Economic – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-economic/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Apr 2026 06:02:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘เอกนัฏ’ จ่อทบทวนลดค่าไฟ คุมเพดาน ‘ค่าการกลั่น’ ไม่เกิน 3-4 บาท ยันลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มก่อนสงกรานต์ https://thestandard.co/ekanat-energy-oil-price-review/ Thu, 02 Apr 2026 06:02:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1193959 ภาพโรงกลั่นน้ำมันและแทงก์เก็บ LNG

‘เอกนัฏ’ เตรียมเรียกประชุม กบง. วันที่ 7 เม.ย. เพื่อทบท […]

The post ‘เอกนัฏ’ จ่อทบทวนลดค่าไฟ คุมเพดาน ‘ค่าการกลั่น’ ไม่เกิน 3-4 บาท ยันลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มก่อนสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงกลั่นน้ำมันและแทงก์เก็บ LNG

‘เอกนัฏ’ เตรียมเรียกประชุม กบง. วันที่ 7 เม.ย. เพื่อทบทวนมาตรการลดค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟและราคาน้ำมัน หลังค่าการกลั่นพุ่งผิดปกติถึง 14 บาท/ลิตร จ่อขีดเส้นเพดานลงเหลือ 3-4 บาท/ลิตร ยืนยันจะลดราคาหน้าปั๊มก่อนสงกรานต์ พร้อมเปิดช่องทบทวนกดค่าไฟให้เหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย ผ่าน 2 สูตร ชะลอการคืนหนี้ รีดงบลงทุน 3 การไฟฟ้า

 

 
 

7 เม.ย. ถก กบง. ด่วน

 

วันนี้ (2 เม.ย.) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ทันทีที่ผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว ในเช้าวันที่ 7 เม.ย.นี้ จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ ปัญหาราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปั๊มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% ทำให้เกิดความผันผวนตามสถานการณ์โลกเกินความจำเป็น

 

ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดพบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือน มี.ค. และล่าสุดต้นเดือน เม.ย. ดีดขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าเป็น ‘สภาวะตลาดพิสดาร’ ที่เกิดจากภาวะความตระหนกในตะวันออกกลาง

 

กำหนดเพดานค่าการกลั่น 3-4 บาทต่อลิตร

 

ดังนั้น หลังจากนี้ จะใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยให้ กบง. เข้าไป ‘ทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น’

 

“จะนำราคาน้ำมันดิบดูไบมาพิจารณาประกอบ และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว และต้องทำได้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2559 นี้”

 

นอกจากการรื้อโครงสร้างราคา สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลสต็อกน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน มีความหละหลวม รายงานเพียงตัวเลขรายเดือนทำให้เกิดช่องโหว่ในการแต่งบัญชี

 

ซึ่งภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการรายงานตัวเลขเข้า-ออกคลังแบบรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนเก็งกำไรและลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ขณะนี้เริ่มพบความผิดปกติของตัวเลขในบางหน่วยงานแล้วและพร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลัง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค
25 มี.ค. 2569 | 17:36
ไขคำตอบ ทำไม ไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิง สิงคโปร์ ได้หรือไม่? ไขคำตอบ ทำไม ไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิง สิงคโปร์ ได้หรือไม่?
1 เม.ย. 2569 | 14:24
รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน
31 มี.ค. 2569 | 15:41
พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง? พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง?
28 ก.ย. 2566 | 15:26
‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท ‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท
2 เม.ย. 2569 | 8:21

 

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอว่าค่าไฟสามารถ ‘ตรึงไว้’ ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ โดยไม่จำเป็นต้องขยับขึ้นเป็น 3.95 บาท เอกนัฏ ระบุว่า โดยปกติแล้ว ค่าไฟฟ้าจะถูกคำนวณเป็นรอบทุก 4 เดือน ผ่านการกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งรอบล่าสุด เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ที่มีการประกาศปรับขึ้นเป็น 3.95 บาท จากเดิม 3.88 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์

 

อย่างไรก็ตาม ในทางนโยบาย รัฐบาลยังมี ‘ช่อง’ ในการทบทวนตัวเลขดังกล่าว ผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งสามารถสั่งให้มีการพิจารณาใหม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต

 

หัวใจของการ ‘ตรึงค่าไฟ’ ไม่ได้อยู่ที่การทำให้ต้นทุนหายไป แต่คือการ ‘บริหารภาระ’ ของระบบไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ในความเป็นจริงแบกรับภาระขาดทุนสะสมอยู่แล้ว

 

วิธีที่เคยใช้ในอดีตคือ ‘กดค่าไฟ’ ลง แล้วปล่อยให้ตัวเลขบัญชีติดลบ หรือพูดง่าย ๆ คือเลื่อนภาระไปในอนาคต หากจะเคลียร์หนี้ทั้งหมด ค่าไฟอาจต้องพุ่งไปแตะระดับกว่า 4.50 บาทต่อหน่วยด้วยซ้ำ

 

กดค่าไฟลงให้เหลือ 3.88 บาท รีดงบลงทุน 3 การไฟฟ้า

 

ดังนั้น ทางเลือกเชิงนโยบายจึงมี 2 แนวทางหลัก

 

  • หนึ่ง คือ การ ‘ชะลอการคืนหนี้’ ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที
  • สอง คือ การบริหารงบลงทุน (Capex) หรือ ‘ดึงเงินบางส่วนกลับมา’ เช่น วงเงินราว 9,000 ล้านบาท เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง

 

นอกจากนี้ ยังสามารถ ‘ปรับโครงสร้างอัตรา’ ให้มีลักษณะขั้นบันไดชัดขึ้น คล้ายภาษี กล่าวคือ ผู้ใช้ไฟน้อยจ่ายถูกลง ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจ่ายแพงขึ้น แต่ยังคงรักษาค่าเฉลี่ยทั้งระบบไว้ในระดับเดิม

 

มาตรการเหล่านี้ อาจทำให้ตัวเลข 3.88 บาท ‘เป็นไปได้’ ในทางเทคนิค แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นเพียง ‘การแก้เฉพาะหน้า’ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single Buyer) ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นศูนย์กลาง หรือข้อจำกัดในการเปิดเสรีให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกซื้อไฟจากผู้ผลิตโดยตรง

 

ทางออกระยะยาวจึงต้องไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่การเปิดตลาดไฟฟ้า (Direct PPA), การส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน, ระบบ Net Billing ไปจนถึงการบริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response)

 

ภาพ: Dollar Mom / Shutterstock

The post ‘เอกนัฏ’ จ่อทบทวนลดค่าไฟ คุมเพดาน ‘ค่าการกลั่น’ ไม่เกิน 3-4 บาท ยันลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มก่อนสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน https://thestandard.co/middle-east-conflict-stagflation-thai-economy/ Thu, 02 Apr 2026 04:18:02 +0000 https://thestandard.co/middle-east-conflict-stagflation-thai-economy/ กราฟแท่งสีแดงแสดงเศรษฐกิจขาลง กกร. หั่น GDP เตือน Stagflation จากพิษตะวันออกกลาง

ค่าไฟทุกสตางค์ น้ำมันทุกลิตร ‘มีความหมาย’   ต้นทุน […]

The post ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแท่งสีแดงแสดงเศรษฐกิจขาลง กกร. หั่น GDP เตือน Stagflation จากพิษตะวันออกกลาง

ค่าไฟทุกสตางค์ น้ำมันทุกลิตร ‘มีความหมาย’

 

ต้นทุนที่ขยับ กำลังกดทั้งค่าครองชีพและภาคธุรกิจ

 

เอกชนโดย กกร.ชี้วิกฤตตะวันออกกลาง สะเทือนภาคพลังงานลุกลามไปสู่เศรษฐกิจจริงทั้งระบบ จึงประมาณการณ์ปรับลด GDP ลงเหลือ 1.2-1.6% ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ เร่งตัว พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ Stagflation ที่ชัดขึ้น

 

เกรียงไกร เธียรนุกุล ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อกำลังเป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก โดยสะท้อนผ่านหลายสัญญาณสำคัญ

 

ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขณะที่ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลดลง

 

“ความเสี่ยงหลักคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตทั่วโลก และลามไปตลอดห่วงโซ่อุปทานจนถึงผู้บริโภค”

 

ส่งผลให้ กกร.ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยประเมินว่า GDP เหลือ 1.2-1.6% จากเดิม 1.6-2.0%, เงินเฟ้อพุ่งขึ้นเป็น 2.0-3.0% จากเดิม 0.2-0.7% ขณะที่ส่งออก ยังติดลบ 1.5 ถึง-0.5%

 

“แรงกดดันสำคัญมาจากราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับขึ้นตามกลไกตลาด ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ การบริโภค และความเชื่อมั่นภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ”

 

นอกจากนี้ ภาคการผลิตต้องเผชิญต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ส่วนภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า

 

เตือนภาวะ Stagflation ชัดขึ้น เงินเฟ้อสูง นักท่องเที่ยวหาย 2-3 ล้านคน

 

กกร. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ Stagflation หรือ เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอ โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้น แต่รายได้ประชาชนไม่เพิ่มตาม แม้ตอนนี้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่ทำอะไรเลย อนาคตก็ไม่มีความแน่นอน อาจมีผลกระทบ

 

“ภาคท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักได้รับผลกระทบชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง คาดว่าทั้งปีอาจลดลงจาก 35.5 ล้านคน เหลือเพียง 32-33 ล้านคน”

 

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ กกร. ได้รับข้อมูลจาก คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำเสนอแผนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงทางพลังงานเป็นหัวใจสำคัญ

 

ปตท.ย้ำเดินเครื่องโรงกลั่นเกิน 100%

 

โดยมีมาตรการหลัก อาทิ เร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบทั่วโลก ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง เพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่น รองรับน้ำมันดิบหลากหลาย และเดินเครื่องเกิน 100% เพิ่มการผลิตดีเซลจากระดับเดิม 7% บริหารสต็อกน้ำมันและเร่งกระจายผ่านทุกระบบขนส่ง พร้อมดูแลสถานีบริการ PTT Station กว่า 2,409 แห่งให้บริการต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ กกร. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายเร็ว ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม การลดลงจะไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากยังมีปัจจัย อาทิ น้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่ง (Stock in Transit) การเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันใหม่ และข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์

 

ทั้งนี้ กกร. เสนอแนวคิด Connect the dots เชื่อมโยงข้อมูลเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็น 1. โซนสีเขียว ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชัด และ 2. โซนสีแดง กลุ่มเปราะบางและเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

 

“กกร.อยากสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น SMEs และกลุ่มเปราะบาง กำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา”

 

ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ

 

รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศนอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มกันชนหรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน (Resilience) โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ Reinvent Thailand

 

“ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น กรมธุรกิจพลังงาน และกรมขนส่งทางบก เพื่อดึงกิจกรรมนอกระบบเข้าสู่ระบบ และออกมาตรการช่วยเหลือแบบตรงจุด และต้องระวังไม่ให้ภาระงบประมาณกระทบต่อ Fiscal space และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” เกรียงไกร กล่าว

 

ชงรัฐดึง ‘บราซิลโมเดล’ ลดพึ่งน้ำมันนำเข้า 90%

 

อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ คือ การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 90% โดยผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) เป็นนโยบายแห่งชาติ โดยโมเดลที่ถูกหยิบยกคือบราซิล ที่ใช้พืชเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง มาผลิตพลังงานอย่างจริงจัง

 

“กกร. มองว่า หากไทยเดินตามแนวทางนี้จะช่วย เพิ่ม GDP ภาคเกษตรจาก 6-7% เป็น 15% ลดหนี้ครัวเรือน และเพิ่มรายได้เกษตรกรกว่า 20 ล้านคน”

 

แนะรัฐปฏิรูปพลังงาน เร่งคลอดแผน PDP 2026 เป็นยุทธศาสตร์ชาติ

 

นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (แผน PDP 2026) ของกระทรวงพลังงาน โดยมองว่านอกจากเป็นแผนพลังงานแล้ว ควรเป็นยุทธศาสตร์หลักในการยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ ควบคู่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) อย่างเป็นรูปธรรม

 

โดยเสนอให้เร่งประกาศโครงสร้างค่าไฟฟ้าปี 2569-2573 ที่สะท้อนต้นทุนจริงในปัจจุบัน ปฏิรูปกิจการไฟฟ้าสู่ตลาดเสรี

 

แนะ ครม.อนุทิน 2 แก้วิกฤตพลังงาน ชี้ทุกบาทที่ปรับขึ้น ‘มีความหมาย’

 

เกรียงไกร กล่าวถึงประเด็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หรือ ครม.อนุทิน 2 ว่า “ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะเป็นไปตามโผที่เคยมีการรายงานไปก่อนหน้านี้”

 

ทั้งนี้ ความสำคัญของการมี ครม. อย่างเป็นทางการก็คือจะช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัว สะดวก และมีอำนาจเต็มมากขึ้นในการตัดสินใจ

 

โดยลำดับแรกต้องรีบเร่งทำงาน เพื่อฟื้นฟูสถานการณ์และแก้ไขปัญหาหลายด้านที่ค้างคาอยู่โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน

 

“เมื่อมี ครม. ก็ต้องรีบเร่งทำงาน เพราะปัญหา หรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ควรที่จะต้องรีบฟื้นฟู และแก้ไขปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องพลังงาน และวิกฤตหลายเรื่องที่กำลังประสบอยู่”

 

โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของราคาน้ำมันเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลในประเทศก็ปรับขึ้นอีก

 

“โดยทุกบาทที่ปรับขึ้นล้วนมีความหมาย เพราะจะส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น และส่งผลไปยังเงินเฟ้อ”

 

ปัญหาเรื่องพลังงานคือเวลานี้ จะลดผลกระทบจากราคาที่ยังผันผวนสูงอย่างไร ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนทุกอย่าง และค่าไฟงวดหน้า ก็เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยลบหมด เพราะฉะนั้น จึงต้องรีบเร่งในการเข้าไปแก้ปัญหา

 

แม้ว่าจะมีการระบุว่า จะมีโครงการคนละครึ่งพลัส หรือโครงการอื่นตามมา ก็ต้องรอดูว่าจะเป็นแบบไหน ครม.ต้องรีบเร่งทำงาน เพราะปัญหาที่อยู่ข้างหน้ามีหลายเรื่อง ซึ่งต้องการให้แก้ไขโดยด่วน

 

ภาพ: VRVIRUS / Shutterstock

The post ไฟร้อนตะวันออกกลาง ลามกระทบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ กกร.หั่น GDP เหลือ 1.2-1.6% เตือน ‘Stagflation’ จ้างงานหด ท่องเที่ยวอาจหาย 3 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน https://thestandard.co/baht-weak-foreigner-sell-stocks-bonds/ Thu, 02 Apr 2026 01:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1193838 กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลา […]

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางตลาดเงินตลาดทุนหนักที่สุด เห็นได้จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงหนักสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยก็ปรับตัวขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย (EM Asia) สอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิทั้งในตลาดบอนด์และตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 
 

เงินบาทอ่อนค่าสุดในกลุ่มเอเชีย

 
 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า นับตั้งแต่เกิดสงคราม (เทียบจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 30 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่มสกุลเงินเอเชีย โดยอ่อนค่าไปมากกว่า 5%

 

🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.83%

 

🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 5.36%

 

🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 4.94%

 

🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 4.17%

 

🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 3.60%

 

🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 2.76%

 

🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 1.82%

 

🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 1.25%

 

🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 1.12%

 

🇨🇳 หยวนจีน อ่อนค่า 0.88%

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 1
 

 
 

เงินไหลออกตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์ไทยสุทธิทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

 
 

หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมมือกันเปิดปฏิบัติ EPIC FURY เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สัปดาห์แรกหลังสงครามเงินทุนได้เคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยอย่างหนัก

 

โดยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 31 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 3.64 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่า ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์รวมกันกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทแล้ว

 
 

เปิดตัวเลขฟันด์โฟลว์ต่างชาติ 4 สัปดาห์ หลัง EPIC FURY

 
 

สัปดาห์ที่ 1: 2-6 มี.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 13,470 ล้านบาทและมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 18,780 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 18,446 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 334 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 2: 9-13 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 15,261 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 14,359 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 902 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 3: 16-20 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,216 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 8,943 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 8,038 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 905 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 4: 23-27 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 13,265 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 13,275 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 10 ล้านบาท)

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 2
 

 
 

Bond Yield ไทยดีดมากที่สุดในกลุ่ม EM เอเชีย

 
 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงประเทศไทย

 

โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นในไทยได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเทขายพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสงคราม ทำให้นักลงทุนดึงเงินออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยปรับตัวมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สำคัญ ดังนี้

 

  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย อยู่ที่ 2.33% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 62 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี เกาหลีใต้ อยู่ที่ 3.93% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 48 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินโดนีเซีย อยู่ที่ 6.86% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 43 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินเดีย อยู่ที่ 6.94% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 28 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น อยู่ที่ 2.39% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 27 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี จีน อยู่ที่ 1.82% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1 Bps

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 3
 

 

SCB EIC เปิดสาเหตุ 3 จุดอ่อนสำคัญเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘ภาวะเงินไหลออก’

 

ดร.ยรรยง กล่าวถึงสาเหตุที่เงินไหลออกจากประเทศในทุกทิศทาง ซึ่งมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากจุดอ่อน 3 ด้านของไทย ได้แก่

 

จุดอ่อนที่ 1: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูงถึง 8% ของ GDP ทำให้เมื่อพลังงานแพงขึ้น ไทยจะต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศมหาศาล ซึ่งอาจจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าอีกทอดได้

 

โดยตามข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิของไทยสูงกว่าภูมิภาค โดยสูงกว่าเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ที่คิดเป็นไม่ถึง 6%, 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่นิวซีแลนด์และจีนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 2.5% ส่วนอินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1.5%

 

“เราเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากนะครับ Net Oil and Gas Import Bill ที่เราซื้อเข้ามาเนี่ย คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 2: สัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง

 

สินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) มีน้ำหนักถึง 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อของไทย เมื่อราคาพลังงานโลกขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้พุ่งสูงขึ้นตามได้ง่าย

 

“เรื่องตะกร้าสินค้า CPI ราคาพลังงานโดยตรง ทั้งไฟฟ้าน้ำมันต่างๆ เนี่ยอยู่ประมาณ 12% ยังไม่รวมสินค้าอื่นๆ อ่อนไหวกับราคาพลังงาน” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 3: ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไทยยังเป็นรองคู่แข่ง

 

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy intensity) ซึ่งหมายความว่า การผลิต GDP ต่อหน่วยของไทย ต้องใช้ปริมาณพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจไทยจึงเจ็บหนักกว่า

 

“เรื่อง Energy Intensity หรือถ้าพูดกลับกันก็คือประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของไทยสูงจริงๆ ความหมายคือเวลาเกิดปัญหาเนี่ย เราก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะ” ดร.ยรรยงกล่าว

 

ทั้งนี้ ถ้า Energy intensity ลดลงหมายความว่า การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 4
 

 
 

บอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก แนะพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้น

 
 

มทินา วัชรวราทร Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ปัจจุบัน KAsset มีมุมมองต่อตราสารหนี้ที่เป็น Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) ไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้ เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ มีโอกาสปรับสูงขึ้นและผันผวนหนัก จากปัจจัยราคาน้ำมัน และความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งประเมินไม่ได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไร แต่ศูนย์วิจัยต่างๆ มองว่ากรณีฐาน (Base case) สงครามอิหร่านจะยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน

 

ทั้งนี้โอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาตราสารหนี้ (Price Return) จบไปแล้ว เนื่องจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ดังนั้น KAsset จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยถอนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อพักเงินรักษามูลค่า จากความผันผวนของตลาดในช่วงนี้

 

สำหรับมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดให้น้ำหนักไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ด้าน กนง.มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1.5 ครั้งเช่นกัน ซึ่งในกรณีฐาน KAsset มองสวนทาง โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วน กนง.คาดว่าจะคงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ โดยเฉพาะประเทศฝั่งเอเชีย ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

 
 

หุ้นไทยแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ระวังแรงกระแทกใน Q2

 
 

แม้ฟันด์โฟลว์จะไหลออกจากหุ้นไทยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลง 5.15% แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลก จะเห็นว่าหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งติดลบตั้งแต่ 7% ไล่ไปจนถึง 20%

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าอีกหลายๆ ตลาดทั่วโลกนั้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า แม้ไทยจะพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงเช่นกัน แต่หุ้นไทยราว 1 ใน 3 เป็นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

 

“หุ้นกลุ่มนี้ของไทยได้อานิสงส์ด้านราคา หุ้นบางตัวถูกปรับเพิ่มกำไรขึ้น ช่วยค้ำยันตลาดหุ้นไทยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา” ณัฐชาตกล่าว

 

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ที่ปรับตัวลงแรง เช่น หุ้นเกาหลีใต้ นอกจากจะถูกกดดันจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง ยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง เพราะความกังวลว่านโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้นในระยะถัดไป เพราะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

 

แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ เมื่อราคาพลังงานถึงจุดพีกและเริ่มย่อตัว ผลกระทบด้านบวก (ต่อหุ้นบางกลุ่ม) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะเริ่มลดลง หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง ฟันด์โฟลว์ไหลออกในไตรมาส 2 นี้ และดุลการชำระเงินที่อาจจะแย่ลง ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว

 

“เราจึงแนะนำชะลอการลงทุน เพราะแม้จะมองแง่ดีมากๆ คือ กำไรหุ้นไทยไม่ถูกปรับลง บนดัชนี 1,450 จุด ความเสี่ยงก็ยังสูงกว่า หากคิดว่าหุ้นไทยจะขึ้นต่อ ต้องเชื่อว่าแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากเกิดสงคราม”

 

 

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท https://thestandard.co/refining-margin-ceiling-floor/ Thu, 02 Apr 2026 01:21:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1193825 ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ บอร์ด คตร. เสนอโมเดลคุมค่าการกลั่น

วานนี้ (1 เมษายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งน […]

The post ‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ บอร์ด คตร. เสนอโมเดลคุมค่าการกลั่น

วานนี้ (1 เมษายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

 

โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,, อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รวมถึงปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมเป็นกรรมการ

 

สำหรับอำนาจหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจศึกษาหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา

 

รวมทั้งศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา และกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรง ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันฃ โดยเสนอ ครม. พิจารณาภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้

 

ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่ได้รับความสนใจ หลังจากที่ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ล่าสุดได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงแนวคิดเบื้องต้นที่เตรียมนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม คตร. ในวันนี้ (2 เมษายน) เวลา 10.00 น. โดยมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับ ‘ค่าการกลั่น หรือ GRM’ ที่มองว่าอยู่ในระดับที่สูงเกินไป

 

ศ.ดร.พรายพล ระบุว่า ค่าการกลั่นในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาปรับลดลงเนื่องจากอยู่ในระดับที่สูงเกินไป หากย้อนดูข้อมูลในอดีตช่วงวิกฤตยูเครน จะพบว่าค่าการกลั่นเคยพุ่งสูงไปถึง 5-6 บาทต่อลิตร จากภาวะปกติที่มักจะอยู่เพียง 2-3 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้โรงกลั่นมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในลักษณะที่พุ่งสูงเกินผิดปกติ

 

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนและสร้างความเป็นธรรม ศ.ดร.พรายพล เตรียมเสนอแนวคิด การกำหนดเพดานสูงสุด (Ceiling) และพื้นต่ำสุด (Floor) ของค่าการกลั่น โดยในฝั่งของเพดานสูงสุด เสนอว่าไม่ควรเกิน 3 บาท

 

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ บอร์ด คตร. เสนอโมเดลคุมค่าการกลั่น 1

ภาพ : ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)

 

ในขณะเดียวกัน กลไกนี้ก็ต้องมี ‘พื้นหรือเพดานขั้นต่ำ (Floor)’ ให้กับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอตัวเลขไว้ที่ประมาณ 1 บาทกว่า การตั้ง Floor นี้มีขึ้นเพื่อรองรับกรณีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงจนทำให้โรงกลั่นประสบปัญหาขาดทุนจากสต๊อก (Stock Loss) หรือเผชิญช่วงที่ค่าการกลั่นลดลงอย่างหนัก แนวทางนี้จะช่วยการันตีให้โรงกลั่นไม่ถึงกับต้องแบกรับภาวะขาดทุน

 

ไม่ต้องตั้งสูตรใหม่ ใช้กลไกปรับตัวเลขหน้าโรงกลั่น

 

สำหรับกลไกการนำมาใช้จริงนั้น ศ.ดร.พรายพล อธิบายว่า ไม่จำเป็นต้องถอดสูตรหรือเพิ่มสูตรการคำนวณใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น กลไกนี้สามารถใช้ร่วมกับวิธีคิดราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นแบบเดิมได้เลย เนื่องจากค่าการกลั่นนั้นสามารถคำนวณและสะท้อนมาจากราคาหน้าโรงกลั่นอยู่แล้ว

 

ระบบการทำงานคือ หากค่าการกลั่นคำนวณออกมาแล้วสูงเกินเพดานที่กำหนดไว้ หาก เช่น เกิน 3 บาท ก็จะถูกตัดให้เหลือเพียง 3 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ราคาอ้างอิงหน้าโรงกลั่นปรับลดลงตามจำนวนที่ถูกตัดออกไป ในทางกลับกัน หากค่าการกลั่นต่ำกว่า Floor ที่ตั้งไว้ เช่น สมมติกำหนด Floor ไว้ที่ 1 บาท แต่ค่าการกลั่นร่วงลงเหลือ 0.50 บาท) ก็จะมีการขยับตัวเลขชดเชยเพิ่มเข้าไปอีก 0.50 บาท เพื่อให้ได้ครบ 1 บาทตามเกณฑ์ขั้นต่ำ

 

เมื่อประเมินถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มโรงกลั่นจะยอมรับหลักการนี้ ศ.ดร.พรายพล ให้ความเห็นว่าทางโรงกลั่นไม่น่าจะมีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เพราะกลไกนี้เป็นหลักประกันว่าพวกเขาจะไม่ต้องรับภาระขาดทุน ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็สามารถบรรลุเป้าหมายที่ไม่ต้องการให้โรงกลั่นได้กำไรที่มากจนเกินไปเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.พรายพล ย้ำว่านี่เป็นเพียงแนวคิดและข้อเสนอเบื้องต้นที่จะนำไปเสนอในที่ประชุม คตร. เท่านั้น ในท้ายที่สุดแล้ว คณะกรรมการฯ จะมีมติรับข้อเสนอนี้หรือไม่ จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากกรรมการท่านอื่นๆ และตัดสินใจร่วมกันผ่านเสียงโหวตในที่ประชุม

 

ชี้แจง ‘ค่าการกลั่น’ เป็นเพียงดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจง ระบุว่า ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมคือ ข้อมูลที่ปรากฏในเผยแพร่กันในสาธารณะ คือ ค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้นจากระดับ 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นการนำเพียงดัชนีราคาน้ำมันดิบมาหักลบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยไม่ได้รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่โรงกลั่นต้องซื้อจริงในราคาที่แพงขึ้น เพราะมีค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium)

 

รวมถึงไม่ได้นำค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต้องใช้ในกระบวนการกลั่นมาคำนวณรวมด้วย ในความเป็นจริง ปัจจุบันต้นทุนค่าพรีเมียมปรับตัวแพงขึ้นถึงประมาณ 4-6 บาทต่อลิตร โดยยังไม่ได้ถูกคำนวณหักออกจาก GRM ที่แสดงตัวเลขว่าอยู่ในระดับสูง ดังนั้นหากนำค่า War Premium มาคำนวณด้วยแล้ว GRM ของโรงกลั่น ก็จะกลับไปใกล้เคียงกับภาวะปกติที่ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่การปรับตัวของต้นทุนน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์ที่แพงขึ้นนั้น เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามกลไกตลาด

 

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ บอร์ด คตร. เสนอโมเดลคุมค่าการกลั่น 2

ภาพ: รุ่งนภา จันทร์ชูเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านการพาณิชย์องค์กร รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่-ด้านธุรกิจปิโตรเคมี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

อีกหนึ่งความซับซ้อนของธุรกิจโรงกลั่นที่คนมักนำมาปะปนกันคือ ระยะเวลาในการบันทึกบัญชีและการจัดหาน้ำมัน (Time Lag) รุ่งนภา อธิบายว่า น้ำมันดิบที่โรงกลั่นตัดสินใจซื้อในเดือนนี้ด้วยราคาส่วนต่าง (Crude premium) ที่แพงขึ้นกว่า 25 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จะถูกนำไปกลั่นจริงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ที่แท้จริงมีส่วนต่างเพียง 5-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น หากในอีก 2 เดือนข้างหน้า สงครามยุติและราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง โรงกลั่นก็จะต้องขายผลิตภัณฑ์ในราคาตลาดที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้โรงกลั่นเผชิญกับสภาวะขาดทุนจากส่วนต่างนี้ทันที

 

ดังนั้น ตัวเลขผลประกอบการรายเดือนตามหลักบัญชี จึงอาจแสดงภาพว่าเดือนนี้มีกำไรอย่างมาก แต่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าตัวเลขอาจกลับมาติดลบอย่างหนัก เพื่อลดความสับสน ทางคณะทำงานของกระทรวงจึงเสนอให้โรงกลั่นปรับรูปแบบการรายงานข้อมูล โดยจับคู่ต้นทุนราคาน้ำมันดิบและราคาขายผลิตภัณฑ์ให้ตรงกันในเดือนเดียว (Pricing Month) เพื่อสะท้อนส่วนต่างให้เห็นภาพชัดเจน แม้ว่าตัวเลขนี้จะไม่ตรงกับรอบบัญชีที่มีการซื้อขายและกลั่นจริงก็ตาม

The post ‘พรายพล’ บอร์ด คตร. ชงโมเดลใช้ Ceiling & Floor คุม ‘ค่าการกลั่น’ มีเพดานไม่เกิน 3 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห https://thestandard.co/ekniti-warns-economic-new-crisis/ Wed, 01 Apr 2026 12:43:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1193788 รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ […]

The post ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากสงครามที่เข้าไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบหนักกว่าช่วงโควิด-19 ดังนั้นไทยจึงต้องยอมรับความจริงว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และต้องวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเอาชนะวิกฤตนี้

 

 
 

“ผมเชื่อวิกฤตครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่อาจจะหนักกว่าโควิด เราต้องยอมรับความจริงก่อนว่า โลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานวันนี้ ได้ถูกทำลายไปแล้ว

 

สงครามนี้ไม่ใช่การรบธรรมดา แต่เป็นการรบที่ไปทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่เราใช้กันมาเวลาหลายสิบปี โครงสร้างแบบเดิมกำลังถูกกระทบ ไม่ต่างจากตอนโควิด

 

วันนี้ สิ่งที่ ผมจะบอก เราคิดสั้นๆ ไม่ได้ เราต้องคิดยาวๆ เพราะโลกกำลังจะเปลี่ยนไป ใครปรับตัวได้ก่อนจะชนะ” ดร.เอกนิติกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Transforming Thailand for Resilient Growth” ในงานสัมมนา Battle Strategy 2026 : Winning the New World Order Achieving 3% Growth Through Thailand’s Grand Synergy of Stimulus, Reform, and Capital Market จัดโดยเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ร่วมกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน)

