Guest – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/guest/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 16 Jun 2026 02:08:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี https://thestandard.co/opinion-optical-module-ai-data-center/ Mon, 15 Jun 2026 11:08:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1218654 ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GP […]

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของฮับไฟเบอร์ออปติกในห้องเซิร์ฟเวอร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนในธีม AI มักโฟกัสไปที่ GPU, Semiconductor, Cloud และ Data Center เป็นหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI พัฒนาและใช้งานได้จริง แต่เมื่อ AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยีทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระดับโลก คำถามสำคัญของอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่ตลาดมักถามว่า “ใครมีชิปที่แรงที่สุด” กลายเป็นคำถามใหม่ว่า “ระบบจะเชื่อมต่อชิปจำนวนมหาศาลให้ทำงานร่วมกันได้เร็วพอหรือไม่”

 

 
 

นี่คือเหตุผลที่ Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของ AI Infrastructure เพราะในโลกของ AI ยุคใหม่ ความเร็วของชิปเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากระบบเครือข่ายไม่สามารถส่งข้อมูลระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ Rack และ Data Center ได้เร็วพอ พลังประมวลผลที่ลงทุนไปมหาศาลก็อาจไม่ถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence “OFC 2026: Optics Go Deeper, Networks Become Denser” as of 23 March 2026 คาดว่ายอดขาย Optical Module และอุปกรณ์ Optical Hardware เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยตลาดมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีราว 19%

 

Optical Module คืออะไร

 

Optical Module คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณแสง และแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง เพื่อส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกด้วยความเร็วสูง พูดง่ายๆ คือเป็น “ตัวกลาง” ที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลวิ่งไปมาระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ใน Data Center ได้อย่างรวดเร็ว

 

หาก GPU คือ “สมอง” ของ AI และ Data Center คือ “ร่างกาย” Optical Module ก็คือ “ระบบประสาท” ที่ทำให้ทุกส่วนสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น เพราะโมเดล AI ขนาดใหญ่ไม่ได้ใช้ GPU เพียงตัวเดียว แต่ต้องใช้ GPU หรือ XPU จำนวนมาก ตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนตัว ชิปเหล่านี้ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างชิป เซิร์ฟเวอร์ และ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อ GPU ไม่ใช่ปัญหาเดียวของ AI

 

ในโลกของ AI การมี GPU จำนวนมากไม่ได้แปลว่าระบบจะเร็วเสมอไป เพราะต่อให้มี GPU ที่แรงที่สุดจำนวนมาก แต่หากการส่งข้อมูลระหว่าง GPU ช้า ระบบก็ไม่สามารถใช้พลังประมวลผลได้เต็มที่ เปรียบเหมือนมีพนักงานเก่ง 1,000 คน แต่ทุกคนต้องใช้ถนนเลนเดียวในการสื่อสาร งานก็ย่อมติดขัดและไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ

 

ดังนั้น AI ยุคต่อไปไม่ได้ต้องการเพียงชิปที่แรงขึ้น แต่ต้องการเครือข่ายที่เร็วขึ้น หนาแน่นขึ้น และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นี่คือจุดที่ Optical Module เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยให้การส่งข้อมูลใน Data Center รองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้นได้ดีกว่าการเชื่อมต่อแบบเดิม

 

ทำไมโลก AI กำลังเปลี่ยนจาก Copper ไปสู่ Optical

 

ในอดีต Data Center หลายส่วนยังสามารถใช้สายทองแดง หรือ Copper ได้ แต่เมื่อความเร็วและปริมาณข้อมูลเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดของทองแดง ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น ทั้งการสูญเสียสัญญาณเมื่อส่งข้อมูลไกลขึ้น ความร้อนที่เพิ่มขึ้น การใช้พลังงานสูงขึ้น 

Optical Module จึงกลายเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า ไกลกว่า และมีประสิทธิภาพด้านพลังงานดีกว่าในหลายกรณี ผลลัพธ์คือ AI Data Center ทั่วโลกกำลังเพิ่มการใช้ Optical Connection มากขึ้น ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center แต่เริ่มขยับลึกเข้ามาในโครงสร้างภายใน Data Center มากขึ้นเรื่อยๆ

 

AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเครือข่ายของ Data Center

 

AI ต้องการให้ GPU จำนวนมหาศาลทำงานร่วมกันเหมือนเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทำให้ความต้องการด้าน Bandwidth และ Latency สูงกว่าระบบ Cloud ทั่วไปมาก เพราะข้อมูลต้องถูกส่งไปมาระหว่างชิปและเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว หากเครือข่ายช้าเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้การประมวลผลทั้งระบบสะดุดได้

โครงสร้างการเชื่อมต่อหลักของ AI Data Center แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Scale-Up หรือการเชื่อมต่อ GPU ภายในระบบเดียวกันหรือ Rack เดียวกัน, Scale-Out หรือการเชื่อมต่อหลาย Rack เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น AI Cluster ขนาดใหญ่ และ Scale-Across หรือการเชื่อมต่อ Data Center หลายแห่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทำงานร่วมกันเหมือนเป็นระบบเดียว

 

ทั้ง 3 ระดับนี้ล้วนต้องใช้ Optical Connection มากขึ้น ยิ่งจำนวน GPU เพิ่มขึ้น จำนวนจุดเชื่อมต่อก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ Optical กลายเป็นส่วนสำคัญของการขยาย AI Infrastructure เพราะไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนชิป แต่เป็นการทำให้ชิปทั้งหมดทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Optical Density และการเปลี่ยนผ่านสู่ 800G / 1.6T

 

อีกแนวโน้มสำคัญคือ Optical Density หรือความหนาแน่นของการใช้ Optical Connection ภายใน Data Center ในอดีต Optical Module อาจถูกใช้เฉพาะบางจุดของระบบ แต่ในอนาคตอาจถูกใช้แทบทุกระดับ ตั้งแต่ภายใน Rack ระหว่าง Rack ระหว่าง Cluster ไปจนถึงการเชื่อมต่อระหว่าง Data Center

ขณะเดียวกัน ตลาด Optical Module กำลังเปลี่ยนผ่านจากระดับ 400G ไปสู่ 800G, 1.6T และในอนาคตอาจไปถึง 3.2T ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความสามารถในการส่งข้อมูล ยิ่งตัวเลขสูง ก็ยิ่งรองรับ AI Cluster ขนาดใหญ่ได้ดีขึ้น สำหรับ AI การอัปเกรดจาก 800G ไปสู่ 1.6T ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็วธรรมดา แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับโมเดล AI ที่ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU ที่เพิ่มขึ้น และปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งระหว่างระบบมากขึ้น

 

ทำไมธีมนี้ถึงน่าสนใจสำหรับนักลงทุน

 

Optical Module ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนประกอบเล็กๆ ของ Data Center อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า AI Infrastructure จะขยายตัวได้เร็วแค่ไหน ในเวลาเดียวกัน Hyperscaler และผู้ให้บริการ AI Cloud รายใหญ่ เช่น Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างเร่งลงทุนใน AI Data Center อย่างต่อเนื่อง เมื่อการลงทุนใน AI Data Center เพิ่มขึ้น ความต้องการอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็เติบโตตามไปด้วย ทั้ง Optical Module, Laser, Transceiver, Fiber, Optical System และ Networking Equipment

 

ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Optical Module แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ผลิต Optical Component และ Transceiver เช่น Coherent, Lumentum และ Fabrinet, บริษัท Networking และ Switching เช่น Broadcom, Marvell และ Arista และผู้ให้บริการ Optical System และ Fiber เช่น Ciena, Nokia และ Corning

 

โดยสรุปธีม Optical Module กำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สุดของยุค AI เพราะ AI ไม่ได้ต้องการเพียง “สมองที่เร็วขึ้น” แต่ต้องการ “ระบบประสาทที่เร็วขึ้น” ด้วย ยิ่งโมเดล AI ใหญ่ขึ้น จำนวน GPU มากขึ้น และ Data Center เชื่อมต่อกันมากขึ้น ความต้องการส่งข้อมูลความเร็วสูงก็จะเพิ่มขึ้นตาม

 

หากเปรียบ AI เป็นโรงงานขนาดใหญ่ GPU คือเครื่องจักรหลัก Data Center คือโรงงาน และ Optical Module คือสายพานความเร็วสูงที่ทำให้ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสายพานนี้ช้า เครื่องจักรที่แพงที่สุดก็อาจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ และหากสายพานนี้กลายเป็นคอขวด Optical Module ก็อาจเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจของ AI Infrastructure 

 

The post Optical Module อาวุธลับของ AI Data Center กับโอกาสลงทุนในคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย https://thestandard.co/thai-frigate-tech-sovereignty-defense/ Wed, 03 Jun 2026 12:10:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1214301 ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกร […]

The post เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชในทะเล

เมื่อเรือรบไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่คือโอกาสสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาทสำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ของกองทัพเรือไทย กำลังถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในโครงการจัดหายุทโธปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศในรอบหลายปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

 

ท่ามกลางการแข่งขันของอู่ต่อเรือจากต่างประเทศ 6 รายที่ยื่นซองประกวดแบบและใกล้จะประกาศผู้ชนะเข้าไปทุกขณะ คำถามที่ถูกถามมากที่สุดในเวลานี้อาจเป็นเรื่องของแบบเรือ สมรรถนะ หรือระบบอาวุธที่จะติดตั้งบนเรือเพื่อใช้ปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและรักษาอธิปไตยเหนือเขตทางทะเล

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการดังกล่าวกำลังเปิดประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ประเทศไทยจะได้เพียง ‘เรือรบ’ หรือจะได้ “ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี” กลับมาพร้อมกันด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ในเรื่องความคุ้มค่ากับโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกับงบประมาณมหาศาลที่ใช้ไป

 

และในยุคที่ข้อมูล ซอฟต์แวร์ และเครือข่ายการสื่อสารกลายเป็นหัวใจของการทำสงครามสมัยใหม่ การครอบครองแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากประเทศเจ้าของยุทโธปกรณ์ไม่สามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในได้อย่างแท้จริง

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านคำว่า ‘อธิปไตยทางเทคโนโลยี’ (Technology Sovereignty) ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวข้อสำคัญในแวดวงความมั่นคงทั่วโลก และเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในโครงการฟริเกตลำใหม่ของไทยด้วย

 

เมื่อสงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนอาวุธ

 

ในอดีต ความได้เปรียบทางทหารมักถูกวัดจากจำนวนกำลังพล รถถัง เรือรบ หรือเครื่องบินรบที่แต่ละประเทศครอบครอง หรือที่เรียกว่า ‘สงครามสมมาตร’ (Symmetric Warfare) หรือ ‘สงครามตามแบบ’ (Conventional Warfare) ซึ่งวัดว่าใครมีศักยภาพด้านฮาร์ดแวร์เหนือกว่า ก็อาจเป็นผู้ชนะในสมรภูมิ

 

แต่บทเรียนจากสงครามยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในช่วงหลัง กำลังชี้ให้เห็นภาพที่แตกต่างออกไป นั่นคือเทรนด์ของสงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การทำสงครามไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

ประเทศหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ซึ่งใช้ต้นทุนต่ำกว่า ก็สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศที่มีฮาร์ดแวร์เหนือกว่าได้ โดยหนึ่งในปัจจัยชี้วัดผู้ชนะ นอกจากเทคโนโลยีโดรนที่มีราคาถูกกว่ากันมากแล้ว กองทัพที่สามารถรับรู้สถานการณ์ได้ก่อน วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วกว่า และตัดสินใจตอบสนองได้แม่นยำกว่า ก็มักเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบด้วย ดังนั้นในสนามรบยุคใหม่ ความเร็วในการตัดสินใจจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้จำนวนอาวุธ

 

การบูรณาการข้อมูลจากเรดาร์ โซนาร์ ดาวเทียม อากาศยานไร้คนขับ เครื่องบิน และหน่วยรบภาคพื้น เพื่อนำมาวิเคราะห์ และส่งต่อให้ผู้บังคับบัญชาในเวลาอันสั้นที่สุด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำสงครามสมัยใหม่

 

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงหันมาให้ความสำคัญกับระบบที่อยู่ ‘หลังฉาก’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบบัญชาการและควบคุม (Command and Control: C2) ระบบอำนวยการรบ (Combat Management System: CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link: TDL)

 

แม้ชื่อของระบบเหล่านี้อาจไม่คุ้นหูประชาชนทั่วไป แต่สำหรับกองทัพสมัยใหม่แล้ว ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน ‘สมอง’ และ ‘ระบบประสาท’ ของการรบทั้งระบบ

 

จากโดรนสู่ซอฟต์แวร์: เมื่อขีดความสามารถที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์ม

 

หนึ่งในบริษัทไทยที่กำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านนี้คือ RV Connex ซึ่งแต่ก่อนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAV เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทาง RV Connex ก็กำลังขยายบทบาทจากการพัฒนาแพลตฟอร์มไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบอำนวยการรบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับกองทัพ

 

รศ. ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์ ประธานบริษัท RV Connex กล่าวว่า ปัจจุบัน RV Connex มุ่งพัฒนาระบบครบวงจร ตั้งแต่การรับข้อมูล การวิเคราะห์ ไปจนถึงการตัดสินใจและการสั่งการ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ระบบอำนวยการรบ (CMS) และระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (TDL) ที่บริษัทพัฒนาขึ้นนั้น มีศักยภาพในการติดตั้งบนเรือฟริเกตลำใหม่เพื่อใช้งานจริงได้

 

CMS: สมองของเรือฟริเกต

 

หากเปรียบเรือฟริเกตเป็นร่างกายมนุษย์ เรดาร์และโซนาร์คือดวงตาและหู

 

ระบบอาวุธคือแขนขา ระบบ Combat Management System หรือ CMS ก็คือสมองนั่นเอง

 

CMS ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ทุกชนิดบนเรือ ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ โซนาร์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อมูลจากหน่วยรบอื่น ก่อนประมวลผลเป็นภาพสถานการณ์เดียว

 

ผู้บังคับบัญชาสามารถมองเห็นภาพรวมของสนามรบ ประเมินภัยคุกคาม จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย และสั่งการใช้อาวุธได้จากระบบเดียว ยิ่งข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น ความสำคัญของ CMS ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

TDL: เครือข่ายที่ทำให้ทุกหน่วยรบเห็นภาพเดียวกัน

 

ในขณะที่ CMS ทำหน้าที่เป็นสมอง Tactical Data Link หรือ TDL เปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกหน่วยรบเข้าด้วยกัน

 

ระบบดังกล่าวทำให้เรือรบ เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ อากาศยานไร้คนขับ และศูนย์บัญชาการภาคพื้น สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้แบบเรียลไทม์

 

ตัวอย่างเช่น หาก UAV ตรวจพบเป้าหมายกลางทะเล ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งผ่าน TDL ไปยังเรือฟริเกต ก่อนที่ CMS จะประมวลผลและสั่งการระบบอาวุธได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

 

แนวคิดนี้คือหัวใจของ Network-Centric Warfare หรือการรบแบบเครือข่าย ซึ่งกำลังเป็นแนวทางหลักของกองทัพสมัยใหม่ทั่วโลก

 

อธิปไตยทางเทคโนโลยี: เมื่อการมีเรือไม่ได้แปลว่าควบคุมเรือได้สมบูรณ์เสมอไป

 

นอกเหนือจากคำถามว่าเรือมีสมรรถนะเพียงใดแล้ว ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในแวดวงความมั่นคงไทย คือเรื่องอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technology Sovereignty) ซึ่งคำนี้หมายถึงสิทธิ์ของประเทศในการควบคุม เข้าถึง แก้ไข และพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีด้านความมั่นคงได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร

 

แล้วประเทศไทยจะสามารถควบคุมระบบที่อยู่ภายในเรือลำนั้นได้มากน้อยเพียงใด

 

ในเอกสารประกอบการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกต ‘ประเด็นอธิปไตยทางเทคโนโลยี การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติ’ ซึ่งเขียนโดย RV Connex ถึงกองทัพเรือ ชี้ว่า โลกในปัจจุบันมีความผันผวนอย่างมาก เหตุการณ์ความขัดแย้งในยูเครน ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติโดยไม่มีสิทธิ์ควบคุมนั้น จะกลายเป็นปัญหาได้ หากเจ้าของเทคโนโลยีตัดสินใจระงับการสนับสนุน

 

เมื่อภัยคุกคามในปัจจุบันมีลักษณะเป็นสงครามผสมผสาน (Hybrid Warfare) ที่ครอบคลุมทั้งมิติทางทหาร ไซเบอร์ เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสาร ซอฟต์แวร์จึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบอาวุธ ดังนั้นเมื่อมีความเสี่ยงที่ระบบอาวุธสมัยใหม่ ซึ่งควบคุมด้วยซอฟต์แวร์จะถูก ‘ปิดสวิตช์’ ได้จากระยะไกล การส่งเสริมให้เรือฟริเกตใช้ซอฟต์แวร์ไทยทั้งระบบ CMS และ TDL จึงเป็นข้อควรพิจารณาอย่างจริงจัง ท่ามกลางบริบทใหม่ของโลก

 

เพราะหากประเทศเจ้าของอาวุธไม่สามารถเข้าถึงหรือควบคุมระบบต่างๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการพึ่งพาตนเองในระยะยาวได้

 

“การครอบครองเรือรบโดยไม่มีสิทธิ์ในซอฟต์แวร์ เปรียบเสมือนการซื้อรถยนต์ที่คนอื่นถือกุญแจ” วรรณธา หวังธนสกุล กรรมการบริษัท RV Connex กล่าว

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มผลักดันแนวคิด Technology Sovereignty อย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามเกิดขึ้นตามมาว่า แล้วปัจจุบันนี้ระบบอำนวยการรบและระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีที่พัฒนาโดยคนไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติแล้วหรือยัง ในการที่จะติดตั้งบนเรือรบที่ใช้ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

 

อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระ และแอดมินเพจ thaiarmedforce,com ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันระบบอำนวยการรบของไทยยังไม่ได้ถูกใช้งานในเรือรบลำใด ดังนั้นตามทฤษฎีจึงถือว่า เรายังไม่สามารถทราบแน่ชัดว่า ระบบอำนวยการรบที่พัฒนาโดยคนไทย มีขีดความสามารถมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่ผ่านการพิสูจน์

 

แต่อนาลโยให้มุมมองที่น่าสนใจเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้เปรียบเหมือน “ไก่กับไข่” ว่าอะไรเกิดก่อนกัน กล่าวคือ ถ้ากองทัพไทยไม่ใช้งานระบบอำนวยการรบของไทย ก็จะไม่มีทางได้รับการพิสูจน์เพื่อยืนยันประสิทธิภาพ ดังนั้นถ้ารัฐบาลและกองทัพมีนโยบายที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างแท้จริง และต้องการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นในประเทศ กองทัพก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาระบบของคนไทยเข้าประจำการก่อน เพื่อทดสอบขีดความสามารถและพิสูจน์ประสิทธิภาพในการใช้งาน

 

วิธีการอาจเป็นการจัดหาระบบลงเรือขนาดเล็ก เช่น เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง หรือเรือสนับสนุน และเมื่อใช้งานแล้วก็ควรจะมีการพัฒนาต่อเนื่องและจัดซื้อเพื่อใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ หรือตุรกีใช้เป็นโมเดลพัฒนาทั้งสิ้น

 

อนาลโยกล่าวว่า คำถามแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้ากองทัพและรัฐบาลมีความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรม เพราะหากเราต้องการมีขีดความสามารถด้านนี้ในประเทศไทย เราจะไม่ถามว่าคนไทยทำได้มีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง แต่คำถามควรจะเป็นว่า ในการสร้างระบบอำนวยการรบที่มีประสิทธิภาพด้วยฝีมือคนไทยจะต้องใช้วิธีการและกระบวนการอย่างไรบ้างมากกว่า

 

บทเรียนจากต่างประเทศ: ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธด้วยการเป็นเพียงผู้ซื้อ

 

งบประมาณ 17,000 ล้านบาท สามารถซื้ออะไรได้บ้าง? สำหรับกองทัพเรือไทย คำตอบคือเรือฟริเกตลำใหม่

 

แต่สำหรับหลายประเทศทั่วโลก งบประมาณระดับนี้ไม่ได้ใช้ซื้อเพียงเรือรบ หากยังใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีก่อน หลายประเทศที่ปัจจุบันกลายเป็นมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ล้วนเคยอยู่ในจุดเดียวกับประเทศไทยมาก่อน พวกเขาเคยเป็นผู้นำเข้า เคยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเคยเผชิญคำถามเดียวกันว่า ประเทศของตนจะสามารถสร้างขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้จริงหรือไม่

 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศเหล่านั้น ไม่ได้เกิดจากบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่ราย แต่เกิดจากการที่รัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยการกำหนดเงื่อนไขการจัดหา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมาตรการ Offset (การชดเชยทางเศรษฐกิจจากงบประมาณที่สูญเสียไปกับการซื้ออาวุธ) ที่มุ่งสร้างขีดความสามารถภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

ในบทความนี้จะยกตัวอย่างการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ดี และอาจเป็นโมเดลให้ไทยถอดแบบมาใช้ได้

 

ตุรกี: จากผู้นำเข้า สู่ผู้ส่งออกเรือรบ

 

กรณีของตุรกีถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเริ่มโครงการ MILGEM หรือ National Ship Program ในปี 2004 ตุรกียังพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก และมีสัดส่วนการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงประมาณ 20% แต่ตุรกีมีนโยบายชัดเจนว่า ในอนาคตเรือรบจะต้องสร้างเองในประเทศ

 

รัฐบาลตุรกีเลือกใช้โครงการเรือรบเป็นสายพานพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกำหนดให้คู่สัญญาต้องถ่ายทอดเทคโนโลยี ช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบในประเทศ และส่งเสริมผู้ประกอบการภายในประเทศให้เข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทาน

 

ผลลัพธ์คือ ในเวลาเพียงสองทศวรรษ สัดส่วนการพึ่งพาตนเองในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นประมาณ 85% ในปี 2024 และมีบริษัทกว่า 200 แห่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ MILGEM

 

และเรือฟริเกตชั้น Istanbul ลําแรกที่เข้าประจําการในเดือนมกราคม 2024 นั้น ก็เป็นการสร้างในประเทศตุรกีทั้งลํา

 

จากประเทศผู้นำเข้า ตุรกีกลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธมูลค่ากว่า 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และสามารถส่งออกเรือรบไปยังหลายประเทศทั่วโลก

 

เกาหลีใต้: สร้างอุตสาหกรรมระดับโลกผ่านนโยบายรัฐ

 

ในช่วงทศวรรษ 1970 เกาหลีใต้แทบไม่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นของตัวเอง แต่รัฐบาลใช้การจัดหาอาวุธเป็นเครื่องมือสร้างขีดความสามารถในประเทศ ผ่านนโยบายการให้คู่สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการภายในประเทศ และการกำหนดสัดส่วนการผลิตภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานชื่อ DAPA (Defense Acquisition Program Administration) ที่มีอํานาจควบคุมการจัดหาอาวุธอย่างเบ็ดเสร็จ หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในประเทศ 80% ต่อต่างประเทศ 20% ในทุกโครงการจัดหา นอกจากนี้ DAPA ยังควบคุมการเจรจาราคา การถ่ายทอดเทคโนโลยี สัดส่วนเนื้องานท้องถิ่น (Local Content) และ Offset อย่างเข้มงวด

 

ปัจจุบันจะเห็นว่าเกาหลีใต้มีบริษัทอาวุธชั้นนำอย่าง Hanwha, Hyundai Heavy Industries และ LIG Nex1 ที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จากประเทศที่เคยพึ่งพาสหรัฐฯ ทั้งหมด วันนี้เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับ 9 ของโลก โดยผลิตและส่งออกเรือรบ รถถัง และเครื่องบินรบได้เอง และตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอาวุธ Top 4 ของโลกในอนาคต

 

อินโดนีเซีย: ใช้อำนาจผู้ซื้อสร้างอุตสาหกรรมของตนเอง

 

สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดี รัฐบาลกำหนด Local Content ขั้นต่ำ 35% สำหรับโครงการจัดหาอาวุธ และเมื่อรวมมาตรการ Countertrade และ Offset แล้ว สัดส่วนผลประโยชน์ที่ต้องกลับคืนสู่ประเทศต้องไม่ต่ำกว่า 85%

 

แนวทางดังกล่าวทำให้ผู้ผลิตอาวุธต่างชาติที่ต้องการชนะการแข่งขัน ไม่สามารถเสนอขายอาวุธเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องเสนอการลงทุน การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในประเทศควบคู่กันไปด้วย

 

อินโดนีเซียจึงไม่ได้ใช้การจัดหาอาวุธเพียงเพื่อเสริมกำลังรบ แต่ยังใช้เป็นเครื่องมือสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย

 

แล้วประเทศไทยควรได้อะไรจากงบประมาณ 17,000 ล้านบาท

 

