วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/วีรวัฒน์-อัจจุตมานัส/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 26 May 2026 11:15:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 My Royal Nemesis เมื่อ ‘นางร้ายระดับตำนาน’ ถูกเล่าใหม่ในจังหวะคอมเมดี้สุดฮา https://thestandard.co/my-royal-nemesis-korean-series-comedy/ Tue, 26 May 2026 11:15:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1211238 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน

  นาทีนี้คงไม่มีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่จะสร้างควา […]

The post My Royal Nemesis เมื่อ ‘นางร้ายระดับตำนาน’ ถูกเล่าใหม่ในจังหวะคอมเมดี้สุดฮา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 1

 

นาทีนี้คงไม่มีซีรีส์เกาหลีเรื่องไหนที่จะสร้างความฮือฮาและทุบสถิติบนสตรีมมิ่งได้ดุเดือดเท่ากับ My Royal Nemesis อีกแล้ว ปรากฏการณ์การทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องฟลุก แต่เป็นผลลัพธ์ของการผสมสูตรทางเคมีที่จงใจ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่พล็อตเรื่องการข้ามเวลา แต่คือ “การรื้อแล้วสร้างใหม่” ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์และตัวเลือกนักแสดงที่ท้าทายขนบนิยมของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี

 

My Royal Nemesis คือเรื่องราวของคังดันชิม (อิมจียอน) นางสนมจากยุคโชซอนเมื่อ 300 กว่าปีก่อน ผู้มีความฉลาดหลักแหลม แต่ด้วยเล่ห์กลทางการเมืองทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อต้องโทษดื่มยาพิษพระราชทาน อย่างไรก็ตามเธอไม่ตายแต่มาอยู่ในร่างของ ชินซอรี นักแสดงสาวโนเนมในยุคปัจจุบันที่กำลังเข้าฉากโดนวางยาพิษในละครย้อนยุคอยู่พอดี.

 

คังดันชิมพบว่าประวัติศาสตร์จารึกว่าเธอคือนางร้าย และต้องใช้ชีวิตน่าหดหู่ของชินซอรีที่มักเป็นผู้ถูกกระทำจนก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จใดๆ ไม่ได้เลย เธอต้องพบกับโลกใหม่ที่มีทั้งสมาร์ตโฟน แชบอล และวัฒนธรรมคนดัง จึงต้องใช้สัญชาตญาณและการเอาตัวรอดอันจัดจ้านมาฟาดฟันกับผู้คน จนกระทั่งพบกับ ชาเซกเย (ฮอนัมจุน) ทายาทแชบอลผู้เย็นชา หน้าเลือด และถูกขนานนามว่าเป็น “อสูรกายแห่งโลกทุนนิยม” ไหนจะลูกพี่ลูกน้องของเขา ชเวมุนโด (จางซึงโจ) ที่ภายนอกดูใสแต่ข้างในร้ายสุดๆ ที่สำคัญหน้าตาดันคล้ายกับศัตรูที่พรากชีวิตเธอเมื่อชาติที่แล้วแถมเหตุการณ์ยุคปัจจุบันก็เหมือนว่าจะซ้ำรอยกับอดีตไปอีก อย่างไรก็ตาม คังดันชิมหรือชินซอรี ‘ไม่ใช่เหยื่อของแกอีกต่อไป๊’ ฝีมือนางร้ายแห่งวังหลวงจะแซ่บแค่ไหนต้องคอยติดตาม

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 2

 

สารตั้งต้นของ My Royal Nemesis คือเรื่องราวของ พระสนมจางฮีบิน (จางอ๊กจอง) สตรีผู้ทรงอิทธิพลและถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งใน “นางร้าย” ที่อื้อฉาวที่สุดของราชวงศ์โชซอนมาเป็นแรงบันดาลใจหลัก โดยตัวละครคังดันชิมถอดรหัสออกมาแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นไม่ใช่ชนชั้นสูง (สนมจางเป็นชนชั้นกลางมาก่อน แต่ในเรื่องบิดให้เคยเป็นทาส) และจุดจบที่ต้องดื่มยาพิษพระราชทานในตำหนักชวีซอน (ซึ่งในซีรีส์ดัดแปลงชื่อเป็นตำหนักฮยางซอน)

 

แต่บทละครก็ไม่ได้เดินตามพงศาวดารฉบับกระแสหลักที่มักเขียนมักวาดภาพให้จางฮีบินเป็นหญิงบ้าอำนาจและทำคุณไสยมนต์ดำ แต่เลือกมองมุมกลับในเชิงสิทธิสตรีโดยตั้งคำถามว่า ความร้ายกาจของเธอในอดีตคือการเอาตัวรอดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไร้ทางสู้ในโครงสร้างสังคมที่ผู้ชายและระบบชนชั้นหรือไม่ เมื่อวิญญาณของคังดันชิมมาสวมร่างของชินซอรีนักแสดงสาวปลายแถวในยุคปี 2026 สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและสายตาที่มองทะลุเกมการเมืองจึงกลายเป็นเครื่องมือฟาดฟันกับโลกทุนนิยมยุคปัจจุบัน เหมือนการเปรียบเทียบว่าการเลื่อยขาเก้าอี้และหักหลังในวังหลวงโชซอนก็ไม่ได้ต่างอะไรกับวงการบันเทิงและโลกธุรกิจแชบอลยุคปัจจุบันเลย

 

