Guest – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/guest/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Aug 2026 02:59:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง https://thestandard.co/thai-security-strategy-neighbors/ Mon, 10 Aug 2026 02:59:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1240113 ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน […]

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน สะท้อนประเด็นความมั่นคงและยุทธศาสตร์

“เนื้อควายมีรสชาดเหมือนกันเสมอในสองฝากฝั่งของเส้นเขตแดน”

 

Sitting Bull

 

ผู้นำเผ่าอินเดียนแดงในการต่อสู้กับการขยายพื้นที่ของรัฐบาลอเมริกัน

 

“สงครามมีเจตนาเพียงประการเดียวคือ การเบี่ยงเบนประเด็นจากปัญหาสังคม”

 

Albert Marius Soboul

 

นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส

 

“ความไร้เหตุผลมักจะทำให้สงครามเกิดได้ง่าย”

 

George H. Quester

 

นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน

 
 

 

กล่าวนำ

 

ในบริบทของนโยบายต่างประเทศไทยนั้น ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับบรรดารัฐเพื่อนบ้านเป็นหัวข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในกระบวนการทำยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงไทย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์กับรัฐข้างเคียงที่มีแนวพรมแดนติดต่อกัน หรือมีสถานะเป็น “รัฐเพื่อนบ้าน” ที่ไม่ต่างไปจากความเป็นเพื่อนบ้านข้างเคียงในชีวิตประจำวันของเรา

 

สำหรับรัฐเล็กแล้ว ชีวิตประจำวันของความเป็นรัฐนั้น มีเรื่องราวมากมายที่เกี่ยวโยงกับเพื่อนบ้าน หรือบางทีเรื่องราวเหล่านี้ก็กลายเป็นปัญหาได้ไม่ยาก อันเป็นผลมาจากการมีชายแดนติดต่อกัน หรือในประวัติศาสตร์สงครามของรัฐเล็กเช่นนี้ ถ้ารบก็เป็นการรบกับเพื่อนบ้านข้างเคียงเท่านั้น เพราะรัฐเหล่านี้ไม่มีขีดความสามารถที่จะทำการรบระยะไกลเช่นรัฐมหาอำนาจใหญ่ แต่ในหลายครั้ง บรรดารัฐเล็กก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่ใช่จะต้องรบกันไปเสมอ หรือเป็นช่วงที่ปลอดจาก “สงครามเพื่อนบ้าน”

 

แต่ก็ไม่ได้บอกแบบ “โลกสวย” ว่าไม่มีสงคราม จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่มีปัญหาระหว่างรัฐที่มีชายแดนติดต่อกัน หรือบอกว่า ความสัมพันธ์ทุกอย่างเดินไปอย่างราบเรียบสบายๆ

 

ความเป็นรัฐที่มีแนวพรมแดนเช่นนี้จึงมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อีกว่า รัฐเหล่านี้จะต้อง “อยู่ร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย” เพราะความเป็นจริงของภูมิศาสตร์คือ ไม่ชอบกันอย่างไร … จะเกลียดกันอย่างไร ก็ย้ายหนีจากกันไม่ได้ หรือต่อให้สร้างสิ่งกีดขวางใดๆ ในทางกายภาพ ก็ใช่ว่าจะตัดพื้นที่ให้ “ขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิศาสตร์ หรือ “แยกขาดจากกัน” ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ความเชื่อเรื่อง “กำแพงสูง”

 

ในสภาพที่เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น ผู้คนจึงมักมีความเชื่อเสมอว่า วิธีการป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดคือ การสร้างสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก หรือเพื่อป้องกันการเข้าตีทางทหารของฝ่ายข้าศึก ไม่ต่างจากชีวิตประจำวันที่เชื่อว่า วิธีป้องกันภัยที่ดีที่สุดให้แก่บ้านของเราคือ สร้างรั้วให้สูงและแข็งแรง แล้วภัยจากภายนอกจะเข้ามาไม่ได้ เช่น อย่างน้อยขโมยและโจรจะเข้ามาไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งกีดขวางที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะใช้กีดขวางบางสิ่งบางอย่างได้บ้างในบริบทของความเป็นรัฐ เช่น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการรุกรานของชนเผ่าทางเหนือ แต่ก็ใช่ว่ากำแพงเมืองจีนจะป้องกันข้าศึกจากภายนอกได้ตลอดไป เพราะในยุคต่อมาก็มีชนเผ่ามองโกลและพวกแมนจู สามารถบุกทำลายกำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ

 

ในยุคปัจจุบันคือ แนว “กำแพงทรัมป์” ที่แบ่งเส้นเขตแดนระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันการเข้ามาของผู้อพยพผิดกฎหมายจากอเมริกาใต้ ซึ่งก็ท้าทายอย่างมากว่า กำแพงของทรัมป์จะสามารถป้องกันปัญหาผู้อพยพได้จริงเพียงใด

 

สิ่งที่ท้าทายอย่างมากคือ ระบบรั้วป้องกันชายแดนแบบไฮเทคของอิสราเอล หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “Iron Dome” ซึ่งได้รับการยอมรับว่า เป็นระบบป้องกันชายแดนที่ดีที่สุดของโลก แต่สุดท้ายก็กลายเป็นความล้มเหลว ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสสามารถบุกทำลายแนวป้องกันนี้ และนำกำลังเข้าไปก่อเหตุรุนแรงในดินแดนของอิสราเอลได้อย่างคาดไม่ถึง จนกลายเป็นสงครามกาซ่าในเวลาต่อมา

 

ข้อสังเกตอย่างสังเขปในข้างต้นว่า ยุทธศาสตร์ในแบบสร้าง “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ว่าจะปรากฏในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้านได้จริง สภาวะที่ “สิ่งกีดขวางชายแดน” ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ความเชื่อที่วางน้ำหนักไว้กับการสร้างสิ่งกีดขวางเช่นนี้ ว่าที่จะจริงแล้ว อาจไม่แตกต่างจาก “กำแพงทรัมป์” ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมาก

 

เรื่องราวเช่นนี้ จึงเป็นดังประเด็นชวนคิดว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น เราคงจะมียุทธศาสตร์อย่างไร ดังที่กล่าวแล้วว่า ในความเป็นจริงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมนั้น ไทยไม่สามารถอยู่ในภาวะของการมีความขัดแย้งระยะยาว หรือที่อาจใช้ในภาษาของสงครามในยุคปัจจุบันได้ว่า ไทยจะต้องไม่อยู่ในสภาวะที่เป็น “Forever War” คือตกอยู่ในสภ่าพของ “สงครามตลอดกาล“ กับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มองไม่เห็น “แสงสว่างของสันติภาพ” ที่ปลายอุโมงค์

 

ดังนั้น การคิดเรื่องนโยบายไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านนั้น จึงต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงทางยุทธศาสตร์ จะคิดด้วยการวางจินตนาการบนรูปแบบความสัมพันธ์ของโลกในอดีตเช่น ในยุคก่อนการกำเนิดของรัฐสมัยใหม่นั้น อาจจะไม่ตอบปัญหาเรื่อง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เราไม่อาจคิดถึงความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวแบบของยุคกรุงศรีอยุธยา หรือเชื่อว่า เราจะบุกเข้าตีประเทศเพื่อนบ้านเช่นที่กองทัพราชอาณาจักรอยุธยาเคยรุกเข้าตีจนถึงเมืองหลวงของเพื่อนบ้านมาแล้ว เป็นต้น

 

ยุคสงครามเย็น สู้กับภัยคอมมิวนิสต์ด้วยกัน

 

หากมองย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดารัฐอาณานิคมเริ่มก่อตัวเป็นรัฐเอกราช ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเอกราชด้วยความยินยอมจาการสมัครใจของมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม หรือได้มาด้วยการทำสงครามเรียกร้องเอกราช ก็ตาม

 

ฉะนั้นโลกยุคหลังสงครามโลก จึงเป็นโลกของ “ยุคได้รับเอกราช” ของบรรดาชาติอาณานิคมต่างๆ อันนำไปสู่การกำเนิดของบรรดา “ประเทศใหม่” (The New Nations)

 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ้นจากสยาม (หรือประเทศไทย) แล้ว บรรดาเพื่อนบ้านที่เคยทำสงครามต่อกันมานั้น ล้วนเคยถูกรัฐมหาอำนาจเจ้าอาณานิคมเข้ายึดครองทั้งสิ้น อันเป็นผลให้สภาวะแวดล้อมรอบตัวสยามคือ รัฐเจ้าอาณานิคมดำรงอยู่ทั้ง 2 ฝากฝั่งของเส้นพรมแดน … สยามจึงเสมือนถูกโอบล้อมจากรัฐมหาอำนาจตะวันตก ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเส้นพรมแดนคือ “จักรวรรดิอังกฤษแห่งอินเดีย” (the British India) และด้านตะวันออกคือ “จักรวรรดิฝรั่งเศสแห่งอินโดจีน” (French Indochina)

 

เมื่อรัฐเหล่านี้ได้รับเอกราชในยุคสงครามเย็น สิ่งที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ “สงครามปลดปล่อย” ที่ขับเคลื่อนโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และไม่มีประเทศไหนในภูมิภาคไม่มีสงครามคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในบ้าน รวมทั้งในไทยเองก็ตาม และสงครามคอมมิวนิสต์เป็นปัญหาความมั่นคงที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลในภูมิภาคต้องเผชิญ และเป็น “โจทย์ความมั่นคง” ที่ทั้งรัฐมหาอำนาจภายนอกและบรรดารัฐเล็กๆ ในภูมิภาค ได้ร่วมกันต่อสู้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐเพื่อนบ้านจึงถูกกำหนดจากโจทย์ความมั่นคงเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งเป็นผลของการเชื่อมต่อของพรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค และประเด็นอีกส่วนที่เห็นชัดคือ ปัญหาการขยายตัวของอุดมการณ์และสงครามคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ไม่ใช่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใดเท่านั้น

 

คำถามหลักในสภาวะของสงครามเย็นคือ สงครามคอมมิวนิสต์จากเพื่อนบ้านจะขยายเข้าไทยหรือไม่?

 

ดังนั้นในสภาวะเช่นนี้ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยจึงมีนัยถึงการป้องกันการขยายตัวของสงครามในประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ลุกลามเข้าไทย ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปล่อยให้เกิดสถานการณ์ที่ลากไทยให้ต้องรบกับเพื่อนบ้าน เพราะการทำเช่นนั้น จะทำให้สงครามภายนอกขยายตัวเข้ามาในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สภาวะดังกล่าว ทำให้ไทยต้องหาทางสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองมากที่สุด ยุทธศาสตร์เดิมที่เน้นเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับรัฐเพื่อนบ้าน อาจจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุคหลังการสิ้นสุดของสงครามเวียดนามในปี 1975 (พ.ศ. 2518) ที่มีนัยโดยตรงถึงการถอนตัวทางทหารของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ประกอบกับปัญหาสงครามกลางเมืองในกัมพูชาที่จบลงในปี 1979 (พ.ศ. 2522) ด้วยชัยชนะของกองทัพเวียดนาม

 

ผลจากความพลิกผันเช่นนี้ยิ่งทำให้นักความมั่นคงไทยต้องคิดถึงปัญหาทางยุทธศาสตร์ของไทยมากขึ้น สภาวะทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในปี 1975 และสภาวะเช่นนี้้เปลี่ยนซ้ำอีกครั้งในปี 1979 จนเป็นดังการสร้างความเข้มข้นของสงครามเย็นในภูมิภาค และภูมิภาคแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจนในมิติทางอุดมการณ์ และไทยกลายเป็น “รัฐแนวหน้า” (Frontline State) ของสงครามภูมิภาค

 

ยุคโลกาภิวัตน์ หากินด้วยกัน

 

ข้อสรุปที่ชัดเจนคือ ไทยไม่สามารถดำรงอยู่ในความขัดแย้ง หรือตกอยู่ในภาวะ “สงครามเย็น” กับรัฐเพื่อนบ้านได้อย่างยาวนาน หรือที่ใช้ในสำนวนของภาษาสงครามสมัยปัจจุบันคือ ไทยจะต้องไม่เข้าไปติดกับ “สงครามตลอดกาล” หรือ “Forever War” ที่สงครามมีระยะเวลานาน อันอาจจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ในสภาวะเช่นนี้ ไทยต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งกลายเป็นความสัมพันธ์ด้านหลักระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน จนทำให้ไทยไม่สามารถขยับตัวไปสู่การจัดการปัญหาอื่นๆ ได้ นอกจากเตรียมรับ “สงครามชายแดน” ซึ่งภาระสงคราม/ความขัดแย้งเช่นนี้ จะไม่ช่วยให้ไทยสร้าง “บทบาทนำ” ในเวทีภูมิภาคได้เลย มีแต่จะมีปัญหาต่อเนื่องไปไม่หยุด

 

อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุด เราคงต้องให้เครดิตกับบรรดา “นักยุทธศาสตร์แห่งบ้านพิษณุโลก” ที่กล้าเสนอแนวคิดแบบฝ่ากระแส และยังต้องยกเครดิตให้กับความกล้าหาญของอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหวัณ ด้วยการนำเสนอนโยบายแบบพลิกขั้วคือ “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ที่จากเดิมนโยบายไทยต่อเพื่อนบ้านจะเน้นในเรื่องของ “ปัจจัยสนามรบ” เป็นสำคัญ

 

ดังนั้น นับจากรัฐบาลยุคนายกฯ ชาติชาย ในปี 1988 (พ.ศ. 2531) เป็นต้นมา แนวคิดของ “ยุทธศาสตร์บ้านพิษณุโลก” ได้กลายเป็นทิศทางหลักของความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน แม้จะมีรัฐประหารมาเป็นตัวคั่นเวลาทางการเมือง แต่ทิศทางหลักเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด ดังเช่นที่เราเห็นนโยบายเช่นนี้ในยุคนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2001-2006 (พ.ศ. 2544-2549)

 

รัฐบาลไทยในยุคต่อๆ มา ได้ยึดถือเอา “ปัจจัยสนามการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นประเด็นที่สอดรับกับการเติบโตของไทยในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแสโลกาภิวัตน์” และทั้งยังเน้นถึงทฤษฎี “การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ” (Economic Interdependence) ประกอบกับปัจจัยสงครามและความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ลดความสำคัญลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่า อีกทั้ง การเน้นในเรื่องของการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านนั้น สอดรับอย่างมากกับการขับเคลื่อนโลกด้วยกระแสโลกาภิวัตน์

 

อาจกล่าวได้ว่า นโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า” ดำรงอยู่เป็นยุทธศาสตร์ของไทยต่อเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน อย่างน้อยก็นับจากรัฐบาลนายกฯ ชาติชาย จนถึงรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ดังได้กล่าวแล้วว่า แม้จะมีรัฐบาลมาเป็น “ตัวคั่นเวลา” แต่ก็มิได้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของนโยบายดังกล่าวแต่อย่างใด “สนามการค้า” มีความสำคัญมากกว่า “สนามรบ” เสมอในนโยบายต่างประเทศไทย

 

แต่ด้วยเหตุแทรกซ้อนในช่วงรัฐบาลแพทองธารได้เกิดความขัดแย้ง จนนำไปสู่การใช้กำลังทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้น อันส่งผลให้กระแสชาตินิยมขยายตัวมากขึ้นในสังคมของทั้ง 2 ประเทศ และเป็นกระแสที่มีความเป็น “สุดโต่ง” มากขึ้นจากสังคมทั้งสอง เนื่องจากเกิดการรบถึง 2 ครั้งในปี 2025 (พ.ศ. 2568)

 

ยุคปัจจุบัน- กลับมาทะเลาะกันใหม่ด้วยเรื่องชาตินิยม

 

ผลจากกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นจากสงครามเช่นนี้ เปิดโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาลในเวลาต่อมา อันส่งผลให้ความสนใจกับปัจจัยทางเศรษฐกิจแบบเดิม ถูกลดความสำคัญลงด้วยเสียงของฝ่ายชาตินิยมสุดโต่ง ที่ดูจะมีทิศทางสนับสนุนสงครามเป็นทิศทางหลัก

 

ประกอบกับตัวนายกฯ อนุทินเอง ก็มีท่าทีไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย จนนโยบายต่างประเทศไทยเสมือนกับเกิด “การพลิกทิศทางยุทธศาสตร์” อีกแบบด้วยการใช้ “ยุทธศาสตร์ชาตินิยม” เป็นปัจจัยนำ หรือที่อาจเรียกได้ว่า “กระแสนำการทหาร และการเมืองตาม”

 

ดังนั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอนุทินคือการ “เปลี่ยนสนามการค้า เป็นสนามรบ” ขณะเดียวกัน ก็เสมือนเป็นการพาประเทศไทยให้ติดอยู่กับสภาวะ “สงครามตลอดกาล” กับรัฐเพื่อนบ้าน (Forever War) เนื่องจากจนปัจจุบัน ก็ยังไม่เห็นโอกาสที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ด้วยการเจรจาทางการทูตให้สำเร็จได้จริง และต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาไม่จบ จนสภาวะเช่นนี้ ได้กลายเป็น “สงครามน้ำลาย” ข้ามเส้นเขตแดน

 

ขณะเดียวกัน เมื่อสงครามน้ำลายที่ถูกผสมด้วยกระแสชาตินิยมแล้ว โอกาสที่ “พี่น้องสองฟากของเส้นเขตแดน” จะกลายเป็นศัตรูไม่จบ และเกิดสภาวะ “ไม่มีใครยอมใคร” ที่พร้อมจะนำไปสู่สงครามครั้งใหม่ได้เสมอ ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่า กระแสชาตินิยมที่สนับสนุนการแก้ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ยังคงดำรงสถานะเป็น “กระแสหลัก” ทั้งในสื่อและในสังคม แม้กระแสเช่นนี้ อาจจะลดลงบ้างในปีปัจจุบัน แต่ทิศทางของกระแสดังกล่าวยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ค่อนข้างมาก ประกอบกับคงปฏิเสธไม่ได้ว่า รัฐบาลเองก็คาดหวังว่า การเคลื่อนไปกับกระแสชาตินิยม จะเป็นปัจจัยในการสร้างคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

 

นอกจากนี้ในอีกด้านหนึ่ง การเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยมแบบสุดโต่ง ทำให้รัฐบาลเน้นการสื่อสารกับสังคมภายในที่ชื่นชอบ “ลัทธิชาตินิยม” มากกว่าจะสื่อกับสังคมภายนอกที่เน้นในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเกิดสภาพของการเสนอนโยบายในแบบ “ถูกใจ” (กับสังคมภายใน) มากกว่าต้องการความ “ถูกต้อง” ในทางหลักการ หรือข้อเท็จจริง หรือในอีกทางทำให้เกิดสภาพที่รัฐบาลไทย “ไม่สนใจ” หลักการระหว่างประเทศเท่าที่ควร อันส่งผลให้ไทยไม่ได้รับความสนับสนุนจากเวทีระหว่างประเทศมากนัก

 

อนาคตที่ยุ่งยาก

 

การติดกับดักเช่นนี้ จึงเป็นการลดทอนบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความริเริ่มทั้งหมดของรัฐบาลไทยในปัจจุบันมุ่งอยู่กับเรื่องกัมพูชา จนดูเหมือนเราแทบจะลืมเรื่องพม่า เรื่องภาคใต้ และเรื่องความมั่นคงอื่นๆ ในเวทีสากลไปอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ ไทยดูจะไม่สนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เท่าใดนัก มีแต่ความสนใจเรื่องของ “ภูมิรัฐศาสตร์ท้องถิ่น” ที่ยึดโยงอยู่กับเรื่องของชายแดนและเส้นเขตแดน

 

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องตระหนักว่า นโยบายต่างประเทศไทยไม่ได้มีแต่ปัญหากัมพูชาเท่านั้น และโจทย์พม่าที่รออยู่ข้างหน้าก็เป็นเรื่องใหญ่ และปัญหาที่ใหญ่ที่สุด คงหนีไม่พ้นโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ท้าทายผู้นำไทยอยู่ทุกวัน … เป็นความท้าทายทุกวันที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ด้วย แต่เราก็ดูจะยังไม่เห็นคำตอบเหล่านี้เท่าใดนัก เว้นแต่การเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยและคณะในช่วงที่ผ่านมา และถูกถ่ายทอดด้วยเสียงเพลง “เถียนมี่มี่” นั้น เป็นคำตอบในตัวเองที่ไม่จำเป็นต้องถกแถลงให้เสียเวลาว่า “ไทยยืนกับจีนเต็มตัวแล้ว”

 

เอ … บทความนี้ขึ้นต้นด้วยเรื่องเพื่อนบ้าน แต่ทำไมกลับมาจบลงที่จีน … หรือว่า วันนี้ถ้าจะถกเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะต้องถกเรื่องบทบาทของจีนด้วย เพราะสักวันหนึ่ง จีนอาจจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนเกิดสภาพที่อิทธิพลของจีน “ประชิด” แนวชายแดนไทย และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต หรือไม่ใช่เรื่อง “เหลือเชื่อทางภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน

 

ว่าที่จริงวันนี้ แนวเส้นเขตแดนไทยก็ประชิดอยู่กับเขตอิทธิพลของ “จีนเทา” ในหลายพื้นที่อยู่แล้ว แม้พื้นที่เหล่านั้นจะอยู่ในรัฐเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงสังคมไทยจะยอมรับความจริงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม!

