THE SECRET SAUCE | ARTICLE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/the-secret-sauce/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Mar 2026 12:23:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ https://thestandard.co/power-based-order-world-analysis-2026/ Mon, 02 Mar 2026 12:23:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1183598 power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเม […]

The post การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เรียกว่า ‘Operation Epic Fury’ พร้อมส่งสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ให้เลือกระหว่างยอมวางอาวุธหรือเผชิญความตาย และส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบในเตหะรานอย่างเปิดหน้า

 

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่เคยปิดได้ในประวัติศาสตร์โลก กลับไม่มีใครกล้าเลี้ยวผ่านในช่วงเวลานี้

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวความมั่นคง แต่คือภาพสะท้อนการเลื่อนศูนย์กลางอำนาจโลกอย่างชัดเจน จาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ 

 

ถ้า Rule-based Order คือโลกที่พยายามให้ทุกอย่างเดินตามกติกา ผ่านสถาบันระหว่างประเทศ ผ่านพันธมิตร และผ่านกระบวนการที่สร้างความชอบธรรมร่วมกัน Power-based Order อาจเปรียบเสมือนโลกที่อำนาจจริงมาก่อนกติกา ใครมีพลังทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรืออิทธิพลมากพอ คนนั้นกำหนดเกมได้ กติกายังมีอยู่ แต่ถูกใช้ตามจังหวะที่ได้เปรียบ

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เข็มทิศโลกกำลังขยับไปทางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสองแขนของ Power-based ภายใต้ทรัมป์

 

แขนแรก ทหารและความมั่นคง ยกระดับด้วยแรง

 

การโจมตีโครงสร้างป้องกันทางอากาศ ฐานขีปนาวุธ และเป้าหมายเชิงผู้นำของอิหร่าน พร้อมคำประกาศว่าจะดำเนินการตราบเท่าที่จำเป็น คือการสื่อสารว่าการใช้กำลังเป็นเครื่องมือที่พร้อมหยิบใช้ทันที

กรอบเรื่องถูกวางว่าเป็นการกำจัดภัยคุกคาม และเป็นการเตือนทั้งกองกำลังและประชาชนอิหร่านในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ภายในสหรัฐฯ เองก็เกิดแรงเสียดทานเรื่องอำนาจทำสงคราม หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส สิ่งนี้สะท้อนสไตล์การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ซึ่งเชื่อว่าความเร็วและความเด็ดขาดสำคัญกว่ากระบวนการ

 

แขนที่สอง เศรษฐกิจและการค้า ใช้ตลาดเป็นอาวุธ

 

แนวทาง Maximum Pressure ถูกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่การประกาศใช้ Reciprocal Tariff ในช่วงที่ผ่านมา คือเปิดสูงไว้ก่อน และค่อยเจรจาเพื่อไต่ระดับลงมาทีหลัง

ในภาพใหญ่กว่านั้น นโยบายการค้าช่วงปี 2025 ถึง 2026 เต็มไปด้วยมาตรการภาษี คำสั่งฝ่ายบริหาร และการจัดระเบียบการนำเข้าแบบใหม่ เครื่องมือทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นการเติบโตเท่านั้น แต่ทำหน้าที่บังคับพฤติกรรมประเทศอื่น

ในมือของทรัมป์ กองทัพกับภาษีทำงานคล้ายกัน คือเป็นแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามต้องขยับ

 

3 ความเปลี่ยนผ่านของโลกที่กำลังเกิดขึ้น

 

1. ความชอบธรรมย้ายจากกติกาไปสู่ความสามารถ

คำถามเรื่องการไม่ผ่านสภาคองเกรสชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รัฐสามารถลงมือและสร้างผลลัพธ์ได้หรือไม่

 

2. Deterrence มาก่อน Diplomacy

แทนที่จะค่อย ๆ ต่อรองเพื่อหาจุดร่วม แนวคิดคือทำให้อีกฝ่ายกลัวต้นทุนของการเผชิญหน้า จนต้องถอย

 

3. เศรษฐกิจกลายเป็นสนามรบ

เมื่อภาษีและการคว่ำบาตรถูกใช้ถี่และกว้าง มันไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์

 

นี่คือภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่าโลกที่ใช้พละกำลังมาเป็นเครื่องเจรจา หรืออาจเรียกว่า Power-based Order ได้กลายเป็นโลกที่ทุกประเทศต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

 

ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศต่างๆ ต้องอ่านเกมอย่างไร

 

1. ความเสี่ยงของการคำนวณผิดสูงขึ้น

เมื่อผู้นำพร้อมยกระดับอย่างรวดเร็ว การอ่านเจตนาผิดเพียงเล็กน้อยอาจลากภูมิภาคเข้าสู่ความตึงเครียดที่ไม่มีใครตั้งใจ

 

2. เส้นเลือดใหญ่ของโลกเปราะบางขึ้น

พลังงาน การขนส่ง และจุดคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานผันผวนได้ทันที

 

3. ประเทศขนาดกลางต้องเก่งเรื่องการถ่วงดุล

ไม่เลือกข้างสุดโต่ง รักษาความสัมพันธ์หลายด้านพร้อมกัน กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมแผนรับแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน การเงิน และความมั่นคง

 

ในโลกแบบนี้ องค์กรระหว่างประเทศยังอยู่ แต่พื้นที่ตัดสินใจจริงจะเคลื่อนไปอยู่ที่ดีลระหว่างรัฐต่อรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะดีลที่ผูกกับความมั่นคง เทคโนโลยี และการค้า

 

ปลายทางจะไปถึงไหน

 

ฉากทัศน์มีอย่างน้อยสามแบบ

 

  • ทางแรก แรงกดดันทำให้อีกฝ่ายถอย เกิดดีลใหม่ที่เข้มกว่าเดิม โลกเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ต่างฝ่ายรู้ขีดจำกัดกัน
  • ทางที่สอง เกิดวงจรตอบโต้ผ่านสงครามตัวแทน ความขัดแย้งยืดเยื้อ แม้ไม่ปะทุเป็นสงครามใหญ่
  • ทางที่สาม การใช้กำลังและอาวุธเศรษฐกิจแบบข้ามขั้นตอนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศต่าง ๆ เร่งจับกลุ่มใหม่ ย้ายห่วงโซ่อุปทาน และสร้างระบบการเงินของตนเอง โลกจึงแพงขึ้น ช้าลง และผันผวนขึ้นในระยะยาว

 

จุดที่ไปสุดของผู้นำสไตล์นี้ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ใช้กำลัง แต่คือการทำให้ประเทศอื่นเชื่อว่า โลกไม่มีกรรมการกลางที่ทุกคนเคารพเหมือนเดิม และทุกประเทศต้องเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองให้มากที่สุด

 

บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือ ในโลกที่อำนาจกลับมาเป็นภาษาหลัก ใครที่ยังคิดด้วยกรอบกติกาอย่างเดียวอาจอ่านเกมช้าเกินไป

 

คำถามสำหรับแต่ละประเทศ รวมถึงเรา คือ เรามีแรงต่อรองพอหรือยัง และเรากระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง เพราะใน Power-based Order ความมั่นคงไม่ได้มาจากการหวังให้โลกใจดี แต่มาจากการทำให้โลกต้องคิดก่อนจะกดดันเรา

The post การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คัมภีร์ SMEs 2026: อย่าปล่อยให้ ‘ขนาด’ เป็นข้อจำกัด แต่จงใช้ ‘จังหวะเชื่อมต่อ’ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ https://thestandard.co/sme-ais-infinite-smes-strategy-2026-ai-connectivity/ Mon, 02 Mar 2026 06:10:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1183354 sme/ais-infinite-smes-strategy-2026-ai-connectivity

ในโลกธุรกิจยุคก่อน ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ คือกฎเหล็กที่เรา […]

The post คัมภีร์ SMEs 2026: อย่าปล่อยให้ ‘ขนาด’ เป็นข้อจำกัด แต่จงใช้ ‘จังหวะเชื่อมต่อ’ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
sme/ais-infinite-smes-strategy-2026-ai-connectivity

ในโลกธุรกิจยุคก่อน ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ คือกฎเหล็กที่เราท่องจำกันจนขึ้นใจ แต่เมื่อหน้าปฏิทินพลิกเข้าสู่ปี 2026 กติกากำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เราอยู่ในยุคที่ทุกคนใช้ AI กันคล่องมือ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “คุณตัวใหญ่แค่ไหน?” แต่อยู่ที่ “คุณเชื่อมต่อได้ถูกจังหวะหรือไม่?” เพราะในสมรภูมิใหม่นี้ ‘ขนาด’ อาจไม่ใช่ข้อจำกัด แต่มันคือ ‘ความได้เปรียบ’ ที่องค์กรใหญ่ขยับตัวตามได้ยาก

 

ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการโครงการ AIS Infinite SMEs ได้มอบแง่คิดวิธีที่คนตัวเล็กจะใช้ความคล่องตัว ผสมกับเทคโนโลยี เพื่อรังสรรค์ ‘ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง’ ที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

 

แค่มี AI ธุรกิจเล็กก็ชนะใหญ่ได้จริงหรือ

 

AI และ Generative AI ถูกมองว่าเป็นทางออกสำหรับการลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง SMEs กับธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะสามารถทดแทนงาน Routine กลบจุดอ่อนเรื่องต้นทุนมนุษย์และต้นทุนงบประมาณได้มาก

 

แต่ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่า ช่องว่างการใช้ AI ระหว่าง SMEs กับองค์กรขนาดใหญ่ยังคงกว้าง ความแตกต่างอยู่ที่ระดับความพร้อมของกระบวนการ ข้อมูล และทักษะของคนในองค์กร การที่ SMEs ใช้ AI เก่ง อาจไม่ได้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หากยังไม่ได้นำ AI มาส่งเสริมระบบการตัดสินใจและการดำเนินงานจริง

 

เมื่อสูตรเดิมไม่ได้ผล SMEs ควรปรับอย่างไร

 

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่าหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่ม SMEs ยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ธุรกิจจึงไม่ควรพึ่งพาการตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว และนี่คือ 4 เรื่องที่ SMEs ต้องเร่งปรับเปลี่ยน

 

1. จากคิดเก่ง สู่คิดเป็นระบบ: สร้างจังหวะการตัดสินใจจากข้อมูลจริง (Decision Cadence) รู้จักตัวชี้วัดสุขภาพธุรกิจ (Leading Indicators) และเลิกดูแค่ยอดขายย้อนหลัง

2. จากเครื่องมือ AI สู่ระบบการทำงาน AI: การใช้ AI แบบเฉพาะจุดโดยไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบงานหลักของธุรกิจอาจไม่ได้ผล เลือก 2–3 กระบวนการหลักที่เงินไหลผ่าน แล้วใช้ AI มาช่วยเสริมศักยภาพให้ระบบนั้นมีประสิทธิภาพพร้อมรัดกุมในเรื่องความพร้อมด้านข้อมูลและธรรมาภิบาล

3. จากยอดขายรวม สู่คุณภาพรายได้: โฟกัสกำไรต่อกลุ่มลูกค้า (Contribution Margin) และวงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) กล้าตัดสิ่งไม่คุ้ม เพื่อเหลือทรัพยากรให้โตได้จริง

4. จากเล็กกว่า สู่ข้อได้เปรียบ: ขนาดเล็กคือความเร็วในการตัดสินใจและความใกล้ชิดลูกค้า เมื่อนำ AI มาเสริมให้เกิดระบบที่ทำซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดเล็กจะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ไล่ตามยาก

 

กลยุทธ์ 3 เชื่อม: อยากเติบโตอย่างยั่งยืน ทำอย่างไร

 

การจะโตในปี 2026 แบบไม่เหนื่อยเกินไป คือการเลิกทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศแห่งการเติบโตร่วมกัน ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

 

1. เชื่อมเทคโนโลยี (Connect Technology): เลิกมองว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือดิจิทัล แต่ให้ใช้เทคโนโลยีในการช่วย “จัดระเบียบธุรกิจ” เพื่อสร้างความพร้อมเชิงโครงสร้างในระยะยาว

2. เชื่อมพันธมิตร (Connect Partners): ใช้ความเก่งของพาร์ทเนอร์มาเป็น “ประตู” เพื่อข้ามขีดจำกัด และก้าวสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

3. เชื่อมตลาด (Connect Market): ไม่ใช่แค่หาที่ขาย แต่คือการยกระดับมาตรฐานธุรกิจให้พร้อมรองรับตลาดระดับโลก

 

ทำอย่างไรให้กลยุทธ์สอดคล้องกับ Generation 

 

การปรับตัวไม่มีสูตรสำเร็จรูป เพราะผู้ประกอบการแต่ละรุ่นมี Pain Point ที่ต่างกัน

 

เถ้าแก่ GenX: มีจุดแข็งคือความน่าเชื่อถือ สายสัมพันธ์ และฐานลูกค้าที่มั่นคง ความท้าทายจึงไม่ใช่การเริ่มใหม่ แต่คือการยืนในระยะยาวให้ได้ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ผ่านการยกระดับระบบหลังบ้านและเปิดรับเทคโนโลยีโดยไม่ทิ้งจุดแข็งเดิม

เถ้าแก่ GenY: เติบโตมากับยุคดิจิทัล มีความเร็วและยืดหยุ่น แต่ต้องขยับจากการลงมือทำเอง ไปสู่การวางกลยุทธ์ สร้างทีม และระบบการตัดสินใจที่ไม่ขึ้นกับตัวบุคคล

เถ้าแก่ GenZ: เข้าใจเทคโนโลยีโดยธรรมชาติ เริ่มต้นจากไอเดียและนวัตกรรม แต่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ ขยายได้ และอยู่รอดในระยะยาว

 

ดังนั้น การใช้โซลูชันเดียวกับทุกธุรกิจจึงไม่ใช่คำตอบ แต่การเข้าใจโจทย์เฉพาะของธุรกิจและผู้ประกอบการแต่ละรุ่น คือ หัวใจของการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

วิสัยทัศน์ ‘ลมใต้ปีก’ ในวันที่ตลาดไม่เคยรอใคร

 

“มากกว่า 15 ปีที่ AIS ยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุน SMEs ไทย สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ ตลาดปี 2026 จะไม่รอธุรกิจที่พร้อมที่สุด แต่จะให้รางวัลกับธุรกิจที่ ‘คิดเป็นระบบ’ และ ‘เชื่อมโยงได้ถูกจังหวะ’ เป้าหมายของปีนี้ ไม่ใช่เพียงการอยู่รอด แต่คือการสร้างการเติบโตที่มั่นคงในทุกช่วงชีวิตของธุรกิจ AIS Infinite SMEs พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเปลี่ยน ‘การเชื่อมต่อ’ ให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปด้วยกันสู่มาตรฐานระดับโลก” ดร.ศรีหทัย กล่าว

 

เริ่มต้นออกแบบการเติบโตของธุรกิจคุณกับ AIS Infinite SMEs ได้ที่ https://www.ais.th/about-us/infinite-smes 

The post คัมภีร์ SMEs 2026: อย่าปล่อยให้ ‘ขนาด’ เป็นข้อจำกัด แต่จงใช้ ‘จังหวะเชื่อมต่อ’ เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานหนัก เครียดรัดตัว แต่โฟกัสเรื่องสำคัญไม่ได้ เรียกคืนสมาธิอย่างไรให้ได้ผล https://thestandard.co/regain-focus-work-stress/ Sun, 01 Mar 2026 12:50:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1183230 ภาพประกอบแสดงบุคคลกำลังพยายามมีสมาธิอยู่กับงานบนโต๊ะทำงาน ท่ามกลางความเครียดและสิ่งรบกวนรอบตัว

เรื่องตลกที่ทำคนขำไม่ออกมานักต่อนัก คือการที่เราอยู่หน้ […]

The post งานหนัก เครียดรัดตัว แต่โฟกัสเรื่องสำคัญไม่ได้ เรียกคืนสมาธิอย่างไรให้ได้ผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงบุคคลกำลังพยายามมีสมาธิอยู่กับงานบนโต๊ะทำงาน ท่ามกลางความเครียดและสิ่งรบกวนรอบตัว

เรื่องตลกที่ทำคนขำไม่ออกมานักต่อนัก คือการที่เราอยู่หน้าจอ หน้าเอกสารเป็นกองๆ อ่านโปรเจกต์ระดับเงินล้าน หรือมีเดดไลน์ชี้ชะตาหน้าที่การงานคอยจี้หลังอยู่ แต่สมองกลับสั่งให้หันไปหยิบมือถือ นั่งไถฟี้ดโซเชียลมีเดีย จัดโต๊ะ ลุกไปเข้าห้องน้ำ แทนที่จะจดจ่อกับงานตรงหน้า

 

นี่ไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจ และไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องวินัย แต่มันคือ ‘สงครามประสาท’ ระหว่างสัญชาตญาณการเอาตัวรอดกับวิวัฒนาการขั้นสูงของมนุษย์

 

ทำไมเราวอกแวกบ่อยเมื่อทำงานสำคัญ

 

เมื่อเราเผชิญกับงานที่ซับซ้อนหรือมีความสำคัญสูง ‘อะมิกดะลา’ (Amygdala) สมองส่วนที่เป็นศูนย์กลางความกลัวจะแปลความกดดันและความคาดหวังว่าเป็นภัยคุกคามทางอารมณ์ อะมิกดะลาจะส่งสัญญาณเตือนภัยให้เราหลีกเลี่ยงความรู้สึกอึดอัดนั้นทันที

 

ขณะที่ ‘สมองส่วนหน้า’ (Prefrontal Cortex) พยายามจะดึงสมาธิกลับมาด้วยเหตุผล แต่มันกลับแพ้พ่ายต่อระบบอารมณ์ที่ฉับไวกว่า ผลลัพธ์คือเราเลือกจะไปหาโดพามีนจากความสุขระยะสั้นอย่างการดูคลิปสั้น จิบชานม เม้าท์มอยคุยกับเพื่อน เพื่อบรรเทาความเครียดที่เกิดจากงานยากนั่นเอง

 

ยิ่งคิดลึก ทำไมยิ่งถูกรบกวนง่าย

 

หลายคนเข้าใจผิดว่าการทำงานง่ายๆ จะทำให้วอกแวกได้มากกว่า แต่จากทฤษฎี ‘ภาระทางปัญญา’ (Cognitive Load Theory) ระบุว่า เมื่องานมีความซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรสมองส่วนหน้าอย่างหนักเพื่อวางแผนหรือตัดสินใจ ทรัพยากรเหล่านั้นจะถูกใช้จนหมดเกลี้ยง

 

