Oscars 2018 – THE STANDARD https://thestandard.co/category/oscars2018/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 10 Sep 2020 05:34:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ใครชิงออสการ์ 59 ครั้ง? ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องแรกคืออะไร? รวบรวมสถิติ Oscars ที่คุณต้องรู้! https://thestandard.co/oscars-list/ https://thestandard.co/oscars-list/#respond Sun, 17 Feb 2019 09:45:21 +0000 https://thestandard.co/?p=70637 oscasrs2019

นอกจากประวัติที่มาและรูปปั้นงานรางวัลออสการ์ สถิติต่างๆ […]

The post ใครชิงออสการ์ 59 ครั้ง? ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องแรกคืออะไร? รวบรวมสถิติ Oscars ที่คุณต้องรู้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
oscasrs2019

นอกจากประวัติที่มาและรูปปั้นงานรางวัลออสการ์ สถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในงานก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ใครและภาพยนตร์เรื่องอะไรบ้างที่เคยสร้างสถิติไว้บนเวทีรางวัลนี้ เราได้รวบรวมเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ มาให้อ่าน

 

Titanic

 

สาขาภาพยนตร์

ปี 1929 ปีแรกของงานประกาศรางวัลออสการ์ หนังเรื่องแรกที่ชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมคือเรื่อง Wings (1927) และรูปปั้นรางวัลออสการ์ตัวแรกถูกมอบให้กับ เอมิล แจนนิงส์ (Emil Jannings) เขาเป็นผู้ชนะในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง The Last Command (1928) และ The Way of all Flesh (1927)  

 

รางวัลหลักของออสการ์มีทั้งหมด 5 สาขาด้วยกันคือ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ทั้งดัดแปลงและดั้งเดิม) นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งมีภาพยนตร์เพียง 3 เรื่องเท่านั้น ที่กวาดรางวัล 5 สาขาหลักนี้ไปครองได้ เรื่องแรกคือ It Happened One Night (1934) เรื่องที่สอง One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) และเรื่อง The Silence of the Lambs (1991)

 

ภาพยนตร์ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดถึง 14 สาขา ณ เวลานี้มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ All About Eve (1950) เรื่องต่อมาคือ Titanic (1997) และเรื่องล่าสุด La La Land (2016)

 

ภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลออสการ์มากที่สุด โดยชนะไปถึง 11 รางวัล ก็มีจำนวน 3 เรื่องอีกเช่นกัน คือเรื่อง Ben-Hur (1959), Titanic (1997) และ The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings: The Return of the King (2003) ยังชนะรางวัลออสการ์ในทุกสาขาที่เข้าชิงอีกด้วย จากที่มีชื่อเข้าชิง 11 สาขา ชนะ 11 รางวัลรวด

 

ภาพยนตร์ที่มีความยาวมากที่สุดที่ชนะรางวัลออสการ์ คือ O.J.: Made in America (2016) ในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม โดยมีความยาว 467 นาที (7 ชั่วโมง 47 นาที)

 

Christopher Plummer, Octavia Spencer, Meryl Streep และ Jean Dujardin

Photo: Todd Wawrychuk / ©A.M.P.A.S.

 

สาขาบุคคล

นอกเหนือจากสถิติทางภาพยนตร์ เราก็มีรายชื่อบุคคลต่างๆ ที่ได้สร้างสถิติไว้ที่เวทีรางวัลนี้เช่นเดียวกัน

 

เจ้าแม่ประจำเวทีรางวัลออสการ์อย่าง เมอริล สตรีป (Meryl Streep) เป็นผู้หญิงที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุด เข้าชิงทั้งหมด 21 ครั้ง ชนะไป 3 ครั้ง ส่วนทางฝั่งผู้ชายคือ แจ็ก นิโคลสัน (Jack Nicholson) เขามีชื่อเข้าชิงรางวัลทั้งหมด 12 ครั้ง ชนะไป 3 ครั้ง

 

ผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่ชนะรางวัลออสการ์คือ แฮตตี แม็กแดเนียล (Hattie McDaniel) เธอชนะในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากหนังเรื่อง Gone with the Wind (1939)

 

บุคคลที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุด แต่ไม่เคยชนะเลยสักครั้ง คือ ปีเตอร์ โอทูล (Peter O’Toole) เขามีชื่อเข้าชิงทั้งหมด 8 ครั้ง

 

บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุด คือนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ จอห์น วิลเลียมส์ (John Williams) เข้าชิง 51 ครั้ง ชนะไป 5 ครั้ง

 

บุคคลที่มีชื่อเข้าชิงและชนะรางวัลออสการ์มากที่สุดคือ วอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) เข้าชิงทั้งหมด 59 ครั้ง ชนะ 22 ครั้ง

 

 

ผู้ชายผิวสีคนแรกที่ชนะรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมคือ ซิดนีย์ พอยเทียร์ (Sidney Poitier) ในปี 1964 สำหรับหนังเรื่อง Lilies of the Field

 

ผู้ชนะที่มีอายุมากที่สุดคือ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (Christopher Plummer) ที่ชนะรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ตอนอายุ 82 ปี จากหนังเรื่อง Beginners (2011) และนอกจากนี้ เขาเพิ่งทำสถิติใหม่ เป็นบุคคลที่มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ที่มีอายุมากที่สุด อายุ 88 ปี เข้าชิงในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากหนังเรื่อง All the Money in the World (2017) ในปีนี้

 

ผู้หญิงที่ชนะรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมที่มีอายุน้อยที่สุด คือ มาร์ลี แมทลิน (Marlee Matlin) เธอชนะรางวัลเมื่ออายุ 21 ปี จากหนังเรื่อง Children of a Lesser God (1986) และทางฝั่งนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ตกเป็นของ เอเดรียน โบรดี (Adrien Brody) โดยเขาชนะรางวัลเมื่ออายุ 29 ปี จากหนังเรื่อง The Pianist (2002)

 

 

ผู้ชนะรางวัลออสการ์ด้านการแสดงอายุน้อยที่สุด คือ ตาตั้ม โอนีล (Tatum O’Neal) เธอชนะรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ในขณะที่มีอายุเพียง 10 ปี จากหนังเรื่อง Paper Moon (1973)

 

Kathryn Bigelow

Photot: Matt Petit / ©A.M.P.A.S.

 

ผู้กำกับ

งานปีที่ผ่านมา นอกจากนักแสดงแล้ว ยังมีผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง La La Land (2016) อย่าง เดเมียน ชาเซลล์ (Damien Chazelle) ที่ได้ทำสถิติเป็นผู้กำกับที่มีอายุน้อยที่สุดที่ชนะรางวัลออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม โดยมีอายุ 32 ปี

 

เนื่องจากกระแสของผู้หญิงในวงการภาพยนตร์ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้ เวทีออสการ์ก็มีผู้กำกับหญิงที่เคยชนะรางวัลสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาแล้ว ผู้หญิงคนแรกที่ชนะรางวัลสาขานี้ คือ แคธรีน บิเกโลว์ (Kathryn Bigelow) ผู้กำกับเรื่อง The Hurt Locker (2009) เธอเคยแต่งงานกับผู้กำกับอย่าง เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) และเขาก็ได้เข้าชิงรางวัลสาขานี้จากหนังเรื่อง Avatar (2009) ปีเดียวกันกับเธออีกด้วย

 

 

อ้างอิง:

The post ใครชิงออสการ์ 59 ครั้ง? ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องแรกคืออะไร? รวบรวมสถิติ Oscars ที่คุณต้องรู้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-list/feed/ 0
เก็บตกลุคความงามและทรงผมสวยๆ ของเหล่านักแสดงสาวจากพรมแดงออสการ์ 2018 https://thestandard.co/oscars2018-beauty-looks/ https://thestandard.co/oscars2018-beauty-looks/#respond Tue, 06 Mar 2018 03:39:44 +0000 https://thestandard.co/?p=75157

ควันหลงงานประกาศผลรางวัลออสการ์ หรือ Academy Awards 201 […]

The post เก็บตกลุคความงามและทรงผมสวยๆ ของเหล่านักแสดงสาวจากพรมแดงออสการ์ 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ควันหลงงานประกาศผลรางวัลออสการ์ หรือ Academy Awards 2018 ยังไม่เจือจางไป ปีนี้มีเหล่าดารานักแสดงหลายคนที่มาพร้อมลุคสวยสุดประทับใจจนไม่อาจปล่อยให้ผ่านเลย THE STANDARD เก็บตกลุคความงามทั้งทรงผม การแต่งหน้า และเครื่องประดับชิ้นเด็ดจากพรมแดงออสการ์มาอัปเดตให้ดูกัน

 

 

Saoirse Ronan กับผมบ็อบใหม่ของเธอ  
แม้ เซียร์ชา โรแนน จะพลาดรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ปีนี้ไป แต่ไม่มีใครละสายตาไปจากเธอได้ เพราะเธอมาพร้อมกับทรงผมบ็อบสั้นที่เพิ่งตัดก่อนงานออสการ์ไม่กี่วัน อเดียร์ อเบอร์เจล ช่างผมคนสนิทของโรแนนบอกว่าเขาอยากจะตัดผมบ็อบสั้นให้เธอมาสักพักแล้ว ในที่สุดโรแนนก็ยอมเปลี่ยนแปลงทรงผม โดยเขาไปตัดทรงนี้ให้ที่บ้านของนักแสดงสาวด้วยตัวเอง

 

 

Lupita Nyong’o สวยสง่าด้วยอายแชโดว์สีเทอร์ควอยส์

ลูพิตา นยองโก นางเอกสาวผิวสีจากภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ปรากฏตัวพร้อมลุคสะดุดตาด้วยการแต่งตาโทนสีเทอร์ควอยส์ แมตช์กับริมฝีปากที่โดดเด่นด้วยประกายสีทอง ส่วนผมเป็นทรงพื้นเมืองของชาวรวันดาที่เข้ากับบุคลิกของเธออย่างลงตัว

 

 

Gal Gadot โชว์เรียวปากสีแดงสุดโดดเด่น

 


ลุคสวยของ กัล กาด็อต ครีเอตโดยช่างแต่งหน้า ซาบรินา เบดรานี โดยใช้ลิปไลเนอร์สีไวน์แดงของ Revlon Colorstay Lip Liner ตามด้วยลิปสติก Revlon Super Lustrous Lipstick สี Bombshell Red จัดเป็นลุคที่สวยเรียบดูดีแบบไม่ต้องประโคมเครื่องสำอางเยอะ

 

 

Sofia Carson ออสการ์ปีที่แล้วปากแดง ปีนี้มาพร้อมเรียวปากสีนู้ด

 

 

หากยังพอจำกันได้ ลุคพรมแดงของสาว โซเฟีย คาร์สัน เมื่อปีที่แล้วนั้นโดดเด่นในลุคเรียวปากสีแดงสด มาปีนี้เรียกได้ว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือเธอเปลี่ยนจากลิปสติกสีแดงสดมาเป็นสีนู้ดแสนสวย ขณะที่ทรงผม งานคิ้ว และขนตา ทุกอย่างเหมือนปีที่แล้วเป๊ะ แน่นอนว่าคนดีคนเดิมที่แต่งหน้าให้คาร์สันคือ แพทริก ทา เขาใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์ Celeste Matte Liquid Lipstick และทาทับด้วยลิปสีนู้ด Luxe Creamy Lip Gloss

 

 

Margot Robbie อวดพวงแก้มสีชมพูระเรื่อราวดอกกุหลาบ

 

 

นักแสดงสาว มาร์โกต์ ร็อบบี้ ปีนี้เธอดูสวยละมุนภายใต้ชุดเดรสแสนสวย ความดีงามของสีสันโทนนู้ดสุขภาพดีของเธอ เคล็ดลับอยู่ที่การแต่งแก้มให้ระเรื่อเป็นสีชมพูกุหลาบจาก Chanel Rouge Coco Blush Hydrating Lip and Cheek Sheer สี Tender Rose ซึ่งใช้ได้ทั้งกับริมฝีปากและพวงแก้ม และเลเยอร์ทับอีกชั้นด้วย  Chanel Rouge Coco Blush Hydrating Lip and Cheek Sheer สี Cecile ช่างแต่งหน้าผู้สร้างสรรค์ลุคในปีนี้ให้เธอคือ ปาติ ดูบรอฟฟ์

 

 

Emma Stone กับลุคผมตรงแสกข้าง ดูอ่อนหวานปนเท่

 

 

ฉีกลุคผมดัดลอนจากพรมแดงออสการ์ปีที่แล้ว มาปีนี้ช่างทำผม มารา โรแซก เนรมิตทรงผมแสกข้าง ดูทะมัดทะแมง อ่อนหวานปนเท่ เธอมาพร้อมกับเรียวปากสีชมพูโดดเด่นที่ลงสีลิปเนื้อแมตต์จาก Nars Velvet Lip Pencil เป็นเอาต์ไลน์ไว้ก่อนแล้ว จากนั้นออนท็อปด้วยลิปกลอส Nars Lip Gloss สี Super Orgasm รับกับสีเปลือกตาที่ระบายด้วยโทนชมพูม่วงแสนหวานจาก Nars เช่นกัน

 

 

Jennifer Lawrence แต่งตาสวยเฉี่ยว แมตช์เรียวปากสีนู้ด
เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ มาพร้อมลุค Dramatic Brown Eye ที่เรียกว่าแต่งตาสวยเฉี่ยวกว่าทุกปี ช่างแต่งหน้าเพิ่มความโดดเด่นให้ดวงตาเธอดูเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยการเขียนอายไลเนอร์แคตอาย ส่วนริมฝีปากทาด้วยลิปสติกสีส้มอิฐ

 

PHOTOS: Courtesy of oscar.go.com

อ้างอิง:

The post เก็บตกลุคความงามและทรงผมสวยๆ ของเหล่านักแสดงสาวจากพรมแดงออสการ์ 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-beauty-looks/feed/ 0
โคบี ไบรอันต์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักกีฬาคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ https://thestandard.co/oscars2018-kobe-bryant-wins-oscar-for-animated-short/ https://thestandard.co/oscars2018-kobe-bryant-wins-oscar-for-animated-short/#respond Tue, 06 Mar 2018 02:49:46 +0000 https://thestandard.co/?p=75148

แชมป์เอ็นบีเอ 5 สมัย โคบี ไบรอันต์ ตำนานวงการบาสเกตบอลท […]

The post โคบี ไบรอันต์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักกีฬาคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แชมป์เอ็นบีเอ 5 สมัย โคบี ไบรอันต์ ตำนานวงการบาสเกตบอลทีมแอลเอ เลเกอร์ส สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการคว้ารางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยมไปครอง จากผลงานภาพยนต์แอนิเมชันที่มีชื่อว่า Dear Basketball ที่มีความยาว 5 นาที

 

Dear Basketball เป็นบทประพันธ์ที่เขาเขียนขึ้นเมื่อปี 2015 ตอนที่ประกาศเตรียมเกษียณจากวงการบาสเกตบอลเอ็นบีเอ โดยเป็นการเล่าถึงประวัติการเล่นของตัวเขาเอง ซึ่งผลงานในครั้งนี้โคบีได้กำกับเอง โดยร่วมงานกับ เกล็น คีน นักวาดการ์ตูนดิสนีย์ และจอห์น วิลเลียมส์ นักประพันธ์เพลงชื่อดัง มาร่วมทำดนตรีประกอบให้

 

ในการรับรางวัลครั้งนี้ โคบีได้ให้สัมภาษณ์ขอบคุณสำหรับรางวัลที่ทำให้เขารู้สึกเป็นเกียรติมาก นอกจากนี้ยังได้คอมเมนต์ตอบโต้ ลอรา อินเกรแฮม โฆษกสาวจากช่องข่าว Fox News ที่เคยกล่าวต่อว่า เลอบรอน เจมส์ และเควิน ดูแรนต์ สองนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอที่เคยแสดงท่าทีต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา โดยเธอได้ตอบโต้นักกีฬาทั้งสองว่าไม่อยากนักกีฬามาเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยให้นักบาสเกตบอลหุบปากและเลี้ยงลูกบาสไป

 

ในวันนี้ที่ โคบี ไบรอันต์ อดีตนักกีฬาบาสเกตบอล ได้รับการยกย่องจากวงการภาพยนตร์ เขาได้ให้สัมภาษณ์ว่า

 

“ในฐานะนักบาสเกตบอล เราน่าจะหุบปากแล้วก็เลี้ยงลูกบาสไป แต่ผมดีใจที่เราทำอะไรที่มันมากกว่านั้นนิดหน่อย”

 

อ้างอิง:

The post โคบี ไบรอันต์ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักกีฬาคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-kobe-bryant-wins-oscar-for-animated-short/feed/ 0
Oscars 2018 สร้างจุดยืนเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮอลลีวูด https://thestandard.co/oscars2018-hollywood-drive-industry/ https://thestandard.co/oscars2018-hollywood-drive-industry/#respond Mon, 05 Mar 2018 10:42:05 +0000 https://thestandard.co/?p=75085

The post Oscars 2018 สร้างจุดยืนเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮอลลีวูด appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post Oscars 2018 สร้างจุดยืนเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮอลลีวูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-hollywood-drive-industry/feed/ 0
ออสการ์ปีนี้เน้นนำเสนอความหลากหลายทางสัญชาติและความเท่าเทียมทางเพศ https://thestandard.co/oscars-2018-diversity-of-nationality-and-gender-equality/ https://thestandard.co/oscars-2018-diversity-of-nationality-and-gender-equality/#respond Mon, 05 Mar 2018 08:01:32 +0000 https://thestandard.co/?p=75004

ปีนี้เป็นครั้งแรกที่เวทีออสการ์นำเสนอความเท่าเทียมในด้า […]

The post ออสการ์ปีนี้เน้นนำเสนอความหลากหลายทางสัญชาติและความเท่าเทียมทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีนี้เป็นครั้งแรกที่เวทีออสการ์นำเสนอความเท่าเทียมในด้านต่างๆ ทั้งเพศ สัญชาติ และโอกาสทางสังคมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่ทางออสการ์รวบรวมบทสัมภาษณ์ของนักแสดง ผู้กำกับ และเหล่าคนในวงการบันเทิง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและยอมรับความแตกต่างทั้งในวงการภาพยนตร์และสังคมในปัจจุบัน

 

 

ในวิดีโอนี้เราจะเห็นเหล่าศิลปินในวงการภาพยนตร์ทั้ง เกรตา เกอร์วิก, แบร์รี เจนกินส์, ลี แดเนียลส์ และซัลมา ฮาเยก ที่ออกมาพูดถึงความสำคัญของความแตกต่างของคนทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ และสิทธิในการนำเสนอเรื่องราวของตนเองผ่านจอภาพยนตร์

 

เกรตา เกอร์วิก ผู้กำกับหญิงหนึ่งเดียวที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ได้เชิญชวนคนทำหนังที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับหรือคนเขียนบท “ออกมาทำภาพยนตร์กันเถอะ พวกเราต้องการภาพยนตร์จากคุณ ฉันเองก็ต้องการดูภาพยนตร์ของคุณ”

 

ส่วน คุเมล นันจิอานี สแตนด์อัพคอมเมเดียนชาวปากีสถาน-อเมริกัน หนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากเรื่อง The Big Sick ได้พูดในวิดีโอว่า เขาก็เป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับภาพยนตร์โดยผู้ชายผิวขาวที่แสดงโดยผู้ชายผิวขาว และในตอนนี้เขาก็หวังว่าผู้ชายผิวขาวเหล่านั้นจะมาดูภาพยนตร์ของเขา รวมทั้งสนใจเรื่องราวของเขาเช่นเดียวกัน

 

 

นอกจากนี้เรายังเห็นการพูดถึงความเท่าเทียมทางเพศและความหลากหลายทางเชื้อชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแสดงเพลง This is Me ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Greatest Showman และได้เข้าชิงรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ถึงแม้จะพ่ายแพ้ให้กับ Remember Me จากภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Coco แต่การแสดงสดเพลง This is Me โดย คีลา เซตเทิล ก็ทำให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งฮอลล์อินไปกับเพลง และได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม

 

เช่นเดียวกับการแสดงสดเพลง Stand Up for Something โดย Common และนักร้องสาว แอนดรา เดย์ ซึ่งมีท่อนที่ร้องว่า “We stand up for dreamers, we stand up for immigrants… we stand up for you” ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนประเด็นในสังคมต่างๆ ให้ผู้คนกล้าที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของตนเอง และทำให้ผู้เข้าร่วมงานพร้อมใจกันยืนขึ้นในตอนจบของเพลง

 

รางวัลออสการ์มีความหลากหลายมากขึ้นจนเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน เช่น รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ตกเป็นของ จอร์แดน พีล ผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Get Out ซึ่งทำให้เขากลายเป็นคนเขียนบทผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวจากเวทีออสการ์

 

 

และรางวัลใหญ่ที่สุดที่กลายเป็นโมเมนต์สำคัญของออสการ์ปีนี้คือรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของ ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ ซึ่งเธอถือเป็นนักแสดงหญิงที่ไม่เสแสร้งและเปรี้ยวที่สุดในวงการฮอลลีวูดคนหนึ่ง เธอกล่าวขอบคุณครอบครัวและวางรางวัลออสการ์ลงบนพื้น พร้อมกับเชิญชวนผู้เข้าชิงทุกสาขารางวัลที่เป็นผู้หญิงให้ลุกขึ้นยืนรับรางวัลไปพร้อมๆ กับเธอ

 

 

เวทีออสการ์ปีนี้นำเสนอความหลากหลายและความเท่าเทียมอย่างชัดเจน เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรื่องราวของผู้คนถูกนำเสนอผ่านจอภาพยนตร์ สังคมในวงกว้างก็จะยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างได้มากขึ้น

 

ชมคลิปวิดีโอมอนทาจได้ที่นี่ 

 

The post ออสการ์ปีนี้เน้นนำเสนอความหลากหลายทางสัญชาติและความเท่าเทียมทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-2018-diversity-of-nationality-and-gender-equality/feed/ 0
Oscars 2018 ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ THE STANDARD https://thestandard.co/oscars2018-from-the-standard-committees/ https://thestandard.co/oscars2018-from-the-standard-committees/#respond Mon, 05 Mar 2018 07:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=74954

งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 #Oscars ประกาศผลเป็นท […]

