ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-จิติพล-พฤกษาเมธานันท์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 17 Oct 2026 06:09:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ https://thestandard.co/ai-superintelligence-market-correction-risks/ Sat, 17 Oct 2026 06:09:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1269249 ภาพจำลองกราฟิกสมองกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง Superintelligence

Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า “เรามักประเมินการเปลี่ยนแปลงใ […]

The post เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองกราฟิกสมองกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง Superintelligence

Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า “เรามักประเมินการเปลี่ยนแปลงในสองปีข้างหน้าสูงเกินไป แต่ประเมินการเปลี่ยนแปลงในสิบปีข้างหน้าต่ำเกินไป”

 

แม้หลายธีม AI จะซื้อขายใกล้จุดสูงสุด แต่ก็มีหลายกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับฐานไปแล้วกว่า 20-50% ทั้งที่พัฒนาการด้าน AI มีให้เห็นโดดเด่นแทบทุกวัน

 

สำหรับเรื่องฟองสบู่ AI ครั้งนี้ ผมเคยชวนคิดหลายครั้งว่าฟองสบู่จะแตกหรือไม่ และจะเกิดขึ้นได้เพราะอะไรบ้าง วันนี้จึงจะชวนวิเคราะห์กันต่อว่า การปรับฐานหรือตลาดหมีจำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือไม่ ก่อนที่เราจะไปถึงปลายทาง Superintelligence

 

ในมุมมองของผม คำตอบสั้นๆ คือ ‘มีความเป็นไปได้สูง’ จากเรื่อง 3 ความไม่ทัน

 

เรื่องแรก AI เก่งขึ้นเร็วมาก แต่โครงสร้างพื้นฐานสร้างไม่ทัน

 

ความเห็นร่วมด้านพัฒนาการ AI ที่เด่นชัดที่สุดคือ San Francisco Consensus ที่เชื่อว่า AI จะพัฒนาตัวเองได้ และไปถึง Superintelligence หรือ AI ที่เก่งกว่าผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ในทุกสาขาภายในปี 2030

 

ความก้าวหน้าเกิดขึ้นรวดเร็วตามคาด องค์กร METR วัดความสามารถของ AI ด้วยคำถามว่า ถ้ามอบงานให้ AI ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ มันจะทำงานที่ ‘ยาวแค่ไหน’ ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาที่ผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ใช้ทำงานชิ้นเดียวกันเป็นเกณฑ์วัด

 

เมื่อต้นปี 2023 GPT-4 ทำได้แค่งานขนาด 4 นาที วันนี้โมเดลชั้นนำทำงานขนาดราว 16 ชั่วโมงได้สำเร็จครึ่งหนึ่งของครั้งที่ลอง หรือเกือบเท่ากับงานสองวันของคนหนึ่งคน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อออกมาสู่โลกกายภาพ ความสำเร็จนี้ยังห่างไกลจากสิ่งที่ธุรกิจต้องการ

 

การเทรนโมเดลแต่ละรอบใช้เวลาหลายสัปดาห์ ชิปขนส่งกันเป็นหลักเดือน ส่วนหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลกว่าจะได้ต้องรอเป็นหลักปี AI วันนี้จึงเหมือนซูเปอร์คาร์บนถนนที่สร้างเสร็จไม่ทัน เครื่องยนต์จะแรงแค่ไหน ก็วิ่งได้เร็วเท่าที่ถนนมีให้วิ่งเท่านั้น

 

เรื่องที่สอง เงินลงทุนวิ่งเร็วเกินกว่ากำไรจะตามทัน

 

ทุกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกต้องลงทุนก่อนแล้วจึงเก็บเกี่ยวทีหลัง ผลตอบแทนจึงลดลงก่อนแล้วค่อยพุ่งขึ้นเป็น J Curve

 

ปัญหาของรอบนี้คือขนาดของสองฝั่งต่างกันมาก กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เตรียมใช้งบลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ขณะที่รายได้ของเศรษฐกิจ AI ทั้งโลกในปีนี้อยู่แค่ระดับแสนล้านดอลลาร์

 

แม้รายได้จะโตเร็ว แต่เมื่อฐานการลงทุนใหญ่กว่าหลายเท่าและยังเร่งขึ้นทุกปี ผมมองว่าโอกาสที่กำไรจะไล่ทันการลงทุนในระยะสั้นมีน้อยมาก สัญญาณเริ่มเห็นแล้วว่าบางบริษัทมีกระแสเงินสดอิสระติดลบ หลังจากนี้แหล่งเงินจะเปลี่ยนจากเงินสดไปเป็นหนี้ และเมื่อลงทุนด้วยหนี้ ความอดทนของตลาดและธุรกิจจะยิ่งสั้นลงไปอีก

 

เรื่องที่สาม การเติบโตแบบ K-Shape กดดันบริษัทที่ตาม AI ไม่ทัน

 

ยิ่ง AI เก่งขึ้น ธุรกิจจะยิ่งแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือผู้ที่นำ AI มาใช้ได้ กับผู้ที่ถูก AI แย่งงาน

 

ผมมองว่าจำนวนบริษัทที่ถูก AI แย่งงานจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่ถูกกดดัน แล้วลามขึ้นไปถึงตำแหน่งระดับกลาง เมื่อถึงจุดนั้น คำถามของตลาดจะเปลี่ยนไปเศรษฐกิจจะเติบโตต่อไหวหรือไม่

 

การบริโภคของสหรัฐฯ วันนี้พึ่งพาความมั่งคั่งจากราคาหุ้นเป็นอย่างมาก สัดส่วนมูลค่าหุ้นต่อรายได้ครัวเรือนขยับจากราว 1.8 เท่าเป็นเกือบ 2.5 เท่า ตั้งแต่ธีม AI เข้าสู่ตลาด

 

เมื่อความกังวลเรื่องงานเริ่มกดการใช้จ่าย หุ้นผู้นำ AI ก็ต้องปรับฐานตาม ไม่ใช่เพราะธุรกิจแย่ลง แต่เพราะตลาดทั้งกระดานต้องปรับความคาดหวังต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่

 

แล้วเราจะจัดพอร์ตอย่างไร

 

ระยะสั้น กระจายการลงทุนในกลุ่มผู้นำ AI หลายประเทศและหลายภูมิภาค

 

โดยเลือกตลาดที่ไม่ติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประเทศที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าเหลือ หรือสร้างโครงข่ายใหม่ได้เร็ว และเลือกบริษัทที่การเติบโตไม่ได้เร่งเกินขีดจำกัด ที่สำคัญคือระดับมูลค่าต้องเหมาะสมกับการเติบโต เช่น หุ้นที่กำไรโต 20% ต่อปีและซื้อขายที่ P/E 10 เท่า ย่อมปลอดภัยกว่าหุ้นที่ซื้อขาย P/E สูงกว่าการเติบโต

 

ระยะกลาง เพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ปลอดภัย

 

เช่น เงินสด ตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำ ไม่ใช่เพื่อหนีตลาด แต่เพื่อมีเงินสดพร้อมซื้อผู้ชนะตัวจริงในราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อการปรับฐานมาถึง

 

ระยะยาว ลงทุนในธุรกิจที่ AI ทดแทนไม่ได้ แต่ได้ประโยชน์จากความฉลาดของ AI

 

เช่น ธุรกิจที่มีข้อมูลหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะของตัวเอง ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับเข้มงวด หรือธุรกิจที่มีสินทรัพย์จริงที่คู่แข่งสร้างตามไม่ได้ ธุรกิจกลุ่มนี้ใช้ AI ลดต้นทุนได้เต็มที่ โดยที่จุดแข็งของตัวเองยังอยู่ครบ

 

ปลายทางในสิบปีข้างหน้าของ Superintelligence อาจยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ขณะที่การปรับฐานใน 1-2 ปีข้างหน้าคือราคาของความคาดหวัง และเราจะได้รู้ไปพร้อมกันครับ

 

ภาพจำลองกราฟิกสมองกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง Superintelligence 1

 

Note: KRSEMI คือ ETF หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ (091160 KS) ส่วน CNSEMI คือ ETF หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จีน (3191 HK) กราฟแสดงการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของแต่ละ ETF

 

ที่มา: Bloomberg, FSS

 

ภาพ: Jack_the_sparow / Shutterstock

The post เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน https://thestandard.co/bond-yield-market-not-panic/ Thu, 08 Oct 2026 04:05:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1266014 ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลและตั้งค […]

The post 5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินกังวลและตั้งคำถามมากถึงที่สุด เพราะยีลด์สูงมักเป็นประเด็นกดดันให้ตลาดหุ้นปรับฐานอย่างรวดเร็ว

 

ย้อนกลับไปแค่เดือนตุลาคมปี 2023 ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี แตะ 5% ในครั้งนั้นกดดันให้ดัชนี S&P 500 ปรับลงไปกว่า 10%

 

แต่ตอนนี้ แม้ยีลด์จะทะลุ 5% ไปแล้ว ดัชนีหุ้นกลับไม่ปรับตัวลง และยังอยู่ห่างจุดสูงสุดตลอดกาลแค่ 2% ผมมองว่ามีหลายทฤษฎีที่กำหนดความสูงและความชันของยีลด์ และแต่ละเหตุผลก็มีความเสี่ยงที่ต่างกัน เราต้องรู้ให้ทันเพื่อวางกลยุทธ์รับมือให้พร้อม

 

ทฤษฎีแรกคือความคาดหวัง หรือ Expectations Hypothesis มองว่ายีลด์ขาขึ้นรอบนี้เกิดจากนโยบายการเงิน ขณะที่ดอกเบี้ยเป้าหมายไม่ได้สูงกว่าปัจจุบันมาก

 

ทฤษฎีความคาดหวังประเมินว่ายีลด์แต่ละอายุเป็นค่าเฉลี่ยของดอกเบี้ยระยะสั้นในอนาคตของช่วงนั้นๆ

 

ทฤษฎีนี้เชื่อมโยงกับการปรับตัวขึ้นของยีลด์รอบนี้โดยตรง เพราะส่วนใหญ่มาจากมุมมองนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นหลัง Kevin Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เห็นได้จากยีลด์ 2ปี ที่ปรับตัวขึ้นเร็วกว่ายีลด์ 30ปี

 

อย่างไรก็ดี ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งเส้นเป็นผลจากเศรษฐกิจที่แข็งแรง ขณะเดียวกัน ตลาดก็เชื่อว่าต่อให้ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นถึง 5.00-5.50% ก็ไม่ได้อยู่สูงกว่าปัจจุบันที่ 4.25% มากนัก จึงไม่ได้มองว่าเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

 

ทฤษฎีที่สองคือเรื่องของผู้ซื้อ แม้จะมีความไม่แน่นอนจากผู้ซื้อต่างประเทศ แต่เหตุผลด้านราคาอย่างเดียวอาจเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนข้ามคืนไม่ได้

 

ทฤษฎีผู้ซื้อขาประจำ (Preferred Habitat) บอกว่ายีลด์แต่ละช่วงมีผู้ซื้อขาประจำอยู่ เช่น

 

2ปี เป็นพื้นที่ของกองทุนตลาดเงินและธนาคารกลางต่างประเทศ

 

10ปี เป็นพื้นที่ของธนาคาร ผู้ปล่อยสินเชื่อ และกองทุนความมั่งคั่งต่างประเทศ

 

30ปี เป็นพื้นที่ของกองทุนบำนาญและบริษัทประกันชีวิต

 

ผู้ซื้อเหล่านี้ไม่ได้ซื้อเพราะทิศทางหรือแค่ส่วนต่างดอกเบี้ย แต่ซื้อเพราะต้องถือสินทรัพย์ในช่วงอายุนั้นๆ

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบริษัทประกันชีวิตญี่ปุ่น เมื่อยีลด์ 30ปี ของญี่ปุ่นอยู่ที่ 4.3% ในปัจจุบัน ก็ไม่มีเหตุผลเลยที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะซื้อบอนด์สหรัฐฯ ยีลด์ 5.6% ที่หลังป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนแล้วเหลือแค่ 2.7% แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนก็ยังไม่เกิดขึ้น

 

สาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเป็นองค์กรใหญ่ที่ขยับตัวช้า การขายบอนด์ที่ต้องรับรู้ขาดทุน หรือสภาพคล่องในทั้งสองตลาดที่ยังไม่เอื้อให้ปรับเปลี่ยนได้ทันที

 

พอการขายไม่เกิดขึ้น ดอลลาร์ไม่อ่อน ตลาดจึงคลายความกังวลเรื่องผู้ซื้อลงเช่นกัน

 

ทฤษฎีที่สาม Liquidity Preference คือเหตุผลที่น่ากลัวที่สุด แต่ตลาดอยู่ในช่วงที่ไม่กลัว เพราะกำไรเพิ่มขึ้นเร็วกว่าต้นทุน

 

ทฤษฎีนี้บอกว่านักลงทุนไม่ชอบถือบอนด์ยาว เพราะราคาผันผวนและสภาพคล่องน้อย ถ้าจะลงทุนระยะยาวขึ้น ยีลด์ก็ต้องเพิ่มเพื่อชดเชยความเสี่ยง

 

ความน่ากลัวของ Liquidity Preference คือยีลด์ไม่ได้สัมพันธ์กับดอกเบี้ยนโยบาย เช่น Fed อาจหยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ถ้าสภาพคล่องไม่กลับมา ยีลด์ระยะยาวก็อาจไม่ปรับตัวลง

 

ปัจจุบันสภาพคล่องในตลาดบอนด์ลดลงมากจากนโยบายการเงินเข้มงวดและการไม่มี QE อย่างไรก็ดี สภาพคล่องทั้งระบบยังคงเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจ กำไรบริษัทที่เติบโต และมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

สรุปได้ว่ายีลด์ที่ขึ้นตามทฤษฎีสภาพคล่องจะน่ากลัวจริงก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

มองผ่าน 3 ทฤษฎี ไม่แปลกที่ตลาดจะเชื่อว่าครั้งนี้แตกต่างจากอดีต

 

ทว่าถ้ามองให้ลึก ความสงบวันนี้มีเงื่อนไข คือยีลด์ต้องขึ้นเพราะดอกเบี้ยหรือกำไร ไม่ใช่เพราะผู้ซื้อหายไปหรือสภาพคล่องตึงตัว ผมจึงแบ่งเส้นทางข้างหน้าออกเป็นสามฉาก

 

กรณีฐาน (50%) ยีลด์สูงค้างนาน ตลาดไปต่อกับหุ้นเติบโตสูง

 

Fed มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยสูงนาน ขณะที่กำไรบริษัทใหญ่เติบโตเร็วกว่าต้นทุน ดอลลาร์ไม่อ่อน ผู้ซื้อไม่ย้ายเงินหนี การลงทุนแนวคุณภาพ (Quality) มีแนวโน้มดีกว่าหุ้นขนาดเล็ก

 

กรณีดีที่สุด (25%) ยีลด์ย่อตัวจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง

 

ในภาวะนี้เงินเฟ้อจะชะลอตัวโดยเศรษฐกิจไม่สะดุด Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ยีลด์ระยะสั้นลดลง ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดจะปรับตัวขึ้นแบบกว้าง และการลงทุนสไตล์ Growth กับหุ้นตลาดเกิดใหม่จะกลับมา

 

กรณีเลวร้าย (25%) Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย แต่ยีลด์ไม่หยุดขึ้น

 

ถ้าเหตุผลมาจากสภาพคล่องในระบบที่ตึงตัว หรือกำไรที่ไม่มาตามคาด จะส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า ผู้ซื้อต่างประเทศเริ่มย้ายเงินกลับ ยีลด์ระยะยาวไม่กลับลงมาต่ำ และต้นทุนเงินแพงขึ้น

 

การหยุดขึ้นหรือแม้แต่ลดดอกเบี้ยของ Fed อาจช่วยได้แค่ทำให้ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลง แต่ตลาดจะเลือกลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีทองคำและสกุลเงินต่างประเทศเป็นคำตอบในระยะถัดไป

 

ตลาดไม่ได้กลัวตัวเลข 5% แต่กลัวเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง ตราบใดที่ยีลด์ขึ้นเพราะเศรษฐกิจดี หุ้นก็ไปต่อได้ แต่ถ้าวันหนึ่งยีลด์ขึ้นสวนทาง Fed และดอลลาร์เริ่มอ่อน 5% ในวันนั้นก็จะมีความหมายไม่เหมือน 5% ตอนนี้แน่นอนครับ

 

ภาพประกอบแสดงตัวอักษร 'BOND' บนพื้นหลังธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ สื่อถึงประเด็นบอนด์ยีลด์ 1

 

ภาพ: Branding Pot / Shutterstock

The post 5% เราไม่เท่ากัน ทำไมตลาดไม่ตกใจกับบอนด์ยีลด์สูงเหมือนก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi https://thestandard.co/us-china-investment-themes/ Fri, 25 Sep 2026 10:06:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1259436 ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉา […]

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินทรีอเมริกันและมังกรจีน สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

ละครการเมืองระหว่างประเทศมีเรื่องแปลกอยู่ข้อหนึ่ง คือฉากที่สวยที่สุดมักไม่ใช่ฉากที่สำคัญที่สุด

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา Xi Jinping เดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 และเป็นการพบกับ Donald Trump ครั้งที่สามในรอบปี ถ้อยแถลงเชิงบวกคือสิ่งที่ตลาดได้เห็นทันที แต่สิ่งที่จะกำหนดแนวโน้มของหุ้นจีนในพอร์ตเราอาจไม่ง่ายอย่างนั้น

 

เดิมพันรอบนี้สูงกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งสองฝ่ายมีความเสี่ยงรออยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

 

ฝั่ง Trump มีคะแนนนิยมด้านเศรษฐกิจตกต่ำ ภาระสงครามกับอิหร่านที่กดดันราคาพลังงาน และการเลือกตั้งกลางเทอมรออยู่ข้างหน้า ส่วนฝั่งจีน แม้จะมีแร่หายากและเงินทุนอยู่ในมือ แต่ข้อตกลงพักรบทางการค้าคลุมเครือ เข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงไม่ได้ และเศรษฐกิจในประเทศก็เร่งตัวไม่ขึ้น

 

ผมมองว่าการพบกันครั้งนี้มีสองส่วนที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือประเด็นที่ต่อรองได้ กับประเด็นที่จะต้องแข่งขันกันต่อไป และนักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์ตามให้ทัน

 

พลังงานคือดีลที่ง่ายที่สุด เพราะไม่มีใครต้องเสียหน้า

 

เรื่องพลังงานและสินค้าเกษตรเป็นเรื่องเดียวที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์พร้อมกัน สหรัฐฯ ต้องการผู้ซื้อ LNG และสินค้าเกษตรเพื่อแสดงตัวเลขให้ประชาชนเห็นก่อนมิดเทอม ส่วนจีนต้องการความมั่นคงด้านพลังงานในจังหวะที่สงครามอิหร่านทำให้เส้นทางขนส่งจากตะวันออกกลางมีความเสี่ยงสูง ดีลลักษณะนี้เขียนเป็นตัวเลขได้ ประกาศได้ และที่สำคัญคือไม่แตะเส้นความมั่นคงของใคร

 

ส่วนเรื่องการเงิน อาจกลายเป็นเครื่องมือเพื่อต่อรองนโยบายอื่น

 

เพราะจีนสามารถปล่อยให้หยวนแข็งค่าได้บ้าง เพื่อลดข้อกล่าวหาเรื่องการได้เปรียบทางการค้า โดยที่จีนเองก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่ถูกลง และความน่าสนใจของสินทรัพย์สกุลหยวนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการออกพันธบัตร Panda และ Dim Sum ที่เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในครึ่งแรกของปี 2026

 

อีกทางหนึ่งคือการนำเงินมาลงทุนตรงในสหรัฐฯ ตามแบบที่ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เคยทำมาแล้ว คำถามมีเพียงว่าสิ่งที่จีนจะได้กลับมาคุ้มค่ากันหรือไม่

 

แต่เรื่อง AI และชิป ผมเชื่อว่าไม่มีใครยอม

 

เพราะนี่ไม่ใช่การแย่งส่วนแบ่งตลาด แต่คือการแย่งกันวางระบบที่คนทั้งโลกจะต้องใช้ในอีกยี่สิบปีข้างหน้า

 

สหรัฐฯ เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยี มีศูนย์ข้อมูลคิดเป็น 44% ของโลกเทียบกับจีนที่ 26% แต่จีนนำหน้าด้านการใช้งานจริง โดยติดตั้งหุ่นยนต์ในภาคการผลิตมากกว่าสหรัฐฯ ถึงสิบสองเท่าเมื่อเทียบจากระดับรายได้แรงงาน และโมเดล AI แบบ open-weight ชั้นนำของโลกวันนี้เกือบทั้งหมดมาจากบริษัทจีน

 

ที่ประเด็นนี้กินกันไม่ลง เพราะทั้งสองฝ่ายถือไพ่คนละใบที่อีกฝ่ายไม่มี

 

สหรัฐฯ คุมพิมพ์เขียวทั้ง Model และชิปขั้นสูง ส่วนจีนคุมสิ่งที่ทำให้ AI กลายเป็นสิ่งจับต้องได้ ทั้งแม่เหล็กถาวร 98% การถลุงแร่หายาก 92% ของโลก และไฟฟ้า การยอมในเรื่องนี้จึงไม่ใช่การเสียส่วนแบ่งตลาด แต่คือการมอบการควบคุมให้อีกฝ่ายถือไว้ถาวร ความไม่แน่นอนนี้จึงจะอยู่กับตลาดไปอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าละครฉากนี้กำลังพาเราไปสู่ธีมการลงทุนใหม่สามกลุ่ม ที่สามารถลงทุนได้จริงผ่าน DR ในตลาดไทยทันที

 

ธีมที่หนึ่ง จีนลงทุนตรงในสหรัฐฯ

 

