Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Feb 2026 10:08:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สงครามส่อปะทุ! ‘อรรถพล’ สั่งด่วนงัดกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซล รับมือตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน https://thestandard.co/attapon-orders-oil-fund-diesel/ Fri, 20 Feb 2026 10:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1180437 อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน สั่งตรึงราคาดีเซล รับมือความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘อรรถพล’ เร่งคุมเกมราคาน้ำ […]

The post สงครามส่อปะทุ! ‘อรรถพล’ สั่งด่วนงัดกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซล รับมือตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน สั่งตรึงราคาดีเซล รับมือความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘อรรถพล’ เร่งคุมเกมราคาน้ำมันโลกปั่นป่วน สั่งบอร์ด กบน.ประชุมด่วนรับมือวิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน งัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนดีเซลเพื่อตรึงราคาทันที

 

วันที่ 20 ก.พ. อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้สั่งการเร่งด่วนให้จัดประชุมเพื่อหารือวาระเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีความกังวลว่าสหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านในไม่ช้านี้

 

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการใช้กำลังทหาร หากการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านประสบความล้มเหลว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเกิดความผันผวนปรับตัวเพิ่มระลอกใหม่

 

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในประเทศที่กำลังเร่งฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่ประชุม กบน.วันนี้ (20 ก.พ.2569) ได้มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 45 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมที่จัดเก็บเข้ากองทุนฯ 15 สตางค์ต่อลิตร เปลี่ยนเป็นลดการจัดเก็บลงและปรับมาเป็นการอุดหนุนราคาดีเซลเพิ่มเป็น 30 สตางค์ต่อลิตร

 

ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลคงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร เพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพ โดยการอุดหนุนนี้จะส่งผลต่อรายรับประเภทน้ำมันดีเซลลดลงวันละ 29.52 ล้านบาท แต่ในภาพรวมฐานะกองทุนน้ำมันฯ ยังรองรับได้เพราะบัญชีน้ำมันยังคงเป็นบวก

 

“กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างใกล้ชิดเพราะผลของสถานการณ์ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนโดยในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังเร่งฟื้นตัว”

 

โดย กบน. เร่งใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เข้าบริหารจัดการทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้น เนื่องจากดีเซลถือเป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

 

ทั้งนี้ การตรึงราคาดีเซลในครั้งนี้ มีเป้าหมาย ไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และไม่ให้เกิดภาวะสะดุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

รัฐบาลพร้อมใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างรอบคอบและทันท่วงที

 

ปัจจุบัน ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทุนน้ำมันฯ เป็นบวกอยู่ที่ 1,772 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 39,951 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,179 ล้านบาท

 

ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซล จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 29.52 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 10.80 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันละ 18.72 ล้านบาท

The post สงครามส่อปะทุ! ‘อรรถพล’ สั่งด่วนงัดกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซล รับมือตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ https://thestandard.co/election-annulment-economic-impact/ Fri, 20 Feb 2026 09:54:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1180431 ภาพประกอบแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น ความเชื่อมั่นนักลงทุน การย้ายฐานการผลิต และ GDP

KResearch กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น ความเชื่อมั่นนักลงทุน การย้ายฐานการผลิต และ GDP

KResearch กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระบวนการงบประมาณ และการเจรจาการค้า แต่ก็ไม่น่าทำให้ GDP ปี 2569 หดตัวถึงขั้นติดลบได้ อย่างไรก็ตาม ก็มองว่า โอกาสที่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะจะเป็นโมฆะ จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปนั้นมีค่อนข้างน้อย เช่นเดียวกับ InnovestX ที่มองโอกาส ‘โมฆะ’ แทบเป็นศูนย์ แต่ยังห่วง ‘สุญญากาศ’ ช่วงตั้งรัฐบาลฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีแรก

 

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนในแง่มุมต่างๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจจะหายไป ทำให้กระบวนงบประมาณสะดุด อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

อย่างไรก็ตาม บุรินทร์ประเมินว่า โอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปนั้นมีค่อนข้างน้อย และไม่ได้ถูกนำมาประเมินเป็นกรณีฐาน (Base Case) ในประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยสังเกตได้จากปฏิกิริยาของตลาดหุ้นที่ยังไม่ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นนี้

 

กระนั้น บุรินทร์ยังกล่าวต่อว่า แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะหายไปทันที เนื่องจากเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเปลี่ยนแผน ย้ายฐานการผลิตหรือเม็ดเงินลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน

 

นอกจากนี้ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ การลงทุนของภาครัฐและการเบิกจ่ายงบประมาณจะต้องถูกเลื่อนออกไปตามกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะยิ่งทำให้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแย่ลง

 

บุรินทร์กล่าวต่อว่า หากเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็พร้อมปรับเปลี่ยนประมาณการเศรษฐกิจ แต่เบื้องต้น คาดว่า หากการเลือกเป็นโมฆะก็จะไม่ถึงขั้นทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ (GDP) ติดลบ แต่มีความเสี่ยงสูงที่การเติบโตของ GDP ในบางไตรมาสจะหดตัวจนติดลบได้

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า GDP ปีนี้ 2569 จะขยายตัว 1.9% (ขึ้นจาก 1.6% ที่คาดการณ์เมื่อธันวาคม) โดยภายใต้ประมาณการนี้ KResearch คาดว่า กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีแนวโน้มเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนให้งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มบังคับใช้ได้ทันภายในไตรมาสที่ 4 ตามที่ประเมินไว้

 

สำหรับผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ บุรินทร์มองว่า หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือการเจรจาการค้าระดับประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ จะดำเนินการต่อไม่ได้ เนื่องจากประเทศจะตกอยู่ในสภาวะที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่มีอำนาจเต็มในการเจรจาหรือเซ็นอนุมัติ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่

 

InnovestX มองโอกาส ‘โมฆะ’ แทบเป็นศูนย์ ปรับเป้า GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 1.7%

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ทีมวิจัยเศรษฐกิจและฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด (InnovestX) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า โอกาสที่ศาลฯ จะตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก หรือมองว่ามีโอกาสแทบจะเป็นศูนย์

 

ดร.ปิยศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยม ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในรอบ 20-30 ปี โดยเฉพาะตัวเลขจำนวน สส. ที่ได้ถึง 193 ที่นั่ง ทำให้เสถียรภาพในสภาฯ มีความมั่นคงสูงมาก และเอื้อต่อการผลักดันนโยบายต่างๆ

 

ทั้งนี้จากความชัดเจนทางการเมือง InnovestX ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ขึ้นจากเดิม 1.4% เป็น 1.7% โดยปัจจัยหลักมาจากการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีขึ้นนัก

 

ดร.ปิยศักดิ์ ยังชี้ว่า หากรัฐบาลใหม่สามารถผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นรูปธรรม อาจเป็น Upside ที่ช่วยดัน GDP จาก 1.7% เพิ่มอีก 0.5% ให้โตได้ถึงระดับ 2.0% ต้นๆ ได้ด้วย

 

จับตา ‘สุญญากาศ’ ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำกว่า 1%

 

แม้ภาพรวมทั้งปีจะดูดีขึ้น แต่ไส้ในของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกปีนี้ น่ากังวลอย่างมาก โดย ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า ไตรมาส 1/2569 GDP อาจโตเพียง 1% กว่าๆ และไตรมาส 2 อาจแผ่วลงเหลือ 0% กว่าๆ ส่งผลให้ GDP ครึ่งแรกปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่า 1% ซึ่งเกิดจากปัจจัยลบ 3 ประการ ดังนี้

 

  • ภาวะเกียร์ว่างของรัฐบาลรักษาการ ในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลปัจจุบันมีสถานะรักษาการโดยพฤตินัย ทำให้ไม่สามารถอนุมัติโครงการใหญ่หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ เกิดภาวะชะงักงันในการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐ
  • หมดรอบมาตรการ EV ความคึกคักของการบริโภคในไตรมาส 4 ปีก่อน เป็นผลจากมาตรการ EV 3.0 ที่กำลังจะหมดอายุ ทำให้เกิดการเร่งซื้อ (One-time off) ไปแล้ว ดีมานด์รถยนต์ในช่วงต้นปีนี้จึงหายไป ส่งผลกระทบต่อตัวเลขการบริโภค
  • ภาพลวงตาการส่งออก (Transshipment) แม้ตัวเลขการส่งออกดูเหมือนจะฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อดูไส้ในพบว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาเพื่อส่งออกต่อ (Transshipment) แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มการผลิตในประเทศ โดยเห็นได้จากตัวเลขนำเข้าจากจีนและไต้หวันที่สูงพอๆ กับยอดส่งออก

 

อย่างไรก็ดีคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังปีนี้มีโอกาสจะฟื้นกลับมาขยายตัวในระดับประมาณ 2% ส่งผลให้ทั้งปี 2569 GDP ของไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 1.7%

 

สำหรับความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ดร.ปิยศักดิ์ มองไปที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้าออกไปประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งแม้จะไม่รุนแรงเท่าปีก่อนๆ แต่ก็จะกระทบต่อเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4/2569 ประมาณ 0.1-0.2%

 

ทั้งนี้ประมาณการเศรษฐกิจรายไตรมาส ปี 2569 จากการประเมินของ InnovestX คาดการณ์ทิศทาง GDP รายไตรมาส ดังนี้

 

  • ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1.7% ชะลอตัวจากฐานสูงและการเร่งใช้จ่ายปีก่อน
  • ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 0.9% จุดต่ำสุดจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง
  • ไตรมาส 3/2569 ขยายตัว 1.9% เริ่มฟื้นตัวหลังมีรัฐบาลใหม่
  • ไตรมาส 4/2569 ขยายตัว 2.2% เร่งตัวขึ้น แต่อาจสะดุดเล็กน้อยหากงบประมาณล่าช้า

 

ดร.ปิยศักดิ์ สรุปว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีความหวังอยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการเร่งเครื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นกุญแจสำคัญ

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์เร่งเจรจา FTA แคนาดา ปิดดีลปีนี้ หวังเชื่อมการค้าอเมริกาเหนือ ลดอุปสรรคภาษีและไม่ใช่ภาษี https://thestandard.co/commerce-fta-canada-north-america/ Fri, 20 Feb 2026 09:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1180424 ภาพประกอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและแคนาดา

‘พาณิชย์’ เร่งเดินหน้าเจรจา FTA ‘อาเซียน-แคนาดา’ เผยคืบ […]

The post พาณิชย์เร่งเจรจา FTA แคนาดา ปิดดีลปีนี้ หวังเชื่อมการค้าอเมริกาเหนือ ลดอุปสรรคภาษีและไม่ใช่ภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและแคนาดา

‘พาณิชย์’ เร่งเดินหน้าเจรจา FTA ‘อาเซียน-แคนาดา’ เผยคืบหน้ากว่า 50% ตั้งเป้าสรุปผลภายในปี 2569 รวมถึงไทย-แคนาดา ‘ศุภจี’ ชี้หากไทยสามารถเจรจากับแคนาดาได้สำเร็จจะเป็น FTA แรกที่ไทยทำกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี เปิดประตูการค้าภูมิภาค พร้อมเตรียมเปิดเที่ยวบินตรง “แวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ” หนุนส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

 

โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แคนาดาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA TNC) รอบที่ 17 ระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง ACAFTA ให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 ตามที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดาได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองภูมิภาค โดยเฉพาะด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ท่ามกลาง การค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนและความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมุ่งเน้นการติดตามและประเมินความคืบหน้า การเจรจาของคณะทำงานภายใต้ ACAFTA ตามแผนงานการเจรจาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันการเจรจามีความคืบหน้ามากกว่า 50% ของการเจรจาทั้งหมด โดยได้ข้อสรุปแล้ว 10 บท

 

แม้ว่าการเจรจา ACAFTA จะมีความคืบหน้าที่ดี แต่ยังคงมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างในหลายประเด็น อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิคและกระบวนการตรวจสอบและรับรอง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุน และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

โดยเชื่อว่าการเจรจาในรอบที่เหลืออยู่ในเดือนเมษายนและกรกฎาคม 2569 จะมีความเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากทั้งอาเซียนและแคนาดาจะต้อง พยายามเร่งรัดเพื่อให้ได้ข้อสรุปตามเป้าหมายที่กำหนด

 

อย่างไรก็ตาม ไทยให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะเป็น FTA แรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ

 

ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 อยู่ที่ 21.44% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ได้พบหารือ มานินเดอร์ ซิดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและแคนาดา

 

ความสัมพันธ์ ไทย-แคนาดามีพลวัตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ไทยพร้อมร่วมมือกับแคนาดาในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกันทั้งในระดับภูมิภาค คือ อาเซียน-แคนาดา และระดับทวิภาคี คือ ไทย-แคนาดา โดยอยากให้การเจรจาแล้วเสร็จภายในปีนี้หากเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มสูงขึ้น

 

“หากไทยสามารถเจรจากับแคนาดาได้สำเร็จจะเป็น FTA แรกที่ไทยทำกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี และยังช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน ส่งเสริมการเป็นประตูการค้าระหว่างภูมิภาคซึ่งกันและกันอีกด้วย”

 

ศุภจี กล่าวว่า นอกจากแคนาดาจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค จึงได้มีการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างแวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงที่จะทำให้การเดินทางระหว่างกันสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ แคนาดายังสนใจที่จะขยายการค้ากับไทย โดยเฉพาะในเรื่องสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ด้วย ซึ่งไทยเองก็พร้อมที่จะส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารให้กับแคนาดา อาทิ ข้าว ไก่ปรุงสุก อาหารสัตว์เลี้ยง ซอส และอาหารทะเลแปรรูป

 

แคนาดายังให้ความสนใจเรื่องความร่วมมือภายใต้กรอบ ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานและการเชื่อมโยง เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน จะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainability) อีกด้วย

The post พาณิชย์เร่งเจรจา FTA แคนาดา ปิดดีลปีนี้ หวังเชื่อมการค้าอเมริกาเหนือ ลดอุปสรรคภาษีและไม่ใช่ภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิตจับมือเอกชน 18 แห่งเ ชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน ยกระดับการจัดเก็บภาษี รองรับ Carbon Tax https://thestandard.co/excise-oil-data-tax-carbon/ Fri, 20 Feb 2026 09:36:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1180420 ภาพตัวแทนกรมสรรพสามิตและผู้ประกอบการเอกชน 18 แห่ง ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน

กรมสรรพสามิตจับมือเอกชนเชื่อมโยงข้อมูลอุตสาหกรรมน้ำมัน […]

The post สรรพสามิตจับมือเอกชน 18 แห่งเ ชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน ยกระดับการจัดเก็บภาษี รองรับ Carbon Tax appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนกรมสรรพสามิตและผู้ประกอบการเอกชน 18 แห่ง ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน

กรมสรรพสามิตจับมือเอกชนเชื่อมโยงข้อมูลอุตสาหกรรมน้ำมัน 18 แห่ง ยกระดับการจัดเก็บภาษีสู่ดิจิทัล เริ่มทดลองระบบ 20 มีนาคมนี้ ก่อนใช้จริงกลางปี เพื่อเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงรองรับ Carbon Tax

 

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมสรรพสามิต ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันรวม 18 บริษัท เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้า-จ่ายออกจากโรงอุตสาหกรรม

 

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับฐานการจัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปดิจิทัล เอื้อต่อการจัดเก็บภาษีที่แม่นยำ ตลอดจนช่วยให้กรมสรรพสามิตสามารถตรวจสอบและคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน และลดภาระของภาคเอกชน

 

“ที่ผ่านมา มีสินค้าสำเร็จรูปบางรายการที่นำสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาผลิตต่อ ทำให้การจัดเก็บภาษีมีความซ้ำซ้อน ซึ่งหากข้อมูลมีความแม่นยำ ก็จะสามารถคำนวณการคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ในระยะต่อไป เมื่อกรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษี ณ โรงอุตสาหกรรมปลายทางได้ กรมสรรพสามิตอาจไม่ต้องคืนเงินภาษีเลยก็ได้ เพราะระบบจะคำนวณหักลบให้เลย” พรชัยกล่าว

 

นอกจากนี้ พรชัยระบุอีกด้วยว่า ฐานข้อมูลที่จัดเก็บได้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับการกำหนดสัดส่วนราคาคาร์บอนต่อหน่วย หรือ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ได้อีกด้วย เพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

 

ทั้งนี้ พรชัยระบุว่า จะเริ่มทดลองเชื่อมระบบข้อมูลในวันที่ 20 มีนาคม และคาดว่าระบบจะเปิดใช้ได้จริงในช่วงกลางปีนี้

 

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ครอบคลุมกลุ่มบริษัทน้ำมัน 13 บริษัท ผู้ให้บริการขนส่งน้ำมัน 4 บริษัท และผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน 1 บริษัท รวมทั้งสิ้น 18 บริษัท

 

1. บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

 

2. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

3. บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน)

 

4. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 

5. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)

 

6. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

 

7. บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด

 

8. บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)

 

9. บริษัท ไซโนเปค ซัสโก้ จำกัด

 

10. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

11. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

 

12. บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด

 

13. บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

 

14. บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด

 

15. บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด

 

16. บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

 

17. บริษัท บาส์ฟขนส่งทางท่อ จำกัด

 

18. บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

The post สรรพสามิตจับมือเอกชน 18 แห่งเ ชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน ยกระดับการจัดเก็บภาษี รองรับ Carbon Tax appeared first on THE STANDARD.

