Business – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 26 Feb 2025 11:25:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เปิดใจ ‘บอสณวัฒน์’ ทำไมถึงซื้อ MUT จากอก JKN ท่ามกลางวันที่นางงามก้าวสู่ช่วงขาลง? https://thestandard.co/boss-nawat-interview-buying-mut-from-jkn/ Wed, 26 Feb 2025 11:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1046055 บอสณวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการนางงามมีความเคลื่อนไหวครั้ง […]

The post เปิดใจ ‘บอสณวัฒน์’ ทำไมถึงซื้อ MUT จากอก JKN ท่ามกลางวันที่นางงามก้าวสู่ช่วงขาลง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอสณวัฒน์

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา วงการนางงามมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เมื่อ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศซื้อลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ จากอ้อมอก JKN Global รวมระยะเวลา 5 ปี ด้วยมูลค่า 180 ล้านบาท 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนมองมิสแกรนด์และมิสยูนิเวิร์สนั้นเป็นคู่แข่งกัน แล้วตั้งคำถามว่าหลังจากนี้ทิศทางการประกวดและการหารายได้ของแต่ละเวทีจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน 

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ บอสณวัฒน์ ผู้ก่อตั้งมิสแกรนด์ ภายใต้บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI ผู้ที่จะมาเปิดที่มาของดีลลับดังกล่าว รวมถึงกูรูและนักวิเคราะห์ในวงการนางงาม ที่มาร่วมวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย 

 

เปิดจุดเริ่มต้นก่อนจะเป็นดีลซื้อลิขสิทธิ์ MUT 

 

ณวัฒน์’ เริ่มฉายภาพว่า เรื่องดีลของมิสยูนิเวิร์ส จริงๆ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว เคยวนมาหาแล้วครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นมีโอกาสได้เดินทางไปที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แล้วได้พูดคุยกับเจ้าของลิขสิทธิ์มิสยูนิเวิร์ส แต่ด้วยเงื่อนไขช่วงนั้นค่อนข้างยาก โดยเราคาดว่าบริษัทคู่ค้าอาจจะมีความเสียเปรียบค่อนข้างสูง จึงไม่ได้สนใจ และหันมาจัดการประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

 

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้ก่อตั้งมิส แกรนด์ ภายใต้บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

 

 

ผ่านมาหลายปี ได้มีการติดต่อกับ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าของลิขสิทธิ์ MUT และ Miss Universe ซึ่งต้องยอมรับว่ารู้จักกันมากว่า 10 ปี ก็มีการพูดคุยกันในเชิงของการจัดการธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง และเราเห็นว่าการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สที่ประเทศเม็กซิโกสิ้นสุดลงแล้ว สัญญาของคนถือลิขสิทธิ์ในไทยก็สิ้นสุดลงตามเงื่อนไขทันที 

 

จากนั้นจึงเข้าไปคุยโมเดลธุรกิจกับแอน-จักรพงษ์อย่างจริงจัง ว่าจะสามารถช่วยอะไรกันได้บ้าง คุยกันใช้เวลาไม่นานก็ได้นำเข้าสู่กระบวนการทางตลาดหลักทรัพย์ เสร็จสิ้นขั้นตอนก็ได้แจ้งถึงการเข้าลงทุนซื้อลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ (MUT) จาก JKN Global Content Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด สิงคโปร์ ถือหุ้นทั้งหมดโดย บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ของ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เจ้าของลิขสิทธิ์ MUT และ Miss Universe ระยะเวลาทั้งหมด 5 ปี ระหว่างปี 2568 – 2572 ด้วยมูลค่า 180 ล้านบาท 

 

 

 

ปรับโครงสร้างบริษัท-หาโอกาสสร้างการเติบโตเพิ่ม

 

ณวัฒน์กล่าวต่อไปว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเวทีจัดประกวดนางงามในไทยมีอยู่ 2 แบรนด์ คือ มิสยูนิเวิร์สและมิสแกรนด์ ที่แข่งกันแย่งชิงพื้นที่เม็ดเงินและความนิยมของฐานแฟนคลับ แต่ตอนนี้บริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจภายในของกลุ่มบริษัท ควบรวมถือ License ทั้ง 2 เวทีไว้ด้วยกันแล้ว 

 

อีกหนึ่งจุดแข็งที่บริษัทได้มาคือฐานลูกค้าใหม่จากมิสยูนิเวิร์ส โดยไม่ต้องไปค้นหาลูกค้าเพิ่ม ซึ่งมองว่าเป็นสัญญาณบวกของธุรกิจ เพราะหลังจากมีข่าวออกมาก็มีสปอนเซอร์ให้ความสนใจอย่างมากและเป้าหมายจากนี้ทั้งสองเวทีคือต้องเติบโตไปด้วยกัน

 

หากพูดถึงความแตกต่างของแต่ละเวที คือมิสแกรนด์ จะมีเอกลักษณ์ของความน่ารัก สนุกสนาน สามารถออกความเห็นในสังคม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ส่วนมิสยูนิเวิร์สจะมีเอกลักษณ์ที่เรียกสั้นๆว่า Elegance 

 

นางงามขาลง แต่ E-commerce ช่วยดันให้คึกคักขึ้น

 

ณวัฒน์’ กล่าวต่ออีกว่า จริงๆแล้วเทรนด์ของนางงามเป็นช่วงขาลง ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่ยังไม่มีตัวเลือกของเอนเตอร์เทนเมนต์ แต่ปัจจุบันการเสพความบันเทิงมีตัวเลือกหลากหลาย ทั้งรายการประกวดร้องเพลงต่างๆ ในทุกแพลตฟอร์ม เพราะฉะนั้นการประกวดในปัจจุบันจึงเน้นความสามารถเป็นหลัก

 

ต่างจากสมัยก่อนที่จะมองแค่ภาพภายนอก หน้าตาสวย ผิวดีก็ชนะแล้ว แน่นอน ว่าเมื่อเป็นขาลง แต่พอมี E-commerce เข้ามาเกี่ยวข้องกับนางงามตั้งแต่ปี 2022 ก็ช่วยผลักดันตลาดให้คึกคักขึ้น ช่วงนั้นกระแสออนไลน์บูมมาก ส่วนทีวีก็ดับหายไป 

 

