Business – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 Jan 2026 01:38:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Suzuki เทขายโรงงานระยองให้ Ford หลังพ่ายศึกรถจีน ปิดฉากฐานผลิต 14 ปีในไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนที่ ‘เจ้าตลาดเดิม’ อยู่ยาก https://thestandard.co/suzuki-ford-thailand-plant-sale/ Mon, 26 Jan 2026 01:38:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1169397 โรงงานผลิตรถยนต์ Suzuki ในจังหวัดระยอง ที่กำลังจะถูกขายให้ Ford ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์

ท่ามกลางสมรภูมิยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Nikkei […]

The post Suzuki เทขายโรงงานระยองให้ Ford หลังพ่ายศึกรถจีน ปิดฉากฐานผลิต 14 ปีในไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนที่ ‘เจ้าตลาดเดิม’ อยู่ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงงานผลิตรถยนต์ Suzuki ในจังหวัดระยอง ที่กำลังจะถูกขายให้ Ford ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์

ท่ามกลางสมรภูมิยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Nikkei Asia ได้รายงานข่าวใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ 24 มกราคม ว่า Suzuki Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น ได้บรรลุข้อตกลงขายโรงงานประกอบรถยนต์ในจังหวัดระยองให้กับ Ford Motor ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการปิดฉากฐานการผลิตของ Suzuki ในไทยอย่างสมบูรณ์ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากการรุกคืบของคู่แข่งสัญชาติจีน

 

Nikkei Asia ระบุว่า Suzuki ได้ลงนามในข้อตกลงขายโรงงานดังกล่าวให้กับ Ford แล้ว โดยคาดว่ากระบวนการโอนที่ดินและสินทรัพย์จะเสร็จสิ้นภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 Suzuki ได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งนี้ โดยมีกำลังการผลิตรวม 80,000 คันต่อปี เพื่อผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยมอย่าง Swift แต่ทว่ายอดการผลิตที่เคยพุ่งสูงสุดเกือบ 60,000 คัน กลับดิ่งลงเหลือเพียงราว 4,400 คัน ในปี 2567 จนนำมาสู่การประกาศยุติการผลิตภายในสิ้นปี 2568

 

โฆษกของ Suzuki ได้ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถึงเบื้องหลังการตัดสินใจว่า “เราตัดสินใจขายโรงงานเนื่องจากรถยนต์ซับคอมแพกต์ไม่สามารถเจาะตลาดได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับการพิจารณาถึงผลกระทบจาก ‘ค่าเงินบาทแข็ง’ และปัจจัยอื่นๆ”

 

นอกจากนี้ แหล่งข่าววงในยังเปิดเผยกับ Nikkei Asia ว่า ก่อนหน้านี้ Suzuki ได้เดินสายทาบทามบริษัทหลายแห่งเพื่อเสนอขายโรงงาน ซึ่งรวมถึงผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอย่าง BYD แต่ท้ายที่สุด Ford เป็นผู้ชนะในดีลนี้เนื่องจากสามารถตกลงเงื่อนไขต่างๆ ได้ลงตัวที่สุด

 

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ทาง Ford Motor ได้มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนไทยถึงการลงนามสัญญาฉบับนี้ เพื่อต้อนรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

 

แถลงการณ์ของ Ford ระบุรายละเอียดของสินทรัพย์ว่า พื้นที่โครงการนี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 412.5 ไร่ (66 เฮกตาร์) พร้อมพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร จุดยุทธศาสตร์สำคัญคือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับโรงงาน ‘ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง’ (FTM) ในปัจจุบัน และตั้งอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี

 

อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ ของ Ford กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การลงทุนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทย ภายในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของ Ford การเข้าซื้อโรงงานจะช่วยเสริมขีดความสามารถและสร้างความยืดหยุ่นในการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ”

 

ด้าน รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ในวาระที่ฟอร์ดกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย การเข้าซื้อโรงงานที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งนี้คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของ Ford ที่มีต่อประเทศไทย” พร้อมระบุว่า Ford ได้ลงทุนสะสมในไทยไปแล้วมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

 

รายงานของ Nikkei Asia ระบุว่า ปัจจุบัน Ford ใช้ฐานการผลิตในไทยสำหรับผลิตรถกระบะขนาดกลางรุ่นยอดนิยมอย่าง Ranger และรถยนต์อเนกประสงค์ Everest เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การได้โรงงานของ Suzuki มาเสริมทัพจึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายการดำเนินงานในอนาคต

 

การเปลี่ยนมือเจ้าของโรงงานครั้งนี้ สะท้อนภาพรวมที่ Nikkei Asia ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง แม้ไทยจะเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่ส่วนแบ่งตลาดของค่ายรถญี่ปุ่นที่เคยสูงถึง 90% ในปี 2563 กลับลดลงเหลือ 69% ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568

 

สวนทางกับค่ายรถยนต์จากจีนอย่าง BYD ที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดและชิงส่วนแบ่งตลาดไปได้ถึง 21% ซึ่งสถานการณ์นี้บีบให้ค่ายรถญี่ปุ่นรายอื่นต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็น Honda ที่ลดกำลังการผลิต, Nissan ที่ยุติสายการผลิตในโรงงานบางแห่ง หรือ Mitsubishi ที่มีแผนจะหยุดการดำเนินงานในโรงงานประกอบรถยนต์หนึ่งในสามแห่งภายในกลางปี 2570

 

ภาพ : Thampapon / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.20 บาท เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Suzuki เทขายโรงงานระยองให้ Ford หลังพ่ายศึกรถจีน ปิดฉากฐานผลิต 14 ปีในไทย สะท้อนจุดเปลี่ยนที่ ‘เจ้าตลาดเดิม’ อยู่ยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z https://thestandard.co/trip-com-group-2026-travel-trends/ Mon, 26 Jan 2026 00:53:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1169312 ภาพกราฟิกแสดงแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์การท่องเที่ยวและธงชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ลอยเด่นสื่อถึงจุดหมายยอดนิยมในรายงาน Trip.com Group ปี 2569

Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจ […]

The post Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์การท่องเที่ยวและธงชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ลอยเด่นสื่อถึงจุดหมายยอดนิยมในรายงาน Trip.com Group ปี 2569

Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากการจองและพฤติกรรมการค้นหา เพื่อวิเคราะห์ถึงจุดหมายปลายทางยอดนิยมและปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือสามประเทศเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศไทย ครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจสูงสุด

 

จากฐานข้อมูลการจองในปี 2569 ยืนยันได้ว่า ‘ญี่ปุ่น’ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และประเทศไทย เลือกเดินทางไปเยือนมากที่สุด โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง ‘โตเกียว’ และ ‘โอซาก้า’ ที่คาดว่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวางแผนจะไปเยือนในปีนี้

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว จุดหมายปลายทางอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสความนิยมของการเดินทางปี 2569 ได้แก่ จีน ประเทศไทย, สหราชอาณาจักร และเวียดนาม เมื่อวิเคราะห์กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักพบว่าเป็นกลุ่ม ‘มิลเลนเนียล’ หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-44 ปี ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการจองทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่ม Gen Z อายุ 15-28 ปี ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของ ‘จีน’ ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางมาแรงด้วยอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย, สิงคโปร์ และประเทศไทย เป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้าสู่จีนมากที่สุด

 

ในส่วนของเมืองยอดนิยมในจีน เมืองเศรษฐกิจอย่าง เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว และเฉิงตู ยังคงได้รับความนิยมสูง ขณะที่เมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่าง ปักกิ่ง, ฮาร์บิน, ฉงชิ่ง, เซินเจิ้น และซีอาน ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลากหลายมิติ

 

กระแสความสนใจในภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวไปถึงนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรป โดยพบว่า จีน, ญี่ปุ่น, ประเทศไทย และตุรกี กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2569 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเดินทางไปจีนจนติดอันดับ Top 10 ของกลุ่มที่เดินทางไปเยือนมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยและตุรกีสามารถครองใจนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันได้เป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

 

รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ โดย ‘สวนสนุก’ ระดับโลกอย่าง Shanghai Disneyland Resort, Hong Kong Disneyland และ Universal Studios Japan ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วเอเชีย นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

 

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อปและศิลปินระดับโลกกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการเดินทาง อาทิ สตูดิโอถ่ายทำ Harry Potter หรือคอนเสิร์ต K-pop ของศิลปินอย่าง SEVENTEEN และ TAEMIN รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวจากแฟรนไชส์ดัง เช่น Jurassic World: The Experience ในประเทศไทย และนิทรรศการ EVANGELION Anniversary Exhibition ในกรุงโตเกียว ล้วนอยู่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว

 

ความสนใจในมหรสพและการแสดงระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที Aladdin the Musical หรือการแสดง Broadway ในนครนิวยอร์ก รวมถึงความบันเทิงสุดล้ำอย่าง The Sphere ในลาสเวกัส และการแสดงน้ำประกอบแสงสีเสียงอย่าง The House of Dancing Water ในมาเก๊า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ความบันเทิงที่หาชมได้ยาก

 

เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการผจญภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์และจีนได้รับความสนใจมากขึ้นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น Milford Sound และ Glowworm Caves ในนิวซีแลนด์ รวมถึง Wulong Karst ในจีน ที่ดึงดูดผู้รักธรรมชาติให้เดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่

 

สำหรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในจีนได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ เช่น Chimelong Safari Park, ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang), ปี้เผิงโกว (Bipenggou) และอุทยานแห่งชาติหวงหลงในมณฑลเสฉวน สถานที่เหล่านี้ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่สมบูรณ์และความแปลกใหม่ของภูมิประเทศที่แตกต่างจากบ้านเกิด

 

ในฝั่งยุโรป นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญอย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในปารีส, มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ในบาร์เซโลนา และมหาวิหาร Grossmünster ในซูริค ยังคงติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจองสูงสุดในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

 

รูปแบบการเดินทางด้วยรถไฟและเรือสำราญก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่ให้ความสนใจกับรถไฟสาย Arashiyama Sagano ในญี่ปุ่นมากขึ้น ในขณะที่เรือสำราญหรูอย่าง Royal Princess Cruise และ Opulence Cruise กลายเป็นตัวเลือกการพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน

 

ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้นักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น โดยตั้งแต่ Trip.com Group เริ่มแสดงสัญลักษณ์กำกับด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ยอดจองรถเช่าไฟฟ้าในนอร์เวย์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น, ไทย, สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

สถิติการเดินทางเมื่อสิ้นปี 2568 พบว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ย 2.4 เที่ยวบินต่อคน และใช้เวลาบินเฉลี่ย 4.6 ชั่วโมงต่อเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อยที่สุดด้วยค่าเฉลี่ยมากกว่า 3 เที่ยวบินต่อคนต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินนานที่สุดเพื่อข้ามทวีปมายังเอเชีย

The post Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมภาษี ‘ชาอึนอู’! สรรพากรเกาหลีเรียกเก็บย้อนหลัง 420 ล้านบาท ต้นสังกัดแจงเป็นข้อโต้แย้งทางกม. เรื่อง ‘สถานะบริษัทครอบครัว’ https://thestandard.co/cha-eunwoo-tax-dispute/ Fri, 23 Jan 2026 11:18:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1168740 ชา อึนอู นักแสดงและสมาชิกวง ASTRO กำลังเผชิญปมภาษี 420 ล้านบาท

‘ชา อึนอู’ (Cha Eun-woo) นักแสดงหนุ่มชื่อดังและสมาชิกวง […]

