู่ Stagflation ได้จริงหรือไม่ ได้แก่ 

 

  1. การผ่านร่างกฎหมายมาตรการกระตุ้นทางการคลังด้านโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ทั้งในส่วนของ Bipartisan Bill และ Reconciliation Bill รวมเม็ดเงินมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากเม็ดเงินออกมาน้อยกว่าคาดมาก ช่วงสั้นจะเกิดการลดลงของแรงส่งด้านการคลังในสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ประมาณการ GDP สหรัฐฯ ลดลงได้อีก 
  2. ความกังวลเรื่องการขยายหรือระงับเพดานหนี้สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม ที่จะกลับมา และกรณีที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อ US Sovereign Credit Rating 
  3. เศรษฐกิจจีนและความท้าทายจากปัญหา Evergrande และผลกระทบจากนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ Common Prosperity รวมไปถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจกลับมาประทุขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจจีน และตลาดหุ้นจีนได้ต่อเนื่อง 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post จาก Reflation สู่ Slowflation ลงทุนหุ้นโลกและตราสารหนี้อย่างไรเมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้องกัน-รับมือ ‘ภัยไซเบอร์’ ช่วยปิดความเสี่ยงการลงทุน https://thestandard.co/prevent-and-cope-with-cyber-threat/ Thu, 16 Sep 2021 08:57:08 +0000 https://thestandard.co/?p=537331 cyber threats

ปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างปร […]

The post ป้องกัน-รับมือ ‘ภัยไซเบอร์’ ช่วยปิดความเสี่ยงการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
cyber threats

ปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศทุกบริษัทต่างพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายออนไลน์ไม่มากก็น้อยในการดำเนินธุรกิจ บริษัทต่างๆ มีการเชื่อมต่อระหว่างกันมากขึ้น และมีปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถูกจัดการและเก็บรักษาโดยบริษัททั่วโลก รวมถึงการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปสู่การทำงานทางไกลและออนไลน์ (Remote & Online Working) ที่มากขึ้นนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ของโควิดตั้งแต่ปีก่อน ทำให้อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตนับเป็นอีกหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งเผชิญเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์ที่เป็นข่าวใหญ่จำนวนมาก

 

บริษัทชื่อดังหลายแห่งทั่วโลกถูกโจมตีและขู่เพื่อเรียกค่าไถ่ ตัวอย่างเช่น Colonial Pipeline ซึ่งเป็นบริษัทท่อส่งเชื้อเพลิงที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และ JBS Foods บริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติของไอร์แลนด์ และล่าสุดบริษัทท่าเรือยักษ์ใหญ่ของแอฟริกาใต้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ ซึ่งเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ประเภทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการล็อกผู้ใช้ออกจากไฟล์หรือระบบของตนเอง และเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการเข้าถึงและการกู้คืนข้อมูลอีกครั้ง

 

นอกจากกรณีตัวอย่างจากบริษัทชื่อดังทั่วโลกแล้ว ในความเป็นจริงมีรายงานว่าทั่วโลกเกิดกรณีการถูกขโมยข้อมูลมากกว่า 3 หมื่นล้านรายการในปี 2020 เฉพาะในสหรัฐฯ FBI ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตเกือบ 800,000 ครั้งในปี 2020 เพิ่มขึ้น 69% จากการร้องเรียนทั้งหมดในปี 2019 โดยรายงานความสูญเสียมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในยุโรป การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น 75% จากปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2019

 

ต้นทุนสำหรับบริษัทด้านอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ของทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2021 และเพิ่มสู่ระดับ 10.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 จากรายงานของ Cybersecurity Ventures บริษัทวิจัยทางไซเบอร์ ซึ่งได้ประมาณการข้อมูลความเสียหายและการสูญหายของข้อมูล เม็ดเงิน ประสิทธิภาพการทำงาน ทรัพย์สินทางปัญญา การหยุดชะงักของธุรกิจ ทรัพยากรในการกู้คืนข้อมูลและระบบที่ถูกแฮ็ก และความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท

 

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การใช้จ่ายด้านกลไกการป้องกันเพิ่มสูงขึ้น การใช้จ่ายทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR หรืออัตราการเติบโตในช่วงเวลาโดยคิดผลกระทบของการทบต้น) ที่ 7.7-14.5% ระหว่างปี 2020 และ 2026

 

ทั้งนี้ อาชญากรรมไซเบอร์สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ และมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานบนคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เผลอคลิกลิงก์ที่เป็นอันตรายหรือเปิดไฟล์แนบที่เป็นอันตราย ซึ่งติดตั้งซอฟต์แวร์ที่เรียกว่ามัลแวร์ โดยเป็นการให้ความยินยอมโดยไม่สมัครใจ และทำให้ผู้โจมตีสามารถล้วงเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ รวมถึงป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานสามารถกลับเข้าถึงระบบ และข้อมูลที่จำเป็นได้อีกจนกว่าจะได้รับการแก้ไขหรือปลดล็อก อีเมลเป็นหนึ่งในวิธียอดนิยมที่ผู้โจมตีทั่วไปใช้ในการแทรกซึมระบบและข้อมูลของบริษัท ซึ่งหากการติดตั้งการอัปเดตความปลอดภัยไม่ดีพอ หรือไม่ได้ใช้รหัสผ่านที่รัดกุมเพียงพอที่จะปกป้องข้อมูล จะทำให้บริษัทตกเป็นเหยื่อของการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

 

ดังนั้น ทุกบริษัทที่ใช้อินเทอร์เน็ตอาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์และการโจมตีทางไซเบอร์ได้ตลอดเวลา และสามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทได้ไม่ว่าจะเป็นด้านชื่อเสียงหรือฐานะการดำเนินงาน

 

จากข้อมูลของ Cyber Security Intelligence สำหรับความเสียหายด้านชื่อเสียงที่เกี่ยวข้องกับการถูกละเมิดการป้องกันความปลอดภัย โดยเฉลี่ยแล้วชื่อเสียงของบริษัทจะใช้เวลา 2 ปีในการกู้คืนหลังจากมีการเปิดเผยการละเมิดข้อมูล ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทที่ได้รับผลกระทบมีแนวโน้ม Underperform ในช่วง 1-3 ปีหลังจากนั้น หากเทียบกับกรณีที่ไม่เกิดเหตุการณ์การถูกโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากนักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น โดยหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีมักจะได้รับผลกระทบที่รุนแรง และมีโอกาสปรับลดลงมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่นหากเกิดกรณีความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

ความปลอดภัยด้านไซเบอร์เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทที่มีสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) ที่สำคัญ เช่น แบรนด์ ความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือนวัตกรรม ดังนั้นผลกระทบด้านลบจากการถูกละเมิดและโจมตีจะส่งผลต่อชื่อเสียงของแบรนด์โดยตรง รวมถึงส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการทำกำไรอีกทอด ด้วยเหตุนี้ การถูกละเมิดข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์จึงสามารถแสดงให้เห็นถึงแนวทางการกำกับดูแลที่ไม่ดี และการจัดการที่อ่อนแอของบริษัทได้

 

สำหรับบริษัททั่วไป การแก้ไขสถานการณ์ต่อการโจมตีทางไซเบอร์สามารถทำได้ทั้งการเพิ่มทีมบุคคลที่ดูแล หรือเปลี่ยนแนวนโยบายได้อย่างรวดเร็ว แต่การสร้างตลาดใหม่และกู้คืนความไว้วางใจของลูกค้านั้นใช้เวลานานกว่ามาก ดังนั้นนักลงทุนควรทำความเข้าใจว่าบริษัทมีความสามารถในการเตรียมรับมือเหตุการณ์ในโลกไซเบอร์ได้ดีเพียงใด ความลึกของแนวทางบริษัทควรสร้างความมั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์การละเมิดหรือการถูกโจมตี กระบวนการและทรัพยากรในการแก้ไขของบริษัทจะต้องมีพร้อมเพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าของบริษัท

 

ความปลอดภัยด้านไซเบอร์เป็นปัจจัยที่สำคัญมากขึ้นสำหรับทุกองค์กร นักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งมากกว่าในอดีต ว่าบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนพร้อมที่จะจัดการกับความเสี่ยงนี้ได้ดีมากน้อยเพียงใด เช่น การกำกับดูแลความเสี่ยงและความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค ซึ่งจะสามารถช่วยระบุแนวทางปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม หรือจุดหละหลวมได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น เกณฑ์ง่ายๆ ที่จะช่วยนักลงทุนในการพิจารณาว่าบริษัทใดมีความพร้อมด้านการรับมือสำหรับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้แก่

 

  1. บริษัทมีหน่วยงานดูแลความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลในระดับคณะกรรมการและผู้บริหารหรือไม่
  2. บริษัทมีความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และทีม IT ของบริษัทมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่
  3. บริษัทมีการฝึกอบรมพนักงาน และให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านไซเบอร์มากน้อยเพียงใด เช่น ความรู้เรื่องมาตรฐาน ISO 27001 หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ สำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้สามารถให้ต้นแบบสำหรับการประเมินความเสี่ยง และการออกแบบด้านการรักษาความปลอดภัยและการนำไปปฏิบัติงานจริง เป็นต้น

 

นอกเหนือจากเทรนด์ ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งเป็นธีมการลงทุนยอดนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแล้ว การเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ของบริษัท จึงควรเป็นอีกหนึ่งในข้อพิจารณาที่สำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน และเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงทางธุรกิจที่นักลงทุนมองข้ามไม่ได้ในการประเมินความเสี่ยงทางธุรกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ป้องกัน-รับมือ ‘ภัยไซเบอร์’ ช่วยปิดความเสี่ยงการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’ ตลาดสกุลเงินดิจิทัลอยู่ตรงไหน มาลองวิเคราะห์เหรียญคริปโตฯ ผ่านการมองอย่างเป็นระบบ https://thestandard.co/cryptocurrency-market-risk-and-occasion/ Tue, 17 Aug 2021 06:39:34 +0000 https://thestandard.co/?p=525912 Cryptocurrency market

ตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ (Cryptocurrency) ได […]

The post ‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’ ตลาดสกุลเงินดิจิทัลอยู่ตรงไหน มาลองวิเคราะห์เหรียญคริปโตฯ ผ่านการมองอย่างเป็นระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cryptocurrency market

ตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ (Cryptocurrency) ได้รับความสนใจ และมีความหลากหลายมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเติบโตขึ้น การมองตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ อย่างเป็นระบบมากกว่าที่จะมองเฉพาะความเคลื่อนไหวรายเหรียญจะช่วยให้นักลงทุนและผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ตลาด พิจารณาได้ว่าคุณสมบัติของเหรียญ/สกุลเงินใด หรือ Blockchain เครือข่ายใดที่ควรให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ขยายตัวอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ผู้เขียนนิรนาม Satoshi Nakamoto ได้เผยแพร่ Whitepaper ของ Bitcoin เมื่อปี 2008


โดยสินทรัพย์หรือสกุลเงินที่โดดเด่นในตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ในระยะหลัง แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับความทะเยอทะยานดั้งเดิมของการถือกำเนิด Bitcoin ในฐานะระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แบบ Peer-to-peer หรือบทบาทในฐานะสินทรัพย์สำหรับการ ‘เก็บมูลค่า’ ที่คล้ายกับทองคำเลย


แม้ว่าสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ทั้งหมดจะมีคุณสมบัติทั่วไปหลายอย่างคล้ายกัน อาทิ เครือข่ายแบบกระจายศูนย์ที่ได้รับการรักษาความปลอดภัยผ่านการเข้ารหัส แต่โครงสร้างของสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ แต่ละชนิด รวมถึงกรณีการใช้งานจริง (Use Case) กลับมีความหลากหลายและแตกต่างกันมากขึ้น ดังนั้น การเข้าใจตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ อย่างเป็นระบบ จะช่วยทำให้นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดในเชิงลึกได้มากขึ้น รวมถึงสามารถพิจารณาได้ว่าคุณสมบัติของเครือข่ายแบบใดที่จะมีศักยภาพพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต


แม้ตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ จะเติบโตขึ้นอย่างมากจากอดีต แต่เหรียญที่ใหญ่ที่สุดสองเหรียญยังเป็นเหรียญเดิม (คิดจากมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาด) ได้แก่ Bitcoin และ Ethereum จากข้อมูลของ CoinMarketCap ปัจจุบันมีสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ เกือบ 6,000 เหรียญในตลาด โดยมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.87 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบัน Bitcoin มีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนราว 46% ของตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ทั้งหมด ซึ่งนักลงทุนทราบดีว่าแนวโน้มราคาเหรียญ Bitcoin มักชี้นำราคาเหรียญอื่นๆ ในตลาดด้วย (หาก Bitcoin ราคาขึ้น เหรียญอื่นก็มักขึ้นตาม)


ในขณะที่ Ethereum คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ทั้งนี้ ในส่วนของสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญอื่นๆ ยังมีสัดส่วนที่ห่างจากสองเหรียญแรกอย่างชัดเจน แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องในอนาคต เช่น Tether, Binance Coin, Cardano, XRP ฯลฯ ที่มีเครือข่าย Blockchain ที่โดดเด่น และ Use Case ที่กำลังถูกพัฒนาและได้รับความสนใจอย่างมาก

 

Cryptocurrency market

อ้างอิง: Goldman Sachs, CoinMarketCap (Data as of 16 August 2021)

 

สินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตสามารถจัดหมวดหมู่ได้หลายรูปแบบ แต่การจัดหมวดหมู่ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งานหรือรูปแบบ Smart Contract เป็นวิธีที่ทำให้สามารถเห็นภาพได้ง่ายขึ้น จากข้อมูลของ Coin Metrics และ CoinMarketCap เราสามารถแบ่งประเภทเหรียญคริปโตฯ ตามการใช้งานออกเป็น 5 ประเภทง่ายๆ ได้แก่ 

1. เหรียญที่มีลักษณะคล้ายสกุลเงิน (Currency) ได้แก่ Bitcoin และ Fork (การสร้างเหรียญหรือเครือข่าย Blockchain ใหม่จากกฎเกณฑ์และการตั้งค่าต่างๆ จากเครือข่าย Blockchain เดิม) เช่น Litecoin และ Bitcoin Cash ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันเหรียญประเภทนี้มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมกันสูงที่สุดในตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ

2. เหรียญที่มีลักษณะเป็น Platform ซึ่งรวมถึง Ethereum และเครือข่ายอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อโฮสต์หรือรองรับแอปพลิเคชันแบบ Decentralized Application

3. เหรียญที่เน้นการโอนเงิน (Remittance) เช่น XRP ซึ่งเป็นสื่อกลางในการทำ Settlement ระหว่างธนาคาร

4. เหรียญที่เกี่ยวข้องกับ Decentralized Finance (DeFi) เช่น เหรียญ UNI ของ Uniswap ซึ่งเป็นระบบซื้อขายแลกเปลี่ยน (Exchange) ประเภทหนึ่งที่แตกต่างไปจากระบบแบบเดิม ถูกสร้างขึ้นบน Ethereum Blockchain และใช้ Smart Contract โดยการแลกเปลี่ยนเหรียญจะเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลาง

5. เหรียญ Stablecoins (ราคาค่อนข้างคงที่ ถูกตรึงมูลค่ากับสกุลเงิน Fiat เช่น USD) อย่าง Tether และ USDC


สำหรับผู้ที่พึ่งเริ่มเข้ามาศึกษาโลกของสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ  เหรียญทั้ง 5 ประเภทนี้ นักลงทุนควรพิจารณาและแยกความแตกต่างให้แตกฉานเพื่อให้ทราบถึงโอกาสและความเสี่ยงจากเหรียญคริปโตฯ แต่ละประเภท

ในภาพรวม เช่นเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆ สกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ส่วนใหญ่มีการเคลื่อนไหวของราคาไปในทิศทางที่สอดคล้องกัน หากพิจารณาข้อมูลตั้งแต่สิ้นปี 2019 จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2021 เป็นที่น่าสนใจว่า ตลาดสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ สามารถให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นมากเฉลี่ยราว 700% (วัดจาก Benchmark Index เช่น BGCI Index, CMBI10 Index, CMC200 Index)