ถ้าไม่มีคอมเมิร์ซมาเกี่ยวก็จะยิ่งเป็นขาลงอีก ตอนนี้เราก็เลยพยายามเอาคอมเมิร์ซมาดันให้นางงามไม่ตกไปมากกว่านี้ ส่วนเวทีอื่นถ้าไม่ทำคอมเมิร์ซยังไงก็ตก ยิ่งในยุคที่เม็ดเงินอยู่กลางอากาศ ใครๆ ก็ทำได้ ยกตัวอย่างผู้เข้าประกวดที่ประสบความสำเร็จ อย่าง อิงฟ้า วราหะ ตอนนี้ค่าจ้างในรูปแบบของพรีเซนเตอร์ สัญญา 1 ปี ค่าตัวอยู่ 8 ล้านบาท เรียกว่าโด่งดังเร็วมีฐานแฟนคลับและมีงานอีเวนต์ทั้งในและต่างประเทศ 

 

 อิงฟ้า วราหะ

 

 

นางงามมิสยูนิเวิร์ส X มิสแกรนด์ ต้องขายสินค้าผ่าน E-commerce ได้

 

สำหรับทิศทางต่อจากนี้ทั้งมิสยูนิเวิร์สและมิสแกรนด์นอกจากเวทีการประกวดแล้วจะต้องโฟกัสการขายสินค้าผ่าน E-commerce ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากการขายสินค้าผ่าน E-commerce กว่า 60% ส่วนอีก 40% มาจากการออกงาน พรีเซนเตอร์ ถ่ายโฆษณา อีเวนต์ต่างๆ และสปอนเซอร์ 

 

ที่ผ่านมามิสแกรนด์กลยุทธ์หลักของผู้เข้าประกวด Miss Grand Thailand จะต้องเป็นมากกว่านางงาม คือต้องเป็นแม่ค้าออนไลน์ได้ด้วย ต่างจากเวทีมิสยูนิเวิร์สที่ยังไม่เคยทำในลักษณะนี้ ตอนนี้ได้เริ่มทำแล้ว 

 

ล่าสุด วีนา หนึ่งในผู้เข้าประกวดได้ไลฟ์ขายสินค้าของ MGI SHOP ทั้งน้ำพริก ปลาสลิดนางงาม, น้ำปลาร้าอิงฟ้า ฯลฯ สามารถทำยอดขายทะลุ 1 ล้านบาท ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยบริษัทก็มีทีมหลังบ้านมาช่วยสนับสนุนในด้านการขาย

 

ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในช่องทาง E-commerce สูงมาก จากการเข้ามาของสินค้าจีนและรัฐบาลก็ยังให้กฎหมายสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท ไม่ต้องเสียภาษี แน่นอนว่าผู้ประกอบการในไทยเราเสียเปรียบมาก แต่เมื่อเราใช้นางงามมาเป็นตัวแทนในการขายก็จะช่วยผลักดันสินค้าไทย ไม่ให้สินค้าจีนเข้ามาครอบคลุมมากเกินไป 

 

“ทั้งนี้ในช่วงเวลาปีแรกที่ถือลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์ส ประเมินว่าภาพรวมค่าบัตรสปอนเซอร์ทุกอย่างคาดว่าจะทำรายได้อยู่ที่ 250 ล้านบาท ซึ่งจะได้ทุนคืนทั้งหมด หลังจากนั้นจะได้เป็นกำไร และเพื่อรักษาเป้าหมายใหญ่ของบริษัทจะต้องพา MGI ทำรายได้และมีกำไรต่อปีเพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในวันที่ยื่น IPO ผลกำไรจะแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้น 40%”‘ณวัฒน์ ย้ำ

 

แบรนด์ในแถบเอเชียทุ่มงบหนุนเวทีนางงาม

 

ธเนษฐ ลักษณะวิลาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกวดนางงาม กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คนในวงการจะรู้มาตลอดว่าบอสณวัฒน์มีความฝันที่จะถือลิขสิทธิ์มิสยูนิเวิร์สมานานแล้ว แต่ด้วยความที่ตัวเขาเป็นผู้ก่อตั้งมิสแกรนด์ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก พอมีข่าว MGI ประกาศซื้อลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ออกมา ก็สร้างเสียงฮือฮาในวงการนางงามไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ธเนษฐ ลักษณะวิลาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการประกวดนางงาม

 

 

หากย้อนไปในอดีต แฟนนางงามเจอการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละเวที ก็มีการเปลี่ยนมือตามยุคสมัยซึ่งก็จะมีบริบทและไดเรกชันเปลี่ยนแปลงไป ตามผู้ถือลิขสิทธิ์ในช่วงเวลานั้นๆ โดยทุกเวทีจะต้องมีลายเซ็นหรือที่เรียกว่าเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดย บอสณวัฒน์ ก็ย้ำว่าเอกลักษณ์ของมิสยูนิเวิร์สก็จะยังอยู่เหมือนเดิม

 

และด้วยประสบการณ์ของ บอสณวัฒน์ ที่มีความเชี่ยวชาญของเวทีนางงาม จากนี้เราอาจจะได้เห็นโปรดักชันที่อลังการและการประกวดจะเป็นที่จับตาของทั่วโลก

 

ในส่วนของบรรดาสปอนเซอร์ จะเห็นว่ามีแบรนด์ใหญ่ๆ เข้ามาสนับสนุนการจัดประกวดนางงาม ซึ่งโดยปกติแบรนด์ในแถบประเทศเอเชียค่อนข้างให้ความสนใจกับเวทีนางงามอยู่แล้ว เพราะนางงามเป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ที่คนสนใจรับชมกันทั่วโลก

 

 

ธุรกิจนางงามถ้าอยากสำเร็จต้องรู้จักต่อยอด

 

สุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์โกลเบล็ก วิเคราะห์กับ THE STANDARD ว่า ถ้าดูผลประกอบการ MGI ในปี 2566 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิราว 120 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงอัตรากำไรที่ถือว่าดี จะเห็นได้ว่าบริษัทมีการต่อยอดจากการจัดประกวดนางงามไปสู่การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

 

เมื่อเจาะลึกมาดูรายได้ในส่วนของบันเทิงลดลงชัดเจน ส่วนรายได้จากการจัดประกวด เพิ่มขึ้น 61% ส่วนใหญ่มาจากการขายลิขสิทธิ์ไป 77 จังหวัด ควบคู่กับหารายได้จากสปอนเซอร์และมีถ่ายทอดสดในวันประกวด แน่นอนว่าการเข้าไปซื้อลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สมาก็ถือเป็นการนำมาต่อยอดกันกับมิสแกรนด์