 

ดร.เอกนิติ ยังได้สรุปยุทธศาสตร์การชนะ (Winning Strategy) ออกเป็น “3T” ได้แก่ การทำนโยบายแบบมุ่งเป้า (Targeted) การเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด (Transition) และการปฏิรูป (Transform)

 

มุ่งเป้า (Targeted)

 

ดร. เอกนิติ ยังได้อธิบายถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแนวทางจากการอุดหนุนราคามาเป็นการอุดหนุนคน (Targeted) ไว้ว่า ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั้งโลก รัฐบาลมีทรัพยากรจำกัดและไม่สามารถฝืนกลไกตลาดหรืออุดหนุนราคาแบบเหมารวมได้ตลอดไป หากยังคงอุดหนุนราคาแบบเดิม ทั้งคนที่มีฐานะและคนที่มีรายได้น้อยก็จะได้รับประโยชน์เท่ากันหมด ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ตรงจุดและอาจนำไปสู่วิกฤตใหม่ทางการเงินได้

 

ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีเจาะจงเป้าหมาย (Targeted) โดยนำเงินหรือทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มคนที่เดือดร้อน เปราะบาง และไม่มีกำลังเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้จริงๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถปรับตัวและอยู่รอดในวิกฤตได้

 

เปลี่ยนผ่าน (Transition)

 

ดร. เอกนิติ ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ Transition ไว้ว่าเป็นการช่วยเหลือให้คนและธุรกิจสามารถปรับตัวและเปลี่ยนผ่านเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy)

 

การใช้กลไกตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวมีงบประมาณไม่เพียงพอในการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน จึงต้องอาศัยตลาดทุนและกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนและช่วยให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เร็วขึ้น

 

นอกจากการช่วยธุรกิจแล้ว ยังต้องช่วยให้ประชาชนคนธรรมดามีแหล่งเงินออมระยะยาวเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน โดยท่านได้ผลักดันนโยบาย Thailand Individual Saving Account (TISA) ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการดูแลคนกลุ่มนี้

 

ปฏิรูป (Transform)

 

ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้อธิบายถึงยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ Transform ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ผ่านาการปฏิรูปคนด้วยเทคโนโลยี AI

 

พร้อมยกตัวอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัสที่จะนำระบบ AI ฝังเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถเรียนรู้และใช้ AI ได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียว ระบบจะช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ช่วยบริหารต้นทุน ทำบัญชีเบื้องต้น (Balance Sheet) และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้

 
รูปดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส กล่าวปาฐกถาเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามตะวันออกกลาง 1

The post ดร.เอกนิติเตือนสงครามตะวันออกกลาง ‘วิกฤตรอบใหม่’ ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำหลักการทำนโยบายเลิกหว่านแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกพ.ควักเงิน Claw back 9,472 ล้านบาท 3 การไฟฟ้า อุ้มค่าไฟ พ.ค.-ส.ค.69 ที่ 3.95 บาท/หน่วย ชี้ทุกสตางค์มีราคาต้องจ่าย https://thestandard.co/electricity-price-clawback-may-august/ Wed, 01 Apr 2026 10:52:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1193742 มาตรวัดไฟฟ้าพร้อมตัวเลขแสดงค่าไฟที่ปรับขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย

กกพ. ปรับค่าเอฟทีรอบ พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์/หน่ว […]

The post กกพ.ควักเงิน Claw back 9,472 ล้านบาท 3 การไฟฟ้า อุ้มค่าไฟ พ.ค.-ส.ค.69 ที่ 3.95 บาท/หน่วย ชี้ทุกสตางค์มีราคาต้องจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตรวัดไฟฟ้าพร้อมตัวเลขแสดงค่าไฟที่ปรับขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย

กกพ. ปรับค่าเอฟทีรอบ พ.ค.-ส.ค. 69 ที่ 16.23 สตางค์/หน่วย ดึงเงิน AF และเรียกคืนเงิน Claw back อุ้มค่าไฟ 3.95 บาท/หน่วย ชี้การตรึงราคาทุกๆ 1 สตางค์ ต้องใช้เงิน 706 ล้านบาท หากตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินอีก 5,000 ล้านบาท 4 เดือน

 

 
 

วันที่ 1 เม.ย. ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569

 

โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย

 

ดึงเงิน AF เรียกคืนเงิน Claw back 3 การไฟฟ้า อุ้มค่าไฟ 9,472 ล้านบาท

 

โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน

 

ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

การกำหนดค่าเอฟที ในครั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า

 

กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบถัดไป

 

“กกพ. รักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง และการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) และการนำเงิน Claw back มาช่วยบรรเทาผลกระทบ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

 

ทุกๆ 1 สตางค์ ต้องใช้เงินถึง 706 ล้านบาท

 

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2569 พบว่า 49% เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค 6 โรงกลั่นน้ำมันไทย อยู่ในมือใครบ้าง? สำรวจเส้นทางน้ำมันแต่ละลิตร ก่อนถึงมือผู้บริโภค
25 มี.ค. 2569 | 17:36
ไขคำตอบ ทำไม ไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิง สิงคโปร์ ได้หรือไม่? ไขคำตอบ ทำไม ไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิง สิงคโปร์ ได้หรือไม่?
1 เม.ย. 2569 | 14:24
รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน
31 มี.ค. 2569 | 15:41
พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง? พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง?
28 ก.ย. 2566 | 15:26

 

“ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน”

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็น 62% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท

 

กรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็น 76% ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

 

“การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

 
 

ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังผันผวน เตือนเซฟไฟหน้าร้อน

 

ทั้งนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป

 

“ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ”

 

รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้า ในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)

 

สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง ‘5 ป.’ ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก

 

โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว

 

ภาพ: Krisana Antharith / Shutterstock

The post กกพ.ควักเงิน Claw back 9,472 ล้านบาท 3 การไฟฟ้า อุ้มค่าไฟ พ.ค.-ส.ค.69 ที่ 3.95 บาท/หน่วย ชี้ทุกสตางค์มีราคาต้องจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังหวั่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงสร้าง ‘วิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน’ https://thestandard.co/diesel-tax-cut-fiscal-energy-crisis/ Wed, 01 Apr 2026 09:29:08 +0000 https://thestandard.co/diesel-tax-cut-fiscal-energy-crisis/ ภาพกราฟิกแสดงความกังวลเรื่องการลดภาษีน้ำมันดีเซลที่อาจสร้างวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน

คลังหวั่นลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงเพิ่มวิกฤตการ […]

The post คลังหวั่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงสร้าง ‘วิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงความกังวลเรื่องการลดภาษีน้ำมันดีเซลที่อาจสร้างวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน

คลังหวั่นลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงเพิ่มวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน มองกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความยืดหยุ่นกว่า เผยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาท ทำรายได้ส่วนดังกล่าวหายไปเกือบครึ่ง แนะรัฐบาลใหม่พิจารณาเครื่องมือทางการเงินอย่างระมัดระวัง

 

วันนี้ (1 เมษายน) แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง แสดงความกังวลต่อแนวทางการลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเพื่อบริหารราคาน้ำมัน โดยมองว่าอาจเกิดวิกฤตการคลังเพิ่มเติมจากวิกฤตพลังงาน พร้อมกับชี้ว่ากลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีความยืดหยุ่นกว่า

 

“หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะหายไปเลย ซึ่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน” แหล่งข่าวกล่าว

 

แหล่งข่าวยังยกตัวอย่างว่า หากราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวขึ้น 3 บาท การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงในอัตรา 3 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ของรัฐในส่วนดังกล่าว หายไปเกือบครึ่งทันที

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน พบว่า วันที่ 1 เมษายน มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ 6.92 บาทต่อลิตร และเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ที่ 5.953 บาท

 

ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น สามารถเข้าอุดหนุนราคาพลังงานได้เช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น คือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีเพดานในการอุดหนุนราคา แม้การทำเช่นนั้นจะทำให้กองทุนอาจติดลบหลักแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม กองทุนน้ำมันฯ ก็สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้หากสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

นอกจากนี้ การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จำเป็นต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน เพื่อดำเนินการออกกฎกระทรวง และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกที ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ ขณะที่กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถดำเนินการได้ทันที

 

ไม่เพียงเท่านั้น การจัดเก็บรายได้การคลังนับจากนี้ อาจทวีความยากลำบากมากขึ้น แม้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบฯ 2569 กระทรวงการคลังยังสามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายก็ตาม

 

โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังมองว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจจัดเก็บได้น้อยลง ซึ่งสะท้อนตามสภาพเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง จึงแนะนำให้รัฐบาลพิจารณาการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างถี่ถ้วนและระมัดระวัง

 

เมื่อถามว่าจะมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับวิกฤตการณ์น้ำมันหรือไม่ แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยืนยันว่า ยังมีพื้นที่ในการออกนโยบายกว่า 7 แสนล้านบาท ในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว

The post คลังหวั่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เสี่ยงสร้าง ‘วิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธุรกิจความตาย’ เมื่อการจากไปคือทางเลือกที่ออกแบบเองได้ เผยคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต เผื่อไร้ลูกหลานและสวัสดิการ https://thestandard.co/death-business-new-generation-plan/ Wed, 01 Apr 2026 09:25:16 +0000 https://thestandard.co/death-business-new-generation-plan/ ภาพถ่ายแสดงประตูกำแพงเมรุที่เปิดออกเห็นเปลวไฟกำลังเผาโลงศพ สะท้อนถึงธุรกิจความตายและการวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความตายคือธุรกิจที่ทำเงินมหาศาล และกำลัง […]

The post ‘ธุรกิจความตาย’ เมื่อการจากไปคือทางเลือกที่ออกแบบเองได้ เผยคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต เผื่อไร้ลูกหลานและสวัสดิการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายแสดงประตูกำแพงเมรุที่เปิดออกเห็นเปลวไฟกำลังเผาโลงศพ สะท้อนถึงธุรกิจความตายและการวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความตายคือธุรกิจที่ทำเงินมหาศาล และกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วภูมิภาคเอเชีย โลงศพที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงกล่องไม้ธรรมดา วันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นผลงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้ล่วงลับได้อย่างวิจิตรบรรจง

 

วิโรจน์ สุริยเสนีย์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้สืบทอดกิจการ ‘สุริยาหีบศพ’ ธุรกิจครอบครัวที่รับจัดงานศพมาอย่างยาวนานกว่าเจ็ดทศวรรษ เล่าว่า ปัจจุบันผู้คนมีความต้องการที่จะเลือกและออกแบบวาระสุดท้ายด้วยตัวเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

โลงศพสั่งทำพิเศษของเขามีตั้งแต่แบบเรียบง่าย ไปจนถึงงานหรูหราประดับทองคำและบุด้วยกำมะหยี่สีแดง สนนราคาตั้งแต่ประมาณ 1,000 บาท ไปจนถึง 9 กว่าแสนบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าของตลาดนี้ที่กำลังขยายตัว

 

แม้ปลายทางของโลงเหล่านี้จะจบลงที่เตาเผา แต่ความต้องการดีไซน์ที่แปลกใหม่กลับพุ่งสูงขึ้น เพราะผู้คนอยากทิ้งความทรงจำสุดท้ายที่สะท้อนความเป็นตัวตน และฝากความคิดสร้างสรรค์ทิ้งท้ายไว้ให้คนข้างหลังได้จดจำ

 

วิโรจน์และลูกสาวทำหน้าที่เสมือนสมาชิกครอบครัวชั่วคราว ให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความโศกเศร้า เพื่อช่วยจัดการทุกอย่างตั้งแต่พิธีศพไปจนถึงการลอยอังคารให้ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เมื่อภาระตกอยู่ที่ ‘เดอะ แซนด์วิช เจเนอเรชัน’

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ทว่าการเตรียมความพร้อมกลับยังตามไม่ทัน คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดูแล และเราจะจัดการกับต้นทุนของความตายที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างไร

 

วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้จัดงาน Death Fest ระบุว่าผู้คนเริ่มกังวลว่าหากไม่มีลูกหลานคอยดูแล พวกเขาจะต้องเตรียมเงินไว้มากแค่ไหน เพื่อให้สามารถเข้าถึงการตายที่สงบและมีคุณภาพได้อย่างที่ตั้งใจไว้

 

รายงานจาก This Week in Asia ระบุว่าสิงคโปร์ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดไปแล้วในปีนี้ ขณะที่เวียดนามและมาเลเซียก็กำลังเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง ซึ่งกระทบต่อจำนวนคนวัยทำงานและผู้เสียภาษีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สิ่งนี้ทำให้ภาระหนักอึ้งตกไปอยู่กับ ‘เดอะ แซนด์วิช เจเนอเรชัน’ หรือกลุ่มคนที่ต้องแบกรับภาระดูแลทั้งลูกและพ่อแม่ที่แก่ชราไปพร้อมๆ กัน ท่ามกลางทรัพยากรและการสนับสนุนจากภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด

 

องค์ เย กุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ประเมินว่างบประมาณด้านการดูแลสุขภาพจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปี 2030 ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคง

 

ขณะเดียวกัน เม็ดเงินมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ ‘เศรษฐกิจผู้สูงวัย’ อย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มทุนอย่าง TPG เข้ามากว้านซื้อและรวบรวมบ้านพักคนชราหลายแห่งในสิงคโปร์และมาเลเซียไว้ในพอร์ต เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง

 

เจนิซ เชีย (Janice Chia) ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมผู้สูงอายุ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือช่องว่างระหว่าง ‘สุขภาพดี’ กับ ‘อายุขัย’ ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าผู้คนอาจมีอายุยืนยาวขึ้นแต่กลับต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยยาวนานขึ้นเช่นกัน

 

บทบาทของ ‘นักวางแผนความตาย’

 

ในขณะที่นโยบายของรัฐยังคงขับเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า ทัศนคติของสังคมกลับเปิดกว้างมากขึ้น ปิญชาดา ผ่องนพคุณ ผู้ริเริ่มธุรกิจ ‘นักวางแผนความตาย’ ได้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อช่วยให้ผู้คนเตรียมพร้อมสำหรับวาระสุดท้าย

 

“ถ้าเราวางแผนเรื่องเรียน ทำงาน หรือแต่งงานได้ ความตายก็ควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนการใช้ชีวิตเช่นกัน” เธอกล่าว โดยบริการให้คำปรึกษาของเธอออกแบบมาให้เข้าถึงง่าย เริ่มต้นที่ 3,500 บาทสำหรับบุคคลทั่วไป

 

ที่น่าสนใจคือ กลุ่มลูกค้าหลักของเธอไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่กลับเป็นคนวัยยี่สิบกว่าๆ ที่มองเห็นอนาคตของตัวเองว่าอาจไม่มีลูกหลานหรือสวัสดิการสังคมมารองรับ จึงต้องลุกขึ้นมาเตรียมตัวและวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ

 

การเปิดใจคุยเรื่องความตายช่วยให้ผู้คนได้ทบทวนคุณค่าในชีวิตของตัวเอง ปิญชาดาสังเกตเห็นว่าหลังจากที่ลูกค้าเขียนแผนจัดการชีวิตหลังความตายเสร็จ พวกเขามักจะกลับไปใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีความสุขและมีเป้าหมายมากขึ้น

 

ดวงพร รักษาสิริกุล หญิงวัย 77 ปีที่เพิ่งสูญเสียลูกสาวไปจากโรคมะเร็ง ได้มาร่วมแบ่งปันมุมมองว่า ความอึดอัดใจของสังคมเวลาพูดถึงความตายนั้นเป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ

 

