ไต้หวัน เป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนา AI ที่เติบโตเร็วที่สุ […]
The post AI ดันเศรษฐกิจไต้หวันพุ่งแซงจีน แต่รายได้ประชากรไม่ขยับ แถมราคาบ้านยังแพงขึ้น 3 เท่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไต้หวัน เป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนา AI ที่เติบโตเร็วที่สุด และแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะแข็งแกร่ง แต่ประชากรจำนวนมากกลับรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้นตามไปด้วย
ที่ผ่านมา เกาะไต้หวันเผชิญทั้งแรงกดดันด้านความมั่นคงจากจีน และผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศใช้ แต่เศรษฐกิจไต้หวันยังสามารถขยายตัวราว 8% ต่อเนื่องสองไตรมาส ซึ่งถือว่าหาได้ยากในประเทศพัฒนาแล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มผลักดัน GDP ปี 2025 ไปสู่ระดับ 7.4% สูงกว่าจีนด้วยซ้ำ
สอดคล้องกับสำนักงานสถิติ ไต้หวัน ชี้ว่า GDP ไตรมาส 3 โต 8.21% YoY หนุนจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 36.5% ณ สิ้นเดือนกันยายน ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ที่โต 7.7% ขณะที่เดือนตุลาคม การส่งออกยังทำสถิติใหม่ กระโดด 49.7% สูงสุดในรอบกว่า 15 ปี
เจสัน ทูวีย์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่า ไต้หวันคือหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่ทำผลงานดีที่สุดในโลก โดยได้อานิสงส์จากกระแสลงทุนด้าน AI และกระแสนี้ยังดันตลาดหุ้นไต้หวันขึ้นอันดับ 8 ของโลก แซงเยอรมนีในเดือนกันยายน โดยมีอุตสาหกรรมไฮเทคของบริษัทระดับโลกช่วยผลักดัน เริ่มตั้งแต่ TSMC, Google, OpenAI และ Microsoft ที่เร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย GPU ของ Nvidia และ AMD ซึ่งต้องพึ่งพาชิปและเซิร์ฟเวอร์ที่ผลิตโดยบริษัทไต้หวัน
แม้เศรษฐกิจจะโตเร็ว แต่กำลังซื้อของประชากรกลับไม่เพิ่มตาม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ทรงตัวในระดับต่ำตลอดปี ขณะที่รายได้จำนวนมากกระจุกอยู่เพียงไม่กี่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่คิดเป็น 15% ของ GDP แต่จ้างงานเพียง 6.5% ของแรงงานทั้งประเทศ
วิเวียน เฉิน พยาบาลในเมืองเกาสง ระบุว่า แม้ตนมีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นตามที่ตัวเลขบอก และย้ำว่าค่าตอบแทนในภาคสาธารณสุขแทบไม่ขยับ จนทำให้บุคลากรบางส่วนเลือกไปทำงานต่างประเทศ
ทั้งนี้ แม้ GDP ต่อหัวปีนี้คาดว่าจะทะลุ 38,000 ดอลลาร์ แซงเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แต่ระดับค่าจ้างเฉลี่ยของไต้หวันยังต่ำกว่าสองประเทศดังกล่าวอย่างน้อย 30%
ขณะเดียวกัน ไต้หวันยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงเป็นประวัติการณ์ อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงเมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าแนวทางลดดุลการค้ากับคู่ค้าหลัก แม้สินค้ากลุ่มชิปที่มีสัดส่วนกว่า 73% ของการส่งออกไต้หวัน ยังไม่ถูกขึ้นภาษี แต่ทรัมป์เคยขู่เก็บภาษีสามหลักกับชิป ยกเว้นเฉพาะบริษัทที่ตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เช่น TSMC
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ อู๋ เจี๋ยหมิน จาก Academia Sinica ระบุว่า ความวิตกกังวลในสังคมเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนด้านสถานะของไต้หวัน ภายใต้แรงกดดันจากจีนที่ยังอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะแห่งนี้ ซึ่งแม้เศรษฐกิจเติบโต แต่ค่าแรงจริงของชาวไต้หวันแทบไม่เพิ่มมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 ขณะที่สัดส่วนรายได้แรงงานต่อ GDP ลดลงจาก 50% เหลือ 44% ส่วนในภาคอิเล็กทรอนิกส์ ค่าจ้างสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศจาก 35% เป็น 70% ภายใน 5 ปี สะท้อนช่องว่างรายได้ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ปัญหาค่าครองชีพ โดยอัตราส่วนราคาบ้านต่อรายได้เฉลี่ยในไทเปเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าใน 20 ปี ซึ่งสูงกว่าเมืองใหญ่อย่างลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความท้าทายหลายด้าน แต่นักวิชาการบางรายมองโลกในแง่บวก โดย อู๋ จาก Academia Sinica เชื่อว่าการเติบโตของภาคเทคโนโลยีอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่นในอนาคต โดยชี้ว่าความสำเร็จของไต้หวันไม่ได้เกิดจากการวางแผนที่เหนือชั้นของรัฐบาล แต่เป็นผลจากการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปร่วมกับความคล่องตัวของธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันแข็งแกร่ง
ภาพ: Growth_Together / shutterstock
