ชาญวุฒิ ลือชัยสิทธิ์ – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-ชาญวุฒิ-ลือชัยสิทธิ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Aug 2021 06:38:32 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เมื่อเขาชอบ ‘ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด’ แต่เราอยากได้ ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ จะเขยิบความสัมพันธ์นี้อย่างไร https://thestandard.co/no-string-attached-vs-long-term-customer-relationship/ Tue, 01 Jun 2021 03:30:23 +0000 https://thestandard.co/?p=495182 ‘ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด’ แต่เราอยากได้ ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ จะเขยิบความสัมพันธ์นี้อย่างไร

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคนั้นนับวัน […]

The post เมื่อเขาชอบ ‘ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด’ แต่เราอยากได้ ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ จะเขยิบความสัมพันธ์นี้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด’ แต่เราอยากได้ ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ จะเขยิบความสัมพันธ์นี้อย่างไร

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคนั้นนับวันยิ่งยากขึ้น เมื่อเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปตลอดเวลา ซึ่งเราในฐานะนักการตลาดก็ต้องโอบอุ้มดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด เหมือนกับคำที่ว่า ‘Customer becomes King’ เป็นคำที่บ่งบอกถึงความสำคัญในตอนนี้ ที่มีความต้องการของลูกค้ามีมากขึ้น เร็วขึ้น ซึ่งก็เป็นโจทย์ยากของนักการตลาดในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ยืนยาว

 

ปัจจุบันความต้องการของลูกค้านั้นมีความปัจเจกมากยิ่งขึ้น ความอ่อนไหว ความเปราะบางทางอารมณ์ค่อนข้างสูงมาก ความคาดหวังที่จะได้รับจากเราก็ยิ่งสูงไปอีก ดังที่เราจะเห็นจากสื่อหรือเทรนด์ในทวิตภพ ที่จะมีการแชร์ประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีที่ได้รับจากสินค้าหรือจากบริการต่างๆ บ้างก็พร้อมถล่มให้จมดิน บ้างก็บ่นเพื่อเรียกร้องความสนใจ บ้างก็ติเพื่อก่อ หลากหลายอารมณ์ 

 

เพราะฉะนั้นสิ่งที่นักการตลาดจะต้องทำคือ ดูแลประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีที่สุด เพื่อที่หวังว่าถ้าไม่ชมก็อย่าถล่มกันในทวิตภพเลย เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ปัจจุบันการภักดีต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กในยุคนี้ เพราะเขาพร้อมจะเปิดโลก พร้อมจะลอง และพร้อมที่จะไปกับสิ่งเร้าหรือกระตุ้นใหม่ๆ เสมอ ซึ่งเป็นโจทย์ยากของแบรนด์ในการที่จะรักษาลูกค้าและความสัมพันธ์นี้ไว้

 

ง่ายๆ ผมจะเปรียบเทียบการทำการตลาดกับลูกค้าในยุคนี้ ก็เหมือนการหาคู่ในแอปฯ ถ้าเรามีรูปร่างหน้าตาที่ไม่ตรงสเปกเขา เราก็จะคาดหวังให้เขาแมตช์กับเรายากหน่อย เพราะฉะนั้น First Impression สำคัญมากแพ็กเกจจิ้งหรือรายละเอียดของสินค้า เรื่องราวที่เราจะเล่าความเป็นตัวตนของเราน่าฟัง น่าเชื่อถือพอไหม ต้องเห็นแล้วสนใจภายในไม่กี่ (วิ) นาที ซึ่งถ้าเขาปัดขวา แมตช์กับเรา หน้าที่ต่อไปของแบรนด์ก็คือ เราจะกล่อมให้เขาทดลองคบกับเราก่อน แค่ NSA (No String Attached) ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกันก่อนก็ได้ ทำความรู้จักกัน ลองใช้กันครั้งแรก ทำให้เขาประทับใจมากที่สุด มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำให้ได้ เพื่อที่จะคาดหวังว่าเราสองคนนั้นพัฒนากันเป็น LTR (Long Term Relationship) กัน ผูกปิ่นโตกันยาวๆ จนอาจจะถึงขั้นแต่งงานกันก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าระยะเวลาที่คบกันเขาจะไม่เปลี่ยนใจไปจากเรา ถ้าวันใดมีของใหม่มาให้เลือก เขาก็พร้อมจะลองเสมอ

 

