Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Jan 2026 13:23:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ทรัมป์’ ประกาศเลือก ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธาน Fed คนใหม่! ผ่าน Truth Social https://thestandard.co/trump-selects-kevin-warsh-fed-chair/ Fri, 30 Jan 2026 13:23:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1171641 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลือก เควิน วอร์ช เป็นประธาน Fed คนใหม่ผ่าน Truth Social

วันนี้ (30 มกราคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล […]

The post ‘ทรัมป์’ ประกาศเลือก ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธาน Fed คนใหม่! ผ่าน Truth Social appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเลือก เควิน วอร์ช เป็นประธาน Fed คนใหม่ผ่าน Truth Social

วันนี้ (30 มกราคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนต่อไป ตามข้อความที่โพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social

 

โดยระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve System)”

 

ปัจจุบัน เควินดำรงตำแหน่ง Shepard Family Distinguished Visiting Fellow ด้านเศรษฐศาสตร์ ณ สถาบันฮูเวอร์ (Hoover Institution) และเป็นอาจารย์ผู้บรรยาย ณ บัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford Graduate School of Business) อีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนของ สแตนลีย์ ดรักเกนพิลเลอร์ ณ Duquesne Family Office LLC

 

โดยเควินสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (A.B.) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (J.D.) จากโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเป็นผู้มีผลงานวิจัยอย่างกว้างขวางในสาขาเศรษฐศาสตร์และการเงิน

 

นอกจากนี้ เควินยังเคยจัดทำรายงานอิสระเสนอต่อธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) เพื่อเสนอแนะการปฏิรูปการดำเนินนโยบายทางการเงินในสหราชอาณาจักร ซึ่งรัฐสภาได้ให้การยอมรับและนำข้อเสนอแนะในรายงานดังกล่าวไปปรับใช้

 

เควิน วอร์ช เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้ว่าการ Fed (Fed Governor) ที่มีอายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง 35 ปี โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ ระหว่างปี 2006 ถึง 2011 ทั้งยังทำหน้าที่ตัวแทนธนาคารกลางสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศจี 20 (G-20) และทูตพิเศษของคณะผู้ว่าการประจำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในภูมิภาคเอเชีย

 

นอกจากนี้ วอร์ชยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฝ่ายบริหาร (Administrative Governor) โดยทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงาน บุคลากร และผลประกอบการทางการเงินของคณะผู้ว่าการ ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะผู้ว่าการ

 

ระหว่างปี 2002 ถึง 2006 เควินเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยพิเศษประธานาธิบดีด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเลขานุการบริหารสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และก่อนหน้านั้น เคยร่วมงานกับแผนกการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ของบริษัท มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley & Co.) ณ นครนิวยอร์ก ในตำแหน่งรองประธานและผู้อำนวยการบริหาร

 

“ผมคุ้นเคยกับเควินมาเป็นเวลานาน และไม่มีข้อกังขาใด ๆ ว่า วอร์ชจะได้รับการจารึกไว้ในฐานะหนึ่งในประธาน Fed ผู้ยิ่งใหญ่ หรืออาจจะดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา เหนือสิ่งอื่นใด เขามีคุณลักษณะที่เพียบพร้อมและเหมาะสมกับตำแหน่งอย่างหาที่ติไม่ได้ และเขาจะไม่ทำให้ทุกท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

 

ทั้งนี้ วาระของเจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธาน Fed คนปัจจุบัน จะสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 แต่เขาสามารถอยู่ในตำแหน่งคณะกรรมการ Fed ได้จนถึงเดือนมกราคม 2028

 

อ้างอิง

The post ‘ทรัมป์’ ประกาศเลือก ‘เควิน วอร์ช’ เป็นประธาน Fed คนใหม่! ผ่าน Truth Social appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติเผยได้ข้อมูล USDT จาก ก.ล.ต. แล้ว เร่งวิเคราะห์-เชื่อมโยงข้อมูล หลังพบธุรกรรมต้องสงสัย เอี่ยวเงินเทา https://thestandard.co/bot-usdt-grey-money-probe/ Fri, 30 Jan 2026 12:31:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1171625 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังวิเคราะห์ข้อมูล USDT จาก ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินเทา

แบงก์ชาติเผย ได้ข้อมูล USDT จากก.ล.ต.แล้ว เผยขั้นต่อไปเ […]

The post แบงก์ชาติเผยได้ข้อมูล USDT จาก ก.ล.ต. แล้ว เร่งวิเคราะห์-เชื่อมโยงข้อมูล หลังพบธุรกรรมต้องสงสัย เอี่ยวเงินเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังวิเคราะห์ข้อมูล USDT จาก ก.ล.ต. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินเทา

แบงก์ชาติเผย ได้ข้อมูล USDT จากก.ล.ต.แล้ว เผยขั้นต่อไปเร่งวิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูล ก่อนส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบสวนต่อไป หลังพบธุรกรรมต้องสงสัย เอี่ยวเงินเทา

 

วันนี้ (30 มกราคม) พิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดถึงความคืบหน้ากรณีธปท. ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี หลังพบความผิดปกติในการซื้อขาย USDT ในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange)

 

โดยระบุว่า ทาง ก.ล.ต. ก็ได้ประสานร่วมมือและได้ส่งข้อมูลมาให้ธปท.แล้ว โดยต่อไปธปท.จะมีการนำข้อมูลเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อก็ตรวจสอบว่ามีอะไรที่แสดงความผิดปกติหรือไม่ หากมีก็จะส่งต่อข้อมูลดังกล่าวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบสวนต่อไป

 

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 28 มกราคม วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบัน 52% ของปริมาณการซื้อขายคริปโตฯ ทั้งหมดในประเทศไทยคือ เหรียญ USDT และยังพบว่า 40% ของผู้ที่เข้ามาซื้อขาย USDT ในกระดานเทรดไทย เป็น ‘ชาวต่างชาติ’

The post แบงก์ชาติเผยได้ข้อมูล USDT จาก ก.ล.ต. แล้ว เร่งวิเคราะห์-เชื่อมโยงข้อมูล หลังพบธุรกรรมต้องสงสัย เอี่ยวเงินเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.เตรียมส่งข้อมูลธุรกรรมน่าสงสัยให้กกต. หลังผู้ว่าฯ พบการถอนเงินผิดปกติ 450 ล้าน https://thestandard.co/bot-ect-suspicious-withdrawal-probe/ Fri, 30 Jan 2026 12:05:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1171619 ธนบัตรไทยจำนวนมาก กองอยู่ สื่อถึงการถอนเงินสดผิดปกติ 450 ล้านบาท

ธปท. จ่อส่งข้อมูลธุรกรรมน่าสงสัยให้ กกต. ตามคำขอเพื่อตร […]

The post ธปท.เตรียมส่งข้อมูลธุรกรรมน่าสงสัยให้กกต. หลังผู้ว่าฯ พบการถอนเงินผิดปกติ 450 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนบัตรไทยจำนวนมาก กองอยู่ สื่อถึงการถอนเงินสดผิดปกติ 450 ล้านบาท

ธปท. จ่อส่งข้อมูลธุรกรรมน่าสงสัยให้ กกต. ตามคำขอเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส-ทุจริตในช่วงเลือกตั้ง เพื่อให้กกต. ไปสืบสวนต่อ หลังวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. เผยว่าพบการเบิกเงินสดที่ผิดปกติ และพบว่า มี 2 ราย รายแรกเบิกไป 250 ล้าน ส่วนรายที่สอง เบิกไป 200 ล้าน

 

วันนี้ (30 มกราคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมส่งข้อมูลธุรกรรมน่าสงสัยให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามคำขอเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสหรือการทุจริตในช่วงเลือกตั้ง เพื่อให้กกต. ไปสืบสวนต่อ

 

ชญาวดีอธิบายต่อว่า กกต.มีกฎหมายอยู่แล้วที่จะสามารถเรียกหรือขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ไปใช้ในการตรวจสอบความโปร่งใสในการเลือกตั้งได้ พร้อมยืนยันว่า ข้อมูลที่ธปท.จะส่งให้กกต.คือ ธุรกรรมที่ดูน่าสงสัย แต่ธปท.ไม่ได้ยืนยันว่า เป็นธุรกรรมที่ทุจริตหรือไม่โปร่งใสหรือไม่

 

“ธปท.จะส่งเป็นแค่ตัวข้อมูลไป แล้วทางกกต.จะต้องพิจารณาสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมในแง่ของการดูว่า ใช่หรือไม่ใช่การทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้ง” ชญาวดีกล่าว

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้น หลังวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวใน Thailand Blooming 2026 เมื่อวันที่ 28 มกราคมว่า “แบงก์ชาติได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ รายงานการเบิกเงินสดที่ผิดปกติ และพบว่า มี 2 ราย รายแรกเบิกไป 250 ล้าน ส่วนรายที่สอง เบิกไป 200 ล้าน แบงก์ละ 100 ล้านบาท ซึ่งต่อไป แบงก์ชาติจะเข้าไปดูเรื่องเหล่านี้ เพราะมันกัดกร่อนประเทศไทยจริงๆ”

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การถอนเงินสดจำนวนมากและเจาะจงเป็นธนบัตรย่อยในช่วงที่มีการจัดการเลือกตั้งนี้ เป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจนำไปใช้กระทำความผิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง

 

ดังนั้น เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 32 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งรายละเอียดการโอนหรือเบิกจ่ายเงินในกรณีดังกล่าวมายัง กกต. เพื่อประกอบการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามหน้าที่ต่อไป

The post ธปท.เตรียมส่งข้อมูลธุรกรรมน่าสงสัยให้กกต. หลังผู้ว่าฯ พบการถอนเงินผิดปกติ 450 ล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน https://thestandard.co/thailand-currency-monitoring-list/ Fri, 30 Jan 2026 11:43:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1171607 ภาพกราฟิกแสดง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังค่าเงิน พร้อมระบุไม่กระทบตลาดการเงินและการดูแลค่าเงินบาท

ธปท.ชี้ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ย […]

The post ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงกรณีสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีไทยเป็นประเทศเฝ้าระวังค่าเงิน พร้อมระบุไม่กระทบตลาดการเงินและการดูแลค่าเงินบาท

ธปท.ชี้ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ ไม่มีผลกระทบต่อตลาดการเงิน และไม่มีผลต่อการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ยืนยันยังมีช่องว่างดูแลเงินบาทตามเหมาะสม

 

วันนี้ (30 มกราคม) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระวัง (Monitoring List) เสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ อีกครั้ง ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เหตุเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ โดยในรายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ล่าสุด ประจำเดือนมกราคม 2026 ดังนี้

 

ทำไม ‘ไทย’ ถึงเข้าไปอยู่ใน Monitoring List?

 

ตอบ: ครั้งนี้ที่ไทยเข้าไปอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง (Monitoring List) เนื่องจาก ไทยมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เกินเกณฑ์ที่ระบุไว้ และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินเกณฑ์ที่สหรัฐกำหนดไว้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มี 3 เกณฑ์เพื่อพิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • เกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ที่ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 3.8% ของ GDP ซึ่งถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ (เกินเกณฑ์ 3%)
  • เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ที่ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

การติด Monitoring List มีผลต่อตลาดหรือไม่?

 

ตอบ: ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดการเงินแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทวันนี้ (30 มกราคม) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเพียง 31.23–31.46 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนี SET แกว่งตัวอยู่ในกรอบประมาณ 1,320 – 1,330 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 1,325 จุด ลดลงประมาณ 5 จุด จากวันทำการก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับราคาเปิดในช่วงเช้า

 

การติด Monitoring List จะมีผลต่อการดูแลค่าเงินของธปท.หรือไม่?

 

ตอบ: ไม่มี เนื่องจาก จากประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้ ตอนที่ไทยเคยติด Monitoring List ในรอบการประเมินประมาณปี 2020-2021 มาแล้ว (ติดประมาณ 2-3 รอบการประเมิน)

 

ก็ไม่มีผลกระทบกับการดูแลค่าเงินของธปท.

 

นอกจากนี้ ในแง่ของการดูแลค่าเงินตามเกณฑ์ของสหรัฐฯ จะดูสุทธิ (Net) และปกติ ธปท.ดูแลในเรื่องความผันผวนจะดูทั้ง 2 ด้านอยู่แล้ว คือ ทั้งขาที่ไม่ให้แข็งเกินไป และขาที่ไม่ให้อ่อนเกินไป

 

เพราะฉะนั้น ตามเกณฑ์นี้ ธปท.ก็จะมีช่องว่าง (Room) ให้สามารถทำให้เราบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ ตามความเหมาะสม

 

ไทยมีโอกาสจะถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงินมากแค่ไหน?

 

ตอบ: ไทยไม่น่าจะมีโอกาสถูกขึ้นบัญชีบิดเบือนค่าเงิน เนื่องจาก ไทยดูแลค่าเงินทั้ง 2 ด้าน และดูแลในเรื่องความผันผวนเป็นหลัก ก็จะทำให้ไทยมีพื้นที่ (Room) หรือความยืดหยุ่น ที่จะสามารถทำให้เราบริหารจัดการดูแลค่าเงินได้ ตามความเหมาะสม

 

นอกจากนี้ ปัจจุบัน ประเทศทั่วโลกแทบจะไม่เหลือใครแล้วแหละที่เป็น Fixed Exchange Rate แล้วก็พยายามที่จะดูแลค่าเงินจำนวนมากอย่างที่สหรัฐฯ มีความกังวล

 

รายงานของสหรัฐฯ ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด?

 

ตอบ: รายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกปีละ 2 ครั้ง หรือทุกราวๆ 6 เดือน

 

โดยรายงานฉบับเดือนมกราคม 2026 นี้มาจากการรวบรวมข้อมูลระหว่างกรกฎาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025 ดังนั้น รอบถัดไปที่รายงานนี้จะออกมาจะอยู่ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งจะมาจากข้อมูลระหว่างมกราคม 2025 ถึงธันวาคม 2024

 

ไทยมีโอกาสติด Monitoring List อีกครั้งหรือไม่?

 

ตอบ: ต้องรอประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น ตัวเลข GDP ที่จะออกมา เพื่อมาดูว่า ไทยจะติดเกณฑ์ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ไทยน่าจะติดต่อเนื่อง

 

การติด Monitoring List จะส่งผลต่อการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ หรือไม่?