The post Oscars 2018 ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 #Oscars ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อย ผลการตัดสินรางวัลใหญ่ๆ นับว่าไม่ผิดจากที่หลายสื่อคาดการณ์ไว้

 

สำหรับ THE STANDARD เราได้ทำการรวบรวมคะแนนพร้อมเหตุผลจากผู้เกี่ยวข้องในแวดวงภาพยนตร์ของไทย เพื่อประกาศผลรางวัล 4 สาขาสำคัญ อันประกอบด้วย ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

 

ผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร เรารวบรวมมาให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว thestandard.co/oscars2018-predictions

 

 

บรรจง ปิสัญธนะกูล

ผู้กำกับภาพยนตร์

 

Best Picture: Get Out

Best Director: Guillermo del Toro

Best Actor: Timothée Chalamet

Best Actress: Margot Robbie

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Get Out

มันเป็นหนังที่ล้ำมาก ตั้งแต่ดูหนังที่เกี่ยวกับการเหยียดคนผิวสี ไม่เคยมีเรื่องไหนทำได้ล้ำขนาดนี้ มันไม่ใช่หนังดราม่าตรงๆ แต่ทำเป็นหนังเน้นไอเดีย บทมันมีความเสียดสี มีความตลก มีความน่ากลัว และความตื่นเต้นเร้าใจ ที่สำคัญคือการที่หนังแบบนี้จะเข้ามาชิงในสาขาหนังยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ได้ มันเจ๋งมาก ผมว่าต่อให้ผู้กำกับคนนี้ทำหนังเรื่องต่อๆ ไป อีกกี่ปีก็ไม่รู้ถึงจะมีไอเดียที่เจ๋งขนาดนี้ ผมรู้สึกว่า Get Out มันพิเศษมากๆ เลย

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Guillermo del Toro (The Shape of Water)

ปกติผมดูหนังของผู้กำกับคนนี้ ผมจะหลับ (หัวเราะ) หลับทุกเรื่องเลย คือไม่ได้เอ็นจอยกับอะไรที่แฟนตาซีมากๆ แต่กับ The Shape of Water ผมคิดว่าเรื่องราวมันผสมผสานไปกับงานวิชวลได้ดีมากๆ เขาตีความสัตว์ประหลาดหน้าตาอย่างที่เห็นในเรื่องให้เป็นหนังรักได้ ทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นสิ่งที่คนทำหนังจะฟินมาก ทั้งความซีเนมาติก อาร์ตไดเรกชัน มันเป็นหนังที่คราฟต์มากๆ

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Timothée Chalamet (Call Me by Your Name)

ผมเดาว่า แกรี โอลด์แมน น่าจะได้ออสการ์ในสาขานี้นะครับ เพราะรู้สึกว่าเขาน่าจะได้ไปนานแล้ว คงสะสมแต้มบุญไปสูงมาก แต่โดยส่วนตัวปีนี้ผมเชียร์ ทิโมธี ชาลาเมต์ คือที่หนังเรื่อง Call Me by Your Name มันดีมากๆ คือนอกจากถ่ายภาพสวยอย่างที่คนชมกันแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด้งออกมามันเป็นเพราะการแสดงเลยนะครับ และสิ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้คือทิโมธี ชาลาเมต์ การแสดงของตัวละครในหนังเรื่องนี้ผมขอใช้คำว่า ‘อัศจรรย์’ โดยเฉพาะไอ้เด็กคนนี้ ผมรู้สึกว่าทุกการเคลื่อนไหวมันใช่ไปหมดเลย เขาเล่นไปทั้งตัว เขาดูเป็นตัวละครตัวนี้ซึ่งกำลังอินเลิฟอย่างเป็นบ้าเป็นหลังมากจริงๆ

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Margot Robbie (I, Tonya)

สาขานี้เป็นอีกปีที่รวมไว้ด้วยระดับเทพ แต่ที่ผมรู้สึกว่าชอบมากๆ มี 3 คนคือ มาร์โกต์ ร็อบบี้ (I, Tonya), ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ (Three Billboards Outside Ebbing, Missouri) และแซลลี ฮอว์กินส์ (The Shape of Water) ซึ่งกินกันยากมาก เด่นสุดน่าจะเป็นป้าฟรานเซส และผมว่าเขาน่าจะได้ออสการ์ แต่ส่วนตัวอยากให้ I, Tonya ได้ เพราะผมเซอร์ไพรส์มากที่ มาร์โกต์ ร็อบบี้ แสดงได้ขนาดนี้เลยเหรอ แล้วพอเห็นเครดิตว่าเขาเป็นโปรดิวเซอร์ก็รู้เลยว่านี่คือทางของนักแสดงฮอลลีวูดตอนนี้ ที่ถ้าอยากพิสูจน์ตัวเองก็ต้องทำแบบนี้แหละ คือหาบทประพันธ์ หาเรื่องที่จะผลักดันตัวเองได้ แล้วบทเรื่องนี้นะ ผมรู้สึกว่าถ้าแคสติ้งผิดหรือเขาเล่นไม่เก่ง หนังเรื่องนี้จะพังเลย ซึ่งมาร์โกต์ ร็อบบี้ เขาเล่นได้ถึงและทำให้เราอินตามกับเขาไปได้ตลอด ผมเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีบทที่ท้าทายมาให้เขาเล่นอีกมากมายเลย

 

Oscars In Memoriam

ถ้าตอนเด็กๆ จะรู้สึกว่าออสการ์เป็นรางวัลที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ยิ่งใหญ่มาก ดีที่สุดของโลก แต่พอโตขึ้นมา เราเริ่มดูหนังเยอะขึ้น แล้วพอกลายเป็นคนทำหนัง ก็รู้สึกว่ามนต์ขลังมันหายไปเยอะเหมือนกัน เพราะผลที่ออกมามันมีอะไรที่ค้านสายตาเราเยอะมาก หลังๆ เราก็เลยลุ้นเพื่อความสนุกสนานมากกว่า รู้สึกว่าเป็นความบันเทิงประจำปีสำหรับคนเนิร์ดหนังอย่างเราที่ต้องตื่นแต่เช้าขึ้นมาดูถ่ายทอดงานประกาศรางวัล  

 

คุณอินกับรางวัลออสการ์แค่ไหน

ก็แค่ตามดูทุกเรื่องครับ (หัวเราะ) หนังออสการ์ถูกจริตเรา เพราะมันไม่ใช่หนังอินดี้หรือทดลองมากเกินไป ส่วนใหญ่เป็นหนังดราม่า มีความเข้มข้น มีความเข้าถึงคนดูประมาณหนึ่ง อาจจะไม่ทั้งหมด แต่มันก็บาลานซ์ได้ดี ในแง่ความครีเอทีฟของคนทำหนังและการสื่อสารกับคนดู ช่วงที่มีหนังออสการ์ทยอยฉายติดๆ กัน มันเป็นช่วงที่เราดูหนังอย่างมีความสุขมาก วีกหนึ่งดู 2-3 เรื่องได้เลย เพราะหนังมันดีจริงๆ เรารู้สึกว่าดูหนังสนุกกว่าหนังซัมเมอร์เป็นร้อยเท่า

 

ปีที่ผลรางวัลออสการ์ค้านสายตาคุณมากที่สุด

ปีที่ค้านสายตาที่สุดสำหรับผมคือปีที่ The Social Network (2010) ไม่ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมครับ หนังเรื่องนั้นดีมากและเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับผม มันทั้งสนุก ทั้งครีเอทีฟ ผมรู้สึกว่ามันเจาะลึกถึงความเป็นมนุษย์ของตัวละครออกมาแบบอ่านขาดมาก แล้วพอมันแพ้ให้กับหนังเรื่อง The King’s Speech ซึ่งผมไม่ชอบเลยก็ยิ่งเฟลมาก (หัวเราะ) ซึ่งพอผ่านกาลเวลาไปมันก็ยิ่งพิสูจน์ เพราะทุกวันนี้ผู้คนยังพูดถึงแต่ The Social Network  

 

ภาพยนตร์เข้าชิงหรือผ่านเวทีออสการ์ที่คุณชอบหรือหยิบมาดูบ่อยที่สุด

American Beauty (1999) ผมรู้สึกว่ามันพูดถึงชีวิตคนอย่างขุดลึกจริงๆ หนังมันพูดถึงความเป็นมนุษย์ การดิ้นรนหาทุกอย่าง แต่สุดท้ายแล้วความงามที่เราค้นหามันอยู่แค่ตรงนี้เอง มีอยู่แล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่คุณอาจจะมองข้ามไป บทมันดีมากๆ แล้วพอย่อยออกมาแล้วหนังมันก็ยังดูง่ายด้วย ผมจำได้ว่า พี่ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง เคยพูดว่า แซม เมนเดส กำกับหนังเรื่องนี้แล้วไม่ต้องทำหนังอีกเลยก็ได้ เพราะมันพูดครอบคลุมชีวิตไปแล้ว หนังมันฟินมาก ซึ่งผมก็เห็นด้วย

 

 

พงศ์นรินทร์ อุลิศ

ผู้ก่อตั้ง Cat Radio  

 

Best Picture: Phantom Thread

Best Director: Paul Thomas Anderson

Best Actor: Daniel Day-Lewis

Best Actress: Margot Robbie

**Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี: The Shape of Water, Dunkirk  

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Phantom Thread

เป็นหนังที่ผมได้ดูแล้วชอบที่สุดในรอบปีที่แล้ว แต่มันไม่ได้เข้าในชิงสาขานี้คือ The Florida Project กับ I, Tonya

 

เวลาดูหนัง สิ่งที่จะทำให้เรารู้สึกชอบหนังเรื่องไหนหรือมองว่ามันดีงามยังไง สำหรับผมมันจะมีอยู่แค่สองอย่างคือ หนึ่ง ศิลปะในการทำภาพยนตร์ และสอง เรื่องราวที่โดนใจ ถ้าเราไปนั่งดูหนังแล้วคิดว่าเรื่องนี้ถ่ายทำดีจังเลย เพลงเพราะ ภาพสวย ตัดต่อดี ฯลฯ แต่ถ้าหนังดูแล้วมันไม่รู้สึก ไม่โดนใจ ผมก็จะไม่โหวตให้มัน

 

ในกรณีของ The Florida Project และ I, Tonya นอกจากจะรู้สึกว่าผู้กำกับทำหนังโคตรเก่ง สิ่งสำคัญคือ ‘สตอรี’ มันสั่นสะเทือนความรู้สึกเรา จะพูดว่าสั่นสะเทือนกว่าหนังบางเรื่องที่เข้าชิงสาขานี้ในปีนี้เลยก็ได้

 

แต่เมื่อมันไม่มีสองเรื่องนี้เข้าชิง ผมก็เลยต้องเลือก Phantom Thread เพราะหนังเรื่องนี้ทำโคตรยากเลยทั้งในแง่ของความคราฟต์และศิลปะการทำภาพยนตร์ ผู้กำกับอย่าง พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ถึงพร้อมมาก เขากำกับให้องค์ประกอบทุกอย่างทั้งศาสตร์และศิลป์ทางภาพยนตร์ทำงานได้อย่างเต็มที่  

 

ขณะเดียวกันถ้าดูในด้านสตอรี มันคือหนังโรแมนติก แต่มันเป็นความโรแมนติกที่ไม่เหมือนใคร แล้วพอดูจบ เรากลับไปนอนคิดได้อีกหลายวันเหลือเกิน สำหรับผม ภาพรวมมันส่งผลทางด้านจิตใจของเรามากกว่าหนังอย่าง The Shape of Water ที่ดูจบแล้วคือจบเลย

 

The Shape of Water เป็นหนังดีนะครับ มีงานสร้างที่ดี ผู้กำกับอย่าง กิลเลอร์โม เดล โตโร มีฝีมืออย่างมากในการสร้างเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เล่าเรื่องไม่โดนเลย ระหว่างดูเรารู้เรื่องหมดว่าตัวละครมันรักกัน มันผ่านเหตุการณ์โน้นนี้นั้น แต่ทำไมเราไม่เห็นรู้สึกร่วมเลย หนังมันเดาได้ไปหมดจนขาดชั้นเชิง แล้วผมรู้สึกว่าการที่หนังเข้าชิงรางวัลเยอะมากที่สุดของปีนี้ มันทำให้คนเข้าใจผิดว่าหนังเรื่องนี้เจ๋งอย่างมาก แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันพื้นๆ

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Paul Thomas Anderson (Phantom Thread)

ผมเลือก พอล โธมัส แอนเดอร์สัน แต่คนที่จะได้รางวัลออสการ์สาขานี้คือ กิลเลอร์โม เดล โตโร เพราะในแง่ความคราฟต์ The Shape of Water มันก็คราฟต์ดีจริงๆ สิ่งที่ผู้กำกับทำก็ทำยากจริงๆ เพียงแต่ตอนดูเราไม่รู้สึกอินกับเรื่องที่เล่า

 

ผมอยากเปรียบเทียบเหมือนผู้หญิงที่สวยไปหมด แต่คุณไม่ได้รัก ขณะเดียวกัน พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เขาก็ทำสิ่งเดียวกันได้หมดเลย โลกที่เขาทำใน Phantom Thread ก็เป็นโลกที่มหัศจรรย์ เพียงแค่เขาไม่ได้ทำซีจี และสตอรีที่เขาสร้างก็โดนใจเรา ความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้มันเป็นความสัมพันธ์ที่เข้าใจยากและรู้สึกร่วมได้ยาก แต่พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ทำได้สำเร็จ

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Daniel Day-Lewis (Phantom Thread)

ผมยอมรับว่าต้องให้เครดิตการเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายของ แกรี โอลด์แมน ใน Darkest Hour อย่างมาก ที่สำคัญคือเขาแสดงได้ดีด้วย ผมคิดว่าเขาน่าจะได้รางวัลออสการ์ในสาขานี้ แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ต้องให้เครดิตช่างแต่งหน้าเขาด้วยนะ คือผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของการแสดงเพียวๆ

 

ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าการแสดงของ แดเนียล เดย์-ลูอิส ใน Phantom Thread นั้นสุดยอดจริงๆ แล้วเป็นการแสดงของเขาล้วนๆ

 

ผมดู Darkest Hour ผมเห็นแกรีแสดงเป็น วินสตัน เชอร์ชิล ในขณะที่ตอนดู Phantom Thread ผมเห็น เรย์โนลด์ส วู้ดค็อก ผมไม่ได้เห็นแดเนียลที่กำลังแสดงอยู่ ซึ่งสองอย่างนี้ต่างกัน ฉะนั้นคนที่ทำให้ผมเชื่อได้มากกว่าก็ต้องชนะในสาขานี้ไป

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Margot Robbie (I, Tonya)

ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนตัวเอง นี่แหละคือการเปลี่ยนตัวเองของแท้ เขาเป็นคาแรกเตอร์นี้จนเราลืมไปเลยว่า มาร์โกต์ ร็อบบี้ ผู้ทรงเสน่ห์หายไปไหน เขาคือศูนย์กลางที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง และผมว่านี่เป็นงานที่ถูกมองข้ามไปอย่างมาก เพราะอย่างน้อยที่สุด หนังเรื่องนี้ควรได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

แต่ ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ จะได้ออสการ์ในสาขานี้ เนื่องจากเรายังไม่ได้ดู Three Billboards Outside Ebbing, Missouri เลยยังพูดได้ไม่มากนัก แต่เมื่อดูจากทรงของหนังตัวอย่าง คิดว่าคาแรกเตอร์ของหนังมันน่าจะได้รับความสนใจจากกรรมการมากกว่า

 

**Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี

The Shape of Water, Dunkirk

ผมเลือกให้ The Shape of Water กับ Dunkirk เป็นหนังที่น่าผิดหวังสองเรื่องเท่ากัน ด้วยเหตุผลที่ว่าเวลาก่อนจะดูหนังเรื่องอะไรก็ตาม เราจะมีความคาดคิดและความหวังก่อนเข้าไปดูในระดับหนึ่ง ฉะนั้นหลังจากที่เข้าไปดูหนังที่มันแย่ๆ สักเรื่อง ส่วนใหญ่มันจะเกิดความรู้สึกอยู่สองอย่าง คือถ้าไม่แย่อย่างที่คิดก็จะรู้สึกว่าหนังมันดีกว่าที่คิด  

 

ต้องบอกว่าในรอบปีที่ผ่านมา มันมีหนังที่แย่กว่าสองเรื่องนี้อยู่มากมายเลย แต่เพราะเราคิดไว้อยู่แล้วไงว่ามันจะแย่ บางเรื่องก็แค่ตั้งใจจะเข้าไปดูเพลินๆ ดูฆ่าเวลา หรือช่วงนี้เครียด เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ดีกว่า ซึ่งหนังมันก็ทำหน้าที่ของมันแบบนั้น

 

แต่กับหนังสองเรื่องนี้ เราผิดหวังด้วยเหตุผลต่างกัน อย่าง Dunkirk เราชอบ คริสโตเฟอร์ โนแลน และตื่นเต้นกับการที่เขาจะทำหนังเรื่องนี้มาตลอด แต่พอเข้าไปดูแล้วก็ต้องยอมรับว่าหลับไปเยอะเหมือนกัน ก็เลยไม่รู้ว่าที่หลับไปมันทำให้เราพลาดส่วนที่ดีที่สุดของหนังไปหรือเปล่า แต่ผลที่ได้รับหลังจากเดินออกจากโรงคือหนังมันน่าผิดหวังเนอะ

 

ขณะที่ The Shape of Water ซึ่งเราดูช้ากว่าคนอื่นนิดหน่อย ระหว่างนั้นก็ได้รับรู้ถึงความโด่งดังและรู้ว่าหนังมันเข้าชิงรางวัลเยอะ เลยอดไม่ได้ที่จะคิดว่าจะต้องได้ดูหนังที่โคตรดี โคตรรู้สึกอินในเรื่องราวที่จะเล่า แต่ปรากฏว่าเมื่อเข้าไปดูจริงๆ เรากลับไม่รู้สึกร่วมอะไรกับหนังเลย หนังเดาได้หมด ขาดชั้นเชิงในการนำเสนอ สำหรับผมมันเลยเป็นหนังที่น่าผิดหวัง

 

 

ธีพิสิฐ มหานีรานนท์

บรรณาธิการนิตยสาร Bioscope

 

Best Picture: Lady Bird

Best Director: Paul Thomas Anderson  

Best Actor: Daniel Day-Lewis

Best Actress: Saoirse Ronan

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Lady Bird

เราชอบเรื่องนี้ที่สุดในบรรดาหนังที่เข้าชิงในสาขานี้ทั้งหมด เพราะบังเอิญว่ามันเป็นหนังที่มีคลื่นความถี่ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตและการมองโลกของเราในหลายๆ มิติ เลยทำให้เข้าอกเข้าใจกับสิ่งที่หนังเล่าประมาณหนึ่ง ถึงขั้นน้ำตาไหลออกมาเฉยเลยนะ (หัวเราะ) คือถ้าถามเรา Lady Bird ไม่น่าจะชนะออสการ์หรอก แต่เราคิดว่าถึงจะเป็นหนังที่มีพล็อตน้อยมากๆ แต่ก็เป็นหนังที่ทรีตตัวละครทุกตัวที่ต่างก็มีความบกพร่องด้วยความเข้าใจ ไม่ตัดสินใคร สิ่งนี้แหละที่ทำให้มันจูนเข้าหาคนดูหลายคนได้ง่าย

 

อีกอย่างที่เราชอบมากๆ คือหนังมันเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่เร้าอารมณ์กับส่วนไหนมากจนเกินไป และเดินเรื่องไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เหมือนกับพยายามจะบอกว่าทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าดีหรือร้าย วันหนึ่งมันก็จะผ่านพ้นไป และการเลือกใช้ชีวิตผิดบ้างถูกบ้างของพวกเราก็คือส่วนหนึ่งอันแสนธรรมดาของชีวิตมนุษย์

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Paul Thomas Anderson (Phantom Thread)   

ถ้าตัดความผูกพันกับเรื่อง Lady Bird อย่างที่เล่าไปแล้ว Phantom Thread คือหนังที่เจ๋งมากสำหรับเรานะ มันเป๊ะไปหมด ทั้งการแสดง งานภาพ หรือแม้แต่งานเสียง และเราคิดว่า พอล โธมัส แอนเดอร์สัน มาสเตอร์มากในการควบคุมองค์ประกอบทุกอย่างให้เล่าเรื่องอย่างทรงพลังไปพร้อมๆ กันได้ขนาดนี้ นี่คือตัวอย่างผลงานของคนที่เข้าใจในศาสตร์และเครื่องมือของภาพยนตร์อย่างแท้จริง

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Daniel Day-Lewis (Phantom Thread)

สมแล้วกับการเป็นผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายของ แดเนียล เดย์-ลูอิส เขาเล่นละเอียดทุกเม็ดจริงๆ และถ่ายทอดตัวละครที่ลุ่มหลงกับความสมบูรณ์แบบในการทำงานและการดำเนินชีวิตได้อย่างถึงที่สุด ตอนที่ตัวละครมันเบรกดาวน์ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตวิญญาณ นี่คือเขาเล่นได้เหมือนกับชีวิตเขากำลังจะพังพินาศตามตัวละครไปจริงๆ ดูเขาเล่นแล้วรู้สึกอึดอัด สมเพช และสงสารแทนตัวละครตัวนี้ไปในเวลาเดียวกัน

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Saoirse Ronan (Lady Bird)

คำตอบนี้มันเป็นผลพวงมาจากคำตอบในหัวข้อหนังยอดเยี่ยมล้วนๆ เลยนะ (หัวเราะ) คือพอหนังมันจูนกับเราติด เราก็รู้สึกว่าน้องเล่นดีมากนะ คือไม่ได้หวือหวา เล่นแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่มันใช่ไปหมดเลย เขาแสดงเป็นเด็กสาววัยรุ่นผู้กำลังค้นหาที่ทางของตัวเองที่ตรงไปตรงมา แต่ในขณะเดียวกันก็เก็บงำอะไรหลายอย่างเอาไว้ในใจได้ดี ทำให้เราคาดเดารีแอ็กชันไม่ค่อยได้ และรู้สึกสนุกที่จะตามตัวละครของเธอไปตลอดทั้งเรื่อง น้องเก่งตรงที่สามารถสวมวิญญาณเป็นเด็กสก๊อยบ้านๆ ได้จนเราเชื่อนะ แต่สุดท้ายแล้วคือเราชอบหนังมากจนอยากเชียร์ให้น้องได้รางวัลนั่นแหละ (หัวเราะ)