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทย โครงการฟริเกตวงเงิน 17,000 ล้านบาท จะเป็นเพียงการใช้จ่ายด้านความมั่นคง หรือจะเป็นการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ

 

เอกสารประกอบโครงการประเมินของ RV Connex ชี้ว่า หากมีนโยบาย Local Content และ Offset ที่ชัดเจน เม็ดเงินจากโครงการจัดหาอาจไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ประมาณ 20-30% หรือคิดเป็นมูลค่า 3,400-5,100 ล้านบาท

 

เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้หมายถึงรายได้ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่หมายถึงการจ้างงานวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิจัย ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ประกอบการ SME ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ภายในประเทศ

 

ในหลายประเทศ ผลประโยชน์จากโครงการลักษณะนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเรือถูกส่งมอบ

 

แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ที่สามารถเติบโตต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี

 

ฟริเกตลำใหม่: การตัดสินใจที่อาจกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมป้องกันไทย

 

บทเรียนจากตุรกี เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และอีกหลายประเทศ ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ไม่มีชาติใดก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกอาวุธระดับโลกได้จากการเป็นเพียง ‘ผู้ซื้อ’ แต่ทุกประเทศล้วนเริ่มต้นจากการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ใช้อำนาจการจัดซื้อของรัฐเป็นเครื่องมือ และสร้างพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศเติบโตควบคู่ไปกับการจัดหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

สำหรับประเทศไทยกำลังมีโอกาสตัดสินใจบนทางแยกเดียวกัน ไทยจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ผู้ซื้ออาวุธ’ ไปเป็น ‘ผู้สร้างเทคโนโลยี’ ในอนาคตได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ เพราะไม่มีใครเก่งมาแต่เกิด แต่เราสามารถเรียนรู้ในระหว่างทางที่เราสร้างมันขึ้นมา

 

แฟ้มภาพ: เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช / Wikipedia

The post เรือฟริเกตลำใหม่กับโจทย์อธิปไตยทางเทคโนโลยีและโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามปราบคอร์รัปชันอย่างไร : บันไดที่ ‘โต เลิม’ ใช้ขึ้นสู่อำนาจ https://thestandard.co/vietnam-to-lam-corruption-power/ Mon, 01 Jun 2026 11:28:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1213517 ภาพ โต เลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม

ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ‘โต เลิม’ (Tô Lâm) ที่เพิ่งเดิ […]

The post เวียดนามปราบคอร์รัปชันอย่างไร : บันไดที่ ‘โต เลิม’ ใช้ขึ้นสู่อำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ โต เลิม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม

ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ‘โต เลิม’ (Tô Lâm) ที่เพิ่งเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคมนี้ คือ ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเวียดนามในขณะนี้ โดยนั่งควบสองตำแหน่งสำคัญ ทั้งการเป็นเบอร์หนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ และตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ

 

และที่ถูกจับตามากเช่นกัน คือ การเดินเกมการทูตเชิงรุกเร่งเดินสายไปพบปะผู้นำโลกหลายคน (นับเฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 โต เลิม ได้เดินทางไปพบทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย รวมทั้งนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิของญี่ปุ่นที่มาเยือนเวียดนาม เป็นต้น)

 

บทความนี้จะวิเคราะห์เส้นทางขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม และกรณีศึกษาการปราบคอร์รัปชันในเวียดนามที่กลายเป็น ‘บันได’ สำคัญให้ โต เลิม ใช้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากได้อย่างไร

 

ประเด็นแรก อดีตผู้นำเวียดนามกับปัญหาคอร์รัปชัน ฉาวโฉ่เพียงใด

 

ในยุคก่อนหน้านี้ ผู้นำระดับสูงของเวียดนามหลายคนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการพัวพันกับคดีคอร์รัปชัน และด้วยแรงกดดันจากประชาชนและการขึ้นมาของขั้วอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ส่งผลให้มีประธานาธิบดีเวียดนาม 2 คนที่ต้องลาออก และนายกรัฐมนตรีเวียดนามอีก 1 คนที่ต้องกล่าวแถลงยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะ

 

ขอย้อนภาพของเวียดนามในช่วงที่มีปัญหาคอร์รัปชันอย่างหนัก ในช่วงปี 2006–2016 ที่ เหงียน เติ๊น สุง (Nguyễn Tấn Dũng) เป็นนายกรัฐมนตรีเวียดนาม รัฐบาลชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง นำไปสู่การทุจริตครั้งใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ (SOEs) เช่น กรณี Vinashin รัฐวิสาหกิจต่อเรือ ที่ล้มละลายและมีหนี้สินมูลค่าสูงมาก มีการตรวจพบปัญหาการทุจริตภายในและการบริหารที่ผิดพลาด ผู้บริหารระดับสูงหลายคนถูกจำคุก และกรณี Vinalines รัฐวิสาหกิจขนส่งทางทะเล ที่มีการยักยอกเงินและจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส มีการจับกุมประธานบริษัทในข้อหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

 

จากกรณีปัญหาทุจริตเหล่านี้ ทำให้เหงียน เติ๊น สุง ต้องออกมาแถลงยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2012 โดยยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดทางนโยบายและการควบคุมที่หละหลวม จนทำให้เกิดการทุจริตครั้งใหญ่ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ดี ในครั้งนั้นเขาไม่โดนลงโทษทางวินัยจากพรรคฯ มีเพียงเครือข่ายข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจที่ใกล้ชิดจำนวนมากถูกจับกุมดำเนินคดี และติดคุกในข้อหาคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับจุดจบทางการเมืองของเหงียน เติ๊น สุง แม้ว่าไม่ต้องติดคุกหรือโดนดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ แต่จบลงด้วยการถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในปี 2016 เมื่อพ่ายแพ้ให้กับเสียงโหวตของขั้วอนุรักษนิยมภายในพรรคฯ

 

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2023-2024 มีประธานาธิบดีเวียดนาม 2 คนที่ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาพัวพันคดีทุจริตคอร์รัปชัน ดังนี้

 

คนแรก คือ เหงียน ซวน ฟุก (Nguyễn Xuân Phúc) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปี 2021 – 2023 ถูกกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงและรัฐมนตรีหลายคนภายใต้การบังคับบัญชา (ในช่วงที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปี 2016–2021) เช่น รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไปพัวพันกับคดีทุจริตอื้อฉาวระดับชาติ และถูกจับกุม โดยเฉพาะในคดีผูกขาดและขึ้นราคาชุดตรวจโควิด-19 (รู้จักกันในชื่อ “คดี Viet A”) และคดีเรียกรับสินบนจัดเที่ยวบินพาคนงานเวียดนามกลับประเทศในช่วงวิกฤตโควิด

 

คนถัดมา คือ หวอ วัน เถือง (Võ Văn Thưởng) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพียง 1 ปีเศษ (ช่วงปี 2023 –2024) ถูกกดดันให้ต้องลาออก เนื่องจากละเมิดข้อบังคับของพรรคฯ และมี “ข้อบกพร่อง” ที่ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของพรรคฯ และรัฐ (เช่น ความเชื่อมโยงกับคดีรับสินบนจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ (Phuc Son Group) เมื่อครั้งที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำจังหวัดกว๋างหงาย (Quang Ngai) ช่วงปี 2011–2013)

 

ประเด็นที่สอง พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามพลิกเกมปราบคอร์รัปชันได้อย่างไร

 

จากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่หมักหมมมานาน เมื่อผู้นำของพรรคฯ ในขั้วอนุรักษนิยม คือ เหงียน ฟู้ จ่อง (Nguyễn Phú Trọng) ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ อีกครั้งในปี 2016 ได้ประกาศแคมเปญ “เตาหลอมร้อน” (Dot Lo)  เพื่อปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง สะท้อนความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในการพลิกเกม จากวิกฤตคอร์รัปชันให้เป็นโอกาสในการสร้างความชอบธรรม เพื่อ “กู้ศรัทธาประชาชน” ผ่านกลยุทธ์หลัก คือ

 

(1) แคมเปญ “เตาหลอมร้อน” ลงโทษอย่างจริงจัง

 

พรรคฯ เปลี่ยนเกณฑ์การลงโทษให้เข้มข้นขึ้น โดยยึดหลักการและคำขวัญสูงสุดในการปราบโกงว่า “ไม่มีเขตห้ามเข้า ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใครหน้าไหน” และจัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้นำสูงสุดที่เป็นประมุขแห่งรัฐแต่ไปพัวพันกับคดีทุจริต (เช่น การบีบให้ประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก ลาออกในปี 2023) เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พรรคฯ จริงจังในการปราบทุจริตและรักษาวินัยพรรคฯ อย่างไม่มีข้อยกเว้น

 

(2) นำกฎ “กิ่งไม้แห้งและกิ่งไม้สด” มาใช้อย่างเด็ดขาด

 

เหงียน ฟู้ จ่อง ใช้ความเด็ดขาดในการปราบโกง และวางแนวทางใหม่ในการจัดการโครงสร้างพรรคฯ โดยเปรียบเทียบว่า “เมื่อเตาหลอมร้อนระอุขึ้นแล้ว อย่าว่าแต่กิ่งไม้แห้งเลย แม้แต่กิ่งไม้สดก็ต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน” จึงใช้มาตรการล้างบางจัดการเครือข่ายทุนผูกขาดควบคู่ไปด้วย

 

พรรคฯ ไม่ได้จับกุมเพียงแค่ข้าราชการ แต่ขยายผลไปกวาดล้างกลุ่มทุนเอกชนขนาดใหญ่ที่เป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้นักการเมืองขั้วเก่า เช่น ล้างบางเครือข่ายในคดี Viet A กลโกงชุดตรวจโควิด-19 และคดีฉ้อโกงธนาคาร Saigon Commercial Bank : SCB ของเจือง หมี ลาน เพื่อตัดวงจรทุนการเมือง และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด

 

ประเด็นสุดท้าย บันไดขึ้นสู่อำนาจของ โต เลิม

 

หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถพลิกวิกฤตศรัทธา มาเป็นการสร้างความชอบธรรมด้วยการแสดงบทบาทเป็น “ผู้ปราบโกงเอง” และหลังจากการอสัญกรรมของเหงียน ฟู้ จ่อง ในปี 2024 พรรคฯ ได้ผลักดัน ‘โต เลิม’ ผู้เป็นเสมือนมือขวาของเหงียน ฟู้ จ่อง ในการทำคดีปราบโกงทั้งหมดขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในพรรคฯ เพื่อส่งสัญญาณว่า แนวทางการปราบปรามทุจริตจะยังคงเข้มข้นต่อเนื่องอย่างเด็ดขาด จึงเป็นเสมือน ‘บันได’ สำคัญในการขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม มาจนถึงทุกวันนี้

 

การขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของโต เลิม ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยังคงรักษาอำนาจนำในประเทศได้อย่างเหนียวแน่น และได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน จากความกล้าหาญในการปราบโกงในทุกวงการ

 

หากย้อนไปดูเส้นทางชีวิตทางการเมืองของโต เลิม เริ่มโดดเด่นขึ้นในฐานะ “ขุนพลเตาหลอมร้อน” ของอดีตเลขาธิการพรรคฯ เหงียน ฟู้ จ่อง จากประสบการณ์ทำงานและเติบโตมาจากสายงานตำรวจ ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ หน่วยงานหลักที่เหงียน ฟู้ จ่อง ใช้เป็นเครื่องมือในการสืบสวนและปราบปรามทุจริต

 

นอกจากนี้ โต เลิมยังสามารถจัดการกับคู่แข่งทางการเมืองในระหว่างที่ทำคดีปราบโกง ด้วยทักษะในการสืบสวนและเก็บข้อมูลหลักฐานในมือของโต เลิม ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสกัดกั้นและบีบให้คู่แข่งทางการเมืองระดับสูงต้องลาออก (รวมถึงอดีตประธานาธิบดีทั้ง 2 คนก่อนหน้า) ผลงานการปราบโกงเหล่านี้เป็นเสมือน ‘บันได’ ให้โต เลิมใช้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองอย่างราบรื่น หลังการอสัญกรรมของเหงียน ฟู้ จ่อง

 

ที่สำคัญ โต เลิมในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชัน มาเน้นแก้ปัญหา “ข้าราชการเกียร์ว่าง” ควบคู่ไปด้วย ประกาศที่จะปราบปรามและจัดการกับ “ความสูญเปล่าและการทำงานไร้ประสิทธิภาพ” โต เลิมจึงได้ประกาศปฏิรูป “รื้อโครงสร้างระบบราชการ” เช่น การสั่งยุบกระทรวงหลายแห่ง การยุบหน่วยงานระดับอำเภอ และควบรวมหน่วยปกครองระดับจังหวัดให้ลดลงเกือบครึ่ง รวมทั้งการสั่งปลดข้าราชการมากกว่า 100,000 คน เพื่อตัดลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และปิดช่องทางในการเรียกรับสินบน รวมไปถึงการยกเลิกกฎหมาย/กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นต้น

 

ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ โต เลิมมีการต่อยอดอัพเกรด ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ ที่เหงียน ฟู้ จ่องเคยประกาศไว้ ด้วยการเดินเกมรุกแบบ “การทูตไผ่ลู่ลมที่ไร้รั้ว” เพิ่มบทบาทเวียดนามในเชิงรุกระดับโลก ใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจแบบสุดตัว เน้นทลายกำแพงและอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงกับโลก และการเร่งเดินสายไปพบปะผู้นำทั่วโลก เพื่อสร้างสมดุล/กระจายความเสี่ยง ไม่เอียงข้างประเทศใดประเทศเดียว รวมทั้งการเดินเกมการทูตใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และประเทศอื่นในโลกขั้วใต้

 

อนาคตของเวียดนามภายใต้การนำของโต เลิมจะเป็นอย่างไร แม้ว่าเวียดนามจะมีจุดแข็งในเรื่อง “การเมืองนิ่ง” มีเสถียรภาพ มีผู้นำที่เด็ดขาดลุยปราบคอร์รัปชัน และมุ่งมั่นกับการโกอินเตอร์ แต่ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ของโลก เป้าหมายของโต เลิมที่วางไว้จะทำได้สำเร็จหรือไม่ ทั้งการปฏิรูปรื้อโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ และเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่จะผลักดัน GDP ของเวียดนามให้เติบโตอย่างน้อย 10% ต่อปีให้ได้ในช่วงทศวรรษนี้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องติดตามกันต่อไป

 

ภาพ: REUTERS / Edgar Su

The post เวียดนามปราบคอร์รัปชันอย่างไร : บันไดที่ ‘โต เลิม’ ใช้ขึ้นสู่อำนาจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ https://thestandard.co/thai-stocks-high-caution-risks/ Wed, 27 May 2026 10:52:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211579 หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผัน […]

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้น จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความยืดเยื้อและไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ โดย Moody’s ซึ่งทำให้ครบทั้ง 3 สถาบันหลักที่ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจากระดับสูงสุด รวมถึงความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้มีความผันผวนสูง และ Bond Yield ปรับขึ้นทั่วโลก จนตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยกันใหม่

 

ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน ตลาดหุ้นไทยกลับยืนหยัดได้ดีกว่าที่หลายคนคาด SET Index สามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี แรงหนุนจากความคาดหวังเชิงบวกต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง GDP ไทย 1Q26 ที่ออกมา +2.8% ดีกว่าตลาดคาดไว้ที่ +2.2% ขณะที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ประกาศออกมาถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง หลายอุตสาหกรรมมีกำไรสุทธิสูงกว่าที่ตลาดประเมิน และกำไรรวมยังเติบโต YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 รวมถึงหุ้น DELTA ซึ่งมีน้ำหนักมากในตลาดได้รับการเพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

อย่างไรก็ดี ภาพที่ดูดีนี้ไม่ได้แปลว่าควรประมาท คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนในระยะนี้จึงอาจไม่ใช่แค่ ‘ตลาดจะไปต่อได้หรือไม่’ แต่ควรเป็น ‘มีปัจจัยใดบ้างที่ต้องระมัดระวัง’

 

ประเด็นแรกที่ต้องระวังคือ Valuation ที่เริ่มตึงตัวขึ้น หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควร โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่บางตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของดัชนี หากการปรับขึ้นของตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่กลุ่ม ความเสี่ยงจากการพักฐานของหุ้นนำตลาดอาจกระทบดัชนีโดยรวมได้มากกว่าที่คาด

 

ประเด็นถัดมาคือ Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับสูงสุดประมาณ 4.7% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 เดือน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้นยิ่งน่าตกใจกว่า เพราะขึ้นไปแตะ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 18 ปี โดยแรงกดดันหลักมาจาก 3 ปัจจัยที่เสริมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ปัญหาการคลังของสหรัฐฯ ที่ทำให้นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงระยะยาวที่สูงขึ้น และท่าทีของ Fed ที่ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย ตราบใดที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ Bond Yield มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่านต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น

 

ผลกระทบที่เห็นได้ชัดคือหุ้นกลุ่ม Growth และเทคโนโลยี ซึ่งมักถูกประเมินมูลค่าบนสมมติฐานของอัตราคิดลดที่ต่ำ เมื่อ Yield สูงขึ้น มูลค่าของกำไรในอนาคตจะถูก Discount ลงมามากขึ้น ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้อ่อนไหวต่อแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย อาจเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ที่ไหลกลับไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยในสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ภาวะ Yield สูงไม่ได้เป็นลบกับทุกสินทรัพย์ เพราะยังเป็นบวกต่อบางกลุ่ม เช่น ธนาคารที่อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย และตราสารหนี้ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจโดยมีความเสี่ยง Duration ต่ำ

 

อีกปัจจัยที่ยังไม่ควรวางใจคือ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง แม้ตลาดจะตอบรับข่าวเชิงบวกจากการเจรจาเป็นระยะ แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง หากความตึงเครียดกลับมาปะทุ ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแรง และส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

 

สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ผลประกอบการ 1Q26 จะออกมาดีกว่าคาด แต่ยังต้องระวังว่าแรงส่งจากกำไรอาจเริ่มจำกัดลง หากเศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง หรือการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่กลับมาแข็งแรงมากพอ การปรับขึ้นของตลาดในระยะถัดไปจึงอาจต้องอาศัยปัจจัยใหม่เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ หรือการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

 

ดังนั้น ในภาวะที่ตลาดขึ้นมาอยู่ในระดับสูงและปัจจัยลบยังรายล้อม กลยุทธ์การลงทุนควรเน้นความระมัดระวังมากกว่าการไล่ซื้อ นักลงทุนอาจทยอยลดความเสี่ยงในหุ้นที่ราคาปรับขึ้นแรงเกินพื้นฐาน และหันมาให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีงบการเงินแข็งแรง กระแสเงินสดดี หนี้ต่ำ และยังรักษาอัตรากำไรได้ในภาวะต้นทุนผันผวน

 

ในเชิงพอร์ตการลงทุน การกระจายความเสี่ยงยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาจเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้คุณภาพดีระยะสั้นถึงกลาง หรือกองทุนตลาดเงิน เพื่อช่วยลดแรงกระแทกหากตลาดเกิดการพักฐาน ขณะที่ฝั่งหุ้นควรเน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว เพราะในช่วงที่ดัชนีอยู่ในจุดสูงสุดของปี โอกาสในการสร้างผลตอบแทนจะขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมตลาดเพียงอย่างเดียว

 

ผู้ลงทุนควรจัดพอร์ตให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง และสิ่งที่ผู้ลงทุนควรถามตัวเองอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘จะได้กำไรอีกเท่าไร’ แต่คือ ‘หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราพร้อมรับมือแค่ไหน’

 

ภาพ: janews / Shutterstock

The post หุ้นไทยทดสอบจุดสูงสุดของปี ถึงเวลาระวังหรือไปต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/royal-thai-dress-exhibition-paris/ Tue, 26 May 2026 09:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1211179 ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า […]

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 5

จากบทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเปิดเผยว่า โครงการนี้ใช้เวลาเตรียมงานมากกว่าหนึ่งปี โดยจุดเริ่มต้นมาจากการเตรียมงานเฉลิมฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส

 

พระองค์ทรงระบุว่า ด้วยความที่เคยทรงศึกษาและใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ทำให้ทรงเข้าใจรสนิยมและบริบทของผู้ชมในประเทศนี้ จึงเห็นว่าการนำเสนอผ่านแฟชั่นและศิลปวัฒนธรรมไทยจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสม

 

แนวคิดสำคัญของนิทรรศการคือการทำให้ผู้ชมต่างชาติเห็นว่า มรดกแฟชั่นไทย งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ไทย สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างร่วมสมัย

 

พระองค์ยังทรงเปิดเผยว่า หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือการได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำ ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มาจัดแสดงนอกประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรก

 

หลังจากนั้น ทีมงานจากไทยและฝรั่งเศสร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยภัณฑารักษ์ของ MAD Paris เดินทางมาศึกษาคอลเลกชันในประเทศไทย พร้อมร่วมกันวางโครงสร้างนิทรรศการในแต่ละ section

 

นอกจากฉลองพระองค์และสิ่งทอประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีผลงานจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy รวมถึงแบรนด์ไทยร่วมสมัย เช่น TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM

 

ฝั่งงานหัตถศิลป์ยังรวมถึง ลิเภา, เครื่องถม, เบญจรงค์ และงานคราฟต์ไทยจากหลายภูมิภาค โดยบางส่วนเชื่อมโยงกับคอลเลกชันของพิพิธภัณฑ์ฝรั่งเศสเอง

 

พระองค์ทรงระบุว่า กระบวนการทำงานเต็มไปด้วยการค้นคว้าเชิงลึก การหารือ และการถกเถียงด้านการจัดวางและการตีความ เพื่อให้การนำเสนอมีความสมบูรณ์ที่สุด

 

หนึ่งในห้องที่ทรงโปรดเป็นพิเศษคือห้อง Brocade หรือห้องผ้ายก ซึ่งมีการออกแบบพื้นที่ด้วยโทนสีชมพูเพื่อขับให้ฉลองพระองค์โดดเด่น โดยเป็นผลจากการร่วมปรับแนวคิดกับทีมพิพิธภัณฑ์หลายรอบ

 

พระองค์ยังตรัสถึงผลตอบรับจากต่างประเทศว่า สื่อต่างชาติระดับโลกอย่าง WWD และ Vogue USA ให้ความสนใจและนำเสนอเรื่องราวของนิทรรศการ ขณะที่มีผู้เข้าชมชาวต่างชาติรอต่อคิวเข้าชมตั้งแต่วันแรก

 

พระองค์ตรัสว่า นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอแฟชั่นไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแฟชั่นในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นเครื่องมือทางการทูตวัฒนธรรม

 

“ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดู เพราะเชื่อว่าคนไทยที่ได้ชมจะภูมิใจในความเป็นไทย”

 

สำหรับนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการทูตวัฒนธรรมไทยบนเวทีโลก ผ่านพลังของแฟชั่น สิ่งทอ และภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยร่วมสมัย

 

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส

ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 1ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 2ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 3ฉลองพระองค์จัดแสดงในนิทรรศการ ‘La Mode en Majesté’ ที่กรุงปารีส 4

The post เบื้องหลังนิทรรศการ: โปรเจ็กต์ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งปี และการนำฉลองพระองค์ออกนอกประเทศเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-strategic-stability-competition/ Tue, 26 May 2026 02:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210884 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหา […]

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 https://thestandard.co/mou43-senate-border-arguments/ Fri, 22 May 2026 05:08:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1209876 ภาพแนวตั้งประกอบบทความ OPINION แสดงข้อโต้แย้งการยกเลิก MOU43

กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อด […]

The post เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวตั้งประกอบบทความ OPINION แสดงข้อโต้แย้งการยกเลิก MOU43

กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 เนื่องจากระบุว่า “เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนและกฎหมายระหว่างประเทศหลายท่าน

 

จากการที่ได้ศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งได้สนทนาและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องและปฏิบัติหน้าที่จริง ผมขอนำเสนอ ‘ข้อโต้แย้ง’ ใน 6 ประเด็น ต่อกรณีที่ กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU43 ดังนี้

 

1. ข้อกำหนดใน MOU43 มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของ กัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำ

 

ข้อโต้แย้ง:

 

หลักฐานที่ระบุให้นำมาใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนภายใต้กรอบของ MOU43 นั้น ประกอบด้วย อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 สนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะบันทึกวาจาแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน จะต้องนำมาใช้พิจารณาร่วมกันโดยไม่ได้นำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาใช้ เฉพาะเพียงอย่างเดียว และในส่วนของแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ก็เขียนระบุเอาไว้ชัดเจนในแผนที่ว่า ‘แนวแบ่งเขตไม่ถือกำหนดเป็นทางการ Boundary representation is not necessarily authoritative’

 

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ยึดถือเส้นที่ปรากฏในแผนที่ 1:50,000 เป็นเส้นปฏิบัติการเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามกลไกของ MOU43 ผลผลิตสุดท้าย ก็จะได้แผนที่มาตราส่วน 1:25,000 ซึ่งเส้นเขตแดนมีความสอดคล้องกับเส้นบนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เช่นเดียวกัน