เมื่อสมองไม่มีพลังงานเหลือพอมาทำหน้าที่เป็นด่านกั้นสิ่งเร้าภายนอก เราจึงกลายเป็นคนสมาธิสั้นที่ถูกรบกวนได้ง่ายขึ้นจากทุกสิ่งรอบตัว ยิ่งงานนั้นต้องการความสมบูรณ์แบบมากเท่าไหร่ เราอาจยิ่งคิดวนเวียนจนไม่กล้าลงมือทำ และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเสียสมาธิไปกับเรื่องอื่นที่สบายใจกว่า

 

ทวงคืนสมาธิอย่างไรให้อยู่หมัด

 

การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การฝืนใช้กำลังใจที่แสนจำกัด แต่ควรออกแบบ ‘ระบบ’ ให้สอดคล้องกับกลไกการทำงานของสมอง โดยมี Framework ที่น่าลองดังนี้

 

  • จองคิวให้ความสำคัญ: แทนที่จะลิสต์รายการงานยาวเหยียด ให้เปลี่ยนมาเป็นการ ‘ล็อกเวลา’ ในปฏิทินสำหรับงานนั้นโดยเฉพาะ วิธีนี้จะช่วยลดภาระสมองในการตัดสินใจว่าจะทำอะไรตอนไหน และสร้างแรงกดดันในระดับที่พอเหมาะ ให้เราโฟกัสได้ดีขึ้น

 

  • ฝึกสมาธิแบบเข้มเข้น: ลองฝึกโฟกัสเข้มข้น 25 นาทีสลับพัก 5 นาที เพื่อให้สอดคล้องกับวงจร ‘Ultradian Rhythms’ หรือคลื่นพลังงานของมนุษย์ การหยุดพักสั้นๆ จะช่วยระบายความเหนื่อยล้าทางปัญญา ไม่ให้สมองล้าจนเกินขีดจำกัด

 

  • สร้างปฏิกิริยาอัตโนมัติ: วางแผนรับมือสิ่งเร้าไว้ล่วงหน้าด้วยเงื่อนไขง่ายๆ เช่น ‘ถ้ามือถือมีการแจ้งเตือน ฉันจะคว่ำหน้าจอมันลงทันที’ วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนการตัดสินใจที่เหนื่อยล้าให้กลายเป็นนิสัยตอบโต้อัตโนมัติ ซึ่งใช้พลังงานสมองน้อยกว่าการฝืนห้ามใจตัวเองหลายเท่า

 

  • ออกแบบสภาพแวดล้อม: กำจัดสิ่งรบกวนทางสายตาและเสียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้สมองสามารถเข้าสู่สภาวะ ‘ลื่นไหล’ ซึ่งเป็นจุดที่ประสิทธิภาพการทำงานพุ่งสูงที่สุด

 

สุดท้ายแล้ว สมาธิคือ ‘ทักษะ’ ที่ต้องอาศัยความเข้าใจในข้อจำกัดของตัวเอง ในยุคที่ทุกอย่างแย่งชิงเวลาจากเรา ‘ความสามารถในการจดจ่อ’ จึงกลายเป็นแต้มต่อที่ล้ำค่าที่สุดของคนทำงาน

The post งานหนัก เครียดรัดตัว แต่โฟกัสเรื่องสำคัญไม่ได้ เรียกคืนสมาธิอย่างไรให้ได้ผล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะคำทำนายโลก 2028 เมื่อ ‘AI Agent’ คือลมหายใจใหม่ขององค์กร แล้วคนทำงานจะเติบโตไปกับมันอย่างไร https://thestandard.co/ai-agent-future-work-skills/ Sat, 28 Feb 2026 03:48:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1182689 ภาพประกอบแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI Agent ในโลกอนาคต

โลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ บางคนเรียกม […]

The post เจาะคำทำนายโลก 2028 เมื่อ ‘AI Agent’ คือลมหายใจใหม่ขององค์กร แล้วคนทำงานจะเติบโตไปกับมันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI Agent ในโลกอนาคต

โลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ บางคนเรียกมันว่า ‘วิกฤตปัญญาโลก’ หรือ Global Intelligence Crisis แต่มองอีกมุมหนึ่งนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้มนุษย์ได้เข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ และเป็นโอกาสให้เราสร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ได้

 

งานที่คืนความเป็นมนุษย์ให้กับทุกคน เปิดโอกาสให้มีความคิดสร้างสรรค์ และใช้ทักษะที่มีแค่มนุษย์เท่านั้นให้เต็มศักยภาพ

 

นี่จึงเป็นช่วงเวลา The Great Reset การจัดระเบียบโลกใหม่ที่ชวนให้เราเลิกมอง AI เป็นแค่เครื่องมือ แล้วเริ่มมองว่าเป็น ‘แรงงานร่วม’ ที่ต้องออกแบบบทบาทให้ชัดเจน

 

2035 ชีวิตของพนักงานเป็นอย่างไร

 

ลองจินตนาการถึงพนักงานชื่อ ‘เมย์’ วัย 34 ปี Strategy Lead ในปี 2035

 

เมย์ไม่ได้มีทีมงานมนุษย์ 10 กว่าคนเหมือนอดีต แต่ทำงานกับเพื่อนร่วมทีม 3 คน และ AI Agents อีก 18 ตัว

 

เช้าวันจันทร์ เมย์ไม่ต้องไล่อ่านข่าวเอง เพราะเอเจนต์ส่วนตัวสรุปสถานการณ์โลก พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งราคาพลังงาน มาตรการภาษี หรือความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง

 

เมื่อเริ่มงานตอนเก้าโมง AI ได้สรุปการประชุม วิเคราะห์ยอดขาย และจัดทำตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ไว้ให้ 3 ทางเลือก

 

บทบาทของเมย์จึงเปลี่ยนจากคนทำข้อมูล มาเป็นคนเลือกทิศทาง ห้องประชุมไม่ได้ใช้เพื่อรายงานตัวเลข แต่ใช้เพื่อตอบคำถามสำคัญ เช่น เราพร้อมรับความเสี่ยงระดับไหน เราอยากยืนอยู่ตรงไหนในตลาด

 

ในโลกแบบนี้ ทักษะมนุษย์ไม่ได้หายไป แต่ยิ่งมีค่า โดยเฉพาะความสามารถในการตัดสินใจ การสร้างความไว้วางใจ และการนำพาทีมไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

 

ลักษณะงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 

โครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดที่มีพนักงานระดับปฏิบัติการจำนวนมากอาจค่อยๆ บางลง เพราะใน Agentic Economy มนุษย์หนึ่งคนอาจดูแล AI ราว 5 ถึง 20 ตัว งานทำสไลด์ สรุปรายงาน หรือประสานงาน จะถูกทำให้อัตโนมัติแทบทั้งหมด

 

แต่แทนที่จะเป็นจุดจบของงานออฟฟิศ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ เช่น AI Workflow Designer ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานให้ AI ทำได้เต็มศักยภาพ Agent Manager ผู้บริหารทีมเอเจนต์ มอบหมายงาน ตรวจสอบ และยกระดับคุณภาพผลลัพธ์

 

โอกาส ‘Leapfrog’ ของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

 

ไทยอาจไม่ใช่ผู้นำเทคโนโลยีโลก แต่เราได้เปรียบในฐานะประเทศที่ยังอัปเกรดได้ทั้งระบบ โดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ

 

ปี 2035 ของไทยจึงมีสองภาพชัดเจน หากปรับทัน SME ใช้แรงงานดิจิทัลเป็นเรื่องปกติ บริษัทใหญ่ลดขั้นตอนแต่เพิ่มผลผลิต คนทำงานมี AI เป็นเครื่องมือมาตรฐาน อาชีพใหม่เติบโต รายได้เพิ่มตามผลิตภาพ การศึกษาปรับสู่การเรียนรู้แบบลงมือทำ เด็กไทยถูกฝึกให้คิดและทำงานกับ AI เป็น แต่หากปรับไม่ทัน เทคโนโลยีกระจุกในองค์กรใหญ่ ผลิตภาพประเทศไม่ขยับ งานระดับเริ่มต้นค่อยๆ หาย ความเหลื่อมล้ำยิ่งกว้าง

 

ความต่างไม่ได้อยู่ที่เรามี AI หรือไม่ แต่อยู่ที่เราทำให้คนส่วนใหญ่ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพได้หรือเปล่า

 

แผนเอาตัวรอดผ่าน 4 ทักษะหลักของมนุษย์ยุคใหม่

 

เมื่อ AI ทำงานตามขั้นตอนได้รวดเร็วและแม่นยำ สิ่งที่มนุษย์ต้องพัฒนาคือความสามารถที่อยู่เหนือขั้นตอน

 

  • Sensemaking: ความสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมหาศาล แล้วตีความให้เห็นภาพใหญ่ เข้าใจบริบท และมองเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่
  • Judgment & Decision: การตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบท่ามกลางความไม่แน่นอน เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องรับผลลัพธ์คือมนุษย์
  • Influence & Negotiation: การสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานของทุกองค์กร
  • AI Collaboration: ความสามารถทำงานร่วมกับเอเจนต์ ออกแบบคำสั่ง ตั้งโจทย์ และพัฒนาระบบให้ฉลาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จากแรงงานที่ทำตามคำสั่ง มนุษย์กำลังยกระดับตัวเองเป็นผู้นำทางความหมาย

 

ท้ายที่สุด ในวันที่โลกกำลัง Reset อีกครั้ง คำถามจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่ใคร แต่คือเราจะออกแบบบทบาทใหม่ของตัวเองอย่างไรให้เติบโตไปพร้อมกับมัน

The post เจาะคำทำนายโลก 2028 เมื่อ ‘AI Agent’ คือลมหายใจใหม่ขององค์กร แล้วคนทำงานจะเติบโตไปกับมันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain https://thestandard.co/eu-espr-digital-passport-supply-chain/ Thu, 26 Feb 2026 13:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1182138 ภาพประกอบกฎ ESPR และ Digital Product Passport ของ EU กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าส่งออกไทย

ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค. […]

The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกฎ ESPR และ Digital Product Passport ของ EU กับห่วงโซ่อุปทานสินค้าส่งออกไทย

ตลาดส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยเสมอมา ในปี ค.ศ. 2024 ตลาดยุโรปที่มีมูลค่าสูงถึง 24.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 แสนล้านบาท นับเป็นคู่ค้าใหญ่ลำดับที่ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น

 

แต่สัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาถึงแล้ว ค.ศ. 2026 สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎหมาย ‘ESPR’ ในกลางปีนี้ พร้อมมาตรการห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออก บังคับให้ทุกชิ้นสินค้าต้องพิสูจน์ได้ว่าออกแบบมาอย่างยั่งยืนจริง

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นโอกาสยกระดับธุรกิจไทย หรือจะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานมูลค่านับแสนล้านบาทกันแน่?

 

🟡 ESPR คืออะไร มหึมาพายุลูกใหม่แห่งวงการส่งออก

 

ที่ผ่านมา การทำสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อขายในยุโรปยังอยู่ในโหมดสมัครใจ เปิดช่องให้เกิด Greenwashing แบรนด์เคลมว่ารักษ์โลก แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

 

ทว่าเมื่อโลกเผชิญวิกฤตภูมิอากาศ สหภาพยุโรปจึงเดินเกมใหญ่ผ่าน European Green Deal ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือกฎหมาย ESPR หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2024

 

นี่คือกฎหมายที่บังคับให้สินค้าออกแบบมาเพื่อความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำ สินค้าต้องทนทาน ซ่อมได้ รีไซเคิลได้ และมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามเกณฑ์ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั่วไปต้องมีพลาสติกรีไซเคิลอย่างน้อยร้อยละ 35 ภายในปี ค.ศ. 2030

 

กฎหมายนี้ครอบคลุมสินค้าเกือบทุกประเภทที่เป็นสินค้าทางกายภาพ ยกเว้นอาหาร ยา และสิ่งมีชีวิต โดยทยอยบังคับใช้ตามไทม์ไลน์ดังนี้

 

🔸 ปี ค.ศ. 2026 เริ่มใช้เกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมกับกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 ธุรกิจขนาดใหญ่จะถูกห้ามทำลายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายไม่ออก
🔸 ปี ค.ศ. 2027 เริ่มบังคับใช้พาสปอร์ตแบตเตอรี่ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และขยายไปยังกลุ่มสิ่งทอในช่วงเดือนกรกฎาคม

 

คำถามคือ สหภาพยุโรปจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเราปฏิบัติตามจริง คำตอบคือ ทุกสินค้าต้องมี DPP

 

🟡 Digital Product Passport หรือ DPP สำคัญอย่างไร

 

Digital Product Passport คือพาสปอร์ตดิจิทัลประจำตัวสินค้า เปรียบเสมือนสูติบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตามสินค้าได้ตั้งแต่เกิดจนถึงปลายทาง

 

ข้อมูลภายในต้องละเอียดระดับตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า วัตถุดิบมาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร ปล่อยคาร์บอนเท่าไร มีสารเคมีที่น่ากังวลหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดต้องจัดเก็บในมาตรฐานเปิดระดับสากลอย่าง GS1 เพื่อให้ระบบอ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

 

เมื่อสินค้าเข้าสู่ท่าเรือยุโรป ระบบศุลกากรจะตรวจสอบข้อมูลแบบอัตโนมัติ หากไม่มี DPP สินค้าจะถูกปฏิเสธการนำเข้าในทันที และหากพบการให้ข้อมูลเท็จ โทษปรับอาจสูงถึงร้อยละ 4 ของรายได้รวมต่อปี พร้อมความเสี่ยงถูกแบนจากตลาดยุโรป

 

แปลว่านี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือข้อบังคับสำหรับคนอยากทำธุรกิจกับ EU

 

🟡 ธุรกิจไทย จะได้รับแรงกระแทกอย่างไรกับ ESPR

 

โจทย์ใหญ่ของไทยไม่ใช่แค่กฎหมายใหม่ แต่คือระดับความพร้อม

 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ชี้ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีเพียงราวร้อยละ 50 ที่สามารถรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ ขณะที่ SME กลุ่มเศรษฐกิจสีเขียวกว่าร้อยละ 60 ถึง 70 ยังขาดความพร้อม

 

ปัญหาคือการมองไม่เห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ ซัพพลายเออร์จำนวนมากยังใช้กระดาษหรือ Excel ทำให้ข้อมูลไม่เชื่อมต่อ เมื่อแบรนด์ระดับโลกถูกบีบด้วยกฎหมาย พวกเขาย่อมคัดกรองและตัดซัพพลายเออร์ที่ไม่มีระบบข้อมูลดิจิทัลรองรับ

 

ประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 2 และ 3 จำนวน 1,756 ราย และโรงงานสิ่งทอกว่า 2,600 แห่ง ธุรกิจเหล่านี้กำลังอยู่บนความเสี่ยง หากถูกตัดออกจากห่วงโซ่โลก ความเสียหายอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มูลค่ากว่า 4.2 แสนล้านบาท และกลุ่มสิ่งทอกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน การเตรียมตัวก็มีต้นทุน ค่าประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาจเริ่มตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึง 180,000 บาทต่อครั้ง

 

🟡 ทางรอดของผู้ประกอบการไทย ปรับตัวอย่างไรให้รอดพ้นวิกฤต

 

ทางรอดเริ่มจากการยอมรับความจริง และลงมือทำอย่างเป็นระบบ

 

ก้าวแรกคือทำ Supply Chain Mapping ไล่ย้อนข้อมูลตั้งแต่ Tier 1 ไปจนถึง Tier 3 และ 4 เพื่อรวบรวมข้อมูลคาร์บอนและวัสดุรีไซเคิลให้ครบถ้วน
ก้าวต่อมาคือปรับระบบข้อมูลสู่มาตรฐานสากลอย่าง GS1 เพื่อให้เชื่อมต่อกับระบบยุโรปได้จริง

 

ข่าวดีคือผู้ประกอบการไม่ได้สู้ลำพัง โครงการ BDS ของ สสว. สนับสนุนเงินร่วมจ่ายร้อยละ 50 ถึง 80 วงเงินสูงสุด 200,000 บาท เพื่อช่วยค่าที่ปรึกษาด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ BOI ก็มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่

 

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยกำลังเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป หากเราพร้อมเรื่อง DPP ก่อนใคร สิ่งนี้จะกลายเป็นแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์

 

บทเรียนสำคัญคือ ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขัน ใครมองเห็นข้อมูลทั้งห่วงโซ่ก่อน เชื่อมระบบได้ก่อน และปรับตัวเร็วกว่า คนนั้นไม่เพียงแค่รอด แต่อาจกลายเป็นผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจสีเขียวบนเวทีโลกในวันที่เกมนี้เริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ

 

The post EU ออกกฎ ESPR อยากส่งของไปขายต้องมีพาสปอร์ตดิจิทัล กระทบอย่างไรกับ Supply Chain appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sustainable Finance: สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ต้องกู้ยังไง? https://thestandard.co/scb-sustainable-finance-sme-transition-guide/ Thu, 26 Feb 2026 03:39:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1181854 Sustainable Finance: สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ต้องกู้ยังไง?

‘ความยั่งยืนจะกลายเป็น New Normal ของการขอสินเชื่อในอนา […]

The post Sustainable Finance: สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ต้องกู้ยังไง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sustainable Finance: สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ต้องกู้ยังไง?

‘ความยั่งยืนจะกลายเป็น New Normal ของการขอสินเชื่อในอนาคต?’ 

