กมลชนก รามโกมุท – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-opinion/wealth-กมลชนก-รามโกมุท/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 30 Mar 2022 08:54:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ส่อง ‘ภาษีที่ดิน’ เมื่อรัฐเดินหน้าจัดเก็บ 100% ในปีนี้ เราควรบริหารภาษีอย่างไรดี? https://thestandard.co/land-and-building-tax/ Thu, 17 Feb 2022 15:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=595682 ภาษีที่ดิน

เรื่องฮอตที่บรรดาผู้มีที่ดินทั้งหลายคุยกันในช่วงนี้คงไม […]

The post ส่อง ‘ภาษีที่ดิน’ เมื่อรัฐเดินหน้าจัดเก็บ 100% ในปีนี้ เราควรบริหารภาษีอย่างไรดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีที่ดิน

เรื่องฮอตที่บรรดาผู้มีที่ดินทั้งหลายคุยกันในช่วงนี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในช่วงปลายปี 2564 ให้เสียภาษีในอัตราปกติในปี 2565 แบบเต็มอัตราเป็นปีแรก หลังจากที่ลดหย่อนมาเป็นเวลา 2 ปีในระหว่างสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา 

 

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับภาษีที่ดินหลายประการที่มีข้อยกเว้น โดยวันนี้เราจะมาเล่าว่าสรุปแล้วปีนี้ต้องเสียภาษีที่ดินในอัตราเท่าไร ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีนี้ และอย่างไร

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง? 

 

คำตอบคือ ทุกคนที่มีความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ (ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียมด้วย) ความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดูง่ายๆ หากโฉนดที่ดินระบุไว้ว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตรงหลังโฉนด คนนั้นคือคนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีที่ดิน โดยหากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นถูกนำไปเป็นหลักประกันเงินกู้และจำนองกับธนาคาร ผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังคงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีนี้อยู่

 

การคำนวณภาษีที่ดินจะคิดเป็นรายแปลง โดยการนำราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นราคาประเมินของราชการ (ประเมินโดยกรมธนารักษ์) คูณอัตราภาษีที่ดินซึ่งมีความแตกต่างกันแต่ละประเภท

 

ภาษีที่ดินได้แบ่งประเภทของที่ดินออกเป็น 4 ประเภท โดยการเสียภาษีในที่ดินประเภทต่างๆ มีหลักดังนี้

 

ที่ดินประเภทที่ 1 คือ ที่ดินเกษตรกรรม

 

การทำเกษตรกรรมในที่นี้ดูที่การทำประโยชน์ในที่ดินเป็นสำคัญ เช่น ถ้าในที่ดินเห็นด้วยตาได้เลยว่ามีการทำเกษตรกรรมบนพื้นดิน ที่ดินตรงนี้จะถูกประเมินเป็นที่ดินประเภทเกษตรกรรม ทั้งนี้ จำนวนพื้นที่ในการทำเกษตรจะมีรายละเอียดซึ่งต้องดูเป็นกรณีไปตามสภาพการทำประโยชน์ และคิดเป็นสัดส่วนของการใช้ที่ดิน อัตราขั้นต่ำของการใช้ประโยชน์ เช่น จะพิจารณาว่าพื้นที่นี้เป็นสวนมะม่วงหรือไม่ต้องดูว่าใน 1 ไร่มีการปลูกต้นมะม่วงกี่ต้น ถ้าปลูกต้นมะม่วง 20 ต้นจะถือว่าที่ดิน 1 ไร่นี้เป็นที่ดินเกษตรกรรม

 

ข้อยกเว้นที่สำคัญคือ กรณีเจ้าของที่ดินเกษตรกรรมเป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นภาษี (คือไม่เสียภาษีที่ดินนี้) ในช่วง 3 ปีแรกคือตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2565 (หลังจากปี 2565 รัฐจะพิจารณาอีกครั้ง)

 

ที่ดินประเภทที่ 2 คือ ที่ดินบ้านพักอาศัย 

 

ที่ดินนี้จะดูตามสภาพการใช้ประโยชน์ คือต้องใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ยกตัวอย่างถ้าเป็นบ้านพักอาศัยที่เจ้าของนำออกให้เช่า แต่สภาพการใช้ประโยชน์ของอสังหาริมทรัพย์นั้นคือเพื่อการพักอาศัย เช่นนั้นถือว่าอสังหาริมทรัพย์นี้จะถูกจัดประเภทเป็นบ้านพักอาศัย และเสียภาษีในอัตราบ้านพักอาศัย

 

อัตราการเสียภาษีที่ดินประเภทบ้านพักอาศัยได้รับยกเว้นในสองกรณี

 

กรณีแรกเรียกว่า ‘บ้านหลังหลัก’ คือ กรณีบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของที่ดินและบ้าน และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจะได้รับยกเว้น 50 ล้านบาทแรก แต่ถ้าเป็นเจ้าของเฉพาะบ้านอย่างเดียว ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินจะได้รับยกเว้น 10 ล้านบาทแรก

 

กรณีที่ 2 เราจะเรียกว่า ‘บ้านหลังอื่น’ ได้แก่ คนที่มีบ้านหลายหลัง คือหลังที่สอง หลังที่สาม หลังที่สี่ หลังที่ห้า และหลังต่อๆ ไปจะเสียภาษีในอัตราภาษีของบ้านพักอาศัยปกติ

 

ที่ดินประเภทที่ 3 เรียกว่า ที่ดินประเภทอื่นๆ หรือที่บางคนเรียกว่าพาณิชยกรรม ตรงนี้สังเกตง่ายๆ ว่า หากเป็นที่ดินที่ไม่เข้าข่ายทำเกษตร ไม่เข้าข่ายใช้เป็นบ้านพักอาศัย ก็จะถือเป็นที่ดินประเภทอื่นๆ ทั้งหมดยกเว้นที่ดินรกร้างว่างเปล่า

 

ที่ดินประเภทที่ 4 คือที่ดินที่ถูกปล่อยรกร้างว่างเปล่า ที่ดินนี้จะมีอัตราภาษีเท่ากับที่ดินประเภทอื่นๆ เพียงแต่อัตราเพดานจะสูงกว่า และจะมีการขยับอัตราภาษีทุก 3 ปี หากยังปล่อยให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าต่อไป

 

อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้บังคับในช่วงปี 2565-2566

 

 

อย่างไรก็ตาม รัฐได้กำหนดยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้กับทรัพย์สินบางประเภท เช่น ทรัพย์สินที่เป็นสุสานสาธารณะ หรือฌาปนกิจสาธารณะที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน หรือทรัพย์ส่วนกลางที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด อีกทั้งยังมีการกำหนดลดหย่อนภาษีให้ถึง 50-90% (แล้วแต่ประเภทของที่ดิน) สำหรับที่ดินประเภทต่างๆ เช่น สถานที่เล่นกีฬา สวนสนุก ที่จอดรถสาธารณะ หรืออสังหาริมทรัพย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เป็นต้น

 

เมื่อพิจารณาดังนี้แล้วจะเห็นว่าหากท่านถือครองที่ดินไม่มากนัก เช่น ถือครองบ้านพักอาศัย 1-2 หลัง และที่ดินเป็นที่ดินที่ได้ทำประโยชน์แล้วไม่ว่าจะทางใดก็ตาม การเสียภาษีที่ดินไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยเฉพาะที่ดินประเภทเกษตรกรรมและที่ดินที่พักอาศัย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือกรณีของผู้ที่ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นจำนวนมาก และหากที่ดินต่างๆ นั้นยังถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ตรงนี้อาจจะถึงเวลาที่เจ้าของที่ดินต้องมานั่งคิดว่าควรจัดการอะไรกับที่ดินนั้นหรือไม่  

 

ทั้งนี้ การจัดการที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ มีต้นทุน จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ นอกจากนี้ หากมีที่ดินจำนวนมากแต่ยังคิดไม่ออกว่าควรจะจัดการอย่างไร ตอนนี้มีเครื่องมือทางการเงินในการบริหารสินทรัพย์ ที่เรียกว่า Property Backed Loan มาเป็นทางเลือกหนึ่งในการจัดการบริหารภาษีที่ดินให้มีความยืดหยุ่นได้ดียิ่งขึ้น โดยเป็นการนำที่ดินที่มีอยู่แล้วมาจำนองกับธนาคาร และนำเงินที่ได้จากการกู้จากธนาคารก้อนนี้มาบริหารให้เป็นพอร์ตการลงทุนอีกประเภทหนึ่ง ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามความเสี่ยงที่ลูกค้าเลือกเองและยอมรับได้ 

 

การลงทุนนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของทีมที่ปรึกษาการลงทุนของธนาคาร ซึ่งเป็นอีกโอกาสหนึ่งในการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากที่ดินที่มีอยู่แล้ว แม้จะหักดอกเบี้ยจ่ายและชำระภาษีที่ดินแล้ว ถือว่าดีกว่าปล่อยให้ที่ดินรกร้างไม่ได้ทำประโยชน์ และถึงแม้ที่ดินนั้นๆ จะมีการทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว ก็ยังสามารถนำมาสร้างโอกาสในการลงทุนรูปแบบนี้ได้อีกด้วย

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

The post ส่อง ‘ภาษีที่ดิน’ เมื่อรัฐเดินหน้าจัดเก็บ 100% ในปีนี้ เราควรบริหารภาษีอย่างไรดี? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมครบ 17 คำถามเด็ด ‘ช้อปดีมีคืน 2565’ https://thestandard.co/question-about-shopdeemeekeun-2565/ Thu, 20 Jan 2022 14:46:29 +0000 https://thestandard.co/?p=584859 ช้อปดีมีคืน

ปลายปีที่แล้วนักช้อปคนไทยได้รับข่าวดีเกี่ยวกับโครงการ ‘ […]

The post รวมครบ 17 คำถามเด็ด ‘ช้อปดีมีคืน 2565’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช้อปดีมีคืน

ปลายปีที่แล้วนักช้อปคนไทยได้รับข่าวดีเกี่ยวกับโครงการ ‘ช้อปดีมีคืน’ ที่รัฐจัดมาให้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภาคเศรษฐกิจ ในปีนี้โครงการนี้ได้กลับมาอีกครั้ง โดยช่วงเวลาการช้อปที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จะอยู่ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2565 

 

ช่วงนี้ใกล้ถึงกำหนดเวลาจบโครงการแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยมากมายว่า สรุปแล้วโครงการนี้มีข้อกำหนดอะไรบ้าง และเราสามารถช้อปอะไรได้บ้าง วันนี้เรารวบรวมคำถามและคำตอบยอดฮิตมาไขข้อข้องใจ เผื่อใครยังช้อปไม่เต็มสิทธิ จะได้ไปช้อปกันให้เต็มสิทธิค่ะ

 

1. เราต้องใช้สิทธิไหม ลงทะเบียนอย่างไร เราใช้ ‘คนละครึ่ง’ หรือเราใช้ ‘ยิ่งใช้ยิ่งได้’ แล้ว เรายังใช้สิทธิ ‘ช้อปดีมีคืน’ ได้อีกไหม และใช้สิทธิได้เท่าไร

  • ง่ายๆ เลย โครงการช้อปดีมีคืนไม่ต้องลงทะเบียนที่ไหนเลย สบายใจได้ และถึงแม้ว่าจะเคยเข้าร่วมคนละครึ่งหรือยิ่งใช้ยิ่งได้แล้ว ก็ยังใช้สิทธิช้อปดีมีคืนได้อีก ไม่ซ้ำซ้อนอะไรทั้งสิ้น

 

2. เมื่อซื้อของครบ 30,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เท่าไร ทุกคนลดหย่อนภาษีได้เท่ากันไหม

  • สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท หากใช้สิทธิเกิน 30,000 บาท จะนำมาลดหย่อนภาษีได้เพียง 30,000 บาทเท่านั้น ซึ่งจะลดหย่อนได้เท่าไรขึ้นอยู่กับฐานภาษีเงินได้ของแต่ละบุคคล
  • ถ้าถามว่าจำเป็นต้องใช้สิทธิไหม หากเงินได้สุทธิต่อปีเข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี การใช้สิทธิก็จะมีประโยชน์ เพราะจะได้มีค่าลดหย่อนมาลดภาษี อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องซื้อของอะไรเพิ่มเติม คุณสามารถเอาค่าใช้จ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ต้องซื้อสินค้าอุปโภคประจำวันอยู่แล้วมาใช้สิทธินี้ได้

 

3. การใช้สิทธินี้เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีของปีไหน

  • มาตรการนี้ออกมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในปี 2565 จึงเป็นการลดหย่อนภาษีของปี 2565 ซึ่งผู้ใช้สิทธิจะต้องเก็บใบเสร็จไว้เป็นหลักฐาน เพื่อไปใช้ประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงต้นปี 2566

 

4. ซื้ออะไรจึงจะใช้สิทธิช้อปดีมีคืนได้

  • หลักการคือ สินค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีได้ สามารถใช้ช้อปดีมีคืนได้ ดังนั้นง่ายสุดคือ ถามคนขายก่อนซื้อหรือรับบริการที่ร้านค้านั้นๆ ว่าสามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบให้ได้หรือไม่ 

 

สำหรับสินค้าและบริการที่ไม่เข้าข่ายใช้สิทธิโครงการช้อปดีมีคืน ได้แก่

  • ซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ
  • ชำระค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ
  • ซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ
  • ซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร ทั้งสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์
  • บริการจัดนำเที่ยว ค่าที่พักโรงแรม
  • ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย
  • ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าประปา ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ

 

5. ซื้อสินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ยาสระผม น้ำยาล้างจาน ถุงขยะ ฯลฯ ได้หรือไม่

  • ได้ ถ้าซื้อจากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ห้างสรรพสินค้าทั่วไป 

 

6. ค่าซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แก็ดเจ็ต โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ได้หรือไม่

  • ได้ ถ้าซื้อจากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

7. ซื้อสินค้าประเภทอาหารสดหรือเนื้อสัตว์นำไปประกอบอาหาร ผัก ผลไม้ นม ได้หรือไม่

  • ไม่ได้ เพราะสินค้าบริโภคเหล่านี้ได้รับยกเว้น VAT (ยกเว้นผลิตภัณฑ์นมแปรรูปที่ต้องเสีย VAT เช่น นมเปรี้ยว ชีส)

 

8. อหน้ากากอนามัย ชุดตรวจ ATK ได้หรือไม่

  • ไม่ได้ เพราะสินค้าเหล่านี้ได้รับยกเว้น VAT

 

9. ซื้อผ้าอ้อมเด็ก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ได้หรือไม่

