Lifestyle & Passion – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 31 Dec 2025 07:28:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 บทเรียนแบรนด์หรู! ทำไม Rolex ถึงไม่ขายมือสองเอง? เปิดโมเดล ‘ยืมมือดีลเลอร์’ คุมตลาดรีเซลแบบไม่ต้องแบกความเสี่ยง https://thestandard.co/luxury-brand-lesson-why-doesnt/ Wed, 31 Dec 2025 07:28:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1160442 บทเรียนแบรนด์หรู ทำไม Rolex ถึงไม่ขายมือสองเอง? เปิดโมเดล ‘ยืมมือดีลเลอร์’ คุมตลาดรีเซลแบบไม่ต้องแบกความเสี่ยง

ดูเหมือนว่า Rolex แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสอาจจะทำได้เ […]

The post บทเรียนแบรนด์หรู! ทำไม Rolex ถึงไม่ขายมือสองเอง? เปิดโมเดล ‘ยืมมือดีลเลอร์’ คุมตลาดรีเซลแบบไม่ต้องแบกความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนแบรนด์หรู ทำไม Rolex ถึงไม่ขายมือสองเอง? เปิดโมเดล ‘ยืมมือดีลเลอร์’ คุมตลาดรีเซลแบบไม่ต้องแบกความเสี่ยง

ดูเหมือนว่า Rolex แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสอาจจะทำได้เพียงแค่ ‘เสมอตัว’ เท่านั้นในโครงการจำหน่ายนาฬิกามือสองอย่างเป็นทางการของพวกเขา แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นความตั้งใจมาตั้งแต่ต้น เพราะการยอมทิ้งผลกำไรส่วนนี้ไป กลับกลายเป็นเกราะป้องกันชื่อเสียงของแบรนด์ชั้นเยี่ยม ในขณะเดียวกันก็เป็นอาวุธสำคัญที่ใช้จัดการกับเหล่านักเก็งกำไรที่คอยปั่นป่วนตลาด

 

ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน Rolex ได้ตัดสินใจก้าวเข้ามาแทรกแซงตลาดซื้อขายนาฬิกามือสองที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งในขณะนั้นเต็มไปด้วยสินค้าลอกเลียนแบบและการเก็งกำไร โดยการเปิดตัวโปรแกรมรับรองนาฬิกามือสองอย่างเป็นทางการ (Certified Pre-Owned)

 

ความเคลื่อนไหวนี้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ WatchCharts ประเมินว่าโปรแกรมนี้จะสร้างยอดขายได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาท) ในปี 2025 ซึ่งสอดคล้องกับที่ Watches of Switzerland หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายหลักของ Rolex ได้เปิดเผยกับนักลงทุนในเดือนนี้ว่า นาฬิกา Rolex มือสองที่ผ่านการรับรองได้กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับสองของร้านไปแล้ว

 

ในขณะที่แบรนด์หรูส่วนใหญ่ยังคงกล้าๆ กลัวๆ ที่จะกระโดดลงมาเล่นในตลาดมือสอง เพราะกังวลว่าสินค้าเก่าจะมาลดทอนเสน่ห์ของสินค้าใหม่ รวมถึงไม่ชอบความโปร่งใสของราคาบนเว็บไซต์รีเซลที่มักจะโชว์ส่วนลดมหาศาล แต่ Rolex กลับแสดงให้เห็นหนทางใหม่ของอุตสาหกรรม ด้วยการดึงผู้ค้าปลีกให้อยู่ในระยะที่ควบคุมได้ พร้อมกับปกป้องแบรนด์ของตนเองไปในตัว

 

สิ่งที่น่าสนใจจากข้อมูลของ Morgan Stanley คือ ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 28% สำหรับนาฬิกามือสองที่ได้รับการรับรองว่าเป็น ‘ของแท้’ จาก Rolex เมื่อเทียบกับนาฬิกาที่ไม่ได้รับการรับรอง ผู้ซื้อยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อความมั่นใจว่าจะไม่โดนหลอกขายของปลอม และที่สำคัญสำหรับนาฬิกากลไกคือ ความมั่นใจว่านาฬิกาเรือนนั้นได้รับการดูแลรักษาและทำงานได้อย่างสมบูรณ์

 

ความบิดเบี้ยวของกลไกตลาดทำให้ Rolex บางรุ่นมีราคามือสองแพงกว่ามือหนึ่ง เนื่องจากความต้องการที่มีมากกว่ากำลังการผลิตมหาศาล จนเกิดบัญชีรายชื่อรอคิวสำหรับนาฬิกาใหม่ที่มีเพียงราว 1.2 ล้านเรือนต่อปี ทำให้บรรดานักสะสมยอมจ่าย ‘ค่าพรีเมียม’ ในตลาดมือสองเพื่อให้ได้นาฬิกามาครอบครองทันที

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ Rolex GMT-Master II รุ่นขอบหน้าปัดสีแดงและน้ำเงิน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Pepsi’ ซึ่งราคาขายมือหนึ่งในร้านรวมภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ 12,150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.82 แสนบาท) แต่ในเว็บไซต์รีเซลทั่วไปราคากระโดดไปอยู่ที่ 22,750 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.16 แสนบาท) และหากเป็นเรือนที่ได้รับการรับรองจาก Rolex ราคาจะพุ่งไปถึง 26,750 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.42 แสนบาท)

 

แม้จะมีส่วนต่างราคาที่หอมหวาน แต่ Rolex กลับมองโปรแกรมมือสองนี้เป็นเครื่องมือรักษาภาพลักษณ์มากกว่าแหล่งรายได้ใหม่ โครงสร้างของแผนถูกออกแบบมาให้ผู้ค้าปลีกอิสระอย่าง Watches of Switzerland และ 1916 Company ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต เป็นผู้ลงแรงเกือบทั้งหมดและรับผลตอบแทนทางการเงินไป

 

ผู้ค้าปลีกเหล่านี้มีหน้าที่จัดหานาฬิกามือสอง ตรวจสอบความถูกต้อง และซ่อมบำรุงให้ได้ตามมาตรฐานของแบรนด์ จากนั้น Rolex จะทำหน้าที่เพียงออกใบรับรองของแท้และให้การรับประกัน 2 ปี โดยที่ ‘ผู้ค้าปลีก’ จะเป็นคนกำหนดราคาขาย ไม่ใช่ Rolex

 

โมเดลธุรกิจแบบนี้ดูสมเหตุสมผลและชาญฉลาด เพราะเมื่อเทียบกับตอนที่ผู้ผลิตนาฬิกาหรูอย่าง Audemars Piguet เปิดตัวโปรแกรมมือสองและกำหนดราคาเอง กลับสร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริโภค จนเกิดฉันทามติในอุตสาหกรรมว่า แบรนด์ควรกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด แต่ควรปล่อยให้คนอื่นเป็นผู้ดำเนินงานขาย

 

การรักษาระยะห่างเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายสำหรับ Rolex เพราะยอดขายกว่า 90% เกิดขึ้นผ่านผู้ค้าปลีกภายนอก ซึ่งคล้ายกับ Patek Philippe ที่มีการขายตรงน้อยมาก โครงสร้างนี้ยังช่วยให้ Rolex ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการสต๊อกสินค้ามือสอง ซึ่งเป็นข้อดีอย่างมากเมื่อพิจารณาจากความผันผวนของมูลค่าในตลาดรอง

 

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ Rolex ต้องลงมาเล่นในเกมนี้ คือการปกป้องธุรกิจในตลาดหลัก เพราะ Rolex คือแบรนด์นาฬิกาหรูที่ถูก ‘ปลอมแปลง’ มากที่สุดในโลก หากลูกค้าถูกหลอกด้วยของปลอม ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลาดนาฬิกาหรูทั่วโลกถึง 32% การมีโปรแกรมรับรองสินค้าจึงเป็นการมอบพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ซื้อ และช่วยพยุงมูลค่าในตลาดรีเซลให้สูงอยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนกลับมาเป็นผลดีต่อแบรนด์

 

สำหรับแบรนด์นาฬิกา ธุรกิจมือสองนั้นใหญ่เกินกว่าจะมองข้าม Oliver Müller ผู้ก่อตั้ง LuxeConsult ประเมินว่าการซื้อขายนาฬิกาสวิสมือสองจะมีมูลค่าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.87 แสนล้านบาท) ในปีนี้ ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของขนาดตลาดมือหนึ่ง ในขณะที่ธุรกิจรีเซลเสื้อผ้าและกระเป๋าหรูยังมีมูลค่าเพียง 13% ของตลาดหลักเท่านั้น

 

หากผู้คนยอมจ่ายเงินเพิ่มหลายพันดอลลาร์เพื่อแลกกับความมั่นใจว่าเป็น Rolex ของแท้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะยอมจ่ายค่าพรีเมียมสำหรับการรับประกันจากแบรนด์อื่นๆ เช่นกัน โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูงอย่างกระเป๋า Hermès Birkin หรือนาฬิกา Patek Philippe

 

บทเรียนจาก Rolex อาจไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์หรูอื่นๆ อยากได้ยินนัก นั่นคือการทำความเข้าใจและควบคุมตลาดรีเซลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อาจกลายเป็นสิ่งที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่พวกเขาก็ไม่ควรคาดหวังผลกำไรที่เป็นกอบเป็นกำจากความพยายามเหล่านี้

 

อ้างอิง:

 

The post บทเรียนแบรนด์หรู! ทำไม Rolex ถึงไม่ขายมือสองเอง? เปิดโมเดล ‘ยืมมือดีลเลอร์’ คุมตลาดรีเซลแบบไม่ต้องแบกความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก https://thestandard.co/parents-avoid-no-money-phrase/ Wed, 10 Dec 2025 08:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1153228 นักจิตวิทยาแนะ พ่อแม่ อย่าพูดแค่ ไม่มีเงิน ชี้ เป็นคำทำลาย อนาคตการเงินลูก

ในยุคที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น […]

The post นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักจิตวิทยาแนะ พ่อแม่ อย่าพูดแค่ ไม่มีเงิน ชี้ เป็นคำทำลาย อนาคตการเงินลูก

ในยุคที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้รายจ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารจัดการเงินเป็นความท้าทายหลักของทุกครอบครัว และหนึ่งในบททดสอบที่สำคัญที่สุดคือ การรับมือกับคำขอซื้อของราคาสูงของบุตรหลาน ซึ่งมักเกินกว่าขอบเขตของงบประมาณที่ตั้งไว้

 

แม้ว่าคำขอเหล่านี้อาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินชี้ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินของเด็กในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจัดการเงินเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

 

นักจิตวิทยาด้านการเงินให้ความสำคัญอย่างมากกับการใช้ภาษาในการปฏิเสธ โดยเฉพาะประโยคสั้นๆ ที่พบบ่อย เช่น เรามีเงินไม่พอ หรือ เราซื้อไม่ได้ ซึ่งมีผลต่อการสร้างกรอบความคิดและความเชื่อด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยเฉพาะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน พวกเขาจะเริ่มใช้เกณฑ์ทางวัตถุเพื่อทำการเปรียบเทียบทางสังคม ในยามที่สังเกตเห็นการใช้จ่ายของเพื่อนในวัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทริปต่างประเทศ ของเล่นราคาแพง หรือทรัพย์สินที่แสดงความหรูหราในบ้านของคนอื่น การเห็นสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ทำไมสถานะทางการเงินของครอบครัวเราถึงไม่สามารถมีสิ่งเหล่านั้นได้

 

และเมื่อพ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับคำถามและคำขอ ลูกจะถามต่อว่าทำไมถึงซื้อไม่ได้ ช่วงเวลานี้เองที่ผู้ปกครองจะรู้สึกอึดอัด เพราะคำถามอาจไปกระตุ้นความรู้สึกผิด หรือประสบการณ์ความขาดแคลนในอดีต ทำให้การตอบด้วยประโยคสำเร็จรูปอย่างเราซื้อไม่ได้ เพื่อยุติบทสนทนา

 

นักจิตวิทยาด้านการเงินแนะ 3 แนวคิดเพื่อสร้างความเข้าใจด้านการเงิน 1.เปลี่ยนจากตอบว่าไม่มีเงินเป็นทางเลือกทางการเงิน เนื่องจากความเสี่ยงของการบอกว่าซื้อไม่ได้อย่างสั้นๆ ทำให้เด็กสับสน เพราะในความเป็นจริง ครอบครัวอาจมีช่องทางในการหาเงินมาซื้อได้ เช่น การกู้ยืม, การใช้สินเชื่อส่วนบุคคล, หรือการขายสินทรัพย์ แต่การทำเช่นนั้นจะส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน

 

แนวทางที่แนะนำคือ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมถึงเลือกที่จะไม่ซื้อ โดยชี้แจงเป้าหมายและทางเลือกทางการเงินของครอบครัว เช่น ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเร่งปลดหนี้ตามด้วยการบอกว่าเงินก้อนนี้ถูกจัดสรรไว้สำหรับการออมเพื่อการศึกษาในอนาคต หรือกำลังลงทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ซึ่งเป็นการสอนให้ลูกเข้าใจถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบทางการเงิน

 

2. หลีกเลี่ยงกรอบความคิดแห่งความขาดแคลน เพราะผลกระทบระยะยาวของการพูดซ้ำๆ ว่าไม่มีเงินเป็นการปลูกฝังกรอบความคิดแห่งความขาดแคลน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเด็กที่ถูกจำกัดการกินขนม เมื่อโตขึ้นและมีอิสระทางการเงิน พวกเขาอาจเกิดพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว เพื่อสนองความรู้สึกที่ถูกกดทับ ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาระหนี้สินในที่สุด

 

ส่วนแนวทางที่แนะนำคือ อธิบายว่าการปฏิเสธไม่ได้มาจากการขาดแคลนแต่มาจากการบริหารจัดการ พ่อแม่ควรเน้นย้ำถึงหลักการบริหารเงินตามลำดับความสำคัญ ซึ่งช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องการจัดสรรทรัพยากรแทนที่จะทำให้เด็กฝังใจว่าครอบครัวอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินตลอดเวลา

 

3. ใช้ทุกคำขอเป็นโอกาสในการสอนการเงิน โดยคำขอของลูกคือโอกาสในการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับเป้าหมายทางการเงินของครอบครัว และความสำคัญของการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต พ่อแม่สามารถเชื่อมโยงคำขอของลูกเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง เช่น เล่าเรื่องราวของผู้ประกอบการที่สร้างความสำเร็จผ่านวินัยทางการเงินและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เด็กเห็นว่าการบรรลุความฝันทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยการทำงานหนัก การมีวินัย และการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด

 

ทั้งหมดสอดรับกับงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยทางการเงินและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่พูดคุยเรื่องเงินกันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้บุตรหลานโตมาเป็นคนที่มีสถานะการเงินที่ดีในอนาคต

 

ภาพ:KongNoi/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Bankin : Designed the best for your most loved one เลือกโรงเรียนนานาชาติให้ตอบโจทย์อนาคต https://thestandard.co/life/curated-life-uob-privilege-international-school/ Wed, 19 Nov 2025 01:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1144289 The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Banking

การมองหาโรงเรียนนานาชาติให้กับบุตรหลาน นับเป็นการวางแผน […]

The post The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Bankin : Designed the best for your most loved one เลือกโรงเรียนนานาชาติให้ตอบโจทย์อนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Banking

การมองหาโรงเรียนนานาชาติให้กับบุตรหลาน นับเป็นการวางแผนระยะยาว เพราะถือเป็นการเลือกสภาพแวดล้อมทางการศึกษาที่จะกำหนดมุมมอง ทักษะ พร้อมโอกาสในการเติบโตในบริบทสากล (Global Context) ผู้ปกครองจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะคุ้มค่าและสามารถส่งมอบรากฐานทักษะที่จำเป็นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้

 

การเลือกโรงเรียนจากเพียงแค่ชื่อเสียงจึงอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมั่นใจว่าระบบและวัฒนธรรมของโรงเรียนนั้น จะสามารถส่งมอบทักษะที่สอดคล้องกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างแท้จริง

 

The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Banking 1

 

เช็กลิสต์เพื่อการตัดสินใจ: การเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ด้านการศึกษา

 

ในคอลัมน์พิเศษ​ The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Banking นี้ THE STANDARD LIFE และ UOB จึงอยากชวนมาสำรวจเช็กลิสต์เพื่อการตัดสินใจ ที่จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถพิจารณาโรงเรียนนานาชาติในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investor) โดยครอบคลุม 5 องค์ประกอบสำคัญ เลือกโรงเรียนนานาชาติให้กับบุตรหลานที่รักของคุณ

 

1. หลักสูตรการศึกษา (Curriculum)

 

การพิจารณาประเภทหลักสูตร ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกว่าจะเรียนอะไร แต่เป็นการเลือกระบบที่กำหนด ปรัชญาการเรียนรู้ของลูก หลักสูตรที่ดีควรมีความยืดหยุ่นและปรับตามยุคสมัย โดยการเลือกต้องพิจารณาความแตกต่างเชิงลึก ตัวอย่างเช่น

 

หลักสูตร International Baccalaureate (IB) โดดเด่นด้วยปรัชญาการเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Learning) และการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizenship) โดยเฉพาะในระดับ Diploma Programme (DP) ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้ตั้งคำถาม มีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง และต้องทำวิจัยอิสระ (Extended Essay) ซึ่งพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ขั้นสูง

 

หลักสูตร British (IGCSE/A-Level) ที่เน้นความลึกและความเชี่ยวชาญ (Specialisation) ตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ผู้เรียนจะเลือกเรียนเพียง 3-4 วิชาในระดับ A-Level แต่เรียนในเชิงลึกอย่างเข้มข้น ทำให้มีความรู้เฉพาะทางที่หนักแน่น หรือ

 