อ้างอิง:
The post AI ดันเศรษฐกิจไต้หวันพุ่งแซงจีน แต่รายได้ประชากรไม่ขยับ แถมราคาบ้านยังแพงขึ้น 3 เท่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ธนกร’ ประกาศ ‘พักหนี้-ดีพร้อม’ ยกต้น : ยกดอก อัตโนมัติ […]
The post ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วมใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
‘ธนกร’ ประกาศ ‘พักหนี้-ดีพร้อม’ ยกต้น : ยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ เร่งเพิ่มสภาพคล่องผ่านสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน
วันที่ 29 พ.ย. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ‘การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม’ หรือสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay)
โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน
ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว สั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน ‘มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม’ กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติ
ณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ
ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้
1. พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง
2. ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน
3. สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม
4. สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance) โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ ‘เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ’ โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ
The post ประกาศพักหนี้ช่วย SME อัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน กู้วิกฤตน้ำท่วมใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในปี 2025 ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย แล […]
The post ค่าเงินรูปีอินเดีย ปี 2025 ร่วงหนักสุดในเอเชีย รับแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ เงินทุนไหลออก และท่าที RBI ปล่อยค่าเงินเคลื่อนไหวตามตลาด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในปี 2025 ค่าเงินรูปีอินเดียอ่อนค่ามากที่สุดในเอเชีย และมีแนวโน้มปรับตัวลงสูงสุดในรอบสามปี นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังรัสเซียบุกโจมตียูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศอินเดียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 90%
อีกทั้งแรงกดดันในปีนี้ยังมาจาก การขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และผลประกอบการหลายบริษัทอ่อนแอลง ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นอินเดียเพิ่มขึ้น ซึ่งกระทบต่อทิศทางของตลาดเงินทุนและทำให้เงินรูปีอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ได้ขายสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศไปกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงค่าเงินและหลีกเลี่ยงไม่ให้รูปีร่วงลงทำจุดต่ำสุดในเดือนตุลาคม แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยซื้อเวลาให้ตลาด แต่แรงกดดันยังคงเพิ่มขึ้น
ยิ่งในวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ค่าเงินรูปีดิ่งลงแตะ 89.4812 ต่อดอลลาร์ โดยไม่มีสัญญาณว่าธนาคารกลางจะลงมาป้องกัน ทำให้นักวิเคราะห์ตีความว่า RBI อาจยอมให้ค่าเงินเคลื่อนไหวตามตลาด เพื่อรักษาทุนสำรองไว้ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ
โดยปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศของอินเดียอยู่ที่ราว 6.9 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงติดอันดับโลก และเพียงพอสำหรับการนำเข้าได้นานถึง 11 เดือน และล่าสุดวันที่ 26 พฤศจิกายน IMF ประกาศปรับการจัดประเภทระบบอัตราแลกเปลี่ยนของอินเดียเป็นแบบ ‘crawl-like arrangement’ หรือระบบที่ปล่อยให้ค่าเงินปรับขึ้นลงอย่างช้าๆ ตามเงินเฟ้อและเงื่อนไขการค้า แทนการป้องกันอย่างเข้มข้นแบบในอดีต ถือเป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางกำลังปรับเข้าสู่แนวทางบริหารความผันผวนระยะยาวมากขึ้น
รูปีเริ่มอ่อนค่ามาตั้งแต่ต้นปี ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยในเดือนมีนาคม–เมษายน และแข็งที่สุดในต้นเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 83.7538 ต่อดอลลาร์ ช่วงที่ตลาดคาดหวังว่าอินเดียจะเป็นประเทศแรกๆ ที่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ความหวังต่อการลดภาษีส่งออกช่วยหนุนกระแสเงินทุนและเสริมแรงซื้อค่าเงินในช่วงระยะสั้น
