Mr.Vop – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/mr-vop/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Jun 2024 03:27:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้จักปฏิกรณ์ฟิวชัน ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ ของจีน ที่ทุบสถิติโลก สร้างความร้อนสูงกว่าแกนกลางดวงอาทิตย์เกือบ 5 เท่า และอยู่ได้นานเกิน 17 นาที https://thestandard.co/china-artificial-sun/ Wed, 12 Jan 2022 09:28:03 +0000 https://thestandard.co/?p=581712 ดวงอาทิตย์เทียม

แสงอาทิตย์คือพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมด ไม่มีใครปฏิเสธค […]

The post รู้จักปฏิกรณ์ฟิวชัน ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ ของจีน ที่ทุบสถิติโลก สร้างความร้อนสูงกว่าแกนกลางดวงอาทิตย์เกือบ 5 เท่า และอยู่ได้นานเกิน 17 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดวงอาทิตย์เทียม

แสงอาทิตย์คือพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมด ไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้ แต่เรามักจะไม่ได้นึกถึงว่า จริงๆ แล้วแสงอาทิตย์ก็คือผลผลิตของพลังงานนิวเคลียร์รูปแบบหนึ่งที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิวชันภายใต้อุณหภูมิ 15 ล้านองศาสเซลเซียส บวกกับแรงกดดันอันมหาศาลบริเวณใจกลางดวงอาทิตย์ ก่อให้เกิดสภาวะที่อะตอมของธาตุเบาอย่างไฮโดรเจนหลอมรวมกันจนเกิดเป็นอะตอมฮีเลียม ซึ่งเป็นธาตุที่หนักกว่า พร้อมทั้งคายพลังงานอันมากมายออกมา 

 

ที่แล้วมาเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างใช้ความพยายามมาอย่างยาวนานในการสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชันบนโลกเรานี้ เพื่อหลอมรวมอะตอมของไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียมเลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นตรงใจกลางดวงอาทิตย์ เพื่อนำพลังงานจากการหลอมรวมอะตอมออกมาใช้ ซึ่งก็คือพลังงานสะอาดที่จะหล่อเลี้ยงผู้คนได้มากมาย อีกทั้งยังมีราคาต่อหน่วยถูกมากๆ เนื่องจากเชื้อเพลิงของระบบนี้ก็คือ ‘ดิวเทอเรียม’ ไอโซโทปที่ 2 ของไฮโดรเจนที่สกัดได้จากน้ำทะเล ซึ่งมีอยู่แทบนับไม่ถ้วนในธรรมชาติ

 

แต่เรื่องราวกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากไม่พบหนทางที่จะสร้างแรงกดดันบนผิวโลกให้สูงใกล้เคียงใจกลางดวงอาทิตย์ได้เลย ทางออกของเรื่องนี้ก็คือต้องไปเพิ่มในด้านของอุณหภูมิเป็นการทดแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้มากกว่า และอุณหภูมิเป้าหมายที่มองกันไว้คือ 150 ล้านองศาเซลเซียส หรือ 10 เท่าของใจกลางดวงอาทิตย์ 

 

อุปสรรคประการต่อไปก็คือไม่มี ‘ภาชนะ’ ใดๆ บนโลกใบนี้ที่จะใส่ของที่ร้อนระดับหมื่นองศาเซลเซียสขึ้นไปได้โดยไม่เสื่อมสภาพ โดยเฉพาะพลาสมาในเตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่ร้อนเป็นล้านองศาเซลเซียสก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ 

 

วิธีแก้คือต้องใช้วิธีการสร้างสนามแม่เหล็กแรงสูงขึ้นมาห่อหุ้มพลาสมาที่ร้อนจัดนี้เอาไว้ อุปสรรคทั้งสองประการที่กล่าวมานี้พาให้เกิดอุปสรรคประการสุดท้าย นั่นคือการที่ต้องใช้พลังงานมากมายในด้าน ‘ขาเข้า’ ไปสู่เตาปฏิกรณ์เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กแรงสูง และเพื่อเร่งอุณหภูมิของพลาสมาไปจนถึงจุดที่เกิดการหลอมรวมของอะตอมดิวเทอเรียมแล้วคายพลังงานออกมา 

 

แต่สภาวะของพลาสมาที่สร้างขึ้นได้ในเวลานี้ยังไม่คงทน พลาสมายังไม่อาจคงอยู่ได้นานเพียงพอที่จะสามารถจ่ายพลังงาน ‘ขาออก’ มาได้อย่างคุ้มค่า นั่นคือจะต้องมากกว่าพลังงานที่ใส่เข้าไปในระบบ อธิบายได้ด้วยอัตราส่วน Q ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่มาจากพลังงานขาเข้าหารด้วยพลังงานขาออก หรือที่เรียกว่า Breakeven ที่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีวิทยาการใด หรือนักวิทยาศาสตร์จากประเทศไหนที่จะทำให้เตาปฏิกรณ์ฟิวชันเกิดค่า Q>1 ได้ และการค้นคว้าทั้งหมดก็มาชะงักอยู่ตรงนี้

 

แต่มนุษย์เราก็ไม่เคยยอมแพ้ ในปี 2547 ก็เกิดข้อตกลงของประเทศชั้นนำ 7 ประเทศอันได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย อินเดีย และสหภาพยุโรป เพื่อ ‘ลงขัน’ กันสร้างเตาปฏิกรณ์ฟิวชันนานาชาติขนาดยักษ์ที่มีชื่อเรียกว่า ITER ขึ้นมาที่เมือง Cadarache ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยกำหนดอายุโครงการ 30 ปี มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถข้ามผ่าน Breakeven ที่อัตราส่วน Q≧10 ไปให้ได้ นั่นหมายถึงเตาปฏิกรณ์ ITER เมื่อเสร็จสมบูรณ์จะสามารถจ่ายพลังงาน ‘ขาออก’ ได้มากกว่าพลังงานที่ต้องใช้ในทาง ‘ขาเข้า’ อย่างน้อย 10 เท่า 

 

โครงการ ITER ยังทำให้เกิดการแบ่งปันเทคโนโลยีให้กับประเทศสมาชิกทั้งหลาย ที่นอกจากจะมี 7 ประเทศชั้นนำที่ร่วมทุนสร้างเตาปฏิกรณ์ดังกล่าว ยังมีประเทศอื่นอีกรวม 35 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยของเรา เข้ามาร่วมศึกษาเทคโนโลยีทางด้านนี้ด้วย แน่นอนว่าสำหรับสมาชิกหลักๆ ทั้ง 7 ต่างก็มีเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเพื่อการวิจัยเป็นของตนเอง ที่ต่างก็อยากให้เตาปฏิกรณ์รุ่นทดสอบในประเทศตนล้ำหน้ามากกว่าเพื่อน เรียกว่าโครงการนี้เป็นทั้งการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างประเทศต่างๆ และเป็นการแข่งขันกันอยู่ในตัว

 

 

อีกด้านหนึ่ง ตลอดระยะ 20 ปีที่ผ่านมา โครงการวิจัยพลังงานฟิวชันของจีนก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยทางจีนตั้งหมุดหมายเอาไว้ว่า จะทำให้เตาปฏิกรณ์ฟิวชันที่ใช้ในการทดลองรุ่นล่าสุดมีชื่อเรียกว่า HT-7U หรือ อีสต์ (EAST) ย่อมาจาก Experimental Advanced Superconducting Tokamak ติดตั้งอยู่ที่สถาบัน Hefei Institutes of Physical Science of the Chinese Academy of Sciences (CASHIPS) ในนครเหอเฝย มณฑลอันฮุย หรือชื่อที่รู้จักกันตามสื่อมวลชนว่า ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ สามารถใช้งานได้จริงในปี 2593 ซึ่งทำให้จีนทุ่มเทให้กับโครงการนี้อย่างเต็มที่ และผลสำเร็จก็เริ่มปรากฏมาตามที่คาดหวัง แต่ก็มีคู่แข่งชาติอื่นโดยเฉพาะชาติเอเชียอย่างเกาหลีใต้คอยกดดันอยู่ไม่ห่าง ความก้าวหน้าในระดับทำลายสถิติโลกจึงไล่ตามกันมาติดๆ โดยเริ่มจากใน

  • ปี 2553 เตาปฏิกรณ์ EASTปรากฏตัวเป็นเตาปฏิกรณ์ฟิวชันเครื่องแรกที่ใช้ตัวนำยิ่งยวดในการสร้างสนามแม่เหล็กทั้งในทิศทาง Toroidal และ Poloidal (แนวตั้งและแนวนอนของวงโดนัท)
  • เดือนกรกฎาคม 2556 เตาปฏิกรณ์ EAST ของจีน ทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาใน H-Mode ที่ 50 ล้านองศาเซลเซียส ให้มีสภาพเสถียรได้ยาวนานถึง 101.2 วินาที
  • กุมภาพันธ์ 2559 เตาปฏิกรณ์ W7-X ของประเทศเยอรมนี ทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิ 80 ล้านองศาเซลเซียส แต่อยู่ได้นานเพียง 0.25 วินาทีเท่านั้น 
  • พฤศจิกายน 2561 เตาปฏิกรณ์ EAST ของจีนทำสถิติโลกในการสร้างพลาสมาใน H-Mode ที่อุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียสได้เป็นครั้งแรก โดยมีระยะเวลาเสถียรได้นาน 10 วินาที
  • ธันวาคม 2563 เตาปฏิกรณ์ K-STAR ที่​เมืองแทจอน 대전광역시 ในภาค​กลาง​ของประเทศ​เกาหลีใต้​ ก็ลบสถิติของจีนสำเร็จ โดยสามารถสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิสูง 100 ล้านองศาเซลเซียสได้เช่นเดียวกัน แต่สามารถคงความเสถียรได้นานกว่าจีนคือ 20 วินาที
  • มิถุนายน 2564 เตาปฏิกรณ์ EAST ของจีนกลับมาเอาคืนอีกครั้ง ด้วยการสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิสูงถึง 120 ล้านองศาเซลเซียสได้เป็นครั้งแรก และยังสามารถคงสภาพเสถียรได้นานถึง 101 วินาที

 

และในเดือนมกราคมปี 2565 ที่ผ่านมานี้เอง สื่อทางการจีนก็ประกาศศสถิติโลกใหม่ของเตาปฏิกรณ์ EAST นั่นคือสามารถสร้างพลาสมาที่อุณหภูมิ 70 ล้านองศาเซลเซียส และคงสภาพเสถียรเอาไว้ได้ยาวนานถึง 1,056 วินาที! หรือ 17.6 นาที นั่นคือร้อนน้อยกว่าของปี 2564 แต่อยู่ได้นานกว่ามากมายหลายเท่า

 

จากนี้ก็ยังคงเป็นเป้าหมายที่แต่ละประเทศจะเข้ามาแข่งขันกันสร้างเตาปฏิกรณ์ที่ร้อนกว่า และต้องทำงานได้นานกว่า ก่อนจะข้ามไปถึงขั้นที่ Breakeven ในอัตราส่วน Q=1 หรือพลังงานขาเข้าเท่ากับพลังงานขาออก เมื่อถึงตอนนั้น งานวิจัยก็จะดำเนินต่อไป ในด้านที่จะทำให้เตาสามารถจ่ายพลังงานให้กับตัวเอง คือหากวันใดที่ค่า Q>1 ส่วนเกินของพลังงานขาออกก็จะวนกลับมาจ่ายเป็นพลังงานขาเข้า เตาปฏิกรณ์ก็จะอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเติมพลังงานอีกต่อไป คงเติมเพียงเชื้อเพลิงนั่นคือ ดิวเทอเลียมที่สกัดได้จากน้ำทะเลที่มีอยู่ทั่วโลก และแหล่งพลังงานสีเขียวที่ยั่งยืนก็จะใกล้ควาจริงเข้ามาเรื่อยๆ 

 

สุดท้ายความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากความสำเร็จของเตาปฏิกรณ์รุ่นทดสอบอย่าง ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ ของจีนก็อาจจะย้อนกลับไปช่วยให้เตาปฏิกรณ์นานาชาติอย่าง ITER สามารถเดินเครื่องได้ที่ Q≧10 สมความตั้งใจก็เป็นได้

 

อ้างอิง:

The post รู้จักปฏิกรณ์ฟิวชัน ‘ดวงอาทิตย์เทียม’ ของจีน ที่ทุบสถิติโลก สร้างความร้อนสูงกว่าแกนกลางดวงอาทิตย์เกือบ 5 เท่า และอยู่ได้นานเกิน 17 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ ยานอวกาศลำแรกที่เดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ https://thestandard.co/parker-solar-probe/ Wed, 15 Dec 2021 10:38:03 +0000 https://thestandard.co/?p=571755 พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ

ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ (Parker Solar Probe: PSP) จาก […]

The post รู้จัก ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ ยานอวกาศลำแรกที่เดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ

ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ (Parker Solar Probe: PSP) จากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA กลายเป็นยานอวกาศลำแรกของมวลมนุษยชาติที่ได้เดินทางเข้าสู่ ‘โคโรนา’ หรือบรรยากาศชั้นบนสุดของดวงอาทิตย์

 

ถือเป็นก้าวใหม่ในภารกิจของยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ และเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์สุริยะ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่มนุษย์ส่งยานไปลงจอดบนดวงจันทร์จนทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่ามันก่อตัวอย่างไร การเดินทางเข้าไปสัมผัสสิ่งที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมาจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เราที่สุดดวงนี้ และอิทธิพลที่มีต่อระบบสุริยะทั้งระบบ

 

“นี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สำหรับวิทยาศาสตร์สุริยะและเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งอย่างแท้จริง” โทมัส ซูร์บูเชน ผู้ช่วยผู้ดูแลระบบของ Science Mission Directorate ที่สำนักงานใหญ่ของ NASA ในวอชิงตันกล่าว “เหตุการณ์สำคัญครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิวัฒนาการของดวงอาทิตย์และผลกระทบต่อระบบสุริยะของเราเท่านั้น แต่ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับดาวฤกษ์ของเราดวงนี้ยังสอนเราเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราวของดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ในจักรวาลอีกด้วย”

 

จากระยะทางในเวลานี้ ยาน ‘พาร์กเกอร์’ กำลังค้นพบข้อมูลใหม่ๆ ที่ได้เปรียบกว่ายานอวกาศลำอื่นที่ทำหน้าที่คล้ายกัน แต่อยู่ไกลเกินกว่าจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน

 

 

ยานอวกาศมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 5 หมื่นล้านบาท) ที่มีชื่อว่า ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ (ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ยูจีน พาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ) ออกเดินทางจากฐานปล่อยหมายเลข 37B ศูนย์อวกาศเคนเนดี แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม 2561 เวลา 14.31 น. ตามเวลาในประเทศไทย ด้วยการนำส่งของจรวด Delta IV Heavy เพื่อทำภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ในระยะเวลา 7 ปี กับ 24 รอบการโคจร

 

การเดินทางไปสำรวจดวงอาทิตย์ แม้จะวาดแผนภูมิให้เข้าใจได้ง่ายๆ แบบเส้นตรง แต่ในความเป็นจริงยานอวกาศทั้งหลายต้องใช้วิธีหมุนวนด้วยความเร็วสูงเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ดูดเข้าไป การหมุนวนนี้จะเป็นวงโคจรชนิดวงรีแบบเยื้องศูนย์ที่มีจุดใกล้ที่สุดด้านหนึ่งของวงรีขยับเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทีละน้อย สำหรับยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ นี้ก็ถูกออกแบบให้หมุนวนรอบดวงอาทิตย์โดยใช้วงโคจรวงรีด้านไกลอ้อมผ่านดาวศุกร์ เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงของดาวศุกร์ในการเร่งความเร็วของยานให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่เดินทางผ่านอีกด้านของวงรีที่จะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นๆ

 

อันที่จริงยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ ทำลายสถิติเดิมของการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่เคยทำไว้โดยยานเฮลิออส-2 (Helios 2) ที่ระยะห่างจากดวงอาทิตย์ 42.73 ล้านกิโลเมตรในเดือนเมษายน 1976 ตั้งแต่การโคจรหมุนวนรอบดวงอาทิตย์รอบแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2561 โดยในครั้งนั้นยานพาร์กเกอร์เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในที่ระยะห่าง 24.8 ล้านกิโลเมตร แต่ในครั้งนี้ซึ่งเป็นการถือครองตำแหน่งยานอวกาศลำแรกที่ได้ผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโคโรนาของดวงอาทิตย์ ได้เกิดขึ้นขณะที่ยานพาร์กเกอร์อยู่ระหว่างการโคจรรอบที่ 10 ซึ่งวัดระยะห่างจากดวงอาทิตย์ได้ 9.2 ล้านกิโลเมตรช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา แต่ที่ทาง NASA เพิ่งจะประกาศข่าวนี้ก็เพราะโลกอยู่คนละด้านของดวงอาทิตย์กับยานพาร์กเกอร์ ทำให้ต้องรอเวลาอีกเป็น 10 วันกว่าจะส่งสัญญาณติดต่อกันได้

 

 

แต่การที่จะตัดสินว่าจุดใดคือจุดที่ถือเป็นการเข้าสู่บรรยากาศของดวงอาทิตย์จริงๆ นั้นจะต้องมีหลักการอ้างอิงที่เด่นชัด ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่ไม่มีผิวดาวเป็นของแข็งแบบโลกของเรา ภาพดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็นหรือสังเกตได้คือลูกทรงกลมยักษ์ที่มีชั้นบรรยกาศ 3 ชั้น ชั้นในสุดและมีอุณหภูมิต่ำสุดเรียกว่า โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) ทำหน้าที่เป็น ‘ผิว’ ของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิประมาณ 5,700 เคลวิน เรามองเห็นจากโลกได้ทุกเวลาผ่านเลนส์กรองแสงพิเศษและจะเห็นเป็นวงกลม ถัดออกมาคือชั้นกลาง เรียกว่า โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) มีอุณหภูมิไม่เกิน 8,000 เคลวิน มองเห็นจากโลกผ่านทางเลนส์พิเศษได้ทุกเวลาเช่นกัน ชั้นนอกสุดนั้นมองเห็นจากโลกได้เฉพาะขณะเกิดสุริยุปราคา เรียกว่าชั้นบรรยากาศโคโรนา (Corona) มีอุณหภูมิสูงมากคือ 1-3 ล้านเคลวิน และบริเวณนี้เองที่ยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ กำลังเดินทางเข้าไป

 

ปฏิกิริยาฟิวชันของดวงอาทิตย์ผลักให้มวลสารที่เป็นพลาสมาร้อนพุ่งออกมารอบทิศทาง แต่จะถูกจำกัดเอาไว้ด้วยแรงโน้มถ่วงและแรงแม่เหล็กจนถึงจุดหนึ่งที่แรงโน้มถ่วงและแรงแม่เหล็กมีพลังต่ำเกินกว่าจะกักเก็บอนุภาคต่างๆ เอาไว้ได้ เราเรียกจุดนั้นว่า ‘พื้นผิววิกฤตของอัลฟ์เวน’ (Alfvén Critical Surface) ถือเป็นจุดสิ้นสุดของชั้นบรรยากาศโคโรนาและเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสลมสุริยะ

 

 

ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ฟันธงว่าพื้นผิววิกฤตของอัลฟ์เวนของดวงอาทิตย์อยู่ที่ระยะห่างเท่าใดกันแน่ ที่ผ่านมาใช้การประมาณการจากภาพถ่ายระยะไกลของโคโรนา กะระยะเอาไว้ระหว่าง 10-20 เท่าของรัศมีของดวงอาทิตย์ และในการโคจรวนรอบดวงอาทิตย์รอบที่ 8 เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ เริ่มตรวจพบสภาวะแม่เหล็กและอนุภาคเฉพาะแบบที่บ่งบอกได้ว่ายานกำลังอยู่ในระยะห่าง 18.8 เท่าของรัศมีของดวงอาทิตย์ นั่นถือได้ว่ายานลำนี้ได้ข้ามผ่าน ‘พื้นผิววิกฤตของอัลฟ์เวน’ เข้าไปแล้ว

 

ในการโคจรหมุนวนรอบต่อๆ มา ยานพาร์กเกอร์เริ่มตรวจพบอนุภาคที่ขาดหายไปเป็นช่วงๆ เหมือนกับว่ายานได้ผ่านเข้าออกจากโคโรนาหลายครั้ง ถือเป็นหนึ่งในการพิสูจน์ตามที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเคยพยากรณ์ไว้ว่า ‘พื้นผิววิกฤตของอัลฟ์เวน’ ของดวงอาทิตย์ไม่ได้มีรูปร่างกลมราบเรียบแบบลูกบอล มันน่าจะมีรูปร่างเป็นหนามแหลมยื่นออกมาเหมือนยอดเขา บางจุดเป็นเหมือนเหวลึกลงไป และ ณ จุดหนึ่งขณะที่ยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ อยู่ที่ระยะห่าง 15 เท่าของรัศมีของดวงอาทิตย์ ก็ได้ตรวจพบบริเวณสำคัญในโคโรนาที่เรียกว่า ‘ซูโดสตรีมเมอร์’ (Pseudostreamer) ซึ่งเปรียบได้กับเครื่องบินกำลังบินเข้าไปในตาพายุ เพราะในบริเวณที่ว่านี้สภาวะต่างๆ จะสงบลง อนุภาคเคลื่อนที่ช้าลง และจำนวนการสลับกลับก็ลดลง เป็นบริเวณที่มีความแตกต่างอย่างมากหากเทียบกับบริเวณอื่นๆ ของโคโรนารอบดวงอาทิตย์

 

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ พบว่าตัวยานกำลังอยู่ในบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กแรงพอที่จะครอบงำการเคลื่อนที่ของอนุภาคในนั้น เงื่อนไขทั้งหมดที่กล่าวมาถือเป็นหลักฐานที่แน่ชัดที่ชี้ได้ว่า ยานอวกาศลำนี้ได้ข้ามผ่านพื้นผิววิกฤตของอัลฟ์เวน และผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโคโรนาอย่างแน่นอนแล้ว 

 

ยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ ยังคงโคจรหมุนวนเพื่อสำรวจดวงอาทิตย์ต่อไป โดยในรอบการโคจรรอบหน้าคือรอบที่ 11 ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2565 ตัวยานจะเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่านี้คือที่ 9.2 ล้าน และ 8.86 ล้านกิโลเมตรตามลำดับ

 

นักวิทยาศาสตร์สุริยะหลายท่านคาดหว้งว่าการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ในรอบหลังๆ ของยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ จะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าใจปริศนาที่มีมาอย่างช้านานว่า ทำไมชั้นบรรยากาศโคโรนาจึงร้อนกว่าผิวดวงอาทิตย์ ซึ่งความลับอาจมาจากต้นกำเนิดลมสุริยะที่ผิวดวงอาทิตย์หรือชั้นบรรยากาศโฟโตสเฟียร์ ที่ทำปฏิกิริยาบางอย่างกับกรวยแม่เหล็กที่ด้านล่างสุดของชั้นบรรยากาศโคโรนาผ่านทางกระแสอนุภาคสะบัดกลับรูปซิกแซกที่เรียกว่า ‘Switchback’ ก็เป็นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงได้แต่รอให้ยานพาร์กเกอร์เดินทางไปถึงจุดนั้นแล้วส่งข้อมูลออกมา 

 

ยาน ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Living with a Star ของ NASA วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจแง่มุมต่างๆ ของดวงอาทิตย์ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ บริหารจัดการโดยศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดของหน่วยงานในกรีนเบลต์ รัฐแมริแลนด์ 

 

อ้างอิง: 

The post รู้จัก ‘พาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ’ ยานอวกาศลำแรกที่เดินทางเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน เปิดสงครามการท่องเที่ยวอวกาศ นำ Virgin Galactic แตะขอบฟ้า นำหน้าคู่แข่ง เจฟฟ์ เบโซส์ แห่ง Blue Origin เพียง 9 วัน https://thestandard.co/richard-branson-open-space-tourism-war/ Mon, 12 Jul 2021 11:07:18 +0000 https://thestandard.co/?p=511677 Virgin Galactic

เมื่อเวลา 21.40 น. ของวันที่อาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่า […]

The post เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน เปิดสงครามการท่องเที่ยวอวกาศ นำ Virgin Galactic แตะขอบฟ้า นำหน้าคู่แข่ง เจฟฟ์ เบโซส์ แห่ง Blue Origin เพียง 9 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Virgin Galactic

เมื่อเวลา 21.40 น. ของวันที่อาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามเวลาในประเทศไทย ยาน VSS Unity ของบริษัท Virgin Galactic ได้นำมหาเศษฐีผู้ก่อตั้งบริษัท เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน วัย 70 ปี พร้อมด้วยพนักงานระดับบริหาร 3 รายคือ เบท มอสเซส, คอลิน เบนเน็ต และ ซิริชา แบนด์ลา ออกเดินทางจากสนามบินสเปซพอร์ท อเมริกา ในนิวเม็กซิโก สู่ขอบอวกาศ ด้วยการนำทางของ 2 นักบิน เดฟ แม็กเคย์ และ ไมค์ มาซุกชี ก่อนกลับลงมาร่อนลงจอดบนรันเวย์ของสนามบินเดียวกันอย่างปลอดภัย 

 

นับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการท่องอวกาศ พร้อมคิวจองที่นั่งยาวเหยียดจากเศรษฐีทั่วโลกที่อยากสัมผัสประสการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าตื่นเต้นแบบนี้

 

Virgin Galactic

 