หลักสูตร American (High School Diploma/AP) โดดเด่นด้วยความยืดหยุ่นของวิชา ผู้เรียนสามารถออกแบบหลักสูตรของตนเองได้หลากหลาย และสามารถเลือกเรียนวิชา Advanced Placement (AP) เพื่อเก็บหน่วยกิตระดับมหาวิทยาลัยล่วงหน้าได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญในการยื่นสมัครมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และยังช่วยให้เด็กมีโอกาสสำรวจความสนใจของตนเองก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายอีกด้วย

 

2. วิธีสอนและวัฒนธรรมในโรงเรียน (Pedagogy and Culture)

 

หัวใจสำคัญคือการตรวจสอบรูปแบบการสอนที่เน้นการปฏิบัติจริง (Action-based learning) เช่น Project-based หรือ Inquiry-based ซึ่งเป็นวิธีการที่ช่วยให้เด็กได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving) และการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ วัฒนธรรมของโรงเรียนต้องส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าตั้งคำถาม และยอมรับความผิดพลาดในฐานะส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นรากฐานของ Soft Skills และการมีภาวะผู้นำ (Leadership)

 

The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Banking 2

 

3. ความหลากหลายของนักเรียน (Student Diversity)

 

การที่สัดส่วนนักเรียนในคลาสมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของนักเรียนสูง จะถือเป็นขั้นต้นที่พอจะประเมินได้ว่า ห้องเรียนนั้น ๆ เป็นห้องเรียนทางสังคมที่ทรงพลัง เพราะนักเรียนจะได้เรียนรู้ทักษะ Cultural Intelligence และการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม (Cross-cultural communication) โดยอัตโนมัติ ทำให้เด็กเติบโตไปเป็นพลเมืองโลกหรือ Global Citizen ที่สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับผู้คนจากทั่วโลกได้

 

4. สัดส่วนครูต่างชาติ (Faculty Ratio)

การพิจารณาสัดส่วนครูไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาษาเท่านั้น แต่เป็นการพิจารณาความหลากหลายของวิธีการสอน (Diverse Methodologies) ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ตรงจากนานาชาติ จะนำเอาวิธีการสอน มุมมอง และปรัชญาการศึกษาที่หลากหลายเข้ามาในห้องเรียน

 

5. ค่าเทอมและค่าใช้จ่ายแฝง (Fees and Financial Planning)

การเป็นผู้ปกครองในฐานะ Chief Financial Planner ของครอบครัว หมายถึงการมองภาพรวมของต้นทุนทั้งหมด ไม่ใช่แค่ค่าเทอมหลัก แต่รวมถึงค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ การพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ ควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินระยะยาว (เช่น การจัดสรรเงินทุน การมองหาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง) ดังนั้น การวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาแบบระยะยาวให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ อย่างละเอียดในทุกมิติให้ดี โดยเปรียบเทียบสถานศึกษาแต่ละแห่ง เทียบรวมกับเช็กลิสต์ทั้ง 4 ข้อข้างต้น ก็จะช่วยให้การลงทุนเพื่อการศึกษาของลูกหลานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไร้ซึ่งอุปสรรคทางการเงินมาขัดจังหวะ

 

 

วางแผนการเงินอนาคต บริหารค่าเทอมลูกอย่างคุ้มค่า ด้วยบัตรเครดิตยูโอบี

 

เมื่อผู้ปกครองได้ใช้เช็กลิสต์นี้เพื่อพิจารณาจนมั่นใจในคุณค่าด้านวิชาการและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการบริหารจัดการต้นทุนของการลงทุนระยะยาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ ผู้ปกครองจึงต้องวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ

 

บัตรเครดิตยูโอบี จึงได้นำเสนอทางเลือกในการชำระค่าเล่าเรียน โดยมอบสิทธิประโยชน์ในการชำระค่าเทอมในกลุ่มโรงเรียนนานาชาติชั้นนำกว่า 28 แคมปัส โดยจะไม่มีค่าธรรมเนียมในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต และเลือกรับความคุ้มค่าได้ 2 ทาง: 1) ชำระเต็มจำนวนและรับคะแนนสะสมจากบัตรเครดิต เพื่อนำไปแลกเป็นสิทธิประโยชน์ได้มากมาย หรือ 2) เลือกแบ่งชำระ 0% สูงสุด 6 เดือน (ไม่ได้รับคะแนนสะสม) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินก้อนใหญ่ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://go.uob.com/3IpDH67

 

หมายเหตุ: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

The post The Curated Life by THE STANDARD LIFE X UOB Privilege Bankin : Designed the best for your most loved one เลือกโรงเรียนนานาชาติให้ตอบโจทย์อนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ไหวอย่าฝืน! ผลวิจัยชี้ 7 ใน 10 คนกรุงเทพฯ เผชิญ ‘ภาวะหมดไฟ’ ความเหนื่อยล้าในยุคเร่งรีบคือ ‘อ่อนเพลียภายใน’ ที่ทำลายคุณภาพการนอน https://thestandard.co/bkk-burnout-destroys-sleep/ Sun, 02 Nov 2025 13:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1138848 ไม่ไหวอย่าฝืน ผลวิจัยชี้ 7 ใน 10 คน กรุงเทพฯ เผชิญ ‘ภาวะหมดไฟ’ ความเหนื่อยล้าในยุคเร่งรีบคือ ‘อ่อนเพลียภายใน’ ที่ทำลายคุณภาพการนอน

ในโลกปัจจุบันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบอย่างไม่สิ้นส […]

The post ไม่ไหวอย่าฝืน! ผลวิจัยชี้ 7 ใน 10 คนกรุงเทพฯ เผชิญ ‘ภาวะหมดไฟ’ ความเหนื่อยล้าในยุคเร่งรีบคือ ‘อ่อนเพลียภายใน’ ที่ทำลายคุณภาพการนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ไหวอย่าฝืน ผลวิจัยชี้ 7 ใน 10 คน กรุงเทพฯ เผชิญ ‘ภาวะหมดไฟ’ ความเหนื่อยล้าในยุคเร่งรีบคือ ‘อ่อนเพลียภายใน’ ที่ทำลายคุณภาพการนอน

ในโลกปัจจุบันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบอย่างไม่สิ้นสุด ความเครียดจึงถูกมองเป็นเรื่องปกติ ด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันและความรู้สึกผิดที่จะหยุดพัก ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนกรุงเทพฯ 7 ใน 10 กำลังเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน โดยข้อมูลจากบริษัทบริการด้านสุขภาพระดับโลก Cigna ก็สอดคล้องว่า 97% ของหนุ่มสาววัยทำงานเริ่มหมดไฟ และ 86% รู้สึกเครียด

 

ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ยกย่องการทำงานหนัก คนไทยรุ่นใหม่จึงไม่กล้าที่จะหยุดพัก ดังนั้นการพักผ่อน จึงเปลี่ยนจากวันหยุดยาวเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบเล็กๆ ที่แทรกอยู่ในกิจวัตรประจำวัน เช่น การไถหน้าจอโทรศัพท์ก่อนนอน แต่อย่างไรก็ตามข้อความจากแชทงานก็ยังดังอยู่ ทำให้สมองยังคงคิดเรื่องงานและไม่สามารถพักผ่อน หรือนอนหลับได้อย่างเต็มที่ โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Somnologie (2024) ระบุว่า การจมอยู่กับความคิดที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และความเครียด ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่จะแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

 

ความเหนื่อยล้าในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นความอ่อนเพลียจากภายในที่นำไปสู่การทำงานที่เหนื่อยแต่ทำงานให้พอแค่ผ่านไปวันๆ

 

คนรุ่นใหม่บางส่วนเริ่มตระหนักว่า การพักผ่อนไม่ใช่แค่การนอนหลับ แต่คือความสามารถในการตัดขาดเรื่องงานออกจากความคิดและเวลาส่วนตัวอย่างแท้จริง และมองหาวิธีที่จะรีเซ็ตหลังจากการทำงานที่ยาวนาน เช่น การฝึกควบคุมลมหายใจ การเล่นโยคะ หรือแม้แต่การใช้ผลิตภัณฑ์ CBD เพื่อผ่อนคลาย

 

จากข้อมูลงานวิจัยโดย BH Synergy Group Solutions บริษัทที่เชี่ยวชาญด้าน Biopharma Research พบว่า 79.2% ของผู้เข้าร่วมงานวิจัยมีความวิตกกังวลลดลง ในขณะที่ 66.7% สามารถนอนหลับและพักผ่อนได้ดีขึ้น หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ CBD ในกิจวัตรประจำวัน

 

CBD คืออะไร? ตัวช่วยผ่อนคลายที่ไม่ใช่ยา

 

ผลิตภัณฑ์ CBD (Cannabidiol) จึงไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่กลายเป็นตัวช่วยในการดูแลสุขภาพกายและจิตใจให้ผ่อนคลายอย่างอ่อนโยนได้ในทุกวัน CBD มักถูกเข้าใจสลับกับ THC (Tetrahydrocannabinol) ที่มาจากพืชตระกูลเดียวกัน แต่มีการทำงานต่อร่างกายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย THC มีผลต่อระบบประสาทและทำให้เกิดอาการมึนเมา ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้คนลังเลที่จะใช้งาน

 

ในทางกลับกัน CBD ไม่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา แต่จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid System) ในร่างกายเพื่อช่วยสร้างความสมดุลและความสงบ CBD จึงเป็นตัวช่วยลดความตึงเครียดที่ไม่ใช่ยา และเป็นมิตรต่อชีวิตประจำวัน

 

ผลิตภัณฑ์ CBD จาก Diip ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการตามกฎหมายของคนไทยโดยเฉพาะ ทุกตัวถูกควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งการปลูก สกัด คิดค้นสูตร และบรรจุเองในประเทศไทยด้วยกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล และผ่านการทดสอบ ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำ CBD เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันได้อย่างมั่นใจ ไร้ความกังวล

 

การหยุดพักไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการรักและให้เกียรติตนเอง ไม่ใช่เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อเติมพลังและไปต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพกับโลกที่วุ่นวาย การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจก็ควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และปราศจากอคติ

 

ภาพ: Deagreez / Getty Images

The post ไม่ไหวอย่าฝืน! ผลวิจัยชี้ 7 ใน 10 คนกรุงเทพฯ เผชิญ ‘ภาวะหมดไฟ’ ความเหนื่อยล้าในยุคเร่งรีบคือ ‘อ่อนเพลียภายใน’ ที่ทำลายคุณภาพการนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB ชูแนวคิด Live Sustainably ดึงหลัก ESG ผสานสู่ Core Value องค์กร https://thestandard.co/scb-live-sustainably-2/ Thu, 09 Oct 2025 10:21:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1128674 SCB Live Sustainably

หากเอ่ยถึงเรื่องการอยู่อย่างยั่งยืน เชื่อว่าคนไทยตระหนั […]

The post SCB ชูแนวคิด Live Sustainably ดึงหลัก ESG ผสานสู่ Core Value องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB Live Sustainably

หากเอ่ยถึงเรื่องการอยู่อย่างยั่งยืน เชื่อว่าคนไทยตระหนักรู้กันมากแล้ว และหลายคนได้ปรับวิถีการใช้ชีวิตส่วนตัวให้มีส่วนช่วยโลกใบนี้ แต่พลังของคนตัวเล็กๆ อาจยังไม่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก

 

การขยับวิถีของภาคเอกชนจึงเป็นกำลังสำคัญ ที่สามารถสร้างพลวัตใหม่ให้กับสังคมและเศรษฐกิจไทยได้ โดยเฉพาะภาคธนาคาร ที่เปรียบเสมือนหลอดเลือดหลักของเศรษฐกิจ “และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ”  ในบทบาทผู้สนับสนุนการเงินสีเขียว หรือการเงินยั่งยืน ได้ตลอดทั้งซัพพลายเชนของทุกธุรกิจ

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็น ‘ธนาคารแห่งแรก’ ที่ตั้งเป้า Net Zero 2050 ตามกรอบของ Science Based Target Initiatives (SBTi เพื่อสอดรับพันธกิจความยั่งยืน ซึ่งมาจากแนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” (Live Sustainably)

 

เรียกได้ว่า SCB มองความยั่งยืนเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องให้ความสำคัญ โดยวางเป้าหมายสู่ความยั่งยืน 3 ระยะ ได้แก่

 

  1. สนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยสินเชื่อ  เพื่อความยั่งยืนจำนวน

150,000 ล้านบาท ภายใน 2025  (โดยใช้กรอบการประเมินที่สอดคล้องกับ Sustainable Finance Framework และ Equator Principles”)  

 

  1. ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคาร (Scope 1-2) ให้เป็น Net Zero ภายในปี 2030

 

  1. เป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ตั้งเป้า Net Zero 2050 จากการให้สินเชื่อและเงินลงทุนตามมาตรฐาน Science Based Target Initiatives (SBTi) หนุนภาคธุรกิจก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรความยั่งยืนนำพาลูกค้าเติบโตฝ่าความท้าทายสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมเคียงข้างและส่งต่อความยั่งยืนให้แก่ลูกค้า

ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในสังคม เพื่อให้คนไทยได้อยู่ อย่าง ยั่งยืน

 

ทั้งทางด้านการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานในองค์กรให้เป็นระบบประหยัดพลังงาน และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด เช่น การใช้รถ EV รับ-ส่งพนักงาน และติดตามผลการลดคาร์บอนจากการดำเนินการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง”

 

SCB มุงมั่นสร้างความเข้าใจในปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน ความยั่งยืน โดยการบูรณาการหลักการเหล่านี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ การดำเนินงานในชีวิตประจำวัน (Business-as-usual หรือ BAU) และทุกส่วนงานของธนาคาร

 

นอกจากนี้ SCB ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสร้าง วัฒนธรรมองค์กรแห่งความยั่งยืน เพื่อปลูกฝัง DNA ความยั่งยืน ให้กับพนักงานทุกคน โดยจัดให้มีทักษะและหลักสูตรที่หลากหลาย เพื่อให้พนักงานสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน

 

SCB มีแผนสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนด้วยสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำนวน 150,000 ล้านบาท ภายใน 2025 ทั้งนี้ ณ งวดครึ่งแรกปี 2025 ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้ว 180,000 ล้านบาท (นับตั้งแต่ปี 2023) ซึ่งเท่ากับธนาคารบรรลุเป้าหมายก่อนกำหนด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและประสิทธิภาพของกลยุทธ์ด้าน Sustainable Finance”

 

 

มุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ด้วยมาตรฐาน SBTi

 

SCB ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคาร (Scope 1-2) ให้เป็น Net Zero ภายในปี 2030 “โดยใช้มาตรฐานการวัดและรายงานตาม GHG Protocol และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง”และยังเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง เป้าหมายการจัดการสภาพภูมิอากาศตามหลักวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐาน Science Based Target Initiatives (SBTi) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด จากกรอบการดำเนินงานที่อยู่บนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ โปร่งใสและตรวจสอบได้

จากกว่า 8,800 องค์กรธุรกิจชั้นนำของโลก SCB เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่เข้าร่วมในกลุ่มผู้นำระดับโลกที่ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นระบบ ที่ได้ให้คำมั่น หรือประกาศเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามกรอบ SBTi

 

 

นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อความยั่งยืน

 

หนึ่งในแกนหลักของการส่งต่อความยั่งยืน คือการสร้าง ‘Better Society’ ที่ดีกว่าเดิม “ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของกลยุทธ์ความยั่งยืนของ SCB ร่วมกับ Sustainable Banking และ Corporate Practice Excellence โดย SCB มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และร่วมส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีแก่เยาวชน ชุมชน รวมถึงสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ

 

โดยธนาคารให้ความสำคัญกับการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสำหรับโลกอนาคต โดยมุ่งมั่นพัฒนาเยาวชนผ่านการผสาน เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และ ดิจิทัล เข้ากับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของสังคม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมและเป็นรูปธรรม ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในการพัฒนาโครงการ Smart University และ Smart Hospital ซึ่งช่วยยกระดับการบริหารจัดการและการบริการด้วยเทคโนโลยี ส่งผลให้มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการเหล่านี้แล้วกว่า 400,000 ราย

 

 

พัฒนาบุคลากรอย่างเท่าเทียม

 

Corporate Practice Excellence’ เป็นอีกหนึ่งแกนในการส่งต่อความยั่งยืนให้กับผู้เกี่ยวข้อง โดย SCB ได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และได้กำหนดเป้าหมาย Net Zero 2030 จากการดำเนินงานภายใน ทั้งทางด้านการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานในองค์กรให้เป็นระบบประหยัดพลังงาน และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด

 

นอกจากนี้ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้วยการสร้างวัฒนธรรมความยั่งยืนภายในองค์กร พร้อมปลูกฝัง DNA ความยั่งยืนให้พนักงานธนาคารทุกคนด้วยทักษะและหลักสูตรต่างๆ พร้อมบูรณาการให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของทุกส่วนงานเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนในองค์กรและช่วยเหลือลูกค้าควบคู่ไปกับแผนการเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของธนาคารตามยุทธวิธี AI-First Bank และการยกระดับงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมความสามารถและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับไทยพาณิชย์

 

SCB Live Sustainably

 

 ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

 

ธนาคารให้ความสำคัญกับการมีโครงสร้างคณะกรรมการที่เป็นอิสระโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการกำกับดูแลการบริหารงานของธนาคาร และเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) อื่นๆ

 

นอกจากนี้ธนาคารยังได้นำเครื่องมือการประเมินทักษะกรรมการ (Board Skill Matrix) มาใช้ในการประเมินคุณสมบัติของคณะกรรมการธนาคารด้วย ซึ่งธนาคารดำเนินการทบทวนให้มีความเหมาะสมและเป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ 

 

ดังนั้นแนวคิด “อยู่ อย่าง ยั่งยืน” จึงสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของธนาคารที่ยึดมั่นมาอย่างยาวนาน และจะยังคงเป็นเข็มทิศนำทางในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมไทยต่อไปอย่างแน่นอน

