Wealth Alert – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Dec 2024 03:53:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อกองทุน ThaiESG ลดหย่อนภาษีปี 2567 https://thestandard.co/thaiesg-investment-tax-savings-2024/ Mon, 23 Dec 2024 07:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1021986 ThaiESG

ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 สำหรับใครที่ยังไม่ได้วางแผนภา […]

The post 5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อกองทุน ThaiESG ลดหย่อนภาษีปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ThaiESG

ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2567 สำหรับใครที่ยังไม่ได้วางแผนภาษี โดยเฉพาะการใช้สิทธิลดหย่อนต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีอย่าง ThaiESG ซึ่งปีนี้เงื่อนไขการลงทุนเปลี่ยนไปบางส่วน ขณะเดียวกันก็มีอะไรที่นักลงทุนควรจะรู้อีกบ้าง เพื่อให้การลงทุนครั้งเดียวได้ทั้งลดหย่อนภาษีและผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

 

THE STANDARD WEALTH พาทุกคนไปทำความรู้จักกับกองทุน ThaiESG ให้มากขึ้นผ่าน 5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกลงทุน

 

  1. ThaiESG คืออะไร

 

ThaiESG หรือ Thailand ESG Fund เป็นกองทุนรวมไทยที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่ยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุน ‘ระยะยาว’ ในกิจการที่เน้นความยั่งยืน พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

โดยกองทุน ThaiESG จะเน้นลงทุนในประเทศไทยในกิจการหรือโครงการที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมหรือด้านความยั่งยืน โดยมีนโยบายลงทุนในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่ออกโดยผู้ออกที่เป็นภาครัฐไทยหรือกิจการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ทั้งหุ้นไทย พันธบัตร และตราสารหนี้ไทย ที่ใส่ใจความยั่งยืน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีมากกว่า 80% ของ NAV 

 

  1. สิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

ข้อมูลอัปเดตปี 2567 กองทุน ThaiESG ปรับเกณฑ์ใหม่! สำหรับบุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้ จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุน สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท (จากเดิม 100,000 บาท) หรือไม่เกิน 30% ของรายได้ และปรับระยะเวลาการถือครองลดลงเหลือเพียง 5 ปีนับจากวันลงทุน (จากเดิม 8 ปีนับจากวันลงทุน) (วันชนวัน)

 

ทั้งนี้ การขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ผู้ลงทุนจะต้องแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับ บลจ. ภายในวันทำการสุดท้ายของปี ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ แต่กรณีที่ผู้ลงทุนเคยแจ้งไว้แล้ว ไม่จำเป็นต้องแจ้งซ้ำอีก เว้นแต่ว่าจะเปลี่ยนไปซื้อกับ บลจ. อื่น

 

โดยผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อถือครองมาแล้วไม่น้อยกว่าระยะเวลาตามที่กรมสรรพากรกำหนด (5 ปีนับจากวันที่ลงทุน – วันชนวัน) กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) และเงินได้จากการขายคืนหน่วยลงทุนที่เป็นไปตามเงื่อนไข จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่กรมสรรพากรกำหนด

 

  1. เลือกกองทุน ThaiESG อย่างไร

 

โดยส่วนใหญ่แล้วกองทุน ThaiESG จะมุ่งลงทุนในหุ้นไทยที่มีการจัดอันดับ ESG Ratings โดยปัจจุบันมีหุ้นทั้งหมด 228 บริษัทที่ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การเลือกกองทุนเพื่อลงทุนควรเข้าไปดูรายละเอียดพอร์ตลงทุนของแต่ละกองทุนก่อนด้วย

 

เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนที่กระจุกตัวมากเกินไป ควรเลือกกองทุนที่ถือครองหุ้น 5 ตัวแรกรวมกันไม่เกิน 40% ขณะเดียวกันก็พิจารณาร่วมกับผลตอบแทนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งอาจพิจารณาจากค่า Sharpe Ratio ที่ยิ่งมากจะยิ่งดี รวมทั้งค่าธรรมเนียมของกองทุนที่ไม่ควรจะเกิน 2%

 

ที่สำคัญคือควรเลือกกองทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเอง เช่น กองทุนประเภท Passive ซึ่งนอกจากกองหุ้นไทยแล้ว กองทุน ThaiESG ยังมีกองทุนประเภทตราสารหนี้และกองทุนผสมอีกด้วย เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามสไตล์และความเสี่ยงที่สามารถรับได้ หรือกองทุนที่จ่ายเงินปันผลสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดระหว่างทาง 

 

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก่อนที่จะเริ่มลงทุน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินทรัพย์ใด คือการวางเป้าหมายการลงทุนของตัวเองให้ชัดเจน

