Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 13 Feb 2026 13:09:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไมเดอะมอลล์ถึงยอมทุ่มงบ 240 ล้านเพื่อปั้นตรุษจีนให้เป็นจุดหมายระดับโลกในวันที่เม็ดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 6 ปี https://thestandard.co/mall-group-chinese-new-year-destination/ Fri, 13 Feb 2026 13:08:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1178332 ภาพบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุ่มงบ 240 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่ Chinese Festive Destination

ปรากฏการณ์ของแคมเปญ Monchhichi ที่ใช้เวลาเตรียมงานและดู […]

The post ทำไมเดอะมอลล์ถึงยอมทุ่มงบ 240 ล้านเพื่อปั้นตรุษจีนให้เป็นจุดหมายระดับโลกในวันที่เม็ดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 6 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่เดอะมอลล์ กรุ๊ป ทุ่มงบ 240 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่ Chinese Festive Destination

ปรากฏการณ์ของแคมเปญ Monchhichi ที่ใช้เวลาเตรียมงานและดูแลรายละเอียดร่วมกับพันธมิตรทางญี่ปุ่นนานกว่า 11 เดือน กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการสร้างแรงดึงดูดใจให้กับผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้ ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป’ ยกระดับทิศทางของเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่มีความหมายมากกว่าการจับจ่ายตามฤดูกาล

 

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ให้มุมมองว่าการยกระดับครั้งนี้คือการสร้าง ‘Chinese Festive Destination’ ที่ผสานวัฒนธรรม ความเชื่อ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ “เราออกแบบตรุษจีนจากชีวิตจริงของผู้คนเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายและการเดินทางอย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้ตรุษจีนเป็นเทศกาลที่ผู้คนอยากกลับมาสัมผัสซ้ำทุกปี”

 

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ตัดสินใจทุ่มงบประมาณการตลาด 240 ล้านบาท เพื่อสร้าง ‘Retail Ecosystem’ ส่งมอบประสบการณ์ ‘ตรุษจีน’ ที่ครบและแตกต่าง โดยมีเป้าหมายทำให้พื้นที่ของห้างสรรพสินค้ากลายเป็นจุดหมายที่ลูกค้าต้องการมาสัมผัสด้วยตนเอง

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดรับกับคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่มองว่าตรุษจีนปี 2569 จะมีความคึกคักอย่างมาก โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสูงถึง 54,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5 ซึ่งนับว่าเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ช่วงปี 2564

 

การท่องเที่ยวนั้น ททท. ประเมินว่า การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 (13-22 กุมภาพันธ์ 2569) จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนจะมีจำนวนราว 2.41 แสนคน ขณะที่ผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจะมีการเดินทางประมาณ 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3

 

การเดินทางของทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยจะช่วยสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวประมาณ 42,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทิศทางนี้เองส่งผลให้ภาคธุรกิจค้าปลีกต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติ

 

ด้วยเหตุนี้ทิศทางของแคมเปญตรุษจีนของเดอะมอลล์จึงนำเสนอผ่าน 3 แกนหลักอย่าง JOY, LUCK และ LOVE เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ “ตรุษจีนปีนี้เปิดศักราชปีมะเมียธาตุไฟภายใต้คอนเซปต์มะเมียทะยานไกล ม้าไฟมหาเฮง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังและความสำเร็จ” วรลักษณ์ ระบุ

 

JOY เน้นการสร้างระบบนิเวศร่วมกับพันธมิตรระดับโลกทั้งกลุ่มธนาคารและแพลตฟอร์มดิจิทัลจากจีนอย่าง Alipay, UnionPay และ WeChat Pay เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงิน ความร่วมมือนี้ขยายขอบเขตไปถึงสายการบินชั้นนำและแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวอย่าง Trip.com เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาใช้เวลาในพื้นที่ค้าปลีกของไทยอย่างต่อเนื่อง

 

การผนึกกำลังกับ iQIYI แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ที่มีความนิยมสูงถึง 60% ในปี 2025 โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้ชมอายุ 18-35 ปีเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ การจำลองบรรยากาศความสวยงามจากซีรีส์ยอดฮิตอย่าง ทะลุมิติตะลุยวังหลวง มาไว้ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ คือการสร้าง ‘Immersive Experience’ ที่เชื่อมโยงโลกออนไลน์เข้ากับพื้นที่ออฟไลน์

 

ขณะที่แกนของ LUCK ให้ความสำคัญกับ ‘Cultural Trust’ ผ่านการอัญเชิญเทพเจ้ากวนอูองค์จำลองจากศาลเจ้าพ่อกวนอู คลองสาน มาประดิษฐานที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน การนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปีมาไว้ในศูนย์การค้าเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการเดินทางผู้ที่ต้องการสักการะขอพรทั้ง 3 ปางเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายสำหรับกลุ่มครอบครัว

 

เมนูมงคลจากร้านอาหารชื่อดังกว่า 3,000 ร้าน และสินค้าจากกูร์เมต์ มาร์เก็ต ถูกเตรียมพร้อมเพื่อรองรับวันจ่ายซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงที่สุด การคัดสรรร้านระดับมิชลิน ไกด์ และบริการสั่งจองล่วงหน้าผ่านระบบดิจิทัลช่วยให้การเข้าถึงเครื่องเซ่นไหว้ที่ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความรวดเร็ว

 

ส่วนแกนของ LOVE มีความพิเศษตรงที่เทศกาลตรุษจีนในปีนี้บรรจบกับวันวาเลนไทน์พอดี จึงเกิดแนวคิด ‘Double Love’ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์ เดอะมอลล์เลือกใช้พลังของ ‘Fandom Economy’ โดยการเชิญศิลปินที่มีฐานแฟนคลับหนาแน่นมาร่วมกิจกรรมเพื่อดึงดูดทราฟฟิกและกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการเฉลิมฉลอง

 

ไม่ว่าจะเป็น เติ้ล – เฟิร์สวัน, มอส-ภาณุวัฒน์ และ แบงค์-มณฑป, บีเวอร์-พรรษพล และ ต้นหลิว-เมธาพัฒน์ รวมถึงอนด์ ณราวิชญ์ เลิศรัตน์โกสุมภ์ จากซีรีย์ดัง ‘มีสติหน่อยคุณธีร์’

 

ความจัดเต็มนี้เองทำให้เดอะมอลล์ กรุ๊ป คาดจะมีเงินสะพัดภายในห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในเครือประมาณ 4,200 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขา, เดอะมอลล์ โคราช, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ตลอดแคมเปญ 35 วัน

 

“การยกระดับตรุษจีนครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแรงให้เศรษฐกิจและความน่าสนใจของประเทศไทยในระยะยาว ด้วยการออกแบบ Chinese Festive Destination ที่เชื่อมศรัทธา วัฒนธรรม และพันธมิตรระดับโลกเข้ากับประสบการณ์ค้าปลีกไทยอย่างมีความหมาย จะสามารถเพิ่มคุณค่าของ Brand Experience เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทั้งกับลูกค้าและคู่ค้า” วรลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

The post ทำไมเดอะมอลล์ถึงยอมทุ่มงบ 240 ล้านเพื่อปั้นตรุษจีนให้เป็นจุดหมายระดับโลกในวันที่เม็ดเงินสะพัดสูงสุดในรอบ 6 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Accenture Song เผย ธุรกิจใช้ AI บริการไม่ถึงใจคน เน้นประหยัดต้นทุนมากกว่าประสิทธิภาพ ลูกค้า 87% ไม่กลับมาซ้ำถ้าเจอประสบการณ์ไม่ดี เพียงครั้งเดียว https://thestandard.co/ai-customer-service-cost-experience/ Fri, 13 Feb 2026 08:35:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1178226 ภาพแสดงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริการลูกค้า โดยมีสมองดิจิทัลเชื่อมโยงกับผู้คนและข้อมูล

Accenture Song ประเทศไทย เผยลูกค้าจำนวนมากยังมองว่าเทคโ […]

The post Accenture Song เผย ธุรกิจใช้ AI บริการไม่ถึงใจคน เน้นประหยัดต้นทุนมากกว่าประสิทธิภาพ ลูกค้า 87% ไม่กลับมาซ้ำถ้าเจอประสบการณ์ไม่ดี เพียงครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริการลูกค้า โดยมีสมองดิจิทัลเชื่อมโยงกับผู้คนและข้อมูล

Accenture Song ประเทศไทย เผยลูกค้าจำนวนมากยังมองว่าเทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างซับซ้อนขึ้น แทนที่จะง่ายขึ้น โดยลูกค้า 87% จะเลิกใช้บริการหลังได้รับประสบการณ์ไม่ดีเพียงครั้งเดียว

 

สุนาถ ธนสารอักษร กรรมการผู้จัดการ Accenture Song ประเทศไทย ได้ให้มุมมองว่า การบริการลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมโยงกับลูกค้าและความภักดีต่อแบรนด์ในตลาดของประเทศไทยที่ลูกค้าคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นอย่างดี แต่หลาย ๆ บริษัทยังไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างแท้จริง เนื่องจากมักให้ความสำคัญกับเรื่องต้นทุนและประสิทธิภาพมากกว่าประสบการณ์ที่มีความหมาย

 

งานวิจัยของเราพบว่า Generative AI หากนำมาใช้อย่างเหมาะสม สามารถเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้ทั้งการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นในวงกว้าง การช่วยให้ทีมบริการลูกค้าแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น และสามารถยกระดับสู่ประสบการณ์เชิงรุกที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าลูกค้าจะมีความต้องการแบบใด แทนที่จะคอยตั้งรับ

 

อย่างไรก็ตาม AI อาจไม่สามารถให้ผลลัพธ์ได้แบบอัตโนมัติ เพราะมีลูกค้าถึง 35% ที่กังวลว่า AI จะมาลดทอนคุณภาพบริการและทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจ จึงเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่า วิธีการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้น สำคัญมากพอๆ กับตัวเทคโนโลยีเอง

 

ผลวิจัยเรื่อง Customer service on the brink พบว่า การบริการลูกค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจ และการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ โดย

 

  • 64% ของผู้บริโภคบอกว่า คุณภาพของบริการเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่สร้างความแตกต่างระหว่างบริษัท
  • 87% ของผู้บริโภคที่เพิ่งมีประสบการณ์ด้านลบบอกว่า มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงบริษัทนั้นในอนาคต

 

“การเป็นลูกค้านั้น มีภาระเพิ่มขึ้น” ลูกค้ารู้สึกว่าถูกเทคโนโลยีที่ผสานอยู่ในประสบการณ์ของลูกค้าสร้างภาระให้

 

  • มีเพียง 32% เท่านั้นที่คิดว่าการบริการดีขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา
  • มีเพียง 18% เท่านั้นที่บอกว่า เทคโนโลยีทำให้ประสบการณ์ด้านบริการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผู้บริโภคส่วนใหญ่ (78%) บอกว่า พวกเขาชอบการสื่อสารโต้ตอบกับพนักงานบริการลูกค้าโดยตรงมากกว่า

 

ทั้งนี้ ธุรกิจจำนวนมากใช้งานบริการลูกค้าเพื่อแก้ปัญหาด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่กลับต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงยิ่งกว่า นั่นคือความภักดีของลูกค้าที่สูญเสียไป

 

  • เมื่อเทียบกับรายงานการวิจัยเกี่ยวกับงานบริการลูกค้าครั้งล่าสุดของ Accenture ในปี 2022 จำนวนผู้บริหารที่มองว่าแผนกบริการมีไว้เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้าลดลงถึง 60%
  • 46% ของผู้บริหารที่ดูแลงานบริการลูกค้า ระบุว่า สิ่งที่กังวลหลัก ๆ คือ การควบคุมต้นทุน
  • 64% ของผู้บริหาร ยอมแลกประสิทธิภาพด้านต้นทุนกับความพึงพอใจของลูกค้า
  • 62% บอกว่า สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานในช่วงสามปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีผู้บริหารเพียง 45% ที่ระบุว่า สามารถเพิ่มอัตราการรักษาลูกค้าไว้ได้

 

3 แนวทางยกระดับงานบริการลูกค้า

 

1. สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลในทุกการสื่อสาร เพื่อสร้างความไว้วางใจ

 

เครื่องมือแบบ Self-service ควรช่วยได้มากกว่าแค่การทำงานให้จบ ควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าใช้ง่าย ตอบสนองไว และเป็นประโยชน์กับลูกค้าจริง ๆ เป็นคู่สนทนาที่เข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ซึ่ง AI ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่มาเคลมการรับประกัน ควรเข้าถึงประวัติและเงื่อนไขการซื้อของตนเองได้ทันที เพียงสแกนบาร์โค้ดหรืออัปโหลดภาพขึ้นไปที่เว็บพอร์ทัลของบริษัท จากนั้น AI Agent จะช่วยแนะนำขั้นตอนถัดไปอย่างเป็นมิตร อย่างไรก็ตาม บริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่ควรหยุดอยู่แค่บริการแบบ Self-service เท่านั้น

 

เพื่อสร้างบทสนทนากับลูกค้าให้ตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง พนักงานบริการจะต้องมีข้อมูลอินไซต์แบบเรียลไทม์พร้อมคำแนะนำจากระบบอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้สามารถให้คำแนะนำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการได้อย่างเหมาะสม

 

เมื่อมีเครื่องมือที่เหมาะสม พนักงานบริการจะก้าวข้ามจากการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้ลูกค้า นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทที่มีจุดแข็งด้านบริการลูกค้ามากที่สุด จึงมีแนวโน้มการใช้ Generative AI มากกว่าคู่แข่งถึง 82% เพื่อช่วยให้พนักงานแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

บริษัทเหล่านี้ ยังมีแนวโน้มที่จะใช้ Generative AI มากกว่าคู่แข่งถึง 50% เพื่อช่วยแก้ปัญหาแบบเรียลไทม์ และ 87% มีแนวโน้มจะนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับช่องทางดิจิทัลให้เป็นแบบเฉพาะบุคคล

 

2. คาดการณ์และแก้ปัญหาความต้องการของลูกค้าแบบเชิงรุก

 

บริษัทที่มีผลลัพธ์ด้านการให้บริการลูกค้าที่ดีที่สุด จะใช้ข้อมูลเพื่อดำเนินการในเชิงรุกและคาดการณ์ล่วงหน้า พลิกงานบริการเป็นความได้เปรียบเชิงแข่งขัน โดยมีแนวโน้มจะลงทุนอย่างหนักใน Generative AI มากกว่าบริษัทที่มีผลลัพธ์ด้านการให้บริการลูกค้าต่ำถึง 48% เพื่อปรับประสิทธิภาพการคาดการณ์ให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพที่ดีกว่า แต่มีผู้บริหารเพียง 14% จากการสำรวจ ที่ระบุว่าบริษัทของตนใช้อินไซต์จากคลังข้อมูลเพื่อปรับปรุงการบริการลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ

 

รูปแบบพฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้บริษัทเข้าใจมุมมองด้านประสบการณ์ของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์และฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับบริการจากการแก้ไขปัญหาไปสู่การคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า ทำให้สามารถป้องกันปัญหา และปรับคำแนะนำตามการใช้งานของลูกค้าแบบเรียลไทม์ แทนที่จะรอแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา ก็จะสามารถสร้างประสบการณ์การบริการในเชิงรุกที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

3. ส่งเสริมการทำงานร่วมกันโดยเน้นการบริการลูกค้าเป็นสำคัญ

 

แม้จะอยู่ในโลกที่มีการเชื่อมต่อกันสูง แต่งานบริการลูกค้ายังแยกส่วนกันอยู่ ส่งผลให้กระบวนการทำงานกระจัดกระจาย การสื่อสารไม่สอดคล้อง และมีช่องว่างในประสบการณ์ของลูกค้า ถึงเวลาที่จะต้องทบทวนเรื่องบริการ เพราะงานนี้ไม่ใช่แค่ส่วนที่มาสนับสนุน แต่เป็นศูนย์รวมข้อมูลอินไซต์ของลูกค้า (Customer Insight Hub) ที่การติดต่อสื่อสาร ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาเท่านั้น แต่ยังสร้างข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าขึ้นมาด้วย