The post สรุปปมภาษี ‘ชาอึนอู’! สรรพากรเกาหลีเรียกเก็บย้อนหลัง 420 ล้านบาท ต้นสังกัดแจงเป็นข้อโต้แย้งทางกม. เรื่อง ‘สถานะบริษัทครอบครัว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชา อึนอู นักแสดงและสมาชิกวง ASTRO กำลังเผชิญปมภาษี 420 ล้านบาท

‘ชา อึนอู’ (Cha Eun-woo) นักแสดงหนุ่มชื่อดังและสมาชิกวงบอยแบนด์ ASTRO กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีครั้งใหญ่ โดยมีรายงานว่ากรมสรรพากรเกาหลีใต้ (NTS) ได้เรียกเก็บภาษีย้อนหลังและค่าปรับรวมเป็นมูลค่าสูงกว่า 2 หมื่นล้านวอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 420 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการประเมินภาษีที่สูงที่สุดสำหรับคนดังในเกาหลี

 

ข้อมูลจากรายงานของ The Straits Times ระบุรายละเอียดของการสอบสวนว่า สำนักงานภาษีภูมิภาคโซลได้เริ่มดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2025 โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างรายได้ของนักแสดงหนุ่มวัย 28 ปี รายนี้

 

ประเด็นสำคัญอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งก่อตั้งโดยมารดาของชา อึนอู (ระบุชื่อเพียง นางชเว) ซึ่งได้เซ็นสัญญากับ Fantagio ต้นสังกัดปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมบันเทิงของลูกชาย โดยรายได้จากงานในวงการบันเทิงจะถูกแบ่งสรรปันส่วนระหว่างตัวชา อึนอู, บริษัท Fantagio และบริษัทของมารดาตามสัดส่วนที่ตกลงกัน

 

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรเกาหลีใต้สรุปผลการสอบสวนว่า บริษัทดังกล่าวเป็นเพียง ‘บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาบังหน้า’ (Shell Company) ซึ่งไม่ได้มีการดำเนินธุรกิจจริงๆ โดยมีการจดทะเบียนที่ตั้งอยู่บนเกาะคังฮวา ในเมืองอินชอน ซึ่งไม่ใช่สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความบันเทิงแต่อย่างใด

 

ทางการเชื่อว่าบริษัทนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้ชา อึนอู เสียภาษีในอัตราภาษีนิติบุคคลที่ต่ำกว่าประมาณ 20% แทนที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราสูงสุดที่ 45% โดยมีการประเมินว่ากำไรที่บริษัทได้รับนั้นแท้จริงแล้วไหลกลับไปที่ตัวนักแสดงหนุ่ม

 

ข้อมูลจากรายงานของ The Korea Times เปิดเผยท่าทีของต้นสังกัดอย่าง Fantagio ที่ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ข้อโต้แย้งว่า บริษัทที่มารดาของชา อึนอู ก่อตั้งขึ้นนั้น ถือเป็นนิติบุคคลที่มีสถานะเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่”

 

ทางต้นสังกัดยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินชี้ขาด และบริษัทจะเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสม โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการตีความและการบังคับใช้กฎหมายภาษี พร้อมทั้งย้ำว่า “ชา อึนอู และตัวแทนด้านภาษีของเขาจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ตลอดกระบวนการสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด และเขาจะยังคงทำหน้าที่พลเมืองในการยื่นเสียภาษีและปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดในฐานะประชาชนที่เคารพกฎหมาย”

 

ขณะนี้ ฝ่ายกฎหมายของชา อึนอู ได้ยื่นคำร้องขอให้มีการทบทวนการประเมินภาษีก่อนที่จะมีการบังคับใช้ (Pre-assessment review) เพื่อโต้แย้งคำตัดสินของสรรพากร และกำลังอยู่ในระหว่างรอผลการพิจารณา

 

อีกประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชน ตามข้อมูลจากรายงานของ CNA Lifestyle คือเงื่อนงำเรื่องช่วงเวลาในการส่งหนังสือแจ้งเตือน โดยมีรายงานว่า ชา อึนอู ได้เจรจาขอให้กรมสรรพากรชะลอการส่งหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบภาษีอย่างเป็นทางการออกไปก่อน โดยขอให้รอจนกว่าเขาจะเสร็จสิ้นขั้นตอนการรายงานตัวและเข้าประจำการในค่ายทหารเรียบร้อยแล้วจึงค่อยส่งหนังสือมา ซึ่งเขาได้เข้ากรมไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2025 และมีกำหนดปลดประจำการในเดือนมกราคม 2027

 

เรื่องนี้ทำให้ผู้คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาได้รับ ‘อภิสิทธิ์’ และพยายาม ‘หนี’ เข้ากรมเพื่อให้เรื่องเงียบหายไปกว่าจะปลดประจำการ ส่งผลให้กระแสสังคมตีกลับอย่างรุนแรง

 

ผลกระทบจากข้อกล่าวหานี้เริ่มส่งผลต่อหน้าที่การงานแล้ว โดย CNA Lifestyle รายงานเพิ่มเติมว่า แบรนด์สินค้าต่างๆ เริ่มทยอยถอดโฆษณาของเขาออกแล้ว แบรนด์สกินแคร์อย่าง Abib ได้ปรับวิดีโอโปรโมตที่มีชา อึนอู เป็นพรีเซนเตอร์ใน YouTube ให้เป็นส่วนตัว (Private) ทำให้ไม่สามารถรับชมได้ รวมถึงลบโพสต์ที่เกี่ยวข้องใน X (Twitter) และ Instagram ในเกาหลี

 

เช่นเดียวกับธนาคาร Shinhan Bank ที่ได้ปรับวิดีโอบน YouTube และสื่อโซเชียลมีเดียที่มีภาพของนักแสดงหนุ่มให้เป็นส่วนตัวเช่นกัน แม้ว่าเขาจะเพิ่งเริ่มเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับบริการทางการเงินของธนาคารเมื่อต้นปี 2025 ก็ตาม

 

สำหรับขั้นตอนทางกฎหมายในขณะนี้ ข้อมูลจาก CNA Lifestyle ระบุว่า หากคำร้องขอทบทวนการประเมินภาษีได้รับการยอมรับ ชา อึนอู จะไม่ต้องชำระเงินตามยอดที่ถูกประเมิน แต่หากคำร้องถูกปัดตก เขาจำเป็นต้องชำระภาษีพร้อมค่าปรับ แต่อาจยังสามารถโต้แย้งคำตัดสินผ่านช่องทางกฎหมายอื่นๆ ได้ต่อไป

 

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว แฟนคลับส่วนหนึ่งมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพของ Fantagio ที่ล้มเหลวในการปกป้องภาพลักษณ์ศิลปิน ในขณะที่ตัวแทนกฎหมายชี้แจงว่า มารดาของเขาตั้งบริษัทขึ้นเพราะรู้สึกถึงความจำเป็นในการปกป้องกิจกรรมบันเทิงของลูกชายจึงบริหารจัดการด้วยตนเอง

 

หมายเหตุ: ใช้ 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.021 บาท ณ วันที่ 23 มกราคม 2569

 

ภาพ: Stephane Cardinale – Corbis/Corbis via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปปมภาษี ‘ชาอึนอู’! สรรพากรเกาหลีเรียกเก็บย้อนหลัง 420 ล้านบาท ต้นสังกัดแจงเป็นข้อโต้แย้งทางกม. เรื่อง ‘สถานะบริษัทครอบครัว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภชัย เจียรวนนท์ ปรับบทบาท พ้นเก้าอี้ซีอีโอ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ลุย Arise Ventures เต็มตัว ทุ่มซื้อหุ้น TRUE 24.9% ปักธงผู้นำ AI-Cloud ภูมิภาค https://thestandard.co/supachai-chearavanont-arise-ventures-true/ Fri, 23 Jan 2026 04:42:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1168492 ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกลุ่ม Arise Ventures ประกาศแผนลงทุนใน TRUE และมุ่งเน้นธุรกิจ AI-Cloud หลังพ้นตำแหน่งซีอีโอเครือเจริญโภคภัณฑ์

กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise Ventures Group) ซึ่งก […]

The post ศุภชัย เจียรวนนท์ ปรับบทบาท พ้นเก้าอี้ซีอีโอ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ลุย Arise Ventures เต็มตัว ทุ่มซื้อหุ้น TRUE 24.9% ปักธงผู้นำ AI-Cloud ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกลุ่ม Arise Ventures ประกาศแผนลงทุนใน TRUE และมุ่งเน้นธุรกิจ AI-Cloud หลังพ้นตำแหน่งซีอีโอเครือเจริญโภคภัณฑ์

กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise Ventures Group) ซึ่งก่อตั้งและถือหุ้นทั้งหมดโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด ประกาศการลงทุนเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มีความบูรณาการและครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ศุภชัยได้ลงจากตำแหน่งประธานคณะผู้บริหารของเครือเจริญโภคภัณฑ์เพื่อทุ่มเทในการบริหาร Arise Ventures Group กลยุทธ์ของกลุ่ม พอร์ตการลงทุนของ กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ครอบคลุมเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์(AI) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ 

 

โดยกลุ่มบริษัทมีเป้าหมายในการยกระดับการเปลี่ยนผ่านเชิงดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งภูมิภาค

 

บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ถือหุ้นทั้งหมด ได้ดำเนินก้าวสำคัญในธุรกิจกลุ่มโทรคมนาคม โดยได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นจำนวน 24.95% ในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศไทย จาก Telenor Thailand Investments Pte Ltd

 

ศุภชัย มีบทบาทสำคัญในการนำและบุกเบิกการพัฒนาธุรกิจของทรู คอร์ปอเรชั่น มาอย่างต่อเนื่อง การลงทุนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ต่อการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ คุณภาพการให้บริการในระดับสูง และศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของทรู คอร์ปอเรชั่น โดยมี ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ามาดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด

 

ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นดังกล่าว บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด จะมีบทบาทสนับสนุนการเร่งรัดการดำเนินกลยุทธ์ของทรู คอร์ปอเรชั่น โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมนวัตกรรม ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาวินัยในการสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นผ่านการจ่ายเงินปันผล ท่ามกลางภูมิทัศน์ดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้นำในยุคการปฏิวัติดิจิทัล

 

นอกเหนือจากการลงทุนในภาคโทรคมนาคมแล้ว กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ยังคงถือครองสัดส่วนการลงทุนที่มีนัยสำคัญในบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ ซึ่งเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของประเทศไทย โดยบริษัทดังกล่าวก่อตั้งขึ้นโดยศุภชัยในปี 2558 แอสเซนด์ มันนี่ ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนับเป็นพัฒนาการที่สำคัญของภาคธุรกิจการเงินไทย

 

ด้วยพัฒนาการดังกล่าว ศุภชัยมีวิสัยทัศน์ให้กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง และมีความมั่นคงปลอดภัยทางการเงินที่ดียิ่งขึ้น

 

กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ยังถือครองสัดส่วนการลงทุนที่สำคัญในทรูไอดีซี ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยศุภชัยในปี 2558 ผ่านทรูไอดีซี กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค และมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับภูมิภาค

 

วิสัยทัศน์ของศุภชัยต่อกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป มีความชัดเจน คือ การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจและประชาชน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงปัญญาประดิษฐ์ คลาวด์คอมพิวติ้ง บริการทางการเงิน และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ตั้งเป้าที่จะมีส่วนสำคัญในการพลิกโฉมภูมิทัศน์ด้านเทคโนโลยีและการเงินของประเทศไทย รวมทั้งในระดับภูมิภาค

