Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 28 Mar 2026 12:18:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดฉาก ‘มอเตอร์โชว์ 2026’ รับกระแส EV แรง หลังราคาน้ำมันแพง https://thestandard.co/motor-show-2026-ev-demand/ Sat, 28 Mar 2026 12:18:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1192363 บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง

เป็นธรรมเนียมของช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ที […]

The post เปิดฉาก ‘มอเตอร์โชว์ 2026’ รับกระแส EV แรง หลังราคาน้ำมันแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง

เป็นธรรมเนียมของช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ที่จะมีงานแสดงยานยนต์ที่จัดยาวนานและต่อเนื่องอย่าง Bangkok International Motor Show ที่ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 47 โดยยังคงใช้สถานที่อย่าง อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี เป็นสถานที่ที่รวบรวมแบรนด์รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องไว้ในที่เดียว ให้ผู้ที่สนใจหรือมองหารถใหม่ ได้มีโอกาสสัมผัสอย่างใกล้ชิดและสามารถเปรียบเทียบรุ่นรถที่คุณสนใจได้โดยไม่ต้องขับรถไปตามโชว์รูมซึ่งใช้เวลาเดินทางพอสมควร

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเริ่มสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อีกทั้งแบรนด์รถยนต์หลายค่ายได้ใช้งานนี้เปิดตัวรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกพร้อมประกาศราคา ทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจง่ายขึ้น อีกทั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวในปีนี้อยู่ในช่วงราคา 400,000-799,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ประชาชนสามารถจับจองได้ง่ายขึ้น ไปรวมถึงเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ที่ในแต่ละรุ่นเริ่มสามารถวิ่งได้ไกลตั้งแต่ 400-680 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ส่วนใหญ่เพียงพอต่อการใช้งาน

 

สำหรับบรรยากาศการจัดงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ในช่วงวันธรรมดานั้น คึกคักและหนาแน่นจนแทบไม่มีทางเดิน อีกทั้งแบรนด์รถยนต์ที่มีรถยนต์ไฟฟ้าประชาชนต่อคิวรอชมรถต่อเนื่อง บางแบรนด์มีรถให้ทดลองขับ ลูกค้าต้องลงคิวซึ่งจำนวนผู้ที่สนใจทดลองขับมีจำนวนมาก ถึงกับต้องรอคิวยาวเป็นชั่วโมง ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงงานวันหยุดสัปดาห์ แต่ในปีนี้กลับเกิดขึ้นในวันธรรมดา สะท้อนถึงความสนใจรถยนต์ไฟฟ้าของลูกค้าชาวไทยเพิ่มมากขึ้น

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 1

 

สำหรับดาวเด่นในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่พูดถึงมากที่สุดคือ Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ที่ใช้งานนี้ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ อยู่ที่ 1,169,000-1,199,000 บาท มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง 258 แรงม้า สามารถวิ่งไกลได้ 654 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC หลังจากประกาศราคาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มีนาคม) รอบประชาชนทั่วไปบูธ Mazda กลับแน่นจนต้องต่อแถวรอชมรถ ขณะที่คิวทดลองขับ จากการสอบถามพนักงานขายพบว่า คิวรอทดลองขับยาวมากๆ ต้องรอเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หากสภาพการจราจรโดยรอบที่จัดงานหนาแน่นเวลารอคิวทดสอบก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทาง Mazda ได้เตรียมส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 2

 

ด้าน BYD กลับเป็นพูดถึงอีกครั้งภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถยนต์ไฟฟ้าเข้าทำเนียบรัฐบาลแทนรถประจำตำแหน่ง ซึ่งรถที่ขับนั้นเป็นรุ่น BYD SEALION 7 ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 กลายเป็นที่สนใจของประชาชนมากขึ้น พร้อมทั้ง BYD ยังได้เปิดตัวรถใหม่พร้อมกัน 4 รุ่น คือ BYD ATTO 1 ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 75 แรงม้า วิ่งไกล 380 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 429,900-459,900 บาท BYD ATTO 2 ขุมพลังไฟฟ้า 177 แรงม้า วิ่งไกล 410 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 629,900-659,900 บาท BYD SEALION 5 DM-i Super PHEV ขุมพลังเบนซินผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวม 210 แรงม้า วิ่งไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 759,900-799,900 บาท และ BYD SEAL6 ขุมพลังไฟฟ้า 218 แรงม้า วิ่งไกล 485 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 899,900 บาท บรรยากาศประชาชนให้ความสนใจ แม้จะไม่หนาแน่น ส่วนหนึ่งมาจากการประกาศราคาที่ไม่เขย่าแรงเหมือนครั้งก่อน

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 3

 

ขณะที่ GWM ได้ใช้งานมอเตอร์โชว์ 2026 เปิดราคารถรุ่นใหม่อย่าง ORA 5 ที่มีให้เลือก 2 ขุมพลัง ทั้งแบบไฟฟ้า EV มาพร้อมพละกำลัง 204 แรงม้า วิ่งไกล 520 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC ราคาคาดการณ์อยู่ที่ 629,000-699,000 บาท และแบบ Hybrid มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวม 223 แรงม้า ราคา 709,000-779,000 บาท ซึ่งเป็นราคาพิเศษจำกัด 1,000 คันแรก ซึ่งล่าสุดครบโควต้าเป็นที่เรียบร้อยภายใน 72 ชั่วโมง ทั้งนี้ทาง GWM ได้ขยายเวลาราคาพิเศษไปจนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้ โดยบรรยากาศในบูธมีผู้ชมสนใจรถรุ่นนี้เป็นจำนวนมาก เพราะนี่คือรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาแทน ORA GoodCat ที่ยุติการผลิตไปเมื่อสิ้นปี 2025

 

ส่วนแบรนด์ MG ที่งานนี้ได้เปิดตัว MG IM5 กับราคาพิเศษ 1,449,900 บาท ที่มาพร้อมพละกำลัง 407 แรงม้า วิ่งไกล 860 กิโลเมตรต่อชาร์จ พร้อมกันนี้ยังแนะนำ MG4 MY2026 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของแบรนด์ ได้ปรับอุปกรณ์ใหม่พร้อม 2 ขุมพลัง โดยรุ่น D Standard Range พละกำลัง 170 แรงม้า วิ่งไกล 450 กิโลเมตรต่อชาร์จ ราคาพิเศษ 579,900 บาท และ รุ่น X Long Range พละกำลัง 245 แรงม้า วิ่งไกล 540 กิโลเมตรต่อชาร์จ ราคาพิเศษ 699,900 บาท ทั้งสองรุ่นยังคงได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 4

 

ด้านเจ้าพ่อรถ EV อย่าง TESLA ที่ร่วมงานมอเตอร์โชว์ 2026 เป็นครั้งแรกได้นำรถรุ่นใหม่มาเปิดตัวอย่าง TESLA MODEL Y L เป็นประเทศที่ 4 ของโลก ซึ่งโชว์ตัวครั้งแรกในไทย และเป็นครั้งแรกที่ TESLA มีรถ 3 แถว 6 ที่นั่ง ด้านพละกำลังมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 462 แรงม้า วิ่งไกล 681 กิโลเมตรต่อชาร์จ มาตรฐาน NEDC มีราคาอยู่ที่ 1,999,000 บาท ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ชนิดต่อแถวยืนรอข้างรถเพื่อสัมผัสรถอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมี TESLA MODEL 3 RWD รุ่นที่ถูกที่สุด 1,149,000 บาท กลายเป็นรถที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเลยก็ว่าได้

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 5

 

อีก 1 แบรนด์ที่ประชาชนมาแน่นจนล้นบูธอย่าง CHERY ที่ครั้งนี้นำรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม City Car อย่าง CHERY Q มาจัดแสดงเรียกน้ำย่อยพร้อมเปิดให้ผู้ที่สนใจจองสิทธิ์ได้ โดยสเปกเบื้องต้นจะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลัง 122 แรงม้า ชาร์จเต็มวิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร ทั้งนี้ทาง CHERY ได้เผยช่วงราคาคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 400,000-500,000 บาท โดยมีแผนจะเปิดตัวในไทยช่วงกลางปีนี้ พร้อมประกอบจากโรงงานที่จังหวัดระยอง

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 6

 

ขณะที่แบรนด์พรีเมียม ปีนี้ MERCEDES-BENZ กลายเป็นแบรนด์ที่มีผู้ชมล้นบูธ จากการเปิดราคา MERCEDES BENZ CLA 250+ ELECTRIC อยู่ที่ 2,290,000 บาท มาพร้อมขุมพลัง 272 แรงม้า วิ่งไกล 792 กิโลเมตรต่อชาร์จ ซึ่งในกลุ่มราคาต่ำกว่า 2.5 ล้าน แต่ได้ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร กลายเป็นที่สนใจของผู้ชมที่พากันมาชมกันไม่ขาดสาย ซึ่งได้รับรายงานว่าโควตารถส่งมอบปีนี้ใกล้หมดแล้ว อย่างไรก็ตามการส่งมอบให้กับลูกค้าจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน เนื่องจากเป็นการผลิตที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ จังหวัดสมุทรปราการ

 

ด้วยสถานการณ์ความมั่นคงพลังงานทำให้ผู้ชมสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมันในท้องตลาดยังมีสัดส่วนที่สูงอยู่ เพียงแต่ความสนใจกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์รถยนต์ที่ไม่มีขุมพลังไฟฟ้าพยายามงัดกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่อาจจะยังไม่พร้อมใช้ขุมพลังงานไฟฟ้า

 

อีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือรถกระบะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขุมพลังดีเซลเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่มีขุมพลังไฟฟ้าให้เลือก อาทิ TOYOTA HILUX TRAVO-e ISUZU D-MAX EV แม้ค่าตัวจะสูงสวนทางกับความสามารถในการวิ่งไกลที่ยังน้อยเกินไป แต่นั่นถือเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้

 

 

ทั้งนี้หลังจากเปิดให้ประชาชนเข้าชมงานตั้งแต่วันที่ 25 ถึง 27 มีนาคม มียอดจองรถยนต์ราว 14,000 คัน ทั้งนี้ ประเมินจากตัวเลขช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 คาดว่าเมื่อครบสัปดาห์ของการจัดงาน จะมีตัวเลขยอดจองรถยนต์สะสมอยู่ราวๆ 20,000 คัน โดยตัวเลขยอดจองอย่างเป็นทางการและสัดส่วนกลุ่มพลังงานจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน

 

ด้วยปัจจัยสถานการณ์พลังงานปัจจุบันเป็นตัวเร่งทำให้ประชาชนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และงานมอเตอร์โชว์ 2026 ถือเป็นงานที่รวบรวมรถทุกแบรนด์ไว้ในที่เดียว เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น โดยงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 จะจัดไปจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

 

 

The post เปิดฉาก ‘มอเตอร์โชว์ 2026’ รับกระแส EV แรง หลังราคาน้ำมันแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้ตลาดอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้สร้างความต่าง เป็นเหตุผลให้ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว The Stone ขายอุด้งครั้งแรกในรอบ 17 ปี https://thestandard.co/minor-food-launches-the-stone-udon/ Sat, 28 Mar 2026 05:05:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1192227 ภาพปก The Stone ร้านอุด้งหม้อหินร้อน พร้อมรูปผู้บริหาร อนุพนธ์ นิธิยานันท์ จาก ไมเนอร์ ฟู้ด

ในภาวะที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเริ่มอิ่มตัว มีผู้เล่ […]

The post แม้ตลาดอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้สร้างความต่าง เป็นเหตุผลให้ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว The Stone ขายอุด้งครั้งแรกในรอบ 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปก The Stone ร้านอุด้งหม้อหินร้อน พร้อมรูปผู้บริหาร อนุพนธ์ นิธิยานันท์ จาก ไมเนอร์ ฟู้ด

ในภาวะที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเริ่มอิ่มตัว มีผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่แข่งขันแย่งลูกค้ากันอย่างดุเดือด แต่ทำไม ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ ถึงเลือกเปิดตัวแบรนด์ The Stone ร้านอุด้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและนับเป็นการย่างกรายเข้ามาในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นครั้งแรก

 

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 16-17 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารของไมเนอร์ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าทำไมถึงยังไม่เข้ามาในตลาดอาหารญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงที่ตลาดเริ่มต้น และเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปัจจุบันที่ตลาดเข้าสู่ระยะอิ่มตัวแล้ว

 

ที่ผ่านมาบริษัทได้ศึกษาตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามูลค่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท และมีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม, ซูชิและซาชิมิ (ตั้งแต่ระดับพรีเมียมถึงตลาดแมส), สุกี้และชาบู, ร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมที่ขายประสบการณ์ เช่น แฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่น และร้านที่เน้นลูกค้านั่งทานคนเดียวหรือเทปปันยากิ

 

แม้ปัจจุบันตลาดอยู่ในช่วงอิ่มตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ไม่ได้มองหาร้านใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับร้านที่มีความแตกต่างและประสบการณ์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไทยก็มีความรู้และความเข้าใจอาหารญี่ปุ่นมากขึ้นและสามารถเปรียบเทียบแบรนด์ได้ดี ส่งผลให้ร้านที่ไม่มีจุดเด่นชัดเจนจะดึงดูดลูกค้าได้ยาก และบางรายอาจถูกคัดออกจากตลาดไป

 

ยอมรับว่า ในอดีตไมเนอร์หลีกเลี่ยงการเข้าสู่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม หรือกลุ่มซูชิและซาชิมิมาตลอด เนื่องจากมีการแข่งขันสูง และหากเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ ก็มีแนวโน้มจะต้องเผชิญสงครามราคา ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท

 

ถึงอย่างไรแล้ว แม้ตลาดจะอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้กับแบรนด์ที่คิดต่าง โดยเฉพาะในกลุ่ม Experience-driven Japanese Dining ที่อยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้และมีความทันสมัย จึงเป็นจังหวะที่ไมเนอร์เลือกเข้ามาสร้างความแตกต่างให้ตลาด

 

“จริงๆ แล้วเรารอจังหวะในการเข้ามาสร้างความต่างให้กับผู้บริโภคยุคใหม่มานานแล้ว และจึงเป็นที่มาของการเปิดตัวแบรนด์ The Stone โดยวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่ม Premium Mass ราคาเริ่มต้น 139 บาท เจาะกลุ่มคนทำงาน Gen Z และคนรุ่นใหม่ ซึ่งมั่นใจว่ายังไม่มีใครจับเซกเมนต์นี้อย่างจริงจัง และเป็นแบรนด์ที่อยากทดลองทำ” อนุพนธ์ย้ำ

 

สำหรับจุดแข็งของ The Stone คือคอนเซปต์ ‘อุด้งหม้อหินร้อน’ ที่เน้นความเฉพาะทางของเมนู Specialist พร้อมเครื่องเคียงเติมไม่อั้น ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ในร้าน ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ ภาชนะ การจัดเสิร์ฟ ไปจนถึงบรรยากาศที่ทันสมัย โดยใช้ประสบการณ์เป็นตัวดึงดูดลูกค้าแทนการแข่งขันด้านราคา

 

ในระยะแรก The Stone เปิดสาขาทดลองที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โดยเลือกทำเลนี้เพราะมีฐานลูกค้าทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวกระจุกตัวอยู่มาก ซึ่งแตกต่างจากศูนย์การค้าใจกลางเมือง ซึ่งจะใช้เวลาประเมินผลแบรนด์ใหม่ประมาณ 6 เดือน จากกระแสตอบรับ จำนวนลูกค้า และยอดขาย เพื่อพิจารณาศักยภาพในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต

 

เบื้องต้นตั้งเป้ายอดใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 300 บาทต่อบิลต่อวัน หรือประมาณ 2 ล้านบาทต่อเดือนต่อสาขา หากสาขาแรกได้รับการตอบรับที่ดี จึงจะพิจารณาขยายสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยตั้งเป้าเปิดให้ได้ 100 สาขาภายใน 5 ปี

 

อนุพนธ์กล่าวต่อว่า การเปิดตัวแบรนด์อาหารญี่ปุ่นในปี 2026 ยังถือเป็นการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของไมเนอร์ฟู้ด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งอาหารตะวันตก อาหารเอเชีย อาหารเกาหลี และของหวาน เมื่อมีแบรนด์ญี่ปุ่นเข้ามาก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในปี 2027

 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหารยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อ 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ ต้นทุนขนส่งและเชื้อเพลิง, ราคาผักผลไม้ เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่, ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อิงราคาน้ำมัน และภาวะเงินเฟ้อที่กระทบต่อการตั้งราคา ซึ่งไมเนอร์พยายามตรึงราคาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังต้องเสริมความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้าน เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่จากจีนที่เข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาวก็คือ ระบบซัพพลายเชน, ระบบ POS และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งหลักของไมเนอร์ ฟู้ด ในการสร้างความได้เปรียบในตลาด

 

ภาพ: ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว

The post แม้ตลาดอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้สร้างความต่าง เป็นเหตุผลให้ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว The Stone ขายอุด้งครั้งแรกในรอบ 17 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/huawei-mate-80-pro-comeback/ Fri, 27 Mar 2026 12:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191960 ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี

ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน สมาร์ทโฟนแข่งขันกันด้วยตัวเลขสเปก […]

The post Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี

ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน สมาร์ทโฟนแข่งขันกันด้วยตัวเลขสเปก ไม่ว่าจะเป็นความเร็วชิป ความละเอียดกล้อง หรือขนาดหน้าจอ ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่แฟนเทคฯ หยิบมาถกเถียงและเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ

 

แต่วันนี้ตลาดสมาร์ทโฟนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ เมื่อเกือบทุกเครื่องในระดับเรือธงมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว สนามแข่งขันของผู้ผลิตจึงต้องเปลี่ยนไป และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Mate Series จาก Huawei กำลังกลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ถูกจับตามองและรอคอยมากที่สุดในขณะนี้

 

ยุคที่สมาร์ตโฟนแข่งกันในด้านประสบการณ์การใช้เหนือเรื่องสเปก

 

เมื่อสเปกคือสิ่งที่ไม่ต้องแข่งขันกันเท่าในอดีตแล้ว ผู้ใช้จึงมองหาเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้ใช้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งการถ่ายภาพ การใช้ทำงานได้ง่ายขึ้น ช่วยคิดและตัดสินใจแทนผู้ใช้ การประมวลผลภาพขั้นสูง และระบบนิเวศของแอปพลิเคชันจึงกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของสมาร์ตโฟนระดับเรือธงทั่วโลก

 

สมาร์ตโฟนปัจจุบันเป็นมากกว่าโทรศัพท์ แต่เป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์และกำลังจะกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว AI” ที่เข้าใจผู้ใช้และช่วยจัดการงานต่าง ๆ ในอนาคต การเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงถือเป็นการแสดงทิศทางเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตต่ออนาคตของอุตสาหกรรมในยุคที่สมาร์ทโฟนคือศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัล

 

Mate Series ของ HUAWEI หายไป 3 ปี แต่ทำไมคนยังรอ?

