THE SECRET SAUCE | ARTICLE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/the-secret-sauce/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Jun 2026 07:13:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘เลิกถามว่าทำไมต้องเป็นเรา’ ทักษะสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษใคร สไตล์ ก้อย อรัชพร https://thestandard.co/goy-arachaporn-overcome-crisis-mindset/ Mon, 22 Jun 2026 07:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1221395 ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร กำลังให้สัมภาษณ์ในรายการ

เรียนจบพร้อมหนี้ก้อนโตและแม่ป่วยหนักกะทันหันคือมรสุมที่ […]

The post ‘เลิกถามว่าทำไมต้องเป็นเรา’ ทักษะสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษใคร สไตล์ ก้อย อรัชพร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ก้อย อรัชพร โภคินภากร กำลังให้สัมภาษณ์ในรายการ

เรียนจบพร้อมหนี้ก้อนโตและแม่ป่วยหนักกะทันหันคือมรสุมที่พร้อมพังชีวิตคนๆ หนึ่งได้ แต่ ‘ก้อย-อรัชพร โภคินภากร’ พิสูจน์ในรายการ THE FUTURE GEN ซีรีส์พิเศษของ THE SECRET SAUCE ร่วมกับ Hi-Q ว่า การเปลี่ยนมุมมองเลิกซัดทอดโชคชะตาและมองวิกฤตเป็นโจทย์ท้าทาย คือทักษะสำคัญที่ช่วยให้สร้างภูมิคุ้มกันใจให้แข็งแกร่ง พร้อมส่งต่อวัคซีนความสตรองนี้ไปสู่เด็กยุค Future Gen ได้จริง

 

🟡 อะไรหล่อหลอมให้ก้อยเผชิญหน้ากับวิกฤตอย่างเข้มแข็ง

 

ก่อนจะก้าวผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตได้ สิ่งสำคัญเริ่มต้นจากฐานรากทางใจที่มั่นคง ก้อยเล่าว่า วัยเด็กของเธอเติบโตมาจากการได้รับรู้ว่าตัวเองเป็น priority หรือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณแม่เสมอ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขและการให้เวลาอย่างเต็มที่ของคุณแม่สร้างความรู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์ และทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและคุ้มค่าที่เป็นมนุษย์

 

แม้ในช่วงวัยรุ่นเธอจะเคยเป็นเด็กเกเรที่สุดตอน ม.3 โดดเรียนและปะทะกับความเข้มงวดของคุณแม่บ้าง แต่พื้นฐานความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นก็เป็นเหมือนบูมเมอแรงที่ดึงเธอกลับเข้าที่เข้าทางได้เสมอ รากฐานใจที่เต็มเปี่ยมจากครอบครัวนี้เองที่ทำให้เธอกลายเป็นคนมองโลกในแง่ดี มี self-love ที่แข็งแรง และพร้อมเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงโดยไม่กลัวความล้มเหลว

 

🟡 วิธีสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษชะตากรรมทำได้อย่างไร

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอน ม.6 เมื่อเธอสอบไม่ติดหมอตามความคาดหวังของคุณแม่ โลกใบเดิมพังครืนลงพร้อมความเจ็บปวด นี่อาจเปลี่ยนชีวิตคนๆ หนึ่งไปสู่อีกด้านได้เลย แต่เธอกลับเลือกหยุดฟังเสียงรอบข้างแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ถ้าตัดแม่ออกจากสักสมการอะ เราอะจะเอาอะไร”

 

การเลือกฟังเสียงหัวใจ และรับผิดชอบทางเลือกของตัวเองนำพาเธอเข้าสู่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และปรับตัวใหม่ให้กลายเป็นคนชอบคิดวิเคราะห์ และชอบตั้งคำถาม

 

ทว่าเมื่อเรียนจบ เธอกลับต้องเจอมรสุมชีวิตลูกใหญ่กว่าเดิม เมื่อครอบครัวมีหนี้สินและคุณแม่ป่วยเป็นสโตรก แทนที่จะจมอยู่กับคำถามตัดพ้อว่า “ทำไมต้องเป็นกูอะ” เธอเลือกเปลี่ยนวิธีคิดในทันทีและบอกตัวเองว่า

 

“เพราะว่าฉันสามารถทำได้ไงล่ะ เขาเลยท้าทายฉัน”

 

ความรับผิดชอบนี้ทำให้เธอโยนอีโก้ทิ้งทั้งหมดและลุยทำงานทุกรูปแบบเพื่อหาเงินมาดูแลคุณแม่และเคลียร์หนี้สินตั้งแต่งานแสดง เขียนบท แคสติ้ง ไปจนถึงการรับจ้างเป็นแอดมินประชุมผู้ถือหุ้น แต่งชุดมาสคอตเดินแจกลูกโป่งตามงานอีเวนต์

 

การไม่ยอมเสียเวลาโทษปัจจัยภายนอกแต่โฟกัสในสิ่งที่เราควบคุมได้ คือการกู้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแรงกระแทกให้กลายเป็นตัวเร่งศักยภาพ ทำให้เธอเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

🟡 ทักษะสำคัญสำหรับ Future Gen ในมุมก้อย อรัชพร

 

การส่งต่อความแข็งแกร่งไปสู่คนรุ่นหลังจำเป็นต้องใช้ระบบความคิดที่เป็นระบบ คุณก้อย อรัชพร ได้ถอดบทเรียนชีวิตออกมาเป็นสามวิชาสำคัญ

 

🔸 Kindness คือการรักษาความใจดีต่อตัวเองและคนอื่น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ความกดดันของโลกที่รวดเร็วหล่อหลอมให้เรากลายเป็นคนใจร้ายที่พร้อมตัดสินผู้อื่น

 

🔸 Emotional Intelligence คือการเท่าทันอารมณ์ของตนเอง รู้จักวิธีอยู่ร่วมกับมัน และเข้าใจความรู้สึกของคนรอบข้าง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานร่วมกันและการดูแลครอบครัว

 

🔸 Critical Thinking คือทักษะการฝึกตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างมีเหตุผล เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแยกแยะปัญหาได้อย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามค่านิยมของสังคมโดยไม่ได้ไตร่ตรอง

 

การก้าวผ่านมรสุมชีวิตในโลกยุคใหม่ ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราเลือกรับมือกับมัน การหยุดซัดทอดโชคชะตาแล้วหันกลับมาควบคุมการกระทำของตนเองคือวัคซีนใจที่สตรองที่สุด คนทำงานและคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่เพาะบ่มระบบความคิดนี้ให้แข็งแรง จะสามารถเป็นต้นแบบที่ดีและพร้อมจูงมือเด็กยุค Future Gen ให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง

The post ‘เลิกถามว่าทำไมต้องเป็นเรา’ ทักษะสู้กลับวิกฤตชีวิตแบบไม่โทษใคร สไตล์ ก้อย อรัชพร appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Brain Fry ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งรู้สึกล้า เจาะลึกภาวะสมองไหม้เกรียมที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ https://thestandard.co/ai-brain-fry-worker-fatigue/ Fri, 19 Jun 2026 11:03:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1220730 ภาพคนทำงานกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้ AI แสดงถึงภาวะสมองไหม้เกรียม

ภาวะสมองล้าจากการทำงานกับ AI หรือ AI Brain Fry กำลังเป็ […]

The post AI Brain Fry ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งรู้สึกล้า เจาะลึกภาวะสมองไหม้เกรียมที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนทำงานกำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการใช้ AI แสดงถึงภาวะสมองไหม้เกรียม

ภาวะสมองล้าจากการทำงานกับ AI หรือ AI Brain Fry กำลังเป็นวิกฤตเงียบที่คนทำงานเผชิญร่วมกัน แม้ใช้ AI ทำงานเหมือนไม่ต้องใช้ความคิด แต่ขณะใช้ สมองจะเปิดระบบระวังภัย ทำให้ใช้พลังงานสูงและเกิดภาวะหมดไฟได้ง่าย แต่ถ้าเราเข้าใจกลไกและโอบกอดตัวเองได้ถูกจังหวะ เราจะเปลี่ยนจากภาวะที่สมองล้ามาเป็นการใช้ AI เป็นเพื่อนร่วมทางที่ทำให้งานง่ายขึ้นโดยไม่ทิ้งสุขภาพใจไว้ข้างหลัง

 

🟡 ทำไม AI ถึงทำให้สมองเราเกิดภาวะ AI Brain Fry

 

วิธีใช้ AI ที่ถูกต้องสำหรับคนทำงาน โดยปกติแล้วเริ่มจากการตั้งคำถาม รับข้อมูล และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับ หากยังไม่เป๊ะก็จะ Prompt แก้ซ้ำๆ จนได้สิ่งที่ต้องการ

 

อาการ AI Brain Fry คือภาวะล้าที่เกิดขึ้นจากการที่สมองส่วนหน้า ต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในการเฝ้าระวังและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI ตลอดเวลาเพราะแทนที่จะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เรากลับต้องมานั่งจดจ่อกับการตรวจสอบความถูกต้องซ้ำๆ จนเกิดเป็นความล้าสะสม

 

หลายคนอาจคิดว่าใช้ AI เบาสมองกว่าคิดงานด้วยตัวเอง แต่ข้อมูลจาก American Psychological Association ในปี 2024 ระบุว่าการสลับหน้าจอไปมาระหว่างงานหลายอย่างเพื่อประสานงานกับ AI ทำให้เกิดเศษเสี้ยวความสนใจตกค้าง หรือ Attentional Residue จนสมองเข้าสู่ภาวะแฮงก์ทางความคิดได้ง่ายกว่าปกติ

 

🟡 ปัญหานี้ใหญ่แค่ไหนในระดับโลก

 

ความล้าสะสมจากเทคโนโลยีมักจะส่งสัญญาณเตือนออกมาอย่างเงียบๆ ผ่านอารมณ์และร่างกายของเราในแต่ละวัน บางวันคุณอาจรู้สึกหงุดหงิดง่ายขึ้นเมื่อต้องเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือรู้สึกว่าไม่สามารถจดจ่อกับงานตรงหน้าที่ต้องใช้ความลึกซึ้งได้เหมือนเดิม

 

ข้อมูลจาก Mercer Global Talent Trends เผยอินไซต์ที่น่าสนใจว่า พนักงานทั่วโลกถึง 39% กำลังรู้สึกว่าตัวเองถูกลดคุณค่าและถูกมองข้ามจากกระแสเทคโนโลยี โดยพวกเขามองว่างานของตัวเองมีแนวโน้มที่จะโดน AI เข้ามาแทนที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับสี่ปีก่อน สภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดนี้ทำให้คนทำงานหนึ่งในสามตกอยู่ในภาวะหมดไฟเพราะองค์กรดีไซน์ระบบงานใหม่ตามเครื่องมืออัจฉริยะไม่ทัน

 

เช่นเดียวกับผลสำรวจจาก American Psychological Association ที่พบว่า พนักงานกลุ่มที่วิตกกังวลเรื่องเทคโนโลยีมีอัตราความตึงเครียดระหว่างวันสูงถึง 64% และมีภาวะหมดไฟทางอารมณ์ 37% ปัญหานี้พุ่งเป้าไปที่คนรุ่นใหม่อย่างรวดเร็ว โดย Gen Z 75% และ 65% ของกลุ่ม Millennials ระบุว่าความไม่มั่นคงในอาชีพกลายเป็นบ่อเกิดความเครียดหลัก

 

🟡 ก้าวผ่านความล้าด้วยการปรับสมดุลแบบเข้าใจคนทำงาน

 

เพื่อไม่ให้ใจอ่อนล้าจนเกินไป แนะนำให้นำแนวคิดจาก Neuroscience มาปรับใช้ในที่ทำงาน เพื่อช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจ ชื่อว่าโมเดล ‘SCARF’ ซึ่งพัฒนาโดย David Rock เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวเองและทีม

 

🔸 Status (สถานะ): เริ่มจากการให้คุณค่าแก่ทักษะที่ AI ทำไม่ได้ เช่น การตัดสินใจด้วยจริยธรรม หรือความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงาน เพื่อรักษาตัวตนในฐานะมนุษย์ผู้มีคุณค่าและลดความกังวลเรื่องการถูกแทนที่

 

🔸 Certainty (ความแน่นอน): สร้างความชัดเจนโดยการกำหนดขอบเขตการทำงานร่วมกับ AI ให้ชัดเจน เช่น ช่วงเวลาไหนที่ควรปิดหน้าจอเพื่อพักสมอง เพื่อลดความเครียดจากการต้องเฝ้าระวังภัยตลอดเวลา

 

🔸 Autonomy (ความเป็นอิสระ): ฝึกความเป็นอิสระด้วยการเลือกเครื่องมือที่เข้ากับสไตล์การทำงานของตัวเอง แทนการถูกบังคับด้วยระบบที่ซับซ้อนเกินจำเป็นจนรู้สึกเหมือนถูกควบคุม

 

🔸 Relatedness (ความสัมพันธ์): เชื่อมต่อกับคนรอบข้างให้มากขึ้น การได้พูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์ด้วยกัน ช่วยเยียวยาความโดดเดี่ยวจากการจ้องหน้าจอได้ดีกว่าเครื่องมือใดๆ

 

🔸 Fairness (ความยุติธรรม): ส่งเสริมความโปร่งใสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าระบบ AI ถูกนำมาช่วยเสริมศักยภาพอย่างยุติธรรม ไม่ใช่เครื่องมือในการจับผิดหรือประเมินผลเพียงอย่างเดียว

 

การที่เราใส่ใจสุขภาพจิตของตัวเองและยอมรับว่าการพักผ่อนคือส่วนหนึ่งของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ คือก้าวที่สำคัญที่สุดของผู้นำและคนทำงานในอนาคต เพราะเทคโนโลยีมีไว้เพื่อสนับสนุนชีวิต ไม่ใช่เพื่อมาบีบคั้นให้เราต้องวิ่งตามจนเหนื่อยหอบ

The post AI Brain Fry ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งรู้สึกล้า เจาะลึกภาวะสมองไหม้เกรียมที่คนทำงานยุคนี้กำลังเผชิญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ เปลี่ยน Insight สู่ Action รับยุค Agentic AI พานักการตลาดชนะเกมการตลาดยุคใหม่ https://thestandard.co/assetwise-marketing-oops-summit-ai/ Thu, 18 Jun 2026 12:26:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1220270 ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กรุงเทพฯ 11 มิถุนายน 2569, Marketing Oops! เปิดฉากงาน A […]

The post AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ เปลี่ยน Insight สู่ Action รับยุค Agentic AI พานักการตลาดชนะเกมการตลาดยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กรุงเทพฯ 11 มิถุนายน 2569, Marketing Oops! เปิดฉากงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ภายใต้ธีม “Intelligence in Action” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตอกย้ำบทบาทเวทีการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยีแห่งปี ที่ปีนี้ยกระดับจากงานสัมมนาสู่ Experience Platform เต็มรูปแบบ เพื่อพานักการตลาดและผู้นำธุรกิจเปลี่ยนความรู้ อินไซต์ และเทคโนโลยี AI ให้กลายเป็นการลงมือทำจริง

 

งานปีนี้มี Speaker ชั้นนำจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมากกว่า 70 คน, 4 เวที ทั้งรูปแบบ Stage และ Theater รวมกว่า 45 Sessions, ผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,422 คน พร้อมสื่อมวลชนแถวหน้าของไทยกว่า 58 สื่อที่เข้าร่วมเกาะติดทิศทางการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยีแห่งปี พร้อม Workshop, Exhibition, AI LIVE Playground และ MOS Black Night โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ Consumer Insights, Agentic AI, Physical AI + Humanoid, Creative, AI Commerce, MarTech ไปจนถึง Framework และกลยุทธ์ที่นำกลับไปใช้ได้จริงในองค์กร

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 1

 

“วันนี้ทุกองค์กรเข้าถึง AI และเครื่องมือไม่ต่างกัน แต่ในปี 2026 ความแตกต่างจะอยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็น ‘Action’ ได้จริง  Marketing Oops! Summit ปีนี้ เราจึงออกแบบให้ทุก session ไม่ใช่แค่ insight แต่คือ execution ที่นำไปใช้ได้ทันที และเพื่อให้นักการตลาดได้ Upgrade และตามทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของการตลาดยุคใหม่ และ Agentic AI”

คุณณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Marketing Oops! และผู้จัดงาน Marketing Oops! Summit กล่าวถึงการจัดงานในปีนี้

 

ผนึกกำลัง “AssetWise” ตอกย้ำพันธมิตรระยะยาว ร่วมขับเคลื่อนการตลาดไทยต่อเนื่อง

 

Marketing Oops! Summit 2026 ได้รับเกียรติจาก “AssetWise” แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ร่วมเป็น Title Sponsor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงความร่วมมือระยะยาวระหว่าง AssetWise และ Marketing Oops! ในการร่วมยกระดับ Marketing Oops! Summit ให้เป็น Experience Platform ที่เชื่อมโยงนักการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริงในโลกธุรกิจ

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 2

 

“AssetWise รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็น Title Sponsor ของ Marketing Oops! Summit 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพราะเราเชื่อว่างานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และอินไซต์ใหม่ๆ แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจและนักการตลาดสามารถเปลี่ยน ‘Intelligence’ ให้กลายเป็น ‘Action’ ได้จริง ในยุคแห่ง Disruption ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AssetWise ในฐานะแบรนด์อสังหาที่ไม่ได้สร้างแค่ที่อยู่อาศัย แต่ตั้งใจสร้าง Quality of Life ผ่านประสบการณ์และคุณค่าที่ตอบโจทย์ทุกการเปลี่ยนแปลงของ lifestyle ลูกค้าและโลกธุรกิจยุคใหม่”

 

คุณปณีตา มาลัยวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือกับ Marketing Oops!

 

ไฮไลต์สำคัญของ AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026

 

งานปีนี้อัดแน่นด้วยหัวข้อ เนื้อหา และกิจกรรมที่จะเปลี่ยนจาก Intelligence สู่ Action ที่นำไปใช้ได้จริง

 

  • 2 Main Stages: The Intelligence Stage และ The Action Stage รวมวิสัยทัศน์ เทรนด์ใหญ่ เคสจริง และ Playbook สำหรับนักการตลาดยุคใหม่
  • 2 Experience Theaters: AI Growth Engine Theater และ AI Commerce & Consumer Theater ที่ออกแบบให้ผู้ร่วมงานได้เห็นเครื่องมือจริง Demo จริง และ Framework ที่นำกลับไปใช้ได้
  • Canva ขึ้นเวที Marketing Oops! Summit เป็นครั้งแรกในไทย เปิดอินไซต์ Gen Z + AI และโชว์การสร้างแคมเปญด้วย AI แบบ Real-time
  • Live Debate “AI vs Human” จากรายการถกไม่เถียง ชวนถกประเด็นใหญ่ของคนทำงานยุค AI ว่า AI คือโอกาส หรือจุดจบของทักษะมนุษย์
  • Physical AI และ Humanoid แห่งอนาคต เจาะเทรนด์สำคัญที่กำลังพา AI ออกจากหน้าจอ เข้าสู่โลกจริง ผ่านหุ่นยนต์ ยานยนต์ อุปกรณ์อัจฉริยะ และประสบการณ์ใหม่ในชีวิตประจำวัน
  • AI LIVE Playground: พื้นที่ทดลองใช้ AI ในบริบทธุรกิจจริง ทั้ง AI LIVE Commerce, AI Content Creation และ AI-driven Customer Experience
  • “MOS Black Night” & การประกาศรางวัล “MOS 2026” ปิดท้ายวันด้วย “MOS Black Night” After Party ค่ำคืนของการ networking พร้อม “กรุงเทพราตรี” ศิลปิน Gen Z เปิดการแสดงสด ในบรรยากาศเป็นกันเอง

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 3ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 4ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 5

 

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของปีนี้ คือ การประกาศรางวัล “MOS 2026” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกของ Marketing Oops! Summit โดยผลรางวัลมาจากเสียงโหวตของผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วยรางวัลดังต่อไปนี้

 

MOS Best Speaker Award ได้แก่ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน, คุณทิน โชคกมลกิจ, คุณท๊อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา, CK Cheong และคุณอภิรัตน์ หวานชะเอม

 

MOS Best Session Award ได้แก่

 

  • ถกไม่เถียง EP. พิเศษ – Human vs AI
  • The Next Humans ถอดรหัส DNA ความสำเร็จแห่งอนาคต
  • Emotional Agency: From Feeling to Impact ความฉลาดอาจมาจาก AI แต่ความหมายต้องมาจากคน

 

MOS Best Booth Design Award ได้แก่ The Mall

 

MOS Best Booth Experience Award ได้แก่ Kaniva

 

ครบทุกมิติ!

 

นอกจากไฮไลต์บนเวทีและ Experience Zone แล้ว Marketing Oops! Summit 2026 ยังออกแบบพื้นที่การเรียนรู้และการต่อยอดหลังจบงานให้ครบมากขึ้น เพื่อให้ผู้ร่วมงานไม่ได้กลับไปเพียงแค่อินไซต์ แต่ได้ทั้งเครื่องมือ โซลูชัน และสิทธิประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้จริงได้ทันที

 

  • Workshops สำหรับนักการตลาดยุคใหม่: ครอบคลุมการใช้เครื่องมือและทักษะสำคัญ ทั้ง AI SEO, AI Live Streaming, Claude Co-Work และกลยุทธ์เชิงลึกที่ช่วยให้ผู้ร่วมงานนำความรู้กลับไปปรับใช้ได้จริงในองค์กร
  • Exhibition Zone รวมโซลูชันการตลาดแห่งปี: รวมแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และโซลูชันจากแบรนด์ชั้นนำ ให้ผู้ร่วมงานได้สำรวจ เปรียบเทียบ และพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อค้นหาเครื่องมือที่เหมาะกับโจทย์ธุรกิจของตัวเอง
  • Exclusive Tools & Access สำหรับผู้ถือบัตรทุกคน: MOS 2026 ไม่ได้ให้ผู้ร่วมงานกลับไปแค่ไอเดีย แต่ยังให้เครื่องมือกลับไปลงมือทำจริง โดยผู้ถือบัตรทุกใบจะได้รับสิทธิทดลองใช้ Canva Pro Subscription ฟรี 3 เดือน พร้อมรับชมคอนเทนต์ย้อนหลังจากงานทางออนไลน์ได้นาน 3 เดือน

 

ภาพบรรยากาศการจัดงาน AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 6

[Error: Image 7 not found in Drive folder]

 

การรวมตัวของผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,422 คน พร้อมสื่อมวลชนแถวหน้าของไทยกว่า 58 สื่อ สะท้อนให้เห็นว่า Marketing Oops! Summit ไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนาสำหรับนักการตลาด แต่เป็นเวทีที่อุตสาหกรรมธุรกิจ การตลาด สื่อ เทคโนโลยี และครีเอทีฟต่างจับตา เพื่อมองทิศทางใหม่ของการแข่งขันในยุค AI

 

ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ Marketing Oops! Summit 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานสัมมนาการตลาด แต่คือ Experience Platform ที่รวมความรู้ เครื่องมือ เคสจริง การสาธิตเทคโนโลยี พื้นที่ทดลองใช้ และการสร้าง connection ไว้ในงานเดียว เพื่อให้นักการตลาด ผู้นำธุรกิจ และผู้ประกอบการไทยพร้อมเปลี่ยน Intelligence ให้กลายเป็น Action ได้จริง

 

#AssetWisepresentsMarketingOops!Summit2026

#MarketingOopsSummit2026
#MOS2026 #MarketingOops!

