คณา คณีกุล – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-คณา-คณีกุล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 05 Apr 2026 08:33:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Medical Inflation: แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลไทยในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? https://thestandard.co/opinion-medical-inflation-thailand/ Sun, 05 Apr 2026 08:33:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1194980 ภาพประกอบแสดงข้อความ Medical Inflation ในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? เกี่ยวกับแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

ในฐานะคนทำงานหรือนักลงทุน เราคุ้นเคยกับการวางแผนเพื่ออน […]

The post Medical Inflation: แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลไทยในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงข้อความ Medical Inflation ในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? เกี่ยวกับแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น

ในฐานะคนทำงานหรือนักลงทุน เราคุ้นเคยกับการวางแผนเพื่ออนาคตกันเป็นอย่างดี เราจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ วางแผนธุรกิจเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือแม้กระทั่งเคาะงบประมาณเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการศึกษาของลูก แต่ในสมการชีวิตที่ถูกคิดมาอย่างรอบคอบนี้ มักจะมี ‘ตัวแปร’ หนึ่งที่หลายคนอาจเผลอมองข้ามไป นั่นคือต้นทุนชนิดหนึ่งที่กำลังเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไปถึง 15 เท่า ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล’ หรือ Medical Inflation

 

ทำไมค่ารักษาถึงแพงขึ้น

 

Medical Inflation หมายถึง อัตราการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลและค่าบริการทางการแพทย์ในแต่ละปี ซึ่งมักสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไป สาเหตุหลักมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ค่ารักษาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน 2026 Global Medical Trends Survey ของ WTW ซึ่งสำรวจบริษัทประกันสุขภาพกว่า 346 แห่งใน 82 ประเทศ และสอดคล้องกับรายงานภาวะสังคมไทยของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 10.8% ต่อปี สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปที่ 0.7% ถึง 15 เท่า และแนวโน้มของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวมคาดว่าจะขึ้นไปแตะ 14% ในปี 2569

 

อย่างที่เกริ่นไปก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นของ ค่ารักษาพยาบาลนี้ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่เป็นต้นทุนของ ‘คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น’ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและมาตรฐานทางการแพทย์ที่สูงขึ้น เพียงแต่คุณภาพที่ดีขึ้นนั้นก็มาพร้อมต้นทุนในการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ฉายภาพอนาคต เพื่อออกแบบปัจจุบัน

 

สภาพัฒน์เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจมาก น้ำเกลือที่ให้ทางหลอดเลือดดำ สิ่งแรกที่เกือบทุกคนได้รับตอนนอนโรงพยาบาล มีราคาแตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลตั้งแต่ 50 บาท ถึง 10,140 บาท บริการเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน แต่ราคาต่างกันกว่า 200 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างราคาค่ารักษาในแต่ละที่มีความหลากหลายมากกว่าที่หลายคนคิด และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่การรู้ข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้เราวางแผนได้ดีขึ้น

 

หากลองมองภาพอนาคตถ้าเทียบด้วย หลักทบต้น เมื่ออัตราเงินเฟ้อค่ารักษายังเติบโตในระดับปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.8 เท่าใน 10 ปี ตัวอย่างสมมติเช่น ค่าผ่าตัดที่ปัจจุบันอยู่ราว 100,000 บาท อาจขึ้นเป็น 280,000 บาทในปี 2578 แม้เป็นบริการมาตรฐานเดิมทั้งหมด ทั้งนี้เป็นเพียงการประมาณการ ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ได้ตามปัจจัยหลายด้าน แต่ทิศทางโดยรวมชี้ชัดว่าค่ารักษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ระบบสวัสดิการของรัฐจะยังอยู่ตรงนั้นไหม?

 

อยู่แน่นอน และยังคงเป็นหลักประกันพื้นฐานที่สำคัญของคนไทยทุกคน แต่ก็มีบริบทที่ควรทำความเข้าใจไว้ด้วย ความต้องการด้านสุขภาพของคนไทยกำลังเติบโตเร็วขึ้นทุกปี ในขณะที่งบค่ารักษาพยาบาลรวมทุกระบบ ปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 11.32% จากปีก่อน และโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งก็มีอัตราครองเตียงเต็มอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าระบบล้มเหลว แต่บอกว่าการพึ่งพาระบบใดระบบหนึ่งเพียงอย่างเดียวในระยะยาว อาจไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์ที่สุดอีกต่อไป

 

อภิสิทธิ์ของการ ‘รู้ก่อน’

 

การนำเสนอข้อมูลชุดนี้ไม่ได้ต้องการสร้างความกลัวหรือกังวลจนเกินเหตุแต่อย่างใด เพราะในโลกของการบริหารจัดการ ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงคือ ‘เครื่องมือ’ ชั้นดีที่จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมีทิศทาง เมื่อมองเห็นแนวโน้มในอนาคตแล้ว สิ่งที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้คือการกลับมา ‘รีวิวพอร์ตสุขภาพ’ ของตัวเอง อาจใช้ 3 วิธีคิดนี้