 

หนึ่งในความท้าทายของธุรกิจ SMEs ในปัจจุบันคือการปรับตัวให้เข้าสู่กฎระเบียบโลกใหม่ที่การคำนึงเรื่องสังคม และสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ทางเลือก กฎระเบียบใหม่ผลักให้ทุกกิจการต้องคำนึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในฐานะ “มาตรฐาน” ไม่ใช่แค่ความสมัครใจ 

 

แต่ต้นทุนในการเปลี่ยนผ่านนั้นสูงลิ่วจึงเป็นสาเหตุที่สถาบันการเงินถูกดันสู่แนวหน้า ในฐานะผู้ออกแบบเครื่องมือทางการเงิน และหนึ่งในผู้กำหนดบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสำหรับภาคธุรกิจ SMEs

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เล็งเห็นความท้าทายนี้ จึงเร่งผลักดัน “สินเชื่อยั่งยืน” (Sustainable Finance) เพื่อเป็นพันธมิตรทางการเงิน ช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนในการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ ได้ง่ายขึ้น พร้อมค่อย ปรับรูปแบบธุรกิจให้สอดรับกับโลกใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

 

The Secret Sauce จึงอยากจะฉายภาพให้เห็นถึงเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อยั่งยืน 2 ประเภท เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าสินเชื่อแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากที่สุด

 

1. Sustainable Loan: สินเชื่อเพื่อโครงการด้านความยั่งยืน

 

สินเชื่อสำหรับ SMEs ที่มี แผนลงทุนชัดเจน ในโครงการหรือกิจกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเงินกู้จะถูกกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน (Use of Proceeds) ภายใต้ 3 กรอบหลัก:

 

  • Mitigation (ลดผลกระทบ): เงินกู้สำหรับกิจกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เช่น การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน (Solar cell), การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร, เปลี่ยนเครื่องจักรให้ใช้พลังงานน้อยลงและปล่อยคาร์บอนต่ำลง
  • Transition (เปลี่ยนผ่าน): เงินกู้สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ เขียวเต็มตัว แต่มีการลงทุนที่ช่วยลดผลกระทบจากรูปแบบเดิม และเป็นก้าวสำคัญไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต เช่น เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้พลังงานมีประสิทธิภาพขึ้น แม้ยังใช้ฟอสซิลบางส่วน
  • Adaptation (ปรับตัว): เงินกู้สำหรับกิจกรรมที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ เช่น การลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมของโรงงาน, การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทนทานต่อภัยธรรมชาติ

 

ธนาคารพิจารณาอะไรบ้าง?

 

  • โครงการต้อง กู้แล้วไปต่อได้จริง
    เป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจ มีกระแสเงินสดเพียงพอชำระหนี้ ไม่ใช่โครงการเพื่อภาพลักษณ์อย่างเดียว
  • สอดคล้องเกณฑ์ Thailand Taxonomy
    โครงการจะต้องได้รับการประเมินว่าสอดคล้องกับเกณฑ์ความยั่งยืนของธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมตามที่ Thailand Taxonomy กำหนด หรือ มาตรฐานสากลอื่น
  • อยู่ภายใต้กรอบ SCB Sustainable Finance Framework
    ในกรณีที่กิจกรรมยังไม่อยู่ใน Taxonomy โดยตรง ธนาคารใช้กรอบที่อ้างอิงมาตรฐานสากล และมีการตรวจทวนโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุน สร้างผลกระทบได้จริง

 

อกเหนือจากการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโลกที่ยั่งยืน ยังมีสิทธิพิเศษทางด้านอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่จูงใจสำหรับโครงการที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสได้จริง ช่วยลดต้นทุนทางการเงิน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจของคุณ

 

สินเชื่อเพื่อโครงการความยั่งยืนเหมาะกับใคร?

 

เหมาะกับธุรกิจที่ “ลงทุนในสิ่งที่ยั่งยืนโดยตรง” เช่น 

 

  • พลังงานหมุนเวียน
  • อสังหาริมทรัพย์ / อาคารสำนักงาน
  • ยานยนต์ไฟฟ้า & ระบบนิเวศ 
  • อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและเคมีภัณฑ์ 
  • การผลิต / อุตสาหกรรม
  • เกษตรและอาหาร
  • โลจิสติกส์ / ขนส่ง
  • โครงสร้างพื้นฐาน / บริหารทรัพยากรน้ำ / การจัดการของเสีย

 

2. Sustainability Linked Loan: สินเชื่อที่ ผูกดอกเบี้ยกับผลงานด้านความยั่งยืน

 

สินเชื่อประเภทนี้มีความยืดหยุ่นสูงกว่า Sustainable Loan เนื่องจาก ไม่ได้ล็อกวัตถุประสงค์การใช้เงิน โดยสามารถใช้เพื่อการดำเนินงานทั่วไปขององค์กร (Working Capital) หรือขยายธุรกิจในด้านใดก็ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ธุรกิจของคุณต้องตั้งเป้าหมายความยั่งยืน (SPT) ที่ชัด ท้าทาย วัดผลได้ และมีความหมายต่อธุรกิจจริง

 

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการให้สินเชื่อ:

 

  • Sustainability Performance Target (SPT) ที่ชัดเจนและท้าทาย: องค์กรต้องมีการตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้ชัดเจน มีความท้าทาย (Ambitious) และมีความสำคัญต่อธุรกิจ เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน, การลดปริมาณขยะ  และ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เป็นต้น


  • อิงมาตรฐานสากล ติดตามและรายงานผลได้จริง :
    โครงสร้างของสินเชื่อ Sustainability Linked Loan อ้างอิงกรอบมาตรฐานสากลของ Loan Market Association (LMA) และ International Capital Market Association (ICMA) ซึ่งกำหนดหลักการตั้งเป้าหมาย (SPT) การติดตาม วัดผล และการรายงานผลอย่างสม่ำเสมอตลอดอายุสัญญาเงินกู้ ช่วยให้สินเชื่อผูกกับผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่แค่คำประกาศเชิงนโยบาย

 

หลักการวัดผล: 

 

ธนาคารจะประเมินจากผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนขององค์กรโดยรวมว่าสามารถบรรลุเป้าหมาย (SPT) ที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ หากบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ สามารถได้รับเงื่อนไขดอกเบี้ยเงินกู้ถูกปรับลดลง

 

ตัวอย่างการใช้เงิน: ภายในเวลา 2 ปี ธุรกิจร้านอาหารตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน 50% ในกระบวนการทำอาหาร สามารถกู้สินเชื่อ Sustainability Linked เพื่อนำไปจ่ายเงินเดือนพนักงานเสิร์ฟ, เชฟ, ซื้อระบบ POS หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำเนินงานได้ หากบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน ดอกเบี้ยก็จะลดลง

 

ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวอย่างไร ก่อนยื่นขอสินเชื่อยั่งยืน?

 

ไม่ว่าคุณจะสนใจสินเชื่อประเภทใด การเตรียมตัวที่ดีคือหัวใจสำคัญ:

 

  • ทำความเข้าใจธุรกิจตัวเอง: ประเมินว่าธุรกิจของคุณมีศักยภาพหรือแผนการลงทุนด้านความยั่งยืนแบบไหน หากมีโครงการชัดเจน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ ก็อาจเหมาะกับ Sustainable Loan แต่หากต้องการปรับปรุงภาพรวมองค์กรและลดผลกระทบเชิงระบบ ก็อาจเหมาะกับ Sustainability Linked Loan
  • เตรียมข้อมูลให้พร้อม: รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (GHG accounting) สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของธุรกิจคุณ รวมถึงแผนการดำเนินงานและตัวชี้วัดที่ชัดเจน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ติดต่อธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อยั่งยืน พวกเขาจะช่วยแนะนำและประเมินว่าสินเชื่อประเภทใดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณที่สุด และให้คำแนะนำในการเตรียมเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติม

 

สินเชื่อยั่งยืนถือเป็นโอกาสทองสำหรับ ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างของสินเชื่อแต่ละประเภท จะช่วยนำพาธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ต้องกู้ยังไง?

The post Sustainable Finance: สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ต้องกู้ยังไง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z https://thestandard.co/ebay-depop-gen-z-secondhand-market/ Wed, 25 Feb 2026 14:03:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1181740 ภาพดีลการเข้า ซื้อ Depop โดย eBay เพื่อเจาะตลาดแฟชันมือสองและกลุ่ม Gen Z

ฟาสต์แฟชันในปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความยั่ง […]

The post ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพดีลการเข้า ซื้อ Depop โดย eBay เพื่อเจาะตลาดแฟชันมือสองและกลุ่ม Gen Z

ฟาสต์แฟชันในปัจจุบันกำลังถูกตั้งคำถามหนักเรื่องความยั่งยืน และในวันที่คนรุ่นใหม่มองตู้เสื้อผ้าเป็นทั้งคลังสไตล์และแหล่งเงินทุน ตลาดมือสองจึงไม่ใช่ของทางเลือก แต่เริ่มกลายเป็นกระแสหลัก

 

ดีลมูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ eBay เข้าซื้อ Depop ในต้นปี 2026 เป็นสัญญาณว่าพื้นที่แข่งขันของอีคอมเมิร์ซกำลังเปลี่ยนแกน จากแพลตฟอร์มสู่ ‘วัฒนธรรม’ โดยคาดว่าดีลจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2026

 

แล้วทำไมแอปขายเสื้อผ้ามือสองหน้าตาคล้ายโซเชียลมีเดีย ถึงมีมูลค่ามหาศาลขนาดนี้

 

🟡 Depop คืออะไร น่าสนใจอย่างไร

 

Depop ก่อตั้งในปี 2011 โดย Simon Beckerman ในศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพในอิตาลี จุดเริ่มต้นไม่ได้ตั้งใจจะสร้างเว็บอีคอมเมิร์ซ แต่ต้องการสร้างเครือข่ายให้ผู้อ่านนิตยสารสามารถซื้อของที่ศิลปินสวมใส่ได้โดยตรง

 

ดีเอ็นเอนี้ทำให้แพลตฟอร์มมีหน้าตาคล้ายโซเชียล เน้นภาพถ่ายสวย ฟีดแบบเลื่อนดูต่อเนื่อง จนถูกเรียกว่า ‘Instagram สำหรับการช็อปปิ้ง’ ผู้ใช้ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อค้นหาสินค้า แต่เข้ามาเพื่อเสพสไตล์ ติดตามร้านโปรด และสร้างตัวตนของตัวเอง

 

ในปี 2021 แพลตฟอร์มนี้เคยถูกเทคโอเวอร์มาแล้วรอบหนึ่งโดยบริษัท Etsy ในมูลค่าสูงถึง 1,625 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Depop ก็มีการเติบโตที่ค่อนข้างน่าพอใจ ปีงบประมาณ 2025 Depop มียอดขายสินค้ารวมกว่า 1,074.9 ล้านดอลลาร์ รายได้แตะ 187 ล้านดอลลาร์ เติบโต 120% มีผู้ซื้อที่ใช้งานจริง 7 ล้านราย ผู้ขาย 3.2 ล้านราย ฐานผู้ใช้กลุ่มใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

 

และที่น่าสนใจคือ 90% ของผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 26 ปี สิ่งที่มีค่าที่สุดจึงไม่ใช่รายได้ แต่คือฐานผู้ใช้วัยรุ่นระดับโลกที่ยากจะสร้างขึ้นใหม่จากศูนย์

 

🟡 ทำไม eBay ถึงสนใจ Depop

“การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะพัฒนาหนึ่งในหมวดหมู่สินค้าหลักที่เติบโตเร็วที่สุดของเรา ด้วยแพลตฟอร์มที่เสริมกับธุรกิจที่เรามีอยู่แล้ว และช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยกว่าในตลาดสินค้ามือสองที่กำลังขยายตัว” Jamie Iannone ซีอีโอของ eBay กล่าว

 

60% ของผู้ใช้ eBay อยู่ในช่วงอายุ 35–64 ปี ความท้าทายระยะยาวของแพลตฟอร์มจึงไม่ใช่เรื่องยอดขายวันนี้ แต่คือการเติมเลือดใหม่เข้าสู่ระบบ

 

การสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อเจาะ Gen Z ต้องใช้เวลาและความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมสูงมาก การซื้อ Depop จึงเป็นทางลัดที่ได้ทั้งผู้ใช้ คอมมูนิตี้ และภาพลักษณ์ในคราวเดียว

 

อีกด้านหนึ่ง ตลาดยุโรปและอังกฤษกำลังแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะจาก Vinted การดึง Depop เข้ามาอยู่ในพอร์ตจึงเป็นทั้งเกมรุกและเกมรับ ป้องกันไม่ให้คู่แข่งผูกขาดความสนใจของวัยรุ่นยุโรป

 

🟡 Gen Z ชอบของมือสองจริงหรือ

 

รายงาน ThredUp Resale Report ปี 2025 คาดการณ์ว่าตลาดเสื้อผ้ามือสองทั่วโลกจะมีมูลค่า 3.67 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และในสหรัฐอเมริกา ตลาดนี้เติบโตเร็วกว่าตลาดเสื้อผ้าทั่วไปถึง 5 เท่า

 

68% ของ Gen Z และ Millennials ซื้อเสื้อผ้ามือสองในปีที่ผ่านมา
56% ของ Gen Z และ Millennials ระบุว่าสินค้ามือสองคือที่แรกที่พวกเขานึกถึงเมื่อจะซื้อเสื้อผ้า
39% ของ Gen Z และ Millennials ขายเสื้อผ้าของตัวเองเพื่อนำเงินไปหมุนเวียน

 

คนรุ่นใหม่นิยามการบริโภคใหม่ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อ แต่เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน ตู้เสื้อผ้าจึงไม่ใช่ต้นทุนจม แต่เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน และสำหรับ eBay ที่ต้องการวางตำแหน่งเป็นผู้นำในตลาดสินค้าหมุนเวียน Depop คือประตูสู่พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่โดยตรง

 

🟡 ทำไม Etsy ยอมขาย Depop ในราคาขาดทุน 1,200 ล้านดอลลาร์

 

Etsy ขายต่อให้ eBay ในราคา 1,200 ล้านดอลลาร์ แปลว่าดีลนี้มีส่วนต่างกว่า 400 ล้านดอลลาร์ นั่นเพราะแม้ Depop จะเติบโตแรงด้านรายได้ แต่ยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน และฉุดอัตรากำไรของบริษัทแม่ให้ลดลง 3.50% ในปี 2025

 

Kruti Patel Goyal ซีอีโอของ Etsy กล่าวว่า “การขายกิจการครั้งนี้ทำให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นเฉพาะโอกาสที่น่าสนใจที่เรามองเห็นอยู่ตรงหน้า นั่นคือ การขยายตลาด Etsy ในรูปแบบที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อและผู้ขายของเรา”

 

หมายความว่า Etsy เลือกจะปรับยุทธศาสตร์ ลดการถือครองหลายแบรนด์ และเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ยังไม่ทำกำไรให้เป็นกระแสเงินสด เพื่อนำเงิน 1,200 ล้านดอลลาร์ไปเสริมความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มหลัก เช่น ซื้อหุ้นคืน และลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้ง

 

ตลาดหุ้นตอบรับทันที The Guardian รายงานว่าหุ้น Etsy ปรับตัวขึ้นถึง 15% หลังประกาศดีล เพราะนักลงทุนเห็นความชัดเจนของทิศทางในเชิงกลยุทธ์ นี่คือการยอมตัดบางส่วนเพื่อรักษาแกนกลาง

 

บทเรียนทางธุรกิจที่เด่นชัดที่สุดที่ถอดรหัสได้จากมหากาพย์ครั้งนี้คือ สำหรับ Etsy นี่คือ ‘วิถีทางแห่งการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต’ การยอมเฉือนเนื้อตัวเองเพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจหลักเอาไว้

 

ส่วนฝั่ง eBay การลงทุนระดับพันล้านในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การซื้อตัวแอปพลิเคชันหรือเทคโนโลยี แต่คือการซื้อ ‘สถานะทางวัฒนธรรม’ และซื้ออนาคตของแพลตฟอร์มผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องรอดูกันว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

 

The post ทำไม eBay ต้องทุ่ม 1,200 ล้านดอลลาร์ ซื้อ Depop ตู้เสื้อผ้าหมื่นล้านของ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ANTA มังกรกีฬาที่ไล่กลืนแบรนด์ระดับตำนาน ให้กลายเป็นเครื่องจักรทำกำไรสไตล์จีน https://thestandard.co/anta-sports-china-profit-machine/ Tue, 24 Feb 2026 12:23:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1181416 ภาพประกอบเกี่ยวกับ ANTA แบรนด์กีฬาสัญชาติจีนที่เข้าซื้อกิจการแบรนด์ดังระดับโลก เพื่อสร้างอาณาจักรกีฬาและทำกำไรสไตล์จีน

ในสมรภูมิสปอร์ตแวร์ แน่นอนว่าเราคุ้นเคยกับกับการต่อสู้ร […]

The post ANTA มังกรกีฬาที่ไล่กลืนแบรนด์ระดับตำนาน ให้กลายเป็นเครื่องจักรทำกำไรสไตล์จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเกี่ยวกับ ANTA แบรนด์กีฬาสัญชาติจีนที่เข้าซื้อกิจการแบรนด์ดังระดับโลก เพื่อสร้างอาณาจักรกีฬาและทำกำไรสไตล์จีน

ในสมรภูมิสปอร์ตแวร์ แน่นอนว่าเราคุ้นเคยกับกับการต่อสู้ระหว่าง Nike กับ Adidas ที่เป็นเสาหลักของโลกธุรกิจอุปกรณ์กีฬามาหลายทศวรรษ แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศูนย์กลางอำนาจกำลังค่อยๆ ขยับทีละน้อยไปอยู่ในมือธุรกิจจากแดนมังกรอย่าง ‘ANTA Sports’

 

27 มกราคมที่ผ่านมา ANTA ประกาศเข้าถือหุ้นร้อยละ 29.06 ใน Puma SE กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดทันที ดีลมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านยูโร

 

ดีลนี้ ถือเป็นการประกาศก้องว่าแบรนด์จีนไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ผลิต แต่กำลังเดินเกมเข้าครอบครอง ‘Heritage’ หรือมรดกทางประวัติศาสตร์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และปัจจุบัน มูลค่ารวมของ ANTA Group ทะยานไปกว่า 5.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ไล่จี้เบอร์ 1 และ 2 อย่าง Nike กับ Adidas แบบไม่ลดละ

 

🟡 ANTA คือใคร มาจากไหน?