  • ได้ ถ้าซื้อจากร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

10. ซื้อคอร์สนวด สปา เพื่อความงามจากสถานบริการความงามได้หรือไม่

  • ได้ แต่ต้องซื้อและใช้บริการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2565 และสถานบริการความงามนั้นต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

11.ชำระค่าบริการทางการแพทย์เกี่ยวกับการเสริมความงาม ทำหัตถการต่างๆ เช่น ฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ ทำจมูก ทำศัลยกรรมตา ยกหน้า ได้หรือไม่

  • หัตถการทางการแพทย์รวมถึงศัลยกรรมต่างๆ ที่ต้องลงมีด จะต้องทำโดยแพทย์ในสถานพยาบาล โดยสถานพยาบาลถือเป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืนได้

 

12. ค่าอาหารและเครื่องดื่มจากการรับประทานอาหารในร้านอาหารและร้านอาหารในโรงแรมได้หรือไม่

  • ได้ ถ้าร้านอาหารนั้นได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ค่าเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์ไม่สามารถเข้าร่วมได้

 

13. ชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตเข้าร่วมโครงการช้อปดีมีคืนหรือไม่

  • ไม่ได้ แต่ค่าเบี้ยประกันชีวิตสามารถนำมาลดหย่อนได้ในหมวดค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่มีอยู่แล้วตามปกติ

 

14. ชำระค่าเทอมให้กับโรงเรียนนำมาลดหย่อนได้หรือไม่ 

  • ไม่ได้ เพราะโรงเรียนถือเป็นสถานศึกษา ซึ่งเป็นกิจการที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

15. ซื้อทองคำสามารถเข้าร่วมโครงการได้หรือไม่

  • ทองคำแท่งและทองรูปพรรณเป็นสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ แต่ในส่วนของค่ากำเหน็จของทองรูปพรรณสามารถใช้ลดหย่อนได้

 

16. ซื้อบัตรของขวัญ (Gift Voucher) นำมาลดหย่อนได้หรือไม่

  • ไม่ได้ เพราะบัตรของขวัญไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

17. ซื้อกองทุนจากสถาบันการเงินนำมาลดหย่อนได้หรือไม่

  • จำนวนการซื้อกองทุนนั้นไม่สามารถนำมาลดหย่อนได้ แต่ยอดค่าธรรมเนียมการซื้อกองทุน หรือที่เรียกว่า Front-End Fee สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ โดยผู้ลงทุน (ผู้ซื้อ) ต้องขอหนังสือรับรองสิทธิในหน่วยลงทุน ซึ่งเป็นใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีจากสถาบันการเงินดังกล่าว เพื่อนำมายื่นประกอบการขอลดหย่อนกับกรมสรรพากร

 

18. ซื้อของจากแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ต่างๆ ได้หรือไม่

  • สามารถซื้อได้ แต่ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ระบุข้อมูลผู้ซื้อครบถ้วน โดยการขอใบกำกับภาษีเป็นไปตามวิธีการที่แต่ละแอปพลิเคชันกำหนด และสินค้าต้องเป็นสินค้าที่ต้องเสีย VAT

 

สรุปได้สั้นๆ จากมาตรการช้อปดีมีคืน ปี 2565 ก่อนจะตัดสินใจช้อปอะไร และช้อปเท่าไร ควรต้องพิจารณา 3 อย่าง คือ

 

  1. รายได้สุทธิต่อปีของเราเข้าข่ายที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ 
  2. การใช้จ่ายอะไรบ้างที่เราจำเป็นต้องซื้ออยู่แล้ว ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อต้องการใช้สิทธิ
  3. ก่อนซื้ออะไรก็ตามให้ถามสถานบริการหรือผู้ขายก่อน เพื่อความมั่นใจว่าเป็นสถานบริการหรือร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้หรือไม่ และสินค้าหรือบริการของเราเป็นสินค้าที่เข้าข่ายสามารถเข้าร่วมโครงการหรือไม่

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post รวมครบ 17 คำถามเด็ด ‘ช้อปดีมีคืน 2565’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอบคำถามยอดฮิต ซื้อ-ขาย กองทุนลดหย่อนภาษี SSF/ RMF อย่างไรจึงไม่เสียประโยชน์ https://thestandard.co/ssf-rmf-top-questions/ Wed, 15 Dec 2021 05:59:14 +0000 https://thestandard.co/?p=571580

ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีของบุคคลผู้มีรายได้ทั้งหลายคงหนี […]

The post ตอบคำถามยอดฮิต ซื้อ-ขาย กองทุนลดหย่อนภาษี SSF/ RMF อย่างไรจึงไม่เสียประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีของบุคคลผู้มีรายได้ทั้งหลายคงหนีไม่พ้นการนึกถึงค่าลดหย่อนภาษีประจำปี ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่เราได้จากรัฐในแต่ละปี ทั้งในแง่ของการลงทุนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อเตรียมตัวเกษียณ หรือการทำประกันชีวิตตลอดจนการทำบุญ แต่ในบทความเดือนนี้เราอยากขอคุยถึงเฉพาะเรื่องการลงทุนในกองทุนประเภทที่เรียกว่า กองทุนลดหย่อนภาษี หรือ SSF และ RMF ซึ่งเป็นสองกองทุนที่มีลักษณะต่างจากกองทุนปกติทั่วไป มีเงื่อนไขที่ใช้เพื่อการลดหย่อนภาษี ซึ่งมีความสำคัญมากหากใช้โดยไม่ได้ระมัดระวัง เช่น ซื้อเกินสิทธิ์หรือขายก่อนกำหนดเวลา อาจจะทำให้เสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ 

 

ก่อนอื่นขอทบทวนหลักเกณฑ์ผลิตภัณฑ์กองทุน SSF และ RMF และเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษีเปรียบเทียบระหว่าง 2 กองทุนว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

 

 

ทีนี้มาถึงคำถามยอดฮิตที่ลูกค้าถามมาบ่อยๆ เกี่ยวกับกองทุน SSF หรือ RMF กันบ้างค่ะ

 

สำหรับลำดับการลงทุนว่าควรจะแบ่งสัดส่วนแต่ละการลงทุนเป็นอย่างไรนั้น เนื่องจากมีหลักเกณฑ์ที่ว่าวงเงินลดหย่อนของ SSF และ RMF เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน เบี้ยประกันบำนาญ และกองทุนการออมแห่งชาติ จะต้องรวมกันไม่เกิน 500,000 บาทนั้น อาจแนะนำได้ว่าสำหรับคนที่ทำงานแล้ว และที่ทำงานมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ให้เลือกลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็มสิทธิ์ก่อน สำหรับลำดับต่อมาในส่วนการเลือกลงทุนในกองทุน SSF และ RMF อาจพิจารณาจากเรื่องข้อจำกัดการขายกอง โดยดูจากสภาพคล่องว่ามีระยะเวลามาก-น้อยแค่ไหน เพราะการถือครอง SSF ต้องถือครองที่ 10 ปี ส่วน RMF ต้องถือครองอย่างน้อย 5 ปี และขายออกได้ตอนอายุ 55 ปี 

 

คนที่ลงทุน RMF ไม่ครบกำหนดต่อเนื่อง 5 ปี และขายก่อน ผลในแง่ของภาษีคืออย่างไร?

การลงทุนใน RMF หลักคือลงทุนต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี (ถ้าลืมและเว้นไปจะเว้นได้เพียงปีเดียว) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี และจะขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปี เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าขายก่อนครบเงื่อนไขสองข้อที่บอกไป แปลว่าจะไม่เข้าเกณฑ์การได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อลดหย่อนภาษี ยกตัวอย่างถ้าลงทุนมาแล้ว 3 ปี ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีไปแล้ว 3 ปี แต่ขายในปีที่ 4 ตรงนี้เท่ากับการขอลดหย่อนที่ทำไปแล้วไม่เข้าเกณฑ์ที่กำหนด และต้องคืนเงินที่เคยขอลดหย่อนไปให้กับกรมสรรพากร 

 

ถ้าลงทุน RMF มาแล้วยังไม่ครบ 5 ปี แต่เกิดเหตุที่ทำให้ลงทุนต่อไม่ได้ เช่น ตกงาน ต้องทำอย่างไร?

ตรงนี้ขอแนะนำว่าอย่าไปหยุดลงทุน ควรลงทุนให้ครบเงื่อนไขไป แต่ลงแค่ขั้นต่ำคือ 1,000 บาทต่อปี เมื่อลงทุนจำนวนนั้นไปจะไม่รู้สึกว่าหนักหรือเป็นภาระมากเกินไป เพราะถ้าหยุดไปเลยจะไม่เข้าเงื่อนไข และเกิดหน้าที่ที่ต้องคืนเงินรวมทั้งเบี้ยปรับ

 

ถ้าลงทุนตามเกณฑ์ RMF แล้วถือครบ 5 ปี และอายุก็ครบ 55 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่าอยากขายกองทุนได้ไหม?

หากยังไม่อยากขายกองทุน นักลงทุนสามารถถือครองกองทุนต่อได้อยู่แล้ว โดยจะเก็บไว้ไปถึงอายุ 80 หรือ 90 ปี หรือเมื่อไรก็ได้เมื่อครบเกณฑ์แล้ว

 

สมมติอายุ 48 ปี ลงทุน RMF มาแล้ว 3 ปี แต่รู้สึกว่าอยากสับเปลี่ยนกอง แบบนี้ทำได้หรือไม่ และเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีอะไรหรือไม่?

การสับเปลี่ยนกองสามารถทำได้ โดยสามารถทำได้สองแบบคือ 1. สับเปลี่ยนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเจ้าเดิม หรือ 2. ย้ายกองและย้ายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็ได้ แต่การสับเปลี่ยนต้องทำโดยการย้ายไปลงทุนในกองที่เป็นรูปแบบเดิม ในที่นี้หมายความว่า กองที่สับเปลี่ยนไปจะยังเป็นกองที่มีคำว่า RMF โดยสิทธิประโยชน์ค่าลดหย่อนยังได้เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ในส่วนของค่าธรรมเนียมของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จะต้องไปพิจารณาในเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนกอง ซึ่งสามารถหาดูได้ในรายละเอียดของแต่ละกองทุนที่อาจแตกต่างกัน

 

ถ้าลงทุนใน RMF เกินสิทธิลดหย่อน จะเป็นอย่างไร?

ผลคือจะขอใช้สิทธิทางภาษี และขอใช้สิทธิลดหย่อนได้ตามเกณฑ์ ซึ่งรวมกับกองทุนเพื่อการออมอื่นๆ แล้วไม่เกิน 500,000 บาทซึ่งเป็นขั้นสูงสุด 

 

กรณีการลงทุน RMF หรือ SSF ผ่านแอปพลิเคชันโมบายล์แบงกิ้ง โดยตั้งให้ลงทุนเป็นประจำเท่ากันทุกเดือน จะดูเรื่องการครบเงื่อนไขอย่างไรให้ไม่พลาด?

สำหรับ RMF ในกรณีที่อายุครบ 55 ปีแล้ว ก็ต้องดูวันลงทุนให้ครบ 5 ปีจริงๆ ตาม DCA งวดแรก เช่น หากเริ่มซื้อกองทุน RMF ครั้งแรกตอนอายุ 50 ปี และซื้อต่อเนื่องทุกเดือนจนถึงอายุ 55 ปี เท่ากับนักลงทุนจะได้ซื้อกองทุน RMF ทั้งหมด 60 ครั้ง

 

เมื่ออายุครบ 55 ปีแล้ว และกองทุน RMF ที่ DCA ซื้องวดแรกครบกำหนด 5 ปีตามเงื่อนไข จะสามารถขายกองทุนทั้งหมดได้ และหากต้องการให้มีความชัดเจนตามเงื่อนไข อาจจะพิจารณาไปขายตอนอายุครบ 56 ปี เพื่อขจัดข้อสงสัยเวลาโดนสอบถามว่าทำตามหลักเกณฑ์หรือไม่

 

แต่ถ้าอายุยังไม่ครบ 55 ปี การจะขายกองทุนเมื่อครบเงื่อนไข ก่อนอื่นเลยคือต้องอายุครบ 55 ปีก่อน เพราะฉะนั้นจะจำให้ง่ายและไม่พลาดที่สุดคือ ขายเมื่อสิ้นปีที่อายุครบ 55 ปี และดูวันลงทุนให้ครบ 5 ปีตาม DCA งวดแรกด้วย แต่จริงๆ แล้วการลงทุนแบบ DCA มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการลงทุนแบบสม่ำเสมอไม่ให้ลืมในจำนวนที่เท่าๆ กัน และเพื่อถัวเฉลี่ย กระจายความเสี่ยงจากการลงทุน โดยที่การขายกองทุนก็ยังคงต้องจำหลักเกณฑ์เดิม ไม่ว่าจะลงทุนแบบเป็นก้อนรายปีหรือรายเดือนก็ตาม

 

หากลงทุนในกอง SSF มายังไม่ครบกำหนด 10 ปี แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน กรณีนี้จะเป็นอย่างไร?