 

  • สำรวจช่องโหว่ (Audit The Gap): กางสวัสดิการหรือกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า วงเงินที่มีเพียงพอต่อค่ารักษาที่อาจเพิ่มขึ้น 2–3 เท่าในอีกสิบปีข้างหน้าหรือเปล่า การรู้รอยรั่วแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้รู้ว่าต้องวางแผนเพิ่มเติมตรงไหน
  • โอนย้ายความเสี่ยง (Transfer The Risk): แทนที่จะปล่อยให้เงินเก็บต้องมารับแรงกระแทกจากค่ารักษาที่ไม่คาดฝัน การจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเพื่อวางแผนความคุ้มครองด้านสุขภาพถือเป็นการตีกรอบจำกัดความเสี่ยง เพื่อปกป้องเงินก้อนใหญ่ในชีวิตไม่ให้สะดุด
  • ล็อกต้นทุนสุขภาพ (Lock-in Your Health): การวางแผนในวันที่ร่างกายยังพร้อมคือสิทธิพิเศษที่หลายคนอาจมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการออมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต การเลือกแผนความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวเอง หรือแม้แต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่วันนี้ ล้วนมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการแก้ปัญหาทีหลังทั้งสิ้น การวางแผนในวันที่ร่างกายยังพร้อมคือการล็อกสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดเอาไว้ เพราะสกุลเงินเดียวที่ใช้ซื้อความคุ้มครองสุขภาพได้ดีที่สุดคือ ‘สุขภาพที่แข็งแรง’ ในวันนี้

 

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่แค่การหาผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด แต่คือการปกป้องความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตของเราไม่ให้สะดุดลงกลางทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การ ‘รู้ก่อน วางแผนก่อน’ คือสิทธิพิเศษที่จะช่วยให้เราก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง และเป็นสิทธิในการมีชีวิตที่ดีในแบบที่เราเลือกเองได้อย่างแท้จริง

 

อ้างอิง:

  • WTW (Willis Towers Watson) – 2026 Global Medical Trends Survey (November 2025)
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) – รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568
  • ThaiPBS Policy Watch – ค่ารักษาพยาบาลพุ่งไม่หยุด ผวาคนแห่เข้ารพ.รัฐ สะเทือนระบบสุขภาพประเทศ
  • TheCoverage.info – ชวนดู ‘งบค่ารักษาพยาบาล’ ปี 65–68 ระบบหลักประกันสุขภาพไทย ใช้เงินเพิ่มขึ้นขนาดไหน

 

The post Medical Inflation: แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลไทยในอีกทศวรรษข้างหน้า คุณพร้อมหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Future of Protection: ประกันยุคดิจิทัลและการเงินส่วนบุคคล https://thestandard.co/opinion-future-of-protection/ Fri, 26 Dec 2025 07:12:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1158513 Future of Protection: ประกันยุคดิจิทัลและการเงินส่วนบุคคล

เมื่อก่อนการซื้อประกันชีวิตคือเรื่องของการเลือกแพ็กเกจท […]

The post Future of Protection: ประกันยุคดิจิทัลและการเงินส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Future of Protection: ประกันยุคดิจิทัลและการเงินส่วนบุคคล

เมื่อก่อนการซื้อประกันชีวิตคือเรื่องของการเลือกแพ็กเกจที่บริษัทประกันออกแบบมาให้กับกลุ่มลูกค้าแบบกว้างๆ (Segmentation) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริหาร กลุ่มครอบครัว หรือกลุ่มคนโสด ผลิตภัณฑ์เหล่านี้พยายามตอบโจทย์ความต้องการโดยรวมของแต่ละกลุ่มให้ครอบคลุมมากที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของเรา แต่ละคนได้อย่างตรงความต้องการ

 

แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้บริษัทประกันเข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคได้ลึกซึ้งขึ้นอย่างมาก ทั้งพฤติกรรมการใช้จ่าย วิถีชีวิต สุขภาพ และเป้าหมายทางการเงิน ความพยายามที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์เป็นรายบุคคลจึงกลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริง เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาเปลี่ยนวงการประกันผ่านหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การให้บริการออนไลน์ และการปรับผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะการนำเสนอสินค้าและบริการทางการเงินค่อยๆ เปลี่ยนจากการออกแบบแบบกลุ่มใหญ่ (Segmentation) มาเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นรายบุคคล (Personalization) มากขึ้น ทำให้ประกันภัยไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือคุ้มครอง แต่ยังกลายเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล

 

Digital Insurance: จากแนวคิดสู่ความเป็นจริง

 

