Economic – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Jan 2026 03:46:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว https://thestandard.co/wealth-in-depth-gig-economy/ Fri, 09 Jan 2026 03:45:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1163183 Gig Economy

ในฐานะแบรนด์ที่ต้องแข่งขันในตลาด มักคุ้นเคยกับการวางแผน […]

The post ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gig Economy

ในฐานะแบรนด์ที่ต้องแข่งขันในตลาด มักคุ้นเคยกับการวางแผนรายปี การตั้ง KPI และการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคล่วงหน้า แต่จากสัญญาณชีพจรทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา และทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 ดูเหมือนว่าตำราการวางแผนแบบเดิมอาจจะไม่เวิร์คอีกต่อไปแล้ว

 

THE STANDARD WEALTH พาไปย้อนดูปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจผ่านมุมมองโลกโซเชียลมีเดียกับ กล้า ตั้งสุวรรณ ซีอีโอของ Wisesight บริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการข้อมูลวิเคราะห์อินไซต์ผู้คนบนโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อวิเคราะห์และมองเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงผ่านข้อมูลและปรากฏการณ์จริง สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ ‘ไม่เติบโตเพราะความไม่แน่นอน’ และแนวทางการเอาตัวรอดของผู้ประกอบการไทย

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 1

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

 

กล้า กล่าวว่า หากย้อนกลับไปมองไทม์ไลน์ของปีที่ผ่านมา* เราจะพบว่าประเทศไทยเผชิญกับปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส เปรียบเสมือนโดมิโนแห่งความโกลาหลที่ผู้ประกอบการต้องรับมือหลายระลอก

 

เริ่มต้นที่ไตรมาส 1 เราเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ภัยพิบัติที่สร้างความตื่นตระหนก สั่นไหวความรู้สึกคนทั้งประเทศ ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการค้นหาข้อมูล การสอบถามสถานการณ์ว่าใครรู้สึกแรงสั่นสะเทือนบ้าง การแชร์วิธีรับมือกับแผ่นดินไหว และการรายงานสถานการณ์สดบนโซเชียล

 

แฮชแท็กเกี่ยวกับแผ่นดินไหวติดเทรนด์ทันที พร้อมกับการเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติ โดยมีคนบนโซเชียลมีเดียพูดถึงเรื่องนี้กว่า 121,216,180 เอ็นเกจเมนต์

 

ไตรมาส 2 ความตึงเครียดจากความไม่สงบระหว่างไทยและกัมพูชา จากข้อพิพาทและการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนจนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่คนไทยพร้อมใจกันติดตามสถานการณ์ชายแดนแบบนาทีต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล การวิเคราะห์พื้นที่ทับซ้อน หรือการแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตย

 

จนแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องขึ้นเทรนด์หลายสัปดาห์และยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทบคนไทยทุกคน มีการพูดถึงข้อพิพาทดังกล่าวกว่า 1,268,516,709 เอ็นเกจเมนต์ โดยเป็นประเด็นที่ดุเดือดที่สุดของปี 2568 เลยทีเดียว

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 2

 

ไตรมาส 3 ข่าวเศร้าที่กระทบจิตใจคนในสังคมคือข่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ที่มีคนกล่าวถึงประเด็นนี้ 74,655,278 เอ็นเกจเมนต์

 

และในไตรมาส 4 เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวโซเชียลมีเดียทั่วประเทศร่วมใจกันระดมความช่วยเหลือผ่านทุกช่องทาง มีการแชร์พิกัดขอความช่วยเหลือ โพสต์รายการของบริจาค และส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้อย่างไม่ขาดสาย

 

ความรุนแรงของน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้หลายจังหวัดประสบปัญหาอย่างหนัก ทั้งบ้านเรือนเสียหาย การคมนาคมเป็นอัมพาต และผู้ประสบภัยจำนวนมาก แฮชแท็กน้ำท่วมต่างๆ ทำให้ยอดเอ็นเกจเมนต์พุ่งสูง 333,004,561 เอ็นเกจเมนต์ สะท้อนถึงความห่วงใยและน้ำใจที่ไม่ทิ้งกันของคนไทยในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

(*รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อวิเคราะห์และจัดอันดับประเด็นที่ชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด โดยเก็บข้อมูลช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 22 ธันวาคม 2568)

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 3

ภาพ: REUTERS/Weerapong Narongkul

 

เหตุการณ์เหล่านี้ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลกใบนี้ แต่ประเด็นสำคัญที่กล้าชี้ให้เห็นคือ ‘การขาดการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบของไทย’

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการรับมือภัยพิบัติไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ผลกระทบที่ตามมาคือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อาจหยุดชะงักและส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนซึ่งยากต่อการวางแผนทางธุรกิจ ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและไม่กล้าลงทุน

 

เมื่อภาคธุรกิจมองไม่เห็นความชัดเจน สิ่งที่ตามมาคือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่น่ากังวล เริ่มต้นจากต้องรัดเข็มขัด ผู้ประกอบการเลือกที่จะเก็บเงินสด ไว้ก่อน ชะลอการขยายกิจการหรือลงทุนใหม่ๆ

 

เอฟเฟคต่อมาคือทำให้ การจ้างงานลดลง เพราะเมื่อไม่ลงทุน ก็ไม่มีการจ้างแรงงานเพิ่ม หรืออาจจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง หลายคนจึงเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอิสระมากขึ้น แต่เราอาจพบว่าตัวเลขคนว่างงานในระบบดูไม่สูงนัก

 

แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนภาพจริง เพราะหลายคนผันตัวไปรับอาชีพอิสระหรือทำงาน Gig Economy แบบ Full-time ซึ่งในทางเทคนิคถือว่า ‘ไม่ว่างงาน’ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือความเปราะบางของรายได้และสวัสดิการในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้ท่ามกลางวิกฤต กล้ามองว่าก็ยังมีโอกาสดีสำหรับบางอุตสาหกรรมที่เป็นเจ้าใหญ่ เช่น

 

  • พลังงานและกลุ่มการเงิน ธุรกิจภาคใหญ่ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานยังคงเติบโตและเป็นกองหลังที่สำคัญแต่ก็ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำงาน
  • ธุรกิจท่องเที่ยว ที่ยังคงเป็นภาคธุรกิจสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
  • กลุ่มอาหาร, บันเทิง (Entertainment), สุขภาพ (Health and Wellness) ธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานและการฮีลใจ
  • ธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Digital Services ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจตัวกลาง เริ่มน่ากังวล เพราะปัจจัยหลักคือการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นระเบิดที่รอวันปะทุ โมเดลธุรกิจแบบ ซื้อมาขายไป หรือ Trading ใกล้จะถึงจุดจบ

 

ผู้ประกอบการที่ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘พ่อค้าคนกลาง’ โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับต้นทางจากจีนได้เลย ทางรอดเดียวคือต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น ‘ผู้ผลิต’ หรือ ‘ผู้สร้างแบรนด์’ ที่มีความแข็งแกร่ง หรือเป็นผู้กระจายสินค้าปลายทางที่มีเครือข่ายเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริงเท่านั้น

 

กล้าทิ้งท้าย ทางออกสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ว่า “ปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการเสี่ยงโชค แต่เป็นปีแห่งการ ‘บริหารความเสี่ยงข้อมูล’ จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในการจับสัญญาณเล็ก ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน การรู้ทันทีว่ากระแสลมเปลี่ยนทิศทางไหน จะช่วยให้แบรนด์ของคุณปรับตัวได้ทัน ไม่ว่าคุณจะเลือกควบรวม เพื่อเปลี่ยนตัวเองจากผู้เล่นรายย่อย ให้กลายเป็นรายกลางหรือรายใหญ่ คือทางรอด”

 

“อีกทั้งการรวมกันจะช่วยสร้างอำนาจต่อรอง, เลือกเปลี่ยนตลาด หากประเมินแล้วว่าอุตสาหกรรมที่คุณอยู่นั้นอาจไปต่อไม่ได้หรือการแข่งขันสูงเกินไป อาจต้องถึงเวลาที่จะเปลี่ยนสนามการแข่งขันที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด หรือเลือกสร้างความแตกต่าง Unique ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ ยอมจ่ายให้กับประสบการณ์ ที่หาไม่ได้จากสินค้า Mass Production ซึ่งข้อมูลจะช่วยให้คุณหาทิศทางของเส้นทางที่คุณกำลังจะเดินไปต่อได้”

 

ภาพปก: Grant Faint / Getty Images

The post ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? https://thestandard.co/grey-money-economy-data-bureau/ Fri, 09 Jan 2026 03:41:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1163177 เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด?

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยแล […]

The post เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด?

เศรษฐกิจจีนอ่อนแอ ต้นตอการไหลทะลักของ ‘ทุนเทา’ สู่ไทยและอาเซียน?

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการควบคุมเงินทุนและธุรกิจเทคโนโลยีอย่างเข้มงวดของรัฐ ประกอบกับการไหลบ่าของทุนจีนได้พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมของอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ จากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ยักษ์ เส้นทางสายไหม (Belt and Road Initiative: BRI)

 

ปัจจัยเหล่านี้เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘ทุนเทา’ โดยเฉพาะทุนที่ไม่สามารถเติบโต หรือแสดงตัวได้อย่างโปร่งใส แต่เลือกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศภาพชัดขึ้นอีกครั้ง

 

หลังการระบาดโควิด-19 ทุนจีนมองหา ‘พื้นที่ใหม่’ ที่ต้นทุนต่ำ ช่องว่างกฎหมายอ่อนแอ และอยู่ใกล้จีน-อาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘ไทย เมียนมา และกัมพูชา’ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ทั้งในฐานะพื้นที่เคลื่อนผ่านเงิน และฐานปฏิบัติการ นำมาสู่เส้นทางหากินใหม่ไป จนถึงกลายเป็นปมใหญ่ที่เรียกว่า ‘ฐานฟอกเงิน’

 

บวกกับกระแสข่าวร้อนหลังเหตุการณ์การหายตัวไปของดาราจีน ‘หวังซิง’ เมื่อต้นปี 2568 กลายเป็นชนวนที่ฉายภาพปัญหานี้อย่างชัดเจน ความกังวลของสังคมจีนต่อความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยกเลิกการเดินทางมาไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการท่องเที่ยว

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 1

 

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์ No More Bets ที่เข้าฉายเมื่อราว 3 ปีก่อน ยิ่งสะท้อนโลกของแก๊งสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และธุรกิจผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่หนังโรงทั่วไป แต่คือ ‘หนังฉายซ้ำ’ ที่เปิดโปงขบวนการทุนสีเทาที่ยังอยู่และเติบโตไปเรื่อยๆ

 

ปัญหานี้แผ่ขยายไปทั่วภูมิภาค ส่งผลให้เมียนมาและกัมพูชากลายเป็น

 

  • ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • แหล่งค้ามนุษย์
  • เงินเทา
  • ตลาดมืดคริปโต
  • ตลาดมืดทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ โดยมีไทยเป็นทั้งทางผ่าน ‘จุดฟอกเงิน และตลาดรองรับ’

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

แม้จะไม่มีตัวเลขมูลค่ารวมที่แน่ชัด แต่ผลกระทบนั้นมหาศาล โดยเฉพาะมีการประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจสูญเงิน 1.15 แสนล้านบาทต่อปี จากแก๊งสแกมเมอร์ รัฐสูญเสียรายได้ภาษี

 

ภาพทั้งหมดนี้ยิ่งสะท้อนว่า ‘อาชญากรรมข้ามชาติ’ ไม่ใช่ปัญหาใต้ดินอีกต่อไป แต่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทยจริง

 

สอดคล้องมุมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภาคเอกชน โดย กกร. ชี้ตรงกันว่า หลังโควิด-19 หนึ่งในภัยร้ายแรงที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจไทย คือ ‘ทุนสีเทาที่แทรกซึมทุกระดับ’ ซึ่ง การแก้ทุนเทา ต้องแก้ที่ไทยเทาด้วย

 

ตั้งแต่ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงกลไกอำนาจรัฐ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสุจริตต้องแบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็น ทั้งการแข่งขันที่บิดเบือน ความโปร่งใสที่หายไป และความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่น

 

หากรัฐแก้ไขล่าช้า ปัญหาจะกัดกร่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในระยะยาว จนกลายเป็น ‘บาดแผลเชิงโครงสร้าง’ ของไทยและเพื่อนบ้าน

 

เปิดโปง 10 ประเภท ‘แหล่งฟอกเงิน’

 

แม้เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงาน ปปง. ระบุว่า เงินที่ถูกนำมาฟอกมักมาจากแหล่งหลักกว่า 10 ประเภท เช่น การค้ายาเสพติด การพนัน การฉ้อโกงประชาชน การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การหลีกเลี่ยงภาษีของภาคธุรกิจ และการรับสินบนหรือการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ

 

“การฟอกเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนสูง ตั้งแต่การซื้อทรัพย์สินหรูด้วยเงินสด การตั้งธุรกิจบังหน้า การใช้นอมินี ไปจนถึงการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบดิจิทัล เมื่อเงินผิดกฎหมายเหล่านี้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ” ย่อมทำให้ตลาดเสียสมดุล และเปิดช่องให้ทุนสีเทา ‘เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจริง’

 

ดังนั้น การปราบปรามทุนจีนสีเทา ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปฏิบัติการด้านความมั่นคงหรือการท่องเที่ยว แต่ต้องยกระดับเป็น ‘วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจ ’

 

ตั้งแต่การสกัดเส้นทางเงิน การตรวจสอบนอมินี การคุมอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงความร่วมมือระดับภูมิภาค หากไทยยังปล่อยให้เศรษฐกิจสีเทาเติบโตบนความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน

 

ปลายทางอาจไม่ใช่แค่การสูญเสียรายได้ แต่คือการถูกบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจภายในไปเรื่อยๆ

 

‘Data Bureau’ กลไกปราบทุนสีเทา ช่วยได้แต่ไม่ 100% แนะต้องอุดรอยรั่ว

 

จากกรณีที่กระทรวงการคลังเดินหน้าผลักดันการจัดตั้ง ‘Data Bureau’ หรือศูนย์รวมข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและธุรกิจสีเทา THE STANDARD WEALTH ได้สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวในวงการเทคโนโลยีที่มาวิเคราะห์ประโยชน์ของกลไกที่ว่าจะช่วยสกัดทุนเทาได้แค่ไหน

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 2

 

สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี ของบริษัท Arise by Infinitas (บริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารกรุงไทยและ Accenture) และเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตประธาน Kasikorn Business Technology Group (KBTG) อธิบายกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในเชิงเทคนิค Data Bureau คือระบบที่เชื่อมต่อข้อมูลจากหน่วยงานทางการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 

ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

กลไกการทำงานจะใช้การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้เก็บข้อมูล (Data Holder) และฝ่ายรับข้อมูล โดยผู้เก็บข้อมูลต้องมีความสามารถในการส่งข้อมูลผ่านระบบเชื่อมต่อเมื่อมีการร้องขอจากผู้มีอำนาจ (Authority)

 

“หากพบข้อสงสัยหรือพิรุธ แต่ละหน่วยงานสามารถดึงข้อมูลเหล่านี้มาตรวจสอบได้ทันที ทำให้เห็นภาพความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ (Asset) ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของอะไรบ้าง หรือมีเส้นทางการเงิน (Money Trail) จากต้นทางไปถึงใคร ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินการเอาผิดทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน” สมคิดกล่าว

 

จุดบอดที่ต้องระวัง ‘เงินสด’ และ ‘คริปโต’ ที่ตรวจสอบยาก

 

แม้ Data Bureau จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการตรวจสอบสินทรัพย์ส่วนใหญ่ แต่คุณสมคิดชี้ให้เห็นว่า ระบบนี้อาจ ช่วยได้ไม่ 100% เนื่องจากยังมีสินทรัพย์บางประเภทที่ตรวจสอบได้ยาก หรือไม่สามารถเรียกดูข้อมูลได้

 

  • สินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) หากเป็นการซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขาย (Exchange) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถดึงมาตรวจสอบได้ แต่หากเป็นการถือครองในบัญชีต่างประเทศ หรือ Exchange ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล จะเป็นเรื่องยากในการเข้าถึงข้อมูล
  • เงินสด (Cash) เป็นช่องทางหลักที่กลุ่มทุจริตมักใช้ในการตัดตอนเส้นทางการเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

 

“คนที่มีความประสงค์ไม่สุจริต เขาจะนำสินทรัพย์ไปเก็บไว้ในที่ที่ตรวจสอบลำบาก เช่น คริปโตที่ตรวจสอบยาก หรือบัญชีธนาคารในต่างประเทศที่ไทยไม่มีอำนาจเรียกดูข้อมูล” สมคิดกล่าว

 

แนะทางออก ต้อง ‘คุมเข้ม’ การเคลื่อนย้าย ควบคู่การตรวจสอบ

 

เพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณสมคิดเสนอแนะว่า ลำพังแค่เครื่องมือตรวจสอบ (Audit) อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีมาตรการป้องกัน และควบคุม การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ร่วมด้วย

 

สมคิดยกตัวอย่างกรณี บัญชีม้า ที่มักมีการถอนเงินสดออกมาเพื่อตัดตอนเส้นทางการเงิน โจทย์คือเราจำเป็นต้องควบคุมหรือไม่ ว่าให้ถอนเงินสดได้ไม่เกินจำนวนเท่าไรต่อวัน เพื่อสกัดกั้นการขนย้ายเงินสดออกจากระบบ

 

เช่นเดียวกับ คริปโตเคอร์เรนซี หากต้นทางของทรัพย์สินอยู่ในเมืองไทย จะต้องมีวิธีการควบคุมการโอนย้ายไปยัง Wallet ต่างประเทศ หรือต้องมีกลไกที่สามารถระบุตัวตนและตรวจสอบธุรกรรมเหล่านั้นได้