โดย Bitcoin ซึ่งเป็นเหรียญยอดนิยมนั้นกลับให้ผลตอบแทนต่ำกว่า Benchmark Index หรือเพิ่มขึ้นราว 500% ในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะที่ Ethereum ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าคาด โดยราคาปรับเพิ่มขึ้นกว่า 2,000% และหากพิจารณาตามหมวดหมู่การใช้งานจากข้อมูลของ Coin Metrics สกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ประเภท Exchange, Currency, DeFi มักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าโดยเฉลี่ย รวมถึงเหรียญที่มีเครือข่ายที่มีกลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) ตาม Proof of Stake (PoS) เช่น Pokadot, Cardano ฯลฯ มักจะมีการปรับเพิ่มขึ้นของราคาได้ดีกว่าเหรียญของเครือข่ายที่อิงตาม Proof of Work (PoW) เช่น Bitcoin, Bitcoin Cash, Litecoin ฯลฯ เป็นต้น

 

Cryptocurrency market

อ้างอิง: Goldman Sachs, Coin Metrics (Data as of 16 August 2021)

 

ระบบ Proof of Work (PoW) เป็นพื้นฐานของ Blockchain ของเหรียญอย่าง Bitcoin และระบบ Proof of Stake (PoS) ที่ Blockchain รุ่นใหม่นิยมใช้ ทั้งสองระบบมีกลไกที่แตกต่างกัน ในด้านหนึ่ง Proof of Work (การพิสูจน์ด้วยการลงมือทำงาน) คือชุดคำสั่งหรือ Protocol ที่ถูกกำหนดไว้โดยกลุ่มนักพัฒนาของเหรียญนั้นๆ PoW ของ Bitcoin เป็นการอนุญาตให้ผู้ที่มีสิทธิ์ทำธุรกรรมแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากการสร้าง Block ผู้ที่สามารถแก้ปัญหาได้จะได้รางวัลตอบแทนเพื่อทดแทนกับทรัพยากรที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ถ้ายิ่งต้องการที่จะแก้สมการหรือปัญหาให้เร็วมากเท่าไร ยิ่งต้องใช้อุปกรณ์ที่มากขึ้น ทันสมัยขึ้นและใช้กำลังไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น


ในอีกด้านหนึ่ง Proof of Stake (การพิสูจน์ด้วยการถือทรัพย์สิน) คือการยืนยันทางธุรกรรมที่มีจุดประสงค์คล้ายคลึงกับ Proof of Work แต่แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของการสร้าง Block จะเปลี่ยนเป็นการกำหนดจากจำนวนเหรียญของผู้ถือเหรียญแทน หรือเรียกว่าการ Stake ซึ่งจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Validator การทำ PoS จะไม่ได้รางวัลจากการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แต่จะได้รางวัลจากการทำธุรกรรมหรือค่าธรรมเนียมแทน 

 

โดย PoS สามารถแก้จุดอ่อนของ PoW ได้ โดยจุดที่ PoS แตกต่างคือเงื่อนไขในการรับสิทธิ์รับรองธุรกรรม โหนดที่สามารถตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมได้จะต้องมีการฝากทรัพย์สินขั้นต่ำไว้กับเครือข่าย โดยส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินดิจิทัลของ Blockchain นั้นๆ และ PoS สามารถเพิ่มความเร็วให้กับการประมวลผลของเครือข่าย Blockchain ได้มาก ทั้งยังลดการใช้พลังงานและอุปกรณ์ในการขุดลงไปได้มาก เนื่องจากไม่ต้องใช้กำลังประมวลของคอมพิวเตอร์มากเหมือนกับ PoW


ด้านการประเมินมูลค่าสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ นั้นอาจมีวิธีในการประเมินในหลายรูปแบบ แต่วิธีประเมินที่พิจารณาได้ง่ายคือ ประเมินตามการเติบโตของเครือข่าย โดยเฉพาะจากกรณีการใช้งานจริงที่ไม่ใช่การเก็งกำไร และการติดตามประสิทธิภาพของสกุลเงินดิจิทัลตามประเภทต่างๆ ข้างต้น จะช่วยให้นักลงทุนและผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเหรียญกำหนดเป้าหมายได้ว่า คุณลักษณะของเครือข่ายใดที่จะมีแนวโน้มเติบโต และสามารถให้ผลตอบแทนได้ดีเมื่อเวลาและบริบทของเทคโนโลยีเปลี่ยนไป

ตัวอย่างเช่น บางช่วงที่กระแสการโอนเงินข้ามองค์กรและระหว่างประเทศแบบไร้ตัวกลางกลับมาคึกคัก เหรียญประเภทการโอนเงินอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นของราคาได้โดดเด่นกว่าเหรียญประเภทอื่น (เช่น ราคาของ XRP ปรับเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้โอนเงินที่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น)

ในอีกช่วงเวลา เหรียญที่เกี่ยวข้องกับวงการ DeFi ก็อาจได้รับความนิยมและราคาสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่าดัชนีตลาดทั่วไป เนื่องจากกระแส Search for Yield และ DeFi กลับมาร้อนแรง (เช่น ราคา UNI ซึ่งเป็น Token ของ Uniswap ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายใน DeFi ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากการเปิดตัว Uniswap รูปแบบใหม่ เป็นต้น)

อย่างไรก็ดี คุณสมบัติของเหรียญและเครือข่ายบางเครือข่ายอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาผ่านไป เช่น Ethereum ที่การทำงานของตัว Ethereum 1.0 นั้นใช้กลไก Consensus แบบ Proof of Work (PoW) แต่ Ethereum 2.0 จะเปลี่ยนไปใช้กลไก Proof of Stake (PoS) ซึ่งอาจทำให้ต้องมีการเปลี่ยนการจัดประเภทสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ ใหม่ และทำให้ต้องเปลี่ยนแนวคิดในการวิเคราะห์และประเมินโอกาสการเติบโตของเหรียญและเครือข่ายใหม่ เหล่านี้เป็นเรื่องในอนาคตที่ยังคงท้าทายและมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ เมื่อเครือข่าย Blockchain ของสกุลเงินดิจิทัลและเหรียญคริปโตฯ นั้นยังถูกพัฒนาและมีแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้จริงเกิดมากขึ้นต่อเนื่องในอนาคต 

The post ‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’ ตลาดสกุลเงินดิจิทัลอยู่ตรงไหน มาลองวิเคราะห์เหรียญคริปโตฯ ผ่านการมองอย่างเป็นระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคโนโลยีจีนไปต่อหรือพอแค่นี้ เมื่อรัฐบาลจีนเดินหน้าคุมเข้มต่อเนื่อง https://thestandard.co/chinese-tech-stocks-go-further-or-is-this-enough/ Wed, 14 Jul 2021 07:08:17 +0000 https://thestandard.co/?p=512468 หุ้นเทคโนโลยี

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นจีน โดยเฉพาะหุ้นในภาคเศรษฐก […]

The post หุ้นเทคโนโลยีจีนไปต่อหรือพอแค่นี้ เมื่อรัฐบาลจีนเดินหน้าคุมเข้มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคโนโลยี

สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นจีน โดยเฉพาะหุ้นในภาคเศรษฐกิจใหม่ของจีน (New Economy) และหุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หลายท่านคงกำลังเผชิญกับความกังวลจากการที่หุ้นจีนในกลุ่มเหล่านี้ถูกเทขายอย่างหนักมาตั้งแต่ช่วงต้นปี สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการมุ่งเน้นแนวปฏิบัติในการต่อต้านการผูกขาด (Anti-monopoly) และการปกป้องข้อมูล (Data Privacy) ของรัฐบาลจีน และตัวอย่างสำคัญล่าสุดคือ การดำเนินการของรัฐบาลจีนต่อบริษัท Didi Chuxing โดยหน่วยงานจัดการด้านไซเบอร์ของจีน (Cyberspace Administration of China: CAC) ที่ออกคำสั่งให้แอปสโตร์ทุกแห่งถอดแอป Didi ของจากสโตร์ โดยระบุว่าบริษัทแพลตฟอร์มเรียกรถรายใหญ่นี้เก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานไว้อย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่บริษัทเพิ่ง IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปในช่วงก่อนหน้านั้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ส่งผลให้ราคาหุ้น Didi ยังปรับลดลงแรงกว่า 10% จากจุดสูงสุด หลายท่านที่กำลังสนใจในหุ้นประเภทหุ้นเติบโต (Growth Stock) หรือท่านที่มีการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีนอยู่แล้ว อาจจะเกิดคำถามว่าควรลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนต่อไปหรือไม่ และประเด็นการคุมเข้มจากทางการจีนควรมองเป็นอย่างไร 


หากมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปี ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา หุ้นจีนประเภทAmerican Depositary Receipts (ADR) ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ และหุ้นจีนในภาคเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ ราคาได้ปรับร่วงลงมาแล้วกว่า -30 และ -40% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับฐานที่รุนแรง และเป็นหมวดหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องการตรวจสอบโดยตรง ในขณะที่หุ้นจีนในภาคส่วนอื่นได้รับผลกระทบเช่นกันจากการปรับฐานแต่น้อยกว่า การปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีจีนในรอบนี้ กฎระเบียบภายในประเทศที่เข้มงวดถือเป็นเหตุผลหลักสำหรับการเทขายหุ้นจีนของนักลงทุนทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา 


อย่างไรก็ดีหุ้นจีนประเภท ADR นี้บริษัทส่วนใหญ่กำลังเติบโตอย่างมาก ปัจจุบันมูลค่าตามราคาตลาดของหุ้น ADR ที่ใหญ่ที่สุด 20 บริษัทแรกมีมูลค่ารวมกันเกือบ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบันมีหุ้น ADR ของจีนรวมทั้งหมดมากกว่า 150 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกันเกิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และหุ้น ADR จีนที่มีการซื้อขายสูงสุด 20 อันดับแรกนั้นมีสภาพคล่องรายวันเฉลี่ยราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงและซื้อขายได้อย่างง่ายดาย แล้วเหตุใดหุ้นจีน ADR ที่เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนตลาดทุนและเป็นบริษัทชั้นนำของจีนจึงถูกเพ่งเล็งจากทางการจีนมากในช่วงที่ผ่านมา 


หนึ่งในคำตอบที่พอจะเห็นได้ คือจุดยืนด้านนโยบายของทางการจีนที่ต้องการยกระดับกฎเกณฑ์และความโปร่งใสของบริษัทจีนที่ต้องการจดทะเบียนในรูปแบบของ ADR หรือการจดทะเบียนนอกตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ให้ดีขึ้นและทัดเทียมกับบรรทัดฐานบรรษัทข้ามชาติระดับโลก ในอีกด้าน นัยทางอ้อมคือทางการจีนต้องการสนับสนุนให้บริษัทชั้นนำของจีนจดทะเบียนในจีนมากขึ้นทั้งในตลาดเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง โดยจีนมองว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตลาดทุนของจีนเองและบริษัทเหล่านี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลง่ายกว่า ตัวอย่างเช่น หุ้นจีน ADR ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 12 บริษัทแรกนั้นก็มีมูลค่าตลาดรวมกันที่ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่ทำให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นที่คล้ายกับหุ้นจีน ADR ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องกังวลว่าหลักทรัพย์เหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายในต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายกีดกันจากสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น หลังสหรัฐฯ ผ่าน Holding Foreign Companies Accountable Act หรือกฎหมายที่ให้อำนาจหน่วยงานตรวจสอบสหรัฐฯ เพิกถอนหุ้นจีนในสหรัฐฯ เช่น Alibaba, Pinduoduo, JD.com, NIO, NetEase ฯลฯ ได้


ในภาพรวม นโยบายการสอบสวนและการดำเนินการทางวินัยที่ประกาศจากทางการจีนในช่วงที่ผ่านมา สามารถจัดกลุ่มได้ 4 หมวดหลัก ได้แก่

1. การต่อต้านการผูกขาด
2. FinTech และผลกระทบต่อตลาดทุน
3. ความเท่าเทียมและเป็นธรรมต่อสังคม
4. ความปลอดภัยของข้อมูล

ซึ่งกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีจีนเหล่านี้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์โดยรวมของการเติบโตอย่างมีคุณภาพด้วยพื้นฐานการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และการป้องกันการขยายตัวของเงินทุนอย่างไม่ธรรมของบางบริษัท ตามที่ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของจีนได้เน้นย้ำตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว


คำถามสำคัญของนักลงทุนลำดับถัดมาเมื่อทราบวัตถุประสงค์การตรวจสอบจากทางการจีนแล้ว คือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีจีนเหล่านี้ที่กำลังเผชิญแรงกดดันยังน่าสนใจเข้าลงทุนอยู่หรือไม่

 

สมมติฐานหลักของทาง SCBS CIO ยังคงมองเรื่องนี้เหมือนเดิมว่า ทางการจีนไม่น่าจะมีเจตนาในการทำลายบริษัทและแรงขับเคลื่อนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตและความยั่งยืน โดยเฉพาะในปีนี้ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ​และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 หรือแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก ซึ่งเทคโนโลยี การบริโภค และประสิทธิภาพการผลิตได้ถูกเน้นความสำคัญอย่างมาก 


นอกจากนี้เราจะเห็นได้ว่าหลายบริษัทที่กำลังเป็นเป้าหมายการตรวจสอบจากทางการจีนได้แสดงท่าทียอมจำนน พร้อมปฏิบัติตามและให้ความร่วมมือต่อการตรวจสอบแล้ว ทั้งยังมีแนวโน้มตอบสนองและปรับตัวให้เข้ากับระบอบการกำกับดูแลที่เป็นปัจจุบันและโปร่งใสมากขึ้น ตรงจุดนี้หมายความว่ากฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในขณะนี้ควรเป็นปัจจัยลบชั่วคราว และไม่ใช่รูปแบบการตรวจสอบจากทางการที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจของบริษัทอย่างถาวร 


SCBS CIO มองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีแผนยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาคส่วนที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ระหว่างประเทศ เช่น เทคโนโลยีต้นน้ำ พลังงานสีเขียว อีคอมเมิร์ซ และการดูแลสุขภาพชั้นนำ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงการผลิตแอปพลิเคชันและซอฟต์แวร์ทั้งหมดด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีของจีนเอง โดยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีของฝั่งสหรัฐฯ และชาติตะวันตกให้ได้มากที่สุด จุดนี้เองที่ตีความในด้านนัยการลงทุนได้ชัดว่าบริษัทเทคโนโลยีจีนมีความน่าสนใจอย่างมาก และกำลังเทียบชั้นได้กับบริษัทเทคโนโลยีจากฝั่งโลกตะวันตก และเมื่อเวลาผ่านไปการเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบล่าสุดที่ดูเหมือนจะเข้มงวดและไม่เป็นมิตรต่อนักลงทุนในตลาดหุ้นขณะนี้ จะกลายเป็นแรงผลักดันและส่วนเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมจีนในอนาคตได้ เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนของจีนและแนวปฏิบัติของการดำเนินธุรกิจได้ถูกจัดระเบียบอย่างเคร่งครัดมาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้น


ดังนั้น SCBS CIO จึงยังคงมีมุมมองที่ดีต่อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและภาคเศรษฐกิจใหม่ของจีนในระยะยาว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานมีความน่าสนใจ ตัวอย่างเช่น หุ้นจีน ADR ที่กล่าวไปข้างต้น หากมองในด้านของการประเมินมูลค่า (Valuation) หลังจากที่หุ้นในกลุ่มส่วนใหญ่ได้ปรับฐานรอบใหญ่รับความกังวลด้านการคุมเข้มจากภาครัฐไปแล้ว Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีจีนเหล่านี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง สะท้อนจากอัตราส่วน Price to Book Value (PB) ที่อยู่ต่ำกว่า -1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานต่อค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2014 และอัตราส่วน Forward Price to Earning (PE) ได้ปรับลดลงอยู่ที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2014 เช่นกัน อีกทั้งการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่ Consensus คาดการณ์ไว้สูงที่ราว 23% และอัตราส่วน PEG (Price to Earning/Growth) ที่น่าดึงดูดที่ 1.4 เท่า ทำให้หุ้นเทคโนโลยีจีนในตอนนี้เริ่มน่าสนใจอย่างมากสำหรับนักลงทุนที่เน้นลงทุนระยะยาว ที่พร้อมเติบโตไปกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและธุรกิจจีน 