]]>
ILO เผยอัตราว่างงานเยาวชนเพิ่มแตะ 12.4% ในปี 2025 มีวัยรุ่นทั่วโลก 1 ใน 5 ‘ไร้เรียน-ไร้งาน-ไร้การอบรม’ ห่วงเสียโอกาสพัฒนาทักษะอนาคต https://thestandard.co/ilo-youth-unemployment-2025-neet/ Thu, 19 Feb 2026 13:32:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1180161 ภาพประกอบกราฟแสดงอัตราว่างงานเยาวชนทั่วโลก และเยาวชนที่ไร้งาน-ไร้เรียน-ไร้การอบรม (NEET)

ILO เผยอัตราว่างงานเยาวชนทั่วโลกเพิ่มแตะ 12.4% นับเป็นอ […]

The post ILO เผยอัตราว่างงานเยาวชนเพิ่มแตะ 12.4% ในปี 2025 มีวัยรุ่นทั่วโลก 1 ใน 5 ‘ไร้เรียน-ไร้งาน-ไร้การอบรม’ ห่วงเสียโอกาสพัฒนาทักษะอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกราฟแสดงอัตราว่างงานเยาวชนทั่วโลก และเยาวชนที่ไร้งาน-ไร้เรียน-ไร้การอบรม (NEET)

ILO เผยอัตราว่างงานเยาวชนทั่วโลกเพิ่มแตะ 12.4% นับเป็นอัตราสูงกว่าอัตราว่างงานทั่วโลกเฉลี่ยที่ 4.9% กว่า 2 เท่าตัว นอกจากนี้ ยังมีเยาวชน 20% หรือกว่า 257 ล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในสถานะ ‘ไร้งาน-ไร้เรียน-ไร้การอบรม’ (NEET) สะท้อนเยาวชน 1 ใน 5 ของโลกกำลังสูญเสียโอกาสพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต โดยหลักฐานเบื้องต้นยังชี้ว่า การมาถึงของ AI ทำให้ ‘บัณฑิตจบใหม่’ เสี่ยงถูกแย่งงานมากกว่าแรงงานทักษะต่ำ

 

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เปิดเผยรายงาน ‘แนวโน้มการจ้างงานและสังคม’ (Employment and Social Trends) ประจำปี 2026 โดยระบุว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนทั่วโลก (Youth Unemployment Rate) ที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 24 ปี ขยับขึ้นเล็กน้อยแตะ 12.4% ในปี 2025 จาก 12.3% ในปี 2024 สะท้อนว่า แรงงานหนุ่มสาวยังคงเผชิญความยากลำบากในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

 

ขณะที่สัดส่วนของเยาวชนที่มีสถานะไม่อยู่ในระบบการจ้างงาน การศึกษา หรือการฝึกอบรม (Not in Employment, Education or Training: NEET) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 20.0% จาก 19.9% ของจำนวนประชากรเยาวชนทั้งหมดในช่วงอายุเดียวกัน โดยตัวเลขดังกล่าวหมายความว่ามีเยาวชนว่างงานจำนวน 67.3 ล้านคน และมีเยาวชนรวมทั้งสิ้น 257 ล้านคนที่สูญเสียโอกาสในการตักตวงความรู้และประสบการณ์อันมีค่าเพื่ออนาคตในตลาดแรงงาน

 

แนวโน้มดังกล่าวกลับมาแย่ลง เนื่องจาก สัดส่วนเยาวชนกลุ่ม NEET เคยลดลงจนถึงจุดต่ำสุดที่ 19.7% ในปี 2023 ก่อนจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเล็กน้อยไปจนถึงปี 2027 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

 

“ภาวะนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากเยาวชน 257 ล้านคนที่มีสถานะ NEET พลาดโอกาสในการได้รับการศึกษา ทักษะ และประสบการณ์ที่มีคุณค่าเพื่อปรับปรุงโอกาสในตลาดแรงงานในอนาคต สถานการณ์นี้เป็นปัญหาอย่างยิ่งในประเทศรายได้ต่ำ ซึ่งอัตรา NEET สูงกว่าในประเทศรายได้สูงถึง 17 Percentage Point” ILO ระบุ

 

ทั้งนี้ อัตรา NEET ต่ำสุดในกลุ่มประเทศรายได้สูง และสูงในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ โดยอยู่ที่ 10.9% และ 27.9% ตามลำดับในปี 2025

 

อัตราการว่างงานของเยาวชน (Youth Unemployment Rate) คือสัดส่วนของบุคคลในช่วงอายุ 15–24 ปีที่ไม่มีงานทำ แต่พร้อมที่จะทำงานและกำลังหางานทำ เมื่อเทียบกับกำลังแรงงานรวมในกลุ่มอายุดังกล่าว

 

ภัยเงียบ AI เตือน ‘บัณฑิตจบใหม่’ เสี่ยงถูกแย่งงานมากกว่าแรงงานทักษะต่ำ

 

แม้การศึกษาระดับสูงอาจจะให้โอกาสการได้งานที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่อัตราการว่างงานของเยาวชนที่ต่ำลงเสมอไป โดยคนหนุ่มสาวที่มีปริญญาขั้นสูงในประเทศรายได้สูงมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่มีการศึกษาน้อยกว่า

 

อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้ไม่เป็นจริงในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง แม้ว่าเยาวชนหญิงโดยเฉลี่ยจะมีอัตราการว่างงานต่ำกว่าเยาวชนหนุ่ม แต่อัตราการว่างงานของเยาวชนหญิงกลับสูงกว่าในกลุ่มประเทศ

 

มีความกังวลเกิดขึ้นเร็วๆ นี้เกี่ยวกับผลกระทบของการนำ AI มาใช้ต่อตลาดแรงงานเยาวชน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังหางานแรก (first jobber) ในอาชีพทักษะสูง

 

โดยหลักฐานเบื้องต้นในประเทศรายได้สูงชี้ว่า เยาวชนที่มีการศึกษาสูงที่เข้าสู่ตลาดแรงงานอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นเนื่องจากการใช้ AI แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่อายุน้อย (อายุ 15 ถึง 24 ปี) ที่มีการศึกษาระดับสูงเผชิญความเสี่ยงจากการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่าคู่เทียบที่มีการศึกษาน้อยกว่า

 

“อย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบเต็มรูปแบบของ AI ต่อการจ้างงานเยาวชนยังไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด” ILO ระบุ

 

อัตราว่างงานทั่วโลกทรงตัว แม้การจ้างงานอ่อนแอ เหตุประชากรโลกลดต่อเนื่อง

 

ในรายงาน ILO ยังคาดการณ์ว่า อัตราการว่างงานทั่วโลกจะอยู่ที่ 4.9% ในปี 2026 ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2025 และ 2024 หมายความว่า จำนวนคนตกงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเกือบแตะ 186 ล้านคนในปี 2026 โดย ILO ยังคาดว่า อัตราว่างงานทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงนี้ไปจนถึงปี 2027

 

โดยในปี 2026 ภาวะเงินเฟ้อที่ลดลง นโยบายการคลังและการเงินที่เอื้ออำนวย และการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) คาดว่าช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจและการจ้างงาน

 

อย่างไรก็ตาม คงมีความเสี่ยงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และความปั่นป่วนที่ขับเคลื่อนโดย AI โดยหากความเสี่ยงเหล่านี้เกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของการจ้างงาน รวมไปถึงมิติต่างๆ ของคุณภาพงาน เช่น แรงงานนอกระบบ ความยากจนของคนทำงาน และค่าจ้างที่แท้จริง

 

นอกจากนี้ ในรายงานยังระบุว่า การเติบโตของกำลังแรงงานที่ช้าลงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ช่วยทำให้อัตราการว่างงานทรงตัวแม้การเติบโตของการจ้างงานจะอ่อนแอ

 

โดยอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานโลกคาดว่า จะลดลงประมาณ 0.2% ในแต่ละปี จนถึงระดับ 60.5% ในปี 2027 โดยแนวโน้มขาลงเชิงโครงสร้างนี้ ส่วนหนึ่งขับเคลื่อนโดยจำนวนผู้เกษียณอายุที่เพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

 

การเติบโตของค่าจ้างที่แท้จริง (Real Wage) ที่หักลบกับเงินเฟ้อแล้ว ของแรงงานทั่วโลกยังคงไม่เพียงพอที่จะชดเชยการสูญเสียรายได้ที่แท้จริงที่เกิดจากภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงในปี 2022 ถึง 2024 ได้

 

‘แรงงานนอกระบบ’ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดถึง 2.1 พันล้านคนภายในปี 2026

 

อัตราการเป็นแรงงานนอกระบบ (Rate of Informality) ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.3% ระหว่างปี 2015 ถึง 2025 หลังจากที่เคยลดลงในทศวรรษก่อนหน้า ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มักขาดความคุ้มครองทางสังคม สิทธิต่างๆ ความปลอดภัยในการทำงาน และความมั่นคงในงาน

 

โดยการเพิ่มของแรงงานนอกระบบ ส่วนใหญ่มาจากในประเทศที่มีอัตราแรงงานนอกระบบสูง โดยเฉพาะในแอฟริกาและเอเชียใต้ สะท้อนว่า ความพยายามในการลดความเป็นนอกระบบในเศรษฐกิจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดย ILO ยังคาดว่า ภายในปี 2026 จะมีแรงงานนอกระบบถึง 2.1 พันล้านคนทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ทำงานของตนเองหรือผู้ทำธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็กที่รับความเสี่ยงเอง และได้รับรายได้จากผลผลิตหรือบริการของตน (own-account work) ซึ่งในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมักได้รับค่าตอบแทนต่ำและทำไปเพราะความจำเป็น ได้เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ระหว่างปี 2015 ถึง 2025

 

ภาพ: WorldStockStudio / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ILO เผยอัตราว่างงานเยาวชนเพิ่มแตะ 12.4% ในปี 2025 มีวัยรุ่นทั่วโลก 1 ใน 5 ‘ไร้เรียน-ไร้งาน-ไร้การอบรม’ ห่วงเสียโอกาสพัฒนาทักษะอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ไม่เกิน ก.ค. ยันไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่งอาเซียน https://thestandard.co/suphajee-us-tax-deal/ Thu, 19 Feb 2026 11:32:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1180116 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

‘ศุภจี’ เผยไทยเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯต่อเนื่อง ตั้งเ […]

The post ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ไม่เกิน ก.ค. ยันไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่งอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

‘ศุภจี’ เผยไทยเดินหน้าเจรจาภาษีกับสหรัฐฯต่อเนื่อง ตั้งเป้าปิดดีลภายใน ก.ค. 2569 เปิดทางยื่นข้อเสนอยกเว้น RT ใต้ Annex 3 ก่อนสรุปผล ย้ำไทยไม่เสียเปรียบเพื่อนบ้านอาเซียน

 

วันที่ 19 ก.พ. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า ในวันนี้ (19 ก.พ.) สหรัฐฯ และอินโดนีเซียจะลงนามเรื่องภาษีตอบโต้ระหว่างกัน ซึ่งในส่วนของประเทศไทย ยังเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุปในแต่ละประเด็นร่วมกัน ซึ่งยังมีหลายประเด็นที่ยังมีความต้องการ ความคาดหวังที่ต่างกันของทั้งสองฝ่าย และบางประเด็นจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบในระดับนโยบาย

 

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการหารือในระดับอธิบดี โดยทางสหรัฐฯ แสดงความยินดีที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งได้เป็นที่เรียบร้อย และคาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่น่าจะเสร็จสิ้นตามกำหนด

 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับ กรอบระยะเวลาของการเจรจาและการจัดทำความตกลง ซึ่งสัมพันธ์กับสถานะการจัดตั้งรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายคาดหวังให้การเจรจาสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้โดยเร็ว

 

โดยฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ขัดข้องหากฝ่ายไทยจะยื่นข้อเสนอรายการสินค้าที่จะได้รับการยกเว้นมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs :RT) ภายใต้ รายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากรเป็น 0 (ภาษีภายใต้ Annex 3 (ภาคผนวก III) หรือข้อเสนออื่น มาก่อนการสรุปผลเจรจา

 

ทั้งนี้ ผลการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการเจรจาเป็นสำคัญ ส่วนเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ หากพิจารณาจากสถานะด้านภาษี RT ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะเท่าเทียมกับประเทศในอาเซียน

 

“การได้เปรียบเรื่องการยกเว้นภาษีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีศุลกากรเป็น 0 ภายใต้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯภาษีภายใต้ Annex 3 สหรัฐฯ มีการกำหนดเงื่อนไขแตกต่างกันไปบ้าง แล้วแต่การเจรจา”

 

โดยรวมจะยังไม่เกิดสิทธิ์ทันที เช่น มาเลเซีย จะเกิดสิทธิ์หลังจาก 60 วันของการดำเนินการให้ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ตาม กฎหมาย ภายในของมาเลเซีย และมีหนังสือแจ้งสหรัฐฯ (notification letter) ซึ่งในชั้นนี้ ยังเท่ากับว่า สินค้าส่งออกใน Annex3 ยังต้องเสียภาษี RT ตามปกติ

 

“สำหรับเรื่องไทม์ไลน์ ประเทศไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ วางแผนที่จะเร่งผลักดันให้สามารถสรุปผลเจรจาที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม” ศุภจีกล่าว

The post ‘ศุภจี’ วางไทม์ไลน์ปิดดีลภาษีสหรัฐฯ ไม่เกิน ก.ค. ยันไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่งอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก https://thestandard.co/china-capital-global-strategy/ Thu, 19 Feb 2026 10:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1180087 ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื […]

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟังคำแนะนำของ ศ.เหอฟาน นักวิชาการชื่อดังจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยช่างไห่เจียวทง ต่อผู้ประกอบการจีนในการบุกตลาดโลก ทำให้เข้าใจทิศทางการปรับตัวของคลื่นทุนจีนมากขึ้น

 

ตอนนี้คำที่แพร่หลายในวงการธุรกิจจีนคือ “ชูไห่” ซึ่งแปลว่าออกทะเล มักแปลภาษาอังกฤษว่า Go Global ซึ่งความหมายต่างจากการออกมาของจีนก่อนหน้าที่เดิมมักโฟกัสที่ตลาดตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป แต่ตอนนี้ยุทธศาสตร์การบุกต่างประเทศของบริษัทจีนคือการบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ การออกไปตั้งโรงงานและขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกา

 

เหตุผลดูเรียบง่าย ถ้าบริษัทจีนขายเข้าตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะภาษีสูง งั้นก็ไปผลิตที่ต่างประเทศเสียเลย แต่โลกความจริงมักซับซ้อนกว่าที่คิด สิ่งที่จีนกำลังเผชิญคือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็เริ่มมีกระแสต่อต้านสินค้าจีนและทุนจีน ไม่ต่างจากกระแสต่อต้านจีนในโลกตะวันตก เพราะความได้เปรียบเรื่องต้นทุนและสเกลของบริษัทจีน ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นแข่งขันไม่ได้