 

“การใช้ Data Bureau จะได้ผลดีในบางส่วน แต่ในส่วนที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินไปยังพื้นที่สีเทาเหล่านั้น ต้องทำควบคู่กันทั้งสองส่วน” สมคิดทิ้งท้าย

 

ก.ล.ต. ร่วมทีม ‘Connect the Dots’ ผนึกคลัง-ธปท. ลุยโปรเจกต์ ‘Data Bureau’ หวังเชื่อมโยงข้อมูลยกระดับการกำกับดูแลทั้งระบบ

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 3

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยยืนยันว่า สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะอนุกรรมการชุดที่เรียกว่า ‘Connecting the Dots’ ซึ่งเป็นคณะทำงานภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาคการเงินต่างๆ

 

โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ด้วยตนเอง

 

เจาะลึกคอนเซปต์ ‘Data Bureau’ เมื่อข้อมูลต้อง ‘เชื่อมโยง’ สำหรับแนวคิดหลัก (Concept) ของการจัดตั้ง Data Bureau และการทำงานของชุด Connecting the Dots นั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ในเรื่องของ ‘การเชื่อมโยงข้อมูล’ (Data Integration)

 

เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่งต่างถือครองข้อมูลภายใต้กฎหมายและบทบาทหน้าที่ตามบริบทของตนเอง ซึ่งมีความซับซ้อนและบางส่วนมีความทับซ้อนกันอยู่ การมีระบบ Data Bureau จะช่วยให้เกิดการแชร์ข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลระหว่างกันได้

 

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงสร้างของ Data Bureau นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ตลาดทุน แต่ยังรวมถึงหน่วยงานสำคัญระดับประเทศ

 

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์

 

ยกเครื่องกำกับดูแล ‘Data Flow’

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ ขยายความเพิ่มเติมว่า การที่ทุกภาคส่วนซึ่งดูแลบริบทของตนเองอยู่แล้วภายใต้ข้อมูลที่มีการไหลเวียน (Data Flow) สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนหรือแชร์ร่วมกันได้ จะนำไปสู่ประโยชน์สำคัญ 2 ประการ ดังนี้

 

  • การกำกับดูแลภาพรวมที่ดีขึ้น: ช่วยให้เห็นภาพรวมของการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนของตลาดทุน แต่รวมถึงระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกัน
  • เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล: การเชื่อมโยงข้อมูลจะช่วยลดความซับซ้อนในการทำงาน และทำให้การกำกับดูแลในขอบเขตที่ทับซ้อนกันนั้นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ทางคณะทำงาน ‘Connecting the Dots’ มีกำหนดการที่จะเข้ารายงานความคืบหน้าต่อท่านนายกรัฐมนตรี และจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการร่วมกับกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ

 

ตั้งทีม ‘ปราบทุนเทา’ วาระชาติ

 

เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? 4

 

ทางด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศให้ปัญหา ‘สแกมเมอร์ฺเป็นวาระแห่งชาติ’ และได้แต่งตั้งอนุกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 คณะ ดังนี้

 

  • คณะอนุกรรมการปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย

 

โดยแต่ละคณะอนุกรรมการจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การปราบปราม การป้องกัน การประชาสัมพันธ์ และการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติ นิทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งเป็นประธาน ในคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา และได้ประกาศตั้ง Data Bureau ไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568

 

โดย Data Bureau มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่างๆ มาเชื่อมด้วยกัน ซึ่งเบื้องต้น จะเน้นที่การทำงานร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดช่องทางการเงินที่อาจเป็นพฤติกรรมต้องสงสัยและต้องเร่งตรวจสอบไว้ 3 ช่องทางหลัก ได้แก่

 

  • สินทรัพย์ดิจิทัล หรือ คริปโทเคอเรนซี โดยเฉพาะส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ (ก.ล.ต.) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่นอกประเทศไทย
  • Money Changer ซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล
  • ตลาดทองคำ โดยรวมถึงทองคำที่เป็นกายภาพ (Physical) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) ที่เป็นกระดาษ ซึ่งปัจจุบันตลาดทองคำยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง

 

ส่วนการดำเนินงานตรวจสอบ ทาง Data Bureau จะเน้นตรวจสอบใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่

 

  • การพิสูจน์ตัวตน (Know Your Customer – KYC) โดยตรวจสอบว่าบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นเป็นตัวจริงหรือเป็นนอมินีหรือไม่ เนื่องจากบางตลาด เช่น ตลาดทองคำ อาจยังไม่มีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนที่เข้มข้นเท่ากันในภาคการเงิน เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร
  • พฤติกรรม (Behavior) โดยตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น แจ้งว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจ แต่มีเงินไหลเข้าออกที่ผิดปกติหรือ
  • ธุรกรรม (Transaction) โดยตรวจสอบการไหลเข้าและไหลออกของเงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่ต้องผ่านธปท.

 

โดยที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่าจะได้รูปแบบของ Data Bureau ภายในพฤศจิกายน 2568 และระบบทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568

 

เก็บภาษีธุรกิจเฉพาะเทรดทองออนไลน์

 

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงการคลัง ได้ผนึกกำลัง ธปท. และ ก.ล.ต. ออกมาตรการสกัด ‘การแข็งค่าของเงินบาท’ หลังเงินบาทแข็งค่าเร็ว แรง เกินปัจจัยพื้นฐาน และแข็งค่านำภูมิภาค โดยมี 3 มาตรการสำคัญ ดังนี้

 

1. สรรพากรเก็บข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองบนแพลตฟอร์ม จากผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลอยู่แล้ว

 

2. กรมสรรพากรเล็งเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’ สำหรับการซื้อ-ขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งต้องเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการ (Hearing) และอาจต้องผ่านความเห็นของกฤษฎีกา และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนจึงจะประกาศใช้ได้

 

3. ธปท.เล็งกำหนดเพดานปริมาณการซื้อ-ขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์

 

สำหรับมาตรการเก็บ ‘ภาษีธุรกิจเฉพาะ’

 

ดร.เอกนิติ เผยว่า รัฐบาลจะแถลงความคืบหน้าในการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการตรวจสอบเส้นทางเงินเทา วันที่ 9 มกราคม 2569 นี้

 

งานนี้อาจต้องฝากความหวังทีม ‘Connect the Dots’ กับโปรเจกต์ ‘Data Bureau’

 

ภาพ: Craig Hastings, chainatp, Caia Image/Getty Images

The post เงินเทากลืนกินระบบเศรษฐกิจไทย ‘Data Bureau’ อาจไม่ใช่ทางรอด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Multilateralism สู่ Minilateralism! World Economic Forum เผยรูปแบบ ‘ความร่วมมือทั่วโลก’ กำลังวิวัฒน์ https://thestandard.co/multilateralism-minilateralism-wef-evolution/ Fri, 09 Jan 2026 02:44:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1163164 จาก Multilateralism สู่ Minilateralism World Economic Forum เผยรูปแบบ ‘ความร่วมมือทั่วโลก’ กำลังวิวัฒน์

จาก Multilateralism สู่ Minilateralism! เปิดตัวรายงาน G […]

The post จาก Multilateralism สู่ Minilateralism! World Economic Forum เผยรูปแบบ ‘ความร่วมมือทั่วโลก’ กำลังวิวัฒน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Multilateralism สู่ Minilateralism World Economic Forum เผยรูปแบบ ‘ความร่วมมือทั่วโลก’ กำลังวิวัฒน์

จาก Multilateralism สู่ Minilateralism! เปิดตัวรายงาน Global Cooperation Barometer 2026 ของ World Economic Forum เผยความร่วมมือทั่วโลก (Global Cooperation) กำลังเกิดการวิวัฒน์ ชี้กำลังหมดยุคเวทีใหญ่ จับกันเป็นกลุ่มเล็ก คล่องตัวและรักษาผลประโยชน์ได้มากกว่า หลังระบอบพหุภาคีนิยม (Multilateralism) เผชิญกับกระแสลมต้านที่รุนแรง ทำให้ทั่วโลกหันไปรวมกลุ่มกันแบบเล็กลง แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่า (Minilateralism)

 

World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงาน ดัชนีชี้วัดความร่วมมือระดับโลก ประจำปี 2026 (Global Cooperation Barometer 2026) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ระดับความร่วมมือโดยรวมแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แนวทางความร่วมมือ ‘กำลังมีวิวัฒนาการ’ จากระบบพหุภาคี (Multilateralism) เวทีใหญ่ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ไปสู่การจับกลุ่มพันธมิตรขนาดย่อมที่มีความคล่องตัวมากขึ้น (Minilateralism)

 

“แรงกดดันมหาศาลต่อสถาบันพหุภาคีกำลังส่งผลให้ความร่วมมือระดับโลกเกิดการวิวัฒนาการมากกว่าที่จะถดถอย โดยขณะที่รูปแบบความร่วมมือแบบพหุภาคีลดลง กลุ่มพันธมิตรประเทศที่มีขนาดเล็กและมีความคล่องตัวกว่า รวมถึงภาคเอกชนในบางกรณี กลับมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาระดับความร่วมมือโดยรวม” รายงานระบุ

 

Børge Brende ประธานและซีอีโอของ World Economic Forum กล่าวว่า “ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผันผวนและไม่แน่นอนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ความร่วมมือได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แม้ความร่วมมือในวันนี้อาจดูแตกต่างไปจากในอดีต แต่แนวทางการทำงานร่วมกันยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างชาญฉลาด เร่งสร้างนวัตกรรมอย่างรับผิดชอบ และเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายในยุคที่ความแน่นอนลดน้อยลง แนวทางที่ยืดหยุ่น คล่องตัว และขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย มีแนวโน้มที่จะต้านทานความปั่นป่วนในปัจจุบันและส่งมอบผลลัพธ์ได้ดีที่สุด”

 

ทั้งนี้ Global Cooperation Barometer ซึ่งจัดทำร่วมกับ แมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 มีไว้เพื่อทำหน้าที่ประเมินความร่วมมือระดับโลกผ่าน 5 มิติ ได้แก่ การค้าและเงินทุน, นวัตกรรมและเทคโนโลยี, สภาพภูมิอากาศและทุนทางธรรมชาติ, สุขภาพและสุขภาวะ, และสันติภาพและความมั่นคง โดย Barometer ดังกล่าวสร้างขึ้นจาก 41 ตัวบ่งชี้ โดยใช้ปี 2020 เป็นฐานดัชนีเพื่อสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงโรคระบาด

 

เจาะลึกแนวโน้ม ความร่วมมือ 5 เสาหลัก ประจำปี 2026

 

โดยแนวโน้มโดยรวมพบว่า ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีมีการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งแม้ต้องเผชิญกับอุปสรรค ด้านสุขภาพและการค้ายยังคงทรงตัว ขณะที่ความร่วมมือด้านสันติภาพและความมั่นคงลดลงอย่างรุนแรง

 

  • ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation & Technology): มีการขยายตัวขึ้นอย่างโดดเด่น การเคลื่อนย้ายบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent flows) และบริการด้านไอทีเติบโตขึ้น แม้จะมีการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีระหว่างชาติมหาอำนาจ แต่เกิดรูปแบบความร่วมมือใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐาน 5G
  • ด้านสภาพภูมิอากาศและทุนทางธรรมชาติ (Climate & Natural Capital): เติบโตขึ้นจากการระดมทุนและการขยายตัวของเทคโนโลยีสะอาด (Clean Tech) ที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 โดยกลุ่มประเทศต่างๆ เริ่มผนวกเป้าหมายลดคาร์บอนเข้ากับความมั่นคงทางพลังงาน
  • ด้านการค้าและเงินทุน (Trade & Capital): อยู่ในภาวะทรงตัว (Flat) ปริมาณการค้าสินค้าเติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจโลก และเริ่มเปลี่ยนทิศทางการไหลเวียนไปยัง “ประเทศพันธมิตรที่มีแนวคิดตรงกัน” (Aligned partners) มากขึ้น
  • ด้านสุขภาพและสุขภาวะ (Health & Wellness): ทรงตัวเช่นกัน แม้ผลลัพธ์ทางสุขภาพจะดูดีขึ้นหลังยุคโควิด-19 แต่มีความเปราะบางซ่อนอยู่ เนื่องจากความช่วยเหลือด้านการพัฒนาสุขภาพลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง
  • ด้านสันติภาพและความมั่นคง (Peace & Security): เป็นเสาหลักเดียวที่ “ลดลงอย่างรุนแรง” ตัวชี้วัดทุกตัวต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 ความขัดแย้งและการใช้จ่ายทางทหารเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่กลไกแก้ปัญหาระดับโลกประสบปัญหาในการระงับวิกฤต ส่งผลให้ยอดผู้พลัดถิ่นทั่วโลกพุ่งแตะ 123 ล้านคน

 

รายงาน Global Cooperation Barometer 2026 ยังสรุปว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคของการเขียนกฎความร่วมมือใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีโครงสร้างใหม่ๆ ตั้งแต่ข้อตกลงการค้าไปจนถึงพันธมิตรด้านมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยผู้นำจำเป็นต้องฟื้นฟูบทสนทนาที่มีประสิทธิภาพเพื่อระบุผลประโยชน์ร่วมกัน ท่ามกลางโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้น

The post จาก Multilateralism สู่ Minilateralism! World Economic Forum เผยรูปแบบ ‘ความร่วมมือทั่วโลก’ กำลังวิวัฒน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ https://thestandard.co/campaign-9200-baht-no-inflation/ Thu, 08 Jan 2026 10:19:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1162940 The original headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule for this particular sentence structure, as there is no proper noun immediately following a verb where a space would be added (e.g., verb [space] proper noun). **Original Headline:** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ **Reformated (No Change Needed):** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ

การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The original headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule for this particular sentence structure, as there is no proper noun immediately following a verb where a space would be added (e.g., verb [space] proper noun). **Original Headline:** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ **Reformated (No Change Needed):** การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ

การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มอง ไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ จับตานโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายกระตุ้นการบริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น

 

นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า จะมีปริมาณเงินจากการหาเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมายเข้าสู่ระบบประมาณ 9,207.4 ล้านบาท โดยมาจาก 2 ส่วน ดังนี้

 

  • ผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขต 3,526 คนใช้เงินรวมกัน 6,699.4 ล้านบาท
  • พรรคการเมืองที่ส่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 57 พรรค ใช้เงินรวมกัน 2,508 ล้านบาท

 

สนค. ยังคาดว่า เม็ดเงินกระจายไปยัง (1) การจ้างทำป้ายหาเสียง (2) การเช่ารถหาเสียง และ (3) การจัดกิจกรรมปราศรัย

 

อย่างไรก็ตาม วัสดุที่ใช้ในการทำป้ายหาเสียง เช่น กระดาษหรือไวนิล ไม่อยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อ

 

ด้วยเหตุนี้ สนค. จึงคาดว่าปริมาณเงินจากการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม นโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายกระตุ้นการบริโภค และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ที่ปรับตัวดีขึ้น

The post เลือกตั้ง 2569 : การหาเสียงจ่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบกว่า 9,200 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์มองไม่ช่วยกระตุกเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต https://thestandard.co/national-semiconductor-roadmap-2050/ Thu, 08 Jan 2026 05:38:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1162741 เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลา […]

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหม่ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เดินหน้าวางโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ครั้งแรก หลัง 9 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก แห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศไทย

 

โดยวางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

พร้อมพัฒนาบุคลากรทักษะสูง กว่า 230,000 คน ปูทางสู่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2050

 

วันที่ 8 ม.ค. นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

 

โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ

 

เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต 1

 

ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ โดยการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทุกมิติ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทียบคู่แข่งสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์

 

โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่า

 

“ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete”

 

เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

 

ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Made-in-Thailand Chips)

 

ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

 

โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุน ในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต

 

มุ่งกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน

 

  • ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
  • ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง
  • ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

 

นฤตม์ ระบุอีกว่า ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน

 

เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต

 

อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

 

คาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โตพุ่ง 1 ล้านล้านเหรียญ

 

อุตสาหกรรมนี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

“นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว

 

เปิดชื่อ 9 บิ๊กคอร์ปโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตชิปในไทย

 

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของเงินลงทุนทั้งสิ้น

 

นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

 

ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

 

  • บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของเยอรมนี
  • บริษัท Analog Devices (ADI)
  • Microchip Technology
  • Lumentum จากสหรัฐอเมริกา
  • บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์
  • บริษัท Sony
  • Toshiba
  • Rohm จากญี่ปุ่น
  • บริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา https://thestandard.co/2026-conflict-trump-policies/ Thu, 08 Jan 2026 02:29:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1162633 2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา

เปิดศักราชปี 2026 ด้วยความไม่แน่นอนตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพา […]

The post 2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา

เปิดศักราชปี 2026 ด้วยความไม่แน่นอนตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และปฏิบัติการทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงทิศทางการลงทุน ท่ามกลางภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนไป โดยประเมินว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่เป็นความขัดแย้งสะสมมาอย่างยาวนาน โดยจุดเปราะบางเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2007 ที่มีการยึดคืนบริษัทจากฝั่งสหรัฐฯ ของรัฐบาลเวเนซุเอลา และเมื่อมาอยู่ในยุคที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ มีอำนาจมาก จึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น

 

แม้สถานการณ์ดูดุดัน แต่สิทธิชัยมองว่าความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์นี้ จะไม่ปรับตัวลดลง แต่ก็ไม่ได้แย่ไปกว่าเดิม โดยจะเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่ติดตัวการลงทุนไปตลอดทั้งปี 2026 หรือตลอดวาระของทรัมป์ เปรียบเสมือนปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอื่นที่คาราคาซังมานาน

 