“เราต่างก็รู้ดีว่าการเกิดมาก็เพื่อที่จะตายในสักวันหนึ่ง มันคือหน้าที่สุดท้ายของมนุษย์ทุกคน” เธอกล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า การพูดคุยเรื่องนี้อย่างเปิดอกกับคนที่รักคือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราไม่ควรละเลย

 

การที่ลูกสาวของเธอมีเวลาเตรียมตัวและพูดคุยกันล่วงหน้าในทุกเรื่อง ทำให้วาระสุดท้ายผ่านไปอย่างสงบและมีสติ ซึ่งช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจของคนเป็นแม่ได้อย่างมหาศาล

 

ความตายอาจเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การออกแบบช่วงเวลาสุดท้ายให้งดงามและเปี่ยมด้วยสติ คืออิสรภาพที่ทุกคนสามารถเลือกและกำหนดเองได้อย่างแท้จริง

 

ภาพ : Siyanight / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ‘ธุรกิจความตาย’ เมื่อการจากไปคือทางเลือกที่ออกแบบเองได้ เผยคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อวางแผนวาระสุดท้ายของชีวิต เผื่อไร้ลูกหลานและสวัสดิการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น https://thestandard.co/welfare-card-new-registration-strict/ Wed, 01 Apr 2026 08:32:22 +0000 https://thestandard.co/welfare-card-new-registration-strict/ ภาพอินโฟกราฟิกแสดงกำหนดการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม พร้อมคำเตือนว่าเกณฑ์คัดเลือกจะเข้มงวดขึ้น

ปลัดคลังเผย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม […]

The post ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงกำหนดการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคม พร้อมคำเตือนว่าเกณฑ์คัดเลือกจะเข้มงวดขึ้น

ปลัดคลังเผย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ผู้มีสมาร์ทโฟนลงทะเบียนผ่านแอป ‘ทางรัฐ’ และ ‘ThaiD’ คาดเริ่มใช้จริงกันยายน ชงออกเกณฑ์ใหม่ สกัดคนจนไม่จริง

 

วันนี้ (1 เมษายน) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า เตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ช่วงมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดจะมีผู้ได้รับสิทธิ์น้อยลง จากการออกเกณฑ์คัดเลือกใหม่ เพื่อสกัดคนจนไม่จริง โดยยังคงเกณฑ์รายได้บุคคลไม่เกิน 100,000 บาท/คน/ปี เช่นเดิม

 

ทั้งนี้ ลวรณคาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากจะมีการเริ่มเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการฯ ในช่วงปลายของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569

 

สำหรับการลงทะเบียนรอบใหม่ ผู้ที่มีสมาร์ทโฟนจะเปิดดำเนินการผ่าน แอป ‘ทางรัฐ’ และแอป ‘ThaiD’ เพื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบใน Data Lake สำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนจำเป็นต้องไปลงทะเบียนผ่านธนาคารของรัฐ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเป็นระยะเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ และใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติอีกประมาณ 2-3 เดือน

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน คิดเป็นงบประมาณรายจ่ายเดือนละ 4,700 ล้านบาท

 

เกณฑ์ลงทะเบียนรอบใหม่จ่อ ‘เข้ม’ ขึ้น

 

ลวรณยังกล่าวว่า หลังเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดว่าผู้ใช้สิทธิ์จะลดลง เพราะเกณฑ์จะเข้มงวดขึ้น

 

“เดิมทีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะต้องกรอกเอกสาร 7-8 หน้า แต่การลงทะเบียนใหม่จะใช้แค่ชื่อกับเลขบัตรประชาชน เพื่อไปตรวจสอบข้อมูลใน Data Lake” ลวรณกล่าว

 

ทั้งนี้ Data Lake เป็นโครงการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เชื่อมฐานภาษี ฐานข้อมูลรายจ่าย รายรับต่างๆ ของประชาชนคนไทยกว่า 60.8 ล้านคน และนิติบุคคลกว่า 600,000 กิจการ

 

ปัจจุบัน กระทรวงการคลังได้เชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานภายในสังกัดแล้ว เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ตลอดจนหน่วยงานภายนอก เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และไปรษณีย์ไทย โดยสำเร็จแล้ว 20 องค์กร

 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจุดตั้งต้นในการต่อยอด อารีย์ สกอร์ (Ari Score) เพื่อนำไปสู่ Negative Income Tax (NIT) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดึงคนเข้าระบบภาษี

The post ก.คลังเผยเตรียมเปิดลงทะเบียน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบใหม่ มิ.ย.-ก.ค นี้ เตือนเกณฑ์คัดเลือกจ่อเข้มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขคำตอบ ทำไมไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิงสิงคโปร์ได้หรือไม่? ถึงเวลารัฐทุบโครงสร้างพลังงาน https://thestandard.co/thai-energy-reform-ekanat-prompan/ Wed, 01 Apr 2026 07:24:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1193613 โรงกลั่นน้ำมันเบื้องหลังภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน

‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รับงานหนัก ลั่น ‘ต้องกล้าทุบ’ โครง […]

The post ไขคำตอบ ทำไมไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิงสิงคโปร์ได้หรือไม่? ถึงเวลารัฐทุบโครงสร้างพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงกลั่นน้ำมันเบื้องหลังภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน

‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รับงานหนัก ลั่น ‘ต้องกล้าทุบ’ โครงสร้างพลังงาน แก้น้ำมันแพง-ขาดแคลนทั้งระบบ สั่งทำทันทีเปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ-คุมค่าการกลั่นที่พุ่งสูง พร้อมย้ำเลิกประกาศราคากลางดึก ลดความตื่นตระหนกชี้ปัญหาไม่โปร่งใส ทั้งที่ผลิตเกิน 10 ล้านลิตร ย้ำหากลดต้นทุนได้ต้องคืนประโยชน์ให้ประชาชนทันที

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในครม.อนุทิน 2 กล่าวในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า กำลังเผชิญ ‘งานหนัก’ ทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมเปิดเผยว่าได้เริ่มหารือกับนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาพลังงานแล้ว

 

ยืนยันชัดว่าจะมี ‘การเปลี่ยนแปลง’ แนวทางการบริหารอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้ยังติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 ทำให้ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบ

 

ถามแรงทำไม ‘น้ำมันขาดแคลน’ ทั้งที่ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร

 

รัฐมนตรีพลังงานระบุว่า ปัญหาเร่งด่วนมี 2 ด้านหลัก คือ ‘น้ำมันและค่าไฟฟ้าแพง‘ โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็น ‘น้ำมันขาดแคลน’ ทำไมน้ำมันไม่มีเติม ในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่าประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า

 

เอกนัฏ ชี้ว่า จุดบอดคือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียดสำคัญ โดยมีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูล ‘การไหลของน้ำมัน’ (flow) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหล

 

“ทุกอย่างแก้ได้ ซึ่งข้อมูลคือปัญหา กรมธุรกิจพลังงานอยู่มานาน แต่มีข้อมูลน้อยมาก เราควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิต จะไปอยู่ตรงไหน”

 

อีกประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส

 

“ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกประชาชนคือความโปร่งใส“ ลั่นเลิกประกาศกลางดึก

 

โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกที่สร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชน ซึ่งการแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัย ‘ความโปร่งใส’ เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน

 

หากเป็นการปรับขึ้นสามารถประกาศในช่วงเย็นได้ แต่หากราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็สามารถเรียกประชุมฉุกเฉินและประกาศลดราคาได้ทันทีเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์

 

“ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัพเดท รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่า ‘ไม่ต้องสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้’ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ ราคาของเราห่างจากสิงคโปร์เยอะมาก และราคาน้ำมันดิบ ยังวิ่งไล่ตามราคาสำเร็จรูปที่ขึ้นสูงกว่ามากด้วยซ้ำ”

 

ฉะนั้น ราคาที่จึงสูงมากผิดปกติ วันนี้ราคาสูงเฉลี่ย 13 บาท เป็นไปได้อย่างไร?

 

เตรียมกำหนดกรอบ ‘ค่าการกลั่น’ ตั้ง ‘คลังน้ำมันสำรองของชาติ’

 

เอกนัฏ ระบุอีกว่า นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยราว 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่ง ‘เกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต’

 

จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap) ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร พร้อมย้ำว่า หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไป ‘ลดราคาน้ำมันให้ประชาชน’ เป็นลำดับแรก

 

“ผมเคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับไปที่ 2 ไป 7 บาท มันเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดี ฉะนั้น ทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป เรายังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ” เอกนัฏ กล่าว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน
31 มี.ค. 2569 | 15:41
พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง? พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ‘ขุมทรัพย์พลังงาน OCA’ สำคัญต่อไทยอย่างไร ทำไมอาจช่วยให้คนไทยจ่ายค่าไฟถูกลง?
28 ก.ย. 2566 | 15:26
ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต ทำไมไทยถึงมีต้นทุนผลิตไฟถูกลง เมื่อการผลิตปิโตรเลียมอ่าวไทยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
7 มี.ค. 2566 | 20:25
ประธานกลุ่มโรงกลั่นฯ เข้าชี้แจงปมค่าการกลั่นกับรัฐบาล พร้อมชี้ความจริง ‘โรงกลั่น’ กับผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้แบกหนี้กองทุนน้ำมันฯ ตัวจริง วอนรัฐเร่งคืนเงินก่อนกระทบความมั่นคงทางพลังงาน ประธานกลุ่มโรงกลั่นฯ เข้าชี้แจงปมค่าการกลั่นกับรัฐบาล พร้อมชี้ความจริง ‘โรงกลั่น’ กับผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้แบกหนี้กองทุนน้ำมันฯ ตัวจริง วอนรัฐเร่งคืนเงินก่อนกระทบความมั่นคงทางพลังงาน
31 มี.ค. 2569 | 8:40

 

ในระยะยาว รัฐมนตรีเสนอให้ไทยพิจารณาจัดตั้ง ‘คลังน้ำมันสำรองของชาติ’ แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต

 

พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต

 

เอกนัฏ เผยถึง ประเด็นค่าไฟอีกว่า สถานการณ์ค่าไฟที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เตรียมประกาศใช้เดือนเมษายน-สิงหาคม 2569 อัตราต่ำสุดอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ว่า อัตราดังกล่าวเป็นการดึงเงินส่วนเกินจากการลงทุนหรือ  Clawback ของ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กลับคืนมาเพื่อนำมาอุดหนุน แม้ยังถือว่าสูงกว่าระดับปัจจุบัน โดยแนวทางการประกาศใช้วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนด โดยปกติค่าไฟจะมีการประกาศทุก 4 เดือน โดยค่าไฟมีโครงสร้าง ‘แบบขั้นบันได’ ผู้ใช้ไฟน้อยจะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจะจ่ายในอัตราที่สูงกว่า ‘คล้ายกับระบบภาษี’

 

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มักมีหลายทางเลือก 3 สูตร เช่น การกำหนดอัตราสูงสุด หรือ การตรึงไว้ที่ 3.95 บาท ซึ่งหมายถึงการไม่คืนเงินให้การไฟฟ้า โดยทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือครอง 100% หรือกล่าวได้ว่าเป็นของประชาชน

 

ทั้งนี้ โดยปกติรายได้ของหน่วยงานเหล่านี้ต้องนำไปลงทุน แต่ในบางช่วงที่ไม่มีการลงทุน เงินส่วนดังกล่าวสามารถดึงกลับมาใช้ได้ในรูปแบบ ‘Clawback’ ซึ่งหากนำเงินราว 9,000 ล้านบาทมาใช้ จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาท และยังมีกลไกอื่นที่อาจลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้

 

หากมีการปรับวิธีประเมินผลการดำเนินงานของทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่ผลประกอบการ

 

“ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ประเมินเองสามารถปรับเกณฑ์ได้ โดยอาจชะลอการลงทุนบางส่วนและนำเงินกลับมาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถกดค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้ ซึ่งมีแนวทางทำได้”

 

แง้มแนวทางอุดหนุนค่าไฟ ยึดหลักการเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเคาะราคาระหว่าง 3.95 บาท กับ 3.88 บาท แม้ดูต่างกันเพียง 7 สตางค์ แต่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท

 

จึงเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ชดเชยได้ แต่ต้องคำนึงถึง ‘ข้อเท็จจริง’ โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า

 

โดยนี่คือีกปัญหาในระยะยาว ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากเกินไป ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซได้เองราว 50% และนำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% รวมเป็น 60% ‘ค่อนข้างมั่นคง’

 

อีก 40% เป็น LNG ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง เช่น แหล่งกาตาร์ และการซื้อแบบ Spot ในตลาดโลกทำให้ต้นทุนผันผวนและสูงขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาว่าไทยอาจซื้อมามากเกินไปหรือไม่

 

“ค่าไฟเป็นกลไกหนึ่ง แต่การจะลดหรือเพิ่มย่อมมีต้นทุน ‘ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี’ จึงต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการส่งเสริม การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัด เพราะประชาชนมีข้อจำกัดอยู่แล้ว“ เอกนัฏ ย้ำ

 
 

โครงสร้างอัตราค่าไฟไทย ‘ล้าหลัง’ ไม่ได้ปรับปรุง มาตั้งแต่ปี 2543

 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวทางคือการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่ง ‘ไม่ได้ปรับปรุง’ มาตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟในปัจจุบัน

 

โดยอาจกำหนดให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ได้อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ผู้ใช้ไฟมาก เช่น 400-600 หน่วยขึ้นไป จะจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและกฎหมายของไทยล้าหลังมาก

 

ทั้งนี้ ค่าใช้ไฟเฉลี่ยของครัวเรือนในต่างจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 190 หน่วยต่อเดือน จึงสามารถออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ได้ ซึ่งต้องเข้าไปดูการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย

 

นโยบาย ‘ไฟฟ้า 3 บาท’ ยังทำได้ พร้อมรุกเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

 

สำหรับนโยบาย ‘ไฟฟ้า 3 บาท 200 หน่วยแรก’ ที่เคยหาเสียงไว้นั้น รัฐมนตรียอมรับว่า “ในภาวะวิกฤตอาจต้องปรับใช้แบบพุ่งเป้า โดยให้สิทธิ์กับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจยังได้รับประโยชน์บางส่วนในลักษณะเฉลี่ย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบในทันที”

 

“หมายความว่า เวลาพิจารณาแบบขั้นบันได คนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยแรก ก็เข้าเกณฑ์ได้ด้วย ซึ่งต้องดูค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็วางแผนไว้ ซึ่งดูค่าเฉลี่ยครัวเรือนอีกที”

 

ในระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อไฟคืน (net metering) และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ (Demand Response) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกช่วงเวลาใช้ไฟเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี โดยเริ่มจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ก่อนขยายสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านระบบไมโครกริด และเปิดให้เลือกผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ในอนาคต

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post ไขคำตอบ ทำไมไฟฟ้าไทย ‘ล้าหลัง’ 20 ปีน้ำมันยังแพง เลิกอิงสิงคโปร์ได้หรือไม่? ถึงเวลารัฐทุบโครงสร้างพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะโครงสร้างต้นทุน ‘หมูทอดเจ๊จง’ แบกรับต้นทุนแฝง-วัตถุดิบ พุ่ง 2-3 เท่า แต่ทำไมเลือกตรึงราคาขายจานละ 32 บาท https://thestandard.co/jae-jong-fried-pork-cost-analysis/ Wed, 01 Apr 2026 01:50:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1193422 ภาพหมูทอดเจ๊จงวางบนจาน มีโลโก้ร้านอยู่กลางจาน ด้านหลังเป็นกราฟพลังงานพุ่งขึ้น แสดงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นาทีนี้ไม่ว่าคนซื้อหรือคนขายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว […]