รูปแบบการบินสู่ขอบอวกาศของยาน VSS Unity (คำนำหน้าย่อมาจากคำว่า Virgin Spaceship) ออกจะไม่เหมือนที่เราคุ้นเคยกัน เพราะยานลำนี้คือหนึ่งในยานรุ่น SpaceShipTwo ที่ไม่ได้เดินทางจากผิวโลกด้วยแรงขับดันของจรวดในแนวตั้ง หากแต่เกาะกับไป ‘ยานแม่’ VMS Eve (คำนำหน้าย่อมาจาก Virgin MotherShip)​ ที่จะเทกออฟเหมือนเครื่องบินทั่วไป พาไปจนถึงความสูง 15 กิโลเมตรจากผิวโลก จากนั้น VSS Unity จะแยกตัวออกไปแล้วติดเครื่องยนต์ของตัวเองเพื่อเดินทางต่อไปจนถึงความสูง 86 กิโลเมตรจากระดับน้ำทะเล จุดนี้คือจุดที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความรู้สึกแตะขอบอวกาศอย่างประทับใจ เมื่อครบเวลายาน Unity ก็จะเดินทางกลับสู่ผิวโลกโดยกางปีก ‘ขนนก’ เพื่อชะลอความเร็ว และร่อนลงจอด ณ สนามบินแห่งเดียวกับที่เทกออฟในตอนแรก

 

Virgin Galactic

 

Virgin Galactic ตั้งราคาที่นั่งบนยานท่องเที่ยวอวกาศของทางบริษัทเอาไว้สูงถึง 2.5 แสนดอลลาร์ (ราว 8.15 ล้านบาท) แต่กระนั้นก็ยังมียอดจองและจ่ายมัดจำเข้ามาแล้วถึง 600 ที่นั่ง โดยนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักเหล่านี้ล้วนอยากจะได้มีโอกาสขึ้นไปเห็นท้องฟ้าที่เปลี่ยนกลายเป็นสีดำ ได้เห็นขอบฟ้าของโลกที่โค้งกลม และได้ล่องลอยในสภาพแรงโน้มถ่วงต่ำถึง 5 นาทีภายในห้องโดยสารของยาน

 

ความสำเร็จของแบรนสันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่กลุ่มบริษัท Virgin เข้าร่วมทุนกับบริษัท Scaled Composites เพื่อนำเทคโนโลยีของยานรุ่น SpaceShipOne มาสานต่อในชื่อบริษัท ‘Virgin Galactic’ ก็ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็นยานรุ่น SpaceShipTwo ของทางบริษัทเอง และต้องพบกับปัญหาต่างๆ มากมายระหว่างทดสอบยานจนถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตของนักบินระหว่างทดสอบ ก็เคยมีมาแล้ว ดังที่เกิดกับยานลำก่อนหน้า Unity นั่นคือ VSS Enterprise ในเดือนตุลาคมปี 2014 ซึ่งทางแบรนสัน ผู้ก่อตั้งบริษัทก็ไม่ได้ยอมแพ้ 

 

ต่อมาเที่ยวบิน 4 เที่ยวสุดท้ายของ Unity ประสบความสำเร็จด้วยดี และเพื่อเสริมความมั่นใจของผู้โดยสาร เที่ยวบินทดสอบล่าสุดในครั้งนี้ ‘แบรนสัน’ จึงขออาสาขึ้นทดสอบยาน Unity เที่ยวบินนี้ด้วยตัวเอง

 

Virgin Galactic

 

แบรนสันโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ที่เฝ้าฝันมองดูดวงดาว บัดนี้ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในยานอวกาศที่ได้มองลงมายังโลกอันสวยงาม ผมขอส่งต่อความฝันนี้สู่ผู้คนรุ่นต่อไป ถ้าพวกเราทำได้ พวกคุณลองจินตนาการไว้เลยว่าคนรุ่นคุณจะทำอะไรได้บ้าง”

 

แน่นอนว่าไม่ได้มีแต่เพียงแบรนสันที่หมายตาธุรกิจท่องเที่ยวอวกาศไว้ มหาเศรษฐีทางเทคโนโลยีอีก 2 รายคือ ‘เจฟฟ์ เบโซส์’ ผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon และ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัท SpaceX ก็ได้เข้าสู่การแข่งขันนี้อย่างเต็มตัว 

โดยเฉพาะเบโซส์ที่ได้ก่อตั้ง บริษัท Blue Origin เพื่อพัฒนายาน ‘นิวเชพเพิร์ด’ ของตัวเอง ก็ได้มีการเกทับแบรนสันชนิดที่เรียกว่าหยอกกันแรงๆ ตามข้อความในทวิตเตอร์ทางการของ Blue Origin ที่ระบุว่ายานของ Virgin Galactic นั้น สู้ของ Blue Origin ไม่ได้ เพราะไปไม่ถึง ‘อวกาศ’ จริงๆ เพราะบินต่ำกว่าเส้นคาร์แมน หน้าต่างชมวิวก็ดูเล็ก เป็นแค่เครื่องบินไม่ใช่จรวด ยานไม่มีระบบเซฟตี้ ฯลฯ เรียกว่าสู้ยาน ‘นิวเชพเพิร์ด’ ไม่ได้เลย

 

Virgin Galactic 

 

แต่พอเอาเข้าจริงเบโซส์ก็ยอมรับความสำเร็จของแบรนสันด้วยดี และได้โพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า เขาแทบนับวันรอไม่ไหวที่จะได้มีชื่อเข้าร่วมว่าเป็นผู้บุกเบิกยุคใหม่ของการท่องเที่ยวอวกาศด้วยกัน

 

กำหนดเดินทางของยานจากบริษัท Blue Origin คือ 20 กรกฎาคมนี้ โดยเบโซส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท จะเดินทางไปกับ มาร์ก เบโซส์ ผู้เป็นน้องชาย, วอลลี ฟังก์ นักบินหญิงยุคบุกเบิก และบุคคลปริศนาอีกหนึ่งรายที่ได้ประมูลซื้อที่นั่งในเที่ยวบินนี้ไปเป็นเงิน 28 ล้านดอลลาร์ ทางด้านมัสก์ มหาเศรษฐีอีกรายผู้เป็นเจ้าของบริษัท SpaceX ยังอุบเงียบไม่เปิดเผยว่าจะใช้ยานรุ่นใดในการเข้าแข่งขันในศึกครั้งนี้ 

 

หากยานนิวเชพเพิร์ดของเบโซส์ เจ้าพ่อ Amazon ประสบความสำเร็จในการทดสอบอีกราย แน่นอนว่าตลาดท่องเที่ยวอวกาศก็จะเข้าสู่การแข่งขันอย่างเต็มตัว โดยฟาดฟันกันที่ราคาต่อที่นั่งเป็นหลัก 

 

UBS ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ประเมินว่า การท่องเที่ยวอวกาศจะเพิ่มมูลค่าให้ตลาดท่องเที่ยวได้ถึงปีละ 3 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน เปิดสงครามการท่องเที่ยวอวกาศ นำ Virgin Galactic แตะขอบฟ้า นำหน้าคู่แข่ง เจฟฟ์ เบโซส์ แห่ง Blue Origin เพียง 9 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกภารกิจเสินโจว-12 นักบินอวกาศ 3 นาย กับความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของจีน https://thestandard.co/shenzhou-12/ Fri, 18 Jun 2021 02:46:44 +0000 https://thestandard.co/?p=501881 เสินโจว-12

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน หรือ CMSA ส่ […]

The post เจาะลึกภารกิจเสินโจว-12 นักบินอวกาศ 3 นาย กับความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสินโจว-12

องค์การอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมแห่งประเทศจีน หรือ CMSA ส่งนักบินอวกาศ 3 นาย ในภารกิจเสินโจว-12 ออกเดินทางด้วยจรวดลองมาร์ช-2เอฟ (Long March-2F) จากศูนย์ส่งดาวเทียมจิ่วเฉวียน (Jiuquan Satellite Launch Center) มณฑลกานซู ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ไปสถานีอวกาศของตน เมื่อเวลา 08:22 น. เช้าวานนี้ (17 มิถุนายน) ตามเวลาในประเทศไทย และสามารถเข้าต่อเชื่อมกับโมดูลเทียนเหอของสถานีอวกาศเทียนกงได้สำเร็จเมื่อเวลา 15:25 น. ของวันเดียวกัน

 

นักบินอวกาศทั้ง 3 นาย ได้แก่ เนี่ยไห่เซิ่ง รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการภารกิจ ขึ้นบินวันนี้เป็นครั้งที่ 3 ติดตามด้วย หลิวโป๋หมิง ขึ้นบินวันนี้เป็นครั้งที่ 2 และทังหงโป ขึ้นบินวันนี้เป็นครั้งแรก หลังประตูเชื่อมต่อยานเปิดหากัน ทั้งทีมเคลื่อนออกจากยานเสินโจวเข้าสู่โมดูลหลักของสถานีอวกาศในเวลา 17:48 น. โดยปลอดภัย

 

เนี่ยไห่เซิ่ง (聂海胜) เกิดเดือนตุลาคม 1964 ที่มณฑลหูเป่ย เป็นนักบินกองทัพอากาศจีน เคยบินเครื่องบินขับไล่รุ่น F-5, F-6 และ F-7 อย่างปลอดภัยเป็นเวลา 1,480 ชั่วโมง แต่งงานกับเนี่ยเจี๋ยหลิน (聂捷琳) ทั้งคู่มีลูกสาวชื่อเนี่ยเทียนเสียง (聂天翔) เนี่ยไห่เซิ่งได้กลายเป็นนักบินอวกาศชุดแรกของจีนอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 1998 เป็นนักบินอวกาศชาวจีนคนแรกที่เข้าสู่อวกาศในฐานะนายพล โดยขึ้นสู่วงโคจรพร้อมกับผู้บัญชาการภารกิจ เฟยจุนหลง (费俊龙) ในตำแหน่งวิศวกรการบินของเที่ยวบินเสินโจว-6 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2005 และได้รับตำแหน่งผู้บบัญชาการภารกิจในเที่ยวบินเสินโจว-10 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2013 

 

การขึ้นสู่อวกาศของเนี่ยไห่เซิ่งในวันนี้ ทำให้เขากลายนักบินอวกาศที่อายุมากที่สุดของจีน ที่ได้เดินทางสู่อวกาศในวัย 57 ปี

 

 

หลิวโป๋หมิง (刘伯明) เกิดในเดือนกันยายน 1966 เป็นชาวอี้อาน มณฑลเฮยหลงเจียง มีชั่วโมงบินเครื่องบินขับไล่ 1,050 ชั่วโมง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นนักบินอวกาศชั้นพิเศษของกองพลน้อยนักบินอวกาศกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ยศพลอากาศตรี เคยออกเดินทางสู่อวกาศในตำแหน่งวิศวกรการบินของเที่ยวบินเสินโจว-7 ที่บัญชาการโดยจั๋ยจือกัง 翟志刚 ในเดือนกันยายน 2008

 

 

ทังหงโป (汤洪波) เกิดเดือนตุลาคม 1975 ที่เมืองเซียงถาน มณฑลหูหนาน มีชั่วโมงบินกับเครื่องบินขับไล่ 1,599 ชั่วโมง ได้รับเลือกให้เป็นนักบินอวกาศรุ่นที่สองของจีนในเดือนพฤษภาคม 2016 ได้รับเลือกให้เป็นนักบินอวกาศสำรองสำหรับภารกิจเสินโจว-11 ในเดือนธันวาคม 2019 และวานนี้ถือเป็นครั้งแรกของทังหงโปที่ได้ออกเดินทางสู่อวกาศในตำแหน่งวิศวกรการบินกับภารกิจเสินโจว-12 

 

ยานเสินโจว (神舟)

ยานอวกาศ ‘เสินโจว’ มีความหมายถึง เรือศักดิ์สิทธิ์ เป็นยานอเนกประสงค์ในโครงการ 921 ของจีน ลักษณะคล้ายยานโซยุซของรัสเซีย แต่มีขนาดใหญ่กว่า ออกแบบตามที่จีนลงได้นามในข้อตกลงกับรัสเซียในปี 1995 สำหรับการถ่ายโอนเทคโนโลยีโซยุซ มีความยาว 9.25 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.80 เมตร ปริมาตร 14 ลูกบาศก์เมตร มีโมดูลสามโมดูลที่สามารถแยกออกจากกันได้ คือโมดูลออร์บิทัลที่อยู่ด้านหน้า (轨道舱) โมดูลเดินทางกลับโลก (返回舱) ที่อยู่ตรงกลาง และโมดูลบริการที่อยู่ด้านท้าย (推进舱) สามารถใช้งานได้ทั้งแบบมีนักบินบังคับหรือไม่มีนักบินบังคับ 

 

ยานเสินโจวลำแรกคือเสินโจว-1 ซึ่งเป็นยานไร้คนบังคับ ออกเดินทางจากโลกในเดือนพฤศจิกายน 1999 จากนั้นก็มีการส่งยานเสินโจวที่ค่อยๆ ปรับปรุงระบบการบินต่างๆ จนมาถึงลำที่ 12 ที่ออกจากโลกไปเมื่อเช้าวานนี้ โดยหลักแล้วยานเสินโจวถูกวางตำแหน่งไว้เพื่อเป็นยานที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่หลักในโครงการสถานีอวกาศเทียนกง (天宫号空间站) ยานลำที่สำคัญที่สุดในโครงการคือเสินโจว-5 ที่ทำหน้าที่ส่ง หยางลี่เว่ย 杨利伟 นักบินอวกาศคนแรกของจีนสู่อวกาศด้วยยานของจีนเอง

 

 

โครงการสถานีอวกาศเทียนกง (天宫号空间站)

จีนวางแผนจะสร้างสถานีอวกาศของตนเองมานานหลายปีในชื่อ ‘เทียนกง’ สื่อความหมายถึง ‘พระราชวังแห่งสรวงสวรรค์’ โดยแยกออกเป็น 3 เฟส เฟสแรกคือเทียนกง-1 โดยส่งโมดูลหลักออกเดินทางไปกับจรวด Long March 2F/G จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน เวลา 20:16 น. ตามเวลาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2011 วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการเชื่อมต่อและวางแผนหาตำแหน่งโคจร รวมทั้งสังเกตและปรับปรุงประสิทธภาพต่างๆ ในเฟสแรกนี้มีการส่งยานเสินโจวไป 3 ลำ ลำแรกคือ ยานเสินโจว-8 เป็นยานไม่มีนักบิน ออกเดินทางโดยจรวด Long March-2F จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน เวลา 04:58 น. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2011 เพื่อทดสอบการเชื่อมต่อเข้ากับจุด Docking และเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจที่มีนักบินอวกาศจริงที่กำลังจะตามมา 

 

ยานเสินโจว-9 เป็นยานอวกาศที่ 2 ในโครงการเทียนกง แต่เป็นยานลำแรกที่มีผู้โดยสารเดินทางไปด้วย โดยยานเสินโจว-9 นักบินอวกาศไป 3 นาย ออกทางโดยจรวด Long March-2F จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน เวลา 17:37 น. ตามเวลาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2012 สิ่งสำคัญที่สุดของเสินโจว-9 คือการนำนักบินอวกาศกลับถึงพื้นโลกให้ปลอดภัย จากนั้นในอีก 1 ปีต่อมา ยานเสินโจว-10 ก็ได้นำ เนี่ยไห่เซิ่ง (聂海胜) สู่สถานีอวกาศเทียนกง-1 ในตำแหน่งผู้บัญชาการภารกิจ ตามที่เล่ามาด้านบน ยานออกจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวนเมื่อเวลา 16:38  วันที่ 11 มิถุนายน 2013 รอบนี้ไปเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ รวมทั้งยังได้นำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ขึ้นไปบนสถานีอวกาศเทียนกง-1 ด้วย

 

จบจากสถานีอวกาศเทียนกง-1 ทางจีนก็เข้าสู่เฟส 2 โดยมีการส่งโมดูลหลักของสถานีอวกาศเทียนกง-2 ขนาดความยาว 10.4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 3.35 เมตร ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับโมดูลหลักของสถานีอวกาศเทียนกง-1 โมดูลหลักของเทียนกง-2 ออกเดินทางขึ้นสู่วงโคจรในเดือนกันยายน 2016 ในเฟสนี้มีการส่งยานบรรทุกสัมภาระคือ เทียนโจว-1 ขึ้นไปต่อเชื่อมกับโมดูลหลักด้วย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งนักบินอวกาศทีมแรกขึ้นไปอยู่อาศัยในระยะ 30 วัน ในเฟสนี้มีการส่งยานโดยสารไปเชื่อมต่อเพียงลำเดียว นั่นคือยานเสินโจว-11 โดยนำนักบินไปด้วยเพียง 2 นาย แทนที่จะเป็น 3 นายตามจำนวนที่นั่ง ทั้งนี้ เพื่อเว้นที่ว่างไว้บรรทุกเสบียงและสัมภาระเพิ่มเติม การทดลองอยู่อาศัยของนักบินอวกาศในเฟสนี้เป็นการเตรียมตัวสู่เฟสที่ 3 ของโครงการเทียนกงที่กำลังจะตามมา

 

(สถานีอวกาศเทียนกง-1 และเทียนกง-2 หมดอายุใช้งาน ตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลกในเดือนเมษายน 2018 และกรกฏาคม 2019 ตามลำดับ)

 

 

สถานีอวกาศเทียนกงเฟส 3 

สถานีอวกาศรุ่นใช้งานจริงขององค์การอวกาศจีน และถือเป็นสถานีอวกาศแ​ห่งชาติ​จีนหรือ CSS ที่จะมีอายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 ปี สถานีอวกาศขนาด 66 ตันนี้จะลอยสูงจากพื้นโลกที่ความสูงระดับ 340-450 กิโลเมตร ในวงโคจร LEO (Low Earth Orbit) ควบคุมโดย Beijing Aerospace Command and Control Center เมื่อประกอบทุกโมดูลเข้าด้วยกันจนสำเร็จในอนาคต สถานีอวกาศจีนแห่งนี้จะมีขนาดพอๆ กับสถานีอวกาศเมียร์ของรัสเซียในอดีต หรือประมาณ 1/6 ของสถานีอวกาศนานาชาติในปัจจุบัน

 

สถานีอวกาศเทียนกงเฟสสุดท้ายนี้มีแกนกลางคือโมดูลเทียนเหอ (天和) ในความหมายถึง ‘ความสามัคคีแห่งสวรรค์’ (สีส้มในภาพ) ที่มีชื่อนี้อาจเพราะเป็นส่วนที่อยู่ตรงกลางทำหน้าที่เป็นโมดูลหลักในการเชื่อมต่อกับโมดูลอื่นๆ ทุกโมดูล มีขนาดใหญ่กว่าสถานีอวกาศเทียนกงในเฟสแรก คือ มีความยาว 16.6 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4.2 เมตร ถือเป็นโมดูลยานอวกาศที่ใหญ่และหนักที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาของจีน โมดูลเทียนเหอออกเดินทางจากโลกโดยจรวดขนส่งลองมาร์ช-5บี วาย2 (Long March-5B Y2) จากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน เวลา 10:18 น. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2021 ตามเวลาในประเทศไทย เพื่อขึ้นไปโคจรรอรับโมดูลอื่นที่จะตามมา

 

ด้านหลังของโมดูลเทียนเหอคือส่วนของยานเทียนโจว-2 (天舟) (สีบานเย็นในภาพ) ในความหมายถึง ‘นาวาสวรรค์’ เป็นโมดูลของยานบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดเท่าโมดูลสถานีอวกาศเทียนกง-1 ในอดีต โมดูลเทียนโจว-2 ออกเดินทางจากศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชาง มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน เวลา 19:55 น. เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2021 ทำหน้าที่นำเชื้อเพลิงหนัก 2 ตัน เสบียงอาหาร ออกซิเจน และสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพอีก 4.8 ตัน ขึ้นไปรอคอยนักบินอวกาศที่จะเดินทางตามไปภายหลัง ในอนาคตจะมีการส่งยานบรรทุกในซีรีส์เทียนโจวตามไปอีกเรื่อยๆ กำหนดไว้เบื้องต้นคือเทียนโจว-3 ในเดือน กันยายน 2021, เทียนโจว-4 ในเดือนเมษายน และเทียนโจว-5 ในเดือนตุลาคม 2022 ตามลำดับ

 

ด้านหน้าของโมดูลเทียนเหอ (สีเหลืองในภาพ) คือยาน ‘เสินโจว’ หมายเลขต่างๆ ที่จะเดินทางไปเชื่อมต่อและเดินทางกลับสู่โลก เพื่อนำนักบินอวกาศหมุนเวียนขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ และในวานนี้ก็เป็นลำดับของยานเสินโจว-12 ในการนำนักบินอวกาศทั้ง 3 นายคือ เนี่ยไห่เซิ่ง หลิวโป๋หมิง และทังหงโป ที่กล่าวมาข้างต้นไปสู่สถานีอวกาศ โดยมีกำหนดจะปฏิบัติหน้าที่บนวงโคจรนานถึง 3 เดือน ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติภารกิจในอวกาศยาวนานที่สุดของจีน จากนั้นก็จะอาศัยยานเสินโจวลำนี้ในการเดินทางกลับสู่ผิวโลกต่อไป

 

โมดูลที่เหลือคือโมดูลห้องทดลองชื่อเหวิ่นเทียน (问天) และเมิ่งเทียน (梦天) ซึ่งแต่ละโมดูลจะมีขนาดเท่ายานเทียนกง-1 ในอดีต (สีเขียวและน้ำเงินในภาพตามลำดับ) เป็นส่วนที่จะเดินทางตามขึ้นไปประกอบเข้ากันเป็นสถานีอวกาศที่สมบูรณ์ มีกำหนดจะออกเดินทางกลางปีและปลายปีหน้าตามลำดับ หลังจากนั้น ทางจีนก็จะเปิดโอกาสให้นานาชาติที่เป็นพันธมิตรสามารถนำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ขึ้นไปใช้งานห้องแล็บลอยฟ้านี้ได้ โดยจะแบ่งปันความรู้ร่วมกัน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post เจาะลึกภารกิจเสินโจว-12 นักบินอวกาศ 3 นาย กับความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ เปิดทางสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แวดวงอวกาศจีน https://thestandard.co/tianwen-1-successful-orbiting-through-mars/ Thu, 11 Feb 2021 08:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=453278 ยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ เปิดทางสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แวดวงอวกาศจีน

เทียนเวิ่น-1 จากประเทศจีน กลายเป็นยานอวกาศครบ 3 ส่วนลำแ […]

The post ยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ เปิดทางสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แวดวงอวกาศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ เปิดทางสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แวดวงอวกาศจีน

เทียนเวิ่น-1 จากประเทศจีน กลายเป็นยานอวกาศครบ 3 ส่วนลำแรกที่เข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารสำเร็จ ช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา (10 กุมภาพันธ์ 2021)

 

หลังยานโฮป หรือ ‘อัล อามัล’ ( الأمل) ของ UAE สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้ชนชาติอาหรับ ด้วยการเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารได้สำเร็จในครั้งแรกที่เดินทางไปถึงเพียงวันเดียว ยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) ของจีน ก็สร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจให้ชาวจีน ด้วยการเข้าสู่วงโคจรสำเร็จในครั้งแรกที่เดินทางไปถึงเช่นเดียวกัน แต่มีทีเด็ดกว่ายานทุกลำจากทุกชาติในอดีต ตรงที่เทียนเวิ่น-1 ถือเป็นยานอวกาศครบ 3 ส่วนลำแรกที่ทำสถิตินี้ได้

 

การเดินทางไปสำรวจดาวอังคารไม่ใช่เรื่องง่าย นับจากปีแรกคือ 1960 จนถึงปี 2019 มีการส่งยานอวกาศไปดาวอังคารถึง 55 ภารกิจ แต่มีเพียง 25 ภารกิจเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ เรียกว่าอัตรารอดต่ำกว่า 50% ดังนั้นประเทศหน้าใหม่ที่เข้าสู่สนามแข่งขันในการพิชิตดาวอังคารอย่างอินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือแม้แต่จีน ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จในครั้งแรกเลยนั้นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี โดยเฉพาะกับจีนนั้น แม้ยานเทียนเวิ่น-1 จะไม่ใช่ภารกิจแรกของประทศ แต่เราก็อาจไม่นับภารกิจแรกของจีนนั่นคือการฝากยาน Yinghuo (萤火) เกาะไปกับภารกิจโฟบอส-กรันท์ (Фобос-Грунт) ของรัสเซียในปี 2011 ด้วยก็ได้ เพราะรอบนั้นจีนไม่ได้ทำเองทั้งหมด แถมจรวดนำส่งในภารกิจนั้นออกไปไม่พ้นวงโคจรโลกด้วยซ้ำ

 

แต่ในรอบนี้จีนทำทุกอย่างเองหมด ตั้งแต่การออกแบบยานไปจนถึงการส่งออกจากโลกด้วยจรวดนำส่ง Long March 5 ของจีนเอง และที่สำคัญ ยานเทียนเวิ่น-1 นี้ไม่เหมือนยานสำรวจดาวอังคารทุกลำในอดีต ตรงที่มันมีส่วนประกอบสำคัญทั้ง 3 ส่วนครบในลำเดียว นั่นคือส่วนของยานออร์บิเทอร์หรือยานโคจร ยานแลนเดอร์หรือยานลงจอด และส่วนของยานโรเวอร์ซึ่งเป็นยานติดล้อที่ใช้วิ่งไปบนผิวดาวอังคาร