 

 

อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม

ผู้กำกับภาพยนตร์

 

Best Picture: The Shape of Water

Best Director: Guillermo del Toro

Best Actor: Gary Oldman

Best Actress: Margot Robbie  

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

The Shape of Water

กิลเลอร์โม เดล โตโร เขาเป็นคนทำหนังโทนมืดหม่นมาตลอด แต่กับเรื่องนี้ พอพล็อตมันเป็นหนังรัก ซึ่งความรู้สึกหลังจากผ่านไปเพียง 3-5 นาทีแรกของเรื่อง ผมรู้สึกว่าเขาสร้างโลกนี้ขึ้นมาได้ยังไง มันดูดีมาก ยิ่งเมื่อมองจากสิ่งที่เขาพยายามจะพูด เรายิ่งรู้สึกว่าหนังมันสมบูรณ์แบบ แต่อาจจะไม่ตรงกับรสนิยมของกรรมการออสการ์ เพราะมันเป็นหนังประเภทที่ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรกับโลก กับการเมือง กับสังคมอะไรขนาดนั้น

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Guillermo del Toro (The Shape of Water)

ด้วยความที่เราเป็นผู้กำกับ พอต้องเลือกรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม เราเลยอยากเอามุมมองของคนที่ทำงานสายนี้ใช้มาด้วย ซึ่งสำหรับผม ผมมองว่าสิ่งที่โนแลนทำมันยากจริงๆ มันไม่ใช่ว่าใครก็ทำในแบบที่เขาทำออกมาได้ ผมชอบเขาอีกอย่างตรงที่อะไรที่ไม่จำเป็นต้องใช้ซีจี เขาจะทำ ไม่ว่าในแง่การทำงานมันจะลำบากสักแค่ไหนก็ตาม ซึ่งสมัยนี้มันหาดูกันได้ยากแล้ว

 

สำหรับ The Shape of Water ผมให้เครดิตเดล โตโร ในการสร้างตัวละครที่ในเรื่องราวเขาสื่อสารกันไม่ได้ แต่ผู้กำกับมีวิธีเล่าเรื่องให้คนดูเข้าใจและอินตามไปกับหนังได้ ซึ่งมันต้องใช้ทักษะในการเล่าเรื่องที่ดี

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Gary Oldman (Darkest Hour)

ในเรื่อง แกรี โอลด์แมน เขาดูแก่กว่าวัยไปเยอะเลย การแสดงก็ทำออกมาได้ดี แต่ก็อย่าประมาท แดเนียล เดย์-ลูอิส นะครับ เขาอาจจะได้คะแนนพิเศษในแง่ว่าเป็นงานทิ้งทวนก่อนจะปิดฉากอาชีพนักแสดงของเขา แต่สาขานี้ผมคงคอมเมนต์เปรียบเทียบให้ไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ดู Phantom Thread  

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Margot Robbie (I, Tonya)

เหมือนนักแสดงคนนี้เขาได้เจอเรื่องราวของคนที่คลิกกับตัวเอง ที่สำคัญคือเขาหาความสนุกในการจะแสดงเป็นคนคนนี้ออกมาได้ ขณะเดียวกันพอมันออกมาเป็นหนัง คนดูก็ยังจะอินไปกับสิ่งที่ มาร์โกต์ ร็อบบี้ กำลังโชว์ออฟออกมาได้ด้วย

 

นักแสดงอีกคนหนึ่งที่ชอบคือ แซลลี ฮอว์กินส์ ผมว่ามาตรฐานของเขากับตัวละครที่แสดงออกมาก็ดีมาก เพียงแต่ตัวละครใน I, Tonya มันสร้างสีสัน ดูแล้วอินกว่า สำหรับส่วนตัวผมนะครับ

 

Oscars In Memoriam

รางวัลออสการ์สาขาไหนที่คุณลุ้นมากที่สุดในปีนี้

พวกสาขาใหญ่ๆ เรารู้สึกว่าบางทีมันก็เต็งหาม แต่สาขาที่ผมค่อนข้างติดตามเป็นการส่วนตัวมาตลอดคือ Best Original Song ซึ่งปีนี้ผมเชียร์เพลง This Is Me จากเรื่อง The Greatest Showman แบบสุดหัวใจเลยครับ

 

ผมได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกตอนดูตัวอย่างของหนัง ดูแล้วรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้โคตรน่าดูเลย แล้วพอเข้าโรงไปดูจริงๆ จำได้ว่าตอนเพลงนี้ขึ้นมา ผมขนลุกไปหมดเลย ผมว่าเนื้อหาของเพลงมันโคตรอเมริกันเลย แล้วก็เข้ากับกระแสสังคม เพราะตัวละครในเรื่อง ถ้าเทียบกับยุคนี้หรือในสังคมปกติก็คือกลุ่มคนที่โดน bully หรือคนที่สังคมมองข้ามต่างๆ ซึ่งเพลงนี้มันบอกว่า “ช่างแม่งพวกนั้นเถอะ กูเป็นของกูอย่างนี้” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคือเพลงมันเพราะมากครับ นักร้องก็ร้องดีมาก จี๊ดเป็นการส่วนตัวมากเลยครับ

 

 

วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล

นักแสดง

 

Best Picture: Call Me by Your Name

Best Director: Christopher Nolan   

Best Actor: Timothée Chalamet

Best Actress: Saoirse Ronan

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Call Me by Your Name

ก็ใจมันชอบไปแล้วจะให้ทำยังไง คือวิธีเล่าอาจจะดูเชย แต่มันก็ซัพพอร์ตเซตติ้งของหนังให้สวยงามลงตัวในแบบของมัน เคมีที่ลงตัวของนักแสดงและตัวบทที่ถ่ายทอดจากนิยายสู่หนังก็ยังให้กลิ่นอบอวลของฤดูร้อนนั้น ชวนให้เรากลับมานึกถึงฤดูร้อนของเราเอง

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Christopher Nolan (Dunkirk)   

ก็ต้องยกให้จริงๆ กับผู้กำกับคนนี้ กับความจริงจังและตั้งอกตั้งใจ Dunkirk อาจจะไม่ใช่หนังทางเราจ๋า แต่ก็ไม่มีอะไรจะค้านว่าเขาคนนี้ทำให้ภาพในหนังมันดูจริง สวยงาม และน่าเชื่อไปหมด

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Timothée Chalamet (Call Me by Your Name)

น้องมาแรงจริงๆ กับแอ็กติ้งนิ่ง ไม่เยอะ แต่มีมิติ ‘act, not speak’ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องขยี้อะไรมาก แต่รายละเอียดเล็กๆ กลับทำงานกับเราอย่างคาดไม่ถึง ฉากคุยโทรศัพท์หน้าเตาผิงนั้นทำเราออกมานั่งเหม่อๆ งงๆ ไปพักหนึ่งเลย

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Saoirse Ronan (Lady Bird)

ชอบเธอคนนี้มาจากหลายๆ เรื่อง โดยส่วนตัวเราชอบนางจากเรื่อง Hanna แต่ในเรื่องนี้เธอสวมบทบาทเป็นคนธรรมดาๆ ได้อย่างมีชีวิตชีวา ไม่ต้องพยายามอะไรมาก แต่เห็นได้ว่าเธอทำงานกับบท เราอยากเห็นเธอในเรื่องต่อๆ ไปอีก

 

 

ชาคร ไชยปรีชา

นักวิจารณ์ภาพยนตร์, ผู้กำกับภาพยนตร์

 

Best Picture: Phantom Thread

Best Director: Paul Thomas Anderson   

Best Actor: Daniel Day-Lewis

Best Actress: Margot Robbie

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Phantom Thread

รู้สึกว่าปีนี้เป็นปีที่สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมีความสูสีกันสูง ไม่ได้มีเรื่องไหนกระแสโดดออกมาจนเป็นตัวเก็งเต็งหนึ่งขนาดนั้น เพราะฉะนั้นถ้าลองตัดชอยส์ดูแล้ว เราคิดว่า Phantom Thread มีความถึงพร้อมพอที่จะเชียร์ให้ได้ที่สุดแล้ว

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Paul Thomas Anderson (Phantom Thread)   

พอล โธมัส แอนเดอร์สัน พิสูจน์ตัวเองมาหลายรอบแล้วว่าเขาคือผู้กำกับที่เก่งกาจและบ้าคลั่งที่สุดคนหนึ่งของยุคสมัย ครั้งนี้ก็ควรถึงเวลาของเขาเสียที แม้ว่า กิลเลอร์โม เดล โตโร จะมีคุณสมบัติถึงพร้อมใกล้เคียงกัน แต่เขาสมควรได้รับการยกย่องจากผลงานชิ้นที่ดีกว่า The Shape of Water

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Daniel Day-Lewis (Phantom Thread)

ถ้าไม่นับว่านักแสดงยอดฝีมือคนนี้ควรค่าแก่การได้รับการยกย่องบนประวัติศาสตร์ออสการ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปลดเกษียณจากวงการ นี่คือบทบาทที่แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลและการหลอมรวมตัวตนเข้าสู่ศาสตร์การแสดงได้ชัดเจนและลุ่มลึกที่สุดในปีนี้

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Margot Robbie (I, Tonya)

จริงๆ แล้วเพลิดเพลินกับการแสดงแบบเก็บทุกเม็ดของ เมอรีล สตรีป ใน The Post มาก แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าการแสดงของเจ้าป้าคือเทคนิคการเล่าเรื่องของหนังที่ตั้งใจชูการแสดงเสียจนจงใจไปในหลายๆ จังหวะ ขณะที่ มาร์โกต์ ร็อบบี้ ในบทนี้ นอกจากจะเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ ‘ถึงพร้อมสำหรับสาขานำหญิงออสการ์’ (นักแสดงสาวรุ่นใหม่ผู้ไม่เคยได้ออสการ์ในบทที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างหนัก) แล้ว เธอยังแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วยตัวคนเดียวอย่างน่าชื่นชม จนเมื่อทุกคนนึกถึงหนังเรื่องนี้ สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่ทุกคนนึกถึงก็คือการแสดงของเธอ

 

 

ปวีณ ภูริจิตปัญญา

ผู้กำกับภาพยนตร์

 

Best Picture: The Shape of Water

Best Director: Guillermo del Toro

Best Actor: Timothée Chalamet

Best Actress: Sally Hawkins

**Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี: Wonder Woman: Rise of the Warrior

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

The Shape of Water

ผมเป็นสายสัตว์ประหลาดอยู่แล้วครับ (หัวเราะ) ยิ่งพอดูโครงสร้างของหนังหรือสิ่งที่หนังพยายามจะพูด คือการเอาความเป็นสัตว์ประหลาดมาเป็นตัวเปรียบเทียบถึงความรักที่เป็นไปไม่ได้ ผมว่ามันคือโรมีโอกับจูเลียตนี่แหละ แต่พอมันถูกหยิบขึ้นมาพูดในมุมนี้แล้วใช้ความเป็นศิลปะของยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เพลง หรือสถานที่ ฯลฯ มาเป็นองค์ประกอบที่ทำให้คนดูเห็นถึงความน่าอภิรมย์ เห็นความสวยงาม พอดูแล้วเรารู้สึกว่ามันดีจังเลย  

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Guillermo del Toro (The Shape of Water)

ผมชอบที่ กิลเลอร์โม เดล โตโร เขามีสองโหมดในตัวเอง คือทำได้ทั้งหนังเล็กๆ อย่าง The Devil’s Backbone (2001) หรือ Pan’s Labyrinth (2006) ในขณะเดียวกันก็มีอีกโหมดที่ทำหนังใหญ่ๆ อย่าง Pacific Rim (2013) ซึ่งว่ากันจริงๆ เขามีความดาร์กในตัวเองเยอะ แต่พอมาถึง The Shape of Water เขานำความดาร์กมาผสมกับความโรแมนติกได้อย่างกลมกล่อม ซึ่งถ้าให้คนอื่นทำมันก็จะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ เช่น ถ้าให้สตีเวน สปีลเบิร์ก ทำ ผมว่าหนังก็จะไม่ออกมาดาร์กสุดแบบนี้ หรือถ้าให้ปีเตอร์ แจ็คสัน ทำ หนังอาจจะมีสัตว์ประหลาดเยอะกว่านี้

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Timothée Chalamet (Call Me by Your Name)

ทิโมธี ชาลาเมต์ เล่นได้เป็นธรรมชาติมากๆ ในจอภาพยนตร์ ไม่รู้ว่าใครจะสังเกตในหนังหรือเปล่านะว่าน้องเขาจะมีอาการที่เวลาทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะนั่งหรือขี่จักรยาน แต่เวลาลุกขึ้นแล้วจะต้องเอามือไปดึงกางเกงในของตัวเอง ผมเชื่อว่าน้องเขาใส่ดีเทลตรงนี้ลงไปในหนัง มันเป็นอาการที่คนโตแล้วมันจะไม่ทำ ผมว่าดีเทลหลายๆ อย่างในหนังที่น้องเขาใส่มามันทำให้การแสดงของเขาโดดเด่นและพิเศษออกมาเลย

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Sally Hawkins (The Shape of Water)

ผมเคยดูหนังแจ้งเกิดของเขาเรื่อง Happy-Go-Lucky (2008) ซึ่งเป็นหนังที่ผมเดินออกจากโรงก่อนที่หนังจะจบ ทั้งๆ ที่หนังเรื่องนั้นทุกคนบอกว่าดีมาก แต่ผมไม่ไหวว่ะ คือผมทนนางเอกที่พูดมากๆ ไม่ได้ แต่พอดูเรื่องนี้ เธอเล่นเป็นใบ้ครับ เธอไม่ต้องพูดแล้ว (หัวเราะ) กลายเป็นว่าเธอต้องไปแสดงออกทางอื่นแทน

 

ผมเคยมีคนรู้จักเป็นผู้หญิงที่เป็นใบ้เหมือนกับตัวละคร แล้วลักษณะก็เป็นแบบนี้เลยครับ คือเขาจะแสดงออกด้วยการทำท่าทาง ซึ่งแซลลี ฮอว์กินส์ ก๊อบปี้ออกมาได้หมด ที่สำคัญคือเขาสื่อสารให้เรารู้สึกร่วมได้จริงๆ ดูแล้วเชื่อในความรักระหว่างตัวละครคู่นี้ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ระหว่างดู เรากลับรู้สึกว่ามันไม่เป็นเรื่องประหลาดอะไรเลย

 

Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี  

Wonder Woman: Rise of the Warrior

ที่เลือกเรื่องนี้เพราะรีวิวมันมาดีมากเลย เราก็เลยคาดหวังมาก แต่พอเข้าไปดูแล้วรู้สึกว่าแค่นี้เองเหรอวะ นี่คือสิ่งที่เขาชื่นชมกันเหรอ ยิ่งครึ่งเรื่องหลังนี่ผมหลับเละเลยครับ กัล กาด็อต ก็ยังสวยเหมือนเดิม ผิดหวังแค่ตัวหนังมากกว่า

 

 

ประวิทย์ แต่งอักษร

อาจารย์ และนักวิจารณ์ภาพยนตร์

 

Best Picture: Phantom Thread

Best Director: Christopher Nolan

Best Actor: Daniel Day-Lewis

Best Actress: Sally Hawkins  

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Phantom Thread

ผมมองว่าคุณภาพของหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีนี้โอเคหมดเลยนะ และมันจะสวยงามมากถ้าเอา Darkest Hour ออก แล้วเอา The Florida Project เข้ามา ผมว่าเรื่องนี้มันเป็นหนังที่ซื่อสัตย์มาก มันโน้มน้าวชักจูง มหัศจรรย์มากในแง่ของการกำกับเด็กๆ

 

Darkest Hour คุณภาพโดยรวมผมว่าโอเคนะ มันไม่ถึงกับดูไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เข้ามาได้ยังไง ส่วน The Shape of Water ความท้าทายของเขาคือการเอาคนกับอสูรมารักกัน ซึ่งผมรู้สึกว่าการก้าวข้ามตรงนี้มันยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร

 

Lady Bird เป็นหนัง coming of age ที่เสน่ห์ของมันอยู่ที่ตัวนักแสดง ความสามารถในการกำกับทำนองนี้ แต่ความเป็นหนัง coming of age มันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก

 

Get Out เป็นหนัง genre หนึ่งที่พอเป็นแบบนั้นมันจะเป็นหนังที่คาดเดาได้เสมอ คือมันจะมีกฎเกณฑ์ตายตัวตามแบบหนังสยองขวัญ ส่วน Dunkirk เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในระดับสองนะ โอเค ผมเห็นด้วยว่ามันแห้งแล้งไปนิดนึง

 

โดยรวมผมรู้สึกว่า Phantom Thread เป็นหนังที่ตอบโจทย์ผมที่สุด มันลุ่มลึก ถ่ายทอดภาวะของคนที่ต้องการจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทำในสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แต่ว่าสิ่งที่ต้องแลกอยู่ตลอดเวลาคือการมีความสัมพันธ์ พอมีความรักก็ต้องสูญเสียความเด็ดขาดคือความเป็นเพชฌฆาตไป ผมคิดว่าหนังเล่าเรื่องสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ได้ดีมากๆ

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Christopher Nolan (Dunkirk)

ผมชอบโนแลน ผมรู้สึกว่า Dunkirk นี่เป็น Cinematic Experience นะ มันเป็นหนังของคนทำหนัง แล้วมันใช้ประโยชน์จากภาษาหนัง ทั้งกลวิธีในการตัดต่อ การเล่าเรื่องที่เหลื่อมซ้อนกันอยู่ในแง่ของเวลา ซึ่งมันเป็นเรื่องของ ‘คอนดักเตอร์’ หรือตัววาทยากรของหนังในการจะร้อยเรียงสิ่งต่างๆ เข้ามาอยู่ด้วยกัน

 

ที่สำคัญคือมันเป็นหนังที่ทะเยอทะยาน และความทะเยอทะยานมันเป็นเรื่องของคนทำหนัง ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นลายเซ็นอย่างหนึ่งของโนแลน และที่จะไม่พูดไม่ได้เลยคือ IMAX เป็นประสบการณ์การดู Dunkirk ที่เหมือนเราเข้าไปดูในห้องขับของนักบินจริงๆ อีกนิดเดียวมันเมาเรือแล้วนะครับ เมาอากาศเลย (หัวเราะ)

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Daniel Day-Lewis (Phantom Thread)

ผมอธิบายสองอย่างแล้วกัน ผมคิดว่าแกรี โอลด์แมน คงได้รางวัลบนเวทีออสการ์ แต่ผมคิดว่าการแสดงของแดเนียล เดย์-ลูอิส ออกมาดีเพราะหนังมันดีด้วย

 

สำหรับแกรี ย้อนกลับไปคงเหมือนที่เขาพูดกันว่าที่ นิโคล คิดแมน ได้รางวัลออสการ์จาก The Hours (2002) ส่วนหนึ่งมันมาจากเมกอัพ มันคือการทรานส์ฟอร์มของนักแสดงจากคนที่ไม่มีเค้าของตัวละครนั้นเลย เช่นกันกับแกรีที่ทรานส์ฟอร์มมาเป็นวินสตัน เชอร์ชิล ผมว่ามันก็เป็นแต้มต่ออย่างหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่ามันน่าตื่นเต้น การแสดงของเขามันดีอยู่แล้วล่ะ ผมไม่เถียง เล่นได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งพอมีคอสตูมมาช่วย มีเมกอัพมาช่วย เลยทำให้คนดูรู้สึกว่าเขาชุบชีวิตวินสตัน เชอร์ชิล ขึ้นมาได้ ก็เป็นบทที่ดึงดูด เตะตาคน

 

ขณะเดียวกัน ผมว่าบทที่แดเนียลได้รับมันลึกมาก นี่เป็นหนังเกี่ยวกับจิตวิทยาของตัวละคร แล้วการแสดงของแดเนียลมันทำให้เราเห็นข้างในของตัวละครที่ไม่ยอมประนีประนอม ความเป็นคนจู้จี้จุกจิก เห็นเลยว่าไอ้คนที่เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์มันเป็นคนแบบนั้น คนที่ตอนเช้าต้องการความเงียบ ผิดจากนี้นิดๆ หน่อยๆ คุณก็ทำลายชีวิตผมไปหมดทั้งวัน ซึ่งไอ้ดีเทลพวกนี้มันมองเห็น ข้อสำคัญ มันไม่ได้อยู่แค่ในตัวละครที่เกรี้ยวกราดนะ เพราะภาพที่เราเห็นอยู่เรื่อยๆ คือเขาเป็นคนที่มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผมรู้สึกว่ามันเป็นบทที่น่าทึ่ง เป็นแอ็กติ้งที่สตันนิ่งมาก และไม่โชว์ออฟเหมือนแกรี

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Sally Hawkins (The Shape of Water)

ผมเพิ่งดู Three Billboards Outside Ebbing, Missouri แล้วคนเขาชมกันเนอะ พูดแบบที่ไม่ได้เป็นนักแสดงนะ ผมรู้สึกว่า ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ เขาเล่นด้วยเทคนิค เล่นด้วยสีหน้า อากัปกิริยา การเลิกคิ้ว การเหลือบตา ฯลฯ แต่พอถึงโมเมนต์ที่นึกถึงลูกก็ร้องไห้ รู้สึกผิดที่ตัวเองทำให้ลูกโดนข่มขืน… ไม่รู้สิ ผมเข้าไม่ถึงความรู้สึกตรงนี้ของตัวละคร

 

ฉะนั้นถ้าให้เลือก ผมเลือกแซลลี ฮอว์กินส์ เพราะอะไรรู้ไหม ความท้าทายคือคุณต้องเล่นเผื่ออสูรด้วย เพราะตัวอสูรมีข้อจำกัดคือแสดงอะไรไม่ได้เลย หน้าตามันแสดงออกไม่ได้เลย แล้วทั้งสองคนมีหน้าที่คือต้องทำให้คนดูเชื่อในความ ‘โรแมนซ์’ ของสองตัวละครนี้

 