 

[PR NEWS]

The post AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ เปลี่ยน Insight สู่ Action รับยุค Agentic AI พานักการตลาดชนะเกมการตลาดยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อำนาจผู้บริโภค 2026 เมื่อแบรนด์พูดลอยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะดาต้าในมือคนซื้อขับเคลื่อนการคว่ำบาตร https://thestandard.co/consumer-power-brands-data-boycott/ Thu, 18 Jun 2026 09:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1220195 ภาพประกอบแสดงผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนตรวจสอบข้อมูลสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ

ปรากฏการณ์ผู้บริโภคสู้กลับในปี 2569 คือการที่ลูกค้าช่าง […]

The post อำนาจผู้บริโภค 2026 เมื่อแบรนด์พูดลอยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะดาต้าในมือคนซื้อขับเคลื่อนการคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนตรวจสอบข้อมูลสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ

ปรากฏการณ์ผู้บริโภคสู้กลับในปี 2569 คือการที่ลูกค้าช่างสังเกตถึงสัญญาณที่แบรนด์ทำตัวไม่น่าไว้ใจ มีการรวมตัวใช้ Fact ทางวิทยาศาสตร์และอำนาจในโซเชียลมีเดียในการกดดันแบรนด์ที่ไม่โปร่งใส รายงานพฤติกรรมผู้บริโภคชี้ว่าคนทำงานเลือกเชื่อหลักฐานที่พิสูจน์ได้มากกว่าคำโฆษณา แบรนด์ยุคใหม่จึงต้องเร่งรื้อระบบปฏิบัติการหลังบ้านเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของธุรกิจ

 

🟡 ทำไมคนซื้อยุคนี้ถึงเริ่มไม่เชื่อแบรนด์ง่ายเหมือนเดิม

 

หลังเลิกงาน คุณเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อโปรตีนสักขวด ตอนแรกก็แค่ดูรสชาติและราคา แต่สุดท้ายกลับหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชหาผลแล็บจากคอมมูนิตี้ว่าตรงปกไหม นี่เป็นพฤติกรรมร่วมที่เกิดขึ้นทุกที่ จากประสบการณ์สะสมของคนซื้อที่เคยจ่ายแพงให้คำโฆษณาแล้วพบทีหลังว่าสิ่งที่ได้ไม่ตรงปก

 

รายงาน Mintel 2026 Global Consumer Predictions ระบุว่า 58% ของกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ไม่เชื่อถือคำเคลมลอยๆ และพร้อมคว่ำบาตรธุรกิจที่ไม่โปร่งใสทันที คนในทุกวันนี้มีแนวโน้มต่อต้านอัลกอริทึม (Anti-Algorithm) โดยผู้บริโภคเริ่มปฏิเสธการถูกครอบงำด้วยข้อมูลจากระบบโฆษณาที่แบรนด์ใช้ปั่นกระแส และเลือกที่จะหาคำตอบด้วยตัวเอง

 

สอดคล้องกับรายงาน Edelman Trust Barometer 2026 ที่เผยว่าคนถึง 70% เลือกเชื่อข้อมูลจากชุมชนและผู้ใช้จริงมากกว่าคำแถลงขององค์กร เมื่อความเชื่อใจไม่ได้วิ่งจากแบรนด์ไปหาลูกค้าทางเดียว แบรนด์จึงต้องทำมากกว่าแค่วิ่งตามกระแสการตลาดเพื่อเลี่ยงภาษีความเชื่อใจที่ต้องจ่ายคืนมหาศาลภายหลัง

 

🟡 พลังของการสู้กลับด้วย Fact ส่งผลกระทบแรงแค่ไหน

 

พลังตรวจสอบของภาคประชาชนกระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเคสที่น่าสนใจ เช่น

 

🔸องค์กรผู้บริโภค CHOICE ในออสเตรเลียสุ่มทดสอบครีมกันแดดพบว่าส่วนใหญ่ให้ผลไม่ตรงกับค่าสารกันแดดที่เคลมไว้ จนบางแบรนด์ต้องหยุดขายและสุ่มตรวจซ้ำเพื่อเรียกความมั่นใจคืนมา

 

🔸เมื่อต้นปี 2568 เกิดกระแสสังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดชื่อดังหลายแบรนด์ในไทย นำไปสู่การสุ่มทดสอบโดยสภาผู้บริโภคและหน่วยงานอิสระ ซึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์บางส่วนมีค่า SPF และ PA ไม่ตรงกับฉลากที่เคลมไว้ บีบให้หลายแบรนด์ต้องเร่งนำผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลออกมาแสดงเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่น

 

🔸องค์กร Changing Markets Foundation แอบติดเครื่องติดตามตัวกับเสื้อผ้าบริจาคจนพบเส้นทางขนส่งไปเทกองเป็นขยะในประเทศยากจนแทนการเข้าโรงงานรีไซเคิล

 

🔸ในไทย เพิ่งเกิดดราม่าผู้ซื้อส่งอาหารเสริมเคลมโปรตีนสูง (อกไก่ปั่น โปรตีนเชค) ตรวจแล็บจนพบว่าปริมาณโปรตีนต่ำกว่าที่ระบุ ทั้งยังพบส่วนผสมแป้งแฝงในสินค้า บีบให้ผู้ประกอบการต้องสั่งระงับการผลิตเพื่อตรวจสอบโครงสร้างซัพพลายเชนใหม่ เกิดการคว่ำบาตรในโลกโซเชียล อีกหลายแบรนด์ต้องออกมาเปิดผลตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าตนไม่ใช่แบรนด์โปรตีนตกฉลากในข่าวดังกล่าว

 

🟡 แบรนด์ควรรับมือและสื่อสารอย่างไรเมื่อถูกสังคมตั้งคำถาม

 

ความผิดพลาดของหลายแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่การตอบสนองที่ผิดจังหวะ หากถูกตั้งคำถาม แบรนด์ต้องฟังให้จบ แยกแยะเสียงสะท้อนระหว่างลูกค้าจริง ชุมชนตรวจสอบ และแอคเคานต์ที่เจตนาบิดเบือนข้อมูล

 

ในมิติของกฎหมายไทย แบรนด์มีสิทธิ์ปกป้องชื่อเสียงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 (หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา) รวมถึงกฎหมายแพ่งว่าด้วยละเมิดเพื่อปกป้องพนักงานและบริษัทจากข่าวลวง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘อย่าใช้กฎหมายเพื่อปิดปาก’ การตอบโต้อย่างแข็งกร้าวอาจทำให้แบรนด์กลายเป็นจำเลยสังคมได้ ในเวลาที่ผู้คนกำลังโกรธ

 

🟡 ผู้นำองค์กรต้องรื้อระบบตรงไหนก่อนที่วิกฤตศรัทธาจะมาถึง

 

สิ่งที่ผู้นำต้องตั้งคำถามไม่ใช่แค่จะสื่อสารอย่างไรตอนเกิดเรื่อง แต่คือ “ทำไมเราถึงปล่อยให้ลูกค้ารู้ปัญหาก่อนเรา?”

 

🔸ตรวจสอบคำเคลมทุกคำ: ต้องมีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ใช่แค่การตลาด

 

🔸ระบบ Traceability: ต้องรู้ที่มาที่ไปของสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำแบบโปร่งใส

 

🔸ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน: ต้องรับฟังอย่างรวดเร็วและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

 

อำนาจของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นเปรียบเหมือนกระจกบานใหญ่ที่คัดกรองเนื้อแท้ของธุรกิจ ผู้นำที่เข้าใจสิทธิ์ของลูกค้าจะไม่รอให้สังคมมาตรวจแทน แต่จะสร้างระบบปฏิบัติการที่กล้าตรวจสอบตัวเองก่อนเสมอ การเปิดหน้าสู้ด้วยความจริงและความโปร่งใสเชิงรุกคือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนความระแวงให้กลายเป็นความภักดีที่ยั่งยืนที่สุด

The post อำนาจผู้บริโภค 2026 เมื่อแบรนด์พูดลอยๆ ไม่ได้อีกต่อไป เพราะดาต้าในมือคนซื้อขับเคลื่อนการคว่ำบาตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Seafresh คือใคร ทำไมธุรกิจอาหารทะเลไทยปักธงเบอร์ 1 อังกฤษได้ https://thestandard.co/seafresh-thai-seafood-uk-success/ Wed, 17 Jun 2026 09:55:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1218947 ภาพ ณฤทธิ์ เจียอาภา ผู้ก่อตั้ง Seafresh หรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของบริษัท

Seafresh คืออาณาจักรส่งออกอาหารทะเลที่พิสูจน์ศักยภาพบนช […]

The post Seafresh คือใคร ทำไมธุรกิจอาหารทะเลไทยปักธงเบอร์ 1 อังกฤษได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ณฤทธิ์ เจียอาภา ผู้ก่อตั้ง Seafresh หรือผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของบริษัท

Seafresh คืออาณาจักรส่งออกอาหารทะเลที่พิสูจน์ศักยภาพบนชั้นวางสินค้าพรีเมียมระดับสากล โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกุ้งในห้างระดับท็อปของอังกฤษได้สูงถึง 22% ท่ามกลางอุตสาหกรรมขาลงที่กุ้งไทยมีต้นทุนแพงกว่าเอกวาดอร์และอินเดียถึง 30% โดยวันนี้ The Secret Sauce ขอพาไปถอดบทเรียนการปรับตัวขนานใหญ่ที่ใช้ความซื่อสัตย์เป็นเกราะป้องกันเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาวท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไปทุกวินาที

 

🟡 ณฤทธิ์ เจียอาภา คือใคร ทำไมเด็กไทยถึงเป็นเป็นเจ้าของโรงงานอังกฤษได้

 

การเริ่มต้นจากศูนย์ด้วยความมุ่งมั่นลบคำสบประมาทและกล้าที่จะบินเดี่ยวไปเปิดตลาดยุโรปเพียงลำพังคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จทั้งหมด

 

ณฤทธิ์ เจียอาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือสตีเว่น เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นเด็กกวาดเปลือกกุ้งในล้งที่ชุมพรหลังจากถูกมารดาไล่มาจากบ้านเกิดที่เมืองเซกินจัน ประเทศมาเลเซีย เพราะมองว่าเขาเรียนไม่เอาไหน แรงแค้นในวัยเยาว์เป็นแรงฮึดที่ทำให้เขาตัดสินใจตัดสูท 3 ชุด บินไปเยอรมนีเพื่อหาลูกค้าโดยตรงทั้งที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้เพียงระดับ Yes No OK

 

แม้ต้องแบกกระเป๋าเดินท่ามกลางหิมะโดยไม่มีเสื้อกันหนาวและเคยถูกหลอกให้นั่งรอออเดอร์นานถึง 8 ชั่วโมง แต่ความซื่อสัตย์แบบคนทำงานจริงกลับทำให้เขาปิดดีลแรกกับพาร์ตเนอร์ชาวสเปนได้สำเร็จ สิ่งนี้ทำให้เขาตกผลึกว่าโอกาสทางธุรกิจมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าจะใช้มือหรือเท้าหยิบ ซึ่งหมายถึงการคว้าโอกาสด้วยความสัตย์จริงเพื่อสร้างฐานรากที่มั่นคง และนั่นคือจุดตั้งต้นแนวทางการดำเนินธุรกิจนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

🟡 ทำไมถึงได้เข้า Marks & Spencer

 

สถานะ Fortress Supplier ที่ Marks & Spencer มอบให้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ภายใต้มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด จนได้รับการยกให้เป็นต้นแบบของ Supplier รายอื่น ๆ

 

ภายใต้การบริหารของ ลาเซ่ แฮนเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลูเอิร์ธ ฟู้ดส์ พาร์ตเนอร์ชาวเดนมาร์กที่รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี พวกเขาใช้แนวคิดการทำตัวเป็นลูกน้องที่คอยคิดแทนลูกค้าและส่งมอบความโปร่งใสแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในการทำงาน ความละเอียดระดับ Hardcore Sustainability ของที่นี่ไม่ใช่เพียงทำไปเพื่อภาพลักษณ์ แต่มีการจ้างทีมงานที่นำโดยด็อกเตอร์และนักชีววิทยาทางทะเล 7 คน เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบซัพพลายเออร์ทั่วโลก รวมถึงการทำ DNA Check กุ้งกว่า 500,000 ตัวอย่าง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงระดับแม่พันธุ์กุ้งร้อยเปอร์เซ็นต์

 

การยอมลงทุนด้านความยั่งยืนด้วยต้นทุนปีละหลายสิบล้านบาท ได้กลายเป็นจุดแข็งที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถขยายไลน์การผลิตใหม่ๆ ในสินค้าพรีเมียมกลุ่ม Dips ได้สำเร็จ จนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดของหมวดสินค้าดังกล่าวใน Marks & Spencer ได้ไม่น้อยกว่า 50% ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีหลังเริ่มทำตลาด

 

🟡 ทำไมความโปร่งใสถึงชนะใจคนในธุรกิจอื่น

 

ปรัชญา ‘ความโปร่งใส ชนะใจพาร์ตเนอร์’ ของคุณสตีเว่น ถูกส่งต่อเป็นโมเดลต้นแบบให้ธุรกิจระดับพรีเมียมในไทยอย่าง สนามกอล์ฟชีจรรย์ (Chee Chan Golf Resort) และโรงแรมแอนดาซ พัทยา (Andaz Pattaya) ที่เติบโตด้วยแก่นคิดเดียวกันคือ จริงใจ ไม่ละเมิดสิ่งแวดล้อม และห้ามละเมิดสังคม

 

ที่สนามกอล์ฟชีจรรย์ เขาลบภาพจำเดิม ๆ ด้วยการจำกัดจำนวนแคดดี้ไว้ไม่เกิน 150 คน ต่างจากสนามทั่วไปที่มีถึง 300-400 คน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ออกรอบเบิ้ลเป็น 2 รอบในช่วงไฮซีซัน ดันรายได้เฉลี่ยให้สูงถึง 50,000 บาทต่อเดือน โดยพนักงานจะได้รับค่ารอบและทิปเต็ม ๆ วันละเกือบ 2,000 บาท พร้อมจัดสรรเงินเซอร์วิสชาร์จที่บางเดือนพุ่งสูงถึง 15,000 บาทอย่างตรงไปตรงมา

 

เบื้องหลังความใจถึงนี้มาจาก Street Wisdom ที่มองลึกถึงความจริงว่า คนรายได้น้อยมักถูกบีบให้ต้องโกหกหรือเอาตัวรอดเพราะความจำเป็นยามที่ครอบครัวเจ็บป่วย หน้าที่ของผู้นำจึงต้อง ‘คืนชีวิตให้เขา’ ด้วยการให้รายได้ที่เพียงพอและปกป้องไม่ให้ถูกรังแก

 

เมื่อคนทำงานรู้สึกปลอดภัยและได้รับความยุติธรรม ความกลัวจะแปรเปลี่ยนเป็นจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) ซึ่งระบบนิเวศแห่งความไว้วางใจนี้ ได้กลายเป็นรากฐานและแต้มต่อชั้นดีที่ทำให้ก้าวย่างต่อไปในการบุกตลาดผู้บริโภคในไทยน่าติดตามอย่างยิ่ง

 

🟡 Seafresh จะเดินหน้าอย่างไรต่อ และแผนกลับมาบุกตลาดไทย

 

การปรับตัวเข้าสู่ตลาด B2C ด้วยการสร้างแบรนด์สินค้ามูลค่าเพิ่มและร้านอาหารของตนเองคือทางรอดเดียวท่ามกลางวิกฤตต้นทุนกุ้งไทยที่แพงกว่าคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และอินเดียถึง 30%

 

เมื่ออุตสาหกรรมสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกเริ่มถึงทางตันจากการสูญเสียความได้เปรียบด้านราคาและกำแพงภาษี คุณสตีเว่นจึงตัดสินใจทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากการดำเนินงานในรูปแบบ B2B สู่การพัฒนาแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงในรูปแบบ B2C เขาได้นำประสบการณ์กว่า 50 ปีมาต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่ม อาทิ ข้าวเกรียบปลาหมึกที่มีเนื้อปลาหมึกแท้สูงถึง 50% และซอส XO สูตรลับที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพเหนือกว่าแบรนด์ระดับโลก ภายใต้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้

 

นอกจากนี้ยังมีโปรเจกต์ยักษ์ในการเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นซีฟู้ดระดับพรีเมียมที่ชูจุดเด่นเรื่องความอร่อยและสุขภาพดี โดยตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่มีสาขามากที่สุดในเอเชียผ่านการควบคุมห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของตนเอง กลยุทธ์นี้คือการนำอาวุธในมือมาสร้างแบรนด์ที่เข้าถึงใจคนเพื่อสร้างกำไรที่มั่นคงและยั่งยืนไปตลอดชีวิต

 

บทเรียนจากชีวิตของคุณณฤทธิ์ พิสูจน์ว่าความซื่อสัตย์ โปร่งใส คือทางลัดที่สั้นที่สุดในโลกธุรกิจ ขอเพียงผู้ประกอบการรุ่นใหม่กล้าที่จะหยิบโอกาสด้วยมืออย่างสุจริต ไม่มักง่ายในสิ่งที่ทำ และมุ่งมั่นสร้าง Trust ให้เป็นหัวใจของแบรนด์ เพราะเมื่อคุณปักธงความศรัทธาในคุณภาพได้มั่นคงพอ โลกทั้งใบก็จะเปิดประตูต้อนรับอาณาจักรของคุณเองอย่างยั่งยืน

The post Seafresh คือใคร ทำไมธุรกิจอาหารทะเลไทยปักธงเบอร์ 1 อังกฤษได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทอง Collaboration พลิกเกมธุรกิจ สร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่ให้อยู่รอดในปี 2026 https://thestandard.co/collaboration-business-survival/ Tue, 16 Jun 2026 13:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1219052 ภาพประกอบแนวคิดการร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่

กลยุทธ์การจับมือของแบรนด์ข้ามสายพันธุ์เพื่อสร้างคุณค่าใ […]

The post ยุคทอง Collaboration พลิกเกมธุรกิจ สร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่ให้อยู่รอดในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่

กลยุทธ์การจับมือของแบรนด์ข้ามสายพันธุ์เพื่อสร้างคุณค่าใหม่กำลังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจหลักที่ทำให้แบรนด์อยู่รอดในปีนี้ Wall Street Journal ระบุว่าขุมทรัพย์ที่แท้จริงของการร่วมมือกันคือโอกาสในการกวาดฐานลูกค้าใหม่ที่องค์กรไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ปรากฏการณ์นี้บอกกับเราว่า การเติบโตไปด้วยกันกับพาร์ตเนอร์ที่เข้ากันได้คืออีกหนทางรอดหนึ่งในโลกยุคใหม่ คนทำธุรกิจต้องรีบก้าวออกจากกรอบเดิมและมองหาพันธมิตรเพื่อแลกเปลี่ยนความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจอยู่รอดและโตต่อได้ทันเกม

 

🟡 ทำไมแบรนด์ถึงต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น

 

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นคนชอบวิ่งออกกำลังกาย คุณอาจจะไม่ได้ต้องการแค่รองเท้าดีๆ สักคู่ แต่คุณมักจะอยู่ในกลุ่มคอมมูนิตี้นักวิ่ง ชอบทานอาหารเพื่อสุขภาพ และอินกับเสื้อผ้าสไตล์เฉพาะตัว ผู้บริโภคแตกลายครามมีความชอบส่วนบุคคลที่ซับซ้อนขึ้นและอยู่ตามคอมมูนิตี้ต่างๆ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Microsoft ไม่ได้สร้างโมเดลภาษาเองทั้งหมด แต่เลือกจับมือกับ OpenAI เพื่อผสานเทคโนโลยีเข้ากับช่องทางการกระจายสินค้าระดับโลกที่ตัวเองมี ผู้บริโภคทุกวันนี้เชื่อถือครีเอเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนในคอมมูนิตี้มากกว่าโฆษณาจากแบรนด์โดยตรง การหาพาร์ตเนอร์จึงเป็นการยืมความน่าเชื่อถือมาใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

 

🟡 เริ่มต้นจับคู่ธุรกิจอย่างไรไม่ให้พัง

 

เหตุผลที่หลายโปรเจกต์ล้มเหลวคือการคิดแค่ว่าแค่นำโลโก้สองแบรนด์มาแปะคู่กันก็คือการคอลแลบแล้ว การตั้งคำถามเพื่อเช็กความพร้อมก่อนเริ่มหาพันธมิตรจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

🔸 เราขาดอะไรอยู่ เช่น ฐานลูกค้า ความน่าเชื่อถือ หรือเทคโนโลยี

 

🔸 ใครมีสิ่งนั้นเพื่อมาช่วยเติมเต็มช่องว่างให้เราได้

 

🔸 เรามีคุณค่าอะไรไปแลกเปลี่ยนกับเขาได้บ้าง

 

🔸 ลูกค้าหรือคนดูได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งนี้

 

🔸 ภาพความสำเร็จร่วมกันในอนาคตหน้าตาเป็นอย่างไร

 

🟡 Case Study แบรนด์ยุคใหม่ Collab ยังไงให้ปัง

 

ความน่าสนใจของยุคนี้คือการที่แบรนด์เฉพาะทางและแบรนด์ใหญ่ต่างลุกขึ้นมาจับมือกันเพื่อสร้างคุณค่าใหม่และแลกเปลี่ยนฐานลูกค้ากันอย่างตรงจุด ลองมาดูตัวอย่างการร่วมมือที่สร้างอิมแพกต์ได้จริงกัน

 

🔸 Avery Wong x Goodmate x Rolling Run Club: ผสานพลังชา นมโอ๊ต และคอมมูนิตี้นักวิ่ง สร้างเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ

 

🔸 Guss Damn Good: ดึงเอกลักษณ์แบรนด์ท้องถิ่นที่คนคุ้นเคยมาตีความใหม่เป็นไอศกรีมรสชาติสนุกที่สร้างกระแสไวรัลและยอดขายได้ทันที

 

🔸 TicTactoe Morning Affair: ฉีกกฎปาร์ตี้ด้วยการจับมือแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่าง Emily และ Kaew Boutique ดึงคอมมูนิตี้คนใช้ชีวิตกลางวันมารวมกัน

 

🔸 Adidas x Satisfy: ยักษ์ใหญ่สปอร์ตแบรนด์จับมือแบรนด์วิ่งสายคราฟต์ ออกรองเท้ารุ่นลิมิเต็ดที่ตอบโจทย์ทั้งสายแฟชั่นและคนเน้นเพอร์ฟอร์แมนซ์

 

🔸 Swatch x Audemars Piguet: นำความหรูหรามาชนกับความป็อปจนเกิดปรากฏการณ์คนต่อคิวซื้อถล่มทลายและกวาดยอดวิวบนโซเชียลกว่าหมื่นล้านวิว

 

ความได้เปรียบในโลกธุรกิจนับจากนี้วัดกันที่ทักษะในการดึงดูดคนเก่งและเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าด้วยกัน อนาคตเป็นของระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ ไม่ใช่อาณาจักรที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพียงลำพัง

The post ยุคทอง Collaboration พลิกเกมธุรกิจ สร้างคอมมูนิตี้และฐานลูกค้าใหม่ให้อยู่รอดในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘Regulatory Sandbox’ ถึง ‘พฤติกรรมศาสตร์’ รู้จักเครื่องมือปฏิรูปกฎหมายโลกใหม่ จากงาน OCS Symposium 2026 โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/regulatory-sandbox-behavioral-reform/ Tue, 16 Jun 2026 12:08:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1219025

หลังสำรวจ ภาพรวมบทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสแ […]

The post จาก ‘Regulatory Sandbox’ ถึง ‘พฤติกรรมศาสตร์’ รู้จักเครื่องมือปฏิรูปกฎหมายโลกใหม่ จากงาน OCS Symposium 2026 โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังสำรวจ ภาพรวมบทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ รวมถึงโมเดลที่สามารถหยิบยืมมาปรับใช้กับระบบกฎหมายไทยให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ที่เกิดขึ้นในเวทีช่วงเช้าของงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 หรือ OCS Symposium 2026 ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts” ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

บทความนี้จะพาลงลึกสู่ประสบการณ์ตรงในภาคปฏิบัติ ทั้งการใช้ Regulatory Sandbox ในภาครัฐของฝรั่งเศส การนำพฤติกรรมศาสตร์มาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายไทยในเชิงลึก

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 1

 

ถอดสูตรความสำเร็จการขับเคลื่อนกฎหมายด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ผ่านโมเดล Regulatory Sandbox ของฝรั่งเศส

 

Martin HIRSCH Member, French Council of State ถอดบทเรียนการทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศสมาเล่าให้ฟังเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า “ทำไมการบริหารประเทศจึงต้องขับเคลื่อนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์?” บนเวที ‘Regulatory Sandboxes in the French Public Sector: Methods, Lessons Learned, and Future Directions’

 

  • นโยบายขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรม

 

Martin เปรียบเทียบให้เห็นว่า การออกนโยบายไม่ต่างกับการผลิตยาตัวใหม่ออกสู่ตลาด บริษัทยาต้องทุ่มเทเวลาและเงินทุนเพื่อทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า จนมั่นใจว่ายาตัวนั้นมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ

 

แต่ทำไมเวลาที่จะนำนโยบายสาธารณะใดๆ ออกมาบังคับใช้ จึงคิดว่าแค่ผ่านกฎหมายก็เพียงพอแล้ว แน่นอนว่าในทางปฏิบัติเราสามารถทำเช่นนั้นได้ แต่สิ่งที่จะขาดหายไปคือหลักฐานที่จะมาการันตีผลสัมฤทธิ์ หากไม่มีการทดลองล่วงหน้า เราย่อมไม่มีทางมั่นใจในประสิทธิภาพของนโยบายได้เลย

 

“เพราะนโยบายขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมและการตอบสนองของคนที่หลากหลายในสังคม ทั้งพฤติกรรมพลเมือง ฝ่ายบริหาร หรือผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ แล้วเราจะคาดการณ์ว่าเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไรต่อกฎหมายใหม่ๆ”

 

เมื่อพฤติกรรมมนุษย์ซับซ้อนกว่านั้น และบ่อยครั้งที่รัฐออกกฎหมายมาแล้วเจอคนพยายามหาช่องว่างหลีกเลี่ยง หรือเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตาม จนทำให้นโยบายนั้นไร้ประสิทธิภาพและล้มเหลวในที่สุด

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ฝรั่งเศสเลือกใช้เครื่องมือ Regulatory Sandbox พื้นที่จำลองที่เปิดโอกาสให้รัฐได้ทดลองนำกฎข้อบังคับใหม่ๆ มาใช้จริงในวงจำกัด เพื่อทดสอบปฏิกิริยาของประชาชน และนำผลลัพธ์เหล่านั้นมาวิเคราะห์ ปรับปรุง จนกลายเป็นนโยบายที่มีหลักวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับนโยบายก่อนประกาศใช้จริงทั่วประเทศ

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 2

 

  • จากรัฐรวมศูนย์สู่การทดลองเชิงนโยบาย

 

แต่แนวคิดการทดลองเชิงนโยบาย (Policy Experimentation) ด้วยการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มประชากรที่ได้รับนโยบายใหม่กับกลุ่มควบคุมในพื้นที่ เพื่อวัดผลกระทบว่านโยบายนั้นได้ผลจริงหรือไม่ก่อนจะประกาศใช้ทั่วประเทศ แม้จะฟังดูสมเหตุสมผลตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับฝรั่งเศส สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นในระบบราชการ

 

ประการแรก ฝรั่งเศสบริหารประเทศแบบ ‘รัฐรวมศูนย์อำนาจ’ โครงสร้างการปกครองตามลำดับชั้นให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพของประเทศ มากกว่าการปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นตามบริบทของแต่ละท้องถิ่น

 