 

ตอบ: ในแง่ของการเจรจา มีการพูดคุยกันต่อเนื่องอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะกระทบอะไร

The post ธปท.มั่นใจไทยไม่เข้าข่าย ‘บิดเบือนค่าเงิน’ ชี้การถูกขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไม่กระทบตลาดการเงิน-การดูแลค่าเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทย-AOT ยืนยันมีมาตรการเข้ม สกัด ‘ไวรัสนิปาห์’ ระบุยังไม่มีผลกระทบต่อการเดินทาง-ไม่พบการติดเชื้อ https://thestandard.co/thai-aot-nipah-measures-no-impact/ Fri, 30 Jan 2026 11:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1171590 การบินไทยและ AOT แถลงมาตรการคัดกรอง ไวรัสนิปาห์ ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อและไม่กระทบการเดินทาง

การบินไทย – AOT ออกโรงสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันสถ […]

The post การบินไทย-AOT ยืนยันมีมาตรการเข้ม สกัด ‘ไวรัสนิปาห์’ ระบุยังไม่มีผลกระทบต่อการเดินทาง-ไม่พบการติดเชื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบินไทยและ AOT แถลงมาตรการคัดกรอง ไวรัสนิปาห์ ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อและไม่กระทบการเดินทาง

การบินไทย – AOT ออกโรงสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสนิปาห์ ในบางพื้นที่ของอินเดียเท่านั้น ไม่กระทบต่อการเดินทาง ด้าน AOT งัดมาตรการรับมือเชิงรุก คัดกรองเข้มข้นมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว ไม่พบการติดเชื้อ

 

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสในประเทศอินเดียที่เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองโคษิโฆษ (Kozhikode) ว่า จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่า การระบาดเกิดขึ้นในจุดที่เป็นเมืองบางจุดและเมืองเล็กๆ รอบนอกเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมด

 

สำหรับในแง่ของผลกระทบต่อธุรกิจการบิน กิตติพงษ์ยืนยันชัดเจนว่า ไม่กระทบ โดยการปฏิบัติการบิน (Flight Operation) ยังคงเป็นปกติ และยังไม่เห็นผลกระทบทางด้านความต้องการเดินทาง แต่อย่างใด เนื่องจากพื้นที่ที่เกิดการระบาดอยู่ห่างไกลจากเมืองหลักที่การบินไทยทำการบิน

 

อย่างไรก็ตาม การบินไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมี มาตรการคัดกรองและการป้องกันที่เข้มงวด ทั้งที่สนามบินและการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยของทางการและหน่วยงานสาธารณสุข เช่น การสวมหน้ากากอนามัย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร

 

รุกตลาดอินเดียต่อเนื่อง เพิ่มเป็น 91 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

 

แม้จะมีข่าวเรื่องไวรัส แต่แผนธุรกิจในตลาดอินเดียของการบินไทยยังคงเดินหน้าต่ออย่างแข็งแกร่ง กิตติพงษ์ เปิดเผยว่า ในตารางบินฤดูร้อน (Summer Schedule) ที่จะถึงนี้ การบินไทยจะเพิ่มจำนวนเที่ยวบินสู่อินเดียขึ้นไปแตะระดับ 91 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ครอบคลุม 7 เมืองหลัก สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอินเดียยังคงมีศักยภาพและไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวในภาพรวม

 

กางแผนปี 69 เป้าโต 10% เน้น ‘รายได้ที่มีคุณภาพ’

 

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ กิตติพงษ์ระบุว่า หลังจากนำกระบวนการคิดและการทำการตลาดรูปแบบใหม่มาใช้ ส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นตามลำดับ โดยเป้าหมายในปี 2569 นี้ คาดว่ารายได้จะเติบโตขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และจำนวนผู้โดยสารก็น่าจะเติบโตในระดับใกล้เคียงกันที่ 10%

 

สิ่งที่การบินไทยให้ความสำคัญสูงสุดไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขรายได้ แต่คือ รายได้ที่มีคุณภาพ และการสร้างผลกำไร โดยเน้นที่ Contribution Margin ซึ่งการมีเครื่องบินและเที่ยวบินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการด้วยความรักในแบรนด์ ซึ่งจะส่งผลให้ Yield และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBITDA) แข็งแรงตามมา

 

การบินไทยและ AOT แถลงมาตรการคัดกรอง ไวรัสนิปาห์ ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อและไม่กระทบการเดินทาง 2

กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI

 

เตรียมรับเครื่องบินใหม่ ดัน Capacity เพิ่ม 5%

 

ในส่วนของฝูงบิน และความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร (Capacity) ในช่วงซัมเมอร์นี้ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญดังนี้

 

  • เครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide Body) จะทยอยปลดระวางออกไป 6 ลำ

 

  • เครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow Body) จะเข้ามาเสริมฝูงบินประมาณ 15-16 ลำ

 

– เครื่องบินใหม่ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป จะเริ่มทยอยรับมอบเครื่องบิน Boeing 787-9 จำนวน 2 ลำ และตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จะเริ่มมีเครื่องบินตระกูล 787 เข้ามาเสริมทัพอีก รวมเป็น 10 ลำ

 

จับตาตลาดจีนฟื้นตัว ช่วงตรุษจีนยอดจองพุ่ง

 

สำหรับตลาดจีนซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดสำคัญ กิตติพงษ์ ระบุว่า สถานการณ์เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน ยอดจองล่วงหน้า (Booking) ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 75-80% และคาดว่า Load Factor เฉลี่ยของเส้นทางจีนในช่วงตรุษจีนจะแตะระดับ 80% ได้ ทั้งนี้ การบินไทยยังได้เปิดเส้นทางบินสู่เมืองรองที่มีศักยภาพ เช่น ฉงชิ่ง และฉางซา

 

รวมถึงเมืองใหม่อย่าง เซินเจิ้น เพื่อจับตลาดกลุ่มใหม่ๆ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ ในด้านภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Perception) จากการทำ Social Listening พบว่าชาวต่างชาติให้คุณค่าและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์การบินไทยสูงมาก ในขณะที่คนไทยเริ่มกลับมารักและชื่นชมการบินไทยมากขึ้น

 

โดยเสียงตำหนิลดน้อยลง และมีความรู้สึกเป็นเจ้าของที่พร้อมจะปกป้องแบรนด์เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่มีเหตุผล

 

AOT รับมือ ‘ไวรัสนิปาห์’ สั่งมาตรการแยกเกต-คัดกรองผู้โดยสารจากอินเดีย ย้ำยังไม่พบผู้ติดเชื้อ

 

ท่ามกลางกระแสข่าวการระบาดของ ‘ไวรัสนิปาห์’ ในประเทศอินเดีย ล่าสุด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการรับมือเชิงรุก โดยยืนยันว่าได้เริ่มดำเนินการคัดกรองเข้มข้นมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว พร้อมถอดบทเรียนจากโควิด-19 มาปรับใช้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร

 

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยถึงแผนการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า AOT ได้รับแจ้งข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและเริ่มดำเนินมาตรการเฝ้าระวังมาแล้วประมาณ 5-6 วัน หรือเกือบ 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนที่จะเริ่มมีข่าวปรากฏตามหน้าสื่อ

 

โดยปัจจุบันมาตรการดังกล่าวครอบคลุมท่าอากาศยาน 3 แห่งหลักของ AOT ที่มีเที่ยวบินบินตรงจากแหล่งที่มีการระบาด ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานภูเก็ต

 

เจาะลึกมาตรการคุมเข้ม ‘แยก-ตรวจ-เคลียร์’

 

สำหรับรายละเอียดของมาตรการรับมือนั้น AOT ใช้วิธีการบริหารจัดการตั้งแต่เที่ยวบินลงจอด โดยเน้นไปที่เมืองที่มีการระบาดและเมืองใกล้เคียงในประเทศอินเดีย ไม่ได้เหมารวมทั้งประเทศ โดยมีขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้

 

1. แยกสะพานเทียบเครื่องบิน (Separate Gate) จัดการแยกสะพานเทียบเครื่องบินสำหรับเที่ยวบินกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะ ไม่ให้ปะปนกับเที่ยวบินปกติ

 

2. คัดกรองปลายทางเข้มข้น เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการคัดกรองที่ต้นทางได้ เมื่อผู้โดยสารเดินทางมาถึงท่าอากาศยานในไทย จะถูกแยกเส้นทางเดินไม่ให้ปะปนกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ตรวจวัดอาการ และซักประวัติอย่างละเอียดโดยทีมแพทย์ของ AOT ร่วมกับกรมควบคุมโรค

 

3. ทำความสะอาดทันที โดยเมื่อเที่ยวบินกลุ่มเสี่ยงใช้งานสะพานเทียบเสร็จสิ้น จะมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อทันที ก่อนที่จะอนุญาตให้เที่ยวบินอื่นเข้ามาใช้งานต่อ เพื่อป้องกันการตกค้างของเชื้อโรค

 

 

การบินไทยและ AOT แถลงมาตรการคัดกรอง ไวรัสนิปาห์ ยืนยันไม่พบผู้ติดเชื้อและไม่กระทบการเดินทาง 1

ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT

 

ถอดบทเรียนโควิด-19 สู่มาตรฐานการควบคุมโรค

 

ปวีณา ระบุว่า แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะชี้ว่าไวรัสนิปาห์มีการติดเชื้อยากกว่าโควิด-19 แต่ AOT ยังคงใช้มาตรฐานความระมัดระวังในระดับเดียวกับที่ใช้จัดการกับโควิด-19 โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานของกรมควบคุมโรคและศูนย์แพทย์ตั้งอยู่ภายในท่าอากาศยานอยู่แล้ว ทำให้การประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

เปิดขั้นตอนปฏิบัติหากพบผู้ติดเชื้อ

 

ในกรณีที่ตรวจพบผู้โดยสารที่มีอาการเข้าข่ายหรือสงสัยว่าติดเชื้อ AOT มีแผนรองรับในการส่งตัวผู้ป่วยให้กับกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคทันที โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคและด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศมีสำนักงานตั้งอยู่ในพื้นที่สนามบินอยู่แล้ว พร้อมเข้าดำเนินการตรวจสอบและคัดแยกผู้ป่วยตามกฎหมายและมาตรฐานสาธารณสุข

 

อย่างไรก็ตาม ปวีณา ยืนยันว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดและยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่ AOT จะยังคงเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ

The post การบินไทย-AOT ยืนยันมีมาตรการเข้ม สกัด ‘ไวรัสนิปาห์’ ระบุยังไม่มีผลกระทบต่อการเดินทาง-ไม่พบการติดเชื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 ทุนใหญ่ BTS-บางกอกแอร์เวย์ ลุยสร้าง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ปั้น Airport City 6,500 ไร่ ไร้ไฮสปีดเทรน เริ่ม ก.พ.69 https://thestandard.co/utapao-airport-city/ Fri, 30 Jan 2026 10:56:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1171577 ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

ไม่รอไฮสปีด! UTA จับมือ สกพอ. ลงนามข้อตกลงคิกออฟโครงการ […]

The post 2 ทุนใหญ่ BTS-บางกอกแอร์เวย์ ลุยสร้าง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ปั้น Airport City 6,500 ไร่ ไร้ไฮสปีดเทรน เริ่ม ก.พ.69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก

ไม่รอไฮสปีด! UTA จับมือ สกพอ. ลงนามข้อตกลงคิกออฟโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ และเมืองการบินภาคตะวันออก 6,500 ไร่ ดีเดย์ ก.พ.นี้ ลุยพัฒนา Airport City และโครงสร้างพื้นฐานหลัก

 

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO โดย ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. และบริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA)

 

โดยมีกวิน กาญจนพาสน์ และพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ร่วมกันลงนาม ในข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเริ่มต้นการดำเนินโครงการฯ อย่างเป็นทางการ

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อตกลงฯ ฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วน ที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้างและการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (HSR) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการฯ

 

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยบริษัท UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน

 

ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 1

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยจากการสละสิทธิเงื่อนไขดังกล่าว สกพอ. เตรียมดำเนินการส่งหนังสือแจ้งให้ UTA เริ่มนับระยะเวลาโครงการ (Notice to Proceed หรือ NTP) ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้โครงการเริ่มต้นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

 

ซึ่งหลังจากการออก NTP แล้ว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขผลกระทบโครงการฯ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

ขณะเดียวกัน ภายหลังจากการแจ้ง NTP โครงการฯ บริษัท UTA จะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามบินที่จำเป็น โดยเร่งรัดการก่อสร้างในส่วนของ ‘Airport City’ และโครงสร้างพื้นฐานหลักเพื่อกระตุ้นปริมาณผู้โดยสาร และดึงดูดนักลงทุนต่อเนื่องในพื้นที่

 

ปัจจุบัน ในพื้นที่โครงการฯ กองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 และทางขับ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2571 และได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคสำคัญภายในสนามบิน เช่น ระบบผลิตน้ำประปา บำบัดน้ำเสีย ระบบไฟฟ้า และระบบเชื้อเพลิงอากาศยานตามแผนงานที่วางไว้

 

ทั้งนี้ การลงนามฯ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยืนยันถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการผลักดันสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นเมืองการบินภาคตะวันออกที่ทันสมัย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต

 

ด้านจุฬา ระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้ บริษัท UTA ตกลงสละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อนตามสัญญาร่วมลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแผนการก่อสร้าง และการเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการ

 

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ภาครัฐและนักลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทาง UTA จะเริ่มต้นพัฒนาโครงการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน

 

ย้อนจุดเริ่มต้น โครงการมหากาพย์ 2.9 แสนล้านบาท 1 ใน 4 โปรเจกต์ยักษ์ EEC

 

โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ถูกวางบทบาทให้เป็น ท่าอากาศยานหลักแห่งที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เชื่อมโยงการเดินทางผ่านโครงข่าย รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

 

ภาพการลงนามข้อตกลงร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2

 

สนามบินนานาชาติอู่ตะเภาถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าสนามบิน ซึ่งจะเชื่อมต่อระบบคมนาคมในประเทศและ EEC สู่เวทีโลกรองรับโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่ครบวงจรตลอด 24 ชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม มหากาพย์โครงการมูลค่ากว่า 2.9 แสนล้านบาทดังกล่าว นับเป็น 1 ใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, สนามบินอู่ตะเภา, เมืองการบินตะวันออก และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ได้ดำเนินการมากว่า 5 ปี ผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล เข้าสู่รัฐบาลที่ 4 ปัจจุบันจึงกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังเผชิญความล่าช้าอย่างต่อเนื่อง

 

เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหาหลักของโครงการนี้ อยู่ที่การผูกโยงกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จึงยังไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ส่งผลให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) เคยเสนอทางออกขอเดินหน้าโครงการในรูปแบบ “ไร้ไฮสปีด” โดยยื่นข้อเสนอให้ EEC ปลดล็อกเงื่อนไขการเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อเปิดทางให้โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกสามารถขับเคลื่อนได้ก่อนแบบไม่ต้องรอรถไฟไฮสปีด

The post 2 ทุนใหญ่ BTS-บางกอกแอร์เวย์ ลุยสร้าง ‘เมืองการบินอู่ตะเภา’ ปั้น Airport City 6,500 ไร่ ไร้ไฮสปีดเทรน เริ่ม ก.พ.69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ https://thestandard.co/us-thailand-currency-watch/ Fri, 30 Jan 2026 06:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1171484 ภาพแสดงธนบัตร กราฟเศรษฐกิจ และแว่นขยาย สื่อถึงการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระ […]