เมื่อพูดถึงการวางแผนทางการเงินและบริหารความเสี่ยง ธุรกิจประกันภัยเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆ ที่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างจริงจัง โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเสนอขาย การจัดการกรมธรรม์ ไปจนถึงการเคลม ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ลูกค้าสามารถซื้อและจัดการประกันภัยได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และได้รับกรมธรรม์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) ที่ปลอดภัยส่งผ่านทางอีเมลได้ทันที

 

สิ่งที่ทำให้ Digital Insurance แตกต่างจากการทำประกันแบบเดิมคือการเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ด้วยการให้ข้อมูลที่โปร่งใสและมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการเป็นหลัก ไม่ใช่แค่การขายผลิตภัณฑ์ คุณสามารถศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ และซื้อประกันภัยผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเบื้องหลังความสะดวกสบายนี้คือการใช้เทคโนโลยีอย่าง Cloud platforms, Data-driven analytics, AI และ IoT เข้ามาวิเคราะห์ความเสี่ยง ปรับราคาเบี้ยประกันให้เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการลงลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เพื่อยืนยันความปลอดภัยและสามารถจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัลได้สะดวก ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารสูญหาย

 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น คุณสามารถเลือกเฉพาะความคุ้มครองที่ต้องการของตัวเอง รวมไปถึงระยะเวลาความคุ้มครองและการชำระเบี้ยได้ตามใจชอบ ทำให้ประกันภัยไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์แบบ “one-size-fits-all” อีกต่อไป

 

InsurTech: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมธุรกิจประกัน

 

InsurTech (Insurance Technology) คือเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำมาใช้เพื่อเปลี่ยนวงการประกันภัยให้ทันสมัยขึ้น หากจะอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

 

Digital Insurance คือ ภาพรวมของประกันยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ส่วน InsurTech คือ เครื่องมือ หรือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมีตัวอย่างหลักๆ เช่น AI และ Generative AI ที่เข้ามาเป็นเครื่องมือในกระบวนการประเมินความเสี่ยง พิจารณากรมธรรม์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการบริการลูกค้า ระบบ chatbot ที่ช่วยเจ้าหน้าที่ตอบคำถามและให้คำปรึกษาเบื้องต้นได้ทันที ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรอนาน ขณะที่ระบบเคลมอัตโนมัติ ที่ช่วยตรวจเอกสารและอนุมัติเงินคืนได้ภายในไม่กี่วัน จากเดิมที่อาจต้องรอนานเป็นสัปดาห์

 

Big Data และ Advanced Analytics การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยให้บริษัทประกัน เป็นประกันที่ “รู้ใจ” และเบี้ยที่ “เป็นธรรม” ช่วยเปลี่ยนบริษัทประกันที่ขายแพ็กเกจแบบเหมารวมกว้างๆ มาเป็น Personalized Insurance หรือประกันเฉพาะบุคคลที่ตรงกับไลฟ์สไตล์จริง ใครที่มีพฤติกรรมความเสี่ยงต่ำ เช่น ดูแลสุขภาพดี ก็จะได้เบี้ยประกันที่ถูกลง ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนเกินให้กับความคุ้มครองที่เราไม่ได้ใช้

 

IoT (Internet of Things) อุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ เช่น สมาร์ทวอทช์ หรืออุปกรณ์ติดตามการขับขี่ ช่วยให้เกิดประกันแบบ Usage-Based Insurance (UBI) หรือการจ่ายตามการใช้งานจริง เช่น ประกันรถยนต์ ถ้าขับน้อยจ่ายน้อย หรือขับดีมีส่วนลดเบี้ย ประกันสุขภาพ ยิ่งออกกำลังกายสม่ำเสมอ ยิ่งสุขภาพดี ยิ่งได้ลดค่าเบี้ยประกัน นี่คือแรงจูงใจชั้นดีที่ช่วยให้เรามีสุขภาพและวินัยที่ดีขึ้นด้วย

 

Embedded Insurance หรือประกันที่ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์อื่น ทำให้การซื้อประกันสะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น การเลือกซื้อประกันการเดินทางพร้อมกับจองตั๋วเครื่องบิน หรือซื้อประกันสินค้าอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับการซื้อโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องไปหาซื้อประกันแยกต่างหาก นอกจากนี้ยังมี On-Demand Insurance หรือประกันตามความต้องการ ที่มีความยืดหยุ่น สามารถซื้อความคุ้มครองเฉพาะช่วงเวลาที่ต้องการได้ เช่น ประกันสำหรับการเดินทางช่วงสั้นหรือกิจกรรมเฉพาะ

 