แต่ภาพรวมเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงกว่าคาด พร้อมขู่ใช้มาตรการลงโทษเพิ่มเติมจากกรณีอินเดียซื้อพลังงานและอาวุธจากรัสเซีย โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้รูปีอ่อนค่าหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022
จากนั้นแรงกดดันเพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม เมื่อสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้าจากอินเดียเป็น 50% นับว่าสูงที่สุดในเอเชีย และยังเพิ่มภาษีลงโทษอีก 25% สำหรับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย ส่งผลให้ค่าเงินรูปีทะลุระดับ 88 ต่อดอลลาร์และทำจุดต่ำสุดหลายครั้ง
จนถึงในเดือนกันยายน ภาพรวมซ้ำเติมหนักขึ้นอีก หลังมีรายงานว่าทรัมป์เรียกร้องให้ยุโรปตั้งภาษีลงโทษอินเดียเช่นเดียวกัน และสหรัฐฯ ยังเตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B จากที่เคยจ่ายไม่กี่ร้อยดอลลาร์ขึ้นเป็น 1 แสนดอลลาร์ สำหรับแรงงานทักษะสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดีย
เรียกได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ค่าเงินรูปีอยู่ในจุดเปราะบาง ต้องรอดูว่าความสัมพันธ์การค้าระหว่างสหรัฐฐ – อินเดียจะดีขึ้นและหากมีแนวโน้มลดภาษีจะทำให้แรงกดดันต่อค่าเงินลดลงบ้าง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ตลาดคาดว่า RBI อาจต้องกลับมาแทรกแซงอีกครั้ง
RBI มองว่าการอ่อนค่าเป็นผลจากช่องว่างเงินเฟ้อระหว่างอินเดียกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ปี 2025 ค่าเงินรูปีอ่อนโดดเด่นกว่าประเทศอื่นในเอเชีย แม้ดอลลาร์สหรัฐฯ จะอ่อนค่าลงก็ตาม ขณะที่สกุลเงินอื่น เช่น ดอลลาร์ไต้หวัน ริงกิตมาเลเซีย และบาทไทยกลับแข็งค่าขึ้น สาเหตุหลัก ได้แก่
1. อินเดียถูกเก็บภาษีจากสหรัฐฯ มากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ทำให้ภาคส่งออกได้รับผลกระทบหนัก
2. สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของอินเดีย ซึ่งต่างจากประเทศอย่างมาเลเซียหรือไทยที่มีตลาดกระจายตัวมากกว่า
3. ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้ต้องซื้อดอลลาร์เพื่อนำเข้าในปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
4. เงินเอเชียอื่นแข็งค่าตามแรงขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก เนื่องจากภาคธุรกิจในหลายประเทศเร่งขายดอลลาร์ออกมา เพื่อรับมือความไม่แน่นอนจากการเจรจาการค้าและแนวโน้มเฟดปรับลดดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม เมื่อรูปีแตะระดับใกล้ 89 ต่อดอลลาร์ในเดือนตุลาคม RBI ก็แสดงท่าทีว่าพร้อมเข้าแทรกแซงเพื่อป้องกันความผันผวนเกินจำเป็น ส่งผลให้ค่าเงินทรงตัวในช่วงสั้นก่อนกลับมาอ่อนค่าอีกครั้งในปลายเดือนตุลาคม
ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่าการป้องกันค่าเงินไว้ที่ระดับประมาณ 88.8 ต่อดอลลาร์นั้นไม่ยั่งยืน เนื่องจากอินเดียกำลังเผชิญทั้งตัวเลขการค้าที่ยังอ่อนแรง กระแสเงินทุนไหลออก และทุนสำรองที่เริ่มลดลง
ภาพ: small1/shutterstock
อ้างอิง:
The post ค่าเงินรูปีอินเดีย ปี 2025 ร่วงหนักสุดในเอเชีย รับแรงกดดันภาษีสหรัฐฯ เงินทุนไหลออก และท่าที RBI ปล่อยค่าเงินเคลื่อนไหวตามตลาด appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ นอกเหนือจากผ […]
The post คาดน้ำท่วมใต้กระทบเศรษฐกิจ 1-2.5 หมื่นล้าน ส่งผลต่อค้าปลีกและโรงแรมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์อาจชะลอตัวจนถึงสิ้นปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากเหตุอุทกภัยที่สงขลาและหลายจังหวัดภาคใต้ นอกเหนือจากผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่แล้ว ในมิติเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยและวิจัยกรุงศรี ประเมินมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.18-2.5 หมื่นล้านบา ซึ่งผลกระทบดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคค้าปลีกและการท่องเที่ยว
ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ให้ความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลต่อกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์เดินทางเข้ามาหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก
แม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายจากระดับน้ำที่ลดลง แต่ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับร้านค้า คาดว่าจะใช้เวลาในการปรับสภาพและเปิดดำเนินการอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งจะครอบคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของเดือนธันวาคม หรืออาจจะยาวนานถึงสิ้นปี เนื่องจากต้องดำเนินการทำความสะอาดและสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
“เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว นอกจากการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลสภาพจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหลายคนสูญเสียทรัพย์สินและคนในครอบครัว”
สำหรับ CRC นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ในแง่ธุรกิจจะเร่งซ่อมแซมและเปิดดำเนินการร้านค้า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้ามาซื้อสินค้าที่จำเป็นได้ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของพนักงานในหาดใหญ่ประมาณ 800 คนด้วย
ด้านธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยว่า สำหรับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารานั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 1 แห่ง คือ โรงแรมเซ็นทารา หาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงแรมแบบ 4 ดาวที่มีห้องพัก ห้องสวีท และอะพาร์ตเมนต์แบบบริการตนเองจำนวน 248 ห้อง
“โรงแรมในหาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของพอร์ตโรงแรมทั้งหมดของกลุ่ม โดยปกติแล้วหาดใหญ่มีอัตราการเติบโตที่ดีทุกปี โดยมีแขกชาวมาเลเซียเป็นกลุ่มหลัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานชั่วคราวประมาณหนึ่งเดือน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากภาพรวมของกลุ่มทั้งหมด คาดว่าผลกระทบต่อผลประกอบการในช่วงปลายปีจะอยู่ในระดับจำกัด”
ขณะที่ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักของภาคใต้อย่างภูเก็ต, กระบี่ และสมุยไม่ได้รับผลกระทบ
“โดยปกติแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่มักเดินทางบินตรงจากกรุงเทพฯ หรือเที่ยวบินตรงสู่ภูเก็ต ก่อนเดินทางต่อไปยังสมุยหรือเชียงใหม่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ฤดูกาลท่องเที่ยวของภาคใต้จึงยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ และยังไม่พบสัญญาณว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง”
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือชาวมาเลเซีย ซึ่งมักเดินทางเข้ามายังพื้นที่อย่างหาดใหญ่ ,ยะลา และเบตง ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปและจีนมักไม่ได้มีหาดใหญ่เป็นจุดหมายหลัก โดยในภาคใต้มักเลือกเดินทางไปยังภูเก็ต, กระบี่, สมุย หรือหลีเป๊ะแทน
ล่าสุดในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ออกมาให้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการร่วมกับมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ ภายใต้โครงการกลุ่มเซ็นทรัลร่วมใจต้านภัยธรรมชาติมอบเงินบริจาค 2 ล้านบาท พร้อมเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภคที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทุกสาขา ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และไทวัสดุ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้
ในระยะต่อไป กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด โดยเตรียมมาตรการดูแลทั้งด้านสาธารณสุข การซ่อมแซมอุปกรณ์สำคัญของประชาชน และการฟื้นฟูบ้านเรือน อาทิ การประสานความร่วมมือกับวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่และหน่วยราชการให้บริการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้าและรถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและประเมินภาวะสุขภาพของพนักงานและประชาชนร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “การมอบเงินบริจาค 2 ล้านบาท รวมถึงการเปิดศูนย์อำนวยการภัยพิบัติน้ำท่วมที่เซ็นทรัลหาดใหญ่ โรงครัวกลาง และศูนย์รับบริจาคทั่วประเทศ เป็นความตั้งใจของเราที่จะเร่งส่งต่อความช่วยเหลือให้เร็วที่สุด พร้อมมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลดร่วมกับภาคีและหน่วยงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมแซมบ้านเรือน การดูแลด้านสาธารณสุข และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็น”
ภาพ : REUTERS/Roylee Suriyaworakul
The post คาดน้ำท่วมใต้กระทบเศรษฐกิจ 1-2.5 หมื่นล้าน ส่งผลต่อค้าปลีกและโรงแรมหาดใหญ่ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์อาจชะลอตัวจนถึงสิ้นปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากวิกฤติ ‘น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้’ เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อ […]