The post แกะโครงสร้างต้นทุน ‘หมูทอดเจ๊จง’ แบกรับต้นทุนแฝง-วัตถุดิบ พุ่ง 2-3 เท่า แต่ทำไมเลือกตรึงราคาขายจานละ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมูทอดเจ๊จงวางบนจาน มีโลโก้ร้านอยู่กลางจาน ด้านหลังเป็นกราฟพลังงานพุ่งขึ้น แสดงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

นาทีนี้ไม่ว่าคนซื้อหรือคนขายต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ของแพงไปหมด!’ โดยมีชนวนเหตุสำคัญอย่าง ‘ราคาน้ำมัน’ ที่ขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จนกลายเป็นเอฟเฟกต์โดมิโน่ที่กำลังกระทบไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

จงใจ กิจแสวง หรือที่รู้จักในนาม ‘เจ้จง’ กับ ศิริลักษณ์ เริงวิจิตรา ผู้เป็นลูกสาว เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ธุรกิจร้านอาหารกำลังเจอแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยปัจจุบันต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

เมื่อพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียด พบว่าวัตถุดิบหลักซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของราคาขาย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาหมูสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ขณะที่ข้าวสารกระสอบขนาด 49 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 1,400 บาท ด้านต้นทุนพลังงานคิดเป็น 15-20% ของต้นทุนรวม โดยค่าแก๊สเฉลี่ยอยู่ที่ 430 บาทต่อถัง และต้นทุนแรงงานอยู่ที่ประมาณ 15%

 

ขณะเดียวกัน ยังมีต้นทุนที่ควบคุมได้ยากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้ำจิ้มแจ่วที่ได้รับผลกระทบจากราคาพริกป่น ทำให้ต้นทุนปรับขึ้นจากเดิมไม่เกิน 1,450 บาท เป็น 1,650 บาทต่อลัง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมตักราดในปริมาณมาก ยิ่งทำให้ต้นทุนของร้านเพิ่มขึ้นอีก

 

นอกจากนี้ บรรจุภัณฑ์และน้ำมันพืชก็ทยอยปรับราคาเพิ่มขึ้น ทั้งถุงพลาสติกที่เพิ่มขึ้น 1,000 บาทต่อกระสอบ กล่องอาหารเพิ่มขึ้นใบละ 50 สตางค์ และน้ำมันพืชอยู่ที่ 650 บาทต่อลัง

 

ในส่วนของค่าขนส่งก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน โดยค่าเติมน้ำมันสำหรับรถขนส่งจากครัวกลางย่านพระราม 4 ไปยังสาขา เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็น 2,500 บาทต่อคัน

 

“แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ทางร้านยังคงตรึงราคาขายเพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค โดยข้าวหมูทอดยังคงจำหน่ายในราคาจานละ 32 บาท และแบบใส่ถุงเริ่มต้นที่ 27 บาท พร้อมให้ลูกค้าเติมข้าวฟรีเช่นเดิม ซึ่งเป็นราคาที่ตรึงมานานกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ต้นทุนยังคงรุนแรง อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา โดยจะปรับขึ้นเพียง 1-2 บาทต่อรายการเท่านั้น”

 

ปัจจุบัน ร้านหมูทอดเจ๊จงมีทั้งหมด 28 สาขา ครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาด และร้านข้าวแกง โดยมีการแบ่งหน้าที่บริหารภายในครอบครัว ขณะที่สาขาในห้างมีราคาเริ่มต้นที่ 45 บาท เนื่องจากมีต้นทุนและรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกัน

 

ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นวัยทำงาน และในช่วงเทศกาล

 

สงกรานต์ปีนี้ คาดว่ายอดขายในกรุงเทพฯ จะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนเลือกไม่เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อลดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังสูง

 

เจ้จงพร้อมยอมรับว่า ปีนี้การทำธุรกิจเหนื่อยและหนักกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก และอยากฝากถึงภาครัฐ ในฐานะผู้ประกอบการ เราต้องการให้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้สามารถวางแผนสต็อกสินค้าและบริหารต้นทุนขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สถานการณ์ของร้านหมูทอดเจ๊จงสะท้อนภาพที่ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ เมื่อต้นทุนแทบทุกรายการปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน แต่การขึ้นราคาขายกลับเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากทำ ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง

 

ภาพหมูทอดเจ๊จงวางบนจาน มีโลโก้ร้านอยู่กลางจาน ด้านหลังเป็นกราฟพลังงานพุ่งขึ้น แสดงถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น 1

The post แกะโครงสร้างต้นทุน ‘หมูทอดเจ๊จง’ แบกรับต้นทุนแฝง-วัตถุดิบ พุ่ง 2-3 เท่า แต่ทำไมเลือกตรึงราคาขายจานละ 32 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ https://thestandard.co/half-half-plus-welfare-cards/ Tue, 31 Mar 2026 13:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1193406 ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่ […]

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการคนละครึ่งรอบใหม่กลับมาในเดือนพฤษภาคม พร้อมเงื่อนไขลงทะเบียนใหม่และผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายร้านคนละครึ่งได้

คนละครึ่งมาแน่ พ.ค. นี้ ลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดเงื่อนไขใหม่ เปิดทางผู้ถือบัตรสวัสดิการ ซื้อสินค้าจากร้านคนละครึ่งได้ เพิ่มเติมจากการซื้อสินค้าร้านธงฟ้า

 

 
 

วันนี้ (31 มีนาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า ได้เตรียมความพร้อมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ไว้ เชื่อว่าจะออกได้เร็วสุดเดือนพฤษภาคมนี้

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ โดยจะเปิดทางให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งได้ด้วย เพิ่มเติมจากการใช้จ่ายเฉพาะร้านค้าธงฟ้า

 

“สมัยก่อนมันเคยมี 2 ระบบ พอหมดโครงการคนละครึ่งแล้ว ร้านค้าจะรู้สึกว่าลูกค้าเงียบหายไป วันนี้เลยจะเอาบัตรสวัสดิการมาใช้จ่ายกับร้านค้าคนละครึ่งได้ด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

การนำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาผนวกรวมเข้ากับโครงการคนละครึ่ง พลัส เช่นนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่าเป็นโครงการใหม่ ชื่อว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’

 

นอกจากนี้ ยังเตรียม AI ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ให้ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

มาตรการรองรับสงครามตะวันออกกลาง 3-4 เดือน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการประเมินสงครามไว้ 3 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์แรกประเมินว่า สงครามจะจบเร็วภายใน 1 เดือน ซึ่ง ณ วันนี้สงครามยืดเยื้อยาวนานกว่าแล้ว

 

ทำให้ ดร.เอกนิติมองว่า ฉากทัศน์ที่ 2 ซึ่งมองว่า สงครามจะสงบลงภายใน 3-4 เดือนมีความเป็นไปได้สูงในปัจจุบัน ดังนั้น มาตรการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่เสนอมา จึงถูกเตรียมไว้เพื่อรองรับฉากทัศน์ที่ 2 และตั้งใจจะช่วยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า โลกของความเป็นจริงเต็มไปด้วยความผันผวนซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ จึงจำเป็นต้องปรับตัวเตรียมพร้อมเสมอทั้งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case)

 

“วันนี้ ต้องยอมรับความจริงว่าเราผลิตน้ำมันเองไม่ได้ สิ่งที่พยายามทำก็คือเอาน้ำมันให้เข้ามาให้มากที่สุด ไปซื้อล่วงหน้าไว้ให้มากที่สุด แต่หลายประเทศในปัจจุบันนี้เริ่มไม่มีน้ำมัน แย่งกันซื้อ วันนี้เนี่ยเราต้องเตรียมพร้อมไว้ส่วนนั้นเหมือนกัน ก็หวังว่าสถานการณ์โลกจะไม่ไปถึงจุดนั้น แต่เราต้องเตรียมพร้อม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

หน้าเก่า-หน้าใหม่ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด

 

ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเผยว่า กำลังอยู่ระหว่างออกแบบหน้าตาของโครงการ ว่าจะมีขนาดวงเงิน และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเป็นอย่างไร เบื้องต้น ขนาดของโครงการขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณที่เหลืออยู่

 

“จะได้คนละเท่าไร ได้กี่คน แล้วรัฐจะยังจ่ายครึ่งๆ ไหม บอกตามตรงว่ายังทำงานอยู่ ยังไม่เสร็จนะครับ เดี๋ยวพูดไปแล้วระหว่างทางมีการเปลี่ยนแปลงจะไม่ดี เดี๋ยวสับสน” ลวรณกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ลวรณยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งรอบต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีการลงทะเบียนใหม่หมด ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเท่ากันหมด ยกเว้นกลุ่มคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งไม่ได้

The post คนละครึ่งมาแน่ ‘พ.ค.’ นี้ ต้องลงทะเบียนใหม่หมด เตรียมเปิดตัว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผู้ถือบัตรสวัสดิการซื้อสินค้าร้านคนละครึ่งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท https://thestandard.co/oil-fund-loan-limit-expansion/ Tue, 31 Mar 2026 12:44:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193387 ภาพแสดงข้อความ 'จ่อแก้กฎหมาย ขยายวงเงินกู้ กองทุนน้ำมันฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท'

ปลัดคลังเผยกองทุนน้ำมันฯ ขอคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสน […]

The post ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความ 'จ่อแก้กฎหมาย ขยายวงเงินกู้ กองทุนน้ำมันฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท'

ปลัดคลังเผยกองทุนน้ำมันฯ ขอคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้าน ผ่านการออก พ.ร.ฎ. ขยายวงเงิน และออกพ.ร.ก. ให้คลังค้ำ เบื้องต้นประเมินจะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ราว 1% ย้ำจะเร่งบรรจุเข้าที่ประชุมครม. นัดแรกทันที คาดพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ไม่ล่าช้า

 

 
 

วันนี้ (31 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำเรื่องยื่นขอให้กระทรวงการคลังช่วยค้ำประกันเงินกู้วงเงิน 1.5 แสนล้าน เพื่อเปิดทางให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับความผันผวนของราคาพลังงานได้มากขึ้น โดยขั้นตอนดังกล่าว จะดำเนินการผ่านการแก้กฎหมาย 2 ส่วน ดังนี้

 

1.) ออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ขยายวงเงินให้กองทุนน้ำมันฯ สามารถกู้เงินเองได้เป็นวงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ 4 หมื่นล้านบาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งอาจมีการขยายวงเงินได้อีก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยตัวเลข 1.5 แสนล้านนี้ ลวรณระบุว่าเป็นการอิงตามสถานการณ์รอบก่อนในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กองทุนน้ำมันฯ เคยติดลบกว่า 130,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ มาตรา 26 ของ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 กำหนดไว้ว่า กองทุนน้ำมันฯ ต้องมีจำนวนเงินเพียงพอเพื่อใช้ในการบริหารจัดการกองทุนอย่างมี

 

ประสิทธิภาพ รวมเงินกู้ ไม่เกิน 40,000 ล้านบาท

 

2.) ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เปิดทางให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมัน โดยกระทรวงพลังงานจะเป็นผู้เสนอวงเงินการค้ำประกัน เบื้องต้น ประเมินว่า เงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท กระทบหนี้สาธารณะราว 1% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานที่ขนาดเศรษฐกิจไทย (GDP) อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พบว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 66.09% ในกุมภาพันธ์ 2569

 

สำหรับขั้นตอนต่อไป ลวรณระบุว่า จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายหนี้สาธารณะ เพื่อบรรจุหนี้ในแผนของสบน. เพราะถ้าไม่อยู่ในแผนของ สบน. ก็จะกู้ไม่ได้ จากนั้นจึงเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วก็จะเริ่มกระบวนการหาแหล่งเงินกู้ที่เหมาะสม

 

โดยลวรณเชื่อว่า แผนการดังกล่าวจะถูกเสนอทันทีในที่ประชุม ครม. นัดแรก ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 7-9 เมษายนนี้

 

ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจะยังออกมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหรือไม่ ลวรณกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา โดยลวรณย้ำว่า การบริหารราคาน้ำมัน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาน้ำมันสุดท้ายเป็นเท่าไร และจะใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนที่อัตราเท่าไร

 

เบื้องต้น ลวรณมองว่า กองทุนน้ำมันเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมัน มีเพดานการช่วยเหลือจำกัดเพียง 6-7 บาทเท่านั้น แต่กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดชดเชยราคาน้ำมันได้สูงถึง 19 บาทต่อลิตรแล้ว และที่ผ่านมาเคยชดเชยราคากว่า 25 บาทต่อลิตรอีกด้วย

 

ยันงบรายจ่ายปี 70 ไม่ล่าช้า

 

นอกจากนี้ ลวรณยังยืนยันอีกด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะยังใช้ได้ตามปกติในเดือนกันยายน ไม่มีการล่าช้า

 

“สำนักงบประมาณยืนยันว่าไม่ล่าช้าครับ และตอนนี้เราได้รัฐบาลเร็ว ยังไงก็ไม่ล่าช้าครับ” ลวรณกล่าว

 

พร้อมระบุอีกด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 จะไม่มีการแบ่งเพื่อเยียวยาภาวะสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากยังไม่เกิดภาวะดังกล่าวในการจัดทำงบประมาณ

 

มอง Windfall Tax คล้าย Capital Gain Tax

 

สำหรับภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ลวรณกล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ศึกษาไว้นานแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังพบว่า การจัดเก็บรูปแบบดังกล่าวสามารถใช้ได้แค่บางเรื่อง เช่น เก็บภาษีที่ดินซึ่งมีราคาสูงขึ้นหลังมีถนนตัดผ่าน

 

โดยการเก็บภาษีเมื่อสินทรัพย์มีราคาสูงขึ้น ลวรณมองว่ามีลักษณะคล้ายกับภาษีกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain Tax) ซึ่งเป็นมาตรการภาษีที่มีข้อถกเถียงว่า จะคืนทุนอย่างไรเมื่อส่วนต่างราคาติดลบ จนทำให้ทุกวันนี้ ประเทศไทยยังไม่สามารถเก็บภาษีกำไรส่วนต่างราคาได้

The post ปลัดคลังเผยจ่อแก้กฎหมายขยายวงเงินกู้กองทุนน้ำมันเป็น 1.5 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค. https://thestandard.co/thai-food-export-slump-hormuz-strait-price/ Tue, 31 Mar 2026 12:40:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1193366 ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค.

เซ่นปิดฮอร์มุซ! ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร เผยส่งอ […]

The post ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค.

เซ่นปิดฮอร์มุซ! ส.อ.ท.-สภาหอการค้าฯ-สถาบันอาหาร เผยส่งออกอาหาร 2 เดือนแรก ปี 69 มูลค่า 2 แสนล้านบาท ติดลบ 10.5% รับหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท ผู้ผลิตชี้ยังประคองราคาช่วยผู้บริโภค แต่ถ้าหากสงครามยืดเยื้อถึงพฤษภาคม อาจจะต้องปรับขึ้นราคา

 

 
 

ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบูรณาการข้อมูล พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5%

 

เศรษฐกิจโลกชะลอ – บาทแข็ง – อินโดนีเซียไม่นำเข้าสินค้าอาหาร

 

ปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอน ความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค

 

“โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ”

 

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียน ที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก

 

ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน

 
สภาอุตสาหกรรมไทย
 

โปรตีน อาหารสุขภาพ ‘เครื่องยนต์ใหม่’

 

ในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) ยังคงเป็น ‘เครื่องยนต์ใหม่’ ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี

 

ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 7.4 ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก

 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย 3.7%

 

แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน 1.1% กลับชะลอตัว

 

ภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วน 22.3% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน (11.5%) สหรัฐอเมริกา (11.3%) CLMV (10.8%)

 

ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ โดย

 

  • การส่งออกไปยังจีนหดตัวลงร้อยละ -11.6%
  • อาเซียน (-13.6%)
  • CLMV (-10.0%)
  • ญี่ปุ่น (-8.9%)
  • ตะวันออกกลาง (-16.7%)
  • แอฟริกา (-25.2%)

 

ส่วนตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป (+5.2%), เอเชียใต้ (+35.5%) ทั้งนี้ แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน

 

“เดือนมีนาคมภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด”

 

โดยสินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง

 

ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4-5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

 

“ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า”

 
ส่งออกไทย
 

 

ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา

 

สู้รบตะวันออกกลางป่วนพลังงาน ภาษีสหรัฐฯ ฉุดเป้าทั้งปีคาดเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท

 

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี

 

“หากเศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความไม่สงบในตะวันออกกลางจะบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ”

 

รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%)

 

ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะ ‘หดตัวสูงสุด’ คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8%

 

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยปัจจุบันเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน

 

ทั้งนี้ ในระยะสั้นได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการรอคอยในพื้นที่เสี่ยง

 

ผู้ผลิตอาหารยังไม่ปรับราคา ชี้ประคองได้ถึง พ.ค.