 

จึงไม่ใช่เพียงแค่สหรัฐฯ แต่ทั้งโลกกำลังตั้งกำแพงต่อสินค้า Made in China และ Made by China ตัวอย่างเช่นในเดือนธันวาคม รัฐสภาเม็กซิโกผ่านกฎหมายเตรียมเก็บภาษีสินค้าเอเชียหลายประเภท 5–50% ครอบคลุมรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ พลาสติก และเหล็ก โดยหลายรายการตั้งภาษีไว้สูงถึง 35%

 

ความท้าทายของจีนจึงไม่ใช่เพียงว่าจีนจะมีปัญหาทางการค้ากับประเทศตะวันตกเท่านั้น แต่จีนจะมีความขัดแย้งกับ “ประเทศกำลังพัฒนา” มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากข้อมูล WTO ชี้ชัดว่า การสอบสวน Anti-dumping และ Anti-subsidy ต่อสินค้าจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 50 คดี แต่พอมาในปี 2024 เพิ่มเป็น 198 คดี ในนั้น 117 คดีมาจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย บราซิล เม็กซิโก เวียดนาม และปากีสถาน

 

ท่ามกลางบริบทเหล่านี้ ศ.เหอฟาน ได้อธิบายแนวทางการปรับตัวของบริษัทจีน เริ่มจากกลยุทธ์การส่งออกสินค้าไปตลาดโลกนั้น จีนต้องปรับตัวมาเน้นการส่งออกสินค้าส่วนกลางของซัพพลายเชน กล่าวคือเน้นส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วน มากกว่าจะส่งออกสินค้าตอนปลายของซัพพลายเชนที่ประกอบและบรรจุภัณฑ์เป็นสินค้าสำเร็จแล้ว

 

ส่วนการไปลงทุนในต่างประเทศยิ่งน่าสนใจ เพราะ ศ.เหอฟาน เสนอกลยุทธ์ใหม่ให้กับบริษัทจีน เป็นสามขั้น

 

ขั้นแรก เน้นการเข้าพาร์ทเนอร์กับธุรกิจท้องถิ่น โดยยอมเป็นหุ้นส่วนน้อย (เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์เรื่อง Transshipment และการกีดกันของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ต่อ Made by China ด้วย)

 

ขั้นสอง คือ หลังจากที่พาร์ทเนอร์กัน ก็ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีของบริษัทท้องถิ่น รวมทั้งช่วยบริษัทท้องถิ่นในการส่งออกและทำตลาดในสหรัฐฯ และยุโรป เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปก็ยังเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

ขั้นสาม คือ เมื่อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้เข้าแทนที่สินค้าจากจีนในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป สินค้าจากจีนเอง ก็สามารถส่งออกมาแทนที่สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ในตลาดท้องถิ่นแทน ทำให้เกิดการปรับซัพพลายเชนโลกครั้งใหญ่โดยบริษัทจีน

 

แนวคิดใหม่นี้ทำให้ผมเองต้องนั่งคิดอยู่สามตลบ เพราะแปลว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบขนานใหญ่ จากเดิมที่สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากจีน มากลายเป็น สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากที่อื่นยกเว้นจีน (แต่ด้วยการร่วมผลิตของบริษัทจีนที่จะแทรกซึมอยู่ทั่วโลก) ส่วนสินค้าจีนก็จะเข้าแทนที่สินค้าท้องถื่นในตลาดประเทศกำลังพัฒนาแทน

 

แนวคิดนี้ยังมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ต่อให้จีนยึดตลาดประเทศกำลังพัฒนาได้หมด ก็ยังทดแทนกำลังซื้อของตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ดี แถมจะถูกบีบออกจากตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยเพราะผู้เล่นในท้องถิ่นคงไม่มีใครยอมให้จีนกินเรียบ ดังนั้น แนวคิดก่อนหน้านี้ว่าจีนจะบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนาเพื่อทดแทนตลาดตะวันตกที่เสียไป จึงมีแต่จะเป็นทางตันสองชั้น คือถูกกระแสต่อต้านจากตลาดตะวันตก ลามมาสู่กระแสต่อต้านในตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

จีนจึงต้องหันมาใช้ตำราวิทยายุทธ์แทรกลมปราณ จาก “ขายของให้เขา” มาเป็น “ร่วมและช่วยเขาส่งออก” และแทนที่จะเข้าไป “แย่งตลาด” ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ต้องไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้วย บริษัทจีนที่ไปต่างประเทศ ต้องไม่ใช่เพื่อหาเงินจากตลาดนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยประเทศนั้น “หาเงินจากโลก” ร่วมกับจีนด้วย

 

หากทำได้อย่างนี้จริง ผลลัพธ์คือโมเดลสามฝ่ายชนะ (Triple Win) คือผู้บริโภคตะวันตกยังได้สินค้าราคาถูก ประเทศกำลังพัฒนาได้โอกาสส่งออก และบริษัทจีนได้จัดโครงสร้าง supply chain โลกใหม่

 

ตัวอย่างเคสจริงที่มักถูกยกมาคือ บริษัท Chery ของจีนที่ไปตั้งสายการผลิตในสเปน สิ่งที่ Chery ทำ ไม่เหมือนบริษัทจีนรุ่นก่อน โดย Chery ตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น ใช้แบรนด์ Ebro ของสเปน ผลิตสำหรับขายในยุโรป และ Chery ยอมถือหุ้นเพียง 40%

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนกระแสการเริ่มปรับตัวใหม่ของคลื่นทุนจีน แต่ทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศและความสามารถในการเจรจาการค้าและธุรกิจกับจีนอย่างมีชั้นเชิงด้วย หากเราเข้าใจภาพการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้นี้ ย่อมจะทำให้เราสามารถตั้งต้นในการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางธุรกิจกับจีนได้อย่างสมประโยชน์มากขึ้น เพราะการร่วมมือกันในโมเดลใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อบริษัทจีนเองมากกว่าด้วย และจะเป็นโมเดลใหม่ที่เปลี่ยนจากมองทุนจีนเป็น competition มาใช้จีนร่วม co-creation เพื่อยกระดับภาคการผลิตท้องถื่นและบุกตลาดโลกร่วมกัน

 

ภาพ Sabura via ShutterStock

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ https://thestandard.co/imf-china-overproduction-exports-warning/ Thu, 19 Feb 2026 08:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1180003 โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้า […]

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ แนะรัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ออกมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของจีนอย่างเผ็ดร้อนผ่านรายงาน Article IV Consultation ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจชุดปัจจุบันของจีนกำลังก่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองในประเทศ และสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่นๆ พร้อมแนะให้รัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ’

 

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงของจีน ซึ่ง ‘ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้า’ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของการส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจาก ‘การอ่อนค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหยวน’ เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ IMF ที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจของจีน ยังสอดคล้องกับข้อวิจารณ์ของสหรัฐฯ ในหลายรัฐบาล และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ รวมถึงคำเตือนเรื่องผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้าของจีน ยังมีทิศทางเดียวกันกับการประเมินเมื่อเดือนพฤศจิกายนของนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs อีกด้วย

 

ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีนในคณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ออกมาแย้งคำวิจารณ์ดังกล่าว ผ่านแถลงการณ์แยกอีกฉบับว่า การส่งออกของจีนที่เติบโตอย่างมากในปี 2025 ‘ถูกขับเคลื่อนจากขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมเป็นหลัก’ ควบคู่การเร่งส่งออก (front-loading) ซึ่งเป็นผลของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารของ IMF โดยรวมยังคงเรียกร้องให้จีนเปลี่ยนกรอบนโยบายครั้งใหญ่ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress: NPC) จะมีการประชุมประจำปี ซึ่งจะมีการประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจประจำปี 2026 ในงานประชุมดังกล่าว และยังเป็นคำเตือนท่ามกลางเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของจีนอีกด้วย

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF ระบุว่า การปรับโมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของจีน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมและนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ’ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งดำเนินมาตรการตอบสนองที่ ‘ครอบคลุมและเข้มข้นมากขึ้น โดยเพิ่มการสนับสนุนผ่านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

IMF ยังเสนอให้จีนใช้ ‘มาตรการแบบผ่อนคลายมากขึ้น’ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการคลัง โดยระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะฟื้นฟูมากขึ้น หากรัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณมาแก้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาค้างการก่อสร้างอยู่ได้

 

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะชะลอลงสู่ระดับ 4.5% ในปีนี้ หลังจากที่ขยายตัว 5% ในปี 2025 ตามเป้าหมายทางการของรัฐบาลจีน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่า จีนจะกำหนดเป้าหมายการเติบโตปี 2026 ในกรอบ 4.5-5%

 

IMF ชี้ ‘ความไม่สมดุล’

 

รายงานประจำปีของ IMF ใช้คำว่า ‘ความไม่สมดุลภายนอก (external imbalances)’ มากกว่า 10 ครั้ง เทียบกับรายงานฉบับปี 2024 ที่ไม่ได้กล่าวถึงคำดังกล่าวเลย โดย IMF ประเมินว่า จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 3.3% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าระดับ 1.5% ที่เคยคาดไว้ในรายงานปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีน ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ‘ดูเหมือนจะสูงเกินไป’

 

อย่างไรก็ดี จากการคำนวณของ Bloomberg โดยอิงตามข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่า จีนอาจเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 3.7% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากดุลการค้าที่เกินดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่า จีนอาจเกินดุลเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1% ของ GDP โลก ในอีกสามปี ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของประเทศใดก็ตามเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

 

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า การค้าที่เกินดุลจะค่อยๆ แคบลงในระยะกลาง สู่ระดับ 2.2% ของ GDP จีนในปี 2030 แม้ยังคงสูงกว่าระดับ ‘ปกติ’ ที่ประเมินไว้ราว 0.9% อย่างมีนัยสำคัญ

 

ไม่เพียงเท่านี้ IMF ยังชี้ว่า การอ่อนค่าของเงินหยวน เมื่อวัดในรูปอัตราแลกเปลี่ยนถ่วงน้ำหนักการค้าและปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว ส่งผลให้สินค้าจีนได้เปรียบด้านราคาบนเวทีโลก ขณะที่การนำเข้าซบเซาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง โดย IMF ประเมินว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานราว 16% ภายในกรอบประเมิน 12.1% ถึง 20.7%

 

นโยบายที่สูญเปล่า

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF เรียกร้องให้จีนเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน’ ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันว่า นโยบายค่าเงินของจีนมีความชัดเจนและสม่ำเสมออยู่แล้ว โดยอิงให้กลไกตลาดเป็นตัว ‘ชี้ขาด’

 

จีนยังไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าหน้าที่ IMF เกี่ยวกับขนาดและความสิ้นเปลืองของนโยบายอุตสาหกรรมเช่นกัน ซึ่ง IMF คำนวณว่า ต้นทุนทางการคลังของมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็นราว 4% ของ GDP ณ ปี 2023

 

ทั้งนี้ แม้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศทำได้ยาก แต่ IMF ชี้ว่า เงินอุดหนุนภาครัฐของสหภาพยุโรปในปี 2022 อยู่ที่ราว 1.5% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่ากว่าจีนครึ่งหนึ่ง

 

เจ้าหน้าที่ IMF ประเมินว่า การลดมาตรการอุตสาหกรรมที่ ‘ไม่จำเป็น’ ลงราว 2% ของ GDP ในระยะกลาง จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และลดภาระทางการคลัง

 

รายงานของ IMF ยังชี้ว่า เกือบหนึ่งในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้วมาจากการส่งออกสุทธิ ความพึ่งพาดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเรื่องกำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Overcapacity) ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการทางการค้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของจีน

 

IMF ยังแสดงความกังวลต่อการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับราคาในจีน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ โดยคำว่า ‘เงินฝืด’ หรือ ‘แรงกดดันเงินฝืด’ ปรากฏมากกว่า 60 ครั้งในรายงาน

 

“หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า แรงกดดันเงินฝืดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะจากการปรับฐานอย่างต่อเนื่องของภาคอสังหาริมทรัพย์” IMF ระบุพร้อมย้ำว่า ภาระหนี้จำนวนมากของรัฐบาลท้องถิ่นยังจำกัดความสามารถในการกระตุ้นอุปสงค์เพิ่มเติมอีกด้วย

 

IMF ประเมินว่า หนี้ภาครัฐของจีนจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2025 จนแตะเกือบ 127% ของ GDP หรือเพิ่มขึ้นราว 10 จุดร้อยละจากปี 2024 และมีแนวโน้มขยับขึ้นมากกว่า 135% ในปีนี้ ก่อนจะปรับเพิ่มต่อเนื่องไปจนถึงปี 2034

 

อ้างอิง:

 

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลัง 8 ปี ปิดตำนานคดีมหากาพย์เหมืองทองอัครา ‘คิงส์เกต’ ถอนฟ้องอนุญาโตตุลาการ ยุติข้อพิพาทรัฐบาลไทย https://thestandard.co/kingsgate-withdraws-akara-mine-dispute/ Thu, 19 Feb 2026 06:55:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1179976 ภาพการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ระหว่างบริษัท คิงส์เกต และรัฐบาลไทย

จากคำสั่งตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมือง สู่เวทีอนุญาโตตุลากา […]

The post เบื้องหลัง 8 ปี ปิดตำนานคดีมหากาพย์เหมืองทองอัครา ‘คิงส์เกต’ ถอนฟ้องอนุญาโตตุลาการ ยุติข้อพิพาทรัฐบาลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ระหว่างบริษัท คิงส์เกต และรัฐบาลไทย

จากคำสั่งตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมือง สู่เวทีอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ข้อพิพาทที่เคยเรียกค่าเสียหายหลายหมื่นล้านบาท เดินมาถึงข้อยุติ

 

ตลอดเส้นทาง 8 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นกับคดีประวัติศาสตร์ที่คนไทยทั้งประเทศจับตา เมื่อ ‘คิงส์เกต’ ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ปิดฉากข้อพิพาทระหว่างบริษัทต่างชาติและประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ โดยไทยไม่ต้องชดเชยแม้แต่บาทเดียว

 

ภาพการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ระหว่างบริษัท คิงส์เกต และรัฐบาลไทย 1

 

ล่าสุด ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งถือเป็น ‘ข่าวดี’ เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ

 

“คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมด ต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่ง ยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใดๆ”

 

ด้านณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ กล่าวว่า คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิดเพื่อแสดงจุดยืนของไทย

 

“เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด”

 

ภาพการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ระหว่างบริษัท คิงส์เกต และรัฐบาลไทย 2

 

ขณะที่ อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวว่า ข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐ ได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

‘อัครา’ ขานรับยุติข้อพิพาท ‘TAFTA’

 

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด (คิงส์เกต) ผู้ถือหุ้นของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ อัครา) และรัฐบาลไทย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการยุติ กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่มีมาตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า การยุติข้อพิพาทอย่างสันติ เป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

 

ภาพการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ระหว่างบริษัท คิงส์เกต และรัฐบาลไทย 3

 

หนุนไทย ‘ฮับการค้าทองคำและเงินอาเซียน’

 

รอส สมิธ-เคิร์ก ประธานคณะกรรมการบริหาร และ เจมี่ กิ๊บสัน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้ง เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้เข้าพบ สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

เพื่อรับทราบถึงการยุติข้อพิพาท TAFTA พร้อมร่วมผลักดันให้ ‘ไทยเป็นศูนย์กลาง การค้าทองคำและเงินในภูมิภาคอาเซียน’

 

โดยระบุว่า นับตั้งแต่การกลับมาดำเนินงานของ ‘เหมืองทองคำชาตรี’ ในเดือนมีนาคม 2566 คิงส์เกตได้ลงทุนในไทยต่อเนื่อง ทั้งการยกเครื่องปรับปรุงอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานภายในเหมือง การสำรวจแหล่งแร่เพิ่มเติม การสรรหาและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง และบริษัทฯ ได้ชำระ ‘ค่าภาคหลวงแร่’ ไปแล้วรวมกว่า 2,000 ล้านบาท

 

อีกทั้งยังได้สมทบเงินเข้ากองทุนตามนโยบาย และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรแร่มากกว่า 450 ล้านบาท สนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ผ่านการจ้างงานทั้งทางตรงและผ่านผู้รับเหมาท้องถิ่น ซึ่งได้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนปีละหลายพันล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

 

โดยเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า บริษัทฯ ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง และหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด

 

ภาพการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ระหว่างบริษัท คิงส์เกต และรัฐบาลไทย 4

 

ย้อนรอยคดีมหากาพย์ 8 ปี

 

สำหรับ มหากาพย์ 8 ปี ‘เหมืองทองคำอัครา’ ถือเป็นคดีที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากคดีหนึ่ง เนื่องจากเป็นคดีที่บริษัทต่างชาติ ‘ฟ้องราชอาณาจักรไทย’

 

ในขณะนั้น เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลไทย ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัท สัญชาติออสเตรเลีย บริษัทแม่ของ อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)

 

โดยได้รับใบอนุญาตประทานบัตร เพื่อทำเหมืองแร่ทองคำใน จ.พิจิตร พื้นที่รวม 3,900 ไร่ ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ ในปี 2544 โดยแบ่งเป็นเหมืองชาตรีใต้ ประทานบัตรหมดอายุปี 2563 และใบประทานบัตรเหมือง ‘ชาตรีเหนือ’ หมดอายุปี 2571

 

กระทั่งเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2559 รัฐบาลทหาร คสช. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปิดกิจการเหมืองแร่ทองคำของทางบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน)

 

ด้วยเหตุผลว่าทางเหมืองอัคราสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบต่างๆ หลายด้าน จึงสั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำ ผ่านการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557

 

คดีนี้ได้นำไปสู่การอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

 

ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 บริษัท คิงส์เกตฯ ได้ตัดสินใจยื่นอนุญาโตตุลาการ กรณีการละเมิดข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) ซึ่งอ้างว่า ‘ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช.’