 

2. MOU43 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

 

ข้อโต้แย้ง:

 

MOU43 ถือเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบการเจรจาที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างคู่สัญญา ยังไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตในขณะนั้น จึงไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดน และมีการตกลงแนวเส้นเขตแดนที่แท้จริงในปัจจุบันระหว่างกันเสร็จสิ้นลงแล้ว เมื่อนั้น ผลงานของ JBC ก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

 

3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU43 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

 

ข้อโต้แย้ง:

 

แม้รัฐธรรมนูญกัมพูชาจะมีบทบัญญัติเรื่องมาตราส่วนของแผนที่เอาไว้ แต่ในเมื่อกัมพูชายินยอมลงนามใน MOU43 ซึ่งมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ กัมพูชาย่อมมี ‘พันธกรณี” ที่ต้องปฏิบัติตามหลักความเหนือกว่าของกฎหมายระหว่างประเทศ (Supremacy of International Law) โดยไม่อาจอ้างกฎหมายภายในมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อปฏิเสธผลงานการสำรวจร่วมกันได้ ตามนัยแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา (VCLT1969) มาตรา 27 ซึ่งหากผลการสำรวจขัดแย้งกับแผนที่ในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกัมพูชาเองที่ต้องไปแก้ไขกฎหมายภายในของประเทศตน

 

อีกทั้งการอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:100,000 นั้น ยังมีความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคจากการนำข้อมูลจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาขยาย ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลและขาดหลักฐานการรับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้น กระบวนการตาม MOU43 ที่มุ่งจัดทำแผนที่ใหม่ในมาตราส่วน 1:25,000 เพื่อพิสูจน์ทราบในพื้นที่จริง (Ground Truth) ตามกรอบอนุสัญญา ค.ศ.1904 และสนธิสัญญา ค.ศ.1907 จึงถือเป็นกลไกที่ถูกต้องแม่นยำและมีน้ำหนักทางกฎหมายเหนือกว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่มาตราส่วน 1:100,000

 

4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรก เท่านั้น

 

ข้อโต้แย้ง:

 

สาเหตุที่ทำให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปด้วยความล่าช้าไม่ได้เกิดจากตัวบทของ MOU43 โดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์และอำนาจอธิปไตยของชาติ เนื่องจากแนวเส้นเขตแดน คือ แนวที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตอธิปไตยซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหมายถึงการสูญเสียดินแดนของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่การสู้รบเก่าต้องใช้เครื่องตรวจเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นพันธะกรณีขาดความชัดเจน การตีความหลักฐานอาจไม่ตรงกัน จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและเจรจากันใหม่อีก ซึ่งเหตุผลที่กล่าวมาทำ ให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงานร่วมกัน

 

5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทย ต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

 

ข้อโต้แย้ง:

 

แถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เป็นมาตรการที่ทั้งสองฝ่ายดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยยึดหลักสันติวิธี ไม่เสริมกำลังทหาร ร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือและฟื้นฟูความสัมพันธ์ ส่วนการคงกำลังทหารไว้ในปัจจุบันที่ลึกเข้าไปในฝั่งกัมพูชามากกว่าเดิม เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองแนวเส้นเขตแดนในภาพรวมตลอดแนว

 

ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมนั้น ได้ระบุว่า ข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ และเสนอให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของ JBC ดำเนินการ สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามความตกลงที่มีอยู่ ซึ่ง MOU43 ยังคงเป็นกลไกในการดำเนินการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาเจรจาร่วมกันได้

 

6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม

 

ข้อโต้แย้ง:

 

MOU43 เป็นกลไกในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ส่วนพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และกลไกการแก้ไขปัญหาของ JBC ดังนั้น ควรใช้กลไกอื่นระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศจัดการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นดังกล่าว

 

คำถามคือ หากยกเลิก MOU43 แล้ว ปัญหาอันเรากำลังเผชิญอยู่นี้จะยุติลงได้จริงๆ ใช่หรือไม่ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ต้องตามแก้ไขต่อไปไม่รู้จบ

 

สิ่งที่เราต้องมุ่งเน้นคือการ ‘เอาชนะปัญหา’ ไม่ใช่เน้น ‘เอาชนะกันและกัน’

The post เปิด 6 ข้อโต้แย้ง ในมุมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณี กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ยกเลิก MOU43 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง https://thestandard.co/putin-china-territory-friendship/ Wed, 20 May 2026 12:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1209425 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้ […]

The post ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 19 -20 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางออกจากจีนเพียงแค่ 4 วัน

 

บทความนี้จะมาย้อนทบทวนความสัมพันธ์จีน-รัสเซียบนเส้นทางแห่งมิตรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์แนบแน่นแค่ไหนและอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากที่ปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีนตั้งแต่ปี 2008

 

ปูติน ผู้นำที่ไม่ธรรมดาของรัสเซียเคยเป็นอดีตสายลับจากหน่วยข่าวกรองเคจีบี (KGB) และเป็นผู้นำที่ครองอำนาจมานานกว่า 2 ทศวรรษ ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของรัสเซีย (บางช่วงสลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลข้อจำกัดวาระตำแหน่งประธานาธิบดี) และในปี 2012 ปูตินก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้ง

 

ส่วนทางฝ่ายจีน สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนครั้งแรก วันที่ 14 มีนาคม 2013 และอีกไม่กี่วันจากนั้น ช่วง 22-24 มีนาคม ก็เลือกเดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นประเทศแรก มาจนถึงวันนี้ ทั้งคู่พบปะคุยกันกว่า 40 ครั้ง (ทั้งแบบ on-site และ online) ก่อนหน้านี้ ก็เคยเจอกันหลายครั้ง ตั้งแต่สีจิ้นผิงเป็นรองประธานาธิบดีของจีน

 

ประเด็นแรก ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ยิ่งคบยิ่งแนบแน่น

 

ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่ยาวกว่า 13 กว่าปี สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

 

ระยะที่ 1: 2013–2018

 

ทั้งคู่เริ่มสร้างความไว้วางใจส่วนตัว หลังจากที่ได้พบปะกันที่กรุงมอสโก จากการเดินทางไปเยือนรัสเซียของสีจิ้นผิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สีจิ้นผิง-ปูตินพบกันบ่อยและถี่มากขึ้น เน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการค้า มีความร่วมมือในกรอบ Belt and Road Initiative : BRI ที่จีนผลักดัน และร่วมสร้างแกนยุทธศาสตร์ยูเรเชีย รวมทั้งด้านความมั่นคงในกรอบ Shanghai Cooperation Organization: SCO

 

ระยะที่ 2: 2019–2021

 

ฝ่ายรัสเซียเริ่มหันเข้าพึ่งพาจีนมากขึ้น หลังจากปูตินโดนตะวันตกกดดันมากขึ้น ทั้งคู่เริ่มจับมือกันคานอำนาจและอิทธิพลกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนขึ้น และมีความร่วมมือเทคโนโลยีและการทหารเพิ่มขึ้น ทั้งคู่ร่วมผลักดันการใช้กรอบ BRICS สร้างเพื่อนในประเทศโลกขั้วใต้ (Global South)

 

ระยะที่ 3: 2022–ปัจจุบัน

 

ความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้น หลังจากที่สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมลงนามในแถลงการณ์ “Friendship without limits” ระหว่างจีน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าเอกสารนี้ “ไม่ใช่สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร” แต่เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมือง–ยุทธศาสตร์ที่มีนัยทางการทูตสูงมาก ทั้งคู่ลงนามในระหว่างที่ปูตินเดินทางไปร่วมพิธีเปิด Beijing Winter Olympics ปี 2022 ที่กรุงปักกิ่ง (ไม่กี่วัน ก่อนปูตินบุกยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์) และหลังจากเกิดสงครามยูเครน เมื่อรัสเซียโดนคว่ำบาตรจากหลายประเทศ จีนก็กลายได้เป็น “หลังพิงหลัก” ของรัสเซีย ปูตินต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี

 

ประเด็นที่สอง ปูตินเดินเกมยกดินแดนพิพาทบางส่วน เพื่อซื้อใจจีน

 

จีนมีข้อพิพาททางพรมแดนกับรัสเซียมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีตั้งแต่ยุคจักรวรรดิรัสเซีย–ราชวงศ์ชิง และรุนแรงมากในยุคสหภาพโซเวียต (เคยเกิดการปะทะกันในปี 1969 บริเวณเกาะเจินเป่า/ดามันสกี) จนกระทั่งในยุคที่ปูตินขึ้นเป็นผู้นำรัสเซีย ในช่วงปี 2004–2008 ฝ่ายรัสเซียได้ยอมตกลงโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้ฝ่ายจีน  โดยมีพื้นที่หลัก คือ บริเวณแม่น้ำอามูร์และอุซซูรี ได้แก่ (1) เกาะ Tarabarov (Yinlong Island) ซึ่งรัสเซียโอนให้จีนทั้งหมด และ (2) เกาะ Bolshoy Ussuriysky (Heixiazi Island) รัสเซียแบ่งครึ่งเกาะให้จีน รวมพื้นที่ประมาณ 337 ตารางกิโลเมตร

 

ย้อน Timeline ช่วง 2004-2008 รัสเซียยุคปูติน การยินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน

 

ปี 2004 : รัสเซียและจีนลงนามข้อตกลง “Complementary Agreement on the Eastern Section of the China–Russia Boundary” ทั้งนี้ ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลของปูตินกับรัฐบาลจีนสมัยหูจิ่นเทา

 

ปี 2005 : ทั้งสองฝ่ายให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการ

 

ปี 2008 : การส่งมอบพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตรให้จีนเสร็จสมบูรณ์

 

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่รัสเซียกับจีนสามารถ “ยุติข้อพิพาทชายแดน” ได้อย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายจีนประกาศหลังปี 2008 ว่า “ปัญหาชายแดนจีน–รัสเซียได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์แล้ว” หลังจากที่มีข้อพิพาทมานานหลายร้อยปี

 

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน?

 

เหตุผลหลักที่ปูตินเลือกเดินเกม “ประนีประนอม” เชิงภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ เพื่อซื้อใจฝ่ายจีน และบริบทในขณะนั้น หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำรัสเซีย ปูตินต้องเผชิญปัญหาใหญ่หลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจอ่อนแอ ภัยคุกคามจากกลุ่ม NATO ขยายอิทธิพล รัสเซียจึงต้องการรักษาเสถียรภาพชายแดนตะวันออกที่ติดกับจีน และต้องการสร้าง “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับจีน เพื่อต้านแรงกดดันจากโลกตะวันตก ดังนั้น ปูตินจึงเลือกเดินเกม “ยุติปัญหาชายแดนกับจีน” ยอมประนีประนอมบางส่วน จึงสรุปเหตุผลหลัก 2 ประเด็น ดังนี้

 

1) เพื่อยุติ ปิดปัญหาค้างคากับจีน

 

หลังจากสิ้นสุดยุคความขัดแย้งจีน-สหภาพโซเวียต ปูตินตระหนักดีว่า จีนมีศักยภาพสูงมากเพียงใด จึงไม่ต้องการให้ชายแดนจีนเป็นจุดเสี่ยงในความสัมพันธ์ของสองฝ่ายอีกต่อไป

 

2) ต้องการเป็นเพื่อนกับจีน ซื้อใจจีน

 

นับตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 2000 ปูตินเริ่มไม่ไว้ใจฝั่งยุโรป เริ่มมองว่า กลุ่ม NATO จะขยายอิทธิพลและเป็นภัยคุกคามที่หนุนโดยฝ่ายสหรัฐฯ ปูตินต้องการดึงจีนมาเป็นพันธมิตรในเชิงยุทธศาสตร์ จึงเลือกเดินเกมประนีประนอมกับจีน ยอมโอนพื้นที่เพียงแค่ 300 กว่าตารางเมตร เพื่อ “ซื้อใจจีน” ในเชิงสัญลักษณ์และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ได้มากกว่าการเก็บรักษาพื้นที่เล็กๆ นี้ไว้เอง

 

หลังจากที่ยอมเสียดินแดนพิพาทไปเล็กน้อย สิ่งที่รัสเซียได้กลับมา คือ เสถียรภาพชายแดน และความร่วมมือพลังงานกับจีน รวมทั้งผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอื่นๆ  โอกาสจากตลาดจีน และที่สำคัญ คือ การสร้างแนวร่วมสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศ ในยุคที่โลกตะวันตกเริ่มไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย

 

ดังนั้น การยอมยุติข้อพิพาทชายแดนบางส่วนกับจีน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ทำให้เกิดความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ต่างๆ มากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO ในปี 2001 มีการประสานทางทหาร และความร่วมมือด้านพลังงาน ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจีน-รัสเซียที่จับมือกันสร้างแกนถ่วงดุลสหรัฐฯ

 

สำหรับฝ่ายจีน แม้ว่าจะยังคงมีพื้นที่ส่วนอื่นส่วนอื่นที่เป็นดินแดนพิพาททางประวัติศาสตร์กับรัสเซีย แต่หลังจากที่รัสเซียยอมคืนดินแดนพิพาทมาบางส่วน ฝ่ายจีนก็ “ไม่เรียกร้อง” ดินแดนส่วนอื่นๆ จากรัสเซียในทางการทูต ปรับมาเน้นให้น้ำหนักสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียมากกว่าการหาเรื่องทะเลาะขัดแย้งกัน

 

โดยสรุป ภายใต้การนำของปูติน รัสเซียเลือกเดินเกมประนีประนอม เพื่อซื้อใจจีน ยอมโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้จีน จึงถือเป็น Turning Point สำคัญอีกด้านที่มีส่วนเปิดประตูแห่งโอกาสพัฒนาสู่ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่แนบแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

The post ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว https://thestandard.co/lessons-wiang-nong-lom-development/ Tue, 12 May 2026 04:20:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1202879 ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความส […]

The post บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีสำคัญต่อสุขภาวะและความสมดุลของธรรมชาติโดยรวมของประเทศ ทว่า ณ ปัจจุบันนี้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งของเรากำลังถูกคุกคาม ดังเช่นที่เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย ซึ่งกรมชลประทานได้แปลงระบบนิเวศที่เคยโอบอุ้มความหลากหลายทางชีวภาพ กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หมดสิ้นสภาพความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างน่าเสียดาย

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1

ป่าต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

แต่ไรมาเวียงหนองหล่มนั้นเคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะครอบคลุมพื้นที่กว่า 14,000 ไร่  (22.5 ตารางกิโลเมตร) ในแอ่งเชียงแสน ส่งผลดีต่อระบบการไหลของน้ำ รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ และอำนวยความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นมาตลอดเวลาหลายศตวรรษ และ เมื่อ พ.ศ. 2545  เวียงหนองหล่ม ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบเชียงแสน (หนองบงคาย) ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (พื้นที่แรมซาร์) และประเทศไทยเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้เวียงหนองหล่มเป็นระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2

ดงต้นอั้น หรือโกงกางน้ำจืด ในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 3

ปึ้ง (fresh water peat) ในพรุน้ำจืด โดย ชวลิต วิทยานนท์

 

เวียงหนองหล่มเป็นแหล่งอาศัยของพืช 286 ชนิด ปลา 143 ชนิด และนกกว่า 290 ชนิด รวมถึงนกที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกแสกทุ่งหญ้า นกนางนวลแกลบแม่น้ำ และเป็นแหล่งพักนอน (roosting site) ใหญ่ที่สุดในประเทศของเหยี่ยวทุ่ง ถึง 4 ชนิด 

 

ในบรรดาพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยที่สมควรได้รับการคุ้มครองทั้งหมดทั้งมวล  เวียงหนองหล่มถือเป็นพื้นที่สำคัญเป็นพิเศษ เพราะที่นี่มี “ป่าพรุน้ำจืด” ลักษณะของแหล่งที่อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากและพบน้อยมากในประเทศไทย

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4

พืชน้ำในเวียงหนองหล่ม โดย ชวลิต วิทยานนท์

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5

ฝูงควายของชาวบ้านในบริเวณเวียงหนองหล่ม โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ ที่สถานภาพระบบนิเวศเชิงยุทธศาสตร์ ไม่สามารถป้องกันเวียงหนองหล่มจากการถูกเปลี่ยนเป็นภูมิทัศน์แห่งนรกโดยโครงการขุดลอกขนาดใหญ่ที่มุ่งเพียงการเพิ่มแหล่งเก็บน้ำให้ถึง 24 ล้านลูกบาศก์เมตร ภารกิจของกรมชลประทานคือการปรับปรุงสมรรถนะในการกักเก็บน้ำ อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจให้ “ปริมาตรน้ำ” เพิ่มขึ้นไม่ใช่เหตุผลสมควรในการทำลายระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 6

ภาพถ่ายทางอากาศของเวียงหนองหล่มระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ กรมชลประทาน 

 

กระบวนการอนุมัติโครงการอ่างเก็บน้ำเวียงหนองหล่มยังขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชุมชน แม้จะมีข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง ที่ต้องปรึกษาหารือกับประชาชน ขอความคิดเห็นจากคนในท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติ กระบวนการดังกล่าวเป็นการสื่อสารจากบนลงล่างของส่วนกลางเท่านั้น

 

เสียงของประชาชนผู้มีชีวิตผูกพันอยู่กับเวียงหนองหล่มมาหลายชั่วอายุคน และนักอนุรักษ์ที่ตระหนักถึงความสำคัญทางนิเวศวิทยาของพื้นที่นี้ ถูกกลบด้วยเสียงคำรามกึกก้องของเครื่องจักร ชาวบ้านไม่มีสิทธิ์ตัดสินอนาคตถิ่นที่อยู่ของตนเอง ความเข้าใจระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างลึกซึ้งของพวกเขาไร้ค่าในสายตาของวิศวกรผู้ออกแบบอ่างเก็บน้ำ โดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริง

 

อ่างเก็บน้ำที่ขุดขึ้นใหม่สามารถเก็บน้ำได้มากก็จริง ทว่าหน้าที่ของมันมีเพียงแค่นั้น ในทางกลับกัน พื้นที่ชุ่มน้ำในธรรมชาติกลับมีบทบาทหลายอย่างที่ให้ผลต่อเนื่องผูกพัน ทั้งกักเก็บน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำใต้ดิน ควบคุมการไหลของน้ำในลำธาร กรองมลพิษ แปรสภาพสารอาหาร กักเก็บคาร์บอน สลายพลังงานน้ำหลาก เป็นแหล่งประมง เป็นแหล่งอาศัยของนก เป็นแหล่งอาหารของปศุสัตว์ และเอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน

 

ภาพมุมสูงเวียงหนองหล่ม แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ชุ่มน้ำสู่โครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 7

สภาพเวียงหนองหล่มหลังการขุดลอก โดย นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์

 

หากเปรียบเทียบอย่างง่าย อ่างเก็บน้ำโล่งลึก อาจเหมือนโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่า ที่โทรออกได้เพียงอย่างเดียว แต่พื้นที่ชุ่มน้ำดั้งเดิม เปรียบได้กับสมาร์ทโฟนที่โทรก็ได้ ถ่ายรูปก็ได้ ส่งอีเมล นำทาง ทำธุรกรรม และเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

 

ในยุคที่โลกเผชิญความแปรปรวนของน้ำ วิกฤตภูมิอากาศ และความไม่มั่นคงทางอาหาร
การลดทอนระบบนิเวศที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงฟังก์ชันเดียว อาจไม่ใช่ความก้าวหน้าทเรากำลังสูญเสียระบบอัจฉริยะของธรรมชาติที่ทำงานได้มากกว่าที่ตาเห็น

 

แม้วันนี้เราไม่อาจแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างถาวรกับพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่มได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เราควรใช้หายนะทางนิเวศที่เกิดจากการขุดลอกเวียงหนองหล่มนี้ เป็นบทเรียนของการพัฒนาระบบชลประทาน ที่มองมิติเดียว วัดความสำเร็จเป็นเพียงลูกบาตรเมตร ไม่ให้เกิดซ้ำในพื้นที่อื่นในประเทศ 

 

เราต้องเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ว่า “พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่ที่รกร้าง แต่คือระบบพยุงชีวิตของโลก” การทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำเท่ากับทำลายแหล่งกำเนิดน้ำ อาหาร และชีวิต

 

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาครัฐ และพวกเราทุกคนในฐานะพลเมืองที่ตระหนักรู้ ควรรู้ชัดถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเวียงหนองหล่ม ที่มีต่อมรดกทางธรรมชาติของไทย เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของชาติ เราต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อคนรุ่นหลัง

 

เกี่ยวกับผู้เขียน: นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์  แพทย์โรคหัวใจและนักอนุรักษ์ 

 

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แบ่งปันมุมมองของตนในเวทีสาธารณะ สยามสมาคมจึงได้จัดงานเสวนาเกี่ยวกับเวียงหนองหล่มในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถรับชมย้อนหลังได้ที่ Facebook : The Siam Society Under Royal Patronage 

 

คำอธิบายภาพเปิด : นกแสกทุ่งหญ้า โดย ชวลิต วิทยานนท์

The post บทเรียนเวียงหนองหล่ม: เมื่อการพัฒนาเห็นเพียงมิติเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI https://thestandard.co/china-ai-infrastructure-investment/ Sat, 09 May 2026 05:42:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1205404 ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความต […]

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย ดัชนี MSCI World และ MSCI EM ปรับขึ้นราว 11% และ 21% ตามลำดับ จากจุดต่ำสุดปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนฟื้นตัวเพียง 5% เท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าโอกาสในจีนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังเปลี่ยนจากหุ้น Internet ขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI Hardware และ AI Infrastructure มากขึ้น

 

สัญญาณที่ชัดเจนคือ หุ้นในตลาด A-share โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำผลงานดีกว่าหุ้นจีน H-share อย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนี ChiNext Index เพิ่มขึ้น 18% ตั้งแต่ต้นปี และ CSI 500 / CSI 1000 เพิ่มขึ้น 12-15% ขณะที่ Hang Seng Tech ลดลง 9% และ MSCI China ลดลง 3% ภาพนี้สะท้อนว่า นักลงทุนในประเทศจีนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมเทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ AI, Robotics, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทาน Data Center

 

จุดสำคัญคือ การลงทุนในเทคโนโลยีจีนรอบนี้ไม่ได้เหมือนรอบก่อนที่หุ้น Internet Platform เช่น E-commerce, Social Media หรือ Food Delivery เป็นผู้นำตลาด เพราะกลุ่ม Internet ถูกมองว่าน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากการเติบโตเริ่มชะลอ การบริโภคในประเทศยังฟื้นตัวไม่ชัด และ AI Adoption ยังไม่ได้สร้างผลบวกต่อกำไรอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ในทางกลับกันนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของ AI มากกว่า เช่น Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

พูดง่ายๆ คือหากในอดีตนักลงทุนถามว่า ‘บริษัทไหนมีผู้ใช้งานมากที่สุด’ วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘บริษัทไหนเป็นผู้ขายอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจ AI เติบโตได้จริง’ เพราะไม่ว่าบริษัทใดจะชนะในตลาด AI Application ทุกบริษัทล้วนต้องใช้ Data Center, GPU, Memory Chips, Storage, Network และไฟฟ้าจำนวนมาก

 

หนึ่งในธีมที่น่าสนใจที่สุดคือ Data Center ของจีน อ้างอิงข้อมูลจาก Goldman Sachs ‘China Data Centers: Scaling the AI Infrastructure; Initiate Range Intelligent at Buy, Athub at Neutral’ as of 5 May 2026 คาดว่า Demand ของ Data Center ในจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2025–2028 ตามความต้องการใช้การคำนวณที่เพิ่มขึ้นจาก AI Training และ AI Inference โดยเฉพาะการใช้งาน AI รูปแบบใหม่ เช่น Multimodal Reasoning และ AI Agents ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

 

อีกประเด็นที่ทำให้จีนมีความน่าสนใจคือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure ของบริษัทคลาวน์ รายใหญ่ในจีนยังต่ำกว่าฝั่งสหรัฐฯ อย่างมาก ทำให้จีนยังมีช่องว่างในการลงทุนเพิ่มอีกมาก หากต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ให้แข่งขันกับผู้นำโลกได้ ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านพลังงานของจีนในภาพรวมยังดูน้อยกว่าสหรัฐฯโดย Goldman Sachs ประเมินว่า Data Center ในจีนอาจใช้ไฟคิดเป็นเพียง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2028 ขณะที่ในสหรัฐฯ สัดส่วนนี้อาจสูงกว่า 10% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

นโยบาย ‘East Data, West Computing’ ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ เพราะจีนต้องการย้ายภาระการประมวลผลจากฝั่งตะวันออกที่มีความต้องการสูง ไปยังฝั่งตะวันตกที่มีไฟฟ้า ที่ดิน และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า ส่งผลให้ต้นทุน Data Center ในเมืองภาคตะวันตกต่ำกว่าเมืองในภาคตะวันออกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าราว 20% ขณะที่ต้นทุนดำเนินงานต่อปีต่ำกว่าประมาณ 1 ใน 3 จากค่าไฟและค่าแรงที่ถูกกว่า