 

ภาพ: Niphon Subsri via ShutterStock

The post ยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย เพื่อนข้างบ้าน หรือศัตรูข้างเคียง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขแสง สุกใส: จารจดไว้ในรอยจำ https://thestandard.co/khaisaeng-suksai-democracy-fighter/ Sat, 08 Aug 2026 06:16:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1239749 ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ถ้ายังมีชีวิตอยู่นับถึง 10 กันยายน 2569 คุณไขแสง สุกใส […]

The post ไขแสง สุกใส: จารจดไว้ในรอยจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ถ้ายังมีชีวิตอยู่นับถึง 10 กันยายน 2569 คุณไขแสง สุกใส จะมีอายุครบ 96 ปี

 

ใครที่รู้จัก และมีมิติสัมพันธ์กับคุณไขแสง สุกใส จะยอมรับความจริงว่า แม้อยากจะลืมก็ยากจะลืม แม้ไม่อยากจำก็ยากจะเลือน

 

เพียงเริ่มต้นแนะนำตัวกันเมื่อวันหนึ่งของปี 2509 ก็ทำให้ผมขอคบหาด้วย

 

“พี่ไม่มีอาชีพ ทุกวันนี้เป็นเด็กวัด กินนอนเป็นลูกศิษย์อยู่กับท่านพระพิมลธรรม ที่กุฏิวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์……”

 

พอถามถึงการศึกษา

 

“การศึกษาของพี่น่ะ พี่ได้ปริญญา BKLY แปลว่า บางขวาง-ลาดยาว”

 

ทำให้ผมสนใจความเป็นไปในชีวิต กลายเป็นน้องพี่ไปมาหาสู่กันใกล้ชิดตลอดมา ถึงขั้นกล่าวได้เลยว่า คุณไขแสง เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญต่อจิตสำนึกทางการเมืองของผมและเพื่อนมิตรอีกหลายคน ในเวลาต่อมา

 

ผมได้เรียนรู้ชีวิตของนักต่อสู้หลายคน บทบาทยุวชนทหารที่คุณไขแสงเข้าร่วมประสานกับขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่งยกพลขึ้นบกยุคมหาสงครามเอเชียบูรพา ชีวิตสู้รบของนายเตียง ศิริขันธ์ หัวหน้า เสรีไทยสายอีสาน ครูครอง จันดาวงศ์ สี่อดีตรัฐมนตรีที่ถูกอำนาจมืดรุมสังหารที่ทุ่งบางเขน จิตร ภูมิศักดิ์ เปลื้อง วรรณศรี สุวัฒน์ วรดิลก กุหลาบ สายประดิษฐ์ เพื่อนร่วมกรงขังทั้งที่ลาดยาวและบางขวาง

 

“บทกวีประชาชน ‘เปิบข้าวทุกคราวคำฯ’ ‘ใครคนประชาชน ที่ทระนงในนามไทยฯ’ ‘พิชิตเถิด พิชิตข้า ชะตาเอ๋ยฯ’ ‘เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง ฤาจึงมุ่งมาศึกษาฯ’ ‘เมืองสยามใหญ่กว่าสุดสายตาจักเสาะยุติธรรมหา ยากแท้..” ยอดบทกวีที่คุณไขแสงจำจนขึ้นใจและนำมาถ่ายทอดให้ฟังจนผมจำได้แบบเต็มบท และเป็นแรงบันดาลใจยิ่งนัก

 

เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรคสหประชาไทย เป็นนายกรัฐมนตรี จากผลการเลือกตั้ง เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 ตามรัฐธรรมนูญ 2511 ทั้งๆ ที่มีอำนาจเต็ม แต่ก็ไม่อาจทนต่อการเมืองระบบรัฐสภาของ สส. ในสภาผู้แทนราษฎร ในยุคนั้น

 

ในฐานะ ผบ.สส. จึงทำรัฐประหาร ยึดอำนาจตนเอง ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี นำประเทศไปสู่ระบบเผด็จการเต็มรูปอีกครั้ง เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2514 จึงเกิดแรงต้านจากนักศึกษา นักวิชาการและประชาชนทั่วไป อย่างกว้างขวาง

 

เมื่อ 6 ตุลาคม 2516 กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ที่มีคุณธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้ประสานงาน ผมและเพื่อนรวม 21 คน ได้รวมตัวกันแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ณ บริเวณตลาดนัดสนามหลวงไปต่อที่บางลำภู และไปถูกตำรวจจับที่ประตูน้ำรวม 11 คนในวันนั้น

 

ค่ำแล้ว คะเนว่าคุณไขแสง สุกใส คงจะกลับถึงบ้านเช่าที่นนทบุรีแล้ว ผมรีบบึ่งไปที่นั่น มีผมกับคุณไขแสงอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ราวสามทุ่มเศษ

 

ด้วยท่าทีอ่อนระโหย ภายใต้อาการตกใจ ผมเอ่ยปากถามอย่างไร้เดียงสาทางการเมือง

 

“เราแจกใบปลิวกันธรรมดา ทำไมต้องถูกจับด้วย”

 

“จำไว้นะประสาร ต่อสู้กับเผด็จการก็เป็นอย่างนี้ เป็นสัจธรรม”

 

“อาวุธไม่มี เข็มสักเล่มก็ไม่มี”

 

“เขาถึงเรียกว่าเผด็จการ ถืออำนาจเป็นใหญ่ กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นอย่างนี้

 

“แล้วเราต้องยอมจำนนเขาหรือ”

 

“พี่เชื่อว่า น้องๆ ต้องถูกปล่อยออกมา” คุณไขแสงแสดงความมั่นใจ

 

“ผมนึกไม่ออกเลยว่า ข้อหาฉกรรจ์แบบนี้เพื่อนเราจะหลุดออกมาได้ยังไง”

 

“พี่จะหาทางแก้ปัญหาตามวิธีของพี่เพื่อช่วยน้องๆ ที่ถูกจับ”

 

“รัฐบาลเขาจะเล่นงานพี่ไหม พี่เป็นเจ้าของสำนักงานธรรมรังสีที่เป็นศูนย์ทำงานของเรา”

 

“พี่โดนแน่ๆ แต่อย่าห่วง พี่มีบทเรียนมาแล้ว พี่เป็นพี่เลี้ยงพวกเราในคุกได้อย่างดี”

 

“แปลว่าพี่จะถูกจับด้วย อย่างงั้นหรือ”

 

“ยังไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูเหตุการณ์อีกซักวันสองวัน แต่ประสารอย่าท้อนะ นี่เป็นบทเรียน ที่หนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่มีอะไรได้มาฟรีหรอก”

 

“ผมควรจะทำอย่างไรต่อไป” ผมหารือ

 

“ลองนึกดูว่ามีใครเป็นเพื่อนเป็นมิตรที่จะช่วยเราได้ ไปหาเขา ขอความเห็นเขาเพื่อช่วย เพื่อนเราออกจากคุก”

 

ผมร่ำลาจากคุณไขแสงด้วยอาการงงๆ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงไปพบคุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่หอพัก ม.เกษตรศาสตร์ และชวนกัน ไปหาคุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ ศนท. ที่บ้านแถวบรรทัดทอง มีการเรียกประชุมกรรมการ ศนท. ทันทีในบ่ายวันนั้น แล้วออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุมอย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว

 

8 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวตัวไม้ว่า “ออกหมายจับไขแสง สุกใส ทั่วประเทศ”

 

9 ตุลาคม เวลา 10.00 น. คุณไขแสง สุกใส ถือแคนอีสานและหิ้วกระเป๋าแพนแอม บรรจุเสื้อผ้าเข้ามอบตัวที่กองบังคับการตำรวจสันติบาล หนังสือพิมพ์พาดหัวว่า “รัฐบาลจะใช้มาตรา 17 ควบคุมตัวไขแสง สุกใส”

 

ระหว่างนั่งรอการสอบสวน คุณไขแสงยังเป่าแคนลำเพลินอีสานอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร แถมยังให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่ได้หวั่นวิตกอะไร ผมจะเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้องๆ ที่ถูกจับกุม”

 

ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 1

 

การมอบตัวครั้งนี้ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของคุณไขแสง เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 6ตุลาฯ ที่ว่าจะหาทางช่วยพวกเรา จะไปเป็นพี่เลี้ยงของพวกเราในคุก

 

ภาพของคุณไขแสง สุกใส ถือแคนเข้ามอบตัว เป็นภาพแห่งความสะเทือนใจอย่างยิ่ง

 

ในเวลานั้น มีแต่คาดคิดกันไปว่า เพื่อนเราที่ถูกจับต้องเผชิญชะตาร้ายสถานเดียว อาจถูกประหารชีวิต หรือไม่ก็สิ้นอิสรภาพอย่างยาวนาน คุณไขแสงมีทางเลือกที่จะหนี หรือสู้ หากจะหนีก็สามารถทำได้โดยง่าย แต่กลับเลือกที่จะสู้ สู้ในที่นี้คือการมอบตัว ด้วยการเผชิญกับความจริง

 

ในยามนั้น แม้ว่าจะมีการชุมนุมนักศึกษาที่ลานโพธิ์ ธรรมศาสตร์ แต่ก็เป็นคนจำนวนยังน้อยนิด ยังไม่แน่ว่าจะมีพลังขึ้นมาหรือเปล่า

 

คนที่ยอมเอาเสรีภาพ กระทั่งชีวิตของตัวเองเข้าสู้กับอำนาจอธรรม

 

ถ้าไม่ใช่จิตใจแห่งการต่อสู้ที่เสียสละสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเอง จะไม่สามารถตัดสินใจเช่นนั้นได้เลย

 

และแล้ววันที่ 14 ตุลาคม 2516 เราก็ได้เห็นวีรภาพอันสง่างามของนักศึกษาประชาชนเรือนแสนเรือนล้าน ที่หลอมใจเป็นดวงเดียวกันเคลื่อนขบวนสู้รบกับเผด็จการโดยไม่มีใครเลยที่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน

 

​ดุจเดียวกับจิตใจสู้รบของคุณไขแสง สุกใส ที่ได้ตัดสินใจเข้ามอบตัว 5 วันก่อนหน้านั้น

 

 

​คุณไขแสง สุกใส ได้รับเลือกตั้งเป็น สส. นครพนม 3 สมัย ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนที่ถูกข่มเหงและที่ทุกข์ยากตลอดมา

 

​ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือไม่ได้เป็น สส. ยังเป็นกำลังแรงของชาวบ้านเสมอ เช่นเปิดโปงกรณีชาวบ้านถูกสังหาร 6 ศพ ที่กกจำปา เป็นปากเสียงกรณีเผาหมู่บ้านนาทรายที่บึงกาฬ

 

​หลายครั้งที่ชาวบ้านถูกจับกุมด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์หรือภัยสังคม ขณะที่ สส. คนอื่นถอยห่างคุณไขแสงจะนำตัวเองเข้าไปเป็นคนประกันตัวชาวบ้านทันที โดยไม่ต้องไต่ถามใดๆ เลย

 

​คุณไขแสงบอกว่า

 

​“ถูกผิดเก็บไว้ก่อน ก่อนอื่นให้ชาวบ้านมีอิสรภาพในการหาอยู่หากินดูแลครอบครัว”

 

​คุณไขแสง ถูกทางการจับกุมถึง 3 ครั้ง ถูกคุมขังถึง 3 คุก สูญเสียอิสรภาพรวม 11 ปี โดยไม่มีความผิดใดๆ ติดตัวเลย

 

ราวต้นปี 2541 เมื่อทราบว่าคุณไขแสง สุกใส มีปัญหาสุขภาพ นั้น คุณอานันท์ ปันยารชุน ปรารถนาจะไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน ผมกับคุณปรีดา เตียสุวรรณ์ จึงนัดหมายให้ผู้อาวุโสทั้งสองได้พบกันที่หมู่บ้านพิพรพงษ์ บ้านพักของคุณไขแสง ย่านรังสิต ทั้งๆ ที่ไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อน แต่อดีตนายกรัฐมนตรีและนักสู้เพื่อประชาชนได้แสดงคารวะธรรมต่อกันและกันเยี่ยงกัลยาณมิตรอย่างอบอุ่น ชะรอยจะเป็นเพราะบุคคลทั้งสองต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ที่ถูกตีตราว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรืออย่างไร

 

เมื่อเย็น 10 กันยายน 2541 มิตรสหายจัดงานครบรอบอายุ 70 ปีให้คุณไขแสง สุกใส ณ ห้องประชุม นสพ. ฐานเศรษฐกิจ ถ.วิภาวดี ท่ามกลางแขกเหรื่อราว 400 คน มี พ.อ. สมคิด ศรีสังคม ประพันธ์-ศักดิ์ กมลเพชร ธีรยุทธ บุญมี เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ หงา คาราวาน แอ๊ด คาราบาว วีระ มุสิกพงษ์ วิสา คัญทัพ ฯลฯ มีจำนวนราว ครึ่งหนึ่งของแขก เป็นสหายปฏิวัติจากเขตป่าเขา

 

คุณอานันท์ ปันยารชุน ได้รับเชิญขึ้นกล่าวถ้อยคำต่อหน้าคุณไขแสง ซึ่งนั่งอยู่กับครอบครัว ที่โซฟา แถวหน้า

 

ภาพ ไขแสง สุกใส นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 2

 

ณ ไมโครโฟนบนเวที ผู้พูดกวาดสายตาไปทั่วห้อง

 

“ผมได้รับ เชิญไปหลายงาน

 

ยังไม่เคยมีงานใดที่ผมต้องมีความสงบเสงี่ยมเจียมตัวเท่างานนี้

 

ชีวิตผม เป็นอดีตเอกอัครราชทูต เป็นปลัดกระทรวง เป็นประธานบริษัท เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

 

แต่มาในงานค่ำวันนี้แล้ว ผมรู้สึกด้วยความจริงใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมมีโอกาสทำในชีวิต

 

ถ้าเปรียบเทียบกับเกียรติประวัติของคุณไขแสง สุกใส แล้วเรื่องของผมจิ๊บจ๊อยมาก…(ปรบมือ)

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเป็นนักต่อสู้

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเดินขบวนกับใคร

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยพรากถิ่นฐาน ไม่เคยพรากจากครอบครัว

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเข้าคุก

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยเข้าป่า

 

ผมต้องเจียมตัว เพราะผมไม่เคยต้องหลบหนีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

 

สัจธรรมที่ผมได้รับการยืนยันในค่ำวันนี้ คือความดีของคน ไม่ใช่อยู่ที่ตำแหน่ง ไม่ใช่อยู่ที่ฐานะ หรืออำนาจใดๆ

 

ค่ำวันนี้ผมซาบซึ้งในความจริงใจที่บริสุทธิ์ของคุณไขแสง ที่มีให้กับตนเอง ให้กับครอบครัว ให้กับมิตรสหาย ให้กับอุดมคติ อุดมการณ์ ให้กับประเทศชาติและประชาชน

 

ประวัติศาสตร์ ได้บันทึกจิตใจแห่งการต่อสู้ ความดี ความงาม ของคุณไขแสง สุกใส ไว้แล้ว ทำให้คนไทยยุคปัจจุบันและในอนาคตได้เรียนรู้ และระลึกถึงไปอีกยาวนาน ผมเชื่อเช่นนั้น”

 

เมื่อบุคคลระดับอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย ผู้ถึงพร้อมด้วยภูมิฐาน ภูมิปัญญา และภูมิธรรม แสดงความคารวะต่อนักการเมืองคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมมาตลอดชีวิต จึงไม่เพียงเป็นความภาคภูมิของคุณไขแสง สุกใสและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรจิตมิตรใจเป็นถ้อยวาทะที่ติดตาตรึงใจมวลมิตรสหายที่ยังกล่าวขวัญกันมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะล่วงเลยมา 28 ปีแล้ว

The post ไขแสง สุกใส: จารจดไว้ในรอยจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัฒนธรรม สำคัญเกินกว่าการเป็นเพียง สินค้าด้านการท่องเที่ยว https://thestandard.co/culture-ministry-tourism-merger-opposed/ Thu, 16 Jul 2026 10:05:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1231496 ภาพประกอบแสดงสถาปัตยกรรมไทยโบราณหรือศิลปะวัฒนธรรมไทย

การนำเสนอให้ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเ […]

The post วัฒนธรรม สำคัญเกินกว่าการเป็นเพียง สินค้าด้านการท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสถาปัตยกรรมไทยโบราณหรือศิลปะวัฒนธรรมไทย

การนำเสนอให้ควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในวาระล่าสุดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ แม้ดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องการปรับโครงสร้างทางราชการ แต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้น เพราะทั้งสองกระทรวงต่างมีพันธกิจ หน้าที่ และความเชี่ยวชาญแตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ควรนำมารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

กระทรวงวัฒนธรรมทำหน้าที่ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมและสนับสนุนศิลปกรรม ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีบทบาทในการส่งเสริมและกำกับดูแลการท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ แต่คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงแค่นั้น มรดกทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมมีความหมายสำคัญมาก ต่อชาติ ต่อคนไทย และต่อโลกใบนี้ มันเป็นรากเหง้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คน ช่วยหล่อเลี้ยงความรู้สึกถึงที่มาและความเข้าใจว่าตนเองเป็นใคร ในด้านวิจิตรศิลป์ คนไทยได้แสดงออกถึงตัวตนผ่านทัศนศิลป์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการเต้นรำ

 

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อดูแลส่งเสริมวัฒนธรรม และได้ปฏิบัติพันธกิจอย่างสัมฤทธิ์ผล บุคลากรที่ดูแลสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาโบราณคดี สถาปัตยกรรม การพิพิธภัณฑ์ การอนุรักษ์แหล่งมรดก หัตถกรรมพื้นบ้าน ศิลปะร่วมสมัย ศิลปะการแสดง วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และศาสนกิจ การปฏิบัติงานนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยหลายล้านคนและชุมชนของเขา

 

ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก็มีความสำคัญอย่างมาก บุคลากรของกระทรวงมีทักษะด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด การโฆษณา การวางแผน การกำกับดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการฝึกอบรมมัคคุเทศก์ ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็สามารถส่งเสริมภาคส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เฉกเช่นกับภาคธุรกิจ งานของกระทรวงฯ สามารถ ประเมินผลได้ ในเชิงปริมาณโดยพิจารณาดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI (Key Performance Indicators) ที่สะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้ และการจ้างงานในภาคการท่องเที่ยว

 

ทว่าตัวชี้วัดเชิงปริมาณนี้สะท้อนผลการทำงานของกระทรวงวัฒนธรรมได้น้อยมาก เพราะงานของกระทรวงนี้ต้องการเกณฑ์การชี้วัดเชิงคุณภาพ เช่น แหล่งโบราณคดี วัด พระราชวัง และเมืองเก่าของไทย ได้รับการคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์เชิงพาณิชย์ และได้รับการอนุรักษ์ไว้สำหรับคนรุ่นหลังหรือไม่? มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จับต้องไม่ได้ ได้รับการรับรองและส่งเสริมหรือไม่? ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันหลากหลายของไทยได้รับการบันทึก และเผยแพร่สู่นักวิชาการและสาธารณชนหรือไม่? รัฐบาลสนับสนุนการพัฒนาศิลปกรรมอย่างจริงจังหรือไม่?

