Wealth Management – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 15 Jan 2026 02:16:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น https://thestandard.co/health-insurance-shift-copayment/ Thu, 15 Jan 2026 01:09:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1165336 จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบ […]

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดเปลี่ยน ประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’

คนไทยต้องแบกค่ารักษาพยาบาลมากขึ้น เพราะ ‘ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย’ จะไม่มีอีกต่อไป นี่คือความกังวลลล่าสุดของเหล่าผู้บริโภคที่มีประกันอยู่แล้ว และคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อประกันสุขภาพเล่มแรก หลังจากต้นสัปดาห์นี้ บริษัท AIA ประเทศไทย ผู้นำตลาดประกัน ประกาศยุติการขาย AIA Health Happy แผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย (สูงสุด 25 ล้านบาท) ที่ครองใจตลาดมาอย่างยาวนาน โดยมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ตามรอยบริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิตที่ประกาศยุติการขายแผนประกันโรคร้ายแรงยอดฮิตอย่าง iCare (คุ้มครอง 5 กลุ่มโรคร้ายแรง) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นี้

 

การประกาศยกเลิกแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของสองยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมประกัน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกมานาน ‘ค่ารักษาพยาบาล’ (Medical Inflation) ของไทยที่พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 10% ต่อปี และพฤติกรรมการเคลมประกัน ที่ไม่เหมาะสมของผู้เอาประกัน ส่งผลกระทบยังลามไปถึง sentiment ตลาดหุ้นไทย กดดันให้เกิดแรงขาย ในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวล แนวโน้มรายได้ที่อาจลดลงจากผู้ป่วยที่พึ่งพากรมธรรม์เหมาจ่าย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การเกิดขึ้นของประกันร่วมจ่าย (Copayment) จะเป็นตัวพลิกเกมอุตสาหกรรม ทำให้บริษัทประกันแห่ยกเลิกการขายประกันสุขภาพ แบบเหมาจ่ายในตลาดเลยหรือไม่, ส่งผลกระทบต่อรายได้กลุ่มโรงพยาบาลแค่ไหน, ค่าเบี้ยที่ถูกลง แลกกับการร่วมแบกรับความเสี่ยงค่ารักษาพยาบาล ผู้บริโภคได้ประโยชน์จริงไหม?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนร่วมหาคำตอบไปกับ ทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย และภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)

 

Copayment ดึงเบี้ยถูกลง ใครได้ – เสียประโยชน์

 

พิเชฐ มองว่า ในมุมของบริษัทประกัน ‘ประกันร่วมจ่าย’ (Copayment) ถูกนำมาใช้ให้ความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพ และค่ารักษา พยาบาลสูงขึ้น และป้องกันการโกงการเคลมค่ารักษา โดยกำหนดเงื่อนไข การเคลมระหว่างโรงพยาบาลคู่สัญญาในเครือข่ายและโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ในกรณีของบริษัท AIA แผนประกันร่วมจ่ายตั้งแต่บาทแรกที่เสนอให้ คปภ.พิจารณานั้น กำหนดเงื่อนไขการร่วมจ่ายออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

1. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลคู่สัญญาของ AIA จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

2. หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ไม่ได้เป็นคู่สัญญา จะต้องร่วมจ่ายค่ารักษา

 

ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขการเคลมดังกล่าว จะทำให้บริษัทประกันบริหารค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รู้ต้นทุนค่ารักษาที่แท้จริง เพราะมีระบบตรวจจับเคลม จากฐานข้อมูลโรงพยาบาลคู่สัญญา

 

จึงสามารถตรวจสอบได้ว่า โรงพยาบาลประเมินค่ารักษาเกินจริงไหม ผู้เอาประกัน

 

มีพฤติกรรมการเคลมที่ไม่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน เมื่อควบคุมค่าใช้จ่ายการเคลมได้ บริษัทจึงให้เบิกเคลมเต็มจำนวนได้ เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลนอกเครือข่าย ซึ่งบริษัทประกันไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้มากนัก กระบวนการฉ้อโกงเคลมจึงเกิดขึ้นบ่อย

 

ส่วนในมุมของผู้บริโภค แม้ Copayment จะทำให้ผู้บริโภคมีความสะดวกน้อยลง แต่จะช่วยลดการฉ้อโกงการเคลมในระบบ และส่งผลทางอ้อมให้เบี้ยประกันเฉลี่ย

 

ของกรมธรรม์แต่ละบุคคลถูกลงได้

 

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ ก่อนหน้านี้ที่มีปัญหาเบี้ยประกันสุขภาพแพงขึ้น เพราะมีคนกลุ่มน้อย เช่น 100 คนจาก 1 ล้านคน ฉ้อโกงเคลมเป็นจำนวนเงินมหาศาล ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ที่เหลือต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันที่แพงขึ้นตามไปด้วย ตามคอนเส็ปต์ของประกันที่เน้น ‘เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข’

 

“ระบบ Copayment เปรียบเสมือนกฎของร้านบุฟเฟต์ที่ว่า กินเหลือต้องปรับ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกินทิ้งขว้างหรือใช้บริการเกินความจำเป็น ”

 

นอกจากนี้การหันมาทำประกันร่วมจ่าย อาจเป็นกุศโลบาย ของบริษัทประกัน ที่จะดึงโรงพยาบาลนอกเครือข่ายมาเป็นคู่สัญญาร่วมกันมากขึ้น

 

ปิดฉาก ‘ประกันสุขภาพเหมาจ่าย’ ทุกพื้นที่มีแต่ Copayment ?

 

กลุ่มคนที่ซื้อประกันสุขภาพเป็นคนกลุ่มเดิม ประเทศไทยมีความแตกต่างทางรายได้ค่อนข้างสูง คนที่ไม่มีกำลังซื้ออยู่แล้วก็จะไม่ซื้อ คนที่ซื้อกรมธรรม์อยู่แล้วก็จะต่ออายุของกรมธรรม์เล่มเดิม แต่คนที่ไม่เคยมีกรมธรรม์เลย ก็อาจจะต้องพิจารณาประกัน ท่ีมีเงื่อนไข Copayment มากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้บริโภคยังมีตัวเลือกจากบริษัทประกันอื่นๆ เพราะตลาดยังแข่งขันกันเองอยู่ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ต้องมีประกันรูปแบบ Copayment ดังนั้นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายจะไม่หายไปจากตลาด

 

“ผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า ประกันที่มี Copayment อาจจะเบี้ยถูกกว่าประกันรูปแบบไม่มี Copayment ถ้าใครไม่ชอบประกันรูปแบบนี้ ก็ไปหาซื้อประกันตัวอื่นได้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทประกันเจ้าไหน บริหารต้นทุน ค่าเคลมได้ดีกว่า บริษัทนั้นก็มีแนวโน้มที่จะคิดเบี้ยประกันลูกค้าถูกกว่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องเลือกว่าตัวเองจะเข้าไปอยู่กลุ่มไหน”

 

ทั้งนี้ระบบ Copayment เป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วโลกมานานกว่า 10 ปีแล้ว (เช่น ในฮ่องกง) แต่ประเทศไทยค่อนข้างล่าช้ากว่าที่อื่น เนื่องจากความเข้าใจของประชาชน และข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ประกันสุขภาพ Copayment เหมาะกับใคร

 

คนที่กำลังซื้อน้อยหรือไม่อยากจ่ายเบี้ยสูง การเลือกประกันรูปแบบ Copayment ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่ไม่อยากทุ่มเงินไปกับประกัน อาจกันเงินบางส่วนไว้เอง ยกตัวอย่างเช่น ปกติจ่ายเบี้ยประกัน 30,000 บาทต่อปี อาจปรับเบี้ยลดลงเหลือ 25,000 แล้วเก็บเงิน 5,000 ไว้เป็นค่ารักษาเพิ่มเติม จากวงเงินประกัน

 

หุ้นโรงพยาบาลถูกถล่มขาย

 

ตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหนึ่งในกลุ่ม ที่ถูกเทขายมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในตลาดหุ้นไทย กดดันให้ดัชนีกลุ่มการแพทย์​ (HELTH) ร่วงลงมา 8.16% (ณ วันที่ 13 มกราคม) โดยหุ้นใหญ่สุด 3 อันดับแรกอย่าง กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) -8.8% โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) -13.3% และบางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) -9.6%

 

สาเหตุหนึ่งที่กดดันหุ้นโรงพยาบาลก็เป็นผลจากความกังวลว่า การที่ AIA กำลังจะยุติประกันเหมาจ่าย จะทำให้ลูกค้าและรายได้ของโรงพยาบาลลดลง

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งในวันนี้ (14 มกราคม) หลังจากร่วงลงมา 3 วันทำการติดต่อกัน

 

โบรกชี้หุ้นโรงพยาบาล ‘ร่วงหนักเกินเหตุ’

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า นักลงทุนอาจกังวลว่าเมื่อไม่มีประกันแบบเหมาจ่าย ปริมาณการรักษาจะลดลง แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าผลกระทบอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด

 

อย่างหุ้น BDMS, BH และ BCH โดยเฉลี่ยมีฐานลูกค้าจากประกันประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทำประกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อบริษัทประกันเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย ลูกค้าที่อาจจะลดลงคือกลุ่มลูกค้าอายุน้อยที่ยังไม่มีประกัน ซึ่งผลกระทบไม่น่าจะเกิน 5% ของสัดส่วนรายได้จากประกันที่โรงพยาบาลได้รับ

 

“โครงสร้างประชากรไทยเป็นสูงอายุอยู่แล้ว คนอายุ 30-40 ปีขึ้นไป มีประกันอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำประกันกลุ่มใหม่อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ราคาหุ้นในกระดานลงมา เหมือนกับว่าลูกค้า 30% นี้จะหายไปทั้งหมด อีกส่วนที่คนอาจยังรู้น้อยคือ จริงๆ แล้ว

 

หุ้น BH มีปัจจัยลบเฉพาะตัวคือ อาจจะหลุดจาก MSCI (ประกาศ 11 กุมภาพันธ์นี้) ทำให้ราคาหุ้นร่วงในช่วงที่มีข่าวประกัน จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่” ภาดลกล่าว

 

ภาดลกล่าวต่อว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลบางตัว เช่น BDMS ราคาต่ำกว่าช่วงโควิด ซึ่งตอนนั้นโรงพยาบาลปิด แต่ตอนนี้ยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทุกวัน ขณะที่หุ้นอย่าง BCH ให้เงินปันผลเกือบ 6%

 

“คุณจะหาช่วงเวลาแบบนี้ได้กี่ครั้งเชียว ที่หุ้นปัจจัย 4 ให้เงินปันผลเกือบ 6%”

The post จุดเปลี่ยนประกันสุขภาพ ‘เหมาจ่าย’ สู่ ‘Copayment’ ใครได้ ใครเสียประโยชน์ เมื่อเบี้ยถูกลง แต่คนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง https://thestandard.co/singapore-insurance-model-lessons/ Mon, 29 Dec 2025 06:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1159652 ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง

หากพูดถึง ‘ประกัน’ หลายคนคงมีภาพจำที่ไม่ดีต่ออุตสาหกรรม […]

The post ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง

หากพูดถึง ‘ประกัน’ หลายคนคงมีภาพจำที่ไม่ดีต่ออุตสาหกรรมประกันไทย สาเหตุหลักๆ คงหนีไม่พ้นการถูกตัวแทนประกันหลอกขายกรมธรรม์ ทำให้เกิดสารพัดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นความยุ่งยากการเคลมค่าสินไหม หรือการโดนบริษัทยกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรม แถมเบี้ยประกันก็แพงขึ้นทุกปี พร้อมเงื่อนไขความคุ้มครองที่ซับซ้อนขึ้น จนผู้บริโภคมองว่าไม่ ‘คุ้มค่า’ ที่จะจ่ายเบี้ยประกัน

 

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราจึงเห็นข่าวชนชั้นกลางค่อนบน และกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงหันไปซื้อ ประกันชีวิตในต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์ ในขณะที่กลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ และชนชั้นกลางยังกลัวการซื้อประกัน เลือกยอมรับเสี่ยงเอง ดีกว่าต้องจ่ายเบี้ยประกัน แล้วลุ้นความคุ้มครอง

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ บุ้งกี๋ – ณัฐชนก มานะสมจิตร Senior Financial Advisor สิงคโปร์ เจ้าของเพจ GEE Money & More ชวนเจาะลึกเบื้องหลังอุตสาหกรรมประกันสิงคโปร์ มีดีอะไร ทำไมคนมีเงินถึงยอมบินไปทำประกัน, พร้อมเปิดสาเหตุทำไมประกันไทย ต้นทุนแพงขึ้น จนคนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง

 

และพูดคุยถึงแนวทางแก้ไข กับทอมมี่ – พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย

 

ประกันชีวิตสิงคโปร์ โตแรงแซงค่าครองซีพ

 

สิงคโปร์ได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่คนมีความรู้การเงินสูงอันดับต้นๆ ของโลก โดยได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อม การเป็น “ศูนย์กลางการเงิน” ระดับโลก

 

ทำให้แม้เศรษฐกิจจะโตช้าลง ค่าครองชีพสูง แต่อุตสาหกรรมประกันยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ข้อมูลล่าสุดโดยสมาคมประกันชีวิตสิงคโปร์ (The Life Insurance Association, Singapore หรือ LIA Singapore) รายงานว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 (มกราคม-มิถุนายน) มีเบี้ยรับรายใหม่ (Weighted New Business Premiums) มูลค่า 2.99 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (7.23 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้น 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การเติบโตหลักๆ มาจากเบี้ยประกันรับปีต่อไป ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 22% ในขณะที่เบี้ยประกันภัย แบบชำระครั้งเดียวลดลง 21.3%

 

โดยประกันควบการลงทุน (Investment-Linked Policies หรือ ILPs) ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ของอุตสาหกรรม เนื่องจากคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่วางแผนการเงินระยะยาว จึงซื้อประกันไม่ใช่แค่ไว้ป้องกันความเสี่ยง ลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน แต่ต้องได้ผลตอบแทนกลับมาด้วย สะท้อนจากเบี้ยรายรับใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 1.28 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (3.09 หมื่นล้านบาท) เติบโต 31.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 975 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (2.36 หมื่นล้านบาท)

 

ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมประกันในสิงคโปร์โตแรง ไม่ได้มาจากความตื่นตัวของคน ในการวางแผนการเงินเท่านั้น แต่การเข้ามาการแข่งขันของกลุ่มบริษัทประกัน เพื่อแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งที่มาจากทั่วทุกมุมโลก ผลักดันให้บริษัทประกัน ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุดทั้งในความคุ้มค่าการคุ้มครองและราคา อีกจุดเด่นที่ดึงดูดให้ชาวต่างชาตินิยมทำประกันในสิงคโปร์คือประกันบางประเภท มีเฉพาะที่สิงคโปร์เท่านั้น

 

ทำไมสิงคโปร์เบี้ยถูก ความคุ้มครองสูงกว่าไทย

 

