Business – THE STANDARD https://thestandard.co/category/wealth/wealth-business/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 08 Mar 2026 06:46:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kantima-lertlertyuttitham-ais-digital/ Sun, 08 Mar 2026 02:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1185143 ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS

แม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นต่อประเด็นความเท่าเทียม แ […]

The post คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS

แม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นต่อประเด็นความเท่าเทียม แต่เมื่อพูดถึงการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำขององค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล เส้นทางของผู้หญิงก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

 

หนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ก้าวผ่านเส้นทางนั้นมาได้ คือ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรโทรคมนาคมไทยให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้และทักษะได้อย่างเท่าเทียม

 

เนื่องในโอกาส 8 มีนาคม วันสตรีสากล (International Women’s Day) วันที่ทั่วโลกระลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและสิทธิของผู้หญิง THE STANDARD WEALTH ชวนพาไปสำรวจเส้นทางการทำงาน แนวคิด และบทบาทของกานติมา ในฐานะผู้นำหญิงแกร่งที่ใช้ตำแหน่งและพลังขององค์กรขนาดใหญ่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 1

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

 

เมื่อผู้นำไม่ได้อยู่แค่ ‘ทัพหน้า’ แต่ต้องสร้าง ‘ทัพหลัง’ ที่แข็งแรง

 

จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในโลกธุรกิจ ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ กานติมาได้เห็นการเติบโตขององค์กรจากหลายมุมมอง สิ่งที่เธอได้เรียนรู้เป็นอย่างแรก คือ การทำให้ทุกคนในองค์กรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ทุกตำแหน่งอย่างเท่าเทียม

 

“การดูแลคน คือ การลงทุนเพื่อความสำเร็จของธุรกิจที่ดีที่สุด”

 

เธอมองว่าความสำเร็จที่ลูกค้าสัมผัสไม่ได้เกิดขึ้นจากหน้างานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมี ‘ทัพหลัง’ ช่วยสร้างรากฐานองค์กรให้มั่นคง ไม่ว่าจะเป็น HR, Business Process, Risk, Legal, Sustainability, AIS Academy ไปจนถึง Communication & Branding ซึ่งต้องทำงานประสานกันภายใต้แนวคิด “ศักยภาพของคน + ดิจิทัล + ระบบการทำงาน” เมื่อคนพร้อม และระบบแข็งแรง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่คือความเร็ว คุณภาพ และความเชื่อมั่นที่ลูกค้าสามารถรับรู้ได้จริง

 

ความแตกต่าง คือ พลังขององค์กร

 

แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ของกานติมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างระบบการทำงานที่แข็งแรง แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายสามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง 

ในฐานะผู้นำหญิง เธอให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘Inclusive Culture’ ภายใน AIS เพื่อให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยเชื่อว่า “ความแตกต่าง ทำให้เราเติบโตอย่างสวยงาม” แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า FIT FUN FAIR ซึ่งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับทั้งศักยภาพของคน สุขภาวะในการทำงาน และความเท่าเทียมของโอกาส โดยเฉพาะคำว่า FAIR ที่สะท้อนความเชื่อว่า ทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ อายุ ความเชื่อ หรือวิถีชีวิต

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 2

 

ในเชิงนโยบาย AIS ยังเป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ประกาศสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม พร้อมออกสวัสดิการที่เปิดกว้าง เช่น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายงานแต่งงานสำหรับพนักงานทุกเพศ รวมถึงสิทธิการลาสำหรับการเปลี่ยนเพศสภาพ ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเข้ามาทำงานในองค์กร โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ขยายโอกาสการเรียนรู้ สู่คนไทยทั้งประเทศ

 

อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นของกานติมา คือ การก่อตั้ง AIS Academy ซึ่งพลิกโฉมระบบการฝึกอบรมแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้เปิดกว้างสำหรับทุกคน เธอเชื่อว่าเทคโนโลยีต้องถูกใช้เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา ไม่ใช่สร้างกำแพงให้สูงขึ้น

 

AIS Academy จึงร่วมพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกอย่าง MIT, Harvard Business School, Manchester University และ Stanford University เพื่อให้พนักงาน AIS กว่า 13,000 คน สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 3ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 4

 

นอกจากนั้นยังขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง ผ่านโครงการ Academy for Thais ที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงเนื้อหาการเรียนรู้คุณภาพระดับโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ อันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง พร้อมต่อยอดสู่โครงการอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น โครงการ AIS ReadDi ห้องสมุดดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงหนังสือและสื่อการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง โครงการอุ่นใจอาสาพัฒนาชีพ ที่ส่งพนักงาน AIS ลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านดิจิทัลให้กับชุมชน รวมถึง JUMP THAILAND HACKATHON เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่พัฒนานวัตกรรมต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 5ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 6

 

People & Culture Prime Award บทพิสูจน์ความสำเร็จ

 

ความพยายามในการสร้างความเท่าเทียมทั้งภายในองค์กรและสังคม ทำให้ AIS คว้ารางวัล Corporate of the Year 2026 สาขา People & Culture Prime Award จาก The People Awards 2026 รางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่ยืนเคียงข้างผู้คน สร้างคุณค่า และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 7

 

กานติมา ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความภาคภูมิใจครั้งนี้ ได้กล่าวไว้อย่างทรงพลังว่า

“สำหรับเอไอเอส ‘คน’ ไม่ใช่แค่ทรัพยากรขององค์กร แต่คือพลังตั้งต้นของทุกความเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริง ทั้งในองค์กรและประเทศ เกิดขึ้นได้ เมื่อคนได้รับโอกาส ได้รับการพัฒนา และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า”

 

เธอยังเสริมอีกว่า ภารกิจของ AIS จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม แต่ต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น Intelligent Infrastructure ที่ไม่เพียงเชื่อมต่อเทคโนโลยี แต่เชื่อมต่อ ‘โอกาส’ ให้ผู้คนได้พัฒนาตนเองและสร้างอนาคตของตัวเอง เพราะเมื่อคนแข็งแรง สังคมก็แข็งแรง 

 

บทเรียนจากผู้นำที่เชื่อในพลังของ ‘ความเท่าเทียม’

 

ท้ายที่สุด เส้นทางการทำงานของกานติมา แสดงให้เห็นว่า การบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเท่าเทียม ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับโอกาสในการพัฒนา และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร พลังของบุคลากรก็จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญจากผู้นำหญิงคนนี้ ว่าในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล เทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจของการเติบโตที่แท้จริงยังคงเริ่มต้นจาก ‘คน’

The post คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SC รีแบรนด์ใหญ่! ชูยุทธศาสตร์ ‘Reform to Perform’ ปรับพอร์ต 3 Engines ตั้งเป้ากำไร New High และรายได้นอกอสังหาฯ พุ่ง 30% ภายในปี 2030 https://thestandard.co/sc-rebrand-strategy-reform-perform/ Fri, 06 Mar 2026 12:24:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1185187 ภาพโลโก้ใหม่ของ SC พร้อมข้อความยุทธศาสตร์ ‘Reform to Perform’ และแผนธุรกิจ 3 เครื่องยนต์

SC พลิกเกมรีแบรนด์ใหญ่ ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ ชู 3 เครื่ […]

The post SC รีแบรนด์ใหญ่! ชูยุทธศาสตร์ ‘Reform to Perform’ ปรับพอร์ต 3 Engines ตั้งเป้ากำไร New High และรายได้นอกอสังหาฯ พุ่ง 30% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ใหม่ของ SC พร้อมข้อความยุทธศาสตร์ ‘Reform to Perform’ และแผนธุรกิจ 3 เครื่องยนต์

SC พลิกเกมรีแบรนด์ใหญ่ ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ ชู 3 เครื่องยนต์ธุรกิจ ดันสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนอกที่อยู่อาศัยเกิน 30% ปี 2573 และมั่นใจแบ็กล็อกแกร่ง หนุนเป้ารายได้รวมปี 2569 ทะลุ 25,500 ล้าน

 

SC ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ปรับภาพลักษณ์แบรนด์สู่การเป็น ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Reform to Perform : พลิกเพื่อชนะ’ สร้างสมดุลพอร์ตธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ กระจายแหล่งรายได้ เพิ่ม Recurring Income และสร้าง New S-Curve แห่งอนาคต ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ที่ 25,500 ล้านบาท พร้อมวางเป้าดันกำไร New High ภายในปี 2573

 

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ส่งผลให้ SC ปรับตัวล่วงหน้าตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบทางการเงิน เพิ่มพันธมิตรร่วมลงทุน ตลอดจนการริเริ่มในธุรกิจใหม่ๆ ตามยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง โดยทยอยปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ (Engine) ได้แก่ Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย, Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ และ Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น

 

พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Engine 2 และ Engine 3 ให้มากกว่า 30% เพื่อผลักดันกำไรภาพรวมของ SC ให้สร้าง New High อีกครั้งภายในปี 2573 ควบคู่กับการผลักดันให้ทุกธุรกิจสร้างคุณค่าให้คนและโลก

 

ในปี 2569 บริษัทจึงได้รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ปรับเปลี่ยนโลโกและภาพลักษณ์ในรอบ 20 ปี ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เป็น ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ มีพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นหลากหลาย เพื่อสื่อสารเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ

 

เป้าหมายและแผนธุรกิจปี 2569

 

  • เป้ารายได้รวมที่ 25,500 ล้านบาท หรือ เติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเตรียมงบลงทุนสำหรับปีนี้ 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2

 

  • Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 33% และ เป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2568 มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่กว่า 18,500 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 40% จะทยอยรับรู้ในปี 2569

 

– แนวราบ นำร่องพลิกโฉมบ้านเดี่ยว 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ ด้วยคอนเซปต์บ้านที่เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง

 

– คอนโดมิเนียม เตรียมเปิดตัว Branded Residence ระดับอัลตราลักชัวรี (Ultra Luxury) แบรนด์ใหม่ และโครงการริมแม่น้ำ มูลค่ารวม 2 โครงการ 25,500 ล้านบาท

 

– เปิดตัวโมเดล ‘GenSCription’ (Living Subscription Program by SC) แนวคิดตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ ‘เช่าแทนซื้อ’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย

 

  • Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ ดำเนินงานครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ให้เช่าใน U.S. ตั้งเป้ารายได้รวม โตราว 70% ที่ 2,000 ล้านบาท

 

– ขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้อง ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต

 

– พัฒนาคลังสินค้าโซน บางนา-EEC เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร

 

– ลงทุนธุรกิจใหม่พลังงานทางเลือก รองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้บริษัท SCX 360

 

  • Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ ที่ 400 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 60%

 

– ขยายธุรกิจบริการหลังการขายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการคอนเซียร์จ (Concierge) ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตร้า ลักชัวรี

 

– เตรียมงบลงทุน 3 ปี 1,000 ล้านบาท รองรับการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้

 

  • ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

– ดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนระดับสากล FTSE Russell

 

– เดินหน้าลด GHG ต่อเนื่องตามเป้าหมาย 5 ปี 100,000 ตันคาร์บอน (ตั้งแต่ 2568-2573)

 

– เปิดตัว SC Green Mark มาตรฐานการพัฒนาอาคารเขียว ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย โดยจะนำไปใช้กับทุก Engine และทุกโครงการของบริษัท

 

“แบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต อยู่รอดได้ด้วยวิวัฒนาการ แบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญพันธุ์ในที่สุด SC จึงมีการปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ การรีแบรนด์และรีฟอร์มองค์กร คือ ส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น จะทำให้ SC ไม่เพียงอยู่รอด แต่เติบโตได้ยั่งยืนในธุรกิจอสังหาฯ ที่มีความผันผวนและท้าทายอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าสู่ผู้คนในวงกว้างได้มากขึ้น” ณัฐพงศ์ กล่าว

The post SC รีแบรนด์ใหญ่! ชูยุทธศาสตร์ ‘Reform to Perform’ ปรับพอร์ต 3 Engines ตั้งเป้ากำไร New High และรายได้นอกอสังหาฯ พุ่ง 30% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 https://thestandard.co/true-success-social-media-pantip-awards/ Fri, 06 Mar 2026 06:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1184698 ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหก […]

The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ในสมรภูมิแข่งขันด้านประสบการณ์ลูกค้าที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media by Pantip สาขา Fast Response บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ทรูไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม โดยมี ดร.นพสรัญ กุศลาไสยานนท์ หัวหน้าสายงานคอลเซ็นเตอร์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 1

 

Fast Response ที่วัดมากกว่าความเร็ว

 

รางวัลดังกล่าวไม่ได้วัดเพียง ‘ความเร็ว’ ในการตอบ แต่ประเมินผ่านกรอบ Social Metric for Brand ที่ครอบคลุมปัจจัยกว่า 70 รายการ ทั้งเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการบริการที่ไม่ใช่แค่การตอบไว แต่ต้องตอบได้อย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้ 

 

ดร.นพสรัญ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า 

 

“รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของทีมงานอย่างมาก เพราะกว่าจะได้มาต้องผ่านตัวชี้วัดหลายมิติจากแพลตฟอร์ม เป็นเครื่องยืนยันว่าลูกค้าสามารถติดต่อบริการของทรูได้ตลอดเวลา และทรูสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้จริง”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 2

 

จาก Reactive สู่ Proactive: จุดเปลี่ยนของ Contact center

 

สิ่งที่น่าจับตามองมากกว่ารางวัลคือทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น กำลังเดินหน้า ดร.นพสรัญ เปิดเผยว่า การบริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญจากการให้บริการเชิงรับ (Reactive) ที่มุ่งแก้ปัญหาเมื่อลูกค้าร้องเรียน ไปสู่การให้บริการเชิงรุก (Proactive) ที่ออกแบบประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร หรือ Total Experience 360 องศา

 

“จากอดีตเน้นการแก้ปัญหาเป็นหลัก วันนี้เราต้องตรวจสอบตลอดเวลาว่าการใช้งานของลูกค้าเป็นปกติหรือไม่ พบปัญหาอะไรหรือไม่ หากมองเห็นความผิดปกติ ต้องรีบติดต่อลูกค้าเพื่อแก้ไขทันที”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 3

 

รับมือมิจฉาชีพ สร้างมาตรฐานความเชื่อมั่นใหม่

 

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ต้องเผชิญ คือปัญหาแก๊งมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อแบรนด์เพื่อหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นโดยตรง ดร.นพสรัญ อธิบายถึงแนวทางรับมือของทรูว่า 

 

“เราพยายามสร้างความชัดเจนให้ได้มากที่สุด ว่าเบอร์ที่ทรูใช้ติดต่อลูกค้าอย่างเป็นทางการมีเพียงเบอร์เดียวคือ 1242 เท่านั้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน แต่ในกรณีที่พนักงานจำเป็นต้องติดต่อจากเบอร์อื่น พนักงานทุกคนจะต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลและรหัสประจำตัวทุกครั้ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถโทรกลับมาตรวจสอบได้ทันที”

 

นอกจากนี้ ทรูยังศึกษาแพตเทิร์นการสนทนาของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับแนวทางการสื่อสารของทีมงาน หลีกเลี่ยงรูปแบบที่อาจถูกเลียนแบบหรือสร้างความเข้าใจผิด

 

เดิมพันอนาคตในยุค AI

 