อย่างไรก็ดีสำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่มองการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีจีนในระยะเวลาต่ำกว่า 1 ปี การลงทุนในช่วงนี้อาจต้องเผชิญความผันผวนสูง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่ทางการจีนจะยังเดินหน้าตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีอยู่ 


สุดท้าย จากประวัติศาสตร์ในอดีต เมื่อลองย้อนดูจะพบว่าการดำเนินการตรวจสอบจะกินเวลา 8-12 เดือนในแต่ละรอบ ซึ่งการตรวจสอบรอบนี้เริ่มตั้งแต่กรณีของ Ant IPO ของบริษัท Alibaba ที่เริ่มมาตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาพรวมการตรวจสอบ แม้ดูเหมือนจะผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว แต่ความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบบางด้านและผลกระทบรายบริษัทจะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีอีกหลายบริษัทเทคโนโลยีของจีนที่ยังคงอยู่ในลำดับการตรวจสอบจากทางการ และเรายังไม่ทราบผลกระทบที่แน่ชัด ดังนั้นกรอบการลงทุนระยะสั้นอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ หากเทียบความเสี่ยงที่ราคาหุ้นของกลุ่มเทคโนโลยียังคงต้องเผชิญความผันผวนสูง 


อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนระยะยาว ในช่วงนี้เรามองเป็นโอกาสทยอยสะสมได้ต่อเนื่อง เพราะมีหุ้นหลายบริษัทที่มีนวัตกรรมที่ก้าวหน้าและมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ รวมทั้งยังมีศักยภาพในการเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ดังนั้นหากนักลงทุนยังเชื่อใน Short-Term Pain But Long-Term Gain หุ้นในหมวดเศรษฐกิจใหม่และเทคโนโลยีจีนน่าจะเป็นหุ้นหมวดหนึ่งที่จะตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวได้ค่อนข้างดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาและเติบโตของจีน 


กล่าวโดยสรุป หุ้นเทคโนโลยีจีนจะยังคงไปต่อสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่ควรจะพอแค่นี้สำหรับนักลงทุนระยะสั้น

The post หุ้นเทคโนโลยีจีนไปต่อหรือพอแค่นี้ เมื่อรัฐบาลจีนเดินหน้าคุมเข้มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Buffett Index Investing: 3 เหตุผลที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังแนะนำ Index Fund https://thestandard.co/buffett-index-investing-3-reasons-warren-buffett-recommends-index-fund/ Wed, 12 May 2021 10:05:20 +0000 https://thestandard.co/?p=487995 Buffett Index Investing

“หลีกเลี่ยงการเลือกหุ้นรายตัว (ถ้าไม่มีความชำนาญ) และเล […]

The post Buffett Index Investing: 3 เหตุผลที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังแนะนำ Index Fund appeared first on THE STANDARD.

]]>
Buffett Index Investing

“หลีกเลี่ยงการเลือกหุ้นรายตัว (ถ้าไม่มีความชำนาญ) และเลือกกองทุนดัชนี S&P 500 สำหรับการลงทุนในระยะยาว” วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประธานและซีอีโอของ Berkshire Hathaway กล่าวในขณะที่พูดกับนักลงทุนทั่วโลกเมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2021 ของ Berkshire Hathaway ซึ่งทั้ง วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ ชาร์ลี มังเกอร์ รองประธานของ Berkshire Hathaway ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้มากมายเกี่ยวกับแอปฯ Robinhood ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ GameStop ราคาบิตคอยน์ที่มีแนวโน้มเหมือนฟองสบู่ การเพิ่มอัตราภาษีของประธานาธิบดีไบเดน กระแส SPAC และมุมมองหุ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ของสหรัฐฯ

 

แต่มีอยู่ตอนหนึ่งที่บัฟเฟตต์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ยังคงแนะนำการลงทุนผ่านกองทุนดัชนีอย่าง S&P 500 เนื่องจากมองว่าบุคคลทั่วไปอาจไม่มีความสามารถหรือเวลาเพียงพอในการคัดเลือกหุ้นที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ชนะตลาดได้ตลอดเวลา ทั้งยังกล่าวว่า เมื่อเขาจากโลกนี้ไป เงินลงทุนกว่า 90% จะไปลงในกองทุนหุ้นดัชนีที่มีการบริหารที่ดีและมีต้นทุนต่ำ และอีก 10% ไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชนที่มีความมั่นคง (90/10 Strategy)

 

เหตุใด วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เป็นต้นแบบของนักลงทุนทั่วโลกถึงยังแนะนำให้ลงทุนในกองทุนดัชนี บทความนี้จะพานักลงทุนมาดูคำตอบและสถิติที่น่าสนใจกัน

 

จุดเด่นของกองทุนดัชนีมีหลายประการ แต่จุดที่ชัดเจนที่สุดของการลงทุนในกองทุนดัชนีที่บัฟเฟตต์กล่าวไว้ (บัฟเฟตต์ไม่ได้ให้ข้อคิดเห็นเชิงลึก แต่มาจากการประมวลจากสารถึงผู้ถือหุ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของบัฟเฟตต์) ได้แก่

 

1. พอร์ตการลงทุนมีความหลากหลายและกระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ และลดโอกาสที่จะสูญเสียเงินจำนวนมากในช่วงตลาดปรับฐานแรง เนื่องจากมีการกระจายอุตสาหกรรมที่เหมาะสม ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่ามูลค่าของพอร์ตการลงทุนจะไม่สัมพันธ์กับผลการดำเนินงานของบริษัทใดหรืออุตสาหกรรมใดมากเกินไป

 

2. ต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการลงทุนต่ำ รวมถึงภาษีและค่าธรรมเนียมในการจัดการมักต่ำกว่ากองทุนเพื่อการลงทุนประเภทอื่นๆ กองทุนรวมที่มีการจัดการและบริหารเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง (Active) มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายที่มักจะอยู่ระหว่าง 1-2% และค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่จ่ายให้ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอในการตัดสินใจซื้อและขายเพื่อพยายามที่จะทำผลงานให้ดีกว่าตลาดโดยรวม ในทางตรงกันข้าม กองทุนดัชนีจะมีการจัดการอย่างเรียบง่าย (Passive) เนื่องจากผู้จัดการกองทุนเพียงแค่ติดตามดัชนีโดยการซื้อและถือหุ้นให้เท่ากับสัดส่วนในดัชนีอ้างอิง การถือครองของกองทุนดัชนีจึงไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจึงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากไม่ต้องใช้เวลาในการติดตามมากสำหรับผู้จัดการกองทุน นอกจากนี้ ต้นทุนด้านภาษีและต้นทุนการซื้อขายหุ้นสำหรับกองทุนดัชนียังต่ำกว่ากองทุน Active ด้วย

 

3. ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอโดยไม่ต้องเหนื่อยมาก ตามงานวิจัยของ S&P Global Research บ่งชี้ว่าบริษัทแต่ละบริษัทในดัชนีหนึ่งๆ มีทั้งบริษัทที่มีประสิทธิภาพดีกว่าและต่ำกว่าตลาด ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นและลดลงตลอดเวลา แต่ตลาดหุ้นโดยรวมจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เป็นผลให้กองทุนดัชนีมักให้ผลตอบแทนที่ดีและผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมักส่งอานิสงส์ชัดเจนและเห็นได้ง่ายจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักทั่วโลก ซึ่งทำให้คุ้มค่าสำหรับนักลงทุนระยะยาวทุกคน โดยที่นักลงทุนไม่ต้องใช้ความพยายามมากในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมและบริษัทในเชิงลึก

 

เพื่อให้เห็นภาพ ขอยกตัวอย่างกองทุน Active มาหนึ่งกอง เช่น กองทุน Morgan Stanley Institutional Growth Portfolio มูลค่า 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ชื่อย่อ MSEQX) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 34% ต่อปีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มากกว่าผลตอบแทนต่อปีของ S&P 500 กว่าสองเท่า แต่หากดูในรายละเอียดจะเห็นความผันผวนอย่างมากของผลการดำเนินงานของกองทุนรายปี โดยในปี 2017 และ 2018 กองทุนนี้เป็นหนึ่งในกองทุนชั้นนำที่ให้ผลตอบแทน 43.8% และ 7.7% ตามลำดับ ในขณะที่ S&P 500 เพิ่มขึ้น 21.7% ในปี 2017 และลดลง 4.6% ในปี 2018

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 อันดับกองทุนลดลงอย่างมากแม้ยังคงสร้างผลตอบแทนได้ 23.2% ในปีนั้น เนื่องจากผลการดำเนินงานยังดีไม่เพียงพอที่จะโดดเด่นเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ในปี 2019 ที่เพิ่มขึ้นถึง 31.3% แต่หากนับตั้งแต่ปี 2015 ถึง 2020 กองทุนนี้ก็เป็นหนึ่งในกองทุนผลงานอันดับต้นๆ ในบรรดากองทุนหุ้น Growth ขนาดใหญ่ทั้งหมด และนักลงทุนที่ลงทุนอย่างต่อเนื่องควรจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่านักลงทุนที่ถือดัชนี S&P 500 อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานของกอง Active ส่วนใหญ่ยังมีความผันผวนในบางปี และขึ้นกับความสามารถของผู้จัดการกองทุน อีกทั้งจากรายงานของ S&P Global Research บรรดากองทุนที่ติดอันดับ Top Rank ในช่วงห้าปีตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2010 ถึงมิถุนายน 2015 มีเพียงราว 39% ของกองทุนทั้งหมดเท่านั้นที่สามารถรักษาตำแหน่งระดับ Top Rank ไว้ได้ในห้าปีถัดไป

 

ด้วยเหตุนี้ บัฟเฟตต์ได้ย้ำเสมอว่า หากเขาจะลงทุน เขาจะลงทุนเสมือนซื้อธุรกิจแบบนักธุรกิจและจะซื้อในสิ่งที่เขารู้จริงเท่านั้น และเน้นว่าการเลือกหุ้น (รวมถึงกองทุน) รายตัวมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาเยอะกว่าที่เห็นมาก เมื่อเทียบกับการมองว่าประเทศไหนและอุตสาหกรรมไหนจะยอดเยี่ยมในอนาคต ดังนั้น หากไม่รู้หรือรู้ไม่เพียงพอ การซื้อดัชนีจะเป็นคำตอบที่ง่ายที่สุด

 

หากเราพิจารณาจากสิ่งที่บัฟเฟตต์พูดล่าสุด นักลงทุนหลายท่านที่มีการลงทุนหุ้นรายตัวหรือมีการลงทุนในกองทุน Active อาจจะรู้สึกว่าสไตล์การลงทุนแบบบัฟเฟตต์อาจเหมาะกับการลงทุนในโลกยุคเก่าและล้าสมัย แต่หากมองเทียบกับสถิติที่เกิดขึ้นจริงย้อนไป 20 ปี จนถึงในสิ้นปีก่อนที่โลกเผชิญวิกฤตโควิค-19 จะเริ่มเห็นมุมมองที่ต่างออกไป จากรูปจะเห็นได้ว่าหากนักลงทุนมีการลงทุนในดัชนี S&P 500 ตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา

 

โดยสมมติมีเงินตั้งต้น 100 บาท ในปีแรกในดัชนี S&P 500 ผ่านไป 20 ปี การลงทุนในดัชนีจะสามารถสร้างให้เม็ดเงินลงทุนเติบโตด้วยอัตราการเติบโตของพอร์ตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (Compound Annual Growth Rate) ได้ถึงราว 7.47% ต่อปี จาก 100 บาทจะกลายเป็น 430 บาท โดยที่นักลงทุนไม่ต้องใส่เงินเพิ่มและไม่ต้องจับจังหวะตลาดให้วุ่นวาย ในทางตรงกันขาม หากนักลงทุนเลือกกองทุนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุนผิด ผลตอบแทนก็อาจเปลี่ยนไปมาก ในปัจจุบันกองทุนยอดนิยมที่นักลงทุนเลือกลงทุนมักจะเป็นกอง Active หรือ Thematic ที่เกาะกระแสธีมต่างๆ เช่น เทคโนโลยี หุ่นยนต์ การแพทย์สมัยใหม่ ฯลฯ แม้จะเป็นการลงทุนในแนวเมกะเทรนด์ แต่หากผู้จัดการกองทุนบริหารพลาดเพียงแค่พลาดวันที่ดีที่สุดของปีนั้นในช่วงที่หุ้นขึ้นแรง จะทำให้กองทุนมีผลการดำเนินงานที่แย่ลง (ยังไม่รวมความเสี่ยงเรื่องการเลือกหุ้นผิด ซื้อและขายหุ้นเร็วและช้าเกินไปหรือ Market Timing ที่ผิดพลาด) ซึ่งหากผู้จัดการกองทุนพลาดเกิน 30 วันต่อปีขึ้นไป สถิติก็บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มสูงที่ผลการดำเนินงานของกองทุน Active (ที่บริหารโดยพลาดวันที่ตลาดขึ้นดีเพียงไม่กี่วัน) จะแพ้ผลการดำเนินงานจากการลงทุนในกองทุนดัชนีในระยะยาว

 

 

บัฟเฟตต์ได้กล่าวว่าคนส่วนใหญ่จะมีฐานะดีขึ้นด้วยการเป็นเจ้าของกองทุนดัชนี (Index Fund) แทนที่จะเดิมพันหุ้นรายบริษัทซึ่งเสี่ยงสูง เขาย้ำว่าโลกและตลาดเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเกินกว่าที่เราจะคาดถึง ทั้งได้ตั้งคำถามว่า บรรดาบริษัทที่มีขนาดตลาดใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเหลือบริษัทเหล่านี้อีกกี่บริษัท ดังนั้นการเลือกบริษัทที่ยอดเยี่ยมจะมีความซับซ้อนมากกว่าการเลือกอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างแน่นอน

 

สุดท้ายนี้ ถ้าเทียบกับประสบการณ์การลงทุนตามคำแนะนำของบัฟเฟตต์เอง หากนับระยะ 30 ปีหลังของบัฟเฟตต์จากอายุช่วง 60-90 ปี ผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของพอร์ตบัฟเฟตต์ (Active Investing) จะตกอยู่ที่ประมาณแค่ราว 5% ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Passive or Index Investing) ให้ผลตอบแทนต่อปีราว 8.5% ซึ่งดูเหมือนแพ้ตลาดในช่วงปีหลังๆ และทำให้คำแนะนำการลงทุนในกองดัชนีของบัฟเฟตต์มีน้ำหนักมาก อย่างไรก็ดี หากนับตลอดระยะเวลาการลงทุน 60 ปีของบัฟเฟตต์ เขาสามารถสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยราว 21% ต่อปี ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ทำได้เพียง 7% ก็ต้องนับว่าบัฟเฟตต์นั้นยังเป็นตำนาน บุคคลต้นแบบ และหนึ่งในสุดยอดของนักลงทุนชั้นนำที่โลกต้องจารึกไว้ และผมคิดว่าคำแนะนำเรื่องการลงทุนในกองดัชนีของบัฟเฟตต์ยังคงใช้ได้ดีในหลายสถานการณ์ในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดและผลการดำเนินงานของหุ้นรายตัวและรายกองทุนครับ

 

หากนักลงทุนท่านใดสนใจที่จะลงทุนในกองทุนหุ้นดัชนีตามคำแนะนำของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปัจจุบันก็สามารถเลือกซื้อกองทุนกับ บลจ. ต่างๆ ในประเทศไทยที่มีการลงทุนในดัชนี เช่น DJI(A) หรือ S&P 500 ของสหรัฐฯ ได้เช่นกันครับ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post Buffett Index Investing: 3 เหตุผลที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังแนะนำ Index Fund appeared first on THE STANDARD.

