ชาตรี โรจนอาภา – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-ชาตรี-โรจนอาภา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 30 Dec 2024 04:27:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ส่องนโยบายการเงินธนาคารกลางยุคทรัมป์ 2.0 เฟ้นหาตลาดหุ้นน่าสนใจปี 2025 https://thestandard.co/trump-2-0-monetary-policy-stock-markets-2025/ Mon, 30 Dec 2024 04:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1025633 trump-2-0-monetary-policy-stock-markets-2025

วันที่ 20 มกราคม 2025 ถือเป็นวันที่ธนาคารกลางของประเทศต […]

The post ส่องนโยบายการเงินธนาคารกลางยุคทรัมป์ 2.0 เฟ้นหาตลาดหุ้นน่าสนใจปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-2-0-monetary-policy-stock-markets-2025

วันที่ 20 มกราคม 2025 ถือเป็นวันที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จับตามองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เนื่องจากเป็นวันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจะได้รับทราบว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายอย่างไรบ้างในช่วง 100 วันแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งก็จะทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ตัดสินใจได้ถูกว่าควรจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร โดยเฉพาะ Fed ที่ในการประชุมส่งท้ายปี เดือนธันวาคม 2024 ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่ปรับมุมมองคาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต (Fed Dot Plot) จากเดิมคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2025 ก็ลดลงเหลือเพียง 2 ครั้ง 

 

ขณะที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็มีท่าทีที่ Hawkish (ท่าทีที่จะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ) โดยแสดงท่าทีแบบมั่นใจมากๆ ว่าเงินเฟ้อจะไม่ปรับลดลงง่ายๆ ทำให้ตลาดแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาในการแถลงข่าวพาวเวลล์ไม่ได้มีท่าทีขึงขังเท่านี้ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะ Fed น่าจะกังวลกับนโยบายของทรัมป์นั่นเอง 

 

เมื่อตลาดเห็นท่าทีแบบนี้จึงมั่นใจว่านับจากนี้ไปอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ก็คงไม่น่าจะปรับลดลงได้เร็ว ซึ่งก็ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงค่อนข้างแรงหลังจากถ้อยแถลงออกมา ขณะที่ตลาดอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนต่างรอดูความชัดเจน โดยเงินดอลลาร์สหรัฐที่เคยไหลออกมาลงทุนในเอเชียเริ่มลดน้อยลง ทั้งเงินที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดหุ้น รวมถึงเงินลงทุนโดยตรง (FDI) 

 

ทั้งนี้ ผมมองว่าในการประชุม 3 ครั้งแรกในปี 2025 ของ Fed นั้นก็น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม เพื่อรอติดตามผลที่เกิดจากนโยบายของทรัมป์ก่อน หรืออย่างเร็วที่สุดก็คงจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งที่ 3 ซึ่งก็จะทำให้นักลงทุนยังคงเห็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับสูงและนาน (Higher for Longer) 

 

ในส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2025 ก็คาดว่าจะไม่สามารถเติบโตได้ในระดับ 3% และน่าจะเติบโตได้น้อยกว่าปี 2024 เนื่องจากมีความท้าทายอยู่มาก เช่น นโยบายขับไล่ผู้อพยพหรือสงครามการค้า ที่ไม่ได้กระทบเพียงแค่เศรษฐกิจคู่ค้าของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังกลับมากระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วย 

 

โดยจากตัวเลขของ SCB EIC คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2025 จะเติบโตได้ 1.9% จากในปี 2024 คาดว่าจะเติบโต 2.7% ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5% ต่ำกว่าปี 2024 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7% โดยเศรษฐกิจยุโรปในปี 2024 คาดว่าจะขยายตัว 0.8% และปี 2025 ขยายตัวลดลงเหลือ 0.6% เศรษฐกิจญี่ปุ่นคาดว่าจะหดตัว -0.2% ในปี 2024 จะกลับมาขยายตัว 0.9% ในปี 2025 และเศรษฐกิจจีนที่ทางการตั้งเป้าหมายขยายตัวปีละ 5% ก็น่าจะทำไม่ได้ตามเป้าหมาย โดยในปี 2024 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.9% ส่วนปี 2025 คาดว่าจะขยายตัว 4.2%