สิ่งที่แซลลีทำคือแสดงเผื่อให้นักแสดงคนนั้นด้วย อย่างที่บอกว่า ‘แอ็กติ้ง’ เท่ากับ ‘รีแอ็กติ้ง’ หรือ ‘แอ็กชัน’ เท่ากับ ‘รีแอ็กชัน’ ซึ่งรีแอ็กติ้งของแซลลีทำให้เรารู้สึกว่าไอ้ตัวอสูรผูกพันอยู่กับตัวนางเอก ทั้งๆ ที่ตัวอสูรมันแทบไม่รับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตัวละครเลย

 

 

คม นพรัตน์

หัวหน้าข่าวบันเทิงศิลปวัฒนธรรม Nation TV ช่อง 22

 

Best Picture: Call Me by Your Name

Best Director: Guillermo del Toro

Best Actor: Gary Oldman

Best Actress: Margot Robbie

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Call Me by Your Name

หนังกล้าจะนำเสนอเรื่องของเพศทางเลือกได้ตรงตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้น้อยเรื่องที่จะนำเสนอได้แบบตรงตามความเป็นจริง ทุกคนมีสิทธิ์จะเกิดความรักกับเพศไหนก็ได้ ซึ่งมันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้ายอมรับ และขณะที่หนังดำเนินเรื่องในปี 1983 ซึ่งยังมีคนไม่เข้าใจเรื่องเพศทางเลือกอยู่เยอะมาก แต่หนังก็เลือกให้ ‘ครอบครัว’ ของตัวละครเข้าใจ นั่นทำให้รู้สึกว่าสังคมยังมีความเข้าใจเพศทางเลือกหลงเหลืออยู่ และสถาบันครอบครัวนั้นสำคัญที่สุด

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Guillermo del Toro (The Shape of Water)

หนังสวยมาก มีความโรแมนติกแบบเทพนิยายย้อนยุคที่หยิบเอาไปผสมผสานกับความแปลกประหลาดและระทึกขวัญได้อย่างลงตัว เล่าเรื่องสนุก ชวนให้ติดตามจนจบ โลกของเราต้องการผู้กำกับหนังที่มีจินตนาการสูงๆ และกิลเลอร์โมก็เป็นผู้กำกับที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการอย่างที่โลกนี้ต้องการจริงๆ

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Gary Oldman (Darkest Hour)

แกรี โอลด์แมน ทำให้เราเชื่อว่าเขาคืออดีตนายกรัฐมนตรีแห่งอังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ได้อย่างไม่มีข้อกังขา คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่ใช่แกรีแล้วจะมีใครแสดงบทนี้ได้ เหมือนเป็นบทที่สร้างมาเพื่อเขาคนเดียว ดูหนัง Darkest Hour จบแล้วต้องอุทานออกมาทันทีว่า ปาออสการ์ให้เขาไปเลยเถอะ

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Margot Robbie (I, Tonya)

ความจริงตั้งใจว่าจะรอดูการแสดงของ ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ ที่กวาดรางวัลนักแสดงนำหญิงจาก Three Billboards Outside Ebbing, Missouri มาแทบทุกสถาบันเสียก่อน แล้วค่อยเลือกว่าชอบการแสดงของใครที่สุด แต่หนังไม่เข้าฉายในบ้านเราเสียที เลยขอเลือกคนที่ชอบรองลงมาคือ มาร์โกต์ ร็อบบี้ เพราะการแสดงของเธอทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครที่เธอสวมบทบาทได้มากที่สุด ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบการแสดงที่ชัดๆ ใหญ่ๆ ซึ่งเธอทำตรงนี้ได้ดีและทำให้เรารู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ และเสียดายกับโชคชะตาของทอนยา

 

 

นิโรธ รื่นเจริญ

เอิร์ธ ออสการ์

 

Best Picture: Phantom Thread

Best Director: Guillermo del Toro

Best Actor: Gary Oldman

Best Actress: Frances McDormand

Razzie Awards Thailand หรือ ‘หนังน่าผิดหวังแห่งปี’:  The Mummy

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Phantom Thread

เป็นหนังที่มีความพิเศษกว่าทุกเรื่องในแง่ศิลปะภาพยนตร์ ความทะเยอทะยานของผู้กำกับที่จะทำหนังแบบนี้ ตัวหนังมีความพิศวง พูดถึงความลึกลับของความรัก เล่าผ่านโลกแฟชั่นชั้นสูง เอเลเมนต์ในหนังมันมีการซ่อนอะไรหลายอย่างที่ทำได้พิศวงและหลอกหลอนมาก ดูแล้วหลอนจริงๆ เป็นหนังที่ถูกออกแบบตัดเย็บมาอย่างประณีต พิถีพิถัน ตัวหนังเหมือนเสื้อผ้ากูตูร์ในเรื่องเลย

 

แล้วตัวรูปแบบหนังมันก็อินสไปร์มาจากหนังเก่าๆ แบบที่เราชอบอยู่แล้ว แนวโรแมนซ์-โกธิก มันคือการคารวะหนังเก่าๆ แล้วทำออกมางดงาม โมเดิร์น ไม่เชยเลย รวมทั้งประเด็นของหนังที่อาจจะพูดถึงความลึกลับแห่งความรัก การพูดถึงเพศหญิง-ชาย โดยเฉพาะการผลัดกันครอบงำของเพศหญิงและชาย ตอนแรกเป็นโลกที่ชายเป็นใหญ่ ครอบงำบงการผู้หญิง แต่ตอนหลังผู้หญิงกลับมาตรงข้ามกัน แล้วมันตรงประเด็นในปีนี้พอดี

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Guillermo del Toro (The Shape of Water)

กิลเลอร์โมเป็นผู้กำกับในดวงใจคนหนึ่งเลย ดูหนังเขาทุกเรื่องตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่าเราเหมือนกันคือชอบสัตว์ประหลาด ความลึกลับ โกธิก ปราสาทมืด ทำให้อินกับงานของเขา และชอบที่เขาเป็นคนที่เล่นกับ ‘ตระกูลของหนัง’ เอาหนังมาบิดจากขนบเดิมได้เก่ง เอาเรื่องความรัก ความเป็นมนุษย์มาเล่าโดยมีฉากหลังเป็นสงคราม แล้วสะท้อนสังคม ต่อต้านความรุนแรง ต่อต้านความเกลียดชังได้ดี

 

ตัวละครส่วนใหญ่ที่หยิบมาใช้จะเป็นพวกคนนอกหรือคนชายขอบ คล้ายๆ กับตัวเขาเองที่เป็นเหมือนคนนอก เพราะคนเม็กซิกันที่เข้ามาทำงานในฮอลลีวูดก็จะมีความเป็นคนนอกอยู่เหมือนกัน

 

เราจะได้เห็นฝีมือการกำกับที่มีเอกลักษณ์ สไตล์ที่โดดเด่นของเขาที่สมควรได้รับรางวัลนี้ เพราะหนังผสมผสานทุกอย่างทั้งแนวทางและอารมณ์ที่แตกต่าง มีความผสมผสานแฟรีเทล แฟนตาซี สัตว์ประหลาด สายลับ ท้องทดลอง สงคราม ดราม่า สยองขวัญ ตลก แต่ทำออกมากลมกล่อม

 

ถ้าพูดกันจริงๆ เรื่องนี้ไม่ใช่งานมาสเตอร์พีซของเขานะ ยังไม่เท่า Pan’s Labyrinth แต่มีความคล้ายกัน Pan’s Labyrinth มีฉากหลังเป็นสงครามกลางเมืองสเปน เรื่องนี้เป็นอเมริกาในยุคสงครามเย็น แล้วประเด็นก็ตรงกับตอนนี้มาก มีเรื่องผู้หญิง-ผู้ชาย คนขาวกดขี่คนดำ เป็นหนังวิพากษ์สังคมอเมริกันเลย

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Gary Oldman (Darkest Hour)

แกรี โอลด์แมน คือนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุค แต่ได้รับรางวัลน้อยมาก แล้วบทบาทที่รับได้ในเรื่องนี้ที่เล่นเป็นวินสตัน เชอร์ชิล มัน outstanding ชัดเจนมาก หน้าตาเขาไม่เหมือนนะ แต่เมกอัพในเรื่องนี้มหัศจรรย์มาก เปลี่ยนไปเลย แต่สิ่งสำคัญคือการแสดงของเขาทรงพลังจนทะลุเมกอัพ ต้องใช้คำนี้เลยนะ ถ้านักแสดงเอาไม่อยู่ มันจะเหมือนหุ่นมาดามทุสโซ คือแข็ง แห้ง ไม่มีพลัง ไม่มีชีวิต

 

เอาจริงๆ ในบรรดา 9 เรื่องที่เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทหนังของ Darkest Hour ไม่ค่อยดีเท่าไร แต่แกรีเล่นได้ทรงพลัง เป็นศูนย์กลางของหนัง แล้วอุ้มหนังทั้งเรื่อง มันเน้นที่ตัวเชอร์ชิล ความกดดัน ความเครียด ความผยองที่ต้องพาอังกฤษให้รอดพ้นจากสงคราม ตรงนี้ที่เป็นหัวใจของหนัง แล้วเขาเล่นได้น็อกเอาต์ ชนะเลิศ

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Frances McDormand (Three Billboards Outside Ebbing, Missouri)

อย่างแรกคือเขาสร้างตัวละครได้ดีมากนะ พูดกันตามตรงนางก็คือป้าทุบรถนี่แหละ แต่ในเรื่องเป็นป้าบิลบอร์ด เป็นแม่ที่สูญเสียลูกสาวไปเป็นเวลา 7 เดือน แต่ตำรวจกลับล้มเหลวในการตามจับคนร้าย เลยคลั่งแค้น ทวงความยุติธรรม ซึ่งฟรานเซสเล่นได้มีมิติละเอียดมาก ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของคนที่แข็งนอกอ่อนใน ภายนอกดูเป็นผู้หญิงแข็งๆ ยอมหักไม่ยอมงอ แต่ข้างในแหลกสลาย อยู่กับความทุกข์ในใจ ความแค้นที่อยู่ในอก มันเลยเปลี่ยนเป็นพลัง ถึงแม้ตัวละครไม่ได้ฟูมฟายโวยวายอะไรออกมา แต่ก็จะมีฉากที่ร้องไห้กับอะไรเล็กๆ แล้วนางเล่นได้ดีมากจริงๆ

 

Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี

The Mummy

เป็นหนังที่เลวมาก ดูแล้วทุกอย่างผิดไปหมด เป็นงานที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นเรื่องเปิดของจักรวาล Dark Universe ที่ยูนิเวอร์แซลพยายามสร้างเป็นแฟรนไชส์ให้คนติดตาม แต่พอเปิดด้วยเรื่องนี้ เราว่ามันเปิดแล้วพังเลย ล้มตั้งแต่แรก เอาจริงๆ คือล้มตั้งแต่คิดเลย (หัวเราะ) มันเป็นหนังแนวมัมมี่ ผจญภัย สยองขวัญ แอ็กชัน แล้วมันล้มเหลว มันไม่สนุก ไม่สยองขวัญอะไรเลย เต็มไปด้วยความประดักประเดิด สะเหล่อ เด๋อด๋า

 

Oscars In Memoriam

เราเริ่มติดตามออสการ์จากหนังเรื่อง The Lord of the Rings (2001) ที่เข้าชิงออสการ์เยอะมาก แล้วเราชอบ ก็เลยเริ่มติดตามและได้รู้จักกับเข้าชิงเรื่องอื่นๆ ที่ดี ทำให้เราหลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ และอยากศึกษาหาหนังเรื่องอื่นๆ ที่แปลกๆ มาดูต่อไป

 

ส่วนในมุมคนทำหนังออสการ์คือการเฉลิมฉลองของผู้คนในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด เพราะภาพยนตร์หนึ่งเรื่องไม่ได้สร้างขึ้นมาจากคนคนเดียว แต่มีทีมงานหลายร้อยหลายพันที่ร่วมงานขับเคลื่อน ซึ่งตามปกติฝ่ายอื่นๆ อาจจะไม่ได้รับความสนใจมากเท่าไร แต่ในงานนี้ทุกคนจะได้รับการยอมรับเหมือนกันหมด รวมทั้งเวลาคนได้รับรางวัลขึ้นไปพูดสปีชที่มักจะกล่าวขอบคุณทีมงานเพื่อแสดงให้เห็นว่ารางวัลนั้นไม่ได้แค่มอบให้กับคนคนนั้น แต่เป็นรางวัลของทุกคนที่ช่วยกันทำให้เขาได้รับรางวัลนั้นๆ มา

 

ออสการ์ในความทรงจำ

ตอนที่เราได้ไปงานออสการ์จริงๆ ในปี 2012 ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไปงานพรมแดง ทำให้รู้สึกว่าฉันทำสำเร็จแล้วที่ได้มายืนอยู่ในการเฉลิมฉลองภาพยนตร์ที่เราหลงใหลมากที่สุด ความรู้สึกมันยิ่งใหญ่มากเลยนะ ถ้าคนเคยไปตรงนั้นในวันปกติจะเห็นว่ามันก็คือถนนธรรมดาทั่วไป แต่พอถึงวันงาน เขาปิดถนนแล้วเซตงานที่ยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยบรรยากาศของความอลังการ หรูหรา เต็มไปด้วยผู้คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มันเปลี่ยนโลกของเราไปเลย

 

จำได้ว่าไปถึงก็เอามือไปจับ ไปลูบพรมแดง เอาจริงๆ อยากลงไปนอนกลิ้งเลยนะ แต่ไม่ได้ กลัวยามกระชากออกจากงาน การได้ไปเห็นตุ๊กตาทองที่เป็นรางวัลออสการ์ของจริงเป็นโมเมนต์ที่ดีที่สุดในโลกแล้ว

 

ออสการ์ที่ทำให้ร้องไห้

จริงๆ มีหลายครั้งมากเลยนะ เราชอบย้อนดูโมเมนต์เวลาคนขึ้นไปรับรางวัล อย่างตอนย้อนดู ชาร์ลี แชปลิน ได้รับรางวัล Honorary Award ในงานออสการ์ ปี 1972 ที่ก่อนหน้านั้นเขาโดนแบนเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ผ่านไปหนึ่งปี เขากลับมาแล้วออสการ์มอบรางวัลนี้ให้ ซึ่งตอนเขาเดินมารับรางวัล ภาพที่เห็นคือลุงแก่ๆ ผมขาว ไม่มีหนวด แต่พยายามเล่นมุกกับไม้เท้าและหนวดแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา แล้วคนปรบมือให้เขาไม่หยุดเลย มันคือโมเมนต์ที่เขาได้กลับมาสู่วงการฮอลลีวูดอีกครั้งหลังถูกไล่ออกไปนาน

 

‘ภาพยนตร์’ เข้าชิงหรือผ่านเวที ‘ออสการ์’ ที่คุณชอบหรือหยิบมาดูบ่อยที่สุด

Gone with the Wind (1939) เป็นหนังมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่มาก ดูตั้งแต่เด็กๆ จำได้ว่ามีวีซีดี 4 แผ่น แผ่นละ 1 ชั่วโมง แต่ดูเพลินมาก ไม่เบื่อเลย เราชอบความยิ่งใหญ่อลังการของมัน เป็นงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ก่อนยุคซีจีใดๆ ทั้งหมด สร้างฉากจริง เซตฉากในสตูดิโอ ฉากเผาเมืองก็เผาจริง นักแสดงมีสิทธิ์เล่นแค่เทกเดียวเท่านั้น มันคือยุคทองของระบบสตูดิโอที่น่าตื่นเต้น พอซีจีเข้ามา บางเรื่องเนรมิตฉากอลังการเหมือนกันนะ แต่เราดูแล้วเฉยๆ ผิดกับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนหนังอีพิกมันคืออีพิกจริงๆ

 

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ที่คุณชอบ

เมอรีล สตรีป เธอคือนักแสดงที่เก่ง เป็นนักแสดงจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่ดารา สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง สำเนียงทุกอย่างเพื่อรับบทต่างๆ แล้วกลมกลืนกับทุกบทได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าตัวละครจะเป็นใคร ชนชั้นไหน ชาติอะไร ภาษาอะไร เธอสามารถเนียนไปได้หมด จะเป็นบทหญิงสาวชนชั้นสูงสง่างามก็เชื่อ บทสาวบ้านนอกเราก็เชื่อ สติไม่ดีเราก็เชื่อ เป็นคุณแม่จอมโหดหรืออะไร เราเชื่อหมด เลยไม่แปลกใจว่าทำไมเขาอยู่มาได้ขนาดนี้ เล่นอะไรก็ได้เข้าชิงไปหมด

 

นักแสดงบางคนอาจจะสวยมาก อย่างนิโคล คิดแมน ก็เป็นนักแสดงที่เราชอบมาก สง่า เล่นหนังเก่ง แต่บทที่เหมาะกับเธอก็ต้องเป็นบทชนชั้นกลาง ไม่ก็สูงๆ สวยๆ หน่อย แต่พอเล่นบทภารโรง คนธรรมดา เราไม่เคยเชื่อ แต่เมอรีลสามารถทำลายกำแพงตรงนี้ได้ทั้งหมด

 

อย่างตอนได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงตัวที่ 3 จาก The Iron Lady (2011) ที่หลายคนไม่ชอบกัน เพราะเอาจริงๆ ตัวหนังมันไม่ดี แต่เมอรีลเอาตัวรอดได้ คือต่อให้หนังแย่ แต่นางก็ไม่ตาย

 

 

เจไดยุทธ

ผู้ก่อตั้ง jediyuth.com

 

Best Picture: Get Out

Best Director: Paul Thomas Anderson

Best Actor: Timothée Chalamet

Best Actress: Saoirse Ronan

Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี: Transformers: The Last Knight

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Get Out

ที่จริงชอบ Phantom Thread ที่สุด รู้สึกว่ามันลงตัวไปหมด และเป็นหนังที่ทำออกมาได้ยากที่จะให้หนังเรื่องนี้มีความสวยงามและความหลอนไปด้วยกัน แต่คงไม่เลือกเรื่องนี้ เพราะคิดว่าหนังที่ควรได้ออสการ์จะต้องเป็นหนังที่อีก 10 ปีก็ยังเป็นที่จดจำ ไม่ใช่เราลืมไปแล้วว่าหนังเรื่องนี้เคยได้ออสการ์ด้วยหรือ หรือออสการ์ปีนั้นหนังเรื่องอะไรได้

 

ความเป็นหนังรักหลอนแบบ Phantom Thread มันไม่อิมแพ็กต์ขนาดนั้น แต่ Get Out น่าจะเป็นหนังแบบนั้นได้ เหมือนกับหนังอย่าง Forrest Gump, The Silence of the Lambs หรือแม้แต่หนังที่ไม่ได้ออสการ์ แต่มันก็ยังอมตะอยู่ด้วยความสดใหม่และมีเอกลักษณ์บางอย่างของมัน อย่าง The Matrix, Brokeback Mountain, Saving Private Ryan เป็นต้น

 

ความโดดเด่นของ Get Out คือนอกจากการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมในเชิงสยองขวัญที่หลอนจนขนลุกแล้ว ประเด็นทางสังคมในหนังยังมีพลังให้มันน่าจดจำ และความสดใหม่ของตัวหนังที่เป็นการยืมองค์ประกอบจากหนังเก่าบางเรื่องมาใส่ประเด็นทางสังคมเข้าไป ทำให้หนังมีเอกลักษณ์โดดเด่นและแปลกใหม่จนแทบจะยูนีกอย่างที่สุด

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Paul Thomas Anderson (Phantom Thread)

อย่างที่บอกไปว่า Phantom Thread เป็นหนังประเภทที่ทำออกมาได้ยาก และแอนเดอร์สันเล่นท่ายากได้อย่างจะแจ้งและสัมฤทธิ์ผล ส่วนผู้กำกับที่เข้าชิงปีนี้อีกคนที่ชอบก็คือ คริสโตเฟอร์ โนแลน ตรงที่ทำ Dunkirk ออกมาเป็นหนังทดลอง และใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบแปลกใหม่ ท้าทายผู้ชม พยายามไม่ติดอยู่ในกรอบหรือสูตรการเล่าเรื่องเดิมๆ ผู้กำกับแบบนี้ถือเป็นนักนวัตกรรมด้วยเช่นเดียวกับแอนเดอร์สัน เพียงแต่การเล่นท่ายากของโนแลนยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่า

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Timothée Chalamet (Call Me by Your Name)

เราชอบการแสดงที่ดูเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้แสดง นักแสดงหนุ่มวัย 22 ปีคนนี้สร้างตัวละครของเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้จักรักแรกได้อย่างเหมือนเป็นมนุษย์จริงๆ เหมือนเราดูชีวิตคนจริงๆ และทำให้เราเจ็บปวดไปกับเขาได้อย่างมาก

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Saoirse Ronan (Lady Bird)

Lady Bird เป็นหนังที่ใช้ศักยภาพการแสดงของเธอได้อย่างเต็มเปี่ยม เธอสร้างตัวละครนี้ขึ้นมาได้อย่างมีเลือดเนื้อ แม้มันจะมีความสุดโต่งหรือเพี้ยนนิดๆ แบบตัวละครในหนังตลกก็ตาม เรากลับรู้สึกได้ว่ามีตัวละครนี้อยู่จริง

 

**Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี

Transformers: The Last Knight

Transformers: The Last Knight ไม่เพียงมีบทที่มั่วซั่วและขาดความสนุก แต่จุดเด่นที่เคยมีอย่างฉากเทคนิคพิเศษหรือฉากแอ็กชัน ยังเป็นอะไรที่ขี้เกียจและมั่วซั่วไม่แพ้บทหนัง

 

Oscars In Memoriam

ออสการ์ปีที่น่าจะอยู่ในความทรงจำที่สุดคือปีที่ Brokeback Mountain (ออสการ์ ครั้งที่ 78 ในปี 2006) พลาดรางวัลออสการ์ให้แก่ Crash เพราะน่าจะเป็นปีที่อินกับการประกาศรางวัลมากที่สุด ซึ่ง Brokeback Mountain ควรค่าที่สุดที่ควรได้รางวัล และหากมันได้รางวัลก็จะสร้างประวัติศาสตร์อย่างมาก ความผิดหวังครั้งนั้นเจ็บปวดเท่ากับตอนที่อกหักจากความรักครั้งแรก จำได้ว่าร้องไห้ด้วย มันเลยกลายเป็นความจดจำที่ฝังใจที่สุด