 

ในปีนั้น ‘คิงส์เกต’ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยชดใช้ค่าเสียหายให้เป็นเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมรายละเอียดอื่นๆ อาทิ ดอกเบี้ยและมูลค่าทางธุรกิจ

 

อ้างอิง:

  • THAC
  • กระทรวงอุตสาหกรรม

The post เบื้องหลัง 8 ปี ปิดตำนานคดีมหากาพย์เหมืองทองอัครา ‘คิงส์เกต’ ถอนฟ้องอนุญาโตตุลาการ ยุติข้อพิพาทรัฐบาลไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% https://thestandard.co/thailand-gdp-recovery-fti-growth/ Wed, 18 Feb 2026 10:21:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1179742 นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8 […]

The post ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจ

ส.อ.ท. เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ ม.ค.เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 88.7 ชงรัฐบาลต่อมาตรการ BOI ถึงสิ้นปี แก้ปัญหาฝุ่น เดินหน้าคนละครึ่งพลัส ชี้หากไร้คอร์รัปชัน อุ้ม SMEs จัดตั้งรัฐบาลได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย. เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยับ 3%

 

นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.2 ในเดือนธันวาคม 2568

 

จากหลายปัจจัย โดยภาคอุตสาหกรรมได้กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตตามปกติภายหลังวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมทั้งเร่งการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลตรุษจีน ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และบรรจุภัณฑ์

 

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ กว่า 96,000 ล้านบาท ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีกทั้งกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้งยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายทั้งจากภาครัฐ อาทิ การจัดพิมพ์ป้ายหาเสียง บัตรเลือกตั้ง กิจกรรมรณรงค์ของพรรคการเมือง ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีแนวโน้มคลี่คลาย

 

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

  • การเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย อาจส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจล่าช้า
  • การปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบประกันสังคมจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
  • ความล่าช้าในการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ว่างงานกว่า 208,404 ราย
  • สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่อยู่ในระดับสูง
  • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังสร้างแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เกษตรแปรรูป และสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ

 

ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.7 ในเดือนธันวาคม 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในเทศกาลสงกรานต์ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยังมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าซึ่งอาจกดดันบรรยากาศการค้าโลกและเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน

 

ชง 3 เรื่องถึงรัฐบาลใหม่

 

1. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จนถึงสิ้นปี 2569

 

2. เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

 

3. ขอให้ภาครัฐเร่งจัดสรรงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการให้ความรู้ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ผู้ประกอบการ SMEs

 

นาวา กล่าวอีกว่า การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ยังอยู่ระหว่างระดมความคิดเห็นร่วมกับภาครัฐเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่รัฐบาลได้รับข้อเสนอไปดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เอสเอ็มอี ผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 1 แสนล้านบาท

 

“วันนี้เอสเอ็มอียังเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เหมือนเจอพายุฝนมา แต่ธนาคารพาณิชย์หุบร่ม ทำให้เอสเอ็มอีสู้กับพายุฝนไม่ได้ หวังว่าจะมีความชัดเจนในรัฐบาลชุดนี้”

 

ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส มองว่า จากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 โตถึง 2.5% จากเดิมคาดว่าจะโต 1% ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่เข้ามาเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัสต่อ น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

“โครงการคนละครึ่ง พลัส จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนเพียงพอหรือไม่ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะต้องทำควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลัง และระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 16 ล้านล้านบาท การที่รัฐบาลมีแนวคิดสร้างสมดุลรายรับกับรายจ่ายเชื่อว่าจะปลดล็อกปัญหา”

 

ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ยังสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เพราะไทยยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก เพื่อเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้โตได้ 3% ตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้

 

โดยหากรัฐบาลยังคงทำงานใกล้ชิดกับเอกชนในทุกสัปดาห์ ผ่านคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้คอยรับฟังเสียงความคิดเห็นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งหลายข้อตรงกัน จะเป็นผลบวกที่สะท้อนถึงทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดระหว่างรัฐและเอกชน

 

มองจัดตั้งรัฐบาลเร็วสุดไม่เกินกลางเดือน มิ.ย.

 

ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้เกิน 3% ถ้าไม่เกิดวิกฤตทางการเมืองอื่นๆ จัดตั้งได้เร็ว และหากกำจัดคอร์รัปชัน แก้หนี้ เศรษฐกิจจะโตได้กว่า 3% ก็ไม่ยาก ซึ่งหากเทียบเพื่อนบ้านตอนนี้ถือว่าไทยยังโตต่ำมาก

 

เมื่อถามว่า วันนี้ถือว่าจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว หากล่าช้าจะกระทบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

 

นาวา ระบุว่า ตามกระบวนการ ประเมินจากขั้นตอนหลักการต่างๆแล้ว คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มทำงานได้ไม่เกินกลางเดือน มิ.ย. เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองไปมากกว่านี้

 

“แม้ประชาชนเห็นต่างกัน แต่ท้ายที่สุด ทุกคนหวังให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย เพราะ GDP 10 ปี ย้อนหลัง เราเป็นรองบ๊วยของเอเชีย แพ้ประเทศอื่นๆ ผมเชื่อว่า แม้จะเห็นต่างทางการเมือง แต่ถ้ามองเศรษฐกิจผมว่ารัฐบาล จะหาจุดสมดุลให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ไปได้เร็วขึ้น” นาวา กล่าวทิ้งท้าย

The post ปลุก GDP ไทยฟื้นจาก ‘คนป่วยเอเชีย’ ส.อ.ท.ชี้จัดตั้งรัฐบาลเร็ว มีลุ้นโต 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท https://thestandard.co/foreign-investment-thailand-2026-japan/ Wed, 18 Feb 2026 08:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1179714 ภาพกราฟิกแสดงเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและตัวเลขมูลค่าการลงทุน

รัฐบาลเผยเปิดปี 2569 ม.ค.เดือนเดียว ต่างชาติแห่ลงทุนไทย […]

The post รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศไทย โดยมีธงชาติญี่ปุ่นและตัวเลขมูลค่าการลงทุน

รัฐบาลเผยเปิดปี 2569 ม.ค.เดือนเดียว ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 3.38 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% YoY นำโดยญี่ปุ่นในด้านมูลค่า ส่วนจีนครองแชมป์จำนวนธุรกิจ ย้ำกิจการเกือบครึ่งได้รับการส่งเสริมโดย BOI

 

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เดือนมกราคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 รวม 113 ราย เพิ่มขึ้น 10% YoY จากช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวม 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% และก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทย 262 คน เพิ่มขึ้น 15%

 

ทั้งนี้ ยอดดังกล่าวมาจากการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 แบ่งเป็น การขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 24 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวอีก 89 ราย

 

สำหรับสัญชาติของนักลงทุน 5 อันดับแรก

 

1. จีน 26 ราย คิดเป็น 23% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย โดยลงทุน 5,390 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจแปรรูปไม้เพื่อทำผลิตภัณฑ์ไม้และชิ้นส่วนอุปกรณ์สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์จับยึด และชิ้นส่วนโลหะสำหรับอุตสาหกรรม เป็นต้น

 

2. ญี่ปุ่น 25 ราย คิดเป็น 22% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 15,315 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ
  • ธุรกิจบริการตรวจรับรองคุณภาพสินค้าที่ใช้แล้ว
  • ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะ เป็นต้น

 

3. สหรัฐอเมริกา 16 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 420 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
  • ธุรกิจโฆษณา
  • ธุรกิจขายอาหารหรือเครื่องดื่ม
  • ธุรกิจบริการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม

 

4. สิงคโปร์ 12 ราย คิดเป็น 11% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,513 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจจัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และส่วนประกอบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ
  • ธุรกิจบริการ Cloud Service
  • ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย

 

5. ฮ่องกง 10 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 587 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจสอบและทดสอบการทำงานของเครื่องจักร เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการติดตั้ง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ธุรกิจบริการปรับปรุงซอฟต์แวร์เพื่อจำหน่ายและ/หรือให้บริการ
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ให้แสงสว่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนโลหะหล่อขึ้นรูป เป็นต้น

 

BOI หนุนเกือบครึ่ง สะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมอนาคต

 

ทั้งนี้ การลงทุนส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 55 ราย คิดเป็น 49% ของการอนุญาตทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 17,226 ล้านบาท

 

ซึ่งรัฐบาลระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนใน อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า 2. ธุรกิจบริการมูลค่าสูง และ 3. ธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยอีกว่า ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมกราคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนธันวาคม 2568 (5,187 ราย) เพิ่มขึ้น 3,231 ราย คิดเป็น 62.29% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)

 

สำหรับปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวน แต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่มีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาวใน 5 กลุ่มธุรกิจ คือ

 

1. ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

 

2. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน

 

3. ธุรกิจสุขภาพและยา จากสังคมสูงวัย

 

4. ธุรกิจท่องเที่ยว นันทนาการ และบริการ wellness

 

5. ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร

The post รัฐบาลเผยเปิดปี 69 ทุนต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 3.38 หมื่นล้านบาท ‘ญี่ปุ่น’ ครองแชมป์สูงสุดหมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์ Bad Bunny จากคอนเสิร์ตเปิดบ้านที่กู้ชีพเศรษฐกิจปวยร์โตริโก สู่โชว์ซูเปอร์โบวล์ระดับตำนาน https://thestandard.co/bad-bunny-super-bowl-puerto-rico-economy/ Wed, 18 Feb 2026 03:13:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1179573 Bad Bunny กำลังแสดงบนเวที แสดงถึงรากเหง้าและวัฒนธรรมของปวยร์โตริโก

แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วแต่การแสดงช่วงพักครึ่งเวลา ‘Halft […]

The post ปรากฏการณ์ Bad Bunny จากคอนเสิร์ตเปิดบ้านที่กู้ชีพเศรษฐกิจปวยร์โตริโก สู่โชว์ซูเปอร์โบวล์ระดับตำนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bad Bunny กำลังแสดงบนเวที แสดงถึงรากเหง้าและวัฒนธรรมของปวยร์โตริโก

แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วแต่การแสดงช่วงพักครึ่งเวลา ‘Halftime Show’ ของ ‘Bad Bunny’ ในการแข่งขันศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอล ซูเปอร์โบวล์ ยังคงเป็นโชว์ที่ตราตรึงในความรู้สึกของผู้ที่ได้ชม

 

ไม่ใช่เพียงแค่ความสนุกสนานของการแสดงที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี แต่ไปจนถึงแนวคิดและสิ่งละอันพันละน้อยที่ถูกซ่อนเอาไว้ในรายละเอียดทุกช่วงของการแสดง ที่แม้จะกินเวลาระยะเวลาเพียงแค่ 13 นาที (ทดให้ 7 นาทีสำหรับการเสกไร่อ้อยกลางสนาม!) แต่มันอาจจะกลายเป็น 13 นาทีที่มีความหมายอย่างมากสำหรับคนมากมาย

 

ไม่ใช่แค่เฉพาะเหล่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการโชว์สุดมหัศจรรย์ในสนาม Levi’s Stadium วันนั้น แต่ผลดีนั้นย้อนกลับไปถึงบ้านเกิดปวยร์โตริโกที่ศิลปินวัยแค่ 31 ปีคนนี้พยายามที่จะพลิกฟื้นคืนชีวิตให้กลับคืนมาอีกครั้งผ่านเสียงดนตรีของตัวเอง

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

Halftime-Show ประวัติศาสตร์

 

การแสดงของ Bad Bunny ศิลปินเพลงแร็ปชาวปวยร์โตริกัน คือการแสดงครั้งประวัติศาสตร์อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ประวัติศาสตร์อย่างแรกคือนี่เป็นการแสดงเป็นภาษาสเปนทั้งหมดผ่านบทเพลงและบทพูดของเขารวมถึงศิลปินแขกพิเศษอย่าง Lady Gaga และ Ricky Martin โดยที่ตลอดการแสดง 13 นาที Bad Bunny พูดภาษาอังกฤษเพียงแค่คำเดียวคือ “God Bless America”

 

เรื่องนี้ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันประณามการแสดงครั้งนี้ว่าเป็น “การแสดงที่เลวร้ายที่สุด” และขัดต่อหลักการแนวทางในการจะทำให้ ‘อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ (Make America Great Again)

 

อย่างไรก็ดีในกระแสตอบรับของแฟนกีฬาและแฟนเพลงทั่วโลกที่จับตาดูการแสดงครั้งนี้ การแสดงของ Bad Bunny เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยม สนุก และสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างความรู้สึกคะนึงหาอดีต (Nostalgia) ได้อย่างร้ายกาจ

 

เพราะสิ่งที่ศิลปินที่เพิ่งได้รับรางวัล Grammy Awards เล่าผ่านการแสดงคือ ‘ฉากชีวิต’ ของชาวปวยร์โตริโก ในไร่อ้อยซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศในช่วงศตวรรษที่ 18-20 ทั้งการแต่งกาย การใช้ชีวิต การละเล่นร้องรำทำเพลงไปจนถึงอย่าง La Casita หรือการจำลองบ้านหลังน้อยของชาวปวยร์โตริกัน และ El Morro ป้อมปราการหินผาที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ

 

Bad Bunny กำลังแสดงบนเวที Super Bowl แสดงถึงรากเหง้าและวัฒนธรรมของปวยร์โตริโก 1

ภาพ: Ishika Samant/Getty Images

 

บ้างว่านี่คือ ‘จดหมายรัก’ ที่ Bad Bunny เขียนถึงบ้านเกิดของตัวเอง ที่เป็นดินแดนในการปกครองของสหรัฐอเมริกาแต่ก็ไม่เคยมีสถานะเป็นรัฐเฉกเช่นเดียวกับอีก 50 รัฐ ซึ่งในมุมมองของเขาคำว่า ‘อเมริกา’ ไม่ได้หมายถึงแค่สหรัฐฯ แต่รวมถึงทุกประเทศในทวีปอเมริกาตั้งแต่เหนือจรดใต้

 

นอกเหนือจากนั้นคือการส่งสารถึงผู้มีอำนาจที่พยายามจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยความกลัวและความเกลียดชัง

 

“ความเกลียดชังเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างมาก แต่สิ่งที่ทรงพลังมากกว่าคือความรัก”

 

ความสำเร็จในทางตัวเลข

 

สำหรับการแสดงพักครึ่งซูเปอร์โบวล์ นอกเหนือจากเรื่องความสนุกสนานของการแสดงที่จะเป็นประเด็นใหญ่ของเหล่าแฟนๆที่เฝ้ารอแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะเป็น ‘ดัชนี’ ไว้ชี้วัดว่าเป็นการแสดงที่ประสบความสำเร็จหรือไม่คือเรื่องของตัวเลขสถิติ