 

ชื่อยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) นั้น หมายความถึง ‘คำถามต่อสรวงสวรรค์’ ซึ่งเป็นชื่อของบทกวีอันโด่งดังฝีมือ ชวีหยวน ขุนนางผู้ภักดีแห่งรัฐฉู่ในยุคจ้านกว๋อ ชื่อนี้อาจมีนัยถึงการที่ชาวจีนจะส่งคำถามถึงความจริงของโลกหล้าสู่สรวงสวรรค์ และแน่นอนว่าจีนหมายมั่นปั่นมือถึงความสำเร็จในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากยานโรเวอร์ 6 ล้อที่ติดไปกับยานเทียนเวิ่น-1 สามารถลงไปวิ่งอยู่บนผิวดาวอังคารได้เมื่อไร จีนจะกลายเป็นประเทศที่ 2 ของโลกแซงหน้ารัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย ยุโรป ฯลฯ ไปตีคู่กับสหรัฐฯ ทันที เพราะทุกวันนี้มีเพียงยานโรเวอร์จากสหรัฐฯ ประเทศเดียวเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการไปหมุนล้อวิ่งอยู่บนผิวดาวอังคาร

 

ยานเทียนเวิ่น-1 ออกเดินทางจากโลกเมื่อเวลา 11.41 น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2020 ตามเวลาในประเทศไทย ผ่านระยะทางกว่า 500 ล้านกิโลเมตร ตลอดระยะเวลายาวนานถึง 7 เดือน ผ่านขั้นตอนการติดเครื่องยนต์ย่อยเพื่อปรับทิศทาง ปรับมุม และความเร็วหลายครั้ง จนในที่สุดก็เดินทางมาถึงจุดที่เสี่ยงอันตรายที่สุดด่านแรก คือการติดเครื่องยนต์นาน 14 นาที เพื่อ ‘เบรก’ หรือลดความเร็วของยานลง จนแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารสามารถจับยึดตัวยานเอาไว้ได้ ขั้นตอนนี้หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว หากไม่เลี้ยวลงไปชนดาว ก็จะปลิวหายไปในอวกาศตลอดกาล

 

ยานเทียนเวิ่น-1 เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการติดเครื่องยนต์ชะลอความเร็วเพื่อเข้าสู่วงโคจรดาวอังคาร หรือ MOI (Mars Orbit Insertion) Burn เมื่อเวลา 19.03 น. ตามเวลาในประเทศไทย ขั้นตอนทั้งหมดจะเป็นไปโดยอัตโนมัติจากการสั่งการของคอมพิวเตอร์ประจำยาน เนื่องจากดาวอังคารและโลกอยู่ไกลเกินระยะที่จะส่งสัญญาณรีโมตไปควบคุมด้วยมนุษย์ได้ แต่ยังคงติดตามตำแหน่งและพฤติกรรมของานเทียนเวิ่น-1 ได้สดๆ ผ่านทางจานสายอากาศ 20 เมตรของหอดูดาว Bochum ในประเทศเยอรมนี 

 

สัญญาณจากเทียนเวิ่น-1 ขาดหายไป (Blackout) เมื่อเวลา 19.13 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่ยานเคลื่อนไปด้านหลังดาวอังคาร ช่วงนั้นผู้ที่ติดตามผลการเดินทางของยานลำนี้แบบออนไลน์ต่างก็เกิดความกังวล แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะในที่สุดจานสายอากาศที่หอดูดาว Bochum ก็กลับมารับสัญญาณจากยานเทียนเวิ่น-1 ได้อีกครั้งเมื่อเวลา 19.48 น. ตามเวลาในประเทศไทย นั่นหมายถึงตัวยานได้หมุนรอบดาวอังคารจนพ้นแนวบังคลื่น กลับมาในตำแหน่งที่มองเห็นจากโลก จนสัญญาณเดินทางกลับมาที่จานสายอากาศในเยอรมนีได้ ในเวลาต่อมาทางสำนักข่าวจีนก็ออกมายืนยันว่า ยานเทียนเวิ่น-1 สามารถชะลอความเร็วเข้าสู่วงโคจรรอบดาวอังคารที่ความสูง 400 กิโลเมตรได้สำเร็จ สร้างความยินดีแก่ชาวจีนทั้งประเทศ

 

นับจากนี้ ยานเทียนเวิ่น-1 จะโคจรรอบดาวอังคารไปอีก 3 เดือน จนถึงวันใดวันหนึ่งที่ยังไม่ระบุแน่ชัดในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ ทางจีนจะมีคำสั่งไปที่ยานเทียนเวิ่นเพื่อให้ทำการส่งยานอีก 2 ลำที่เดินทางไปด้วย นั่นคือยานแลนเดอร์และโรเวอร์ลงไปสู่ผิวดาวอังคาร เพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับจีนต่อไป

 

วัตถุประสงค์หลักๆ ในการเดินทางไปดาวอังคารในภารกิจนี้คือ การค้นหาร่องรอยหลักฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งบนดินและใต้ดินในอดีตจวบจนปัจจุบัน, การสร้างแผนที่พื้นผิวของดาวแบบ 3 มิติ, การระบุลักษณะองค์ประกอบของดิน, การศึกษาการกระจายตัวของแหล่งน้ำและน้ำแข็ง, การตรวจสอบองค์ประกอบในชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์

 

เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ติดตั้งอยู่บนยาน ‘เทียนเวิ่น-1’ มีดังต่อไปนี้

 

ในส่วนของยานโคจร

  • กล้องถ่ายภาพความละเอียดปานกลาง Medium Resolution Camera (MRC) ครอบคลุมความละเอียดสัมพัทธ์ที่ระดับ 100 เมตร จากความสูง 400 กิโลเมตรบนวงโคจร
  • กล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง High Resolution Camera (HRC) ครอบคลุมความละเอียดสัมพัทธ์ที่ 2 เมตร จากความสูง 400 กิโลเมตรบนวงโคจร
  • เครื่องวัดค่าสนามแม่เหล็ก Mars Magnetometer (MM)
  • สเปกโตรมิเตอร์ Mars Mineralogy Spectrometer (MMS) สำหรับระบุชื่อของธาตุในองค์ประกอบของวัตถุเป้าหมาย
  • เรดาร์ Orbiter Subsurface Radar (OSR)
  • เครื่องวิเคราะห์ไอออน Mars Ion and Neutral Particle Analyzer (MINPA)
  • เครื่องวิเคราะห์อนุภาค Mars Energetic Particle Analyzer

 

ในส่วนของยานโรเวอร์

  • เรดาร์ใต้ดิน Ground-Penetrating Radar (GPR) เพื่อสร้างภาพทางธรณีวิทยาในระดับความลึกถึง 100 เมตรจากผิวดาว
  • เครื่องวัดค่าสนามแม่เหล็กบนพื้นผิวดาว Mars Surface Magnetic Field Detector (MSMFD)
  • เครื่องวัดค่าทางอุตุนิยมวิทยา Mars Meteorological Measurement Instrument (MMMI)
  • เครื่องตรวจแยกสารประกอบบนผิวดิน Mars Surface Compound Detector (MSCD)
  • กล้องถ่ายภาพ Multi-Spectrum Camera (MSC)
  • กล้อง Navigation and Topography Camera (NTC)

 

สังเกตจากชื่อของยานจะเห็นว่ามีเลข 1 ต่อท้ายอยู่ นั่นคือสัญลักษณ์ที่บอกกับเราว่า ยานลำนี้คือลำดับแรกในโครงการเท่านั้น เราจะได้เห็นยานลำต่อไปออกเดินทางไปดาวอังคารในอีกไม่กี่ปีจากนี้อย่างแน่นอน

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ยานเทียนเวิ่น-1 (天问一号) เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ เปิดทางสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้แวดวงอวกาศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานโฮปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ชาติอาหรับ https://thestandard.co/united-arab-emirates-hope-spaceship/ Wed, 10 Feb 2021 01:28:18 +0000 https://thestandard.co/?p=452556 ยานโฮป

หลังออกเดินทางจากโลกด้วยจรวด H-IIA จากฐานปล่อยโยชิโนบุใ […]

The post ยานโฮปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ชาติอาหรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยานโฮป

หลังออกเดินทางจากโลกด้วยจรวด H-IIA จากฐานปล่อยโยชิโนบุในศูนย์อวกาศทาเนกาจิมะ ทางใต้ของประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2020 ผ่านระยะทางไกลแสนไกลถึง 493.5 ล้านกิโลเมตร เป็นเวลานานถึง 7 เดือน ในที่สุดยาน ‘อัล อามัล’ ( الأمل) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งมีความหมายถึง ‘ความหวัง’ หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า ยานโฮป (Hope) ก็มาถึงจุดหมายปลายทาง นั่นคือดาวอังคาร ดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกที่สุดในระบบสุริยะ ช่วงเวลา 22.30 น. ของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2021 ตามเวลาในประเทศไทย และได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่ชาติอาหรับ โดยการเข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จในครั้งแรกที่เดินทางไปถึงโดยไม่มีความผิดพลาดใดๆ ตามหลังอินเดียที่ทำสำเร็จเป็นชาติแรกในปี 2014 

 

ยานโฮปติดเครื่องยนต์ที่มีแรงขับดัน 120 นิวตัน จำนวน 6 เครื่อง ในทิศทางย้อนกลับเป็นเวลานาน 27 นาที เผาผลาญเชื้อเพลิงไปเป็นน้ำหนักถึง 400 กก. จากปริมาณ 880 กก. หรือเกือบครึ่งถัง ในขั้นตอนที่เรียกว่า MOI หรือ Mars Orbit Insertion เพื่อลดความเร็วเดินทางของยาน จาก 76,150 กม./ชม. ลงจนเหลือ 3,600 กม./ชม. ความเร็วที่ลดลงนี้จะเป็นจุดที่ช้าลงมากพอจนแรงโน้มถ่วงของดาวอังคาร ดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กเป็นอันดับ 2 ในระบบสุริยะ สามารถ ‘จับ’ ยานโฮปเอาไปเป็นบริวารได้ ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างขั้นตอน MOI นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะเกิดโดยอัตโนมัติ ทีมควบคุมภารกิจที่ศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ดบินราชิดไม่สามารถควบคุมสั่งการยานโฮปได้เลย เนื่องจากดาวอังคารและโลกในเวลาที่ยานโฮปเดินทางไปถึงนี้มีระยะห่างกันประมาณ 11 นาทีแสง สัญญาณควบคุมต่างๆ ที่ติดต่อระหว่างกันจะเดินทางไป-กลับช้าเกินกว่าจะใช้สั่งงานแบบรีโมตได้ ขั้นตอนต่างๆ จึงต้องอาศัยระบบ AI ของคอมพิวเตอร์ประจำยานในการตัดสินใจเอง 

 

ยานโฮป

 

ขั้นตอน MOI นี้เป็นขั้นตอนที่มีความเสี่ยงสูง เพราะหากความเร็วของยานลดลงมากเกินไป ยานก็จะตกลงสู่ผิวดาวอังคาร แต่หากลดความเร็วลงไม่พอ ยานจะพุ่งเลยดาวอังคาร หายลับไปในอวกาศอันมืดมิด ขั้นตอนนี้ประเทศชั้นนำในวงการอวกาศอย่างสหรัฐฯ และโซเวียตในอดีตต่างก็ประสบความล้มเหลวมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง 

 

ทั้งนี้ ยังมีเรื่องของความเป็นไปได้ที่เครื่องยนต์ทั้ง 6 ของยานโฮปจะทำงานไม่ครบ จากการที่ต้องเดินทางผ่านอวกาศอันหนาวเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ในกรณีที่เครื่องยนต์ไม่สามารถทำงานได้ 1 ถึง 2 เครื่อง ขั้นตอน MOI จะทอดยาวออกไปถึง 42 นาที แต่หากเครื่องยนต์ไม่สามารถทำงานได้จาก 3 เครื่องขึ้นไป ยานก็จะ ‘เบรก’ ไม่อยู่ นั่นหมายถึงความเร็วของยานจะสูงเกินกว่าที่แรงโน้มถ่วงของดาวอังคารจะ ‘จับ’ เอาไว้ได้ นั่นหมายถึงเราจะสูญเสียยานโฮปไปตลอดกาล

 

แต่ในที่สุด ยานแห่งความหวังของชนชาติอาหรับลำนี้ก็ทำสำเร็จจนได้ ขั้นตอน MOI เสร็จสิ้นลงเมื่อเวลา 22.57 น. และสัญญาณยืนยันได้ส่งกลับมาถึงโลก 23.08 น. ตามเวลาในประเทศไทย สร้างความยินดีให้แก่ประชาชนชาวอาหรับที่คอยติดตามการถ่ายทอดสดในสื่อต่างๆ และส่งผลให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลายเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่มียานของตัวเองโคจรอยู่รอบดาวอังคารเวลานี้ อีก 3 ประเทศได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และอินเดีย

 

หลังผ่านขั้นตอน MOI ยานโฮปจะปรับตัวเองเข้าสู่วงโคจรที่เรียกว่า ‘Capture Orbit’ ซึ่งเป็นวงโคจรรูปวงรีเยื้องศูนย์ กล่าวคือมีจุดใกล้ที่สุดเพียง 1,000 กม. จากผิวดาวอังคาร และมีจุดไกลสุดของวงโคจรถึง 49,380 กม. ในวงโคจรรูปแบบนี้ ยานโฮป (Hope) จะใช้เวลา 40 ชั่วโมงในการโคจรรอบดาวอังคาร 1 รอบ และยานจะอยู่ในวงโคจรรูปนี้ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อปรับเครื่องมือทั้ง 3 ชิ้นบนยานให้เข้าที่ ช่วงนี้จะมีการทดสอบกล้องประจำยาน โดยจะถ่ายภาพดาวอังคารภาพแรกส่งกลับมาให้ชม โดยการติดต่อสื่อสารกับโลกจะทำผ่านทางจานสายอากาศขนาดยักษ์ที่ Deep Space Network ของนาซาในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ข้อมูลทั้งหมดทั้งขาไปและกลับจะผ่านทางช่องทางนี้

 

ยานโฮปจะอยู่ในวงโคจร ‘Capture Orbit’ ราว 3 เดือน จนช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม 2021 ทีมงาน Emirates Mars Mission ที่หอบังคับการภาคพื้นดินจะส่งคำสั่งไปให้ยานติดเครื่องยนต์เพื่อปรับวงโคจรอีกครั้ง คราวนี้ยานโฮปจะเข้าสู่วงโคจรเพื่อทำงานด้านวิทยาศาสตร์ชั้นสูงที่เรียกว่า ‘Scientific Orbit’ ซึ่งเป็นวงโคจรที่จะมีลักษณะค่อนข้างมีความรีน้อยกว่าวงโคจรแบบ ‘Capture Orbit’ กล่าวคือ มีจุดใกล้และไกลดาวอังคารที่ 22,000 กม. และ 43,000 กม.ตามลำดับ  

 

ในวงโคจรรูปแบบนี้ ยานโฮปจะโคจรรอบดาวอังคารครบ 1 รอบในทุก 55 ชั่วโมง เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ 3 ชิ้นที่ติดตั้งไปกับยาน จะสร้างภาพเหมือนของบรรยากาศดาวอังคารที่สมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก อุปกรณ์เฉพาะทางจะรวบรวมจุดข้อมูลที่แตกต่างกันในชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร เพื่อวัดหาความเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของวัน (ดาวอังคารมี 1 วันยาวประมาณ 24 ชั่วโมงคล้ายโลกของเรา) ข้อมูลนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทราบถึงพลวัตของสภาพภูมิอากาศ และสภาพอากาศในแต่ละระดับความสูงของชั้นบรรยากาศดาว สุดท้ายก็จะทำให้เราทราบว่าพลังงานและอนุภาคต่างๆ เช่นออกซิเจนและไฮโดรเจน เคลื่อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศได้อย่างไร และอนุภาคสำคัญพวกนี้เกิดการหลุดหายไปจากดาวอังคารได้อย่างไรในอดีต จนทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวเบาบางเช่นทุกวันนี้

 

เครื่องมือหลักทั้ง 3 ที่ติดตั้งอยู่บนยานโฮป เป็นผลงานการพัฒนาของศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ดบินราชิดร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ เพื่อให้ยานโฮปมีความสมบูรณ์แบบจนสามารถเป็น ‘ดาวเทียมพยากรณ์อากาศดวงแรกของดาวอังคาร’ นับไปจากนี้ เครื่องมือทั้ง 3 มีรายละเอียดดังนี้

 

เครื่องมือตัวแรกคือเครื่องวัดสเปกโตรมิเตอร์อินฟราเรด EMIRS พัฒนาโดยมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนา ทำหน้าที่ตรวจสอบและระบุลักษณะการกระจายตัวของน้ำแข็ง ไอน้ำ และฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร ลอดจนสังเกตรูปแบบความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เครื่อง EMIRS นี้มีกระจกหมุนที่มีความละเอียดเชิงพื้นที่ 300 กม. สามารถสแกนทั่วพื้นผิวดาวอังคารได้ 60 ครั้งต่อสัปดาห์

 

เครื่องมือตัวที่สองคือ Emirates eXploration Imager หรือ EXI พัฒนาโดยห้องปฏิบัติการฟิสิกส์บรรยากาศและอวกาศของมหาวิทยาลัยโคโลราโด ประกอบด้วยกล้องหลายแบนด์ที่สามารถถ่ายภาพพื้นผิวดาวอังคารที่ความละเอียดสูงที่อัตรา 180 เฟรมต่อวินาที มีฟิลเตอร์แบนด์พาสแบบแยก 6 ตัวสำหรับการถ่ายภาพสเปกตรัม (อัลตราไวโอเลต 3 ตัว และแถบ RGB อีก 3 ตัว) และยังสามารถวัดหาคุณสมบัติของน้ำแข็ง น้ำ และโอโซนในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารอีกด้วย

 

เครื่องมือตัวที่สามคือ Emirates Mars Ultraviolet Spectrometer หรือ EMUS พัฒนาโดยศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ดบินราชิด เครื่องมือตัวนี้จะตรวจสอบก๊าซในช่วงความยาวคลื่น 100-170 นาโนเมตร เพื่อวัดอัตราที่ก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจนหนีหายออกไปจากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารอย่างแม่นยำ 

 

ยานโฮปจะมีอายุการทำงานอย่างน้อย 1 ปีดาวอังคาร ซึ่งนานเท่ากับราว 2 ปีบนโลก ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อถึงเวลา หากยานยังมีสภาพดีพอใช้งานได้ ก็จะมีการต่ออายุการใช้งานไปเรื่อยๆ และอาจมีการสั่งให้ยานโฮปใช้เครื่องมือที่ติดตั้งไปทั้ง 3 ตัวในการทำงานทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นเพิ่มเติมในช่วงเวลาที่มีการต่ออายุออกไป

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ยานโฮปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้ชาติอาหรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของ SpaceX Crew Dragon กับอนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่ https://thestandard.co/spacex-crew-dragon/ Mon, 16 Nov 2020 10:14:57 +0000 https://thestandard.co/?p=421547 เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของ SpaceX Crew Dragon กับอนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่

หลังการสิ้นสุด​ของโครงการกระสวย​อวกาศ​​ในเดือน​กรกฎาคม​ […]

The post เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของ SpaceX Crew Dragon กับอนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของ SpaceX Crew Dragon กับอนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่

หลังการสิ้นสุด​ของโครงการกระสวย​อวกาศ​​ในเดือน​กรกฎาคม​ 2554 เป็นต้นมา นับเป็นเวลานานกว่า 9 ปีที่ทางองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ NASA ของสหรัฐ​ฯ จำเป็น​ต้อง​อาศัยการซื้อที่นั่งในยานโซยูซของรัสเซียในการส่งทีมนักบินอวกาศ​ของตนสู่สถานี​อวกาศ​นานาชาติอย่างไม่มีทางเลือก​ จวบจนกระทั่ง​เช้านี้ วันเวลาที่ต้องพึ่งพา​ชาติคู่แข่งก็สิ้นสุดลง

 

จรวด Falcon​ 9 ของ SpaceX นำยานลูกเรือดรากอน (Crew Dragon) พร้อมนักบินอวกาศ​จำนวน 4 นายในเที่ยวบินปฐมฤกษ์​ Crew-1 พุ่งทะยานจากฐานปล่อย​หมายเลข​ LC-39A​ ศูนย์​อวกาศ​เคน​เนดี​ รัฐ​ฟลอริดา​ 07.27 น. ตามเวลาในประเทศไทย ​ขึ้นสู่วงโคจรตามกำห​นด​เวลา

 

ยานลูกเรือดรากอนลำนี้ มีชื่อเรียกเฉพาะ​ที่ตั้งขึ้นตามธรรมเนียมจากการโหวดของทีมลูกเรือว่า “Resilience” เป็นผลงานทางเทคโนโลยี​ล่าสุดของบริษัท SpaceX ที่เข้ามารับช่วงการรับส่งนักบินอวกาศ​อเมริกัน​ไปและกลับจากสถานีอวกาศจาก NASA ​ในราคาต่อที่นั่งที่ถูกกว่ายานโซยูซ​ค่อนข้างมาก นั่นคือเพียง 55 ล้านดอลลาร์​สหรัฐ​ต่อที่นั่ง เทียบกับ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ​ต่อที่นั่งของฝั่งรัสเซีย​ และที่สำคัญคือได้การออกเดินทางไปและกลับจากแผ่นดินตนเอง ทำให้ประหยัดเวลา และยังสามารถรักษาข้อมูลข่าวสาร​ที่อาจเป็นความลับของฝั่งตนได้ด้วย

 

ตามแผนการเดินทางครั้งนี้ หากไม่มีข้อผิดพลาด​ใดๆ ยาน “Resilience” จะไปถึงสถานีอวกาศ​นานาชาติ​ราว 11.00 น. ของวันที่ 17 พฤศจิกายน ​ตามเวลา​ใน​ประเทศไทย​ เพื่อเข้าเทียบท่า (Docking)​ ที่จุดต่อเชื่อม Harmony Forward ของสถานี​อวกาศ​ จากนั้นนักบินอวกาศ​ทั้ง 4 นาย ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกทีมหลังของคณะสำร​วจ​ที่ 64 (Expedition 64) ก็จะเข้าไปสมทบกับสมาชิกทีมแรกของคณะนี้อีก 3 นาย ที่เวลานี้ประจำการอยู่ก่อนแล้วบนสถานี​

 

เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของ SpaceX Crew Dragon กับอนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่

 

นักบินอวกาศ​ทั้ง 4 นายที่เดินทางไปกับยานในเที่ยวบินปฐมฤกษ์​นี้ได้แก่ ไมเคิล เอส ฮอปกินส์ (Michael S. Hopkins) จาก NASA ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการเที่ยวบินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจอีก 3 นาย คือ วิกเตอร์ เจ. โกลเวอร์​ (Victor J. Glover) และแชนนอน วอล์กเกอร์ (Shannon Walker) รวมทั้ง​ โซอิชิ โนกูชิ (野口 聡一) จากองค์การอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) 

 

นักบินอวกาศทั้ง 4 นายจะอยู่ประจำการจนถึงเดือนพฤษภา​คม 2564 โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งเดือน นักบินอวกาศชาวรัสเซีย​ 3 นายจากทีมแรกของคณะ​สำรวจที่ 65 จะเดินทางด้วยยานโซยูซ เอ็มเอส-18 ขึ้นมาสมทบ จากนั้นนักบินอวกาศ​ 3 นายเดิมจากทีมแรกของคณะ​สำรวจที่ 64 ก็จะเดินทางกลับโลก โดยจะมอบให้ทีมของฮอปกินส์ ซึ่งเป็นทีมหลังของคณะ​สำรวจที่ 64 รับช่วงเป็นผู้นำภารกิจต่อไป

 

เที่ยวบินปฐมฤกษ์​ Crew-1 นี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ NASA ในภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่ และนับเป็นครั้งแรกที่นักบินอวกาศ​สหรัฐ​ฯ เดินทางไปกับยานอวกาศ​ของ​บริษัทเอกชนอย่างเป็นทางการ​ นอกจาก Space​X แล้ว ทาง NASA ยังทำสัญญา​กับบริษัท Boeing ด้วย เพื่อให้เกิดการแข่งขันกันทั้งด้านราคาและคุณภาพ โดยในระหว่างนี้ ยานสตาร์​ไล​เนอร์​ของโบอิ้งยังไม่ผ่านการทดสอบครบทุกขั้นตอน ยานลูกเรือดรากอนของ SpaceX จึงได้ชื่อเป็นเที่ยวบินแรกนำหน้าไปก่อน

 

ไม่เพียงแต่ชาวอเมริกัน​ที่ตื่นเต้นกับการที่ยานอวกาศ​ได้กลับมาออกเดินทาง​จากแผ่นดินแม่อีกครั้ง ชาวไทยเราเองก็ได้คว้าโอกาสสำคัญครั้งประวัติศาสตร์​นี้ไว้ด้วย ในโครงการ Asian Herb in Space (AHiS) นั่นคือการส่งต้นโหระพาและราชพฤกษ์ไปกับยานดรากอนเที่ยวบิน Crew-1 นี้ด้วย

 

 