ในเมื่ออีกฝ่ายมองหา NSA

และอีกฝ่ายมองหา LTR

โลกสองใบก็ยากที่จะบรรจบกัน

 

ประโยคนี้ดูมีความท้อและหมดหวัง แต่หน้าที่ของนักการตลาดคือต้องทำโลกสองใบแนบสนิทไปด้วยกันให้ได้ ‘นาน’ ที่สุด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสินค้าหรือบริการ และประสบการณ์ที่เรามอบให้นั้นมันดีแค่ไหน ตอบโจทย์ไปกับการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าไหม เราได้พัฒนาไปพร้อมกับการหมุนของโลกหรือเปล่า รวมถึงตอบโจทย์ในชีวิตเขาในขณะนั้น โมเมนต์นั้นหรือไม่ แก้ไข Pain Point ได้ตรงจุด และดีที่สุดแล้วใช่ไหม…ถ้าเราได้ทำถูกทุกข้อที่กล่าวมา โอกาสที่เขาจะมีความสัมพันธ์กับเราแบบนานๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก 

 

ความจริงใจของเรา การพูด Half Truth ในการทำโฆษณาในแบบก่อนใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน เพราะทุกคนสามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่มีนักสืบโคนัน กับนาตาชา โรมานอฟ ที่พร้อมจะขุด พร้อมจะลากไส้ หาความจริงมาเผยแพร่ในทวิตภพได้ แต่ถ้าตราบใดเรามีการเพลี่ยงพล้ำ สะดุดขาตัวเอง เกิดอาการบ้งเมื่อไรก็ตาม…หน้าใหม่ๆ ที่จึ้งกว่าเรา เอ๊าะกว่าเรา เขาก็พร้อมจะเข้ามาเบียดเอามงหลุดจากเราได้เช่นกัน ซึ่งก็เป็นสัจธรรมของชีวิต

 

คำถามคือ แล้วเราจะยื้อความสัมพันธ์ครั้งนี้ได้นานที่สุดได้อย่างไรบ้าง หรือจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ไปอีกระดับได้อย่างไร

 

ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โลกโซเชียลที่เข้ามามีบทบาทอำนวยความสะดวก ได้ทำให้ลูกค้ามีพลังอันมหาศาลในการที่จะปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์เราได้ในแบบที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการทำการสื่อสารการตลาดในปัจจุบันจึงจำเป็นต้องใช้ทั้ง Data + Creativity + Technology ในการที่จะสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาไปให้ได้ไกลที่สุด นานที่สุด เราต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าอยู่ที่ไหน เพื่อที่จะวางแผนสื่อให้ตรงเป้า 

 

เราต้องรู้ว่าอะไรคือจุด Trigger ให้เขาสนใจหรือตัดสินใจมาใช้เรา เพื่อที่เราจะได้รังสรรค์คำโปรยหัว เพื่อให้เขาประทับใจตั้งแต่คำแรกที่อ่าน แต่เราต้องตระหนักไว้ว่า เราเองก็ต้องมีระยะห่างอย่างห่วงๆ ของเรากับลูกค้า เพื่อให้เขาได้คิด ได้ไตร่ตรอง และมีพื้นที่ส่วนตัว รวมถึงพลังในการตัดสินใจได้บ้าง หมดยุคที่จะทำให้แบรนด์เราไปอยู่ในทุก Touch Point นอกจากจะเปลืองเงิน ยังทำให้ลูกค้า Blocked เรา ปัดซ้ายออกไปจากโลกของเขาไปได้แค่ปลายนิ้ว

 

ความสัมพันธ์ที่ดีต้องเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัว เคมีที่ตรงกัน ความต้องการตรงกัน มีระยะห่างพอให้หายใจหายคอกันได้ แบบอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ และไม่ต้องพยายามมาก เพราะยิ่งพยายามมันจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายอึดอัด และพร้อมจะกันเราออกห่างได้…โจทย์ของนักการตลาดยากขึ้นเสมอ เพราะลูกค้าเปลี่ยนทุกวัน ความปัจเจก ความต้องการ พลังอำนาจของลูกค้าที่มีมากขึ้นบนโลกโซเชียลทำให้เราต้องคิดมากขึ้น ตีโจทย์ใหม่ตลอดเวลา 

 