 

การบรรลุผลสำเร็จในพันธกิจด้านวัฒนธรรมเหล่านี้ ต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว การมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญและประชาชน รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชน ผลการดำเนินงานในด้านนี้ไม่ได้วัดกันที่ KPIs รายปี และไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเงินหรือจำนวนนักท่องเที่ยว

 

แน่นอนว่าวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจะต้องเดินคู่กันไป กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วยต่อยอดคุณค่าของวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ กระทรวงฯ ควรประสานงานกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวในปัจจุบันก็มีความจัดเจน ตื่นรู้ และเลือกสรรมากกว่าที่เคย พวกเขาให้คุณค่ากับความแท้ ความงาม ความลึกซึ้งทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่มีชีวิต

 

นั่นคือหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งต้องส่งมืออาชีพเข้าไปรักษาคุณค่าและความสมบูรณ์ของวัฒนธรรม หากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมถูกใช้จนเกินขีด ถูกลดทอน หรือถูกแปลงเป็นสินค้าจนเสียรูปแบบ คุณค่าของวัฒนธรรมก็จะถูกบั่นทอน และส่งผลกระทบต่อทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทยเอง ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกระทรวงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและเป็นอิสระที่สามารถปฏิเสธ และหยุดยั้งการแสวงประโยชน์เมื่อจำเป็น

 

การควบรวมกระทรวงวัฒนธรรมเข้ากับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวซึ่งในที่สุดจะส่งผลเสีย ทั้งต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว และความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางวัฒนธรรมของชาติ ทั้งสองกระทรวงที่มีพันธกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ ควรดำรงอยู่แยกจากกัน เพื่อให้แต่ละฝ่ายสามารถมุ่งมั่นกับภารกิจของตนได้อย่างเต็มที่

 

เจมส์ สเตนท์ เป็นผู้พำนักอาศัยในประเทศไทยมานาน เป็นสมาชิกกรรมการสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาคณะกรรมการสมาคมมรดกวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The post วัฒนธรรม สำคัญเกินกว่าการเป็นเพียง สินค้าด้านการท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง https://thestandard.co/ai-business-trusted-governance/ Fri, 03 Jul 2026 02:04:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1226176 ภาพประกอบแสดงแนวคิด AI จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificia […]

The post เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิด AI จริยธรรม กฎหมาย และความรับผิดชอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ก้าวจากบทบาทของ ‘เทคโนโลยีสนับสนุน’ มาเป็น ‘กลไกสำคัญ’ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนและพัฒนาโมเดลธุรกิจ การบริหารยอดขาย การคัดเลือกบุคลากร ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นส่วนตัวของบุคคล

 

 
 

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในระดับการตัดสินใจมากขึ้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียง ‘ความแม่นยำของระบบ’ เท่านั้น หากแต่รวมถึง ‘ความชอบด้วยกฎหมาย’ ของผลลัพธ์และกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำกับดูแลการใช้ AI ในองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เมื่อ ‘กฎหมาย’ ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นเงื่อนไขของการใช้ AI

 

แม้ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลการใช้ AI โดยตรง อย่างไรก็ดี การพัฒนาและใช้งาน AI โดยทั่วไปต้องอาศัย ‘ข้อมูลจำนวนมาก’ ซึ่งในหลายกรณีอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การประมวลผลข้อมูลดังกล่าวย่อมมีความเสี่ยงกระทบต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล และอาจนำไปสู่ความรับผิดภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้โดยตรง ดังนั้น การพิจารณาความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เมื่อมีการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน

 

แนวปฏิบัติโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: กรอบกำกับดูแลตลอดวงจรชีวิต AI

 

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้จัดทำ ‘ร่างแนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับการพัฒนาและใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์’ เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้องค์กรสามารถใช้ AI ได้อย่างมีความรับผิดชอบและโปร่งใส แนวปฏิบัตินี้มีความน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเรื่องของ compliance หรือการปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะเรื่องอีกต่อไป แต่ยกระดับไปสู่การเป็นกรอบการกำกับดูแลตลอด ‘วงจรชีวิตของ AI’ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้จริง โดยเน้นหลักการสำคัญ เช่น ความรับผิดชอบ (accountability) ความโปร่งใส (transparency) และความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจของการสร้าง ‘AI ที่เชื่อถือได้’ หรือ Trusted AI

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ ‘การบริหารจัดการข้อมูล’ เนื่องจาก AI ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน เช่น คำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป (prompt) ผลลัพธ์ที่ระบบสร้าง (output) รวมถึงข้อมูลในเชิงเทคนิคอย่าง embedding และ log ต่างๆ การจัดการข้อมูลเหล่านี้จึงต้องทำอย่างรอบด้าน องค์กรต้องสามารถอธิบายได้ว่าข้อมูลใดถูกเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ พร้อมทั้งต้องสื่อสารให้เจ้าของข้อมูลรับทราบอย่างโปร่งใส และจำกัดการใช้ข้อมูลให้อยู่ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เท่านั้น หลักการนี้สะท้อนแนวคิดพื้นฐานของ PDPA ที่เน้น ‘ความจำเป็นและความชัดเจน’ ในการใช้ข้อมูล

 

นอกจากการจัดการข้อมูลแล้ว องค์กรยังต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ‘สิทธิของเจ้าของข้อมูล’ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญแม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด องค์กรต้องมีมาตรการที่สามารถรองรับสิทธิต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูล ตลอดจนสิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูล ที่สำคัญคือในยุคที่ AI สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้มากขึ้น องค์กรต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในกรณีที่มี ‘การตัดสินใจโดยอัตโนมัติ’ โดยเฉพาะหากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อบุคคลอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางที่เหมาะสมคือการนำกลไก Human-in-the-loop เข้ามาใช้ เพื่อให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทในการตรวจสอบหรือยืนยันผลการตัดสินใจของ AI ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความเป็นธรรมให้กับระบบ

 

ในอีกด้านหนึ่ง การนำ AI มาใช้ยังมาพร้อมกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่องค์กรอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก เช่น การโจมตีผ่านคำสั่ง (prompt injection) การย้อนวิเคราะห์ข้อมูลจากโมเดล (model inversion) หรือการปนเปื้อนข้อมูลฝึกสอน (data poisoning) ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบให้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือเลวร้ายกว่านั้นคือเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ตั้งใจ ในกรณีที่ระบบ AI มีความเสี่ยงสูง องค์กรจึงควรจัดให้มีการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Data Protection Impact Assessment (DPIA) เพื่อช่วยระบุความเสี่ยงล่วงหน้า ประเมินผลกระทบ และกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

 

สุดท้าย เรื่องของความมั่นคงปลอดภัยยังคงเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ มาตรการด้านความปลอดภัยต้องครอบคลุมทั้งในเชิงองค์กร กายภาพ และเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูล การจัดทำบันทึกการใช้งานเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง หรือการกำหนดกลไกควบคุมระบบเพื่อป้องกันการใช้งานที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการทดสอบระบบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม

 

การสร้างความเชื่อมั่น: ปัจจัยสำเร็จของ AI ในระยะยาว

 

จากหลักการและแนวทางดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าองค์กรที่ต้องการใช้ AI อย่างยั่งยืนควรเริ่มจาก ‘การตั้งคำถามเชิงระบบ’ มากกว่าการแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี เช่น

 

  • การประเมินช่องว่าง (gap) ระหว่างแนวทางปฏิบัติที่มีอยู่กับข้อกำหนดทางกฎหมายและจริยธรรมด้าน AI เพื่อระบุความเสี่ยงที่อาจยังไม่ถูกมองเห็นอย่างชัดเจน
  • การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติภายในองค์กรที่ชัดเจนสำหรับการใช้ AI โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ข้อมูล การตัดสินใจอัตโนมัติ และความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • การพัฒนาความรู้และความเข้าใจของบุคลากรในระดับองค์กร เพื่อให้สามารถใช้ AI ได้อย่างเหมาะสมทั้งในเชิงเทคนิค กฎหมาย และจริยธรรม

 

Trusted AI: จากการปฏิบัติตามกฎหมายสู่การตัดสินใจทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

 

ท่ามกลางแนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มข้นขึ้น และข้อเท็จจริงที่ว่า AI โดยธรรมชาติมักต้องพึ่งพาข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวคิด KPMG Trusted AI ช่วยให้การกำกับดูแล AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เชื่อมโยงไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็น การยึดโยงกับคุณค่าขององค์กร การคงบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการตัดสินใจ หรือการสร้างความน่าเชื่อถือของระบบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดว่า AI จะสามารถใช้งานได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

 

ท้ายที่สุด โอกาสทางธุรกิจในยุคปัญญาประดิษฐ์มิได้เกิดขึ้นจากเพียงความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น หากแต่เกิดจากการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายอย่างเคร่งครัด อันเป็นรากฐานสำคัญของการใช้ AI อย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ภาพ: Summit Art Creations/ Shutterstock

The post เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ กฎหมายและการกำกับดูแลจึงไม่ใช่เรื่องปลายทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ https://thestandard.co/fed-hormuz-risk-market-outlook/ Thu, 02 Jul 2026 04:30:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1225853 ภาพมุมสูงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าในทะเล

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดใน […]

The post มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าในทะเล

หลังตลาดการเงินทั่วโลกเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางตลอดช่วงไตรมาสที่ 2 ล่าสุดการเริ่มกลับมาของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานพลังงาน และทำให้บรรยากาศการลงทุนผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเปิดฮอร์มุซไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหายไปทันที เพราะต้นทุนการขนส่ง และประกันภัยยังต้องใช้เวลาในการกลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่การเจรจาข้อตกลงสันติภาพแบบถาวรยังเป็นสิ่งที่ตลาดต้องติดตามต่อไป

 

 
 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดไม่ได้กำลังลืมสงคราม แต่กำลังย้ายจุดสนใจจากความเสี่ยงด้านพลังงาน ไปสู่คำถามใหม่ที่สำคัญกว่าในไตรมาส 3 นั่นคือ เงินเฟ้อจะอยู่สูงนานเพียงใด และ Fed จะตอบสนองอย่างไร

 

Fed ยุคใหม่ “พูดน้อยลง แต่พึ่งข้อมูลมากขึ้น”

 

แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%-3.75% ในการประชุมล่าสุดเดือนมิ.ย. แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคงดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หากเป็นการประชุมนัดแรกของนาย Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของ Fed โดยนาย Warsh ส่งสัญญาณว่า Fed จะให้น้ำหนักกับการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และศักยภาพด้านอุปทานของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเชื่อว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะยาวได้ อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ภารกิจหลักของ Fed ยังคงเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เงินเฟ้อที่ยังสูง ความเสี่ยงจากราคาพลังงาน และมาตรการภาษีการค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้ Fed ยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้อย่างรวดเร็ว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือรูปแบบการสื่อสาร Warsh ลดบทบาทของ Forward Guidance และไม่เผยแพร่ Dot Plot ของตนเอง แต่ส่งสัญญาณว่า Fed ต้องการให้ตลาดกลับมาโฟกัสกับข้อมูลเศรษฐกิจจริง มากกว่าการพยายามตีความถ้อยแถลงของธนาคารกลาง ผลคือ ตลาดจะตอบสนองต่อข้อมูลเงินเฟ้อ การจ้างงาน ค่าจ้าง ยอดค้าปลีก และราคาพลังงานมากขึ้น ดังนั้น Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จึงมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นตามไปด้วย สรุปแล้วเรากำลังเข้าสู่ Fed ยุคใหม่ที่ไม่ใช่เพียงดอกเบี้ยที่อาจอยู่สูงนานกว่าคาด แต่เป็น Fed ที่คาดเดายากขึ้น และพร้อมปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

 

จับตาเงินเฟ้อ…นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาด

 

ในช่วงไตรมาส 3 ตลาดจะให้ความสนใจต่อเงินเฟ้อโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯเนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงหลังการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามชั่วคราวที่เกิดขึ้น ซึ่งการส่งผ่านราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้อหากทำได้รวดเร็วก็จะทำให้แรงกดดันการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลดลงส่งผลให้ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลลดลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันฝั่งตลาดหุ้นก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ แต่หากเงินเฟ้อลดลงได้ช้าการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยงที่ผ่านมาก็จะเผชิญแรงขายทำกำไรได้เช่นกัน

 

นอกจากเงินเฟ้อแล้ว นโยบายภาษีการค้าและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ในไตรมาส 3 แม้ว่าศาลสูงสหรัฐฯได้วินิจฉัยจำกัดอำนาจการใช้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้าง อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะพยายามหาทางใช้มาตรการภาษีการค้าเป็นเครื่องมือต่อรองต่อประเทศต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้เข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯมากขึ้นประธานธิบดีทรัมป์ก็จะต้องเร่งดำเนินนโยบายเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับตัวเอง ซึ่งหลังจากได้พยายามหาข้อยุติประกาศชัยชนะต่อสงครามแล้วก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาดำเนินนโยบาย American First ใช้ภาษีมาต่อรองกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศจีนมากขึ้น ส่งผลให้ความผันผวนของตลาดอาจกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงปลายไตรมาส 3

 

กลับมาลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแต่ยังเน้นเลือกสินทรัพย์ด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

 

เมื่อความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงประกอบกับผลประกอบการของหุ้นในตลาดหลักๆยังเติบโตได้ดี ผมมองว่าช่วงต้นไตรมาส 3 ควรปรับเพิ่มการลงทุนหุ้นโลกเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงจังหวะของการเพิ่มความเสี่ยงแบบเต็มพอร์ตเนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวดีจากการคลี่คลายของความขัดแย้งไปแล้วพอสมควร ขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์ยังคงอยู่ กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การเพิ่มน้ำหนักหุ้นทั้งกระดาน แต่เป็นการเลือกตลาดและสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงกว่า และเมื่อผ่านพ้นช่วงประกาศผลประกอบการบริษัทไปแล้วเข้าสู่ปลายไตรมาส 3 อาจเป็นช่วงเวลาของการเลือกทยอยขายกำไรลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้บ้างจากความเสี่ยงปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ

 

หุ้นสหรัฐฯยังคงเป็นภูมิภาคที่เน้นลงทุนต่อไปได้เนื่องจากเศรษฐกิจยังมีความแข็งแกร่งและกำไรบริษัทยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่ม AI, Semiconductor และ Mega-cap Technology ขณะที่ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นยุโรปเล็กน้อยหลังความเสี่ยงทางด้านพลังงานเริ่มผ่อนคลายและหุ้นยุโรปยังปรับตัวขึ้นตามหลังตลาดหุ้นอื่นๆอยู่ สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ หุ้นเกาหลีใต้ยังคงมีความน่าสนใจลงทุนแม้ว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากแต่คาดการณ์ผลประกอบการบริษัทก็ปรับขึ้นอย่างมากทำให้มูลค่า P/E อยู่ที่ระดับ 9 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 11.7 เท่า อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเกาหลีมีการกระจุกตัวในกลุ่ม Memory Chip และ AI Hardware สูง จึงแนะนำลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงผ่านตลาดเอเชียเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีน ซึ่งยังได้แรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตและการค้าโลก

 

ทางฝั่งตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวขึ้นเป็นจังหวะที่ดีของการทยอยลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง โดยอยากให้มองในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ยที่มากขึ้นมากกว่าการเก็งกำไรจากราคาพันธบัตร เพราะเส้นทางดอกเบี้ยของ Fed ยังไม่ชัดเจน และเน้นลงทุนในกลุ่มความเสี่ยงเครดิตต่ำ (Investment Grade) มากกว่าความเสี่ยงเครดิตสูง (High Yield) เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนของตลาดอยู่มากพอสมควรจึงควรเน้นการรักษาความปลอดภัยของเงินต้นในการลงทุนตราสารหนี้

 

สำหรับสินทรัพย์ทางเลือกผมยังเห็นว่าทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ควรลงทุนเพื่อการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตไม่ใช่เพื่อการเก็งกำไร โดยสามารถทยอยสะสมในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวลงจากมุมมองดอกเบี้ยที่อาจปรับขึ้น แต่ไม่แนะนำลงทุนในน้ำมันหลังความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลงและอาจยังมีความผันผวนของราคาที่สูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาได้ยาก

 

สรุปแล้ว ไตรมาส 3 ไม่ใช่ช่วงของการเปิดเกมรุกเต็มที่แต่เป็นช่วงของการลงทุนอย่างมีวินัย สามารถเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงได้บ้าง แต่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการคัดเลือกสินทรัพย์โดยให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และระมัดระวังเรื่อง valuation เพราะแม้ฮอร์มุซเริ่มเปิดแต่ความเสี่ยงของตลาดยังไม่ได้หายไป เพียงแค่เปลี่ยนจากสงครามและราคาน้ำมันไปสู่เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และ Fed ที่ตลาดจะต้องเรียนรู้ในยุคใหม่ อีกทั้งยังมีนโยบายการค้าและการเลือกตั้งสหรัฐฯที่อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้อยู่

 

ภาพ: APChanel / Shutterstock

The post มุมมองไตรมาส 3 : ถอดรหัสประธาน Fed หลังฮอร์มุซเริ่มเปิด แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? https://thestandard.co/usindopacom-uspacom-strategy-change/ Wed, 01 Jul 2026 07:58:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1225573 ภาพทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงสงคราม (Department […]

The post จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 กระทรวงสงคราม (Department of War) ของสหรัฐอเมริกาประกาศเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการภาคอินโด-แปซิฟิก (USINDOPACOM) กลับไปใช้ชื่อเดิมคือกองบัญชาการภาคแปซิฟิก (USPACOM) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มากว่า 7 ทศวรรษก่อนการเปลี่ยนชื่อในปี 2561 ความเคลื่อนไหวนี้ถูกตั้งคำถามทันทีว่ามีนัยเชิงยุทธศาสตร์อะไรซ่อนอยู่ โดยเฉพาะต่ออินเดีย กรอบความร่วมมือจตุภาคี หรือ Quad (กลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลีย) และโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคโดยรวม

 

สิ่งแรกที่ต้องตั้งหลักให้ตรงคือการแยกระหว่าง “สิ่งที่เปลี่ยน” กับ “สิ่งที่ไม่เปลี่ยน” ฝ่ายสหรัฐฯ ยืนยันชัดเจนว่าพื้นที่ความรับผิดชอบทางทหาร หรือ AOR (Area of Responsibility) ภารกิจ โครงสร้างกำลัง การวางกำลัง และความเป็นหุ้นส่วนกับชาติพันธมิตร ทั้งหมดนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ขอบเขตยังคงทอดยาวจากชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ไปจรดพรมแดนทางทะเลด้านตะวันตกของอินเดียตามเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิ่งที่เปลี่ยนคือชื่อเรียกและความหมายเชิงสัญลักษณ์ ไม่ใช่กำลังรบหรือแผนปฏิบัติการจริง การประเมินใดๆ จึงควรเริ่มจากข้อเท็จจริงนี้ก่อน เพื่อไม่ให้ตีความเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ

 

อย่างไรก็ตาม การที่กำลังรบไม่เปลี่ยน ไม่ได้แปลว่าการเปลี่ยนชื่อไม่มีความหมาย ในทางตรงกันข้าม ชื่อของกองบัญชาการทหารคือรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Communication) มันคือถ้อยแถลงที่ส่งไปยังหลายฝ่ายพร้อมกัน ทั้งจีน อินเดีย ชาติพันธมิตร และรัฐสภาสหรัฐฯ เอง การเติมคำว่า Indo เข้าไปในปี 2561 ภายใต้รัฐมนตรีกลาโหม Jim Mattis ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ชุดแรก จึงเป็นการกระทำเชิงยุทธศาสตร์ที่จงใจ มันคือการยกระดับอินเดียและมหาสมุทรอินเดียจากชายขอบขึ้นมาเป็นแกนกลางของยุทธศาสตร์เอเชียของสหรัฐฯ และสอดรับกับแนวคิดอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง หรือ Free and Open Indo-Pacific (FOIP) กับการรื้อฟื้นกลุ่ม Quad ในปีเดียวกัน

 

เมื่อมองในกรอบนี้ การถอดคำว่า Indo ออกจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันคือการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Signaling) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรถูกตีความเกินเลยไปว่ายุทธศาสตร์ได้เปลี่ยนทิศแล้ว ความหมายอยู่ที่ตัวสาร ไม่ใช่ที่การเคลื่อนกำลัง

 

คำถามที่สำคัญกว่า “เปลี่ยนชื่อแล้วเกิดอะไรขึ้น” คือ “ทำไมต้องเปลี่ยนตอนนี้” คำตอบอยู่ที่บริบทแวดล้อม การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับภาพลักษณ์ในวงกว้างของกระทรวงสงครามภายใต้รัฐมนตรี Pete Hegseth ที่เน้นการคืนสู่ชื่อและจารีตทางทหารดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนชื่อกระทรวงเองจาก Department of Defense กลับเป็น Department of War ด้วย

 

ข้อเท็จจริงข้อนี้ทำให้การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการสามารถตีความได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุดการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ที่มีทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว และสอดคล้องกับแนวทาง America First ที่โดยรวมลดน้ำหนักขององค์กรและกรอบความร่วมมือพหุภาคี หันมาเน้นการต่อรองแบบทวิภาคีและการแบ่งภาระค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคง (Burden Sharing) กับพันธมิตรมากขึ้น เมื่อมองในมุมนี้ การเปลี่ยนชื่อจึงเป็นเรื่องของการเมืองเชิงสัญลักษณ์และการบริหารภาพลักษณ์ภายใน มากกว่าจะเป็นการพลิกแผนปฏิบัติการต่อภูมิภาคโดยตรง

 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเปลี่ยนชื่อนี้ถูกอ่านต่างกันโดยแต่ละฝ่าย ในมุมของอินเดีย แม้รัฐบาลจะแสดงท่าทีสงวนตัว แต่นักการเมืองและนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการถอดคำว่า Indo ออกคือการลดความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของอินเดีย และตั้งคำถามต่อความมุ่งมั่นของวอชิงตันในกรอบ Quad โดยเฉพาะเมื่อมีกรณีการแสดงเส้นพรมแดนอินเดียผิดพลาดบนแผนที่เว็บไซต์ใหม่ของกองบัญชาการมาประกอบ

 

ในมุมของจีน หากปักกิ่งเลือกตีความในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การลดการใช้คำว่าอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นคำที่จีนไม่เคยพอใจอยู่แล้วเพราะมองว่าเป็นกรอบปิดล้อมตน อาจถูกอ่านได้สองทาง ทางหนึ่งคือสหรัฐฯ กำลังให้น้ำหนักกับเวทีแปซิฟิกซึ่งเป็นจุดเผชิญหน้าโดยตรงกับจีนมากขึ้น อีกทางหนึ่งคือเป็นเพียงการลดทอนวาทกรรมที่จีนต่อต้านลงเท่านั้น

 

ทั้งสองการตีความนี้ล้วนเป็นการคาดเดาเจตนา ที่สำคัญคือ USPACOM ไม่เคยเลิกดูแลมหาสมุทรอินเดีย เพราะพื้นที่รับผิดชอบไม่ได้เปลี่ยน การด่วนสรุปว่าสหรัฐฯ ถอนตัวจากมหาสมุทรอินเดียเพียงเพราะชื่อเปลี่ยนจึงเป็นการอ่านที่เกินหลักฐาน

 

ในมุมมองที่เป็นกลาง ความจริงน่าจะอยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วความเห็น ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือสัญญาณการถอยห่างจากแนวคิดอินโด-แปซิฟิก อีกฝ่ายมองว่าเป็นเพียงการคืนชื่อตามประเพณีโดยไม่มีนัยทางยุทธศาสตร์ใดๆ

 