ประการต่อมา ฝรั่งเศสยึดมั่นในหลักความเสมอภาคที่เข้มงวด นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติ 1789 โดยสภาแห่งรัฐฝรั่งเศสทำหน้าที่พิทักษ์หลักการนี้ ประชาชนทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกันอย่างเท่าเทียม การทดลองเชิงนโยบายที่ต้องแบ่งประชากรเป็น “กลุ่มทดลอง” และ “กลุ่มควบคุม” จึงขัดต่อหลักการนี้ เพราะภาครัฐไม่สามารถยอมรับหรืออธิบายได้ว่า เหตุใดคนในปารีสกับคนในแคว้นอื่นถึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน

 

ประการที่สาม ฝรั่งเศสมีบรรทัดฐานทางการปกครองที่นิยมการปฏิรูปทั้งระบบแบบครอบคลุม มากกว่าการทดลองทำทีละส่วน เมื่อฝ่ายบริหารคิดค้นแนวทางที่เชื่อว่าเป็นทางออกที่ถูกต้องและพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐจะประกาศใช้ในวงกว้างทั่วประเทศโดยอัตโนมัติทันที

 

ประการสุดท้าย คือ ช่องว่างระหว่างภาควิชาการกับฝ่ายบริหาร ข้าราชการระดับสูงและผู้กำหนดนโยบายในฝรั่งเศสเกือบทั้งหมดถูกเติบโตมาจากสายกฎหมายและการปกครอง เชี่ยวชาญเรื่องความซับซ้อนของระบบปกครองและการอ่านสรุปนโยบายเป็นหลัก เมื่อผู้กุมอำนาจในการออกนโยบายไม่ได้คุ้นชินกับสถิติและการตั้งสมมติฐาน ความเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายจึงขาดหายไป

 

Martin บอกว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มขึ้นช่วงปี 2000 เมื่อฝรั่งเศสต้องเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายภาครัฐที่สูง งบประมาณของประเทศกว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับระบบสวัสดิการ ประกันสุขภาพ แผนเกษียณอายุ ขนส่งสาธารณะ และการศึกษาฟรีในทุกระดับ รัฐจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงมากจากทั้งภาคธุรกิจและประชาชน

 

เมื่อนำผลลัพธ์เชิงนโยบายไปเปรียบเทียบกับประเทศสมาชิกในกลุ่มสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศสมาชิก OECD ฝรั่งเศสกลับได้ผลลัพธ์แค่ระดับค่าเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นอัตราความยากจน ตัวเลขทางสาธารณสุข หรือแม้กระทั่งคะแนนประเมินผลนักเรียนนานาชาติอย่าง PISA

 

“ปรากฎการณ์นี้ทำให้เราตระหนักว่าไม่สามารถใช้วิธีเดิมๆ อย่างการเดินหน้าเพิ่มงบประมาณภาครัฐ โดยไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้อีกต่อไป”

 

Martin ยกตัวอย่างภาคการบริหารจัดการเงินคลังปัจจุบัน หากต้องการขอเพิ่มงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือความยากจน ฝ่ายการคลังจะตั้งคำถามทันทีว่านำเงินไปทำอะไรและผลลัพธ์เป็นอย่างไร ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เริ่มต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์มาอ้างอิง แรงกดดันนี้ทำให้ประเทศต้องปรับตัวจากการรวมศูนย์อำนาจไปสู่การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

 

“หากเราไม่ปล่อยให้ท้องถิ่นปรับตัวและคิดค้นวิธีแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์ประชากรของตัวเอง เราย่อมไม่สามารถรักษาความเป็นปึกแผ่นของประเทศไว้ได้”

 

แรงกดดันสำคัญคือ ก้าวเข้ามาของคนรุ่นใหม่ ทั้งนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรมและวิทยาศาสตร์เชิงทดลอง หลายคนสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกาหรือต่างประเทศ พวกเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฝรั่งเศสถึงไม่เปิดพื้นที่เพื่อทดลองใช้นโยบายหรือทดลองข้อกฎหมายเหมือนอย่างที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาทำกัน

 

  • ปี 2003 จุดเริ่มต้นของกฎหมายทดลอง

 

แรงผลักดันเหล่านั้นนำมาสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในปี 2003 โดยมีการเพิ่มบทบัญญัติในมาตรา 37-1 ที่เปิดทางให้กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ สามารถมีบทบัญญัติในลักษณะทดลองได้ โดยมีการจำกัดขอบเขตและระยะเวลาอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถทำการทดลองนโยบายภายในเงื่อนไขที่กำหนด

 

และภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ท้องถิ่นสามารถใช้อำนาจของตนเองบนพื้นฐานของการทดลองได้เช่นกัน ตราบใดที่ไม่กระทบต่อเสรีภาพสาธารณะหรือสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารจัดการและสร้างความปลอดภัยมากขึ้น

 

การปลดล็อกทางกฎหมายในครั้งนี้ ส่งผลกระทบเชิงบวกและสร้างประโยชน์ต่อสถานการณ์จริงในประเทศอย่างมหาศาล

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 3

 

  • ถอดบทเรียนความสำเร็จจากการทดลองนโยบายในสถานการณ์จริง

 

ในฝรั่งเศสมีระบบเงินอุดหนุนรายได้ขั้นต่ำมานานกว่า 40 ปี ปัญหาคือเงินช่วยเหลือผู้ว่างงานมีอัตราใกล้เคียงกับรายได้จากการทำงานขั้นต่ำ ส่งผลให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการกลับเข้าสู่ระบบการจ้างงาน แม้จะทำงานพาร์ทไทม์ก็ได้เงินน้อยกว่าการอยู่เฉยๆ แล้วรับสวัสดิการจากรัฐ

 

ฝ่ายบริหารจึงได้ออกแบบแผนงานใหม่ในลักษณะของเงินอุดหนุนเพื่อส่งเสริมการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่ายิ่งทำงานมากยิ่งได้เงินมาก และยุบรวมโครงการที่ซับซ้อนให้เหลือโครงการเดียวเพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายที่สุด

 

เพื่อทดสอบสมมติฐาน คณะที่ปรึกษาทางวิชาการซึ่งนำโดยอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ได้เลือกพื้นที่จัดทำโครงการออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Test zone (พื้นที่ทดลอง) ใช้แผนงานสวัสดิการรูปแบบใหม่ และ Control zone (พื้นที่ควบคุม) ใช้ระบบสวัสดิการรูปแบบเดิมตามปกติ ผลการเก็บข้อมูลภายใน 15 เดือนพบว่า อัตราการเข้าสู่การจ้างงานในพื้นที่ทดลอง พุ่งสูงขึ้นถึง 9% เมื่อเทียบกับพื้นที่ควบคุม เมื่อคนกลับมาทำงาน รัฐก็จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นและลดความยากจนลงได้จริง หลักฐานเชิงประจักษ์ช่วยให้รัฐมนตรีตัดสินใจอนุมัติงบประมาณกว่า 2,000 ล้านยูโร เพื่อขยายผลโครงการไปทั่วประเทศ

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ในช่วงที่มีการประท้วงของนักศึกษา แนวทางการทดลองคือ ขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล 150 ล้านยูโร และได้ทุนสมทบจากภาคเอกชนอีก 50 ล้านยูโร รวมเป็น 200 ล้านยูโร เพื่อตั้งโครงการทดลองแก้ปัญหาเยาวชนและการศึกษา โดยเปิดรับข้อเสนอโครงการที่มีการพิสูจน์แนวคิดและจับคู่ทำงานร่วมกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่กับนักวิชาการอย่างรัดกุม

 

หนึ่งในการทดลองที่น่าสนใจคือ การเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูแลคนหางานระหว่างหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชน ผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่า เนื่องจากภาคเอกชนเลือกให้บริการเฉพาะกลุ่มคนที่มีโอกาสหางานได้ง่ายอยู่แล้ว และส่งกลุ่มที่หางานยากกลับมาให้ภาครัฐดูแล

 

“เรานำการทดลองนี้ไปใช้กับภาคการศึกษาเพื่อลดอัตราการลาออกกลางคัน แม้ในตอนแรกครูและผู้บริหารจะกังวลเรื่องมนุษยธรรม แต่เมื่อผลลัพธ์เชิงประจักษ์ออกมาชัดเจน ความเชื่อมั่นก็กลับมา”

 

  • อนาคตของนโยบายในยุค AI

 

“บทเรียนสำคัญที่สุดคือ การทดลองช่วยป้องกันไม่ให้เราเสียเวลาและงบประมาณไปกับนโยบายที่ไม่ได้ผล แม้ปัจจุบันจะมีนักการเมืองบางกลุ่มแอบอ้างคำว่า ‘โครงการนำร่อง’ เพื่อกลบเกลื่อนการขาดแคลนงบประมาณ แต่ในอนาคต นโยบายที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์จะก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย Big Data และ AI”

 

Martin บอกว่าปัจจุบัน ฝรั่งเศสกำลังเชื่อมต่อชุดข้อมูลประชากรตั้งแต่วัยประถม (อายุ 10 ขวบ) ไปจนถึงตลาดแรงงาน เพื่อเปรียบเทียบเงื่อนไขและรูปแบบการสอนของครูแต่ละคน ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตอาจไม่ต้องทดลองกับมนุษย์จริง แต่สามารถทดลองผ่าน Avatar หรือโมเดลจำลองของ AI ซึ่งปลอดภัยกว่า รวดเร็วกว่า และสามารถใส่สถานการณ์ที่ซับซ้อนได้ดีกว่า เช่น การจำลองผู้ป่วยที่มีโรคแทรกซ้อนหลายโรคพร้อมกัน

 

“นโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำงาน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยและความชอบธรรมให้แก่สังคม”

 

กุญแจสำคัญที่ทำให้การทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศสประสบความสำเร็จ นอกจากการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น คือ การดึงเอานักสถิติ นักเศรษฐศาสตร์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์พฤติกรรมเข้ามาทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง เพื่ออุดรอยรั่วของผู้กำหนดนโยบายสายกฎหมายที่ไม่ถนัดเรื่องการตั้งสมมติฐานและการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 4

 

ทำไมต้องออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรม

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ทำไมการเข้าใจ ‘เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม’ (Behavioral Economics) จึงช่วยให้การออกแบบระบบที่ตอบรับกับวิธีตัดสินใจของคนสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ของนโยบายสาธารณะได้จริง ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี Professor of Economics จาก Nanyang Technological University Singapore จะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ในหัวข้อ ‘Fixing People or Fixing System?: Behavioral Insights, Incentives, and Structural Reform in Public Policy’ นโยบายที่ดีต้องเข้าใจว่าคนตัดสินใจอย่างไร และจะออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงได้อย่างไร?

 

  • ขอความร่วมมือ ออกกฎบังคับ หรือใช้แรงจูงใจ

 

ดร.ณัฐวุฒิ เปิดเวทีพร้อมคำถามที่ว่า “หากคุณเป็นผู้ปกครองที่มีลูกเล็ก และต้องการให้พวกเขาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์แต่พวกเขาไม่อยากทำ คุณจะเลือกขอความร่วมมือ ออกกฎบังคับ หรือใช้แรงจูงใจ?”

 

“คนส่วนใหญ่เลือกใช้แรงจูงใจ ทั้งในแง่ของรางวัลและการลงโทษ เพราะรู้ดีว่าไม่มีทางที่จะขอความร่วมมือจากเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลได้ ในมุมนี้ผู้ปกครองจึงไม่ต่างอะไรกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ นั่นหมายความว่า ถ้าเป็นผู้ใหญ่ หากเราใช้เหตุผล ให้ข้อมูล และขอความร่วมมือ พวกเขาก็ควรจะปฏิบัติตามสิ่งที่เราคาดหวังไว้ แต่ประเด็นคือ ถ้ามนุษย์ใช้เหตุผลขับเคลื่อนชีวิตจริงๆ ทำไมกฎหมายและนโยบายดีๆ มากมายถึงล้มเหลวและไม่มีประสิทธิภาพ”

 

ดร.ณัฐวุฒิ ยกตัวอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย อย่างแคมเปญรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นโครงการลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ การรณรงค์สวมหมวกกันน็อก หรือการขอความร่วมมือให้หยุดรถตรงทางม้าลาย แต่อัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของไทยยังสูงติดอันดับโลก

 

หรือในเรื่องการเงินส่วนบุคคล ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินต่างๆ พยายามยกระดับความรู้ทางการเงินผ่านเวิร์กชอป เครื่องมือบริหารการเงิน และหลักสูตรอบรมมากมาย มีแคมเปญต่างๆ ในเรื่องของการออมอย่างมีความรับผิดชอบ แม้ดัชนีความรู้ทางการเงินจะดูดีขึ้น ในแง่การศึกษาเรียกสิ่งนี้ว่าความสำเร็จ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีช่องว่างระหว่างองค์ความรู้กับพฤติกรรม คนมีความรู้มากขึ้นแต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงิน เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนไทยสูงถึง 90% ของ GDP

 

ไม่เว้นแม้แต่ระบบสาธารณสุขและปัญหาสิ่งแวดล้อม แคมเปญลดหวาน มัน เค็ม เพื่อต่อสู้กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของประชาชนก็ไม่เห็นผลลัพธ์ที่ดี ตัวเลขผู้ป่วยภาวะอ้วนเพิ่มขึ้น 25-42% ในปี 2008-2020 โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงกลายเป็นโรคประจำตัวของประชากรจำนวนมาก เช่นเดียวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่รัฐทำได้เพียงรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย หันมาใช้ถุงผ้า หรือช่วยกันปลูกต้นไม้ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถหยุดยั้งอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นได้เลย

 

“สิ่งนี้บอกเราว่าการมุ่งให้ความรู้อย่างเดียวเพื่อหวังให้ผู้ใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมนั้นแทบไม่มีประสิทธิภาพ”

 

  • มายาคติ ‘คนดี’ และความลับของสมองสองระบบ

 

ดร.ณัฐวุฒิ ชี้ให้ถึงรากเหง้าของความล้มเหลวที่เชื่อว่า ‘คนดี’ คือคนมีศีลธรรม

 

“ผมก็เคยเชื่อว่ามนุษย์จะตอบสนองต่อข้อมูลไม่ใช่แรงจูงใจ ถ้าเอาข้อมูลที่ดีไปให้มนุษย์ที่มีเหตุมีผล เขาจะทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเขาและสังคม”

 

เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายและนโยบายต่างล้มเหลว ก็จะตีความไปว่าเป็นเพราะ ‘ความล้มเหลวทางศีลธรรม’ แทนที่จะมองว่าเป็นความล้มเหลวของระบบสิ่งจูงใจ

 

“ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานกับข้อมูลสถิติต่างๆ มานานกว่ายี่สิบปี ผมพบว่าคนดีมากมายสามารถมีพฤติกรรมที่แย่ได้หากอยู่ในบริบทที่ต่างออกไป”

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ดร.ณัฐวุฒิ อธิบายว่า ความเป็นจริงแล้ว สมองของคนเรามีขีดความจำกัดในเรื่องสมาธิ ทุกคนพร้อมที่จะเลือกทางลัดที่ง่ายที่สุดเสมอ มนุษย์ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ตอบสนองต่อรางวัล ความสะดวกสบาย และต้นทุน รวมถึงอารมณ์ ค่านิยม และธรรมเนียมปฏิบัติของคนรอบข้าง

 

“แดเนียล คาเนแมน นักจิตวิทยาผู้บุกเบิกพฤติกรรมเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า สมองของมนุษย์ทำงานผ่านสองระบบหลัก ระบบแรกคือระบบอัตโนมัติที่ทำงานอย่างรวดเร็ว ว่องไว เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเราใช้ระบบนี้ตลอดเวลาในการประเมินสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน”

 

“ส่วนระบบที่สองคือระบบที่เชื่องช้า รอบคอบ มีการคำนวณ และใช้เหตุและผลอย่างลึกซึ้ง ปัญหาคือ ระบบที่สองนี้มักจะนอนหลับตลอดเวลา และจะตื่นขึ้นมาเฉพาะตอนที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องเค้นสมองหนัก ๆ เช่น การทำข้อสอบหรือการคำนวณภาษี นักออกแบบนโยบายและนักกฎหมายมักทึกทักว่ามนุษย์ใช้ระบบที่สองในการดำเนินชีวิต แต่ความจริงแล้วเราควบคุมชีวิตประจำวันด้วยระบบแรกเป็นหลักเพราะการใช้ระบบที่สองตลอดเวลานั้นทำให้สมองเหนื่อยล้าเกินไป ดังนั้น ต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน หากสภาพแวดล้อมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดี ระบบแรกก็จะพาเราเลือกทางลัดที่ผิดพลาดได้เสมอ”

 

  • ทฤษฎี Nudge หรือ การสะกิดพฤติกรรม

 

เมื่อการให้ข้อมูลแบบเดิมไม่ได้ผล คำถามคือเราจะปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้อย่างไร? ดร.ณัฐวุฒิ แนะนำให้รู้จัก Nudge Theory หรือ แนวคิดการสะกิดพฤติกรรม ที่คิดค้นโดยริชาร์ด เธเลอร์ (Richard Thaler) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับ แคส ซันสไตน์ (Cass Sunstein) ที่อธิบายผ่านหนังสือ Nudge: Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness ซึ่งกลายเป็นแนวคิดสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของคนและช่วยปรับมุมมองในการออกแบบนโยบายสาธารณะสมัยใหม่

 

“มีแนวคิดการปกครองหนึ่งที่เรียกว่า ‘Libertarian Paternalism’ ซึ่งริชาร์ด เธเลอร์ และแคส ซันสไตน์ เป็นผู้คิดค้น เมื่อรัฐต้องการให้ประชาชนทำอะไรสักอย่าง จะไม่บังคับ แต่จะออกแบบโครงสร้างให้ประชาชนเลือกในสิ่งที่รัฐอยากให้ทำโดยอัตโนมัติ ซึ่งทางเลือกนั้นทำได้ง่ายกว่า ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่า และประชาชนยังรู้สึกว่าตัวเองมีทางเลือก”

 

Nudge Policy หรือ นโยบายสะกิดพฤติกรรม ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายรวมถึงฝรั่งเศส แต่ที่นำไปใช้เยอะที่สุดคือ อังกฤษ ในยุคที่ David Cameron (เดวิด แคเมอรอน) เป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้จัดตั้งทีม ‘Behavioral Insights Team’ ขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ในเชิงลึก และนำมาใช้ออกนโยบายเพื่อชี้แนะหรือไกด์ให้ประชาชนเลือกเดินในทางที่ถูกต้องโดยไม่มีการบังคับ โดยมีกรอบแนวคิดด้านพฤติกรรมศาสตร์ ‘EAST’ เป็นตัวชี้วัด

 

E = Easy ออกแบบให้ง่ายที่สุด ในทางกลับกัน ถ้าไม่อยากให้เขาทำ ก็ต้องทำให้มันยากเข้าไว้ ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกว่า ‘Sludge’ เปรียบเหมือนโคลนตมที่ยิ่งเดินยิ่งเหนื่อยและถอนตัวออกยาก

 

A = Attract ทำให้นโยบายหรือสิ่งที่เราต้องการสื่อสารน่าสนใจและโดดเด่น

 

S = Social ตั้งอยู่บนธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบทำตามกลุ่มคนรอบข้าง ถ้าอยากให้ใครทำอะไร ต้องทำให้เขารู้สึกว่าคนอื่นเขาก็ทำกัน

 

T = Timely การให้ข้อมูลที่ถูกที่ถูกเวลาและอยู่ในกรอบเวลาที่เหมาะสมที่สุด

 

ตัวอย่างความสำเร็จของ Behavioral Insights Team คือ ‘นโยบายการออมเงิน’ ในอดีตรัฐบาลอังกฤษเจอปัญหาคนวัยทำงานออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณน้อยมาก แม้จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทช่วยสมทบเงินให้ก็ตาม เนื่องจากขั้นตอนการสมัครยุ่งยากและคนมักผลัดวันประกันพรุ่ง ทีม Behavioral Insights Team จับมือกับกระทรวงแรงงานเปลี่ยนระบบจากการให้พนักงานเลือกสมัครเอง (Opt-in) มาเป็นการเข้าร่วมโดยอัตโนมัติ (Opt-out) ทันทีที่เข้าทำงาน พนักงานทุกคนจะถูกหักเงินออมทันที แต่ถ้าใครไม่อยากออม ก็สามารถยื่นเรื่องขอยกเลิกเองได้ นโยบายนี้ทำให้อัตราการออมเงินเพื่อการเกษียณของพนักงานเอกชนในอังกฤษพุ่งสูงขึ้นจาก 61% เป็น 83% ในเวลาไม่กี่ปี

 

หรือการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีในอังกฤษที่เพียงแค่เปลี่ยนลิงก์ในอีเมลเตือนให้พุ่งตรงสู่หน้าแบบฟอร์มกรอกภาษีทันทีโดยไม่ต้องผ่านหน้าเว็บเพจหลัก ก็สามารถเพิ่มอัตราผู้ยอมเสียภาษีได้ทันทีและคิดเป็นมูลค่าหลายล้านปอนด์ รวมถึงการส่งจดหมายทวงภาษีที่ใส่ข้อมูลเชิงจิตวิทยาสังคมว่าคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยอมจ่ายภาษีหมดแล้ว ก็ช่วยกระตุ้นให้ผู้รับจดหมายกระตือรือร้นในการชำระเงินมากขึ้น

 

“นี่คือตัวอย่างที่เห็นชัดว่า ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มมากขึ้นได้ในแง่ของพฤติกรรมของผู้คน” ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว พร้อมชวนให้มองเหรียญอีกด้าน

 

ทฤษฎี Nudge ไม่ใช่สูตรสำเร็จ และบางครั้งยังขัดขวางนโยบายเชิงระบบที่มีประสิทธิภาพ เช่น ตัวเลขยินยอมบริจาคอวัยวะที่เพิ่มขึ้น แท้จริงเป็นแค่ภาพลวงตาบนกระดาษ เพราะการบริจาคจริงติดข้อจำกัดครอบครัวและโรงพยาบาล ที่น่าห่วงคือ นโยบายสะกิดพฤติกรรมมักถูกใช้โยนความรับผิดชอบให้ปัจเจกและเบียดบังการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น แคมเปญลดคาร์บอนรายบุคคลทำให้คนสนับสนุนภาษีคาร์บอนลดลง ปรากฏการณ์นี้เข้าทางกลุ่มทุนใหญ่ที่ยอมควักเงินหนุนวิจัยให้ผู้บริโภคโทษพฤติกรรมตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการเชิงรุกของรัฐ เช่น ภาษีน้ำตาล

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 5

 

  • ระบบที่ดีสามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้

 

“หากเราหลงเชื่อว่า แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น โดยไม่คิดจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด”

 

ดร.ณัฐวุฒิยกตัวอย่างงานวิจัยชิ้นของจอร์จ โลเวนสไตน์ และนิค เคลเตอร์ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “It’s On You” ซึ่งอธิบายแนวคิดการวิเคราะห์ปัญหาผ่านสองมุมมอง นั่นคือ I-frame (Individual frame) และ S-frame (Systemic frame) ซึ่งสะท้อนภาพวัฒนธรรม ‘การโยนความรับผิดชอบให้ปัจเจก’ ได้เป็นอย่างดี

 

กรอบแบบ I-frame คือการมุ่งแก้ปัญหาที่ตัวพฤติกรรมของแต่ละบุคคลเป็นหลัก เหมือนหนังสือพัฒนาตนเองที่บอกให้เราปรับเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น โดยเพิกเฉยต่อโครงสร้างสังคมที่บิดเบี้ยว

 

ขณะที่กรอบคิดแบบ S-frame จะมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนกฎเกณฑ์ เปลี่ยนแรงจูงใจ และปรับโครงสร้างระบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีโดยไม่สำคัญว่าตัวบุคคลจะตัดสินใจอย่างไร เช่น มาตรการเชิงระบบของประเทศเดนมาร์ก สั่งแบนไขมันทรานส์ออกจากอุตสาหกรรมอาหาร

 

“นโยบายเชิงระบบหรือ S-frame ก็อาจไม่ได้ดีเสมอไป บางครั้งนโยบายบางอย่างมาในภาพลักษณ์ของ S-frame ที่ดูเหมือนจะเข้ามาแก้ไขเชิงระบบ แต่กลับกลายเป็นการผลักภาระแบบ I-frame ให้ประชาชน”

 

ดร.ณัฐวุฒิ ยกตัวอย่างกรณีศึกษา พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ (Official Information Act: OIA) กฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการที่ดูเหมือนสร้างขึ้นเพื่อให้พลเมืองตรวจสอบรัฐได้ แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่มักใช้ข้อยกเว้นของกฎหมายเพื่อปฏิเสธการให้ข้อมูลได้โดยแทบไม่มีบทลงโทษ ทำให้ประชาชนต้องรับภาระในการร้องเรียนเอาเอง ทางออกที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การขอความร่วมมือให้หน่วยงานรัฐโปร่งใส แต่ต้องเปลี่ยนค่าเริ่มต้นของระบบให้เป็นแบบเปิดเผยข้อมูลเชิงรุกโดยอัตโนมัติผ่านช่องทางออนไลน์โดยที่ประชาชนไม่ต้องร้องขอ

 

“กรณีตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาในเชิงระบบส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ขนาดไหน กฎหมายคุ้มครองทางการทูตทำให้นักการทูตเวลาไปนิวยอร์กได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าปรับหากจอดในที่ห้ามจอด ข้อมูลชี้ชัดว่านักการทูตจากประเทศที่มีดัชนีคอร์รัปชันสูงรวมถึงประเทศไทย มักจะจอดรถผิดกฎหมายและได้ใบสั่งจำนวนมาก ขณะที่นักการทูตจากประเทศที่มีระบบกฎหมายเข้มแข็งกลับแทบไม่มีใบสั่งเลย เมื่อนิวยอร์กเปลี่ยนกฎใหม่ หากจอดรถผิดกฎหมายรถจะถูกลากทันทีและจะมีการเพิ่มบทลงโทษเด็ดขาด ผลลัพธ์คือไม่มีนักการทูตจอดรถผิดกฎหมายอีกเลย นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ระบบที่ดีสามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปรณรงค์สร้างจิตสำนึก”