 

เราได้กล่าวถึง “HUAWEI Mate Series” ก่อนหน้านี้ แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเจ้าซีรีส์ถึงหายไป 3 ปี?

 

หากสมาร์ตโฟนสักซีรีส์หายไป 3 ปี ผู้คนอาจจะลืมซีรีส์นั้นไปเสียแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Mate Series กลับแตกต่างออกไป แม้ HUAWEI Mate Series จะหายไปนานกว่า 3 ปี แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยยังคงใช้รุ่นเดิมและติดตามข่าวการกลับมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้เกิดความผูกพันกับประสบการณ์การใช้งาน

 

นี่คือโอกาสและจุดเด่นของ Mate Series ในตลาดสมาร์ตโฟนที่สเปกใกล้เคียงกัน เพราะความสัมพันธ์กับผู้ใช้ไม่ได้อยู่ที่สเปกหรือราคา แต่เป็นการมอบประสบการณ์น่าจดจำ เช่น การถ่ายภาพ การใช้งานเสถียร และการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

 

การกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro ในครั้งนี้ จึงเป็นการกลับมาของซีรีส์ที่มีความหมายกับผู้ใช้จำนวนมาก และเป็นการกลับมาของหนึ่งในซีรีส์สมาร์ตโฟนที่เคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนระดับโลก

 

“See It True” ให้การถ่ายภาพได้ถ่ายใกล้ความจริงมากขึ้น

 

การพัฒนากล้องสมาร์ตโฟนก้าวสู่ยุค Computational Photography ใช้ซอฟต์แวร์และ AI ประมวลผลภาพ ให้สมาร์ทโฟนสร้างภาพคุณภาพสูงได้ง่าย แม้เซนเซอร์เล็กกว่ากล้องมืออาชีพ โดย AI จะรวมภาพ ปรับแสง สี ลดสัญญาณรบกวน และจัดองค์ประกอบภาพอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ถ่ายภาพคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการถ่ายภาพมาก

 

เทรนด์นี้ได้ชูแนวคิด “See It True” ของ “HUAWEI Mate 80 Pro” ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของเทคโนโลยีการถ่ายภาพในยุคนี้ ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงให้ภาพสวยขึ้น แต่ต้องการให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่ตาเห็นมากที่สุด ทั้งในแง่ของสี แสง และบรรยากาศของช่วงเวลานั้น

 

ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี 1

 

ระบบกล้องของ HUAWEI Mate 80 Pro ถูกพัฒนาเพื่อถ่ายทอดสีสันให้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ผ่านเลนส์เสริมสีจริง (True-to-color) ที่ช่วยให้สีของภาพใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น ขณะเดียวกัน AI ยังเข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก แสง และองค์ประกอบภาพ เพื่อช่วยจัดเฟรมภาพให้เหมาะสม เสมือนมีผู้ช่วยช่างภาพอยู่ในสมาร์ทโฟน

 

เทคโนโลยีกล้องสมาร์ทโฟนปัจจุบันเน้นการถ่ายทอดภาพที่สมจริงที่สุด เพื่อบันทึกความทรงจำและเรื่องราว Mate Series ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้บันทึกช่วงเวลาสำคัญได้ใกล้เคียงความรู้สึกจริงที่สุด

 

HUAWEI Mate 80 Pro ประสิทธิภาพสูงใช้งานได้ตลอดทั้งวันไม่มีสะดุด

 

HUAWEI Mate 80 Pro ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดเรื่องของเสริมประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลแม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง ผ่านระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเครื่อง ทำให้สมาร์ตโฟนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอ เล่นเกม หรือใช้งานหลายแอปพร้อมกัน

 

นอกจากประสิทธิภาพการทำงาน โครงสร้างของตัวเครื่องก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพราะสมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งฝน ฝุ่น หรืออุบัติเหตุเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน HUAWEI Mate 80 Pro จึงมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างมั่นใจในหลากหลายสถานการณ์

 

ระบบ AI อัจฉริยะเพื่อผู้ใช้งาน พร้อมระบบนิเวศสำหรับ HUAWEI Mate 80 Pro 

 

HUAWEI Mate 80 Pro มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่เน้นประโยชน์ต่อผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงเทคโนโลยี แต่เพื่อทำให้การใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นเรื่องง่าย เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยจัดการภาพถ่าย การช่วยค้นหาข้อมูล การจัดการแอปพลิเคชัน หรือการปรับการทำงานของเครื่องให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้ใช้

 

ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของแอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เพราะสมาร์ตโฟนไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันจำนวนมากในชีวิตประจำวัน HUAWEI Mate 80 Pro จึงทำงานร่วมกับระบบ AppGallery ซึ่งในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันให้ดาวน์โหลดอย่างหลากหลาย รวมถึงแอปยอดนิยมที่ผู้ใช้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแอปพลิเคชัน

 

“Once a Mate, Always a Mate” ความสำเร็จที่บอกต่อของ HUAWEI

 

มีเพียงไม่กี่ซีรีส์ของสมาร์ตโฟนที่ถูกจดจำจากประสบการณ์และความรู้สึก ไม่ใช่แค่สเปกหรือดีไซน์ Mate Series คือหนึ่งในนั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้จำมันได้ตลอดหลายปี คือประสบการณ์โดยรวม ทั้งการถ่ายภาพ ความเสถียร และความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตจริง ซึ่งนั่นคือความสำเร็จของ Mate Series และเป็นที่มาของคำกล่าวที่ผู้ใช้หลายคนยืนยันว่า “Once a Mate, Always a Mate” 

 

การกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ แต่คือการสานต่อเรื่องราวของซีรีส์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม สู่ยุคที่สมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุปกรณ์สื่อสาร ไปสู่ผู้ช่วยดิจิทัลที่อยู่กับผู้ใช้ตลอดทั้งวัน

 

ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี 2

 

HUAWEI Mate 80 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงที่รวมการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพ และ AI ไว้ในเครื่องเดียว

 

HUAWEI Mate 80 Pro คือสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดจากหัวเว่ยที่ผสานนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นการใช้งานในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีบนสเปกชีต

 

ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีทอง และสีดำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนียภาพของธรรมชาติ สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีความพรีเมียม

 

HUAWEI Mate 80 Pro เตรียมเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าในประเทศไทยระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2569 – 2 เมษายน 2569 ในราคา 37,990 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษในช่วงพรีออเดอร์ รับของสมนาคุณรวมมูลค่าสูงสุด 21,470 บาท ได้แก่ HUAWEI SuperCharge 100W Adapter และ HUAWEI Watch GT5 รวมถึงข้อเสนอเก่าแลกใหม่ (Trade Up Offer) รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 7,000 บาท

 

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ผ่านหน้าร้าน HUAWEI Experience Store ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store, Lazada, Shopee และ TikTok Shop

 

ติดตามข่าวสารและอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากหัวเว่ยได้ทาง 

Facebook: Huawei Mobile TH 

Website: http://consumer.huawei.com/th  

LINE: HuaweiMobileThailand

IG: Huawei.TH

 

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า คอมมูนิตี้ และบริการต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน My HUAWEI บน AppGallery

The post Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน https://thestandard.co/scbx-virtual-bank-partners-kakao-webank/ Fri, 27 Mar 2026 03:54:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1191911 โลโก้ SCBX พร้อมชื่อ ‘แบงก์เอกซ์’ ในพื้นหลังเกี่ยวกับ Virtual Bank

เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหา […]

The post เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ SCBX พร้อมชื่อ ‘แบงก์เอกซ์’ ในพื้นหลังเกี่ยวกับ Virtual Bank

เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ขอแจ้งให้ทราบว่า ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยรายใหม่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ SCBX ถือหุ้น 90% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทมหาชนจำกัดด้วยทุนจดทะเบียน 10,000 บาท และมีแผนเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 5,000 พันล้านบาท ภายในปี 2569 หรือเมื่อบริษัทยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจากกระทรวงการคลังเพื่อเปิดดำเนินการ ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด

 

ปัจจุบัน บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มประกอบธุรกิจร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ KakaoBank Corp. หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทและเป็นผู้ให้บริการธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี และ WeBank Technology Services Limited บริษัทย่อยของกลุ่มธนาคาร WeBank Co., Ltd. ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัยมาประยุกต์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการด้านการเงินที่มีประโยชน์ต่อลูกค้าในประเทศไทย โดยบริษัทจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าในการดำเนินการต่าง ๆ ให้ทราบต่อไป

 

อนึ่ง รายการดังกล่าวไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน และขนาดของรายการไม่เข้าข่ายที่จะต้องรายงานสารสนเทศตามหลักเกณฑ์การได้มาและจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียน

 

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน SCBX ได้แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ ครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 และที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของธนาคาร ครั้งที่ 201 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 มีมติอนุมัติให้ธนาคาร ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCBX เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Home Credit N.V. เพื่อเข้าซื้อส่วนของทุน (Charter Capital) ในสัดส่วน 100% ของ Home Credit Vietnam Finance Company Limited ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,973 พันล้านดอง หรือเทียบเท่าประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมีการปรับปรุงราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา SPA

 

เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกบางประการซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา ส่งผลให้เงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา SPA ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้คู่สัญญาไม่สามารถดำเนินธุรกรรมดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้ ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงมีมติอนุมัติให้ธนาคารเลิกสัญญา SPA เพื่อยุติธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคารแต่อย่างใด

 

ทั้งนี้ SCBX และ ธนาคารยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ตลอดจนเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป

 

ภาพ: ‘แบงก์เอกซ์’

The post เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ZUS COFFEE จากมาเลเซียปูพรม 50 สาขาบุกไทย งัดกาแฟสเปเชียลตี้ 65 บาทสู้แบรนด์เจ้าถิ่น https://thestandard.co/zus-coffee-thailand-expansion/ Fri, 27 Mar 2026 02:38:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191887 โลโก้ ZUS COFFEE พร้อมข้อความว่าแบรนด์กาแฟจากมาเลเซียจะบุกไทยด้วยกาแฟสเปเชียลตี้ราคา 65 บาท

ZUS COFFEE เชนร้านกาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติมาเลเซีย ประกาศ […]

The post ZUS COFFEE จากมาเลเซียปูพรม 50 สาขาบุกไทย งัดกาแฟสเปเชียลตี้ 65 บาทสู้แบรนด์เจ้าถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ ZUS COFFEE พร้อมข้อความว่าแบรนด์กาแฟจากมาเลเซียจะบุกไทยด้วยกาแฟสเปเชียลตี้ราคา 65 บาท

ZUS COFFEE เชนร้านกาแฟสเปเชียลตี้สัญชาติมาเลเซีย ประกาศบุกสมรภูมิร้านเครื่องดื่มไทยเต็มสูบ เล็งปูพรมขยายสาขาแตะ 50 แห่งภายในปี 2569 หวังชิงเค้กตลาดที่กำลังเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

 

การขยายธุรกิจสู่ประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโมเดลธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และบรูไน พร้อมแผนเตรียมบุกตลาดอินโดนีเซียในเร็วๆ นี้

 

ภาพรวมธุรกิจร้านเครื่องดื่มในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะมีมูลค่ารวม 56,900 ล้านบาท ท่ามกลางสมรภูมิที่มีร้านกว่า 131,000 แห่ง ซึ่ง 80% เป็นร้านกาแฟ อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์การขยายตัวไว้เพียง 2% จากปัจจัยกดดันด้านกำลังซื้อที่เปราะบางและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

มูลค่าตลาดที่เติบโตส่วนหนึ่งมาจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นราว 9% ตามต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักอย่างเมล็ดกาแฟที่มีความผันผวน รวมถึงภาระค่าเช่าพื้นที่และค่าแรงงาน สิ่งเหล่านี้อาจบีบคั้นให้อัตรากำไรสุทธิของผู้ประกอบการลดลงต่ำกว่า 15% ทำให้ผู้เล่นในตลาดต้องเร่งสร้างนวัตกรรมเมนูใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้า

 

แม้ร้านอาหารทั่วไปจะมียอดขายหดตัวลง 14% ตามข้อมูลของ LINE MAN Wongnai ในปี 2568 แต่ตลาดกาแฟยังคงเติบโตสวนทาง โดยเฉพาะกลุ่ม ‘Affordable Specialty’ หรือกาแฟคุณภาพสูงราคาจับต้องได้ที่มีราคาต่อบิลต่ำกว่า 100 บาท ซึ่งขยายตัวในกรุงเทพมหานครพุ่งสูงถึง 46%

 

เซกเมนต์ดังกล่าวยังครองส่วนแบ่งยอดขายทั่วประเทศถึง 56% โอกาสนี้ดึงดูดให้แบรนด์รุกตลาดไทย หลังสร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการขยายสาขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครบ 1,000 แห่งเมื่อปี 2568 โดยชูจุดขายการนำเสนอกาแฟเกรดพรีเมียมในราคาเริ่มต้นเพียง 65 บาท เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ในทุกวัน

 

ถอดรหัสอินไซต์เจาะพฤติกรรมคนไทย

 

ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แบรนด์ใช้เวลา 7 เดือนเต็มในการทำวิจัยตลาดเพื่อเจาะลึกพฤติกรรมคนไทย ทีมงานค้นพบว่าลูกค้าต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเครื่องดื่มสูงมาก จึงนำไปสู่การออกแบบระบบให้สามารถเลือกระดับความหวานได้ละเอียดมากขึ้นจากเดิม 2 ระดับ เพิ่มขึ้นเป็น 4 ระดับ

 

อินไซต์ดังกล่าวยังระบุชัดเจนว่าปริมาณการบริโภคกาแฟของคนไทยจะลดลงหลังเวลา 14.00 น. แบรนด์จึงแก้เกมด้วยการขยายกลุ่มเมนู ‘Non-coffee’ เข้ามารองรับ เพื่อรักษายอดขายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในช่วงบ่ายและเย็นได้อย่างตรงจุดแทนการพึ่งพากาแฟเพียงอย่างเดียว

 

ภัทธนันต์ มีสิริพีราธร ผู้จัดการทั่วไป ZUS COFFEE ประเทศไทย ระบุว่า “เราให้ความสำคัญกับการทำตลาดแบบโลคัลไลซ์อย่างจริงจัง ตั้งแต่การปรับระดับความหวานและรสชาติ ไปจนถึงการพัฒนาเมนูที่สะท้อนความชื่นชอบของผู้บริโภคไทย รวมถึงการขยายกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่ใช่กาแฟ”

 

โมเดล ‘App-first’ อาวุธขับเคลื่อนยอดขาย

 

พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มีความต้องการความรวดเร็วและใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นหลัก สถิติจาก LINE MAN Wongnai ระบุว่าระบบสั่งอาหารผ่านสมาร์ทโฟนช่วยเพิ่มขนาดออร์เดอร์ได้ถึง 37% ขณะที่ยอดขายกาแฟผ่านช่องทางเดลิเวอรีเติบโตขึ้น 23% สะท้อนถึงความจำเป็นของการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แบรนด์จึงวางตำแหน่งให้ ZUS App เป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนยอดขายจากช่องทางนี้ให้แตะระดับ 90% ระบบจะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลเพื่อนำเสนอโปรโมชันแบบเฉพาะบุคคล และมอบสิทธิประโยชน์ผ่านระบบสมาชิกเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