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่กล่าวมา มองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า Fed ด้วยเงื่อนไขเศรษฐกิจที่ต้องการการกระตุ้นมากกว่า ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็คงจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ สวนทางกับธนาคารกลางอื่นๆ 

 

ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) แม้จะยังมีช่องทางให้ดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังต่ำมาก แต่คาดว่าธนาคารกลางจีนจะยังไม่ทำเช่นนั้น เนื่องจากค่าเงินหยวนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินสกุลอื่น หากจีนดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายลงอีก จะยิ่งกดดันให้เงินหยวนอ่อนค่าลงไปอีก เพราะทำให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของจีนและสหรัฐฯ มีมากขึ้น 

 

ดังนั้นเงินทุนจะยิ่งไหลออก ซึ่งเงินที่อยู่ในมือของภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปในจีนนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจจีนได้ หากกลุ่มนี้ต้องการย้ายเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลจีนเผชิญปัญหาหนักเข้าไปอีกในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ 

 

เบื้องต้นผมมองว่าทางการจีนคงจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะถึงนี้ เพียงแต่ต้องจับตานโยบายที่ออกมา เพราะหากเป็นนโยบายซ้ำๆ แบบเดิม อาจจะให้ผลไม่ได้มากเท่าที่เคยทำได้ ขณะที่หากจีนไม่ใช้มาตรการอะไรเลยก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะมีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบาย จึงจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมาย ท่ามกลางสถานการณ์ที่คนจีนมีเงินเหลือเก็บแต่ไม่ยอมนำมาใช้จ่าย เพราะขาดความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันยังมีสงครามการค้ากับสหรัฐฯ เป็นภาระเพิ่มเติมที่รออยู่ 

 

สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผมมองว่าคงจะรอติดตามการดำเนินนโยบายของทรัมป์เช่นกัน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไปในปี 2025 โดยคาดว่าหากทรัมป์มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าไทยด้วย ก็คงจะทำให้บางอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบและเกิดปัญหาด้านสภาพคล่องได้

 

เมื่อพิจารณาจากแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย เพื่อพิจารณาตลาดหุ้นที่น่าสนใจ มองว่ายังคงเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามด้วยตลาดหุ้นญี่ปุ่นและยุโรป ที่ทำผลงานได้ดีอยู่ สามารถลงทุนระยะยาวได้ ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้นยังต้องรอคอยจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ท่ามกลางราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ที่ถือว่าแพงกว่าตลาดหุ้นเวียดนาม, เกาหลีใต้, จีน A-Share และจีน H-Share ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่ได้เติบโตมากกว่าตลาดอื่นๆ 

 

ทั้งนี้ คงต้องรอติดตามนโยบายของภาครัฐ เช่น การอัดฉีดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการลดหย่อนภาษีหรือการแจกเงิน ว่าจะช่วยให้โมเมนตัมเศรษฐกิจดีขึ้นได้หรือไม่ ขณะที่การท่องเที่ยวแม้จะคึกคักขึ้น แต่ยอดใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวก็ยังไม่ได้มากเท่าในอดีต ส่วนปัจจัยท้าทายสำคัญที่รออยู่ ได้แก่ ปี 2025 จะมีผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ครบกำหนดเงื่อนไขใหม่ 7 ปีเป็นปีแรก ซึ่งคิดเป็นเม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท โดยหลายคนที่ลงทุนยังขาดทุนอยู่ก็จริง แต่หากกลุ่มนี้มีความต้องการใช้เงินและขายหน่วยลงทุนออกมาพร้อมกัน ก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยได้ เนื่องจากมูลค่าหน่วยลงทุนที่ขายได้สูงกว่าขนาดของกองทุนรวมวายุภักษ์ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อพยุงหุ้นไทยอีก 