 

  1. ต้องถือกองทุนเดิมไปจนครบกำหนดหรือไม่

 

หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ากองทุนลดหย่อนภาษีที่มีกำหนดระยะเวลาถือครองนี้สามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้เช่นกัน และสามารถสับเปลี่ยนไปยังกองทุนของ บลจ. อื่นได้เช่นกัน (แต่อาจมีค่าธรรมเนียม) เพียงแต่เงื่อนไขคือ จะต้องเป็นกองทุน ThaiESG เหมือนกัน 

 

ซึ่งการสับเปลี่ยนกองทุนนี้ก็เป็นเหมือนการปรับพอร์ตลงทุนระหว่างทาง เพื่อให้เหมาะกับสภาวะตลาดหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภาพรวม เช่น ในภาวะที่ตลาดหุ้นร้อนแรงมาก และกองทุน ThaiESG ที่เราถือให้ผลตอบแทนสูงในระดับหนึ่ง เราอาจพิจารณาเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวน 

 

  1. ทางเลือกลงทุนอื่นเพื่อลดหย่อนภาษี

 

นอกจาก ThaiESG แล้ว นักลงทุนยังมีทางเลือกลงทุนอื่นๆ อีกเช่นกันที่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยวงเงินรวมกันอีกไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ประกอบด้วย

 

  • กองทุน SSF ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • กองทุน RMF ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • Provident Fund / กองทุนสงเคราะห์ครู / กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
  • PVD / กองทุนสงเคราะห์ครู ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง
  • กบข. ไม่เกิน 30% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
  • ประกันบำนาญไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ไม่เกิน 30,000 บาท

 

นอกจากข้อควรรู้ทั้ง 5 ข้อนี้แล้ว ยังมีข้อมูลต่างๆ อีกหลายส่วนที่นักลงทุนควรพิจารณาประกอบเพิ่มเติม เช่น ผู้จัดการกองทุน นโยบายที่แตกต่างกันของแต่ละกองทุน หรือการผสมผสานกองทุนหลายๆ กองเข้าด้วยกัน เพราะเราไม่จำเป็นจะต้องซื้อกองทุนจนเต็มวงเงินใช้สิทธิ 

 

โดยสรุปแล้วกองทุน ThaiESG สามารถเป็นตัวเลือกการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการลดหย่อนภาษีและการสนับสนุนธุรกิจที่ยั่งยืน รวมทั้งสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้

 

ผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกองทุน ThaiESG เพิ่มเติม หรือดูรายชื่อกองทุน สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://thailandesg.com 

The post 5 ข้อควรรู้ก่อนซื้อกองทุน ThaiESG ลดหย่อนภาษีปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รู้จัก 3 มาตรการกำกับซื้อ-ขาย คุมความผันผวนหุ้นรายตัว | Wealth Alert https://thestandard.co/wealth-alert-market-volatility/ Mon, 26 Aug 2024 05:53:55 +0000 https://thestandard.co/?p=975437

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมประกาศใช้ 3 มาตรการกำกับการซื้อ-ข […]

The post ชมคลิป: รู้จัก 3 มาตรการกำกับซื้อ-ขาย คุมความผันผวนหุ้นรายตัว | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมประกาศใช้ 3 มาตรการกำกับการซื้อ-ขาย เพื่อช่วยลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ควบคุมพฤติกรรมการซื้อ-ขายหุ้นที่ไม่เหมาะสม และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน เริ่มใช้วันที่ 2 กันยายนนี้ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

The post ชมคลิป: รู้จัก 3 มาตรการกำกับซื้อ-ขาย คุมความผันผวนหุ้นรายตัว | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อยากลงทุนให้ชนะ ต้อง ‘รู้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ’ | Wealth Alert https://thestandard.co/wealth-alert-invest-to-win/ Fri, 07 Jul 2023 06:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=813553 Wealth Alert

Wealth Alert (7 กรกฎาคม 2566) อยากลงทุนให้ชนะ ต้อง […]

The post ชมคลิป: อยากลงทุนให้ชนะ ต้อง ‘รู้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ’ | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wealth Alert

Wealth Alert (7 กรกฎาคม 2566) อยากลงทุนให้ชนะ ต้อง ‘รู้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ’

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: อยากลงทุนให้ชนะ ต้อง ‘รู้ข้อมูลอย่างมีคุณภาพ’ | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เตือน! หุ้น OTO เสี่ยงเป็น Money Game ฉุดราคาดิ่งหนัก 4 ฟลอร์ติดต่อกัน | Wealth Alert https://thestandard.co/wealth-alert-oto-money-game/ Fri, 16 Jun 2023 05:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=804402 Wealth Alert