 

เสียงสะท้อนจากลูกค้าชาวไทยที่มีรายละเอียดชัดเจนจะถูกวิเคราะห์ในทุกสัปดาห์ เพื่อนำไปปรับปรุงเมนูอย่างฉับไว ส่วนกระบวนการจัดการวัตถุดิบ แบรนด์ใช้วิธีนำเข้าเมล็ดกาแฟหลักแบบ House Blend จากมาเลเซีย ควบคู่กับการสนับสนุนเมล็ดกาแฟท้องถิ่นจากจังหวัดเชียงราย

 

การผลักดันสาขา 50 แห่งในปี 2569 จะเน้นทำเลยุทธศาสตร์ของกรุงเทพมหานครเป็นหลัก เนื่องจากมีฐานประชากรหนาแน่นและมีความต้องการตลอดทั้งวัน แผนดังกล่าวแบ่งเป็นอาคารสำนักงาน 25 แห่ง ศูนย์การค้า 20 แห่ง และร้านสแตนด์อโลน 5 แห่ง เพื่อแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวัน

 

เวนอน เทียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลาดที่มีการแข่งขันสูงช่วยผลักดันให้เราพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เราเห็นโอกาสในการส่งมอบประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผสานคุณภาพ ราคาที่เข้าถึงได้ และความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกัน”

The post ZUS COFFEE จากมาเลเซียปูพรม 50 สาขาบุกไทย งัดกาแฟสเปเชียลตี้ 65 บาทสู้แบรนด์เจ้าถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย แม้ถนนพระราม 2 ทำท่องเที่ยวสะดุด แต่มั่นใจหลังทางเสร็จฟื้นแรงแน่ https://thestandard.co/anantara-hua-hin-minor-renovation/ Fri, 27 Mar 2026 02:11:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1191878 ภาพประกอบข่าว ไมเนอร์ โฮเทลส์ ทุ่ม 400 ล้านบาท รีโนเวต อนันตรา หัวหิน รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้การก่อสร้าง ถนนพระราม 2 จะกระทบระยะสั้น

หากพูดถึง ‘หัวหิน’ นับเป็นเมืองยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ที่ค […]

The post ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย แม้ถนนพระราม 2 ทำท่องเที่ยวสะดุด แต่มั่นใจหลังทางเสร็จฟื้นแรงแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ไมเนอร์ โฮเทลส์ ทุ่ม 400 ล้านบาท รีโนเวต อนันตรา หัวหิน รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้การก่อสร้าง ถนนพระราม 2 จะกระทบระยะสั้น

หากพูดถึง ‘หัวหิน’ นับเป็นเมืองยอดนิยมใกล้กรุงเทพฯ ที่ครองใจทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาต่อเนื่อง แต่ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ที่ล่าช้า กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบต่อการเดินทาง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางไปหัวหิน ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวซบเซาลงในบางช่วง

 

โอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการก่อสร้างถนนพระราม 2 กระทบท่องเที่ยวหัวหินระยะสั้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากผู้ใช้รถสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เส้นทางเลี่ยงหรือวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ส่งผลให้การเข้าถึงหัวหินสะดวกขึ้นตามลำดับ ประเมินว่าหากการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของหัวหินให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดแน่นอน

 

อีกทั้งหัวหินยังมีความได้เปรียบในฐานะที่เป็นเมืองใกล้กรุงเทพและไม่ได้มีแค่ทะเล แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญโรงแรมในหัวหินที่มีตัวเลือกหลากหลาย มีทุกเซกเมนต์ราคาให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะนักการเดินทางระยะสั้นจากกรุงเทพฯ

 

ดังนั้น ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ได้ทุ่มเงิน 400 ล้านบาท รีโนเวตโรงแรม ‘อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท’ นอกจากการดีไซน์บรรยากาศผสานเอกลักษณ์หมู่บ้านไทยซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ตเข้ากับความหรูหราร่วมสมัยแล้ว ยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ Pool Access Room Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite รองรับคู่รัก ครอบครัว และนักเดินทางที่ต้องการความเป็นส่วนตัว นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 25 ปีของอนันตรา

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน เจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท กล่าวต่อว่า ห้องพักแบบ 2 ห้องนอน ถือเป็นไฮไลต์ของโรงแรม หลังจากได้ทุบรวมห้องพักปกติ 3 ห้องให้กลายเป็นห้องสวีตแบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ทำให้จำนวนห้องพักทั้งหมดของรีสอร์ตลดลงจาก 196 ห้อง เหลือ 171 ห้อง ซึ่งจำเป็นต้องทำเพราะห้องประเภทนี้ได้รับความนิยมสูงมากและในตลาดไม่ค่อยมีใครทำ

 

ส่วนโครงสร้างราคาหลังจากรีโนเวต ราคาห้องพักเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นถึงประมาณ 40% โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ราว 7,000 บาทต่อคืน ส่วนห้องแบบ 2 ห้องนอนมีราคาเริ่มต้นประมาณ 18,000 บาท ขณะที่อัตราการเข้าพักของอนันตรา หัวหิน อยู่ที่ 70% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่หลังจากมีการรีโนเวตแล้วนักท่องเที่ยวชาวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเข้าพักระยะสั้นในช่วงสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาว แต่ก็ยังถือว่าน้อยเพราะตั้งเป้าให้มีคนไทยเข้ามาพักถึง 50% ถือเป็นการบาลานซ์ความเสี่ยง เพราะหากเกิดวิกฤตนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ก็จะมีนักท่องเที่ยวไทยทดแทนได้

 

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวระยะไกลจากตลาดยุโรปและอังกฤษยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 และไตรมาส 4 ซึ่งมีพฤติกรรมการจองและระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ยค่อนข้างนาน อยู่ที่ประมาณ 6.5 คืนต่อครั้ง ขณะเดียวกันยังพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมีแนวโน้มเข้าพักระยะยาวเพิ่มขึ้น เนื่องจากรีสอร์ตมีกิจกรรมหลากหลายรองรับทุกช่วงวัย และอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือพฤติกรรมการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวยุโรปที่สั้นลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่นิยมจองล่วงหน้านาน 12-18 เดือน ปัจจุบันลดลงเหลือเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน

 

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวโรงแรมภายใต้แบรนด์ NH Hotels & Resorts ในหัวหิน มีห้องพักและห้องสวีตรวม 152 ห้อง ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย, จีน, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สิงคโปร์ ตลอดจนตลาดยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ และในอนาคตอันใกล้มีแผนจะขยายไปในหัวเมืองหลักในไทย เช่น เชียงใหม่ พัทยา ระยอง เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวยุโรปมั่นใจในแบรนด์ NH หลังจากที่มีการทำตลาดอย่างแข็งแกร่งจากโรงแรม NH ที่มีมากกว่า 200 แห่งใน 26 ประเทศ

 

โอมาร์ กล่าวต่อว่า ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีแบรนด์โรงแรมในเครือทั้งหมด 12 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Luxury ไปจนถึง Select ที่เน้นความคุ้มค่า ปัจจุบันแบ่งโรงแรมออกเป็น 3 เซกเมนต์หลัก ได้แก่

 

1.กลุ่ม Luxury (ระดับหรูหรา) ได้แก่ อนันตรา ซึ่งแบรนด์หลักที่ผู้คนในตลาดรู้จักอย่างกว้างขวางและเป็นต้นกำเนิดของแบรนด์โรงแรมของไมเนอร์ รวมไปถึง The Wolseley Hotels แบรนด์หรูที่ต่อยอดมาจากร้านอาหารไอคอนิกในลอนดอน โดยจะเปิดโรงแรมแห่งแรกที่นิวยอร์กปลายปีนี้ และมีแผนจะเปิดในกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน

 

2.กลุ่มพรีเมียม ได้แก่ อวานี นับเป็นแบรนด์ที่มีการขยายตัวอย่างมากในไทย รวมถึง NH Collection แบรนด์ระดับ Upper-upscale และ 3. กลุ่มระดับอัปสเกลที่เน้นความคุ้มค่า ได้แก่ NH Hotels และ Oaks แบรนด์ที่เน้นกลุ่มลูกค้าพักอาศัยระยะยาว

 

พร้อมประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัจจุบันผลกระทบยังถือว่าไม่มากนัก แม้จะมีแขกบางส่วนขอเลื่อนการเดินทาง เพื่อรอดูสถานการณ์เที่ยวบิน แต่ก็ถูกชดเชยจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หนีจากความขัดแย้งเข้ามาพักในไทยแทน

 

ส่วน อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท แม้จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเลื่อนหรือยกเลิกการเข้าพักมาบ้าง แต่ยังถือว่าน้อย เพราะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ทั้งยุโรปและสหราชอาณาจักร เดินทางเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ แต่บริษัทยังไม่นิ่งนอนใจและมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

 

ภาพ: ต่างชาติยังไป ‘หัวหิน’

The post ไมเนอร์ รีโนเวตใหญ่ อนันตรา หัวหิน ชี้ต่างชาติยังไม่เลื่อนมาไทย แม้ถนนพระราม 2 ทำท่องเที่ยวสะดุด แต่มั่นใจหลังทางเสร็จฟื้นแรงแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่หวั่นวิกฤต เซ็นทรัลพัฒนา ลุยปั้น ‘เซ็นทรัล รังสิต’ 750 ไร่ คาดเปิดเฟสแรกใน 5 ปี ชี้เป็นมิกซ์ยูสใหญ่ ยังไม่มีใครเคยทำใหญ่ขนาดนี้มาก่อน https://thestandard.co/central-pattana-rangsit-project/ Thu, 26 Mar 2026 01:15:24 +0000 https://thestandard.co/central-pattana-rangsit-project/ ภาพผู้บริหาร เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ในวงกลม พร้อมข้อความ ‘CPN ปั้น เซ็นทรัล รังสิต 750 ไร่ เปิดเฟสแรกใน 5 ปี’

มาแน่ ‘เซ็นทรัล รังสิต’ มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดบนพื้นที่ใ […]

The post ไม่หวั่นวิกฤต เซ็นทรัลพัฒนา ลุยปั้น ‘เซ็นทรัล รังสิต’ 750 ไร่ คาดเปิดเฟสแรกใน 5 ปี ชี้เป็นมิกซ์ยูสใหญ่ ยังไม่มีใครเคยทำใหญ่ขนาดนี้มาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ในวงกลม พร้อมข้อความ ‘CPN ปั้น เซ็นทรัล รังสิต 750 ไร่ เปิดเฟสแรกใน 5 ปี’

มาแน่ ‘เซ็นทรัล รังสิต’ มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดบนพื้นที่ใหญ่กว่า 750 ไร่ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ คาดจะได้เห็นเฟสแรกภายใน 5 ปีนี้ ก่อนที่จะเผยว่ายังไม่มีผู้ประกอบการรายไหนทำโครงการใหญ่ขนาดนี้ในไทยมาก่อน และไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหนักแค่ไหน ก็จะไม่หยุดลงทุนและทุกการลงทุนจะมีการพิจารณาอย่างรอบด้าน

 

วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ยังเดินหน้าลงทุนตามแผน 5 ปี (ระหว่างปี 2569-2573) ด้วยงบมูลค่า 1.1 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีโครงการมิกซ์ยูสเพิ่มขึ้นเป็น 33 โครงการภายในปี 2573 โดยมีเป้าหมายสร้างย่าน สร้างเมืองและอนาคตให้กับประเทศไทย แต่ทุกๆ โครงการจะปรับให้เหมาะสมตามภาวะเศรษฐกิจ

 

เริ่มจากโครงการใหม่ย่านรังสิต ซึ่งเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่สุดของเซ็นทรัลพัฒนา โดยตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ 750 ไร่ ติดถนนพหลโยธิน ทางด่วนโทลล์เวย์และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-โคราช) ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง (รังสิต-ธรรมศาสตร์) และมหาวิทยาลัย

 

“เฉพาะโครงการนี้อยู่ระหว่างการวางแผน เนื่องจากเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อน คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในเฟสแรกภายใน 5 ปี โดยจะใช้งบลงทุนบางส่วนจากวงเงินรวม 1.1 แสนล้านบาท และ โครงการดังกล่าวไม่ได้มีเพียงศูนย์การค้า แต่มีเป้าหมายพัฒนาเป็นเมืองที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจครบวงจร ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้” แม่ทัพ CPN ระบุ

 

ตามด้วยโครงการมิกซ์ยูส เซ็นทรัล จีอาร์โนน์ โดยชื่อดังกล่าวถูกตั้งเป็นชื่อย่านทั้งหมดบนที่ดิน 73 ไร่ มีพื้นที่ทั้งโครงการรวม (GBA) 1.1 ล้าน ตร.ม. ซึ่งจะประกอบด้วยศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9, และอาคารออฟฟิศ 3 อาคาร ได้แก่ G Tower, R House (ตึก Unilever House เดิม) และ The Ninth Tower โดยมีเป้าหมายสร้างให้เป็นศูนย์กลางของธุรกิจและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวต่อว่า ในเฟสแรก จะพลิกโฉมเซ็นทรัล พระราม 9 และขยายพื้นที่รีเทล โดยมีกำหนดทยอยเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2571 และในเฟสต่อๆ ไปมีแผนพัฒนา Residence และองค์ประกอบอื่น เพื่อผลักดันย่านพระราม 9 เป็น The Future District

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมพลิกโฉม เซ็นทรัล ลาดพร้าว ควบคู่กับการพัฒนา เดอะ เซ็นทรัล พหลโยธิน เพื่อยกระดับทั้งย่านให้เป็น ecosystem เดียวกัน โดยเมื่อนับรวมทั้งสองโครงการรวมกันจะมีขนาดที่ดิน 96 ไร่ และพื้นที่รวม (GBA) 7.7 แสน ตร.ม. เกือบเท่าเซ็นทรัลเวิลด์ ขณะที่ เดอะ เซ็นทรัล จะเป็นรีเทลที่รวม Flagship Store และ New Retail Experience ที่ใหญ่และใหม่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วน เซ็นทรัล ลาดพร้าวจะต่อยอดจากฐานลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่กำลังโตต่อเนื่อง

 

สำหรับมิกซ์ยูสใหม่ที่เตรียมเปิดกลางปี 2569 ประกอบด้วย เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ที่ได้พัฒนาใหม่จากศูนย์การค้าเดิม บนที่ดิน 59 ไร่ พื้นที่รวม (GBA) 2.1 แสนตารางเมตร จะเปิดให้บริการในเดือน ก.ค. 69 นี้ ตามด้วย เซ็นทรัลขอนแก่น แคมปัส บนพื้นที่ 30 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม (GBA) 6.2 หมื่น ตร.ม. และ GO. Hotel แห่งแรกของภาคอีสาน เตรียมเปิดให้บริการในวันที่ 20 พ.ค. 69 นี้

 

เช่นเดียวกับ เซ็นทรัล บางนา โครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 50 ไร่ พื้นที่รวม 3 แสนตารางเมตร (GBA) ในโดยศูนย์การค้าโฉมใหม่เตรียมเปิดตัวในไตรมาส 4 ปี 69 และ เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต อยู่บนพื้นที่ 130 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม (GBA) 1.73 แสน ตร.ม. หลังจากเปิดให้บริการแบรนด์ใหญ่ สามารถดึงดูดทราฟฟิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วน เซ็นทรัล ภูเก็ต บนที่ดิน 110 ไร่ พื้นที่รวม (GBA) 5 แสน ตร.ม. เพื่อพัฒนาเป็นหนึ่งใน The World’s Luxury Destination นอกกรุงเทพฯ

 

ส่วนธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า ปัจจุบันยังรักษาอัตราให้เช่ามากถึง 90% สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทใหญ่ๆ ยังเลือกเช่าในพื้นที่ของเซ็นทรัลพัฒนา และมีผู้เช่าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะมีการรีโนเวตให้ทันสมัยให้สอดรับกับเทรนด์การทำงานใหม่ๆ ส่วนธุรกิจโรงแรม มีหลายเซกเมนต์ และด้วยจุดแข็งของทำเล ทำให้สามารถดึงดูดได้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นทุกปี

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เซ็นทรัลพัฒนา ได้ขยายธุรกิจไปทั่วประเทศ ปัจจุบันมีโครงการรวมทั้งสิ้น 142 โครงการ ประกอบด้วย 45 ศูนย์การค้า, 16 คอมมูนิตี้มอลล์, 11 อาคารสำนักงาน, 17 โรงแรม และ 53 โครงการที่อยู่อาศัย โดยรวมแล้วมียอดผู้มาใช้บริการกว่า 510 ล้านคนต่อปี หรือเฉลี่ย 1.5 ล้านคนต่อวัน และ นักท่องเที่ยวอีก 70 ล้าน Visits ต่อปี

 

ขณะที่ร้านค้าก็มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการสร้างแพลตฟอร์มช่วยร้านค้าให้เข้าใจลูกค้าผ่าน The 1 ที่มีสมาชิกมากกว่า 23 ล้านราย และลูกค้ากลุ่ม The 1 Exclusive ซึ่งมีการใช้จ่ายสูงกว่าลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อไปว่า สถานการณ์โลกไม่แน่นอน ทำไมบริษัทยังกล้าลงทุนมหาศาล วัลยา อธิบายว่า ทุกการลงทุนบริษัทจะพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งศักยภาพของทำเล ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค รวมถึงติดตามทั้งสถานการณ์ในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าตลาดมีความพร้อม

 

และในช่วงนี้ บริษัทยังไม่เห็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงมีอยู่ สะท้อนจากยอดขายไตรมาส 1 ที่เติบโตขึ้น จึงมองว่ายังไม่จำเป็นต้องกังวลกับประเด็นสงครามมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยเคยเจอวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง

 

สุดท้ายแล้ว CPN เชื่อว่าจะสามารถผ่านทุกวิกฤตไปได้ ด้วยวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้เมื่อมีโอกาสเกิดขึ้น ก็พร้อมเดินหน้าลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตได้ตลอด แต่ถ้าหากความขัดแย้งยืดเยื้อและกระทบต่อยอดขาย บริษัทก็พร้อมปรับกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นยอดขาย ขณะเดียวกันภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นกำลังซื้อด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: ชาวรังสิตเตรียมตัว!