 

  • ทางออกเชิงระบบของไทย

 

3 เรื่องสำคัญที่ ดร.ณัฐวุฒิ แนะให้ประเทศไทยเร่งลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบคือ เรื่องแรกคือ การซื้อขายยานพาหนะทำกันง่าย แค่ส่งมอบเล่มทะเบียนแต่ไม่ได้ไปโอนชื่อที่กรมการขนส่งทางบก เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือทำผิดกฎหมาย ภาระไปตกอยู่กับเจ้าของเดิม ผู้ขับขี่จริงกลับไม่ต้องรับผิดชอบ รัฐควรเปลี่ยนกฎเกณฑ์เชิงระบบด้วยการกำหนดว่า หากไม่มีชื่อเป็นเจ้าของที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันภัย เพื่อบีบให้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ง่ายและไม่ซับซ้อน

 

เรื่องที่สองคือ ระบบการจัดเก็บค่าปรับจราจร ปัจจุบันใบสั่งกว่า 80% ถูกเพิกเฉยและนำไปสู่ช่องทางการทุจริตรับสินบน รัฐควรปรับให้การจัดเก็บค่าปรับเป็นระบบอัตโนมัติ เชื่อมโยงระบบตรวจจับการทำผิดกฎจราจรเข้ากับบัญชีธนาคารหรือพร้อมเพย์เพื่อหักเงินค่าปรับทันที ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงบวกแบบประเทศสวีเดนที่เปลี่ยนกล้องตรวจจับความเร็วให้เป็นระบบลอตเตอรี่ โดยนำเงินค่าปรับจากคนขับรถเร็วมาเป็นรางวัลสุ่มแจกให้แก่คนขับรถดี ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจเชิงบวกได้อย่างมหาศาล

 

และเรื่องสุดท้ายคือ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและถนนหนทางใหม่ เพราะอุบัติเหตุเกิดจากสภาพถนนที่ย่ำแย่ การติดตั้งแบริเออร์กลางถนนหรือการทำแถบเตือนบนผิวจราจรเพื่อกระตุ้นผู้ขับขี่ จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงจิตสำนึกของผู้ขับขี่แต่เพียงอย่างเดียว

 

“การพึ่งพาข้อมูลและขอความร่วมมือ เป็นเครื่องมือที่ไร้ประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ การใช้การสะกิดพฤติกรรมอาจช่วยได้บ้าง แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่าที่สุด ต้องรื้อถอนกรอบคิดแบบเดิมแล้วหันมาออกแบบนโยบายเชิงระบบที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมได้จริง”

 

เมื่อรู้แล้วว่าการออกแบบนโยบายเชิงระบบจะสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนไทยจริง คำถามคือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของระบบกฎหมายไทย จะมีวิธีการปฏิรูปกฎหมายไทยอย่างไร

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 6

 

ถอดรหัสการปฏิรูปกฎหมายไทยผ่านมุมมอง Data

 

เดชพล มาประเสริฐ และ พชร รุ่งเรืองกลกิจ นักกฎหมายกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชวนถอดรหัสการปฏิรูปกฎหมายไทยผ่านมุมมอง Data ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ในหัวข้อ Thailand’s Regulatory Landscape: Mapping the Maze through Data

 

เดชพลและพชร เปิดเวทีด้วยการชวนทุกคนจินตนาการว่าตัวเองกำลังจะเปิดธุรกิจร้านอาหาร มีกับดักความซับซ้อนของกฎหมายมากมายที่หลายคนไม่รู้ ในมุมมองของรัฐ กฎหมายแต่ละฉบับมีวัตถุประสงค์ที่ชอบธรรมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนเพื่อยืนยันสถานะทางกฎหมาย มาตรฐานสาธารณสุขเพื่อความปลอดภัย หรือการจัดเก็บภาษีเพื่อความเป็นธรรม

 

เมื่อนำกฎหมายที่แยกส่วนกันมารวมร่างในมุมของผู้ประกอบการ การเปิดร้านอาหารเพียง 1 ร้าน กลับสร้างภาระมากมาย ต้องติดต่อกับหน่วยงานรัฐมากกว่า 6 แห่ง ผ่านกระบวนการมากกว่า 7 ขั้นตอน เตรียมเอกสารไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับ และต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 15-30 วัน ภาระเหล่านี้คือต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งนวัตกรรมและเศรษฐกิจ

 

“คำถามคือ เราจะจัดการกับระบบกฎหมายที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้อาจต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เลิกมองกฎหมายเป็นเพียงข้อกำหนดแล้วมองผ่านเลนส์ของข้อมูลแทน” เดชพล กล่าว

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 7

 

  • ภาระที่ซ่อนอยู่ใน กฎหมายลำดับรอง

 

ข้อมูลจากการรวบรวมของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้มากกว่า 15,000 ฉบับ แต่ประมาณ 94% ของกฎหมายทั้งหมดคือ ‘กฎหมายลำดับรอง’ เช่น พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวง

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักที่สังคมและระดับนโยบายให้ความสนใจ เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น แต่ภาระที่แท้จริงของประชาชนและภาคธุรกิจ เช่น เงื่อนไขจุกจิก ขั้นตอน และรายการเอกสาร ล้วนซ่อนอยู่ในกฎหมายลำดับรองทั้งสิ้น ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายที่ดี (Better Regulation) จึงต้องมองให้ครบทุกลำดับชั้น ไม่จำกัดอยู่แค่การแก้ พ.ร.บ.

 

  • จาก PDF สู่ Machine Readable Law

 

ประเด็นสำคัญคือ การนำ AI มาช่วยให้คนเข้าใจและเข้าถึงตัวบทกฎหมายง่ายขึ้น นำไปสู่แนวคิด Machine-Readable Law หรือการจัดทำกฎหมายในรูปแบบข้อมูลโครงสร้าง (Structured Data) ซึ่งจะช่วยให้นักกฎหมายและ AI สามารถตรวจสอบความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของกฎหมายแต่ละฉบับได้อย่างแม่นยำ โดยมองว่าระบบกฎหมายควรเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ เหมือนระบบถนน น้ำประปา หรือไฟฟ้าที่เสถียร เข้าถึงง่าย และเป็นฐานรองรับระบบเศรษฐกิจ

 

  • กฎหมายเพียง 1% กุมเสียงคนเกือบทั้งประเทศ

 

ข้อมูลจากระบบกลางทางกฎหมาย (Law.go.th) ที่รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนกว่า 4,500 โครงการ รวมกว่า 900,000 ความเห็น เผยให้เห็นความย้อนแย้งเชิงสถิติ หากดูค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ที่ประมาณ 200 ความเห็นต่อโครงการ แต่ในความเป็นจริง ค่ามัธยฐานกลับอยู่ที่ 5 คนเท่านั้น แปลว่ากฎหมายส่วนใหญ่มีคนเข้ามาแสดงความเห็นน้อยมาก

 

โครงการเพียง 1% แรกที่ได้รับความสนใจสูงสุด กุมสัดส่วนความคิดเห็นสูงถึง 76% ของทั้งหมด และร่างกฎหมายที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุด 10 อันดับแรก เช่น ร่างกฎหมายสถานบริการ/สถานบันเทิงครบวงจร มีสัดส่วนความเห็นสูงถึง 55% มีโครงการถึง 1 ใน 4 (ประมาณ 24%) ที่ไม่มีใครเข้ามาแสดงความคิดเห็นเลย

 

สถิตินี้ชี้ชัดว่า ประชาชนไม่ได้สนใจตัวบทกฎหมายในเชิงเทคนิค แต่ให้ความสนใจเมื่อกฎหมายนั้นเชื่อมโยงหรือกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขาโดยตรง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การออกแบบกระบวนการเชิงรุกเพื่อดึงดูดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจริงมาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 8

 

  • กฎหมายที่ดีคือ กฎหมายที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว

 

เมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง สิ่งที่ต้องทำคือ “การประเมินผลสัมฤทธิ์” เพื่อทบทวนดูว่ากฎหมายฉบับนั้นยังมีประสิทธิภาพและใช้บังคับได้จริงในโลกปัจจุบันหรือไม่

 

จากการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎหมายกว่า 500 ฉบับ พบว่า 50% ควรได้รับการปรับปรุง 34-35% ยังมีความจำเป็นและใช้ได้ดีตามบริบทเดิม 6% ควรยกเลิกถาวร

 

ข้อมูลนี้สะท้อนว่ากฎหมายต้องมีคุณสมบัติ Learning and Adapting คือต้องโตไปพร้อมกับโลก กฎหมายที่หยุดนิ่งคือภาระ แต่กฎหมายที่ปรับตัวคือโอกาส

 

“กฎหมายที่ดีอาจจะไม่ใช่กฎหมายที่ไม่ต้องแก้ไขเลย แต่ต้องเป็นกฎหมายที่สามารถเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวไปพร้อมๆ กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และประเทศได้” พชร กล่าว

 

เป้าหมายของการมองกฎหมายผ่าน Data ไม่ใช่การเปลี่ยนนักกฎหมายให้เป็นโปรแกรมเมอร์ แต่คือการใช้ข้อมูลมาเป็นเข็มทิศในการตั้งคำถาม เพื่อลดความซ้ำซ้อน และสร้างความชัดเจนให้กับระบบ

 

หากมีข้อมูลที่ครบถ้วน (Better Data) เราจะเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (Better Understanding) ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบกฎระเบียบที่ชาญฉลาด (Better Regulation) และผลลัพธ์สุดท้ายคือคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น (Better Life)

 

เมื่อสำนักงานฯ มอง AI เป็นการสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย” จึงมีโครงการความร่วมมือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ Microsoft ในการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐ เพื่อรองรับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอต่างๆ ที่มีจำนวนมากกว่า 12,000 เรื่องต่อปี

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 9

 

AI เครื่องมือยกระดับกระบวนการทำงานของภาครัฐ

 

ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ขยายภาพการทำงานนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนากระบวนการทำงานของภาครัฐในหัวข้อ ‘AI for Smarter Government: Enhancing Public Sector Workflows’ โดยอ้างอิงจากการทำ ‘Machine-Readable Data’ ในเวทีก่อนหน้า ว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สำนักงานฯ ได้พัฒนาขึ้น

 

“ใน 1 ปี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบกลั่นกรองเรื่องมากถึง 12,000 เรื่องต่อปี หรือสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 100 เรื่อง ปริมาณงานขนาดนี้ นักวิเคราะห์และนักกฎหมายต้องแบกรับภาระในการอ่านและตรวจสอบเอกสารจำนวนมหาศาล โอกาสเกิดความผิดพลาดจึงมีสูง และยิ่งในกรณีที่เรื่องนั้นเกี่ยวพันกับตัวบทกฎหมายซึ่งต้องอ้างอิงอย่างถูกต้องแม่นยำ โอกาสผิดพลาดก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก”

 

ดร.ณรัณ อธิบายว่าระบบดังกล่าวใช้เทคโนโลยี OCR ในการแปลงเอกสารเป็นข้อความดิจิทัล และใช้ AI วิเคราะห์ความถูกต้องสมบูรณ์ของเนื้อหาก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

 

“เราเปิดให้หน่วยงานที่ต้องการเสนอเรื่องเข้า ครม. นำไฟล์หนังสือราชการพร้อมเอกสารแนบทั้งหมดมาอัปโหลดเข้าในระบบ จากนั้นระบบจะนำฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกา รวมถึงข้อมูลจากเรื่องที่เคยผ่านการพิจารณาแล้วของสำนักเลขาธิการ ครม. มาประกอบการวิเคราะห์ว่าเอกสารที่กำลังเสนออยู่นั้นมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ผลที่ได้จะช่วยให้ทั้งหน่วยงานผู้เสนอเรื่องและนักวิเคราะห์ของสำนักเลขาธิการ ครม. สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด”

 

“ผลลัพธ์ที่ได้ ยังสร้างข้อมูลเชิงลึกที่สามารถรู้ได้ว่าหน่วยงานใดเสนอเรื่องเข้า ครม. มากที่สุด หน่วยงานใดมีคุณภาพของการนำเสนอที่ดีที่สุด และหน่วยงานใดบ้างที่ยังจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการเสนอเรื่อง หรือพัฒนาการวิเคราะห์ผลกระทบ เพื่อให้นโยบายที่ออกมานั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง”

 

ซึ่งระบบดังกล่าว มีแผนที่จะนำไปทดลองใช้จริงกับการเสนอเรื่องเข้า ครม.เร็วๆ นี้

 

และทั้งหมดนี้คือเนื้อหาช่วงบ่ายของงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 (OCS Symposium 2026) ที่ฉายภาพตัวอย่างการทำ Regulatory Sandbox ในภาครัฐของประเทศฝรั่งเศส การนำศาสตร์พฤติกรรมศาสตร์มาประยุกต์ใช้ประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ ตลอดจนการขับเคลื่อนเชิงลึกด้วยการใช้ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับระบบกฎหมายของประเทศไทย

 

ภาพสปีกเกอร์ Martin HIRSCH และ ดร.ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ในงาน OCS Symposium 2026 10

 

สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย รากฐานสำคัญในยุคแห่งความผันผวน

 

นพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวปิดท้ายงานประชุมครั้งนี้ว่า ความไม่แน่นอนในทุกมิติบนโลกตอนนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อกระบวนการในการจัดทำกฎหมาย รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

“เหตุผลสำคัญที่ทำให้การสัมมนาทางวิชาการมีคุณค่า เพราะเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างแนวคิดและทัศนคติที่จะนำไปสู่กระบวนการจัดทำร่างกฎหมายที่มีคุณภาพ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดผลอย่างแท้จริง”

 

“หากดูขั้นตอนการจัดทำร่างกฎหมายของไทย มีกลไกรองรับหลายส่วนทั้งมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ และหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายที่ยึดแนวคิดว่า เราควรมีกฎหมายเท่าที่จำเป็นเพื่อลดการกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีการนำระบบ RIA (Regulatory Impact Assessment) หรือการประเมินผลกระทบทางกฎหมายก่อนที่จะมีการออกกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ภายหลังการบังคับใช้ สิ่งเหล่านี้คือกลไกที่เราคาดหวังว่าจะช่วยคัดกรองให้ได้กฎหมายที่มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนผู้รับผลกระทบโดยตรง และกลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง”

 

เมื่อพูดถึงโครงสร้างของกฎหมาย หรือ ‘สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย’ นพดล มองว่า หากศึกษากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบบนฐานคิดที่ควรจะเป็น แล้วนำมาวางโครงสร้างให้เหมาะสมกับบริบท กฎหมายนั้นจะสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงกันบ่อยๆ ที่สำคัญคือ สถาปัตยกรรมทางกฎหมายที่แท้จริงจะต้องสามารถคาดการณ์ไปถึงอนาคต เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ คือความสำเร็จและความคาดหวังสูงสุดในงานร่างกฎหมาย

 

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานฯ ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการร่างกฎหมาย ทั้งในระดับในประเทศและระหว่างประเทศ ด้วยความหวังว่ากฎหมายที่ออกมาบังคับใช้จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่มันควรจะเป็น แต่ความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับร่วมกันคือ แม้จะได้กฎหมายที่ดีออกมาฉบับหนึ่ง การบังคับใช้ในทางปฏิบัติก็อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้ เพราะบริบทของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายได้ คำถามสำคัญคือ เราจะออกแบบกฎหมายอย่างไรให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพบนบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในระดับภายในประเทศและระดับนานาชาติ”

 

เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย ที่ใช้งานได้จริงและเท่าทันโลก สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงขับเคลื่อนมิติสำคัญได้แก่ ปรับปรุงฐานข้อมูลและเทคนิคการร่างกฎหมายให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของสังคม ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นอุปสรรคในภาคปฏิบัติ ยกระดับศักยภาพนักกฎหมายภาครัฐอย่างต่อเนื่องผ่านการอบรมและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะกฤษฎีกาไม่ได้เดินหน้าคนเดียว แต่ทำงานร่วมกับเครือข่ายและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายจริง และเปลี่ยนแปลงการทำงานภาครัฐแบบเดิมที่แยกส่วนกันทำ (กรมใครกรมมัน) มาเป็นการหลอมรวมกระบวนการร่างและการบังคับใช้กฎหมายเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

“ผมเชื่อมั่นว่าการสัมมนาทางวิชาการครั้งนี้จะนำไปสู่การร่วมมือกันวางโครงสร้าง ‘สถาปัตยกรรมทางกฎหมาย’ ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ขับเคลื่อนสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้อย่างยั่งยืน” กล่าวทิ้งท้าย

 

The post จาก ‘Regulatory Sandbox’ ถึง ‘พฤติกรรมศาสตร์’ รู้จักเครื่องมือปฏิรูปกฎหมายโลกใหม่ จากงาน OCS Symposium 2026 โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ocs-symposium-law-reform-thailand/ Mon, 15 Jun 2026 07:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1218290 ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ "ถอดสมการปฏิรูปกฎหมายไทย ให้พร้อมรับโลกหลายขั้วอำนาจและยุค AI" และโลโก้ OCS กับ THE STANDARD

โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ‘กฎหมาย’ ในโลกยุ […]

The post ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ "ถอดสมการปฏิรูปกฎหมายไทย ให้พร้อมรับโลกหลายขั้วอำนาจและยุค AI" และโลโก้ OCS กับ THE STANDARD

โลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน ‘กฎหมาย’ ในโลกยุคใหม่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ’

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2569 (OCS Symposium 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ ระดมผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย มาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ด้านกฎหมายของแต่ละประเทศ เพื่อร่วมกันปฏิรูปกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายให้เท่าทันโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

 

หัวข้อเสวนาถูกร้อยเรียงประเด็นระดับมหภาคที่ส่งผลต่ออนาคต ไปจนถึงบทบาทหน้าที่ของสถาบันทางกฎหมายและการปรับตัวในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจ เทคโนโลยีพลิกทุกโครงสร้าง แล้วกฎหมายของไทยพร้อมแค่ไหน?

 

นี่คือสรุปเนื้อหาเจาะลึกจากงาน OCS Symposium 2026 ตั้งแต่บทบาทการทำงานของสำนักงานกฎหมายฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ โมเดลการทำงานที่สามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนาระบบกฎหมายไทยให้มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนกฎหมายจากเครื่องมือควบคุมให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กฎหมายไทยรับมือกับความไม่แน่นอนของระเบียบโลกได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

พลิกโฉมกฎหมายไทยจากเครื่องมือควบคุมสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

จินตพันธุ์ ทังสุบุตร ผู้อำนวยการกองพัฒนากฎหมาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเวทีพร้อมฉายภาพสถานการณ์โลกตอนนี้ อยู่ท่ามกลางห้วงเวลาที่ระเบียบโลกกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนคลื่นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังใหม่ที่ภาคส่วนต่างๆ มีต่อการทำงานของภาครัฐและระบบราชการ

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายของทุกประเทศ ในสภาวะที่โลกมีความซับซ้อนเช่นนี้ กฎหมายจะทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือในการควบคุมหรือบังคับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ได้อีกต่อไป แต่กฎหมายต้องทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของประเทศ ต้องสามารถตอบสนองต่อความไม่แน่นอนได้อย่างรวดเร็ว มีหลักการ และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กฎหมายต้องไม่เป็นภาระที่ฉุดรั้งนวัตกรรม การลงทุน หรือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน

 

“ด้วยโจทย์ที่ท้าทายและบริบทโลกที่เปลี่ยนไป บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะหน่วยงานกลางด้านกฎหมายของประเทศ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การตรวจพิจารณาร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม แต่ยังครอบคลุมถึงความรับผิดชอบที่กว้างขึ้นในการพัฒนากฎหมายที่มีคุณภาพสูง เหมาะสมกับบริบทของประเทศ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี และเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล”

 

สำหรับงานสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำมาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่ 3 ประการ

 

  • เพื่อเป็นเวทีให้ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลากหลายภาคส่วน ได้มาร่วมกันขบคิดและพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงระดับโลกกำลังส่งผลกระทบต่อกฎหมายและสถาบันทางกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับตัวของประเทศ และบทบาทของมหาอำนาจในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
  • เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนากฎหมายและกระบวนการออกกฎหมายที่พร้อมรับมือกับอนาคตได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงแนวคิดอย่าง Regulatory Sandbox พื้นที่ทดลองกฎระเบียบที่นำมาปรับใช้ในภาครัฐ การนำฐานข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจระบบกฎหมายและกฎระเบียบ ตลอดจนการออกแบบระบบกฎหมายที่มีความยืดหยุ่นสูงและพร้อมรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
  • เพื่อเป็นเวทีในการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายในภาพรวม ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของนักกฎหมายหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะกฎหมายที่ดีและมีประสิทธิภาพต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงของภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ หลักฐาน ประสบการณ์ และการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อเปลี่ยนให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างโอกาสใหม่ๆ ช่วยลดความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถโดยรวมของประเทศ

 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของกฎหมายไทย ในการหาคำตอบร่วมกันว่า เราจะร่วมกันออกแบบกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง โดยที่ยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม ความยุติธรรม และผลประโยชน์สาธารณะ สำคัญที่สุดคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ระบบกฎหมายของไทยจะทำหน้าที่เป็นทั้งเกราะป้องกันและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” จินตพันธุ์ กล่าว

 

และเพื่อให้การกำหนดอนาคตของกฎหมายไทยและร่วมกันออกแบบกฎหมายให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงได้จริง จำเป็นต้องปรับแนวคิดการมองกฎหมายให้กลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ของประเทศ

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

ปฏิรูปกฎหมายสู่กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

 

วีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหัวข้อ ‘How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power’ ว่าเป็นช่วงเวลาที่ผู้วางนโยบายจากทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันในการมองหาทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย

 

“สิ่งเหล่านี้ทำให้กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ต้องทำหน้าที่เป็น ‘กลยุทธ์’ สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ”

 

วีระพงษ์ เล่าว่าในงานประชุม ADB Trade Forum ที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ริชาร์ด บอลด์วิน (Richard Baldwin) นักเศรษฐศาสตร์และผู้นำทางการค้าระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอน ระบบที่เคยรองรับการค้าโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งในปัจจุบัน

 

ซึ่งในอดีต ประเทศมหาอำนาจมักใช้ข้อได้เปรียบต่างๆ มาเป็นเครื่องมือกดดันประเทศอื่นๆ แต่ในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา มหาอำนาจเหล่านี้ได้ลดบทบาทลง และหันมาช่วยผลักดันระบบต่างๆ ให้มีพื้นฐานที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศขนาดกลางหรือประเทศเล็กๆ ได้มีบทบาทมากขึ้น

 

“จะเห็นว่าหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย สามารถเปลี่ยนผ่านกลายเป็นประเทศที่มีรายได้มากขึ้นและมีบทบาทสำคัญเวทีโลก สะท้อนชัดว่าระบบโลกตอนนี้กลายเป็น ‘Hyper-globalization’ ที่ภาคการผลิตมีการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

 

แต่ทว่า การขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำเพื่อประสิทธิภาพทางธุรกิจ ได้ส่งผลกระทบให้ประชากรในประเทศพัฒนาแล้วบางส่วนต้องตกงาน และนำไปสู่ชนวนความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาต่อมา ในขณะที่จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ แร่ธาตุที่สำคัญ หรือว่ารถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

 

ประเทศผู้นำหลักของโลกเริ่มนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้เป็นอาวุธและเครื่องมือในการต่อรองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าก็ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัย สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้า การตั้งกำแพงภาษี และการนำมาตรการปกป้องทางการค้าต่างๆ มาใช้อย่างที่ไม่มีมาก่อน

 

“โลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลายขั้วอำนาจ (Multipolar) การรวมกลุ่มของประเทศต่างๆ ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เชื่อมโยงกับความมั่นคงและมิติอื่นๆ นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกใหม่”

 

วีระพงษ์ มองว่าหากประเทศไทยอยากที่จะมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลกต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับ 3 ยุทธศาสตร์นี้

 

  • การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ลดการพึ่งพาคู่ค้ารายเดียวและกระจายความเสี่ยง รัฐบาลจึงเร่งเจรจา FTA (Free Trade Agreement) กับหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับไทย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยบรรลุข้อตกลง FTA กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ศรีลังกา และสิงคโปร์ รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) เพื่อร่วมสร้างมาตรฐานการค้าดิจิทัล และปัจจุบันกำลังเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ควบคู่ไปกับการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และแคนาดา
  • การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ในมุมมองการค้า ข้อตกลง FTA จะให้ประโยชน์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายที่เข้มแข็งรองรับ มีมาตรฐานสากลที่ชัดเจน ซึ่งกฎระเบียบที่ได้รับการปฏิรูปนี้จะเป็นแรงจูงใจและเป็นตัวเร่งให้บริษัทไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานโลก
  • การเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เป้าหมายคือ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของไทยมีความยืดหยุ่นสูง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี และทำให้ไทยเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมโลก

 

“สำหรับผม Thai-EU FTA คือตัวเร่งปฏิกิริยาในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของไทย เปลี่ยนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันบนเวทีโลก จุดยืนของไทยในวันนี้ไม่ใช่การเป็นเพียงผู้ตาม แต่เราต้องการเป็น “ผู้ร่วมสร้างมาตรฐาน” ไปพร้อมกับสหภาพยุโรป เพื่อปฏิรูปโครงสร้างภายในประเทศให้สอดคล้องกับบริบทโลก”

 