 

สิ่งที่น่าเสียดายสำหรับ Bad Bunny คือการแสดงของเขาในปี 2026 ไม่สามารถทำลายสถิติใหม่ตลอดกาลอย่างที่มีการคาดการณ์ไว้ โดยตัวเลขสถิติผู้ชมที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นทางการว่ามีจำนวนผู้ชม 128.2 ล้านคนที่ชมการถ่ายทอดสดผ่าน NBC, Peacock, Telemundo, NBC Sports Digital และ NFL+

 

ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นรองสถิติตลอดกาล Kendrick Lamar (133.5 ล้านคนในปี 2025, Michael Jackson (133.4 ล้านคนในปี 1993) และ Usher (129.3 ล้านคนในปี 2024)

 

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจำนวนผู้ชมคู่ชิง ‘Super Bowl’ ในปีนี้ซึ่งเป็นการแข่งขันกันระหว่างทีมนิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์พบกับซีแอทเทิล ซีฮอว์กส์ มีจำนวน 124.9 ล้านคนน้อยกว่าปีที่แล้วที่ ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์พบกับแคนซัส ซิตี ชีฟส์ ที่มีจำนวนผู้ชม 127.7 ล้านคน

 

จำนวนผู้ชมในปีนี้ยังนับเป็นปีแรกที่มีจำนวนผู้ชมลดลงครั้งแรกหลังจากที่ทำสถิติผู้ชมสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปีติดต่อกัน แม้ว่าในช่วง ‘พีค’ ที่มีจำนวนผู้ชมพร้อมกันมากที่สุดจะเป็นสถิติใหม่โดยมีจำนวนผู้ชมพร้อมกัน 137.8 ล้านคนในช่วงควอเตอร์ที่ 2 ก็ตาม และอย่างน้อยที่สุดก็เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่มีจำนวนผู้ชมเกินกว่า 100 ล้านคน

 

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ Bad Bunny ดีใจได้คือสถิติตัวเลขทางโซเชียลมีเดียสูงอย่างน่าตกใจ โดยมีจำนวนผู้ชมการแสดงของเขาในช่วงพักครึ่งเวลารวมกันสูงสุดถึง 4 พันล้านครั้งในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตามการรวบรวมข้อมูลของ NFL และ Ripple Analytics ซึ่งถือว่าสูงกว่าปีกลายถึง 137 เปอร์เซ็นต์

 

ขณะที่ตัวเลขสถิติของผู้ชมการแสดงแบบเต็มๆจากทั่วโลกคาดว่าจะออกมาในช่วงต้นสัปดาห์หน้า

 

Benito Bowl Effect

 

แต่การแสดงของ Bad Bunny ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงแค่ในสนามเท่านั้น เพราะมันมีผลกระทบที่ไปไกลกว่านั้นมาก โดยเฉพาะกับชาวละตินอเมริกา

 

เพราะด้วยกระแสความคลั่งไคล้ในตัวของศิลปินที่กำลังก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับ Mega Star ของโลกยุคใหม่ ข่าวการเลือก Bad Bunny ซึ่งเป็น ‘ที่สุด’ ของชาวละตินอเมริกาได้สร้างความคึกคักให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง

 

สถานีโทรทัศน์ NBC รายงานในช่วงก่อนที่จะถึงสุดสัปดาห์ที่มีการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ว่า ร้านอาหารปวยร์โตริกันในรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างร้าน Rincorita ได้เปิดประตูต้อนรับการมาเยือนของบรรดาคนที่ประทับใจในศิลปิน Headliner อย่าง Bad Bunny ที่มากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งทำให้ยอดขายอาหารในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก และทำให้บรรยากาศในร้าน ซึ่งรวมถึงร้านอาหารปวยร์โตริกันแห่งอื่นๆคึกคักตามไปด้วย

 

แม้กระทั่งนักแสดงประกอบในการแสดงซูเปอร์โบวล์อย่าง บิคตอร์ บิลยาส ซึ่งขายทาโก้ (Tacos) อาหารในสไตล์เม็กซิกันที่เป็นส่วนหนึ่งของฉากการแสดงก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

 

โดยทันทีที่การแสดงจบลงและมีการเปิดเผยว่าเจ้าของร้านทาโก้ในโชว์มีตัวตนและมีร้านจริงๆคือร้าน Villa’s Tacos ก็ทำให้แฟนๆที่ประทับใจกับโชว์ต่างแห่กันไปอุดหนุนที่ร้านกันอย่างคับคั่งทั้ง 3 สาขาในลอสแองเจอลีส

 

บิลยาสได้โพสต์แสดงความขอบคุณต่อ Bad Bunny หรือ เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอกาซิโอ ที่มอบโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตให้ได้เป็นตัวแทนของครอบครัว ของธุรกิจ และของวัฒนธรรมของผู้ที่อพยพมาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐอเมริกา แม้ว่าในปัจจุบันผู้อพยพจะถูกจัดการอย่างเด็ดขาดในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ จนเป็นประเด็นใหญ่ทางสังคมก็ตาม

 

อีกคนที่ได้แสงสาดส่องมาด้วยคือแบรนด์ Lunar ห้องเสื้อจากย่านบรู๊คลิน ในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าชุดที่ได้รับออร์เดอร์ในการสั่งตัดมาซึ่งเป็นชุดสำหรับเต้นซัลซ่าสีฟ้าสวยสดใส จะเป็นชุดที่ให้ศิลปินระดับโลกอย่าง Lady Gaga สวมใส่ในโชว์ซูเปอร์โบวล์ด้วย

 

Bad Bunny และ Lady Gaga

ภาพ: Kindell Buchanan/PA Images via Getty Images

 

ราอูล โลเปซ เจ้าของแบรนด์ Lunar ซึ่งเป็นชาวโดมินิกันโดยสายเลือด เปิดเผยว่าเมื่อได้รับการติดต่อว่าจ้างให้ออกแบบชุดไม่รู้มาก่อนว่าจะถูกใช้ในการแสดงของ Bad Bunny โดยมารู้อีกทีคือนั่งดูซูเปอร์โบวล์กับเพื่อนและได้เห็นชุดที่ออกแบบเองปรากฏต่อหน้าสายตาผู้ชมนับร้อยล้านคนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลดีต่อแบรนด์อย่างมากมายมหาศาล

 

เรียกได้ว่าเป็นผลกระทบในเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากการแสดงในซูเปอร์โบวล์ของศิลปินหนุ่มที่ได้รับการเรียกขานกันอย่างน่ารักว่า ‘Benito Bowl’ ซึ่งก็มาจากชื่อหน้าของเขาเอง

 

อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Bad Bunny ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะความจริงเขาได้จัดคอนเสิร์ตระดับตำนานมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยกระบวนการคิดแบบย้อนกลับ

 

คอนเสิร์ตเปิดบ้าน

 

สำหรับศิลปินนักร้องระดับโลกแล้ว จุดสูงสุดที่ทุกคนใฝ่ฝันคือการได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกเพื่อไปพบกับแฟนเพลงยังประเทศต่างๆ

 

Bad Bunny เองก็ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการทำก่อนและอยากทำมากกว่าคือการทำอะไรก็ได้เพื่อบ้านเกิดอย่างปวยร์โตริโก

 

ดังนั้นแทนที่จะทัวร์คอนเสิร์ตไปยังสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่สามารถตระเวนไปได้หลายรัฐ สิ่งที่เขาตัดสินจะทำคือการเปลี่ยนจากการเดินทางออกไปเพื่อพบกับแฟนเพลง เป็นการเชิญชวนให้แฟนๆเดินทางมายังปวยร์โตริโก มายัง ‘บ้าน’ ของเขาแทน

 

ในปี 2025 Bad Bunny ประกาศการแสดงทัวร์รอบโลกของเขาที่ยังไม่มีรายชื่อเมืองในสหรัฐอเมริกา ที่ถูกเปลี่ยนเป็นการแสดงในปวยร์โตริโกจำนวน 30 รอบแทนในระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน โดยการแสดง 9 รอบแรกจัดขึ้นสำหรับชาวปวยร์โตริโกให้ได้มาสนุกกับเขาเท่านั้นในบัตรราคาถูกตั้งแต่ 35-250 ดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นอีก 21 รอบไม่ว่าจะเป็นแขกเหรื่อมาจากไหนก็ขอยินดีต้อนรับทุกท่าน ซึ่งบัตรจำนวน 400,000 ใบถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง

 

การจัดคอนเสิร์ตแบบ ‘เปิดบ้าน’ ของเขาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับปวยร์โตริโกได้อย่างมหัศจรรย์ เพราะผู้ชมนอกจากจะเดินทางมาเพื่อชมการแสดงแล้ว พวกเขายังได้มาท่องเที่ยว ดื่มกิน เต้นรำ และสำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมของชาวปวยร์โตริกัน

 

ได้มาเห็นกับตา สัมผัสกับมือ ลิ้มรสกับลิ้น ว่าชีวิตในแบบเดียวกับ Bad Bunny นั้นเป็นอย่างไร

 

Bad Bunny ขึ้นแสดงบนเวทีในคืนแรกของทัวร์ "No Me Quiero Ir De Aqui" Residencia En El Choli

Bad Bunny ขึ้นแสดงบนเวทีในคืนแรกของทัวร์ “No Me Quiero Ir De Aqui” Residencia En El Choli
ที่ Coliseo de Puerto Rico José Miguel Agrelot เมืองซานฮวน ประเทศปวยร์โตริโก
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2025
ภาพ : Kevin Mazur/Getty Images

 

โดยมีการประเมินว่าจะมีจำนวนผู้มาเยือนปวยร์โตริโกกว่า 600,000 คน ทั้งๆที่ปกติแล้วเป็นฤดูของพายุเฮอร์ริเคนที่ทำให้การท่องเที่ยวซบเซาอย่างหนักก็ตาม และทำให้เกิดรายได้โดยตรงจากคอนเสิร์ตมากถึง 250 ล้านดอลลาร์ (7.7 พันล้านบาท) และหากรวมรายได้ส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงจะสูงมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์ (1.2 หมื่นล้านบาท)

 

ที่สุดคือทำให้ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของปวยร์โตริโกขยับจาก 0.3 เป็น 0.4 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

 

แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สำคัญมากไปกว่าคุณค่าของสิ่งที่ Bad Bunny พยายามนำเสนอ คือตัวตน รากเหง้า ชีวิต และวัฒนธรรมของปวยร์โตริโก ที่เป็นเหมือนโบรชัวร์เชื้อเชิญให้คนทั้งโลกได้มองเห็น ได้รู้จัก และหากเป็นไปได้มีโอกาสอยากให้ลองมาเยือนสักครั้ง

 

เป็นความพยายามที่จะคืนชีวิตและชีวาให้กับบ้านเกิดที่เขารักในแบบที่ไม่เคยมีศิลปินระดับสุดยอดของโลกคนใดทำมาก่อน

 

แต่จากการแสดงในซูเปอร์โบวล์ ดูเหมือนเวลานี้เป้าหมายของ Bad Bunny อาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่บ้านเกิดเท่านั้น แต่เป็นการเปิดมิติใหม่ให้แก่คำว่า ‘อเมริกา’ ที่รวมทุกชาติทั้งในทวีปอเมริกาเหนือและกลาง และอเมริกาใต้

 

รวมถึงภารกิจใหญ่กว่านั้นคือการทำให้ทุกคนได้นึกออกอีกครั้งว่าสิ่งที่มนุษย์ควรมีให้แก่กันไม่ใช่ความเกลียดชัง

 

แต่คือความรัก

 

ภาพปก: Kindell Buchanan/PA Images via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ปรากฏการณ์ Bad Bunny จากคอนเสิร์ตเปิดบ้านที่กู้ชีพเศรษฐกิจปวยร์โตริโก สู่โชว์ซูเปอร์โบวล์ระดับตำนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวจีนหันเที่ยว ‘ออสเตรเลีย’ แทนญี่ปุ่น ช่วงตรุษจีน เสน่ห์ไวน์ ไฟล์ทตรง ดันยอดโตเท่าตัว คาดทะลุ 7 หมื่นคน https://thestandard.co/china-australia-lunar-new-year-travel/ Wed, 18 Feb 2026 02:41:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1179560 ภาพวิวทิวทัศน์สวยงามของ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงตรุษจีน

ตรุษจีนหยุดยาว 9 วัน ดันดีมานด์นักท่องเที่ยวจีนบินตรงเท […]

The post ชาวจีนหันเที่ยว ‘ออสเตรเลีย’ แทนญี่ปุ่น ช่วงตรุษจีน เสน่ห์ไวน์ ไฟล์ทตรง ดันยอดโตเท่าตัว คาดทะลุ 7 หมื่นคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิวทิวทัศน์สวยงามของ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนในช่วงตรุษจีน

ตรุษจีนหยุดยาว 9 วัน ดันดีมานด์นักท่องเที่ยวจีนบินตรงเที่ยวออสเตรเลียแทนญี่ปุ่น โดยความตึงเครียดทางการทูต ธรรมชาติ ไวน์ อาหารทะเล ครองใจนักท่องเที่ยวจีน คาดปีนี้แตะ 71,000 คน โตขึ้น 20%

 

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจีน (China’s travel industry) ประเมินว่า ช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนเดือนนี้ จะเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปยังออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางบรรยากาศการเดินทางพักผ่อนทั่วโลกตลอดวันหยุดยาว 9 วัน

 

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า เสน่ห์ของไวน์ อาหารทะเล ความงดงามทางธรรมชาติ ตลอดจนรูปแบบการเดินทางแบบกลุ่มเล็กที่ยืดหยุ่น กำลังกลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหันมาสนใจประเทศเกาะแห่งนี้มากขึ้น

 

ข้อมูลคาดการณ์การท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนปี 2026 ของ Trip.com ระบุว่า ออสเตรเลียจะเป็นประเทศที่ดึงดูด “นักท่องเที่ยวจากจีนมากที่สุด” ในช่วงวันหยุดดังกล่าว โดยยอดการจองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รายงานยังชูจุดขายด้านธรรมชาติ

 

ไม่ว่าจะเป็น แนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) คือแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่นอกชายฝั่งรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นภูมิประเทศในเขตชนบทห่างไกล ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญของนักเดินทาง

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีน ประกาศวันหยุดยาวที่สุดในรอบหลายปี ระหว่างวันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มจาก 8 วันในปีก่อนหน้า

 

ประกอบกับคำเตือนการเดินทางไปยังญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางดั้งเดิมของนักท่องเที่ยวจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูต ยิ่งหนุนให้ชาวจีนสนใจออสเตรเลียเพิ่มสูงขึ้นอีก

 

ด้าน Tourism Australia เปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายรวมจากนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย อยู่ที่ 12.3 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (8.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีสุดเดือนกันยายน 2025

 

Nick Henderson ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคจีนแผ่นดินใหญ่ของ Tourism Australia ระบุว่า “ทัวร์ชิมไวน์ วัฒนธรรมคาเฟ่ในเมลเบิร์น และ ตลาดปลาซิดนีย์ เป็นจุดหมายยอดนิยม โดยนักท่องเที่ยวต้องการประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและดื่มด่ำมากขึ้น ทั้งมาสเตอร์คลาส ประสบการณ์อาหารและไวน์ หรือทริปครึ่งวันลิ้มลองอาหารทะเลจากทะเลสู่โต๊ะอาหาร ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

บริษัท China Trading Desk คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวจีนราว 71,000 คนเดินทางสู่ออสเตรเลียในช่วงวันหยุด เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากนี้ ธรรมชาติและสัตว์ป่ายังคงเป็นจุดขายอันดับต้นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวจีน พร้อมชี้ว่าออสเตรเลียได้รับความนิยมเป็นพิเศษในกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นเทรนด์หลังโควิด-19 จากความต้องการแผนการเดินทางที่ยืดหยุ่นสำหรับครอบครัวและคู่รัก

 

อีกทั้ง การยอมรับเครือข่ายชำระเงินของ UnionPay อย่างแพร่หลาย ยังช่วยให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

 