The post ไม่หวั่นวิกฤต เซ็นทรัลพัฒนา ลุยปั้น ‘เซ็นทรัล รังสิต’ 750 ไร่ คาดเปิดเฟสแรกใน 5 ปี ชี้เป็นมิกซ์ยูสใหญ่ ยังไม่มีใครเคยทำใหญ่ขนาดนี้มาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หาดทิพย์ฝ่าวิกฤตซ้ำซ้อน น้ำท่วม-พลังงานดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่ยังตรึงราคาน้ำอัดลมรับหน้าร้อน https://thestandard.co/hatari-maintains-soft-drink-prices/ Wed, 25 Mar 2026 09:20:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1191263 ภาพประกอบข่าว หาดทิพย์ ตรึงราคาน้ำอัดลมรับหน้าร้อน พร้อมรูป พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

หลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ในปีที่ผ่านมา ธุรกิ […]

The post หาดทิพย์ฝ่าวิกฤตซ้ำซ้อน น้ำท่วม-พลังงานดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่ยังตรึงราคาน้ำอัดลมรับหน้าร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว หาดทิพย์ ตรึงราคาน้ำอัดลมรับหน้าร้อน พร้อมรูป พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

หลังจากผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจเครื่องดื่มต่างคาดหวังว่าปี 2569 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัว แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้บริษัทต้องเร่งบริหารความเสี่ยง ด้วยการล็อกต้นทุนวัตถุดิบล่วงหน้า พร้อมยืนยันว่าในระยะนี้ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์แน่นอน

 

พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2568 ธุรกิจต้องรับแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ส่งผลให้ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในพื้นที่เติบโตเพียง 1% เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับยิ่งท้าทายขึ้นในช่วงต้นปี 2569 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อต้นทุนขนส่งและการผลิต โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน พลาสติกและบรรจุภัณฑ์

 

บริษัทจึงติดตามความเคลื่อนไหวของต้นทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารความเสี่ยงผ่านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในวัตถุดิบบางรายการ ขณะเดียวกันก็เร่งเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุน

 

และอีกหนึ่งจุดแข็งคือการเป็นสมาชิกเครือข่าย Strategic Sourcing ระดับโลก ทำให้บริษัทสามารถต่อรองราคาวัตถุดิบได้ดีกว่าคู่แข่งจากการสั่งซื้อในปริมาณมาก แม้ปัจจัยอย่างสงครามและราคาน้ำมันจะควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่บริษัททำได้คือการบริหารต้นทุนภายในอย่างเข้มงวด

 

นอกจากนี้ ยังเร่งเพิ่มสัดส่วนยอดขายบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตและลดผลกระทบจากราคาเม็ดพลาสติกที่ผันผวน แม้ปัจจุบันขวดแก้วยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% เนื่องจากผู้บริโภคนิยมบรรจุภัณฑ์แบบพกพาอย่างขวด PET และกระป๋องมากกว่า

 

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย และต้นทุนขนส่งรวมถึงบรรจุภัณฑ์ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจกระทบต่อกำไรสุทธิและการจ่ายเงินปันผลได้ แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย บริษัทคาดว่าจะยังสามารถสร้างรายได้ราว 8,500 ล้านบาท หรือเติบโต 3-5%

 

ในด้านกลยุทธ์การเติบโต ยังมั่นใจในดีมานด์ของตลาดภาคใต้ พร้อมเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว 3 รายการในกลุ่มแฟนต้าและสไปรท์ รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังพรีเมียม มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้ เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นยอดขาย

 

“ตราบใดที่ยังบริหารต้นทุนได้ ในไตรมาส 2 บริษัทจะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภคและยอดขายในภาพรวม แต่หากต้นทุนสูงขึ้นจนรับไม่ไหวจริงๆ ก็อาจต้องพิจารณาการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้”หัวเรือใหญ่ หาดทิพย์ ย้ำ

 

แม้แบรนด์ในเครือจะได้รับความนิยมสูงในภาคใต้ แต่การแข่งขันในตลาดน้ำอัดลมยังคงรุนแรง สิ่งที่ยังต้องทำคือการจัดโปรโมชันที่คุ้มค่า เช่น การเพิ่มปริมาณสินค้า ตามด้วยการแถมสินค้าเมอร์ชันไดซ์ เช่น แก้วโค้ก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด

 

โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มได้อย่างต่อเนื่อง

 

ด้านผลประกอบการในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 8,258 ล้านบาท หรือเติบโต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 568 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ปัจจุบัน หาดทิพย์ ยังคงครองอันดับ 1 ในกลุ่มเครื่องดื่มอัดลมในภาคใต้ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 23.2% ขณะที่การกระจายสินค้ายังคงเติบโต โดยเฉพาะช่องทางโรงแรมและร้านอาหาร ขยายตัว 10%

 

ภาพ: ‘หาดทิพย์’ ตรึงราคา

The post หาดทิพย์ฝ่าวิกฤตซ้ำซ้อน น้ำท่วม-พลังงานดันต้นทุนขนส่งพุ่ง แต่ยังตรึงราคาน้ำอัดลมรับหน้าร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย ปิดระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท เร่งต่อยอด Vertical AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน https://thestandard.co/amity-ai-tech-funding-vertical/ Wed, 25 Mar 2026 08:59:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1191239 Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข่ […]

The post Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย ปิดระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท เร่งต่อยอด Vertical AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดทั่วโลก ล่าสุด ‘อะมิตี้’ (Amity) บริษัทเทคคอมพานีสัญชาติไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,200 ล้านบาท นับเป็นดีลการระดมทุนด้าน Generative AI (GenAI) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 
 

Amity ระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ ดีลด้าน GenAI ใหญ่สุดของอาเซียน

 

การระดมทุนรอบนี้ นำโดย EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital ของรัฐบาลสิงคโปร์ ร่วมด้วย Asia Partners, SMDV และนักลงทุนรายเดิมอย่าง CMLIM Capital ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายของตลาดเทคโนโลยีในอาเซียน ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดการลงทุนจากกลุ่ม PE และ VC ลดลงถึง 40% เนื่องจากเงินทุนส่วนใหญ่ไหลไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด AI

 

เงินทุนจำนวนนี้จะถูกนำไปขับเคลื่อนการเติบโตด้วยกลยุทธ์ 3Bs – Build, Buy, Bridge” ประกอบด้วย

 

  • Build พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่านศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) โดยมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์และไทย
  • Buy ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) บริษัทซอฟต์แวร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรปที่มีฐานลูกค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่แล้ว เพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้าไปผสาน
  • Bridge ผสานและบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งต่อยอดโซลูชัน AI สู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์

 
 

เป้าหมายรายได้ 200 ล้านดอลลาร์ และจ่อขาย IPO ในปี 2027

 

กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2025 กลุ่มบริษัทมียอดขายแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2022 โดยรายได้หลักและกำไรกว่า 75% ในปี 2025 มาจากหน่วยธุรกิจในทวีปยุโรป สะท้อนถึงการเติบโตระดับสากลได้อย่างชัดเจน

 

อะมิตี้ตั้งเป้าหมายรายได้ทะลุ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเตรียมความพร้อมเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2027 ซึ่ง เคง เต็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เสริมว่านี่คือก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากสตาร์ทอัพสู่ช่วง Growth & Scale อย่างเต็มรูปแบบ

 
 

ทำไมต้อง Vertical AI ทางสู้ของบริษัทเทคอาเซียน

 

คำถามสำคัญคือ บริษัทจากอาเซียนจะแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI หรือ DeepSeek ได้อย่างไรในสมรภูมิเทคโนโลยี AI โลก?

 

คำตอบคือการไม่ลงไปแข่งสร้าง ‘โมเดลภาษาขนาดใหญ่’ (LLM) ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ‘Vertical AI’

 

บทความจาก INSEAD ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของการปฏิวัติ AI ไม่ใช่แนวระนาบ (Horizontal) แต่มูลค่าที่แท้จริงของ GenAI จะเกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า Verticalization ซึ่งเป็นการผสานความสามารถของ LLM เข้ากับความรู้และกระบวนการทำงานเฉพาะทาง

 

องค์กรที่นำ Vertical AI มาใช้อย่างเป็นระบบจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะ “เอนโทรปีของสถาบัน” (Institutional entropy) หรือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้

 

ในมุมของอะมิตี้ การสร้าง Vertical AI ต้องอาศัย 2 องค์ประกอบหลักคือ ‘ข้อมูล’ (Data) และ ‘ช่องทางการจัดจำหน่าย’ (Distribution) อะมิตี้จึงเน้นเจาะข้อมูลเชิงลึกที่ยักษ์ใหญ่ด้าน AI เข้าไม่ถึง เช่น ข้อมูลเสียงใน Call Center ข้อมูลโทรคมนาคม และธุรกิจค้าปลีก ผ่านบริษัทในเครือ

 

ความสำเร็จของศูนย์ ARAC ภายใต้การนำของ ทัชพล ไกรสิงขร พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวทางนี้สร้างผลลัพธ์ได้จริง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น เช่น

 

Influmatch AI หรือระบบค้นหาและจับคู่ Influencer ได้อย่างแม่นยำ 90% โดยใช้เวลาเพียง 1 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาระดับชั่วโมงหรือเป็นวัน

 

Amity Agent 3.1 หรือ AI สำหรับ Contact Center ที่คว้าอันดับ 9 ของโลกบน Leaderboard (และอันดับ 4 ในหมวดอุตสาหกรรมการบิน) โดยใช้โมเดลขนาดเล็กเพียง 3 พันล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเล็กกว่าโมเดลทั่วไปในตลาดถึง 10-50 เท่า ทำงานเร็วกว่า 3-4 เท่า และมีต้นทุนการประมวลผลถูกกว่าแบบจำลองขนาดใหญ่กว่าครึ่ง

 

Auto QA หรือ ระบบ AI วิเคราะห์คุณภาพเสียงสนทนาใน Call Center เพื่อช่วยจับประเด็นและประเมินพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลลูกค้า

 

ในระยะต่อไป อะมิตี้เตรียมพัฒนายกระดับไปสู่ Agentic AI หรือเอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติ ลงมือปฏิบัติงาน และขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริงแบบครบวงจร ภายใต้การเชื่อมโยง Integrated Ecosystem ของบริษัทในเครือทั้งหมด เพื่อผลักดันอะมิตี้ให้ก้าวขึ้นเป็น AI Champion ของภูมิภาคที่พร้อมแข่งขันในระดับโลกอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Andriy Onufriyenko / Getty Images

The post Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย ปิดระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท เร่งต่อยอด Vertical AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริ ผู้นำแถวหน้า ยกระดับเซอร์วิสลักซ์ชัวรี่ เปิดตัว ‘SLC Life Curator’ เจาะ Unmet Needs รองรับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งไทย-นักลงทุนทั่วโลก [Advertorial] https://thestandard.co/sansiri-slc-life-curato/ Wed, 25 Mar 2026 07:20:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1190546 ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่

‘แสนสิริ’ ในฐานะผู้นำแถวหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้า […]

The post แสนสิริ ผู้นำแถวหน้า ยกระดับเซอร์วิสลักซ์ชัวรี่ เปิดตัว ‘SLC Life Curator’ เจาะ Unmet Needs รองรับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งไทย-นักลงทุนทั่วโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่

‘แสนสิริ’ ในฐานะผู้นำแถวหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของกลุ่ม High-Net-Worth Individuals (HNWIs) หรือกลุ่มกำลังซื้อศักยภาพสูงอย่างลึกซึ้งมาตลอด 40 ปี เดินหน้ายกระดับสร้างมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว (Long-term value) พัฒนารังสรรค์พอร์ตโครงการระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรีและลักซ์ชัวรีระดับเวิลด์คลาสรองรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ทั้งในประเทศไทยและนักลงทุนทั่วโลก ที่ขยายฐานเติบโตเพิ่มขึ้นผ่านวิสัยทัศน์ “SANSIRI LUXURY COLLECTION : THE FOREFRONT OF LUXURY”

 

‘Sansiri Luxury Collection Life Curator’ บริการหลังการขายระดับลักซ์ชัวรีเติมเต็ม Unmet Needs ลูกค้ากลุ่ม Wealth

 

ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า อินไซต์ลูกค้าในปัจจุบันมีความต้องการที่ลึกซึ้งและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม High-Net-Worth Individuals (HNWIs) จึงเปิดที่มาของการเปิดตัว ‘Sansiri Luxury Collection Life Curator’ บริการหลังการขายรูปแบบใหม่ที่จะมายกระดับบริการลักซ์ชัวรีเติมเต็ม Unmet Needs ให้กับกลุ่มลูกค้าระดับ Wealth อย่างแท้จริง ในรูปแบบ customized service, convenience และ life management ที่วางใจได้

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 1

 

“เรื่องการบริการในกลุ่มลักซ์ชัวรี่เป็นหัวใจสำคัญมากๆ วันนี้ลูกค้าไม่ได้มองหาแค่บริการทำความสะอาดหรือหาคนที่จะไปซื้อของให้ นั้นคือบริการพื้นฐานทั่วไป ปัจจุบันพฤติกรรมลูกค้ามองถึง Well-being ที่ครบวงจร พวกเขามอง Time is Wealth, Wellness is Wealth, Health is Wealth ทุกอย่างกลับไปที่ How to live”

 

‘Sansiri Luxury Collection Life Curator’ กำลังก้าวข้ามคำว่าบริการพื้นฐานไปสู่บทบาทของการมอบบริการใหม่ที่เหนือกว่า เรียกว่า ‘Life Curator’ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การมี Concierge มาคอยเปิดประตู หรือมีบัตเลอร์มาคอยรับคำสั่ง แต่จะทำหน้าที่เป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ (life-long partnership) ที่ ‘คิดเผื่อ’ และ ‘ลงรายละเอียด’ ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แทนเจ้าของบ้าน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเอาเวลาที่มีค่าไปโฟกัสกับเรื่องที่สำคัญกว่า ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การอยู่กับครอบครัว หรือการตามหาความสุขส่วนตัว

 

“SLC Life Curator จึงเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดที่เปลี่ยนการบริการให้กลายเป็นความทรงจำที่จะอยู่ในทุกโมเมนต์สำคัญๆ ของลูกค้า และไม่ใช่แค่คนที่มาช่วยแก้ปัญหาเมื่อเกิดเรื่อง แต่คนที่มองเห็นความต้องการล่วงหน้า เพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาและช่วยให้ชีวิตของลูกบ้านราบรื่นที่สุด” ศรีอำไพกล่าว

 

สิ่งที่ทำให้ SLC Life Curator แตกต่างจากบริการ Concierge ทั่วไป คือการนำเอา Ecosystem อันแข็งแกร่งของแสนสิริและพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) มาสร้างมูลค่าเพิ่มและมอบประสบการณ์ที่ ‘เงินซื้อไม่ได้’ ให้กับลูกบ้าน

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 2

 

อาทิ เปิดโอกาสให้บุตรหลานของลูกบ้านเข้ามาฝึกงานกับแสนสิริหรือบริษัทพันธมิตรเพื่อเก็บพอร์ตฟอลิโอ รวมถึงการจัด Bootcamp ร่วมกับโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ อาทิ Brighton, Wellington, Verso เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และลงมือทำโปรเจกต์เกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบยั่งยืนในสถานที่จริง

 