Wealth Alert (16 มิถุนายน 2566 )  : บมจ.วันทูวัน ค […]

The post ชมคลิป: เตือน! หุ้น OTO เสี่ยงเป็น Money Game ฉุดราคาดิ่งหนัก 4 ฟลอร์ติดต่อกัน | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wealth Alert

Wealth Alert (16 มิถุนายน 2566 )  : บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO)

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ – นักวิเคราะห์เตือน อย่าเข้าใกล้หุ้น OTO เสี่ยงเป็น Money Game สู้กันแย่งจังหวะชิงทำกำไร ฉุดราคาดิ่งหนัก 4 ฟลอร์ติดต่อกัน

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เตือน! หุ้น OTO เสี่ยงเป็น Money Game ฉุดราคาดิ่งหนัก 4 ฟลอร์ติดต่อกัน | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดีล SABUY ทุ่ม 7.1 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ AS จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? https://thestandard.co/sabuy-to-buy-all-as-stocks/ Mon, 10 Apr 2023 07:22:03 +0000 https://thestandard.co/?p=774922

เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABU […]

The post จับตาดีล SABUY ทุ่ม 7.1 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ AS จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY) ประกาศเข้าลงทุนเพิ่มเติมใน บมจ.เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น (AS) หลังทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนขึ้นมาเป็น 24.84% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ AS 

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารของ SABUY ได้อนุมัติให้บริษัททำคำเสนอซื้อโดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไขก่อนทำคำเสนอซื้อ (Conditional Voluntary Tender Offer) ในราคาหุ้นละ 18.50 บาท รวมถึงใบสำคัญแสดงสิทธิ AS-W2 ในราคาหุ้นละ 15 บาท และ/หรือการใช้สิทธิแปลงสภาพของ AS-W2 ในราคาหุ้นละ 3.50 บาท 

 

หากมองในมุมของ SABUY บริษัทเชื่อว่า AS จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนของการขยายธุรกิจในเครือของบริษัทไปยังต่างประเทศ และช่วยเสริมฐานทุนของบริษัทจากการรวมงบการเงินเข้ามา

 

SABUY มองว่า ธุรกิจหลักของ AS คือเกมออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งบนระบบ PC และ Mobile Phone จำนวน 33 เกม ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งให้บริการแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมกับขายสิ่งของต่างๆ ภายในเกม จะช่วยให้เกิดธุรกรรมจำนวนมากจากลูกค้าที่ซื้อซ้ำ ทำให้เกิดการใช้บริการชำระเงินและสร้างฐานข้อมูลของลูกค้าจำนวนมาก ช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าให้ใหญ่ขึ้นและนำเสนอสินค้าและบริการได้หลากหลายมากขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ดีลดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะหากผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลือของ AS ตัดสินใจขายหุ้นให้ทั้งหมด เท่ากับว่า SABUY จะต้องใช้เงินมากถึง 7,137 ล้านบาท

 

ประกอบกับแหล่งเงินทุนที่ผู้บริหารของ SABUY บอกไว้ว่าจะมาจากเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งนอกจากจะทำให้หนี้สินของบริษัทเพิ่มขึ้นราวเท่าตัวและมาพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่สถาบันการเงินอาจปฏิเสธการให้สินเชื่อเต็มจำนวน หากประเมินว่าความเสี่ยงมากเกินไป 

 

นอกจากนี้ บล.บัวหลวง ประเมินว่า กำไรส่วนเพิ่มของ SABUY หากอิงสมมติฐานกำไรของ AS อยู่ที่ระดับ 300 ล้านบาท และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 3% จะคิดเป็นกำไรส่วนเพิ่ม 50 ล้านบาท หรือเพียง 5% จากประมาณการกำไรหลักปี 2566 โดยที่ยังไม่รวมกำไรส่วนเพิ่มจากการ Synergy 

 

ใดๆ ขณะที่มูลค่าการลงทุนครั้งนี้อาจคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 37.05% ของมูลค่าทั้งหมดของ SABUY ในปัจจุบัน 

 

ณ สิ้นปี 2565 อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนของ SABUY อยู่ที่ 0.48 เท่า อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามอีกส่วนหนึ่งคือ กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ AS จะขายหุ้นให้กับ SABUY ด้วยหรือไม่ หากไม่ขายออก มูลค่าของดีลนี้จะลดลงมาอยู่ที่ราว 4 พันล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ที่ปรึกษาการเงินอิสระได้ประเมินมูลค่าของหุ้น AS ด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของกระแสเงินสด (DCF) อยู่ระหว่าง 17.58-19.70 บาทต่อหุ้น 

