Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 13 Mar 2026 04:24:50 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ https://thestandard.co/wealth-in-depth-thailand-public-debt/ Fri, 13 Mar 2026 04:24:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1187025 ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิก […]

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย หนี้สาธารณะ และการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) รอบใหม่ หลังสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรอบนี้กลับเกิดขึ้นช่วงที่ ‘ฐานะการคลังไทยเปราะบาง’ มากกว่าที่เคย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP (ณ สิ้นมกราคม 2569) ไม่ไกลเพดานปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 70% ของ GDP สะท้อนว่า กระสุนหรือพื้นที่ทางการคลัง (Room) ของไทยที่เหลือให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมันต้อง ‘เผาเงิน’ เฉลี่ย 700-1,200 ล้านบาทต่อวัน

 

ไทยมีมาตรการ ‘อุดหนุน’ ดีเซลอย่างไรในสงครามรอบนี้

 

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (29.94 บาทต่อลิตร) ระหว่างวันที่ 3-17 มีนาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 15 วัน

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 0.74 บาทต่อลิตรในช่วงก่อนเกิดการโจมตี (27 กุมภาพันธ์)

 

หมายความว่า หากภาครัฐไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนให้ราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพราะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบขนส่งและภาคธุรกิจ อาจปรับขึ้นไปอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ที่เป็นราคาจริง

 

เงินไหลออกกองทุนต่อเนื่อง! บางช่วงสูงถึงวันละ 1,200 ล้านบาท

 

การอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลงต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ในช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เท่ากับใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท ส่วนการอุดหนุนดีเซลที่ระดับ 16.97 บาทต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

 

โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า “ภาพรวมในขณะนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการแบกรับภาระชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน”

 

กระทรวงพลังงานย้ำยังหาแหล่งเงินกู้-ส่งสัญญาณทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซล

 

ขณะที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พลังงาน​ กล่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่ไปด้วย

 

“ตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน วันนี้ (10 มีนาคม) ได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา​ ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้วการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลัง​ค้ำเงินกู้ ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว”

 

อรรถพลยังย้ำว่า การตรึงราคาในขณะนี้ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่า ในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว

 

วิเคราะห์ รัฐบาลปัจจุบัน ‘กู้เงิน’ อุดหนุนราคาน้ำมันได้หรือไม่

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการค้ำประกันหนี้ก้อนใหม่ได้ทันที เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการก่อน

 

ส่วนหนี้ก้อนเดิมของกองทุนน้ำมันที่กระทรวงการคลังเคยค้ำประกันไว้ ปัจจุบันมียอดเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ระยะเวลาของสัญญาค้ำประกันนั้นได้หมดอายุลงแล้ว

 

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า แม้จะไม่มีการค้ำประกันใหม่จากกระทรวงการคลัง แต่ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังมีกรอบวงเงินที่สามารถบริหารจัดการกู้เองได้บ้าง โดยก่อนหน้านี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีกรอบวงเงินกู้ดังกล่าวของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

สอดคล้องกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน “ตามกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันยังไม่น่าทำได้ เพราะติดข้อจำกัดห้ามสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป”

 

ขณะที่ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า หากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีอำนาจเต็มต้องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ก็น่าจะมีช่องทางกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่อนุญาตให้ออก พ.ร.ก. ค้ำประกันการกู้เงินได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น หรือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยต้องผ่าน กกต. ก่อนจะนำเสนอให้สภา เพื่อพิจารณาในการเปิดประชุมสภาครั้งถัดไป

 

“แม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะเขียนไว้ว่า รัฐบาลรักษาการไม่ควรจะอนุมัติงานหรือโครงการใดที่จะมีผลสร้างข้อผูกพันให้กับครม.ชุดต่อไป แต่ว่ายังมีข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 172 ที่บอกว่า รัฐบาลรักษาการสามารถเสนอออกพระราชกำหนดได้ ถ้าหากว่า มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำเพื่อความมั่นคงประเทศ”

 

เช็กไทยมีกระสุน (พื้นที่) การคลังเหลือพอ รับมือวิกฤตน้ำมันหรือไม่

 

ดร.ฐิติมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระสุนทางการคลังไทย ‘ต่ำกว่า’ ช่วงที่ออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งที่ผ่านมา

 

โดยอธิบายว่า เมื่อดูจากระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมกราคม) ซึ่งอยู่ที่ 66% ของ GDP สะท้อนว่า ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลังราว 3-4% เท่านั้นหรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมาชี้ว่า พื้นที่ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาทนั้น คือขนาดของการขาดดุลทั้งปีงบประมาณ ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้อยู่

 

ดร.ฐิติมายังชี้ว่า ถ้าหากว่าดูในอดีต ไทยเคยออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

“ในตอนนั้นเพดานก็ไม่ได้สูงมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ใช้มาหลักแสนกว่าล้านจริงๆ จนทำให้หนี้สาธารณะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่า พื้นที่ (Room) ที่จะเข้าไปตรึงราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่ 1.5 แสนล้านบาท”

 

ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ราว 3% – 4% “เป็นช่องว่างที่ไม่มีอยู่จริง” เนื่องจากกระทรวงการคลังได้วางแผนใช้เงินในอนาคตไว้ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่การคลังในปัจจุบันถือว่าแทบจะเต็มแล้ว

 

“หนี้สาธารณะไม่เหมือนกับการกู้เงินธนาคาร ไม่ใช่ว่าเรามีเครดิตเหลืออยู่ 3% – 4% แล้วจะกู้ได้เลย การที่รัฐจะใช้งบประมาณ มันจำเป็นต้องมีโครงการ ต้องมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนการคลังไว้ก่อนแล้ว ล่วงหน้า 5 ปี ช่องว่างการคลังในปัจจุบันจึงแทบจะเต็มแล้ว” ดร.นณริฏ

 

ประเมินขีดความสามารถของกองทุนน้ำมัน TDRI มองเต็มที่อุ้มได้แค่ 3 เดือน

 

ดร.ฐิติมาย้ำว่า ขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรอบนี้อาจช่วยยื้อเวลาได้แค่หลักไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น การช่วยอุดหนุนพลังงานในรูปแบบนี้จึงถือว่าไม่ยั่งยืนเพราะกระสุนทางการคลังมีจำกัด ขณะที่ตามสถิติแล้ว ในอดีตวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่ละครั้งจะยืดเยื้อ 5-6 เดือนขึ้นไป

 

“ถ้าคำนวณดู สมมุติถ้ายึดเพดานเดิม ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจจะอุดหนุนได้หลักเดือน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี เพราะข้อมูลในอดีต วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จะอยู่นาน 5-6 เดือนขึ้นไป”

 

ดร.นณริฏ ยังกังวลหากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน หวั่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประคองราคาต่อไม่ไหว แนะปล่อยตามกลไกตลาดแทนการกู้

 

“สุดท้าย ถ้ากองทุนติดลบนานมาก ประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะรัฐไม่มีเงินช่วย

 

ถ้าราคาสูงนานก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมมองว่าเบื้องต้นรัฐช่วยได้เต็มที่ได้ 3 เดือน” ดร.นณริฏ กล่าว

 

จับตา หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำคาด

 

ดร.ฐิติมา เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุในตะวันออกกลาง และก่อนจะมีมาตรการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ SCB EIC ก็คาดไว้แล้วว่า หนี้สาธารณะไทยจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายใน 1-2 ปี หรือภายในปี 2570 ผ่านการพิจารณาจากความจำเป็นที่รัฐบาลกู้ขาดดุลปีประมาณ 3-4% ของ GDP

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า หากเศรษฐกิจถูกกระทบแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะแตะเพดานเร็วขึ้น

 

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนว่า อีกไม่นาน รัฐบาลก็จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ฐิติมาจึงแนะว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสื่อสาร’ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เข้าใจว่า การปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้จะขึ้นแค่ ‘ชั่วคราว’ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลัง เพื่อไม่ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตของประเทศ

 

“รัฐบาลควรสื่อสารว่าจะ ขยับเพดานหนี้สาธารณะแค่ชั่วคราว เราจะไม่ทำเหมือนตอนโควิดที่ขยายเพดานจาก 60% ไปเป็น 70% ตอนนั้นเราไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า เราจะรีบกลับไปเพดานเดิมที่ 60% เลยกลายเป็นว่า โควิดจบไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้เงินเยอะอยู่ดี ทำให้ไทยดูไม่มีวินัย”

 

ดังนั้น ถ้าเราจะขยับเพดานหนี้สาธารณะอีกรอบหนึ่ง เราจะต้องรักษาสัญญาว่าเราจะทำให้เพดานกลับมาภายในระยะ 3 ปี – 5 ปี เราต้องสื่อสารว่า เราไม่ได้จะปล่อยให้เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังเน้นย้ำว่า นอกจากการสื่อสารแล้ว ไทยยังควรปฏิรูปการคลัง เช่น ก้าวไปสู่ระบบดิจิตอล พยายามตรวจเช็กการรั่วไหลของเงิน ลดการใช้จ่ายทำให้คุ้มค่าขึ้น ลดการคอร์รัปชัน ลดการทำนโยบายกึ่งการคลังและนโยบายอุดหนุนต่างๆ ควบคู่กันไป

 

เปิดข้อเสนอแนะสร้างความสมดุลระหว่าง ‘การลดค่าครองชีพประชาชน’ vs. ‘รักษาฐานะการคลัง’

 

ดร.ฐิติมาแนะว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดค่าครองชีพประชาชนและรักษาฐานะการคลัง ในระยะสั้น รัฐบาลควรเลิกการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เช่น ตรึงราคาดีเซลให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน โดยควรเปลี่ยนมาอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เช่น ช่วยเหลือค่าขนส่งสาธารณะ หรือให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางสูงที่สุด

 

ส่วนระยะยาว รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์

 

นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างพลังงาน เผยเงินไหลออกสูง เหตุไทยอิง ‘ค่าการกลั่น’ สิงคโปร์

 

ด้านศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามมาตรการของกระทรวงพลังงาน มองว่าเป็นทิศทางที่ “เหมาะสม” โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกและลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

 

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาอีกด้านคือ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยที่ ‘อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น’ ในสิงคโปร์เป็นหลัก และรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลก ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการพุ่งสูง ‘ค่าการกลั่น’ จึงปรับเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และกลายเป็น ‘ต้นทุนแฝง ในราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับ

 

ดังนั้น ภายหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ประเทศไทยควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ เช่น การทบทวนสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง โดยอาจใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ อาจกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะผิดปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา เช่น การเตรียมแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก การเพิ่มการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว รวมถึงการกำหนดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน

 

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.พรายพลย้ำว่า “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะประเทศยังมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอในระยะหนึ่ง และยังมีเวลาสำหรับการบริหารจัดการ”

 

หากเกิดความตื่นตระหนกจนมีการกักตุนพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนให้รุนแรงขึ้น ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