ความเป็นจริงคือแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันโดยรวมมีลักษณะโน้มเอียงไปทางการจัดลำดับความสำคัญที่คมชัดขึ้น และเน้นการต่อรองแบบทวิภาคี (Bilateral) มากกว่าการผูกมัดตัวเองในกรอบพหุภาคี (Multilateral) ที่กว้างขวาง การถอดคำว่า Indo ออกจึงอาจสะท้อนแนวโน้มนี้ในระดับสัญลักษณ์ได้ แต่ต้องย้ำว่านี่คือการอนุมานจากทิศทางนโยบายโดยรวม ไม่ใช่ข้อสรุปที่มีคำสั่งปฏิบัติการมารองรับโดยตรง ตราบใดที่กองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ (US Seventh Fleet) และการวางกำลังตามแนวเกาะที่หนึ่ง หรือ First Island Chain (แนวหมู่เกาะที่ทอดจากญี่ปุ่นผ่านไต้หวันลงไปถึงฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแนวจับตาจีนทางภูมิรัฐศาสตร์) ยังคงเดิม ขีดความสามารถในการป้องปรามก็ยังไม่ได้ลดลงในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ในทำนองเดียวกัน หากสหรัฐฯ ลดความสำคัญต่อมหาสมุทรอินเดียลงจริง สิ่งที่ควรปรากฏให้เห็นคือการเปลี่ยนแปลงการจัดกำลังและการฝึกในพื้นที่มหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการเท่านั้น

 

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บทเรียนที่นำไปใช้ได้คือ ควรประเมินความเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ของมหาอำนาจด้วยความรอบคอบ ไม่ตื่นตระหนกไปตามชื่อที่เปลี่ยน แต่ก็ไม่มองข้ามทิศทางที่ความเคลื่อนไหวนั้นบ่งชี้ สิ่งที่ควรเฝ้าติดตามจริงๆ ไม่ใช่ถ้อยคำบนเว็บไซต์กองบัญชาการ แต่เป็นตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น งบประมาณกลาโหมในร่างกฎหมายการอนุมัติงบประมาณกลาโหมประจำปี หรือ NDAA (National Defense Authorization Act) ของปีถัดไป ระดับและขอบเขตของการฝึกร่วมในภูมิภาค โดยเฉพาะการฝึกทางเรือมาลาบาร์ (Malabar) ที่เป็นเครื่องวัดความแน่นแฟ้นของกลุ่ม Quad ความถี่ของการลาดตระเวนเพื่อเสรีภาพในการเดินเรือ ตลอดจนการที่คำว่าอินโด-แปซิฟิกจะยังปรากฏอยู่ในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ของสหรัฐฯ หรือไม่ ในจุดนี้เองที่ Quad เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะหากกลุ่ม Quad ยังเดินหน้าประชุมและฝึกร่วมตามเดิม การเปลี่ยนชื่อก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนสาระของความร่วมมือ ตัวชี้วัดเหล่านี้ต่างหากที่จะบอกได้ว่ายุทธศาสตร์เปลี่ยนไปจริงหรือเป็นเพียงการเปลี่ยนชื่อเรียก

 

โดยสรุป การกลับมาของชื่อ USPACOM เป็นเหตุการณ์ที่มีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลกระทบเชิงปฏิบัติการ แต่ในการเมืองระหว่างประเทศ สัญลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และอาจส่งผลต่อการรับรู้ของรัฐอื่น แม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านกำลังรบก็ตาม การอ่านที่รอบคอบที่สุดจึงถือว่าเป็นสัญญาณที่ควรจับตาดูต่อไป ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนทิศไปแล้ว ในโลกที่การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์กับการวางกำลังจริงไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป การแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกันให้ชัดเจน คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และดำเนินนโยบายอย่างรอบคอบ

 

ภาพ: U.S. Marine Corps photo / Cpl. Alora Finigan

The post จาก USINDOPACOM สู่ USPACOM: แค่เปลี่ยนชื่อ หรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี https://thestandard.co/opinion-optical-module-ai-data-center/ Mon, 15 Jun 2026 11:08:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1218654 ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GP […]

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GPU, Semiconductor, Cloud และ Data Center เป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI พัฒนาและใช้งานได้จริง แต่เมื่อ AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยีทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ตลาดมักถามว่า “ใครมีชิปที่แรงที่สุด” กลายเป็นคำถามใหม่ว่า “ระบบจะเชื่อมต่อชิปจำนวนมหาศาลให้ทำงานร่วมกันได้เร็วพอหรือไม่”

 

 
 

นี่คือเหตุผลที่ Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ AI Infrastructure เพราะในโลกของ AI ยุคใหม่ ความเร็วของชิปเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากระบบเครือข่ายไม่สามารถส่งข้อมูลระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ Rack และ Data Center ได้เร็วพอ พลังประมวลผลที่ลงทุนไปมหาศาลก็อาจไม่ถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence “OFC 2026: Optics Go Deeper, Networks Become Denser” as of 23 March 2026 คาดว่ายอดขาย Optical Module และอุปกรณ์ Optical Hardware เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยตลาดมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 19%

 

Optical Module คืออะไร

 

Optical Module คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง และแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง เพื่อส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกด้วยความเร็วสูง พูดง่ายๆ คือเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลวิ่งไปมาระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใน Data Center ได้อย่างรวดเร็ว

 

หาก GPU คือ “สมอง” ของ AI และ Data Center คือ “ร่างกาย” Optical Module ก็คือ “ระบบประสาท” ที่ทำให้ทุกส่วนสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น เพราะโมเดล AI ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU เพียงตัวเดียว แต่ต้องใช้ GPU หรือ XPU จำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนตัว ชิปเหล่านี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อ GPU ไม่ใช่ปัญหาเดียวของ AI

 

ในโลกของ AI การมี GPU จำนวนมากไม่ได้แปลว่าระบบจะเร็วเสมอไป เพราะต่อให้มี GPU ที่แรงที่สุดจำนวนมาก แต่หากการส่งข้อมูลระหว่าง GPU ช้า ระบบก็ไม่สามารถใช้พลังประมวลผลได้เต็มที่ เปรียบเหมือนมีพนักงานเก่ง 1,000 คน แต่ทุกคนต้องใช้ถนนเลนเดียวในการสื่อสาร งานก็ย่อมติดขัดและไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น AI ยุคต่อไปไม่ได้ต้องการเพียงชิปที่แรงขึ้น แต่ต้องการเครือข่ายที่เร็วขึ้น หนาแน่นขึ้น และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นี่คือจุดที่ Optical Module เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยให้การส่งข้อมูลใน Data Center รองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้นได้ดีกว่าการเชื่อมต่อแบบเดิม

 

ทำไมโลก AI กำลังเปลี่ยนจาก Copper ไปสู่ Optical

 

ในอดีต Data Center หลายส่วนยังสามารถใช้สายทองแดง หรือ Copper ได้ แต่เมื่อความเร็วและปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดของทองแดง ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ทั้งการสูญเสียสัญญาณเมื่อส่งข้อมูลไกลขึ้น ความร้อนที่เพิ่มขึ้น การใช้พลังงานสูงขึ้น 

Optical Module จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่าในหลายกรณี ผลลัพธ์คือ AI Data Center ทั่วโลกกำลังเพิ่มการใช้ Optical Connection มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center แต่เริ่มขยับลึกเข้ามาในโครงสร้างภายใน Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายของ Data Center

 

AI ต้องการให้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเหมือนเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทำให้ความต้องการด้าน Bandwidth และ Latency สูงกว่าระบบ Cloud ทั่วไปมาก เพราะข้อมูลต้องถูกส่งไปมาระหว่างชิปและเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว หากเครือข่ายช้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การประมวลผลทั้งระบบสะดุดได้

โครงสร้างการเชื่อมต่อหลักของ AI Data Center แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Scale-Up หรือการเชื่อมต่อ GPU ภายในระบบเดียวกันหรือ Rack เดียวกัน, Scale-Out หรือการเชื่อมต่อหลาย Rack เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น AI Cluster ขนาดใหญ่ และ Scale-Across หรือการเชื่อมต่อ Data Center หลายแห่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันเหมือนเป็นระบบเดียว

 

ทั้ง 3 ระดับนี้ล้วนต้องใช้ Optical Connection มากขึ้น ยิ่งจำนวน GPU เพิ่มขึ้น จำนวนจุดเชื่อมต่อก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ Optical กลายเป็นส่วนสำคัญของการขยาย AI Infrastructure เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนชิป แต่เป็นการทำให้ชิปทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Optical Density และการเปลี่ยนผ่านสู่ 800G / 1.6T

 

อีกแนวโน้มสำคัญคือ Optical Density หรือความหนาแน่นของการใช้ Optical Connection ภายใน Data Center ในอดีต Optical Module อาจถูกใช้เฉพาะบางจุดของระบบ แต่ในอนาคตอาจถูกใช้แทบทุกระดับ ตั้งแต่ภายใน Rack ระหว่าง Rack ระหว่าง Cluster ไปจนถึงการเชื่อมต่อระหว่าง Data Center

ขณะเดียวกัน ตลาด Optical Module กำลังเปลี่ยนผ่านจากระดับ 400G ไปสู่ 800G, 1.6T และในอนาคตอาจไปถึง 3.2T ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการส่งข้อมูล ยิ่งตัวเลขสูง ก็ยิ่งรองรับ AI Cluster ขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น สำหรับ AI การอัปเกรดจาก 800G ไปสู่ 1.6T ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็วธรรมดา แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับโมเดล AI ที่ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างระบบมากขึ้น

 

ทำไมธีมนี้ถึงน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

 

Optical Module ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบเล็กๆ ของ Data Center อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า AI Infrastructure จะขยายตัวได้เร็วแค่ไหน ในเวลาเดียวกัน Hyperscaler และผู้ให้บริการ AI Cloud รายใหญ่ เช่น Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างเร่งลงทุนใน AI Data Center อย่างต่อเนื่อง เมื่อการลงทุนใน AI Data Center เพิ่มขึ้น ความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็เติบโตตามไปด้วย ทั้ง Optical Module, Laser, Transceiver, Fiber, Optical System และ Networking Equipment

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Optical Module แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ผลิต Optical Component และ Transceiver เช่น Coherent, Lumentum และ Fabrinet, บริษัท Networking และ Switching เช่น Broadcom, Marvell และ Arista และผู้ให้บริการ Optical System และ Fiber เช่น Ciena, Nokia และ Corning

 

โดยสรุปธีม Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของยุค AI เพราะ AI ไม่ได้ต้องการเพียง “สมองที่เร็วขึ้น” แต่ต้องการ “ระบบประสาทที่เร็วขึ้น” ด้วย ยิ่งโมเดล AI ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU มากขึ้น และ Data Center เชื่อมต่อกันมากขึ้น ความต้องการส่งข้อมูลความเร็วสูงก็จะเพิ่มขึ้นตาม

 

หากเปรียบ AI เป็นโรงงานขนาดใหญ่ GPU คือเครื่องจักรหลัก Data Center คือโรงงาน และ Optical Module คือสายพานความเร็วสูงที่ทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสายพานนี้ช้า เครื่องจักรที่แพงที่สุดก็อาจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ และหากสายพานนี้กลายเป็นคอขวด Optical Module ก็อาจเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจของ AI Infrastructure 

 

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย https://thestandard.co/thai-frigate-tech-sovereignty-defense/ Wed, 03 Jun 2026 12:10:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1214301 ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกร […]

The post เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาทสำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือไทย กำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศในรอบหลายปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

 

ท่ามกลางการแข่งขันของอู่ต่อเรือจากต่างประเทศ 6 รายที่ยื่นซองประกวดแบบและใกล้จะประกาศผู้ชนะเข้าไปทุกขณะ คำถามที่ถูกถามมากที่สุดในเวลานี้อาจเป็นเรื่องของแบบเรือ สมรรถนะ หรือระบบอาวุธที่จะติดตั้งบนเรือเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและรักษาอธิปไตยเหนือเขตทางทะเล

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการดังกล่าวกำลังเปิดประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ประเทศไทยจะได้เพียง ‘เรือรบ’ หรือจะได้ “ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี” กลับมาพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ในเรื่องความคุ้มค่ากับโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับงบประมาณมหาศาลที่ใช้ไป

 

และในยุคที่ข้อมูล ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายการสื่อสารกลายเป็นหัวใจของการทำสงครามสมัยใหม่ การครอบครองแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากประเทศเจ้าของยุทโธปกรณ์ไม่สามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในได้อย่างแท้จริง

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านคำว่า ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ (Technology Sovereignty) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในแวดวงความมั่นคงทั่วโลก และเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในโครงการฟริเกตลำใหม่ของไทยด้วย

 

เมื่อสงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาวุธ

 

ในอดีต ความได้เปรียบทางทหารมักถูกวัดจากจำนวนกำลังพล รถถัง เรือรบ หรือเครื่องบินรบที่แต่ละประเทศครอบครอง หรือที่เรียกว่า ‘สงครามสมมาตร’ (Symmetric Warfare) หรือ ‘สงครามตามแบบ’ (Conventional Warfare) ซึ่งวัดว่าใครมีศักยภาพด้านฮาร์ดแวร์เหนือกว่า ก็อาจเป็นผู้ชนะในสมรภูมิ

 

แต่บทเรียนจากสงครามยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในช่วงหลัง กำลังชี้ให้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป นั่นคือเทรนด์ของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำสงครามไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

ประเทศหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำกว่า ก็สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศที่มีฮาร์ดแวร์เหนือกว่าได้ โดยหนึ่งในปัจจัยชี้วัดผู้ชนะ นอกจากเทคโนโลยีโดรนที่มีราคาถูกกว่ากันมากแล้ว กองทัพที่สามารถรับรู้สถานการณ์ได้ก่อน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วกว่า และตัดสินใจตอบสนองได้แม่นยำกว่า ก็มักเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย ดังนั้นในสนามรบยุคใหม่ ความเร็วในการตัดสินใจจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้จำนวนอาวุธ

 

การบูรณาการข้อมูลจากเรดาร์ โซนาร์ ดาวเทียม อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบิน และหน่วยรบภาคพื้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ และส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาในเวลาอันสั้นที่สุด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำสงครามสมัยใหม่

 

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับระบบที่อยู่ ‘หลังฉาก’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) ระบบอำนวยการรบ (Combat Management System: CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL)

 

แม้ชื่อของระบบเหล่านี้อาจไม่คุ้นหูประชาชนทั่วไป แต่สำหรับกองทัพสมัยใหม่แล้ว ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘สมอง’ และ ‘ระบบประสาท’ ของการรบทั้งระบบ

 

จากโดรนสู่ซอฟต์แวร์: เมื่อขีดความสามารถที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม

 

หนึ่งในบริษัทไทยที่กำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านนี้คือ RV Connex ซึ่งแต่ก่อนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทาง RV Connex ก็กำลังขยายบทบาทจากการพัฒนาแพลตฟอร์มไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบอำนวยการรบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับกองทัพ

 

รศ. ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท RV Connex กล่าวว่า ปัจจุบัน RV Connex มุ่งพัฒนาระบบครบวงจร ตั้งแต่การรับข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนถึงการตัดสินใจและการสั่งการ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ระบบอำนวยการรบ (CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นนั้น มีศักยภาพในการติดตั้งบนเรือฟริเกตลำใหม่เพื่อใช้งานจริงได้

 

CMS: สมองของเรือฟริเกต

 

หากเปรียบเรือฟริเกตเป็นร่างกายมนุษย์ เรดาร์และโซนาร์คือดวงตาและหู

 

ระบบอาวุธคือแขนขา ระบบ Combat Management System หรือ CMS ก็คือสมองนั่นเอง

 

CMS ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ทุกชนิดบนเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ โซนาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อมูลจากหน่วยรบอื่น ก่อนประมวลผลเป็นภาพสถานการณ์เดียว

 

ผู้บังคับบัญชาสามารถมองเห็นภาพรวมของสนามรบ ประเมินภัยคุกคาม จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และสั่งการใช้อาวุธได้จากระบบเดียว ยิ่งข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น ความสำคัญของ CMS ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

TDL: เครือข่ายที่ทำให้ทุกหน่วยรบเห็นภาพเดียวกัน

 

ในขณะที่ CMS ทำหน้าที่เป็นสมอง Tactical Data Link หรือ TDL เปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกหน่วยรบเข้าด้วยกัน

 

ระบบดังกล่าวทำให้เรือรบ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ อากาศยานไร้คนขับ และศูนย์บัญชาการภาคพื้น สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์

 

ตัวอย่างเช่น หาก UAV ตรวจพบเป้าหมายกลางทะเล ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งผ่าน TDL ไปยังเรือฟริเกต ก่อนที่ CMS จะประมวลผลและสั่งการระบบอาวุธได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

แนวคิดนี้คือหัวใจของ Network-Centric Warfare หรือการรบแบบเครือข่าย ซึ่งกำลังเป็นแนวทางหลักของกองทัพสมัยใหม่ทั่วโลก

 

อธิปไตยทางเทคโนโลยี: เมื่อการมีเรือไม่ได้แปลว่าควบคุมเรือได้สมบูรณ์เสมอไป

 

นอกเหนือจากคำถามว่าเรือมีสมรรถนะเพียงใดแล้ว ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงความมั่นคงไทย คือเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) ซึ่งคำนี้หมายถึงสิทธิ์ของประเทศในการควบคุม เข้าถึง แก้ไข และพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีด้านความมั่นคงได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร

 

แล้วประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในเรือลำนั้นได้มากน้อยเพียงใด

 

ในเอกสารประกอบการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกต ‘ประเด็นอธิปไตยทางเทคโนโลยี การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ’ ซึ่งเขียนโดย RV Connex ถึงกองทัพเรือ ชี้ว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก เหตุการณ์ความขัดแย้งในยูเครน ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติโดยไม่มีสิทธิ์ควบคุมนั้น จะกลายเป็นปัญหาได้ หากเจ้าของเทคโนโลยีตัดสินใจระงับการสนับสนุน

 

เมื่อภัยคุกคามในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสงครามผสมผสาน (Hybrid Warfare) ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางทหาร ไซเบอร์ เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสาร ซอฟต์แวร์จึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบอาวุธ ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยงที่ระบบอาวุธสมัยใหม่ ซึ่งควบคุมด้วยซอฟต์แวร์จะถูก ‘ปิดสวิตช์’ ได้จากระยะไกล การส่งเสริมให้เรือฟริเกตใช้ซอฟต์แวร์ไทยทั้งระบบ CMS และ TDL จึงเป็นข้อควรพิจารณาอย่างจริงจัง ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลก

 

เพราะหากประเทศเจ้าของอาวุธไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมระบบต่างๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาวได้

 

“การครอบครองเรือรบโดยไม่มีสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ เปรียบเสมือนการซื้อรถยนต์ที่คนอื่นถือกุญแจ” วรรณธา หวังธนสกุล กรรมการบริษัท RV Connex กล่าว

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มผลักดันแนวคิด Technology Sovereignty อย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า แล้วปัจจุบันนี้ระบบอำนวยการรบและระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีที่พัฒนาโดยคนไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติแล้วหรือยัง ในการที่จะติดตั้งบนเรือรบที่ใช้ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

 

อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระ และแอดมินเพจ thaiarmedforce,com ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันระบบอำนวยการรบของไทยยังไม่ได้ถูกใช้งานในเรือรบลำใด ดังนั้นตามทฤษฎีจึงถือว่า เรายังไม่สามารถทราบแน่ชัดว่า ระบบอำนวยการรบที่พัฒนาโดยคนไทย มีขีดความสามารถมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์

 

แต่อนาลโยให้มุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เปรียบเหมือน “ไก่กับไข่” ว่าอะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือ ถ้ากองทัพไทยไม่ใช้งานระบบอำนวยการรบของไทย ก็จะไม่มีทางได้รับการพิสูจน์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้ารัฐบาลและกองทัพมีนโยบายที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างแท้จริง และต้องการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศ กองทัพก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาระบบของคนไทยเข้าประจำการก่อน เพื่อทดสอบขีดความสามารถและพิสูจน์ประสิทธิภาพในการใช้งาน

 

วิธีการอาจเป็นการจัดหาระบบลงเรือขนาดเล็ก เช่น เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง หรือเรือสนับสนุน และเมื่อใช้งานแล้วก็ควรจะมีการพัฒนาต่อเนื่องและจัดซื้อเพื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือตุรกีใช้เป็นโมเดลพัฒนาทั้งสิ้น

 

อนาลโยกล่าวว่า คำถามแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ากองทัพและรัฐบาลมีความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะหากเราต้องการมีขีดความสามารถด้านนี้ในประเทศไทย เราจะไม่ถามว่าคนไทยทำได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง แต่คำถามควรจะเป็นว่า ในการสร้างระบบอำนวยการรบที่มีประสิทธิภาพด้วยฝีมือคนไทยจะต้องใช้วิธีการและกระบวนการอย่างไรบ้างมากกว่า

 

บทเรียนจากต่างประเทศ: ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธด้วยการเป็นเพียงผู้ซื้อ

 

งบประมาณ 17,000 ล้านบาท สามารถซื้ออะไรได้บ้าง? สำหรับกองทัพเรือไทย คำตอบคือเรือฟริเกตลำใหม่

 