จับตาราคาน้ำมัน ดีมานด์โลกชะลอ – ซัพพลายจ่อทะลัก

 

ประเด็นที่ตลาดกังวลว่าความขัดแย้งจะดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงขึ้นนั้น สิทธิชัยชี้ว่าต้องมองปัจจัยพื้นฐาน (Supply-Demand) ประกอบด้วย ปัจจุบันความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก ทั้งจีนที่ฟื้นตัวช้า ยุโรปที่ฟื้นตัวน้อย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันอยู่แล้ว

 

ในทางกลับกัน สิ่งที่ทรัมป์ต้องการอาจเป็นการเข้าไปพัฒนาและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลา ซึ่งจะทำให้มีซัพพลายน้ำมันดิบกลับเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีกราว 1-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ผลิตได้ต่ำกว่า 1 ล้านบาร์เรล เนื่องจากการขุดเจาะน้ำมันหนืด (Extra Heavy Crude) ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากสหรัฐฯ

 

สำหรับผู้ที่ ได้ประโยชน์ จากสถานการณ์นี้ สิทธิชัยมองไปที่ 4 กลุ่มบริษัทหลัก ได้แก่

 

  • Chevron ซึ่งมีความพร้อมและยอมโอนอ่อนผ่อนตามเงื่อนไขรัฐบาลเวเนซุเอลามาก่อนหน้านี้ ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิต (Ramp up) ได้เร็วกว่ารายอื่นอย่าง ExxonMobil
  • Schlumberger (SLB) ได้ประโยชน์ในฐานะผู้ให้บริการซ่อมบำรุงแท่นขุดเจาะ
  • Valero Energy กลุ่มโรงกลั่นในโซน Texas ที่จะได้ต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกลง

 

11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตาในปี 2026

 

นอกเหนือจากภูมิรัฐศาสตร์ สิทธิชัยแนะนำให้โฟกัสที่ “นโยบายภายในและการฟ้องร้อง” (Policy & Litigation) ซึ่งวิเคราะห์ได้แม่นยำกว่าการเดาใจเรื่องสงครามการค้า โดยมีประเด็นสำคัญในปีนี้ ได้แก่

 

  • ความเป็นอิสระของเฟด คดีความที่ทรัมป์พยายามปลด Lisa Cook หากเธอชนะคดี จะช่วยรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางและอาจหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
  • กฎหมาย AI และลิขสิทธิ์ ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการต่อสู้ทางกฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ข้อมูลที่นำมาเทรน AI โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับ Anthropic, Meta, Google และ Amazon ซึ่งประเด็นนี้จะกระทบราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมากกว่าเรื่อง Geopolitics
  • การผูกขาดทางการค้า (Antitrust) ยุโรปจะมีมาตรการปรับ Google และ Meta เข้มข้นขึ้นกว่าปี 2025
  • การผูกขาดวีซ่า H1B หากมีการตัดสินจำกัดวีซ่า จะส่งผลให้ต้นทุนค่าจ้างบุคลากรไอทีของบริษัทเทคโนโลยีสูงขึ้น
  • การลดกฎระเบียบธนาคาร นโยบายผ่อนคลายของทรัมป์จะส่งผลดีต่อธนาคารใหญ่แห่งสหรัฐฯ อย่าง JP Morgan และ Bank of America ให้สามารถตั้งสำรองลดลง ซื้อหุ้นคืนได้ และจ่ายปันผลได้มากขึ้น
  • การเจรจาราคายา (Inflation Reduction Act) วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ จะมีการประกาศรายชื่อยาที่ถูกกดราคา ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อหุ้นกลุ่มยาอย่าง GSK, Johnson & Johnson และ Novartis

 

กลยุทธ์การลงทุน ลดน้ำหนัก ‘Tech’ โยกเข้า ‘Non-Tech’

 

สำหรับภาพรวมการลงทุน สิทธิชัยมองว่าปี 2026 ยังเป็นปีที่ท้าทายแต่ยังลงทุนได้ โดยแนะนำให้เริ่ม ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากเริ่ม Underperform และต้นทุนวัตถุดิบ (Commodity) เช่น ทองคำ ทองแดง ที่ปรับตัวสูงขึ้น จะกระทบต่อกำไร (Margin) ของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วน AI ในระยะถัดไป

 

โดยธีมการลงทุนที่น่าสนใจ (Key Ideas) ในการหลบภัยความผันผวนและเน้นหุ้นกลุ่ม Non-Tech มีดังนี้:

 

  • กลุ่มยานยนต์ (Automotive) เน้นกลุ่มรถยนต์หรูแบบดั้งเดิม (Traditional Luxury) เช่น Volkswagen, Mercedes-Benz, BMW ภายใต้แนวคิด “คนรวยยิ่งรวยขึ้น” (Rich get richer) ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากนัก
  • สินค้าหรูหรา (Luxury Products) ได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนที่เริ่มมีเสถียรภาพและค่าเงินเยนที่อ่อนค่า
  • พลังงานสะอาด (Clean Energy) แม้นโยบายทรัมป์จะดูไม่สนับสนุน แต่ทิศทางโลกยังมุ่งไปทางนี้ ทั้งนิวเคลียร์และโซลาร์ฟาร์มยังมีความต้องการสูง
  • กลุ่มสุขภาพ (Healthcare) รอจังหวะเข้าซื้อหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ (หลังข่าวเจรจาราคายา) โดยมองว่าเป็นกลุ่ม Defensive ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้
  • ค้าปลีกและเครื่องดื่ม (Retailers & Beverage) เป็นกลุ่มที่ราคาปรับลงมามากในปีที่แล้ว จึงเป็นจังหวะในการเข้าสะสม

 

สิทธิชัยทิ้งท้ายว่า ในช่วงที่ตลาดผันผวน การถือเงินสดไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนต่อเนื่อง การเลือกหุ้นรายตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กล่าวมาจะช่วยสร้างผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงได้ดีกว่าการไล่ตามหุ้นเทคโนโลยีที่ร้อนแรงมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: sameer madhukar chogale/Shutterstock

The post 2026 ปีแห่งความ ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีต่อไปในยุค ‘ทรัมป์’ กับอีก 11 นโยบายและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องจับตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ‘เลือกตั้ง 2569’ ประเทศไทยต้องเปลี่ยน! TDRI เสนอ 6 ชุดนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ ทั้งระยะเร่งด่วน 1 ปีถึงระยะยาว 4 ปี https://thestandard.co/thailand-election-2026-tdri-policy-proposals/ Thu, 08 Jan 2026 02:23:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1162622 เลือกตั้ง 2569 :

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพั […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘เลือกตั้ง 2569’ ประเทศไทยต้องเปลี่ยน! TDRI เสนอ 6 ชุดนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ ทั้งระยะเร่งด่วน 1 ปีถึงระยะยาว 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 :

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานเสวนา ‘เขาแจก แต่เราจ่าย: คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ โดยระบุว่า “การเลือกตั้งใน (วันที่ 8) กุมภาพันธ์นี้จะเป็นการเลือกตั้งที่มีผลในการเปลี่ยนประเทศไทยได้ และประเทศไทยต้องเปลี่ยน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอัตราการเติบโตของเราจะตกต่ำลง ท่ามกลางปัญหาต่าง ๆ รุมเร้า ฉะนั้นทุกคนเหมือนจะพูดตรงกันว่า เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นไปต่อไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว”

 

นอกจากนี้ “เรายังตั้งชื่องานเสวนานี้ว่า ‘เขาแจก แต่เราจ่าย: คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ เพื่อให้รู้ว่า ในโลกความเป็นจริงไม่มีของอะไรฟรี ทุกนโยบายต้องมีที่มาของเงิน ฉะนั้นแล้วเงินไม่เคยฟรี” ดร.สมเกียรติ

 

พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งการทุจริตคอร์รัปชันและการหลอกลวงออนไลน์ในวงกว้าง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่รุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติที่มีความถี่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และการที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงประมาณ 65% ของ GDP ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายในลักษณะลดแหลก-แจก-แถม โดยไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อประเทศ พรรคการเมืองทั้งหลายจึงควรตระหนักถึงปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ และควรนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ

 

เปิดชุดนโยบาย 6 ด้าน ทั้งระยะสั้น-ยาว

 

คณะผู้วิจัยของ TDRI ยังนำเสนอนโยบาย 6 ด้านที่เห็นว่า มีความสำคัญ แบ่งเป็นนโยบายที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ในระยะเวลา 1 ปีหลังจากได้รัฐบาลใหม่ และนโยบายที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้ “นโยบายทั้ง 6 ด้านที่นำเสนอนั้นล้วนมีความจำเป็นเร่งด่วนต่อประเทศ แม้บางนโยบายจะดำเนินการได้ไม่ง่ายในทางการเมือง แต่หากไม่เริ่มดำเนินการเลย ปัญหาของประเทศก็จะพอกพูนและแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันหลายนโยบายก็น่าจะสามารถใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตรง”

 

 

 

 

ด้านที่ 1: ลดคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์

 

ปัญหาคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์ (สแกมเมอร์) มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและในบางกรณีมีความเชื่อมโยงกัน โดยมีรายงานว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึง 20–30% ของมูลค่าโครงการ และมีข่าวอื้อฉาวการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจากเครือข่ายพนันออนไลน์ ตลอดจนมีคดีการหลอกลวงออนไลน์ในปี 2568 มากกว่า 3.2 แสนเรื่อง สร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างน้อย 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้เพียง 1% (ข้อมูลจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ)\

 

รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้เพื่อบรรเทาความเสียหายและเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เกิดประสิทธิผลในระยะยาว นอกเหนือจากการประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ป.ป.ช. ก.ล.ต. และ ปปง. เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

 

  • ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาก่อนการยุบสภา เพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง และสามารถกำกับธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการรับสินบนและฟอกเงิน
  • ร่วมมือกับนานาประเทศโดยเฉพาะ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม” (Scam Center Strike Force) ของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตาม และปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวงออนไลน์ และรีบผลักดันให้ประกาศใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการแก่คนไทยมีหน้าที่ติดตามและปิดกั้นการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • ประกาศให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่าสูงทุกโครงการต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) หรือโครงการ “ความโปร่งใสในการก่อสร้างของรัฐ” (CoST) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสจากการเปิดเผยข้อมูลและการมีผู้สังเกตการณ์ ควบคู่ไปกับการเพิ่มงบประมาณให้กรมบัญชีกลางมีทรัพยากรอย่างเพียงพอรองรับการดำเนินการดังกล่าว

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

 

  • ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มคะแนน “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” (CPI) ของไทยจาก 34 จากคะแนนเต็ม 100 ให้ใกล้เคียง 63 คะแนน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD และ “ดัชนีหลักนิติธรรม” (WJP Rule of Law) จาก 0.5 จากคะแนนเต็ม 1 ให้ใกล้เคียง 0.74 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยเร่งปฏิรูปการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อลดการติดสินบน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการปฏิรูปกิจการตำรวจตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดต่าง ๆ อาทิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้การแต่งตั้งและโยกย้ายมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น
  • เร่งปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงในไทยโดยตั้งเป้าให้ไทยได้รับการประเมิน “ดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก” (Global Organized Crime Index) ด้านความรุนแรงของอาชญากรรมจาก 6.37 จากคะแนนเต็ม 10 ในปัจจุบัน ให้ลดลงใกล้เคียงกับ 4.91 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด การค้ามนุษย์ และสแกมเมอร์ โดยร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ

 

 

 

ด้านที่ 2: แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

 

ปัญหาปากท้องของคนไทยมีสองด้านที่เชื่อมโยงกันคือ รายได้ไม่เพียงพอ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในงานทักษะต่ำ และการมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาทั้งสองด้านเกี่ยวข้องกับนโยบาย 4 ด้านที่ทำงานเสริมกัน ซึ่งรัฐบาลใหม่ควรดำเนินการคือ (1) การส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการสร้าง “งานดี” (Good Jobs) ที่ให้ค่าตอบแทนสูงและมีความมั่นคงพอสมควร (2) การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อปลดล็อกให้ธุรกิจลงทุนและสร้างงาน (3) การพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อให้คนไทยเข้าถึง “งานดี” ที่เกิดขึ้นได้ และ (4) การช่วยปลดประชาชนออกจาก “วงจรหนี้” ด้วยการปรับพฤติกรรมและความรู้ทางการเงิน

 

ส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี”

 

รัฐบาลควรปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนโดยเน้นส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี” จำนวนมากและเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย แทนการเน้น “มูลค่าการลงทุน” โดยกำหนดให้ BOI ดำเนินการดังต่อไปนี้

 

  • ปรับกลไกส่งเสริมการลงทุนโดยลดการให้แรงจูงใจพื้นฐาน (Base Incentives) ที่ยึดตามประเภทกิจการลง และเพิ่มมาตรการจูงใจบนพื้นฐานของการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย (Merit-based) จากการสร้าง “งานดี” การมีความร่วมมือกับภาควิชาการในการพัฒนาเทคโนโลยีและฝึกทักษะกำลังคน ภายใน 1 ปี
  • สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างนักลงทุนกับซัพพลายเออร์และภาควิชาการในด้านการฝึกทักษะแรงงานไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ ภายใน 4 ปี

 

ปลดล็อกกฎระเบียบในการประกอบอาชีพ

 

ไทยมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจของประชาชนมากมาย รัฐบาลจึงควรดำเนินการอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น โดยตัดลดกฎหมายที่กำหนดให้มีใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคเหล่านั้น (2) ปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น (3) พัฒนาหน่วยงานอิสระที่มีขีดความสามารถสูงเพื่อประเมินผลกระทบของกฎระเบียบต่างๆ โดยเปิดให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็น และ (4) พัฒนาระบบทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการแทนการพิจารณาแบบรายฉบับแยกแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากกฎระเบียบหลายด้านมักมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง

 

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

 

  • ตัดลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอให้ได้อย่างน้อย 70% โดยใช้กลไกของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน และปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น
  • ผลักดันร่าง พ.ร.บ. การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับใหม่ ที่ค้างการพิจารณาในรัฐสภา โดยร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่วันประชุมรัฐสภานัดแรก เพื่อเร่งนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” (Super License) ในกฎหมายดังกล่าวมาใช้แทนระบบใบอนุญาตหลายใบในปัจจุบัน

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

 

  • พัฒนาระบบการทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาหน่วยงานอิสระประเมินผลกระทบกฎระเบียบที่มีขีดความสามารถสูงขึ้นทำหน้าที่ทบทวนกฎระเบียบ
  • พัฒนาระบบ One Stop Service แบบเบ็ดเสร็จครอบคลุมการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบ “ใบอนุญาตหลัก”

 

พัฒนาทักษะแรงงาน

 

แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีทักษะไม่สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะสมัยใหม่ แม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะตั้งเป้าพัฒนากำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจาก (1) ไม่มีส่วนร่วมของภาคธุรกิจที่ต้องการใช้แรงงาน ทำให้การพัฒนาทักษะถูกขับเคลื่อนจากด้านอุปทาน (Supply Driven) ตามความถนัดของสถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม แทนความต้องการที่แท้จริง (2) ได้รับการจัดสรรงบไม่เพียงพอและต่อเนื่อง และมีโครงการกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน และ (3) การศึกษาพื้นฐานมีความอ่อนแอเนื่องจากหลักสูตรล้าสมัย ไม่เน้นการพัฒนาสมรรถนะที่สามารถต่อยอดเป็นทักษะแรงงานได้

 

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

 

  • ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสนับสนุนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างเข้มข้น รวมทั้งวางระบบให้มีกลไกทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางให้ทันโลกอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทบทวนในทุก 5 ปี
  • ส่งเสริมให้เกิดคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาทักษะในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเป็นหน่วยประสานงานความต้องการทักษะแรงงานของภาคธุรกิจ และทำงานกับหน่วยงานดังกล่าวในการพัฒนาทักษะร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

 

  • จัดตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
  • ร่วมกับ กกร. ในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะที่สะท้อนด้านอุปสงค์ (Demand Driven) โดยให้กลไกคูปองการเรียนรู้แก่ประชาชนในลักษณะคล้ายกับโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ ทั้งนี้อาจเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการว่างงาน หรือถูกทดแทนด้วย AI

 

แก้หนี้ที่ต้นเหตุ

 

ครัวเรือนไทยมีหนี้ในระดับสูงประมาณ 90% ของ GDP แม้สาเหตุหลักคือการที่รายได้เพิ่มช้า และมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่ประชาชนใช้จ่ายจนก่อหนี้มากเกินไป ที่ผ่านมานโยบายการแก้หนี้ของเกือบทุกรัฐบาลมักเน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การพักหรือปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งหากทำในวงกว้างก็จะสร้างปัญหาการลดความระมัดระวัง (moral hazard) ในการก่อหนี้ลง และจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต

 

รัฐบาลควรเปลี่ยนแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้ โดยเพิ่มมิติด้านการปรับพฤติกรรม ทัศนคติ และความรู้ทางการเงินของประชาชน ทั้งก่อนเป็นหนี้และหลังเป็นหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนกว่ามาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปีและต่อเนื่องไปตลอด 4 ปี

 

  • ทบทวนนโยบายหนี้ที่กำลังทำอยู่และหยุดหรือยกเลิกโครงการที่ไม่ได้ผลคุ้มเงินงบประมาณ
  • สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาสังคม เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาควิชาการและชุมชนที่เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรมด้านการเงิน โดยรัฐให้การอุดหนุนด้านงบประมาณในการดำเนินการ

 

 

ด้านที่ 3: รับมือกับโลกรวนและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับตัว (adaptation) เพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของประเทศ

 

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

 

  • ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดต่อไป จากที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับมลพิษทางอากาศได้ดีขึ้น และพัฒนาระบบตรวจจับการเผาในที่โล่งแบบ real-time
  • เร่งผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวเพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
  • เร่งผลักดันกฎหมายยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับการบริหารจัดการภัยธรรมชาติอย่างบูรณาการ
  • ถอดบทเรียนน้ำท่วม โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ ตลอดทั้ง life cycle ของเหตุการณ์ ตั้งแต่ภาวะปกติไปจนถึงระยะสิ้นสุดการฟื้นฟู โดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระเพื่อให้ได้ข้อมูลจริง และเร่งจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีความแม่นยำในพื้นที่เสี่ยง
  • จัดทำรายงานความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนจัดทำแผนแม่บทรายจังหวัด/ลุ่มน้ำ ในการเตรียมความพร้อมและกรอบงบประมาณที่ต้องใช้
  • เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ซึ่งล่าช้ามานาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2050 ของประเทศ ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม
  • กำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง โดยให้สิทธิแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม และทดลองนำร่องในบางเขตอุตสาหกรรม

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

 

  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และมีหน่วยงานในระดับจังหวัด และระดับลุ่มน้ำที่มีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติในเมืองใหญ่ เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย ที่รับมือกับภัยพิบัติได้จริง
  • เพิ่มสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดให้ได้ 5 เท่าของปี 2024 เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม RE100 และเปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงในทุกเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนเตรียมระบบจัดการซากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์และแบตเตอรี่

 

 

ด้านที่ 4: สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

 

ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ในขณะเดียวกันการผลิตล้นเกินของจีนก็ทำให้เกิดการไหลทะลักของสินค้าราคาถูก และคุณภาพต่ำเข้ามาแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทย และส่งกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการดังนี้

 

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

 

  • เร่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2569 โดยมุ่งรักษาอัตราภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ จัดเก็บจริง (average effective tariff rate) ต่อประเทศไทยไม่ให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน (ประมาณ 16.5%) โดยเพิ่มรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และวางหลักเกณฑ์สินค้าสวมสิทธิให้ชัดเจนเพื่อให้สินค้าที่ผลิตในไทยไม่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง
  • แสวงหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ โดยเร่งสรุปการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปภายใน 1 ปี ตลอดจนเริ่มการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) ให้รวมประเด็นการค้าและความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
  • ใช้ข้อแลกเปลี่ยนจากการเจรจาการค้าในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เช่น การเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ด้านการค้า ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มการแข่งขันที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการของไทย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรใช้มาตรฐานคุณภาพสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ ดังต่อไปนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี

 

  • เร่งยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น
  • กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น การก่อสร้างที่ต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยอาจเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสินค้าคุณภาพต่ำ โดยเน้นตรวจสินค้าจากประเทศที่มักไม่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ
  • เร่งออกกฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจคัดกรอง และถอดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

 

  • ขยายการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่ยังไม่มีความตกลงกัน เช่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา
  • เร่งเตรียมการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD โดยดำเนินการให้บรรลุเงื่อนไขการเป็นสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศ เพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและการเข้าถึงองค์ความรู้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

 

ทั้งนี้ ในการเจรจาต่างๆ รัฐบาลควรปรึกษากับภาคเอกชนและประชาชนเพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมจัดทำกลไกช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถปรับตัวได้

 

 

 

 

ด้านที่ 5: จัดสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย

 

ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้ว ทำให้มีคนวัยทำงานลดลง มีผู้สูงอายุที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเข้ารับการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ตลอดจนมีผู้สูงอายุอยู่ในภาวะติดบ้าน ติดเตียง หรือเจ็บป่วยระยะท้ายเพิ่มขึ้น

 

แม้ปัญหาสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพผู้สูงวัยมักถูกมองเป็นปัญหาระยะยาว แต่หากไม่เร่งดำเนินการอย่างเหมาะสม จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รวมทั้งการสูญเสียแรงงานจำนวนมากจากการต้องดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระดับสูงมาก และการที่สำนักงานประกันสังคมจะไม่มีเงินบำนาญชราภาพเหลือพอจ่ายให้แก่คนวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีในปัจจุบัน

 

รัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนให้เกิด (1) การดูแลระยะยาวที่บ้าน (Long-Term Care) ที่ดี ซึ่งจะลดโอกาสที่ผู้สูงอายุจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และช่วยให้ลูกหลานวัยทำงานสามารถออกไปทำงานหารายได้ได้เต็มที่ (2) การดูแลแบบประคับประคองผู้เจ็บป่วยระยะท้าย (Palliative Care) ซึ่งช่วยลดภาระและความเครียดของครอบครัว (3) การจ้างงานผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งจะให้เกิดการดูแลระยะยาวที่บ้าน และช่วยจ้างงานแรงงานทักษะน้อยที่อาจจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (4) การแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ (5) การลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะผู้ป่วยในของทั้ง 3 สวัสดิการ (ข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง) โดยควรดำเนินการดังนี้

 

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

 

  • ช่วยให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลระยะยาวที่บ้านที่ดี โดยปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์ day care สำหรับผู้สูงอายุ
  • ปรับอายุขั้นต่ำในการรับบำนาญเป็น 60 ปี เพื่อรักษาฐานะทางการเงินของสำนักงานประกันสังคม และเริ่มต้นกระบวนการยกร่างกฎหมายรองรับ โดยควรออกกฎหมายให้ได้ภายใน 2 ปี
  • จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาต้นทุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยควรสามารถประกาศอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในให้สอดคล้องกันทั้ง 3 สวัสดิการใน 2 ปี

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

 

  • มีบริการดูแลระยะยาวที่บ้านในทุกชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเข้าถึงสิทธิได้ทุกคน
  • ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงสิทธิการดูแลแบบประคับประคองทุกคน
  • แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้นโยบายที่เสนอมาข้างต้นล้วนก่อให้เกิดประโยชน์สูง ในขณะที่ใช้งบประมาณไม่มาก และไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการคลัง โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

 

 

 

ด้านที่ 6: รักษาความยั่งยืนทางการคลัง

 

รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ใช้นโยบายขาดดุลการคลังเฉลี่ยเกิน 3% ของ GDP ต่อเนื่องมานับทศวรรษ โดยขาดดุลอย่างมากในช่วงเกิดวิกฤติต่าง ๆ และในช่วงที่ใช้นโยบายที่ขาดความรับผิดชอบทางการคลัง เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมทั้งการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ (งบล้างท่อ) ในขณะเดียวกัน ก็มีการลดภาษีสำคัญ ๆ หลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ ทำให้เกิดปัญหาด้านรายรับ

 

เมื่อมองไปในอนาคตระยะยาว ประเทศไทยยังจะมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอีกมาก จากการต้องเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้เริ่มมีปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง และภาระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ต่อรายจ่ายงบประมาณ ที่สูงขึ้นเช่นกัน

 

หากรัฐบาลไทยในอนาคตยังขาด ‘วินัยทางการคลัง’ เช่นนี้ต่อไป ประเทศก็จะมีความเสี่ยงด้านการคลังที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากแก้ไข ดังเช่นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งได้แสดงความกังวล โดยหากรัฐบาลถูกลดอันดับเครดิต ธุรกิจทั้งหมดก็จะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงควรดำเนินการหาเสียงโดยตระหนักถึงปัญหานี้ และกำหนดนโยบายที่ใช้หาเสียงอย่างมี ‘ความรับผิดชอบ’ ทางการคลัง ไม่มุ่งใช้จ่ายที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อสร้างคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว

 

รัฐบาลใหม่ควรดำเนินมาตรการเร่งด่วนในระยะ 1 ปี ดังนี้

 

  • ยึดมั่นตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดการขาดดุลการคลัง และควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบ
  • เปิดเผยข้อมูลด้านการคลังให้สาธารณะรับรู้ ทั้งภาระทางการคลังทั้งที่เกิดแล้วและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นได้ (contingent liability) จัดทำรายงานรายจ่ายภาษี (tax expenditure) ต่าง ๆ รวมทั้งรายจ่ายภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรฐานสากลทุกปี
  • ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและจำเป็นเท่านั้น โดยให้สำนักงบประมาณปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณตามหลักความคุ้มค่า ลดแรงจูงใจในการใช้งบล้างท่อ และจำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณ

 

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จในระยะ 4 ปี ได้แก่

 

  • ริเริ่มทดลองระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าและบริการจาก ด้านผลลัพธ์ (outcome) ไม่เน้นราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว
  • เพิ่มรายได้ภาษีและรายรับอื่น ๆ ผ่านการขยายฐานและการปรับอัตราภาษี โดยควรให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำควบคู่ไปด้วย เช่น
  • เพิ่มภาษีฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีกำไรจากการลงทุน
  • ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีกำหนดเวลาชัดเจน และมีการคืนภาษี (VAT tax rebate) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง (political earmark)
  • เพิ่มความก้าวหน้า (progressivity) ให้แก่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านการกำหนดค่าลดหย่อนให้เหมาะสม
  • ยกระดับสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (Parliamentary Budget Office: PBO) ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเทียบเท่าฝ่ายบริหาร และได้รับงบประมาณเพียงพอที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีความชำนาญสูง
  • ปรับแก้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ เพื่อ
  • ให้รัฐบาลต้องจัดทำและส่ง Pre-Budget Statement ให้สภาอนุมัติทั้งด้านแผนรายจ่ายและแผนรายรับในภาพรวม ก่อนเริ่มวงจรการจัดทำงบประมาณ
  • ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญที่ติดตามงบประมาณตลอดเวลาแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญที่แต่งตั้งใหม่ทุกปี
  • ให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีของกระทรวงที่พิจารณางบประมาณ
  • ยกระดับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง โดย
  • ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐให้ไม่เป็นฝ่ายบริหารทั้งหมดดังเช่นปัจจุบัน
  • ให้มีการถ่วงดุลฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ โดยให้สำนักงบประมาณประจำรัฐสภาทำหน้าที่ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

 

 

 

 

TDRI ยังทิ้งท้ายว่า เมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่ กกต. แล้ว คณะผู้วิจัยของทีดีอาร์ไอก็จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่เคยได้จัดทำในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

 

ภาพ: Albert Karimov/500px/Getty Images

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘เลือกตั้ง 2569’ ประเทศไทยต้องเปลี่ยน! TDRI เสนอ 6 ชุดนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ ทั้งระยะเร่งด่วน 1 ปีถึงระยะยาว 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน https://thestandard.co/end-steroid-populism-election-2026/ Thu, 08 Jan 2026 02:02:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1162619 หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน

หลายสำนักวิจัยฟันธงเศรษฐกิจปีนี้ ‘ชะลอตัว’ โตต่ำกว่า 2% […]

The post เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน

หลายสำนักวิจัยฟันธงเศรษฐกิจปีนี้ ‘ชะลอตัว’ โตต่ำกว่า 2% บนรอยต่อนับถอยหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 นโยบายหาเสียงกลับมาเป็นปัจจัยขี้ชะตาเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง ซึ่งหลายพรรคการเมืองต่างงัดกลยุทธ์แผนพลิกฟื้นปากท้องประชาชน

 

ผู้นำภาคเอกชน 3 องค์กร เสวนาในงาน TDRI เห็นพ้องกันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ใน ‘หุบเหวอันตราย’ และเผชิญโครงสร้าง ‘เปราะบาง’ ถึงเวลาที่ประเทศต้องก้าวข้ามนโยบาย ‘ประชานิยมแจกเงิน’ ไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างแท้จริง ก่อนสายเกินแก้

 

หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจ อยากเห็น ไทย หลุดพ้นแจกเงิน 1

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลว่า การกู้เงินมาแจกยิ่งเพิ่มความเสี่ยงภาระการคลังอย่างหนัก ซึ่งสะท้อนได้จากการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

 

นโยบายประชานิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงมาตลอด แต่ท้ายที่สุด ‘มักให้ผลจริงเพียงเล็กน้อย’ แต่กลับทิ้งภาระต้นทุนงบประมาณการคลังระยะยาวไว้กับประเทศ เช่น โครงการประกันราคาและโครงการจำนำ

 

“หากจำเป็นต้องใช้นโยบายประชานิยม ควรเป็น ‘ประชานิยมสร้างงาน สร้างรายได้’ ไม่ใช่เพียงการใช้เงิน และทุกพรรคการเมืองต้องคำนึงถึงการหารายได้และการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป”

 

นอกจากนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างคอร์รัปชัน การเมือง และระบบราชการที่อ่อนแอ คือ ‘มะเร็งร้าย’ เป็นอุปสรรคใหญ่ กัดเซาะเศรษฐกิจไทยไปเรื่อยๆ หากไม่เร่งแก้ เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

 

ดังนั้น ดร.พจน์ เรียกร้องให้พรรคการเมือง ‘หยุดคิดเรื่องการแจกเงิน’ และหันมาหารืออย่างจริงจังถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญ ทั้งการท่องเที่ยวชะลอ ภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ การส่งออกอ่อนแรง หนี้สูง และความเสี่ยงทางการคลัง

 

ด้าน เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ว่า การแจกเงินกลายเป็น ‘ธรรมเนียมการเมือง’ แต่ไม่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายควิกวินอาจกลายเป็นกับดักฉุดรั้งเศรษฐกิจประเทศโดยเปล่าประโยชน์

 

“โดยเฉพาะ นโยบายการขึ้นค่าแรง โดยไม่พัฒนาผลิตภาพแรงงาน ซึ่งจะต่างจากประเทศอื่นอย่างจีน เวียดนาม ที่เน้นพัฒนาทักษะคน และหากจะมีการแจก ต้องเป็นการแจกอย่างมีคุณภาพ เข้าระบบ เน้นเพิ่มสภาพคล่องให้ SME และนำเงินไปลงทุนสร้างอุตสาหกรรมใหม่ในระยะยาว”

 

ส.อ.ท. ระบุ อีกว่า วันนี้และอนาคตการเติบโตของ GDP ไทยต้องมาจากการ ‘ยกระดับทักษะแรงงาน’ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมจ่ายค่าแรงตามทักษะ (Pay by Skill)

 

แต่ปัจจุบันแรงงานไทยและต่างด้าวได้ค่าแรงใกล้เคียงกัน ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ ส่งผลให้ GDP ไทยวันนี้เติบโตต่ำกว่า 2% ขณะที่เวียดนามโตถึง 8% ปีนี้ไทยจะโตรั้งท้ายภูมิภาค และเพื่อนบ้านแซงไทยไปเรื่อยๆ

 

เกรียงไกร ย้ำอย่างน่าสนใจว่า คำว่า “เขาแจกแต่เราจ่าย ไม่ต่างกับอะไรกับคำว่า ใจถึงพึ่งได” ทำไมพรรคการเมืองไม่ปรับนโยบายเรียกคะแนนด้วยคำว่า ‘คนเก่ง คนดี’ และต้องมั่นใจว่า เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะกระตุ้น GDP ได้มากกว่านี้หรือไม่

 

“ผมอยากได้นักการเมือง กล้าคิด กล้าทำ ในทางที่ดี เสียสละ ผมยังมีความหวัง ไม่ใช่แค่พึ่งการแจก การแจกเงินต้องมีศิลปะ ประชาชนเองก็ต้องกลับมามองตนเอง ปรับมายเซตประชานิยมให้ไปในทิศทางเดียวกัน” เกรียงไกร ย้ำ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ขณะที่ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย มองว่า สิ่งที่ไทยขาดอย่างยิ่งคือ ‘ระบบข้อมูล’ เพื่อใช้ตรวจสอบ วัดผล และประเมินการใช้ทรัพยากร หากไม่มีข้อมูลที่สะท้อนการสร้างงาน รายได้ และความยั่งยืน การแจกเงินก็จะกลายเป็นเหมือน ‘การให้สเตียรอยด์ ทำลายระบบเศรษฐกิจและทำให้กลุ่มเปราะบางติดกับดักหลุมดำ’

 

“นโยบายแจกเงินอาจทำหน้าที่คล้ายสารเสพติด หรือ สเตียรอยด์ ที่เป็นภัยต่อกลุ่มเปราะบาง ไม่ช่วยให้เขาออกจากหลุมดำทางการเงินได้จริง ถ้าไม่ได้นำไปสู่การปรับพฤติกรรมการเงิน ท้ายที่สุดภาระหนี้เหล่านี้จะย้อนกลับมาทำลายระบบธนาคารและเครดิตของประเทศ”

 

ผยง ชี้ว่า มากกว่า 65% ของ GDP ไทยมาจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยกลับถูกทิ้งไว้ชายขอบ ส่งผลให้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไทยเติบโตจาก ‘บุญเก่า’ ไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งที่โลกธุรกิจและนวัตกรรมกำลังเป็นฟันเฟืองสำคัญ

 

ท่ามกลางความเสี่ยงจากวิกฤตโลก ภัยพิบัติ และการแข่งขันจากเพื่อนบ้านที่นับวันยิ่งแข็งแกร่ง ไทยยังไม่เห็นแผนปฏิบัติการหรือสะพานเชื่อมนโยบายที่ชัดเจนจากพรรคการเมือง

 

ผยง เสนอว่า ประเทศต้องสร้างสมการรายได้ใหม่ ผ่านนโยบายสาธารณะที่เชื่อมโยงการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน สนับสนุนเวทีถกเถียงสาธารณะและสร้างสังคมฐานปัญญา

 

พร้อมเตือนว่า ประชานิยมในวันนี้ ‘ไม่ใช่แค่ปัญหาของกลุ่มเปราะบาง แต่แรงต้านสำคัญกลับมาจากกลุ่มผู้ได้ประโยชน์เดิม’

 