The post SCB ชูแนวคิด Live Sustainably ดึงหลัก ESG ผสานสู่ Core Value องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลัง Haute Couture ศิลปะที่สวมใส่ได้ สานต่อเรื่องราวสู่มรดกเหนือกาลเวลา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/haute-couture-timeless-fashion/ Sun, 05 Oct 2025 04:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1122101

ในห้องทำงานศิลป์อันเงียบสงบกลางกรุงปารีส ช่างฝีมือชั้นค […]

The post เบื้องหลัง Haute Couture ศิลปะที่สวมใส่ได้ สานต่อเรื่องราวสู่มรดกเหนือกาลเวลา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในห้องทำงานศิลป์อันเงียบสงบกลางกรุงปารีส ช่างฝีมือชั้นครูบรรจงปักเลื่อมและคริสตัลทีละเม็ดลงบนผืนผ้าไหมแก้วอย่างใจเย็น เข็มแต่ละเล่มที่แทงลงไปคือตัวแทนของลมหายใจและเวลาหลายพันชั่วโมงที่อุทิศให้กับการสร้างสรรค์ผลงานเพียงชิ้นเดียว เพื่อผู้หญิงเพียงหนึ่งคนในโลก นี่คือภาพของ Haute Couture (โอต์ กูตูร์) เสื้อผ้าที่ได้ก้าวข้ามบทบาทเดิมไปสู่การเป็น ‘งานศิลปะที่สวมใส่ได้’

 

การมองเห็นคุณค่าที่ลึกซึ้งกว่าป้ายราคา คือหัวใจที่เชื่อมโยงโลกของแฟชั่นชั้นสูงเข้ากับปรัชญาการบริหารความมั่งคั่ง เป็นความเข้าใจที่ตรงกันกับแนวทางของ UOB Privilege Banking ที่เชื่อว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดค่าด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความอิ่มเอม รสนิยม ความหลงใหล และมรดกทางวัฒนธรรมที่แต่ละบุคคลได้สร้างและสะสมไว้

 

เราจึงอยากชวนมาสำรวจโลกของ Haute Couture ในฐานะ ‘Passion Investment’ ที่ซึ่งผลตอบแทนสูงสุดอาจไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือคุณค่าทางใจ และความภาคภูมิใจที่ได้ครอบครองและเป็นผู้สืบสานงานศิลป์ ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและความทรงจำ

 

ภาพ: Zinah Nur / Shutterstock

 

แก่นแท้ของ Haute Couture ศิลปะบนเรือนร่างที่มิอาจลอกเลียน

 

ในยุคที่แฟชั่นหมุนเร็วจนแทบตามไม่ทัน คำว่า Haute Couture กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะผู้พิทักษ์ศิลปะและเวลา สถานะของ ‘Couture House’ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเรียกตัวเองขึ้นมาได้ แต่เป็นตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายโดยสมาพันธ์แฟชั่นชั้นสูงแห่งฝรั่งเศส (FHCM) ซึ่งมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดชัดเจน เพื่อรักษามาตรฐานสูงสุดของงานฝีมือเอาไว้

 

Couture House ที่ได้รับการยอมรับต้องมี Atelier (ห้องทำงาน หรือ สตูดิโอของศิลปิน, ช่างฝีมือ หรือนักออกแบบ)ในกรุงปารีส พร้อมช่างฝีมือประจำอย่างน้อย 15 คน และต้องนำเสนอคอลเลกชันผลงานต้นแบบอย่างน้อย 50 ชุดต่อปี ทุกชิ้นงานต้องเป็นงานสั่งตัดสำหรับลูกค้า ที่ผ่านกระบวนการลองตัวหลายครั้งเพื่อให้ชุดเป็นหนึ่งเดียวกับสรีระของผู้สวมใส่ 

 

ภาพ: nazileom / Getty Images

 

หัวใจของ Couture คือการทำงานของช่างฝีมือชั้นครูที่เรียกว่า ‘Petites Mains’ ซึ่งเป็น Atelier เฉพาะทางที่เป็นตำนาน เช่น Maison Lesage สำหรับงานปักลวดลายอันวิจิตร หรือ Atelier Lemarié สำหรับงานขนนกและดอกคามิเลียอันเป็นเอกลักษณ์ของ Chanel  

 

การเลือกครอบครองชุด Couture จึงเปรียบเสมือนการเป็นผู้อุปถัมภ์ (Patron) ที่ได้พูดคุยกับดีไซเนอร์โดยตรง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง ประสบการณ์นี้ไม่ใช่แค่การซื้อเสื้อผ้า แต่คือการร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นการเดินทางที่น่าจดจำ และยังเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ศิลปะแขนงนี้ยังคงอยู่ เพื่อส่งต่อความงามจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ Fast Fashion ที่เน้นการบริโภคแล้วทิ้งไป

 

ภาพ: Khulood31 / Shutterstock

 

The Investment Gown ผลตอบแทนที่งดงามของความหลงใหล 

 

แม้เป้าหมายหลักของผู้สะสม Couture คือความสุขทางใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานชิ้นเอกเหล่านี้มีศักยภาพในการรักษามูลค่าได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่ช่วยยืนยันว่ารสนิยมและความหลงใหลของเรานั้นเป็นการตัดสินใจที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และยั่งยืน เรื่องราวนี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการเก็งกำไร แต่ด้วยความซาบซึ้งในคุณค่าที่แท้จริงของผลงาน

 

มูลค่าของชุด Couture ในตลาดรองหรือตลาดประมูลนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับโลกของศิลปะ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ‘Provenance’ หรือประวัติความเป็นมาของชุดนั้นๆ 

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ แจ็กเก็ตปักเลื่อมชุด ‘Sunflowers’ จากคอลเลกชันปี 1988 ของ Yves Saint Laurent ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของ Van Gogh ชุดนี้ใช้เวลาปักด้วยมือโดยช่างจาก Maison Lesage นานกว่า 600 ชั่วโมง และได้กลายเป็นหนึ่งในผลงานแฟชั่นที่เป็นที่จดจำมากที่สุดในศตวรรษที่ 20

 

ภาพ: National Gallery of Victoria / Facebook

 

เมื่อแจ็กเก็ตชุดนี้ถูกนำออกประมูลในปี 2019 ได้สร้างสถิติด้วยราคาเกือบ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อแฟชั่นก้าวไปถึงจุดสูงสุด มันจะกลายเป็นงานศิลปะที่เหนือกาลเวลา และมูลค่าจะเพิ่มขึ้นตามเรื่องราวและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ได้สร้างไว้ 

 

The Art of Stewardship ศาสตร์แห่งการดูแลรักษามรดกส่วนตัว

 

การครอบครองงานศิลปะที่สวมใส่ได้มาพร้อมกับศาสตร์แห่งการดูแลรักษา หรือ ‘Stewardship’ ที่ละเอียดอ่อนไม่แพ้การดูแลผลงานในพิพิธภัณฑ์ การกระทำนี้ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความสุขในการเป็น ‘ผู้พิทักษ์’ ของงานศิลป์ เป็นความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับความภาคภูมิใจ ชุด Couture ไม่สามารถถูกแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าทั่วไปได้ แต่จำเป็นต้องเก็บรักษาในสภาวะควบคุมอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม

 

เหตุผลเบื้องหลังนั้นมีความเป็นวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ แสง UV จากธรรมชาติหรือหลอดไฟสามารถทำลายสีและทำให้เส้นใยของผ้าที่บอบบางอย่างผ้าไหมหรือผ้าออร์แกนซ่าเปราะขาดได้ในระยะยาว ความชื้นที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดเชื้อรา ในขณะที่แมลงขนาดเล็กก็พร้อมที่จะทำลายเส้นใยโปรตีนในผ้าไหมหรือผ้าวูล การจัดเก็บในกล่องปลอดกรด (Archival Materials) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องการลงทุนทางใจชิ้นนี้ 

 

ภาพ: Sarinebag4 / Shutterstock

 

เอกสารประกอบทุกชิ้น ตั้งแต่ใบเสร็จรับเงิน ภาพสเก็ตช์ต้นฉบับ ไปจนถึงใบรับรอง คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบันทึกเรื่องราวและยืนยันคุณค่าของชุดในอนาคต เช่นเดียวกับสินทรัพย์มูลค่าสูงอื่นๆ ชุดเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการทำประกันภัยเฉพาะทางสำหรับงานศิลปะ และควรได้รับการประเมินมูลค่าโดยผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ 

 

กระบวนการทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสะสม Couture คือการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ต้องอาศัยทั้งความรัก ความรู้ และการวางแผนอย่างเป็นระบบ 

 

The Museum Connection บทบาทสุดท้ายในฐานะมรดกทางวัฒนธรรม 

 

เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวของ Haute Couture ไม่ได้จบลงในตู้เสื้อผ้าส่วนตัว  แต่กลับเดินทางสู่บทบาทสุดท้ายที่ทรงคุณค่าที่สุด นั่นคือการกลายเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก นี่คือการตอกย้ำสถานะความเป็น ‘ศิลปะ’ ที่แท้จริง และเป็นบทพิสูจน์ว่าแฟชั่นชั้นสูงคือส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ 

 

สถาบันอย่าง The Metropolitan Museum of Art (The Met) ในนิวยอร์ก หรือ Victoria and Albert Museum (V&A) ในลอนดอน ต่างมีแผนกภัณฑารักษ์ที่ดูแลคอลเลกชันเสื้อผ้าโดยเฉพาะ

 

ภาพ: Kevin Mazur/MG18/Getty Images for The Met Museum/Vogue

 

กระบวนการที่นักสะสมผู้มีวิสัยทัศน์บริจาคชุด Couture ชิ้นสำคัญให้แก่พิพิธภัณฑ์ ถือเป็นการกระทำที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการส่งต่อมรดกให้แก่ครอบครัว เพราะมันคือการแบ่งปันความงามและเรื่องราวให้แก่สาธารณชนได้ชื่นชมและศึกษาไปอีกหลายร้อยปี 

 

การบริจาคนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาผลงานชิ้นเอกให้คงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังเป็นการจารึกชื่อของทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้ครอบครองไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อีกด้วย 

 

ดังนั้น การสะสม Couture จึงอาจเริ่มต้นจากความปรารถนาส่วนตัว แต่บทสรุปของการเดินทางครั้งนี้อาจหมายถึงการสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์งานฝีมืออันล้ำค่า และส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

ภาพ: CHANEL HAUTE COUTURE

 

บทสรุป สานต่อมรดก ผ่านเส้นด้ายและกาลเวลา

 

Haute Couture คือจุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบระหว่างการแสดงออกถึงตัวตน การอุปถัมภ์ศิลปะ และการลงทุนด้วยหัวใจ เป็นการเลือกที่จะไม่ตามกระแส แต่สร้างสรรค์สิ่งที่ยืนหยัดเหนือกาลเวลา เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณค่าที่แท้จริงนั้นเกิดจากการอุทิศเวลา ความคิดสร้างสรรค์ และฝีมือของมนุษย์ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน  

 

การสะสม Haute Couture จึงไม่ใช่แค่การสร้างตู้เสื้อผ้า แต่คือการคัดสรร ‘พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว’ ที่บอกเล่าเรื่องราว รสนิยม และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถส่งต่อคุณค่าและความงามไปสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผลตอบแทนทางการเงินใดๆ

 

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ UOB Privilege Banking ที่พร้อมจะ ‘ใส่ใจทุกเรื่องที่สำคัญสำหรับคุณ’ ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่งทางการเงิน หรือ Passion Investment ที่ช่วยเติมเต็มและสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต 

 

ภาพปก: Zinah Nur / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

UOB Privilege Banking

The post เบื้องหลัง Haute Couture ศิลปะที่สวมใส่ได้ สานต่อเรื่องราวสู่มรดกเหนือกาลเวลา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง! https://thestandard.co/hawaii-happiest-city-america-2025/ Sun, 21 Sep 2025 08:22:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1121226 ฮาวายครองอันดับหนึ่ง เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา ปี 2025 จาก WalletHub

แม้ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากปัญหาค่าค […]

The post ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮาวายครองอันดับหนึ่ง เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา ปี 2025 จาก WalletHub

แม้ทั่วโลกจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากจากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กับรัฐฮาวาย เพราะเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้วที่รัฐฮาวายครองตำแหน่งแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ จากการจัดอันดับของ WalletHub ในปี 2025

 

สำหรับรายงานของ WalletHub ได้วิเคราะห์ทั้ง 50 รัฐในสหรัฐฯ โดยพิจารณาจาก 30 ตัวชี้วัดสำคัญ และแบ่งออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ ความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย, สภาพแวดล้อมในการทำงาน, และชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งฮาวายสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้อย่างไร้ข้อกังขาด้วยคะแนนรวมสูงถึง 65.50 คะแนน

 

ในเบื้องหลังของการจัดอันดับ ฮาวายได้อันดับ 3 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย, ตามด้วยอันดับ 16 ในด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน, และอันดับ 13 ในด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Chip Lupo นักวิเคราะห์จาก WalletHub ให้ความเห็นว่า ไม่แปลกที่ฮาวายจะคว้าอันดับหนึ่ง เพราะเป็นเมืองที่มีอากาศดีตลอดทั้งปี ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ค่อยมีปัญหาภาวะซึมเศร้า เศรษฐกิจก็ได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ทำให้อัตราการว่างงานค่อนข้างต่ำ รายได้เฉลี่ยก็ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ผู้คนมีความกังวลทางการเงินน้อยมาก

 

อีกทั้งข้อมูลยังเผยให้เห็นว่า ชาวฮาวายมีระดับความพึงพอใจในชีวิตสูงที่สุดในสหรัฐฯ และมีอัตราภาวะซึมเศร้าต่ำเป็นอันดับ 2 ของประเทศ นอกจากนี้ ผู้ใหญ่กว่า 85% ยังระบุว่า สุขภาพของตนอยู่ในเกณฑ์ดีหรือดีกว่า ซึ่งนับเป็นอันดับที่ 10 ของสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น ฮาวายเป็นรัฐที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในประเทศ และมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่า 7.5 หมื่นดอลลาร์ต่อปี สูงเป็นอันดับสองของสหรัฐฯ

 

แม้จะเป็นรัฐที่ผู้คนมีความสุขที่สุด แต่ฮาวายก็ยังมีความท้าทายอยู่ จากการศึกษาประจำปีของ CNBC ที่จัดอันดับ America’s Top States for Business พบว่า แม้ฮาวายจะได้คะแนนคุณภาพชีวิตสูงถึง 173 จาก 265 คะแนน และได้เกรดรวม B แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงในด้านการดูแลเด็กและระบบสาธารณสุข

 

นอกจากนี้รายงานของ WalletHub ในปี 2025 ยังรายงานว่า มีรัฐอื่นๆ ที่มีคะแนนความสุขสูงไม่แพ้กัน โดยแมริแลนด์รักษาตำแหน่งรองแชมป์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นเป็นปีที่สองติดต่อกันด้วยคะแนนรวม 64.13 คะแนน และเมื่อพิจารณาในแต่ละมิติ แมริแลนด์ได้อันดับ 3 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย แต่คะแนนด้านสภาพแวดล้อมการทำงานและชุมชนและสิ่งแวดล้อมกลับลดลงจากปีก่อน

 

Chip Lupo อธิบายถึงการลดลงของอันดับในมิติสำคัญนี้ว่า อาจเป็นเพราะแมริแลนด์เป็นรัฐที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางไปทำงานนอกรัฐ และใช้เวลาในการเดินทางนาน ทำให้สภาพแวดล้อมในการทำงานอยู่ในเกณฑ์กลางๆ อย่างไรก็ตาม แมริแลนด์กลับมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 7.5 หมื่นดอลลาร์ มากที่สุดในประเทศ โดยค่าครองชีพโดยรวมยังคงใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของสหรัฐฯ

 

ในขณะเดียวกัน แคลิฟอร์เนีย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย แต่กลับหลุดจากอันดับ 10 รัฐที่มีความสุขที่สุดในปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ แคลิฟอร์เนียสามารถไต่กลับมาติดอันดับ 7 ได้สำเร็จ โดยได้อันดับ 4 ในด้านความเป็นอยู่ทางอารมณ์และร่างกาย และอันดับ 11 ในด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่กลับได้อันดับต่ำมากในด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน โดยได้เพียงอันดับ 45 เท่านั้น

 

Lupo ชี้ว่าในแคลิฟอร์เนียมีกิจกรรมมากมายให้ทำ และผู้คนก็มีความภาคภูมิใจในชุมชนสูง แต่เศรษฐกิจนอกเมืองใหญ่กลับไม่ค่อยแข็งแรงนัก เพราะผู้คนมีรายได้น้อย ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงเช่นเดียวกับในเมืองใหญ่ และยังมีความกังวลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเขามองว่าหากคะแนนด้านนี้ดีขึ้น แคลิฟอร์เนียอาจติดอันดับ Top 5 ได้อย่างไม่ยาก

 

สรุป 10 เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา ประจำปี 2025

 

  1. ฮาวาย
  2. แมริแลนด์
  3. เนบราสกา
  4. นิวเจอร์ซีย์
  5. คอนเน็กติกัต
  6. ยูทาห์
  7. แคลิฟอร์เนีย
  8. นิวแฮมป์เชียร์
  9. แมสซาชูเซตส์
  10. ไอดาโฮ

 

ในการจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายองค์ประกอบ ทั้งสุขภาพกายและใจ สภาพแวดล้อมในการทำงาน และชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละรัฐต้องให้ความสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภาพรวม

 

ภาพ: Yi-Chen Chiang/Shutterstock

อ้างอิง:

The post ฮาวาย ครองแชมป์ ‘เมืองที่มีความสุขที่สุดในอเมริกา’ 2 ปีซ้อน อากาศดี-เศรษฐกิจท่องเที่ยวโตแรง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Superyacht ศิลปะแห่งการสร้างความมั่งคั่งจากความหลงใหล [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/superyacht-wealth-lifestyle-investment/ Mon, 08 Sep 2025 03:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1115212 Superyacht