The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทยเตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากวิกฤติ ‘น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้’ เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน จนปริมาณน้ำล้นตลิ่งไหลทะลักท่วมบ้านเรือนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนักสุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 สร้างความเสียหายกว่า 560,000 ครัวเรือน มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าความเสียหายทั้งภูมิภาค อาจสูงถึง 25,000 ล้านบาท
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครั้งนี้ สะท้อนผลกระทบจาก Climate change หรือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ตั้งแต่แผ่นดินไหว ช่วงต้นปี 2568 จนถึงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ภัยพิบัตินี้ไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ที่ไทย แต่กำลังเป็นเทรนด์เดียวกันทั่วโลก และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในระดับที่ในอนาคต เราหลายคนอาจหมดตัว เพราะความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ประเมินมูลค่าไม่ได้
THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ชวนอ่านมุมมองแนวโน้มธุรกิจประกันภัย ปรับตัวอย่างไรในวันที่ความเสี่ยงภัยพิบัติรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อผู้บริโภค และแนวทางแก้ไขร่วมกัน
พิเชฐ กล่าวว่า ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น เป็นผลมาจาก Climate change ดังนั้นธุรกิจประกันภัยจะไม่สามารถยึดหลักสถิติในอดีตทั้งหมด เพื่อจำลองความเสี่ยงในอนาคตได้ เนื่องจากตัวแปรเรื่องโลกร้อนขยับขึ้น เป็นตัวเร่งให้ภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ทวีความรุนแรงขึ้น แนวโน้มในระยะข้างหน้า ธุรกิจประกันภัยจะต้องมีการปรับตัวใน 3 ด้าน ดังนี้
1.ธุรกิจประกันภัยต้องเปลี่ยนแนวคิดทำธุรกิจ
ไม่ควรคิดว่า สถิติในอดีต สามารถจำลองเหตุการณ์หรือความเสียหายในอนาคตได้เสมอไป มิฉะนั้นอาจจะเจ๊งได้ เพราะตัวแปรในการคิดต้นทุนไม่คงที่ เช่น อุณหภูมิโลกร้อนเฉลี่ยขึ้น 1 องศาทุกปี
2. เบี้ยประกันแพงขึ้น
ถ้าสภาพแวดล้อมโลกเสี่ยงขึ้น เบี้ยประกันภัยไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม แผ่นดินไหว จำเป็นต้องปรับสูงขึ้น ตามความเสี่ยง
3. การเตือนภัยล่วงหน้าช่วยจำกัดความเสียหาย
จำกัดความถี่และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น สามารถบรรเทาได้ จากการบริหารจัดการของมนุษย์ ต้องมีระบบเตือนภัยที่ดี ปรับปรุงกระบวนการสื่อสารให้ทันท่วงที ต้องพัฒนาสองสิ่งนี้ ควบคู่กัน หากสามารถทำให้มีประสิทธิภาพระดับสากลได้ จะช่วยบรรเทาความเสียหาย จากหนักเป็นเบา อัตราการเคลมน้อยลง ส่งผลให้เบี้ยประกันไม่ปรับตัวสูงขึ้น จนเกินไป
“หลักการของบริษัทประกัน มีการเคลมมากหรือน้อย เขาต้องการส่วนต่าง ถ้าต้นทุน การเคลมน้อยลงก็ปรับเบี้ยถูกลงได้ เพื่อให้ราคาสามารถแข่งขันได้ เช่น มีการเคลม 80 บาท ก็คิดเบี้ยประกัน 100 บาท”
ธุรกิจประกัน ก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องบริหารให้มีกำไรมากกว่าต้นทุน ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันบริหารความเสียหายจากอัตรา 80% ลดลงมาอยู่ที่ 50% ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
ในมุมมองของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย มองว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม รุนแรงกว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว เนื่องจาก เหตุการณ์น้ำท่วมกินระยะเวลานาน สร้างความเสียเป็นวงกว้างต่อทรัพย์สินหลายประเภท เช่น รถยนต์ บ้าน กระทบต่อเนื่องไปถึงธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่แผ่นดินไหว ความเสียหายมักเกิดขึ้น กับตึกสูง ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว ช่วงต้นปี คนตระหนักถึงความสำคัญทำประกันภัยพิบัติมากขึ้น จึงหันมาทำประกันภัยบ้าน พ่วงกับประกันน้ำท่วมไปด้วย ดังนั้นปัจจุบันน่าจะมีอัตราเคลม ประกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น จากช่วงต้นปี
ทั้งนี้พิเชฐ ทิ้งท้ายว่า เพื่อให้ประกันภัยสามารถเข้าถึงทุกคนได้ ในขณะที่บริษัทประกันสามารถทำธุรกิจยั่งยืนในระยะยาว ทุกภาคส่วนจะต้องกลับมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ คือ ‘ภาวะโลกร้อน’
โดยบริษัทประกันเอง จะต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุน โครงการ ESG ผ่านการลงทุนต่างๆ เช่น พันธบัตร ส่วนในฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ลงทุนกับบริษัทหรือโครงการ ที่สนับสนุน ESG ส่วนในฝั่งของหน่วยงานกำกับ คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) อาจสนับสนุนให้บริษัทประกันภัย ลงทุนในโครงการที่เกี่ยวเนื่อง กับการพัฒนาและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อลดอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ Capital Adequacy Ratio ที่บริษัทประกันต้องแบกรับ