อีกส่วนที่เห็นได้คือคนเขียนบทและผู้กำกับเข้าใจพฤติกรรมของคนดูในยุคนี้เพราะซีรีส์ไม่ได้เน้นการปูเรื่องยืดยาดแต่ละตอนจะถูกซอยย่อยด้วยฉากจังหวะนรกใส่มุกฮาๆ แบบไม่ยั้งทั้งการใช้ราชาศัพท์ในโลกปัจจุบันของนางเอก หรือบุคลิกร้ายๆ ในโลกโบราณแต่ดูผิดที่ผิดทางในโลกปัจจุบัน รวมทั้งการใส่ความเป็นการ์ตูนในหลายๆ ฉากทำให้คังดันชิมกลายเป็นนางร้ายที่น่ารักขึ้นมาทันที อย่างไรก็ดีมีบางจังหวะที่อยากให้นางใส่เล่ห์เหลี่ยมความร้ายกาจมากกว่านี้ก็น่าจะได้มุกตลกโดนเส้นจนเป็นซีรีส์ตลกขึ้นหิ้งได้ไม่ยาก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 3

 

และหากจะพูดถึงความสำเร็จของเรื่องนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกินครึ่งมาจากพลังแบกเรื่องของ อิมจียอน เธอคือนางเอกแถวหน้าที่ไม่ได้เริ่มจากบทสาวหวานสวยใสแต่เริ่มต้นอาชีพด้วยเสน่ห์เย้ายวนในภาพยนตร์ยุคแรกๆ จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในบท พัคยอนจิน จาก The Glory ทำให้เกิดภาพจำว่าเธอคือนางร้ายระดับชาติ ส่วนผลงานยุคหลังๆ ก็มักจะอยู่ในบทผู้หญิงแกร่งที่มีมิติหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบทใน Lies Hidden in My Garden, The Killing Vote และ The Tale of Lady Ok ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ สำหรับ My Royal Nemesis ที่ต้องใช้ส่วนผสมจากประสบการณ์ทั้งหมดแถมอัปเกรดการแสดงไปอีกขั้นด้วยการเล่นคอมเมดี้จังหวะนรกได้อย่างน่ารักและมีเสน่ห์อีกด้วย

 

อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์คือการเลือกฮอนัมจุนมารับบทพระเอกในเรื่องด้วยภาพลักษณ์ที่ผ่านมาเขามักจะได้รับบทตัวละครสีเทาเข้ม หรือชายหนุ่มสุดความดุดันและอันตราย ซึ่งก็ไปได้ดีกับบุคลิกพระเอกของเรื่องที่ดูนิ่งลึก และความตึงเครียดสมฉายา “อสุรกายทุนนิยม” ได้อย่างสมจริง จนเมื่อต้องมาปะทะกับอิมจียอน กลายเป็นเคมีแบบเสือสองตัวที่พร้อมจะขย้ำกันเอง เมื่อตัวละครนี้เริ่ม “หลุดมาด” เพราะความปั่นป่วนของนางเอก จึงกลายเป็นจุดขายที่ทำให้คนดูตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย

 

My Royal Nemesis ไม่ใช่แค่ซีรีส์คอเมดี้เบาสมองที่ดูผ่านๆ แล้วลืม แต่มันคืองานที่ผ่านกระบวนคิดมาแล้ว ทั้งการหยิบประวัติศาสตร์มาเขย่าใหม่ การเลือกใช้นักแสดงที่ถูกฝาถูกตัว และการมอบบทบาทที่ส่งเสริมศักยภาพของอิมจียอนและฮอนัมจุนอย่างเต็มที่

 

นี่คือซีรีส์ที่บอกเราว่า บางครั้งการจะเป็นนางเอกหรือพระเอกที่ชนะใจคนดูยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตามตำราเก่า แต่ต้องมีความ ‘กล้า’ และ ‘บุคลิก’ ที่โดดเด่นพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ๆ ให้กับคนดูได้ต่างหาก

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ My Royal Nemesis แสดงอิมจียอนและฮอนัมจุน 4

The post My Royal Nemesis เมื่อ ‘นางร้ายระดับตำนาน’ ถูกเล่าใหม่ในจังหวะคอมเมดี้สุดฮา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สอดสร้อยมาลา: ระบำแห่งความเปลี่ยนแปลงในกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนวน https://thestandard.co/sodsroi-mala-dance-history/ Thu, 14 May 2026 12:00:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1207231 ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

  *บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร   ท่ามกลา […]

The post สอดสร้อยมาลา: ระบำแห่งความเปลี่ยนแปลงในกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 1

 

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร

 

ท่ามกลางละครพีเรียดที่มักผลิตซ้ำเรื่องราวชิงรักหักสวาทในรั้วในวัง สอดสร้อยมาลา ของช่อง One 31 ภายใต้การกำกับของ สันต์ ศรีแก้วหล่อ กลับเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านชีวิตผู้หญิงและจังหวะก้าวที่เปลี่ยนไปของนาฏศิลป์ไทยในช่วงเวลาที่สยามเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่แนวคิดมักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย แต่เมื่อเห็นโลโก้กระทรวงวัฒนธรรม และThailand Creative Culture Agency (THACCA) ก็ยอมรับถึงความใจกว้างสนับสนุนให้เนื้อหาละครไทยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ได้อวยยศฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สร้างสมดุลอย่างน่าสนใจ

 

สอดสร้อยมาลา บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงปลายรัชกาลที่ 6 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เรื่อยเลยมาจนถึงยุคทองของภาพยนตร์ไทย ผ่านชีวิตของนางรำหลวงชื่อดังสองคนคือสร้อย (มาเบล-สุชาดา สอนพันธ์ และหมิว-ลลิตา ปัญโญภาส) และมาลา (เอินเอิน-ฟาติมา เดชะวลีกุล และคัทลียา แมคอินทอช) ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ยังเด็ก จนกระทั่งเข้าสู่วัยสาว ความ ‘รักเพื่อน’ ก็เปลี่ยนเป็น ‘รักแรก’ ในใจของสร้อย ขณะที่มาลาไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะมุ่งมั่นในจารีตด้วยใจรักในนาฏศิลป์ไทย กลายจุดเริ่มต้นความบาดหมาง