  • สิงคโปร์เป็นตลาดที่เปิดกว้างมาก มีบริษัทประกันจากต่างประเทศเข้ามาทำการตลาดเยอะ ทั้งยุโรป ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ทำให้ต้องแข่งขันกันหนักมาก ค่าเบี้ยจึงถูกลงประกอบกับ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกระบบการขายผ่านช่องทางออนไลน์หรือ การใช้เทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) แทนที่ตัวแทนขายบางส่วน ต้นทุนการหาลูกค้าจึงต่ำกว่าไทย
  • สิงคโปร์เป็นประเทศที่คนมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุขภาพโดยรวมดี ประชาชนจึงอายุยืนกว่าไทย ทำให้ความเสี่ยงของบริษัทประกันลดลง สามารถคิดเบี้ยต่ำลงได้แต่ยังให้ทุนประกันสูงอยู่
  • โครงสร้างตลาดโปร่งใส บริษัทประกันในสิงคโปร์อยู่ภายใต้กฎหมาย และการกำกับดูแล ของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) มีระบบเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ทำให้ลูกค้าสามารถ เปรียบเทียบราคาเบี้ยประกันแต่ละเจ้าได้ง่าย บริษัทประกันจึงต้องแข่งกัน เรื่องความคุ้มค่าของเบี้ย เพื่อรักษาฐานลูกค้า
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ จนถึงอุปกรณ์เพื่อสุขภาพ เช่น นำนาฬิกา smartwatch มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงรายบุคคน ทำให้เบี้ยออก มาตรงกับพฤติกรรมจริง ไม่ต้องบวกค่าความเสี่ยงแบบเหมารวมเหมือนระบบเดิม

 

“ประกันฝั่งไทย เรายังพึ่งตัวแทนขายเป็นหลัก ต้นทุนค่านายหน้า ค่าอบรม ค่าโครงสร้างองค์กรยังสูง อีกทั้งตลาดยังไม่เปิดเสรีมากนัก การแข่งขันเลยน้อย และการใช้ข้อมูลยังไม่ลึกเท่า พอรวมกันแล้ว เบี้ยเลยออกมาสูงกว่า ทั้งที่ทุนประกันอาจต่ำกว่า”

 

สรุปคือ ประกันสิงคโปร์มีข้อได้เปรียบด้านตลาดที่เปิดกว้างกว่า การปรับใช้เทคโนโลยีเยอะกว่า ทำให้ข้อมูลแม่นยำ และต้นทุนต่ำกว่า จึงสามารถออกแบบกรมธรรม์ที่เบี้ยถูกแต่ทุนประกันสูงได้ ในขณะที่ประกันไทยยังอยู่ในระบบที่มีต้นทุนการขายสูง และการกำหนดราคาโดยเฉลี่ยที่ยังไม่ personalized เท่าที่ควร

 

เปิดปัญหาต้นทุนประกันไทย แพงจนคนเอื้อมไม่ถึง

 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ประกันไทยแข่งขันด้านต้นทุนได้ไม่ดีเท่าสิงคโปร์ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่ประกันสิงคโปร์มีความยืดหยุ่นด้านการบริหารต้นทุนประกันมากกว่าไทย หลักๆ มาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่

 

1. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

ประกันต่างประเทศสามารถกระจายความเสี่ยงการลงทุนด้วยเครื่องมือทางการเงิน ที่ซับซ้อนได้มากกว่าประเทศไทย แต่ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะที่กรมธรรม์ไทยมีมูลค่าเป็นเงินบาท จึงต้องเน้นลงทุนในหุ้นไทย หรือพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเพื่อจัดการความเสี่ยงหนี้ความคุ้มครอง และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

2. เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลสูง

 

ด้วยความเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ (Medical Hub) ทำให้โรงพยาบาลไทยแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีอัปเกรดเครื่องมือทางการแพทย์ ให้ทันสมัย ซึ่งตามมาด้วยต้นทุนที่สูงส่งผลให้ต้นทุนการเคลมประกันสูงตาม

 

ประกอบกับกรมธรรม์ไม่ได้จำกัดสิทธิการเลือกโรงพยาบาล จึงเป็นช่องโหว่ให้ผู้เอาประกัน เคลมค่าสินไหมจากโรงพยาบาลที่ค่ารักษาแพงเพื่อความคุ้มค่า นอกจากนี้การเข้ามา ใช้บริการโรงพยาบาลระดับ 5 ดาวของกลุ่มคนต่างชาติ เป็นตัวเร่งค่ารักษาพยาบาล เฉลี่ยต่อครั้งแพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เพราะคนไทยต้องแบกรับค่าเฉลี่ยต้นทุนการรักษา ร่วมกับคนต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในไทยด้วย

 

3. การเคลมประกันไม่มีระบบกลาง

 

บริษัทประกันจึงไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษาของโรงพยาบาลได้โดยตรง ทำให้ต้นทุนข้อมูลสูง ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี ข้อมูลทุกอย่างเชื่อมกันภายใต้ Ecosystem เดียวกัน บริษัทประกันจึงเห็นข้อมูล การเคลมของลูกค้าแต่ละคนและสามารถประเมินสัดส่วนกลุ่มลูกค้าที่ใช้ประกันในทางที่ไม่ เหมาะสมได้แม่นยำขึ้น

 

4. ระดับความรู้ประกันของคนไทย

 

ส่งผลต่อต้นทุนช่องทางขายประกันเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ที่คนมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับประกันอยู่แล้ว จึงมีโอกาสปิดการขายได้เร็วกว่า เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ตัวแทนประกันในไทยมีลูกค้าเข้ามาขอคำแนะนำ 10 คน มีโอกาสปิดการขายได้เพียง 1 คนเท่านั้น และลูกค้าแต่ละคนต้องมีการนัดคุยไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งเพื่อปูพื้นฐานความรู้ประกันก่อนเสนอขาย จึงใช้ระยะเวลานานกว่าเมื่อเทียบตัวแทนประกันสิงคโปร์ที่สามารถปิดการขายลูกค้าได้ 1 ใน 5 คน ดังนั้นบริษัทประกันจึงต้องต้องแบกรับต้นทุนค่าคอมมิชชันเพื่อจูงใจตัวแทนขาย

 

พิเชฐ กล่าวทิ้งทายว่า ถ้าคนไทยมีความรู้เรื่องของการจัดการความเสี่ยงระดับครัวเรือน ซึ่งก็คือ การซื้อประกัน จะช่วยลดต้นทุนระหว่าง Customer Journey ซึ่งจะทำให้ต้นทุน ช่องทางจำหน่ายถูกลงไปด้วย

 

‘ประกัน’ ยาสามัญประจำบ้าน คนสิงคโปร์

 

ในสายตาประเทศเพื่อนบ้าน สิงคโปร์เป็นต้นแบบของประเทศที่รัฐบาลออกแบบระบบ เพื่อเตรียมความพร้อมเกษียณให้ประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทุกระบบมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีระบบไหนที่จะถูกใจทุกคน

 

สำหรับคนสิงคโปร์ ‘ประกัน’ เปรียบเสมือน ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ ที่ทุกคนต้องมี เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในประเทศค่อนข้างแพง โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน อีกทั้งสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลที่ไม่ดีนัก ประกันสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

 

ประกอบกับรัฐบาลมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะบังคับให้ทุกคนต้องออมเงิน โดยประชาชนสามารถแบ่งเงินออมในกองทุนไปซื้อประกัน ทำให้ทุกคนเข้าถึงประกันได้ คนสิงคโปร์จึงนิยมซื้อประกันชีวิตและประกันสะสมทรัพย์เพื่อวางแผนการเงินระยะยาว ให้อยู่ได้หลังเกษียณ

 

สำหรับหลักการเลือกซื้อประกัน คนสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก โดยพิจารณาจากค่าเบี้ยประกัน ผลตอบแทนและวงเงินคุ้มครอง เน้นจ่ายเบี้ยน้อย วงเงินคุ้มครองสูง ด้วยความที่ตลาดเปิดกว้างบริษัทประกันไม่ใช่แค่แข่งกันเองในประเทศ แต่ต้องแข่งขันกับผู้เล่นที่มาจากทั่วโลก จึงเปิดโอกาสให้ประกันเจ้าเล็กแข่งขันกับเจ้าใหญ่ ด้วยราคาที่คุ้มค่ากว่า

The post ถอดบทเรียนประกันสิงคโปร์ถึงไทย บริหารต้นทุนอย่างไร ค่าเบี้ยถูก-คุ้มครองสูง จนคนรวยแห่ทำกรมธรรม์สำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 https://thestandard.co/10-richest-billionaires-world-2025/ Thu, 25 Dec 2025 05:48:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1158106 ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025

ทำเนียบมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2025 อิงจาก Forbes World’s B […]

The post ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025

ทำเนียบมหาเศรษฐีโลกประจำปี 2025 อิงจาก Forbes World’s Billionaires List, The Richest In 2025 อันดับหนึ่งยังคงเป็น Elon Musk เจ้าบริษัทอย่าง Tesla และ SpaceX ซึ่งมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 75% หรือราว 4.6 ล้านล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 มีการเปลี่ยนมือมาเป็น Mark Zuckerberg เจ้าของ Meta ขึ้นมาแทนที่ Jeff Bezos แห่ง Amazon.com ที่กลายมาเป็นอันดับ 3 ในปีนี้

 

Forbes ได้ทำการสำรวจและค้นหามหาเศรษฐีทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งในปีแรกพบมหาเศรษฐีจำนวน 140 คน ต้องใช้เวลาถึง 2 ทศวรรษกว่าที่จำนวนของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นทะลุ 1,000 คน และขยับขึ้นมาเป็น 2,000 คนในปี 2017

 

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ นักลงทุน และทายาทธุรกิจรวมทั้งสิ้น 3,028 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 247 คน ไม่เพียงแต่จำนวนคนจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขายังร่ำรวยยิ่งกว่าเดิม โดยมีความมั่งคั่งรวมกันถึง 16.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 565.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ จากปี 2024

 

ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post ทำเนียบ 10 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในโลก ปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ https://thestandard.co/8-life-lessons-warren-buffett/ Sat, 15 Nov 2025 02:36:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1143575 8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 9

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนมหาเศรษฐีวัย 95 ปี ผู้เป็นดั่ง […]

The post 8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 9

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนมหาเศรษฐีวัย 95 ปี ผู้เป็นดั่งสัญลักษณ์ของตลาดทุนโลกและเป็นผู้ปั้น Berkshire Hathaway ให้กลายเป็นอาณาจักรที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ประกาศความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยของ ‘เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา’ อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเขากำลัง ‘จะเงียบลง’ (Going Quiet)

 

ในจดหมายที่เปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 พฤศจิกายน) บัฟเฟตต์ได้แจ้งถึงการหยุดเขียนจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้น และหยุดพูดในที่ประชุมประจำปีของบริษัท ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้ารอเพื่อศึกษาแนวคิดการลงทุนและการใช้ชีวิตของเขามายาวนานนับ 60 ปี ตั้งแต่จดหมายฉบับแรกเมื่อปี 1965

 

และในจดหมายฉบับล่าสุดนี้เอง บัฟเฟตต์ก็ยังได้ให้คำแนะนำและแง่คิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกๆ ซึ่ง The Standard Wealth ได้สรุปและรวบรวมไว้เป็นคำแนะนำที่ทรงคุณค่า 8 ข้อ

 


 

1. “ผมมีความสุขที่จะบอกว่า ผมรู้สึกดีต่อครึ่งหลังของชีวิตมากกว่าครึ่งแรก”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 1

 

2. “อย่าตำหนิตัวเองเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีต เรียนรู้จากมันอย่างน้อยสักเล็กน้อยและก้าวต่อไป”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 2

 

3. “คุณอยากให้คำไว้อาลัยพูดถึงคุณอย่างไร จงใช้ชีวิตให้คู่ควรกับมัน”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 3

 

4. “เลือกฮีโร่ของคุณให้ดี แล้วเลียนแบบพวกเขา คุณจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบ แต่คุณสามารถดีขึ้นได้เสมอ”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 4

 

5. “ความยิ่งใหญ่ไม่ได้มาจากการมีเงินจำนวนมาก ชื่อเสียง หรืออำนาจ”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 5

 

6. “จำไว้ว่าพนักงานทำความสะอาดก็เป็นมนุษย์เท่ากับประธานบริษัท”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 6

 

7. “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็ประเมินค่าไม่ได้เช่นกัน”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 7

 

8. “ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะปรับปรุง แม้แต่คนงี่เง่า ก็ไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยน”

 

8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ 8

The post 8 บทเรียนชีวิตจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในวันที่ตำนานตัดสินใจจะ ‘เงียบลง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1% https://thestandard.co/spending-grows-despite-card-closures/ Thu, 06 Nov 2025 12:31:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1140471 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1%

วันนี้ (6  พ.ย.2568) อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้า […]

The post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1%

วันนี้ (6  พ.ย.2568) อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรก ทุกแบงก์ที่มีการออกบัตรเครดิต มียอดปิดบัญชีบัตรเครดิต มากกว่ายอดเปิดบัญชีใหม่ โดยยอดปิดบัญชี บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มลูกค้า เช่นเดียวกับยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ลดลง ทั้งนี้เป็นการหดตัวทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการที่ลูกค้าระมัดระวังการใช้จ่าย ลดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น โดยลูกค้าที่ติดต่อยกเลิกบัตรเครดิต ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ไม่อยากถือบัตรเครดิตหลายใบ เพราะต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย

 

สำหรับลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูง แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัว ของเศรษฐกิจมากนัก แต่ก็ใช้จ่ายผ่านบัตรลดลง เนื่องจากความเชื่อมั่นเศรษฐกิจลดลง โดยได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ตลาด และข่าวลบต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามาซ้ำเติม sentiment ให้แย่ลง

 

คนใช้บัตรเครดิตน้อยลง มองหา ‘ความคุ้มค่า’ มากกว่าส่วนลด

 

ด้วยธุรกิจบัตรเครดิตได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยตรง ทำให้กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด เน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมบริหารต้นทุนเพื่อรักษาระดับผลการดำเนินงาน โดยปรับกลยุทธ์การตลาด และวิธีทำโปรโมชัน เน้นเป็นตัวช่วยแบ่งภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การให้เครดิตเงินคืน เพิ่มคะแนนการใช้จ่าย แทนที่การแข่งขันมอบความคุ้มค่าด้วยส่วนลด

 

เดิมทีธุรกิจบัตรเครดิต มักแข่งกันมอบสิทธิประโยชน์ วัดความคุ้มค่าด้วยส่วนลด เพื่อกระตุ้น การใช้จ่าย แต่ปัจจุบันกลยุทธ์ดังกล่าว เริ่มไม่ดึงดูดลูกค้า เนื่องจากจุดความคุ้มค่าของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน เช่น การทำโปรโมรชันส่วนลด 5-10% ในอดีตช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ดี แต่ปัจจุบันต้องเสนอมากกว่านั้น เพื่อให้ลูกค้ายอมใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวธุรกิจ จะแบกรับต้นทุนไม่ไหว 

 

ธุรกิจโตดีกว่าอุตสาหกรรม แม้ยอดลูกค้าใหม่หดตัว

 