 

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ที่คุณชอบ

ผมชอบ ทอม แฮงส์ ใน Forrest Gump (1994) ที่เล่นเป็นคนออทิสติกได้อย่างละเอียด น่าเชื่อ แล้วก็น่าสงสารมากๆ ชอบการสร้างตัวละครของ แอนโทนี ฮอปกินส์ ใน The Silence of the Lambs ที่มีความเฉพาะแบบที่ไม่มีใครเหมือน และน่ากลัวไปพร้อมกัน ชอบการตีความตัวละครของ เคธี เบตส์ ใน Misery ที่ให้เรารู้สึกว่าคนโรคจิตบางทีก็ดูเหมือนคนธรรมดา

 

ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ที่คุณชอบ

มาร์ติน สกอร์เซซี ผมไม่ได้ชอบหนังของมาร์ติน สกอร์เซซี ทุกเรื่อง แต่เรื่องไหนที่ชอบก็จะประทับใจเป็นพิเศษ เป็นผู้กำกับที่ไม่หยุดนิ่งในการหากลวิธีต่างๆ เพื่อเอามาใช้ในการเล่าเรื่อง เก๋าไปตามอายุ และแม้ไม่ใช่หนังที่ผมชอบ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะเนื้อหา) แต่ก็จะยังประทับใจในการกำกับ ในการคิดฉากต่างๆ

 

 

ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์

นักดนตรี และนักแสดง

 

Best Picture: Call Me by Your Name

Best Director: Guillermo del Toro

Best Actor: Timothée Chalamet

Best Actress: Sally Hawkins

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Call Me by Your Name

ผมลังเลสองเรื่องระหว่าง The Post กับ Call Me by Your Name นะ The Post ผมชอบที่ความหนักแน่นของเนื้อหาที่มันชัดเจนมากๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ประดิษฐ์และยัดเยียดประเด็นมาให้ แต่ทุกอย่างใน Call Me by Your Name มันเป็นธรรมชาติไปหมดเลย ทั้งเรื่องการเติบโต ชีวิต ความรัก ครอบครัว เพื่อน เนื้อเรื่อง มันเป็นหนังที่ธรรมชาติมาก ดูแล้วชอบมาก ไม่รู้สึกติดใจอะไรเลย

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Guillermo del Toro (The Shape of Water)

ผมว่าเรื่องนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจมากๆ มันมีความทะเยอทะยานของผู้กำกับในการพยายามเล่าเรื่องหลายๆ อย่าง หลายๆ ประเด็นเข้าไว้ในเรื่องเดียวกัน ทั้งเรื่องความรักที่แตกต่าง สีผิว การเป็นสายลับ วิทยาศาสตร์ สัตว์ประหลาด เกย์ คนแก่ ฯลฯ แล้วรู้สึกว่าเขาทำออกมาได้ละเอียด น่าสนใจ เป็นเรื่องที่รู้สึกว่าผู้กำกับได้แสดงศาสตร์แห่งการกำกับออกมาได้มากที่สุด

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Timothée Chalamet (Call Me by Your Name)

ในความเป็นธรรมชาติของหนังที่บอกไปแล้ว รู้สึกว่ามันมีอะไรหลายอย่างให้เขาเล่นเยอะมากๆ ซึ่งทั้งหมดมันเดินอยู่บนเส้นเรื่องของความเป็น ‘มนุษย์’ มากๆ ซึ่งไอ้การแสดงความเป็นมนุษย์ให้ออกมาเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเหมือนการแสดงนี่โคตรยากเลย อันนี้พูดในฐานะนักแสดงด้วยกัน เป็นอะไรที่ยากที่สุดแล้ว

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)

Sally Hawkins (The Shape of Water)

จริงๆ รางวัลนี้ผมอยากให้ เมอรีล สตรีป ด้วยนะ เพราะเขาเล่นละเอียดมากๆ ไปนั่งจับสังเกตวิธีการแสดงออกของเขา มันออกมาหมดเลย รายละเอียดการเคลื่อนไหวมือนิดเดียวนี่มันมีน้ำหนักหมดเลย แต่ในเรื่องนี้มันมีนักแสดงคนอื่นช่วยแชร์น้ำหนักกันเยอะ แต่ที่ต้องยกให้ แซลลี ฮอว์กินส์ เพราะเป็นคนที่รับบทหนักมากในเรื่อง The Shape of Water การถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมด ความรัก ปกป้อง เอาตัวรอด อึดอัด โรแมนติก เป็นห่วง โกรธ แค้น เศร้า แล้วเขาต้องรับภาระในการแสดงทั้งหมดอย่างหนักมาก แล้วที่สำคัญคือเขาต้องแสดงเผื่อตัวสัตว์ประหลาดด้วยนะ

 

ทำไมออสการ์จึงสำคัญ ทำไมโลกถึงต้องรอดู และคุณอินกับหนังออสการ์แค่ไหน หรือในแง่มุมแบบไหน

พูดจริงๆ สำหรับผมคนเดียวนะ ผมเฉยๆ กับรางวัลนี้มากเลยนะ ผมเฉยๆ มากเวลาที่รู้ว่าใครได้รับรางวัล หรือใครไม่ได้รับรางวัล เลยไม่ได้ติดตามเท่าไร แต่ผมพยายามดูหนังทุกเรื่องเท่าที่เป็นไปได้อยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่าตัวรางวัลมันไม่มีส่วนผลักดันอะไรกับเราเท่าไรที่จะต้องเล่นเหมือนคนนั้นคนนี้เพื่อให้ได้รางวัล หรือต้องเล่นให้ได้แบบเขา เพราะรู้สึกว่าการที่เราได้ดูหนังของทุกคนมันเป็นการเรียนรู้ในตัวเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นหรอกว่าจะได้รางวัลหรือเปล่า เพราะต่อให้ไม่ใช่หนังออสการ์ เราก็ดูและศึกษาเพื่อเอามาพัฒนาตัวเองได้อยู่ดี

 

อีกอย่างคือพอมีรางวัลเข้ามาจับ ผมรู้สึกว่ามันคือการแข่งกับคนอื่น แต่สุดท้ายผมว่าสิ่งที่ควรแข่งมากที่สุดคือตัวเองนะ ไม่ใช่คนอื่น เราเรียนรู้จากทุกเรื่อง ทุกคน และผมให้ค่าหนังออสการ์กับหนังที่ไม่ได้ชิงรางวัล และหนังทุกอย่างเท่ากันหมดเลยนะ หนังไม่เข้าชิง หนังนอกกระแสก็มีสิทธิ์เป็นหนังดี ในขณะเดียวกัน หนังออสการ์บางทีก็อาจจะเป็นหนังที่ห่วยก็ได้เหมือนกัน

 

 

จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ

นักแสดง, ดีเจ, Content Creator: THE STANDARD

 

Best Picture: Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

Best Director: Greta Gerwig

Best Actor: Timothée Chalamet

Best Actress: Frances McDormand

 

รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture)

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ดู แต่อยากดูมาก และก็น่าจะเป็นเรื่องที่กรรมการในลิสต์ทั้งหมดน่าจะยังไม่ได้ดูเหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องเดียวที่ยังไม่เข้าไทย เลยกลัวว่าคนจะไม่เลือกเรื่องนี้ แต่กระแสเรื่องนี้ดูมาแรงมาก เข้าชิงหลายรางวัลด้วย

 

รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director)

Greta Gerwig (Lady Bird)

ความเห็นส่วนตัวรู้สึกว่าภาพยนตร์แบบ Lady Bird ทำยากมาก กำกับยังไงให้เรื่องเล่า 1-2-3 แล้วจบสนุก ที่สำคัญคือดูจริงมาก เกรตา เกอร์วิก เองเป็นผู้กำกับหญิงคนที่ 5 ที่เคยได้รับการเสนอชื่อด้วย และถ้าได้รางวัลจริงๆ ก็ยิ่งพีก จะเท่มากที่เป็นนักแสดงมาก่อนแล้วผันตัวมาเป็นผู้กำกับแบบจริงจังแล้วได้รางวัลออสการ์เลย

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Best Actor)

Timothée Chalamet (Call Me by Your Name)

ใครจะว่ายังไงก็ช่าง ตัดสินแบบไม่อาศัยเหตุผลเท่าไร แต่เอาจริงๆ ในเชิงการแสดง เรารู้สึกว่าเขาเก่งมากเลยนะ เก่งกว่าที่คิดมากๆ แต่ก็เข้าใจว่าพออยู่ในลิสต์รวมกับ แกรี โอลด์แมน หรือเดนเซล วอชิงตัน มันก็อาจจะเบาไปหน่อย แต่ในใจเราก็อยากให้เขาได้นะ เหมือนเราจะมองว่าแอ็กติ้งที่ไม่ได้มีฉากให้เล่นใหญ่ แอ็กติ้งที่อาศัยการโน้มน้าวคนผ่านเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันธรรมดามันยากกว่า และทิโมธีเล่นได้ถึง

 

รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress)        

Frances McDormand (Three Billboards Outside Ebbing, Missouri)  

ความจริงลังเลระหว่าง ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ กับมาร์โกต์ ร็อบบี้ เพราะการแสดงของมาร์โกต์ ร็อบบี้ (I,Tonya) นี่ก็เปลี่ยนภาพที่เรามองเธอไปเลย แต่กับฟรานเซส ขนาดดูแค่เทรลเลอร์ของ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri เราก็รู้สึกเลยว่าทรงพลังกว่า เธอเองก็ขึ้นชื่อว่าแอ็กติ้งสุดมาแต่ไหนแต่ไร แถมยังเพิ่งได้รางวัลนักแสดงนำหญิงมาจาก Golden Globes ด้วย น่าลุ้นค่ะ    

 

**Razzie Awards Thailand หรือหนังน่าผิดหวังแห่งปี  

A Cure for Wellness

หลงไปดูเพราะอะไรไม่รู้ แต่หนังก็เหมือนโปสเตอร์เลย มีความพยายาม ความ pretentious ตลอดเวลาทั้งในบทและฉาก ดูแล้วอึดอัด แถมจบแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเนื้อหาหวือหวาอะไร

 

Oscars In Memoriam

ออสการ์ ครั้งที่ 80 ค่ะ ตอนนี้ก็ผ่านมา 10 ปีพอดี เหมือนเป็นครั้งแรกที่เริ่มจำภาพยนตร์ได้ เริ่มดูจริงจังแล้วเลยลุ้นไปกับงานประกาศผลว่าหนังที่เราดูจะได้รางวัลหรือเปล่า อย่าง The Diving Bell and the Butterfly, Juno, Ratatouille ฯลฯ และเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เราจำชื่อหนังจากเวทีออสการ์แล้วไปหาดูหนังแบบที่ปกติจะไม่ดู จำได้เลยคือเรื่อง There Will Be Blood (2007) ที่ออกมาพร้อมความรู้สึกขนลุก ดูยังไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แต่เหมือนเปิดโลกใหม่ประมาณหนึ่ง

 

ภาพยนตร์เข้าชิงหรือผ่านเวที ‘ออสการ์’ ที่คุณชอบหรือหยิบมาดูบ่อยที่สุด

La La Land แน่นอนค่ะ เป็นปีที่อินมากเลยนะ La La Land เป็นหนังในดวงใจอยู่แล้ว และรู้สึกว่ามันมีบทบาทในงานออสการ์ปีที่แล้วมาก (ไม่รู้ว่าเพราะตัวเองโปรหรือเปล่า)   

 

นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ที่คุณชอบ

เอ็มมา สโตน!

The post Oscars 2018 ความคิดเห็นจากคณะกรรมการ THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-from-the-standard-committees/feed/ 0
ตามคาด! The Shape of Water, Gary Oldman และ Frances McDormand คว้า 3 รางวัลใหญ่ Oscars 2018 https://thestandard.co/the-shape-of-water-gary-oldman-frances-mcdormand-oscars-2018/ https://thestandard.co/the-shape-of-water-gary-oldman-frances-mcdormand-oscars-2018/#respond Mon, 05 Mar 2018 06:48:51 +0000 https://thestandard.co/?p=74952

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประกาศรางวัลออสการ์ 2018 ถ […]

The post ตามคาด! The Shape of Water, Gary Oldman และ Frances McDormand คว้า 3 รางวัลใหญ่ Oscars 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประกาศรางวัลออสการ์ 2018 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ไม่มีเซอร์ไพรส์เท่าไรนักในการประกาศชื่อผู้ชนะรางวัลใหญ่ๆ โดยรางวัลใหญ่ที่สุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ตกเป็นของ The Shape of Water โดยผู้กำกับกิลเลอร์โม เดล โตโร ที่ควบรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปอีก 1 รางวัล รวมทั้งออกแบบโปรดักชันดีไซน์กับดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ส่งผลให้ The Shape of Water กลายเป็นภาพยนตร์ที่กวาดรางวัลได้มากที่สุด 4 รางวัล จาก 13 รางวัลที่เข้าชิงทั้งหมด

 

รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ตกเป็นของนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง แกรี โอลด์แมน จาก Darkest Hour ผู้ทำให้วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษของอังกฤษในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่าง แดเนียล เดย์ ลูอิส ที่ฝากการแสดงอันยอดเยี่ยมครั้งสุดท้ายในบทเพอร์เฟกชันนิสต์ผู้แสนเปราะบางใน Phantom Thread และ ทิโมธี ชาลาเมต์ ที่ฝากการแสดงที่เป็นธรรมชาติและน่าตกหลุมรักไว้ใน Call Me by Your Name

 

สำหรับแกรี โอลด์แมน นี่คือการคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมครั้งแรกในชีวิต หลังจากพลาดรางวัลนี้ไปอย่างน่าเสียดายกับเรื่อง Tinker Tailor Soldier Spy ในปี 2012

 

ส่วนรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตกเป็นของ ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ จาก Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ที่ขึ้นมารับรางวัลนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากเรื่อง Fargo ในปี 1997 พร้อมกับกล่าวสปีชทรงพลังสนับสนุนแคมเปญ #Metoo ด้วยการวางรางวัลลงที่พื้นแล้วพูดว่า “ฉันขออนุญาตเชิญผู้เข้าชิงผู้หญิงทั้งหมดในห้องนี้ยืนขึ้นรับรางวัลไปพร้อมกับฉัน” พร้อมกับเสียงปรบมือที่ดังต่อเนื่องยาวนานไปทั้งห้องประชุม ทำเอาสปีชที่บอกว่า “ต้มน้ำเตรียมไว้เลยครับแม่ ผมกำลังเอารางวัลออสการ์กลับบ้าน” ของแกรี โอลด์แมน กลายเป็นเพียงมุกน่ารักๆ เรียกเสียงหัวเราะไปในทันที

 

ฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เธอต่อด้วยการประกาศคำสำคัญบนเวทีว่า ‘Inclusion riders’ ซึ่งหมายถึงสิ่งที่บ่งบอกในสัญญาเพื่อกำชับให้มีความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติในการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งขึ้นมา และฟรานเซส แม็กดอร์มานด์ ก็เป็นหนึ่งในนักแสดงที่ต้องการให้ Inclusion riders ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น

 

สรุปผลรางวัลออสการ์ในปีนี้ Dunkirk ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ถึงจะแม้จะพลาดรางวัลใหญ่ทั้งหมด แต่ก็ยังสามารถคว้ารางวัลด้านเทคนิคอย่างตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยม สาขาลำดับเสียงยอดเยี่ยม ไปได้ 3 รางวัล และกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รางวัลมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในปีนี้

 

ส่วนภาพยนตร์แอนิเมชันตัวเก็งจาก Pixar ที่เข้าชิงเพียง 2 รางวัล แต่ก็คว้าทั้งรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมและเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Remember Me มาได้ทั้งหมด

 

Blade Runner 2049 คว้า 2 รางวัลด้านภาพ ทั้งรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมและเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม เช่นเดียวกัน Darkest Hour ที่คว้ารางวัลแต่งหน้าและออกแบบทรงผมยอดเยี่ยม ส่วน Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ที่ได้รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากแซม ร็อกเวลล์ กลายเป็นภาพยนตร์อีก 3 เรื่องที่คว้า 2 รางวัลออสการ์ในปีนี้มาได้

และต้องขอความแสดงเสียใจกับ Lady Bird, The Post และ All the Money in the World ภาพยนตร์ 3 ตัวเก็งที่พลาดโอกาส ไม่ได้รับรางวัลแม้แต่สาขาเดียว

The post ตามคาด! The Shape of Water, Gary Oldman และ Frances McDormand คว้า 3 รางวัลใหญ่ Oscars 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/the-shape-of-water-gary-oldman-frances-mcdormand-oscars-2018/feed/ 0
Oscars Winner https://thestandard.co/oscars2018-winner/ https://thestandard.co/oscars2018-winner/#respond Mon, 05 Mar 2018 06:15:06 +0000 https://thestandard.co/?p=74913

And the Oscar Goes To…   รวบรวมผู้ชนะรางวัลท […]

The post Oscars Winner appeared first on THE STANDARD.

]]>

And the Oscar Goes To…

 

รวบรวมผู้ชนะรางวัลทั้งหมดจากงานออสการ์ครั้งที่ 90!

 

สำหรับเรื่องราวออสการ์ที่คุณต้องรู้ คลิกเข้าไปอ่านได้ที่: thestandard.co/oscars-2018

 

 

The post Oscars Winner appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-winner/feed/ 0
ไม่พลิกโผ! Guillermo del Toro คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมออสการ์ จาก The Shape of Water https://thestandard.co/oscars2018-guillermo-del-toro-wins-best-director-for-the-shape-of-water/ https://thestandard.co/oscars2018-guillermo-del-toro-wins-best-director-for-the-shape-of-water/#respond Mon, 05 Mar 2018 05:32:07 +0000 https://thestandard.co/?p=74889

หลังจากห่างหายจากรางวัลออสการ์ไป 12 ปี จากรางวัลบทภาพยน […]

The post ไม่พลิกโผ! Guillermo del Toro คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมออสการ์ จาก The Shape of Water appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากห่างหายจากรางวัลออสการ์ไป 12 ปี จากรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากเรื่อง Pan’s Labyrinth ในที่สุดกิลเลอร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ก็กลับมาทวงพื้นที่ของเขาอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมได้สำเร็จ กับการนำเสนอความรักที่สวยงามของ ‘มนต์รักต่างสายพันธุ์’ ใน The Shape of Water และกลายเป็นผู้กำกับเม็กซิกัน ‘3 ทหารเสือ’ คนสุดท้ายต่อจาก Alfonso Cuarón และ Alejandro Gonzalez Inarritu ที่ได้รับรางวัลนี้ไปครอง

 

กิลเลอร์โม เดล โตโร ได้กล่าวสปีชอย่างถ่อมตัวในฐานะที่เขาเป็น ‘ผู้อพยพ’ มายังดินแดนอเมริกาแห่งความฝัน ด้วยการยกย่องคุณค่าของศิลปะและวงการภาพยนตร์ที่เป็นส่วนสำคัญในการลดความแตกต่างด้านสิทธิมนุษยชน “ผมเป็นผู้อพยพ สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ศิลปะและวงการของเราจะทำได้คือการลบเส้นแบ่งบนผืนทราย ในขณะที่โลกบอกให้เราพยายามทำให้เส้นเหล่านั้นลึกและชัดขึ้น”

 

ช่วงท้ายๆ ของการประกาศรางวัลออสการ์ 2018 เริ่มประกาศรางวัลใหญ่มากขึ้น ความน่าสนใจอยู่ที่รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ตกเป็นของหนังเล็กๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของ ‘บท’ บนเวทีใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยม

 

รางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมตกเป็นของ เจมส์ ไอวอรี (James Ivory) ในวัย 89 ปี ที่ดัดแปลงเรื่องราวในหนังสือ Call Me by Your Name ให้กลายเป็นบทหนังที่แสนสวยงามและอบอุ่น ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลออสการ์ครั้งแรกในชีวิต หลังเป็นผู้เข้าชิงมาแล้ว 4 ครั้ง และกลายเป็นผู้ชนะรางวัลที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ออสการ์

 

เจมส์เดินขึ้นไปรับรางวัลพร้อมกับใส่ชุดที่สกรีนลาย ทิโมธี ชาลาเมต์ นักแสดงนำของเรื่อง Call Me by Your Name พร้อมกับกล่าวขอบคุณเจ้าของบทประพันธ์เดิมอย่าง Andre Aciman พร้อมประกาศว่าเขายังไม่คิดจะวางมือและจะทำงานด้านเขียนบทภาพยนตร์ต่อไป แม้ว่าอายุของเขาจะใกล้หลัก 90 ปี เข้าไปทุกทีก็ตาม

 

ทางด้าน จอร์แดน พีล (Jordan Peele) นักแสดงชื่อดังที่หันมากำกับภาพยนตร์และเขียนบทอย่างเต็มตัวเรื่องแรก ก็คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมไปครองได้สำเร็จ จากภาพยนตร์เรื่อง Get Out และกลายเป็นผู้กำกับอเมริกัน-แอฟริกันคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลบนเวทีออสการ์ เขาขึ้นไปกล่าวขอบคุณแม่ที่สอนให้เขารู้จักรักและเห็นคุณค่าของตัวเองแม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็นก็ตาม

 

ส่วนภาพยนตร์สาขาสารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม ตกเป็นของ Heaven Is a Traffic Jam on the 405 โดยผู้กำกับ Frank Stiefel นำเสนอชีวิตของ Mindy Alper ศิลปินหญิงวัย 56 ปี ที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอุทิศให้กับการสร้างงานศิลปะเพื่อเยียวยาอาการป่วยของตัวเองและสะท้อนปัญหาที่รุนแรงของสังคมและการเมืองไปพร้อมๆ กัน

 

ตามมาด้วยสาขาภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมตกเป็นของ The Silent Child โดยผู้กำกับคริส โอเวอร์ตัน (Chris Overton) ที่เล่าถึงชีวิตเด็กสาวเป็นใบ้วัย 4 ขวบ ที่ต้องก้าวเท้าออกจากโลกแห่งความเงียบมาเผชิญโลกภายนอกด้วยตัวของเธอเอง