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 2

 

สร้อยพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้มาลาหันมาสนใจถึงขั้นลาออกจากคณะละครหลวงเพื่อไปเป็นนางเอกละครร้องซึ่งเป็นความบันเทิงแนวใหม่ในสมัยนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันมาลาเริ่มมีหนุ่มมาติดพันทั้งท่านชายราม (กระทิง-ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์) เชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ และพลโทพร้อม (เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล) นายทหารหัวก้าวหน้าที่มาลามีใจถึงขั้นหมั้นหมาย แต่ด้วยแนวคิดทางการเมืองและเหตุการณ์วุ่นวายหลายอย่างทำให้มาลาต้องตัดสินใจแต่งงานกับท่านชายรามแทน ขณะที่ความบาดหมางกับสร้อยก็ดูจะคลี่คลายไป แต่ด้วยกงล้อแห่งยุคสมัยทำให้ทั้งสองคนเหมือนอยู่กันคนละขั้วจนไม่อาจจะกลับมาเป็น ‘เพื่อนรัก’ กันได้เหมือนเดิม  

 

สารภาพตามตรงว่าพอเห็นชื่อ ‘พี่หมิว’ กับ ‘พี่แหม่ม’ มายืนประชันหน้ากันในมาตรฐานการผลิตของช่อง One31 ก็ทำให้ละครเรื่องนี้น่าดูขึ้นมาเลย ยิ่งผนวกกับการที่ช่อง One31 เลือกใส่ความเป็นยูริในละครพีเรียดฟอร์มยักษ์ก็ขอซูฮกที่หยิบกระแสซอฟต์พาวเวอร์ของไทยมาดึงดูดความสนใจได้ดีทีเดียว และชอบมากกว่าเดิมที่ประเด็น ‘ยูริ’ ถูกดึงกลับเข้าประเด็นความเป็นเพื่อนอย่างรวดเร็วเพื่อปูทางสู่ความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าคือเรื่องสังคมและอุดมการณ์ในแบบย่อยง่ายถูกจริตไทยอีกต่างหาก

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 3

 

หัวใจสำคัญของเรื่องคือการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมผ่านชีวิตของนางรำสองคนที่เป็นเหมือนกระจกเงาของยุคสมัย มาลา คือตัวแทนของจารีตดั้งเดิมผู้พยายามประคองศิลปะชั้นสูงให้คงความบริสุทธิ์ท่ามกลางยุคสมัยที่อำนาจเก่ากำลังหมดแรง ในขณะที่ สร้อย คือตัวแทนของวิวัฒนาการ พร้อมจะปรับตัวสู่สิ่งใหม่ อย่างการก้าวไปสู่นางเอกละครร้อง และต่อยอดไปสู่โลกภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสื่อบันเทิงชนิดใหม่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคสร้างชาติ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างมาลาและสร้อยที่เคยผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง จึงต้องพังทลายลงที่ไม่น่าใช่แค่ความเข้าใจผิดส่วนตัว แต่เพราะทั้งคู่ยืนอยู่คนละฝั่งของประวัติศาสตร์ เมื่อโลกหมุนไปสู่ยุครัฐนิยมของจอมพล ป พิบูลสงคราม ที่ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นความล้าหลัง และการรำไทยต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ มาลาจึงกลายเป็นผู้แพ้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่สร้อยกลายเป็นดาวเด่นที่ยอมแลกตัวตนเพื่อการอยู่รอด

 

ขณะที่ประเด็นทางการเมืองถูกเล่าผ่านตัวละครฝ่ายชายทั้งท่านชายราม และ พลโทพร้อม เพื่อตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่าและอำนาจใหม่ที่อยู่บนฝั่งซ้ายและขวาสายกลาง แล้วเพิ่มตัวละครสุดโต่งทั้งสองข้าง ทำให้เห็นความพยายามสร้างสมดุลของทั้งคู่ เรียกว่าทั้งเห็นใจในความพยายามรักษาจารีตของฝ่ายหนึ่งพอๆ กับที่เข้าใจความกระหายใคร่รู้ในศิวิไลซ์ของอีกฝ่าย ที่แน่ๆ ทั้งสองฝ่ายทำไปด้วยความเชื่อที่ตนคิดว่าดีที่สุดสำหรับประเทศ 

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 4

 

ละครเรื่องนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่ขั้วการเมืองใดขั้วหนึ่งมากเกินไป แต่กลับสำรวจว่า “อดีต” ส่งผลต่อ “ปัจจุบัน” อย่างไร ตัวละครรุ่นใหญ่อย่าง สร้อยสุดา (หมิว ลลิตา) และ แม่ครูมาลา (แหม่ม คัทลียา) คือภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากความขัดแย้งในอดีตที่ยังไม่ได้รับการสะสาง ความเป็นศัตรูของทั้งคู่จึงเข้มข้นขึ้นตามอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนระอุ 

 

สิ่งหนึ่งที่กระแทกใจคือประโยค Keyword ที่ถูกย้ำซ้ำๆ ในเรื่องว่า “คนไทยยังไม่พร้อม” ซึ่งบทละครของ พิมพ์มาดา พัฒนอลงกรณ์ หยิบมาใช้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ประโยคนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเล่าบรรยากาศช่วงปลายรัชกาลที่ 6 จนถึง พ.ศ. 2475 เท่านั้น แต่มันคือการตั้งคำถามมาถึงปี 2569 ว่าผ่านเกือบศตวรรษ ทำไมวาทกรรมนี้ยังคงส่งเสียงกังวานอยู่ในสังคมไทย และเราใช้เวลาเกือบร้อยปีเรียนรู้อะไรบ้าง. 