The post ศุภชัย เจียรวนนท์ ปรับบทบาท พ้นเก้าอี้ซีอีโอ ‘เครือเจริญโภคภัณฑ์’ ลุย Arise Ventures เต็มตัว ทุ่มซื้อหุ้น TRUE 24.9% ปักธงผู้นำ AI-Cloud ภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน 5 พรรคการเมือง เร่งฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย https://thestandard.co/parties-tourism-recovery-policy/ Thu, 22 Jan 2026 05:50:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1168007 นโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยวจาก 5 พรรคการเมือง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน 5 พรรคการเมือง เร่งฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบายฟื้นฟูการท่องเที่ยวจาก 5 พรรคการเมือง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย และหล่อเลี้ยงแรงงานนับล้าน แต่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น บวกกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ทำให้ภาคท่องเที่ยวไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศต้องเร่งแก้ไข

 

ศึกเลือกตั้ง 2569 นโยบายท่องเที่ยวของพรรคการเมืองใหญ่จึงงัดทีเด็ดที่แตกต่างกัน ซึ่งภาพใหญ่ทุกพรรคเห็นพ้องกระจายท่องเที่ยวเมืองหลักสู่เมืองรอง โดยเพื่อไทยชูภาพใหญ่ ดันไทยเป็นฮับโลกด้าน Wellness คอนเสิร์ตและอีเวนต์ 

 

ขณะที่ประชาธิปัตย์เน้นปลดล็อกกฎหมาย หนุนภาคเอกชน สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ส่วนพรรคประชาชน มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ปราบทุนเทา นอมินี ขณะที่ภูมิใจไทยและพลังประชารัฐงัดกองทุน เน้นกระตุ้นรายได้ชุมชน 

 

THE STANDARD WEALTH เปรียบเทียบ ‘ทิศทางนโยบาย’ ที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยของ 5 พรรคการเมือง พรรคไหนให้ความสำคัญเรื่องอะไรบ้าง

 


 

พรรคการเมืองนโยบายท่องเที่ยว

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบายเร่งด่วน 5 พรรคการเมือง เร่งฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Flash Express ยันธุรกิจไทยยังแกร่ง ปม ‘ปิดมาเลย์’ เป็นแผนปรับโครงสร้าง ย้ำไม่กระทบลูกค้าในประเทศ รับสมรภูมิขนส่งกำลังเดือด https://thestandard.co/flash-express-thailand-business-strong/ Thu, 22 Jan 2026 04:53:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1168056 โลโก้ Flash Express และพัสดุ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ […]

The post Flash Express ยันธุรกิจไทยยังแกร่ง ปม ‘ปิดมาเลย์’ เป็นแผนปรับโครงสร้าง ย้ำไม่กระทบลูกค้าในประเทศ รับสมรภูมิขนส่งกำลังเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Flash Express และพัสดุ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของ แฟลช เอ็กซ์เพรส บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย จากผลพวงการปิดบริการในมาเลเซีย

 

แฟลช เอ็กซ์เพรส ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยยังมีศักยภาพในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการยุติการดำเนินงานในประเทศมาเลเซีย รวมถึงสถานการณ์สินค้าล้นคลังที่สะสมมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา

 

“อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเต็มระบบเพื่อบริหารจัดการคลังสินค้าให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด” แฟลช เอ็กซ์เพรส ระบุ

 

สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเซาธ์ อีส เอเชีย แฟลช เอ็กซ์เพรส ยืนยันว่าทุกกระบวนการยังคงดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งด้านบุคลากร ระบบโลจิสติกส์ และการให้บริการลูกค้า โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความเชื่อมั่นของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

 

นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในปัจจุบันมีระดับการแข่งขันที่สูงส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรและทรัพยากรในตลาดแรงงาน รวมถึงการดึงตัวพนักงานระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม แฟลช เอ็กซ์เพรส ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และได้มีการขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรทุกท่านที่ยังคงให้ความไว้วางใจและสนับสนุน

 

โดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเร่งแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสื่อสารความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งในประเทศไทยและต่างประเทศยังคงมีความแข็งแกร่งมีเสถียรภาพ และพร้อมเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย และกระแสกดดันในช่วงเวลานี้

 

ปัจจุบัน แฟลช เอ็กซ์เพรส ในประเทศไทยมีพนักงานกว่า 40,000 คน มีคลังคัดแยกและศูนย์กระจายสินค้า 66 แห่ง มีรถขนส่งพัสดุทุกประเภทมากกว่า 50,000 คัน มีจุดให้บริการรับส่งพัสดุ และจุดบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ และร้านค้าทั่วประเทศมากกว่า 25,000 แห่ง

The post Flash Express ยันธุรกิจไทยยังแกร่ง ปม ‘ปิดมาเลย์’ เป็นแผนปรับโครงสร้าง ย้ำไม่กระทบลูกค้าในประเทศ รับสมรภูมิขนส่งกำลังเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาปี 2026: ‘The Great IPO Wave’ เมื่อยูนิคอร์นระดับโลกพร้อมใจพาเหรดเข้าตลาดหุ้น https://thestandard.co/2026-great-ipo-wave-unicorns/ Wed, 21 Jan 2026 07:58:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1167726 จับตาปี 2026: ‘The Great IPO Wave’ เมื่อยูนิคอร์นระดับโลกพร้อมใจพาเหรดเข้าตลาดหุ้น

โลกการเงินในปี 2026 กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้ […]

The post จับตาปี 2026: ‘The Great IPO Wave’ เมื่อยูนิคอร์นระดับโลกพร้อมใจพาเหรดเข้าตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาปี 2026: ‘The Great IPO Wave’ เมื่อยูนิคอร์นระดับโลกพร้อมใจพาเหรดเข้าตลาดหุ้น

โลกการเงินในปี 2026 กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อบรรดาสตาร์ตอัปและแพลตฟอร์ม ‘Big Names’ ที่แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา กำลังเตรียมเคลื่อนทัพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

 

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกจะเผชิญกับคลื่นลมที่ผันผวน แต่ท่ามกลางวิกฤตกลับมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยืนหยัดเป็น ‘New Engine’ ของโลกอย่าง AI, Deep Tech และ Aerospace ที่ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่สร้างผลตอบแทนที่พิสูจน์ได้จริงในระดับหลักสิบถึงหลักร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ในปีนี้ โอกาสในการเป็น ‘เจ้าของ’ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกกำลังจะมาถึงมือคุณ THE STANDARD WEALTH ชวนสำรวจรายชื่อ 8 สตาร์ตอัปทรงอิทธิพลที่จ่อคิว IPO ในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น:

 

  • OpenAI: ผู้จุดพลุสงคราม Generative AI กับก้าวสำคัญสู่ตลาดทุน
  • SpaceX: อาณาจักรเทคโนโลยีอวกาศภายใต้วิสัยทัศน์ของ Elon Musk
  • ByteDance: บริษัทแม่ของ TikTok Juggernaut แห่งโลกโซเชียลมีเดีย
  • Canva: แพลตฟอร์มดีไซน์ที่กำลังเขย่าวงการ Creative Tech ทั่วโลก

 

THE STANDARD WEALTH พาสำรวจ 8 สตาร์ตอัปชื่อดังที่กำลังจะกลายเป็น ‘Big Move’ ของปีนี้

 


 

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

 

อ้างอิง:

The post จับตาปี 2026: ‘The Great IPO Wave’ เมื่อยูนิคอร์นระดับโลกพร้อมใจพาเหรดเข้าตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Salad Factory แตกไลน์โมเดลใหม่ ‘Sunny Side Up’ ปั้น All Day Diner รับเทรนด์ Rest to Run https://thestandard.co/salad-factory-sunny-side-up/ Wed, 21 Jan 2026 03:27:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1167600 ภาพโลโก้ Salad Factory และ Sunny Side Up แบรนด์ใหม่

การขยับตัวครั้งใหม่ของ สลัดแฟคทอรี่ (Salad Factory) ภาย […]

The post Salad Factory แตกไลน์โมเดลใหม่ ‘Sunny Side Up’ ปั้น All Day Diner รับเทรนด์ Rest to Run appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Salad Factory และ Sunny Side Up แบรนด์ใหม่

การขยับตัวครั้งใหม่ของ สลัดแฟคทอรี่ (Salad Factory) ภายใต้การบริหารของ กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองรับต้นปี เมื่อแบรนด์ตัดสินใจก้าวข้ามกรอบเดิมของร้านอาหารเพื่อสุขภาพ สู่การเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ในชื่อ ‘Sunny Side Up’ ที่มาพร้อมคอนเซปต์ Rest to Run ซึ่งเป็นการตีความพื้นที่ร้านอาหารรูปแบบใหม่ให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่รับประทานอาหาร แต่คือจุดพักผ่อนเพื่อรีชาร์จพลังชีวิตให้ผู้บริโภค

 

ปิยะ ดั่นคุ้ม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ ฉายภาพว่า การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ครั้งนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ที่มากกว่าความอิ่ม

 

“เราพัฒนาแบรนด์นี้ขึ้นจากโอกาสความร่วมมือในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างพื้นที่ที่เป็นมากกว่าที่พักค้างคืน แต่เป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนและเพิ่มเอนเนอร์จี้ผ่านอาหารที่มีคุณภาพ”

 

โมเดลธุรกิจของ Sunny Side Up ถูกวางตำแหน่งให้เป็น All Day Diner ในบรรยากาศสไตล์อเมริกันที่เข้าถึงง่าย โดยเลือกปักหมุดสาขาแรกที่ Go Hotel สุวรรณภูมิ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายทั้งกลุ่มนักเดินทางที่มองหาอาหารรสชาติถูกปากก่อนหรือหลังการเดินทาง และกลุ่มผูอยู่อาศัยในโซนลาดกระบัง–สุวรรณภูมิ ครอบคลุมตั้งแต่มนุษย์ออฟฟิศไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่

 

จุดเด่นที่ทางแบรนด์นำเสนอคือความยืดหยุ่นของเมนูที่รองรับทุกช่วงเวลา ตั้งแต่กลุ่มคนตื่นเช้าหรือสายสุขภาพที่มองหา ‘All Day Breakfast’ ไปจนถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ช่วงค่ำที่ต้องการมื้ออาหารผ่อนคลายหลังเลิกงาน

 

โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ ‘Side Bar Buffet’ ซึ่งรวบรวมสลัดบาร์ ซุป และเครื่องเคียงสไตล์เอเชียนแบบเติมไม่อั้น รวมถึงกิมมิกอย่างน้ำพริกแบบไทยที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับลูกค้าต่างชาติ

 

การแตกไลน์ธุรกิจในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญของ Salad Factory ในการขยายฐานลูกค้าเข้าสู่เซกเมนต์ที่กว้างขึ้น โดยใช้จุดแข็งด้านอาหารมาผสานกับทำเลศักยภาพอย่างโรงแรม เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวและเติมเต็มระบบนิเวศทางธุรกิจให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

The post Salad Factory แตกไลน์โมเดลใหม่ ‘Sunny Side Up’ ปั้น All Day Diner รับเทรนด์ Rest to Run appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda รีแบรนด์! เปิดตัว “H Mark” โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 https://thestandard.co/honda-rebranding-new-h-mark-logo/ Wed, 21 Jan 2026 02:25:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1167574 Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027

Honda Motor Co., Ltd. ประกาศเปิดตัว ‘H Mark’ โลโก้ดีไซน […]

The post Honda รีแบรนด์! เปิดตัว “H Mark” โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027

Honda Motor Co., Ltd. ประกาศเปิดตัว ‘H Mark’ โลโก้ดีไซน์ใหม่ สำหรับธุรกิจยานยนต์ทั่วโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2026 โดยนับเป็นความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ใหม่ในการเร่งเครื่องสู่ ‘ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า’ และเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