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลักที่ประสบภาวะขาดแคลนสินค้าบางประเทศต้องการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% บางประเทศ 50-70% ซึ่งประเทศไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

 

แม้ในปัจจุบัน จะยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือ อาทิ ความพร้อมของท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ อัตราค่าระวาง และภาษีนำเข้า ภายในประเทศในตะวันออกกลาง

 

ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเกิดวิกฤตนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสเช่นเดียวกัน จากตัวเลขการส่งออกอาหารเมื่อย้อนไป 3 ปีหลัง

 

การส่งออกมีการปรับตัวลดลงในทุกปี แต่มีกลุ่มอาหารที่เป็น ‘Rising Star’ ที่จะมากู้สภาวะของกลุ่มอาหาร นั่นก็คือ อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต

 

เนื่องจากสังคมโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น เฉพาะอาหารที่มีความพิเศษสำหรับผู้สูงวัยก็จะเป็นหนึ่งทางออก และการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง (Structural Change) การปรับตลาดสู่ Emerging Market, พัฒนาสินค้า High-Value และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม การใช้พลังงานทางเลือก

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าพลาสติกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตอาหารจะมีความตึงตัว แต่ไม่น่าจะถึงกับขาด จนต้องหยุดการผลิต

 

“ผู้ผลิตอาหารยังพยายามไม่ปรับราคา เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ถ้าเหตุการณ์ยืดยาวนานจนถึงเดือนพฤษภาคม ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง” ทองดี กล่าว

 

ภาพ: Shutterstock AI Generator

The post ส่งออกอาหารไทย 2 แสนล้าน ทรุด 10.5% เซ่นปิดช่องแคบฮอร์มุซ! ส.ผู้ผลิต รับ ‘อั้นราคา’ ได้ถึงแค่ พ.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากสัญลักษณ์เฟื่องฟูสู่เศษเหล็กทางเศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นเริ่มเมิน ‘ตู้กดน้ำ’ เหตุราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20% https://thestandard.co/japan-vending-machines-decline/ Tue, 31 Mar 2026 12:37:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1193381 ตู้กดน้ำอัตโนมัติที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังถูกคนญี่ปุ่นเมินหลังราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20%

เสน่ห์ที่เคยมีอยู่ทุกหัวระแหงของแดนอาทิตย์อุทัยกำลังค่อ […]

The post จากสัญลักษณ์เฟื่องฟูสู่เศษเหล็กทางเศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นเริ่มเมิน ‘ตู้กดน้ำ’ เหตุราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตู้กดน้ำอัตโนมัติที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังถูกคนญี่ปุ่นเมินหลังราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20%

เสน่ห์ที่เคยมีอยู่ทุกหัวระแหงของแดนอาทิตย์อุทัยกำลังค่อยๆ เลือนหายไป ตู้กดน้ำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าและความสะดวกสบาย กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมทางเศรษฐกิจที่บีบให้พวกมันต้องทยอยหายไปจากท้องถนน

 

 
 

ตู้กดเครื่องดื่มกว่า 2.2 ล้านตู้ทั่วประเทศ ซึ่งเคยเป็นภาพจำยุคฟองสบู่เฟื่องฟูในปี 1985 ตอนนี้มีจำนวนลดลงไปแล้วถึง 23 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจนี้กำลังเผชิญกับทางตัน

 

รายงานจาก The Financial Times ระบุว่า DyDo ผู้ให้บริการรายใหญ่อันดับ 3 เตรียมโละตู้ทิ้งถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมด 270,000 ตู้ หลังขาดทุนย่อยยับที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

โทมิยะ ทาคามัตสึ (Tomiya Takamatsu) ประธานบริษัทเปิดใจยอมรับว่า “ธุรกิจตู้กดน้ำกำลังยากลำบากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหยุดเลือดที่กำลังไหล”

 

ด้าน Ito En ผู้ผลิตชาเขียวรายใหญ่ก็เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจนี้เช่นกัน โดยต้องแบกรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าสูงถึง 1.36 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 2.85 พันล้านบาท)

 

ยุคของแพงและแรงงานตึงตัว ทุบตู้กดน้ำร่วง

 

แม้คนจะชอบความสะดวกสบาย แต่ภาวะเงินเฟ้อตลอด 3 ปีที่ผ่านมาก็บีบให้ผู้บริโภคต้องคิดหนัก เครื่องดื่มในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อกลับมีราคาถูกกว่าตู้กดน้ำถึง 20 เปอร์เซ็นต์

 

อย่างเช่นชาเขียวแบรนด์ดังขนาด 500 มิลลิลิตร มีราคาที่ตู้สูงถึง 160 เยน (ประมาณ 33.60 บาท) แต่สามารถหาซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ในราคาเพียง 79 เยน (ประมาณ 16.59 บาท)

 

เมื่อค่าแรงไม่ขึ้น คนก็ต้องประหยัด ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Inryo Soken ชี้ว่ายอดขายเครื่องดื่มผ่านตู้ในปี 2024 ร่วงลงเหลือเพียง 42 ล้านลัง จากที่เคยพีคสุดถึง 72 ล้านลังในปี 1997

 

นอกจากเรื่องราคาแล้ว ปัญหาใหญ่คือตู้พวกนี้ไม่ได้ ‘อัตโนมัติ’ อย่างที่คิด เพราะยังต้องพึ่งพาคนขับรถบรรทุกตระเวนเติมของ ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนแรงงานที่ดันค่าจ้างพุ่งขึ้น 7.1 เปอร์เซ็นต์

 

อากิฮิโตะ นากาอิ (Akihito Nakai) นักวิเคราะห์ค้าปลีกอิสระมองว่า ปัญหาคือระบบไม่ได้ถูกแปลงเป็นดิจิทัล บริษัทแทบไม่รู้เลยว่าของหมดหรือไม่จนกว่าจะส่งคนไปตรวจสอบหน้าตู้

 

ทางรอดสุดท้าย หรือถึงเวลาต้องบอกลา

 

บริษัทเครื่องดื่มหลายแห่งต้องดิ้นรนหาทางรอด Pokka Sapporo Food & Beverage ตัดสินใจขายธุรกิจตู้กดน้ำให้กับ Lifedrink เพราะทนแบกรับต้นทุนไม่ไหว

 

ขณะที่ Coca-Cola Bottlers Japan Holdings ก็ต้องรับรู้ผลขาดทุนถึง 8.81 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1.85 หมื่นล้านบาท) เพื่อรีดไขมันและปรับปรุงธุรกิจให้คล่องตัวขึ้น

 

อีกหนึ่งจุดอ่อนคือการก้าวไม่ทันเทคโนโลยี คนรุ่นใหม่เมินตู้กดน้ำเพราะหลายตู้ไม่รองรับการจ่ายเงินแบบไร้เงินสดอย่าง PayPay หรือ Suica ซึ่งต่างจากร้านสะดวกซื้อที่ทำได้หมด

 

คาซุฮิโระ มิยาชิตะ (Kazuhiro Miyashita) ประธาน Inryo Soken เตือนว่า “ผู้บริโภคที่ไม่อยากจ่ายเงินซื้อเครื่องดื่มในราคาเต็ม ต่างก็หันหลังให้กับตู้กดน้ำกันไปแล้ว”

 

เขายังย้ำอีกว่าหากราคาหน้าตู้ทะลุ 200 เยน (ประมาณ 42 บาท) ความต้องการใช้งานจะยิ่งหดตัวลงไปอีก ทางรอดเดียวคือบริษัทต่างๆ ต้องหันมาใช้ระบบหลังบ้านร่วมกันเพื่อลดต้นทุน

 

ท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรมที่หยุดนิ่งในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า ก็ย่อมถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเป็นเพียงเศษเหล็กในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเท่านั้น

 

ภาพ : Torjrtrx / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post จากสัญลักษณ์เฟื่องฟูสู่เศษเหล็กทางเศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นเริ่มเมิน ‘ตู้กดน้ำ’ เหตุราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/gen-alpha-economic-driver/ Tue, 31 Mar 2026 10:11:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1193296 ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย

เป็นความจริงที่ทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นก่อนมักจะมองคนรุ่นหล […]

The post สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย

เป็นความจริงที่ทุกยุคทุกสมัย คนรุ่นก่อนมักจะมองคนรุ่นหลังว่าไร้จริยธรรม ไม่มีวินัยในการทำงาน และไม่เคารพผู้อาวุโส

 

 
 

ย้อนกลับไปถึง 350 ปีก่อนคริสตกาล อริสโตเติลเคยบ่นว่าคนหนุ่มสาว “คิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง” และ “ขาดการควบคุมตนเอง เปลี่ยนแปลงง่ายและเอาแน่ไม่ได้ในสิ่งที่ปรารถนา ซึ่งรุนแรงเมื่ออยากแต่หายไปอย่างรวดเร็ว”

 

ไม่ต่างจากยุคหลังที่ Baby Boomers วิจารณ์ Gen X, Gen X วิจารณ์ Millennials และ Millennials วิจารณ์ Gen Z

 

แต่แม้แต่ในวงจรแห่งการบ่นข้ามรุ่นที่วนเวียนมาตลอด คำวิจารณ์ที่มีต่อ Gen Alpha ก็ถือว่ารุนแรงที่สุดในบรรดาทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต คนโตที่สุดเพิ่งอายุ 16 ปี ส่วนคนเล็กที่สุดยังใส่ผ้าอ้อมอยู่เลย

 

การอ่านพฤติกรรมของเด็กรุ่น Gen Alpha หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2010 ถึง 2024 มักเต็มไปด้วยข้อสรุปที่น่าตกใจว่า พวกเขาติดโทรศัพท์มือถือ, ขาดระเบียบวินัย, ไร้ทักษะทางสังคม, อ่านไม่ออก และสะกดคำไม่เป็น

 

ครูชาวอเมริกันคนหนึ่งโพสต์คลิปบน TikTok ซึ่งมียอดวิวทะลุ 7 ล้านครั้ง โดยระบุว่าครูหลายคนรู้สึกสับสนและหวาดกลัวกับพฤติกรรมของเด็กกลุ่มนี้ที่มักจะต่อต้าน ก้าวร้าว และไร้มารยาท ขณะที่ครูอีกคนเสริมว่าเด็กเกรด 7 ที่เธอสอนยังมีระดับความสามารถเทียบเท่าเด็กเกรด 4 เท่านั้น

 

ความกังวลนี้ลุกลามไปถึงอนาคตว่าเด็กเหล่านี้จะเติบโตไปเป็นคนทำงานแบบไหน โดยเฉพาะหากพวกเขามองอำนาจของหัวหน้างานด้วยความสงสัยเช่นเดียวกับที่มีรายงานว่าพวกเขาแสดงออกต่อครูผู้สอน จนครูวัยรุ่นคนหนึ่งถึงกับสรุปสั้นๆ ว่า “พวกเราจบสิ้นแล้ว”

 

นี่คือคำวิจารณ์ที่รุนแรงต่อเจเนอเรชันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งคิดเป็น 25% ของประชากรโลกและกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็น งแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ’ ที่สำคัญ แม้คำวิจารณ์บางส่วนจะมีมูลความจริง โดยเฉพาะเรื่องการใช้เทคโนโลยี

 
 

เด็กที่โตมากับหน้าจอและโรคระบาด

 

ข้อมูลระบุว่าเด็กอเมริกันวัย 4 ขวบเกือบ 60% มีแท็บเล็ตเป็นของตัวเอง และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบใช้เวลาจ้องหน้าจอเฉลี่ยถึง 2 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ทักษะการอ่านจับใจความและคณิตศาสตร์ของเด็กกลุ่มนี้ตามหลังคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน

 

นอกจากนี้ การใช้เวลาไปกับการเลื่อนดูและโพสต์บนโซเชียลมีเดียยังส่งผลกระทบต่อสมาธิและความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในชีวิตจริงอีกด้วย

 

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือ เด็กกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญทางสังคมและการศึกษาในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิดทำให้ประสบการณ์ในวัยเด็กอย่างการหัดอ่านหนังสือ, การเล่นกับเพื่อน, หรือกิจกรรมในโรงเรียนต้องถูกย้ายไปอยู่บนหน้าจอ ถูกจำกัดด้วยมาตรการ Social Distancing หรือถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง

 

 
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย 1
 

แอชลีย์ เฟลล์ (Ashley Fell) ผู้ร่วมเขียนหนังสือ Generation Alpha: Understanding Our Children and Helping Them Thrive จากซิดนีย์ ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าเธอรู้สึกตกใจที่ผู้คนมองเด็กกลุ่มนี้ในแง่ลบมากเกินไป ทั้งที่พวกเขาเองก็มีจุดแข็งที่ถูกมองข้าม

 

ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีม ความเห็นอกเห็นใจ ความซื่อสัตย์ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้อาจเป็นผลพวงจากการเติบโตขึ้นมาท่ามกลางโรคระบาดนั่นเอง

 

นอกจากนี้ การเข้าถึงแพลตฟอร์มระดับโลกยังทำให้พวกเขารับรู้ข่าวสารและตระหนักถึงปัญหาโลกได้ดีกว่าคนรุ่นก่อนในวัยเดียวกัน

 

ในฐานะผู้บริโภค เด็กกลุ่มนี้แสดงออกอย่างเป็นผู้ใหญ่เกินวัยอย่างน่าประหลาดใจ โดยมี ‘อำนาจการใช้จ่าย’ โดยตรงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.10 ล้านล้านบาท) ต่อปีเฉพาะในสหรัฐฯ ตามรายงานของ DKC บริษัทประชาสัมพันธ์ในนิวยอร์ก

 

แต่หากต้องการส่วนแบ่งจากเม็ดเงินนี้ บริษัทต่างๆ จะต้องถอดรหัสเด็ก Gen Alpha ให้ได้ และเลิกมองแต่ด้านลบ

 

ไรลีย์ ปีเตอร์เซน (Riley Petersen) นักเรียนหญิงวัย 16 ปีจากรัฐเมน เล่าให้ Bloomberg ฟังว่าเธอทราบดีถึงความกังวลของผู้ใหญ่ เธอบอกว่า “คนมักจะพูดว่าพวกเราติดจอ ไม่มีเพื่อน และเขียนหนังสือไม่เป็น แต่จริงๆ แล้วพวกเราแค่เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อกันผ่านแอปฯ อย่าง Discord และ Twitch”

 

เทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ

 

สำหรับคนรุ่นก่อน เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือที่หยิบมาใช้แล้ววางลง แต่สำหรับเด็ก Gen Alpha เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจนแทบแยกออกจากกันไม่ได้

 