ผืนน้ำสีครามที่ทอดยาวจรดเส้นขอบฟ้า สายลมที่พัดพาอิสรภาพ […]

The post ถอดรหัส Superyacht ศิลปะแห่งการสร้างความมั่งคั่งจากความหลงใหล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Superyacht

ผืนน้ำสีครามที่ทอดยาวจรดเส้นขอบฟ้า สายลมที่พัดพาอิสรภาพ และความเงียบสงบอันเป็นส่วนตัวอย่างสมบูรณ์แบบ นี่คือภาพฝันของการเดินทางที่หลายคนโหยหา แต่สำหรับผู้ที่เดินทางสู่จุดสูงสุดของความสำเร็จ ภาพฝันนี้ได้กลายเป็นความจริงในรูปแบบของ ‘Superyacht’ อาณาจักรส่วนตัวที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้ทั่วทุกมุมโลกตามใจปรารถนา 

 

บทความในซีรีส์นี้ THE STANDARD WEALTH ร่วมมือกับ UOB Privilege Banking พาทุกท่านไปสำรวจการลงทุนในแพสชันใหม่ๆ ในแบบฉบับที่ใช่ ในสไตล์ที่ชอบ ด้วยเราเข้าใจและให้คุณค่ากับทุกความหลงใหล พร้อมที่จะช่วยส่งเสริมทุกความหลงใหลให้กลายเป็นความมั่งคั่งด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์  ในบทนี้ เราจะพาทุกท่านกางใบเรือแห่งความมั่งคั่งออกสู่ท้องทะเลกว้าง ถอดรหัสศาสตร์และศิลป์แห่งการลงทุนใน ‘Superyacht’ ที่เป็นมากกว่าเรือสำราญ แต่เป็นเครื่องมือสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน 

 

ก่อนอื่นต้องขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่า โลกของ Superyacht นั้นอยู่เหนือกว่าคำว่าเรือยอชท์ทั่วไปโดยสิ้นเชิง ความแตกต่างไม่ได้วัดกันที่ความยาวเป็นเมตรเท่านั้น แต่คือการยกระดับนิยามการใช้ชีวิตที่ความเป็นส่วนตัว การบริการเหนือระดับ และศักยภาพในการเป็นสินทรัพย์ที่ซับซ้อน กลายเป็นหัวใจสำคัญ

 

ภาพ : simonkr / Getty Images

 

วิถีแห่ง Superyacht อิสรภาพที่เหนือกว่าการเดินทาง  

 

แท้จริงแล้ว Superyacht คือ ‘อาณาจักรส่วนตัวลอยน้ำ’ ที่มอบอิสระให้ผู้ครอบครองปรับแต่งทุกมิติของสภาพแวดล้อมได้ตามใจปรารถนา ลองจินตนาการถึงการตื่นขึ้นมาพร้อมกับทิวทัศน์ของฟยอร์ดในนอร์เวย์ ที่ทุกความต้องการของคุณได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีที่สุด ในระดับที่โรงแรมห้าดาวทั่วไปไม่อาจเทียบได้ ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้บนเรือของคุณเอง

 

การครอบครอง Superyacht เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขเข้าไปสู่ดินแดนที่น้อยคนจะเข้าถึงได้ การเดินทางเช่นนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการท่องเที่ยวทั่วไป สู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ตัวอย่างเช่น การเดินทางสู่หมู่เกาะกาลาปากอส ซึ่งเป็นพื้นที่สงวนทางชีวภาพที่จำกัดจำนวนผู้มาเยือนอย่างเข้มงวด การเดินทางด้วย Superyacht ทำให้สามารถสำรวจระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างเป็นส่วนตัว 

 

หรือการเทียบท่าที่เกาะเซนต์บาร์ตส์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ที่ดึงดูดเรือยอชท์หรูมากกว่า 100  ลำจากทั่วโลกมารวมตัวกันทุกปี กลายเป็นศูนย์กลางการพบปะสังสรรค์ของดาราฮอลลีวูด มหาเศรษฐี และผู้คนในแวดวงที่พิเศษที่สุดของโลก  

 

ยิ่งไปกว่านั้น Superyacht ยังทำหน้าที่เป็นเวทีทางสังคมและธุรกิจที่หาได้ยาก  เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนกับครอบครัวอย่างเป็นส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็สามารถเปลี่ยนเป็นห้องประชุมลอยน้ำเพื่อเจรจาธุรกิจครั้งสำคัญ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผ่อนคลายและปราศจากการรบกวนจากโลกภายนอก 

 

ภาพ : Busà Photography / Getty Images

 

Superyacht ในฐานะ Passion Asset ที่สร้างผลตอบแทน 

 

อิสรภาพในการท่องโลกจะยิ่งหอมหวานขึ้น เมื่อรู้ว่าความหลงใหลนี้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีกลยุทธ์ ในมุมมองของ Wealth Management การครอบครอง Superyacht สามารถเปลี่ยนเป็นโมเดลธุรกิจปล่อยเช่า (Charter) ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างน่าสนใจ 

 

สำหรับเรือที่เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถมีอัตราการเช่าสูงถึง 10-12 สัปดาห์ต่อปี สร้างผลตอบแทนที่อาจครอบคลุม ‘ต้นทุนในการดำเนินงานประจำปี’ ส่วนใหญ่ได้ ทำให้ความสุขจากการครอบครองไม่ได้เป็นภาระทางการเงิน แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่สามารถหล่อเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

 

นอกเหนือจากการปล่อยเช่า ในตลาดระดับบนยังมีมิติของการลงทุนซื้อขายเพื่อทำกำไร โดยเฉพาะเรือที่ต่อจากอู่ต่อเรือในตำนานอย่าง Feadship, Lürssen หรือ Oceanco ที่มีจำนวนจำกัดและเป็นที่ต้องการสูง ทำให้เรือมีแนวโน้มที่จะคงมูลค่าหรือมีมูลค่าสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ต่างจากงานศิลปะชิ้นเอกหรืออสังหาริมทรัพย์ในทำเล Prime Location

 

Superyacht

ภาพ : Felix Cesare / Getty Images 

 

กลยุทธ์การบริหารจัดการอาณาจักรลอยน้ำ 

 

การเดินทางท่องโลกอย่างอิสระมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการดูแลรักษา ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าต้นทุนในการบริหารจัดการเรือต่อปีจะอยู่ที่ราว 10% ของมูลค่าเรือ ซึ่งตัวเลขนี้ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เงินเดือนของทีมงานมืออาชีพระดับโลก ค่าเชื้อเพลิง ค่าประกันภัยที่ซับซ้อน ค่าธรรมเนียมการจอดเทียบท่า ไปจนถึงการบำรุงรักษาอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาคุณค่าของเรือไว้ 

 

ดังนั้น การบริหารจัดการจึงเป็นศาสตร์ที่สำคัญไม่แพ้การนำเรือออกสู่ทะเล ตั้งแต่การวางโครงสร้างการถือครองผ่านบริษัทนิติบุคคล (SPV) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและเพื่อประโยชน์สูงสุดทางภาษี ไปจนถึงการเลือกสัญชาติเรือ (Flagging) ในประเทศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล  เช่น หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) ซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษที่เป็นที่นิยมในหมู่นักเดินเรือระดับโลก 

 

โดยมีเรือยอชท์หรูกว่า 20% ของโลกจดทะเบียนที่นี่ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของ Red Ensign Group ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มีระบบกฎหมายแบบ British Common Law ไม่มีภาษีเงินได้  และมีเสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อการจดทะเบียนสินทรัพย์มูลค่าสูง 

 

ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยบริษัทจัดการมืออาชีพที่ดูแลทุกอย่าง เพื่อให้เจ้าของเรือสามารถมุ่งเน้นไปที่การเพลิดเพลินกับประสบการณ์การเดินทางได้อย่างเต็มที่

 

ภาพ : Igor Shaposhnikov / Getty Images 

 

ท้ายที่สุดแล้ว ศาสตร์แห่งการบริหารจัดการจะเดินทางมาถึงบทสรุปที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ‘การวางแผนมรดก’ (Estate Planning) ซึ่งสำหรับสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อนและผูกพันทางใจอย่าง Superyacht  ขั้นตอนนี้ไม่ได้จบแค่การโอนกรรมสิทธิ์ธรรมดา ที่จริงแล้วคือการส่งมอบ ‘ภารกิจ’ และ ‘ธุรกิจ’ ที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างมองการณ์ไกล หากปราศจากการเตรียมความพร้อมที่ดี มรดกแห่งความสุขอาจกลายเป็นภาระทางการเงินและความขัดแย้งของคนรุ่นต่อไปได้ในทันที

 

ภาพ : Spotmatik / Getty Images



​​นอกจากนี้ การจัดทำ ธรรมนูญครอบครัว (Family Constitution) ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกำหนด ‘กฎการใช้งาน’ และการตัดสินใจร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้แน่ใจว่าเรือยอชท์จะยังคงเป็นศูนย์กลางที่สร้างความสุขและความสามัคคี ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

 

เป้าหมายสูงสุดของการวางแผนที่รัดกุมนี้ คือการทำให้แน่ใจว่า Superyacht จะยังคงเป็นมรดกที่จับต้องได้ เป็นศูนย์รวมความทรงจำอันล้ำค่าของครอบครัว และเป็นสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพที่จะถูกส่งต่ออย่างราบรื่น เพื่อให้เรื่องราวแห่งการเดินทางที่เริ่มต้นในรุ่นเรา สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ : Aegeanblue / Getty Images 

 

ผืนน้ำ ความมั่งคั่ง และมรดกแห่งอิสรภาพ 

 

การเป็นเจ้าของ Superyacht คือบทพิสูจน์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ Passion Asset ที่มอบผลตอบแทนสองมิติพร้อมกัน ด้านหนึ่งคืออิสรภาพและประสบการณ์ชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ และอีกด้านหนึ่งคือผลตอบแทนทางการเงินที่จับต้องได้จากการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์

 

วิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการความมั่งคั่งเช่นนี้ สามารถเปลี่ยนความหลงใหลให้กลายเป็นมรดกที่ยั่งยืน และส่งต่อเรื่องราวแห่งอิสรภาพไปสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์ 

 

UOB Privilege Banking ‘ใส่ใจทุกเรื่องที่สำคัญสำหรับคุณ’
โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

 

คำเตือน: การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน 

 

ภาพ: Patikorn Kabbour / Getty Images

อ้างอิง:

The post ถอดรหัส Superyacht ศิลปะแห่งการสร้างความมั่งคั่งจากความหลงใหล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐีวัย 27 เตือน การใช้เงินแบบเก่า ควรเลิกซะ! ก่อนที่จะจนลงกว่าเดิม https://thestandard.co/money-tips-for-gen-z/ Wed, 03 Sep 2025 10:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1115152 อดีตเทรดเดอร์วัย 27 แชร์เคล็ดลับการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่

โซเชียลฮือฮา เมื่ออดีตเทรดเดอร์วอลล์สตรีท ผู้ก่อตั้งเพจ […]

The post เศรษฐีวัย 27 เตือน การใช้เงินแบบเก่า ควรเลิกซะ! ก่อนที่จะจนลงกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตเทรดเดอร์วัย 27 แชร์เคล็ดลับการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่

โซเชียลฮือฮา เมื่ออดีตเทรดเดอร์วอลล์สตรีท ผู้ก่อตั้งเพจ Your Rich BFF และผู้เขียนหนังสือ Rich AF ซึ่งทำเงินล้านแรกได้ตั้งแต่อายุเพียง 27 ปี ออกมาเผยถึงคำแนะนำทางการเงินแบบดั้งเดิมที่แพร่หลาย ทั้งจากกูรูรุ่นก่อน หนังสือการเงิน หรือแม้แต่คำสอนจากพ่อแม่ ที่ใช้ไม่ได้โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจไม่ค่อยจะสดใสมากนัก

 

แถมบางอย่างยังอาจทำให้คนรุ่นใหม่จนลงไปอีก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z ต้องเผชิญสภาพเศรษฐกิจที่ยากกว่าเดิมมาก ถ้าเทียบจากรุ่นพ่อแม่ที่สะสมความมั่งคั่งได้เร็วกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะรู้สึกเหมือนถูกแจกไพ่ให้เสียเปรียบตั้งแต่เริ่ม

 

พร้อมแนะด้านการเงิน 4 ข้อที่ควรเลิกเชื่อ

 

1. เปลี่ยนอาชีพแล้วจะได้เงินมากขึ้น 

 

ที่จริงฟังดูง่าย แต่ความจริงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงโอกาสงานรายได้สูง ลองนึกภาพว่ามีคนที่เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงานในย่าน Appalachia หลังเรียนจบก็ย้ายไปอยู่เมืองขนาดกลาง เพื่อทำงานที่บริษัท Dunder Mifflin แล้วเส้นทางจะไปถึงการทำงานที่ Google ได้อย่างไร

 

ยิ่งไม่รู้จักใครที่ทำงานด้านเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถึงแม้จะมีใบปริญญาแล้วก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าคนที่ไม่มีคอนเน็กชันหรืออยู่ไกลจากตลาดแรงงานหลัก จะเข้าไปทำงานที่บริษัทใหญ่ๆ ได้ คำตอบคือ ไม่มีทาง เพราะ Google จะเลือกจ้างคนจากเครือข่ายคนรู้จักที่มีอยู่จำนวนมาก

 

ที่สำคัญงานไม่ได้เป็นตัวชี้วัดกำหนดเงินเดือนเท่านั้น แต่งานหรืออาชีพที่ทำยังเป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ หล่อหลอมตัวตนและชีวิตอีกด้วย

 

2. หาที่อยู่ถูกกว่า หรือหาคนมาแชร์ค่าห้อง

 

ในปัจจุบัน ราคาที่อยู่อาศัยทั้งการซื้อและการเช่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในภาระที่หลายคนต้องเผชิญ โดยเฉพาะกับชนชั้นกลางที่มองว่าการมีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงในระยะยาว

 

แต่การเป็นเจ้าของบ้านถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลายคน แม้จะต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่กลับเป็นการลงทุนที่ให้ผลลัพธ์ในเชิงความมั่นคงได้ดีที่สุด เพราะเมื่อถึงวัยเกษียณ บ้านคือทรัพย์สินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้อีกด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมบ้านจึงถูกมองว่าเป็นหลักประกันชีวิตของชนชั้นกลางมาโดยตลอด

 

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่มักได้ยินกันว่า ‘ถ้าที่อยู่เดิมแพงเกินไป ก็ควรย้ายไปหาที่ถูกกว่านี้’ อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป เพราะการย้ายออกจากทำเลที่คุ้นเคยไม่ได้มีเพียงต้นทุนด้านการเงิน แต่ยังมีต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่น ผลกระทบต่ออารมณ์ ความเครียดจากการปรับตัว ไปจนถึงคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งการเดินทาง การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านและชุมชนรอบตัว

 

การเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่แค่การตัดสินใจเรื่องตัวเลขทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวพันกับชีวิตในทุกมิติ หลายครั้งผู้คนอาจไม่พร้อมจะแลกกับความไม่แน่นอนเหล่านี้ เพียงเพื่อแลกกับค่าใช้จ่ายที่ดูเหมือนจะถูกลงในระยะสั้น แต่กลับทำให้ห่างไกลจากเป้าหมายในการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว

 

3. เลิกซื้อกาแฟกับอะโวคาโด

 

เวลาพูดถึงการเงิน ส่วนใหญ่สิ่งที่มักถูกสอนหรือได้ยินจากกูรูการเงิน คือการควบคุมค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่น อย่าซื้อกาแฟแก้วละร้อยบ่อยๆ อย่ากินข้าวนอกบ้านเกินจำเป็น หรืออย่าเผลอใช้เงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากนัก เพราะสิ่งเหล่านี้อาจทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายทางการเงินในอนาคต

 

แต่ความจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในระยะสั้น ไม่ได้เป็นตัวการหลักที่ทำให้ใครสักคนพลาดเป้าหมายใหญ่ ตัวอย่างเช่น หลายครั้งที่คนเรารู้สึกท้อแท้กับภาระใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้านที่ราคาสูงเกินเอื้อม หรือการจ่ายหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จนทำให้คิดว่ายังไงก็คงไม่มีทางปลดหนี้หรือมีบ้านได้อยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอใช้เงินเล็กๆ น้อยๆ ไปกินของอร่อยสักมื้อ

 

ซึ่งเอาเข้าจริง ความคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร และยังฟังดูสมเหตุสมผลด้วยซ้ำ แต่เหตุผลที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าเป้าหมายทางการเงินดูไกลเกินไป ไม่ได้มาจากการใช้จ่ายเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน 

 

แต่มาจากเงินเฟ้อ ฟังดูเหมือนศัพท์เศรษฐกิจที่ซับซ้อน แต่ความหมายพื้นฐานนั้นเข้าใจง่ายมาก มันก็คือการที่ราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของมันจะเริ่มชัดเจนก็ต่อเมื่อรายได้ ไม่สามารถวิ่งตามทันกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงกำลังซื้อของเรากำลังลดลง แม้จะได้เงินเดือนเพิ่ม แต่กลับซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม

 

โดยทั่วไป นักเศรษฐศาสตร์มักเห็นพ้องกันว่า หากเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับประมาณ 2% ต่อปี ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และสะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แต่เมื่อใดที่อัตราเงินเฟ้อสูงและพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสัญญาณของปัญหาใหญ่ เพราะทำให้ค่าครองชีพพุ่งแซงหน้าค่าแรง ผลที่ตามมาคือ ผู้คนต้องทำงานหนักขึ้น แต่กลับรู้สึกว่ามีเงินเหลือใช้ลดลง

 

ทั้งนี้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ต่างเผชิญกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่สูงเกินระดับปกติ สาเหตุมีทั้งจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในช่วงโควิดที่ผ่านมา รวมถึงราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวน ไปจนถึงความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ราคาสินค้าทุกประเภทขยับสูงขึ้น สวนทางกับค่าแรงกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น