 

ที่ผ่านมา อินไซต์ต่างๆ ก็ยังถูกมองข้ามหรือไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระบบ ซึ่ง Generative AI จะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ ด้วยศักยภาพการประมวลผลข้อมูลที่ไม่ได้จัดเก็บอย่างเป็นระเบียบได้รวดเร็ว ช่วยให้ค้นพบรูปแบบที่ซ่อนอยู่ เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจและดำเนินการได้อย่างแม่นยำมากกว่าเดิม

 

องค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นกำลังก้าวนำ โดยมีแนวโน้มใช้ข้อมูลอินไซต์จากงานบริการลูกค้ามาปรับปรุงกระบวนการทำงานของทั้งองค์กรสูงกว่าถึง 57% ตั้งแต่กลยุทธ์การเข้าตลาดไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกัน องค์กรที่มีจุดแข็งด้านการบริการลูกค้าสูงสุดมีแนวโน้มถึง 87% ที่ระบุว่างานบริการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดขององค์กร

 

ภาพ: Stefano Mazzola / Shutterstock

The post Accenture Song เผย ธุรกิจใช้ AI บริการไม่ถึงใจคน เน้นประหยัดต้นทุนมากกว่าประสิทธิภาพ ลูกค้า 87% ไม่กลับมาซ้ำถ้าเจอประสบการณ์ไม่ดี เพียงครั้งเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ https://thestandard.co/bangchak-acquires-chevron-hong-kong-expands-international/ Fri, 13 Feb 2026 04:56:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1178131 ภาพโลโก้ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ Chevron Hong Kong Limited สื่อถึงการเทคโอเวอร์และขยายธุรกิจระหว่างประเทศ

ก้าวใหม่บางจากฯ ในฮ่องกง ล่าสุดบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น ‘เช […]

The post บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ Chevron Hong Kong Limited สื่อถึงการเทคโอเวอร์และขยายธุรกิจระหว่างประเทศ

ก้าวใหม่บางจากฯ ในฮ่องกง ล่าสุดบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น ‘เชฟรอนฮ่องกง’ ยกพอร์ต ทั้งปั๊มน้ำมัน Caltex 31 แห่ง และคลังน้ำมันมาตรฐานสากล หวังสานต่อยุทธศาสตร์โตต่างประเทศ หลังกำไรดำเนินงานปกติปี 68 โตพุ่ง 67% และทุบสถิติกำลังการผลิตโรงกลั่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

รายงานข่าวระบุว่า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับบริษัท Chevron Companies (Greater China) Limited (‘CCGC’) เพื่อเข้าถือหุ้นกิจการบริษัท Chevron Hong Kong Limited (‘CHK’) ในสัดส่วน 100% นับเป็นก้าวสำคัญของบางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศ เตรียมพร้อมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไทย โดยเฉพาะบริหารกำลังการกลั่นระยะยาว

 

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้าง ความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค พร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน

 

ฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว

 

ฮ่องกงมีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

ประกอบกับมีระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม

 

บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ

 

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล

 

นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง

 

รุกธุรกิจค้าปลีก ใต้แบรนด์ ‘Caltex’

 

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง ‘บางจากฯและเชฟรอน’

 

โดยการลงทุนใน CHK จะช่วยเสริมศักยภาพให้บางจากฯ สามารถต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร ขยายฐานลูกค้า รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบโลจิสติกส์ด้านพลังงาน และสร้างโอกาสใหม่โตระยะยาว

 

“บริษัทคาดว่าจะธุรกรรมการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2569” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

การดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืนของบางจากฯ ‘Accelerating Bangchak 100x’ ซึ่งตั้งเป้าหมายเร่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขัน ใต้หลักธรรมาภิบาล

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ 5 กลุ่ม

 

ชัยวัฒน์ ระบุอีกว่า ปัจจุบันบางจากฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 5 กลุ่มหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย

 

  • กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นการตลาดและพลังงานชีวภาพ
  • กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ
  • กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
  • กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน
  • กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ฯ ซึ่งบริษัทฯ

 

โดยยังคงรักษาวินัยการลงทุนอย่างเคร่งครัด และจัดสรรงบลงทุนช่วงปี 2569-2571 รวม 35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาธุรกิจหลัก เสริมโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

สรุปผลประกอบการปี 68 รายได้ทะลุ 5 แสนล้าน

 

ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า กลุ่มบริษัทบางจากรายงานผลประกอบการปี 2568 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และมีกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.08 บาท

 

ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปี 2567 และสามารถรับรู้ Synergy ตลอดปี 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานระหว่างธุรกิจ ในกลุ่มควบคู่กับการบริหารการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกัน

 

โดยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชาสามารถทำสถิติกำลังการผลิตเฉลี่ยรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,700 บาร์เรลต่อวัน

The post บางจากเทคโอเวอร์ ‘เชฟรอนฮ่องกง’ เสริมแกร่งค้าปลีก-น้ำมันเรือ รุกกลยุทธ์โตต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาด HORECA โลกโตแรงขึ้นทุกปี ไทยเดินหน้าจัด THAIFEX ดัน SMEs บุกตลาดใหม่ https://thestandard.co/horeca-global-market-thailand-thaifex-smes/ Thu, 12 Feb 2026 07:18:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1177758 ผู้ประกอบการและนักธุรกิจเยี่ยมชมงาน THAIFEX - HOREC ASIA ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม SMEs ไทยสู่ตลาด HORECA โลก

ปัจจุบันอุตสาหกรรม HORECA (โฮเรก้า) ซึ่งคือกลุ่มอุตสาหก […]

The post ตลาด HORECA โลกโตแรงขึ้นทุกปี ไทยเดินหน้าจัด THAIFEX ดัน SMEs บุกตลาดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ประกอบการและนักธุรกิจเยี่ยมชมงาน THAIFEX - HOREC ASIA ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม SMEs ไทยสู่ตลาด HORECA โลก

ปัจจุบันอุตสาหกรรม HORECA (โฮเรก้า) ซึ่งคือกลุ่มอุตสาหกรรมที่ย่อมาจาก 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ Hotel, Restaurant และ Cafeteria/Catering เป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยครอบคลุมผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจจัดเลี้ยง สะท้อนจากปี 2024 ที่ผ่านมา ตลาด HORECA ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ เติบโตเฉลี่ย 6.6% ต่อปี และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 6.9% ต่อปี แสดงถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมบริการที่ยังขยายตัวตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและกำลังซื้อทั่วโลก

 

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับอุตสาหกรรม HORECA ของไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่มองว่าไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของภูมิภาคเอเชีย

 

สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากสัญญาณบวกของตลาด ปีนี้จึงเดินหน้าจัดงาน THAIFEX – HOREC ASIA ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังจากปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากตัวเลขการเติบโตถึง 30% และมีผู้เข้าชมงานรวม 19,454 ราย

 

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ เยอรมนี โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ และปีนี้มีการขยายพื้นที่จัดงานเพื่อรองรับความต้องการเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการจัดกิจกรรมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs กว่า 700 กิจกรรม ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้เทรนด์ตลาดโลกและต่อยอดธุรกิจ

 

นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับผู้ประกอบการในแต่ละเซกเตอร์ เพื่อกำหนดกลยุทธ์เตรียมเข้าไปเจาะตลาดต่างประเทศแบบเฉพาะพื้นที่ โดยปีนี้จะมุ่งขยายตลาดเชิงรุกไปยังแอฟริกา อเมริกาใต้ และอินเดีย

 

ด้าน ดร.กฤษณะ วจีไกรลาศ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า ภาคท่องเที่ยวและบริการถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านรายได้และการจ้างงาน พร้อมชี้ว่าไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากการท่องเที่ยวแบบปริมาณ ไปสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง เพื่อยกระดับประสบการณ์และเพิ่มรายได้ต่อหัวในระยะยาว โดยงาน THAIFEX – HOREC ASIA 2026 จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และมาตรฐานการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

 

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้จะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 600 แบรนด์ ในจำนวนนี้เป็นบริษัทไทยกว่า 270 บริษัท ภายในงานจะนำเสนอสินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่จากผู้ประกอบการไทยที่พัฒนาจนได้มาตรฐานระดับสากล ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท และมีนักธุรกิจไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 20,000 ราย

The post ตลาด HORECA โลกโตแรงขึ้นทุกปี ไทยเดินหน้าจัด THAIFEX ดัน SMEs บุกตลาดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BUZZEBEES กางยุทธศาสตร์ 2026 ‘Beyond Loyalty’ ผนึก AI Engine ปั้นรายได้ให้แบรนด์ หวังพลิกบทบาทเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล’ https://thestandard.co/buzzbees-ai-digital-infrastructure-2026/ Wed, 11 Feb 2026 11:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1177485 BUZZEBEES

BUZZEBEES (บัซซี่บีส์) ผู้นำด้าน Marketing Platform อัน […]

The post BUZZEBEES กางยุทธศาสตร์ 2026 ‘Beyond Loyalty’ ผนึก AI Engine ปั้นรายได้ให้แบรนด์ หวังพลิกบทบาทเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BUZZEBEES

BUZZEBEES (บัซซี่บีส์) ผู้นำด้าน Marketing Platform อันดับ 1 ในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศรุกหนักปี 2026 ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ ‘Beyond Loyalty: The Proven Full-Funnel Ecosystem for Strategic Growth’ หวังพลิกบทบาทจากผู้ให้บริการระบบ CRM สู่การเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล’ ที่ช่วยสร้าง Sales Growth ให้กับแบรนด์อย่างยั่งยืน

 

ยุคแห่ง AI Engine เมื่อระบบ Loyalty มี ‘สมอง’

 

ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ BUZZEBEES ช่วงปีที่ผ่านมา ได้รับการพิสูจน์ผ่านฐานผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านบัญชี โดยล่าสุดได้เดินหน้ายกระดับการให้บริการด้าน Loyalty & Digital Engagement ครั้งใหญ่ด้วยการนำ AI Engine เข้ามาเป็น ‘สมอง’ หลักของระบบ เชื่อมต่อกับ Analytic Platform เดิมเพื่อสร้างระบบ ‘Marketing Automation’ ที่สมบูรณ์แบบ ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะแบรนด์ (Brand Health) ผ่าน Dashboard หลังบ้านได้อย่างแม่นยำ หากแบรนด์อยู่ในสถานะที่ดี ระบบจะแนะนำกลยุทธ์เพื่อต่อยอดความสำเร็จ แต่หากพบสัญญาณวิกฤตหรือ Pain Points ระบบจะวิเคราะห์พร้อมเสนอ Solutions และแคมเปญที่ออกแบบมาเฉพาะแต่ละ Segment เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจและมียอดขายที่เติบโตอย่างยั่งยืน

 

โดยเป้าหมายในปี 2026 คือการเปลี่ยนจาก ‘ผู้ให้บริการระบบ’ มาเป็น ‘Strategic Partner’ หรือเพื่อนคู่คิดของแบรนด์ โดยใช้ AI มาเสริมประสิทธิภาพ (High-Tech) เพื่อสร้างยอดขายให้ลูกค้าเป็นสำคัญ

 

กลยุทธ์ ‘High-Tech + High-Touch’ ลดต้นทุนธุรกิจ 30%

 

ด้าน ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ (MD) และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เผยถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อน Customer Success ว่า หัวใจสำคัญของการเข้าสู่ยุค Beyond Loyalty คือการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดตั้งแต่ Pain Points โดยเราใช้ AI Engine เข้ามาต่อยอดในการวิเคราะห์พฤติกรรมเชิงลึก แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีทีมมืออาชีพที่คอยดูแลและให้คำปรึกษาตลอดเส้นทาง เพื่อให้เกิด Customer Success อย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ หลังจากที่เริ่มนำระบบ AI เข้ามาปรับใช้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 พบว่าช่วยเพิ่มยอด Engagement ร่วมกับแบรนด์ให้เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน และช่วยแบรนด์ลดต้นทุนการดำเนินงาน ได้ถึง 15-30% ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์ชั้นนำให้ความสนใจเข้าร่วมโปรแกรมแล้วกว่า 10 แบรนด์

 

นอกจากความโดดเด่นด้านนวัตกรรม BUZZEBEES ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำทางความคิด (Thought Leader) ผ่านการใช้ Unique Data จากฐานข้อมูลกว่า 200 ล้านบัญชี เพื่อยกระดับมาตรฐานการตลาดดิจิทัลไทยสู่เวทีโลก พร้อมเตรียมปรับโฉมเว็บไซต์ใหม่ เพื่อส่งมอบ Full Value ของ Ecosystem ให้แบรนด์เข้าถึงโซลูชันที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำที่มียอดรายได้รวมในปี 2568 แข็งแกร่งถึง 3.15 พันล้านบาท และการขยายฐานธุรกิจสู่ 6 ประเทศในอาเซียน ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นความสำเร็จของลูกค้าและการเติบโตที่ไร้ขีดจำกัด

The post BUZZEBEES กางยุทธศาสตร์ 2026 ‘Beyond Loyalty’ ผนึก AI Engine ปั้นรายได้ให้แบรนด์ หวังพลิกบทบาทเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท็อปส์ขอโต 20%! งัด AI ‘สไนเปอร์’ คุมแคมเปญตรุษจีนปี’69 เปลี่ยนดาต้าเป็นยอดขายรับปีแห่งความหวัง https://thestandard.co/tops-ai-sniper-chinese-new-year-sales/ Wed, 11 Feb 2026 11:02:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1177479 ภาพผู้บริหาร ท็อปส์ แถลงข่าวแคมเปญตรุษจีน 2569 โดยใช้ AI 'สไนเปอร์' เพื่อกระตุ้นยอดขายและตั้งเป้าเติบโต 20%

ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ […]

The post ท็อปส์ขอโต 20%! งัด AI ‘สไนเปอร์’ คุมแคมเปญตรุษจีนปี’69 เปลี่ยนดาต้าเป็นยอดขายรับปีแห่งความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร ท็อปส์ แถลงข่าวแคมเปญตรุษจีน 2569 โดยใช้ AI 'สไนเปอร์' เพื่อกระตุ้นยอดขายและตั้งเป้าเติบโต 20%

ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ที่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ทว่าสำหรับสมรภูมิค้าปลีกฟู้ดรีเทลแล้ว เทศกาลตรุษจีนยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนกำลังซื้อได้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากมูลค่าตลาดปีก่อนหน้าที่สูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

 

พลังซอฟต์พาวเวอร์ด้านความเชื่อและวัฒนธรรมยังทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจและแรงผลักดันให้เกิดการจับจ่ายอย่างต่อเนื่อง ‘ท็อปส์’ ธุรกิจกลุ่มฟู้ด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จึงวางหมากธุรกิจเพื่อรับศักราชใหม่ภายใต้แนวคิด ‘ปีแห่งความหวังและการฟื้นตัว’ โดยมีเป้าหมายสร้างคุณค่าทางใจผ่านประเพณีที่สืบทอดกันมา

 

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ระบุว่า “แม้ภาพรวมตลาดค้าปลีกไทยในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่ง SCB EIC คาดการณ์ไว้ที่ 3.7% แต่เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าปี 2569 จะเป็น ‘ปีแห่งความหวังและการฟื้นตัว’ ของคนไทยทุกคน”

 

การเติบโต 20% คือเป้าหมายหลักที่ท็อปส์วางไว้สำหรับตรุษจีนปีนี้ โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน เริ่มจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่ต้องกระตุ้นให้ซื้อมากขึ้นผ่านระบบ AI ที่ทำงานแม่นยำเหมือนเป็น ‘สไนเปอร์’ คอยตรวจจับว่าลูกค้าคนไหนมีโอกาสซื้อซ้ำเพื่อส่งข้อเสนอไปกระตุ้นยอดขาย