นิค ชิเดียค (Nic Chidiac) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านประสิทธิภาพและประสบการณ์ของ Razorfish บริษัทการตลาดในนิวยอร์ก อธิบายว่า “สำหรับ Gen Z เทคโนโลยีคือสิ่งที่ต้องล็อกอินเข้าไปใช้ แต่สำหรับ Gen Alpha มันคือสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวพวกเขา”

 

โลกเสมือนจริงอย่างใน Roblox และ Fortnite สามารถเป็นจริงได้ไม่แพ้โลกทางกายภาพ และเป็นพื้นที่ที่พวกเขาได้เป็นทั้งผู้สร้าง ผู้บริโภค ศิลปิน และผู้ประกอบการ

 

ความลื่นไหลระหว่างโลกจริงและโลกเสมือนนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อสังคมและสถานที่ทำงานต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเด็กรุ่นนี้อยู่ในจุดที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะช่วยให้คนรุ่นก่อนค้นพบและนำทางสู่การเปลี่ยนแปลงนี้ได้

 

 
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย 2
 

ราอูล จอห์น อจู (Raul John Aju) เด็กหนุ่มวัย 16 ปีจากอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร Gen Alpha มากที่สุดในโลก คือตัวอย่างหนึ่งของเด็กรุ่นนี้ที่เชื่อมโยงโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริงมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น

 

เขาเริ่มต้นจากการใช้ AI ช่วยตัดต่อวิดีโอออนไลน์ตั้งแต่ยังเด็กในรัฐเกรละ และหลงใหลในความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนี้อย่างรวดเร็ว “ผมสนใจแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจและเมตาเวิร์สมาก” เขากล่าว

 

ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อ ราอูลสร้างหุ่นยนต์ AI ที่โปรแกรมให้สอนบทเรียนสำหรับการแข่งขันในโรงเรียน โดยเสนอให้นำไปใช้เพิ่มโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่ชนบทของอินเดีย โครงการนี้ได้รับความสนใจระดับชาติ และราอูลได้พบปะกับรัฐบาลอินเดียรวมถึงผู้นำธุรกิจระดับโลกเพื่อหารือเรื่องการนำ AI มาใช้ในการศึกษา

 

“ในอนาคต ถ้าคุณทำงานร่วมกับ AI ไม่เป็น คุณก็จะสูญเสียงานให้กับคนที่ทำเป็น” ราอูลกล่าว นี่คือมุมมองที่สะท้อนลักษณะของเด็ก Gen Alpha ได้เป็นอย่างดี พวกเขาคือคนที่ติดตามสถานการณ์รอบตัวอย่างใกล้ชิดและมักคิดเรื่องใหญ่

 

ผู้บริโภคตัวจิ๋วที่ธุรกิจจับตามอง

 

โซเชียลมีเดียยังช่วยให้เด็กๆ สามารถเปลี่ยนแผงขายน้ำมะนาวให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ชั่วข้ามคืน อย่างปีเตอร์เซนเอง ตอนอายุ 5 ขวบ เธอใช้เครื่องมือในร้านของพ่อทำสร้อยข้อมือและสร้อยคอจากของเล่นรูปสัตว์พลาสติก ขายคู่กับเครื่องดื่มเย็นที่แผงน้ำมะนาวช่วงฤดูร้อน ก่อนจะขยับมาขายผ่านร้านค้าบน Instagram

 

จากนั้นไม่นาน เธอและพ่อก็ร่วมกันก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับ Gunner & Lux ปัจจุบัน 10 ปีให้หลัง ปีเตอร์เซนในวัย 16 ปีบอกผ่านวิดีโอคอลกับ Bloomberg พร้อมรอยยิ้มว่าเธอคือผู้จัดการของแบรนด์ ขณะที่จอห์น พ่อของเธอ ยืนยันว่าลูกสาวเก่งเรื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก แบรนด์ Gunner & Lux ขายเครื่องประดับได้หลายพันชิ้นต่อปีและได้ร่วมงานกับร้านค้าอย่าง J.Crew และ Nordstrom

 

ในแง่ของการเป็นผู้บริโภค ปีเตอร์เซนบอกว่าการแสดงออกถึงตัวตนเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เด็กรุ่นนี้ใช้สินค้าเพื่อสื่อสารความสนใจและความเชื่อ แบรนด์หรูถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสื่อถึงบุคลิกภาพและสถานะ

 

Razorfish รายงานว่าเด็ก Gen Alpha กว่า 2 ใน 3 เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์หรูตั้งแต่อายุ 10 ขวบ (ซึ่งมักจะเป็นสกินแคร์หรือเครื่องสำอาง) เด็กผู้ชายอายุน้อยมากทั่วโลกใช้เงินหลายร้อยดอลลาร์ซื้อน้ำหอมราคาแพง ขณะที่เด็กผู้หญิง Gen Alpha หลายล้านคนหันมาใช้สกินแคร์และเครื่องสำอางจากร้านสำหรับผู้ใหญ่

 

 
ภาพเด็กสาวรุ่น Gen Alpha กำลังยืนอยู่บนโครงสร้างสีเหลือง สะท้อนการเติบโตในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย 3
 

 

บางครั้งถึงกับซื้อผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยที่แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ระบุว่าพวกเขาจะยังไม่จำเป็นต้องใช้ไปอีกหลายสิบปี

 

อำนาจการตัดสินใจของพวกเขายังขยายไปถึงการซื้อของชิ้นใหญ่ในครอบครัว “Gen Alpha มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้ใหญ่อยู่แล้ว” ชิเดียคกล่าว “ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ของชำ ผู้ปกครองมักยอมรับว่าลูกๆ มีเสียง และบ่อยครั้งเป็นเสียงที่เด็ดขาด”

 

ส่วนในเรื่องแนวโน้มทางการเมือง ผลสำรวจปี 2024 จากบริษัทวิจัย McCrindle ที่ศึกษาเด็ก Gen Alpha หญิงในสหรัฐฯ พบว่าราวครึ่งหนึ่งยังไม่ระบุตัวตนกับพรรคการเมืองใด แต่เกือบ 90% วางแผนจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อถึงวัย โดยให้ความสำคัญกับประเด็นอย่างความปลอดภัยในโรงเรียน ความรุนแรงจากอาวุธปืน และปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้นๆ

 

บริษัทค้าปลีกเริ่มจับตามองเด็ก Gen Alpha ที่ใส่ใจแบรนด์และมีอิทธิพลด้านการจับจ่ายอย่างใกล้ชิด และตื่นเต้นที่จะได้เห็นพวกเขาพัฒนาอำนาจการใช้จ่ายเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งบางคนก็เริ่มแล้ว รวมถึงราอูลที่สร้างรายได้จากการเป็นที่ปรึกษาและจัดเวิร์กช็อปรวมถึงบรรยายให้กับบริษัทและมหาวิทยาลัยทั้งในอินเดียและต่างประเทศ

 

แม้จะมีชีวิตการทำงานที่โดดเด่น แต่ราอูลก็ยังคงเป็นเด็กมัธยมเต็มตัว ระหว่างวิดีโอคอลกับ Bloomberg เขานั่งสวมฮู้ดดี้เสียบหูฟัง พูดคุยเรื่องปัญหาการว่างงานทั่วโลกสลับกับเรื่องด็อกเตอร์สเตรนจ์ของมาร์เวลอย่างไม่มีสะดุด

 

การสัมภาษณ์ดำเนินไปจนเกือบ 5 ทุ่มตามเวลาท้องถิ่นในเกรละ (เมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย) พ่อของเขาต้องเตือนว่าพรุ่งนี้ราอูลมีคิวขึ้นเวที TEDx Talk ซึ่งตัวเขาเองเกือบลืมไปแล้ว ก่อนจะหัวเราะแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมยังไม่เหนื่อยเลย”

 

แม้ว่าข้อกังวลเรื่องสมาธิสั้น ทักษะการอ่านที่ถดถอย และการพึ่งพาหน้าจอจะเป็นปัญหาที่ไม่อาจมองข้าม แต่การตัดสินเด็กรุ่นนี้ตั้งแต่ยังไม่ทันเติบโตอาจเป็นความผิดพลาดที่ซ้ำรอยทุกเจเนอเรชัน เพราะสิ่งที่คนรุ่นก่อนมองว่าเป็นจุดอ่อน อาจกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็เป็นได้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพปก: Klaus Vedfelt / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สำรวจตัวตน Gen Alpha ว่าที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมคำวิจารณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน https://thestandard.co/ekanat-prompan-energy-minister/ Tue, 31 Mar 2026 08:41:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1193227 ภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงานป้ายแดง ชูแผนรื้อโครงสร้างพลังงานและปราบปรามน้ำมันล่องหน

ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน ‘น้ำมั […]

The post รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงานป้ายแดง ชูแผนรื้อโครงสร้างพลังงานและปราบปรามน้ำมันล่องหน

ท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน ‘น้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง’ และปม ‘น้ำมันล่องหน’ กำลังสะท้อนความผิดปกติของทั้งระบบ พร้อมเป็นบททดสอบฝีมือรัฐมนตรีพลังงาน

 

เมื่อโครงสร้างพลังงานไทยถูกตั้งคำถามหนักในยุคของแพง การมาของ ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ ครม.อนุทิน 2 จึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวรับไม้ต่อจากรัฐมนตรีคนนอก อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ แต่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศที่สปอตไลต์กำลังสาดส่อง

 

สำหรับประวัติส่วนตัว เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า ‘ขิง’ เกิดวันที่ 12 มกราคม 2529 ปัจจุบัน อายุ 40 ปี

 

เอกนัฏจบการศึกษา

 

  • ระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร
  • จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford)
  • ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) เช่นกัน

 

ส่องเส้นทางการเมือง ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’

 

เอกนัฏก้าวเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเริ่มต้นด้วยการเป็น สส. กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ช่วงปี 2544 และเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภา ที่แค่อายุ 25 ปี

 

จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตการเมือง คือ การเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2556-2557

 

โดยทำหน้าที่เป็นโฆษก กปปส. ขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในห้วงเวลานั้นส่งผลให้เอกนัฏเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ ‘คนรุ่นใหม่’ ที่พูดจาฉะฉาน

 

ถัดมา หลังจากเว้นวรรคทางการเมืองและลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2565 ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เอกนัฐเป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

 

ก่อนจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.แพทองธาร ชินวัตร โดยมีบทบาทสำคัญในการตั้ง ‘ทีมสุดซอย’ ปราบปรามโรงงานทำผิดกฎหมาย ‘สกัดทุนเทา’

 

เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติ เอกนัฏตัดสินใจแยกทางเดินกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค มาอยู่ในสังกัด ‘พรรคภูมิใจไทย’ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง โดยมีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ กทม.

 

กระทั่งเข้าสู่การจัดตั้ง ครม.อนุทิน 2 ก็ปรากฎชื่อ เอกนัฏ ถูกวางตัวไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

 

รัฐมนตรีป้ายแดงกับ ‘โจทย์หินวิกฤตพลังงาน’

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้ เอกนัฏ เคยให้สัมภาษณ์ ว่า “ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ โดยการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว”

 

ดังนั้น จุดเริ่มต้นสำคัญ คือ ‘การรื้อโครงสร้างราคา’ น้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะ ‘กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ โดยปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่ ‘บิดเบือนราคา’

 

ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุนและกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้

 

พร้อมถกโรงกลั่น ทบทวนโครงสร้างรายได้

 

อีกทั้ง จะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะ ‘ค่าการกลั่น’ (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน

 

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งน้ำมันขาดแคลนและราคาผันผวนนั้น ต้องเร่งตรวจสอบการไหลของน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลจากคลังน้ำมันและผู้ค้า เพื่อดูเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

 

เอกนัฐ มองว่า ปัจจุบันโครงสร้างพลังงาน มีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า มีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

 

ล่าความจริง ‘น้ำมันล่องหน’

 

สำหรับแนวทางแก้ไขคือการสร้างระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทั้ง Dashboard กลาง และการติดตั้ง GPS ในรถขนน้ำมัน เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันถูกส่งถึงปลายทางจริง ลดช่องโหว่การรั่วไหลออกนอกระบบ

 

อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้าง คือการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว

 

“หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤต ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน”

 

นอกจากนี้ ในระยะยาว เอกนัฐเสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้าผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น

 

แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟและกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง

 

“แนวทางการทำงานจะยึดหลักไม่เกรงใจอำนาจใด และพร้อมเผชิญแรงต้านจากทุกฝ่าย หากเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนปัญหาพลังงานไทยแก้ได้ ถ้ามีความกล้าและตั้งใจจริง”

 

เอกนัฏ กล่าวอีกว่า “จากประสบการณ์การลงพื้นที่ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลจากประชาชนสะท้อนความจริงมากกว่ารายงานราชการในหลายกรณี โดยยืนยันว่า หากได้รับตำแหน่ง จะเดินหน้าปฏิรูปพลังงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับใบสั่งจากกลุ่มผลประโยชน์ใด”

 

หากได้มารับตำแหน่ง รมว.พลังงาน จริง “การเข้ามาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบริหาร แต่คือการรื้อระบบที่ฝังรากมานาน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคไทยทั้งประเทศ” เอกนัฐย้ำ

 

รับไม้ต่อภารกิจหลักกระทรวงพลังงาน

 

ทั้งนี้ ภารกิจหลักของกระทรวงพลังงานในยุค อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปี 2568-2569) ที่วางนโยบาย ‘Quick Big Win’ โดยเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ ลดราคาพลังงาน (น้ำมัน/ค่าไฟ) อย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการวางรากฐานพลังงานสะอาด (Green Energy) เดินหน้า Direct PPA รองรับ Data Center, ผลักดันแผน PDP 2026 และขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero

 

ภาพ: THE STANDARD , Shutterstock AI

The post รู้จัก ‘เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีป้ายแดงกระทรวงพลังงาน ในครม.อนุทิน 2 กับแผนรื้อโครงสร้าง ล้างบางน้ำมันล่องหน ลั่นไม่รับใบสั่งกลุ่มทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.ศุภโชติชำแหละแนวทางปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร แนะรักษาสมดุล ประคองหนี้-ค่าครองชีพประชาชน https://thestandard.co/supachot-ft-tariff-formulas-issues/ Tue, 31 Mar 2026 07:36:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1193180 ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน กำลังอภิปรายเรื่องแนวทางปรับค่าไฟฟ้า Ft ที่มีปัญหาทั้ง 3 สูตร พร้อมภาพประกอบบิลค่าไฟ

ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ชำแหละ แนวทางการปรับค่า Ft มีปัญ […]

The post สส.ศุภโชติชำแหละแนวทางปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร แนะรักษาสมดุล ประคองหนี้-ค่าครองชีพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน กำลังอภิปรายเรื่องแนวทางปรับค่าไฟฟ้า Ft ที่มีปัญหาทั้ง 3 สูตร พร้อมภาพประกอบบิลค่าไฟ

ศุภโชติ สส.พรรคประชาชน ชำแหละ แนวทางการปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร ชี้รัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการประคองหนี้รัฐวิสาหกิจ และภาระค่าครองชีพของประชาชน เตือนอย่ารีบใช้เงิน Claw back หากเหลือไม่พอ ราคาค่าไฟอาจพุ่งทะลุแบบราคาน้ำมันได้

 

 
 

ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าสูตรการคิดค่าไฟทั้ง 3 สูตร ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น โดยอธิบายเหตุผล ดังนี้

 