ตามเกณฑ์สิทธิ์ขอลดหย่อนภาษี การลงทุนในกอง SSF ต้องถือกองทุนไว้ให้ครบอย่างน้อย 10 ปี แบบที่เรียกว่าครบแบบวันชนวัน สมมติลงทุนกอง SSF วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 วันครบกำหนดการขายกองคือ 1 กรกฎาคม 2573 แต่หากเกิดความจำเป็นต้องขายกองทุน ในช่วงเดือนธันวาคม 2570 ซึ่งยังไม่ครบเวลา แต่ในช่วงตั้งแต่ปี 2563-2567 ได้มีการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่ลงทุนไปแล้ว ในทางกฎหมายสรรพากรมีสิทธิ์เรียกคืนเงินดังกล่าวที่ได้ลดหย่อนไปตลอดระยะเวลาที่ลงทุน

 

ผู้ลงทุนที่ทราบว่าตนเองขายกองทุนก่อนครบกำหนดมีหน้าที่คืนเงินที่ได้รับลดหย่อนไปในการยื่นแบบแสดงรายได้เพื่อชำระภาษีในปีถัดไปคือเดือนมีนาคม 2571 นอกจากนี้ในกรณีที่ขายกองทุนในราคาที่มีกำไร กำไรนั้นต้องถูกนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องเพดานค่าลดหย่อนต่างๆ ที่เป็นจุดจูงใจของหลายๆ คนแล้ว ต้องพึงคิดเสมอว่าการลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นเพียงทางเลือกประกอบการวางแผนทางการเงิน โดยจะต้องไม่ลืมพิจารณาภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตนเอง รวมทั้งหนี้สินต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับการลงทุนด้วย

 

กองทุน SSF/RMF จาก SCB รายละเอียดเพิ่มเติม: https://link.scb/3kK8yeD

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ตอบคำถามยอดฮิต ซื้อ-ขาย กองทุนลดหย่อนภาษี SSF/ RMF อย่างไรจึงไม่เสียประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาแก้กฎหมายต่างชาติถือครองที่ดิน ราคาที่อยู่อาศัยจะแพงขึ้นจริงหรือ? https://thestandard.co/the-law-of-foreign-ownership-of-land/ Wed, 27 Oct 2021 11:20:56 +0000 https://thestandard.co/?p=552885 The law of foreign ownership of land

จากข่าวในโลกสังคมโซเชียลที่หลายคนกังวลกับกระแสข่าวว่าจะ […]

The post จับตาแก้กฎหมายต่างชาติถือครองที่ดิน ราคาที่อยู่อาศัยจะแพงขึ้นจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The law of foreign ownership of land

จากข่าวในโลกสังคมโซเชียลที่หลายคนกังวลกับกระแสข่าวว่าจะมีการแก้กฎหมายให้ต่างชาติสามารถเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยได้ และคนก็กังวลกันต่อไปว่าราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มสูงขึ้นจนคนไทยเองซื้อที่อยู่อาศัยไม่ไหว บทความนี้จะมาจะคุยเรื่องนี้กันค่ะ

 

ก่อนอื่นเล่าที่มาก่อนว่าเรื่องนี้มีที่มาจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบกับปัญหาโควิดทำให้มีเม็ดเงินทั้งภาคลงทุนและท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนที่น้อยลงอย่างมาก ภาครัฐจึงคิดว่าอยากจะแก้ไขเรื่องนี้และมีแนวคิดอยากดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงให้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยและมาใช้จ่ายในประเทศให้เงินสะพัดเพิ่มมากขึ้น เจ้าของเรื่องนี้คือสํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงได้เสนอมาตรการดึงดูดนักลงทุนให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนกันยายนให้พิจารณาเรื่องนี้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับหลักการตามที่สำนักงานสภาพัฒน์เสนอ

 

โดยหลักการนี้เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยด้วยวีซ่าที่เรียกว่าวีซ่าผู้พักอาศัยระยะยาว (Long Term Resident Visa) และกำหนดคุณสมบัติของชาวต่างชาติที่จะมีสิทธิ์ขอวีซ่าประเภทนี้ โดยหลักคือต้องเป็นผู้ที่มีรายได้สูงหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่สามารถทำประโยชน์ให้ประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะด้วยการนำเงินมาใช้จ่ายหรือในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญพิเศษมาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติในประเด็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตและโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และดิจิทัล

 

สรุปคุณสมบัติของชาวต่างชาติ อย่างไรถึงจะเข้าข่ายขอวีซ่า Long Term Resident ได้

 

ชาวต่างชาติที่ขอวีซ่านี้ได้มีแค่ 4 กลุ่มนี้คือ

 

The law of foreign ownership of land

 

ที่นี้มาถึงเรื่องที่คนส่วนใหญ่ให้ความเป็นห่วงและพูดถึงกันมากจนเกิดกระแส นั่นคือการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน โดยกระแสความกังวลเห็นว่าตรงนี้อาจเป็นการเปิดทางไปสู่การแก้ไขกฎหมายเรื่องการถือครองที่ดินในไทยโดยชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังกังวลว่าเมื่อต่างชาติมีกำลังซื้อสูงจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในไทยมีราคาสูงขึ้นหรือไม่ ซึ่งตรงนี้รัฐคงจะมองว่าการศึกษาเรื่องการแก้ไขกฎหมายเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการจะออกวีซ่าเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้ขอวีซ่าประเภทนี้และเข้ามาพํานักอาศัยระยะยาวในประเทศมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่น่าสนใจและ ต้องรอดูในอนาคตคือท่าทีของภาครัฐเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายว่าจะให้ผิดแผกไปจากเดิมหรือไม่ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติสามารถถือครองที่ดินในไทยได้เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

 

พอถึงตรงนี้เลยอยากจะเล่าว่า ปัจจุบันกฎหมายได้กำหนดเรื่องการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติไว้อย่างไรบ้าง

 

ในปัจจุบันคนต่างด้าวสามารถรับโอนที่ดินได้ในกรณีต่างๆ ดังนี้

  1. เป็นการรับมรดกในฐานะที่ชาวต่างชาติเป็นทายาทโดยธรรม ตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจะมีข้อกำหนด เช่น ถ้าใช้เพื่อที่อยู่อาศัยจะมีได้ครอบครัวละไม่เกิน 1 ไร่ ถ้าใช้เพื่อการพาณิชย์ต้องไม่เกิน 1 ไร่ ถ้าใช้เพื่อการอุตสาหกรรมต้องไม่เกิน 10 ไร่และถ้าใช้เพื่อการเกษตรกรรมจะต้องไม่เกิน 10 ไร่

 

  1. เป็นกรณีการรับโอนที่ดินผ่านกฎหมายประเภทต่างๆ ที่รัฐกำหนดไว้ให้เป็นพิเศษ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมหรือกฎหมายการรับสัมปทานสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมจากรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการรับโอนที่ดินตามกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษ

 

อีกกรณีหนึ่งที่พบบ่อยคือ คนต่างด้าวที่แต่งงานกับคนไทย กรณีนี้กรมที่ดินจะจดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินให้ถ้าสอบสวนแล้วคนไทยและคู่สมรสต่างด้าวยืนยันเป็นหนังสือว่าเงินที่นำมาซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเงินสินส่วนตัวและไม่ใช่ทรัพย์สินที่มาจากการทำมาหาได้ร่วมกัน โดยต้องบอกชัดว่ามาจากเงินของคนไทยทั้งหมด ตรงนี้ก็เพื่อยืนยันว่าอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาเป็นทรัพย์สินของคู่ฝั่งคนไทยจริงๆ คนต่างด้าวไม่ได้มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมด้วย

 

นอกจากที่ดินยังมีอสังหาริมทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจคือ คอนโดมิเนียม (อาคารชุด) อันนี้ต่างชาติซื้อได้ ถือครองได้ แต่มีเงื่อนไขตามกฎหมายคือ

 

คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลที่เป็นคนต่างด้าวถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้แต่ต้องเป็นอัตราส่วนที่ไม่เกิน 49% ของเนื้อที่ห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดแต่ละแห่ง ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ซึ่งไม่ได้เป็นกฎหมายใหม่) อย่างไรก็ตาม มีหลักเกณฑ์ของ
คนต่างด้าวอยู่ว่าคนต่างด้าวที่จะมาถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้จะต้องมีหลักเกณฑ์ เช่น

 

  • เป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในเมืองไทยได้ตามกฎหมายคนเข้าเมือง
  • เป็นคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองไทยตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน
  • นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 97 คือเป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นต่างด้าวเกินกึ่งหนึ่งแต่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ซึ่งสามารถถือครองอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารชุดได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
  • นิติบุคคลต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและต้องได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
  • คนต่างด้าวที่ซื้อห้องชุดด้วยเงินสกุลต่างประเทศและโอนเงินเข้ามาในประเทศไทยตรงให้กับผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยกรณีนี้จะต้องมีหลักฐานการโอนเงินจากต่างประเทศทุกงวดมาแสดงให้ที่ดินเป็นหลักฐานว่าเป็นเงินโอนมาจากต่างประเทศจริง เป็นต้น ตัวอย่างที่กล่าวมานั้นก็เป็นกฎหมายที่มีอยู่มาสักพักแล้วไม่ได้เป็นกฎหมายใหม่

 

ที่นี่อยากเล่าต่อถึงแนวทางในต่างประเทศที่ค่อนข้างน่าสนใจ ว่าประเทศอื่นๆ เขาเปิดใจเรื่องการถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติไว้อย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างประเทศที่เปิดให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยได้อย่างค่อนข้างเสรีเด่นชัดเลยคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น

 

  • สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ยินยอมให้ต่างชาติเข้าไปซื้อที่อยู่อาศัยได้ แต่ต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราที่ค่อนข้างสูงมาก และยังมีค่าส่วนกลาง ค่าบริหารทรัพย์สินรวมทั้งภาษีมรดกในอัตราที่สูงลิบลิ่ว
  • อังกฤษเป็นประเทศที่เปิดใจให้คนต่างชาติไปซื้อที่อยู่อาศัยได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการถือครอง จะถือกี่หน่วยกี่หลังก็ได้ แต่มีค่าบำรุงรักษาที่อยู่อาศัย ค่าโอน ภาษีต่างๆ เช่น Stamp Duty Land Tax ภาษีเงินได้ (กรณีมีรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครอง) ภาษีจากผลกำไรจากส่วนต่างของราคาทรัพย์สิน (Capital Gains Tax) (หากขายทรัพย์สินและมีกำไร) ภาษีมรดก และ Council Tax เป็นต้น ซึ่งทุกค่าใช้จ่ายและภาษีที่กล่าวมามีอัตราการเก็บที่ค่อนข้างสูงมาก
  • ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มาแรงมากในช่วงหลังที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะไร้ข้อจำกัดอย่างสิ้นเชิง วิธีการซื้อค่อนข้างง่าย แต่รัฐเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ภาษีทรัพย์สินถาวร ภาษีการวางแผนเมือง ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าบำรุงรักษา เบี้ยประกันภัย เป็นต้น

 

สำหรับประเทศที่มีข้อจำกัดในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ เช่น จีน นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น โดยข้อจำกัดส่วนใหญ่จะมีแนวทางคล้ายๆ กัน ยกตัวอย่าง การกำหนดหน่วยของการถือครอง กำหนดอัตราขั้นต่ำของราคาและพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อได้ กำหนดเวลาที่ขายทรัพย์สินต่อได้ และที่สำคัญที่คล้ายกันเกือบทุกประเทศคือการกำหนดอัตราภาษีทรัพย์สิน ค่าดูแลรักษาทรัพย์สิน รวมถึงภาษีมรดก ในอัตราที่สูงมาก

 

สรุปได้ตอนนี้ ณ วันที่เขียนบทความ (20 ตุลาคม) จากมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อช่วงเดือนกันยายนยังไม่ได้มีกฎหมายอะไรใหม่ออกมาแต่เป็นเพียงการรับหลักการเกี่ยวกับการออกวีซ่าผู้พำนักระยะยาวประเภทใหม่ ซึ่งในการออกวีซ่าประเภทนี้อาจจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อมารองรับสิทธิประโยชน์ของวีซ่า เพื่อให้ชาวต่างชาติที่อยากจะขอวีซ่าตัวนี้รู้สึกว่ามีสิทธิประโยชน์ที่ทำให้เขาอยากจะมาลงทุนและมาอยู่อาศัยในประเทศไทยมากขึ้น 

 

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้เพิ่มเติมคือ การอนุญาตให้คนต่างด้าวได้รับ บัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) อยู่ในไทยเพื่อการทํางาน โดยมีหลักเกณฑ์กําหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Flexible Plus Program ว่าคนต่างด้าวต้องนําเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการลงทุนประกอบไปด้วย 3 ประเภท ได้แก่ 

 

  1. ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ตามสิทธิของชาวต่างชาติที่พึงได้รับ 
  2. ลงทุนในบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัด 
  3. ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เช่น หุ้นสามัญ หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

ตรงนี้เราคงจะต้องติดตามกันต่อไปว่าภาครัฐจะสื่อสารอะไรออกมาเพิ่มเติมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายจะมีมาตรการเพิ่มเติมอย่างไรออกมาเพื่อดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุนหรือพำนักระยะยาวตามสิทธิประโยชน์ที่ออกมาใหม่นี้หรือไม่ โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทยหลายสำนักได้ให้ความเห็นออกมาในทิศทางคล้ายกันว่ามาตรการต่างๆ ควรทำโดยมีข้อจำกัดและมีรายละเอียดชัดเจนว่าต่างชาติถือครองอะไรได้บ้าง ราคาเท่าไร พื้นที่ส่วนไหนของประเทศ และที่สำคัญควรพิจารณาการจัดเก็บภาษีต่างๆ ให้สอดคล้องกับอารยประเทศด้วย

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post จับตาแก้กฎหมายต่างชาติถือครองที่ดิน ราคาที่อยู่อาศัยจะแพงขึ้นจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดช่องโหว่ ‘พินัยกรรมปลอม’ ก่อนเป็น ‘มรดกเลือด’ https://thestandard.co/fake-testament-vulnerability-closing-before-blood-inherit/ Wed, 29 Sep 2021 12:23:42 +0000 https://thestandard.co/?p=542232 พินัยกรรมปลอม

ทุกคนคงเคยดูละครหลังข่าวกันนะคะ คนชอบหาว่าละครไทยเนื้อห […]

The post ปิดช่องโหว่ ‘พินัยกรรมปลอม’ ก่อนเป็น ‘มรดกเลือด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พินัยกรรมปลอม

ทุกคนคงเคยดูละครหลังข่าวกันนะคะ คนชอบหาว่าละครไทยเนื้อหาเป็น Soap Opera ไม่แย่งแฟนกันก็แย่งมรดกกัน แต่จริงๆ แล้วที่ว่าน้ำเน่านั้นมีพื้นฐานมาจากเรื่องจริงเกือบทั้งนั้น เพราะชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร วันนี้เลยอยากมาชวนคุยเรื่องการส่งต่อมรดกโดยพินัยกรรม ว่าจะทำพินัยกรรมให้รัดกุมอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการมีคนมากล่าวหาว่าเป็น ‘พินัยกรรมปลอม’ หรือเป็น ‘พินัยกรรมที่ไม่มีผลตามกฎหมาย’ จนทำให้หลายๆ ครั้ง มรดกที่ถูกส่งต่อมานั้นกลายเป็น ‘มรดกเลือด’

 

เล่ากันสักนิดว่าพินัยกรรมคืออะไร ทำได้อย่างไรบ้าง พินัยกรรมคือคำสั่งสุดท้ายที่เจ้ามรดกทำไว้ก่อนเสียชีวิต โดยกำหนดว่าเมื่อเสียชีวิตจะยกทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์มรดกของตนให้กับใครบ้าง ทรัพย์สินที่จะยกให้กับผู้อื่นได้นั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกในขณะที่เจ้ามรดกเสียชีวิต กฎหมายได้กำหนดแบบของพินัยกรรมไว้ 5 แบบ แต่แบบที่สะดวกและนิยมทำกันมี 2 แบบคือ พินัยกรรมแบบธรรมดา และพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ วันนี้เราจะไม่เล่าซ้ำว่าพินัยกรรมตามแบบต้องทำอย่างไร แต่เราจะมาคุยว่าทำอย่างไรจะปิดความเสี่ยงที่จะทำให้พินัยกรรมไม่มีผลทางกฎหมาย

 