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงธนบัตร กราฟเศรษฐกิจ และแว่นขยาย สื่อถึงการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ค่าเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีประเทศไทยเป็นประเทศเฝ้าระวัง เสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ อีกครั้ง ร่วมกับอีก 9 ประเทศ เหตุเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อ โดยในรายงานล่าสุด ประจำเดือนมกราคม 2026 ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็น ‘บิดเบือนค่าเงิน’ (Currency Manipulator)

 

เมื่อวันที่ 29 มกราคม (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่รายงาน ‘Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States’ ประจำเดือนมกราคม 2026 โดยขึ้นบัญชี ‘ประเทศไทย’ กลับไปเป็น ‘ประเทศที่ถูกเฝ้าระวังบิดเบือนค่าเงิน’ (Monitoring List) อีกครั้ง เนื่องจากเข้าเกณฑ์ 2 ใน 3 ข้อที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำหนดไว้

 

สำหรับประเทศและดินแดนอื่นๆ ที่เข้าเกณฑ์ Monitoring List นี้ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม เยอรมนี ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์

 

ทั้งนี้ ประเทศอื่นๆ ยกเว้นไทย เป็นประเทศที่ติด Monitoring List ตั้งแต่รายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ส่วนไทยเคยติด Monitoring List ก่อนหน้านี้ไปแล้ว ในช่วงหลังโควิด ระหว่างปี 2020-2021

 

โดยสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยเข้าข่าย 2 จาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

รวมถึงเกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ที่ไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 3.8% ของ GDP ซึ่งถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ (เกินเกณฑ์ 3%)

 

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิเพียง 0.9% ของ GDP (เกณฑ์คือต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

ทั้งนี้ ในรายงาน ประจำเดือนมกราคม 2026 ไม่มีประเทศใดถูกระบุว่าเป็น “ผู้บิดเบือนค่าเงิน” (Currency Manipulator)

 

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า จะหารืออย่างใกล้ชิดต่อไปในประเด็นด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อจะหลีกเลี่ยงการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนหรือระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อมิให้เป็นการขัดขวางการปรับตัวของดุลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิผล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

 

โดยสั่งให้ไทยรายงานการดำเนินการแทรกแซงค่าเงินใด ๆ อย่างน้อยทุกครึ่งปี โดยมีระยะเวลาล่าช้า 1 ไตรมาส และ รวมถึงข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศและฐานะเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ตามแบบฟอร์มข้อมูลเงินสำรองระหว่างประเทศและสภาพคล่องเงินตราต่างประเทศ ของ IMF เป็นรายเดือน

 

ภาพ: schankz, mikeledray, valiantsin suprunovich/ Shutterstock

The post สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘ปั่นค่าเงิน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าแบงก์ชาติ จับมือ ก.ล.ต. ลุยตรวจสอบข้อมูลเทรดเหรียญ USDT โฟกัส ‘รายใหญ่’ หลังพบข้อมูลวอลลุ่มพุ่งผิดปกติ-ต่างชาติแห่เทรด https://thestandard.co/bot-sec-probe-usdt-abnormal-trade/ Fri, 30 Jan 2026 05:19:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1171441 วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT

เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธ […]

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติ จับมือ ก.ล.ต. ลุยตรวจสอบข้อมูลเทรดเหรียญ USDT โฟกัส ‘รายใหญ่’ หลังพบข้อมูลวอลลุ่มพุ่งผิดปกติ-ต่างชาติแห่เทรด appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT

เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษบนเวที Thailand Blooming 2026 ประกาศหนึ่งภารกิจที่สั่นสะเทือนวงการสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อบางช่วงบางตอน วิทัย ระบุว่า ธปท. ได้ร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี หลังพบข้อมูลเหรียญ USDT ที่ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทาหรือไม่

 

หนึ่งในประเด็นร้อน คือ การเปิดเผยข้อมูลความผิดปกติในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย โดยผู้ว่าฯ วิทัย ชี้เป้าไปที่เหรียญ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่ผูกมูลค่ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ

 

ข้อมูลจาก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ พบตัวเลขที่น่าสนใจ 2 ประเด็น ดังนี้

 

1. พบ Volume พุ่งผิดธรรมชาติ ปัจจุบัน 52% ของปริมาณการซื้อขายคริปโตฯ ทั้งหมดในประเทศไทยคือ เหรียญ USDT

 

โดยมีข้อสังเกต โดยปกติ นักลงทุนจะเข้ามาเก็งกำไรในเหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum แต่ USDT เป็นเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ (Stablecoin) การที่มีวอลลุ่มการซื้อขายสูงเกินครึ่งหนึ่งของตลาด จึงเป็นเรื่องที่ ไม่ควรจะเยอะ และผิดวิสัยของการลงทุนปกติ

 

2. ต่างชาติแห่เทรดในไทย พบข้อมูลที่น่าแปลกใจ คือ 40% ของผู้ที่เข้ามาซื้อขาย USDT ในกระดานเทรดไทย เป็น ‘ชาวต่างชาติ’

 

ผู้ว่าฯ ธปท. ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติกลุ่มนี้ขัดแย้งกับตรรกะทางธุรกิจปกติ

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT 1

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษของบนเวทีใน Thailand Blooming 2026

 

“ถ้าท่านเป็นคนสิงคโปร์ ท่านจะเอา USDT แบกมาขายในแอปฯ ไทยหรือเปล่า ถ้าท่านอยากได้ USDT ท่านเป็นคนฮ่องกง ทำไมท่านไม่ซื้อที่ฮ่องกงหรือสิงคโปร์” วิทัย กล่าว

 

ดังนั้นการที่ชาวต่างชาติเลือกที่จะนำ USDT มาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาท หรือนำเงินบาทมาซื้อ USDT แล้วโอนออกไปผ่านกระดานเทรดไทย แทนที่จะทำในศูนย์กลางทางการเงินอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง สะท้อนให้เห็นว่า นี่อาจเป็นธุรกรรมที่ต้องการหลีกเลี่ยงระบบการโอนเงินระหว่างประเทศแบบปกติ หรือ Remittance หรือไม่

 

“ปัจจุบันแบงก์ชาติ ขอข้อมูล ก.ล.ต. ไปแล้ว หวังว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้ข้อมูลนี้ส่งกลับมา เพื่อนำมาวิเคราะห์เส้นทางการเงิน (Money Trail)” วิทัยกล่าว

 

จับมือ ก.ล.ต. – ปปง. ล่าเส้นทางเงินเทรดคริปโตฯ ‘รายใหญ่’

 

แม้โดยปกติอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลจะเป็นของ ก.ล.ต. โดยตรง แต่เนื่องจากเรื่องนี้กระทบต่อระบบการเงินและอาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ธปท. จึงได้ยกระดับการทำงานเชิงรุกผ่านความร่วมมือข้ามหน่วยงาน

 

ทั้งนี้ ธปท. ได้ประสานงานขอข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายจาก ก.ล.ต. โดยเฉพาะข้อมูลของ ‘รายใหญ่’ ที่มีความเคลื่อนไหวซื้อขาย USDT ที่ผิดปกติ

 

หากตรวจสอบพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย หรือไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจน ธปท. จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตามกฎหมายทันที

 

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุต่อว่า เมื่อประมาณ 10 กว่าวันที่ผ่านมา ได้ขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ เพื่อให้ ธปท. เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตการทำงานเพื่อป้องปรามปัญหาทุจริต

 

จากการตรวจสอบพบข้อมูลการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติ จำนวน 2 ราย รายแรก เบิกไป 250 ล้านบาท และยังมีรายที่สองเบิกเงินสดอีก 200 ล้านบาท ซึ่งเบิกถอนจากธนาคารพาณิชย์แห่งละ 100 ล้านบาท

 

“ใครจะเบิกเงินสด 250 ล้านบาท ถามจริงๆ รายที่ 2 เบิกเงินสด 200 ล้านบาท บางรายขอแลกเฉพาะธนบัตร 500 บาทอย่างเดียว จะเป็นยุคที่แบงก์ชาติเข้าไปดูพวกนี้ครับ เพราะมันกัดกร่อนประเทศ กัดกร่อนเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ ผมจะส่ง ปปง. และ กกต.ตรวจสอบต่อไป” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT 2

 

สำหรับมาตรการตรวจสอบ USDT นี้ ไม่ใช่การกระทำที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในยุทธศาสตร์ กวาดล้างเศรษฐกิจนอกระบบ (Underground Economy) ที่ผู้ว่าฯ ธปท. ประกาศทำสงครามเต็มรูปแบบ ควบคู่กับมาตรการอื่นๆ ได้แก่

 

  • การถอนเงินสด ต้องผ่านการตรวจสอบ Due Diligence หากถอนเกินวงเงินที่กำหนด เช่น 3-5 ล้านบาท เพื่อปิดช่องว่างการขนเงินสดหนีการตรวจสอบ
  • ก่อนหน้านี้ Money Changer ห้ามแลกเงินสดเกิน 200,000 บาท ตามแนวชายแดน ซึ่งเข้าข่ายการฟอกเงิน เพื่อสกัดกั้นการฟอกเงินข้ามพรมแดน
  • e-Wallet บังคับทำ Profiling ผู้ใช้งาน เพื่อแยกแยะประชาชนทั่วไปออกจากบัญชีม้าหรือกลุ่มทุนเทาที่ใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลในการพักเงิน

 

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT 3

มาตรการเฉพาะจุด จัดการทุนเทา-ธุรกรรมไม่พึงประสงค์ ของ ธปท.

 

นี่คือการส่งสัญญาณครั้งสำคัญจาก ผู้ว่าฯ ธปท. ว่ายุคของการ ‘ตั้งรับ’ ได้จบลงแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคของการ ‘บังคับใช้กฎหมาย’ อย่างเข้มข้น เพื่อดึงเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากเงาของธุรกิจสีเทาที่กัดกินศักยภาพของประเทศ

 

ก.ล.ต. พร้อมร่วมมือแบงก์ชาติ ตรวจสอบธุรกรรมเทรด ‘USDT’

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ยืนยันความร่วมมือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะเหรียญ USDT เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติกรรมการฟอกเงิน ชี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Connect the Dots’ ย้ำชัดทำเพื่อสอบทานข้อมูล (Verify) ไม่ได้หมายความว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว แต่เพื่อให้ Data เป็นตัวอธิบายความจริง

 

ศ. ดร.พรอนงค์ ยืนยันว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และเป็นการทำงานร่วมกันที่มีอยู่แล้วภายใต้กรอบการทำงานที่เรียกว่า ‘Connect the Dots’ ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลภาพใหญ่ร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล

 

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT 4

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.

 

‘Connect the Dots’คือการดู 3 ส่วนประกอบกัน ได้แก่ 1. โปรไฟล์ของผู้ทำธุรกรรม 2. พฤติกรรม (Behavior) และ 3. ข้อมูลขาออก (Info Out) ว่าเงินที่ออกไปนั้นเป็นเงินบาท, USDT หรือทองคำ” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

ประเด็นที่สังคมจับตามองคือ การตรวจสอบเหรียญ Stablecoin อย่าง USDT ศ. ดร.พรอนงค์ ยอมรับว่า จากข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้ว มูลค่าการซื้อขายประมาณ 40-50% ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยนั้นเป็นเหรียญตระกูล Stablecoin เหล่านี้

 

“คนอาจสงสัยว่าทำไมคนเข้ามาซื้อขายเหรียญนี้เยอะ ทั้งที่มูลค่ามันล้อไปกับดอลลาร์ ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร คำอธิบายหนึ่งคือ นักลงทุนอาจใช้เป็นที่พักเงินเพื่อเปลี่ยนจากเหรียญหนึ่งไปอีกเหรียญหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือที่คาบเกี่ยวกับเรื่องการแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือ FX ได้เช่นกัน” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

ดังนั้น การนำข้อมูลมา ชนกัน ระหว่าง ก.ล.ต. และ ธปท. จึงเป็นไปเพื่อสอบทาน (Verify) ข้อสงสัยเหล่านี้ โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำว่า ‘ยังไม่ได้หมายความว่าต้องมีปัญหาแน่ๆ แต่ต้องการให้ Data เป็นตัวอธิบาย’

 

สำหรับรูปแบบความร่วมมือ ศ. ดร.พรอนงค์ ระบุว่า เป็นการตกลงกันในระดับปฏิบัติการ เพื่อกำหนดขอบเขต ว่าจะดูข้อมูลอะไร แบงก์ชาติดูส่วนไหน ก.ล.ต. ดูส่วนไหน แล้วนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกัน

 

เมื่อถามถึงกรอบเวลาในการตรวจสอบ ศ. ดร.พรอนงค์ ระบุว่า หน่วยงานทำงานกันอย่างเร่งด่วนอยู่แล้ว แต่ไม่อยากระบุวันเวลาที่ชัดเจนเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือให้คำมั่นสัญญาผ่านสื่อว่าจะเสร็จเมื่อไร แต่ยืนยันว่า ก.ล.ต. มีการส่งข้อมูลให้ ธปท. ตามที่มีการประสานงานกันจริง

 

ก.ล.ต.จับมือ ปปง. งัด Travel Rule คาดเริ่มใช้ไตรมาสแรกปีนี้

 

ด้านจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH และ ธปท. มีความร่วมมือระหว่างกันเพื่อสะกัดกั้นเงินเทา จึงได้มีการประสานข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถช่วยกันตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก

 

เช่น ก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าการซื้อขาย USDT ดังกล่าวส่งผลกับค่าบาทแข็งหรือไม่ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบและพบว่าไม่มีผล เนื่องจาก Digital Asset Exchange ซื้อขายเป็นเงินบาท และยอดการโอน USDT เข้าออกมูลค่าไม่มีนัยสำคัญ

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT 5

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.