สิ่งที่ Trump ต้องการคือเม็ดเงินลงทุนที่จับต้องได้ และนี่คือเส้นทางเดียวกับที่ญี่ปุ่นเดินในทศวรรษ 1980 ธีมนี้คือการให้น้ำหนักกับบริษัทที่งบดุลแข็งแรงพอจะลงทุนข้ามประเทศโดยไม่ต้องเพิ่มทุน มีเทคโนโลยีที่ขายเป็นใบอนุญาตได้ และเริ่มสร้างเครือข่ายบริการหลังการขายในตลาดปลายทางแล้ว

 

บนกระดาน DR ไทยมีสองตัวที่ตรงโจทย์ที่สุด ตัวแรกคือ CATL80 เลือกขายเทคโนโลยีให้ Ford แทนการเป็นเจ้าของโรงงานเอง ทำให้ได้ค่าธรรมเนียมและรักษาความเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไว้ โดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจสอบการลงทุนต่างชาติแบบเต็มรูปแบบ

 

สองคือ HAIERS19 (Haier Smart Home) ที่ซื้อ GE Appliances มาตั้งแต่ปี 2016 วันนี้มีทั้งโรงงานและเครือข่ายบริการหลังการขายในสหรัฐฯ ที่ลูกค้าไม่รู้สึกว่าเป็นแบรนด์จีน

 

ส่วนใครที่ต้องการกระจายทั้งกลุ่ม CNEV24 (China EV and Battery ETF) ที่ลงทุนในหุ้นรถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่จีนราว 30 บริษัท ช่วยลดความเสี่ยงรายตัวได้

 

ความเสี่ยงของธีมนี้คือการเมืองสหรัฐฯ เอง เพราะเงินลงทุนจีนในภาคที่อ่อนไหวอาจถูกตีกลับด้วยกฎเกณฑ์ความมั่นคง ดีลที่ประกาศบนเวทียังไม่ใช่ดีลที่ผ่านด่านจริง

 

ธีมที่สอง กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินหยวนแข็ง

 

เรื่องนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะสหรัฐฯ เคยเดินเกมนี้กับญี่ปุ่นมาแล้วตั้งแต่ Plaza Accord และสิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนตัวผู้ชนะในตลาดหุ้น จากผู้ส่งออกไปเป็นบริษัทที่มีรายได้ในประเทศ

 

ด้านลบคืออัตรากำไรของผู้ส่งออกที่แข่งด้วยราคาจะแย่ลง แต่ด้านบวกคือช่วยยกระดับผลตอบแทนสินทรัพย์จีนในสายตานักลงทุนทั่วโลก และลดแรงกดดันเงินทุนไหลออก

 

สามกลุ่มที่ได้ประโยชน์และมี DR ให้เลือก กลุ่มแรกคือแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตที่รายได้เกือบทั้งหมดเป็นหยวน ได้แก่ TENCENT80 และ MEITUAN80 มักเป็นกลุ่มแรกที่เงินต่างชาติกลับเข้ามาเมื่อค่าเงินมีเสถียรภาพ

 

กลุ่มที่สองคือสาธารณูปโภคและไฟฟ้าอย่าง CYPC80 (China Yangtze Power) บริษัทขายไฟฟ้าในประเทศแต่มีต้นทุนอุปกรณ์อิงดอลลาร์

 

กลุ่มที่สามคือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่งบดุลเป็นหยวนล้วนและได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลกลับ เช่น ICBC19 CMBANK23 และ PINGAN80 ข้อควรระวังคืออย่าซื้อเพราะค่าเงินอย่างเดียว ถ้ากำไรไม่โต หยวนแข็งก็ช่วยได้แค่ชั่วคราว

 

ธีมที่สาม โลกคู่ขนานของ AI

 

ธีมนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีใครยอมเป็นเบอร์สอง โลกจึงกำลังเดินไปสู่สองระบบที่ทำงานคู่ขนานกัน และถ้ามองจากความได้เปรียบที่จีนมีจริง ไม่ใช่สิ่งที่จีนอยากมี ผมจะไม่เริ่มจากผู้ผลิตชิป แต่เริ่มจากไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลทำงานได้

 

เพราะภายในปี 2030 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของจีนอาจมากกว่าความต้องการของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกถึงสามเท่า ขณะที่ตลาดไฟฟ้าสหรัฐฯ ตึงตัวแล้ว

 

สามตัวเลือกนี้อยู่คนละจุดของห่วงโซ่เดียวกัน CYPC80 คือต้นน้ำ เพราะสิ่งที่จีนได้เปรียบจริงคือไฟฟ้าที่ถูกและมีเหลือ SUNGROW80 คือกลางน้ำ ผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานที่ทำให้ไฟฟ้าป้อนเข้าระบบได้เสถียรพอสำหรับศูนย์ข้อมูล และ GDS23 (GDS Holding) คือปลายน้ำ ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายใหญ่ในจีนที่อิงการใช้งานจริงในประเทศ

 

ส่วนใครที่อยากลงทุนด้านการใช้งาน AI แบบกระจายความเสี่ยง CNAI80 ที่ลงทุนใน E Fund CSI Artificial Intelligence ETF ประกอบด้วยหุ้น AI ทั้งสายของจีน ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

ในมุมมองของผม การพบกันของ Trump และ Xi ครั้งนี้ เปลี่ยนคำถามจากว่า ใครได้ลดภาษี ไปเป็นว่าจีนจะเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่เน้นลงทุนในประเทศ ไปเป็นเศรษฐกิจที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ และเน้นการบริโภค AI ในประเทศได้มากและเร็วแค่ไหนครับ

 

ภาพ: Andreanicolini / Shutterstock

 

The post อินทรีคุมฟ้า มังกรพ่นไฟ อ่านธีมลงทุนจีนหลัง Trump พบ Xi appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก https://thestandard.co/ai-leaders-slow-development-investment/ Sat, 19 Sep 2026 07:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1257056 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Da […]

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการลงทุนในตลาดหุ้นและคริปโตเคอร์เรนซี

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกโรงเรียกร้องให้อุตสาหกรรม AI ชะลอความเร็วในการพัฒนาโมเดล AI เพื่อให้ระบบความปลอดภัยตามทัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความเสี่ยงร้ายแรงภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า

 

Sam Altman แห่ง OpenAI เห็นด้วยทันที และประกาศเลื่อน IPO ออกไปเป็นปี 2027 ขณะที่ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX ก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน

 

สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “อันตรายจาก AI ต่อมนุษย์หรือไม่” เพราะนั่นเป็นคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ แต่เราต้องรู้ให้ทันว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าผู้นำการเติบโตหลักของตลาดหุ้นโลกอย่างธีม AI จะต้องถูกควบคุมความเร็วในการพัฒนาจริง

 

เริ่มด้วยเรื่องของความเร็ว การชะลอพัฒนาการไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เป็นเรื่องดีในด้านต้นทุน แค่ต้องไม่พัฒนาช้าเกินไปจนเป็นปัญหา

 

ทฤษฎีการลงทุนจะมองการเติบโตของเทคโนโลยีผ่าน S-Curve คือเริ่มช้า เร่งตัวแรง แล้วชะลอเมื่อถึงจุดอิ่มตัว

 

จากประวัติศาสตร์เทคโนโลยี 70 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของโมเดล AI ตอนนี้เร็วกว่าทุก S-Curve ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว และเร็วกว่าแม้แต่กฎของ Moore ที่เคยเป็นเพดานอุตสาหกรรมชิปมานานหลายทศวรรษด้วย

 

ข้อเสียของการพัฒนาที่เร็วไป คือต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานจะล้าสมัยเร็ว บริษัทจึงต้องเร่งลงทุนไม่หยุด หนุนให้ต้นทุนพุ่งขึ้นไปอีก

 

ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นถ้าพัฒนาการชะลอตัว การลงทุนในชิปและ data center จะมีอายุการใช้งานนานคุ้มค่ากว่าเดิม

 

แต่ในทางกลับกัน ต้องไม่ลืมว่า Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูง หุ้น AI ทุกวันนี้ตีมูลค่าจากสมมติฐานการเติบโตแบบทวีคูณ หากอุตสาหกรรมชะลอความเร็วลงมากเกินไป ตลาดจะต้องปรับสมมติฐานเติบโตใหม่ทั้งหมด อาจสร้างความผันผวนที่รุนแรงกับโลกการเงินกว่าความเสี่ยงจาก AI เองเสียอีก

 

ด้านประเด็นการยกระดับการควบคุม ผมมองว่ามีทั้งต้นทุนที่ต้องจ่ายและเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ได้กลับมา

 

เพราะการมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงที่ AI จะถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกแย่งไปโดยผู้เล่นที่ไม่มีกรอบความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่โมเดลจะถูกลอกเลียนแบบอย่างรวดเร็วเกินควบคุม

 

ส่วนต้นทุนที่ต้องจ่าย คือค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น ความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช้าลง และที่สำคัญที่สุด คือมูลค่าตลาดรวมของอุตสาหกรรม (Total Addressable Market) ที่อาจเล็กลงกว่าที่นักลงทุนเคยประเมินไว้

 

คำถามที่น่าสนใจอีกเรื่อง คือโอกาสที่เหล่าผู้นำด้าน AI จะประเมินผิด

 

ประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม แต่มักเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำการเติบโตในอดีต

 

เช่น Steve Ballmer ซีอีโอ Microsoft เคยบอกว่า iPhone ไม่มีทางมี market share ที่มีนัยสำคัญได้ แต่ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 3 พันล้านเครื่อง ต้นทุนของการเดาผิดครั้งนั้นคือ Microsoft เสียโอกาสครองตลาดมือถือไปทั้งยุค

 

หรือ Sam Altman เองก็เพิ่งกลับคำ หลังเคยเตือนว่า AI จะกวาดงานระดับเริ่มต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่สุดท้ายยอมรับว่าผิดพลาดเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมที่สูงเกินจริง

 

ความเสี่ยงของรอบนี้คือการประเมิน timeline พัฒนาการ ถ้าประเมินถูก สหรัฐฯ ก็น่าจะรักษาความเป็นผู้นำด้านโมเดล AI ไว้ได้ไม่ยาก แต่ถ้าผิด ก็จะเป็นโอกาสให้ผู้พัฒนารายอื่นๆ ก้าวแซงขึ้นมาได้เช่นกัน

 

จากการวิเคราะห์เบื้องต้น จะเห็นว่าทั้งหมดมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงเป็นการเลือกสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์ไม่ว่า AI จะ Speed up หรือ Slow down

 

(1) โครงข่ายสาธารณูปโภคสำหรับ Data Center

 

ไม่ว่าโมเดลจะพัฒนาต่อเร็วหรือชะลอลง ความต้องการไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะโมเดลที่มีอยู่แล้วก็ต้องใช้พลังงานรันตลอดเวลาอยู่ดี

 

(2) ผู้ผลิตชิปที่มีสัญญาระยะยาวรองรับ

 

เพราะสัญญาที่เซ็นไปแล้ว ไม่ได้ถูกยกเลิกเพียงเพราะบริษัท AI ประกาศชะลอการพัฒนา ความต้องการชิปยังคงมีอยู่จากทั้งการเทรนโมเดลใหม่ และการรันโมเดลเดิมในเชิงพาณิชย์

 

(3) ผู้ให้บริการตรวจสอบและรับรองความปลอดภัยของ AI

 

หาก AI เร่งพัฒนาต่อ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มตามความซับซ้อน แต่หากอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ชะลอด้วยกฎระเบียบ ความต้องการตรวจสอบจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกจากแรงกดดันด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์

 

มุมมองของผม เรื่องร้ายมักขายดีกว่าเรื่องดีอยู่แล้วในทุกยุคสมัย แต่ผมเชื่อว่าโอกาสที่โมเดลภาษา จะพัฒนาเร็วจนกลายเป็นภัยคุกคามการดำรงอยู่ของมนุษยชาติในระยะสั้นยังต่ำมาก

 

อย่างไรก็ดี ในมุมของกลยุทธ์การลงทุน ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เราจึงต้องปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่น เพื่อพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมครับ

 

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

The post เมื่อผู้นำการเติบโต AI ขอแตะเบรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 https://thestandard.co/5-risks-market-2026/ Fri, 11 Sep 2026 06:14:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1253632 ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2 […]

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแท่งและตัวเลขทางการเงินสีฟ้าเรืองแสงบนพื้นหลังสีดำ แสดงแนวโน้มตลาดหุ้น

เรื่องไม่คาดฝันมากมายเกิดขึ้นและดำเนินต่อเนื่องมาในปี 2026 ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง บอนด์ยีลด์สูง Valuation แพง แต่ตลาดหุ้นทั่วโลก กลับไต่ระดับแตะจุดสูงสุด พร้อมกับดัชนีวัดความกลัว (VIX Index) ต่ำที่สุดในรอบปี

 

ผมมองว่าภาพที่เราเห็นอยู่ เกิดจากมุมมองของตลาดที่ไม่ตรงกันระดับความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องรู้ให้ทันว่าอะไรคือประเด็นสำคัญและตรรกะที่กำลังย้อนแย้ง เพื่อเตรียมพร้อมวางกลยุทธ์รับมือไว้เพราะตรรกะและมุมมองเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ

 

ความเสี่ยงแรก สงครามการค้า การกีดกันการค้ามีอยู่ต่อเนื่อง แต่ตลาด “ชินชา” เพราะเชื่อว่าผ่านจุดที่น่ากลัวที่สุดไปแล้ว

 

ในทางทฤษฎี สงครามการค้าเป็นความเสี่ยงที่ไม่มีทางจบง่าย แต่ในทางปฏิบัติตลาดผ่านจุดที่เจ็บที่สุดมาแล้วตั้งแต่เมษายน 2025 ตอนที่ภาษีการค้าพุ่งขึ้นไป ถึง 27%

 

ผมเชื่อว่าการยกระดับกีดกันการค้ารอบใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 60-70% ท้ายปีนี้ แต่ด้วยมุมมองตลาดที่ชินกับความเสี่ยง ผลกระทบต่ออาจเป็นแค่การย่อตัวในกรอบ 5-7% และคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ความเสี่ยงที่สอง สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงที่มาพร้อมกับความหวัง

 

สงครามตะวันออกกลาง ต่างจากความเสี่ยงสงครามการค้าอย่างชัดเจนคือ ตลาดไม่ได้ชินกับสงคราม แต่ “หวัง” ว่าสงครามจะจบเร็วเหมือนทุกครั้ง

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความหวังว่าทุกอย่างจะจบสงบสุขนั้นจะถูกหรือผิด ผมให้โอกาสเกิดการยกระดับสงครามสูงถึง 50-60% ราคาน้ำมันอาจไม่ลดลง กดดันตลาดให้ปรับฐานได้แรงถึง 7-12% แต่ทั้งหมดจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไวจบไวเช่นกัน

 

เศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดสูง แต่ตลาดเลือกที่จะ “ไม่สนใจ”

 

โอกาสเกิด Stagflation ปลายปีนี้ยังสูงถึง 30-40% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจเร่งไม่ขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง ถ้าการเติบโตอาจลดลงเร็ว แต่เงินเฟ้อไม่ลดลงตาม ตลาดจะมี Downside อย่างน้อย 10-15%

 

อย่างไรก็ดี ผมมองว่าตลาดเลือกที่จะไม่สนใจ Stagflation ในช่วงท้ายปีนี้ เพราะกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกไม่ได้เคลื่อนไหวตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่มาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการลงทุนเหล่านี้คาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

 

ความเสี่ยงที่สี่ ยีลด์สูงฉุดไม่อยู่ สำคัญมากแต่กลายเป็นความเสี่ยงตลาด อยู่ได้เพราะ “ความเชื่อ”

 

ยีลด์สูงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ Valuation ของตลาดเสมอ และยีลด์สูงในครั้งนี้ก็ไม่ได้มาจากแค่เงินเฟ้อ แต่มาจากระดับหนี้ แนวโน้มการขาดดุลการคลัง และการกู้ยืมเพื่อการลงทุน AI ของเอกชน ทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นไปอีก

 

ที่ตลาดไม่ปรับฐานลงทันที ผมมองว่าเกิดจากความเชื่อว่าสุดท้ายต้องมีนโยบายการเงินเข้ามาช่วยพยุงเหมือนทุกครั้ง

 

ยีลด์ที่สูงอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงระดับตลาดหมี (ตลาดปรับตัวลงมากกว่า 20%) ถ้าธนาคารกลางเลือกที่จะเข้มงวดโดยไม่สนใจความเสี่ยงด้านโครงสร้างการคลังและสภาพคล่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงท้ายปี

 

ความเสี่ยงสุดท้าย ฟองสบู่ AI แตก เป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกเคลื่อนที่ด้วย “ความกลัวตกขบวน”

 

เพราะ AI หนุนให้กำไรต่อหุ้นของ S&P 500 เติบโตกว่า 50% จากปีก่อน

 

ขณะที่ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการประเมินมูลค่าเงินลงทุนใน Anthropic และ OpenAI ที่ยังไม่รับรู้เป็นเงินสดจริง ถ้ากำไรที่แท้จริงไม่มาตามที่หวัง ตลาดหมีจะเกิดขึ้นแรงและยาวนาน

 

ปัญหาคือไม่มีใครรู้ว่าฟองสบู่กำไรจะลดขนาดลงตอนไหน นอกจากนั้นยังต้องเดาต่อว่า นักลงทุนจะหมดหวังใน AI เมื่อไหร่ จากเรื่องอะไร สำหรับช่วงท้ายปีนี้ ผมจึงให้โอกาสแค่ 5-10% เพราะมองว่าความเสี่ยงที่นักลงทุนกลัว คือการตกขบวนกำไรมากกว่าฟองสบู่แตก

 

ถึงตรงนี้ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าความเสี่ยงสำคัญไม่ได้หายไป บางเรื่องทวีความรุนแรงขึ้นด้วย แต่สิ่งที่เราประเมินยากคือ ความชินชา ความหวัง ความไม่สนใจ ความเชื่อ และความกลัว ของตลาดที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนสิ้นปี ผมเลือกสามกลยุทธ์สำคัญคือ

 

(1) กระจายการลงทุนลดการกระจุกตัว (2) ถือสินทรัพย์ที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง และ (3) ทยอยขายทำกำไรสินทรัพย์ที่ปรับขึ้นมาแรงแล้ว เก็บสภาพคล่องรอจังหวะซื้อตอนตลาดปรับฐาน

 

ภาพตลาดที่ย้อนแย้งในวันนี้ ยืนยันกับเราว่า ความเสี่ยง โอกาส ความกลัว และความหวัง กำลังย้อนแย้งกันอยู่ แต่มุมมองไหนจะเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางไหนนั้น เรากำลังจะได้รู้ไปพร้อมกันท้ายปีนี้ครับ

 

ที่มา: FSS

 

ภาพ: Golden Dayz / Shutterstock

 

The post 5 ความเสี่ยงสุดย้อนแย้งส่งท้ายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ https://thestandard.co/us-treasury-bond-yield-crisis/ Sun, 30 Aug 2026 07:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1248460 ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่ส […]

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความเกี่ยวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และวิกฤติยีลด์สูง

Stanley Druckenmiller หนึ่งในนักลงทุนที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกกล่าวไว้ว่า

 

“The long-term Treasury yield is the most important price in the world. It is also the only fiscal disciplinarian the U.S. has left.”