สำหรับนักท่องเที่ยวอิสระระดับพรีเมียมมักชื่นชอบออสเตรเลีย ที่มากกว่าปัจจัยด้านราคาและข้อจำกัดวีซ่า แม้การปรับปรุงกระบวนการหรือยกเว้นวีซ่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตได้

 

ขณะที่ Dragon Trail International ระบุว่า ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นจุดหมายปลายทางระยะไกล (long-haul) ยอดนิยมที่สุดของนักท่องเที่ยวจีนในปีนี้

 

โดยระบุว่า ออสเตรเลียเป็นจุดหมายพักผ่อนฤดูร้อนที่โดดเด่นในช่วงตรุษจีน และมองว่าเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง เหมาะกับการเดินทางแบบครอบครัว

 

ที่สำคัญเที่ยวบินตรงใหม่จาก เซินเจิ้น สู่เมลเบิร์นโดย Shenzhen Airlines และจากกว่างโจวสู่ดาร์วิน โดย China Southern Airlines ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม จะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลนี้

 

ภาพ: Prasit photo / Getty images

อ้างอิง:

The post ชาวจีนหันเที่ยว ‘ออสเตรเลีย’ แทนญี่ปุ่น ช่วงตรุษจีน เสน่ห์ไวน์ ไฟล์ทตรง ดันยอดโตเท่าตัว คาดทะลุ 7 หมื่นคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินเชื่อแบงก์ ‘ติดลบ 6 ไตรมาสติด’ ส่งสัญญาณครัวเรือนอาจหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ https://thestandard.co/bank-loans-negative-informal-debt/ Tue, 17 Feb 2026 13:16:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1179520 ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย

แบงก์ชาติเผย สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตร […]

The post สินเชื่อแบงก์ ‘ติดลบ 6 ไตรมาสติด’ ส่งสัญญาณครัวเรือนอาจหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย

แบงก์ชาติเผย สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 4 ปี 2568 หดตัว 6 ไตรมาสติดต่อกันแล้ว ส่วนหนี้เสีย (NPL) ในภาพรวม ‘ลดลง’ โดยส่วนหนึ่งจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่างๆ ธปท.ย้ำยังไม่นิ่งนอนใจ และจะจับตาดู NPL ต่อไป ขณะที่เครดิตบูโร (NCB) มองสินเชื่อติดลบ ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่สัญญาณบวก ห่วงหนี้ในระบบไหลสู่นอกระบบ

 

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัว 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน (YoY) นับเป็นการติดลบติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 แล้ว

 

โดยการหดตัวส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อธุรกิจ SME (-4.1%YoY) ที่หดตัวต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 14 ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย (-0.2% YoY) ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ และธุรกิจหันไประดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ เพื่อมาชำระคืนหนี้ธนาคารแทน

 

สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภค (รายย่อย) ในภาพรวมยังหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย จากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวและสินเชื่อเช่าซื้อที่หดตัวชะลอลง

 

ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย 1

 

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในระยะข้างหน้า สมชายระบุว่า ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การบริหารจัดการหนี้เสียในระบบ รวมไปถึงเศรษฐกิจต่างประเทศ เนื่องจากไทยเป็นประเทศพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง

 

สุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากการเดินสายคุยกับธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่พบว่า ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตเล็กน้อยประมาณ 1 – 2% อย่างไรก็ตามผลลัพธ์สุดท้ายก็ต้องดูผลของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นสำคัญ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยว่า จะมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ดีแค่ไหน

 

เผย NPL ลดจากมาตรการ ธปท.ย้ำต้องคอยติดตาม นิ่งนอนใจไม่ได้

 

ด้านคุณภาพสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3) ในไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 536.0 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% จากระดับ 2.94% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการปรับตัวลดลงมาจากการชำระคืนหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังมาจากธนาคารพาณิชย์ยังบริหารจัดการคุณภาพหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับ NPL ประเภทสินเชื่ออุปโภคบริโภค พบว่าโดยรวมลดลงจาก New NPL ที่ชะลอลงต่อเนื่อง โดยแยกพอร์ตสินเชื่อพบว่า สัดส่วน NPL ของสินเชื่อที่อยู่อาศัยและส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น ขณะที่เช่าซื้อและบัตรเครดิตลดลง

 

สำหรับสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ หลังจากธนาคารมีการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่จะเสีย (Preemptive) ถึง 80% ซึ่งช่วยชะลอการไหลตกชั้นของลูกหนี้ได้มาก

 

สุโชติ กล่าวว่า แม้ NPL อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ธปท.ยังไม่นิ่งนอนใจและยังไม่ได้สบายใจ เนื่องจากต้องยอมรับว่า NPL ที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากมาตรการต่างๆ และสำหรับแนวโน้มของ NPL ยังคงต้องติดตามพัฒนาการต่อไปว่า ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างยั่งยืนหรือไม่ เนื่องจาก เศรษฐกิจจะเป็นตัวกำหนดว่า ธุรกิจหรือครัวเรือนจะมีความสามารถในการหารายได้มาชำระคืนหนี้ดีขึ้นหรือไม่

 

ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย 2

ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย 3

 

NCB มองสินเชื่อติดลบ แต่เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ใช่สัญญาณบวก หวั่นหนี้ไหลสู่นอกระบบ

 

ขณะที่ ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือเครดิตบูโร เคยตั้งข้อสังเกตต่อภาวะหนี้ครัวเรือนไม่ค่อยโต และตัวเลขสินเชื่อในระบบที่หดตัว อาจเป็นภาพสะท้อนว่าประชาชนกำลังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบมากขึ้น

 

โดยระบุว่า “ในหมวกนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยเป็นมาชั่วชีวิต ภาวะแบบนี้ไม่ได้ดีใจเท่าไหร่ เพราะถ้าเราดูสภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงวันนี้แล้วบอกว่า หนี้ครัวเรือนไม่โต คงไม่ใช่ นับเป็นเรื่องน่ากังวลมากกว่าว่า จะไหลลงไปนอกระบบมากขึ้นหรือเปล่า แล้วสินเชื่อนอกระบบดอกเบี้ยแพงมากจึงจะไปซ้ำเติมชีวิตคนหรือไม่”

 

อย่างไรก็ตาม “หนี้นอกระบบเป็นประเด็นที่เรามองไม่เห็นจริงๆ เรารู้แต่ว่า หนี้ในระบบไม่ค่อยโตเท่าไหร่ จึงพอจะเดาได้ว่าไหลไปข้างนอก” ดร.ลัษมณกล่าว เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

 

ดร.ลัษมณยังเปิดเผยว่า ตามข้อมูลหนี้สินครัวเรือน ที่จัดเก็บในระบบ NCB ณ ช่วงสิ้นปี 2568 พบว่า ภาพรวมมูลค่าหนี้ครัวเรือนตลอดทั้งปี 2568 โตขึ้นน้อยมาก ไม่ถึง 1% ซึ่งสะท้อนว่าสินเชื่อไม่ขยายตัวและธนาคารปล่อยกู้น้อยลง กราฟหนี้ครัวเรือนจึงมีลักษณะเป็น ‘ที่ราบสูง’ หรือทรงตัว

 

ส่วนสถานการณ์หนี้เสีย (NPL) ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9.6% ของหนี้ครัวเรือน โดยแนวโน้มยังไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้ชันมาก โดยสินเชื่อที่น่าห่วงคือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สำหรับหนี้ที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ (SM) ปรับขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆ ของธปท. เป็นเขื่อนกั้นไว้

 

ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย 4

 

ทั้งนี้ ตามผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทย โดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย (ข้อมูลเบื้องต้น ณ พฤศจิกายน 2568) โดยระบุว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 สะท้อนว่า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

 

โดยตามข้อมูลของธปท. ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ล่าสุด ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 86.8% สำหรับแนวโน้มสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ในไตรมาสที่ 4 คาดว่าจะ ‘ลดลง’ ต่อเนื่องจากตัวหาร (GDP) เพิ่มขึ้นจากข้อมูลที่สภาพัฒน์เพิ่งประกาศไป และตัวเศษคือ สินเชื่อโดยรวมไม่ได้ขยับขึ้น

 

ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย 5

ภาพแสดงกราฟสินเชื่อหรือหนี้ครัวเรือนพร้อมตัวเลขและผู้คน สื่อถึงภาวะเศรษฐกิจและหนี้สินที่ท้าทาย 6

 

ภาพ: Tuomas A. Lehtinen / Getty Images

The post สินเชื่อแบงก์ ‘ติดลบ 6 ไตรมาสติด’ ส่งสัญญาณครัวเรือนอาจหันพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัตราว่างงานอังกฤษพุ่ง 5.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี หลังนโยบายขึ้นภาษีนายจ้างพ่นพิษจนบริษัทหยุดรับคน เด็กจบใหม่เคว้งหลังตำแหน่งงานหายวูบ https://thestandard.co/uk-unemployment-employer-tax/ Tue, 17 Feb 2026 11:56:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1179477 หญิงสาวกำลังมองหาตำแหน่งงานบนคอมพิวเตอร์ สะท้อนวิกฤตอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวในอังกฤษ

สถานการณ์ ‘การจ้างงาน’ ในสหราชอาณาจักรเริ่ม […]

The post อัตราว่างงานอังกฤษพุ่ง 5.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี หลังนโยบายขึ้นภาษีนายจ้างพ่นพิษจนบริษัทหยุดรับคน เด็กจบใหม่เคว้งหลังตำแหน่งงานหายวูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หญิงสาวกำลังมองหาตำแหน่งงานบนคอมพิวเตอร์ สะท้อนวิกฤตอัตราว่างงานของคนหนุ่มสาวในอังกฤษ

สถานการณ์ ‘การจ้างงาน’ ในสหราชอาณาจักรเริ่มส่งสัญญาณอันตราย เมื่ออัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 5 ปีในช่วงปลายปี 2025 โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ระบุว่าอัตราว่างงานขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5.2 % ในไตรมาสสุดท้ายของปี (ซึ่งสูงกว่าที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 5.1 %)

 

ขณะที่การเติบโตของค่าจ้างเริ่มชะลอตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงจากการที่ภาคธุรกิจลดการรับคนใหม่เพื่อรับมือกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น รายงานของ BBC ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งตลาดแรงงานคือ นโยบายงบประมาณปี 2024 ที่แถลงโดย ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมในส่วนของนายจ้างและขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

 

ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะชะลอการจ้างงานหรือหยุดรับคนเข้ามาทดแทนตำแหน่งเดิมที่ว่างลง โดยฝั่งพรรคอนุรักษนิยมออกมาวิจารณ์ว่ารัฐบาลพรรคแรงงานกำลังทำให้เกิด “ตัวเลขคนว่างงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องรายเดือน” ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดและความไร้ความสามารถด้าน ‘เศรษฐกิจ’

 

กลุ่มเยาวชนคือผู้ที่แบกรับภาระหนักที่สุดใน ‘วิกฤตการจ้างงาน’ ครั้งนี้ โดยอัตราว่างงานในกลุ่มอายุ 18 ถึง 24 ปี พุ่งสูงถึง 14% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 เฮเลน วอทลีย์ รัฐมนตรีเงาด้านการทำงานและบำนาญ เตือนว่า “งานระดับเริ่มต้นคือตำแหน่งแรกๆ ที่หายไปเพราะมาตรการภาษีของพรรคแรงงาน”

 

การทำให้ต้นทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้เด็กจบใหม่แทบไม่มีโอกาสได้ก้าวเท้าเข้าสู่โลกการทำงานเลย กรณีของ ลูซี แกบบ์ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ดีที่สุด เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในเดือนกรกฎาคม 2025 ด้วยปริญญาด้านภาษาฝรั่งเศส และตั้งแต่นั้นมาก็มองหางานโดยต้องการทำงานในวงการสิ่งพิมพ์

 

แกบบ์ส่งใบสมัครไปมากกว่า 50 แห่ง แต่กลับได้รับการเรียกสัมภาษณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ปัจจุบันแกบบ์ต้องทำงานในร้านกาแฟในลอนดอนเพื่อประทังชีวิตพร้อมกับหางานไปด้วย เธอเล่าว่าเพื่อนๆ ของเธอก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่านี้มันเป็นเรื่องที่ ‘บั่นทอนจิตใจ’ อย่างมากเมื่อการทุ่มเทเรียนมาอย่างยาวนานกลับไม่ช่วยให้ก้าวหน้าไปไหนได้เลย

 

นอกจากปัญหาเรื่อง ‘ภาษี’ และค่าแรงแล้ว การเข้ามาของ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) ก็กลายเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่น่ากังวล โซฟี ฮวีน จาก BNP Paribas Asset Management ให้ความเห็นไว้ว่า แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัทในระยะสั้น แต่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในระยะยาว

 

เนื่องจากบริษัทต่างๆ จะหันไปลงทุนกับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานแทนการลงทุนในทรัพยากรบุคคล ด้าน ดานนี ฮิวสัน จาก AJ Bell เสริมว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังดิ้นรนเพื่อเริ่มต้นชีวิตการทำงาน AI อาจทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นยิ่งขาดแคลนเข้าไปอีก

 

ในแง่ของนโยบายการเงิน ข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอนี้ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยร่วงลง 0.5% มาอยู่ที่ 1.3564 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเริ่มเดิมพันว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจต้องตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คิดเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

 

โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.4% ขณะที่จำนวนตำแหน่งงานว่างคงที่อยู่ที่ประมาณ 7.26 แสนตำแหน่ง ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ตัวเลขการแข่งขันต่อหนึ่งตำแหน่งงานว่างพุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาด

 

สถานการณ์นี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญและเป็นบททดสอบที่ยากลำบากของรัฐบาลภายใต้การนำของ เคียร์ สตาร์เมอร์ ที่กำลังคะแนนนิยมตกต่ำลงก่อนการเลือกตั้งซ่อมและการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอัตรา ‘ว่างงาน’ อาจแตะระดับ 5.3% ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ขณะที่ตัวเลขการเลิกจ้างงานในเดือนมกราคมพุ่งสูงถึง 2.7 หมื่นคน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Richard Baker / In Pictures via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post อัตราว่างงานอังกฤษพุ่ง 5.2% สูงสุดในรอบ 5 ปี หลังนโยบายขึ้นภาษีนายจ้างพ่นพิษจนบริษัทหยุดรับคน เด็กจบใหม่เคว้งหลังตำแหน่งงานหายวูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อ 12 จังหวัด คุมเข้มทุนต่างชาติผ่าน ‘นอมินี’ มากสุด 1.17 แสนบริษัท https://thestandard.co/thai-nominee-capital-crackdown/ Tue, 17 Feb 2026 11:48:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1179471 ภาพประกอบแสดงถึงการตรวจสอบและควบคุมทุนต่างชาติผ่านนอมินีใน 12 จังหวัดเป้าหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

กรมพัฒน์ฯ เร่งสกัดมิจฉาชีพ ‘ซื้อหัวบริษัท’ ทำบัญชีม้านิ […]

The post เปิดชื่อ 12 จังหวัด คุมเข้มทุนต่างชาติผ่าน ‘นอมินี’ มากสุด 1.17 แสนบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการตรวจสอบและควบคุมทุนต่างชาติผ่านนอมินีใน 12 จังหวัดเป้าหมายของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

กรมพัฒน์ฯ เร่งสกัดมิจฉาชีพ ‘ซื้อหัวบริษัท’ ทำบัญชีม้านิติบุคคล ลุยตรวจนอมินี 117,496 ราย 12 จังหวัดเป้าหมาย ชี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และการลงทุน เร่งอุดช่องโหว่ ห่วงสะเทือนโครงสร้างธุรกิจไทย

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) มีการตั้งบริษัทใหม่แล้วถูกนำไปใช้เป็นบัญชีม้า 478 บริษัท ก่อนจะลดลงเหลือ 71 บริษัทในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี หลังเร่งมาตรการเชิงรุก และภายหลังการบังคับใช้มาตรการเต็มรูปแบบระหว่างวันที่ 1 มกราคม-15 กุมภาพันธ์ 2569 (45 วัน) พบเพียง 1 บริษัทเท่านั้น สะท้อนว่าการคุมเข้มตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียนเริ่มเห็นผล

 