 

อีกโมเดลธุรกิจที่น่าจับตามองคือ GPU-as-a-Service หรือ GPUaaS ซึ่งเป็นการให้เช่าพลังประมวลผลจาก GPU Cluster แทนที่ลูกค้าจะต้องซื้อ GPU และสร้าง Data Center เองทั้งหมด จุดเด่นคือช่วยให้ลูกค้าเข้าถึง GPU ขั้นสูงได้เร็วขึ้น ลดภาระการลงทุนขนาดใหญ่ และเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งเหมาะกับบริษัท AI หรือ LLM ที่ต้องการการคำนวณจำนวนมาก แต่ยังไม่ต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด

 

ความน่าสนใจของ GPUaaS คือ ตลาดยังอยู่ในภาวะ Demand เพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่ Supply ยังตึงตัวจากข้อจำกัดด้าน Memory Chips และเวลาที่ใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาเช่า GPUaaS ทั้งในสหรัฐฯ และจีนปรับขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้ความต้องการใช้งาน AI ในจีนก็เร่งตัวขึ้น โดยปริมาณการใช้ Token สะสมแตะระดับ 21 ล้านล้าน Token ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่า AI Inference เริ่มกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ไม่ใช่แค่การ Training โมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงผลตอบแทน Goldman Sachs ประเมินว่า หากธุรกิจ GPUaaS สามารถรักษา Utilization Rate ที่ 80% ขึ้นไป มีโอกาสสร้าง IRR ระดับเลขสองหลัก และคืนทุนได้ในราว 3-4 ปี อย่างไรก็ตามธุรกิจนี้ยังมีความเสี่ยง เพราะใช้เงินลงทุนสูง และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่า อัตราการใช้งาน อายุของ Hardware และความสามารถในการล็อกสัญญาระยะยาวกับลูกค้า

 

ในเชิงหุ้น บริษัท Data Center จีนหลายแห่งกำลังเปลี่ยนจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการ AI Infrastructure แบบครบวงจร เช่น Range Intelligent, GDS, VNET และ SUNeVision โดยเฉพาะ Range Intelligent ที่ Goldman Sachs ให้คำแนะนำ ซื้อ จากศักยภาพการเติบโตสูง บริษัทมีปริมาณสำรองมากกว่า 5GW และคาดว่าจะส่งมอบได้ราว 290MW ต่อปีในช่วง 2026- 2028 ขณะที่รายได้และ EBITDA ของบริษัทมีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปีในช่วง 2025-2028

 

กรณีของ Range Intelligent สะท้อนภาพใหม่ของเทคโนโลยีจีนได้ดี บริษัทไม่ได้ขายแอปหรือแพลตฟอร์มผู้บริโภค แต่ขายโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง เช่น Data Center ระบบ Liquid Cooling ระบบพลังงาน และบริการ GPUaaS ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ AI

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของเทคโนโลยีจีนในรอบนี้กำลังเปลี่ยนจาก Consumer Internet ไปสู่ AI Infrastructure มากขึ้น หากในอดีตจีนสร้างความมั่งคั่งจากแพลตฟอร์ม Internet และ E-commerce รอบต่อไปอาจถูกขับเคลื่อนโดย Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, Cooling System และพลังงานสะอาดที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การซื้อหุ้นเทคโนโลยีจีนแบบกว้างๆ แต่ควรคัดเลือกบริษัทที่มี Demand มองเห็นได้จริง เพราะแม้คำถามว่า ใครจะชนะใน AI Application อาจยังตอบยาก แต่คำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: Peshkova / Shutterstock

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป https://thestandard.co/social-security-thai-reform-challenges/ Thu, 30 Apr 2026 07:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1202713 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคม […]

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย

“ประกันสังคม” เป็นหนึ่งในเรื่องร้อนแรงที่เป็นกระแสสังคมอย่างต่อเนื่อง ระบบประกันสังคมเป็นหลักประกันรายได้ของแรงงานไทยหลายสิบล้านคน ปัจจุบันระบบดังกล่าว กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันจากหลายทิศทาง ทั้งข้อจำกัดของโครงสร้างระบบการเงินการคลังและการบริหารจัดการ การเปลี่ยนแปลงทางประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ตลอดจนข้อจำกัดทางการเมือง ที่ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีต้นทุนสูง”

 

 
 

การแก้ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคทางการเงินหรือการปรับอัตราสมทบเท่านั้น แต่ต้องมองทั้งทางด้านสถิติและ บริบทเชิงเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จึงดำเนินโครงการการศึกษาความยั่งยืนและรูปแบบความเป็นไปได้ของระบบประกันสังคมในอนาคต ซึ่งจะนำเสนอผ่านบทความ 3 ตอน

 

โดยตอนที่หนึ่งนี้ เป็นการสำรวจ 3 ความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทย ตอนที่ 2 ความยั่งยืนทางการเงิน และตอนที่ 3 บริบททางสังคมการเมืองที่กำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

 

ความท้าทายที่ 1 การบริหารจัดการกองทุน: โครงสร้างที่ซับซ้อน ประสิทธิภาพที่ต้องยกระดับ

 

กองทุนประกันสังคมไทยจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเริ่มให้ความคุ้มครองในปี 2534 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันรายได้และความคุ้มครองด้านสังคมแก่แรงงานในระบบ ซึ่งในปี 2568 กองทุนมีสินทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 2.85 ล้านล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญประการแรกที่ไม่อาจมองข้ามคือ “ความท้าทายจากการบริหารจัดการกองทุน” ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของกองทุนที่เกี่ยวข้องทั้งโครงสร้างระบบ ความยั่งยืนทางการเงิน และธรรมาภิบาล

 

1. โครงสร้างที่ซับซ้อนและความทับซ้อนของสิทธิประโยชน์

 

ระบบประกันสังคมของไทย เป็นหลักประกันทางสังคมที่มีความซับซ้อนจากการรวม 7 สิทธิประโยชน์ไว้ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานกองทุนประกันสังคมเพียงหน่วยงานเดียว ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร และว่างงาน ซึ่งแม้สะท้อนความครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติกลับสร้างความซับซ้อนในการบริหารจัดการ

 

นั่นหมายความว่าความเสี่ยงทางสังคม 3 ประเภท คือ ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านรายได้ผู้สูงอายุ ถูกบริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียวที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสามด้าน อีกทั้งการให้สิทธิประโยชน์เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงบางประเภทมีลักษณะใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับระบบอื่นของรัฐ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ระบบบำนาญของไทยที่กระจายอยู่ในหลายกองทุน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนการออมแห่งชาติ แต่ละระบบมีเงื่อนไขการเป็นสมาชิก การสมทบ และสูตรคำนวณผลประโยชน์ต่างกัน ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างแรงงานกลุ่มต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน ด้านหลักประกันสุขภาพ ประเทศไทยมีทั้งระบบประกันสังคม ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งมีโครงสร้างการจ่ายเงินและคุณภาพบริการแตกต่างกัน การมีหลายระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ไม่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ย่อมทำให้ต้นทุนการบริหารสูง และเสี่ยงที่จะขาดประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง

 

2. การปรับโครงสร้างที่ล่าช้าและผลต่อความยั่งยืน

 

ตลอดอายุของกองทุนที่ก่อตั้งมามากกว่า 30 ปี การปรับปรุงเงื่อนไขต่าง ๆ เกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง ส่วนมากเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ช่วยเหลือผู้ประกันตนในช่วงวิกฤตโควิด-19 หรือช่วยเหลืออุทกภัยในบางพื้นที่เท่านั้น มาตรการที่ใกล้เคียงที่สุดในปัจจุบันคือการปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนสูงสุดสำหรับการสมทบ ซึ่งจะมีเพดานสูงสุดที่ 23,000 บาท คิดเป็นเงินสมทบที่ 1,150 บาทตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป

 

อย่างไรก็ตาม การปรับอัตราสมทบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการทบทวนสูตรคำนวณบำนาญ อายุเกษียณ หรือแนวทางบริหารสินทรัพย์อย่างรอบด้าน ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนระยะยาวย่อมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การไม่ปรับโครงสร้างตั้งแต่ช่วงที่กองทุนยังมีฐานะการเงินแข็งแรง อาจทำให้ภาระการปฏิรูปในอนาคตทำได้ยากและมีต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่าเดิม

 

3. ประสิทธิภาพการลงทุนและธรรมาภิบาล

 

ประเด็นที่มีการตั้งคำถามกันมาก คือประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากกองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่มีสินทรัพย์ลงทุนในระดับล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยในหลายปีที่ผ่านมาน้อยกว่า 5% ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนขนาดใหญ่และโอกาสการลงทุนในตลาดทุนปัจจุบัน แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดเชิงนโยบายและกรอบการลงทุนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ย่อมสะท้อนคำถามเรื่องความสามารถเชิงสถาบันและกลไกกำกับดูแล

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 1

ผลตอบแทนสุทธิของกองทุนประกันสังคมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

ในอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องภาพลักษณ์และปัญหาธรรมาภิบาลที่ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้จ่ายเบี้ยประกันสังคมในทุกเดือน จากข่าวที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่ถูกตั้งคำถามเช่น การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่ใช้งบประมาณสูง การลงทุนในสินทรัพย์ หรือโครงการที่มีข้อสงสัยด้านความคุ้มค่า ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่โปร่งใส แม้ในทุกกรณีสำนักงานประกันสังคมจะยืนยันว่ากิจกรรมถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลโดยตรงต่อ “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นทุนสำคัญของระบบประกันสังคม

 

เมื่อความเชื่อมั่นลดลง การยอมรับการปรับเพิ่มอัตราสมทบ หรือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างย่อมทำได้ยากขึ้น ผู้ประกันตนอาจรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงผู้จ่าย แต่ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกองทุน

 

ความท้าทายที่ 2 บริบทโลกในปัจจุบัน: สังคมสูงวัยและแรงงานรูปแบบใหม่

 

นอกจากความท้าทายเชิงโครงสร้างภายในแล้ว ประกันสังคมไทยยังเผชิญแรงกดดันจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสองประเด็นสำคัญคือ การเข้าสู่สังคมสูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน

 

ประการแรก ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์” และมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในเวลาไม่นาน สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนมาหลายปี ส่งผลให้ “อัตราการพึ่งพิงวัยชรา” สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากในอดีต คนวัยทำงานประมาณ 6–7 คน สามารถช่วยกันเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คน ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือราว 3–4 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าอาจลดลงเหลือเพียง 2 คนต่อ 1 คน

 

ภาพนี้สะท้อนแรงกดดันโดยตรงต่อกองทุนบำนาญของประกันสังคม ที่มีลักษณะการจ่ายผลประโยชน์แน่นอน (Defined Benefit: DB) ซึ่งอาศัยเงินสมทบจากคนทำงานในปัจจุบันไปจ่ายให้ผู้รับบำนาญ หากจำนวนผู้จ่ายลดลง แต่ผู้รับเพิ่มขึ้น ความสมดุลทางการเงินย่อมเกิดปัญหาตามมา จนมีแนวโน้มที่ผู้ประกันตนที่ทำงานส่งเงินให้กองทุนในปัจจุบันเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินเมื่อถึงคราวที่ตนเองเกษียณอายุจากการทำงาน เนื่องจากภาระในการจ่ายบำนาญของกองทุนที่เพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตน ที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน (15 – 19 ปี) ลดต่ำกว่าสัดส่วนผู้ประกันตนในช่วงอายุ 45 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับช่วงอายุ 30 – 44 ปี ซึ่งเป็นช่วงหลักของการทำงานก็มีแนวโน้มลดลงด้วย

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 2

สัดส่วนช่วงอายุผู้ประกันตนในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

 

ประการที่สอง รูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แรงงานจำนวนมากเข้าสู่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (GIG Economy) เป็นฟรีแลนซ์ หรือผู้รับจ้างอิสระ ซึ่งไม่มีนายจ้างประจำ อย่างไรก็ตาม ระบบประกันสังคมไทยในปัจจุบันถูกออกแบบโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานของ “แรงงานประจำ” ที่มีนายจ้างร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน แรงงานรูปแบบใหม่จึงอาจเข้าถึงระบบได้จำกัด หรือเลือกสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตราที่ให้สิทธิประโยชน์ต่ำกว่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการของแรงงานกลุ่มนี้แตกต่างจากแรงงานประจำ เช่น ต้องการความยืดหยุ่นในการส่งเงินสมทบตามรายได้ที่ผันผวน ต้องการความคุ้มครองกรณีรายได้หายในทันทีหากไม่มีงานในแพลตฟอร์ม หรือความคุ้มครองด้านสุขภาพและอุบัติเหตุที่สอดคล้องกับลักษณะงานเฉพาะทาง หากเงื่อนไขของกองทุนไม่ปรับตัวให้ทัน ก็ย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียฐานผู้สมทบที่กำลังมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความท้าทายที่ 3 แนวคิดระบบบำนาญที่เปลี่ยนแปลงไป

 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของประกันสังคมไทยในระยะยาวคือเรื่องของ “บำนาญ” ที่ปัจจุบันทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวคิดของระบบบำนาญสำหรับแรงงานจากระบบผลประโยชน์กำหนดแน่นอน (Defined Benefit: DB) ไปสู่ระบบเงินสมทบกำหนดแน่นอน (Defined Contribution: DC) หรือระบบผสม (Hybrid Systems) ซึ่งเกิดจากโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ในระบบ DB แบบดั้งเดิม ภาระความเสี่ยงด้านการลงทุนและอายุยืน (Longevity Risk) อยู่ที่กองทุนหรือรัฐ โดยผู้รับบำนาญทราบสูตรคำนวณชัดเจน เช่น คิดจากเงินเดือนเฉลี่ยช่วงท้ายและจำนวนปีทำงาน ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นที่นิยมเนื่องจากเงินบำนาญถูกคิดเป็นส่วนหนึ่งของผลตอบแทนในการทำงาน และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทำงานอยู่กับบริษัทในระยะยาว แต่เมื่อโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมการจ้างงานเปลี่ยนไป ระบบ DB กลับเป็นการสร้างภาระหนี้สินในระยะยาวจากจำนวนผู้รับบำนาญที่สูงขึ้น และไม่สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่จ่ายเบี้ยประกันสังคมในปัจจุบัน

 

สถิติแผนบำนาญส่วนบุคคลของสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยในช่วงปี 1975 แผน DB ครอบคลุมลูกจ้างเอกชนมากกว่า DC ประมาณ 3 เท่า แต่แนวโน้มกลับด้านในช่วงต้นทศวรรษ 1990 และในปี 2021 แผน DC ครอบคลุมแรงงานเอกชนเกือบ 115 ล้านคน เทียบกับ DB เพียงราว 32 ล้านคน ซึ่งสะท้อนการถ่ายโอน “ความเสี่ยง” จากระบบบำนาญไปสู่ผู้สมทบเอง จากการที่เงินเกษียณขึ้นกับผลตอบแทนของกองทุน โดยไม่มีภาครัฐมารับประกันเช่นในประเทศไทย ทั้งนี้แรงงานต้องตัดสินใจอัตราออม การจัดพอร์ตลงทุน และการบริหารเงินหลังเกษียณ

 

ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์กองทุนประกันสังคมไทย และกราฟแสดงความท้าทายด้านการเงินและประชากรสูงวัย 3

จำนวนผู้เข้าร่วมในแผนบำนาญ แยกตามประเภทของแผน ปี 1975–2021 (หน่วย: พันคน)

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่ DC เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มพัฒนาไปสู่ระบบผสมที่ผสานข้อดีของทั้งสองแบบ เช่น การใช้กลไกอัตโนมัติ (Auto-Enrollment) กองทุนเป้าหมายตามอายุ (Target Date Funds) และการเพิ่มทางเลือกด้านรายได้หลังเกษียณ เพื่อลดภาระการตัดสินใจของผู้สมทบ ขณะเดียวกันยังรักษาวินัยการคลังของระบบโดยไม่สร้างหนี้สินสะสมแบบ DB ดั้งเดิม

 

สวีเดนเป็นตัวอย่างสำคัญของการปฏิรูปบำนาญเชิงโครงสร้าง โดยการใช้ระบบผสมผสานข้อดีของ DB และ DC ซึ่งมีลักษณะเป็นบัญชีสะสมบำนาญส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน โดยประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ คือ

 

1. บำนาญภาครัฐ (National Public Pension)

 

  • Income Pension: เป็นระบบสมทบแบบบัญชีสมมติ (Notional Defined Contribution: NDC) ใช้เงินสมทบของคนทำงานจ่ายให้ผู้รับบำนาญปัจจุบัน ประมาณ 16% ของรายได้ (หลักการเดียวกับกองทุนประกันสังคมไทย) แต่บันทึกสิทธิของแต่ละคนเป็นบัญชีส่วนบุคคลตลอดช่วงชีวิต กลไกนี้ทำให้สิทธิสะท้อนการสมทบจริง และปรับตัวตามภาวะประชากรอัตโนมัติ

 

  • Premium Pension (funded DC): เงินสมทบประมาณ 2.5% ของรายได้จะถูกนำไปลงทุนจริงในกองทุนที่ผู้ประกันตนเลือก หรือกองทุนเริ่มต้นของรัฐหากไม่เลือกเอง ซึ่งสะท้อนถึงการตัดสินใจได้ด้วยตนเองของผู้ประกันตน

 

  • Guarantee Pension: บำนาญขั้นต่ำสำหรับผู้มีรายได้ต่ำหรือแทบไม่มีรายได้ตลอดชีวิตซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการสมทบให้

 

2. บำนาญจากนายจ้าง (Occupational Pension)

 

แรงงานส่วนใหญ่มีสิทธิจากข้อตกลงแรงงานแบบรวมกลุ่ม (การตกลงระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงาน) ซึ่งมักเป็นมีการกำหนดสูตรของเงินบำนาญที่แน่นอน (DC) หรือเป็นแบบผสม ทั้งนี้เพิ่มรายได้หลังเกษียณให้ใกล้เคียงรายได้ก่อนเกษียณ

 

3. การออมส่วนตัว (Private Savings)

 

แม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบำนาญส่วนบุคคลถูกยกเลิกในปี 2016 แต่ประชาชนยังสามารถออมเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น

 

ข้อสังเกตสำคัญของระบบบำนาญสวีเดนข้างต้นคือ การผสมระหว่างระบบการสมทบแบบบัญชีสมมติ (NDC) ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายเงินบำนาญให้ผู้เกษียณในปัจจุบันแต่ยังคงเปิดช่องให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการของตนเองในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงระหว่างรัฐ นายจ้าง และประชาชน พร้อมทั้งมีการใช้กลไกกึ่งอัตโนมัติช่วยรักษาความยั่งยืนในระยะยาว นับเป็นโจทย์สำคัญที่ไทยต้องพิจารณาในบริบทการปฏิรูปประกันสังคมเช่นกัน

 

“จากความท้าทายทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าประกันสังคมไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของการปฏิรูป ที่ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเพิ่มสิทธิอะไร” หรือ “จะลดภาระใคร” แต่เป็นคำถามเชิงระบบว่า โครงสร้างปัจจุบันยังสอดคล้องกับโครงสร้างประชากร ตลาดแรงงาน และแนวคิดบำนาญสมัยใหม่หรือไม่ รวมถึงเพียงพอต่อการรองรับภาระในอีก 20–30 ปีข้างหน้าหรือไม่”

 

ประเด็นเหล่านี้นำไปสู่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่า คือ สถานะทางการเงินของกองทุนมีความมั่นคงเพียงใด หากแนวโน้มประชากรและเศรษฐกิจเดินต่อไปในทิศทางเดิม

 

ติดตามซีรีส์บทความนับถอยหลังกองทุนประกันสังคม ตอนที่ 2 ในเร็ว ๆ นี้ สำรวจ “โมเดลความยั่งยืนทางการเงิน” ของกองทุนอย่างเป็นระบบว่าตัวเลขในปัจจุบันกำลังสะท้อนสัญญาณใด ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และมีทางเลือกเชิงนโยบายใดบ้างที่สามารถทำได้ ก่อนที่ปัญหาเงินไม่พอจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากจะแก้ไข

The post ประกันสังคมไทยบนทางแยก: ความท้าทายก่อนการปฏิรูป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม https://thestandard.co/food-water-security-investment/ Mon, 27 Apr 2026 11:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1201672 ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม

นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางรุ […]

The post ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม

นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น ปรากฏการณ์ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงานก็ยกระดับขึ้นตามระดับความตึงเครียดของสถานการณ์ จากการที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในตะวันออกกลาง

 

ส่วนการที่อิหร่านเข้าควบคุมการเดินเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโลก รองรับการขนส่งน้ำมันราว 20–25% ของปริมาณน้ำมันทางทะเลของโลก และประมาณ 20% ของ LNG โลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติผันผวนสูงทันทีเมื่อเกิดความเสี่ยงด้านการขนส่ง

 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ยังมีข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) และสังคม (Social) ที่ควรจับตาเพิ่มเติม เพราะนอกจากมีผลต่อการดำเนินชีวิต และเศรษฐกิจแล้ว ยังมีผลต่อการลงทุนด้วยเช่นกัน คือ ความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก และความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงกันจนมีโอกาสเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) มากกว่าจะเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากทั้งสองด้านนี้สั่นคลอน จะส่งผลกระทบซ้ำเติมเงินเฟ้อ ผ่านต้นทุนอาหารที่มีสัดส่วนกว่า 30–40% ของตะกร้าเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เพิ่มเติมจากแรงกดดันที่มาจากราคาพลังงาน

 

ทั้งนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางขนส่งพลังงาน แต่ยังเป็นเส้นทางหลักในการขนส่ง ปุ๋ยไนโตรเจนและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ย เช่น ยูเรีย ดังนั้น การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงส่งผลสะเทือนไปยังห่วงโซ่อาหารโลกโดยตรง ผ่านต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ที่เข้ามาซ้ำเติมนอกเหนือจากความไม่แน่นอนของฤดูกาลเพาะปลูกที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยพบว่า ราคาปุ๋ยไนโตรเจน ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก

 

ขณะที่ การผลิตอาหารในยุคใหม่ ต้องพึ่งพาพลังงานแทบทุกขั้นตอน นับตั้งแต่ เครื่องจักร การเกษตร โรงเรือน ระบบขนส่งระยะไกล ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ที่มีวัตถุดิบการผลิตสำคัญ เช่น โพลีเมอร์ และพลาสติก ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงักทั้งสิ้น ทำให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กดดันให้ต้นทุนอาหารสูงขึ้นเช่นกัน จึงมีนัยต่อเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น

 

ในส่วนของ ทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลาง ก็น่าเป็นห่วง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination plants) ตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้ง ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงาน อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซม เพราะโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ตั้งบริเวณชายฝั่ง และมีขนาดใหญ่ที่ซ่อมแซมได้ยาก ทำให้ประชากรในตะวันออกกลางจำนวนมากต้องเผชิญภาวะน้ำจืดในพื้นที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ (water stress) ระดับสูงมาก ซึ่งผลกระทบนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงครัวเรือน แต่ลุกลามสู่ โรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขภาคอุตสาหกรรม และเสถียรภาพทางสังคมโดยตรง

 

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ การวางแผนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดการพลังงาน อาหาร และน้ำ อย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นวาระสำคัญ

 

ในแง่ของการลงทุน ธีมการลงทุนที่น่าสนใจและสอดคล้องกับทิศทางโลกปัจจุบัน คือ ธีมที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับความมั่นคงและประสิทธิภาพด้านพลังงาน ได้แก่ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า เนื่องจากมีความต้องการสูงและสามารถก่อสร้างได้เร็ว ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมีความน่าสนใจ เนื่องจากให้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ

 

ในส่วนของการจัดการน้ำและอาหาร ธีมที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องคือ ธุรกิจที่ยืดหยุ่น ทั้งด้านการป้องกัน และรับมือความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation และ Climate Resilient) เช่นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและน้ำเสีย เทคโนโลยีการจัดการน้ำที่ยกระดับขึ้น เช่น การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โรงงานแยกเกลือออกจากน้ำทะเล การบริหารจัดการลุ่มน้ำและชั้นหินอุ้มน้ำ อ่างกักเก็บน้ำเพื่อรองรับน้ำ การเก็บน้ำฝน และการกักเก็บน้ำใต้ดิน และระบบระบายน้ำ เป็นต้น

 