 

นอกจากนี้สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ การทำคำเสนอในครั้งนี้เป็นแบบมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

 

  1. ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น 
  2. ได้รับอนุญาต และ/หรือ ผ่อนผันในกฎเกณฑ์บางส่วนที่เกี่ยวข้อง 
  3. ต้องได้รับวงเงินสินเชื่อเพียงพอจากสถาบันการเงิน 
  4. ต้องมีผู้ถือหุ้น AS มาแสดงเจตจำนงในการเสนอขายไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด 
  5. ไม่มีเหตุการณ์หรือการกระทำ เช่น ความเสียหายต่อฐานะการเงินหรือสินทรัพย์, AS หรือบริษัทย่อย จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ไม่เป็นไปตามปกติวิสัย เป็นต้น 

 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสังเกตคือ หลังการประกาศทำ Tender Offer เมื่อเช้าวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา หุ้น AS ที่เปิดกระโดดแรงในช่วงเช้า ดันราคาขึ้นไปที่ 16.80 บาท ถูกเทขายอย่างหนัก กดให้ราคาดิ่งลงแรง 2 วันติดจนลงมาเหลือ 13.50 บาท ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงมีแรงขายออกมาอย่างมาก ทั้งที่ราคายังต่ำกว่าระดับที่ SABUY เสนอซื้อที่ 18.50 บาท 

 

รายละเอียดเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อดีลระหว่าง SABUY และ AS และอาจกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในอนาคตไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังและพิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน 

 

ราคาหุ้น AS ล่าสุดวันนี้ (10 เมษายน) ช่วงเช้าปิดการซื้อ-ขายที่ 14.60 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post จับตาดีล SABUY ทุ่ม 7.1 พันล้านบาท เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ AS จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริหารภาษีโค้งสุดท้ายด้วยคะแนนสะสม กับโครงการ ‘Point to Invest’ https://thestandard.co/point-to-invest-2/ Tue, 27 Dec 2022 09:45:02 +0000 https://thestandard.co/?p=729363

โค้งสุดท้ายปลายปี ผลิตภัณฑ์ทางการเงินยอดฮิตของผู้ลงทุนท […]

The post บริหารภาษีโค้งสุดท้ายด้วยคะแนนสะสม กับโครงการ ‘Point to Invest’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โค้งสุดท้ายปลายปี ผลิตภัณฑ์ทางการเงินยอดฮิตของผู้ลงทุนที่ใช้สำหรับบริหารจัดการด้านภาษีคงหนีไม่พ้นการซื้อประกัน และกองทุนรวม ทั้ง SSF และ RMF ซึ่งบางท่านอาจจะรู้สึกว่ามีภาระต้องนำเงินก้อนมาซื้อกองทุนรวม SSF หรือ RMF เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ‘ภาระ’ ส่วนนี้ สามารถใช้ ‘คะแนนสะสมจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต’ หรือ พอยต์ (Point) มาช่วยแบ่งเบาได้

 

โครงการนี้ชื่อว่า ‘Point to Invest’ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้ใช้ประโยชน์จากพอยต์บัตรเครดิต หรือบัตรสะสมคะแนนต่างๆ ได้อย่างคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ด้วยการเปลี่ยนทุกคะแนนจากการใช้จ่ายเป็นการลงทุนในกองทุนรวม

 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และพาร์ตเนอร์ที่เป็นบริษัทในเครือสถาบันการเงินของไทย มองเห็นประโยชน์จากการออมและการลงทุน จึงได้เริ่มโครงการนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนที่เป็นนักช้อปได้ประโยชน์ ทั้งจากการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุน

 

ข้อดีของ ‘Point to Invest’ นั้นมีทั้ง

 

  1. ง่ายกว่า ผู้ลงทุนที่เป็นมือใหม่ที่ไม่เคยเริ่มต้นลงทุน ก็สามารถใช้พอยต์มาทดลองลงทุนได้
  2. คุ้มกว่า เพราะได้ทั้งช้อป ได้ทั้งพอยต์ แล้วยังได้ต่อยอดพอยต์เป็นเงินลงทุนในกองทุนรวม
  3. ดีกว่า ในแง่ของการสร้างโอกาส และเข้าถึงโอกาสในการใช้ตลาดทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาลดหย่อนภาษี
  4. ชิลกว่า เพราะมีมืออาชีพคอยดูแลให้ ไม่ต้องเสียเวลาติดตามข้อมูลเอง

 