The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทยเตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ธนาคารออมสินและสถาบันวิจัยเศรษฐกิ […]
The post ออมสิน-สถาบันป๋วยฯ คิกออฟวิจัย ‘ครัวเรือนฐานราก’ ดึงคนไร้ประวัติเข้าสู่ระบบการเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ธนาคารออมสินและสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ลงนามความร่วมมือโครงการ ‘ศึกษาครัวเรือนฐานรากเพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ’ โดยมี วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นประธานและสักขีพยาน เพื่อศึกษาความเป็นอยู่ พฤติกรรมการเงิน และข้อจำกัดที่ทำให้ประชาชนกลุ่มฐานรากยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดฐานข้อมูลจากโครงการ ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’ ของออมสิน ที่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ไม่มีประวัติเครดิตแล้วกว่า 200,000 ราย เพื่อให้สามารถกู้ในระบบได้เป็นครั้งแรก ซึ่งมีเป้าหมายขยายการปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนกลุ่มฐานรากให้ได้ 1 ล้านคนใน 3 ปี
โดยผลการศึกษาจะช่วยออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมจริงของลูกหนี้กลุ่มนี้ พร้อมสนับสนุนนโยบาย Your Data และแนวทาง Risk-Based Pricing ของ ธปท. ผ่านการศึกษาใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. ปัญหาเศรษฐกิจ-การเงิน และความต้องการของครัวเรือนฐานราก
2. โมเดลผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระคืนได้จริง
3. การใช้ข้อมูลใหม่/ข้อมูลทางเลือก เพื่อหาตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แม่นยำ
4. การติดตามผลกระทบของการเข้าถึงสินเชื่อ ต่อรายได้และคุณภาพชีวิตตลอด 1 ปี
วิทัยระบุว่า ธปท.อยู่ระหว่าง ‘ปรับบทบาท’ จากการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเพียงด้านเดียว มาสู่การออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างระดับครัวเรือนควบคู่กัน
โดยโครงการแรก คือ การโอน NPL ต่ำกว่า 100,000 บาท ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) รวม 1.6 ล้านราย ซึ่งประเมินว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ราว 500,000 ถึง 800,000 ราย หลุดพ้นจากสถานะหนี้เสีย
ส่วนอีกโครงการที่กำลังดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารไทย คือโครงการลดความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 100,000 ล้านบาท ท่ามกลางปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบติดต่อกัน 13 ไตรมาส
ทั้งนี้ วิทัยย้ำว่าในมิติรายย่อย ธนาคารออมสินถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำให้ผู้ไม่มีประวัติการเงินกว่า 200,000 ราย สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้เป็นครั้งแรกผ่านโครงการ ‘สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส’
พร้อมกันนี้ วิทัยย้ำว่างานวิจัยของสถาบันป๋วยฯ จะช่วยระบุพฤติกรรม ความเสี่ยง และเงื่อนไขที่เหมาะสม เพื่อขยายโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ธปท. กำลังอยู่ระหว่างคิดนโยบายเพื่อดึงสถาบันการเงินอื่นเข้ามาร่วมทำสินเชื่อฐานราก หรือทำโครงการลักษณะเดียวกับออมสินได้ในอนาคต
ลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการและรักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมีครัวเรือนไทยกว่า 30% อยู่ในกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ (Unserved) และได้รับบริการที่ไม่เพียงพอ (Underserved) โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน ซึ่งมักหันไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบและดอกเบี้ยสูง เนื่องจากขาดประวัติเครดิต
ออมสินจึงตั้งสถาบันวิจัยเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมาย และใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ ‘เข้าถึงได้จริง’ และ ‘เหมาะสมกับความเสี่ยง’ พร้อมพัฒนาทักษะการเงินและทักษะอาชีพให้คนฐานรากสามารถพึ่งพาตนเองในระยะยาว
ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้สถาบันป๋วยฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลของคนที่ไม่เคยอยู่ในระบบมาก่อน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ ‘เคยถูกมองไม่เห็น’ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงจุดและเป็นธรรมมากขึ้น