สำหรับผลประกอบการ ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ในภาพรวมยังเติบโตดีกว่าตลาด ทั้งในแง่ของจำนวนบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร โดยมียอดบัญชีลูกค้าใหม่ 422,800 บัญชี หดตัว 4.7% ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 286,300 ล้านบาท เติบโต 1% ยอดสินเชื่อใหม่ 68,400 ล้านบาท หดตัว 2.2% และยอดสินเชื่อคงค้าง 134,300 หดตัว 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ระดับ 1.3% สำหรับบัตรเครดิต และ 2.2% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม

 

ทั้งนี้หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ 1. ประกันภัย, 2. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ, 3.ปั๊มน้ำมัน, 4. ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน และ 5. ช้อปออนไลน์

 

ส่วนหมวดใช้จ่ายที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน, 2. แอปดิลิเวอรี 3.กองทุนรวม, 4.ตัวแทนท่องเที่ยว และ 5.ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้นชะลอการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เน้นการใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและการวางแผนระยะยาวมากขึ้น

 

มั่นใจปิดปี 68 ยอดใช้จ่ายถึงเป้า 4 แสนล้าน

 

สำหรับผลประกอบการสิ้นปี 2568 ตั้งเป้ามียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 400,000 ล้านบาท เติบโต 2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า, ยอดสินเชื่อใหม่ 94,000 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 143,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้ จากอานิสงส์ในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวและจับจ่าย ประกอบกับมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส, เที่ยวดีมีคืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อในระบบ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว ส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจ และอาจต่อยอดส่งผลดีไปถึงช่วงต้นปี 2569 ได้

The post กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยคนปิดบัตรเครดิต มากกว่าเปิดใหม่ ลูกค้าใหม่หดตัว 4.7% แต่ยอดใช้จ่ายยังโตได้ 1% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท รุกประกันมรดกในกลุ่มลูกค้าเวลท์ https://thestandard.co/cimb-targets-inheritance-wealth/ Mon, 27 Oct 2025 08:40:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1136081

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันปีแรกจากผลิตภั […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท รุกประกันมรดกในกลุ่มลูกค้าเวลท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันปีแรกจากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะระดับ 1,000 ล้านบาท ในปีหน้า ขยายฐานผ่านลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์, Head, Affluent & Wealth Management ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กำลังเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) โดยมีธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ (Bancassurance) เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างคุณค่าให้ลูกค้า

 

เพราะประกันชีวิตเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ความต้องการด้านความมั่นคงทางการเงินและการส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมีประสิทธิภาพจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประกันมรดกที่เข้ามาช่วยลดผลกระทบจากภาษีมรดก

 

“ทำไมต้องเน้นผลิตภัณฑ์ประกัน เพราะลูกค้ายังต้องใช้ประกัน เพื่อบริหารความมั่งคั่งให้สมบูรณ์ ทั้งการสร้าง สะสม และส่งต่อ” ภูดินันท์กล่าว

 

สิตางค์ ประดิษฐพงษ์ Head, Bancassurance Products ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีเป้าหมายเพิ่มเบี้ยประกันชีวิตปีแรกจากปีนี้ที่คาดว่าจะทำได้ราว 510 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวสู่ระดับ 1,000 ล้านบาท ในปี 2569

 

“ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ซึ่งเคยได้รับความนิยม ต้องปรับอัตราผลตอบแทนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับความคุ้มครองชีวิตมากขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางสุขภาพและเศรษฐกิจ รวมถึงเริ่มสนใจประกันมรดกมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกในการบริหารมรดกที่ช่วยลดภาระภาษีและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว” สิตางค์กล่าว

 

ปัจจุบันธุรกิจประกันคิดเป็นสัดส่วนรายได้ราว 30% ของธุรกิจ Wealth Management อย่างไรก็ตาม จากฐานลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ราว 100,000 ราย ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมกันประมาณ 3-4 แสนล้านบาท มีสัดส่วนเพียง 15% ที่มีผลิตภัณฑ์ประกันของธนาคาร จึงเป็นช่องว่างในการเติบโต

 

สิตางค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ลูกค้าประกันยุคใหม่หันมาช็อปผลิตภัณฑ์ประกันผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตนเอง ธนาคารจึงนำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์และแผนคุ้มครองเฉพาะบุคคล (Tailor-Made Solution) ที่ตอบโจทย์ที่สุด”

 

ภาพ: ilkercelik / Getty Images

The post ซีไอเอ็มบี ไทย ตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตปีแรก เพิ่มขึ้นเท่าตัว แตะ 1,000 ล้านบาท รุกประกันมรดกในกลุ่มลูกค้าเวลท์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% https://thestandard.co/cimb-thai-expands-retail-debentures/ Tue, 07 Oct 2025 09:02:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1127660

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุน […]

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายบุคคลที่ลงทุนในหุ้นกู้ หวังคงส่วนแบ่งตลาด 30% สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาที่ปีนี้น่าจะมีมูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านบาท เผยคนไทยยังลงทุนหุ้นกู้น้อยเพียง 2 แสนราย แม้เป็นเครื่องมือช่วยลดความผันผวนพอร์ตลงทุน

 

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์, Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นกู้ในประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ลงทุนเพียงประมาณ 2 แสนราย สะท้อนว่าความรู้ความเข้าใจเรื่องหุ้นกู้ยังค่อนข้างกระจุกตัว และเพื่อให้หุ้นกู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น CIMBT จึงมุ่งขยายตลาดในส่วนนี้ โดยเฉพาะในฝั่งของหุ้นกู้ตลาดรอง

 

“(การซื้อขาย) หุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาปีก่อนอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ปีนี้น่าจะโตได้ 10% เป็น 5.5 หมื่นล้านบาท”​

 

ภูดินันท์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ธนาคารมีมาร์เก็ตแชร์สำหรับหุ้นกู้ตลาดรองบุคคลธรรมดาประมาณ 30% และตั้งเป้าจะยังรักษาอัตราส่วนไว้ในระดับนี้ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2-5% แม้จะไม่มากเท่ากับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แต่หุ้นกู้ถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยกำลังลดลง

 

สำหรับการขยายเพิ่มเติมนี้ ภูดินันท์บอกว่าปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันคือ การมีเจ้าหน้าที่ผู้ให้ข้อมูลถูกต้องแก่ลูกค้า และผู้เชี่ยวชาญให้มุมมองการลงทุนสอดคล้องกับสภาวะตลาด ธนาคารจึงมุ่งขยายฐานที่ปรึกษาการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor: IFA) เพื่อช่วยชี้ช่องผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย ทั้งหุ้นกู้ตลาดแรก-ตลาดรอง และเงินฝากดอกเบี้ยสูงให้ลูกค้าพักเงิน จึงยังคงตั้งเป้าหมายเพิ่ม IFA ให้ถึง 500 คนภายในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 140 – 150 คน

 

ด้าน กษิรา คล่องอนันต์ Head, Independent Wealth Sales ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง คนต้องการอิสรภาพทางการใช้ชีวิตและการทำงาน ต้องการเลือกเวลาทำงานได้เอง จึงมีผู้แนะนำการลงทุนมืออาชีพ ที่ผันตัวมาเป็นผู้แนะนำการลงทุนอิสระมากขึ้น

 

ขณะเดียวกันบทบาทของ IFA กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ปัจจุบันแวดวงการเงินต้องการ IFA มืออาชีพมาเติมเต็มการลงทุนให้ลูกค้าอย่างครบวงจร ปัจจุบันทั้งอุตสาหกรรมมี IFA กว่า 2 หมื่นราย โดยในจำนวนนี้มีไม่ถึง 50% ที่ทำเป็นอาชีพหลัก

The post ซีไอเอ็มบี ไทย มุ่งขยายฐานลูกค้ารายย่อยลงทุนหุ้นกู้ วางเป้าคงมาร์เก็ตแชร์ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาณาจักรแฟชั่นหรูจะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani เสียชีวิตแบบไร้ทายาท https://thestandard.co/giorgio-armani-fashion-empire-future/ Sat, 06 Sep 2025 02:36:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1116128 Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาลี เจ้าของอาณาจักรแฟชั่นหรูระดับโลก

Armani จะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระ […]

The post อาณาจักรแฟชั่นหรูจะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani เสียชีวิตแบบไร้ทายาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาลี เจ้าของอาณาจักรแฟชั่นหรูระดับโลก

Armani จะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani ดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวอิตาลี หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงรายเดียว ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 91 ปี โดยไร้ซึ่งทายาท หรือคู่สมรสมารับช่วงต่อ

 

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นในปี 1975 Giorgio Armani ก่อตั้งบริษัทขึ้นร่วมกับ Sergio Galeotti หุ้นส่วนทางธุรกิจผู้ล่วงลับ โดยที่ Galeotti คอยรับผิดชอบด้านการบริหาร ส่วน Armani มุ่งทุ่มเทงานสร้างสรรค์และเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์

 

ตลอดระยะเวลาการทำงานอันยาวนานที่ Giorgio Armani ได้ครอบครองอำนาจในการบริหารกิจการไว้เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่า เขาหวงแหนอำนาจนี้อย่างมาก และคอยระวังไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่รายใดก็ตาม เข้ามาเจือจางอำนาจควบคุมของเขาไป 

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Armani ปฏิเสธการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงคอยปฏิเสธข้อเสนอขอเข้าซื้อกิจการจาก Kering และ LVMH อยู่บ่อยครั้ง

 

แบ่งกิจการให้ทายาท

 

อย่างไรก็ตาม Armani ได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากิจการจะมีความเป็นอิสระ และมีความต่อเนื่องไว้แล้ว ผ่านการแบ่งอำนาจให้กับสมาชิกในครอบครัวและผู้ร่วมงานใกล้ชิด ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในบริษัทอยู่แล้ว ดังนี้

 

  • Rosanna Armani น้องสาว – มีตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัท
  • Silvana Armani หลานสาว – ดูแลคอลเลกชันสตรี
  • Roberta Armani หลานสาว – ดูแลเซเลบริตี
  • Andrea Camerana หลานชาย – ดูแลความยั่งยืน
  • Pantaleo Dell’Orco มือขวาผู้ถูกยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ปัจจุบันคอยดูแลคอลเลกชันเสื้อผ้าผู้ชาย

 

ตั้งมูลนิธิกำกับการรับช่วงต่อ

 

ทั้งนี้ Armani ได้วางมาตรการป้องกันมรดกผ่านการก่อตั้งมูลนิธิในปี 2016 ซึ่งมีกลไกรักษาทรัพย์สินของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะดำเนินตามหลักการสำคัญที่ Armani ยึดถือ ไม่ให้ล้มละลายหรือถูกซื้อกิจการต่อ

 

โดยปัจจุบันมูลนิธิดังกล่าวถือครองหุ้นกิจการไว้ 0.1% และคาดว่าจะมีการกระจายหุ้นเพิ่มเติมหลังการเสียชีวิตของ Armani ซึ่งจะมอบให้กับบรรดาผู้สืบทอดกิจการด้วย ซึ่ง Armani เคยกล่าวไว้ว่าได้คัดเลือกไว้แล้ว 3 บุคคลให้มาบริหารมูลนิธิ 

 

กำหนดข้อบังคับบริษัทใหม่ มีผลหลังเสียชีวิต

 

นอกจากนี้ Armani ยังได้กำหนด ‘ข้อบังคับบริษัท’ (Company Bylaws) ขึ้นใหม่ ให้มีผลหลังเขาเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจะคอยกำกับหลักการดูแลบริษัทในอนาคต

 

โดยจะมีการแบ่งหุ้นบริษัทออกเป็นหลายประเภท ที่มีสิทธิ์และอำนาจในการออกเสียงแตกต่างกันไปให้กับผู้สืบทอดแต่ละคน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน

 

นอกจากนี้ ข้อบังคับบริษัทยังระบุด้วยว่า การควบรวมกิจการ (M&A) และการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ใดๆ ก็ตามจะต้องได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่วนใหญ่ และจะเกิดขึ้นได้หลังข้อบังคับบริษัทมีผลแล้ว 5 ปี 

 

ไม่เพียงแค่การบริหารทางการเงิน ข้อบังคับบริษัทฉบับใหม่ยังกล่าวถึงแนวทางด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยกำหนดให้แบรนด์ต้องรักษาสไตล์ที่ “เรียบง่าย ทันสมัย สง่างาม และไม่โอ้อวด” ไว้

 

ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง

 

ธุรกิจของ Armani ไม่ได้มีแค่เสื้อผ้า แต่ยังขยายกิจการไปยังสินค้าและบริการไลฟ์สไตล์อื่นๆ ดังนี้ 

 

  • Armani Privé: เสื้อผ้าชั้นสูง (Haute Couture)
  • Emporio Armani: เสื้อผ้าสำเร็จรูป ตามกระแสสำหรับวัยรุ่น
  • Armani Exchange: เสื้อผ้าสตรีทแฟชั่นเข้าถึงง่าย
  • Armani Casa: สินค้าตกแต่งบ้าน
  • Armani Dolci: ธุรกิจขนมหวาน และเครือข่ายร้านอาหารและคาเฟ่

 

นอกจากนี้ Armani ยังอนุญาตให้โรงแรมหรูในมิลานและดูไบ นำชื่อแบรนด์ไปใช้อีกด้วย

 

โดยในปี 2024 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 2,700 ล้านดอลลาร์ แม้จะมีผลกำไรและยอดขายที่ลดลงจากภาวะถดถอยของอุตสาหกรรม แต่ Armani ยังคงเป็นบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยถือครองเงินสดสุทธิราว 668 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2024 

 

ภาพ: Robert Way/Getty Images 

อ้างอิง: 

The post อาณาจักรแฟชั่นหรูจะเป็นอย่างไรต่อ หลัง Giorgio Armani เสียชีวิตแบบไร้ทายาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสโอกาสไร้พรมแดนกับ SCB Julius Baer ต่อยอดความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ในมือ Gen Y [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/scb-julius-baer-geny-borderless-wealth/ Tue, 08 Jul 2025 05:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1093834

ปรากฏการณ์ ‘The Great Wealth Transfer’ หรือการส่งต่อควา […]

The post ถอดรหัสโอกาสไร้พรมแดนกับ SCB Julius Baer ต่อยอดความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ในมือ Gen Y [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปรากฏการณ์ ‘The Great Wealth Transfer’ หรือการส่งต่อความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและระหว่างเจเนอเรชันที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในยุคปัจจุบัน

 

รายงานของ Julius Baer Family Barometer คาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินมหาศาลจากทั่วโลกถึง 19.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังจะถูกส่งมอบจากรุ่นหนึ่งไปสู่ทายาทรุ่นต่อไปในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

 

นี่ไม่ใช่แค่การเคลื่อนย้ายตัวเลขทางการเงิน แต่คือการส่งต่อความรับผิดชอบ คุณค่า และตัวตน ที่จะกำหนดอนาคตของธุรกิจครอบครัวและภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้รับไม้ต่อส่วนใหญ่คือคนเจเนอเรชัน Y ที่มีมุมมองต่อ ‘ความสำเร็จ’ และ ‘มรดก’ แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง

 

THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เอเดรียน เมซซินาวเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) เพื่อถอดรหัสโอกาสและความท้าทายในการต่อยอดความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์นี้

 

การส่งต่อความมั่งคั่ง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การพูดคุยกันในครอบครัว’

 