แต่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก งบประมาณระดับนี้ไม่ได้ใช้ซื้อเพียงเรือรบ หากยังใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน หลายประเทศที่ปัจจุบันกลายเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ล้วนเคยอยู่ในจุดเดียวกับประเทศไทยมาก่อน พวกเขาเคยเป็นผู้นำเข้า เคยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเคยเผชิญคำถามเดียวกันว่า ประเทศของตนจะสามารถสร้างขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้จริงหรือไม่

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศเหล่านั้น ไม่ได้เกิดจากบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่ราย แต่เกิดจากการที่รัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจัดหา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมาตรการ Offset (การชดเชยทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่สูญเสียไปกับการซื้ออาวุธ) ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

ในบทความนี้จะยกตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ดี และอาจเป็นโมเดลให้ไทยถอดแบบมาใช้ได้

 

ตุรกี: จากผู้นำเข้า สู่ผู้ส่งออกเรือรบ

 

กรณีของตุรกีถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเริ่มโครงการ MILGEM หรือ National Ship Program ในปี 2004 ตุรกียังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก และมีสัดส่วนการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงประมาณ 20% แต่ตุรกีมีนโยบายชัดเจนว่า ในอนาคตเรือรบจะต้องสร้างเองในประเทศ

 

รัฐบาลตุรกีเลือกใช้โครงการเรือรบเป็นสายพานพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกำหนดให้คู่สัญญาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบในประเทศ และส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน

 

ผลลัพธ์คือ ในเวลาเพียงสองทศวรรษ สัดส่วนการพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นประมาณ 85% ในปี 2024 และมีบริษัทกว่า 200 แห่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MILGEM

 

และเรือฟริเกตชั้น Istanbul ลําแรกที่เข้าประจําการในเดือนมกราคม 2024 นั้น ก็เป็นการสร้างในประเทศตุรกีทั้งลํา

 

จากประเทศผู้นำเข้า ตุรกีกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธมูลค่ากว่า 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และสามารถส่งออกเรือรบไปยังหลายประเทศทั่วโลก

 

เกาหลีใต้: สร้างอุตสาหกรรมระดับโลกผ่านนโยบายรัฐ

 

ในช่วงทศวรรษ 1970 เกาหลีใต้แทบไม่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง แต่รัฐบาลใช้การจัดหาอาวุธเป็นเครื่องมือสร้างขีดความสามารถในประเทศ ผ่านนโยบายการให้คู่สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการภายในประเทศ และการกำหนดสัดส่วนการผลิตภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานชื่อ DAPA (Defense Acquisition Program Administration) ที่มีอํานาจควบคุมการจัดหาอาวุธอย่างเบ็ดเสร็จ หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในประเทศ 80% ต่อต่างประเทศ 20% ในทุกโครงการจัดหา นอกจากนี้ DAPA ยังควบคุมการเจรจาราคา การถ่ายทอดเทคโนโลยี สัดส่วนเนื้องานท้องถิ่น (Local Content) และ Offset อย่างเข้มงวด

 

ปัจจุบันจะเห็นว่าเกาหลีใต้มีบริษัทอาวุธชั้นนำอย่าง Hanwha, Hyundai Heavy Industries และ LIG Nex1 ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จากประเทศที่เคยพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งหมด วันนี้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับ 9 ของโลก โดยผลิตและส่งออกเรือรบ รถถัง และเครื่องบินรบได้เอง และตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอาวุธ Top 4 ของโลกในอนาคต

 

อินโดนีเซีย: ใช้อำนาจผู้ซื้อสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง

 

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดี รัฐบาลกำหนด Local Content ขั้นต่ำ 35% สำหรับโครงการจัดหาอาวุธ และเมื่อรวมมาตรการ Countertrade และ Offset แล้ว สัดส่วนผลประโยชน์ที่ต้องกลับคืนสู่ประเทศต้องไม่ต่ำกว่า 85%

 

แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตอาวุธต่างชาติที่ต้องการชนะการแข่งขัน ไม่สามารถเสนอขายอาวุธเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องเสนอการลงทุน การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย

 

อินโดนีเซียจึงไม่ได้ใช้การจัดหาอาวุธเพียงเพื่อเสริมกำลังรบ แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย

 

แล้วประเทศไทยควรได้อะไรจากงบประมาณ 17,000 ล้านบาท

 

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทย โครงการฟริเกตวงเงิน 17,000 ล้านบาท จะเป็นเพียงการใช้จ่ายด้านความมั่นคง หรือจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ

 

เอกสารประกอบโครงการประเมินของ RV Connex ชี้ว่า หากมีนโยบาย Local Content และ Offset ที่ชัดเจน เม็ดเงินจากโครงการจัดหาอาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,400-5,100 ล้านบาท

 

เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้หมายถึงรายได้ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่หมายถึงการจ้างงานวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิจัย ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการ SME ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ภายในประเทศ

 

ในหลายประเทศ ผลประโยชน์จากโครงการลักษณะนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเรือถูกส่งมอบ

 

แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

ฟริเกตลำใหม่: การตัดสินใจที่อาจกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมป้องกันไทย

 

บทเรียนจากตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอาวุธระดับโลกได้จากการเป็นเพียง ‘ผู้ซื้อ’ แต่ทุกประเทศล้วนเริ่มต้นจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ใช้อำนาจการจัดซื้อของรัฐเป็นเครื่องมือ และสร้างพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศเติบโตควบคู่ไปกับการจัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

สำหรับประเทศไทยกำลังมีโอกาสตัดสินใจบนทางแยกเดียวกัน ไทยจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้ออาวุธ’ ไปเป็น ‘ผู้สร้างเทคโนโลยี’ ในอนาคตได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด แต่เราสามารถเรียนรู้ในระหว่างทางที่เราสร้างมันขึ้นมา

 

แฟ้มภาพ: เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช / Wikipedia

The post เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามปราบคอร์รัปชันอย่างไร : บันไดที่ ‘โต เลิม’ ใช้ขึ้นสู่อำนาจ https://thestandard.co/vietnam-to-lam-corruption-power/ Mon, 01 Jun 2026 11:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1213517 ภาพ โต เลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม

ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ‘โต เลิม’ (Tô Lâm) ที่เพิ่งเดิ […]

The post เวียดนามปราบคอร์รัปชันอย่างไร : บันไดที่ ‘โต เลิม’ ใช้ขึ้นสู่อำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โต เลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม

ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ‘โต เลิม’ (Tô Lâm) ที่เพิ่งเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคมนี้ คือ ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเวียดนามในขณะนี้ โดยนั่งควบสองตำแหน่งสำคัญ ทั้งการเป็นเบอร์หนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ และตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ

 

และที่ถูกจับตามากเช่นกัน คือ การเดินเกมการทูตเชิงรุกเร่งเดินสายไปพบปะผู้นำโลกหลายคน (นับเฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 โต เลิม ได้เดินทางไปพบทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย รวมทั้งนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิของญี่ปุ่นที่มาเยือนเวียดนาม เป็นต้น)

 

บทความนี้จะวิเคราะห์เส้นทางขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม และกรณีศึกษาการปราบคอร์รัปชันในเวียดนามที่กลายเป็น ‘บันได’ สำคัญให้ โต เลิม ใช้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากได้อย่างไร

 

ประเด็นแรก อดีตผู้นำเวียดนามกับปัญหาคอร์รัปชัน ฉาวโฉ่เพียงใด

 

ในยุคก่อนหน้านี้ ผู้นำระดับสูงของเวียดนามหลายคนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการพัวพันกับคดีคอร์รัปชัน และด้วยแรงกดดันจากประชาชนและการขึ้นมาของขั้วอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ส่งผลให้มีประธานาธิบดีเวียดนาม 2 คนที่ต้องลาออก และนายกรัฐมนตรีเวียดนามอีก 1 คนที่ต้องกล่าวแถลงยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะ

 

ขอย้อนภาพของเวียดนามในช่วงที่มีปัญหาคอร์รัปชันอย่างหนัก ในช่วงปี 2006–2016 ที่ เหงียน เติ๊น สุง (Nguyễn Tấn Dũng) เป็นนายกรัฐมนตรีเวียดนาม รัฐบาลชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง นำไปสู่การทุจริตครั้งใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ (SOEs) เช่น กรณี Vinashin รัฐวิสาหกิจต่อเรือ ที่ล้มละลายและมีหนี้สินมูลค่าสูงมาก มีการตรวจพบปัญหาการทุจริตภายในและการบริหารที่ผิดพลาด ผู้บริหารระดับสูงหลายคนถูกจำคุก และกรณี Vinalines รัฐวิสาหกิจขนส่งทางทะเล ที่มีการยักยอกเงินและจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส มีการจับกุมประธานบริษัทในข้อหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

 

จากกรณีปัญหาทุจริตเหล่านี้ ทำให้เหงียน เติ๊น สุง ต้องออกมาแถลงยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2012 โดยยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดทางนโยบายและการควบคุมที่หละหลวม จนทำให้เกิดการทุจริตครั้งใหญ่ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ดี ในครั้งนั้นเขาไม่โดนลงโทษทางวินัยจากพรรคฯ มีเพียงเครือข่ายข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจที่ใกล้ชิดจำนวนมากถูกจับกุมดำเนินคดี และติดคุกในข้อหาคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับจุดจบทางการเมืองของเหงียน เติ๊น สุง แม้ว่าไม่ต้องติดคุกหรือโดนดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ แต่จบลงด้วยการถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในปี 2016 เมื่อพ่ายแพ้ให้กับเสียงโหวตของขั้วอนุรักษนิยมภายในพรรคฯ

 

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2023-2024 มีประธานาธิบดีเวียดนาม 2 คนที่ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาพัวพันคดีทุจริตคอร์รัปชัน ดังนี้

 

คนแรก คือ เหงียน ซวน ฟุก (Nguyễn Xuân Phúc) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปี 2021 – 2023 ถูกกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงและรัฐมนตรีหลายคนภายใต้การบังคับบัญชา (ในช่วงที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปี 2016–2021) เช่น รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไปพัวพันกับคดีทุจริตอื้อฉาวระดับชาติ และถูกจับกุม โดยเฉพาะในคดีผูกขาดและขึ้นราคาชุดตรวจโควิด-19 (รู้จักกันในชื่อ “คดี Viet A”) และคดีเรียกรับสินบนจัดเที่ยวบินพาคนงานเวียดนามกลับประเทศในช่วงวิกฤตโควิด

 

คนถัดมา คือ หวอ วัน เถือง (Võ Văn Thưởng) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพียง 1 ปีเศษ (ช่วงปี 2023 –2024) ถูกกดดันให้ต้องลาออก เนื่องจากละเมิดข้อบังคับของพรรคฯ และมี “ข้อบกพร่อง” ที่ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของพรรคฯ และรัฐ (เช่น ความเชื่อมโยงกับคดีรับสินบนจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ (Phuc Son Group) เมื่อครั้งที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำจังหวัดกว๋างหงาย (Quang Ngai) ช่วงปี 2011–2013)

 

ประเด็นที่สอง พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามพลิกเกมปราบคอร์รัปชันได้อย่างไร

 

จากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่หมักหมมมานาน เมื่อผู้นำของพรรคฯ ในขั้วอนุรักษนิยม คือ เหงียน ฟู้ จ่อง (Nguyễn Phú Trọng) ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ อีกครั้งในปี 2016 ได้ประกาศแคมเปญ “เตาหลอมร้อน” (Dot Lo)  เพื่อปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง สะท้อนความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในการพลิกเกม จากวิกฤตคอร์รัปชันให้เป็นโอกาสในการสร้างความชอบธรรม เพื่อ “กู้ศรัทธาประชาชน” ผ่านกลยุทธ์หลัก คือ

 

(1) แคมเปญ “เตาหลอมร้อน” ลงโทษอย่างจริงจัง

 

พรรคฯ เปลี่ยนเกณฑ์การลงโทษให้เข้มข้นขึ้น โดยยึดหลักการและคำขวัญสูงสุดในการปราบโกงว่า “ไม่มีเขตห้ามเข้า ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใครหน้าไหน” และจัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้นำสูงสุดที่เป็นประมุขแห่งรัฐแต่ไปพัวพันกับคดีทุจริต (เช่น การบีบให้ประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก ลาออกในปี 2023) เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พรรคฯ จริงจังในการปราบทุจริตและรักษาวินัยพรรคฯ อย่างไม่มีข้อยกเว้น

 

(2) นำกฎ “กิ่งไม้แห้งและกิ่งไม้สด” มาใช้อย่างเด็ดขาด

 

เหงียน ฟู้ จ่อง ใช้ความเด็ดขาดในการปราบโกง และวางแนวทางใหม่ในการจัดการโครงสร้างพรรคฯ โดยเปรียบเทียบว่า “เมื่อเตาหลอมร้อนระอุขึ้นแล้ว อย่าว่าแต่กิ่งไม้แห้งเลย แม้แต่กิ่งไม้สดก็ต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน” จึงใช้มาตรการล้างบางจัดการเครือข่ายทุนผูกขาดควบคู่ไปด้วย

 

พรรคฯ ไม่ได้จับกุมเพียงแค่ข้าราชการ แต่ขยายผลไปกวาดล้างกลุ่มทุนเอกชนขนาดใหญ่ที่เป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้นักการเมืองขั้วเก่า เช่น ล้างบางเครือข่ายในคดี Viet A กลโกงชุดตรวจโควิด-19 และคดีฉ้อโกงธนาคาร Saigon Commercial Bank : SCB ของเจือง หมี ลาน เพื่อตัดวงจรทุนการเมือง และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด

 

ประเด็นสุดท้าย บันไดขึ้นสู่อำนาจของ โต เลิม

 

หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถพลิกวิกฤตศรัทธา มาเป็นการสร้างความชอบธรรมด้วยการแสดงบทบาทเป็น “ผู้ปราบโกงเอง” และหลังจากการอสัญกรรมของเหงียน ฟู้ จ่อง ในปี 2024 พรรคฯ ได้ผลักดัน ‘โต เลิม’ ผู้เป็นเสมือนมือขวาของเหงียน ฟู้ จ่อง ในการทำคดีปราบโกงทั้งหมดขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในพรรคฯ เพื่อส่งสัญญาณว่า แนวทางการปราบปรามทุจริตจะยังคงเข้มข้นต่อเนื่องอย่างเด็ดขาด จึงเป็นเสมือน ‘บันได’ สำคัญในการขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม มาจนถึงทุกวันนี้

 

การขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของโต เลิม ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยังคงรักษาอำนาจนำในประเทศได้อย่างเหนียวแน่น และได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน จากความกล้าหาญในการปราบโกงในทุกวงการ

 

หากย้อนไปดูเส้นทางชีวิตทางการเมืองของโต เลิม เริ่มโดดเด่นขึ้นในฐานะ “ขุนพลเตาหลอมร้อน” ของอดีตเลขาธิการพรรคฯ เหงียน ฟู้ จ่อง จากประสบการณ์ทำงานและเติบโตมาจากสายงานตำรวจ ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ หน่วยงานหลักที่เหงียน ฟู้ จ่อง ใช้เป็นเครื่องมือในการสืบสวนและปราบปรามทุจริต

 

นอกจากนี้ โต เลิมยังสามารถจัดการกับคู่แข่งทางการเมืองในระหว่างที่ทำคดีปราบโกง ด้วยทักษะในการสืบสวนและเก็บข้อมูลหลักฐานในมือของโต เลิม ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสกัดกั้นและบีบให้คู่แข่งทางการเมืองระดับสูงต้องลาออก (รวมถึงอดีตประธานาธิบดีทั้ง 2 คนก่อนหน้า) ผลงานการปราบโกงเหล่านี้เป็นเสมือน ‘บันได’ ให้โต เลิมใช้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองอย่างราบรื่น หลังการอสัญกรรมของเหงียน ฟู้ จ่อง

 

ที่สำคัญ โต เลิมในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชัน มาเน้นแก้ปัญหา “ข้าราชการเกียร์ว่าง” ควบคู่ไปด้วย ประกาศที่จะปราบปรามและจัดการกับ “ความสูญเปล่าและการทำงานไร้ประสิทธิภาพ” โต เลิมจึงได้ประกาศปฏิรูป “รื้อโครงสร้างระบบราชการ” เช่น การสั่งยุบกระทรวงหลายแห่ง การยุบหน่วยงานระดับอำเภอ และควบรวมหน่วยปกครองระดับจังหวัดให้ลดลงเกือบครึ่ง รวมทั้งการสั่งปลดข้าราชการมากกว่า 100,000 คน เพื่อตัดลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และปิดช่องทางในการเรียกรับสินบน รวมไปถึงการยกเลิกกฎหมาย/กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นต้น

 

ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ โต เลิมมีการต่อยอดอัพเกรด ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ ที่เหงียน ฟู้ จ่องเคยประกาศไว้ ด้วยการเดินเกมรุกแบบ “การทูตไผ่ลู่ลมที่ไร้รั้ว” เพิ่มบทบาทเวียดนามในเชิงรุกระดับโลก ใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจแบบสุดตัว เน้นทลายกำแพงและอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงกับโลก และการเร่งเดินสายไปพบปะผู้นำทั่วโลก เพื่อสร้างสมดุล/กระจายความเสี่ยง ไม่เอียงข้างประเทศใดประเทศเดียว รวมทั้งการเดินเกมการทูตใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และประเทศอื่นในโลกขั้วใต้

 

อนาคตของเวียดนามภายใต้การนำของโต เลิมจะเป็นอย่างไร แม้ว่าเวียดนามจะมีจุดแข็งในเรื่อง “การเมืองนิ่ง” มีเสถียรภาพ มีผู้นำที่เด็ดขาดลุยปราบคอร์รัปชัน และมุ่งมั่นกับการโกอินเตอร์ แต่ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ของโลก เป้าหมายของโต เลิมที่วางไว้จะทำได้สำเร็จหรือไม่ ทั้งการปฏิรูปรื้อโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ และเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่จะผลักดัน GDP ของเวียดนามให้เติบโตอย่างน้อย 10% ต่อปีให้ได้ในช่วงทศวรรษนี้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องติดตามกันต่อไป

 

ภาพ: REUTERS / Edgar Su

The post เวียดนามปราบคอร์รัปชันอย่างไร : บันไดที่ ‘โต เลิม’ ใช้ขึ้นสู่อำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/royal-thai-dress-exhibition-paris/ Tue, 26 May 2026 09:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1211179 ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า […]

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี โดยจุดเริ่มต้นมาจากการเตรียมงานเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

 

พระองค์ทรงระบุว่า ด้วยความที่เคยทรงศึกษาและใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ทำให้ทรงเข้าใจรสนิยมและบริบทของผู้ชมในประเทศนี้ จึงเห็นว่าการนำเสนอผ่านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทยจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสม

 

แนวคิดสำคัญของนิทรรศการคือการทำให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่า มรดกแฟชั่นไทย งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ไทย สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างร่วมสมัย

 

พระองค์ยังทรงเปิดเผยว่า หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก

 

หลังจากนั้น ทีมงานจากไทยและฝรั่งเศสร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยภัณฑารักษ์ของ MAD Paris เดินทางมาศึกษาคอลเลกชันในประเทศไทย พร้อมร่วมกันวางโครงสร้างนิทรรศการในแต่ละ section

 

นอกจากฉลองพระองค์และสิ่งทอประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีผลงานจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy รวมถึงแบรนด์ไทยร่วมสมัย เช่น TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM

 

ฝั่งงานหัตถศิลป์ยังรวมถึง ลิเภา, เครื่องถม, เบญจรงค์ และงานคราฟต์ไทยจากหลายภูมิภาค โดยบางส่วนเชื่อมโยงกับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสเอง

 

พระองค์ทรงระบุว่า กระบวนการทำงานเต็มไปด้วยการค้นคว้าเชิงลึก การหารือ และการถกเถียงด้านการจัดวางและการตีความ เพื่อให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ที่สุด

 

หนึ่งในห้องที่ทรงโปรดเป็นพิเศษคือห้อง Brocade หรือห้องผ้ายก ซึ่งมีการออกแบบพื้นที่ด้วยโทนสีชมพูเพื่อขับให้ฉลองพระองค์โดดเด่น โดยเป็นผลจากการร่วมปรับแนวคิดกับทีมพิพิธภัณฑ์หลายรอบ

 

พระองค์ยังตรัสถึงผลตอบรับจากต่างประเทศว่า สื่อต่างชาติระดับโลกอย่าง WWD และ Vogue USA ให้ความสนใจและนำเสนอเรื่องราวของนิทรรศการ ขณะที่มีผู้เข้าชมชาวต่างชาติรอต่อคิวเข้าชมตั้งแต่วันแรก

 

พระองค์ตรัสว่า นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอแฟชั่นไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม

 

“ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดู เพราะเชื่อว่าคนไทยที่ได้ชมจะภูมิใจในความเป็นไทย”

 

สำหรับนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการทูตวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ผ่านพลังของแฟชั่น สิ่งทอ และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย

 

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 1ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 2ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 3ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 4

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-strategic-stability-competition/ Tue, 26 May 2026 02:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210884 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหา […]

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 https://thestandard.co/mou43-senate-border-arguments/ Fri, 22 May 2026 05:08:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1209876 ภาพแนวตั้งประกอบบทความ OPINION แสดงข้อโต้แย้งการยกเลิก MOU43

กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อด […]

The post เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวตั้งประกอบบทความ OPINION แสดงข้อโต้แย้งการยกเลิก MOU43

กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 เนื่องจากระบุว่า “เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนและกฎหมายระหว่างประเทศหลายท่าน

 

จากการที่ได้ศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งได้สนทนาและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องและปฏิบัติหน้าที่จริง ผมขอนำเสนอ ‘ข้อโต้แย้ง’ ใน 6 ประเด็น ต่อกรณีที่ กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU43 ดังนี้

 

1. ข้อกำหนดใน MOU43 มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของ กัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำ

 

ข้อโต้แย้ง:

 

หลักฐานที่ระบุให้นำมาใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนภายใต้กรอบของ MOU43 นั้น ประกอบด้วย อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 สนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะบันทึกวาจาแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน จะต้องนำมาใช้พิจารณาร่วมกันโดยไม่ได้นำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาใช้ เฉพาะเพียงอย่างเดียว และในส่วนของแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ก็เขียนระบุเอาไว้ชัดเจนในแผนที่ว่า ‘แนวแบ่งเขตไม่ถือกำหนดเป็นทางการ Boundary representation is not necessarily authoritative’

 

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ยึดถือเส้นที่ปรากฏในแผนที่ 1:50,000 เป็นเส้นปฏิบัติการเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามกลไกของ MOU43 ผลผลิตสุดท้าย ก็จะได้แผนที่มาตราส่วน 1:25,000 ซึ่งเส้นเขตแดนมีความสอดคล้องกับเส้นบนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เช่นเดียวกัน

 

2. MOU43 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

 

ข้อโต้แย้ง:

 

MOU43 ถือเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบการเจรจาที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างคู่สัญญา ยังไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตในขณะนั้น จึงไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดน และมีการตกลงแนวเส้นเขตแดนที่แท้จริงในปัจจุบันระหว่างกันเสร็จสิ้นลงแล้ว เมื่อนั้น ผลงานของ JBC ก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

 

3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU43 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

 

ข้อโต้แย้ง:

 

แม้รัฐธรรมนูญกัมพูชาจะมีบทบัญญัติเรื่องมาตราส่วนของแผนที่เอาไว้ แต่ในเมื่อกัมพูชายินยอมลงนามใน MOU43 ซึ่งมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ กัมพูชาย่อมมี ‘พันธกรณี” ที่ต้องปฏิบัติตามหลักความเหนือกว่าของกฎหมายระหว่างประเทศ (Supremacy of International Law) โดยไม่อาจอ้างกฎหมายภายในมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อปฏิเสธผลงานการสำรวจร่วมกันได้ ตามนัยแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา (VCLT1969) มาตรา 27 ซึ่งหากผลการสำรวจขัดแย้งกับแผนที่ในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกัมพูชาเองที่ต้องไปแก้ไขกฎหมายภายในของประเทศตน

 

อีกทั้งการอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:100,000 นั้น ยังมีความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคจากการนำข้อมูลจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาขยาย ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลและขาดหลักฐานการรับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้น กระบวนการตาม MOU43 ที่มุ่งจัดทำแผนที่ใหม่ในมาตราส่วน 1:25,000 เพื่อพิสูจน์ทราบในพื้นที่จริง (Ground Truth) ตามกรอบอนุสัญญา ค.ศ.1904 และสนธิสัญญา ค.ศ.1907 จึงถือเป็นกลไกที่ถูกต้องแม่นยำและมีน้ำหนักทางกฎหมายเหนือกว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่มาตราส่วน 1:100,000

 

4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรก เท่านั้น

 

ข้อโต้แย้ง:

 

สาเหตุที่ทำให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปด้วยความล่าช้าไม่ได้เกิดจากตัวบทของ MOU43 โดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์และอำนาจอธิปไตยของชาติ เนื่องจากแนวเส้นเขตแดน คือ แนวที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตอธิปไตยซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหมายถึงการสูญเสียดินแดนของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่การสู้รบเก่าต้องใช้เครื่องตรวจเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นพันธะกรณีขาดความชัดเจน การตีความหลักฐานอาจไม่ตรงกัน จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและเจรจากันใหม่อีก ซึ่งเหตุผลที่กล่าวมาทำ ให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงานร่วมกัน

 

5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทย ต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

 

ข้อโต้แย้ง:

 

แถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เป็นมาตรการที่ทั้งสองฝ่ายดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยยึดหลักสันติวิธี ไม่เสริมกำลังทหาร ร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือและฟื้นฟูความสัมพันธ์ ส่วนการคงกำลังทหารไว้ในปัจจุบันที่ลึกเข้าไปในฝั่งกัมพูชามากกว่าเดิม เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองแนวเส้นเขตแดนในภาพรวมตลอดแนว

 

ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมนั้น ได้ระบุว่า ข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ และเสนอให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของ JBC ดำเนินการ สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามความตกลงที่มีอยู่ ซึ่ง MOU43 ยังคงเป็นกลไกในการดำเนินการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาเจรจาร่วมกันได้

 

6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม

 

ข้อโต้แย้ง:

 

MOU43 เป็นกลไกในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ส่วนพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และกลไกการแก้ไขปัญหาของ JBC ดังนั้น ควรใช้กลไกอื่นระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศจัดการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นดังกล่าว

 

คำถามคือ หากยกเลิก MOU43 แล้ว ปัญหาอันเรากำลังเผชิญอยู่นี้จะยุติลงได้จริงๆ ใช่หรือไม่ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ต้องตามแก้ไขต่อไปไม่รู้จบ

 

สิ่งที่เราต้องมุ่งเน้นคือการ ‘เอาชนะปัญหา’ ไม่ใช่เน้น ‘เอาชนะกันและกัน’

The post เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง https://thestandard.co/putin-china-territory-friendship/ Wed, 20 May 2026 12:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1209425 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้ […]

The post ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 19 -20 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางออกจากจีนเพียงแค่ 4 วัน

 

บทความนี้จะมาย้อนทบทวนความสัมพันธ์จีน-รัสเซียบนเส้นทางแห่งมิตรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์แนบแน่นแค่ไหนและอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากที่ปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีนตั้งแต่ปี 2008

 

ปูติน ผู้นำที่ไม่ธรรมดาของรัสเซียเคยเป็นอดีตสายลับจากหน่วยข่าวกรองเคจีบี (KGB) และเป็นผู้นำที่ครองอำนาจมานานกว่า 2 ทศวรรษ ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของรัสเซีย (บางช่วงสลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลข้อจำกัดวาระตำแหน่งประธานาธิบดี) และในปี 2012 ปูตินก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้ง

 

ส่วนทางฝ่ายจีน สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนครั้งแรก วันที่ 14 มีนาคม 2013 และอีกไม่กี่วันจากนั้น ช่วง 22-24 มีนาคม ก็เลือกเดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นประเทศแรก มาจนถึงวันนี้ ทั้งคู่พบปะคุยกันกว่า 40 ครั้ง (ทั้งแบบ on-site และ online) ก่อนหน้านี้ ก็เคยเจอกันหลายครั้ง ตั้งแต่สีจิ้นผิงเป็นรองประธานาธิบดีของจีน

 

ประเด็นแรก ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ยิ่งคบยิ่งแนบแน่น

 

ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่ยาวกว่า 13 กว่าปี สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

 

ระยะที่ 1: 2013–2018

 

ทั้งคู่เริ่มสร้างความไว้วางใจส่วนตัว หลังจากที่ได้พบปะกันที่กรุงมอสโก จากการเดินทางไปเยือนรัสเซียของสีจิ้นผิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สีจิ้นผิง-ปูตินพบกันบ่อยและถี่มากขึ้น เน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการค้า มีความร่วมมือในกรอบ Belt and Road Initiative : BRI ที่จีนผลักดัน และร่วมสร้างแกนยุทธศาสตร์ยูเรเชีย รวมทั้งด้านความมั่นคงในกรอบ Shanghai Cooperation Organization: SCO

 

ระยะที่ 2: 2019–2021

 

ฝ่ายรัสเซียเริ่มหันเข้าพึ่งพาจีนมากขึ้น หลังจากปูตินโดนตะวันตกกดดันมากขึ้น ทั้งคู่เริ่มจับมือกันคานอำนาจและอิทธิพลกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนขึ้น และมีความร่วมมือเทคโนโลยีและการทหารเพิ่มขึ้น ทั้งคู่ร่วมผลักดันการใช้กรอบ BRICS สร้างเพื่อนในประเทศโลกขั้วใต้ (Global South)

 

ระยะที่ 3: 2022–ปัจจุบัน

 

ความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้น หลังจากที่สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมลงนามในแถลงการณ์ “Friendship without limits” ระหว่างจีน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าเอกสารนี้ “ไม่ใช่สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร” แต่เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมือง–ยุทธศาสตร์ที่มีนัยทางการทูตสูงมาก ทั้งคู่ลงนามในระหว่างที่ปูตินเดินทางไปร่วมพิธีเปิด Beijing Winter Olympics ปี 2022 ที่กรุงปักกิ่ง (ไม่กี่วัน ก่อนปูตินบุกยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์) และหลังจากเกิดสงครามยูเครน เมื่อรัสเซียโดนคว่ำบาตรจากหลายประเทศ จีนก็กลายได้เป็น “หลังพิงหลัก” ของรัสเซีย ปูตินต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี

 

ประเด็นที่สอง ปูตินเดินเกมยกดินแดนพิพาทบางส่วน เพื่อซื้อใจจีน

 

จีนมีข้อพิพาททางพรมแดนกับรัสเซียมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีตั้งแต่ยุคจักรวรรดิรัสเซีย–ราชวงศ์ชิง และรุนแรงมากในยุคสหภาพโซเวียต (เคยเกิดการปะทะกันในปี 1969 บริเวณเกาะเจินเป่า/ดามันสกี) จนกระทั่งในยุคที่ปูตินขึ้นเป็นผู้นำรัสเซีย ในช่วงปี 2004–2008 ฝ่ายรัสเซียได้ยอมตกลงโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้ฝ่ายจีน  โดยมีพื้นที่หลัก คือ บริเวณแม่น้ำอามูร์และอุซซูรี ได้แก่ (1) เกาะ Tarabarov (Yinlong Island) ซึ่งรัสเซียโอนให้จีนทั้งหมด และ (2) เกาะ Bolshoy Ussuriysky (Heixiazi Island) รัสเซียแบ่งครึ่งเกาะให้จีน รวมพื้นที่ประมาณ 337 ตารางกิโลเมตร

 

ย้อน Timeline ช่วง 2004-2008 รัสเซียยุคปูติน การยินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน

 

ปี 2004 : รัสเซียและจีนลงนามข้อตกลง “Complementary Agreement on the Eastern Section of the China–Russia Boundary” ทั้งนี้ ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลของปูตินกับรัฐบาลจีนสมัยหูจิ่นเทา

 

ปี 2005 : ทั้งสองฝ่ายให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการ

 

ปี 2008 : การส่งมอบพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตรให้จีนเสร็จสมบูรณ์

 

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่รัสเซียกับจีนสามารถ “ยุติข้อพิพาทชายแดน” ได้อย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายจีนประกาศหลังปี 2008 ว่า “ปัญหาชายแดนจีน–รัสเซียได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์แล้ว” หลังจากที่มีข้อพิพาทมานานหลายร้อยปี

 

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน?

 

เหตุผลหลักที่ปูตินเลือกเดินเกม “ประนีประนอม” เชิงภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ เพื่อซื้อใจฝ่ายจีน และบริบทในขณะนั้น หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำรัสเซีย ปูตินต้องเผชิญปัญหาใหญ่หลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจอ่อนแอ ภัยคุกคามจากกลุ่ม NATO ขยายอิทธิพล รัสเซียจึงต้องการรักษาเสถียรภาพชายแดนตะวันออกที่ติดกับจีน และต้องการสร้าง “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับจีน เพื่อต้านแรงกดดันจากโลกตะวันตก ดังนั้น ปูตินจึงเลือกเดินเกม “ยุติปัญหาชายแดนกับจีน” ยอมประนีประนอมบางส่วน จึงสรุปเหตุผลหลัก 2 ประเด็น ดังนี้

 

1) เพื่อยุติ ปิดปัญหาค้างคากับจีน

 

หลังจากสิ้นสุดยุคความขัดแย้งจีน-สหภาพโซเวียต ปูตินตระหนักดีว่า จีนมีศักยภาพสูงมากเพียงใด จึงไม่ต้องการให้ชายแดนจีนเป็นจุดเสี่ยงในความสัมพันธ์ของสองฝ่ายอีกต่อไป

 

2) ต้องการเป็นเพื่อนกับจีน ซื้อใจจีน

 

นับตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 2000 ปูตินเริ่มไม่ไว้ใจฝั่งยุโรป เริ่มมองว่า กลุ่ม NATO จะขยายอิทธิพลและเป็นภัยคุกคามที่หนุนโดยฝ่ายสหรัฐฯ ปูตินต้องการดึงจีนมาเป็นพันธมิตรในเชิงยุทธศาสตร์ จึงเลือกเดินเกมประนีประนอมกับจีน ยอมโอนพื้นที่เพียงแค่ 300 กว่าตารางเมตร เพื่อ “ซื้อใจจีน” ในเชิงสัญลักษณ์และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ได้มากกว่าการเก็บรักษาพื้นที่เล็กๆ นี้ไว้เอง

 

หลังจากที่ยอมเสียดินแดนพิพาทไปเล็กน้อย สิ่งที่รัสเซียได้กลับมา คือ เสถียรภาพชายแดน และความร่วมมือพลังงานกับจีน รวมทั้งผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอื่นๆ  โอกาสจากตลาดจีน และที่สำคัญ คือ การสร้างแนวร่วมสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศ ในยุคที่โลกตะวันตกเริ่มไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย

 

ดังนั้น การยอมยุติข้อพิพาทชายแดนบางส่วนกับจีน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ทำให้เกิดความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ต่างๆ มากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO ในปี 2001 มีการประสานทางทหาร และความร่วมมือด้านพลังงาน ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจีน-รัสเซียที่จับมือกันสร้างแกนถ่วงดุลสหรัฐฯ

 

สำหรับฝ่ายจีน แม้ว่าจะยังคงมีพื้นที่ส่วนอื่นส่วนอื่นที่เป็นดินแดนพิพาททางประวัติศาสตร์กับรัสเซีย แต่หลังจากที่รัสเซียยอมคืนดินแดนพิพาทมาบางส่วน ฝ่ายจีนก็ “ไม่เรียกร้อง” ดินแดนส่วนอื่นๆ จากรัสเซียในทางการทูต ปรับมาเน้นให้น้ำหนักสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียมากกว่าการหาเรื่องทะเลาะขัดแย้งกัน

 

โดยสรุป ภายใต้การนำของปูติน รัสเซียเลือกเดินเกมประนีประนอม เพื่อซื้อใจจีน ยอมโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้จีน จึงถือเป็น Turning Point สำคัญอีกด้านที่มีส่วนเปิดประตูแห่งโอกาสพัฒนาสู่ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่แนบแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

The post ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว https://thestandard.co/lessons-wiang-nong-lom-development/ Tue, 12 May 2026 04:20:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1202879 ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความส […]

The post บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความสมดุลของธรรมชาติโดยรวมของประเทศ ทว่า ณ ปัจจุบันนี้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งของเรากำลังถูกคุกคาม ดังเช่นที่เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งกรมชลประทานได้แปลงระบบนิเวศที่เคยโอบอุ้มความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หมดสิ้นสภาพความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างน่าเสียดาย

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1

ป่าต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

แต่ไรมาเวียงหนองหล่มนั้นเคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ไร่  (22.5 ตารางกิโลเมตร) ในแอ่งเชียงแสน ส่งผลดีต่อระบบการไหลของน้ำ รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ และอำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นมาตลอดเวลาหลายศตวรรษ และ เมื่อ พ.ศ. 2545  เวียงหนองหล่ม ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (พื้นที่แรมซาร์) และประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เวียงหนองหล่มเป็นระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2

ดงต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3

ปึ้ง (fresh water peat) ในพรุน้ำจืด โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

เวียงหนองหล่มเป็นแหล่งอาศัยของพืช 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด และนกกว่า 290 ชนิด รวมถึงนกที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกแสกทุ่งหญ้า นกนางนวลแกลบแม่น้ำ และเป็นแหล่งพักนอน (roosting site) ใหญ่ที่สุดในประเทศของเหยี่ยวทุ่ง ถึง 4 ชนิด 

 

ในบรรดาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยที่สมควรได้รับการคุ้มครองทั้งหมดทั้งมวล  เวียงหนองหล่มถือเป็นพื้นที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะที่นี่มี “ป่าพรุน้ำจืด” ลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากและพบน้อยมากในประเทศไทย

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4

พืชน้ำในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5

ฝูงควายของชาวบ้านในบริเวณเวียงหนองหล่ม โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ที่สถานภาพระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์ ไม่สามารถป้องกันเวียงหนองหล่มจากการถูกเปลี่ยนเป็นภูมิทัศน์แห่งนรกโดยโครงการขุดลอกขนาดใหญ่ที่มุ่งเพียงการเพิ่มแหล่งเก็บน้ำให้ถึง 24 ล้านลูกบาศก์เมตร ภารกิจของกรมชลประทานคือการปรับปรุงสมรรถนะในการกักเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจให้ “ปริมาตรน้ำ” เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลสมควรในการทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6

ภาพถ่ายทางอากาศของเวียงหนองหล่มระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลประทาน 

 

กระบวนการอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำเวียงหนองหล่มยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชน แม้จะมีข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง ที่ต้องปรึกษาหารือกับประชาชน ขอความคิดเห็นจากคนในท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการดังกล่าวเป็นการสื่อสารจากบนลงล่างของส่วนกลางเท่านั้น

 

เสียงของประชาชนผู้มีชีวิตผูกพันอยู่กับเวียงหนองหล่มมาหลายชั่วอายุคน และนักอนุรักษ์ที่ตระหนักถึงความสำคัญทางนิเวศวิทยาของพื้นที่นี้ ถูกกลบด้วยเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องจักร ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตถิ่นที่อยู่ของตนเอง ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างลึกซึ้งของพวกเขาไร้ค่าในสายตาของวิศวกรผู้ออกแบบอ่างเก็บน้ำ โดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริง

 

อ่างเก็บน้ำที่ขุดขึ้นใหม่สามารถเก็บน้ำได้มากก็จริง ทว่าหน้าที่ของมันมีเพียงแค่นั้น ในทางกลับกัน พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติกลับมีบทบาทหลายอย่างที่ให้ผลต่อเนื่องผูกพัน ทั้งกักเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน ควบคุมการไหลของน้ำในลำธาร กรองมลพิษ แปรสภาพสารอาหาร กักเก็บคาร์บอน สลายพลังงานน้ำหลาก เป็นแหล่งประมง เป็นแหล่งอาศัยของนก เป็นแหล่งอาหารของปศุสัตว์ และเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7

สภาพเวียงหนองหล่มหลังการขุดลอก โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

หากเปรียบเทียบอย่างง่าย อ่างเก็บน้ำโล่งลึก อาจเหมือนโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่า ที่โทรออกได้เพียงอย่างเดียว แต่พื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิม เปรียบได้กับสมาร์ทโฟนที่โทรก็ได้ ถ่ายรูปก็ได้ ส่งอีเมล นำทาง ทำธุรกรรม และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

 

ในยุคที่โลกเผชิญความแปรปรวนของน้ำ วิกฤตภูมิอากาศ และความไม่มั่นคงทางอาหาร
การลดทอนระบบนิเวศที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงฟังก์ชันเดียว อาจไม่ใช่ความก้าวหน้าทเรากำลังสูญเสียระบบอัจฉริยะของธรรมชาติที่ทำงานได้มากกว่าที่ตาเห็น

 

แม้วันนี้เราไม่อาจแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างถาวรกับพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เราควรใช้หายนะทางนิเวศที่เกิดจากการขุดลอกเวียงหนองหล่มนี้ เป็นบทเรียนของการพัฒนาระบบชลประทาน ที่มองมิติเดียว วัดความสำเร็จเป็นเพียงลูกบาตรเมตร ไม่ให้เกิดซ้ำในพื้นที่อื่นในประเทศ 

 

เราต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่ที่รกร้าง แต่คือระบบพยุงชีวิตของโลก” การทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับทำลายแหล่งกำเนิดน้ำ อาหาร และชีวิต

 

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐ และพวกเราทุกคนในฐานะพลเมืองที่ตระหนักรู้ ควรรู้ชัดถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเวียงหนองหล่ม ที่มีต่อมรดกทางธรรมชาติของไทย เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของชาติ เราต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์  แพทย์โรคหัวใจและนักอนุรักษ์ 

 

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันมุมมองของตนในเวทีสาธารณะ สยามสมาคมจึงได้จัดงานเสวนาเกี่ยวกับเวียงหนองหล่มในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook : The Siam Society Under Royal Patronage 

 

คำอธิบายภาพเปิด : นกแสกทุ่งหญ้า โดย ชวลิต วิทยานนท์

The post บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI https://thestandard.co/china-ai-infrastructure-investment/ Sat, 09 May 2026 05:42:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1205404 ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความต […]

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย ดัชนี MSCI World และ MSCI EM ปรับขึ้นราว 11% และ 21% ตามลำดับ จากจุดต่ำสุดปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนฟื้นตัวเพียง 5% เท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าโอกาสในจีนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังเปลี่ยนจากหุ้น Internet ขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI Hardware และ AI Infrastructure มากขึ้น