  • หากเลือกสูตรที่กดค่าไฟให้ต่ำที่สุด ผลที่ตามมาคือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง กฟผ. และ ปตท. จะต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนไปก่อนด้วยการยืดหนี้ออกไป
  • การนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้เพื่อลดค่าไฟลงก่อน ทำให้หนี้เดิมที่มีอยู่ไม่ได้รับการชดเชย ซึ่งตามปกติแล้ว เงินส่วนดังกล่าวจำเป็นต้องเก็บไว้สำหรับลงทุน เช่น ใช้ในการลงทุนสร้างสายส่ง
  • การรีบนำเงิน Claw back ออกมาใช้ จะมีลักษณะคล้ายกับการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากรีบใช้จนไม่เหลือเงินเพียงพอ เมื่อถึงคราววิกฤตจริงอาจส่งผลให้ค่าไฟต้องดีดพุ่งทะลุ แบบเดียวกับราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุไปถึง 6 บาทในภายหลังได้

 

ทั้งนี้ Claw back คือเงินที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกินของ 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากการลงทุนที่ไม่เป็นตามแผน มาบริหารจัดการค่าไฟฟ้า หรือบรรเทาผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐ

 

ชี้อิงราคาก๊าซต่ำเกินจริง

 

นอกจากนี้ ศุภโชติยังระบุอีกว่า ในการคิดค่าไฟในงวดที่จะถึงนี้ (พ.ค. – ส.ค.) ทางรัฐบาลได้ประเมินราคาก๊าซธรรมชาติ โดยใช้สมมติฐานที่ต่ำเกินจริง ซึ่งได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MMBTU ในขณะที่ราคาตลาดโลกพุ่งไปถึงประมาณ 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MMBTU แล้ว

 

ศุภโชติกล่าวต่อว่า “การเก็บค่าไฟต่ำกว่าต้นทุนจริงในวันนี้ จะกลายเป็นหนี้สะสมที่จะโผล่ขึ้นมาในอนาคต ซึ่งเมื่อนำไปคิดในค่าไฟงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม ประชาชนจะโดนผลกระทบ 2 ต่อ คือทั้งหนี้ที่ต้องแบกรับมา และราคาเชื้อเพลิงที่แท้จริง ณ ขณะนั้น”

 

สุดท้ายนี้ หากรัฐบาลเลือกที่จะขึ้นค่าไฟพรวดเดียวเพื่อใช้หนี้ กฟผ. ก็จะเกิดปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งศุภโชติมองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการใช้เงิน และการประคองราคาค่าไฟ

 

เสี่ยงก่อหนี้เพิ่มอีกแสนล้านบาท

 

ทั้งนี้ หากรัฐบาลตัดสินใจยืดหนี้และตรึงราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง ศุภโชติประเมินว่า จะทำให้หนี้เดิมที่มีอยู่ประมาณ 50,000 ล้านไม่ได้รับการชำระ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าราคาตลาด

 

หากกระแสเงินสดไม่พอ ศุภโชติชี้ว่า กกพ. ก็จำเป็นต้องกู้เงินมหาศาล คล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยมีการกู้อยู่ประมาณ 85,000-100,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ศุภโชติระบุว่า นับเป็นโชคดีที่สถานการณ์คราวนั้นไม่ยืดเยื้อมาก และมีระยะเวลาไม่นานจน กกพ.สามารถหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ทัน

 

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 กฟผ. มีภาระต้นทุนคงค้าง (AF) เหลือ 35,928 ล้านบาท และมีต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติคงค้างของรัฐวิสาหกิจ (AFGas) เหลือประมาณ 10,300 ล้านบาท โดยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กฟผ. เคยแบกรับภาระต้นทุนคงค้างสูงถึง 150,268 ล้านบาท

 

ค่าไฟอาจพุ่งไป 5 บาทกว่า-เสี่ยงไฟดับทั้งประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ศุภโชติเตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระแสเงินสดมีไม่เพียงพอที่จะจ่ายค่าเชื้อเพลิงให้หน่วยงานต่างๆ โรงไฟฟ้าก็จะหยุดผลิต และนำไปสู่ผลกระทบล้มพับเป็นโดมิโนได้ สุดท้ายแล้วค่าไฟอาจพุ่งสูงกว่า 5 บาท หลังจากตรึงราคาต่อไปไม่ไหว

 

ไม่เพียงเท่านั้น หากรัฐวิสาหกิจขาดสภาพคล่องหนักจนมีปัญหา ศุภโชติมองว่าอาจเกิดภาวะไฟดับภายในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ศุภโชติมองว่าภาวะไฟดับภายในประเทศไม่น่าจะเกิดขึ้น โดยเชื่อว่ารัฐบาลอาจเลือกดีดราคาค่าไฟขึ้นก่อนที่จะปล่อยให้ถึงจุดนั้น

 

จับตา กกพ.เคาะค่าไฟ 3 สูตร 1 เม.ย.

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กกพ. เตรียมเคาะค่าไฟฟ้างวดใหม่พฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ในวันที่ 1 เมษายนนี้ หลังจากเสนอแนวทางไป 3 สูตร พร้อมเปิดรับฟังความเห็น ไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.นี้

 

โดยทั้ง 3 กรณี ซึ่งมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการชดใช้หนี้คืนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

  • โดยแนวทางที่ 1 เป็นการจ่ายคืนภาระหนี้คงค้างที่ต้องชำระคืนให้ กฟผ. ทั้งหมด ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยดีดขึ้นมาแตะระดับ 4.59 บาทต่อหน่วย
  • สำหรับแนวทางที่ 2 เป็นการพักหนี้เดิมออกไป ยังไม่ต้องชำระคืน กฟผ. ส่งผลให้ค่าไฟแตะ 4.08 บาทต่อหน่วย
  • ส่วนแนวทางที่ 3 คือการพักหนี้ กฟผ. และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ซึ่งมีอยู่ 9,472 ล้านบาท มาช่วยอุดหนุนราคาค่าไฟ ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

 

ทั้ง 3 แนวทาง ล้วนเป็นทางเลือกสำคัญที่ กกพ. จะต้องตัดสินใจอย่างเหมาะสม เพื่อบริหารภาระค่าครองชีพของประชาชน ตลอดจนภาระหนี้ของ กฟผ. และหนี้ของ ปตท. ซึ่งเป็นผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติรายหลักของประเทศ

The post สส.ศุภโชติชำแหละแนวทางปรับค่า Ft มีปัญหาทั้ง 3 สูตร แนะรักษาสมดุล ประคองหนี้-ค่าครองชีพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ https://thestandard.co/thai-cost-living-discount-stores/ Tue, 31 Mar 2026 06:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1193121 ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่า […]

The post เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569

กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ Kick Off 1 เม.ย. 2569 ร่วมมือกับพันธมิตร ห้างโมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีกค้าส่ง ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ฃลดราคาพิเศษ 25-58% กว่า 1,000 รายการ ชูจุดเด่นสินค้า House Brand

 

8 ห้างค้าส่งและค้าปลีก (Modern Trade)

 

  • บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) CPAXT
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เซ็นทรัล ฟู๊ด โฮลเซลล์ จำกัด (GO Wholesale)
  • บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด
  • บริษัท เซ็นทรัล วัตสัน จำกัด
  • บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด
  • บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

 

ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier)

 

  • บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
  • บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด
  • บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เจียเม้ง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
  • บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด
  • บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด
  • บริษัท ข้าวมาบุญครอง จำกัด
  • บริษัท ศรีบุญเรืองฟู๊ด จำกัด
  • บริษัท ข้าวแสนดี จำกัด

 

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินโครงการไม่ได้ดำเนินการเฉพาะในช่วง 2 เดือนแรก (เมษายน-พฤษภาคม)

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์พาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สั่งการให้ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยซึ่งเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน บรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น

 

โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค เข้าร่วมโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ กว่า 19 ราย โดยนำสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษเฉลี่ย 25- 58% รวมกว่า 1,000 รายการ เช่น

 

  • สินค้าอุปโภค: สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟันฯ
  • สินค้าบริโภค: ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องฯ โดยโครงการฯ จะเริ่มเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

ตัวอย่างสินค้าราคาพิเศษที่เข้าร่วมโครงการ

 

  • ข้าวสารหอมมะลิ ถุง 5 กิโลกรัม ราคา 179 บาท แต่แบรนด์ทั่วไป 199 บาท
  • ปลากระป๋อง 11 บาท แบรนด์ทั่วไป 18-19 บาท
  • น้ำมันปาล์ม ขวดละ 42-45 บาท แบรนด์ทั่วไป 49-50 บาท
  • น้ำปลา แกลอน 5 ลิตร ลดสูงสุดกว่า 50%

 

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 1

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 2

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 3

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 4

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 5

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 6

ภาพผู้คนกำลังเลือกซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่มีป้ายโปรโมชัน 'ไทยช่วยไทย' ลดราคาสินค้าสูงสุด 58% เริ่ม 1 เม.ย. 2569 7

 

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ 4 ห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อตรวจความพร้อมของร้านค้าก่อนเริ่มโครงการฯ ในวันที่ 1 เมษายน 4 ห้างดังกล่าวมีประชาชนเข้ามาจับจ่าย ใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคจำนวนมาก

 

มีการจัดโปรโมชันสินค้าราคาพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง และมีสินค้า House Brand เป็นของตัวเอง เมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยฯ กับกระทรวงพาณิชย์ จึงสามารถลดราคาสินค้าได้ในราคาที่พิเศษมากยิ่งขึ้น

 

จากการพูดคุยกับผู้บริหารของทั้ง 4 ห้าง ได้แจ้งว่า ห้างมีความพร้อม 100% ในการเข้าร่วมโครงการฯ โดยได้เตรียมสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่น้อยกว่า 1,000 รายการเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งมีทั้งสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และจะมีการเติมสินค้าตลอดไม่ให้ขาด

 

จึงคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยสินค้ากลุ่ม House Brand กลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) จะมีราคาถูกกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปเฉลี่ย 25 – 58% และเมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยก็จะยิ่งลดราคามากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ ‘โครงการไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าราคาประหยัดถึงมือประชาชนทั่วประเทศ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

โดยประชาชนสามารถสังเกตป้ายโครงการไทยช่วยไทยที่ติดบริเวณร้าน และสามารถเข้าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคในราคาพิเศษ โดยคาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้

 

The post เช็กลิสต์ 8 ห้างยักษ์ ร่วมโปรแรง “ไทยช่วยไทย” ลดของกินของใช้ ดีเดย์ 1 เม.ย. สูงสุด 58% กว่าพันรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ชี้สงครามตะวันออกกลางคือ ‘Shock’ ครั้งใหม่ของโลก หวั่นวิกฤตฮอร์มุซทุบซัปพลายเชน ‘พลังงาน-ปุ๋ย’ ซ้ำเติมเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดกลุ่มประเทศยากจนเผชิญวิกฤตปากท้อง https://thestandard.co/imf-middle-east-war-shock/ Tue, 31 Mar 2026 05:39:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1193092 โลโก้ IMF และภาพกราฟิกแสดงผลกระทบวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกจากสงครามตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประ […]

The post IMF ชี้สงครามตะวันออกกลางคือ ‘Shock’ ครั้งใหม่ของโลก หวั่นวิกฤตฮอร์มุซทุบซัปพลายเชน ‘พลังงาน-ปุ๋ย’ ซ้ำเติมเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดกลุ่มประเทศยากจนเผชิญวิกฤตปากท้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ IMF และภาพกราฟิกแสดงผลกระทบวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกจากสงครามตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่บทความ ระบุชัดว่าสงครามครั้งนี้ส่งผ่านผลกระทบผ่าน 4 มิติ คือ Energy, Trade, Food, Finance แต่ความน่ากลัวอยู่ที่ความ ‘ไม่เท่าเทียม’ ของความเสียหาย (Asymmetric Shock)

 

ไอเอ็มเอฟระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ ‘ภาษีทางเศรษฐกิจ’ ที่ปล้นเงินในกระเป๋าของประเทศผู้นำเข้าพลังงานไปดื้อๆ ขณะที่การติดขัดของขนส่งปุ๋ยผ่านอ่าวอาหรับ กำลังกลายเป็นวิกฤตอาหารโลก (Food Security) เพราะเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกพอดี

 

ส่วนฟากการเงิน ไอเอ็มเอฟเตือนธนาคารกลางทั่วโลก ให้รับมือ ‘เงินเฟ้อฝังราก’ หากราคาพลังงานไม่ลง อาจบีบให้เศรษฐกิจโลกโตต่ำยาวนานกว่าที่คาด และประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง (High Debt) จะเจอศึกหนักจาก Yield พันธบัตรที่พุ่งขึ้นและเงินทุนไหลออก (Capital Outflow)

 

ไอเอ็มเอฟ ระบุในรายละเอียดว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งพลังงาน การค้า อาหาร และตลาดการเงิน ในช่วงเวลาที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ผลกระทบครั้งนี้จึงเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ

 

หนึ่งในช่องทางสำคัญคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก มีน้ำมันราว 25 – 30% และก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของการค้าทั่วโลกผ่านเส้นทางนี้ เมื่อความขัดแย้งกระทบต่อการขนส่งพลังงาน ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันในเอเชียและยุโรปจึงต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกาและเอเชียเริ่มเผชิญความยากลำบากในการจัดหาพลังงาน

 

สำหรับประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเปรียบเสมือน ‘ภาษีทางเศรษฐกิจ’ ที่ทำให้รายได้ของประเทศลดลง เมื่อรัฐบาลต้องใช้เงินมากขึ้นในการนำเข้าพลังงาน งบประมาณสำหรับการลงทุนหรือการช่วยเหลือประชาชนก็ยิ่งลดลง โดยเฉพาะในประเทศที่มีฐานะการคลังเปราะบางอยู่แล้ว

 

ผลกระทบยังขยายไปสู่ ‘ห่วงโซ่อุปทานโลก’ เมื่อเส้นทางขนส่งสินค้าหลายสายต้องเปลี่ยนเส้นทาง เรือบรรทุกน้ำมันและเรือคอนเทนเนอร์ต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น ส่งผลให้ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การหยุดชะงักของเที่ยวบินในภูมิภาคอ่าวอาหรับยังส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการค้า ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม

 

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลคือ ราคาอาหารโลก การขนส่งปุ๋ยจำนวนมากของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากการขนส่งถูกขัดขวางในช่วงที่ฤดูกาลเพาะปลูกกำลังเริ่มต้น อาจทำให้ปริมาณปุ๋ยในตลาดลดลง ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรและทำให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป

 

นอกจากนี้ สงครามยังอาจกระทบต่อวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมโลก เช่น ฮีเลียมจากประเทศในอ่าวอาหรับซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ หากการค้าและการขนส่งหยุดชะงัก ก็อาจส่งผลต่อการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ

 

ผลกระทบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนพลังงาน อาหาร และการขนส่งที่เพิ่มขึ้นมักถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการ ในหลายประเทศที่เพิ่งควบคุมเงินเฟ้อได้ ราคาที่สูงขึ้นอาจทำให้แรงกดดันด้านค่าครองชีพกลับมาอีกครั้ง

 

ในด้านตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนจากสงครามทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นและความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้น ส่งผลให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีหนี้สูงและเงินสำรองจำกัด

 

ในทางกลับกัน ประเทศผู้ส่งออกพลังงานบางแห่งอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในลาตินอเมริกา อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จากการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังอาจทำให้การลงทุนชะลอตัว

 

ในช่วงเวลาที่หลายประเทศทั่วโลกมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเพื่อรับมือกับวิกฤตจึงมีจำกัด ทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้องระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศก็มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะการช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางที่สุด

 

ภาพ: LALAKA / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post IMF ชี้สงครามตะวันออกกลางคือ ‘Shock’ ครั้งใหม่ของโลก หวั่นวิกฤตฮอร์มุซทุบซัปพลายเชน ‘พลังงาน-ปุ๋ย’ ซ้ำเติมเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดกลุ่มประเทศยากจนเผชิญวิกฤตปากท้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>