โครงการ AHiS นี้เป็นผลงานของ Kibo Utilization initiative (Kibo-ABC) ภายใต้การดูแล​ของ JAXA ที่มีแนวคิดที่จะทดลองส่งพืชสมุนไพรของประเทศ​ต่างๆ ในเอเชียขึ้นไปปลูกให้เติบโต​ในสภาพ​แรงโน้มถ่วง​ต่ำ และทาง สวทช. ของไทยร่วมกับ ม.มหิดล ก็เป็นหนึ่งในผู้รับเลือกในโครงการนี้

 

ทางหน่วยงานร่วมได้เลือกต้นโหระพาซึ่งเป็นพืชที่คนไทยรู้จักกันดีมาเป็นพืชที่จะใช้ในการทดลองครั้งนี้ โดยมีชุดทดลองจากแหล่งที่มาเดียวกัน แจกจ่ายไปยังโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยต่างๆ​ ที่สนใจไปพร้อมกันด้วย เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโต​ของโหระพาที่มีอายุเท่ากันในสภาพแวดล้อม​ที่แตกต่าง​กัน คือบนโลกและบนอวกาศ​ ถือเป็นการทดลองที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ​เกี่ยวกับการมองหาแหล่งอาหารสำหรับ​โครงการ​อวกาศ​ในอนาคต​

 

นอกจากนี้ยังมีการส่งเมล็ดพันธุ์ราชพฤกษ์ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติของไทย​ขึ้นไปกับยานดรากอนในเที่ยวบิน Crew-1 นี้ด้วย ​ซึ่งคล้ายกับธรรมเนียมปฏิบัติที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยยานอพอลโล ​ที่ทาง NASA จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์​ต้นไม้ใหญ่จากอวกาศไปปลูกตามโรงเรียน​และ​มหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐ​ฯ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทางหน่วยงานร่วมมีแผนที่จะแจกจ่าย “เมล็ดพันธุ์ราชพฤกษ์อวกาศ” นี้ไปปลูกตามสถานที่ต่างๆ ในประเทศไทย​ ​เพื่อเป็นการสร้างความตื่นตัวให้แก่เยาวชน นักวิจัย และสาธารณชน เกี่ยวกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ใครจะรู้ว่าในอนาคต ประเทศไทยของ​เราอาจมีบุคลากร​ที่ทรงคุณค่า​ทางด้านอวกาศ​เกิดขึ้นมากมายจากแรงบันดาลใจ​ครั้งนี้​ก็ได้​

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง: 

The post เที่ยวบินประวัติศาสตร์ของ SpaceX Crew Dragon กับอนาคตของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบครั้งใหม่ของกล้องโทรทรรศน์​ลอยฟ้าโซเฟีย หมุดหมายใหม่ในการสำรวจอวกาศ https://thestandard.co/sofia-discovered-water-on-the-moon/ Tue, 27 Oct 2020 03:10:00 +0000 https://thestandard.co/?p=412908 น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบครั้งใหม่ของกล้องโทรทรรศน์​ลอยฟ้าโซเฟีย หมุดหมายใหม่ในการสำรวจอวกาศ

กล้องโทรทรรศน์อินฟราเรด​ในชั้น​บรรยากาศ​สตราโทสเฟียร์​ […]

The post น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบครั้งใหม่ของกล้องโทรทรรศน์​ลอยฟ้าโซเฟีย หมุดหมายใหม่ในการสำรวจอวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบครั้งใหม่ของกล้องโทรทรรศน์​ลอยฟ้าโซเฟีย หมุดหมายใหม่ในการสำรวจอวกาศ

กล้องโทรทรรศน์อินฟราเรด​ในชั้น​บรรยากาศ​สตราโทสเฟียร์​ หรือกล้องโซเฟีย (Stratospheric Observatory for Infrared Astronomy: SOFIA) ยืนยันเป็นครั้งแรก​ว่าพบน้ำกระจายไปทั่วพื้นผิวของดวงจันทร์​ ไม่เว้นแม้แต่จุดที่แสงแดดส่องถึง

 

สิ่งที่กล้องโซเฟียพบคือโมเลกุล​ของน้ำ (H₂O)ในหลุมอุกกาบาต​ Clavius หนึ่งในหลุมอุกกาบาต​ขนาดใหญ่​ที่สุดด้านซีกใต้ของดวงจันทร์​ฝั่งที่มองเห็น​ได้จากโลก ใน​ระดับ​ความเข้มข้น​ 100-412 ส่วนในล้านส่วน หรือเทียบเท่ากับน้ำดื่มขวดเล็กขนาด 0.35 ลิตรในปริมาตร​ดิน 1 ลูกบาศก์​เมตร​ ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะเมื่อนำไป​เทียบกับ​น้ำที่พบในทะเลทราย​ซาฮาราที่แสนแห้งแล้งก็ยังมากกว่านี้เป็น 100 เท่า

 

ทีมงานที่นำโดย คาเซย์ ฮอนนิบอล จากศูนย์การบินอวกาศ Goddard ของ NASA ในรัฐแมริแลนด์ อธิบายว่าสิ่งที่กล้องโซเฟียส่องพบนี้เป็นโมเลกุล​ของน้ำ (H₂O) ที่แทรกตัวอยู่ในก้อนฝุ่นดิน ไม่ใช่น้ำในรูปแบบน้ำแข็งหรือน้ำที่เป็นของเหลว การที่โมเลกุลของน้ำปรากฏในลักษณะ​นี้ทำให้มันสามารถคงอยู่ได้แทบทุกพื้นที่บนดวงจันทร์ แม้จะหันหาแสงอาทิตย์​ที่ร้อนแรงจนอุณหภูมิ​ขึ้นสูงนับร้อยองศาเซลเซียส ​หรือหันออกจากดวงอาทิตย์​จนอุณหภูมิ​ลดต่ำกว่า​ร้อยองศาเซลเซียส​ก็ตาม (ทุกด้านของดวงจันทร์จะหันหาดวงอาทิตย์เสมอ รอบละประมาณ 13.65 วันของโลก)​

 

อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้หลายปีก็เคยมีการค้นพบโมเลกุลไฮดรอกซิล (OH) กระจายอยู่ตามผิวดวงจันทร์​มาก่อน ทั้งจากผลสำรวจของยาน LRO ทั้งผลสำรวจของโครงการจันทรายาน-1 ของอินเดีย และจากยานสำรวจลำอื่น แต่ก็ยังไม่อาจแยกความแตกต่างของโมเลกุล​ไฮดรอกซิล (OH) และโมเลกุล​น้ำ (H₂O) ออกจากกันได้ จวบจนครั้งนี้ ด้วยคุณสมบัติ​พิเศษ​ของกล้องโทรทรรศน์​โซเฟียที่สามารถรับความยาวคลื่นเฉพาะของโมเลกุลของน้ำที่ 6.1 ไมครอน จึงถือเป็นครั้งแรกที่มียืนยันการพบ​โมเลกุล​น้ำ (H₂O) จริงแยกต่างหากจากโมเลกุล​ของไฮดรอกซิล (OH) บนผิวดวงจันทร์​

 

โมเลกุลน้ำที่พบนี้น่าจะมีที่มาจากการเข้าชนของดาวเคราะห์​น้อย​จำนวนมากหลังดวงจันทร์​เริ่มเย็นตัวลงหลังการก่อตัวขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อน อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นโมเลกุลน้ำที่ติดมากับชิ้นส่วนของดาวหางดวงต่างๆ ที่ตกลงสู่ผิว​ดวงจันทร์​ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

อีกทางที่เป็นไปได้ของโมเลกุล​น้ำที่พบนี้คือกระบวนการสองขั้นตอนที่เกิดโดยที่ลมสุริยะของดวงอาทิตย์ส่งอนุภาค​ไฮโดรเจนสู่ผิวดวงจันทร์ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีกับแร่ธาตุที่มีออกซิเจนในดิน เกิดเป็นสารประกอบ​ไฮดรอกซิล ในขณะเดียวกันด้วยอิทธิพล​จากการเข้าชนของสะเก็ด​ดาวขนาดเล็กก็สามารถเปลี่ยนไฮดรอกซิล OH นั้นให้เป็นน้ำ (H₂O) ได้

 

ในเวลาเดียวกัน​นี้ ทีมนักดาราศาสตร์​อีกทีมหนึ่งก็พบว่ามีเงามืดถาวรขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ทั่วผิวดวงจันทร์ ​คำนวณพื้นที่​รวมได้ราว 40,000 ตารางกิโลเมตร​ เงามืดถาวรเหล่านี้อาจเป็นที่ฝังตัวของน้ำในรูปน้ำแข็งที่มีอายุนับพันล้านปี ถือเป็นแหล่งน้ำอีกแหล่งที่น่าสนใจ

 

น้ำที่พบทั่วไปบนผิวดวงจันทร์​นี้ส่งผลดีต่อโครงการอาทีมิส (โครงการนำมนุษย์​กลับสู่ดวงจันทร์​ในปี 2024 ของ NASA)​ จากที่เคยคิดกันว่าจะพบน้ำได้เฉพาะ​บริเวณก้นหลุมอุกกาบาต​ที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์เท่านั้น มาบัดนี้การพบน้ำกระจายอยู่​ทั่วทุกที่จึงถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะการลงจอดที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์​อาจลำบากและสิ้นเปลืองกว่า แต่ก็แลกมากับแหล่งน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่าที่ก้นหลุมอุกกาบาตที่อาจคุ้มค่ากว่าการต้องมาหาวิธีแปลงน้ำจำนวนน้อยที่กระจายเป็นวงกว้างมาใช้งาน แต่อย่างไรก็ตาม การพบโมเลกุลน้ำที่มีอยู่ทั่วไปบนผิว​ดวงจันทร์​ก็นำไปสู่การตั้งหมุดหมายในการศึกษา​ด้านอื่นเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก

 

การพบโมเลกุล​น้ำของกล้องโซเฟียครั้งนี้เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม​ 2018 ระหว่างที่ทีมงานทดลองปรับกล้องโทรทรรศน์​ลอยฟ้าที่ปกติจะใช้ส่องหากาแล็กซี​ หลุมดำ และเทหวัตถุ​อื่นในระยะห่างไกล ให้หันมาลองส่องดวงจันทร์​ที่อยู่ใกล้และมีความสว่างสูง เมื่อเกิดมีการพบโมเลกุล​น้ำขึ้นมาดังนี้แล้ว ทีมงานก็วางแผนเตรียมส่งกล้องโซเฟียขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกหลายครั้งเพื่อถ่ายภาพยืนยันในแง่มุมอื่นให้ได้ข้อมูล​ที่มากและชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจจะมีการบรรจุเรื่องนี้เพิ่มเข้าไปในภารกิจของยานโรเวอร์​ ‘ไวเปอร์’ (Volatiles Investigating Polar Exploration Rover: VIPER) ของ NASA เพื่อสร้างแผนที่แหล่งน้ำบนดวงจันทร์สำหรับการสำรวจอวกาศของมนุษย์ในอนาคต

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบครั้งใหม่ของกล้องโทรทรรศน์​ลอยฟ้าโซเฟีย หมุดหมายใหม่ในการสำรวจอวกาศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช้างป่าล้มตายกว่า 300 ตัว วาฬเกยตื้นเกือบ 500 ตัว โศกนาฏกรรมทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ https://thestandard.co/natural-tragedy/ Fri, 25 Sep 2020 12:07:21 +0000 https://thestandard.co/?p=401137

ท่ามกลางวิกฤตโรคร้ายโควิด-19 ที่ได้คร่าชีวิตมนุษย์จำนวน […]

The post ช้างป่าล้มตายกว่า 300 ตัว วาฬเกยตื้นเกือบ 500 ตัว โศกนาฏกรรมทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางวิกฤตโรคร้ายโควิด-19 ที่ได้คร่าชีวิตมนุษย์จำนวนมากในปีนี้ โลกยังต้องพบกับความสูญเสียซ้ำเติมเข้าไปอีก เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่อีก 2 สายพันธุ์ นั่นคือช้างแอฟริกาและวาฬนำร่อง ต้องล้มตายลงอย่างน่าเสียดายหลายร้อยชีวิต

 

โศกนาฏกรรมของสัตว์ใหญ่ทั้งสอง เริ่มจากช่วงกลางปีที่ผ่านมา เมื่อสำนักงานกู้ภัยอุทยานแห่งชาติของสาธารณรัฐบอตสวานา ระบุว่าได้พบซากช้างป่าตายเกลื่อนหลายร้อยตัวในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอคาวังโก ซึ่งถือเป็นโอเอซิสที่อุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดกลางทะเลทรายคาลาฮารีของทวีปแอฟริกาใต้

 

เจ้าหน้าที่ขององค์กรเนชันแนลพาร์ก จากประเทศอังกฤษที่เข้ามาช่วยสำรวจ รายงานว่า พบซากช้าง 169 ตัวแรก ระหว่างการสำรวจทางอากาศในบริเวณโอเอซิส จากนั้นก็พบช้างตายรวมโขลงกันอีก 25 ตัวตรงเขตรอยต่อกับประเทศซิมบับเว เมื่อนำไปรวมยอดกับจำนวนช้างที่ตายในลักษณะเดียวกันนับจากเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว จะนับได้ทั้งสิ้นถึง 330 ตัว

 

ช้างทุกตัวที่ล้มตายล้วนตายใกล้แหล่งน้ำ และทุกตัวยังมีงาอยู่ครบ (ช้างแอฟริกามีงาทั้งตัวผู้ตัวเมีย) แสดงว่าไม่ได้เกิดจากการล่าของพรานเถื่อน 

 

เบาะแสสำคัญคือ พวกมันทิ้งรอยเท้าที่เดินเป็นวงกลมก่อนล้มลงขาดใจตาย เป็นไปได้ว่าพวกมันมีอาการทางระบบประสาทที่ทำให้พวกมันเจ็บปวด และที่แปลกคือไม่มีนกแร้งแม้แต่ตัวเดียวมาจิกกินซากศพช้างเหล่านี้

 

 

เมื่อเป็นดังนี้ จึงมีการร่วมกันหาสาเหตุการตายของช้างป่าจำนวนมากนี้ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติอยู่นานหลายเดือน จากความกังวลในช่วงแรกว่าอาจมีสาเหตุมาจากโรคระบาดใหม่ที่เราไม่รู้จักและอาจแพร่สู่มนุษย์ แต่สุดท้ายปริศนาก็เริ่มคลี่คลายเมื่อได้ผลการชันสูตรซากช้างจากห้องปฏิบัติการหลายแห่งว่า ช้างเหล่านี้ล้มตายลงเพราะได้รับสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท หรือนิวโรทอกซิน ที่เกิดจาก ‘ไซยาโนแบคทีเรีย’

 

ไซยาโนแบคทีเรีย คือสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวหลากหลายสายพันธุ์ที่พบได้ในแหล่งน้ำนิ่งทั่วโลก เมื่อคนหรือสัตว์รับเข้าสู่ร่างกายก็จะได้รับพิษจากแบคทีเรียชนิดนี้ ที่บางสายพันธุ์อาจแค่ทำให้เจ็บป่วย แต่พิษจากบางสายพันธุ์ก็รุนแรงถึงตาย โดยผลที่ส่งต่อระบบประสาทของนิวโรทอกซิน คือสาเหตุที่พบรอยเท้าช้างแสดงอาการเดินเป็นวงกลมก่อนสิ้นใจ 

 

คำตอบนี้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ช้างป่าหลายร้อยตัวนี้ล้มตาย นั่นคือเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แหล่งน้ำต่างๆ ในแอฟริกามีน้ำอุดมสมบูรณ์ และการตายจะลดลงหลังจากนั้น เมื่อน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เหือดแห้งลง

 

 

แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์ก็ยังต้องทำงานทางห้องปฏิบัติการต่อไป เพื่อตอบคำถามที่ยังค้างคาอยู่ว่า ทำไมจึงมีแต่ช้างเท่านั้นที่ตายจากไซยาโนแบคทีเรียในแหล่งน้ำที่ว่านี้ ทั้งที่มีสัตว์อื่นมากินน้ำในแหล่งน้ำเดียวกัน 

 

ปกติแล้วสาหร่ายพิษชนิดนี้มักจะเจริญเติบโตบริเวณโดยรอบขอบของบ่อหรือหนองบึง ซึ่งเป็นจุดที่สัตว์ต่างๆ จะมากินน้ำ แตกต่างจากช้าง ที่มักจะมีพฤติกรรมที่ชอบกินน้ำตรงกลางแหล่งน้ำมากกว่า รวมทั้งยังมีคำถามว่าทำไมไม่พบช้างตายปริศนาแบบนี้ในพื้นที่อื่นของแอฟริกา ทำไมต้องเป็นบริเวณโอเอซิสนี้เท่านั้น เมื่อเป็นดังนี้อาจมีสาเหตุแอบแฝงอื่นที่ต้องคลี่คลาย แต่ที่สามารถสรุปได้อีกประการคือการขยายตัวของไซยาโนแบคทีเรียที่ชอบความอุ่นของแหล่งน้ำน่าจะมีสาเหตุมาจากปัญหาโลกร้อน ที่ทำให้แหล่งน้ำนิ่งตามที่ต่างๆ มีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่ายุคก่อน

 

ถัดจากช้างในแอฟริกาก็มาถึงอีกหนึ่งหายนะของนักอนุรักษ์ธรรมชาติที่เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบฝูงวาฬนำร่องครีบยาวราว 460 ตัว เข้ามาเกยตื้นที่หาดทรายในน่านน้ำแม็กควารี เฮดส์ (Macquarie Heads) รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

 

 

ทีมกู้ภัยจำนวนมากถูกระดมลงพื้นที่เพื่อช่วยชีวิตวาฬเหล่านี้ตลอดเวลา 2 วัน จนเมื่อวันพุธก็นับจำนวนวาฬที่ช่วยเอาไว้ได้ 50 ตัว แต่ก็ยังคงมีวาฬนำร่องที่ตายลงเป็นจำนวนมากถึง 380 ตัว ถือเป็นการเกยตื้นตายครั้งเลวร้ายที่สุดของออสเตรเลีย ทำลายสถิติการเกยตื้น 320 ตัวในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเมื่อปี 1996

 

ในวันพุธยังมีรายงานจากเจ้าหน้าที่ทางการรัฐแทสเมเนียว่ายังมีวาฬที่ยังมีโอกาสรอดอีก 30 ตัว เจ้าหน้าที่ราว 60 นาย ได้ใช้สลิงและอุปกรณ์อื่นในการดึงวาฬออกจากหาดทรายลงสู่ทะเล เพื่อที่จะให้มันจมลงในน้ำทั้งตัวจนน้ำทะเลสามารถพยุงน้ำหนักตัวของมันจากการกดทับอวัยวะภายใน หลังจากนั้น วาฬที่อาการดีขึ้นก็จะถูกนำทางให้ว่ายน้ำออกไปในเขตน้ำลึกกว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายยังคงสู้ไม่ถอย ความพยายามในการช่วยชีวิตวาฬเกยตื้นครั้งใหญ่นี้ยังดำเนินต่อไปไม่หยุด หนึ่งในคณะเจ้าหน้าที่กล่าวว่าเราจะทำไปเรื่อยๆ “ตราบเท่าที่มีวาฬที่ยังมีชีวิตอยู่”

 

 

ความยากลำบากของการช่วยวาฬเกยตื้นก็คือ หลังพวกมันรอดตายลงน้ำลึกแล้ว บางตัวก็ยังพยายามแหวกว่ายกลับมาเพื่อเกยตื้นอีก

 

เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งก็เริ่มขจัดซากของวาฬตามชายหาดที่ตายลงก่อนหน้านี้ วาฬนำร่องครีบยาวนั้นมีความยาวจากหัวถึงหางเกือบ 7 เมตร และหนักถึง 3 ตัน จึงถือเป็นความลำบากของเจ้าหน้าที่ทั้งการพยายามเคลื่อนย้ายตัวมันลงน้ำเพื่อช่วยชีวิต และการขจัดซากขนาดใหญ่ของพวกมันเมื่อตายลง

 

ส่วนสาเหตุของวาฬเกยตื้นไม่ว่าครั้งใดในโลกยังคงเป็นเรื่องลึกลับตลอดมา มีข้อสันนิษฐานหลายข้อตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลกที่ส่งผลต่อการระบุทิศของมัน หรือการติดเชื้อบางชนิดในสมอง แม้กระทั่งการว่ายตามฝูงปลาที่เป็นอาหารของมันจนสับสนกับทัศนียภาพแถวชายฝั่ง จากการที่คลื่นโซนาร์ของวาฬไม่สามารถตรวจจับแนวชายฝั่งในน้ำตื้นได้  

 

วาฬนำร่องมักเป็นวาฬที่เกยตื้นบ่อย จากลักษณะความใกล้ชิดในฝูง จนความผิดพลาดของวาฬที่เป็นจ่าฝูงอาจพาให้พวกมันทั้งหมดต้องพบจุดจบ

 

ทั้งสองเหตุการณ์ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ พวกเราเหล่ามนุษย์ที่มีมันสมองฉลาดกว่าสัตว์ใดๆ บนโลกอาจต้องเป็นผู้รับภาระในการลงมือแก้ไขปัญหาให้กับสัตว์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เหล่านี้ ที่แม้มีร่างกายใหญ่โตปานใดอย่างช้างกับวาฬ ก็ยังไม่อาจรอดพ้น ‘กับดัก’ คร่าชีวิตที่ธรรมชาติได้วางเอาไว้  

 

ที่สำคัญคือปัญหาโลกร้อนจากน้ำมือของเราที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ไม่ให้ไปเพิ่มปัจจัยในการสร้างความผิดเพี้ยนให้ธรรมชาติต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ช้างป่าล้มตายกว่า 300 ตัว วาฬเกยตื้นเกือบ 500 ตัว โศกนาฏกรรมทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การพบโมเลกุล ‘ฟอสฟีน’ ในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์ กุญแจดอกแรกสู่การไขคำตอบสิ่งมีชีวิตบน ‘ดาวฝาแฝดโลก’ https://thestandard.co/found-phosphine-molecule/ Tue, 15 Sep 2020 06:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=396872

  ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย​คาร์ดิฟฟ์ในสหราชอ […]

The post การพบโมเลกุล ‘ฟอสฟีน’ ในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์ กุญแจดอกแรกสู่การไขคำตอบสิ่งมีชีวิตบน ‘ดาวฝาแฝดโลก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย​คาร์ดิฟฟ์ในสหราชอาณาจักร ประกาศ​การค้นพบโมเลกุลของสารประกอบ ‘ฟอสฟีน’ ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์​ ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกเราที่สุด และมีขนาดรวมถึงแรงโน้มถ่วงที่ใกล้เคียงโลกเราจนถูกขนานนามว่าเป็นดาวฝาแฝด แต่กลับถูกมองข้ามตลอดมาในโครงการสำรวจอวกาศ

 

ทำไมที่ผ่านมาเราไม่เคยเน้นไปสำรวจหาร่องรอยชีวิตบนดาวศุกร์

สาเหตุหลักที่ดาวศุกร์ถูกทอดทิ้งคือสภาพแวดล้อมที่เรียกได้ว่าเป็น ‘นรก’ ดีๆ นี่เอง ดาวศุกร์มีสภาพเรือนกระจกแบบสุดขั้ว เก็บกักความร้อนจากแสงอาทิตย์จนอุณหภูมิบนผิวดาวสูงกว่า 465 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าร้อนที่สุดในระบบสุริยะ แม้อยู่ห่างดวงอาทิตย์มากกว่าดาวพุธ ร้อนจนถึงขั้นตะกั่วละลาย ซ้ำยังมีความกดอากาศที่ผิวดาวสูงถึง 93 hPa เทียบเท่าความกดดันใต้ทะเลลึกกว่า 900 เมตร พูดง่ายๆ ว่าถ้าเอาเรือดำน้ำชั้น Seawolf ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ไปจอดบนผิวดาวศุกร์ เรือดำน้ำจะถูกความกดอากาศบดขยี้จนเป็นเศษเหล็กทันที (Seawolf ถูกออกแบบให้ทนความกดอากาศสูงสุดได้เพียง 730 ใต้ทะเล) นอกจากนี้องค์ประกอบของบรรยากาศดาวศุกร์ยังเต็มไปด้วยกรดซัลฟิวริกเข้มข้นที่พร้อมจะกัดกร่อนทุกสรรพสิ่งที่ล่วงล้ำเข้าไปอีกด้วย

 

แต่ดาวศุกร์ก็ยังมีบริเวณที่ ‘พออยู่ได้’

คำว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’ ใช้ได้ทุกที่ สูงจากพื้นผิวดาวศุกร์ขึ้นไป 50 กิโลเมตร แต่ไม่เกิน 65 กิโลเมตร คือบริเวณที่เรียกได้ว่าคล้ายโลกเรามากที่สุดในระบบสุริยะ เอาชนะดาวอังคาร เป้าหมายการตั้งถิ่นฐานในอนาคตได้อย่างสบาย บริเวณความสูงที่ว่านี้ ความกดอากาศของดาวศุกร์จะลดต่ำลงมาอยู่ที่ 1 hPa นั่นคือเท่ากับความกดอากาศที่ระดับน้ำทะเลบนโลกเราพอดี แถมอุณหภูมิก็ลดต่ำลงมาอยู่ที่ 30 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป แต่ข้อเสียคืออากาศยังไม่เหมาะจะใช้หายใจ แม้เคยมีรายงานว่าพบการแตกตัวของ CO₂ ออกเป็นโมเลกุลของออกซิเจนหรือ O₂ อยู่ชั่วขณะ ซึ่งก็ไม่นานพอและไม่มากพอจะใช้ประโยชน์ได้ และยังมีสารประกอบของกรดต่างๆ ผสมอยู่