มีงานวิจัยจาก Family Wealth Alliance บอกว่า 70% ของความมั่งคั่งของครอบครัวจะสูญหายไปในรุ่นที่สอง และ 90% จะสูญหายไปในรุ่นที่สาม และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ เอเดรียนมองว่า หัวใจสำคัญที่สุดของการส่งต่อความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องเทคนิคอย่างภาษีหรือโครงสร้าง แต่คือ ‘การเตรียมความพร้อม’

 

 

 

“ครอบครัวที่จะเติบโตข้ามเจเนอเรชันได้ คือครอบครัวที่นำสมาชิกรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยตั้งแต่เนิ่นๆ และส่งต่อไม่ใช่แค่เงินทุน แต่รวมถึงบริบทที่มาของมันด้วย” เอเดรียนกล่าว “ท้ายที่สุดแล้ว The Great Wealth Transfer ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ทางการเงิน แต่คือการส่งมอบเป้าหมายจากรุ่นสู่รุ่น”

 

เอเดรียนกล่าวว่า ลองนึกภาพการส่งต่อร้านอาหารเจ้าดัง สูตรและวัตถุดิบอาจอยู่ครบ แต่ถ้าคนรุ่นต่อไปไม่เข้าใจแก่นแท้ เรื่องราว และจิตวิญญาณของอาหารจานนั้น รสชาติอันเป็นตำนานก็อาจจะหายไป แต่เมื่อการส่งต่อเกิดขึ้นด้วยความใส่ใจและการสื่อสาร รสชาตินั้น หรือก็คือ ‘มรดก’ ก็จะยังคงอยู่เพื่อหล่อเลี้ยงคนรุ่นต่อไปได้อีกหลายปี

 

ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุด นั่นคือ ‘การสื่อสาร’ ผลสำรวจล่าสุดเผยว่า ครอบครัวในเอเชียถึง 46% หลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเรื่องการส่งต่อความมั่งคั่งเพราะกลัวความขัดแย้ง และมีงานวิจัยที่ชี้ว่า 60% ของความล้มเหลวในการส่งต่อความมั่งคั่งมีสาเหตุมาจากการขาดการสื่อสารและความไว้วางใจ

 

“ปัญหาทางเทคนิคสามารถแก้ไขได้ แต่ปัญหาด้านอารมณ์และความสัมพันธ์นั้นยากกว่า ความเงียบมักนำไปสู่ความสับสน ครอบครัวที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีจะเน้นที่ความโปร่งใส เริ่มสื่อสาร และพูดคุยกันตั้งแต่เนิ่นๆ และให้หลายเจเนอเรชันมีส่วนร่วม” เอเดรียนอธิบาย

 

เมื่อ ‘ความสำเร็จ’ ของ Gen Y ไม่ได้วัดที่การสะสม แต่คือ ‘การสร้างผลกระทบ’

 

เมื่อไม้ต่อถูกส่งมาอยู่ในมือของทายาทรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y นิยามของความสำเร็จและมรดกก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขาอาจไม่ได้สนใจที่จะสืบทอดธุรกิจของครอบครัวเสมอไป แต่มีความหลงใหลและเป้าหมายของตนเอง

 

SCB Julius Baer

 

“สำหรับทายาท Gen Y จำนวนมาก ความสำเร็จได้เปลี่ยนจากการสะสมไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวก ขณะที่คนรุ่นก่อนหน้าสร้างธุรกิจและมุ่งเน้นการรักษาความมั่งคั่ง ทายาทในปัจจุบันต้องการให้ความมั่งคั่งของพวกเขาสอดคล้องกับตัวตนและความเชื่อ พวกเขากำลังคิดถึงผลกระทบต่อสังคมของเงินทุน ไม่ใช่แค่การเติบโตของมัน” เอเดรียนกล่าว

 

แนวคิดนี้สะท้อนออกมาในรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไป จากข้อมูลของ Bain & Co. พบว่า 63% ของคน Gen Y ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Purpose-Driven Investing) พวกเขามองหาโอกาสในธุรกิจที่ยั่งยืน, การลงทุนที่สอดคล้องกับหลัก ESG, ไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity) และสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ในฐานะ Digital Natives พวกเขายังคาดหวังประสบการณ์การบริหารความมั่งคั่งที่เป็นแบบ Digital-first ซึ่งให้อิสระ สามารถเข้าถึงการลงทุนได้โดยตรง มีประสบการณ์การใช้งานแบบ Seamless การเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และให้บริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Services)

 

ถอดรหัสโอกาสไร้พรมแดน สู่กลยุทธ์ ‘Investing for Legacy’

 

เมื่อนิยามของ ‘มรดก’ เปลี่ยนไป กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องเปลี่ยนตาม การลงทุนเพื่อสืบทอดมรดก หรือ ‘Investing for Legacy’ ในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้น แต่เป็นการสร้างพอร์ตโฟลิโอที่สะท้อนคุณค่าและเป้าหมายระยะยาวของครอบครัว

 

เอเดรียนอธิบายว่า “คำว่าไร้พรมแดนสะท้อนถึงทั้งภูมิศาสตร์และกรอบความคิด นักลงทุนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยสถานที่หรือรูปแบบเดิมๆ พวกเขามองหาแนวคิดจากทั่วโลกที่สอดคล้องกับหลักการของตนเอง”

 

อีกหนึ่ง รูปแบบการบริหารความมั่งคั่งที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มครอบครัวที่มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNW) ในประเทศไทยคือการจัดตั้งสำนักงานธุรกิจครอบครัว หรือ Family Office โดยมีเป้าหมายเพื่อดูแลทรัพย์สินอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งการลงทุน การวางแผนภาษี มรดก กฎหมาย และกิจกรรมเพื่อสังคม ปัจจุบัน เทรนด์การจัดตั้ง Family Office เริ่มแพร่หลายในประเทศไทยมากขึ้น โดยสามารถจัดตั้งได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบที่ดูแลเฉพาะครอบครัวเดียวอย่างใกล้ชิด หรือการให้บริการหลายครอบครัว รวมถึงการใช้บริการจากสถาบันการเงินที่มีหน่วยงานดูแลด้านความมั่งคั่งโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ครอบครัวเข้าถึงโซลูชันแบบครบวงจร ทั้งด้านการลงทุน พร้อมวางแผนโครงสร้างทรัพย์สิน และส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นถัดไปอย่างยั่งยืน

 

“ประโยชน์สำคัญคือการนำคนรุ่นใหม่เข้ามาในกระบวนการตัดสินใจได้ โดยไม่ทำให้พวกเขารู้สึกหนักใจกับความรับผิดชอบทั้งหมด พวกเขาจะได้เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต” เอเดรียนกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เอเดรียนย้ำถึงข้อควรระวังที่สำคัญว่า “การมีเป้าหมายโดยขาดการวางแผนก็อาจมีความเสี่ยง เราสนับสนุนให้มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน กำหนดวัตถุประสงค์ระยะยาว ทำความเข้าใจโปรไฟล์ความเสี่ยง และอย่าละเลยความสำคัญของโครงสร้าง การมีค่านิยมเป็นตัวนำนั้นสามารถทำควบคู่ไปกับการวางกลยุทธ์ที่มั่นคงได้”

 

สำหรับความท้าทายของการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีความซับซ้อนทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และธรรมาภิบาล SCB Julius Baer ในฐานะผู้ให้บริการ Private Banking แบบครบวงจรอย่างแท้จริงแห่งเดียวในไทย มีความเชี่ยวชาญทั้งในบริบทของไทยและสากล ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมโยงและออกแบบแผนการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของครอบครัวได้อย่างเรียบง่ายและชัดเจน

 

สุดท้ายนี้ เอเดรียนได้ฝากข้อความถึงทายาทธุรกิจรุ่นใหม่ Gen Y ว่า “คุณไม่ได้กำลังก้าวเข้ามารับเพียงมรดก แต่มันให้โอกาสคุณในการกำหนดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ จงเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนหน้า แต่อย่ากลัวที่จะเป็นผู้นำในแบบฉบับของตัวเอง จงตั้งคำถามที่ท้าทาย ใช้เวลาของคุณ ปรับเป้าหมายให้สอดคล้องกับคุณค่าของคุณ มรดกที่แท้จริงเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่คุณเริ่มสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่ในอีกหลายปีข้างหน้า นี่คือโอกาสของคุณที่จะสร้างบางสิ่งที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ในทางการเงิน แต่ในระดับบุคคลและระดับโลกด้วย”

The post ถอดรหัสโอกาสไร้พรมแดนกับ SCB Julius Baer ต่อยอดความมั่งคั่งครั้งประวัติศาสตร์ในมือ Gen Y [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP จับมือ GSAM สู้ศึก Wealth Management หวังโตเฉลี่ย 16% ไปอีก 5 ปี ดัน AUM ปีนี้ทะลุ 1 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/kkp-gsam-wealth-management-aum-1-trillion-baht/ Mon, 16 Jun 2025 00:11:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1085344 ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จาก KKP จับมือ GSAM ขยายบริการบริหารความมั่งคั่งระดับโลก

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำเพียง 2-3% ธุ […]

The post KKP จับมือ GSAM สู้ศึก Wealth Management หวังโตเฉลี่ย 16% ไปอีก 5 ปี ดัน AUM ปีนี้ทะลุ 1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ จาก KKP จับมือ GSAM ขยายบริการบริหารความมั่งคั่งระดับโลก

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในระดับต่ำเพียง 2-3% ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง หรือ Wealth Management กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่แข่งขันดุเดือดที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 10% ต่อปี สวนทางกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินแทบทุกแห่งต่างกระโดดเข้ามาเพื่อชิงส่วนแบ่งจากเค้กก้อนนี้

 

ล่าสุด กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ได้ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ Goldman Sachs Asset Management (GSAM) ผู้จัดการกองทุนระดับโลก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและหวังจะรักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สูงถึง 16% ต่อปีไว้ให้ได้

 

ณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานที่ปรึกษาและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล บล.เกียรตินาคินภัทร (มหาชน) ยอมรับว่าการประกาศความร่วมมือครั้งนี้อาจจะดูเหมือนเป็นผู้เล่นรายท้ายๆ ในตลาด แต่สำหรับ KKP ที่เชื่อมั่นในโลกาภิวัตน์และตลาดทุนที่เปิดกว้าง การเลือกพันธมิตรที่ใช่และมีความร่วมมือในเชิงลึกคือสิ่งสำคัญที่สุด

 

“ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย การเติบโต 16% ต่อปีที่ทำมาตลอดคงเป็นเรื่องยากในอนาคต ความจำเป็นของการมีพันธมิตรจึงชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ” ณฤทธิ์กล่าว

 

รักษาการเติบโต 16% ต่อปี สู่ AUM 1 ล้านล้านบาท

 

ปัจจุบันธุรกิจ Asset Management ของ KKP มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เกือบ 9 แสนล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะเผชิญภาวะ K-Shape Recovery ที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ด้านบน แต่สำหรับธุรกิจ Wealth Management ที่โฟกัสลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ยังคงเห็นการเติบโตที่แข็งแกร่ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่โตราว 4-6%

 

“เราคาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้การเติบโตของ AUM ที่ 16% ต่อปี สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในอีก 5 ปีข้างหน้า และน่าจะทำให้เราเห็น AUM แตะระดับ 1 ล้านล้านบาทได้ภายในปีนี้”

 

ปัจจุบันพอร์ตของลูกค้า KKP มีการลงทุนในต่างประเทศ (Global Exposure) เพียง 20% ซึ่งณฤทธิ์มองว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะนักลงทุนไทยไม่ควรมี Home Bias ที่สูงเกินไป

 

“คำแนะนำการลงทุนที่สำคัญที่สุดคือ Diversify, Discipline, Systematic หรือการกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัยและเป็นระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกผสมผสานอยู่ในบริการ DPM (Discretionary Portfolio Management) ของเรา”

 

การจับมือกันระหว่าง KKP และ GSAM ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันที่ดุเดือด แต่คือการยกระดับการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของนักลงทุนไทยในยุคโลกาภิวัตน์ 

 

5 เทรนด์เปลี่ยนโลกบริหารความมั่งคั่งไทย

 

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นท่ามกลาง 5 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนของคนไทยอย่างสิ้นเชิง

 

  1. ลดการยึดติดกับตลาดในประเทศ (Reduced Home Bias) ในอดีตคนไทยอาจลงทุนกระจุกตัวในประเทศ แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนเริ่มตระหนักว่าตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนเพียง 0.3% ของตลาดโลก การกระจายความเสี่ยงไปต่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็น
  2. การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น (Generational Wealth Transfer) ระบบครอบครัวและธุรกิจแบบ ‘กงสี’ ของไทยกำลังเผชิญความท้าทาย เมื่อความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นและต้องมีการส่งต่อภายใต้บริบทของภาษีมรดก
  3. ความไม่แน่นอนของภาษีนอกประเทศ (Offshore Tax Uncertainty) เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต้องวางแผนอย่างรัดกุมมากขึ้น เพราะภาษีเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่สำคัญ
  4. ทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย นอกเหนือจากหุ้นและตราสารหนี้ ปัจจุบันนักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น Hedge Fund และ Private Market ทำให้ธุรกิจครอบครัวเริ่มปรับโมเดลการลงทุนคล้าย Endowment Fund ของมหาวิทยาลัยชั้นนำ
  5. การเข้ามาของผู้เล่นระดับโลก (Coming of International Players) ธนาคารระดับโลกต่างเข้ามาเปิดสำนักงานในไทยมากขึ้น ทำให้การแข่งขันเพื่อให้บริการลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงยิ่งทวีความรุนแรง

 

“วันนี้แทบไม่เหลือข้อแตกต่างระหว่างการใช้บริการสถาบันการเงินในประเทศอย่างเรากับธนาคารต่างชาติ ทั้งในแง่ทางเลือกสินทรัพย์และการลงทุนตรงในต่างประเทศ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงต้องมีพันธมิตรระดับโลก” ณฤทธิ์กล่าวเสริม

 

ความร่วมมือระหว่าง KKP และ GSAM

 

ความร่วมมือระหว่าง KKP และ GSAM ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การนำผลิตภัณฑ์มาขาย (Product Partnership) แต่เป็นการทำงานร่วมกันในแนวคิด ‘The Power of Two, One Philosophy of Wealth’ โดยมี 3 เสาหลักสำคัญคือ

 

  1. ที่ปรึกษาการลงทุน (Advisory) ในยุคที่ตลาดไทยถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยระดับโลกเป็นหลัก การมีมุมมองเชิงลึกจากทีมของ GSAM จะช่วยให้คำแนะนำการลงทุนของ KKP เฉียบคมและทันท่วงทียิ่งขึ้น
  2. กลยุทธ์การลงทุนหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset Strategy) KKP จะนำเสนอบริการบริหารพอร์ตการลงทุนแบบดุลยพินิจ (DPM) ที่ไม่ได้มองแค่การเลือกสินทรัพย์เป็นชิ้นๆ แต่เป็นการจัดสรรการลงทุนในทุกประเภทสินทรัพย์อย่างเป็นระบบเพื่อบริหารความเสี่ยง โดยสำหรับลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูง (HNW/UHNW) จะเป็นรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่ปรับตามคำแนะนำของ GSAM ส่วนลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent จะอยู่ในรูปแบบกองทุนรวมตามระดับความเสี่ยง
  3. ธุรกิจสถาบัน (Institutional Business) ต่อยอดความร่วมมือไปยังกลุ่มลูกค้าสถาบัน