คำว่า ‘Customer becomes King’ จึงเป็นคำพูดที่ไม่เกินจริง เพราะเราทุกคนก็อยากจะทำให้ได้ดีที่สุด เสนอสิ่งที่ดีที่สุด คุ้มค่าที่สุด ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจหนืดๆ แบบนี้ จนบางทีก็ทำให้บางแบรนด์สปอยล์สุดลิ่มเพื่อซื้อใจลูกค้า แต่บางครั้งเรายิ่งให้มากเท่าไร ก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ที่ทำเท่าไรก็ไม่ได้ใจเธอ

 

LTR หรือความสัมพันธ์ระยะยาว เป็นสิ่งที่แบรนด์กับนักการตลาดอยากทำให้มันเกิดขึ้น แต่ในเมื่อลูกค้าทุกคนอยู่ในยุคที่ทุกอย่างคือด่วนที่สุด เร็วที่สุด ณ บัดนาว รวมถึงพฤติกรรม NSA หรือความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดของเขา จึงเป็นความท้าทายและโจทย์ที่ยากของเรา ดังนั้น ถ้าการที่เรามีชุดข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์อย่างดี (Data) ก็จะทำให้รู้เขารู้เรา รู้ว่าชอบไม่ชอบอะไร รู้ว่าอยู่ที่ไหน รู้ว่าทำอะไรกับใคร ยังไงรบร้อยครั้งก็ต้องชนะบ้าง สรรหาและสร้างสรรค์วิธีแปลกใหม่ในการจีบเขา (Creativity) หาใช้ช่องทางใหม่ๆ ที่จะเข้าถึงให้ตื่นตาตื่นใจตลอด (Technology) ก็จะทำให้อย่างน้อยก็จะได้ใจเขามาครอบครอง

 

แต่บางทีถ้าการหาความสัมพันธ์ที่ยาวนานมันยากเกินไป ลงทุน ลงแรงเยอะ เราก็แค่หาคนใหม่เพิ่มมากขึ้น ที่เขาพร้อมเหมาะเจาะเปรี้ยวหวานลงตัว พร้อมจะแมตช์กับเราก็อาจจะคุ้มกว่า บางที NSA ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะเราก็ได้ฝึกปรือพัฒนาตัวเราเอง ให้ค้นหาวิธีการตอบสนองความต้องการของคนใหม่ๆ อย่างน้อยถ้าเราได้พัฒนาความสัมพันธ์ จากคุยมาเป็นเดต มาเป็นคนดูใจกัน แล้วจะตกล่องปล่องชิ้นหรือไม่ก็ค่อยว่ากัน…

 

ไม่ว่าจะคบกันระยะสั้นหรือยาว ทุกการเลิกราคือประสบการณ์ให้เราพัฒนาตัวเองให้พร้อมกับความสัมพันธ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิม

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post เมื่อเขาชอบ ‘ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด’ แต่เราอยากได้ ‘ความสัมพันธ์ระยะยาว’ จะเขยิบความสัมพันธ์นี้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชตดีเป็นศรีแก่ธุรกิจ แชตผิดธุรกิจวูบ https://thestandard.co/chat-bot-new-touch-point/ Tue, 02 Mar 2021 03:31:31 +0000 https://thestandard.co/?p=460494 แชตดีเป็นศรีแก่ธุรกิจ

ในเมื่อยุคปัจจุบันโลกออนไลน์เป็นโลกที่ทรงอิทธิพลและทรงพ […]

The post แชตดีเป็นศรีแก่ธุรกิจ แชตผิดธุรกิจวูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชตดีเป็นศรีแก่ธุรกิจ

ในเมื่อยุคปัจจุบันโลกออนไลน์เป็นโลกที่ทรงอิทธิพลและทรงพลังอันหนึ่ง สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำตลาดในยุคนี้เพื่อใช้ในการสร้างกระแส สร้างการรับรู้ของแบรนด์ แคมเปญทางการตลาดต่างๆ แต่สุดท้ายปลายทางที่เจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดทุกคนต้องการก็คือ การทำให้การรับรู้ กลายเป็นยอดขาย เพื่อสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำให้กับธุรกิจได้อย่างไรบ้าง

 

การที่แบรนด์ต่างๆ ขยับตัวเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ ผ่านทาง Social Media หรือผ่านทาง Market Place หรือ E-Commerce แพลตฟอร์มของตัวเอง ก็เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในยุคนี้ ตั้งแต่ที่เริ่มเป็น New Normal หรือชีวิตวิถีใหม่ จนกลายเป็น Norm ในปัจจุบันห้างสรรพสินค้าต่างๆ มีการทำ Touchless Experience เพื่อลดการสัมผัส