 

เกิดคำถามว่า มิสยูนิเวิร์ส ตอนอยู่กับ JKN ในเชิงธุรกิจทำไมไม่สำเร็จ แม้จะเก็บค่าไลเซนส์เหมือนกันแต่ถือว่าน้อย เพราะโมเดลธุรกิจเดิมการหาเงินอยู่ที่การประกวดอย่างเดียว และเมื่อหลังจากประกวดเสร็จก็ไม่ได้นำตัวบุคคลไปต่อยอด ทำให้ทุกปีเรามักจะจำไม่ได้ว่าใครเป็นนางงามจักรวาล 

 

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคนไม่ค่อยตื่นเต้นกับนางงามจักรวาลแล้ว เพราะถ้าตื่นเต้นมิสแกรนด์คงไม่เกิด เนื่องจากการจัดประกวดมิสยูนิเวิร์สใช้วิธีเหมือนเดิม ไม่แปลกใหม่ แต่ก็มีข้อดีคนรู้จักมานานถ้าต่อยอดไปได้ก็จะง่าย 

 

สุดท้ายเมื่อ MUT มาอยู่ในมือ บอสณวัฒน์ ด้วยความสามารถของการต่อยอดธุรกิจจะช่วยทำให้รายได้จากการประกวดเพิ่มขึ้น แล้วธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ขายสินค้า บันเทิงและธุรกิจจัดการศิลปินก็จะเติบโตขึ้นด้วย 

 

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการจัดการประกวดทุกครั้ง นอกจากสร้างรายได้แล้ว ยังได้คน ได้ทรัพย์สิน ยกตัวอย่าง อิงฟ้า วราหะ หลังจากประกวดและอยู่ในวงการมา 4-5 ปี ก็สามารถสร้างเม็ดเงินได้ต่อเนื่อง ทั้งหมดถือเป็นฝีมือของณวัฒน์ที่เก่งเรื่องการ ต่อยอดธุรกิจ

 

ส่องรายได้ MGI ย้อนหลัง 5 ปี

 

ปี 2562 รายได้รวม 131,433,313.38 บาท กำไรสุทธิ 7,718,416.49 บาท

ปี 2563 รายได้รวม 341,671,848.38 บาท กำไรสุทธิ 44,295,689.23 บาท

ปี 2564 รายได้รวม 345,095,122.00 บาท กำไรสุทธิ 29,005,574.00 บาท

ปี 2565 รายได้รวม 319,855,363.88 บาท กำไรสุทธิ 47,851,510.09 บาท

ปี 2566 รายได้รวม 617,040,746.05 บาท กำไรสุทธิ 119,441,551.08 บาท

 

แสดงให้เห็นว่าผลประกอบการในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่มีการแปรสภาพมาเป็นมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถ้าเทียบ กับปี 2565

The post เปิดใจ ‘บอสณวัฒน์’ ทำไมถึงซื้อ MUT จากอก JKN ท่ามกลางวันที่นางงามก้าวสู่ช่วงขาลง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน https://thestandard.co/apple-plans-texas-factory-for-ai-servers-20000-research-jobs/ Wed, 26 Feb 2025 11:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1046052 Apple สร้างโรงงาน AI

Apple ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ […]

The post Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple สร้างโรงงาน AI

Apple ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16.9 ล้านล้านบาท) ในสหรัฐอเมริกาตลอด 4 ปีข้างหน้า พร้อมเพิ่มการจ้างงานอีก 20,000 ตำแหน่ง ในโครงการสนับสนุน ‘นวัตกรรมอเมริกัน’ (American innovation)

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก Tim Cook ซีอีโอของบริษัทเข้าพบประธานาธิบดี Donald Trump ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท

 

“เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่ออนาคตของนวัตกรรมอเมริกัน” Cook กล่าว ขณะที่ Trump ได้โพสต์ขอบคุณ Cook บนแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าการลงทุนครั้งนี้เกิดจาก “ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำ หากปราศจากสิ่งนี้ พวกเขาคงไม่ลงทุนแม้แต่สิบเซน”

 

อย่างไรก็ตาม Apple ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่การซื้อจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ ไปจนถึงการถ่ายทำรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์สำหรับบริการ Apple TV+ ของบริษัท 

 

การประกาศในครั้งนี้คล้ายคลึงกับการประกาศในปี 2018 ที่สัญญาว่าจะมีการสนับสนุนโดยตรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังจาก Trump ได้รับเลือกตั้งครั้งก่อน

 

แม้จะพยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังอินเดียและส่วนอื่นๆ ของเอเชีย แต่ Apple ยังคงพึ่งพาซัพพลายเออร์และผู้ผลิตในจีนอย่างมากในการผลิต iPhone และอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเป็นพิเศษท่ามกลางบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ กับภาษีนำเข้า 10% จากจีนที่ทำเนียบขาวประกาศใช้เดือนนี้ รวมถึงแผนจัดเก็บภาษี 25% สำหรับการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์

 

Apple ระบุว่าจะเพิ่มเงินทุนใน US Advanced Manufacturing Fund เป็น 2 เท่า จาก 5 พันล้านเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งกองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนซัพพลายเออร์ระยะยาวอย่าง Corning ผู้ผลิตกระจกในรัฐเคนทักกี และเพื่อรับชิปจากโรงงานใหม่ของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ในรัฐแอริโซนา ซึ่ง Apple ระบุว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด

 

บริษัทกล่าวว่า การผลิตจำนวนมากของชิปได้เริ่มต้นที่นั่นเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งขยายห่วงโซ่อุปทานชิปในสหรัฐฯ ที่ดำเนินการอยู่แล้วใน 24 โรงงานใน 12 รัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชิปประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่ที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อน iPhone รุ่นล่าสุดยังคงผลิตโดย TSMC ในไต้หวัน รวมถึงซัพพลายเออร์อื่นๆ ในเอเชีย

 