The post สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? https://thestandard.co/59-controlled-goods-after-17-march/ Fri, 13 Mar 2026 03:28:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1186993

‘พาณิชย์’ ส่งสัญญาณราคาอุปโภคบริโภคขยับ ชี้หากสิ้นสุดมา […]

The post เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘พาณิชย์’ ส่งสัญญาณราคาอุปโภคบริโภคขยับ ชี้หากสิ้นสุดมาตรการ ตรึงราคาดีเซล ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล พร้อมจับตาสินค้ากลุ่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช ปุ๋ยเคมี

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ซึ่งวันนี้ย่างเข้าสู่วันที่ 12 ของเหตุการณ์สู้รบ

 

เบื้องต้นได้วางแนวทางกำกับดูแลราคาสินค้าในช่วงสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางไว้ทั้งหมด เพื่อควบคุมไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นราคา

 

โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุมทุกประเภท รวมถึงสินค้าที่มี ‘โครงสร้างราคาน้ำมัน’ เป็นส่วนประกอบหลัก โดยสั่งการให้กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีกให้ตรึงราคาสินค้าไปจนถึงวันสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยนับเป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา

 

เมื่อถามว่า หากสิ้นสุดการตรึงราคาน้ำมันดีเซล แล้วราคาสินค้าจะปรับขึ้นตามหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะต่ออายุมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลออกไปอีกหรือไม่

 

วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในได้กำชับให้พาณิชย์ทุกจังหวัดตรวจสอบราคาสินค้า ห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าควบคุม สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค มาม่า ปลากระป๋อง ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช

 

ส่วนกรณีการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 โดยจะให้โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน เริ่มผสมในสัดส่วนที่ 7% ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพน้ำมันปาล์มในประเทศ

 

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปรับขึ้นราคาปุ๋ยเคมีในหลายพื้นที่ เบื้องต้น กรมการค้าภายในได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบผู้ประกอบการเข้าข่ายกระทำผิด 5 ราย เบื้องต้น ได้ประชุมร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ย แล้วมีสต็อกเพียงพอไปจนถึงเดือนสิงหาคม

 

เช็กลิสต์สินค้ารายการสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการ

 

1. กระดาษและผลิตภัณฑ์ 3 รายการ

 

2. เครื่องใช้ไฟฟ้า 2 รายการ

 

3. บริภัณฑ์ขนส่ง 2 รายการ

 

4. ปัจจัยทางการเกษตร 7 รายการ

 

5. ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 2 รายการ

 

6. ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ 4 รายการ

 

7. วัสดุก่อสร้าง 4 รายการ

 

8. สินค้าเกษตรที่สำคัญ 7 รายการ

 

9. สินค้าอุปโภคบริโภค 7 รายการ

 

10. อาหาร 14 รายการ

 

11. อื่นๆ 2 รายการ

 

12. บริการ 5 รายการ

 

ภาพสินค้าอุปโภคบริโภคในรถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต สื่อถึงราคาที่อาจปรับตัวขึ้น 1

 

ภาพ: ESstock / Shutterstock

The post เปิดรายชื่อ 59 สินค้าควบคุม นับถอยหลัง 17 มี.ค. เลิกตรึงดีเซล ราคาสินค้าจะขึ้นแรงแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันฯ ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ ย้ำไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ เผยมีต้นทุนแฝงปรับตัวสูงขึ้น 3-6 บาทต่อลิตร https://thestandard.co/refinery-margin-clarification/ Fri, 13 Mar 2026 03:14:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1186990 ภาพอธิบายค่าการกลั่นน้ำมันที่แท้จริงและต้นทุนแฝงที่สูงขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นฯ

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันฯ ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ ย้ำ […]

The post กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันฯ ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ ย้ำไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ เผยมีต้นทุนแฝงปรับตัวสูงขึ้น 3-6 บาทต่อลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอธิบายค่าการกลั่นน้ำมันที่แท้จริงและต้นทุนแฝงที่สูงขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นฯ

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันฯ ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ ย้ำไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ เผยมีต้นทุนแฝงปรับตัวสูงขึ้น 3-6 บาทต่อลิตร พร้อมเดินหน้าผลิตเพื่อความมั่นคงของประเทศ

 

วานนี้ (12 มีนาคม) กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มฯ โรงกลั่นฯ) ชี้แจงประเด็น “ค่าการกลั่นสูง” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลไกราคาและต้นทุนที่แท้จริงของอุตสาหกรรมโรงกลั่น

 

1. ค่าการกลั่น (Market GRM) ไม่เท่ากับกำไรสุทธิ

 

ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าว (ที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาทต่อลิตร เป็นประมาณ 6 บาทต่อลิตร) เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ ประกอบด้วย ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าขนส่งทางเรือ (Freight) และค่าประกันภัย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 3-6 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร/(ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมัน และ กำไร/(ขาดทุน) การบริหารความเสี่ยงด้านราคา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ค่าการกลั่นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริง

 

2. การดำเนินธุรกิจภายใต้กลไกตลาดเสรี (Market Price)

 

ระบบการค้าขายน้ำมันของประเทศไทยอิงราคาตลาดโลก โรงกลั่นไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันดิบหรือราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปเองได้ โดยต้องอิงราคาตลาดทั้งสองด้าน จึงมีความผันผวนตามสถานการณ์ ตลาดพลังงานโลก

 

ในทางปฏิบัติ โรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1–2 เดือน เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากในวันที่ซื้อน้ำมันดิบ ยังไม่สามารถทราบได้ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่จะขายในอนาคตจะเป็นเท่าใด

 

3. การยืนหยัดเดินเครื่องผลิตเพื่อความมั่นคง แม้ในช่วงวัฏจักรค่าการกลั่นต่ำ

 

ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามวัฏจักรตลาด ในบางช่วงเวลาที่ค่าการกลั่นอาจปรับตัวลดลงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก หรือ บางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม โรงกลั่นยังคงต้องแบกรับภาระและเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานและไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ

 

4. บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

 

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ โดยใช้กลไกชดเชยราคาผ่านผู้ค้าน้ำมัน เพื่อนำไปดูแลราคาขายปลีกให้กับผู้บริโภค จึงไม่ใช่การอุดหนุนผู้ประกอบการโรงกลั่นตามที่บางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน

The post กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันฯ ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ ย้ำไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ เผยมีต้นทุนแฝงปรับตัวสูงขึ้น 3-6 บาทต่อลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ https://thestandard.co/middle-east-stagflation-oil-impact/ Fri, 13 Mar 2026 03:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1186984 ภาพกราฟแสดงความเสี่ยง Stagflation จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ […]

The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงความเสี่ยง Stagflation จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจเสี่ยงก้าวเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากต่อการดำเนินนโยบายทางการเงิน

 

นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการ Wealth and Investment Advisory SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันมาจากความกังวลเชิงโครงสร้าง เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งผลิตน้ำมันถึง 30% ของโลก และมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่มีการขนส่งน้ำมันผ่านถึง 20% โดยในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงมาก ระหว่างวันเคยพุ่งทะลุไปถึง 119 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง เช่น ราคาตั๋วเครื่องบิน และต้นทุนการผลิต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)

 

อย่างไรก็ตาม SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าสงครามในครั้งนี้จะกินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ และราคาน้ำมันจะเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

 

ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ประเมินว่าจะส่งผลให้เงินเฟ้อโลกปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% และกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีโลก (GDP Growth) ให้ลดลงราว 0.2-0.4% เมื่อเทียบกับคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าจีดีพีโลกปีนี้จะเติบโตได้ 3.3% ผลกระทบดังกล่าวจึงไม่รุนแรงพอที่จะนำไปสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นเพียง Energy Shock ในระยะสั้นเท่านั้น เว้นแต่สถานการณ์จะลุกลามมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ ผลกระทบก็อาจจะรุนแรงขึ้นได้

 

จับตา Fed เลื่อนหั่นดอกเบี้ย เสี่ยงเจอภาวะ Higher for Longer

 

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นิสารัตน์ระบุว่า จากเดิมในเดือนธันวาคม ปี 2025 ที่ผ่านมา Fed ผ่าน Dot Plot เคยส่งสัญญาณอาจลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ขณะที่ตลาดคาดหวังว่าจะลดถึง 2 ครั้งในปีนี้ แต่จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่า Fed อาจจะต้อง เลื่อนการตัดสินใจลดดอกเบี้ยที่เคยมองไว้ในช่วงกลางปีออกไปก่อน

 

ทั้งนี้แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดในขณะนี้คือ เฟดจะ คงดอกเบี้ย เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันอย่างรอบคอบ และหากสงครามยืดเยื้อจนราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ตลาดจะต้องเผชิญกับภาวะดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือ Higher for Longer ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และราคาน้ำทรงตัวในระดับสูงต่อไป

 

Emerging Market เจ็บหนัก ส่วน ‘ดอลลาร์-ทองคำ’ ครองแชมป์หลบภัย

 

เมื่อเจาะลึกถึงผลกระทบต่อสินทรัพย์การลงทุน พบว่า ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market: EM) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด และปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดสหรัฐฯ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • หลายประเทศในกลุ่ม EM พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง
  • ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นกระทบโดยตรงต่อความอ่อนไหวของดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) และฉุดรั้ง GDP
  • ก่อนหน้านี้ตลาด EM ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เมื่อเกิดภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) นักลงทุนจึงเลือกเทขายทำกำไรออกมาเป็นอันดับแรก ประกอบกับปัจจัยกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า

 

ในทางกลับกัน ผู้ชนะ ในสถานการณ์นี้คือ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าจนหนุนให้แข็งค่าขึ้นราว 2% ในระยะสั้น ขณะที่ ทองคำ แม้จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง แต่ในภาพยาวถือเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น และทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) ได้เป็นอย่างดี

 

3 กลยุทธ์จัดพอร์ต ฝ่ามรสุมความไม่แน่นอน

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จุดจบแน่ชัดว่าจะลากยาว 4-6 สัปดาห์หรือไม่ นิสารัตน์ได้ให้คำแนะนำ 3 ข้อในการปรับพอร์ตลงทุ ดังนี้

 

  • Don’t Panic & Stay Invested โดยอย่าตื่นตระหนกและอยู่ในตลาดต่อไป เพราะจากสถิติในอดีต หากเหตุการณ์สงครามผ่านพ้นไปโดยที่ไม่ได้ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในท้ายที่สุดผลตอบแทนทั้งตลาดหุ้นและตราสารหนี้จะสามารถปรับตัวฟื้นกลับขึ้นมาได้เสมอ
  • กระจายการลงทุน (Diversification) โดยควรบริหารความเสี่ยงผ่านกองทุนแบบ Multi-Asset เพราะเมื่อหุ้นลง จะมีสินทรัพย์อื่นขึ้นมาช่วยชดเชย พร้อมทั้งแนะนำให้กระจายการลงทุนไปในหลากหลายประเทศและหลากหลายสินทรัพย์
  • จัดสรรสินทรัพย์ปลอดภัยติดพอร์ต ซึ่งควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนมาที่ ทองคำ เพื่อเป็นเครื่องมือ Hedge พอร์ตลงทุน และกระจายพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่อิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Base) เพื่อเปิดรับโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะ Risk-off