 

กลุ่มที่สองคือกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เป็นฐานเดิมของท็อปส์แต่ยังไม่เคยซื้อสินค้าหมวดตรุษจีน ระบบจะมองหาโอกาสเข้าถึงจากพฤติกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ผู้ซื้อสินค้าทำความสะอาดบ้านเป็นประจำก็จะได้รับคำชวนให้ซื้อชุดไหว้ ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือลูกค้าเคยซื้อในปีก่อนหน้าแต่ไม่ได้ซื้อในปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องดึงกลับมาด้วยข้อมูลจาก The 1 Ecosystem

 

วิธีการสื่อสารจะเปลี่ยนจากการหว่านงบโฆษณาเป็นการส่งข้อเสนอที่ตรงใจรายบุคคลผ่าน SMS, คูปอง และแอปพลิเคชัน เพื่อให้เกิดความแม่นยำระดับ ‘Hyper-Personalization’ ซึ่งช่วยให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปิดการขายได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกของท็อปส์ที่ดึง AI มาช่วยทำแคมเปญอย่างเต็มตัว

 

การตีโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคหรือ ‘อินไซต์’ ให้แตก คือปัจจัยชี้ขาดว่าแคมเปญจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จริงหรือไม่ โดยข้อมูลจากท็อปส์ระบุสถิติปีที่ผ่านมาพบว่า กลุ่มผู้หญิงคือผู้ทรงอิทธิพลหลักในการจับจ่ายสูงถึง 75% ขณะที่ Gen X และ Gen Y เป็นขุมกำลังหลักที่ครองสัดส่วนการใช้จ่ายรวมกันกว่า 77% ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการใช้เงินพบว่าผู้บริโภค 57% มีความกังวลเรื่องราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น และ 36% กังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายโดยรวม ส่งผลให้คนกลุ่มนี้กลายเป็น ‘Smart Planner’ ที่มีการกำหนดงบประมาณล่วงหน้าอย่างละเอียด โดยต้องการคุมงบไม่ให้เกิน 2,500 บาทต่อครัวเรือน

 

อย่างไรก็ตาม ‘ความฉลาดเลือก’ ของผู้ซื้อยุคนี้ไม่ได้แปลว่าจะเลือกเพียงของราคาถูก แต่กลับให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสดเป็นอันดับแรก ข้อมูลระบุว่าผู้บริโภคถึง 84% ยืนยันว่าผลไม้มงคลคือสินค้าที่ต้องมี และกว่า 55% พร้อมตัดสินใจซื้อทันทีแม้จะไม่มีรายการโปรโมชันมาดึงดูด

 

การบริหารจัดการความกังวลใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขาดความมั่นใจในธรรมเนียมปฏิบัติ ถูกแก้โจทย์ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์มาจัดทำในรูปแบบ ‘How-to Guide’ เพื่อสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อสินค้ามงคลให้ถูกต้องตามหลักประเพณี ซึ่งเป็นกลยุทธ์เชิงจิตวิทยาที่ช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มความรวดเร็วในการเลือกซื้อสินค้าให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ความกังวลเรื่องการทำผิดธรรมเนียมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงข้อจำกัดด้านเวลาและความยุ่งยากในการตระเวนหาของหลายแห่ง คือปัจจัยที่ท็อปส์นำมาเป็นโจทย์ตั้งต้น การนำความเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์จากหมอช้าง-ทศพร ศรีตุลามาจัดทำเป็น ‘How-to Guide’ จึงเป็นเครื่องมือเชิงจิตวิทยาที่ช่วยลดแรงกดดันและสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อสินค้ามงคลให้ถูกต้องตามหลักประเพณีได้อย่างรวดเร็ว

 

เทรนด์การเฉลิมฉลองอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นอีกจุดที่ข้ามผ่านไม่ได้ เมื่อผู้บริโภคเมืองกว่า 63% ตั้งใจจัดการปริมาณของไหว้ให้เหมาะสมเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องความยั่งยืนเริ่มมีอิทธิพลต่อประเพณีดั้งเดิม ทำให้ชุดของไหว้ที่มีขนาดพอดีและครบถ้วนได้รับความนิยมมากขึ้น

 

พฤติกรรมการมองหาความสะดวกและความครบจบในที่เดียว ส่งผลให้ช่องทางโมเดิร์นเทรดกลายเป็นทางเลือกหลักที่มีสัดส่วนการตัดสินใจซื้อสูงถึง 67% ความได้เปรียบนี้สอดรับกับฐานที่มั่นของท็อปส์ที่มีจำนวนสาขารวม 825 แห่งทั่วประเทศ

 

แบ่งเป็นท็อปส์ เดลี่ 540 แห่ง, ท็อปส์ 157 แห่ง, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด รวม 24 แห่ง ร่วมกับร้านเฉพาะทางอย่างท็อปส์แคร์ 49 แห่ง, มัทสึคิโยะ 36 แห่ง, ท็อปส์ ไวน์ เซลล่า 10 แห่ง, เพ็ทแอนด์มี 8 แห่ง และท็อปส์ วีต้า 1 แห่ง

 

นอกจากพฤติกรรมการซื้อหน้าร้านแล้ว ข้อมูลอินไซต์จากท็อปส์ยังชี้ให้เห็นว่าเทรนด์การสั่งจองสินค้าล่วงหน้า หรือ ‘Pre-order’ มีการขยายตัวขึ้น 6.3% ข้อมูลนี้สะท้อนภาพกลุ่มนักวางแผนที่ต้องการความมั่นใจว่าจะได้รับสินค้ามงคลคุณภาพครบตามหลักประเพณี และเป็นการบริหารจัดการเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากในช่วงวันจ่ายที่มีความต้องการสินค้าพุ่งสูงเป็นพิเศษ

 

จักรกฤษณ์ ระบุถึงภาพรวมการตลาดว่า “เราคาดการณ์ว่าบรรยากาศการจับจ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ยังคงมีความคึกคัก เนื่องจากเทศกาลตรุษจีนถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญประจำปีที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเพื่อการเฉลิมฉลอง และเสริมความเป็นสิริมงคล”

 

กลไกการรักษาฐานลูกค้าถูกยกระดับผ่านระบบสมาชิก ‘The 1’ เพื่อพยุงกำลังซื้อท่ามกลางสภาวะค่าครองชีพที่ผันผวน โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายผ่านแคมเปญแจก 3 เฮง ที่มอบสิทธิประโยชน์ทั้งคูปองส่วนลดสูงสุด 15% และการแลกคะแนนเพื่อรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20%

 

เครื่องมือทางการตลาดเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคบริหารจัดการงบประมาณได้ตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันการขยายขอบเขตไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยการดึงเมนูอาหารระดับตำนานและร้านสตรีทฟู้ดระดับมิชลินเข้ามาเป็นแม่เหล็กดึงดูด คือความพยายามสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการในร้าน

 

แนวคิดเหล่านี้ถูกขมวดปมเข้าสู่เป้าหมายการสร้างคุณค่าทางใจที่จักรกฤษณ์ย้ำว่าเป็นส่วนสำคัญในการทำธุรกิจยุคใหม่ “เรามุ่งมั่นสร้างคุณค่าทางใจภายใต้แกนหลัก ‘Togetherness’ เพื่อดึงสถาบันครอบครัวให้กลับมาแข็งแกร่งและมีความสุขร่วมกันอีกครั้งผ่านประเพณีตรุษจีนที่สืบทอดกันมา”

 

ตรุษจีน 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการทำธุรกิจค้าปลีกที่ต้องเปลี่ยนผ่านจากสงครามราคามาเป็นการสู้ด้วยดาต้าและความเข้าใจในวิถีชีวิตผู้ซื้อ การใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมในระดับรายบุคคล ผสานกับเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศ คือเบื้องหลังที่จะเข้ามาผลักดันยอดขายให้ถึงเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้

 

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการตลาดในยุคนี้ไม่ได้วัดกันที่ปริมาณของสินค้าบนชั้นวาง แต่คือการที่แบรนด์สามารถเข้าไปนั่งในใจลูกค้าด้วยการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ทั้งเรื่องความประหยัด ความมงคล และความสะดวกสบายที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับเวลาและความยั่งยืนอย่างแท้จริง

The post ท็อปส์ขอโต 20%! งัด AI ‘สไนเปอร์’ คุมแคมเปญตรุษจีนปี’69 เปลี่ยนดาต้าเป็นยอดขายรับปีแห่งความหวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสนสิริขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบน รับดีมานด์ลักซ์ชัวรีโตต่อเนื่อง ชูแบรนด์ใหม่ ‘LOVE’ เจาะนิวซีบีดีริมน้ำ พร้อมส่ง ‘นาราสิริ’ ปักหมุด 4 ทำเลรอบกรุง https://thestandard.co/sansiri-love-narasiri-expansion/ Wed, 11 Feb 2026 06:44:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1177335 ภาพจำลองโครงการคอนโดมิเนียม LOVE เจริญนคร และโครงการบ้านเดี่ยว นาราสิริ ของแสนสิริ

แสนสิริรุกตลาดระดับบนในช่วงต้นปี 2569 ผ่านการเปิดตัวแบร […]

The post แสนสิริขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบน รับดีมานด์ลักซ์ชัวรีโตต่อเนื่อง ชูแบรนด์ใหม่ ‘LOVE’ เจาะนิวซีบีดีริมน้ำ พร้อมส่ง ‘นาราสิริ’ ปักหมุด 4 ทำเลรอบกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองโครงการคอนโดมิเนียม LOVE เจริญนคร และโครงการบ้านเดี่ยว นาราสิริ ของแสนสิริ

แสนสิริรุกตลาดระดับบนในช่วงต้นปี 2569 ผ่านการเปิดตัวแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่และขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection โดยตั้งเป้ามูลค่าโครงการแนวราบในเซกเมนต์นี้เติบโตขึ้น 45% ซึ่งถือเป็นการปรับสัดส่วนเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์มูลค่าเพิ่ม

 

ในส่วนของคอนโดมิเนียม แสนสิริเปิดตัวแบรนด์ ‘LOVE’ เพื่อเจาะกลุ่ม Urban Professional โดยประเดิมโครงการแรก LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) มูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาท บนทำเลเจริญนครที่ถูกนิยามให้เป็น New Riverside CBD จากศักยภาพของพื้นที่ซึ่งผสมผสานเสน่ห์ชุมชนเดิมเข้ากับการพัฒนาแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างไอคอนสยาม

 

องอาจ สุวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม ระบุว่าโครงการนี้มีจำนวน 1,111 ยูนิต โดยเป็นอาคาร High-rise 44 ชั้น และ Low-rise 7 ชั้น ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ ‘Riverscape’ และเป็นโครงการแรกในย่านเจริญนครที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งเป็นช่องว่างทางการตลาดที่ยังมียอดความต้องการสูงแต่ขาดซัพพลายใหม่มารองรับ

 

ในเชิงการลงทุน ทำเลเจริญนครมีความโดดเด่นจากการเชื่อมต่อย่านสาทรและสีลมได้ภายใน 15 นาที โดยโครงการมีอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 6% และมีส่วนต่างกำไรจากการขาย (Capital Gain) ประมาณ 5% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับความสำเร็จของโครงการก่อนหน้าในย่านเดียวกันอย่าง FLO by Sansiri ที่มียอดขายไปแล้วกว่า 80%

 

สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ แสนสิริเตรียมขยายโครงการภายใต้พอร์ต Sansiri Luxury Collection ในปีนี้รวม 3 โครงการ มูลค่ากว่า 14,500 ล้านบาท โดยมีไฮไลต์สำคัญคือแบรนด์ ‘นาราสิริ’ ที่ปักหมุดครอบคลุม 4 ทำเล Strategic Luxury Zone ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งกรุงเทพกรีฑา, บรมราชชนนี, บางนา และพหล-วัชรพล มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 23,000 ล้านบาท

 

ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด เปิดเผยว่าทิศทางการพัฒนาแบรนด์นาราสิริจะยึดแนวคิด Timeless Design เพื่อสร้างมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว โดยปัจจุบันโครงการนาราสิริทั้ง 4 ทำเลพร้อมเปิดให้เข้าอยู่อาศัย เพื่อตอบรับเรียลดีมานด์ในแต่ละโลเคชั่นที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเฉพาะตัว

 

โครงการ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ของ Sansiri Krungthep Kreetha Community มีระดับราคา 65–120 ล้านบาท โดยทำเลนี้มีการเติบโตของมูลค่าที่ดินสูงถึง 150% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และให้อัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าสูง 7-9% ขณะที่ นาราสิริ พหล-วัชรพล ราคา 45-90 ล้านบาท มุ่งเน้นทำเลที่เชื่อมต่อ CBD พระราม 9 ได้ภายใน 20 นาที และมี Yield อยู่ที่ 5.6-8%

 

ในฝั่งตะวันตก แสนสิริเปิดตัว นาราสิริ บรมราชชนนี ราคา 55–120 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการลักซ์ชัวรีแนวราบแห่งแรกในพอร์ตที่ตั้งอยู่ทำเลนี้ โดยนำดีไซน์ Regency Revival มาใช้บนที่ดินติดถนนใหญ่ที่มูลค่าปรับสูงขึ้นแตะระดับ 250,000 บาทต่อตารางวา เชื่อมต่อใจกลางเมืองและทางด่วนศรีรัชได้สะดวก

 

สำหรับย่านตะวันออกอีกจุดที่สำคัญคือ นาราสิริ บางนา กม.10 ตั้งอยู่ในโครงการ Sansiri 10 East มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัวสูงเพียง 56 ยูนิต ระดับราคา 60-150 ล้านบาท บนทำเลที่ราคาที่ดินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมีอัตราเฉลี่ยสูงเป็นอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเลือกปักหมุดในพื้นที่ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

 

ข้อมูลจากการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า UNHWIs ที่อยู่อาศัยในโครงการนาราสิริ เผยเลือกซื้อบ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรีจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ ทำเล Strategic Luxury Zone ไม่ไกลจากทำเลที่อยู่อาศัยเดิมหรือที่ทำงาน เดินทางสะดวกใกล้โรงเรียนลูก พื้นที่สำหรับครอบครัวที่รองรับการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ทั้ง 3 เจเนอเรชั่น

 

ส่วนกลางขนาดใหญ่ ความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว รวมถึง การคัดสรรวัสดุตลอดจนบริการหลังการขายที่ใส่ใจและเข้าใจในทุกรายละเอียดของทุกคนในครอบครัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้โครงการแบรนด์นาราสิริในทำเลพหล-วัชรพล และบางนา สามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 40% ของจำนวนยูนิตทั้งหมด

The post แสนสิริขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบน รับดีมานด์ลักซ์ชัวรีโตต่อเนื่อง ชูแบรนด์ใหม่ ‘LOVE’ เจาะนิวซีบีดีริมน้ำ พร้อมส่ง ‘นาราสิริ’ ปักหมุด 4 ทำเลรอบกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC ไขพฤติกรรมผู้บริโภค นิยมใช้จ่ายวันศุกร์ เพราะ อารมณ์พร้อม–เวลาเอื้อ https://thestandard.co/crc-consumer-friday-spending/ Wed, 11 Feb 2026 02:58:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1177228 ภาพประกอบแสดงพฤติกรรมผู้บริโภคในการใช้จ่ายวันศุกร์ ร่วมกับโลโก้ CRC และ Mastercard

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีก ประกอบกับพฤติก […]

The post CRC ไขพฤติกรรมผู้บริโภค นิยมใช้จ่ายวันศุกร์ เพราะ อารมณ์พร้อม–เวลาเอื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงพฤติกรรมผู้บริโภคในการใช้จ่ายวันศุกร์ ร่วมกับโลโก้ CRC และ Mastercard

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคา เป็นหลัก สู่การมองหาความคุ้มค่า ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ส่งผลให้ เซ็นทรัล รีเทล หรือ CRC เดินหน้ายกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ มาสเตอร์การ์ด อย่างต่อเนื่อง