Digital Platform & Ecosystem แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยเชื่อมโยงบริษัทประกันเข้ากับพันธมิตรต่างๆ เช่น โรงพยาบาล หรือศูนย์บริการรถยนต์ ข้อมูลจะถูกส่งถึงกันอย่างรวดเร็ว ทำให้การเคลมสะดวกขึ้น หรืออาจได้รับสิทธิพิเศษจากร้านยาและฟิตเนสในเครือข่าย ทำให้ประกันไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มครอง แต่คือส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดี

 

แนวคิดและเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้จริงในหลายองค์กร ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนในหลายแห่ง

 

FWD: นำเทคโนโลยีสู่ผู้บริโภคไทย

 

เมื่อมองมาที่ประเทศไทย บริษัทประกันชั้นนำในประเทศเราก็กำลังปรับตัวและนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้อย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น FWD ประกันชีวิต

 

FWD ในประเทศไทยได้นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยเริ่มจากพื้นฐานที่สำคัญคือ E-Policy (Paperless) กรมธรรม์ของ FWD สามารถจัดส่งในรูปแบบไฟล์ผ่านอีเมลตรงไปยังลูกค้าได้ทันทีหลังจากได้รับการอนุมัติ เพื่อลดระยะเวลาในการจัดส่งเล่มกรมธรรม์แบบเดิมและช่วยลดการใช้กระดาษ ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงกรมธรรม์ได้ทันทีและจัดเก็บได้สะดวก

 

สิ่งที่ FWD ให้ความสำคัญคือการดูแลลูกค้าหลังการขายผ่าน Omne App แอปพลิเคชันที่รวมทุกบริการหลังการขายไว้ในที่เดียว ตั้งแต่รายละเอียดกรมธรรม์ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลต่างๆ การทำเรื่องเคลม การชำระเบี้ย ไปจนถึงการสมัครซื้อประกัน ทำให้ลูกค้าสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเองผ่านมือถือ

 

อีกส่วนสำคัญที่ technology สามารถช่วยให้บริษัทดูแลลูกค้าได้ตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น คือ Claim Service ความรวดเร็วในการเคลมค่ารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลและกลับบ้านได้โดยไม่ต้องจ่ายค่ารักษาล่วงหน้า เพียงแจ้งชื่อ นามสกุล และบอกว่ามีประกันชีวิตกับ บริษัทฯ ทางโรงพยาบาลจะทำการตรวจสอบสิทธิ์ให้ทั้งหมด หรือหากเป็นกรณีสำรองจ่าย ก็สามารถนำเอกสารมาแจ้งเคลมผ่าน Omne และรอรับการโอนเงินคืนในเวลาที่รวดเร็ว

 

มองไปข้างหน้า: อนาคตของการวางแผนทางการเงิน

 

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยเปลี่ยนประกันชีวิตจากผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่ออกแบบให้คนกลุ่มใหญ่ มาเป็นโซลูชันทางการเงินที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะตัวอย่างแท้จริง บริษัทประกันชีวิตพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้แค่ให้ความคุ้มครอง แต่เข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดทางการเงินที่ช่วยวางแผนชีวิตในทุกช่วงวัย

 

ในโลกที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนชีวิต เราอาจสามารถเปิดแอปบนมือถือ แล้วออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการส่งต่อมรดกให้ลูก การสร้างความคุ้มครองในโรคที่กังวล หรือการแบ่งเงินไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศ คุณสามารถกำหนดเองได้ว่าจะจ่ายค่าเบี้ยประกันกี่ปี เลือกระดับความคุ้มครองที่เหมาะสมกับงบประมาณและไลฟ์สไตล์ ทั้งหมดนี้ออกมาเป็นแบบประกันเฉพาะของคุณภายในไม่กี่คลิกเท่านั้น

 

การวางแผนทางการเงินในยุคดิจิทัลจึงไม่ใช่เรื่องของการเลือกแพ็กเกจที่มีอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของการออกแบบโซลูชันที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของคุณเอง

 

อ้างอิง:

The post Future of Protection: ประกันยุคดิจิทัลและการเงินส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด https://thestandard.co/wellness-economy-health-best-investment/ Thu, 20 Nov 2025 09:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1145535 Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุด […]

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุดในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ใช่ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์… แต่เป็น ‘ตัวคุณเอง’ แล้วคุณคิดว่าอย่างไร?