 

ด้าน ซาบรีนา แกน Managing Director, Goldman Sachs Asset Management กล่าวว่า “เรามองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจด้านความมั่งคั่งในประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในระดับโลกมากขึ้น ความร่วมมือนี้ซึ่งผสานศักยภาพด้านการลงทุนระดับโลกของ Goldman Sachs Asset Management เข้ากับความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่นของ KKP จะเปิดโอกาสให้เราร่วมกันนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่แตกต่างให้แก่นักลงทุนในประเทศไทย”

 

Goldman Sachs Asset Management จะทำหน้าที่ให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนด้านกลยุทธ์การลงทุนแบบหลากหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset Strategy) ให้แก่ KKP เพียงรายเดียวเท่านั้นในประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการหารือถึงความร่วมมือในด้านอื่นเพิ่มเติม รวมถึงการที่ KKP อาจจะจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นที่บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management ด้วย

 

ปัจจุบันภูมิทัศน์ของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนให้ความสำคัญกับการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มมีบทบาทในการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว และความสนใจในสินทรัพย์ทางเลือกกำลังเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านภาษีของเงินลงทุนในต่างประเทศและการแข่งขันจากผู้เล่นต่างชาติก็ส่งผลต่อแนวทางการจัดพอร์ตของนักลงทุนไทย 

The post KKP จับมือ GSAM สู้ศึก Wealth Management หวังโตเฉลี่ย 16% ไปอีก 5 ปี ดัน AUM ปีนี้ทะลุ 1 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นปลูกฝังค่านิยมใหม่ วางแผนการเงินตั้งแต่อายุ 19 ปี เมื่อสังคมสูงวัยกดดันคนหนุ่มสาว และคนรุ่นใหม่คืออนาคตของตลาดหุ้นญี่ปุ่น https://thestandard.co/japan-financial-planning/ Sat, 24 May 2025 08:11:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1078021 japan-financial-planning

เมื่อพูดถึงการลงทุน ทัศนคติของคนญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลง […]

The post ญี่ปุ่นปลูกฝังค่านิยมใหม่ วางแผนการเงินตั้งแต่อายุ 19 ปี เมื่อสังคมสูงวัยกดดันคนหนุ่มสาว และคนรุ่นใหม่คืออนาคตของตลาดหุ้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
japan-financial-planning

เมื่อพูดถึงการลงทุน ทัศนคติของคนญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเกิดจากการที่เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง นำมาสู่นโยบายที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนที่ปลูกฝังให้หนุ่มสาววางแผนทางการเงินและลงทุนตั้งแต่อายุ 19 ปี

 

ปัจจุบันหนุ่มสาวญี่ปุ่นนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งถือว่าเปลี่ยนจากแนวคิดอนุรักษ์นิยมเดิมๆ จากรุ่นพ่อแม่และปู่ย่าตายายที่มักนิยมออมเงินสด 

 

รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่า การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการลงทุนนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ฟื้นตัว 

 

“ฉันเริ่มลงทุนเพราะสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น ทำให้ฉันกังวลจริงๆ ว่าเงินบำนาญของเราจะเพียงพอเมื่อแก่ตัวลงไปหรือไม่” อาสึกะ โคอิเซกิ นักศึกษาอายุ 19 ปีจากมหาวิทยาลัยเคโอในโตเกียว กล่าว 

 

“แม้เงินออมไม่มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น แต่ก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไปในแง่ที่ว่ามูลค่าของเงินออมอาจจะผันผวนได้ ”

 

โคอิเซกิกล่าวว่า ความปั่นป่วนของตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษี ทำให้เธอตระหนักถึงความเสี่ยงโดยธรรมชาติของการลงทุนมากขึ้น

 

“ภาษีสหรัฐฯ ที่ออกมา เพิ่มแรงกดดันทั้งเชิงจิตวิทยา ทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง แต่ฉันจะลงทุนต่อไปแทนที่จะฝากเงินไว้ในบัญชีธนาคาร”

 

มีชุดข้อมูลของ Investment Trusts Association น่าสนใจ ระบุว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ลงทุนในกองทุนรวม หุ้น และตราสารหนี้ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าหรือมากกว่า 36% เมื่อปีที่แล้ว 2024 จากในปี 2016 ที่มีเพียง 13% สำหรับผู้ลงทุนในวัย 30 ปี เองก็เพิ่มขึ้นเป็น 42.5% จาก 24%

 

แรงผลักดันในการลงทุนมาจากความกังวลว่าเงินบำนาญที่ดำเนินการโดยรัฐอาจไม่เพียงพอ สังคมญี่ปุ่นก็สะท้อนถึงสังคมจีนเช่นกัน ซึ่งคนหนุ่มสาวหลายสิบล้านคนเลือกที่จะไม่รับเงินบำนาญจากรัฐบาล  เนื่องจากพวกเขาคาดว่าเงินจะหมดลง

ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในแวดวงการลงทุนของญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลผลักดันให้ปรับปรุงความรู้ทางการเงินในโรงเรียน และความพยายามที่จะนำเงินประมาณ 1 ล้านล้านเยนที่อยู่ในบัญชีธนาคารไปลงทุนในตลาดหุ้น 

 

โดยหนึ่งในความคิดริเริ่มที่สำคัญคือการขยายโครงการออมเพื่อการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีที่เรียกว่าโครงการ Nippon Individual Savings Account (NISA) ซึ่งเป็นโครงการยกเว้นภาษีสำหรับการลงทุนขนาดเล็กเริ่มตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งมุ่งเน้นเพื่อสร้างวัฏจักรการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

 

แรงผลักดันดังกล่าวส่งผลให้จำนวนบัญชี NISA ของผู้คนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 7.4 ล้านบัญชี ณ เดือนกันยายน 2024 จาก 5.8 ล้านบัญชีเมื่อปีก่อน ตามข้อมูลของสำนักงานบริการทางการเงิน บัญชีเหล่านี้ช่วยให้สามารถลงทุนในหุ้น กองทุนรวม และหลักทรัพย์อื่นๆ ได้

 

มาซาฮิโระ ยามากูจิ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของ SMBC Trust Bank Ltd. กล่าวว่า “คนรุ่นใหม่จะเป็นฐานการลงทุนของอนาคต และคาดว่าจะเป็นผู้ซื้อที่แข็งแกร่งในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงรุ่นในหมู่นักลงทุนรายย่อย โดยมีแรงหนุนจากโครงการลงทุนปลอดภาษี

 

“คนรุ่นใหม่ไม่สนใจความกังวลแบบคนรุ่นเก่า ซึ่งเคยได้รับบาดแผลครั้งฟองสบู่แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในธนาคาร หรือเก็บเงินสดไว้กับตัว”

 

แม้ว่าคนรุ่นเก่าจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นนี้เห็นได้ชัดเจนกว่ามากในกลุ่มคนรุ่นเจน Z

 

ยามากูชิกล่าวว่า การปลูกฝังการศึกษาด้านการวางแผนการเงินสร้างความแตกต่างเจเนอเรชันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคนรุ่นใหม่มักจะมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาด ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่เคยเผชิญกับภาวะตกต่ำที่ยาวนาน และประสบกับภาวะครั้งตลาดตกต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 1987 กระทั่งล่าสุด เกิดความปั่นป่วนจากภาษีศุลกากรสหรัฐ

 

“นักลงทุนรุ่นใหม่ดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านกับความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมากนัก ส่วนใหญ่มักลงทุนเป็นระยะๆ ดังนั้นแม้ว่าตลาดจะตกต่ำ พวกเขาก็ไม่น่าจะหยุดลงทุน และบางคนอาจพิจารณาเพิ่มจำนวนเงินลงทุนด้วยซ้ำไป”

 

ทั้งนี้ ก่อนการเปิดตัวโครงการการศึกษาด้านการเงินแห่งชาติในปี 2022 มีเพียง 7% ของประชากรเท่านั้นที่ได้รับคำแนะนำอย่างเป็นทางการดังกล่าว เมื่อเทียบกับ 20% ในสหรัฐฯ

 

ตามการสำรวจของ Central Council for Financial Services Information ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น พบว่า “การศึกษาดังกล่าวกระตุ้นให้รัฐบาลเพิ่มความพยายามในการมุ่งเน้นแผนการเรียนการสอนเพื่อวางแผนการเงิน”

จะเห็นได้จากเริ่มมีการจัดตั้งสโมสรการลงทุนขึ้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งมีวิทยาเขตหลักอยู่ในจังหวัดโอกินาวา  ซึ่งมีนักศึกษาจำนวนมากกว่า 100 คนใช้การวิเคราะห์พื้นฐานเพื่อจัดการการลงทุนในหุ้นจริงมูลค่า 200,000 เยน (1,396 ดอลลาร์) พบว่า หลังจากซื้อขายได้ 1 ปี นักศึกษาเหล่านี้ก็จะคืนเงินต้นแต่ยังคงเก็บผลตอบแทนส่วนเกินเอาไว้

 

“ความท้าทายวันข้างหน้าคือการปลูกฝังความสำคัญของการลงทุนในวันนี้เพื่อสร้างสินทรัพย์ระยะยาว แม้ว่าตลาดจะผันผวนก็ตาม” 

 

คานาโกะ อุจิมูระ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยญี่ปุ่นกล่าว เธอเสริมว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ครอบงำญี่ปุ่นทำให้คนรุ่นใหม่สะสมสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้นด้วย

 

นาโอะ โอทามะ อายุ 19 ปี นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคโอ กำลังคิดที่จะเริ่มลงทุนในหุ้น เธอบอกว่า แรงจูงใจสำคัญ คือ การมีเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายในเหตุการณ์สำคัญของชีวิตในอนาคต เช่น การแต่งงาน การซื้อบ้าน และการมีลูก

 

ภาพ: kogome / Getty Images,nisi / Getty Images

 

อ้างอิง: 

The post ญี่ปุ่นปลูกฝังค่านิยมใหม่ วางแผนการเงินตั้งแต่อายุ 19 ปี เมื่อสังคมสูงวัยกดดันคนหนุ่มสาว และคนรุ่นใหม่คืออนาคตของตลาดหุ้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีไทยอาจเพิ่มขึ้น 24% ในอีก 5 ปี แต่การ ‘ส่งต่อมรดก’ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ https://thestandard.co/thai-wealthy-growth-legacy-planning/ Wed, 21 May 2025 06:33:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1076685 บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ CEO พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการวางแผนส่งต่อมรดกสำหรับกลุ่มเศรษฐีไทย

ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่ […]

The post เศรษฐีไทยอาจเพิ่มขึ้น 24% ในอีก 5 ปี แต่การ ‘ส่งต่อมรดก’ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ CEO พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการวางแผนส่งต่อมรดกสำหรับกลุ่มเศรษฐีไทย

ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth: HNW) ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 24% ในอีก 5 ปีข้างหน้า แตะระดับ 124,000 คน และมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารในธุรกิจ Wealth Management ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% และมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571

 

อย่างไรก็ตาม การวางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง (Legacy Planning) ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกมองข้ามโดยคนไทยจำนวนมาก สร้างความท้าทายและโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการเงินและประกันชีวิต

 

บัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ภาพรวมทักษะทางการเงินของคนไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ข้อมูลสำรวจยังชี้ให้เห็นความเปราะบาง โดยเฉพาะการขาดการวางแผนการเงินระยะยาว 

 

“หลายครั้งที่ผู้คนอาจประเมินความสำคัญของการจัดการทรัพย์สินมรดกต่ำเกินไป อย่างน้อยที่สุดคือไม่ควรปล่อยให้ทรัพย์สินกลายเป็นปัญหาในภายหลังสำหรับคนข้างหลัง”

 

ช่องว่างการวางแผนมรดกในกลุ่ม HNW ไทย

 

ข้อมูลชี้ว่า ปัจจุบันคนไทยทำพินัยกรรมเพียง 13% เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30-40% การขาดพินัยกรรมมักนำไปสู่ปัญหาการแบ่งมรดกที่ซับซ้อนและใช้เวลานานในกระบวนการทางศาล นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องภาษีมรดกที่ผู้รับมรดกต้องพิจารณา

 

ปัจจัยหนุนการเติบโตของ HNW ในไทยส่วนหนึ่งมาจาก ช่องว่างรายได้ (Income Gap) ที่ค่อนข้างสูง และ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว ที่ขนาดเล็กลง มีบุตรน้อยลง (1-2 คน) ทำให้ทรัพย์สินที่คนรุ่นพ่อแม่หามาได้ถูกส่งต่อและกระจุกตัวมากขึ้นในคนรุ่นต่อไป (Next Gen) ซึ่งปัจจุบันคือกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ความมั่งคั่งต่อครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

 

‘ประกันชีวิต’ เครื่องมือบริหารมรดกยุคใหม่

 

ในอดีต HNW ไทยจำนวนไม่น้อยเลือกใช้บริการวางแผนมรดกผ่านผลิตภัณฑ์ประกันในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง เนื่องจากข้อเสนอและราคาที่น่าสนใจกว่า อย่างไรก็ตาม บัณฑิตชี้ว่าอุตสาหกรรมประกันชีวิตกำลังปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของกลุ่ม HNW มากขึ้น โดยนำเสนอ “บริการ” ที่เป็นมากกว่าแค่ “กรมธรรม์” ประกันชีวิตถูกมองเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้การส่งต่อความมั่งคั่งมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

จุดเด่นสำคัญคือความสามารถในการระบุผู้รับผลประโยชน์ได้โดยตรง ทำให้เมื่อถึงเวลา ทรัพย์สินที่เป็นทุนประกันสามารถส่งต่อไปยังทายาทได้ทันที โดยข้ามขั้นตอนการจัดการมรดกที่อาจยุ่งยากและใช้เวลานานของศาล นอกจากนี้ โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ประกันบางประเภทยังเอื้อต่อการบริหารจัดการภาระภาษีมรดก เมื่อเทียบเบี้ยประกันที่ชำระกับทุนประกันที่จะได้รับ

 

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนของกลุ่ม HNW พรูเด็นเชียลได้นำเสนอ PRULegacy ซึ่งบัณฑิตเน้นย้ำว่า “เป็นบริการ ไม่ใช่แค่สินค้า” ที่ใช้ประกันชีวิตเป็นแกนหลักในการวางแผนส่งต่อมรดก

 

“เราต้องการเข้ามาตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้ในการส่งต่อ Legacy อย่างราบรื่น” บัณฑิตกล่าว “ที่ผ่านมา HNW ไทยจำนวนไม่น้อยเลือกไปซื้อผลิตภัณฑ์ประกันเพื่อวางแผนมรดกในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง เพราะมีราคาที่ถูกกว่า แต่ปัจจุบัน คปภ. ได้อนุญาตให้บริษัทประกันในไทยสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งช่วยลดการไหลออกของเงินทุน”

 

ธุรกิจประกันลุ้นผ่านกฎหมายจ่ายผลประโยชน์เป็นสกุลเงินต่างประเทศ

 