 

ใครค้นพบอะไร

ในขณะที่นักดาราศาสตร์ส่วนมากสนใจแต่การค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี ดวงจันทร์เอนเซลาดัสและไททันของดาวเสาร์ แต่ เจน กรีฟส์ (Jane Greaves) และทีมงานกลับมุ่งไปหาดาวศุกร์ จากเบาะแสที่เคยมีงานวิจัยว่าบางส่วนของชั้นบรรยากาศดาวศุกร์สามารถดูดซับแสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ได้มากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นความผิดปกติที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมติฐานว่าอาจเป็นผลงานของจุลินทรีย์ในอากาศ ทีมงานของกรีฟส์ใช้วิธีง่ายๆ นั่นคือสังเกตสเปกตรัมหรือสีของโมเลกุลเป้าหมายเปล่งแสงออกมา ซึ่งจะบ่งบอกชัดเจนว่าเป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง

 

กรีฟส์เริ่มสังเกตสเปกตรัมของสารประกอบบนชั้นเมฆของดาวศุกร์ ณ บริเวณที่กล่าวถึงข้างต้นว่ามีอุณหภูมิและความดันคล้ายโลก นั่นคือที่ความสูง 50 กิโลเมตรจากผิวดาว โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ James Clerk Maxwell ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา Mauna Kea ในฮาวาย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2017 และพบความแปลกใจระคนตื่นเต้นที่ได้ตรวจพบองค์ประกอบของ ‘ฟอสฟีน’ (Phosphine) สารประกอบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะพบบนดาวศุกร์เป็นอย่างยิ่ง 

 

ที่สำคัญคือปริมาณของฟอสฟีนที่พบนั้นคำนวณออกมาได้ถึง 20 ppb (ส่วนในพันล้านส่วน) นั่นยิ่งทำให้กรีฟส์ต้องหาทางยืนยันว่าสิ่งที่พบนี้ไม่ใช่ข้อผิดพลาด ทีมงานจึงได้ทำเรื่องขออนุญาตใช้กลุ่มกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดยักษ์ 45 ตัว นั่นคือระบบกล้อง Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ในทะเลทรายของประเทสชิลี ผลก็ยังยืนยันออกมาเช่นเดิม นั่นคือพบสารประกอบฟอสฟีนเข้าให้แล้ว

 

ฟอสฟีน (PH₃) นั้น สำหรับบนโลกเราจะผลิตขึ้นได้ด้วยสิ่งมีชีวิตเท่านั้น นั่นคือหากไม่เป็นฝีมือของมนุษย์ก็ต้องเป็นจุลินทรีย์ สำหรับมนุษย์นั้น ฟอสฟีนเป็นแก๊สพิษไร้สี กลิ่นคล้ายปลาเน่า ที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเคมีในช่วงสงครามโลก ฟอสฟีนยังถูกผลิตเพื่อนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการรมควันเพื่อฆ่าเชื้อโรคในงานด้านการเกษตร ในอีกทาง ฟอสฟีนก็อาจผลิตขึ้นโดยจุลินทรีย์ที่พบได้ตามหนองน้ำ ในหลุมฝังกลบ หรือในลำไส้ของสัตว์ นั่นคือมาจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัย​อยู่ในสภาพแวดล้อม​ที่ปราศจากออกซิเจน แต่ไม่ว่าอย่างไร สำหรับบนโลกเรานี้จะไม่สามารถ​พบฟอสฟีนที่เกิดเองตามธรรมชาติ​โดยสิ่งไม่มีชีวิตอย่างแน่นอน

 

 

หากนำคุณสมบัติการเกิดฟอสฟีนบนโลกเราไปใช้บนดาวศุกร์ก็ตีความได้เพียงอย่างเดียวว่าน่าจะเกิดจากจุลชีพที่ล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาว แม้จะพยายามมองในอีกแง่หนึ่งว่าความรู้ทางเคมีของมนุษย์ยังอยู่ในวงจำกัด นั่นหมายถึงฟอสฟีนบนดาวศุกร์อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งไม่มีชีวิตที่ทำปฏิกิริยาในรูปแบบที่เราไม่พบบนโลก แต่ก็ไม่อาจโต้แย้งในเรื่องของปริมาณที่พบถึง 20 ppb นั้นได้ เนื่องจากการผลิตฟอสฟีนปริมาณนี้โดยสิ่งมีชีวิตนั้นถือว่าไม่ยากหากเทียบกับการเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในรูปแบบอื่น แต่ก็ต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่าหากแม้มีจุลชีพที่ผลิตฟอสฟีนปริมาณนี้ได้จริง พวกมันจะรอดชีวิตจากกรดความเข้มข้นสูงที่ผสมอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ได้อย่างไร

 

คำถามที่เกิดขึ้นคงต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้ารวมทั้งเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคตมาช่วยไขคำตอบ ทั้งนี้ดาวศุกร์อาจกลับมาเป็นที่สนใจและเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่คุ้มค่าในการส่งยานอวกาศไปสำรวจหาสิ่งมีชีวิตอย่างจริงจังก็เป็นไปได้

 

การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ลงใน Nature Astronomy ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2020 อ่านได้ที่ https://www.nature.com/articles/s41550-020-1174-4

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post การพบโมเลกุล ‘ฟอสฟีน’ ในชั้นบรรยากาศดาวศุกร์ กุญแจดอกแรกสู่การไขคำตอบสิ่งมีชีวิตบน ‘ดาวฝาแฝดโลก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พบวิธีสร้างยานอวกาศจากโฟมที่เบาบาง ลดเวลาเดินทางข้ามระบบดาวจาก 73,000 ปี เหลือเพียง 185 ปี https://thestandard.co/found-new-way-to-build-a-rocket/ Tue, 01 Sep 2020 12:46:51 +0000 https://thestandard.co/?p=393656

  จักรวาลนั้นกว้างใหญ่​ไพศาล​สุดที่จะจินตนาการ​ แม […]

The post พบวิธีสร้างยานอวกาศจากโฟมที่เบาบาง ลดเวลาเดินทางข้ามระบบดาวจาก 73,000 ปี เหลือเพียง 185 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

จักรวาลนั้นกว้างใหญ่​ไพศาล​สุดที่จะจินตนาการ​ แม้ดาวฤกษ์​ดวงที่อยู่​ใกล้เพียงถัดไปจากดวงอาทิตย์ของเรา ​นั่นคือดาวพร็อกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) ก็ยังอยู่ไกลถึง 4.37 ปีแสง ระยะทางนี้ต้องถือว่าไกลเกินคิดฝันว่าจะส่งยานเดินทางไปสำรวจได้

 

ตัวเลข 4.37 ปีแสงอาจดูเป็นเลขจำนวนน้อยๆ แต่หากลองพินิจดูว่า แสงซึ่งก็คือสิ่งที่เร็วที่สุดเท่าที่เรารู้จัก สามารถเดินทางได้เร็วถึง​ 7½ รอบโลกใน 1 วินาที แต่แสงที่ว่าเร็วนักหนากลับต้องใช้เวลานาน 4.37 ปี กว่าจะไปถึงดาวฤกษ์​ที่ใกล้โลกที่สุดดวงนี้

 

ลองเปรียบเทียบดูอีกทีให้เข้าใจง่ายขึ้น สมมติว่าดวงอาทิตย์มีขนาดเท่าลูกเทนนิส ราวๆ 3 นิ้ว โลกเราก็จะมีขนาดราวๆ เม็ดทราย อยู่ห่างกันถึง 8.1 เมตร และดาวพร็อกซิมา เซนทอรีจะมีขนาดเท่าลูกปิงปองที่อยู่​ห่างออกไปไกลถึง 2,370 กิโลเมตร หรือเป็นระยะทางวัดเป็นเส้นตรงจากกรุงเทพฯ ​ถึงเมืองฝูโจว ประเทศจีน ยานอวกาศที่เดินทางออกไปห่างระบบสุริยะที่สุดเวลานี้นั่นคือยานวอยเอจเจอร์​ 1 (ออกจากโลกในปี 2522) จะมีขนาดเท่าประมาณ​เชื้อไวรัสที่เดินทางได้ไกลเพียง 32 เมตรเศษต่อปี ซึ่งต้องใช้เวลานานถึงราว 73,000 ปีในการเดินทางจากกรุงเทพฯ​ ถึงเมืองฝูโจว ซึ่งเปรียบแล้วก็คือระยะ 4.37 ปีแสง ซึ่ง​เป็น​ตำแหน่งที่อยู่​ของดาวฤกษ์​เพื่อนบ้านดวงนี้นั่นเอง

 

แต่ความพยายาม​ของมนุษย์นั้นไม่สิ้นสุด ยิ่งมีการตรวจพบว่ามีดาวเคราะห์​คล้ายโลกโคจรเป็นบริวารรอบดาวพร็อกซิมา เซนทอรี ยิ่งสร้างความน่าสนใจที่จะส่งยานโพรบเดินทางไปสำรวจ เผื่อว่าอาจได้พบชีวิตต่างภพที่นั่น 

 

ล่าสุด ด็อกเตอร์​ René Heller​ และทีมงานจากสถาบัน​วิจัย​ระบบสุริยะ​แม็กซ์พลังค์ ประเทศ​เยอรมนี​ ได้เสนอวิธีสร้างยานโพรบมวลต่ำขับดันด้วยแรงดันโฟตอนจากแสงอาทิตย์​เพื่อให้เดินทางข้ามสู่ระบบดาวอื่นได้ด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าที่เคยคิดค้นกันมาในอดีต

 

โครงสร้างของยานโพรบมวลต่ำนี้คือวัสดุที่เรียกว่า ‘แอโรกราไฟต์’ ผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคีลและฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี วัสดุมหัศจรรย์​นี้มีน้ำหนักเพียง 0.2 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร หรือเบากว่าอากาศ 6 เท่า และเบากว่าอะลูมิเนียม​ถึง 15,000 เท่า แต่มีความแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ​

 

ยานโพรบมวลต่ำที่สร้างจาก ‘แอโรกราไฟต์’ นี้จะอยู่​ในรูปคล้าย ‘ใบเรือ’ ขนาดใหญ่​ เพื่ออาศัยแรงผลักจากอนุภาค​โฟตอนจากแสงอาทิตย์​ในการสร้างพลังขับดันส่งพุ่งสู่เป้าหมาย ด้วยคุณสมบัติ​ของโฟตอนที่เป็นอนุภาค​ไร้มวลแต่มีพลังงาน​และโมเมนตัม จึงสามารถผลักวัตถุ​ต่างๆ ได้หากวัตถุ​นั้นมีน้ำหนัก ‘เบา’ พอ

 

“เราพบว่าชั้นแอโรกราไลต์บางๆ ที่มีความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อนำไปสร้างใบเรือให้กับยานโพรบมวลต่ำและได้รับแรงดันโฟตอนจากแสงอาทิตย์​ ยานโพรบนั้นก็จะได้แรงผลักจนเกิดความเร็วหลุดพ้นจากระบบสุริยะได้”

 

เมื่อเราทำให้ยานมีความเบาลงไปอีก ด้วยการลดความหนาของใบเรือให้เหลือเพียง 0.5 มิลลิเมตร ยานโพรบก็จะมีความเร็วในระดับที่จะเดินทางไปถึงดาวอังคารใน 60 วัน และเดินทางไปถึงดาวพลูโตในเวลา 4.3 ปี นั่นหมายถึงเร็วกว่ายานสำรวจพลูโตนิวฮอไรซันส์ถึงสองเท่า!

 

และหากเราทำให้ยานโพรบเบาลงไปถึงที่สุด ด้วยการทำให้ใบเรือแอโรกราไฟต์บางระดับไมโครเมตร แล้วนำยานนี้ไปไว้ที่ระยะห่างจากดวงอาทิตย์​ 0.04 AU หรือ 4% ของระยะห่างระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก เพื่อให้เกิดแรงดันโฟตอนจากแสงอาทิตย์ที่มากพอ ก็จะส่งผลให้เกิดแรงผลักจนยานสามารถทำความเร็วได้ถึง 6,900 กิโลเมตรต่อวินาที เร็วกว่ายานวอยเอจเจอร์​ 1 ที่ เดินทางด้วยความเร็ว 17 กิโลเมตรต่อวินาทีอย่างเทียบกันไม่ได้ และจะทำให้ยานลำโพรบมวลต่ำลำนี้ สามารถ​เดินทางไปถึงดาวพร็อกซิมา เซนทอรีในเวลาเพียง 185 ปีเท่านั้น​

 

ด็อกเตอร์​ René Heller​ ระบุเพิ่มเติมว่า ไอเดียของยานเรือใบเดินทางด้วยแสงนั่นเคยมีมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่มีต้นทุนที่ค่อนข้างแพงและต้องใช้แสงเลเซอร์พลังสูงในการขับดันใบเรือ แตกต่างจากยานที่สร้างใบด้วยวัสดุ ‘แอโรกราไฟต์’ ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาก โดยค่าใช้จ่ายของยานโพรบลำนี้ในรุ่นต้นแบบจะตกอยู่ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในรุ่นใช้งานจริง ก็จะมีต้นทุนอยู่ราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น

 

สุดท้ายแล้วปัญหาหลักๆ ในการเดินทางไกลข้ามระบบดาวก็จะไปตกอยู่ที่ระบบสื่อสาร ซึ่งยานที่จะเดินทางไปนั้นจะต้องมีเครื่องมือที่ทรงพลังพอ ที่จะส่งข้อมูลที่พบระหว่างทางกลับมาที่โลก และอุปกรณ์นี้อาจเพิ่มน้ำหนักให้ยานจนทำความเร็วได้ไม่เต็มที่ ซึ่งทีมงานจะต้องระดมสมองเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหานี้ต่อไป

 

งานวิจัย​นี้ตีพิมพ์​เผยแพร่​ลงใน​วารสาร​ Astronomy & Astrophysics

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post พบวิธีสร้างยานอวกาศจากโฟมที่เบาบาง ลดเวลาเดินทางข้ามระบบดาวจาก 73,000 ปี เหลือเพียง 185 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปล่อยเฮลิคอปเตอร์จิ๋ว สำรวจสิ่งมีชีวิต บันทึกเสียงดาวอังคาร หลากภารกิจท้าทายของยาน Perseverance โดย NASA https://thestandard.co/perseverance-missions-from-nasa/ Sat, 01 Aug 2020 07:07:18 +0000 https://thestandard.co/?p=385056

ความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์เรา โดยเฉพาะต่อคำถามที่ว่า มีส […]

The post ปล่อยเฮลิคอปเตอร์จิ๋ว สำรวจสิ่งมีชีวิต บันทึกเสียงดาวอังคาร หลากภารกิจท้าทายของยาน Perseverance โดย NASA appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์เรา โดยเฉพาะต่อคำถามที่ว่า มีสถานที่ใดอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ที่มีสิ่งมีชีวิต หรืออย่างน้อยก็เคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เกิดเป็นแรงผลักดันให้เกิดโครงการสำรวจอวกาศมากมาย โดยมีดาวเคราะห์และดวงจันทร์หลายดวงเป็นเป้าหมาย 

 

สำหรับดาวอังคารนั้นถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่โดดเด่นที่สุดในระบบสุริยะ ที่มีสภาพน่าสนใจในการศึกษาถึงชีวิตในอดีต รวมทั้งมีระยะทางไม่ไกลจากโลก เหมาะสมกับการเดินทางไปศึกษา 

 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำให้ NASA ก่อตั้งโครงการสำรวจดาวอังคาร Mars Exploration Program ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และยานลำล่าสุดของโครงการที่ออกเดินทางจากโลกสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก็คือยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ‘เพอร์เซเวียแรนซ์’ ที่มีเป้าหมายไปค้นหาหลักฐานการมีอยู่ของชีวิตโบราณบนดาวอังคารให้ได้

 

 

ชื่อ เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ในความหมายที่สื่อถึง ‘ความพากเพียร’ เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการหลังใช้โค้ดเนม MARS 2020 ในช่วงเริ่มต้นของโครงการมาหลายปี ชื่อนี้ได้มาจาก การประกวดเรียงความสำหรับนักเรียนไม่เกินเกรด 12 ทั่วสหรัฐฯ โดยเด็กที่เป็นเจ้าของชื่อนี้คือ Alexander Mather นักเรียนอายุ 13 ปี จากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีความใฝ่ฝันที่จะได้เป็นวิศวกรของ NASA ในอนาคต

 

 

เพอร์เซเวียแรนซ์ เป็นยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นตามแบบของยานรุ่นพี่ ‘คิวริออซิที’ (Curiosity) ยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์พลังนิวเคลียร์ที่ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจในปี 2012 โดยลงจอดที่พิกัด 5.4°S 137.8°E ในแอ่งหลุมอุกกาบาตเกล (Gale Crater) บนดาวอังคาร ซึ่งประสบความสำเร็จในการสำรวจ และยังคงปฏิบัติการอยู่บนผิวดาวอังคารจวบจนเวลานี้

 

สิ่งที่ยานรุ่นพี่คิวริออซิทีสำรวจพบ คือองค์ประกอบอินทรีย์สารในตะกอนของชั้นดินที่เคยเป็นแอ่งน้ำโบราณ ซึ่งก็เป็นผลต่อเนื่องมาจากโรเวอร์ขนาดเล็กรุ่นแรกๆ ในโครงการที่ได้เดินทางไปถึงดาวอังคารในช่วงต้นปี 2000  คือ ‘ออปเพอร์จูนิที’ (Opportunity) และ ‘สปิริต’ (Spirit) 

 

ผลสำรวจในขั้นต้นยืนยัน การที่ดาวอังคารเคยมีน้ำในสถานะของเหลวไหลเวียนได้มาก่อนในช่วงเวลาที่น่าจะเป็นยุค 3,500 ล้านปีที่แล้ว หรือนานกว่านั้น แต่จู่ๆ ก็เกิดภัยพิบัติปริศนาที่ทำให้ดาวอังคารสูญเสียชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่พันปี จนไม่อาจคงความอบอุ่นบนผิวดาวไว้ได้ รวมทั้งไม่อาจปกป้องผิวดาวจากรังสีต่างๆ ในอวกาศ ในที่สุดดาวอังคารจึงไม่เหลือสภาพที่จะอยู่อาศัยได้ดังที่เห็นในทุกวันนี้ ที่ทั้งแห้งแล้ง หนาวเย็น และมีอากาศหลงเหลืออยู่เบาบางมากไม่ถึง 1% ของอากาศบนโลก

 

 

เพอร์เซเวียแรนซ์ ซึ่งจะเดินทางไปถึงดาวอังคารในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2021 จะทำหน้าที่สำรวจหาหลักฐานสิ่งมีชีวิตโบราณอย่างเฉพาะเจาะจง ด้วยเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อการนี้โดยตรง 

 

ยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์พลังนิวเคลียร์ลำนี้จะลงจอดที่พิกัด 18.38°N 77.58°E ในแอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโร (Jezero Crater) บริเวณที่คาดว่าจะเป็นสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโบราณ ที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจมีชิ้นส่วนสารอินทรีย์จากสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกพัดพาเข้ามาจากต้นน้ำ และน่าจะมีแร่โอลิวีนและคาร์บอเนตอยู่ด้วย  โดยเฉพาะคาร์บอเนตนั้นสำคัญมาก เพราะมันสามารถกักเก็บหลักฐานทางชีวภาพไว้ภายในผลึกของมันได้ 

 

เมื่อพร้อมทำงาน เพอร์เซเวียแรนซ์จะใช้อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า ‘เชอร์ล็อก’ (Sherloc) ที่มีปลายแขนกล ซึ่งจะเข้าไปถ่ายภาพระยะใกล้ของหินตะกอนที่น่าสนใจ แล้วทำแผนที่รายละเอียดของแร่ธาตุ รวมทั้งสารอินทรีย์ที่ปรากฏบริเวณนั้น 

 

ส่วนอุปกรณ์อีกชิ้นที่มีชื่อว่า ‘พิกเซิล’ (Pixl) ก็จะทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบหรือสารเคมีที่พบในบริเวณเดียวกันนี้ ข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งภาพถ่ายจะถูกรวบรวมส่งเป็นสัญญาณออนไลน์กลับมาที่โลกเป็นระยะ

 

จากนั้นเพอร์เซเวียแรนซ์จะใช้สว่านที่ปลายแขนกลขุดเจาะลงไปในชั้นหินตะกอน เพื่อเก็บตัวอย่างหินดาวอังคารขนาดเท่าแท่งชอล์ก บรรจุใส่หลอดภาชนะแล้วนำไปสอดไว้ใต้ตัวยาน ซึ่งจะมีช่องสำหรับเก็บหลอดภาชนะได้จำนวน 43 ช่อง แล้วอาศัยจังหวะเหมาะ เดินทางด้วยล้อทั้ง 6 ไปที่จุดที่กำหนดไว้ เพื่อวางหลอดภาชนะที่บรรจุหินตะกอนไว้ตามพิกัดที่กำหนดล่วงหน้า รอให้หุ่นยนต์รุ่นน้องในอนาคตที่จะใช้ชื่อว่า Mars Sample Return เดินทางไปเก็บหลอดภาชนะใส่หินตะกอนเหล่านั้นนำไปบรรจุใส่จรวดขนาดเล็กอีกที แล้วยิงจรวดนำหลอดบรรจุตะกอนดาวอังคารที่เก็บได้กลับมาวิเคราะห์ที่โลกต่อไป

 

คลิปอธิบายการทำงานของเพอร์เซเวียแรนซ์ 

 

 

 

หลังภารกิจของเพอร์เซเวียแรนซ์ แผนการขั้นต่อไปในอนาคตของ NASA อาจเป็นยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์คันที่ 3 ที่จะส่งไปสำรวจบริเวณที่เรียกว่า ซีร์ทิส เมเจอร์ (Syrtis Major) ที่อยู่ไม่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และมีความเก่าแก่ยิ่งกว่าแอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโร ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีสารอินทรีย์จำพวกคาร์บอเนต ซึ่งอาจมีการก่อตัวในรูปแบบที่ต่างไปจากที่แอ่งหลุมอุกกาบาตเยเซโรในการสำรวจรอบนี้ ทั้งนี้ก็แล้วแต่การวางงบประมาณสำรวจอวกาศของสหรัฐฯ ในครั้งต่อไป

 

นอกจากภารกิจหลักๆ ครั้งนี้ของเพอร์เซเวียแรนซ์ในการถ่ายภาพ ขุดเจาะเก็บตัวอย่างหลักฐานชีวิตโบราณของดาวอังคารแล้ว ยังมีภารกิจย่อยนั่นคือการทดลอง ‘บิน’ ในบรรยากาศที่แสนเบาบางด้วย ‘เฮลิคอปเตอร์’ ขนาดเล็กจิ๋วที่นำติดตัวยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์พลังนิวเคลียร์ลำนี้ไปด้วย

 

 

เฮลิคอปเตอร์ที่ว่านี้มีชื่อเรียกว่า ‘อินเจนูอิตี’ (Ingenuity) ซึ่งก็เป็นชื่อที่ติดรางวัลรองชนะเลิศประกวดเรียงความ ผลงานของ Vaneeza Rupani นักเรียนจากแอละแบมา ในความหมายที่สื่อถึง ‘ความฉลาดเฉลียว’ ซึ่งทางทีมงานของ NASA ชอบใจชื่อนี้ตั้งแต่แรก จึงได้นำมาใช้ตั้งชื่อเฮลิคอปเตอร์ในเวลาต่อมา

 

ด้วยการที่ดาวอังคารอยู่ห่างจากโลกออกไปสิบกว่านาทีแสง จึงไม่มีทางที่จะบังคับยานหรือเครื่องกลไกใดๆ ด้วยระบบรีโมตคอนโทรลได้ ยานทุกลำจึงต้องมี AI เพื่อตัดสินใจเหตุการณ์เฉพาะหน้าด้วยตัวเอง 

 

เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีก็ไม่อาจใช้ระบบบังคับระยะไกลได้เช่นกัน มันจึงต้องมี AI ง่ายๆ ในการขึ้นบินภายใต้การสื่อสารกับโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์เพอร์เซเวียแรนซ์อีกที เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีถูกติดตั้งไว้ใต้ลำตัวของเพอร์เซเวียแรนซ์ และจะถูกปล่อยลงพื้นหลังโรเวอร์เคลื่อนตัวออกไปจนพ้นระยะบิน อินเจนูอิตีจะบินในเวลากลางวันเท่านั้นจากพลังงานแสงอาทิตย์ และหากสำเร็จ มันจะกลายเป็นยานบินด้วยอากาศลำแรกในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นไปบินบนดาวเคราะห์ดวงอื่น 

 

คลิปอธิบายการบินของอินเจนูอิตี 

 

 

นอกจากอุปกรณ์สำรวจและเฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีแล้ว ยานโรเวอร์กึ่งหุ่นยนต์เพอร์เซเวียแรนซ์ยังติดตั้งอุปกรณ์พื้นฐานอีกชนิดหนึ่งที่ไม่น่าเชื่อว่ามันคือสิ่งที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เคยมีอยู่ในยานอวกาศลำไหนที่ลงจอดบนดาวอังคารก่อนหน้านี้เลย 

 

สิ่งที่ว่านี้คือ ‘ไมโครโฟน’ นั่นเอง และหลังการลงจอดในปีหน้า เราจะได้ฟังเสียงต่างๆ บนดาวอังคารเสียที หลังอยู่กับความเงียบของภาพถ่ายและคลิปต่างๆ มายาวนาน 