ปัจจุบันมีบัตรเครดิตและบัตรสะสมคะแนนที่ร่วมโครงการ ‘Point to Invest’ ดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงศรี, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารทหารไทยธนชาต, ธนาคาร UOB, บัตรเครดิต First Choice, บัตรเครดิต KTC, บัตร Blue Card, บัตรสมาชิกบางจาก และ บัตรสมาชิกเมืองไทย Smile Club

 

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถใช้พอยต์ลงทุนได้ในกองทุนรวมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมหุ้น กองทุนต่างประเทศ กองทุนประหยัดภาษี SSF หรือ RMF เป็นต้น โดยสามารถดูลิสต์ของกองทุนรวมที่แลกพอยต์ได้ โดยการกำหนดขั้นต่ำในการแลกคะแนนสะสมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบัตรเครดิตและบัตรสะสมคะแนน แบ่งเป็น บัตรเครดิตจะเริ่มต้นแลกคะแนนตั้งแต่ 1,000 คะแนน เท่ากับ 100 บาท และบัตรสะสมคะแนนอื่นๆ เริ่มต้นแลกคะแนนตั้งแต่ 500 คะแนน เท่ากับ 100 บาท

 

เหลืออีกไม่กี่วันจะหมดปีแล้ว รีบเปลี่ยนพอยต์เป็นกองทุนรวมเพื่อลดหย่อนภาษีโค้งสุดท้ายกันเลย ดูรายละเอียดการแลกพอยต์เพิ่มเติมที่ https://setga.page.link/LNJFobEWeA6eX8L39


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post บริหารภาษีโค้งสุดท้ายด้วยคะแนนสะสม กับโครงการ ‘Point to Invest’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต | Wealth Alert https://thestandard.co/wealth-alert-10-capital-market/ Fri, 23 Dec 2022 09:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=727882

วิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากการเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ หร […]

The post ชมคลิป: เปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากการเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ หรือ FTT หลังไทยประกาศเตรียมจัดเก็บภาษีกลางปี 2566 พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ การจัดเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย https://thestandard.co/financial-transaction-tax/ Thu, 22 Dec 2022 09:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=727469

THE STANDARD WEALTH ชวนวิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากก […]

The post วิเคราะห์ ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ การจัดเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD WEALTH ชวนวิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากการเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ หรือ FTT หลังไทยประกาศเตรียมจัดเก็บภาษีนี้กลางปีหน้า พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ภาษีธุรกรรมทางการเงิน (Financial Transaction Tax) เป็นภาษีที่หลายประเทศมีการจัดเก็บ รวมทั้งฮ่องกง, สหราชอาณาจักร, เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นตลาดหุ้นหลักของโลก 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ประโยชน์หรือข้อดีของการใช้ภาษีนี้คือ ต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น อาจช่วยลดธุรกรรมเก็งกำไรระยะสั้นได้ ข้อดีอีกประการคือ FTT สามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล หรือช่วยลดการขาดดุลได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการระบาดใหญ่ ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศได้กู้ยืมเงินมาเป็นจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะของหลายประเทศแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

 

ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของกรมสรรพากรก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า การเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ ‘ภาษีขายหุ้น’ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้

 

ผลกระทบ FTT ต่อธุรกิจและเศรษฐกิจวงกว้าง 

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่าการนำ FTT มาใช้ก็มีข้อเสียเช่นกัน เนื่องจากภาษีดังกล่าวอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดและความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยลดลง รวมทั้งทำให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดทุนได้ยากขึ้น อีกทั้งมูลค่าตลาดที่ด้อยลงจากสภาพคล่องที่ลดลงดังกล่าว ยังส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ที่นักลงทุนระยะยาวถือครองอยู่ลดลงตามไปด้วย แม้ไม่ได้ทำธุรกรรมขายหุ้นใดเลยก็ตาม 

 

นอกจากนี้ FTT ยังสามารถส่งผลกระทบต่อการระดมทุนของภาคธุรกิจได้ เนื่องจากต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนต้องการซื้อและขายหลักทรัพย์น้อยลง ส่งผลให้อัตราส่วนราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ของบริษัทและตลาดลดลงได้ ซึ่ง P/E ที่ไม่น่าดึงดูดนี้ อาจลดแรงจูงใจในการนำบริษัทเข้าตลาด หรือหากนำเข้าจดทะเบียนก็จะระดมเงินทุนได้น้อยลง ดังนั้นธุรกิจต่างๆ จะขาดแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการเติบโต ซึ่งท้ายสุดจะส่งผลเสียต่อการขยายตัวและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนร่วมในตลาด

ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการเก็บ FTT เพราะในระยะยาวจะเป็นผลเสียกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเป็นการลดความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยลง พร้อมทั้งชี้ว่าจากข้อมูลที่เคยคำนวณก่อนหน้านี้ ในกรณีที่มีการจัดเก็บ FTT จะมีผลกระทบให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรวมในตลาดหุ้นเสี่ยงจะลดลง 30-40% เหลือเฉลี่ยราว 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากฐานตัวเลขเฉลี่ยตอนนั้นอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 8 หมื่นล้านบาทต่อวัน

 

ขณะที่ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ FETCO ยืนยันว่าช่วงนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเก็บภาษีขายหุ้น หลังจากสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือน้อยกว่าครึ่งของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ปัจจุบันตลาดยังผันผวนปั่นป่วนอย่างยิ่ง หุ้น พันธบัตร ทองคำ ค่าเงิน สินทรัพย์ใหม่ และจะผันผวนไปอีกระยะ ทั้งยังมีวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นรออยู่ข้างหน้า 

 

ทางด้าน ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การเก็บภาษีขายหุ้นในจังหวะเวลานี้ยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยยิ่งหายไปอีก เพราะปัจจุบันแม้จะยังไม่มีการเก็บภาษีขายหุ้น แต่มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยกำลังเป็นขาลงอย่างหนักอยู่แล้ว จากปี 2564 ที่เคยสูงถึงระดับ 9.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน 

 

ถึงเวลา ‘ตลาดทุนไทย’ ต้องพัฒนา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับ Mckinsey & Company (Thailand) Co.,Ltd. บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก จัดทำรายงานสมุดปกขาว Improving Thailand’s Capital Market Competitiveness and Efficiency ศึกษาถึงโอกาสและข้อจำกัดของโครงสร้างตลาดทุนไทยด้านความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

 

โดยการศึกษาพบว่า ตลาดทุนไทยยังเป็นกลไกหลักที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน และในภาพรวมตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน อีกทั้งเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรม และเป็นแหล่งความรู้ด้านการออมการลงทุน

 

พร้อมทั้งสร้างประโยชน์แก่ประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ประชาชนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีการออมสำหรับวัยเกษียณ จนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ Start-ups และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)

 

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการทำธุรกิจในตลาดทุนบางประเภท เช่น ต้นทุนการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง (ที่มีต้นทุนปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน ซึ่งคำนวณโดยไม่ได้รวมภาษีขายหุ้นที่อาจนำมาใช้) หรือกองทุนรวม ยังมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ทำให้ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เปิด ‘10 แนวทาง’ พัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต

นอกจากนี้ รายงานยังจัดทำ 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทยให้ยั่งยืนในอนาคต ดังนี้

 

  1. ส่งเสริมการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืนเพื่อช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions): โดยการผลักดันนวัตกรรมการเงินสีเขียว (Green Finance) ในตลาดทุนไทย

 

  1. พัฒนากองทุนบำเหน็จบำนาญเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ: โดยการสนับสนุนการพัฒนาของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ

 

  1. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs / Start-ups): ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน การให้คำปรึกษา การสร้างแพลตฟอร์ม และการทำข้อตกลงในการระดมทุน

 

  1. ขยายสินทรัพย์ดิจิทัล: ควรสำรวจการใช้งานที่หลากหลาย และสร้างความมั่นใจในการบริหารความเสี่ยง

 

  1. ปรับปรุงความรู้ทางการเงิน: ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โครงการลงทุนรูปแบบใหม่ และการส่งเสริมการรับรู้เรื่องการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย

 

  1. ส่งเสริมการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อย: ลดความซับซ้อนของการเข้าสู่การลงทุน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายย่อยในตลาดทุนไทย

 

  1. ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ: สร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างมากขึ้นให้ทัดเทียมกับประเทศผู้นำระดับภูมิภาค และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภาคเศรษฐกิจใหม่

 

  1. พัฒนาผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ: สร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ลงทุนสถาบันในประเทศโดยการกระจายการลงทุนไปสู่ทรัพย์สินที่มีความหลากหลายมากขึ้น

 

  1. ปลดล็อกการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics): โดยการลงทุนในการสร้างมาตรฐานข้อมูล และการรวบรวบแหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุน

 

  1. ดึงดูดและบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent): โดยการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการเข้าสู่ตลาดทุนไทย และการยกระดับบุคลากรในตลาดทุนไทยปัจจุบันให้มีทักษะตามที่คาดหวัง

 