 

นอกจากนี้ ในส่วนของเงินเทา ก.ล.ต.ยังได้กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อสะกัดกั้นการใช้ผู้ประกอบการ Digital Asset เป็นช่องทางฟอกเงิน รวมถึงติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการของ ผู้ประกอบการ Digital Asset

 

โดยล่าสุด ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับ สำนักงาน ปปง. ในการยกร่างแนวปฏิบัติ Travel Rule ซึ่งคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 1 นี้

 

ดร.จิติพล มอง คริปโทเคอร์เรนซี-USDT มีผลกระทบ ‘เงินบาท’ น้อย

 

ด้าน ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเด็นความกังวลที่ว่าปริมาณธุรกรรมของ USDT อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทผันผวน โดยชี้ให้เห็นถึง Scale ของตลาดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการตรวจสอบธุรกรรม USDT 6

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)

 

ดร.จิติพล ระบุว่า หากพิจารณาตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ของไทย ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อวัน หรือคิดเป็นระดับ 20,000 – 30,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของไทยในแต่ละเดือนนั้นสูงถึงระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว ปริมาณการซื้อขาย USDT ในตลาดสปอต (Spot) น่าจะมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของมูลค่าการนำเข้าส่งออก

 

ดร.จิติพล เปรียบเทียบผลกระทบของ USDT ต่อค่าเงินบาท แม้อาจจะมีผลกระทบอยู่บ้างในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วถือว่าน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ดร.จิติพล ได้ไล่เรียงลำดับปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์/บาท จากมากไปหาน้อย ดังนี้

 

1. การนำเข้า-ส่งออก (Trade Flow) เป็นปัจจัยที่มีผลที่สุดต่อค่าเงินบาท

 

2. การซื้อขายสินทรัพย์ลงทุน (Fund Flow) เม็ดเงินในตลาดหุ้นและพันธบัตร มีผลรองลงมา

 

3. ทองคำ มีผลในระดับหนึ่ง แต่ยังน้อยกว่าสองปัจจัยแรก

 

4. คริปโทเคอร์เรนซี รวมถึง USDT มีน้ำหนักน้อยที่สุด

 

ดร.จิติพล ขยายความเพิ่มเติมว่า แม้แต่ทองคำที่มีความสัมพันธ์กับค่าเงินบาทมากกว่าคริปโทฯ ก็ยังมีผลเพียงประมาณ 30% เท่านั้น ในขณะที่อีก 70% ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยภาคการนำเข้าและส่งออกอยู่ดี ดังนั้น การมองว่า USDT จะเป็นตัวการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนขยับหรือปรับตัวได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติ จับมือ ก.ล.ต. ลุยตรวจสอบข้อมูลเทรดเหรียญ USDT โฟกัส ‘รายใหญ่’ หลังพบข้อมูลวอลลุ่มพุ่งผิดปกติ-ต่างชาติแห่เทรด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานยนต์ไทยปี 2569 มีลุ้นฟื้น ตั้งเป้าผลิตเพิ่ม 1.5 ล้านคัน หวังรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงฮันนีมูน https://thestandard.co/thai-auto-recovery-2026/ Thu, 29 Jan 2026 12:04:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1171204 แขนกลกำลังทำงานในสายพานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ส.อ.ท. เผยปี 2569 ตั้งเป้ายอดผลิตยานยนต์เพิ่ม 1.5 ล้านค […]

The post ยานยนต์ไทยปี 2569 มีลุ้นฟื้น ตั้งเป้าผลิตเพิ่ม 1.5 ล้านคัน หวังรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงฮันนีมูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แขนกลกำลังทำงานในสายพานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ส.อ.ท. เผยปี 2569 ตั้งเป้ายอดผลิตยานยนต์เพิ่ม 1.5 ล้านคัน จากแรงหนุนอัตราดอกเบี้ยลง OPEC ลดราคาน้ำมันดิบ ผู้ผลิต EV ส่งออกเพิ่ม หลังสรุปยอดผลิต ปี 2568 ปิดที่ 1.4 ล้านคัน

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม-ธันวาคม 2568 หรือทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1,455,569 คัน ลดลงเพียง 0.91% แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน

 

โดยยอดผลิตเพิ่มมาจากเดือนสุดท้ายที่ต้องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 รถยนต์นั่งจึงเพิ่มขึ้น 21.4% และรถยนต์ SUV เพิ่มขึ้น 106.3% รถ PPV ยังคงขายเพิ่มขึ้น 21.5% เพราะปีนี้มีผู้ผลิตรายใหม่เพิ่มขึ้นมา

 

ทั้งนี้ รถกระบะยังคงมียอดขายทรงตัวที่ระดับต่ำที่ 14,965 คัน เพิ่มขึ้นเพียง 3.9% จากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงต่ำ

 

บวกกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนพฤศจิกายน 2568 ยังคงลดลง 4.24% กำลังการผลิตอยู่ที่ 55.49 แสดงถึงการจ้างงานยังคงชะลอตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาประเทศไทย 32,974,321 คน ลดลง 7.23% ปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำลังซื้ออ่อนแอ

 

โดยภาพรวมการผลิตรถยนต์ของไทยลดลงต่อเนื่อง 4 ปี

 

  • ปี 2565 ผลิตรวม 1.88 ล้านคัน
  • ปี 2566 ผลิตรวม 1.83 ล้านคัน
  • ปี 2567 ผลิตรวม 1.46 ล้านคัน
  • ปี 2568 ผลิตรวม 1.45 ล้านคัน

 

สำหรับปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คัน เติบโต 3.05% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีก่อนที่ตั้งไว้ 500,000 คัน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% จากยอดผลิตจริง

 

แม้ว่าหลายสำนักจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.2% แต่น่าจะมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยบวก

 

  • ศาลสูงสหรัฐอเมริกาตัดสินว่าภาษีศุลกากรประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ ขัดรัฐธรรมนูญ
  • ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลง OPEC ลดราคาน้ำมันดิบลง
  • บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะรอคำวินิจฉัยของศาลสูงของสหรัฐอเมริกาเรื่องภาษีศุลกากร ภาวะเศรษฐกิจการค้าโลกจึงยังไม่ชัดเจน

 

ส่วนปัจจัยลบ คือมาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า มาตรการ Euro 6 และมาตรการ ADAS รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้าความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย ความแปรปรวนสภาพอากาศ สงครามการค้า และการขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก

 

ทั้งนี้ ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ มีจำนวน 550,000 คัน ปีที่แล้วที่ผลิตได้ 499,339 คัน จะเพิ่มขึ้น 10.15%

 

“ปัจจัยบวกมีการเลือกตั้งได้รัฐบาลใหม่ มีการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) มากขึ้นจากผู้ได้รับการอนุมัตส่งเสริมการลงทุนกว่าหนึ่งล้านล้านบาท รัฐบาลใหม่ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงฮันนีมูน ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มอำนาจซื้อประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอก เบี้ยนโยบายลงการขัดแย้งชายแดนกัมพูชาสงบลง เปิดชายแดนค้าขายได้”

 

ปัจจัยลบ คือการตั้งรัฐบาลช้า การใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 การส่งออกชะลอตัวลงจากภาษีนำเข้าสินค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เงินบาทแข็งค่ากระทบรายได้ผู้ส่งออกโดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอัตราการเกิดอยู่ในอัตราต่ำ จำนวนประชากรลดลง ส่งผลให้รายได้ที่เกี่ยวกับเด็กลดลง เช่น โรงเรียนอนุบาล และประถมศึกษา อาหาร ฯลฯ

 

ภาพ: vcg / Getty Image

The post ยานยนต์ไทยปี 2569 มีลุ้นฟื้น ตั้งเป้าผลิตเพิ่ม 1.5 ล้านคัน หวังรัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงฮันนีมูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธ.ก.ส. ชี้นโยบาย ‘ล้างหนี้เกษตรกร’ ต้องดูหลายมิติ เล็งคุม NPL สิ้นปีไม่เกิน 5.3% https://thestandard.co/baac-farmer-debt-npl-control/ Thu, 29 Jan 2026 08:21:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1171050 ไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. แถลงข่าวถึงนโยบายล้างหนี้เกษตรกรและเป้าหมายการคุม NPL

ธ.ก.ส. ชี้ นโยบาย ‘ล้างหนี้เกษตรกรสูงวัย’ ต้องพิจารณาหล […]

The post ธ.ก.ส. ชี้นโยบาย ‘ล้างหนี้เกษตรกร’ ต้องดูหลายมิติ เล็งคุม NPL สิ้นปีไม่เกิน 5.3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. แถลงข่าวถึงนโยบายล้างหนี้เกษตรกรและเป้าหมายการคุม NPL

ธ.ก.ส. ชี้ นโยบาย ‘ล้างหนี้เกษตรกรสูงวัย’ ต้องพิจารณาหลายมิติ พร้อมหั่นเป้าสินเชื่อปีนี้ลงเหลือ 4.7 หมื่นล้านบาท หลังจากปีก่อนไม่ถึงเป้า มุ่งกด NPL ลง คาดสิ้นปีไม่เกิน 5.3%

 

ไพศาล หงษ์ทอง รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ประเมินว่า นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ต่างๆ ที่เสนอ ‘ล้างหนี้เกษตรกร’ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรสูงอายุ จะไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางดำเนินงานของธ.ก.ส. มากนัก เนื่องจากแนวคิดดังกล่าวอยู่ในยุทธศาสตร์การบริหารหนี้ของธนาคารอยู่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ไพศาล กล่าวว่า การยกหนี้ไม่ควรทำอย่างเหมารวม แต่ต้องพิจารณาเกณฑ์ตามกรอบกฎหมายในหลายมิติ โดยเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้ยังมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะไม่สามารถปลดหนี้ได้โดยตรง

 

ทั้งนี้ มีหลายพรรคการเมืองที่เสนอนโยบาย ‘แก้หนี้เกษตรกร’ เช่น พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย โดยในช่วงพักหนี้ ดอกเบี้ยจะหยุดนิ่ง เนื่องจากภาครัฐเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร

 

ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทางแก้หนี้เกษตรกรด้วยการซื้อหนี้คืน ผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงหนี้เสียออกจากระบบสถาบันการเงิน และหยุดวงจรการทบต้นดอกเบี้ยที่ทำให้เกษตรกรสูญเสียที่ดินทำกิน ส่วนพรรคประชาชนที่ออกนโยบายปลดหนี้เกษตรกรสูงอายุ วัย 70 ปีขึ้นไป หากจ่ายครบต้น จะปลดหนี้ทันที แต่ถ้ายังจ่ายไม่ครบต้นจะลดหนี้ลงเหลือ 50%

 

ไพศาล ระบุอีกว่า แนวทางเดิมของธนาคารคือการจำแนกลูกหนี้ออกเป็นกลุ่มตามศักยภาพ โดยกลุ่มที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้จริง เช่น ผู้สูงอายุเกิน 70 ปี และไม่มีหลักประกัน จะเข้าสู่กระบวนการ ‘ตัดหนี้สูญ’ ตามเกณฑ์

 

พร้อมอธิบายว่า “ถ้าเป็นกรณีที่ใช้บุคคลค้ำ ซึ่งคนค้ำก็อายุมากพอๆ กัน และถ้าไม่ไหวทั้งคนกู้ และไม่ไหวทั้งคนค้ำ แบบนี้ก็เข้าข่ายปลดหนี้ให้”

 

ปล่อย ‘กรีนเครดิต’ แล้ว 3-4 พันล้านบาท

 

ในด้านสินเชื่อสีเขียว ไพศาลระบุว่า โครงการกรีนเครดิตปล่อยสินเชื่อไปแล้วประมาณ 3,000 ถึง 4,000 ล้านบาท โดยลูกค้าที่เข้าโครงการจะได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติสูงสุด 1.25% แต่ต้องผ่านการอบรมและนำไปใช้จริงตามเงื่อนไข

 

หากลูกค้าไม่ปฏิบัติตาม เช่น ยังใช้วิธีการผลิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยจะกลับมาเป็นปกติทันที

 

สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้เข้าโครงการกรีนเครดิตโดยตรง ยังสามารถขอสินเชื่อในกลุ่ม BCG Model ได้ แต่จะไม่ได้รับสิทธิด้านองค์ความรู้และดอกเบี้ยพิเศษในระดับเดียวกัน

 

ทั้งนี้ BCG Model คือกรอบการส่งเสริมเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า (Bio) การหมุนเวียนทรัพยากรเพื่อลดของเสีย (Circular) และการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green) ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นทิศทางหลักในการพัฒนาสินเชื่อของธนาคาร

 

โครงการกรีนเครดิตอยู่ภายใต้กรอบ BCG ซึ่งมีวงเงินรวมประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยในส่วนที่เป็นกรีนคิดเป็นประมาณ 10,000 ล้านบาท

 

3.5 หมื่นล้านช่วยตัดดอก หนี้คงค้างยังอยู่ราว 1 แสนล้าน

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 35,960 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อใช้ลดยอดลูกหนี้รอการชดเชยของรัฐบาลให้แก่ ธ.ก.ส. โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเสริมเงินหมุนเวียนในการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ไพศาล เปิดเผยว่า ยอดหนี้คงค้างที่เกี่ยวข้องกับภาระของรัฐบาลซึ่งอยู่กับ ธ.ก.ส. ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม ราว 100,000 ล้านบาท แม้ก่อนหน้านี้จะมีการตัดหนี้ไปแล้วประมาณ 35,000 ล้านบาท เนื่องจากการตัดส่วนใหญ่เป็นเพียงการตัดดอกเบี้ย ไม่ได้เป็นการตัดเงินต้น

 

สำหรับโครงการใหม่ที่ก่อภาระหนี้ให้รัฐบาลในอนาคต ไพศาลมองว่าจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เพราะต้องอยู่ภายใต้กรอบ มาตรา 28 และ 29 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ตามที่บรรจุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งผ่านการอนุมัติของครม. แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ไพศาลยอมรับว่า แผนการคลังระยะปานกลางสามารถถูก ‘รื้อ’ ได้ หากมีมติ ครม. ใหม่มาทับมติเดิม ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต

 

ปรับเป้าสินเชื่อปีนี้เหลือ 4.7 หมื่นล้าน เหตุน้ำท่วม-เศรษฐกิจทรงตัว

 

ด้านการปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 นี้ ธ.ก.ส. ตั้งเป้าเดิมไว้ที่ 50,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดบอร์ดได้ปรับลดเป้าหมายเหลือประมาณ 47,000 ล้านบาท จากผลกระทบหลายปัจจัย เช่น น้ำท่วม ปัญหาชายแดนที่ทำให้ไม่สามารถเข้าไปผลิตได้ และภาวะเศรษฐกิจภาคเกษตรที่ยังทรงตัว

 

ไพศาลระบุว่า ภาพรวมระบบธนาคารขณะนี้ยัง ‘ไม่โต’ แทบทุกแห่ง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ส่งสัญญาณให้ทุกธนาคารช่วยกันพยุงสินเชื่อ

 

ตั้งเป้า NPL สิ้นปีไม่เกิน 5.3%

 

สำหรับหนี้เสีย (NPL) ของ ธ.ก.ส. ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 5% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ราว 6% ขณะที่เป้าหมายสิ้นปีตั้งไว้ที่ไม่เกิน 5.3%

 

ไพศาลระบุว่า ธนาคารมีการมอนิเตอร์คุณภาพหนี้ทุกวัน และมีการรายงานต่อผู้บริหารระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า อัตราหนี้เสียมีการปรับลดขึ้นลงตลอดเวลา แต่ยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้

 

The post ธ.ก.ส. ชี้นโยบาย ‘ล้างหนี้เกษตรกร’ ต้องดูหลายมิติ เล็งคุม NPL สิ้นปีไม่เกิน 5.3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์? https://thestandard.co/eu-india-deal-thailand-opportunity/ Thu, 29 Jan 2026 05:52:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1170999 สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