SCB CIO มองว่า ทั้งประเด็นความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้าน ESG ที่ส่งผลต่อเนื่อง มีโอกาสกลายเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ได้ โดยข้อมูล IEA ชี้ว่าประชากรโลกกว่า 4 ใน 5 อาศัยอยู่ในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน การหยุดชะงักของพลังงานในภูมิภาคหนึ่งจึงส่งแรงกระเพื่อมถึงที่อื่นๆ ได้รวดเร็ว และ ผลกระทบแบบทั่วถึงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงทำให้เงินเฟ้อโลกสูงขึ้นและอาจยาวนานกว่าที่คาด จึงสะท้อนความจำเป็นในการเร่งหาการแก้ไข เพื่อกระจายความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหารและน้ำ เช่น การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในภาคเกษตร และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้ำที่มีความยืดหยุ่นสูง รวมถึง การลงทุนในเทคโนโลยีแยกเกลือออกจากน้ำที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อรับมือความเสี่ยงในระยะยาว

 

จะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางรอบนี้ มิได้กระตุ้นความสนใจเฉพาะประเด็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น

 

พัฒนาการดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเด็นความเสี่ยงด้าน ESG หรือ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไม่ใช่เรื่องเชิงอุดมการณ์หรือประเด็นระยะยาวที่ห่างไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นความเสี่ยงที่ผูกติดกับความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับองค์กร ระดับประเทศ และต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

 

หมายเหตุ:

  • จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 27 เมษายน 2569
  • ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777

The post ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ จุดเปราะบาง ที่มาพร้อมสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มรดกอุตสาหกรรมไทย บทบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติ ที่ต้องคุ้มครอง https://thestandard.co/thai-industrial-heritage-protection/ Mon, 20 Apr 2026 07:37:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1199122 มรดกอุตสาหกรรมไทย

เมื่อนึกถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมของไทย ภาพวัดวาอารามและพระ […]

The post มรดกอุตสาหกรรมไทย บทบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติ ที่ต้องคุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มรดกอุตสาหกรรมไทย

เมื่อนึกถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมของไทย ภาพวัดวาอารามและพระราชวังอันเป็นสัญลักษณ์งดงามรู้จักไปทั่วโลกมักผุดขึ้นมาในความคิดก่อนเสมอ

 

ทว่าความมลังเมลืองเหล่านี้กลับสะท้อนเรื่องราวของสังคมไทยได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีสถานที่ซึ่งบอกเล่าถึงความอาจหาญมุ่งมั่นของบรรพบุรุษเรา ว่าพวกเขาเหล่านั้นได้เคยประกอบอาชีพอะไรมา ค้าขายกับโลกภายนอกอย่างไร จึงได้กระจายความมั่งคั่งไปทั่วผืนแผ่นดิน

 

ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังปรากฏอยู่ตามโรงสีข้าวเก่า สะพาน คลอง สถานีรถไฟ โรงงาน และสถานที่อื่นๆอีกมากมาย ที่อาจเปี่ยมด้วยความหลัง และความทรงจำ บางแห่งยังคงความงดงามแห่งภูมิทัศน์ไว้ หลายแห่งยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน หรือมีการปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพงซึ่งสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2459 หรือโรงงานยาสูบที่สร้างใน พ.ศ. 2493 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่กีฬาและวัฒนธรรมในสวนป่าเบญจกิติ ตลอดจนอาคารไปรษณีย์กลางที่ได้รับการอนุรักษ์ใช้งานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2483 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งประเทศไทย (TCDC)

 

อย่างไรก็ตาม สถานที่อีกจำนวนมากกำลังเลือนหายไป ด้วยปัญหาหนึ่งคือ ‘ภาพลักษณ์’

 

ถึงแม้ว่ามรดกอุตสาหกรรมที่เป็นโกดังอิฐเก่าจะได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงาม แต่ก็อาจดูไม่หรูหราและงดงามในคำจำกัดความของ ‘มรดก’ จากอีกฟากฝั่งหนึ่ง ทั้งชื่อหมวดหมู่ ‘มรดกอุตสาหกรรม’ ก็ไม่ชวนดึงดูดนัก

 

ปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือกฎหมายอนุรักษ์มรดกของไทยซึ่งล้าสมัย คือพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ก็มีแนวทางมองอดีตของชาติค่อนข้างจำกัด โดยครอบคลุมเพียงโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและราชสำนัก คำว่า ‘โบราณสถาน’ แทบไม่ครอบคลุมสถาปัตยกรรมในชีวิตประจำวัน และอาคารรุ่นต่อมาจากศตวรรษที่ 19 และ 20 ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นรูปแบบการใช้ชีวิตของบรรพบุรุษรุ่นใกล้ชิดเรา

 

การตีความว่า ‘เป็นโบราณสถานหรือไม่’ นั้น กลับอยู่ภายใต้การกำกับของกรมศิลปากร ด้วยข้อจำกัดนี้เอง ที่ทำให้เกิดเรื่องน่าเศร้ามากที่สุดครั้งหนึ่ง ใน พ.ศ.2566 ที่มีการรื้อถอนโรงภาพยนตร์สกาล่า อาคารมรดกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ถือว่ามีอยู่แห่งเดียว และเป็นอาคารที่ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามใน พ.ศ. 2555 แต่เพียงเพราะไม่เข้าข่ายคำว่า ‘โบราณสถาน’ ประชาชนและนักอนุรักษ์ก็ไม่สามารถผลักดันให้ได้รับการขึ้นทะเบียนคุ้มครองได้

 

‘มรดกอุตสาหกรรม’ ในประเทศไทยนั้น มีลักษณะเฉพาะตัว ถึงแม้ว่าสยามไม่ได้ตกอยู่ภายใต้ระบบการปกครองโดยตรงของจักรวรรดินิยมตะวันตก เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ด้วยผลพวงของสนธิสัญญาเบอร์นีและสนธิสัญญาเบาว์ริง สยามถูกบีบให้ต้องทำการค้าโดยผูกพันอย่างใกล้ชิดกับอังกฤษและประเทศต่าง ๆ ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษ จึงเสมือนเป็นประเทศกึ่งอาณานิคมกลายๆ

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สยามได้เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น ชาวอังกฤษมีบทบาทในการจัดตั้งกรมเหมืองแร่และกรมป่าไม้ ส่วนวิศวกรชาวเยอรมันและตะวันตกชาติอื่น ๆ เป็นผู้เผยแพร่ความรู้ในการสร้างทางรถไฟ

 

 

สาธิตการร่อนแร่ที่คลองบ้านหงาว จังหวัดระนอง (ภาพ: ณัฐจรีย์ จิราธิวัฒน์)

 

การผลิตเกลือ ข้าว ดีบุก ไม้สัก และเครื่องเทศของสยามในสมัยนั้น จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าในภูมิภาค โดยมีพ่อค้าชาวจีนเป็นผู้จัดระบบอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีการจ้างแรงงานทั้งคนท้องถิ่นและผู้อพยพจากจีน นับว่าชาวจีนได้มีบทบาทสำคัญต่อการก่อตั้งชุมชนในเมืองสำคัญต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวยการค้า การจัดหาแรงงาน การสร้างสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ทำให้เมืองท่าอย่างกรุงเทพฯ สงขลา นครศรีธรรมราช และจันทบุรี กลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงจีน อินเดีย และดินแดนช่องแคบมะละกา

 

ร่องรอยของมรดกเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเหมือง โรงงาน ตึกแถว โกดัง และสถานีรถไฟนั้น ได้เตือนให้เราตระหนักถึงบทบาทสำคัญของสยามในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคยุคอาณานิคม สถานที่เหล่านี้สามารถดึงดูดผู้สนใจในประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเยาวชน ไม่ว่ามรดกประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ‘อุตสาหกรรม’ หรือไม่ก็ตาม หากแต่เรื่องราวที่บอกเล่านั้นล้วนจริงแท้และมีความหมาย

 

 

โรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย (ภาพ: วทัญญู เทพหัตถี)

 

โรงกรองน้ำแห่งแรกของประเทศไทย (ภาพ: วีระพล สิงห์น้อย)

 

การอนุรักษ์มรดกทางอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้ มีบางส่วนที่ได้รับการดูแลอย่างดี เช่น การดัดแปลงโรงบ่มใบยาสูบที่ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2498 ให้เป็นรีสอร์ตกึ่งพิพิธภัณฑ์ในชื่อ ‘เก๊าไม้ล้านนา’ ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกจากยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ. 2561 ในสาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก ‘อาคารโรงกรองน้ำสามเสน’ โรงงานผลิตน้ำประปาแห่งแรกของประเทศไทย ก็เป็นตัวอย่างที่ดีขององค์กรที่เห็นความสำคัญของอาคารและวัตถุต่างๆ ที่เคยใช้งานในอดีต

 

 

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ: จารุณี คงสวัสดิ์)

 

ประเทศไทยยังมีมรดกสำคัญเป็นจำนวนมาก ที่ยังไม่เกิดความชัดเจนในการอนุรักษ์ เช่น ‘โรงงานกระดาษ’ ขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2475 เพื่อผลิตเยื่อกระดาษสำหรับธนบัตรและแสตมป์ และ ‘โรงงานรถไฟมักกะสัน’ โรงงานแห่งนี้เคยทันสมัยอย่างยิ่งในยุคนั้น และถือเป็นตัวอย่างของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในบริบทไทย แต่กลับถูกทิ้งร้างมานานหลายปี แม้ชุมชนจะรณรงค์ผลักดันให้พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่คณะผู้จัดทำแผนแม่บทจังหวัดกาญจนบุรี ได้เขียนแผนการอนุรักษ์โรงงานกระดาษแห่งนี้ และพยายามผลักดันให้เป็นความจริงได้

 

 

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

 

โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

 

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักวิจัยที่ทำงานมาอย่างยาวนาน ซึ่งยึดมั่นและทุ่มเทอย่างแน่วแน่ต่อการอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมที่ตนให้ความสำคัญ พวกเขาพยายามแสวงหาทุนสนับสนุนจากภาครัฐ และในบางครั้งก็ยอมควักเงินส่วนตัวมาออกค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ เช่น งานอนุรักษ์ระหัดวิดน้ำที่อำเภอสีคิ้ว นักวิจัยได้จัดทำข้อมูลและยื่นเสนอต่อหน่วยงานระดับจังหวัด จนกระทั่งได้รับการยอมรับให้เป็นมรดกของชาติเมื่อปีที่ผ่านมา

 

 

ระหัดวิดน้ำ (ภาพ : นราธิป ทับทัน)

 

หรืออย่างงานวิจัยเกี่ยวกับเกลือสินเธาว์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งนักวิจัยในฐานะสถาปนิกได้จัดทำภาพวาดเชิงตีความ และเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อและสิ่งพิมพ์หลากหลายรูปแบบ แต่ก็มีกรณีของการสนับสนุนทุนที่ไม่ต่อเนื่อง เช่น โครงการวิจัยมรดกดีบุกซึ่งได้จัดตั้งทีมทำงานโดยตั้งใจจะดำเนินงานเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่ทุนกลับถูกระงับลงอย่างกะทันหันหลังจากปีแรก ทำให้งานขาดความต่อเนื่อง โชคดีที่ชุมชนมีความต้องการจะสานงานต่อ จึงทำให้โครงการดังกล่าวกลายเป็นความริเริ่มที่ชุมชนในแต่ละจังหวัด รวมถึงชุมชนในประเทศเพื่อนบ้าน นำไปปรับใช้และขับเคลื่อนต่อไป

 

 

ศูนย์มรดกดีบุกสยาม (ภาพ : ณัฐจรีย์ จิราธิวัฒน์)

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้งานอนุรักษ์มรดกอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งดูจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงที่สุด อีกทั้งยังถึงเวลาที่เราต้องปรับปรุงพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ ด้วยการเพิ่มมาตราใหม่ๆ ให้ครอบคลุมหมวดหมู่ต่างๆ ในฐานะเป็นมรดกของชาติและสากล มรดกอุตสาหกรรมที่เรามีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตลอดจนยุคสมัยใหม่ อันมีคุณค่าทัดเทียมสากลนี้ จะได้ยังคงหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างคุณค่าให้สังคมไทยต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน

 


คำอธิบายภาพเปิด: โรงงานกระดาษขนาดใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรี (ภาพ : จารุณี คงสวัสดิ์)

บทความโดย ดร. รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์

 

Heritage Matters โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นคอลัมน์แสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อมรดกวัฒนธรรมและธรรมชาติของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทัศนะที่ปรากฏในบทความเป็นของผู้เขียนบทความนั้น

The post มรดกอุตสาหกรรมไทย บทบันทึกประวัติศาสตร์การพัฒนาชาติ ที่ต้องคุ้มครอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth https://thestandard.co/defense-industry-investment-outlook/ Fri, 17 Apr 2026 04:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1198480 ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งใน […]

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าจับตามองมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ ยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และเติมคลังอาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจมากขึ้น คือ การใช้อาวุธในคลังที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วในสนามรบจริง อ้างอิงจาก Global X ‘Defense Tech: Inventory Burn Becomes a Catalyst’ ชี้ว่า ความขัดแย้งล่าสุดทำให้ตลาดเริ่มตระหนักว่า หัวใจของสงครามยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครมีอาวุธทันสมัยกว่าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าใครสามารถผลิตทดแทน เติมสต็อก และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ดีกว่าด้วย เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนการป้องกันและระยะเวลาการผลิตจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆ กับประสิทธิภาพของอาวุธเอง

 

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากความไม่สมดุลด้านต้นทุนในสนามรบ โดยอิหร่านถูกประเมินว่ามีโดรนราว 80,000 ลำ แต่ละลำมีต้นทุนประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสามารถผลิตได้หลักหลายร้อยถึงหลักพันลำต่อเดือน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้อาวุธสกัดกั้นที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก โดย interceptor บางประเภทมีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อหน่วย เพื่อยิงสกัดเป้าหมายที่มีมูลค่าต่ำกว่ามากหลายเท่า ความต่างของต้นทุนเช่นนี้ทำให้การป้องกันประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ทางสงครามอย่างชัดเจน และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเร่งวงจรการสั่งซื้อใหม่ให้เกิดเร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญข้อจำกัดด้านคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว Global X ระบุว่า ในความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ ใช้อาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ไปประมาณ 25% ของคลังที่มีอยู่ และการเติมคลังสำหรับระบบลักษณะนี้อาจใช้เวลานานมากกว่า 3 ปี ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เมื่อคลังอาวุธสำคัญถูกใช้ไปเร็ว การสั่งซื้อเพิ่มและการเร่งกำลังผลิตจึงมีแนวโน้มกลายเป็นนโยบายต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงาน Bloomberg Intelligence ‘Iran War Set to Accelerate More US Munitions Spending’ ซึ่งระบุว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่ากำลังการผลิตกระสุนและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอ และอาจต้องใช้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเติมคลังอาวุธและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตขีปนาวุธ ผู้ผลิตเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนำวิถี เรดาร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง

 

หากมองในระดับงบประมาณ ภาพยิ่งชัดเจนมากขึ้น รายงานของ J.P. Morgan ‘FY27 Defense Budget: A Transformative Request; Now, Grab Some Popcorn’ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯเสนอให้งบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้นราว 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้งบรวมอาจแตะระดับประมาณ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายแบบเท่าๆ กัน แต่เน้นไปที่หมวดอาวุธอย่างชัดเจน J.P. Morgan ระบุว่า จากการเพิ่มขึ้นของงบจัดซื้อในปีงบประมาณ 2027 นั้น มีประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มาจากหมวดขีปนาวุธและอาวุธของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สะท้อนว่าการเติมคลังอาวุธกำลังเป็นวาระสำคัญทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การเพิ่มงบเพื่อรองรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

 

ในอีกด้านหนึ่ง งบต่อเรือก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดย J.P. Morgan ประเมินว่างบต่อเรือของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027 อาจขึ้นไปอยู่ที่ราว 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับราว 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2023-2025 มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบขีปนาวุธ แต่ยังครอบคลุมเรือรบ อากาศยาน ระบบอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงอีกด้วย

 

อีกปัจจัยที่ทำให้ธีมนี้น่าสนใจ คือการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามในปัจจุบัน สงครามยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาแต่อาวุธราคาแพงหรือระบบชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบที่แม่นยำขั้นสูงและระบบต้นทุนต่ำที่ผลิตได้จำนวนมากควบคู่กันไป โดยสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างอาวุธชั้นสูงกับอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรน อาวุธโจมตีต้นทุนต่ำ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธราคาแพงเกินความจำเป็นกับเป้าหมายที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

 

จุดนี้เองทำให้โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ แต่ยังรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโดรน ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซอฟต์แวร์ควบคุมและสั่งการ เรดาร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่นๆ ด้วย

 

ข้อมูลของ Global X ยังช่วยตอกย้ำภาพเชิงบวกว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก หุ้นในกลุ่มป้องกันประเทศภายในดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีโดยรวมเฉลี่ยประมาณ 7.3% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศยังมีสัดส่วนในดัชนี S&P 500 ต่ำกว่า 2.5% แสดงให้เห็นว่าแม้ธีมนี้จะมีขนาดใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่ได้มีน้ำหนักมากนักในดัชนีหลัก จึงยังมีพื้นที่ให้เงินลงทุนไหลเข้าได้อีกหากมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ Global X ยังประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั่วโลกอาจเพิ่มจากประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นมากกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการขยายตัวราว 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 6 ปี หากการเติมคลังอาวุธและการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ตัวเลขดังกล่าวยังอาจมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในรอบนี้ ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรตามข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงหนุนเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งเติมคลังอาวุธ การขยายกำลังการผลิต การเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่ระบบที่ต้องใช้ทั้งปริมาณและเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้บริษัทในห่วงโซ่เทคโนโลยีความมั่นคงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกที่ยังอยู่ในขาขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่มีความน่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Naeblys / Shutterstock

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>
เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน https://thestandard.co/us-iran-f15e-pilot-rescue/ Tue, 07 Apr 2026 10:47:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1195537 ภาพเครื่องบินขับไล่ F-15E หรือเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศในปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงรายละเอียดของปฏิบัติการ […]

The post เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องบินขับไล่ F-15E หรือเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศในปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงรายละเอียดของปฏิบัติการช่วยเหลือนักบิน F-15E ที่ถูกยิงตก ซึ่งตอกย้ำแนวคิดของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตกำลังพลเหนือสิ่งอื่นใด โดยทรัมป์ใช้คำว่าเราจะไม่ทิ้งชาวอเมริกันไว้เบื้องหลัง (We leave no American behind) จึงนำมาสู่การทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือนักบินทั้งสองให้กลับมาให้ได้อย่างปลอดภัย

 

นอกจากการสร้างชวัญกำลังใจให้กับกำลังพล โดยเฉพาะนักบินที่ต้องบินเสี่ยงภัยเข้าไปดินแดนแนวหลังข้าศึกว่า ถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันและหลีกเลี่ยงไม่ได้จนทำให้เครื่องบินของพวกเขาตก กองทัพสหรัฐฯ จะใช้ทุกๆ วิถีทางในการนำพวกเขากลับอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเหมือนหลักประกันหนึ่งที่ทำให้ทหารอเมริกันกล้าที่จะทำภารกิจเสี่ยงภัยเพื่อประเทศชาติ

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การที่สหรัฐฯ ชิงตัวนักบินกลับมาได้ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านจะจับตัวไปได้นั้น ให้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เข้มข้นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความเข้มแข็งแล้ว ยังเป็นการปิดช่องทางไม่ให้อิหร่านนำนักบินไปเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

 

เพราะสหรัฐฯ รู้ดีว่า ถ้าปล่อยให้ชีวิตของชาวอเมริกันตกอยู่ในมือของชาติที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูอย่างอิหร่านแล้ว ย่อมส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาความเชื่อมั่นมากพออยู่แล้วจากหลายๆ เหตุการณ์ และจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ เหลือไพ่ในมือน้อยลงในการเจรจากับอิหร่าน เพราะอาจต้องยอมลดเงื่อนไขบางอย่างแลกกับการปล่อยตัวนักบินที่อยู่ในสถานะตัวประกันถ้าถูกจับไป

 

ในมุมมองด้านทหารทหาร ปฏิบัติการครั้งนี้ถือว่ามีความซับซ้อนและยากกว่าปกติ เพราะแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วในทุกๆ การปฏิบัติการทางทหาร จะต้องมีการเตรียมกำลังชุดค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบหรือ Combat Search and Rescue หรือ CSAR เพื่อเตรียมรับมือในกรณีที่อากาศยานฝ่ายเดียวกันประสบอุบัติเหตุหรือถูกยิงตก เพื่อจะได้ส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกองทัพอากาศทั่วโลก เช่นในเหตุการณ์การปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศไทยก็เตรียมกำลัง CSAR เอาไว้เช่นกัน

 

แต่สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรทางทหารจำนวนมากและปฏิบัติงานทั่วโลกอย่างสหรัฐอเมริกานั้น การเตรียมชุด CSAR จะมีความซับซ้อนมากกว่า ซึ่งใน Operation Epic Fury นี้กองทัพสหรัฐฯ ก็เตรียมชุด CSAR อันประกอบไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ HH-60W Jolly Green II เป็นเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยหลัก เพื่อลำเลียงชุลพลร่มกู้ภัยหรือ Pararescue Jumper เข้าไปยังตัวนักบิน โดยมี HC-130J Combat King II ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงที่ออกแบบมาสำหรับกู้ภัยและช่วยเหลือนักบินที่ถูกยิงตกโดยเฉพาะ และมีขีดความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศให้กับ HH-60W เพื่อขยายพิสัยและระยะเวลาบินได้

 

นอกจากนั้นยังมีเครื่องบินโจมตี A-10C ในภารกิจโจมตีและสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดเพื่อคุ้มกันกำลังพลที่ค้นหาและช่วยเหลือตัวนักบินที่ถูกยิงตก นอกจากนั้นยังมีอากาศยานไร้นักบิน MQ-9A Reaper ในภารกิจตรวจการณ์และโจมตีได้ด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในการช่วยเหลือจริงนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่เราเห็นในการฝึกของกองทัพสหรัฐฯ มากนัก โดยเฉพาะในกรณีนักบินที่สองซึ่งเป็นนายทหารควบคุมระบบอาวุธหรือ Weapon System Officer ซึ่งเป็นทหารคนที่สองที่ถูกช่วยเหลือออกมาได้ เราจะเห็นการใช้กำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ หลายหน่วย เช่น SEAL Team 6 ซึ่งมีผลงานคือการสังหารบินลาดิน หรือแม้แต่หน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 หรือ Night Stalkers ของกองทัพบก ซึ่งถือเป็นหน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดหน่วยหนึ่งของโลก โดยเฮลิคอปเตอร์ของ Night Stalkers ที่ใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้คือ MH-6 ซึ่งแม้มีความคล่องตัวสูงแต่มีพิสัยบินไม่ไกล จึงใช้ MC-130J Commando II บินเข้าไปส่ง MH-6 โดยการจัดตั้งสนามบินส่วนหน้าในดินแดนของอิหร่าน ไม่ไกลจากจุดที่พบนักบินที่ถูกยิงตก เพื่อลงจอดแล้วก็นำ MH-6 ออกมาทำการบินไปรับนักบิน

 

โดยระหว่างนั้น อากาศยานแบบอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ตรวจการณ์และโจมตีขัดขวางกำลังทางบกของอิหร่านไม่ให้เข้าถึงตัวนักบินได้ แม้สุดท้ายเรื่องจะหักมุมตรงที่ MC-130 สองลำไม่สามารถบินขึ้นได้เนื่องจากล้อเครื่องบินติดหล่มในทราย เพราะแม้ C-130 จะมีขีดความสามารถในการลงจอดในรันเวย์ที่ไม่ได้ปูลาดหรือรันเวย์ชั่วคราว แต่ก็ยังอาจมีความผิดพลาดได้อยู่ กำลังที่เข้าไปช่วยทั้งหมดจึงติดสินใจเรียกอากาศยานแบบอื่นคือ C295W ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดเบาจำนวน 3 ลำมารับกำลังทั้งหมดออกไป

 

ส่วนเครื่องบินที่ไม่สามารถนำออกไปได้นั้นทางชุดค้นหาตัดสินใจทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้เครื่องบินและข้อมูลความลับตกไปยังมือของข้าศึก

 

ทั้งหมดนี้แม้จะดูเหมือนมีความผิดพลาดไปบ้าง แต่ถือได้ว่านี่เป็นปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วที่จะเป็นไปได้ เพราะการทำงานของชุด CSAR นั้นไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้เพราะไม่มีใครทราบว่าเครื่องบินจะตกตรงไหนหรือเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงทำได้ดีที่สุดแค่การเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนคร่าวๆ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้กองทัพสหรัฐฯ สามารถส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปลึก 200 กิโลเมตรในดินแดนอิหร่านได้ภายใน 12 ชั่วโมงหลัง F-15E ถูกยิงตก

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสร้างและเคลียร์พื้นที่เพื่อทำเป็นสนามบินส่วนหน้ารองรับอากาศยานที่จะมาลงจอดได้ ถือว่าเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนสูงมากและต้องใช้ขีดความสามารถในระดับสูงเช่นกัน

 