เพื่อขยายการเข้าถึงบริการวางแผนมรดกสำหรับกลุ่ม HNW อุตสาหกรรมประกันมีแนวโน้มที่จะขยายช่องทางจัดจำหน่าย โดยเฉพาะช่องทางตัวแทน ซึ่งพรูเด็นเชียลเองก็ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนตัวแทนขึ้น 10 เท่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 1,200 คน 

 

ประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของบริการนี้ คือความเป็นไปได้ที่กฎหมายในไทยจะอนุญาตให้บริษัทประกันสามารถเสนอขายกรมธรรม์และจ่ายผลประโยชน์เป็นสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Policies) ได้ 

 

“เราคาดว่ามีกลุ่ม HNW ประมาณ 30% ที่มีความต้องการรับผลประโยชน์กรมธรรม์เป็นสกุลเงินดอลลาร์” บัณฑิตกล่าว

 

การเปลี่ยนแปลงนี้จะตอบโจทย์ความต้องการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงินของลูกค้า และสอดรับกับแนวโน้มที่ HNW ไทยมีการลงทุนและใช้ชีวิตในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงอาจดึงดูดลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะสนับสนุนนโยบาย Financial Hub ของประเทศ

 

การออกกรมธรรม์ในสกุลเงินต่างประเทศยังมีข้อดีคือ ลูกค้าอาจมีโอกาสจ่ายเบี้ยประกันที่ถูกลงได้ หากบริษัทประกันสามารถนำเบี้ยที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์ และจ่ายผลประโยชน์เป็นดอลลาร์โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มโอกาสในการแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นให้กับลูกค้า อย่างการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรในไทย

The post เศรษฐีไทยอาจเพิ่มขึ้น 24% ในอีก 5 ปี แต่การ ‘ส่งต่อมรดก’ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟินนิกซ์เผยยอดผู้เรียนคอร์สความรู้การเงิน 62,000 ราย 68% เป็น Gen Y อยากเก่งจัดการเงิน-บริหารหนี้ https://thestandard.co/finnix-gen-y-financial-skills-debt-management/ Tue, 13 May 2025 12:14:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1073863 ฟินนิกซ์ Gen Y

ฟินนิกซ์ (FINNIX) แพลตฟอร์มสินเชื่อนาโนในเครือบริษัท มั […]

The post ฟินนิกซ์เผยยอดผู้เรียนคอร์สความรู้การเงิน 62,000 ราย 68% เป็น Gen Y อยากเก่งจัดการเงิน-บริหารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟินนิกซ์ Gen Y

ฟินนิกซ์ (FINNIX) แพลตฟอร์มสินเชื่อนาโนในเครือบริษัท มันนิกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นฟินเทคสตาร์ทอัพร่วมทุนระหว่างกลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCB X Group) และกลุ่มอบาคัส (Abakus Group) ฟินเทคยูนิคอร์นจากประเทศจีน เผยอินไซต์ผู้เรียนคอร์ส “เงินดีมีสุข รู้ทันหนี้ไม่มีทุกข์” กว่า 62,000 คน เป็นกลุ่ม Gen Y 68% และ Gen X 32%

 

ถิรนันท์ อรุณวัฒนกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มันนิกซ์ จำกัด (MONIX) กล่าวว่า ด้วยเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะและพฤติกรรมทางการเงินที่สอดรับกับความเป็นจริงของสังคมไทย ผ่าน 7 คอร์สออนไลน์ ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการเงิน การบริหารหนี้ การจัดการรายรับ-รายจ่าย-การออม-การลงทุน ไปจนถึงการเลือกใช้สินเชื่ออย่างเหมาะสม พร้อมแบบทดสอบท้ายบทเรียน ผู้สนใจสามารถเรียนฟรีได้ทุกที่ทุกเวลาที่ https://www.finnix.co/e-learning

 

จากอินไซต์ของโครงการระบุว่า ผู้เรียนเป็นเพศชาย 60% และเพศหญิง 40% โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงาน แบ่งเป็น Gen Y 68% และ Gen X 31% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของเครดิตบูโรที่ชี้ว่า Gen Y คือกลุ่ม ‘แซนด์วิชเจเนอเรชัน’ หรือกลุ่ม ‘เดอะแบก’ ของครอบครัว ที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูก จึงมีภาระหนี้สูง

 

“เราตั้งใจให้ฟินนิกซ์เป็นมากกว่าแอปเงินกู้ โดยเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยคนไทยสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคง เราเชื่อว่าการส่งเสริมทักษะการเงินในทุกมิติของโครงการ ‘เงินดีมีสุข รู้ทันหนี้ไม่มีทุกข์’ ตั้งแต่การจัดการหนี้ไปจนถึงการวางแผนการเงินระยะยาว จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและทำให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ ‘มีสุข’ สมกับแนวคิดของเรา”

 

ปัจจุบันเราช่วยให้คนไทยมีทักษะการเงินที่ดีขึ้นแล้วกว่า 62,000 ราย สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้กว่า 6 เท่า อีกทั้งอินไซต์ที่ได้จากโครงการนี้ยังช่วยสะท้อนความต้องการเรียนรู้ทักษะการเงินของคนไทย และจะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคอร์สและเนื้อหาใหม่ๆ ของเราที่ตอบโจทย์ผู้เรียนต่อไป”

 

แม้ภาพรวมทักษะทางการเงินของคนไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่จากผลสำรวจทักษะทางการเงินของไทย ปี 2565 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังชี้ให้เห็นความเปราะบางด้านการเงินที่น่ากังวล

 

คนไทยยังมีทัศนคติและพฤติกรรมในด้านการเงินที่น่าเป็นห่วง โดยกว่า 70% ไม่ได้วางแผนการเงินล่วงหน้า และมีเพียง 22.4% เท่านั้นที่มีเงินออมเพียงพอสำหรับกรณีฉุกเฉิน 6 เดือนขึ้นไป

 

ขณะที่ข้อมูลหนี้สินภาคครัวเรือนจากเครดิตบูโร ณ ไตรมาสสาม ปี 2566 ชี้ว่า คน Gen Y (25-43 ปี) เป็นกลุ่มที่มีหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียในสัดส่วนที่สูงมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาทางการเงินของคนไทยไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีเงิน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ไม่รู้ ไม่เข้าใจ” ในการบริหารจัดการเงิน ซึ่งจะกลายเป็นต้นตอของภาระหนี้ในระยะยาวอีกด้วย

 

ปัญหานี้เองที่ทำให้ “ความรู้ทางการเงิน” กลายเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของคนไทย และเป็นเหตุผลที่ฟินนิกซ์เร่งขับเคลื่อนโครงการ “เงินดีมีสุข รู้ทันหนี้ไม่มีทุกข์” ตั้งแต่เดือนเมษายนในปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Kmatta / Getty Images

The post ฟินนิกซ์เผยยอดผู้เรียนคอร์สความรู้การเงิน 62,000 ราย 68% เป็น Gen Y อยากเก่งจัดการเงิน-บริหารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินสด’ ไม่ใช่ ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าเลียนแบบปู่ Buffett กูรูชี้ หุ้น-พันธบัตร ชนะเงินสดระยะยาว แม้ตลาดผันผวนก็ต้องลงทุน https://thestandard.co/stocks-bonds-cash-long-term/ Tue, 29 Apr 2025 03:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1069307

เงินสดมหาศาลถึง 334,000 ล้านดอลลาร์ที่ Warren Buffett ส […]

The post ‘เงินสด’ ไม่ใช่ ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าเลียนแบบปู่ Buffett กูรูชี้ หุ้น-พันธบัตร ชนะเงินสดระยะยาว แม้ตลาดผันผวนก็ต้องลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เงินสดมหาศาลถึง 334,000 ล้านดอลลาร์ที่ Warren Buffett สำรองไว้ในบริษัท Berkshire Hathaway กำลังสร้างความฮือฮาในวงการการเงิน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านักลงทุนทั่วไปควรเลียนแบบกลยุทธ์นี้โดยไม่ไตร่ตรอง

 

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มหาเศรษฐีผู้มีสมญาว่า ‘เทพพยากรณ์แห่งโอมาฮา’ ยังคงยืนยันว่า “แม้บางคนจะมองว่าเรามีเงินสดมากผิดปกติ” แต่ความจริงแล้วสินทรัพย์ส่วนใหญ่ของ Berkshire ยังคงอยู่ในรูปของหุ้น และ Berkshire จะ “ไม่มีวัน” เลือกถือเงินสดแทนการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน

 

ย้อนดูแล้ว กลยุทธ์การถือเงินสดก้อนใหญ่ของ Buffett ดูชาญฉลาด โดยเฉพาะในช่วงที่นโยบายภาษีนำเข้าของรัฐบาล Trump ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไป การมีเงินสดมากเกินไปอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว

 

นักลงทุนทั่วโลกกำลังกักตุนเงินสดมหาศาลถึง 6.88 ล้านล้านดอลลาร์ในกองทุนตลาดเงิน (ข้อมูล ณ 16 เมษายน) แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการถือเงินสดมากเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

Jack Manley นักกลยุทธ์จาก JPMorgan ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนแบบผสมผสานระหว่างหุ้น 60% และพันธบัตร 40% ให้ผลตอบแทนดีกว่าการถือเงินสดในระยะยาวอย่างชัดเจน จากการศึกษาย้อนหลังตั้งแต่ปี 1995 ถึง 2024 พบว่ายิ่งระยะเวลาลงทุนนานขึ้น โอกาสที่พอร์ตแบบนี้จะชนะเงินสดยิ่งสูงขึ้น

 

ตัวเลขน่าสนใจคือ ในระยะสั้นแค่หนึ่งเดือน พอร์ตแบบนี้ชนะเงินสด 65% แต่เมื่อขยายเวลาลงทุนเป็น 12 ปี พอร์ตแบบ 60/40 ชนะเงินสด 100% โดยไม่มีข้อยกเว้น นั่นหมายความว่า หากใครอดทนลงทุนยาวนานพอ การถือหุ้นและพันธบัตรจะให้ผลดีกว่าการถือเงินสดเสมอ

 

“เวลาที่นักลงทุนใช้อารมณ์นำเหตุผล มักตัดสินใจผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อตื่นตระหนก พวกเขามักจะวิ่งไปหาเงินสดเป็นที่พึ่ง” Manley อธิบาย

 

ปี 2024 เป็นปีทองของพอร์ตแบบ 60/40 ที่ทำผลตอบแทนได้ถึง 15% ตามข้อมูลจาก Morningstar ซึ่งดีกว่าพอร์ตที่กระจายลงทุนใน 11 สินทรัพย์ต่างๆ ที่ทำได้เพียง 10%

 

แต่ภาพนี้เริ่มเปลี่ยนในปี 2025 เมื่อนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาท Amy Arnott จาก Morningstar ชี้ว่า พอร์ตที่กระจายการลงทุนกลับมาแซงหน้า โดยทองคำพุ่งสูงถึง 32% ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ พันธบัตรทั่วโลก และอสังหาริมทรัพย์ ก็เอาชนะหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

สำหรับเงินสด Morningstar พบว่า ในช่วงดอกเบี้ยสูงเช่นนี้ เงินสดกลายเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่มีข้อแนะนำว่า ควรแยกเงินสดไว้นอกพอร์ตการลงทุนหลัก ใช้เป็นเงินฉุกเฉินหรือรองรับค่าใช้จ่ายใหญ่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะผู้เกษียณควรสำรองเงินสดไว้สำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 1-2 ปี

 

“แม้ตลาดจะผันผวนในตอนนี้ แต่อย่าเพิ่งรีบปรับเปลี่ยนการลงทุนแบบหักด้ามพร้า เพราะการตัดสินใจแบบเร่งรีบมักให้ผลลัพธ์แย่กว่าเดิม” Arnott กล่าว “หากคุณมีการจัดสรรสินทรัพย์ที่เหมาะกับกรอบเวลาและเป้าหมายการลงทุนของคุณก่อนหน้านี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเพียงเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตอนนี้อาจไม่ใช่ความคิดที่ดี” Arnott กล่าว

 

Adrianna Adams ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินจาก Domain Money สังเกตว่า คนที่มีเงินสำรองพอดีมักรู้สึกสบายใจในช่วงตลาดผันผวน แต่เธอเตือนว่า หากคุณมีเงินฉุกเฉินเพียงพอแล้ว เงินส่วนที่เหลือควรนำไปลงทุนในตลาดจะดีกว่าปล่อยไว้เฉยๆ

 

“เงินที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้ระยะยาว ไม่ควรปล่อยให้เป็นเงินสด” Adams ให้คำแนะนำ “แต่ถ้าเป็นเงินที่ต้องใช้ภายในสองปีนี้ ควรเก็บเป็นเงินสดไว้จะดีกว่า”

 

“คนส่วนใหญ่นิยมเก็บเงินฉุกเฉินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง” Adams กล่าว “แต่สำหรับคนที่เสียภาษีในอัตราสูง ควรพิจารณาลงทุนในกองทุนพันธบัตรท้องถิ่นแทน เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับจะได้รับการยกเว้นภาษี”

 

ในขณะที่ Buffett อาจมีเหตุผลเฉพาะในการถือเงินสดมหาศาล นักลงทุนทั่วไปควรระมัดระวังในการหาความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างความปลอดภัยของเงินสดและโอกาสในการเติบโตจากการลงทุนในตลาด 

 

เพราะในท้ายที่สุด ศิลปะของการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การเลียนแบบกลยุทธ์ของผู้เชี่ยวชาญอย่างไม่ไตร่ตรอง แต่อยู่ที่การปรับใช้หลักการให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะของตัวเอง

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ‘เงินสด’ ไม่ใช่ ‘หลุมหลบภัย’ ที่ดีที่สุดเสมอไป อย่าเลียนแบบปู่ Buffett กูรูชี้ หุ้น-พันธบัตร ชนะเงินสดระยะยาว แม้ตลาดผันผวนก็ต้องลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! https://thestandard.co/gen-z-millennials-saving-tips/ Mon, 28 Apr 2025 05:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1068999 gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริก […]

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
gen-z-millennials-saving-tips

ความหวาดวิตกเรื่องเศรษฐกิจกำลังแผ่ซ่านไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังประกาศขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อต้นเดือนเมษายน ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจกำลังจะถดถอยอีกครั้ง 

 

Google เผยว่าการค้นหาคำว่า Global Financial Crisis และ Great Recession พุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมานับสิบปี สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของชาวอเมริกัน

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ Kiki Rough สาววัย 28 ปี เริ่มนึกถึงทักษะการประหยัดที่เธอเคยใช้ในยามยาก และตัดสินใจสร้างวิดีโอสอนทำอาหารจากตำราที่ตีพิมพ์ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและสงคราม 

 

เธอสอนเทคนิคทำอาหารราคาถูกและวิธีทดแทนของแพงด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้วในครัว วิดีโอของเธอดังเปรี้ยงปร้างบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดผู้ชม 21 ล้านวิวในเวลาเพียงเดือนเดียว 

 

“ฉันเห็นคอมเมนต์ตลกๆ ซ้ำๆ ว่า คนจนรุ่นเก่ากำลังสอนคนจนรุ่นใหม่” Rough เล่า “ทุกคนกำลังหวาดกลัว การแบ่งปันความรู้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้คนรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น”

 