เมื่อถามถึง Road map ในอนาคต ทรูไม่ได้วางเดิมพันกับเทคโนโลยีหรือบุคลากรเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เลือกผสานทั้งสองเข้าด้วยกัน 

 

“ทรูจะทำงานเชิงรุกมากขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วย AI และคน นอกจากนี้ยังตั้งใจปรับกระบวนการพัฒนาการให้บริการไปสู่ Personalization หรือการดูแลเฉพาะบุคคล โดยเชื่อว่าเทคโนโลยีหรือคนอย่างเดียวไม่สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ การผสมผสานสองสิ่งเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้มีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI และ Data Analytics เพื่อเก็บข้อมูลและวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้า รวมถึงใช้ความสามารถการบริการของคนเพื่อเสริมในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้”

 

ภาพตัวแทน ทรู คอร์ปอเรชั่น รับรางวัลบนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 4

 

ท้ายที่สุด ดร.นพสรัญ ย้ำว่า ทิศทางการให้บริการของทรู คอร์ปอเรชั่น ในอนาคตคือการก้าวสู่ระดับที่ ‘รู้จักลูกค้ามากกว่าที่ลูกค้ารู้จักตัวเอง’ ซึ่งเป็นแก่นของแนวคิด Predictive Personalization หรือการทำนายความต้องการของลูกค้า เพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ในการบริการคอลเซ็นเตอร์ต่อไป

The post UPDATE: เปิดสูตรความสำเร็จทรู หลังคว้า Best Brand Performance on Social Media by Pantip บนเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน https://thestandard.co/bjc-charoen-sells-land-debt/ Fri, 06 Mar 2026 04:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1184922 บริษัท BJC ขายที่ดิน 33 แปลง เพื่อลดหนี้และปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แจ้งต่อ […]

The post BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัท BJC ขายที่ดิน 33 แปลง เพื่อลดหนี้และปรับโครงสร้างการเงิน

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับแผนขายที่ดินจำนวน 33 แปลง ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพและกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

 

โดยที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประกอบด้วยแปลงในย่านธุรกิจและย่านที่พักอาศัยหนาแน่น เช่น บางนา และบางส่วนของสุขุมวิท รวมถึงพื้นที่ใกล้ศูนย์กระจายสินค้าเดิมของบริษัท ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่, ภูเก็ต, พัทยา และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินค่อนข้างสูง

 

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินเปล่าในต่างจังหวัดบางส่วนที่บริษัทถือครองไว้ แต่ยังไม่มีแผนพัฒนาเป็นสาขาของ Big C หรือใช้เป็นศูนย์กระจายสินค้าในระยะใกล้

 

สำหรับที่ดินทั้ง 33 แปลง คาดว่าจะมีมูลค่าการขายรวมประมาณ 9,900 ล้านบาท และบริษัทคาดว่าจะรับรู้กำไรจากการขายครั้งนี้ราว 3,000 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้ลดหนี้จากการเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market ในเวียดนาม เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้กลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

The post BJC ภายใต้เจ้าสัวเจริญ ขายที่ดินทำเลทอง 33 แปลง มูลค่าเกือบหมื่นล้าน นำเงินไปลดหนี้ – ปรับโครงสร้างการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมการตลาดยอมรับ ปีนี้อุตสาหกรรม ‘ไม่รุ่ง’ สงครามพ่นพิษทำคนไม่กล้าใช้จ่าย ฟากบริษัทใหญ่แห่หั่นงบ-เอเจนซี่ดังขาดทุนหนัก https://thestandard.co/marketing-industry-war-downturn/ Fri, 06 Mar 2026 03:40:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1184886 ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นภาพรวมอุตสาหกรรมการตลาดที่ซบเซาจากพิษสงคราม

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังโกลาหลจากความขัดแย้งทางภูมิ […]

The post สมาคมการตลาดยอมรับ ปีนี้อุตสาหกรรม ‘ไม่รุ่ง’ สงครามพ่นพิษทำคนไม่กล้าใช้จ่าย ฟากบริษัทใหญ่แห่หั่นงบ-เอเจนซี่ดังขาดทุนหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นภาพรวมอุตสาหกรรมการตลาดที่ซบเซาจากพิษสงคราม

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังโกลาหลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่โจมตีอิหร่าน กระทบทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และความผันผวนของตลาดการเงิน

 

คำถามสำคัญคือเมื่อโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ นักการตลาดควรวางกลยุทธ์เพื่อรับมือกับวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้หลังการเลือกตั้ง หลายฝ่ายเริ่มเห็นสัญญาณบวกของเศรษฐกิจ แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนและเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้หลายประเทศต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอีกระลอก

 

โดยปกติแล้ว นักการตลาดจะคุ้นเคยกับช่วงที่เศรษฐกิจมีทิศทางเติบโต แม้ในบางช่วงจะต้องเผชิญภาวะชะลอตัวซึ่งเป็นวัฏจักรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากย้อนกลับไปช่วงปลายปีที่ผ่านมา สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์เทรนด์ปี 2026 ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่มีความชาญฉลาดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความไม่สมดุลและมีความเปราะบาง และเหตุการณ์สงครามล่าสุดยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่เปราะบางในระดับโลก

 

แม้ภูมิภาคอาเซียนจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสงครามโดยตรง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากห่วงโซ่พลังงานและการขนส่งระหว่างประเทศ เนื่องจากพื้นที่ความขัดแย้งเชื่อมโยงกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก หากเกิดการปิดหรือหยุดชะงักของเส้นทางดังกล่าว หลายประเทศอาจเผชิญปัญหาพลังงานไม่เพียงพอ และราคาพลังงานก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามมา

 

ด้าน ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมการสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นต่อว่า แม้แต่นักประวัติศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์เองก็ยังมีมุมมองต่อทิศทางของสงครามที่แตกต่างกัน บางฝ่ายมองว่าสงครามอาจจบลงในระยะสั้น ขณะที่อีกหลายฝ่ายเชื่อว่าสถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ

 

ยิ่งสะท้อนว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยทางการเมืองโลก โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ และเมื่อผู้บริโภคต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง พฤติกรรมที่มักเกิดขึ้นตามมาคือการชะลอการใช้จ่าย

 

ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความผันผวนของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากลังเลว่าจะซื้อหรือขายดี ซึ่งเรียกว่าภาวะรอดูสถานการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความระมัดระวังในการตัดสินใจใช้เงิน ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจและทำให้นักการตลาดต้องเผชิญโจทย์การทำงานที่ยากขึ้น

 

สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ ดร. บุรณิน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำการตลาดอย่างมีสติและยึดข้อมูลเป็นหลัก เนื่องจากโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม รวมถึงคอนเทนต์จำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI ดังนั้น Market Intelligence หรือการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องและทันสถานการณ์จึงมีความสำคัญมาก

 

นอกจากข้อมูลจากระบบวิเคราะห์ตลาดแล้ว การสื่อสารกับคู่ค้าโดยตรงก็สำคัญ เพราะช่วยให้ธุรกิจเข้าใจทั้งข้อเท็จจริงและความรู้สึกของคู่ค้าในห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะเดียวกัน พาร์ตเนอร์ชิป ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วงวิกฤต เนื่องจากธุรกิจไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าห่วงโซ่อุปทานหรือระบบขนส่งจะเผชิญปัญหาเมื่อใด ซึ่งการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งจะช่วยลดความเสี่ยงและแบ่งเบาภาระในช่วงเวลาที่ยากลำบากได้

 

ในอีกมิติหนึ่ง องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ Productivity หรือการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ ใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์เท่าเดิม พร้อมทั้งทำการตลาดให้มีความแม่นยำมากขึ้น

 

ด้านกลยุทธ์โฆษณาและการสื่อสารการตลาดในช่วงสงคราม ผศ. ดร เอกก์ เสริมว่า ธุรกิจควรใช้แนวคิด ทำน้อยแต่ได้มาก ไม่จำเป็นต้องเน้นการขายต่อชิ้นในราคาสูง แต่ควรทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น เช่น การทำสินค้าในรูปแบบซองขนาดเล็ก ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นในช่วงที่กำลังซื้อจำกัด

 

ขณะเดียวกัน ธุรกิจควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำตลาด เน้นการเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น แทนการทำตลาดแบบกว้างเหมือนในอดีต และจากเดิมที่หลายองค์กรเน้นเพียง SEO อาจต้องขยับไปสู่แนวคิด GEO ซึ่งใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI เพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในระดับบุคคลได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยยังพบว่า ในปีนี้หลายบริษัทเริ่มปรับลดงบประมาณด้านการตลาดลง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในรอบหลายปี เนื่องจากสถานการณ์สงครามได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการใช้จ่ายโดยรวม ทำให้องค์กรต่างๆ เริ่มระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้น

 

แน่นอนว่าการลดงบการตลาดของบริษัทขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อธุรกิจเอเจนซีโฆษณาทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือราคาหุ้นของ WPP ซึ่งเป็นเอเจนซีโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปรับตัวลดลงอย่างหนักจนกลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ผลงานแย่ที่สุดในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน Dentsu ซึ่งเป็นเอเจนซีรายใหญ่ที่สุดในเอเชียก็ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยสาเหตุหลักมาจากลูกค้าลดงบโฆษณา

 

ในแง่ของกลุ่มสินค้า สินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่ม High Involvement Product หรือสินค้าที่ผู้บริโภคต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและมีภาระผูกพันระยะยาว เช่น ตลาดบ้านและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งผู้ซื้อจำเป็นต้องแบกรับภาระหนี้สินยาวนานถึง 20 ปี แต่ในทางตรงกันข้าม สินค้าที่มีระดับความผูกพันต่ำ เช่น ครีมทาหน้าแบบซอง จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากผู้บริโภคสามารถทดลองซื้อได้ง่าย และหากไม่พอใจก็สามารถเลิกใช้ได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระระยะยาว

 

“คาดการณ์กันว่าสถานการณ์ตลอดทั้งปีนี้อาจไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีนัก เพราะโดยธรรมชาติแล้ว นักการตลาดมักเป็นกลุ่มคนที่มองโลกในแง่บวกและพยายามมองหาโอกาสในการเติบโตอยู่เสมอ ดังนั้น หากนักการตลาดยังประเมินว่าสถานการณ์ไม่ดี ก็สะท้อนว่าเศรษฐกิจในภาพรวมกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก” ผศ. ดร. เอกก์ กล่าวทิ้งท้าย

The post สมาคมการตลาดยอมรับ ปีนี้อุตสาหกรรม ‘ไม่รุ่ง’ สงครามพ่นพิษทำคนไม่กล้าใช้จ่าย ฟากบริษัทใหญ่แห่หั่นงบ-เอเจนซี่ดังขาดทุนหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถูกสุดกว่า iPhone ! Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ เคาะราคาเริ่มต้น 19,900 บาท เจาะตลาดนักศึกษาโดยเฉพาะ https://thestandard.co/apple-macbook-neo-student-launch/ Thu, 05 Mar 2026 05:43:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1184541 ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย

สัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้ปิดฉากลง […]

The post ถูกสุดกว่า iPhone ! Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ เคาะราคาเริ่มต้น 19,900 บาท เจาะตลาดนักศึกษาโดยเฉพาะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย

สัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้ปิดฉากลงอย่างน่าตื่นเต้น! เมื่อ Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ คอมพิวเตอร์พกพาซีรีส์ใหม่ล่าสุดในรอบหลายปีอย่างเป็นทางการบนหน้าเว็บไซต์ โดยชูจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวขั้นสูง และเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาและผู้เริ่มต้น (Entry-level) ด้วยราคาที่ถือว่าเข้าถึงง่ายที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Mac

 

 

 

ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย 1

 

“เราตื่นเต้นอย่างยิ่งกับการเปิดตัว MacBook Neo ซึ่งพร้อมมอบความมหัศจรรย์ของ Mac ในราคาสุดว้าว” John Ternus รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple กล่าว “MacBook Neo ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่หมดเพื่อเป็นแล็ปท็อปที่หลายคนเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีเพียง Apple เท่านั้นที่ทำได้ MacBook Neo แบบใหม่หมดมาในดีไซน์แบบอะลูมิเนียมที่สวยงามและทนทาน พร้อมด้วยจอภาพ Liquid Retina ที่สวยสด, ประสิทธิภาพที่ขับเคลื่อนด้วย Apple Silicon, กล้อง ไมโครโฟนและลำโพงคุณภาพสูง, Magic Keyboard และ แทร็คแพด Multi-Touch รวมถึงฟีเจอร์ที่ใช้งานง่ายและทรงพลังของ macOS บอกเลยว่าเป็นแล็ปท็อปที่ไม่มีใครเหมือน”

 

ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย 2

 

MacBook Neo ได้รับการตีความใหม่ (Reimagined) จาก DNA ของ MacBook 12 นิ้วในตำนานที่เคยเปิดตัวในปี 2017 ให้เข้ากับยุค AI ตัวเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ด้วยการออกแบบที่บางเฉียบและน้ำหนักเบา ทำให้ MacBook Neo เป็น Mac ที่พกพาสะดวกที่สุดเท่าที่ Apple เคยมีมา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Grab-and-go ของคนรุ่นใหม่

 

  • ชิปประมวลผล: ใช้ชิป Apple A18 Pro ที่มาพร้อม CPU แบบ 6-core และ GPU แบบ 5-core ซึ่งมีประสิทธิภาพรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การจัดการเอกสาร การท่องเว็บไซต์ การสตรีมเนื้อหา การปรับแต่งภาพ และการประมวลผลด้วย AI
  • หน้าจอ: Liquid Retina ขนาด 13 นิ้ว ความละเอียด 2408 x 1506 ความสว่าง 500 นิต รองรับสีสัน 1 พันล้านสี
  • กล้อง: FaceTime 1080p พร้อมลำโพงคู่ และไมโครโฟน
  • พกพาสะดวก: ตัวเครื่องอะลูมิเนียมดีไซน์มุมโค้งมน ให้สัมผัสที่แข็งแรงทนทาน ถือจับถนัดมือ น้ำหนักเบาเพียง 1.24 กิโลกรัม ทำให้ง่ายต่อการพกพาในกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าถือ
  • แบตเตอรี่: ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
  • การเชื่อมต่อ: มาพร้อมพอร์ต USB-C จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม จอภาพภายนอก และใช้สำหรับชาร์จไฟได้ทั้งสองพอร์ต
  • สีสันใหม่: มาให้เลือก 4 สี ทั้งสีบลัช สีอินดิโก สีเงิน และสีซิตรัส
  • ราคาและการจำหน่าย: 256GB 19,900 บาท และ 512GB 22,900 บาท

 

**ยังไม่มีกำหนดวันสั่งซื้อในไทย

 

ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย 3

 

การเปิดตัว MacBook Neo ในมุมมองของตลาดเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองในการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับตลาดคอมพิวเตอร์ภาคการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมามักจะเป็นพื้นที่ของ Chromebook และ Windows กลุ่มราคาประหยัด

 

การนำเสนอด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าซีรีส์ Air สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของ Apple ที่ตั้งใจสร้างความคุ้นเคยและผูกพันกับแบรนด์ (Brand Loyalty) ตั้งแต่วัยเรียน ได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในระบบ Ecosystem ของ Apple ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