เคสพินัยกรรมยอดฮิตที่เป็นคดีความในศาลเรื่องแย่งชิงมรดก ส่วนใหญ่ตัวละครเจ้ามรดก (เจ้าของทรัพย์สินผู้ทำพินัยกรรม) มักมีทายาทลูกหลานเยอะ โดยทายาทเหล่านั้นเกิดจากพ่อหรือแม่คนละคนกัน เช่น เจ้ามรดกมีภรรยา 3 คน อาจจะจดทะเบียนกับคนหนึ่ง นอกนั้นแค่อยู่กินกัน ภรรยาแต่ละคนมีลูก 2-3 คน ต่อมาลูกแต่ละคนมีหลานออกไปอีกคนละสาย สายละหลายๆ คน ความขัดแย้งจะเกิดจากลูกหลานแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า หรืออีกกรณีที่ยอดฮิตคือเจ้ามรดกไม่มีลูกหลานสายตรง ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้คนใกล้ชิดที่ไม่ใช่ญาติ แต่อาจเป็นคนที่ดูแลกันมา เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมมักทำกับผู้ใกล้ชิดและทนายความ พอเสียชีวิต มีการเปิดพินัยกรรมเหมือนในละคร ลูกหลานฝั่งที่ได้รับมรดกน้อย (กว่าที่คิด) หรือไม่ได้รับเลยจะตกใจอุทานยกมือทาบอกว่า ไม่จริง พ่อไม่มีทางทำพินัยกรรมแบบนั้นแน่ๆ พ่อไม่ยกหุ้นบริษัททั้งหมดให้เธอหรอก พ่อต้องยกให้ฝั่งฉัน พินัยกรรมนี้ต้องปลอมหรือทำขึ้นมาโดยหลอกลวงพ่อให้ทำ และเรื่องนี้ก็จะนำมาสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความต่อศาล ต่อสู้กันนานๆ ตั้งแต่ชั้นต้น อุทธรณ์ ถึงฎีกาที่กินเวลานานหลายปี ทีนี้เราจะมาดูกันในเรื่องที่พบเป็นประจำว่า จุดไหนเป็นจุดที่ควรให้ความสำคัญตอนทำพินัยกรรม

 

  1. สติสัมปชัญญะของผู้ทำพินัยกรรมในขณะที่ทำพินัยกรรม กฎหมายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะการทำพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาของเจ้ามรดกว่าต้องการยกทรัพย์สินของตนให้ใคร ฉะนั้นเจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมจึงต้องมีสติ รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไร ทำเอกสารยกทรัพย์สินให้ใคร ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีสติแล้ว หรือตื่นแต่ไม่รู้เรื่องใดๆ จำสิ่งต่างๆ ไม่ได้หรือป่วยเป็นโรคบางโรค เช่น โรคความจำเสื่อมถาวร จึงไม่อาจอยู่ในสภาพที่ทำพินัยกรรมได้ การทำพินัยกรรมโดยเจ้ามรดกที่เป็นผู้สูงอายุ หรือบุคคลที่มีโรคประจำตัวต่างๆ โดยเฉพาะโรคทางระบบประสาท จึงควรอย่างยิ่งที่จะมีแพทย์ประจำตัวที่ให้การดูแลมาชั่วระยะเวลาหนึ่งมาเป็นพยานในขณะทำพินัยกรรม ถ้าจะให้รัดกุมยิ่งขึ้นอาจขอให้แพทย์ประจำตัวลงนามเป็นพยานในพินัยกรรม และควรบันทึกวิดีโอระหว่างการทำพินัยกรรมเพื่อเป็นหลักฐานประกอบด้วย การมีสติสัมปชัญญะนี้ หมายถึงความระลึกได้และความรู้ตัว ความรู้สึกด้วยความรอบคอบ พูดจารู้เรื่อง บังคับร่างกายได้แม้อาจไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

  1. การไม่ถูกหลอกลวง หรือสำคัญผิด หรือถูกชักจูงในขณะที่ทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมต้องทำพินัยกรรมจากเจตนาที่แท้จริงของตนเอง ไม่ได้ถูกใครหลอกให้ทำ หรือถูกชักจูง หรือถูกสั่งให้ทำ เช่น กรณีลูกบอกบทให้พ่อเขียนพินัยกรรมตามที่ตนบอก แบบนี้เป็นการทำพินัยกรรมที่อาจถูกโต้แย้งว่าเป็นการสั่งให้ทำและไม่ได้ทำขึ้นจากเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม 


พินัยกรรมที่ได้ทําขึ้นเพราะสําคัญผิด หรือถูกข่มขู่ ตัวผู้ทําพินัยกรรมเองสามารถยกเลิกได้ภายใน 1 ปี นับแต่การข่มขู่จบลง หรือเมื่อเจ้าตัวได้รู้ถึงการสําคัญผิด หากเกินกำหนดจะถือว่าผู้ทําพินัยกรรมต้องการให้พินัยกรรมนั้นมีผลทางกฎหมาย แต่หากผู้ทําพินัยกรรมไม่ได้ทําการเพิกถอนด้วยตนเอง ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ทายาท หรือผู้จัดการมรดก สามารถร้องขอให้เพิกถอนได้ แต่ต้องทำภายใน 3 เดือนนับแต่ผู้มีส่วนได้เสียรู้ถึงเหตุแห่งการขอเพิกถอนและรู้ถึงผลกระทบได้เสียของตน หากผู้มีส่วนได้เสียได้รู้ถึงเหตุและผลกระทบก่อนที่ผู้ทําพินัยกรรมถึงแก่ความตายต้องทําการขอเพิกถอนภายใน 3 เดือนนับแต่ผู้ทําพินัยกรรมถึงแก่ความตาย ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่ผู้ทําพินัยกรรมถึงแก่ความตาย

 

สรุปแนวทางการทำพินัยกรรมให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่จะโดนปัดตกในทางกฎหมาย

 

  • ก่อนทำพินัยกรรมควรมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายเป็นผู้ช่วยให้คำแนะนำว่าควรทำตามแบบใด เจ้ามรดกอาจชั่งใจว่าจะเรียกเหล่าทายาทมาเป็นสักขีพยานระหว่างการทำหรือไม่ ตรงนี้แต่ละบ้านต้องพิจารณาเองว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ของครอบครัวหรือไม่ ถ้าไม่น่าจะเหมาะ ควรมีทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายเป็นพยานตลอดการทำพินัยกรรมและลงนามเป็นพยาน จะให้ดีพยานทั้งสองคนในพินัยกรรมควรเป็นคนไม่มีส่วนได้เสียใดๆ ในกองมรดก และไม่ได้เป็นคนสนิทของทายาท หรือเป็นผู้ที่ทายาทคนใดที่ได้รับมรดกตามพินัยกรรมแนะนำมา  
  • ควรถ่ายวิดีโอตลอดการทำพินัยกรรม (กรณีที่เจ้ามรดกอยู่ในภาวะเจ็บป่วยหรือเป็นผู้สูงอายุ)

 

  • เลือกวัน เวลา และสถานที่ทำพินัยกรรมที่เหมาะสม จากการศึกษาเคสที่ผ่านมา มีหลายเคสที่พินัยกรรมถูกโต้แย้งเพราะทำในสถานที่แปลกๆ ที่ไม่ใช่วิสัยที่ปกติเจ้ามรดกจะเดินทางไป หรือบางเคสถูกโต้แย้งเพราะทำในวันที่มีธุระไปทำหลายอย่างในวันนั้น เช่น คดีหนึ่งมีผู้โต้แย้งว่าวันที่ลงวันที่ในพินัยกรรมเป็นวันที่พ่อมีนัดพบหมอประจำตัวที่โรงพยาบาลซึ่งกินเวลาเกือบทั้งวัน พ่อไม่น่าจะมีเวลาเดินทางไปทำพินัยกรรมที่สำนักงานทนายความตามที่ปรากฏในพินัยกรรม ถ้าเลือกได้ควรทำเวลากลางวัน การทำที่สำนักงานทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าเดินทางไม่สะดวกก็สามารถทำที่บ้านหรือโรงพยาบาลก็ได้
  • เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ควรตรวจสอบว่าถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด เช่น วันที่ สถานที่ทำ เขียนให้ชัดเจน พยานลงนามครบถ้วน การพิมพ์ การเขียนถูกต้อง หลีกเลี่ยงการขีดฆ่าลบต่อเติม และฝากไว้กับพยานที่ไว้ใจฉบับหนึ่ง อีกฉบับอาจเก็บไว้เองโดยบอกคนใกล้ชิดว่าเก็บที่ไหน สถานที่เก็บควรปลอดภัย เช่น ตู้เซฟที่บ้าน การเก็บพินัยกรรมที่ตู้เซฟของธนาคารก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่อาจมีปัญหายุ่งยากในการเปิดตู้ เพราะเมื่อเสียชีวิต ตู้เซฟที่เปิดในชื่อของผู้เสียชีวิตต้องใช้ผู้จัดการมรดกมาเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยกระบวนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกอาจกินเวลา 1-3 เดือน (กรณีไม่มีข้อพิพาท)

 

ผลของพินัยกรรมที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อพินัยกรรมมีความบกพร่องต่างๆ ตามที่กล่าวมา จะส่งผลให้คำสั่งตามพินัยกรรมนั้นไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด หรือไม่เป็นไปตามเจตนาของเจ้ามรดกที่กำหนดไว้ในพินัยกรรม โดยทรัพย์มรดกทั้งหมดก็จะตกไปแก่ทายาทโดยธรรมเสมือนว่าไม่มีการทำพินัยกรรมเลย 

 

หากผู้ทำพินัยกรรมต้องการให้มรดกสามารถส่งต่อไปยังลูกหลานได้อย่างราบรื่น ไม่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ ‘มรดกเลือด’ ก็สามารถปรึกษาทนายได้ค่ะ หรือหากเป็นนักลงทุนที่มีสินทรัพย์อยู่กับธนาคารตามที่ธนาคารกำหนด ก็สามารถขอรับคำปรึกษาจากหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับ Estate Planning และ Family Office ของธนาคารได้เช่นกัน เพราะการส่งต่อมรดกอย่างราบรื่นนั้นถือเป็น Wealth Preservation ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เลยทีเดียวค่ะ

 

อ้างอิง:

  • ไพโรจน์ กัมพูสิริ, การทำพินัยกรรม
  • เนื้อหาการบรรยายกฎหมายลักษณะมรดก รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ฐานข้อมูลคำพิพากษาศาลฎีกา www.deka.supremecourt.or.th

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ปิดช่องโหว่ ‘พินัยกรรมปลอม’ ก่อนเป็น ‘มรดกเลือด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนจากซีรีส์ฮิต The Good Doctor: เรามีผู้ตัดสินใจแทนทางสุขภาพ และ Living Will แล้วหรือยัง https://thestandard.co/the-good-doctor/ Thu, 19 Aug 2021 09:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=526896 The Good Doctor

วันก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้นั่งดูซีรีส์ฝั่งอเมริกาเรื่องฮ […]

The post ถอดบทเรียนจากซีรีส์ฮิต The Good Doctor: เรามีผู้ตัดสินใจแทนทางสุขภาพ และ Living Will แล้วหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Good Doctor

วันก่อนผู้เขียนมีโอกาสได้นั่งดูซีรีส์ฝั่งอเมริกาเรื่องฮิต The Good Doctor บทละครตอนหนึ่งนำเสนอแง่มุมการรักษาและช่วยชีวิตคนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุได้อย่างน่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าให้ฟังสนุกๆ เทียบเคียงกับกฎหมายในประเทศไทยเกี่ยวกับสิทธิ์ของผู้ป่วยในการตัดสินใจรักษา

 

(บทความมีเนื้อหาสปอยล์เนื้อเรื่องในตอน) ซีรีส์นี้ชื่อตอน ‘Not Fake’ เล่าเรื่องราวอุบัติเหตุทางรถยนต์ของกลุ่มบ่าวสาว ญาติ และเพื่อนๆ ที่กำลังเดินทางไปเข้าสู่งานพิธีการ มีคนเจ็บหลายสิบคนในที่เกิดเหตุ หนึ่งในนั้นคือ มาร์โค เจ้าบ่าวของงาน ขาของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสกระดูกขาแหลกละเอียด จนไม่สามารถต่อได้ หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ วินิจฉัยว่ามาร์โคต้องได้รับการรักษาด่วน โดยการตัดขาเพื่อรักษาชีวิต แต่คุณหมอตัวเอกของเรื่อง ดร.ฌอน เมอร์ฟี เสนอทางเลือกอื่นที่ท้าทายกว่า 

 

ทีมศัลยแพทย์จึงเสนอทางเลือกสองทางให้กับญาติคือ 1. ตัดขาเพื่อรักษาชีวิต หรือ 2. ผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกขาใหม่ด้วยกระดูกขาเทียม โดยทางเลือกแรกทำง่ายกว่า โอกาสเสียชีวิตต่ำแต่มาร์โคจะสูญเสียขาไปหนึ่งข้าง ส่วนทางเลือกที่สองเป็นวิธีการรักษาแบบใหม่ ซึ่งไม่เคยมีใครทดลองทำ และมีความเสี่ยงที่มาร์โคอาจเสียชีวิตในระหว่างผ่าตัด แต่ความน่าลองของวิธีนี้คือมาร์โคจะยังมีขา ไม่ต้องใช้ชีวิตต่อไปแบบคนพิการ เมื่อมาถึงตอนนี้คุณหมอได้ถามญาติใกล้ชิด ได้แก่ พ่อ แม่ และโซเนีย คู่หมั้น (ซึ่งเป็นเจ้าสาวที่กำลังเดินทางไปงานแต่งงานตนเอง) ว่ามาร์โคมอบหมาย ‘ผู้ตัดสินใจแทนทางสุขภาพ’ หรือไม่ แต่ทั้งสามไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้นั้นคือใคร มีหน้าที่อะไร?