]]>
หยวนดิจิทัลกับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนในการเป็นผู้นำ Central Bank Digital Currency ระดับโลก https://thestandard.co/digital-yuan-great-step-of-leading-central-bank-digital-currency/ Mon, 22 Mar 2021 11:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=467663 หยวนดิจิทัลกับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนในการเป็นผู้นำ Central Bank Digital Currency ระดับโลก

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกของ Decentralized Finance (DeFi) หร […]

The post หยวนดิจิทัลกับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนในการเป็นผู้นำ Central Bank Digital Currency ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หยวนดิจิทัลกับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนในการเป็นผู้นำ Central Bank Digital Currency ระดับโลก

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกของ Decentralized Finance (DeFi) หรือระบบการเงินแบบไร้ตัวกลางกำลังเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงสำหรับนักลงทุนหลายคน อีกทั้งกระแสความนิยมและการเข้าลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการเข้ารหัส เช่น Bitcoin Ethereum ฯลฯ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ล่าสุดกระแสการทำ Yield Farming หรือวิธีการขุดเหรียญ การฝากและการปล่อยกู้คริปโตเคอร์เรนซีเพื่อทำกำไรบนโลก DeFi ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในอีกขั้วตรงข้ามของโลก DeFi ที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการทำธุรกรรมทางการเงิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและระบบการเงินของโลกคือ Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง และหนึ่งใน CBDC ที่มีความคืบหน้าชัดเจนมากที่สุดของโลกคงจะไม่พ้น ‘หยวนดิจิทัล’ หรือ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) ของจีน

หลายท่านคงเคยได้ยินข่าวความคืบหน้าที่ทางการจีนกำลังวางแผนที่จะออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางจีน (PBOC) โดย PBOC มีโครงการนำร่อง DCEP ใน 4 เมืองแรก ได้แก่ เซินเจิ้น, ซูโจว, สงอัน และเฉิงตู ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมในปีก่อน หลังเริ่มพัฒนาโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2014 อีกทั้ง PBOC ยังมีเป้าหมายวางแผนการออกหยวนดิจิทัลอย่างเป็นทางการก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งในปี 2022 อีกด้วย

มีหลายบทความได้ให้มุมมองเกี่ยวกับหยวนดิจิทัลของจีน ซึ่งสรุปลักษณะกลไกและวัตถุประสงค์ รวมถึงความเป็นมาพื้นฐานของหยวนดิจิทัลซึ่งเป็นรูปแบบ DCEP ประเภท Retail-type DCEP (ธนาคารกลางแจกจ่ายให้และประชาชนสามารถเข้าถึงได้) ซึ่งต่างจาก Wholesale-type DCEP (ใช้กันเฉพาะระหว่างสถาบันการเงิน)

ในบทความนี้ผมจึงอยากให้มุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปิดตัวและก้าวสำคัญของจีนในการผลักดันหยวนดิจิทัลสู่ CBDC ระดับโลก โดยจะแบ่งการวิเคราะห์ผลกระทบในจีนออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบต่อผู้บริโภค ต่อผู้ประกอบการและร้านค้า ต่อธนาคารพาณิชย์ และผลกระทบต่อผู้ให้บริการการชำระเงินชั้นนำอย่าง Alipay และ WeChat Pay ดังนี้

ผลกระทบต่อผู้บริโภค (ผู้ชำระเงิน) จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในจีนพบว่า ความนิยมของการใช้หยวนดิจิทัลยังไม่สูง แต่ผู้บริโภคมองเห็นความแตกต่างที่หยวนดิจิทัลมีในขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นไม่มีหรือมีไม่ครบ โดยหลังจากเริ่มทดลองใช้ ผู้บริโภคจีนบางส่วนมองว่าความจำเป็นสำหรับการใช้หยวนดิจิทัลในชีวิตประจำวันยังมีไม่มาก เนื่องจากเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกของการชำระเงินนอกเหนือจาก Alipay และ WeChat Pay

นอกจากนี้แม้ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของรัฐหลายแห่งได้นำกระเป๋าเงินหยวนดิจิทัลมาทดลองใช้ เพื่อให้พนักงานสามารถใช้เงินหยวนดิจิทัลในการส่งเงินแก่กันก็พบว่า ความนิยมในการใช้หยวนดิจิทัลยังไม่สูงนัก เนื่องจากแม้หยวนดิจิทัลมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาคเอกชนในแง่ของ

1. ความน่าเชื่อถือที่มีอยู่สูงตามกฎหมาย
2. รูปแบบการทำธุรกรรมที่ไม่เปิดเผยตัวตนและให้ผู้บริโภคจัดการความเป็นส่วนตัวได้
3. การเชื่อมโยงกับบัญชีออมทรัพย์ของผู้ใช้ที่ไม่ได้ต้องการความเชื่อมโยงเชิงลึก แต่ปัจจัยเหล่านี้กลับไม่ได้เป็นแรงจูงใจสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่จะใช้เงินหยวนดิจิทัล ในทางตรงกันข้าม คุณสมบัติที่สำคัญกว่าคือ การชำระเงินแบบออฟไลน์ได้ (ไม่ต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตก็สามารถโอนจ่ายรับเงินกันได้) ซึ่งมีประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากกว่าและเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ทำไม่ได้

ผลกระทบสำหรับร้านค้า (ผู้รับเงิน) เป็นที่น่าสนใจว่าหยวนดิจิทัลจะให้ประโยชน์ในการลดระยะเวลาการเรียกเก็บเงิน เนื่องจากการชำระเงินจะเสร็จสมบูรณ์ทันทีในขณะที่ส่งมอบหยวนดิจิทัล และนับเป็นการชำระเงินตามกฎหมาย โดยธนาคารพาณิชย์จะไม่เรียกเก็บค่าบริการสำหรับลูกค้าแต่ละรายสำหรับการแปลงหยวนดิจิทัล และการยกเว้นค่าธรรมเนียมการชำระเงินสำหรับการชำระเงินผ่านหยวนดิจิทัลและระบบ DCEP จะกระตุ้นให้ร้านค้าเชิญชวนให้ลูกค้าชำระเงินโดยใช้หยวนดิจิทัลมากขึ้น ทำให้แรงจูงใจในการใช้หยวนดิจิทัลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ประเด็นอยู่ที่ผู้ให้บริการการชำระเงินครบวงจรอย่าง Alipay และ WeChat Pay ในปัจจุบันก็มีค่าธรรมเนียมการชำระเงินที่ต่ำอยู่แล้ว จึงต้องจับตาว่าการนำไปใช้จริงกับร้านค้า รวมถึงการแข่งขันสำหรับการประยุกต์ใช้กับร้านค้าในอนาคตจะเป็นในรูปแบบใด

ผลกระทบสำหรับธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของรัฐ ธนาคารรัฐที่ถูกกำหนดจะเปิดให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลและการแลกเปลี่ยนหยวนดิจิทัล ดังนั้นธนาคารมีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์ในการดึงผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้มาใช้บริการของธนาคาร โดยเฉพาะการชำระเงินออนไลน์ผ่านมือถือ ซึ่งมีผู้เล่นสำคัญที่ครองตลาดอยู่แล้วคือ Alipay (ครองสัดส่วนราว 55%) และ WeChat Pay (ครองสัดส่วนราว 39%) ประเด็นสำคัญอยู่ที่หากยังไม่มีการบังคับใช้หยวนดิจิทัล หรือ DCEP อย่างเป็นทางการ ธนาคารอาจต้องใช้ความพยายามในการดึงลูกค้าผ่านการลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ทั้งผู้บริโภคและร้านค้าหันมาใช้บริการผ่านธนาคาร แต่การไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเลยอาจจะเป็นเรื่องยากในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลต่อความนิยมของเงินหยวนดิจิทัลและ DCEP รวมถึงผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์คือ PBOC จะรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องสำหรับธนาคารพาณิชย์ได้อย่างไรและในระดับใด

ผลกระทบของหยวนดิจิทัลต่อ Alipay และ WeChat Pay ผลกระทบจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับว่าหยวนดิจิทัลและระบบ DCEP จะถูกใช้งานสำหรับการเป็นคู่ค้าหรือคู่แข่งกับ Alipay และ WeChat Pay รวมถึงจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการชำระเงินหรือไม่ หากการชำระเงินหยวนดิจิทัลผ่าน Alipay และ WeChat Pay สามารถทำได้ผ่านแพลตฟอร์มของ Alipay และ WeChat Pay ก็มีแนวโน้มที่สัดส่วนการครองตลาดธุรกรรมการชำระเงินของทั้งสองบริษัทจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก

แต่ทว่าหากหยวนดิจิทัลไม่สามารถใช้ผ่านแพลตฟอร์มของทั้งสองบริษัทได้ ในขณะที่ PBOC เองก็ต้องการผลักดันเงินหยวนดิจิทัล การชำระเงินในรูปแบบหยวนดิจิทัลและ DCEP อาจจะเป็นการเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ Alipay และ WeChat Pay ก็เป็นได้ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ทางการจีนจะเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้เล่นโดยตรงในตลาดการให้บริการการชำระเงินในจีน โดยอาจใช้เหตุผลในเรื่องการปกป้องข้อมูลของผู้บริโภค รวมถึงอาจพยายามกระตุ้นให้ผู้บริโภคจีนเริ่มหันมาชำระเงินด้วยหยวนดิจิทัลแทน ซึ่งมีคุณสมบัติที่เป็นกลางและปลอดภัยมากกว่า ดังนั้นเรื่องหยวนดิจิทัลและระบบ DCEP สำหรับ Alipay และ WeChat Pay และผู้ที่ลงทุนในหุ้นของ Alibaba และ Tencent คงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์จากการเป็นคู่ค้าหรือคู่แข่งนั้นแตกต่างกันเป็นอย่างมาก

นอกจากผลกระทบ 4 ด้านแล้ว ทางการจีนยังได้ชี้แจงจุดมุ่งหมายของการออกหยวนดิจิทัลและระบบ DCEP ว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยของสกุลเงินและเป็นแรงส่งสำคัญในการทำให้เงินหยวนเป็นสากล ในด้านการปกป้องอธิปไตยของสกุลเงิน ผมมีมุมมองว่าการจัดการแบบรวมศูนย์ของหยวนดิจิทัลโดย PBOC จะมีประสิทธิภาพในการสืบหาเส้นทางทางการเงิน ป้องกันการฟอกเงิน ส่งผลให้การดำเนินนโยบายการเงินของทางการจีนมีประสิทธิภาพมากขึ้นในยุคที่คริปโตเคอร์เรนซีและ DeFi เริ่มเฟื่องฟู และทำให้อำนาจในการควบคุมระบบการเงินหลักของธนาคารกลางทั่วโลกลดลง อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ยุคสกุลเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต

ในด้านแรงส่งความเป็นสากลของเงินหยวน ผมคาดว่าหยวนดิจิทัลและ DCEP จะเริ่มใช้สำหรับการชำระเงินภายในประเทศจีนเป็นหลักก่อน แล้วจึงค่อยต่อยอดโมเดลหยวนดิจิทัลและ DCEP ของจีนไปยังประเทศอื่นๆ ที่สามารถและเปิดรับเทคโนโลยีของจีนไปประยุกต์ใช้ได้ ทำให้เงินหยวนดิจิทัลและระบบ DCEP อาจมีแนวโน้มขยายอิทธิพลได้รวดเร็วมากกว่าคาด

ผมมองว่าความคืบหน้าของ CBDC และการออกสกุลเงินหยวนดิจิทัลของ PBOC กำลังนำหน้าประเทศสำคัญอื่นๆ ในโลกไปแล้วในตอนนี้ รวมถึงคู่แข่งตลอดกาลอย่างสหรัฐฯ แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะยังไม่เป็นที่นิยม แต่ก็เริ่มมีคนจำนวนไม่น้อยที่คาดการณ์ว่าการเปิดตัวของหยวนดิจิทัลและระบบ DCEP จะเปลี่ยนแนวโน้มการชำระเงินของจีนได้อย่างมากในระยะต่อไป ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบ DCEP และโครงสร้างการแข่งขันของตลาดการชำระเงินผ่านมือถือของจีน หากหยวนดิจิทัลสามารถเอาชนะความท้าทายทางเทคโนโลยีและพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ มีความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มความสะดวกสบายในการชำระเงิน รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการและธุรกรรมทางการเงิน หยวนดิจิทัล ซึ่งเป็นก้าวแรกและก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนในการเป็นผู้นำสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางก็อาจสร้างผลกระทบอย่างก้าวกระโดดและกระจายอิทธิพลสู่ระดับโลกได้เช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post หยวนดิจิทัลกับก้าวที่ยิ่งใหญ่ของจีนในการเป็นผู้นำ Central Bank Digital Currency ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Growth ยอดนิยมให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Value เสมอไปจริงหรือไม่? https://thestandard.co/growth-shares-return-better-than-value-shares/ Wed, 24 Feb 2021 10:51:20 +0000 https://thestandard.co/?p=458972 หุ้น Growth ยอดนิยมให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Value เสมอไปจริงหรือไม่?

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาและในช่วงต้นปีนี้ ต […]

The post หุ้น Growth ยอดนิยมให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Value เสมอไปจริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Growth ยอดนิยมให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Value เสมอไปจริงหรือไม่?

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2020 ที่ผ่านมาและในช่วงต้นปีนี้ ตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องตามภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย รวมถึงการทำ QE ของธนาคารกลางหลักทั่วโลกยังช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดการเงินโลก หุ้นเติบโต หรือ Growth Stock เช่น หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง FAAMG (Facebook, Amazon, Apple, Microsoft, Google) และหุ้นในกลุ่ม Thematic เช่น หุ้นเทคโนโลยีขนาดกลางและเล็ก ตัวอย่างเช่น กอง ETF ยอดนิยมของ ARK Invest เช่น ARKK, ARKW, ARKG, ARKQ และ ARKF ล้วนให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดแบบขาดลอย (แม้มาพร้อมกับความผันผวนที่สูงมากเช่นกัน) โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสไตล์หุ้นอื่น

 

จึงเกิดคำถามสำคัญที่ว่า รูปแบบการลงทุนหุ้นคุณค่า หรือ Value Stock ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไปใช่หรือไม่ และแนวคิดในการซื้อหุ้นที่อาจดูไม่ทันสมัย โดยเฉพาะหุ้น Value ในกลุ่ม Energy, Financials, Industrials และ Materials นั้นไม่น่าดึงดูดอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่ ในเมื่อหุ้น Growth ที่ร้อนแรงนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดูดีกว่า ดังนั้นหากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ดี หุ้นแบบเดียวที่นักลงทุนต้องลงทุนคือหุ้น Growth เช่น หุ้นกลุ่ม Technology, IT และ Communication Services รวมถึง Consumer Discretionary ใช่หรือไม่ คำตอบคือใช่ แต่ผมอยากให้นักลงทุนมองภาพอย่างรอบคอบมากขึ้น แต่อย่าเพิ่งปิดทางเลือกการลงทุน และลองพิจารณาข้อมูลดังต่อไปนี้ก่อนครับ


ในปี 2020 หากเราพิจารณากลุ่มหุ้นเติบโต (ใช้ MSCI USA Growth Index เป็นตัวแทน Benchmark Index) นั้นสามารถสร้างผลตอบแทนทั้งปีได้ถึง 43% ในขณะที่หุ้นคุณค่า (ใช้ MSCI USA Value Index เป็นตัวแทน) สามารถทำผลตอบแทนได้เพียง 1% (รูปที่ 1) ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงเห็นชัดแล้วว่าสไตล์หุ้น Value ดูจะไม่สามารถเทียบชั้นกับหุ้น Growth ได้เลย

 

อย่างไรก็ดี หากเราพิจารณาค่ามัธยฐานหรือบริษัทที่อยู่ตรงกลาง เมื่อนำบริษัทที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดมาเรียงกัน (Median Company) ในดัชนี MSCI USA Growth นั้น แท้จริงแล้ว Median Company กลับสร้างผลตอบแทนได้เพียง 22% ซึ่งต่างกับผลตอบแทนภาพใหญ่ของดัชนีที่ 43% ราวครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เนื่องจาก Benchmark Index ของหุ้น Growth นั้นถูกครอบงำผลตอบแทนโดยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท เช่น กลุ่ม FAAMG ที่มี Market Cap ถึงราว 22% ของ S&P Index

 

ดังนั้นภาพที่นักลงทุนเห็นจึงเปรียบเสมือนเหรียญด้านเดียว และเป็นข้อสังเกตว่านักลงทุนส่วนใหญ่อาจจะให้ราคากับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากเกินไป ในอีกด้าน จากข้อมูลของ Refinitiv และ Schroders บ่งชี้ว่ามีถึง 18% ของบริษัทในดัชนี MSCI USA Value ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 22% ในปีที่แล้ว ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตสารเคมีและแบตเตอรี่ชั้นนำของสหรัฐฯ Albemarle และบริษัทเหมืองแร่ Freeport-McMoran ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 100% ทั้งคู่ บริษัทขนส่งสินค้า FedEx ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 75% และบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรทางการเกษตรและการก่อสร้าง Deere ที่ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 60% จะเห็นได้ว่าเป็นผลตอบแทนที่ไม่แพ้กับหุ้น Growth หรือหุ้นเทคโนโลยีเลย ในขณะที่ความเสี่ยงและความผันผวนในตัวหุ้นก็ต่ำกว่า เนื่องจากนักลงทุนอาจไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