‘กอบศักดิ์’ ชี้ไทยต้องคว้าโอกาสเปิดตลาดใหม่อินเดีย ลดพึ […]

The post ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

‘กอบศักดิ์’ ชี้ไทยต้องคว้าโอกาสเปิดตลาดใหม่อินเดีย ลดพึ่งสหรัฐฯ ดัน ‘ท่าเรือระนอง’ เป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตก หลังโลกเปลี่ยนขั้ว EU-อินเดีย ปิดดีลประวัติศาสตร์ บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลังเจรจายืดเยื้อนานเกือบ 20 ปี ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษี เชิงรุกของโดนัลด์ ทรัมป์

 

Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเดินทางไปกรุงนิวเดลีเพื่อร่วมประกาศข้อตกลงกับ Antonio Costa ประธานสภายุโรป ระบุว่า “เราปิดดีลแม่แห่งทุกข้อตกลงแล้ว” (Mother of All Deals)

 

พร้อมชี้ว่า ข้อตกลงนี้จะสร้างเขตการค้าเสรีที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,000 ล้านคน และทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

 

ด้านนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย ยกย่องข้อตกลงดังกล่าวว่า ‘เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่’ ที่สุดและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สุดของประเทศ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคการผลิตและภาคบริการ เพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน และเปิดทางให้เกษตรกรรวมถึงธุรกิจ ขนาดเล็กของอินเดียเข้าถึงตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น

 

‘ขั้วอำนาจใหม่เศรษฐกิจโลก’ พันธมิตรลดพึ่งพาสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ การปิดดีล EU-อินเดีย สะท้อน ‘ขั้วอำนาจของเศรษฐกิจโลก’ อย่างชัดเจน ภายใต้บริบทที่ยุโรปต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน

 

ขณะที่อินเดียพยายามสลัดภาพประเทศกีดกันทางการค้า และหาทางชดเชยผลกระทบจากภาษี 50% ของรัฐบาลทรัมป์ พร้อมเดินเกมรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับรัสเซียไปพร้อมกัน

 

อย่างไรก็ตาม ตามแถลงการณ์ของคณะกรรมาธิการยุโรป (EU) ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกของ EU ไปยังอินเดียเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 หลังอินเดียตกลงยกเลิกหรือปรับลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้า 96.6% ของปริมาณการค้า ขณะที่ EU จะยกเลิกหรือปรับลดภาษีสำหรับสินค้าอินเดีย 99.5% ภายใน 7 ปี

 

นอกจากนี้ นิวเดลียังยอมเปิดตลาดรถยนต์ยุโรปภายใต้โควตาสูงสุด 250,000 คัน ซึ่งมากกว่าข้อตกลงการค้าอื่น ๆ ก่อนหน้าถึงกว่า 6 เท่า

 

ขณะที่อินเดียจะได้เปรียบในการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เสื้อผ้า อัญมณี เครื่องประดับ และรองเท้า ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากภาษีของสหรัฐฯ

 

ขณะเดียวกัน ฝั่ง EU ยังเสนอพันธกรณีด้านการเคลื่อนย้ายนักศึกษา วีซ่าหลังเรียนจบ และการเปิดตลาดบริการครอบคลุม 144 สาขา และอินเดียเลือกกีดกันภาคผลิตภัณฑ์นมซึ่งอ่อนไหวทางการเมืองออกจากข้อตกลง

 

อินเดียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 9 ของ EU

 

ข้อตกลงนี้คาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการ หลังการตรวจสอบทางกฎหมายภายในราว 6 เดือน และยังต้องผ่านการให้สัตยาบันจากรัฐสภายุโรป โดยเกิดขึ้นไม่นานหลัง EU เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับกลุ่มเมอร์โคซูร์ในอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นอีกก้าวในการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน

 

สำหรับอินเดีย ดีลนี้นับเป็นข้อตกลงการค้าฉบับที่ 4 ของรัฐบาล Modi ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อจากสหราชอาณาจักร โอมาน และนิวซีแลนด์ พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือกับเมอร์โคซูร์ ชิลี เปรู และกลุ่ม GCC เพื่อเข้าถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์และเพิ่มบทบาทบนเวทีโลก

 

มูลค่าการค้าระหว่างทวิภาคีระหว่าง EU และอินเดียอยู่ที่ 1.365 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 โดย EU คิดเป็นกว่า 17% ของการส่งออกทั้งหมดของอินเดีย

 

สัญลักษณ์แสดงความร่วมมือทางการค้า สหภาพยุโรป-อินเดีย และโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย 1

 

‘กอบศักดิ์’ ชิงโอกาสใหม่ เจาะตลาด ‘อินเดีย’ ดัน ‘ท่าเรือระนอง’ เปิดประตูการค้าตะวันตก

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การที่สหภาพยุโรป (EU) และอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลังการเจรจายาวนานเกือบ 20 ปี ถือเป็น ‘ดีลประวัติศาสตร์’ ที่สะท้อนการเปลี่ยนขั้วของเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน และเป็นโลกที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็น ‘อานิสงส์’ สำคัญของประเทศไทย ในการเร่งแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะอินเดียซึ่งอยู่ไม่ไกลจากไทย และเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ด้วยประชากรกว่า 1,400 ล้านคน รวมถึงชนชั้นกลาง (Middle Class) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีราว 500 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 800-900 ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ยุทธศาสตร์ของไทยควรมุ่งตอบโจทย์ความ ต้องการหลักของชนชั้นกลางและรัฐบาลอินเดีย โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย

 

ขณะเดียวกัน อินเดียกำลังเผชิญปัญหาฝุ่นและมลภาวะจากภาคการก่อสร้าง ไทยจึงมีโอกาสเจาะตลาดวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Components) รวมถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบ Modular Building ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อินเดียยังขาดแคลน และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ขณะที่ ในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก จะเห็นว่าหลายประเทศเริ่มลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และหันมาจับมือกันเองมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากยุโรป (EU) กระชับความสัมพันธ์กับอินเดีย ดังข้างต้น หรืออินเดียที่ขยายความร่วมมือกับจีน หรือแม้แต่แคนาดาที่เดินหน้าเจรจาการค้ากับจีน

 

“อินเดียกลายเป็นพันธมิตรที่น่าสนใจมาก เพราะกำลังถูกสหรัฐฯ กดดันอย่างหนัก จึงมีความต้องการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นมากขึ้น ถือเป็นโอกาสของไทยในการดึงอินเดียเข้าสู่อาเซียน หรือจัดทำความตกลงการค้าแบบทวิภาคี โดยตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยในช่วงนี้ ได้แก่ อินเดีย อาเซียน บังกลาเทศ และตะวันออกกลาง” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

 

ดร.กอบศักดิ์ แนะว่า ไทยควรใช้โอกาสที่ไทยมีภูมิศาสตร์ที่ดี อย่างท่าเรือน้ำลึก ภายใต้ โครงการสะพานเศรษฐกิจไทย หรือแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยซึ่งเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก หากออกแบบและดำเนินการอย่างเหมาะสม จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพิ่มโอกาสแข่งขันกับเพื่อนบ้านในระยะยาว

 

“แม้โครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมดจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ภายใต้โครงการดังกล่าวยังมีหลายโครงการย่อยที่สามารถเริ่มดำเนินการก่อนได้ โดยโครงการเร่งด่วนในระยะแรกคือ “ท่าเรือระนอง” ซึ่งมีศักยภาพด้านทำเลและพื้นที่ เหมาะต่อการพัฒนาเป็นท่าเรือน้ำลึก และเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ทำหน้าที่เป็นประตูการค้าด้านตะวันตกของไทย”

 

ทั้งนี้ ท่าเรือระนองจะช่วยเปิดการค้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตสูง เช่น อินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 8% ต่อปี เพิ่มโอกาสในการขนส่งสินค้าไทย และรองรับทิศทางเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2569 นักลงทุน ผู้ประกอบการไทย SMEs ที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไทย จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของสินค้าจีน ซึ่งมีแนวโน้มไหลเข้าสู่ตลาดอาเซียน

 

“โดยช่วง 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว หาตลาดใหม่ และใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีอยู่กว่า 14 ฉบับ”

 

ขณะที่ FETCO เองก็อยู่ระหว่างผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ที่เข้ามาลงทุนในไทย เข้าจดทะเบียนในตลาดทุน ใช้สิทธิประโยชน์ FTA เพื่อเพิ่มความหลากหลายของโครงสร้างตลาด และยกระดับศักยภาพตลาดทุนไทย

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในปี 2569 อาจขยายตัวไม่มากนัก ทางออกสำคัญคือการเร่งลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากระดับราว 20% เหลือ 15% และหันไปเน้นตลาดใหม่ที่มีการเติบโตสูง เช่น จีน อินเดีย อาเซียน และยุโรป เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

 

ดังนั้น ตลาดอินเดียกลายเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายสำคัญ ที่ไทยควรเร่งเข้าไปช่วงชิงโอกาส

 

ภาพ: PromesaArtStudio / Getty image

อ้างอิง:

The post ทำไมดีลประวัติศาสตร์ ‘Mother of All Deals’ EU-อินเดีย อาจทำให้ไทยได้ประโยชน์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 10 ประเด็นร้อน ประกันสังคม ทำไมกลายเป็นกระแสใหญ่ของคนไทย แล้วอะไรคือทางออก? https://thestandard.co/social-security-hot-issues-solutions/ Thu, 29 Jan 2026 04:13:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1170948 ภาพกราฟิกแสดงประเด็นร้อนของกองทุนประกันสังคมและแนวทางแก้ไขปัญหา

‘กองทุนประกันสังคม’ ที่บริหารเงินก้อนใหญ่ระดับ 2.8 R […]

The post สรุป 10 ประเด็นร้อน ประกันสังคม ทำไมกลายเป็นกระแสใหญ่ของคนไทย แล้วอะไรคือทางออก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงประเด็นร้อนของกองทุนประกันสังคมและแนวทางแก้ไขปัญหา

‘กองทุนประกันสังคม’ ที่บริหารเงินก้อนใหญ่ระดับ 2.8 – 2.9 ล้านล้านบาท กลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของสังคมในเวลานี้ บนความเกี่ยวโยงกับคนไทยอย่างน้อยๆ 24 – 25 ล้านคน

 

 

 

เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นจากจุดไหน ทำไมทุกสายตาต่างกำลังจับจ้องไปที่ประกันสังคม แล้วทางออกของปมปัญหานี้คืออะไร THE STANDARD WEALTH อยากชวนทุกคนมาไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมร่วมกันเสนอทางออกว่า กองทุนประกันสังคมที่ทุกๆ คนมีส่วนร่วมนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร

 

1. ประกันสังคมเสี่ยงล้มในอีกประมาณ 30 ปี?

 

กองทุนประกันสังคมเสี่ยงจะขาดสภาพคล่องหรือล้มละลายในอีก 30 ปี จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าย้อนกลับไปดูในเว็บไซต์ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ก็เคยพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2557 แต่กระแสในตอนนั้น อาจจะไม่ร้อนแรงเท่าตอนนี้

 

กลางปี 2566 กระแส ‘ประกันสังคมเสี่ยงล้ม’ กลับมาอีกรอบ และได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้น มีการวิเคราะห์กันไว้ว่าความเสี่ยงของกองทุนมาจากทั้งเรื่องสังคมสูงวัย ทำให้จำนวนผู้รับบำนาญและใช้สวัสดิการเพิ่มขึ้น สวนทางกับผู้ส่งเงินสมทบรายใหม่ที่ลดลง

 

แต่สิ่งที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงคือเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา ที่มีการวิเคราะห์กันว่าอยู่ที่เพียงประมาณ 2% ต่อปี ก็ยิ่งทำให้กองทุนเสี่ยงจะล้มละลายได้ง่ายขึ้น

 

หนึ่งในข้อเสนอแนะของ TDRI คือการขยายอายุเกษียณ เพราะปัจจุบันคนอายุยืนมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องพยายามเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุน ซึ่งกุญแจสำคัญคือการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่ง ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการ ที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม บอกว่าทุกๆ 1% ของผลตอบแทนที่มากขึ้น จะช่วยเพิ่มเงินให้กับกองทุนราว 2.8 – 2.9 หมื่นล้านบาท

 

สิ่งที่น่ายินดีคือ อย่างน้อยๆ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมเริ่มปรับตัวดีขึ้น ปี 2567 อยู่ที่ 5.3% และปี 2568 อยู่ที่ 6.1% คำถามคือในระยะยาวผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร และคำถามที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เราจะได้เห็นการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนที่โปร่งใสมากขึ้นได้หรือไม่

 

2. เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรก!

 

หมุดหมายการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของกองทุนประกันสังคม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากในอดีต 33 ปีที่ผ่านมา บอร์ดประกันสังคมมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด

 

การเลือกตั้งทำให้สังคมได้รู้จักกับ ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของกองทุนประกันสังคม ในฐานะผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง

 

แต่ปัญหายังไม่ได้หมดไปทั้งหมด ภัณฑิราบอกว่าปัจจุบัน นอกจากบอร์ดใหญ่ที่มี 21 คน จาก 3 ฝ่ายแล้ว แบ่งเป็น 7:7:7 จาก ผู้ประกันตน : นายจ้าง : ข้าราชการ ยังมีบอร์ดอนุฯ อีกถึง 14 บอร์ดที่มีสมาชิกบอร์ดละ 14 คน จากการแต่งตั้งมาจาก 3 ฝ่ายข้างต้น

 

บอร์ดลงทุนที่ดูแลเงิน 2.8 ล้านล้านบาท มีอยู่ 2 บอร์ด นับเป็น 2 บอร์ดที่กุมเม็ดเงินสูงสุดใน 14 บอร์ดนั้น แต่สัดส่วนจาก 3 ฝ่าย แบ่งเป็น 3 : 3 : 8 จาก ผู้ประกันตน : นายจ้าง : ข้าราชการ ทำให้เสียงของผู้ประกันตนที่มีอำนาจดูแลเงิน ถูกลดทอนลงไปจาก 1:3 เหลือเพียง 3:14 ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ได้รับรู้กันในวงกว้างมากนัก

 

3. แฉการลงทุนตึก Skyy9

 

ย้อนไปช่วงเดือนมีนาคม 2567 รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยข้อมูลการลงทุนเข้าซื้ออาคารสำนักงานที่ชื่อว่า Skyy9 บนถนนพระราม 9 ของกองทุนประกันสังคม มูลค่ากว่า 7 พันล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่าการลงทุนที่ว่านี้มีมูลค่าสูงเกินจริงหรือไม่ นำไปสู่ความสนใจและการตั้งคำถามของประชาชนในวงกว้าง ว่าการลงทุนของกองทุนประกันสังคมมีวิธีการพิจารณาและตัดสินใจอย่างไร

 

มารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมในเวลานั้น ชี้แจงว่า การพิจารณาเข้าลงทุนในอาคาร SKYY9 Centre มีโครงสร้างการกำกับดูแลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน มีการประเมินมูลค่าโดยผู้ประเมินราคาอิสระ 2 ราย ที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. โดยมีราคาประเมินตามวิธีพิจารณาจากรายได้ (Income Approach) ประมาณ 7,300 ล้านบาท และมีการประเมินโดยวิธีพิจารณาต้นทุน (Cost Approach) ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานประกันสังคมได้เข้าลงทุนจริงที่ราคาต่ำกว่านั้นในราคา 6,900 ล้านบาท

 

เรื่องนี้ยังคงรอการตรวจสอบกันต่อไป และรอว่าเมื่อไหร่ที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

 

4. เสนอแก้กติกาเลือกตั้งบอร์ดครั้งใหม่

 

ประเด็นร้อนเกี่ยวกับประกันสังคมกลับมาปะทุอีกครั้งช่วงต้นปีนี้ จากการเสนอแก้ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งใหม่ หลังจากที่บอร์ดเดิมจะครบวาระการทำงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

การแก้ระเบียบครั้งนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์จนถึง 14 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าไปแสดงความเห็นว่า ‘เห็นด้วย’ หรือ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับเกณฑ์ใหม่ เช่น เรื่องสิทธิการออกเสียงลงคะแนน เดิมกำหนดให้ผู้ประกันตน 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้ยกทีมจำนวน 7 คน ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนกรรมการในสัดส่วนคณะกรรมการไตรภาคี เสนอให้เปลี่ยนเป็น ผู้ประกันตน 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้เพียง 1 คน (1 หมายเลข) เท่านั้น

 

รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมสัดส่วนผู้ประกันตนจากทีมประกันสังคมก้าวหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า กติกาใหม่นี้จะทำให้คะแนนเสียงของผู้ประกันตนเกิดความแตกแยก และเปิดโอกาสให้ผู้สมัครจากกลุ่มจัดตั้งหรือกลุ่มที่มีฐานคะแนนเฉพาะเจาะจงสามารถแทรกตัวเข้ามาเป็นกรรมการได้ง่ายขึ้น

 

สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า การเลือกตั้งรูปแบบใหม่ ผู้ประกันตน 1 คน 1 สิทธิ์ 1 เสียง ไม่ใช่การตัดสิทธิของใคร แต่ปรับเปลี่ยนเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยจำนวนผู้แทนยังคงเดิม

 

5. ปิดระบบออนไลน์ เงินชดเชยว่างงานชะงัก

 

ระบบออนไลน์ของประกันสังคมที่ปิดปรับปรุง ก่อนจะเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เป็นอีกหนึ่งประเด็นซ้ำเติมให้กระแสยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะทำให้ผู้ประกันตนบางส่วนที่ว่างงานไม่สามารถขอรับเงินชดเชยจากการว่างงานได้ จนทำให้ปลัดกระทรวงแรงงานต้องแถลงข่าวพร้อมกับกล่าวขอโทษผู้ประกันตน

 

6. ลงทุน TU DOME ขาดทุนย่อยยับ?

 

การลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน TU-PF ที่เป็นเจ้าของหอพัก TU DOME บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เป็นอีกหนึ่งดีลลงทุนที่สังคมตั้งคำถามว่า เกณฑ์พิจารณาเข้าลงทุนเป็นอย่างไร หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลว่าใช้เงินลงทุนไปราว 800 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลือมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท

 

7. ทำปฏิทิน เสื้อ หมวก สร้างโรงอาหาร ตัดสูท ดูงานต่างประเทศ…

 

นอกจากเรื่องลงทุน คำถามที่ตามมาไม่หยุดไม่หย่อนคือ การใช้เงินกองทุนไปกับการทำสิ่งต่างๆ ที่สังคมตั้งคำถามว่าเหมาะสมและคุ้มค่าจริงหรือไม่ ไล่ตั้งแต่การทำเสื้อและหมวก มูลค่า 4.98 ล้านบาท การทำปฏิทินมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท การสร้างโรงอาหาร มูลค่า 12 ล้านบาท การตัดสูท 7,000 ชุด ด้วยงบ 35 ล้านบาท รวมไปถึงงบประมาณในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ

 

เงินจากกองทุนประกันสังคมควรจะถูกนำไปใช้ในโครงการเหล่านี้หรือไม่ และงบประมาณของแต่ละโครงการสมเหตุสมผลแล้วหรือยัง คือสิ่งที่สังคมกำลังสงสัย

 

8. “สื่อเฮงซวย” & “กำไร 8 หมื่น จำใส่กะโหลกเสียบ้าง”

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประกันสังคมกลายเป็นกระแสสังคม ส่วนหนึ่งมีที่มาจาก ‘แชตหลุด’ ของบอร์ดประกันสังคมฝ่ายนายจ้างที่มีการส่งข้อความว่า “สื่อเฮงซวย” และ “เงินกำไร ที่ลงทุน 8 หมื่นกว่าให้พวกเขาจำใส่กะโหลกเสียบ้าง”

 

ข้อความเหล่านี้ยิ่งทำให้สังคมและสื่อหันมาสนใจประเด็นประกันสังคมกันมากขึ้น

 

9. เริ่มเดือนแรก! สมทบเพิ่มเป็น 875 บาท ได้อะไรเพิ่มบ้าง

 

ผู้ประกันตนบางส่วนที่ได้รับเงินเดือนแล้ว ใครที่มีเงินเดือนตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป เมื่อเปิดสลิปออกมาน่าจะได้เห็นแล้วว่านี่คือเดือนแรกที่เริ่มจ่ายเงินสมทบมากขึ้นจากเดือนละ 750 บาท เป็น 875 บาท

 

จริงๆ แล้วเพดานเงินสมทบต่อเดือนจะค่อยๆ ถูกปรับเพิ่ม ในปี 2572 – 2574 คนที่เงินเดือนตั้งแต่ 20,000 บาท จะถูกหักสมทบ 1,000 บาท และตั้งแต่ปี 2575 คนที่เงินเดือนตั้งแต่ 23,000 บาท จะถูกหักสมทบ 1,150 บาท

 

ถามว่าตอนนี้จ่ายสมทบเพิ่มเดือนละ 125 บาท ได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

 

  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาท/เดือน เพิ่มจาก 7,500 บาท/เดือน
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาท/เดือน เพิ่มจาก 7,500 บาท/เดือน
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาท/เดือน เพิ่มจาก 7,500 บาท/เดือน
  • เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร 26,250 บาท/ครั้ง เพิ่มจาก 22,500 บาท/ครั้ง
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท เพิ่มจาก 90,000 บาท
  • เงินบำนาญส่งเงินสมทบครบ 15 ปี 3,500 บาท/เดือน เพิ่มจาก 3,000 บาท/เดือน
  • เงินบำนาญส่งเงินสมทบครบ 25 ปี 6,125 บาท/เดือน เพิ่มจาก 5,250 บาท/เดือน

 

10. ออกจากระบบราชการ ‘ดี vs ไม่ดี’

 

แล้วทางออกที่จะช่วยให้ประกันสังคมไทยดีขึ้นได้คืออะไร หนึ่งในข้อเสนอที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในสังคมคือ การผลักดันให้ประกันสังคมออกจากระบบราชการ คล้ายกับกรณีของ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

 

ล่าสุด ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็บอกว่า เห็นด้วยกับการนำประกันสังคมออกนอกระบบราชการ หลังจากมอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งคณะกรรมการศึกษารูปแบบที่เหมาะสม

 

ขณะที่บางส่วนก็เชื่อว่าการอยู่ในระบบราชการจะช่วยให้ตรวจสอบการทำงานได้โปร่งใสกว่าการปล่อยให้อยู่ในมือของเอกชน

 

ภัณฑิราเชื่อว่า ทางออกของประกันสังคม ก้าวแรกคือการออกจากระบบราชการ แต่สิ่งที่จะช่วยได้เร็วกว่านั้น คือ

 

1.เปลี่ยนวิธีการเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด รวมทั้งรูปแบบการรายงานผลการลงทุน ให้ทุกอย่างออนไลน์ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

2.ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดทุกครั้ง และรายงานผลการประชุมให้ตรงกับข้อเท็จจริง

 

การทำ 2 ข้อนี้ให้สำเร็จ จะช่วยลดการคอร์รัปชันลงได้ 80% ตั้งแต่วันแรก

The post สรุป 10 ประเด็นร้อน ประกันสังคม ทำไมกลายเป็นกระแสใหญ่ของคนไทย แล้วอะไรคือทางออก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed เบรกเทรนด์ลดดอกเบี้ย! ล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณบวก – กังวลเงินเฟ้อชั่วคราว https://thestandard.co/fed-rate-hold-jobs-inflation/ Thu, 29 Jan 2026 01:25:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1170853 ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ประเดิมการประชุมนัดแรกของปี 2026 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) […]

The post Fed เบรกเทรนด์ลดดอกเบี้ย! ล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณบวก – กังวลเงินเฟ้อชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ย เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ประเดิมการประชุมนัดแรกของปี 2026 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณ ‘เบรก’ นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างระมัดระวัง โดยมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.5% – 3.75% เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณบวกชัดเจนขึ้น

 

การตัดสินใจในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลดความคาดหวังของตลาดในการปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงทันที เนื่องจาก Fed เริ่มมั่นใจใน ‘เสถียรภาพของตลาดแรงงาน’ ที่เริ่มทรงตัวได้ดีกว่าคาด ผนวกกับมุมมองเชิงบวกของ Jerome Powell ที่เห็นพ้องว่าเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มสดใสกว่าปีที่ผ่านมา

 

แถลงการณ์ของ Fed ได้ปรับมุมมองเชิงบวกต่อภาวะการจ้างงาน โดยระบุว่าอัตราว่างงานเริ่มทรงตัว และตัดถ้อยคำเตือนความเสี่ยงด้านลบต่อตลาดแรงงานออกไป ซึ่งช่วยลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในระยะสั้น นักลงทุนยังมองว่าการปรับลดครั้งถัดไปอาจไม่เกิดก่อนกลางปี

 

Jerome Powell ประธาน Fed กล่าวหลังการประชุมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีข้างหน้าดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน ซึ่งส่งผลดีต่ออุปสงค์แรงงานและการจ้างงานในระยะถัดไป อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่าตลาดแรงงานยังคงมีสัญญาณชะลอตัวบางส่วน และยังไม่ควรสรุปว่าการฟื้นตัวมีความแข็งแกร่งเต็มที่

 

การคงดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก Fed ปรับลดดอกเบี้ยติดต่อกัน 3 ครั้งในช่วงปลายปี 2025 ตามประมาณการอัตราดอกเบี้ยที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม

 

เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย และสัญญาณทรงตัวของตลาดแรงงาน ทำให้หลายฝ่ายเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม

 

ในฝั่งเงินเฟ้อ Fed มองภาพรวมเป็นบวก แม้เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่เหนือเป้าหมาย โดยแรงกดดันส่วนใหญ่มาจากราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาษี และคาดว่าจะเป็นผลกระทบชั่วคราวมากกว่าจะกลายเป็นเงินเฟ้อถาวร

 

ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ผันผวนหลังการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของ Fed ดัชนี S&P 500 แตะระดับสำคัญในวันพุธ (ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยแตะระดับ 7,000 เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะปรับตัวลงเล็กน้อย 0.01% ที่ 6,978.03 ก่อนหน้านี้ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.3% ในวันเดียวกัน โดยแตะระดับสูงสุดระหว่างวันตลอดกาลที่ 7,002.28 ดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 12.19 จุด หรือ 0.02% ปิดตลาดที่ 49,015.60 ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นมากกว่า โดยเพิ่มขึ้น 0.17% ปิดตลาดที่ 23,857.45

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทรงตัวที่ 4.25% ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 0.4% หลัง Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าแทรกแซงเพื่อหนุนค่าเงินเยน ส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงเกือบ 1% ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลักต่างๆ อ่อนค่าลง 2.2% ในปีนี้ หลังจากที่เคยอ่อนค่าลงมากกว่า 9% ในปี 2025 ค่าเงินดอลลาร์ถูกมองว่าเข้าสู่ภาวะขาลง หลังอ่อนค่าหนักสุดในรอบหลายเดือนและลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว แม้ Donald Trump จะมองว่าดอลลาร์อ่อนช่วยหนุนการค้าและเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเป็นดาบสองคม ช่วยการส่งออกก็จริง แต่เพิ่มต้นทุนการนำเข้าและอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และความท้าทายในการขายพันธบัตรของสหรัฐฯ

 

ภาพ: Kevin Dietsch/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Fed เบรกเทรนด์ลดดอกเบี้ย! ล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.5% – 3.75% หลังตลาดแรงงานส่งสัญญาณบวก – กังวลเงินเฟ้อชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
“อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย https://thestandard.co/kobsak-warns-world-shift-thailand/ Wed, 28 Jan 2026 12:35:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1170774 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว

โลกที่คุ้นเคยกำลังจบลง และไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงปะท […]

The post “อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว

โลกที่คุ้นเคยกำลังจบลง และไทยกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแรงปะทะของขั้วอำนาจสุดโต่งที่รุนแรงขึ้น

 

‘ศุภจี’ ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “Extreme Polarization” ต่อให้ศาลสหรัฐฯ ยับยั้งภาษีตอบโต้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะยุติมาตรการกดดันการค้า‘ไทย’ จำเป็นต้องเร่งกำหนดจุดยืนเชิงรุกในห่วงโซ่อุปทานโลก

 

สอดรับกับคำเตือนของ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า โลกกำลังก้าวสู่ยุค Never Normal ซึ่งความผันผวนสุดขั้วจะกลายเป็นเรื่องปกติไทยกำลังจะเจอ 4 คลื่นใหญ่ที่กำลังถาโถมเศรษฐกิจไทย

 

ประเทศที่ ‘หลอกตัวเองว่าโลกจะเหมือนเดิม’ อาจไม่รอดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า หากไม่เร่งปรับตัวและเปลี่ยนเกมให้ทันโลกใหม่

 

ในงานสัมนา “ประเทศไทยกับ Reciprocal Tariff เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้” โดย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวบางตอนอย่างน่าสนใจว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะ “ขั้วอำนาจสุดโต่ง” ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 1

 

โดยต่อให้ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินให้ภาษี Reciprocal Tariff เป็นโมฆะ ก็ไม่ได้หมายความว่า โดนัล ทรัมป์ จะยุติมาตรการภาษีด้านอื่นๆ

 

“วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และเรากำลังเจอกับ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว”

 

ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น ‘พันธมิตร’ ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า

 

เรากำลังเผชิญโลกยุค Never Normal

 

ด้าน ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า โลกที่เราเคยคุ้นชินได้จบลงแล้ว วันนี้กำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ‘Never Normal’ หรือความผันผวน ‘แบบสุดขั้ว’

 