The post ไม่พลิกโผ! Guillermo del Toro คว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมออสการ์ จาก The Shape of Water appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-guillermo-del-toro-wins-best-director-for-the-shape-of-water/feed/ 0
Coco คว้าออสการ์ แอนิเมชันยอดเยี่ยม ส่วน แอลลิสัน แจนนีย์ ชนะนักแสดงสมทบหญิง จาก I, Tonya https://thestandard.co/oscars2018-coco-wins-best-animated/ https://thestandard.co/oscars2018-coco-wins-best-animated/#respond Mon, 05 Mar 2018 04:33:48 +0000 https://thestandard.co/?p=74872

การประกาศรางวัลออสการ์ในช่วงสาย เริ่มด้วยรางวัลสำหรับเบ […]

The post Coco คว้าออสการ์ แอนิเมชันยอดเยี่ยม ส่วน แอลลิสัน แจนนีย์ ชนะนักแสดงสมทบหญิง จาก I, Tonya appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประกาศรางวัลออสการ์ในช่วงสาย เริ่มด้วยรางวัลสำหรับเบื้องหลัง โดยภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่อย่าง Dunkirk ที่เข้าชิงรางวัลด้านเสียงไปทั้งหมด 3 จาก 4 รางวัล ก็เริ่มกวาดรางวัลทั้ง Sound Editing และ Sound Mixing ที่มีผู้เข้าชิงสาขาเดียวกันอย่าง Baby Driver, Blade Runner 2049, The Shape of Water และ Star Wars: The Last Jedi โดยเหลือเพียงรางวัลใหญ่อย่าง Original Score ผลงานของ ฮานส์ ซิมเมอร์ ที่ยังต้องลุ้นประกาศรางวัลกันต่อไป

 

ด้าน Production Design ถือว่าไม่พลิกโผ เมื่อรางวัลตกเป็นของทีมงานโปรดักชันดีไซน์ของ The Shape of Water ที่เปลี่ยนเมืองโทรอนโตในยุคปัจจุบัน ให้กลายสภาพเป็นเมืองบัลติมอร์ ในยุคสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและโซเวียตในปี 1962 ที่ยกเอาทั้งสถาปัตยกรรม อาคาร บ้านเรือน ห้องทดลองลึกลับ ฯลฯ ได้อย่างสวยงาม ละเอียด และสมจริง

 

ส่วน I, Tonya ที่เป็นตัวเต็งสำหรับรางวัลนักแสดงนำหญิง ก็เริ่มต้นด้วยการส่งให้ แอลลิสัน แจนนีย์ คว้าตุ๊กตาทองตัวแรกในวัย 58 ปีไปครอง แอลลิสัน รับบทคุณแม่ของทอนยา ฮาร์ดิ้ง ที่เต็มไปด้วยความโหด เคี่ยวเข็ญ และจริตสุดแสบ เพื่อผลักดันให้ลูกสาวกลายเป็นนักสเกตระดับโลกให้ได้

 

รางวัลในสาขาแอนิเมชันเป็นปีของวงการกีฬาและเพลง โดยรางวัลแอนิเมชันขนาดสั้นตกเป็นของ Dear Basketball แอนิเมชันขนาด 6 นาที ที่สร้างขึ้นจากบทกวีในวันอำลาวงการของโคบี้ ไบรอันต์ นักบาสเกตบอลที่รับใช้สโมสร Los Angeles Lakers มาตลอด 20 ปี และส่งให้ตำนานบาสเกตบอลคนล่าสุดได้ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีออสการ์ได้อย่างสง่างาม

 

ส่วนรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม นั้นเป็นไปตามคาดเมื่อ Coco ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่รักเสียงดนตรีรวมทั้งเรียกน้ำตาจากผู้ใหญ่ที่หลงลืมความฝัน ถึงขนาดทำให้กีตาร์สีขาวที่อยู่ในเรื่องขายดีจนถึงขนาดขาดตลาดและต้องผลิตเพิ่มคว้ารางวัลนี้ไปครอง

 

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ที่น่ายินดีเกิดขึ้น เมื่อหนังเล็กๆ ที่ไม่ได้เข้าฉายในไทย ที่พูดถึงผู้หญิงข้ามเพศจากประเทศชิลี อย่าง A Fantastic Woman ของผู้กำกับเซบาสเตียน เลลิโอ คว้ารางวัลรางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมไปครอง และยังส่งผลให้นักแสดงนำอย่าง แดเนียล เวก้า กลายเป็น ‘ทรานส์เจนเดอร์’ คนแรกที่ได้ขึ้นไปยืนรับรางวัลบนเวทีออสการ์อีกด้วย

The post Coco คว้าออสการ์ แอนิเมชันยอดเยี่ยม ส่วน แอลลิสัน แจนนีย์ ชนะนักแสดงสมทบหญิง จาก I, Tonya appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-coco-wins-best-animated/feed/ 0
Oscars 2018: 10 Best Dressed https://thestandard.co/oscars-2018-10-best-dresses/ https://thestandard.co/oscars-2018-10-best-dresses/#respond Mon, 05 Mar 2018 04:14:19 +0000 https://thestandard.co/?p=74846

รันเวย์ที่เรียกว่า Oscars Red Carpet ได้เริ่มขึ้นแล้ว เ […]

The post Oscars 2018: 10 Best Dressed appeared first on THE STANDARD.

]]>

รันเวย์ที่เรียกว่า Oscars Red Carpet ได้เริ่มขึ้นแล้ว เหล่าเซเลบริตี้คนดังต่างพากันเดินก้าวเข้างานด้วยชุดสวยงามตระการตา และนี่คือ 10 ชุดที่สวยโดดเด่นสะดุดตาจากพรมแดงงานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90

PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S


Margot Robbie นักแสดงนำหญิงจากเรื่อง I, Tonya ในชุดเกาะอกสีขาวตกแต่งริบบิ้นคริสตัลจาก Chanel Haute Couture พร้อมผมบ๊อบแสกข้างทัดหูดูเบาสบาย ทำให้ลุคเธอดูสะอาด เรียบง่ายอย่างลงตัว

PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

Allison Janney นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ I, Tonya เธอมาในชุดสีแดงสดจาก Reem Acra ด้วยความเป็นคนตัวสูง จึงส่งให้เธอใส่ชุดเปิดไหล่นี้ออกมาได้อย่างสง่างาม และโมเมนต์ขึ้นรับรางวัลออสการ์ของเธอก็ได้ชุดช่วยส่งให้ทรงพลังอย่างยิ่ง

 

Photo: AFP

 

Timothee Chalamet นักแสดงที่เข้าชิงรางวัลสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ Call Me by Your Name ทิโมธีมาในชุดขาวคลีนสะอาดตาด้วยทักซิโดโททัลลุคจากแบรนด์ Berluti ทำให้เขาดูเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่นและโดดเด่นบนพรมแดง Oscars 2018

PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Saoirse Ronan สาวน้อยเลดี้เบิร์ดไม่เคยทำให้ผิดหวัง ครั้งนี้เธอมาในชุดเกาะอกกระโปรงหางปลาตกแต่งโบขนาดใหญ่ด้านหลังจากแบรนด์ Calvin Klein by Appointment เธอคือดารารุ่นใหม่อีกคนที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องสไตล์ เพราะในช่วงหลังๆ มาเธอเลือกชุดได้เข้ากับตัวเธอเองสุดๆ

PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Sally Hawkins ในชุดของ Armani Prive คอกลมเสริมไหล่แขนยาว ปักประดับเลื่อมทั้งตัว ล้อแสงแฟลชได้ไม่น้อย เธอสวยและโดดเด่นมาก ผิดกับลุคสาวใบ้เรียบง่ายจากในหนังที่เธอเข้าชิงในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ The Shape of Water



PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Helen Mirren มาในชุดเรียบง่ายของ Reem Acra พร้อมกระเป๋าสีแมตช์กับชุด เรียกว่าเป็นลุคที่ Simply Bold เรียบง่ายแต่โดดเด่นด้วยสี

PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Greta  Gerwig ผู้กำกับสาวที่โดดเด่นจนนึกว่าเป็นนักแสดง ใครจะไปคิดว่าผู้กำกับหญิงของเรื่อง Lady Bird จะมาในลุคที่เฉิดฉายขนาดนี้ ชุดเดรสยาวสีเหลืองของ Rodarte ปักประดับเลื่อมทั้งตัว


PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Jane Fonda มาในลุคของ Balmain เสริมไหล่กับคอของชุดที่ดูกราฟิก ทำให้ลุคดูทันสมัย ประดับเข็มกลัด Time’s Up สะท้อนจุดยืน และด้วยชุดที่เข้ารูป ทำให้เรารู้ว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ และเธอเป็นผู้หญิงที่ดูแลตัวเองดีขนาดไหน

PHOTO:  Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Alison William นักแสดงสาวจากเรื่อง Get Out มาในลุคงามสง่าในชุดราตรียาวปักประดับคริสตัลจาก Armani Prive พร้อมเติมเต็มลุคด้วยเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ทำให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ

 

PHOTO: Michael Baker / A.M.P.A.S

 

Gal Gadot ถึงแม้จะไม่ได้มีชื่อเข้าชิงรางวัลในปีนี้ แต่ชุดสายเดี่ยวปักเลื่อมกับกระโปรงฟรินจ์เลื่อมจาก Givenchy ก็สวยจนเข้าสายตาสื่อฯ ไปได้ไม่น้อย และที่ดูจะโดดเด่นไม่แพ้ชุด เห็นจะเป็นสร้อยคอเพชรประดับจี้คริสตัล ด้วยลุคนี้ทำให้เธอก็เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าสนใจบนพรมแดงออสการ์

The post Oscars 2018: 10 Best Dressed appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-2018-10-best-dresses/feed/ 0
Oscars 2018 เริ่มแล้ว! Sam Rockwell คว้ารางวัลแรกจาก Three Billboards Outside Ebbing, Missouri https://thestandard.co/oscars2018-sam-rockwell-win-actor-in-a-supporting-role/ https://thestandard.co/oscars2018-sam-rockwell-win-actor-in-a-supporting-role/#respond Mon, 05 Mar 2018 02:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=74795

แซม ร็อกเวลล์ (Sam Rockwell) คว้ารางวัลแรกบนเวทีออสการ์ […]

The post Oscars 2018 เริ่มแล้ว! Sam Rockwell คว้ารางวัลแรกจาก Three Billboards Outside Ebbing, Missouri appeared first on THE STANDARD.

]]>

แซม ร็อกเวลล์ (Sam Rockwell) คว้ารางวัลแรกบนเวทีออสการ์ปีนี้ในสาขา Actor in a Supporting Role จากภาพยนตร์ Three Billboards Outside Ebbing, Missouri โดยเอาชนะตัวเก็งอย่าง คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่เข้าชิงจากภาพยนตร์ All the Money in the World ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับรางวัลเพื่อเป็นการสนับสนุนแคมเปญ #MeToo รวมทั้งเอาชนะ วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและแรงบันดาลใจของเขา ที่เข้าชิงจากเรื่องเดียวกันไปได้อย่างสวยงาม

 

ตามมาด้วยรางวัล Makeup and Hair Styling ที่ไม่เกินความคาดหมายสำหรับรางวัลของทีมเมกอัพจากเรื่อง Darkest Hour ที่ปลุกให้รัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรอย่างวินสตัน เชอร์ชิล ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ภายใต้การแสดงที่ทรงพลังของแกรี โอลด์แมน ได้อย่างเนียนตา

 

ถือว่าเป็นปีแห่งการแข่งขันกันของการออกแบบเสื้อผ้ายุคเก่า ออสการ์ปีนี้มีผู้เช้าชิงรางวัล Costume Design ทั้ง Phantom Thread, Beauty and the Beast, Darkest Hour, The Shape of Water และ Victoria & Abdul แต่สุดท้ายกลายเป็นทีมคอสตูมจาก Phantom Thread ที่เนรมิตเสื้อผ้าระดับโอต์กูตูร์จากยุค 50s หลายสิบชุด ที่คว้ารางวัลนี้ไปครองได้อย่างสวยงาม

 

ปิดท้ายในช่วงแรกของการประกาศรางวัลในสาขา Documentary Feature ซึ่งนับเป็นการประเดิมรางวัลบนเวทีใหญ่อย่างออสการ์ของ Netflix ด้วยการส่ง Icarus สารคดีที่นำเสนอประเด็นการใช้สารกระตุ้นในกีฬาชนิดต่างๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกถึงขนาดทำให้รัสเซียถูกแบนในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2018 คว้ารางวัลสารคดียอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ

The post Oscars 2018 เริ่มแล้ว! Sam Rockwell คว้ารางวัลแรกจาก Three Billboards Outside Ebbing, Missouri appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-sam-rockwell-win-actor-in-a-supporting-role/feed/ 0
จับตามองแฟชั่นพรมแดง Oscars 2018 https://thestandard.co/oscars-2018-red-carpet/ https://thestandard.co/oscars-2018-red-carpet/#respond Mon, 05 Mar 2018 02:17:51 +0000 https://thestandard.co/?p=74785

ประเด็นสังคมยังเป็นที่จับตามองโดยเฉพาะบนพรมแดงออสการ์ปี […]

The post จับตามองแฟชั่นพรมแดง Oscars 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเด็นสังคมยังเป็นที่จับตามองโดยเฉพาะบนพรมแดงออสการ์ปีนี้ โดยมีข่าวว่าเหล่าดารานักแสดงจะมีการติดเข็มกลัดเช่นเดียวกับงานประกาศรางวัลใหญ่ๆ ก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้แตกต่างด้วย ‘เข็มกลัดสีส้ม’ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่ม Wear Orange ที่ออกมาต่อต้านการใช้อาวุธปืน นอกจากนี้เรายังเห็นผู้เข้าร่วมงานบางส่วนติดเข็มกลัด Time’s Up มาด้วย

 

และนี่คือความน่าสนใจบนพรมแดงก่อนงานประกาศรางวัลที่ย่ิงใหญ่ที่สุดในโลกจะเริ่มต้น

 

Photo: AFP

 

Mary J. Blige
Dress: Versace
กลายเป็นนักแสดง-ศิลปินคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้งสาขา Original Song จากเพลง Mighty River และรางวัล Actress in a Supporting Role จากภาพยนตร์เรื่อง Mudbound เธอให้สัมภาษณ์บนพรมแดงเกี่ยวกับภาพในวัยเด็กที่เธอเพิ่งโพสต์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว “ถึงหญิงสาวทุกคนที่มีวัยเด็กยากลำบาก จงทำสิ่งที่ทำอยู่ต่อไป เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ และถ้าคนอย่างฉันทำมันได้สำเร็จ เธอก็จะทำมันสำเร็จได้เช่นเดียวกัน แค่เดินหน้าต่อไปเท่านั้น”

 

Photo: AFP

 

Greta Gerwig
Dress: Rodarte
ผู้กำกับจากภาพยนตร์ Coming of age อย่าง Lady Bird ซึ่งเข้าชิงทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งภาพยนตร์พูดถึงเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นสาวในเมืองซาคราเมนโต ที่มีปัญหากับทั้งตัวตนของตัวเอง ความสัมพันธ์กับแม่ เพื่อน และแฟน เกรตา เกอร์วิกให้สัมภาษณ์พร้อมบอกรัก และทักทายชาวเมืองซาคราเมนโต บ้านเกิดของเธอ และยังบอกว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันคงทำตัวดีกับแม่มากกว่านี้”

 

Photo: AFP

 

Timothee Chalamet

Dress: Berluti
นักแสดงหนุ่มที่ทุกคนจับตามองมาพร้อมคุณแม่ ทิโมธี ชาลาเมต์ สวมชุดสูทสีขาวทั้งตัว เขาเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายจากภาพยนตร์ Call Me by Your Name ซึ่งเขาแสดงคู่กับ อาร์มี แฮมเมอร์ (Armie Hammer) ที่มาในชุดสูทกำมะหยี่สีแดง

 

Photo: Michael Baker / A.M.P.A.S.

 

Tiffany Haddish

ทิฟฟานี แฮดดิช ดาราสาวจากเรื่อง Girls Trip เข้าร่วมงานออสการ์ครั้งที่ 90 โดดเด่นด้วยลุคที่เหมือนเจ้าหญิง โดยเธอเลือกสวมชุดประจำชาติเอริเทรีย เพื่อเป็นเกียรติให้กับพ่อของเธอและเพื่อนๆ ชาวเอริเทรีย โดยลุคของเธอถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ในด้านบวกมากมาย

 

Photo: Michael Baker / A.M.P.A.S.

 

Whoopi Goldberg
Dress: Christian Siriano
วูปี โกลด์เบิร์ก มาในชุดหลากสีสันเข้ากับลายสักบนไหล่ของเธอ ชุดออกแบบโดยดีไซเนอร์จากเวที Project Runway อย่าง Christian Siriano ซึ่งวูปี โกลด์เบิร์กยังแอบยกกระโปรงให้เห็นรองเท้าบู๊ตหนังที่เธอใส่มาด้วย เธอยังแซวขำๆ ว่า Christian Siriano บอกว่าเธอใส่รองเท้าลุยๆ แบบนี้ได้ เพราะชุดที่เธอใส่นั้นสวยแล้ว

 

เหล่าผู้เข้าร่วมงานออสการ์ครั้งที่ 90 ในปีนี้ต่างมาในชุดหลากสีสันและความคิดเห็นในประเด็นสังคมต่างๆ ทั้งความเท่าเทียมทางเพศและเชื้อชาติ พลังของสตรี และภาพยนตร์ที่มีตัวเอกเป็นผู้หญิง รวมไปถึงประเด็นร้อนเรื่องการต่อต้านอาวุธปืนในปัจจุบัน

The post จับตามองแฟชั่นพรมแดง Oscars 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-2018-red-carpet/feed/ 0
90 ปี กับความสง่างามบนพรมแดงออสการ์ https://thestandard.co/90th-academy-awards/ https://thestandard.co/90th-academy-awards/#respond Sat, 03 Mar 2018 09:23:11 +0000 https://thestandard.co/?p=74669

The post 90 ปี กับความสง่างามบนพรมแดงออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post 90 ปี กับความสง่างามบนพรมแดงออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/90th-academy-awards/feed/ 0
ออสการ์กินอะไรกัน? https://thestandard.co/oscars-menu-recipes/ https://thestandard.co/oscars-menu-recipes/#respond Sat, 03 Mar 2018 06:38:48 +0000 https://thestandard.co/?p=74665

The post ออสการ์กินอะไรกัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ออสการ์กินอะไรกัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-menu-recipes/feed/ 0
Oscars2018: Predictions https://thestandard.co/oscars2018-predictions/ https://thestandard.co/oscars2018-predictions/#respond Sat, 03 Mar 2018 04:40:46 +0000 https://thestandard.co/?p=74643

งานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอ […]

The post Oscars2018: Predictions appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกไม่นานนี้แล้ว และก่อนที่จะถึงวันประกาศผลอย่างเป็นทางการในเช้าวันที่ 5 มีนาคม 2561 ตามเวลาประเทศไทย THE STANDARD ได้ทำการรวบรวมคะแนนพร้อมเหตุผลจากผู้เกี่ยวข้องในแวดวงภาพยนตร์ของไทยเพื่อประกาศผลรางวัล 4 สาขาสำคัญ อันประกอบด้วย ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

 

 

1. Best Picture

  • Call Me by Your Name 26.31%
  • Darkest Hour 0%
  • Dunkirk 5.26%
  • Get Out 10.52%
  • Lady Bird 5.26%
  • Phantom Thread 26.31%
  • The Post 5.26%
  • The Shape of Water 15.78%
  • Three Billboards Outside Ebbing, Missouri 5.26%

 

Phantom Thread ลุ่มลึก ถ่ายทอดภาวะของคนที่ต้องการจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ทำในสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ผมคิดว่าหนังเล่าเรื่องสิ่งที่เป็นมนุษย์ สิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ได้ดีมากๆ” ประวิทย์ แต่งอักษร (นักวิจารณ์ภาพยนตร์)

 

“ขณะที่หนังดำเนินเรื่องในปี 1983 ซึ่งยังมีคนไม่เข้าใจเรื่องเพศทางเลือกอยู่เยอะมาก แต่หนังก็เลือกให้ ‘ครอบครัว’ ของตัวละครเข้าใจ นั่นทำให้รู้สึกว่าสังคมยังมีความเข้าใจเพศทางเลือกหลงเหลืออยู่” – คมน์ นพรัตน์ (หัวหน้าข่าวบันเทิงศิลปวัฒนธรรม เนชั่นทีวี ช่อง 22)

 

 

2. Best Director

  • Christopher Nolan – Dunkirk 10.52%
  • Jordan Peele – Get Out 0%
  • Greta Gerwig – Lady Bird 21.05%
  • Paul Thomas Anderson – Phantom Thread 26.31%
  • Guillermo del Toro – The Shape of Water 42.10%

 

“ผมคิดว่าเรื่องราวมันผสมผสานไปกับงานวิชวลได้ดีมากๆ เขาตีความสัตว์ประหลาดหน้าตาอย่างที่เห็นในเรื่องให้เป็นหนังรักได้ ทุกอย่างที่เขาทำมันเป็นสิ่งที่คนทำหนังจะฟินมาก ทั้งความซีเนมาติก อาร์ตไดเรกชัน” – บรรจง ปิสัญธนะกูล (ผู้กำกับภาพยนตร์)

 

 

3. Best Actor

  • Timothée Chalamet – Call Me by Your Name 47.36%
  • Daniel Day-Lewis – Phantom Thread 31.57%
  • Daniel Kaluuya – Get Out 0%
  • Gary Oldman – Darkest Hour 21.05%
  • Denzel Washington – Roman J. Israel, Esq. 0%

 

“ทิโมธี ชาลาเมต์ เล่นได้เป็นธรรมชาติมากๆ ในจอภาพยนตร์ ไม่รู้ว่าใครจะสังเกตในหนังหรือเปล่านะว่าน้องเขาจะมีอาการที่เวลาทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะนั่งหรือขี่จักรยาน แต่เวลาลุกขึ้นแล้วจะต้องเอามือไปดึงกางเกงในของตัวเอง ผมเชื่อว่าน้องเขาใส่ดีเทลตรงนี้ลงไปในหนัง มันเป็นอาการที่คนโตแล้วมันจะไม่ทำ”  ปวีณ ภูริจิตปัญญา (ผู้กำกับภาพยนตร์)

 

 