 

สิ่งที่คาดว่าจะได้ยินอย่างแน่นอนคือเสียงของลมที่พัดไปมาบนผิวดาว ซึ่งลมคือสิ่งที่ไม่มีบนดวงจันทร์ เพราะดวงจันทร์ไม่มีอากาศ อาจเป็นเหตุผลให้ยานอวกาศในยุคก่อนไม่มีไมโครโฟนติดกับยานไปด้วย

 

 

จากนี้อีก 7 เดือน ด้วยระยะทางกว่า 500 ล้านกิโลเมตร ที่เราทำได้ก็คือรอเอาใจช่วยให้เพอร์เซเวียแรนซ์สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้อย่างสวัสดิภาพด้วยระบบเครนลอยตัวตามอย่างยานคิวริออซิทีก่อนหน้านี้ เพื่อจะได้ทำสิ่งที่เราอยากได้เห็นและอยากได้ยินจากดาวอังคารอย่างครบถ้วนให้สิ้นสงสัย รวมทั้งอาจจะสร้างความมั่นใจในการวางแผนเพื่อที่มนุษย์จะได้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารในวันข้างหน้าด้วย

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ปล่อยเฮลิคอปเตอร์จิ๋ว สำรวจสิ่งมีชีวิต บันทึกเสียงดาวอังคาร หลากภารกิจท้าทายของยาน Perseverance โดย NASA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถนนทุกสายมุ่งสู่ดาวอังคาร เปิดภารกิจยานอวกาศ 3 ลำ จาก 3 ประเทศ สู่ดาวสีแดงภายในเดือนกรกฎาคม https://thestandard.co/3-mars-project-from-3-countries/ Fri, 17 Jul 2020 11:39:59 +0000 https://thestandard.co/?p=380989

ระยะห่างระหว่างดาวอังคารกับโลกของเราจะมาถึงจุดเหมาะสมใน […]

The post ถนนทุกสายมุ่งสู่ดาวอังคาร เปิดภารกิจยานอวกาศ 3 ลำ จาก 3 ประเทศ สู่ดาวสีแดงภายในเดือนกรกฎาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ระยะห่างระหว่างดาวอังคารกับโลกของเราจะมาถึงจุดเหมาะสมในการส่งยานอวกาศเดินทางไปในทุก 26 เดือน ตามเส้นโค้งของวงโคจร Hohmann ซึ่งเป็นระยะทางที่สั้นที่สุด เพื่อให้ถึงจุดหมายได้เร็วและประหยัดพลังงาน 

 

และในครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคมปีนี้ ก็มียานอวกาศ 3 ลำ จาก 3 ประเทศ ที่จะคว้าโอกาสนี้ร่วมกัน เพราะหากพ้นเดือนนี้ไป ก็หมายความว่าจะต้องรอถึงกันยายน ปี 2022 จึงจะมีโอกาสเหมาะที่จะเดินทางไปดาวอังคารอีกครั้ง

 

ดาวอังคารเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่ประเทศต่างๆ ที่คิดว่าตนมีศักยภาพเพียงพอต่างมุ่งจะเดินทางไปสำรวจตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งในเวลานั้นก็มีเพียง 2 ประเทศมหาอำนาจ คือ สหรัฐอเมริกากับโซเวียต ที่ต่างทุ่มงบประมาณ​ขับเคี่ยวกันอย่างไม่อั้น 

 

การขับเคี่ยวสู่ดาวสีแดง ภารกิจไม่สิ้นสุดของนานาประเทศ

การแข่งขันเดินทางไปดาวอังคารเริ่มขึ้นโดยสหภาพโซเวียดในปี 1960 ตามมาด้วยสหรัฐฯ ในปี 1964 และก็เป็นสหรัฐอเมริกาที่สามารถส่งยาน ‘บินผ่าน’ ดาวอังคารได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมปี 1965 นั่นคือยาน ‘มารีเนอร์ 4’ หลังจากนั้นทางโซเวียตก็แซงหน้าด้วยการทำสิ่งที่ยากกว่าการบินผ่านของสหรัฐฯ นั่นคือการส่งยาน ‘มาร์ส 2’ ไป ‘เข้าวงโคจร’ ของดาวอังคารในเดือนพฤศจิกายน ปี 1971 

 

เพียงเดือนเดียวต่อมา ในเดือนธันวาคม ปี 1971 โซเวียตก็กลายเป็นประเทศแรกของโลกที่สามารถส่งยานไปทำขั้นตอนที่ยากที่สุดในการสำรวจดาวเคราะห์ นั่นคือ ‘ลงจอด’ บนดาวอังคาร โซเวียตทำสำเร็จด้วยยานแลนเดอร์ ‘มาร์ส 3’ (คาดว่ายานเกิดความเสียหาย​เนื่องจาก​ขาดการติดต่อไปหลังลงจอดไม่ถึงนาที) 

 

ทางด้านสหรัฐอเมริกานั้นต้องรอถึงเดือนกรกฎาคม ปี 1976 คืออีกเกือบ 5 ปี จึงสามารถลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จด้วยยาน ‘ไวกิ้ง 1’ ในครั้งนี้สหรัฐฯ แม้จะถือว่าได้ลงจอดหลังโซเวียตหลายปี แต่ก็เป็นการลงจอดที่สมบูรณ์แบบชนิดยานไม่เสียหาย สหรัฐ​ฯ จึงได้ชื่อ​ว่าเป็นประเทศแรกที่สามารถส่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์​ รวมทั้ง​ภาพถ่ายทิวทัศน์บนพื้นผิวดาวอังคารกลับมาที่โลกได้สำเร็จ 

 

หมดยุคสงครามเย็น สหภาพโซเวียตล่มสลายกลายเป็นรัสเซีย โลกก้าวเข้าสู่ยุคที่จำเป็น​ต้องประหยัดงบประมาณ​ในการสำรวจอวกาศ​ การเดินทางไปเยือนดาวอังคารเว้นว่างไปถึง 13 ปี จนเข้าสู่ปลายทศวรรษ 80 การส่งยานเดินทางไปสำรวจดาวอังคารก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้รัสเซียกลับมาด้วยการพยายามส่งยานไปโคจรรอบดวงจันทร์โฟบอสของดาวอังคาร แต่ก็ไม่สำเร็จ ส่วนทางสหรัฐฯ ก็พยายามหาทางไปสำรวจดาวเคราะห์แดงวิธี​ที่มากไปกว่าแค่การส่งยานแลนเดอร์ไปลงจอดเฉยๆ 

 

และในที่สุดค่ายอเมริกันก็สามารถเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการส่งยานโรเวอร์คือ Sojourner ไปวิ่งบนผิวดาวอังคาร (ปล่อยออกมาจากยานแลนเดอร์  Mars Pathfinder หลังลงจอด) ได้สำเร็จ​ ถือเป็นยานติดล้อลำแรกของโลกที่ไปวิ่งบนพื้นผิวดาวเคราะห์อื่น

 

ปล่อยให้ 2 มหาอำนาจทางอวกาศครองเส้นทางสู่ดาวอังคารอยู่หลายปี ในที่สุดก็มีประเทศที่ 3 ที่พยายามไปสำรวจดาวอังคารกับเขาด้วย นั่นคือประเทศญี่ปุ่น ด้วยการพยายามส่งยานไปเข้าสู่​วงโคจรรอบดาวอังคารในปี 1998 แต่ภารกิจครั้งนั้นก็ประสบความล้มเหลว ยาน Nozomi ของญี่ปุ่นประสบปัญหาเชื้อเพลิงหมดก่อนจะเดินทางไปถึงเป้าหมาย องค์การอวกาศของญี่ปุ่นก็ไม่หวนกลับสู่การแข่งขันนี้อีกเลยนับแต่นั้น

 

ประเทศต่อมาที่เข้าสู่การแข่งขันในการเดินทางสู่ดาวอังคารก็คือ สหภาพยุโรป (ด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ) โดยได้ส่งยาน ‘มาร์ส เอ็กซเพลส’ เดินทางไปเข้าวงโคจรสำเร็จในปี 2004 ยานลำนี้ทุกวันนี้ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่ยานแลนเดอร์ที่ส่งไปในภารกิจเดียวกันกลับล้มเหลว ไม่สามารถลงจอดบนผิวดาวอังคารได้ดังที่ตั้งความหวังเอาไว้ 

 

ประเทศที่ 5 ก็คือจีน โดยตั้งใจจะส่งยาน ‘Yinghuo (萤火)’ ในความหมายของ ‘หิ่งห้อย’ ไปเข้าสู่วงโคจรรอบดาวเคราะห์แดงร่วมกับยานโฟบอส-กรันท์ (Фобос-Грунт) ซึ่งเป็นภารกิจเก็บตัวอย่างจากดวงจันทร์โฟบอสของรัสเซีย จรวดออกเดินทางจากฐานปล่อยของศูนย์อวกาศไบโคนูร์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2011 แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ทั้งยานของจีนและรัสเซียเดินทางไปไม่พ้นวงโคจรโลกด้วยซ้ำ 

 

ในปีต่อมาคือปี 2012 สหรัฐอเมริกาซึ่งเวลานี้เป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่สามารถส่งยานโรเวอร์ไปวิ่งบนผิวดาวอังคาร ก็ได้ตอกย้ำความก้าวหน้าเหนือประเทศอื่นใดด้วยการส่งหุ่นยนต์โรเวอร์พลังนิวเคลียร์ ‘คิวริออซิตี้ (Curiosity)’ ขนาดเท่ารถเก๋งมีล้อหกล้อ พร้อมระบบ AI ห้องแล็บขนาดจิ๋ว​และแขนกล ไปวิ่งสำรวจผิวดาวอังคาร ซึ่งในนาทีนี้ยานลำนี้ก็ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ และได้กลายเป็นต้นแบบสำคัญของยานรุ่นน้องในเวลาต่อมา

 

ประเทศ​ที่ 6 ที่ไปสำรวจดาวอังคารก็คือ อินเดีย ซึ่งได้ส่ง ‘มังคลายาน’ เข้าสู่วงโคจรสำเร็จในเดือนกันยายน ปี 2014 ผลงานครั้งนั้นทำให้อินเดียมีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นการส่งยานไปดาวอังคารครั้งแรกของประเทศแล้วก็ประสบความสำเร็จในทันที ซึ่งหากเทียบกับประเทศที่มีชื่อเสียงด้านนี้มายาวนานอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ก็ยังทำไม่ได้ในครั้งแรก

 

เปิด 3 ภารกิจสู่ดาวอังคาร โอกาสทองในเดือนกรกฎาคม

และก็มาถึงเดือนนี้ เดือนกรกฎาคม​ ปี 2020 เดือนที่เหมาะสม​ในการเดินทาง​สู่​ดาว​อังคาร​อีกครั้ง​ ​อันที่จริง​แล้วในตอนแรกจะมีถึง 4 ประเทศที่มีกำหนดการส่งยานอวกาศออกจากโลกในเดือน​นี้ แต่โครงการ Exomars ของยุโรปมีอันต้องเลื่อนไป เนื่องจากความไม่พร้อมในการทดสอบยานจากการระบาดของโรคโควิด-19 สุดท้ายจึงเหลือเพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ยังอยู่ในเกม

 

 

และผู้แข่งหน้าใหม่​ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็​ได้ประกาศตัวเป็นประเทศที่ 7 ที่พร้อมจะเข้า​สู่เส้นทางพิชิตดาวอังคาร​ โดยยานโคจรที่มีชื่อเรียกว่า ‘Hope (مسبار الأمل‎ หรือ Al Amal)’ ในชื่อภารกิจว่า Emirates Mars Mission ยานมีกำหนดออกจากโลกในช่วงวันที่ 20-22 กรกฎาคม ตามเวลา​ประเทศไทย เมื่อสภาพอากาศอำนวย ด้วยจรวด H-IIA จากฐานปล่อยโยชิโนบุในศูนย์อวกาศทาเนกาจิมะทางใต้ของญี่ปุ่น และจะเดินทางไปถึงดาวอังคารในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งก็จะทันเวลาการฉลอง​ครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พอดี

 

สามารถติดตามความคืบหน้าได้จากเว็บไซต์นี้ https://www.thenational.ae/uae/science/uae-mars-mission-here-s-what-launch-day-will-look-like-1.1043174

 

แน่นอนว่าจีนไม่อาจอยู่เฉยที่จะตามหลังสหรัฐฯ และรัสเซีย หรือแม้แต่อินเดียอีกต่อไป และหากยาน Hope ของทางสหรัฐ​อาหรับเอมิเรตส์​เข้าสู่วงโคจรดาวอังคารสำเร็จอีกลำ ประเทศจีนคงถูกทิ้งห่างไปอีกไกล ทางองค์การอวกาศ CNSA ของจีน ซึ่งได้แอบซุ่มพัฒนายานอวกาศของตนเองอยู่หลายปี ก็ได้ประกาศในเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ​ในเดือนกรกฎาคมนี้จีนพร้อมจะส่งยาน ‘Tianwen (天問)’ ที่มีความหมายถึงคำถามต่อสรวงสวรรค์ บทกวีอันโด่งดังของ ชวีหยวน ขุนนางผู้ภักดีแห่งรัฐฉู่ในยุคจ้านกว๋อ เดินทางไปดาวอังคารชนิดเต็มรูปแบบ นั่นคือไม่เพียงแค่การนำยานเข้าสู่วงโคจรเท่านั้น​ แต่จะมีการส่งยานแลนเดอร์ไปลงจอด และหากลงจอดสำเร็จ​ ก็จะมีการปล่อยยานโรเวอร์ 6 ล้อขนาดเล็ก ออกมาวิ่งบนผิวดาวอังคาร​ด้วย เรียกว่าถ้าทำสำเร็จครบถ้วนทุกขั้นตอน ประเทศจีนก็จะแซงหน้าทุกประเทศก่อนหน้านี้​ไปเคียงข้างสหรัฐฯ ทันที ในฐานะประเทศที่ 2 ของโลกที่สามารถส่งยานโรเวอร์ไปวิ่งบนผิวดาวอังคารได้

 

จากที่เคยต้องอาศัยเทคโนโลยีทางอวกาศของรัสเซีย มาครั้งนี้จีนจะยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ยาน Tianwen จะออกจากโลกด้วยจรวดพลังขับดันสูง Long March 5 ที่ทางจีนพัฒนา​ขึ้น จากฐานปล่อยในศูนย์อวกาศเหวินฉาง บนเกาะไห่หนาน (เกาะไหหลำ) ทางใต้ของจีนใกล้เวียดนาม ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง​ระหว่าง​วันที่ 20-25 กรกฎาคม​ แล้วแต่สภาพอากาศ​อำนวย

 

มาถึงประเทศสุดท้ายที่จะคว้าโอกาสสำคัญในเดือน​แห่งการเดินทางไปสู่ดาวอังคารนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือเจ้าเก่าพี่เบิ้มแห่งวงการ สหรัฐอเมริกา​นั่นเอง รอบนี้จะเป็นการส่งหุ่นยนต์​โรเวอร์พลังนิวเคลียร์​ Perseverance  ขึ้นไปวิ่งเก็บตัวอย่างดินหินบนดาวเคราะห์​แดงอีกรอบ เพื่อค้นหาร่องรอยของจุลชีพโบราณ โรเวอร์​ขนาดเท่ารถเก๋งนี้เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจากคิวริออซิตี้ที่เคยประสบความสําเร็จ​ไปแล้ว 

 

และรอบนี้สหรัฐ​ฯ จะทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือหลังการลงแตะพื้นแล้ว ยาน Perseverance​ จะปล่อยเฮลิคอปเตอร์ขนาดจิ๋ว​ออกมาบินในบรรยากาศ​อันเบาบางของดาวอังคาร​ด้วย ซึ่งหากทำสำเร็จ​ สหรัฐ​ฯ จะกลายเป็น​ประเทศ​แรกของโล​กที่​สามารถ​ส่งยานบินที่พยุงตัวด้วยอากาศไปบินบนดาวเคราะห์​อื่น ไม่ต่างจากวันแรกที่พี่น้องตระกูล​ไรท์พาเครื่อง​บินบินขึ้นฟ้า

 

ยาน Perseverance​​ มีกำหนดออกจากโลกวันที่ 30 กรกฎาคม ด้วยจรวด Atlas V-541 ของ ULA จากฐานปล่อยจรวดในแหลมคานาเวอรัล รัฐ​ฟลอริดา​ สหรัฐ​ฯ มีกำหนดเดินทางถึงดาวอังคารในเดือนกุมภาพันธ์​ปีหน้าเช่นเดียวกับยานของสหรัฐ​อาหรับ​เอ​มิเรตส์​และจีน

 

ซึ่งก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่ายานทั้ง 3 ลำ จาก 3 ประเทศ จะสำเร็จลุล่วงทุกภารกิจตามที่ตั้งความหวังเอาไว้หรือไม่ ในเดือนสำคัญแห่งการส่งยานไปเยือนดาวอังคารนี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ถนนทุกสายมุ่งสู่ดาวอังคาร เปิดภารกิจยานอวกาศ 3 ลำ จาก 3 ประเทศ สู่ดาวสีแดงภายในเดือนกรกฎาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวเทียมดวงสุดท้ายของ ‘เป่ยโต่ว’ สู่ภารกิจสานฝันชิงบัลลังก์มหาอำนาจด้าน GPS ของจีน https://thestandard.co/beidou-last-satellite-on-gps-mission/ Wed, 24 Jun 2020 06:06:28 +0000 https://thestandard.co/?p=374519

ประเทศมหาอำนาจต่างชิงกันเป็นผู้นำในการให้บริการบอกตำแหน […]

The post ดาวเทียมดวงสุดท้ายของ ‘เป่ยโต่ว’ สู่ภารกิจสานฝันชิงบัลลังก์มหาอำนาจด้าน GPS ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศมหาอำนาจต่างชิงกันเป็นผู้นำในการให้บริการบอกตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์ผ่านระบบดาวเทียมนำร่อง (Navigation Satellites) ที่นับถึงเวลานี้มีเพียงระบบดาวเทียม GPS ของสหรัฐอเมริกาที่ใช้งานกันอยู่อย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นระบบแรกที่สามารถให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลก โดยมีคู่แข่งสำคัญอันได้แก่ ระบบ GLONASS ของรัสเซีย และ Galileo ของยุโรป ที่ต่างก็ยังอยู่ในระหว่างการส่งดาวเทียมขึ้นไปเสริมเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ 

 

แต่ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ คือระบบ BDS ของจีน ที่สามารถส่งดาวเทียมดวงสุดท้ายของกลุ่มขึ้นไปสำเร็จเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้จีนกลายเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียมกับอเมริกาขึ้นมาทันที

 

หลังเลื่อนจากวันอังคารที่ 16 มิถุนายน จากปัญหาทางเทคนิค ในที่สุดสถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนก็ได้เผยแพร่ภาพการปล่อยจรวดลองมาร์ช-3B ออกจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมซีฉางในมณฑลเสฉวน 08.43 น. เช้าวานนี้ (23 มิถุนายน) ตามเวลาในประเทศไทย 

 

จรวดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อส่งดาวเทียมดวงสุดท้ายของกลุ่มดาวเทียม BDS-3 ขึ้นสู่วงโคจรได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้จีนมีระบบดาวเทียมนำร่องที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลกของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาดาวเทียมของชาติอื่นอีกต่อไป และยังกลายประเทศที่ 2 ของโลกที่สามารถให้บริการบอกตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลนับแสนล้านบาทต่อจากสหรัฐอเมริกา 

 

 

ชื่อ BDS นั้นย่อมาจาก Beidou Navigation Satellite System โดยคำว่า Beidou (北斗) หรือ ‘เป่ยโต่ว’ ที่เป็นชื่อดาวเทียมนั้น ได้มาจากชื่อของกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ตามวิธีเรียกของจีน ซึ่งจะตรงกับกลุ่มดาวจระเข้ของไทย และกลุ่มดาวหมีใหญ่ตามวิธีเรียกของชาติตะวันตก

 

กองทัพจีนเริ่มมีแนวคิดจะลดการพึ่งพาระบบ GPS สหรัฐฯ มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 จึงได้เริ่มพัฒนาระบบดาวเทียมนำร่องของตนเองในเฟสแรก หรือ BDS-1 จนสามารถปล่อยดาวเทียมดวงแรกในเฟสนี้ขึ้นสู่วงโคจรปลายเดือนตุลาคม 2000 จากนั้นก็ปล่อยดาวเทียมตามไปอีก 2 ดวง จนระบบเริ่มใช้นำทางรถยนต์ เรือประมง และรถถังของจีนเองได้ในเฟสนี้ แต่ยังจำกัดพื้นที่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น เนื่องจากมีดาวเทียมในเฟสแรกเพียง 4 ดวง (สำรอง 1 ดวง) 

 

ในเฟสต่อมา หรือ BDS-2 ทางการจีนก็ได้เพิ่มจำนวนดาวเทียมขึ้นไปอีกเพื่อให้สามารถบริการในเชิงพาณิชย์ จนเมื่อเดือนธันวาคม 2012 ก็ได้ขยายพื้นที่การบอกพิกัดทางภูมิศาสตร์ในเฟสที่ 2 มาถึงกลุ่มประเทศอาเชียนและเอเชียแปซิฟิก จากดาวเทียมในเฟสนี้ทั้งหมด 20 ดวง

 

ในเฟสสุดท้าย หรือ BDS-3 ทางจีนตั้งใจให้สามารถบอกพิกัดภูมิศาสตร์ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วโลก กำหนดดาวเทียมไว้ทั้งกลุ่มถึง 35 ดวง ประกอบด้วยดาวเทียมในวงโคจรระดับกลาง หรือ Medium Earth Orbit (MEO) จำนวน 27 ดวง ดาวเทียมในวงโคจรประจำที่ตามระนาบศูนย์สูตร Geostationary Earth Orbit (GEO) จำนวน 5 ดวง และดาวเทียมในวงโคจรประจำที่ตามแนวเฉียง  Inclined Geosynchronous Orbit (IGSO) อีก 3 ดวง ดาวเทียมดวงแรกของ BDS-3 เริ่มเข้าสู่วงโคจรปลายเดือนมีนาคม 2015 จากนั้นทางจีนก็ทะยอยส่งดาวเทียมที่เหลือในเฟสนี้ขึ้นสู่วงโคจรในระดับความสูงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนถึงดวงสุดท้ายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ ถือเป็นการครบจำนวนทั้งหมดในเฟสสุดท้าย  35 ดวง สามารถเชื่อมต่อถึงกันครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลกอย่างแท้จริง

 

ระบบดาวเทียมนำร่อง BDS-3 ควบคุมเวลาด้วยนาฬิกาอะตอมไฮโดรเจน (ระยะห่างของดาวเทียมแต่ละดวงกับวัตถุบนโลกจะไม่เท่ากันและแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา จึงต้องใช้นาฬิกาอะตอมเพื่อปองกันความคลาดเคลื่อน) แบ่งความแม่นยำในการบอกพิกัดออกเป็น 2 ระดับ ในการบริการแบบไม่คิดเงินสำหรับพลเรือนทั่วไป ระบบสามารถบอกพิกัดได้ถึงความแม่นยำระดับ 10 เมตร ส่วนระดับที่ใช้ทางการทหาร หรือต้องการความแม่นยำสูง ซึ่งมีการคิดค่าบริการ BDS-3 ให้ความแม่นยำถึงระดับ 1 เมตร 

 

ปัจจุบันมีหลายประเทศที่ใช้บริการของเป่ยโต่ว ยกตัวอย่างเช่น การก่อสร้างในคูเวต การเกษตรในเมียนมา การสำรวจที่ดินและทำแผนที่ในยูกันดา สำหรับประเทศไทยเราก็มีการใช้เพื่อติดตามการจราจรบริเวณท่าเรือ นำทางปฏิบัติการกู้ภัยระหว่างเกิดภัยพิบัติ และภารกิจอื่นๆ 

 

ทั้งนี้ทางจีนได้วางนโยบาย ‘เส้นทางสายไหมใหม่’ (New Silk Road) จุดประสงค์คือโน้มน้าวให้ประเทศต่างๆ หันมาใช้เทคโนโลยีของตนมากขึ้น เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากระบบ GPS ของสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดจากปัญหาต้นตอการระบาดของไวรัสโคโรนาระหว่างสองมหาอำนาจที่ดำเนินอยู่ในเวลานี้

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post ดาวเทียมดวงสุดท้ายของ ‘เป่ยโต่ว’ สู่ภารกิจสานฝันชิงบัลลังก์มหาอำนาจด้าน GPS ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลังสู่วันครีษมายัน 21 มิถุนายน วันที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน และปีนี้มีสุริยุปราคา https://thestandard.co/count-down-for-summer-solstice/ Wed, 17 Jun 2020 09:01:12 +0000 https://thestandard.co/?p=372687

เราทุกคนรู้ว่าในฤดูร้อนของทุกปี ช่วงเวลากลางวันจะยาวนาน […]

The post นับถอยหลังสู่วันครีษมายัน 21 มิถุนายน วันที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน และปีนี้มีสุริยุปราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราทุกคนรู้ว่าในฤดูร้อนของทุกปี ช่วงเวลากลางวันจะยาวนานกว่ากลางคืน นั่นหมายความว่าท้องฟ้าในฤดูร้อนจะสว่างเร็วและมืดช้ากว่าฤดูหนาว 