แต่ความสำเร็จในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถกลบความกังวลของคนทั่วโลกเกี่ยวกับสงครามในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีปากีสถานเป็นตัวกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา และต่างยื่นเงื่อนไขที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่สามารถยอมรับได้ทั้งคู่ จนไปถึง Deadline ของทรัมป์เองที่แม้จะเลื่อนไปหลายครั้ง แต่ก็ยังน่ากังวลอยู่

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า สหรัฐอเมริกาอาจจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการปฏิบัติการทางทหาร โดยสามารถทำลายเป้าหมายทางทหารและลดศักยภาพของอิหร่านลงได้เป็นอย่างมาก แต่ในสงครามครั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถเปลี่ยนความสำเร็จทางทหารเป็นความสำเร็จทางการเมืองได้ เพราะจนถึงตอนนี้แรงสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ เองก็มีน้อยมาก ยังไม่นับแรงกดดันจากนานาชาติที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและอาจจะลากเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะโควิด-19 ให้กลับไปจมดิ่งอีก

 

และนี่คือโจทย์สำคัญของทรัมป์ว่า จะหาทางลงอย่างไรจากสงครามครั้งนี้ เพราะถ้าลงแล้วเกิดสะดุดบันไดตัวเอง นี่จะเป็นหายนะทางการเมืองของสหรัฐฯ พรรครีพับริกัน และตัวของทรัมป์เอง

 

แฟ้มภาพ: U.S. Air Force Photo by Airman Austin Salazar

The post เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤต ‘Dislike’ ลามทุ่ง ทำไมมวยปล้ำ WWE คุณภาพตกต่ำเกินควร? https://thestandard.co/wwe-quality-decline-triple-h-dislike/ Tue, 07 Apr 2026 05:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1195450 ภาพนักมวยปล้ำ WWE บนเวที พร้อมสัญลักษณ์ 'Dislike' และโลโก้ Triple H สื่อถึงวิกฤตคุณภาพของ WWE

ทันทีที่เห็น Pat McAfee ปรากฏตัวในบทคู่เอกของ WrestleMa […]

The post วิกฤต ‘Dislike’ ลามทุ่ง ทำไมมวยปล้ำ WWE คุณภาพตกต่ำเกินควร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักมวยปล้ำ WWE บนเวที พร้อมสัญลักษณ์ 'Dislike' และโลโก้ Triple H สื่อถึงวิกฤตคุณภาพของ WWE

ทันทีที่เห็น Pat McAfee ปรากฏตัวในบทคู่เอกของ WrestleMania 42 ระหว่าง Cody Rhodes และ Randy Orton ความรู้สึกเอือมระอาก็ผุดขึ้นมาทันที จนถึงขั้นที่ทำให้ผมไม่อยากเปิดดูรายการ SmackDown ตอนล่าสุดเลยแม้แต่น้อย

 

ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันเกิดจากปัญหาที่สะสมมานาน นับตั้งแต่ Cody Rhodes ‘Finish The Story’ ใน WrestleMania 40 ดูเหมือนว่ากราฟคุณภาพด้านบทและแมตช์มวยปล้ำของ WWE จะดิ่งลงอย่างต่อเนื่องชนิดที่น่าตกใจในภาพรวม

 

แฟนๆ เคยมีความหวังสูงลิ่วเมื่อ Triple H ก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนด้านความคิดสร้างสรรค์ ภาพจำอันยอดเยี่ยมจากยุค NXT Gold & Black ทำให้แฟนๆ เชื่อว่า WWE จะเข้าสู่ยุคทองแห่งคุณภาพ

 

แต่ความเป็นจริงกลับน่าผิดหวัง สิ่งเดียวที่ HHH ดูจะสืบทอดมาได้คือการปรับปรุงโครงสร้างอีเวนต์ Premium Live Event (PLE) ให้กระชับ เหลือเพียง 4-5 คู่ เพื่อให้แต่ละคู่มีเวลาเล่าเรื่อง แต่ทว่า… ไส้ในของเรื่องราวนั้นกลับกลวงเปล่า ขาดเสน่ห์และพลังอย่างที่เคยเป็น

 

จนคนดูต้องหันมาตั้งคำถามว่า ไหนล่ะคือ ‘New Era’ ที่เคยขายฝันเอาไว้? เพราะการเขียนบทที่ไร้ทิศทาง ไร้เสน่ห์ และย่ำอยู่กับที่แบบนี้ มันชวนให้ตั้งข้อสงสัยจริงๆ ว่า สรุปแล้วมันคือยุคใหม่กี่โมงกันแน่?

 

สิ่งที่ซ้ำเติมความรู้สึกของคนดูเข้าไปอีกก็คือ ความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดในขณะที่ Triple H พยายามลดจำนวนคู่ในศึกใหญ่เพื่อให้แมตช์มีคุณภาพ แต่ในรายการประจำสัปดาห์อย่าง Raw และ SmackDown กลับเต็มไปด้วยแมตช์ที่สั้นกุด ถูกบีบเวลา และคั่นด้วยการตัดเข้าโฆษณาบ่อยๆ จนแฟนมวยปล้ำแทบไม่ได้เสพมวยปล้ำที่มีคุณภาพในรายการทีวีเลย

 

หากต้องการหลักฐานว่าแฟนๆ รู้สึกอย่างไร ตัวเลขยอด Dislike ที่ถล่มทลายใน YouTube ของ WWE โดยเฉพาะกับเส้นเรื่องสำคัญๆ คือเสียงสะท้อนของความไม่พอใจในหลายประเด็น รวมถึงสิ่งที่ถูกมองว่า WWE จัดการได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างนั้นคือ

 

◾แผนลาวงการที่ย่ำแย่ของ John Cena เพราะตำนานอย่างเขา ควรจะได้รับการอำลาที่สมเกียรติและน่าจดจำ แต่บทกลับวางแผนได้ยอดแย่ ขาดความใส่ใจ เอาเขาไปเทิร์น Heel จนแปดเปื้อน สุดท้ายก็ต้องรีบกลับมาเป็น Face ก่อนลาวงการอยู่ดี … นั่นทำให้คุณค่าของการอำลาลดน้อยถอยลงอย่างน่าเสียดาย

 

◾การอำลาที่ไม่สมภูมิของ AJ Styles ‘The Phenomenal One’ คือนักมวยปล้ำระดับโลกที่สมควรได้รับแมตช์อำลาที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ แต่ WWE กลับปฏิบัติกับเขาเหมือนนักมวยปล้ำธรรมดาๆ ขาดความเคารพต่อตำนานที่สร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

 

อีกปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ HHH คือการ ‘กั๊กแมตช์’ และ ‘ไม่กล้าเสี่ยงกับคนรุ่นใหม่’ เราเห็นยอดฝีมือระดับพระกาฬอย่าง Sami Zayn, Carmelo Hayes, Finn Bálor หรือแม้แต่ Bron Breakker อนาคตแชมป์โลกที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายปี 2025 แต่พอตัดภาพมาปี 2026 กลับต้องมานอนให้ CM Punk แบบสู้ไม่ได้ จนถูกมองว่านี่คือการทำลายความมั่นใจและทำลายโอกาสในการสร้าง ‘สตาร์หน้าใหม่’ อย่างน่าเสียดาย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจดัน Jey Uso ขึ้นมาเป็นแชมป์โลกของค่ายในปีที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างในมาตรฐานคุณภาพ เพราะในขณะที่เขามีฐานแฟนคลับคอย ‘Yeet’ และความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘ทักษะบนสังเวียน’ ของเขายังห่างไกลจากการเป็นแชมป์โลกที่ต้องแบกแมตช์คุณภาพระดับสูง

 

ทุกวันนี้เรายังเห็นเขามีจังหวะผิดพลาดในท่าง่ายๆ จนกลายเป็น ‘มีม’ ล้อเลียนในโซเชียลอยู่บ่อยครั้ง สวนทางกับเหล่ายอดฝีมือในค่ายที่ปล้ำถวายหัวแต่กลับไม่ได้รับโอกาสที่คู่ควร

 

นอกจากนั้น HHH มักจะเลือกทางที่ปลอดภัยด้วยการจบแมตช์แบบ DQ แทบทุกสัปดาห์ หรือหันไปดึงตัวสตาร์เก่าๆ มาค้ำจุนยอดขายบัตร ทำลูปเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนถึง WrestleMania 42 ที่กำลังจะมาถึง ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแชมป์โลกจาก Drew McIntyre ที่กำลังมีมิติและน่าสนใจ กลับไปให้ Cody Rhodes ที่เริ่มโดนคนดูโห่และถูกมองว่าเป็น ‘Cody Hogan’

 

แถม Jacob Fatu, LA Knight ที่สามารถเป็นอนาคตของค่าย ก็ไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจังเสียที เพราะ WWE ยังคงเสพติดการกินบุญเก่ากับมหากาพย์ ‘The Bloodline’ พวกเขาใช้เวลาแอร์ไทม์ส่วนใหญ่อย่างฟุ่มเฟือยไปกับนักมวยปล้ำจากสตอรีนี้จนทำให้บทสรุปของคนอื่นๆ ในค่ายกลายเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ที่ไม่มีเวลาเล่าเรื่อง และทำให้มวยปล้ำทั้งรายการหมุนรอบอยู่แค่คนไม่กี่กลุ่ม

 

และที่น่าช้ำใจที่สุดคือ บรรดาแชมป์ US ที่ออกมาเปิด Challenge ทุกสัปดาห์ อย่าง Ilja Dragunov และ Carmelo Hayes ที่แบกรายการประจำสัปดาห์มาตลอด กลับดูเหมือนจะไม่มีแมตช์ใน WrestleMania นี่หรือคือรางวัลของคนทำงานหนัก? มันคือการส่งสัญญาณที่ไปยังนักมวยปล้ำทุกคนว่า ต่อให้ขยันแค่ไหน ถ้าไม่ใช่สตาร์เก่าที่ขายตั๋วดึงดูดผู้ชมในศึกใหญ่ได้ ก็แทบไม่มีทางได้ยืนบนจุดสูงสุดใน WWE ยุค HHH

 

นอกจากเรื่องการบริหารตัวบุคคลแล้ว นี่ยังไม่นับรวมปัญหา ‘ภาวะเข็มขัดเฟ้อ’ ที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศและแฟนๆ เริ่มส่ายหน้า เพราะพวกเขาขยันสร้างแชมป์และจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ๆ ขึ้นมาประดับรายการ แต่ไม่สามารถเขียนบทสรุปหรือสร้างเนื้อเรื่องให้มันทรงคุณค่า สุดท้ายเข็มขัดแชมป์เหล่านั้นก็เป็นได้แค่พร็อปประกอบฉากที่ไม่ได้ช่วยยกระดับนักมวยปล้ำเลยแม้แต่น้อย

 

ความกังวลยังลามไปถึงการแทรกแซงจาก TKO (บริษัทแม่ของ WWE) ที่มีข่าวว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทในบทมวยปล้ำ การส่ง Pat McAfee มาแจมในคู่เอกโดยไม่ถามความเห็นแฟนๆ คือตัวอย่างชัดเจนของการให้ความสำคัญกับ ‘กระแส’ และ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ มากกว่านักมวยปล้ำอาชีพที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก

 

หาก WWE ยังคงหวังพึ่งพิงแต่สตาร์เก่าๆ อย่าง Roman Reigns, CM Punk, Seth Rollins, Cody Rhodes หรือ Randy Orton บอกเลยว่าเหนื่อยแน่นอน หากยังไม่กล้าแม้แต่จะผลักดันคนของตัวเองอย่างจริงจัง

 

ยิ่งในยุคที่แฟนมวยปล้ำมีทางเลือกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ All Elite Wrestling (AEW) ที่ปัจจุบันยืนอยู่ในจุดที่เป็นค่ายหมายเลข 2 ของโลกอย่างเต็มตัว โดยชูจุดขายที่การนำเสนอ ‘คุณภาพการปล้ำ’ และความสนุกที่ตอบโจทย์แฟนๆ ที่ชอบความเร้าใจ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่แตกต่างจากแนวทางความบันเทิงกระแสหลักของ WWE อย่างชัดเจน

 

หาก WWE ยังไม่รีบกู้ศรัทธาด้วยการยกระดับคุณภาพของโปรดักต์ให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่แฟนๆ เสียไป ในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่ายอด Dislike ใน YouTube นั่นคือการปฏิเสธจาก ‘ผู้บริโภคตัวจริง’ ที่เริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า

 

โดยเฉพาะในยุค TKO ที่ราคาตั๋วพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจนแทบจะกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย สวนทางกับมาตรฐานความสนุกบนสังเวียนที่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้เพียงเพื่อรอรับกำไรมหาศาลจากสปอนเซอร์เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามูฟสำคัญหลังศึก WrestleMania 42 จะเป็นจุดตัดสินสำคัญว่า WWE จะเดินไปในทิศทางไหน? หากพวกเขายังคงทำแบบขอไปที เน้นแต่การตลาดฉาบฉวย หรือกระแสคนดังปล้ำไม่เป็น ขาดความใส่ใจในคุณภาพมวยปล้ำ

 

ถึงจุดนั้น WWE ที่เคยยิ่งใหญ่และครองโลกมวยปล้ำมาอย่างยาวนาน อาจกลายเป็นเพียงอดีต แม้จะมีมูลค่าสูงในตัวเลขการตลาด แต่คุณภาพของ ‘มวยปล้ำ’ ที่ตกต่ำก็ยากที่จะทำให้แฟนๆ ยอมรับและสนับสนุนได้ตลอดไป

The post วิกฤต ‘Dislike’ ลามทุ่ง ทำไมมวยปล้ำ WWE คุณภาพตกต่ำเกินควร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากเชงเม้งไม่มีน้ำมัน สู่สงกรานต์น้ำมันแพง: ไทย ทรัมป์ สงครามอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/thailand-trump-iran-hormuz-oil-crisis/ Thu, 02 Apr 2026 10:04:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1194095 ภาพปั๊มน้ำมันที่ว่างเปล่าหรือรถยนต์ต่อคิวยาว สะท้อนวิกฤตพลังงานช่วงเชงเม้ง สู่สงกรานต์น้ำมันแพง จากผลกระทบสงครามอิหร่าน

น้ำมันขาดแคลนคุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ …น้ำมันมีน้อยมืดหน่อย […]

The post จากเชงเม้งไม่มีน้ำมัน สู่สงกรานต์น้ำมันแพง: ไทย ทรัมป์ สงครามอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปั๊มน้ำมันที่ว่างเปล่าหรือรถยนต์ต่อคิวยาว สะท้อนวิกฤตพลังงานช่วงเชงเม้ง สู่สงกรานต์น้ำมันแพง จากผลกระทบสงครามอิหร่าน

น้ำมันขาดแคลนคุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ

…น้ำมันมีน้อยมืดหน่อยก็ทนเอานิด

 

เพลง ‘น้ำมันแพง’

สรวง สันติ

 

…ไอ้อย่างที่สามเลวทรามร้ายกาจ

มันขึ้นพรวดพราด ขึ้นแล้วไม่ลง

ทำไมจึงขึ้น ขึ้นจึงไม่รู้ ได้แต่ยืนดู เห็นขึ้นโจ้งๆ

รู้หรือเปล่าว่า คืออะไร รู้หรือเปล่าว่า คืออะไร

ก็สินค้าเมืองไทย ขึ้นไม่ยอมลง

 

เพลง ‘ขึ้นๆ ลงๆ’

สรวง สันติ

 

บทความนี้ อยากขอเริ่มต้นด้วยบทเพลง ‘น้ำมันแพง’ ของสรวง สันติ ซึ่งต้องยอมรับว่า เพลงนี้เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานในวันนี้มากที่สุด เพราะทุกครั้งที่สังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับปัญหาพลังงาน เพลงนี้มักจะถูกนำออกมาขับขานเสมอในยามที่ผู้คนต้องต่อสู้กับราคาพลังงานที่สูงขึ้น

 

เพลงถูกสร้างสรรออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์วิกฤตพลังงานรอบที่ 2 ของโลกในปี พ.ศ. 2522 (ปี 1979) ที่สังคมไทยก็ต้องรับผลจากวิกฤตดังกล่าวด้วย เป็นอีกครั้งที่เราเห็นถึง ความขาดแคลนน้ำมันทั้งในเวทีโลก และปัญหาพลังงานในไทยอีกครั้ง

 

วันนี้ในภาวะวิกฤตพลังงานรอบที่ 4 ในปีปัจจุบัน ภาวะ ‘น้ำมันหมด’ หน้าปั๊มหวนมาเป็นประเด็นในสังคมการเมืองไทยอีกครั้ง จนต้องขอนำเพลง ‘น้ำมันแพง’ มาเป็นจุดเปิดประเด็น

 

นอกจากเพลง ‘น้ำมันแพง’ แล้ว ขอต่อด้วยเพลง ‘ขึ้นๆ ลงๆ’ ที่หมายถึง การขึ้นของราคาสินค้า ที่ปรับไปกับการขึ้นของราคาน้ำมัน เป็นอีกบทเพลงที่ช่วยชวนให้เราคิดถึงภาวะ ‘น้ำมันแพง-สินค้าแพง’ ที่กำลังเกิดในยุควิกฤตพลังงานปัจจุบัน

 

[ท่านผู้อ่านลองหาโอกาสฟังทั้ง 2 เพลง เพราะน่าจะเป็นเพลงที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม และในโอกาสนี้ ขอบทเพลงทั้ง 2 เป็นเครื่องรำลึกถึง ‘สรวง สันติ’ (พ.ศ. 2488-2525) ที่เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยอุบัติเหตุรถยนต์]

 

เปิดประเด็น

 

อยากขอเสียงท่านผู้อ่านว่า ช่วงสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ใครต้องเดินทางไปต่างจังหวัดบ้างไหม…ใครกลับบ้านกันบ้าง?

 

ในช่วงเวลาจากเดือนมีนาคม ต่อเข้าเดือนเมษายนของทุกปีนั้น พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน มักจะมีภารกิจที่จะต้องเดินทางกลับบ้าน หรือไปต่างจังหวัด ด้วยเป็นช่วงของงานพิธี ‘เชงเม้ง’ …ผมและครอบครัวก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ที่กลับบ้านต่างจังหวัดเช่นเดียวกับพวกเราหลายครอบครัว

 

การเดินทางในปีนี้ เหมือนกับทุกๆ ปีที่เราเดินทางกลับบ้านด้วยการเช่ารถตู้ ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปบ้านที่จังหวัดพิษณุโลกในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ มี ‘สงครามอิหร่าน’ เป็นตัวเดินเรื่อง และแน่นอนว่า เมื่อเป็นเรื่องของสงครามอิหร่าน การเดินทางย่อมมีนัยกับภาวะด้านพลังงานน้ำมันของประเทศไทย เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซย่อมส่งผลอย่างมากกับชีวิตของโลกพลังงานไทย และส่งผลกับชีวิตของคนไทยอย่างมากด้วย

 

วันนี้ ทุกคนจึงหวังว่า สงครามจะคลายตัวออกโดยเร็ว เพื่อฮอร์มุซจะได้เปิดเดินเรือตามปกติ แม้เราอาจไม่ค่อยมั่นใจในคำพูดของผู้นำทำเนียบขาว แต่ก็หวังว่า สงครามจะยุติในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าตามที่แถลงไว้ในวันที่ 1 เมษายน…ก็หวังว่า คำกล่าวนี้จะไม่ใช่ ‘คำลวงในเดือนเมษายน’ ที่ทรัมป์จะมาล้อเล่นสนุกๆ ในแบบ ‘April Fool’s Day’ (หัวข่าว CNN ในวันที่ 1 เมษายน 2026: Trump says US could be done with Iran War within 2 to 3 weeks.)

 

วิกฤตพลังงานโลก

 

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ การเดินทางของผู้คนในสังคมไทยไม่เคยต้องมีความกังวลกับเรื่อง ‘น้ำมันหมด’ เพราะไม่ว่าจะเกิดสงครามอย่างไรในตะวันออกกลาง น้ำมันก็ยังมีขาย ไม่หมด หรือไม่หายไปจากปั๊มเสียทีเดียว เรายังคงพอหาซื้อน้ำมันใส่รถสำหรับการเดินทางได้ แม้อาจจะมีราคาสูงขึ้น

 

สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน อาจจะไม่มีความทรงจำมากเท่าใดนักกับวิกฤตพลังงานโลกรอบที่ 1 ในปี พ.ศ. 2516 (ปี 1973) และรอบที่ 2 ในปี พ.ศ. 2522 (ปี 1979) แต่ผู้อาวุโสหลายท่านน่าจะยังพอนึกออกถึงปัญหาในช่วงดังกล่าว และปัญหาวิกฤตพลังงานนำไปสู่ ‘การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล’ ในทั้ง 2 กรณี

 

แต่คนในสังคมไทยร่วมสมัย อาจจะพอมีความทรงจำกับ ‘วิกฤตพลังงานโลกรอบ 3’ ในช่วงปี พ.ศ. 2545-2546 (ปี 2002-2003) ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเติบโตของประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างในกรณีของจีนและอินเดีย ที่ต้องการพลังงานมากขึ้น ประกอบกับการมาของสงครามอิรักครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2546 (ปี 2003) จึงนำไปสู่ความขาดแคลนพลังงานในตลาดโลก

 

วิกฤตพลังงานรอบที่ 3 ครั้งนั้น ทำสถิติด้วยราคาที่สูงที่สุดที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในตลาดโลกคือ 147 ดอลลาร์/บาร์เรลในปีพ.ศ. 2551 (ปี 2008) แต่ราคานี้ก็ลดลงในเวลาต่อมา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว น้ำมันอาจจะไม่ได้ขาดแคลนในแบบที่หายออกไปจากตลาด เพียงแต่มีราคาที่แพงมากขึ้น

 

ต่อมา เราอาจจะเห็นวิกฤตพลังงานเล็กๆ แทรกซ้อนเข้ามา อันเป็นผลจากสงครามยูเครน ที่รัสเซียตัดสินใจบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 (ปี 2022) วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใหญ่ และมีผลกระทบกับรัฐยุโรปโดยตรงมากกว่า ไม่ค่อยมีผลมากกับรัฐในเอเชียเช่นในปัจจุบัน

 

แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลตัดสินใจเปิดการโจมตีอิหร่านในปี พ.ศ. 2568 (ปี 2025) ก็เป็นการโจมตี ‘อย่างจำกัด’ ในระยะเวลาเพียง 12 วัน สถานการณ์ด้านพลังงานดูจะไม่ถูกกระทบมากนัก เพราะการโจมตีทางอากาศเกิดในระยะเวลาสั้นๆ และไม่มีการปิดเส้นทางการขนส่งน้ำมัน

 

หากโจมตีในปี พ.ศ. 2569 (ปี 2026) นั้น ‘แตกต่างออกไปอย่างมาก’ สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดการโจมตีขนาดใหญ่ ซึ่งอิหร่านตอบโต้กลับด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (The Strait of Hormuz) และยังขยายการโจมตีไปยังแหล่งผลิตน้ำมันและแก๊สธรรมชาติของประเทศในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย

 

การประกาศ ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ กลายเป็น ‘ไม้ตาย’ ในการตอบโต้กับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล เพราะช่องแคบนี้คือ หนึ่งในเส้นทางหลักของการส่งน้ำมันของโลก ที่น้ำมันของโลกประมาณร้อยละ 20 ต้องผ่านออกจากช่องแคบนี้ และประมาณว่าร้อยละ 80 ของน้ำมันนี้ไปยังตลาดเอเชีย โดยเฉพาะส่งไปยังอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ดังนั้น จึงไม่แปลกแต่อย่างใด ที่สงครามอิหร่านที่นำไปสู่ ‘วิกฤตพลังงานโลกรอบที่ 4’ จะส่งผลกระทบต่อประเทศในเอเชียอย่างมาก และหลายประเทศในเอเชียในช่วงกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา เริ่มเห็นถึงการออกมาตรการของภาครัฐในการใช้พลังงาน เพราะสงคราม ‘อาจจะไม่จบเร็ว’ อย่างที่ทุกคนหวัง อีกทั้ง ยังเดาใจผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ว่า ทำเนียบขาวจะประสงค์การสิ้นสุดของสงครามในรูปแบบใด สงครามจึงอาจจะไม่สั้นอย่างที่เราคาดหวัง

 

อย่างไรก็ตาม เราอาจเปรียบเทียบได้กับสงครามยูเครน ที่วันนี้สงครามเข้าสู่ปีที่ 5 หรือสงครามในกาซาที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 (ปี 2023) และแม้จะมีการหยุดยิง แต่จนวันนี้ อิสราเอลยังทำการโจมตีเป้าหมายในกาซา ไม่ได้มีนัยว่าการหยุดยิงจะทำให้เกิดการยุติการโจมตีของอิสราเอลแต่อย่างใด

 

สภาวะของสงครามทั้งในยูเครนและในกาซานั้น เป็นคำตอบในตัวเองว่า สงคราม ‘อาจจะไม่จบลงในระยะเวลาสั้นๆ’ และสำหรับสงครามในอิหร่านนั้น ก็ไม่ชัดเจนว่า จะจบลงเมื่อใด และจบลงในรูปแบบใด ซึ่งความไม่แน่นอนของการยุติสงครามนั้น จะมีผลอย่างมากกับเรื่องของราคาพลังงาน และในกรณีนี้ จะมีผลต่อความขาดแคลนพลังงานด้วย เพราะการปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่ากับเป็นการตัด ‘เส้นเลือดใหญ่’ ด้านพลังงานของประเทศในเอเชีย

 

ฉะนั้น ช่องแคบฮอร์มุซจึงมีนัยถึง ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ และ ‘ความอยู่รอดด้านพลังงาน’ ของหลายประเทศในเอเชียคู่ขนานกันไป…อะไรที่เกิดกับความเสรีของการเดินทางผ่านช่องแคบนี้ จะส่งผลกระทบต่อชีวิตทางเศรษฐกิจอย่างมาก และการปิดช่องแคบนี้จะสร้างวิกฤตการณ์ให้กับเอเชีย และกับโลกอย่างแน่นอน

 

ท่ามกลางสถานการณ์สงครามเช่นนี้ ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไปด้วย…ประเทศไทยได้รับผลอย่างหนักจากสงครามเป็นลำดับที่ 15 ของโลก เพราะไทยนำเข้าพลังงานเป็นร้อยละ 7 ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก และพลังงานเหล่านี้มาจากอ่าวเปอร์เซีย ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (จีนมีสัดส่วนนำเข้าเพียงร้อยละ 2 ของ GDP) [ข้อมูลจาก ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อในมติชน] ดังนั้น คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือ ‘เส้นชีวิต’ ของประเทศไทย

 

เช่นนี้แล้ว คำถามคือ แล้วเราจะกลับบ้านช่วงเชงเม้ง หรือจะเตรียมตัวกลับบ้านช่วงสงกรานต์กันอย่างไร…การเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดนั้น ไม่ง่ายกับชีวิตอย่างแน่นอน อย่าบอกในทางภูมิรัฐศาสตร์นะครับว่า เราจะกลับไปบ้านนอกเราตามปกติได้ในวันที่ช่องแคบฮอร์มุซเปิด

 

ชีวิตคนไทยเราในยุคปัจจุบันเข้าไปผูกพันกับ ‘สงครามในเวทีโลก’ อย่างที่เราคิดไม่ถึง และอย่างไม่น่าเชื่อ นับจากนี้ไป เรื่องของพลังงานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในการเมือง และการต่างประเทศของไทย ทั้งยังทำให้ผู้คนในสังคมไทยต้องสนใจติดตามข่าวต่างประเทศอย่างสนใจด้วย

 

…วันนี้ คนในสังคมไทยติดตามข่าวต่างประเทศ รู้จักทรัมป์ เนทันยาฮู หรือผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่างคาเมเนอี เหมือนกับพวกเราทุกคนลงทะเบียนเป็นนิสิตในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปพร้อมๆ กัน

 

ถ้าเช่นนั้น ในภาวะเช่นนี้ เราจะเดินทางกลับต่างจังหวัดกันอย่างไร ?