บทสรุปเสียงจาก 3 บิ๊กเอกชน สะท้อนตรงกันว่า ไทยควรปิดฉากยุคประชานิยมแจกเงิน และหันมาสร้างเศรษฐกิจบนฐานการทำงานจริง ทักษะคน นวัตกรรม ความโปร่งใส และความยั่งยืน ก่อนที่ประเทศจะถอยหลัง ถูกเพื่อนบ้านแซงไปมากกว่านี้

 

ภาพ: master1305/Getty images

The post เลือกตั้ง 2569 : หมดยุค ‘สเตียรอยด์’ ในคราบประชานิยม? เลือกตั้ง 2569 นักธุรกิจอยากเห็นไทยหลุดพ้นแจกเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป! อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569 https://thestandard.co/thai-inflation-negative-deflation-watch/ Wed, 07 Jan 2026 13:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1162549 บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569

เปิดบทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทย (CPI) ทั้งปี 2568 อยู่ที่ - […]

The post บทสรุป! อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569

เปิดบทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทย (CPI) ทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังพบ CPI ติดลบ 9 เดือนติดต่อกัน ท่ามกลางการลดลงของสินค้ากลุ่มพลังงาน ราคาผักผลไม้สด และราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ปรับตัวต่ำต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงสิ้นปีนี้ ไทยกลายเป็นประเทศที่อัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน ด้านกระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569

 

วันนี้ (6 มกราคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการลดลง 9 เดือนติดต่อกันแล้ว

 

โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่

 

  • ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิง ตามสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก
  • รวมถึงมติของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ในการปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล
  • ราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ ยังกล่าวว่า ราคาสินค้าในกลุ่มอาหาร และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาผักสด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหารสำเร็จรูป ส่วนราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก

 

ทั้งนี้ ราคาพลังงานครองสัดส่วนในตระกล้าเงินเฟ้อราว 13% ขณะที่ราคาอาหารสดครองสัดส่วนในตระกล้าเงินเฟ้อกว่า 17% ตามการคำนวนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

สำหรับ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงาน พบว่า มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 0. 59% (YoY) ชะลอตัวลงจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สูงขึ้น 0.66% (YoY)

 

สรุป! ตัวเลข ‘อัตราเงินเฟ้อทั่วไป’ ตลอดปี 2568

 

มกราคม 2568: 1.32%

 

กุมภาพันธ์ 2568: 1.08%

 

มีนาคม 2568: 0.84%

 

เมษายน 2568: -0.22%

 

พฤษภาคม 2568: -0.57%

 

มิถุนายน 2568: -0.25%

 

กรกฎาคม 2568: -0.7%

 

สิงหาคม 2568: -0.79%

 

กันยายน 2568: -0.72%

 

ตุลาคม 2568: -0.76%

 

พฤศจิกายน 2568: -0.49%

 

ธันวาคม 2568: -0.28%

 

‘อัตราเงินเฟ้อทั่วไป’ ทั้งปี 2568 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี

 

สนค. ยังเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยทั้งปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 ลดลง 0.14% (AoA) นับเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 โดยมีปัจจัยสำคัญจาก

 

  • การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก
  • มาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
  • ราคาผักสดและผลไม้สดปรับลดลงจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น
  • ราคาของใช้ส่วนบุคคลที่ลดลงจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีสินค้าสำคัญบางกลุ่มปรับราคาสูงขึ้น อาทิ อาหารสำเร็จรูป ปลาและสัตว์น้ำ และเครื่องประกอบอาหาร

 

กระทรวงพาณิชย์ติดตาม ‘ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด’ แนะภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์

 

โดยนันทพงษ์ระบุว่า ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปในปี 2569 เพราะแม้ดัชนีราคาพื้นฐาน (Core CPI) จะยังเป็นบวก แต่ไม่ได้มาจากอุปสงค์เสมอไป แต่มาจากโครงสร้างอุปทานเป็นหลักในบางครั้ง พร้อมแนะภาครัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ ป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจนเกิดภาวะเงินฝืด

 

“ดังนั้น สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการประคับประคองอัตราเงินเฟ้อ ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว คือ การกระตุ้นอุปสงค์ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านการเร่งออกมาตรการภาครัฐต่างๆ เช่น การกระตุ้นการบริโภค การเร่งใช้จ่ายเงินของภาครัฐ การกระตุ้นการท่องเที่ยว และการลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจนเกิดภาวะเงินฝืด” นันทพงษ์กล่าว

 

เปิด ‘แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ’ ในระยะข้างหน้า

 

สนค.คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 จะยังคงลดลง อยู่ระหว่าง -0.5% ถึง 0.0% (ค่ากลาง -0.25%) โดยมีปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ สนค.คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในระยะต่อไป จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

 

สำหรับทั้งปี 2569 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในช่วง 0.0% ถึง 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 ที่ลดลง 0.14% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นภายใต้นโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

 

  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า
  • การแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่องและเร็วกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
  • การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในระดับต่ำ
  • ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่และหลายมิติ
  • ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่อง เงินเฟ้อทั่วไป ไทย vs. ต่างประเทศ

 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 ติดลบ 0.49% (YoY) เมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจต่างๆ พบว่าอยู่ต่ำเป็นอันดับที่ 7 จาก 132 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 9 ประเทศที่ประกาศตัวเลข (ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สปป.ลาว และติมอร์-เลสเต)

 

🇹🇭ไทย -0.49%

 

🇧🇳บรูไน -0.1%

 

🇰🇷เกาหลีใต้ 0.24%

 

🇯🇵ญี่ปุ่น 0.29%

 

🇨🇳จีน 0.7%

 

🇮🇳อินเดีย 0.71%

 

🇹🇱ติมอร์-เลสเต 1.2%

 

🇸🇬สิงคโปร์ 1.2%

 

🇲🇾มาเลเซีย 1.4%

 

🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.5%

 

🇮🇩อินโดนีเซีย 2.72%

 

🇻🇳เวียดนาม 3.58%

 

🇱🇦สปป.ลาว 4.8%

 


 

บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569 1บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569 2บทสรุป อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ใน ปี 2569 3

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post บทสรุป! อัตราเงินเฟ้อไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ -0.14% ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง ‘ภาวะเงินฝืด’ ในปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์มองปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต https://thestandard.co/us-venezuela-oil-thai-inflation/ Wed, 07 Jan 2026 12:38:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1162537 กระทรวงพาณิชย์ มอง ปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกด เงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต

กระทรวงพาณิชย์ มองปมสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา อาจกดเงินเฟ้อไทย […]

The post กระทรวงพาณิชย์มองปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์ มอง ปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกด เงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต

กระทรวงพาณิชย์ มองปมสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ จากปริมาณการผลิตน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว

 

วันนี้ (6 มกราคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ มองว่า ในระยะต่อไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า หากสหรัฐฯ สามารถเพิ่มอุปทานหรือปริมาณการผลิตน้ำมันในระยะยาวได้สำเร็จ อาจกดเงินเฟ้อไทยต่ำลง จากราคาพลังงานที่ต่ำลง

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ชี้ว่าการดำเนินการฟื้นฟูกิจการน้ำมันของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ทำให้ผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อจะยังไม่เกิดขึ้นในระหว่างนี้

 

ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจในระยะสั้น นันทพงษ์ระบุว่ายังคงมีจำกัด เนื่องจากการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลามีปริมาณน้อยกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่า 1% ของการผลิตทั่วโลก ขณะที่ส่งออกน้ำมันมีมูลค่า 55.9 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนเพียง 0.01% ของการค้าทั้งหมดของไทย

 

ทองคำอาจพุ่งต่อ บาทส่อแข็งค่า ฉุดเงินเฟ้อไทยต่ำลง

 

ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้นักลงทุนหันเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ เพิ่มขึ้นแทนการถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ฉุดเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อเนื่องทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยต่ำลง

 

อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์ระบุว่าความผันผวนของตลาดการเงินจะเกิดขึ้นในระยะสั้น และการแข็งค่าของสกุลเงินบาทในระยะยาวยังคงขึ้นอยู่กับผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นหลัก

 

กนง.-Fed จ่อลดดอกเบี้ย เพิ่มการบริโภค

 

ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงตามผลประชุม Fed ทำให้ภาระดอกเบี้ยของไทยต่ำลง ส่งผลบวกต่อการบริโภคที่เพิ่มขึ้น และมีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

 

สนค.ระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้มั่นผู้บริโภคมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้การใช้จ่ายของประชาชนจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน

 

ทั้งนี้ Fed คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะปรับตัวดีขึ้นเป็นขยายตัว 2.3% ในปี 2026 จากระดับ 1.7% ในปี 2025 ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวดีขึ้นด้วยเช่นกันโดยลดลงมาเหลือ 4.4% ในปี 2026 จาก 4.5% ในปี 2025

 

เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงอาจน้อยลง โดย สนค.คาดการณ์ว่า Fed จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 2 ครั้งในปี 2026 จากปีก่อนที่ลด 3 ครั้ง

 

ภาพ: vectorfusionart/Shutterstock

The post กระทรวงพาณิชย์มองปม ‘สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา’ จะเพิ่มการผลิตน้ำมันในระยะยาว อาจกดเงินเฟ้อไทย ‘ต่ำลง’ ในอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม https://thestandard.co/10-crises-thai-economy-2026/ Wed, 07 Jan 2026 07:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1162231 เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม

กกร. เตือน! เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้ง […]

The post เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม

กกร. เตือน! เศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

GDP คาดเหลือเพียง 1.6–2.0% จากปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง ค่าเงินบาทแข็ง ภาษีสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จี้รัฐปฏิรูปเศรษฐกิจ ‘connect the dots’ พร้อมชู 3 โอกาสใหญ่ IMF-World Bank, Gastech 2026 และ Tomorrowland รีแบรนด์ไทย สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก

 

วันที่ 7 มกราคม 2569 ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวหลังเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ว่า “เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี”

 

โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.

 

ปี 2568 (ณ ธ.ค. 68) GDP โตที่ 2.0%

 

ส่วน ปี 2569 คาดว่า GDP 1.6-2.0%

 

ส่งออก -1.5 ถึง -0.5 เงินเฟ้อ 0.2 ถึง 0.7

 

หากไม่รวมช่วงวิกฤต ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน คาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค ซึ่งจะมาจากหลายปัจจัย

 

1. เปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง

 

2. ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่

 

3. ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง

 

4. ความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมาก

 

5.ข้อมูลขาดความเชื่อมโยง บวกผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า

 

6. ค่าเงินบาทแข็งค่า

 

7. อาชญากรรมทางไซเบอร์

 

8. การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา

 

9. ความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า

 

10. ภาษีสหรัฐฯ (tariff)

 

ภูมิรัฐศาสตร์ เกมการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order)

 

“กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก”

 

ทั้งนี้ ภาคเอกชนอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท

 

โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

 

จับตา ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ โลก หลังสหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา

 

ดร.พจน์ กล่าวอีกว่า “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐฯเข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา เป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น (New World Order) ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน”

 

อีกทั้งผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่สินค้าส่งออกไทย ที่ไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มหดตัว สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทยที่สูงขึ้น ดังนั้นไทยต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

 

ขณะเดียวกัน กกร. หวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน

 

รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชั่น สิ่งผิดกฎหมาย เพื่อสร้าง Trust & Confidence และลดต้นทุนแฝงในการประกอบธุรกิจ ตลอดจนอาศัยการร่วมมือกันตามแนวทาง ‘Reinvent Thailand’ เพื่อปิดจุดอ่อนในการลดความท้าทายภายในประเทศ และเสริมจุดแข็งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทย

 

โดยเอกชนเฝ้าติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย BOI (กองทุนเพิ่มขีดฯ) ที่ต้องเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมและพิจารณาขยายระยะเวลาการสมัครเข้าโครงการที่จะสิ้นสุดปลายเดือน ม.ค. นี้

 

ตลอดจนโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ มาตรการ Soft Loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. บนหลักการของการลดความซับซ้อนของกระบวนการ เชื่อมโยงทั้ง Supply chain ยกระดับทักษะ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก

 

แนะรัฐแก้เกมเศรษฐกิจ ชิง 3 โอกาสสำคัญ

 

1. การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 ‘Thailand’s New Horizons: Empowering People , Building Resilience’ ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด

 

2. ไทยยังได้เป็นเจ้าภาพการประชุม ‘Gastech 2026’ ซึ่งเป็นสุดยอดงานประชุมและจัดแสดงเทคโนโลยีด้านก๊าซธรรมชาติ LNG พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และ AI เป็นการรวมตัวผู้นำจากทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันความร่วมมือเสนอแนะนโยบายด้านพลังงานในระดับโลก

 

3. งานเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นในเวทีนานาชาติ เชื่อมโยงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยเข้ากับพลวัตของโลก ซึ่งหลายแนวทางสอดคล้องกับการดำเนินงานของ Reinvent Thailand ภายใต้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อย่างเต็มศักยภาพ

 

ภาพ: aislan13/Getty Images

The post เตือน 10 วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจไทยปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี เอกชนชี้ 3 ทางแก้เกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติเปิด ‘3 บท’ ความไม่แน่นอนเขย่าการเงินโลก เตือนจบกรณีเวเนซุเอลา เตรียมเจอการเปลี่ยนประธาน Fed https://thestandard.co/bank-global-finance-uncertainty-fed/ Wed, 07 Jan 2026 07:51:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1162229 แบงก์ชาติ เปิด ‘3 บท’ ความไม่แน่นอน เขย่าการเงินโลก เตือน จบ กรณี เวเนซุเอลา เตรียมเจอ การเปลี่ยน ประธาน Fed

แบงก์ชาติเผย ประเมินสถานการณ์ในเวเนซุเอลลาใกล้ชิด มองปฏ […]

The post แบงก์ชาติเปิด ‘3 บท’ ความไม่แน่นอนเขย่าการเงินโลก เตือนจบกรณีเวเนซุเอลา เตรียมเจอการเปลี่ยนประธาน Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ เปิด ‘3 บท’ ความไม่แน่นอน เขย่าการเงินโลก เตือน จบ กรณี เวเนซุเอลา เตรียมเจอ การเปลี่ยน ประธาน Fed

แบงก์ชาติเผย ประเมินสถานการณ์ในเวเนซุเอลลาใกล้ชิด มองปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเป็น ‘บทที่ 2’ แห่งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก หลังปีที่ผ่านมาโลกได้เผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เป็น ‘บทที่ 1’ เตือนจับตา ‘บทที่ 3’ นั่นคือการเปลี่ยนประธาน Fed จ่อเขย่าการเงินโลก

 

วันนี้ (7 มกราคม) ปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายในงาน Monetary Policy Forum โดยตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในการบุกจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภรรยา โดยระบุว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าจะส่งผลกระทบต่อ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ในภาพรวมอย่างไร

 

ปิติ ยังชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ระดับความไม่แน่นอนในเวทีโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ภาคการลงทุนจะเป็นส่วนแรกที่เกิดการชะลอตัวลงทันที

 

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา ผมมองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง แต่ประเด็นหลักคือ ‘ผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์’ ที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงไป และจะส่งผลย้อนกลับมากระทบต่อเศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง” นายปิติกล่าว

 

ปิติ ยังมองว่า สหรัฐฯ กำลังสร้างความไม่แน่นอนให้โลก โดยแบ่งออกเป็น 3 บท (Chapter) ดังนี้

 

“ย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2568 โลกก็ถูกเขย่าด้วยความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ เป็นบทที่ 1 (Chapter 1) ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนค่อนข้างเยอะ และนำไปสู่การปรับโครงสร้างการผลิต

 

ส่วนในช่วงต้นปี 2569 นี้ เหตุการณ์เวเนซุเอลาก็เหมือนเป็นบทที่ 2 (Chapter 2) ในด้านความไม่แน่นอนทางการทหาร (Military)

 

โดยในระยะต่อไป ภายในต้นปีนี้ หรือกลางปีนี้ อาจจะมีความไม่แน่นอน บทที่ 3 (Chapter 3) เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่มาเขย่าการเงินโลก

 

โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ทั้งการค้า การทหาร และการเงิน อาจเข้ามาเขย่าโลก เนื่องจากสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญยิ่งในทุกๆ มิติ โดยเฉพาะด้านการเงิน” ปิติ กล่าว

The post แบงก์ชาติเปิด ‘3 บท’ ความไม่แน่นอนเขย่าการเงินโลก เตือนจบกรณีเวเนซุเอลา เตรียมเจอการเปลี่ยนประธาน Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวจีนเมินคำเตือนรัฐบาล แห่จองโรงแรมในญี่ปุ่นพุ่ง 57% รับตรุษจีน ส่วนอัตราค่าห้องแพงขึ้นถึง 21% https://thestandard.co/chinese-tourists-japan-booking/ Wed, 07 Jan 2026 04:46:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1162115 นักท่องเที่ยวจีนเมินคำเตือนรัฐบาล แห่จองโรงแรมใน ญี่ปุ่นพุ่ง 57% รับ ตรุษจีน ส่วนอัตราค่าห้องแพงขึ้นถึง 21%

นักท่องเที่ยวชาวจีนได้จองโรงแรมในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในช่วง […]

The post นักท่องเที่ยวจีนเมินคำเตือนรัฐบาล แห่จองโรงแรมในญี่ปุ่นพุ่ง 57% รับตรุษจีน ส่วนอัตราค่าห้องแพงขึ้นถึง 21% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวจีนเมินคำเตือนรัฐบาล แห่จองโรงแรมใน ญี่ปุ่นพุ่ง 57% รับ ตรุษจีน ส่วนอัตราค่าห้องแพงขึ้นถึง 21%

นักท่องเที่ยวชาวจีนได้จองโรงแรมในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ที่กำลังจะมาถึงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวจะอยู่ท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูต จนรัฐบาลจีนออกประกาศให้ประชาชนชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น