 

คุณหมอเห็นว่ากรณีนี้โซเนียยังไม่ได้เป็นภรรยาของมาร์โค ญาติสนิทคือพ่อแม่จึงมีสิทธิ์เป็นผู้ตัดสินใจแทนมาร์โคในเรื่องสำคัญอย่างยิ่งนี้ พ่อและแม่ตัดสินใจให้ใช้ทางเลือกแรกตัดขาเพื่อรักษาชีวิตลูก แต่โซเนียคัดค้านด้วยเหตุผลว่าเธอรู้จักมาร์โคดีกว่า และคิดว่าหากมาร์โคมีสติที่สามารถตัดสินใจได้เอง เขาจะตัดสินใจเสี่ยงดวงและเลือกการผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกขาเพื่อรักษาขาของตนเองไว้ เมื่อคนใกล้ชิดที่สุดมีความเห็นต่างกัน โรงพยาบาลจึงขอให้ผู้พิพากษามาจัดการเรื่องนี้ทันที และในที่สุดผู้พิพากษาตัดสินให้ผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกขาด้วยเหตุผลว่าโซเนียรู้จักมาร์โคในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง แต่พ่อแม่รู้จักมาร์โคในฐานะลูก (His parents know him as their child while his fiancé knows him as a man)

 

เรื่องราวนี้ทำให้ผู้เขียนอยากเล่าว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ ในประเทศไทยใครจะเป็นผู้ตัดสินใจแทน (Surrogate Decision-Maker) มาร์โคในเรื่องนี้ ‘ผู้ตัดสินใจแทน’ ในบริบทการแพทย์ หมายถึงบุคคลที่ผู้ป่วยที่มีสติ และได้ทำข้อตกลงไว้ก่อนเกิดเหตุหรือก่อนเจ็บป่วยหรือในระหว่างเจ็บป่วย เป็นบุคคลที่ผู้ป่วยเชื่อใจว่าจะเป็นคนที่เข้าใจคุณค่าและความตั้งใจของผู้ป่วยมากที่สุด และสามารถตัดสินใจเลือกการรักษาแทนผู้ป่วยได้โดยจะทำหน้าที่เมื่อผู้ป่วยหมดความสามารถในการตัดสินใจ (หมดสติ)

 

ในประเทศไทย วงการแพทย์และสาธารณสุขได้รับทราบปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเป็นเวลานานจนเมื่อ พ.ศ. 2550 เราได้มีกฎหมายที่ให้สิทธิ์คนไทยแสดงเจตนาเกี่ยวกับการเสียชีวิตของตนเองในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยทุกคนสามารถทำหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าให้คนอื่นทราบว่าตนเองไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน เช่น ไม่ต้องการใส่ท่อช่วยหายใจในกรณีที่สมองตายแล้ว ไม่ต้องการเจาะคอเพื่อให้อาหาร ต้องการกลับไปรักษาแบบประคับประคองที่บ้าน และที่สำคัญคือสามารถแสดงเจตนาว่าต้องการให้ผู้ใดเป็น ‘ผู้ตัดสินใจแทน’ ในกรณีที่หมดสติ ซึ่งระบุให้เป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกันในครอบครัว เช่น ไม่จำเป็นต้องเป็นพ่อแม่ลูกกัน เป็นต้น

 

หนังสือแสดงเจตนาดังกล่าวถูกเรียกเป็นภาษาไทยว่า ‘พินัยกรรมชีวิต’ และเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Living Will’ พอเรียกกันว่า พินัยกรรมชีวิต หลายท่านจึงอาจสับสนว่ามันเกี่ยวอะไรกับพินัยกรรมตามกฎหมายมรดก ที่ระบุว่าต้องการส่งต่อทรัพย์สินให้ผู้ใดเมื่อตนเองเสียชีวิต แต่พินัยกรรมชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นหนังสือแสดงเจตนารมณ์ว่าต้องการจะเสียชีวิตแบบไหน มีผลในช่วงสุดท้ายก่อนจะเสียชีวิต และไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับเรื่องการส่งต่อทรัพย์สิน ในขณะที่พินัยกรรมเป็นคำสั่งสุดท้ายกำหนดว่าต้องการยกทรัพย์สินของตนเองให้ใครบ้าง และมีผลเมื่อคนคนนั้นไม่อยู่แล้ว

 

Living Will จึงเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนชีวิตช่วงสุดท้ายเรื่องการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่จะสื่อสารกับครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ ในกรณีที่ไม่สามารถสื่อสารหรือแสดงเจตนาเหล่านั้นด้วยตนเองได้อีก เพื่อให้เข้าใจ มีแนวทางการดูแลที่ชัดเจน ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของเจ้าตัว

 

การทำหนังสือแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต (Advance Directive) หรือ Living Will ต้องทำแบบไหนมาดูกัน

 

  • ทุกคนสามารถทำได้เมื่อมีอายุ 18 ปี และมีสติสัมปชัญญะสามารถเขียนหรือพิมพ์ได้ 
  • ไม่มีรูปแบบตายตัว สามารถทำขึ้นได้ด้วยตนเอง เช่น เขียนด้วยลายมือ เขียนในสมุด เขียนในแบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นต้น
  • เขียนแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเขียนใหม่ได้ โดยต้องระบุวันที่ไว้ด้วย เพราะกฎหมายจะถือฉบับที่แก้ไขครั้งสุดท้ายเป็นสำคัญ
  • ไม่ใช่การุณยฆาต หรือการอนุญาตให้เร่งการตาย หรือการทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วเข้า (Active Euthanasia)
  • ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ในกรณีที่ยังรักษาได้ ต้องรักษากันไปตามปกติ
  • ไม่ใช่การทอดทิ้งผู้ป่วย แต่ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) เพื่อให้จากไปอย่างสงบ 
  • ช่วยวางแผนเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องทางการแพทย์ เช่น ต้องการพบใคร ต้องการการเยียวยาจิตใจแบบไหน ต้องการเสียชีวิตที่ไหน เป็นต้น
  • เมื่อทำเสร็จแล้วให้เซ็นชื่อ มีพยานหรือไม่ก็ได้ แล้วเก็บฉบับจริงไว้กับตัว โดยถ่ายสำเนานำไปแนบไว้ในเวชระเบียน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์รับทราบ และทำตามความต้องการดังกล่าว
  • สามารถระบุผู้ใกล้ชิดที่จะเป็นผู้ตัดสินใจแทนได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หรือสื่อสารไม่ได้ หากมีสิ่งที่ต้องตัดสินใจเพิ่มเติมนอกจากความต้องการที่ระบุไว้

 

แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ป่วยแบบมาร์โค คือไม่ได้ทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ในประเทศไทย เมื่อผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว คุณหมอมักจะให้ญาติใกล้ชิดเรียงตามลำดับเป็นผู้ที่จะตัดสินใจแทน เช่น ถ้ากรณีมีสามีหรือภรรยา จะได้สิทธิ์ตัดสินใจเป็นลำดับแรก รองลงมาคือพ่อแม่ หรือกรณีผู้สูงอายุ ผู้ตัดสินใจมักเป็นบุตรของผู้ป่วย ซึ่งหากญาติมีความเห็นตรงกันก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าญาติมีความเห็นไม่ตรงกัน หมอจะฟังความเห็นของญาติคนไหน  

 

ในเรื่องนี้กฎหมายไทยไม่ได้เรียงลำดับญาติไว้ ในทางกฎหมายได้ลำดับญาติไว้เฉพาะเรื่องการรับมรดกเท่านั้น ดังนั้นในเวชปฏิบัติ กระบวนการ Informed Consent แพทย์ส่วนใหญ่จะถามญาติที่มาส่งผู้ป่วย หรือญาติที่เฝ้าผู้ป่วยอยู่ว่า เขามีอำนาจตัดสินใจแทนญาติทุกคนหรือไม่ หากไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้ แพทย์มักแนะนำให้พาญาติที่มีอำนาจร่วมตัดสินใจมาพบแพทย์ด้วย ยิ่งในสังคมไทยที่เป็นครอบครัวใหญ่ จึงมักเจอปัญหาหน้างานบ่อยครั้ง การทำหนังสือแสดงเจตนาไว้จึงจะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องนี้ได้มาก อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีอย่างในซีรีส์ที่คู่หมั้นเห็นไม่ตรงกับพ่อแม่ ทางปฏิบัติของสาธารณสุขไทยมักจะให้พ่อแม่เป็นผู้ตัดสินใจ เพราะถือว่าคู่หมั้นยังไม่ได้สมรสตามกฎหมาย ซึ่งจุดนี้อาจจะไม่เป็นไปตามความต้องการของผู้ป่วยที่แท้จริง เพราะการให้ความยินยอมรักษาพยาบาลเป็นการจัดการเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายของผู้ป่วยต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้ป่วยและผู้แทนในทุกมิติที่ไม่ใช่แค่ลำดับญาติตามกฎหมาย และยังต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของร่างกายผู้ป่วยเป็นสำคัญ

 

ในจุดนี้ประเทศที่ระบบกฎหมายการแพทย์และการสาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ประเทศกลุ่มยุโรป ออสเตรเลีย จึงให้สิทธิ์ผู้ป่วยที่จะเป็นผู้ให้ความยินยอมเท่านั้น โดยเอาการตัดสินใจของญาติเป็นเพียงข้อพิจารณาประกอบความเห็นของแพทย์ โดยในหลายประเทศได้บัญญัติกฎหมาย (Statutes) ไว้เป็นข้อยกเว้นกำหนดลำดับผู้ให้ความยินยอม หลักเกณฑ์และขั้นตอนในการให้ความยินยอม รวมถึงข้อจำกัดของการให้ความยินยอมแทนไว้

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกคนต้องดูแลรักษาสุขภาพตนเองและครอบครัวกับวิกฤตโควิดครั้งนี้ การติดเชื้อ การเข้าสู่ภาวะโคม่า การเสียชีวิตที่ไม่ได้คาดหมาย เป็นข่าวแต่ละวัน มันโยงได้กับความสำคัญของการวางแผนเรื่องการเสียชีวิตรวมถึงการรักษาพยาบาลตนเองได้อย่างชัดเจนและเห็นภาพชัดที่สุด จึงควรเป็นอย่างยิ่งที่เราจะหาวันสงบๆ นั่งเงียบๆ ลองนึกว่าเราอยากให้ใครเป็นผู้ตัดสินใจแทนทางสุขภาพของเราและทำหนังสือแสดงเจตนาไว้ให้ชัดเจน 

 

อ้างอิง:

  • พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
  • ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรื่องนิยามปฏิบัติการ (Operational definition) ของคำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) สำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2563
  • การรักษาพยาบาลผู้ป่วยวาระสุดท้ายใครมีอำนาจตัดสินใจ, ศ. แสวง บุญเฉลิมวิภาส 
  • ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 
  • Facebook Page ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม
  • หนังสือ ‘ดูแลชีวิตและทรัพย์สินอย่างไรให้หายห่วง’, ศ. แสวง บุญเฉลิมวิภาส
  • ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์
  • คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • การคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยกรณีการรักษาพยาบาล, วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์

The post ถอดบทเรียนจากซีรีส์ฮิต The Good Doctor: เรามีผู้ตัดสินใจแทนทางสุขภาพ และ Living Will แล้วหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการลดดอกเบี้ย อุ้มประชาชนบรรเทาทุกข์วิกฤตโควิด https://thestandard.co/interest-rate-reduction-measures/ Fri, 16 Jul 2021 08:33:07 +0000 https://thestandard.co/?p=513496 มาตรการลดดอกเบี้ย

ในช่วงจังหวะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงภาวะวิกฤตโควิด ประ […]

The post ส่องมาตรการลดดอกเบี้ย อุ้มประชาชนบรรเทาทุกข์วิกฤตโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรการลดดอกเบี้ย

ในช่วงจังหวะที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงภาวะวิกฤตโควิด ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบมากมาย โดยเฉพาะการหารายได้ บางคนอาจจะสูญเสียหน้าที่การงาน ถูกลดเงินเดือน หรือสูญเสียธุรกิจไปอย่างไม่คาดคิด และก็ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อไปอีกเท่าไร ซึ่งส่งผลให้หลายคนไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหนี้ประเภทต่างๆ ได้ ทางภาครัฐเล็งเห็นปัญหาดังกล่าวและได้ออกมาตรการแก้ไขหลักเกณฑ์การคิดดอกเบี้ยผิดนัดและการตัดชำระหนี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระให้กับประชาชนที่กำลังตกอยู่ในภาวะลำบากและไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ โดยมีมาตรการออกมา 2 ส่วน ได้แก่ มาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้

 

มาตรการลดดอกเบี้ย

 

ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ประกาศฉบับนี้จะช่วยอะไรได้บ้าง?

 

  • ประกาศฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแนวปฏิบัติเรื่องการชำระหนี้ โดยเฉพาะช่วยลดโอกาสการเกิดหนี้เสียของระบบการเงินโดยรวม ให้ประชาชนมีความสามารถพอที่จะจ่ายหนี้ได้
  • สร้างแรงจูงใจในระบบการเงินให้สมดุลมากขึ้นและจะช่วยลดจำนวนการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • การปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้คำนวณจากฐานของงวดที่ผิดนัดจริง จะช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งก็จะมีผลทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของไทยในภาพรวมด้วย
  • ประชาชนและธุรกิจ SMEs จะได้รับสิทธิตามที่ประกาศฉบับนี้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องติดต่อสาขาของผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อแก้ไขสัญญา

 

ประกาศนี้ใช้สำหรับสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระเป็นงวด อาทิ หนี้กู้บ้าน (ยกเว้นเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สินเชื่อหมุนเวียนต่างๆ และผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต)

 

หลักเกณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง?