 

ด้านสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ‘ทองคำ’ ยังมีโอกาสสะสมได้เมื่อพักฐาน เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าเก็บสะสมทองคำในทุนสำรองอยู่ โดยเฉพาะหากมีสงครามเกิดขึ้น การเก็บสะสมทองคำในทุนสำรองก็จะยิ่งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็มีความท้าทายหากธนาคารกลางต่างๆ ดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว 

 

สุดท้ายนี้ผมแนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายความเสี่ยง ลงทุนสินทรัพย์ทั่วโลกและหลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสม ใครที่เคยลงทุนหุ้นไทยเพียงอย่างเดียวหรือแม้แต่ลงทุนหุ้นจีนเพียงอย่างเดียว ก็ควรกระจายความเสี่ยงไปลงทุนตลาดหุ้นโลกบ้าง โดยอาจลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อให้ผู้จัดการกองทุนช่วยดูแลเรื่องการลงทุนให้ 

 

หากกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกมากเพียงพอแล้ว ก็อาจคัดเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจที่ผลการดำเนินงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัฏจักรเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ เช่น กลุ่มสินค้าที่มีเทคโนโลยีน่าสนใจ ไม่ว่าใครก็ต้องการใช้ หรืออาจจะเลือกลงทุนในประเทศที่ประชากรเติบโต การบริโภคในประเทศกำลังเติบโต

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด และแอปพลิเคชัน SCB EASY หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

 

ภาพ: Andrew Harnik / Staff / Getty Images 

The post ส่องนโยบายการเงินธนาคารกลางยุคทรัมป์ 2.0 เฟ้นหาตลาดหุ้นน่าสนใจปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโผ 5 อุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรจับตา https://thestandard.co/opinion-top-5-industries-investors/ Sun, 29 Dec 2024 08:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1025400

ในช่วงนี้เชื่อว่าผู้ลงทุนหลายท่านคงจะทำการบ้านกันอย่างเ […]

The post เปิดโผ 5 อุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงนี้เชื่อว่าผู้ลงทุนหลายท่านคงจะทำการบ้านกันอย่างเข้มข้นว่าปี 2568 มีสินทรัพย์ไหนบ้างที่ลงทุนแล้วมองเห็นโอกาสรับผลตอบแทนที่น่าสนใจ หรือจะช่วยสนับสนุนให้การลงทุนไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งนอกจากจะพิจารณาที่ประเภทสินทรัพย์แล้ว ผมมองว่าสามารถพิจารณาเจาะลึกไปยังอุตสาหกรรมที่น่าสนใจด้วยได้ โดยที่มี 5 อุตสาหกรรมน่าจับตาดังนี้

 

1. Generative AI

 

ผมมองว่าในปี 2568 หลายค่ายคงจะมีการปล่อยฟีเจอร์ใหม่ๆ ของ Generative AI ออกมา อย่างเช่น OpenAI ที่สร้าง ChatGPT ในปี 2567 ได้เปิดตัว OpenAI o1 ออกมา โดยมีจุดเด่นด้านการแก้ไขปัญหาคณิตศาสตร์หรือปัญหาที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งนักวิเคราะห์หลายสถาบันต่างก็คาดการณ์ว่า OpenAI น่าจะเตรียมพร้อมเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในปี 2568 ดังนั้นก็น่าจะมีการปล่อยฟีเจอร์ใหม่ออกมาอีก เพื่อกระตุ้นความน่าสนใจสำหรับการ IPO ขณะที่ค่ายคู่แข่งอื่นๆ ก็น่าจะมีการออกเวอร์ชันใหม่ๆ มากขึ้นเพื่อมาแข่งขัน เช่น Gemini ของค่าย Google ที่ล่าสุดเพิ่งออกเวอร์ชัน 2.0, Claude ของ Anthropic ที่ Amazon เป็นผู้สนับสนุน, Copilot ของ Microsoft และ Llama ซึ่งเป็น Open Source AI ของ Meta