 

ย้อนกลับไปในปี 1991 ณ เมืองจิ้นเจียง ในวันที่เศรษฐกิจจีนยังเป็นแค่โรงงานของโลก ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘Ding Shizhong’ เริ่มต้นสร้าง ANTA ขึ้นมาจากการเป็นเพียงโรงงาน OEM ที่คอยเย็บรองเท้าให้คนอื่นใส่

 

ANTA ค่อยๆ สะสม Legacy ผ่านการล้มลุกคลุกคลานจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปี 2007 และขยับฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นเบอร์ 3 ของโลก เป็นรองเพียง Nike และ Adidas เท่านั้น ความยิ่งใหญ่ของเขามาจากการเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตสู่ ‘ผู้สร้าง’ ที่ดึงเอานักบาสเกตบอลซูเปอร์สตาร์อย่าง Kyrie Irving มาเป็น Chief Creative Officer เพื่อบอกโลกว่า วันนี้แบรนด์จีนมีเทคโนโลยีและดีไซน์ที่พร้อมแข่งในระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ

 

🟡 กลยุทธ์แบบ ANTA เปลี่ยนสมรภูมิแบรนด์กีฬาอย่างไรบ้าง

 

ก่อนหน้านี้ กติกาของสมรภูมิสปอร์ตแวร์ศักดิ์สิทธิ์และยากจะเลียนแบบ เพราะมันถูกขับเคลื่อนด้วย Heritage หรือมรดกทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำสไตล์ญี่ปุ่นของ Asics, จิตวิญญาณนักไตรกีฬาของ On หรือวิศวกรรมเยอรมันของ Adidas สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสินค้า แต่มันคือ ‘เรื่องเล่า’ ที่ต้องใช้เวลานับทศวรรษในการสร้างขึ้นมา

 

แต่สิ่งที่ ANTA ทำคือการฉีกตำราเล่มเดิมทิ้งทั้งหมด แล้วบอกกับโลกว่า ถ้าคุณสร้างประวัติศาสตร์เองไม่ทัน คุณก็แค่ไป ‘ซื้อ’ มันมาซะเลย

 

จากเดิมที่เป็นการสู้กันระหว่างแบรนด์ต่อแบรนด์ (Brand vs. Brand) ANTA ได้เปลี่ยนกติกาใหม่ให้เป็นการสู้กันระหว่าง ‘ระบบนิเวศ’ (Ecosystem vs. Brand) วันนี้คู่แข่งอย่าง Nike หรือ Adidas ไม่ได้กำลังสู้กับแบรนด์จีนที่ชื่อ ANTA แค่แบรนด์เดียว แต่พวกเขากำลังสู้กับ ‘กองทัพหัวกะทิ’ ที่มี Heritage ระดับโลกอยู่ในมือทุกเซกเมนต์

 

ถ้าคุณอยากได้รองเท้าวิ่งราคาคุ้มค่าคุณเจอ ANTA ถ้าคุณอยากเท่แบบพรีเมียมคุณเจอ FILA ถ้าคุณเป็นสายลุยสุดตัวคุณเจอ Arc’teryx หรือถ้าคุณต้องการแฟชั่นสไตล์เยอรมันคุณเจอ Puma การบริหารแบบพอร์ตโฟลิโอทำให้ ANTA มีความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะเขามีสินค้าที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ระดับ Mass ไปจนถึง Ultra-Luxury ผลที่ตามมาคือคู่แข่งเจ้าเดิมต้องเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เพราะ ANTA กำลังใช้ ‘ความขลังสไตล์ตะวันตก’ มาบวกกับ ‘ความเร็วสไตล์จีน’ เพื่อกวาดลูกค้าไปทุกระดับชั้นอย่างเบ็ดเสร็จ

 

🟡 กลยุทธ์ของ ANTA น่าสนใจอย่างไร ผู้ประกอบการเรียนรู้อะไรได้บ้าง

 

โมเดลที่น่าสนใจที่สุดคือการบริหารแบบ ‘Light-touch Acquisition’ คือการซื้อมาแต่ไม่เข้าไปยุ่มย่ามกับอัตลักษณ์เดิม เพราะมองว่าแต่ละแบรนด์มี Herritage ที่เป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว

 

ANTA ปล่อยให้ทีมดีไซน์และบริหารของแบรนด์ระดับตำนานทำหน้าที่รักษา Brand DNA ต่อไปอย่างเป็นอิสระ แต่สิ่งที่ ANTA ให้กลับคืนไปคือการเปิด ‘กล่องวิเศษ’ หลังบ้านที่ทรงพลังที่สุด ทั้งระบบซัพพลายเชนระดับโลก โลจิสติกส์ที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และการวิเคราะห์ Retail Data ที่แม่นยำ

 

การใช้ระบบหลังบ้านเดียวกันทำให้เกิด Economies of Scale มหาศาล ต้นทุนการผลิตลดลงในขณะที่ประสิทธิภาพการกระจายสินค้าเพิ่มขึ้น แบรนด์ในเครือไม่ต้องกังวลเรื่องการผลิตหรือการขนส่ง และมีสมาธิกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ ANTA สามารถส่งต่อความสำเร็จจากแบรนด์หนึ่งไปสู่อีกแบรนด์หนึ่งได้อย่างไร้รอยต่อ เหมือนมีระบบปฏิบัติการส่วนกลางที่คอยหล่อเลี้ยงทุกแบรนด์ให้เติบโตไปพร้อมกัน

 

สำหรับคนทำงานและผู้ประกอบการ การขยับตัวของ ANTA สะท้อนว่า ‘วิธีเล่นเกม’ ไม่ได้มีแค่แบบเดียว วันนี้ความเร็วและระบบปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมอาจสำคัญพอๆ กับตัวสินค้า และที่สำคัญที่สุดคือการรู้จักใช้ ‘จุดแข็ง’ ของตัวเองไปอุด ‘จุดอ่อน’ ของคนอื่น เพื่อสร้างอาณาจักรที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง

 

The post ANTA มังกรกีฬาที่ไล่กลืนแบรนด์ระดับตำนาน ให้กลายเป็นเครื่องจักรทำกำไรสไตล์จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งเครียด แต่ไม่อยากเป็นผู้นำ Toxic จัดการอารมณ์อย่างไร? https://thestandard.co/leaders-stress-emotion-management/ Sat, 21 Feb 2026 11:33:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1180636

พอขึ้นตำแหน่งหัวหน้าทีม ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร หลายครั […]

The post ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งเครียด แต่ไม่อยากเป็นผู้นำ Toxic จัดการอารมณ์อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

พอขึ้นตำแหน่งหัวหน้าทีม ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร หลายครั้งที่คุณอาจพบว่าตัวเองนั่งอยู่ลำพังพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เผลอใช้อารมณ์ฉุนเฉียวใส่ลูกน้องในที่ประชุม หรือเผลอแสดงท่าทีเย็นชาใส่ทีมเพียงเพราะตัวเลขในรายงานไม่เป็นไปตามเป้า

 

เย็นไว้ สูดหายใจลึกๆ และบอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหัวหน้าที่แย่” แต่ความกดดันที่แบกไว้บนบ่ามันหนักจนบางครั้งก็รับไม่ไหว

 

ผู้นำอารมณ์เสียง่าย ส่งผลอย่างไรต่อทีม

 

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมแค่หัวหน้าเดินหน้าบึ้งเข้าออฟฟิศ หรือกระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเพียงเบาๆ บรรยากาศที่เคยสดใสกลับอึมครึมลงทันตา

 

ในยุคดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยนักล่าอันตราย มนุษย์อยู่รอดมาได้ด้วยการอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือเผ่าพันธุ์ เราต้องอ่านสัญญาณร่างกายจากผู้นำ หากผู้นำเผ่าแสดงอาการตื่นตระหนก หรือมีความเครียดสูง นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าภัยกำลังใกล้เข้ามา ในโลกออฟฟิศ หากผู้นำแสดงออกว่าอารมณ์ไม่ดี ทีมงานจะจะปิดโหมดการสร้างสรรค์และเปลี่ยนเข้าสู่โหมดป้องกันตัวแทน

 

Gallup สถาบันวิจัยและที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก รายงานว่าสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้พนักงานลาออกคือ ‘หัวหน้า’ โดยเฉพาะหัวหน้าที่เป็นต้นเหตุของความเครียดและไม่สามารถบริหารจัดการอารมณ์ของตนเองได้ ความเครียดในที่ทำงานไม่ได้เพียงแค่ทำให้คนลาออก แต่ยังนำไปสู่ภาวะลาออกทางใจ (Quiet Quitting) ซึ่งมีพนักงานทั่วโลกถึง 62% ที่อยู่ในภาวะนี้ ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

ทำไมยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น ความเครียดถึงยิ่งมาก

 

เช้าวันจันทร์ที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์ที่กระทบกับคนนับร้อย มีตัวเลขผลกำไรขาดทุนค้ำคอ และมีสายตาทุกคู่ในออฟฟิศจ้องมองมาที่คุณเพื่อรอคำตอบ ความกดดันที่ต้องแบกไว้ คือต้นตอที่ทำให้ระบบภายในของคุณเริ่มรวน

 

ตามหลักประสาทวิทยา เมื่อเราเผชิญความกดดันเรื้อรัง สมองส่วน Amygdala ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับภัยคุกคามจะทำงานหนักเกินไป จนเข้าข่าย ‘ยึดอำนาจ’ การตัดสินใจ ส่งผลให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่วางแผนและยับยั้งชั่งใจทำงานได้แย่ลง

 

ในชีวิตจริง มันคือช่วงวินาทีที่คุณเห็นอีเมลแจ้งปัญหาด่วนจากลูกทีมแล้วคุณก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันทีโดยไม่ยั้งคิด เพราะสมองของคุณไม่ได้มองว่านั่นคือ ‘ปัญหาที่ต้องแก้’ แต่มันมองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่ต้องกำจัด’ ความเครียดของผู้นำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัย แต่เป็นเรื่องของชีวภาพที่สูญเสียสมดุล

 

เปลี่ยนตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็นหัวหน้า Toxic

 

ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ แค่ลองใช้กลยุทธ์การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

 

  • ใช้กฎ 90 วินาที (The 90-Second Rule): เมื่อความโกรธพุ่งพล่าน ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายจะทำงานเพียง 90 วินาทีเท่านั้น หากคุณสามารถรับรู้และตั้งชื่ออารมณ์นั้นในใจ เช่น ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกกดดัน โดยไม่เติมเชื้อไฟด้วยการคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์นั้นจะสลายไปเองตามธรรมชาติ

 

  • Micro-recovery (การฟื้นฟูระยะสั้น): อย่ารอให้ถึงวันหยุดยาว ผู้นำที่เก่งต้องรู้จักการพักสั้นๆ ระหว่างวัน เช่น การฝึกหายใจแบบ Box Breathing (เข้า 4 กลั้น 4 ออก 4 กลั้น 4) เพียง 1-2 นาที เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทจากโหมดสู้หรือหนี ให้กลับมาสู่โหมดสงบและมีสติ

 

  • สร้างความตระหนักรู้ขั้นสูงสุด (Radical Self-Awareness): หมั่นสังเกตสัญญาณทางกาย เช่น กรามที่ขบแน่น หรือหัวใจที่เต้นรัว ก่อนที่จะเปล่งเสียงออกไป การรู้เท่าทันกายจะช่วยให้คุณดึงอำนาจการตัดสินใจกลับมาสู่สมองส่วนหน้าได้ทันเวลา

 

การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่การเป็นซูเปอร์แมนที่ไร้ความรู้สึก แต่คือการเป็นมนุษย์ที่รู้จักบริหารจัดการพลังงานของตัวเอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนรอบข้างเติบโต

 

จำไว้ว่า ‘อารมณ์ของผู้นำคือสภาพอากาศขององค์กร’ และคุณมีสิทธิ์เลือกว่า วันนี้ในออฟฟิศของคุณจะมีแสงแดดที่อบอุ่น หรือจะมีแต่พายุที่เหน็บหนาว

The post ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งเครียด แต่ไม่อยากเป็นผู้นำ Toxic จัดการอารมณ์อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสโลกแรงงานปี 2026 ‘เมื่อ AI ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ความลังเลคือศัตรูที่แท้จริง’ กับ Denis Machuel ซีอีโอ The Adecco Group https://thestandard.co/denis-machuel-adecco-future-of-work-ai-2026/ Fri, 20 Feb 2026 06:41:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1180340 denis-machuel-adecco-future-of-work-ai-2026

ในวันที่เสียงฝีเท้าของปัญญาประดิษฐ์ดังระงมไปทั่วโลกธุรก […]

The post ถอดรหัสโลกแรงงานปี 2026 ‘เมื่อ AI ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ความลังเลคือศัตรูที่แท้จริง’ กับ Denis Machuel ซีอีโอ The Adecco Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
denis-machuel-adecco-future-of-work-ai-2026

ในวันที่เสียงฝีเท้าของปัญญาประดิษฐ์ดังระงมไปทั่วโลกธุรกิจ หลายคนอาจกำลังหวาดกลัวว่านี่คือจุดจบของแรงงานมนุษย์ 

 

ทว่าเมื่อมองผ่านสายตาของ Denis Machuel ซีอีโอแห่ง The Adecco Group’ ในปี 2026 เขามองว่าเรากำลังประเมินค่าความเสี่ยงจาก AI สูงเกินไปจนมองข้าม ‘การเปลี่ยนแปลงที่เงียบเชียบ’ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นตัวกำหนดอนาคตที่แท้จริง นั่นคือการที่ผู้คนเริ่มกลับมามีความทะเยอทะยานอีกครั้ง แต่เป็นความมุ่งมั่นที่ต้องการรากฐานของ ‘ความมั่นคง’ เป็นตัวตั้งต้น

 

อะไรน่ากลัวที่สุดในโลกยุค AI

 

ความเชื่อที่ว่า AI จะทำให้คนตกงานจำนวนมหาศาลนั้นถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกินจริง ในขณะที่ผลสำรวจในไทยพบว่าพนักงานถึง 91% เชื่อว่า AI จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ ๆ มากกว่าจะทำลายงาน 

 

ภัยคุกคามที่น่ากลัวกว่าในนาทีนี้คือ ‘สภาวะทักษะชะงักงัน’ (Skills gridlock) ที่เกิดจากความลังเลขององค์กรและการขาดการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้นำจัดการกับเทคโนโลยี ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ ‘คนบริหาร’ ที่ตามไม่ทัน

 

ทำไม ‘ความคล่องตัว’ คือทักษะมูลค่าสูงในยุค AI

 

งานที่มีมูลค่าสูงในปี 2026 ไม่ได้วัดกันที่ชื่อตำแหน่งที่ดูดี แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ AI เลียนแบบไม่ได้ เช่น ‘การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน’ ‘ความฉลาดทางอารมณ์’ และ ‘การคิดเชิงวิพากษ์’ 

 

ทักษะที่กลายเป็นของต้องมีเพื่อความอยู่รอดคือ ‘ความคล่องตัว’ (Agility) หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนทักษะตัวเองได้ทันที ซึ่งคนทำงานไทยถือว่านำหน้าคนอื่นในเรื่องนี้ เพราะมีอัตราการใช้ AI เข้ามาช่วยทำงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

 

ทำไมองค์กรยุคใหม่ถึงต้องการทักษะ ‘การวัดผลกระทบ’ 

 

ในอดีตเราอาจจะแค่ทำตามหน้าที่ไปวันๆ แต่ในโลกงานยุคใหม่ ทักษะที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุดแต่กลับสำคัญมากคือ ‘การวัดผลกระทบ’ (Impact measurement) 

 

พนักงานต้องมองเห็นและบอกได้ชัดเจนว่า งานที่ตัวเองทำอยู่นั้นช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ของบริษัทได้อย่างไร ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานเพียง 1 ใน 3 ทั่วโลกเท่านั้นที่สามารถทำสิ่งนี้ได้อย่างมั่นใจ องค์กรที่ฉลาดต้องเปลี่ยนจากการวางแผนตามชื่อตำแหน่ง มาเป็นการวางแผนตาม ‘ทักษะ’ เพื่อให้คนในทีมเคลื่อนที่ไปยังจุดที่ต้องการได้รวดเร็วที่สุด

 

AI ให้คุณค่าอะไรกับมนุษย์

 

AI ไม่ได้แย่งงาน แต่เขาคืนเวลาให้ เมื่อ AI เข้ามาช่วยทำงานรูทีนจนประหยัดเวลาให้คนไทยได้เฉลี่ยถึง 117 นาทีต่อวัน โจทย์ใหญ่คือเราจะเอาเวลานั้นไปทำอะไร 

 

การรักษาศักดิ์ศรีของมนุษย์ในที่ทำงานคือการนำเวลาที่ได้คืนมาไปใช้กับ ‘กิจกรรมที่มีคุณค่าสูง’ เช่น การเป็นพี่เลี้ยง การใช้ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้คนทำงานรู้สึกถึง ‘เป้าหมายและคุณค่า’ ในสิ่งที่ทำ มากกว่าจะเอางานธุรการอื่นๆ มายัดเยียดให้ทำเพิ่ม

 

ประเทศไทยกำลังโดดเด่นในฐานะดินแดนแห่งความหวังเรื่อง AI โดยคนทำงานไทยมีความกระตือรือร้นและมองโลกในแง่ดีต่อเทคโนโลยีสูงมาก แม้เศรษฐกิจในปี 2026 จะไม่ได้เติบโตหวือหวา แต่นี่คือจุดเปลี่ยนที่บีบให้ธุรกิจต้องหันมาเน้นที่ ‘คุณภาพของทักษะ’ และ ‘ผลิตภาพ’ มากกว่าการขยายขนาดเพียงอย่างเดียว 

 

ความสำเร็จในวันหน้าจึงไม่ใช่เรื่องของใครที่มีเครื่องมือทันสมัยกว่ากัน แต่คือใครที่สามารถรักษา ‘ความเป็นมนุษย์’ และสร้าง ‘ความคล่องตัว’ ให้กับพนักงานได้มากกว่ากัน

The post ถอดรหัสโลกแรงงานปี 2026 ‘เมื่อ AI ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ความลังเลคือศัตรูที่แท้จริง’ กับ Denis Machuel ซีอีโอ The Adecco Group appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Seedance 2.0’ เมื่อ AI เขย่าบรรทัดฐานระหว่างงาน Parody กับทรัพย์สินทางปัญญา https://thestandard.co/seedance-2-bytedance-thinking-video-model-tech-review/ Thu, 19 Feb 2026 06:45:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1179953 seedance-2-bytedance-thinking-video-model-tech-review

ในโลกของธุรกิจ ‘เนื้อหา’ หรือ Content คือสินทรัพย์ที่มี […]

The post ‘Seedance 2.0’ เมื่อ AI เขย่าบรรทัดฐานระหว่างงาน Parody กับทรัพย์สินทางปัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
seedance-2-bytedance-thinking-video-model-tech-review

ในโลกของธุรกิจ ‘เนื้อหา’ หรือ Content คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะกับองค์กรหรือบริษัทที่มี Legacy ยาวนาน เนื้อหาอันเป็นเอกลักษณ์ของพวกเขาคือเม็ดเงินระดับที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ 

 

แต่การมาถึงของ Seedance 2.0 จากค่าย ByteDance กำลังท้าทายกฎเกณฑ์ที่สร้างมานับศตวรรษ ภาพของดาราระดับโลกอย่าง Brad Pitt แลกหมัดกับ Tom Cruise หรือซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวลข้ามไปอยู่ในจักรวาลสตาร์วอร์สที่เนียนตาจนน่ากลัว กำลังเปลี่ยนความตื่นเต้นของนวัตกรรมให้กลายเป็นความหวาดหวั่นของอุตสาหกรรม 