อ้างอิง:

The post ถูกสุดกว่า iPhone ! Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ เคาะราคาเริ่มต้น 19,900 บาท เจาะตลาดนักศึกษาโดยเฉพาะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/bangkok-luxury-homes-demand/ Thu, 05 Mar 2026 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1184363 ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง

ตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร กำลังเข […]

The post บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง

ตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในกรุงเทพมหานคร กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่น่าจับตา เพราะถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่กำลังซื้อระดับบนกลับไม่ได้ชะลอตัวตาม

 

ตัวเลขจากแผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ชี้ชัดว่ากลุ่มผู้ซื้อระดับบนยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มนักธุรกิจที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย, นักลงทุนที่มองเห็นโอกาสในการปล่อยเช่า และชาวต่างชาติระดับผู้บริหารที่ต้องการที่พักอาศัยคุณภาพสูงในทำเลใจกลางเมือง

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีบ้านหรูเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 9,810 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 482,690 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่และมีพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง สำหรับปีพ.ศ. 2568 มีอุปทานเปิดขายใหม่ 1,191 ยูนิต มูลค่ารวม 43,520 ล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปีก่อนหน้าราวร้อยละ 20.49

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้พัฒนาเริ่มบริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยเปิดขาย มากกว่าการทุ่มเปิดตัวพร้อมกันหลายโครงการ

 

ทว่าเมื่อมองในฝั่งของความต้องการ ตัวเลขกลับสวนทาง ณ สิ้นปีพ.ศ. 2568 มีบ้านหรูที่อยู่ระหว่างการขายทั้งหมด 6,331 ยูนิต ขายไปแล้ว 3,895 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 61.52 ด้วยมูลค่าที่โอนกรรมสิทธิ์ถึง 46,734 ล้านบาท สูงกว่าทุกช่วงราคาในตลาดบ้านจัดสรรกรุงเทพฯ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ตัวเลขนี้ยืนยันว่ากำลังซื้อระดับบนยังคงแข็งแกร่ง และตลาดบ้านหรูเป็นเซกเมนต์ที่ขับเคลื่อนมูลค่าของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 2

 

ใครคือผู้นำตลาดบ้านหรู

 

ข้อมูลจากคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ณ สิ้นปีพ.ศ. 2568 ระบุว่า เอสซี แอสเสท ครองส่วนแบ่งตลาดบ้านหรูระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปมากที่สุด ด้วยสัดส่วนร้อยละ 15.70 ของอุปทานทั้งหมดที่อยู่ระหว่างการขาย ตามมาด้วย เอพี ไทยแลนด์ ที่ร้อยละ 10.64, แสนสิริ ร้อยละ 8.34, แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ร้อยละ 6.50 และ สิงห์ เอสเตท ร้อยละ 4.72 

 

ยิ่งไปกว่านั้น เอสซี แอสเสท ยังสร้างมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์บ้านจัดสรรในระดับราคาดังกล่าวได้สูงเกือบ 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 21 ของมูลค่าการโอนรวมทั้งตลาด

 

ปัจจัยที่ทำให้ เอสซี แอสเสท ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ มาจากหลายมิติที่ทำงานร่วมกัน ทั้งยอดขายที่แข็งแกร่ง การออกแบบบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับบนได้อย่างตรงจุด และคุณภาพงานก่อสร้างที่สร้างความเชื่อมั่น รวมถึงการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายที่ต่อเนื่อง จนเกิดการบอกต่อในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอย่างเป็นธรรมชาติ

 

เป็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มผู้ซื้อบ้านหรูในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสุทธิสูง (HNWIs) รุ่นอาวุโส แต่ยังรวมถึง ‘เศรษฐีรุ่นใหม่’ อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปที่ประสบความสำเร็จเร็ว บางส่วนซื้อบ้านเพื่อใช้เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการทำคอนเทนต์ จัดงานปาร์ตี้ หรือเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว 

 

ขณะที่ตลาดเช่ายังให้ผลตอบแทนน่าสนใจ โดยค่าเช่าบ้านหรูในระดับนี้อยู่ระหว่าง 200,000-1,000,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีผลตอบแทนสูงและได้รับความสนใจจากนักลงทุนในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าดังกล่าวยังคงมีความต้องการที่ซ่อนตัวอยู่ในตลาด และยังมีการกระจายตัวในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งสามารถมองเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดนี้ในอนาคต เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยในระดับหรูยังคงสูงและมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปในอนาคต

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 3

 

ทำเลและต้นทุนที่กำหนดเกมการแข่งขัน

 

‘ทำเล’ ยังคงเป็นตัวแปรหลักในการตัดสินใจซื้อบ้านหรู คอลลิเออร์สพบว่าพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ราชพฤกษ์, ปิ่นเกล้า, บรมราชชนนี, เพชรเกษม-กาญจนาภิเษก, บางนา, พระราม 9, รามอินทรา และกรุงเทพกรีฑา ซึ่งล้วนเป็นทำเลที่เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก มีโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างก้าวหน้า และอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการพัฒนาก็ปรับตัวสูงขึ้นทุกด้าน ราคาที่ดินในทำเลเด่นของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5-10 ต่อปี ค่าแรงในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 8-12 จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ 

ส่วนค่าก่อสร้างบ้านหรูขนาด 300 ตารางเมตร อยู่ที่ประมาณ 35,000-40,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าบ้านระดับราคาปกติที่อยู่ราว 20,000-25,000 บาทต่อตารางเมตร

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 4

 

ราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องยังส่งผลให้บ้านในเซกเมนต์นี้มีแนวโน้มตั้งอยู่บนที่ดินขนาดเล็กลง แต่ถูกออกแบบเป็นทรงสูงขึ้นเพื่อรักษาพื้นที่ใช้สอยให้ครบครัน 

 

โดยบ้านเดี่ยวระดับนี้ส่วนใหญ่พัฒนาบนที่ดินขนาด 60-300 ตารางวา มีพื้นที่ใช้สอย 300-1,365 ตารางเมตร ในบางทำเลราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 30 ล้านบาท และอาจสูงถึง 80 ล้านบาทหรือมากกว่า

 

สนามแข่งขันปี 2569 วัดกันที่คุณค่า

 

คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่าตลาดบ้านหรูราคา 20 ล้านบาทขึ้นไปในปีพ.ศ. 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง การส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่น (Wealth Transfer) รวมถึงนักลงทุนที่มองเห็นศักยภาพของตลาดเช่าที่ยังให้ผลตอบแทนดี

 

ด้านผู้พัฒนารายใหญ่ก็ยังคงเปิดตัวโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่จะเน้นบริหารจังหวะการเปิดขายและเลือกทำเลอย่างรอบคอบมากขึ้น

 

ภาพบ้านหรูหลังใหญ่ แสดงถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าการโอนสูงและกำลังซื้อแข็งแกร่ง 5

 

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือเกณฑ์ในการตัดสินใจของผู้ซื้อ ปีพ.ศ. 2569 จะเป็นปีที่ ‘คุณภาพ’ การออกแบบ ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ การแข่งขันในตลาดนี้จึงเปลี่ยนทิศจากการวัดกันที่ปริมาณ ไปสู่การวัดกันที่คุณค่าและความแตกต่างของแต่ละโครงการ

 

ท่ามกลางสนามแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้พัฒนาที่จะยืนอยู่แถวหน้าได้ คือผู้ที่เข้าใจว่าลูกค้าระดับบนต้องการอะไร และส่งมอบสิ่งนั้นได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การออกแบบที่มีเอกลักษณ์, งานก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงบริการหลังการขายที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองได้ลงทุนกับสิ่งที่คุ้มค่า ซึ่งนี่คือเกมที่ เอสซี แอสเสท กำลังเดินอยู่

The post บ้านหลังละ 20 ล้านขึ้นไป มูลค่าโอนกว่า 4.6 หมื่นล้าน ทำไมตลาดระดับบนถึงไม่เคยเงียบ? [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Geopolitics กับการลงทุน 101: อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์พิชิตการลงทุน https://thestandard.co/geopolitics-101-for-investors/ Wed, 04 Mar 2026 12:32:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1183403 Geopolitics กับการลงทุน 101: อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์พิชิตการลงทุน

กว่าหลายทศวรรษที่ตลาดการเงินโลกเชื่อว่าเศรษฐกิจเชื่อมโย […]

The post Geopolitics กับการลงทุน 101: อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์พิชิตการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Geopolitics กับการลงทุน 101: อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์พิชิตการลงทุน

กว่าหลายทศวรรษที่ตลาดการเงินโลกเชื่อว่าเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันลึกซึ้ง การค้าเสรีลดต้นทุน การผลิตกระจายตามประสิทธิภาพ และความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว ทว่าโลกกำลังเปลี่ยนไป โดยมี “ภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitics) เป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนในอดีตอาจมองข้าม

 

บทความนี้จะอธิบายว่า Geopolitics คืออะไรในมุมของนักลงทุน ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและราคาสินทรัพย์อย่างไร และนักลงทุนควรนำไปใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไร

 

Geopolitics คืออะไรในมุมของนักลงทุน?

 

เมื่อพูดถึง Geopolitics หลายคนมองว่า Geopolitics คือสงครามหรือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่สำหรับนักลงทุน Geopolitics คือโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ ซึ่งกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและการลงทุนระยะยาว

 

Geopolitics ในมุมของการลงทุน คือปัจจัยที่เปลี่ยนกติกาของระบบเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่การค้า พลังงาน เทคโนโลยี ไปจนถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่าใครควบคุมทรัพยากรสำคัญ ใครมีอำนาจกำหนดกฎ และใครต้องแบกรับความเสี่ยงเมื่อโลกเผชิญความไม่แน่นอน

 

ทำไม Geopolitics กลายเป็นตัวแปรที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุน ผ่านการขยายตัวจากสงครามทหารเป็นสงครามเศรษฐกิจ (คว่ำบาตร ควบคุมเทคโนโลยี ตั้งกำแพงภาษี) ทำให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนจากเน้นประสิทธิภาพเป็นเน้นความมั่นคง กระทบพลังงาน การค้า ห่วงโซ่อุปทาน และราคาสินทรัพย์ การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐจึงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และกระแสเงินทุน ที่นักลงทุนต้องใช้ประเมินพอร์ตการลงทุน

 

Geopolitics ของโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบโลกอย่างไร?

 

โลกเปลี่ยนจากขั้วเดียวจากสหรัฐอเมริกาขั้วเดียวเป็นหลายขั้ว อำนาจเศรษฐกิจและการเมืองกระจายตัว ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์เพื่อรักษาผลประโยชน์ นักลงทุนจึงเผชิญความเสี่ยงซับซ้อนขึ้น และต้องพิจารณา “ภูมิศาสตร์ของอำนาจ” ในการตัดสินใจลงทุน

 

โลกหลายขั้วสร้างระบบเศรษฐกิจแบ่งกลุ่มตามการเมืองและความมั่นคง แทนประสิทธิภาพ กฎเกณฑ์ต่างกันตามภูมิภาค เน้นพึ่งพาตนเองและฐานผลิตทางเลือก ทำให้เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนหลายความเร็ว นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงจากตำแหน่งของประเทศและอุตสาหกรรมในโครงสร้างใหม่แทนการมองภาพรวม

 

กลไกที่ Geopolitics ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

 

  1. การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานเน้นจากประสิทธิภาพไปสู่ความยืดหยุ่น

Geopolitics ทำให้โลกเปลี่ยนการผลิตของหลายประเทศไปสู่ Just-in-Case หรือการผลิตหรือจัดเก็บเผื่อไว้ในปริมาณมาก รัฐและธุรกิจยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อความมั่นคง ผ่าน Reshoring (การย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ) และ Friend-shoring (การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศพันธมิตร) ส่งผลให้ประสิทธิภาพเศรษฐกิจโลกลดลง และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างถาวร

 

  1. เงินเฟ้อเชิงโครงสร้างกับต้นทุนที่ไม่ย้อนกลับง่าย

ภูมิรัฐศาสตร์สร้างเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน เช่น พลังงานและการกีดกันทางการค้า เงินเฟ้อลักษณะนี้แก้ได้ยากด้วยดอกเบี้ย ทำให้สมมติฐานเงินเฟ้อต่ำยาวนานใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

  1. นโยบายการเงินและการคลังภายใต้แรงกดดันใหม่

เงินเฟ้อจากอุปทานจำกัดบทบาทนโยบายการเงิน ขณะที่รัฐต้องใช้นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น ส่งผลให้หนี้สาธารณะและบทบาทรัฐในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และกระทบอัตราดอกเบี้ยระยะยาว

 

  1. Geopolitics กลายเป็น Supply Shock ระดับโลก

Geopolitics คือ Supply Shock หรือการสะดุดอุปทานแบบที่คาดเดายาก กระทบพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และการเงินพร้อมกัน นักลงทุนต้องแยกให้ออกว่าผลกระทบใดเป็นชั่วคราว และใดเป็นเชิงโครงสร้างที่สะท้อนต่อราคาสินทรัพย์ระยะยาว

 

Geopolitics เปลี่ยนราคาสินทรัพย์อย่างไร?