 

แม้สิ่งที่ผมกำลังอธิบายไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่าหุ้น Growth ยังมีแนวโน้ม Outperform หุ้น Value ได้อยู่ในระยะยาวจากการที่เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตโควิด-19 อย่างชัดเจน แต่ก็แสดงให้เห็นว่ามีหุ้น Value อีกจำนวนมากที่มีผลการดำเนินงานที่ดีมากไม่แพ้หุ้น Growth เช่นกัน ดังนั้นผมจึงอยากนำเสนอและให้แง่คิดนักลงทุนว่า ไม่เพียงเฉพาะหุ้น Growth เท่านั้นที่สามารถให้ผลตอบแทนสูง ในอีกด้าน นักลงทุนควรเริ่มพึงระวังหุ้น Growth และหุ้นเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่ราคามักจะวิ่งนำหน้ากำไรไปมากด้วยความคาดหวังที่สูงมากของตลาด

 

ตัวอย่างเช่น หุ้น Facebook ที่มี Actual Price/Earnings Ratio หรือ PE สูงถึง 26 เท่าในปี 2020 ในขณะที่หุ้น Apple, Amazon และ Microsoft มี Actual PE ที่ 40 เท่า, 78 เท่า และ 42 เท่า ตามลำดับ และหุ้นยอดนิยมอย่าง Tesla นั้นก็มี PE สูงถึง 1,200 เท่า ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลข PE ที่มี Margin of Safety ต่ำมากสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ และเสี่ยงต่อการโดนเทขายทำกำไรได้ทุกเมื่อ

 

รูปที่ 1: แม้ในภาพรวมหุ้น Growth ยังมีแนวโน้ม Outperform หุ้น Value ก็ตาม แต่หากพิจารณาผลตอบแทนของหุ้นสหรัฐฯ สไตล์ Growth และ Value ในปี 2020 จะพบว่า Median Company Return ของหุ้น US Growth ให้ผลตอบแทนเพียง 22% ไม่ได้มากเท่า Benchmark Index Return ที่ 43% ซึ่งไม่ต่างจากหุ้น Value ดีๆ ที่ความผันผวนต่ำกว่ามากนัก 

 

อ้างอิง: Schroders และ Refinitiv

 

สำหรับแนวโน้มของหุ้น Growth และหุ้น Value ในปี 2021 ตั้งแต่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เราเห็น US Bond Yields เริ่มปรับตัวสูงขึ้น นำโดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่กลับมาสู่ระดับ 1.2-1.3% เริ่มสร้างความกังวลต่อการปรับฐานของตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้าอาจเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้ว US Bond Yields ที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เข้ามากดดันตลาดหุ้นมากอย่างที่คิด เนื่องจากถ้า Bond Yields ที่เพิ่มขึ้นมาจาก Growth Expectation ที่ดีขึ้น ผมจึงมีมุมมองว่าตลาดจะยังสามารถปรับขึ้นต่อได้ (แต่หากมาจาก Hawkish Stance และการเริ่มส่งสัญญาณลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed, ECB และ BOJ จะส่งผลลบต่อตลาดหุ้นได้ทันที) อีกทั้งผมยังมีมุมมองว่า แม้หุ้น Growth ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ต่อเนื่องจากความแข็งแกร่งรายบริษัท ทั้งยังเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์มากขึ้นนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 แต่หุ้น Value ก็มักจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้มากในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและวงจรธุรกิจที่อยู่ในช่วง Early Expansion เช่นกัน ทั้งยังได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของ Bond Yields อีกด้วย 


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มการเงินและธนาคารที่ Net Interest Margin (NIM) จะทยอยดีขึ้นเมื่อเส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ชันขึ้น เป็นต้น ดังนั้นในมุมมองการทำ Asset Allocation นักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เยอะอยู่แล้วจึงควรพิจารณาหุ้นในภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากหุ้นสหรัฐฯ และอาศัยโมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและธุรกิจในการเข้าลงทุนหุ้น Value บ้าง เช่น หุ้นยุโรป หุ้นญี่ปุ่น รวมถึงหุ้นในภูมิภาค Emerging Asia เนื่องจากหุ้นในภูมิภาคเหล่านี้มีสัดส่วนหุ้นในกลุ่ม Value รวมถึงหุ้นวัฏจักร (Cyclical) เป็นสัดส่วนที่มากกว่าหุ้นสหรัฐฯ และมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมทั้งการปรับเพิ่มขึ้นของ Bond Yields ในระยะต่อไป


หากนักลงทุนติดตามข่าวสารการลงทุนของกอง ETF ยอดนิยม เช่น ARK Invest (ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะการลงทุนแบบ Very High Conviction บนหุ้น Mid-Small US Growth) จะพบว่าเมื่อเร็วๆ นี้เริ่มมีข่าวว่ากองทุนกำลังเผชิญกับปัญหาเงินไหลเข้ามากเกินไป ทำให้ ARK เริ่มถือหุ้นกระจุกตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ถือหุ้นมากกว่า 10%) ราว 25 บริษัท ในขณะที่ ETF Assets Under Management ของ ARK เมื่อสิ้นปี 2020 ที่ยังต่ำกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แปลว่าเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกกำลังเป็นปัจจัยผลักดันราคาหุ้นและสินทรัพย์ของกองทุนให้ราคาขึ้นเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานไปพอสมควรแล้ว 


ดังนั้น หนทางในการบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ดีที่สุดคือการที่นักลงทุนกระจายการลงทุนหุ้นออกไปให้หลากหลาย เพื่อรับมือกับความผันผวน และพิจารณาหุ้นนอกกระแส เช่น หุ้น Value ไว้ติดพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงการกระจุกตัวลงบ้างครับ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post หุ้น Growth ยอดนิยมให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Value เสมอไปจริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพิ่มโอกาสการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง ผ่าน Private Assets, Lombard Loan & Property-Backed Loan https://thestandard.co/investment-opportunities-and-wealth/ Wed, 20 Jan 2021 09:07:50 +0000 https://thestandard.co/?p=445314 เพิ่มโอกาสการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง ผ่าน Private Assets, Lombard Loan & Property-Backed Loan

แม้การลงทุนใน Private Assets จะมีการกำหนดจำนวนเงินลงทุน […]

The post เพิ่มโอกาสการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง ผ่าน Private Assets, Lombard Loan & Property-Backed Loan appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพิ่มโอกาสการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง ผ่าน Private Assets, Lombard Loan & Property-Backed Loan

แม้การลงทุนใน Private Assets จะมีการกำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต้นที่สูงจำนวนหนึ่ง มีกรอบระยะเวลาการลงทุนชัดเจนและค่อนข้างยาว มีความเสี่ยงสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนใน Public Assets ทั่วไป แต่การเติบโตของตลาด Private Assets ทั่วโลกมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น

 

ในปี 2021 เศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก ยังอยู่ในช่วงการฟื้นตัวจากการระบาดของโควิด-19 โดยความหวังของการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีน และการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดความรุนแรงของการแพร่ระบาด เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ ในขณะที่นโยบายการเงินและการคลังทั่วโลกยังผ่อนคลายต่อเนื่อง ดอกเบี้ยในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องก็มีอยู่ในระบบอย่างเพียงพอจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ การกลับมาของสหรัฐฯ ในรอบใหม่ภายใต้การนำของประธานาธิบดีไบเดน และการกระจายวัคซีนไปทั่วโลก จะเป็นธีมการลงทุนหลักที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องตามวัฏจักรเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว ผมจึงมองว่าโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนซื้อขายในตลาดสาธารณะทั่วไป (Public Assets) เช่น ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงมีอยู่มาก ในยุคที่การลงทุนสามารถทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน และระบบการลงทุนที่สะดวกสบาย สามารถเข้าถึงนักลงทุนได้มากกว่าแต่ก่อน ทำให้นักลงทุนมีทางเลือกมากมายในการลงทุน

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ของทางเลือกการลงทุน และการเพิ่มโอกาสการลงทุนและผลตอบแทน นอกจากการลงทุนใน Public Assets ที่นักลงทุนคุ้นเคยดีอยู่แล้ว การลงทุนใน Private Assets เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน และไม่ได้มีการซื้อขายในตลาดซื้อขายสาธารณะ (Public Exchange) โดยหากลงทุนในลักษณะการเข้าถือหุ้น เรียกว่า Private Equity ซึ่งเป็นการลงทุนในหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ โดยอาจอยู่ในช่วงที่เพิ่งก่อตั้งกิจการหรือต้องการขยายกิจการ ไปจนถึงการลงทุนในบริษัทที่มีกิจการมั่นคงแล้ว

 

ทั้งนี้ อีกด้านหนึ่งหากลงทุนในการปล่อยกู้โดยตรง เรียกว่า Private Debt ซึ่งคล้ายการลงทุนในตราสารหนี้เอกชน แต่ไม่ได้ลงทุนกับบริษัทโดยตรงเหมือนหุ้นกู้ทั่วไป แต่เป็นการลงทุนใน Securitized Asset (สินทรัพย์แปลงสภาพ) หรือ Lending Platform เช่น ลงทุนในสินเชื่อเพื่อการบริโภค เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ หรือสินเชื่อบ้าน เป็นต้น

 

แม้การลงทุนใน Private Assets จะมีการกำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต้นที่สูงจำนวนหนึ่ง มีกรอบระยะเวลาการลงทุนชัดเจนและค่อนข้างยาว (อาจไม่สามารถขายก่อนกำหนดได้) และมีความเสี่ยงสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนใน Public Assets ทั่วไป แต่ผมมองว่าการเติบโตของตลาด Private Assets ทั่วโลกมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความผันผวนจาก Public Assets และเล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนใน Private Assets อย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

โดย Private Assets จะสามารถสร้างความสมดุล และช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผลตอบแทน Private Assets เฉลี่ยมักจะสูงกว่า แต่ความผันผวนต่ำกว่า ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงดีขึ้น แม้การลงทุนใน Private Assets อาจจำกัดอยู่เพียงเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) กรณีบุคคลธรรมดาต้องมีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีเงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากการลงทุนมีความความซับซ้อนสูง และการเข้าถึงข้อมูลค่อนข้างลำบาก

 

ในปัจจุบัน การลงทุนใน Private Assets เริ่มเข้าถึงนักลงทุนได้มากขึ้น โดยนักลงทุนสามารถเริ่มศึกษาและเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และข้อจำกัดต่างๆ ก็เริ่มลดลง เช่น จำนวนเงินลงทุนขั้นต้นที่น้อยลง ระยะเวลาการลงทุนที่สั้นลง และความเสี่ยงสภาพคล่องที่เริ่มลดลง จึงทำให้การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Private Assets สำหรับนักลงทุนเป็นไปได้มากขึ้น และเป็นสินทรัพย์สำหรับการลงทุนที่เริ่มขยายฐานตลาดมากขึ้น

 

นอกจากนี้ การลงทุนที่เพิ่มพลังเงินลงทุน (Leveraged Investment) ในปัจจุบันก็สามารถทำได้ง่ายผ่านสินเชื่อเพื่อการลงทุน เช่น Lombard Loan และ Property-Backed Loan ซึ่งเป็นตัวช่วยที่เหมาะสม และสามารถทำให้นักลงทุนสามารถบรรลุเป้าหมายของการลงทุนได้รวดเร็วขึ้น โดยการใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนนั้น มีประโยชน์และช่วยสร้างโอกาสใน 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่หนึ่ง สร้างโอกาสในการลงทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องจำเป็นต้องใช้เงินทุนใหม่ โดยทั่วไปพอร์ตการลงทุนมักจะมีการจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไว้ตามความเสี่ยง ไม่ถือครองเงินสดเป็นจำนวนมาก ทำให้เมื่อนักลงทุนมีโอกาสในการลงทุนใหม่ จำเป็นต้องนำเงินทุนใหม่เข้ามาลงทุน แต่การใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนนั้นจะทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องใช้เงินใหม่ทุกครั้ง แต่สามารถนำสินทรัพย์ลงทุนเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นหลักประกัน และนำสินเชื่อที่ได้มาไปลงทุนต่อได้ทันที

 

ประเด็นที่สอง สร้างโอกาสการกระจายความเสี่ยงและช่วยปรับพอร์ตการลงทุน โดยใช้วงเงินที่ได้มาจัดพอร์ตการลงทุนใหม่ ซึ่งการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ผันผวน เป็นส่วนสำคัญในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว โดยปกติการปรับพอร์ตการลงทุนนั้น หากผู้ลงทุนไม่นำเงินใหม่เข้ามาลงทุน ก็จำเป็นต้องขายสินทรัพย์การลงทุนเดิมเพื่อนำไปซื้อสินทรัพย์ใหม่ แต่การใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนจะเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยปรับพอร์ตการลงทุนได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องนำเงินใหม่มาลงทุน หรือขายสินทรัพย์การลงทุนที่ดีออกไป

 

ประเด็นที่สาม สร้างโอกาสการเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุนมากกว่าการจัดพอร์ตลงทุนแบบทั่วไป เป้าหมายหลักของการจัดพอร์ตการลงทุนนั้น ไม่ใช่การคำนึงถึงเฉพาะการสร้างผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ โดยให้พอร์ตการลงทุนอยู่ในจุดที่ดีที่สุดภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยนักลงทุนสามารถใช้การกู้ หรือ Leverage เพื่อสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าปกติได้ ซึ่งในสภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลกในปัจจุบัน เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้การใช้สินเชื่อเพื่อการลงทุนนั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาส (ดอกเบี้ย) อยู่ในระดับต่ำมาก

 

Lombard Loan และ Property-Backed Loan เป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน ที่ออกแบบสำหรับนักลงทุนกลุ่ม High Net Worth ที่ต้องการเพิ่มกระแสเงินสดสำหรับการลงทุน โดยนักลงทุนสามารถนำสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความต้องการในตลาด เช่น เงินฝากธนาคารพาณิชย์ หุ้นกู้ หุ้นสามัญ หรือหุ้นกู้อนุพันธ์ มาเป็นหลักประกัน วางไว้กับสถาบันการเงิน (Lombard Loan) หรือนำอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินหรือที่อยู่อาศัย ซึ่งปลอดภาระมาเป็นหลักประกันจดจำนอง (Property-Backed Loan) เพื่อที่จะได้รับวงเงิน สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนหลากหลายประเภท ได้แก่ หุ้นกู้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ รวมทั้งกองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศตามความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ อีกทั้งนักลงทุนยังสามารถที่จะขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันได้ภายหลัง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการชำระคืนก่อนกำหนด หรือถ้าต้องการหาหลักประกันอื่นมาทดแทนก็สามารถทำได้ กล่าวโดยสรุป ข้อแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ประเภทของหลักประกัน โดย Lombard Loan หลักประกันจะเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน ในขณะที่ Property Backed Loan จะใช้หลักประกันรูปแบบอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องมีการจดจำนอง รูปแบบจะคล้ายกับการกู้สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อธุรกิจทั่วไป|

 

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าปี 2021 เป็นปีแห่งโอกาสในการลงทุนหลังโลกเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา ในโลกแห่งการลงทุนที่มีทั้งโอกาสและความท้าทาย รวมทั้งความผันผวนที่ยังคงอยู่ควบคู่กับการลงทุน นอกจากการวางแผนการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาวในรูปของ Public Assets ที่นักลงทุนคุ้นเคย การเปิดรับโอกาสการลงทุนในรูปแบบใหม่ เช่น Private Assets รวมถึงการเพิ่มพลังเงินลงทุนผ่าน Lombard Loan และ Property-Backed Loan จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่ไม่อาจมองข้ามสำหรับนักลงทุนในยุคที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูงต่อเนื่อง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เพิ่มโอกาสการลงทุนสร้างความมั่งคั่ง ผ่าน Private Assets, Lombard Loan & Property-Backed Loan appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดธีมเด่น เฟ้นโพย ETF รับการลงทุนยุคไบเดน และ Blue Wave https://thestandard.co/outstanding-themes-etfs-biden-with-blue-wave/ Wed, 13 Jan 2021 05:55:39 +0000 https://thestandard.co/?p=442475 เปิดธีมเด่น เฟ้นโพย ETF รับการลงทุนยุคไบเดน และ Blue Wave