 

กลายเป็นโอกาสที่ดีในช่องทางออนไลน์ที่สามารถใช้ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ จึงเป็นที่มาของการใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าแชตไป ช้อปไปได้อย่างสะดวกสบาย

 

แต่อย่างไรก็ตาม Key Success หลักๆ ส่วนหนึ่งคือการสร้างตัวตนของแบรนด์ผ่านการสื่อสารแบบ 1 ต่อ 1 กับลูกค้า การพูดคุยบนโลกออนไลน์ หรือการแชต กลายเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึก เพราะอย่างที่ทุกคนก็รู้ว่าตอนนี้การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เป็นเรื่องยากมากในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ลูกค้ามีโอกาสเลือก ทดลอง หรือเปลี่ยนไปหาสินค้าที่ใหม่กว่า ราคาย่อมเยากว่าได้ 24/7 โดยปัจจัยในการเลือกซื้อของลูกค้าอาจจะไม่ใช่ แค่ ‘ราคา’ ที่ถูกที่สุด แต่กลายเป็น ‘ความพึงพอใจในราคาที่จ่าย’ ของลูกค้าแต่ละคนมากกว่า

 

‘แชต’ จึงกลายเป็น New Touch Point ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า จากแต่ก่อนเป็นเพียงแค่การสื่อสารแบบทางเดียวส่งสารตรงไปยังลูกค้า แล้วก็เริ่มพัฒนามาเป็นการสื่อสารสองทางผ่านทางระบบ Auto Reply โดยการใช้เทคโนโลยีสร้าง Chat Bot ขึ้นมาเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับแบรนด์ ในการช่วยตอบข้อซักถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้า แต่ก็อาจจะยังมีข้อจำกัดในการปิดการขาย เพราะสุดท้ายลูกค้าก็ยังอยากจะคุยกับ ‘มนุษย์’ มากกว่า ที่มีการจิ๊จ๊ะจ๋าจ้ะ คุณพี่คะ คุณพี่ขา อะไรบ้าง จึงทำให้เห็นว่านอกจากธุรกิจ SMEs ที่ใช้แชตในการสื่อสารและขายของ เราเริ่มจะเห็นแบรนด์ใหญ่ๆ เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ผ่านการแชต เพราะมันตรงกับจริตของคนไทยอย่างเรา อยากถาม อยากคุย อยากรู้ อยากได้รับการเอาอกเอาใจ ซึ่งข้อนี้เป็นเรื่องยากจริงๆ เพราะแต่ละคนก็มีความต้องการและจริตที่แตกต่างกันไปอีก

 

ทีมแอดมินในการตอบแชตจึงมีบทบาทสำคัญ และเป็นปราการด่านแรกในการสื่อสารกับลูกค้า การมีทีมแอดมินที่เก่ง มีวาทศิลป์ มีกลยุทธ์ในการขายที่ดี มี Service Mind ที่สามารถแสดงออกผ่านทางตัวหนังสือได้นั้น การสื่อสารผ่านแชตก็จะกลายเป็นช่องทางที่มีพลังในการช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของเรา แต่สิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าการพูดคุยของแบรนด์กับลูกค้าจะผ่าน Chat Bot หรือว่าแอดมินที่เป็นมนุษย์จริงๆ ก็ตาม แต่ละแบรนด์ควรจะต้องสร้าง Brand Persona ของตัวเอง เพื่อสร้างตัวตนของแบรนด์ โดยมีหลักการง่ายๆ ดังนี้

 

  • Be Inspired ต้องเป็นการสร้างบทสนทนาที่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ความประทับใจตั้งแต่ประโยคแรกที่ทักทายลูกค้า จนถึงประโยคสุดท้ายในการขาย และหลังการขาย

 

  • Personality Type ทำความเข้าใจแบรนด์ DNA แล้วเลือก Personality ที่เหมาะสมกับแบรนด์ เช่น ถ้าแบรนด์เป็นคนสนุกสนาน หรือจะเป็นคนขี้เล่น หรือจะผู้รู้กูรูสุดเจ๋งในสายนั้น ก็แล้วแต่ว่าสินค้าของตัวเองคืออะไร DNA หลักของแบรนด์กำหนดตัวตนไว้แบบไหน อย่างไร

 