 

Seedance 2.0 มาจากไหน เจ๋งยังไง

 

เบื้องหลังความเก่งกาจของ Seedance 2.0 คือมันสมองจาก ByteDance ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสัญชาติจีนผู้ครอบครอง TikTok แพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคนี้ 

 

โดยรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ถูกขนานนามว่าเป็น Flagship ลำใหม่ที่พร้อมจะขึ้นมาท้าชนกับทุกโมเดลในตลาด ความเจ๋งของมันคือระบบ Thinking Video Model ที่ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง Seed 2.0 มาเป็นแกนกลางการประมวลผล ระบบนี้มีความสามารถในการวิเคราะห์โจทย์ วางแผนสตอรี่บอร์ด และสืบค้นข้อมูลจากโลกออนไลน์มาเติมเต็มรายละเอียดให้สมจริง สร้างความได้เปรียบทางโครงสร้างต้นทุน ที่ทำให้ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ระดับฮอลลีวูดได้ด้วยราคาเพียงไม่กี่สตางค์

 

ทำไมสตูดิโอระดับโลกส่งจดหมายเตือน ByteDance

 

ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อโลกออนไลน์เต็มไปด้วยวิดีโอไวรัลที่ใช้ตัวละครระดับไอคอนอย่าง Spider-Man หรือฉากดวลดาบใน Star Wars ที่สร้างจาก AI ตัวนี้ 

 

สำหรับ Disney หรือ Paramount ตัวละครอย่าง Spider-Man หรือ Darth Vader คือสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องมานับสิบปี ลงทุนไปนับไม่ถ้วน แต่กลับถูกฉวยไปสร้างวิดีโอจากปัญญาประดิษฐ์และเผยแพร่เต็มโลกออนไลน์ ทำให้สตูดิโอดิสนีย์ต้องส่งจดหมายเตือนให้ระงับการกระทำ (Cease-and-desist letter) ถึง ByteDance โดยกล่าวหาว่าบริษัทใช้ ‘ห้องสมุดเถื่อน’ (pirated library) ของตัวละครลิขสิทธิ์ และเปรียบเทียบการกระทำนี้ว่าเป็นการทุบกระจกแล้วฉกฉวยทรัพย์สินทางปัญญาแบบเสมือนจริง

 

ByteDance มีท่าทีอย่างไรต่อกระแสสังคม

 

ท่ามกลางพายุความกดดัน ByteDance ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าบริษัทเคารพในสิทธิทางปัญญาและพร้อมที่จะยกระดับมาตรการป้องกันให้รัดกุมยิ่งขึ้น 

 

  • เสริมมาตรการป้องกันไม่ให้มีการนำภาพลักษณ์ของบุคคลหรือทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • เริ่มมีการบล็อกคำค้นหาที่เกี่ยวกับตัวละครลิขสิทธิ์ เช่น ไม่สามารถสั่งให้ Batman ทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกในบางพื้นที่
  • ปิดความสามารถในการอัปโหลดรูปภาพบุคคลจริงเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์ 

 

เราเรียนรู้อะไรจากดราม่า Seedance 2.0

 

นวัตกรรมที่ขาดจริยธรรมเป็นความสำเร็จที่เปราะบาง เพราะการเติบโตบนทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตมักจบลงที่กำแพงทางกฎหมายและการสูญเสียความน่าเชื่อถือในระยะยาว 

 

ในโลกยุคใหม่ ‘ลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องและข้อมูลคุณภาพสูง’ จึงถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าดั่งทองคำ ซึ่งเป็นข้อต่อสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และการเจรจาพันธมิตรทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ Disney เลือกเซ็นสัญญากับ OpenAI เพื่อปกป้องและสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ของตน

 

ท้ายที่สุด การปรับตัวคือทางรอดเดียว โดยคนสร้างสรรค์ต้องขยับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ผลิตไปสู่การเป็น ‘สถาปนิกทางความคิด’ ที่ใช้ AI เป็นอาวุธขยายขอบเขตจินตนาการ แทนที่จะปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่จิตวิญญาณ ก้าวต่อไปในโลกที่ AI ท้าทายทุกกฎเกณฑ์เดิมจึงอยู่ที่ว่า คุณจะเลือกเป็นผู้ที่ถูกแย่งชิง Asset ไป หรือจะใช้ AI มาเพิ่มมูลค่าให้ Asset ของคุณอย่างทรงพลัง

The post ‘Seedance 2.0’ เมื่อ AI เขย่าบรรทัดฐานระหว่างงาน Parody กับทรัพย์สินทางปัญญา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก https://thestandard.co/bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record/ Wed, 18 Feb 2026 12:05:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1179781 bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record

128.2 ล้าน คือยอดผู้ชมสดผ่านทางโทรทัศน์และสตรีมมิ่งในช่ […]

The post ‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
bad-bunny-super-bowl-2026-social-media-record

128.2 ล้าน คือยอดผู้ชมสดผ่านทางโทรทัศน์และสตรีมมิ่งในช่วงโชว์พักครึ่งของการแข่งกีฬาอเมริกันฟุตบอลระดับโลก Super Bowl LX (2026) แม้จะยังไม่ทำลายสถิติเดิมของ Kendrick Lamar ในปี 2025 ซึ่งมียอดชมสด 133.5 ล้านคน ทว่าได้ทุบสถิติยอดวิวในโซเชียลมีเดียสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 4 พันล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังจบโชว์

 

และเจ้าของโชว์ในวันนั้น คือ ‘Bad Bunny’ ศิลปินชาวเปอร์โตริโกที่ประกาศชัยชนะทางวัฒนธรรมของศิลปินลาตินเดี่ยวคนแรกที่ขึ้นครองบัลลังก์นี้ด้วยภาษาสเปน 100% แม้จะถูกวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจากฝั่งอนุรักษนิยม แต่ในสายตาคนรุ่นใหม่ นี่คือโชว์ที่จริงใจและทรงอิทธิพลที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

 

Bad Bunny มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และอะไรคืออาวุธลับที่ใช้พังกำแพงภาษาจนครองใจอเมริกันชนและคนทั่วโลกได้ขนาดนี้?

 

Bad Bunny คือใคร โด่งดังมาจากไหน

 

ก่อนที่คนทั้งโลกจะรู้จักเขาในนาม Bad Bunny ชายหนุ่มคนนี้คือ เบนิโต อันโตนิโอ มาร์ติเนซ โอคาซิโอ (Benito Antonio Martínez Ocasio) อายุ 31 ปี เขาเติบโตในย่าน Vega Baja เปอร์โตริโก เคยเป็นเด็กร้องเพลงในโบสถ์ ก่อนเติบโตเป็นนักศึกษานิเทศศาสตร์ที่หารายได้พิเศษด้วยการเป็นพนักงานแพ็คของในซูเปอร์มาร์เก็ต Econo

 

เขาเริ่มเส้นทางดนตรีจากการทำเพลงในห้องนอนและอัปโหลดลง SoundCloud จนเพลง ‘Diles’ กลายเป็นไวรัลสะดุดตาค่ายเพลง Hear This Music เขาถูกจับเซ็นสัญญา ปล่อยเพลง Diles เวอร์ชันรีมาสเตอร์ และทยอยปล่อยซิงเกิลระหว่างปี 2016-2018 

 

แต่แล้ว Bad Bunny ก็ตัดสินใจออกจาก Hear This Music ในปี 2018 แม้จะกำลังรุ่งสุดๆ เพราะค่ายไม่ยอมให้เขาออกอัลบั้มเต็ม และอยากให้เขาวิ่งรอกออกแค่ซิงเกิลหรือไปร่วมฟีเจอริ่งกับคนอื่นไปเรื่อยๆ ความอัดอั้นนี้เองที่ทำให้เขาเลือกไปร่วมงานกับ Noah Assad เพื่อทำอัลบั้มแรกอย่าง X 100PRE และร่วมก่อตั้ง Rimas Entertainment ซึ่งให้สิทธิ์เขาในการถือครองผลงาน และอิสระในการทดลองแนวดนตรีใหม่ๆ ไร้ขีดจำกัด

 

ทำไมความ ‘บ้านๆ’ แบบเปอร์โตริโกถึงชนะใจคนทั้งโลก และตีตลาด USA ได้สำเร็จ?

 

หลายคนอาจเชื่อว่า  ‘ต้องปรับตัวตามกระแสหลักถึงจะรอด’ แต่ Bad Bunny เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาปฏิเสธการร้องเพลงภาษาอังกฤษเพื่อเข้าหาตลาดอเมริกา แต่กลับดึงเอาสำเนียงสเปนท้องถิ่นและดนตรีแนว Reggaeton มาเป็นอาวุธหลัก 

 

Bad Bunny ได้สร้างอาณาจักรบนโลกดิจิทัลไว้อย่างบ้าคลั่ง เขาทำสถิติเป็นศิลปินที่มียอดวิวบน YouTube รวมกันมากกว่าพันล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่ปี และมีฐานแฟนคลับชาวลาติน (Hispanic) ในอเมริกากว่า 65 ล้านคน (เกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด) ที่พร้อมจะ ‘ปั่นสตรีม’ จนชาร์ตแตก Bad Bunny จึงไม่ได้เดินไปขอส่วนแบ่งตลาดจากศิลปินอเมริกัน แต่เขาคือ ‘ขวัญใจมวลชน’ ที่แบรนด์และศิลปินยักษ์ใหญ่โหยหา 

 

ไม่แปลกที่หลังจากนั้น เขาจะได้ไปปรากฏตัวในเพลง ‘I Like It’ ร่วมกับ Cardi B เจ้าแม่แร็ปเปอร์แห่งยุค และทำให้ศิลปินเบอร์ใหญ่อย่าง Drake ต้องยอมร้องภาษาสเปนในเพลง ‘Mia’ จนในที่สุดอัลบั้ม Un Verano Sin Ti ของเขากลายเป็นอัลบั้มภาษาสเปนชุดแรกที่ขึ้นอันดับ 1 Billboard 200 ได้สำเร็จ 

 

Bad Bunny สร้างชุมชนอย่างไรให้เหนียวแน่นขนาดนี้

 

Bad Bunny ไม่ได้สร้างแฟนคลับ แต่เขาสร้าง ‘ชุมชน’ ที่มีความเชื่อร่วมกัน เขารักษาความสัมพันธ์กับรากเหง้าอย่างเหนียวแน่นจนแฟนๆ รู้สึกว่าเขาคือเพื่อนบ้าน มากกว่า ‘ซุปตาร์’ อย่างการจัดงาน Listen Party ในบ้านเกิดเพื่อให้คนท้องถิ่นได้ฟังเพลงใหม่ก่อนใครในโลก การให้เกียรติคนกลุ่มแรกที่สนับสนุนเขาเป็น Loyalty ที่เงินซื้อไม่ได้

 

นอกจากนี้เขายังขยายอาณาจักรธุรกิจไปสู่สิ่งที่เขาและแฟนเพลงหลงใหลร่วมกัน ทั้งการก่อตั้ง Rimas Sports เพื่อดูแลนักกีฬาชาวลาติน และก้าวเข้าสู่วงการมวยปล้ำ WWE ความสำเร็จของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสตรีมมิ่ง แต่เป็นความสำเร็จของวัฒนธรรมที่เขาเป็นตัวแทน การเป็นคนที่ไม่เคยลืมรากเหง้า คือหัวใจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยอมทุ่มเทใจให้เขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

จุดยืนแบบ Bad Bunny ที่ซื้อใจคนรุ่นใหม่คืออะไร 

 

เหตุผลที่ Bad Bunny กลายเป็นไอคอนของยุคสมัยไม่ใช่แค่เรื่องเพลง แต่คือการที่เขาใช้ชื่อเสียงเป็นกระบอกเสียงให้สังคมมาตลอด

 

เขาทำลายกรอบความเชื่อเรื่องเพศสภาพผ่านมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Caro’ ที่มีฉากการทาสีเล็บและการสื่อถึงความงามที่ไม่มีขีดจำกัดทางเพศ และใส่เดรสยาวใน MV เพื่อต่อต้านค่านิยม Toxic Masculinity

 

แต่ที่ดุเดือดที่สุดคือการประกาศจุดยืนทางการเมือง ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ดส์ ครั้งที่ 68 ที่ลอสแอนเจลิส Bad Bunny คว้ารางวัล Album of the Year จากอัลบั้มชุด ‘Debí Tirar Mas Fotos’ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เพลงภาษาสเปนได้รับรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดของแกรมมี่ทั้งอัลบั้ม เขาใช้โอกาสนี้พูดถึงพี่น้องชาวลาตินในอเมริกาที่ต้องเผชิญกับการคุกคามจากนโยบายตรวจคนเข้าเมือง พร้อมประกาศก้องว่า “พวกเราไม่ใช่คนต่างด้าว พวกเราคือมนุษย์” ซึ่งเป็นการฟาดกลับนโยบายการไล่ล่าผู้อพยพของ ICE โดยตรง ทำให้ชนะใจชาว Hispanic ทั่วอเมริกา

 

และบนเวที Super Bowl 2026 ก็ยังปรากฎซีนจำลองเสาไฟฟ้าที่พังทลาย เพื่อเสียดสีความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการวิกฤตพลังงานในเปอร์โตริโก การกล้าเอาชื่อเสียงไปเสี่ยงเพื่อพูดแทนคนที่ไม่มีเสียงทำให้เขาไม่ใช่แค่ศิลปิน แต่เป็นผู้นำทางความคิดที่คนรุ่นใหม่ทั่วโลกพร้อมจะยืนเคียงข้าง

 

Secret Sauce ของ Bad Bunny คือการเปลี่ยนอัตลักษณ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นกำแพงให้กลายเป็นสะพานเชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน และสอนเราว่าถ้าคุณอยากจะชนะใจคนในยุคนี้ ‘การรู้จักตัวเอง และเป็นตัวเองอย่างถึงที่สุด’ คือเดิมพันที่คุ้มค่าที่สุดในการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืน

The post ‘Bad Bunny’ ศิลปินลาตินคนแรกบนเวทีโชว์พักครึ่ง Super Bowl LX (2026) ที่เปลี่ยนรากเหง้าวัฒนธรรมเป็น Pop Culture ระดับโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร https://thestandard.co/bond-yield-impact-on-personal-finance/ Mon, 16 Feb 2026 08:46:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1179001 bond-yield-impact-on-personal-finance

ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เ […]

The post Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
bond-yield-impact-on-personal-finance

ยังจำกันได้ไหม เมื่อ 10-15 ปีก่อน โลกเคยอยู่ในยุคที่ ‘เงินถูก’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินทำให้การกู้ยืมเพื่อซื้อบ้านหรือทำธุรกิจเป็นเรื่องที่แทบไม่ต้องยั้งคิด ขณะที่นานาประเทศต่างเชื่อมั่นว่าการเปิดเสรีทางการค้าจะช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน 

 

แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งจากสภาวะสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงตัว สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือการพุ่งสูงขึ้นของ ‘Bond Yield’ ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลขไกลตัวในตลาดการเงิน แต่คือเครื่องบ่งชี้ว่าต้นทุนชีวิตของคนธรรมดากำลังจะแพงขึ้นอย่างถาวร

 

Bond Yield คืออะไร และกระทบชีวิตเราอย่างไร?

 

พันธบัตรรัฐบาล คือเครื่องมือที่รัฐใช้ ‘กู้เงิน’ จากนักลงทุน โดยมี ‘Bond Yield’ หรืออัตราผลตอบแทนเป็นข้อแลกเปลี่ยน 

 

หัวใจสำคัญของกลไกนี้คือ เมื่อมีการเทขายพันธบัตรจนราคาตกลง อัตราผลตอบแทนหรือ Yield จะพุ่งสูงขึ้นทันทีเพื่อดึงดูดใจให้นักลงทุนยอมแบกรับความเสี่ยง 

 

ซึ่งปรากฏการณ์ Bond Yield พุ่งนี้เปรียบเสมือนการวาง ‘ฐานรากใหม่’ ให้กับดอกเบี้ยทั้งระบบ เมื่อรัฐบาลกู้เงินแพงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ย่อมมีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน รถ และธุรกิจให้สูงตามไปด้วย ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของทุกคนขยับตัวสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน?

 

สถานการณ์ ‘Bond Sell-off’ ที่เกิดขึ้นในวงกว้างขณะนี้มาจาก 3 แรงกดดันสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

 

  • รัฐบาลทั่วโลกต้องการใช้เงินมหาศาล: เมื่อความมั่นคงไม่ใช่ของฟรี รัฐบาลหลายประเทศจึงต้องกู้เงินเพื่อเพิ่มงบกลาโหม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง การออกพันธบัตรจำนวนมากทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการชำระหนี้และเรียกขอดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
  • ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและสภาวะ Sell America: นักลงทุนกังวลเรื่องวินัยการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงทางการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศ เมื่อดอลลาร์อ่อนค่าและมีความผันผวนสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการถือพันธบัตรสหรัฐฯ จึงลดลงจนเกิดแรงเทขายอย่างต่อเนื่อง
  • จุดเปลี่ยนสำคัญจากญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นแหล่งเงินดอกเบี้ยต่ำของโลกมานานเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยและมีแผนการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนที่เคยไหลออกไปทั่วโลกเริ่มไหลกลับเข้าสู่ญี่ปุ่น ซ้ำเติมแรงเทขายพันธบัตรในประเทศอื่น รวมถึงในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียที่ Yield พุ่งสูงจนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซง
     

คนทั่วไปควรรู้อะไร และเตรียมตัวใช้ชีวิตอย่างไรในยุค ‘เงินแพง’?