 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากความเอียงของแกนโลก ทำให้ในรอบหนึ่งปีที่โลกโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ จะมีบางเดือนที่ซีกบนคือซีกโลกเหนือ ซีกที่ประเทศไทยเราตั้งอยู่ เอียงเข้าหาดวงอาทิตย์นานกว่าเดือนอื่น และจะมีอยู่หนึ่งวันในรอบปีที่ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุด เราเรียกวันนั้นว่าวัน ‘ครีษมายัน’ ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน และที่พิเศษกว่าปีอื่นคือ จะมีปรากฏการณ์สุริยุปราคาในวันนั้นด้วย

 

 

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่จะเกิดในวันครีษมายันนี้เป็นสุริยุปราคาครั้งที่ 36 ในวัฏจักรซารอสที่ 137* มีรูปแบบเป็นสุริยุปราคาชนิดวงแหวน ซึ่งเป็นสุริยุปราคาที่เกิดในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์อยู่ห่างโลก (ดวงจันทร์ผ่านจุด Apogee หรือจุดที่อยู่ไกลโลกที่สุดในเดือนมิถุนายนนี้เมื่อวันที่ 15 และอีก 6 วัน คือวันที่ 21 ก็เกิดสุริยุปราคา) ทำให้ดวงจันทร์มีขนาดที่มองเห็นจากโลกเล็กกว่าปกติจนบังดวงอาทิตย์ไม่มิด เหลือแสงเป็นขอบรูปวงกลมเหมือนแหวน กลายเป็นที่มาของชื่อสุริยุปราคาแบบนี้

 

สุริยุปราคาวงแหวนครั้งนี้แนวคราสที่จะเห็นดวงอาทิตย์มืดเป็นรูปวงแหวนคือส่วนที่อยู่ใต้เงามืดของดวงจันทร์ (แสดงโดยเส้นนอนสีแดงในภาพล่าง) จะเริ่มต้นที่สาธารณรัฐคองโกในทวีปแอฟริกา 11.57.46 น. ตามเวลาไทย เงามืดจะเคลื่อนผ่านไปทางซูดานใต้ ผ่านเอธิโอเปีย เอริเทรีย จากนั้นลงสู่ทะเลแดง ผ่านตะวันออกกลาง เยเมน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน จากนั้นจะเข้าสู่ปากีสถาน แล้วเข้าสู่ประเทศอินเดีย

 

จุดกึ่งกลางคราส หรือจุดที่จะเห็นสุริยุปราคานานที่สุด (ดอกจันทร์ในภาพล่าง) จะอยู่ที่พิกัด 30° 31′ 11.1″ N, 79° 39′ 54.2″ E ในประเทศอินเดีย ตรงกับเวลา 12.10.04 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 13.40.04 น. ตามเวลาไทย พื้นที่ดวงอาทิตย์ถูกบังไป 98.89% ขณะดวงอาทิตย์อยู่ที่ความสูง 83° จากขอบฟ้า

 

หลังจากนั้นเงามืดของดวงจันทร์จะออกจากอินเดีย เคลื่อนผ่านจีน เข้าสู่ประเทศไต้หวัน แล้วไปสิ้นสุดในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกชายฝั่งทางทิศใต้ของเกาะกวมเวลา 15.24.44 น. ตามเวลาไทย

 

 

ในประเทศไทยเราอยู่นอกเส้นเงามืดของดวงจันทร์ เราจึงเห็นสุริยุปราคาในครั้งนี้แบบสุริยุปราคาบางส่วนไม่เห็นเป็นวงแหวน โดยจะเห็นการบังมากที่สุดที่จุดเหนือสุดของอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย การบังเต็มที่จะเกิดเวลา 14.42.40 น. ตามเวลาไทย โดยจะเห็นพื้นที่ๆ ดวงอาทิตย์ถูกพระจันทร์บังไป 62.88% แต่ในตัวเมืองเชียงรายจะเห็นที่ 60.7%

 

จังหวัดเชียงใหม่ การบังเต็มที่จะเกิดเวลา 14.41 น. ที่ 55.9% จังหวัดนครราชสีมา การบังเต็มที่จะเกิดเวลา 14.52 น. ที่ 45.2% ภูเก็ต การบังเต็มที่จะเกิดเวลา 14.45 น. ที่ 19.8% ของพื้นที่ดวงอาทิตย์

 

 

สำหรับกรุงเทพมหานคร การบังเต็มที่จะเกิดเวลา 14.49 น. ที่ 39.5% และการบังจะเกิดขึ้นน้อยที่สุดที่จังหวัดยะลา 14.55 น. ที่ 18.4% ของพื้นที่ดวงอาทิตย์

 

ท่านสามารถดูเวลาและขนาดพื้นที่ดวงอาทิตย์ที่จะถูกพระจันทร์บัง โดยปักพิกัดที่ท่านสนใจ ลงในแผนที่ของเว็บไซต์นี้ https://theskylive.com/solar-eclipse?id=2020-06-21

 

สำหรับการชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนวันครีษมายันในไทย ห้ามดูด้วยตาเปล่าอย่างเด็ดขาด แว่นกันแดดธรรมดาก็ป้องกันดวงตาท่านไม่ได้ หากจะมองโดยตรง วิธีที่ปลอดภัยคือใช้แผ่นกรองแสงที่เหมาะสม ได้แก่ แว่นสุริยะที่ทำมาโดยเฉพาะ หรือแผ่นกระจกหน้ากากของช่างเชื่อมโลหะ หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้าง ให้เลือกเบอร์ 14 ขึ้นไป หรืออาจใช้ฟิล์มเอกซเรย์ซ้อนกันหลายชั้น (ใช้ได้เฉพาะส่วนมืดสนิทที่ไม่มีภาพเท่านั้น) และควรดูครั้งละไม่เกิน 1 นาที แล้วหยุดพัก

 

 

หรืออาจใช้วิธีมองเงาแทน เช่น สังเกตเงาที่ลอดผ่านใบไม้ใต้ต้นไม้ใหญ่บนพื้น หรืออาจใช้หลักการดูเงาผ่านรูเล็กๆ เช่น ซึ้งนึ่งข้าว หรือเจาะรูกล่องกระดาษแข็ง แล้วสังเกตการเกิดเงาในกล่อง เป็นต้น

 

อีกวิธีที่สะดวกคือ ท่านสามารถชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาแบบวงแหวนที่เกิดในประเทศต่างๆ ตามเส้นทางที่เงามืดพาดผ่าน โดยเข้าไปดูการถ่ายทอดสดที่ https://youtu.be/du1JNrFD0M0 และ https://youtu.be/M5t14F-ivNY 

 

ปี 2563 นี้จะมีปรากฏการณ์สุริยุปราคาอีกครั้งในวันที่ 14 ธันวาคม เป็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง แต่ต้องเดินทางไปชมที่ประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งคงไม่สะดวกเท่าชมสุริยุปราคาในประเทศไทยเราเอง ที่แม้จะไม่บังเต็มดวง แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดง่ายๆ เพราะเป็นสุริยุปราคาในวันครีษมายันนั่นเอง

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post นับถอยหลังสู่วันครีษมายัน 21 มิถุนายน วันที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน และปีนี้มีสุริยุปราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิคุ้มกันจากตัวลามา สู่ยาต้านโควิด-19 ความหวังใหม่ที่อยู่ระหว่างทดลอง https://thestandard.co/antibody-called-vhh-72/ Fri, 08 May 2020 14:57:14 +0000 https://thestandard.co/?p=361795

อูฐเคยเป็นสัตว์ตัวกลางในการนำไวรัสโคโรนาจากค้างคาวในชื่ […]

The post ภูมิคุ้มกันจากตัวลามา สู่ยาต้านโควิด-19 ความหวังใหม่ที่อยู่ระหว่างทดลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

อูฐเคยเป็นสัตว์ตัวกลางในการนำไวรัสโคโรนาจากค้างคาวในชื่อ MERS-CoV ก่อโรคเมอร์สระบาดสู่มนุษย์ในปี 2013 สัตว์อีกชนิดหนึ่งในตระกูลเดียวกันกับอูฐคือ ตัวลามาหรือยามา (Llama) ก็เป็นสัตว์ตัวกลางในการนำไวรัสโคโรนา HCoV-229E จากค้างคาวระบาดมาสู่มนุษย์เช่นเดียวกัน 

 

และล่าสุดปีนี้ เมื่อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่อย่าง SARS-CoV-2 นำโรคโควิด-19 มาระบาดใหญ่ในมนุษย์ทั่วโลกอีกครั้ง ก็ได้มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งสนใจที่จะนำภูมิคุ้มกันไวรัสในร่างกายสัตว์ตระกูลนี้มาศึกษา และก็พบเรื่องราวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทกซัสออสติน ประเทศเบลเยียม นำโดย รองศาสตราจารย์ด้านชีวโมเลกุล เจสัน แม็คเลลลัน ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Cell เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา เอกสารดังกล่าวผ่านขั้นตอน Peer-Reviewed และเผยแพร่ในระบบออนไลน์แล้ว เป็นเรื่องราวของการนำระบบการต้านไวรัสในลามามาช่วยผู้ป่วยโควิด-19 โดยการเชื่อมแอนติบอดี้ 2 เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแอนติบอดี้ตัวใหม่ที่มีความสามารถในการเข้าไปจับกับโปรตีนบริเวณหนามของไวรัสโคโรนา เป็นการขัดขวางไวรัสไม่ให้เข้าสู่เซลล์เป้าหมาย

 

รู้จักกับ ‘วินเทอร์’

ตัวจักรสำคัญในการศึกษาครั้งนี้คือ ‘วินเทอร์’ ลามาเพศเมียอายุ 4 ปี ในฟาร์มแห่งหนึ่งนอกเขตเมืองของเบลเยียม ซึ่งทุกวันนี้ วินเทอร์ ยังมีสุขภาพดี อยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ลามาและอัลปากาอีกราว 30 ชีวิต 

 

เรื่องราวของ วินเทอร์ เริ่มขึ้นในปี 2016 เมื่อเธอมีอายุเพียง 9 เดือน ก็ได้ถูกนำมาเข้าสู่การทดลองเพื่อหาภูมิคุ้มกันกับเชื้อของโรคซาร์สและเมอร์สที่เคยระบาดก่อนหน้านั้น หลังผ่านไป 6 สัปดาห์ เมื่อนำเลือดของ วินเทอร์ มาตรวจ ก็พบแอนติบอดี้ในเลือดของ วินเทอร์ ที่เรียกว่า VHH-72 แสดงคุณสมบัติว่า สามารถต้านไวรัสโคโรนา SARS-CoV-1 ตัวก่อโรคซาร์สได้จริง 

 

ร่างกายลามา หรืออัลปากา หรือสัตว์อื่นในตระกูลอูฐนั้น เมื่อมีสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรียหรือไวรัส ล่วงล้ำเข้าไป ระบบภูมิคุ้มกันของมันจะสร้างแอนติบอดี้ขึ้นมา 2 ชนิด ชนิดแรกมีลักษณะคล้ายแอนติบอดี้ที่มีในร่างกายมนุษย์เรา ชนิดที่สองจะมีขนาดเล็กเพียงหนึ่งในสี่ มีชื่อเรียกว่า Single-domain antibodies หรือแอนติบอดี้โดเมนเดี่ยว 

 

ซึ่งเจ้าแอนติบอดี้ขนาดเล็กนี้เองที่มีคุณสมบัติพิเศษ เนื่องจากมันสามารถเข้าไปจับกับสไปรค์โปรตีนบริเวณ ‘หนาม’ ของไวรัสโคโรนาได้อย่างเหนียวแน่น การที่สไปรค์โปรตีนของไวรัสโคโรนาถูกขัดขวางไว้เช่นนี้ ทำให้ไวรัสไม่อาจเข้าไปเกาะกับ ‘ตัวรับ’ ที่เซลล์โฮสต์ ไวรัสจึงเข้าไปในเซลล์นั้นเพื่อแพร่พันธุ์ต่อไปไม่ได้ ทำให้สัตว์ในกลุ่มนี้ไม่เจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสนี้แต่อย่างใด

 

 

Photo: www.nature.com/articles/s41579-018-0118-9/figures/2 

 

ทีมงานพบว่า แอนติบอดี้ VHH-72 จากเจ้าลามาวินเทอร์ สามารถจับกับสไปรค์โปรตีนของไวรัสโรคซาร์ส หรือ SARS-CoV-1 ได้เป็นอย่างดี และสามารถจับกับสไปรค์โปรตีนของไวรัสของโรคโควิด-19 หรือ SARS-CoV-2 ได้ด้วย แต่จับไม่แน่นพอ ต้องใช้แอนติบอดี้ VHH-72 นี้จำนวน 2 ชุด เชื่อมเข้าด้วยกันจึงได้ผล

 

ล่าสุด ทีมงานเตรียมขยายผลการทดลองไปสู่สัตว์กลุ่มอื่น เช่น หนูแฮมสเตอร์ และเตรียมนำไปทดลองในมนุษย์ต่อไป ทีมงานเชื่อว่า แอนติบอดี้จากลามาสามารถช่วยลดอาการของผู้ป่วยโควิด-19 ในขั้นวิกฤตได้ อย่างน้อยก็เป็นการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการระบาดใหญ่ของโรคนี้ ก่อนที่การผลิตวัคซีนเฉพาะโรคที่วิจัยกันอยู่ในหลายประเทศจะได้รับการอนุมัติให้ใช้จริง ซึ่งอาจต้องรออีกนานถึง 18 เดือน 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ภูมิคุ้มกันจากตัวลามา สู่ยาต้านโควิด-19 ความหวังใหม่ที่อยู่ระหว่างทดลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดมไม่ได้กลิ่น ชิมไม่รู้รส สัญญาณป่วยโควิด-19 ที่ชัดเจนกว่าอาการอื่น 10 เท่า https://thestandard.co/loss-of-smell-and-taste-validated-as-covid-19-symptoms-in-patients/ Thu, 16 Apr 2020 12:28:49 +0000 https://thestandard.co/?p=354794

ท่ามกลางการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ต้ […]

The post ดมไม่ได้กลิ่น ชิมไม่รู้รส สัญญาณป่วยโควิด-19 ที่ชัดเจนกว่าอาการอื่น 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางการระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ต้นเหตุของโรคโควิด-19 จนทำให้มียอดผู้ป่วยสะสมกลางเดือนเมษายน 2563 แล้วกว่า 2 ล้านรายทั่วโลก หนึ่งในสิ่งที่ผู้คนทั่วไปอยากรู้ เพื่อประเมินตัวเองว่าได้รับเชื้อไวรัสนี้แล้วหรือยังก็คือ อาการเบื้องต้นที่พอจะสังเกตได้จากภายนอก 

 

จากข้อมูลเท่าที่ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้ป่วยก็คือ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการไข้สูง ไอแห้ง หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย ซึ่งอาการเหล่านี้อาจไม่ปรากฏในผู้ติดเชื้อทุกราย หรือบางครั้งบุคคลที่มีอาการเหล่านี้อาจป่วยเป็นโรคอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ก็เป็นได้ 

 

แต่จากการศึกษาล่าสุดพบว่า มีอาการบอกเหตุเบื้องต้นที่ชัดเจนกว่านั้นมาก ที่ทำให้เราสามารถสังเกตได้ด้วยตนเองว่าติดโควิด-19 หรือยัง นั่นคือการสูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรสอย่างฉับพลัน

 

ก่อนหน้านี้เราอาจเคยได้เห็นข่าวผ่านตามาบ้างในเรื่องของการพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการสูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นและรับรส แต่ล่าสุดก็มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ลงในวารสาร International Forum of Allergy & Rhinology เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจาก UC San Diego Health นำโดยแพทย์หญิง Carol Yan ได้รายงานการค้นพบเชิงประจักษ์เป็นครั้งแรกที่เชื่อมโยงการสูญเสียประสาทสัมผัสการดมกลิ่นและรับรสกับโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ จนสามารถนำไปใช้ในประเมินโรคเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

 

ทีมงานของแพทย์หญิง Carol Yan สำรวจผู้ป่วย 1,480 ราย ที่ UC San Diego Health ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ถึง 29 มีนาคม 2563 หลังผู้ป่วยเหล่านี้ผ่านการตรวจหาเชื้อจากห้องแล็บแล้วพบว่า มีผลทดสอบโควิด-19 เป็นบวก จำนวน 102 ราย และมีผลทดสอบโควิด-19 เป็นลบ จำนวน 1,378 ราย

 

ทีมงานแยกผู้ป่วยที่ผลการทดสอบเป็นบวก 59 ราย จาก 102 ราย (58%) และผู้ป่วยที่ผลการทดสอบเป็นลบ 203 ราย จาก 1,378 (15%) ราย ออกมาทดสอบต่อในเรื่องการสูญเสียความสามารถในการรับรู้กลิ่นและรส พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่มีผลการทดสอบโควิด-19 เป็นบวก จะสูญเสียความสามารถในการดมกลิ่นถึง 68% (40 จาก 59 ราย) และสูญเสียความสามารถในการรับรสถึง 71% (42 จาก 59 ราย) ซึ่งในกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคอื่นที่ไม่ใช่โควิด-19 จะมีอาการเหล่านี้ไม่เกิน 17% เท่านั้น

 

จากการทดลองนี้ แพทย์หญิง Carol Yan ให้ความเห็นว่า การสูญเสียความสามารถในการรับรู้กลิ่นและรสเป็นลักษณะเฉพาะตัวของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ช่วยเราแยกความแตกต่างจากโรคอื่นที่มีอาการภายนอกใกล้เคียงกันได้ โดยผู้ป่วยที่เข้าข่ายนี้จะไม่สามารถดมกลิ่นหรือรับรสชนิดที่เรียกได้ว่าไม่รู้สึกรู้สาเลยทีเดียว แต่อาการเหล่านี้จะหายไปภายในเวลาไม่นาน เมื่อผู้ป่วยเริ่มฟื้นตัว และเพื่อเพิ่มความรอบคอบในการคัดกรองผู้เดินทางเข้าติดต่อธุระกับทาง UC San Diego Health ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เพิ่มการทดสอบการรับรู้กลิ่นและรสเข้าไปในระบบตรวจสอบแล้ว 

 

ขณะที่ไวรัส SARS-CoV-2 ต้นเหตุของโรคโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก หนึ่งในวิธีการที่ผู้คนสามารถใช้ในการสังเกตตัวเองได้ง่ายๆ คือ จู่ๆ ก็แทบไม่ได้กลิ่นน้ำหอมที่ชื่นชอบขึ้นมาอย่างกะทันหัน แม้จะเอาไปจ่อกับปลายจมูกก็ตาม หากพบอาการเช่นนี้ เพื่อเป็นการไม่ประมาท ก็ควรแยกตัวเองให้ห่างจากบุคคลรอบข้างเอาไว้ก่อน แม้ว่าจะไม่พบอาการป่วยอื่นๆ ร่วมด้วย 

 

ด้านทีมงานของแพทย์หญิง Carol Yan ยังหวังให้งานวิจัยของเธอชิ้นนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเพิ่มมาตรการการคัดกรองผู้ป่วยจากการติดเชื้อชนิดนี้ทั่วโลกต่อไป อย่างน้อยก็เป็นการเพิ่มหนทางในการระบุโรค โดยเบื้องต้นร่วมกับวิธีการอื่น เพื่อให้สามารถทำงานได้ถูกต้องและประหยัดเวลายิ่งขึ้น

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ดมไม่ได้กลิ่น ชิมไม่รู้รส สัญญาณป่วยโควิด-19 ที่ชัดเจนกว่าอาการอื่น 10 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิด-19 เข้าสู่เซลล์มนุษย์ได้อย่างไร ทำไมจึงระบาดได้รวดเร็วนัก https://thestandard.co/how-did-covid-19-enter-human-cells/ Sun, 05 Apr 2020 10:56:48 +0000 https://thestandard.co/?p=350676

ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ คำถามนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกั […]

The post โควิด-19 เข้าสู่เซลล์มนุษย์ได้อย่างไร ทำไมจึงระบาดได้รวดเร็วนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ คำถามนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกัน หรืออาจมองได้อีกแบบว่า ไวรัสมีลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีสมบัติของเซลล์ ไวรัสไม่มีเบตาบอลิซึม ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ ประกอบด้วยกรดนิวคลีอิกชนิด DNA หรือ RNA ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่เมื่อใดที่ไวรัสสามารถผ่านเข้าไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตได้ มันก็จะเริ่ม Copy ตัวเองออกมาเรื่อยๆ ‘อย่างอัตโนมัติ’ จนมีจำนวนมาก จากนั้นก็จะออกจากเซลล์โฮสต์ที่หมดสภาพ ซึ่งอาจตายหรือเปลี่ยนสภาพไป และเริ่มวนลูปทำซ้ำกับเซลล์ปกติเซลล์อื่นต่อไปเรื่อยๆ แต่หากไม่พบเซลล์สิ่งมีชีวิตใดๆ ไวรัสก็จะอยู่นิ่งๆ ไม่เพิ่มจำนวน และสุดท้ายหากสภาพแวดล้อมไม่อำนวย มันก็จะสลาย หรือ ‘ตาย’ ไปในที่สุด

 

ไวรัสมีหลากหลายชนิด หลากหลายรูปลักษณ์ทั้งแบบแท่ง แบบกลม หรือรูปทรงไม่สมมาตร โดยปกติแล้วไวรัสจะสามารถเข้าสู่เซลล์ และทำสำเนาตัวเองในเซลล์เป้าหมายที่เหมาะสมกับไวรัสแต่ละชนิดเท่านั้น เช่น ไวรัสพืช ก็จะเจาะเข้าไปได้เฉพาะในเซลล์พืช ไม่ส่งผลอะไรต่อเซลล์สัตว์และมนุษย์ ไวรัสในสัตว์ก็เช่นกัน จะส่งผลต่อสัตว์เท่านั้น ไม่มีผลต่อพืชหรือมนุษย์ ยกเว้นไวรัสจากสัตว์นั้นเกิดการกลายพันธุ์ จนสามารถขยายจำนวนในเซลล์มนุษย์ได้ เราเรียกว่าเกิดลักษณะ ‘Zoonotic’ คือระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์

 

ไวรัสโคโรนา หรือ CoV เป็นไวรัสชนิด RNA สายเดี่ยวเชิงบวกที่มีมากมายหลายสายพันธุ์ และส่วนใหญ่เราจะพบว่าไวรัสโคโรนาจะระบาดเฉพาะในสัตว์ เช่น ไวรัสโคโรนา bat-SL-CoVZC45 หรือ bat-SL-CoVZXC21 ที่ระบาดในสัตว์จำพวกค้างคาว เป็นต้น 

 

แต่ท่ามกลางจำนวนสายพันธุ์ที่หลากหลายนั้น มีไวรัสโคโรนาอยู่ 6 สายพันธุ์ ที่เกิดลักษณะ ‘Zoonotic’ นั่นคือการระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ อันได้แก่ ไวรัสโคโรนา  HCoV-229E, HCoV-NL63, HCoV-OC43 และไวรัสโคโรนา HCoV-HKU1 ซึ่งทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ส่งผลให้มนุษย์มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัด แต่ไม่รุนแรงเท่าใดนัก 

 

อีก 2 สายพันธุ์ที่เหลือที่เราน่าจะรู้จักกันดีเนื่องจากมีการระบาดระหว่างมนุษย์ด้วยกันจนเป็นข่าวไปทั่วโลกในยุคหนึ่ง นั่นคือไวรัสโคโรนา MERS-CoV ที่ก่อให้เกิดการระบาดของโรคเมอร์สเมื่อปี 2012 และไวรัสโคโรนา SARS-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส เมื่อปี 2003 

 

 

และแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2019 ที่ผ่านมา โลกก็ได้รู้จักไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์ที่ 7 นั่นคือ ไวรัสโคโนนา 2019-nCoV ซึ่งก่อให้เกิดการระบาดของโรคปอดอักเสบปริศนาในเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน ที่ในเวลาต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อไวรัสนี้เป็น SARS-CoV-2 เนื่องจากพบว่ารหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาใหม่ล่าสุดนี้มีส่วนคล้ายกับไวรัสโคโรนา SARS-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สเมื่อปี 2003 มากถึง 79% (บางงานวิจัยให้มากถึง 86%)

 

[ที่ผ่านมา โรคระบาดจากไวรัสโคโรนาจะตั้งชื่อโรคตามชื่อของไวรัส เช่น โรคเมอร์ส จากไวรัสโคโรนา MERS-CoV หรือโรคซาร์ส จากไวรัสโคโรนา SARS-CoV แต่มาครั้งนี้ องค์การอนามัยโลกตั้งชื่อโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 นี้ต่างออกไปจากวิธีการเดิม โดยให้เรียกชื่อโรคนี้ว่าโรค COVID-19 (โควิด-19) ซึ่งย่อมาจาก Coronavirus Disease 2019]

 

ไวรัส SARS-CoV-2 มาจากไหน

การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจากสัตว์สู่มนุษย์ มักเกิดจากการแพร่จากสัตว์ข้ามสายพันธุ์ก่อน โดยไวรัสจะไปกลายพันธุ์ในสัตว์ตัวกลาง เช่น ไวรัส MERS-Cov นั้นจะระบาดจากค้างคาวไปสู่อูฐ ซึ่งเป็นสัตว์ตัวกลางแล้วจึงข้ามมาสู่มนุษย์ 

 