“เพราะสิ่งที่แต่ละคนให้คุณค่าไม่เหมือนกัน” ศรีอำไพ บอกว่า สิ่งที่แสนสิริทำคือ มองลึกไปถึงสิ่งที่แต่ละครอบครัวให้คุณค่าสำหรับบางท่าน อาจมองเรื่องอนาคตของบุตรหลาน บางบ้านสมาชิกสี่ขา คือ คนสำคัญที่สุดในชีวิต ในขณะที่บางคนให้คุณค่ากับงานศิลปะของของสะสม”

 

“วันนี้นิยามของคำว่าครอบครัวไม่ได้จำกัดแค่ พ่อ แม่ ลูก อีกต่อไป แต่รวมไปถึง ‘Pet Companion’ เรามีบริการ Grooming ไปจนถึงจัดหาดีไซน์เนอร์มาตัดชุดสั่งตัดพิเศษให้น้องหมาเพื่อใส่ออกงานคู่กับเจ้าของ ในขณะที่นักสะสมบางท่านอาจกังวลเรื่องการทำความสะอาดงานศิลปะล้ำค่า หรือการฟื้นฟูเฟอร์นิเจอร์เก่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำ เราจะทำหน้าที่เป็นดูแลสิ่งที่มีค่าทางจิตใจ เป็นตัวกลางจัดหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ไว้ใจได้เพื่อดูแลรักษา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการซ่อมตุ๊กตาตัวโปรด ไปจนถึงการฟื้นฟูภาพวาด แม้แต่การทำความสะอาดแชนเดอเลียร์และพรมเก่าแก่ที่ส่งต่อกันมา เพื่อรักษาความทรงจำที่ดีของลูกค้า”

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 3

 

นอกจากนี้ ยังช่วยคิดแทนและประหยัดเวลาให้ลูกค้าในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ สำหรับลูกบ้านที่ต้องการจัดงานต่างๆ เช่น จัดการงานทำบุญบ้านเลี้ยงพระ 9 รูป จัดงานปาร์ตี้วันเกิดแบบส่วนตัว ไปจนถึงบริการ Home Care ที่ดูแลทุกความเรียบร้อย การตกแต่ง ต่อเติมไปจนถึงการจัดหาเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการจัดหา Prop และต้นไม้มาช่วยตกแต่งบ้านให้สวยงามพร้อมสำหรับการเปิดบ้านให้สัมภาษณ์ลงนิตยสาร

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 4

อำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

 

“เป้าหมายหนึ่งของ Sansiri Luxury Collection คือ การรักษาและส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น การดูแลทรัพย์สิน (Asset Management) ให้คงสภาพดีเหมือนวันแรกจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราทำงานร่วมกับ Plus Property ซึ่งเป็นด่านแรกที่เจอหน้าลูกค้าทุกวัน เพื่อดูแลส่วนกลางและการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เมื่อบวกกับบริการ SLC Life Curator ที่เข้าไปดูแลในระดับส่วนตัว จึงเป็นการเพิ่มคุณค่าทางใจและมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว”

 

สำหรับสิทธิ์การใช้งานและแผนการเปิดให้บริการ ‘Sansiri Luxury Collection Life Curator’ ศรีอำไพบอกว่าจะเปิดให้บริการในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection (SLC) โดยในช่วงแรกจะนำร่องให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายนกับโครงการนาราสิริ 4 โครงการ ที่เปิดขายและโอนภายในปีก่อน จากนั้นจะค่อยๆ ขยายผลย้อนกลับไปให้บริการกับลูกบ้านในโครงการเก่าๆ เช่น บูก้าน, กรุงเทพกรีฑา, KHUN by YOO และ 98 Wireless เพื่อให้ทีมงานสามารถดูแลลูกค้าแบบ Personalize ได้อย่างทั่วถึง

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 5

 

SANSIRI LUXURY COLLECTION : THE FOREFRONT OF LUXURY” เปิดวิสัยทัศน์ ตอกย้ำบทบาทผู้นำอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีของประเทศกว่า 40 ปี

 

ศรีอำไพ เล่าจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการทำ Luxury Product โดยมี ‘บ้านไข่มุก’ เป็นโครงการแรกที่พิสูจน์ให้เห็นว่าตลอดระยะเวลา 40 ปี มูลค่าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเกิดจากการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดี บนทำเลที่ดี แล้วมีการดูแลที่ดี คือการสร้างแบรนด์ Legacy ที่แข็งแรงตลอด 40 ปี

 

SANSIRI LUXURY

 

 

“แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดจนเป็น DNA มาถึงทุกวันนี้ ทุกโครงการภายใต้ Sansiri Luxury Collection (SLC) คือ งานคราฟต์ที่สะท้อน DNA ของแสนสิริกว่า40 ปี และยังเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่น ที่ลูกค้ามั่นใจได้ถึงคุณค่าและมาตรฐานคุณภาพของแสนสิริ การออกแบบอย่างพิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียดที่ลึกซึ้ง ภายใต้แนวคิดหลัก Timeless Design ความสวยงามที่อยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งรวมถึงเรื่องความปลอดภัยระดับสูง ความเป็นส่วนตัวในสังคมคุณภาพที่ปลอดภัยและการบริการที่ใส่ใจ”

 

กว่า 40 ปี แสนสิริ พัฒนาโครงการระดับแลนด์มาร์กมาแล้ว 72,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา) ได้การยอมรับและความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย 18 โครงการระดับแฟล็กชิพและไอคอนิกแลนด์มาร์ก อาทิ 98 Wireless, บ้านแสนสิริพัฒนาการ, KHUN by YOO, BuGaan, The Monument Thong Lo

 

โดยในปี 2569 แสนสิริ เดินหน้าพัฒนาโครงการระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี ภายใต้พอร์ต Sansiri Luxury Collection (SLC) จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ได้แก่ นาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 6

 

วันนี้ แสนสิริ ก้าวข้ามบทบาทการเป็นแค่ผู้พัฒนาอสังหาฯลักชัวรี แต่คือ ผู้นำตลาดที่ยืนหยัดสร้าง ‘คุณค่าของการอยู่อาศัย’ ที่ก้าวนำความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ผ่านการตีความนิยามคำว่า ‘ลักซ์ชัวรี’ ที่ไม่ใช่เรื่องของการใช้วัสดุหรือการมีราคาที่แพง ความสมบูรณ์แบบของการอยู่อาศัย ผ่าน 3 แนวคิด ได้แก่

 

ภาพผู้บริหารแสนสิริพร้อมเปิดตัวบริการ ‘SLC Life Curator’ ยกระดับประสบการณ์ลักซ์ชัวรี่ 7

 

● World-Class Design: การออกแบบระดับเวิลด์คลาส ทุกรายละเอียดของ Sansiri Luxury Collection คือ ภาพสะท้อนประณีตศิลป์แห่งการออกแบบ แสนสิริร่วมมือกับสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำ ผสานงานศิลป์และเฟอร์นิเจอร์ จากแบรนด์ระดับโลกที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ ‘บ้าน’ เป็นเหมือนงานศิลปะที่ใช้ชีวิตได้จริง

 

● Material & Craftsmanship: คุณค่าแห่งวัสดุและหัตถศิลป์อันประณีต ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรวัสดุที่ดีที่สุด ร่วมกับงานหัตถศิลป์ระดับโลก จากสุดยอดช่างฝีมืออันประณีต เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ ‘บ้าน’ ของคุณอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

● Service and Unparalleled Living: ที่สุดแห่งบริการเหนือระดับเฉพาะคุณมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียว ผ่านบริการที่เหนือความคาดหมายในทุกช่วงเวลา ด้วยความเข้าใจในทุกความปรารถนาของลูกบ้านอย่างลึกซึ้ง แม้แต่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณอาจมองข้าม

The post แสนสิริ ผู้นำแถวหน้า ยกระดับเซอร์วิสลักซ์ชัวรี่ เปิดตัว ‘SLC Life Curator’ เจาะ Unmet Needs รองรับลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งไทย-นักลงทุนทั่วโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กางแผน OSP ปี 2569 วางเป้าโต Mid-Single Digit เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Global Player [PR NEWS] https://thestandard.co/osp-plan-growth-global-2026/ Wed, 25 Mar 2026 03:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1190382 ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP วางหมากธุรกิจปี 2 […]

The post กางแผน OSP ปี 2569 วางเป้าโต Mid-Single Digit เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Global Player [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP วางหมากธุรกิจปี 2569 ท่ามกลางตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข่งขันรุนแรง ตั้งเป้ารายได้โตระดับ Mid-Single Digit ที่ 4-6% จากปีก่อน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ Beverage, Personal Care และ International Business มุ่งยกระดับสินค้าและแบรนด์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย

 

กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโตแบ่งออกเป็น 3 แกนสำคัญ ได้แก่

 

🔹3 Growth Engines

 

เสริมความแข็งแกร่งธุรกิจผ่านกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศ (Domestic Beverage) ควบคู่กับยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (Personal Care) สู่กลุ่มพรีเมียม และเร่งขยายธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและจีน เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะยาว โดยต่อยอดจากโมเดลความสำเร็จในเมียนมาและลาว

 

🔹Digital Empowerment

 

ทุ่มงบ 400-500 ล้านบาท พัฒนา Digital Technology และ AI เพื่อยกระดับการตัดสินใจแบบ Data-driven และบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลงทุนด้าน People & Culture เพื่อพัฒนา Talent และเสริมความสามารถในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค

 

🔹Financial Strength

 

เพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินภายใต้กลยุทธ์ ‘ONE OSP’ มุ่งรักษา Gross Profit Margin มากกว่า 40% พร้อมสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่าน Economy of Scale

 

สำหรับเป้าหมายในปี 2569 บริษัทมุ่งสร้างการเติบโตทั้ง Top Line และ Bottom Line โดยเน้นเพิ่มปริมาณขาย การใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ และการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิ ควบคู่กับการเดินหน้าสู่การเป็น Global Player อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนระดับ AAA โดยให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรและการจัดการของเสียอย่างครบวงจร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมูลค่าในระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้น

 

ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 1ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 2ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 3ภาพประกอบแผนธุรกิจบริษัท โอสถสภา (OSP) ปี 2569 พร้อมเป้าหมายการเติบโตและการทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ระดับโลก 4

The post กางแผน OSP ปี 2569 วางเป้าโต Mid-Single Digit เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ Global Player [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก https://thestandard.co/openai-sora-video-discontinued/ Wed, 25 Mar 2026 02:15:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1190963 OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้น […]

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้นด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่าง Sora แล้ว หลังจากที่เคยสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกช่วงเปิดตัวเมื่อปี 2024 ในฐานะแพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นวิดีโอ (Text-to-video) ที่มีฟีดโซเชียลสไตล์ TikTok เพื่อให้ผู้ใช้แชร์เนื้อหาที่สร้างจาก AI ได้

 

ในช่วงแรก แอปพลิเคชันนี้มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในแวดวงคริปโตบนแพลตฟอร์ม X ที่นำไปใช้สร้างวิดีโออธิบายแนวโน้มตลาด สร้างมีม และสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ที่มีความสมจริงจนแยกแทบไม่ออก

 

นอกจากนี้ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ยังเคยเชิญชวนให้ผู้ใช้นำภาพของเขาไปตัดต่อเข้ากับฉากดังในป๊อปคัลเจอร์อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายประการ อาทิ

 

ต้นทุนการประมวลผลที่มหาศาล การสร้างวิดีโอเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชัน AI ที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด และมีราคาแพงมากเมื่อขยายขนาด (Scale) พนักงานของ OpenAI บางคนเคยรู้สึกประหลาดใจกับจำนวนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่บริษัททุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานความต้องการของตลาดที่ชัดเจน

 

พฤติกรรมผู้ใช้และการแข่งขันสูง ผู้ใช้ส่วนใหญ่เพียงแค่เข้ามาทดลองสร้างวิดีโอสองสามคลิปแล้วก็เลิกใช้งานไป ไม่ได้อยู่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ การจะไปแข่งขันในตลาดวิดีโอสั้นที่มีเจ้าตลาดอย่าง TikTok, Instagram และ YouTube จำเป็นต้องมีระบบนิเวศของครีเอเตอร์ เครื่องมือสร้างรายได้ และระบบจัดการเนื้อหา ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี

 

ปัญหาลิขสิทธิ์ ในช่วงแรก Sora เปิดตัวโดยไม่มีระบบป้องกันเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ จนทำให้เกิดข้อพิพาททางลิขสิทธิ์ช่วงสั้นๆ ก่อนที่บริษัทจะต้องเพิ่มระบบควบคุมให้เจ้าของผลงานสามารถบล็อกการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้ในภายหลัง

 

การยุติบทบาทของโปรเจกต์นี้ยังทำให้ดีลการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จาก Disney ที่ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมต้องยุติลงไปด้วย เดิมทีข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีนี้จะอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอร่วมกับตัวละครของ Disney กว่า 200 ตัว เช่น การถือไลท์เซเบอร์กับลุค สกายวอล์คเกอร์ หรือเข้าไปอยู่ในเรื่อง Toy Story โดยตัวแทนของ Disney ระบุว่าบริษัทเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอนตัวจากธุรกิจสร้างวิดีโอและเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน

 

อัลต์แมนได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนี้กับพนักงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยบริษัทจะยกเลิกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้โมเดลวิดีโอ ซึ่งรวมถึงแอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เวอร์ชันสำหรับนักพัฒนา และจะไม่รองรับฟังก์ชันวิดีโอภายใน ChatGPT อีกต่อไป

 

ขณะที่บัญชี X ทางการของ Sora ได้โพสต์อำลาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยระบุว่า “เราขอบอกลาแอป Sora สิ่งที่คุณสร้างสรรค์มีความหมาย และเรารู้ว่าข่าวนี้ชวนให้ผิดหวัง” พร้อมระบุว่าจะแจ้งกำหนดการและรายละเอียดเรื่องการเก็บรักษาผลงานของผู้ใช้ให้ทราบในเร็วๆ นี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อนำทรัพยากรประมวลผลและบุคลากรชั้นนำกลับไปมุ่งเน้นที่เครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และฟังก์ชันการเขียนโค้ดสำหรับองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแข่งขันกับสตาร์ทอัพคู่แข่งอย่าง Anthropic และเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

ปัจจุบัน ทีมงานของ Sora จะหันไปให้ความสำคัญกับการเดิมพันระยะยาวอย่างวิทยาการหุ่นยนต์แทน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว OpenAI เพิ่งประกาศรวมแอป ChatGPT บนเดสก์ท็อป เครื่องมือเขียนโค้ด Codex และเบราว์เซอร์เข้าด้วยกันเป็น ‘ซูเปอร์แอป’ (Superapp) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ฟิดจิ ซิโม หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชันของบริษัท ที่กล่าวในการประชุมเมื่อต้นเดือนว่า พนักงานไม่ควรเสียสมาธิไปกับภารกิจรอง และควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบ Agentic (ซอฟต์แวร์ AI ที่ทำงานอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เช่น การเขียนโค้ดหรือวิเคราะห์ข้อมูล) ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนมากขึ้น

 

ภาพ: NurPhoto / GettyImages

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3 ส่ง ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่’ ลุยตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี https://thestandard.co/krungsri-first-choice-new-gen-card/ Tue, 24 Mar 2026 12:09:14 +0000 https://thestandard.co/krungsri-first-choice-new-gen-card/ บัตรกดเงินสดกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่ พร้อมโลโก้ VISA

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เผยตลาดสินเชื่อบุคคลส่อเค้า ‘ติดลบ’ […]

The post ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3 ส่ง ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่’ ลุยตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บัตรกดเงินสดกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่ พร้อมโลโก้ VISA

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เผยตลาดสินเชื่อบุคคลส่อเค้า ‘ติดลบ’ ต่อเนื่องปีที่ 3 จับตากำลังซื้อรากหญ้าทรุดจากพิษค่าครองชีพ-น้ำมันแพง ส่งบัตรกดเงินสด ‘โฉมใหม่’ รุก New Gen ตั้งเป้าลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ

 

อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์ ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ เปิดเผยภาพรวมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในปี 2569 ว่า มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยประเมินว่าสถานการณ์ในปีนี้อาจติดลบอยู่ในช่วง 3.7% ถึง 4.2% ซึ่งเป็นทิศทางที่น่ากังวล สะท้อนผ่านตัวเลขในเดือนมกราคมที่ผ่านมาซึ่งติดลบไปแล้วประมาณ 2% แม้จะเป็นช่วงที่ตลาดควรจะฟื้นตัวก็ตาม

 

ปัจจัยลบรุมเร้า จากสงครามสู่ภาวะเงินฝืดในกระเป๋า

 

อธิป กล่าวว่า แม้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างรุนแรง

 

“หลายคนมักเชื่อว่าเศรษฐกิจไม่ดีคนจะกู้เยอะขึ้น แต่ในความเป็นจริงจากข้อมูลที่เราเห็นคือ คนกู้น้อยลง ความถี่ในการใช้สินเชื่อลดลง เพราะกลุ่มที่มี Financial Literacy จะเริ่มกังวลเรื่องรายได้ในอนาคตและพยายามคุมค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ยอดต่อครั้ง’ กลับสูงขึ้น ตามราคาสินค้าและค่าครองชีพที่แพงขึ้น” อธิป กล่าว