 

ดีไซน์ใหม่สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ขอบเขต

 

Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 1

เครื่องหมาย H ใหม่ ที่สื่อถึงธุรกิจรถยนต์ของ Honda

 

โลโก้ H mark เวอร์ชันใหม่ได้รับการออกแบบให้มีความเรียบง่ายในสไตล์ 2D โดยไม่มีกรอบสี่เหลี่ยมแบบเดิม ดีไซน์ของตัว H ถูกปรับให้เปรียบเสมือน ‘มือทั้งสองข้างที่ยื่นออกไป’ (Two outstretched hands) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความมุ่งมั่นของ Honda ในการขยายขอบเขตความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้านการเดินทาง (Mobility) พร้อมกับความตั้งใจที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอย่างจริงใจ

 

แผนการปรับใช้เชิงพาณิชย์

 

Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 2

Honda 0 Series

 

โลโก้ใหม่จะถูกนำไปใช้กับ ‘ยานยนต์ยุคใหม่’ เป็นกลุ่มแรก ตามแผนงานที่กำหนดไว้ ซึ่งจะยังไม่มีการเปลี่ยนไปใช้กับรถทุกรุ่นในทันที

 

  • เริ่มต้นปี 2027: จะเริ่มใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ โดยเฉพาะตระกูล Honda 0 Series และรถยนต์ไฮบริด (HEV) รุ่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
  • ครอบคลุมทุกช่องทาง: เตรียมปรับเปลี่ยนโลโก้ในทุกช่องทางการสื่อสาร ทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ และสื่อการตลาด เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วโลก

 

ความสำคัญเชิงธุรกิจ

 

Honda รีแบรนด์ เปิดตัว H Mark โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 3

ภาพจาก: https://1000logos.net/honda-logo/

 

การรีแบรนด์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการประกาศจุดยืนครั้งสำคัญต่อ นักลงทุนและตลาดโลก ว่า Honda พร้อมแล้วที่จะทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อชิงส่วนแบ่งใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว การออกแบบโลโก้ที่กลับไปสู่รากฐานเดิมแต่ยังผสานความทันสมัย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีและทิศทางใหม่ขององค์กร

 

อ้างอิง:

The post Honda รีแบรนด์! เปิดตัว “H Mark” โลโก้ใหม่ เตรียมใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และความขัดแย้งกัมพูชา https://thestandard.co/thai-tourism-decline-chinese-scams-cambodia/ Wed, 21 Jan 2026 02:01:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1167554 อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ […]

The post อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และความขัดแย้งกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงในปี 2025 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ร่วงลงถึง 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา

 

บรรยากาศบนท้องถนนย่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารในกรุงเทพฯ ซึ่งตามปกติจะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูปในชุดไทย กลับเงียบเหงาจนแทบร้างผู้คนในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในระดับผู้ประกอบการรายย่อย

 

เจ้าของร้านเช่าชุดไทยรายหนึ่งกล่าวด้วยความกังวลกับ Nikkei Asiaว่า “เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อ 2 ปีครึ่งที่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงไปประมาณ 60% เราลดราคาลงแล้วเพราะไม่มีลูกค้า แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้”

 

ขณะที่เจ้าของร้านน้ำผลไม้ในละแวกเดียวกันเปิดเผยว่า ยอดขายตกลงไปราว 40% จากปีที่แล้ว และสถานการณ์กำลังเข้าขั้นวิกฤต “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีก 3 หรือ 6 เดือน ร้านนี้คงอยู่ไม่ได้ ผมอยากให้รัฐบาลทำให้เห็นว่าที่นี่เป็นประเทศที่ปลอดภัย”

 

ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านค้าขนาดเล็ก แต่ยังลามไปถึงผลประกอบการของบริษัทขนาดยักษ์ โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งบริหารสนามบินหลัก 6 แห่ง รายงานกำไรสุทธิสำหรับปีสิ้นสุดเดือนกันยายนลดลง 6% เหลือ 1.81 หมื่นล้านบาท

 

แม้ธุรกิจการบินจะเติบโตขึ้นจากการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน แต่รายได้จากค่าธรรมเนียมสิทธิการดำเนินงานร้านค้าปลอดภาษีและธุรกิจอื่นๆ กลับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากการหายไปของนักท่องเที่ยวจีน ในขณะที่รายได้รวมของบริษัทขยับขึ้นเพียง 1% อยู่ที่ 6.85 หมื่นล้านบาท

 

ด้านการบินไทย รายได้ร่วงลง 23% เมื่อเทียบรายปี เหลือ 4.44 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิดิ่งลงถึง 65% เหลือเพียง 4.4 พันล้านบาท ในไตรมาสเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เนื่องจากการลดลงของผู้โดยสารและรายได้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเอเชีย เอวิเอชั่น ผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย พลิกขาดทุน 875 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรสุทธิ 3.44 พันล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นอกจากปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ความปลอดภัย ปัจจัยลบอื่นๆ ที่ฉุดรั้งการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็น 20% ของ GDP ไทย ได้แก่ เงินบาทที่แข็งค่า, ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความรุนแรง และเหตุน้ำท่วมในภาคใต้

 

ยูจิ คาโตะ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการจากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “การลดลงนี้มากกว่าที่คาดไว้ ประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งนี้จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางเครดิตและกำลังซื้อของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย”

 

ธุรกิจโรงแรมเองก็เจ็บหนักไม่แพ้กัน ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ซึ่งเน้นตลาดระดับกลาง รายงานกำไรสุทธิลด 54% เหลือเพียง 57 ล้านบาท ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ส่วนเครือใหญ่อย่าง ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีรายได้ลด 1% ในไตรมาสเดียวกัน

 

ผู้ประกอบการต่างเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด มีรายงานว่าไทยแอร์เอเชียได้ลดเที่ยวบินไป-กลับจีนในตารางบินฤดูหนาวปี 2025-26 และหันไปเพิ่มเที่ยวบินอินเดียแทน ส่วนเอราวัณ กรุ๊ป วางแผนขยายธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดในต่างประเทศภายในปี 2030 โดยมุ่งเน้นไปที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ พร้อมตั้งเป้าดึงลูกค้าจากยุโรป, อินเดีย และตะวันออกกลาง เพื่อลดการพึ่งพาตลาดไทย

 

แม้รัฐบาลไทยจะตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อีก 10% เป็น 36.7 ล้านคน แต่ผลสำรวจของสมาคมโรงแรมไทยพบว่า ผู้ประกอบการโรงแรมราวครึ่งหนึ่งคาดการณ์ว่ายอดนักท่องเที่ยวปี 2026 จะทรงตัวอยู่ที่ระดับเดียวกับปีที่แล้วคือ 33 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม คาโตะมองว่าแม้แนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวจะยังเป็นขาขึ้นในปีนี้ แต่ไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ระยะยาว “เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (ซึ่งเป็นจุดที่รูปแบบการเติบโตด้วยแรงงานราคาถูกมาถึงทางตัน) ประเทศควรผนวกการท่องเที่ยวเข้ากับภาคส่วนอื่นๆ เช่น การดูแลสุขภาพและความบันเทิง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว”

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

 

The post อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซวนเซ นักท่องเที่ยวจีนหายวูบ 30% ท่ามกลางปัญหาเรื้อรังเรื่อง ‘แก๊งต้มตุ๋น’ และความขัดแย้งกัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิด บ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย https://thestandard.co/bts-opens-affordable-homes-16m-thais/ Tue, 20 Jan 2026 02:10:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166808 คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)  ร่วม […]

The post คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิด บ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิดบ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)  ร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อ ‘บ้านชาวไทย’ ขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย-เริ่มต้นทำงานสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายๆ ด้วยข้อจำกัดของรายได้และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยากขึ้นกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึงราว 50% ยิ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมได้ และต้องวนเวียนอยู่กับการเช่าที่อยู่อาศัยระยะยาวโดยไม่มีสินทรัพย์เป็นของตนเอง

 

จากปัจจัยดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้ชื่อ ‘บ้านชาวไทย’ ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ แต่เป็นกลไกในการขยายโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและผู้เริ่มต้นทำงานสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง โดยได้เปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการบ้านชาวไทยนับเป็นการกลับมาลงสนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจังในรอบกว่า 30 ปี หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีประสบการณ์ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงเป็นเวลาหลายปี ก่อนกลับประเทศไทยและพลิกบทบาทมาบุกเบิกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการตัดสินใจลงทุนในระบบรถไฟฟ้าเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในระยะยาว ซึ่งนับแต่นั้นบริษัทก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลักมาโดยตลอด

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากกรุงเทพมหานครได้ชำระหนี้คืนแล้ว ทำให้บริษัทมีศักยภาพในการต่อยอดโครงการใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง จึงตัดสินใจทุ่มงบลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการบ้านชาวไทย โดยแนวคิดของโครงการถูกพัฒนาขึ้นภายในเวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้น จากการตั้งคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้คนที่เพิ่งจบการศึกษา ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่จำเป็นต้องเช่าอยู่อาศัยเพราะไม่สามารถกู้สินเชื่อผ่าน สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพได้จริง

 

โครงการ ‘บ้านชาวไทย’

 

ทั้งนี้ในระยะแรก โครงการบ้านชาวไทย จะเริ่มพัฒนาใน 3 ทำเลหลัก ประกอบด้วย

 

  • ทำเลศรีนครินทร์ ใกล้สถานีศรีเอี่ยม ภายใต้โครงการนำร่อง D:CODE SRI NAKARIN บนพื้นที่ 42 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวนประมาณ 24 อาคาร รวม 4,150 ยูนิต ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเพียง 300 เมตร
  • ทำเลปทุมธานี บริเวณคลองหลวง ภายใต้โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ทำเลธนาซิตี้ จังหวัดสมุทรปราการ ย่านถนนบางนา–ตราด ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและศูนย์การค้าต่างๆ

 

สำหรับโครงการแรกจะปักหมุดที่ศรีนครินทร์ จะมีรูปแบบห้องพักให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 30 ตารางเมตร 45 ตารางเมตร และ 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 1.6 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงเดือนกันยายน 2569 และแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 โดยโครงการทั้งหมดจะเปิดขายให้เฉพาะผู้ถือสัญชาติไทยเท่านั้น

 

นอกจากนี้ หลังจากเปิดให้ลงทะเบียน หากมีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก บริษัทจะใช้วิธีจับสลาก โดยกำหนดให้ 1 บัตรประชาชนต่อ 1 สิทธิ์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง และในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าว่าโครงการบ้านชาวไทยจะไม่จำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่จะขยายไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยแต่ละโครงการจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

 

ในด้านการขอสินเชื่อ ธนาคารอาคารสงเคราะห์จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การให้คำปรึกษาไปจนถึงการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของผู้ซื้อ โดยอัตราดอกเบี้ยจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับลักษณะโครงการและสภาวะตลาดในช่วงเวลานั้น เบื้องต้นประเมินว่าถ้าซื้อราคาเริ่มต้น ยอดผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 – 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไป

 

คีรี กล่าวต่อว่า ในตัวโครงการตนเป็นผู้ออกแบบแนวคิดด้วยตนเองทั้งหมด และสามารถตั้งราคาขายได้ต่ำกว่าตลาดไม่ต่ำกว่า 25% โดยยืนยันว่าราคาที่เข้าถึงได้ไม่ได้เกิดจากการลดคุณภาพหรือวัสดุก่อสร้าง แต่เกิดจากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ โครงการยังคงเลือกใช้วัสดุเกรด A พร้อมกับมีระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร

 

ขณะเดียวกัน โครงการบ้านชาวไทย ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขายคอนโดมิเนียมในเชิงพาณิชย์แบบเดิม หากเป็นคอนโดทั่วไปอาจไม่ได้รับความสนใจในระดับนี้ แม้ชื่อโครงการจะไม่หวือหวา แต่สะท้อนเป้าหมายที่ชัดเจนของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้านที่อยู่อาศัยของคนไทย โดยย้ำว่าโครงการนี้ไม่ใช่การทำเพื่อขาดทุน แต่เป็นการยอมลดอัตรากำไรลง เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า สถานะการเงินของบริษัทยังแข็งแกร่งและยังมีเงินสดในมือระดับหลายหมื่นล้านบาท และไม่มีภาระหนี้ผูกพัน แม้ก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครจะเคยค้างชำระค่าจ้างเดินรถไฟฟ้ามานานกว่า 3 ปี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านบาท แต่บริษัทก็ยังคงให้บริการเดินรถแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความมั่นคงของบริษัทได้อย่างชัดเจน

The post คนไทยกู้ยาก ‘บีทีเอส’ เปิด บ้านชาวไทย ราคาเริ่ม 1.6 ล้าน ช่วยวัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุกไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน https://thestandard.co/crg-secures-rights-hanam-bbq-thailand/ Mon, 19 Jan 2026 11:38:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1166869 CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุก ไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน

ซีอาร์จี เดินหน้าเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วยการคว้าสิ […]

The post CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุกไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุก ไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน

ซีอาร์จี เดินหน้าเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วยการคว้าสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ ‘Hanam BBQ’ ร้านปิ้งย่างระดับพรีเมียมจากเกาหลีใต้เข้ามาทำตลาด รองรับดีมานด์ของผู้บริโภคชาวไทยที่ยังคงให้ความนิยมในวัฒนธรรมการกินแบบเกาหลีอย่างต่อเนื่อง

 

หากเจาะลึกไปที่ตัวเลขมูลค่าตลาดร้านอาหารในไทยปี 2568 จะพบว่ามีมูลค่ารวมสูงถึง 5.72 แสนล้านบาท โดยเฉพาะตลาดปิ้งย่างที่มีมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาดอาหารเกาหลีเองก็มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และยังเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี

 

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าโอกาสทางธุรกิจยังคงเปิดกว้าง แม้การแข่งขันในสมรภูมิปิ้งย่างจะดุเดือดเพียงใดก็ตาม

 

ณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ระบุว่า “ซีอาร์จี มองว่าตลาดอาหารเกาหลีและปิ้งย่างยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพสูง ทั้งในแง่ขนาดตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การเข้าลงทุนใน Hanam BBQ จึงเป็นการเสริมพอร์ตแบรนด์ปิ้งย่างของซีอาร์จีให้แข็งแรงและครบมิติมากยิ่งขึ้น”

 

ความน่าสนใจของ ‘Hanam BBQ’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Hanam Pig คือการเป็นแบรนด์ปิ้งย่างที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ด้วยสาขากว่า 200 แห่ง และยังมีภาพจำที่แข็งแรงจากการปรากฏอยู่ในซีรีส์ดังหลายเรื่อง จนกลายเป็น Soft Power ที่สร้างการจดจำในระดับสากล พร้อมทั้งมีการขยายสาขาไปแล้วในหลายประเทศทั้งมาเลเซีย, ญี่ปุ่น และกำลังมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา

 

“นอกเหนือจากความแข็งแกร่งของแบรนด์แล้ว กระแสวัฒนธรรมเกาหลีที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคอนเทนต์ บันเทิง และไลฟ์สไตล์ ถือเป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้อาหารเกาหลียังคงได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงรสชาติ แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความแตกต่าง และความเป็นต้นตำรับ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดไทย”

 

สำหรับแผนการรุกตลาดในประเทศไทย ซีอาร์จีเตรียมเปิดสาขาแรกในช่วงกลางปี 2569 โดยวางเป้าหมายการขยายสาขาเฉลี่ยปีละ 2–3 แห่ง เพื่อให้ครบ 10 สาขาภายในระยะเวลา 3–5 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าแบรนด์ในพอร์ตได้กว่า 300 ล้านบาท

The post CRG คว้าสิทธิ์ ‘Hanam BBQ’ ร้านหมูย่างในซีรีส์ดังที่มี 200 สาขาจากเกาหลีบุกไทย เสริมพอร์ต ชิงเค้กปิ้งย่าง 1.2 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] https://thestandard.co/mqdc-capital-2500m-plan-sales/ Thu, 15 Jan 2026 04:30:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1165167 MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS]

MQDC บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรช […]

The post MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS]

MQDC บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี ขยายบทบาทจาก ‘ผู้พัฒนาอสังหาฯ’ สู่การเป็น ‘ผู้สร้างเมือง’ พร้อมประกาศเพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท เมื่อ 14 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วมูลค่าทั้งสิ้นเป็นจำนวน 21,300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ พร้อมวางแผนนำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่เน้นความเป็นอยู่ที่ดีด้าน Sustainability Biodiversity และ Longevity Living ให้กับคนทุกเจเนอเรชั่น รุกตลาด City Development ทั่วโลก

 

MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] 1

 

  • เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท รองรับการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์

 

วัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อรองรับการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ ทั้งโครงการที่พักอาศัยและโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ต่างๆ ให้แล้วเสร็จ ตามแผนธุรกิจระยะ 3 ปี

 

ที่ผ่านมา MQDC ตระหนักถึงความผันผวนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงได้ทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียน ตั้งแต่ปี 2567 – 2568 เป็นจำนวน 2,844 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกันได้มีการชำระคืนหุ้นกู้ในปี 2567 – 2568 เป็นจำนวนรวม 42,498 ล้านบาท และได้มีการออกหุ้นกู้ใหม่จำนวน 20,026 ล้านบาท ซึ่งเป็นแผนกลยุทธการออกหุ้นกู้และการกำหนดระยะเวลาการไถ่ถอน ให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจและสภาวะตลาด บริษัทฯ ยังดำเนินการตามแผนกลยุทธในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ

 

  • เร่งขาย-โอนโครงการแล้วเสร็จ เพิ่มรายได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

3 ปีนับจากนี้ MQDC ตั้งเป้าเร่งโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้แล้วเสร็จพร้อมโอน โดยโครงการต่างๆ ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อ (Project Finance) จากสถาบันการเงิน เช่น โครงการที่พักอาศัยภายในเดอะ ฟอเรสเทียส์ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์และโครงการมัลเบอร์รี โกรฟ สุขุมวิทที่กำลังดำเนินการสร้างต่อให้แล้วเสร็จ รวมทั้งโครงการคลาวด์ อีเลฟเว่น (Cloud 11) ฮัปแห่งใหม่สำหรับวงการครีเอทีฟที่ได้รับสินเชื่อจากธนาคารกรุงเทพ คาดว่าบริษัทฯ จะสามารถรับรู้รายได้จากโครงการต่าง ๆ ที่แล้วเสร็จในปี 2569

 

สำหรับโครงการที่เปิดตัวไปแล้วและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างโครงการวิสซ์ดอม คราฟท์ สามย่านที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารทิสโก้จะเดินหน้าพัฒนาโครงการต่อในปี 2569

 

  • รุกตลาด City Development ทั่วโลก

 

แนวทางการเพิ่มรายได้ของ MQDC เป็นการนำความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่รวมถึงการพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการรับงานที่ปรึกษาพัฒนาเมือง City Development ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นในเรื่องของSustainability Biodiversity และ Longevity Living ซึ่งจะกลายเป็น New S-Curve ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทในอนาคต

 

  • เสริมแกร่งความเชี่ยวชาญด้าน ‘Longevity Living’

 

MQDC ต่อยอดความสำเร็จด้าน Longevity Living จากการทำโครงการ The Aspen Tree ที่อยู่อาศัยของผู้สูงวัยพร้อมทั้งศูนย์สุขภาพและสมอง ที่จับมือกับ Baycrest ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมองด้วยประสบการณ์มากกว่า 105 ปีจากประเทศแคนาดา ในการสร้างที่อยู่อาศัยพร้อมทั้งศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center) คลินิคเวชศาสตร์ผู้สูงวัย ศูนย์กายภาพบำบัด ศูนย์บริการดูแลผู้สูงวัยแบบระยะยาวสำหรับผู้ที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด โดยจะนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพจากต่างประเทศปรับให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย พร้อมทั้งเสริมด้าน Lifespan และ Healthspan ควบคู่กันไป

 

  • สร้างรายได้ยั่งยืนด้วย ‘Recurring Income’

 

MQDC ยังวางรากฐานการเงินให้แข็งแกร่งด้วยการขยายธุรกิจ โรงแรม, เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และอสังหาฯ ให้เช่า เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) ให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ลดความผันผวนของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะยาว โดยบริษัทยังคงบริหารจัดการสินทรัพย์และการให้บริการในระดับคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย

 

MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] 2

 

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานกรรมการบริหารร่วมและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-Chairman Co- CEO) MQDC กล่าวว่า “การมองเกมยาวของ MQDC เรา พิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 1-3 ปีจากนี้ มั่นใจว่าแผนการดำเนินงานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและนักลงทุนที่ให้ความไว้วางใจเสมอมา”

The post MQDC เพิ่มทุน 2,500 ล้านบาท กางแผน 3 ปี เร่งขาย-โอนโครงการ รับงานพัฒนาเมืองทั้งในและต่างประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนักเวียดนาม-จับมือ DHL ปั้นรายได้ใหม่ https://thestandard.co/bjc-bigc-ipo-vietnam-dhl/ Wed, 14 Jan 2026 07:11:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1165113 BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนัก **เวียดนาม**-จับมือ **DHL** ปั้นรายได้ใหม่

หัวเรือใหญ่ BJC ประเมินกำลังซื้อครึ่งปีแรกยังไม่ฟื้น ผู […]

The post BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนักเวียดนาม-จับมือ DHL ปั้นรายได้ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนัก **เวียดนาม**-จับมือ **DHL** ปั้นรายได้ใหม่

หัวเรือใหญ่ BJC ประเมินกำลังซื้อครึ่งปีแรกยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย แย้มจะไม่นำบิ๊กซีเข้าตลาดหุ้นแล้ว หลังมองเห็นแต่ปัจจัยลบรอบด้าน พร้อมเดินหน้าเพิ่มน้ำหนักลงทุนในเวียดนาม รับเป็นตลาดที่โตมหาศาล พร้อมจับมือ DHL โลจิสติกส์ ปั้นรายได้ใหม่รับตลาดเฮลแคร์บูมต่อเนื่อง

 

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด เน้นใช้จ่ายเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของใช้และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ซึ่งสวนทางกับการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้ามูลค่าสูงที่ยังชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

โดยปัจจัยกดดันดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน รวมถึงต้นทุนค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การตัดสินใจจับจ่ายของผู้บริโภคเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น ภายใต้ปัจจัยนี้ธุรกิจค้าปลีกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการประคองตัวและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการเร่งขยายธุรกิจเชิงรุกเหมือนในช่วงที่เศรษฐกิจเอื้อมากกว่านี้

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ มองว่า โครงการอย่าง ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ เนื่องจากวงเงินที่จำกัดและการกระจายเม็ดเงินไปสู่ร้านค้ารายย่อยเป็นหลัก ส่วนมาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีขีดจำกัดเช่นกัน