 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก Tripla ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการการจองโรงแรมในญี่ปุ่น ระบุว่า ยอดจองโรงแรมจากนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันที่ 15–23 กุมภาพันธ์ 2026 เพิ่มขึ้นถึง 57% เมื่อเทียบกับช่วงวันหยุดตรุษจีนปีก่อน ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 มกราคม-4 กุมภาพันธ์ 2025 โดยการประเมินดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากโรงแรมทั่วญี่ปุ่นรวม 1,727 แห่ง สะท้อนถึงอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวที่ยังคงแข็งแกร่ง

 

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Nikkei asia ได้สำรวจผู้ประกอบการโรงแรมในญี่ปุ่น 10 ราย เกี่ยวกับยอดการจองช่วงตรุษจีน ในวันที่ 15 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา พบว่า มีเพียงโรงแรม Tokyu Hotels & Resorts และ Imperial Hotel ที่รายงานว่ายอดการจองลดลงราว 10% ส่วนโรงแรมอีก 3 ราย ระบุว่ายอดการจองเพิ่มขึ้น รวมถึงโรงแรม Palace Hotel มียอดจองเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ในด้านราคา ผู้ประกอบการโรงแรมในสัดส่วน 5 จาก 10 ราย ที่เข้าร่วมการสำรวจ เปิดเผยว่า อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อคืนมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก Tripla ซึ่งคาดว่าอัตราค่าห้องเฉลี่ยในช่วงตรุษจีนปีนี้จะอยู่ที่ 22,004 เยนต่อคืน หรือราว 4,372 บาท เพิ่มขึ้น 21% ถ้าเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

คาซุฮิสะ ทาคาฮาชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tripla กล่าวต่อว่า ปีนี้หิมะเริ่มตกเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ความต้องการท่องเที่ยวเพื่อเล่นสกีจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจัยดังกล่าวได้ผลักดันความต้องการและดันราคาห้องพักโดยรวมให้ปรับตัวสูงขึ้น

 

ภาพรวมทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ หากไปในเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ส่งผลให้รัฐบาลจีนออกคำเตือนให้พลเมืองจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น

 

สถานการณ์นี้ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในปี 2012 เมื่อเกิดการประท้วงต่อต้านญี่ปุ่นในจีน หลังรัฐบาลญี่ปุ่นโอนกรรมสิทธิ์หมู่เกาะเซนกากุให้เป็นของรัฐ ซึ่งในขณะนั้นนำไปสู่การยกเลิกทัวร์จำนวนมาก และทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่นต่อเดือนลดลงมากกว่า 40%

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วน มองว่าผลกระทบในครั้งนี้น่าจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนแปลงไป โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบอิสระเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการเดินทางแบบหมู่คณะที่จัดโดยบริษัทท่องเที่ยว ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระมีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากคำแนะนำของรัฐบาลน้อยกว่า

 

CBRE บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เปิดเผยว่า สัดส่วนการเดินทางแบบทัวร์หมู่คณะของนักท่องเที่ยวชาวจีนไปยังญี่ปุ่น ซึ่งในอดีตเคยมีสัดส่วนราว 50% ของตลาด ปรับลดลงเหลือเพียง 15.6% สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างตลาดท่องเที่ยวขาเข้าของญี่ปุ่นมีความหลากหลาย แข็งแกร่ง และมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนด้านความสัมพันธ์ทางการทูตมากขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีต

 

อีกทั้งในวันหยุดเทศกาลตรุษจีนในปีนี้เริ่มช้ากว่าปี 2025 ประมาณ 3 สัปดาห์ แม้ว่าคำแนะนำจากรัฐบาลจีนจะสร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการโรงแรมบางส่วน โดยเฉพาะโรงแรมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวแบบทัวร์หมู่คณะเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของตลาดท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน มักมีการจองที่พักเกิดขึ้นในระยะใกล้วันเดินทางเป็นจำนวนมาก ทำให้ภาพรวมของความต้องการยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนในช่วงนี้

 

ด้านตัวแทนจาก Hankyu Hanshin Hotels ย้ำว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปแนวโน้มของตลาดได้ โดยผู้ประกอบการโรงแรมจำนวนมากยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรอดูทิศทางการจองในช่วงใกล้วันหยุด เพื่อประเมินผลกระทบและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของตลาดต่อไป

 

ภาพ: Mirko Kuzmanovic/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post นักท่องเที่ยวจีนเมินคำเตือนรัฐบาล แห่จองโรงแรมในญี่ปุ่นพุ่ง 57% รับตรุษจีน ส่วนอัตราค่าห้องแพงขึ้นถึง 21% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมแผน ‘ฮุบน้ำมันเวเนซุเอลา’ ของสหรัฐฯ จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด? https://thestandard.co/us-plan-seize-venezuela-oil/ Wed, 07 Jan 2026 02:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1162020

สื่อนอกวิเคราะห์ หมดยุครุ่งเรืองน้ำมันเวเนซุเอลา และฟื้ […]

The post ทำไมแผน ‘ฮุบน้ำมันเวเนซุเอลา’ ของสหรัฐฯ จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>

สื่อนอกวิเคราะห์ หมดยุครุ่งเรืองน้ำมันเวเนซุเอลา และฟื้นตัวยาก สหรัฐฯอาจต้องใช้เงินเดิมพันมหาศาลมากกว่าแสนล้านดอลลาร์ และใช้เวลานานถึง 10 ปี ขณะที่ รัฐบาลไทยเกาะติดใกล้ชิด ย้ำยังไม่กระทบราคาในประเทศ

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานบทวิเคราะห์ อนาคตอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา ว่า หนึ่งในแผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่จะเข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาให้เป็นความจริงนั้น ‘อาจไม่ใช่เรื่องง่าย’ เพราะต้องใช้เวลาผ่านกระบวนการนานหลายปี และจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยมีการประเมินว่า สหรัฐฯ อาจต้องใช้งบลงทุนสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

 

ทั้งนี้ แม้เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก แต่กลับเป็นเพียงความมั่งคั่งที่ไม่สามารถเอามาใช้ได้จริง

 

ปัจจัยหลักๆ มาจากตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันดิบถูกทำลายอย่างหนัก ทั้งจากการทุจริต การขาดการลงทุน เกิดเหตุไฟไหม้ ทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการลักลอบขโมยที่สะสมมานานหลายปี

 

ฟรานซิสโก โมแนลดี ผู้อำนวยการด้านนโยบายพลังงานลาตินอเมริกา ประจำ Baker Institute for Public Policy, Rice University ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองระดับโลก วิเคราะห์ว่า การจะฟื้นฟูระบบภายในที่อ่อนแอของ เวเนซุเอลาให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองเช่นในทศวรรษ 1970 นั้น จะต้องอาศัยการลงทุนจากบริษัทต่างๆ ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และต้องลงทุนต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 10 ปี

 

“แต่หากใจร้อนต้องการให้การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้เร็วกว่านี้ ก็จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากกว่านั้นอีกด้วยซ้ำ” ฟรานซิสโก กล่าว

 

หมดยุครุ่งเรือง ‘น้ำมัน’ ซัพพลายล้นตลาดโลก

 

อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนในเวเนซุเอลา คือ ปัจจุบันตลาดโลกเผชิญภาวะซัพพลายน้ำมันล้น โดยราคาน้ำมันเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี

 

ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันหลายแห่งยังคงมีเงินกู้ และค่าชดเชยที่ไม่ได้รับการชำระมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ จากกรณีที่เคยถูกยึดสินทรัพย์ในยุครัฐบาลชาเวซ

 

นอกจากนี้ หากย้อนดูราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และเวสต์เท็กซัส ต่างลดลงเกือบ 20% ในปีที่ผ่านมา 2025 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 และ ราคาน้ำมันเบรนท์ลดลงติดต่อกันนับเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก JPMorgan คาดการณ์ว่า เวเนซุเอลาอาจเพิ่มผลผลิตเป็น 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในอีก 10 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันที่ 0.8 ล้านบาร์เรล ทว่าในระยะสั้น ยังไม่ชัดเจนว่าเวเนซุเอลาจะสามารถส่งออกน้ำมันได้มากแค่ไหน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ จะยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่อย่างไร

 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ ย้ำล่าสุด ว่า บริษัทของสหรัฐฯ จะใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางข้อกังขา บรรดาบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ยังต้องการลงทุนในสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนเช่นนี้หรือไม่

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ ก็ยังยืนยันว่าบริษัทน้ำมันของอเมริกาจะเป็นผู้นำในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไฮโดรคาร์บอนของประเทศในละตินอเมริกาแห่งนี้ให้ได้

 

หวั่นวิกฤตเวเนซุเอลาลามกระทบเศรษฐกิจเอเชีย ‘อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’

 

ด้านสำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา หากเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเอเชียเช่นกัน

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘จีน’ ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากประเทศนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลามากที่สุด และสหรัฐฯ มีโรงกลั่นที่สามารถรองรับน้ำมันดิบชนิดนี้ได้ แต่หลังจากที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตร จีนก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด

 

โดยปีที่แล้ว จีนนำเข้าน้ำมันประมาณ 395,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นจาก 273,000 บาร์เรลในปี 2024 ตามข้อมูลของ Kpler บริษัทข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า การนำเข้าจากเวเนซุเอลาคิดเป็นประมาณ 4% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมดของจีนในปีที่แล้ว

 

อีกทั้ง อินเดีย ก็เป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แม้ว่าการนำเข้าจะลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม วิกฤตครั้งนี้จึงส่งผลต่อตลาดเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

‘อนุทิน’ สั่งเกาะติดวิกฤตเวเนซุเอลา ย้ำไม่ทุบราคาน้ำมันไทย

 

ด้านอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ต้องจับตาสถานการณ์ใกล้ชิดเพราะมีหลายเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบ ในส่วนของเวเนซุเอลา ขณะนี้ยังไม่ถึงกับทําให้ราคาน้ํามันมีราคาสูง และสหรัฐฯ เข้าไปบริหารจัดการเรื่องน้ํามันสํารองของเวเนซุเอลาได้ดี

 

ส่วนกรณีท่าทีของสหรัฐฯ อาจขยายขยับบทบาทอีก คงต้องจับตา เนื่องจากเกี่ยวโยงกับภูมิรัฐศาสตร์การเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“ท่านอนุทิน นายกรัฐมนตรี กําชับให้ติดตามราคาน้ํามันอย่างใกล้ชิด ขอให้สบายใจ ไทยยังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ํามัน”

 

เมื่อถามว่า อนาคตประเมินไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร อรรถพล กล่าวว่า “มีผลทั้งทางบวกและทางลบ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากสหรัฐฯ เข้าไปบริหารจัดการน้ํามันเวเนซุเอลาได้ดี ก็จะสามารถผลิตน้ํามันสํารองมายังตลาดโลกได้”

 

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดต้องติดตามประเด็นความขัดแย้งของแต่ละประเทศด้วย เพราะล้วนมีผลต่อราคาน้ํามัน

 

ภาพ: Tomas Ragina, Joe Raedle /Getty image

 

อ้างอิง:

The post ทำไมแผน ‘ฮุบน้ำมันเวเนซุเอลา’ ของสหรัฐฯ จึงไม่ง่ายอย่างที่คิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง! ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา https://thestandard.co/trump-threatens-world-venezuela-arrest/ Tue, 06 Jan 2026 12:30:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1161993 จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา

สรุปท่าทีสำคัญของทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลประเทศอ […]

The post จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง! ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา

สรุปท่าทีสำคัญของทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลประเทศอื่น หลังเกิดเหตุกุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงปฏิกิริยาตอบกลับจากรัฐบาลประเทศต่างๆ

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์กุมตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และภรรยา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐบาลสหรัฐฯ คนอื่นๆ ได้ออกคำเตือนไปยังรัฐบาลหลายประเทศ รวมถึงโคลอมเบีย คิวบา เม็กซิโก อิหร่าน และกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก

 

โดยทรัมป์อ้างว่า “ภารกิจของเราคือการทำให้แน่ใจว่า ประเทศรอบข้างมีความมั่นคง และประสบความสำเร็จ และเป็นประเทศที่สามารถนำน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างเสรี และทำให้ความยิ่งใหญ่ของอเมริกาในซีกโลกตะวันตกจะไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไป”

 

กรีนแลนด์

 

ทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการเกาะขนาดใหญ่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนืออย่าง ‘กรีนแลนด์’ ในมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติ

 

“เราต้องการกรีนแลนด์… ตอนนี้มันเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก กรีนแลนด์เต็มไปด้วยเรือของรัสเซียและจีน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบิน Air Force One “เราต้องการกรีนแลนด์ในแง่ของความมั่นคงแห่งชาติ และเดนมาร์กคงไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้”

 

ด้าน Jens Frederik Nielsen นายกรัฐมนตรี กรีนแลนด์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ความเห็นล่าสุดของทรัมป์เมื่อวันจันทร์ว่า “วาทกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในขณะนี้จากสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พูดถึงการ ‘ต้องการกรีนแลนด์’ และโยงเราเข้ากับเวเนซุเอลาและการแทรกแซงทางทหารนั้น ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องผิด แต่ยังเป็นการไม่ให้เกียรติกันด้วย”

 

“ประเทศของเราไม่ใช่วัตถุในวาทกรรมของมหาอำนาจ เราคือประชาชน คือประเทศ และคือประชาธิปไตย” Nielsen กล่าวเสริม

 

“เราไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องกังวลว่า การยึดครองประเทศจะเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” Nielsen กล่าวในงานแถลงข่าว ตามรายงานของรอยเตอร์ “คุณจะเปรียบเทียบกรีนแลนด์กับเวเนซุเอลาไม่ได้ เราเป็นประเทศประชาธิปไตย”

 

ทรัมป์ระบุซ้ำๆ ว่า เขาต้องการผนวกรวมกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะที่อุดมไปด้วยทรัพยากรขนาด 2.16 ล้านตารางกิโลเมตร โดยอ้างว่าดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กแห่งนี้มีความจำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แม้ว่าเขาจะเคยอ้างถึงเหตุผลด้าน ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ด้วยก็ตาม

 

โดยทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพันธมิตรนาโต (NATO) ของสหรัฐฯ ต่างคัดค้านแนวคิดนี้อย่างแข็งขัน

 

โคลอมเบีย

 

เมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์ใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อประธานาธิบดี กุสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ของโคลอมเบีย โดยระบุว่าเป็น “คนป่วยที่ชอบผลิตโคเคนขายให้สหรัฐฯ และเขาคงจะทำแบบนั้นได้อีกไม่นาน”

 

เมื่อนักข่าวถามจี้ว่าความเห็นดังกล่าวหมายความว่าจะมี ‘ปฏิบัติการ’ ในโคลอมเบียในอนาคตหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ผมว่าก็ฟังดูเข้าท่านะ” (Sounds good to me)

 

ด้านเปโตรปกป้องผลงานของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดผ่านโพสต์ความยาวเกือบ 700 คำบน X โดยยกย่องสิ่งที่เรียกว่า ‘การยึดโคเคนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก’

 

พร้อมกล่าวเสริมว่า “ผมไม่ได้เป็นผู้นำเถื่อน และผมไม่ได้เป็นพ่อค้ายา สินทรัพย์เดียวที่ผมมีคือบ้านของครอบครัวที่ผมยังคงผ่อนจ่ายด้วยเงินเดือนของผมเอง”

 

เปโตรกล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้มีการทิ้งระเบิดแบบเจาะจงเป้าหมายต่อกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับยาเสพติด โดยยังคงยึดถือหลักกฎหมายมนุษยธรรม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า การผลิตโคเคนในโคลอมเบียได้พุ่งสูงทำลายสถิติ

 

ทั้งนี้ เปโตร ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกกลุ่มกองโจร M19 กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาจะต่อสู้เพื่อปกป้องโคลอมเบียด้วยตนเอง

 

“ผมเคยสาบานว่าจะไม่แตะต้องอาวุธอีก… แต่เพื่อมาตุภูมิ ผมจะจับอาวุธขึ้นสู้อีกครั้ง” เขากล่าว

 

เปโตรเคยสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลทรัมป์ จนถูกยกเลิกวีซ่าสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน หลังจากที่เขาเรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ขัดขืนคำสั่ง

 

คิวบา

 

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า การแทรกแซงทางทหารในคิวบา ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของเวเนซุเอลานั้นไม่จำเป็น เพราะคิวบา “พร้อมจะล่มสลายแล้ว”

 

“ผมไม่คิดว่าเราต้องลงมือทำอะไร” ทรัมป์กล่าว “ดูเหมือนว่ามันกำลังจะพังทลายลงเอง”

 

“ผมไม่รู้ว่าพวกเขาจะยื้อไปได้นานแค่ไหน แต่ตอนนี้คิวบาไม่มีรายได้แล้ว พวกเขาได้รายได้ทั้งหมดมาจากเวเนซุเอลา จากน้ำมันเวเนซุเอลา”

 

แต่นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ เรียกรัฐบาลคิวบาว่าเป็น ปัญหาใหญ่”

 

“ผมจะไม่บอกคุณว่าก้าวต่อไปและนโยบายของเราจะเป็นอย่างไรในตอนนี้ แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่ความลับอะไรที่เราไม่ใช่แฟนคลับของระบอบการปกครองคิวบา” รูบิโอกล่าว

 

โดยในการชุมนุมเมื่อวันเสาร์หน้าสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา Miguel Díaz-Canel ประธานาธิบดีคิวบา ให้คำมั่นว่าจะไม่ปล่อยให้พันธมิตรคิวบา-เวเนซุเอลาล่มสลายโดยไม่ต่อสู้

 

“เพื่อเวเนซุเอลา และแน่นอนเพื่อคิวบา เรายินดีสละแม้กระทั่งชีวิตของตนเอง แม้ในราคาที่สูงลิ่ว” Díaz-Canel ประกาศ