 

การที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนกระทรวงการคลังต้องประกาศซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวล่าสุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

 

ในมุมมองของผม การปรับตัวขึ้นของยีลด์ระยะยาวในรอบนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสองเรื่อง เริ่มที่วัฏจักรเศรษฐกิจรอบใหม่ที่ใช้เงินทุนสูง หนุนการเติบโตและเงินเฟ้อ พร้อมกับที่ภาระหนี้ภาครัฐของสหรัฐฯ มหาศาลจนส่งผลกับราคาบอนด์

 

การเปลี่ยนแปลงทั้งคู่มีโอกาสหนุนให้ยีลด์ที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกัน ช่วงเวลาแบบนี้ก็มักเป็นจังหวะที่ผู้กำหนดนโยบายมักเข้ามามีบทบาทแทรกแซงตลาดได้มากที่สุด นักลงทุนไทยจึงควรเตรียมพร้อม และคิดกลยุทธ์รับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

 

การประเมินสถานการณ์ เริ่มต้นที่การทำความเข้าใจกับที่มาของยีลด์ที่สูงก่อน

 

รอบนี้ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากทั้งทิศทางนโยบายการเงิน การคลัง และสภาพคล่องที่ตึงตัว

 

ในทางทฤษฎี ยีลด์ระยะยาว (เช่น สิบปี) แยกออกได้เป็นสองส่วน คือคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายเฉลี่ย บวกกับค่าชดเชยความเสี่ยง (Term Premium)

 

จากโมเดลของเฟด ปัจจุบันตลาดยังไม่เชื่อว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้น ยีลด์ส่วนแรกจึงอยู่ที่ระดับราว 3.5-4.0%

 

ขณะที่งานวิจัยและข้อมูลในอดีต ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าการขาดดุลการคลังมักเป็นเครื่องกำหนด Term Premium

 

เช่น ขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น 1% ของ GDP เท่ากับ Term Premium ราว 25bps หรือ Term Premium รวม (bps) เท่ากับราว 1.2 เท่าของระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปัจจุบันที่สหรัฐฯ คาดว่าจะขาดดุลการคลังปีละ 5-7% ของ GDP และหนี้ต่อ GDP ระดับ 120% จึงชี้ไปที่ Term Premium ราว 100-150bps เป็นอย่างน้อย

 

ไม่เพียงแค่หนี้ภาครัฐที่สูง AI hyperscaler ก็คาดว่าจะระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ต่อปีกว่า 0.5-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ ด้วยสมการเดิมจะคิดเป็น Term Premium ส่วนเพิ่มอีกราว 15-30bps สามแรงส่งนี้คือเหตุผลที่ยีลด์ไม่มีทีท่าจะลดลงง่าย

 

ทางแก้ปัญหาปกติมี 3 ทางหลักคือ ปล่อยเงินเฟ้อสูง เร่งการเติบโต หรือให้นโยบายการเงินเข้าช่วย แต่ละอย่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน

 

“ปล่อยเงินเฟ้อสูง” เป็นทางที่รัฐบาลไม่ต้องทำอะไรมาก มูลค่าแท้จริงของหนี้จะลดลงเองเมื่อเวลาผ่านไป จุดอ่อนคือประชาชนเป็นผู้แบกรับต้นทุนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น และถ้าเงินเฟ้อคาดการณ์หลุดกรอบ Term Premium จะยิ่งพุ่งแรงกว่าเดิมกลายเป็นปัญหาใหม่

 

“เร่งการเติบโต” เป็นทางที่ดีที่สุดในทางทฤษฎี เพราะถ้า GDP โตเร็วกว่าดอกเบี้ยที่จ่าย หนี้ต่อ GDP จะลดลงเอง นี่คือเดิมพันที่รัฐบาลสหรัฐฯ หวังไว้กับ AI ว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภาพจนชดเชยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้ จุดอ่อนคือเป็นแผนที่ต้องรอผลระยะยาว และไม่มีหลักประกันว่าผลิตภาพจาก AI จะเกิดขึ้นเร็วพอ

 

ทางออกที่เร็วที่สุดคือกดยีลด์ “นโยบายการเงิน” ผ่านการกลับมาซื้อพันธบัตรหรือปรับกฎเกณฑ์ให้มีผู้ซื้อมากขึ้น จุดอ่อนคือเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และถ้าตลาดตีความว่าเป็นการพิมพ์เงินเพื่อหนุนการคลัง ผลลัพธ์อาจย้อนกลับ คือยีลด์ไม่ลงแต่กลับขึ้นแรงกว่าเดิมเพราะ Term Premium สะท้อนความไม่เชื่อมั่น

 

หลังจากนี้ ผมเชื่อว่าภาพตลาดในอนาคตมีสี่รูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้

 

สองแบบแรก ไม่มีการใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย

 

ความผันผวนต่ำสุดคือเงินเฟ้อลดลงเองเพราะการลงทุนชะลอตัว

 

งบลงทุน AI แตะเพดานตามธรรมชาติ บริษัทเทคเริ่มเข้มงวดกับผลตอบแทนการลงทุน ความต้องการเงินทุนลดลง Term Premium คลายตัวกลับมาที่ 0.6-0.8% ยีลด์ 10 ปีมีโอกาสกลับไปยืนแถว 4.0-4.3% เป็นฉากที่ดีที่สุดสำหรับทั้งหุ้นและบอนด์ แต่ต้องแลกกับการที่ธีม AI และตลาดหุ้นเองก็ชะลอตัว

 

แบบที่สอง ยีลด์สูงต่อเพราะเศรษฐกิจร้อนแรง เป็นฉากที่ผมให้น้ำหนักมากที่สุด

 

เพราะการลงทุน AI อาจไม่ชะลอลง ส่งผลให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงต่อ ยีลด์ 10 ปีจะแกว่งอยู่แถว 4.7-5.1% ตลาดหุ้นมีโอกาสไปต่อได้จากกำไร แต่ P/E ขยายได้ยากขึ้น เป็นรูปแบบที่ไม่มีสินทรัพย์ไหนชนะชัดเจน

 

อีกสองแบบคือใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย เช่นเฟดกลับมาซื้อพันธบัตร หรือปรับเกณฑ์กำกับดูแลให้ธนาคารถือพันธบัตรมากขึ้น

 

นโยบายจะกดยีลด์สำเร็จ ก็ต่อเมื่อตลาดยอมรับว่าการแทรกแซงไม่ใช่การยอมแพ้ต่อเงินเฟ้อ Term Premium ถึงจะคลายตัว ยีลด์ 10 ปีถอยมาแตะ 4.0-4.5%

 

แต่นักลงทุนต้องระวังว่านี่คือยีลด์ที่ลงพร้อมกับเงินเฟ้อสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรจะติดลบ เรียกว่าภาวะ Financial Repression ที่ราคาพันธบัตรทรงตัว แต่กำลังซื้อของผู้ถือจะถูกลดทอนไปเรื่อยๆ

 

ความน่ากลัวจะเกิดขึ้นถ้าเฟดใช้นโยบายการเงินเข้าช่วยแต่ตลาดไม่เชื่อมั่น

 

เพราะภาระหนี้ปัจจุบัน มีโอกาสที่ตลาดจะตีความว่าเฟดยอมสูญเสียความเป็นอิสระให้กับกระทรวงการคลัง Term Premium จะพุ่งขึ้นเพื่อเป็นค่าชดเชยความเสี่ยงเชิงนโยบาย ยีลด์ 10 ปีอาจทะลุ 5.5% ขึ้นไป ดอลลาร์อาจอ่อนค่า และตลาดหุ้นจะปรับฐานแรง

 

สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์คือกระจายการลงทุนทั้งหุ้นและบอนด์ออกจากสหรัฐฯ และป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

 

จากเหตุการณ์ยีลด์สูงจนต้องซื้อคืนครั้งนี้ ผมมองว่านักลงทุนควรลดน้ำหนักการลงทุนในบอนด์สหรัฐฯ ระยะยาวลง เพราะไม่ว่าจะเกิดรูปแบบไหน ผลตอบแทนที่แท้จริงของการถือพันธบัตรระยะยาวก็ไม่น่าดึงดูด

 

ในทางกลับกัน สินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากทั้งเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย อย่างทองคำ จะมีเหตุผลให้ถือครองมากขึ้นเพราะได้ประโยชน์ทั้งจาก Repression และความเชื่อมั่นที่ลดลง

 

สำหรับตลาดหุ้น กลยุทธ์คือกระจายพอร์ตออกจากสหรัฐฯ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใน AI แต่เพราะระดับ Valuation ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าเฟดต้องช่วยและต้องสำเร็จ สวนทางกับความเชื่อมั่นที่ต่ำ และปริมาณหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์

 

สุดท้ายคือเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น เพราะสามในสี่รูปแบบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ล้วนมีดอลลาร์อ่อนค่าเป็นผลลัพธ์ร่วม ต่างกันแค่ระดับความรุนแรง

 

คำถามที่ว่ายีลด์จะหยุดหรือไปต่อ ไม่มีคำตอบเดียวที่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ กำลังทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศมหาอำนาจที่สุดในโลกเช่นเดียวกับที่ Druckenmiller ว่าไว้

 

“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ยขึ้นหรือลง แต่คือการตั้งคำถามว่าสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยที่สุดในโลกอย่างบอนด์สรัฐ ยังคงปลอดภัยอยู่ไหมในยุค AI”

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

The post วิกฤติยีลด์สูงในสหรัฐฯ หยุดไหวไหมหรือต้องไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-future/ Wed, 19 Aug 2026 07:29:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1243669 The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงิน […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2)

บทความก่อนเราได้เรียนรู้จากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ระดับราคาของเงินที่มีผลต่อทิศทางในอนาคต การกลับทิศที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีวิกฤตเศรษฐกิจ และเป้าหมายของอัตราแลกเปลี่ยนที่ขยับไปตามยุคสมัย

 

เราทิ้งท้ายไว้ด้วยคำถามว่าแรงส่งของเงินเยนจากการเข้าแทรกแซง จะทำให้เงินเยนแข็งค่าได้จริงหรือ

 

เริ่มจากฝ่ายที่มองว่าการเปลี่ยนทิศรอบนี้จะไม่สำเร็จ ให้เหตุผลว่าลึกๆ ในใจผู้กำหนดนโยบายอาจไม่ได้ต้องการให้เยนแข็งทันที

 

การแทรกแซงครั้งนี้เป็นแบบ Sterilized Intervention คือกระทรวงการคลังนำเงินสำรองไปซื้อเยนแต่ปริมาณเงินในระบบเท่าเดิม จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือสินทรัพย์ระยะสั้น

 

ข้อที่สอง การแทรกแซงเกิดขึ้นแทนที่การขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คาดว่าเป็นเพราะญี่ปุ่นระวังกับระดับหนี้สาธารณะ/GDP ที่สูงกว่า 200% ทำให้ผลจากการพยุงค่าเงินเกิดขึ้นแค่ในช่วงเวลาจำกัด

 

ข้อที่สามคือการเมือง รัฐบาล Takaichi ยังคงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ ปริมาณเงินเยนที่เพิ่มขึ้นจะสร้างความกังวลด้านความยั่งยืนของนโยบายภาษี หรือกดดันให้เยนอ่อนค่าลงเร่งเงินเฟ้อได้อีก

 

ระยะสั้นถึงสิ้นปี 2026 กรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดคือกรอบ 150-165 เยนต่อดอลลาร์

 

สำหรับมุมมองด้านแข็ง การจะลงไปต่ำกว่า 150 เยน/ดอลลาร์ ผมมองว่าโอกาสมีน้อย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นคงเดิม ดอกเบี้ยโดยรวมต่ำกว่าสหรัฐ เยนแข็งเร็วอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีเดียวคือ Fed ต้องกลับเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย เพราะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อลดลง

 

ในทางกลับกัน การปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนทะลุ 165 เยน/ดอลลาร์ ก็มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากทั้งสองประเทศเพิ่งประกาศจุดยืนร่วมกันว่าเยนต่ำกว่ามูลค่าอย่างมีนัยสำคัญ การปล่อยเยนอ่อนจากจุดแทรกแซงเดิม เท่ากับยอมรับว่าปฏิบัติการล้มเหลว เป็นต้นทุนทางการเมืองที่สูงมากสำหรับทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ในระยะยาว โครงสร้างของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันชี้ว่าจุดที่เหมาะสมจริงอาจไม่จำเป็นต้องใกล้จุดเริ่มต้นของการเดินทางเสมอไป

 

แม้แบบจำลองมูลค่าที่เหมาะสมของสถาบันวิจัยชั้นนำหลายแห่งชี้ตรงกันว่าเยนถูกกว่าพื้นฐานอยู่ราว 30-40% ค่ากลางอยู่ในช่วง 110-115 เยน/ดอลลาร์

 

แต่ในมุมมองของผม จุดสมดุลใหม่ที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอ้างอิงอดีต เพราะโครงสร้างที่เปลี่ยนไปเช่นญี่ปุ่นตอนนี้ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ดุลบริการก็หดตัวจากธุรกิจ digital นอกจากนั้นบริษัทญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

 

เป้าหมายดอลลาร์​/เยนใหม่จะปรากฏชัดเจน เมื่อญี่ปุ่นสามารถปลดล็อกสามเงื่อนไขสำคัญได้

 

เงื่อนไขแรก คือส่วนต่างดอกเบี้ยนโยบายต้องกลับสู่จุดที่สมดุล

 

ไม่ใช่แคบลงเพียงเพราะ BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ Fed ต้องลดดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นเหตุผลสำคัญที่เงินทุนของสถาบันขนาดใหญ่จะถูกปรับสัดส่วนกลับมาถือสินทรัพย์ญี่ปุ่นอย่างถาวร ไม่ใช่แค่ปิดสถานะเก็งกำไรชั่วคราว

 

เงื่อนไขที่สอง คือทิศทางนโยบายการคลังต้องกลับเข้าสู่สมดุล

 

ในทางทฤษฎีมีสามทางคือ ตัดลดรายจ่าย เก็บภาษีเพิ่ม หรือปล่อยให้เงินเฟ้อและการเติบโตช่วยลดสัดส่วนหนี้ แต่ในทางปฏิบัติ ผมมองว่ารัฐบาล Takaichi อยากเลือกแค่ทางเลือกที่ 3 แต่อาจต้องรอจนกว่าจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญ เช่นวิกฤตเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นก่อน

 

เงื่อนไขที่สาม คืออัตราแลกเปลี่ยนต้องสร้างสมดุลใหม่ให้กับธุรกิจญี่ปุ่นได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

 

หมายความว่าเงินเยนต้องอยู่ในระดับที่ทำให้เงินเฟ้อไม่สูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่แข็งจนลดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไปพร้อมกัน ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวเลขคงที่ตัวเดียวเหมือนในอดีต

 

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ผมมองว่าจะเกิดขึ้นจริงคือ เยนอาจไม่แข็งค่าเร็ว ขณะเดียวกัน BOJ ก็อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยช้ากว่าที่ตลาดคาด

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือมุมมองเรื่องความสัมพันธ์

 

ในอดีต เยนแข็งเป็นสัญญาณลบเสมอ เพราะมักเกิดจากวิกฤตที่ผลักเงินทุนถอยกลับเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ในยุค Abenomics ความสัมพันธ์ระหว่างเยนอ่อนกับตลาดหุ้นที่ขึ้นสูงถึงระดับ 0.8

 

แต่ช่วงนี้ Correlation ลดเหลือเพียง 0.2 ถ้าการแข็งค่ารอบนี้เกิดจากความตั้งใจของนโยบายเหมือนช่วง Plaza Accord พร้อมดอกเบี้ยที่กลับสู่ระดับปกติ และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้น เยนแข็งจะเปลี่ยนสถานะจากศัตรูของตลาดหุ้นญี่ปุ่น มาเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติได้เป็นครั้งแรกในรอบสามทศวรรษ

 

ท้ายที่สุด บทเรียนจากมหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน อาจเป็นเรื่องการพิสูจน์ความตั้งใจของผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่นเอง

 

โอดิสซิอุสมีทางเลือกที่จะเป็นอมตะอยู่บนเกาะของนางคาลิปโซตลอดไป แต่เขาเลือกที่จะกลับบ้านแม้ต้องเสี่ยงตายอีกหลายครั้ง

 

ญี่ปุ่นก็มีทางเลือกไม่ต่างกัน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาเยนอ่อนคือทางที่สบายที่สุด จนวันนี้ที่ผลข้างเคียงเริ่มกลายเป็นความเสี่ยง

 

อย่างไรก็ดี การตั้งเป้าหมายกลับตัวไม่ใช่จุดจบ เหมือนโอดิสซิอุสที่ต้องยิงธนูพิสูจน์ตัวเองก่อนจะได้บ้านคืนจริง ญี่ปุ่นก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และนั่นคือบททดสอบที่ยากกว่าการตัดสินใจกลับตัวเสียอีกครับ

 

The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) 1

ทิศทางตลาดหุ้นญี่ปุ่นและความสัมพันธ์กับค่าเงินเยนช่วง 60ปีที่ผ่านมา

ที่มา: BOJ, Bloomberg และ FSS

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

 

 

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 2) appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) https://thestandard.co/yen-odyssey-intervention-history/ Tue, 18 Aug 2026 06:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1243191 ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจ […]

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน

มหากาพย์ Odyssey ของโฮเมอร์ โอดิสซิอุสใช้เวลาสิบปีกว่าจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ใช่เพราะไม่รู้ทาง แต่เพราะทุกครั้งที่ใกล้ถึงเป้าหมาย ก็มีเหตุที่ทำให้ต้องเปลี่ยนทิศอยู่เสมอ

 

เงินเยนญี่ปุ่นก็ไม่ต่างกัน สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ร่วมกันแทรกแซงค่าเงินเยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งสองประเทศต้องการให้เงินเยนแข็งค่า สวนทางกับการอ่อนค่าต่อเนื่องมากว่าสามทศวรรษ

 

เงินเยนกำลังจะไปทางไหน ควรแข็งหรืออ่อน นักลงทุนต้องรู้ให้ทันทิศทางการเดินทางและจุดหมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อประเมินโอกาสและความเสี่ยงของโลกการเงินในอนาคต

 

จุดเริ่มต้นการเดินทางของเงินเยนคือนโยบายอ่อนค่า 360 เยนต่อดอลลาร์ในปี 1949

 

เงินเยนตั้งต้นบนจุดที่อ่อนค่าผิดปรกติจากนโยบาย Dodge Line ของสหรัฐฯ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นความตั้งใจเพื่อช่วยให้ญี่ปุ่นมีแต้มต่อด้านการส่งออก รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผูกค่าเงินไว้กว่า 22 ปี เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาก เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 9% กลายเป็นเศรษฐกิจอันดับสองของโลกภายในสองทศวรรษ

 

จุดเปลี่ยนช่วงแรกมาจากฝั่งสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดี Nixon ประกาศเลิกผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971

 

ทุกสกุลเงินหลักเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว และเยนเดินทางสู่เส้นทางแข็งค่าเป็นครั้งแรก

 

เมื่อเข้าสู่ต้นทศวรรษ 1980 Paul Volcker ประธาน Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เยนหยุดการแข็งค่าไว้ที่กรอบ 200-250 เยน แต่ระดับนี้ยังสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ดี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนแรงกดดันทางการเมืองก่อตัวขึ้น

 

จุดเปลี่ยนที่สองเกิดขึ้นปี 1985 เมื่อรัฐมนตรีคลังห้าประเทศใหญ่ทำข้อตกลง Plaza Accord

 

กลุ่ม G5 นัดพบกันที่โรงแรม Plaza ในนิวยอร์ก แทรกแซงตลาดกดดอลลาร์ให้อ่อนลง เงินเยนแข็งค่าไปสู่กรอบ 150-160 เยนตั้งแต่ 12 เดือนแรก และแข็งต่อไปแตะ 120 เยนในปี 1987

 

ฝั่งญี่ปุ่นเมื่อเจอค่าเงินแข็งเร็ว BOJ ตอบสนองด้วยการลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2% เพื่อชะลอปัญหา แต่ภาวะดอกเบี้ยต่ำกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฟองสบู่ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ

 

ความผันผวนเกิดขึ้นอีกครั้งปี 1989 เมื่อ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 6% ภายในปีเดียวเพื่อสยบฟองสบู่

 

ตลาดหุ้นร่วงหนัก อสังหาฯ ปรับฐาน หนี้เสียพุ่ง เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดพร้อมความซบเซา แต่แทนที่เยนจะอ่อนจากปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นเอง กลับเป็นวิกฤตละตินอเมริกาช่วงปี 1994-1995 ที่ลามมาถึงสหรัฐฯ ทำให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยรับมือ ดอลลาร์อ่อน เยนแข็งไปแตะ 79 เยน/ดอลลาร์ นำไปสู่การแทรกแซงจากกลุ่ม G7 พร้อมกับ BOJ ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.5%

 

แม้ดอลลาร์/เยนจะอ่อนกลับไปกรอบ 100-125 แต่ญี่ปุ่นก็กลายเป็นประเทศใหญ่แรกที่ใช้ดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0% เป็นจุดกำเนิดของยุคกู้เยนไปลงทุนต่างประเทศ (Yen Carry Trade) ที่อยู่กับโลกการเงินมาถึงปัจจุบัน

 

เรื่องราวดูเหมือนจะจบ แต่วิกฤตค่าเงินเอเชียปี 1997 ทำให้เยนอ่อนทะลุ 147 เยน/ดอลลาร์

 

สหรัฐฯ และญี่ปุ่นต้องร่วมมือแทรกแซง แม้สำเร็จช่วงแรก แต่เมื่อวิกฤตลุกลาม นักลงทุนทั่วโลกปิดสถานะ carry trade พร้อมกัน ส่งผลให้เงินเยนเข้าโหมดแข็งค่าเกินไปอีก จนปี 2001 BOJ คิดค้นการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นประเทศแรกของโลก ทำให้เยนอ่อนกลับขึ้นไปในกรอบ 105-135 เยน

 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งเกิดจากวิกฤตการเงินโลกและสึนามิ เมื่อเยนเริ่มมีสถานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก

 

ปี 2008 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน Fed ลดดอกเบี้ยและทำ QE ทำให้เยนแข็งจาก 110 ลงไป 80 เยน ซ้ำเติมด้วยสึนามิปี 2011 เยนแข็งลงไปถึง 75 เยน/ดอลลาร์ จนกลุ่ม G7 ต้องแทรกแซงขายเยนอีกครั้ง นี่คือจุดที่ญี่ปุ่นตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้เยนแข็งค่าแบบนี้อีก

 

การเปลี่ยนเส้นทางสะท้อนชัดบน Abenomics ด้วยนโยบายศรสามดอก

 

ปี 2012 BOJ เริ่ม QE อัดฉีดสภาพคล่อง ตามด้วยดอกเบี้ยติดลบปี 2016 และควบคุมยีลด์ใกล้ศูนย์ (YCC) เยนเดินทางจาก 76 ไปสู่ 125 เยน/ดอลลาร์ ภายในสามปี เงินเฟ้อกลับมา ตลาดหุ้นขึ้น กำไรบริษัททำจุดสูงสุดใหม่ ทุกอย่างดีจนไม่มีเหตุผลที่จะหยุดการอ่อนค่าของเยน

 

จุดหักหัวเรือสุดท้ายคือปัจจุบัน ช่วงปี 2022-2026 Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็ว แต่ญี่ปุ่นตรึงดอกเบี้ยศูนย์ กว่าจะเริ่มขึ้นก็ช้าเกินไป จนเยนอ่อนไปถึง 164

 

ครั้งนี้ทางการญี่ปุ่นมองต่างจากเดิม เพราะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้น ฐานะการคลังถูกตั้งคำถาม และคู่แข่งอย่างจีนกับกระแสกีดกันการค้าทำให้โอกาสส่งออกไม่ดีเหมือนเก่า

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงมึนงงกับทิศทางที่เปลี่ยนไปมาของเงินเยนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

 

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องเห็นเหมือนกันคือ มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยนกำลังบอกทุกอย่างเกี่ยวกับตลาดทุน และใครที่วิเคราะห์ทิศทางเงินเยนได้ถูก จะเห็นโอกาสการลงทุนที่สำคัญในอนาคตแน่นอน

 

เรือของโอดิสซิอุสกำลังเข้าใกล้ฝั่งอิธากาอีกครั้ง แต่จะถึงจริงหรือไม่ ต้องดูว่าลมที่พัดอยู่ตอนนี้เป็นลมส่งหรือลมหลอก แล้วมาคุยกันต่อในตอนหน้าครับ

 

ภาพสัญลักษณ์เงินเยนสีทองลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่ปั่นป่วน 1

 

ภาพ: Dragon Claws / Shutterstock

The post The Yen Odyssey: มหากาพย์การเดินทางของค่าเงินเยน (ตอน 1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ https://thestandard.co/chip-stocks-bear-market-strategies/ Sat, 25 Jul 2026 05:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1234945 หมีที่สร้างจากชิปคอมพิวเตอร์ AI กำลังปีนป่าย

ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่ […]

The post หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมีที่สร้างจากชิปคอมพิวเตอร์ AI กำลังปีนป่าย

ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่งสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางของความปั่นป่วนทั้งหมด คือหุ้น Semiconductor

 

ดัชนีที่สะท้อนความผันผวนได้ดีที่สุดคือ Philadelphia Semiconductor (SOX) ที่เข้าโหมดกระทิงทะยานขึ้นจากเดือนมีนาคมกว่า 105% ไปทำจุดสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะพลิกร่วงลงเกิน 20% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เข้าสู่ภาวะตลาดหมีด้วยความเร็วสูงไม่แพ้ขาขึ้น

 

สำหรับนักลงทุนไทย คำถามที่เราควรหาคำตอบจึงไม่ใช่แค่ว่า “ตลาดหมี AI เกิดขึ้นแล้วจริงหรือไม่” แต่ควรมองให้ไกล ไปถึงการวางกลยุทธ์ รู้เท่าทันความผันผวนที่สูงผิดปกติในรอบนี้ครับ

 

เรื่องแรกที่ต้องเข้าใจคือเหตุผลของ Chip Bear Market ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานที่แย่ลง หรือการเติบโตไม่มาตามคาด แต่เกิดจากแรงขายทำกำไรหลังตลาดปรับตัวขึ้นแรงผิดปรกติ

 

จุดที่ต้องเน้นคือ ‘จังหวะ’ ตลาดหมีเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว กำไรเติบโตสูงกว่า 50-100% จากปีก่อน และแม้ราคาจะปรับลงแล้ว ดัชนี SOX ก็ยังบวกอยู่กว่า 65% นับจากต้นปี สะท้อนว่าตลาดหมีอาจเป็นเรื่องของความเร็ว มากกว่าทิศของพื้นฐาน

 

เมื่อเข้าใจว่าต้นตอคือแรงขายทำกำไร คำถามถัดมาคือแล้วอะไรเป็นตัวจุดชนวน

 

แม้แรงขายล่าสุดจะมาจากข่าวว่าโมเดล AI Kimi K3 จาก Moonshot ของจีนมีความสามารถเทียบเท่าโมเดลของสหรัฐฯ บนต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่บทสรุปก็อาจไม่ต่างกับเหตุการณ์ DeepSeek เมื่อม.ค. 2025 ที่ตลาดปรับตัวลงแค่ชั่วคราว ถ้าผู้ประกอบการสหรัฐฯ ยังพัฒนาต่อได้

 

สิ่งที่กดดันมากกว่า Model คือความกังวลเรื่องงบ Capex ของ Hyperscaler ที่พุ่งขึ้นสูงจนหลายบริษัทใหญ่ต้องกู้เงินมาเพื่อเร่งลงทุน ทำให้ตลาดปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้ามองทางตรงก็เป็นความเสี่ยงของผู้ซื้อ ไม่ใช่หุ้น Chip ที่เป็นผู้ขาย

 

ในมุมมองของผม การที่หุ้นชิปเข้าตลาดหมีครั้งนี้ แม้จะมีความน่ากลัวอยู่บ้าง แต่อาจไม่ใช่จุดที่นักลงทุนต้องรีบหนีออกจากตลาด

 

คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ตลาดหมีจะเกิดต่อเนื่องนานแค่ไหน และเพราะอะไร

 

ผมมองว่าการจะตอบคำถามนี้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจกายวิภาคของตลาดหมี หรือ Anatomy of Bear Market ก่อน

 

ตลาดหมีไม่ได้มีเพียงแบบเดียว และแต่ละแบบก็มีอายุขัยที่แตกต่างกัน ครั้งนี้ผมมองว่าเป็นตลาดหมีเฉพาะกิจ

 

งานศึกษาคลาสสิกของ Goldman Sachs แบ่งตลาดหมีออกเป็นสามสายพันธุ์ตามต้นเหตุ สายพันธุ์แรกคือ หมีวัฏจักร (Cyclical Bear) เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้น หรือกำไรที่หดตัว สายพันธุ์ที่สองคือ หมีโครงสร้าง หรือ Structural Bear เกิดจากความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง และฟองสบู่สินทรัพย์แตก และสายพันธุ์สุดท้ายคือ Event-driven Bear หรือหมีเฉพาะกิจ เกิดจากช็อกครั้งเดียว เช่น สงคราม วิกฤตราคาน้ำมัน หรือโรคระบาด

 

ความแตกต่างของอายุขัย คือหัวใจที่นักลงทุนต้องรู้ให้ทัน

 

น่ากลัวที่สุดคือ Structural Bear ที่ตลาดปรับตัวลงเฉลี่ยราว 60% กินเวลากว่าสามปี และมักใช้เวลาถึงสิบปีจึงจะฟื้นเต็มที่ เหมือนกรณี Dot-com ปี 2000 และวิกฤตปี 2008

 

ส่วน Event-driven และ Cyclical มักปรับตัวลงในระดับใกล้เคียงกันคือราว 30% แต่ตลาดหมีแบบ Cyclical มีอายุยาวเฉลี่ยราวสองปีและใช้เวลาราวห้าปีจึงจะกลับสู่จุดเดิม ขณะที่แบบ Event-driven มักกินเวลาราวแปดเดือน และฟื้นตัวภายในราวหนึ่งปี

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่าการปรับฐานของหุ้น Chip รอบนี้เข้าข่าย Event-driven มากที่สุด เพราะต้นเหตุคือช็อกจากแรงขายทำกำไร ไม่ใช่เศรษฐกิจถดถอยหรือกำไรที่กำลังมีปัญหา

 

สุดท้าย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดหมีผ่านพ้นไปแล้ว

 

ในทางเทคนิค ตลาดหลุดพ้นภาวะหมีเมื่อฟื้นขึ้นเกิน 20% จากจุดต่ำสุด แต่เส้นทางของตลาดมักไม่เป็นเส้นตรง

 

ตลาดหมีมักมีการเด้งกลับหลอก ระหว่างทาง หรือ Bear Market Rallies 19 ครั้งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เฉลี่ยกินเวลา 44 วันและให้ผลตอบแทนราว 10-15% ก่อนที่จะกลับลงไปทำจุดต่ำใหม่

 

ดังนั้นสัญญาณที่เชื่อถือได้จริงจึงไม่ใช่แค่ราคาที่เด้ง แต่คือการที่ราคากับกำไรกลับมาสอดคล้องกัน พร้อมกับความผันผวนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนขายที่จุดต่ำสุด หรือไล่ซื้อโดยไม่มีกรอบ แต่ควรแบ่งกลยุทธ์รับมือตลาดหมีให้เป็นทั้งรุกและตั้งรับ

 

กลยุทธ์แรกคือ ‘ยืนสู้’ ด้วยการลงทุนใน Reasonable Hyperscalers หรือผู้เล่นรายใหญ่ที่ลงทุน AI อย่างมีวินัย

 

เน้นไปที่บริษัทที่เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่กระแสเงินสดจากธุรกิจหลักแข็งแรงพอจะรองรับ Capex ได้โดยไม่ต้องพึ่งหนี้มากเกินไป และมีสัญญาณรายได้จริง ไม่ใช่แค่คำสัญญา เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ที่รายได้ Cloud โตเร็วกว่า Capex หรือแพลตฟอร์มโฆษณาที่ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพจนเห็นผลเป็นรายได้

 

กลยุทธ์ที่สองคือ ‘ขี่หลังหมี’ หรือ Fast Adopters หรือธุรกิจนอกวงการเทคโนโลยีที่นำ AI มาใช้จริงจนเห็นผลเป็นกำไร

 

ลงทุนในผู้ที่นำ AI ไปลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรต่อหน่วยอย่างวัดผลได้ เช่น เครือข่ายชำระเงินที่ใช้ AI ตรวจจับการทุจริต หรือธุรกิจกระจายสินค้าสุขภาพที่ใช้ AI บริหารห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของนักสะสมกำไร (Compounders) กำไรกำลังเติบโตเร็ว แต่กลับถูกมองข้ามเพราะไม่ใช่หุ้นกลุ่ม Tech จุดเด่นสำคัญที่มองเห็นชัดคือระดับมูลค่าที่ถูกลง แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

 

กลยุทธ์สุดท้ายคือ ‘หนีไป’ หรือ Anti-AI เน้นธุรกิจที่ไม่ถูกกระทบจากทั้งขาขึ้นและขาลงของธีม AI ไปเลย

 

แนวคิดจะเริ่มด้วยการหาธุรกิจที่มูลค่าผูกกับประสบการณ์ทางกายภาพที่ AI แทนที่ไม่ได้ เช่น โรงแรม สวนสนุก และความบันเทิงสด จุดแข็งคือ Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี สามารถสะสมได้ แต่ความท้าทายที่ต้องจับตาแทน AI คือภาวะเศรษฐกิจ การบริโภค หรือเงินเฟ้อ

 

ผมมองว่าการที่หุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมีรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณให้หนี แต่เป็นบททดสอบว่าใครถือหุ้นด้วยเหตุผลที่แท้จริง

 

เมื่อต้นเหตุคือความเร็วของราคาไม่ใช่พื้นฐานเปลี่ยนแปลง การเกิดขึ้นของตลาดหมีอาจเป็นเพียงการคลายความร้อนแรง ไม่ใช่จุดจบของธีม AI

 

คำถามไม่ใช่ ‘หนีหรือสู้’ ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการมีทั้งสามกลยุทธ์ผสมกันในพอร์ต ยืนสู้กับตัวจริง ขี่หลังหมีกับผู้ได้ประโยชน์ และเผื่อทางหนีไว้กับธุรกิจนอก AI

 

Howard Marks เคยกล่าวไว้ว่า “You can’t predict, but you can prepare” ในตลาดที่ผันผวนสูงเช่นนี้ การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับแนวคิดพอร์ตลงทุน เมื่อ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ https://thestandard.co/opinion-ai-economy-investment-portfolio/ Sat, 18 Jul 2026 07:46:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1232241 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการเชื่อมโยงข้อมูลและเศรษฐกิจโลก

ทุกครั้งที่โลกเจอนวัตกรรมใหญ่ระดับเปลี่ยนยุค ไม่ว่าจะเป […]

The post ปรับแนวคิดพอร์ตลงทุน เมื่อ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการเชื่อมโยงข้อมูลและเศรษฐกิจโลก

ทุกครั้งที่โลกเจอนวัตกรรมใหญ่ระดับเปลี่ยนยุค ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปทศวรรษ 1920 หรือคอมพิวเตอร์ในยุค 1980 สิ่งที่ตามมาคือคำถามเดียวกันว่า

 

“นี่คือของจริงที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจตลอดกาล หรือแค่ฟองสบู่ที่รอวันแตก”

 

ในยุคเรา แน่นอนว่า AI กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกจุดของเศรษฐกิจโลก พร้อมกับฟองสบู่ตลาดการเงินที่ยิ่งใหญ่กว่าในอดีต

 

นักลงทุนไทยควรเข้าใจการเปลี่ยนแปลง และความแตกต่างของ AI เพื่อหาคำตอบเรื่องกลยุทธ์การลงทุนไปพร้อมกัน

 

เริ่มด้วยด้านการเติบโต ครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ไม่ใช่การบริโภค

 

เม็ดเงินลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานของ AI กำลังดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้โตขึ้นราว 0.25% ต่อไตรมาส

 

ขณะที่การบริโภคของประชาชนยังโตช้า และได้อานิสงส์เพียงทางอ้อมจากความมั่งคั่งของคนถือหุ้น

 

ผมมองว่านี่คือความเปราะบางของเศรษฐกิจ AI รอบนี้ เพราะการเติบโตที่พึ่งพาการลงทุนฝ่ายเดียว มักไม่ยั่งยืนเท่าการบริโภคที่กระจายตัวไปทั่วเศรษฐกิจ

 

ด้านที่สอง เงินเฟ้อสูงจากต้นทุนเทคโนโลยี เป็นตัวแปรใหม่ที่ต้องระวังมากที่สุด

 

การแย่งกันซื้อชิป หน่วยความจำ และไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล จะผลักต้นทุนขึ้นทั้งระบบ และเมื่อเงินเฟ้อรอบนี้ไม่ได้มาจากค่าจ้าง หรือกำลังซื้อของประชาชนเหมือนในอดีต เครื่องมือของธนาคารกลางอย่างดอกเบี้ย จึงอาจไม่สามารถลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อลงได้ง่าย ๆ

 

ด้านที่สาม นโยบายการคลังผ่อนมากเกินไปก่อนหน้านี้ ทำให้กันชนของเศรษฐกิจบางลง

 

จุดเริ่มต้นของ AI อยู่ในช่วงที่การคลังของประเทศใหญ่กำลังแบกภาระขาดดุลหนัก

 

แม้ในกรณีที่ดี AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เร่งการเติบโต อาจช่วยการลดขาดดุลงบประมาณในอนาคตได้ แต่ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงด้านการคลัง และความผันผวนจากเงินเฟ้อจะสูงขึ้นก่อน ผลที่ตามมาคือพันธบัตรที่เคยเป็นกันชนยามหุ้นตก อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเหมือนเดิม

 

เมื่อเราเข้าใจลักษณะของเศรษฐกิจ AI แล้ว ก็ต้องเดากันต่อว่าตลาดจะมองโลกสวยได้นานแค่ไหน และอะไรจะทำให้ตลาดเข้าสู่โหมดสิ้นหวังได้

 

ในมุมมองของผม การเติบโตกับเงินเฟ้อสามารถจับคู่กันเป็นหนึ่งฉากทัศน์ระยะสั้น และสองฉากทัศน์ระยะยาว

 

ระยะสั้น มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะเข้าสู่โหมด Reflation ที่มีการเติบโตเร็วและเงินเฟ้อสูง

 

เพราะเม็ดเงินลงทุนของ AI ดันทั้งการเติบโตและเงินเฟ้อขึ้นพร้อมกัน เราจึงอยู่ในภาวะ Expansion ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสคงดอกเบี้ยในระดับสูง ทำให้ความผันผวนเกิดขึ้นรุนแรง แต่ถ้าการเติบโตยังไม่ลดลง ตลาดก็มักจะกลับมาได้เสมอ

 

จุดที่ต้องจับตาคือระยะยาว เมื่อการเติบโตชะลอลงตามวัฏจักร คำถามสำคัญคือเงินเฟ้อจะยอมลงตามหรือไม่

 

กรณีเสี่ยง ถ้าเงินเฟ้อไม่ลดลง ตลาดอาจเข้าสู่โหมด Stagflation ที่หุ้นและบอนด์จะปรับตัวลงพร้อมกันเมื่อเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ทำให้เกิดภาวะสิ้นหวังโดยไม่ทันตั้งตัว

 

แต่ถ้าผลิตภาพจาก AI เกิดขึ้นจริง เงินเฟ้อก็อาจคลายตัวลงพร้อมกัน และเราจะได้เห็นโหมดโลกสวย (Goldilocks) แทนที่ หมายความว่าทั้งหุ้น บอนด์ และสินทรัพย์ทางเลือกจะเติบโตพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน สิ่งที่เราทำได้เลยคือลงทุนทั้งกับความจริงและความหวัง แค่ต้องจัดสัดส่วนให้เหมาะสม

 

นักลงทุนหลายท่านอาจคิดว่า เรามีทางเลือกแค่ลงทุนหุ้น AI หรือไม่ลงทุนเลยเพราะกลัวฟองสบู่แตก

 

แต่ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1950 บอกเราว่า การลงทุนในพอร์ตแบบกลาง ๆ ที่ไม่เลือกข้าง ในจังหวะที่น้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงผิดปรกติ กลับให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงดีกว่าพอร์ตที่เกาะกระแสเทคโนโลยีอย่างเดียว หรือพอร์ตที่ถือแต่เงินสด

 

เหตุผลแรก แน่นอนว่าคือผลลัพธ์จากความกล้ารับความเสี่ยง ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1900 บอกเราว่าหุ้นมักทำผลงานดีที่สุดในช่วงปีสุดท้ายก่อนตลาดกระทิงจะจบ และกลุ่มที่นำตลาดขึ้น มักนำต่อไปจนถึงจุดสูงสุด

 

แต่เหตุผลที่สอง คือการหลบออกจากตลาดก่อนเวลาเหมาะสม ถือเป็นความเสี่ยงอีกแบบที่แพงไม่แพ้กัน

 

ดังนั้น ผมเชื่อว่ากลยุทธ์ที่เหมาะสม คือการรักษาสมดุลสามด้านไปพร้อมกัน

 

หนึ่ง กระจายภูมิภาค ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ที่มากเกินไป เพราะ AI ทำให้ดอลลาร์ผูกติดกับหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น วันไหนหุ้นเทคสะดุด ดอลลาร์ก็อาจสะดุดตาม

 

สอง กระจายลงทุนตามสไตล์หุ้น อย่าถือแต่หุ้นแรงตามกระแสฝ่ายเดียว ให้มีหุ้นผันผวนต่ำและหุ้นปันผลสูงผสมอยู่ เพื่อรับมือหากตลาดกลับทิศ

 

สาม เพิ่มสินทรัพย์ทางเลือก ทั้งสินทรัพย์จริงอย่างโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน เพื่อป้องกันเงินเฟ้อจากการลงทุนของ AI

 

โดยสรุป AI คือแรงเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจที่ไม่ย้อนกลับแล้ว

 

อย่างไรก็ดี หนทางข้างหน้าแม้จะไม่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ง่าย นักลงทุนที่ฉลาดไม่ใช่คนที่ทายถูกว่าอนาคตจะโลกสวยหรือสิ้นหวัง แต่คือคนที่สร้างพอร์ตที่อยู่รอดได้ในทุกฉากทัศน์ครับ

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิด AI กับการเชื่อมโยงข้อมูลและเศรษฐกิจโลก 1

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post ปรับแนวคิดพอร์ตลงทุน เมื่อ AI เปลี่ยนเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ เงินลงทุน AI และตลาดเงินญี่ปุ่น 3 เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลัง 2026 https://thestandard.co/ai-inflation-japan-market-2026/ Thu, 09 Jul 2026 06:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1228701 ธงชาติญี่ปุ่นและกราฟตลาดหุ้น ซ้อนทับด้วยภาพ AI

ครึ่งปีแรกของปี 2026 ผ่านไปแล้ว และตลาดการเงินไม่ต่างอะ […]

The post เงินเฟ้อ เงินลงทุน AI และตลาดเงินญี่ปุ่น 3 เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลัง 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติญี่ปุ่นและกราฟตลาดหุ้น ซ้อนทับด้วยภาพ AI

ครึ่งปีแรกของปี 2026 ผ่านไปแล้ว และตลาดการเงินไม่ต่างอะไรกับการนั่งรถไฟเหาะที่ไม่มีทีท่าจะช้าลง

 

 
 

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรงจากกระแส AI ก่อนจะปรับตัวลงจากความเสี่ยงสงคราม ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100ดอลลาร์/บาร์เรล

 

แต่ที่สุด ก็ปรับตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อช่องแคบ Hormuz กลับมาเปิดการขนส่งเป็นปกติ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเร่งตัวอย่างรวดเร็วจากกระแสการลงทุน AI

 

แม้ดัชนีหุ้นโลกจะเริ่มครึ่งหลังของปี 2026 ในระดับใกล้เคียงจุดสูงสุดตลอดกาล

 

แต่ครึ่งปีแรกเป็นเหตุการณ์ที่ย้ำเตือนเราว่า ‘ยิ่งสูงก็ยิ่งเสี่ยง’ นักลงทุนต้องรู้ให้ทันตลาดการเงิน ผมจึงชวนจับตา 3 เรื่องสำคัญที่อาจทำให้ตลาดกลับทิศ ให้เราได้คิดและเตรียมกลยุทธ์รับมือไว้ก่อน

 

เรื่องแรก ครึ่งหลังของปีจะเข้าสู่เวลาที่ Capex ของ Hyperscaler แซงกระแสเงินสด และ Free Cash Flow จะติดลบเป็นครั้งแรก

 

หลังการลงทุน AI เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี

 

บริษัทที่แข็งแกร่งอย่างกลุ่ม Hyperscaler ของสหรัฐฯ กำลังจะเข้าสู่ช่วงใช้เงินลงทุน (Capex) มากกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานรวมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

จากที่เคยเป็นเครื่องจักรผลิตเงินสดที่นักลงทุนทั่วโลกไว้วางใจมาตลอดทศวรรษ Free Cash Flow รวมของกลุ่มจะพลิกเป็นติดลบครั้งแรกช่วงครึ่งหลังปีนี้

 

นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะโมเดลธุรกิจ AI ของผู้ประกอบการฝั่งสหรัฐฯ ไม่มีกำไร ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าคู่แข่งหลักอย่างจีนมหาศาล

 

ที่ต้องจับตาเป็นเพราะหุ้นกู้และสินเชื่อกลุ่มเทคโนโลยี มียีลด์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี และเมื่อประกอบกับ CAPE P/E ของหุ้นสหรัฐฯ ใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล ทั้งหมดอาจเป็นส่วนผสมที่ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องฟองสบู่การลงทุน AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ประเด็นที่สองคือ AI ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลงเหมือนเทคโนโลยีในอดีต แต่กำลังสร้างเงินเฟ้อขาขึ้นรอบใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว

 

ต้นปีนี้ แทบทุกสำนักวิเคราะห์เชื่อว่า AI จะเป็นพลัง Disinflationary (แรงกดเงินเฟ้อให้ต่ำลง) ช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว

 

แต่ข้อมูลจริงกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ดัชนีราคาผู้ผลิตกลุ่ม Chip ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 25% สูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 1985 ขณะที่ราคาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ IT ในตะกร้าเงินเฟ้อกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ

 

ต้นตอของปัญหาคือราคาหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นกว่า 670% จากจุดต่ำสุด เพราะศูนย์ข้อมูล AI แย่งชิงกำลังการผลิต Chip ไปทั้งหมด