 

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จชัดเจนตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังเปิดตัวแคมเปญสู่ตลาด โดยสามารถกระตุ้นรายได้ของ CRC เติบโตขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ขณะที่รายได้ของมาสเตอร์การ์ดก็เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปีเช่นกัน

 

โบนิต้า ปุย แยง วู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการสื่อสาร CRC กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมจะตัดสินใจซื้อจากราคามาเป็นการเลือกจากความคุ้มค่า ประสบการณ์ และคุณค่าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น

 

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว CRC จึงขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดระยะยาว มุ่งสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์จากหลากหลายหน่วยธุรกิจในเครืออย่างเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด ภายใต้แคมเปญ ‘Friday ต้องเปย์ด้วยมาสเตอร์การ์ด’ ที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564

 

แคมเปญดังกล่าวสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้ต่อเนื่อง โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ Gen Y รองลงมาคือ Gen X และ Baby Boomer ตามลำดับ ขณะที่สัดส่วนลูกค้าเพศหญิงมีมากกว่า 50% ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน

 

ขณะเดียวกัน ยอดใช้จ่ายต่อบิลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหมวดสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต แฟชั่น โฮม อุปกรณ์ก่อสร้าง อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า และบิวตี้

 

โบนิต้า ย้ำว่า อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของแคมเปญมาจากการนำข้อมูล (Data-Driven Success) มาใช้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ ผ่านการวิเคราะห์ฐานสมาชิก The 1 กว่า 23 ล้านรายในประเทศไทย ทำให้สามารถมองเห็นอินไซต์เชิงลึก โดยเฉพาะวันศุกร์ซึ่งมีการใช้จ่ายสูงกว่าวันอื่นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกให้รางวัลตัวเอง และใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น รวมถึงยังมีการใช้จ่ายกระจายไปหลากหลายหมวดสินค้า

 

สำหรับปีนี้ CRC ตั้งเป้ายอดขายจากแคมเปญเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 3-5% โดยคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีไม่ต่างจากปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแคมเปญได้รับความร่วมมือจากธุรกิจในเครือ โดย 3 อันดับแรกของร้านในเครือที่มีการใช้คูปองจากแคมเปญสูงสุด ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ท็อปส์ และ โก โฮลเซลล์

The post CRC ไขพฤติกรรมผู้บริโภค นิยมใช้จ่ายวันศุกร์ เพราะ อารมณ์พร้อม–เวลาเอื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาดมูลค่าตลาด ‘เบเกอรี่’ ในไทยปี 69 อยู่ที่ 4.6 หมื่นล้าน ‘เอพริล เบเกอรี่’ ตั้งเป้าชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 2-3% จากปัจจุบัน 1.5% https://thestandard.co/april-bakery-market-share-thailand-growth/ Tue, 10 Feb 2026 11:03:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1177060 ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของเอพริล เบเกอรี่ แสดงถึงการเติบโตและส่วนแบ่งตลาด

เอพริล เบเกอรี่ ปี 2568 ทำรายได้กว่า 1,300 ล้านบาท เติบ […]

The post คาดมูลค่าตลาด ‘เบเกอรี่’ ในไทยปี 69 อยู่ที่ 4.6 หมื่นล้าน ‘เอพริล เบเกอรี่’ ตั้งเป้าชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 2-3% จากปัจจุบัน 1.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของเอพริล เบเกอรี่ แสดงถึงการเติบโตและส่วนแบ่งตลาด

เอพริล เบเกอรี่ ปี 2568 ทำรายได้กว่า 1,300 ล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 200% ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง 30% ชิงส่วนแบ่งการตลาดเบเกอรี่ในประเทศไทย ปีนี้ คาดมีมูลค่ารวม 46,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2-3% ในปี 2569 จากปัจจุบัน 1.5%

 

กนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ แบรนด์ เอพริล เบเกอรี่ ต้นตำรับพายหมูแดงสูตรฮ่องกง เจ้าแรกในประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาพตลาดเบเกอรี่ของไทย มีมูลค่าอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในปี 2569 เติบโตต่ออีก 30% ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยขยายส่วนแบ่งตลาดจากปัจจุบันจาก 1.5% ไปสู่ระดับ 2-3 % ของตลาดเบเกอรี่ไทย โดยเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตของตัวเลข แต่คือการสร้างแบรนด์เบเกอรี่ไทยที่มีความแข็งแกร่ง พร้อมแข่งขันได้ทั้งในไทยและระดับภูมิภาค

 

หลังจากในปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้กว่า 1,300 ล้านบาท เติบโต 200% จากปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยรายได้หลักมาจากการจำหน่ายผ่านร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดขายรวม รองลงมาคือช่องทางหน้าร้าน ช่องทางออนไลน์ และการจำหน่ายผ่านคู่ค้าทางธุรกิจ (Distributor/B2B) ตามลำดับ โดยสินค้าที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เปี๊ยะโมจิลาวาไข่เค็ม, ช็อกโกแลตดูไบพิสตาชิโอ และ เค้กทุบบราวนี่ดูไบพิสตาชิโอ

 

โดยส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ทางการตลาดในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงในวงกว้างผ่านร้านสะดวกซื้อ การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ให้อยู่ในกระแสไวรัลอย่างต่อเนื่องในราคาที่จับต้องได้ง่าย และที่สำคัญคือการสร้างความไว้วางใจในแบรนด์ และคุณภาพของสินค้าที่บริษัท

 

พร้อมกับการขยายช่องทางขาย การขยายศักยภาพ ด้วยการจำหน่ายสินค้าให้กับคู่ค้าธุรกิจรายใหญ่ควบคู่กับการกระจายสินค้าผ่านช่องทางค้าปลีก และผ่านเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ โดยกระจายสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อมากกว่า 16,000 สาขาทั่วประเทศ ช่วยให้ เอพริล เบเกอรี่ เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และหน้าร้าน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้าง Brand Awareness และเชื่อมต่อกับผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด

 

ในปีที่ผ่านมาได้เริ่มส่งออกผลิตภัณฑ์ขนมเปี๊ยะโมจิลาวาไปยังประเทศเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นตลาดที่มีความสนใจในการบริโภคสินค้าเบเกอรี่ไทย โดยในปีนี้เตรียมขยายการทำตลาดไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวัน เกาหลี พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล เพื่อรองรับการขยายตลาดในระยะถัดไปอย่างเป็นระบบ

 

โดยในปีที่ผ่านมาทางบริษัทได้ก่อสร้างโรงงานขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านการผลิตด้วยกำลังการผลิต รวมสูงสุดกว่า 400,000 กล่องต่อวัน หรือประมาณ 1.6 ล้านชิ้นต่อวัน พร้อมแตกไลน์สินค้าใหม่และอัปเดตผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องทุกเดือน รวมถึงการลงทุนระยะยาว ด้วยการพัฒนาแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำผ่านโครงการปลูกโกโก้บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ จากเงินลงทุนกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่และปลูกโกโก้ตามแผน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความผันผวนของต้นทุน และรองรับการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตและเบเกอรี่พรีเมียมในอนาคต

The post คาดมูลค่าตลาด ‘เบเกอรี่’ ในไทยปี 69 อยู่ที่ 4.6 หมื่นล้าน ‘เอพริล เบเกอรี่’ ตั้งเป้าชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 2-3% จากปัจจุบัน 1.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop พุ่งไม่หยุด เสี่ยงบั่นทอนพลังแฟนคลับและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม https://thestandard.co/k-pop-concert-ticket-prices-surge/ Sun, 08 Feb 2026 06:47:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1175564 ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต K-Pop ที่เต็มไปด้วยแฟนคลับและแสงสีบนเวที

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-pop ปรับตัว […]

The post ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop พุ่งไม่หยุด เสี่ยงบั่นทอนพลังแฟนคลับและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศคอนเสิร์ต K-Pop ที่เต็มไปด้วยแฟนคลับและแสงสีบนเวที

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-pop ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มสร้างแรงกดดันต่อแฟนเพลง และตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของระดับราคาเมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับ จากเดิมที่การชมคอนเสิร์ตถือเป็นกิจกรรมที่แม้มีค่าใช้จ่ายสูง แต่ยังพอเอื้อมถึงได้ ปัจจุบันกลับกลายเป็นภาระที่ยากเกินกำลังของแฟนจำนวนมาก

 

ประเด็นดังกล่าวกลับมาเป็นที่ถกเถียงอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา หลังการเปิดจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตรอบไฟนอลของเวิลด์ทัวร์วงบอยแบนด์ ENHYPEN ในชื่อ ‘WALK THE LINE : FINAL’ ซึ่งจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยบัตรระดับ Sound Check ซึ่งรวมสิทธิ์เข้าชมการซ้อม มีราคา 2.2 แสนวอน (ราว 4,740 บาท) ขณะที่บัตร Meet & Greet (M&G) หรือเรียกง่ายๆ ว่า บัตรที่เปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรได้พบปะใกล้ชิดกับศิลปิน ตั้งไว้ที่ 2.5 แสนวอน (ราว 5,451 บาท) และบัตรเข้าชมทั่วไปอยู่ที่ 1.6 แสนวอน (ราว 3,555 บาท)

 

เมื่อเทียบกับคอนเสิร์ตของวงในปี 2024 ราคาบัตร Meet & Greet (M&G) ปรับเพิ่มขึ้นถึง 27% ส่วนบัตร Sound Check และบัตรทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 11% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อและภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยแฟนคลับหลายรายมองว่าการปรับราคาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

หญิงสาวชื่อคิม อายุ 20 กว่าปี ซึ่งเป็นแฟนคลับ ENHYPEN กล่าวว่า การเป็นแฟน K-pop ไม่เคยเป็นเรื่องประหยัด แต่แฟนคลับจำนวนมากยอมทำงาน เก็บเงิน และลดค่าใช้จ่ายด้านอื่นเพื่อแลกกับโอกาสได้เห็นศิลปินที่ชื่นชอบ แต่การขึ้นราคาบัตรทำให้แฟนคลับบางส่วนรู้สึกถูกกันออกจากการรับประสบการณ์ดังกล่าว และรู้สึกว่าต้องเป็นแค่ผู้มีฐานะเท่านั้นที่เข้าถึงได้

 

แนวโน้มเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับเกิร์ลกรุ๊ปน้องใหม่ ILLIT หลังประกาศทัวร์ ‘ILLIT LIVE ‘PRESS START’’ ซึ่งจะเริ่มในเกาหลีเดือนมีนาคม 2026 โดยตั้งราคาบัตร Meet & Greet (M&G) ที่ 2.5 แสนวอน (ราว 5,451 บาท) บัตร Sound Check อยู่ที่ 2.2 แสนวอน (ราว 4,740 บาท) และบัตรทั่วไปที่ 1.6 แสนวอน (ราว 3,555 บาท) ตัวเลขราคาบัตรดังกล่าวถูกมองว่าสูงเกินไปสำหรับวงที่เพิ่งเดบิวต์ได้ไม่นาน

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้เพียงสี่เดือน ILLIT เพิ่งจัดคอนเสิร์ตที่ Olympic Hall ในสวนโอลิมปิกพาร์ก โดยบัตร Meet & Greet (M&G) ราคา 1.54 แสนวอน (ราว 3,318 บาท) และบัตรทั่วไป 1.1 แสนวอน (ราว 3,318 บาท) การปรับขึ้นราคาเกือบ 1 แสนวอน ในช่วงเวลาสั้นๆ ยิ่งกระตุ้นเสียงวิจารณ์ถึงทิศทางราคาคอนเสิร์ต K-pop ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ศิลปินระดับแถวหน้าก็เผชิญกระแสวิจารณ์ในลักษณะเดียวกัน คอนเสิร์ต ‘BTS WORLD TOUR ‘ARIRANG’ IN GOYANG’ ซึ่งมีกำหนดจัดในเดือนเมษายนปีนี้ ตั้งราคาบัตรสูงสุดที่ 2.6 แสนวอน (ราว 5,602 บาท) และบัตรทั่วไป 1.98 แสนวอน (ราว 4,266 บาท) แม้ราคาจะสูง แต่บัตรขายหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นการแสดงครบวงครั้งแรกของ BTS หลังพักกิจกรรมจากการเข้ารับราชการทหาร

 

ไม่เว้นแม้แต่ BLACKPINK ก็ถูกจับตามอง หลังราคาบัตรระดับสูงสุดในทัวร์รวมวงล่าสุดทะลุ 2.7 แสนวอน (ราว 5,817 บาท) แม้หลายคอนเสิร์ตจะขายดี แต่การปรับขึ้นราคาต่อเนื่องทั้งในกลุ่มศิลปินรุ่นใหญ่และหน้าใหม่ ทำให้แฟนคลับจำนวนมากรู้สึกถึงภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อราคาถูกตั้งไว้ในระดับสูงแล้ว มักไม่ปรับลดลง และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรม

 

แหล่งข่าวในวงการบันเทิง กล่าวว่า ต้นทุนการจัดงานที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าโปรดักชัน ค่าแรง และค่าตัวศิลปินที่ปรับสูงขึ้นหลังยุคโควิด สอดรับกับความเห็นของผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทบันเทิงรายหนึ่ง เผยว่า ค่าเช่าสถานที่เพียงอย่างเดียวคิดเป็นราว 10% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ค่าอุปกรณ์ แสง สี เวที และแรงงาน โดยเฉพาะการติดตั้งในช่วงกลางคืน มีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถอธิบายโครงสร้างราคาปัจจุบันได้ทั้งหมด ในอุตสาหกรรม K-pop ที่ความสำเร็จของศิลปินผูกโยงกับพลังของแฟนคลับ การขายบัตรหมดกลายเป็นสัญลักษณ์ของความนิยม ทำให้บริษัทสามารถตั้งราคาสูงขึ้น เพราะมองว่าแฟนคลับที่ภักดีจะยอมรับภาระดังกล่าว

 

เมื่อเปรียบเทียบกับคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่โครงสร้างราคา โดยคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในต่างประเทศมักมีช่วงราคาที่หลากหลาย รวมถึงบัตรราคาต่ำที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมวงกว้างเข้าถึงได้ เช่น คอนเสิร์ตของ Doja Cat ที่โกยางเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีบัตรเริ่มตั้งแต่ 9.9 หมื่นวอน ไปจนถึง 2.5 แสนวอน

 

ด้านผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตเตือนว่า การพึ่งพาความนิยมของศิลปินเพียงอย่างเดียวเพื่อรองรับราคาสูง อาจนำไปสู่ความเหนื่อยล้าของแฟนคลับ และ บั่นทอนความยั่งยืนของอุตสาหกรรม K-pop ในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในการกำหนดราคา และให้ความสำคัญกับคุณค่าของประสบการณ์การแสดงสดมากกว่าความอลังการของเวที

 

ชเว จองกยู ที่ปรึกษาด้านการจัดการและผู้เขียนหนังสือ Almost Everything You Need to Know About K-pop ย้ำว่า หากอุตสาหกรรมมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้นมากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาศิลปินทำงานหนักเกินขีดจำกัด สัญญาที่ไม่เป็นธรรม และความขัดแย้งกับแฟนคลับที่รุนแรงขึ้น พร้อมย้ำว่า K-pop ควรถูกมองในฐานะอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างรายได้

 

ภาพ:Sagase48/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop พุ่งไม่หยุด เสี่ยงบั่นทอนพลังแฟนคลับและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาร์บีคิวพลาซ่า รีเฟรมแบรนด์ผ่านแคมเปญร่วมสมัย ชวนผู้บริโภคไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/barbq-plaza-rebrand-election/ Sat, 07 Feb 2026 07:38:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1175154 รูปมาสคอตพี่ GON ของ บาร์บีคิวพลาซ่า มือเปื้อนหมึกรณรงค์การ เลือกตั้ง

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วยการ […]