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยอมรับว่าเมื่อช่องทางตั้งบริษัทใหม่ถูกปิด กลุ่มผู้ไม่สุจริตเริ่มปรับวิธีไปสู่การ “ซื้อหัวบริษัท” หรือซื้อกิจการที่จดทะเบียนไว้แล้วแต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจ เพื่อนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย จึงเตือนเจ้าของบริษัทที่ประกาศขาย กิจการผ่านออนไลน์ให้เพิ่มความระมัดระวัง

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลนิติบุคคลล่าสุดพบว่า ประเทศไทยมีบริษัทที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 778,457 ราย

 

  • ในจำนวนนี้มีบริษัทที่ชาวต่างชาติร่วมลงทุนกับคนไทย 121,096 บริษัท และถึง 117,496 บริษัท หรือ 97% เป็นการถือหุ้นต่างชาติไม่เกิน 50% ซึ่ง ‘เข้าข่ายต้องเฝ้าระวังนอมินี’
  • บริษัทกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวกระจุกตัวใน 12 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สมุทรปราการ เชียงใหม่ ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ นนทบุรี สมุทรสาคร ระยอง และกระบี่
  • 109,046 บริษัท ล้วนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ทั้งด้านท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และการลงทุน

 

ดังนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมเข้มงวดตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น พร้อมเตือนสำนักงานบัญชีและสำนักงานกฎหมายไม่เข้าไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นแทนโดยไม่มีการลงทุนจริง หากพบความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

“การเดินหน้าปราบปรามครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามยกระดับความโปร่งใสของโครงสร้างธุรกิจไทย แต่ยังต้องจับตาการปิดช่องโหว่รูปแบบใหม่ เพื่อไม่ให้กลายเป็นจุดอ่อนซ้ำเติมระบบเศรษฐกิจในระยะยาว”

 

เปิดชื่อ 12 จังหวัด คุมเข้มทุนต่างชาติผ่าน ‘นอมินี’ มากสุด 1.17 แสนบริษัท

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post เปิดชื่อ 12 จังหวัด คุมเข้มทุนต่างชาติผ่าน ‘นอมินี’ มากสุด 1.17 แสนบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติยืนยัน คุมเข้ม GULF ตั้งแต่ถือหุ้นแบงก์เกิน 5% บังคับแจ้งเหตุผล+แผนถือหุ้น ห้ามปล่อยกู้เงื่อนไขพิเศษ https://thestandard.co/bot-tightens-gulf-share-rules/ Tue, 17 Feb 2026 11:34:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1179460 สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. แถลงยืนยันเกณฑ์คุมเข้ม GULF ถือหุ้น KBANK เกิน 5%

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) แบงก์ชาติ ยืนยัน ‘GULF’ เข้ […]

The post แบงก์ชาติยืนยัน คุมเข้ม GULF ตั้งแต่ถือหุ้นแบงก์เกิน 5% บังคับแจ้งเหตุผล+แผนถือหุ้น ห้ามปล่อยกู้เงื่อนไขพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. แถลงยืนยันเกณฑ์คุมเข้ม GULF ถือหุ้น KBANK เกิน 5%

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) แบงก์ชาติ ยืนยัน ‘GULF’ เข้าถือหุ้น ‘KBANK’ ไม่เกิน 10% ชี้แจงเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการเข้าถือหุ้นต้องนับรวมหุ้นที่ซื้อคืน เพื่อรักษาสิทธิแบงก์ ย้ำชัดเกณฑ์กำกับเข้มข้นตั้งแต่มีการถือหุ้นเกิน 5% บังคับผู้ถือหุ้นใหญ่ รายงานวัตถุประสงค์ + แผนการถือหุ้น

 

กรณีนักลงทุนตั้งข้อสงสัยถึงการที่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าถือหุ้นสัดส่วนเกิน 10% ในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ซึ่งเกินเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดหรือไม่นั้น

 

ล่าสุดสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เกณฑ์ของแบงก์ชาติที่ห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นสถาบันการเงิน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกิน 10% เป็นเกณฑ์ภายใต้พ.ร.บ.สถาบันการเงินที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ไม่ใช่เรื่องใหม่

 

โดยเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการถือหุ้นธนาคารของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ธปท.มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน การที่ ก.ล.ต.ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายงานข้อมูลผ่านแบบ รายงาน 246-2 เป็นไปเพื่อความโปร่งใสของการลงทุนในตลาดทุน เนื่องจากมีนักลงทุนรายอื่นในตลาดที่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับแบงก์ชาติ เกณฑ์ดังกล่าวใช้เพื่อการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่แบงก์ชาติให้ความดูแลอยู่อย่างเข้มข้น

 

โดยแบงก์ชาตินับรวมหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด รวมถึงหุ้นที่สถาบันการเงินจำหน่ายแล้วซื้อคืน (Treasury Stock) ไว้ในฐานเกณฑ์คำนวณสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในขณะที่ กลต.ไม่ได้นับรวมในส่วนนี้

 

ซึ่งในมุมมองของแบงก์ชาติ การซื้อหุ้นคืนของธนาคารเป็นการระงับสิทธิลงคะแนนชั่วคราวเท่านั้น ในระยะต่อไปมีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารอาจนำหุ้นส่วนนี้ขายคืนในตลาด หรือเอาไปลดทุน ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนระยะสั้นที่อยู่ภายใต้การตัดสินใจของธนาคาร หากแบงก์ชาติไม่นับรวมสัดส่วนหุ้นที่ซื้อคืน อาจไปกระทบสิทธิระยะยาวของธนาคารได้

 

กรณีมีผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 5%

 

ตามเกณฑ์ของแบงก์ชาติ ถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แล้ว ซึ่งในกรณีล่าสุดที่เป็นข่าว ‘กัลฟ์’ มีการถือหุ้นเกินสัดส่วน 5% มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งต้องมีการรายงานต่อแบงก์ชาติ โดยจะมีการกำกับเชิงรุก กำหนดให้ผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องชี้แจงวัตถุประสงค์การถือหุ้น รวมถึงแสดงแผนการซื้อหุ้นในอนาคตว่าจะมีปรับเพิ่มหรือลดสัดส่วนอย่างไร โดยแบงก์ชาติจะให้การติดตามอย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมากัลฟ์ได้รายงานต่อแบงก์ชาติแล้ว

 

ปัจจุบัน ‘กัลฟ์’ กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกสิกรไทย โดยมีสัดส่วนหุ้นที่ 10.0298% เพิ่มจาก 4.53% เมื่อเดือนกันยายน 2568

 

ทั้งนี้ การที่ผู้ถือหุ้นมีสัดส่วนการถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 5% จะต้องถูกกำกับด้วยกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทบสิทธิผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เช่น หากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องการกู้เงินเพิ่ม จะต้องได้รับการอนุมัติเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการธนาคาร

 

สำหรับสถาบันการเงินที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เกิน 5% ตามหลักเกณฑ์กำหนดให้ ห้ามปล่อยสินเชื่อเกิน 5% ของเงินดำรงกองทุน และห้ามปล่อยเกิน 25% ของหนี้สินรวมทั้งหมดของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ รวมทั้งพิจารณาความสัมพันธ์ไปถึงบริษัทที่เกี่ยวข้อง และหากสถาบันการเงินทำธุรกรรมกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะต้องใช้เงื่อนไขการพิจารณาอนุมัติธุรกรรม รูปแบบเดียวกับเงื่อนไขบุคคลทั่วไป ไม่มีเงื่อนไขพิเศษ นอกจากนี้ยังต้องมีกระบวนการป้องกันผลประโยชน์ขัดแย้ง โดยจะต้องทำให้กระบวนการประเมิน ความเสี่ยงต่างๆ รัดกุม เสมือนเป็นลูกค้าทั่วไป

 

กรณีมีผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 10%

 

จะเห็นได้ว่ากรณีมีผู้ถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 5% ขึ้นไป แบงก์ชาติจะให้การจับตามอง และตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ก่อนที่ผู้ถือหุ้นจะไปลงทุนเกิน 10% จะต้องรายงานต่อแบงก์ชาติก่อน ไม่สามารถรายงานย้อนหลังได้ และเมื่อเข้ามารายงานกับแบงก์ชาติแล้ว ไม่ได้หมายความว่าแบงก์ชาติจะผ่อนปรนให้สามารถถือหุ้นสถาบันการเงินเกิน 10% ได้

 

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน หลักเกณฑ์ของแบงก์ชาติอนุญาตให้เกิน 10% ได้ 2 กรณีคือ

 

  • เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น โดยการถือหุ้นนั้นช่วยเพิ่มความมั่นคง หรือศักยภาพของสถาบันการเงินนั้นๆ หรือช่วยรักษาเสถียรภาพ ของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม
  • กรณีหน่วยงานรัฐ สามารถเข้ามาถือหุ้นเกิน 10% ได้ แต่ต้องเป็นการลงทุนแบบ passive investor รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลเท่านั้น และไม่มีอำนาจควบคุมสถาบันการเงิน

The post แบงก์ชาติยืนยัน คุมเข้ม GULF ตั้งแต่ถือหุ้นแบงก์เกิน 5% บังคับแจ้งเหตุผล+แผนถือหุ้น ห้ามปล่อยกู้เงื่อนไขพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’ ใน 11 ดัชนีระดับโลก ‘แย่ลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ขาลงชั่วคราว ห่วงวนลูปกลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ https://thestandard.co/thailand-structural-problems-vicious-cycle/ Tue, 17 Feb 2026 02:02:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1179159

ตำแหน่งของ ‘ประเทศไทย’ ในดัชนีสำคัญๆ ระดับโลก ‘ลดลง’ แท […]

The post เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’ ใน 11 ดัชนีระดับโลก ‘แย่ลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ขาลงชั่วคราว ห่วงวนลูปกลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตำแหน่งของ ‘ประเทศไทย’ ในดัชนีสำคัญๆ ระดับโลก ‘ลดลง’ แทบทุกด้านในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น ดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (Corruption perceptions Index: CPI) ที่มีอันดับตกลงอย่างมีนัยสำคัญ มาอยู่ที่ 116 จาก 181 (จากเดิมเคยอยู่ที่ 76/167)

 

ขณะที่ด้านการศึกษา (PISA) ไทยร่วงลงมาอยู่ที่ 63 จาก 80 ประเทศ (จากเดิม 56/102) แสดงให้เห็นว่าคุณภาพการศึกษาไทยถดถอยลงเมื่อเทียบกับโลก เช่นเดียวกับดัชนีหลักนิติธรรม (Rule of Law Index) และประสิทธิผลรัฐบาล (Government Effectiveness Index) ที่อันดับตกลง รวมถึงดัชนีบำนาญ (Global Pension Index) ที่อยู่รั้งท้ายต่อเนื่อง สะท้อนความไม่พร้อมในการรองรับสังคมสูงวัย

 

โดยตำแหน่งของไทยที่อยู่ตรงกลางๆ ค่อนท้าย ตรงข้ามกับประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ในดัชนีต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น นอร์เวย์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวีเดน และไอซ์แลนด์ นอกจากนี้ ประเทศที่ติดอันดับ Top 10 ก็มักปรากฏชื่อซ้ำๆ ของเกือบทุกดัชนี

 

ขณะที่ สิงคโปร์ถือเป็นตัวแทนเอเชียในเวทีโลก เหตุติดอันดับ Top 10 ในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้ต่อหัว เสรีภาพทางเศรษฐกิจ ขีดความสามารถในการแข่งขัน การรับรู้การทุจริต PISA และประสิทธิผลของรัฐบาล เป็นต้น

 

ภาวะอันดับถดถอยตอกย้ำไทยเจอ ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ไม่ใช่วัฏจักรขาลงชั่วคราว

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) มองว่า ภาวะที่อันดับของประเทศไทยในดัชนีต่างๆ ลดลงสะท้อนว่า ไทยอาจไม่ได้เผชิญแค่ภาวะวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงชั่วคราว แต่ภาวะเช่นนี้กำลังตอกย้ำว่า ไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

“การที่อันดับไทยลดลงในหลายมิติ ไม่ใช่แค่ดัชนีเดียว อาจสะท้อนว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ตัวอย่างเช่น ถ้าลดลงแค่ดัชนีเดียว อาจตีความได้ว่า อาจเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจหรือปัจจัยเฉพาะ” ณัฐพรกล่าว

 

ณัฐพรยังระบุอีกว่า ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว’ เป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติพิจารณา แต่เมื่อไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้มองไปในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยคงโตไม่สูงต่อไปเรื่อยๆ จึงอาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นแทนไทย โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะโตก็อาจจะหายไปจากปัญหาดังกล่าว

 

“ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติสนใจว่า การเติบโตระยะยาว (Long-term Growth) ของประเทศไทยว่า จะมาจากอะไร จะไปในทิศทางไหน เราก็พูดกันไปเยอะแล้วว่า (เศรษฐกิจไทย) จะโตแบบได้ประมาณ 2% ไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการปฏิรูป ดังนั้น สิ่งนี้จึงเป็น Key Message ที่ต่างชาติรับรู้กัน” ณัฐพรกล่าว

 

วิเคราะห์สาเหตุทำไม อันดับไทยลดลงแทบทุกดัชนี

 

ด้านดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวว่า ภาวะที่ประเทศไทยมีอันดับลดลงในแทบทุกด้านนับเป็นสัญญาณเตือน (Trigger point) ว่าไทยถึง ‘จุดเปลี่ยน’ แล้ว พร้อมมองว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยถึงจุดนี้มาจาก ‘แผลเก่า’ อย่างปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยสะสมมานานและยังแก้ไม่ได้ นอกจากนี้ยังเผชิญ ‘แผลใหม่’ จากโควิด-19 ที่ทำให้หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ไม่ได้อ่อนแอมากกลับอ่อนแอลง

 

“ภาคส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจไทยถูกผลกระทบจากโควิด แล้วก็ยังไม่สามารถกลับไปมีความเข้มแข็งเหมือนเดิมได้ ทำให้เรารู้สึกว่า ปัญหาโครงสร้างที่มีอยู่ บวกกับแผลเป็นที่ยังไม่หายจากโควิด ทำให้ปัญหาต่างๆ ออกอาการพร้อมกัน” ดร.ฐิติมากล่าว

 

ห่วงกบไทยถูกทิ้งในหม้อ แต่กบเพื่อนบ้านกำลังกระโดดออก

 

ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ มีหลายคนเปรียบเทียบภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญคือ ‘ต้มกบ’ กล่าวคือ เดิมทีไทยอยู่อันดับกลางๆ ในดัชนีต่างๆ ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน เปรียบเสมือนกบที่อยู่ในหม้อต้มด้วยกัน แต่ปัจจุบันกบเพื่อนบ้านมีการปรับตัวและพัฒนาดีขึ้น ‘กระโดดออกจากหม้อ’ ในขณะที่ไทยยังย่ำอยู่กับที่หรือถดถอยลง ทำให้ช่องว่าง (Gap) ระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านห่างขึ้นเรื่อยๆ

 

ระวัง! ไทยติดกับ ‘วงจรร้าย’ หาทางออกไม่ได้

 

ดร.ฐิติมา ยังมองว่า ผลกระทบจากภาวะที่ตัวชี้วัดต่างๆ ของไทยลดลงแทบทุกมิติเช่นนี้ รวมไปถึงด้านนิติธรรมและภาครัฐ ไม่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจหรือประชาชนทำมาหากินได้ จึงย่อมทำให้ผู้คนหมดหวัง มีความคิดอยากย้ายประเทศ หรือส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ ย่อมทำให้ทรัพยากรและเงินทุนก็ไหลออกประเทศไปหาผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า ภาวะเช่นนี้คล้ายกับ ‘วงจรร้าย’ (Vicious Cycle) เนื่องจากเมื่อคนเก่งและเงินทุนไหลออก ประเทศก็ยิ่งขาดศักยภาพในการพัฒนา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจยิ่งแย่ลง และวนกลับไปทำให้คนยิ่งหมดหวังวนไปมากขึ้นเรื่อยๆ

 

KResearch แนะเริ่มแก้จาก ‘สาเหตุ’ หรือปัญหารากฐาน

 

ณัฐพรกล่าวต่อว่า การทำให้อันดับของประเทศไทยดีขึ้นในทุกๆ ด้านพร้อมกันอาจจะเป็นงานใหญ่และยาก ดังนั้น อาจจะต้องมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่เป็นต้นตอที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ก่อน อย่างเช่น การศึกษา และความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการสร้างโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่