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตแบบกวาดเรียบในการเลือกตั้งวุฒิสมาช […]

The post เปิดธีมเด่น เฟ้นโพย ETF รับการลงทุนยุคไบเดน และ Blue Wave appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดธีมเด่น เฟ้นโพย ETF รับการลงทุนยุคไบเดน และ Blue Wave

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตแบบกวาดเรียบในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสองที่ในรัฐจอร์เจียเมื่อวันที่ 5 มกราคม ส่งผลให้พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกครั้ง ในแวดวงการเมืองและการเงินนิยมเรียกเหตุการณ์นี้ว่า Blue Wave ซึ่งแทนสีของพรรคเดโมแครต (ในขณะที่ Red Wave แทนชัยชนะแบบกวาดเรียบของพรรครีพับลิกัน) แต่การเกิด Blue Wave ของสภาคองเกรสในรอบนี้จะเป็นเพียง Blue Wave แบบอ่อน คือ จำนวน ส.ส. ของพรรคเดโมแครต-รีพับลิกันอยู่ที่ 222-212 คน และจำนวน ส.ว. ของพรรคเดโมแครต-รีพับลิกันอยู่ที่ 50-50 คน

 

ตรงนี้เอง หากเกิดการโหวตร่างงบประมาณหรือร่างกฎหมายใดๆ ที่มีผลคะแนนโหวตของวุฒิสมาชิกอยู่ที่ 50 ต่อ 50 รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส (ในฐานะประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่ง) จะสามารถโหวตตัดสินชี้ขาดได้ จึงมองว่าในภาพรวม การผลักดันนโยบายของฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดนน่าจะราบรื่นมากขึ้นกว่าในกรณีที่ไม่สามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาได้ ในยุคไบเดน และ Blue Wave ด้านปัจจัยบวกต่อตลาดการเงิน ผมมีมุมมอง Bullish กับตลาดหุ้นมากขึ้น จากมาตรการกระตุ้นในสหรัฐฯ ที่จะออกมาได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นในปีนี้ และมองภาพต่อเนื่องกระแสการเปลี่ยนกลุ่มหุ้น (Sector/Style Rotation) จากหุ้นกลุ่ม Growth/Defensive ไปหุ้นกลุ่ม Cyclical/Value และกลุ่ม Laggard เช่น กลุ่ม Industrials, Materials, Financials และ Energy และสไตล์หุ้น Large Cap ไปยัง Mid-Small Cap ตามความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ US Bond Yield ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากเงินเฟ้อคาดการณ์ที่จะเร่งขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ด้านปัจจัยลบต่อตลาด ผมมองว่าประเด็นการขึ้นภาษีของพรรคเดโมแครต ไม่ว่าจะเป็น Corporate Tax และ Capital Gain Tax รวมถึงการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (หุ้นกลุ่ม FAAMG: Facebook, Apple, Amazon, Microsoft, Google) จากกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Antitrust Law) จะยังไม่ใช่ Priority หลักของประธานาธิบดีไบเดน โดยเฉพาะการขึ้นภาษีที่อาจทำได้ยากในช่วงหลังวิกฤต ทำให้มองว่าหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะยังไม่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้

 

สำหรับธีมการลงทุนหุ้นทั่วไป แม้ว่าข่าวความคืบหน้าวัคซีนจะทำให้เกิดภาพ Sector/Style Rotation ทั้งในตลาดหุ้นโลกและหุ้นสหรัฐฯ แต่หุ้นเติบโต (Growth) เช่น หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจจากความสามารถในการทำกำไร งบดุลที่แข็งแกร่ง และเป็น Disruptive Sector โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ที่สหรัฐฯ ยังเผชิญการระบาดหนัก หุ้นกลุ่มนี้จะยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หากนักลงทุนมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ มากแล้ว ยังคงแนะนำให้ทยอยปรับพอร์ตและเพิ่มสัดส่วนหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะ EM Asia ซึ่งค่อนข้างได้อานิสงส์มากในยุคไบเดน และ Blue Wave (อ่านเพิ่มเติมที่ The Standard Wealth Opinion: ประธานาธิบดีไบเดน จุดเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจ-การลงทุนหุ้นเอเชียอย่างไร)

 

ส่วนธีมการลงทุนโดยเฉพาะในยุคไบเดน และ Blue Wave ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามคือ ธีม ESG (Environment, Social, Governance) แม้ ESG ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นแนวคิดที่ตลาดการเงินโลกจะให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่สหรัฐฯ ต้องการที่จะกลับมายืนหนึ่งในเวทีโลกอีกครั้ง หลังจากที่โดดเดี่ยวมาตลอด 4 ปีในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ หากพิจารณาผลการดำเนินงานของบริษัท และกองทุนที่ยึดหลักและได้คะแนน ESG สูง ก็มักจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในระยะยาว

 

ธีมที่อยากเน้นเป็นพิเศษคือ ธีมพลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด เนื่องจากธีมนี้จะสำคัญมากขึ้นหลังสหรัฐฯ กลับเข้าร่วมความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นเทรนด์ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้น จากการที่ทั้งสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจทั่วโลกตั้งเป้าการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือศูนย์ (Carbon Neutrality) ในอนาคต ซึ่งในยุคของไบเดน และ Blue Wave มีแนวโน้มจะผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดในสหรัฐฯ ได้เร็วกว่าในยุคของ Red Wave สำหรับกองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ ETF (Exchange Traded Fund) ที่นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นตามธีมไบเดน และ Blue Wave ที่ผมจะมาแนะนำในบทความนี้ นอกจากจะล้อไปกับธีมการผลักดันนโยบายสำคัญในช่วงหาเสียงของประธานาธิบดีไบเดนแล้ว ยังเป็นกองหุ้น ETF ที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมาด้วย ซึ่งรายละเอียดมีทั้งหมด 4 ธีมย่อย ดังนี้

 

1) ธีมการลงทุนในหุ้นพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน ซึ่งผมมองว่าเป็นธีมหลักและน่าจะมาแรงที่สุดในปีนี้ พร้อมการกลับมารอบใหม่ของสหรัฐฯ โดยกองหุ้น ETF ที่น่าสนใจ ได้แก่ iShares Global Clean Energy ETF (ICLN) และ First Trust NASDAQ Clean Edge Green Energy (QCLN) ซึ่งทั้งสองกองสามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 100% ในปีที่ผ่านมา เนื่องจากเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรม Renewable Electricity & Energy และ Semiconductor Equipment ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง ประกอบกับคำมั่นที่ประธานาธิบดีไบเดนต้องการนำสหรัฐฯ กลับเข้าร่วม Paris Agreement จะยิ่งเป็นการตอกย้ำความสำคัญและโอกาสการเติบโตของธุรกิจพลังงานยั่งยืน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และมีแนวโน้มที่จะสร้างมูลค่าได้อย่างมหาศาล

 

2) ธีมการลงทุนหุ้นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์และเติบโตอย่างมากในช่วงที่โควิด-19 ยังระบาดอยู่ และกองหุ้น ETF ยอดนิยมคงหนีไม่พ้น ARK Innovation ETF (ARKK) และ ARK Fintech Innovation ETF (ARKF) ซึ่ง ARKK จะลงทุนใน Disruptive Innovation เช่น Cloud Computing, E-Commerce, Molecular Diagnostics, Gene Therapy, Big Data & Machine Learning, Digital Media ฯลฯ ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง และ ARKF จะเน้นลงทุนในนวัตกรรม Fintech เช่น Transaction Innovations, Blockchain, Funding Platforms ฯลฯ ในปีที่ผ่านมา ทั้งสองกองมีผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 160% และ 106% ตามลำดับ ประธานาธิบดีไบเดนเองก็ให้ความสำคัญด้านการพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงการให้เงินสนับสนุนในการวิจัยและพัฒนาในประเทศ และต้องการที่จะตั้งงบสนับสนุนสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยเฉพาะอีกด้วย

 

3) ธีมการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ กองหุ้น ETF ที่น่าสนใจ ได้แก่ Global X Lithium & Battery Tech ETF (LIT) และ KraneShares Electric Vehicles and Future Mobility Index (KARS) โดย LIT จะเน้นการลงทุนในบริษัทชั้นนำที่ทำเหมืองลิเทียม การผลิตลิเทียมและการผลิตแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ซึ่งลิเทียมเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน มีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การจัดเก็บพลังงาน รวมถึงอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ในขณะที่ KARS จะเน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ รวมถึงบริษัทที่มีโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงการขับเคลื่อนของยานพาหนะในอนาคต และวิธีการขนส่งรูปแบบใหม่ทั้งสำหรับผู้โดยสารและสินค้า โดยผลการดำเนินงานของทั้งสองกองก็ยอดเยี่ยม เพราะสามารถปรับเพิ่มขึ้นราว 122% และ 68% ตามลำดับในปีก่อน ด้านประธานาธิบดีไบเดนเองก็มีแนวคิดสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม Electric Vehicle และ Future Mobility ในสหรัฐฯ ด้วยการสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิต EV และสถานีชาร์จในประเทศ

 

4) ธีมการลงทุน Internet Technology & E-commerce นโยบายของประธานาธิบดีไบเดนจะเน้นด้านการพัฒนาระบบโครงข่ายสาธารณูปโภค การพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต และ 5G ในสหรัฐฯ โดยกองหุ้น ETF ที่น่าสนใจ ได้แก่ O’Shares Global Internet Giants (OGIG) และ ProShares Long Online Short Stores (CLIX) และ Defiance 5G Next Gen Connectivity ETF (FIVG) ซึ่งมีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยมเช่นกัน และสามารถปรับเพิ่มขึ้นราว 105% และ 89% และ 28% ตามลำดับในปีที่ผ่านมา ซึ่งธีมนี้จะได้อานิสงส์โดยตรงจากงบกระตุ้นทางการคลังของทีมบริหารประธานาธิบดีไบเดน ทั้งยังได้ประโยชน์จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ จากการที่โควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างมาก ที่เปลี่ยนจาก Offline เป็น Online โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อของ และการใช้ข้อมูล

 

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงบางส่วนของธีมการลงทุนและกองทุน ETF หุ้นสหรัฐฯ และหุ้นโลก ที่จะได้อานิสงส์ค่อนข้างชัดเจนจากการกลับมาของสหรัฐฯ ในยุคของไบเดน และ Blue Wave ผมหวังว่านักลงทุนทุกท่านจะประสบความสำเร็จในโลกของการลงทุน ต้อนรับประธานาธิบดีท่านใหม่ของสหรัฐฯ ในปี 2021 ครับ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เปิดธีมเด่น เฟ้นโพย ETF รับการลงทุนยุคไบเดน และ Blue Wave appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 เหตุผลดีๆ ที่นักลงทุนต้องมีหุ้นจีน A-shares ในพอร์ตปี 2021 https://thestandard.co/a-shares-2021/ Wed, 16 Dec 2020 04:38:12 +0000 https://thestandard.co/?p=432006 5 เหตุผลดีๆ ที่นักลงทุนต้องมีหุ้นจีน A-shares ในพอร์ตปี 2021

เหลียวหน้าแลหลัง ปี 2020 นับเป็นปีที่ต้องจารึกไว้ในประว […]

The post 5 เหตุผลดีๆ ที่นักลงทุนต้องมีหุ้นจีน A-shares ในพอร์ตปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 เหตุผลดีๆ ที่นักลงทุนต้องมีหุ้นจีน A-shares ในพอร์ตปี 2021

เหลียวหน้าแลหลัง ปี 2020 นับเป็นปีที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และเป็นปีที่สร้างความประหลาดใจให้แวดวงการลงทุนได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากแม้ GDP โลกจะถูกประมาณการหดตัวราว 4% จากปีก่อน (ซึ่งแย่ที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา) แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์หลักทั่วโลกก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย และหนึ่งในตลาดหุ้นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมากจากภาพการฟื้นตัวที่โดดเด่นคงหนีไม่พ้นหุ้นจีน A-shares ซึ่งเป็นหุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE) และตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange: SHZE) ที่นักลงทุนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของหลักทรัพย์ได้ง่ายผ่านดัชนี CSI 300 ซึ่งเป็นดัชนีที่ประกอบด้วยหุ้น A-Shares 300 บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในดัชนี SSE และ SHZE โดยดัชนี CSI 300 ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 20% (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ธันวาคม) นับตั้งแต่ต้นปี 2020 และมีผลตอบแทนของดัชนีเหนือกว่าทุกตลาดหุ้นหลักของโลก เป็นผลมาจากมาตรการควบคุมโควิด-19 ที่มีประสิทธิผล รวมถึงการสนับสนุนด้านนโยบายของจีนที่ทันเวลา ทำให้เศรษฐกิจจีนสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยไตรมาสที่ 1, 2 และ 3 จีนเติบโตที่ -6.8%, 3.2% และ 4.8%YOY ตามลำดับ อีกทั้ง IMF คาดการณ์ว่า จีนจะสามารถเติบโตได้ราว 2% และ 8% ในปี 2020 และ 2021 

 

จุดเด่นของหุ้นจีน A-shares สามารถไล่เรียงได้ตั้งแต่มูลค่าของตลาดหุ้นจีน A-shares (SSE+SHZE) ที่ปัจจุบันใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากตลาดสหรัฐฯ (NYSE+NASDAQ) หากวัดจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (USD Market Capitalization) ทั้งยังมีความหลากหลายของประเภทบริษัทและมีพื้นฐานการเติบโตที่น่าสนใจ และล้อไปกับทิศทางและเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ที่เน้นเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี และการสร้างความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศตามยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) 

 

นอกจากนี้โครงสร้างตลาดของหุ้นจีน A-shares มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ เนื่องจากตลาดมีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยคิดเป็น 32% ของมูลค่าตลาด แต่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวัน (Average Daily Turnover) เป็นสัดส่วนถึง 82% ซึ่งสร้างความคึกคักให้กับตลาดได้เป็นอย่างดี และแม้นักลงทุนรายย่อยยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญ แต่การถือครองหุ้นโดยนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่จีนเริ่มก่อตั้งโครงการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์จีน-ฮ่องกง (Shanghai-Hong Kong Stock Connect) ในปี 2014 และล่าสุด การปรับปรุงเกณฑ์การเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะเกณฑ์ที่ทางการจีนควบรวมโควตาในการลงทุนหุ้นจีนของนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่เรียกว่า QFII (Qualified Foreign Institutional Investor) และ RQFII (Renminbi Qualified Foreign Institutional Investor) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ทำให้การเข้าถึงตลาดหุ้นจีน Onshore หรือ A-shares ผ่อนคลายและมีข้อจำกัดที่น้อยลง ซึ่งความพยายามต่อเนื่องของหน่วยงานกำกับดูแลในการปรับปรุงการเข้าถึงตลาด การคุ้มครองนักลงทุนและเพิ่มมาตรฐานความโปร่งใสเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการยกระดับตลาดหุ้นจีนให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ทั้งยังเป็นการขยายการเปิดเสรีด้านตลาดทุนของจีน โดยปัจจุบันหุ้นจีนได้ถูกผนวกอยู่ในดัชนีมาตรฐานระดับโลกมากมาย นอกจากพัฒนาการเชิงบวกของตลาดหุ้นจีนตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ตลาดหุ้นจีน A-shares ยังมีจุดเด่นสำคัญอีก 5 ประการที่มีความพิเศษและมีศักยภาพในการดึงดูดความต้องการในการจัดสรรเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก ดังนี้

 

ประการที่หนึ่ง หุ้นจีน A-shares เริ่มมีความสัมพันธ์กับดัชนีตลาดหุ้นหลักไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ ต่ำลง โดยหุ้น A-shares มีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ราว 50% กับตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้พิจารณาได้ว่าหุ้น A-shares มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนน้อยลงในช่วงที่ตลาดโลกผันผวนสูง ทำให้นักลงทุนสามารถใช้หุ้น A-shares เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยในการกระจายความเสี่ยงได้อีกตัวสำหรับการลงทุนหุ้นโลก