ดร.โสมรัศมิ์ ระบุว่า เป้าหมายคือการระบุ Your Data ที่แท้จริง ของกลุ่มฐานรากว่าควรเป็นข้อมูลแบบใด เพื่อช่วยสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้โปร่งใสและเป็นธรรม ลดอุปสรรคของกลุ่มที่ไม่มีเอกสารรายได้หรือไม่มีประวัติเครดิต แต่มีศักยภาพในการชำระคืน
ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมข้อมูลจากภาคสถาบันการเงินและงานวิจัยเชิงลึก เพื่อออกแบบสินเชื่อเฉพาะกลุ่มตามพฤติกรรมจริงของลูกหนี้ สร้างโอกาสให้คนฐานรากเข้าระบบการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม และลดปัญหาหนี้นอกระบบในระยะยาว
The post ออมสิน-สถาบันป๋วยฯ คิกออฟวิจัย ‘ครัวเรือนฐานราก’ ดึงคนไร้ประวัติเข้าสู่ระบบการเงิน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผู้ว่าธปท. ระบุ กนง. ไม่มีประชุมนัดพิเศษเพื่อรับมือน้ำท […]
The post วิทัย ผู้ว่าธปท. ยืนยัน กนง. ไม่มีประชุมนัดพิเศษเพื่อรับมือน้ำท่วม ยังไม่ฟันธงลดดอกเบี้ยในการประชุม 17 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผู้ว่าธปท. ระบุ กนง. ไม่มีประชุมนัดพิเศษเพื่อรับมือน้ำท่วม และยังไม่ฟันธงว่าการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม จะลดดอกเบี้ยหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้เข้าหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
วันนี้ (28 พฤศจิกายน) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าจะไม่มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ ก่อนกำหนดที่จะประชุมในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุม กนง. วันที่ 17 ธันวาคมจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจหรือไม่ ทางด้าน วิทัย ผู้ว่าธปท. ตอบว่า “เดี๋ยวว่ากันอีกที”
ทั้งนี้ ทาง กนง. เคยมีการประชุมนัดพิเศษในวันที่ 20 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยผลการประชุมครั้งนั้น กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.00% เป็น 0.75% ต่อปี โดยให้มีผลในวันที่ 23 มีนาคม 2563
โดยในวันก่อนหน้า (27 พฤศจิกายน) วิทัย รัตนากร ได้เข้าพบกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง ซึ่งวิทัยระบุว่า เป็นกำหนดการนัดประชุมในมื้ออาหารกลางวัน หรือ ‘Lunch Meeting’ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าว่าเป็นการหารือในวาระใดบ้าง
The post วิทัย ผู้ว่าธปท. ยืนยัน กนง. ไม่มีประชุมนัดพิเศษเพื่อรับมือน้ำท่วม ยังไม่ฟันธงลดดอกเบี้ยในการประชุม 17 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD WEALTH สรุปมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ-โร […]
The post น้ำลดแต่ธุรกิจต้องไปต่อ! เช็กมาตรการไหนช่วยผู้ประกอบการ-โรงงาน-ร้านค้า หาดใหญ่ ได้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD WEALTH สรุปมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ-โรงงาน-ร้านค้า หลังจากสถานการณ์น้ำท่วม วันที่ 27 พ.ย. ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา เริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำในหลายจุดลดลงอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางความเสียหายที่ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจราวหมื่นล้านบาท ซึ่งพื้นที่บางส่วนต้องเร่งฟื้นฟู นอกจากความเสียหายครัวเรือน ภาคธุรกิจทั้งผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า และโรงงานที่ได้รับผลกระทบ 700 กว่าโรงงาน ซึ่งสงขลาเป็นฐานการผลิตสำคัญของภาคใต้ ต้องสามารถกลับมาดำเนินงานได้โดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ




ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
The post น้ำลดแต่ธุรกิจต้องไปต่อ! เช็กมาตรการไหนช่วยผู้ประกอบการ-โรงงาน-ร้านค้า หาดใหญ่ ได้บ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD WEALTH รวบรวมมาตรการ ‘ช่วยเหลือ-เยียวยา-ฟื […]
The post รวมมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย ‘ช่วยเหลือ-เยียวยา-ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัย’ สำหรับภาคประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
THE STANDARD WEALTH รวบรวมมาตรการ ‘ช่วยเหลือ-เยียวยา-ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัย’ หลังรัฐบาล ซึ่งนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการประชุมหารือวันนี้ (27 พฤศจิกายน 2568) เกี่ยวกับมาตรการให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย
พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ ทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, ภราดร ปริศนันนทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอนันต์ แก้วกําเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