 

โดยภาคเอกชนมองว่า หากรัฐบาลเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการคนละครึ่ง จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วและเกิดการหมุนหลายรอบมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง

 

แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่บิ๊กซียังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยในปีนี้บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ประมาณ 5,000–6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปิดสาขาขนาดใหญ่เพิ่มอีก 2 สาขา ควบคู่ไปกับการขยายสาขา มินิ บิ๊กซี อย่างน้อย 100 สาขาทั่วประเทศ

 

พร้อมกันนี้ยังมีแผนรีโนเวทสาขาเดิมราว 300 สาขา เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่และรองรับการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้ครอบคลุมทุกพื้นที่

 

รวมถึงบริษัทยังมีแผนปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ซึ่งในปี 2569 คาดว่าจะมีการปิดสาขาประมาณ 6 แห่ง เพื่อหันมาโฟกัสสาขาที่มีศักยภาพในการทำกำไรได้มากกว่า

 

หัวเรือใหญ่ BJC เปรียบเทียบตลาดค้าปลีกไทยในปัจจุบันว่า เสมือนบ่อน้ำที่ระดับน้ำลดลง กล่าวคือ การเติบโตไม่ได้เกิดจากการมีลูกค้าใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากเหมือนในอดีต แต่เป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งเป็นหลัก ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างความได้เปรียบผ่านการตั้งราคาที่เหมาะสม คุณภาพสินค้า และความแข็งแกร่งของเครือข่ายสาขาออฟไลน์ที่สามารถเชื่อมต่อกับช่องทางออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ

 

สำหรับแผนนำบิ๊กซีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ‘อัศวิน’ ยอมรับว่า อาจต้องชะลอออกไปก่อน และอาจยืดระยะเวลาออกไปถึง 5 ปี หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลย หากสภาพตลาดทุนและปัจจัยเศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย โดยย้ำว่าบริษัทให้ความสำคัญกับความพร้อมของตลาดเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่ปัจจัยลบยังคงรุมเร้า ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาท และภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัว

 

ในช่วงเวลาเดียวกันกลับมองว่า ตลาดเวียดนามยังมีโอกาสมหาศาล ถึงขั้นนิยามว่าเป็น ‘บ้านหลังแรก’ ของบริษัท โดย BJC ได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมากว่า 20 ปีแล้ว มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ธุรกิจค้าปลีก และการเข้าซื้อกิจการ Metro เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ MM Mega Market

 

“ธุรกิจก็กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี จากในอดีตที่เคยขาดทุน ปัจจุบันสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ และแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สะท้อนถึงการยอมรับของผู้บริโภคในตลาดเวียดนามอย่างชัดเจน”

 

แม่ทัพใหญ่ Big C ฉายภาพให้เห็นว่า จุดแข็งของเวียดนามคือจำนวนประชากรราว 100 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน และในส่วนของรัฐบาลก็มีเสถียรภาพและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน อีกทั้งต้นทุนการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าไฟฟ้า และค่าแรง ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าไทย

 

ส่งผลให้เวียดนามเป็นฐานการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาว โดยปัจจุบันธุรกิจของ BJC ในเวียดนามโตเร็วกว่าประเทศไทยราว 2-3 เท่า โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของรายได้รวม หรือราว 2-3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ BJC ยังได้จับมือกับ DHL จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ให้มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจเฮลแคร์ พร้อมต่อยอดสู่ตลาดใหม่ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกของ DHL เข้ามาเสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนซัพพลายเชนที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

โดยปัจจุบันธุรกิจเฮลแคร์ของ BJC ดำเนินมากว่า 60 ปี และเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ประมาณ 30% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท และครองตำแหน่ง Top 3 ในตลาดเฮลแคร์ของไทย ซึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้คือ โลจิสติกส์ ที่ต้องมีความแม่นยำ รวดเร็ว และได้มาตรฐานสูง

 

ที่ผ่านมา BJC เน้นบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ด้วยตนเองเป็นหลัก แต่การได้ DHL เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเฮลแคร์สามารถรองรับโอกาสการเติบโตของตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 9-10% ต่อปีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยมุมมองและโนว์ฮาวระดับโลกของ DHL ที่สามารถมองภาพธุรกิจได้ไกลและชัดเจนกว่า

 

ทั้งนี้ กลุ่ม BJC ตั้งเป้าหมายร่วมกับ DHL ในการขยายธุรกิจโลจิสติกส์และเฮลแคร์ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยวางเป้าหมายเพิ่มยอดขายให้เติบโตถึง 3 เท่า สะท้อนกลยุทธ์การเติบโตระยะยาว ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงตลาดในประเทศ แต่เน้นการต่อยอดธุรกิจผ่านพันธมิตรระดับโลกและการขยายฐานรายได้ในต่างประเทศให้ได้ระยะยาว

The post BJC ชี้กำลังซื้อครึ่งปีแรก 2569 ยังไม่ฟื้น ผู้บริโภครัดเข็มขัด พร้อมพักแผน IPO บิ๊กซี เร่งรุกหนักเวียดนาม-จับมือ DHL ปั้นรายได้ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลัดใบครั้งใหญ่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ แต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ ดึงนักเศรษฐศาสตร์นั่งประธาน เสริมแกร่งธรรมาภิบาลระดับโลก https://thestandard.co/central-group-new-board-2569/ Wed, 14 Jan 2026 03:37:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1164966 ผลัดใบครั้งใหญ่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ แต่งตั้ง บอร์ดชุดใหม่ ดึงนักเศรษฐศาสตร์นั่งประธาน เสริมแกร่งธรรมาภิบาลระดับโลก

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกไทย […]

The post ผลัดใบครั้งใหญ่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ แต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ ดึงนักเศรษฐศาสตร์นั่งประธาน เสริมแกร่งธรรมาภิบาลระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลัดใบครั้งใหญ่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ แต่งตั้ง บอร์ดชุดใหม่ ดึงนักเศรษฐศาสตร์นั่งประธาน เสริมแกร่งธรรมาภิบาลระดับโลก

ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกไทยเกิดขึ้นเมื่อ กลุ่มเซ็นทรัล ประกาศปรับทัพคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ หลังจากชุดเดิมครบวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับทิศทางการเติบโตในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแลองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การแต่งตั้ง ‘ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์’ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่ามิติการค้าปลีกแบบดั้งเดิม ด้วยพื้นฐานความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคและการเงินระดับภูมิภาค องค์ความรู้เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพากลุ่มเซ็นทรัลให้ก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทั้งในตลาดเอเชียและยุโรป

 

ทัพหน้าชุดใหม่นี้ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยรองประธานกรรมการสองท่านที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง ‘ยุวดี จิราธิวัฒน์’ ผู้คร่ำหวอดในวงการรีเทลและเคยนั่งเก้าอี้ประธานสมาคมห้างสรรพสินค้าโลก มาช่วยดูแลด้านการพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า ผสานกำลังกับ ‘กอบชัย จิราธิวัฒน์’ ที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารการลงทุนและอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างรากฐานโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคง

 

ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ได้กล่าวถึงทิศทางขององค์กรไว้ว่า “หัวใจของการพัฒนาองค์กรคือการสร้างคุณค่าร่วมที่เติบโตไปพร้อมกับสังคมไทย กลุ่มเซ็นทรัลมุ่งพัฒนาพื้นที่การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน และเชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ และสังคมเข้าไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนครอบครัวขนาดใหญ่ที่ก่อร่างจากรากฐานท้องถิ่น สู่บทบาทบนเวทีระดับประเทศและนานาชาติ”

 

บอร์ดชุดใหม่ กลุ่มเซ็นทรัล

 

นอกจากการปรับเปลี่ยนตำแหน่งบริหารสูงสุด คณะกรรมการชุดใหม่ยังประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรวมทั้งสิ้นดังนี้

 

  • ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ – ประธานกรรมการ
  • ยุวดี จิราธิวัฒน์ – รองประธานกรรมการ
  • กอบชัย จิราธิวัฒน์ – รองประธานกรรมการ
  • สุทธิศักดิ์ จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล – กรรมการ
  • นิตย์สินี จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • สุทธิลักษณ์ จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • ณรงค์ฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • วัลยา จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • ปริญญ์ จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • ธีระเดช จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • ทศ จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ – กรรมการ
  • ณัฐธีรา บุญศรี – กรรมการ

 

อีกทั้ง คณะกรรมการบริษัทมีมติแต่งตั้ง สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง ประธานกิตติมศักดิ์

 

กลุ่มเซ็นทรัลระบุว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานภายใต้การนำของ สุทธิชัย จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ และ สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการ รวมถึงคณะกรรมการชุดเดิมทุกท่าน ได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กลุ่มเซ็นทรัล

 

ทั้งในด้านระบบบริหารจัดการ การขยายธุรกิจสู่ระดับสากล และการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ผ่านมายังคงเป็นเสาหลักสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรเติบโตอย่างต่อเนื่องและส่งต่อพลังความแข็งแกร่งสู่ผู้นำรุ่นใหม่

The post ผลัดใบครั้งใหญ่ ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ แต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ ดึงนักเศรษฐศาสตร์นั่งประธาน เสริมแกร่งธรรมาภิบาลระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษา ปิดดีลเร็วขึ้น https://thestandard.co/salesforce-ai-agent-revenue-20/ Tue, 13 Jan 2026 09:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1164667 Headline: Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule, where a space is added before a proper noun that follows a verb (e.g., เผย AI Agent). All other instances after verbs are common nouns or phrases, which typically do not require such a space. Therefore, the reformatted headline remains the same: **Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น**

Salesforce ระบุว่าธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรู […]

The post Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษา ปิดดีลเร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Headline: Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule, where a space is added before a proper noun that follows a verb (e.g., เผย AI Agent). All other instances after verbs are common nouns or phrases, which typically do not require such a space. Therefore, the reformatted headline remains the same: **Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น**

Salesforce ระบุว่าธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ มีโอกาสที่รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 20% และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจะสูงขึ้น 20% เช่นเดียวกัน

 

อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Salesforce ผู้นำระดับโลกด้านระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เปิดเผยว่า ธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบมีโอกาสจะเห็นรายได้เพิ่มขึ้นได้ถึง 20% ซึ่งเป็นผลจากการที่ธุรกิจสามารถเพิ่มเวลาขายและบริการเป็น 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อาจจะแค่ 8-12 ชั่วโมง หากใช้พนักงานขายเพียงอย่างเดียว

 

ขณะเดียวกันระยะเวลาในการขายหรือให้บริการต่อหนึ่งธุรกรรมก็สั้นลง และยังช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องของภาษาต่างๆ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าในหลากหลายภูมิภาค

 

ปัจจุบันการเปิดรับ AI Agent ของอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้อยู่แค่ธุรกิจขายสินค้าทั่วไป แต่ยังรวมถึงธุรกิจที่มีความซับซ้อน เช่น ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล เป็นต้น

 

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง “ต้นทุน ธุรกิจต้องพิจารณาเทียบกับประสิทธิภาพ ถ้าต้นทุนเท่าเดิมประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือต้นทุนอาจจะสูงขึ้น แต่ช่วยเพิ่มฐานลูกค้า ก็อาจเป็นสิ่งที่คุ้มค่า”​ อภิสิทธิ์กล่าว

 

การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคาดการณ์ว่าตลาด AI ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 32.33% และจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 233,000 ล้านบาท ภายในปี 2031

 

ทั้งนี้ Salesforce ประกาศเปิดตัว Agentforce ในรูปแบบภาษาไทยอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบัน Agentforce Service และ Employee Agent พร้อมให้บริการในรูปแบบภาษาไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว

 

นอกจากนี้ Salesforce ได้นำเสนอ 5 เทรนด์และโอกาสด้าน Agentic AI ล่าสุด ที่องค์กรไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในปี 2026 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจดิจิทัล

 

1. โอกาสทองในการก้าวสู่ยุค Agentic Enterprise

 

จากผลการสำรวจของ Salesforce พบว่า 84% ของผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยมองว่า Generative AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ที่จะกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะต่อยอดจากทัศนคติเชิงบวกนี้ เพื่อผลักดันการนำ AI มาใช้ในประเทศไทยให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

 

2. ผู้ประกอบการ MSME สามารถปลดล็อกโอกาสการเติบโตครั้งใหญ่ด้วย Agentic AI

 

องค์กรขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยและแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ กำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ การขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ และการให้บริการลูกค้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร AI Agent จึงเป็นโซลูชันดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับ MSME เนื่องจากสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะ เข้าถึงได้ง่าย และขยายขีดความสามารถได้ไม่จำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Agentic AI ผู้ประกอบการ MSME จะสามารถยกระดับการบริการลูกค้าให้ทัดเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่

 

3. Agentic AI เปิดโอกาสการเติบโตทางธุรกิจสู่เมืองรอง

 

Agentic AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างองค์กรในเมืองรองและเมืองใหญ่ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด ทั้งในด้านการเข้าถึงบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น และการสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับแรงงานในพื้นที่

 

4. Agentic Service สร้างโอกาสใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มรายได้

 

ในการให้บริการลูกค้าไทยอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากโมเดลการบริการแบบเดิม จากผลการศึกษาของ Salesforce ในรายงาน State of Service พบว่า 74% ของบุคลากรในภาคบริการในประเทศไทยระบุว่า ลูกค้ามีความต้องการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น การนำ AI Agent มาใช้จะช่วยให้องค์กรสามารถมอบประสบการณ์การบริการที่เป็นส่วนตัวและตอบสนองความต้องการตามบริบททางวัฒนธรรมของลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 20% และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจะสูงขึ้น 20%

 

5. การทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของ AI

 

ปัจจุบันเราเพียงแค่เริ่มสัมผัสถึงประโยชน์เพียงส่วนน้อยของเทคโนโลยี AI เท่านั้น ยังมีโอกาสและศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการค้นพบและพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีแบบ Agentic พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้เห็นการใช้งานแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเกินความคาดหมายของเราในตอนนี้ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิต ทำงาน และติดต่อสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง

The post Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษา ปิดดีลเร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบนัส สุกี้ ยุทธการ ‘ช้างตื่น’ ของ MK Group เดิมพันครั้งใหญ่ในสมรภูมิสุกี้เดือด เดินหน้าขยาย 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ https://thestandard.co/mk-group-elephant-suki-expansion/ Mon, 12 Jan 2026 10:31:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1164270 โบนัส สุกี้ ยุทธการ ‘ช้างตื่น’ ของ MK Group เดิมพันครั้งใหญ่ในสมรภูมิสุกี้เดือด เดินหน้าขยาย 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ *Explanation:* According to the specified rule add a space before proper nouns that follow a verb, no changes are needed in this particular headline. * ‘ช้างตื่น’ (proper noun) follows ยุทธการ (noun), not a verb. * MK Group (proper noun) follows ของ (preposition), not a verb. * The verbs in the headline are เดิมพัน, เดินหน้า, and ขยาย, but none of them are directly followed by a proper noun.

หากพูดถึงตำนานสุกี้เมืองไทย ชื่อของ MK Group เปรียบเสมื […]

The post โบนัส สุกี้ ยุทธการ ‘ช้างตื่น’ ของ MK Group เดิมพันครั้งใหญ่ในสมรภูมิสุกี้เดือด เดินหน้าขยาย 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โบนัส สุกี้ ยุทธการ ‘ช้างตื่น’ ของ MK Group เดิมพันครั้งใหญ่ในสมรภูมิสุกี้เดือด เดินหน้าขยาย 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ *Explanation:* According to the specified rule add a space before proper nouns that follow a verb, no changes are needed in this particular headline. * ‘ช้างตื่น’ (proper noun) follows ยุทธการ (noun), not a verb. * MK Group (proper noun) follows ของ (preposition), not a verb. * The verbs in the headline are เดิมพัน, เดินหน้า, and ขยาย, but none of them are directly followed by a proper noun.

หากพูดถึงตำนานสุกี้เมืองไทย ชื่อของ MK Group เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก การมาถึงของ ‘สมรภูมิบุฟเฟต์สุกี้’ ที่ได้ทวีความดุเดือดขึ้นอย่างมหาศาล จากการรุกคืบของผู้ท้าชิงรายใหม่อย่าง สุกี้ตี๋น้อย หรือ ลัคกี้สุกี้ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นอยู่ในใจผู้บริโภค

 

สถานการณ์นี้ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง MK ไม่สามารถอยู่นิ่งได้อีกต่อไป จนนำมาสู่การเปิดตัว ‘โบนัส สุกี้’ เมื่อ 6 เดือนก่อน เพื่อทวงคืนพื้นที่ในตลาดที่กำลังเติบโตสูงสุดนี้

 

ต้องบอกว่า การมาถึงของ ‘โบนัส สุกี้’ เกิดขึ้นพร้อมกับทายาทของ ‘ฤทธิ์ ธีระโกเมน’ ผู้ก่อตั้ง MK ที่ก้าวขึ้นมาบริหารเป็นเต็มตัวต่อจากผู้เป็นพ่อ

 

ทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ฉายภาพให้เห็นว่า ตลาดบุฟเฟต์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นตลาดที่มีวิวัฒนาการและการเติบโตที่แข็งแกร่งมานานกว่า 15 ปี วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ราคาถูก แต่ต้องการความคุ้มค่าและความหลากหลายที่มากขึ้นในคราวเดียว ซึ่งนี่คือช่องว่างของตลาด ‘Mass Buffet’ ที่ทางกลุ่มยังไม่เคยเข้าไปจับ และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอธุรกิจให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

 

ผลตอบรับจากการลงสนามจริงสะท้อนผ่านตัวเลขรายได้ที่ทะลุ 200 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนแรก พร้อมสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำสูงถึง 25% และมีสถิติทานซ้ำสูงสุดถึง 37 ครั้ง โดยอินไซต์ที่น่าสนใจคือ สาขาที่ทำยอดขายได้สูงสุดในปัจจุบันไม่ใช่ในกรุงเทพฯ แต่คือ ‘สาขาขอนแก่น’ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักคือกลุ่มครอบครัว

 

กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์น้องใหม่นี้ยืนหยัดได้ คือการกำหนดราคาที่เข้าถึงง่าย 219 บาท ทานได้นานถึง 2 ชั่วโมง 15 นาที แก้ Pain Point เรื่องความเร่งรีบ ควบคู่ไปกับการนำเสนอเมนูที่หลากหลายกว่า 100 รายการ ทั้งหมูโบนัสแซนวิช หมูนุ่มหมักไข่ และเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชาไทยสลัชชี่

 

โดยอาศัย ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่แข็งแกร่งของเครือ MK Group ทั้งเครือข่ายซัพพลายเออร์กว่า 1,000 ราย ระบบโลจิสติกส์ที่มีรถขนส่งกว่า 500 คัน และครัวกลางที่รองรับการผลิตได้มากถึง 1,000 สาขา (รวมแบรนด์ในเครือทุกแบรนด์) ทำให้โบนัส สุกี้ สามารถควบคุมต้นทุนและคุณภาพวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับทิศทางการเติบโตในระยะถัดไป ได้วางขยายสาขาให้ครบ 16 แห่งภายในสิ้นปี 2568 ก่อนจะเดินหน้าขยายสาขาในอัตรา 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ เพื่อให้ทะยานสู่ 100 สาขาภายในไตรมาส 2 ปี 2570 ซึ่งถือเป็นการเติบโตมากกว่าถึง 6 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี พร้อมเป้ายอดขายรวมกว่า 3,600 ล้านบาท เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์สุกี้ Buffet ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาด

 

โดยทั้งหมดจะเน้นการลงทุนเองทั้งหมด 100% เพื่อควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการโดยไม่มีนโยบายแฟรนไชส์ ซึ่งคาดหวังระยะเวลาคืนทุนต่อสาขาไว้ที่ประมาณ 2-3 ปี

 

ธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า “ด้วยความพร้อมของระบบหลังบ้าน ทำให้การเปิดสาขาใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมมาตรฐานคุณภาพที่สม่ำเสมอ และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ตอกย้ำว่าการขยายสาขาไม่ใช่เรื่องยาก วันนี้โบนัสสุกี้จึงมุ่งเดินหน้าขยายสาขาให้เข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมสร้างฐานลูกค้าให้แข็งแกร่งในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์การเลือกทำเลที่มีศักยภาพ”

 

ในมิติของการบริการ แบรนด์ยังคงนำระบบ Training Center ของ MK มาใช้ในการฝึกฝนพนักงาน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับการบริการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงความสะอาดของร้านที่ต้องมีความโอ่โถงและสว่างไสว สร้างบรรยากาศที่แตกต่างจากร้านบุฟเฟต์ทั่วไป พร้อมกิมมิกอย่างชั่วโมงโบนัสที่จะมีการแจกเมนูพิเศษเพื่อสร้างสีสันในร้าน ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าที่มากกว่าแค่รสชาติอาหาร

 

การขยับตัวครั้งนี้ถูกมองว่านี่คือการเปิด ‘Chapter ใหม่’ ของ MK Group ที่ยักษ์ใหญ่ตื่นขึ้นมาวิ่งอีกครั้งด้วยความเร็วและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในอนาคต การเดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดแบรนด์ลูก แต่เป็นการประกาศว่าพี่ใหญ่ในวงการพร้อมแล้วที่จะใช้ทุกสรรพกำลังที่มี เพื่อทวงคืนบัลลังก์ให้กับตลาดสุกี้ของเมืองไทย

The post โบนัส สุกี้ ยุทธการ ‘ช้างตื่น’ ของ MK Group เดิมพันครั้งใหญ่ในสมรภูมิสุกี้เดือด เดินหน้าขยาย 1-2 สาขาต่อสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค https://thestandard.co/nakhon-phanom-secondary-growth/ Mon, 12 Jan 2026 09:26:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1164249 ‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค

ภาพจำของนครพนมที่เคยเงียบสงบกำลังถูกแทนที่ด้วยความคึกคั […]

The post ‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค

ภาพจำของนครพนมที่เคยเงียบสงบกำลังถูกแทนที่ด้วยความคึกคักทางเศรษฐกิจ ทิศทางของจังหวัดกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น ‘เมืองรองกำลังโต’ หรือ High Growth City ที่ไม่ได้ขยายตัวเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตสอดรับกับพฤติกรรมคนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่น่าจับตามองในภาคอีสาน

 

ผู้บริหารจาก LINE MAN Wongnai ระบุว่า “นครพนมถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นตัวอย่างชัดเจนของเทรนด์เมืองรองกำลังโต ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเราที่มุ่งขยายบริการเข้าถึงอำเภอรอง โดยยอดออเดอร์ในนครพนมเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้บริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคท้องถิ่น”

 

ความน่าสนใจอยู่ที่ข้อมูลเชิงลึกแบบปีต่อปี (YoY) ซึ่งพบว่านครพนมมีอัตราการเติบโตของยอดขายสินค้า (GMV) สูงถึง 16% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภาคอีสานที่ 14% ขณะที่จำนวนออเดอร์เติบโต 12% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาคที่ 10% และที่น่าจับตาคือจำนวนผู้ใช้งานที่เติบโตถึง 11% ทิ้งห่างค่าเฉลี่ยภาคอีสานที่อยู่เพียง 5% ชี้ให้เห็นถึงฐานลูกค้าที่เปิดรับเทคโนโลยีและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน

 

เจาะลึกไปที่พฤติกรรมการกิน เมนูยอดนิยมของคนพื้นที่ยังคงเป็น ‘ส้มตำ’ โดยเฉพาะตำป่าและตำปูปลาร้า แต่เทรนด์เครื่องดื่มกลับมีความเป็นไลฟ์สไตล์คนเมือง โดย ‘อเมริกาโน่และมัทฉะ’ กลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่มาแรง ตามมาด้วยแบล็คคอฟฟี่ ชาเขียวนม และเอสเพรสโซ่เย็น ขณะที่ช่วงเวลาพีคของการสั่งอาหารจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงมื้อเที่ยงระหว่าง 11.00 – 14.00 น.