 

ตราบใดที่ยังมีความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการสะสาง และตราบที่ ‘คนไทยยังถูกมองว่าไม่พร้อม’ สังคมเราก็เปรียบเสมือนการรำที่หมุนวนอยู่กับที่ท่าเดิม สวยงามแต่ไม่มีวันไปถึงจุดหมาย และสุดท้ายเหยื่อที่แท้จริงก็คือเหล่า ‘ดอกไม้’ ที่ถูกเด็ดทิ้งไปในนามของคำว่า ‘ความมั่นคง’ และ ‘ความเจริญ’ นั่นเอง

 

นี่คือละครที่คุณไม่ควรพลาด ไม่ใช่เพียงเพราะความสนุก แต่เพราะมันคือการมองกระจกสะท้อนหน้าประวัติศาสตร์ที่เราอาจจะยังไม่เคยข้ามผ่านมันไปได้จริงๆ

 

*สอดสร้อยมาลาฉายทุกวันพุธ – พฤหัสบดี เวลา 20:30 น.

 

ภาพจากละคร สอดสร้อยมาลา แสดงถึงนาฏศิลป์ไทยและการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ 5

The post สอดสร้อยมาลา: ระบำแห่งความเปลี่ยนแปลงในกงล้อประวัติศาสตร์ที่หมุนวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Perfect Crown เมื่อ “ความแมส” ปะทะ “ความหรู” ในสมการที่คำนวณมาอย่างดี https://thestandard.co/perfect-crown-k-drama-review/ Wed, 22 Apr 2026 11:48:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1200103 ภาพโปสเตอร์หรือฉากจากซีรีส์เกาหลี Perfect Crown แสดงถึงความสวยงามและหรูหราของโปรดักชัน พร้อมนักแสดงนำ ไอยู และบยอนอูซอก

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*   อุตสาหกรรมบ […]

The post Perfect Crown เมื่อ “ความแมส” ปะทะ “ความหรู” ในสมการที่คำนวณมาอย่างดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์หรือฉากจากซีรีส์เกาหลี Perfect Crown แสดงถึงความสวยงามและหรูหราของโปรดักชัน พร้อมนักแสดงนำ ไอยู และบยอนอูซอก

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์*

 

อุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้ต้นปี 2026 ไม่มีปรากฏการณ์ไหนจะร้อนแรงไปกว่าการมาถึงของ Perfect Crown หรือชื่อไทย รักนี้มงลง ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่รวบรวมเอาที่สุดของวงการมาไว้ในที่เดียว ตั้งแต่นักแสดงระดับแม่เหล็กอย่างไอยู (IU) และบยอนอูซอก ไปจนถึงงานสร้างที่ทุ่มทุนสร้างมหาศาลเพื่อจำลอง “เกาหลีใต้ในระบอบกษัตริย์ยุคใหม่” แต่ภายใต้ความสวยหรูระดับพรีเมียมนั้น มีประเด็นที่น่าชำแหละอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของความสำเร็จทางสถิติและรอยโหว่เรื่องบทละครแบบสูตรสำเร็จ

 

Perfect Crown คือเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกสมมติที่เกาหลีใต้ยุคปัจจุบันยังคงมีการปกครองระบอบกษัตริย์ ซองฮีจู (ไอยู) คือหญิงสาวที่เพียบพร้อมไปทุกอย่างยกเว้นบารมี เพียงเพราะเธอเป็นลูกสาวนอกสมรสของตระกูลแชโบล ที่ผู้เป็นพ่อหวังจะมอบทรัพย์สมบัติให้กับพี่ชาย จนมองข้ามความสำคัญของเธอ

 

ขณะที่องค์ชายอีอัน (บยอนอูซอก) คือผู้สำเร็จราชการแทนกษัตริย์องค์ปัจจุบัน เขาคือเจ้าชายหนุ่มรูปงามขวัญใจสาวๆ แต่เบื้องหลังกลับเป็นแค่ตัวสำรองเพียงเพราะเกิดทีหลัง ทั้งๆ ที่ครบเครื่องทั้งบุคลิกและความสามารถ เมื่อทั้งสองคนได้พบกันจึงตัดสินใจทำข้อตกลงแต่งงานหลอกๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เมื่อต้องเข้าไปใช้ชีวิตในวังที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและการเมือง ความสัมพันธ์ปลอมๆ ก็เริ่มสั่นคลอนหัวใจของทั้งคู่

 

ภาพโปสเตอร์หรือฉากจากซีรีส์เกาหลี Perfect Crown แสดงถึงความสวยงามและหรูหราของโปรดักชัน พร้อมนักแสดงนำ ไอยู และบยอนอูซอก 1

 

สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือ Perfect Crown เป็นผลงานระดับ Masterpieceในแง่ความสวยงามเหมือนผู้กำกับพัคจุนฮวา และทีมกำกับศิลป์เข้าใจว่าผู้ชมในปี 2026 ไม่ได้ต้องการแค่เนื้อเรื่องที่ดี แต่ต้องการประสบการณ์ทางสายตาที่ด้วยเช่นกันจึงดีไซน์องค์ประกอบฉากออกมาได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการออกแบบพระราชวังที่ใช้เทคโนโลยี Smart Home ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไม้โชซอน มีความมินิมอลแต่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นเกาหลีได้อย่างดี ที่สำคัญมันช่วยสร้างโลกสมมติที่น่าเชื่อถือ และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนดูยอมรับพล็อตเรื่องที่อาจจะดูเพ้อฝันได้อย่างสนิทใจ

 

ส่วนในเรื่องเสื้อผ้า ชุดซองฮีจูคือภาพสะท้อนของชนชั้นแชโบล ผสมผสานระหว่างความเรียบหรูกับ แนว Avant-garde สะท้อนความขัดแย้งในตัวละครที่ร่ำรวยแต่โหยหาการยอมรับ ส่วนเสื้อผ้าขององค์ชายอีอันก็ใช้การผสมผสานชุดสูทแบบสากลให้เข้ากับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชุดประจำชาติเกาหลีออกมาได้อย่างลงตัว รวมทั้งการเลือกโทนสีนุ่มนวลและอบอุ่น จนให้บยอนอูซอกเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนตาหวาน

 

ภาพโปสเตอร์หรือฉากจากซีรีส์เกาหลี Perfect Crown แสดงถึงความสวยงามและหรูหราของโปรดักชัน พร้อมนักแสดงนำ ไอยู และบยอนอูซอก 2

 

นอกจากนี้คุณภาพด้านการแสดงของไอยูยังพิสูจน์ได้อีกครั้งว่าเธอคือเจ้าแม่แห่งวงการดราม่าคอมเมดี้ ด้วยการสวมบทบาทซองฮีจูที่มีความมั่นใจเหลือล้น แต่มีความเปราะบางซ่อนอยู่ข้างในได้อย่างแนบเนียน ทั้งน่ารักแกมน่าหมั่นไส้ แต่ที่แน่ๆ คือสามารถดึงความสนใจของคนดูได้อยู่หมัด ส่วนบยอนอูซอกในบทองค์ชายอีอัน ถือเป็นโจทย์ยากเพราะเป็นตัวละครที่ถูกกดทับด้วยระเบียบวินัย จนมีเสียงวิจารณ์ว่าแสดงได้ “นิ่งเกินไป” ในช่วงแรก ซึ่งเชื่อว่าก็น่าจะเป็นการปรับสมดุลให้ลื่นไหลไปกับคาแร็คเตอร์ล้นๆ ของนางเอก และถ้าติดตามในตอนต่อๆ มา องค์ชายอีอันก็เริ่มหลุดสีหน้า หรือท่าทางเปิ่นๆ แบบมนุษย์ทั่วไปออกมาบ้างแล้ว จนกลายเป็นเคมีที่ผสมผสานทั้งความสุขุม มีเสน่ห์และน่ารักในคราวเดียวกัน

 

แม้โปรดักชั่นจะอลังการและเคมีนักแสดงฟุ้งจักรวาลด้วยพลังสตาร์พาวเวอร์แต่ Perfect Crown ก็มีปัญหาจังหวะการดำเนินเรื่อง โดยซีรีส์เลือกทิ้งขนบเดิมๆ ของการค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์ แต่เลือกใช้ทางลัดผ่านสัญญาแต่งงานเพื่อเข้าสู่จุดไคลแมกซ์ในวังให้เร็วที่สุด แล้วอุดช่องโหว่ด้วยความผูกพันธ์แบบรุ่นพี่รุ่นน้องสมัยเรียนแทน ข้อดีคือตอบโจทย์พฤติกรรมคนดูที่ต้องฮุคให้อยู่หมัดด้วยสถานการณ์ใหม่ๆ ในทุกตอน เพื่อป้องกันการ ’เททิ้งกลางทาง”ของผู้ชมยุคปัจจุบัน แต่ก็แลกมาด้วยความลึกของตัวละครและอารมณ์ที่ควรจะมีความซับซ้อนในฐานะนุษย์ที่ต้องเดิมพันด้วยสถานะทางสังคม

 

ภาพโปสเตอร์หรือฉากจากซีรีส์เกาหลี Perfect Crown แสดงถึงความสวยงามและหรูหราของโปรดักชัน พร้อมนักแสดงนำ ไอยู และบยอนอูซอก 4

 

ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องบทที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าค่อนข้างจำเจอย่างเรื่องสัญญาการแต่งงานหลอกๆ ซึ่งเป็นมุกที่ซีรีส์เกาหลีใช้มาตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา แถมยังผลิตซ้ำซากที่เห็นกันบ่อยๆ อย่างฉาก “รถเบรกแตก” ในตอนที่ 4 ดูจะเป็นสูตรสำเร็จแบบละครยุค 90 ไปนิด จนทำให้ผู้ชมสาย Hardcore Drama รู้สึกว่าบทมันเบา เกินไปสำหรับทุนสร้างขนาดนี้

 

อย่างไรก็ตามการที่ซีรีส์ขึ้นอันดับ 1 ของ Disney+ ในหลายสิบประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่า K-Content ยังคงเป็น Soft Power ที่ทรงพลังที่สุด และการเลือกใช้นักแสดงที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลกคือกลยุทธ์ที่การันตีความสำเร็จได้อย่างดี แถมยอดการติดแฮชแท็กใน X (Twitter) และการตัดคลิปใน TikTok ก็มีมหาศาล ทุกฉากถูกจัดวางมุมกล้องมาเพื่อให้ดูดีแสดงให้เห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนแชร์ และประสบความสำเร็จด้วยการใช้บทสูตรสำเร็จที่ยังกินใจผู้ชมส่วนใหญ่ได้อยู่ดี

 

Perfect Crown คือตัวอย่างที่ชัดเจนของซีรีส์ในยุค 2026 ที่ความสวยงามและพลังดารา (Star Power) มาสร้างความบันเทิง หากคุณมองหาความลุ่มลึก เรื่องนี้อาจไม่ใช่ทาง แต่ถ้าต้องการความรื่นรมย์ทางสายตาและเคมีที่ทำให้หัวใจเต้นแรงในคืนวันหยุด Perfect Crown คือเมนูอาหารระดับมิชลินที่รสชาติคุ้นปากที่สุด

 

Perfect Crown สตรีมทุกวันศุกร์-เสาร์ที่ Disney+

 