The post บาร์บีคิวพลาซ่า รีเฟรมแบรนด์ผ่านแคมเปญร่วมสมัย ชวนผู้บริโภคไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปมาสคอตพี่ GON ของ บาร์บีคิวพลาซ่า มือเปื้อนหมึกรณรงค์การ เลือกตั้ง

‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วยการเปิดฉากรุกตลาดรับต้นปี 2569 ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ฉีกไปจากเดิม โดยลดทอนความหวือหวาลง แต่หันมาเน้นการสร้างความหมายและคุณค่าทางอารมณ์ผ่านแคมเปญ ‘เลือกมื้อนี้ให้ดีที่สุด’ ซึ่งจงใจหยิบยกให้สอดคล้องกับบริบทของการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ มาสื่อสารให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแยบยล

 

เริ่มจากการปรับสโลแกนของแบรนด์เป็นการชั่วคราว จาก ทำทุกมื้อให้ดีที่สุด มาเป็น เลือกมื้อนี้ให้ดีที่สุด ควบคู่กับภาพจำใหม่ของ พี่ GON มือเปื้อนหมึก ที่นำมาปรากฏหน้าร้านกว่า 160 สาขาทั่วประเทศ ภาพดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนการตีความบทบาทใหม่ของมาสคอตที่อยู่คู่แบรนด์มากว่า 39 ปี ให้กลายเป็นตัวแทนของการเลือก การมีส่วนร่วม และการใช้สิทธิในช่วงเวลาสำคัญของสังคม

 

อีกหนึ่งในภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือภาพพี่ GON ที่แม้จะดูไม่ถนัดกับการจับปากกา แต่พร้อมออกไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ภาพเล็กๆ ที่เรียบง่ายนี้ กลับทำหน้าที่สื่อสารแนวคิดเรื่อง การตัดสินใจ ได้อย่างชัดเจน ผ่านภาษาที่เป็นมิตร ไม่ชี้นำ และเปิดพื้นที่ให้ผู้รับสารตีความด้วยตัวเอง นับเป็นตัวอย่างของการสื่อสารทางการตลาดที่เลือกใช้ความนุ่มนวล แทนการส่งสารเชิงรณรงค์โดยตรง

 

รัฐ ตระกูลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด อธิบายว่า การนำพี่ GON ออกมาเชื่อมโยงกับช่วงเวลาสำคัญของสังคม เป็นความตั้งใจที่จะพาแบรนด์ออกจากกรอบของการสื่อสารบนสื่อโฆษณา ไปสู่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

 

สำหรับแคมเปญนี้ไม่ได้ถูกวางบทบาทไว้เพียงในฐานะกิจกรรมการตลาด แต่เป็นการสะท้อนจุดยืนของบาร์บีคิวพลาซ่าในฐานะแบรนด์ที่มองตัวเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มากกว่าการเป็นผู้ขายอาหารเพียงอย่างเดียว

 

ส่วนในเชิงกลยุทธ์ การเลือกใช้โต๊ะอาหารและประสบการณ์ในร้าน เป็นพื้นที่สื่อสารหลัก แสดงให้เห็นแนวคิดของแบรนด์ที่พยายามเชื่อมโยงบทสนทนาทางสังคมเข้ากับสิ่งที่ผู้บริโภคคุ้นเคยและเข้าถึงได้ง่าย มาสคอตอย่างพี่ GON จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแบรนด์กับผู้คน ผ่านคาแรกเตอร์ที่ถูกสะสมความผูกพันมาอย่างยาวนาน

 

โดยภาพรวม แคมเปญดังกล่าวไม่ได้มุ่งสร้างยอดขายเป็นเป้าหมายหลัก หากแต่เป็นการสร้างภาพจำใหม่ให้กับแบรนด์ในฐานะผู้เล่นในตลาดที่กล้าใช้พื้นที่ของตัวเอง เพื่อสื่อสารประเด็นทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ และเลือกยืนอยู่ข้างคุณค่าของการตัดสินใจและการมีส่วนร่วมของผู้คน

 

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าวถูกออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยไม่เอนเอียงหรือสนับสนุนพรรคการเมืองใด เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ ฟันเฟืองเล็กๆ ของสังคม ที่ต้องการชวนให้คนไทยออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งและแสดงพลังของการเลือกในแบบของตนเอง

The post บาร์บีคิวพลาซ่า รีเฟรมแบรนด์ผ่านแคมเปญร่วมสมัย ชวนผู้บริโภคไปเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ https://thestandard.co/spain-bans-under-16-social-media/ Sat, 07 Feb 2026 05:07:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1175023 เด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

สเปนเล็งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่ […]

The post สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

สเปนเล็งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ได้ใช้เวที World Governments Summit ที่ดูไบเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) เพื่อประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการกวาดล้างสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ (Digital Wild West)

 

รายงานจาก The Guardian ระบุว่ารัฐบาลสเปนกำลังเตรียมชุดมาตรการเข้มข้นเพื่อปกป้องเยาวชน โดยนายกรัฐมนตรี ซานเชซ (Sánchez) ให้คำมั่นว่าจะปกป้องเด็กๆ จาก ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ และจะจัดการให้บริษัทเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังและเป็นอันตราย

 

ขณะเดียวกัน รายงานจาก CNBC ได้ขยายความคำพูดของเขาที่เปรียบเปรยโซเชียลมีเดียว่าได้กลายเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ ที่ซึ่งกฎหมายถูกละเลยและอาชญากรรมได้รับการยอมรับ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลเท็จมีค่ามากกว่าความจริง และผู้ใช้งานกว่าครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับวาจาสร้างความเกลียดชัง

 

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้สเปนกำลังเดินตามรอยออสเตรเลียที่เป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้กฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยรายงานจาก CNBC เสริมว่าสเปนจะเป็นประเทศยุโรปประเทศแรกที่ประกาศแบนอย่างเป็นทางการ ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมถึงระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

ภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ แพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องจัดทำระบบยืนยันตัวตนที่มีประสิทธิภาพจริง โดยซานเชซย้ำชัดว่าไม่ใช่แค่การกดคลิกยืนยันอายุแบบผ่านๆ ในช่องสี่เหลี่ยม แต่ต้องเป็น ‘มาตรการปิดกั้น’ ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเอาผิดทางกฎหมายกับผู้บริหารที่เพิกเฉยต่อเนื้อหาอันตราย และกำหนดให้การใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อปั่นกระแสเนื้อหาผิดกฎหมายกลายเป็นความผิดทางอาญา

 

ศึกครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังลามไปถึงวิวาทะส่วนตัวอันดุเดือดระหว่างผู้นำสเปนกับเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) โดยซานเชซได้วิพากษ์วิจารณ์แพลตฟอร์ม X ว่าเป็นตัวการในการขยายผลข้อมูลเท็จเกี่ยวกับนโยบายรับรองผู้อพยพของรัฐบาลสเปน พร้อมระบุว่าตัว มัสก์ เองก็มีสถานะเป็นผู้อพยพเช่นกัน

 

ด้าน มัสก์ ไม่รอช้า สวนกลับผ่าน X ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า “Dirty Sánchez เป็นทรราชและคนทรยศต่อประชาชนสเปน” ก่อนจะโพสต์อีกในชั่วโมงครึ่งต่อมาว่า ซานเชซนั้นเป็น ‘เผด็จการฟาสซิสต์ตัวจริง’

 

นอกจากสเปนแล้ว กระแสการจัดระเบียบโซเชียลมีเดียยังขยายวงกว้างไปทั่วเอเชียและยุโรป โดยกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาฝรั่งเศส ขณะที่อังกฤษเองก็กำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกันเพื่อลดผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเยาวชน

 

ปัญหาเรื่อง ‘ภาพอนาจาร’ ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรายงานที่ระบุว่า Grok ซึ่งเป็นแชตบอต AI ของ มัสก์ สามารถสร้างภาพล่วงละเมิดทางเพศได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ซึ่งรวมถึงภาพของผู้เยาว์ด้วย เหตุนี้ซานเชซจึงประกาศกร้าวว่าจะตรวจสอบและดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Grok (AI ของ X) TikTok และ Instagram ต่อไป

 

การประกาศสงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก รายงานจาก CNBC ระบุว่า Meta เจ้าของ Instagram และ Facebook ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียทบทวนการตัดสินใจ โดยอ้างว่าบริษัทได้ลบบัญชีที่เชื่อว่าเป็นของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลียไปแล้วกว่า 550,000 บัญชีในช่วงเดือนมกราคม

 

Meta ให้ความเห็นว่าแทนที่จะใช้ ‘การแบนแบบเหวี่ยงแห’ รัฐบาลควรหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานออนไลน์ที่เหมาะสมกับช่วงอายุแทน พร้อมเตือนว่าเด็กวัยรุ่นจะพยายามหาช่องทางอื่นในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียด้วยวิธีที่อันตรายกว่าเดิมและไร้มาตรการป้องกันหากมีการปิดกั้นอย่างสมบูรณ์

 

นอกจาก Meta แล้ว แพลตฟอร์มอย่าง Reddit ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงของออสเตรเลียเพื่อคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างว่าการสั่งแบนนั้นไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการจำกัดเสรีภาพในการสนทนาทางการเมือง ซึ่งความเคลื่อนไหวทางกฎหมายนี้กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลกที่กำลังพิจารณาใช้มาตรการในลักษณะเดียวกัน

 

สำหรับในสเปน รายงานจาก BBC ชี้ว่าแผนการแบนนี้ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งซานเชซหวังว่าจะทำให้สำเร็จภายในสัปดาห์หน้า แต่ภารกิจนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายที่ไม่ได้ครองเสียงข้างมาก แม้พรรคฝ่ายค้านหลักจะดูเหมือนเห็นด้วยกับข้อจำกัดนี้ แต่พรรคขวาจัดอย่าง Vox ได้ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านชัดเจนแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม กระแสความกังวลในหมู่ผู้ปกครองสเปนดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจจาก Ipsos เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วพบว่า ประชาชนกว่า 82% เห็นด้วยกับการแบนเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 73% ในปี 2024

 

ภาพ: Ilona Kozhevnikova / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี https://thestandard.co/shichi-japanese-premium-market-plan/ Thu, 05 Feb 2026 10:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1174248 รูปภาพร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi และผู้บริหาร แสดงการเติบโตของรายได้ 300 ล้านบาทในตลาดพรีเมียม พร้อมแผนเข้าตลาดหุ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต […]

The post สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปภาพร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi และผู้บริหาร แสดงการเติบโตของรายได้ 300 ล้านบาทในตลาดพรีเมียม พร้อมแผนเข้าตลาดหุ้น

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและต้นทุนอย่างหนัก แต่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้จะสวนทางจากผลสำรวจขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ที่ระบุว่า จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ปี 2568 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี โดยในภาพรวมคงเหลือจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้าที่มี 5,916 ร้าน

 

“แม้ตัวเลขดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นการหดตัวในเชิงปริมาณ แต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมองตรงกันว่า ภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่สัญญาณถดถอยของตลาด แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง จากเดิมที่เน้นการแข่งขันด้านราคาแต่วันนี้ได้เน้นแข่งขันด้านคุณภาพและประสบการณ์เป็นหลัก” ปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด หรือร้านอาหารญี่ปุ่น Shichi กล่าว

 

ปพนธีร์ฉายภาพต่อว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจเข้าร้านจากราคาและรสชาติเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานวัตถุดิบที่พรีเมียม เรื่องราวของแบรนด์ บรรยากาศ และประสบการณ์โดยรวม ซึ่งร้านที่จะสามารถไปต่อได้จะต้องมีตัวตนชัด และสามารถยกระดับคุณค่าของแบรนด์เพื่อครองพื้นที่ Top of mind ในใจผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ

 

เช่นเดียวกับ Shichi ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น มองว่า ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยมีความแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ทั้งร้านที่เริ่มจากราคาประหยัด ไปจนถึงร้านที่มีราคาสูง ซึ่งทุกๆ ร้านก็จะมีฐานลูกค้าแตกต่างกันไป

 

ส่วน Shichi เลือกวางตำแหน่งตนเองเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมสไตล์ฟิวชั่น ที่นำประสบการณ์จากการตระเวนชิมมาปรับใช้และ Mix & Match ให้เข้ากับผู้บริโภคไทย ปัจจุบันเปิดมาแล้ว 9 ปี โดยมีสาขาแรกที่ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นร้านที่ออกแบบให้บรรยากาศใกล้เคียงร้านอาหารในญี่ปุ่น และหลังจากเปิดสาขาแรกได้ไม่นาน ก็ได้รับกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย จากนั้นจึงตัดสินใจขยายสาขาไปแถวบางนาและพื้นที่อื่นๆ

 

ทำให้ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ร้านส่วนใหญ่จะอยู่นอกเมือง ยกเว้นสาขาล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้บริการที่ Supalai Icon Sathorn ซึ่งนับเป็นสาขาแรกที่ขยายเข้าสู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ สาขานี้จะเน้นจับกลุ่มนักธุรกิจและชาวต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งหลังจากเปิดได้ไม่นานยอดขายก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเมนูซิกเนเจอร์ โดยเฉพาะ Shichi Roll ขึ้นแท่นเป็นเมนูขายดี ขายได้กว่า 2,000 จานต่อเดือน

 

“แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่แบรนด์แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีความชัดเจนในการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โฟกัสไปที่เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง และยังควบคุมจุดแข็งของแบรนด์ เริ่มตั้งแต่คุณภาพอาหาร ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ต้องการให้ผู้บริโภคซึมซับถึงแก่นแท้ของอาหารญี่ปุ่น ตั้งแต่ปรัชญา วิธีคิด ไปจนถึงประสบการณ์บนโต๊ะอาหาร”

 

อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์โตได้ คือการบริหาร Supply Chain โดย Shichi มีบริษัทนำเข้าปลาเป็นของตัวเอง โดยนำเข้าวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมาสัปดาห์ละ 3 ครั้ง โดยสัดส่วนวัตถุดิบในร้านจะนำเข้ากว่า 80% และอีก 20% เป็นวัตถุดิบในประเทศ ทั้งนี้แม้ต้องแบกรับต้นทุนที่ผันผวน เช่น ราคาแซลมอนที่มีบางช่วงปรับขึ้นสูง แต่ร้านเลือกที่จะไม่ปรับขึ้นราคา เพื่อรักษาฐานผู้บริโภคเอาไว้

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังมีช่องว่างและโอกาสเติบโตอยู่มาก ดังนั้น ในปีนี้จึงมีแผนขยายเพิ่มเป็น 7 สาขา โดยมองไปในพื้นที่กรุงเทพกรีฑาและโซนเมืองอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากร

 

แต่ถึงอย่างไรนั้นทุกสาขายังคงเลือกสร้างร้านแบบ Standalone เพราะจะได้มีพื้นที่กว้าง เพื่อทำห้องทานอาหารส่วนตัว และมีที่จอดรถ ซึ่งมองว่าร้านที่อยู่นอกศูนย์การค้าจะให้ประสบการณ์ลูกค้าได้ดีจากสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่กล่าวมา และในอนาคตอันใกล้ยังมีแผนขยายธุรกิจอาหารญี่ปุ่นรูปแบบใหม่ เช่น ร้านชาบูระดับพรีเมียม เข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอด้วยเช่นกัน

 

เมื่อมาดูผลประกอบการในปีที่ผ่านมา Shichi มียอดขายราว 300 ล้านบาท และปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตอย่างน้อย 20% พร้อมเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า อยากพาแบรนด์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมตัวและปรับโครงสร้าง โดยได้รวมทุกกิจการมาอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานตลาดทุน

The post สวนกระแสร้านญี่ปุ่นปิดตัว! Shichi กวาดรายได้ 300 ล้าน มั่นใจตลาดพรีเมียมยังโตต่อ กางแผนเข้าตลาดหุ้นใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero https://thestandard.co/gpsc-warns-thailand-nuclear-vietnam-net-zero/ Thu, 05 Feb 2026 06:54:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1174111 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ข […]