 

สัญญาณอันตรายในไตรมาส 2 และโจทย์หิน ‘สงกรานต์’

 

อธิปยอมรับว่า แนวโน้มไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ ‘เหนื่อย’ เนื่องจากปัจจัยบวกเดิมอย่างเทศกาลสงกรานต์ที่เคยช่วยหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบ อาจเปลี่ยนไปในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้คนลังเลที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือซื้อของฝาก ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

 

ขณะที่ตัวเลข NPL (หนี้เสีย) ในระบบปัจจุบันดูเหมือนจะลดลง แต่อธิปมองว่าเป็นสัญญาณที่ ‘ไม่ค่อยดีนัก’ เพราะมันสะท้อนว่าสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น และยอดสินเชื่อคงค้างในตลาดลดลง (Market Contraction) ซึ่งอาจส่งผลให้กลุ่มคนที่ต้องการสภาพคล่องจริงๆ หลุดออกไปพึ่งพานอกระบบมากขึ้น

 

จับตา ‘มาตรการรัฐและค่าไฟ’ ต่อ

 

อธิประบุว่า ในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องรอดูความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ หลังจากที่มาตรการ ‘ช้อปดีมีคืน’ สิ้นสุดลงไปในช่วงต้นปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ของกลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยพื้นฐานอย่าง ค่าไฟ และราคาอาหาร ที่จะเข้ามากดดันกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้ารายย่อยอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดโฉมใหม่ จาก ‘Cash’ สู่ ‘Anywhere Payment’

 

อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ นับเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ด้วยรากฐานและความเชี่ยวชาญในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยาวนานกว่า 32 ปี โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี

 

บริษัทกำลังมุ่งหน้าสู่บทใหม่ที่เน้นการใช้ Data Analytics จากพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงมาสร้างสรรค์สิทธิประโยชน์ที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น จนล่าสุด ได้เปิดตัวบัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์ ‘โฉมใหม่’ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงจุดยืนของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ที่จะสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเรามายาวนาน พร้อมพัฒนานวัตกรรมการชำระเงินใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

 

โดย ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ โฉมใหม่นี้ นอกจากบริการหลากหลายในบัตรเดียว ทั้งกดเงินทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอป UCHOOSE หรือกดผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสดล่วงหน้า 3% รองรับทุกค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ และบริการผ่อนยาว 0% ที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ดังมากกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศแล้ว

 

บริษัทยังได้ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการใหม่ จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนสินค้าออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เพิ่มความปลอดภัยกับทุกการใช้จ่ายออนไลน์ กับระบบ VISA 3D Secure สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าในยุค Cashless และเทรนด์การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

 

เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Gen Z & Digital Native’ ปรับผลิตภัณฑ์ให้ทันพฤติกรรมลูกค้า

 

อธิป เผย Insight ที่น่าสนใจว่า โจทย์ใหญ่ของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่ ‘วงเงิน’ แต่คือ ‘ความมั่นใจในการเข้าถึงเงินและนวัตกรรมที่ปลอดภัย’ ซึ่งการใช้ระบบ VISA 3D Secure จะเข้ามาตอบโจทย์ความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการช้อปปิ้งออนไลน ทั้งนี้ จากการทดสอบตลาดเบื้องต้น พบว่าลูกค้ามีการทำรายการเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 รายการ ดันยอดสินเชื่อสะพัดแล้วกว่า 300 ล้านบาท

 

“บัตรโฉมใหม่นี้ ทำให้ลูกค้าสามารถใช้บัตรเพื่อการชำระเงิน (Payment) แทนการถือเงินสด ช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องกดเงินก้อนใหญ่มาเก็บไว้ ซึ่งทำให้เสียดอกเบี้ยฟรีๆ แต่ให้รูดจ่ายเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เป็นการช่วยลูกค้าบริหาร Cash Flow และลดภาระดอกเบี้ยได้อย่างชาญฉลาด”

 

ปักธงปี 2569 กวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี

 

อธิป กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือคนรุ่นใหม่ และ First Jobbers โดยชูนวัตกรรม ‘บัตรกดเงินสดร่วมกับ VISA’ เพื่อช่วยบริหาร Cash Flow ซึ่งบริษัทพบว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเปลี่ยนจากพฤติกรรมเดิมที่ต้องกู้เงินก้อนมาเก็บไว้ เป็นการใช้วงเงินเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งบัตรกดเงินสดโฉมใหม่นี้จะช่วยให้ลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยและมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลูกค้าใหม่ปีนี้ เติบโต 10% หรือมีบัญชีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 200,000 บัญชี

 

“เราตั้งเป้าเติบโต 10% หรือบัญชีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 200,000 บัญชี แม้ตลาดจะหดตัว ซึ่งถือเป็นความท้าทายมากเพราะโตกว่า GDP ถึง 5 เท่า ส่วนยอดสินเชื่อปีนี้ ตั้งเป้าเติบโต 5% ซึ่งก็โตมากกว่าตลาดที่มีสัญญาณติดลบต่อเนื่อง” อธิป กล่าวสรุป

The post ‘กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์’ ประเมินตลาดสินเชื่อปีนี้ส่อเค้าติดลบต่อเป็นปีที่ 3 ส่ง ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่’ ลุยตลาดคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ากวาดลูกค้าใหม่ 2 แสนบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรึงดีเซล 33 บาท กองทุนจะอุ้มได้นานแค่ไหน? ปลัดพลังงาน เร่งปรับสมดุล ‘ลม-แดด-SMR-น้ำมัน-ไฟ’ รับแผน PDP 2026 https://thestandard.co/energy-balance-diesel-pdp/ Tue, 24 Mar 2026 10:49:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1190756 ภาพประกอบข่าว ตรึงดีเซล 33 บาท พร้อมคำถามว่ากองทุนน้ำมันจะพยุงได้นานแค่ไหน

‘ปลัดพลังงาน’ ชี้ ตรึงดีเซล 33 บาท ยังตอบไม่ได้ยืนได้นา […]

The post ตรึงดีเซล 33 บาท กองทุนจะอุ้มได้นานแค่ไหน? ปลัดพลังงาน เร่งปรับสมดุล ‘ลม-แดด-SMR-น้ำมัน-ไฟ’ รับแผน PDP 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ตรึงดีเซล 33 บาท พร้อมคำถามว่ากองทุนน้ำมันจะพยุงได้นานแค่ไหน

‘ปลัดพลังงาน’ ชี้ ตรึงดีเซล 33 บาท ยังตอบไม่ได้ยืนได้นานแค่ไหน ห่วงปัจจัยโลกผันผวน เร่งบาลานซ์สัดส่วนพลังงาน ลุยเดินหน้าแผน PDP 2026

 

วันนี้ 24 มี.ค. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลัง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำ ‘ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)’ เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ถึงสถานการณ์ราคาพลังงานขณะนี้ว่า

 

ยืนที่ระดับ 33 บาท ‘ให้นานที่สุด’

 

หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จำเป็นต้องขยับดีเซลแตะ 33 บาท ลดภาระกองทุนน้ำมัน ซึ่งปั๊มน้ำมันประกาศปรับราคาดีเซล ขึ้น 1.80 บาท ดีเซลพรีเมียม และเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ขึ้นพรวดเดียว 2 บาท

 

“ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ว่าจำเป็นต้องขยับเพดานหรือไม่ แต่เพื่อป้องกันการกักตุนและการลักลอบ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งอาจจะไปถึงระดับหนึ่งได้ แต่ในตอนนี้พยายามจะ ‘ยืน’ ไว้ก่อน คือยืนที่ระดับ 33 บาท พยายาม ‘ตรึงให้นิ่งที่สุด’ ยืนให้แน่นที่ 33 บาท” ปลัดกล่าว

 

โดยรายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละเกือบ 2,400 ล้านบาท หรือประมาณ 70,000 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับลดภาระ

 

ภาพประกอบข่าว ตรึงดีเซล 33 บาท พร้อมคำถามว่ากองทุนน้ำมันจะพยุงได้นานแค่ไหน 1

 

ห่วงสงครามรอบนี้สถานการณ์เปลี่ยนต่างจากอดีต ต่างฝ่ายต่างโจมตี ทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

 

ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

 

“แม้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพราคาพลังงานโลก”

 

ขณะเดียวกัน ไทยได้มีการเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน โดยมีทั้งกำลังผลิตหลัก และการรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

สำหรับการบริหารจัดการด้านราคา รัฐบาลพยายามดำเนินการให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านการลดการปล่อยคาร์บอน

 

“เรายังต้องรอความชัดเจนของแผนพลังงานในระยะต่อไปว่าจะสามารถสร้างสมดุลได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ราคาพลังงานบางประเภท เช่น ถ่านหิน ยังมีความผันผวน สวิงน้อยกว่าน้ำมัน” ปลัดกล่าว

 

ยันไม่ทิ้งแผนนิวเคลียร์จิ๋ว SMR

 

อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งจากการศึกษาที่ประเมินขนาดกำลังผลิตไว้ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ จะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้ในอนาคต ซึ่งยังต้องพิจารณารอบด้าน

 

ทั้งความปลอดภัย กฎระเบียบ และการกำกับดูแล รวมถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเดินหน้ามากน้อยเพียงใด

 

เมื่อถามว่า แผนใหม่จะมีอะไรต่างจากเดิม? ปลัดพลังงานระบุว่า หากมองย้อนในช่วงปี 2024 พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีโครงการ 16 แห่ง และมีผู้ได้รับอนุญาตอีกกว่า 450 ราย

 

ภาพประกอบข่าว ตรึงดีเซล 33 บาท พร้อมคำถามว่ากองทุนน้ำมันจะพยุงได้นานแค่ไหน 2

 

เพิ่มสัดส่วนพลังงานลม-แดด Renewable มากกว่า 50%

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

บวกกับประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายจาก Carbon Neutrality ในปี 2050 ไปสู่ Net Zero Emissions ภายในปีเดียวกัน ส่งผลให้การวางแผนพลังงานต้องเพิ่มความเข้มข้น

 

“ส่วนโครงสร้างเชื้อเพลิง ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีแนวทางกระจายความเสี่ยงโดยใช้พลังงานทดแทนที่หลากหลาย และ SMR อาจเข้ามามีบทบาทเสริม ดังนั้น สัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่มากกว่า 50% ซึ่งต้องดูความมั่นคง”

 

เนื่องจากพลังงานบางประเภท เช่น โซลาร์เซลล์ แม้มีต้นทุนต่ำ เช่น แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทั้งหมดล้วนมี ‘ต้นทุน’

 

อนาคตพลังงานสะอาดจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังจำเป็นต้องมีระบบสำรอง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยธรรมชาติได้ เช่น ช่วงเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน

 

แนวคิดหนึ่งในการบริหารจัดการคือการให้พลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทช่วยเสริมกัน เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน

 

ทั้งนี้ เพื่อลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องมีระบบสำรองรองรับ (Back up)

 

ดังนั้น สัดส่วนที่เหมาะสมของพลังงาน แต่ละประเภทและระบบสำรอง ‘ยังไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้’

 

เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน ซึ่งปัจจุบันสามารถคาดการณ์ได้เพียงระยะสั้นประมาณ 2 ปี

 

รอรัฐบาลใหม่เคาะแนวทางกู้ อุ้มน้ำมัน-ค่าไฟ

 

กรณีค่าไฟฟ้า มองว่า ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 4 บาทต่อหน่วย แต่มีมาตรการช่วยเหลือทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งถือว่าเหมาะสม และคาดว่าส่วนหนึ่งจะนำเงิน Claw Back กว่า 9,000 ล้านบาท มาช่วย แต่ย้ำว่า ยังไม่รวมภาระหนี้ กฟผ.และปตท.

 

“หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เช่นการช่วยกลุ่มเปราะบาง”

 

ดังนั้น การใช้กลไกผ่านภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านฐานะการเงินด้วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการกู้เงินและต้นทุนในอนาคต

 

ประเสริฐย้ำว่า การบริหารราคาพลังงานจำเป็นต้อง สร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น กับความยั่งยืนในระยะยาว เพราะหากมีการ ‘บิดเบือนราคา’ มากเกินไป อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

 

รับสงครามดันดีมานด์น้ำมันในประเทศพุ่ง 20% เกิดราคาเขย่ง 2 ราคา

 

สำหรับสถานการณ์น้ำมัน พบว่า ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 20% ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการกระจาย และบางช่วงเกิดภาวะราคา 2 ระดับ รวมถึงปัญหาการกักตุน จึงได้ออกมาตรการควบคุม

 

โดยกำหนดให้มีการรายงานปริมาณน้ำมันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงกลั่นจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และป้องกันการกักตุนหรือการค้ากำไรเกินควร

 

นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายข้อกำหนดบางประการ เช่น สัดส่วนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤต

 

อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันโลกยังคงมีความผันผวนสูง

 

ภาพประกอบข่าว ตรึงดีเซล 33 บาท พร้อมคำถามว่ากองทุนน้ำมันจะพยุงได้นานแค่ไหน 3

 

ด้านทศพร ศิริสัมพันธ์ ประธานอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เปิดเผยว่า การจัดทำค่าพยากรณ์ครั้งนี้ได้ปรับสมมติฐานให้ทันต่อสถานการณ์ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ประชากร และเทคโนโลยี

 

ขยับแผน PDP2026 รับ Data Center-EV โตแรง

 

โดยนำปัจจัยสำคัญ เช่น การเติบโตของ Data Center เศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตไฟฟ้าใช้เอง (IPS) รวมถึงมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการบริหารจัดการโหลด เข้ามาพิจารณา

 

ทั้งนี้ การพยากรณ์ได้คำนึงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ควบคู่กับความต้องการใหม่จากโครงการสำคัญ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง ระบบขนส่งมวลชน เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมถึง EV และ Data Center ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในอนาคต

 

โดยผลการพยากรณ์ในกรณีต่ำ (Low) คาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดจะเพิ่มจาก 36,450 เมกะวัตต์ ในปี 2569 เป็น 71,340 เมกะวัตต์ ในปี 2593 หรือเติบโตเฉลี่ย 2.9% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้า 386,081 ล้านหน่วย

 

ขณะที่กรณีสูง (High) จะเพิ่มเป็น 77,374 เมกะวัตต์ เติบโตเฉลี่ย 3.2% ต่อปี และมีการใช้ไฟฟ้า 434,371 ล้านหน่วย โดยมีปัจจัยหลักจาก EV และ Data Center

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลง โดยช่วงพีกมีแนวโน้มย้ายจากกลางวันไปสู่กลางคืน จากการชาร์จ EV และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจดิจิทัล

 

รวมถึงมีการพิจารณานโยบายสำคัญในอนาคต เช่น การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าใช้เอง และการเปิดใช้โครงข่ายไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะนำไปใช้ปรับปรุงค่าพยากรณ์ เพื่อจัดทำแผน PDP2026 ให้สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

 

ภาพ: miss.cabul, Adisak Riwkratok, hrui / Shutterstock

The post ตรึงดีเซล 33 บาท กองทุนจะอุ้มได้นานแค่ไหน? ปลัดพลังงาน เร่งปรับสมดุล ‘ลม-แดด-SMR-น้ำมัน-ไฟ’ รับแผน PDP 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานเล็กลงแต่คุยนานขึ้น! ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ผุดโมเดล ‘Izakaya’ เสิร์ฟ A La Carte ผสมบุฟเฟต์ หวังตกคนทำงาน-Gen Z ดันยอดขายพุ่ง 20% https://thestandard.co/oishi-eaterium-new-izakaya-model/ Tue, 24 Mar 2026 10:42:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1190750 โออิชิ อีทเทอเรียม รูปแบบ Izakaya ผสมบุฟเฟต์และอะลาคาร์ต

เพราะลูกค้าในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ความอิ่มจากการรับประ […]

The post จานเล็กลงแต่คุยนานขึ้น! ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ผุดโมเดล ‘Izakaya’ เสิร์ฟ A La Carte ผสมบุฟเฟต์ หวังตกคนทำงาน-Gen Z ดันยอดขายพุ่ง 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
โออิชิ อีทเทอเรียม รูปแบบ Izakaya ผสมบุฟเฟต์และอะลาคาร์ต

เพราะลูกค้าในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ความอิ่มจากการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการ ‘ประสบการณ์’ ร่วมด้วย ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ (OISHI EATERIUM) จึงได้เปิดตัวรูปแบบร้านใหม่ที่ผสมความเป็นร้านอิซากายะเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น

 

OISHI EATERIUM: ALL YOU CAN EATZAKAYA สาขาแรก ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ (ชั้น 4) เกิดขึ้นในวันที่แบรนด์ โออิชิ อีทเทอเรียม กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 พอดี

 

การเปิดตัวครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ โออิชิ อีทเทอเรียม ในการขยายบทบาทสู่การเป็นเดสติเนชันด้านไลฟ์สไตล์ และการกิน, ดื่ม และ แชร์ ที่มีความยืดหยุ่นสูง ตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น คนทำงาน นักศึกษา และกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่

 

โดยกลุ่มลูกค้าได้ให้ความสำคัญกับ การเลือกได้, ความคุ้มค่า และ ประสบการณ์ร่วม มากกว่าการรับประทานอาหารเพียงเพื่อความอิ่ม สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การขับเคลื่อนแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับอินไซต์ (insight) ของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

 

“สาขานี้ถือเป็นสาขาแรกเป็นโมเดลไฮบริด ซึ่งให้บริการทั้งรูปแบบสั่งตามเมนู (A La Carte) และรูปแบบบุฟเฟต์ภายในร้านเดียวกัน เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ลูกค้าตามความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ในบางวันลูกค้าอาจไม่ได้ต้องการรับประทานมื้อหนักเสมอไป โมเดลนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกัน” ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ระบุ

 

โครงสร้างราคาถูกออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย โดยการสั่งแบบอะลาคาร์ตมีราคาเริ่มต้นที่ 29 บาทสำหรับซูชิ รวมถึงเซ็ตเมนูราคาหลักร้อยบาท เพื่อรองรับกลุ่มที่ต้องการรับประทานอาหารมื้อย่อย

 

ขณะที่รูปแบบบุฟเฟต์ถูกแบ่งออกเป็นแพ็กเกจราคา 359 บาท++ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักศึกษาและกลุ่ม Gen Z, แพ็กเกจ 699 บาท++ สำหรับการสังสรรค์ และระดับพรีเมียม 849 บาท++ ที่เน้นอาหารทะเลสำหรับกลุ่มครอบครัว

 

“นอกจากรูปแบบราคาแล้ว เรายังได้เปลี่ยนการเสิร์ฟมาเป็นคอนเซปต์ Small Plate, Smart Conversation หรือการเสิร์ฟแบบจานเล็กจานน้อย แทนที่จะเสิร์ฟจานใหญ่ที่ทำให้ลูกค้าอิ่มเร็วและทานได้ไม่กี่อย่าง ซึ่งการเสิร์ฟจานเล็กช่วยให้ลูกค้าสามารถรับประทานอาหารได้หลากหลายเมนูมากขึ้น และยังเป็นตัวช่วยเปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหารได้ด้วย”

 

เพื่อป้องกันความจำเจจึงได้มีอาหารมากถึง 160 เมนู พร้อมเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบมีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ โดยร้านจะมีการปรับเปลี่ยนบรรยากาศ ให้แตกต่างกันระหว่างช่วงกลางวันและกลางคืน

 

การนำเสนอราคาและรูปแบบที่หลากหลายนี้ ช่วยให้ร้านสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานและนักศึกษาในช่วงเวลากลางวันได้มากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของร้านกว่า 80% จะยังคงมาจากลูกค้ารูปแบบบุฟเฟต์ก็ตาม โดยผลการดำเนินงานของสาขาเรือธงที่ใช้โมเดลไฮบริดแห่งนี้ พบว่ามียอดขายเติบโตขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

 

สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจในปีนี้ โออิชิได้ปรับแผนจากการเร่งเปิดสาขาใหม่ปีละ 30-40 แห่งในอดีต มาเป็นการมุ่งความสำคัญกับการบริหารจัดการสาขาเดิมที่มีอยู่จำนวน 269 สาขาทั่วประเทศ

 

กลยุทธ์หลัก 4 ประการสำหรับปีนี้ ประกอบด้วย การรีโนเวตและปรับปรุงคอนเซปต์ร้านเดิมให้ทันสมัย, การนำเสนอเมนูอาหารใหม่ๆ, การสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า และ 4. การรักษามาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร

 

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย โออิชิไม่ได้มองผู้ประกอบการรายอื่นเป็นคู่แข่ง แต่มองว่าเป็นเพื่อนร่วมวงการ โดยโออิชิจะยังคงรักษาจุดยืนทางการตลาดในการเป็น Japanese everyday happiness เพื่อส่งมอบอาหารญี่ปุ่นที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย

The post จานเล็กลงแต่คุยนานขึ้น! ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ ผุดโมเดล ‘Izakaya’ เสิร์ฟ A La Carte ผสมบุฟเฟต์ หวังตกคนทำงาน-Gen Z ดันยอดขายพุ่ง 20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม? ‘ชงดี’ เบื้องหลังแบรนด์ชาใต้กับพวงกุญแจปาท่องโก๋ ถึงทำรายได้แตะร้อยล้านภายใน 3 ปี https://thestandard.co/chongdee-patongko-success-story/ Tue, 24 Mar 2026 03:21:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1190490 ภาพผู้บริหารสุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล พร้อมโลโก้ ‘ชงดี’ ชาใต้ พวงกุญแจปาท่องโก๋ และข้อความรายได้ 100 ล้านใน 3 ปี

ท่ามกลางตลาดเครื่องดื่มชาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด เมื่ […]

The post ทำไม? ‘ชงดี’ เบื้องหลังแบรนด์ชาใต้กับพวงกุญแจปาท่องโก๋ ถึงทำรายได้แตะร้อยล้านภายใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล พร้อมโลโก้ ‘ชงดี’ ชาใต้ พวงกุญแจปาท่องโก๋ และข้อความรายได้ 100 ล้านใน 3 ปี

ท่ามกลางตลาดเครื่องดื่มชาที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด เมื่อผู้เล่นทั้งรายใหญ่และรายเล็กต่างกระจายตัวเปิดร้านอยู่แทบทุกทำเล เพราะฉะนั้นการก้าวเข้ามาสร้างแบรนด์ใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ยังมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มองเห็นช่องว่างและโอกาสในตลาดนี้อยู่เสมอ

 

หนึ่งในนั้นคือ ‘ชงดี’ ที่หยิบเอาสูตรชาใต้แบบดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นเมนู พร้อมนำเสนอชาไทยในรูปแบบที่ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ซึ่งต่างจากภาพจำของชาไทยสีส้มเข้มที่คุ้นเคยในตลาด

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมวงสัมภาษณ์ ก้อย–สุรีย์พร พูนศักดิ์ไพศาล หนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ ‘ชงดี (CHONGDEE)’ ถึงเบื้องหลังการเติบโตของธุรกิจชาไทยที่ใช้เวลาเพียง 3 ปี สร้างรายได้ทะลุหลักร้อยล้านบาท ปัจจุบันขยายสาขาแล้ว 15 แห่ง และกำลังรุกสู่ตลาดอาเซียน โดยตั้งเป้าผลักดันแบรนด์สู่ระดับ Global Brand

 

ก้อย–สุรีย์พร เล่าว่า แม้ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดี แต่ชงดีกลับเติบโตได้ตามเป้า โดยทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท และเติบโตสูงถึง 200% ปัจจัยสำคัญมาจากเมนูซิกเนเจอร์ ‘ชาชงดี’ ชาไทยที่ไม่แต่งสีและไม่แต่งกลิ่น ซึ่งสร้างยอดขายมากกว่าครึ่งของรายได้รวม ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ 200–300 บาท

 

อีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างกระแสให้แบรนด์คือแคมเปญ ‘พวงกุญแจน้องปาท่องโก๋’ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ เดิมตั้งใจใช้เป็นกิมมิกสำหรับใช้ในวันเปิดแฟล็กชิปสโตร์ที่สาขา One Bangkok เท่านั้น และได้จับคู่ภาพจำให้แบรนด์ด้วยการเสิร์ฟปาท่องโก๋กับชาไทยทุกแก้ว

 

ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด หลังมีการโปรโมตผ่านออนไลน์ก่อนวันเปิดร้าน ลูกค้าแห่ต่อคิวเพื่อรับของที่ระลึกจนแน่นร้าน พวงกุญแจน้องปาท่องโก๋จำนวน 500 ชิ้นหมดภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ก่อนจะถูกนำไปต่อยอดเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้ในแคมเปญครบรอบและเทศกาลต่างๆ

 

ผู้ก่อตั้งชงดีกล่าวต่อว่า ทุกครั้งที่นำ ‘น้องปาท่องโก๋’ มาทำโปรโมชัน จะช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ยอมรับว่าในช่วงแรกกังวลว่าผู้บริโภคอาจจะติดโปรโมชัน แต่จากข้อมูลพบว่า แม้ในช่วงที่สินค้าพรีเมียมขาดสต็อก 2–3 วัน ยอดขายยังคงเดินต่อได้ และลูกค้ายังตัดสินใจซื้อแม้ไม่มีของแถม

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนที่ไม่มีการจัดโปรโมชัน ยอดขายยังทรงตัวในระดับที่น่าพอใจ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความสามารถในการรักษาฐานลูกค้า โดยสาขาที่ทำยอดขายสูงสุดยังคงเป็นเซ็นทรัลลาดพร้าว

 

สำหรับแผนธุรกิจในระยะถัดไป ปัจจุบันชงดีมี 15 สาขาในกรุงเทพฯ และตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 10 สาขาภายในปีนี้ โดยจะลงทุนเองทั้งหมดและยังไม่มีแผนขายแฟรนไชส์ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า เนื่องจากกระบวนการผลิตชามีความซับซ้อน และต้องอาศัยระบบครัวกลางในการสกัดชาให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักยังคงเป็นผู้บริโภควัยทำงานที่มีกำลังซื้อและให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า

 

นอกจากตลาดในประเทศแล้ว ชงดีเริ่มขยายสู่ตลาดอาเซียน โดยเปิดสาขาแรกในประเทศมาเลเซียในรูปแบบ Joint Venture เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับดีตั้งแต่ช่วง 2 สัปดาห์แรก อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการกินคล้ายๆ กับคนไทย จากแนวโน้มดังกล่าว จึงเตรียมจะขยายสาขาที่ 2 ในเดือนเมษายนนี้

 

“ในระยะยาว เราตั้งเป้าขยายสาขาในอาเซียนให้ได้ 10 สาขา การเลือกไปต่างประเทศก่อนต่างจังหวัด เพราะต้องการยกระดับชาไทยในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และหากเป็นไปได้ก็อยากผลักดันแบรนด์ให้ก้าวสู่ Global Brand ให้ได้” ก้อย–สุรีย์พร กล่าว

 

นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดธุรกิจด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘ชั้นดี’ วางโพซิชันนิงให้อยู่ในตลาดน้ำเต้าหู้พรีเมียม ประเดิมเปิดสาขาแรกที่ชั้น G เซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายในร้านมีเมนูมากกว่า 30 รายการ ราคาเริ่มต้น 75 บาท ซึ่งหากได้รับการตอบรับดี จะพิจารณาขยายต่อในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ก้อย–สุรีย์พร ยอมรับว่า ทั้งตลาดชาและตลาดน้ำเต้าหู้มีการแข่งขันสูง จากผู้เล่นที่มีอยู่จำนวนมาก ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่าง ‘ชั้นดี’ ที่มาพร้อมแรงกดดันไม่น้อย เนื่องจากความสำเร็จของชงดีในช่วงเริ่มต้นที่สามารถติดตลาดได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงเดือน

 

แต่เชื่อว่า ไม่ว่าธุรกิจอาหารหรือเครื่องดื่มจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงแค่ไหน

 

‘รสชาติและคุณภาพ’ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถรักษาฐานลูกค้าและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพ: ‘ชงดี’ แบรนด์ชาใต้

The post ทำไม? ‘ชงดี’ เบื้องหลังแบรนด์ชาใต้กับพวงกุญแจปาท่องโก๋ ถึงทำรายได้แตะร้อยล้านภายใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำ ทรู-AIS ตั้งวอร์รูมรับมือ 24 ชั่วโมง ชูแผนสำรองยันลูกค้าใช้งานได้ปกติไม่สะดุด https://thestandard.co/middle-east-crisis-submarine-cable-true-ais/ Tue, 24 Mar 2026 01:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1190425 แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำในตะวันออกกลาง

2 ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น แ […]

The post วิกฤตตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำ ทรู-AIS ตั้งวอร์รูมรับมือ 24 ชั่วโมง ชูแผนสำรองยันลูกค้าใช้งานได้ปกติไม่สะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำในตะวันออกกลาง

2 ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ AIS ออกมายืนยันความพร้อมในการให้บริการอินเทอร์เน็ต แม้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเคเบิลใต้น้ำ โดยทั้ง 2 ค่ายได้วางมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงและโครงข่ายสำรองไว้อย่างรัดกุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและผู้ใช้งาน

 

การเตรียมความพร้อมดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ เนื่องจากบริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศ และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป

 

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย True Corporation ระบุว่าทีมงานได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดตั้ง Warroom เพื่อดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบันปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของบริษัทที่เชื่อมต่อไปยังทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการใช้งานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับความเสี่ยงที่ต่ำมากและสามารถจำกัดขอบเขตผลกระทบได้

 

โครงข่ายระหว่างประเทศของทรู คอร์ปอเรชั่นถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง โดยใช้ระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ทำให้มีเส้นทางที่หลีกเลี่ยงภูมิภาคที่มีความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรระดับ Tier 1 ประกอบด้วยผู้ให้บริการ Peering มากกว่า 30 ราย และผู้ให้บริการ Transit อีก 9 ราย เพื่อช่วยบริหารจัดการสลับเส้นทางข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ

 

ศักยภาพการบริหารความเสี่ยงนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากเหตุการณ์ขัดข้องของเคเบิลใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งครอบคลุมทั้งเส้นทาง SMW4 และ IMEWE รวมถึง FALCON และ EIG แต่บริการอินเทอร์เน็ตของทรู คอร์ปอเรชั่นยังคงใช้งานได้ตามปกติ การรักษาเสถียรภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ช่วยปกป้องรายได้ของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทางด้าน AIS ก็ได้ออกมายืนยันความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยบริษัทได้วางแผนประเมินผลกระทบเชิงธุรกิจและบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายทั้งเส้นทางหลักและสำรองอย่างรอบด้าน จากข้อมูลทางสถิติพบว่าสายเคเบิลที่พาดผ่านพื้นที่เสี่ยงตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อไปยังโซนยุโรปน้อยกว่า 10% ซึ่งอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้

 

เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก AIS ได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจพิเศษขึ้นมาเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการประสานงานกับเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมเชิงรุกนี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางการเชื่อมต่อได้อย่างทันท่วงที เป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายให้พร้อมรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม

 

ภาพ : AustralianCamera / Shutterstock

The post วิกฤตตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำ ทรู-AIS ตั้งวอร์รูมรับมือ 24 ชั่วโมง ชูแผนสำรองยันลูกค้าใช้งานได้ปกติไม่สะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โทฟุซังเปิดศึกนมไฮโปรตีน ตลาดโตแรงมูลค่าใกล้แตะหมื่นล้าน ผู้บริโภคยอมจ่าย 43 บาท แข่งกันทั้งรสชาติ–ปริมาณโปรตีน https://thestandard.co/tofusan-high-protein-milk-market/ Mon, 23 Mar 2026 05:44:13 +0000 https://thestandard.co/tofusan-high-protein-milk-market/ ภาพประกอบตลาดนมไฮโปรตีน พร้อมรูป สุรนาม พานิชการ ผู้บริหารโทฟุซัง และข้อความไฮไลต์

ถึงวันนี้ตลาดนมไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่มีข […]

The post โทฟุซังเปิดศึกนมไฮโปรตีน ตลาดโตแรงมูลค่าใกล้แตะหมื่นล้าน ผู้บริโภคยอมจ่าย 43 บาท แข่งกันทั้งรสชาติ–ปริมาณโปรตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบตลาดนมไฮโปรตีน พร้อมรูป สุรนาม พานิชการ ผู้บริหารโทฟุซัง และข้อความไฮไลต์

ถึงวันนี้ตลาดนมไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่มีขนาดใหญ่ มีมูลค่ารวมราว 3.5-4 หมื่นล้านบาท แต่เซกเมนต์ที่เติบโตมากสุดคือ ตลาด นมไฮโปรตีน โตถึง 30% ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สุรนาม พานิชการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โทฟุซัง จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนมไฮโปรตีนในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมาเติบโตประมาณ 30% มีมูลค่าราว 7,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยับขึ้นสู่ระดับ 1 หมื่นล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่าเติบโตเร็วกว่าตลาดนมวัวหลายเท่าตัว เนื่องจากตลาดนมวัวโดยรวมขยายตัวเพียงประมาณ 3–5% ต่อปีเท่านั้น

 

แน่นอนว่าเมื่อมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันก็รุนแรงตามไปด้วย ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มีทั้งผู้เล่นรายใหญ่และรายเล็กทยอยเข้าสู่ตลาด พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจับกระแสผู้บริโภคและช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด

 