 

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ราคาสินทรัพย์จึงสะท้อนต้นทุน ความเสี่ยง และอำนาจต่อรองที่เปลี่ยนไปตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่แค่ผลประกอบการหรือดอกเบี้ย

 

  1. สินค้าโภคภัณฑ์: จากวัตถุดิบสู่สินทรัพย์ด้านความมั่นคง

พลังงาน โลหะ และอาหาร กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องการควบคุมเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ราคาจึงผันผวนสูงขึ้น แต่มีโอกาสสร้างฐานราคาใหม่ เพราะอุปทานถูกจำกัดจากการเมืองโลก ไม่ใช่แค่กลไกตลาด ความเสี่ยงด้านอุปทานจึงแปลงเป็น Pricing Power (อำนาจในการกำหนดราคา) ในระยะยาว

 

  1. หุ้น: ผู้ได้ประโยชน์และผู้เปราะบางในโลกที่แบ่งขั้ว

Geopolitics ทำให้ความแตกต่างระหว่างอุตสาหกรรมชัดเจนขึ้น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคง และเทคโนโลยียุทธศาสตร์มักได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐ ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาซัพพลายเชนยาวต้องเผชิญต้นทุนและความไม่แน่นอนสูงขึ้น การประเมินหุ้นจึงต้องมอง “ตำแหน่งในระเบียบโลกใหม่” ควบคู่การเติบโต

 

  1. พันธบัตรและค่าเงิน: เมื่อ Safe Haven หรือสินทรัพย์ปลอดภัยไม่เหมือนเดิม

แรงกดดันเงินเฟ้อและนโยบายการคลังจาก Geopolitics ทำให้บทบาทพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ลดความเสี่ยงอาจไม่ทำงานเหมือนเดิม ในบางช่วง Supply Shock หุ้นและพันธบัตรอาจอ่อนตัวพร้อมกัน ขณะที่ค่าเงินสะท้อนการไหลของเงินทุนไปยังประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและสถาบันการเงินมากกว่าเดิม

 

  1. ทองคำและสินทรัพย์จริง: กันชนในโลกไม่แน่นอน

ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ทองคำกลับมาเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่ไม่ผูกกับความน่าเชื่อถือของรัฐใดรัฐหนึ่ง ขณะที่สินทรัพย์จริง เช่น โครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่ผูกกับเงินเฟ้อ ได้รับความสนใจในฐานะกันชนต่อความผันผวนและต้นทุนที่สูงขึ้น

 

ความเสี่ยงจาก Geopolitics ที่ส่งผ่านมายังสินทรัพย์

 

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์แทรกซึมเศรษฐกิจโลก นักลงทุนต้องเผชิญความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปอย่างมาก พอร์ตจึงต้องรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน คาดเดายาก นอกเหนือจากความเสี่ยงเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย

 

  1. Country Risk: ความเสี่ยงที่ไม่ได้อยู่ในงบการเงิน

Geopolitics ทำให้ความเสี่ยงจากประเทศต่างก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ นักลงทุนต้องประเมินประเทศจากเสถียรภาพทางการเมือง ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ และบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก นำไปสู่ความเสี่ยงร่วมของสินทรัพย์ในประเทศเดียวกัน เพราะเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยน ทุนอาจไหลเข้า-ออกอย่างรวดเร็วตามการรับรู้ความเสี่ยง

 

  1. Correlation ที่ไม่เหมือนเดิม: เมื่อการกระจายความเสี่ยงซับซ้อนขึ้น

เดิมการกระจายพอร์ตอาศัยสมมติฐานความสัมพันธ์สินทรัพย์เพื่อลดความผันผวน แต่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนความสัมพันธ์นี้ผ่านแรงกระแทกอุปทาน ทำให้ช่วงตึงเครียดสินทรัพย์หลายชนิดอาจปรับลงพร้อมกันจากความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนจึงพบว่าพอร์ตที่กระจายดีแล้วอาจไม่ช่วยป้องกันความผันผวนได้ตามที่คาด

 

  1. Diversification ในโลก Geopolitics: มากกว่าหลายสินทรัพย์

เมื่อโลกแบ่งเป็นหลายขั้ว การกระจายพอร์ตต้องขยายจากประเภทสินทรัพย์ไปสู่มิติทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ เพื่อเลี่ยงการพึ่งพาปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เดียวกัน การเข้าใจว่าประเทศหรืออุตสาหกรรมใดได้เปรียบเสียเปรียบจาก Geopolitics คือหัวใจของการจัดพอร์ตระยะยาว

 

  1. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง vs ความผันผวนระยะสั้น

Geopolitics ทำให้นักลงทุนต้องแยกแยะระหว่างความผันผวนระยะสั้นจากข่าว กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกในระบบเศรษฐกิจ บางเหตุการณ์ส่งผลแค่สั้นๆ แต่ไม่เปลี่ยนพื้นฐาน ขณะที่บางการเปลี่ยนแปลงแม้ค่อยเป็นค่อยไป แต่ส่งผลยาวนานต่อพอร์ต การตระหนักถึงความแตกต่างนี้ช่วยให้นำ Geopolitics มาใช้เป็นกรอบคิด เพื่อเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือหลายฉากทัศน์ ไม่ใช่แค่เครื่องมือทำนาย

 

ข้อผิดพลาดที่นักลงทุนมักทำในการอ่าน Geopolitics

 

แม้ Geopolitics จะเป็นประเด็นในการลงทุน แต่ที่นักลงทุนตัดสินใจพลาดบ่อยครั้ง ไม่ใช่เพราะขาดข้อมูล แต่เพราะใช้กรอบคิดที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

 

  1. มอง Geopolitics เป็นข่าว มากกว่าปัจจัยเชิงโครงสร้าง

นักลงทุนมักมอง Geopolitics เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่แท้จริงแล้วมันสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจ เช่น การเปลี่ยนเส้นทางการค้า การย้ายฐานการผลิต และต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างถาวร ซึ่งไม่จางหายไปตามข่าว

 

  1. ประเมินผลกระทบสั้นเกินไป

ภูมิรัฐศาสตร์มีกรอบเวลาทำงานต่างจากตลาด การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้าแต่ส่งผลยาว การประเมินผลกระทบในระยะสั้นอาจทำให้นักลงทุนมองข้ามการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำหนดผลตอบแทนสินทรัพย์ในระยะยาว

 

  1. ใช้การทำนายเหตุการณ์ แทนการประเมินความเสี่ยง

การคาดการณ์ Geopolitics ที่ไม่แน่นอนมักทำให้มั่นใจเกินจริง สิ่งสำคัญกว่าคือการประเมินความทนทานของพอร์ตการลงทุนต่อหลายฉากทัศน์

 

  1. คิดว่า Geopolitics กระทบทุกสินทรัพย์เหมือนกัน

ภูมิรัฐศาสตร์ไม่เป็นข่าวร้ายสำหรับทุกสินทรัพย์ แต่สร้างความแตกต่างระหว่างผู้ได้ประโยชน์และผู้รับผลกระทบ การเหมารวมว่าความตึงเครียดกระทบตลาดทั้งหมด อาจทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

Framework อ่าน Geopolitics เพื่อการลงทุน

 

โลกที่ Geopolitics เป็นแรงขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจและการเงิน การอ่านข่าวมากอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนต้องการ “กรอบคิด” เพื่อแยกความผันผวนระยะสั้นออกจากความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง แทนที่จะพยากรณ์เหตุการณ์ นักลงทุนสามารถใช้ Geopolitics ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ผ่าน 4 คำถามหลัก

 

  1. กระทบฝั่งอุปทานหรืออุปสงค์

Geopolitics มักสร้างแรงกระแทกด้านอุปทาน (พลังงาน วัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน) ซึ่งส่งผลกระทบยาวนานและกดดันต้นทุนเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

  1. เป็นผลชั่วคราวหรือเชิงโครงสร้าง

บางเหตุการณ์ผันผวนแค่ระยะสั้น ไม่กระทบพื้นฐานเศรษฐกิจ ขณะที่บางการเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ ปรับโครงสร้างต้นทุนและกติกาตลาด ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนระยะยาวมากกว่า

 

  1. ใครได้อำนาจกำหนดราคา

เมื่อมี Geopolitics การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพ แต่เป็นการควบคุมทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน หรือเทคโนโลยีสำคัญ ซึ่งทำให้ผู้มีอำนาจกำหนดราคาสามารถรับมือความผันผวนได้ดีกว่า

 

  1. ผลกระทบกระจุกหรือกระจายทั้งระบบ

หากผลกระทบจำกัด ความเสี่ยงจัดการได้ง่าย แต่หากกระทบวงกว้าง ความผันผวนอาจแทรกซึมเข้าสู่สินทรัพย์หลายประเภทพร้อมกัน

 

5 Key Takeaway สุดท้ายของภูมิรัฐศาสตร์กับการลงทุน 101

 

  1. Geopolitics ไม่ใช่แค่ข่าว แต่คือโครงสร้างใหม่ของการลงทุน ที่เปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลกทั้งด้านพลังงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

 

  1. ต้นทุนโลกที่สูงขึ้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่ชั่วคราว การย้ายฐานผลิต การกีดกันอุตสาหกรรม และการแข่งขันทางอำนาจ ทำให้เงินเฟ้อและต้นทุนไม่ลดลงง่ายเหมือนก่อน

 

  1. Geopolitics สร้างความแตกต่างในสินทรัพย์ ไม่ได้กระทบทุกอย่างเท่ากัน บางอุตสาหกรรมหรือประเทศได้ประโยชน์ แต่บางส่วนเปราะบาง การลงทุนต้องมองลึกกว่าภาพรวมตลาด

 

  1. การกระจายพอร์ตยุคนี้ต้องมองเกินประเภทสินทรัพย์ ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่ในหุ้นหรือพันธบัตร แต่กระจายอยู่ในภูมิศาสตร์ นโยบายรัฐ และตำแหน่งของประเทศในเศรษฐกิจโลก

 

  1. นักลงทุนควรประเมินความเสี่ยง ไม่ใช่ทำนาย Geopolitics ออกแบบพอร์ตให้ทนทานต่อหลายฉากทัศน์ และพร้อมรับความไม่แน่นอน

 

ท้ายที่สุด Geopolitics ไม่ได้ทำให้การลงทุนซับซ้อนขึ้น แต่บังคับให้นักลงทุนต้องคิดเป็นระบบมากขึ้น ผู้ที่เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ในฐานะปัจจัยเชิงโครงสร้าง จะมีความได้เปรียบในการประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจลงทุนในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

*บทความนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

The post Geopolitics กับการลงทุน 101: อ่านเกมภูมิรัฐศาสตร์พิชิตการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE: Merz Aesthetics รุกตลาดผลิตภัณฑ์ฉีด ย้ำเทรนด์นวัตกรรมความงามยุคใหม่ สวยอย่างปลอดภัยและยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/merz-aesthetics-beauty-safe-zone/ Wed, 04 Mar 2026 10:41:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1184019 ภาพผลิตภัณฑ์ฉีดความงามและนวัตกรรมใหม่จาก Merz Aesthetics ในงาน UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE เน้นความปลอดภัยและยั่งยืน

การดูแลตัวเองด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัยเติบโตเพิ่มขึ้นอย่ […]

The post UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE: Merz Aesthetics รุกตลาดผลิตภัณฑ์ฉีด ย้ำเทรนด์นวัตกรรมความงามยุคใหม่ สวยอย่างปลอดภัยและยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ฉีดความงามและนวัตกรรมใหม่จาก Merz Aesthetics ในงาน UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE เน้นความปลอดภัยและยั่งยืน

การดูแลตัวเองด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัยเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบัน จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรพบว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 75,200 ล้านบาท โต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีการเติบโตของกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ อาทิ กลุ่ม LGBTQIA+ กลุ่ม GenZ รวมไปถึงผู้ชาย ซึ่งทำให้หัตถการความงามประเภทไม่ผ่าตัดได้รับความนิยม และมีสัดส่วนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 26%

 

ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามไทย เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย (Merz Aesthetics Thailand) บริษัทชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องอัลเทอร่า และผลิตภัณฑ์ฉีดสำหรับใช้ในคลินิกเสริมความงาม เดินเกมรุกตลาดผลิตภัณฑ์ฉีดเต็มตัว พร้อมชวนมองมิติความงามที่มากไปกว่าความสวยตามเทรนด์ แต่รวมไปถึง “ความปลอดภัย” และ “สุขภาพผิวระยะยาว” ในงาน “UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE” ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม ที่ผ่านมา

 

ภาพผลิตภัณฑ์ฉีดความงามและนวัตกรรมใหม่จาก Merz Aesthetics ในงาน UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE เน้นความปลอดภัยและยั่งยืน 1

 

UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE: ปลดล็อกความงามที่ตั้งบนองค์ความรู้และมาตรฐานความปลอดภัย

 

ภายในงาน “UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE” เมิร์ซ เอสเธติกส์ ตอกย้ำหลักคิด “Safety First, Confidence Always” ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมส่งเสริมความงามอย่างเป็นธรรมชาติที่มาพร้อมความปลอดภัย นอกจากนั้นยังสะท้อนเทรนด์ความงามยุคใหม่ “Beauty Longevity” ที่เน้นการดูแลตัวเองในระยะยาว โดยใช้เทคโนโลยีช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เสริมสร้างสุขภาพที่ดีตั้งแต่ภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริง

 

งาน “UNLOCK BEATY SAFE ZONE” ยังพาทุกคนไปอัพเดตเทรนด์ความงามพร้อมกับทีมแพทย์ตลอดทั้ง 3 วัน ตัวอย่างไฮไลต์ได้แก่ การเผยวิธีดูแลสุขภาพผิวแบบ Regenerative Longevity โดย พญ. สุรัสศวัลย์ วงศ์เกียรติขจร ที่เน้นการฟื้นฟูระดับเซลล์ซึ่งส่งผลให้ผิวสุขภาพดีในระยะยาวแทนการซ่อมแซมเพียงชั่วคราว พร้อมทั้งนำเสนอโปรแกรม RESET ที่ไม่ได้เป็นเพียงการทำหัตถการเพื่อปรับรูปหน้า แต่เป็นการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย ด้วยสารกระตุ้นคอลลาเจน ประเภท Regenerative Biostimulator เพื่อสุขภาพผิวที่ดีจากภายใน

 

พญ. อรุณี ทองอัครนิโรจน์ ร่วมพูดคุยในเซสชันของ Biomimetic HA Filler หรือ ฟิลเลอร์พอดีผิว ที่มีนวัตกรรม BBMT technology (BELOTERO Biomimetic Matrix Technology) ทำให้สามารถเลียนแบบโครงสร้างและการทำงานของผิวตามธรรมชาติ และพอดีกับผิวอย่างลงตัว ภายใต้คอนเซปต์ “Nature is in the detail, is you”

 

พร้อมแชร์ “กรอบแนวคิดผลลัพธ์ธรรมชาติ” ที่ทำให้ได้ความงามแบบเป็นธรรมชาติ ได้แก่ See คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล, Touch ผิวสัมผัส
เรียบเนียน, Feel มั่นใจในความเป็นตัวเอง และ Express การแสดงสีหน้าได้ตามความต้องการ ที่สอดรับกับผิวยุคใหม่ Natural Luxury Beauty ที่ความดูดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่เป็นความพอดีอย่างเป็นธรรมชาติ

 

นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล เจาะลึกการดูแลความงามแบบมินิมอล หรือ “Minimal but Meaningful Aesthetics” เน้นการดูแลผิวระยะยาวด้วย Botulinum Toxin ที่มีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากสิ่งเจือปน ผ่านเทคโนโลยี Double Purification หรือการกรอง 2 ชั้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและอาการดื้อโบ เพื่อให้การทำหัตถการเห็นผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยในระยะยาว

 

นอกจากนั้น เมิร์ซ เอสเธติกส์ ยังเปิดตัวแคมเปญ “Skin, by your design” เสนอผลิตภัณฑ์ฉีดระดับโลกทั้ง 3 ของแบรนด์ ได้แก่ โบทูลินั่ม ท็อกซิน ฟิลเลอร์ และสารกระตุ้นคอลลาเจน ที่ตอบโจทย์การออกแบบผิวเฉพาะบุคคล และขยายความร่วมมือไปสู่ไลฟ์สไตล์การเดินทาง โดยจับมือกับ Grab Ads แพลตฟอร์มชั้นนำ เปิดตัวแคมเปญ “ปลดล็อกทุกเส้นทางความสวย เซฟความรู้สึกที่ดี เพื่อตัวเอง” กับขบวนรถที่ Wrap ด้วยภาพ “ตู้เซฟ” สื่อถึงความปลอดภัยและความมั่นใจ พร้อมมอบโปรโมชันพิเศษ ‘MERZSAVE’ รับส่วนลดการเดินทางไปยังคลินิกพาร์ตเนอร์ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 สิงหาคม 2569 และสิทธิพิเศษส่วนลดค่าบริการ 50% สำหรับ 3 โปรแกรมยอดนิยม ได้แก่ โปรแกรมโบทูลินั่ม ท็อกซิน โปรแกรม BELOTERO Revive และโปรแกรม RADIESSE ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 31 พฤษภาคม 2569

 

ภาพผลิตภัณฑ์ฉีดความงามและนวัตกรรมใหม่จาก Merz Aesthetics ในงาน UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE เน้นความปลอดภัยและยั่งยืน 2