 

เมื่อมองจากภาพนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การใช้จ่ายเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไม่ใช่ตัวการที่ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายใหญ่ แต่ตัวการจริงๆ คือ ‘ความไม่สมดุลระหว่างรายได้และค่าครองชีพ’ ที่เงินเฟ้อเป็นผู้กำหนด ดังนั้นจึงไม่ควรโทษตัวเองที่ซื้อกาแฟสักแก้ว หรือออกไปกินข้าวนอกบ้านบ้าง

 

4. ผ่อนคลายไปเถอะ ยังไงเงินก็ซื้อความสุขไม่ได้ จริงหรือไม่

 

ย้อนกลับไปในปี 2010 งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าความสุขของคนเพิ่มขึ้นตามรายได้ แต่เมื่อรายได้สูงขึ้น ระดับความสุขก็เริ่มคงที่ หลายคนจึงสรุปว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้เพียงแค่ตอบสนองปัจจัยพื้นฐาน แต่ไม่เกินกว่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดในปี 2021 พบว่าความสุขยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามรายได้ที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าเงินยังมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี

 

อีกประเด็นที่ต้องเข้าใจคือคำพูดที่ว่า ‘แค่ผ่อนคลายไปเถอะ’ มักมองข้ามความจริงของชีวิต คนรุ่นใหม่ที่เกิดตั้งแต่ยุค 90s ต้องเติบโตท่ามกลางเหตุการณ์สะเทือนโลกและความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ 9/11 สงครามอิรัก วิกฤตที่อยู่อาศัยปี 2008 Brexit และโควิด-19 ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น

 

คนในยุคนี้จึงต้องเผชิญกับบาดแผลทางเศรษฐกิจ ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตเป็นเรื่องปกติ และความปรารถนาจะมีเงินเพื่อความมั่นคงก็ถือเป็นสิ่งธรรมชาติ ไม่ใช่ความโลภ

 

สรุปได้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสุขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รับมือกับโลกที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนนี้ได้

 

อ้างอิง:

The post เศรษฐีวัย 27 เตือน การใช้เงินแบบเก่า ควรเลิกซะ! ก่อนที่จะจนลงกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Labubu จากของเล่นกล่องสุ่มสู่เครื่องจักรทำเงินระดับโลก แต่คำถามคือจะเป็นได้อีกนานแค่ไหน? https://thestandard.co/labubu-blind-box-money-machine/ Sun, 31 Aug 2025 07:42:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1113660 Labubu

มานนา หวัง เอเจนต์ประกันในฮ่องกง เคยส่งของขวัญหรูๆ ให้ก […]

The post Labubu จากของเล่นกล่องสุ่มสู่เครื่องจักรทำเงินระดับโลก แต่คำถามคือจะเป็นได้อีกนานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Labubu

มานนา หวัง เอเจนต์ประกันในฮ่องกง เคยส่งของขวัญหรูๆ ให้กับลูกค้าระดับท็อปมาแล้วมากมาย ตั้งแต่ผ้าพันคอ Gucci ไปจนถึงนาฬิกา Coach แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา Labubu ได้กลายเป็นของขวัญที่เธอเลือกใช้ จนกระทั่งสินค้าขาดตลาดอย่างหนัก ทำให้เธอต้องยอมจ่ายเงินวันละ 500 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,066 บาท) เพื่อจ้างนักศึกษาให้ไปตามล่าหาตุ๊กตาที่ว่านี้มาให้ได้

 

“นั่นคือราคาที่ฉันเต็มใจจ่าย” หวังกล่าว “ทุกครั้งที่ลูกค้าได้รับ Labubu กล่องสุ่มรุ่นล่าสุด ฉันจะได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างดีใจจากพวกเขาหรือลูกๆ ของพวกเขา ทุกคนตื่นเต้นมาก เพราะใครๆ ก็อยากได้แต่หาซื้อไม่ได้” คำพูดของเธอคือภาพสะท้อนปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

 

Labubu ได้กลายสภาพจากของเล่นตุ๊กตาธรรมดาๆ ไปสู่ตลาดซื้อขายระดับโลก และสำหรับบางคน นี่คือสินทรัพย์เพื่อ ‘การลงทุน’ ที่ร้อนแรง นักสะสมตั้งแต่ในสหรัฐฯ ไปจนถึงจีน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบริษัท Pop Mart ต่างเดิมพันว่าตุ๊กตาฟันแหลมตัวนี้จะมีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นในตลาดขายต่อ หลังจากที่มีรุ่นหายากพิเศษถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 1.5 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 4.84 ล้านบาท) ในกรุงปักกิ่ง

 

กระแสความนิยมนี้ได้ก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตขึ้นรอบๆ ตัว Labubu ตั้งแต่เสื้อผ้าที่ออกแบบมาเพื่อตุ๊กตาโดยเฉพาะ, เหรียญมีม ไปจนถึงบริการแปลกใหม่อย่างการให้เช่าตุ๊กตาเป็นรายวัน หรือแม้กระทั่งการรับจ้างต่อคิวซื้อสินค้าคอลเลกชันใหม่

 

ปัจจัยสำคัญที่จุดกระแสให้ Labubu โด่งดังไปทั่วโลกคือบรรจุภัณฑ์แบบกล่องสุ่ม (Blind Box) ที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ, การปรากฏตัวในโซเชียลมีเดียของคนดังระดับโลกอย่าง แบรด พิตต์ และลิซ่า Blackpink และการที่ Pop Mart เลือกที่จะขายสินค้าผ่านร้านของตัวเองเท่านั้น ซึ่งผลักดันให้นักสะสมต้องหันไปพึ่งพาตลาดขายต่อเมื่อสินค้าหมดสต็อก

 

ความคลั่งไคล้นี้ได้ส่งผลให้ทรัพย์สินของ หวังหนิง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอวัยเพียง 30 กว่าปีของ Pop Mart พุ่งสูงขึ้นไปอยู่ที่ 2.62 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.46 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 243% ในปีนี้เพียงปีเดียว ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 3 ของโลกที่อายุต่ำกว่า 40 ปี และทำให้บริษัทที่เคยมีหน้าร้านเพียงแห่งเดียวเมื่อ 10 ปีก่อน มีมูลค่าตลาดสูงถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท)

 

แต่คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ Pop Mart จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่าง Walt Disney ได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงกระแส ‘ฟองสบู่’ ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนแล้วก็หายไป นักวิเคราะห์บางส่วนมองเห็นภาพซ้อนของปรากฏการณ์ Beanie Babies ในยุค 90s ที่เคยมีราคาพุ่งสูงก่อนที่ตลาดจะล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว

 

คริสตอฟ สแปนเจอร์ส ศาสตราจารย์ด้านการเงินผู้ศึกษาตลาดของสะสม กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้สูงที่ Labubu จะเดินตามรอย Beanie Babies แต่อาจจะเร็วกว่าด้วยซ้ำเพราะพลังของอินเทอร์เน็ต” เขามองว่าจะมีตุ๊กตาเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จะยังคงมีมูลค่าในระยะยาว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะมีค่าเหลือเพียงศูนย์ในตลาดขายต่อ

 

จุดอ่อนที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการขาดความลึกในเชิง ‘เรื่องราว’ ซึ่งแตกต่างจากแฟรนไชส์อย่าง Pokémon ที่มีทั้งภาพยนตร์, การ์ตูน และเกม คอยเติมเชื้อไฟให้กระแสคงอยู่ตลอดเวลา เจมมา เดล ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมนักลงทุนกล่าวว่า “การจะต่อยอด Labubu ให้ไปถึงจุดนั้นได้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก”

 

ถึงแม้จะมีคำเตือนออกมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า Labubu มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากของเล่นในอดีต ด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย, กลยุทธ์กล่องสุ่ม และการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้กระแสยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง 

 

บน eBay มีผู้ค้นหา Labubu มากกว่า 450 ครั้งต่อชั่วโมงในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลจาก StockX แพลตฟอร์มขายต่อชื่อดังระบุว่ายอดขายสินค้า Pop Mart ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 พุ่งสูงขึ้นถึง 748% เมื่อเทียบกับทั้งปี 2024

 

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณเตือนปรากฏขึ้นบ้างแล้ว เมื่อมีรายงานว่าราคาขายต่อของ Labubu ในแพลตฟอร์มของจีนเริ่มลดลงถึง 50% ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน หลังจากที่ Pop Mart ได้เพิ่มปริมาณสินค้าในช่องทางจำหน่ายของตนเอง ซึ่งบ่งชี้ว่ากระแสความนิยมนี้อาจมีความเปราะบางและอ่อนไหวต่อปริมาณสินค้าในตลาด

 

ด้าน Pop Mart เองได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการจงใจสร้างสินค้าให้ขาดตลาด โดยโฆษกของบริษัทกล่าวว่าได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นถึง 10 เท่าแล้ว และไม่ต้องการให้สินค้าของบริษัทถูกนำไปปั่นราคาเพื่อเก็งกำไร แต่ต้องการให้ผู้บริโภคสามารถซื้อได้โดยตรงจากบริษัทมากกว่า

 

โจเซฟ เปียโนฟอร์เต้ ผู้จัดประมูล Labubu บน eBay Live ซึ่งเคยทำยอดขายได้หลายร้อยกล่องในแต่ละสัปดาห์ ก็ยังคงไม่แน่ใจในอนาคตระยะยาวของ Labubu ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน 

 

“ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือเรื่องของคอมมูนิตี้และความสนุก ผมไม่คิดว่าผู้คนจะมองไปไกลถึง 20 หรือ 50 ปีข้างหน้าว่า Labubu ตัวนี้จะมีราคาเป็นพันดอลลาร์ พวกเขาแค่สนุกกับกระแสที่เกิดขึ้นในตอนนี้เท่านั้น”

 

อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ Labubu คือเครื่องจักรทำเงินที่สมบูรณ์แบบสำหรับยุคสมัยนี้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่อนาคตของตุ๊กตาฟันแหลมตัวนี้ยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามใหญ่ หากปราศจากเรื่องราวที่มาคอยหล่อเลี้ยง ก็ยังคงต้องรอดูกันต่อไปว่า Labubu จะสามารถก้าวขึ้นไปเป็นไอคอนที่อยู่เหนือกาลเวลา หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งของเล่นในตำนานที่ถูกลืมเลือนไปเหมือนกับ Beanie Babies


หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.28 บาท ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2568 


ภาพ: Christian Vierig / Getty Images

อ้างอิง:

The post Labubu จากของเล่นกล่องสุ่มสู่เครื่องจักรทำเงินระดับโลก แต่คำถามคือจะเป็นได้อีกนานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rolex และ Patek มือ 2 จุดสว่างในโลกนาฬิกาที่กำลังดิ้นรน พิษเศรษฐกิจ-กำแพงภาษีทรัมป์ ทำตลาดนาฬิกาใหม่ป่วน https://thestandard.co/used-luxury-watch-market-growth/ Sun, 17 Aug 2025 08:05:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1108267 used-luxury-watch-market-growth

ตลาดนาฬิกาหรูมือสองกำลังกลายเป็น ‘จุดสว่างเพียงหนึ่งเดี […]

The post Rolex และ Patek มือ 2 จุดสว่างในโลกนาฬิกาที่กำลังดิ้นรน พิษเศรษฐกิจ-กำแพงภาษีทรัมป์ ทำตลาดนาฬิกาใหม่ป่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
used-luxury-watch-market-growth

ตลาดนาฬิกาหรูมือสองกำลังกลายเป็น ‘จุดสว่างเพียงหนึ่งเดียว’ ท่ามกลางภาพรวมของอุตสาหกรรมนาฬิการะดับไฮเอนด์ที่กำลังมืดมน โดยสามารถทำผลงานในช่วงครึ่งปีแรกได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ

 

ดัชนี Bloomberg Subdial Watch Index ซึ่งติดตามนาฬิกาที่มีการซื้อขายมากที่สุด 50 รุ่น ได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 5.3% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 และยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาสที่สาม โดยมีรุ่นเด่นๆ ที่ทำผลงานได้ดีคือ Rolex Gold Daytona 116508 และ Patek Philippe Aquanaut 5167A

 

ในทางตรงกันข้าม ตลาดนาฬิกาใหม่กลับกำลัง ‘เจ็บตัวหนัก’ โดยยอดส่งออกนาฬิกาสวิสในเดือนมิถุนายนลดลง 5.6% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องตลอดทั้งปีในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และฮ่องกง ขณะที่ Swatch Group ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Omega และ Blancpain ก็มียอดขายครึ่งปีแรกลดลง 7.1%

 

ปัจจัยลบสำคัญที่ซ้ำเติมตลาดนาฬิกาใหม่คือสงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะกำแพงภาษี 39% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้าส่งออกของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของนาฬิกาใหม่

 

ปัจจัยเหล่านี้กลับกลายเป็นผลดีต่อตลาดมือสอง คริสตี้ เดวิส ผู้ก่อตั้ง Subdial แพลตฟอร์มซื้อขายนาฬิกาในลอนดอน อธิบายว่า ราคาทองคำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้ผลักให้ราคานาฬิกาใหม่ถีบตัวสูงขึ้น ทำให้นักสะสมและผู้ซื้อมองหานาฬิกามือสองเพื่อความคุ้มค่าที่มากกว่า

 

นอกจากนี้ การซื้อนาฬิการุ่นยอดนิยมจากบูติกโดยตรงมักจะต้องรอคิวนานหลายเดือนหรือเป็นปี แต่แพลตฟอร์มมือสองกลับมอบข้อได้เปรียบในการ ‘เข้าถึงได้ทันที’ และมีนาฬิกาให้เลือกหลากหลายรุ่นกว่า ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

เดวิสยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ที่น่าสนใจว่า การที่ Patek Philippe Aquanaut ได้รับความนิยมมากกว่ารุ่น Nautilus ที่โด่งดังกว่า อาจสะท้อนถึงกระแส ‘ความหรูหราที่ไม่ตะโกน’ (quiet luxury) ที่ผู้คนกำลังมองหาความเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา

 

การฟื้นตัวครั้งนี้ แม้จะยังไม่เทียบเท่ากับช่วงบูมในยุคโควิด แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตลาดนาฬิกามือสองได้กลายเป็น ‘ตลาดทางเลือก’ ที่มีความแข็งแกร่งและสามารถเติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายที่ตลาดนาฬิกาใหม่กำลังเผชิญอยู่

 

ภาพ: Papin Lab / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Rolex และ Patek มือ 2 จุดสว่างในโลกนาฬิกาที่กำลังดิ้นรน พิษเศรษฐกิจ-กำแพงภาษีทรัมป์ ทำตลาดนาฬิกาใหม่ป่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความหรูหราแบบใหม่ ‘ประสบการณ์’ มีค่ากว่า ‘ราคา’ เมื่อเศรษฐีไทยไม่ซื้อแค่ของ แต่ซื้อคุณค่าและความรู้สึก https://thestandard.co/new-luxury-experience-over-price/ Mon, 11 Aug 2025 04:11:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1106071 New Luxury เน้นประสบการณ์เหนือสินค้า

เนื้อหาจากงานเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 18 ในหัวข้อ ‘R […]

The post ความหรูหราแบบใหม่ ‘ประสบการณ์’ มีค่ากว่า ‘ราคา’ เมื่อเศรษฐีไทยไม่ซื้อแค่ของ แต่ซื้อคุณค่าและความรู้สึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
New Luxury เน้นประสบการณ์เหนือสินค้า

เนื้อหาจากงานเสวนา KTC FIT Talk ครั้งที่ 18 ในหัวข้อ ‘Resilience is the New Luxury: อนาคตเศรษฐกิจไทยในมือผู้บริโภคระดับบน’ ได้เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับทิศทางการบริโภคของกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง โดยชี้ให้เห็นว่านิยามของความหรูหราในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงตัวสินค้า แต่เปลี่ยนไปสู่คุณค่าด้านจิตใจและประสบการณ์ที่แบรนด์มอบให้ 

 

อภิเชษฐ์ เกียรติวรคุณ ผู้อำนวยการ-การเงิน บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC กล่าวว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยถูกประเมินว่าในปี 2025 จะเติบโตเพียง 1.6 – 2.3% และภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสัดส่วน 12% ของ GDP ก็มีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาวะเงินเฟ้อติดลบยังส่งผลต่อจิตวิทยาการใช้จ่ายของผู้คน 

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคกลุ่มรายได้สูง (High-Income Spending) กลับมีการเติบโตของการใช้จ่ายสูงถึง 9.8% ต่อปีในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งอภิเชษฐ์ได้กล่าวว่า ผู้บริโภคกลุ่ม Ultra High Network ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังสำคัญนี้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยังสามารถคว้าได้ 

 

 

ความหรูหราแบบ ‘If You Know, You Know’ และประสบการณ์เฉพาะบุคคล

 

ผู้บริหารจากแบรนด์ชั้นนำได้ฉายภาพเทรนด์ที่น่าสนใจ โดย ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า ONESIAM บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันอาจจะไม่ได้มาระหว่างแบรนด์และแต่เป็นการแข่งขันว่าระหว่าง product กับ experience” และเสริมว่า ลูกค้าเริ่มให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้า Luxury เพื่อใช้ในประสบการณ์ Luxury มากกว่า เช่น การท่องเที่ยวหรูหรา หรือการทำกิจกรรม Wellness 

 

ขณะที่ อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ผู้บริโภคกลุ่ม Ultra High Network ให้ความสำคัญกับ “Total Experience” โดยเฉพาะสิ่งที่หายากและมีจำนวนจำกัด (Scarcity) ซึ่งสร้างความรู้สึกพิเศษที่หาไม่ได้จากที่อื่น 

 

นันทมาลี ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาวาลลิโน มอเตอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและซ่อมบำรุงรถยนต์เฟอร์รารี่ (Ferrari) ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม พร้อมกล่าวว่าแบรนด์ต้องมอบ ‘Emotional Involvement’ เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสแบรนด์ได้ครบทุกประสาทสัมผัส โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่มองว่ารถยนต์เป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กและมีเรื่องราวที่เป็นตำนาน 