 

ถนนที่ไร้น้ำมัน

 

สำหรับผมการกลับบ้านที่พิษณุโลกในปีนี้ โดยมีสงครามอิหร่านเป็นฉากหลังนั้น เป็นความแตกต่างจากปีอื่นๆ อย่างมาก และเป็นการกลับบ้านที่มี ‘ความกังวลใจ’ เป็นองค์ประกอบสำคัญ

 

ก่อนเดินทางราว 1 อาทิตย์กว่า ญาติๆ เริ่มส่งสัญญาณว่า น้ำมันดีเซลทางจังหวัดบ้านเรา ทั้งที่พิจิตร และพิษณุโลกทำท่าจะมีปัญหามาก ให้ตัดสินใจว่า จะเดินทางไหม ยิ่งใกล้เวลาเดินทาง น้องๆ บอกว่า ไม่ต้องมาก็ได้ พวกเขาไหว้เชงเม้งกันเองได้

 

ยิ่งใกล้วันเดินทาง สัญญาณน้ำมันหมดในจังหวัดบ้านผม เริ่มชัดขึ้น มีทั้งญาติและคนรู้จักเล่ามาคล้ายๆ กันว่าปั๊มทางบ้านเรา “ไม่มีน้ำมัน”…ปั๊มในแถวจังหวัดที่บ้าน ก็เริ่มออกอาการคล้ายกันคือ ‘ไม่มีน้ำมันดีเซล

 

ในวันที่รองนายกฯ แถลงข่าวครั้งแรกว่า ‘น้ำมันไม่หมด’ นั้น ปั๊มทางแถบจังหวัดบ้านผม มีอาการ ‘ขาดน้ำมัน’ กันแล้ว พรรคพวกหลายคนที่รู้จักเดินทางด้วยเส้นทางถนนสายเอเชีย ก็ดูจะเริ่มเห็นอาการไม่แตกต่างกัน หาปั๊มเติมดีเซลไม่ได้

 

แต่ถ้าฟังจากรองนายกฯ แล้ว เราอาจจะสบายใจว่า ประเทศไทยยังมีน้ำมัน แต่ข้อมูลที่ฟังจากญาติและคนรู้จักนั้น แตกต่างออกไปอย่างมาก…สำหรับชาวบ้านอย่างพวกเราแล้ว ปั๊ม ‘ไม่มีน้ำมัน’

 

ความแตกต่างเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ของผมในสื่อว่า “น้ำมันไม่หมด แต่น้ำมันไม่มี”… น้ำมันจากข้อมูลของรัฐบาลไม่หมด ดังที่เราได้ยินแทบทุกวันจากบทสัมภาษณ์ของฝ่ายการเมืองในช่วงนั้น แต่ในชีวิตจริงของพี่น้องประชาชน ข้อมูลเชิงประจักษ์คือ ‘น้ำมันไม่มี’ และตามมาด้วยการปิดปั๊มบางจุด ซึ่งทำให้คำพูดของรัฐบาลไม่มีน้ำหนักเท่าใด และทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือคำพูดของรัฐบาล

 

แล้วในที่สุด ผมก็ตัดสินใจในแบบวิชาทหาร เราจะสำรองน้ำมันในการเดินทาง…บทเรียนของการรบที่สำคัญหลายจุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น สอนชัดว่า การขาดแคลนน้ำมันคือ ‘แพ้’ เพราะหน่วยยานยนต์จะไม่สามารถเข้าทำการรบได้เลย ถ้าไม่มีน้ำมัน และสำหรับผมก็เช่นกัน ถ้าไม่มีน้ำมัน การเดินทางก็ทำไม่ได้ด้วย

 

เป็นครั้งแรกที่ผมและครอบครัวเดินทางโดยมีถังน้ำมัน 30 ลิตรอยู่ในตอนท้ายของรถตู้ ซึ่งถ้าคิดในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีแต่อย่างใด เหมือนเป็น ‘คาร์บอมบ์’ อีกแบบ

 

แต่ในอีกด้าน ก็สะท้อนถึงสภาวะ ‘สองนคราน้ำมัน’ ที่พวกเราในกรุงเทพฯ ยังสามารถหาปั๊มเติมน้ำมันเต็มถัง พร้อมกับหาน้ำมันเติมใส่ถังสำรองได้ ในขณะที่ต่างจังหวัด ไม่มีน้ำมันให้เติม และถ้ามี ก็จะเริ่มจำกัดปริมาณการเติม เพราะไม่มีรถน้ำมันจากกรุงเทพฯ มาส่ง

 

ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมีนาคม สถานการณ์น้ำมันดูจะแย่ลงมาก…เราเดินทางในวันที่ 20 พร้อมกับภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนคือ ปั๊มน้ำมันบนสายเอเชียมีแต่ป้ายบอก ‘ไม่มีดีเซล’ และเมื่อแยกเข้าถนนสายตากฟ้า ภาพที่เห็นไม่แตกต่างกัน แต่มีป้าย 2 แบบคือ ไม่มีดีเซล กับ ดีเซลรอการขนส่ง (ผมอดนึกถึง “น้ำรอการระบาย” ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้ 555…อารมณ์เดียวกันเลย)

 

หลายปั๊มบนเส้นทางปิดเลย ตั้งแผงเหล็กขวางหน้าทางเข้า…ชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของปั๊มน้ำมันต่างจังหวัด ยุติลงในหลายพื้นที่ ทั้งเด็กปั๊ม คนขายของในปั๊มหายไป ชีวิตชุมชนข้างถนนสายเอเชียหายไป อาจพอเทียบเคียงได้กับช่วงโควิด-19

 

ว่าที่จริง ก่อนที่ผมจะเดินทางนั้น สถานการณ์น้ำมันในกรุงเทพฯ และพื้นที่ชานเมืองก็เริ่มมีอาการเช่นกันคือ ปั๊มบนถนนราชพฤกษ์ติดป้ายที่ตู้จ่ายดีเซลว่า ‘ไม่มีน้ำมัน’

 

การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้ จึงไม่ใช่ความอภิรมย์ใจแต่อย่างใด แต่เป็นความกังวลมากกว่า เราจะกลับกรุงเทพฯ ได้ไหม เพราะสัญญาณลบเกิด เมื่อพ้นเขตจังหวัดพิจิตร ที่จะเข้าสู่จังหวัดพิษณุโลกนั้น เข็มน้ำมันบอกว่า เราใช้น้ำมันเกินครึ่งถังไปแล้ว ซึ่งแปลว่า เราไม่สามารถเดินทางกลับได้ ถ้าไม่มีน้ำมันสำรอง

 

กระนั้น เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ผมจึงให้คนขับรถจากกรุงเทพฯ ลองวิ่งหาปั๊มเติมในช่วงเช้าในวันรุ่งขึ้น และตัดสินใจเช่ารถในจังหวัดไปเชงเม้ง และให้รถตู้จากกรุงเทพฯ ลองวนหาที่เติมน้ำมัน คนขับได้น้ำมันในปั๊มที่ 9 และจำกัดการเติมที่ 500 บาทต่อคัน (ประมาณ 15 ลิตรกว่า) และจำกัดมากขึ้นคือ ห้ามเวียนเติมซ้ำ แต่พอตอนบ่าย เขาได้จากปั๊มที่ออกไปนอกเมืองอีก 500 บาท ซึ่งก็ทำให้เรานอนตาหลับบนรถขากลับได้

 

วิถีการต่อสู้

 

ในการต่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้ บางพื้นที่ในจังหวัดทางบ้านผมจึงใช้วิธี ‘แจกบัตรคิว’ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะรับบัตรคิวกันตอนตี 3 หรือ 4 แล้วกลับมานอนบ้าน รอรถน้ำมันจากกรุงเทพฯ มาเติมให้ปั๊ม หรือบางทีก็จอดรถนอนรอในปั๊มกัน แล้วมาช่วยเรียกกันตอนที่น้ำมันมา

 

อีกทั้ง ในจังหวัดบ้านผมมีการสร้าง ‘เครือข่ายประชาชน’ คือ จะคอยโทรแจ้งข่าวกันว่า ปั๊มไหนในจังหวัดมีน้ำมัน หรือปั๊มไหนจะมีน้ำมันเข้ามากี่โมง เป็นการประสานความสามัคคีของประชาชนอีกแบบหนึ่ง ผมรู้สึกว่า เครือข่ายเช่นนี้ ยึดแนวทางเดียวกับหน่วยทหารอเมริกันในปฏิบัติการที่โมกาดิชู (หรือภาพยนตร์เรื่อง Blackhawk Down) ว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”…พวกเขาจะโทรแจ้งข่าวสารบอกกัน และมีการจัดตั้งศูนย์ประสานการข่าวที่จะคอยรวบรวมข้อมูล และกระจายข้อมูลในชุมชนของตน

 

การต่อสู้กับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการรวมพลังของคนในจังหวัด ที่ต้องคอยช่วยเหลือกันในวันที่น้ำมันหายไปจากทุกปั๊มในจังหวัดบ้านเรา เห็นชัดเจนว่า ความขาดแคลนน้ำมันในมิติของ ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ เป็นวิกฤตใหญ่ในชีวิตของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แน่นอนว่า พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ ‘นักวิเคราะห์การเมือง’ แต่พวกเขาก็ตั้งข้อสังเกตคล้ายกันว่า ‘รัฐบาลน่าจะไปลำบากแล้ว’ เพราะขณะที่รัฐบาลกรุงเทพฯ พูดซ้ำๆ ว่า “น้ำมันมี น้ำมันไม่หมด” นั้น แต่ประชาชนในต่างจังหวัดกลับพบในความเป็นจริงว่า ถ้าปั๊มไม่ปิด ก็ปั๊มไม่มีน้ำมัน และปั๊มไหนที่ไม่มีรถต่อคิวด้านหน้า ปั๊มนั้น ไม่มีน้ำมันแน่นอน

 

ผลที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ ประชาชนรู้สึกว่า รัฐบาลไม่พูดความจริงกับสังคม และหนักขึ้นคือ ผู้คนเชื่อว่า คนในรัฐบาลคือ ผู้รับประโยชน์จากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ และสิ่งที่หายไปอย่างมากคือ ‘ความเชื่อมั่น’ ทางการเมืองต่อรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยพยายามสร้างผ่านนายกฯ อนุทินนั้น หายไปอย่างรวดเร็ว ภาวะเช่นนี้กำลังกลายเป็น ‘วิกฤตศรัทธา’ สำหรับตัวนายกฯ

 

ในทางการเมือง ปัญหานี้อาจลามเป็นวิกฤตต่อพรรคภูมิใจไทยด้วย โดยเฉพาะในกรณีของรองนายกฯ ที่เป็นนักธุรกิจพลังงาน และตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นรองนายกฯ ที่ ‘นั่งหัวโต๊ะ’ ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของประเทศ

 

ไม่ว่าปัญหานี้จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่คนในสังคมเชื่อไปแล้วว่า คนในรัฐบาลมี ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ กับตำแหน่งในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน

 

ในที่สุด ผมเดินทางกลับในวันอาทิตย์ที่ 21 พอได้เห็นปั๊มที่มีน้ำมันบ้างในบางจุดบนถนนสายเอเชีย แต่ก็มีรถต่อคิวยาว…อดนึกใจไม่ได้ว่า นี่ขนาดแค่ช่วงต้นของสงครามอิหร่านในสัปดาห์ที่ 3 ไทยก็เจอกับ ‘มหาวิกฤตพลังงาน’ แบบเต็มๆ แล้ว

 

ฉะนั้น หากสงครามในตะวันออกกลางยกระดับมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ในการบุกอิหร่านด้วยกำลังทางบก ภาวะเช่นนี้ก็จะยิ่งส่งผลให้วิกฤตพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น

 

อีกทั้ง ถ้าสงครามยังเดินหน้าต่อไปและทอดเวลาออกไปนานขึ้น จะเกิดอะไรกับปัญหาน้ำมันในเอเชีย และประเทศไทยในบริบทพลังงานจะดำรงอยู่อย่างไร แม้ประเทศจะเคยเจอวิกฤตพลังงานมาแล้วเช่นในปี พ.ศ. 2516, 2522 หรือ 2545-2546 แต่หากเปรียบเทียบแล้ว รอบนี้มีความหนักหน่วงกว่ามาก และพร้อมที่จะเปลี่ยนรูปกลายเป็น ‘วิกฤตการเมือง’ ได้อย่างไม่ยากด้วย ดังที่เริ่มเห็นสัญญาณของปัญหาการเมืองที่โถมเข้าหารัฐบาล ทั้งตัวนายกฯ และรองนายกฯ ที่รับผิดชอบ

 

ความแปรปรวน

 

แน่นอนว่า มหาวิกฤตชุดนี้ กำลังสร้างความแปรปรวน (Disruption) กับชีวิตของรัฐ และของผู้คนในสังคมไทยอย่างน่ากังวล จนเห็นถึงความสำคัญของ ‘ปัญหาความมั่นคงด้านพลังงาน’ ที่ความขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลอย่างรุนแรงกับชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะระบบขนส่งและการเดินทาง แม้จะมีรถไฟฟ้าใช้มากขึ้นในสังคมไทยแล้วก็ตาม

 

อีกไม่กี่วันถัดมา หลังจากผมกลับมาจากบ้าน ชีวิตของคนไทยดูเหมือนถูกข้าศึกโจมตีตอน 4 ทุ่ม ด้วยการขยับราคาพลังงานทีเดียว 6 บาท สัญญาณของมหาวิกฤตพลังงานมาจริงๆ แล้วกับชีวิตของผู้คน และเรากำลังเห็นภาวะ ‘Disruption’ อีกครั้งหลังจากการระบาดของโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2563

 

การขึ้นราคาเช่นนี้ ทำให้ชีวิตทางการเมืองของรัฐบาลเหมือนถูก ‘เขย่า’ อย่างรุนแรง หรือที่ต้องกล่าวว่า นายกฯ อนุทินกำลังได้ ‘ลาภก้อนใหญ่’ ที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกัน ลาภก้อนนี้ก็เป็น ‘ทุกขลาภ’ ที่ท้าทายต่ออนาคตของพรรคภูมิใจไทย และส่งผลอนาคตทางการเมืองของนายกฯ อนุทินอย่างมากด้วย

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่จะกลับในเทศกาลเชงเม้งในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน (ซึ่งยังอยู่ในช่วงเวลาที่ทำพิธีได้ตามวิธีคิดแบบจีน) คนที่เดินทางในช่วงเวลาเช่นนี้ อาจไม่ต้องเครียดกับภาวะน้ำมันหมดแบบผม แต่ต้องเตรียมใจเครียดกับ ‘ราคาน้ำมันใหม่’ และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลก็ขยับตัวขึ้นไปอีก 1.80 บาท แปลว่า น้ำมันดีเซลพ้นราคาในฝันที่เดิมลิตรละไม่เกิน 30 บาท เพิ่มเป็นจำนวนเกิน 40 บาทไปแล้ว

 

ราคาน้ำมันใหม่ก็คือ สัญญาณในตัวเองที่บ่งชี้ถึงการขึ้นราคาสินค้าต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะพาค่าครองชีพขยับตามไปด้วย

 

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันใหม่ยังเป็นสัญญาณว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะเป็นการกลับบ้านของพี่น้องในต่างจังหวัดที่ ‘โหดร้าย’ เพราะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น และที่แย่ก็คือ ไม่มีใครตอบได้ว่า น้ำมันจะขึ้นราคาอีกไหมจากที่ลิตรละ 40 บาทเศษ และถ้าขึ้นอีกในวันที่จะกลับบ้านแล้ว การเดินทางจะไม่น่าสนุกเอาเลย

 

อีกทั้ง เศรษฐกิจไทยในช่วงหลังสงกรานต์ก็ไม่ได้มีสัญญาณบวกอะไร แต่กลับมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการขยับตัวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการ…เสมือนกำลังบอกเราว่า ชีวิตในสังคมไทยหลังสงกรานต์จะเผชิญกับการ ‘Disruption’ จากผลของสงครามมากขึ้น และจะส่งผลให้ ‘ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์’ ในสังคมไทยมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาความยากจนของคนในสังคม

 

ในภาวะเช่นนี้ ถ้าหวังว่า สงครามจะจบลงอย่างรวดเร็วแล้ว ก็คงขอให้เตรียม ‘ทำใจ’ ไว้ได้เลย เพราะสงครามใหญ่ในเวทีโลกล้วนไม่ใช่สงครามที่จบลงเร็ว และสงครามอาจเดินหน้าต่อไม่หยุด เพราะผู้นำอิสราเอลยังมีท่าทีที่อยากโจมตีอิหร่านต่อไป

 

เรื่องราวเช่นนี้ บ่งบอกถึงความผันผวนของโลก ที่มาพร้อมกับวิกฤตพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพ และสำคัญคือ ‘วิกฤตชีวิตของผู้คน’ ที่จะต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาแบกรับ

 

กระนั้น ก็อาจมีปัจจัยเชิงบวกเข้ามาสักนิดคือ ทรัมป์ประกาศว่า สงครามอาจจะจบเร็วๆ นี้ ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น

 

ชีวิตหลังสงกรานต์

 

ในอีกส่วนหนึ่งหลังจากสงกรานต์แล้ว หลายครอบครัวคงจะต้องเตรียมตัวรับกับการมอบตัวเข้าเรียนในภาคการศึกษาใหม่ และการเปิดเทอมของลูกๆ ที่ตามมาด้วยทั้งค่าเทอม ค่าเครื่องแบบ ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ พร้อมกับราคาน้ำมันใหม่ และราคาสินค้าใหม่ที่ขยับตัวขึ้น แต่รายได้ไม่ขึ้น…อดคิดเล่นๆ ในแบบประชานิยมไม่ได้ว่า รัฐบาลจะมีโครงการ ‘ค่าเล่าเรียนคนละครึ่งพลัส’ กับภาระการเรียนของลูกๆ พวกเราไหม (555)

 

ในภาวะเช่นนี้ มหาวิกฤตพลังงานกำลังเป็นข้อสอบสำคัญวิชา ‘การบริหารรัฐกิจ’ ของรัฐบาลในการวางแนวทางให้สังคม เพื่อการเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ดูเหมือนในสายตาของสังคม รัฐบาล ‘สอบตก’ วิชานี้…รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่อย่างเป็นทางการนั้น กำลังถูกท้าทายอย่างมากอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนจากผลการสอบในครั้งนี้ และอาการ ‘สอบไม่ผ่าน’ จะเป็นวิกฤตใหญ่ที่มัดตัวนายกฯ และรัฐบาล จนอาจมีนัยกับอนาคตของการเมืองไทยด้วย เพราะต้องไม่ลืมว่า วิกฤตพลังงานรอบที่ 1 (พ.ศ. 2516) และ 2 (พ.ศ. 2522) ล้วนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทั้งสิ้น

 

หากนายกฯ สามารถแก้ไขหรือทำให้วิกฤตชุดนี้ ลดระดับลงได้จริงแล้ว ท่านนายกฯ จะเป็น ‘รัฐบุรุษพลังงาน’ อย่างแน่นอน…แต่ถ้าแก้ไขอะไรไม่ได้เลย รัฐบาลจะอยู่ในสภาพที่ต้องเผชิญกับ ‘มหาวิกฤตศรัทธา’ อย่างน่ากังวลใจ และจะมีนัยกับ ‘ความอยู่รอด’ ของรัฐบาลและตัวนายกฯ ในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สุดท้ายนี้ ไม่มีม๊อบอะไรน่ากลัวมากเท่ากับ ‘ม๊อบปากท้อง’ หรือในอีกมุมหนึ่งคือ ‘ม๊อบเศรษฐกิจ’ ที่การลงถนนหมายถึง ‘ความอยู่รอด’ ในชีวิตของมวลชนที่เข้าร่วม…ม๊อบอย่างนี้ไม่กลัวใคร และพร้อมลุย!