 

ประการที่สอง หุ้นจีน A-shares มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้จากผลประกอบการที่ดีและ Valuation น่าดึงดูดเมื่อเทียบกับตลาดสำคัญอื่นทั่วโลกในแง่ของ PEG (Price / Earnings to Growth Ratio) ทั้งยังมีประเภทของหุ้นดั้งเดิม (Old Economy) ที่ยังเป็นเครื่องจักรพื้นฐานในการขับเคลื่อนธุรกิจ และมีหุ้นเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่เป็นเครื่องจักรสำคัญใหม่ในการขับเคลื่อนจีนในยุคหน้า เช่น e-Commerce, e-Education, Entertainment, Fintech, และบริษัท Mobile Applications ที่น่าสนใจต่างๆ มากมายครบเกือบทุกอุตสาหกรรม

 

ประการที่สาม จำนวนบริษัทที่จดทะเบียนในหุ้นจีน A-shares เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหรือราว 100% ตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ในฝั่งตลาดสหรัฐฯ เติบโตเพียง 22% สะท้อนศักยภาพการเติบโตของตลาดหุ้นจีนที่สูง นอกจากนี้ดัชนี A-shares ยังได้รับความสนใจจากบริษัทชั้นนำมากขึ้นสำหรับการเป็นแหล่งรองรับการระดุมทุน ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรม IPO (Initial Public Offering) เป็นสัดส่วนราว 33% ของมูลค่าการ IPO ทั่วโลกในปี 2020 จากอานิสงส์การปฏิรูปตลาดทุนที่เด่นชัดในช่วงที่ผ่านมา จึงสนับสนุนการไหลเข้าของเม็ดเงิน IPO ในหุ้นจีน A-shares อย่างต่อเนื่อง 

 

ประการที่สี่ มีเม็ดเงินอีกมหาศาลที่รอการเข้าลงทุนในตลาดจีน A-shares จากข้อมูลของ Goldman Sachs ปัจจุบันหุ้นจีน A-shares ได้ถูกรวมและทยอยเพิ่มน้ำหนักในดัชนีหุ้นมาตรฐานระดับโลกมากมาย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนอีกราว 430 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะข้างหน้า

 

ประการที่ห้า ครัวเรือนจีนยังมีสัดส่วนการถือหุ้นจีนในประเทศตนเอง (ราว 8% ของสินทรัพย์ทั้งหมดของครัวเรือน) น้อยกว่าครัวเรือนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ (ราว 25%) เนื่องจากคนจีนชอบถือที่ดินมานาน ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในตลาดหุ้นจีนของคนจีนที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากในระยะยาว รวมถึงบทบาทของนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดจีนเพิ่มเติมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกด้วย

 

ในปี 2021 หุ้นจีน A-shares ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตและปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อ เนื่องจากมีประเภทหุ้นยอดนิยมทั้งในโลกยุคก่อนและโลกยุคหน้าอย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นจุดประสานการลงทุนสไตล์หุ้นเติบโต (Growth) และหุ้นคุณค่า (Value) ได้เป็นอย่างดี และสอดรับกับธีมการลงทุนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของสังคมเมืองและชนชั้นกลาง (Urbanization) เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) นวัตกรรมด้านสุขภาพ (Healthcare Innovation) และการบริการที่ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆ (Cloud Computing) รวมไปถึงธีม 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสีเขียว (Green Energy) จากข้อมูลของ FactSet หุ้นจีน A-shares จะมีบริษัทมากกว่า 30% ที่คาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ได้มากกว่า 10% ในช่วง 3 ปีข้างหน้าในดัชนี MSCI AC World และจะสร้างปรากฏการณ์การเสนอขายหุ้น IPO ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และราคาหุ้นยังไม่แพงสำหรับการลงทุนระยะยาวเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของตลาดและบริษัท

สำหรับหุ้นจีน A-shares แม้จะมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนยังควรตระหนักว่าตลาดหุ้นจีนก็เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน เนื่องจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการควบคุมและกำกับดูแลที่มีแนวโน้มออกมาได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานอาจกดดัน Sentiment ตลาดในช่วงสั้น ตัวอย่างล่าสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ทางการจีนออกร่างกฎหมายการประกอบธุรกิจการปล่อยสินเชื่อออนไลน์สำหรับบริษัท Fintech ซึ่งทำให้การ IPO ของ ANT Group ต้องถูกระงับไป อีกทั้งทางการจีนได้ออกร่างกฎหมายจำกัดการผูกขาดทางการค้าของกลุ่มธุรกิจออนไลน์และ Internet Platform ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนในระยะสั้น นักลงทุนจึงต้องพิจารณาความเสี่ยงในระยะสั้นให้ครบถ้วน เนื่องจากทางการจีนอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนกฎหมายด้านการกำกับดูแลเพื่อให้มีความโปร่งใสและรัดกุมมากขึ้น ซึ่งหากนักลงทุนยอมรับความผันผวนของตลาดได้ในช่วงสั้น ก็เชื่อได้ว่าตลาดหุ้นจีนโดยเฉพาะหุ้น A-shares จะมีโอกาสที่สร้างผลตอบแทนที่สูงในระยะต่อไปได้จากการพลิกโฉมของหุ้นจีนในเวทีการลงทุนหุ้นโลกในอนาคต

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post 5 เหตุผลดีๆ ที่นักลงทุนต้องมีหุ้นจีน A-shares ในพอร์ตปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เวียดนาม’ ผู้ชนะในเกมเศรษฐกิจ จากวิกฤตโควิด-19 เทรดวอร์และข้อตกลงการค้าโลก https://thestandard.co/vietnam-winner-of-economy-game/ Wed, 25 Nov 2020 06:39:03 +0000 https://thestandard.co/?p=424869 ‘เวียดนาม’ ผู้ชนะในเกมเศรษฐกิจ จากวิกฤตโควิด-19 เทรดวอร์และข้อตกลงการค้าโลก

เวียดนามถือได้ว่าเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะว […]

The post ‘เวียดนาม’ ผู้ชนะในเกมเศรษฐกิจ จากวิกฤตโควิด-19 เทรดวอร์และข้อตกลงการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เวียดนาม’ ผู้ชนะในเกมเศรษฐกิจ จากวิกฤตโควิด-19 เทรดวอร์และข้อตกลงการค้าโลก

เวียดนามถือได้ว่าเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริงจากวิกฤตโควิด-19 สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2018 รวมถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจจากการเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ ทั้ง RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership), CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership) และ EVFTA (EU-Vietnam Free Trade Agreement) ในวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจเวียดนามยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ในขณะที่เศรษฐกิจอื่นๆ ในภูมิภาคต้องเผชิญความท้าทายอย่างมากในการฟื้นตัว ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของเวียดนามขยายตัว 2.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ในไตรมาส 3 และในไตรมาส 2 ที่การเติบโตของเศรษฐกิจเกือบทุกประเทศทั่วโลกตกต่ำเป็นประวัติการณ์จากการปิดเมือง แต่เวียดนามก็ยังเติบโตได้ที่ 0.39% (YoY) ท่ามกลางการแพร่ระบาดทั่วโลก

 

กล่าวได้ว่าเวียดนามสามารถผ่านบททดสอบสำคัญในวิกฤตโควิด-19 ในรอบนี้ ทั้งยังเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน และสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่เวียดนามเป็นสมาชิกได้อย่างแท้จริง ความน่าสนใจของเวียดนามในแต่ละประเด็นมีรายละเอียด ดังนี้

 

ประเด็นที่หนึ่ง สำหรับวิกฤตโควิด-19 เวียดนามค่อนข้างประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์ในปี 2020 ทั้งที่เวียดนามมีพรมแดนติดกับจีน ซึ่งเป็นประเทศแรกที่พบการแพร่ระบาด ความสำเร็จของเวียดนามมาจากมาตรการที่รัดกุม แม้รัฐบาลพรรคเดียวของเวียดนามจะเป็นผู้ออกคำสั่งเพียงฝ่ายเดียว แต่ชาวเวียดนามก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างดี เพราะตระหนักว่าทางการพยายามทำทุกอย่างเพื่อป้องกันการระบาดในวงกว้าง เนื่องจากทั้งรัฐบาลและประชาชนทราบดีว่า หากเกิดการระบาดหนักในประเทศ ระบบสาธารณสุขจะไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ จึงทำให้ทุกฝ่ายร่วมมือกัน ซึ่งทำให้ยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในเวียดนามค่อนข้างต่ำ เทียบเคียงได้กับประเทศไทย มาเลเซีย ไต้หวัน และนิวซีแลนด์

 

เวียดนามมีรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ราว 1,300 รายเท่านั้น (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2020) และผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่สูง จากการเปิดเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นกลับมาได้เร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่งผลให้ผลกระทบต่อตลาดแรงงานมีจำกัด และการใช้จ่ายของผู้บริโภคภาพรวมยังแข็งแกร่ง

 

ล่าสุด รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าการเติบโตในปี 2020 ที่ 2.5-3% และราว 6.5-7% ในปี 2021-2025 การฟื้นตัวที่รวดเร็วของเวียดนามจากความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดสองระลอกในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม แรงหนุนทางการคลังจากการใช้จ่ายของภาครัฐ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจากธนาคารกลางเวียดนาม จะช่วยให้เวียดนามบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระยะต่อไปได้

 

ประเด็นที่สอง ด้านสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีห่วงโซ่การผลิตกับจีน ต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการขึ้นภาษีนำเข้าระหว่างกันของสหรัฐฯ-จีน ในช่วงปี 2018-2019 แต่เวียดนามเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่ผลบวกดูจะมากกว่าผลลบ เนื่องจากเวียดนามสามารถส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐฯ และจีนได้เพิ่ม ในขณะที่สองชาติมหาอำนาจกำลังห้ำหั่นกันด้วยสงครามภาษี ทั้งบริษัทข้ามชาติ เช่น Samsung Electronics ฯลฯ ได้ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงงานที่มีทักษะ แต่ต้นทุนค่าแรงต่ำเพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งทำให้การส่งออกของเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตและฟื้นตัวได้ดีกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากปัจจัยเฉพาะจากโครงสร้างสินค้าส่งออกที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มือถือ แท็บเล็ต รวมถึงการวางกลยุทธ์ในห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ด้วยโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยี และมีการค้ากับจีนที่ตลาดผู้บริโภคก็ยังมีการเติบโตดี จากความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกของเวียดนาม ทำให้คาดการณ์การส่งออกปี 2020 ของเวียดนามจะยังเติบโตราว 3-4% แม้จะชะลอลงจากการเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาก็ตาม

 

ประเด็นที่สาม ความสำเร็จและความได้เปรียบจากการที่เวียดนามเป็นสมาชิกในข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญขนาดใหญ่ของโลกทั้ง RCEP และ CPTPP รวมถึง EVFTA ซึ่งหากรวมกับ FTA เดิมที่เวียดนามมีอยู่แล้ว จะทำให้เวียดนามมี FTA รวมถึง 16 ฉบับ ครอบคลุมการค้าเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลก จึงไม่แปลกใจที่บรรษัทข้ามชาติจะเข้าไปลงทุนในเวียดนาม เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก รวมถึงฐานการผลิตเพื่อตอบสนองชนชั้นกลางในเวียดนามที่เติบโตต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ดี แม้การส่งออกของเวียดนามที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้จะนำไปสู่ความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม จากการที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการบิดเบือนค่าเงินเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ตามมา หากเวียดนามถูกตัดสินว่ามีความผิด (กระบวนการเดียวกันในการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนตั้งแต่ปี 2018) และอาจทำให้เวียดนามเผชิญความเสี่ยงด้านการส่งออกอยู่บ้าง แต่กระบวนการสอบสวนยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นตลาดส่งออกหลักเดียวของเวียดนาม แต่ยังมีทั้งสหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ จึงคาดว่าผลกระทบในระยะสั้นอาจไม่สูงนักและการส่งออกยังคงสดใสจากการที่อยู่ในสถานะเศรษฐกิจชายขอบ (Frontier Market) ซึ่งได้ประโยชน์ด้านการเข้าถึงตลาดใหม่ โดยเฉพาะภาษีนำเข้าคู่ค้าที่จะลดลง

 

จากความสำเร็จของเวียดนามใน 3 ประเด็นข้างต้น ยิ่งส่งผลให้การเติบโตของเม็ดเงินการลงทุนในฝั่งตลาดหลักทรัพย์ของเวียดนามเริ่มเด่นชัดมากขึ้น สำหรับการจัดกลุ่มประเทศตามเกณฑ์ MSCI Index จากบริษัท Morgan Stanley Capital International (MSCI) ที่ทำดัชนีอ้างอิงราคาหลักทรัพย์ชั้นนำทั่วโลก ได้จัดเวียดนามอยู่ในกลุ่ม Frontier Markets โดยหากดูจากสัดส่วนน้ำหนักของตลาดเวียดนามในปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 15.8% ในดัชนีฯ

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน MSCI จะเริ่มปรับสัดส่วนน้ำหนักในดัชนี MSCI Frontier 100 Index ใหม่ ซึ่งจะปรับประเทศคูเวตออกเพื่อเอาเข้ากลุ่ม Emerging Market (EM) แทน ทำให้เวียดนามจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในดัชนีเป็นราว 28.8% ซึ่งการปรับน้ำหนักตามเฟสของ MSCI จะเริ่มส่งผลตั้งแต่ปี 2021 จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเข้าของ Passive Flow เข้าตลาดหลักทรัพย์เวียดนามต่อเนื่องได้ในอนาคตอันใกล้ จึงทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจมากที่สุดในกลุ่ม Frontier Markets มากไปกว่านี้ รัฐบาลเวียดนามยังได้ตั้งเป้าหมายในการยกระดับตลาดหลักทรัพย์เวียดนามสู่กลุ่ม EM (EM Reclassification) ภายในปี 2023 ซึ่งจะยิ่งช่วยปลดล็อกศักยภาพในการเติบโตของดัชนีหุ้นเวียดนามที่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนอย่าง VNINDEX (Vietnam Ho Chi Minh Stock Index) และตลาดหลักทรัพย์เวียดนามทั้ง Ho Chi Minh Exchange (มีหุ้นอยู่ราว 400 บริษัท) และ Hanoi Stock Exchange (มีหุ้นอยู่ราว 350 บริษัท) ด้วยเหตุนี้ เวียดนามจึงถือได้ว่าเป็นผู้ชนะที่แท้จริงทั้งในเกมเศรษฐกิจและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งยังเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจต่อเนื่องของนักลงทุน

 

ประมาณการการปรับสัดส่วนน้ำหนักในดัชนี MSCI Frontier 100 Index

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง: MSCI และ J.P. Morgan

The post ‘เวียดนาม’ ผู้ชนะในเกมเศรษฐกิจ จากวิกฤตโควิด-19 เทรดวอร์และข้อตกลงการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีไบเดน จุดเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจ-การลงทุนหุ้นเอเชียอย่างไร https://thestandard.co/biden-win-signals-a-turning-point-in-us/ Thu, 12 Nov 2020 15:30:44 +0000 https://thestandard.co/?p=420331

เป็นที่ทราบกันทั่วโลกแล้วในขณะนี้ว่า ผู้ชนะการเลือกตั้ง […]

The post ประธานาธิบดีไบเดน จุดเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจ-การลงทุนหุ้นเอเชียอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นที่ทราบกันทั่วโลกแล้วในขณะนี้ว่า ผู้ชนะการเลือกตั้งและจะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีท่านใหม่คนที่ 46 ของสหรัฐฯ คือ โจ ไบเดน และตลาดทั่วโลกได้ให้ผลตอบรับเชิงบวกต่อผลการเลือกตั้ง แม้จะยังมีความเสี่ยงจากประเด็นการไม่ยอมรับผลการนับคะแนนในบางรัฐของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ตลาดการเงินเชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงผลคะแนนการเลือกตั้งครั้งนี้ 

 