The post GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero

GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ ขยายพอร์ตอินเดีย ไต้หวัน ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมหนุนรัฐบาลใหม่เดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยมองว่า หากไทยเดินช้า อาจเสียโอกาสและตามหลังคู่แข่งอย่างเพื่อนบ้านเวียดนาม ซึ่งกำลังจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ถึง 2 แห่งใน 5 ปี

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบความมั่นคง พลังงาน ไทยและประเทศต่างๆ ปรับ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

 

ไทยเผชิญทาง 3 แพร่ง ท้าทายภาคพลังงาน

 

โดยโจทย์หลักที่สะท้อนภาพดังกล่าว คือ แนวคิด ‘Energy Trilemma’ ซึ่งประกอบด้วย 1.ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า 2.ราคาไฟฟ้าที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถรับได้ และ 3.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ในอดีต ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเพียงสองด้านแรก คือการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกเข้าสู่ยุคภาวะโลกร้อนอย่างชัดเจน เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กลายเป็นองค์ประกอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ทำให้โจทย์พลังงานของประเทศซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ในความเป็นจริง ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน

 

“โดยเฉพาะโครงสร้างระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่ให้ความเสถียรสูง และมีต้นทุนอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ในภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม ราคาก๊าซธรรมชาติยังมีความผันผวนตามสถานการณ์โลก อย่างในปี 2565 ที่เกิดสงคราม ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้าก๊าซยังมีข้อจำกัดด้านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งขัดกับเป้าหมายการลดคาร์บอนในระยะยาวของประเทศ

 

มองพลังงานแสงอาทิตย์และลม ยังท้าทาย ‘เสถียรภาพไฟฟ้าไทย’

 

ศิริเมธ มองว่า ในฝั่งของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แม้จะมีจุดเด่นด้านความยั่งยืนและช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างชัดเจน แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านเสถียรภาพ เนื่องจากไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานของระบบได้ เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ที่การผลิตไฟฟ้า ในช่วงกลางวันพุ่งสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์

 

ส่งผลให้โรงไฟฟ้าก๊าซต้องลดหรือหยุดเดินเครื่องเพื่อป้องกันไฟฟ้าล้นระบบ ทำให้รูปแบบการใช้ไฟฟ้าของประเทศเปลี่ยนจากช่วงพีคกลางวันไปเป็นช่วงพีคในตอนเย็น เนื่องจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟได้มาก เมื่อแดดหมดแต่คนกลับบ้านใช้ไฟ ทำให้โรงไฟฟ้าหลักต้องเร่งผลิตไฟฟ้ากะทันหัน ซึ่งเป็นความท้าทายด้านเสถียรภาพระบบ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ‘Duck Curve’

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 1

 

ตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่าราคาไฟฟ้าในรัฐดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้องลงทุนเพิ่มเติมทั้งในระบบสายส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และระบบรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน

 

สำหรับประเทศไทย ในระยะสั้นยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฐานเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ หากเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนโดยไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาไฟฟ้าดับในวงกว้าง

 

เช่นกรณีที่เกิดขึ้นในเวียดนามและสเปน แม้เวียดนามจะมีค่าไฟฟ้าถูกกว่าไทย แต่เสถียรภาพของระบบไฟฟ้ายังไม่สามารถเทียบได้ ซึ่งในระยะยาวอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคอุตสาหกรรม

 

โลกมุ่งสู่ ‘พลังงานนิวเคลียร์’

 

ศิริเมธ มองว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างพลังงานของประเทศหลักทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน หรืออินเดีย ซึ่งต่างประกาศเป้าหมายเข้าสู่ Net Zero พบว่าทุกประเทศวางแผนจนถึงปี 2050 ให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นฐานสำคัญของระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์

 

การประเมินโดย BloombergNEF ระบุว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 75% ของพลังงานทั้งหมด อย่างไรก็ตาม แม้ในสถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยยังคงต้องมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐาน ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้

 

ขณะเดียวกัน ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ที่เอกชนเองก็รอความชัดเจน ก็มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งขยับเป้าหมายลดคาร์บอนให้เร็วขึ้น บรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มาพิจารณา

 

“รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัด Loss of Load Expectation (LOLE) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่แผนยอมรับความเป็นไปได้ของการเกิดไฟฟ้าดับ โดยกำหนดกรอบไว้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี หรือประมาณ 16.8 ชั่วโมงต่อปี ถูกบรรจุไว้ด้วย”

 

ลุ้นคลอดแผน PDP เวอร์ชันใหม่

 

ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเทคโนโลยีใหม่ ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การประเมินระบบพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาค่า Capacity Factor ซึ่งสะท้อนการผลิตไฟฟ้าได้จริงตลอดทั้งปี โดยพลังงานนิวเคลียร์มีค่าเฉลี่ยสูงถึงราว 90% โรงไฟฟ้าก๊าซอยู่ที่ประมาณ 85% พลังน้ำราว 50% ขณะที่พลังงานลมมีเพียงประมาณ 28% และพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ราว 17% เท่านั้น

 

ทว่า โครงสร้างเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยยังสะท้อน ให้เห็นแนวโน้มการพึ่งพาการนำเข้า LNG ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากแหล่งก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมาลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง LNG เป็นพลังงานที่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ ส่งผลให้การตรึงค่าไฟฟ้าในระยะยาวมีความท้าทายมากขึ้น

 

ในด้านโครงสร้างการใช้ไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าสูงถึง 41% และภาคธุรกิจอีก 24% ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้เพียง 29%

 

“สะท้อนว่าความมั่นคงและต้นทุนพลังงานมีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

 

ดังนั้น หากดูจากภาพรวม แม้ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 152 ล้านตันภายในปี 2035 แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การนำเป้าหมายไปสู่การปฏิบัติจริง

 

แม้ในปี 2050 ภาคไฟฟ้าของไทยอาจยังมีการปล่อยคาร์บอน เหลืออยู่ราว 41.5 ล้านตัน จะเทียบเท่ากำลังผลิตของโรงไฟฟ้าก๊าซประมาณ 12,000 เมกะวัตต์ หากต้องการทดแทนทั้งหมดด้วย SMR จะต้องมีโรงไฟฟ้า SMR ราว 60 ยูนิต ขนาดประมาณ 200 เมกะวัตต์ต่อยูนิต เข้าไป

 

รุกเพิ่มพอร์ตพลังงานหมุนเวียนอินเดีย-ไต้หวัน ตั้งเป้า Top 3 อาเซียน

 

ศิริเมธ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน GPSC เดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ โดยมีพอร์ตในอินเดียกว่า 6,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ ซึ่งธุรกิจในอินเดียไปได้ดีมาก และในไต้หวันอีกราว 200 เมกะวัตต์

 

“เราตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าในกลุ่ม Top 3 ของภูมิภาคอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของพอร์ตทั้งหมด”

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ประเมินว่า หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายใต้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

“โรงไฟฟ้า SMR เป็นทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้เร็วกว่าแผนเดิม ไม่เช่นนั้นนั้นอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงทุน”

 

โดยเฉพาะภายใต้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป (EU)

 

‘GPSC’ ชี้ทางรอดพลังงาน หากไร้นิวเคลียร์ ไทยอาจตามหลังเวียดนาม

 

โดยเฉพาะเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ รัฐบาลเวียดนาม ระบุว่า ได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใน จังหวัด Ninh Thuan คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

“เวียดนามเองก็พยายามฟื้นแผนพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง หลังระงับไปเกือบ 10 ปีที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุว่าคาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกที่จะมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 6.4 กิกะวัตต์ จะเปิดใช้งานได้ระหว่าง 5 ปี”

 

ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อเป้าหมาย Net Zero 2

 

 

ทั้งนี้ นอกจากเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงราคาไฟฟ้า แต่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดในระยะยาว

 

ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่

 

ส่วนตัวมองว่า “นโยบายที่รัฐบาลซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านพลังงานสะอาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถทดแทนไฟฟ้าฐานที่มีเสถียรภาพจากระบบหลักได้”

 

โดยบริษัทมองและวางทิศทางธุรกิจพลังงานในช่วง 3-5 ปี และระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ยังมีศักยภาพเติบโตชัดเจน โดยได้วางกลยุทธ์รองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะการพัฒนา พลังงานสะอาด (Green Power) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมและกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ

 

ปัจจุบัน GPSC มีพันธมิตรและพื้นที่ศักยภาพในประเทศไทย สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกะวัตต์

 

”พร้อมเดินหน้าทันทีหากภาครัฐเปิดให้ใช้ระบบส่งไฟฟ้าแบบ Third Party Access ซึ่งจะช่วยให้สามารถส่งไฟฟ้าไปยังลูกค้าได้โดยตรง“

 

โดยจุดโฟกัสสำคัญคือการรองรับลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน GPSC ยังทำงานร่วมกับกลุ่ม ปตท. ในการขับเคลื่อนพลังงานเพื่อการลดคาร์บอน (Decarbonization) โดยเทคโนโลยีอย่าง CCS และไฮโดรเจน จะเป็นการดำเนินงานแบบบูรณาการในระดับกลุ่ม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน

 

ศิริเมธ ย้ำว่า บริษัทมีความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานไฟฟ้าเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ (FDI) แล้ว แต่ความชัดเจนด้านกติกาและนโยบายจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญว่าศักยภาพเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ได้เร็วเพียงใด

 

“ปัจจัยสำคัญ จึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคุมต้นทุน และก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ทันเวลาหรือไม่ ซึ่งนับวันก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในอ่าวไทยจะน้อยลง การพึ่งพานำเข้าก๊าซธรรมชาติ ที่โลกเผชิญภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ราคาผันผวน จะเป็นความท้าทาย หากไทยเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ให้เร็วจะยิ่งเป็นแต้มต่อศักยภาพของไทย ซึ่ง GPSC พร้อมลงทุน” ศิริเมธ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Sylvain Sonnet, NiseriN / Getty Images

The post GPSC ชี้ทางรอดความมั่นคงพลังงาน หากไร้ SMR ไทยเสี่ยงเสียเปรียบการค้าตามหลังเวียดนาม บนเส้นทาง Net Zero appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ซีอีโอ LINE MAN Wongnai แนะรัฐบาลใหม่ปรับสมดุลนโยบายเทค ชูยุทธศาสตร์ไม่ตกรถ AI ละต้องบาลานซ์ระหว่างการ ‘ควบคุม’ กับ ‘การสนับสนุน’ ให้ถูกทิศทาง https://thestandard.co/lineman-wongnai-tech-policy-ai/ Thu, 05 Feb 2026 05:40:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1174041 ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่

ท่ามกลางกระแสการหาเสียงเลือกตั้งที่เน้นนโยบายสวัสดิการแ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ซีอีโอ LINE MAN Wongnai แนะรัฐบาลใหม่ปรับสมดุลนโยบายเทค ชูยุทธศาสตร์ไม่ตกรถ AI ละต้องบาลานซ์ระหว่างการ ‘ควบคุม’ กับ ‘การสนับสนุน’ ให้ถูกทิศทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่

ท่ามกลางกระแสการหาเสียงเลือกตั้งที่เน้นนโยบายสวัสดิการและปากท้อง อีกหนึ่งภาคส่วนที่ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจใหม่อย่าง ‘เทคโนโลยี’ กลับดูเหมือนจะถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

 

 

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง LINE MAN Wongnai หนึ่งในตัวแทนจากภาคเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มไทย ได้ร่วมแชร์มุมมองในรายการพิเศษ #WEALTHRoundtableSpecialEP2 ไว้อย่างน่าสนใจว่า วงการเทคไทยนั้นเติบโตมาด้วยการ ‘พึ่งพาตัวเอง’ เป็นหลัก จนแทบไม่หวังพึ่งโบนัสหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

แต่หากประเทศไทยต้องการจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศเทคที่แท้จริง มีโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งตีให้แตกดังนี้

 

1. บทเรียนค่าแรงขั้นต่ำ โจทย์คือ ‘สมดุล’

 

ในมุมมองของแพลตฟอร์มที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งไรเดอร์, ร้านอาหาร และผู้บริโภค ยอดระบุว่าการปรับค่าแรงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการหาจุดสมดุล (Optimization) เพราะหากปรับขึ้นอย่างรุนแรงแบบไม่เป็นไปตามกลไกตลาดในระยะเวลาอันสั้น จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทันที ตั้งแต่ต้นทุนอาหารที่แพงขึ้น ค่าส่งที่สูงขึ้น จนท้ายที่สุดผู้บริโภคคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ

 

ยอดเสนอว่านโยบายที่ยั่งยืนกว่าคือการปรับแบบมีกรอบเวลาที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ เช่น การขึ้นค่าแรงอย่างน้อย 4% ใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ไปพร้อมกัน

 

2. ยุทธศาสตร์ AI อย่าตกรถ และอย่าเป็นเพียง ‘ปลายน้ำ’

 

“เราต้องอย่าตกรถ AI” ยอดเน้นย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยมองว่าแม้ไทยอาจจะแข่งสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) กับยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่ได้ แต่ไทยต้องหาที่ยืนใน Supply Chain ของ AI ให้เจอ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นฐาน Data Center, ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือการเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Implementer)

 

นอกจากนี้ยอดได้ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาบริษัทเทคระดับโลกเข้ามาในไทยเพียงเพื่อจ้างงานด้าน Sales และ Marketing แต่ไม่ได้มีการถ่ายทอดความรู้ด้าน Data Science หรือการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแท้จริง รัฐจึงควรใช้ความได้เปรียบที่คนไทยเป็น ‘Heavy User’ ในการต่อรองให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในส่วนต้นน้ำมากขึ้น

 

3. บาลานซ์ ‘ควบคุม’ และ ‘สนับสนุน’ หา USP ของประเทศให้เจอ

 

ยอดสะท้อนว่า ช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐเน้นการ ‘ควบคุม’ มากถึง 80% และ ‘สนับสนุน’ เพียง 20% ทั้งที่อุตสาหกรรมเทคไทยยังเล็กเกินกว่าจะถูกคุมเข้มขนาดนั้น

 

นอกจากนี้ยอดเสนอให้ไทยหา Unique Selling Point (USP) หรือจุดขายหลักให้เจอ โดยแนะนำ ‘Lifestyle Tech’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยเก่งอยู่แล้ว ทั้งเรื่องอาหาร, การท่องเที่ยว และความสวยความงาม เพื่อสร้างความชัดเจนในสายตานักลงทุนต่างชาติ

 

4. ใช้ Data สร้าง Trust

 

ยอดฝากถึงการทำรัฐบาลดิจิทัลว่า เทคโนโลยีทำได้ไม่ยาก แต่ที่ยากคือการบังคับให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลกัน อุปสรรคใหญ่คือความกลัวผิดมาตรา 157 หรือความเข้าใจผิดเรื่อง PDPA จนทำให้สิ่งที่ที่ควรจะเป็นดิจิทัลได้แล้วกลับต้องมาใช้วิธีแบบเดิมๆ เช่นการเซ็นเอกสารสดบนกระดาษ

 

ยอดเชื่อว่าหากรัฐสามารถสร้าง Centralized Database และใช้ Data มาสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใสในระบบราชการได้อย่างมหาศาล ซึ่งยอดทิ้งท้ายว่าเทคไม่ได้ต้องการการสนับสนุนอะไรมาก แต่แค่อย่าควบคุมมากก็พอ

 

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่ 1ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่ 2ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่ 3
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ซีอีโอ LINE MAN Wongnai แนะรัฐบาลใหม่ปรับสมดุลนโยบายเทค ชูยุทธศาสตร์ไม่ตกรถ AI ละต้องบาลานซ์ระหว่างการ ‘ควบคุม’ กับ ‘การสนับสนุน’ ให้ถูกทิศทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกม QHHRREIT: กอง REIT โรงแรมในบทบาท Stability Anchor ของนักลงทุนระยะยาว [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/reit-stability-qhhrreit-analysis/ Thu, 05 Feb 2026 05:05:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1170648 reit-stability-anchor-2026-qhhrreit-analysis

ปัจจุบัน ต้องยอมรับเลยว่าโลกการลงทุนอาจเกิดความผันผวนได […]

The post อ่านเกม QHHRREIT: กอง REIT โรงแรมในบทบาท Stability Anchor ของนักลงทุนระยะยาว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
reit-stability-anchor-2026-qhhrreit-analysis

ปัจจุบัน ต้องยอมรับเลยว่าโลกการลงทุนอาจเกิดความผันผวนได้บ่อยครั้ง บางครั้งความผันผวนอาจเกิดได้ในหนึ่งวัน การมี “กันชน” หรือตัวยึดโยงให้กับพอร์ตโฟลิโอของเราจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะรักษาพอร์ตการลงทุนของเราเอาไว้

 

จากแนวโน้มการลงทุนในปี 2569 นักลงทุนต้องมี Stability Anchor หรือหลักยึดที่ช่วยสร้างเสถียรภาพของพอร์ต หนึ่งในตัวเลือกนั้นคือ “REIT” หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์อาจเป็นกุญแจสำคัญในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ REIT ที่มีโครงสร้างรายได้ชัดเจน และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว โดย “QHHRREIT” คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของกอง REIT โรงแรม ซึ่งกำลังถูกจับตามองในฐานะ Stability Anchor ของนักลงทุนระยะยาว

 

ทำไม REIT จึงถูกมองว่าเป็น Safety Net ของพอร์ตลงทุน?