ต่อจากนี้โลกจะเผชิญกับสภาวะ ‘มังกรเล่นน้ำ’ ที่พร้อมจะพ่นไฟและฟาดหัวฟาดหางตลอดเวลา ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กจะอยู่ยาก หากไม่ปรับตัว

 

ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ โลกจึงกำลังอยู่ในช่วงอันตรายจากการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ ซึ่งจะอยู่กับเราไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี และมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา

 

  • Napkin Agreement : ข้อตกลงทางการค้าในปัจจุบันเปรียบเสมือน ‘เศษกระดาษ’ (Napkin Trade Agreement) ที่ผู้นำมหาอำนาจสามารถขยำทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ตามความพึงพอใจ
  • มาตรการภาษีรูปแบบใหม่ : การใช้ Secondary Tariff และ Tertiary Tariff จะเข้มข้นขึ้น เช่น ใครที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียหรืออิหร่าน หรือทำธุรกิจกับคนที่ทำธุรกิจกับประเทศเหล่านี้ อาจโดนกำแพงภาษีตั้งแต่ 25% ไปจนถึง 500%
  • Extreme Polarization : โลกกำลังแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน (สหรัฐฯ vs จีน) และประวัติศาสตร์ชี้ว่า 80% ของการเปลี่ยนมือมหาอำนาจมักจบลงด้วยสงครามหากการสู้ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

 

4 คลื่นใหญ่จ่อซัด ‘เศรษฐกิจไทย’

 

ขณะที่ แรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้าและเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยใน 4 มิติหลัก

 

  • ตลาดทุนและสินทรัพย์ : ความผันผวนในหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน เห็นได้จากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ถึงระดับ 5,200 ดอลลาร์ในช่วงมกราคม) จากการหนีออกจากดอลลาร์
  • ภาคการส่งออกและ Real Sector : เมื่อจีนส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ไม่ได้ สินค้าจีนราคาถูกจะหลั่งไหลเข้ามาในอาเซียนและไทยมากขึ้น (Overcapacity)
  • การย้ายฐานการผลิต (Relocation): เม็ดเงิน FDI กำลังไหลออกจากจีนมุ่งสู่ไทยและอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและภารกิจที่ไทยต้องรับมือ
  • Dedollarization: กระบวนการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญความยากลำบาก จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าตามทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนตัว

 

อย่างไรก็ตาม หากดูด้านตลาดทุน ปีนี้ถือว่าเปิดได้ดี เพราะหลังจากหลายเหตุการณ์จากทรัมป์ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไป 15% ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนไทยต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดดันดัชนีล่าสุดขึ้นไปแตะที่ 1300 จุดแล้ว

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 2

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ทว่า ภาคการผลิตและส่งออกในปีนี้ อาจได้รับผลกระทบ อาจไม่เติบโตมากนัก ซึ่งไทยต้องเร่งลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ จาก 20% ให้เหลือ 10-15% และควรกระจายความเสี่ยง ส่งออกไปตลาดใหม่เช่น จีน อินเดีย อาเซียน EU

 

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ก้าวสู่ ‘ฐานการผลิตใหม่’

 

แม้เศรษฐกิจเดิมจะชะลอตัว แต่ไทยกำลังก้าวสู่ ‘ฐานการผลิตใหม่’

 

  • Electronics & PCB : ไทยเป็น Top 5 ของโลก การผลิต PCB และกำลังสร้าง Ecosystem ของ Semiconductor
  • EV Hub : บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของโลกย้ายมาอยู่ที่ไทยเกือบหมดแล้ว คาดว่าจะทำให้ยอดผลิตรถยนต์พุ่งสู่ระดับ New High ที่ 2.5 ล้านคันในอนาคต
  • Data Centers & Regional Headquarters: มีบริษัทข้ามชาติกว่า 500 แห่งย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ไทย รวมถึงการย้ายจากสิงคโปร์เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่า
  • New Markets : ตลาดอินเดีย บังคลาเทศ และตะวันออกกลาง คือโอกาสใหม่ที่ไทยต้องเร่งเข้าไปเจาะตลาด

 

ยอมรับความจริง ‘อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ’ (มหาอำนาจ)

 

ดร.กอบศักดิ์ ฝากถึงผู้ประกอบการไทยและนักลงทุน ว่า ‘หยุดหลอกตัวเองว่าโลกจะเหมือนเดิม’ และที่สำคัญ ‘อย่าฝากอนาคตไว้กับเด็กดื้อ’ (มหาอำนาจ) 3 ข้อ

 

  • ยอมรับความจริง : เทคโนโลยีเก่า (เช่น ยุคญี่ปุ่น) กำลังหมดไป เศรษฐกิจอาจไม่โตในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Sector ใหม่ New S-curve
  • ลงทุนพอประมาณ : ในสภาวะ ‘ว่ายน้ำไม่แข็ง’ ไม่ควรทุ่มเงินจนหมดตัว ให้ลงทุนแบบ ‘ตามไปดู’ และรักษาสภาพคล่อง
  • หาพันธมิตรใหม่ : ลดสัดส่วนความพึ่งพิงตลาดเดิม และกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ที่พร้อมเปิดรับเพื่อนอย่างไทย

 

ทั้งนี้ แม้เจอปัญหาก็ยังมีข่าวดี สะท้อนจากสัญญาณการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยจำนวนมาก โดยปี 2568 ยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีมูลค่าเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท เพิ่มสูงขึ้นจากปกติถึง 4 เท่า

 

หากความขัดแย้งทวีความรุนแรงมากขึ้นการย้ายฐานการผลิตเข้าไทย โดยเฉพาะบริษัทจากจีน อนาคตอันใกล้ อาจทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.5 ล้านล้านบาท

 

“โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การเร่งตัดสินใจและเปลี่ยนผ่านสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เรากลับมาคึกคักได้อีกครั้งในอีก 3 ปีข้างหน้า” ดร.กอบศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เตือนไทยรับมือ 4 คลื่นเศรษฐกิจใหญ่ และโลกที่เปลี่ยนขั้ว 3

 

ด้าน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นกับไทยเป็น 3 ระยะสำคัญ

 

ได้แก่ 1. ระยะแรก ตลาดทุนเกิดความตื่นตระหนกจากความไม่แน่นอน 2.ระยะที่สอง กระทบต่อกำไรและรายได้ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศในสัดส่วนสูง และ 3. ระยะที่สาม คือการย้ายฐานการลงทุนและการจัดโครงสร้างซัพพลายเชนโลกใหม่

 

ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวแบบ ‘Now or Never’ โดยเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสจากพันธมิตรใหม่ เช่น จีนและอินเดีย มุ่งพัฒนาสินค้าเฉพาะทาง (Niche Product) และยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG)

 

นอกจากนี้ การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย ควรต้อง ‘มองไกลกว่าเรื่องกำแพงภาษี’ และรัฐต้องลดเงื่อนไขเพื่อดึงดูดให้บริษัทในตลาดมาใช้ FTA เพื่อสร้างแต้มต่อมากขึ้น

 

“นี่คือจังหวะสำคัญที่ไทยต้องพลิกบทบาทจาก ‘Underdog’ สู่โอกาสการเป็นผู้นำเศรษฐกิจครั้งใหม่” ดร.ศรพล กล่าวทิ้งท้าย

The post “อย่าฝากอนาคต…ไว้กับเด็กดื้อ” (มหาอำนาจ) กอบศักดิ์เตือนรับมือโลกเปลี่ยนขั้ว 4 คลื่นใหญ่กำลังถล่มไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธปท. ประกาศโยกย้าย-เลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง 5 ราย ‘ดอน นาครทรรพ’ นั่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน มีผล 1 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/bot-executive-reshuffle-don-nakornthab/ Wed, 28 Jan 2026 12:20:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1170767 ภาพ ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

วันนี้ (28 มกราคม) จิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะ […]

The post ธปท. ประกาศโยกย้าย-เลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง 5 ราย ‘ดอน นาครทรรพ’ นั่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน มีผล 1 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

วันนี้ (28 มกราคม) จิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าคณะกรรมการฯ เห็นชอบการโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

 

1. ย้าย วิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายบริหารงานปฏิบัติการ ไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกลยุทธ์และบริหารทรัพยากรบุคคล

 

2. ย้าย สมฤดี รังสิยาภรณ์รัตน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และวางแผนทรัพยากรไปดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายวางแผนและสนับสนุนองค์กร

 

3. ย้าย ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ

 

4. ย้าย สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน

 

5. เลื่อนตำแหน่ง ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารเงินสำรอง เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน

 

The post ธปท. ประกาศโยกย้าย-เลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง 5 ราย ‘ดอน นาครทรรพ’ นั่งผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน มีผล 1 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติเล็งแก้กฎหมาย สั่งแบงก์ต้องสอบการถอนเงินสด ‘เกินความจำเป็น’ มุ่งสกัดเงินเทา https://thestandard.co/bank-thailand-cash-withdrawal-grey-money/ Wed, 28 Jan 2026 12:14:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1170764 ภาพประกอบธนบัตร กองเงินสด และโลโก้ธนาคารแห่งประเทศไทย สื่อถึงมาตรการตรวจสอบการถอนเงินเพื่อสกัดเงินเทา

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเ […]

The post แบงก์ชาติเล็งแก้กฎหมาย สั่งแบงก์ต้องสอบการถอนเงินสด ‘เกินความจำเป็น’ มุ่งสกัดเงินเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบธนบัตร กองเงินสด และโลโก้ธนาคารแห่งประเทศไทย สื่อถึงมาตรการตรวจสอบการถอนเงินเพื่อสกัดเงินเทา

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดการปัญหาเงินเทา โดยในปัจจุบัน หรือระยะแรก ธปท.ได้ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์รายงานพฤติกรรมการเบิกเงินสดที่ผิดปกติมายังธปท.แล้ว ส่วนในระยะกลาง ธปท.เตรียมแก้กฎหมาย เพื่อกำหนดเกณฑ์วงเงินการเบิกเงินสดมากเกินความจำเป็น เพื่อสั่งให้ธนาคารพาณิชย์เข้าไปตรวจสอบ (Due Diligence)

 

วิทัยอธิบายต่อว่า โดยเมื่อสัก 10 วันที่แล้ว ธปท.ได้ขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ว่า ให้รายงานพฤติกรรมการเบิกเงินสดที่ผิดปกติมายังธปท. และธปท.จะตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป ก่อนจะส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง

 

“ปัจจุบัน เริ่มมีข้อมูลเข้ามาแล้ว เราเริ่มตรวจแล้ว มีหลายรายเบิกเงินสดเป็นร้อยล้าน แต่ขอเป็นแบงก์ 500 บาท ทั้งหมด เราก็กำลังตรวจอยู่ว่า ปกติหรือไม่ ถ้าผิดปกติก็จะรายงาน นี่คือขั้นระยะแรก ที่เราทำอยู่ในวันนี้” วิทัยกล่าว

 

ส่วนในระยะกลาง วิทัยกล่าวว่า ธปท.เตรียมแก้กฎหมายหรือเกณฑ์ว่า ถ้ามีการเบิกเงินสดมากเกินความจำเป็น ธนาคารต่างๆ ต้องเข้าไปตรวจสอบ (Due Diligence) โดยเกณฑ์ดังกล่าวอาจกำหนดที่ 3-5 ล้านบาท

 

“ปัจจุบัน มีหลายประเทศ เช่น ยุโรป ดำเนินมาตรการลักษณะนี้ ขณะที่ในประเทศไทยในปัจจุบัน การเบิกเงินหลักร้อยล้านกลับไม่จำเป็นต้องทำ Due Diligence”

 

วิทัยยังย้ำว่า มาตรการดังกล่าว “ไม่ได้หมายความไม่ให้เบิกนะครับ เบิกได้ แต่ถ้าเกินจำนวนแบงก์ต้องเข้าไปทำ Due Diligence ถ้าต่ำกว่าไม่มีปัญหา”

 

“ประเด็นเรื่องเงินเทา หรือเศรษฐกิจนอกระบบ (Underground Economy) เป็นประเด็นสำคัญ และมีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ธปท.จึงจะต้องเข้าไปดูแล เนื่องจากแบงก์ชาติเป็นผู้พิมพ์ธนบัตรตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้น ถ้ามีการเบิกเงินสดผิดปกติเราควรจะเข้าไปดูแลตั้งแต่ต้น เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการใช้ธนบัตรที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ของแบงก์ชาติ ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของเงินเทา” วิทัยกล่าว

The post แบงก์ชาติเล็งแก้กฎหมาย สั่งแบงก์ต้องสอบการถอนเงินสด ‘เกินความจำเป็น’ มุ่งสกัดเงินเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบงก์ชาติ’ เตรียมจำกัดเพดานซื้อขายทองออนไลน์ ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน คาดมีผลต้นมี.ค.นี้ https://thestandard.co/bot-gold-online-limit/ Wed, 28 Jan 2026 11:30:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1170718 ซื้อขายทอง

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเ […]

The post ‘แบงก์ชาติ’ เตรียมจำกัดเพดานซื้อขายทองออนไลน์ ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน คาดมีผลต้นมี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซื้อขายทอง

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ เพื่อดูแลค่าเงินบาท โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การขอข้อมูลการซื้อขายทองคำออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชันโดยเน้นผู้ที่ซื้อขายเกิน 20 ล้านบาท และยังเตรียมกำหนดเพดานซื้อขายทองคำในรูปเงินบาท ผ่านแอปพลิเคชัน ให้ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อคน โดยมองว่า การกำหนดวงเงิน 50 ล้านบาทนี้ถือว่าค่อนข้างสูงแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบรายย่อย

 

ผู้ว่า ธปท. กล่าวต่อว่า การกำหนดเพดานซื้อขายทองคำนี้ จะไม่รวมการซื้อทองคำผ่านแอปฯ ในสกุลเงินดอลลาร์ และไม่รวมร้านทองตู้แดงทั่วไป นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะไม่กระทบกับทองคำเดิมที่มีอยู่แล้ว แต่จะมีผลต่อการซื้อทองคำใหม่เท่านั้น

 

“ปัจจุบัน หากคุณมีทองอยู่ 100-1,000 ล้านบาท ก็ยังขายได้ตามปกติ แต่มาตรการนี้ จะบังคับใช้กับการซื้อใหม่ในอนาคตเท่านั้น” วิทัยกล่าว

 

โดยวิทัยคาดว่า ธปท.จะออกประกาศจำกัดปริมาณการซื้อขายทองคำได้ภายในสัปดาห์นี้ แต่ประกาศดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อีก 1 เดือนให้หลัง หรือราวต้นเดือนมีนาคม เพื่อทอดเวลาให้ปรับปรุงระบบ

The post ‘แบงก์ชาติ’ เตรียมจำกัดเพดานซื้อขายทองออนไลน์ ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวัน คาดมีผลต้นมี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออมสินแต่งตั้ง ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เป็นผอ.คนที่ 18 พร้อมเริ่มงาน 2 มี.ค.นี้ https://thestandard.co/gsb-appoints-songpol-director/ Wed, 28 Jan 2026 11:29:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1170715 ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ในชุดสูท กำลังเซ็นเอกสารในพิธีแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