 

2. Quantum Computers

 

แม้ในช่วงนี้เทคโนโลยี Quantum Computers จะยังอยู่ในช่วงการวิจัยพัฒนา ไม่สามารถนำมาใช้เชิงพาณิชย์ได้ แต่ในปี 2568 คาดว่าจะได้เห็นบริษัทที่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้น เนื่องจากเริ่มมองเห็นแนวทางที่จะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานจริงได้จากเดิมที่เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น หลังจากที่ Google เปิดตัวชิป Quantum ชื่อว่า Willow พร้อมแสดงประสิทธิภาพในการคำนวณปัญหาที่ซับซ้อนมากๆ เช่น โจทย์ในเชิงควอนตัม โดยหากเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจใช้เวลาถึง 1,025 ปี (หรือ 10 ล้านล้านล้านล้านปี) จึงจะแก้ปัญหาได้ แต่ Willow ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ซึ่งอาจเป็นการพลิกโฉมหน้าวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน และสามารถนำไปต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม การวิเคราะห์โปรตีนเพื่อพัฒนายารักษาโรคต่างๆ หรือการทดลองโมเลกุลทางเคมี

 

3. Zero Cost Energy

 

ในช่วงที่ผ่านมามีหลายประเทศเริ่มกังวลกับปัญหาการขาดแคลนพลังงาน จากความก้าวหน้าของนวัตกรรม AI ทำให้เราได้เห็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Meta, Google และ Amazon ขยายไปสร้างโรงงานนิวเคลียร์ของตัวเอง หรือ Microsoft ที่ขยายความร่วมมือในการจัดหาแหล่งพลังงานกับ Constellation Energy รวมถึงความพยายามจะแสวงหาแหล่งพลังงานที่ต้นทุนต่ำที่สุด หรือ Zero Cost Energy นอกจากนี้ยังมีการขยายฐานการวิจัยออกไปยังต่างประเทศและเสาะหาแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งก็เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานต้นทุนต่ำ รวมถึงกลุ่มประเทศที่เกิดการย้ายฐานงานวิจัยและแหล่งพลังงานดังกล่าว

 

4. Autonomous Driving

 

ที่ผ่านมาเราได้เห็นค่ายรถยนต์สันดาปถูกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชิงส่วนแบ่งตลาดไป โดยล่าสุด Honda, Mitsubishi และ Nissan ก็ต้องควบรวมกิจการกัน ขณะที่ในอนาคตคงจะได้เห็นแนวโน้มค่ายรถยนต์สันดาปเผชิญแรงกดดันมากขึ้นไปอีก จากการที่ค่ายรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเร่งพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ หรือ Autonomous Driving ซึ่งจะทำให้ค่ายรถยนต์ที่ไม่ได้มีการพัฒนาระบบอัตโนมัติแข่งขันในตลาดยากขึ้นไปอีก ทำให้อาจเห็นการควบรวมกิจการ รวมถึงการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดรถยนต์มากขึ้นอีกในอนาคต สำหรับความคืบหน้าของ Autonomous Driving นั้นเราได้เห็น Tesla กำลังพัฒนาอยู่ และยังเตรียมเปิดตัว RoboTaxi ในอนาคต รวมถึง Waymo ของค่าย Google ที่กำลังขยายขอบเขตการทำงานไปยังรัฐต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการมาของ Autonomous Driving จะสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์พอสมควร โดยจะมีทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์เชิงบวกและเสียประโยชน์ ซึ่งนอกจากผู้ผลิตรถยนต์โดยตรงแล้ว ยังรวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น Ride Sharing หรือ Delivery ด้วย

 

5. Digital Asset

 

เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 20 มกราคม 2568 เป็นผู้ที่สนับสนุน Digital Asset ค่อนข้างมาก ลูกชายของทรัมป์ก็เคยออกโทเคน ส่วนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ ก็น่าจะมีการเปลี่ยนตัวเป็นผู้ที่สนับสนุนคริปโตเคอร์เรนซีมากขึ้น ส่งสัญญาณการสนับสนุนในเชิงบวกกับอุตสาหกรรมนี้

 

สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมนี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องการความง่ายด้วย ผมแนะนำว่าสามารถลงทุนผ่านกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างหุ้น 7 นางฟ้า (Apple, Amazon, Alphabet (บริษัทแม่ของ Google), NVIDIA, Meta Platforms, Microsoft และ Tesla) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนค่อนข้างครอบคลุมใน 5 อุตสาหกรรมนี้ หรืออาจจะลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETF) ที่อ้างอิงกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้

 

นอกจากนี้อาจจะลงทุนผ่านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นรากฐานของ 5 อุตสาหกรรมข้างต้น และยังมีหลากหลายส่วนในห่วงโซ่อุปทานให้เลือกลงทุนได้ แม้ว่าหุ้นเหล่านี้ที่อยู่ในสหรัฐฯ จะมีราคาค่อนข้างแพง แต่ผู้ลงทุนก็ยังสามารถพิจารณาลงทุนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่อยู่ในยุโรป เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่นได้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ ผมมองว่าผู้ลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุนให้มากกว่าปกติ หากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมที่ยังเป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เช่น Quantum Computing หรืออุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนมากอย่าง Zero Cost Energy ควรพิจารณาลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้เป็นหลักครับ

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม ไทยพาณิชย์ จำกัด และแอป SCB EASY หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

 

ภาพ: amgun / Getty Images

The post เปิดโผ 5 อุตสาหกรรมที่นักลงทุนควรจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาผลประชุม 3rd Plenum ลุ้นมาตรการหนุนเศรษฐกิจฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน https://thestandard.co/opinion-3rd-plenum/ Tue, 23 Jul 2024 02:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=961294

ภาพรวมเศรษฐกิจจีนนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเติบโตได้ 5.3% […]

The post จับตาผลประชุม 3rd Plenum ลุ้นมาตรการหนุนเศรษฐกิจฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ภาพรวมเศรษฐกิจจีนนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเติบโตได้ 5.3% สูงกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ที่ 5% แต่แนวโน้มโดยรวมยังไม่สดใสนัก และไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนในตลาดคาดหวัง เนื่องจากไม่ใช่การเติบโตที่มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคที่นักลงทุนคาดหวังเห็นการฟื้นตัว แต่มาจากภาคการส่งออก

 

จากการที่ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลท้องถิ่นจีนกู้ยืมไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจนมากเกินความต้องการและก่อหนี้มากเกินไป ทำให้ไม่สามารถใช้แนวทางนี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้แล้ว ส่วนการสนับสนุนการพัฒนาในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้มีผลมากพอทำให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัว ขณะที่มาตรการพลิกฟื้นภาคอสังหาที่ออกมา แม้จะตรงจุด แต่ก็ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน ทั้งการให้บริษัทอสังหาปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มความต้องการซื้อผ่านการให้รัฐวิสาหกิจและเทศบาลท้องถิ่นซื้ออสังหามาปล่อยเช่าหรือขายต่อพร้อมสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ที่ซื้อต่อ

 

โดยมองว่าหากในการประชุมใหญ่คณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 3 (3rd Plenum) ในเดือนกรกฎาคมนี้ รัฐบาลจีนประกาศนโยบายที่ชัดเจนมากพอในการช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ฟื้นภาคอสังหาและการบริโภคได้ชัดเจน ก็จะฟื้นความเชื่อมั่นและสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นจีนได้ เพราะตัวเลขในภาคอสังหาและการบริโภคที่ฟื้นตัว เป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว นอกจากนี้เรายังคาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะเปิดเสรีในการทำธุรกิจมากขึ้น ลดข้อจำกัดของภาคเอกชน เพื่อให้ธุรกิจในตลาดทุนมีแรงจูงใจผลักดันการเติบโต