 

สิ่งที่ทำให้ REIT แตกต่างจากสินทรัพย์อื่น คือแหล่งรายได้ที่มาจากค่าเช่าและการดำเนินงานของอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ REIT มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอในระยะยาว และผันผวนน้อยกว่าสินทรัพย์ทั่วไป

 

REIT ปันผลสูง 2569

 

สำหรับนักลงทุน REIT จึงเป็น “กันชน” ของพอร์ต ช่วยลดแรงกระแทกจากสินทรัพย์อื่นที่มีความผันผวนมากกว่า และยังสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่งต่อเนื่องจากเงินปันผล  อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องพิจารณาคุณภาพสินทรัพย์ โครงสร้างรายได้ และความแข็งแกร่งของสถานะการเงินของกอง REIT ควบคู่ไปด้วย

 

“QHHRREIT” ผลตอบแทนที่เชื่อถือได้บนโครงสร้างที่พิสูจน์แล้ว

 

ตัวอย่าง REIT ที่น่าสนใจคือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า ควอลิตี้ เฮ้าส์ โฮเทล แอนด์ เรซิเดนซ์ หรือ “QHHRREIT”

 

QHHRREIT เป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโรงแรม ในทำเลใจกลางเมือง ภายใต้แบรนด์ Centre Point โดยลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูงรวม 4 โครงการ 884 ห้อง ครอบคลุมย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ ประตูน้ำ สุขุมวิท สีลม และชิดลม

 

REIT ปันผลสูง 2569

 

ด้วยทำเลระดับ Super Prime Location เชื่อมต่อกับ BTS MRT รวมถึงระบบขนส่งสาธารณะสายสำคัญอื่นๆ ทำให้ทรัพย์สินของกอง REIT สามารถรองรับลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มครอบครัว กลุ่มนักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการพักอาศัยระยะสั้นและระยะยาว สามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ และช่วยลดความผันผวนของรายได้ตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี 

 

นอกจากนี้ โครงสร้างพอร์ตของ QHHRREIT ถูกออกแบบมาให้มีทรัพย์สินประเภท Freehold เป็นหลัก เสริมด้วย Leasehold ที่มีสัญญาเช่าระยะยาวในทำเลทอง ทำให้เกิดความต่อเนื่องของรายได้เฉลี่ยของพอร์ต ส่งผลต่อความมั่นคงของกระแสเงินสดในระยะยาว

 

QHHRREIT ยังสร้างรายได้จากการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก รวมถึงการปรับปรุงและรีแบรนด์โครงการเป็น Centre Point Plus ซึ่งช่วยเพิ่ม ADR และอัตราเข้าพักอย่างมาก ทำให้รายได้เติบโตจากคุณภาพสินทรัพย์ที่พัฒนาต่อเนื่อง 

 

ไม่เพียงเท่านั้น รายได้ของ QHHRREIT ยังมาจากค่าเช่าคงที่และรายได้จากค่าเช่าที่ผันแปรตามผลการดำเนินงานของโรงแรม ไม่ใช่จากการขายสินทรัพย์หรือเก็งกำไรมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ทำให้กอง REIT มีรายได้สม่ำเสมอและ “คาดการณ์ได้” ถือเป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนได้อย่างมั่นคง

 

ด้านผลตอบแทน QHHRREIT มีประวัติการจ่ายประโยชน์ตอบแทนต่อเนื่อง โดยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.69 บาทต่อหน่วย สะท้อนรายได้จากการดำเนินงานสินทรัพย์จริง เหมาะสมกับบทบาท Stability Anchor

 

จะเห็นได้ว่า QHHRREIT มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นสินทรัพย์ “ถ่วงน้ำหนัก” ในพอร์ตลงทุน ช่วยให้พอร์ตมีเสถียรภาพมากขึ้น กระแสเงินสดสม่ำเสมอของ REIT ช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนในช่วงตลาดปรับฐาน และช่วยให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

 

ไฮไลต์ของ QHHRREIT กับจุดแข็งระยะยาวอย่าง Centre Point Hotel Chidlom

 

หนึ่งในจุดเด่นเชิงกลยุทธ์ของ QHHRREIT คือการลงทุนใน Centre Point Hotel Chidlom โรงแรมในทำเลหลังสวน-ชิดลม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความต้องการสูงที่สุดของกรุงเทพฯ จุดแข็งของ Centre Point Hotel Chidlom คือเรื่องของทำเล ตัวโครงการตั้งอยู่บนถนนหลังสวน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าชิดลมและสวนสาธารณะลุมพินี ซึ่งเป็น Super Prime CBD รายล้อมด้วยที่พักอาศัยระดับ High-end แฝงความเงียบสงบแต่เชื่อมต่อกับแหล่งช้อปปิ้งลักชัวรี่ในย่านชิดลม ราชประสงค์ และเพลินจิตได้อย่างง่ายดาย

 

โครงการ Centre Point Hotel Chidlom ยังมีห้องพักกว้างขวางซึ่งหาได้ยากในทำเลดังกล่าว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ภายใต้มาตรฐานบริการระดับสากล สามารถรองรับลูกค้าหลากหลาย ทำให้รายได้ผันผวนน้อย โดยมีตัวเลขยืนยันชัดเจน คืออัตราเข้าพักในงวด 9 เดือนปี 2568 ที่สูงถึง 91% รายได้รวมดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าสินทรัพย์นี้เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงในทำเลพรีเมียม แม้ในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป เหมาะสมกับบทบาทของ QHHRREIT ในฐานะ “Stability Anchor” ของพอร์ตลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

REIT ปันผลสูง 2569

 

การตัดสินใจต่ออายุสัญญาสิทธิการเช่าของสินทรัพย์แห่งนี้ออกไปอีก 30 ปี ไม่ได้เป็นเพียงการขยายระยะเวลาในเอกสารสัญญา แต่คือการเพิ่มความชัดเจนของรายได้ในอนาคต ให้กับกองทรัสต์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผนวกเข้ากับแนวโน้มการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มทุนใน Centre Point Hotel Chidlom จึงสะท้อนกลยุทธ์ที่มองไกลกว่ารอบเศรษฐกิจระยะสั้น สร้างความได้เปรียบและต้านทานกระแสความผันผวนให้กับพอร์ตโฟลิโอได้ 

 

REIT ปันผลสูง 2569

 

ท่ามกลางโลกการลงทุนที่ผันผวน สินทรัพย์ที่มีคุณค่าและรายได้ชัดเจนยิ่งสำคัญ QHHRREIT เป็นกองทรัสต์โรงแรมทำเลใน CBD ที่เรียกว่าเป็น Super Prime Location ที่มุ่งสร้างรายได้สม่ำเสมอ และมีระยะเวลารับรู้รายได้ยาวนาน ไม่เน้นผลตอบแทนหวือหวาระยะสั้น ในการลงทุนระยะยาว QHHRREIT ทำหน้าที่เป็นเสาเข็มสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้พอร์ตโฟลิโอโดยรวม ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็น Stability Anchor สำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นไม่แพ้ผลตอบแทนได้เป็นอย่างดี

 

รายละเอียดการจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน QHHRREIT 

 

QHHRREIT เสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมไม่เกิน 69.0 ล้านหน่วย โดยจะเปิดให้ผู้ถือหน่วยเดิมและประชาชนทั่วไปจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 23-27 ก.พ. 2569 โดยสามารถจองผ่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน): ผ่านทุกสาขาทั่วประเทศ และผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-777-6784

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

 

REIT ปันผลสูง 2569

The post อ่านเกม QHHRREIT: กอง REIT โรงแรมในบทบาท Stability Anchor ของนักลงทุนระยะยาว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุ่ม 600 ล้านรับปีม้า! CPN ผนึก CRC ชูโมเดล ‘Complete Destination’ มัดรวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว คาดทราฟฟิกพุ่ง 30% https://thestandard.co/cpn-crc-destination-chinese-new-year/ Wed, 04 Feb 2026 11:10:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1173755 ภาพโปรโมทแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ ของ CPN และ CRC ตกแต่งศูนย์การค้าด้วยธีม ‘The Gallop of Tian Ma’ หรือ ม้าสวรรค์

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ประกาศความ […]

The post ทุ่ม 600 ล้านรับปีม้า! CPN ผนึก CRC ชูโมเดล ‘Complete Destination’ มัดรวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว คาดทราฟฟิกพุ่ง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมทแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ ของ CPN และ CRC ตกแต่งศูนย์การค้าด้วยธีม ‘The Gallop of Tian Ma’ หรือ ม้าสวรรค์

เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และ เซ็นทรัล รีเทล (CRC) ประกาศความร่วมมือครั้งใหญ่ต้อนรับศักราชใหม่ ทุ่มงบ 600 ล้านบาท รับเทศกาลตรุษจีนปีมะเมียมหามงคล เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกและการสร้างประสบการณ์ระดับโลกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนทุกเจเนอเรชัน

 

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า ตรุษจีนในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ประเพณี แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น ‘Cultural Identity’ ระดับโลก ที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านไลฟ์สไตล์และเศรษฐกิจ สอดคล้องกับเทรนด์โลก (Global Trend 2026) ที่กระแส ‘Next Asian Wave’ หรืออิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชีย โดยเฉพาะจีน กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก ทั้งในวงการแฟชั่น (C-Fashion) แบรนด์สินค้า (C-Brands) และอุตสาหกรรมบันเทิง

 

“เรามองเห็นโอกาสในการสร้าง ‘Complete Destination’ ที่รวบรวมกิจกรรม จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว ไว้ในที่เดียว เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสร้างประสบการณ์ที่ร่วมสมัย ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) ได้ราว 25-30%”

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insight) พบว่ามุมมองต่อเทศกาลตรุษจีนมีความแตกต่างกันไปในแต่ละเจเนอเรชันอย่างน่าสนใจ:

 

  • Gen Z (Identity Explorers): มองตรุษจีนในมุมของไลฟ์สไตล์และความเชื่อที่เป็นแฟชั่น (Faith as Fashion) กว่า 73.2% ของกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายกับสินค้ามูเตลูที่มีดีไซน์ทันสมัย เช่น เครื่องรางมินิมอล หรือกล่องสุ่ม เพื่อนำไปสร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย
  • Gen X-Y (Soloist / Alpha Parenting): กลุ่มวัยทำงานที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีลูก จะเน้นการใช้จ่ายเพื่อคนในครอบครัว ควบคู่ไปกับการหาที่พึ่งทางใจผ่านความเชื่อและการมูเตลู
  • Baby Boomers (Active Aging): ยังคงเป็นกำลังซื้อหลักของเทศกาล ให้ความสำคัญกับประเพณีดั้งเดิม การไหว้เจ้า และการทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลาน

 

ด้าน ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวเสริมถึงภาพรวมเศรษฐกิจว่า ตรุษจีนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาสแรก โดยอ้างอิงข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ระบุว่า ปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินสะพัดกว่า 51,000 ล้านบาท และในปีนี้ ด้วยปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่ ททท. ตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยกว่า 6.7 ล้านคน จะเป็นแรงส่งให้การจับจ่ายใช้สอยคึกคักยิ่งขึ้น

 

“ความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัลพัฒนาและเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้ คือการผนึกกำลังของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แข็งแกร่งที่สุด ครอบคลุมห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ และกระตุ้นยอดขายภาพรวมของกลุ่ม CRC ให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

 

รวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันได้เตรียมกิจกรรมและโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งการตกแต่งสถานที่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแลนด์มาร์กสำหรับการเช็คอิน โดยเฉพาะที่ห้างเซ็นทรัลชิดลม และกิจกรรมลุ้นรับรางวัลที่ห้างโรบินสันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความคึกคักและบรรยากาศการจับจ่ายที่ดีตั้งแต่ต้นปี

 

สำหรับแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเนรมิตแลนด์มาร์กฉลองตรุษจีนด้วยคอนเซ็ปต์ ‘The Gallop of Tian Ma’ หรือ ม้าสวรรค์ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมโชว์สุดพิเศษและการสักการะเทพเจ้าเสริมมงคลกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทศกาลระดับโลก

The post ทุ่ม 600 ล้านรับปีม้า! CPN ผนึก CRC ชูโมเดล ‘Complete Destination’ มัดรวม ‘จับจ่าย-ไหว้-กิน-เที่ยว’ ไว้ในที่เดียว คาดทราฟฟิกพุ่ง 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ https://thestandard.co/receipt-lottery-phue-thai-prachachon-economy/ Wed, 04 Feb 2026 06:26:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1173589 ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภู […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ

เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ

 

รู้จักนโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คนต่อวัน’ จากเลขใบเสร็จ 5 รางวัลต่อวัน ของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ พรรคเพื่อไทยระบุว่า มีจุดประสงค์เพื่อ ‘หาเงินให้รัฐ’ สร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืน และทำฐานข้อมูล Big Data โดยใช้การลุ้นรางวัลเป็นเครื่องมือจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีและระบบฐานข้อมูลรัฐ

 

วิธีลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จของพรรคเพื่อไทย: ขอใบเสร็จหรือ e-Receipt จากร้านค้า ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง โดยใบเสร็จไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ โดยวิธีการสุ่มชื่อจากประชาชน 2 กลุ่มหลักในทุกวัน

 

  • กลุ่มแรก: สุ่มรางวัลจากเลขใบเสร็จ จำนวน 5 รางวัล สำหรับประชาชนทั่วไปที่ซื้อสินค้าและบริการ เพียงแค่ขอใบเสร็จรับเงินหรือ e-Receipt จากร้านค้า ก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล โดยไม่จำกัดมูลค่าขั้นต่ำ
  • กลุ่มที่สอง: จะสุ่มรางวัลจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล จากกลุ่มเป้าหมายในฐานข้อมูลรัฐ ได้แก่ (1) เกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียน (2) กลุ่มอาสาสมัคร เช่น อสม. อสส. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ชรบ. เป็นต้น (3) ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ (4) ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี

 

ใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี: พรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เพื่อทำนโยบายดังกล่าว รัฐจะใช้งบประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐจะได้ประโยชน์จากการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้น และได้ข้อมูลทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ตามเอกสารที่พรรคเพื่อไทยส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายของขวัญเพื่อคนไทย ใช้งบประมาณ 3,500 ล้านบาทต่อปี

 

กระนั้น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า นโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จจากต่างประเทศ เช่น บราซิล และไต้หวัน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% และเมื่อดูความคุ้มค่าของการลงทุน (ROI) ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน

 

“รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท” จุลพันธ์กล่าว

 