 

 

การปรับตัวของแบรนด์สู่ความยั่งยืน และการสร้างความผูกพันกับลูกค้าแบบครอบครัว

 

เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แบรนด์ต่างๆ ต้องปรับตัวให้สอดรับกับยุคสมัย โดย นันทมาลี กล่าวว่า Ferrari มีการเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอนาคต และมีการปรับปรุงศูนย์บริการให้สอดคล้องกับนโยบาย Zero Carbon ในปี 2030 ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษา ‘Racing DNA’ หรือจิตวิญญาณแห่งการแข่งรถและประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีวันหายไป นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระดับครอบครัว โดยมองว่าลูกหลานของลูกค้าก็คือลูกค้าในอนาคต 

 

ด้าน อัญรัตน์จาก Jubilee Diamond กล่าวว่า การใช้ข้อมูล (Data) มาทำความเข้าใจและนำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้าแต่ละกลุ่ม และได้ยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI เข้ามาสร้างนวัตกรรมที่ทำให้เครื่องประดับมีคุณค่าทางใจที่จับต้องได้ง่ายขึ้น เช่น การนำรูปภาพและวิดีโอมาผูกไว้กับตัวเพชร เพื่อให้ลูกค้าสามารถย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาสำคัญได้ 

 

ส่วนทางด้านสยามพิวรรธน์ ได้ชูโมเดลในการดำเนินธุรกิจที่เน้นการสร้างประสบการณ์ระดับโลกให้กับลูกค้าทุกคน ธณพร กล่าวว่า “คำว่า New Luxury ของสยามพิวรรธน์ นั้น มองว่าลูกค้าทุกคนต้องได้รับความรู้สึกแบบ Luxury ประสบการณ์แบบ Luxury” โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มลูกค้า High Network เท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้ากลุ่มอื่นที่เดินเข้ามาในศูนย์การค้าก็ต้องได้รับบริการอย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน 

 

นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล เช่น การสร้าง Super App เพื่อเชื่อมโยงผู้เช่าและลูกค้าในช่วงที่ศูนย์ปิด พร้อมเสริมว่าทุกวันนี้ Mindset ของบุคลากรในองค์กรต้องพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปแทบทุกวัน 

 

โอกาสในวิกฤต และการสร้างคุณค่าที่เหนือกว่าราคา

 

ประณยา นิธานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวสรุปว่า ในฐานะผู้ให้บริการด้าน Payment KTC เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Value หรือคุณค่าที่นอกเหนือไปจากโปรโมชั่นทั่วไป โดยต้องมีสิทธิประโยชน์ที่พิเศษเฉพาะตัว (Exclusivity) และสร้างความปลอดภัยให้กับลูกค้า 

 

ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ โอกาสสำหรับแบรนด์ที่ต้องการประสบความสำเร็จคือการนำเสนอประสบการณ์และคุณค่าที่จับต้องไม่ได้ (Intangible) ซึ่งสร้างความรู้สึกหรูหราให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรูหราต่อไปในอนาคต

The post ความหรูหราแบบใหม่ ‘ประสบการณ์’ มีค่ากว่า ‘ราคา’ เมื่อเศรษฐีไทยไม่ซื้อแค่ของ แต่ซื้อคุณค่าและความรู้สึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงเทพฯ ติดอันดับ 11 เมืองที่ค่าครองชีพของกลุ่มเศรษฐีแพงสุดในโลก https://thestandard.co/bangkok-cost-of-living-wealthy-2025/ Thu, 24 Jul 2025 04:25:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1099165 ค่าครองชีพ กรุงเทพ

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Jul […]

The post กรุงเทพฯ ติดอันดับ 11 เมืองที่ค่าครองชีพของกลุ่มเศรษฐีแพงสุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าครองชีพ กรุงเทพ

บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ จำกัด (SCB Julius Baer) บริษัทร่วมทุนระหว่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และจูเลียส แบร์ (Julius Baer) เปิดเผย รายงานความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก ประจำปี 2025 (Global Wealth and Lifestyle Report 2025) ที่จัดทำโดย จูเลียส แบร์ ระบุว่า กรุงเทพฯ ติดอันดับเมืองค่าครองชีพสำหรับกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (HNWIs) แพงอันดับ 11 ของโลก ขณะที่สิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดความมั่งคั่งในเอเชียแปซิฟิกยังคงคึกคักและเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

รายงานสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอันดับเมืองที่มีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับ HNWIs โดยกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น 6 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 11 ของโลก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในภูมิภาค 

 

กรุงเทพฯ กลายเป็นหนึ่งในมหานครที่แพงที่สุดในโลกสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย อย่างแฟชั่นสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ รวมถึงรถยนต์และนาฬิกา สำหรับเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ฮ่องกงอยู่ในอันดับ 3 ลดลงจากอันดับ 2 ส่วนโตเกียวเลื่อนขึ้น 6 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 17 และเซี่ยงไฮ้ลดลงจากอันดับ 4 มาอยู่ที่อันดับ 6

 

โดยภาพรวมราคาของสินค้าและบริการที่ส่งผลให้ค่าครองชีพของกลุ่ม HNWIs เพิ่มขึ้นมากที่สุดมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ค่าตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ +18.2% ถัดมาคือนาฬิกา +5.6% และค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน +5.1%

 

GDP ของเอเชียแปซิฟิกยังโตต่อเนื่อง หนุนยอดเศรษฐีพุ่ง

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงเล็กน้อยในปี 2567 แต่ก็ยังคงแซงหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ความมั่งคั่งในภูมิภาคนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการเติบโตของ GDP ที่ 4.5% ในปี 2567 ลดลงเล็กน้อยจาก 5.1% ในปี 2566 แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 3.3% อย่างชัดเจน 

 

แนวโน้มนี้ส่งผลโดยตรงต่อจำนวนผู้ที่มีความมั่งคั่งระดับสูงในเอเชีย ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5% ต่อปี แตะระดับ 855,000 คน ในปี 2567 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยหนุนสัดส่วนของ HNWIs รายใหม่ทั่วโลกในเอเชียให้สูงถึง 47.5% ระหว่างปี 2568 ถึง 2571 ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่าเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นศูนย์กลางของโอกาสทางเศรษฐกิจและเป็นแหล่งกำเนิดความมั่งคั่งที่สำคัญของโลก

 

ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มการเพิ่มทั้งการใช้จ่ายและการลงทุน (39%) โดยมีการเพิ่มขึ้นโดยรวมในการลงทุนสูงที่สุดที่ 68% ผู้ลงทุนในภูมิภาคนี้ยังมีแนวโน้มสนใจการลงทุนในเทรนด์อนาคตหรือการลงทุนที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเองมากกว่าภูมิภาคอื่น 

 

หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ตามด้วยอสังหาริมทรัพย์และเงินสด นอกจากนี้ยังพบว่าแม้ภูมิภาคอื่นจะเกิดความอ่อนล้าจากการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลในหลายภูมิภาคทั่วโลก แต่ในเอเชียแปซิฟิกกลับสวนทางด้วย ความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการลงทุนอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวและความตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างผลกระทบเชิงบวกควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน

 

นอกจากนี้ ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงในเอเชียแปซิฟิกให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิต (Longevity) เป็นอันดับต้นๆ โดย 100% ของผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคนี้พบว่าพวกเขากำลังใช้มาตรการต่างๆ เพื่อเพิ่มอายุขัย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น การออกกำลังกายสม่ำเสมอและการรับประทานอาหารที่ดี ไปจนถึงการบำบัดด้วยยีน (Gene) และไครโอเจนิกส์ (Cryogenic) ที่มีผู้ใช้ถึง 21% เมื่อพิจารณาถึงความยืนยาวทางการเงิน ผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขาจะปรับกลยุทธ์การจัดการความมั่งคั่งเพื่อรองรับการมีอายุยืนยาวขึ้น ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มที่จะสร้างแผนการดูแลระยะยาวมากกว่าภูมิภาคอื่น โดยมีถึง 68% ที่เลือกตัวเลือกนี้

 

รายงานระบุอีกว่าแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจากการบริโภคสินค้าไปสู่การเน้นประสบการณ์ ในขณะที่การใช้จ่ายสำหรับสินค้าหรูหราชะลอตัวลง แต่ความต้องการสำหรับการรับประทานอาหารสุดหรู (Fine Dining) การท่องเที่ยวแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรรยังคงเติบโตได้ดี สะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของนิยามของความหรูหรา ที่เปลี่ยนไปของกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งระดับสูง 

 

โดยไม่ได้มองความหรูหราที่การครอบครองสิ่งของอีกต่อไป แต่หันมาให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์, ความเป็นอยู่ที่ดี และประสบการณ์ที่มีความหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เติมเต็มคุณค่าทางจิตใจและสร้างความทรงจำที่ยั่งยืนมากกว่าการเป็นเจ้าของวัตถุ

 

ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลดรายงานความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์จากทั่วโลก ประจำปี 2025 “Julius Baer – Global Wealth and Lifestyle Report 2025” ได้ที่ www.juliusbaer.com/GWLR

 

ภาพ: Lauren DeCicca / Getty Images

The post กรุงเทพฯ ติดอันดับ 11 เมืองที่ค่าครองชีพของกลุ่มเศรษฐีแพงสุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความหรูหราแบบ ‘Kawaii’ สินทรัพย์ทางเลือกในยุคแห่งความไม่แน่นอน https://thestandard.co/kawaii-luxury-alternative-investment/ Sat, 19 Jul 2025 03:30:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1097616 ตุ๊กตา LABUBU วางคู่กระเป๋า Birkin แสดงความหรูหราแนวใหม่แบบ Kawaii

ปรากฏการณ์ LABUBU เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่แสดงให้ […]

The post ความหรูหราแบบ ‘Kawaii’ สินทรัพย์ทางเลือกในยุคแห่งความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตุ๊กตา LABUBU วางคู่กระเป๋า Birkin แสดงความหรูหราแนวใหม่แบบ Kawaii

ปรากฏการณ์ LABUBU เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่แสดงให้เห็นว่า ‘ความน่ารัก’ เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังสำหรับแบรนด์หรูเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ แบรนด์ต่างๆ ไม่ได้เพียงแค่ขายสินค้า แต่กำลังขาย ‘ความรู้สึก’ และ ‘เรื่องราว’ ทั้งหมดคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนิยาม ‘ของสะสมที่มีค่า’ และ ‘สินค้าหรูหรา’ ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและผู้คนโหยหาที่พึ่งทางใจดังที่จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรม ‘Kawaii’ ในญี่ปุ่นและ ‘Meng’ ในจีน เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา

 

แล้วทำไมแบรนด์หรูจึงต้องใช้การตลาดแบบน่ารัก?

 

ประการแรกเลยก็เพื่อเข้าถึง Gen Z และ Millennial ที่เติบโตมากับวัฒนธรรมป๊อป, การ์ตูน, อนิเมะ, และวิดีโอเกม 

 

‘ความน่ารัก’ คือภาษากลางที่พวกเขาคุ้นเคย การร่วมมือกับตัวละครที่รัก เป็นการสร้างความรู้สึก ‘เข้าถึงง่าย’ และทำให้แบรนด์ดูไม่แก่และน่าเบื่อ รวมทั้งสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์เพื่อกระตุ้นความทรงจำในวัยเด็ก (Nostalgia) ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก อบอุ่น และปลอดภัย ทำให้รู้สึกผูกพันกับแบรนด์ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความสวยงาม

 

 

อีกข้อสำคัญคือการสร้างกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย เพราะสินค้าที่มีตัวละครน่ารัก สีสันสดใส มักจะ ‘ถ่ายรูปขึ้น’ (Instagrammable) และง่ายต่อการถูกแชร์ต่อในแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Instagram กลายเป็นเครื่องมือโปรโมตแบบออร์แกนิกที่มีประสิทธิภาพสูง และยังเพิ่มมูลค่าและสร้างความพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าคอลเล็กชันพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัด (Limited Edition) ทำให้เกิดความรู้สึก ‘ต้องรีบซื้อ’ และผลักดันให้ราคารีเซลในตลาดรองสูงขึ้นไปอีก

 

 

ก่อนหน้านี้หลากหลายแบรนด์ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบน่ารักในรูปแบบที่แตกต่างกันไปทั้งการร่วมมือกับตัวการ์ตูนและอนิเมะเป็นการดึงเอาฐานแฟนคลับของตัวละครนั้นๆ มาสู่แบรนด์โดยตรง เช่น LOEWE x Studio Ghibli ของแบรนด์เครื่องหนังสุดหรูจากสเปนกับสตูดิโออนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่นในคอลเล็กชันอย่าง My Neighbor Totoro, Spirited Away, และ Howl’s Moving Castle ทำให้กระเป๋าแต่ละใบกลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก

 

GUCCI x Doraemon / Disney ในยุคของ Alessandro Michele ที่นำตัวละครอย่าง Doraemon, Donald Duck, และ Mickey Mouse มาอยู่บนลายโมโนแกรม GG Supreme และ Jimmy Choo x Sailor Moon เจาะตลาดกลุ่ม Millennial ที่เติบโตมากับเซเลอร์มูนเชื่อมโยงความฝันในวัยเด็กเข้ากับพลังของผู้หญิงยุคใหม่ผ่านรองเท้าและเครื่องประดับต่างๆ 

 

 

ขณะที่บางแบรนด์สร้างมาสคอตของตัวเอง เช่น FENDI Bag Bugs ที่บุกเบิกเทรนด์การห้อย ‘ตุ๊กตา’ บนกระเป๋าหรูมาก่อน LABUBU ด้วยเจ้ามอนสเตอร์ขนเฟอร์หน้าตากวนๆ ในปี 2013 ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อเครื่องประดับน่ารักๆ ให้กับกระเป๋าหลักแสน, Louis Vuitton’s Vivienne Mascot ตุ๊กตาไม้ที่มีหัวเป็นรูปดอกไม้ในโมโนแกรม ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เครื่องประดับไปจนถึงของแต่งบ้าน และแบรนด์นี้ยังตีความความน่ารักผ่านมุมมองศิลปินเช่น Louis Vuitton x Takashi Murakami การร่วมมือระดับตำนานในปี 2003 ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการลักชัวรีไปตลอดกาล ผ่านลาย Monogram Multicolor, ดอกซากุระยิ้ม และตัวละครแพนด้า ซึ่งเป็นการฉีกลุคที่ดูขรึมของ LV ให้ดูสดใสและสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

ส่วนปรากฏการณ์ LABUBU ก็ทำหน้าที่เดียวกันด้วยการมอบความสุขที่จับต้องได้ ในราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงเกินไป (สำหรับกล่องสุ่ม) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต การได้แกะกล่องสุ่ม, การตามหาตัวซีเคร็ต, หรือการกอดตุ๊กตาขนนุ่ม กลายเป็นการบำบัดความเครียดและความวิตกกังวลที่ทรงพลัง และยังสะท้อนนิยามใหม่ของความหรูหรา ที่ไม่ได้อยู่ที่วัสดุ แต่อยู่ที่ ความขาดแคลน และ ความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม เป็นวิวัฒนาการขั้นสุดของเทรนด์นี้ที่ของน่ารักๆ ได้กลายเป็น ‘สินค้าหรู’ ไปด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาชื่อของแบรนด์แฟชั่นใดๆ มาการันตีอีกต่อไป โดยการที่กลายเป็นไอเท็มห้อยคู่กับกระเป๋า Birkin แสดงให้เห็นว่าได้ยกระดับตัวเองเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะของคนที่ ‘ตามทันเทรนด์’ และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนระดับโลกไปแล้ว 

 

ความน่ารักกับการลงทุนแบบ Passion Investment 

 

Passion Investment คือการลงทุนในสิ่งที่เรารักและหลงใหล โดยผลตอบแทนทางการเงินถือเป็นโบนัส ซึ่งของหรูหราน่ารักๆ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะนักสะสมส่วนใหญ่เริ่มต้นจากความรักในดีไซน์ ความน่ารักปนประหลาด และความสนุกในการตามเก็บให้ครบทุกคอลเล็กชัน ความสุขที่ได้ครอบครองและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้คือ ผลตอบแทนหลัก

 

ตุ๊กตา LABUBU วางคู่กระเป๋า Birkin แสดงความหรูหราแนวใหม่แบบ Kawaii

 

 

ตามมาด้วยผลตอบแทนทางการเงินคือโบนัส จากความนิยมที่พุ่งสูงของแต่ละคอลเล็กชันทำให้เกิดตลาดซื้อขายต่อที่แข็งแกร่ง และอาจทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างเช่น LABUBU ตัวหายากราคาขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น Macaron Chestnut Cocoa ที่ราคาพุ่ง 741% บน StockX และสถิติการประมูล LABUBU สีเขียวมิ้นต์ในราคา 150,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 5 ล้านบาท แพงกว่ารถหรูบางคันเสียอีก

 

อย่างไรก็ตาม ของเหล่านี้อาจเป็นเพียงสินทรัพย์ประเภทเก็งกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมและความหลงใหล ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยและเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้ มีความเข้าใจในวัฒนธรรมป๊อป และต้องการ ‘ความสุข’ จากการลงทุนเป็นอันดับแรก เพียงแต่มีโอกาสทำกำไรสูงในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงหากกระแสหมดไป ความท้าทายคือการบริหารจัดการความนิยมไม่ให้ ‘ล้นตลาด’ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วเช่นตุ๊กตา Blythe และ Beanie Babies ในอดีต 

 

ถึงอย่างนั้น ก็เรียกได้ว่านี่คือปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งโดยการเปลี่ยน ‘ความน่ารัก’ ให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่มีมูลค่าทั้งทางใจและทางการเงิน เป็นบทพิสูจน์ว่าในโลกยุคใหม่ คุณค่าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่สิ่งที่จับต้องได้ แต่ถูกสร้างขึ้นโดยชุมชน เรื่องราว และพลังของวัฒนธรรมร่วมสมัย