 

สัญญาณที่ชัดเจนคือ หุ้นในตลาด A-share โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำผลงานดีกว่าหุ้นจีน H-share อย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนี ChiNext Index เพิ่มขึ้น 18% ตั้งแต่ต้นปี และ CSI 500 / CSI 1000 เพิ่มขึ้น 12-15% ขณะที่ Hang Seng Tech ลดลง 9% และ MSCI China ลดลง 3% ภาพนี้สะท้อนว่า นักลงทุนในประเทศจีนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมเทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ AI, Robotics, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทาน Data Center

 

จุดสำคัญคือ การลงทุนในเทคโนโลยีจีนรอบนี้ไม่ได้เหมือนรอบก่อนที่หุ้น Internet Platform เช่น E-commerce, Social Media หรือ Food Delivery เป็นผู้นำตลาด เพราะกลุ่ม Internet ถูกมองว่าน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากการเติบโตเริ่มชะลอ การบริโภคในประเทศยังฟื้นตัวไม่ชัด และ AI Adoption ยังไม่ได้สร้างผลบวกต่อกำไรอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ในทางกลับกันนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของ AI มากกว่า เช่น Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

พูดง่ายๆ คือหากในอดีตนักลงทุนถามว่า ‘บริษัทไหนมีผู้ใช้งานมากที่สุด’ วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘บริษัทไหนเป็นผู้ขายอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจ AI เติบโตได้จริง’ เพราะไม่ว่าบริษัทใดจะชนะในตลาด AI Application ทุกบริษัทล้วนต้องใช้ Data Center, GPU, Memory Chips, Storage, Network และไฟฟ้าจำนวนมาก

 

หนึ่งในธีมที่น่าสนใจที่สุดคือ Data Center ของจีน อ้างอิงข้อมูลจาก Goldman Sachs ‘China Data Centers: Scaling the AI Infrastructure; Initiate Range Intelligent at Buy, Athub at Neutral’ as of 5 May 2026 คาดว่า Demand ของ Data Center ในจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2025–2028 ตามความต้องการใช้การคำนวณที่เพิ่มขึ้นจาก AI Training และ AI Inference โดยเฉพาะการใช้งาน AI รูปแบบใหม่ เช่น Multimodal Reasoning และ AI Agents ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

 

อีกประเด็นที่ทำให้จีนมีความน่าสนใจคือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure ของบริษัทคลาวน์ รายใหญ่ในจีนยังต่ำกว่าฝั่งสหรัฐฯ อย่างมาก ทำให้จีนยังมีช่องว่างในการลงทุนเพิ่มอีกมาก หากต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ให้แข่งขันกับผู้นำโลกได้ ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านพลังงานของจีนในภาพรวมยังดูน้อยกว่าสหรัฐฯโดย Goldman Sachs ประเมินว่า Data Center ในจีนอาจใช้ไฟคิดเป็นเพียง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2028 ขณะที่ในสหรัฐฯ สัดส่วนนี้อาจสูงกว่า 10% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

นโยบาย ‘East Data, West Computing’ ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ เพราะจีนต้องการย้ายภาระการประมวลผลจากฝั่งตะวันออกที่มีความต้องการสูง ไปยังฝั่งตะวันตกที่มีไฟฟ้า ที่ดิน และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า ส่งผลให้ต้นทุน Data Center ในเมืองภาคตะวันตกต่ำกว่าเมืองในภาคตะวันออกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าราว 20% ขณะที่ต้นทุนดำเนินงานต่อปีต่ำกว่าประมาณ 1 ใน 3 จากค่าไฟและค่าแรงที่ถูกกว่า

 

อีกโมเดลธุรกิจที่น่าจับตามองคือ GPU-as-a-Service หรือ GPUaaS ซึ่งเป็นการให้เช่าพลังประมวลผลจาก GPU Cluster แทนที่ลูกค้าจะต้องซื้อ GPU และสร้าง Data Center เองทั้งหมด จุดเด่นคือช่วยให้ลูกค้าเข้าถึง GPU ขั้นสูงได้เร็วขึ้น ลดภาระการลงทุนขนาดใหญ่ และเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งเหมาะกับบริษัท AI หรือ LLM ที่ต้องการการคำนวณจำนวนมาก แต่ยังไม่ต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด

 

ความน่าสนใจของ GPUaaS คือ ตลาดยังอยู่ในภาวะ Demand เพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่ Supply ยังตึงตัวจากข้อจำกัดด้าน Memory Chips และเวลาที่ใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาเช่า GPUaaS ทั้งในสหรัฐฯ และจีนปรับขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้ความต้องการใช้งาน AI ในจีนก็เร่งตัวขึ้น โดยปริมาณการใช้ Token สะสมแตะระดับ 21 ล้านล้าน Token ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่า AI Inference เริ่มกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ไม่ใช่แค่การ Training โมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงผลตอบแทน Goldman Sachs ประเมินว่า หากธุรกิจ GPUaaS สามารถรักษา Utilization Rate ที่ 80% ขึ้นไป มีโอกาสสร้าง IRR ระดับเลขสองหลัก และคืนทุนได้ในราว 3-4 ปี อย่างไรก็ตามธุรกิจนี้ยังมีความเสี่ยง เพราะใช้เงินลงทุนสูง และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่า อัตราการใช้งาน อายุของ Hardware และความสามารถในการล็อกสัญญาระยะยาวกับลูกค้า

 

ในเชิงหุ้น บริษัท Data Center จีนหลายแห่งกำลังเปลี่ยนจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการ AI Infrastructure แบบครบวงจร เช่น Range Intelligent, GDS, VNET และ SUNeVision โดยเฉพาะ Range Intelligent ที่ Goldman Sachs ให้คำแนะนำ ซื้อ จากศักยภาพการเติบโตสูง บริษัทมีปริมาณสำรองมากกว่า 5GW และคาดว่าจะส่งมอบได้ราว 290MW ต่อปีในช่วง 2026- 2028 ขณะที่รายได้และ EBITDA ของบริษัทมีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปีในช่วง 2025-2028

 

กรณีของ Range Intelligent สะท้อนภาพใหม่ของเทคโนโลยีจีนได้ดี บริษัทไม่ได้ขายแอปหรือแพลตฟอร์มผู้บริโภค แต่ขายโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง เช่น Data Center ระบบ Liquid Cooling ระบบพลังงาน และบริการ GPUaaS ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ AI

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของเทคโนโลยีจีนในรอบนี้กำลังเปลี่ยนจาก Consumer Internet ไปสู่ AI Infrastructure มากขึ้น หากในอดีตจีนสร้างความมั่งคั่งจากแพลตฟอร์ม Internet และ E-commerce รอบต่อไปอาจถูกขับเคลื่อนโดย Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, Cooling System และพลังงานสะอาดที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การซื้อหุ้นเทคโนโลยีจีนแบบกว้างๆ แต่ควรคัดเลือกบริษัทที่มี Demand มองเห็นได้จริง เพราะแม้คำถามว่า ใครจะชนะใน AI Application อาจยังตอบยาก แต่คำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: Peshkova / Shutterstock

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป https://thestandard.co/social-security-thai-reform-challenges/ Thu, 30 Apr 2026 07:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1202713 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคม […]

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง ระบบประกันสังคมเป็นหลักประกันรายได้ของแรงงานไทยหลายสิบล้านคน ปัจจุบันระบบดังกล่าว กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากหลายทิศทาง ทั้งข้อจำกัดของโครงสร้างระบบการเงินการคลังและการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ตลอดจนข้อจำกัดทางการเมือง ที่ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีต้นทุนสูง”

 

 
 

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงินหรือการปรับอัตราสมทบเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งทางด้านสถิติและ บริบทเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงดำเนินโครงการการศึกษาความยั่งยืนและรูปแบบความเป็นไปได้ของระบบประกันสังคมในอนาคต ซึ่งจะนำเสนอผ่านบทความ 3 ตอน

 

โดยตอนที่หนึ่งนี้ เป็นการสำรวจ 3 ความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทย ตอนที่ 2 ความยั่งยืนทางการเงิน และตอนที่ 3 บริบททางสังคมการเมืองที่กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

 

ความท้าทายที่ 1 การบริหารจัดการกองทุน: โครงสร้างที่ซับซ้อน ประสิทธิภาพที่ต้องยกระดับ

 

กองทุนประกันสังคมไทยจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเริ่มให้ความคุ้มครองในปี 2534 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันรายได้และความคุ้มครองด้านสังคมแก่แรงงานในระบบ ซึ่งในปี 2568 กองทุนมีสินทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 2.85 ล้านล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญประการแรกที่ไม่อาจมองข้ามคือ “ความท้าทายจากการบริหารจัดการกองทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของกองทุนที่เกี่ยวข้องทั้งโครงสร้างระบบ ความยั่งยืนทางการเงิน และธรรมาภิบาล

 

1. โครงสร้างที่ซับซ้อนและความทับซ้อนของสิทธิประโยชน์

 

ระบบประกันสังคมของไทย เป็นหลักประกันทางสังคมที่มีความซับซ้อนจากการรวม 7 สิทธิประโยชน์ไว้ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนประกันสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และว่างงาน ซึ่งแม้สะท้อนความครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างความซับซ้อนในการบริหารจัดการ

 

นั่นหมายความว่าความเสี่ยงทางสังคม 3 ประเภท คือ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านรายได้ผู้สูงอายุ ถูกบริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียวที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสามด้าน อีกทั้งการให้สิทธิประโยชน์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงบางประเภทมีลักษณะใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับระบบอื่นของรัฐ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ระบบบำนาญของไทยที่กระจายอยู่ในหลายกองทุน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ แต่ละระบบมีเงื่อนไขการเป็นสมาชิก การสมทบ และสูตรคำนวณผลประโยชน์ต่างกัน ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานกลุ่มต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน ด้านหลักประกันสุขภาพ ประเทศไทยมีทั้งระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีโครงสร้างการจ่ายเงินและคุณภาพบริการแตกต่างกัน การมีหลายระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ไม่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ย่อมทำให้ต้นทุนการบริหารสูง และเสี่ยงที่จะขาดประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง

 

2. การปรับโครงสร้างที่ล่าช้าและผลต่อความยั่งยืน

 

ตลอดอายุของกองทุนที่ก่อตั้งมามากกว่า 30 ปี การปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง ส่วนมากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ช่วยเหลือผู้ประกันตนในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือช่วยเหลืออุทกภัยในบางพื้นที่เท่านั้น มาตรการที่ใกล้เคียงที่สุดในปัจจุบันคือการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนสูงสุดสำหรับการสมทบ ซึ่งจะมีเพดานสูงสุดที่ 23,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบที่ 1,150 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราสมทบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการทบทวนสูตรคำนวณบำนาญ อายุเกษียณ หรือแนวทางบริหารสินทรัพย์อย่างรอบด้าน ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนระยะยาวย่อมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การไม่ปรับโครงสร้างตั้งแต่ช่วงที่กองทุนยังมีฐานะการเงินแข็งแรง อาจทำให้ภาระการปฏิรูปในอนาคตทำได้ยากและมีต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่าเดิม

 

3. ประสิทธิภาพการลงทุนและธรรมาภิบาล

 

ประเด็นที่มีการตั้งคำถามกันมาก คือประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีสินทรัพย์ลงทุนในระดับล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยในหลายปีที่ผ่านมาน้อยกว่า 5% ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนขนาดใหญ่และโอกาสการลงทุนในตลาดทุนปัจจุบัน แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงนโยบายและกรอบการลงทุนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ย่อมสะท้อนคำถามเรื่องความสามารถเชิงสถาบันและกลไกกำกับดูแล

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 1

ผลตอบแทนสุทธิของกองทุนประกันสังคมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

ในอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องภาพลักษณ์และปัญหาธรรมาภิบาลที่ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้จ่ายเบี้ยประกันสังคมในทุกเดือน จากข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่ถูกตั้งคำถามเช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้งบประมาณสูง การลงทุนในสินทรัพย์ หรือโครงการที่มีข้อสงสัยด้านความคุ้มค่า ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส แม้ในทุกกรณีสำนักงานประกันสังคมจะยืนยันว่ากิจกรรมถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อ “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นทุนสำคัญของระบบประกันสังคม

 

เมื่อความเชื่อมั่นลดลง การยอมรับการปรับเพิ่มอัตราสมทบ หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างย่อมทำได้ยากขึ้น ผู้ประกันตนอาจรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้จ่าย แต่ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกองทุน

 

ความท้าทายที่ 2 บริบทโลกในปัจจุบัน: สังคมสูงวัยและแรงงานรูปแบบใหม่

 

นอกจากความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในแล้ว ประกันสังคมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสองประเด็นสำคัญคือ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน

 

ประการแรก ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์” และมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเวลาไม่นาน สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนมาหลายปี ส่งผลให้ “อัตราการพึ่งพิงวัยชรา” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากในอดีต คนวัยทำงานประมาณ 6–7 คน สามารถช่วยกันเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือราว 3–4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าอาจลดลงเหลือเพียง 2 คนต่อ 1 คน

 

ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันโดยตรงต่อกองทุนบำนาญของประกันสังคม ที่มีลักษณะการจ่ายผลประโยชน์แน่นอน (Defined Benefit: DB) ซึ่งอาศัยเงินสมทบจากคนทำงานในปัจจุบันไปจ่ายให้ผู้รับบำนาญ หากจำนวนผู้จ่ายลดลง แต่ผู้รับเพิ่มขึ้น ความสมดุลทางการเงินย่อมเกิดปัญหาตามมา จนมีแนวโน้มที่ผู้ประกันตนที่ทำงานส่งเงินให้กองทุนในปัจจุบันเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินเมื่อถึงคราวที่ตนเองเกษียณอายุจากการทำงาน เนื่องจากภาระในการจ่ายบำนาญของกองทุนที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตน ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (15 – 19 ปี) ลดต่ำกว่าสัดส่วนผู้ประกันตนในช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับช่วงอายุ 30 – 44 ปี ซึ่งเป็นช่วงหลักของการทำงานก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 2

สัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

 

ประการที่สอง รูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แรงงานจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (GIG Economy) เป็นฟรีแลนซ์ หรือผู้รับจ้างอิสระ ซึ่งไม่มีนายจ้างประจำ อย่างไรก็ตาม ระบบประกันสังคมไทยในปัจจุบันถูกออกแบบโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานของ “แรงงานประจำ” ที่มีนายจ้างร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน แรงงานรูปแบบใหม่จึงอาจเข้าถึงระบบได้จำกัด หรือเลือกสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตราที่ให้สิทธิประโยชน์ต่ำกว่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการของแรงงานกลุ่มนี้แตกต่างจากแรงงานประจำ เช่น ต้องการความยืดหยุ่นในการส่งเงินสมทบตามรายได้ที่ผันผวน ต้องการความคุ้มครองกรณีรายได้หายในทันทีหากไม่มีงานในแพลตฟอร์ม หรือความคุ้มครองด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่สอดคล้องกับลักษณะงานเฉพาะทาง หากเงื่อนไขของกองทุนไม่ปรับตัวให้ทัน ก็ย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียฐานผู้สมทบที่กำลังมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความท้าทายที่ 3 แนวคิดระบบบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทยในระยะยาวคือเรื่องของ “บำนาญ” ที่ปัจจุบันทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของระบบบำนาญสำหรับแรงงานจากระบบผลประโยชน์กำหนดแน่นอน (Defined Benefit: DB) ไปสู่ระบบเงินสมทบกำหนดแน่นอน (Defined Contribution: DC) หรือระบบผสม (Hybrid Systems) ซึ่งเกิดจากโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ในระบบ DB แบบดั้งเดิม ภาระความเสี่ยงด้านการลงทุนและอายุยืน (Longevity Risk) อยู่ที่กองทุนหรือรัฐ โดยผู้รับบำนาญทราบสูตรคำนวณชัดเจน เช่น คิดจากเงินเดือนเฉลี่ยช่วงท้ายและจำนวนปีทำงาน ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นที่นิยมเนื่องจากเงินบำนาญถูกคิดเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนในการทำงาน และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำงานอยู่กับบริษัทในระยะยาว แต่เมื่อโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการจ้างงานเปลี่ยนไป ระบบ DB กลับเป็นการสร้างภาระหนี้สินในระยะยาวจากจำนวนผู้รับบำนาญที่สูงขึ้น และไม่สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่จ่ายเบี้ยประกันสังคมในปัจจุบัน

 

สถิติแผนบำนาญส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยในช่วงปี 1975 แผน DB ครอบคลุมลูกจ้างเอกชนมากกว่า DC ประมาณ 3 เท่า แต่แนวโน้มกลับด้านในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และในปี 2021 แผน DC ครอบคลุมแรงงานเอกชนเกือบ 115 ล้านคน เทียบกับ DB เพียงราว 32 ล้านคน ซึ่งสะท้อนการถ่ายโอน “ความเสี่ยง” จากระบบบำนาญไปสู่ผู้สมทบเอง จากการที่เงินเกษียณขึ้นกับผลตอบแทนของกองทุน โดยไม่มีภาครัฐมารับประกันเช่นในประเทศไทย ทั้งนี้แรงงานต้องตัดสินใจอัตราออม การจัดพอร์ตลงทุน และการบริหารเงินหลังเกษียณ

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 3

จำนวนผู้เข้าร่วมในแผนบำนาญ แยกตามประเภทของแผน ปี 1975–2021 (หน่วย: พันคน)

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่ DC เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มพัฒนาไปสู่ระบบผสมที่ผสานข้อดีของทั้งสองแบบ เช่น การใช้กลไกอัตโนมัติ (Auto-Enrollment) กองทุนเป้าหมายตามอายุ (Target Date Funds) และการเพิ่มทางเลือกด้านรายได้หลังเกษียณ เพื่อลดภาระการตัดสินใจของผู้สมทบ ขณะเดียวกันยังรักษาวินัยการคลังของระบบโดยไม่สร้างหนี้สินสะสมแบบ DB ดั้งเดิม

 

สวีเดนเป็นตัวอย่างสำคัญของการปฏิรูปบำนาญเชิงโครงสร้าง โดยการใช้ระบบผสมผสานข้อดีของ DB และ DC ซึ่งมีลักษณะเป็นบัญชีสะสมบำนาญส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน โดยประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ คือ

 

1. บำนาญภาครัฐ (National Public Pension)

 

  • Income Pension: เป็นระบบสมทบแบบบัญชีสมมติ (Notional Defined Contribution: NDC) ใช้เงินสมทบของคนทำงานจ่ายให้ผู้รับบำนาญปัจจุบัน ประมาณ 16% ของรายได้ (หลักการเดียวกับกองทุนประกันสังคมไทย) แต่บันทึกสิทธิของแต่ละคนเป็นบัญชีส่วนบุคคลตลอดช่วงชีวิต กลไกนี้ทำให้สิทธิสะท้อนการสมทบจริง และปรับตัวตามภาวะประชากรอัตโนมัติ

 

  • Premium Pension (funded DC): เงินสมทบประมาณ 2.5% ของรายได้จะถูกนำไปลงทุนจริงในกองทุนที่ผู้ประกันตนเลือก หรือกองทุนเริ่มต้นของรัฐหากไม่เลือกเอง ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจได้ด้วยตนเองของผู้ประกันตน

 

  • Guarantee Pension: บำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้มีรายได้ต่ำหรือแทบไม่มีรายได้ตลอดชีวิตซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการสมทบให้

 

2. บำนาญจากนายจ้าง (Occupational Pension)

 

แรงงานส่วนใหญ่มีสิทธิจากข้อตกลงแรงงานแบบรวมกลุ่ม (การตกลงระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงาน) ซึ่งมักเป็นมีการกำหนดสูตรของเงินบำนาญที่แน่นอน (DC) หรือเป็นแบบผสม ทั้งนี้เพิ่มรายได้หลังเกษียณให้ใกล้เคียงรายได้ก่อนเกษียณ

 

3. การออมส่วนตัว (Private Savings)

 

แม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบำนาญส่วนบุคคลถูกยกเลิกในปี 2016 แต่ประชาชนยังสามารถออมเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น

 

ข้อสังเกตสำคัญของระบบบำนาญสวีเดนข้างต้นคือ การผสมระหว่างระบบการสมทบแบบบัญชีสมมติ (NDC) ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เกษียณในปัจจุบันแต่ยังคงเปิดช่องให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการของตนเองในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงระหว่างรัฐ นายจ้าง และประชาชน พร้อมทั้งมีการใช้กลไกกึ่งอัตโนมัติช่วยรักษาความยั่งยืนในระยะยาว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องพิจารณาในบริบทการปฏิรูปประกันสังคมเช่นกัน

 

“จากความท้าทายทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าประกันสังคมไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของการปฏิรูป ที่ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเพิ่มสิทธิอะไร” หรือ “จะลดภาระใคร” แต่เป็นคำถามเชิงระบบว่า โครงสร้างปัจจุบันยังสอดคล้องกับโครงสร้างประชากร ตลาดแรงงาน และแนวคิดบำนาญสมัยใหม่หรือไม่ รวมถึงเพียงพอต่อการรองรับภาระในอีก 20–30 ปีข้างหน้าหรือไม่”

 

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สถานะทางการเงินของกองทุนมีความมั่นคงเพียงใด หากแนวโน้มประชากรและเศรษฐกิจเดินต่อไปในทิศทางเดิม