มีผลการศึกษาล่าสุดว่าต้นกำเนิดของไวรัสโคโนาสายพันธุ์ใหม่หรือ SARS-Cov-2 อยู่ในค้างคาวเกือกม้าจีน (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Rhinolophus affinis) เนื่องจากพบระดับความเหมือนของจีโนมถึง 96.2% กับไวรัส BatCoV RaTG13 ที่แพร่ระบาดอยู่ใน​ค้างคาวชนิดนี้ จากนั้นไวรัสก็จะเริ่มระบาดเข้าสู่สัตว์ตัวกลาง ซึ่งในช่วงสองเดือนแรกเหล่านักวิทยาศาสตร์ต่างก็เกิดความสับสนว่าสัตว์ตัวกลางนี้คืออะไร เนื่องจากในตลาดสดหัวหนานในเมืองอู่ฮั่นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสนั้นส่วนใหญ่จะจำหน่ายอาหารทะเล ซึ่งเป็นการยากที่ไวรัสจะระบาดจากสัตว์เลือดอุ่นข้ามไปหาสัตว์เลือดเย็นเช่นสัตว์ทะเลเหล่านั้น จนมีหลายกลุ่มตั้งข้อสงสัยว่า ที่ไม่สามารถหาสัตว์ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างมนุษย์กับค้างคาวก็เพราะ SARS-CoV-2 เป็นไวรัสที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บ 

 

ต่อมาก็มีงานวิจัยที่พบว่า จีโนมไวรัสอาจเข้ากันได้กับงูทับสมิงคลาจีน ซึ่งไม่นานก็มีรายงานวิจัยออกมาปฏิเสธในเรื่องนี้ และสุดท้ายหลังมีการค้นหาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงเดือนมีนาคมปี 2020 ก็มีรายงานวิจัยออกมาว่า สัตว์ตัวกลางที่เป็นสะพานเชื่อมไวรัสจากค้างคาวสู่มนุษย์ก็คือ ‘ตัวนิ่ม’ ที่มีขายในตลาดสดหัวหนานนั่นเอง เป็นการจบข่าวลือเรื่องไวรัสประดิษฐ์ที่ปิดท้ายด้วยรายงานวิจัย​อีกชิ้นที่ยืนยันว่าไวรัสนี้มาจากธรรมชาติ​จริงๆ ไม่ใช่มาจากการสร้างขึ้นในห้องแล็บใดๆ

 

ขั้นตอนเข้าสู่เซลล์มนุษย์ของไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 

เอกลักษณ์ของไวรัสตระกูลโคโรนาทั้งหลายที่เหมือนกันคือ จะมีรูปร่างกลมและมีหนามรอบตัวเหมือนแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเรียก ‘โคโรนา’ นี้ หนามของไวรัสโคโรนาคือสไปค์โปรตีน (Spike Protein) หรือ เอส-โปรตีน ที่มีชื่อเรียกว่า RBD หรือ Receptor-Binding Domain ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไวรัสโคโรนาใช้สำหรับบุกรุกเข้าไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต​อื่น 

 

ขั้นตอนการเข้าสู่เซลล์นั้น ไวรัสโคโรนาแต่ละสายพันธุ์จะใช้ RBD ไปจับกับ ‘ตัวรับ’ ของเซลล์มนุษย์ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ไวรัสโคโรนา MERS-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคเมอร์สในปี 2012 นั้นจะใช้เอสโปรตีนของมันไปจับกับ ‘ตัวรับ’ ที่เป็นโปรตีน DPP4 ของเซลล์มนุษย์ ส่วนไวรัสโคโรนา SARS-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สในปี 2003 และไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ในเวลานี้ต่างก็จะเข้าไปจับกับ ‘ตัวรับ’  

 

Angiotensin-Converting Enzyme 2 หรือ ACE2 ที่เปลือกของเซลล์มนุษย์เหมือนๆ กัน จากนั้นมันก็จะสลายเปลือกออกแล้วส่งกรดนิวคลีอิก ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมหรือ RNA ของมันเข้าไปเริ่มกระบวนการ ‘ทำสำเนา’ ในเซลล์เป้าหมายนั้น

 

ทำไม SAR-CoV-2 ถึงระบาดได้เร็วนัก

ไวรัสโคโรนา SAR-CoV เวอร์ชันแรกที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สระบาดในช่วง 8 เดือนของปี 2003 นั้น ได้ทำให้มีผู้ป่วยในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 8,098 ราย มีผู้เสียชีวิต 774 ราย ซึ่งหากเทียบกับไวรัสโคโรนาซาร์สเวอร์ชัน 2 หรือ SAR-CoV-2 ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ในเวลานี้จะพบว่า ความเร็วในการระบาดแตกต่างกันมากมายหลายเท่าอย่างเทียบกันไม่ได้ เพราะในเวลาไม่ถึง 4 เดือนนับจากวันที่ 8 ธันวาคม 2019 ถึง 3 เมษายน 2020 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกเกินกว่า 1 ล้านราย และมีจำนวนผู้เสียชีวิตเกินกว่า 5 หมื่นรายเลยทีเดียว

 

 

เหตุผลแรกที่ไวรัสโคโรนาซาร์สเวอร์ชัน 2 หรือ SAR-CoV-2 สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็ว ปรากฏอยู่ในรายงานวิจัย ที่ลงตีพิมพ์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2020 ในวารสาร Sciencemag ที่ทีมวิจัยพบว่า สไปค์โปรตีนของไวรัส SAR-CoV-2 ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 นี้ สามารถจับกับตัวรับ ACE2 บนเซลล์มนุษย์ได้อย่าง ‘ยึดแน่น’ กว่าไวรัสโคโรนา SAR-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์สเมื่อปี 2003 ถึง 10 เท่า

 

เหตุผลที่ 2 ปรากฏในรายงานวิจัย ที่ลงตีพิมพ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2020 ในวารสาร Nature ที่ทีมวิจัยพบว่าเอนไซม์ที่เรียกว่า ‘ฟูริน’ (Furin) ที่มีอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ในอวัยวะภายในหลายแห่งของร่างกายมนุษย์ มีผลไปกระตุ้นสไปค์โปรตีนของไวรัสโคโรนา SAR-CoV-2 ให้เข้ามาจับกับ ‘ตัวรับ’ ได้ง่ายขึ้นกว่าไวรัสโคโรนา SAR-CoV เวอร์ชันแรก ซึ่งไม่ถูกกระตุ้นโดยเอนไซม์ที่เรียกว่า ‘ฟูริน’ นี้แต่อย่างใด

 

เหตุผลที่ 3 ปรากฏในบทความจาก The Guardian อ้างถึงงานวิจัยหลายชิ้น​ที่พบว่า สไปค์โปรตีนของไวรัสโคโรนา SAR-CoV-2 นั้น ‘แข็งแรง’ กว่าสไปค์โปรตีนของ ไวรัสโคโรนา SAR-CoV ถึง 4 เท่า และสามารถจับกับ ‘ตัวรับ’ ของเซลล์ทางเดินหายใจส่วนบนได้เลย ไม่ต้องลงลึกไปถึงปอดเหมือนไวรัสโคโรนาเวอร์ชันแรก รวมทั้งการที่ถูกกระตุ้นผ่านทางเอนไซม์ ‘ฟูริน’ ทำให้ไวรัสโคโรนา SAR-CoV-2 สามารถเช้าไปจับกับเซลล์ที่อวัยวะภายในหลายแห่งได้พร้อมๆ กัน 

 

เหตุผลที่ 4 คือผู้ป่วยโรคโควิด-19 จำนวนมาก ไม่ปรากฏว่ามีอาการของโรคให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ไม่มีไข้ ไม่มีอาการไอ แต่บุคคลเหล่านั้น​กลับสามารถเป็นพาหะนำโรคไปสู่วงกว้าง ซึ่งยากแก่การป้องกันเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนโรคซาร์สสมัยปี 2003 ที่ผู้ป่วยจะมีอาการป่วยให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ ยังมีรายงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบว่า ผู้ป่วยโรคโควิด-19 บางคนยังสามารถแพร่เชื้อไวรัสต่อไปได้อีกถึง 8 วัน หลังจากอาการต่างๆ หายดีหมดแล้ว นั่นยิ่งทำให้การระวังป้องกันยากเข้าไปอีก 

 

เหตุผลที่ 5 คือไวรัสโคโรนา SAR-CoV-2 ยังมีความใหม่ต่อการเรียนรู้ เช่น ความสามารถในการแพร่เชื้อทางอากาศหรือ Airborne นั้นก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนตามข้อแถลงขององค์การอนามัยโลก หรือปริศนาการกลับมาเป็นซ้ำ นั่นคือการที่ผู้ป่วยหลายรายในประเทศจีนและญี่ปุ่นที่มีผลทดสอบเชื้อเป็นลบ และกลับออกจากโรงพยาบาลแล้ว พบว่าเวลาผ่านไปไม่นานผลทดสอบเชื้อในผู้ป่วยเหล่านี้กลับเป็นบวกอีกครั้ง และยังมีอีกมากที่เหล่าแพทย์ทั่วโลกและนักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่า ได้รู้จักไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้อย่างชัดเจนแล้ว เป็นผลให้อัตราการระบาดคงอยู่ในระดับสูงเนื่องจากความยากในการระวังป้องกัน

 

เหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าโลกกำลังประสบภัยพิบัติใหม่ที่มนุษย์ต้องทุ่มเทสรรพความรู้ รวมทั้งทรัพยากรทุกสิ่งที่มีเพื่อแข่งขันเอาชีวิตรอดกับวัตถุจากธรรมชาติ ที่แน่นอนว่าไม่มีสมองและเกือบจะเป็นสิ่งไม่มีชีวิตเช่นไวรัส เวลาทุกวินาทีถูกใช้ไปกับการพยายามเข้าใจ SARS-CoV-2 แต่อย่างน้อยเรารู้แล้วว่ามันเข้าสู่เซลล์ของเราอย่างไร นั่นนำไปสู่การสร้างวัคซีน เรารู้แล้วว่ามันเข้าสู่ร่างกายของเราอย่างไร นั่นนำไปสู่การปรับวิถีการใช้ชีวิต อยู่ให้ห่างกัน ล้างมือที่ปนเปื้อนเพื่อไม่ให้ส่งไวรัสเข้าสู่ตา จมูก ปากโดยไม่รู้ตัว สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าใกล้กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รอจนกว่าเราจะเข้าใจไวรัสนี้อย่างแจ่มแจ้ง และวันนั้นชัยชนะของมนุษย์ก็จะมาถึง

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post โควิด-19 เข้าสู่เซลล์มนุษย์ได้อย่างไร ทำไมจึงระบาดได้รวดเร็วนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิจัยพบ ไวรัสโคโรนาสามารถปนเปื้อนอยู่บนสิ่งของต่างๆ ได้นานถึง 9 วัน https://thestandard.co/corona-virus-research-say-it-can-stay-for-9-days/ Fri, 14 Feb 2020 03:03:12 +0000 https://thestandard.co/?p=331119

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงบนวารสาร Journal of Hospital […]

The post วิจัยพบ ไวรัสโคโรนาสามารถปนเปื้อนอยู่บนสิ่งของต่างๆ ได้นานถึง 9 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงบนวารสาร Journal of Hospital Infection เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่าไวรัสโคโรนาสามารถมีชีวิตอยู่นอกร่างกายมนุษย์บนวัตถุสิ่งของต่างๆ ได้นานถึง 9 วัน ซึ่งถือว่านานกว่าความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่าไวรัสนี้อยู่ได้ไม่กี่ชั่วโมงบนสิ่งไร้ชีวิต

 

ท่ามกลางการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีต้นกำเนิดมาจากการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่มนุษย์ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบที่องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เรียกอย่างเป็นทางการว่า ‘Covid-19’ ซึ่งมีระยะฟักตัว 2-10 วัน** และติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ผ่านทางของเหลวจากทางเดินหายใจ เช่น การไอ จาม หรือปนเปื้อนจากการสัมผัสบนนิ้วมือ เข้าสู่ร่างกายผู้รับได้ทั้งทางปาก จมูก และเยื่อบุตา 

 

โรคนี้ก่อให้เกิดอาการปอดอักเสบรุนแรง แม้มีอัตราการเสียชีวิตไม่เกิน 3% จากผลวิจัยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2020 แต่โรคนี้กลับมีอัตราการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แม้มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญกำหนดเป็นข้อปฏิบัติต่างๆ แก่ประชาชนเพื่อป้องกันตัวเอง ทำให้เวลานี้จำนวนผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 มีจำนวนมากกว่าผู้เสียชีวิตจาก SARS ในปี 2003 และ MERS ในปี 2012 แล้ว

 

หลังจากการเปิดเผยจีโนมของไวรัสจากทางประเทศจีนเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา เหล่านักวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างพากันเร่งมือคิดค้นยาต้านไวรัสและวัคซีนอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ทันต่อการระบาดของโรคนี้ นักวิทยาศาสตร์ในส่วนอื่นก็ช่วยกันในด้านการวิจัยเพื่อให้ได้ข้อมูลของไวรัสนี้ให้มากที่สุด เพื่อลดอัตราความเร็วในการระบาดของโรคร้ายนี้ลงให้ได้

 

ทีมงานจาก University Medicine Greifswald ในประเทศเยอรมนี นำโดย ศ.กุนเทอร์ คัมป์ฟ ได้ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่าไวรัสโคโรนานั้นจะสามารถมีชีวิตอยู่บนวัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นเวลานานเท่าใด ซึ่งในการทดลองนี้ได้นำไวรัสตัวเดิมในตระกูลโคโรนาคือ SARS-CoV และ MERS-CoV มาทดสอบร่วมกับไวรัสอื่นๆ เช่น ไวรัสกระเพาะและลำไส้อักเสบ TGEV, ไวรัสตับอักเสบในหนู MHV, และไวรัสอื่นบางสายพันธุ์ที่ติดต่อกันในสัตว์ เช่น CCV

 

ผลการทดลองพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆ สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวสิ่งของต่างๆ เช่น โลหะ ไม้ กระดาษ แก้ว พลาสติก ได้นานมากที่สุดถึง 9 วัน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 วัน ตัวแปรอยู่ที่อุณหภูมิและความชื้น 

 

หากวัตถุนั้นๆ (ซึ่งมักเป็นส่วนประกอบของสิ่งของต่างๆ ในห้องผู้ป่วย) อยู่ในอุณหภูมิที่ค่อนข้างเย็นและชื้น ไวรัสก็จะมีชีวิตยืนยาวขึ้น และตราบใดที่มันยังมีชีวิตอยู่ในจำนวนที่มากพอควร ไวรัสนี้ก็ยังมีความสามารถในการแพร่เชื้อเช่นเดิมเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์

 

นอกจากการทดลองหาอายุของไวรัสบนวัตถุสิ่งของแล้ว ทางทีมงานยังได้ทำการทดลองเพื่อหาหนทางกำจัดไวรัสโคโรนาที่ปนเปื้อนบนสิ่งต่างๆ อีกด้วย และพบว่าไวรัสนี้จะตายภายใน 1 นาทีเมื่อสัมผัสเอทานอล 62-71%, ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5% หรือโซเดียมไฮโปคลอไรต์ 0.1% 

 

ศ.กุนเทอร์ คัมป์ฟ อธิบายว่าเมื่อเราทำความสะอาดพื้นผิววัตถุต่างๆ ด้วยสารฆ่าเชื้อทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมาข้างต้นในระดับความเข้มที่กำหนดไว้ ไวรัสโคโรนาจะลดจำนวนจากล้านหน่วยเหลือเพียงร้อยหน่วยภายในเวลาไม่ถึงนาที 

 

สารฆ่าเชื้อทางชีวภาพอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ 0.05-0.2% หรือคลอร์เฮกซิดีนกลูโคเรต 0.02% นั้น ทางทีมงานทดสอบแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพในการฆ่าไวรัสโคโรนาไม่ดีนัก ความเร็วในการกำจัดเชื้อน้อยกว่าสารฆ่าเชื้อ 3 ชนิดแรก

 

ความรู้จากผลการวิจัยนี้ทำให้เราต้องกลับมาเพิ่มความระมัดระวังในการสัมผัสสิ่งของต่างๆ ทั้งในกรณีที่เป็นผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหรือประชาชนทั่วไปที่ในชีวิตประจำวันจะต้องใช้มือหยิบจับวัตถุสิ่งของตามที่สาธารณะต่างๆ เช่น ธนบัตร ปุ่มลิฟต์ ราวจับบนรถเมล์รถไฟฟ้า ราวบันไดสะพานลอย ฯลฯ ซึ่งอาจมีการปนเปื้อนไวรัสต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว เมื่อเราสัมผัสวัตถุเหล่านั้นแล้วเผลอนำปลายนิ้วมาแตะขอบตา สัมผัสใกล้รูจมูก หรือแม้แต่มุมปาก ก็อาจทำให้ไวรัสต่างๆ ที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสายพันธุ์ไหนเข้าสู่ร่างกายได้ 

 

เราจึงควรหมั่นล้างมือให้ถูกวิธีอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือก็ต้องระวังว่าจะเป็นตัวกลางในการสะสมเชื้อ ทางด้านเจ้าของอาคารสถานที่หรือผู้รับผิดชอบรถโดยสารสาธารณะต่างๆ ก็อาจใช้สารฆ่าเชื้อตามชนิดและความเข้มที่แนะนำในบทความนี้ คอยเช็ดถูปุ่มกดลิฟต์และส่วนสัมผัสต่างๆ เช่น มือจับประตู ราว เสา หรือห่วงสำหรับผู้โดยสารบนรถ เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสลง

 

**ระยะฟักตัวของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 นี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันและมีงานวิจัยแย้งออกมาเป็นระยะ เช่น บางงานวิจัยระบุว่าระยะฟักตัวอาจนานถึง 24 วัน

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง: 

 

The post วิจัยพบ ไวรัสโคโรนาสามารถปนเปื้อนอยู่บนสิ่งของต่างๆ ได้นานถึง 9 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยาน TESS พบโลกที่มีดวงอาทิตย์​ 2 ดวง แบบดาว ‘ทาทูอิน’ ในภาพยนตร์​เรื่อง Star Wars https://thestandard.co/tess-mission-uncovers-its-1st-world-with-two-stars/ Mon, 13 Jan 2020 01:38:03 +0000 https://thestandard.co/?p=319840 Star Wars

นิยายปรัมปราของจีนมีเรื่องของโลกเราสมัยโบราณที่มีดวงอาท […]

The post ยาน TESS พบโลกที่มีดวงอาทิตย์​ 2 ดวง แบบดาว ‘ทาทูอิน’ ในภาพยนตร์​เรื่อง Star Wars appeared first on THE STANDARD.

]]>
Star Wars

นิยายปรัมปราของจีนมีเรื่องของโลกเราสมัยโบราณที่มีดวงอาทิตย์มากมายถึง 10 ดวงในคราเดียว ซึ่งทำให้โลกในเวลานั้นร้อนจนแทบมอดไหม้ จนพระเจ้าเหยา กษัตริย์แห่งมวลมนุษย์ทนไม่ไหว ต้องขอให้แม่ทัพสวรรค์ผู้เก่งกาจ โฮ่วอี้ (后羿) ผู้เป็นสามีของเทพธิดาดวงจันทร์ ฉางเอ๋อ ไปจัดการ และเขาก็ใช้ธนูยิงดวงอาทิตย์ดับไป 9 ดวง เหลือเพียงดวงเดียวดังเช่นในปัจจุบัน หรือในภาพยนตร์ฮอลลีวูด เช่น Star Wars ก็มีเรื่องของดาวเคราะห์ชื่อ ทาทูอิน (Tatooine) ดาวบ้านเกิดครอบครัวสกายวอล์กเกอร์ ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเป็นโลกที่มีดวงอาทิตย์มากถึง 2 ดวง สร้างความร้อนระอุจนภูมิประเทศของดาวดวงนี้เต็มไปด้วยทะเลทรายทุกหนแห่งกลายเป็นภาพจำของแฟนภาพยนตร์ เรื่องนี้ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว โลกในจินตนาการแบบนิยายจีนที่มีดวงอาทิตย์ 10 ดวงนั้น แทบเป็นไปไม่ได้ แต่โลกแบบ ‘ทาทูอิน’ ที่มีดวงอาทิตย์ 2 ดวงนั้น เป็นไปได้อย่างแน่นอน เพราะมีการค้นพบของจริงแล้ว

 

เราเรียกดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ 2 ดวง ว่า Circumbinary planet ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ก็ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์ลักษณะนี้ในหลายระบบดาว ระบบแรกที่พบในปี 2005 เป็นผลงานจากดาวเทียมฮิปปาร์คอสขององค์การอวกาศยุโรปที่เวลานี้ปลดประจำการไปแล้ว ชื่อระบบดาว HD 20226 ต่อมาในปี 2011 ยานอวกาศ ‘เคปเลอร์’ ซึ่งเป็นยานอวกาศลำสำคัญที่ทำหน้าที่ตามล่าหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของ NASA ก็ได้ทำผลงานการค้นพบอีกหลายระบบดาว โดยมี Kepler-16 เป็นระบบดาวแรกในปี 2011 ตามมาด้วย Kepler 47 ในปี 2012 จากนั้นก็ Kepler 453 ในปี 2015 และ Kepler 1647 ในปี 2016 และค้นพบต่อมาอีกเรื่อยๆ รวมทังสิ้น 10 ถึงระบบดาว 

 

ต่อมาเมื่อยานอวกาศ ‘เคปเลอร์’ หมดพลังงานลงและถูกปลดประจำการไปในปี 2018 หน้าที่การตามล่าหาดาวเคราะห์​นอก​ระบบสุริยะที่ไม่ว่าจะเป็น​ชนิดไหน ก็ตกเป็น​ของยานอวกาศน้องใหม่ของ NASA นั่นคือยาน TESS (Transiting Exoplanet Survey Satellite) และล่าสุดยาน TESS ก็ไม่น้อยหน้ายานรุ่นพี่ เมื่อประสบความสำเร็จในการค้นพบ Circumbinary planet หรือดาวเคราะห์ที่มีดวงอาทิตย์ 2 ดวงบ้าง โดยระบบดาวที่พบและถือเป็นผลงานแรกของ TESS นี้มีชื่อว่า TOI 1338 อยู่ห่างจากโลกออกไป 1,300 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาว Pictor 

 

ดวงอาทิตย์ 2 ดวง ซึ่งก็คือดาวฤกษ์ 2 ดวงในระบบดาวนี้ ได้แก่ ดาวฤกษ์ A หรือชื่อเต็ม TOI 1338 A มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 10% ดาวฤกษ์อีกดวงคือ ดาวฤกษ์ TOI 1338 B มีขนาดเล็กเพียง 1 ใน 3 ของดวงอาทิตย์ ทั้งคู่โคจรรอบกันและกันในทุก 15 วัน

 

ดาวเคราะห์หนึ่งเดียวในระบบดาวนี้คือ ดาวเคราะห์ b หรือชื่อเต็ม TOI 1338 b (สังเกตว่าการเรียกชื่อดาวเคราะห์จะใช้อักษรอังกฤษตัวเล็ก ส่วนชื่อดาวฤกษ์ในระบบดาวคู่จะใช้อักษรใหญ่) เป็นดาวเคราะห์แก๊สที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกเราถึง 6.9 เท่า หรือประมาณได้ว่ามีขนาดใหญ่กว่าดาวเนปจูน แต่เล็กกว่าดาวเสาร์ โคจรแทบจะเป็นระนาบเดียวกับดวงอาทิตย์ทั้งสองของมัน ทำให้การสังเกตค่าการแปรแสงได้ยากมาก แต่นักเรียนไฮสคูล วูล์ฟ คูเคียร์ จาก Scarsdale High School ก็สามารถมองเห็นช่วงการตกลงของกราฟความเข้มแสงที่ส่งมาจากยานอวกาศ TESS ได้สำเร็จ ขณะที่เขากำลังฝึกงานภาคฤดูร้อนทางด้านดาราศาสตร์อยู่ในศูนย์ Goddard Space Flight Center ของ NASA ที่เมืองกรีนเบลต์ รัฐแมริแลนด์ จากนั้นเขาก็ได้อัปโหลดข้อมูลที่ค้นพบนี้ไปยังโครงการวิทยาศาสตร์ของพลเมือง Planet Hunters TESS ถือเป็นผลงานการค้นพบ Circumbinary planet หรือดาวเคราะห์แบบ ‘ทาทูอิน’ ในภาพยนตร์ Star Wars ซึ่งมีดวงอาทิตย์ 2 ดวง เป็นครั้งแรกของยาน TESS และมีการประกาศการค้นพบครั้งนี้เมื่อวันจันทร์ที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ในที่ประชุมสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน ครั้งที่ 235 จัดขึ้นที่เกาะฮาวาย 

 

ยาน TESS ยังมีช่วงเวลาทำงานต่อไปอีกยาวนาน และในเดือนมีนาคมปีหน้า (2021) ยังจะมียานลำที่ล้ำหน้ากว่า นั่นคือ ยาน ‘เจมส์ เวบบ์’ ส่งตามขึ้นไป เพื่อช่วยกันสอดส่องค้นหาดาวเคราะห์ต่างๆ ที่อยู่ไกลออกไปในระบบดาวต่างๆ ทั่วจักรวาล เชื่อว่าวันใดวันหนึ่งเราอาจได้พบดาวเคราะห์ในระบบดาวอื่นที่มีความแปลกใหม่น่าสนใจอย่างแน่นอน 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ยาน TESS พบโลกที่มีดวงอาทิตย์​ 2 ดวง แบบดาว ‘ทาทูอิน’ ในภาพยนตร์​เรื่อง Star Wars appeared first on THE STANDARD.

]]>