The post จับตา Stagflation หากสงครามตะวันออกกลางลุกลาม มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ 2-6 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 อุตฯ ไทย ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯ ไต่สวน 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR https://thestandard.co/thai-industry-us-301-suphajee-ustr/ Thu, 12 Mar 2026 13:16:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1186968 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และสัญลักษณ์การค้าสหรัฐฯ มาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์ เผย 3 อุตสาหกรรมหลัก ยานยนต์ เครื่องจักร […]

The post 3 อุตฯ ไทย ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯ ไต่สวน 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และสัญลักษณ์การค้าสหรัฐฯ มาตรา 301

กระทรวงพาณิชย์ เผย 3 อุตสาหกรรมหลัก ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯจับตา 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR พร้อมตั้งคณะทำงานติดตามใกล้ชิด

 

วันนี้ (12 มี.ค.) ที่กระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯเริ่มกระบวนการตรวจสอบประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย ภายใต้มาตรา 301 ตามกฎหมายการค้า 1974 ในประเด็นสภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิง โครงสร้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้ทางการค้า ซึ่งสหรัฐมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการดึงฐานการผลิตกลับประเทศ (Re-shoring) และส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน

 

สำหรับเหตุผลที่สหรัฐฯ ใช้ประกอบการพิจารณา พบว่า ไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19

 

ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังระบุอุตสาหกรรมที่อยู่ในข่ายพิจารณา ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการเกินดุลการค้าในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม รายงานยังชี้ว่าไทยมีความแตกต่างจากบางประเทศที่ถูกตรวจสอบ เนื่องจากไม่ได้ถูกระบุว่ามีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า เหมือนกรณีสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และเวียดนาม รวมทั้งไม่มีมาตรการอุดหนุนการส่งออกในรูปเงินสดโดยตรงแบบบางประเทศ เช่น บังกลาเทศ

 

โดยภายใต้กระบวนการตามมาตรา 301 หากสหรัฐฯ พิจารณาว่านโยบายของประเทศที่ถูกตรวจสอบเข้าข่าย ‘ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ’ (Unreasonable or Discriminatory) USTR มีอำนาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือมาตรการจำกัดการนำเข้าอื่น ๆ เพื่อชดเชยความเสียหายต่อสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังสามารถเข้าร่วมกระบวนการชี้แจง โดยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก่อนจะเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติมภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

 

“มาตรา 301 ไม่มีเพดานการเก็บภาษี แต่ที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยใช้มาตรา 301 กับจีน โดยเก็บภาษีในอัตรา 100% เราจึงต้องตั้งทีมทำงานดูแลเฉพาะอย่างใกล้ชิด” ศุภจี กล่าว

 

ศุภจี กล่าวว่า ได้สั่งตั้งคณะทำงานพิเศษ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์และหาแนวทางชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยมีวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมมีอธิบดีทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์อยู่ร่วมคณะทำงาน โดยจะประชุม และวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายเซกเตอร์ รวมถึงแนวทางการชี้แจง เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมจากเดิม

The post 3 อุตฯ ไทย ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง เสี่ยงเข้าข่ายสหรัฐฯ ไต่สวน 301 ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์แจง USTR appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์ชี้สงครามอิหร่าน – สหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก ใน 3 มิติ ‘พลังงาน – เกษตร – ท่องเที่ยว’ https://thestandard.co/thai-economy-iran-us-war-impact/ Thu, 12 Mar 2026 11:33:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1186916 กรณ์ จาติกวณิช บนภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตโลก พร้อมข้อความอธิบายผลกระทบสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจไทย

‘กรณ์’ เผยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด […]

The post กรณ์ชี้สงครามอิหร่าน – สหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก ใน 3 มิติ ‘พลังงาน – เกษตร – ท่องเที่ยว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์ จาติกวณิช บนภาพประกอบแสดงถึงวิกฤตโลก พร้อมข้อความอธิบายผลกระทบสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจไทย

‘กรณ์’ เผยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามอิหร่าน ไม่ใช่แค่จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องอุปทานขาดแคลน

 

จากงานสัมมนา ‘Unlock the unknown(s)’ ที่จัดโดย บลจ.วรรณ ในวันนี้ (12 มีนาคม) บนเวทีเสวนาพิเศษที่มีกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในผู้บรรยาย

 

กรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีแนวโน้มที่ได้รับผลกระทบในทางลบมากที่สุดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

 

มิติแรกที่สำคัญที่สุดคือ ความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ไม่ว่าจะน้ำมันหรือแก๊ส ซึ่งผลกระทบต่อไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของราคาที่สูงขึ้น แต่รวมถึงเรื่องอุปทานของการเข้าถึงแหล่งพลังงานด้วย

 

“เราซื้อพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนค่อนข้างสูง”

 

โดยกรณ์กล่าวเทียบกับกลุ่มประเทศตะวันตกว่า “ประเทศตะวันตกรอบนี้ได้รับผลกระทบอย่างเก่งคือเรื่องของราคา แต่ว่าในเรื่องของซัพพลาย เขาไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางมากเท่ากับพวกเรา”

 

ขณะที่สต็อกพลังงานของไทยก็มีน้อยกว่าหลายๆ ประเทศ อย่างญี่ปุ่นมีสต็อกรองรับกว่า 200 วัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นอีกจุดที่ค่อนข้างเปราะบางสำหรับไทย ไม่ใช่เพียงแค่ให้ว่าทำให้มีพลังงานในต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป แต่จะทำอย่างไรให้พลังงานไม่ขาดแคลน

 

“ผมคิดว่าในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างภาคพลังงาน อย่างเช่นไฟฟ้า วันนี้เราใช้แก๊สประมาณ 70% ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหลายๆ ภาคส่วนก็พูดมานานแล้วว่าสูงเกินไป จริงๆ เราควรได้รับบทเรียนเรื่องนี้ตั้งแต่ วิกฤตพลังงานช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่เราก็ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมากนัก” กรณ์กล่าว

 

มิติที่สองคือ ผลกระทบต่อภาคการเกษตร ปัจจุบันเริ่มประสบปัญหาเรื่องของราคาและการขาดแคลนปุ๋ย ส่วนผสมของปุ๋ยที่สำคัญที่สุดเป็นผลผลิตจากทางตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งส่งขนส่งมาที่ไทยไม่ได้ในขณะนี้ ส่วนนี้จะเป็นปัญหาต่อเกษตรกร เพราะไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

 

มิติที่สามคือ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่สูงต่อ GDP และยังเป็นเศรษฐกิจที่เปิดซึ่งอ่อนไหวต่อการชะลอตัวของการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ​

 

รศ.ดร.สมชาย แนะ 5 วิธีบริหารความเสี่ยงรับมือความผันผวน

 

ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้ให้มุมมองถึงทิศทางและแนวโน้มในการบริหารความเสี่ยงทั้งระดับมหภาคและจุลภาค เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 5 ประการหลัก ได้แก่

 

1. การรับมือกับ Geoeconomic Fragmentation คือการที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการแบ่งขั้วทางการค้าและการลงทุน ซึ่งนำไปสู่การพึ่งพาระดับภูมิภาคมากขึ้น ประเทศต่างๆ จะพยายามสร้างความเชื่อมโยงกันเองเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า เช่น ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องศึกษาและเตรียมขยายเครือข่ายการค้ารองรับการเปลี่ยนแปลงนี้

 

2. การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ Reshoring การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศแม่ เช่น บริษัทอเมริกันย้ายจากไทยกลับไปสหรัฐฯ ถัดมาคือ Nearshoring การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น ย้ายไปเม็กซิโกเพื่อเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรป หรือการใช้ประเทศในอาเซียนเป็นฐานทัพใหม่ สุดท้ายคือ Friendshoring การเลือกลงทุนหรือสร้างห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มประเทศที่เป็นมิตรต่อกัน

 

3. การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ผ่าน FTA ประเทศต่างๆ จะเร่งรวมกลุ่มและเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปที่เพิ่งบรรลุข้อตกลงกับกลุ่ม Mercosur (บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย ปารากวัย) และอินเดีย หลังจากเจรจากันมานานกว่า 20 ปี สำหรับประเทศไทยเองก็กำลังเร่งผลักดัน FTA กับสหภาพยุโรปเช่นกัน

 

4. การขยายการลงทุนไปต่างประเทศ นอกจากการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ ไทยต้องมองหาโอกาสจากการลงทุนในต่างประเทศผ่านเครือข่าย FTA เช่น การใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-เปรู เพื่อเป็นสปริงบอร์ดเจาะตลาดกลุ่ม Andean Community หรือ Pacific Alliance (โคลอมเบีย ชิลี เม็กซิโก) ซึ่งจะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดอเมริกากลางและอเมริกาเหนือได้กว้างขึ้น

 

5. การยกระดับสินค้าและบริการ ภาคธุรกิจและประเทศไทยโดยรวมจำเป็นต้องเร่งหาโอกาสใหม่ๆ เช่น การผลักดันความตกลง CPTPP ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพของทั้งสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

 

ภายในงานสัมมนาเดียวกัน พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์แบบ Tail Risk (ความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาแบบสุดขั้วหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก) อย่างสงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้ การพึ่งพาสินทรัพย์ดั้งเดิม (Traditional asset) อย่างหุ้นและตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ปลอดภัย

 

นักลงทุนจึงควรกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกมากขึ้น เช่น REITs หรือทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่พิสูจน์แล้วว่ามักจะเคลื่อนไหวตรงกันข้ามกับสินทรัพย์อย่างหุ้นและตราสารหนี้ ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน

 

ภาพ: DKosig / GettyImages

The post กรณ์ชี้สงครามอิหร่าน – สหรัฐฯ กระทบเศรษฐกิจไทยหนัก ใน 3 มิติ ‘พลังงาน – เกษตร – ท่องเที่ยว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ https://thestandard.co/ekanit-us-301-tariffs-thailand/ Thu, 12 Mar 2026 11:22:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1186913 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความพร้อมรับมือภาษีมาตรา 301 หลังสหรัฐฯ เปิดสอบสวนไทย

ดร.เอกนิติ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว พร้อมปร […]

The post ‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความพร้อมรับมือภาษีมาตรา 301 หลังสหรัฐฯ เปิดสอบสวนไทย

ดร.เอกนิติ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว พร้อมประสานข้อมูลกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเตรียมเจรจาสหรัฐฯ หลังไทยเป็นหน่ึงใน 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสหรัฐฯ ประกาศไต่สวนการค้า ตามมาตรา 301 ย้ำสาเหตุไทยเกินดุล ส่วนหน่ึงเพราะบริษัทสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนในไทย และส่งสินค้ากลับไปสหรัฐฯ อีกทอดหน่ึง

 