 

“การปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจสามารถทำได้ผ่านการสร้างโมเดลการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ๆ เพื่อทำให้การเติบโตสูงขึ้น อย่างเช่น อาจจะมีอุตสาหกรรมใหม่เป็นตัวดัน GDP Growth ในระยะข้างหน้า”

 

SCB EIC ชี้ ‘การปฏิรูป’ ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

 

ด้านดร.ฐิติมาแนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ สร้างพิมพ์เขียว (Blueprint) ของประเทศเพื่อกำหนดว่า ในระยะข้างหน้าประเทศไทยควรไปทางไหน นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดประเด็นเรื่อง ‘การปฏิรูป’ ให้เป็นวาระแห่งชาติ

 

โดยดร.ฐิติมาอธิบายต่อว่า “พรรคภูมิใจ ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็มีนโยบาย 10 พลัส ซึ่งมีทั้งนโยบายระยะสั้นและยาวแล้ว นอกจากนี้ ปัจจุบัน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็อยู่ระหว่างร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ตอนนี้จึงถือเป็นจังหวะดีที่รัฐบาลจะรวมแผนเหล่านี้ให้เป็นแผนเดียวกัน ท่ามกลางแรงกดดันที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2030 ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

“ด้วยภาวะเหล่านี้ เส้นทางเดียวกันของทุกหน่วยในสังคม คือ ‘การปฏิรูป’ ดังนั้น จึงเป็นจังหวะดีที่ไทยจะยกประเด็นการปฏิรูปนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda)” ดร.ฐิติมากล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังมองว่า การปฏิรูปประเทศสามารถมุ่งเป้าเลือกทำเป็นด้านๆ ได้ (prioritize) โดยเรื่องเร่งด่วนและสร้างผลกระทบสูง (Impactful) ที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ การเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและการปลดล็อกกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่ออำนวยให้ภาคเอกชนธุรกิจและประชาชนปรับตัวได้รวดเร็วขึ้น

 

สรุปกลุ่มดัชนีที่ตำแหน่งประเทศไทย ‘ดีขึ้น’ จาก 10 กว่าปีก่อน ได้แก่

 

  • สัมประสิทธิ์ความเสมอภาค (GINI Index): อันดับไทยดีขึ้นมาอยู่ 42 จาก 169 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนไปทางดี Top 25%) จากเดิมอันดับ 52 จาก 78 เมื่อปี 2008
  • ดัชนีความเป็นประชาธิปไตย (Democracy Matrix) อันดับไทยดีขึ้นในแง่ตัวเลขอันดับ มาอยู่ 68 จาก 286 ประเทศหรือเขตปกครอง (อยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดี) จากเดิมอันดับ 93 จาก 167 เมื่อปี 2014
  • ดัชนีรัฐเปราะบาง (Fragile state index) อันดับไทยดีขึ้นมาอยู่ 83 จาก 179 ประเทศ (อยู่ระดับกลาง) จากเดิมอันดับ 99 จาก 178 เมื่อปี 2014

 

กลุ่มดัชนีที่ตำแหน่งประเทศไทย ‘แย่ลง’ จาก 10 กว่าปีก่อน ได้แก่

 

  • รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita): อันดับไทยแย่ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 120 จาก 218 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางของโลก) จากเดิมอันดับ 118 จาก 213 เมื่อปี 2013
  • ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Freedom): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 82 จาก 184 ประเทศ (ระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 75 จาก 178 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Global Competitiveness Index): อันดับไทยแย่ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 30 จาก 69 (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 29 จาก 60 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index): อันดับไทยแย่ลงอย่างมาก โดยอยู่ที่ 116 จาก 181 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนมาต่ำกว่ากึ่งกลางอย่างชัดเจน) จากเดิมอันดับ 76 จาก 167 เมื่อปี 2015
  • โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment:PISA): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 63 จาก 80 ประเทศ (อยู่ระดับค่อนไประดับท้ายของกลุ่มประเทศที่เข้าร่วมทดสอบ) จากเดิมอันดับ 56 จาก 102 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีนิติธรรม (Rule of Law Index): อันดับไทยแย่ลง โดยอยู่ที่ 77 จาก 143 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 54 จาก 102 เมื่อปี 2015
  • ดัชนีประสิทธิผลของรัฐบาล (Government Effectiveness Index): อันดับไทยแย่ลง โดยอยู่ที่ 77 จาก 193 ประเทศ (อยู่ในระดับกลางๆ) จากเดิมอันดับ 66 จาก 100 เมื่อปี 2014
  • ดัชนีบำนาญ (Mercer Global Pension Index 2025): อันดับไทยลดลง โดยอยู่ที่ 48 จาก 52 ประเทศ (กลุ่มรั้งท้าย) จากเดิมอันดับ 43 จาก 43 เมื่อปี 2021

 

ภาพกราฟิกแสดงตำแหน่งของประเทศไทยที่แย่ลงในดัชนีระดับโลก พร้อมแผนภาพวงจรอุบาทว์ที่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง 1

WEALTH INFO_เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดตำแหน่ง ‘ไทย’ ใน 11 ดัชนีระดับโลก ‘แย่ลง’ แทบทุกด้าน สะท้อนไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ขาลงชั่วคราว ห่วงวนลูปกลายเป็น ‘วงจรอุบาทว์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจีดันไทย ‘Heart of Asia’ ชูแนวคิด ‘Ally to All’ พันธมิตรทุกประเทศ เล็งเปิดโต๊ะเจรจา FTA ไทย-แคนาดา https://thestandard.co/supajee-thailand-ally-all-fta-canada/ Mon, 16 Feb 2026 12:32:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1179113 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนา ชูแนวคิด 'Heart of Asia' และ 'Ally to All' พร้อมแผนเจรจา FTA ไทย-แคนาดา

โลกเผชิญภาวะ Extreme Polarization แบ่งแยกสุดขั้ว! ศุภจี […]

The post ศุภจีดันไทย ‘Heart of Asia’ ชูแนวคิด ‘Ally to All’ พันธมิตรทุกประเทศ เล็งเปิดโต๊ะเจรจา FTA ไทย-แคนาดา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขณะกล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนา ชูแนวคิด 'Heart of Asia' และ 'Ally to All' พร้อมแผนเจรจา FTA ไทย-แคนาดา

โลกเผชิญภาวะ Extreme Polarization แบ่งแยกสุดขั้ว! ศุภจีดันไทย ‘Heart of Asia’ ชูแนวคิด ‘Ally to All’ หนุนการทูตเศรษฐกิจ ภายใต้กลไก ‘Team Thailand’

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ ‘Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand’ ซึ่งจัดโดย UN Trade and Development (UNCTAD) สถาบันระหว่างประเทศ เพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย ว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง นั่นคือ โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว

 

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็น ‘พันธมิตร’ การค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงานเพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต

 

เล็งเปิดโต๊ะเจรจา FTA ‘ไทย-แคนาดา’

 

อย่างไรก็ตาม อาวุธสำคัญของไทยคือความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือโดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ

 

ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้

 

“โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย-แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา”

 

สำหรับ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน ศุภจี ระบุว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

“การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” ศุภจีกล่าวย้ำ

 

ศุภจี กล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะเร่งกระจายตลาดส่งออก เพื่อ ‘ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง’ มากจนเกินไป พร้อมเร่งขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศคู่ค้าศักยภาพในภูมิภาคใหม่ ๆ ควบคู่กับการรักษาความสัมพันธ์กับตลาดหลักเดิมอย่างสมดุล

 

โดยหากดูจากรายงาน Trade and Development Report (TDR 2025) สะท้อนว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ยังชะลอตัว ความไม่สมดุลของระบบการค้าและการเงินโลก มาตรการกีดกันทางการค้า

 

ยึดหลักการ ‘Ally to All’ ‘เป็นพันธมิตรทุกประเทศ

 

ดังนั้น ประเทศไทยจะยึดมั่นในหลักการ Ally to All เป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ

 

1. การกระจายตลาด

 

2. การปรับปรุงและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี FTA

 

3. การเสริมสร้างความสามารถด้านการเงิน โดยย้ำว่าจุดยืนของไทยคือการเป็น ‘Heart of Asia’

 

ขณะเดียวกัน แนวคิดการค้าในยุคใหม่จะไม่หยุดแค่ ‘Sell To’ (ขายให้) แต่ต้องก้าวสู่ ‘Sell With’ (ขายร่วมกับพันธมิตร) และ ‘Sell Through’ (ขายผ่านเครือข่ายพันธมิตร) เพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานระดับโลกโดยบูรณาการนโยบายต่างประเทศและนโยบายเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ภายใต้กลไก Team Thailand เพื่อสร้างความเชื่อมั่นภูมิภาคต่างๆ รวมถึงใช้ประโยชน์จากบทบาทของอาเซียนผ่าน regionalization

 

นอกจากนี้ ระยะกลาง ไทยต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทางการค้า ผ่านการขยายตลาดส่งออกใหม่และพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศที่มีศักยภาพ ส่วนในระยะยาวนั้น มองว่า

 

“ความผันผวนของนโยบายการเงินโลกและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น อาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเผชิญข้อจำกัดด้านการลงทุนและการขยายการค้า ดังนั้น ไทยจึงต้องบูรณาการการค้าเข้ากับเศรษฐกิจมหภาค การเงิน อุตสาหกรรมใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน”

 

ปี 2568 ไทยใช้ FTA ทะลุ 8.2 หมื่นล้านดอลลาร์

 

สำหรับ ปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 82,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 8.74% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.62% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA

 

อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 30,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 71.30% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ

 

สำหรับภาพรวมสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

 

1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ

 

2. ทุเรียนสด

 

3. ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ

 

4. แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต)

 

5. เนื้อไก่ปรุงแต่ง

 

”การค้า การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอ TDR 2025 และข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การค้า มุ่งเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน” ศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

The post ศุภจีดันไทย ‘Heart of Asia’ ชูแนวคิด ‘Ally to All’ พันธมิตรทุกประเทศ เล็งเปิดโต๊ะเจรจา FTA ไทย-แคนาดา appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ชี้ Creator Economy ไทยทะลุ 11 ล้านคน เปลี่ยนโฉมช้อปปิ้งสู่ยุค ‘เชื่อใจมากกว่าเช็คราคา’ จับตา Podcasting โตแรงสุด https://thestandard.co/creator-economy-thailand-podcasting-scbeic/ Mon, 16 Feb 2026 09:27:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1179016 ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้ม Creator Economy ในไทยที่เติบโตถึง 11 ล้านคน และ Podcasting มีอัตราการเติบโตสูงสุด จากข้อมูลของ SCB EIC

Creator economy : เมื่อการสร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาชีพและ […]

The post SCB EIC ชี้ Creator Economy ไทยทะลุ 11 ล้านคน เปลี่ยนโฉมช้อปปิ้งสู่ยุค ‘เชื่อใจมากกว่าเช็คราคา’ จับตา Podcasting โตแรงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวโน้ม Creator Economy ในไทยที่เติบโตถึง 11 ล้านคน และ Podcasting มีอัตราการเติบโตสูงสุด จากข้อมูลของ SCB EIC

Creator economy : เมื่อการสร้างคอนเทนต์กลายเป็นอาชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

 

Creator economy เป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้โดยตรงจากผู้ชมผ่านช่องทางดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อกลางแบบดั้งเดิม โดยมีครีเอเตอร์หรือผู้ที่เผยแพร่เนื้อหา/สร้างสรรค์ผลงานโดยอาศัยเทคโนโลยีลงบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบล็อกเกอร์ สตรีมเมอร์ ศิลปิน นักดนตรี หรือผู้ให้บริการด้านต่างๆ

 

การเติบโตของการใช้ Social media ทำให้คอนเทนต์ถูกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเชื่อถือและได้รับอิทธิพลทางความคิดจากกลุ่มครีเอเตอร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

โดยพบว่าปัจจุบันมีครีเอเตอร์มากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ในประเทศไทย

 

มีประมาณ 11 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่ Celebrity/Mega influencers ไปจนถึง Nano influencers

 

ทั้งนี้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Creator economy ได้รับแรงหนุนจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่

 

  • การลดบทบาทของสื่อกลางแบบดั้งเดิม ทำให้ครีเอเตอร์เชื่อมต่อกับผู้ชมโดยตรงและควบคุมคอนเทนต์ได้อย่างเสรี
  • ช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย เช่น Subscriptions, Advertising, Sponsorships, Brand และ Affiliate marketing เป็นต้น
  • เทคโนโลยี AI และเครื่องมือขั้นสูง ที่มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตคอนเทนต์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชม และขยายการเข้าถึงผ่าน Algorithm

 

Creator economy เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมช่องทางการสร้างรายได้ที่หลากหลายมากขึ้น สอดคล้องกับการขยายตัวของ Social commerce และ Live streaming commerce

 

จากข้อมูลของ Grand View Research คาดการณ์ว่า Creator economy ทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยจะเติบโตเฉลี่ยราว 23% ต่อปี (CAGR 2026-2032) สำหรับในไทย Tellscore ร่วมกับศูนย์วิจัย FutureTales LAB ประเมินว่า Creator economy จะขยายตัวราว 15% ในปี 2025 แม้ว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อจำกัดด้านขนาดตลาดและภาษา แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของ Social commerce และ Live streaming commerce ในไทยที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค

 

ทั้งนี้ รูปแบบคอนเทนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือ Video streaming แต่ Podcasting กลับเป็นรูปแบบที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคหันมาฟังคอนเทนต์เสียงในรูปแบบยาวมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่มี Loyalty สูง ขณะที่ช่องทางหลักในการสร้างรายได้ ประกอบด้วยรายได้จากโฆษณา ที่ขับเคลื่อนโดย Influencer marketing รายได้จากระบบการสมัครสมาชิก ที่ให้รายได้ต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสมาชิก และรายได้จากค่านายหน้า (Affiliate marketing) ที่กำลังมาแรงอย่างมาก โดยครีเอเตอร์สร้างรายได้จากการโพรโมตสินค้าผ่าน Tracking link และได้รับเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย

 

ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม Social media หลายเจ้าได้รวมฟีเชอร์ช็อปปิงเข้ามา เช่น TikTok Shop, และ YouTube Shopping ทำให้ครีเอเตอร์สามารถแท็กสินค้าในคอนเทนต์ได้โดยตรง และผู้ติดตามสามารถซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแอปพลิเคชัน ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของ Social commerce และ Live commerce ในไทยที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเข้ามาเปลี่ยนแปลง Customer journey จากการเปรียบเทียบราคามาสู่การซื้อตามความเชื่อมั่นในครีเอเตอร์

 

แม้ Creator economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังมีความท้าทายสำคัญในด้านการเติบโตของรายได้ที่ช้าและไม่แน่นอน รวมถึงปัญหาด้านเทคโนโลยี

 

แม้ว่า Creator economy จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศ แต่ยังมีความท้าทายอีกหลายประการที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เช่น รายได้ที่อาจเติบโตช้าและผันผวนส่งผลต่อการวางแผนทางการเงิน หรือปัญหาด้านเทคโนโลยี เช่น Platform algorithm ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เนื่องจากแพลตฟอร์ม Social media มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์การแสดงผลคอนเทนต์

 

สำหรับแบรนด์/ผู้ประกอบการ มีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าและเจาะจงได้ดีขึ้นกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม แต่แบรนด์ต้องเผชิญกับความท้าทายบางอย่าง เช่น การติดตาม ROI การบริหารโปรแกรม Affiliate และการรับมือกับแพลตฟอร์ม ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีโอกาสเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างครีเอเตอร์ แบรนด์ และแพลตฟอร์ม เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและการจัดการการเงินสำหรับครีเอเตอร์การให้บริการด้านระบบชำระเงินสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงการพัฒนาบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของระบบนิเวศนี้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

https://www.scbeic.com/th/detail/product/Creator-economy-160226

The post SCB EIC ชี้ Creator Economy ไทยทะลุ 11 ล้านคน เปลี่ยนโฉมช้อปปิ้งสู่ยุค ‘เชื่อใจมากกว่าเช็คราคา’ จับตา Podcasting โตแรงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>