4. Best Actress

  • Sally Hawkins – The Shape of Water 26.31%
  • Frances McDormand – Three Billboards Outside Ebbing, Missouri 10.52%
  • Margot Robbie – I, Tonya 36.84%
  • Saoirse Ronan – Lady Bird 21.05%
  • Meryl Streep – The Post 5.26%

 

“ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนตัวเอง นี่แหละคือการเปลี่ยนตัวเองของแท้ เขาเป็นคาแรกเตอร์นี้จนเราลืมไปเลยว่า มาร์โกต์ ร็อบบี้ ผู้ทรงเสน่ห์หายไปไหน เขาคือศูนย์กลางที่แบกหนังไว้ทั้งเรื่อง และผมว่านี่เป็นงานที่ถูกมองข้ามไปอย่างมาก เพราะอย่างน้อยที่สุด หนังเรื่องนี้ควรได้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” – พงศ์นรินทร์ อุลิศ (ผู้ก่อตั้ง Cat Radio)  

 

ภาพประกอบ: Karin Foxx

The post Oscars2018: Predictions appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-predictions/feed/ 0
ความฝันวัยเด็ก กับสัตว์ประหลาดในจักรวาลของ กีเยร์โม เดล โตโร https://thestandard.co/guillermo-del-toro-creatures/ https://thestandard.co/guillermo-del-toro-creatures/#respond Sat, 03 Mar 2018 03:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=74626

ยังไม่แน่ใจว่าจาก 13 สาขา ที่ The Shape of Water ได้เข้ […]

The post ความฝันวัยเด็ก กับสัตว์ประหลาดในจักรวาลของ กีเยร์โม เดล โตโร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยังไม่แน่ใจว่าจาก 13 สาขา ที่ The Shape of Water ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ในปีนี้ จะสามารถคว้า ‘ตุ๊กตาทอง’ มากอดไว้ได้สักกี่ตัว แต่ที่แน่ๆ คือชื่อของผู้กำกับชาวเม็กซิกันอย่าง กีเยร์โม เดล โตโร จะกลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในการประกาศรางวัลปีนี้

 

จุดเด่นของเดล โตโร อยู่ที่ความลึกลับซับซ้อนของเนื้อเรื่อง ที่มักจะสะท้อนปัญหาทางสังคม และมุมมืดในจิตใจมนุษย์ผ่าน ‘สัตว์ประหลาด’ ต่างๆ ที่เขาจินตนาการขึ้นมา ถ้านับรวมจากผลงานเรื่องแรกอย่าง Mimic ที่เขาเลือกปีศาจแมลงสาบมาเป็นตัวหลักอย่างเต็มตัว จนถึง The Shape of Water เป็นจำนวน 9 เรื่องติดกัน ที่ล้วนมีสัตว์ประหลาดเหล่านี้เป็นตัวดำเนินเรื่อง

 

วันนี้ THE STANDARD ได้รวบรวมผลงานทั้งหมด รวมทั้งสัตว์ประหลาดที่มีส่วนสำคัญกับเรื่อง มาเพื่อเป็นการอุ่นเครื่องทำความรู้จักตัวตนของผู้ชายคนนี้ ผ่าน ‘สัญญะ’ ประหลาดที่เขาแทรกเอาไว้ในทุกๆ ตัวละคร ที่ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพลักษณ์ของหนังและสังคมเท่านั้น ยังสะท้อนไปถึงความคิดและความฝันในวัยเด็กของเขาเองด้วย

 

 

1. Mimic (1997)

ผลงานเรื่องที่สองของเดล โตโร และเป็นเรื่องแรกที่นับว่าเป็นการก้าวเท้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดแบบเต็มตัว

 

หลังจากชิมลางบทตัวประหลาดของชายแก่เจ้าของร้านชำผู้ยอมแลกชีวิตอมตะกับการเป็นแวมไพร์กระหายเลือดในเรื่อง Cronos (1993) คราวนี้เขาจัดเต็มด้วยการเอาสิ่งมีชีวิตที่หลายคนเกลียดที่สุดอย่าง ‘แมลงสาบ’ มาเป็นตัวละครหลัก

 

จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากนักวิทยาศาสตร์ที่เกิดไอเดียกำจัดแมลงสาบที่กำลังแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ด้วยการตัดต่อพันธุกรรมแมลงสาบสายพันธุ์ใหม่ให้ไปกำจัดแมลงสาบด้วยกันเอง และตั้งชื่อว่า ‘จูดาส’ ซึ่งมันก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม เพียงแต่มันไม่ยอมตายในระยะเวลา 3 เดือนอย่างที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งใจไว้ แถมมันยังค่อยๆ เจริญเติบโต แข็งแกร่ง ดุร้าย และเริ่มเบนเป้าหมายมาล่ามนุษย์เป็นเหยื่อแทน เนื้อเรื่องที่เหลือก็เป็นไปตามขนบหนังแนวนี้ทั่วๆ ไปที่คงพอเดากันได้อยู่

 

แต่จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่การออกแบบเจ้าจูดาสได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งในแง่ความสมจริงของรายละเอียดในด้านรูปร่างหน้าตา และการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดตัวนี้ ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นหนังเรื่องนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดหนังสยองขวัญเกรดบีทุนต่ำเท่านั้น

 

ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากความชอบในวัยเด็กของตัวเดล โตโร เอง ที่มีความสนใจในเรื่อง ‘แมลง’ ต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาสนใจสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วแทบทุกประเภทถึงขนาดศึกษากายวิภาคของพวกมันอย่างละเอียด จนพบว่าโครงสร้างของแมลงเหล่านี้เป็นการออกแบบที่มหัศจรรย์ของธรรมชาติ และที่สำคัญเขายังเคยฝันอยากเป็นนักชีววิทยามาตั้งแต่เด็กอีกด้วย

 

สุดท้ายการบุกฮอลลีวูดของ เดล โตโร ก็ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ และยังมีประเด็นที่ทำให้ Mimic กลายเป็นหนังที่เดล โตโร ทั้งรักและเกลียด เพราะตอนแรกเขาวางตอนจบไว้อีกแบบหนึ่งที่น่าจะหม่นและโหดร้ายกว่านี้ แต่โดน บ็อบ ไวน์สตีน แห่ง Miramax ที่เป็นโปรดิวเซอร์ในตอนนั้น บอกให้เปลี่ยนเป็นตอนจบที่แฮปปี้ เอ็นดิ้งมากขึ้นแทน

 

 

2. The Devil’s Backbone (2001)

หลังเจ็บตัวจากเรื่องแรก เดล โตโร ก็กลับไปทำหนังที่เม็กซิโกบ้านเกิดอีกครั้ง ด้วยการหยิบเรื่องราวในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เต็มไปด้วยความลึกลับท่ามกลางกลิ่นอายของสงครามกลางเมืองที่ประเทศสเปน

 

สำหรับคนที่ไม่เคยดูหนัง ให้คิดง่ายๆ ว่านี่คือ เด็กหอ ของ ทรงยศ สุขมากอนันต์ เวอร์ชันสเปน ที่ตัวเอกต้องเข้าไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และได้เป็นเพื่อนกับวิญญาณเด็กชายที่ชื่อ ‘ซานติ’ ที่ถูกฆาตกรรมในสถานที่แห่งนี้ (นี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ ‘เด็ก’ เป็นตัวละครเอก ซึ่งจะกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญในหนังของเขาในเวลาต่อมา) แต่อัปเกรดความดาร์กและหม่นให้มากยิ่งขึ้น ด้วยความโหดร้ายจากภัยสงครามที่ทุกคนต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอด แม้จะต้องทำร้ายเด็กคนหนึ่งอย่างโหดเหี้ยมก็ตาม

 

สิ่งที่น่าจดจำของ ‘ซานติ’ คือเขาไม่ใช่แค่ตัวแทนของมิตรภาพระหว่างเพื่อน แต่เขาคือภาพสะท้อนของความโหดร้ายของสงคราม ที่คอยย้ำเตือนคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลาว่าอย่าปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก และคำวิจารณ์ในแง่บวกที่ส่งไปถึงเดล โตโร แบบถล่มทลาย ก็เป็นเครื่องหมายบอกอีกครั้งว่าเขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาสู่วงการฮอลลีวูดอีกครั้ง

 

 

3. Blade II (2002)

1 ปีให้หลัง เขาได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการกำกับหนังแวมไพร์ซูเปอร์ฮีโร่ในภาคที่ 2 (เขาเป็นแฟนตัวยงของ Blade มาตั้งแต่เวอร์ชันหนังสือการ์ตูน) และเป็นการเดินหน้าสู่งานแบบเมนสตรีมเต็มตัวครั้งแรก พร้อมกับทุนสร้างที่มากถึง 50 ล้านเหรียญ

 

นอกจากความเท่ของพระเอกอย่างเบลดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หนังภาคนี้เป็นที่จดจำคือแวมไพร์ตัวร้ายอย่าง The Reapers ที่เดล โตโร เป็นคนออกแบบเองให้มีลักษณะน่าเกลียดและน่ากลัวที่สุด โดยเฉพาะช่องปากที่ฉีกกว้างสำหรับสูบออกจากเหยื่อ ที่ทำให้ The Reapers กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าจูดาสที่เป็นแมลงสาบด้วยซ้ำ

 

พูดได้ว่า Blade II คือหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเดล โตโร ในตอนนั้นเพราะทำรายได้ทั่วโลกไปได้ประมาณ 160 ล้านเหรียญ และเป็นโอกาสสำคัญที่ส่งต่อให้เขาได้กำกับหนังที่รอมาทั้งชีวิตอย่าง Hellboy  

 

 

4. Hellboy (2004)

คือโปรเจกต์ในฝัน เดล โตโร มาตั้งแต่สมัยตามสะสมหนังสือการ์ตูนในวัยเด็ก ถึงขนาดทำให้ยอมพลาดโอกาสที่จะกำกับ Blade: Trinity ภาค 3 หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในภาคที่ 2 รวมทั้ง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban เพราะคิดว่าหากไม่ใช่เขาก็ยังมีคนอื่นที่เหมาะสมกับหนังสองเรื่องนี้รออยู่แล้ว จะมีก็แต่ฮีโร่จากนรกคนนี้เท่านั้นที่เขาจะต้องสร้างขึ้นมาให้ได้

 

เขาตั้งใจอย่างมากในโปรเจกต์นี้ ส่วนหนึ่งเพราะเขารู้สึกว่าซูเปอร์ฮีโร่พันธุ์อสูร ตัวแดง เขาหัก เต็มไปด้วยข้อบกพร่องและด้านมืดตนนี้สะท้อนถึงตัวตนของเขาได้ดีที่สุด

 

 

นอกจากนี้ เดล โตโร ยังทำได้ดีมากๆ ในการออกแบบตัวละครอย่าง ‘โครเน็น’ ตัวร้ายจากการ์ตูนที่เดิมเป็นตัวร้ายที่สุภาพนอบน้อม เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏตัวพร้อมหน้ากากกันก๊าซพิษ ให้กลายเป็นจักรกลสังหารที่เต็มไปด้วยกลไกคล้ายนาฬิกา ซึ่งมาจากความสนใจเรื่องเครื่องจักรกลที่เขามีมาตั้งแต่เด็กๆ

 

แต่ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจใส่ทุกอย่างลงไปในหนังเรื่องนี้เกินไปหรือเปล่า ทำให้ Hellboy ออกมาเป็นหนังครึ่งๆ กลางๆ ที่ไม่โดดเด่นสักอย่าง และไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้เท่าที่ควร (แต่ในแง่คำวิจารณ์ยังถือว่าทำได้ดี) แต่ เดล โตโร ไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น เพราะเขารู้สึกพอใจกับผลงานที่เป็นคนเลือกทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมดเรื่องนี้ที่สุดแล้ว

 

 

5. Pan’s Labyrinth (2006)

ผลงานมาสเตอร์พีซของเดล โตโร ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการภาพยนตร์มากที่สุดเรื่องหนึ่ง จากการที่เอานิยายแฟนตาซีที่เล่าเรื่องเด็กน้อยที่หลงอยู่ในโลกแฟรี่เทล แต่สุดท้าย เดล โตโร กลับหลอกคนดูด้วย Genre หนังสยองขวัญที่ผู้ปกครองหลายคนถึงกับออกมาโจมตีอย่างเสียหายหลังจากหลงพาเด็กๆ เข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ (แต่จริงๆ หนังบอกเรตของภาพยนตร์ไว้ที่เรต R อยู่แล้ว)

 

Photo: www.openculture.com

 

แน่นอนว่าจุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่การออกแบบสัตว์ประหลาดให้อยู่ในความทรงจำของคนดูได้ไม่รู้ลืม ซึ่งตัวละครอย่าง Fauno หรือปีศาจแพะที่รวมเอกลักษณ์ของสัตว์ต่างๆ ทั้งแมว สิงโต กวาง ให้มาอยู่บนร่างกายที่คล้ายมนุษย์ ซึ่งรูปแบบของปีศาจแพะตัวนี้มาจากจินตนาการในวัยเด็กของเดล โตโร ที่มักจะเห็นมนุษย์แพะออกมาจากตู้เสื้อผ้าของเขาอยู่เสมอ จนเขาสเกตช์ภาพมันเอาไว้ในสมุดบันทึกและกลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่น่าจดจำที่สุดในจักรวาลของเดล โตโร

 

และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Pale Man ปีศาจสุดหลอนที่มีตาอยู่บนมือ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝันร้ายสำหรับเด็กๆ หลายคนที่ได้ดูไปชั่วเวลาหนึ่ง และไม่เพียงแค่เด็กๆ เท่านั้น แม้กระทั่งสตีเฟน คิง เจ้าพ่อนิยายสยองขวัญยังถึงขนาดเบียดตัวเข้ามาใกล้ เดล โตโร เมื่อนั่งอยู่ข้างกันในรอบปฐมทัศน์ของหนังเรื่องนี้ จากฉากที่ปีศาจตามือไล่ล่าสาวน้อยผู้น่าสงสารในรังของมัน

 

 

6. Hellboy II: The Golden Army (2008)

หลังจากสร้างชื่อได้แบบถล่มทลาย เดล โตโร ก็กลับมาสู่โปรเจกต์ในฝันของเขาอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้รับทุนสร้างมากถึง 85 ล้านเหรียญ คราวนี้เดล โตโร พยายามใส่ฉากแอ็กชันให้กับฮีโร่ตัวแดงมากขึ้น แต่ผลที่ได้ก็ยังไม่ต่างจากภาคแรกเท่าไรนัก รายได้จากทั่วโลกก็ถือว่าทำได้ดี จนมีข่าวมาตั้งแต่ช่วงนั้นว่าจะมีภาคที่ 3 ตามมา แต่สุดท้ายโปรเจกต์ในฝันของเดล โตโร ก็เงียบหายไปในที่สุด

 

ในภาพรวมภาคนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้จดจำเท่าไร นอกจากวิสัยทัศน์มหัศจรรย์ของกิลเลอร์โม คือการสร้างฉากตลาดโทรล ที่เต็มไปด้วยบรรดาสัตว์ประหลาดหลายสายพันธุ์เดินกันขวักไขว่ แต่ตัวที่เราพูดถึงในหัวข้อนี้คือ ‘มนุษย์หัววิหาร’ เขาเป็นเจ้าของร้านหนึ่งในตลาดโทรล มีลูกตา 2 ข้าง ตั้งแต่หน้าผากขึ้นไปแทนที่จะเป็นผมก็เป็นวิหารที่มีรายละเอียดสวยงาม แม้หัววิหารจะไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายในหนัง แต่ก็แสดงให้เห็นจินตนาการอันหลุดโลกของกิลเลอร์โมในการสร้างสรรค์ตัวประหลาดเช่นนี้ออกมา เดิมทีกิลเลอร์โมต้องการให้มีมนุษย์ตัวเล็กๆ วิ่งไปมารอบๆ วิหารบนหัวด้วย แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด จึงทำได้เท่าที่เห็น

 

 

7. Pacific Rim (2013)

อีกหนึ่งโปรเจกต์ในฝันของเดล โตโร จากความหลงใหลในเรื่องหุ่นยนต์กลไกและสัตว์ประหลาดมาตั้งแต่เด็ก ที่เขามักจะวาดรูปสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในสมุดโน้ตจนเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ต่างจากเด็กทั่วไปคือ เขาไม่เพียงแต่วาดหุ่นยนต์ตามจินตนาการที่คิด แต่เขายังคิดละเอียดไปถึงโครงสร้างต่างๆ ในร่างกายหุ่นยนต์ คนขับจะอยู่ตรงไหน ควบคุมอย่างไร ไปจนถึงระบบลำเลียงและกลไกการทำงานของทั้งหุ่นยนต์และสัตว์ประหลาดให้สมจริงที่สุด และเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม เขาก็ได้นำภาพฝันในวัยเด็กสร้างออกมาเป็นความจริงได้ในที่สุด

 

เดล โตโร ได้ทุนสร้างเรื่องนี้มากถึง 190 ล้านเหรียญ และเขาก็ใช้เงินที่ได้มาอย่างคุ้มค่าในการออกแบบ ‘เยเกอร์’ และ ‘ไคจู’ ออกมาให้สมจริงที่สุด รวมทั้งฉากแอ็กชันที่ทำได้เท่จนหลายคนลืมการต่อสู้ของเหล่า ‘ออโต้บอต’ ใน Transformers ไปได้เลย และเขาก็ไม่ทำให้ทีมสร้างผิดหวัง เพราะสุดท้าย Pacific Rim สามารถทำรายได้ทั่วโลกได้ไปมากถึง 411 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังที่ทำเงินได้มากที่สุดในชีวิตของเขาจนถึงทุกวันนี้

 

 

8. Crimson Peak (2015)

อีกหนึ่งหนังเจ็บๆ ของเดล โตโร ที่เลือกกลับไปทำหนังฟอร์มเล็กลงมา (ทุนสร้าง 55 ล้านเหรียญ) และไม่เอาใจตลาดอีกครั้ง โดยคอนเซปต์รวมๆ ของเรื่องที่ทุกคนได้ยินตั้งแต่แรกว่าจะเป็นเรื่องราวในคฤหาสน์ผีสิงยุคโกธิก ที่เต็มไปด้วยปีศาจหลายเผ่าพันธุ์มาอยู่รวมกัน แต่นอกจากภาพที่สวยงามตามท้องเรื่องแล้ว ตัวเนื้อเรื่องกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่หลายคนสงสัย และแทบไม่มีอะไรน่าจดจำ

 

รวมทั้งการออกแบบตัวละครสัตว์ประหลาดเท่ๆ แปลกๆ ที่เราอยากเห็น ก็มีเพียง ‘Ghosts’ หรือผีกระโครงกระดูกชุ่มเลือดที่ทำให้เราพอตกใจทุกครั้งที่มันโผล่ขึ้นมาจากพื้นตัวเดียวเท่านั้น ที่พอจะสร้างความตื่นเต้นและน่าจดจำให้กับเราได้

 

 

9. The Shape of Water (2017)

มาถึงผลงานล่าสุด ที่นักวิจารณ์พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของเดล โตโร รองจาก Pan’s Labyrinth และส่งผลให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังที่เข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในปีนี้ด้วยจำนวน 13 รางวัลด้วยกัน (อ่านบทความเกี่ยวกับ The Shape of Water เพิ่มเติมได้ที่ thestandard.co/the-shape-of-water)

 

หลังจากทำหนังที่รวมกับสัตว์ประหลาดต่างสายพันธุ์มารวมไว้ในเรื่องเดียวติดกันหลายๆ เรื่อง คราวนี้เดล โตโร เลือกที่จะใช้แค่สัตว์ประหลาดน้ำจากแอมะซอนเพียงตัวเดียว เพื่อเล่าถึง ‘มนต์รักต่างสายพันธุ์’ ในครั้งนี้

 

นอกจากการทำหนังเพื่อสะท้อนสังคมในเรื่อง ‘ความแตกต่าง’ ที่ซ่อนอยู่ตลอดทั้งเรื่อง สัตว์ประหลาดน้ำ ในเรื่องนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็นการคารวะหนังสัตว์ประหลาดเรื่องโปรดในวัยเด็กของเขาอย่าง Creature from the Black Lagoon (1954) อีกด้วย  

The post ความฝันวัยเด็ก กับสัตว์ประหลาดในจักรวาลของ กีเยร์โม เดล โตโร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/guillermo-del-toro-creatures/feed/ 0
Welcome to the Oscars! 7 พิธีกรเวทีออสการ์ที่สร้างโมเมนต์สำคัญ และเรายังคงไม่ลืม https://thestandard.co/7-best-oscars-hosts/ https://thestandard.co/7-best-oscars-hosts/#respond Fri, 02 Mar 2018 11:12:56 +0000 https://thestandard.co/?p=74541 oscasrs2019

พิธีกรนั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังควา […]

The post Welcome to the Oscars! 7 พิธีกรเวทีออสการ์ที่สร้างโมเมนต์สำคัญ และเรายังคงไม่ลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
oscasrs2019

พิธีกรนั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของงานออสการ์ทุกปี พูดได้ว่างานที่ยาวเกือบสี่ชั่วโมงจะไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ หากขาดพิธีกรที่มีฝีมือและความสามารถคอยควบคุมและดำเนินรายการ ซึ่งบางครั้งสิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำงานในปีนั้นๆ ก็คือตัวพิธีกรเอง ซึ่งก็มีทั้งเรื่องดี เรื่องไม่ดี และสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง วันนี้เรามีรายชื่อพิธีกรงานรางวัลออสการ์ที่โดดเด่นในหลายแง่มุมมาฝากกัน

 

 

บ็อบ โฮป (Bob Hope)

บ็อบ โฮป เป็นนักแสดง นักร้อง นักเขียน และนักกีฬาชาวอเมริกัน ที่อยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบ 8 ทศวรรษ บ็อบมีผลงานด้านการแสดงมากกว่า 70 เรื่อง และได้รับรางวัลเกียรติยศมากกว่า 2,000 รางวัล ซึ่งในปี 1963 ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ได้มอบเหรียญทองอิสรภาพให้กับเขา เนื่องจากการรับใช้ประเทศชาติ

 

บ็อบ โฮป เป็นบุคคลที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรงานประกาศรางวัลออสการ์มากที่สุดถึง 18 ครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เลยสักครั้ง แต่ทางสมาคมก็ได้ให้รางวัลเกียรติยศกับเขา 5 ครั้ง เป็นบุคคลเดียวที่ได้รับรางวัลเกียรติยศจากทางสมาคมมากที่สุด โดยเขาได้รับรางวัลพิเศษ 2 รางวัล รางวัลเกียรติยศด้านความสำเร็จ 2 รางวัล และรางวัลพิเศษด้านมนุษยธรรม ฌีน เฮอร์โชลต์ (The Jean Hersholt Humanitarian Award)

 

 

บิลลี คริสตัล (Billy Crystal)

เป็นนักแสดง นักร้อง ผู้กำกับ และพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวอเมริกัน เริ่มเป็นที่รู้จักจากบท โจดี้ ดัลลัส (Jodie Dallas) ในละครซิตคอมของช่อง ABC เรื่อง Soap เขากลายเป็นนักแสดงหนังฮอลลีวูดในช่วงยุค 1980 และ 1990 ปรากฏตัวอยู่ในหนังทำเงินหลายเรื่องเช่น When Harry Met Sally… (1989), City Slickers (1991) และเป็นคนให้เสียง ไมค์ วาซาวสกี้ ในหนังแฟรนไชส์การ์ตูนเรื่อง Monsters, Inc.