ปรากฏการณ์นี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบน TikTok เมื่อกลุ่ม Millennial และ Gen X เข้ามารับบทเป็นพี่เลี้ยง แบ่งปันเคล็ดลับประหยัดเงินให้คนรุ่นใหม่ “นี่อาจเป็นครั้งแรกที่พวก Millennial ได้เป็น ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ในบางเรื่อง” Scott Sills นักการตลาดวัย 33 ปีกล่าว “เราเชี่ยวชาญในการรับมือเมื่อชีวิตพลิกผันกะทันหัน และทุกอย่างที่เคยมั่นคงถูกกระชากออกไป”

 

คำแนะนำเหล่านี้ย้อนกลับไปสู่ช่วงวิกฤตปี 2008 ทั้งการท่องเที่ยวประหยัดแทนทริปหรูต่างประเทศ การเก็บใบเสร็จเพื่อรอลดราคา การใช้ชุดทำงานในงานสังคมเพราะไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าหลายแบบ และอาหารยอดนิยมอย่าง ‘เนื้อหมู’ ที่มีราคาไม่แพงเกินไป 

 

คนถึงกับติดปากว่าเนื้อหมูมี ‘รสชาติเหมือน Great Recession’ เลยทีเดียว ส่วนการสังสรรค์ก็ย้ายจากบาร์มาจัดที่บ้านแทน พร้อมเครื่องดื่มยอดนิยมที่เรียกว่า ‘jungle juice’ ซึ่งเป็นการผสมเหล้าราคาถูกหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน

 

“สมัยก่อนฉันไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็น ‘สัญญาณบ่งชี้เศรษฐกิจถดถอย’ คิดว่าเป็นแค่เทรนด์ธรรมดา” M.A. Lakewood นักเขียนจากนิวยอร์กเล่า “แต่ตอนนี้สัญญาณเห็นชัดเจนมาแต่ไกลเลย”

 

อย่างไรก็ตาม คนจนรุ่นเก่ากำลังพบว่าเคล็ดลับประหยัดสมัยก่อนบางอย่างใช้ไม่ได้ผลแล้วในยุคเงินเฟ้อพุ่งสูง Kimberly Casamento ที่ทำซีรีส์สอนทำอาหารจากตำราปี 2009 พบว่าค่าใช้จ่ายของเมนูประหยัดเหล่านั้นพุ่งสูงขึ้น 100-150% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมงเหมือนเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

 

“ทุกอย่างในชีวิตแพงจนแทบไม่มีใครอยู่รอด” Casamento บอก “แค่ประหยัดค่าอาหารได้ 5 ดอลลาร์สหรัฐก็นับเป็นชัยชนะแล้ว”

 

Megan Way รองศาสตราจารย์ที่ Babson College ผู้ศึกษาเศรษฐศาสตร์ครอบครัว อธิบายว่านี่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากผู้อื่นในช่วงไม่มั่นคง 

 

“การแบ่งปันความรู้อาจสร้างความแตกต่างในความรู้สึกว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างเตรียมพร้อม สิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือความหวาดกลัวแบบไร้ทิศทาง”

 

แม้จะมีความคล้ายคลึงกัน Way ระบุว่าวิกฤตในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2008 ตรงที่ไม่มีปัญหาหนี้เสียที่จุดประกายวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แต่ความไม่แน่นอนกลับมาเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ หรือนโยบายภายในประเทศ

 

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนต่ำที่สุดในรอบกว่า 70 ปี บ่งชี้ว่าความวิตกกังวลกำลังพุ่งสูง Lukas Battle ผู้สร้างวิดีโอล้อเลียนเรื่องการหย่าร้างช่วง Great Recession พบว่าคอมเมนต์เต็มไปด้วยคนที่พ่อแม่เพิ่งแยกทาง “กำลังเกิดคลื่นลูกที่สองของการหย่าร้างในขณะนี้” เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมา

 

แม้กระทั่งวงการบันเทิงก็สะท้อนความคล้ายคลึงกับยุค 2008 การเต้น flashmob กลับมาฮิตอีกครั้ง Disney รีบูตการ์ตูน Phineas and Ferb ที่ดังในช่วงนั้น และศิลปินยุค 2008 อย่าง Miley Cyrus, Lady Gaga และ Katy Perry ก็กลับมาปล่อยเพลงและทัวร์คอนเสิร์ตในปี 2025

 

“เพลงเหล่านี้เหมือนเป็นใบอนุญาตที่ทำให้เราหลุดพ้นและได้รู้สึกดีสักพัก” Sills อธิบาย “ไม่ใช่ว่าเราหนีปัญหา แต่เป็นการหาช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ให้ตัวเองท่ามกลางความยากลำบาก”

 

ในขณะที่ประเทศเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ การถ่ายทอดบทเรียนจาก ‘คนจนรุ่นเก่า’ ไปสู่ ‘คนจนรุ่นใหม่’ จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรุ่นที่มีค่าในการรับมือกับพายุเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว



ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘คนจนรุ่นเก่า’ สอน ‘คนจนรุ่นใหม่’ หลังชาวอเมริกันผวาเศรษฐกิจถดถอย! Gen Z-Millennial แห่เรียนเคล็ดลับประหยัดยุค 2008 บน TikTok! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความกลัวอันดับ 1 ของชาวอเมริกันไม่ใช่ความตาย แต่คือ ‘เงินหมด’ หลังเกษียณ ชี้ทางรอด ‘ชะลอรับประกันสังคม-ซื้อประกันบำนาญ’ https://thestandard.co/americans-fear-retirement-money/ Mon, 28 Apr 2025 01:31:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1068826

ความกังวลใจอันดับหนึ่งของชาวอเมริกันในปัจจุบันไม่ใช่เรื […]

The post ความกลัวอันดับ 1 ของชาวอเมริกันไม่ใช่ความตาย แต่คือ ‘เงินหมด’ หลังเกษียณ ชี้ทางรอด ‘ชะลอรับประกันสังคม-ซื้อประกันบำนาญ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความกังวลใจอันดับหนึ่งของชาวอเมริกันในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องสุขภาพหรือความตาย แต่เป็นเรื่อง ‘เงินหมด’ ในวัยเกษียณ ผลสำรวจล่าสุดจาก Allianz Life ชี้ชัดว่า 64% ของชาวอเมริกันกลัวเงินหมดก่อนตายมากกว่ากลัวความตายเสียอีก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen X ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยเกษียณมีความกังวลสูงสุด รองลงมาคือ Millennials และ Baby Boomers



ในขณะเดียวกัน รายงานจาก Employee Benefit Research Institute พบว่าผู้เกษียณส่วนใหญ่บอกว่าพวกเขากำลังใช้ชีวิตตามที่วางแผนไว้และสามารถใช้จ่ายเงินได้ตามสมควร แต่มากกว่าครึ่งยอมรับว่าพวกเขาใช้จ่ายน้อยลงเพราะกลัวเงินหมด ตามผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2,700 คน

 

ขณะที่ผลสำรวจจาก Northwestern Mutual รายงานว่า 51% ของชาวอเมริกันคิดว่า ‘มีโอกาสพอสมควรหรือมีโอกาสสูง’ ที่พวกเขาจะมีชีวิตยืนยาวกว่าเงินออมที่มี จากการสำรวจชาวอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 4,626 คนในเดือนมกราคม

 

สาเหตุหลักของความกลัวนี้มีหลายประการ ทั้งเงินเฟ้อที่พุ่งสูง สวัสดิการ Social Security ที่ไม่เพียงพอ และภาระภาษีที่หนักอึ้ง นอกจากนี้นโยบายภาษีนำเข้าใหม่ยังสร้างความปั่นป่วนในตลาดหุ้น ขณะที่การเปลี่ยนแปลงในหน่วยงาน Social Security Administration ก็ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าสวัสดิการที่เคยได้รับจะยังคงอยู่หรือไม่

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ระบบบำนาญแบบเก่าที่นายจ้างจ่ายให้ตลอดชีวิตหลังเกษียณกำลังหายไป แทนที่ด้วยแผนออมเงิน 401(k) และแผนออมอื่นๆ ที่พนักงานต้องบริหารจัดการเอง ทำให้ภาระและความเสี่ยงตกอยู่กับตัวผู้เกษียณเองทั้งหมด

 

แม้ Northwestern Mutual จะสำรวจพบว่าคนอเมริกันคิดว่าต้องมีเงิน 1.26 ล้านดอลลาร์หรือราว 42 ล้านบาทเพื่อเกษียณอย่างสบาย 

 

แต่ Kyle Menke ผู้ก่อตั้ง Menke Financial ยืนยันว่าตัวเลขที่แท้จริงนั้นแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ส่วนบุคคล โดยต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน ภาษี เงินเฟ้อ และค่ารักษาพยาบาลที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

David Blanchett หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านการเกษียณที่ PGIM DC Solutions แนะนำทางออกว่า “การสร้างกระแสรายได้ตลอดชีพที่มั่นคงซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น จะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ที่อาจทำให้ผู้เกษียณต้องลดการใช้จ่าย” โดยวิธีที่ดีที่สุดคือเริ่มจากการชะลอการรับสิทธิประโยชน์ Social Security ไปจนถึงอายุ 70 ปี เพื่อให้ได้รับเงินรายเดือนสูงสุด

 

นอกจากนี้การซื้อประกันบำนาญแบบ Lifetime Income Annuity ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แม้ว่าจะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้าก็ตาม โดย Blanchett แนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่เข้าใจง่ายก่อน เช่น single premium immediate annuities

 

“หากไม่ทำสิ่งเหล่านี้ คุณจะไม่สามารถกำจัดความกลัวเรื่องเงินหมดได้” Blanchett กล่าวทิ้งท้าย “การเกษียณอาจกินเวลา 10 ปี หรือนานถึง 40 ปี คุณไม่มีทางรู้ว่ามันจะยาวนานแค่ไหน”

 

Kelly LaVigne รองประธานฝ่ายข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคที่ Allianz Life เตือนว่า “นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรวางแผนด้วยตัวเอง” เนื่องจากมีปัจจัยซับซ้อนมากมายที่ต้องพิจารณา 

 

ดังนั้นการปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการวางแผนเกษียณที่มั่นคง เพราะพวกเขาสามารถจำลองสถานการณ์และทดสอบแผนภายใต้ความกดดันต่างๆ ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่บั้นปลายชีวิตได้อย่างไร้กังวล

 

ภาพ: sebra / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ความกลัวอันดับ 1 ของชาวอเมริกันไม่ใช่ความตาย แต่คือ ‘เงินหมด’ หลังเกษียณ ชี้ทางรอด ‘ชะลอรับประกันสังคม-ซื้อประกันบำนาญ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน! จ่ายขั้นต่ำ ‘ยิ่งจ่าย หนี้ยิ่งเพิ่ม’ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 วิธีสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว https://thestandard.co/minimum-payment-debt-trap/ Sun, 20 Apr 2025 11:44:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1066299

4 ใน 10 ชาวอเมริกันมีหนี้บัตรเครดิตผิดชำระ! ผู้เชี่ยวชา […]

The post เตือน! จ่ายขั้นต่ำ ‘ยิ่งจ่าย หนี้ยิ่งเพิ่ม’ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 วิธีสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

4 ใน 10 ชาวอเมริกันมีหนี้บัตรเครดิตผิดชำระ! ผู้เชี่ยวชาญเตือน ยิ่ง ‘จ่ายขั้นต่ำ’ ไปเรื่อยๆ ยิ่งเป็นหนี้นานขึ้น

 

ตามรายงานล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐในนิวยอร์ก ระบุ ขณะนี้ชาวอเมริกันเผชิญหนี้บัตรเครดิตพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

แต่ที่น่าสนใจก็คือ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่หนี้บัตรเครดิตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจไม่ได้เกี่ยวกับการใช้จ่ายมากนัก แต่เกี่ยวกับ ‘ความสับสน’ มากกว่า 

 

โดยการสำรวจล่าสุดจาก Experian พบว่าชาวอเมริกัน 2 ใน 5 ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต “เชื่อว่าการชำระเงินขั้นต่ำก็เพียงพอที่จะจัดการกับหนี้ได้”

 

Melissa Lambarena นักเขียนอาวุโสของทีมบัตรเครดิตที่ NerdWallet กล่าวว่า การคาดเดานั้นทำได้ง่าย เนื่องจากจำนวนเงินขั้นต่ำคือจำนวนเงินที่พิมพ์อยู่บนใบแจ้งยอด ดังนั้น การชำระยอดขั้นต่ำจึงอาจดูเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตาม “การชำระหนี้ขั้นต่ำไปเรื่อยๆ จะทำให้คุณเป็นหนี้นานขึ้นมาก” เธอกล่าว

 

หากต้องการปลดหนี้ ต้องจ่ายเงินมากกว่าขั้นต่ำในแต่ละเดือน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า ประเด็นนี้จำเป็นอย่างมาก และเป็นกลยุทธ์ที่สามารถจัดการหนี้ได้

 

โดยทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้วิธีแบบ “ก้อนหิมะกลิ้งลงเขา” หรือ “ทลายหิมะให้ถล่ม” เพื่อสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้บัตรเครดิต 

 

Lambarena กล่าวว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน แต่กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ “วิธีที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคุณซึ่งจะทำให้คุณมีแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว”

 

1. กลิ้งก้อนหิมะลงจากเขา (The snowball method) 

 

วิธีกลิ้งก้อนหิมะลงเขาเป็นแนวทางให้คุณชำระหนี้ตามลำดับจากยอดหนี้ที่น้อยที่สุดไปยังยอดหนี้ที่มากที่สุด คุณชำระหนี้ขั้นต่ำทั้งหมด จากนั้นนำเงินที่เหลือไปชำระบัตรเครดิตที่มียอดหนี้น้อยที่สุดก่อน

 

เมื่อชำระยอดหนี้ในบัตรเครดิตที่น้อยที่สุดแล้ว คุณก็นำเงินที่คุณจะใช้ในการชำระบัตรใบนั้นไปชำระหนี้ที่น้อยที่สุดใบถัดไป วิธีนี้จะสร้างเอฟเฟกต์ก้อนหิมะที่เพิ่มแรงผลักดันเมื่อคุณชำระบัตรเครดิตแต่ละใบได้

 

ข้อดีของวิธีนี้คือแรงผลักดันที่คุณค่อยๆ สร้างขึ้นวินัย เมื่อคุณชำระหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะ “เหมือนก้อนหิมะที่กลิ้งลงเนินเขา จะทำให้คุณมีแรงผลักดันและรู้สึกมีแรงจูงใจมากขึ้น”

 

วิธีนี้เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์เพื่อก้าวต่อไปในเส้นทางการจัดการหนี้ อาจเหมาะกับคุณหากคุณต้องการ “แรงจูงใจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้รู้สึกว่าคุณกำลังก้าวหน้าเดินหน้าต่อไป” เขากล่าว

 

2. หิมะถล่ม (The Avalanche Method)

 

วิธีหิมะถล่ม จะเน้นไปที่หนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน หลังจากชำระเงินขั้นต่ำสำหรับหนี้ทั้งหมดแล้ว ให้นำเงินส่วนเกินไปชำระยอดคงเหลือที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด

 