 

แฟ้มภาพ: Getty Images

The post จากเชงเม้งไม่มีน้ำมัน สู่สงกรานต์น้ำมันแพง: ไทย ทรัมป์ สงครามอิหร่าน และช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมระบอบอิหร่านยังไม่พัง https://thestandard.co/iran-regime-not-collapse/ Thu, 26 Mar 2026 04:21:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1191456 ภาพสะท้อนสถานการณ์ใน อิหร่าน ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศ

สงครามอิหร่านในครั้งนี้กำลังเป็นเกมการบีบโครงสร้างรัฐอิ […]

The post ทำไมระบอบอิหร่านยังไม่พัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนสถานการณ์ใน อิหร่าน ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศ

สงครามอิหร่านในครั้งนี้กำลังเป็นเกมการบีบโครงสร้างรัฐอิหร่านให้พังพินาศ แต่คำถามคือ สหรัฐฯ จะทำได้สำเร็จจริงไหมครับ

 

ในบรรดาคู่ขัดแย้งทั้งหมด อิหร่านคือฝ่ายที่ ‘อ่านยากที่สุด’ และมีข้อมูลเปิดเผยน้อยที่สุด อิสราเอลนั้นแข็งกร้าวอย่างชัดเจนต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ก็ใช้วิธีพูดนุ่มเป็นช่วงๆ สื่อสารสองหน้าเพื่อประคองตลาดการเงิน แต่ในทางทหารก็ยังพร้อมเดินหน้าเตรียมยกระดับอย่างต่อเนื่องไปด้วย

 

ส่วนอิหร่านวันนี้กลับดูเป็น ‘รัฐที่พูดหลายเสียง’ ฝ่ายทหารดูจะต้องการต้องการยกระดับและแก้แค้นไม่มีทางถอยเด็ดขาด ส่วนฝ่ายการเมืองและการทูตดูจะตอบรับที่จะเปิดช่องสื่อสารเจรจากับภายนอกที่ไม่ใช่สหรัฐฯ และอิสราเอล

 

ที่น่าสนใจคือ ‘สายแข็ง’ กับ ‘สายอ่อน’ ของอิหร่าน ไม่ได้อยู่ในสภาพแตกหักกัน พวกเขาไม่ได้เปิดศึกกันเอง และไม่ได้ให้ภาพของระบอบที่กำลังล่มสลายจากความขัดแย้งภายใน ตรงกันข้าม ทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นบทคู่ขนาน และต่างก็มีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาระบอบนี้เอาไว้

 

เมื่อรัฐเผชิญภัยคุกคามจากภายนอกต่อการอยู่รอด แรงกดดันภายในประเทศกลับถูกบรรเทาลงชั่วคราว เมื่อประชาชนเผชิญกับภัยสงคราม ความสนใจเปลี่ยนจากการต่อต้านรัฐบาลไปสู่การเอาชีวิตรอด

 

ประวัติศาสตร์อิหร่านเคยเป็นแบบนี้มาแล้ว ในสงครามอิหร่าน–อิรักปี 1980 ซัดดัม ฮุสเซน เคยประเมินว่าหลังการปฏิวัติอิสลาม อิหร่านกำลังแตกแยกและอ่อนแอจนพร้อมจะล้มหากถูกโจมตีจากภายนอก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงข้าม ภัยจากต่างชาติทำให้กลุ่มการเมืองภายในต้องรวมตัวกัน ความสูญเสียในช่วงแรกเปลี่ยนความสับสนภายในเป็นความโกรธต่อศัตรูภายนอก สุดท้ายสงครามนั้นกลับช่วยทำให้ระบอบใหม่ของอิหร่านมีเสถียรภาพมากขึ้นอีก

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้โค่นระบอบอิหร่านได้อย่างที่ทรัมป์หวัง ตรงกันข้าม กลับทำให้ขบวนการต่อต้านภายในอ่อนแรงลง ผู้ประท้วงต้องเผชิญทั้งการโจมตี การขาดแคลนเชื้อเพลิง ร้านค้าปิดทำการ และมาตรการตัดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ การกวาดล้างนักกิจกรรมกลับทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อเกิดเหตุพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากจากการโจมตี เช่นกรณีโรงเรียนสตรีที่ถูกขีปนาวุธโจมตี ความโกรธของสาธารณชนก็ยิ่งถูกหันเหไปสู่ฝ่ายโจมตีมากกว่ารัฐของตนเอง

 

นี่คือความย้อนแย้งของสงครามครั้งนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลพยายามใช้การลอบสังหารและการโจมตีแบบแม่นยำเพื่อทำให้รัฐอิหร่านเป็นอัมพาต แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับเป็นว่า ต่อให้ประชาชนอิหร่านจะไม่รักระบอบของตนเพียงใด ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะพร้อมไปยืนข้างผู้ที่กำลังทิ้งระเบิดลงบนเมืองของตน

 

ขณะเดียวกัน ภายในรัฐอิหร่านเองก็ไม่ได้ไร้ระบบเสียทีเดียว หลังสงครามทางอากาศระยะสั้นเมื่อกลางปี 2025 ผู้นำอิหร่านได้จัดตั้งระบบตัดสินใจภาวะสงครามฉุกเฉินขึ้นมา และเมื่ออยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกลอบสังหารในวันแรกของสงครามรอบนี้ ระบบดังกล่าวก็เริ่มทำงานทันที ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝ่ายแข็งกร้าว

 

คำถามสำคัญคือ หากฝ่ายแข็งกร้าวยังคุมกองทัพอยู่ แล้วอิหร่านจะปิดฮอร์มุซต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่เดือดร้อนตัวเองหรือไม่

 

คำตอบคือ แม้อิหร่านจะปิดเส้นทางเดินเรือของประเทศอื่นในภูมิภาค แต่การส่งออกน้ำมันของตนไม่ได้หยุดนิ่งทั้งหมด ปัจจุบัน อิหร่านยังสามารถส่งออกน้ำมันเฉลี่ยประมาณ 80% ของระดับก่อนสงคราม ผ่านเครือข่ายผู้ค้าต่างชาติและกองเรือเงาที่สหรัฐฯ สกัดกั้นได้ยาก ขณะเดียวกัน น้ำมันจำนวนมหาศาลที่ขนออกจากอ่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ยังคงเดินทางต่อได้

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซจากบางประเทศ เช่น อินเดียและปากีสถาน ได้รับอนุญาตจากอิหร่านให้ผ่านออกจากฮอร์มุซแล้ว โดยต้องใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนดและอยู่ในรัศมีการควบคุมของอิหร่านเอง ต่อมายังมีการส่งสัญญาณว่า อิหร่านพร้อมเจรจารายประเทศกับผู้นำเข้าพลังงานในเอเชีย หากประเทศเหล่านั้นยอมจ่ายค่าผ่านทาง ไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และใช้เส้นทางที่อิหร่านกำหนด อิหร่านก็พร้อมจะเปิดทางให้

 

นี่จึงไม่ใช่การปิดฮอร์มุซแบบ ‘ปิดตาย’ หากแต่เป็นการใช้ฮอร์มุซเป็นเครื่องมือหารายได้และต่อรองทางการเมือง

 

ต่อให้พรุ่งนี้ทรัมป์ประกาศหยุดยิง ความเสียหายทางการเงินก็ไม่ได้หายไปไหน รัฐอิหร่านยังต้องจ่ายต้นทุนของสงครามเองอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ อิหร่านจึงต้องพยายามหาผลตอบแทนจากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งพยายามผลักภาระไปยังประเทศรอบอ่าวหรือสหรัฐฯ ผ่านแนวคิดเรื่องค่าชดเชย เงินกู้ฉุกเฉิน หรือรูปแบบการชดเชยทางอ้อมอื่นๆ

 

สมการอิหร่านในวันนี้ แม้ว่าฝ่ายแข็งกร้าวอาจคุมกองทัพ แต่แม้แต่ฝ่ายแข็งกร้าวเองก็ไม่สามารถทำสงครามแบบไร้ขีดจำกัดได้ หากไม่มีฐานะการคลังรองรับ สงครามสมัยใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่ที่จำนวนขีปนาวุธ แต่ตัดสินกันที่ว่า ใครมีความสามารถทางการเงินพอจะทนได้นานกว่ากัน

 

สรุปก็คือ ระบอบอิหร่านยังไม่พัง แถมตรงกันข้าม กลับได้พื้นที่หายใจจากภัยคุกคามภายนอก ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเปิดเกมเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วยเพื่อยืนระยะให้ได้

 

จากนี้ไป สิ่งที่จะตัดสินอนาคตของสงครามครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ขีปนาวุธลูกต่อไปจะตกที่ไหน แต่รวมถึงว่าอิหร่านจะยังขายพลังงานได้มากเพียงใด จะเรียกเก็บ ‘ค่าผ่านทางแห่งสงคราม’ ได้มากเท่าใด และจะรักษาสมดุลระหว่างสายทหารกับสายการเมือง-การทูตภายในรัฐได้นานเพียงใดด้วย

 

ในท้ายที่สุด สงครามจะจบลงไม่ใช่เมื่อฝ่ายหนึ่งยิงต่อไม่ไหว แต่จบลงเมื่อฝ่ายหนึ่ง ‘แบกรัฐต่อไปไม่ไหว’ ต่างหาก

 

ภาพ: Majid Asgaripour / WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

The post ทำไมระบอบอิหร่านยังไม่พัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร่วมกันสร้าง ‘กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0’ ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคสู่ระดับใหม่ https://thestandard.co/lancang-mekong-cooperation-2-0/ Wed, 25 Mar 2026 05:45:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1191064 แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประเทศในลุ่มน้ำ

แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ‘แม่น้ำแห่งชีวิต’ ที่ทอดยาวคดเคี้ […]

The post ร่วมกันสร้าง ‘กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0’ ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคสู่ระดับใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประเทศในลุ่มน้ำ

แม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ‘แม่น้ำแห่งชีวิต’ ที่ทอดยาวคดเคี้ยวนับพันกิโลเมตร ไม่เพียงหล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของลุ่มน้ำ หากยังเชื่อมโยงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งของประชาชนทั้ง 6 ประเทศเข้าด้วยกัน

 

ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของการจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้ง กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงได้ยึดมั่นในเจตนารมณ์ ‘ดื่มน้ำสายธารเดียวกัน โชคชะตาผูกพันกัน’ ส่งเสริมวัฒนธรรมล้านช้าง-แม่โขงที่ตั้งอยู่บนหลัก ‘ความเสมอภาค ความจริงใจ และความเป็นครอบครัวเดียวกัน’

 

พร้อมทั้งยึดถือจิตวิญญาณแห่งล้านช้าง-แม่โขง ได้แก่ “การพัฒนาเป็นลำดับแรก การปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม ความร่วมมือเชิงปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และความเปิดกว้างครอบคลุม” ขับเคลื่อนความร่วมมือใน 3 เสาหลัก และ 5 สาขาความสำคัญ สร้าง “ความเร็วแบบล้านช้าง-แม่โขง” ที่มีความก้าวหน้าทุกวัน มีผลลัพธ์ทุกเดือน และยกระดับทุกปี จนกลายเป็น ‘ต้นแบบสีทอง’ ของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีพลวัตและศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ตลอดระยะเวลา 10 ปีแห่งการร่วมมือและก้าวเดินไปข้างหน้า ได้ประจักษ์ถึงผลสำเร็จอันอุดมสมบูรณ์

 

ความเชื่อมั่นเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งหกประเทศเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันได้ครอบคลุมความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างรอบด้าน ความร่วมมือด้านความมั่นคงมีความลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ‘ปฏิบัติการล้านช้าง-แม่โขงปลอดภัย’ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และบรรลุผลเชิงประจักษ์ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การพนันออนไลน์และการหลอกลวงทางโทรคมนาคม

 

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าก็เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับ 5 ประเทศลุ่มน้ำเพิ่มขึ้นถึง 125% โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาเชื่อมโยงทั้งในมิติทางกายภาพและดิจิทัล ตลอดจนห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานมีการยกระดับเชิงลึก

 

ขณะที่ ‘ระเบียงนวัตกรรม’ กลายเป็นจุดเด่นใหม่ ในขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดระหว่างประชาชนเพิ่มมากขึ้น ‘วีซ่าล้านช้าง–แม่โขง’ ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และกองทุนพิเศษของกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงได้สนับสนุนโครงการ ‘Small but Beautiful’ กว่าพันโครงการในด้านทรัพยากรน้ำ เกษตรกรรม การลดความยากจน และสาธารณสุข ซึ่งสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนทั้งหกประเทศ

 

มุ่งสู่ ‘กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง 2.0’ เพื่อยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค

 

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งหกประเทศได้พบปะกัน ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน และประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ครั้งที่ 10

 

โดย หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เน้นย้ำว่าทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดันการสร้าง ‘กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง 2.0’ ที่ตั้งอยู่บนหลัก “ความเป็นหนึ่งเดียว การเปิดกว้างเพื่อผลประโยชน์ร่วม นวัตกรรมสีเขียว และสันติภาพ” เพื่อร่วมกันเปิดศักราชแห่ง ‘ทศวรรษทอง’ บทใหม่ของความร่วมมือ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างแข็งขันจากทุกประเทศ ในระยะต่อไป ควรพัฒนากลไกกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง และผลักดันการจัดตั้งสำนักเลขาธิการกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เร่งรัดกระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง สร้างเครือข่ายการคมนาคม อุตสาหกรรม และพลังงานที่เชื่อมโยงกันและมีประสิทธิภาพยิ่งในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมในระดับภูมิภาค โดยร่วมกันดำเนินการในประเด็นสำคัญ เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (LMLECC) ให้เข้มแข็ง และสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึก ‘ครอบครัวล้านช้าง–แม่โขง’ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การศึกษา สื่อ และคลังสมอง เพื่อให้ผลลัพธ์ของความร่วมมือเข้าถึงได้และสัมผัสได้มากยิ่งขึ้น

 

เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในลุ่มน้ำ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายระดับโลก

 

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ ลัทธิความเป็นเจ้าและการเมืองเชิงอำนาจกำลังแพร่หลายอย่างมาก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระเบียบระหว่างประเทศ ความสงบสุขและเสถียรภาพในเอเชียที่ดำรงมาอย่างยาวนานนั้นมิใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย จึงควรค่าแก่การรักษาไว้

 

ประเทศจีนยังคงเป็นหลักยึดด้านความมั่นคงของภูมิภาค เป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนา และเป็นผู้ยึดมั่นในคุณค่าร่วมของเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในแนวคิดภูมิภาคนิยมแบบเปิดกว้างและพหุภาคีนิยมที่แท้จริง และดำเนินนโยบายเพื่อนบ้านที่ดี มั่นคง และเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมทั้งยึดหลัก “ใกล้ชิด จริงใจ เกื้อกูล และครอบคลุม” ตลอดจนแนวคิด “มีชะตากรรมร่วมกัน”

 

ลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขงควรมุ่งสู่การเป็นภูมิภาคต้นแบบของข้อริเริ่ม ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ ข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลก ข้อริเริ่มความมั่นคงระดับโลก ข้อริเริ่มอารยธรรมระดับโลกและข้อริเริ่มธรรมภิบาลระดับโลก อีกทั้งควรเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและการได้ประโยชน์ร่วมกัน จีนยินดีร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสร้าง ‘ห้าบ้านเรือน’ ได้แก่ บ้านเรือนแห่งความสงบสุข ความปลอดภัย ความมั่งคั่ง ความสวยงาม และมิตรภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นของลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง

 

สานต่อมิตรภาพพิเศษไทย-จีน สู่ อีก ‘50 ปีทอง’ ถัดไป

 

ไทยและจีนเป็นทั้งญาติสนิท มิตรแท้ และหุ้นส่วนที่ดี ทั้งสองประเทศได้ผ่านบททดสอบจากความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก และยังคงยึดมั่นในความเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค ความไว้วางใจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

 

ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนจีนภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ และความสำคัญที่ราชวงศ์ไทยทรงให้ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การนำเชิงยุทธศาสตร์ของประมุขทั้งสองประเทศได้เสริมพลังให้การสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันมีความมั่นคง เจริญรุ่งเรือง และยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

ประเทศไทย ประเทศผู้ริเริ่มและผู้มีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ตลอดจนเป็นประเทศเจ้าภาพร่วมในปัจจุบัน

 

ปีนี้ยังเป็นปีเริ่มต้นของ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15’ ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นของอีก ‘50 ปีทอง’ ถัดไปของความสัมพันธ์จีน-ไทย จีนพร้อมเดินหน้าร่วมกับประเทศไทย เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างแผนพัฒนา ฉบับที่ 15 กับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ยกระดับการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สนับสนุนประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงครั้งที่ 5 และผลักดันการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศและประชาชนของทั้งสองฝ่าย โดยใช้ความมั่นคงของความสัมพันธ์จีน-ไทยเป็นพลังเสริมสร้างความแน่นอนให้แก่สถานการณ์โลกที่ผันผวน

 

ภาพ: Alex Bowie / Getty Images

The post ร่วมกันสร้าง ‘กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0’ ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคสู่ระดับใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3? https://thestandard.co/world-war-3-us-iran-china/ Mon, 09 Mar 2026 07:37:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1185792 ภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บ่งชี้สถานการณ์ตึงเครียดที่อาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

ช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเหตุการณ์ที่อิสร […]

The post กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บ่งชี้สถานการณ์ตึงเครียดที่อาจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

ช่วงนี้คงไม่มีเรื่องไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเหตุการณ์ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาจับมือกันถล่มอิหร่านอย่างหนัก จรวดนับร้อยนับพันบินกันว่อนอย่างกับภาพยนตร์ หรือนี่อาจเป็นสัญญาณการเริ่มต้นของ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’?

 

สหรัฐฯ กับอิหร่านเคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันเมื่อสมัยที่อิหร่านยังเป็นราชอาณาจักร มีกษัตริย์ที่ชื่อชาร์ อิหร่านในยุคนั้นถือว่าทันสมัยมาก ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเสรี ไม่ได้เคร่งศาสนา วัฒนธรรมป๊อบของสหรัฐฯ ไหลเข้าไปแบบเต็มๆ สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในแทบทุกด้าน ปกป้องราชวงศ์ ช่วยพัฒนาในหลายมิติ แลกกับการที่อิหร่านดูแลผลประโยชน์ และหยิบยื่นผลประโยชน์ให้แก่สหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าคือผลประโยชน์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และน้ำมัน

 

เพราะอิหร่าน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูมิศาสตร์ดีที่สุดในโลก ติดทะเลหลายด้าน และอยู่กึ่งกลางระหว่างเอเชียและยุโรป เรียกได้ว่าในอดีตใครจะไปไหนก็ต้องผ่านอิหร่าน นี่จึงเป็นหัวใจของการเดินทาง และการค้าขายของโลกนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นเหตุผลของความเจริญในอดีตของอาณาจักร ‘เปอร์เซีย’ ที่อยู่บริเวณนี้มาก่อนที่จะกลายร่างเป็นอิหร่าน

 

นอกจากนี้ ยังมีช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz Strait) ที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญลำดับต้นๆ ของดาวดวงนี้ สินค้า น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทั้งหมดทั้งปวงล้วนผ่านช่องทางนี้ก่อนออกไปสู่ประเทศต่างๆ

 

ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ อิหร่านจึงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก ใครคุมพื้นที่นี้ได้ ก็เท่ากับคุม logistics ของโลก ทั้งมิติของพลังงาน การขนส่ง การเดินทาง และ supply chain

 

ต่อมาเมื่ออิหร่านเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์ไปสู่ระบอบศาสนาอย่างเคร่งครัด ผู้นำที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งและอยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนาน มีความไม่ไว้ใจสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอย่างรุนแรง สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องถอยออกมา และแน่นอนเป็นที่สุด สหรัฐฯ เสียผลประโยชน์ที่เคยได้ นำมาซึ่งความขัดแย้งยาวนานระหว่างสหรัฐ (รวมถึงอิสราเอล) กับอิหร่าน

 

จากเหตุผลของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาประกาศถึงเหตุผลของการบุกถล่มอิหร่านในครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้ต่างอะไรกับการฟังประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ย้อนกลับไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ฟังแล้วเหมือนว่า สหรัฐฯ หมดความอดทนกับอิหร่าน ในฐานะประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายและพยายามจะสะสมอาวุธนิวเคลียร์ จนนำมาซึ่งปฏิบัติการทหารเต็มรูปแบบในครั้งนี้ จนคร่าชีวิตผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้สำเร็จอย่างที่ทั่วโลกเห็นแล้วต้องเบะปากมองบน เพราะมันดูป่าเถื่อนและตามใจเสียเหลือเกิน

 

แต่เหตุผลลึกๆ จะมีอะไรในกอไผ่มากกว่านั้นหรือไม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจีน?

 

จากการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านพบว่า จีนมีการลงทุนในอิหร่านไม่น้อย โดยเฉพาะในการเป็นผู้ซื้อพลังงานรายสำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้จีนกับอิหร่านมีความสัมพันธ์ทางการทูตที่ค่อนข้างดี และมีอิทธิพลในอิหร่านมากพอดูเลยทีเดียว

 

แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หากลองวิเคราะห์กันดูดีๆ การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ มีความคล้ายกับการโจมตีเวเนซุเอลาและการพยายามจะซื้อกรีนแลนด์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติที่พื้นที่ทั้งหมดนี้คือพื้นที่ที่จีนมีอิทธิพลอยู่เหมือนๆ กัน อีกทั้งยังเป็นที่ที่จีนพึ่งพาในด้านอุปทาน (Supply) และมีเส้นทางการขนส่งสินค้าที่สำคัญ

 

หากเรื่องนี้มีส่วนจริง ก็อาจจะต้องมองเหตุการณ์นี้ใหม่ ว่านี่อาจไม่ใช่แค่การโจมตีอิหร่านด้วยเหตุผลว่าอิหร่านสนับสนุนการก่อการร้ายและสะสมนิวเคลียร์ แต่อาจเป็นการมุ่งเป้าไปที่การตัดอิทธิพลและห่วงโซ่อุปทานของจีนหรือไม่?

 

ถ้าใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ น่าจะเป็นเพียงแค่ trailer ของภาพยนตร์เรื่องยาว ที่อาจนำไปสู่ ‘สงครามโลกครั้งใหม่’

 

ย้อนกลับมาสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน การที่อิหร่านโจมตีประเทศรอบข้างโดยเฉพาะที่มีฐานทัพสหรัฐฯ และโลกตะวันตกอยู่เสมือนการลากทุกคนรอบตัวเข้าสู่สงคราม จนหลายประเทศลุกขึ้นมาประกาศสงครามและพร้อมตอบโต้หากได้รับผลกระทบ รวมถึงการที่จีนลุกขึ้นมาเล่นบทผู้นำการรักษาไว้ซึ่งระเบียบกติกาสากลของโลกเดิม และกติกาของ UN พร้อมประณามการกระทำของสหรัฐฯ อย่างตรงไปตรงมา

 

ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบอกว่างานนี้ การขยายวงและการยกระดับของสงคราม มีความเป็นไปได้สูง

 

เมื่อสงครามปะทุ ผู้คนในประเทศอิหร่านก็แตกออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสรรเสริญสหรัฐฯ ที่เข้ามาช่วยปลดปล่อยจากระบอบเผด็จการที่โหดร้าย แต่อีกฝั่งร่ำไห้เพราะการจากไปของผู้นำสูงสุด ภาพเหล่านี้ชี้ให้เห็นบทเรียนที่น่าสนใจ คือความแตกกันทางความคิดของคนในชาติ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่หล่อลื่นให้การแทรกแซงจากภายนอกทำได้ง่ายขึ้น

 

ประเทศอย่างเราก็ต้องพึงระลึกเสมอว่า การเมืองระหว่างประเทศ กับการเมืองภายในประเทศ อยู่ใกล้กันมากกว่าที่คิด จะแยกขาดจากกันเป็นเรื่องยาก การเอาตัวรอด รวมถึงการคว้าไว้และรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใส่ใจ

 

สำหรับประเทศไทยและคนไทยเรา สิ่งที่จะกระทบแน่ๆ ด้านหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้น ราคาน้ำมัน ก๊าซ รวมถึงสินค้าต่างๆ ที่ส่งมาจากต่างประเทศ เพราะเมื่อช่องแคบปิด การเดินทางก็ชะงัก น้ำมันที่ส่งออกมาชะงัก ก็น่าจะส่งผลถึงราคาน้ำมันและการเดินทาง รวมไปถึงสินค้าและบริการที่ใช้น้ำมันเป็นปัจจัยก็น่าจะทยอยขึ้นราคา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะกระทบเป็นวงกว้างไม่ใช่แค่ประเทศไทย

 

อีกด้านหนึ่ง ก็ต้องมองกันในมุมความมั่นคงด้วยเช่นกัน เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งรวมของคนทุกชาติทุกภาษา ทั้งอเมริกัน อิสราเอล อิหร่าน และอื่นๆ ล้วนมีชุมชนในประเทศไทยทั้งสิ้น อันนี้ก็ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าสงครามในตะวันออกกลางจะกระเด็นมาถึงประเทศไทยได้หรือไม่ เช่น ในรูปแบบการก่อการร้ายหรือการก่อวินาศกรรมต่อชุมชนต่างชาติต่างๆ เหล่านี้

 

ในด้านภาพใหญ่ของประเทศ งานนี้ต้องหูตาไว ต้องเล่นเกมให้เป็น หาหลังพิงให้ได้ โดยเฉพาะถ้าพิงอาเซียนได้ก็น่าจะปลอดภัยมากขึ้น แต่อย่างว่า…อาเซียนจะพิงได้หรือไม่ใครๆ ก็รู้กันดี ถ้าพิงแล้วจะพากันล้มก็คงต้องพอก่อน แบบที่วัยรุ่นเค้าบอกว่า “อาจจะยังน้า”

 

หรืออาจจะถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่นอาเซียน ทำให้อาเซียนแข็งแรงพอที่จะพิงได้เสียที

 

หรือนี่อาจเป็นบทบาทที่ไทยต้องเป็นผู้นำ แล้วทำอาเซียนให้เป็นปึกแผ่น แล้วพากันผ่านวิกฤตโลกไปด้วยกัน

 

อาจจะดีนะ ดีกว่าอยู่ไปวันๆ แล้วรั้งท้ายอาเซียนในทุกมิติ

 

สุดท้ายก็หวังว่าวันนี้โลกทั้งใบจะยังพอมีโอกาสที่จะป้องกัน สกัดกั้น ไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งใหม่ หวังว่าประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กอื่นๆ จะร่วมมือร่วมใจกันรักษากติกาของโลกไว้ให้ได้ อย่างน้อยก็ให้คนที่ตายไปหลายล้านคนในสงครามโลกก่อนหน้านี้…ไม่เสียเปล่า

 

ดูจากพฤติกรรมของมหาอำนาจวันนี้แล้ว คงต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า น่าเป็นห่วง ฟางเส้นสุดท้าย ก็ยังเชื่อว่าเป็นเกาะที่ชื่อ ‘ไต้หวัน’ แตะเมื่อไร มังกรจะตื่นและวันนั้นคงจะได้เห็น ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ เป็นแน่

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

The post กลิ่นสงครามโลกครั้งที่ 3? appeared first on THE STANDARD.

]]>