 

เม็กซิโก

 

ทรัมป์มักกล่าวหาเม็กซิโกอยู่บ่อยครั้งว่า ทำหน้าที่ไม่เพียงพอในการกวาดล้างแก๊งค้ายาเสพติด

 

โดยเมื่อวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่า ยาเสพติดกำลัง ‘ทะลัก’ ผ่านเม็กซิโก และ ‘เราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่าง’

 

เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่ว่าเม็กซิโกยังทำไม่ดีพอในการต่อสู้กับแก๊งค้ายาเสพติด Claudia Sheinbaum ประธานาธิบดีเม็กซิโกกล่าวว่า “เม็กซิโกร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เฟนทานิลและยาเสพติดอื่นๆ ไปถึงประชากร โดยเฉพาะเยาวชน”

 

“เราไม่ต้องการให้เฟนทานิลหรือยาเสพติดใดๆ เข้าใกล้เยาวชนคนไหน ไม่ว่าจะในสหรัฐอเมริกา ในเม็กซิโก หรือที่ใดก็ตามในโลก”

 

Sheinbaum ปฏิเสธแนวคิดเรื่องการใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ บนแผ่นดินเม็กซิโกอีกครั้ง โดยกล่าวว่า ม่คิดว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเรื่องการบุกรุกเม็กซิโกอย่างจริงจัง

 

อิหร่าน

 

ทรัมป์ยังย้ำคำเตือนไปยังอิหร่าน ซึ่งการประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้เข้าสู่สัปดาห์ที่สองแล้ว

 

“หากพวกเขาเริ่มฆ่าประชาชนเหมือนที่เคยทำในอดีต ผมคิดว่าพวกเขาจะถูกสหรัฐฯ จัดการอย่างหนัก” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กล่าวว่าหากอิหร่าน “สังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของพวกเขา สหรัฐอเมริกาจะเข้าไปช่วยกู้สถานการณ์ เราเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึกและพร้อมลุยทันที”

 

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ทรัมป์เตือนอิหร่านไม่ให้พยายามฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ หลังจากพบกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

 

ทรัมป์กล่าวว่า “ผมได้ยินมาว่าอิหร่านพยายามจะเสริมสร้างกำลังขึ้นมาใหม่ และถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องจัดการทำลายให้ราบคาบ”

 

ด้าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “จะไม่ยอมจำนนต่อศัตรู และผู้ก่อจลาจลควรถูกจัดการให้รู้ที่ต่ำที่สูง”

 

ภาพ: Viktor Tanasiichuk/Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post จากลาตินอเมริกาถึงตะวันออกกลาง! ‘ทรัมป์’ ขู่ทั่วโลก หลังเหตุจับกุมผู้นำเวเนซูเอลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถกกำกับเทรดทองออนไลน์ https://thestandard.co/crackdown-grey-money-online-gold/ Tue, 06 Jan 2026 11:59:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1161973 ‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถก กำกับเทรดทองออนไลน์

‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุมสกัดเส้นทางเงินเทาศุกร์นี้ […]

The post ‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถกกำกับเทรดทองออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถก กำกับเทรดทองออนไลน์

‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุมสกัดเส้นทางเงินเทาศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูลผ่าน ‘Open API’ ถกความคืบหน้ามาตรการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะซื้อขายทองบนแพลตฟอร์มออนไลน์​

 

วันนี้ (6 มกราคม 2569) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น. จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือคณะทำงาน ‘Connect the Dots’ ณ กระทรวงการคลัง โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเป็นประธานการประชุม

 

โดยวาระสำคัญของการประชุมคือ การติดตามความคืบหน้าโครงการ ‘Data Bureau’ ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลทางการเงินจากหลายหน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาการกำกับดูแลแบบแยกส่วน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลระบบการเงินของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า การประชุมครั้งนี้ จะเน้นไปที่การวางระบบเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API (Application Programming Interface) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ฐานอำนาจกฎหมายของตนเองได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

 

ดร.เอกนิติ ชี้ว่า ทุกหน่วยงานมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของตัวเองอยู่แล้ว เช่น สรรพากรมีมาตรา 10 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ห้ามมิให้เจ้าพนักงานเปิดเผยกิจการของผู้เสียภาษีอากร ซึ่ง Open API จะก่อให้เกิดการเชื่อมข้อมูลโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และจะเป็นการวางระบบ แทนการตั้งหน่วยงานใหม่ หรือออกกฎหมายใหม่ที่ซับซ้อน

 

ปัจจุบันระบบการเงินของไทยยังมีจุดบอดจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย โดยภาคธนาคารเห็นเฉพาะธุรกรรมในระบบธนาคาร ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลตลาดทุนและคริปโตในตลาดได้ แต่สินทรัพย์นอกตลาด เช่น ทองคำ หรือคริปโตนอกแพลตฟอร์มที่กำกับ ยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ยากต่อการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

 

ดร.เอกนิติ เปรียบสถานการณ์ดังกล่าวว่า ระบบการเงินไทยยังเหมือน ‘ตาบอดคลำช้าง’ เนื่องจากไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของเส้นทางเงินได้ครบถ้วน การผลักดัน Data Bureau จึงมุ่งเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานหลัก ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้เห็นภาพจิ๊กซอว์ทางการเงินที่สมบูรณ์มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ประเด็นการซื้อขายทองคำจะถูกหยิบยกเข้าสู่วาระการประชุมด้วย เนื่องจากเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินและสภาพคล่อง โดยอาจมีการหารือในเชิงหลักการเกี่ยวกับโครงสร้างการกำกับดูแลและการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้กับระบบในระยะต่อไป

The post ‘อนุทิน-เอกนิติ’ เตรียมประชุม ‘สกัดเงินเทา’ ศุกร์นี้ เร่งเครื่องยกระดับเชื่อมข้อมูล ถกกำกับเทรดทองออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ รมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้ https://thestandard.co/fm-plan-economy-transition-5-pillars/ Tue, 06 Jan 2026 11:33:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1161968 เอกนิติ รมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช […]

The post เอกนิติ รมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติ รมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้ แม้ยุบสภา แย้ม ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เปิดลงทะเบียนแล้ว เสียดายผลักดัน TISA ไม่สำเร็จ รับสื่อสารไม่ครบถ้วนเพียงพอ

 

วันนี้ (6 มกราคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้มีการยุบสภา

 

เสาที่ 1 คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ดร.เอกนิติระบุว่าสามารถช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นจากติดหล่มที่คาดว่าจะขยายตัว 0.3% เป็นขยายตัวได้สูงเกิน 1% ในไตรมาส 4/2568

 

ตามข้อมูลจากสำนักงบประมาณ พบว่า มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ (Front-Loading) ทำให้การเบิกจ่ายการลงทุนภาครัฐขยายตัวเป็นบวกที่ระดับ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569

 

ขณะที่โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ที่สรุปว่ามีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.2% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการนั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินขั้นต่ำ โดยผลลัพธ์จริงอาจสูงกว่านี้ แต่ก็ต้องคำนึงผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยปลายปีด้วย

 

เสาที่ 2 คือ แก้หนี้ประชาชน

 

ดร.เอกนิติชี้ว่า โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ได้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม โดยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 เข้าร่วมโครงการได้

 

ดร.เอกนิติระบุว่า หนี้ NPL ที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของจำนวนลูกหนี้ NPL ทั้งระบบ แม้จะไม่ใช่มูลหนี้ที่สูง แต่จะสามารถช่วยผู้คนได้มาก

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังมอบหมายให้ ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประสานกับกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อสนับสนุนการให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและการสร้างวินัยทางการเงินแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ อีกด้วย

 

เสาที่ 3 คือ การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ SME

 

ดร.เอกนิติระบุว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้คืนสภาพคล่องให้แก่ SME ผ่านการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ค้างจ่ายให้กับ SME คิดเป็นมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ‘SMEs Credit Boost’ เพื่อเสริมการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) อีกด้วย โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในวันที่ 15 มกราคม 2569

 

เสาที่ 4 คือ เพิ่มการออม

 

ดร.เอกนิติยอมรับว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับมาตรการ Thailand Individual Saving Account (TISA) โดยยอมรับว่า การสื่อสารในช่วงที่ผ่านมาอาจไม่ครบถ้วน และเสียดายที่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้สำเร็จ

 

พร้อมชี้แจงว่า ประชาชนส่วนใหญ่อาจไม่ทราบว่า วงเงินลดหย่อนภาษีรวมในปี 2569 ลดลงจากเดิมที่ 8 แสนบาท มาอยู่ที่ 6 แสนบาท ก่อนจะลดเหลือ 5 แสนบาทในปี 2570 ขณะที่ TISA จะยังคงวงเงินลดหย่อนภาษีที่ 800,000 บาทอย่างถาวร

 

สำหรับพันธบัตรออมทรัพย์ ‘ออม พลัส’ ซึ่งเป็นการจำหน่าย พันธบัตร ‘ออม พลัส’ ให้กับประชาชนทุกเดือน เพื่อเพิ่มแรงจูงใจการออมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง โดยมีราคาขั้นต่ำที่ 1,000 บาท ตามราคาตลาด นั้น ดร.เอกนิติระบุว่า ได้จัดทำในส่วนของรายละเอียด มาตรการพันธบัตร ‘ออม พลัส’ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบด้านกฎหมายโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้การดำเนินงานมีความรอบคอบ

 

ขณะที่มาตรการส่งเสริมผู้ซื้อประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) ได้รับความเห็นชอบจากกฤษฎีกาแล้วบางส่วน โดยไม่สามารถยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัยได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดตามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 169

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเสาที่ 4 ยังสามารถผ่อนคลายให้บริษัทประกันสามารถนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจัดการความเสี่ยง และเป็นการช่วยสนับสนุนตลาดทุน

 

เสาที่ 5 คือ การดึงดูดการลงทุน

 

ดร.เอกนิติระบุว่า การดำเนินงานแล้วเสร็จตามแผน และสามารถสนับสนุนการลงทุนได้ สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับการลงทุน Data Center ทื่สร้างผลกระทบด้านการจ้างงานต่ำ ต่อไปสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะไม่เน้นการสนับสนุนการลงทุน Data Center แต่จะเน้นต่อยอด เช่น ธุรกิจบริการคลาวด์

 

สำหรับฐานราก เป็นเรื่องของวินัยการคลัง ดร.เอกนิติระบุว่า เป็นที่น่าพอใจที่ S&P Global Ratings คงอันดับเครดิตของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมอง (Outlook) ที่ระดับ ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) จากการปรับแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาล (MTFF) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเห็นว่าประเทศไทยมีแนวโน้มสามารถปรับสมดุลทางการคลังได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ก่อนหน้านี้ Moody’s Ratings ปรับลดมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ เป็น ‘ลบ (Negative)’ แต่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2568 ตามมาด้วย Fitch Ratings ที่ปรับลดมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) แต่คงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+ เมื่อเดือนกันยายน 2568

The post เอกนิติ รมว.คลัง กางแผนประคองเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ชี้ ‘5 เสาหลัก 1 ฐานราก’ ยังเดินต่อได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ https://thestandard.co/us-venezuela-thailand-perfect-storm/ Mon, 05 Jan 2026 13:25:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1161694 สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’

เปิดศักราชปีม้าไฟ 2569 เศรษฐกิจไทยไม่ง่าย และยังคงเสี่ย […]

The post สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’

เปิดศักราชปีม้าไฟ 2569 เศรษฐกิจไทยไม่ง่าย และยังคงเสี่ยงเผชิญ ‘Perfect Storm’ จากแรงกดดันทั้งเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

 

จากสถานการณ์ความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาในช่วงวันที่ 3 มกราคม นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีของสหรัฐฯ อาจมีหลายเหตุผล ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบขนส่งยาเสพติด ปัญหาผู้อพยพ สกุลเงินดอลลาร์ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่า โดนัล ทรัมป์ ต้องการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา

 

พร้อมย้ำชัดว่า เวลานี้ สหรัฐอเมริกากำลัง “เป็นผู้ควบคุม” เวเนซุเอลา อย่างเบ็ดเสร็จ และขู่ยึดโคลอมเบีย-กรีนแลนด์ ต่ออีก

 

‘เวเนซุเอลา’ มีขุมทรัพย์อะไรซ่อนอยู่?

 

หลายคนอาจไม่ทราบว่าประเทศนี้มีน้ำมันสำรองมากสุดในโลก รวมถึงทรัพยากร ‘ทองคำและแร่’

 

‘เวเนซุเอลา’ (Bolivarian Republic of Venezuela) มีประชากร 29 ล้านคน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ติดกับทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โคลอมเบีย กายอานา และบราซิล

 

เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ และแหล่งแร่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่

 

“ทรัพยากรเหล่านี้ไม่เพียงเป็นรายได้ แต่ยังเป็นไพ่ต่อรองอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะ ‘น้ำมัน’ ที่เปรียบเป็นหัวใจของประเทศ ที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ราว 303,000 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของปริมาณสำรองทั้งโลก”

 

โดยมีปริมาณน้ำมันดิบมากกว่าซาอุดีอาระเบีย และมากกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 5 เท่า ซึ่งแหล่งน้ำมันหลักกระจุกตัวที่ ‘Orinoco Belt’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย

 

สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก ไทยกระทบแค่ไหน เตือน ปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ 1

 

ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลา เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) กับอิหร่าน อิรัก คูเวต และซาอุดีอาระเบีย ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเวเนซุเอลาเคยผลิตน้ำมันได้สูงถึง 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ณ เวลานั้น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 7 % ของปริมาณการผลิตน้ำมันทั่วโลกทีเดียว

 

จากประเทศเศรษฐีน้ำมัน สู่รัฐล่มสลาย

 

ทว่า เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกน้ำมันที่มากกว่า 90% ของรายได้จากต่างประเทศทั้งหมด บวกกับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากเกินไป

 

เมื่อเกิดวิกฤตการเมืองในยุคของประธานาธิบดี ‘อูโก ชาเบซ’ กระทั่งต่อเนื่องมาถึง ‘นิโกลัส มาดูโร’ น้ำมันได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ที่มีทั้งอุดหนุนราคาในประเทศ และเป็นเครื่องมือสร้างเครือข่ายพันธมิตรกับประเทศที่ต่อต้านอิทธิพลสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาและนอกภูมิภาค

 

“การพึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ทำให้เวเนซุเอลาเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานโลก เมื่อราคาน้ำมันร่วงลงในช่วงปี 2010 รายได้จึงหดตัวอย่างรุนแรง ในขณะที่ภาครัฐยังคงแบกหนี้ท่วม รับภาระรายจ่ายมหาศาล ระบบเศรษฐกิจที่ขาดการกระจายฐานรายได้ เกิดการคอร์รัปชันจนนำไปสู่เงินเฟ้อขั้นรุนแรง (Hyperinflation) จึงเข้าสู่วิกฤตอย่างรวดเร็วและรุนแรงถึงปัจจุบัน”

 

CNBC รายงานว่า แอนดี้ ไลโปว์ ประธาน ไลโปว์ ออยล์ แอสโซซิเอตส์ ออกมาเปิดเผยว่า ปัจจุบัน ‘Petróleos de Venezuela’ หรือ PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐ ยังเป็นผู้ควบคุมการผลิตและสำรองน้ำมันส่วนใหญ่ในประเทศ

 

ขณะที่ บริษัทพลังงานสัญชาติอเมริกัน อย่าง ‘เชฟรอน’ ดำเนินงานในประเทศผ่านการผลิตเองและการร่วมทุนกับ PDVSA ส่วนบริษัทรัสเซียและจีนก็มีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือ แต่ถึงอย่างนั้นการควบคุมส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ PDVSA ของรัฐเองทั้งสิ้น

 

หอการค้าจับตาราคาน้ำมัน ชี้ ‘ไทย’ อาจถูกกระทบทางอ้อม

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยติดตามสถานการณ์ที่สหรัฐอเมริกาดำเนินการต่อผู้นำเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง และเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน

 

“เหตุการณ์ดังกล่าวควรได้รับการคลี่คลายผ่านกระบวนการเจรจาโดยสันติ และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและกติกาสากล โดยใช้กลไกของประชาคมระหว่างประเทศเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการค้าโลก”

 

ในแง่ผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง การค้าระหว่างไทยกับเวเนซุเอลามีมูลค่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลัก จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการค้าและการลงทุนของไทยในระยะสั้น

 

“สิ่งที่น่ากังวล คือผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และต้นทุนการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย”

 

นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกา รวมถึงบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ของโลก

 

หอการค้าไทยเห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ปัจจัยภายนอกซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

 

ส.อ.ท.เตือนปี 2569 เศรษฐกิจไทยเปราะบาง เผชิญ ‘Perfect Storm’

 

ด้านเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6-2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0%

 

สะท้อนจากแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ยังไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก

 

ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้า การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) และการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

“หลายอุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำกว่า 60% ต่ำกว่าระดับปกติที่ควรอยู่ที่ 70-80% สะท้อนความเปราะบางของภาคการผลิตไทยในภาพรวม”

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน ทั้งพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวได้อย่างจำกัด และรายได้ของ SMEs ฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

 

ด้าน ภาคการส่งออก กกร. คาดว่าในปี 2569 อาจหดตัวในช่วง -1.5 ถึง -0.5% จากผลกระทบของสงครามการค้า ความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก มาตรการกีดกันทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกว่า 140,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ยังพึ่งพาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ค่าเงินบาทผันผวน รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า อาทิ มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ล้วนเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ยังมีสัญญาณบวกจาก การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand’ พร้อมเร่งปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ (Regulatory Reform) ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม

 