 

นี่คือ ‘เงินเฟ้อจากการลงทุน’ ที่ธนาคารกลางไม่เคยเจอมาก่อน เพราะมันไม่ได้เกิดจากผู้บริโภคใช้จ่ายเกินตัว แต่เกิดจากบริษัทที่รวยที่สุดในโลกแย่งทรัพยากรกันเอง และดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่มีผลต่อพฤติกรรมนี้เลย

 

หากครึ่งปีหลังตัวเลขเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีก ยีลด์สหรัฐฯ จะมีโอกาสปรับตัวขึ้น เป็นแรงกดดันด้านสภาพคล่องซ้ำเติมไปอีก

 

และสุดท้าย อาจไม่ใช่แค่ยีลด์สหรัฐฯ เพราะตลาดการเงินญี่ปุ่นก็เข้าสู่ช่วงกลับตัวครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษ

 

ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1997

 

ค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี

 

ที่ต้องจับตาให้ดีเป็นเพราะญี่ปุ่นคือเจ้าหนี้รายใหญ่ของโลกมาหลายทศวรรษ

 

หากผลตอบแทนในประเทศที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้เงินลงทุนไหลกลับญี่ปุ่น แรงกดดันจะส่งผ่านไปสู่ตลาดการเงินทั่วโลก

 

และครั้งนี้อาจไม่มีใครที่มีสภาพคล่องสูงพอจะช่วยได้ เพราะอีกสามเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ จีน และเยอรมนี อยู่ในช่วงขาดดุลการคลังสูงสุด มีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่องไปอย่างน้อยจนถึงปี 2031 เป็นคำถามต่อเนื่องว่าใครจะเป็นผู้ซื้อพันธบัตรมหาศาลเหล่านี้ และที่ยีลด์เท่าไหร่กันแน่

 

ครึ่งแรกของปี 2026 เป็นเหมือนฉากเริ่มของความผันผวน ความเสี่ยงเกิดจากเรื่องที่คาดไม่ถึงหลายอย่าง แต่จุดเด่นคือมีการเติบโตของกำไรและพื้นฐานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน

 

ครึ่งหลังของปี 2026 เป็นฉากที่แตกต่างออกไป เพราะความเสี่ยงเปลี่ยนเป็นเรื่องที่เรามองเห็นมานาน แต่ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นความกังวลที่เข้ามากดดันตลาด

 

ทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่แค่ต้องจับตา หรือจะกลายเป็นต้นเหตุที่เจาะฟองสบู่ AI รอบนี้ อีกไม่นานเราจะได้รู้กันครับ

 

ภาพ: Sweet_tomato, TeeStocker / Shutterstock

The post เงินเฟ้อ เงินลงทุน AI และตลาดเงินญี่ปุ่น 3 เรื่องที่น่าจับตาที่สุดในครึ่งปีหลัง 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble https://thestandard.co/ai-earning-bubble-investment-guide/ Sun, 28 Jun 2026 05:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1224084 ภาพแนวคิดฟองสบู่ AI ในตลาดการเงินโลก

ธีม AI เป็นหัวใจของการลงทุนโลกมานานกว่า 3 ปี วันนี้มาถึ […]

The post ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดฟองสบู่ AI ในตลาดการเงินโลก

ธีม AI เป็นหัวใจของการลงทุนโลกมานานกว่า 3 ปี วันนี้มาถึงช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ผู้สร้าง AI Modelers อย่าง SpaceX (xAI), OpenAI และ Anthropic กำลังเข้าสู่ตลาด ในจังหวะที่ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ Long-term P/E สูงถึง 36เท่า ใกล้เคียงจุดสูงสุดของ Dot Com Crisis

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ชาวตลาดการเงินแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกมองว่าราคาหุ้นแพงเกินไป เสี่ยงปรับฐานแรง อีกกลุ่มมองว่ารอบนี้หุ้นมีกำไรหนุน ควรได้ไปต่อ

 

คำตอบไม่ใช่ลงทุนหรือไม่ลงทุน แต่คือลงทุนอะไร และในราคาเท่าไหร่

 

สำหรับความตื่น AI ปี 2026 เรื่องราวตื่นทอง หรือ Gold Rush ในอเมริกาปี 1848 เป็นเรื่องเปรียบเทียบที่เห็นภาพมากที่สุด เพราะมันบอกทั้งโครงสร้างธุรกิจ โอกาส และความเสี่ยงของแต่ละกลุ่มได้ในภาพเดียว

 

และประวัติศาสตร์สอนเราว่าเศรษฐกิจตื่นทองประกอบด้วยหลายโมเดลธุรกิจที่เราต้องเข้าใจและประเมินมูลค่าให้ถูกวิธี

 

กลุ่มที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ “นักขุดทอง” เป็นกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเพื่อประยุกต์ใช้ AI โอกาสจึงอยู่ที่การลงทุนแวดล้อม

 

นักขุดทองในรอบนี้ ประกอบด้วยกลุ่มสื่อสาร พลังงาน อุตสาหกรรม Healthcare และการเงิน ลักษณะสำคัญคือมักไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรในระบบนิเวศ AI แต่ได้ประโยชน์จากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ระยะยาว (Heavy Asset, Low Obsolescence หรือ HALO) ธุรกิจเติบโตจากการลงทุน การกู้ยืม และการเติบโตของธีม AI ความเสี่ยงด้านกำไรอาจไม่มาก เพราะมีธุรกิจดั้งเดิมแต่การเติบโตอาจจบลงอย่างรวดเร็วได้ ถ้าการลงทุนชะลอตัว

 

กลุ่มที่สองคือ “คนขายพลั่วและเสียม” ปัจจุบันคือ AI Infrastructure

 

เช่นผู้ผลิตชิปอย่าง NVIDIA, Broadcom, AMD เน้นขายอุปกรณ์ให้ทุกคนที่อยากขุด ไม่สนว่าใครจะชนะใน AI Rush ขอแค่ทุกคนต้องใช้พลั่วก็พอ กลุ่มนี้มีความชัดเจนที่สุดในห่วงโซ่ AI รายได้แน่นอนตราบที่ยังมีผู้ประกอบธุรกิจในธีมอยู่ ความเสี่ยงหลักคือพัฒนาการที่เร่งตัว และกำลังซื้อที่มีความเป็นวัฏจักร เมื่อเทคโนโลยีการขุดเปลี่ยน พลั่วแบบเดิมก็อาจล้าสมัยทันที แต่ธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนผลิตไปก่อนหน้า

 

กลุ่มที่สามคือ “เจ้าของเหมือง” อย่าง Hyperscalers มีความได้เปรียบที่เงินทุนและขนาดธุรกิจ

 

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่สนาม AI ต้องรู้จัก Hyperscalers อย่าง Amazon AWS, Google Cloud, Microsoft Azure ในมุมการเป็นเจ้าของพื้นที่ ลงทุนสร้าง infrastructure ขนาดใหญ่ล่วงหน้า แล้วเก็บค่าเช่าจากทุกคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจ

 

จุดเด่นคล้ายกับผู้ผลิตชิป คือไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ เจ้าของเหมืองก็ได้ค่าเช่าจากทุกราย บวกด้วย scale และ network effect ที่ใครก็สร้างตามได้ยาก

 

แต่จุดอ่อนสำคัญคือเงินลงทุนที่สูง แรงกดดันจากเศรษฐกิจหรือนโยบายการเงินอาจกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สุดท้ายคือ AI Model Developer ที่เปรียบเสมือน “เมือง Boomtown”

 

OpenAI, Anthropic และบริษัท Software ที่ฝัง AI ไว้ในผลิตภัณฑ์คือ เมืองและสังคมที่ผุดขึ้นรอบเหมือง เป็นกลุ่มที่สร้างชีวิตให้ระบบนิเวศทั้งหมด การเติบโตสูงที่สุดเพราะทุกกิจกรรมจำเป็นต้องพึ่งพา Model AI แต่โมเดลธุรกิจท้าทายที่สุด

 

เพราะมูลค่าผูกติดกับความสำเร็จของธุรกิจ ถ้าเหมืองรุ่ง เมืองก็รุ่ง ถ้าเหมืองร่วง เมืองก็ร้าง

 

เมื่อเราเข้าใจธุรกิจแล้วก็ได้เวลาที่นักลงทุนต้องรู้วิธีประเมินมูลค่าที่เหมาะสม ผมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามโครงสร้างของรายได้และกำไรในปัจจุบัน

 

กลุ่มที่มีกำไรรองรับพอวัดด้วย P/E และ PEG ได้ คือนักขุดและเจ้าของเหมือง

 

ผมแบ่งการประเมินมูลค่าออกเป็นสองมิติ มูลค่าธุรกิจวัดด้วยระดับ P/E เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต และมูลค่าของการเติบโต ประเมินด้วยความเบี่ยงเบนจากค่ากลางในปัจจุบัน

 

ข้อมูลในตอนนี้ บอกสถานการณ์ได้บ้าง เช่นกลุ่ม Industrials ที่ซื้อขายบนระดับP/E ราว 31เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่เพียง 20เท่า ถือเป็นจุดที่ต้องระวังมากที่สุด ต่างจากกลุ่ม Healthcare และ Utilities ระดับมูลค่าใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ผ่านมา เป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าถ้ามี AI use case ที่ชัดเจนเมื่อไหร่โอกาสปรับตัวขึ้นก็จะสูงขึ้นพร้อมกันทันที

 

สำหรับ Hyperscalers เครื่องมือที่เหมาะที่สุดคือ PEG Ratio หรือ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร เพราะปัจจุบัน Hyperscalers ซื้อขายที่กรอบ P/E 17-36เท่า สะท้อนว่าเจ้าของเหมืองแต่ละที่มีมูลค่าที่ต่างกันมาก เราจึงควรนำการเติบโตเข้ามาคิดร่วมด้วย โดยระดับ PEG ที่ต่ำกว่า 1 มักเป็นจังหวะที่ให้ผลตอบแทนดีในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่สัญญาณที่บอกว่าแพงเกินไปคือ PEG สูงกว่า 2

 

กลุ่มที่กำไรไม่มั่นคง อาจต้องประเมินด้วย EV/Sales

 

บริษัท AI Model Developers อย่าง OpenAI และ Anthropic อยู่ในช่วงลงทุนสูง DCF หรือ P/E อาจไม่ใช่เครื่องมือที่เชื่อถือได้ เหมาะกว่าคือ EV/Sales หรือมูลค่ากิจการหารด้วยรายได้

 

ในอดีต EV/Sales ของกลุ่ม Software ที่ต่ำกว่า 5เท่า สำหรับบริษัทที่มีการเติบโตของกำไรเกิน 20% ต่อปี มักเป็นจุดที่ให้ผลตอบแทนในอนาคตดีที่สุด ส่วนระดับที่ต้องระวังคือ EV/Sales สูงกว่า 15 เท่าโดยที่โมเดลการทำกำไรไม่ชัดเจน เพราะความเสี่ยงเฉพาะของกลุ่มนี้คือ margin ที่จะบางลงเรื่อย ๆ ตามความเข้มข้นของการแข่งกัน เพราะท้ายที่สุด AI model อาจกลายเป็นเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปถ้าพัฒนาการเริ่มถึงจุดอิ่มตัว

 

เมื่อเราเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องประเมินว่าเราควรลงทุน AI อย่างไรต่อจากนี้

 

ผมมองว่าความต่างคือ Earning แต่ Earning Bubble ก็ยังเป็น Bubble อยู่ดี

 

ความแตกต่างที่สำคัญของฟองสบู่ AI กับฟองสบู่รอบอื่นคือกำไร

 

เช่นยุคปี 2000 เหมือนปีที่มีแต่นักขุด เมื่อกำไรของบริษัท Internet ไม่มาตามนัดทำให้ซื้อขายแพงกว่าความจริงไม่ได้ แต่ปี 2026 เรามีเจ้าของเหมือง อย่าง Hyperscalers ทำให้ตลาดมีทั้งกำไรแท้จริงและการเติบโตที่สูงคอยช่วยพยุงอยู่

 

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือภาวะฟองสบู่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจโดยรวม

 

เพราะปัจจุบัน มูลค่าที่ตลาดบวกเพิ่มให้หุ้น AI ตั้งแต่ปลายปี 2022 มาถึงตอนนี้สูงถึง 27 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มูลค่าของกำไรจริงที่ AI อาจสร้างให้เศรษฐกิจได้ในกรณีฐานอาจมีเพียง 9 ล้านล้านดอลลาร์

 

ช่องว่างนี้ปิดได้ก็จริง แต่ต้องการสมมติฐานเชิงบวกหลายข้อพร้อมกัน ความเสี่ยงจึงไม่ใช่ว่าตลาดจะพังทลายแบบปี 2000 แต่คือตลาดจะต้องลดความคาดหวังลง การลงทุนจะต้องชะลอตัว กำไรอาจไม่เป็นไปตามคาด และรายได้ของBoomtown อาจไม่สูงอย่างที่ตลาดกำลังจินตนาการ

 

ในยุค Gold Rush ปี 1848 นักขุดทองหลายแสนคนทิ้งบ้านมุ่งหน้าสู่แคลิฟอร์เนียด้วยความฝันเดียวกัน แต่คนที่รวยจริงคือคนที่ไม่ได้ขุดทอง แต่เข้าใจว่าระบบนิเวศรอบทองทำงานอย่างไร ยุคตื่น AI ก็เช่นกัน Hyperscaler ที่เป็นเจ้าของเหมืองและ Infrastructure ที่ขายพลั่วให้ทุกคน คือตัวเลือกที่มีกำไรรองรับ และ มูลค่าที่สมเหตุสมผลกว่ากลุ่มอื่น ส่วน AI Modelers ที่กำลังจะเข้าตลาดนั้นน่าติดตาม แต่ต้องเลือกการลงทุนที่สร้างบนพื้นฐานจริง ไม่ใช่เมืองที่สร้างบนความฝัน

 

ความน่ากลัวของ Earning Bubble ไม่ใช่ว่ากำไรไม่มีจริง แต่คือวันที่กำไรเริ่มชะลอตัว ตลาดจะปรับความคาดหวังลงรุนแรงแค่ไหนครับ

 

ภาพ: CHIEW / Shutterstock

The post ยุคตื่น AI เมื่อ Tech Bubble เปลี่ยนเป็น Earning Bubble appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด https://thestandard.co/opinion-ai-modelers-market/ Sun, 21 Jun 2026 06:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1221126 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผงโซลาร์เซลล์ประกอบ

ตลอดสองปีที่ทั่วโลกได้เริ่มใช้ ChatGPT ธีม AI ก็กลายเป็ […]

The post อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผงโซลาร์เซลล์ประกอบ

ตลอดสองปีที่ทั่วโลกได้เริ่มใช้ ChatGPT ธีม AI ก็กลายเป็นหนึ่งในธีมหลักที่สร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดีต่อเนื่อง

 

ผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia ปรับขึ้นหลายเท่าจนมูลค่าตลาดทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ บริษัทเทคฯ ใหญ่หันตัวไปเป็น Hyperscalers ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ Data Center เร่งราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูง

 

ล่าสุด ผู้สร้าง AI ตัวจริงอย่าง SpaceX (xAI) Anthropic และ OpenAI กำลังจะเข้าสู่ตลาด นี่คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่ หรือสัญญาณว่ากระแสกำลังเข้าสู่ปลายวัฏจักร ไม่ว่าจะเป็นกรณีไหน นักลงทุนไทยก็ต้องทำความเข้าใจ และเตรียมวางกลยุทธ์ลงทุนไว้ให้พร้อม

 

การประเมินมูลค่าของกลุ่มผู้สร้าง AI (Modelers) ระดับโลกไม่สามารถคิดได้จากกำไรในวันนี้ แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต ดังนั้นเหตุผลประกอบจึงสำคัญที่สุด

 

ในมุมมองของผม 3 แกนหลักของมูลค่า AI Modelers ประกอบด้วย ขนาดตลาด อัตรากำไร และความต่อเนื่องของการลงทุน

 

แกนแรกคือ เงินลงทุน (Investment)

 

ธุรกิจ AI Modeler ต่างจากซอฟต์แวร์ยุคก่อน เพราะไม่ได้สร้างครั้งเดียวแล้วขายซ้ำได้ไม่จำกัด แต่ต้องเผาเงินต่อเนื่อง ทั้งค่าชิป ค่าไฟ และค่าฝึกโมเดลรุ่นใหม่ที่ไม่มีวันหยุด OpenAI มีกระแสเงินสดติดลบราว 27,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะยังไม่พลิกเป็นบวกจนถึงปี 2030 ส่วน Anthropic วางแผนใช้เงินด้านการประมวลผลราว 19,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และยังไม่คาดว่าจะมีกำไรจนถึงปี 2028

 

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า การเป็นเจ้าของโมเดลไม่ใช่เกมของคนที่มีไอเดียดีที่สุด แต่เป็นเกมของคนที่มีสายป่านยาวที่สุด

 

แกนที่สองคือขนาดตลาด (Total Addressable Market หรือ TAM)

 

รายได้ของกลุ่ม Modelers กำลังเติบโตเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ รายได้ของ OpenAI ขยายตัวจากราว 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในปี 2023 มาที่ราว 20,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 2025 ส่วน Anthropic มีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ระดับ 1,000% ต่อปีในช่วงนี้

 

คำถามที่ไม่มีใครตอบได้คือตลาดปลายทางใหญ่จริงแค่ไหน แต่หากการเติบโตไปต่อด้วยความเร่งนี้ รายได้รวมของกลุ่มอาจแตะ 5-7 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ตัวเลข TAM ที่ฟังดูน่าตื่นเต้นระดับหลายล้านล้านดอลลาร์นั้น ยังไม่มีคำตอบว่าใครกันที่จะได้ส่วนแบ่งนั้นจริงๆ

 

แกนที่สามคือ อัตรากำไร (Margin) เป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุด

 

สาเหตุคือต้นทุนค่าประมวลผลทุกครั้งที่มีคนใช้งาน ต้นทุนจะพุ่งขึ้นตามทันที หมายความว่ายิ่งขายมาก ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมาก margin อาจขยายตัวได้ไม่ทัน โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาดุเดือดและต้นทุนชิปแพง

 

คำถามที่แท้จริงของธุรกิจ AI Modeler จึงไม่ใช่แค่ลงทุนมากแค่ไหน หรือสร้างรายได้เติบโตเร็วแค่ไหน แต่รวมไปถึงเมื่อไหร่ที่การเติบโตนั้นจะแปลงเป็นกำไรได้จริงด้วย

 

แล้วราคาที่ตลาดให้ สมเหตุสมผลไหม

 

ล่าสุด SpaceX (รวม xAI) เข้าเทรดเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาด้วยราคาเปิดที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นราคาต่อยอดขาย (P/S) ราว 119 เท่า ตัวเลข P/S ระดับร้อยเท่าแบบนี้คือสิ่งที่นักลงทุนต้องหยุดคิด เพราะหมายความว่าตลาดกำลังจ่ายเงินวันนี้สำหรับรายได้ที่ยังต้องรออีกทั้งศตวรรษ

 

ถ้าใช้กรอบเดียวกันนี้ส่องไปที่คาดการณ์ IPO ของ OpenAI ที่มูลค่าราว 0.8-1.0 ล้านล้านดอลลาร์ บนรายได้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ OpenAI กำลังจะเข้าตลาดที่ P/S ระดับ 40-50 เท่า – ใกล้เคียงกับ Cisco ตอนพีกปี 2000 ก่อนที่หุ้นจะร่วงกว่า 80% ในปีถัดมา ส่วน Anthropic ที่มูลค่าใกล้ 1 ล้านล้านดอลลาร์ก็คิดเป็น P/S ที่ 20-30เท่าเป็นอย่างน้อย

 

แม้การประเมินผ่าน TAM การเติบโตปัจจุบัน และ P/S อาจไม่ใช่เหตุผลที่เข้มแข็งเพียงพอจะบอกว่า AI Modeler แพงจนไม่น่าลงทุน แต่การที่ความแพงระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ ในอดีต ก็กำลังเตือนเราว่าความเสี่ยงด้าน Valuation มีอยู่สูง

 

ผมเชื่อว่าไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริงว่าเราควรลงทุนอย่างไรเมื่อ AI Modelers ก้าวเข้าสู่ตลาด แต่เราเลือกวิธีลงทุนให้เหมาะกับระดับความเชื่อมั่นได้

 

สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นสูง กลุ่ม Modelers คือทางตรงที่สุด

 

OpenAI คาดว่าจะมี TAM กว้างที่สุด รายได้เติบโตเร็วเพราะใช้เงินลงทุนมากที่สุด Google Gemini มาเป็นอันดับสอง ด้วยฐานผู้ใช้สูง 4-5 พันล้านราย margin ดีกว่าทุกราย Anthropic แม้จะมี TAM แคบกว่า OpenAI แต่มีการเติบโตของรายได้ที่รวดเร็วจากการพุ่งเป้าไปที่ลูกค้าระดับองค์กร ปิดท้ายด้วย xAI ที่มี TAM เล็กสุดในวันนี้ แต่ถ้าสามารถรวมเข้ากับ ecosystem อวกาศของ SpaceX ได้ โอกาสอาจเพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างคาดไม่ถึง

 

สำหรับนักลงทุนที่กังวลเรื่องมูลค่า กลุ่ม Infrastructure คือคำตอบ

 

เช่นผู้ผลิตชิปหรือโครงสร้างพื้นฐานใน data center และ power grid เพราะมีสินทรัพย์จับต้องได้ รายได้ชัด มูลค่าไม่ร้อนแรงเท่า แต่ต้องรับความเสี่ยงด้านวัฏจักร และโอกาสการถูกแทนที่ได้ง่าย

 

สำหรับนักลงทุนสายกลาง ผมมองว่ากลุ่ม Hyperscalers มีสมดุลดีที่สุด

 

ด้วยฐานลูกค้าหลายพันล้านคน มี Cloud ที่สร้างกระแสเงินสดจริง และแปลง AI เป็นรายได้ไม่ยาก