 

นอกจากเมนูหลักแล้ว คนนครพนมเริ่มเปิดรับความหลากหลายใหม่ๆ เห็นได้จากประเภทอาหารที่เติบโตเร็วในปีนี้อย่าง เพียวมัทฉะ, สตรอว์เบอร์รี่ซันเดย์, พรีเมียมมัทฉะลาเต้ รวมถึงเมนูเกาหลีอย่าง รามยอนเผ็ดเกาหลี x ไก่เกาหลี และเบเกอรีอย่าง ‘ขนมปังเกลือ’ (Shio Pan) ที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์การกินที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาหารท้องถิ่นอีกต่อไป

 

กระแสการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่นครพนม แต่เป็นภาพรวมของเมืองรองในภาคอีสาน โดย Top 5 เมืองรองที่เติบโตสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ สุรินทร์, อุบลราชธานี. กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร รวมถึงอำเภอขนาดเล็กที่แพลตฟอร์มเริ่มเข้าไปให้บริการอย่าง ด่านซ้าย (เลย), ขุขันธ์ (ศรีสะเกษ), บรบือ (มหาสารคาม) และธวัชบุรี (ร้อยเอ็ด) ก็มีทิศทางที่ดีเช่นกัน

 

สำหรับร้านค้าที่ครองใจคนนครพนมและมียอดสั่งซื้อสูงสุดบน LINE MAN ได้แก่ ร้านไก่จ๋า, ร้านส้มตำใบเตย ตำแซ่บ, ครัวโพธิ์ศรี, ตำตุ๊ปุ๊ สาขานครพนม และร้านโปรด รวมถึงร้านยอดนิยมอื่นๆ อย่าง Nomu Coffee and Dessert, ส้มตำป้าน้อย, พรเทพ อาหารเช้า, แอบอร่อย ตามสั่ง 2 และตำยำยั่ว

 

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรียังทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงข่ายเส้นเลือดฝอยที่กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ผู้บริหารจาก LINE MAN Wongnai เปิดเผยว่า อาชีพไรเดอร์ในภาคอีสานสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 480 บาทต่อวัน และในบางพื้นที่ที่มียอดสั่งซื้อหนาแน่นอาจทำรายได้สูงถึง 3,500 บาทต่อวัน

 

อย่างไรก็ตามตัวเลขการเติบโตบนโลกดิจิทัลสอดรับกับศักยภาพทางกายภาพ ชนนท์ กุลตั้งวัฒนา ประธาน YEC นครพนม ฉายภาพว่า จังหวัดมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนสูงมาก ด้วยที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมไทย, ลาว, เวียดนาม และจีนตอนใต้ ส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนสูงกว่า 1.2 แสนล้านบาท และในอนาคตเมื่อรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–นครพนมเสร็จสิ้น จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์

 

“นครพนมได้เปลี่ยนผ่านจากเมืองผ่านที่นักท่องเที่ยวแวะเพียงชั่วคราว มาเป็นเมืองพักอย่างเต็มตัว ปัจจัยสำคัญมาจากการเกิดแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง พญาศรีสัตตนาคราช ที่กลายเป็นจุดหมายแห่งศรัทธา ช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจพักค้างคืนเพื่อท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศริมโขงอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

 

ด้านการพัฒนาเมืองในระยะยาว ว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาเน้นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์โดยใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ เป้าหมายคือการยกระดับจังหวัดให้เติบโตบนศักยภาพจริง โดยเฉพาะจุดแข็งด้านทิวทัศน์ริมฝั่งโขงที่มองเห็นวิวภูเขาฝั่งเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็น ‘วิวที่สร้างรายได้’ โดยไม่ต้องลงทุน เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว

 

“ทิศทางการพัฒนานครพนมในวันนี้ไม่ได้มองเพียงระยะสั้น แต่เน้นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว 3–20 ปี โดยใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนมาประกอบการกำหนดแนวทาง เป้าหมายคือการยกระดับจังหวัดให้เติบโตบนพื้นฐานของศักยภาพจริง”

 

ทั้งนี้ในมุมของผู้ประกอบการ วิศรุต สร้อยคำ เจ้าของร้าน Chewa Cafe By SK Sroikham มองว่า การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องนำของดีท้องถิ่นมาต่อยอด อย่างการนำกาละแมมาทำเป็นเครื่องดื่มหรือไอศกรีม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ พร้อมย้ำว่า “รีวิวคือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา เพราะคำติชมของลูกค้าคืออาจารย์ที่ดีที่สุดที่ช่วยให้เราปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น”

 

ภาพ: chanchai duangdoosan / Shutterstock

The post ‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก https://thestandard.co/10-top-revenue-companies-global/ Mon, 12 Jan 2026 04:43:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1164085 Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, the provided headline does not contain any proper nouns. All nouns (บริษัท - company, รายได้ - income, โลก - world) are common nouns. Therefore, applying this specific rule results in no changes to the headlines spacing. Original headline: 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก Reformatted headline (no changes needed by the given rule): 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั […]

The post 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, the provided headline does not contain any proper nouns. All nouns (บริษัท - company, รายได้ - income, โลก - world) are common nouns. Therefore, applying this specific rule results in no changes to the headlines spacing. Original headline: 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก Reformatted headline (no changes needed by the given rule): 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของโลก ธุรกิจแบบไหนมีรายได้มากที่สุดในโลก?

 

หลายคนอาจกำลังโฟกัสไปที่บริษัทเทคโนโลยียุคใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้ามองในมุมของรายได้ที่แปรเปลี่ยนมาเป็นกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงธุรกิจ จะพบว่าในบรรดา 10 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้มากที่สุดส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ธุรกิจเทคโนโลยีอย่างที่คิด

 

THE STANDARD WEALTH พาไปสำรวจ 10 บริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้ ‘มากที่สุดในโลก’

 


 

10 อันดับบริษัทรายได้มากที่สุดในโลก 2026: ค้าปลีกและพลังงานยังครองแชมป์

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post 10 บริษัทจดทะเบียนที่มี ‘รายได้’ มากที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแหล่งน้ำมัน Hai Su Vang ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของอาเซียน https://thestandard.co/hai-su-vang-vietnam/ Sat, 10 Jan 2026 08:13:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1163633 รู้จักแหล่งน้ำมัน **Hai Su Vang** ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ของ **อาเซียน**

ตามการประเมินล่าสุดของ Murphy Oil ผู้ผลิตน้ำมันจากสหรัฐ […]

The post รู้จักแหล่งน้ำมัน Hai Su Vang ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแหล่งน้ำมัน **Hai Su Vang** ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ของ **อาเซียน**

ตามการประเมินล่าสุดของ Murphy Oil ผู้ผลิตน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับปริมาณสำรองน้ำมันที่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ (Recoverable Oil Reserves) ใน Hai Su Vang ของเวียดนาม บ่งชี้ว่า น้ำมันในบริเวณดังกล่าวอาจเป็นการค้นพบน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

 

Hai Su Vang อาจมีน้ำมันสูงกว่า 430 ล้านบาร์เรล

 

โดย Murphy Oil เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 มกราคม) ว่าบริษัทย่อยได้ดำเนินการขุดเจาะหลุมประเมินผล Hai Su Vang-2X (HSV-2X) ในแปลงสัมปทาน 15-2/17 บริเวณแอ่ง Cửu Long ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางตอนใต้ของเวียดนามประมาณ 65 กิโลเมตร

 

“สำหรับค่ากึ่งกลางฉบับปรับปรุง (Updated Midpoint) ของทรัพยากรที่คาดว่าจะผลิตได้สำหรับแหล่งกักเก็บหลักนั้น อยู่ในระดับสูงของช่วงที่เราเคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ที่ 170 ถึง 430 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (MMBOE) และขอบเขตขั้นสูงของการประเมินช่วงใหม่นี้มีปริมาณเกินกว่า 430 MMBOE แล้ว นอกจากนี้ ผลลัพธ์จากแหล่งกักเก็บระดับตื้นยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพส่วนเพิ่มของทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในการประเมินช่วงก่อนหน้านี้” Murphy Oil กล่าว

 

Hai Su Vang แหล่งน้ำมันใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียนในศตวรรษที่ 21

 

ตามบทวิเคราะห์ของ Wood Mackenzie บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (7 มกราคม) ประเมินว่าแหล่ง Hai Su Vang ของ Murphy ถือเป็นการค้นพบน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่ปี 2000 รองจากแหล่ง Banyu Urip ในอินโดนีเซีย (ค้นพบในปี 2001) และแหล่ง Gumusut ในมาเลเซีย (ค้นพบในปี 2003)

 

โอกาสพลิกฟื้น? ‘การผลิตน้ำมันในเวียดนาม’ ที่ลดต่อเนื่อง

 

Wood Mackenzie กล่าวต่อว่า ”การค้นพบครั้งนี้เปิดโอกาสให้เวียดนามพลิกฟื้นสถานการณ์การผลิตที่ลดลงต่อเนื่องมาถึงสองทศวรรษ โดยผลผลิตน้ำมันของประเทศได้ลดลงจาก 365,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2005 เหลือต่ำกว่า 120,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025″

 

Reuters เคยรายงานไว้ว่า จากเดิมที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิ เวียดนามได้กลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิเป็นครั้งแรกในปี 2017 เพื่อป้อนให้กับโรงกลั่นที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

 

โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามระบุว่า ในปี 2025 ประเทศมีการนำเข้าน้ำมันจำนวน 14.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ 11.3 ล้านตันนำเข้าจากประเทศคูเวต

 

“อย่างไรก็ตาม เวียดนามเป็นที่ทราบกันดีในเรื่องกระบวนการทางกฎระเบียบที่ล่าช้าและการขาดความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสนใจของนักลงทุนและทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ล่าช้า” Wood Mackenzie ระบุ

 

Jasman Adam Leong นักวิเคราะห์อาวุโสของ Wood Mackenzie กล่าวเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อกฎหมายปิโตรเลียมในปี 2023 และคณะผู้บริหารชุดใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่กุญแจสำคัญจะอยู่ที่การนำนโยบายไปปฏิบัติจริง”

 

ทั้งนี้ Murphy Oil ได้กล่าวทิ้งท้ายในแถลงการณ์ว่า จำเป็นต้องมีการขุดเจาะหลุมประเมินผลเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงข้อมูลช่วงปริมาณทรัพยากรที่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ของแหล่งกักเก็บทั้งสองแห่งให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น

 

อ้างอิง:

The post รู้จักแหล่งน้ำมัน Hai Su Vang ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>