 

3 แกนหลัก ในการเติบโตของ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ในอนาคต

 

สำหรับการเติบโตในอีก 1-3 ปีข้างหน้า เมิร์ซ เอสเธติกส์ วางรากฐานกลยุทธ์ไว้ผ่าน 3 แกนหลักได้แก่

 

  • สื่อสารจุดยืนของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้าน ‘Medical Aesthetics’ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่มีงานวิจัยรองรับ ปลอดภัย ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน สร้างความน่าเชื่อถือและมาตรฐานในระดับสากล
  • ลงทุนด้าน ‘Medical Education’ กับแพทย์และคลินิกพันธมิตร เพื่อสนับสนุนให้แพทย์นำเสนอการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย
  • สื่อสารกับผู้บริโภค สร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ กลไกการทำงาน และการเลือกบริการบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง

 

การเดินทางของ เมิร์ซ เอสเธติกส์ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำเสนอนวัตกรรม แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ความสวยงามคือความมั่นใจที่มาพร้อมความปลอดภัย และเป็น ‘เซฟโซน’ ให้กับทุกคนได้ในระยะยาว

The post UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE: Merz Aesthetics รุกตลาดผลิตภัณฑ์ฉีด ย้ำเทรนด์นวัตกรรมความงามยุคใหม่ สวยอย่างปลอดภัยและยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่ม ปตท. เล็งชงรัฐบาลใช้นโยบายเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล เป็น 10% หรือ B10 รับมือวิกฤตพลังงาน คาดช่วยประหยัดเงินนำเข้าประเทศได้สูงถึง 25,000 ล้านบาท https://thestandard.co/ptt-proposes-b10-energy-crisis/ Wed, 04 Mar 2026 10:28:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1184282 กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตสงครามในตะวัน […]

The post กลุ่ม ปตท. เล็งชงรัฐบาลใช้นโยบายเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล เป็น 10% หรือ B10 รับมือวิกฤตพลังงาน คาดช่วยประหยัดเงินนำเข้าประเทศได้สูงถึง 25,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน โดย GGC เล็งจับมือกลุ่ม ปตท. ชงรัฐบาลใช้สูตรน้ำมัน B10-B20 ที่ประเทศไทยผลิตได้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

 

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยในงานแถลงนโยบายและแนวทางการดำเนินธุรกิจ ปี 2569 ระบุว่า ปัญหาสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของบริษัท เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกหรือระบบโลจิสติกส์ เป็นสิ่งที่ GGC คาดการณ์และติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ในขณะเดียวกัน แม้การยกเลิกการสนับสนุนไบโอดีเซล B100 จากกองทุนน้ำมันไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ผลกระทบก็มีไม่มากนัก เนื่องจากการอุดหนุนของรัฐบาลอยู่ในระดับเพียงประมาณ 50 สตางค์เท่านั้น

 

ชู ‘ไบโอดีเซล’ พลังงานบนดิน ทางรอดในวิกฤตสงคราม

 

ล่าสุด GGC วันนี้ (4 มีนาคม) ได้หารือกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพื่อเตรียมข้อนำเสนอแนวทางต่อรัฐบาลในการนำเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบัน 5% (B5) เป็น 10% (B10) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสามารถไปได้ถึง 20% (B20) ซึ่งจะสามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันของรัฐบาล และจะช่วยรักษาสมดุลของอุปทานน้ำมันปาล์มในประเทศได้อย่างพอดี เนื่องจากผลผลิตปาล์มครึ่งหนึ่งถูกใช้เพื่อการบริโภค และอีกครึ่งหนึ่งใช้ในภาคพลังงาน

 

ทั้งนี้ มองว่าวิกฤตความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรที่ถือเป็น น้ำมันบนดิน นั่นคือพลังงานสะอาด (Green Energy) อย่างไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมันดิบในปริมาณสูงถึงราว 100 ล้านบาร์เรล ซึ่งในจำนวนนี้ถูกนำมาผลิตเป็นน้ำมันดีเซลถึง 30-40%

 

โดยมีความเสี่ยงที่น่ากังวลคือ ราว 50% ของน้ำมันที่ใช้ในประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเกิดปัญหาการขนส่งจนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศ กฤษฎาเสนอว่า หากประเทศไทยปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจากปัจจุบัน 5% (B5) เป็น 10% (B10) หรือขยับไปที่ 20% (B20) จะสามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลลงได้ 10-20% ซึ่งจะช่วยประหยัดเม็ดเงินนำเข้าประเทศได้สูงถึง 25,000 ล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไปซึ่งการใช้การนำไบโอดีเซล มาใช้ผสมจะมีความคุ้มค่ามากขึ้น

 

อีกทั้งจะช่วยยืดระยะเวลาความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ยังช่วยพยุงภาคการขนส่งให้เดินหน้า ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากผลผลิตปาล์มครึ่งหนึ่งถูกใช้เพื่อการบริโภค และอีกครึ่งหนึ่งใช้ในภาคพลังงาน

 

ทั้งนี้ ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมที่กำลังการผลิตไบโอดีเซล (B100) ของทั้งตลาดมีอัตราการใช้ (Utilization Rate) เฉลี่ยเพียง 30% แต่ กฤษฎา เผยว่า ในปีที่ผ่านมา GGC สามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิต B100 ได้สูงถึงกว่า 50% หรือประมาณ 5 แสนตันต่อปี โดยปัจจัยสำคัญมาจากการบริหารจัดการ (Optimization) ภายในกลุ่ม ปตท. ผนวกกับความสามารถในการผลิตด้วยต้นทุนที่ดีกว่า ทำให้พันธมิตรและโรงกลั่นอื่นๆ เลือกที่จะสั่งซื้อจากบริษัท ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาและบริหารจัดการกำลังการผลิต B100 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แนะภาครัฐต้องมองภาพรวมทั้งอีโคซิสเต็ม

 

กฤษฎาเน้นย้ำว่า การสนับสนุนของภาครัฐต้องมองภาพรวมทั้งอีโคซิสเต็ม ไม่ใช่เพียงการพยุงราคาให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันต้นทุนผลปาล์มของไทยสูงมากเพราะให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ต่ำ เฉลี่ยเพียง 3 ตันกว่าต่อไร่ และมีอัตราการสกัดน้ำมันเพียง 18% เทียบกับอินโดนีเซียและมาเลเซียที่ทำได้ถึง 4-5 ตันต่อไร่ เมื่อต้นทุนพุ่งไปถึง 3-4 บาท เกษตรกรจึงเรียกร้องให้ประกันราคาที่ 6-7 บาท ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายแต่ไม่ยั่งยืน

 

สิ่งที่ GGC ลงมือทำแล้วคือการลงพื้นที่ส่งเสริมเกษตรกรให้ปรับวิธีปลูกและนำของเสียจากโรงงานมาใช้ประโยชน์ จนสามารถดันผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 4 กว่าตัน และบางรายทำได้สูงสุดถึง 7 ตันต่อไร่ หากผลผลิตดีขึ้น ต้นทุนของเกษตรกรจะลดลงเหลือเพียง 2 บาทกว่า และหากขายได้ในราคา 4-4.50 บาท เกษตรกรจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเท่าตัว วิธีนี้จะดึงต้นทุน B100 ลงมาอยู่ระดับ 20 กว่าบาทต่อลิตร ทำให้สามารถแข่งขันกับน้ำมันฟอสซิลได้ โดยไม่กระทบราคาขายปลีกหากน้ำมันดีเซลทรงตัวระดับ 30 กว่าบาทต่อลิตร

 

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ GGC 1

กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC

 

เร่งปรับโครงสร้าง ‘นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์’ ปลดล็อกผลขาดทุน

 

สำหรับความคืบหน้าของ โครงการนครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กดดันผลประกอบการมาตลอด 3 ปี เนื่องจากตลาดเอทานอลอยู่ในภาวะซบเซาอย่างหนัก กฤษฎาเปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทกำลังเดินหน้ากลยุทธ์หลักคือการปรับโครงสร้างโครงการ (Restructure) แม้จะมีกระบวนการที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการและใบอนุญาตต่างๆ แต่คาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในปีนี้

 

เมื่อเจาะลึกถึงรายละเอียด ปัจจุบันการก่อสร้างทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยในเฟส 2 เริ่มมีการรับรู้รายได้จากการขายสาธารณูปโภค (Utility) แม้ช่วงที่ผ่านมาปริมาณการขายจะยังไม่สูงนัก เนื่องจากพาร์ตเนอร์หลักอย่าง NatureWorks มีการเลื่อนกำหนดการดำเนินงานออกไป แต่ในปีนี้ NatureWorks ได้เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการทดลองเครื่องจักรสำหรับผลิตพลาสติกชีวภาพ (PLA) แล้ว ซึ่งจะช่วยให้การขายสาธารณูปโภคขยับตัวดีขึ้น

 

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเด็ดขาด บริษัทยังได้ตัดสินใจ หยุดผลิตเอทานอลชั่วคราว ในปีนี้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงจนไม่คุ้มค่ากับราคาขายในตลาด พร้อมเตรียมแผนทรานส์ฟอร์มระยะยาว จากกลุ่มธุรกิจ Bioenergy สู่ Biochemicals อย่างเต็มตัว

 

โดยมองถึงการนำกำลังการผลิต B100 ที่เหลือไปผลิตเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) รวมถึงการเตรียมความพร้อมนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพน้ำมันพืชใช้แล้ว (Treated UCO) เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในอนาคต

 

GGC ตั้งเป้า EBITDA โตไม่น้อยกว่า 10%

 

กฤษฎา กล่าวต่อว่า ในปี 2569 ตั้งเป้าหมาย EBITDA ในปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 10% พร้อมทั้งมีแผนลดค่าใช้จ่ายลงไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท เตรียมงบลงทุน 400 ล้านบาทเพิ่มกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก 10,000 ตัน พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้จากธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) หนุนรายได้รวมเติบโต 20% และวางรากฐาน Carbon Credit เพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว โดยมีเป้าหมาย EBITDA แตะระดับ 1,200 ล้านบาทภายในปี 2573

 

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 แม้ประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรมจะยังคงเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัว ตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และด้วยศักยภาพด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทมีการบริหารจัดการ สภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัทที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่รองรับ การเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ

 

ปรับพอร์ตโฟลิโอ-ลุยเจาะตลาด High Value Products 4 แพลตฟอร์ม

 

สำหรับธุรกิจปัจจุบัน GGC มีอัตราการใช้กำลังการผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) อยู่ที่ราว 70% โดยมีตลาดส่งออกหลักคืออินเดียและจีน รวมถึงตลาดรองอย่างญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และแอฟริกาใต้

 

บริษัทตั้งเป้าหมายขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVP) ให้มีความสมดุลผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่

 

  • Home & Personal Care: เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สร้างรายได้เป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
  • Pharmaceutical (ยา): ตลาดยังมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เนื่องจากมีความซับซ้อนในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลและทีมแพทย์
  • Cosmetics & Skincare: มุ่งเน้นการผลิตสารออกฤทธิ์ (Active Ingredients) ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อไม่ให้ทับซ้อนหรือแข่งกับลูกค้าปลายทางของบริษัทที่ซื้อครีมเบส (Cream Base) ไปใช้อยู่แล้ว
  • Coating & Resin: นำเสนอผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization)

 

อีกทั้ง ในปีนี้บริษัทจะเน้นการทำตลาดเชิงพาณิชย์ (Commercial Launch) สำหรับนวัตกรรมที่ซุ่มพัฒนามาปีกว่า เช่น Biocellulose และ Surfactant อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเจรจากับ แบรนด์ระดับโลก ที่ต้องการบรรลุเป้าหมาย Scope 3 เพราะกลุ่มนี้ต้องการวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green/RSPO) แต่ในราคาเท่ากับวัตถุดิบปกติที่ไม่ได้รักษ์โลก ซึ่ง GGC กำลังพยายามผลักดันแนวทางแบ่งเบาต้นทุนร่วมกันทั้งซัปพลายเชน เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้

The post กลุ่ม ปตท. เล็งชงรัฐบาลใช้นโยบายเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล เป็น 10% หรือ B10 รับมือวิกฤตพลังงาน คาดช่วยประหยัดเงินนำเข้าประเทศได้สูงถึง 25,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน https://thestandard.co/japan-sushi-shellfish-shortage-china-imports/ Wed, 04 Mar 2026 05:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1184098 วัตถุดิบหอยทะเลสำหรับซูชิที่ขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤติโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มสะเทือนสู่ตลาดซูชิใน […]

The post โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัตถุดิบหอยทะเลสำหรับซูชิที่ขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤติโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มสะเทือนสู่ตลาดซูชิในญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบประเภทหอยที่เผชิญทั้งปัญหาปริมาณลดลงและราคาพุ่งสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลไปจนถึงร้านซูชิระดับพรีเมียม

 

บริษัทค้าส่งอาหารทะเลรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Chuo Gyorui รายงานว่า ปัจจุบันหอยอาซาริที่เข้าสู่ตลาดปลาในหลายเมืองของญี่ปุ่นกว่า 90% เป็นสินค้านำเข้าจากจีน สะท้อนภาพการพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการลดลงของผลผลิตภายในประเทศ

 

ในเชิงโครงสร้างราคา ความแตกต่างยิ่งตอกย้ำแรงกดดันด้านต้นทุน หอยอาซาริขนาดกลางจากจังหวัดไอจิจำหน่ายที่ 1,600 – 1,800 เยนต่อกิโลกรัม สูงกว่าสินค้านำเข้าจากจีนซึ่งอยู่ที่ราว 700 เยนต่อกิโลกรัม หรือมากกว่าสองเท่า ขณะเดียวกัน ปริมาณการจับหอยอาซาริในญี่ปุ่นลดลงมากกว่า 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2024 ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของอุปทาน

 

แรงกระเพื่อมดังกล่าวลุกลามถึงภาคธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ (Edomae) ที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่น ยอมรับว่า ร้านจำนวนมากประสบปัญหาในการจัดหาหอย ‘อาซาริ’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเมนูฟุคางาวะเมชิ อาหารพื้นถิ่นของกรุงโตเกียวที่เคยอาศัยทรัพยากรจากอ่าวโตเกียวอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันปริมาณกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ด้าน ทากาอากิ ซูกิตะ เจ้าของร้าน Nihonbashi Kakigaracho Sugita ร้านซูชิเอโดะมาเอะชื่อดัง กล่าวว่า แม้ฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัตถุดิบหอย แต่การจัดหากลับยากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะวัตถุดิบโทริไก หรือหอยแครงญี่ปุ่นเนื้อสีดำที่มีรสหวานและเนื้อสัมผัสดี ซึ่งในอดีตเคยมีจำหน่ายจำนวนมากในยุคตลาดปลา Tsukiji Market

 

แต่ปัจจุบันทั้งปริมาณและขนาดของหอยโทริไกกลับลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่ร้านสามารถจำหน่ายได้ยาว 4 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ปัจจุบันเหลือเพียงราว 2 เดือน และบางวันไม่สามารถนำเสนอเมนูได้เลยหากไม่ได้วัตถุดิบคุณภาพดี อีกทั้งจากเดิมใช้หอยขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวต่อซูชิ 1 คำ ปัจจุบันต้องใช้ถึง 2 ตัว สะท้อนต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มสูงขึ้น