The post Perfect Crown เมื่อ “ความแมส” ปะทะ “ความหรู” ในสมการที่คำนวณมาอย่างดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสความสำเร็จของหงสาวดี กับความเป็นมนุษย์ของบุคคลในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/hongsawadee-historical-human-success/ Wed, 08 Apr 2026 10:37:10 +0000 https://thestandard.co/hongsawadee-historical-human-success/ โปสเตอร์ซีรีส์ หงสาวดี แสดงถึง พระนเรศวร และ มังจีชวา ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร   เราคุ้นเคยกับภ […]

The post ถอดรหัสความสำเร็จของหงสาวดี กับความเป็นมนุษย์ของบุคคลในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปสเตอร์ซีรีส์ หงสาวดี แสดงถึง พระนเรศวร และ มังจีชวา ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาละคร

 

เราคุ้นเคยกับภาพจำของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในฐานะวีรบุรุษผู้กอบกู้เอกราช และมังสามเกียดหรือมังจีชวาในฐานะคู่ปรับตลอดกาลในศึกยุทธหัตถี แต่ในซีรีส์ หงสาวดี ทีมผู้สร้างเลือกที่จะไม่เดินซ้ำรอยเดิมที่เน้นเพียงกลยุทธ์การรบหรือความรักชาติแบบสูตรสำเร็จ ทว่ากลับขุดลึกลงไปใน “หัวใจ” ของตัวละครสองตัวที่เติบโตมาภายใต้ร่มเงาของอำนาจที่แตกต่างกัน

 

เรื่องราวเกี่ยวกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเรื่องที่คนไทยแทบทุกคนจำได้ ซึ่งในเรื่องนี้เลือกใช้ชื่อเรื่องว่า “หงสาวดี” คือการประกาศที่ชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอยุธยา แต่คือเรื่องของ “คน” ที่ต้องมีชีวิตอยู่ในวังวนแห่งเกียรติยศและความคาดหวัง บทละครทำหน้าที่สำรวจความสัมพันธ์ของ มังจีชวา หรือ มังสามเกียด (นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ) ที่ต้องแบกรับความกดดันจากการเป็นรัชทายาทของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความโดดเด่นของ พระนเรศวร (ตรี-ภรภัทร ศรีขจรเดชา) เพื่อนในวัยเยาว์ที่เป็นทั้งน้องชาย แรงบันดาลใจ หนามยอกอกในเวลาเดียวกัน

 

โปสเตอร์ซีรีส์ หงสาวดี แสดงถึง พระนเรศวร และ มังจีชวา ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน 2

 

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือความกล้าตีความใหม่ โดยก้าวข้ามการผลิตซ้ำฉาก “ชนไก่” ที่เราเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนในหนังหรือละครหลายเวอร์ชัน แต่เปลี่ยนมาเป็นการสู้กันด้วยทัศนคติและหัวใจ สะท้อนให้เห็นความไร้เดียงสาทางการเมืองของทั้งมังจีชวาและพระนเรศวรในวัยหนุ่มที่ต่างเชื่อว่ามิตรภาพจะอยู่เหนือพรมแดน ก่อนที่จะถูกโลกแห่งความจริงตบหน้าอย่างแรงด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้

 

เราได้เห็น “หงสาวดี” ในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่แค่กองทัพที่ยกมาตีไทย แต่เราเห็นระบบการเมืองภายใน เห็นความเปราะบางของ พระเจ้านันทบุเรง (ชาย-ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) ผู้ซึ่งตามประวัติศาสตร์จริงคือผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะของบุเรงนอง (นก-ฉัตรชัย เปล่งพานิชย์) ด้วยความมุทะลุดุดันขณะเดียวกันก็ขาดจิตวิญญาณของนักปกครองที่ยืดหยุ่น ความกดดันยังกดทับมังจีชวาไม่ให้ทำอะไรอย่างที่ใจตัวเองต้องการได้จริงๆ

 

โปสเตอร์ซีรีส์ หงสาวดี แสดงถึง พระนเรศวร และ มังจีชวา ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน 3

 

จุดที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างหนาหูในแง่ของความเป็น “Bromance” หรือกลิ่นอายที่ชวนจิ้นนั้นมองว่ามันคือความตั้งใจในการยกระดับความสัมพันธ์ให้มีมิติความเป็นมนุษย์มากขึ้น

 

นี่คือหัวใจสำคัญที่ซีรีส์วายยุคใหม่มักใช้ คือการทำให้คนดูเอาใจช่วยในความสัมพันธ์ที่ดูเป็นไปไม่ได้ ซึ่ง “หงสาวดี” ก็นำสูตรนี้มาปรับใช้กับบริบทประวัติศาสตร์ได้อย่างกลมกล่อมจนกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้ชมกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดีทีเดียว

 

การแสดงของ ตรี ภรภัทร ในบทพระนเรศวรมีแววตาของ “ขบถ” ซ่อนอยู่เสมอ แม้ในยามที่อยู่กับเพื่อนรัก เขามีความลับ มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาบ้านเมืองไปสู่จุดที่ต้องการ เป็นสายตาที่มองโลกตามความเป็นจริงและเจ็บปวด ส่วน นาย ณภัทร กลับถ่ายทอดออกมาด้วยความใสซื่อ เขาคือพี่ชายที่แสนดีที่มีแต่ความจริงใจให้น้องชายต่างแผ่นดิน ความใสซื่อนี้เองที่ทำให้บทสรุปของเขากลายเป็น “ผู้แพ้ที่สูงส่ง” อย่างน่าเห็นใจ เมื่อทั้งคู่เข้าฉากร่วมกัน จึงเป็นอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความรัก ความนับถือ และภาระหน้าที่ที่บีบคั้นให้พวกเขาต้องเดินไปคนละเส้นทาง

 

โปสเตอร์ซีรีส์ หงสาวดี แสดงถึง พระนเรศวร และ มังจีชวา ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน 4

 