วันนี้ (12 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ให้เตรียมคำอธิบายในการเจรจากับสหรัฐฯ ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 กับประเทศคู่ค้าที่เกินดุลสหรัฐฯ รวม 16 ประเทศ

 

โดยดร.เอกนิติระบุว่า การค้าของไทยที่เกินดุลสหรัฐฯ แบ่งได้ 3 ส่วน ซึ่งส่วนหน่ึงมาจากบริษัทอเมริกาที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และส่งสินค้ากลับไปขายยังประเทศอเมริกาอีกทอดหน่ึง

 

ทั้งนี้ ตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน จากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ

 

ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

The post ‘เอกนิติ’ ยันเตรียมรับมือภาษีมาตรา 301 ไว้แล้ว หลังสหรัฐฯ ประกาศเปิดสอบสวนไทยและอีก 15 เขตเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิตคุมเข้ม สกัดลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รับข้อสั่งการนายกฯ https://thestandard.co/excise-department-halts-oil-smuggling/ Thu, 12 Mar 2026 10:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1186879 เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกและการกักตุน

กรมสรรพสามิตขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ยกระดับกำกับดู […]

The post สรรพสามิตคุมเข้ม สกัดลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รับข้อสั่งการนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกและการกักตุน

กรมสรรพสามิตขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ยกระดับกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ป้องกันการลักลอบส่งออกและการกักตุนทั้งทางบกและแนวชายฝั่ง พร้อมสุ่มตรวจคุณภาพน้ำมัน ณ จุดจำหน่าย

 

วันนี้ (12 มีนาคม) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตได้มีข้อสั่งการด่วน ไปยังหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศให้เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุม กำกับ และตรวจสอบน้ำมันเชื้อเพลิงทันที เพื่อขานรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในการเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมเปิดปฏิบัติการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกการกักตุน และการกระทำผิดกฎหมายที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ

 

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยกรมสรรพสามิตได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการในเชิงปฏิบัติอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

 

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กรมสรรพสามิตได้สั่งการให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ครอบคลุมคลังน้ำมัน โรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่งน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน โดยเน้นการตรวจสอบการเคลื่อนย้ายน้ำมันและคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อลดช่องว่างการกระทำผิดและสกัดกั้นการนำน้ำมันออกนอกระบบ

 

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขยายมาตรการเฝ้าระวังทางทะเลโดยประสานความร่วมมือกับ กองทัพเรือไทย และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนส่งน้ำมันตามแนวชายฝั่งและเส้นทางทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ

 

ในด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน กรมสรรพสามิตได้นำรถตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเคลื่อนที่ (Mobile Lab) ลงปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อสุ่มตรวจคุณภาพน้ำมัน ณ จุดจำหน่ายและพื้นที่เฝ้าระวังแบบหน้างาน สามารถตรวจพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่ามีการควบคุมมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด

 

อธิบดีกรมสรรพสามิต ย้ำว่า กรมสรรพสามิตจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตั้งแต่ต้นทางเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ และปกป้องประชาชนจากการฉวยโอกาสในช่วงสถานการณ์พลังงานผันผวน

The post สรรพสามิตคุมเข้ม สกัดลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รับข้อสั่งการนายกฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย https://thestandard.co/trump-section-301-trade-thailand/ Thu, 12 Mar 2026 02:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1186658 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนทางการค้า มาตรา 301 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาล […]

The post ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับการสอบสวนทางการค้า มาตรา 301 ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทย

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (11 มีนาคม) ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเริ่มการไต่สวนทางการค้าครั้งใหม่ต่อจีน เม็กซิโก สหภาพยุโรป ไทย และระบบเศรษฐกิจอื่นๆ รวม 16 แห่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ‘มาตรา 301’ มาใช้แทนที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งเพิ่งถูกศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

 

มาตรา 301 คืออะไร?

 

ทั้งนี้ มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นการใช้เครื่องมือภาษี เพื่อมุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)

 

โดยการหยิบไพ่มาตรา 301 มาพิจารณาถือเป็นแนวโน้มที่น่าจับตา สำหรับประเทศที่เสี่ยงถูกเก็บภาษี เนื่องจาก มาตรา 301 ไม่ได้กำหนดเพดานหรืออัตราภาษีสูงสุดที่อาจจะจัดเก็บได้ ‘ตายตัว’

 

โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า การไต่สวนดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 และยังมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจสหรัฐฯ ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากประเทศที่ถูกตรวจพบว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

การบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 301 อาจนำมาใช้ทดแทนมาตรการภาษีแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ส่วนใหญ่ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมาโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

 

ส่องเงื่อนไขประเทศใดเตรียมโดนมาตรา 301

 

โดยเกรียร์ระบุว่า นโยบายการค้าของประธานาธิบดียังคงยึดหลักการเดิม คือการปกป้องตำแหน่งงานของชาวอเมริกันและสร้างความมั่นใจว่าคู่ค้ามีการค้าขายที่ยุติธรรม

 

เกรียร์ยังเปิดเผยว่า การไต่สวนตามมาตรา 301 จะครอบคลุมถึงการกระทำ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติของบางระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นเกินเชิงโครงสร้าง’ (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าคู่ค้าหลักหลายรายมีกำลังการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ทั้งในแง่ของอุปสงค์ภายในประเทศและอุปสงค์โลก ซึ่งนำไปสู่การได้เปรียบดุลการค้าที่สูงและต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

เปิด 16 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนครั้งนี้ USTR แย้มอาจมีประเทศอื่น

 

จากเอกสารของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ลงวันที่ 11 มีนาคม 2026 สหรัฐฯ ได้ประกาศเริ่มการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 (Section 301) เกี่ยวกับปัญหาภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในภาคการผลิต โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 16 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ดังนี้

 

  • จีน (China)
  • สหภาพยุโรป (European Union)
  • สิงคโปร์ (Singapore)
  • สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
  • นอร์เวย์ (Norway)
  • อินโดนีเซีย (Indonesia)
  • มาเลเซีย (Malaysia)
  • กัมพูชา (Cambodia)
  • ไทย (Thailand)
  • เกาหลีใต้ (Korea)
  • เวียดนาม (Vietnam)
  • ไต้หวัน (Taiwan)
  • บังกลาเทศ (Bangladesh)
  • เม็กซิโก (Mexico)
  • ญี่ปุ่น (Japan)
  • อินเดีย (India)

 

ทั้งนี้ เกรียร์คาดการณ์ว่าอาจมีการไต่สวนตามมาตรา 301 รายประเทศเพิ่มเติม หรืออาจมีการใช้เครื่องมือและมาตรการตรวจสอบอื่นๆ ในอนาคต

 

โดยตามกระบวนการของมาตรา 301 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรและจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Hearing) รวมถึงหารือกับประเทศคู่ค้าที่อยู่ภายใต้การไต่สวน หลังจากนั้น USTR จะสรุปผลการวิเคราะห์และเสนอมาตรการตอบโต้หากจำเป็น ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมบริการ หรือมาตรการอื่นๆ

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ด้วยมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจในการเรียกเก็บภาษีภายใต้กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ตามที่กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำตัดสินเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อเรียกเก็บภาษีทั่วโลก (Global Tariff) อัตรา 10% ใหม่ภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ซึ่งมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 150 วัน

 

ทางด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยคาดการณ์ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะกลับไปอยู่ในระดับเดิมก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจาก USTR และกระทรวงพาณิชย์จะเสร็จสิ้นการศึกษาข้อมูลทางการค้าที่รองรับการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าอำนาจตามกฎหมายเหล่านี้มีความเข้มแข็งและผ่านการโต้แย้งทางกฎหมายมาแล้วกว่า 4,000 ครั้ง แม้จะมีขั้นตอนที่ช้ากว่าแต่มีความมั่นคงและยั่งยืนกว่า

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์เปิดฉากสอบสวนทางการค้า เตรียมใช้มาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจ ‘ไทย’ โดนด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่ https://thestandard.co/ekkanit-budget-economy-support/ Wed, 11 Mar 2026 12:19:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1186612 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังประชุมเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

ดร.เอกนิติ รองนายกและรมว.คลังเร่งเบิกจ่ายงบ อัดฉีดเม็ดเ […]

The post เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กำลังประชุมเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

ดร.เอกนิติ รองนายกและรมว.คลังเร่งเบิกจ่ายงบ อัดฉีดเม็ดเงินประคองเศรษฐกิจ ในช่วงรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พร้อมสั่งกรมบัญชีกลาง เร่งแก้ปัญหาคอขวดระบบจัดซื้อจัดจ้าง เล็งเขย่างบผูกพันปี 69 รับมือวิกฤติพลังงาน

 

วันนี้ (11 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวหลังจากมีการประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจัดขึ้นวานนี้ (10 มีนาคม) โดยระบุว่า พยายามดูแลเรื่องประสิทธิภาพการเบิกจ่าย เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังออกนโยบายใหม่ไม่ได้ จึงต้องการทำให้เกิดความมั่นใจว่าเม็ดเงินงบประมาณที่มีอยู่ในปัจจุบัน สามารถอัดฉีดลงในระบบเศรษฐกิจ เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงที่รอจัดตั้งรัฐบาลให้เรียบร้อย

 

พร้อมทั้งได้มอบหมายให้อธิบดีกรมบัญชีกลางได้ดูแลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างว่าติดขัดอะไรหรือไม่ เนื่องจากในช่วงนี้ต้องการให้กำลังซื้อช่วยพยุงเศรษฐกิจ

 

สำหรับกระแสข่าวการเสนอออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนที่ไม่สามารถก่อหนี้ผูกพัน มาเป็นวงเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงานหรือไม่นั้น

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า “ณ วันนี้จะเน้นกระบวนการเบิกจ่ายและประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเป็นหลัก แต่หากการเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ก็ต้องพิจารณาอีกทีว่าจะทำอย่างไร”

The post เอกนิติสั่งเร่งเบิกจ่ายงบ ประคองเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาลใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? https://thestandard.co/hormuz-strait-attack-thai-exports/ Wed, 11 Mar 2026 11:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1186603 ภาพเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นในทะเล สรท. เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังกระทบส่ […]

The post สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือสินค้าขนาดใหญ่แล่นในทะเล สรท. เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

สรท. ประเมิน เหตุโจมตีเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ยังกระทบส่งออกไทยจำกัด เหตุสัดส่วนตลาดตะวันออกกลางเพียง 5% แต่ห่วงโลจิสติกส์ป่วน กระทบสินค้าอาหารสด แนะผู้ส่งออก 3 ทางออกจัดการตู้สินค้าค้างทะเล

 

ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่าในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลาง ระยะสั้น

 

เชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังเป็นความต้องการเรื่องอาหาร เช่น ข้าว พืช

 

“สรท.ต้องมีการประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และ ประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด”

 

ธนกร กล่าวว่า สำหรับการส่งออกในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมเริ่มเห็นแล้วถึงความวุ่นวายต่อการส่งออกและขนย้ายสินค้าจากนี้ โดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากสินค้าเหล่านี้