มองไปข้างหน้า การเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของไบเดนจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายทั้งในและนอกสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากแนวคิดของทรัมป์และไบเดน รวมไปถึงแนวนโยบายระยะหลังของพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตก็ค่อนข้างมีจุดยืนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ กฎหมายหลักประกันสุขภาพ มาตรการรับมือโควิด-19 รวมถึงกฎหมายภาษี ฯลฯ สำหรับทัศนคติและแนวนโยบายของไบเดนที่แตกต่างจากทรัมป์มี 3 นโยบายที่เป็นจุดสำคัญ ได้แก่ 

 

1) นโยบายกดดันจีนจะยังคงมีอยู่ แต่ด้วยท่าทีที่ไม่แข็งกร้าว ในประเด็นด้านการละเมิดเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา การค้าที่ไม่เป็นธรรม และการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจของจีน รวมถึงการนำการจ้างงานกลับมาสหรัฐฯ จากประวัติการทำงานสมัยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในอดีต ไบเดนมีแนวโน้มใช้วิธีประนีประนอมมากขึ้นโดยอาศัยการเจรจา และแสวงหาประเทศพันธมิตรผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกดดันจีนในระยะยาว แทนการขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ที่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้านำ

 

2) นโยบายการค้าที่เป็นมิตร ไบเดนอาจพิจารณายกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วนกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป เพื่อปรับความสัมพันธ์ และเสนอแรงจูงใจทางการเงินให้บริษัทสหรัฐฯ นำการจ้างงานกลับมาที่สหรัฐฯ แทนการขู่ด้วยมาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้า 

 

3) นโยบายที่มองออกไปนอกสหรัฐฯ (Outward-looking) มากกว่าสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ที่สหรัฐฯ พยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเองสูงสุด แม้จะต้องอยู่โดดเดี่ยวก็ตาม (Inward-looking) ซึ่งการกลับมาของสหรัฐฯ ในเวทีโลกรอบนี้ มีแนวโน้มเน้นรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับยุโรปและพันธมิตรในประเทศอื่น เช่น กลุ่มประเทศอเมริกาเหนือและเอเชีย เป็นสำคัญ และมีความเป็นได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเข้าร่วม Paris Agreement ซึ่งเป็นข้อตกลงสากลในการลดภาวะโลกร้อน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงข้อตกลงทางการค้าที่ครอบคลุม และก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership: CPTPP) ด้วย

 

จากประธานาธิบดีทรัมป์สู่ประธานาธิบดีไบเดน จุดเปลี่ยนด้านนโยบายของสหรัฐฯ ของไบเดนในปี 2021 จะมีทิศทางเปลี่ยนไปอย่างมาก และ 3 นัยสำคัญสำหรับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย มีดังนี้  

 

1) นโยบายด้านต่างประเทศและการค้า จะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย  ไบเดนนิยมใช้แนวทางแบบพหุภาคี (Multilateral) ในการเจรจาแก้ไขความขัดแย้ง แทนที่จะใช้ภาษีนำเข้าทวิภาคี (Bilateral Tariffs) จึงส่งผลดีต่อการค้าโลกโดยรวม และประเทศที่พึ่งพาการส่งออก รวมถึงไทยด้วย 

 

ด้านมาตรการกีดกันทางการค้ามีแนวโน้มไม่รุนแรง โดยเฉพาะไทยน่าจะยังได้ต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ในสินค้าหมวดที่เหลือ คาดสินค้าที่จะได้ประโยชน์เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ค่อนข้างสูง ได้แก่ หมวดเครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เป็นต้น นอกจากนี้ นโยบายปักหมุดในเอเชีย (Pivoting to Asia) ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีโอบามาในช่วงปี 2009-2017 มีโอกาสสูงที่จะถูกรื้อฟื้นเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน และการกลับเข้าร่วมข้อตกลง CPTPP ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ จะได้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการให้ความสำคัญกับประเทศในทวีปเอเชียมากขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

 

2) นโยบายการคลัง แม้ไบเดนมีแผนการขึ้นภาษีในสหรัฐฯ หลายหมวด ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่การขึ้นภาษีเหล่านี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสหรัฐฯ และถูกนำไปใช้ในแผนกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศที่ส่งออกสินค้าทุนไปยังสหรัฐฯ และเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวต่อเนื่อง และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จะส่งผลดีต่อเงินทุนที่จะไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย

 

3) นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนของไบเดน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของหลายประเทศหลักทั่วโลก ที่ผลักดันเรื่องนี้อยู่แล้ว เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี ฯลฯ

 

จากมาตรการกระตุ้นทางการคลังขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และนโยบายด้านการค้าที่มีแนวโน้มประนีประนอมมากขึ้น จะช่วยหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และตลาดหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย (EM Asia) ที่จะได้อานิสงส์โดยตรง นอกจากนี้ แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับสกุลเงินหลักในเอเชีย จะช่วยสนับสนุนกระแสเงินทุนไหลเข้า และการเพิ่มขึ้นของทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ในตลาด EM ในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งช่วยให้ต้นทุนทางการเงินทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของไบเดน และแนวนโยบายที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะช่วยลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชียลงได้ ในอีกทางหนึ่ง จะช่วยให้ตลาดเอเชียเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น และดัชนีสะท้อนความผันผวนมีแนวโน้มเฉลี่ยต่ำลง และจากการที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว จะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงในระยะกลาง-ยาว ซึ่งตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง จากแรงกดดันที่ลดลงด้านความสามารถในการชำระหนี้ต่างประเทศคืนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในช่วงที่การก่อหนี้ในภูมิภาคเร่งตัวขึ้นจากวิกฤตโควิด-19 และหากผนวกกับการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน และความหวังเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในปี 2021 ด้วยแล้ว แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และนโยบายเศรษฐกิจในยุคของไบเดนจะยิ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนกระแสเงินทุนให้ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียจากภาพการค้าโลกที่ปรับตัวดีขึ้น 

 

หลายงานศึกษาด้านตลาดทุนในอดีตบ่งชี้ว่าตลาด EM รวมถึงตลาดเอเชียมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยได้ดีกว่าตลาดพัฒนาแล้ว (DM) ในช่วงที่เศรษฐกิจและการค้าโลกฟื้นตัวดี และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า นอกจากนี้ จากความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อภูมิภาคเอเชียที่ลดลง เมื่อเทียบกับสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้คาดว่า EM Credit Spread (ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตร EM และพันธบัตรสหรัฐฯ) จะมีแนวโน้มแคบลง (สะท้อนความเสี่ยงของพันธบัตร EM ที่ลดลง) ในช่วงที่เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอีกด้วย 

 

นอกจากนี้ ข้อมูลในอดีตยังชี้ให้เห็นว่า EM Credit Spread มักมีความสัมพันธ์ผกผันกับการแข็งค่าของสกุลเงิน EM และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย (ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อน ค่าเงินสกุล EM แข็งค่าโดยเปรียบเทียบจะทำให้ EM Credit Spread ลดลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น) ด้วยเหตุนี้ จากการที่ผู้นำสหรัฐฯ เข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน และแนวนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัย และค่อนไปในทางที่เป็นมิตรต่อตลาด EM โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประสานกับภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าของภูมิภาคเอเชียในระยะข้างหน้า การขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของโจ ไบเดน จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนภาวะตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นเอเชียที่จะเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นต่อเนื่องในปี 2021

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ประธานาธิบดีไบเดน จุดเปลี่ยนนโยบายสหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจ-การลงทุนหุ้นเอเชียอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
China’s Dual Circulation: ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน การเติบโตรูปแบบใหม่ของจีน https://thestandard.co/chinas-dual-circulation/ Thu, 05 Nov 2020 12:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=417689 China

Dual Circulation คืออะไร และทำไมจีนต้องประกาศยุทธศาสตร์ […]

The post China’s Dual Circulation: ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน การเติบโตรูปแบบใหม่ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
China

Dual Circulation คืออะไร และทำไมจีนต้องประกาศยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในตอนนี้?

หลังการประชุมใหญ่ครั้งที่ 5 (5th Plenum) ของคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม 2020 พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการนำเสนอผลงานการบริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมาต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการได้มีการพิจารณาเพื่อจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี (2021-2025) ครั้งที่ 14 และวางเป้าหมายไปจนถึงปี 2035 

 

หนึ่งในคำที่น่าสนใจมากที่สุดจากการประชุม คือ การกล่าวถึง Dual Circulation หรือ ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน ซึ่งเป็นแผนการพัฒนา และหนทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นของจีนในระยะข้างหน้า อันที่จริงแล้ว ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เปิดแผนยุทธศาสตร์นี้ครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2020 โดยให้ความสำคัญกับหลักการ ‘การหมุนเวียนภายในประเทศ (Internal Circulation)’ เพื่อเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ และลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศเป็นแกนหลัก 

 

ในขณะเดียวกันจะต้องมี ‘การหมุนเวียนภายนอกประเทศ (External Circulation)’ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออก และการไหลเวียนของเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เปิดเสรีเป็นแกนเสริมและทำงานควบคู่กันไป แม้ว่าการปรับสมดุลในลักษณะนี้ไม่ใช่หลักการใหม่ในการวางแผนการเติบโตของจีน แต่สำหรับยุทธศาสตร์นี้ จีนตั้งเป้าหมายในระยะยาวที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศ และลดความเสี่ยงจากการต้องพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ

 

สถานการณ์ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญความท้าทายที่สำคัญทั้งในระยะสั้นและระยาว ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยความท้าทายระยะสั้นมีอย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ 

  1. ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่แย่ลง และแนวโน้มการกีดกันทางการค้าที่ยังเพิ่มขึ้นทั่วโลก 
  2. โมเดลเศรษฐกิจจีนปัจจุบันยังไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังพึ่งพาการลงทุน และการก่อหนี้จำนวนมากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
  3. วิกฤตการระบาดของ COVID-19 ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคครัวเรือน และความไม่แน่นอนที่มากขึ้นของอุปสงค์จากต่างประเทศ 

 

พร้อมกันนี้ ในระยะยาว ความท้าทายสำคัญอีก 2 ประการที่มีแนวโน้มบั่นทอนความฝันของจีน ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ กำลังปรากฏชัดขึ้น ได้แก่ 

  1. ศักยภาพการเติบโตที่ลดลงจากปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และคนวัยแรงงานที่เริ่มลดลง 
  2. ภาวะ De-Globalization และกระแสต่อต้านจีนในหลายประเทศ โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจตะวันตก ดังนั้น การประกาศแผนยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีความชัดเจน จึงเป็นวิธีการเตรียมรับมือกับความเสี่ยง และพัฒนาแนวทางการเติบโตในระยะยาวของจีน

 

Dual Circulation มีรายละเอียดและประเด็นใดที่น่าสนใจ และจะมีผลต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

ในการที่ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานจะประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยการประสานและการขับเคลื่อนพร้อมกัน ทั้งจากการหมุนเวียนภายในและการหมุนเวียนภายนอก ในรายละเอียด การหมุนเวียนภายใน หมายถึง เป้าหมายและการปฏิรูปทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานของเศรษฐกิจจีนอย่างตรงประเด็น 

 

โดยด้านอุปสงค์ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภคในประเทศ และให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย 

 

ด้านอุปทาน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้บริษัทและอุตสาหกรรมของจีนพึ่งพาการผลิตและปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศน้อยลง โดยเฉพาะในยุคที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนยังคงมีแนวโน้มดำเนินต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ 

 

ในอีกด้านคู่ขนาน การหมุนเวียนภายนอก มีเป้าหมายว่าจีนจะยังคงส่งเสริมการไหลเวียนของสินค้า บริการ และเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยการส่งออกจะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอยู่ในระยะสั้น แต่จะทยอยลดบทบาทในสัดส่วนของ GDP ลงตามระยะเวลา ในขณะที่การปฏิรูปเพื่อเปิดเสรีบัญชีเงินทุนจะดำเนินต่อไป เนื่องจากจีนมีเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างความหลากหลายให้กับตลาดทุน ให้เทียบเท่ากับตลาดของชาติมหาอำนาจอื่นๆ

 

ประเด็นสำคัญที่แตกต่าง เมื่อเทียบกับแผนการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 10 ปีทีผ่านมา คือ จีนตั้งเป้าหมายในระยะยาวที่จะใช้การผลิตในประเทศ เพื่อรองรับอุปสงค์ภายในที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการนำเข้า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ แท้จริงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เมื่อจีนได้เปิดแผน Made in China 2025 ซึ่งมีเป้าหมายการยกระดับฐานการผลิตของจีน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยหลักการของยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานนี้ ยังสานต่อเจตนารมณ์เดิมของจีนในการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและการผลิตจากต่างชาติ 

 

สำหรับนัยต่อเศรษฐกิจ ผลในระยะสั้นของยุทธศาสตร์นี้ น่าจะช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายการเติบโตทาง GDP ได้ราว 5-5.5% ในระยะ 5 ปีข้างหน้า และการเติบโตของอุปสงค์ภายในจีนจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไทย จากความเชื่อมโยงทางการค้าและบริการ อย่างไรก็ดี ผลในระยะยาว อาจมีข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเช่นกัน เมื่อจีนเริ่มลดการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสามารถผลิตและบริโภคได้จากภายใน

 

สำหรับนัยต่อประเทศในเอเชีย ที่อาจได้อานิสงค์จากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในตอนนี้ ต้องจับตารูปแบบการค้าการลงทุนของจีนที่อาจจะเริ่มเปลี่ยนไป เนื่องจากแม้จีนจะยังมีแนวโน้มออกมาลงทุนภายนอก แต่จะมีแนวโน้มเริ่มเลือกเป้าหมายการลงทุน ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตและการบริโภคในจีนได้ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเป้าหมาย จะเป็นตัวแปรสำคัญในการรับการค้าและการลงทุนจากจีนในระยะต่อไป ซึ่งประเทศสำคัญที่จีนอาจมีแนวโน้มเพิ่มการลงทุน และอาจลดการลงทุนได้ในอนาคต ได้แก่ กลุ่มประเทศในเอเชียเหนือ และกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเทคโนโลยี ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องมือและเครื่องจักร ฯลฯ

 

Dual Circulation มีนัยต่อการลงทุนสำหรับตลาดการเงินโลกและนักลงทุนในตลาดโดยทั่วไปอย่างไร?

ผลสำเร็จจากยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนานมีแนวโน้มที่จะทำให้จีนมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเงินมากขึ้น ทั้งจากภายในและภายนอก โดยผลจากการหมุนเวียนภายในที่สัมฤทธิ์ผล จะสร้างตลาดผู้บริโภคคุณภาพขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นภายในจีน (Consumption Powerhouse) และจะเพิ่มสัดส่วนภาคบริการและการใช้จ่ายเพื่อการบริโภค รวมถึงจำนวนชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในอีกด้าน ผลจากการหมุนเวียนภายนอกที่สัมฤทธิ์ผล จะสร้างแรงดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้ามาลงทุนในจีนได้อย่างมหาศาล (Capital Flow Magnet) จากการทยอยเปิดเสรีภาคการเงิน ทั้งในส่วนตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางการเงินในเชิงลึก พร้อมกับการเปิดรับเงินทุนจากต่างชาติ และการเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวนของตลาดหุ้น รวมถึงมาตรฐานการส่งเสริมการกำกับดูแลที่ดี จะช่วยทำให้ตลาดหลักทรัพย์จีนเป็นเป้าหมายการลงทุนหลักจากนักลงทุนทั่วโลกได้ 

 

นอกจากนี้ ผลจากการปรับสมดุลของเศรษฐกิจไปยังภาคการบริโภคของชาวจีน จากกลุ่มสินค้าพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค ไปสู่กลุ่มสินค้าพรีเมียมที่เน้นคุณภาพ และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมถึงการที่จีนเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ในยุคดิจิทัล จะทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคของจีน ยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทั่วโลก นอกจากนี้ การที่จีนได้ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม การมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutrality) ก่อนปี 2060 รวมถึงแนวคิด Climate Change และ ESG (แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย E = Environment, S = Social และ G = Governance) จะยิ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อบริษัทจีนในระยะต่อไป ซึ่งในภาพรวมจะส่งผลดีต่อทั้งการระดมทุนในตลาดจีน และการลงทุนโดยตรงในตลาดจีน และจะเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ ที่เห็นถึงศักยภาพการพัฒนาและเติบโตของเศรษฐกิจ และบริษัทจีนในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post China’s Dual Circulation: ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน การเติบโตรูปแบบใหม่ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>