ถามว่าคู่แข่งในตลาดนมไฮโปรตีนแข่งขันกันที่อะไร สุรนามมองว่า การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณโปรตีนเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยแรกที่จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อยังคงเป็นรสชาติความอร่อย ขณะที่ปัจจัยรองลงมาคือความคุ้มค่า หรือราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเมื่อเทียบกับปริมาณโปรตีนที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์

 

โดยปัจจุบันราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 43–55 บาทต่อขวด โครงสร้างราคาจะอยู่ราวๆ นี้ เนื่องจากนมยังจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าควบคุมจากภาครัฐ

 

ในส่วนของโทฟุซัง ซึ่งอยู่ในตลาดมากว่า 15 ปี จากจุดเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่ต้องการต่อยอดให้เติบโตมากขึ้น โดยบริษัทได้ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและพบ Pain Point สำคัญของกลุ่มคนออกกำลังกายที่ต้องการโปรตีนสูง แต่ต้องการหลีกเลี่ยงการบริโภคนมวัว จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมๆ แล้วปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอมากกว่า 20 รายการ

 

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา บริษัททยอยลงทุนในเครื่องจักรรวมกว่า 300 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาด โดยมีแนวทางการลงทุนจะเป็นแบบ Bottom-up หรือการทยอยแก้ไขคอขวดในแต่ละจุดของกระบวนการผลิต มากกว่าการลงทุนก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดนมถั่วเหลืองมากกว่า 50% มีกำลังการผลิตประมาณ 7 แสนยูนิตต่อวัน และมียอดขายเฉลี่ยราว 5 แสนขวดต่อวัน

 

สำหรับโครงสร้างธุรกิจหลักของบริษัท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.แบรนด์โทฟุซัง กลุ่มผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลือง ทั้งสูตรดั้งเดิมและสูตรไฮโปรตีน ซึ่งสูตรไฮโปรตีนมีปริมาณโปรตีนสูงสุดอยู่ที่ 29–33 กรัมต่อขวด หรือคิดเป็นสัดส่วนโปรตีนประมาณ 8–10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่มักอยู่ราว 6%

 

  • แบรนด์ซันชายน์ แดรี่ และ 3 ธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทมาจากแบรนด์โทฟุซังประมาณ 80% ขณะที่รายได้จากธุรกิจ OEM อยู่ที่ราว 20%

 

หากพิจารณาในเชิงมูลค่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮโปรตีน สร้างรายได้ประมาณ 60% ส่วนสูตรดั้งเดิมอยู่ที่ 40% อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงปริมาณการขาย (Volume) สัดส่วนจะกลับกัน โดยสูตรดั้งเดิมยังคงมีสัดส่วนประมาณ 60% เนื่องจากราคาจำหน่ายถูกกว่า ขณะเดียวกันในด้านการเติบโต สูตรดั้งเดิมโต 15% ต่อปี ขณะที่กลุ่มไฮโปรตีนเติบโตสูงถึง 30–35%

 

สำหรับทิศทางธุรกิจในปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 6–7 รายการ โดยหนึ่งในไฮไลต์คือ ผลิตภัณฑ์ไฮโปรตีนแบบ UHT ที่ไม่ต้องแช่เย็น เพื่อรองรับการขยายตลาดส่งออก โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากสิงคโปร์และฮ่องกงก่อน ส่วนตลาดจีนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และจะเดินหน้าเมื่อกำลังการผลิตของบริษัทมีความพร้อมมากขึ้น

 

สุรนาม ยอมรับว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮโปรตีนแบบ UHT ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากความท้าทายสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิต เพราะความร้อนสูงอาจส่งผลต่อเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ ทำให้เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาได้ยาก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จำนวนผู้เล่นในตลาดยังมีไม่มากนัก

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว บริษัทยังมองโอกาสต่อยอดไปสู่ตลาดสแน็กไฮโปรตีน เช่น ถั่วแระอบกรอบ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคบางกลุ่มที่ต้องการทางเลือกในการรับโปรตีนแบบเคี้ยวมากกว่าการดื่ม

 

พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การเร่งขยายรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มองว่าหากรายได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 200–400 ล้านบาทก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว ส่วนในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ประมาณ 1,600–1,700 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวอีก 5 ปีข้างหน้า ประเมินว่าเทรนด์สุขภาพจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง และผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับรายละเอียดด้านโภชนาการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนไขมัน โครงสร้างสารอาหาร หรือองค์ประกอบเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ มากกว่าการพิจารณาเพียงคำว่าหวานน้อยหรือโปรตีนสูงเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต้องเตรียมพร้อมปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ดังกล่าวในอนาคต

 

The post โทฟุซังเปิดศึกนมไฮโปรตีน ตลาดโตแรงมูลค่าใกล้แตะหมื่นล้าน ผู้บริโภคยอมจ่าย 43 บาท แข่งกันทั้งรสชาติ–ปริมาณโปรตีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569 https://thestandard.co/thailand-oil-crisis-2026-analysis/ Sat, 21 Mar 2026 06:29:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1189848 ภาพกราฟิกแสดงข้อความหัวข้อข่าววิกฤตน้ำมันปี 2569 พร้อมแฮชแท็ก #น้ำมันหมด และ #จอดตาย และตัวเลข 103 ล้านเอนเกจเมนต์

สถานการณ์ ‘วิกฤตน้ำมันดิบโลก’ ในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู […]

The post จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความหัวข้อข่าววิกฤตน้ำมันปี 2569 พร้อมแฮชแท็ก #น้ำมันหมด และ #จอดตาย และตัวเลข 103 ล้านเอนเกจเมนต์

สถานการณ์ ‘วิกฤตน้ำมันดิบโลก’ ในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดอย่างหนัก โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่น

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 พบว่าประเด็นวิกฤตน้ำมันบนโลกออนไลน์สร้างการมีส่วนร่วมสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จากข้อความทั้งหมด 314,168 ข้อความ

 

เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มพบว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีสัดส่วนข้อความถึง 65.46% และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 36 ล้านครั้ง ตามมาด้วย YouTube ที่เน้นคอนเทนต์วิดีโอวิเคราะห์เชิงลึก

 

ในขณะที่ TikTok แม้จะมีจำนวนข้อความน้อยกว่า แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ได้สูงสุดทะลุ 50 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังในการกระจายกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อวิกฤตครั้งนี้

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถสรุป 5 ประเด็นหลักที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจและพูดถึงอย่างกว้างขวาง ดังนี้:

 

1.ความกังวลต่อสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ (29,895,625 เอนเกจเมนต์)

 

จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้มาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตีศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวสารเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘ยืดเยื้อ’ และ ‘เครียด’ ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก ประชาชนเริ่มกังวลว่านี่อาจลุกลามเป็น ‘สงครามโลก’ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

 

ความกลัวนี้ได้จุดชนวนให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันข้ามคืนในหลายพื้นที่ ภาพรถยนต์และชาวบ้านที่นำแกลลอนมาต่อคิวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตระหนก จนบางสถานีบริการน้ำมันต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายว่า ‘น้ำมันหมด’ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

2. ภาวะน้ำมันขาดแคลนและวิกฤตศรัทธาต่อการสื่อสารของรัฐ(20,727,301 เอนเกจเมนต์)

 

ช่วงกลางเดือนมีนาคม ประเด็นภาวะน้ำมันขาดแคลนถูกพูดถึงอย่างหนัก จนเกิดแฮชแท็ก #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่สะท้อนความกังวลของประชาชน แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าไทยมี ‘น้ำมันสำรอง’ เพียงพอสำหรับการใช้งาน 96-100 วัน และขอร้องไม่ให้กักตุน

 

แต่บทสนทนาในโลกออนไลน์กลับเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความกังวลว่าน้ำมันอาจถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง

 

3. เสียงสะท้อนความสิ้นหวังจากภาระค่าครองชีพ (10,767,829 เอนเกจเมนต์)

 

เอนเกจเมนต์กว่า 10 ล้านครั้งสะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชน ผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #เครียด #ท้อ และ #เดือดร้อน ประเด็นหลักคือการเปรียบเทียบระหว่างราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกับรายได้ที่คงที่

 

โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์ที่ต้นทุนน้ำมันกัดกินกำไรจนไม่เหลือ จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน หรือของแพง แต่เป็นการเรียกร้องให้มีมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

 

4. การเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน (4,579,359 เอนเกจเมนต์)

 

ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของมาตรการระยะสั้น เช่น “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นรูปธรรม

 

ในขณะที่ภาคขนส่งและเกษตรกรรมก็ผลักดันให้มีการสนับสนุนน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ยังลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลอีกด้วย

 

5. พลังงานทางเลือก ทางรอดที่เป็นไปได้ยากสำหรับคนหมู่มาก (1,518,225 เอนเกจเมนต์)

 

เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ‘พลังงานทางเลือก’ จึงกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดแผงโซลาร์เซลล์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงข้อจำกัดเรื่องต้นทุนเริ่มต้นที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย ประชาชนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม

 

นอกเหนือจาก 5 ประเด็นหลักแล้ว นโยบาย ‘Work From Home’ (WFH) แบบ 100% สำหรับหน่วยงานราชการก็ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนได้เปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวันผ่านแฮชแท็กอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว พร้อมเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

The post จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! https://thestandard.co/meta-facebook-creators-tiktok-youtube/ Sat, 21 Mar 2026 05:48:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1189839 มือถือกำลังแสดงโลโก้ Facebook

Meta เดินหน้าทวงคืนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแ […]

The post Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือกำลังแสดงโลโก้ Facebook

Meta เดินหน้าทวงคืนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อดึงดูดกลุ่มครีเอเตอร์ระดับท็อปจากแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง TikTok และ YouTube ให้หันมาสร้างสรรค์ผลงานบน Facebook มากขึ้น พร้อมเสนอการันตีรายได้และช่วยดันยอดการเข้าถึงให้สูงขึ้น

 

โครงการที่มีชื่อว่า Creator Fast Track นี้มุ่งเป้าไปที่บรรดาดาวเด่นบนโซเชียลมีเดียที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น โดยจะจ่ายเงินรายเดือน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 หมื่นบาท) ให้กับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามอย่างน้อย 1 แสนคนบน Instagram, TikTok หรือ YouTube

 

ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีผู้ติดตามทะลุ 1 ล้านคนบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเป็น 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.83 หมื่นบาท) ต่อเดือน โดยในเบื้องต้นโครงการนี้จะเปิดให้เฉพาะครีเอเตอร์ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเข้าร่วมได้เท่านั้น

 

ยาอีร์ ลิฟเนอ (Yair Livne) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์สำหรับครีเอเตอร์ของ Facebook เผยว่า “เราได้รับฟังเสียงจากครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มอื่นว่า การเริ่มต้นใหม่บนที่ใหม่มันเป็นเรื่องยากหรือน่าหวั่นใจ โครงการนี้จึงตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการตรงจุดนี้โดยเฉพาะ”

 

แม้เงินสนับสนุนก้อนนี้จะมอบให้ในระยะเวลาจำกัดเพียงแค่ 3 เดือน แต่ลิฟเนอระบุว่าครีเอเตอร์จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงโปรแกรมการสร้างรายได้ของแพลตฟอร์มทันที และจะได้รับการสนับสนุนการมองเห็นเพิ่มขึ้น จนกว่าบริษัทจะมั่นใจว่าพวกเขาค้นพบฐานผู้ชมของตัวเองแล้ว

 

เก่าที่ใคร ใหม่ที่เรา!

 

เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว ครีเอเตอร์จะต้องโพสต์วิดีโอสั้นหรือ Reels บน Facebook อย่างน้อย 15 คลิปภายในช่วงเวลา 30 วัน โดยต้องกระจายโพสต์ในวันที่แตกต่างกันอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งเนื้อหาไม่จำเป็นต้องทำขึ้นมาเพื่อ Facebook โดยเฉพาะ

 

ครีเอเตอร์สามารถนำคลิปเก่าที่เคยฮิตมาลงใหม่ได้ ตราบใดที่ผลงานนั้นเป็นออริจินัลของตนเอง ซึ่งรวมถึงเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ด้วย เพื่อช่วยให้พวกเขาไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการสร้างผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มแห่งนี้

 

นอกเหนือจากโครงการนี้ ครีเอเตอร์ยังสามารถทำเงินผ่านระบบสมาชิก การให้ทิป, ดีลกับแบรนด์ และโปรแกรมสร้างรายได้จากเนื้อหาของ Facebook ซึ่งจะจ่ายเงินให้กับผู้ที่ผ่านเกณฑ์โดยพิจารณาจากยอดการมีส่วนร่วมผ่านวิดีโอทั้งสั้นและยาว รวมถึงรูปภาพและข้อความ

 

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ Meta กำลังผลักดันกลยุทธ์เพื่อครองใจผู้ใช้งานกลุ่มนี้อย่างหนัก โดยบริษัทเปิดเผยว่าในปี 2025 ได้จ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ไปแล้วเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.83 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนหน้าและถือเป็นสถิติสูงสุด

 

เม็ดเงินอุดหนุนกว่า 60% ถูกจ่ายให้กับคอนเทนต์ประเภท Reels นอกจากนี้ จำนวนครีเอเตอร์ที่ทำเงินได้มากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 แสนบาท) ต่อปีบนแพลตฟอร์มยังเติบโตขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนอีกด้วย

 

บล็อกของ Meta ยังระบุถึงการเพิ่มตัวชี้วัดใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์เข้าใจรายได้ของตัวเองดีขึ้น เช่น ยอดวิวที่ผ่านเกณฑ์ อัตราการทำเงินโดยประมาณต่อ 1,000 วิว และยอดวิวที่ไม่ผ่านเกณฑ์พร้อมคำอธิบายเหตุผลอย่างละเอียด เช่น กรณีที่คนดูคลิปแค่หนึ่งวินาทีแล้วปัดทิ้ง

 

นี่คือพยายามที่สิ้นหวัง?

 

จอร์แดน ชวาร์เซนเบอร์เกอร์ (Jordan Schwarzenberger) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการ Arcade รวมถึงเป็นผู้จัดการกลุ่มครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง Sidemen ซึ่งมีสมาชิกอย่าง KSI และ Vikkstar ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ในฐานะครีเอเตอร์ คุณมักจะเดินตามผู้ชมของคุณเสมอ ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา”

 

เขากล่าวเสริมว่า “ผมรัก Facebook และ Meta นะ แต่ความเคลื่อนไหวนี้มันดูเหมือนเป็นความพยายามที่สิ้นหวังไปสักหน่อย” โดยเขามองว่าเงิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับการโพสต์ 15 คลิป ตกเพียงคลิปละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,558 บาท) นั้นไม่ครอบคลุมแม้แต่ค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ

 

ชวาร์เซนเบอร์เกอร์ชี้ให้เห็นว่าครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามเกิน 1 ล้านคนส่วนใหญ่สามารถทำเงินได้มากกว่านี้มหาศาลจากข้อตกลงกับแบรนด์ต่างๆ หรือรายได้โดยตรงจาก YouTube โครงการนี้จึงอาจดึงดูดได้แค่ครีเอเตอร์ระดับล่าง ซึ่งไม่สามารถสร้างผลกระทบหรือดึงผู้ชมตามมาได้จริง

 

เขายังเน้นย้ำถึงความเป็นจริงที่ว่าผู้คนมักจะเลือกไปที่แพลตฟอร์มก่อนที่จะไปหาครีเอเตอร์ ดังนั้นการดึงคนดังมาลงคลิปบน Facebook ก็ไม่ได้แปลว่าแฟนคลับจะยอมย้ายตามมาดู เพราะพวกเขาสามารถเสพคอนเทนต์เดียวกันนั้นได้บน TikTok หรือ Instagram อยู่แล้ว

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Meta เคยกล่าวไว้ในรายการพอดแคสต์เมื่อปีก่อนว่า เขาแค่ไม่คิดว่าครีเอเตอร์ส่วนใหญ่จะมอง Facebook เป็นที่หลักในการสร้างรายได้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่สร้าง ‘โอกาสในการทำกำไร’ มหาศาล พร้อมหวังว่าจะฟื้นคืนจิตวิญญาณดั้งเดิมกลับมาได้

 

นับตั้งแต่นั้นมา บริษัทได้เปิดตัวแท็บรายชื่อเพื่อนเพื่อเน้นย้ำเนื้อหาที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น และได้ยกเครื่องวิธีการจ่ายเงินใหม่ โดยเปลี่ยนจากโมเดลการแบ่งรายได้มาเป็นรูปแบบที่อิงตามการมีส่วนร่วมของผู้ชมแทน เพื่อแก้ปัญหาที่ครีเอเตอร์มักบ่นเรื่องรายได้ที่ไม่แน่นอน

 

Meta กำลังเดิมพันว่าการผสมผสานระหว่างการจ่ายเงินล่วงหน้าและการขยายช่องทางการเข้าถึง จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมบน Facebook ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยหวังว่าทุกคนจะมองเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้คือบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.79 บาท ณ วันที่ 21 มีนาคม 2569

 

ภาพ : Beata Zawrzel/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

 

The post Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! appeared first on THE STANDARD.

]]>