อีกหนึ่งตัวละครที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ เจ้าหญิงนัตซีนแมดอ (ผิงผิง-ณิชา ปิยะวัฒนานนท์) เธอถูกนำเสนอในลุคนางร้ายละครไทยที่มีจริตจะก้าน แต่ถูกจัดวางอย่างมีระดับในเส้นเรื่อง จนเราอินไปกับเหตุผลความร้ายของเธอ นี่คือเสน่ห์ของการใส่สีสันให้ตัวละครที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์จนทำให้คนดูอยากไปค้นหาข้อมูลต่อว่า “เธอคือใคร” และมีบทบาทอย่างไรในหน้าประวัติศาสตร์พม่าจริงๆ

 

ในแง่โปรดักชั่น นี่คือมาตรฐานใหม่ที่มุมกล้องทำหน้าที่มากกว่าแค่การบันทึกภาพ จังหวะการโคลสอัพแววตาของนักแสดงในนาทีที่ต้องตัดสินใจระหว่าง “มิตรภาพ” กับ “บ้านเมือง” ทำออกมาได้บีบคั้น ขณะที่ภาพมุมกว้างของเวียงวังหงสาวดีไม่ได้สื่อแค่ความยิ่งใหญ่ แต่สื่อถึงความอ้างว้างและน่ากังวล ดนตรีประกอบที่มีกลิ่นอายหม่นเศร้าแต่ทรงพลัง ช่วยขับเคลื่อนความสโลว์เบิร์นของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปได้อย่างมีจังหวะจะโคน (แม้ว่าในบางช่วงอาจจะรู้สึกว่าความแค้นน่าจะเข้มข้นได้มากกว่านี้อีกนิด)

 

โปสเตอร์ซีรีส์ หงสาวดี แสดงถึง พระนเรศวร และ มังจีชวา ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน 5

 

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้ คือไม่พยายามจะตัดสินว่าใครคือผู้ร้าย มังจีชวาในเวอร์ชันนี้ไม่ใช่ตัวร้ายมิติเดียวที่จ้องแต่จะเอาชนะ แต่เขาคือเหยื่อของระบอบอำนาจ ส่วนพระนเรศวรก็ไม่ใช่เทพเจ้าที่ไร้ความรู้สึก แต่เป็นชายหนุ่มที่ต้องแลกมิตรภาพและชีวิตวัยเยาว์เพื่ออุดมการณ์ที่ใหญ่กว่าตนเอง

 

“หงสาวดี” จึงไม่ใช่แค่ละครย้อนยุคตีกรุงศรีฯ แบบเดิมๆ แต่มันคือโศกนาฏกรรมของลูกผู้ชายสองคนที่ถูกประวัติศาสตร์เขียนเส้นทางให้ต้องมาห้ำหั่นกัน นี่คือบทพิสูจน์ว่า หากเรากล้าที่จะตีความประวัติศาสตร์ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง เราจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่น่าสนใจเสมอ และละครโทรทัศน์ไทยก็สามารถนำเรื่องราวที่ “เก่า” มาเล่าให้ “เก๋า” และโดนใจคนทุกรุ่นได้จริงๆ

 

*หงสาวดี ฉายทุกวันจันทร์ – อังคาร เวลา 20:30 น. ทางช่อง ONE31

 

 

The post ถอดรหัสความสำเร็จของหงสาวดี กับความเป็นมนุษย์ของบุคคลในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Boyfriend on Demand ความเรียบง่ายที่กลายเป็นหลุมหลบภัยของผู้หญิงยุคใหม่ https://thestandard.co/opinion-boyfriend-on-demand/ Sat, 14 Mar 2026 11:58:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1187481 ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Boyfriend on Demand แสดง จีซู และ ซออินกุก

*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*     ในยุค […]

The post Boyfriend on Demand ความเรียบง่ายที่กลายเป็นหลุมหลบภัยของผู้หญิงยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Boyfriend on Demand แสดง จีซู และ ซออินกุก

*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Boyfriend on Demand แสดง จีซู และ ซออินกุก 1

 

ในยุคที่ความโดดเดี่ยวคือ New Normal ของชีวิตสมัยใหม่ ซีรีส์ Boyfriend on Demand พยายามก้าวเข้ามาเป็นหลุมหลบภัยในวันที่โลกภายนอกเดือดพล่าน โดยมีแต้มต่อหลายอย่างทั้งเป็นผลงานการแสดงของไอดอลชื่อดังอย่างจีซูที่มาพร้อมแพ็กเกจมัดรวมพระเอกชื่อดังของเกาหลีที่มีให้เลือกอย่างละลานตา แถมเนื้อหาก็น่าสนใจว่าด้วยความเหงาของผู้หญิงในโลกยุคใหม่ที่ถูกมองในมุมเรียบง่าย สดใส ทว่าบางช่วงก็อาจจะง่ายเกินไปจนไม่น่าติดตาม

 

Boyfriend on Demand คือเรื่องราวของ ซอมิแร (จีซู) โปรดิวเซอร์เว็บตูนที่มีปมรักในอดีตจนหมดศรัทธาในความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ ชีวิตของเธอเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่ล้น ไม่ขาด จนกระทั่งได้ใช้บริการแอปพลิเคชัน “Boyfriend on Demand” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีโลกเสมือน (VR) ที่ให้ผู้ใช้สามารถออกแบบแฟนหนุ่มในอุดมคติได้ตามใจชอบ

 