รู้จักนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ พรรคประชาชน เบอร์ 46

 

พรรคประชาชนกล่าวว่า หวยใบเสร็จมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ SME มีแต้มต่อในการแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ จูงใจให้ผู้บริโภคสนับสนุนสินค้าและบริการจากธุรกิจ SME มากขึ้น โดยผู้ประกอบการ SME ที่ร่วมโครงการจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งมาพร้อมกับโครงการเติมเงินคนละครึ่ง 1,000 บาทต่อคน 12 ล้านคน

 

วิธีได้ ‘หวยใบเสร็จ’: ทุกยอดซื้อสะสมจากร้าน SMEs (สะสมจากหลายร้านได้) ครบ 500 บาท โดยซื้อผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือแอปธนาคารที่ร่วมโครงการ จะได้รับหวยใบเสร็จ (เลข 3 ตัว) 1 ใบ

 

ความถี่ในการออกรางวัล: ลุ้นรางวัลได้ทุกครึ่งเดือน (สูงสุด 20 ใบ/เดือน ในเฟสแรก) ภายใต้วงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน

 

งบประมาณ ‘หวยใบเสร็จ’ 12,000 ล้านบาทต่อปี: ตามข้อมูลบนเว็บไซต์ของพรรคประชาชนระบุว่า ได้กำหนดวงเงินรางวัลรวม 1,000 ล้านบาทต่อเดือน หมายความว่า วงเงินงบประมาณต่อปีที่จะใช้กับนโยบายนี้จะอยู่ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ในเอกสารนโยบายหาเสียงที่พรรคประชาชนส่งให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า นโยบายยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 25,000 ล้านบาทต่อปี

 

สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการจากนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’: เข้าร่วมโครงการได้ ทั้ง SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ร้านค้า SMEs ได้รับหวยใบเสร็จ 1 ใบ เมื่อมียอดขายสะสมครบทุก 5,000 บาท (ไม่เกิน 20 ใบ/เดือน รวมกับข้อ 1 ในเฟสแรก)

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ SMEs ที่ร่วมโครงการ ผ่านการเพิ่มเพดานเกณฑ์ยอดขายต่อปีที่จะต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิม 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็น 3.6 ล้านบาทต่อปี รวมถึงเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เดิมอัตรา 60% เป็นสูงสุด 90% (สำหรับรายได้ไม่เกิน 5.4 ล้านบาทต่อปี) นอกจากนี้ยังสามารถเลือกจ่าย VAT อัตราเหมา 2.1% แทน 7% ได้ และยื่นรายไตรมาสแทนรายเดือน เพื่อลดภาระงานเอกสารได้

 

อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์ https://thestandard.co/receipt-lottery-informal-economy/

 

ภาพเปรียบเทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน ซึ่งมีเป้าหมายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบนโยบาย ‘หวยใบเสร็จ’ เพื่อไทย vs ประชาชน หวังทลายภูเขาเศรษฐกิจนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนอเมริกันกินกาแฟมากขึ้น แต่ทำไมเดินเข้า Starbucks น้อยลง? ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน พร้อมปันใจไปหาแบรนด์เล็กที่ ‘ถูกและใหม่’ กว่า https://thestandard.co/starbucks-coffee-market-competition/ Wed, 04 Feb 2026 01:49:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1173427 ร้าน Starbucks ในสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์กาแฟที่ถูกและใหม่กว่า

แม้คนอเมริกันจะดื่มกาแฟกันมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ด […]

The post คนอเมริกันกินกาแฟมากขึ้น แต่ทำไมเดินเข้า Starbucks น้อยลง? ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน พร้อมปันใจไปหาแบรนด์เล็กที่ ‘ถูกและใหม่’ กว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้าน Starbucks ในสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์กาแฟที่ถูกและใหม่กว่า

แม้คนอเมริกันจะดื่มกาแฟกันมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ดูเหมือนว่าจะมีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ที่เลือกจะเดินเข้าร้าน Starbucks ซึ่งเคยเป็นผู้ปฏิวัติวัฒนธรรมกาแฟของสหรัฐฯ และยังคงครองตำแหน่งผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดด้วยสาขาเกือบ 17,000 แห่ง ทว่าตอนนี้ยักษ์ใหญ่สีเขียวกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

รายงานจาก ABC News ระบุถึงสถิติที่น่าสนใจจาก National Coffee Association กลุ่มการค้าอุตสาหกรรมกาแฟที่เปิดเผยว่า ในปี 2024 และ 2025 ชาวอเมริกันประมาณ 66% ดื่มกาแฟทุกวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับปี 2020

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการกาแฟในตลาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหากลับอยู่ที่ว่าลูกค้าไม่ได้เลือก Starbucks เป็นคำตอบแรกอีกต่อไป

 

ข้อมูลจาก Technomic บริษัทที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมอาหาร ชี้ให้เห็นสัญญาณอันตราย เมื่อส่วนแบ่งการตลาดของ Starbucks ในร้านกาแฟสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 52% ในปี 2023 เหลือเพียง 48% ในปี 2024 และ 2025 ในขณะที่คู่แข่งตลอดกาลอย่าง Dunkin’ ที่เพิ่งเปิดสาขาที่ 10,000 ในสหรัฐฯ กลับชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นได้

 

นอกจากคู่แข่งหน้าเดิมแล้ว Starbucks ยังถูกรุมล้อมด้วยผู้ท้าชิงรอบทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายร้านกาแฟแบบ Drive-thru ที่เติบโตเร็วอย่าง 7 Brew, Scooter’s Coffee และ Dutch Bros รวมถึงแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Luckin Coffee และ Mixue ก็เริ่มเดินหน้าเปิดสาขาในสหรัฐฯ อย่างจริงจัง

 

แม้แต่ในตลาดพรีเมียม ร้านกาแฟระดับไฮเอนด์อย่าง Blue Bottle ซึ่งมีสาขาในสหรัฐฯ 78 แห่ง ก็ยังเปิดเพิ่มอีก 2 แห่งตั้งแต่ต้นปี หรือข้ามไปที่ฟากของฟาสต์ฟู้ด ยักษ์ใหญ่อย่าง McDonald’s และ Taco Bell ก็กำลังเร่งเครื่อง ‘ยกระดับเมนูเครื่องดื่ม’ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งจากเค้กก้อนนี้เช่นกัน

 

คริส เคย์ส ประธานภาควิชาการจัดการแห่งคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน เปรียบเทียบพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผู้คนไม่ได้หมดรัก Starbucks แต่ตอนนี้พวกเขา ‘ไม่ได้รักเดียวใจเดียว’ กับ Starbucks อีกต่อไป แต่พร้อมที่จะปันใจไปลองกาแฟแบรนด์อื่นๆ เพื่อดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างในตลาด”

 

หากย้อนกลับไปในปี 1987 ตอนที่อดีตซีอีโอ ฮาวเวิร์ด ชูลท์ส เข้าซื้อกิจการ Starbucks ที่มีฐานอยู่ในเมืองซีแอตเทิล ตอนนั้นมันยังเป็นเพียงเครือข่ายร้านกาแฟเล็กๆ ในระดับท้องถิ่น แต่มาวันนี้ สถานการณ์กลับตาลปัตรเมื่อเครือข่ายร้านกาแฟเล็กๆ รายอื่นกำลังเติบโตอย่างมาก

 

ตัวอย่างเช่น Scooter’s Coffee จากรัฐเนบราสกา ที่ขยายสาขาจาก 200 แห่งในปี 2019 พุ่งทะยานสู่กว่า 850 แห่งในปัจจุบัน หรือ 7 Brew จากรัฐอาร์คันซอ ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดจากที่มีเพียง 14 สาขา เป็นกว่า 600 สาขาในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจหนีไม่พ้นเรื่อง ‘ราคา’ การวิเคราะห์ของ Morningstar พบว่าในปี 2024 ลูกค้าเฉลี่ยจ่ายเงิน 9.34 ดอลลาร์ (ประมาณ 293 บาท) ที่ Starbucks เทียบกับ 8.44 ดอลลาร์ (ประมาณ 265 บาท) ที่ Dutch Bros และเพียง 4.68 ดอลลาร์ (ประมาณ 147 บาท) ที่ Dunkin’

 

ความแตกต่างนี้เห็นได้ชัดจากกรณีของ Luckin Coffee แบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่า ซึ่ง ซุนยี่ เซี่ย (Xunyi Xie) ลูกค้าคนหนึ่งที่แวะลองชิม Velvet Latte ในนิวยอร์กเพราะโปรโมชั่น 1.99 ดอลลาร์ (ประมาณ 62 บาท) ให้ความเห็นตรงไปตรงมาว่า สำหรับเขาแล้ว Starbucks นั้น “ราคาแพงเกินไป”

 

อย่างไรก็ตาม Starbucks ไม่ได้นิ่งนอนใจ ไมค์ แกรมส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ยืนยันในงานประชุมนักลงทุนว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นสิ่งใหม่ แต่ต้อง “ต้องทำสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเราอยู่แล้ว ให้ยอดเยี่ยมถึงขีดสุด” โดยบริษัทวางแผนจะเปิดสาขาใหม่กว่า 575 แห่งในอีก 3 ปีข้างหน้า และเพิ่มที่นั่งในร้านอีก 25,000 ที่นั่งภายในฤดูใบไม้ร่วงนี้

 

แกรมส์ ย้ำว่า ‘จิตวิญญาณของ Starbucks’ คือพื้นที่ที่ให้ลูกค้านั่งละเลียดบรรยากาศ ไม่ใช่แค่ Drive-thru ที่เน้นความเร็วเพียงอย่างเดียว “เรานำเสนอสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่มี นั่นคือพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การนั่งพักผ่อน เพลิดเพลิน และใช้สอยประโยชน์ได้หลากหลายเหตุผล”

 

ในขณะเดียวกัน รายงานจาก CNN Business ระบุว่า Starbucks กำลังพยายามกอบกู้สถานการณ์ด้วยการรุกตลาดช่วงบ่าย (Afternoon Menu) อย่างหนักเพื่อดึงลูกค้ากลับมา เทรสซี ลีเบอร์แมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายแบรนด์ระดับโลก มองเห็นโอกาสในช่องว่างนี้เพราะ “ช่วงเช้ามันเป็นกิจวัตรที่จำเจ แต่ช่วงบ่ายเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้มากกว่า”

 

กลยุทธ์สำคัญคือการเปิดตัวเมนูใหม่ที่เน้น ‘เครื่องดื่มชูกำลัง’ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.85 แสนล้านบาท) โดยเวอร์ชันใหม่ของ Starbucks จะใช้คาเฟอีนจาก ‘สารสกัดจากเมล็ดกาแฟสีเขียว’ (Green coffee extract) หรือเมล็ดกาแฟดิบ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพและต้องการเลี่ยงส่วนผสมสังเคราะห์

 

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเมนู ‘มัตจะ’ และขนมที่เน้นโปรตีนและไฟเบอร์สูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูธุรกิจภายใต้การนำของ ไบรอัน นิคคอล ซีอีโอคนปัจจุบัน ที่หวังดึงลูกค้าที่เคยมาดื่มกาแฟตอนเช้า ให้กลับมาใช้บริการอีกครั้งในช่วงบ่าย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเริ่มเห็นผลเมื่อบริษัทรายงานยอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

 

แต่คำถามสำคัญที่ เคย์ส จากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ทิ้งท้ายไว้ก็ชวนให้คิดตามว่า กลยุทธ์เหล่านี้จะเพียงพอหรือไม่ หรือว่าลูกค้าที่มองหาความพรีเมียมและความพิเศษได้ย้ายใจไปหาแบรนด์อื่นหมดแล้ว เพราะในบางมุม “ออร่าความพิเศษและความน่าตื่นเต้นของ Starbucks อาจจะไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว”

 

ภาพ: jack-sooksan / Shutterstock

อ้างอิง:

The post คนอเมริกันกินกาแฟมากขึ้น แต่ทำไมเดินเข้า Starbucks น้อยลง? ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน พร้อมปันใจไปหาแบรนด์เล็กที่ ‘ถูกและใหม่’ กว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
BTS ผนึก ธอส. ปั้น ‘บ้านชาวไทย’ พลิกโฉมวงการอสังหาฯ ชูโมเดล ‘เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน’ เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท https://thestandard.co/bts-gh-bank-real-estate-rent-to-own/ Tue, 03 Feb 2026 12:16:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1173337 คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’

BTS Group จับมือ ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ เน้นท […]

The post BTS ผนึก ธอส. ปั้น ‘บ้านชาวไทย’ พลิกโฉมวงการอสังหาฯ ชูโมเดล ‘เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน’ เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’

BTS Group จับมือ ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ เน้นที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ประเดิม 2 ทำเลศักยภาพ ศรีนครินทร์ และ คลองหลวง รวมกว่า 11,000 ยูนิต ชูจุดเด่น ‘Fully Furnished’ ลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที พร้อมเงื่อนไขการเงินสุดผ่อนปรน ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง เปิดให้ลงทะเบียนแสดงความสนใจแล้ววันนี้ ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านเซกเมนต์ที่อยู่อาศัย ล่าสุดเปิดตัว Sales Gallery โครงการ ‘บ้านชาวไทย’ โครงการแรก D:CODE SRI NAKARIN อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศเจตนารมณ์ผลักดันให้คนไทย ‘เปลี่ยนโอกาสเช่าเป็นเจ้าของ’ ลดกำแพงทางการเงินที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญในการมีที่อยู่อาศัย

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ 1

 

ยุทธศาสตร์ ‘Affordable Living’ ในทำเลศักยภาพ

 

โครงการบ้านชาวไทยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง BTS Group และ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการมีบ้านหลังแรกแต่ติดข้อจำกัดด้านเงินก้อน โดยเปิดตัวพร้อมกัน 2 โครงการ ได้แก่:

 

  • D:CODE SRI NAKARIN: คอนโด Low-rise 8 ชั้น บนพื้นที่ 42 ไร่ ติดถนนศรีนครินทร์ ห่างจากสถานีศรีเอี่ยม (รถไฟฟ้าสายสีเหลือง) เพียง 300 เมตร ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท
  • D:CRAFT KHLONG LUANG: โครงการขนาดใหญ่กว่า 115 ไร่ ย่านคลองหลวง ใกล้ตลาดไทและ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท

 

ความน่าสนใจของโครงการนี้ คือการออกแบบ Product ให้เป็นแบบ Fully Furnished พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น อาทิ ตู้เย็น, ทีวี, เครื่องซักผ้า, ระบบ Smart Home) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่ง

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ 2

 

มุ่งแก้ Pain Point คนอยากมีบ้าน

 

คีรีระบุว่า โมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยคนไทยให้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายที่สุด ผ่านเงื่อนไขพิเศษ:

 

  • Zero Down Payment: ไม่ต้องเตรียมเงินก้อนสำหรับเงินดาวน์
  • No Pre-payment: ไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้าง เริ่มผ่อนกับธนาคารอีกครั้งเมื่อโอนกรรมสิทธิ์
  • Affordable Installment: คาดการณ์ยอดผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงประมาณ 5,700 – 6,700 บาทต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของ ธอส.)

 

“เราต้องการลดข้อจำกัดในกระบวนการมีบ้าน ทั้งเรื่องทำเล ราคา และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้คนไทยสามารถลากกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย” คีรี กล่าว

 

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส และผู้บริหาร ธอส. เปิดตัวโครงการ ‘บ้านชาวไทย’ 3

 

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขออนุญาตก่อสร้างและจัดทำ EIA โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายน 2569 และแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปี 2571 นอกจากนี้ BTS Group ยังมีแผนขยายแบรนด์ ‘บ้านชาวไทย’ ไปยังทำเลศักยภาพอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดในอนาคต

The post BTS ผนึก ธอส. ปั้น ‘บ้านชาวไทย’ พลิกโฉมวงการอสังหาฯ ชูโมเดล ‘เปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินผ่อน’ เริ่มต้น 1.6 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>