การพัฒนาตลาดทุนไทยตามแนวทางดังกล่าว พร้อมกับการรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน นับเป็นข้อเสนอแนะจากการศึกษา เพื่อให้ตลาดทุนไทยสามารถต่อยอดจากความสำเร็จในอดีต และสร้างตลาดทุนไทยที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งการที่จะทำให้เกิดตลาดทุนแห่งอนาคตของประเทศไทยได้จริง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

 

อ้างอิง:

The post วิเคราะห์ ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ การจัดเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น A5 ราคาพุ่งเท่าตัวใน 2 เดือน จับตาธุรกิจอสังหาภายใต้กลุ่มทุนใหม่ จะเติบโตทันราคาหรือไม่ https://thestandard.co/asset-five-double-in-2-month/ Fri, 16 Dec 2022 02:02:37 +0000 https://thestandard.co/?p=724374

ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ บมจ.แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป […]

The post หุ้น A5 ราคาพุ่งเท่าตัวใน 2 เดือน จับตาธุรกิจอสังหาภายใต้กลุ่มทุนใหม่ จะเติบโตทันราคาหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ บมจ.แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป หรือ A5 พุ่งขึ้นจากระดับ 2.34 บาทไปทำจุดสูงสุดที่ 4.72 บาท หรือเพิ่มขึ้น 101.7% ในขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ผู้ถือใหญ่รายใหม่ยังไม่ได้เติบโตมากนักในช่วงที่ผ่านมา 

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ A5 เคยเป็นบริษัทที่ชื่อว่า บมจ.อาดามัส อินคอร์ปอเรชั่น (ADAM) ก่อนจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่จาก ‘เกรียงไกร ศิระวณิชการ’ มาเป็น ‘ศุภโชค ปัญจทรัพย์’ ตั้งแต่ปี 2562 พร้อมกับการนำธุรกิจอสังหาเข้ามาสวมแทนธุรกิจเดิมของ ADAM และเปลี่ยนชื่อเป็น A5 ในที่สุด 


บทความที่เกี่ยวข้อง


ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ A5 คือตระกูลปัญจทรัพย์ ซึ่งถือหุ้นรวมกัน 48.6% อิงจากข้อมูลวันปิดสมุดทะเบียนเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองเปลี่ยนมือมาเป็น ‘ทวีรัช ปรุงพัฒนสกุล’ ซึ่งทยอยซื้อหุ้นจนล่าสุดมีสัดส่วนการถือครองรวม 20.15% 

 

ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน หากพิจารณาจากงบการเงินงวด 9 เดือน ปี 2565 บริษัทเริ่มมีรายได้จากการขายโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยมีรายได้จากการขายอสังหารวม 622.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

อย่างไรก็ตาม กำไรของบริษัทในปีนี้ปรับตัวลดลง 30% เป็นผลจากการที่ปีก่อนบริษัทได้บันทึกกำไรจากการขายที่ดินจำนวน 105.24 ล้านบาท ในขณะที่ 9 เดือนของปีนี้ไม่ได้มีการขายที่ดินเหมือนกับปีก่อน 

 

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากผลประกอบการของบริษัทเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ารายได้จากธุรกิจอสังหาของบริษัทกลับมาหดตัว 62.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 4.35 ล้านบาท 

 

ราคาหุ้นของ A5 ที่พุ่งขึ้นแรงสวนทางกับผลประกอบการไตรมาสล่าสุด ทำให้อัตราส่วน P/E ของ A5 อิงจากกำไรเฉลี่ย 12 เดือนย้อนหลัง พุ่งขึ้นจากราว 25 เท่ามาอยู่ที่ 54 เท่า ขณะที่อัตราส่วน P/BV ก็พุ่งขึ้นเป็น 5.96 เท่า สูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของหุ้นในกลุ่มอสังหาของตลาด mai

 

ราคาที่ร้อนแรงต่อเนื่องส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้หุ้น A5 เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ทั้งในระดับ 1 (T1) ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 7 ธันวาคม 2565 ก่อนจะถูกขยับมาสู่มาตรการระดับ 2 (T2) ระหว่างวันที่ 8-28 ธันวาคม 2565 

 

ในขณะที่บริษัทเองได้ชี้แจงว่ายังคงไม่มีพัฒนาการใดๆ ที่มีนัยสำคัญที่ยังไม่ได้เปิดเผย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดูเหมือนจะยังเติบโตไม่ทันกับราคาหุ้น ทำให้ความผันผวนของราคาหุ้น A5 ในระยะหลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างวันราคาวิ่งขึ้นไปแตะ 4.72 บาท ก่อนจะถูกเทขายจนราคาดิ่งลงมาปิดที่ 3.46 บาท 

 