 

บิลลี คริสตัล รับหน้าที่เป็นพิธีกรงานประกาศรางวัลออสการ์ 9 ครั้ง เป็นอันดับสองต่อจาก บ็อบ โฮป โดยเริ่มในปี 1990 และครั้งล่าสุดในปี 2012 มุกตลกส่วนใหญ่ที่บิลลีใช้ในงานรางวัลออสการ์จะเป็นวิดีโอเปิดตัวที่แทรกตัวเขาเองเข้าไปร่วมกับผู้เข้าชิงรางวัลในปีนั้นๆ

 

หน้าที่พิธีกรงานออสการ์ของเขามักได้รับคำชื่นชมมากมาย ทำให้เขาได้รับรางวัลเอ็มมี่ไป 3 ตัว ในสาขา Outstanding Writing for a Variety Series or Music Program และ Outstanding Individual Performance in a Variety or Music Program จากการดำเนินรายการออสการ์ครั้งที่ 63 และ 64

 

 

วูปี โกลด์เบิร์ก (Whoopi Goldberg)

เธอคือนักแสดง นักแสดงตลก นักเขียน และพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวอเมริกัน ที่ผ่านมาเธอปรากฏตัวในภาพยนตร์มามากกว่า 100 เรื่อง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในนักแสดงฮอลลีวูดไม่กี่คนที่เคยชนะรางวัลจาก 4 เวทีใหญ่สุดของวงการบันเทิง รางวัลเอ็มมี่ รางวัลแกรมมี่ รางวัลออสการ์ และรางวัลโทนี่

 

วูปี โกลด์เบิร์ก เป็นผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกันคนแรก ที่รับหน้าที่พิธีกรให้กับงานประกาศรางวัลออสการ์ โดยเคยรับหน้าที่พิธีกรงานประกาศรางวัลออสการ์ 4 ครั้ง ส่วนตัวเธอเองก็เคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ​์ 2 ครั้งจากหนังเรื่อง The Color Purple (1985) และเรื่อง Ghost (1990) ซึ่งเธอได้รับรางวัลในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมไปครอง และเป็นผู้หญิงผิวสีคนที่สองในประวัติศาสตร์งานรางวัลออสการ์ ที่ชนะรางวัลด้านการแสดง หลังจาก แฮตตี แม็กแดเนียล (Hattie McDaniel) ที่ชนะในปี 1939 สาขาสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากหนังอมตะ Gone With the Wind

 

 

เอลเลน ดีเจนเนอเรส (Ellen DeGeneres)

เป็นนักแสดงตลก โปรดิวเซอร์ และพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวอเมริกัน ที่แจ้งเกิดจากละครซิตคอมเรื่อง Ellen ในปี 1994-1998 และในปี 2003 เธอมีรายการทอล์กโชว์เป็นของตัวเอง The Ellen DeGeneres Show จนถึงทุกวันนี้ ในฐานะนักแสดง เธอเคยร่วมแสดงในหนังเรื่อง Mr. Wrong (1996), The Love Letter (1999) และเคยให้เสียงเป็น ดอรี่ ในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Finding Nemo (2003) และ Finding Dory (2016)

 

เอลเลน เคยรับหน้าที่เป็นพิธีกรงานประกาศรางวัลออสการ์ 2 ครั้ง เธอได้รับรางวัล Primetime Emmy Awards 2 ครั้งในปี 2007 และ 2014 จากการทำหน้าที่พิธีกรในงานออสการ์ ด้วยนิสัยและภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร มุกตลกของเธอจะไม่มีคำหยาบคายและไม่เสียดสีผู้อื่น เธอทำให้บรรยากาศในงานดูไม่กดดัน เหมือนกับผู้เข้าร่วมงานทุกคนกำลังอยู่ในรายการทอล์กโชว์ของเธอ งานในปี 2014 เธอเป็นพิธีกรงานออสการ์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายภาพเซลฟีกลุ่มลงทวิตเตอร์ในขณะที่ดำเนินรายการอยู่ ซึ่งมียอดรีทวีตกว่า 2 ล้านครั้งพองานจบ แถมเธอยังสั่งพิซซ่ามาแจกจ่ายแขกในงานอีกด้วย

 

 

จิมมี คิมเมล (Jimmy Kimmel)

เป็นนักแสดง โปรดิวเซอร์ นักเขียน และพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวอเมริกัน เป็นทั้งพิธีกรและโปรดิวเซอร์รายการทอล์กโชว์ภาคค่ำ Jimmy Kimmel Live! ออกอากาศครั้งแรกทางช่อง ABC ในปี 2003 และเคยเป็นพิธีกรในงานประกาศรางวัล Primetime Emmy Awards ในปี 2012 และ 2016

 

จิมมี รับหน้าที่เป็นพิธีกรงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งแรกเมื่อปี 2017 และกลับมารับหน้าที่นี้อีกครั้งในงานปีนี้ (2018) ซึ่งปีที่แล้วงานผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ยกเว้นตอนท้ายที่เกิดความผิดพลาด มีการยื่นซองผิดในการประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งตอนแรกประกาศว่ารางวัลยอดเยี่ยมตกเป็นของหนังเรื่อง La La Land แต่ผู้ชนะจริงๆ คือ Moonlight ทำให้ จิมมี คิมเมล ต้องออกมาเล่นมุกก่อนจบการถ่ายทอดสดเพื่อแก้สถานการณ์ที่คาดไม่ถึงนี้

 

 

เจมส์ แฟรนโก (James Franco) และ แอนน์ แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway)

ในปี 2011 เจมส์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรงานรางวัลออสการ์คู่กับ แอนน์ แฮทธาเวย์ ทั้งคู่ได้รับเลือกโดยทางสมาคมฯ เพื่อให้ช่วยดึงดูดกลุ่มคนดูที่เด็กลง มีสื่อหลายแห่งวิจารณ์ว่าเจมส์ดูไร้เรี่ยวแรงเมื่ออยู่บนเวที คนดูบางกลุ่มถึงกับบอกว่าเป็นการออกอากาศที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเจมส์ได้ออกมาบอกว่า ที่เขาตกลงรับหน้าที่นี้ เพราะถือว่าเป็นโอกาสที่ดีและเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต นอกจากนี้ ในปีที่เขารับหน้าที่เป็นพิธีกรยังเป็นปีเดียวกับที่เขามีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง 127 Hours (2010) อีกด้วย ส่วนแอนน์เองก็มีชื่อเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์สองครั้ง ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์ Rachel Getting Married ในปี 2008 และสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง Les Misérables ในปี 2012 ที่เธอชนะรางวัลไปได้อย่างสง่างาม

 

COVER PHOTO: Aaron Poole / ©A.M.P.A.S.

The post Welcome to the Oscars! 7 พิธีกรเวทีออสการ์ที่สร้างโมเมนต์สำคัญ และเรายังคงไม่ลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/7-best-oscars-hosts/feed/ 0
Gary Oldman กับบทบาทที่ยากที่สุดในชีวิตการแสดงเรื่อง Darkest Hour https://thestandard.co/darkest-hour-gary-oldman-most-difficult-character/ https://thestandard.co/darkest-hour-gary-oldman-most-difficult-character/#respond Fri, 02 Mar 2018 11:03:24 +0000 https://thestandard.co/?p=74527

ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ Darkest Hour ทุกวันจะมีรถตู้มา […]

The post Gary Oldman กับบทบาทที่ยากที่สุดในชีวิตการแสดงเรื่อง Darkest Hour appeared first on THE STANDARD.

]]>

ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ Darkest Hour ทุกวันจะมีรถตู้มาจอดรอตอน 1.45 น. มารับแกรี โอลด์แมน ไปกองถ่ายเพื่อไปนั่งแปลงโฉมอีกเกือบ 4 ชั่วโมง แต่งตัวอีก 45 นาที ไม่กินไม่นอนอยู่ภายใต้ร่างนั้นวันละ 12 ชั่วโมง โดยมีเวลาส่วนตัวหลังเลิกกองแค่วันละ 7 ชั่วโมง!

 

คุณคิดว่านักแสดงที่เคารพในหน้าที่การทำงานของตัวเองต้องตั้งใจขนาดไหนในการรับบทเป็นใครสักคน และที่แน่ๆ นักแสดงหลายคนทีเดียวที่ทุ่มสุดชีวิตเพื่อโอกาสที่ได้รับ เพื่อทำให้คนดูทั่วโลกได้เห็นว่าความสามารถของมนุษย์คนหนึ่งอาจไม่มีขีดจำกัด

 

 

ดารามากฝีมืออย่าง แกรี โอลด์แมน รับบท วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวละครหลักในหนัง Darkest Hour บทที่เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นงานที่ยากที่สุดในชีวิตนักแสดง

 

ความตั้งใจของเขาไม่เพียงได้เสียงตอบรับในแง่คำวิจารณ์จากสื่อและผู้ชม มันยังได้ส่งให้เขาชนะรางวัลลูกโลกทองคำตัวแรกในสาขาดารานำชายยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ดราม่า และทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในตัวเต็งรางวัลดารานำชายออสการ์ในปีนี้ แต่กว่าจะมาเป็นวินสตัน เชอร์ชิล เขาต้องผ่านการแปลงโฉมหลายชั่วโมง รวมทั้งการฝึกซ้อม เลียนแบบทั้งกิริยาท่าทางและน้ำเสียงของวินสตัน ทำทุกอย่างให้เข้าที่เพื่อช่วงเวลาการถ่ายทำเพียง 50 วัน!

 

 

แกรีทุ่มเทกับการแสดงครั้งนี้มาก เมื่อเขารู้ว่าตัวเองจะต้องรับบทบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “อย่างแรกเลย คุณต้องรู้ว่าคุณกำลังรับบทเป็นใคร เรามีเวลาฝึกฝนหนักๆ แค่ 4 สัปดาห์ก่อนการถ่ายทำ กับช่วงเวลาการถ่ายทำ 50 วัน คุณต้องยอมตื่นขึ้นมาในทุกๆ เช้าเพื่อโกนผม ทำกิจวัตรต่างๆ เพื่อเป็นตัวละคร แต่ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น ผมต้องฝึกซ้อมอยู่คนเดียว ผมเรียกมันว่าการแสดงในห้องครัว ผมใช้เคาน์เตอร์ครัวเป็นที่วางบท เพราะมันสูงกว่าโต๊ะตัวอื่น ผมก้มไปอ่านบท เดินอ่านไปรอบๆ บ้าน ผมกำลังมองหาความรู้สึก พยายามหาเสียงที่เข้ากับตัวละครวินสตัน”

 

ระหว่างการถ่ายทำทุกๆ วัน เวลา 1.45 น. ทางทีมงานจะส่งรถมารับแกรีไปเพื่อเริ่มแต่งหน้า เขาแทบไม่ได้กินหรือนอนในกองถ่ายเลยเพื่อที่จะให้ซิลิโคนและการแต่งหน้ายังดูเหมือนใหม่ โดยซิลิโคนที่ใช้แต่งให้เขากลายเป็นวินสตันนั้นมีความบอบบางมาก แต่ละชิ้นอยู่ได้ไม่เกิน 10 วัน หลังจาก 10 วันไปแล้วมันต้องถูกแทนที่ด้วยอันใหม่ แกรีต้องใช้เวลาแปลงโฉมราว 4 ชั่วโมงทุกๆ เช้าเพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือที่ติดบนใบหน้าเขาจะไม่หลุด แต่ละวันใช้เวลา 12 ชั่วโมงในการถ่ายทำ และต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงเพื่อลบเครื่องสำอาง รวมทั้งเอาซิลิโคนออกหลังจากเลิกกองแล้ว

 

แกรีให้สัมภาษณ์ไว้ว่านี่เป็นการแสดงที่ยากที่สุดในฐานะนักแสดง แต่เป็นความยากที่สนุก เพราะการที่มองเข้าไปในกระจกและเห็นตัวเองกลายเป็นวินสตัน มันทำให้เขาเห็นถึงจิตวิญญาณของตัวละครนี้ เป็นเพราะทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้มันกลายเป็นจริง ทั้งการแต่งหน้าและเครื่องแต่งกาย นอกจากนี้เขายังจำบทของตัวละครได้แม่นยำขนาดที่ว่า ถ้าผู้กำกับ โจ ไรต์ เปลี่ยนฉากแสดง เขาจะนึกถึงบทในฉากนั้นๆ ได้ทันที

 

Photo: www.local706.org

 

พูดถึงชื่อ แกรี โอลด์แมน นักแสดงวัย 59 ปีคนนี้ ฝีมือการแสดงของเขามีความหลากหลายและเรียกได้ว่ามีสไตล์การแสดงที่ไม่ธรรมดา เขาเริ่มอาชีพนักแสดงเมื่อปี 1979 ประสบความสำเร็จจากการเล่นละครเวทีหลายเรื่อง เช่น The Massacre at Paris (1980), Saved (1983) และ Hamlet (1987) หลังจากนั้นจึงเข้าสู่การเล่นหนังบนจอภาพยนตร์ โดยในยุค 1990 เขาเล่นเป็นตัวละครหลากหลายแนวทั้ง ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ในเรื่อง JFK (1991) และเป็น เคานต์แดรกคูลา ในเรื่อง Bram Stoker’s Dracula (1992) หรือที่รู้จักกันดีกับการรับบทเป็น ซิเรียส แบล็ก ในภาพยนตร์มหากาพย์ Harry Potter

 

แต่เชื่อหรือไม่ว่าดาราความสามารถล้นอย่างแกรีเคยมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรกที่เขาเข้าชิงคือในปี 2012 สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากบท จอร์จ สไมลีย์ เรื่อง Tinker Tailor Soldier Spy และครั้งที่สองคือในปีนี้ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม กับบท วินสตัน เชอร์ชิล จากเรื่อง Darkest Hour นอกจากนี้แกรียังเคยชนะรางวัลจากเวทีอื่นมาแล้วมากมาย เขาเป็นเจ้าของรางวัล BAFTA 3 ตัว, รางวัล Empire Awards 3 ตัว, รางวัล London Film Critics’ Circle 2 ตัว และรางวัลลูกโลกทองคำ 1 ตัว

 

 

 

อ้างอิง:

The post Gary Oldman กับบทบาทที่ยากที่สุดในชีวิตการแสดงเรื่อง Darkest Hour appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/darkest-hour-gary-oldman-most-difficult-character/feed/ 0
จับตาแบรนด์ดังที่อยู่เบื้องหลังลุคสวยของดาวเด่นในงานออสการ์ https://thestandard.co/oscars-beauty-products/ https://thestandard.co/oscars-beauty-products/#respond Fri, 02 Mar 2018 10:45:19 +0000 https://thestandard.co/?p=74467

การปรากฏตัวของนักแสดงหญิงในงานออสการ์ปีที่แล้ว ดาวเด่นข […]

The post จับตาแบรนด์ดังที่อยู่เบื้องหลังลุคสวยของดาวเด่นในงานออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การปรากฏตัวของนักแสดงหญิงในงานออสการ์ปีที่แล้ว ดาวเด่นของงานที่มาพร้อมลุคสวยสะกดทุกสายตาหนีไม่พ้น เอ็มมา สโตน, นาโอมี แฮร์ริส, เอ็มมา โรเบิร์ตส์ และโซเฟีย คาร์สัน โดยแต่ละคนล้วนมีช่างแต่งหน้าส่วนตัว และช่างทำผมมาปั้นลุคสุดเพอร์เฟกต์สำหรับค่ำคืนที่เรียกว่าสำคัญที่สุดแห่งปี พร้อมกับไอเท็มเด็ดที่ THE STANDARD พาไปโฟกัส และนี่คือเมกอัพเริ่ดๆ ที่อยู่เบื้องหลังลุคสวยของสาวๆ ในงานออสการ์

 

 

นาโอมี แฮร์ริส: ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Moonlight ปี 2017
ช่างแต่งหน้า: มาริโอ เดดิวาโนวิก (Mario Dedivanovic)

 


Beauty Look: Elegant and Shine
ช่างแต่งหน้าของ นาโอมี แฮร์ริส คือ มาริโอ เดดิวาโนวิก และเขาคือตัวพ่อแห่งวงการแต่งหน้าเซเลบริตี้และนักแสดงฮอลลีวูดผู้มีชื่อเสียงหลายคน (เซเลบที่ติดหนึบผลงานการแต่งหน้าของเขาอันดับหนึ่งคือ คิม คาร์ดาเชียน) สำหรับลุคสุดหรูหรา ดูดีโดยไม่ต้องประโคมสีสันบนใบหน้าสวยๆ ของนาโอมี เขาให้ความสำคัญกับงานผิว โดยเตรียมผิวให้ดูเปลือยเปล่า แต่เพอร์เฟกต์เรียบเนียนที่สุด การจะทำให้ลุคเรียบๆ โดดเด่นและสร้างเซอร์ไพรส์ได้ เคล็ดลับอยู่ที่การทาลิปสีกุหลาบลงไปก่อน โดยใช้ CHANEL Le Crayon De Couleur Jumbo Longwear Lip Crayon in Beige Rose พอริมฝีปากมีสีชมพูระเรื่อๆ ก็ทาทับด้วยลิปกลอส CHANEL Rouge Coco Gloss in Melted Honey และฟินิชลุคด้วย CHANEL Rouge Coco Gloss Top Coat in Excitation ลิปประกายสีทองเป็นตัวสุดท้าย

 

 

เอ็มมา สโตน: คว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง La La Land ปี 2017

ช่างแต่งหน้า: ราเชล กูดวิน (Rachel Goodwin)

 


Beauty Look: Dramatic Red Lip
ปีที่แล้วการปรากฏตัวของ เอ็มมา สโตน มีพลังในการดึงดูดเหล่าช่างภาพในการกดชัตเตอร์บันทึกช่วงเวลาที่สวยงามของเธอ จนฟีดตามเว็บไซต์ทั่วโลกเต็มไปด้วยลุคเรียวปากสีแดงของเธอที่ยิ่งขับผิวขาวของเธอให้โดดเด่นยิ่งขึ้น งานนี้ ราเชล กูดวิน ช่างแต่งหน้าประจำตัวของเธอ เนรมิตลุคนี้ด้วยลิปสติกของ Nars รุ่น Audacious สี Mona ซึ่งเป็นสีน้ำตาลอมแดง เท็กซ์เจอร์ของลิปจะทาเนียนนุ่มแบบซอฟต์แมตต์พิกเมนต์แน่น และสีนี้เป็นสี Best Seller ในประเทศไทยของเราด้วย

 

 

เอ็มมา โรเบิร์ตส์
ช่างแต่งหน้า: ชาร์ล็อตต์ ทิลบูรี (Charlotte Tilbury)

 


Beauty Look: The Ultimate Glow
ความสวยของ เอ็มมา โรเบิร์ตส์ ระหว่างที่เธอเดินทางมาถึงพรมแดงในงานออสการ์ 2017 เรียกว่าเป็นความสวยสมบูรณ์สมวัย ทั้งยังหรูหรา ดูแพง ตามสไตล์ของเมกอัพอาร์ทิสต์ผู้เป็นทั้งเมกอัพอาร์ทิสต์ชื่อดัง และเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางระดับไฮเอนด์อย่างแบรนด์ Charlotte Tilbury Beauty ที่ตั้งตามชื่อจริงของเธอด้วย สำหรับลุคนี้ของเอ็มมา ตั้งใจเผยให้เห็นเสน่ห์ของผิวสวยไร้ที่ติ ส่วนริมฝีปากสุดปัง ถูกวาดขอบปากเป็นเอาต์ไลน์ก่อนด้วย Charlotte Tilbury Lip Cheat Kiss N’ Tell ซึ่งเป็นดินสอเขียนขอบปากสีแดง จากนั้นทาบริเวณริมฝีปากด้วยลิปสติกสีแดงที่เป็นฮอตไอเท็มอย่าง Charlotte Tilbury Matte Revolution in Red Carpet Red

 

 

โซเฟีย คาร์สัน
ช่างแต่งหน้า: แพทริก ทา (Patrick Ta)

 


Beauty Look: Classy Red Lip
โซเฟีย คาร์สัน เป็นอีกหนึ่งดาวเด่นที่มาร่วมงานออสการ์ปีที่แล้ว พร้อมสร้างความประทับใจในลุคสวยหยดราวกับเจ้าหญิง เมกอัพอาร์ทิสต์ แพทริก ทา แต่งผิวของเธอให้เนียนเรียบไร้ที่ติ คิ้วที่ดกและได้รูปอยู่แล้ว ใช้เพียงมาสคาร่าปัดคิ้วให้เรียงเส้นเป็นระเบียบ เขาติดขนตาฟู่ฟ่องที่ดูเป็นธรรมชาติราวกับขนตาจริง ปัดขนตาให้เด้งเพอร์เฟกต์ทั้งขนตาบนและล่าง ส่วนริมฝีปากที่สวยสไตล์คลาสซี่นั้น ทาด้วย Lorac Cosmetics Alter EGO Matte Lipstick สี Pin Up

 

Photos: Courtesy of Brands

อ้างอิง:

The post จับตาแบรนด์ดังที่อยู่เบื้องหลังลุคสวยของดาวเด่นในงานออสการ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars-beauty-products/feed/ 0