 

หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นจีนจะพบว่าไม่ได้แย่ แม้ตลาดหุ้นจีนจะมีกลุ่มธุรกิจที่ซบเซาตามภาคอสังหา เช่น กลุ่มอสังหา, ธนาคาร และประกัน แต่ก็มีธุรกิจที่แข่งขันได้ในเวทีโลก และกำไรเติบโตอยู่ โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี, กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า และอีคอมเมิร์ซ ขณะที่สาเหตุที่ตลาดหุ้นจีนไม่ได้ปรับตัวขึ้นมากช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะนักลงทุนยังไม่มีความเชื่อมั่น โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ทำให้มีการขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง โดยมูลค่าหุ้นจีนถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว

 

นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทั้งนักลงทุนจีนและนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าไปซื้อหุ้นจีน H-Share แต่เงินยังไหลออกจากตลาดหุ้นจีน A-Share ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่ดีว่านักลงทุนเริ่มมีมุมมองบวกกับจีนมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เงินไหลออกในทุกตลาด อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นจีนยังห่างไกลตลาดหุ้นพัฒนาแล้วมาก จากข้อมูลของ Bloomberg วันที่ 28 มิถุนายน 2567 พบว่าครึ่งปีแรก ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ปรับขึ้นสูงสุด 22.31% ตามด้วย S&P 500 ของสหรัฐอเมริกา ปรับขึ้น 16.32% ขณะที่ดัชนี MSCI China ซึ่งเป็นตัวแทนหุ้นจีนทั้งที่อยู่ในจีนและนอกจีน ปรับขึ้น 5.21% ดัชนี CSI 300 ตัวแทนหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ปรับขึ้น 2.13%

 

เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่าบนดัชนี CSI 300 หุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดช่วงครึ่งปีแรก เป็นกลุ่ม Defensive ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง ทนทานทุกสภาพตลาด เช่น กลุ่มพลังงาน ที่มีน้ำหนักบนดัชนี 3.7% ปรับขึ้นมา 32.51% ตามด้วยกลุ่มสาธารณูปโภค ที่มีน้ำหนักบนดัชนี 4.8% ปรับขึ้นมา 30.72% และกลุ่มบริการโทรคมนาคม ที่มีน้ำหนักบนดัชนี 4.0% ปรับขึ้นมา 14.19% ในขณะที่หุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) เช่น กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มีน้ำหนัก 12.1% บนดัชนี -5.37% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต (Consumer Staples) ที่มีน้ำหนัก 12.1% บนดัชนี -8.74%

 

ขณะที่ผลงานรายกลุ่มอุตสาหกรรมบนดัชนี MSCI China ก็สอดคล้องกับ CSI 300 คือกลุ่ม Defensive ปรับขึ้นได้ดี มีเงินไหลเข้ามากกว่ากลุ่มเติบโต สวนทางกับตลาดหุ้นอื่นๆ บนโลก ที่เงินลงทุนจะเข้าไปอยู่ในหุ้นกลุ่มเติบโตมากกว่า สะท้อนว่าทั้งนักลงทุนจีนและนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในจีนยังมีความระมัดระวังค่อนข้างมาก เพราะยังไม่มั่นใจในนโยบายรัฐบาลจีน แต่เมื่อไรที่มีการประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชัดเจน ฟื้นความเชื่อมั่นได้ ก็คาดว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มเติบโตของจีนที่ยังมีเงินไหลเข้าช้ากว่าตลาดหุ้นอื่นในโลกและมูลค่าไม่แพง ก็มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้

 