 

1. เปลี่ยนฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บนฐานของ ‘เงินต้นที่ผิดนัดจริง’ เท่านั้น ไม่ให้รวมส่วนของเงินต้นของค่างวดในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ

 

เกณฑ์เดิม: ผิดนัดชำระหนี้งวดเดียว คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดจาก ‘ฐานเงินต้นคงค้างทั้งหมด’

เกณฑ์ใหม่: คำนวณดอกเบี้ยผิดนัดจาก ‘ฐานเงินต้นของงวดที่ผิดนัดชำระจริง’ เท่านั้น ไม่รวมงวดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

ยกตัวอย่าง กรณีกู้ซื้อบ้าน 5 ล้านบาท ผ่อน 20 ปี งวดละ 42,000 บาท แล้วผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้งวดที่ 25

กรณีเกณฑ์เดิม: ต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้บนฐานคงค้างทั้งหมด โดยคิดยอดหนี้คงเหลือตั้งแต่งวดที่ 25-240 รวมทั้งสิ้น 4.77 ล้านบาท

กรณีเกณฑ์ใหม่: จากงวดละ 42,000 บาท คิดเป็น เงินต้น 10,000 บาท และดอกเบี้ยในงวดที่ 25 เท่ากับ 35,000 บาท จะคำนวนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จากฐานเงินต้นที่ผิดนัดชำระจริง ในกรณีนี้เท่ากับ 10,000 บาท จะเห็นได้ว่ากรณีใช้เกณฑ์ใหม่จำนวนดอกเบี้ยจะลดลงอย่างมาก 

 

2. กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่เหมาะสม

 

เกณฑ์เดิม: ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้เอง (ภายใต้ความยินยอมที่จะเข้าทำสัญญาของลูกหนี้) ส่วนใหญ่มักกำหนดกันที่ 15-22% เช่น ดอกเบี้ยปกติตามสัญญา 8% และกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด 15%

เกณฑ์ใหม่: ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราดอกเบี้ยปกติที่กำหนดในสัญญา บวกได้ไม่เกิน 1-3% (3% คืออัตราสูงสุดที่บวกเพิ่มได้และขึ้นอยู่กับประวัติการชำระหนี้ในอดีต) หรือรวมแล้วต้องไม่เกิน 11% เช่น อัตราดอกเบี้ยตามสัญญากำหนดไว้ 8% ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดได้ 9-11%

 

3. เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้


เกณฑ์เดิม: ตัดชำระแบบแนวตั้ง (แนวทางเดิม เงินที่จ่ายเข้ามาจะถูกนำไปตัดค่าธรรมเนียมทั้งหมด ตามด้วยดอกเบี้ยทั้งหมดก่อนนำเงินส่วนที่เหลือมาตัดเงินต้น)

เกณฑ์ใหม่: ตัดชำระแบบแนวนอน (ตัดค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของยอดค้างชำระที่เก่าที่สุดก่อนแล้วค่อยตัดยอดที่ค้างชำระลำดับถัดมา) คือ ตัดค่างวดที่ค้างชำระนานที่สุดเป็นลำดับแรก เพื่อให้ลูกหนี้ทราบลำดับการตัดชำระหนี้ที่ชัดเจน โดยเมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ เงินที่จ่ายเข้ามาจะถูกนำไปจ่ายค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของงวดหนี้ที่ค้างชำระนานที่สุดก่อน เพื่อให้การจ่ายชำระหนี้เข้าถึงยอดเงินต้น พอเงินต้นน้อย ดอกเบี้ยก็จะต่ำตามลงไปด้วย โดยประกาศนี้เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 ยกเว้นเรื่องลำดับการตัดชำระหนี้เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 กรกฎาคม 2564

 

มาตรการลดดอกเบี้ย

 

การแก้กฎหมายอัตราดอกเบี้ยของหนี้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ 

 

กรณีที่ 1 อัตราดอกเบี้ยในกรณีที่มีการตกลงให้เสียดอกเบี้ยหรือกฎหมายกำหนดให้มีดอกเบี้ยแต่คู่สัญญาไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ (มาตรา 7)

 

กรณีแรก ตัวอย่างเช่น เราตกลงทำสัญญากู้ยืมและมีการตกลงให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยแต่ว่าในสัญญากู้ยืมเงินไม่มีการระบุอัตราดอกเบี้ยกันไว้ มาตรา 7 (เดิม) ระบุให้ใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีมาปรับ ดังนั้นในกรณีที่สัญญากู้ยืมเงินไม่มีการเขียนว่าจะคิดดอกเบี้ยกันเท่าไร ก็ต้องกลับไปใช้มาตรา 7 ซึ่งเป็นบททั่วไปในบรรพหนึ่ง

 

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือ มีกฎหมายกำหนดให้เสียดอกเบี้ยกันเอาไว้หรือสามารถคิดดอกเบี้ยกันได้ ตัวอย่างเช่น สัญญากำหนดว่ากรณีที่มีการเลิกสัญญา ถ้าคู่กรณีได้รับเงินไว้ตามสัญญาก่อนจะมีการเลิกสัญญาก็ต้องมีการคืนเงินให้แก่กันพร้อมดอกเบี้ย แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ว่าต้องคิดกันเท่าไร กฎหมายจะให้ใช้บทบัญญัติทั่วไป คือ มาตรา 7 (เดิม) คือร้อยละ 7.5 ต่อปี

 

  • มาตรา 7 (เดิม) อัตราดอกเบี้ยกำหนดร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ตามกฎหมายใหม่กำหนดลดลงจากอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 3 ต่อปี
  • การแก้ไขไม่กระทบกับสัญญาที่ทำกันอยู่เดิมก่อนกฎหมายใช้บังคับหรืออัตราดอกเบี้ยที่มีการคิดกันไว้แล้ว เช่น สัญญากู้ยืมเงิน อัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ในสัญญาไว้ชัดเจนว่าเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา คู่สัญญาสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันได้ตามหลักเสรีภาพการทำสัญญาตามปกติ
  • ถ้าสัญญามีการตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจน ข้อตกลงนั้นก็จะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากมาตรา 7 ใหม่อันนี้

 

กรณีที่ 2 อัตราดอกเบี้ยผิดนัด (มาตรา 224)

 

  • การมีหนี้ต่อกันที่เรียกว่า ‘หนี้เงิน’ หากมีกรณีไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ตามสัญญาหรือกฎหมาย ถือว่ามีการ ‘ผิดนัด’ ต้องมีการเสียดอกเบี้ยที่เรียกว่า ‘ดอกเบี้ยผิดนัด’
  • จากเดิม หลักของดอกเบี้ยผิดนัดมีต้นกำเนิดจากหลักการที่ว่า ‘ถ้าเกิดมีการผิดสัญญา ทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย ถ้าเกิดเป็นความเสียหายอื่นๆ เจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าลูกหนี้ทำผิดสัญญาและก่อให้เกิดความเสียหายกับตนเองอย่างไรและเสียหายเท่าไร แต่กรณีของหนี้เงิน กฎหมายสันนิษฐานไว้ว่าถ้าลูกหนี้ไม่เอาเงินจำนวนดังกล่าวนี้ไป เจ้าหนี้สามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไปฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์และทำให้เกิดสิทธิได้รับดอกเบี้ย ดังนั้นกฎหมายจึงสันนิษฐานว่าจำนวนดอกเบี้ยดังกล่าวที่เจ้าหนี้ควรจะได้เป็นความเสียหายที่เจ้าหนี้ได้รับ’
  • มาตรา 224 ตามกฎหมายเก่า กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้คือร้อยละ 7.5 ต่อปี
  • ตามกฎหมายใหม่ กำหนดให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 (กฎหมายใหม่) คือร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี เท่ากับเหลืออัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็น ร้อยละ 5 ต่อปี
  • แต่ยังมีส่วนที่ยังเป็นของเดิมอยู่คือ ‘เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอันชอบด้วยกฎหมายก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น’ หมายความว่าคู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นอย่างอื่นคือมากกว่าร้อยละ 5 ต่อปีได้

 

กรณีที่ 3 กำหนดฐานการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ไม่ชำระหนี้ในงวดใดงวดหนึ่ง

 

  • กฎหมายใหม่กำหนดเพิ่มเติมให้เจ้าหนี้สามารถคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะจากเงินต้นของงวดที่ลูกหนี้ผิดนัดแล้วเท่านั้น (เพิ่มเติมเป็นมาตรา 224/1) จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้
  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้กับการคิดดอกเบี้ย/การคิดดอกเบี้ยผิดนัด/การคิดดอกเบี้ยผิดนัดในงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระ ตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ (11 เมษายน 2564) แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

 

อ้างอิง: 

The post ส่องมาตรการลดดอกเบี้ย อุ้มประชาชนบรรเทาทุกข์วิกฤตโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าโทรมาได้ไหม…หรือจะยอมเปิดใจคุย (เรื่องประ) กัน https://thestandard.co/insurance-sales-calling/ Thu, 17 Jun 2021 08:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=501616 ประกัน

เคยเบื่อแค่ไหนเวลารับโทรศัพท์แล้วพบว่าเบอร์แปลกที่โทรมา […]

The post อย่าโทรมาได้ไหม…หรือจะยอมเปิดใจคุย (เรื่องประ) กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกัน

เคยเบื่อแค่ไหนเวลารับโทรศัพท์แล้วพบว่าเบอร์แปลกที่โทรมาเป็นเบอร์คนขายประกัน มีใครไหมที่เคยฟังคนขายประกันเสนอประกันจนจบ มีคนไหนบ้างที่โทรหาบริษัทประกันเพื่อขอทำประกันด้วยตนเอง

 

เหล่านี้เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าประกันชีวิตไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นคุณค่าและความสำคัญนัก สาเหตุหลักๆ น่าจะเพราะคนทั่วไปเห็นว่าการเก็บเงินเองและไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการทำประกันชีวิต ด้วยเหตุนี้รัฐจึงช่วยสร้างแรงจูงใจให้เราสามารถนำค่าเบี้ยประกันชีวิตไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้จำนวนหนึ่ง

 

วันนี้เราจะมาเปิดใจคุยกันว่า ประกันชีวิตมีแง่มุมอะไรที่น่าสนใจ 

 

หากจะคิดดูถึงหลักการบริหารเงินทั่วไปที่นักการเงินบอกว่า เราควรจะแบ่งเงินที่ได้มาเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือเงินออม ส่วนที่สองคือเงินลงทุน และส่วนที่สามคือเงินที่จะนำมาใช้จ่ายในแต่ละเดือน (ซึ่งรวมถึงเงินจ่ายหนี้ต่างๆ ด้วย) การทำประกันชีวิตจะถูกจัดอยู่ในหมวดเงินออม ไม่ใช่เงินลงทุน ฉะนั้นประกันชีวิตจึงไม่ได้จัดอยู่ในเงินที่ประเภทที่คุณจะต้องไปคิดว่าเงินส่วนนี้จะงอกเงยขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลา 10-20 ปี เพราะมันไม่ใช่เงินลงทุนค่ะ มันคือเงินออมที่ไม่ใช่เงินฝากธนาคาร คุณต้องแยกมันออกมาให้เคลียร์ 

 

เงินประกันชีวิตส่วนใหญ่จะถูกกำหนดมาให้จ่ายเบี้ยประกันปีละเป็นจำนวนที่เท่าๆ กันทุกปี เป็นระยะเวลาจำนวนหนึ่ง เช่น 5-20 ปี และเมื่อครบระยะเวลาประกัน เราก็จะได้เงินก้อนที่เรียกว่าเงินครบกำหนดตามสัญญาประกันภัยออกมาก้อนหนึ่ง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าเราทำทุนประกันเท่าไร และส่งเบี้ยประกันปีละเท่าไร สิ่งสำคัญระหว่างทางสัญญาประกันชีวิต คือเราจะได้รับค่าความเสี่ยงภัย โดยหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ (ในบางชนิดกรมธรรม์) ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันชีวิตจะได้เงินสินไหมทดแทนออกมาตามจำนวนทุนประกันทันที (เว้นแต่กรณีการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหรือกรณีอื่นๆ ตามที่ระบุในแต่ละกรมธรรม์) ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ประกันชีวิตถือเป็นเงินออมประเภทหนึ่งที่มีความแตกต่างและข้อดีที่เพิ่มเติมกว่าการออมเงินในรูปแบบปกติทั่วไป เพราะเงินออมปกติที่เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือประจำไม่มีส่วนการทำประกันเพื่อโอนความเสี่ยงภัยต่างๆ ให้ แต่เราก็ต้องอย่าลืมว่าเงินที่เก็บไว้ในรูปแบบประกันชีวิตก็ไม่ใช่เงินฝากที่สามารถนำมาออกมาใช้ในกรณีฉุกเฉินที่เราต้องการทุกเวลา สมมติจากเหตุการณ์วิกฤตโควิด-19 รอบนี้มีผลกระทบกับกิจการส่วนตัวที่ทำอยู่ ต้องการเงินฉุกเฉินก้อนหนึ่งออกมาใช้จ่าย คุณก็ไม่ควรนำเงินออมส่วนของประกันออกมา เพราะการเวนคืนก่อนกำหนดมันจะไม่คุ้มเงินต้นที่ส่งไป (ถ้ายังไม่ถึงจำนวนปีที่คุ้มทุน) อย่างไรก็ตาม มีประกันบางประเภทที่สามารถกู้ยืมเงินในกรมธรรม์ออกมาใช้ได้ ซึ่งก็ต้องไปศึกษาดูว่าเข้ากับโจทย์และความต้องการในการออมของเราหรือไม่

 

ง่ายๆ ก็คือ คุณควรจะต้องกระจายเงินออมให้เป็นการออมที่ครบทุกประเภท และจากการคำนวณของนักคณิตศาสตร์ประกันพบว่า ยิ่งเริ่มทำประกันชีวิตเมื่ออายุยังน้อย ตัวเลขที่จะได้รับตอนจบสัญญาจะยิ่งดีกว่าเริ่มทำประกันตอนอายุมากๆ เพราะเบี้ยประกันของคนอายุน้อยจะต่ำ เมื่อเทียบกับความคุ้มครองของทุนประกันที่สูงกว่ามาก เช่น เริ่มทำประกันชีวิตให้ลูกตอนลูกอายุ 3 ขวบ ทุนประกันที่ 10,000,000 บาท จะจ่ายเบี้ยประกันที่ต่ำกว่าผู้ชายอายุ 35 ปี ทำประกันชีวิตทุนประกัน 10,000,000 บาท

 

วัยผู้ใหญ่เต็มตัวที่เป็นวัยเริ่มต้นทำงานมีรายได้ของตนเอง จะเริ่มเมื่อช่วงอายุเฉลี่ย 23 ปี หากคุณตั้งใจจะออม 30% ของเงินได้ต่อเดือน อาจจะแบ่งสัก 5-10% มาเป็นการทำประกันชีวิต ระยะเวลาสัญญา 20 ปี ซึ่งจะหมายความว่าคุณจะได้เงินเก็บก้อนใหญ่ก้อนแรกในวัย 43 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเงินก้อนนี้จะเป็นเงินออมที่ความเสี่ยงต่ำ โดยระหว่างทางจะได้เงินลดหย่อนภาษีและค่าความเสี่ยงจากสัญญาประกันชีวิต นอกจากวัยทำงานที่ควรอย่างยิ่งที่จะแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งมาเก็บเป็นประกันแล้ว เมื่อถึงเวลามีครอบครัว มีลูกตัวน้อยๆ การเริ่มออมให้ลูกด้วยประกันชีวิตชื่อลูก ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้เรามีเงินออมก้อนหนึ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของลูกในยามที่เขาโต ยกตัวอย่าง ทำประกันชีวิตให้ลูกตอนลูก 1 ขวบ พอลูกอายุครบ 20 ปี เราก็สามารถนำเงินก้อนส่วนนี้มาเป็นเงินใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อของลูกได้อีกด้วย

 

ประกันชีวิตนอกจากจะถือเป็นเงินออมส่วนหนึ่งแล้ว เงินส่วนนี้ยังไม่อยู่ภายใต้ภาษีมรดกอีกด้วย สมมติพ่อที่มีมรดกส่งต่อให้ลูกเป็นจำนวนมากกว่า 100 ล้านบาท อาจเลือกส่งต่อมรดกจำนวนหนึ่งให้ลูกด้วยการซื้อประกันชีวิตในชื่อตนเอง และใส่ชื่อลูกเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อพ่อจากไป เงินประกันชีวิตที่ลูกจะได้รับจากกรมธรรม์ของพ่อจำนวนนี้ไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องเสียภาษีมรดกตามกฎหมาย