 

เนื่องจากมีอายุสั้นและจะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้ โดยเป็นประเด็นที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอรมุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

 

1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

 

เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากร(ราวตู้ละ 2,000 USD) ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ(เช่น End of Voyage ราว 600-800 USD) รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น

 

2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือ Safe Port / Transshipment Port อื่นๆ เช่น ในอินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา

 

โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี

 

ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือและภาวะผู้ให้บริการที่จำกัดเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา ตัวอย่างเช่นต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน

 

3. นำตู้สินค้ากลับไทย โดย สรท. แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้ดังกล่าว

 

ทั้งนี้ สรท.ได้มีการประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ

The post สรท.เตือนขนส่งป่วนเหตุโจมตีเรือไทยผ่านฮอร์มุซ สะเทือนไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเร่งสะสมน้ำมันดิบทำสถิติใหม่! ตุนพลังงานสำรอง 120 วัน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง และความเสี่ยงซัพพลายโลกหยุดชะงัก https://thestandard.co/china-oil-stockpile-middle-east-war/ Wed, 11 Mar 2026 03:17:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1186416 ภาพถังน้ำมันดิบจำนวนมาก สื่อถึงการที่จีนเร่งสะสมน้ำมันสำรองเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงสู่ระดับ […]

The post จีนเร่งสะสมน้ำมันดิบทำสถิติใหม่! ตุนพลังงานสำรอง 120 วัน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง และความเสี่ยงซัพพลายโลกหยุดชะงัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถังน้ำมันดิบจำนวนมาก สื่อถึงการที่จีนเร่งสะสมน้ำมันสำรองเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงสู่ระดับสูงสุด ‘จีน’ ในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกได้แสดงให้เห็นถึงการวางหมากเชิงกลยุทธ์ที่รัดกุม ด้วยการเร่งสะสมสต็อกน้ำมันดิบครั้งใหญ่ เพื่อสร้าง ‘กันชนพลังงาน’ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุปทานโลก

 

จีนเตรียมตัวเพื่อรับแรงกระแทก

 

ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปี (มกราคม-กุมภาพันธ์) ที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นถึง 15.8% YoY คิดเป็นปริมาณเกือบ 97 ล้านตัน ซึ่ง Chim Lee นักวิเคราะห์จาก EIU มองว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ที่สหรัฐฯ อาจขยายขอบเขตการโจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายสำคัญ

 

ช่องแคบฮอร์มุซ จุดเปราะบางของพลังงานโลก

 

การโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญที่สุดในโลก (น้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านจุดนี้)

 

โดยบาร์เคลย์สประเมินว่า จีนต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านเส้นทางนี้สูงถึง 35% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

 

นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังส่งผลให้โรงกลั่นในซาอุดีอาระเบียและอิรักต้องลดกำลังการผลิตลง ยิ่งกดดันตลาดน้ำมันโลก

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจีนจะพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับสูง แต่ประเทศได้สะสมคลังสำรองพลังงานจำนวนมาก โดย Lee ประเมินว่าปริมาณสำรองดังกล่าวสามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 120 วัน ซึ่งช่วยทำหน้าที่เป็นกันชนหากเกิดแรงกระแทกต่ออุปทาน

 

ราคาน้ำมันผันผวนหนัก ตอบรับสัญญาณจากทรัมป์

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสงคราม ราคาน้ำมันได้ทะยานเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะส่งสัญญาณเมื่อวันจันทร์ (9 มีนาคม) ว่า ความขัดแย้งอาจยุติลงในไม่ช้า ส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาชะลอตัว

 

ราคาน้ำมัน Brent crude ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีอ้างอิงสำคัญของตลาดน้ำมันโลกอยู่ที่ประมาณ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเย็นวันอังคาร โดยเพิ่มขึ้น 26% นับตั้งแต่ก่อนความขัดแย้งจะทวีความรุนแรง ขณะที่ West Texas Intermediate (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานน้ำมันของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 32% สู่ระดับมากกว่า 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

Lee ระบุว่า “ในระยะต่อไป เราคาดว่าจีนจะลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซลงเนื่องจากราคาที่สูงขึ้น ในระหว่างนี้ จีนจะบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคา ผ่านการบริหารราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ รวมถึงการใช้สต็อกเชิงพาณิชย์และสต็อกเพื่อการดำเนินงาน”

 

นักวิเคราะห์จาก บาร์เคลย์ส (Barclays) ประเมินว่า มากกว่า 35% ของการใช้น้ำมันทั้งหมดของจีน และเกือบ 12% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติ ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตามรายงานที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ของจีนสามารถ ปล่อยออกมาเพื่อบรรเทาการหยุดชะงักของอุปทานระยะสั้น และช่วยลดการพุ่งขึ้นของราคา ซึ่งจะทำให้จีนมีเวลามากขึ้นในการหันไปซื้อน้ำมันจากประเทศนอกภูมิภาคอ่าวอาหรับ

 

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ ยังขู่เมื่อวันจันทร์ว่า อาจดำเนินการโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม โดยโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า หากอิหร่านหยุดการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศดังกล่าวจะถูกโจมตี ‘รุนแรงกว่าที่เคยถึงยี่สิบเท่า’

 

ภาพ: QQMinh88 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนเร่งสะสมน้ำมันดิบทำสถิติใหม่! ตุนพลังงานสำรอง 120 วัน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง และความเสี่ยงซัพพลายโลกหยุดชะงัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พลังงาน’ ยันยังไม่ใช้มาตรการปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม ย้ำน้ำมันสำรองมีมากกว่า 3 เดือน https://thestandard.co/energy-ministry-oil-reserves/ Tue, 10 Mar 2026 14:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1186360 ภาพปั๊มน้ำมันและข้อความจากกระทรวงพลังงาน ยืนยันยังไม่ปิดบริการหลัง 4 ทุ่ม พร้อมน้ำมันสำรองกว่า 3 เดือน

‘พลังงาน’ ย้ำชัด มาตรการปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่มใช้กับส […]

The post ‘พลังงาน’ ยันยังไม่ใช้มาตรการปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม ย้ำน้ำมันสำรองมีมากกว่า 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปั๊มน้ำมันและข้อความจากกระทรวงพลังงาน ยืนยันยังไม่ปิดบริการหลัง 4 ทุ่ม พร้อมน้ำมันสำรองกว่า 3 เดือน

พลังงาน’ ย้ำชัด มาตรการปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่มใช้กับสถานการณ์วิกฤตเท่านั้น ปัจจุบันยังคงให้ปั๊มน้ำมันเปิดตามปกติ ยืนยันปริมาณน้ำมันสำรองยังมีมากกว่า 3 เดือน

 

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวที่ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศประสานงานกับสำนักงานพลังงานจังหวัด ให้รวบรวมข้อมูลความต้องการใช้เชื้อเพลิงของภาคเอกชนในพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งฐานข้อมูลน้ำมันดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้มนั้น การเก็บข้อมูลดังกล่าวก็เพื่อนำมาใช้วางแผนทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

 

สำหรับมาตรการปิดสถานีบริการน้ำมันหลัง 4 ทุ่มนั้น ‘เป็นมาตรการเตรียมความพร้อม’ การปิดสถานีบริการจะใช้เฉพาะกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำมันสำรองของไทยจนเข้าขั้นวิกฤตเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนั้น จากการที่สถานีบริการน้ำมันบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำมัน กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามและบูรณาการการทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ที่อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน

 

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน กระทรวงพลังงาน กำลังเร่งประสานผู้ค้าเร่งจัดส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ยังมีน้ำมันไม่เพียงพอ เพื่อลดผลกระทบของประชาชนให้น้อยที่สุด

 

“สำหรับกระแสข่าวเรื่องมาตรการปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. นั้น กระทรวงพลังงานขอยืนยันว่า มาตรการดังกล่าวใช้เฉพาะในกรณีที่ปริมาณน้ำมันสำรองเข้าสู่สภาวะวิกฤตขั้นสูงสุด โดยในขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตตามปกติและเชื่อมั่นในแผนเตรียมความพร้อมของรัฐบาลที่จะรับมือกับทุกวิกฤตการณ์อย่างสุดความสามารถ” สราวุธ กล่าว

The post ‘พลังงาน’ ยันยังไม่ใช้มาตรการปิดปั๊มน้ำมันหลัง 4 ทุ่ม ย้ำน้ำมันสำรองมีมากกว่า 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเข้าสู่ยุคตั๋วเครื่องบินแพง? สายการบินทั่วโลกขึ้นค่าโดยสาร เซ่นปมตะวันออกกลาง ‘การบินไทย’ แจงขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทาง https://thestandard.co/airfare-hike-middle-east-oil/ Tue, 10 Mar 2026 13:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1186333 ภาพเครื่องบินที่สนามบิน สื่อถึงค่าตั๋วเครื่องบินที่ปรับสูงขึ้นทั่วโลกจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สายการบินทั่วโลกประกาศเตรียมปรับขึ้นค่าโดยสาร หลังต้นทุ […]

The post โลกเข้าสู่ยุคตั๋วเครื่องบินแพง? สายการบินทั่วโลกขึ้นค่าโดยสาร เซ่นปมตะวันออกกลาง ‘การบินไทย’ แจงขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องบินที่สนามบิน สื่อถึงค่าตั๋วเครื่องบินที่ปรับสูงขึ้นทั่วโลกจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สายการบินทั่วโลกประกาศเตรียมปรับขึ้นค่าโดยสาร หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง เนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่การบินไทยแจงทยอยปรับขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทางบิน ด้าน TRIS Rating เตือนธุรกิจสายการบินมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะสั้น จากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและอุปสงค์ของผู้โดยสารที่อ่อนตัวลง แม้ว่าการทยอยปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน

 

การบินไทยทยอยปรับขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทางบิน สะท้อนต้นทุนน้ำมัน ยันไม่ฉวยโอกาส

 

ล่าสุดวันนี้ (10 มีนาคม 2569) ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาต้นทุนน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยก่อนเกิดเหตุราคาอยู่ที่ระดับ 90 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเกือบ 100%

 

ด้วยแนวโน้มดังกล่าว ทำให้สายการบินมีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับขึ้นค่าตั๋วโดยสารในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเป็นการปรับตามกลไกซัพพลายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเฉลี่ยปรับขึ้นแล้วในบางเส้นทางบินประมาณ 10-20% และมีอัตราส่วนที่ไม่เท่ากันในแต่ละเส้นทางบิน (Route) การปรับราคาดังกล่าวเป็นการพิจารณาควบคู่ไปกับอุปสงค์ของตลาด หากปรับขึ้นแล้วไม่มีผู้โดยสารก็จะมีการประเมินและปรับเปลี่ยน (Adjust) ให้เหมาะสม

 

“เราไม่ได้จะไปฉวยโอกาสในการขึ้นราคาน้ำมัน เราแค่ปรับตามต้นทุนที่เราเพิ่มขึ้น” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การบินไทย กล่าวย้ำ