  • Create your Persona / DNA กำหนดบุคลิกภาพตัวตน โดยร่างออกมาเป็นคนหนึ่งคนว่าแบรนด์ของเราจะเป็นคนประมาณไหน นิสัย ความคิด บุคลิก ทัศนคติเป็นอย่างไร หน้าตา การแต่งกาย รวมถึงจริตท่าทางการพูด

 

  • Create Brand Conversation Guidebook มีการทำโครงประโยค วิธีการพูด การโต้ตอบ เป็นแนวทางให้กับทีมแอดมินในการสร้างบทสนทนากับลูกค้า สิ่งไหนตอบได้ ตอบไม่ได้ วิธีการตอบ โดยสร้างแนวทางของแต่ละ Consumer Journey ไปจนวิธีการปิดการขาย และการบริการหลังการขายด้วย

 

  • Be Transparent ต้องมีความโปร่งใส โปรโมชันไหนได้ ไม่ได้ ราคานี้รวมค่าส่งหรือไม่รวมค่าส่ง ต้องอธิบายให้เคลียร์ ระยะเวลาของโปรโมชันต่างๆ หรือกิจกรรมทางการตลาด รวมถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ เพราะทุกคำที่พิมพ์ตอบในแชตถ้าโดนแคปไปโพสต์ในโซเชียล จากปังจะพังเอาคามือแอดมิน

 

ส่วนข้อควรระวังในการทำ Chat Commerce ก็คือ

 

  • Relying on humour เพราะตลกของเราอาจจะไม่ใช่ตลกของลูกค้า จึงจำเป็นที่จะต้องระวังคำพูด มุกต่างๆ โดยเฉพาะในยุคที่คนให้ความสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศ หรือการล้อเลียนในรูปร่างของบุคคลอื่น ถ้าไม่อยากให้แบรนด์ขึ้นเทรนด์ เราต้องยิ่งระวังไว้ให้มากๆ

 

  • Being to conversational ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนจะอยากคุยกับเราตลอดเวลา หรือบางทีคุยเจ๊าะแจ๊ะมากไป จากเลิฟจะกลายเป็นเกลียดแบรนด์ และบล็อกช่องทางการสื่อสารนี้ไปได้

 

  • Manner มารยาทในการพูดคุย รวมถึง ‘จังหวะและเวลา’ ที่เหมาะสมจำเป็นมาก ไม่ใช่ว่าตีห้าครึ่งส่งข้อความไปเตือนให้โอนค่าสินค้า ก็อาจจะโดนบล็อกได้

 

ไม่ว่าจะเป็นของราคาหลักร้อยหรือสินค้าลักชัวรีราคาหลักแสน หลักล้าน ถ้าเรามีทีมแอดมินที่แชตดีก็จะมีชัยไปกว่าครึ่ง ที่เหลือคือประสบการณ์ที่เขาจะได้รับจากสินค้าของเราว่าจะทำให้เขาซื้อซ้ำไหม…นี่อาจจะเป็นการพัฒนาอีกหนึ่งอาชีพของ Call Center จากสกิลการตอบคำถามจ๊ะจ๋าด้วยวาจา อาจจะต้องใช้คาถาร่ายมนตร์ปิดการขายผ่านคีย์บอร์ดแทน

 

โอกาสของเศรษฐกิจโลกอยู่ตรงไหน ไทยตกขบวนการฟื้นตัวหรือไม่? บิตคอยน์คือ สินทรัพย์ทางเลือก หรือฟองสบู่ที่รอวันแตก? เราควรปรับพอร์ตอย่างไรเพื่อเติบโตท่ามกลางความตกต่ำ

 

ร่วมกันค้นหาคำตอบใน THE STANDARD WEALTH FORUM: Catch the Next Curve

 

สิทธิพิเศษ! ลงทะเบียนรับรหัสจำนวนจำกัด เพื่อเข้าชมถ่ายทอดสดได้ที่ thestandard.co/events

The post แชตดีเป็นศรีแก่ธุรกิจ แชตผิดธุรกิจวูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Influencer : เกิดขึ้น ดังอยู่ ดับไป https://thestandard.co/influencer/ Fri, 29 Jan 2021 05:44:14 +0000 https://thestandard.co/?p=448691 Influencer : เกิดขึ้น ดังอยู่ ดับไป

แค่หัวข้ออาจจะคิดว่า เราจะมาพูดเรื่องธรรมะอะไรหรือเปล่า […]