 

ตัวอย่างหลักการส่งต่อทรัพย์สินทางมรดกด้วยพินัยกรรม และการส่งต่อทรัพย์สินด้วยประกันชีวิต

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อประกันชีวิตเป็นเงินออม แต่ถ้าคุณคิดอยากจะลงทุนด้วย ในยุคนี้นักคณิตศาสตร์ประกันเขาได้คิดผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุนที่เรียกว่า ประกันแบบยูนิตลิงก์ (Unit Linked Insurance) ออกมา เพื่อตอบโจทย์กับคนที่คิดว่าอยากจะออมไปพร้อมๆ กับการลงทุน ซึ่งอาจจะให้ผลตอบแทนมากกว่าประกันชีวิตแบบดั้งเดิม ผู้ที่สนใจการลงทุนรูปแบบนี้ก็ต้องศึกษาในเรื่องของความเสี่ยงและผลตอบแทนเพิ่มเติมด้วย

 

สรุปง่ายๆ ได้ว่า ประกันชีวิตเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการออมแบบที่ไม่ใช่การฝากเงิน แต่เป็นการออมเพื่ออนาคต และเพื่อซื้อความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ใครที่คิดว่าตนเองชอบหลักการการออมแบบกระจายความเสี่ยง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะแบ่งเงินมาออมเพื่ออนาคตในส่วนนี้บ้าง

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post อย่าโทรมาได้ไหม…หรือจะยอมเปิดใจคุย (เรื่องประ) กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากให้เป็นไปตามที่ตั้งใจ เขียนเงื่อนไขพินัยกรรมอย่างไรให้รอบคอบ (พร้อมกรณีศึกษา) https://thestandard.co/terms-of-the-will-proper-writing/ Wed, 19 May 2021 06:36:15 +0000 https://thestandard.co/?p=490692 อยากให้เป็นไปตามที่ตั้งใจ เขียนเงื่อนไขพินัยกรรมอย่างไรให้รอบคอบ (พร้อมกรณีศึกษา)

“ทองประศรี อยากยกที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีให้แก่หลานชาย […]

The post อยากให้เป็นไปตามที่ตั้งใจ เขียนเงื่อนไขพินัยกรรมอย่างไรให้รอบคอบ (พร้อมกรณีศึกษา) appeared first on THE STANDARD.

]]>
อยากให้เป็นไปตามที่ตั้งใจ เขียนเงื่อนไขพินัยกรรมอย่างไรให้รอบคอบ (พร้อมกรณีศึกษา)

“ทองประศรี อยากยกที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีให้แก่หลานชาย คือ เด็กชายพลายงาม แต่ ทองประศรี ไม่อยากให้ ขุนแผน ลูกชายของตน ซึ่งเป็นพ่อ รวมถึง วันทอง แม่ของเด็กชายพลายงามมีอำนาจมายุ่งหรือจัดการที่ดินแปลงนี้ จึงทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้เด็กชายพลายงาม พร้อมตั้งให้ทนายความ ขุนช้าง เป็นผู้ปกครองทรัพย์สินตามพินัยกรรม พินัยกรรมที่ระบุแบบนี้มีผลตามกฎหมายหรือไม่? พ่อแม่ของเด็กชายพลายงามจะมาจัดการกิจใดๆ ในที่ดินนี้แทนเด็กชายพลายงามโดยใช้สิทธิความเป็นพ่อแม่ได้หรือไม่?”

 

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘พินัยกรรม’ คนเรานึกถึงอะไรกันบ้างคะ ทรัพย์สิน, ลูกหลาน, การส่งต่อทรัพย์สิน, ทายาท, การเจ็บป่วย หรือ ความตาย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้นึกถึงพินัยกรรมในความหมายแง่บวกเท่าใดนัก แต่จะนึกว่าเมื่อมีการทำพินัยกรรมแสดงว่ามีความตายรออยู่ตรงหน้าหรือลูกหลานทะเลาะกัน จัดการทรัพย์สินกันเองแบบโต้เถียงกัน แท้จริงแล้วพินัยกรรมไม่ได้เป็นตัวร้ายในนิยายขนาดนั้น


แต่พินัยกรรมสามารถช่วยออกแบบการส่งต่อมรดกให้เจ้าของทรัพย์สินได้ในหลายๆ รูปแบบ สมบัติของเรา เราย่อมจะดีไซน์และเลือกได้ว่าเราจะยกสมบัติของเราให้ใครและด้วยวิธีใด หากเป็นการส่งต่อมรดกที่ไม่ได้มีการทำพินัยกรรมไว้ ทรัพย์มรดกจะตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย แต่หากมีการทำพินัยกรรม เจ้าของทรัพย์สินจะสามารถกำหนดได้ว่ายกอะไรให้ใคร รวมถึงกำหนดเงื่อนไขในการยกทรัพย์สินให้ได้ด้วย บทความในวันนี้เราจะมาคุยกันถึงเงื่อนไขต่างๆ ในพินัยกรรมว่าอะไรที่ทำได้บ้าง โดยเราจะยกตัวอย่างเคสที่เคยเป็นคดีจริงๆ ในศาลมาบอกเล่ากันค่ะ

 

ก่อนอื่นเรามาทบทวนกันก่อนว่า พินัยกรรมคือคำสั่งสุดท้ายที่เจ้ามรดกทำไว้ก่อนเสียชีวิต โดยระบุว่าจะยกทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์มรดกของตนให้กับใครบ้าง ทรัพย์สินที่จะยกให้กับผู้อื่นได้นั้นต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้ามรดกในขณะที่เจ้ามรดกเสียชีวิต พินัยกรรมที่มีผลทางกฎหมายมี 5 แบบ แต่แบบที่ทำง่ายและเป็นที่นิยมมี 2 แบบคือ พินัยกรรมแบบธรรมดา และพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

 

พินัยกรรมแบบธรรมดา

 

 

พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ

 

 

เงื่อนไขต่างๆ ในพินัยกรรม

พินัยกรรมในหลายๆ กรณีสามารถช่วยให้เจ้ามรดกกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการส่งต่อมรดกให้เป็นไปตามที่ตนเองต้องการ เช่น ห้ามไม่ให้ลูกผู้รับมรดกขายทรัพย์มรดกประเภทอสังหาริมทรัพย์ (บ้านหรือที่ดิน) อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าพินัยกรรมแบบมีเงื่อนไขดังกล่าวต้องทำให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะมีผลใช้บังคับได้

 

กรณีศึกษา: ตามพินัยกรรมมีข้อกำหนดห้ามวินเชนโซ่ ซึ่งเป็นผู้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมโอนทรัพย์สินนั้น แต่พินัยกรรมไม่ได้กำหนดให้มีบุคคลใดนอกจากวินเชนโซ่ให้เป็นผู้รับทรัพย์สินนั้นต่อไป กฎหมายจึงถือว่าไม่มีการระบุข้อกำหนดห้ามโอนนั้นเลย ดังนั้นเมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่วินเชนโซ่แล้ว วินเชนโซ่จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว มีสิทธิโอน ขาย หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับที่ดินนั้นได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1480/2559) ดังนั้นหากต้องการระบุเงื่อนไขห้ามไม่ให้ผู้รับมรดกโอนขายทรัพย์สินมรดก เจ้ามรดกผู้ทำพินัยกรรมต้องกำหนดในพินัยกรรมด้วยว่า หากผู้รับมรดกนั้นฝ่าฝืนเงื่อนไขในพินัยกรรม เจ้ามรดกต้องการให้บุคคลใดเป็นผู้ได้รับทรัพย์สินนั้นต่อไป เช่น ข้าพเจ้าขอยกบ้านและที่ดินโฉนดเลขที่ 123 ตั้งอยู่ที่ XXX ให้แก่วินเชนโซ่ แต่ข้าพเจ้าขอห้ามมิให้วินเชนโซ่ขายบ้านและที่ดินดังกล่าวภายในระยะเวลา XXX ปี (หรือจะห้ามโอนตลอดชีวิตของวินเชนโซ่ก็ได้) โดยหากวินเชนโซ่ฝ่าฝืนข้อกำหนดในพินัยกรรม ข้าพเจ้าขอกำหนดให้ ชเวมยองฮี เป็นผู้ได้รับทรัพย์สินนี้แทน ข้อสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือเมื่อผู้รับพินัยกรรมได้รับทรัพย์สินดังกล่าวแล้วจะต้องนำไปจดทะเบียนห้ามโอนที่สำนักงานที่ดินตามความที่ระบุในพินัยกรรม

 

อีกเรื่องหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ยกตัวอย่างกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมระบุว่า เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว เจ้ามรดกขอยกสิทธิอยู่อาศัยและสิทธิเก็บกินในบ้านและที่ดินให้แก่ ลือ และให้ ลือ มีสิทธิ์ครอบครองและเก็บกินได้จนตลอดชีวิต เมื่อลือเสียชีวิตเมื่อใด ขอให้บ้านและที่ดินดังกล่าวนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์แก่บุตรที่เกิดจาก น้ำพิงค์ โดยให้บุตรของน้ำพิงค์ทุกคนมีส่วนกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินดังกล่าวนี้เท่ากัน ข้อกำหนดในพินัยกรรมดังกล่าว เจ้ามรดกไม่ได้ยกกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่ลือ เพียงแต่ให้สิทธิอยู่อาศัยและเก็บกินตลอดชีวิตแก่ลือเท่านั้น เมื่อลือเสียชีวิต กรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินจะต้องตกเป็นของบุตรของน้ำพิงค์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7199/2552)

 

นอกจากการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการยกมรดกอสังหาริมทรัพย์ในพินัยกรรมที่เล่าไปแล้ว พินัยกรรมยังสามารถกำหนดเกี่ยวกับสิทธิ์ในการตั้งผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์ หรือการตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ (ผู้ปกครองทรัพย์) ของผู้เยาว์ได้อีกด้วย ทั้งนี้การทำพินัยกรรมเกี่ยวกับสิทธิ์ของผู้เยาว์ดังกล่าวมีข้อควรระวังที่ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น

 

  • พินัยกรรมกำหนดตัวผู้ปกครองบุตรผู้เยาว์จะมีผลในกรณีที่บิดาหรือมารดาผู้ทำพินัยกรรมเสียชิวิตพร้อมกัน หรือกรณีที่ผู้เยาว์มีบิดาหรือมารดาที่มีชีวิตอยู่เพียงคนเดียวแล้ว (เพราะหากลูกยังมีพ่อหรือแม่ที่มีชีวิตอยู่ ผู้มีอำนาจปกครองบุตรย่อมต้องเป็นพ่อหรือแม่ที่ยังมีชีวิต ณ ขณะนั้น) และบุตรผู้เยาว์เต็มใจให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ปกครอง โดยบุคคลที่จะมาเป็นผู้ปกครองก็ต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดด้วย เช่น ผู้ปกครองต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นบุคคลที่เคยมีคดีความกับผู้เยาว์ เป็นต้น
  • พินัยกรรมตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ (ผู้ปกครองทรัพย์) เป็นกรณีที่เจ้ามรดกต้องการยกทรัพย์สินให้แก่ผู้เยาว์ แต่ไม่ต้องการให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์มีสิทธิ์จัดการทรัพย์มรดก จึงกำหนดตั้งผู้ปกครองทรัพย์ไว้ เช่น ทองประศรีอยากยกที่ดินในจังหวัดกาญจนบุรีให้แก่หลานชายคือ เด็กชายพลายงาม แต่ทองประศรีไม่อยากให้ ขุนแผน ลูกชายของตน ซึ่งเป็นพ่อ หรือ วันทอง แม่ของเด็กชายพลายงามมีอำนาจมายุ่งหรือจัดการที่ดินแปลงนี้ จึงทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้เด็กชายพลายงาม พร้อมตั้งให้ทนายความ ขุนช้าง เป็นผู้ปกครองทรัพย์คือที่ดินกาญจนบุรีตามพินัยกรรม ดังนั้นพ่อแม่ของเด็กชายพลายงามก็ไม่สามารถจัดการใดๆ ในที่ดินนี้แทนเด็กชายพลายงาม ได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังกำหนดให้การตั้งผู้ปกครองทรัพย์ตามพินัยกรรมต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดินด้วยจึงจะสมบูรณ์และใช้กล่าวอ้างกับบุคคลภายนอกที่สุจริตได้

 

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างยอดฮิตที่ว่าพินัยกรรมมีประโยชน์กับการจัดการทรัพย์สินของเราๆ อย่างไรบ้าง

ที่สำคัญคือพินัยกรรมสามารถทำได้ด้วยตนเองและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ อย่าคิดว่าพินัยกรรมเป็นเรื่องที่ไกลตัวและไม่เกี่ยวข้องกับเรา เพราะการทำพินัยกรรมไว้ก่อนไม่ได้มีผลเสียอะไร แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเจ้าของทรัพย์สินที่รู้ตัวว่าตนเองมีทรัพย์สินจำนวนมาก มีเงื่อนไขที่ค่อนข้างพิเศษ หรืออยากจัดการทรัพย์สินในยามที่จากไปให้รัดกุม เป็นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนดและไม่เป็นที่ถกเถียงของเหล่าผู้รับมรดก การมีทนายความที่ปรึกษากฎหมายผู้เชี่ยวชาญก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้การเขียนพินัยกรรมง่ายขึ้นได้

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

  • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวดพินัยกรรม และการตั้งผู้ปกครองคำพิพากษาฎีกาจากเวปไซต์เนติบัณฑิตยสภา

The post อยากให้เป็นไปตามที่ตั้งใจ เขียนเงื่อนไขพินัยกรรมอย่างไรให้รอบคอบ (พร้อมกรณีศึกษา) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนแต่งชวนคิด จับเข่าชวนคุย (ในวันที่ยังรักกันมากพอ) https://thestandard.co/talk-before-wedding/ Tue, 23 Mar 2021 17:57:44 +0000 https://thestandard.co/?p=468088 ก่อนแต่งชวนคิด จับเข่าชวนคุย (ในวันที่ยังรักกันมากพอ)

“ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ส่วนยามชังน้ำตาลยังว่าขม” สุ […]

The post ก่อนแต่งชวนคิด จับเข่าชวนคุย (ในวันที่ยังรักกันมากพอ) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนแต่งชวนคิด จับเข่าชวนคุย (ในวันที่ยังรักกันมากพอ)

“ยามรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ส่วนยามชังน้ำตาลยังว่าขม” สุภาษิตไทยสอนใจจากกวีเอกสุนทรภู่ 

 