 

เมื่อประเทศไทยต้องเล่นในกติกาโลกที่เปลี่ยนไป Framework ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง:

 

  • เตรียมใจรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น: ดอกเบี้ยเงินกู้จะไม่ถูกเหมือนเก่า การผ่อนบ้านจะยาวนานขึ้น และการลงทุนในธุรกิจจะทำได้ยากขึ้นเนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
  • ยกระดับทักษะให้เป็นเกราะคุ้มกัน: ในยุคที่เงินแพง ทักษะความสามารถจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด เพราะผู้ที่มีทักษะสูงคือผู้ที่จะเข้าถึงโอกาสได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเสมอ
  • ทุกการลงทุนต้องตอบโจทย์ระยะยาว: การลงทุนในยุคนี้ต้องคำนวณความคุ้มค่าอย่างละเอียด และต้องตอบให้ได้ว่าทุกบาทที่จ่ายไปจะสร้างการเติบโตได้จริงในระยะยาว
  • ตรวจสอบวัตถุประสงค์ของเงินกู้: เงินกู้ต้องถูกใช้ไปเพื่อ ‘สร้างอนาคต’ ไม่ใช่เพียงเพื่อ ‘ประคองวันนี้’ โดยทุกบาทที่กู้ยืมมาต้องสามารถอธิบายมูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างชัดเจน
  • บริหารงบประมาณอย่างรัดกุม: เนื่องจากรัฐบาลต้องแบ่งงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะมากขึ้น นโยบายการอุดหนุนหรือการแจกเงินในระยะยาวจึงทำได้ยากขึ้น

 

แม้ตัวเลข Bond Yield ที่พุ่งสูงจะสะท้อนถึงราคาความเสี่ยงใหม่ของโลก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นับเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนต้องกลับมาทบทวนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

ประเทศหรือบุคคลที่จะก้าวผ่านสภาวะนี้ไปได้ ไม่ใช่ผู้ที่กู้เงินเก่งที่สุด แต่คือผู้ที่ ‘ใช้เงินเป็น’ คิดการณ์ไกล และกล้าที่จะลงทุนกับอนาคตอย่างแท้จริง การปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง และเปลี่ยนจากผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุน เป็นผู้ที่คว้าโอกาสใหม่ๆ ได้อย่างมั่นคงในโลกที่เงินไม่ถูกอีกต่อไป

 

The post Bond Yield พุ่ง เมื่อดอกเบี้ยไม่ถูกอีกต่อไป เกมเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ https://thestandard.co/restaurant-strategy-2026-insights/ Sun, 15 Feb 2026 05:33:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1178626 กราฟิกสรุป 16 อินไซต์เด็ดกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026 จาก Grab และ LINE MAN Wongnai เน้นความเชื่อใจ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง […]

The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกสรุป 16 อินไซต์เด็ดกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026 จาก Grab และ LINE MAN Wongnai เน้นความเชื่อใจ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง และหนี้ครัวเรือนรัดตัว แต่เชื่อไหมว่าวงการ F&B ไทยไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด แค่ ‘พฤติกรรม’ การเลือกกินของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

The Secret Sauce ขอสรุป 16 เทรนด์และอินไซต์สำคัญจากรายงานของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Grab และ LINE MAN Wongnai มาให้ผู้ประกอบการวางแผนสู้ต่อในปี 2026 นี้

 

📌 16 อินไซต์ต้องรู้ เพื่อชัยชนะในสมรภูมิเดลิเวอรี 2026

 

👍 จากงานประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025 ทาง Grab ประเทศไทย ได้กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนี้

 

🔸1. คอนเทนต์นำทางความหิว: การสั่งอาหารในยุคนี้ไม่ได้เริ่มจากเสียงท้องร้อง แต่เริ่มจากภาพบนหน้าจอโดยเฉพาะ TikTok ที่กลายเป็นเครื่องมือค้นหาร้านใหม่ของยุค เพราะสายตาของผู้บริโภคถูกจับจองด้วยอัลกอริทึม การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด

 

🔸2. รสชาติแห่งความเชื่อมั่น: ผู้คนยอมจ่ายให้กับมาตรฐานที่ไว้ใจได้ เพราะในวันที่เงินในกระเป๋าจำกัด ลูกค้าไม่ต้องการเสี่ยงกับมื้ออาหารที่ไม่ได้คุณภาพ ความสม่ำเสมอจึงเป็นสกุลเงินใหม่ที่ใช้ซื้อใจลูกค้าได้ยั่งยืนที่สุด

 

🔸3. การค้นหาที่จำเพาะเจาะจง: ยุคการเสิร์ชคำกว้างๆ จบลงแล้ว ลูกค้าหันไปเสิร์ช ‘ชื่อเมนูเฉพาะทาง’ หรือ ‘ชื่อแบรนด์’ ที่โด่งดังบนโซเชียลแทน ร้านที่สร้าง ‘เมนูเรือธง’ ได้แข็งแรง จะถูกค้นหาพบก่อนใครในมหาสมุทรเดลิเวอรี

 

🔸4. รีวิวคือพนักงานปิดการขายที่เก่งที่สุด: ร้านที่มีรีวิวดีและจำนวนมากส่งผลต่อยอดบิลที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรีวิวคือหลักฐานความจริงใจที่ทรงพลังกว่าคำโฆษณา ช่วยลดกำแพงความลังเลใจก่อนกดสั่งได้ดีเยี่ยม

 

🔸5. มื้อเช้าและมื้อดึกคือขุมทรัพย์ใหม่: ในขณะที่มื้อเที่ยงและเย็นแข่งขันกันดุเดือด แต่มื้อเช้าและมื้อค่ำคือดาวรุ่งที่ร้านค้ายังเปิดให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการ การจับจองพื้นที่ในเวลาที่คู่แข่งน้อยคือกลยุทธ์การสร้างน่านน้ำใหม่ในแอปเดลิเวอรี

 

🔸6. อาหารคือเครื่องมือสะท้อนตัวตน Gen Z: สำหรับคนรุ่นใหม่ อาหารต้องบอกตัวตนได้ หากแบรนด์ของคุณมีเรื่องเล่าและ Packaging ที่สวยงาม คุณจะได้พื้นที่สื่อฟรีบนโซเชียลของลูกค้าและสร้างการซื้อซ้ำได้ดีกว่า

 

🔸7. Structural Reset เน้นความคล่องตัว: การลงทุนหน้าร้านขนาดใหญ่ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป การใช้เดลิเวอรี่ทดลองตลาดก่อนลงทุนจริงช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ไวขึ้นในระบบใหม่

 

🔸8. หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง: เมนูคลาสสิกที่ Branding ดี คุณภาพสูง แต่ราคาเข้าถึงง่ายจะครองใจคนยุครัดเข็มขัด เพราะแม้เศรษฐกิจจะฝืดเคือง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนยังต้องการให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษเล็กๆ

 

🔸9. Fast Fashion Food จับกระแสให้ไว: เมนูที่เป็นไวรัลบนโลกโซเชียลสามารถเข้าถึงคนทุกวัยได้รวดเร็วและสร้างยอดขายถล่มทลายในเวลาอันสั้น ช่วยให้แบรนด์ดูไม่ล้าหลังและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ทันที

 

🔸10. Merchant AI ที่ปรึกษาส่วนตัวในร้าน: การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ากำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ การรู้สาเหตุที่ยอดขายขึ้นหรือลงช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ถูกจุดและวางแผนโปรโมชันได้แม่นยำกว่าที่เคย

 

🔸11. ไรเดอร์คือฟันเฟืองสำคัญ: ความสำเร็จไม่ได้จบที่ก้นครัว แต่จบที่มือลูกค้า ไรเดอร์คือจุดสัมผัสเดียวของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพาร์ทเนอร์และไรเดอร์จึงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านโดยตรง

 

🟢 และจากรายงาน LINE MAN Wongnai Restaurant WrapUp ได้กล่าวถึงสถิติยอดนิยมและการเติบโตเชิงพื้นที่ของร้านอาหารในปีที่ผ่านมา

 

🔸12. ต่างจังหวัด สมรภูมิที่ยังเติบโต: จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่มีอัตราการเติบโตของยอดขายต่อร้านแซงหน้ากรุงเทพฯ ไปแล้ว การกระจายตัวของกำลังซื้อคือโอกาสใหม่ที่ยังไม่ถูกจับจองจนแน่นเกินไป

 

🔸13. มัทฉะ คือทองคำสีเขียว: มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มที่มียอดสั่งเติบโตสูงสุดทะลุ 300% แซงหน้ากาแฟหลายประเภท เพราะมัทฉะไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่ยินดีเปย์แบบไม่ยั้ง

 

🔸14. ส้มตำปูปลาร้า แชมป์ตลอดกาล: ยังคงเป็นเมนูยอดนิยมอันดับ 1 ที่ถูกสั่งผ่านเดลิเวอรีมากที่สุดกว่า 8 ล้านจาน สะท้อนว่ารสชาติที่คุ้นเคยและความแซ่บคือ Comfort Food ของคนไทยที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่มีใครโค่นลงได้

 

🔸15. ร้านเล็กโตได้ด้วยพลังสนับสนุน: โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้ร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำมียอดขายพุ่งขึ้นได้ถึง 5.9 เท่า แพลตฟอร์มและมาตรการสนับสนุนช่วยเพิ่มการมองเห็นให้ร้านเล็กในชุมชนมีตัวตนเท่าเทียมแบรนด์ใหญ่

 

🔸16. พลังของบริการรับเองที่ร้าน (Self Pick-up): บริการรับเองเติบโตสูงที่สุดในทุกบริการย่อย สะท้อนว่าลูกค้าต้องการความสะดวกของเทคโนโลยีแต่ยังคงต้องการความคุ้มค่าและได้เห็นหน้าร้านจริง

 

ปี 2026 คือปีแห่งความท้าทายที่ร้านอาหารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลลัพธ์ที่เท่าเดิม แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอสำหรับร้านที่กล้า ‘Disrupt’ ตัวเอง เข้าหาเทคโนโลยี และให้ความสำคัญกับความไว้วางใจของลูกค้า

 

 

The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ https://thestandard.co/spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift/ Sat, 14 Feb 2026 02:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1178356 spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift

“ใครคุมน้ำมัน คนนั้นคุมโลก”    เค […]

The post SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
spacex-ipo-2026-elon-musk-global-power-shift

“ใครคุมน้ำมัน คนนั้นคุมโลก” 

 

เคยเป็นประโยคทองของศตวรรษที่ผ่านมา แต่ในปี 2026 กฎกติกากำลังถูกเขียนขึ้นใหม่โดยชายที่ชื่อว่า Elon Musk เมื่อ SpaceX เตรียมทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยมูลค่าเฉียด 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ 

 

 

 

ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในตลาดหุ้น แต่มันคือการประกาศว่า ‘อำนาจ’ ได้ย้ายจากมือของรัฐชาติมาสู่บริษัทเอกชนอย่างเต็มตัว และนี่คือจุดเปลี่ยนที่กำลังจะเข้ามากระทบกระเทือนถึงกระเป๋าสตางค์ วิธีการทำงาน และความมั่นคงของพวกเราทุกคนบนโลก

 

Elon Musk กำลังสร้างอะไรอยู่กันแน่

 

หลายคนอาจมองว่า SpaceX คือบริษัทจรวดที่อยากพามนุษย์ไปดาวอังคาร แต่นั่นเป็นเพียงภาพด้านหน้า

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงคือ Musk กำลังสร้าง ‘ระบบนิเวศครบวงจร’ ที่เชื่อม 3 อย่างเข้าด้วยกัน

1. การปล่อยจรวดและดาวเทียม

 

2. โครงข่ายอินเทอร์เน็ตจากอวกาศ หรือ Starlink

 

3. ปัญญาประดิษฐ์ผ่าน xAI

 

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เขาไม่ได้แค่สร้างเทคโนโลยีชิ้นเดียว แต่กำลังสร้าง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่เทคโนโลยีอื่น ๆ ต้องพึ่งพาเหมือนในอดีตที่ประเทศต้องมีถนน มีไฟฟ้า มีน้ำประปา
 

ในโลกยุค AI สิ่งที่ต้องมีคือ คอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ข้อมูลจำนวนมหาศาล การเชื่อมต่อความเร็วสูง และพลังงานราคาถูก ซึ่ง SpaceX กำลังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในหลายชั้นของโครงสร้างนี้พร้อมกัน

 

ทำไม Starlink ถึงสำคัญมาก

 

จรวดทำหน้าที่พาดาวเทียมขึ้นไป แต่ Starlink คือสิ่งที่ทำงานทุกวัน เป็นเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำที่กระจายรอบโลก ทำหน้าที่เหมือนอินเทอร์เน็ตที่ส่งมาจากท้องฟ้า

 

ข้อดีคือ ไม่ต้องพึ่งสายเคเบิลใต้น้ำ ไม่ต้องรอเสาสัญญาณ อยู่กลางทะเลหรือในพื้นที่ห่างไกลก็เชื่อมต่อได้ ในโลกที่ AI ต้องสื่อสารกันแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ โดรน หรือระบบเกษตรอัจฉริยะ การเชื่อมต่อที่เร็วและเสถียรคือหัวใจ

 

ถ้าไม่มีการเชื่อมต่อแบบนี้ AI จะทำงานได้เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ถ้ามีโครงข่ายครอบคลุมทั้งโลก AI จะขยายไปทุกพื้นที่

 

ตรงนี้เองที่ทำให้หลายคนเริ่มมองว่า SpaceX ไม่ใช่บริษัทอวกาศธรรมดา แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

เศรษฐกิจอวกาศในยุค AI จะเป็นอย่างไร

 

ในยุคที่ทรัพยากรบนโลกเริ่มเผชิญขีดจำกัด การขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์จะขับเคลื่อนให้ ‘อวกาศ’ กลายเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลังผ่านมิติต่างๆ ดังนี้

  • ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร: เมื่อการฝึก AI บนโลกเผชิญปัญหาการขาดแคลนพลังงานและสร้างความร้อนสูง อวกาศจะกลายเป็นทำเลทองแห่งใหม่สำหรับการตั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center บนอวกาศ เพราะมีพลังงานแสงอาทิตย์ให้ใช้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง และมีระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติจากอุณหภูมิเยือกเย็นของจักรวาล ส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผล AI ในอวกาศอาจมีต้นทุนเทียบเท่าการตั้ง Data Center บนโลก 
  • ข้อมูลอวกาศกำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญทางเศรษฐกิจ: ข้อมูลดิบจากดาวเทียมจะถูก AI แปรรูปให้กลายเป็นเครื่องมือพยากรณ์อนาคตที่แม่นยำ ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อทำ ‘เกษตรแม่นยำ’ การประเมิน ‘คาร์บอนเครดิต’ ไปจนถึงการจัดการภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลกว่าการขายเพียงแค่ภาพถ่ายดิบ 
  • โครงสร้างพื้นฐานที่ไร้พรมแดน: อวกาศจะทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเป็นตัวประสานให้ AI Agents, ยานยนต์ไร้คนขับ และระบบโดรน สามารถทำงานร่วมกันได้ในทุกตารางนิ้วบนโลก เปลี่ยนบทบาทของอวกาศจากเรื่องของการสำรวจไปสู่การเป็น ‘สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน’ ที่ทุกเทคโนโลยีต้องพึ่งพา 

ท้ายที่สุด เศรษฐกิจอวกาศยุค AI จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ศูนย์กลางอำนาจโลกไม่ได้ยึดโยงอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับใครคือผู้ควบคุม ‘ข้อมูล การเชื่อมต่อ และพลังงาน’ เหนือชั้นบรรยากาศ

 

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้

 

เราอาจไม่ต้องสร้างจรวดเอง แต่ในห่วงโซ่เศรษฐกิจอวกาศยังมีหลายบทบาท เช่น

 

  • การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์คุณภาพสูง
  • การตั้งสถานีรับส่งข้อมูล
  • การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมด้วย AI
  • การนำข้อมูลอวกาศไปแก้ปัญหาเกษตร น้ำ หรือภัยพิบัติ

 

มูลค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การปล่อยดาวเทียม แต่อยู่ที่การตีความข้อมูลและสร้างบริการใหม่จากข้อมูลนั้น 

 

การ IPO ของ SpaceX ไม่ได้สำคัญเพียงตัวเลขมูลค่าเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนว่านอกจากทรัพยากรธรรมชาติแล้ว กำลังจะมีข้อมูล การเชื่อมต่อ และพลังงานสำหรับ AI มาเป็นศูนย์กลางอำนาจที่โลกทั้งใบต้องการไม่แพ้กัน

 

สำหรับเรา บทเรียนไม่ใช่การเลือกข้าง แต่คือการเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนตรงไหนเพราะเมื่อเข้าใจโครงสร้าง เราจะไม่เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ แต่สามารถเป็นผู้สร้างคุณค่าในเกมใหม่นี้ได้

The post SpaceX IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนอำนาจจากน้ำมันสู่อวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ? https://thestandard.co/saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact/ Fri, 13 Feb 2026 03:38:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1178064 saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกการเงินสะเทือนราวกับเกิดวิกฤ […]

The post ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
saaspocalypse-anthropic-ai-agent-market-impact

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โลกการเงินสะเทือนราวกับเกิดวิกฤตใหญ่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจถดถอย ไม่ใช่สงคราม และไม่ใช่ดอกเบี้ยขาขึ้น แต่เกิดจากการเปิดตัว 2 AI Agent จาก Anthropic 

 

เหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘SaaSpocalypse’ หรือวันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์บริการ ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหายไปกว่า 2.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่กี่วัน

 

หุ้นตกเพราะอะไร โมเดลธุรกิจที่เราใช้กันมาทั้งยุคกำลังสั่นคลอนจริงหรือไม่ และโลกการทำงานที่เราคุ้นเคย กำลังเปลี่ยนโครงสร้างไปแล้วหรือเปล่า?