The post Influencer : เกิดขึ้น ดังอยู่ ดับไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Influencer : เกิดขึ้น ดังอยู่ ดับไป

แค่หัวข้ออาจจะคิดว่า เราจะมาพูดเรื่องธรรมะอะไรหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วประโยคนี้ใช้ได้จริง เพราะเป็นสัจธรรมชีวิต รวมถึงชีวิตของเหล่าบรรดา Influencer ในยุคนี้ก็ตาม เราล้วนเห็นวัฏจักรของ Influencer เวียนว่ายตายเกิดในโลกโซเชียลมากมาย ต่างคนต่างมีวิธีสร้างฐานแฟนคลับ สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แตกต่างกัน หาช่องทางในการสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ และอีกวันเราก็อาจจะเห็น Influencer คนนั้นดับลงเพียงพริบตาเดียว

 

ในยุคที่ทุกคนเป็น Influencer ไม่ว่าจะเป็นโดยแบบไม่ได้ตั้งใจหรือตั้งใจไว้ก็ตาม แต่ทุกคนมีอำนาจในการโน้มน้าวคนบนโลกโซเชียลของตัวเองไม่มากก็น้อย เราทุกคนต้องยอมรับว่าอาชีพในยุคปัจจุบัน ‘Influencer’ คือหนึ่งในอาชีพในฝันของเด็กหลายๆ คน ที่พยายามหาช่องทาง หาวิธีการ หาความเป็นตัวตน สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่แตกต่าง ที่จะทำให้ตัวเองเป็น Influencer ที่สามารถทำเงิน หรือต่อยอดบางอย่างให้กับตัวเอง

 

แต่ไม่ใช่ทุก Influencer ที่จะถึงฝั่งฝัน บางคน ‘ดัง’ ชั่วข้ามคืน และ ‘ดับ’ ชั่วข้ามคืน เหมือนกัน จากที่เราเห็นเคสตัวอย่างหลายๆ เคสที่เป็นเทรนด์ในชั่วข้ามคืน แล้วเหมือนโดนธรณีสูบหายไปในโลกโซเชียล บ้างก็กลับมาเฉิดฉาย ถ้ายังได้รับการตอบรับหรือความเห็นใจจากแฟนๆ ของเขาเอง ซึ่งปัจจัยหลักๆ คือ การตอบรับและความยอมรับของประชาชนในโลกโซเชียล หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ชาวเน็ต’ ที่มีพลังอำนาจในการชี้เป็นชี้ตาย Influencer คนนั้น เพราะไม่ว่ากระแสต่างๆ ทั้งด้านบวก และด้านลบ ก็จะต้องส่งผลให้ดังหรือดับได้อย่างแน่นอน

 

ชาวเน็ต คือคนกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งที่ถูกใจและไม่ถูกใจ สิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ซึ่งในการแสดงออกนั้นก็จะมีการใส่อารมณ์ส่วนตัว พิมพ์เมนต์รัวๆ แชร์รัวๆ หรือทำภาพ หรือคลิปวิดีโอ Live แสดงความเห็นของตนเอง แล้วแชร์เข้าไปในอีกภพหนึ่งบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งผลที่จะได้ขึ้นอยู่กับเชื้อและต้นตอของประเด็น รวมถึงการพิพากษาของศาลที่มีคณะลูกขุนที่ชี้เป็นหรือชี้ตายได้เลยทีเดียว แต่ถ้าให้พูดจริงๆ ส่วนตัวผมเป็นคนชอบเสพคอนเทนต์เหล่านี้ (บ้าง) เหมือนกัน เพราะเหมือนเราได้เสพความคิดสร้างสรรค์แบบใหม่ๆ จากชาวเน็ต จนบางทีครีเอทีฟในเอเจนซีถึงกับต้องเอากรังด์ปรีส์จากคานส์มาวางให้ตรงหน้าเลยทีเดียว  

 

สูตรสำเร็จที่ทำให้ Influencer เหล่านั้นประสบความสำเร็จ ไม่ได้เกิดจากโปรดักชันระดับกองถ่ายหนัง กล้อง 4K หรือทีมช่างหน้าระดับฮอลลีวูด แต่ปัจจัยที่จะทำให้เกิดจริงๆ ก็คือ ‘คอนเทนต์’ ที่สดใหม่ สร้างสรรค์ สนุกสนาน มีประโยชน์ (บ้าง) และ ‘ความเป็นตัวตน’ ที่เข้าถึงได้จริง เพื่อกอบโกยยอดคนดู ยอดคนไลก์ แล้วไปเตะตากับนักการตลาดหรือแบรนด์สินค้าต่างๆ ให้เรียกใช้บริการ รีวิวสินค้า ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักสำหรับเหล่า Influencer 