โดยเราแนะนำให้ลงทุนระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป เพราะตลาดหุ้นจีนยังไม่ได้อยู่ในช่วงของการเติบโตที่ชัดเจนแบบตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่การฟื้นตัวเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนแบบรวดเร็ว เพราะตลาดหุ้นจีนจะฟื้นตัวได้รวดเร็วกรณีที่ทางการจีนมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนมากพอ

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

The post จับตาผลประชุม 3rd Plenum ลุ้นมาตรการหนุนเศรษฐกิจฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสลงทุนครึ่งปีหลัง กับตลาดหุ้น EM ที่รอรับอานิสงส์ Fed ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/opinion-second-half-2024-em/ Tue, 23 Jul 2024 00:17:25 +0000 https://thestandard.co/?p=961284

หากจะพิจารณาผลงานการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ช่วงครึ่งปีแร […]

The post โอกาสลงทุนครึ่งปีหลัง กับตลาดหุ้น EM ที่รอรับอานิสงส์ Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากจะพิจารณาผลงานการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อาจสรุปได้ว่า ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ โดยเฉพาะตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) ให้ผลตอบแทนรวมค่อนข้างดี นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น สหรัฐฯ และตามด้วยยุโรป ส่วนตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) มีหลายตลาดที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ เช่น อินเดีย และเวียดนาม แต่ก็มีบางตลาดที่การบริโภคของประชากรไม่โดดเด่น หรือไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ผลงานออกมาไม่ดีนัก ขณะที่ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงต่ำให้ผลตอบแทนรวมติดลบ

 

ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เงินเฟ้อที่เคยติดลบมายาวนานกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง จากการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนตลาดหุ้นยุโรป การเติบโตของกำไรไม่แตกต่างจากในตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาก และถือเป็นตลาด DM ที่ Valuation ค่อนข้างถูก ซึ่งหากพิจารณาแล้วในช่วงครึ่งปีแรกยังปรับขึ้นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตลาด DM ด้วยกัน

 

ดังนั้น เราก็มองว่าตลาดหุ้นยุโรปเป็นตลาดหนึ่งที่มีความน่าสนใจ สำหรับการเข้าไปลงทุนต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาบนประเด็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดต่างๆ จะพบว่า EPS ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้สูง แต่ตลาดปรับตัวขึ้นมาก ในขณะที่ตลาดหุ้นจีนที่ทำผลงานได้ไม่ดีแต่มี EPS สูงกว่า สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้ซื้อขายบนกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างเดียว แต่พิจารณาด้วยว่าประเทศไหนที่จะเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งในส่วนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นักลงทุนก็ไม่ได้มั่นใจกับหุ้นทุกกลุ่ม เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดหวัง ก็จะทำให้ตลาดหุ้น EM มีความน่าสนใจลงทุนมากขึ้น โดยในส่วนของ SCB CIO มีมุมมองว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยครั้งแรกคาดว่าจะปรับลดในเดือนกันยายน และอีกครั้งในเดือน ธันวาคม 2567 ขณะที่ในการประชุมสำคัญของจีนทั้ง 3rd Plenum และ Politburo ในเดือนกรกฎาคมนี้ หากรัฐบาลมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายด้านอสังหาริมทรัพย์ และการแสดงท่าทีที่สนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ ก็จะยิ่งสนับสนุนให้ตลาด EM ในเอเชียได้รับผลดีไปด้วยถ้วนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่เศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกับจีน แต่ก็มีประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปลายปีนี้ที่ต้องจับตาอยู่ เพราะหากโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง อาจไม่เป็นประโยชน์นักต่อตลาดหุ้น EM  

 