 

แนวโน้มราคายิ่งสร้างแรงกดดันด้านอุปทาน โดยปี 2025 ราคาเฉลี่ยของโทริไกในตลาด Toyosu Market อยู่ที่ราว 3,400 เยนต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 40% จาก 5 ปีก่อน ขณะที่หอยชนิดอื่นปรับขึ้นรุนแรงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมที่เพิ่มขึ้น 70% หอยเชลล์เพิ่มขึ้น 80% และอะคาไกหรือหอยแครงแดงที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยภาพรวมราคาหอยปรับขึ้นเร็วกว่าปลา สะท้อนความเปราะบางของทรัพยากรประเภทนี้เมื่อเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งควรเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน กลับเผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน ฤดูหนาวที่ผ่านมาในทะเลเซโตะใน เกิดเหตุหอยนางรมตายจำนวนมาก บางพื้นที่สูญเสียผลผลิตถึง 80–90% ปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงปริมาณแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารของหอยที่ลดลงตามระดับสารอาหารในทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป

 

แม้แต่หอยเชลล์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกประมงอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ในปี 2025 หอยเชลล์เพาะเลี้ยงราว 90% ในอ่าวมุตสึ จังหวัดอาโอโมริ ตายจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน การขาดแคลนลูกหอยรุ่นใหม่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลญี่ปุ่นยังเดินหน้าผลักดันการส่งออกหอยเชลล์และหอยนางรม แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่อยู่ในสถานะพร้อมส่งออก เนื่องจากหอยต้องใช้เวลาราว 2 ปีจึงเติบโตถึงขนาดจำหน่ายได้ ส่งผลให้การฟื้นตัวของกำลังการผลิตต้องใช้เวลา และไม่สามารถเร่งได้ในระยะสั้น

 

ทากาอากิ ซูกิตะ ยอมรับว่า ภาวะขาดแคลนอาหารทะเลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก และไม่ได้จำกัดเฉพาะหอยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปลาทูน่า โคฮาดะ และปลาหมึกที่หายากขึ้นต่อเนื่อง และในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาด้านวัตถุดิบ แต่สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอาหารทะเลญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารราคาโดยไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคมากเกินไป

 

พร้อมยังมองว่า ผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาวิกฤต โดยเสนอให้ร้านอาหารและลูกค้าหันมาเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล แทนการบริโภคเมนูยอดนิยมอย่างอูนิหรือไข่หอยเม่นตลอดทั้งปี เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรทางทะเล เปิดโอกาสให้ระบบนิเวศได้ฟื้นตัว และสร้างความยั่งยืนให้กับวัฒนธรรมซูชิของญี่ปุ่นให้อยู่รอดได้ในระยะยาว

 

ภาพ:Wanessa_p/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าซื้อ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย มุ่งจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง https://thestandard.co/cpaxt-food-purveyor-malaysia-retail/ Wed, 04 Mar 2026 04:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1184030 ภาพประกอบข่าวซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย เพื่อขยายตลาดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. บริษัทย่อยภายใต้ บริ […]

The post ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าซื้อ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย มุ่งจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) เข้าซื้อกิจการ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย เพื่อขยายตลาดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. บริษัทย่อยภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ CPAXT) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant รวม 50 สาขาในประเทศมาเลเซีย

 

รายการดังกล่าวเป็นการเข้าซื้อหุ้น 100% ของทุนจดทะเบียนของ The Food Purveyor Sdn. Bhd. สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยบริษัทเชื่อว่า

 

สำหรับการเข้าลงทุนครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจค้าปลีกสู่ตลาดยุทธศาสตร์อย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค รวมถึงการขยายธุรกิจเพื่อครอบคลุมฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมผ่านเครือข่าย 50 สาขาของ The Food Purveyor และ เมื่อรวมกับโลตัสในประเทศมาเลเซียอีก 70 สาขา ส่งผลให้ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีเครือข่ายรวมกว่า 120 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

 

ทั้งนี้ การขยายธุรกิจสู่ทำเลศักยภาพในเขตเมืองและย่านรายได้สูง จะช่วยเสริมความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์และฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้รวดเร็วและการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญ โดยโลตัสมีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีกและการบริหารเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่บริษัท The Food Purveyor เชี่ยวชาญด้านตลาดค้าปลีกพรีเมียม เสริมศักยภาพการเติบโตครอบคลุมทุกระดับกำลังซื้อ

 

ทั้งนี้ คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ภายหลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง การเข้าลงทุนในบริษัท The Food Purveyor ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของซีพี แอ็กซ์ตร้าในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน

The post ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าซื้อ The Food Purveyor ธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในมาเลเซีย มุ่งจับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! https://thestandard.co/yada-yoppa-yogurt-launch-49-baht/ Wed, 04 Mar 2026 04:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1184026 ภาพปกผลิตภัณฑ์ YoPPa Yogurt โดยมีรูป ‘ญดา’ นริลญา กุลมงคลเพชร ผู้บริหารในวงกลม พร้อมข้อความเปิดตัวแบรนด์และราคา 49 บาท

ท่ามกลางกระแสเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเ […]

The post ‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกผลิตภัณฑ์ YoPPa Yogurt โดยมีรูป ‘ญดา’ นริลญา กุลมงคลเพชร ผู้บริหารในวงกลม พร้อมข้อความเปิดตัวแบรนด์และราคา 49 บาท

ท่ามกลางกระแสเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ทั้งผู้เล่นรายเล็กและแบรนด์ใหญ่ต่างเร่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด เพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ

 

หนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตา คือ ญดา–นริลญา กุลมงคลเพชร นักแสดงสาวจากซีรีส์แซฟฟิกของช่อง 3 และ Play Park ที่ตัดสินใจก้าวจากบทบาทในวงการบันเทิงสู่สนามธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เตรียมเปิดตัวแบรนด์โยเกิร์ต YoPPa Yogurt ภายใต้บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด ซึ่งจะประเดิมเปิดสาขาแรกวันที่ 6 มีนาคมนี้ ในทำเลสยามสแควร์ ซอย 3

 

การผันตัวครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากกระแสหรือโอกาสทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดตั้งต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอมองว่าจะเป็นการเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

 

ญดาเล่าว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ตารางงานถ่ายทำละครแน่นเกือบทุกวัน ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพสะสม ทั้งความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารอย่างชัดเจน ทั้งท้องอืด และระบบขับถ่ายไม่ปกติ จึงเริ่มกลับมาสำรวจตัวเองจริงจัง ทั้งพฤติกรรมการกิน การนอน และการใช้ชีวิต

 

และจากการศึกษาเรื่องโภชนาการและการดูแลลำไส้ พบว่าโยเกิร์ตเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญในการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยลดอาการท้องอืดและทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทางพัฒนาสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพ

 

“ยอมรับว่าตอนแรกแค่ดื่มเพื่อดูแลตัวเอง แต่พอศึกษาตลาดจริงจัง ก็เห็นว่าเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะปลายปีที่ผ่านมา ตลาดโยเกิร์ตดริงก์เริ่มกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เห็นได้จากการมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาหลายราย และแม้ตลาดจะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่มองว่ายังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในมิติของราคา การเข้าถึง และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่” ญดา ย้ำ

 

เป็นที่มาของแบรนด์ชื่อ ‘YoPPa Yogurt’ ที่มาจากการเล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า Oppa ในภาษาเกาหลี ซึ่งสะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมป๊อปที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล โดยตั้งใจวางแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย สดใส และเข้าถึงง่าย

 

YoPPa Yogurt

 

สำหรับภายในร้านจะมีเมนูประมาณ 15 รายการ ราคาเริ่มต้น 49–129 บาท ครอบคลุมทั้งโยเกิร์ตสมูทตี้ โยเกิร์ตผลไม้ และเมนูที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น เช่น ชา–กาแฟโยเกิร์ต ซึ่งผสานวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนเมืองเข้ากับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีแซนด์วิชไข่เฮลตี้เพื่อเพิ่มตัวเลือกอาหารว่าง

 

อีกหนึ่งในจุดที่สร้างความแตกต่าง คือการตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 49 บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายแบรนด์ในตลาด ญดาอธิบายว่า การกำหนดราคาเป็นผลจากการรับฟังเสียงผู้บริโภคในโลกออนไลน์ ที่ตั้งคำถามว่าทำไมโยเกิร์ตหนึ่งแก้วจึงมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคก็น้อยลงตามไปด้วย

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีการคำนวณต้นทุนทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าพนักงาน ดูว่าถ้าบริหารจัดการ จะสามารถตั้งราคาที่คนเข้าถึงได้หรือไม่ และเมื่อประเมินแล้วว่าทำได้ จึงตัดสินใจเริ่มต้นที่ราคาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะทำเลสยามสแควร์ที่มีทราฟฟิกเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่เป็นหลัก

 

เบื้องต้นสาขาแรกใช้งบลงทุนประมาณ 7 ล้านบาท เปิดเป็นร้านในรูปแบบ Grab & Go ตกแต่งสไตล์เกาหลี เน้นความคล่องตัวและการซื้อกลับอย่างรวดเร็ว รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก

 

ในปี 2569 มีแผนขยายเพิ่มอีก 5 สาขา ทั้งรูปแบบลงทุนเองและแฟรนไชส์ โดยกำหนดค่าแฟรนไชส์แรกเข้า 250,000 บาท และคิดค่า Royalty Fee 2% ของยอดขาย พร้อมสนับสนุนวัตถุดิบบางส่วนจากส่วนกลาง

 

ยอมรับว่ากังวลกับการเปิดแฟรนไชส์ในช่วงที่แบรนด์ยังใหม่ แต่หลังจากมีผู้สนใจติดต่อเข้ามามากกว่า 10 ราย บริษัทจึงเริ่มพัฒนาโมเดลแฟรนไชส์อย่างจริงจัง พร้อมเร่งวางระบบหลังบ้าน ซัพพลายเชน และมาตรฐานควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

“เรายังไม่รีบขยายแบบก้าวกระโดด ที่ผ่านมามีการทำระบบให้แข็งแรง คาดว่าแฟรนไชส์จะเริ่มขายได้ปีนี้ และปีแรกตั้งเป้าไม่เกิน 50 สาขา”

 

ด้านกลยุทธ์การตลาดของ YoPPa Yogurt จะเน้นการสร้างกระแสแบบปากต่อปาก ควบคู่กับการทำงานร่วมกับอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อขยายการรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้าง โดยอาศัยความเข้าใจเชิงลึกต่อพฤติกรรมผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ

 

ประสบการณ์ดังกล่าวต่อยอดมาจากการทำแบรนด์เครื่องประดับออนไลน์ Today I miss u ในช่วงปี 2023–2024 ซึ่งดูแลทุกกระบวนการด้วยตนเอง ตั้งแต่การสร้างสรรค์คอนเทนต์ การวางทิศทางการสื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงการปิดการขาย ทำให้ได้เรียนรู้การสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจน และการสื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงจุด ประกอบกับพื้นฐานด้านการเรียนสาขาการสื่อสารการตลาด ยิ่งช่วยเสริมความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ในการวางตำแหน่งสินค้าและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค

 

นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการทำธุรกิจออนไลน์ที่ผ่านมา ไม่เพียงสอนเรื่องการขาย แต่ยังทำให้เข้าใจแก่นของการสร้างแบรนด์และการสื่อสารในโลกดิจิทัล ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันให้ YoPPa เติบโตและสร้างฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแรงในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการ แต่ ญดา ยอมรับว่า ตั้งความหวังไว้ในใจว่ารายได้ปีแรกจะสามารถแตะระดับ 50 ล้านบาท พร้อมมองภาพระยะยาวในการขยายไปต่างประเทศ ซึ่งเริ่มมีพาร์ทเนอร์ติดต่อเข้ามาแล้ว

 

พร้อมย้ำว่าการเติบโตต้องมาพร้อมความมั่นคง และสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทำให้แบรนด์แข็งแรง มีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ก่อน ถ้าฐานแน่นพอ การขยายในอนาคตก็จะง่ายขึ้น

 

การขยับบทบาทในครั้งนี้ไม่ได้เจอแค่ความท้าทายทางธุรกิจ หากแต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญของศักยภาพในการสร้างความแตกต่าง และความสามารถในการนำพาแบรนด์ให้ยืนหยัดได้ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

The post ‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ https://thestandard.co/thailand-post-suspend-middle-east-parcels/ Tue, 03 Mar 2026 11:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1183912 ภาพกราฟิกจากไปรษณีย์ไทย แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับ และเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศแจ้งการขนส่งสิ่งของระหว่ […]

The post สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกจากไปรษณีย์ไทย แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับ และเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศทั่วโลก

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศแจ้งการขนส่งสิ่งของระหว่างประเทศไปยังบางประเทศปลายทางในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงบางประเทศในทวีปยุโรป แอฟริกา เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ รวม 25 ประเทศ อาจมีความล่าช้า และในบางประเทศปลายทางยังไม่สามารถส่งได้ ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อการให้บริการขนส่งทางอากาศและเส้นทางการบินระหว่างประเทศ

 

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อน่านฟ้าและการให้บริการของสายการบินระหว่างประเทศซึ่งได้ยกเลิกเที่ยวบินไปยังภูมิภาคนี้ ทำให้บริการเกิดความล่าช้าใน 25 ปลายทาง

 

รวมถึงประเทศในทวีปยุโรป, แอฟริกา, เอเชียใต้ และอเมริกาเหนือ เนื่องจากท่าอากาศยานบางแห่งในตะวันออกกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งต่อ (Transit Hub) ของสายการบิน โดยผลกระทบดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

 

สำหรับประเทศปลายทางที่ได้รับผลกระทบด้านความล่าช้าคือ กลุ่มประเทศยุโรป ได้แก่ อาร์เมเนีย, บัลแกเรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, ไซปรัส, สหราชอาณาจักร, กรีซ, จอร์เจีย ,ไอร์แลนด์, มอลตา, โรมาเนีย, สเปน และสวิตเซอร์แลนด์

 

กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี กลุ่มประเทศในแอฟริกา ได้แก่ แอลจีเรีย อียิปต์ โมร็อกโก ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ กลุ่มประเทศในเอเชียใต้ ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา และในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา

 

ทั้งนี้ ยังไม่สามารถส่งสิ่งของ ด้วยบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศทุกประเภทบริการ ไปปลายทางประเทศบาห์เรน, อิหร่าน, อิสราเอล, คูเวต, เลบานอน, กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นการชั่วคราว รวมทั้งยังไม่สามารถส่งสิ่งของด้วยบริการ Courier Post ไปปลายทางประเทศดังกล่าวข้างต้น และปลายทางประเทศซาอุดีอาระเบีย จอร์แดน และโอมาน เป็นการชั่วคราว

 

อย่างไรก็ดี ไปรษณีย์ไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอัปเดตการให้บริการในปลายทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