สำหรับการเจรจา Thai-EU FTA แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องกฎระเบียบ สินค้าเกษตร พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การค้าดิจิทัล ไปจนถึงยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม โดยออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสอดคล้องของกฎระเบียบในทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

 

“โลกเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และอนาคตยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนเพื่อที่จะมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลก เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนคนไทย เราจะก้าวไปสู่การเป็นผู้สร้างพันธมิตร เป็นนักปฏิรูป และเป็นผู้สร้างมาตรฐาน แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีกฎระเบียบที่เข้มแข็งและทันสมัย ที่จะช่วยให้เราก้าวหน้าไปพร้อมกัน” วีระพงษ์ กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

จากข้อสังเกตที่ว่าผู้วางนโยบายจากทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายร่วมกันในการมองหาทางที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ‘กฎหมาย’ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในเวลาที่โลกกำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง

 

การแลกเปลี่ยนแนวทางการกำหนดข้อกฎหมายของฝรั่งเศส เกาหลี และไทยในเวทีเสวนา ‘Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt’ อาจนำมาซึ่งกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการใช้กฎหมายรับมือ

 

นิติบัญญัติบนทางแพร่งแห่งความไม่แน่นอน

 

เมื่อกฎหมายต้องวิ่งตามโลกที่หมุนเร็วและคาดเดาไม่ได้ สถาบันกฎหมายจากฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และไทยจะมีกลยุทธ์อะไรในการรับมือกับโจทย์ใหม่ของยุคสมัย Gilles PELLISSIER คณะกรรมการกฤษฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศส ฉายภาพให้เห็นการทำงานของสภาแห่งรัฐฝรั่งเศส (French Council of State หรือ Conseil d’État) หน่วยงานระดับสูงของรัฐบาล จะทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘ที่ปรึกษากฎหมาย’ ให้แก่ฝ่ายบริหาร และเป็น ‘ศาลปกครองสูงสุด’ ซึ่งคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลปกครองสูงสุดรวมกันในบริบทของประเทศไทย

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

บทบาทของ ‘ที่ปรึกษากฎหมาย’ คือการให้คำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับการร่างกฎหมายรวมถึงกฎกระทรวงต่างๆ ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พร้อมออกรายงานประจำปี ซึ่งถือเป็นการทบทวนนโยบายภาครัฐในภาพรวมเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับตัวให้เท่าทันโลก โดยหัวข้อจะเปลี่ยนไปตามบริบทที่สังคมกำลังให้ความสำคัญ

 

เช่น ปี 2023 เน้นศึกษาเรื่องผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อวิถีชีวิตและข้อกฎหมาย ขณะที่ในปีถัดมา หยิบยกเรื่องนโยบายการตั้งรับปรับตัวในระยะยาวของภาครัฐควบคู่ไปกับอำนาจอธิปไตยขึ้น

 

ขณะที่บทบาทของ ‘ศาลปกครองสูงสุด’ จะทำหน้าที่ตรวจสอบ ชี้ขาดความถูกต้องของการปฏิบัติงานภาครัฐทั้งหมดด้วยกฎหมายและควบคุมระบบศาลปกครองทั่วประเทศให้เป็นธรรม

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

ด้าน Kangwook Yoon, Director General กระทรวงร่างกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี (Ministry of Government Legislation: MOLEG) พาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ MOLEG (โมเล็ก) หลังจากเกาหลีใต้ได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1945 ยังไม่มีสถาบันหลักทางการเมือง ไม่มีตัวบทกฎหมาย และไม่มีรัฐธรรมนูญที่จะเป็นเสาหลักในการปกครองประเทศ

 

จนกระทั่งปี 1948 ได้มีการร่างกฎหมายสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อการบริหารบ้านเมืองและการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีในชั้นศาล กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายแพ่ง และกฎหมายอาญา

 

บทบาทหลักของโมเล็ก คือการร่างและกลั่นกรองกฎหมาย ปัจจุบัน ประเทศเกาหลีใต้มีกฎหมายบังคับใช้อยู่กว่า 2,000 ฉบับ ส่งผลให้ในแต่ละปีโมเล็กต้องบริหารจัดการและตรวจพิจารณาการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

 

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือตีความกฎหมายปกครอง แม้ขอบเขตอำนาจในส่วนนี้ของกระทรวงจะค่อนข้างจำกัดและสามารถดำเนินการได้เพียงบางส่วน แต่ก็ถือเป็นกลไกการบริหารที่สำคัญในการสร้างความชัดเจนและลดความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะเข้าสู่กระบวนการทางศาล

 

“วันนี้ โมเล็กมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในส่วนของการบริหารจัดการ โดยรัฐมนตรีคนใหม่ได้ประกาศนโยบายที่ให้ความสำคัญไปที่การปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจัง เนื่องจากโครงสร้างและฐานรากทางกฎหมายส่วนใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบันถูกตราขึ้นจากบริบทสังคมในยุคทศวรรษ 1940 และ 1950 เป็นหลัก แม้ที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายอยู่เป็นระยะ แต่กฎหมายเหล่านี้เริ่มไม่สอดรับกับโลกปัจจุบัน จึงต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ระบบกฎหมายของประเทศมีความยืดหยุ่นและทันสมัย” Kangwook Yoon กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

สำหรับ ‘สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา’ กาญจนาภรณ์ อินทปันตี เลิศลอย ผู้อำนวยการกองกฎหมายต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นเสาหลักเรื่องกฎหมายของประเทศ ภารกิจหลักคือการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะด้านกฎหมายแก่หน่วยงานภาครัฐต่างๆ รวมถึงคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ในการ ‘ร่างกฎหมาย’ กลั่นกรอง ตรวจพิจารณา และจัดทำตัวบทกฎหมายเพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศ รวมไปถึงสนับสนุนและผลักดันให้เกิดแนวปฏิบัติในการกำกับดูแลที่ดีขึ้นในระบบราชการไทย

 

“ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ทั่วโลก เราจึงปรับบทบาทก้าวเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับประเทศต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรทางกฎหมายของเรา เช่นความร่วมมือครั้งสำคัญที่เราได้ทำร่วมกับกระทรวงนิติบัญญัติภาครัฐของเกาหลีใต้ในการจัดงานสัมมนาร่วมกันเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา”

 

คำถามสำคัญคือทุกประเทศยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการปฏิรูปกฎหมาย จะสร้างสมดุลระหว่างความเร็ว คุณภาพ และความยุติธรรม เพื่อให้กฎหมายทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างไร

 

Gilles PELLISSIER บอกว่า สภาแห่งรัฐฝรั่งเศสกำลังรับมือกับความท้าทายครั้งใหญ่ เห็นได้จากคำร้องขอคำปรึกษาด้านนโยบายและกฎหมายสาธารณะของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น ทุกเรื่องล้วนมีความซับซ้อน และยังต้องเจอกับแรงกดดันด้านเวลา

 

“ช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ฝรั่งเศสเกิดวิกฤตคดีล้นศาลขยายวงกว้างไปในทุกเขตอำนาจศาล ศาลปกครองชั้นต้นต้องแบกรับคดีสูงกว่า 200,000 คดีต่อปี ด้านศาลอุทธรณ์ต้องเผชิญกับภาระงานที่หนักไม่แพ้กัน และสภาแห่งรัฐฝรั่งเศสก็มีคดีความและคำร้องขอความเห็นทางกฎหมายเข้ามามากกว่า 10,000 คดีต่อปี นี่คือความท้าทายในการหาข้อยุติโดยที่ยังต้องรักษามาตรฐานและคุณภาพสูงสุดในการให้ความเห็นทางกฎหมาย”

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือเรื่องของ ‘ข้อจำกัดด้านงบประมาณ’ Gilles PELLISSIER บอกว่าได้มีการปรับการทำงานในเชิงรุก เช่น กระบวนการพิจารณาคดีในเขตอำนาจศาล ปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ ให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นที่อ่อนไหวและเกี่ยวพันกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน มีการลดขั้นตอนที่ซับซ้อนแล้วนำกระบวนการพิเศษสำหรับกรณีเร่งด่วนมาปรับใช้แทน เพื่อให้ศาลสามารถออกคำพิพากษาและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างทันท่วงที

 

“ความท้าทายที่แท้จริงคือการส่งมอบประโยชน์สูงสุดและคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน ฝรั่งเศสเองก็เผชิญกับปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อข้อกฎหมายเช่นกัน สิ่งที่สถาบันกฎหมายต้องทำในเวลานี้คือการทำให้ประชาชนเห็นว่ากฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และพร้อมที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของทุกคนอย่างเท่าเทียม” Gilles PELLISSIER กล่าว

 

ด้านเกาหลีใต้ วิกฤตปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสี่อย่างอาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่พักอาศัย ไปจนถึงระบบสาธารณูปโภค คมนาคม และถนนหนทางต่างๆ

 

“ตอนนี้เกาหลีใต้เข้าสู่ภาวะประชากรลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะพยายามทำทุกวิถีทางและนำนโยบายมาใช้เพื่อเพิ่มจำนวนประชากร แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จเท่าที่ควร MOLEG จึงต้องเร่งร่างกฎหมายใหม่ๆ และแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายเดิมโดยทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก่อนจะส่งเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ประธานาธิบดีลงนาม และนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อประกาศใช้ต่อไป” Kangwook Yoon กล่าว

 

หันกลับมามองประเทศไทยก็กำลังติดหล่มความท้าทายเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องสังคมสูงวัย รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในภาครัฐโดยเฉพาะในกระบวนการออกกฎหมาย ที่ยึดติดกับขั้นตอนเดิมๆ ทำให้มีความล่าช้า ไม่ยืดหยุ่น และไม่เท่าทันต่อสถานการณ์โลก

 

กาญจนาภรณ์มองว่า การตรากฎหมายในอดีตนักกฎหมายพยายามสร้างความแน่นอนและชัดเจน เพื่อให้สามารถมองเห็นและเข้าใจปัญหาในทุกๆ ขั้นตอนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ปัจจุบันความไม่แน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่สถาบันกฎหมายต้องทำคือการหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างเท่าทัน

 

“กระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย หรือ RIA การรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน ตลอดจนการพิจารณารับเรื่องร้องเรียนต่างๆ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับกฎหมายให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความเชื่อมั่น’

 

นั่นเป็นเหตุผลที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามักจะตั้งคำถามเพื่อกำหนดทิศทางว่า “ปัญหาที่แท้จริงที่กำลังเผชิญอยู่คืออะไร และเราต้องการผลลัพธ์อะไรจากการร่างหรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้” เพราะในความเป็นจริงหากไม่สามารถทำความเข้าใจและแยกปัญหาได้อย่างชัดเจน กฎหมายก็อาจแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

จากโจทย์ปัญหาและความท้าทายของทั้งสามประเทศที่แม้จะความคล้ายกันในหลายมิติ แต่ก็มีทางออกในการรับมือจนกลายเป็นโมเดลที่ต่างกัน

 

โมเดลฝรั่งเศส: การหลอมรวมบทบาทที่ปรึกษารัฐและศาลปกครองสูงสุด

 

สภาแห่งรัฐฝรั่งเศสได้หลอมรวมหน้าที่ของการเป็นศาลปกครองสูงสุดและเป็นสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายของรัฐ ซึ่งมีความเชื่อมโยงและส่งผลดีซึ่งกันและกัน ในแง่หนึ่ง ผู้พิพากษาศาลปกครองจะมีหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์สาธารณะและดูแลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย การที่สมาชิกของสภาแห่งรัฐได้สลับบทบาททำหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้พิพากษา ทำให้พวกเขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐและมองเห็นกฎหมายในหลากหลายแง่มุม

 

อย่างไรก็ดี Gilles PELLISSIER มองว่าโมเดลนี้ก็เผชิญกับความท้าทายในเรื่องของการรักษาความเป็นอิสระและความเป็นกลาง เพื่อไม่ให้สังคมเกิดข้อกังขาว่าผู้ที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐจะตัดสินคดีอย่างเป็นธรรมได้หรือไม่ ฝรั่งเศสจึงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการแยกโครงสร้างภายในอย่างเด็ดขาด โดยสมาชิกที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาคดีหรือการตัดสินในศาลอย่างสิ้นเชิง

 

โดยเฉพาะปัจจุบัน ประชาชนพึ่งพาศาลปกครองเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมในประเด็นนโยบายสาธารณะมากขึ้น ผู้พิพากษาจึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาจุดสมดุลที่จะไม่ก้าวล้ำหน้าที่ของนักการเมือง เช่น ประเด็นเรื่องคุณภาพชีวิตและสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการเข้าถึงบริการสาธารณะหรือการรักษาพยาบาล ซึ่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลจึงเลือกที่จะทำหน้าที่ปกป้องสิทธิและสะท้อนปัญหาผ่านรายงานประจำปีแทนการไปกำหนดกรอบนโยบายโดยตรง ซึ่งปัญหาลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

โมเดลเกาหลีใต้: การผสานรอยร้าวระหว่างกระทรวงด้วยการตีความกฎหมาย

 

กระบวนการทางกฎหมายปกครองของเกาหลีใต้ในยุคแรกเคยเผชิญอุปสรรคเรื่องระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูงในการฟ้องร้อง ประชาชนจึงมักจะมาหา MOLEG เพื่อขอคำปรึกษาและให้ช่วยประสานงานส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน แม้ว่าในปัจจุบันหน้าที่ดังกล่าวจะถูกโอนย้ายไปยังหน่วยงานอื่นแล้วและ MOLEG ได้เปลี่ยนมาเน้นหนักในเรื่องการตีความทางกฎหมายเป็นหลัก แต่บทบาทในการเป็นผู้ประสานงานและยุติข้อขัดแย้งระหว่างกระทรวงก็ยังคงมีความเข้มข้น

 

เมื่อเกิดประเด็นความเห็นต่างในการตีความกฎหมายระหว่างหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงเกษตรมีความสงสัยในข้อกฎหมายของตนเอง MOLEG จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหาข้อยุติ โดยความน่าสนใจของระบบเกาหลีใต้คือการจัดตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน มาร่วมพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้องก่อนส่งกลับให้กระทรวงต้นเรื่องนำไปปฏิบัติ

 

“ในบางกรณี ปัจจัยด้านงบประมาณของภาครัฐอาจทำให้การปฏิบัติตามแนวทางการตีความนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและไม่สามารถทำได้ทันที แต่นี่คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของรัฐดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและลดความขัดแย้งเชิงนโยบายลงได้” Kangwook Yoon กล่าว

 

ภาพงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ

 

กฤษฎีกาไทยกับการก้าวสู่เครือข่ายสากลและการเตรียมพร้อมสู่อนาคต

 

สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกระดับการทำงานผ่านกองกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงนาม MOU ร่วมกับประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้มีการริเริ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาคระหว่างหน่วยงานกฎหมายของหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม กัมพูชา อุซเบกิสถาน และมองโกเลีย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันในภูมิภาค ความร่วมมือระดับสากลเหล่านี้ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทย แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ในอนาคต

 

จะเห็นว่าหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสถาบันกฎหมายท่ามกลางยุคแห่งความไม่แน่นอนนี้ ต้องยึดมั่นแกนหลักสำคัญคือพื้นฐานในการรักษาความยุติธรรมและสิทธิ์ของประชาชน การปรับตัวให้เท่ากับเทคโนโลยีเพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น AI มาใช้ดูแลผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม และสุดท้ายคือการรักษาความเชื่อมั่นของภาคประชาชน

 

เพราะไม่ว่าสถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ความโปร่งใส ความพร้อมในการปรับตัว และความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบกฎหมายจะเป็นเกราะป้องกันและเป็นกลไกที่นำพาสังคมก้าวผ่านวิกฤต

 

งาน OCS Symposium 2026 ได้ฉายภาพให้เห็นว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังก้าวข้ามบทบาทจากการเป็นผู้ตรวจร่างกฎหมาย สู่การเป็นผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศทางกฎหมายที่ยืดหยุ่น ทันสมัย เพราะกฎหมายที่เท่าทันโลกจะเป็นเครื่องมือที่พาประเทศไทยให้สามารถ “พร้อมรับ พร้อมปรับ และพร้อมนำ” เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

The post ถอดสมการกฎหมายโลกใหม่ ‘เร็ว ยืดหยุ่น ยุติธรรม’ จากเวทีการประชุมวิชาการ ‘Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts’ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ocs-symposium-2026/ Sun, 14 Jun 2026 10:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1218267 ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม […]

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย'

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน เทคโนโลยีพลิกทุกอุตสาหกรรม กฎหมายไทยจึงต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 1

 

12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดงาน OCS Symposium 2026 เวทีที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ มาร่วมตอบคำถามสำคัญนี้ ภายใต้หัวข้อ “Strengthening Thailand’s Resilience: Law Reform in an Era of Global Paradigm Shifts”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 2

 

ภายในงานประกอบด้วยการเสวนาเชิงนโยบายโดยผู้ทรงคุณวุฒินานาชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบกฎหมาย นโยบาย ภูมิรัฐศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

 

  • How Geopolitical Disruption Is Redefining the Future of Middle Power เมื่อมหาอำนาจโลกปรับขั้ว ประเทศอย่างไทยควรวางกรอบกฎหมายและนโยบายอย่างไร
  • Lawmaking in an Age of Uncertainty: How Legal Institutions Think and Adapt จะออกกฎหมายอย่างไรในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอน สถาบันด้านกฎหมายระดับโลกคิดและปรับตัวอย่างไร
  • Regulatory Sandboxes in the French Public Sector: Methods, Lessons Learned, and Future Directions ถอดบทเรียนการทำ Regulatory Sandbox ของประเทศฝรั่งเศส (Conseil d’État) ที่นำไปต่อยอดได้
  • Fixing People or Fixing System? – Behavioural Insights, Incentives, and Structural Reform in Public Policy นโยบายที่ดีต้องเข้าใจว่าคนตัดสินใจอย่างไร และจะออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริงได้อย่างไร
  • Thailand’s Regulatory Landscape: Mapping the Maze through Data กฎระเบียบไทยซับซ้อนแค่ไหน และข้อมูลช่วยให้เห็นภาพรวมเพื่อการปฏิรูปที่ตรงจุดได้อย่างไร
  • AI for Smarter Government: Enhancing Public Sector Workflows การใช้ AI ในการเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้ออกแบบกฎหมายและนโยบาย
  • Resilient by Design: Thailand’s Legal Architecture for a Fragmented World โครงสร้างกฎหมายที่ออกแบบมาให้แข็งแกร่งตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ตามทันโลก

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 3ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 4ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 5

 

ภายในงานยังมีนิทรรศการ “กฎหมายไทยสู่มาตรฐานสากลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน” ที่บอกเล่าการปรับปรุงกฎหมายให้ยืดหยุ่น โปร่งใส รองรับกับอนาคตในหลายมิติ ตั้งแต่การปรับตัวของกฎหมายโลกยุคใหม่ การยกระดับกฎหมายไทยสู่มาตรฐาน OECD และการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่สะท้อนวิสัยทัศน์ “Better Regulation for Better Life”

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 6ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 7

 

นอกจากนั้น ยังมีการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้าน LegalTech, RegTech และ GovTech จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและสตาร์ทอัปไทย อีกเช่นกัน

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 8

 

OCS Symposium 2026 จึงไม่ได้เป็นแค่เวทีเสวนา แต่เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ของคนหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำหนดนโยบาย นักกฎหมาย และนักวิชาการ เพื่อให้การพัฒนากฎหมายสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ภาพบรรยากาศงาน OCS Symposium 2026 พร้อมข้อความ 'เวทีรวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย' 9

The post OCS Symposium 2026 รวมมุมมองระดับโลก สู่การออกแบบกฎหมายแห่งอนาคตของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ https://thestandard.co/big-tech-ipo-ai-replace-work-2/ Fri, 12 Jun 2026 10:08:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1217711 ภาพประกอบแสดงโลโก้ 3 บริษัทเทคโนโลยี SpaceX, OpenAI, Anthropic และสัญลักษณ์ AI

มหกรรมการทำ IPO ร่วมแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ของ SpaceX, […]

The post เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโลโก้ 3 บริษัทเทคโนโลยี SpaceX, OpenAI, Anthropic และสัญลักษณ์ AI

มหกรรมการทำ IPO ร่วมแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ของ SpaceX, OpenAI และ Anthropic คือการระดมทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมองกลอัจฉริยะที่จะเข้ามาปฏิวัติวิถีทำงานเดิม ดีลประวัติศาสตร์รอบนี้กำลังจะเปลี่ยนสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ในมือเราให้กลายเป็นแรงงานดิจิทัลที่พร้อมนั่งทำงานแทนมนุษย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

🟡 ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงคล้ายกับตอน Google เข้าตลาดหุ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน

 

หากย้อนเวลากลับไปในปี 2004 บริษัท Alphabet หรือ Google ในตอนนั้น เข้าตลาดหุ้นด้วยมูลค่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นแค่ระบบค้นหาข้อมูลธรรมดา แต่เงินก้อนนั้นถูกนำไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ซื้อ YouTube และสร้าง Google Maps จนบริษัทเติบโตกว่า 180 เท่า พลิกวิถีชีวิตคนทั้งโลกไปเลย

 

ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน ลองจินตนาการถึงเช้าวันจันทร์ของพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่ตื่นมาแล้วพบว่าระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย สรุปแนวโน้มตลาด พร้อมร่างแผนงานส่งให้ลูกค้าได้เองในไม่กี่วินาที โดยที่เรามีหน้าที่แค่ตรวจสอบและกดอนุมัติเท่านั้น สิ่งที่ 3 บริษัทนี้กำลังทำคือการสร้างระบบปฏิบัติการหลักของสมองกลเพื่อเชื่อมต่อกับชีวิตจริงของทุกคน

 

🟡 SpaceX จะใช้เงิน IPO ไปทำอะไร

 

ภาพจำเดิมของ SpaceX คือการปล่อยจรวด Falcon หรืออินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ทว่าปัจจุบันพวกเขาได้ควบรวมบริษัท xAI ของ Elon Musk เข้ามาเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Morningstar ระบุว่า สำหรับ SpaceX สิ่งที่เขาเสนอกับทุกคนจึงเป็นการเสนอขายแผนธุรกิจสุดล้ำอย่างการยกดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นไปไว้บนอวกาศหรือ Orbital Compute เพื่อแก้ข้อจำกัดเรื่องการขาดแคลนพื้นที่ พลังงานไฟฟ้า และน้ำระบายความร้อนบนโลก แม้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าราคาหุ้นแพงเกินไป ทว่าธุรกิจนี้ก็มีฐานรายได้จริงคอยซัพพอร์ตอย่างแข็งแกร่ง

 

สิ่งที่คนทำงานต้องจับตาคือหากโปรเจกต์คอมพิวเตอร์บนชั้นบรรยากาศนี้สำเร็จ เรากำลังจะมีระบบ AI ที่ประมวลผลอยู่บนอวกาศ สามารถเชื่อมต่อและส่งข้อมูลความเร็วสูงมาสั่งการแอปพลิเคชันหรืออุปกรณ์ทำงานทุกอย่างบนโลกได้แบบเรียลไทม์โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือพลังงานไฟดับอีกต่อไป

 

🟡 OpenAI และ Anthropic เดิมพัน IPO กับอะไร

 

ข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่าฝั่ง OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT วางแผนปรับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ให้กลายเป็นซูเปอร์แอปที่รวมโมเดลและเอเจนต์ทุกอย่างไว้ที่เดียวเพื่อรองรับผู้ใช้สัปดาห์ละ 900 ล้านคน

 

โดยที่ผ่านมาบริษัทมีแผนในการพัฒนาโครงการ Stargate เพื่อจองกำลังคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์ในการเดินทางไปสู่ AGI ลองจินตนาการถึงเช้าวันจันทร์ที่เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วระบบคอยจัดการเขียนโค้ด วิเคราะห์งบ และร่างแผนงานส่งให้ลูกค้าเสร็จสรรพในไม่กี่วินาที

 

ในฝั่งของ Anthropic ผู้สร้าง Claude เลือกเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรและการเขียนโค้ดเป็นหลัก โดยใช้กลยุทธ์จับมือระยะยาวกับ Amazon และ Google เพื่อล็อกสิทธิ์ใช้งานคลาวด์สมรรถนะสูง รายงาน Anthropic Economic Index พบว่าการใช้ Claude เพื่อมอบหมายงานแทนมนุษย์พุ่งจาก 27 เปอร์เซ็นต์เป็น 39 เปอร์เซ็นต์ในเวลาไม่กี่เดือน

 

สองค่ายนี้จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้สร้างระบบปฏิบัติการของชีวิตประจำวันกับแรงงานดิจิทัลที่จะเข้ามานั่งทำโปรเจกต์ร่วมกับคุณ

 

🟡 ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตาต่อ ฟองสบู่ AI จะเกิดขึ้นหรือไม่ ดูจากอะไร

 

สถาบันการเงิน Goldman Sachs ออกมาเตือนเรื่องเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่อาจสูงถึง 7.6 ล้านล้านดอลลาร์ว่าเสี่ยงเกิดภาวะฟองสบู่หากความต้องการใช้งานจริงโตไม่ทันระบบที่สร้างล่วงหน้า

 

ความจริงที่คนทำธุรกิจต้องรู้คือระบบสมองกลมีต้นทุนต่างจากซอฟต์แวร์ยุคเก่า ยิ่งมีคนใช้งานเยอะและสั่งงานที่ซับซ้อน คอมพิวเตอร์ยิ่งต้องประมวลผลหนักและกินไฟมหาศาล ทำให้ต้นทุนฝั่งเซิร์ฟเวอร์สูงขึ้นตามตัวไม่ได้ลดลงตามจำนวนผู้ใช้

 