 

ทุกวันนี้โลกกำลังเคลื่อนไปสู่เมกะเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Wellness Economy’ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิต ที่เติบโตอย่างโดดเด่น รายงาน Future of Wellness 2025 โดย Global Wellness Summit และ McKinsey ชี้ว่า อุตสาหกรรมเวลเนสกำลังแบ่งออกเป็นสองแนวโน้มหลัก ทั้ง Hardcore (เวลเนสเชิงเทคโนโลยี เช่น AI-driven wellness และ Augmented Biology) และ Softcare (เวลเนสเชิงจิตใจและสังคม เช่น การใช้ชีวิตแบบ low-tech และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ) ที่เติบโตควบคู่กันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ผลักดันให้เวลเนสกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมกับความต้องการที่เติบโตรวดเร็วใน 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพจิต การนอนหลับ โภชนาการเฉพาะบุคคล ความงาม และการจัดการน้ำหนักอย่างยั่งยืน

 

นี่ไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือทิศทางใหม่ของโลกที่สะท้อนว่า ‘สุขภาพ’ กำลังกลายเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

 

จากไลฟ์สไตล์สู่การลงทุนในสุขภาพ

 

ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จากเดิมที่เวลเนสเป็นเพียง ‘ไลฟ์สไตล์ทันสมัย’ สู่การเป็น ‘ยุทธศาสตร์ชีวิต’ ที่ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว ทั้งเพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน การได้ใช้เวลากับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่รักได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งของเราคือ การผสมผสานระหว่างธรรมชาติ การแพทย์แผนไทย วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจมาลงทุนในสุขภาพที่นี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) เป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในตลาดเวลเนสโลก ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและความงามของภูมิภาค

 

นอกจากภาคธุรกิจจะเติบโตแล้ว กระแสเวลเนสยังสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคที่มองสุขภาพในเชิง ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ค่าใช้จ่าย’ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการดูแลสุขภาพจิต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

 

เหตุผลเบื้องหลังกระแส Wellness

 

เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองมาเป็น ‘นักลงทุนด้านสุขภาพ’ นั้น ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึง ‘เงินเฟ้อทางการแพทย์’ (Medical Inflation) หรือภาวะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม

 

นี่คือความเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามในพอร์ตการเงินของเรา เพราะค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ข้อมูลจากรายงาน Global Medical Trends Survey 2025 ของ Willis Towers Watson (WTW) ซึ่งเป็นรายงานสำรวจแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ทั่วโลกที่เผยแพร่เป็นประจำทุกปี และเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์หรือค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 15% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและสูงกว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบางประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนสุขภาพอย่างจริงจัง

 

อายุยืนขึ้น ไม่เท่ากับสุขภาพแข็งแรงขึ้น

 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO)⁴ ชี้ว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ราว 77–78 ปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ในจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นนั้น มีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่เป็น ‘ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีจริงๆ’ ช่วงเวลาที่เหลืออาจต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรังหรือภาวะที่สะสมมาเป็นเวลานานนี่คือ ‘ช่องว่างระหว่างอายุขัยกับสุขภาพที่ดี’ ที่สำคัญของสังคมไทย เรามีชีวิตยาวนานขึ้น นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตที่แข็งแรงขึ้น การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นมากกว่าการยืดอายุที่ยืนยาว โดยมุ่งเน้นที่การทำให้ทุกปีในชีวิตเป็นปีที่มีคุณภาพ เต็มไปด้วยพลัง และความสุขที่แท้จริง

 

จาก ‘การรักษา’ สู่ ‘การป้องกัน’ บทบาทใหม่ของประกันชีวิต ในยุค Wellness Economy

 

หากย้อนกลับไป 10 ปี ประกันชีวิตมักถูกมองว่าเป็น ‘เงินก้อนที่รอใช้ยามเจ็บป่วย’ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตกำลังกลายเป็น ‘พันธมิตรด้านสุขภาพ’ ที่ช่วยดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้น เพราะ ‘การป้องกัน’ ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการรักษา ทั้งต่อผู้บริโภคและบริษัทประกัน

 

แนวโน้มของอุตสาหกรรมประกันชีวิตในยุค Wellness Economy จึงมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและบริการสุขภาพเข้ามาผสานกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น

 

  • HealthTech: การใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านแอปหรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของตนเองและปรับเปลี่ยนได้ตรงจุด
  • Preventive Care: การตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีน หรือการให้คำปรึกษาเรื่องโภชนาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในระยะยาว
  • Wellness Program: โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกาย การดูแลโภชนาการ และการจัดการความเครียด เพื่อสร้างวินัยและแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

 

Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด 1

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า จากเดิมที่บริษัทประกันชีวิตเน้น ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ช่วยให้ลูกค้าไม่ป่วย’ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพมากที่สุด

 

กรณีศึกษา: ผลต่างที่ชัดเจนของการลงทุนในสุขภาพ

 

สมมติลองเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่อายุเท่ากันในวัย 35 ปี คนแรกซื้อประกันสุขภาพทั่วไป จ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท ใช้ชีวิตตามปกติ เมื่ออายุ 45 ปี ตรวจพบโรคเบาหวานและความดันสูง ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมค่าใช้จ่ายในช่วง 5 ปีแรกประมาณ 500,000 บาท ขณะที่อีกคนเลือกประกันแบบ Wellness จ่ายเพิ่มเพียง 5,000 บาทต่อปี (35,000 บาท) แล้วใช้แอปติดตามสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่ออายุ 45 ปี สุขภาพยังแข็งแรง และได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน 15%