นอกจากนี้ Apple ยังประกาศเปิดโรงงานขนาดใหญ่พื้นที่ 250,000 ตารางฟุตในฮิวสตัน เพื่อผลิตเซิร์ฟเวอร์รองรับแผนงานด้าน AI โดยระบุว่าเดิมเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้เคยผลิตนอกสหรัฐฯ การเปิดโรงงานซึ่งมีกำหนดเปิดในปีหน้าจะสร้างงานใหม่อีกหลายพันตำแหน่ง เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลนี้จะช่วยขับเคลื่อน Apple Intelligence ระบบ AI ใหม่สำหรับ iPhone และ Mac

 

Apple จะร่วมมือกับ Foxconn (อย่างเป็นทางการคือ Hon Hai Precision Industry) เพื่อสร้างโรงงานในฮิวสตัน ซึ่งจะประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่จะนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อน Apple Intelligence ชุดฟีเจอร์ AI ที่ช่วยร่างอีเมลและทำงานอื่นๆ อย่างไรก็ตาม Apple ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าการตัดสินใจเปิดโรงงานในฮิวสตันเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการชนะเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของ Trump

 

Apple ยังประกาศเปิดสถาบันการผลิตในรัฐมิชิแกนเพื่อฝึกอบรมผู้ผลิตในสหรัฐฯ รุ่นต่อไปโดยวิศวกรของบริษัทร่วมกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะให้คอร์สฟรีแก่บริษัทผลิตขนาดเล็กและขนาดกลางในด้านต่างๆ เช่น การจัดการโครงการและการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

 

การนำ TSMC มาที่แอริโซนาและการช่วยแนะนำกฎหมายที่ต่อมากลายเป็นพระราชบัญญัติ CHIPS เพื่อเสริมสร้างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนโยบายอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของ Trump ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก ซึ่งการประกาศของ Apple ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ! ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี แต่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่ง https://thestandard.co/specialty-thai-tea-growth/ Wed, 26 Feb 2025 09:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1045972 specialty-thai-tea-growth

เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปีหลัง LINE MAN เ […]

The post ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ! ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี แต่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
specialty-thai-tea-growth

เทรนด์ ‘ชาไทย Specialty’ มาแรงในรอบ 3 ปีหลัง LINE MAN เผยมีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 205% ส่วนฝั่งของผู้บริโภคก็แห่ดื่มชาไทยคุณภาพที่สามารถเลือก ‘กลิ่น รส แหล่งที่ปลูก’ ได้ ซึ่งดันยอดสั่งเติบโต 81% ทะลุ 4 แสนแก้วในปี 2024

สัญญาณการเติบโตของชาไทย Specialty เริ่มมีให้เห็นมาตั้งแต่ช่วงปี 2022 ที่อุตสาหกรรมชาขยายตัวมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านคุณภาพใบชา ความหลากหลายของแหล่งปลูก และกำลังการผลิต โดยสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าการเติบโตดังกล่าวทำให้ประเทศไทยขยับขึ้นมาเป็นตลาดค้าชาใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก* 

 

ชาไทยเป็นที่ต้องการจากทั้งในไทยและทั่วโลก โดยพันธุ์ชาที่นิยมปลูกในไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์หลักนั่นคือ ชาจีน (Chinese Tea) และชาอัสสัม (Assam Tea) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของชาไทยสีส้มที่ทุกคนคุ้นเคยกัน และจึงถูกพัฒนามาเป็นเมนู ‘ชาไทย Specialty’ ที่สามารถเลือกรสชาติและกลิ่นหอมได้ เหมือนกับเมนูกาแฟ Specialty

 

มิญชยา บูรณะเศรษฐกุล เจ้าของร้าน KHIRI Thai Tea เล่าว่า เทรนด์ผู้บริโภคชาวไทยในช่วงหลังที่หันมาบริโภคเครื่องดื่ม Specialty มาจากตลาดกาแฟ Specialty ซึ่งปัจจุบันร้านชาไทยทั่วประเทศเริ่มคัดใบชาจากแหล่งปลูกหลากหลายทั่วไทย มี Taste Notes เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น ชาเชียงรายให้กลิ่นอายดอกไม้และเบอร์รี ชาแม่ฮ่องสอนมีโน้ตของส้มและเนยสด ชาปัตตานีมีกลิ่นหอมของเนยถั่วและลูกสน


ในขณะเดียวกัน ช่องทางเดลิเวอรีก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนการเติบโตของตลาดชาไทย Specialty ทั่วประเทศ โดยฐานข้อมูลของ LINE MAN พบแนวโน้มการเติบโตที่สำคัญของเมนูชาไทย Specialty อย่างชัดเจนในระหว่างปี 2022-2024 ดังนี้

 

  • ร้านเครื่องดื่มที่ขายชาไทย Specialty เพิ่มขึ้นกว่า 205% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สอดรับกับพฤติกรรมคนไทยที่หันมาดื่มชาไทยคุณภาพสูงมากขึ้น โดยปี 2024 มียอดสั่งเดลิเวอรีรวมแตะ 4 แสนแก้ว โต 81% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
  • กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของเทรนด์ชาไทย Specialty มีจำนวนร้านมากที่สุด คิดเป็น 46% ของทั้งประเทศ ตามมาด้วยนนทบุรี และชลบุรี


ในภาพใหญ่ของตลาดเครื่องดื่ม Specialty ทั้งหมด ‘กาแฟ Specialty’ ยังคงเป็นผู้นำตลาดในแง่จำนวน ส่วนชาไทย Specialty ก็เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หากเทียบอัตราการเติบโตในช่วง 3 ปีล่าสุด (2022-2024) จากฐานข้อมูล LINE MAN ยอดสั่งชาไทย Specialty โตขึ้นกว่า 3.3 เท่า เทียบกับกาแฟ Specialty ที่เติบโต 2.7 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน 

 

หมายเหตุ:

  • อ้างอิงข้อมูลจากสถิติการประเมินยอดขายชาโดยสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วันที่ 7 กรกฎาคม 2023

The post ชาไทย Specialty โตแรงแซงกาแฟ! ร้านเปิดใหม่พุ่ง 205% ใน 3 ปี แต่กระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ เกือบครึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok ดิ้นเฮือกสุดท้าย! เจรจาลับรัฐบาล Trump เลี่ยงขายทิ้งแอปดัง แลกทางรอดในอเมริกา https://thestandard.co/tiktok-trump-negotiation/ Wed, 26 Feb 2025 09:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1045963 tiktok-trump-negotiation