เมื่อคนสองคนพบรักกันไม่ว่าวัยหนุ่มสาววัยกลางคนหรือวัยเลย วัยกลางคน เมื่อเวลาผ่านไปย่อมเริ่มอยากสร้างครอบครัวสร้างอนาคตร่วมกัน แต่อย่างที่รู้กันว่าความรักเมื่อมีได้ ก็เสื่อมได้ดังคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนิจจา ทุกขัง อนัตตา หรือที่เรียกว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่แน่นอน ในวันนี้ผู้เขียนเลยอยากจะมาชวนคุยถึงข้อชวนคิดก่อนที่จะเริ่มสร้างครอบครัวกันด้วยการแต่งงาน (บทความนี้จะขอพูดถึงกฎหมายไทยเรื่องการสมรส ซึ่งในปัจจุบันรองรับการแต่งงานระหว่างหญิงและชายเท่านั้น หากเป็นการแต่งงานระหว่างเพศอื่นๆ หลักการจะเป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ)

 

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าเอาล่ะเราสองคนจะแต่งงานกันนะจ๊ะที่รัก วินาทีนั้นไม่ค่อยจะมีใครคิดถึงเรื่องการวางแผนใดๆ นอกจากการเตรียมการจัดงานแต่งงาน ผู้เขียนเลยอยากจะเล่าว่าการวางแผนเรื่องทรัพย์สินก่อนแต่งงานนั้นจริงๆ แล้วสำคัญมาก อาจจะสำคัญกว่าการจัดงานใหญ่โตเสียด้วยซ้ำ แต่คนส่วนใหญ่ในยามรักกันมากๆ ในช่วงเวลาก่อนแต่งงานมักจะข้ามความคิดในเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ระหว่างคู่เพราะคิดว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่กล้าพูด ไม่กล้าถามขึ้นมา กลัวอีกฝ่ายมองเราไม่ดี และมักจะคิดว่าคู่ที่รักกันมากๆ อย่างคู่เรานั้นไม่มีทางเลิกรากันแน่นอน แต่ในฐานะนักกฎหมายที่มีครอบครัวแล้วดังเช่นผู้เขียนอยากจะบอกเล่าว่าคู่ที่พูดคุยกันเรื่องการวางแผนทรัพย์สินก่อนแต่งงานถือว่าเป็นคู่ที่มีความพร้อมและหันหน้าเข้าหากันปรึกษากันได้ในระดับที่ดีเยี่ยมและน่าชื่นชมมากเลยทีเดียว ที่นี้เราจะมาดูกันค่ะว่าหลักๆ แล้วก่อนแต่งงานเราควรคิดวางแผนชีวิตและทรัพย์สินในเรื่องอะไรบ้าง

 

ปรึกษาหารือกันว่าคู่เราจะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่

การจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนสมรสมีข้อพิจารณาและผลที่ต่างกันในแต่ละมุมมอง ผู้เขียนไม่อาจแสดงความเห็นได้ว่าจดหรือไม่จดทะเบียนทางไหนดีกว่ากัน เป็นเรื่องของการตัดสินใจระหว่างคู่สมรสและครอบครัวที่จะต้องพิจารณากันว่าคู่เรามีความจำเป็นอย่างไร ในวันนี้ผู้เขียนจะเสนอมุมมองของสองฝั่งให้ได้ทราบกัน

 

ในกรณีที่จดทะเบียนสมรส* 

  • หญิงจะมีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะจากชาย (เรียกร้องตามสมควรกับฐานะ)
  • นับตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรสการได้ทรัพย์สินมาจะถือเป็นสินสมรส (ในกรณีที่ไม่ได้ทำสัญญาก่อนสมรสระบุไว้เป็นอย่างอื่น)
  • สิทธิในการได้รับมรดกของอีกฝ่ายหนึ่ง (ในกรณีเสียชีวิตแบบไม่มีพินัยกรรม) เมื่อฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตต้องแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งให้คู่สมรสที่มีชีวิตอยู่ก่อนจึงค่อยแบ่งมรดก และคู่สมรสยังมีสิทธิได้รับมรดกจากกองมรดกเหมือนเป็นทายาทชั้นบุตรโดยคู่สมรสได้รับยกเว้นภาษีมรดกทั้งหมด
  • บุตรที่เกิดมาจากคู่สมรสจดทะเบียนเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของทั้งสองฝ่าย
  • อำนาจการจัดการทรัพย์สิน การทำธุรกรรมบางอย่าง เช่น ขอสินเชื่อ ขาย ซื้อ จำนองอสังหาริมทรัพย์ ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย
  • คู่สมรสถือเป็นลูกหนี้ร่วมจากหนี้สินที่ก่อขึ้น โดยต้องชำระหนี้นั้นๆ จากสินสมรสและสินส่วนตัวตามลำดับ

 

เมื่อมาถึงตรงนี้ต้องเล่าให้ฟังต่อว่า ‘สินสมรส’ และ ‘สินส่วนตัว’ ที่พูดถึงมันคืออะไรกันแน่ จำไว้ได้เลยว่า เมื่อจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (ไม่ใช่จดซ้อน) เมื่อคู่สมรสได้ทรัพย์สินใดๆ มาจะถือว่าเป็นทรัพย์สินส่วนกลางเพื่อประโยชน์ของครอบครัวที่เรียกว่า ‘สินสมรส’ หากหย่าหรือคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต ถือว่าการสมรสสิ้นสุด อีกฝ่ายขอแบ่งสินสมรสได้ครึ่งหนึ่ง แต่ ‘สินส่วนตัว’ คือ

 

  • ทรัพย์สินต่างๆ ที่ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส 
  • ทรัพย์สินที่เป็นของใช้ส่วนตัว เครื่องประดับกายตามฐานะ เครื่องมือทำมาหากิน ของหมั้นของฝ่ายหญิง
  • มรดกที่ได้มาทั้งก่อนและหลังสมรส
  • ทรัพย์สินที่ได้มาจากการให้โดยเสน่หา

 

ในกรณีไม่จดทะเบียนสมรส 

เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส การย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน จัดงานแต่งงาน มีการผูกข้อมือ เลี้ยงพระใดๆ ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เรียกว่าคู่สมรสตามกฎหมาย เพียงแต่กฎหมายมองว่าเป็นผู้ที่มาร่วมเตียงหมอนอยู่กินกันและทำมาหาได้ร่วมกันในทางทรัพย์สิน โดยกฎหมายจะใช้หลักกรรมสิทธิ์ร่วมมาพิจารณาหากเกิดกรณีแยกทางกันในภายหลัง 

 

หากตกลงกันไม่ได้ด้วยสันติ ฝ่ายที่เรียกร้องจะเอาทรัพย์สินหลังการแยกทางต้องร้องศาลขอแบ่ง ซึ่งศาลจะพิจารณาให้แค่ไหนจะดูจากหลักฐานประกอบต่างๆ นอกจากนั้นข้อควรคิดหลักๆ ของการไม่จดทะเบียนคือ ทั้งคู่จะไม่ได้รับมรดกของกันและกันในฐานะทายาทโดยธรรม หากต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งได้มรดก จะต้องตกลงไว้ในพินัยกรรม และเรื่องที่สำคัญที่ต้องจัดการคือ หากมีบุตรด้วยกัน บุตรจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของแม่เท่านั้น ถ้าต้องการให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อ จะต้องให้พ่อไปร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตร อย่างไรก็ตาม การรับรองบุตรอาจเกิดได้โดยปริยาย เช่น พ่อยินยอมให้ใช้นามสกุลพ่อในสูติบัตร พ่อเลี้ยงดูส่งเสียค่าเล่าเรียนมาตลอด ต่างๆ เหล่านี้สามารถนำไปเป็นพยานหลักฐานเพื่อขอให้ศาลสั่งรับรองบุตรได้

 

เมื่อตกลงกันได้ระหว่างคู่ของเราว่าต้องการจะจดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็ยังอยากจะตกลงเรื่องทรัพย์สินระหว่างกันไว้ก่อนเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีทรัพย์สินเดิมมีกิจการของครอบครัวเดิมกันมา กฎหมายมีตัวช่วยในเรื่องนี้ที่เรียกว่า ‘สัญญาก่อนสมรส’ (Prenuptial Agreement) สัญญาก่อนสมรสเป็นสัญญาที่ชายหญิงมาทำความตกลงกันไว้ในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของแต่ละคน ซึ่งเป็นสัญญาที่มีแบบตามกฎหมายไทย ต้องทำขึ้นก่อนการจดทะเบียนหรือในวันที่จดทะเบียนสมรสเท่านั้น โดยต้องแจ้งกับนายทะเบียนที่จดทะเบียนสมรสให้ได้ว่ามีการทำสัญญาก่อนสมรสไว้และแนบสัญญากับทะเบียนสมรส สัญญาต้องลงนามโดยคู่สมรสทั้งสองฝ่ายและมีพยานอย่างน้อยสองคน คู่สมรสสามารถตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินได้ทุกรายละเอียดที่ต้องการ เช่น ทรัพย์สินอะไรบ้างเป็นสินส่วนตัว ดอกผล ดอกเบี้ย รายได้ต่างๆ ที่ได้มาหลังจากสมรส จะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินเหล่านั้น การเปลี่ยนแปลงสัญญาหรือยกเลิกสัญญาก่อนสมรสจะทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม ในครอบครัวที่มีทรัพย์สิน มีกิจการส่วนตัว ที่ต้องพิจารณาในรายละเอียด ควรมีนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายครอบครัวมาช่วยพิจารณาและจัดทำสัญญาให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อให้ความประสงค์ในเรื่องทรัพย์สินของครอบครัวมีการจัดการอย่างราบรื่นในอนาคต 

 

ปัญหาและคดีความครอบครัวที่มีสถิตินำโด่งในประเทศไทยส่วนใหญ่ได้แก่ คดีหย่าร้างและเรียกร้องค่าอุปการะ ปัญหาค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับครอบครัวที่มีลูก คดีฟ้องเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตรถือเป็นคดีที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่คดีมักจบที่ศาลตัดสินให้ฝ่ายที่ขอเลิกไปต้องมีหน้าที่มาช่วยค่าเลี้ยงดูลูกด้วยตามจำนวนที่สมควรกับฐานะ แต่ในความเป็นจริงมีมากมายที่ฝ่ายนั้นก็ไม่ทำตามคำตัดสินของศาลและปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเลี้ยงดูลูกลำพังซึ่งเป็นภาระที่หนักหนาในยุคปัจจุบัน

 

ข้อคิดคู่สมรสทั้งก่อนและระหว่างแต่งงาน

  • การมีรายได้เป็นของตัวเองบ้างบางส่วน ที่ไม่เกี่ยวกับรายรับจากคู่สมรสเป็นสิ่งที่ควรกระทำ (กรณีนี้สำคัญมากตามหลักสามัญเพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) ควรมีเงินเก็บหรือทรัพย์สินบางส่วนที่เป็นชื่อของตัวเองล้วนๆ บ้าง เผื่อยามอนาคตหากมีอะไรเกิดขึ้นไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย เพราะคนที่ยังอยู่จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือหากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

 

  • จากหลายๆ กรณีมีบางบ้านบางครอบครัวที่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนจัดการทรัพย์สินคนเดียว โดยเก็บเงินสด ทรัพย์สินต่างๆ เป็นชื่อคนคนเดียว เช่น กรรมสิทธิ์บ้าน รถ ที่ดิน เงินในบัญชี กองทุน หลักทรัพย์ต่างๆ ใส่เป็นชื่อภรรยาคนเดียวหรือชื่อสามีคนเดียว แบบนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงระดับหนึ่งที่ต้องมีการจัดการเผื่อไว้ด้วย 

 

ถ้าเป็นกรณีจากกันแบบเสียชีวิต ก็ต้องมาดูก่อนว่าได้จดทะเบียนสมรสกันไหม ถ้าจดทะเบียนสมรสกันจะค่อนข้างปลอดภัย คู่สมรสฝ่ายที่มีชีวิตอยู่จะถือเป็นทายาทโดยธรรมชั้นบุตรและยังมีสินสมรสอยู่ ทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ร่วมกันจะไม่หนีหายไปไหน (ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ทำพินัยกรรมให้คนอื่นไปก่อนลาจาก)

 

หากเป็นกรณีจากกันแบบที่คนขอเลิกไปคือคนที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ และคนที่ขอเลิกไม่แบ่งทรัพย์สินให้ คนฝั่งที่ถูกบอกเลิกจะต้องไปฟ้องร้องขอแบ่งสินสมรสที่อยู่ในชื่ออีกคน ซึ่งการขึ้นศาลขอแบ่งสินสมรสก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะต้องมีทนายความมาช่วยทำคดีและใช้เวลานานพอสมควร อีกทั้งยังใช้พยานหลักฐานมากมาย

 

ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและเก็บทรัพย์สินในชื่อคนคนเดียว จะค่อนข้างเสี่ยงที่สุดทั้งจากกรณีจากกันแบบเสียชีวิตหรือเลิกร้างกัน ถ้าเป็นกรณีเสียชีวิต และไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ทายาทโดยธรรมเท่านั้นที่จะได้รับมรดก หากเป็นกรณีเลิกรากัน ฝั่งที่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเองจะได้เปรียบกว่ามาก ถ้าคนที่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเองไม่แบ่งให้อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่อยากได้ทรัพย์สินจะต้องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินตามหลักกรรมสิทธิ์ร่วม โดยต้องพิสูจน์ในชั้นศาลว่าทำมาหากินได้รายได้มาด้วยกัน ซึ่งไม่ง่ายและใช้เวลาพอสมควร

 

การวางแผนเรื่องทรัพย์สินก่อนสมรสไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัวหรือการที่รักกันไม่มากพอ แต่คือการแสดงความจริงใจ ควรมองเรื่องนี้อย่างเปิดใจและเป็นกลาง อย่ามองอีกฝ่ายที่ยกเรื่องขึ้นมาคุยว่าทำไมเธอมองโลกแง่ร้าย ทำไมเธอมาคุยกันเรื่องเลิกรากัน เรื่องทรัพย์สินต่างๆ ในตอนนี้ อยากให้คิดว่าเป็นการวางแผนที่ไม่ต่างกับการวางแผนการเงินหลังเกษียณที่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำ

 

บทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างเสี้ยวเล็กๆ จากกรณีศึกษา จึงควรอย่างยิ่งที่ทุกคู่จะวางแผนร่วมกันในเรื่องทรัพย์สินของคนที่มาใช้ชีวิตด้วยกันเพื่ออนาคตของทั้งคู่ที่จะได้ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลหากมีปัญหาเกิดขึ้น

 

*ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพครอบครัว

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ก่อนแต่งชวนคิด จับเข่าชวนคุย (ในวันที่ยังรักกันมากพอ) appeared first on THE STANDARD.

]]>