วิธีนี้มีประสิทธิภาพทางคณิตศาสตร์มากกว่า เนื่องจากหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงจะมีต้นทุนในการชำระสูงกว่า การกำจัดหนี้เหล่านี้ออกไปก่อนจะช่วยลดดอกเบี้ยรวมที่ต้องจ่ายและลดระยะเวลาในการปลดหนี้

 

Lambarena แนะนำว่า ตราบใดที่คุณยึดมั่นกับวิธีนี้ เมื่อพิจารณาว่า “อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงสุดตลอดกาล นี่จะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด แต่กลยุทธ์นี้จะไม่มีความหมายเลยหากไม่สามารถกระตุ้นคุณได้”

 

Rod Griffin ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาสาธารณะและการสนับสนุนที่ Experian เห็นด้วยว่า “ความคืบหน้าของวิธีที่ 2 อาจดูช้ามาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น  อย่างไรก็ตาม วิธีถล่มหิมะให้ทลาย จะให้ประโยชน์ทางการเงินสูงสุดเพื่อการชำระหนี้ระยะยาว”

 

ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีใด ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการวางแผนและมุ่งมั่นกับแผนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีเคล็ดลับเดียวที่ใช้ได้กับทุกคนในการชำระหนี้ แต่การหลีกเลี่ยง นั้นก็ไม่ได้ช่วยให้หนี้หมดไป เขากล่าว

 

“หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดสำหรับครัวเรือนส่วนใหญ่ หนี้ประเภทนี้ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดีของคุณ”

 

ภาพ: pixdeluxe / Getty images 

อ้างอิง: 

The post เตือน! จ่ายขั้นต่ำ ‘ยิ่งจ่าย หนี้ยิ่งเพิ่ม’ ผู้เชี่ยวชาญแนะ 2 วิธีสร้างวินัยและแรงจูงใจในการชำระหนี้ระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วางแผนการเงิน สร้างเงิน 1 ล้านแรกว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างไร https://thestandard.co/financial-planning-save-invest-1-million/ Thu, 17 Apr 2025 10:11:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1065370 1 ล้านแรก

‘1 ล้านแรก’ คงเป็นหมุดหมายแรกๆ ที่สำคัญของคนวัยทำงานหลา […]

The post วางแผนการเงิน สร้างเงิน 1 ล้านแรกว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 ล้านแรก

‘1 ล้านแรก’ คงเป็นหมุดหมายแรกๆ ที่สำคัญของคนวัยทำงานหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือเจ้าของกิจการ เพราะหากใครก็ตามสามารถไปแตะที่ตัวเลขดังกล่าวได้แล้ว การจะสร้างเงินล้านถัดไปก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้นอย่างที่ใครหลายๆ คนกล่าวไว้

 

การจะสร้างเงินล้านแรกได้นั้นก็คงมีหลายวิธี และหากตอบแบบกำปั้นทุบดินก็จะบอกได้ว่า ก็เก็บเงิน 1 แสนบาท เป็นเวลา 10 เดือน ก็สามารถแตะ 1 ล้านบาทได้แล้วภายในเวลาไม่ถึงปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะมีคนสักกี่เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทยที่สามารถออมเงินด้วยสัดส่วนดังกล่าวได้ 

 

ดังนั้นแล้วการออมเงินและวางแผนเพื่อการลงทุน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่หากเริ่มต้นได้ไว เดินไปอย่างมีวินัย และมีความแน่วแน่ ใครๆ ก็สามารถไปถึงได้อย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่จะทำได้ขึ้นกับปัจจัยหลักๆ 3 ส่วน ดังที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนผู้บุกเบิกแนว VI (Value Investor) ของประเทศไทย ได้แก่ เงินต้น (เงินลงทุนต่อเดือน), ผลตอบแทนที่ทำได้ (% ต่อปี) และระยะเวลา (ปี)

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ ‘วิธีการวางแผนสู่เงิน 1 ล้านแรกกัน’ ว่าต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไร จะสามารถมีเงิน 1 ล้านบาทได้ภายใน 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post วางแผนการเงิน สร้างเงิน 1 ล้านแรกว่าต้องออมเดือนละเท่าไร ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก FIRE 5 แบบ ปูทางสู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’ https://thestandard.co/financial-freedom-fire-types/ Fri, 11 Apr 2025 00:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1062692 financial-freedom-fire-types

Financial Independence, Retire Early หรือ FIRE คือแนวคิ […]

The post รู้จัก FIRE 5 แบบ ปูทางสู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
financial-freedom-fire-types

Financial Independence, Retire Early หรือ FIRE คือแนวคิดการเกษียณให้เร็วผ่านการวางแผนการเก็บเงินอย่างเข้มข้นในสัดส่วนถึง 50-70% ของเงินเก็บ แล้วนำไปบริหารจัดการให้เติบโต เพื่อให้สามารถเข้าถึงอิสรภาพทางการเงินให้เร็วที่สุด บ้างก็ตั้งเป้าอายุ 40 ปี บ้างก็ตั้งเป้าตั้งแต่อายุ 30 ปี เพื่อให้สามารถมีเวลาไปทำสิ่งที่ต้องการและออกแบบชีวิตของตนเองได้

 

ซึ่งในยุคปัจจุบันแนวคิดแบบ FIRE ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ หลังแนวคิดทางการเงินเริ่มเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น เด็กยุคใหม่มองหาวิธีให้ตัวเองสามารถออกจากวงจรงานประจำได้เร็วที่สุด แต่ยังมีเงินมากพอให้สามารถไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้

 

ในบทความนี้ ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปศึกษาแนวคิดแบบ FIRE หรือ Financial Independence, Retire Early ว่ามีหลักคิดแบบใดและมีรูปแบบอย่างไรบ้าง

 


 

รู้จัก FIRE 5 แบบ

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post รู้จัก FIRE 5 แบบ ปูทางสู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่าน 5 แนวคิด บริหารเงิน ของเศรษฐีที่รวยด้วยตัวเอง “เงินไม่ได้มีไว้เพื่อสะสม แต่เงินมีไว้เพื่อแก้ปัญหาและสนุกกับชีวิต” https://thestandard.co/5-mindsets-self-made-millionaires/ Sun, 23 Mar 2025 11:16:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1055352

กว่าคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จเป็นคนรวยในวันนี้ได้อาจไม […]

The post อ่าน 5 แนวคิด บริหารเงิน ของเศรษฐีที่รวยด้วยตัวเอง “เงินไม่ได้มีไว้เพื่อสะสม แต่เงินมีไว้เพื่อแก้ปัญหาและสนุกกับชีวิต” appeared first on THE STANDARD.

]]>

กว่าคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จเป็นคนรวยในวันนี้ได้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางคนเกิดมามีต้นทุนจากความมั่งคั่งของมรดกตกทอด ทำให้มีจุดเริ่มต้นที่ดี ในขณะที่บางคนทำงานอย่างหนัก มุ่งมั่น และต้องอาศัยการตัดสินใจเลือกอาชีพที่ถูกจังหวะ และกับบางคน โชคก็มีส่วน

 

อย่างไรก็ตาม มีนิสัยทั่วไปบางประการในหมู่คนร่ำรวยหรือเศรษฐีที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยตัวเอง มีหลักการออมเงิน 5 ข้อ และยึดถือกฎเหล่านี้เพื่อสร้างความมั่งคั่ง Ramit Sethi พิธีกรรายการโทรทัศน์ ได้รวบรวมและบอกเล่าเอาไว้ว่า “ถึงเวลาแล้วที่ผู้คนควรจะเลิกบูชาคนรวย และหันมาเรียนรู้แบบอย่างวิธีคิดในสิ่งที่พวกเขาทำจนกว่าจะมีวันนี้จริงๆ”

 

1. รู้จุดอ่อนและจุดแข็งด้านการเงินของตัวเอง

 

หากคุณรู้ว่าคุณทำเงินได้เท่าไรในหนึ่งปี คุณก็ก้าวล้ำหน้าผู้คนมากมายไปแล้วหนึ่งก้าว

 

“คุณต้องรู้ตัวเลขเงินในบัญชีของคุณ” เขากล่าวกับ CNBC Make It โดยเขาเก็บข้อมูลการบริการเงินของคนรวย ซึ่งพบข้อมูลอันน่าทึ่งว่ากว่า 50% ของคู่รักไม่รู้รายได้ครัวเรือนของตนเอง และ 90% ของคนที่มีหนี้สินไม่รู้ว่าตนเองเป็นหนี้อยู่เท่าไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้ การติดตามและหมกมุ่นอยู่กับราคาไข่หรือน้ำมันหนึ่งแกลลอนนั้นเป็นเรื่องง่ายก็จริงแต่คงไม่ใช่ข้อดีนัก ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่มีผลต่อค่าครองชีพเพื่อการออมการเกษียณอายุ สิ่งสำคัญก่อนจะไปถึงจุดนั้นคุณควรหันมาทบทวนและตั้งคำถามกับตัวเอง 7 ข้อ

 

  • ฉันจะหาเงินได้เท่าไร
  • ฉันมีหนี้เท่าไรและจะชำระหนี้หมดเมื่อใด
  • รายได้ของฉันกี่เปอร์เซ็นต์ที่นำไปออม
  • รายได้ของฉันกี่เปอร์เซ็นต์ที่นำไปลงทุน
  • รายได้ของฉันใช้ไปกับที่อยู่อาศัยเท่าไร
  • ฉันอยากใช้จ่ายกับอะไรมากขึ้นและน้อยลง
  • ฉันมีความเชื่อเกี่ยวกับเงินอย่างไร

 

แน่นอนว่าการรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้ได้แต่หากไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลยคงไม่สามารถช่วยให้คุณไปได้ไกลมากกว่าการหันมาใส่ใจ ทำความเข้าใจสถานะทางการเงินของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจว่าขั้นตอนต่อไปของการเงินของคุณคืออะไร

 

“คนรวยที่รู้จักใช้เงินอย่างชาญฉลาดจะสามารถบอกคุณได้ว่าพวกเขาจะมีเงินเท่าไรในเดือนหน้า ปีหน้า หรือแม้กระทั่งอีก 5 ปีข้างหน้า”

 

2. ตัดสินใจให้ ‘เฉียบ’ และมีระบบในเรื่องการเงิน

 

อย่าใช้แต่เพียงความตั้งใจในการตัดสินใจเรื่องเงินอย่างชาญฉลาด แทนที่จะตั้งงบประมาณและมุ่งมั่นที่จะทำตามนั้น ให้ลองใช้ระบบจัดการเงินของแบบตัดค่าใช้จ่ายอัตโนมัติ ทั้งเงินออม การลงทุน และการชำระบิลของคุณสามารถทำโดยอัตโนมัติได้ เพื่อให้คุณไม่ต้องคิดเรื่องต่างๆ เช่น คุณจะจ่ายค่าวันหยุดในปีนี้ได้หรือไม่

 

คุณสามารถทำได้โดยตั้งค่าการหักเงินจากเงินเดือนของคุณหรือโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีนายหน้าโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ คุณยังสามารถกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเงินสำหรับตัวเองได้ เช่น ตัดสินใจว่าจะนำเงินก้อนโตที่ได้รับไปลงทุนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เท่าไร และส่วนที่เหลือเพื่อซื้อความสุขให้กับชีวิตอย่างพอดี

 

Sethi เขียนว่า “คนรวยไม่เสี่ยงเอาความสำเร็จทางการเงินของตนเองกับแรงจูงใจที่พวกเขารู้สึกมีในปัจจุบันมาคิด พวกเขาจะสร้างระบบที่รัดกุมเพื่อจัดการเงินของพวกเขาโดยอัตโนมัติ”

 

3. วางแผนก่อนใช้จ่ายเสมอ

 

ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ชีวิตก็เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์ที่คาดไม่ถึง แต่สิ่งที่ทำให้คนรวยแตกต่างจากคนอื่นก็คือ “พวกเขามีแผนสำหรับอนาคต”

 

พวกเขาไม่เพียงแต่มีกองทุนฉุกเฉินที่มั่นคงเท่านั้น แต่ยังมีความเข้าใจอย่างมั่นคงว่าต้องการและออกแบบให้ชีวิตเป็นอย่างไร

 

“คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรออมหรือลงทุนเท่าไร คิดให้ดีว่าคุณต้องการทำอะไรกับเงินของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากงานทั้งหมดเมื่ออายุ 60 ปี หรือเริ่มต้นธุรกิจของคุณเองเมื่อเลิกงาน”

 

เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้ว คุณต้องสร้างไทม์ไลน์และวางแผน สร้างระบบการเก็บออมเงินเพื่อให้คุณไม่ลำบากในภายภาคหน้า

 

4. ดำเนินชีวิตตามหลักการ 80/20

 

คนรวยดำเนินชีวิตตามหลักการ 80/20 กล่าวคือ 80% ของผลลัพธ์ของคุณมาจากความพยายาม 20% หากเป็นธุรกิจนี่อาจหมายความว่า 80% ของกำไรมาจากลูกค้า 20%

 

หมายความว่าแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับคำถามมูลค่า 3 ดอลลาร์ เช่น คุณควรซื้อลาเต้หรือชงกาแฟที่บ้านหรือไม่ ให้มุ่งเน้นไปที่ “คำถามมูลค่า 30,000 ดอลลาร์” เช่น คุณสามารถเจรจาขอขึ้นเงินเดือนหรือลดค่าที่อยู่อาศัยได้มากน้อยเพียงใด

 

“เพราะหากเราเอาแต่วนเวียนอยู่กับปัญหาและพยายามทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก”

 

5. เน้นคุณค่า มากกว่า ‘ต้นทุน’

 

แน่นอนว่าคุณสามารถประหยัดเงินได้บ้าง โดยเลือกตัวเลือกที่ถูกที่สุดเสมอ แต่การประหยัดเงินเพียงแลกสิ่งเล็กน้อยอาจไม่คุ้มกับผลิตภัณฑ์หรือประสบการณ์

 

“คนรวยที่ฉลาดเรื่องเงินไม่สนใจแค่ต้นทุนเท่านั้น แต่สนใจคุณค่าด้วย”

 

เขายกตัวอย่างการเลือกจ่ายเงินจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัว แทนที่จะพยายามสอนตัวเองผ่านแหล่งข้อมูลฟรี เช่น วิดีโอ YouTube “การจ่ายเงินให้ใครสักคนช่วยให้ฉันไม่ต้องหงุดหงิดอีกต่อไป และยังได้สิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น นั่นคือเวลา”

 

กฎเหล่านี้ควรนำไปใช้กับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณ เลือกลงทุนในบางด้านที่สำคัญแทนที่จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายกับสิ่งที่ไม่สำคัญ

 

อย่าลืมว่า “The point of money isn’t to hoard it, The point of money is to use it to solve problems and enjoy your life.

 

จุดประสงค์ของเงินนั้นไม่ใช่เพื่อสะสมไว้ แต่จุดประสงค์ของเงินคือมีไว้ใช้เพื่อแก้ปัญหาวันข้างหน้าและสนุกกับชีวิต

 

ภาพ: Deagreez / Getty images

อ้างอิง:

The post อ่าน 5 แนวคิด บริหารเงิน ของเศรษฐีที่รวยด้วยตัวเอง “เงินไม่ได้มีไว้เพื่อสะสม แต่เงินมีไว้เพื่อแก้ปัญหาและสนุกกับชีวิต” appeared first on THE STANDARD.

]]>