 

ผลใน 10 ปีอาจเห็นความต่างอย่างชัด คือ คนที่ดูแลสุขภาพเชิงรุกมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าและยังได้สุขภาพที่ดีกว่า นี่คือภาพสะท้อนของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและคุณภาพชีวิต

 

ผลตอบแทนสองมิติของการลงทุนในสุขภาพ

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องได้ (Tangible Return): ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว เก็บออมได้มากขึ้น และไม่ต้องดึงเงินออมมาใช้ยามเจ็บป่วย

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Return): คือ พลังในการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ดี และความสุขในการใช้ชีวิตทุกวัน

 

หากคุณยังคิดว่าประกันชีวิตคือ ‘เงินที่จ่ายไปโดยไม่เห็นผลตอบแทน’ อาจถึงเวลาคิดใหม่ เพราะประกันยุค Wellness ได้เปลี่ยนสมการเดิม

 

  • จาก ‘จ่ายเบี้ย → รอให้ป่วย → ได้เงินคืน’
  • เป็น ‘จ่ายเบี้ย → ดูแลสุขภาพทุกวัน → ไม่ป่วย → มีคุณภาพชีวิตดี + ประหยัดค่าใช้จ่าย’

 

การตัดสินใจเล็กๆ วันนี้ เช่น เพิ่มการลงทุนด้านสุขภาพ 10 – 20% หรือเลือกแผนที่สนับสนุนการป้องกัน อาจกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า
การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะเป็นการป้องกันโรค ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว…สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคุณ ก็คือ ‘ตัวคุณ’ นั่นเอง

 

ภาพ: C.J. Burton/Getty Images

อ้างอิง:

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากความผันผวนสู่ความมั่นคง: ประกันชีวิตกับบทบาทใหม่ในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว https://thestandard.co/thailand-gdp-imf-worldbank-economic-forecast/ Sun, 26 Oct 2025 06:19:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1135666 thailand-gdp-imf-worldbank-economic-forecast

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ความมั่นคงจึงต้องออกแบบใหม่   […]

The post จากความผันผวนสู่ความมั่นคง: ประกันชีวิตกับบทบาทใหม่ในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-gdp-imf-worldbank-economic-forecast

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว ความมั่นคงจึงต้องออกแบบใหม่

 

ในช่วงเวลาไม่ถึง 5 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญกับเหตุการณ์เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ไปจนถึงเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า โลกยุคใหม่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

 

ในปี 2025 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกให้เติบโตที่ 3.0% สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ แต่สำหรับเศรษฐกิจไทย ธนาคารโลกกลับปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือเพียง 1.8% จากแรงกดดันด้านการส่งออกที่เปราะบาง การท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว

 

ขณะเดียวกัน องค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เตือนว่า ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ปรากฏครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป

 

แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ มีกลุ่มคนที่ไม่เพียงแต่อยู่รอดได้ แต่ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากรายงานอินไซต์พฤติกรรมผู้บริโภคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ PWC ปี 2024 พบว่าคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ยืดหยุ่นและปรับตามการใช้ชีวิตจริงได้ ชี้ให้เห็นว่า ‘การสร้างหลักประกันความมั่นคง’ กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญทั้งสำหรับผู้คนและธุรกิจในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

คำถามคือ อะไรที่ทำให้บางคนเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส?

 

กลยุทธ์ใหม่สำหรับเกมที่เศรษฐกิจเปลี่ยนไป

 

เมื่อกติกาเปลี่ยน กลยุทธ์จึงต้องปรับ การบริหารความเสี่ยงในยุคนี้ไม่ใช่แค่การ ‘ป้องกัน’ แบบเดิม แต่เป็นการ ออกแบบระบบความมั่นคงทางการเงิน ที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์อนาคต

 

IMF ธนาคารโลก GDP ไทย คาดการณ์เศรษฐกิจ 2025

 

3 เสาหลักของความมั่นคงทางการเงินยุคใหม่

 

  • Foundation Security – การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เน้นความปลอดภัยของเงินลงทุน เช่น เงินฝากประจำ พันธบัตรรัฐบาล และประกันชีวิต
  • Strategic Diversification – การกระจายการลงทุนอย่างชาญฉลาด หลักการ ‘ไม่ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว’ ยังคงเป็นจริงเสมอ
  • Emergency Resilience – การมีเงินสำรองฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่มีภาระหนี้สิน ควรมีเงินสำรอง 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน

 

ในบรรดาเสาหลักเหล่านี้ ‘ประกันชีวิต’ คือกลไกที่น่าสนใจ เพราะไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกัน แต่ยังเป็น ฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจในภาพรวม

 

ประกันชีวิต: เครื่องมือสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวน

 

รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ World Bank ชี้ว่า ประเทศที่มีอัตราการทำประกันชีวิตและสุขภาพสูง มักมีความสามารถในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าในยามวิกฤติ ทั้งในแง่การกลับมาของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน

 

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเบี้ยประกันที่จ่ายเข้าไป ไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทประกัน แต่จะ หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ บางส่วนถูกนำไปลงทุนในตลาดทุน บางส่วนกันไว้เป็นเงินสำรองเพื่อจ่ายสินไหม และอีกส่วนหนึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่สร้างรายได้ให้ผู้คนในระบบ

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Economic Shock Absorber’ หรือ กันชนเศรษฐกิจ ที่ช่วยให้ประเทศสามารถรับแรงกระแทกจากวิกฤติและฟื้นตัวได้เร็วกว่า

 

ญี่ปุ่น: วัฒนธรรมประกันที่สร้างภูมิคุ้มกันระดับชาติ

 

แนวคิดเรื่อง ‘กันชนเศรษฐกิจ’ ไม่ได้หยุดอยู่ในเชิงทฤษฎี แต่ปรากฏเป็นรูปธรรมในหลายประเทศ โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือ ญี่ปุ่น ประเทศที่เผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ หรือสภาพอากาศที่รุนแรง สิ่งเหล่านี้ทำให้การวางแผนรับมือกลายเป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการทำ ประกันชีวิต

 

IMF ธนาคารโลก GDP ไทย คาดการณ์เศรษฐกิจ 2025

 

ญี่ปุ่นถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบประกันชีวิตเข้มแข็งที่สุด

  • Insurance Density สูงที่สุด: จัดเป็นประเทศที่ประชากรทำประกันมากที่สุดประเทศหนึ่ง 
  • จำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรสูงมาก: ประชากรถือกรมธรรม์เฉลี่ยคนละ 3.2 ฉบับ 
  • อัตราเบี้ยประกันต่อ GDP สูง: อยู่ที่ 8 – 8.5%
  • ความครอบคลุมในครัวเรือน: มากกว่า 90% ของครัวเรือนมีประกันชีวิต 

 

และที่สำคัญ นอกจากประกันชีวิตแบบดั้งเดิมแล้ว คนญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับประกันที่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลและการประกันรายได้หลังเกษียณ สะท้อนว่าการทำประกันไม่ใช่เพียงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงระยะสั้น แต่เป็น ‘วัฒนธรรมการวางแผนชีวิต’ ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย

 

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในปี 2011 ที่สร้างความเสียหายกว่า 210 พันล้านดอลลาร์ บริษัทประกันญี่ปุ่นจ่ายค่าสินไหมกว่า 1.2 ล้านล้านเยน เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกอัดฉีดกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในระดับครัวเรือน ประชาชนที่มีประกันสามารถเข้าถึงเงินชดเชยเพื่อใช้ฟื้นฟูชีวิตได้ทันที

 

และในวิกฤตโควิด-19 การมีระบบประกันที่ครอบคลุมยังช่วย ลดภาระการใช้จ่ายของรัฐบาล ทำให้รัฐสามารถนำงบประมาณไปจัดการปัญหาสำคัญด้านอื่นๆ ได้ ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังมั่นใจที่จะจับจ่ายและลงทุนต่อเนื่อง

 

นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Systemic Financial Resilience หรือ ความยืดหยุ่นเชิงระบบ ที่เกิดขึ้นเมื่อทั้งประชาชนและสถาบันการเงินมี ‘เกราะป้องกัน’ ร่วมกันทั้งประเทศ

 

เสถียรภาพที่ขับเคลื่อนด้วยระบบประกัน

 

ญี่ปุ่นอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของประเทศที่ใช้ ‘วัฒนธรรมประกัน’ เป็นฐานในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่หากมองในระดับโลก จะพบรูปแบบที่น่าสนใจไม่แพ้กัน – ตลอดกว่า 80 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีประเทศใดที่มีอัตราการทำประกันสูงกว่า 8% ของ GDP แล้วต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจาก IMF

 

ตัวอย่างเช่น สวิตเซอร์แลนด์ (9.3%) ที่ผ่านทุกวิกฤตเศรษฐกิจโดยไม่ถดถอย, เนเธอร์แลนด์ (8.9%) ที่ฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินโลกปี 2008 ได้เร็วที่สุดใน EU และ เดนมาร์ก (8.1%) ที่ครองอันดับต้นๆ ของ World Happiness Index ต่อเนื่องหลายปี

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น รูปแบบแห่งความสำเร็จ ที่พิสูจน์มาแล้วว่า:

  • ประชาชนมีประกันมากขึ้น → ความมั่นใจทางการเงินเพิ่มขึ้น
  • ความมั่นใจสูงขึ้น → เกิดการใช้จ่ายและการลงทุน
  • เศรษฐกิจเติบโต → รายได้ประชาชนสูงขึ้น
  • รายได้ที่มากขึ้น → สนับสนุนให้มีการทำประกันเพิ่มขึ้นอีก