“ปี 2569 จึงเป็นทั้งปีแห่งความท้าทายและโอกาส ที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งภายใต้กรอบ CRS ได้แก่ 1.Competitiveness 2.Resilience และ 3.Sustainability”

 

ภาพ: rarrarorro, timandtim / Getty image

 

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ-เวเนซุเอลาเขย่าโลก! ไทยกระทบแค่ไหน เตือนปี 2569 เสี่ยงเจอ ‘Perfect Storm’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด https://thestandard.co/thai-tourism-2568-no-recovery/ Mon, 05 Jan 2026 13:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1161690 บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด *(Explanation: Based on the provided rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * ท่องเที่ยวไทย 2568 is a proper noun, but it follows บทสรุป (a noun). * โควิด is a proper noun, but it follows ก่อน (a preposition). Therefore, no spaces are added according to the strict application of the rule given for this task.)*

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ 32.9 […]

The post บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด *(Explanation: Based on the provided rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * ท่องเที่ยวไทย 2568 is a proper noun, but it follows บทสรุป (a noun). * โควิด is a proper noun, but it follows ก่อน (a preposition). Therefore, no spaces are added according to the strict application of the rule given for this task.)*

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยทั้งปี 2568 อยู่ที่ 32.9 ล้านคน ร่วงจากปีก่อน 7.23% YoY นับเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี ท่ามกลางความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ค่อนข้างช้า นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยในปี 2569 จะอยู่ระหว่าง 34.1-35.5 ล้านคน สะท้อนว่า ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวไปสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิดได้

 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 32,974,321 ล้านคน ร่วงจากปีก่อน 7.23% YoY และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 1,536,574 ล้านบาท ลดลง 4.71% ซึ่งยังคงต่ำกว่าปีก่อน และยังไม่ฟื้นจากช่วงก่อนโควิด

 

สำหรับ ‘10 ประเทศ’ ที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากสุด ได้แก่

 

1. มาเลเซีย จำนวน 4,520,856 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 4,952,078 คน)

 

2. จีน จำนวน 4,473,992 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 6,733,162 คน)
3. อินเดีย จำนวน 2,487,319 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 2,573,928 คน)
4. รัสเซีย จำนวน 1,898,837 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 1,868,945 คน)
5. เกาหลีใต้ จำนวน 1,555,227 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 2,129,149)

 

6. ญี่ปุ่น จำนวน 1,091,227 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 1,089,910)

 

7. สหราชอาณาจักร จำนวน 1,083,162 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 965,862)

 

8. สหรัฐฯ จำนวน 1,081,929 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 1,050,904)

 

9. ไต้หวัน จำนวน 987,633 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 1,124,202)

 

10. สิงคโปร์ จำนวน 967,341 คน (จากจำนวนทั้งปี 2567 อยู่ที่ 1,030,733)

 

จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2568 ‘หลุดเป้า’ ททท.

 

ก่อนหน้านี้ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เคยคาดการณ์ว่าในปี 2568 นี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจมีแนวโน้ม ติดลบประมาณ 4-5% จากปีที่ผ่านมา โดยปิดปี 2568 ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 33.4 ล้านคน สร้างรายได้รวม ประมาณ 2.66 ล้านล้านบาท ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกลับมาฟื้นตัวได้กว่า 90% ของระดับก่อนโควิด

 

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 ที่ 32.9 ล้านคน ยังต่ำกว่าเป้าของททท. ที่ 33.4 ล้านคนราว 1.27 %

 

สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 ผู้ว่า ททท. ตั้งเป้าไว้ที่ 34.9 ล้านคน, รายได้จากการท่องเที่ยวรวม 2.79 ล้านล้านบาท, วันพักเฉลี่ย 14-21 วัน และค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว 65,000 – 80,000 บาทต่อทริป

 

ส่องประมาณการ ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 2568 และ 2569

 

จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์วิจัยต่างๆ THE STANDARD WEALTH พบว่า มีการประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2568 อยู่ระหว่าง 32.9-33.3 ล้านคน

 

โดยวิจัยกรุงศรี ประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 ไว้ที่ 33.3 ล้านคน ขณะที่สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองไว้ 33.0 ล้านคน ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kresearch) และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองตรงกันที่ 32.9 ล้านคน

 

ส่วนประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2569 อยู่ระหว่าง 34.1-35.5 ล้านคน โดยวิจัยกรุงศรีมองไว้ที่ 35.5 ล้านคน สภาพัฒน์และธปท. 35.0 ล้านคน ส่วนศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ประเมิน 34.5 ล้านคน ส่วน Kresearch และ SCB EIC มอง 34.1 ล้านคน

 

เปิดปัจจัย ‘สนับสนุน-ท้าทาย’ ท่องเที่ยวไทยปี 2569

 

ข้อมูลจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างๆ เห็นตรงกันว่า การท่องเที่ยวไทยปี 2569 ยังคงเติบโต แต่ ‘ไม่เต็มศักยภาพ’ โดยสามารถสรุปปัจจัยสนับสนุน และท้าทายได้ ดังนี้

 

  • ปัจจัยสนับสนุน

 

1. การเพิ่มขึ้นของเที่ยวบิน: วิจัยกรุงศรีชี้ว่ามีการขยายเส้นทางการบินใหม่ๆ โดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย และจำนวนเที่ยวบินในช่วงฤดูหนาว (ช่วงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 – 28 มีนาคม 2569) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน

 

2.กลุ่มตลาดศักยภาพใหม่: SCB EIC มองว่า ในปี 2026 นักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดีย มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่องและช่วยทดแทนตลาดหลักเดิมได้บางส่วน เช่นเดียวกันกับ ttb analytics ที่มองว่า ตลาดนักท่องเที่ยวในกลุ่มอินเดีย รัสเซีย และยุโรปจะยังขยายตัวได้

 

3. มาตรการภาครัฐ: สภาพัฒน์ประเมินว่านโยบายฟรีวีซ่า และแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เช่น ‘Thailand’s Grand Comeback 2026’ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวปี 2569

 

4. กลุ่มตลาดระยะไกล: สภาพัฒน์มองว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลที่อยู่นานและจ่ายหนัก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และจะช่วยดันค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปให้สูงขึ้น 2.3%

 

  • ปัจจัยท้าทาย

 

การท่องเที่ยวไทย มีข้อจำกัดมากขึ้น หลังการฟื้นตัวที่ชะลอลงของนักท่องเที่ยวจีน โดยมีปัจจัยท้าทายจาก

 

1. ความน่าดึงดูดลดลง: ttb analytics มองว่า ความสามารถในการดึงดูดการท่องเที่ยวของไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวหลักอย่าง จีน อาเซียน และเกาหลีใต้ ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

 

2. สงครามการท่องเที่ยว: วิจัยกรุงศรี และ SCB EIC มองตรงกันว่า การแข่งขันในภูมิภาคเอเชียมีความเข้มข้นขึ้น โดยญี่ปุ่น และเวียดนาม คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของไทยไป

 

3. ความกังวลด้านความปลอดภัย: SCB EIC ระบุว่า ความปลอดภัยในไทยที่ยังเป็นภาพจำลบในโซเชียลมีเดียจีน ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น กรณีการปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ก็อาจเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวลดลง หลังบางประเทศประกาศเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยง

 


 

บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด *(Explanation: Based on the provided rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * ท่องเที่ยวไทย 2568 is a proper noun, but it follows บทสรุป (a noun). * โควิด is a proper noun, but it follows ก่อน (a preposition). Therefore, no spaces are added according to the strict application of the rule given for this task.)* 1บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด *(Explanation: Based on the provided rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * ท่องเที่ยวไทย 2568 is a proper noun, but it follows บทสรุป (a noun). * โควิด is a proper noun, but it follows ก่อน (a preposition). Therefore, no spaces are added according to the strict application of the rule given for this task.)* 2บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด *(Explanation: Based on the provided rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb. * ท่องเที่ยวไทย 2568 is a proper noun, but it follows บทสรุป (a noun). * โควิด is a proper noun, but it follows ก่อน (a preposition). Therefore, no spaces are added according to the strict application of the rule given for this task.)* 3

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post บทสรุป ‘ท่องเที่ยวไทย 2568’ จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงครั้งแรก ในรอบ 4 ปี ยังไม่เห็นแววฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ ‘สหรัฐฯ’ ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ ‘มาดูโร’ จับตา ‘จีน’ อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ https://thestandard.co/venezuela-oil-usa-china-fate/ Mon, 05 Jan 2026 12:26:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1161682 ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ **สหรัฐฯ** ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ **มาดูโร** จับตา **จีน** อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่

ย้อนกลับไป เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ท […]

The post ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ ‘สหรัฐฯ’ ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ ‘มาดูโร’ จับตา ‘จีน’ อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ **สหรัฐฯ** ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ **มาดูโร** จับตา **จีน** อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่

ย้อนกลับไป เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติกาจนสามารถจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ได้สำเร็จ ก่อนจะนำตัวไปยังนิวยอร์ก โดยทั้งสองยังถูกตั้งข้อหาค้าอาวุธและยาเสพติด

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะเข้าควบคุมปริมาณสำรองน้ำมันมหาศาลของเวเนซุเอลา และจะระดมบริษัทอเมริกันให้เข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันที่ทรุดโทรมของเวเนซุเอลา

 

“เราจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก เข้าไปที่นั่น ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่พังเสียหายอย่างหนัก และเริ่มทำเงินให้กับประเทศ” ทรัมป์กล่าว

 

ปัจจุบันใครเป็น ผู้กุมชะตาน้ำมันเวเนซุเอลา?

 

Andy Lipow ประธานของ Lipow Oil Associates กล่าวว่า ปัจจุบัน Petróleos de Venezuela (PDVSA) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันรัฐวิสาหกิจของเวเนซุเอลา ยังคงควบคุมการผลิตและปริมาณสำรองน้ำมันส่วนใหญ่เอาไว้

 

ขณะที่ เชฟรอน (Chevron) บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มีการดำเนินกิจการในประเทศผ่านการผลิตของตนเองและการร่วมทุนกับ PDVSA เช่นเดียวกับบริษัทจากรัสเซียและจีนก็มีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือต่างๆ เช่นกัน

 

แต่ Lipow ยังมองว่า “อำนาจควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่ PDVSA”

 

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาได้แปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมันให้เป็นของรัฐในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง PDVSA ผลผลิตน้ำมันเคยพุ่งสูงสุดที่ประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 1997 แต่ตั้งแต่นั้นมาปริมาณการผลิตได้ดิ่งลงเหลือประมาณ 950,000 บาร์เรลต่อวัน โดยมีการส่งออกอยู่ที่ราว 550,000 บาร์เรลต่อวัน ตามข้อมูลจาก Lipow Oil Associates

 

ขณะที่ Saul Kavonic หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจาก MST Financial ให้ความเห็นว่า หากรัฐบาลชุดใหม่ที่มีท่าทีสนับสนุนสหรัฐฯ และส่งเสริมการลงทุนเกิดขึ้นจริง เชฟรอนจะอยู่ใน ‘สถานะที่ดีที่สุด’ ที่จะขยายบทบาทของตน ส่วนบริษัทจากยุโรปอย่าง Repsol และ Eni ก็อาจได้รับประโยชน์เช่นกัน เนื่องจากมีฐานธุรกิจเดิมในเวเนซุเอลาอยู่แล้ว

 

เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง ‘มากที่สุดในโลก’

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (The Energy Information Administration: EIA) ระบุว่า เวเนซุเอลามีขุมทรัพย์น้ำมันดิบมหาศาลถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณสำรองทั่วโลก

 

เวเนซุเอลาเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ศักยภาพกลับสวนทางกับผลผลิตจริง ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ราว 0.8% ของการผลิตโลก) ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตก่อนที่มาดูโรจะครองอำนาจในปี 2013 และน้อยกว่า 1 ใน 3 ของระดับ 3.5 ล้านบาร์เรลที่เคยทำได้ก่อนระบอบสังคมนิยมเข้าครอบงำ

 

เนื่องจาก การคว่ำบาตรจากนานาชาติและวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมีส่วนทำให้อุตสาหกรรมตกต่ำ แต่ EIA ชี้ว่าการขาดเงินลงทุนและการบำรุงรักษาก็เป็นปัจจัยสำคัญ โครงสร้างพื้นฐานพลังงานกำลังเสื่อมโทรม และกำลังการผลิตลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจทำให้เวเนซุเอลาผลิตน้ำมันได้ไม่เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างในตลาดโลกขณะนี้

 

การฟื้นอุตสาหกรรมน้ำมัน ‘เวเนซุเอลา’ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเปิดกว้างให้นานาชาติเข้าถึงได้เต็มที่ในทันที แต่การนำการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลากลับมาเต็มรูปแบบอาจต้องใช้เวลาหลายปีและงบประมาณมหาศาล

 

PDVSA บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรัฐวิสาหกิจของเวเนซุเอลา ระบุว่า ท่อส่งน้ำมันไม่ได้รับการปรับปรุงมา 50 ปีแล้ว และต้องใช้เงินถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานให้กลับสู่ระดับการผลิตสูงสุด

 

ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Price Futures Group กล่าว “ระบอบมาดูโรและ ฮูโก ชาเวซ ได้ปล้นชิงและทำลายอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาจนย่อยยับ”

 

การปลดล็อกน้ำมันเวเนซุเอลาจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ

 

ชนิดของน้ำมันที่เวเนซุเอลามีคือ ‘น้ำมันดิบหนักและมีกำมะถันสูง’ (Heavy, sour crude) ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์พิเศษและความเชี่ยวชาญสูงในการผลิตและกลั่น แต่เป็นที่ต้องการของโรงกลั่นที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่กลับผลิต ‘น้ำมันดิบเบาและกำมะถันต่ำ’ (Light, sweet crude) ที่เหมาะทำน้ำมันเบนซินแต่นำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นได้ไม่มาก

 

ดังนั้น การปลดล็อกน้ำมันเวเนซุเอลาจะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ เพราะอยู่ใกล้และราคาค่อนข้างถูก (เนื่องจากความข้นหนืดที่กลั่นยาก) โรงกลั่นส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกสร้างมาเพื่อรองรับน้ำมันหนักชนิดนี้ และจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพกว่าเมื่อใช้น้ำมันจากเวเนซุเอลาเทียบกับน้ำมันสหรัฐฯ

 

โดย ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Price Futures Group มองว่า “หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น บริษัทสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้กลับไปสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาใหม่ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนเกม (Game-changer) ของตลาดน้ำมันโลก””

 

“โรงกลั่นในอเมริกา… ชอบที่จะรับเข้าน้ำมันดิบข้นหนืดจากเวเนซุเอลาและแคนาดา” Bob McNally จาก Rapidan Energy Group กล่าว

 

ขณะที่ Helima Croft จาก RBC เตือนว่าเส้นทางสู่การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาอาจยาวไกล โดยอ้างถึง “ความถดถอยยาวนานหลายทศวรรษภายใต้ระบอบของชาเวซและมาดูโร”

 

พร้อมทั้งกล่าวว่า มีการประเมินว่าจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ในการพลิกฟื้นภาคส่วนนี้ โดยมี ‘สภาพแวดล้อมความมั่นคงที่มีเสถียรภาพ’ เป็นเงื่อนไขสำคัญสูงสุด

 

กระนั้น “ทุกอย่างจะคาดเดาไม่ได้เลย หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจที่โกลาหลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในลิเบียหรืออิรัก” Helima Croft กล่าว

 

จีนอาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่จากเหตุการณ์นี้

 

ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในการจับตัว นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา น่าจะส่งผลให้จีนต้องเปลี่ยนการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคละตินอเมริกา หลังจากที่จีนได้เข้าไปผูกสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

 

นักวิเคราะห์หลายคนจึงมองว่า วอชิงตันได้สร้างความเสียหายครั้งใหญ่แก่จีนทางอ้อม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาควบคู่กับสถานการณ์ในอิหร่าน

 

เนื่องจาก จีนในฐานะลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่านจะถูกบีบให้ต้องหาแหล่งพลังงานทดแทน ซึ่งเวเนซุเอลา ประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรและเป็นมิตรกับจีน ย่อมเป็นทางเลือกโดยธรรมชาติ แต่เมื่อ ทรัมป์ได้ประกาศแล้วว่าประเทศนี้จะถูก ‘บริหารจัดการ’ โดยสหรัฐฯ สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาต่อจีน

 

คอนเนอร์ ไฟฟ์เฟอร์ (Connor Pfeiffer) จาก Foundation for Defense of Democracies ชี้ว่า ปักกิ่งอาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ที่สุด เนื่องจากได้ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลให้กับชาติละตินอเมริกาแห่งนี้

 

“ก่อนที่สหรัฐฯ จะปิดกั้นการส่งออกน้ำมัน ระบอบมาดูโรส่งน้ำมันให้จีนเกือบ 10% ของยอดนำเข้าทั้งหมดในราคาลดพิเศษ (เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตร) หากอุปทานจากอิหร่านสะดุดลงเพราะความไม่สงบ ผลกระทบรวมกันจะคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการนำเข้าน้ำมันของจีน” ไฟฟ์เฟอร์ตั้งข้อสังเกต

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก AidData ระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นผู้รับเงินกู้จากจีนรายใหญ่อันดับ 4 ระหว่างปี 2000-2023 โดยจีนได้ให้เงินทุนโครงการต่างๆ ในประเทศนี้ไปแล้วราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจีนในระดับโลก

 

ภาพ: Elizabeth Fernandez/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ใครเป็นผู้กุมชะตา ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’ ตอนนี้? วิเคราะห์ ‘สหรัฐฯ’ ได้ประโยชน์มากแค่ไหนจากการจับ ‘มาดูโร’ จับตา ‘จีน’ อาจเป็นผู้สูญเสียรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>