 

ปี 2026 คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกการลงทุนหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นเกิดขึ้นไปแล้วหลังผู้สร้าง AI ตบเท้าเข้าสู่ตลาด

 

เรากำลังจ่ายเท่าไรเพื่อซื้อโลกใบนั้น คือสิ่งที่เราต้องคิดให้ดีในปีนี้ครับ

 

ภาพ: Ole.CNX / Shutterstock

The post อนาคตการลงทุน AI เมื่อผู้สร้างโมเดลตบเท้าเข้าสู่ตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน https://thestandard.co/world-cup-2026-finance-investment/ Thu, 11 Jun 2026 07:46:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1217201 นักฟุตบอลในสนามที่มีธนบัตรเงินดอลลาร์โปรยปรายลงมา

8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน […]

The post ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลในสนามที่มีธนบัตรเงินดอลลาร์โปรยปรายลงมา

8 ปีก่อน ผมเคยวิเคราะห์ฟุตบอลโลกปี 2018 กับตลาดการเงิน ด้วยแนวคิดที่ว่า “ปีฟุตบอลโลก” ควรเป็นช่วงที่ตลาดเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

 

ผ่านมาเกือบทศวรรษ ผมพบว่าสิ่งที่นักลงทุนได้เรียนรู้จริงจากฟุตบอล ไม่ใช่แค่การทายผลแพ้ชนะ แต่ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีฐานผู้ชมขนาดใหญ่ไม่ต่างกับตลาดหุ้นโลก มีพัฒนาการด้านกลยุทธ์ชัดเจน นอกจากนั้นก็มีอารมณ์ของมนุษย์เข้ามาผสมผสานอย่างโดดเด่น การเข้าใจมหกรรมใหญ่อย่างฟุตบอลโลกจึงสอนให้เรารู้ทันตลาดการเงินไปพร้อมกันได้อย่างดี

 

สิ่งแรกที่ฟุตบอลโลกมักแสดงให้เห็นชัดที่สุด คือยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านด้านการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ

 

ฟุตบอลเป็นหนึ่งในกีฬาที่ต้องใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์มากที่สุด จึงไม่แปลกที่พัฒนาการด้านข้อมูลจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

การใช้ข้อมูลในฟุตบอลโลกเด่นชัดขึ้นในปี 2014 ที่บราซิล เมื่อ SAP สร้างระบบ Match Insights เป็น real-time analytics ให้กับสมาคมฟุตบอลเยอรมันนำไปใช้ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์เกมและวางกลยุทธ์ได้อย่างเฉียบขาด จนสามารถเอาชนะบราซิลเจ้าภาพไป 7-1 และได้แชมป์ในปีนั้น

 

ล่าสุด ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ก็เป็นครั้งแรกที่มีการนำ AI มาใช้สำหรับตรวจจับตำแหน่งผู้เล่นล้ำหน้า ผ่าน 29 จุดบนร่างกายและส่งผล real-time 50 ครั้งต่อวินาที

 

จนพูดได้ว่าฟุตบอลโลก เป็นหนึ่งในรายการแข่งขันกีฬาที่ทำให้ตลาดได้เห็นการนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานได้ชัดที่สุด ผมเชื่อว่าปีนี้จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ AI เข้ามามีบทบาทอย่างมาก อาจเป็นไอเดียให้เราได้นำไปประยุกต์ต่อในโลกการเงินและการลงทุน

 

เรื่องต่อมาคือ World Cup Effect มีอยู่จริง แต่เหตุเกิดจากจิตวิทยาไม่ใช่ ผลแพ้ชนะ หรือเศรษฐกิจ

 

งานวิจัยของ Edmans, García และ Norli ปี 2007 ศึกษาย้อนกลับไปตั้งแต่ยุค 1970 พบว่าผลการแข่งขันมีผลต่อตลาดหุ้นจริง แต่ความสัมพันธ์ไม่ได้มาจากผลทางเศรษฐกิจ เช่นการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมสันทนาการ แต่กลับเกิดจากอารมณ์ของนักลงทุนในประเทศ จากความตื่นตัว หรือผลแพ้ชนะ ที่ส่งผลต่อมุมมองการเปิดรับความเสี่ยง

 

เช่น ปริมาณการซื้อขายในตลาดมีแนวโน้มที่จะลดลงในช่วงที่มีแมตช์สำคัญ หรือผลการแข่งขันส่งผลลบกับตลาดหุ้นประเทศผู้แพ้ผิดปรกติในวันทำการถัดไป หรือผลของความพ่ายแพ้มักสร้างความผันผวนมากกว่าการชนะถึงเท่าตัว

 

ครั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือการที่ฟุตบอลโลกมาจัดที่ทวีปอเมริกาซึ่งเป็นศูนย์กลางของโลกการเงิน ในจังหวะที่ Valuation ของตลาดอยู่ในระดับสูงมาก สภาพคล่องที่เบาบางลง อาจกดดันให้ข่าวร้ายสร้างความเสียหายได้มากเป็นพิเศษ

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Winner’s Curse ในฟุตบอล มีความคล้ายคลึงกับ Mean Reversion ในโลกการเงินระยะยาว

 

คำสาปของแชมป์โลก เป็นเรื่องเล่าที่เราได้ยินมาตลอดและมีสถิติรองรับ

 

นับตั้งแต่ปี 1982 แชมป์โลกรอบก่อนหน้า ตกรอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาถึง 6 ใน 10 ครั้งหลังสุด

 

คำอธิบายคือ ทีมแชมป์มักถูกคู่แข่งวิเคราะห์อย่างละเอียด ผู้เล่นหลักมีอายุมากขึ้น 4 ปี เช่นครั้งนี้ Lionel Messi จะมีอายุถึง 39 ปีในช่วงการแข่งขัน และที่สำคัญที่สุด คือความหิวกระหายในชัยชนะที่ลดลง ทำให้ทีมที่แตะจุดสูงสุดไปแล้วมักพยายามน้อยกว่าทีมคู่แข่ง

 

ในโลกการลงทุน เราเรียกเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น Mean Reversion แบบหนึ่ง

 

เช่นผู้จัดการกองทุนที่ทำผลตอบแทนดีกว่าตลาดในช่วงก่อนหน้า มักเผชิญกับความคาดหวังที่สูงขึ้น เงินทุนไหลเข้ามากเกินไป ทำให้บริหารจัดการยากจน Underperform ตลาด

 

หรือการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงมาก โดยที่พื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง ในระยะยาวระดับมูลค่าก็มักปรับตัวลงกลับสู่ระดับเหมาะสมในที่สุด

 

ถัดมา คือความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลโลกกับวิกฤติตลาดการเงิน แม้จะไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมรองรับ แต่ช่วงเวลาก็มักเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน เตือนให้ไม่ประมาท

 

ย้อนกลับไปดูฟุตบอลโลกในอดีต

 

ปี 1990 ที่อิตาลี สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย

 

ปี 1994 มาจัดที่สหรัฐฯ ก็เกิดวิกฤติตลาดบอนด์ จากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ตามมาด้วยวิกฤตการเงินเอเชีย และ LTCM ล่มสลาย

 

ปี 2002 ที่เกาหลีญี่ปุ่น ก็เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับวิกฤติ Dot Com และบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WorldCom โกงบัญชี

 

ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ ก็เกิดพร้อมกับวิกฤติหนี้ Eurozone

 

จนมาถึงปี 2022 ตลาดก็ปรับฐานอีกครั้งจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด

 

แม้ฟุตบอลโลกไม่สามารถอธิบายวิกฤติได้ แต่สิ่งนี้ก็เป็นการย้ำเตือนเราว่าความเสี่ยงเป็นวัฎจักรและทุกปีมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ สภาพคล่องที่ลดลงและอารมณ์ที่แปรปรวนของนักลงทุน อาจเป็นหนึ่งในชนวนที่เปลี่ยนความเสี่ยงไปเป็นวิกฤติ

 

สุดท้าย ฟุตบอลโลกสอนเราเรื่องทฤษฎีความน่าจะเป็น และการอยู่กับความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด

 

แม้ฟุตบอลจะก้าวผ่านการวางกลยุทธ์ที่ใช้แต่สัญชาตญาณ มาเป็นสถิติ จนมาเป็น Big Data และ AI ในปัจจุบัน จนทำให้เรามั่นใจว่าทีมที่มีพื้นฐานที่ดี มักยืนระยะได้ และมีโอกาสชนะมากขึ้น แต่โอกาสชนะสูงที่สุด ก็ไม่ใช่ว่าจะชนะเสมอไป

 

การลงทุนก็เช่นกัน สินทรัพย์ที่ดีหรือการตัดสินใจที่ดี อาจไม่ได้การันตีผลตอบแทนที่ดี

 

สิ่งที่สำคัญคือการยอมรับว่าความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ และทางเดียวที่จะ ชนะมากกว่าแพ้ คือการเรียนรู้ที่จะกลับมาหลังจากความพ่ายแพ้ครับ

 

ภาพ: Gorodenkoff, New Africa / Shutterstock

The post ฟุตบอลโลก 2026 ผ่านมุมมองโลกการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-twist-steepening-yield/ Sat, 23 May 2026 06:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210227 ภาพกราฟแสดงเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นแบบ Twist Steepening

จากบทความเดือนที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า จะเกิดอะไรขึ […]

The post โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ชันขึ้นแบบ Twist Steepening

จากบทความเดือนที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้า Kevin Warsh ได้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed แทนที่ Jerome Powell

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ล่าสุด Warsh เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธาน Fed คนที่ 17 เป็นที่เรียบร้อย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์กันต่อได้ว่านโยบายการเงินในยุคของ Warsh จะมีทิศทางเป็นเช่นไร

 

แม้ Warsh ให้คำมั่นว่าจะนำ “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” มาสู่ Fed และประธานาธิบดี Trump ให้ความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ในฐานะประธานธนาคารกลางคนใหม่ แต่ผมคงมุมมองเดิม และยังเชื่อว่า Warsh จะเลือกรักษาสมดุลระหว่าง Fed และทำเนียบขาว ด้วยความพยายามลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสะท้อนมุมมองของ Trump ไปพร้อมกับการลดขนาดงบดุล (QT) เพื่อตอบโจทย์คณะกรรมการ Fed ที่ต้องการการสื่อสารเชิงนโยบายที่เข้มงวด

 

ในระยะสั้นเราอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นเร็ว แต่ในระยะยาว การใช้นโยบายการเงินลักษณะนี้จะส่งผลให้ยีลด์ชันขึ้นในแบบที่ตลาดเรียกว่า Twist Steepening นักลงทุนไทยจึงต้องรู้ให้ทันกับความชันรูปแบบใหม่ ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นในตลาดทุนไปพร้อมกัน

 

เริ่มด้วยการทำความเข้าใจว่า Yield Curve ยุค Warsh จะไม่ใช่แค่ชันแบบปกติ แต่จะชันในแบบ Twist ที่เป็นเหมือนการรวม Bull และ Bear เข้าด้วยกัน

 

โดยทั่วไป นักลงทุนในตลาดจะรู้จักความชันของยีลด์อยู่สองรูปแบบ

 

แบบแรกคือ Bull Steepening หรือความชันแบบกระทิง

 

เป็นสถานการณ์ที่ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลงมากกว่ายีลด์ระยะยาว ส่วนใหญ่มักเกิดจากเศรษฐกิจมีปัญหา เช่น ในปี 2001–2004 (ยุค Alan Greenspan) ที่ Fed ลดดอกเบี้ยจาก 6.5% ลงเหลือ 1.0% หลังวิกฤติ Dot-com หรือปี 2007–2009 ช่วงยุค Ben Bernanke ที่เกิดวิกฤติ GFC กดดันให้ Fed ต้องลดดอกเบี้ยจาก 5.25% ลงเหลือเพียง 0.25% ขณะที่ยีลด์ระยะยาวส่วนใหญ่จะทรงตัว เพราะแนวโน้มเงินเฟ้อและการเติบโตของเศรษฐกิจระยะยาวไม่ได้เปลี่ยนแปลง

 

กรณี Bull Steepening ความชันของยีลด์จะกดดันให้ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะ Risk-off ได้ง่าย ตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้นจริงก็ต่อเมื่อวิกฤติเริ่มผ่านพ้นไป ยีลด์ระยะสั้นที่ลดลงมักกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น

 

แบบที่สองคือ Bear Steepening หรือความชันแบบหมี

 

หมายถึงเหตุการณ์ที่ยีลด์ระยะยาวปรับตัวขึ้นมากกว่ายีลด์ระยะสั้น มักเกิดขึ้นเมื่อความคาดหวังเงินเฟ้อปรับตัวสูง เช่น ช่วงปีแรกของ Alan Greenspan (1987) ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ร้อนแรง เงินเฟ้อเร่งตัวสูง ยีลด์ 10 ปีพุ่งจาก 7% ไปเป็น 10% ภายในปีเดียว หรือปี 2013 ที่ประธาน Fed อย่าง Ben Bernanke ส่งสัญญาณว่า Fed จะลดการทำ QE ส่งผลให้ยีลด์ 10 ปีตอบรับด้วยการปรับตัวขึ้นจาก 1.6% ไปถึง 3.0% ภายในไตรมาสเดียว จนได้รับชื่อว่า Taper Tantrum

 

กรณี Bear Steepening แม้ชื่อจะเป็นหมี แต่ตลาดหุ้นมักอยู่ในโหมดกระทิงมาก่อน ความชันของยีลด์จะหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า กดดันสินทรัพย์เสี่ยงนอกสหรัฐฯ และยีลด์จะชันขึ้นไปจนกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะเริ่มชะลอตัว

 

ในมุมมองของผม ความชันในยุค Warsh จะเป็นส่วนผสมของทั้งหมี และ กระทิงที่ตลาดเรียกว่า Twist Steepening

 

ยีลด์แบบ Twist ไม่ใช่รูปแบบใหม่ มีการกล่าวถึงครั้งแรกในปี 1961 จากนโยบายการเงินของ Fed ที่ชื่อว่า Operation Twist มีเป้าหมายทำให้ Yield Curve แบนลง ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายพร้อมกับการซื้อบอนด์ระยะยาว เพื่อดึงดูดเงินลงทุนและหนุนดอลลาร์ไม่ให้อ่อนค่า

 

แต่ครั้งนี้ Twist มีแนวโน้ม “กลับด้าน” กล่าวคือ ยีลด์ระยะสั้นจะลดลงตามแนวโน้มที่ Warsh จะลดดอกเบี้ย ขณะที่ยีลด์ระยะยาวมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากความกังวลเรื่องการคลัง QT และเงินเฟ้อคาดหวังที่สูงขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นยีลด์บิดตัวชันขึ้น

 

จุดเด่นของ Twist Steepening คือการส่งสัญญาณว่าระบบการเงินจะเร่งตัว หนุนการลงทุนและการเติบโตต่อเนื่อง

 

ในบริบทของโลกการเงิน ความชันของยีลด์เปรียบเสมือนความเร่ง และ Margin ของเศรษฐกิจ

 

เช่น ในภาคธนาคาร กำไรจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากระยะสั้นกับดอกเบี้ยสินเชื่อระยะยาว (NIM) จะกว้างขึ้นตามความชัน ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อเพิ่ม กลไกส่งผ่านนโยบายการเงินจะยิ่งได้ผลดี ทำให้การลดดอกเบี้ยมีประสิทธิภาพจริงในระบบเศรษฐกิจ

 

ประเด็นถัดมาคือ ภาคธุรกิจและการลงทุนจะได้อานิสงส์โดยตรงจากดอกเบี้ยระยะสั้น เพราะต้นทุนการกู้ยืมจะลดลงทันที ขณะที่การลงทุนจะเร่งตัวขึ้นตาม Valuation ของตลาดเพราะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการตัดสินใจลงทุน และการจัดหาทุนระยะยาวของภาคเอกชน

 

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญของ Twist Steepening ในมุมมองของผมคือ เป็นรูปแบบยีลด์ที่ควบคุมได้ยากที่สุด

 

ปัญหาแรกคือยีลด์ระยะยาว เพราะทุกครั้งที่ยีลด์ชันขึ้น อีกความหมายหนึ่งคือยีลด์ระยะยาวยิ่งห่างออกจากดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง ทำให้สูญเสียการควบคุมง่าย

 

ตัวอย่างเช่นในปี 1978 ประธาน Fed อย่าง William Miller ปล่อยให้ยีลด์ชันตามความต้องการของภาคการเมือง จนท้ายที่สุดไม่สามารถควบคุมทั้งเงินเฟ้อและยีลด์ได้ จนประธานาธิบดี Carter ต้องแต่งตั้ง Paul Volcker เข้ามาแทน เพื่อเร่งขึ้นดอกเบี้ย

 

ปัญหาที่สองคือความเสี่ยงของ Policy Inconsistency หรือความไม่สอดคล้องของนโยบาย ที่เกิดจากการ Twist

 

เพราะ Fed กำลังส่งสัญญาณ Easing และ Tightening ไปพร้อมกัน ตลาดจะตอบสนองด้วยความสับสน ก่อนจะเลือกเชื่อสัญญาณที่แรงกว่า ในครั้งนี้ หากเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง การลดดอกเบี้ยอาจไม่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควร

 

ปัญหาสุดท้ายคือ Asset Bubble ที่มักขยายตัวได้เร็วและแรงที่สุดในภาวะ Twist Steepening

 

เช่น ช่วงปี 2003–2006 ที่ยีลด์ชันขึ้นหลัง Fed ลดดอกเบี้ยระหว่างเศรษฐกิจเติบโต ตามมาด้วยราคาบ้านที่สูงขึ้นอย่างร้อนแรง

 

หรือในปัจจุบันที่การลงทุนใน AI เฟื่องฟูและมี Valuation สูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เกิดจากความคาดหวังเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ และโอกาสของการลดดอกเบี้ยในอนาคต

 

เมื่อรู้อย่างนี้ คำถามสุดท้ายคือ ควรวางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร

 

ฝั่งบวก ผมมองว่ากลุ่มการเงินเป็นกลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก NIM ที่กว้างขึ้น กลุ่มที่สองคือ Commodities & Energy เนื่องจากยีลด์ระยะยาวที่สูงขึ้นเปรียบเสมือนการยืนยันว่าความคาดหวังเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูง น้ำมัน ทองแดง และทองคำ มักทำผลตอบแทนได้ดีในภาวะนี้

 

สุดท้ายคือหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอหรือหุ้นปันผล เพราะกระแสเงินสดที่แน่นอนมีความผันผวนต่ำกว่าโอกาสการเติบโต ในภาวะที่ Discount Rate อยู่ในระดับสูง

 

ในทางกลับกัน ธีมการลงทุนที่ต้องระวังประกอบด้วย

 

กลุ่ม Long-duration Growth แม้โอกาสการเติบโตจะสูง แต่มูลค่าจะผันผวนอย่างมากในภาวะที่ดอกเบี้ยระยะยาวไม่นิ่ง

 

ตามด้วยกลุ่ม REITs และ Utilities ที่มีลักษณะผลตอบแทนคล้าย Long Duration Bonds ความแตกต่างจากหุ้นปันผลคือ ผลตอบแทนของกลุ่มนี้มักเป็นไปตามสัญญาระยะยาว ไม่สามารถปรับตัวขึ้นตามเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อระยะสั้นได้ ทำให้มูลค่าลดลงเมื่อยีลด์ชัน

 

และท้ายที่สุด Emerging Markets ที่อ่อนไหวต่อทิศทางกระแสเงินทุนและค่าเงินดอลลาร์ หลายประเทศอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกับสหรัฐฯ ได้ หากดอลลาร์มีความผันผวนสูง อีกทั้งยีลด์สหรัฐฯ ระยะยาวที่สูงขึ้น เงินทุนจะไหลออกอย่างรวดเร็วเมื่อตลาดเข้าสู่โหมด Risk-off

 

โดยรวม Twist Steepening ในยุค Warsh คือรูปแบบยีลด์ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เป็นบททดสอบสำคัญของตลาดการเงินที่เรากำลังจะต้องเผชิญไปพร้อมกันครับ

 

ภาพ: Steve Travelguide / Shutterstock

The post โอกาสและความเสี่ยงของ Twist Steepening ยีลด์ในยุค Kevin Warsh appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลปักกิ่ง 2026 เมื่อดีลที่ไม่เกิด บอกอนาคตมากกว่าดีลที่เกิด https://thestandard.co/opinion-beijing-deal-2026/ Thu, 21 May 2026 07:06:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1209664 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะหารือกัน

ก่อนที่ Trump จะออกเดินทางสู่ปักกิ่ง ผมเขียนบทความวิเคร […]

The post ดีลปักกิ่ง 2026 เมื่อดีลที่ไม่เกิด บอกอนาคตมากกว่าดีลที่เกิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะหารือกัน

ก่อนที่ Trump จะออกเดินทางสู่ปักกิ่ง ผมเขียนบทความวิเคราะห์ว่าการพบกันครั้งนี้จะมีดีลสามแบบ คือดีลการค้าแบบสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดีลลับเรื่องเทคโนโลยี

 

ในตอนนี้ ทั่วทั้งตลาดกำลังวิเคราะห์และประเมินผลของดีลที่เกิดขึ้นอยู่ แต่สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่าเรื่องที่ต้องรู้ให้ทันมากที่สุดกลับเป็นผลของดีลที่ไม่เกิด เพราะอาจสำคัญกว่าดีลที่สหรัฐฯ และจีนได้จากการพบกันที่ปักกิ่งรอบนี้เสียอีก

 

ผมวิเคราะห์จากดีลที่เห็นชัดที่สุดก่อนคือเรื่องการค้าที่ผมเรียกว่าดีลสุภาพบุรุษ ครั้งนี้สุภาพเกินไปและต่ำคาดไปมาก

 