‘ออมสิน’ แต่งตั้ง ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เป็น ผู้อำนวยก […]

The post ออมสินแต่งตั้ง ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เป็นผอ.คนที่ 18 พร้อมเริ่มงาน 2 มี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ในชุดสูท กำลังเซ็นเอกสารในพิธีแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

‘ออมสิน’ แต่งตั้ง ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เป็น ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 พร้อมเข้ารับตำแหน่ง 2 มีนาคม 2569 หลังรมว.คลังและผู้ว่าฯ ธปท. ลงนามเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 26 มกราคม

 

วันนี้ (28 มกราคม) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารออมสิน มีมติแต่งตั้ง ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 มีกำหนดเริ่มปฏิบัติงานนับตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2569 วาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

 

ทั้งน มติดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย และดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว ผ่านการลงนามหนังสือแต่งตั้งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา

 

โดยธนาคารได้จัดให้มีการลงนามสัญญาจ้างผู้บริหาร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินอย่างเป็นทางการ ระหว่าง พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ในฐานะประธานกรรมการธนาคารออมสิน และ ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ในวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ อาคารออมสินพิพัฒน์ ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่

 

เปิด ประวัติ ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารพิจารณาเห็นว่า ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมในการนำองค์กรธนาคารออมสิน จากผลงานความสำเร็จที่ผ่านมากับประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ของหลากหลายองค์กร ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ

 

  • เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

 

  • กรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

  • รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

  • ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

  • รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

 

  • กรรมการบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

ตลอดจนมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำองค์กรกำกับดูแล เช่น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก

 

ส่องประวัติการศึกษา ‘ทรงพล’

 

  • บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) (Finance), Case Western Reserve University, the United States of America

 

  • วิทยาศาสตรบัณฑิต (B.S.) (Finance), University of Findlay, the United States of America

 

โดยทรงพลมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความพร้อมในการขับเคลื่อนธนาคารออมสินเป็น Smart Social Bank ร่วมกับคณะกรรมการ ผู้บริหาร และเพื่อนพนักงาน เพื่อเป้าหมายการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อประชาชนทุกคนอย่างยั่งยืนต่อไป

The post ออมสินแต่งตั้ง ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เป็นผอ.คนที่ 18 พร้อมเริ่มงาน 2 มี.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ https://thestandard.co/investment-strategy-uncertain-world/ Wed, 28 Jan 2026 11:18:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1170697 ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ท […]

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงกราฟการลงทุน หรือลูกโลกที่ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์ทางการเงิน แสดงถึงกลยุทธ์การลงทุนในสภาวะโลกไม่แน่นอน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดเงินญี่ปุ่นจากการเลือกตั้ง และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกับลงทุน และควรเตรียมรับมืออย่างไร

 

เกษรี อายุตตะกะ CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า สำหรับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รอบล่าสุด SCB CIO ประเมินว่า Fed จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพื่อรอดูความชัดเจนของการผ่อนคลายนโยบายการเงิน พัฒนาการของตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อ โดยมองว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ภาคบริการจะยังดูหนืดอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองตลอดทั้งปี SCB CIO คาดว่า Fed มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) อย่างน้อย 1 ครั้ง หรืออาจถึง 2 ครั้ง หากตลาดแรงงานอ่อนแอเร็วกว่าคาด นอกจากนี้ ในด้านสภาพคล่อง คาดว่า Fed จะมีการเข้าซื้อตั๋วเงินคลัง เพื่อบริหารจัดการเงินสำรองประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จนถึงช่วงฤดูยื่นภาษีกลางเดือนเมษายน ก่อนจะลดขนาดลง

 

ความเสี่ยง Fed ถูกแทรกแซงทางการเมือง

 

ประเด็นที่น่าจับตามากกว่าผลการประชุมคือ ‘ความเป็นอิสระของ Fed’ โดยเฉพาะกรณีการสอบสวนทางอาญาและการพยายามปลด ลิซ่า คุก กรรมการ Fed ซึ่งหากศาลสั่งพักงาน อาจสร้างความกังวลเรื่องการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

 

รวมถึงการสรรหาประธาน Fed คนใหม่แทน เจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตัวเต็งอย่าง เควิน วอช หรือผู้บริหารจาก BlackRock อาจส่งผลต่อนโยบายที่แตกต่างกัน

 

  • กลยุทธ์ตราสารหนี้: ความกังวลเรื่องการแทรกแซง Fed อาจทำให้ Bond Yield ระยะยาวปรับตัวขึ้น ดังนั้น SCB CIO แนะนำให้เน้นลงทุนใน ตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลาง และ หลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว

 

หุ้นสหรัฐฯ จับตา Big Tech และกลุ่ม 7 นางฟ้า

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผลประกอบการของกลุ่ม Magnificent 7 ในไตรมาส 4 คาดว่าจะยังเติบโต แต่ในอัตราที่ชะลอลง โดยมี EPS Growth ประมาณ 20% เทียบกับ 30% ในช่วงก่อนหน้า ตลาดจะให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพการเติบโต’ มากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน AI ที่ต้องมาพร้อมกับกำไรและกระแสเงินสดที่ดีขึ้น หากบริษัทใดทำไม่ได้ อาจถูกเทขาย

 

  • กลยุทธ์หุ้นสหรัฐฯ: พอร์ตระยะยาว (Core Port) ยังลงทุนได้ ส่วนพอร์ตระยะสั้น (Opportunistic) ยังเก็งกำไรได้ใน Nasdaq และกลุ่ม Semiconductor ที่รับอานิสงส์ AI รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้

 

ญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนการเมืองและค่าเงินเยน

 

ตลาดญี่ปุ่นกำลังเผชิญความผันผวนจากการยุบสภาและการเลือกตั้ง (ระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ตามแหล่งข้อมูล) ซึ่ง SCB CIO มองฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ดังนี้

 

  • Best Case: รัฐบาล LDP ชนะขาดลอย = นโยบายต่อเนื่อง หุ้นขึ้น เยนอ่อน
  • Base Case (ปัจจุบัน): LDP ได้เสียงไม่ถึงครึ่งแต่รวมพรรคร่วมแล้วอยู่รอด = หุ้นขึ้นได้แต่อาจต้องใช้นโยบายกระตุ้นเพิ่ม
  • Worst Case: ฝ่ายค้านชนะ = ความไม่แน่นอนสูง หุ้นร่วง Bond Yield พุ่งแรง

 

ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร SCB CIO ย้ำว่า Bond Yield ญี่ปุ่นระยะยาวมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จากการทยอยถอนนโยบายผ่อนคลายของ BOJ และหนี้สาธารณะที่สูง ส่วนค่าเงินเยนยังมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยกรอบการเข้าแทรกแซงของทางการอยู่ที่ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์

 

ภูมิรัฐศาสตร์ กรณีศึกษา ‘กรีนแลนด์’

 

อีกหนึ่งประเด็นความเสี่ยงคือความตึงเครียดเรื่อง ‘กรีนแลนด์’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรแรร์เอิร์ธ โดย SCB CIO ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่าน่าจะเป็นการเจรจาผ่าน NATO และใช้กฎหมาย IEPA เพื่อจัดการภาษีมากกว่าการใช้กำลังทหาร

 

  • ผลกระทบ: หากเป็นกรณีฐาน หุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นยังเป็นแกนหลักในพอร์ตได้ เพราะสหรัฐฯ ยังเข้าถึงแร่หายากได้ ส่วนยุโรปต้องเลือกรายตัว (Selective) แต่หากเกิดกรณีเลวร้าย มีสงคราม ตราสารหนี้ระยะสั้นและทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุด

 

กลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ Selective On

 

เกษรีสรุปภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลานี้ไว้ว่า ต้องเป็นลักษณะ Selective On คือพร้อมรับความเสี่ยงได้แต่ต้องเลือกเฟ้นสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง

 

  • Core Port : เน้น หุ้นสหรัฐฯ และ หุ้นญี่ปุ่น เป็นหลัก
  • ยุโรป : ลงทุนได้แต่ต้องคัดเลือกหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) และกลุ่มแบงก์
  • Fixed Income : เน้น ตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง หลีกเลี่ยงตัวยาว
  • Diversify : ต้องมี ทองคำ ติดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์

The post เจาะลึกกลยุทธ์รับมือ ‘โลกไม่แน่นอน’ เจอปัญหารุม ทั้ง Fed – การเมืองญี่ปุ่น – ปมกรีนแลนด์ ลงทุนแบบไหน จะได้ไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไร้กังวลดอลลาร์อ่อนค่า ชี้การอ่อนค่าเป็นทิศทางที่ดี จับตาปรากฏการณ์ Quiet-quitting นักลงทุนแห่โยกเงินลงทุนหนีเงินเสื่อมค่า https://thestandard.co/trump-dollar-weak-investors-exit/ Wed, 28 Jan 2026 09:30:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1170635 โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันไม่กังวลดอลลาร์อ่อนค่า มองเป็นทิศทางที่ดี

ทรัมป์ยินดีกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ กดค่าเงินทำสถิติต่ำส […]

The post ทรัมป์ไร้กังวลดอลลาร์อ่อนค่า ชี้การอ่อนค่าเป็นทิศทางที่ดี จับตาปรากฏการณ์ Quiet-quitting นักลงทุนแห่โยกเงินลงทุนหนีเงินเสื่อมค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันไม่กังวลดอลลาร์อ่อนค่า มองเป็นทิศทางที่ดี

ทรัมป์ยินดีกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ กดค่าเงินทำสถิติต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 4 ปี

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงท่าทีพอใจกับการลดลงของค่าเงินดอลลาร์ในช่วงนี้ ส่งผลให้ค่าเงินร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 โดยวันนี้ (28 มกราคม) ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) ร่วงลงแตะระดับ 95.5

 

เมื่อถูกถามว่าเขากังวลเกี่ยวกับการลดลงของค่าเงินหรือไม่ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในรัฐไอโอวาเมื่อวานนี้ว่า “ไม่เลย ผมคิดว่ามันยอดเยี่ยมมาก ผมคิดว่ามูลค่าของดอลลาร์ เมื่อดูจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ดอลลาร์กำลังอยู่ในทิศทางที่ดี”

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พูดถึงประเทศอื่นมาอย่างต่อเนื่องว่าพยายามทำให้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าเพื่อกระตุ้นการส่งออก ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็ได้เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างราคาของดอลลาร์กับมูลค่าในฐานะสกุลเงินสำรอง ดังนั้น ความเห็นล่าสุดเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นการให้ไฟเขียวแก่เทรดเดอร์ในการเทขายดอลลาร์

 

สำหรับค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นอีกเช่นกัน สู่ระดับ 30.86 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ามากสุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าแล้วกว่า 16%

 

นักลงทุนกำลังโยกเงินออกจากสหรัฐฯ

 

การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ที่เกิดขึ้น แม้จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น และเกิดความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) เตรียมที่จะหยุดพักการลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยตามปกติแล้วจะถูกมองว่าเป็นแรงหนุนค่าเงิน แต่ทรัมป์ได้แสดงความต้องการอย่างชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยควรจะต่ำกว่านี้มาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์

 

ปัจจัยที่เกิดขึ้นผลักให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการรักษามูลค่า เช่น ทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 5,300 ดอลลาร์ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Debasement Trade” หรือการเทรดเพื่อหนีการเสื่อมค่าของเงิน

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังโยกย้ายเงินเข้าออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ ไปสู่สินทรัพย์อื่นๆ เช่น กองทุนตลาดเกิดใหม่ด้วยอัตราเร่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบางคนเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า “การถอนตัวอย่างเงียบๆ” (Quiet-quitting)

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยกล่าวไว้ว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นวิธีรักษาความได้เปรียบในการเจรจาทวิภาคี รวมทั้งประโยชน์ต่อภาคการผลิต

 

“ผมเป็นคนที่ชอบดอลลาร์แข็ง แต่ดอลลาร์อ่อนทำให้คุณทำเงินได้เยอะกว่ามาก” ทรัมป์กล่าวเมื่อปี 2025

 

อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าที่ยาวนานของดอลลาร์อาจนำมาซึ่งอันตรายหลายประการต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

โรเบิร์ต แคปแลน รองประธานของ Goldman Sachs Group Inc. กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทาง Bloomberg Television ว่า “จริงอยู่ที่ว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าช่วยกระตุ้นการส่งออก อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีหนี้สินถึง 39 ล้านล้านดอลลาร์ และกำลังมุ่งหน้าสู่ระดับสูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อคุณมีหนี้สินมากขนาดนั้น ผมคิดว่าเสถียรภาพของค่าเงินน่าจะสำคัญเหนือกว่าการส่งออก”

 

“จริงๆ แล้วผมคิดว่าสหรัฐฯ อยากจะเห็นดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพและต้องการเห็นความมั่นคง พวกเขาต้องการที่จะขายพันธบัตรระยะยาวให้ได้ ซึ่งดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพจะช่วยในเรื่องนี้” แคปแลนกล่าว

 

จุดเริ่มต้นของขาลงรอบใหม่?

 

ด้าน สตีเฟน เจน ผู้ก่อตั้ง Eurizon SLJ Capital บอกว่า มุมมองของรัฐบาลทรัมป์ที่มีต่อค่าเงินดอลลาร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาลงเฟสใหม่

 

“นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของขาลงรอบถัดไปของดอลลาร์ และหลายคนอาจยังไม่พร้อมรับมือกับมัน” เจน อดีตนักกลยุทธ์ค่าเงินของ Morgan Stanley และผู้คิดค้นทฤษฎี ‘Dollar Smile’ เขียนในบันทึกก่อนที่ทรัมป์จะออกมาพูด

 

การร่วงลงของดอลลาร์ผลักดันให้ทั้งเงินยูโรและปอนด์แข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่ฟรังก์สวิสแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2015 ในฝั่งเอเชีย เงินวอนเกาหลีใต้และริงกิตมาเลเซียเป็นผู้นำการแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตามมีมาตรวัดหนึ่งชี้ว่าค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีมูลค่าสูงเกินจริง ตามหลักความเสมอภาคของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity) สกุลเงินสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับสกุลเงินคู่ค้าในกลุ่ม Group-of-10 ทั้งหมด ยกเว้นฟรังก์สวิส

 

ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) มาตรวัดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเงินเยนและยูโรมีมูลค่าต่ำเกินจริงเป็นพิเศษ ซึ่งสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่าผู้ส่งออกในยุโรปและญี่ปุ่นมีความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ไร้กังวลดอลลาร์อ่อนค่า ชี้การอ่อนค่าเป็นทิศทางที่ดี จับตาปรากฏการณ์ Quiet-quitting นักลงทุนแห่โยกเงินลงทุนหนีเงินเสื่อมค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>