 

นักเศรษฐศาสตร์จึงนิยามปรากฏการณ์นี้ว่า Insurance-Led Economic Stability — เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยระบบประกัน ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การป้องกันรายบุคคล แต่ยังเสริมความแข็งแรงให้เศรษฐกิจในภาพรวม

 

The Thai Opportunity: จุดเปลี่ยนของคนไทยรุ่นใหม่

 

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ’ ปัจจุบัน Insurance Penetration ของไทยอยู่ที่ประมาณ 5.3% ของ GDP (ข้อมูล UNDP 2020) ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีสัดส่วน 8-12% ช่องว่างนี้ คือ ‘โอกาส’ ที่รอการเติมเต็ม

 

แผนพัฒนาการประกันภัยฉบับที่ 4 (2021-2025) ของ คปภ. กำหนดทิศทางชัดเจนว่าจะผลักดันให้ไทยขยับไปสู่ระดับดังกล่าว ข้อมูลจาก Statista (2022) พบว่า ประมาณ 40% ของคนไทยยังไม่มีประกันใดๆ ขณะที่การสำรวจของ Peak Re ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (2023) พบว่า insurance awareness มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ownership rate หรือ อัตราการถือครองกรมธรรม์ประกัน อย่างชัดเจน

 

The Mindset Revolution: จากการป้องกัน สู่การลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคต

สิ่งที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดขึ้นได้จริง คือการ เปลี่ยนวิธีคิด ของคนไทยต่อประกันชีวิต จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น ‘การป้องกัน’ ไปสู่การเป็น Strategic Life Investment หรือการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคต ซึ่งสร้างผลตอบแทนหลายมิติ ไม่ใช่เพียงความคุ้มครอง

  1. Financial Protection – ปกป้องรายได้และทรัพย์สิน พร้อมความอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
  2. Systematic Saving – ออมเงินอย่างมีระบบและต่อเนื่อง
  3. Investment Growth – สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต่อยอดความมั่งคั่งระยะยาว
  4. Tax Efficiency – ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี
  5. Psychological Security – ความมั่นใจที่ช่วยให้ตัดสินใจทางการเงินได้อย่างมั่นคง

 

และเมื่อมองจากระดับบุคคลไปสู่ระดับเศรษฐกิจมหภาค จะยิ่งเห็นชัดว่า ‘การลงทุนผ่านประกันชีวิต’ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างความมั่นคงให้เจ้าของกรมธรรม์ แต่ยังขยายผลกลับสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างด้วย

 

งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ค้นพบว่า การลงทุนในระบบประกันสามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจในระยะยาว เบี้ยประกันหมุนเข้าสู่ตลาดทุน → ธุรกิจมีสภาพคล่อง → เกิดการจ้างงานและนวัตกรรม → รายได้เพิ่มขึ้น → เศรษฐกิจเติบโต → กลับมาสนับสนุนให้ประชาชนสามารถทำประกันได้มากขึ้นอีก

 

นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลหลายประเทศเลือกส่งเสริมการทำประกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อสนับสนุนบริษัทประกัน แต่เพื่อสร้าง Economic Immune System หรือ ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ทั้งประเทศยืนหยัดได้ในยุคแห่งความผันผวน

 

เมื่อความผันผวนกลายเป็นความปกติใหม่ (the new normal) การมีประกันชีวิตคือการลงทุนใน ‘ระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคต’ ที่ช่วยให้ทั้งบุคคล ครอบครัว และประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

ประสบการณ์จากหลายประเทศพิสูจน์แล้วว่า ระบบประกันที่แข็งแรง ทำให้สังคมไม่เพียงแต่อยู่รอดในยามวิกฤติ แต่ยังสามารถใช้ช่วงเวลาแห่งความท้าทายเป็นโอกาสในการเติบโตและสร้างเสถียรภาพระยะยาว

 

สำหรับประเทศไทย วันนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญ คนรุ่นใหม่มีทางเลือกสองเส้นทาง:

  • Opportunity Surfers – ผู้เรียนรู้ที่จะโต้คลื่นความผันผวน และเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
  • Opportunity Creators – ผู้ไม่เพียงแค่ปรับตัว แต่ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของตนเองและสังคมในอนาคตที่ดีกว่า

 

คำถามคือ – คุณจะเลือกเป็นใคร?

 

เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สามารถเริ่มได้ทันที จากการออกแบบการเงินของเราในวันนี้ เพื่อให้อนาคตมั่นคงอย่างที่ต้องการ 

 

ภาพ: SvetaZi/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จากความผันผวนสู่ความมั่นคง: ประกันชีวิตกับบทบาทใหม่ในยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>