 

แต่ส่วนตัวผมเอง ผมชอบความเป็นตัวตนของ Influencer ที่เป็นธรรมชาติ เพราะบางคนที่เราเคยชื่นชอบในคาแรกเตอร์ ในจริตต่างๆ ในท่าทางโยกคอโยกไหล่ใส่ Attitude ในการพูดในแบบตัวเอง แต่พอดังมากๆ กลายเป็น ‘กระบอกเสียงทางการค้า’ ของเหล่าบรรดาแบรนด์ต่างๆ ที่ถูกสคริปต์ให้พูดคุณลักษณะของสินค้าต่างๆ บ้างก็ทำให้ขาดความธรรมชาติ ความสด ความเป็นตัวตนหายไป ก็จะทำให้ยอดวิว ยอดไลก์หายกันไปเกินครึ่ง 

 

แต่ดังคำพูดที่ว่า ‘ดังได้ ก็ดับได้’ ในโลกของ Influencer นั้นเป็นเรื่องง่ายมาก แค่พริบตาเดียว ก็สามารถถึงจุดดับ ทำ CPR กันไม่ทันเลยทีเดียว ส่วนมากจะเกิดจากการรับไม่ได้ที่โดนคำพิพากษาของคณะลูกขุนแห่งภพอินเทอร์เน็ต และการแสดงออกถึงความไม่พอใจในจริตต่างๆ ก็จะยิ่งเหมือนโยนน้ำมันลงกองเพลิงใส่คณะลูกขุน มันก็จะยิ่งลุกลาม แต่ข้อดีคือ สิ่งเหล่านี้มันมักจะหายไปในไม่นานถ้าเราไม่เพิ่มเชื้อไฟลงไป เพราะวันรุ่งขึ้นก็จะมีประเด็นใหม่ คดีใหม่ ให้คณะลูกขุนได้ตัดสินกันต่อ 

 

วิธีการรับมือที่เหล่าบรรดา Influencer ควรเรียนรู้คือ การทำ Crisis Management เริ่มแรกจากการทำความเข้าใจภาวะวิกฤตก่อนว่าตอนนี้ปัญหาคืออะไร เข้าใจความร้ายแรงของภาวะวิกฤต พิจารณาวิธีแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับปัญหานั้น และปฏิบัติกับแก้ไขให้ถูกต้อง ฟังดูง่าย แต่ต้องใช้สติในการทำค่อนข้างมาก เพราะเวลายืนอยู่ปากเหวที่กำลังโดนพิพากษาอยู่นั้น เราอาจจะเรียบเรียงวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้ 

 

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้นในภาวะวิกฤต คือ ‘สติ’ และคำว่า ‘ขอโทษ’ ไม่ว่าจะขอโทษในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอโทษที่มองข้ามเรื่องเล็กน้อย ขอโทษที่ไม่ได้ตั้งใจ เลยทำให้คำขอโทษเป็นคำที่ทำให้ทุกอย่างดูซอฟต์ลงนิดหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับความจริงใจและความเข้มของปัญหา เพราะถ้าเราไม่หยุดเติมเชื้อไฟ สิ่งที่เราจะโดนคือการขุดคุ้ยจากทีมคณะลูกขุน เรียกได้ว่าสืบยัน DNA กันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ Influencer ที่ไม่สามารถรับคำพิพากษาเหล่านี้ได้ ก็จะล้มหายตายจากโลกโซเชียลได้อย่างง่ายดาย

 

ในเมื่อความดังคือสิ่งที่เราโหยหา เพื่อให้ได้ Privilege หรือความกินดีอยู่ดีของเรา แต่มันก็ต้องแลกมากับความเป็นคนสาธารณะ Influencer ทุกคนจึงต้องสำนึกว่าทุกการกระทำนั้นย่อมมีผลกรรมตามมาทุกอย่าง

 

ทีนี้ คุณพร้อมจะเกิดขึ้น ดังอยู่ ดับไป ในโลกโซเชียลแล้วหรือยังครับ

The post Influencer : เกิดขึ้น ดังอยู่ ดับไป appeared first on THE STANDARD.

]]>