ทั้งนี้ เป็นมาตรการที่ต่อเนื่องจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ซึ่งได้เห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่รวม 65 จังหวัด และในการประชุมล่าสุด เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ครม. ได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 7 จังหวัด ประกอบด้วย ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ลพบุรี และสงขลา ส่งผลให้มีพื้นที่น้ำท่วมที่จะได้รับการเยียวยาช่วยเหลือตามมาตรการนี้รวมทั้งสิ้น 72 จังหวัด

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร
The post รวมมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย ‘ช่วยเหลือ-เยียวยา-ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัย’ สำหรับภาคประชาชน appeared first on THE STANDARD.
]]>
บีโอไอเผยมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในจังหวัดสงขลา หัว […]
The post เช็กมาตรการเยียวยาฟื้นธุรกิจน้ำท่วมใต้ ‘บีโอไอ’ เว้นภาษีทรัพย์สินเสียหาย-อากรนำเข้าเครื่องจักรทดแทน appeared first on THE STANDARD.
]]>
บีโอไอเผยมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในจังหวัดสงขลา หัวเมืองเศรษฐกิจใหญ่ของภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยมุ่งบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นตัวของกิจการ ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งการยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทนเครื่องจักรที่เสียหาย พร้อมอนุญาตให้ตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ได้รับความเสียหายโดยไม่ถือเป็นภาระภาษี
นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างรุนแรง บีโอไอขอเป็นกำลังใจให้กับ พี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการทุกท่าน และบีโอไอมีมาตรการที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นฟูธุรกิจในส่วนที่บีโอไอสามารถดำเนินการได้ ผ่าน “มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ซึ่งบีโอไอได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2567
โดยให้สิทธิ
ทั้งนี้ สำหรับรายละเอียดต่าง ๆ สามารถติดตามได้จากประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 15/2567 และประกาศสำนักงานที่ ป.7/2568 ซึ่งได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในการขอรับการส่งเสริม เช่น การขอแก้ไขโครงการ และการขอรับสิทธิประโยชน์ การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบ การนำเข้าเครื่องจักรทดแทน และหลักฐานแสดงความเสียหาย
โดยกิจการที่ได้รับการส่งเสริมที่ได้รับความเสียหายสามารถติดต่อบีโอไอสำนักงานใหญ่เพื่อสอบถามรายละเอียดได้ผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 02-553-8111 ช่องทางอีเมล์ผ่าน [email protected] และช่องทาง Line ผ่าน Line ID: @boinews เพื่อขอความช่วยเหลือในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
จังหวัดสงขลาเป็นฐานการผลิตสำคัญของภาคใต้ โดยมีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจำนวนทั้งสิ้น 191 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 53,000 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย เช่น กิจการแปรรูปอาหาร กิจการการผลิตผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตร กิจการผลิตอาหารสัตว์น้ำ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล กิจการแปรรูปยาง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาท สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
“สงขลาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญของภาคใต้ ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางและกระทบต่อภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างมาก บีโอไอพร้อมให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้รับความเสียหาย ผ่านมาตรการภาษีอากร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติโดยเร็ว” นฤตม์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย และต้องยื่นคำขอพร้อมหลักฐานความเสียหายภายใน 6 เดือนนับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยสิ้นสุด โดย “วันที่สิ้นสุดสถานการณ์อุทกภัย” หมายถึงวันที่เหตุอุทกภัยยุติลงตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย หรือเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินจากอุทกภัย
The post เช็กมาตรการเยียวยาฟื้นธุรกิจน้ำท่วมใต้ ‘บีโอไอ’ เว้นภาษีทรัพย์สินเสียหาย-อากรนำเข้าเครื่องจักรทดแทน appeared first on THE STANDARD.
]]>