สำหรับเหตุผลที่เรามองว่าตลาดหุ้น EM น่าสนใจช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากการปรับขึ้นของตลาดยังตามหลัง (Laggard) ตลาด DM อยู่ ขณะที่ Valuation ของตลาดหุ้น EM หลายประเทศยังไม่แพง และมีเรื่องราวการเติบโตที่น่าสนใจ เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และตลาดหุ้นไต้หวัน ที่มีเทคโนโลยีซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไต้หวันในช่วงครึ่งปีแรกปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 30% ดังนั้นความน่าสนใจจึงอาจอยู่ที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้มากกว่า เนื่องจากยังปรับขึ้นไม่ค่อยมากนัก ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ประมาณ 10 เท่าเท่านั้น ทั้งที่มีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งการส่งออกอยู่ในวงจรขาขึ้น

 

ส่วนอีกตลาดที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเวียดนาม ที่มีโอกาสยกระดับไปสู่ตลาด EM ในไม่ช้านี้ จากปัจจุบันที่เป็นตลาดหุ้นชายขอบ (Frontier Market) โดยเมื่อนำตลาดหุ้นเวียดนามมาเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นไทย ซึ่งเราจะพบว่า P/E ของตลาดหุ้นเวียดนามถูกกว่าอยู่ที่ประมาณ 10-11 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับ 13 เท่า ส่วนการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมในตลาดหุ้นเวียดนามอยู่ในระดับ 20-30% สูงกว่าตลาดหุ้นไทย ซึ่งอยู่ในระดับ 13-14% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นประเทศที่เป้าหมายในการย้ายฐานการผลิตมา ในกรณีสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนรุนแรงขึ้น อีกทั้งหนี้ครัวเรือนไม่ได้สูง และจำนวนประชากรยังเติบโต

 

เมื่อพิจารณาธีมการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับครึ่งปีหลัง เรามองว่ามีทั้งหมด 2 ธีมหลักๆ คือ

 

  1. ธีมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งมีธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวข้องหลายส่วน โดยเรามองว่าพัฒนาการของ AI ยังเติบโตได้อีกมาก ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ปรับขึ้นมาแล้วคือกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ส่วนกลุ่มถัดไปที่เราคาดว่าจะปรับขึ้นตามมาคือ กลุ่มธุรกิจที่นำ AI มาใช้

 

  1. ธีมสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เนื่องจากเป็นแนวโน้มที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และธุรกิจต่างๆ ก็กำลังพยายามปรับปรุงการดำเนินธุรกิจเพื่อให้มีเรตติ้งด้าน ESG ดีขึ้น โดยภายใต้ธีมนี้ เรามองว่ากลุ่มพลังงานสะอาดมีความน่าสนใจที่สุด ซึ่งเป็นผลเชื่อมโยงมาจากธีม AI เนื่องจากเมื่อบริษัทต่างๆ ใช้ AI มากขึ้น ก็ทำให้ความต้องการพลังงานเพื่อการประมวลผลสูงขึ้น ซึ่งพลังงานสะอาดจะมาตอบโจทย์เรื่องความต้องการพลังงาน ท่ามกลางการคำนึงถึงประเด็น ESG ได้

 

ทั้งนี้ โดยรวมแล้วเรายังคงเน้นย้ำให้ผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับกระจายความเสี่ยง ลงทุนสินทรัพย์ที่หลากหลายมากกว่ามุ่งเน้นไปที่ตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งหากที่ผ่านมาผู้ลงทุนเน้นลงทุนในไทยเป็นหลัก ก็ควรจะแบ่งเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น อย่างน้อย 50% โดยนอกจากการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศแล้ว ตราสารหนี้ในต่างประเทศก็น่าสนใจเช่นกัน เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือหุ้นกู้ภาคเอกชนคุณภาพดีในสหรัฐฯ ที่มีอายุยาว ในกรณีของผู้ลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง ก็อาจจะมอง Private Credit หรือการลงทุนในสินเชื่อนอกตลาดเป็นอีกทางเลือก เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ

 

คำเตือน:

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 27777777

The post โอกาสลงทุนครึ่งปีหลัง กับตลาดหุ้น EM ที่รอรับอานิสงส์ Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>