TikTok กำลังพยายามเจรจาข้อตกลงกับรัฐบาล Trump ที่จะแก้ป […]

The post TikTok ดิ้นเฮือกสุดท้าย! เจรจาลับรัฐบาล Trump เลี่ยงขายทิ้งแอปดัง แลกทางรอดในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
tiktok-trump-negotiation

TikTok กำลังพยายามเจรจาข้อตกลงกับรัฐบาล Trump ที่จะแก้ปัญหาคำสั่ง ‘ขายหรือแบน’ โดยยังคงให้อำนาจควบคุมแพลตฟอร์มอยู่ในมือของบริษัทแม่จากจีนอย่าง ByteDance ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ได้พูดคุยกับ Nikkei Asia

 

TikTok และ ByteDance ยังคงคัดค้านการขายและกำลังอยู่ในช่วงเจรจากับรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงที่จะอนุญาตให้นักลงทุนสหรัฐฯ ถือหุ้นในบริษัทมากขึ้น แหล่งข่าวหนึ่งระบุ การเจรจานี้นำโดยรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ JD Vance และที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ Mike Waltz

 

“อาจเป็นรูปแบบ VIE (Variable Interest Entity) การร่วมทุน หรือผ่านเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญคือธุรกรรมจะไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนอัลกอริทึมและ ByteDance จำเป็นต้องยังคงควบคุม TikTok สหรัฐฯ ได้” แหล่งข่าวกล่าว

 

ข้อมูลจาก PitchBook แสดงให้เห็นว่า ByteDance ปัจจุบันมีนักลงทุน 76 รายโดยส่วนใหญ่เป็นสถาบันที่ไม่ใช่จากจีน บริษัทระบุว่าประมาณ 60% ของหุ้นเป็นของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก 20% เป็นของผู้ก่อตั้ง และอีก 20% เป็นของพนักงาน

 

ในขณะเดียวกัน กฎหมาย Protecting Americans from Foreign Adversary Controlled Applications Act หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายที่บังคับให้ TikTok ต้อง ‘ขายหรือถูกแบน’ มีข้อกำหนดชัดเจนว่า บริษัทจากประเทศที่สหรัฐฯ ถือว่าเป็นคู่แข่ง (เช่น จีน) จะถือครองหุ้น TikTok ได้ไม่เกิน 20% หากเกินกว่านี้ แอปพลิเคชันจะถูกนิยามว่ายังอยู่ภายใต้การควบคุมของชาติคู่แข่งและจะต้องถูกแบนออกจากสหรัฐอเมริกา

 

แม้ว่าภาษาปัจจุบันของกฎหมายอาจตัดโอกาสข้อตกลงใดๆ เช่นที่กำลังหารือกันอยู่ แต่ชะตากรรมของ TikTok อาจขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว นั้นคือ Donald Trump

 

“กฎหมายระบุว่าประธานาธิบดีต้องกำหนดว่าไม่ได้ถูกควบคุมโดยองค์กรต่างชาติและไม่มีความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการกับองค์กรต่างชาติ ดังนั้นการตัดสินใจที่แท้จริงขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี” Alison Szalwinski รองประธานของ Asia Group บริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่มีสำนักงานใหญ่ในวอชิงตันกล่าว

 

นอกจากการมีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายว่าข้อตกลงเป็นไปตามข้อกำหนด ‘ขายหรือถูกแบน’ หรือไม่ Trump ยังสามารถผลักดันให้รัฐสภาแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายปัจจุบันเพื่อเปลี่ยนข้อกำหนดสำหรับการถอนการลงทุน Szalwinski กล่าว แม้ว่าการได้รับคะแนนเสียงเพียงพอเพื่อเปลี่ยนร่างกฎหมายที่ผ่านด้วยการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคอาจเป็นเรื่องยาก

 

TikTok หยุดให้บริการในสหรัฐฯ เป็นเวลาน้อยกว่าหนึ่งวันในช่วงปลายเดือนมกราคม และกลับมาออนไลน์อีกครั้งหลังจากประธานาธิบดี Trump ขยายเวลาสำหรับการแบนออกไป 75 วันจากวันที่ 20 มกราคมถึงต้นเดือนเมษายน

นี่กลายเป็นกำหนดเวลาที่เร่งด่วนสำหรับ ByteDance และ TikTok และที่สำคัญอาจมากกว่าสำหรับวอชิงตันและปักกิ่ง ในการหาทางออกเพื่อให้แอปนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในสหรัฐฯ 

 

แม้ว่ากฎหมายจะให้อำนาจประธานาธิบดีในการขยายเวลาเพียงครั้งเดียว แต่ในทางปฏิบัติ Trump อาจให้เวลามากขึ้นสำหรับคู่กรณีในการทำข้อตกลงโดยสั่งให้กระทรวงยุติธรรมไม่บังคับใช้การแบน

 

ในขณะเดียวกัน ความเป็นเจ้าของอัลกอริทึมของ TikTok ยังคงเป็นประเด็นที่ ‘ปวดหัว’ ในการหารือ แหล่งข่าวหลายแห่งกล่าว รัฐบาลจีนคัดค้านการขายที่เกี่ยวข้องกับ ‘การถ่ายโอนเทคโนโลยี’ ไปยังสหรัฐฯ ในปี 2020 ปักกิ่งได้เพิ่มปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงอัลกอริทึมแนะนำส่วนบุคคลที่อิงจากการวิเคราะห์ข้อมูล ลงในรายการควบคุมการส่งออก

 

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งอาจจะยอมรับข้อตกลงทางการเงินที่ไม่ทำให้องค์กรสหรัฐฯ ได้ควบคุมอัลกอริทึมของ TikTok แหล่งข่าวหนึ่งกล่าว แต่ “คำถามคือใครจะเป็นผู้ดำเนินการ TikTok สหรัฐฯ หากมีการร่วมทุน” แหล่งข่าวอีกรายกล่าว

 

หาก TikTok กำลังมองหานักลงทุนสหรัฐฯ ก็ไม่ขาดตัวเลือก บริษัทและกลุ่มนักลงทุนหลายแห่งแสดงความสนใจในแอปนี้ และ Trump เสนอการสร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสหรัฐฯ ที่อาจซื้อ TikTok ได้

 

อ้างอิง:

The post TikTok ดิ้นเฮือกสุดท้าย! เจรจาลับรัฐบาล Trump เลี่ยงขายทิ้งแอปดัง แลกทางรอดในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดสถิติ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-26022025-3/ Wed, 26 Feb 2025 06:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1045834 morning-wealth-26022025-3

เปิดสถิติ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน จับตา ‘สง […]

The post ชมคลิป: เปิดสถิติ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-26022025-3

เปิดสถิติ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน จับตา ‘สงครามการค้า’ หากรุนแรงจีนอาจส่งสินค้าทุ่มตลาดไทยมากขึ้น จะยิ่งทำให้การขาดดุลการค้าไทย-จีนหนักขึ้น

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: เปิดสถิติ ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดในรอบ 12 เดือน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ตลาดหุ้นปรับตัวแบบนี้ ใช่เวลาเข้าซื้อแล้วหรือยัง | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-26022025-2/ Wed, 26 Feb 2025 04:45:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1045831 morning-wealth-26022025-2

ตลาดหุ้นทั้งสหรัฐฯ และไทยปรับตัวลงพอสมควร เป็นจังหวะที่ […]

The post ชมคลิป: ตลาดหุ้นปรับตัวแบบนี้ ใช่เวลาเข้าซื้อแล้วหรือยัง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-26022025-2

ตลาดหุ้นทั้งสหรัฐฯ และไทยปรับตัวลงพอสมควร เป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนหรือยัง พูดคุยกับ รุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการ Investment Product Selection ธนาคารไทยพาณิชย์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวน และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ตลาดหุ้นปรับตัวแบบนี้ ใช่เวลาเข้าซื้อแล้วหรือยัง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฉลยวิกฤต ‘อีซูซุ’ ทำไมยอดขายถึง ‘หาย’ ไปเกือบครึ่ง? ปิกอัพไฟฟ้าจะกู้สถานการณ์ได้จริงหรือ? https://thestandard.co/isuzu-sales-drop/ Wed, 26 Feb 2025 04:36:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1045823 isuzu-sales-drop

ยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งปี 2567 ของค่ายรถยนต์ ‘อีซูซุ’ มีจำ […]

The post เฉลยวิกฤต ‘อีซูซุ’ ทำไมยอดขายถึง ‘หาย’ ไปเกือบครึ่ง? ปิกอัพไฟฟ้าจะกู้สถานการณ์ได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
isuzu-sales-drop

ยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งปี 2567 ของค่ายรถยนต์ ‘อีซูซุ’ มีจำนวนทั้งสิ้น 85,582 คัน ลดลง  43.67% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นอัตราการจำหน่ายที่ลดลงมากที่สุดในประวัติศาสตร์หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) และกลายเป็นยอดจำหน่ายที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี เราขอเรียกสิ่งนี้ว่า ‘วิกฤต’ 

 

สำหรับสินค้าอื่นๆ ยอดขายหายไปครึ่งหนึ่ง บริษัทฯ ส่วนใหญ่จะมีการปรับตัว ปรับโครงสร้างต่างๆ โดยเฉพาะการผลิต ให้เหมาะสมกับยอดขาย เพราะยอดขายที่หายไปเท่ากับกำไรหายไปและกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับไลน์การผลิตไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามคือเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

 

THE STANDARD WEALTH จะชวนวิเคราะห์ถึงแนวทางการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ของ ‘อีซูซุ’ และ มองถึงอนาคต ‘ปิกอัพไฟฟ้า’ ของค่ายนี้ ว่าจะมาแบบไหนอย่างไร

 

‘มิตซูบิชิ’ เกี่ยวอะไรกับ ‘อีซูซุ’

 

ลำดับแรกต้องมาทำความเข้าใจถึงโครงสร้างของการขายรถ อีซูซุ ในประเทศไทยเสียก่อน โดยปกติค่ายรถยนต์จะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก หนึ่งคือ ฝ่ายโรงงานผลิต (Manufactor) และ สองคือ ฝ่ายจัดจำหน่าย (Distributor) ทั้งสองส่วนจะอยู่ภายใต้การบริหารของแบรนด์นั้นๆ หรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับว่า แต่ละแบรนด์มีแผนธุรกิจแบบใด 

 

ในส่วนของ อีซูซุ ฝั่งของการผลิตเป็น ‘บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด’ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในเครือของ อีซูซุ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นและมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ขณะที่ ฝั่งของการจัดจำหน่ายในไทยเป็นของ ‘บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด’ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน 

 

จริงๆ แล้วถ้าถอดรหัสจากชื่อก็น่าจะพอรู้เพราะคำว่า ‘ตรีเพชร’ หมายถึง เพชร 3 ชิ้น อันเป็นชื่อเรียกของสัญลักษณ์ของ มิตซูบิชิ นั่นเอง (Three Diamond)

 

สรุปแบบเข้าใจง่ายๆ เจ้าของบริษัทฯ ผลิตรถ อีซูซุ ในไทยคือ อีซูซุ ส่วนเจ้าของบริษัทฯ ที่ขาย คือ มิตซูบิชิ 

 

ISUZU

 

ท่านคงมีคำถามว่า แล้ว มิตซูบิชิ เข้ามาเกี่ยวอะไรด้วย คำตอบคือ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ อีซูซุ มอเตอร์ 

 

และขออธิบายเพิ่มเพื่อกันความสับสน มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีธุรกิจหลากหลาย เช่น เงินทุน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงยังเป็น บริษัทแม่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ อีกด้วย

 

กลับมาเข้าเรื่องของ วิกฤต ที่เราพูดถึงคือยอดจำหน่ายที่ลดลงของ อีซูซุ ในประเทศไทย เหตุที่ต้องใช้คำว่า วิกฤต เนื่องจาก ยอดจำหน่ายรถยนต์ของอีซูซุ โดยสถิติย้อนหลัง ตลาดไทยครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายทั้งหมดของอีซูซุ สรุปสั้นๆ คือ ขายไทยประเทศเดียวมากกว่าขายทั้งโลกรวมกัน 

 

แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดเมืองไทยได้อย่างชัดเจน ดูตารางการรายงานผลประกอบการของอีซูซุจะเห็นได้ชัด ยอดจำหน่ายรวมหายไปมากถึง 24% (เฉพาะไทย 65%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า กระทบรายรับรวมลดลงถึง 31% (ในตารางเป็นการรายงานตาม Physical Year ของญี่ปุ่น คือ เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 31 มีนาคมของปีถัดไป) 