สำหรับคนทำงานทั่วไป สิ่งที่ต้องระวังไม่ใช่แค่เรื่องการเงิน แต่คือการประเมินความสามารถของเครื่องมือเหล่านี้ตามความเป็นจริงเพราะระบบอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์งานทุกประเภทเสมอไป อีกทั้งตัวเลขมูลค่าบริษัทในตอนนี้ยังเป็นแค่ราคาซื้อขายในกลุ่มนักลงทุนวงในเท่านั้น ทุกคนจึงต้องรอตรวจสอบงบการเงินที่แท้จริงตอนเปิดเผยต่อสาธารณะ

 

คลื่นความเปลี่ยนแปลงจากการระดมทุนครั้งนี้กำลังพัดมาเร็วกว่าที่คิดและกำลังจะเปลี่ยนบทบาทของมนุษย์จากคนลงมือทำไปสู่การเป็นผู้ตรวจสอบควบคุมระบบสมองกล ถึงเวลาที่ต้องเริ่มปรับตัวและเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่วันนี้เพื่อคว้าโอกาสสำคัญในโลกใบใหม่ก่อนใคร

 

IG CAPTION:

 

เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ

 

การทำ IPO รวมแสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ของ SpaceX, OpenAI และ Anthropic คือการระดมทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมองกล ดีลประวัติศาสตร์รอบนี้กำลังจะเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ในมือเราให้กลายเป็นแรงงานดิจิทัลที่พร้อมทำงานแทนมนุษย์

 

🟡 ทำไมเหตุการณ์นี้ถึงคล้ายกับตอน Google เข้าตลาดหุ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน

 

ปี 2004 Google เข้าตลาดหุ้นคนคิดว่าเป็นแค่เสิร์ชเอนจินธรรมดา ทว่าเงินก้อนนั้นถูกนำไปสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ซื้อ YouTube และปูรากฐานจนพลิกโฉมโลก วันนี้เรากำลังเจอจุดเปลี่ยนแบบเดียวกัน

 

ลองจินตนาการถึงเช้าวันจันทร์ที่เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาแล้วระบบจัดแจงสรุปเทรนด์ วิเคราะห์ยอดขาย และร่างแผนงานส่งลูกค้าให้เสร็จสรรพในไม่กี่วินาที เหลือหน้าที่ให้เราแค่ตรวจสอบและอนุมัติ สิ่งที่สามบริษัทนี้กำลังสร้างคือระบบปฏิบัติการสมองกลที่จะเปลี่ยนวิถีทำงานของทุกคน

 

🟡 SpaceX จะใช้เงิน IPO ไปทำอะไร

 

ล่าสุดพวกเขาควบรวม xAI ของ Elon Musk เข้ามาเรียบร้อย ข้อมูลจาก Morningstar เผยว่าแผนเด็ดรอบนี้คือ Orbital Compute หรือการยกดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นไปรันบนอวกาศเพื่อทลายข้อจำกัดเรื่องพลังงานและพื้นที่บนโลก สิ่งที่คนทำงานต้องจับตาคือระบบ AI ที่ประมวลผลจากนอกโลกนี้จะคอยเชื่อมต่อและสั่งการแอปพลิเคชันที่เราใช้ทำงานได้แบบเรียลไทม์อย่างไร้ขีดจำกัดเรื่องไฟดับหรือเน็ตล่ม

 

🟡 OpenAI และ Anthropic เดิมพัน IPO กับอะไร

 

ข้อมูลจาก Financial Times เผยว่า OpenAI กำลังปั้น ChatGPT ให้เป็นซูเปอร์แอปพ่วงระบบเอเจนต์รองรับผู้ใช้สัปดาห์ละ 900 ล้านคน โดยจะนำเงินทุนไปลุยโครงการ Stargate เพื่อเร่งสปีดสู่อนาคต ขณะที่ Anthropic ผู้สร้าง Claude เลือกโฟกัสกลุ่มลูกค้าองค์กรและการเขียนโค้ดโดยจับมือระยะยาวกับ Amazon และ Google เพื่อล็อกสิทธิ์ใช้คลาวด์สมรรถนะสูง

 

🟡 ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตาต่อ

 

Goldman Sachs เตือนว่างบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่อาจแตะ 7.6 ล้านล้านดอลลาร์เสี่ยงเจอภาวะฟองสบู่หากตลาดไม่ได้ต้องการใช้งานจริงมากขนาดนั้น อินไซต์ที่คนทำธุรกิจต้องรู้คือ AI มีโมเดลต้นทุนต่างจากซอฟต์แวร์ยุคเก่า ยิ่งคนใช้เยอะและสั่งงานยาก คอมพิวเตอร์ยิ่งต้องประมวลผลหนักและกินไฟ ต้นทุนฝั่งเซิร์ฟเวอร์จึงดีดสูงขึ้นตามตัว สิ่งที่คนทำงานต้องระวังคืออย่าด่วนเชื่อตัวเลขมูลค่าบริษัทที่ยังเป็นแค่ราคาซื้อขายวงใน และต้องประเมินความสามารถของเครื่องมือตามความเป็นจริงเพราะระบบไม่ได้ตอบโจทย์งานทุกประเภท

The post เมื่อ 3 บิ๊กเทคปักหมุด IPO แสนล้าน ดีลประวัติศาสตร์ที่จะส่ง AI มานั่งทำงานแทนคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกะรอย 16 ปี Tim Cook กับวิสัยทัศน์การนำทัพ สร้าง Ecosystem แบบไม่ตามรอยใคร https://thestandard.co/tim-cook-apple-ecosystem-legacy/ Thu, 11 Jun 2026 10:38:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1217318 ภาพ Tim Cook ซีอีโอ Apple

การบริหารด้วยความตระหนักรู้ในตนเองโดยปราศจากอัตตาคือแก่ […]

The post แกะรอย 16 ปี Tim Cook กับวิสัยทัศน์การนำทัพ สร้าง Ecosystem แบบไม่ตามรอยใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Tim Cook ซีอีโอ Apple

การบริหารด้วยความตระหนักรู้ในตนเองโดยปราศจากอัตตาคือแก่นแท้ในภาวะผู้นำของ Tim Cook (ทิม คุก) ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่เขาขยายอิทธิพลของ Apple เข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก บทเรียนนี้มีความสำคัญต่อคนทำงานทุกคนเพราะมันคือข้อพิสูจน์ว่าความสำเร็จที่ยั่งยืนเกิดจากการค้นพบจุดแข็งในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

 

🟡 เกิดอะไรขึ้นเมื่อ Tim Cook ประกาศลงจากตำแหน่งผู้นำสูงสุด

 

ข่าวสารที่ทำเอาสาวก Apple ใจหายและรู้สึกเศร้าไปตามๆ กันคือการประกาศเกษียณตัวเองจากเก้าอี้ซีอีโอของ Cook เพื่อส่งไม้ต่อให้ John Ternus (จอห์น เทอร์นัส) ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ มารับช่วงดูแลบริษัทแทน และขยับตัวเองไปทำหน้าที่ Executive Chairman

 

ในงาน WWDC 2026 เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาฝากถ้อยคำสั้นๆ ที่ชวนให้คิดว่า หน้าที่ของผู้นำคือการทำในสิ่งที่ถูกต้องและเปิดโอกาสให้ทีมงานช่วยตัดสินใจ การก้าวลงจากตำแหน่งอย่างราบรื่นครั้งนี้สะท้อนว่าเขามั่นใจในระบบที่สร้างไว้มาตลอดสิบหกปีว่าแข็งแกร่งพอจนองค์กรไม่ต้องยึดติดกับตัวบุคคลอีกต่อไป

 

ย้อนกลับไปวันแรกที่เขารับตำแหน่ง มีแต่คนพยายามเปรียบเทียบเขากับ Steve Jobs (สตีฟ จ็อบส์) แต่ Cook เลือกที่จะเดินตามคำสอนสุดท้ายของ Jobs ที่บอกเขาว่า “อย่าถามว่าผมจะทำอะไร แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้องก็พอ” เขาตระหนักรู้ศักยภาพตัวเองเป็นอย่างดีว่าเขาไม่มีทักษะด้านนวัตกรรมที่หวือหวาแบบ Jobs แต่เขาโดดเด่นเรื่องการจัดการระบบ ห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างเสถียรภาพ เขาจึงเลือกที่จะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดแทนที่จะเป็น Jobs คนที่สอง

 

คนทำงานยุคนี้มักจะกดดันตัวเองให้ต้องเก่งเหมือนหัวหน้าหรือคนอื่น แต่สิ่งที่ Cook พิสูจน์ให้เห็นคือการยอมรับในตัวตนแล้วพัฒนาจุดแข็งของตัวเองให้ไปถึงจุดสูงสุดคือทางเลือกที่ทรงพลังกว่า

 

🟡 Legacy ในยุค Tim Cook มีอะไรบ้าง

 

ความเชื่อมั่นในการเป็นตัวเองของ Cook ไม่ได้เป็นแค่คำพูดลอยๆ แต่ได้รับการยืนยันจากบุคคลระดับโลกอย่าง Warren Buffett (วอร์เรน บัฟเฟตต์) ที่เคยชื่นชมว่า Cook เป็นซีอีโอที่เก่งมากจนหาตัวจับได้ยาก และสามารถสร้างผลตอบแทนให้บริษัทได้อย่างมหาศาล

 

Buffett มองเห็นว่าแก่นของ Cook คือการสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่แข็งแกร่ง สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์หลายรายที่สรุปไว้ว่า ‘Jobs ทำให้คนหลงรัก Apple แต่ Cook ทำให้คนอยากแต่งงานกับ Apple’

 

ลองจินตนาการถึงชีวิตประจำวันของคนทำงานยุคนี้ สมมติคุณเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ที่นั่งทำงานในร้านกาแฟ คุณสามารถคัดลอกไฟล์งานจากหน้าจอไอแพดแล้วกดวางบนหน้าจอเครื่องแมคบุ๊กได้ทันทีโดยไม่ต้องต่อสายสัญญาณ ใส่แอร์พอดส์ฟังเพลงที่จะหยุดเล่นเองเมื่อถอดออกจากหู และจ่ายเงินค่ากาแฟผ่านโทรศัพท์ได้อย่างปลอดภัย ความลื่นไหลเหล่านี้เกิดจากอุปกรณ์ที่สร้างขึ้นในยุคของ Cook ทั้งสิ้น

 

ทั้งชิปประมวลผล Apple ซิลิคอนที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานเงียบสนิทไร้เสียงพัดลมกวนใจ ฟีเจอร์ขอแอปไม่ให้ติดตามเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน และแอปเปิลวอตช์ที่คอยส่งสัญญาณเตือนเมื่อหัวใจเต้นผิดปกติ ผลลัพธ์ในโลกจริงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ของเขาคือการถักทอเทคโนโลยีให้กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คอยดูแลชีวิตมนุษย์

 

🟡 เราจะแกะรอยวิธีคิดแบบ Tim Cook มาปรับใช้ได้อย่างไร

 

คนทำงานและผู้บริหารยุคใหม่สามารถสกัดแนวคิดการบริหารสายสุขุมของชายคนนี้ไปพัฒนาศักยภาพของตัวเองผ่านแนวทางสามด้าน

 

🔸การโฟกัสและกล้าปฏิเสธสิ่งที่ไม่ใช่: Cook เลือกที่จะปฏิเสธโครงการนับพันเพื่อทุ่มเทให้กับสิ่งที่มีความหมายและทำได้จริง เหมือนการตัดสินใจพับโครงการรถยนต์ไฟฟ้าที่ซุ่มพัฒนามานานนับสิบปีเมื่อพบว่าผลลัพธ์ปลายทางไม่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าขององค์กร

 

🔸ความนิ่งสงบเพื่อสยบความผันผวน: ตลอดเวลาที่กุมบังเหียนเขาต้องเผชิญมรสุมและวิกฤติต่างๆ มากมาย เขาพิสูจน์ว่าความนิ่งและการรับฟังอย่างลึกซึ้งแทนการใช้พลังงานเกรี้ยวกราดคือเครื่องมือแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

 

🔸การยืนหยัดในคุณค่าความถูกต้อง: เขากล้าตัดสินใจปฏิเสธคำขอของเอฟบีไอในการสร้างระบบหลังบ้านเพื่อเจาะข้อมูลผู้ใช้งาน แม้จะโดนกดดันจากสังคมรอบข้างอย่างหนักแต่เขายังคงเลือกปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกค้าเพราะเชื่อมั่นในจริยธรรมการทำงาน

 

บทเรียนตลอดสิบหกปีของ Cook ช่วยเตือนสติพวกเราทุกคนว่าพื้นที่ความสำเร็จในโลกธุรกิจปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเดินตามรอยเท้าของคนรุ่นก่อนหน้า การรีบปรับตัวเพื่อค้นหาเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง เรียนรู้ที่จะสร้างระบบการทำงานที่มั่นคง และยืนหยัดในคุณค่าที่ถูกต้องคือหนทางเดียวที่จะช่วยพาทีมงานและองค์กรข้ามผ่านทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน

The post แกะรอย 16 ปี Tim Cook กับวิสัยทัศน์การนำทัพ สร้าง Ecosystem แบบไม่ตามรอยใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Presenteeism เมื่อชีวิตส่วนตัวกระทบการทำงาน ถอดวิธีรับมือให้โปรเมื่อใจไม่พร้อม https://thestandard.co/presenteeism-work-personal-life/ Mon, 08 Jun 2026 11:20:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1215973 ภาพประกอบพนักงานนั่งทำงานด้วยความเศร้าหรือเครียดจากปัญหาชีวิตส่วนตัว

พฤติกรรมฝืนมาทำงาน หรือ Presenteeism คือการที่พนักงานแบ […]

The post Presenteeism เมื่อชีวิตส่วนตัวกระทบการทำงาน ถอดวิธีรับมือให้โปรเมื่อใจไม่พร้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบพนักงานนั่งทำงานด้วยความเศร้าหรือเครียดจากปัญหาชีวิตส่วนตัว

พฤติกรรมฝืนมาทำงาน หรือ Presenteeism คือการที่พนักงานแบกความเศร้าจากเรื่องส่วนตัวมาฝืนทำงานจนสมองล้า ข้อมูลจาก Harvard Business Review ระบุว่าภาวะนี้สร้างความเสียหายให้องค์กรมากกว่าการลาหยุดถึง 10 เท่า องค์กร ผู้นำ และคนทำงาน ควรทำความเข้าใจว่านี่คือสภาวะทางใจหนึ่งของมนุษย์ และเรียนรู้วิธีประคองทั้งจิตใจและหน้าที่การงานให้เดินหน้าต่อไปได้

 

🟡 ภาวะมาทำงานแต่ใจแตกสลายคืออะไร

 

Presenteeism อาการนี้ไม่ใช่แค่ความขี้เกียจ แต่มันคือกลไกทางสมองที่กำลังรับมือกับความสูญเสีย

 

วิทยาศาสตร์ทางสมองยืนว่ามนุษย์ไม่สามารถสับสวิตช์ปิดความเจ็บปวดได้ เมื่อเราพยายามฝืนกดทับแผลใจ สมองส่วนที่ใช้ประมวลผลและตัดสินใจจะทำงานช้าลง ร่างกายอาจจะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่สมาธิหลุดลอยไปแล้ว ซึ่งข้อมูลจาก Harvard Business Review ตอกย้ำว่าภาวะนี้ส่งผลเสียต่อการทำงานรุนแรงกว่าการที่พนักงานลาหยุดพักผ่อนไปเลยถึง 10 เท่า

 

🟡 ฝืนทำงานทั้งที่ใจพังสร้างความเสียหายได้แค่ไหน

 

ลองนึกภาพตามว่าคุณเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบมาสิบปีเมื่อคืน เช้าวันต่อมาคุณต้องมานั่งพรีเซนต์โปรเจกต์สำคัญให้ลูกค้าฟัง ร่างกายคุณยืนอยู่ตรงนั้นแต่สมองคุณเบลอไปหมด พิมพ์ตัวเลขผิดพลาดและตอบคำถามตะกุกตะกัก

 

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนทำงานทั่วโลก สถาบัน The Grief Recovery Institute ประเมินตัวเลขความสูญเสียทางเศรษฐกิจของบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่เกิดจากการฝืนทำงานทั้งที่จิตใจพังทลายไว้สูงถึง 225.8 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ปัญหานี้ลามไปถึงระดับผู้บริหารระดับสูง สถาบันเดียวกันยังพบว่าผู้บริหารระดับจัดการถึง 85% ยอมรับว่าการตัดสินใจงานของตัวเองแย่ลงมากในช่วงที่เจอมรสุมชีวิตส่วนตัว และนำไปสู่ความสูญเสียทางการเงินของบริษัทจริงๆ

 

🟡 มืออาชีพเศร้าได้ไหม เสียใจผิดหรือเปล่า

 

โลกการทำงานยุคเก่าชอบสอนให้เราแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องงานให้ขาด พอตอกบัตรเข้าออฟฟิศปุ๊บก็ต้องยิ้มรับบทคนเก่งทันที ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ตลอดเวลาหรอก

 

ความเป็นมืออาชีพในยุคนี้จึงเปลี่ยนความหมายไปสู่การบริหารความคาดหวังให้เป็น ถ้ารู้ตัวว่าโฟกัสไม่ได้เต็มร้อย การเดินไปบอกทีมตรงๆ เพื่อหาทางออกร่วมกันคือความรับผิดชอบขั้นสูงสุดที่คนทำงานพึงมี เพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดของตัวเองไปกระทบภาพรวมของบริษัท

 

🟡 คนทำงานอย่างเราควรรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

 

เมื่อความเปราะบางเป็นเรื่องธรรมชาติ นี่คือแนวทางที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาแย่ๆ ไปได้โดยไม่เสียงาน

 

🔸 พนักงานควรประเมินความพร้อมของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก หากรู้สึกว่าสมองตื้อจนทำเรื่องสำคัญพลาด ให้สื่อสารกับหัวหน้าด้วยการเน้นไปที่ผลกระทบของงาน เช่น ช่วงนี้มีปัญหาส่วนตัวหนักมาก อาจจะโฟกัสงานได้ไม่เต็มที่ ขออนุญาตสลับโปรเจกต์ชั่วคราวหรือขอทำงานที่บ้านสักระยะ

 

🔸 หัวหน้างานควรเน้นการรับฟังเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ต้องพยายามเป็นไลฟ์โค้ชแก้ปัญหาชีวิตให้ลูกน้อง แค่สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขารู้สึกว่าบริษัทพร้อมสนับสนุน

 

🔸 องค์กรต้องออกแบบความยืดหยุ่นให้เป็นสวัสดิการพื้นฐาน รายงานจาก Businessolver ชี้ว่าพนักงาน 92% พร้อมจะอยู่กับบริษัทต่อไปหากองค์กรมีความเห็นอกเห็นใจในช่วงวิกฤตชีวิต การให้เวลาพนักงานไปพักฟื้นใจคุ้มค่ากว่าการปล่อยให้เขาหมดไฟจนลาออกแล้วต้องเสียเงินจ้างคนใหม่มาแทนที่

 

การอนุญาตให้ตัวเองเศร้าและพักผ่อนในวันที่โลกใจร้ายไม่ได้แปลว่าคุณเป็นคนไม่เก่งหรือขาดความรับผิดชอบ แต่คือการแสดงความเคารพต่อความรู้สึกของตัวเองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง การกล้าสื่อสารความเจ็บปวดออกมาอย่างซื่อตรงคือเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยประคองทั้งจิตใจและหน้าที่การงานให้เดินหน้าต่อไปได้ ขอแค่จำไว้ว่างานที่ดีคือตัวเราที่ยังมีชีวิตและจิตใจที่แข็งแรงพร้อมสู้ต่อ

The post Presenteeism เมื่อชีวิตส่วนตัวกระทบการทำงาน ถอดวิธีรับมือให้โปรเมื่อใจไม่พร้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ De-Influencing: จุดจบ Influencer สายป้ายยาขายฝัน เมื่อผู้บริโภคขอแบนโฆษณาจัดฉากเกินจริง https://thestandard.co/de-influencing-marketing-shift/ Fri, 05 Jun 2026 10:27:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1214937 De-Influencing หรือวัฒนธรรมกดแบนอินฟลูเอนเซอร์สายอวยเกินจริง

แรงกระเพื่อมของดราม่าปักปากกาลดน้ำหนักในไทยกลายเป็นจุดเ […]

The post เทรนด์ De-Influencing: จุดจบ Influencer สายป้ายยาขายฝัน เมื่อผู้บริโภคขอแบนโฆษณาจัดฉากเกินจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
De-Influencing หรือวัฒนธรรมกดแบนอินฟลูเอนเซอร์สายอวยเกินจริง

แรงกระเพื่อมของดราม่าปักปากกาลดน้ำหนักในไทยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ De-Influencing หรือวัฒนธรรมกดแบนอินฟลูเอนเซอร์สายอวยเกินจริง ตัวเลขจาก Typeform ชี้ว่าคนถึง 71% เคยหลงกลซื้อตามรีวิวแล้วผิดหวัง ทำให้เกิด Trust Issue ต่อรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์ ถึงเวลาที่แบรนด์และครีเอเตอร์ต้องรื้อกลยุทธ์มาเน้นความซื่อสัตย์แบบโปร่งใส เพราะการตลาดที่เน้นแต่ยอดฟอลกำลังจะล่มสลายลง

 

🟡 ดราม่าอินฟลูเอนเซอร์ไทย เกิดอะไรขึ้น

 

ล่าสุด เกิดดราม่าการรีวิวและโฆษณาการรักษาด้วยการปักปากกาลดน้ำหนัก หรือยากลุ่ม GLP-1 ที่ดารานักแสดงหลายคนถูกโยงว่ารับงานรีวิวทั้งที่รูปร่างผอมเพรียวอยู่แล้ว

 

ชาวเน็ตพากันตั้งคำถามอย่างหนักถึงความเหมาะสมของการเปลี่ยนนวัตกรรมทางการแพทย์สำหรับรักษาโรคอ้วนให้กลายเป็นเทรนด์ความงามทางลัด ยิ่งกลุ่มแพทย์สายสุขภาพออกมาเตือนถึงผลเสียรุนแรงของยาลดน้ำหนักซึ่งจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน มวลกล้ามเนื้อฝ่อลีบ หรือภาวะโยโย่เอฟเฟกต์ ยิ่งกระตุ้นให้สังคมตระหนักว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยในสุขภาพชีวิตและความถูกต้อง

 

สุดท้ายนักแสดงหญิงท่านหนึ่งที่ถูกพาดพิงต้องรีบออกมาชี้แจงผ่านอินสตาแกรมสตอรี่อย่างละเอียดเพื่อปฏิเสธว่าตนเองไม่เคยปักและไม่ได้เป็นพรีเซนเตอร์

 

ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารที่คล้อยตามง่ายอีกต่อไป แต่เป็นผู้ตรวจสอบที่มีความตระหนักรู้สูงและพร้อมจะตั้งคำถามกับคอนเทนต์ที่ไร้จริยธรรมทันที

 

🟡 วัฒนธรรมการแบน (Cancel Culture) ของคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนด้วยอะไร

 

ในมุมมองของผู้บริโภคยุคใหม่ วัฒนธรรมการแบนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่การประจานในพื้นที่สาธารณะ แต่คือเครื่องมือเชิงจริยธรรมในการบังคับให้แบรนด์หรืออินฟลูเอนเซอร์ปรับปรุงความรับผิดชอบต่อสังคม

 

ผลการศึกษาของสถาบัน Porter Novelli พบว่า 64% ของผู้ใช้โซเชียลมีเดียรู้สึกว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้มอบอำนาจและเสียงในการกำหนดทิศทางหรือลงทัณฑ์แบรนด์สินค้า ขณะที่ 53% เชื่อว่าแบรนด์มีหน้าที่ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม และ 64% พร้อมจะหยุดสนับสนุนแบรนด์ทันทีหากพบว่ามีจุดยืนขัดแย้งกับประเด็นสังคมที่สำคัญ

 

ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยเชิงลึกโดย Ruonan Zhang และทีมวิจัยจาก University of Nebraska Omaha ระบุว่า ความเชื่อถือในตัวอินฟลูเอนเซอร์คือตัวแปรหลักที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจแบนและการหลีกเลี่ยงแบรนด์โดยตรง สอดคล้องกับบทเรียนราคาแพงในไทย เช่น คดีเครือข่ายธุรกิจขายตรงขนาดใหญ่ช่วงปลายปี 2024 ที่มีความเสียหายกว่า 800 ล้านบาท หรือคดีความเสียหายเครือข่ายการลงทุนออนไลน์มูลค่ากว่า 1,386 ล้านบาท ซึ่งล้วนใช้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของดาราและอินฟลูเอนเซอร์มาชักชวนให้เหยื่อร่วมลงทุน จนนำไปสู่การกวาดล้างทางกฎหมายและการดำเนินคดีอาญา

 

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคยกระดับการป้องกันตัวเองสูงสุด และพร้อมที่จะเลิกติดตามหรือร่วมแบนพันธมิตรทางธุรกิจทันทีหากได้กลิ่นพิรุธจากแบรนด์

 

🟡 ทำไมโฆษณาขายฝันแบบเดิมถึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

 

รายงานจาก Typeform ระบุว่า ผู้บริโภค 40% เลือกที่จะเชื่อใจอินฟลูเอนเซอร์จากความเข้าถึงง่ายและเป็นธรรมชาติมากกว่ายอดผู้ติดตาม ยิ่งเมื่อพิจารณาว่ามีอินฟลูเอนเซอร์ถึง 1 ใน 3 ยอมรับว่าเคยซื้อยอดผู้ติดตามปลอมเพื่อสร้างตัวตนลวง ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างความน่าเชื่อถือขนาดใหญ่

 