ดีลที่ใหญ่ที่สุด คือคำสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ น้อยกว่าคำสั่งซื้อ 300 ลำในปี 2017 เสียอีก ขณะที่ดีลสินค้าเกษตรก็มีแค่แถลงการณ์กว้างๆ โดยไม่มีตัวเลขผูกพันและไม่มีการลงนามสัญญาจริง สรุปว่าการค้าเป็นดีลที่ทั้งสองประเทศระมัดระวังตัวสูงมาก จนมีดีลแต่เหมือนไม่มีดีล

 

ต่อมาคือดีลแลกเปลี่ยน ที่ผมเคยคาดว่าอาจมีการแลกไต้หวันกับอิหร่าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือสหรัฐฯ กดดันไต้หวันฝ่ายเดียว โดยไม่ได้รับอะไรกลับมา

 

แม้ก่อนการประชุมจะจบลง จีนออกแถลงการณ์เรื่องอิหร่านว่า “ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ควรเกิดขึ้น ไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินต่อไป” แต่นั่นไม่ถือเป็นความชัดเจน เพราะจีนไม่มีคำสัญญาใดๆ ในการกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบ Hormuz

 

ในทางกลับกัน สิ่งที่ชัดเจนกลายเป็นสัญญาณจากฝั่งสหรัฐฯ ที่กดดันไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นการที่ Trump พูดถึงความจำเป็นที่ไต้หวันต้องจ่ายค่าคุ้มครองเพิ่มขึ้น หรือนัยว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันอาจถูกพิจารณาใหม่ กลายเป็นจีนที่ได้ดีลอย่างไม่เสียอะไร

 

ดีลลับ คือสิ่งที่ไม่เกิดขึ้น แต่กลับเป็นความชัดเจนว่า Tech War ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดำเนินมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว

 

นักลงทุนทั่วโลกและผมเคยแอบหวังว่าจะมีดีลด้านการซื้อขาย Chip ขั้นสูงเกิดขึ้น

 

แต่สุดท้าย ดีลไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะแม้จะมีการผ่อนคลาย Export Controls ให้จีนซื้อ Chip จากสหรัฐฯ ได้ แต่เป็นรัฐบาลจีนเองที่กลับลำ สั่งให้บริษัทจีนไม่รับ Chip จากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง พร้อมกับที่ทางการต้องการสร้าง AI Supply Chain ของจีนให้ได้เร็วที่สุด

 

ผมมองว่านี่คือการยืนยันการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก เพราะในด้านเทคนิค ประสิทธิภาพของ Chip จากจีนไม่มีทางที่จะทำได้ใกล้เคียง Chip ของสหรัฐฯ แต่จีนกลับตัดสินใจไม่ทำดีล ตอกย้ำว่า Tech Independent ระหว่างสองประเทศ จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

มองไปข้างหน้า ผลของ No-Deal Tech War ครั้งนี้ จะยิ่งก่อให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของการลงทุนในอุตสาหกรรม Chip โลก

 

ผมเชื่อว่าการตีความดีลที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไทย คือการยอมรับว่าโลก กำลังแยกออกเป็นสองขั้วถาวร แต่ละตลาดมีโอกาสและความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

ไต้หวันคือตลาดที่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากที่สุด

 

ฝั่งจีนกำลังพยายามลดการพึ่งพา Chip นอกประเทศรวมถึงไต้หวัน ส่วนสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีเป้าหมายในการช่วยปกป้องไต้หวันอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันก็มีความตั้งใจที่จะให้การผลิตชิปขั้นสูงย้ายไปผลิตในฝั่งสหรัฐฯ

 

ส่วนตลาดในประเทศไต้หวันกำลังเผชิญกับความเสี่ยง Concentration risk เพราะ TSMC คิดเป็นกว่า 40% ของตลาด การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของนโยบายชิปโลก อาจกลายเป็นแรงกระแทกมหาศาลกับตลาดหุ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

หุ้น Tech ในจีนและสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงรองลงมาด้วยเหตุผลที่ต่างกัน

 

สำหรับสหรัฐฯ แม้จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ทิ้งห่างประเทศอื่นมาก แต่ก็แลกมาด้วยงบการลงทุนที่สูงผิดปรกติ และ Valuation ที่แบกความคาดหวังไว้เต็มที่ ความเสี่ยงที่ต้องระวังมากที่สุด คือการมีคู่แข่งประสิทธิภาพใกล้เคียงเกิดขึ้น บนต้นทุนที่ถูกกว่า

 

ขณะที่ฝั่งจีน ความเสี่ยงสูงสุดมาจาก Execution Risk หรือการลงมือทำจริง ว่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้เร็วทัดเทียมทั่วโลกได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน เพราะถ้าช้า และไม่น่าเชื่อถือ อาจกลายเป็นผลผลิตส่วนเกินคุณภาพต่ำที่ไม่คุ้มค่าการลงทุนในที่สุด

 

ญี่ปุ่นและเกาหลีคือตลาดที่ผมมองว่ามีโอกาสดีที่สุดในสถานการณ์นี้

 

ทั้งสองประเทศคือ Tech ที่ไม่เลือกข้าง ฝั่งญี่ปุ่นมี Value Chain ที่ทั่วโลกต้องพึ่งพาหลายอย่าง ทำให้สามารถเกาะกระแสการแข่งขันไปได้ แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำด้านสินค้า หรือบริการ AI โดยตรง

 

ส่วนเกาหลี คือตลาดที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนของ AI มากที่สุด ด้วยการมีสองบริษัทใหญ่ด้าน Memory อย่าง Samsung และ SK Hynix ที่เริ่มต้นด้วยระดับ Valuation ไม่แพง เมื่อกำไรเร่งตัวราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นได้เร็ว

 

โดยสรุป ผมเชื่อว่าดีลที่แท้จริงของปักกิ่ง 2026 คือการยืนยันว่าโลกแบ่งขั้วถาวร และใน Tech War กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการกระจายการลงทุนให้ได้มากที่สุด และไม่เลือกข้างให้ได้นานที่สุดครับ

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พบปะหารือกัน 1

 

ภาพ: Alex Wong/Getty Images

The post ดีลปักกิ่ง 2026 เมื่อดีลที่ไม่เกิด บอกอนาคตมากกว่าดีลที่เกิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลปักกิ่ง 2026: ดีลสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยน และดีลลับ ของสหรัฐฯ และจีน https://thestandard.co/trump-china-beijing-deal-analysis/ Tue, 12 May 2026 07:11:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1206270 ดีลปักกิ่ง 2026

เหตุการณ์สำคัญของโลกเศรษฐกิจและตลาดการเงินในเดือนพ.ค. 2 […]

The post ดีลปักกิ่ง 2026: ดีลสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยน และดีลลับ ของสหรัฐฯ และจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลปักกิ่ง 2026

เหตุการณ์สำคัญของโลกเศรษฐกิจและตลาดการเงินในเดือนพ.ค. 2026 คือการที่ประธานาธิบดี Donald Trump เดินทางไปปักกิ่งเพื่อพบกับ Xi Jinping

 

ตลาดจับตาไปที่วาระบนโต๊ะเจรจาหลายเรื่องทั้ง Trade, Taiwan, Tehran ไปจนถึง Technology

 

แน่นอนว่าการพบกันครั้งนี้ต้องมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญไม่มากก็น้อย นักลงทุนจึงควรรู้ให้ทันกับทุกความเป็นไปได้ และเตรียมกลยุทธ์รับกับความผันผวนที่กำลังจะตามมา

 

ประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับการเจรจาคือการค้า ทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มได้ประกาศ ‘ดีลแห่งชัยชนะ’ แต่ดีลที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นแค่ข้อตกลงบนเศษกระดาษ

 

Trump เคยเดินทางเยือนปักกิ่งในสมัยแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 และกลับสหรัฐฯ พร้อมดีลมูลค่ารวมกว่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน การบิน ไปจนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

แต่ในปีถัดมา Trump กลับประกาศ Trade War ที่พุ่งเป้าไปยังจีน ทำให้ดีลทางธุรกิจหลายรายการไม่เกิดขึ้นจริง

 

ครั้งนี้ Trump ต้องการให้จีนซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงานเพิ่ม แต่สิ่งที่ Xi อยากได้คือ Chips ประสิทธิภาพสูง หรือต้องการให้สหรัฐฯ ลดภาษี EV และ Solar Panel

 

ในการพบกันครั้งนี้ ผมประเมินว่าจีนมีไพ่ต่อรองที่สูงขึ้นมากจากการเป็นผู้นำในหลายอุตสาหกรรม นอกจากนี้ก็มีการกระจายการค้าไปสู่หลายประเทศ

 

โอกาสที่ทั้งคู่จะมี ‘ดีลสุภาพบุรุษ’ ด้านการค้าเพื่อประกาศชัยชนะจึงมีสูง แต่ด้วยความต้องการที่ไม่ตรงกัน สุดท้ายอาจไม่มีใครทำตามข้อผูกพันจริง ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทุกครั้ง

 

ดีลที่สอง คือการเมืองระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่าง Taiwan แลก Tehran คือดีลที่ไม่มีใครพูดถึงตรงๆ แต่ทุกคนรู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ

 

ไต้หวัน เป็นประเด็นที่จีนต้องเจรจาทุกครั้งที่พบกับสหรัฐฯ ขณะที่ Trump ในตอนนี้ก็ต้องการหาทางลงจากสงครามกับอิหร่านและการเปิดช่องแคบ Hormuz

 

ดีลที่ดีที่สุดจึงคือการแลกเปลี่ยน Taiwan-Tehran โดยสหรัฐฯ ชะลอการขายอาวุธให้ไต้หวัน แลกกับการที่จีนช่วยกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบ Hormuz หากเกิดขึ้นได้จะเป็น ‘ดีลแลกเปลี่ยน’ ที่ตลาดไม่ได้คาดไว้

 

อย่างไรก็ดี ผมประเมินว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากกว่า คือแถลงการณ์ร่วมที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของเสถียรภาพในแต่ละภูมิภาค โดยไม่มี กลไกบังคับใช้รองรับเพราะเป็นรูปแบบปรกติที่มักเกิดขึ้นเสมอ

 

ดีลสุดท้ายคือเทคโนโลยี เหมือนจะอยู่บนโต๊ะ แต่ลึกๆ ทั้งสองฝ่ายรู้ดีว่ายังไม่พร้อมที่จะดีลกันจริง

 

จีนต้องการ AI Chips และ Semiconductor Equipment เพื่อการผลิตขั้นสูง ฝั่งสหรัฐฯ ชัดเจนว่าจะไม่ผ่อนปรน เพราะการเป็นผู้นำด้าน AI กลายเป็นประเด็นความมั่นคงของชาติที่ไม่อาจต่อรองได้ไปแล้ว

 

ผมมองว่านี่คือวาระที่สหรัฐฯ มีไพ่ต่อรองสูงที่สุดในบรรดาดีลทั้งหมด เนื่องจากเป็นสิ่งที่จีนต้องการจริงๆ

 

แม้โอกาสจะมีดีลเกิดขึ้นต่ำ แต่ผมไม่ปิดความเป็นไปได้ที่ Trump อาจใช้การเข้าถึงเทคโนโลยีเป็น ‘ดีลลับ’ เช่น การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปบางประเภท เพื่อแลกกับดีลการนำเข้าสินค้า หรือการกดดันอิหร่าน ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นแรงหนุนของทั้งตลาดจีนและสหรัฐฯ อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ถึงจุดนี้ ไม่ว่าดีลไหนจะเกิดขึ้นหรือไม่ นักลงทุนก็ควรต้องเริ่มมองหากลยุทธ์ให้ตรงกับเป้าหมายและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

 

ระยะสั้น 1-3 เดือน แม้ดีลส่วนใหญ่จะเอียงไปทางบวก แต่ต้องระวังว่าดีลดีอาจอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ

 

ไม่ว่าจะมีดีลแบบไหน ผมมองว่า H-Shares คือตลาดที่มีโอกาสตอบรับดีที่สุด ข้อมูลในอดีตชี้ว่า MSCI China ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2-4% ใน 1-3 เดือนหลังการพบกันทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเป็นกลุ่มที่นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายและมี Valuation ที่ไม่สูง

 

ระยะกลาง 6-12 เดือน ต้องระวังดีลที่อาจเปลี่ยนแปลงจากการเมือง เพราะมี US Midterm Elections วันที่ 3 พ.ย. รออยู่

 

หาก Democrat ยึดสภาผู้แทนราษฎรได้ ดีลการค้าอาจเกิดง่ายขึ้นเพราะภาษีการค้าจะผ่อนคลายลง แรงกดดันจากสงครามอิหร่านจะลดลง และเป็นบวกกับทั้งหุ้นจีนและสหรัฐฯ แต่ถ้า Republican รักษาทั้งสองสภาไว้ได้ ความเสี่ยง Trade and Tech War อาจกลับมาเร็วกว่าที่คาด และจีนอาจต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแรงขึ้นและมองหาดีลแลกเปลี่ยนเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี

 

ระยะยาวไปถึงปี 2030 ไม่ว่าดีลครั้งนี้จะออกมาอย่างไร การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจจะไม่มีวันหยุด

 

ดีลที่สหรัฐฯ ไม่เคยขอ และจีนก็ไม่คิดจะยอมคือโอกาสการลงทุนระยะยาว ผมมองว่า Chinese AI Ecosystem เป็นธีมที่นักลงทุนยังเข้าไม่ถึง

 

ถ้าจีนไม่สะดุดและได้ดีลที่เหมาะสม โอกาสที่จะก้าวขึ้นมาทัดเทียมสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่นั่นอาจเป็นความเสี่ยง Deepseek v2030 มากกว่า เพราะ valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบัน ไม่ได้เตรียมพร้อมรับกับการมีคู่แข่งไว้เลย

 

ผมเชื่อว่าการพบกันที่ปักกิ่งจะเป็นหนึ่งดีลที่สร้างสีสันให้กับตลาด แต่ในระยะยาว ดีลหรือไม่ดีล อาจไม่สำคัญเท่าความสามารถในการกำหนดข้อตกลงบนดีลในอนาคตครับ

 

ภาพ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ วิเคราะห์ดีลปักกิ่ง 2026 1

MSCI China เปรียบเทียบช่วงประธานาธิบดี Trump สมัยแรกกับปัจจุบัน

 

ที่มา: Bloomberg, White House Statements, FSS

ภาพ: Below the Sky / Shutterstock

The post ดีลปักกิ่ง 2026: ดีลสุภาพบุรุษ ดีลแลกเปลี่ยน และดีลลับ ของสหรัฐฯ และจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ https://thestandard.co/kevin-warsh-fed-chairman-trump/ Sat, 25 Apr 2026 05:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1201139 เควิน วอร์ช ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ช่วงตึงเครียดของสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน ความสนใจของนักลงทุ […]

The post สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เควิน วอร์ช ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ

ช่วงตึงเครียดของสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน ความสนใจของนักลงทุนส่วนใหญ่มักติดอยู่กับประเด็นสงครามรายวัน เสมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว

 

แต่ที่จริงในตลาดการเงินกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างที่สำคัญมากไม่แพ้กันก่อตัวอยู่ นั่นคือการพิจารณารับรอง Kevin Warsh ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากวุฒิสภาสหรัฐฯ และในช่วงที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ ตลาดยังไม่รู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน

 

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธาน Fed ครั้งนี้ อาจเป็นหนึ่งในครั้งที่วุ่นวายและผันผวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

คำถามไม่ใช่แค่ Warsh จะได้รับการยืนยันตำแหน่งนี้หรือไม่ แต่รวมไปถึงธนาคารกลางควรกำหนดนโยบายการเงินอย่างไรในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวจากสงคราม และราคาน้ำมัน สลับกับแรงกดดันของประธานาธิบดี Trump ที่ต้องการให้ Fed ลดดอกเบี้ยทันที

 

ความเป็นอิสระของ Fed ยังสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและตลาดการเงินแค่ไหน นักลงทุนอย่างเราควรต้องรู้ให้เท่าทันตลาด

 

การเปลี่ยนตัวประธาน Fed รอบนี้ต่างจากทุกครั้ง ผมเชื่อว่าเป็นเพราะความขัดแย้งที่รุนแรงผิดปกติ ระหว่างประธานาธิบดีกับประธาน Fed

 

จุดเริ่มต้นการเสนอชื่อ Warsh เกิดขึ้นหลังจาก Trump ส่งข้อความผ่าน Truth Social ว่า “Powell’s termination cannot come fast enough” กลางปี 2025 ตามด้วยการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ออกหมายศาลสอบสวน Jerome Powell เรื่องค่าปรับปรุงอาคาร Eccles Building มูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์

 

ความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับ Fed ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในประวัติศาสตร์ ความเป็นอิสระกับไม่เป็นอิสระมักมีผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก

 

เช่นก่อนเลือกตั้งปี 1972 ปธน. Nixon กดดัน Arthur Burns ให้ผ่อนคลายนโยบายการเงิน Burns ดำเนินการตามที่ขอ หนุนให้เศรษฐกิจร้อนแรงจน Nixon ชนะเลือกตั้ง แต่สองปีถัดมาเงินเฟ้อกลับพุ่งขึ้นสูง ทั้งจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป ซ้ำเติมด้วยวิกฤติน้ำมัน OPEC ปี 1973 จน Fed ต้องใช้ยาแรงขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไล่เงินเฟ้อออกจากระบบ

 

กลับกันเมื่อปี 1984 James Baker ในฐานะ White House Chief of Staff และตัวแทน Ronald Reagan สั่งประธาน Fed, Paul Volcker ตรงๆ ว่าอย่าขึ้นดอกเบี้ยก่อนเลือกตั้ง แต่ Volcker เลือกที่จะดำเนินนโยบายตามที่เห็นสมควร จนถูก Reagan ลดบทบาทด้วยการแต่งตั้ง Board ใหม่จน Volcker แพ้โหวตใน FOMC และลาออกในที่สุดปี 1987 ผลลัพธ์จากการที่ Fed รักษาความเป็นอิสระในช่วง 1979 – 1984 คือเงินเฟ้อถูกกำจัดออกจากระบบ หนุนเศรษฐกิจให้เข้าสู่วัฏจักรการเติบโตที่ยาวนานกว่า 90 เดือนในทศวรรษ 1980

 

ประเด็นต่อมา คือสถานการณ์สงครามเพิ่มโอกาสการกำหนดนโยบายการเงินผิดพลาด อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ในอนาคต

 

เช่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ. 1942–1951) Fed ช่วยตรึงดอกเบี้ยและบอนด์ยีลด์ไว้ที่ 0.375-2.5% เพื่อช่วยรัฐบาลออกพันธบัตรสงคราม ผลคือหนี้ต่อ GDP สหรัฐฯ พุ่งจาก 42% ไปแตะระดับ 110-120% เงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 10-20% ต่อปีหลังสงคราม นำไปสู่การตั้งข้อตกลง Treasury-Fed Accord ในปี 1951 เพื่อคืนอิสระให้ Fed กลายเป็นรากฐานของระบบ Monetary Policy ปัจจุบัน

 

สงครามสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้จะไม่รุนแรงเท่าสงครามโลก แต่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นจากการปิดช่องแคบ Hormuz เป็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ต้องจับตา

 

ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธาน Fed ก็ต้องระวังว่าถ้าต้องลดดอกเบี้ยทันทีตามที่ Trump ต้องการ อาจสร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของ Fed ตลาดหุ้นและยีลด์จะผันผวนจน Fed Put อาจเป็นสัญญาณลบกับตลาดการเงินมากกว่าบวก

 

เมื่อเราเข้าใจว่าการตัดสินใจของ Fed อาจนำไปสู่ทิศทางของโลกการเงินที่หลากหลาย ก็ต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์

 

กรณีฐาน โอกาสเกิดสูงสุดคือ Warsh ได้เป็นประธาน Fed คนใหม่ และปรับลดดอกเบี้ยแบบ Hawkish Cut

 

ผมคาดว่า Warsh จะได้รับการยืนยันแต่งตั้งภายในวันที่ 15 พ.ค. แทนที่ Powell ที่หมดวาระ

 

แต่ Warsh ต้องถ่วงดุลและเลือกดำเนินนโยบายการเงินให้ Fed ดูมีความเป็นอิสระมากที่สุด เป็นไปได้ที่ Warsh จะลดดอกเบี้ยเพื่อลดแรงกดดันจาก Trump แต่เลือกสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความเป็นอิสระของ Fed ด้วยการลดขนาดงบดุล (QT) และสนับสนุนการลงทุน AI เพื่อลดต้นทุนเศรษฐกิจระยะยาว

 

กรณีนี้ ผมมองว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสลดลงอย่างน้อย 1 ครั้ง (25bps) ช่วงปลายปี แต่ยีลด์ระยะยาว 7-10 ปีจะทรงตัวในกรอบ 4.0 – 4.5% จากทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูง การทำ QT และค่าใช้จ่ายลงทุน

 

สำหรับกรณีฐาน ผมประเมินว่าดัชนี S&P 500 จะสามารถยืนได้ที่ระดับ 7,000 จุด จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่การลดดอกเบี้ยอาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่ากลับลงไปที่ระดับ 31.3 บาท กลยุทธ์การลงทุนจึงเป็นการกระจายการลงทุนไปสู่หุ้นทั่วโลกเป็นหลัก

 

กรณีเสี่ยง ผมมองว่าเป็น Warsh ที่ลดดอกเบี้ยเร็วเกินไป ส่งผลให้ตลาดกังวลกับเงินเฟ้อ ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นกดดันโลกการเงิน

 

กรณีนี้คือ Warsh ได้รับการแต่งตั้งภายในกลางปี และเลือกที่จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยทันที 2-3 ครั้งในปีนี้ตามที่ Trump ต้องการ

 

แม้ระยะสั้นตลาดหุ้นอาจตอบรับในเชิงบวก แต่ความเสี่ยงในระยะยาวจะก่อตัวขึ้นเพราะเงินเฟ้อไม่ได้รับการควบคุม ในกรณีที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อคาดหวังจะสูงกว่า 3.0% ตลอดปี

 