สถานการณ์ที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นอย่างรุนแรงสวนทางกับปัจจัยพื้นฐานเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

The post หุ้น A5 ราคาพุ่งเท่าตัวใน 2 เดือน จับตาธุรกิจอสังหาภายใต้กลุ่มทุนใหม่ จะเติบโตทันราคาหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DPAINT’ หุ้นพุ่ง 54% ในรอบ 1 เดือน จับตา! สิ้นปี กำไรจะโตสะท้อน P/E 50 เท่า ได้หรือไม่? https://thestandard.co/dpaint-54-percent/ Wed, 05 Oct 2022 11:35:09 +0000 https://thestandard.co/?p=691506

หุ้น บมจ.สีเดลต้า หรือ DPAINT เป็น 1 ใน 3 หุ้นที่ล่าสุด […]

The post DPAINT’ หุ้นพุ่ง 54% ในรอบ 1 เดือน จับตา! สิ้นปี กำไรจะโตสะท้อน P/E 50 เท่า ได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้น บมจ.สีเดลต้า หรือ DPAINT เป็น 1 ใน 3 หุ้นที่ล่าสุดทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศให้เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับ 1 ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 3-21 ตุลาคม 2565 

 

โดยหากย้อนดูไทม์ไลน์ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น DPAINT ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นไปกว่า 54.66% ไต่ระดับจากราคา 7.50 บาทในวันที่ 1 กันยายน 2565 จนขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 11.60 บาท ในวันที่ 28 กันยายน 2565 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลารอบ 1 เดือนดังกล่าวพบว่า ช่วงวันที่ 21-26 กันยายน 2565 หุ้น DPAINT มีปริมาณหุ้นและมูลค่าการซื้อขายเข้ามาเป็นจำนวนมากกว่าปกติ ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มแบบติดต่อกันตลอดในช่วงวันทำการตั้งแต่วันที่ 20-28 กันยายน 2565 

 

ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาพร้อมกับข้อสงสัยที่ว่า ผลประกอบการของ DPAINT จะสามารถกลับมาเติบโตได้หรือไม่ เพราะงบการเงินที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า กำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 มีกำไรสุทธิอยู่เพียง 23 ล้านบาท ปรับลดลงไปเกือบ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน ไม่ใช่แค่เพียงราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง แต่ P/E ของหุ้น DPAINT ก็ทะยานปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากวันที่ราคา IPO ซึ่ง ณ ตอนนั้น DPAINT มีค่า P/E ที่ 32.80 เท่า แต่มาในปัจจุบันดูเหมือนกับว่า P/E ของ DPAINT ก็ปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนล่าสุดมี P/E อยู่ที่กว่า 50.75 เท่า 

 

ดังนั้น จึงเป็นที่ต้องติดตามว่าผลประกอบการจะเติบโตตามไปพร้อมกับราคาหุ้นที่พุ่งทะยานไปกว่า 54% แค่เพียงระยะเวลา 1 เดือน และ P/E ที่ขณะนี้วิ่งไปสู่ระดับเกือบ 50 เท่า 

 

ในมุมของผู้บริหารเคยระบุไว้ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในครึ่งหลังปี 2565 จะดีขึ้น หลังจากที่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้า 6-12% ตั้งแต่ในไตรมาส 2/65 เพื่อรักษาอัตรากำไร และสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากผลกระทบที่ต่อเนื่องมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

ผู้บริหารยังระบุด้วยว่า ปัจจัยหนุนของ DPAINT คือ โรงงานใหม่เริ่มผลิตในไตรมาส 3/65 และปรับขึ้นราคาขายสีในประเทศช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คาดจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการตั้งแต่ไตรมาส 3/65 และฟื้นตัวเต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 4/65 เป็นต้นไป 

 

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และนักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้น DPAINT มีแรงเก็งกำไรเข้ามามาก และการที่เป็นหุ้นที่ติดมาตรการกำกับการซื้อขายนั้นอาจจะเป็นเพราะ P/E ที่อยู่ในระดับสูง 

 

พร้อมเตือนนักลงทุนให้ต้องประเมินว่า ในช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และในอนาคตมีแนวโน้มที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวได้หรือไม่ ขณะเดียวกันในอีกมุม หรือตลาดอาจจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานในเชิงบวก แต่ราคาหุ้นอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วจนเกินไปกว่าผลประกอบการที่จะออกมา ดังนั้น นักลงทุนควรที่จะพิจารณาปัจจัยพื้นฐานของบริษัท เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post DPAINT’ หุ้นพุ่ง 54% ในรอบ 1 เดือน จับตา! สิ้นปี กำไรจะโตสะท้อน P/E 50 เท่า ได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>