 

พร้อมอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปเกือบ 100% แต่สายการบินปรับราคาตั๋วเพียง 10-20% ตามสัดส่วนของต้นทุนน้ำมันเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเมื่อน้ำมันขึ้น 100% แล้วจะต้องปรับราคาตั๋ว 100% ตามไปด้วย ทั้งนี้ ยังได้ปฏิเสธกระแสข่าวลือที่ว่าสนามบินหรือสายการบินในอาเซียนปรับขึ้นราคาตั๋วสูงถึง 100-200% โดยยืนยันว่าไม่ใช่การบินไทยอย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลกอย่างรุนแรง และราคาบัตรโดยสารในบางเส้นทางพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จนเกิดความกังวลว่าจะเกิดภาวะซบเซาในการเดินทางอย่างหนัก และอาจนำไปสู่การระงับการบินเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะราคาค่าโดยสารในเส้นทางเอเชีย-ยุโรปปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากการปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร

 

ตามข้อมูลจาก Investing.com วันนี้ (10 มีนาคม) ราคาน้ำมันเบรนท์ (Brent) เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 88-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นกว่า 32% จากปีก่อน ราคาน้ำมันเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) เคลื่อนไหวอยู่ราว 84-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นกว่า 34% จากปีก่อน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ เคลื่อนไหวอยู่ราว 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวขึ้นกว่า 52% จากปีก่อน

 

สายการบินทั่วโลกประกาศเตรียมปรับขึ้นค่าโดยสาร

 

สายการบินควอนตัส: ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของออสเตรเลีย แถลงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ว่าจะดำเนินการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารในเส้นทางบินระหว่างประเทศภายในสัปดาห์นี้ เพื่อตอบสนองต่อราคาเชื้อเพลิงอากาศยานที่พุ่งสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ควอนตัสยังระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับเปลี่ยนเส้นทางบินไปยังยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในตะวันออกกลาง ซึ่งมีการยิงโดรนและขีปนาวุธ

 

แอร์นิวซีแลนด์: ซึ่งถือคู่แข่งสำคัญของควอนตัส ก็ได้ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสารเป็นวงกว้างในช่วงเช้าวันเดียวกัน (10 มีนาคม) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสายการบินกลุ่มแรก ๆ ที่ดำเนินการดังกล่าวนับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม พร้อมทั้งระบุว่า ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ซึ่งเคยอยู่ที่ประมาณ 85 ถึง 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลก่อนเกิดความขัดแย้ง ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงมาอยู่ที่ระหว่าง 150 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ทางสายการบินได้ประกาศระงับการคาดการณ์แนวโน้มทางการเงินสำหรับปี 2026 เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความไม่สงบ

 

โดยแอร์นิวซีแลนด์ได้แจ้งปรับขึ้นค่าโดยสารชั้นประหยัดเที่ยวเดียวในเส้นทางภายในประเทศอีก 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เส้นทางระหว่างประเทศระยะสั้น 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และเส้นทางระยะไกล 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนราคา โครงข่ายเส้นทาง และตารางบินเพิ่มเติมหากต้นทุนน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

 

ฮ่องกง แอร์ไลน์: ประกาศผ่านเว็บไซต์ว่าจะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) สูงสุดถึง 35.2% เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีเป็นต้นไป โดยการปรับขึ้นที่รุนแรงที่สุดจะอยู่ในเส้นทางระหว่างฮ่องกงไปยังมัลดีฟส์ บังกลาเทศ และเนปาล ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 384 ดอลลาร์ฮ่องกง จากเดิม 284 ดอลลาร์ฮ่องกง

 

เวียดนาม แอร์ไลน์: ได้ร้องขอให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณายกเว้นภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันอากาศยานเพื่อประคองการดำเนินงาน โดยรัฐบาลเวียดนามระบุว่าต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินในประเทศพุ่งสูงขึ้นถึง 60% ถึง 70% และผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการตอบสนองต่อความต้องการของสายการบิน

 

สายการบิน SAS: ในแถบสแกนดิเนเวีย กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ได้ปรับขึ้นราคาเป็นการชั่วคราวเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงเครื่องบินที่สูงขึ้น อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น

 

“แม้ว่าเราจะพยายามรับมือกับความผันผวนของต้นทุนเท่าที่จะเป็นไปได้เสมอ แต่การเพิ่มขึ้นในระดับนี้ทำให้จำเป็นต้องตอบสนองเพื่อรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน” โฆษกของ SAS กล่าว

 

TRIS Rating เตือน! ธุรกิจการบินเผชิญศึกสองด้าน ‘ต้นทุนพุ่ง – อุปสงค์ชะลอตัว’

 

ทริสเรทติง (TRIS Rating) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ในไทย กล่าวในบทความ Credit Spotlight: Middle East Conflict ว่า ธุรกิจสายการบินเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และความกังวลด้านความปลอดภัยที่อาจบั่นทอนอุปสงค์การเดินทางทั่วโลก

 

โดยในระยะใกล้ ความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการมีแนวโน้มถูกกดดันเนื่องจากการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) มักล่าช้ากว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันอากาศยาน ในขณะที่การป้องกันความเสี่ยงของราคาน้ำมัน (Hedging) อาจช่วยลดผลกระทบได้เพียงบางส่วน หากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง แต่ยังไม่ถึงระดับที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ

 

กระนั้น สายการบินมีแนวโน้มที่จะทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นผ่านค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงได้ อย่างไรก็ตาม ราคาบัตรโดยสารที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ความถี่ในการเดินทางลดลงหรือนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะกดดันปริมาณผู้โดยสารในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ดังนั้น “สายการบินมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับแรงกดดันต่ออัตรากำไรในระยะสั้นจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นและอุปสงค์ของผู้โดยสารที่อ่อนตัวลง แม้ว่าการทยอยปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน” TRIS Rating กล่าวเมื่อวันที่ 9 มีนาคม

 

จับตา! สายการบินต้นทุนต่ำที่มาร์จินต่ำ ‘อาจไม่รอด’

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมว่า สายการบินราคาประหยัดบางแห่งที่มีอัตรากำไรต่ำ (Margin) อาจเผชิญไปไม่รอด (may go bust ) หากสถานการณ์ปัจจุบันยังคงยืดเยื้อต่อไปนานกว่า 3 เดือน

 

โดยไมเคิล ลินเนนเบิร์ก นักวิเคราะห์จากดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สายการบินทั่วโลกอาจถูกบีบให้ต้องระงับการใช้งานเครื่องบินหลายพันลำเนื่องจากสงคราม โดยสายการบินที่มีฐานะทางการเงินอ่อนแอที่สุดอาจต้องยุติการดำเนินงาน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางรายในอุตสาหกรรมยังคงมีมุมมองในแง่บวกว่าความขัดแย้งจะยุติลงภายในไม่กี่เดือน ไม่ใช่กินเวลาหลายปี โดย จอห์น พลูเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ แอร์ ลีส คอร์ป (Air Lease Corp) ให้ความเห็นส่วนตัวว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และเน้นย้ำว่าโลกยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไปแม้จะมีการหยุดชะงักไปบ้าง

 

ด้าน คาร์สเทน สพอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ลุฟต์ฮันซา (Deutsche Lufthansa) กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กลุ่มสายการบินของเยอรมนีจะอยู่ในสถานะที่ “ได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบ” เมื่อคู่แข่งถูกบีบให้ต้องขึ้นราคาตั๋ว เนื่องจากบริษัทได้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ต่อความผันผวนของราคาไว้แล้ว นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มขีดความสามารถในเส้นทางเอเชียและแอฟริกา เนื่องจากคู่แข่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

 

หุ้นกลุ่มสายการบินเริ่ม ‘ทรงตัว’ หลังการเทขาย

 

ราคาหุ้นกลุ่มสายการบินเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวหลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าสงครามอาจยุติลงในเร็ววัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคาร จากระดับสูงสุดที่ 119 ดอลลาร์ในวันจันทร์

 

ในตลาดเอเชีย หุ้นของควอนตัสปรับตัวขึ้น 0.5% โคเรียนแอร์ไลน์ พุ่งขึ้นเกือบ 9% และคาเธ่ย์ แปซิฟิค ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% หลังจากที่หุ้นทั้งหมดร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ เชื้อเพลิงถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสายการบินรองจากค่าแรง โดยปกติจะคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 4 ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด แม้สายการบินรายใหญ่ในเอเชียและยุโรปบางแห่งจะมีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้ แต่สายการบินในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ได้ยกเลิกแนวปฏิบัติดังกล่าวไปในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

 

ภาพ: Taro Hama @ e-kamakura / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post โลกเข้าสู่ยุคตั๋วเครื่องบินแพง? สายการบินทั่วโลกขึ้นค่าโดยสาร เซ่นปมตะวันออกกลาง ‘การบินไทย’ แจงขึ้นค่าตั๋วแล้ว 10-20% ในบางเส้นทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังเผย ยังไม่ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ กองทุนน้ำมันฯ มีกลไกกู้เองได้ 2 หมื่นล้าน ยังไม่ต้องให้คลังช่วย https://thestandard.co/finance-oil-fund-no-emergency-loan/ Tue, 10 Mar 2026 12:15:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1186317 ภาพปลัดกระทรวงการคลังแถลง ยืนยันยังไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ

ปลัดคลังยันยังไม่ออก พ.ร.ก. กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ เหต […]

The post ปลัดคลังเผย ยังไม่ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ กองทุนน้ำมันฯ มีกลไกกู้เองได้ 2 หมื่นล้าน ยังไม่ต้องให้คลังช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปลัดกระทรวงการคลังแถลง ยืนยันยังไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ

ปลัดคลังยันยังไม่ออก พ.ร.ก. กู้เงินค้ำกองทุนน้ำมันฯ เหตุกลไกกองทุนยังรองรับสถานการณ์และสามารถกู้เองได้ 2 หมื่นล้านบาท ชี้พร้อมคุยกระทรวงพลังงานเพื่อประเมินจังหวะกู้เงินอีกที หากราคาน้ำมันผันผวนสูง

 

วันนี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ สำหรับนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน

 

นอกจากนี้ ลวรณยังกล่าวว่า กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินจังหวะในการใช้มาตรการกู้เงินอย่างเหมาะสม โดยเบื้องต้น จะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะยังรองรับได้อีกระยะหนึ่ง เมื่อพิจารณาตามราคาพลังงานในปัจจุบัน

 

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของกองทุนน้ำมันฯ เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ ยังมีกรอบวงเงินที่สามารถกู้ยืมได้เองอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

 

ทั้งนี้ ตามกฎหมาย (พระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ) มีการกำหนด ‘กรอบวงเงินกู้’ ของกองทุนน้ำมันฯ ไว้ โดยตามข้อมูลจากปลัดกระทรวงการคลัง สะท้อนว่า ปัจจุบันยังเหลือวงเงินที่บริหารจัดการเองได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท

 