ด้านตลาดการเงิน บอนด์ยีลด์จะชันขึ้นมากที่สุด ยีลด์ 10 ปีอาจขึ้นสูงไปได้ถึง 4.5-5.0% จากความกังวลด้านเงินเฟ้อและวินัยทางการคลัง

 

ดัชนี S&P 500 มีโอกาสย่อตัวกลับไปที่ 6,400 – 6,700 จุด แต่ดอลลาร์จะแข็งค่าไปที่ 32.6 บาทจากทั้งยีลด์ที่สูงขึ้น และนักลงทุนที่เลือกหลบภัยในสินทรัพย์ปลอดภัย

 

กรณีวิกฤติ และอาจต้องระวังไว้คือ Constitutional Chaos จากการแต่งตั้ง Warsh ที่ล้มเหลวและ Trump เดินหน้าปลด Powell ออกจากตำแหน่ง

 

ถ้าวุฒิสภาไม่ยืนยัน Warsh ก่อน 15 พ.ค. และ Powell ต้องนั่งรักษาการ จะส่งผลให้ Trump พยายามปลดเขาออกจากตำแหน่งโดยอ้างความผิดทางวินัย

 

ผมมองว่าตลาดจะเข้าสู่โหมดตื่นตระหนกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่กังวลเรื่องนโยบาย แต่คือการสั่นคลอนความเป็นอิสระของ Fed โดยตรง

 

แม้ในกรณีนี้ ดอกเบี้ยอาจไม่ลดเลยเพราะไม่มีใครกล้าตัดสินใจอย่างชัดเจน หนุนยีลด์ระยะยาวทรงตัวสูง

 

แต่ระดับดอกเบี้ยที่สูงจากเหตุการณ์นี้ ไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหรือการควบคุมเงินเฟ้อได้เลย ในทางตรงข้ามอาจเป็นความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ร้ายที่สุดอาจลุกลามไปจนเป็นแรงกดดันให้นักลงทุนสถาบันและธนาคารกลางทั่วโลกต้องลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ

 

ผมมองว่านี่คือวิกฤติที่แท้จริงที่อาจกดดันให้ดัชนี S&P 500 ร่วงต่ำกว่า 6,500 จุด พร้อมกับดอลลาร์ที่อ่อนค่าเชิงโครงสร้างลงไปที่ระดับ 30.6 บาท

 

การเดิมพันของ Trump บนตำแหน่งประธาน Fed ครั้งนี้ จึงเป็นความไม่แน่นอนที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ ในมุมมองของผม บทเรียนในอดีตสอนเราว่า ตลาดรับได้กับดอกเบี้ยสูง มากกว่า Fed ที่ไม่เป็นอิสระ

 

สิ่งที่นักลงทุนควรตีความให้ได้ จึงไม่ใช่แค่ว่า Warsh จะมาหรือไม่ หรือจะลดดอกเบี้ยได้กี่ครั้ง แต่คือบุคคลที่ถูกแต่งตั้งจาก Trump จะยืนหยัดต่อสู้เพื่ออิสระของธนาคารกลางหรือไม่ ชาวโลกการเงินจะได้เห็นสิ่งนี้ไปพร้อมกันครับ

 

ภาพ: Tom Williams / Contributor / Getty Images

The post สถาบันหรือตัวบุคคล? การเดิมพันกับตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม https://thestandard.co/investment-war-safe-assets-forecast/ Thu, 09 Apr 2026 08:28:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1196267 แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026

ในทุกยุคสมัย นักลงทุนมีคำถามอยู่เสมอว่า ‘อะไรคือสินทรัพ […]

The post เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026

ในทุกยุคสมัย นักลงทุนมีคำถามอยู่เสมอว่า ‘อะไรคือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม’ และคำตอบที่เรามักได้ยินบ่อยที่สุดคือ ทองคำ บอนด์สหรัฐฯ หรือดอลลาร์ ราวกับว่ามีสูตรสำเร็จในการพักเงินหลบความผันผวน

 

อย่างไรก็ดี สงครามอิหร่านปี 2026 ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มคิดใหม่ เพราะราคาน้ำมันพุ่งแรง สวนทางกับทองคำที่ร่วงหนัก บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก

 

ในมุมมองของผม สงครามที่กำลังเกิดขึ้นย้ำกับนักลงทุนอีกครั้งว่า ไม่มีนิยามของสินทรัพย์ปลอดภัยที่ถาวร และเราต้องรู้ให้ทันกับสงครามครั้งนี้

 

เรื่องแรก ทองคำไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงได้เสมอไป แต่จุดเด่นแท้จริงคือมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ลงทุนหลักในระดับต่ำ

 

แม้นักลงทุนมักถูกสอนมาว่าทองคำช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง

 

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทองคำมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) และบอนด์เพียงราว -0.02 และ -0.21 ตามลำดับ ความสัมพันธ์นี้ชี้ว่า ทองคำไม่ได้ปรับขึ้นเมื่อตลาดหรือบอนด์ยีลด์ปรับตัวลงเสมอ

 

ส่วนทองคำกับน้ำมัน แม้จะถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อเหมือนกันในอดีต แต่ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

 

โดยช่วงที่ราคาทองคำและราคาน้ำมันเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด อยู่ในทศวรรษ 2000s เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่ Super Cycle

 

ตรงกันข้ามกับทศวรรษนี้ที่ Correlation ลดลงมาอยู่ที่ -0.15 เพราะทองคำถูกมองเป็น De-dollarization Asset ขณะที่น้ำมันเป็น Stagflation Risk สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างอยู่ที่บริบท มากกว่าตัวสินทรัพย์เอง

 

สอง สงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น มักทำให้ลำดับชั้นของสินทรัพย์ปลอดภัยผิดไปจากปกติ

 

ผมวิเคราะห์จากข้อมูลย้อนหลัง 40 ปี คัดเฉพาะเดือนที่ใกล้เคียงกับบรรยากาศสงครามตะวันออกกลางมากที่สุด คือเดือนที่ราคาน้ำมันขึ้นเกิน 10% พร้อมกับหุ้นสหรัฐฯ ติดลบ

 

พบว่าสินทรัพย์ปลอดภัยที่แย่ที่สุดคือดอลลาร์ เพราะแข็งค่าขึ้นเพียง 26% ของเหตุการณ์ทั้งหมด และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -0.93%

 

บอนด์และทองคำ พอช่วยพยุงพอร์ตได้บ้างเพราะให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 6-7 ครั้งใน 10 เหตุการณ์ แต่มีผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 0.5% และ 2.3% ต่อเดือนตามลำดับ

 

ดีที่สุดคือหุ้นกลุ่มพลังงาน ไม่เคยติดลบเลยในเดือนลักษณะดังกล่าว และให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 4.9%

 

นั่นหมายความว่า นิยามของสินทรัพย์ปลอดภัยในมุมมองของตลาด มักอ้างอิงกับเหตุการณ์และบริบทของความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นเป็นหลัก

 

สำหรับรอบนี้ ผมประเมินอนาคตไว้ 3 กรณีหลัก

 

แย่ที่สุดสำหรับนักลงทุนคือกรณี Structural Shift ที่สงครามบานปลาย และช่องแคบ Hormuz ถูกปิดถาวร

 

ในกรณีนี้ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่มีสินทรัพย์ใดปลอดภัยอย่างแท้จริง มีเพียงสินทรัพย์ที่อาจได้ประโยชน์ระยะยาวจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น Defense Equities และ Renewable Energy จากแรงหนุนด้านนโยบายความมั่นคงและพลังงานในอนาคต

 

แย่น้อยกว่าคือ Cyclical Shift สงครามไม่มีบทสรุป และความกังวลปกคลุมตลาดไปทั้งปี

 

กรณีนี้เป็นกรณีฐานของตลาดในปัจจุบัน ราคาน้ำมันจะทรงตัวสูง ตลาดหุ้นไม่ปรับฐานแรงแต่ก็ขึ้นไปได้ไม่ไกล ตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด ผมมองว่าเป็นสงครามลิเบียในปี 2011 โดยทองคำ น้ำมัน และหุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นสามสินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ต เพราะความเสี่ยงในลักษณะนี้ไม่สามารถป้องกันได้ด้วยสินทรัพย์อื่น

 

ส่วนกรณีที่เป็นความหวัง คือ No Regime Shift แม้สงครามจะสร้างบาดแผลไว้ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว

 

สงครามอิรักปี 2003 หรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022 เป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงที่สุด แม้ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ แต่ราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในระดับสูงตลอดไป เพราะท้ายที่สุดยังมีโอกาสหาข้อตกลงหยุดยิงได้

 

ในกรณีนี้ เงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นเพียงชั่วคราว เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย หุ้นเติบโตที่ปรับตัวลงในช่วงสงคราม แต่มีปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง มักมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีที่สุด

 

สำหรับนักลงทุนไทย ผมมองว่านิยามของความปลอดภัยอาจไม่ใช่ตัวสินทรัพย์ แต่อยู่ที่ความยืดหยุ่นของพอร์ต

 

ความขัดแย้งและสงครามแทบทุกครั้งไม่ได้เปลี่ยนเพียงราคาสินทรัพย์ แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่นักลงทุนมองหาโอกาส และประเมินความเสี่ยงในโลกการเงินไปด้วย

 

สินทรัพย์ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยาก แม้นิยามอาจไม่ซับซ้อน แค่เป็นสิ่งที่ถือแล้วอุ่นใจ ไม่ผันผวนมาก หรือช่วยลดแรงกระแทกด้านลบของพอร์ตได้ แต่ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความผันผวนสูง สิ่งนั้นอาจไม่มีคำตอบที่ตายตัว

 

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า สินทรัพย์ใดปลอดภัยที่สุด แต่คือเราจะสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากพอจะรับมือกับหลายฉากทัศน์ บนโลกที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสงครามเหล่านี้ได้อย่างไรครับ

 

แผนภูมิความสัมพันธ์ของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986-2026 1

บรรยาย: ความสัมพันธ์ (Correlation) จากการเปลี่ยนแปลงของสินทรัพย์หลักในช่วงปี 1986- 2026

Source: Bloomberg and FNSYRUS

 

The post เมื่อสงครามทำให้นิยามของความปลอดภัยไม่เหมือนเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
TACO บนหลังเสือเปอร์เซีย https://thestandard.co/trump-iran-taco-economy-outlook/ Sat, 28 Mar 2026 05:30:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1192239 ภาพประกอบบทความ 'TACO บนหลังเสือเปอร์เซีย' แสดงถึงกลยุทธ์ของ Trump ในสถานการณ์ อิหร่าน

วันที่ 23 มี.ค. ประธานาธิบดี Trump โพสต์ว่ากำลังมี ‘การ […]

The post TACO บนหลังเสือเปอร์เซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความ 'TACO บนหลังเสือเปอร์เซีย' แสดงถึงกลยุทธ์ของ Trump ในสถานการณ์ อิหร่าน

วันที่ 23 มี.ค. ประธานาธิบดี Trump โพสต์ว่ากำลังมี ‘การสนทนากับอิหร่าน’ ท่ามกลางภาวะสงคราม

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

น้ำมันดิบที่พุ่งแรงกว่า 50% ในปีนี้ ปรับตัวลงทันที 10% ในชั่วโมงเดียว ดัชนี S&P500 พุ่งแรง แม้อิหร่านออกมาปฏิเสธทันทีว่าไม่มีการเจรจาทั้งสิ้น แต่ทุกคนในตลาดพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า TACO มาแล้ว

 

ผมติดตามความเคลื่อนไหวครั้งนี้แล้วนึกถึงสุภาษิตจีนที่เหมาเจ๋อตง เคยใช้อธิบายสหรัฐฯ ในสงครามเกาหลีว่า ‘ขี่หลังเสือแล้วลงยาก’ ปัญหาของ TACO ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ว่า Trump อยากถอยหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า ทั้งเสือและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ปลอดภัยพอที่จะลงจริงหรือ

 
 

Trump Always Chicken Out หรือ TACO อาจฟังดูตลก แต่ Trump เรียกว่าเทคนิคการเจรจาที่เคยได้ผลเสมอ

 
 

นับตั้งแต่ต้นปี 2025 Trump ถอยนโยบายมาแล้วอย่างน้อย 10 ครั้ง ภาษีแคนาดา 50% ยกเลิกในวันเดียวกัน Liberation Day วันที่ 2 เม.ย. ปีก่อนที่ทำตลาดหุ้นร่วงทั่งโลก ถูกระงับใน 90 วัน ใครที่กล้าลงทุนเมื่อ Trump ออกนโยบายแข็งกร้าวได้กำไรมาโดยตลอด

 

กลไกของ TACO ทำงานเพราะ Trump มีแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน ทุกครั้งที่ตลาดหุ้นร่วง Approval Rating ร่วงตาม ความเสี่ยงเลือกตั้ง Midterm เพิ่มขึ้น ไม่แปลกที่ Trump มักถอยก่อนที่ต้นทุนเหล่านี้จะสูงเกินไป

 

ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นว่ากลไกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ McKinley ขึ้นภาษีปี 1890 แล้วแพ้ Midterm ถล่มทลาย GOP สูญ 100 ที่นั่ง George Bush พูดว่า ‘Read My Lips: No New Taxes’ แต่ก็ยังขึ้นภาษีได้เมื่อเศรษฐกิจบังคับ ผู้นำอเมริกันทุกคนเปลี่ยนนโยบายได้เมื่อต้นทุนการเมืองสูง

 

แต่สงครามอิหร่าน ไม่ใช่ภาษี และนั่นคือความแตกต่างที่ทำให้ TACO ครั้งนี้ซับซ้อนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

 
 

ประเด็นแรก อิหร่านไม่ใช่คู่เจรจาที่ตอบสนองต่อแรงกดดันของสหรัฐฯ

 
 

ทุกครั้งที่ Trump TACO สำเร็จ คู่เจรจาฝั่งตรงข้ามล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือพวกเขาต้องการจบ แต่อิหร่านในปี 2026 ไม่ได้อยู่ในตรรกะเดียวกัน

 

ดัชนีความทุกข์ยากของอิหร่านอยู่ที่ระดับ 80-90% มาต่อเนื่องหลายปี รัฐบาลที่อยู่รอดในสภาพแบบนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทนทานต่อความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าที่ชาติตะวันตกจะจินตนาการได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าผู้นำอิหร่านคนใหม่จะเป็นใคร ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความแข็งกร้าว ขณะที่ข้อเรียกร้องเช่น ค่าผ่านทางสำหรับช่องแคบ Hormuz หรือการถอนฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากอ่าวเปอร์เซีย เป็นเงื่อนไขที่ Trump ยอมรับได้ยากทางการเมือง

 
 

สอง โครงสร้างพลังงานโลกที่แตกหักไปแล้วอย่างถาวร

 
 

น้ำมันอาจกลับมาได้ แต่โครงสร้างที่แตกไปแล้วไม่ได้กลับพร้อมกัน

 

ครั้งนี้ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ปริมาณน้ำมัน กาตาร์สูญเสียช่องทางการส่ง LNG และต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟู แม้ช่องแคบเปิดพรุ่งนี้ ส่วนที่ไม่เสียหายก็ยังต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่าจะโหลดเรือได้อีกครั้ง

 

Petrochemicals ห่วงโซ่ Methanol 40% ของโลกที่มาจาก Gulf ถูกล็อกไปแล้ว ปุ๋ย Urea 43% และ Ammonia 27% ของโลกหยุดส่งออก ราคา Ethylene ในยุโรปบวกไปแล้ว 42%, Propylene ในเกาหลีบวก 53% สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมกว่า 95% ของโลก

 

ผลระยะยาวที่แน่นอนที่สุดของสงครามครั้งนี้คือทุกบริษัทในโลกกำลังคำนวณต้นทุนสำรอง และกระจาย Supplier ออกจากอ่าวเปอร์เซียอยู่ในขณะนี้ กระบวนการนั้นไม่มีทางย้อนกลับแม้สงครามจะสงบแล้วก็ตาม

 
 

สาม ถ้าจีนเข้ามาในสมการสงคราม เกมจะเปลี่ยนไปอีกมิติ

 
 

จีนมีผลประโยชน์โดยตรงในสงครามครั้งนี้ เพราะอิหร่านคือหัวใจของ Belt and Road Initiative ถ้าสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านสำเร็จ จีนอาจสูญเสีย Land Bridge เชื่อมเอเชียกลางสู่ตะวันออกกลางที่ลงทุนสร้างมาหลายทศวรรษ

 

CCTV เพิ่งเผยแพร่ Animation AI สั้น 5 นาที ชื่อ ‘The Art of Peace: Gold Flow Valley’ กลายเป็นไวรัลในจีนภายในไม่กี่วัน เนื้อเรื่องสมมติ ตัวละคร เหยี่ยวขาว รุกรานแมวเปอร์เซีย เพื่อยึดครองหุบเขาที่มีทรัพยากรมีค่า เส้นทางค้าขายถูกตัด ตอนจบเหล่าพ่อค้าทั่วโลกรวมตัวกัน สร้างเส้นทางใหม่ที่ไม่ต้องใช้เหรียญทองของเหยี่ยวอีกต่อไป

 

ไม่มีตัวละครจีนในเรื่องแม้แต่ตัวเดียว แต่ทุกคนรู้ว่าใครกำกับเรื่องนี้ นัยยะสำคัญไม่ใช่แค่การโฆษณาชวนเชื่อ แต่คือสัญญาณว่าจีนบอกคนจีนให้เตรียมพร้อมหาทางทำธุรกิจใหม่หากต้องเข้าร่วมสงครามอย่างไม่ตั้งใจ

 

ในช่วงที่เหลือของปี ผมมองเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ 3 แบบ

 
 

ดีที่สุด TACO สำเร็จ ช่องแคบเปิดภายในไตรมาสที่ 2 โอกาส 30%

 
 

ถ้า Trump หาสูตรที่ให้ทั้งสองฝ่ายประกาศชัยชนะได้พร้อมกัน ผ่านคนกลางอย่างปากีสถาน ตุรกี หรือโอมาน อิหร่านได้ข้อตกลงที่ดูเหมือนไม่ใช่การยอมแพ้ Trump ประกาศว่าภารกิจสำเร็จแล้ว

 

ตลาดจะตอบสนอง TACO รวดเร็ว น้ำมันดิบ Brent กลับมาแถว 75-80 ดอลลาร์ S&P 500 ดีดกลับไปแถว 6,800-7,000 จุด หุ้นเอเชียและยุโรปฟื้นตัวแรง

 

อย่างไรก็ดีเงินเฟ้ออาจทรงตัวสูงไป 1ปี บอนด์ยีลด์ระยะยาวถูกกดดันจากนโยบายการเงินที่ลดความผ่อนคลายลง และค่าใช้จ่ายสงครามที่สะสม

 
 

โอกาสมากที่สุด 40% สงครามยืดเยื้อถึงไตรมาสที่ 3 ตลาดซึมลงต่อเนื่อง

 
 

ถ้าช่องแคบ Hormuz ปิดเกิน 10 สัปดาห์ การขาดแคลนพลังงานกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจจริงในเอเชีย ราคาน้ำมันดิบทรงตัวแถว 100-120 ดอลลาร์ เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกิน 3.5% Fed ถูกตรึงด้วยความไม่แน่นอนไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ S&P 500 ลงไปแถว 6,000-6,200 จุด

 
 

และกรณีเสี่ยง คือสหรัฐฯ ต้องใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดิน สงครามอาจไม่จบในปีนี้

 
 

เมื่อ TACO ไม่เพียงพอที่จะเปิดช่องแคบ และพลังงานโลกวิกฤติจริง น้ำมันพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ สหรัฐฯ อาจถูกบังคับให้พิจารณาปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อยึดพื้นที่อิหร่าน และกลับสู่เป้าหมายเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

โอกาสความสูญเสียทางทหารจะสูงขึ้นแต่เป็นกลยุทธ์วัดใจ เพราะถ้าจบสงครามได้เร็วการเมืองอาจดีขึ้นทันที เช่น Bush คนพ่อในปี 1991 ใช้เวลา 42 วัน มี Approval Rating พุ่งขึ้นไปแตะ 89% สูงสุดในประวัติศาสตร์ หรือ Ronald Reagan บุกกรานาดาปี 1983 ใช้เวลา 4 วัน คะแนนนิยมบวกขึ้นทันที

 

แต่ในกรณีนี้ความไม่แน่นอนจะพุ่งถึงขีดสุด เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจพุ่งเกิน 4.5% S&P 500 ต่ำกว่า 5,500 จุด เข้าสู่ Bear Market อย่างเต็มรูปแบบ ดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นในช่วงแรก จุดเปลี่ยนสำคัญจะอยู่ที่การหนุนหลังจากประเทศพันธมิตร NATO และคู่ค้าอื่นๆ ในระยะยาว

 
 

นักลงทุนไทยต้องออกแบบพอร์ตให้รับมือกับทุกความเป็นไปได้

 
 

ในมุมมองของผม กลยุทธ์การลงทุนในภาวะสงครามและ TACO ประกอบด้วย (1) ลดการถือสินทรัพย์ในสหรัฐฯ ลง ในภาวะที่ตลาดหุ้น Valuation แพง EPS อาจถูกปรับลง และยีลด์ระยะยาวมีโอกาสสูงขึ้น (2) ถือทองคำเพิ่มเป็น 10-15% จากมุมมองการเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เน้นทยอยสะสมเมื่อราคาลดลงจากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ และ (3) สำรองเงินสด 10-20% เพื่อซื้อตอนตลาดร่วงแรง ลุ้น TACO อีกรอบ เพราะอดีตบอกว่าทุกครั้งตลาดจะกลับตัวแรงและเร็ว คนที่ไม่มีเงินสดอาจพลาดโอกาส

 

ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีใครรู้ว่า TACO จะมาเมื่อไหร่ หรือจะสำเร็จหรือไม่ พอร์ตที่ดีที่สุดไม่ใช่พอร์ตที่เดาอนาคตถูก แต่คือพอร์ตที่ไม่พังในกรณีเสี่ยง และฟื้นตัวได้เร็วเมื่อสงครามสงบลงครับ

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

The post TACO บนหลังเสือเปอร์เซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>