 

outlook ISUZU

 

ซึ่งเมื่อตลาดของไทยประสบปัญหายอดจำหน่ายตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีซูซุ จำเป็นต้องปรับตัวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ธุรกิจรถยนต์ไม่เหมือนธุรกิจอื่น เนื่องจากในกระบวนการผลิตจะเป็นการวางแผนงานล่วงหน้านานนับปี การสั่งชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ ต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตและกว่าจะส่งมาถึงโรงงานประกอบ 

 

รวมถึงการสั่งต่างๆ จะเป็นตัวเลขที่แน่นอน เช่น ปีนี้สั่งน็อต 100,000 ตัว เพื่อการผลิตรถ 100,000 คัน ซัพพลายเออร์ จำเป็นต้องส่งให้ครบตามจำนวนที่เซ็นสัญญากันเอาไว้ 

 

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุยอดจำหน่ายตกต่ำ แต่สัญญาการสั่งชิ้นส่วนไม่สามารถปรับลดลงได้ ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกส่งมาไว้ที่โรงงาน โรงงานจำเป็นต้องมีการผลิตรถออกมา หรือ อย่างดีที่สุดคือ ชะลอการประกอบออกไปจนกว่าตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้น หรือต้องหาตลาดใหม่ในการระบายสต็อกสินค้า 

 

ถ้าเป็นในอดีต วิกฤตรอบนี้จะหนักมาก แต่จากการผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้วทำให้ อีซูซุ มีบทเรียนและได้เตรียมขยายตลาดต่างประเทศไว้ โดยตั้งบริษัท อีซูซุมอเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำหน้าที่จัดจำหน่ายไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลก 

 

ยกเว้น ประเทศไทยและประเทศที่ ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ ถือสิทธิ์ในการจัดจำหน่าย

 

อย่างไรก็ตาม การทำตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเหตุใด คำตอบอยู่ตรงนี้ 

 

‘ดีเซล’ ตัวร้ายมลพิษ

 

ด้วยตัวผลิตภัณฑ์ของอีซูซุ คือ รถปิกอัพที่มีหัวใจเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่สร้างชื่อเสียงให้อีซูซุมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันของประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาหรือยุโรป ต่างออกกฎระเบียบที่เข้มงวดจนทำให้รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ไม่สามารถทำตลาดต่อไป 

 

หากอีซูซุอยากสู้ต่อในตลาดเหล่านั้น จำเป็นต้องออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นไปตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ซึ่งถ้าไม่ใช่ ไฮบริด(HEV) ก็ต้องเป็นรถไฟฟ้า (BEV) หรือที่เรียกกันแบบเข้าใจง่ายว่า อีวี

 

ทั้งนี้จากแผนการแถลงข่าวของอีซูซุ ได้มีการประกาศเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้ง ไฮบริดและอีวี โดยมีกำหนดเผยโฉมในปีนี้ (2568) สำหรับตัวแรกที่จะเปิดก่อนคือไฮบริด แต่เป็นเพียง Mild Hybrid (MHEV) คือมีมอเตอร์และแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดมลพิษจากปลายท่อไอเสียได้ราว 3-8% 

 

ขณะที่ ปิกอัพ อีวี นั้น จากข่าวที่มีออกมา จะถูกพัฒนาขึ้นในรุ่น 4 ประตู ขับเคลื่อนสี่ล้อ แบตเตอรี่ขนาดความจุ 66.9 kWh ระยะทางวิ่งไกลสุดอยู่ระหว่าง 200-300 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง รองรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่แตกต่างจากรถดีเซลคือราว 1 ตัน ซึ่งจะนำมาเป็นจุดขายของ ปิกอัพ อีวี ของอีซูซุ 

 

ด้านพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งานตามสไตล์อีซูซุ ด้วย มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังรวมสูงสุด 130 kW แรงบิดสูงสุด 325 นิวตันเมตร ผลิตในประเทศไทย 

 

ส่วนตลาดที่จะขายเป็นที่แรกของโลกจากเดิมที่อีซูซุหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็น ประเทศนอร์เวย์ แต่ล่าสุดอยู่ระหว่างการทบทวนแผนงาน อาจจะมีการเปลี่ยนมาเป็น อังกฤษ เนื่องด้วยทาง อีซูซุ มอเตอร์ ยังคงแผนการทำตลาดในสหราชอาณาจักรเอาไว้ รวมถึงเป็นรถรุ่นพวงมาลัยขวาเช่นเดียวกับประเทศไทย 

 

ประเด็นสำคัญของ ปิกอัพ อีวี อีซูซุ คงเป็นเรื่องของราคาค่าตัว ที่เราวิเคราะห์ว่า หากจะคงสัดส่วนกำไรให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับรถปิกอัพดีเซล ราคาจำหน่ายของรุ่นอีวี อาจจะสูงถึง 2 ล้านบาทได้ ด้วยต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าและจำนวนการผลิตที่น้อยกว่า (Economy of scale) 

 

ฉะนั้น เมื่อสภาพตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง คู่แข่งปิกอัพ อีวี จากประเทศจีน เริ่มเข้ามาทำตลาดราคาอยู่ในระดับ ล้านต้นๆ ทำให้แผนงานต่างๆ ต้องทบทวนกันใหม่ 

 

โดยเฉพาะประเทศไทย อีซูซุ จำเป็นต้องทำราคาให้แข่งขันในตลาดได้ แต่หากทำราคาไม่ได้ อาจจะ ‘พับแผน’ เพราะหากฝืนออกมา แล้วขายไม่ได้จะเจ็บหนักกว่า

 

ซึ่งการจะทำให้ต้นทุนต่ำลงได้จำนวนการผลิตต้องมากขึ้น ดังนั้นแนวทางในการทำให้ผลิตจำนวนมากได้คือ การขยายตลาดเพิ่ม หรือ หาพันธมิตรมาจับมือร่วมกันพัฒนา 

 

เมื่อหันไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นสูงสุด 5 ลำดับแรกของอีซูซุ มอเตอร์ มีดังนี้ Mitsubishi Corporation, ITOCHU Corporation, Nomura Asset Management, Toyota Motor Corporation และ Isuzu Motors Limited