สำหรับมาตรการภาษี เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะถูกเลือกเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากต้องใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือแรกในการแก้ปัญหา

 

ส่วนการประเมินภาวะทางเศรษฐกิจ ยังถือว่าเร็วเกินไป เนื่องจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ‘ยังคงผันผวน’ และจำเป็นต้องรอให้นิ่งเสียก่อนจึงจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

The post ปลัดคลังเผย ยังไม่ออกพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้ กองทุนน้ำมันฯ มีกลไกกู้เองได้ 2 หมื่นล้าน ยังไม่ต้องให้คลังช่วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทองคำ จะรุ่งหรือร่วง? https://thestandard.co/ylg-gold-geopolitical-events-stats/ Tue, 10 Mar 2026 11:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1186288 กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ พร้อมเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแ […]

The post YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทองคำ จะรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ พร้อมเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ส่วนใหญ่แล้วราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจะปรับตัวขึ้นเมื่อมีสถานการณ์วิกฤตต่างๆ เกิดขึ้น รวมถึงเหตุขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

อย่างไรก็ดี ราคาทองคำไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองหรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เสมอไป ในช่วงวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตลาดมักเห็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่รวมถึงทองถูกขายลงพร้อมกัน เพราะนักลงทุนต้องการสภาพคล่องก่อน แต่หลังจากความตื่นตระหนกในช่วงแรกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

 

ทั้งนี้ วายแอลจีพบข้อมูลสถิติราคาทองใน 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลกตั้งแต่ปี 2000 พบการเปลี่ยนแปลงดังนี้

 

1. เหตุการณ์ 911 และเหตุการณ์ระเบิดในงานบอสตันมาราธอน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 7% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในระยะถัดไป

 

2. สงครามอิรัก : ในระยะแรกราคาทองคำตอบสนองในเชิงลบเสียด้วยซ้ำ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นในอีก 2 เดือนถัดไป

 

3. เหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำในอ่าวโอมานใกล้และโดรนสอดแนมของสหรัฐโดนยิง : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นแรงในระยะ 1 เดือนถัดไปแต่มาจากสาเหตุอื่นๆเป็นประเด็นหลัก อาทิ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ปรับลดอัตราดอกเบี้ย, ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

 

4. เหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัท Saudi Aramco : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 2% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา

 

5. เหตุการณ์ที่สหรัฐโจมตีทางอากาศทำให้นายพลโซเลมานิของอิหร่านเสียชีวิต : ราคาทองคำปรับตัวเพียง 1% แค่ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปรับตัวขึ้นแรงหลังจากนั้นจากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างมาก

 

6. เหตุรัสเซียบุกยูเครน : ราคาทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 5% ในช่วง 1 สัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงในช่วง 1 เดือนหลังจากนั้น และปรับตัวลงแรงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวในเดือนมี.ค.ปีเดียวกันเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแรงจากวิกฤต COVID-19

 

7. สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2025 : ราคาทองคำแทบจะไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

 

8. ล่าสุด สหรัฐฯ ปฏิบัติการโค่นผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโรเมื่อช่วงต้นปี 2026 : ราคาตอบสนองเชิงบวกต่อเนื่อง แต่มาจากปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย อาทิ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระเฟด และปธน.ทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีกับประเทศที่คัดค้านการเข้ายึดกรีนแลนด์ กระตุ้นกระแส Sell America

 

ดังนั้น ในระยะยาวไม่ควรตัดสินใจลงทุนโดยพิจารณาจากเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากทองคำมักจะปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในระยะสั้น การเข้าซื้อทองคำในทุกกรณีควรกำหนดจุดตัดขาดทุน (Cut loss) เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหากต้องการทำกำไรสามารถแบ่งทองคำออกขายทำกำไรเป็นระยะ

 

อีกทั้งต้องระมัดระวังการไล่ซื้อเมื่อทองคำตอบรับในเชิงบวกเพราะมีแนวโน้มจะเกิดการตอบรับเชิงบวกเพียงแค่ในระยะสั้นเท่านั้น และควรพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบเศรษฐกิจโลกจริง เช่น ราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้น หรือเกิดความผันผวนในตลาดการเงิน ทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ดังนั้นในช่วงแรกทองอาจถูกกดจากดอลลาร์แข็ง แต่หากวิกฤตรุนแรงขึ้น ทองมีแนวโน้มกลับมาปรับขึ้นตามความเสี่ยงและเงินเฟ้อในระยะถัดไป

 

สำหรับเป้าหมายของ YLG ปีนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ระยะยาวยังเป็นขาขึ้น โดยประเมินไว้บริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 84,000 บาทต่อบาททองคำ และ 5,824 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 87,500 บาทต่อบาททองคำตามลำดับ (คำนวณราคาทองคำในประเทศที่ค่าเงินบาท 31.66 บาทต่อดอลลาร์)

 

ภาพ: Shutterstock Gen AI / Shutterstock

The post YLG เปิดสถิติราคาทองย้อนหลัง 8 เหตุภูมิรัฐศาสตร์สำคัญของโลก ทองคำ จะรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล https://thestandard.co/osotspa-energy-costs-ma-deals/ Tue, 10 Mar 2026 07:47:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1186202 ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกก […]

The post ‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและสร้างความกังวลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจทั่วโลก บมจ. โอสถสภา ออกมาชี้แจงถึงทิศทางและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต พร้อมเผยแผนการเติบโตในปี 2569

 

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศ โดยระยะเวลาการจองเรือเพื่อส่งออกสินค้าปรับตัวนานขึ้นเป็น 6-8 สัปดาห์ และค่าขนส่งทางเรือปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เนื่องจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าของบริษัทที่จำหน่ายในแถบตะวันออกกลางมีการอ้างอิงราคา (Benchmark) กับตลาดยุโรป ซึ่งเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างสูงและให้อัตรากำไร (Margin) ที่ดี จึงสามารถดูดซับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นได้

 

ในด้านต้นทุนการผลิต พลังงานถือเป็นปัจจัยหลักของโอสถสภา โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของต้นทุนรวมทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในโรงงานผลิตขวดแก้วและการขนส่ง

 

ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินผลกระทบและพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1/2569 จะยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เนื่องจากบริษัทได้รับการยืนยันว่าจะตรึงราคาพลังงาน คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) จาก ปตท. ไว้เป็นระยะเวลา 90 วัน จนถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นผลกระทบเล็กน้อยในช่วงเดือนมิถุนายนหรือไตรมาสที่ 2/2569 เป็นต้นไป

 

กาง Scenario คาดการณ์ราคาน้ำมันโลก-ผลกระทบต่อ OSP

 

เพื่อความไม่ประมาท โอสถสภาได้จัดทำแบบจำลองสถานการณ์ (Scenario) โดยอ้างอิงจากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 มาเป็นกรณีศึกษา แบ่งการประเมินออกเป็นดังนี้

 

  • Scenario หลัก ราคาน้ำมัน 140-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานไปถึงระดับดังกล่าว ต้นทุนพลังงานโดยรวมอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม ด้วยโครงสร้างต้นทุนของบริษัท เหตุการณ์นี้จะกระทบต่อยอดขายโดยรวม (Total Sales) เพียงแค่ 1-2% เท่านั้น และหากบริษัทไม่ทำอะไรเลย อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับ 40% อาจปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 39%
  • Scenario ขั้นรุนแรง ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะเป็นกรณีสุดโต่ง (Extreme) แต่หากเกิดขึ้นจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบให้มาร์จิ้นลดลงไม่ถึง 5% ซึ่งประเมินว่าในกรณีขั้นรุนแรง จะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ

 

ผู้บริหาร โอสถสภา ชี้แจงแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง การควบคุมต้นทุนพลังงาน และการเดินหน้า M&A 1

รติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer บมจ. โอสถสภา หรือ OSP

 

เปิดแผนรับมือเชิงลดต้นทุน ‘ล็อกราคา-ยุบเตาหลอม’

 

ทั้งนี้ โอสถสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเสี่ยงดังกล่าว โดยได้ดำเนินกลยุทธ์เพื่อรับมือล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

 

  • การล็อกต้นทุนล่วงหน้า โดยบริษัทได้เริ่มบริหารจัดการซัพพลายเชนและจัดซื้อวัตถุดิบ (Sourcing) ล่วงหน้าตั้งแต่ปี 2024 โดยสามารถล็อกราคาวัตถุดิบและรักษาความปลอดภัยด้านต้นทุน (Secure saving) สำหรับการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไว้ได้เรียบร้อยแล้ว
  • การปรับโครงสร้างโรงงานผลิตขวดแก้ว คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้โอสถสภาแข็งแกร่งขึ้น โดยย้อนกลับไปในวิกฤตปี 2022 บริษัทมีเตาหลอมแก้วที่ต้องใช้พลังงานสูงถึง 7 เตา แต่ปัจจุบันบริษัทได้เพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) และทยอยปิดเตาหลอมจนเหลือเพียง 2 เตาที่เดินเครื่องเต็มกำลัง 100% การบริหารระดับสเกลที่เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นนี้ ทำให้บริษัทประหยัดต้นทุนพลังงานไปได้อย่างมหาศาล

 

ยืนยัน ‘ไม่มีแผนขึ้นราคาสินค้า’ มีแผนรับมือคุมต้นทุน

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP สำหรับปัจจัยด้านเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มุกดาประเมินว่า กำลังซื้อในประเทศอาจไม่ได้ลดน้อยลงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล โดยบริษัทมีกลยุทธ์ในการรองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ด้วยการวางจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังในหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 10 บาท, 12 บาท และ 15 บาท ทำให้สามารถรวบรวมกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม

 

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20% แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ความไม่สงบที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าทางเรือล่าช้าไปบ้าง แต่บริษัทยังมองทิศทางในแง่บวกและเดินหน้าหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ที่สำคัญ บริษัทยืนยันว่าในขณะนี้ยัง ไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้า แต่อย่างใด โดยบริษัทได้เตรียมการบริหารจัดการต้นทุนเอาไว้แล้วในด้านต้นทุนพลังงาน รวมทั้งหากสถานการณ์ด้านค่าขนส่งไม่ได้ยืดเยื้อจนเกินไป

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา หรือ OSP

 

เดินหน้าดีลเจรจา M&A บิ๊กดีล 3 รายคืบหน้า ยอดขาย 5 พัน-1 หมื่นล้าน/ดีล

 

รติพร ระบุต่อว่า นอกจากแผนรับมือความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานดังกล่าวแล้ว โอสถสภายังมองหาโอกาสการเติบโตแบบ Inorganic ผ่านการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการ (M&A) โดยปัจจุบัน บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเข้าซื้อกิจการธุรกิจในประเทศจำนวน 3 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer) และเครื่องดื่ม (Beverage) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