The post สงครามตะวันออกกลางกระทบโลจิสติกส์ ‘ไปรษณีย์ไทย’ แจ้งระงับส่งพัสดุ 7 ชาติอาหรับชั่วคราว พร้อมเตือนดีเลย์อีก 25 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคตามหลังตะวันตก Fintech เอเชีย ผงาดผู้นำนวัตกรรมการเงิน https://thestandard.co/asia-fintech-leads-innovation/ Tue, 03 Mar 2026 08:41:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1183866 ภาพกราฟิก Fintech เอเชีย ก้าวล้ำตะวันตก โดยมี Digital Lending เป็นหัวใจขับเคลื่อน

ในอดีตอุตสาหกรรมฟินเทคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มักพัฒนาผล […]

The post หมดยุคตามหลังตะวันตก Fintech เอเชีย ผงาดผู้นำนวัตกรรมการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก Fintech เอเชีย ก้าวล้ำตะวันตก โดยมี Digital Lending เป็นหัวใจขับเคลื่อน

ในอดีตอุตสาหกรรมฟินเทคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มักพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือโซลูชัน ทางการเงิน โดยอิงกระแสความต้องการจากอุตสาหกรรม ฟินเทคประเทศตะวันตก แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมาฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก ได้หันมาพัฒนาโซลูชันทางการเงิน ที่ตอบสนองความต้องการของคนในภูมิภาคมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการเข้าถึง บริการทางการเงิน ของกลุ่มคนด้อยโอกาสที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน

 

Ian Fong, VP of Content ของ Money20/20 Asia เปิดเผยว่า ฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก ก้าวพ้นระยะทดลองสู่การลงมือทำจริงและการเติบโตเต็มตัว จะเห็นได้จากพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานทางการเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และครอบคลุมมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิกจะส่งผลต่อทิศทางของระบบการเงินโลก

 

นอกจากนี้ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นประเด็นหลักของในการดำเนินธุรกิจฟินเทคในปี 2026 โดยข้อมูลจากรายงาน Future of Fintech in APAC พบว่า 90% ของผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรม ระบุว่า การป้องกันการทุจริตเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ซึ่งอยู่ที่ 6.8%

 

Digital Lending ดันฟินเทค APAC ล้ำหน้าตะวันตก

 

ปัจจุบันบริการทางการเงินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความล้ำหน้ากว่าประเทศตะวันตกอย่างมากโดยเฉพาะ Digital Lending เนื่องจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ในภูมิภาค ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ในช่วงที่ผ่านมาผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัล ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเร่งนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาออกแบบโซลูชันทางการเงิน โดยเน้นสมัครง่ายและใช้งานสะดวกผ่านมือถือเป็นหลัก และผสานโซลูชันดังกล่าวเข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนที่ถูกละเลย (Underserved) จากระบบการเงินดั้งเดิม

 

Ian Fong, VP of Content ของ Money20/20 Asia และ Danny Levy, Executive Vice President (EVP) และ Managing Director (MD), APAC & Middle East ของ Money20/20 Asia ได้ยกตัวอย่าง Digital Lending ที่ได้รับความนิยมในอาเซียน ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยออกแบบบริการทางการเงินเพื่อตอบโจทย์กลุ่มคน Underserved ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

  • Wingbank ซูเปอร์แอปจากประเทศกัมพูชา ใช้ Aternative data เพื่อเป็นเกณฑ์พิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้กับ SME
  • Awantunai สตาร์ทอัปฟินเทคจากประเทศอินโดนีเซีย เน้นปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประการรายย่อย (MSMEs) และร้านค้าขนาดเล็กให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อสินค้าเข้าร้าน ในรูปแบบRevenue based lending and Invoice based lending
  • Grab ปล่อยสินเชื่อให้สินเชื่อ Micro lending ให้กู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพให้กับพาร์ทเนอร์คนขับ (Rider) โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • True Money ที่เชื่อมข้อมูลการใช้จ่ายของลูกค้าใน 7-Eleven มาเป็นข้อมูลพิจารณาในการปล่อยสินเชื่อ Buy Now, Pay Later (BNPL)

 

โดยรายงานยังชี้ว่า 72.9% ของผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมฟินเทค มองว่าโซลูชันฟินเทคที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สะท้อนโอกาสที่ขยายตัวของนวัตกรรมทางการเงินที่มุ่งสร้างการเข้าถึงอย่างทั่วถึง

 

“การเข้าถึงบริการทางการเงินไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการนำผลิตภัณฑ์ไปไว้บนช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการออกแบบที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้บริโภค” Moritz Gastl, General Manager ของ Tala Philippines กล่าว “ในตลาดอย่างฟิลิปปินส์ ความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความยืดหยุ่นมีความสำคัญไม่แพ้การประเมินเครดิต สินเชื่อดิจิทัลจะสร้างคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้คนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การนำระบบเดิมมาเปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน”

 

ไทยช้าไปหรือยังในสนาม Virtual Bank?

 

Danny Levy, Executive Vice President (EVP) และ Managing Director (MD), APAC & Middle East ของ Money20/20 Asia กล่าวว่า สำหรับการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งมีผู้ให้บริการ 3 รายที่ได้รับอนุญาตจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบด้วย 1.บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทในเครือ Ascend Money กลุ่มทรู) 2.ธนาคารกรุงไทย, บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส, บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) 3.บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน), WeTechnology และ KakaoBank ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมิถุนายน 2569

 

Danny มองว่า ยังไม่สายเกินไปที่ประเทศไทยจะเปิดบริการ Virtual Bank ตอนนี้ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าช่วงเวลา คือเมื่อเปิดบริการแล้ว ความท้าทายคือธนาคารไร้สาขาจะสามารถตอบสนองความต้องการ และแก้ปัญหาให้กับลูกค้ากลุ่ม underserved ได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับธนาคารดั้งเดิมที่มีฐานลูกค้าและปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ

 

เช่น สิงคโปร์ ธนาคารดั้งเดิมมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการ ลูกค้าที่ดีอยู่แล้ว ธนาคารไร้สาขาจึงต้องแข่งขันด้วยนวัตกรรมเพื่อออกแบบ บริการที่น่าดึงดูดกว่า ในขณะที่ในอินโดนีเซีย การเกิดขึ้นของ Virtual bank ช่วยทำให้คนเข้าถึงบริการ ทางการเงินมากขึ้น เนื่องจากยังมีกลุ่มคนที่ไม่สามารถเดินทาง ไปรับบริการที่สาขาได้

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดบริการของ Virtual Bank ในไทยจะช่วยกระตุ้นการแข่งขัน ในอุตสาหกรรมธนาคารทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี และการลดต้นทุน เพื่อยกระดับชีวิตผู้คนด้วยการเข้าถึงบริการการเงินอย่างเท่าเทียม

 

ความร่วมมือจะเป็นหัวใจของทศวรรษถัดไป

 

ภาพรวมจากรายงาน Future of Fintech in APAC ชี้ให้เห็นว่า เอเชียแปซิฟิก ไม่ได้อยู่ในช่วงทดลองแนวคิดฟินเทคอีกต่อไป แต่กำลังลงมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางการเงินที่พร้อมใช้งานจริง เมื่อการใช้ AI ขยายตัวมากขึ้น ระบบการชำระเงิน เชื่อมโยงถึงกันอย่างไร้รอยต่อ และสินทรัพย์ดิจิทัล เริ่มเข้าสู่ตลาดที่มีกฎระเบียบชัดเจน ภูมิภาคนี้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นต้นแบบของการพัฒนาและกำกับดูแลระบบการเงินในระดับโลก

 

“นวัตกรรมฟินเทคในระยะถัดไปจะวัดกันที่ความสามารถในการเดินหน้าด้านเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ตลาดในเอเชียแปซิฟิกกำลังแสดง ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นวัตกรรมทางการเงินและการขยายการเข้าถึงบริการ ทางการเงินสามารถเติบโตไปด้วยกันได้” Ian Fong กล่าวเสริม

The post หมดยุคตามหลังตะวันตก Fintech เอเชีย ผงาดผู้นำนวัตกรรมการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รพ.วิมุต เตือน ‘ภัยเงียบ’ ฉุดเศรษฐกิจ หลังหญิงไทยตรวจพบโรคร้ายระยะรุนแรงพุ่ง เหตุงานรัดตัว-เลี่ยงพบแพทย์ https://thestandard.co/vimut-women-health-economy-impact/ Tue, 03 Mar 2026 07:54:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1183846 ผู้หญิงทำงานกำลังมองไปข้างหน้า สื่อถึงบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทยและปัญหาด้านสุขภาพที่อาจเป็นภัยเงียบต่อประเทศ

โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เผย เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยพลังผ […]

The post รพ.วิมุต เตือน ‘ภัยเงียบ’ ฉุดเศรษฐกิจ หลังหญิงไทยตรวจพบโรคร้ายระยะรุนแรงพุ่ง เหตุงานรัดตัว-เลี่ยงพบแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงทำงานกำลังมองไปข้างหน้า สื่อถึงบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทยและปัญหาด้านสุขภาพที่อาจเป็นภัยเงียบต่อประเทศ

โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เผย เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยพลังผู้หญิง กำลังเป็นเมกะเทรนด์ของไทยและทั่วโลก หลังผู้หญิงมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนทั้งในฐานะแรงงาน ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ และผู้นำองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรม สะท้อนพลังทางเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตระยะยาวและการแข่งขันของประเทศ ประเด็นด้าน สุขภาพผู้หญิง กลับยังถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานต่อศักยภาพแรงงานและความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยพบว่าผู้หญิงไทยจำนวนไม่น้อยตรวจพบโรคเฉพาะทางสตรีในระยะที่อาการรุนแรงแล้ว ส่งผลให้การฟื้นตัวล่าช้า หรือบางกรณีโรคลุกลามจนกระทบคุณภาพชีวิตและความสามารถในการทำงาน

 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก Grant Thornton ระบุว่า บทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งในปี 2567 ไทยมีสัดส่วนผู้หญิงดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก อยู่ที่ 42% สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำในระดับองค์กรที่แข็งแกร่ง

 

ขณะที่รายงาน Global Entrepreneurship Monitor ปี 2024–2025 ซึ่งสำรวจ 51 ประเทศทั่วโลก พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนผู้หญิงเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดำเนินกิจการมากกว่า 3.5 ปี สูงกว่าผู้ชาย โดยมีอัตราส่วนหญิงต่อชายที่ 1.04 เท่า สะท้อนว่าผู้หญิงไทยไม่ได้เป็นเพียงแรงงานในระบบเศรษฐกิจ แต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ตัดสินใจด้านการลงทุน การบริโภค และการบริหารองค์กรอย่างเต็มตัว

 

ส่วนในมิติอุตสาหกรรมสุขภาพ ข้อมูลตลาดระบุว่า ตลาดสุขภาพสตรีในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7.2% ต่อปี และคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 5.8 พันล้านบาทภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสทางธุรกิจควบคู่กับความจำเป็นเชิงสังคมที่ต้องเร่งยกระดับระบบดูแลสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้หญิง

 

นพ. นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า แม้ผู้หญิงจะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่สุขภาพผู้หญิงกลับยังไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร โดยผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบร่างกายที่ซับซ้อนตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยสูงอายุ ขณะที่โรคจำนวนมากมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและไม่แสดงอาการรุนแรงในระยะแรก ทำให้การตรวจสุขภาพเชิงลึกมักถูกเลื่อนออกไป

 

นอกจากนี้ ภาระงาน บทบาทในครอบครัว และหน้าที่ดูแลผู้อื่น มักทำให้ผู้หญิงให้ความสำคัญกับตนเองเป็นลำดับท้าย ๆ ประกอบกับปัจจัยด้านความกลัว ทั้งกลัวการตรวจ กลัวการพบความผิดปกติ หรือกังวลต่อผลกระทบของกระบวนการรักษาที่อาจกระทบชีวิตประจำวันและการทำงาน ปัจจัยเหล่านี้จึงกลายเป็นต้นทุนเงียบ ที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานหญิง และในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เมื่อมาดูสถิติผู้ป่วยหญิงของโรงพยาบาลวิมุต ระหว่างปี 2565–2568 พบ 5 กลุ่มโรคที่พบบ่อย ได้แก่

 

1. เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก พบมากในวัยเจริญพันธุ์ อาการสำคัญคือประจำเดือนมามากหรือนานเกิน 7 วัน มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ อ่อนเพลียจากภาวะซีด หากก้อนมีขนาดใหญ่ อาจกดเบียดอวัยวะใกล้เคียง ทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูก แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรง ตั้งแต่ติดตามอาการ ใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด

 

2. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือที่รู้จักในชื่อช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญนอกมดลูก ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและพังผืด อาการที่พบบ่อยคือปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ บางรายตรวจพบเมื่อมีปัญหาการมีบุตร

 

3. ภาวะเลือดออกผิดปกติจากมดลูกและช่องคลอด อาจสะท้อนความผิดปกติของฮอร์โมนหรือโรคในระบบสืบพันธุ์ มีอาการเลือดออกนอกช่วงมีประจำเดือน รอบเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือนควรพบแพทย์ทันที

 

4. ก้อนที่เต้านม ซึ่งผู้ป่วยสามารถตรวจพบได้ด้วยตนเอง สัญญาณอันตราย ได้แก่ ก้อนแข็ง โตเร็ว เต้านมผิดรูป ผิวหนังย่นคล้ายผิวส้ม หรือมีของเหลว/เลือดออกจากหัวนม ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์ตามช่วงอายุ

 

5. เนื้องอกไม่ร้ายของเต้านม พบได้บ่อยในวัยทำงานและช่วงฮอร์โมนแปรปรวน แม้ไม่ใช่มะเร็ง แต่จำเป็นต้องติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ

 

จากแนวโน้มดังกล่าว โรงพยาบาลวิมุตจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘One-Stop Women Health’ เพื่อรองรับการดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร โดยมุ่งเน้นการดูแลระยะยาว ตั้งแต่การป้องกัน การคัดกรอง การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเกิดโรคแล้วเท่านั้น

 

พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวแคมเปญ ‘Health for Her’ ที่ผสานทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ และความเข้าใจเชิงลึกด้านสุขภาพผู้หญิง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่าการตรวจพบเร็วและรักษาอย่างทันท่วงที คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัว ลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจของผู้หญิงไทยในอนาคต

 

ภาพ: Amnaj Khetsamtip / Shutterstock

The post รพ.วิมุต เตือน ‘ภัยเงียบ’ ฉุดเศรษฐกิจ หลังหญิงไทยตรวจพบโรคร้ายระยะรุนแรงพุ่ง เหตุงานรัดตัว-เลี่ยงพบแพทย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ https://thestandard.co/crc-revenue-dividend-thailand-vietnam/ Tue, 03 Mar 2026 03:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1183762 ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ CRC รายได้ 2.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ C […]

The post CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ CRC รายได้ 2.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC รายงานผลประกอบการปี 2568 ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว โดยสามารถสร้างรายได้รวมจากการดำเนินงานต่อเนื่อง (ไม่รวมธุรกิจในอิตาลี) สูงถึง 253,165 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงผลการดำเนินงานให้เติบโตได้ มาจากการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนและกระแสเงินสดอย่างรัดกุม ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องที่มั่นคงและมีอัตราส่วนทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

การกระจายความเสี่ยงผ่านโมเดลธุรกิจแบบ Multi-category และ Multi-format ครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น, ฟู้ด ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงทีผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชแนล

 

เมื่อเจาะลึกผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีรายได้ 71,162 ล้านบาท เติบโต 12% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 2,729 ล้านบาท เติบโตถึง 17% สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมการจับจ่ายที่ฟื้นตัวในช่วงปลายปี ผสานกับการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

 

แม้ภาพรวมกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 7,432 ล้านบาท ซึ่งลดลง 6% จากปีก่อนหน้า แต่คณะกรรมการบริษัทได้มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตรารวม 1.11 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและสร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุน

 

สำหรับโครงสร้างเงินปันผลดังกล่าว แบ่งเป็นการจัดสรรจากกำไรการดำเนินงานปกติ 0.53 บาท และเงินปันผลพิเศษจากการขายห้าง Rinascente ในอิตาลีอีก 0.58 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายปันผลพิเศษรอบแรกไปแล้ว จะทำให้ยอดรวมเงินปันผลจากรายการนี้สูงถึง 1.81 บาทต่อหุ้น

 

ทิศทางการเติบโตของ CRC ขับเคลื่อนด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ โดยให้น้ำหนักกับการขยายตลาดในประเทศไทยและเวียดนาม ในไทยมีการขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 9 แห่ง, โก โฮลเซลล์ 4 แห่ง และไทวัสดุ 3 แห่ง เพื่อเจาะลึกทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและตอบรับความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร

 

ขณะที่ตลาดเวียดนามถือเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยบริษัทได้ขยายศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! รวม 2 แห่ง พร้อมรีโนเวทสาขาแฟล็กชิปอีก 2 แห่ง เพื่อรักษาจุดยืนในการเป็นเบอร์ 1 Family Mall ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการสร้างการเติบโตระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความสำเร็จในเวียดนามยังสะท้อนผ่านการนำระบบสมาชิก The 1 ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยสามารถกวาดฐานผู้ใช้งานชาวเวียดนามไปได้ถึง 4.3 ล้านรายภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน เข้ามาเสริมทัพฐานสมาชิกในไทยที่มีอยู่เดิมกว่า 23 ล้านคน

 

นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนานวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อเป็นกลไกสร้างรายได้ (New Growth Engine) เช่น การรุกขยายสาขาออโต้วันเพิ่ม 13 แห่ง และการปั้นโมเดล ‘ท็อปส์ เดลี่ ไฮบริด’ ที่ผสานโซนสินค้าไลฟ์สไตล์จนสามารถดันยอดขายเฉลี่ยต่อวันให้เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 2 เท่า

 

รวมถึงการปรับพื้นที่ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ให้มีโซน Night Markets เพื่อดึงดูดทราฟฟิกและเปิดโอกาสให้ธุรกิจ SME ในชุมชนเข้ามาค้าขาย สำหรับปี 2569 CRC จะมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกต่อไป

The post CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา https://thestandard.co/mk-group-bonus-suki-expansion/ Tue, 03 Mar 2026 03:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1183760 ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ เอ็มเค กรุ๊ป และแผนขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ 50 แห่ง

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M ราย […]

The post เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปผลประกอบการ เอ็มเค กรุ๊ป และแผนขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ 50 แห่ง

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 โดยมียอดรายได้รวมอยู่ที่ 15,421 ล้านบาท ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 กลับส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจนจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เชิงรุก

 

รายได้จากการขายในไตรมาส 4 ปี 2568 สามารถทำยอดรวมได้ถึง 3,891 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales) กลับมาเติบโตที่ระดับ 1.3% ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการเจาะตลาดกลุ่มบุฟเฟต์ที่เข้ามาตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า

 

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการรุกตลาดด้วยแคมเปญ MK บุฟเฟต์ ‘คุ้มเกินคุ้ม’ ในราคา 299 บาท ซึ่งช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้บริการของลูกค้า ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมในช่วงเวลาดังกล่าวเติบโตได้ถึง 3.4% ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘โบนัส สุกี้’ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อเจาะตลาดกลุ่ม Budget Buffet โดยเฉพาะ

 

แบรนด์โบนัส สุกี้ ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างรวดเร็วด้วยระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถขยายสาขาแบรนด์น้องใหม่นี้ได้ถึง 15 แห่งภายในปี 2568 ถือเป็นการสร้างกลไกรายได้ใหม่เพื่อชดเชยกำลังซื้อในตลาดเดิมที่ชะลอตัวลงอย่างทันท่วงที

 

สำหรับความสามารถในการทำกำไร ในปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 838 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากสภาพเศรษฐกิจที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในภาพรวม ประกอบกับการแข่งขันในสมรภูมิธุรกิจร้านอาหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างธุรกิจสู่โมเดลบุฟเฟต์ยังส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัทฯ มีต้นทุนวัตถุดิบต่อยอดขายที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพอาหาร รวมถึงการใช้เม็ดเงินลงทุนก้อนแรกกว่า 500 ล้านบาท สำหรับการเร่งปูพรมขยายสาขาโบนัส สุกี้ ในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบุฟเฟต์หนาแน่นขึ้น ทั้งในส่วนของร้านเอ็มเค เรสโตรองต์ และแบรนด์โบนัส สุกี้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดสาขาใหม่

 

แม้จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตรา 0.5 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ยอดรวมการจ่ายเงินปันผลตลอดทั้งปีอยู่ที่ระดับ 1 บาทต่อหุ้น

 

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 MK Group วางยุทธศาสตร์มุ่งเน้นความยืดหยุ่น โดยจะนำเสนอเมนูและโปรโมชั่นที่เน้นความคุ้มค่า ควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ร้านอาหารในเครือให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

เป้าหมายสำคัญในปีนี้คือการเร่งขยายสาขา ‘โบนัส สุกี้’ เพิ่มเติมอีกกว่า 40-50 แห่งทั่วประเทศ โดยบริษัทฯ ได้เตรียมแผนเพิ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่ลดทอนมาตรฐานคุณภาพบริการของแบรนด์ในเครือ

The post เอ็มเค กรุ๊ป ปรับทัพรับกำลังซื้อ ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ – บุฟเฟต์ 299 ดันรายได้ไตรมาส 4 ฟื้น กางแผนปี’69 ลุยขยายเพิ่ม 50 สาขา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เที่ยวบินป่วนหนักจากเหตุโจมตีอิหร่าน ทำไมประกันการเดินทางถึงอาจไม่คุ้มครอง https://thestandard.co/iran-attack-flights-insurance/ Tue, 03 Mar 2026 02:50:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1183726 ผู้โดยสารดูหน้าจอแสดงข้อมูลเที่ยวบินที่สนามบิน ท่ามกลางสถานการณ์เที่ยวบินป่วนจากเหตุโจมตี อิหร่าน

สายการบินต่างๆ ได้ยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยวตั้งแต่สห […]

The post เที่ยวบินป่วนหนักจากเหตุโจมตีอิหร่าน ทำไมประกันการเดินทางถึงอาจไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้โดยสารดูหน้าจอแสดงข้อมูลเที่ยวบินที่สนามบิน ท่ามกลางสถานการณ์เที่ยวบินป่วนจากเหตุโจมตี อิหร่าน

สายการบินต่างๆ ได้ยกเลิกเที่ยวบินหลายพันเที่ยวตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อแผนการเดินทางของผู้คนจำนวนมากที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องในสนามบินกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

 

แต่หลายคนที่ซื้อประกันการเดินทางไว้เพื่อเป็นเบาะรองรับทางการเงินจากเหตุหยุดชะงักเหล่านี้ อาจจะต้องผิดหวัง

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางระบุว่า นั่นเป็นเพราะกรมธรรม์การเดินทางมาตรฐานมักจะยกเว้นความคุ้มครอง สำหรับเหตุหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามและการปฏิบัติการทางทหาร

 

ข้อสรุปคือนักท่องเที่ยวที่พลาดการเดินทางบางส่วนหรือทั้งหมด อาจไม่ได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ขอคืนเงินไม่ได้ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หรือทัวร์ ส่วนผู้ที่ติดอยู่ต่างประเทศก็อาจไม่ได้รับเงินชดเชยสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จ่ายไปสำหรับค่าอาหารหรือค่าที่พักเพิ่มเติม

 

“มีหลายสถานการณ์ที่ประกันการเดินทางจะไม่คุ้มครองคุณ” Sally French ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางจาก NerdWallet กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันแต่ละราย รวมถึงรายละเอียดเงื่อนไขย่อยในกรมธรรม์ด้วย ตัวอย่างเช่น ปฏิกิริยาลูกโซ่จากการปฏิบัติการทางทหาร เช่น เที่ยวบินล่าช้า หรือต่อเครื่องไม่ทัน อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์บางฉบับที่มีผลประโยชน์ครอบคลุมกรณีการเดินทางล่าช้า

 

“ด้วยเหตุนี้ สายการบินหลักๆ จึงได้ระงับเที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปและบินผ่านภูมิภาคนี้ พร้อมกับปิดศูนย์กลางการบินระดับโลกที่สำคัญอย่างดูไบ อาบูดาบี และโดฮา” Lauren McCormick โฆษกของ Squaremouth เว็บไซต์เปรียบเทียบประกันการเดินทาง เปิดเผยผ่านเว็บไซต์เมื่อวันจันทร์ (2 มีนาคม)

 

โดยภาพรวม มีเที่ยวบินหลายพันเที่ยวถูกระงับเนื่องจากการปิดน่านฟ้าเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความปั่นป่วนยังคงดำเนินต่อไปในวันจันทร์ โดยมีเที่ยวบินถูกยกเลิกไป 1,560 เที่ยว หรือคิดเป็นประมาณ 41% ของเที่ยวบินที่มีกำหนดเดินทางมายังกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ตามข้อมูลจาก Cirium บริษัทข้อมูลด้านการบิน

 

ประกันการเดินทางอาจคุ้มครองอะไรบ้างในเหตุโจมตีอิหร่าน?

 

McCormick บอกกับ CNBC ว่าแต่ละกรมธรรม์และสถานการณ์การเดินทางนั้นมีความแตกต่างกัน อาจมีบางกรณีที่กรมธรรม์ให้ความคุ้มครองครอบคลุมถึงผลกระทบจากการปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องอ่านเงื่อนไขย่อยของกรมธรรม์อย่างละเอียดเพื่อดูว่ามีเงื่อนไขใดเข้าข่ายบ้าง

 

ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดความคุ้มครองเหล่านั้นมักจะเจาะจงใช้กับ การยกเลิกและการหยุดชะงักของการเดินทาง (Trip cancellation and interruption) ซึ่งหมายถึงกรณีที่นักเดินทางต้องการยกเลิกทริปทั้งหมดก่อนออกเดินทาง หรือต้องตัดจบทริปกลางคัน

 

นักเดินทางบางรายอาจได้รับความคุ้มครอง หากการปฏิบัติการทางทหารทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบินเนื่องจากปัจจัยต่อเนื่อง เช่น ศูนย์กลางการบินหยุดชะงัก การจัดตารางเวลาของลูกเรือใหม่ หรือปัญหาขัดข้องทางกลไกที่เกิดจากตารางการบินที่แน่นขึ้น

 

นอกจากนี้ นักเดินทางที่ซื้อความคุ้มครองเสริมเฉพาะทาง เช่น ความคุ้มครองแบบ “ยกเลิกด้วยเหตุผลใดก็ได้” (Cancel for any reason) หรือ “หยุดชะงักด้วยเหตุผลใดก็ได้” (Interruption for any reason) อาจสามารถเรียกคืนค่าใช้จ่ายในการเดินทางบางส่วนได้

 

โดยกรมธรรม์แบบ “ยกเลิกด้วยเหตุผลใดก็ได้” จะมีผลสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ออกเดินทาง ส่วนกรมธรรม์แบบ “หยุดชะงักด้วยเหตุผลใดก็ได้” มีไว้สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างทริปการเดินทางแล้ว

 

โดยทั่วไป กรมธรรม์เหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าและมาพร้อมกับข้อแม้ เช่น การจำกัดเพดานจำนวนเงินที่สามารถเบิกคืนได้ และกรอบเวลาที่นักเดินทางสามารถแจ้งยกเลิกได้

 

อ้างอิง:

 

The post เที่ยวบินป่วนหนักจากเหตุโจมตีอิหร่าน ทำไมประกันการเดินทางถึงอาจไม่คุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ https://thestandard.co/tim-cook-apple-new-mac-ipad/ Mon, 02 Mar 2026 12:38:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1183621 Tim Cook ซีอีโอ Apple โพสต์ X ประกาศสัปดาห์แห่งการเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแ […]

The post Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ซีอีโอ Apple โพสต์ X ประกาศสัปดาห์แห่งการเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ระบุว่า “A big week ahead. It all starts Monday morning!” (สัปดาห์ยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง ทุกอย่างจะเริ่มต้นในเช้าวันจันทร์!) พร้อมแนบวิดีโอแอนิเมชันสั้นๆ เป็นรูปโลโก้ Apple

 

การออกมากล่าวเปรยของซีอีโอ เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่สื่อมวลชนจะเข้าร่วมงาน Special Apple Experience’ ตามคำเชิญที่ Apple ได้ส่งไปก่อนหน้านี้ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2026 เวลา 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

Apple ใช้คำว่า ‘สัปดาห์แห่งการเปิดตัว’ มักหมายถึงการทยอยปล่อยข่าว ประชาสัมพันธ์หรือวิดีโอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แบบ ‘วันละรุ่น’ ต่อเนื่องกันหลายวัน โดยนักวิเคราะห์และสื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าเราจะได้เห็นฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ดังนี้:

 

  • MacBook รุ่นประหยัด: มีข่าวลือว่า Apple เตรียมเปิดตัว MacBook ขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้ว ที่จะใช้ชิปเซ็ตระดับเดียวกับ iPhone เพื่อให้สามารถตั้งราคาเริ่มต้นที่ประมาณ $699 – $749 (ราว 25,000 – 27,000 บาท) ซึ่งจะเน้นกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา โดยคาดว่าจะมีสีสันสดใสให้เลือก เช่น สีเหลือง สีฟ้า และสีชมพู
  • Mac ชิป M5 : คาดว่าจะมีการเปิดตัว MacBook Air ที่ใช้ชิป M5 และ MacBook Pro รุ่น 14 และ 16 นิ้ว ที่อัปเกรดเป็นชิป M5 Pro และ M5 Max
  • iPad ใหม่ : อาจได้เห็น iPad รุ่นเริ่มต้น (Gen 12) และ iPad Air ที่ขยับมาใช้ชิป M4 เพื่อรองรับ Apple Intelligence
  • iPhone: คาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone สีใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ถึงการเปิดตัว iPhone 17e และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ด้วย

 

การเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ทยอยปล่อยข่าวตลอดทั้งสัปดาห์ แทนการจัดงานใหญ่เปิดตัวสินค้า (Keynote) เพียงวันเดียว ถือเป็นวิธีการในการ ‘ครองพื้นที่สื่อ’ โดยกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ชื่อของ Apple ถูกกล่าวถึงในแวดวงข่าวเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ สร้างกระแสความสนใจ ไปจนถึงวันกำหนดการที่สื่อมวลชนได้สัมผัสและทดลองใช้งานเครื่องจริง ในวันที่ 4 มีนาคม

 

อ้างอิง:

The post Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>