 

อ้างอิง:

The post ความหรูหราแบบ ‘Kawaii’ สินทรัพย์ทางเลือกในยุคแห่งความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่ CHANEL แต่ The Row คือ ‘ม้ามืด’ ตัวจริงที่กำลังท้าชิงบัลลังก์ Hermès Birkin ด้วยกลยุทธ์ ‘ผลิตน้อยชิ้น’ ที่ทำให้กระเป๋าฮิตจนราคาพุ่งกว่าป้าย https://thestandard.co/hermes-vs-chanel-vs-the-row/ Wed, 16 Jul 2025 08:07:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1097012 hermes-vs-chanel-vs-the-row

ในโลกของสินค้าฟุ่มเฟือย การท้าชิงบัลลังก์กระเป๋าในฝันอย […]

The post ไม่ใช่ CHANEL แต่ The Row คือ ‘ม้ามืด’ ตัวจริงที่กำลังท้าชิงบัลลังก์ Hermès Birkin ด้วยกลยุทธ์ ‘ผลิตน้อยชิ้น’ ที่ทำให้กระเป๋าฮิตจนราคาพุ่งกว่าป้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
hermes-vs-chanel-vs-the-row

ในโลกของสินค้าฟุ่มเฟือย การท้าชิงบัลลังก์กระเป๋าในฝันอย่าง Birkin ของ Hermès ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ดูเหมือนว่ายักษ์ใหญ่อย่าง CHANEL ที่พยายามอย่างหนักกลับต้องพบกับความยากลำบาก สวนทางกับแบรนด์สัญชาติอเมริกันที่เล็กกว่ามากอย่าง The Row ซึ่งกำลังกลายเป็นผู้ท้าชิงที่น่าจับตามองยิ่งกว่า 

 

สถานการณ์ของสองแบรนด์ดังจากฝรั่งเศสเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนในปีที่ผ่านมา โดยผลประกอบการล่าสุดของ CHANEL แสดงให้เห็นว่ายอดขายในปี 2024 ลดลง 4% และกำไรจากการดำเนินงานลดลงเกือบหนึ่งในสาม ในทางกลับกัน Hermès กลับเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 15% และกำไรที่สูงขึ้น 9% ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งที่ยากจะทัดเทียม

 

‘กลยุทธ์’ หลักที่ Chanel ใช้คือการขึ้นราคาอย่างก้าวกระโดด โดยกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง Classic Flap มีราคาพุ่งจาก 5,800 ดอลลาร์ในปี 2019 มาอยู่ที่ 10,800 ดอลลาร์ในปัจจุบัน (จากประมาณ 1.88 แสนบาท สู่ 3.5 แสนบาท) ซึ่งหากเทียบกับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ราคาควรจะอยู่ที่ราว 7,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.4 แสนบาท) เท่านั้น 

 

การขึ้นราคาครั้งนี้ทำให้ส่วนต่างราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อซื้อ Birkin แทน CHANEL หรือ ‘Birkin Premium’ ลดจาก 4,000 ดอลลาร์ในปี 2019 เหลือเพียง 200 ดอลลาร์ในปี 2023

 

แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะสิ่งที่พิสูจน์สถานะความเป็น ‘ของมันต้องมี’ คือราคาในตลาดมือสอง ขณะที่ Birkin 25 ซึ่งมีราคาป้ายราว 11,400 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.7 แสนบาท) สามารถขายต่อได้ในราคาสูงกว่าเท่าตัว แต่ Classic Flap ของ CHANEL กลับมีราคาขายต่อเหลือเพียง 77% ของราคาป้าย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจาก 83% ในปี 2019 เสียอีก 

 

สมการความสำเร็จของ Hermès ไม่ได้อยู่ที่การตั้งราคาสูงลิ่ว แต่อยู่ที่ ‘เกม’ ของความพิเศษและการเข้าถึงที่จำกัด พวกเขาสร้างวัฒนธรรมที่ลูกค้าต้องสร้างความสัมพันธ์และใช้จ่ายกับสินค้าอื่น ๆ ก่อน หรือที่เรียกกันว่า ‘pre-spend’ โดยเพื่อให้ได้ Birkin 25 หนัง Togo สักใบ ลูกค้าอาจต้องยอมจ่ายเงินกว่า 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 แสนบาท) ไปกับสินค้าชิ้นอื่นเพื่อสร้างโปรไฟล์

 

และในขณะที่ CHANEL กำลังเพลี่ยงพล้ำ แบรนด์ The Row กลับใช้กลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกับ Hermès ได้อย่างเหนือชั้น กระเป๋ารุ่น Margaux ซึ่งมีราคาป้ายอยู่ที่ 4,700 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.52 แสนบาท) ได้กลายเป็นไอเทมสุดฮิตที่มีราคาขายต่อในตลาดมือสองสูงกว่าราคาป้ายไปแล้วกว่า 41% ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสินค้าเพียงไม่กี่อย่างในโลก เช่น Birkin หรือนาฬิกา Rolex และ Patek Philippe

 

เรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ เมื่อปีที่แล้วบริษัทลงทุนของตระกูลมหาเศรษฐีที่อยู่เบื้องหลัง CHANEL ก็ได้เข้าซื้อหุ้นของ The Row เช่นกัน ซึ่งอาจสะท้อนถึงการยอมรับในกลยุทธ์ที่เหนือกว่าของแบรนด์นี้

 

ความน่าสนใจของกลยุทธ์นี้คือ กระเป๋า Margaux ไม่ได้ผลิตด้วยการเย็บมือเหมือน Birkin ซึ่งหมายความว่า The Row สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้หากต้องการ แต่พวกเขาเลือกที่จะจำกัดการผลิตโดยเจตนา เพื่อสร้างความรู้สึก ‘หายาก’ และยอมสละผลกำไรในระยะสั้น แลกกับความต้องการที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

เรื่องราวของสามแบรนด์นี้ได้มอบ ‘บทเรียน’ สำคัญให้กับอุตสาหกรรมสินค้าหรู การจะสร้างผลิตภัณฑ์ให้กลายเป็นตำนานและเป็นที่ต้องการอย่างแท้จริงนั้น การตั้งราคาให้แพงระยับอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างความรู้สึกพิเศษที่มาพร้อมกับความปรารถนาที่จะได้ครอบครอง ซึ่งสิ่งนั้นมักจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสินค้านั้นไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน


หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.43 บาท ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2568



ภาพ: Moritz Scholz/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ไม่ใช่ CHANEL แต่ The Row คือ ‘ม้ามืด’ ตัวจริงที่กำลังท้าชิงบัลลังก์ Hermès Birkin ด้วยกลยุทธ์ ‘ผลิตน้อยชิ้น’ ที่ทำให้กระเป๋าฮิตจนราคาพุ่งกว่าป้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสนทนาระหว่างความเร็ว ประวัติศาสตร์ และความมั่งคั่ง อ่านคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน ‘รถคลาสสิก’ ความงามที่กาลเวลาไม่อาจลดทอน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/classic-cars-timeless-value/ Sat, 05 Jul 2025 07:30:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1090886

เสียงทุ้มลึกของเครื่องยนต์ที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณ เส้นสายโ […]

The post บทสนทนาระหว่างความเร็ว ประวัติศาสตร์ และความมั่งคั่ง อ่านคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน ‘รถคลาสสิก’ ความงามที่กาลเวลาไม่อาจลดทอน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสียงทุ้มลึกของเครื่องยนต์ที่ปลุกเร้าจิตวิญญาณ เส้นสายโค้งมนของตัวถังที่สะท้อนความงามข้ามกาลเวลา และกลิ่นอายเฉพาะตัวของห้องโดยสารที่อบอวลด้วยเรื่องราว คือองค์ประกอบที่ทำให้ ‘รถคลาสสิก’ เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่คือประตูสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความหลงใหล

 

สำหรับหลายคน รถยนต์เหล่านี้ไม่ใช่เพียง ‘รถเก่า’ ที่จอดนิ่งอยู่ในโรงรถ แต่เป็นงานศิลปะที่ขับเคลื่อนได้ เป็นบันทึกความทรงจำที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่จับต้องได้ มันคือการเดินทางที่พาเราย้อนกลับไปสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองของงานฝีมือและนวัตกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง

 

เมื่อความหลงใหลส่วนบุคคลมาบรรจบกับวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ การผสานความรักในยนตรกรรมคลาสสิกเข้ากับหลักการบริหารความมั่งคั่งจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความเข้าใจใน ‘คุณค่า’ ที่แท้จริง ซึ่งเป็นปรัชญาที่สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกมิติของชีวิต

 

ปรัชญานี้เองที่สอดคล้องกับ UOB Privilege Banking ซึ่งเข้าใจและให้คุณค่ากับทุก Passion & Lifestyle จึงพร้อมที่จะช่วยส่งเสริมทุกความหลงใหลให้กลายเป็นความมั่งคั่ง ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ เข้ากันกับไลฟ์สไตล์ของผู้มีความมั่งคั่งทุกท่าน เช่นบทความพิเศษในซีรีส์นี้

 

ภาพ: Shang Saal / Shutterstock

 

คุณค่าที่มากกว่าตัวเลข: ทำไมรถคลาสสิกถึงครองใจ?

 

หัวใจของรถคลาสสิกคือคุณค่าที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยาก (Intrinsic Value) มันคือคุณค่าจากประวัติศาสตร์ของแบรนด์ นวัตกรรมในยุคนั้นๆ และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในรถแต่ละคัน การได้ครอบครองยนตรกรรมที่เป็นตำนาน ก็เปรียบเสมือนการได้เป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกยานยนต์ไว้ในมือ

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ รถคลาสสิกแต่ละคันคือภาพสะท้อน ‘บุคลิกและประสบการณ์’ ของผู้ครอบครองได้อย่างหมดจด การเลือกรถสปอร์ตเปิดประทุนจากอิตาลีอาจบ่งบอกถึงจิตวิญญาณที่รักอิสระและความเร็ว

 

ขณะที่การเลือกรถซาลูนสุดหรูจากอังกฤษอาจสะท้อนถึงความภูมิฐานและรสนิยมอันสุขุมลุ่มลึก รถยนต์เหล่านี้จึงไม่ได้ถูกเลือกจากมูลค่าตลาด แต่ถูกเลือกจากเรื่องราวที่มันสามารถบอกเล่าเกี่ยวกับตัวตนของเจ้าของได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นเจ้าของรถคลาสสิกยังเปรียบเสมือนบัตรผ่านเข้าสู่ ‘สังคม’ และชุมชนพิเศษ ที่ซึ่งเจ้าของรถจะได้พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนที่มีความชอบในสิ่งเดียวกัน ก่อให้เกิดเป็นคอนเน็กชันและมิตรภาพที่ประเมินค่าไม่ได้

 

รถคลาสสิกในมุมมอง Wealth Management: สินทรัพย์ทางใจที่สร้างมูลค่า

 

ในโลกของการลงทุน รถคลาสสิกถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘Passion Asset’ หรือสินทรัพย์ทางใจ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มอบผลตอบแทนสองรูปแบบพร้อมกัน คือผลตอบแทนจากความสุขในการครอบครอง (Emotional Return) และศักยภาพในการเติบโตของมูลค่าในอนาคต (Financial Return)

 

หนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญคือการเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ (Alternative Investment) ที่มักมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นและตราสารหนี้ต่ำ ช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอโดยรวมได้เป็นอย่างดี

 

ข้อมูลจาก Knight Frank Luxury Investment Index ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการลงทุนในสินทรัพย์หรู ก็เคยแสดงให้เห็นว่ารถคลาสสิกเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในระยะยาว

 

ศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าของรถคลาสสิกนั้นมาจากความหายาก (Rarity) และความต้องการของตลาด รถยนต์รุ่นที่เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลกและมีจำนวนจำกัด เช่น Porsche 911 (รุ่นระบายความร้อนด้วยอากาศ) ซึ่งมูลค่าเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี โดยเฉพาะรุ่น Carrera RS 3.8 ที่ปัจจุบันไม่มีคันใดขายต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 32 ล้านบาท)

 

ภาพ: Josh Bryan / Shutterstock

 

หรือ Mercedes-Benz 300 SL ‘Gullwing’ ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 55 ล้านบาท) จากราคาเดิมในยุค 1950s เพียง 6,820 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10,000% มักมีแนวโน้มที่มูลค่าจะสูงขึ้นตามกาลเวลา แม้ตลาดจะมีการปรับตัวบ้างในบางช่วง แต่ราคายังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

 

การบริหารจัดการ ‘สินทรัพย์’ คันงาม: ไม่ใช่แค่การลงทุน แต่คือการดูแล

 

การจะทำให้รถคลาสสิกเป็นสินทรัพย์ที่คงคุณค่าและเพิ่มมูลค่าได้นั้น ต้องอาศัยมากกว่าแค่เงินทุน แต่คือการ ‘บริหารจัดการ’ อย่างพิถีพิถัน หัวใจสำคัญคือการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดตั้งแต่การตรวจสอบประวัติของรถ (Provenance) ไปจนถึงการยืนยันว่าเป็นของแท้ดั้งเดิม (Authenticity) เพื่อให้มั่นใจว่าได้ครอบครองรถที่ถูกต้องและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

 

ประสบการณ์ระหว่างทางของการดูแลรักษานี่เอง ที่เป็นอีกหนึ่ง ‘ผลตอบแทน’ อันล้ำค่า การได้พูดคุยกับช่างผู้เชี่ยวชาญ การตามหาชิ้นส่วนที่หายาก หรือแม้แต่การลงมือดูแลรักษารถด้วยตัวเอง คือประสบการณ์ที่สร้างความผูกพันและเติมเต็มความหลงใหลให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินโดยสิ้นเชิง

 

ภาพ: C-S / Shutterstock

 

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงต้นทุนในการครอบครอง (Cost of Ownership) ซึ่งไม่ได้มีแค่ราคาซื้อ แต่ยังรวมถึงค่าบำรุงรักษาตามแบบฉบับดั้งเดิม ค่าประกันภัยเฉพาะทาง และการจัดหาสถานที่จัดเก็บที่เหมาะสมเพื่อรักษาสภาพรถให้สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้คือกระบวนการ ‘บริหาร’ สินทรัพย์ให้งอกเงยไม่ต่างจากการลงทุนประเภทอื่น

 

จากรุ่นสู่รุ่น: การส่งต่อมรดกและความหลงใหล

 

คุณค่าที่ลึกซึ้งที่สุดของการครอบครองรถคลาสสิก อาจเป็นการวางแผนเพื่อ ‘ส่งต่อ’ เพราะนี่คือมรดกที่จับต้องได้ (Tangible Legacy) ที่เป็นมากกว่าแค่สินทรัพย์ทางการเงิน

 

แต่คือการส่งต่อเรื่องราว ความผูกพัน และ ‘ประสบการณ์ชีวิต’ ของผู้เป็นเจ้าของจากรุ่นสู่รุ่น สร้างความภาคภูมิใจและเป็นศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง

 

การวางแผนมรดก (Estate Planning) ที่ดีจะช่วยให้การส่งต่อตำนานและความมั่งคั่งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน ทำให้เรื่องราวที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในรุ่นเรา สามารถเดินทางต่อไปได้อย่างสง่างามในรุ่นต่อไป

 

ภาพ: Miroshnichenko Tetiana / Shutterstock

 

ท้ายที่สุดแล้ว การครอบครองรถคลาสสิกอย่างมีกลยุทธ์ คือการผสมผสานระหว่างศิลปะการใช้ชีวิตและการสร้างความมั่งคั่ง เป็นการเดินทางที่มอบความสุขระหว่างทางและสร้างมูลค่าที่ปลายทาง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งนิยามของ ‘ความมั่งคั่ง’ ที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

 

สอดคล้องกับแนวคิดของ UOB Privilege Banking ที่พร้อมจะ ‘ใส่ใจทุกเรื่องที่สำคัญสำหรับคุณ’ ทั้งในมิติความมั่งคั่งทางการเงิน และไลฟ์สไตล์ที่ช่วยเติมเต็มชีวิต

 

UOB Privilege Banking

 

ภาพ: Martyn Lucy / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post บทสนทนาระหว่างความเร็ว ประวัติศาสตร์ และความมั่งคั่ง อ่านคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน ‘รถคลาสสิก’ ความงามที่กาลเวลาไม่อาจลดทอน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lamborghini ลุยขยายฐานลูกค้าคนรวยรุ่นใหม่ เผยอายุเฉลี่ยลูกค้าไทย 41 ปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ยังสูงกว่าจีนที่ต่ำสุด 36 ปี https://thestandard.co/lamborghini-reveals-demographics-of-thai-customers/ Thu, 26 Jun 2025 03:42:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1089282 Lamborghini

ท่ามกลางภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่า […]

The post Lamborghini ลุยขยายฐานลูกค้าคนรวยรุ่นใหม่ เผยอายุเฉลี่ยลูกค้าไทย 41 ปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ยังสูงกว่าจีนที่ต่ำสุด 36 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lamborghini

ท่ามกลางภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก Lamborghini แบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูสัญชาติอิตาลี กำลังปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งรุ่นใหม่ พร้อมเปิดข้อมูลอินไซต์ที่ชี้ให้เห็นถึงพลวัตของลูกค้าที่เปลี่ยนไป 

 

จากงานเปิดตัว Lamborghini ซูเปอร์สปอร์ตคาร์สัญชาติอิตาลีได้เปิดตัว Lamborghini Temerario ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุด

 

สำหรับตลาดในประเทศไทยอายุเฉลี่ยของลูกค้าอยู่ที่ 41 ปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แต่ยังสูงกว่าตลาดจีนที่กลายเป็นตลาดซึ่งมีลูกค้าน้อยที่สุดด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 36 ปี สะท้อนภาพความสำเร็จในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ควบคู่ไปกับการเดินหมากอย่างระมัดระวังบนเส้นทางสู่ยุคพลังงานไฟฟ้า