 

Anthropic คือใคร และทำไมตลาดต้องกลัว

 

ถ้าคุณรู้จักแค่ ChatGPT จาก OpenAI หรือ Gemini จาก Google อีกชื่อที่ต้องรู้จักควบคู่กันในวันนี้คือ Anthropic

 

Anthropic คือสตาร์ทอัพ AI จากซานฟรานซิสโก ก่อตั้งในปี 2021 โดย Dario และ Daniela Amodei อดีตผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ที่แยกตัวออกมาด้วยแนวคิดเรื่องความปลอดภัยของ AI พวกเขาพัฒนาแนวทางที่เรียกว่า Constitutional AI หรือการสร้าง AI ที่มี ‘รัฐธรรมนูญ’ คอยกำกับพฤติกรรม จึงพัฒนา ‘Claude’ โมเดล AI สำหรับองค์กร ที่ถูกออกแบบให้คิด วางแผน และทำงานข้ามระบบได้เองอย่างอิสระ ภายใต้กรอบความปลอดภัยที่เข้มงวด

 

บริษัทมีรายได้รวมต่อปีประมาณ $9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025  ตัวเลขระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ ในตลาด ให้บริการลูกค้าธุรกิจมากกว่า 300,000 รายทั่วโลก โดยลูกค้ารายใหญ่ที่ทำรายได้ต่อปีเกิน $100,000 ดอลลาร์เติบโตขึ้นถึง 7 เท่าในปีที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ Claude เป็นเพียงคู่แข่งของ ChatGPT ในฐานะโมเดลภาษา แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Anthropic เปิดตัวสิ่งที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ Claude Cowork และ Claude Code

 

Claude Cowork และ Claude Code ต่างจาก AI เดิมอย่างไร

 

AI รุ่นก่อนหน้ามักเป็น Chatbot หรือ Copilot ช่วยตอบคำถาม ช่วยร่างข้อความ หรือแนะนำโค้ด

 

แต่ Claude รุ่นใหม่มีความสามารถที่เรียกว่า Computer Use มัน ‘มองเห็น’ หน้าจอ ควบคุมเมาส์ พิมพ์คีย์บอร์ด เปิดโปรแกรม และทำงานข้ามแอปพลิเคชันได้เหมือนมนุษย์

 

  • Claude Code: ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดตามคำสั่ง แต่สามารถเปิด Terminal รันคำสั่ง ตรวจสอบ Error แก้บั๊ก และจัดการ Deployment ได้เอง

 

  • Claude Cowork: ถ้าคุณสั่งว่า “สรุปยอดขายเดือนนี้ ทำกราฟ แล้วส่งอีเมลให้ทีม” ระบบสามารถเปิดไฟล์ ดึงข้อมูล สร้างกราฟ เปิดอีเมล เขียนข้อความ และกดส่ง โดยคุณไม่ต้องแตะเมาส์แม้แต่นิดเดียว

 

นี่คือการก้าวจาก Chatbot ไปสู่ Agentic Workflow หรือ AI ที่วางแผน แตกงานย่อย และลงมือทำจนจบกระบวนการเอง และนี่เองที่ทำให้ตลาดทุนเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้า AI ทำงานแทนคนได้จริง โมเดลธุรกิจเดิมจะยังเหมือนเดิมหรือไม่

 

ทำไมหุ้น SaaS และ IT Services ถึงร่วงหนัก

 

การเทขายครั้งนี้ไม่ใช่การแตกของฟองสบู่แบบสุ่ม แต่เป็น Targeted Sell-off หรือการเลือกขายเฉพาะกลุ่ม บริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักมีลักษณะร่วมกันคือ รายได้ผูกกับ ‘จำนวนคน’ ของลูกค้า เช่น

 

  • Thomson Reuters (-18%): ธุรกิจหลักคือแพลตฟอร์มข้อมูลกฎหมายและการเงินระดับมืออาชีพ เช่น Westlaw ที่ทนายความใช้ค้นคำพิพากษาและกฎหมาย

เมื่อ Claude มี Legal Plugin ที่สามารถอ่านสัญญา เปรียบเทียบข้อกฎหมาย และสังเคราะห์คำตอบได้โดยตรง ตลาดจึงกังวลว่า บริการค้นข้อมูลราคาแพงอาจไม่จำเป็นเหมือนเดิม

 

  • RELX / LexisNexis (-14%): RELX เป็นเจ้าของ LexisNexis ฐานข้อมูลกฎหมายรายใหญ่ของโลก รายได้มาจากการให้สิทธิ์เข้าถึงคลังข้อมูลเฉพาะทาง

แต่เมื่อ AI Agent สามารถสังเคราะห์คำตอบแทนการค้นหาเอกสาร บทบาทของแพลตฟอร์มค้นหาแบบเดิมจึงถูกตั้งคำถาม

 

  • Salesforce (-14% ในสัปดาห์เดียว): ผู้นำตลาด CRM หรือระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ใช้โมเดลคิดค่าบริการแบบ Per-Seat เก็บเงินตามจำนวนผู้ใช้ต่อเดือน

ปัญหาคือ ถ้าองค์กรใช้ AI ทำงานแทนพนักงานขายหรือฝ่ายบริการลูกค้า จำนวนผู้ใช้ลดลง รายได้ก็ลดลงตาม แม้งานจริงอาจเท่าเดิมหรือมากขึ้น โมเดลที่เคยเติบโตตามจำนวน ‘หัวคน’ จึงถูกสั่นคลอนโดยตรง

 

จะเกิดอะไรขึ้นกับแรงงานระดับต้น 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ตลาดหุ้น แต่ลึกลงไปถึงโครงสร้างแรงงาน งานที่มีความเสี่ยงสูง คือ งาน Routine ที่มีกฎชัดเจน เช่น Junior Developer, พนักงานป้อนข้อมูล เสมียนกฎหมาย, Customer Service ระดับต้น ฯลฯ AI มีแนวโน้มทำให้เกิดปรากฏการณ์ Hollowing Out of Junior Roles หรืองานระดับต้นหายไปก่อนคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “AI จะแทนที่ใคร” แต่คือ “งานแบบไหนจะถูกแยกออกจากตำแหน่งงาน”

 

ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดเมื่อถูก AI Agentic แย่งงาน

 

สิ่งแรกที่เราต้องยอมรับคือ ยุคของการเป็น ‘Operator’ หรือคนที่ลงมือทำเองทุกอย่าง พิมพ์เอง คลิกเองได้จบลงแล้ว เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ ‘Orchestrator’ หรือ ‘วาทยกร’ ผู้ควบคุมวงดนตรีแทน

 

Framework จากงานวิจัยของ Harvard Business School ได้กล่าวถึงการแบ่งวิธีการทำงานร่วมกับ AI ออกเป็น 2 แบบที่น่าสนใจมาก คือ ‘Centaur’ และ ‘Cyborg’

 

  • แบบแรกคือ Centaur (เซนทอร์) สัตว์ในตำนานที่ครึ่งบนเป็นคน ครึ่งล่างเป็นม้า กลยุทธ์นี้คือการ ‘แบ่งงานกันทำ’ (Divide and Conquer) เราต้องแยกให้ออกว่า งานไหนคือ ‘งานแรงงาน’ ให้โยนไปให้ AI Agent หรือส่วนที่เป็นม้าทำ เช่น การค้นหากฎหมาย การเขียนโค้ดพื้นฐาน หรือการย้ายข้อมูล ส่วนงานไหนคือ ‘งานสมอง’ เช่น การวางกลยุทธ์ การตัดสินใจในจุดเสี่ยง มนุษย์หรือส่วนที่เป็นคนต้องเก็บไว้ทำเอง

 

  • แบบที่สองคือ Cyborg (ไซบอร์ก) คือการ ‘ผสานร่าง’ ทำงานไปพร้อมๆ กัน แบบบรรทัดต่อบรรทัด เช่น เวลาเขียนโค้ดหรือร่างสัญญาที่ซับซ้อน เราไม่ได้โยนงานให้ AI ทำจนจบ แต่เราทำไปพร้อมกับมัน ถามความเห็นมัน ให้มันช่วยตบไอเดีย และเราเป็นคนเคาะบรรทัดสุดท้าย วิธีนี้จะทำให้งานมีคุณภาพระดับ Superhuman ที่ลำพังคนเดียวหรือ AI ตัวเดียวทำไม่ได้

 

ถ้าคุณปรับตัวได้ คุณจะไม่ใช่คนที่ถูกแย่งงาน แต่คุณจะเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 5 เท่า 10 เท่า และเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดในตลาดแรงงานยุคใหม่

 

SaaSpocalypse อาจดูเหมือนวันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์บริการ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังเข้าสู่เฟสใหม่

 

โมเดล ‘ขายจำนวนคน’ กำลังถูกท้าทาย ตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนจากการทำงานเชิงปฏิบัติ ไปสู่การกำกับเชิงระบบ มูลค่าทางเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนจาก Application Layer ไปสู่ Model และ Orchestration Layer

 

แต่สิ่งที่ AI ยังไม่มี คือวิจารณญาณ ความรับผิดชอบ และความเข้าใจบริบทชีวิตมนุษย์ บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่การกลัวว่า AI จะมาแทนที่ แต่คือการถามตัวเองว่า วันนี้เรายังเป็นแค่ ‘ผู้ลงมือทำ’ หรือกำลังฝึกเป็น ‘ผู้คุมวง’

 

และนั่นอาจเป็นทักษะที่มีค่าที่สุดในยุค Agentic AI

The post ทำไมหุ้นร่วงหนัก หลัง Anthropic เปิดตัว AI Agent ใหม่ จุดจบของงานซอฟต์แวร์บริการมาถึงแล้วจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ การปรับตัวของสุราขาวไทย สู่โลกยุคใหม่ที่คนอยากได้ความชิลมากกว่าเดิม https://thestandard.co/pocktail-ruangkhao-vibe-2026/ Fri, 13 Feb 2026 03:30:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1176995

ในอดีต สุราขาวเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นล่างหรือกล […]

The post ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ การปรับตัวของสุราขาวไทย สู่โลกยุคใหม่ที่คนอยากได้ความชิลมากกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในอดีต สุราขาวเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นล่างหรือกลุ่มแรงงาน แต่เมื่อย้อนมองวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง จะพบว่า สุราขาวอยู่ในแทบทุกช่วงชีวิตของผู้คน ทั้งในรั้ววัง ชานเรือน และกลางทุ่งนา และปัจจุบันก็ยังไม่ตายจากไปไหน แต่เปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นก็เท่านั้น

 

และในปี 2026 ถึงเวลาที่เราต้องลืมภาพจำเดิมๆ ที่ว่าสุราขาวมีไว้ดื่มย้อมใจหรือเป็นเรื่องของรุ่นใหญ่ไปได้เลย เพราะปัจจุบัน วัฒนธรรมการดื่มของบ้านเรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่บริบทใหม่ กลายเป็นเรื่องของ ‘Vibe’ และ ‘Lifestyle’ ที่เข้าถึงง่ายขึ้น

 

🟡 คนไทยดื่มดริ๊งก์กันยังไง

 

โลกหมุนไว งานรุมเร้า นั่งไถมือถือเล่นเฉยๆ ก็เจอดราม่าปวดหัว เทรนด์ผู้บริโภคยุคนี้เลยไม่ได้มองหาความสุขใหญ่โต แต่อยากได้อะไรที่จับต้องได้ทันที ไม่ต้องเตรียมพิธีรีตอง

 

พฤติกรรมการดื่มก็เลยเปลี่ยนไป จากวงใหญ่เป็นวงเล็ก จากดื่มเข้าสังคม เป็นดื่มอยู่กับตัวเอง มันไม่ใช่การดื่มเพื่อเมา แต่เป็นการดื่มเพื่ออยู่กับโมเมนต์ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะนั่งดูซีรีส์คนเดียว นั่งคุยกับเพื่อนริมทาง หรือจิบเบาๆ หลังเลิกงาน จึงไม่แปลกที่เราเริ่มเห็นคนถือกระป๋องเดินเล่นในย่านเมืองเก่า นั่งชิลในสวนสาธารณะ 

 

สุราขาววันนี้เลยไม่ใช่เรื่องเพศ ไม่ใช่อาชีพ และไม่ใช่ชนชั้น แต่มันคือ ‘จังหวะชีวิต’ ที่แตกต่างกันไปตามสไตล์แต่ละคน

 

🟡 แล้วรวงข้าวเข้าใจจังหวะนั้นยังไง

 

‘รวงข้าว’ คือสุราขาวไทยที่อยู่กับคนไทยมากว่า 240 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2329 ภาพจำเดิมคือเหล้าชาวนา เหล้าแรงงาน เหล้าวงลาบ ไม่หรู ไม่แพง แต่จริงใจและเข้าถึงได้

 

ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง รวงข้าวเลือกที่จะทำ Brand Modernization โดยการนำอัตลักษณ์ดั้งเดิมมานำเสนอใหม่ผ่านผลิตภัณฑ์ ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ ในรูปแบบกระป๋องพร้อมดื่ม นี่ไม่ใช่แค่การออกสินค้าใหม่ แต่คือการปรับตัวโดยนำเสนอ ‘ความเป็นไทย’ ในมิติใหม่ที่สอดคล้องกับความสะดวกสบายในปัจจุบัน

 

🟡 เสียง ‘ป๊อก’ พิเศษยังไง

 

‘ป๊อก’ ไม่ได้เป็นแค่เสียงเปิดกระป๋อง แต่มันคือสัญญาณว่าเรากำลังอนุญาตให้ตัวเองพัก คล้าย ASMR ที่ทำให้สมองผ่อนคลาย เหมือนเสียงน้ำไหล หรือเสียงแกะของใหม่

 

ในวัฒนธรรมเดิม ‘เหล้าป๊อก’ คือสุราขาวผสมโซดาหรือน้ำหวาน แล้วกระแทกแก้วให้เกิดฟอง คำนี้ถูกเอามารีเฟรมใหม่เป็น ‘ป๊อกเทล’ พร้อมรสชาติที่คนไทยคุ้นเคย

  •  🍓 แดงในตำนาน
  •  🍋 เขียวมะนาวป๊อก
  •  🍸 ฟ้าป๊อกการิต้า

 

ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่จากรวงข้าว ด้วยความเข้าใจชีวิตในยุคนี้จริงๆ ว่าคน ‘เป็น’ อย่างไร และ ‘ต้องการ’ อะไร

 

🟡 สุราขาวในจังหวะชีวิตของคนรุ่นใหม่

 

ความสุขของคนรุ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่ของชิ้นใหญ่หรือเป้าหมายไกลๆ อีกต่อไป แต่อยู่ที่เรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เลิกงานตรงเวลา มีช่วงเงียบๆ ให้ตัวเอง 

 

ชีวิตที่เร่งตลอดเวลา ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มเลือกชะลอจังหวะ ไม่ได้อยากเมา ไม่ได้อยากดื่มให้ลืม แต่อยากมีโมเมนต์สั้นๆ ไว้เปลี่ยนโหมด ระหว่างวันธรรมดาที่แน่นเกินไป

 

รวงข้าว ป๊อกเทล อาจไม่ใช่คำตอบของทุกคน แต่สำหรับบางคน มันคือเพื่อนร่วมจังหวะ แค่เปิดกระป๋อง ปล่อยให้เสียง ‘ป๊อก’ ทำหน้าที่ของมัน แล้วบอกกับตัวเองว่า “ไปกันต่ออออ…วัยรุ่น”

The post ‘รวงข้าว ป๊อกเทล’ การปรับตัวของสุราขาวไทย สู่โลกยุคใหม่ที่คนอยากได้ความชิลมากกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คอร์รัปชันพุ่ง ความโปร่งใสถดถอย ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตเรา จากรายงาน CPI 2025 https://thestandard.co/thailand-corruption-index-cpi-score-analysis/ Thu, 12 Feb 2026 04:14:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1177668 thailand-corruption-index-cpi-score-analysis

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเลือกตั้งที่หัวใจของคนไทยทั้งประ […]

The post คอร์รัปชันพุ่ง ความโปร่งใสถดถอย ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตเรา จากรายงาน CPI 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-corruption-index-cpi-score-analysis

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเลือกตั้งที่หัวใจของคนไทยทั้งประเทศเปี่ยมด้วยความคาดหวัง ทว่าสิ่งที่ปรากฏบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียและในวงสนทนาแทบทุกหัวระแหง กลับมี ‘คำถาม’ ที่พุ่งตรงไปยังความโปร่งใสของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง

 

ไม่สำคัญกว่าใครคือผู้ชนะ

แต่คำถามในใจตอนนี้คือ ผลลัพธ์นั้นโปร่งใสแค่ไหน

 

คำถามเหล่าคือความรู้สึกบางอย่างที่สั่นคลอนอยู่ลึก ๆ กลิ่นอายของความไม่วางใจต่อกลไกตรวจสอบถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างร้อนแรง และเมื่อความไว้วางใจเริ่มพร่าเลือน เสียงเรียกร้องความชัดเจนย่อมดังขึ้นเป็นธรรมดา

 

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดแค่ที่ไทย แต่ข้อมูลจากรายงานการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต – Corruption Perceptions Index 2025  หรือ CPI 2025  ระบุว่าเกิดสภาวะ ‘ความโกรธแค้นของสาธารณชนที่พุ่งสูง’ (Public anger surges) ในหลายที่ทั่วโลก เนื่องจากผู้คนเริ่มหมดความอดทนกับภาวะผู้นำที่ไร้ความรับผิดชอบ

 

ไทยได้คะแนน CPI เท่าไร

 

CPI 2025 เผยว่า ประเทศไทยได้รับคะแนนความโปร่งใสเพียง 33 จาก 100 คะแนน อยู่ลำดับที่ 116 ของโลก จากทั้งหมด 182 ประเทศ ลดลงจากผลปี 2024 ที่ได้ 34 คะแนน และอยู่ลำดับที่ 107 จาก 180 ประเทศที่ได้รับการประเมินในปีเดียวกัน

 

โดยรายงานยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ผู้นำไม่สามารถทำตามพันธสัญญาได้จริง เนื่องจากมีกลุ่มชนชั้นนำที่มีเครือข่ายความสัมพันธ์คอยใช้อิทธิพลทางการเงินซื้ออำนาจการตัดสินใจ และกฎหมายหลายอย่างไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา 

 

ทำไมคอร์รัปชันสูงขึ้น

 

CPI 2025 ชี้ว่า ประเทศที่ได้คะแนนสูงกว่า 80 เหลือเพียง 5 ประเทศ จาก 12 ประเทศเมื่อสิบปีก่อน แม้แต่ประเทศประชาธิปไตยเก่าแก่ก็เริ่มเห็นสัญญาณถดถอย โดยมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้

 

  • กลไกถ่วงดุลอ่อนแรง: ผู้นำรวมศูนย์อำนาจ ลดบทบาทศาล องค์กรอิสระ และระบบตรวจสอบ ทำให้ความเสี่ยงคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น 
  • อิทธิพลเงินทุนครอบงำการเมือง: การเงินการเมืองไม่โปร่งใสและการล็อบบี้ที่ไร้การกำกับ บั่นทอนความเชื่อมั่นและบิดเบือนนโยบายสาธารณะ 
  • การบังคับใช้กฎหมายไม่สม่ำเสมอ: เมื่อกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชันถูกชะลอหรือบังคับใช้อ่อนลง สัญญาณที่ส่งออกไปคือการทุจริตอาจไม่ถูกลงโทษจริงจัง 
  • พื้นที่พลเมืองหดตัว: การจำกัดเสรีภาพสื่อ ภาคประชาชน และผู้เปิดโปง ทำให้ระบบตรวจสอบเชิงสังคมอ่อนแรง 
  • ความเสื่อมถอยแบบค่อยเป็นค่อยไป: ความโปร่งใสไม่ได้พังทันที แต่ค่อย ๆ สึกกร่อนจากข้อยกเว้นเล็ก ๆ จนกลายเป็นความปกติ

 

ทำไมประชาชนจึงโกรธเมื่อรู้สึกว่าเกิดคอร์รัปชันซึ่งหน้า

 