 

สุดท้าย ปีนี้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นข่าวใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์อีกก็เป็นได้

The post เฉลยวิกฤต ‘อีซูซุ’ ทำไมยอดขายถึง ‘หาย’ ไปเกือบครึ่ง? ปิกอัพไฟฟ้าจะกู้สถานการณ์ได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
House of Wisdom เปิดตัวเพจความรู้ธุรกิจ ‘Wisdom on The House’ แหล่งรวมปัญญานักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ [PR NEWS] https://thestandard.co/wisdom-on-the-house/ Wed, 26 Feb 2025 03:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1045656

House of Wisdom (HOW) เปิดตัวเพจ ‘Wisdom on The House’ […]

The post House of Wisdom เปิดตัวเพจความรู้ธุรกิจ ‘Wisdom on The House’ แหล่งรวมปัญญานักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

House of Wisdom (HOW) เปิดตัวเพจ ‘Wisdom on The House’ แหล่งรวมองค์ความรู้ธุรกิจและแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่

 

Wisdom on The House เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในฐานะเพจองค์ความรู้ด้านธุรกิจ การพัฒนาตนเอง และแนวคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่ไปจนถึงผู้ประกอบการที่ต้องการขยายมุมมองและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจ ผ่านการรวบรวมข้อมูลและบทเรียนจากนักธุรกิจ นักคิด และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งระดับประเทศและระดับโลก ทั้งในรูปแบบเว็บไซต์และเพจออนไลน์

 

องค์ความรู้ธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก

 

Wisdom on The House มีจุดเริ่มต้นจาก HOW Club กลุ่มนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญที่รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านการเสวนาและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้ทรงคุณวุฒิ HOW Club เป็นแหล่งพบปะของบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมแนวคิด กลยุทธ์ และประสบการณ์จริงที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

 

 

จากแนวคิดดังกล่าว เกิดโครงการ Wisdom on The House ขึ้นเพื่อขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ให้กว้างขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่เนื้อหา และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน

 

เรียนรู้จากกรณีศึกษาธุรกิจจริง

 

แพลตฟอร์ม Wisdom on The House จัดทำเนื้อหาออกเป็น 4 คอลัมน์หลัก เพื่อให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญในวงการธุรกิจ ได้แก่

 

  1. Conversation – นำเสนอสาระจากเวทีเสวนาของ HOW Club ที่เปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง และแบ่งปันบทเรียนสำคัญที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์การบริหารองค์กร การสร้างนวัตกรรม หรือการพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ

 

  1. Wisdom – รวบรวมบทเรียนจากนักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จ ผ่านกรณีศึกษาที่จับต้องได้ ตั้งแต่เรื่องราวของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่สร้างธุรกิจจากศูนย์จนกลายเป็นบริษัทระดับล้าน ไปจนถึงเรื่องราวของผู้ประกอบการที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส พร้อมแนะนำแนวทางการใช้ชีวิตและการพัฒนาตนเอง

 

 

  1. On the Rise – อัปเดตเทรนด์ธุรกิจใหม่ๆ และแนะนำผู้นำรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางและแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการก้าวสู่เวทีระดับสากล

 

  1. Perspective – คอลัมน์ที่รวบรวมบทความเชิงวิเคราะห์และแนวคิดจากนักธุรกิจและนักเขียนที่มีประสบการณ์ ถ่ายทอดมุมมองผ่านตัวอักษร เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจแนวคิดในการทำธุรกิจได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

ติดตามเทรนด์ธุรกิจและแนวคิดนักธุรกิจรุ่นใหม่

 

Wisdom on The House เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดทางธุรกิจ ทักษะการพัฒนาตนเอง และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ทีมงานของแพลตฟอร์มมีเป้าหมายในการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าถึงง่าย พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น บทความ วิดีโอสัมภาษณ์ พอดแคสต์ หรือกิจกรรมออนไลน์

 

 

เข้าร่วมเครือข่ายนักคิดและผู้ประกอบการ

 

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อให้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การอ่านหรือรับฟัง แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาได้จริงในโลกธุรกิจ

 

 

ติดตาม Wisdom on The House ได้แล้ววันนี้

Facebook: Wisdom on The House

Website: www.wisdomonthehouse.com

The post House of Wisdom เปิดตัวเพจความรู้ธุรกิจ ‘Wisdom on The House’ แหล่งรวมปัญญานักธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน จับตา ‘ขาดดุล’ กับจีนมหาศาล | Morning Wealth 26 ก.พ. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-26022025/ Wed, 26 Feb 2025 02:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1045808

แม้ส่งออกไทยจะโต 13.6% ในเดือนมกราคม แต่ไทยกลับ ‘ขาดดุล […]

The post ชมคลิป: ไทยขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน จับตา ‘ขาดดุล’ กับจีนมหาศาล | Morning Wealth 26 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • แม้ส่งออกไทยจะโต 13.6% ในเดือนมกราคม แต่ไทยกลับ ‘ขาดดุล’ การค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกต ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ แต่กลับขาดดุลกับจีนมหาศาล รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • ตลาดหุ้นแบบนี้ ใช่เวลาเข้าซื้อหรือยัง พูดคุยกับ รุ่งโรจน์ เสกสรรค์วิริยะ ผู้อำนวยการ Investment Product Selection ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ไทยขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 12 เดือน จับตา ‘ขาดดุล’ กับจีนมหาศาล | Morning Wealth 26 ก.พ. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: BOI จีบทุนญี่ปุ่นลงทุนไทย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน เลี่ยงสงครามภาษี | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25022025-3/ Tue, 25 Feb 2025 07:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1045493 morning-wealth-25022025-3

ผลกระทบนโยบายทรัมป์ 2.0 สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิ […]

The post ชมคลิป: BOI จีบทุนญี่ปุ่นลงทุนไทย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน เลี่ยงสงครามภาษี | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-25022025-3

ผลกระทบนโยบายทรัมป์ 2.0 สะเทือนทุนญี่ปุ่น จ่อย้ายฐานผลิตหนีจีนซบไทย BOI เผยโรดโชว์ นักลงทุนญี่ปุ่นขานรับลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นในไทย ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: BOI จีบทุนญี่ปุ่นลงทุนไทย 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ขยายซัพพลายเชน เลี่ยงสงครามภาษี | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>