 

การปรับทัพครั้งนี้ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้บริหารระดับสูง ทั้ง สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้ง ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Lamborghini เทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนไปในหลายๆ ด้าน ข้อมูลเชิงลึกของ

 

Lamborghini เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของกลุ่มลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดสำคัญอย่างประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมียอดขายเป็นอันดับ 7 ในเอเชียแปซิฟิก และมีรถยนต์ของแบรนด์บนถนนราว 800 คัน

 

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ อายุเฉลี่ยที่ 41 ปี แต่คือโปรไฟล์ลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็น “ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ” ซึ่งแตกต่างจากตลาดในโลกตะวันตกบางแห่งที่ยังคงมีฐานลูกค้าจากกลุ่ม Corporate หรือผู้ที่ร่ำรวยดั้งเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับเทรนด์การสร้างความมั่งคั่งของคนรุ่นใหม่ในเอเชีย

 

อีกหนึ่งพลวัตที่น่าจับตาคือ สัดส่วนลูกค้าผู้หญิงในไทยที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค โดยเฉพาะในรุ่น Urus ที่มีสัดส่วนสูงถึง 23% การขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญผ่านการสร้างพันธมิตรกับแบรนด์ลักชัวรีอื่นๆ เพื่อสร้างจุดสัมผัสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์

 

ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์มุ่งหน้าสู่การใช้ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Full EV) Lamborghini ตัดสินใจประกาศ เลื่อนแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกออกไป 1 ปี จากเดิมที่คาดว่าจะไม่เกิดขึ้นไม่เกินปี 2029 จะเลื่อนออกไปเป็นไม่เกินปี 2030

 

สเตฟาน ให้เหตุผลว่า “การยอมรับรถซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าในตลาดยังไม่สูงพอ และเทคโนโลยีต้องสมบูรณ์แบบเพื่อรักษา DNA ของแบรนด์ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรก แต่เมื่อเราลงสนามเราต้องดีที่สุด”

 

การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ Lamborghini ทุ่มเททรัพยากรไปที่การพัฒนารถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) สมรรถนะสูง อย่าง Revuelto และ Urus SE ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถยกระดับประสิทธิภาพให้เหนือกว่าเครื่องยนต์สันดาปล้วนรุ่นก่อนหน้า โดยยังคงรักษา “เสียงและจิตวิญญาณ” อันเป็นหัวใจของแบรนด์ไว้ได้ครบถ้วน

 

ในมิติของธุรกิจ Lamborghini ยอมรับว่า เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงย่อมส่งผลต่อธุรกิจไม่มากก็น้อย เพราะ “เราอยู่ในโลกใบเดียวกัน” 

 

ปัญหาต่างๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือการขาดแคลนชิปสำหรับยานยนต์ก่อนหน้านี้ ทำให้บริษัทต้องบริหารจัดการด้วยความระมัดระวัง 

 

“แต่จุดแข็งของ Lamborghini คือ ซัพพลายที่น้อยกว่าดีมานด์เสมอ ลูกค้าที่ต้องการซื้อยังคงต้องรอประมาณ 18 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้ายังยอมรับได้”

 

อุปทานที่น้อยกว่าอุปสงค์ และการมียอดสั่งซื้อล่วงหน้ายาวนานถึง 18 เดือน ไม่ใช่แค่การสร้างความรู้สึกพิเศษ แต่เป็น ‘กันชน’ ทางธุรกิจที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกจากความต้องการที่อาจลดลงในระยะสั้น

 

กลยุทธ์นี้ส่งผลโดยตรงให้มูลค่ารถมือสองของ Lamborghini อยู่ในระดับที่สูงมาก ทำให้การซื้อรถไม่ใช่แค่การบริโภค แต่ใกล้เคียงกับการเป็น ‘สินทรัพย์ที่รักษามูลค่า’ (Store of Value) ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดใจอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดการลงทุนผันผวน

 

สำหรับปี 2024 Lamborghini สร้างรายได้ทำสถิติใหม่ที่ 3.09 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 16.2% เมื่อเทียบกับปี 2023 ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก็เติบโตขึ้นเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 835 ล้านยูโร เติบโต +15.5% จากปีก่อนหน้า จากยอดขายรถทั้งหมด 10,687 คัน 

 

สำหรับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 895 ล้านยูโร และส่งมอบรถไปแล้ว 2,967 คัน 

The post Lamborghini ลุยขยายฐานลูกค้าคนรวยรุ่นใหม่ เผยอายุเฉลี่ยลูกค้าไทย 41 ปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ยังสูงกว่าจีนที่ต่ำสุด 36 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยไม่แพ้ชาติใด! ร้านอาหารในกรุงเทพฯ 6 ร้านดัง ติดอันดับ Top 50 ร้านอาหารดีที่สุดในโลก 2025 https://thestandard.co/worlds-50-best-2025-bangkok-restaurants/ Sat, 21 Jun 2025 09:46:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1087556 worlds-50-best-2025-bangkok-restaurants

World’s 50 Best Restaurants Academy ประกาศรางวัล 50 ร้า […]

The post ไทยไม่แพ้ชาติใด! ร้านอาหารในกรุงเทพฯ 6 ร้านดัง ติดอันดับ Top 50 ร้านอาหารดีที่สุดในโลก 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
worlds-50-best-2025-bangkok-restaurants

World’s 50 Best Restaurants Academy ประกาศรางวัล 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2025 งานนี้จัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในเมืองตูริน ประเทศอิตาลี ภายในงานได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการอาหารโลกอีกครั้ง หลังจากร้าน Maido จากกรุงลิมา ประเทศเปรู คว้าอันดับ 1 ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี

 

จุดเด่นของร้าน Maido เน้นนำเสนออาหารสไตล์ Nikkei ผสานเทคนิคญี่ปุ่นเข้ากับวัตถุดิบเปรูอย่างประณีต โดยฝีมือเชฟมิทสึฮารุ มิจา สึมูระ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านด้วย 

 

“เราเชื่อว่าโลกของอาหารสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ และทำให้ความฝันกลายเป็นจริงได้” เชฟมิทสึฮารุ มิจา สึมูระ ย้ำ พร้อมกล่าวต่อไปว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ 16 ของร้าน Maido ที่เข้ามาคว้าอันดับ 1 ซึ่งถือเป็นการไต่ขึ้นจากอันดับ 5 เมื่อปีที่แล้ว และในปีนี้ยังมีร้าน Kjolle เข้ามาติดอันดับ 9 ส่งผลให้กรุงลิมา ประเทศเปรูมี 2 ร้านติดท็อป 10 ในปีเดียวกัน

 

เปิดรายชื่อร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก 10 อันดับ ได้แก่

 

  1. Maido (ลิมา, เปรู)
  2. Asador Etxebarri (อัตซอนโด, สเปน)
  3. Quintonil (เม็กซิโกซิตี้, เม็กซิโก)
  4. Diverxo (มาดริด, สเปน)
  5. Alchemist (โคเปนเฮเกน, เดนมาร์ก)
  6. Gaggan (กรุงเทพฯ, ไทย)
  7. Sézanne (โตเกียว, ญี่ปุ่น)
  8. Table by Bruno Verjus (ปารีส, ฝรั่งเศส)
  9. Kjolle (ลิมา, เปรู)
  10. Don Julio (บัวโนสไอเรส, อาร์เจนตินา) 

 

หากสังเกตจะเห็นว่าเทรนด์ร้านอาหารในเอเชียได้รับความสนใจมากขึ้น โดยมีร้านจากญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ติดอันดับจำนวนมาก

 

ขณะที่ประเทศไทยก็ไม่แพ้กัน โดยกรุงเทพฯ มีร้านติดอันดับถึง 6 แห่ง เริ่มตั้งแต่ 

 

  1. ร้าน Gaggan คว้าอันดับ 6 เป็นร้านอาหารอินเดียแนวโปรเกรสซีฟของเชฟ Gaggan Anand
  2. ร้าน Potong คว้าอันดับ 13 ซึ่งเป็นร้านเปิดใหม่ในย่านไชน่าทาวน์ โดยเชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ โดดเด่นด้วยการตีความอาหารไทยและจีน
  3. ร้าน Sorn (ศร) ติดอันดับ 17 อาหารใต้ระดับพรีเมียมในบรรยากาศอบอุ่น 
  4. ร้าน Sühring อันดับ 22 อาหารเยอรมันสมัยใหม่จากฝีมือเชฟฝาแฝดชาวเยอรมัน 
  5. ร้าน Le Du ติดอันดับ 30 ร้านอาหารไทยโมเดิร์น โดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ที่เคยคว้าอันดับ 1 ของเอเชียมาแล้ว
  6.  ร้าน Nusara ติดอันดับ 35 อาหารไทยตำรับครอบครัวของเชฟต้น ธิติฏฐ์ 

 

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การจัดอันดับรายชื่อร้านอาหารในลิสต์นี้มาจากคะแนนโหวตของคณะกรรมการ World’s 50 Best Restaurants Academy ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในวงการอาหารกว่า 1,100 คนจาก 28 ภูมิภาคทั่วโลก โดยร้านที่เคยคว้าอันดับ 1 แล้วจะไม่สามารถชิงตำแหน่งนี้อีก และจะถูกย้ายไปสู่หมวด Best of the Best หรือร้านสุดยอดตลอดกาล

 

ภาพ: Restaurant.Potong

 

อ้างอิง:

The post ไทยไม่แพ้ชาติใด! ร้านอาหารในกรุงเทพฯ 6 ร้านดัง ติดอันดับ Top 50 ร้านอาหารดีที่สุดในโลก 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโอบี จับมือ คริสตีส์ เชิญลูกค้า UOB Privilege Banking ร่วมงานพรีวิวคอลเล็กชันประมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ https://thestandard.co/uob-christies-partner-exclusive-auction/ Sun, 01 Jun 2025 06:59:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1081025

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับ คริสตีส์ สถาบันประมูลงาน […]

The post ยูโอบี จับมือ คริสตีส์ เชิญลูกค้า UOB Privilege Banking ร่วมงานพรีวิวคอลเล็กชันประมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับ คริสตีส์ สถาบันประมูลงานศิลปะระดับโลก เชิญลูกค้ากลุ่ม UOB Privilege Banking ร่วมดื่มด่ำกับค่ำคืนแห่งแรงบันดาลใจ ณ โรงแรมอมัน นายเลิศ กรุงเทพฯ ในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมชมพรีวิวคอลเล็กชันเครื่องเพชร และชิ้นงานศิลปะหายากที่คัดสรรมาเป็นพิเศษก่อนใคร ก่อนจะเข้าสู่การประมูลของทางคริสตีส์ที่เจนีวาและฮ่องกง

 

โดยไฮไลต์ของการประมูล คือ A Bouquet of Gems: A Superb Collection of Jewels by JAR ซึ่งเป็นหนึ่งในคอลเล็กชันส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด ประกอบด้วยผลงาน 21 ชิ้นของ Joel Arthur Rosenthal (JAR) ปรมาจารย์แห่งการออกแบบ อัญมณีของโลก ซึ่งไม่เคยปรากฏในตลาดหรือถูกประมูลมาก่อน รวมถึงอีกหนึ่งในไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุด คือการเปิดตัวผลงานสั่งทำพิเศษจาก Hermès ได้แก่ Kelly Doll หนังจระเข้ทูโทน และ Kelly 25 สีชมพูแมตต์ หายาก ซึ่งทั้งสองใบสะท้อนถึงความประณีตสูงสุดและศิลปะอันไร้ที่ติในการสร้างสรรค์

 

งานในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของยูโอบี ในการนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าคนสำคัญ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ของการบริหารความมั่งคั่ง ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์เข้าไว้อย่างกลมกลืน ภายใต้แนวคิด Passion Investments หรือการลงทุนในสิ่งที่มีคุณค่า เต็มไปด้วยความหมาย และสะท้อนตัวตนอย่างลึกซึ้ง

 

The post ยูโอบี จับมือ คริสตีส์ เชิญลูกค้า UOB Privilege Banking ร่วมงานพรีวิวคอลเล็กชันประมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย เปิดฉากแคมเปญใหญ่ World Class Rewards จัดเต็มปรากฏการณ์รีวอร์ดระดับโลก เริ่มแล้ว 1 มิถุนายนนี้ – 31 ธันวาคม 2568 https://thestandard.co/kasikorn-visa-world-class-rewards/ Sun, 01 Jun 2025 05:38:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1080991

บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย จัดแคมเปญซีรีส์ World Class Rew […]

The post บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย เปิดฉากแคมเปญใหญ่ World Class Rewards จัดเต็มปรากฏการณ์รีวอร์ดระดับโลก เริ่มแล้ว 1 มิถุนายนนี้ – 31 ธันวาคม 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย จัดแคมเปญซีรีส์ World Class Rewards ให้ลูกค้าสัมผัสปรากฏการณ์รีวอร์ดระดับโลกต่อเนื่องตลอดทั้งปี ฟินจัดเต็มกับการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของวงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกในเวิลด์ทัวร์คอนเสิร์ตที่ BLINK ไทยรอคอย วอร์มนิ้วรอกดจองบัตรก่อนใครด้วยบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยในรอบ Presale วันที่ 11 มิถุนายน 2568 และรอบทั่วไปวันที่ 13 มิถุนายน 2568 รับเครดิตเงินคืน 3% และสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2568 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ต่อด้วยความมันปลายปีกับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับโลก และสิทธิ์ลุ้นชมแมตช์หยุดโลกที่สหรัฐอเมริกา พร้อมลุ้นอร่อยล่าดาว MICHELIN กับทริปฮ่องกง และโปรแรงแลก K Point ทุกวันที่ 8 ของเดือนกับดีลสุดคุ้ม หรือแลกรับส่วนลดสูงสุด 18%

 

ผกาฉัตร เตชาบูรพานนท์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตวีซ่า กสิกรไทย ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์พิเศษเพิ่มมากขึ้น เช่น คอนเสิร์ต งานเทศกาล ร้านอาหารที่ได้รางวัลการันตี ในครึ่งปีหลัง 2568 บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย จึงจัดแคมเปญซีรีส์ World Class Rewards เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษในมหกรรมระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมโปรโมชันที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือกเข้าร่วมได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ตนเองชื่นชอบทั้งสายบันเทิง แฟนด้อม สายช้อปคุ้ม สายกีฬา สายกิน เป็นต้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568”

 

พบกับปรากฏการณ์รีวอร์ดระดับโลก World Class Rewards กับบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

 

1. World Class CONCERT กับเวิลด์ทัวร์คอนเสิร์ตของวงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลก สิทธิพิเศษ จองบัตรรอบ Presale ในวันที่ 11 มิถุนายน 2568 และรอบทั่วไปวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ผ่านช่องทาง THAITICKETMAJOR ทางออนไลน์ รับเครดิตเงินคืน 3% เมื่อใช้บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย (รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 700 บาท/ท่าน) หรือรับเงินคืน 3% เมื่อใช้บัตรเดบิตวีซ่ากสิกรไทย (รับเงินคืนสูงสุด 180 บาท/ท่าน จำกัดสิทธิ์ 3,000 ท่านแรก) โดยลงทะเบียนผ่าน SMS พิมพ์ BP (วรรค) ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยหรือบัตรเดบิตวีซ่า กสิกรไทย 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4545888 (ค่าบริการขึ้นกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ) ภายในระยะเวลาส่งเสริมการขาย สำหรับบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย เตรียมตัวรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษในวันคอนเสิร์ตที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2568 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

 

2. World Class GIFTS แลกคะแนน K Point ดีลคุ้มทุกวัน

 

  • ทุกวันที่ 8 ของเดือน แลกคะแนน K Point เริ่มต้นที่ 88-80,000 คะแนน เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 – 8 ตุลาคม 2568 เลือกแลกสินค้าได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบ เช่น ตั๋วเครื่องบินสายการบินการบินไทย ไปกลับกรุงเทพ-ญี่ปุ่น Starbucks e-Coupon เป็นต้น

 

  • แลกคะแนน K Point เท่ายอดใช้จ่าย ในหมวดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และช้อปปิ้งออนไลน์ เพื่อรับเครดิตเงินคืน 18% ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และ 15% สำหรับวันจันทร์-พฤหัสบดี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 ลงทะเบียนผ่าน SMS พิมพ์ K1 สำหรับการแลกคะแนน ทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ และ SMS พิมพ์ K2 สำหรับการแลกคะแนน ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี (วรรค) หมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย (วรรค) ตามด้วยจำนวนคะแนนสะสม K Point เท่ายอดใช้จ่าย ส่งมาที่ 4545888 (ค่าบริการขึ้นกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม)

 

3. World Class SPORT พบกับทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับโลก และกิจกรรมพิเศษในประเทศไทยสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยเท่านั้น ที่จะได้ร่วมสนุกหลากหลายรูปแบบ พร้อมลุ้นโอกาสเข้าชมแมตช์หยุดโลกที่สหรัฐอเมริกา

 

4. World Class MICHELIN ลุ้นอร่อยล่าดาว MICHELIN กับทริปฮ่องกง สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต PASSION

 

ผกาฉัตรกล่าวปิดท้ายว่า “แคมเปญ World Class Rewards เตรียมกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟอีกมากมายสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย ซึ่งจะทยอยเปิดเผยรายละเอียดในเร็วๆ นี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าลูกค้าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์สุดพิเศษระดับโลก และได้รับความคุ้มค่าจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยในทุกวันอย่างเต็มที่”

 

หมายเหตุ:

  • ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_3HhMJBq
  • ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

The post บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย เปิดฉากแคมเปญใหญ่ World Class Rewards จัดเต็มปรากฏการณ์รีวอร์ดระดับโลก เริ่มแล้ว 1 มิถุนายนนี้ – 31 ธันวาคม 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>