“ความน่าสนใจคือดีลที่กำลังพูดคุยอยู่นี้ไม่ใช่ดีลขนาดเล็ก แต่เป็นบิ๊กดีลระดับ เป็นบริษัทฯ ที่มียอดขายประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทต่อราย บริษัทฯ คาดหวังว่าจะสามารถได้ข้อสรุปภายในปีนี้หรือปีหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งดีล เพราะเรามีการคุยกันมานานเริ่มตั้งแต่ 2567 ถึงปัจจุบันยังความคืบหน้า แต่ยังติดในด้านประเด็นของราคาซื้อขาย” รติพรกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงการต่อรองเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ (Valuation) เนื่องจากในช่วงแรก ผู้ขายมีความคาดหวังมูลค่าค่อนข้างสูงในระดับ P/E 20 เท่า แต่ด้วยสภาวะตลาดในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซา โอสถสภามองว่าระดับ P/E ที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 เท่า หรือราว 13 เท่า ทำให้ยังคงมีช่องว่างของราคา (Gap) ที่ต้องเจรจากันต่อไป โดยบริษัทเน้นย้ำว่าจะไม่รีบร้อน และขอรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด

 

ในด้านความพร้อมทางการเงิน โอสถสภายืนยันว่า มีงบประมาณในการทำ M&A ที่มีความพร้อมมากสำหรับรองรับการลงทุน เนื่องจากบริษัทมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งมาก ไม่มีหนี้สินระยะสั้น และยังมีวงเงินสินเชื่อ (Credit Line) จากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกเป็นวงเงินกู้ที่สูง ถึงขั้นที่สามารถเข้าซื้อบริษัทที่มีขนาดใหญ่เท่ากับโอสถสภาได้เลยทีเดียว โดยงบลงทุน M&A นี้จะแยกต่างหากจากงบลงทุนปกติ (CAPEX) ที่ปีนี้ตั้งไว้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท

 

ตั้งเป้ารายได้ 69 โต Mid-Single Digit-รักษา Gross Profit Margin ไม่น้อยกว่าปี 68

 

ขณะที่แม้จะมีจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในปีนี้จากต่างประเทศ บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 จะเติบโตระดับ Mid-Single Digit โดยตั้งเป้ากลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตมากกว่า GDP และตลาดต่างประเทศเติบโตในระดับ Double Digit ขณะที่กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) จะเน้นสร้างการเติบโตผ่านสินค้าพรีเมียมเพื่อเพิ่มอัตรากำไร หลังจากในปี 2568 บริษัทฯ ทำ Gross Profit Margin ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 40% เป็นครั้งแรก และมั่นใจว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตรากำไรนี้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2569 คือการสร้างการเติบโตทั้ง Top & Bottom Line

 

โดยมุ่งเน้นการสร้าง Economy of Scale ผ่านการเพิ่มปริมาณขายและการใช้กำลังการผลิตให้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาอัตราค่าใช้จ่าย SG&A ให้คงที่เพื่อผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ชู 3 เครื่องยนต์หลัก ขับเคลื่อนธุรกิจ ปี 2569 เติบโต

 

มุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OSP ยังแถลงวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ โดยระบุว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง มีการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้มีผลกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่านแผนยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ

 

โอสถสภาตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ ได้แก่

  1. กลุ่มเครื่องดื่ม (Beverages) ปัจจุบัน OSP คือผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มของไทย โดยแบรนด์ M-150 ครองส่วนแบ่งการตลาด 44% และกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ เช่น C-vitt และ Peptein ครองส่วนแบ่ง 46% กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมและยกระดับสินค้าให้มีความพรีเมียมมากขึ้น โดย M-150 ได้มีการเปิดตัวสูตรใหม่ที่ปรับรสชาติให้ดีขึ้น ดื่มแล้วรู้สึกตื่นตัว ขณะเดียวกันก็มีการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญแจกทองทุกชั่วโมง
  2. กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล (Personal Care) มีการขยายฐานลูกค้า (Target Group) จากกลุ่มเด็กทารก ไปสู่กลุ่มเด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ภายใต้แบรนด์อย่าง Babi Mild Kids, Ultra Mild และ Baby Boomer โดยอาศัยจุดแข็งด้านความอ่อนโยนของแบรนด์ ปัจจุบันสบู่เหลวและแป้งเด็ก Babi Mild ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ที่ 36% และ 32% ตามลำดับ
  3. ตลาดต่างประเทศ (International Markets): ปัจจุบัน OSP ส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยมีเมียนมาและลาวเป็นตลาดใหญ่ที่สินค้ากลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังครองอันดับ 1 และกำลังจับมือกับพันธมิตรในจีนเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล นอกจากนี้ ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดโลกอย่างจริงจังด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับโลก THAIFEX เพื่อโชว์ศักยภาพและเปิดโอกาสให้บายเออร์นับหมื่นคนทั่วโลกได้ทดลองสินค้า

The post ‘โอสถสภา’ งัดแผนรับมือสงครามตะวันออกกลาง คุมเข้มต้นทุนพลังงาน ยืนยัน ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ พร้อมเดินหน้า M&A เจรจา 3 บิ๊กดีล appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทแข็งค่า น้ำมันร่วง ทองขึ้น หลังทรัมป์ลั่นสถานการณ์ในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววัน https://thestandard.co/baht-oil-gold-trump-iran/ Tue, 10 Mar 2026 02:37:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1185997 ภาพกราฟิกแสดงเงินบาทแข็งค่า ราคาน้ำมันและทองคำ หลังประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านอาจคลี่คลาย

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีก […]

The post บาทแข็งค่า น้ำมันร่วง ทองขึ้น หลังทรัมป์ลั่นสถานการณ์ในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเงินบาทแข็งค่า ราคาน้ำมันและทองคำ หลังประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' ส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านอาจคลี่คลาย

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ทำให้เงินบาทเช้านี้เปิดแข็งค่าขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง

 

วันนี้ (10 มีนาคม) ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีเมื่อวันก่อนหน้า หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจยุติลงในเร็ววัน ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันโลกในระยะยาวเริ่มคลี่คลายลง

 

โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ลดลง 6.51 ดอลลาร์ หรือ 6.6% อยู่ที่ 92.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 00:18 น. ตามเวลา GMT ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับลดลง 6.12 ดอลลาร์ หรือ 6.5% อยู่ที่ 88.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยทำสถิติสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 119.50 ดอลลาร์สำหรับน้ำมันดิบเบรนท์ และ 119.48 ดอลลาร์สำหรับ WTI ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 เนื่องจากความตึงเครียดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ขยายวงกว้าง ประกอบกับการปรับลดกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบียและผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้กระตุ้นความกังวลว่าจะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันทั่วโลกอย่างรุนแรง

 

ราคาเริ่มปรับตัวลดลงหลังจากประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้หารือทางโทรศัพท์กับทรัมป์ พร้อมเสนอแนวทางที่มุ่งเป้าไปที่การยุติสงครามอิหร่านโดยเร็ว ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบเครมลิน ซึ่งช่วยบรรเทาความวิตกเรื่องการขาดแคลนอุปทาน

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการของ CBS News เมื่อวันจันทร์ว่า เขาเชื่อว่าสงครามต่อต้านอิหร่านนั้น ‘ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว’ และรัฐบาลวอชิงตันได้ดำเนินงาน ‘รุดหน้าไปมาก’ เมื่อเทียบกับกรอบเวลาที่เขาประเมินไว้เบื้องต้นที่ 4-5 สัปดาห์

 

ทางด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้ตอบโต้คำแถลงของทรัมป์ โดยระบุว่าพวกเขาจะเป็นผู้ ‘กำหนดจุดสิ้นสุดของสงครามเอง’ และเตือนว่า รัฐบาลเตหะรานจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนี้แม้เพียง ‘ลิตรเดียว’ หากสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีต่อไป ตามการรายงานของสื่อรัฐบาลอิหร่านเมื่อวันอังคารที่อ้างอิงคำกล่าวของโฆษก IRGC

 

กระนั้นก็ตาม ถ้อยแถลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับ เนื่องจากราคายังเผชิญกับแรงกดดันจากการที่ทรัมป์กำลังพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันต่อรัสเซีย และการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพื่อสกัดกั้นการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันโลกท่ามกลางความขัดแย้งในอิหร่าน ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวหลายแห่ง

 

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท หลังทรัมป์ส่งสัญญาณบวก

 

สำหรับค่าเงินบาท พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์

 

“โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.62-32.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังในช่วงราว 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง โดยภาพดังกล่าวได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมหนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ Fed อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) และทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น” พูนกล่าว

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท Krungthai Global Markets มองว่า แม้ว่าเงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis แม้ว่า พัฒนาการล่าสุด จะเริ่มสอดคล้องกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้

 

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้ ยังสะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

The post บาทแข็งค่า น้ำมันร่วง ทองขึ้น หลังทรัมป์ลั่นสถานการณ์ในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกรุงเทพแจ้งเลื่อนกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด https://thestandard.co/bangkok-bank-digital-account-postponed/ Tue, 10 Mar 2026 02:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1185994 ภาพโลโก้ธนาคารกรุงเทพ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเลื่อนกำหนดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ธนาคารกรุงเทพแจ้ง เลื่อนการกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิท […]

The post ธนาคารกรุงเทพแจ้งเลื่อนกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ธนาคารกรุงเทพ พร้อมข้อความเกี่ยวกับการเลื่อนกำหนดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ธนาคารกรุงเทพแจ้ง เลื่อนการกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น

 

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชี้แจง กรณีที่ธนาคารได้ประกาศปรับเปลี่ยนเงื่อนไขผลิตภัณฑ์บัญชีเงินฝากออนไลน์ของธนาคาร 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ บัญชีสะสมทรัพย์ e-Savings และ บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์บัวหลวงเอ็กซ์ตร้าดิจิทัล ซึ่งกำหนดว่าตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2569 เป็นต้นไป บัญชีดังกล่าวต้องมียอดเงินคงเหลือในบัญชีขั้นต่ำ 2,000 บาท นั้น

 

“เนื่องด้วยธนาคารประเมินว่าเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยป้องปราบมิให้มิจฉาชีพอาศัยบัญชีเงินฝากดิจิทัลเป็นบัญชีม้าในระดับหนึ่ง เพื่อลดช่องทางในการทำธุรกรรมผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้พิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวอาจสร้างความไม่สะดวกแก่ลูกค้า จึงขอเลื่อนการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด และต้องขออภัยมา ณ ที่นี้” แถลงการณ์ระบุ

The post ธนาคารกรุงเทพแจ้งเลื่อนกำหนดยอดเงินคงค้างบัญชีดิจิทัลขั้นต่ำออกไปอย่างไม่มีกำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า https://thestandard.co/innovestx-cut-thailand-gdp-iran-us/ Tue, 10 Mar 2026 01:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1185965 ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางภาพฉากหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกราฟเศรษฐกิจที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางภาพฉากหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% รับศึกอิหร่าน-สหรัฐฯ ระอุ คาดน้ำมัน-ค่าระวางเรือพุ่ง ดอลลาร์แข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>