ผลสำรวจจาก Wakefield Research เผยตัวเลขว่า ผู้บริโภคสูงถึง 87% ไม่เชื่อว่าอินฟลูเอนเซอร์ใช้สินค้าที่โปรโมตจริง ขณะเดียวกันอินฟลูเอนเซอร์ 56% ก็ยอมรับตรงๆ ว่าตนเองรับงานโปรโมตสินค้าที่ไม่ได้ชอบจริง การตลาดที่ยัดเยียดบทโฆษณาแข็งทื่อจากแบรนด์จนทำให้อินฟลูเอนเซอร์สูญเสียความเป็นตัวเอง จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่สะกิดต่อมจับผิดของผู้บริโภค

 

ยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับสื่อดิจิทัลมองเห็นความพยายามในการจัดฉาก คอนเทนต์เหล่านั้นจะถูกมองข้ามไปทันที ข้อมูลจาก Bazaarvoice ชี้ว่าผู้บริโภคเกือบครึ่งหนึ่งรู้สึกเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากของโฆษณา และพร้อมที่จะแบนแบรนด์ที่ขาดความจริงใจ

 

🟡 เทรนด์ De-Influencing กำลังเปลี่ยนตลาดอย่างไร

 

เมื่อคำว่าของมันต้องมีเริ่มไร้พลัง เทรนด์ต่อต้านโฆษณาหรือ De-Influencing จึงก้าวเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนบทบาทอินฟลูเอนเซอร์จากการเป็นคนชักชวนให้ซื้อมาเป็นคนเตือนสติว่าสิ่งนี้ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่าเงิน

 

ในระดับโลก แฮชแท็ก #De-Influencing บน TikTok มียอดเข้าชมทะลุ 400 ล้านครั้ง สะท้อนความต้องการบริโภคอย่างยั่งยืนของผู้คนท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและการประหยัดค่าใช้จ่าย ในไทยเอง ครีเอเตอร์ด้านความงามที่ทำคอนเทนต์บอกต่อเครื่องสำอางที่ไม่ต้องซื้อจนกวาดคนดูไปกว่า 800,000 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าความจริงใจแบบไม่ประดับประดา คอนเทนต์ที่ยอมรับข้อบกพร่องตามจริงและการวิเคราะห์สินค้าอย่างตรงไปตรงมาช่วยให้ครีเอเตอร์ได้รับความไว้วางใจเหนือกว่าเมกะอินฟลูเอนเซอร์แบบเดิม

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระดับแบรนด์คือ IKEA ที่หันมาลงทุนในโครงการรับซื้อเฟอร์นิเจอร์คืนเพื่อนำไปหมุนเวียนจำหน่ายใหม่ ซึ่งสอดรับโดยตรงกับความต้องการลดการสร้างขยะและการบริโภคอย่างมีสติของผู้บริโภคยุคนี้

 

🟡 แบรนด์และครีเอเตอร์ต้องทำอย่างไรเพื่อความอยู่รอด

 

ทางรอดทางเดียวของแบรนด์และครีเอเตอร์คือการเปลี่ยนผ่านจากเน้นยอดการเข้าถึงไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือผ่านข้อมูลเชิงลึก แบรนด์ต้องยุติตามใจความรู้สึกส่วนตัวในการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ แล้วหันมาวิเคราะห์ผลลัพธ์ผ่านดัชนีชี้วัดที่ตรวจสอบได้จริง เช่น ยอดซื้อจริง หรือข้อมูลผู้ติดตามเชิงลึกจากระบบวิเคราะห์ข้อมูลอย่าง Wisesight Influencer Directory เพื่อประเมินคะแนนยอดปฏิสัมพันธ์ต่อโพสต์ ประวัติการร่วมงานกับคู่แข่ง และทัศนคติของแฟนคลับอย่างถี่ถ้วน

 

🔸เปลี่ยนผ่านจากการจ้างงานรายครั้งมาสร้างความร่วมมือระยะยาวเพื่อความสมจริงของชิ้นงานและสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นธรรมชาติ

 

🔸กระจายงบประมาณมายังกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์รายย่อยหรือกลุ่มนาโนอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามหลักพันถึงหลักหมื่น ซึ่งโดดเด่นด้วยยอดปฏิสัมพันธ์คุณภาพสูงถึง 55%

 

🔸ตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมายของสินค้าและใบอนุญาตโฆษณาอย่างเข้มงวดก่อนรับงาน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและการเงินที่กำลังถูกภาครัฐควบคุมเข้มข้น

 

เกมการตลาดออนไลน์ไม่ได้วัดกันที่ใครเสียงดังที่สุดอีกต่อไป แต่เป็นเกมของใครมีความจริงใจและเคารพสติปัญญาของคนดูมากกว่ากัน แบรนด์และผู้นำที่กล้าปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และร่วมงานกับครีเอเตอร์ที่เชื่อถือได้จริง จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตความเบื่อหน่ายนี้ให้กลายเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้ในระยะยาว

The post เทรนด์ De-Influencing: จุดจบ Influencer สายป้ายยาขายฝัน เมื่อผู้บริโภคขอแบนโฆษณาจัดฉากเกินจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิด 38 วิชาใหม่ระดับมหาลัย แผนสร้างชาติที่คนธรรมดาต้องรู้ให้ทัน https://thestandard.co/china-new-majors-self-reliance/ Fri, 05 Jun 2026 06:59:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1214872

กระทรวงศึกษาธิการจีนเพิ่งอนุมัติ 38 สาขาวิชาใหม่ระดับปร […]

The post จีนเปิด 38 วิชาใหม่ระดับมหาลัย แผนสร้างชาติที่คนธรรมดาต้องรู้ให้ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงศึกษาธิการจีนเพิ่งอนุมัติ 38 สาขาวิชาใหม่ระดับปริญญาตรี การขยับตัวนี้มันคือการประกาศสร้างโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ครั้งใหญ่ระดับชาติ มหาอำนาจกำลังเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหาเพื่อรับมือกับโลกที่ผันผวน และเป็นไปได้ว่าทิศทางตลาดงานและวิถีชีวิตของเราในอีกสิบปีข้างหน้ากำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

🟡 ทำไมจีนต้องรื้อหลักสูตร

 

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการของจีนได้ประกาศไฟเขียวบรรจุวิชาใหม่เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนำคะแนนจากการสอบเกาเข่า (การสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติของจีน) มายื่นเข้าเรียนในสาขาเหล่านี้ได้ทันที

 

การรื้อระบบครั้งนี้เกิดขึ้น เป็นไปได้ว่าจีนประเมินแล้วว่าความรู้แบบเดิมไม่พอจะรับมือกับความท้าทายใหม่ การตั้งวิชาเหล่านี้ขึ้นมาจึงเป็นการออกแบบประชากรให้พร้อมเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีด้วยตัวเอง

 

🟡 วิชาใหม่มีอะไร ทำไมถึงน่าสนใจ

 

พอดูรายชื่อวิชาใหม่ เราจะเห็นเลยว่าจีนกำลังวางแผนสร้างคนเพื่อตอบโจทย์อนาคต ลองมาดูตัวอย่างวิชาที่เข้าใจง่ายแต่บอกใบ้ทิศทางของโลกได้ชัดเจนกัน

 

🔸 Low-altitude Economy: หรือเศรษฐกิจน่านฟ้าต่ำ จีนกำลังสร้างคนที่เข้าใจระบบโดรนแบบครบวงจร ตั้งแต่การขนส่งสินค้า แท็กซี่บินได้ (โดรนโดยสารไฟฟ้าที่บินข้ามเมืองหนีรถติด) ไปจนถึงระบบกู้ภัยฉุกเฉิน การเตรียมคนกลุ่มนี้คือการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่บนท้องฟ้า

 

🔸Business AI ปัญญาประดิษฐ์เชิงธุรกิจ: โลกก้าวข้ามการหาคนเขียนโปรแกรมเก่งไปแล้ว ตลาดแรงงานยุคหน้าต้องการคนที่สามารถดึงเทคโนโลยีมาสร้างรายได้และแก้ปัญหาในเชิงพาณิชย์ให้องค์กรได้จริง

 

🔸 Agricultural Robotics หุ่นยนต์เกษตร: เป็นไปได้ว่าด้วยความต้องการเพิ่มผลผลิตทางอาหาร และให้ความสำคัญกับเรื่อง Food Security จีนจึงต้องสร้างบุคลากรมาพัฒนาเทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อเพิ่มผลผลิตทดแทนแรงงานคน เพราะอาหารคือความมั่นคงสูงสุดของชาติในยามวิกฤตความขัดแย้ง

 

🟡 เบื้องหลังหลักสูตร มหาอำนาจกำลังเตรียมรับมือวิกฤตอะไร

 

ถ้าเราลองถอยออกมาดูภาพรวมของวิชาทั้งหมดตั้งแต่เรื่องหุ่นยนต์ การผลิตชิป พลังงาน ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ เราจะเห็นจุดร่วมที่ชัดเจนมากว่าจีนไม่ได้แค่จับกระแสโลกมาเปิดสอนให้ดูเท่หรือทันสมัย แต่นี่คือการกางพิมพ์เขียวระดับประเทศเพื่อเตรียมรับมือกับการจัดการความเสี่ยงในอนาคตแบบเต็มพิกัด

 

มหาอำนาจชาตินี้กำลังตั้งคำถามตัวโตๆ ว่าในอีกสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้าโลกจะหมุนไปทางไหน และถ้าวันหนึ่งโลกเข้าสู่ยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดถึงขีดสุดจนไม่มีใครยอมเป็นมิตรด้วย ประเทศของเขาจะยังยืนหยัดอยู่ได้เองหรือไม่

 

การเร่งสร้างคนให้เข้าใจกระบวนการผลิตชิปเพื่อหนีการถูกคว่ำบาตร การใช้หุ่นยนต์เกษตรเพื่อผลิตอาหารเลี้ยงประชากรพันกว่าล้านคน ไปจนถึงการวางแผนพลังงานเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ ล้วนตอบโจทย์เดียวกัน

 

จุดประสงค์ที่แท้จริงของทั้ง 38 วิชานี้จึงก้าวข้ามเรื่องตัวเลขจีดีพี แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการพึ่งพาตัวเองให้เบ็ดเสร็จที่สุดในทุกมิติ เพื่อให้รอดพ้นจากทุกวิกฤตที่โลกกำลังจะเหวี่ยงใส่

 

🟡 เรื่องนี้กระทบคนไทยอย่างไร

 

การเปลี่ยนเกมทักษะของจีนกำลังบอกใบ้ว่าความรู้เดิมที่เรามีอาจหมดอายุเร็วกว่าที่คิด ตลาดแรงงานโลกกำลังวิ่งเข้าหาคนที่สามารถมองภาพรวมและแก้ปัญหาข้ามสายอาชีพได้

 

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเราอาจไม่ต้องถึงขั้นไปลงเรียนวิชาสร้างหุ่นยนต์ เราสามารถเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการหาช่องทางนำเครื่องมือใหม่ๆ มาผสมผสานกับงานที่ทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้ข้อมูลมาลดต้นทุน หรือคนทำงานออฟฟิศที่ดึงโปรแกรมอัตโนมัติมาช่วยจัดการงานซ้ำซากในแต่ละวัน

 

เราทุกคนต้องกล้าโยนกรอบความคิดเก่าทิ้งและเริ่มสะสมทักษะใหม่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถเอาตัวรอดและเติบโตได้ในโลกที่ไม่มีที่ยืนให้คนหยุดนิ่ง

The post จีนเปิด 38 วิชาใหม่ระดับมหาลัย แผนสร้างชาติที่คนธรรมดาต้องรู้ให้ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนความกากและอีโก้ของ ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว https://thestandard.co/youngohm-lessons-ego-success/ Thu, 04 Jun 2026 07:53:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1214537 ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว

YOUNGOHM หรือ โอม รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ คือศิลปินฮิปฮอปผู้ […]

The post ถอดบทเรียนความกากและอีโก้ของ ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว

YOUNGOHM หรือ โอม รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ คือศิลปินฮิปฮอปผู้สร้างปรากฏการณ์เพลงร้อยล้านวิวตั้งแต่อายุ 19 ปี เบื้องหลังความสำเร็จที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็วนี้แฝงไปด้วยบทเรียนชีวิตที่สำคัญสำหรับคนทำงานยุคใหม่ การเติบโตจากความสำเร็จที่มาเร็วเกินไป การจัดการอีโก้ที่กัดกินความสัมพันธ์ และการนิยามความสำเร็จขึ้นมาใหม่ จะช่วยให้เรายืนหยัดในโลกการทำงานที่กดดันได้อย่างแข็งแกร่ง

 

🟡 เบ้าหลอมและการเผชิญหน้ากับความล้มเหลว

 

โอม รัธพงศ์ เติบโตมากับคุณตาคุณยายในย่านสุขุมวิทร้อยหนึ่ง ท่ามกลางการฟังเพลงลูกทุ่งและเพลงป็อปที่คนในครอบครัวมักจะร้องคลอไปด้วยกันเสมอ

 

ความคุ้นเคยกับดนตรีทำให้เขาเริ่มสนใจเพลงฮิปฮอปผ่านทีวีดาวเทียม และลองแต่งไรม์ในวัยเรียนเพื่อเป็นเครื่องมือระบายความรู้สึก จุดเปลี่ยนเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาขึ้นเวทีแบทเทิล Rap is Now ครั้งแรกแล้วเกิดความผิดพลาดจนตระหนักว่าทักษะตัวเองยังไม่ดีพอ เขาเลือกใช้ความรู้สึกนั้นเป็นแรงผลักดันในการฝึกซ้อมจนยอมทิ้งเรื่องผลการเรียน ผลลัพธ์จากการโฟกัสคือวันที่ได้เงิน 5,000 บาทแรกจากแพลตฟอร์ม YouTube ขณะนั่งเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทำให้รู้สึกภูมิใจกับตัวเองมาก

 

การยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองตามความเป็นจริง และเลือกโฟกัสกับสิ่งที่อยากทำ คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะในการทำงาน

 

🟡 ความหวังดีเปลี่ยนเป็นแรงกดดันได้อย่างไร

 

เมื่อหาเงินได้ตั้งแต่อายุ 19 เขาเริ่มมีอิสระทางการเงินและแยกตัวออกจากครอบครัว โดยยึดเพื่อนร่วมแก๊งเป็นที่พึ่งทางใจ พอเริ่มมีชื่อเสียง เขาก็คาดหวังให้เพื่อนทุกคนเติบโตและสำเร็จไปด้วยกัน แต่ความหวังดีที่เข้มข้นเกินไปนี้กลับกลายเป็นการสร้างความกดดันให้คนรอบข้าง โอมเล่าถึงความสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า

 

“จุดที่ทำให้เราดิ่งส่วนใหญ่มันมาจากการที่เราเอาความคาดหวังไปวางไว้ที่เพื่อน เพราะเรามองเขาเป็นคนสำคัญและเป็นที่พึ่งทางใจ พอผิดหวังมันเลยเจ็บมาก จนมาสังเกตได้ว่าบางทีเราก็เอาความเป็นเราไปครอบเขาเยอะเกินไป หวังดีนะ แต่วิธีมันอาจจะฮาร์ดคอร์จนกลายเป็นอีโก้ที่ล้นไปหาคนอื่น”

 

เมื่อความคาดหวังไม่เป็นไปตามที่คิด ความผิดหวังก็ย้อนกลับมาส่งผลกระทบต่อตัวเขาเองจนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและไบโพลาร์ในช่วงอายุ 18 ปี ปัญหานี้บังคับให้เขาต้องกลับมาทบทวนพฤติกรรมตัวเอง เขาเริ่มถอยออกมาใช้เวลาอยู่คนเดียว ปล่อยให้คนอื่นเติบโตในเส้นทางของตัวเอง และลดการเอาความสุขไปผูกติดกับความสำเร็จของใคร

 

🟡 มุมมองต่อเป้าหมายที่ไม่ได้มีแค่ยอดวิว

 

ภาพลักษณ์ของแรปเปอร์มักถูกเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ที่หวือหวา แต่ศิลปินหนุ่มคนนี้กลับมองว่าการทำงานศิลปะเหมือนซีรีส์ที่ต้องมีตอนใหม่ให้ได้เรียนรู้อยู่เสมอ เขาปฏิเสธที่จะทำเพลงตามสูตรสำเร็จเดิมๆ เพียงเพราะมันขายได้

 

“ผมมองเหมือนชีวิตเราเป็นซีรีส์เรื่องนึง อัลบั้มนึงก็เป็นตอนนึง มันไม่สนุกถ้าทำเหมือนเดิม ผมพร้อมให้ขายก๋วยเตี๋ยวได้ตลอดเวลาเลย คือเพลงผมไม่ต้องดังก็ได้”

 

การผูกเป้าหมายชีวิตไว้กับตัวชี้วัดภายนอกเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หลงทางได้ง่าย การหันมาโฟกัสกับความสุขระหว่างการทำงานและกล้าทดลองสิ่งใหม่ โดยไม่ต้องกดดันตัวเองให้สมบูรณ์แบบในทุกผลงาน คือทางเลือกที่ช่วยให้ทำงานได้อย่างยั่งยืนขึ้น

 

เรื่องของยังโอมอาจบอกเราว่า ชีวิตและการทำงานคือกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องเจอทั้งความผิดพลาดและการปรับตัว ความกล้าที่จะมองเห็นจุดอ่อนของตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา หมั่นสำรวจอีโก้เพื่อไม่ให้เผลอสร้างความกดดันให้คนรอบข้าง และทบทวนเป้าหมายในการทำงานอยู่เสมอ จะช่วยหาระยะห่างที่พอดีในการทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุล

The post ถอดบทเรียนความกากและอีโก้ของ ‘YOUNGOHM’ จากเด็กหลังห้องสู่ศิลปินร้อยล้านวิว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะอินไซต์นอร์ทอีสเดิ้น ขุมทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ที่ต้องปักหมุดใน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 https://thestandard.co/isan-creative-festival-2026/ Tue, 02 Jun 2026 08:54:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1213878 เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026

ภาพจำของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นเพียงเมืองเกษตร […]

The post เจาะอินไซต์นอร์ทอีสเดิ้น ขุมทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ที่ต้องปักหมุดใน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026

ภาพจำของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นเพียงเมืองเกษตรกรรมกำลังจะถูกลบทิ้งไป เพราะที่นี่กำลังก้าวขึ้นเป็นเครื่องยนต์ชิ้นใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ผ่านงาน ‘เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569’ หรือ ‘Isan Creative Festival 2026’ งานโชว์เคสระดับภูมิภาคที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่าต้นทุนทางวัฒนธรรมสามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินและโอกาสใหม่ทางการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับผู้นำหรือนักธุรกิจที่กำลังมองหาน่านน้ำใหม่ การไปเดินสำรวจนิเวศสร้างสรรค์ในอีเวนต์นี้ด้วยตัวเองอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยสเกลธุรกิจของคุณให้ก้าวกระโดดกว่าที่เคย

 

🟡 นอร์ทอีสเดิ้น คืออะไร มีอะไรน่าจับตา

 

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การมหาชน หรือ CEA มองเห็นของดีที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ จึงร่วมมือกับเครือข่าย 20 จังหวัดทั่วภาคอีสานจัดงานนี้ขึ้นมา โดยไฮไลต์รอบนี้มาในธีม ‘นอร์ทอีสเดิ้น’ หรือ NORTHEAST MODERN ที่ดึงเอาคาแรกเตอร์คนอีสานยุคใหม่มาเป็นแกนหลักในการเล่าเรื่อง

 

‘ความเดิ้น’ ที่ว่าคือความมั่นใจในรากเหง้าของตัวเอง ผสมกับศักยภาพในการหยิบเอาภูมิปัญญามาปรับให้เข้ากับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แนวคิดนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่าทุนท้องถิ่นที่มีความพร้อมสรรพและอุดมสมบูรณ์คือขุมทรัพย์ที่คนทำธุรกิจสามารถเข้าไปจับจองพื้นที่และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมหาศาล

 

🟡 ภูมิภาคนี้จะพลิกโฉมวงการธุรกิจได้อย่างไร

 

การอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือการวางรากฐานระยะยาวที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพได้จริงในระดับพื้นที่

 

ยุทธศาสตร์หลักคือการปั้นให้อีสานเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่มีโครงสร้างพื้นฐานแน่นพอจะก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี นวัตกรรม และการแพทย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง ควบคู่ไปกับการดันให้เป็นฮับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานคอนเทนต์ ดนตรี อาหาร ไปจนถึงงานคราฟต์ จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอีกอย่างคือการพัฒนาคนอีสานให้เป็นบุคลากรคุณภาพที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต เสน่ห์ที่ขาดไม่ได้คือความม่วนมิตรหรือความเป็นมิตรของคนพื้นที่ ซึ่งจะเป็นกาวใจชั้นดีในการเชื่อมโยงผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมให้เกิดเป็นความร่วมมือทางธุรกิจแบบยั่งยืน

 

🟡 มีอะไรน่าสนใจรออยู่ในงาน ‘เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569’

 

ใครที่อยากเห็นภาพจริงว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำอะไรได้บ้าง สามารถแวะไปหาคำตอบได้ในงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 ถึง 21.00 น. พื้นที่จัดงานหลักจะกระจายตัวอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ทั้ง TCDC ขอนแก่น เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วภาคอีสาน งานนี้มีโปรแกรมมากกว่า 200 กิจกรรมที่คนทำธุรกิจสามารถเดินเก็บเกี่ยวไอเดียได้เต็มที่

 

🔸 Isan Story Gaming เปิดพื้นที่เจาะลึกเรื่องราวอีสานผ่านเลนส์ของอุตสาหกรรมเกมและคอนเทนต์

 

🔸 5 Isan Pavilion นำเสนอภาพภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคตจากทั้ง 20 จังหวัดแบบจัดเต็ม

 

🔸 Isan Studio Showcase แพลตฟอร์มที่สร้างโอกาสให้เกิดการพูดคุยและต่อยอดทางธุรกิจสร้างสรรค์โดยตรง

 

โลกธุรกิจหมุนเร็วขึ้นทุกวัน การยึดติดกับภาพจำเดิมอาจทำให้เราพลาดโอกาสเติบโตในน่านน้ำใหม่ ผู้นำที่เฉียบคมคือคนที่กล้าพาตัวเองลงไปสัมผัสพื้นที่จริงเพื่อเปิดรับแรงบันดาลใจและเชื่อมต่อกับชุมชนท้องถิ่น การออกไปเยือนเทศกาลระดับภูมิภาคครั้งนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจของคุณให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

 

ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่
Website: www.Isancreativefestival.com
Facebook/Instagram: Isancreativefestival

The post เจาะอินไซต์นอร์ทอีสเดิ้น ขุมทรัพย์เศรษฐกิจใหม่ที่ต้องปักหมุดใน เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตของขาด พายุลูกถัดไปกำลังจะมา https://thestandard.co/global-goods-scarcity-crisis/ Tue, 02 Jun 2026 04:44:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1213691

ของบางอย่างกำลังจะแพงขึ้น…แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ มันอ […]

The post วิกฤตของขาด พายุลูกถัดไปกำลังจะมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ของบางอย่างกำลังจะแพงขึ้น…แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ มันอาจ ‘หายไปเลย’

 

สัญญาณล่าสุดจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มดู ‘ดีขึ้นเล็กน้อย’ แล้วครับ มีการพูดถึงการเจรจา และโอกาสคลี่คลายในช่วงถัดไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนยังสูงมาก ทุกฝ่ายยังคงเตรียมกำลัง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังคงเป็นเป้าหมายที่เปราะบาง

 

และต่อให้สงคราม ‘จบ’ หรือ ‘ดีขึ้น’ วันนี้ ผลกระทบที่ถูกส่งเข้าไปในระบบแล้ว มันไม่ได้หายไปทันที เพราะห่วงโซ่อุปทานโลกได้เริ่มสะดุดไปแล้ว และกำลังค่อยๆ ลามเข้าสู่เศรษฐกิจจริง อย่างน้อย 3-6 เดือนหลังจากนี้

 

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น น้ำมันและค่าไฟเป็นแค่สัญญาณแรกของปัญหา ค่าขนส่งกำลังตามมา สิ่งที่กำลังค่อยๆ เกิดขึ้นเงียบๆ คือระบบ supply chain ที่เริ่มสะดุด และต้นเหตุสำคัญคือ ‘วัตถุดิบเริ่มขาด’

 

ตัวอย่างที่ชัดมากคือเม็ดพลาสติก วัตถุดิบที่คนแทบไม่เคยคิดถึง แต่จริงๆ แล้วอยู่ในทุกอย่างรอบตัว ตั้งแต่ถุงขยะ ซองขนม ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร ตอนนี้ราคามันขึ้นไปแล้ว 40–70% และเริ่มมีอาการ ‘ของตึง’ ในบางช่วง

 

อีกปัญหาคือ โรงงานจำนวนมากไม่ได้ขาดของหลัก แต่ขาด ‘ของเล็กๆ’ อย่างขวด ฝา หรือซอง ผลคือมีออเดอร์ มีสินค้า มีลูกค้า แต่ผลิตไม่ได้ เพราะขาดชิ้นเดียว ในโลกของการผลิต ขาดแค่ชิ้นเดียว เท่ากับหยุดทั้งไลน์

 

อุตสาหกรรมรถยนต์ก็เหมือนกัน รถหนึ่งคันมีชิ้นส่วนเป็นหมื่นชิ้น แต่ถ้าขาดแค่ชิ้นเดียว เช่น ชิป หรือพลาสติกบางตัว รถทั้งคันก็ออกจากโรงงานไม่ได้ นี่คือธรรมชาติของโลกยุคนี้ ระบบมันมีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ก็เปราะบางมากเช่นกัน

 

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก็ออกมาเตือนแล้วว่า ปัญหานี้เริ่มกระทบ ‘การผลิตจริง’ ไม่ใช่แค่ต้นทุน

 