 

ติดตามซีรีส์บทความนับถอยหลังกองทุนประกันสังคม ตอนที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ สำรวจ “โมเดลความยั่งยืนทางการเงิน” ของกองทุนอย่างเป็นระบบว่าตัวเลขในปัจจุบันกำลังสะท้อนสัญญาณใด ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และมีทางเลือกเชิงนโยบายใดบ้างที่สามารถทำได้ ก่อนที่ปัญหาเงินไม่พอจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากจะแก้ไข

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม https://thestandard.co/food-water-security-investment/ Mon, 27 Apr 2026 11:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1201672 ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม

นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางรุ […]

The post ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม

นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ปรากฏการณ์ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานก็ยกระดับขึ้นตามระดับความตึงเครียดของสถานการณ์ จากการที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในตะวันออกกลาง

 

ส่วนการที่อิหร่านเข้าควบคุมการเดินเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโลก รองรับการขนส่งน้ำมันราว 20–25% ของปริมาณน้ำมันทางทะเลของโลก และประมาณ 20% ของ LNG โลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผันผวนสูงทันทีเมื่อเกิดความเสี่ยงด้านการขนส่ง

 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ยังมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) และสังคม (Social) ที่ควรจับตาเพิ่มเติม เพราะนอกจากมีผลต่อการดำเนินชีวิต และเศรษฐกิจแล้ว ยังมีผลต่อการลงทุนด้วยเช่นกัน คือ ความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก และความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงกันจนมีโอกาสเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) มากกว่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากทั้งสองด้านนี้สั่นคลอน จะส่งผลกระทบซ้ำเติมเงินเฟ้อ ผ่านต้นทุนอาหารที่มีสัดส่วนกว่า 30–40% ของตะกร้าเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เพิ่มเติมจากแรงกดดันที่มาจากราคาพลังงาน

 

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ยังเป็นเส้นทางหลักในการขนส่ง ปุ๋ยไนโตรเจนและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ย เช่น ยูเรีย ดังนั้น การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงส่งผลสะเทือนไปยังห่วงโซ่อาหารโลกโดยตรง ผ่านต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ที่เข้ามาซ้ำเติมนอกเหนือจากความไม่แน่นอนของฤดูกาลเพาะปลูกที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยพบว่า ราคาปุ๋ยไนโตรเจน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก

 

ขณะที่ การผลิตอาหารในยุคใหม่ ต้องพึ่งพาพลังงานแทบทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ เครื่องจักร การเกษตร โรงเรือน ระบบขนส่งระยะไกล ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ที่มีวัตถุดิบการผลิตสำคัญ เช่น โพลีเมอร์ และพลาสติก ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงักทั้งสิ้น ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กดดันให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้นเช่นกัน จึงมีนัยต่อเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น

 

ในส่วนของ ทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลาง ก็น่าเป็นห่วง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination plants) ตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้ง ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงาน อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซม เพราะโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ตั้งบริเวณชายฝั่ง และมีขนาดใหญ่ที่ซ่อมแซมได้ยาก ทำให้ประชากรในตะวันออกกลางจำนวนมากต้องเผชิญภาวะน้ำจืดในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ (water stress) ระดับสูงมาก ซึ่งผลกระทบนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงครัวเรือน แต่ลุกลามสู่ โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขภาคอุตสาหกรรม และเสถียรภาพทางสังคมโดยตรง

 

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ การวางแผนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดการพลังงาน อาหาร และน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นวาระสำคัญ

 

ในแง่ของการลงทุน ธีมการลงทุนที่น่าสนใจและสอดคล้องกับทิศทางโลกปัจจุบัน คือ ธีมที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับความมั่นคงและประสิทธิภาพด้านพลังงาน ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากมีความต้องการสูงและสามารถก่อสร้างได้เร็ว ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมีความน่าสนใจ เนื่องจากให้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ

 

ในส่วนของการจัดการน้ำและอาหาร ธีมที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องคือ ธุรกิจที่ยืดหยุ่น ทั้งด้านการป้องกัน และรับมือความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation และ Climate Resilient) เช่นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและน้ำเสีย เทคโนโลยีการจัดการน้ำที่ยกระดับขึ้น เช่น การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล การบริหารจัดการลุ่มน้ำและชั้นหินอุ้มน้ำ อ่างกักเก็บน้ำเพื่อรองรับน้ำ การเก็บน้ำฝน และการกักเก็บน้ำใต้ดิน และระบบระบายน้ำ เป็นต้น

 

SCB CIO มองว่า ทั้งประเด็นความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้าน ESG ที่ส่งผลต่อเนื่อง มีโอกาสกลายเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ได้ โดยข้อมูล IEA ชี้ว่าประชากรโลกกว่า 4 ใน 5 อาศัยอยู่ในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน การหยุดชะงักของพลังงานในภูมิภาคหนึ่งจึงส่งแรงกระเพื่อมถึงที่อื่นๆ ได้รวดเร็ว และ ผลกระทบแบบทั่วถึงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงทำให้เงินเฟ้อโลกสูงขึ้นและอาจยาวนานกว่าที่คาด จึงสะท้อนความจำเป็นในการเร่งหาการแก้ไข เพื่อกระจายความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหารและน้ำ เช่น การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในภาคเกษตร และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้ำที่มีความยืดหยุ่นสูง รวมถึง การลงทุนในเทคโนโลยีแยกเกลือออกจากน้ำที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อรับมือความเสี่ยงในระยะยาว

 

จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางรอบนี้ มิได้กระตุ้นความสนใจเฉพาะประเด็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

 

พัฒนาการดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเด็นความเสี่ยงด้าน ESG หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไม่ใช่เรื่องเชิงอุดมการณ์หรือประเด็นระยะยาวที่ห่างไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่ผูกติดกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับองค์กร ระดับประเทศ และต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

 

หมายเหตุ:

  • จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 27 เมษายน 2569
  • ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

The post ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มรดกอุตสาหกรรมไทย บทบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติ ที่ต้องคุ้มครอง https://thestandard.co/thai-industrial-heritage-protection/ Mon, 20 Apr 2026 07:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1199122 มรดกอุตสาหกรรมไทย

เมื่อนึกถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมของไทย ภาพวัดวาอารามและพระ […]

The post มรดกอุตสาหกรรมไทย บทบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติ ที่ต้องคุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มรดกอุตสาหกรรมไทย

เมื่อนึกถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมของไทย ภาพวัดวาอารามและพระราชวังอันเป็นสัญลักษณ์งดงามรู้จักไปทั่วโลกมักผุดขึ้นมาในความคิดก่อนเสมอ

 

ทว่าความมลังเมลืองเหล่านี้กลับสะท้อนเรื่องราวของสังคมไทยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีสถานที่ซึ่งบอกเล่าถึงความอาจหาญมุ่งมั่นของบรรพบุรุษเรา ว่าพวกเขาเหล่านั้นได้เคยประกอบอาชีพอะไรมา ค้าขายกับโลกภายนอกอย่างไร จึงได้กระจายความมั่งคั่งไปทั่วผืนแผ่นดิน

 

ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังปรากฏอยู่ตามโรงสีข้าวเก่า สะพาน คลอง สถานีรถไฟ โรงงาน และสถานที่อื่นๆอีกมากมาย ที่อาจเปี่ยมด้วยความหลัง และความทรงจำ บางแห่งยังคงความงดงามแห่งภูมิทัศน์ไว้ หลายแห่งยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือมีการปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2459 หรือโรงงานยาสูบที่สร้างใน พ.ศ. 2493 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่กีฬาและวัฒนธรรมในสวนป่าเบญจกิติ ตลอดจนอาคารไปรษณีย์กลางที่ได้รับการอนุรักษ์ใช้งานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2483 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งประเทศไทย (TCDC)

 

อย่างไรก็ตาม สถานที่อีกจำนวนมากกำลังเลือนหายไป ด้วยปัญหาหนึ่งคือ ‘ภาพลักษณ์’

 

ถึงแม้ว่ามรดกอุตสาหกรรมที่เป็นโกดังอิฐเก่าจะได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม แต่ก็อาจดูไม่หรูหราและงดงามในคำจำกัดความของ ‘มรดก’ จากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ทั้งชื่อหมวดหมู่ ‘มรดกอุตสาหกรรม’ ก็ไม่ชวนดึงดูดนัก

 

ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือกฎหมายอนุรักษ์มรดกของไทยซึ่งล้าสมัย คือพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ก็มีแนวทางมองอดีตของชาติค่อนข้างจำกัด โดยครอบคลุมเพียงโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและราชสำนัก คำว่า ‘โบราณสถาน’ แทบไม่ครอบคลุมสถาปัตยกรรมในชีวิตประจำวัน และอาคารรุ่นต่อมาจากศตวรรษที่ 19 และ 20 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นรูปแบบการใช้ชีวิตของบรรพบุรุษรุ่นใกล้ชิดเรา

 

การตีความว่า ‘เป็นโบราณสถานหรือไม่’ นั้น กลับอยู่ภายใต้การกำกับของกรมศิลปากร ด้วยข้อจำกัดนี้เอง ที่ทำให้เกิดเรื่องน่าเศร้ามากที่สุดครั้งหนึ่ง ใน พ.ศ.2566 ที่มีการรื้อถอนโรงภาพยนตร์สกาล่า อาคารมรดกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ถือว่ามีอยู่แห่งเดียว และเป็นอาคารที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามใน พ.ศ. 2555 แต่เพียงเพราะไม่เข้าข่ายคำว่า ‘โบราณสถาน’ ประชาชนและนักอนุรักษ์ก็ไม่สามารถผลักดันให้ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองได้

 

‘มรดกอุตสาหกรรม’ ในประเทศไทยนั้น มีลักษณะเฉพาะตัว ถึงแม้ว่าสยามไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ระบบการปกครองโดยตรงของจักรวรรดินิยมตะวันตก เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ด้วยผลพวงของสนธิสัญญาเบอร์นีและสนธิสัญญาเบาว์ริง สยามถูกบีบให้ต้องทำการค้าโดยผูกพันอย่างใกล้ชิดกับอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ จึงเสมือนเป็นประเทศกึ่งอาณานิคมกลายๆ

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สยามได้เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น ชาวอังกฤษมีบทบาทในการจัดตั้งกรมเหมืองแร่และกรมป่าไม้ ส่วนวิศวกรชาวเยอรมันและตะวันตกชาติอื่น ๆ เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ในการสร้างทางรถไฟ

 

 

สาธิตการร่อนแร่ที่คลองบ้านหงาว จังหวัดระนอง (ภาพ: ณัฐจรีย์ จิราธิวัฒน์)

 

การผลิตเกลือ ข้าว ดีบุก ไม้สัก และเครื่องเทศของสยามในสมัยนั้น จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าในภูมิภาค โดยมีพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้จัดระบบอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีการจ้างแรงงานทั้งคนท้องถิ่นและผู้อพยพจากจีน นับว่าชาวจีนได้มีบทบาทสำคัญต่อการก่อตั้งชุมชนในเมืองสำคัญต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวยการค้า การจัดหาแรงงาน การสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองท่าอย่างกรุงเทพฯ สงขลา นครศรีธรรมราช และจันทบุรี กลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงจีน อินเดีย และดินแดนช่องแคบมะละกา

 

ร่องรอยของมรดกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเหมือง โรงงาน ตึกแถว โกดัง และสถานีรถไฟนั้น ได้เตือนให้เราตระหนักถึงบทบาทสำคัญของสยามในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคยุคอาณานิคม สถานที่เหล่านี้สามารถดึงดูดผู้สนใจในประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเยาวชน ไม่ว่ามรดกประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ‘อุตสาหกรรม’ หรือไม่ก็ตาม หากแต่เรื่องราวที่บอกเล่านั้นล้วนจริงแท้และมีความหมาย

 

 

โรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย (ภาพ: วทัญญู เทพหัตถี)

 

โรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย (ภาพ: วีระพล สิงห์น้อย)

 

การอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้ มีบางส่วนที่ได้รับการดูแลอย่างดี เช่น การดัดแปลงโรงบ่มใบยาสูบที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2498 ให้เป็นรีสอร์ตกึ่งพิพิธภัณฑ์ในชื่อ ‘เก๊าไม้ล้านนา’ ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกจากยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ. 2561 ในสาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก ‘อาคารโรงกรองน้ำสามเสน’ โรงงานผลิตน้ำประปาแห่งแรกของประเทศไทย ก็เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่เห็นความสำคัญของอาคารและวัตถุต่างๆ ที่เคยใช้งานในอดีต

 

 

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ: จารุณี คงสวัสดิ์)

 

ประเทศไทยยังมีมรดกสำคัญเป็นจำนวนมาก ที่ยังไม่เกิดความชัดเจนในการอนุรักษ์ เช่น ‘โรงงานกระดาษ’ ขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2475 เพื่อผลิตเยื่อกระดาษสำหรับธนบัตรและแสตมป์ และ ‘โรงงานรถไฟมักกะสัน’ โรงงานแห่งนี้เคยทันสมัยอย่างยิ่งในยุคนั้น และถือเป็นตัวอย่างของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในบริบทไทย แต่กลับถูกทิ้งร้างมานานหลายปี แม้ชุมชนจะรณรงค์ผลักดันให้พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่คณะผู้จัดทำแผนแม่บทจังหวัดกาญจนบุรี ได้เขียนแผนการอนุรักษ์โรงงานกระดาษแห่งนี้ และพยายามผลักดันให้เป็นความจริงได้

 

 

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

 

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

 

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักวิจัยที่ทำงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งยึดมั่นและทุ่มเทอย่างแน่วแน่ต่อการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมที่ตนให้ความสำคัญ พวกเขาพยายามแสวงหาทุนสนับสนุนจากภาครัฐ และในบางครั้งก็ยอมควักเงินส่วนตัวมาออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ เช่น งานอนุรักษ์ระหัดวิดน้ำที่อำเภอสีคิ้ว นักวิจัยได้จัดทำข้อมูลและยื่นเสนอต่อหน่วยงานระดับจังหวัด จนกระทั่งได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกของชาติเมื่อปีที่ผ่านมา

 

 

ระหัดวิดน้ำ (ภาพ : นราธิป ทับทัน)

 

หรืออย่างงานวิจัยเกี่ยวกับเกลือสินเธาว์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนักวิจัยในฐานะสถาปนิกได้จัดทำภาพวาดเชิงตีความ และเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อและสิ่งพิมพ์หลากหลายรูปแบบ แต่ก็มีกรณีของการสนับสนุนทุนที่ไม่ต่อเนื่อง เช่น โครงการวิจัยมรดกดีบุกซึ่งได้จัดตั้งทีมทำงานโดยตั้งใจจะดำเนินงานเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ทุนกลับถูกระงับลงอย่างกะทันหันหลังจากปีแรก ทำให้งานขาดความต่อเนื่อง โชคดีที่ชุมชนมีความต้องการจะสานงานต่อ จึงทำให้โครงการดังกล่าวกลายเป็นความริเริ่มที่ชุมชนในแต่ละจังหวัด รวมถึงชุมชนในประเทศเพื่อนบ้าน นำไปปรับใช้และขับเคลื่อนต่อไป

 

 

ศูนย์มรดกดีบุกสยาม (ภาพ : ณัฐจรีย์ จิราธิวัฒน์)

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้งานอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งดูจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงที่สุด อีกทั้งยังถึงเวลาที่เราต้องปรับปรุงพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ ด้วยการเพิ่มมาตราใหม่ๆ ให้ครอบคลุมหมวดหมู่ต่างๆ ในฐานะเป็นมรดกของชาติและสากล มรดกอุตสาหกรรมที่เรามีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตลอดจนยุคสมัยใหม่ อันมีคุณค่าทัดเทียมสากลนี้ จะได้ยังคงหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างคุณค่าให้สังคมไทยต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน

 


คำอธิบายภาพเปิด: โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

บทความโดย ดร. รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์

 

Heritage Matters โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นคอลัมน์แสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทัศนะที่ปรากฏในบทความเป็นของผู้เขียนบทความนั้น

The post มรดกอุตสาหกรรมไทย บทบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติ ที่ต้องคุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth https://thestandard.co/defense-industry-investment-outlook/ Fri, 17 Apr 2026 04:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1198480 ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งใน […]

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าจับตามองมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ ยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และเติมคลังอาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจมากขึ้น คือ การใช้อาวุธในคลังที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วในสนามรบจริง อ้างอิงจาก Global X ‘Defense Tech: Inventory Burn Becomes a Catalyst’ ชี้ว่า ความขัดแย้งล่าสุดทำให้ตลาดเริ่มตระหนักว่า หัวใจของสงครามยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครมีอาวุธทันสมัยกว่าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าใครสามารถผลิตทดแทน เติมสต็อก และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ดีกว่าด้วย เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนการป้องกันและระยะเวลาการผลิตจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆ กับประสิทธิภาพของอาวุธเอง

 

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากความไม่สมดุลด้านต้นทุนในสนามรบ โดยอิหร่านถูกประเมินว่ามีโดรนราว 80,000 ลำ แต่ละลำมีต้นทุนประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสามารถผลิตได้หลักหลายร้อยถึงหลักพันลำต่อเดือน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้อาวุธสกัดกั้นที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก โดย interceptor บางประเภทมีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อหน่วย เพื่อยิงสกัดเป้าหมายที่มีมูลค่าต่ำกว่ามากหลายเท่า ความต่างของต้นทุนเช่นนี้ทำให้การป้องกันประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ทางสงครามอย่างชัดเจน และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเร่งวงจรการสั่งซื้อใหม่ให้เกิดเร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญข้อจำกัดด้านคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว Global X ระบุว่า ในความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ ใช้อาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ไปประมาณ 25% ของคลังที่มีอยู่ และการเติมคลังสำหรับระบบลักษณะนี้อาจใช้เวลานานมากกว่า 3 ปี ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เมื่อคลังอาวุธสำคัญถูกใช้ไปเร็ว การสั่งซื้อเพิ่มและการเร่งกำลังผลิตจึงมีแนวโน้มกลายเป็นนโยบายต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงาน Bloomberg Intelligence ‘Iran War Set to Accelerate More US Munitions Spending’ ซึ่งระบุว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่ากำลังการผลิตกระสุนและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอ และอาจต้องใช้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเติมคลังอาวุธและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตขีปนาวุธ ผู้ผลิตเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนำวิถี เรดาร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง

 

หากมองในระดับงบประมาณ ภาพยิ่งชัดเจนมากขึ้น รายงานของ J.P. Morgan ‘FY27 Defense Budget: A Transformative Request; Now, Grab Some Popcorn’ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯเสนอให้งบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้นราว 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้งบรวมอาจแตะระดับประมาณ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายแบบเท่าๆ กัน แต่เน้นไปที่หมวดอาวุธอย่างชัดเจน J.P. Morgan ระบุว่า จากการเพิ่มขึ้นของงบจัดซื้อในปีงบประมาณ 2027 นั้น มีประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มาจากหมวดขีปนาวุธและอาวุธของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สะท้อนว่าการเติมคลังอาวุธกำลังเป็นวาระสำคัญทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การเพิ่มงบเพื่อรองรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

 

ในอีกด้านหนึ่ง งบต่อเรือก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดย J.P. Morgan ประเมินว่างบต่อเรือของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027 อาจขึ้นไปอยู่ที่ราว 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับราว 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2023-2025 มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบขีปนาวุธ แต่ยังครอบคลุมเรือรบ อากาศยาน ระบบอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงอีกด้วย

 

อีกปัจจัยที่ทำให้ธีมนี้น่าสนใจ คือการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามในปัจจุบัน สงครามยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาแต่อาวุธราคาแพงหรือระบบชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบที่แม่นยำขั้นสูงและระบบต้นทุนต่ำที่ผลิตได้จำนวนมากควบคู่กันไป โดยสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างอาวุธชั้นสูงกับอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรน อาวุธโจมตีต้นทุนต่ำ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธราคาแพงเกินความจำเป็นกับเป้าหมายที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

 

จุดนี้เองทำให้โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ แต่ยังรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโดรน ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซอฟต์แวร์ควบคุมและสั่งการ เรดาร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่นๆ ด้วย

 

ข้อมูลของ Global X ยังช่วยตอกย้ำภาพเชิงบวกว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก หุ้นในกลุ่มป้องกันประเทศภายในดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีโดยรวมเฉลี่ยประมาณ 7.3% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศยังมีสัดส่วนในดัชนี S&P 500 ต่ำกว่า 2.5% แสดงให้เห็นว่าแม้ธีมนี้จะมีขนาดใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่ได้มีน้ำหนักมากนักในดัชนีหลัก จึงยังมีพื้นที่ให้เงินลงทุนไหลเข้าได้อีกหากมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ Global X ยังประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั่วโลกอาจเพิ่มจากประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นมากกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการขยายตัวราว 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 6 ปี หากการเติมคลังอาวุธและการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ตัวเลขดังกล่าวยังอาจมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในรอบนี้ ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรตามข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงหนุนเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งเติมคลังอาวุธ การขยายกำลังการผลิต การเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่ระบบที่ต้องใช้ทั้งปริมาณและเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้บริษัทในห่วงโซ่เทคโนโลยีความมั่นคงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกที่ยังอยู่ในขาขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่มีความน่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Naeblys / Shutterstock

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>