ข้อมูลในรายงานเผยว่า ประเทศประชาธิปไตยเต็มรูปแบบมีคะแนนเฉลี่ย 7 ประชาธิปไตยที่บกพร่องเฉลี่ย 47 ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเฉลี่ยเพียง 32

 

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ศีลธรรมของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของอำนาจ หากศาลไม่เป็นอิสระ สื่อไม่เสรี องค์กรตรวจสอบถูกแทรกแซง หรือกติกาเลือกตั้งไม่โปร่งใส ระบบก็เปิดช่องให้การทุจริตฝังรากลึก

 

และเมื่อประชาชนเริ่มรู้สึกว่าเกิดคอร์รัปชันเกิดขึ้นซึ่งหน้า ความโกรธจึงเกิดจากความรู้สึกว่ากติกาถูกบิดเบือน สิทธิของตนถูกลดค่า และเสียงของตนไม่มีความหมาย ความไม่โปร่งใสทำลายความเชื่อพื้นฐานที่ว่าทุกคนควรยืนอยู่บนกติกาเดียวกัน ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่คือปฏิกิริยาต่อความอยุติธรรมเชิงโครงสร้าง และเป็นสัญญาณเตือนว่ากลไกถ่วงดุลกำลังอ่อนแรงลงอย่างน่ากังวล

 

คอร์รัปชันเกี่ยวอะไรกับคุณภาพชีวิต

 

คอร์รัปชันไม่ได้ทำลายแค่ภาพลักษณ์ประเทศ แต่ทำลายชีวิตคนจริงๆ 

 

ในระดับบริการสาธารณะ ผลกระทบยิ่งชัดเจน หากงบประมาณโรงพยาบาลถูกฮั้วจัดซื้อ เครื่องมือแพทย์อาจไม่ได้มาตรฐาน เตียงไม่พอ หมอพยาบาลขาดแคลน คนไข้ต้องรอคิวนาน หรือบางรายอาจเสียโอกาสรักษาเพียงเพราะระบบถูกบิดเบือน

 

อีกตัวอย่างคือโครงการป้องกันน้ำท่วม หากงบถูกตัดตอนหรือสัญญาถูกเอื้อให้ผู้รับเหมาที่ไม่มีคุณภาพ ผลลัพธ์คือเขื่อนหรือระบบระบายน้ำที่ใช้การไม่ได้ เมื่อเกิดภัยพิบัติ ชุมชนเดิมจึงต้องจมน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

รายงานยังพบว่า ประเทศที่ได้คะแนน CPI สูง มักมีระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า ความโปร่งใสสัมพันธ์โดยตรงกับโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

พิมพ์เขียวรับมือวงจรคอร์รัปชัน ทำอย่างไร

 

CPI 2025 เสนอว่า การรับมือคอร์รัปชันไม่อาจหยุดอยู่ที่การไล่ล่าคดีรายกรณี แต่ต้องยกระดับโครงสร้างทั้งระบบ โดยหัวใจคือ การสร้าง ‘โครงสร้างความซื่อสัตย์’ ให้ฝังอยู่ในระบบรัฐ 

 

เริ่มจากทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและเข้าถึงได้จริง เพื่อให้กฎหมายคุ้มครองประชาชน ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ เปิดเผยและกำกับเงินการเมืองอย่างเข้มงวด เพื่อตัดวงจรอิทธิพลทุนเหนือการตัดสินใจสาธารณะ คุ้มครองเสรีภาพสื่อและภาคประชาชนให้สามารถตรวจสอบรัฐได้โดยไม่ถูกคุกคาม เสริมความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมทั้งปิดช่องทางฟอกเงินและความร่วมมือข้ามพรมแดนเพื่อยึดทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริตกลับคืนสู่สังคม

 

ความโปร่งใสไม่ใช่เรื่องของคนดีไม่กี่คน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่เป็นธรรม วันที่ค่าเฉลี่ยโลกถดถอย และประชาชนจำนวนมากออกมาตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ เราอาจกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเชื่อมั่น

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะอธิบายความผิดพลาดได้อย่างไร แต่คือเราจะออกแบบระบบอย่างไร เพื่อไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นความปกติ

The post คอร์รัปชันพุ่ง ความโปร่งใสถดถอย ส่งผลกระทบอย่างไรต่อชีวิตเรา จากรายงาน CPI 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในวันที่การเมืองไทยหันขวา อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ https://thestandard.co/results-thailand-election-2026-bhumjaithai-win/ Tue, 10 Feb 2026 01:51:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1176735 results-thailand-election-2026-bhumjaithai-win

    ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคภูมิใจไทยก้า […]

The post ภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในวันที่การเมืองไทยหันขวา อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
results-thailand-election-2026-bhumjaithai-win

 

 

ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ด้วยการคาดการณ์ว่าจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 193 ที่นั่ง เป็นมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงตัวเลขในสภา แต่เป็นสัญญาณว่า ภูมิทัศน์การเมืองไทยกำลังขยับอีกครั้ง 

 

ทำไมภูมิใจไทยชนะ?

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกระแสการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยเองก็ไม่อยู่นอกกระแสนี้

 

เมื่อชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่รู้สึกว่ารายได้ตามไม่ทันค่าใช้จ่าย มีภาระหนี้ และมองอนาคตไม่ออก ความคาดหวังต่อการเมืองก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว แรง และใหญ่ไปสู่การอยากได้สิ่งที่ ‘ไม่ทำให้ชีวิตเสี่ยงไปมากกว่านี้’


ภูมิใจไทยวางตำแหน่งตัวเองเป็นพรรคที่เน้นการบริหารจัดการ เน้นผลลัพธ์ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนโครงสร้างแบบฉับพลัน ซึ่งสอดรับกับบรรยากาศเช่นนี้

 

กระแสโลกออนไลน์แพ้การเมืองพื้นที่จริงหรือ

 

ชัยชนะของภูมิใจไทยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการจัดการทางการเมืองระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ พรรคใช้กลยุทธ์การรวบรวมกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและบ้านใหญ่ที่มีฐานเสียงแข็งแรง ลดปัญหาคะแนนแตก และเสริมความแน่นหนาของเครือข่ายในระดับเขต

 

ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะต่างจังหวัด ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับชุมชนยังเป็นปัจจัยสำคัญ สส. เขตที่เข้าถึงได้ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ และเชื่อมโยงทรัพยากรจากรัฐลงสู่พื้นที่ได้จริง ยังคงมีความหมายต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่านโยบายที่อยู่ไกลตัว

 

พรรคประชาชนโหวตอนุทินเป็นนายกฯ คือจุดเปลี่ยนจริงไหม

 

หนึ่งในปัจจัยที่ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของภูมิใจไทย คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาชนยอมยกมือสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ ของภูมิใจไทยโดยประกาศไม่ขอรับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ ถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

 

การเดินเกมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ฐานเสียงฝั่งเสรีนิยมเกิดความสับสนและผิดหวัง แต่ยังเป็นการเปิดทางให้ขั้วอนุรักษนิยมเดิมสามารถผนึกกำลังกันได้แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยมีภูมิใจไทยเป็นแกนนำที่ไร้คู่ปรับถ่วงดุลภายใน จนล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล ได้กล่าวไว้ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ว่า 

 

“ต้องขอบคุณพรรคประชาชน… ถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีผมในวันนี้” 

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงมาก แม้พรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดพรรคหนึ่งจะถอนตัวออกไป รัฐบาลก็ยังคงอยู่รอดได้ด้วยจำนวนเสียงที่เหลืออยู่ 

 

ความมั่นคงชายแดน ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร

 

หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้ภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงจำนวนมากในพื้นที่ชายแดน คือจุดยืนด้านความมั่นคงและอธิปไตยที่ชัดเจน


สำหรับประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ ความมั่นคงไม่ได้เป็นแนวคิดเชิงนามธรรม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการค้าชายแดน พื้นที่ทำกิน และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

 

ท่าทีที่เด็ดขาดด้านความมั่นคงจึงถูกมองว่า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในโลกที่ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ความรู้สึกปลอดภัยจึงมีคุณค่าไม่ต่างจากนโยบายเศรษฐกิจโดยตรง

 

แผนเศรษฐกิจภูมิใจไทย น่าจับตาแค่ไหน

 

หัวใจของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ คือชุดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งออกแบบมาเป็นสองระยะ


ระยะแรกมุ่งสร้างเสถียรภาพในระยะสั้น ผ่านมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 และนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย

 

มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพ และพยุงการใช้จ่ายของครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

 

ในระยะถัดมา พรรคเสนอการให้หน่วยงาน AMC รับซื้อหนี้เสียที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท เป้าหมายไม่ใช่การล้างหนี้ แต่คือการรีเซ็ตสถานะทางการเงินของประชาชน ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

 

ชัยชนะของภูมิใจไทยอาจไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทันที แต่สะท้อนความต้องการของสังคมในช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความต่อเนื่อง และความคาดเดาได้

 

ท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้จบลงที่วันเลือกตั้ง แต่ดำเนินต่อผ่านการติดตาม ตรวจสอบ และการตัดสินใจในอนาคต การเมืองไทยอาจยังต้องเดินอีกไกล แต่ทิศทางหลังจากนี้ชัดเจนขึ้นว่า ประเทศกำลังเลือกเดินอย่างระมัดระวัง บนโลกที่ไม่อนุญาตให้ใครพลาดได้ง่ายอีกต่อไป

The post ภูมิใจไทย คว้าชัยชนะในวันที่การเมืองไทยหันขวา อะไรคือนโยบายเศรษฐกิจที่ต้องจับตาจากนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio https://thestandard.co/gold-price-outlook-2026-monetary-system-shift/ Fri, 06 Feb 2026 10:39:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1174712 ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ […]

The post ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์?

ในวันที่ราคาทองคำโลกพุ่งทะยานทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และทองคำแท่งในไทยขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 74,500 บาท แล้วก็หักลงมาแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไม่กี่วัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่น่าตื่นเต้น แต่คือ ‘สัญญาณไฟกะพริบ’ ที่เตือนว่าโลกกำลังสูญเสียความมั่นใจกับกติกาการเงินเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เฮดจ์ฟันด์ระดับโลก มองว่าทองคำไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนถึงรอยร้าวในระบบดอลลาร์ และเป็นตัวชี้วัดว่าความมั่งคั่งของโลกกำลังถูกจัดระเบียบใหม่ โดยใช้คำว่า ‘The monetary order is breaking down.’ หรือระเบียบการเงินโลกแบบดั้งเดิมกำลังล่มสลาย 

 

ทำไมวันนี้ทองคำพุ่งแรง

 

สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ทองคำพุ่งแรงรอบนี้ คือสิ่งที่ Dalio เรียกว่าความเสื่อมถอยของระบบ ‘เงินกระดาษ’ และหนี้รัฐบาลที่เคยถูกมองว่ามั่นคงที่สุด 

 

ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกหันมากวาดซื้อทองคำเข้ากรุต่อเนื่องเกินกว่า 1,000 ตันต่อปี เป็นปีที่สามติดต่อกัน นี่คือการขยับหมากครั้งใหญ่ของมหาอำนาจฝั่งเอเชียและตะวันออกกลางที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบเดิม และหันมาถือครองสินทรัพย์ที่มี ‘มูลค่าจริง’ ในตัวเองแทนคำสัญญาในกระดาษ

 

ข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าธนาคารกลางยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้าซื้อทองคำ โดยหลังจากปี 2568 ยังเข้าซื้อทองคำ 863 ตัน และเม็ดเงิน Fund Flow ที่ยังไหลเข้าอีทีเอฟทองคำในปีนี้ 74.8 ตัน (ณ 23 ม.ค 69) ถือครองทองคำ 4,099 ตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ซึ่งปี 2568 Fund Flow ไหลเข้าสูงถึง 801 ตัน เป็นปีที่แข็งแกร่งอันดับ 2 ในประวัติการณ์

 

เบื้องหลังที่อาจทำให้ธนาคารเริ่มตุนทองคำ

 

หากจะเข้าใจว่าทำไมทองคำถึงพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ เราต้องย้อนไปดู ‘กติกา’ ที่โลกเคยใช้ในหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เงินดอลลาร์ทุกใบถูกผูกไว้กับทองคำจริงๆ ใครถือดอลลาร์จึงมั่นใจได้ว่ามันมีมูลค่าหนุนหลังจับต้องได้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศ ‘Nixon Shock’ หักดิบยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ แล้วเปลี่ยนมาใช้เพียง ‘ความเชื่อมั่นในอเมริกา’ เป็นหลักประกันแทน ตั้งแต่วันนั้น อเมริกาจึงได้รับสิทธิพิเศษในการพิมพ์เงินออกมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แบบไม่จำกัด

 

นักวิเคราะห์เปรียบเปรยว่า พฤติกรรมนี้เหมือนการ ‘เสพติดการอัดยา’ เพราะทุกครั้งที่เศรษฐกิจป่วย แทนที่จะปล่อยให้พักฟื้นตามกลไกธรรมชาติ พวกเขากลับเลือกฉีดยาแรงด้วยการพิมพ์เงินดอลลาร์เข้าระบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมาถึงปี 2026 ที่คนเริ่มตั้งคำถามว่ายาที่ฉีดเข้าไปกำลังทำร้ายร่างกายหรือไม่ และดอลลาร์มหาศาลที่ล้นโลกอยู่นั้นยังมีค่าจริงหรือเปล่า?

 

เมื่อคำสัญญาในกระดาษเริ่มสั่นคลอน ธนาคารกลางทั่วโลกจึงหันกลับไปสะสมทองคำ สินทรัพย์ที่ไม่มีใครเสกขึ้นมาได้เองตามใจชอบ ไม่ยึดโยงกับใคร นี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่มันคือการเตรียมพร้อมรับ ‘ระเบียบโลกใหม่’ ที่ความมั่งคั่งต้องวางอยู่บนฐานของมูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น

 

ทองลงเกิดจากอะไร 

 

การทิ้งตัวของราคาทองคำกว่า 10% จากจุดสูงสุด ลงมาเคลื่อนไหวในระดับ 4,800–4,900 ดอลลาร์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีชนวนเหตุสำคัญจากการเปิดตัว Kevin Warsh ผู้ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่

 

ทันทีที่มีข่าวการแต่งตั้ง ตลาดกลับไม่ได้มองแค่ความใกล้ชิดทางการเมือง แต่ตีความว่าในฐานะประธาน Fed คนใหม่ Warsh จำเป็นต้องพิสูจน์ความเป็นอิสระในช่วงเริ่มต้นตำแหน่ง เขาจึงไม่สามารถรีบลดดอกเบี้ยได้ทันทีเพราะต้องควบคุมเงินเฟ้อให้เด็ดขาดก่อน และต้องคุมบังเหียนดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงสูงกว่า 5% ต่อไปเพื่อไม่ให้เงินเฟ้อกลับมาปะทุ  ผลลัพธ์คือ ตลาดเลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยออกไป ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นและดึงดูดเงินออกจากทองคำในระยะสั้น

 

ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้นทันที และส่งผลให้ทองคำซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ยถูกเทขายออกมาอย่างรุนแรง

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ คือ ‘โอกาส’ หรือ ‘บททดสอบ’

 

เป้าหมาย 6,000 ดอลลาร์ อาจฟังดูเหมือนตัวเลขในฝัน แต่มันคือ ‘The Next Frontier’ ที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มขยับเส้นชัยออกไปตามความร้อนแรงของตลาด โดยมี Goldman Sachs เป็นหัวขบวนในการปรับเป้าหมายระยะสั้นขึ้นไปที่ 5,400 ดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางสู่ยอดเขาใหม่ไม่เคยเป็นเส้นตรง ดร.พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เตือนให้เรามองเห็นทั้งสองด้าน จังหวะที่โลกผ่อนคลายความตึงเครียด หรือมีการเจรจาภูมิรัฐศาสตร์ อาจเกิด ‘แรงเทขายทำกำไร’ จนราคาปรับฐานแรงๆ แต่นั่นอาจหมายถึงจุดพักตัวเพื่อ ‘สะสมพลัง’ ก่อนจะไปต่อตามกติกาโลกใหม่ที่ทองคำมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ลงทุนทองอย่างไรให้ไม่ตายเอง

 

ท่ามกลางเสียงเชียร์ราคาที่พุ่งทะยาน อีกหนึ่งแง่คิดที่น่าสนใจมาจากมุมมองของนักลงทุนอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ Morning Wealth ในสภาวะที่กติกาโลกเริ่มสั่นคลอน ปรัชญาการลงทุนนี้กลับถูกปรับจูนใหม่ ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่ง แต่เพื่อ ‘ความอยู่รอด’

  • ทองคำคือ ‘ประกัน’ ไม่ใช่ ‘การเก็งกำไร’: ไม่ได้ซื้อเพื่อให้รวยขึ้น แต่ซื้อไว้ประมาณ 2-5% ของพอร์ตเพื่อป้องกัน ‘หายนะ’ ในวันที่ระบบการเงินล่มสลายหรือเงินกระดาษด้อยค่า จนหุ้นหรือทรัพย์สินอื่นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
  • ต้องเป็น ‘ทองคำแท่ง’: ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง การถือทองในมือหรือเก็บไว้ในตู้เซฟอุ่นใจกว่าทองกระดาษหรือดิจิทัล เพราะหากเกิดวิกฤตระบบล่มสลาย ทองที่จับต้องได้จริงจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เรามีเงินใช้ชีวิตต่อไปได้
  • กลยุทธ์ ‘รอให้ตลาดวาย’: ดร.นิเวศน์มองว่าราคาทองที่ผันผวนรุนแรงในระดับ 5,000 ดอลลาร์นั้นแพงเกินไป และไม่เหมาะกับการไล่ราคา ให้รอราคากลับมานิ่งจนคนส่วนใหญ่เมิน เมื่อนั้นจึงจะเป็นจังหวะที่ปลอดภัยในการทยอยสะสม

 

ในท้ายที่สุด ทองคำไม่ได้แพงขึ้นเพราะโลกแข็งแรงขึ้น แต่มันแพงขึ้นเพราะโลกกำลัง ‘ไม่แน่ใจ’ ในกติกาเดิม การมีทองคำไว้ในพอร์ตจึงไม่ใช่แค่การเล็งกำไรระยะสั้น แต่คือการซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อย้ายความมั่งคั่งข้ามระบบ ไปสู่โลกใหม่ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

The post ทำไมราคาทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์? ถอดรหัสสัญญาณ ‘กติกาโลกเปลี่ยน’ ในมุมมอง Ray Dalio appeared first on THE STANDARD.

]]>