ล่าสุดเจ้าของน้ำเต้าหู้แบรนด์ Tofusan ก็ออกมาเตือนว่า packaging บางรายการเปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (PO) ไว้ตั้งแต่ 3–4 เดือนก่อนสงครามจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายซัพพลายเออร์บางเจ้ากลับโทรมาบอกว่าตอนนี้ไม่มีเม็ดพลาสติกพอจะผลิตให้ หรือออเดอร์ใหม่ในราคาที่สูงขึ้นถึง 40%

 

สิ่งที่น่ากังวลคือ มันไม่ได้พังแบบค่อยๆ พัง แต่มันจะเริ่มพังเป็นจุด แล้วลามเร็วมากครับ

 

แล้วทำไมวันนี้เรายังรู้สึกว่าทุกอย่างปกติ คนยังซื้อรถ ยังใช้ชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

 

คำตอบง่ายๆ คือ ผลกระทบมันยังมาไม่ถึง ธุรกิจยังมีสต็อก ผู้บริโภคยังมีรายได้ รัฐยังช่วยประคองราคาอยู่ เราเลยอยู่ในช่วงที่ ‘พายุยังไม่ขึ้นฝั่ง’

 

อีกด้านหนึ่ง คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าของจะแพงขึ้น ก็เลยรีบซื้อก่อน ยิ่งทำให้ภาพดูเหมือนเศรษฐกิจยังเดินได้ดี

 

แต่จุดที่ต้องจับตาคือ เมื่อไหร่ที่สต็อกเริ่มหมด วัตถุดิบเริ่มขาด และต้นทุนขยับพร้อมกัน วันนั้นทุกอย่างจะเปลี่ยนเร็วมาก

 

วิกฤตรอบนี้ไม่ใช่แค่ ‘เงินขาด’ แต่คือ ‘ของอาจไม่มี’ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่เก็บเงินสด แต่ต้องรู้ให้ชัดว่า supply chain ของคุณเสี่ยงตรงไหน มีคอขวดอะไร และอย่าพึ่งซัพพลายเออร์เจ้าเดียว ต้องมีตัวสำรอง พร้อมถือสต็อกวัตถุดิบสำคัญมากขึ้นจากเดิม

 

สรุปง่ายๆ คือ เปลี่ยนจาก ‘บริหารต้นทุน’ เป็น ’บริหารความอยู่รอด‘

 

ใครยังผลิตต่อได้ มีของส่งลูกค้าได้ แม้กำไรน้อยลง ก็ยังอยู่ในเกม แต่คนที่ของขาด จะหลุดจากเกมทันที

 

หวังว่าทุกคนจะผ่านพ้นพายุลูกนี้ไปได้นะครับ

The post วิกฤตของขาด พายุลูกถัดไปกำลังจะมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสวิธีคิด เผือก พงศธร กลยุทธ์เลี้ยงลูกสร้างภูมิคุ้มกันความผิดหวังในยุคดิจิทัล https://thestandard.co/puek-pongsatorn-teach-kids-failure/ Mon, 01 Jun 2026 23:48:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1213526 เผือก พงศธร กำลังเล่าถึงแนวคิดการเลี้ยงลูกโดยสอนให้รู้จักกับความพ่ายแพ้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

นิยามความสำเร็จของเด็กยุคใหม่คือการมีภูมิคุ้มกันทางใจที […]

The post ถอดรหัสวิธีคิด เผือก พงศธร กลยุทธ์เลี้ยงลูกสร้างภูมิคุ้มกันความผิดหวังในยุคดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผือก พงศธร กำลังเล่าถึงแนวคิดการเลี้ยงลูกโดยสอนให้รู้จักกับความพ่ายแพ้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

นิยามความสำเร็จของเด็กยุคใหม่คือการมีภูมิคุ้มกันทางใจที่แข็งแรงพอจะรับมือกับความผิดหวัง ท่ามกลางสังคมที่เด็กต้องเผชิญหน้ากับการเปรียบเทียบผ่านโซเชียลมีเดียแทบทุกวินาที ทักษะการล้มแล้วลุกให้ไวและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่คนเป็นพ่อแม่ต้องเตรียมพร้อมให้ลูกตั้งแต่วันนี้ The Secret Sauce จะพาไปถอดรหัสวิธีคิดของ ‘เผือก-พงศธร จงวิลาส’ ที่ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิตทั้งหมดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกเติบโตอย่างมีความสุข

 

🟡 อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนชิลๆ ลุกขึ้นมาวางแผนชีวิต

 

“มันกลายเป็นเป้าหมายตลอดชีวิตไปเลย กลายเป็นว่าลืมไปเลยเรื่องเกษียณ”

 

ภาพจำของเผือก พงศธร ในฐานะนักแสดงอารมณ์ดีและอดีตครีเอทีฟโฆษณาคือผู้ชายที่ใช้ชีวิตแบบไหลไปตามกระแสน้ำ

 

เผือกเล่าถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนว่า สมัยก่อนเขาแทบไม่เคยสนใจเรื่องการออมเงิน การลงทุน หรือการทำประกันชีวิตเลย การมาถึงของ ‘น้องลูกครับ’ กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้เป้าหมายชีวิตถูกย้ายไปโฟกัสที่ลูกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ความเหนื่อยจากการทำงานหนักหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อรู้ว่าทุกหยาดเหงื่อคือการปูทางและกระจายความเสี่ยงเพื่อส่งลูกให้ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

🟡 ทำไมเราถึงควรสอนให้ลูกคุ้นเคยกับความพ่ายแพ้

 

คนเป็นพ่อแม่ร้อยทั้งร้อยอยากเห็นลูกเรียนเก่ง เป็นที่หนึ่ง และเพียบพร้อมในทุกด้าน เรามักลืมตั้งคำถามว่าถ้าวันหนึ่งลูกสอบได้ที่ห้าหรือที่สิบเก้าเราจะสอนเขาอย่างไร

 

เผือกเปิดเผยแนวคิดสวนกระแสของครอบครัวว่า “บ้านเราอยากเติมความไม่สำเร็จให้เขา” เนื่องจากน้องลูกครับเป็นเด็กที่โตมากับความชอบด้านวิทยาศาสตร์และมีเหตุผลสูงมาก ช่วงแรกเขาจะยึดติดกับความสำเร็จและหงุดหงิดจนร้องไห้เมื่อทำผิดพลาดอย่างการเล่นเปียโนหรือเขียนภาษาไทยไม่คล่อง เผือกและภรรยาจึงปรับวิธีชมลูกใหม่ทั้งหมดโดยเปลี่ยนจากการชมผลลัพธ์ว่าเก่งมากมาเป็นการชื่นชมที่ความพยายาม

 

การสอนเรื่องนี้เห็นผลชัดเจนตอนที่น้องลูกครับสอบขี่ม้าได้อันดับรองสุดท้าย เหตุการณ์นั้นสอนให้ลูกเข้าใจถึงผลลัพธ์ของการไม่ตั้งใจและกลายเป็นบทเรียนชั้นดีที่ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะรับมือกับความพ่ายแพ้ในชีวิตจริง แม้แต่เรื่องง่ายๆ อย่างการเขียนหนังสือผิด เขาก็ใช้ตรรกะมาอธิบายให้ลูกฟังว่า “ยางลบสร้างมาเพื่อแก้ไขสิ่งที่เราเขียนผิด ไม่งั้นเขาจะประดิษฐ์ยางลบมาทำไมถ้าคนเราไม่ผิด”

 

🟡 พ่อแม่จะเตรียมความพร้อมให้เด็กเจนอนาคตได้อย่างไร

 

การสร้างทักษะชีวิตให้เด็กยุคนี้ต้องอาศัยความเข้าใจและกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนตามธรรมชาติของลูกแต่ละคน เผือกได้สรุปแนวทางสำคัญที่บ้านของเขานำมาใช้เพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องลูกครับออกไปเผชิญโลกกว้างได้อย่างมั่นคง

 

🔸 การล้มแล้วลุกให้ได้คือทักษะแรกที่ต้องฝึกฝนเพราะเด็กต้องเจอการเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา การคุ้นเคยกับความผิดหวังจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันชั้นดีให้เขาเอาตัวรอดได้

 

🔸 ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นสิ่งที่ต้องเติมเต็มให้เด็กที่โตมาในโลกที่ราบรื่น เผือกเลือกพาลูกไปบ้านเด็กกำพร้าในวันเกิดทุกปีแทนการจัดปาร์ตี้เพื่อให้ลูกรู้จักการแบ่งปันและเข้าใจความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์

 

🔸 การรับมือกับความคาดหวังเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับสปอตไลต์ การสอนให้ลูกมั่นใจในตัวเองและรักตัวเองมากๆ จะช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องแบกรับความคาดหวังจากสังคมรอบข้าง

 

🟡 พื้นที่ปลอดภัยของครอบครัวหน้าตาเป็นแบบไหน

 

การเลี้ยงลูกในโลกที่หมุนไวและเต็มไปด้วยความกดดัน สิ่งสำคัญที่สุดที่เผือกค้นพบคือการสร้างหน่วยย่อยที่เรียกว่าครอบครัวให้แข็งแรงที่สุด ไม่ว่าโครงสร้างครอบครัวจะมีกี่คน ขอเพียงแค่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ลูกรู้ว่าเขาสามารถทิ้งตัวลงพักและกลับมาหาได้เสมอ

 

แม้คนเป็นพ่อเป็นแม่อาจจะต้องยอมรับความจริงที่เจ็บปวดล่วงหน้าว่า “เลี้ยงลูกก็เหมือนเลี้ยงให้เขาไปรักคนอื่น” แต่ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันคือสิ่งที่มีค่าที่สุด นิยามความสำเร็จของพ่อเผือกในวันนี้จึงไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ระดับโลก โดยเขาเล่าด้วยรอยยิ้มว่า “ในระยะใกล้แค่ทุกวันเนี่ย เรากลับบ้านแล้วลูกยังยิ้มวิ่งมากอด แค่นี้คือสำเร็จที่สุดแล้ว” ความสุขที่เรียบง่ายนี้คือเข็มทิศนำทางที่ทำให้คนเป็นพ่อพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อดูแลความสัมพันธ์นี้ไว้ให้ดีที่สุด

 

โลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่คนที่วิ่งเร็วที่สุดหรือชนะตลอดเวลา การปล่อยให้ตัวเองและคนรอบข้างได้ลองผิดถูก เรียนรู้ที่จะล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วยใจที่แข็งแรงกว่าเดิมคือทักษะชีวิตที่แท้จริง

The post ถอดรหัสวิธีคิด เผือก พงศธร กลยุทธ์เลี้ยงลูกสร้างภูมิคุ้มกันความผิดหวังในยุคดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ICONSIAM Model: สยามพิวรรธน์ปั้นโปรเจกต์ปราบเซียนสู่ Global Destination https://thestandard.co/iconsiam-model-siam-piwat-global-destination/ Thu, 28 May 2026 12:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1211993

ICONSIAM Model คือสูตรการปั้นธุรกิจอสังหาฯ และรีเทลที่เ […]

The post ถอดรหัส ICONSIAM Model: สยามพิวรรธน์ปั้นโปรเจกต์ปราบเซียนสู่ Global Destination appeared first on THE STANDARD.

]]>

ICONSIAM Model คือสูตรการปั้นธุรกิจอสังหาฯ และรีเทลที่เน้นสร้างคุณค่าร่วมท่ามกลางวิกฤต สยามพิวรรธน์ ร่วมกับแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดิเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทุ่มทุนกว่า 50,000 ล้านบาท เนรมิตแลนด์มาร์กริมเจ้าพระยาจนติด 1 ใน 3 โครงการทรงอิทธิพลของโลกในรอบ 30 ปี นี่คือวิธีคิดพลิกตำราที่คนทำงานต้องถอดบทเรียนเพื่อเอาตัวรอดและสร้างการเติบโตในโลกธุรกิจที่คาดเดาไม่ได้

 

สยามพิวรรธน์ สร้าง Global Destination ได้อย่างไร

 

กลยุทธ์สำคัญคือการกล้าควักกระเป๋าลงทุนสร้างสิ่งใหม่ในจังหวะที่คนอื่นหยุดนิ่งและหวาดกลัวที่สุด

 

ย้อนไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง สยามพิวรรธน์ตัดสินใจทุบโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนทัลทิ้งเพื่อสร้างสยามพารากอนด้วยงบ 6,000 ล้านบาท จังหวะนั้นไม่มีใครกล้าขยับตัว ทำให้ได้ต้นทุนก่อสร้างที่คุ้มค่า เช่นเดียวกับตอนโควิด-19 ที่ศูนย์การค้าถูกสั่งปิด บริษัทแบ่งทีมทำงานทันที โดยมีทีมหนึ่งมุ่งวางแผนล่วงหน้าในวันที่วิกฤตจบลง

 

คุณแป๋ม ชฎาทิพ จูตระกูล เล่าถึงดีเอ็นเอนักสู้ว่า “คำว่าเป็นไปไม่ได้เนี่ยไม่มีในสยามพิวรรธน์ Motto หนึ่งภายในบริษัทคือ ‘Make the impossible possible’ วิธีคิดของเราคือหาโอกาสให้เจอ หาสิ่งที่เป็นบวกให้เจอในยามวิกฤต”

 

การมองเห็นโอกาสและลงมือทำอย่างรวดเร็วคือสปริงบอร์ดชั้นดีที่ทำให้ธุรกิจพร้อมทะยานตัวทันที พิสูจน์ได้จากรายได้ที่พุ่งขึ้น 24% ทันทีในช่วง 6 เดือนแรกหลังโควิด-19 คลี่คลาย

 

ทำไมถึงเลือกปักหมุดทำเลปราบเซียนอย่างฝั่งธนฯ

 

ไอคอนสยาม เลือกปักหมุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะจุดนั้นคือแลนด์มาร์กที่คนทั้งโลกจดจำ และฝั่งธนบุรีคือขุมทรัพย์กำลังซื้อมหาศาลที่ยังไม่มีใครเจาะตลาด

 

โปรเจกต์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามว่าแบรนด์ต้องการยืนหยัดเพื่ออะไร คำตอบคือการสร้างสัญลักษณ์ของประเทศ แม้จะมีแต่คนปรามาสว่าโปรเจกต์นี้ต้องเจ๊งแน่ๆ

 

เวลาเจรจาดึงแบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple Store สาขาแรก หรือลักชูรีแบรนด์กว่า 51 แบรนด์เข้ามา คุณแป๋มใช้วิธีนำเสนอยุทธศาสตร์ชาติแทนการขายแค่ตัวโครงการ การใช้โลเคชันและวิสัยทัศน์ระดับชาติมาเป็นจุดขายหลัก ช่วยเปลี่ยนพื้นที่นอกสายตาให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล

 

Shared Value พลิกเกมธุรกิจรีเทลได้อย่างไร

 

การคลุกคลีรับฟังปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม คือกุญแจสร้างความเชื่อมั่นและระบบนิเวศที่ยั่งยืน

 

ก่อนเริ่มออกแบบ ทีมงานลงพื้นที่พูดคุยกับ 13 ชุมชนรอบรัศมี 1 กิโลเมตร เพื่อฟังว่าชาวบ้านอยากได้หรือไม่อยากได้อะไร สิ่งนี้นำไปสู่การสร้าง ICONSIAM Hall ที่จุคนได้ถึง 5,000 คน เพื่อส่งต่อแขกให้โรงแรมโดยรอบ ไปจนถึงการเนรมิตระบำน้ำพุที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ธุรกิจเรือสำราญมีรายได้เพิ่มในยามค่ำคืน

 

“การที่จะให้ทุกคนมาช่วยเราคิด หรือเป็นเพื่อนเรา หรือช่วยเราทำ มันต้องมีคำเดียวเลย คือคำว่า ศรัทธา… มันคือใจ ที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้” คุณแป๋มกล่าว

 

แนวคิดสมประโยชน์ร่วมกันช่วยลบภาพจำนายทุนผู้สร้างศูนย์การค้า เปลี่ยนสยามพิวรรธน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ดึงดูดทุกคนให้เข้ามาร่วมผลักดันโครงการให้สำเร็จไปพร้อมกัน

 

ผู้นำรับมือความกดดันมหาศาลอย่างไร

 

การดูแลรับผิดชอบพนักงานกว่า 3,000 คนและคู่ค้าอีกหลายหมื่นรายคือความกดดันที่หนักอึ้ง

 

คุณแป๋มเล่าเบื้องหลังการรับมือความเครียดว่า “สมองเราเป็นลิ้นชัก เรามีลิ้นชักเป็นร้อยอัน เราต้องรู้จัก prioritize และโฟกัส เราจะเปิดลิ้นชักออกมาเมื่อเรารู้ว่าเราจะจัดการสิ่งนี้ได้ แต่อื่นๆ ที่เราจัดการไม่ได้ เราต้องรู้จักที่จะปิดมันไว้ก่อน… แป๋มบ้าไม่ได้ แป๋มต้องมีสติ เพราะถ้าสติแตกไปเนี่ย แป๋มจะไม่สามารถนำพาทุกคนให้รอดได้”

 

ผู้นำที่มีสติคือเสาหลักสำคัญที่สุดทำให้พนักงานเห็นเป้าหมายว่าพวกเขากำลังร่วมสร้างประวัติศาสตร์ จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ทีมมีกำลังใจและพร้อมสู้วิกฤตไปกับองค์กร

 

ความสำเร็จไม่เคยเดินมาหาคนที่นั่งรอ แต่มักตกเป็นของคนที่กล้าลงมือทำในวันที่คนอื่นลังเล บทเรียนจากสยามพิวรรธน์ย้ำเตือนเราว่า โลกธุรกิจไม่เคยหยุด ไม่มีคำว่า ‘เก่งที่สุด’ หรือ ‘ดีที่สุด’ การสำรวจจุดแข็งของตัวเองนำมาต่อยอด กล้าคิดต่างและหาเพื่อนร่วมทางที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน คืออาวุธสำคัญที่สุดในการสู้ศึกธุรกิจ วิกฤตทุกครั้งมีที่ยืนให้ผู้ชนะเสมอ อยู่ที่คุณพร้อมคว้าโอกาสนั้นมาสร้างตำนานบทใหม่แล้วหรือยัง

The post ถอดรหัส ICONSIAM Model: สยามพิวรรธน์ปั้นโปรเจกต์ปราบเซียนสู่ Global Destination appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟรีแลนซ์งานหด พนักงาน Full Time โดนปลด เพราะ AI เก่งขึ้นเร็วมาก https://thestandard.co/ai-impact-freelance-fulltime-jobs/ Tue, 26 May 2026 06:42:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1211061

เรากำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตแรงงานแบบ K-Shape หมายถึงสถาน […]

The post ฟรีแลนซ์งานหด พนักงาน Full Time โดนปลด เพราะ AI เก่งขึ้นเร็วมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เรากำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตแรงงานแบบ K-Shape หมายถึงสถานการณ์ที่พนักงานดิจิทัลเข้ามาเสียบแทนงานรูทีนจนเม็ดเงินกระจุกอยู่กับคนกลุ่มเดียว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าปี 2569 อาจมีคนถูกเลิกจ้างทะลุ 4 หมื่นคนต่อเดือน คลื่นลูกนี้กำลังเขย่าเก้าอี้ทั้งฟรีแลนซ์และพนักงานประจำ บีบให้คนทำงานต้องรีบอัปสกิลเอาตัวรอดก่อนที่มูลค่าของตัวเองในตลาดงานจะกลายเป็นศูนย์

 

🟡 เกิดอะไรขึ้นกับตลาดงาน และทำไมคนถึงโดนปลด

 

ลองนึกภาพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เคยควักกระเป๋าจ้างคนเขียนแคปชันขายของหรือทำภาพโปรโมตสินค้าเดือนละหลายพันบาท ตอนนี้แค่พิมพ์สั่ง ChatGPT หรือให้ Canva จัดหน้าให้ งานก็เสร็จในไม่กี่นาทีแถมประหยัดต้นทุนไปมหาศาล

 

CK Cheong ซีอีโอ Fastwork สะท้อนภาพนี้ชัดเจนว่าฟรีแลนซ์หลายคนบ่นเสียงเดียวกันว่างานหายเกลี้ยง โดยเฉพาะงานกราฟิก แปลภาษา หรือเขียนคอนเทนต์ระดับพื้นฐาน เพราะลูกค้าตัดสินคุณภาพได้ไว ซอฟต์แวร์เลยเข้ามาสวมรอยทำแทนได้ ฉะนั้นอนาคตของงาน จะเป็นของคนที่สามารถใช้เครื่องมือผสมกับ 3 สิ่งนี้

 

🔸Taste (รสนิยม)

 

🔸Judgment (วิจารณญาณ)

 

🔸Creativity (ความคิดสร้างสรรค์)

 

ฟาก TDRI เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่าความต้องการจ้างงานภาพรวมร่วงลงร้อยละ 9.6 โดยเฉพาะกราฟิกดีไซเนอร์ที่ยอดรับสมัครหดลงร้อยละ 13

 

วิกฤตนี้เขย่าทั้งความมั่นคงฟรีแลนซ์และเก้าอี้พนักงานประจำด้วย เพราะองค์กรยุคนี้เกิดภาวะลำเอียงต่อคนมีประสบการณ์สูง พวกเขาเลือกจ้างเฉพาะคนระดับซีเนียร์มาคุมเนื้องานที่โปรแกรมดราฟต์ไว้ให้ ส่งผลให้เด็กจบใหม่และพนักงานระดับเริ่มต้นแทบไม่มีที่ยืน แถมยังโดนหั่นฐานเงินเดือนลงร้อยละ 5 ถึง 10 ตามข้อมูลของ Adecco ประเทศไทย

 

🟡 เรื่องนี้กระทบคนทำงานอย่างไร

 

มูลค่าของคนทำงานที่รับจ้างผลิตงานซ้ำซากกำลังถูกลบออกจากระบบจ้างงาน ลองนึกภาพพนักงานออฟฟิศที่เคยใช้เวลาทั้งวันนั่งพิมพ์ข้อมูลลงตาราง Excel หรือสรุปรายงานการประชุม วันนี้เครื่องมือพวกนี้ช่วยคนไทยประหยัดเวลาทำงานถึกๆ ไปได้ถึง 117 นาทีต่อวัน

 

Denis Machuel ซีอีโอของ The Adecco Group กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทคาดหวังจากคุณในเวลาที่ได้คืนมาคือการคิดแคมเปญใหม่ๆ หรือเจรจาต่อรองกับลูกค้า ปล่อยงานเอกสารให้เป็นหน้าที่ของโปรแกรมไป ปัญหาคือคนทำงานเกินร้อยละ 70 ยังกอดเก้าอี้ประจำไว้แน่นเพื่อซื้อความรู้สึกปลอดภัย ธุรกิจขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนวิธีวัดผล ทักษะเดิมที่เคยใช้ทำมาหากินได้เป็นสิบปีอาจหมดอายุลงภายในเวลาแค่สองถึงสามปี ถ้าคุณไม่ยอมอัปเกรดตัวเองเป็นพาร์ตเนอร์ที่ผสมไอเดียมนุษย์เข้ากับความเร็วของเครื่องจักร ก็เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลย

 

🟡 ทักษะแบบไหนที่ตลาดยอมเปย์หนัก และเราต้องอัปเกรดตัวเองยังไง

 

องค์กรพร้อมทุ่มเงินจ้างคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์และตัดสินใจเรื่องยากๆ แทนเครื่องจักรได้ แม้แต่ตำแหน่งที่เคยฮอตฮิตอย่างวิศวกรป้อนคำสั่ง หรือ Prompt Engineer ก็เสี่ยงโดนคอมพิวเตอร์แย่งงานในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า

 

สิ่งที่จะทำให้คุณรอดและเรียกค่าตัวได้ยาวๆ คือความคล่องตัว สภาเศรษฐกิจโลก ยกให้ความอยากรู้อยากเห็นและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นทักษะแม่ที่ช่วยให้มนุษย์เกาะติดทุกความเปลี่ยนแปลง

 

🔸โยนงานถึกให้ระบบจัดการ: ปล่อยโปรแกรมเขียนดราฟต์งาน วิเคราะห์ดาต้า หรือทำสไลด์พรีเซนต์ไปเลย คุณจะได้เอาเวลาไปลุยโปรเจกต์ที่ซับซ้อนและอัปค่าตัวได้แพงกว่า

 

🔸โชว์ผลกระทบที่วัดได้: เลิกทำงานรูทีนไปวันๆ แล้วหันมาโฟกัสว่าเนื้องานของคุณช่วยดันเป้าหมายบริษัทให้โตขึ้น หรือทำกำไรเพิ่มขึ้นได้ยังไง

 

🔸งัดความมี Empathy ออกมาใช้: ดึงศิลปะการเล่าเรื่อง การเจรจาต่อรอง และการซื้อใจคนในทีมมาเป็นจุดขายหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือแต้มต่อที่สมการทางคณิตศาสตร์จำลองไม่ได้

 

โลกการทำงานปี 2026 เปิดพื้นที่ให้เฉพาะคนที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ คลื่นสึนามิลูกนี้พัดมาเพื่อคัดกรองคนทำงานตัวจริงให้เฉิดฉาย ใครที่รับกติกาใหม่ สลัดความกลัวทิ้ง แล้วดึงเครื่องมือมาเสริมเขี้ยวเล็บก่อนถูกบังคับ จะพบว่าตลาดยังมีพื้นที่โกยเงินอีกมหาศาล ทักษะความเป็นมนุษย์บวกกับเซนส์ในการใช้เทคโนโลยีคือสูตรลับที่จะทำให้คุณกลายเป็นไอเทมหายากที่องค์กรไหนก็อยากดึงตัวไปร่วมทีม

The post ฟรีแลนซ์งานหด พนักงาน Full Time โดนปลด เพราะ AI เก่งขึ้นเร็วมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>