มิแรเพลิดเพลินไปกับการท่องโลกเสมือน เดตกับหนุ่มๆ มากหน้าหลายตา สร้างความสุขสุดจินตนาการ อย่างไรก็ตาม บริการ Boyfriend on Demand ก็พาให้ย้อนทบทวนถึงความสัมพันธ์ในอดีต ส่วนในโลกความจริง เพื่อนๆ พยายามให้มิแรกลับมาเดตอีกครั้ง แต่เพราะความกลัว เธอก็ยังไม่มีความสัมพันธ์ดีๆ ได้อีก จนกระทั่งเอไอสร้างชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ที่แสนดีและอบอุ่นขึ้นมาเพื่อเยียวยาจิตใจ แต่ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเธอได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งในชีวิตจริงที่มีหน้าตาเหมือนกับเอไอของเธอทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าบุคลิกกลับต่างกันสุดขั้ว เพราะเขาดูเย็นชาและเข้าถึงยาก นำไปสู่การสืบหาความจริงว่าเขาคือใคร และการตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างความรักในโลกเสมือนกับโลกแห่งความเป็นจริง

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Boyfriend on Demand แสดง จีซู และ ซออินกุก 2

 

หนึ่งในกิมมิกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ “บุฟเฟต์พระเอก” ที่ขนกองทัพนักแสดงแถวหน้ามาจนแน่นจอ ในมุมหนึ่งนี่คือการล้อเลียนความแฟนตาซีของผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบที่สั่งได้ แม้เราจะไม่ได้อยู่ในโลก VR ขณะเดียวกันก็หยิบเอาทุนนิยมมาล้อเลียน ทั้งช่วงทดลองใช้ฟรีไปจนถึงการอัปเกรดสมาชิกพรีเมียม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ในโลกจริงที่พอหมดช่วง ‘โปรโมชั่น’ เราก็แทบจะอยากกด Unsubscribe กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

มิแรก็เหมือนกัน ความรักครั้งเก่าทำให้เธอเลือกที่จะมองตอนจบมากกว่ามีความสุขระหว่างทาง เลยโหยหาความสมบูรณ์แบบ ตัวละคร อึนโฮ (ซอคังจุน) ในโลก AI คือภาพสะท้อนของ “ความรักในอุดมคติ” ที่ปราศจากข้อผิดพลาด มันคือความสัมพันธ์ที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วว่าต้องสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ยุคปัจจุบันโหยหา แต่ไม่เคยได้รับในความสัมพันธ์จริง สะท้อนความขัดแย้งในใจคนเมืองว่าต้องการความรักที่เข้าใจ หรือความรักที่ควบคุมได้มากกว่ากัน

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Boyfriend on Demand แสดง จีซู และ ซออินกุก 3

 

เอาเข้าจริง เรื่องราวของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตคนก็มีอยู่ในหลายเรื่อง อย่าง Black Mirror ที่สะท้อนตรรกะสุดโต่งของเทคโนโลยี ขณะที่ Boyfriend on Demand ก็คือ Pink Mirror ที่เอาแว่น VR ใส่ฟิลเตอร์สีชมพูมาให้คนได้ดูกัน เข้าใจได้ว่าผู้สร้างอยากคงกลิ่นอายความเป็นการ์ตูนจากเว็บตูนต้นฉบับปี 2023 แต่การพยายามทำให้ทุกอย่างดูชวนฝัน ขัดแย้งน้อยๆ กลับทำให้เนื้อเรื่องเบาเกินไป ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าต้องออกมามืดมน แต่หมายถึงการขยี้ปมต่างๆ เช่น ความเหงาและความรักครั้งเก่าของนางเอก หรือความจี๊ดใจของคาแรกเตอร์ผู้ชายเย็นชาอย่างคยองนัม (ซออินกุก) ที่มักมีอะไรเซอร์ไพรส์คนดูแบบซีรีส์เรื่องอื่นๆ ประโยคที่ว่า “มากกว่านี้อีกหน่อย” จึงเกิดขึ้นตลอดการรับชม

 

ปัญหาอีกอย่างก็คือการวางน้ำหนักของเรื่องไม่สมูทเท่าที่ควร อย่างช่วงเปิดเรื่องที่ค่อนข้างหนืดจนแทบจะกดข้ามได้ รวมทั้งการพยายามสร้างสถานการณ์ตลกจากคนรอบข้างในธีมเดียวกัน กลับทำให้ภาพรวมดูรุงรัง ซึ่งซีรีส์อาจจะกระชับให้เหลือแค่ 6-8 ตอนยังได้เลย

 

ภาพโปสเตอร์ซีรีส์ Boyfriend on Demand แสดง จีซู และ ซออินกุก 4

 

ในส่วนของการแสดง ปฏิเสธไม่ได้ว่าจีซูคคือหัวใจที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีชีวิตชีวา เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าบทบาท ซอมิแร ที่มีความโก๊ะและความเป็นมนุษย์สูงคือบทที่เหมาะที่สุดเมื่อเทียบกับบทบาทที่ผ่านมา การแสดงอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบและบางครั้งก็ดูขาดอินเนอร์ไปบ้าง แต่ก็สื่อสารความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้จะรักได้ดีพอสมควร ขณะที่การแคสต์ซออินกุกมารับบทคยองนัมถือเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะไม่ถึงกับหล่อใจขาดถ้าเทียบกับหนุ่มๆ เอไอคนอื่นๆ แต่ก็ทำให้หลงรักได้ถ้าเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ

 

แม้จะมีความบกพร่องในการเล่าเรื่องและเนื้อหาที่เบาหวิว แต่ในฐานะหลุมหลบภัยชั่วคราว Boyfriend on Demand ก็ยังเป็นพื้นที่สีชมพูที่ปลอบประโลมใจในวันที่เหนื่อยล้าได้ดี หากคุณพร้อมจะมองข้ามความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นไป

 

*Boyfriend on Demand ฉายแล้ววันนี้ทาง Netflix

The post Boyfriend on Demand ความเรียบง่ายที่กลายเป็นหลุมหลบภัยของผู้หญิงยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Can This Love Be Translated? รักโรแมนติกผสมจิตวิทยาแปลภาษารักด้วยความเข้าใจ https://thestandard.co/can-this-love-translated/ Sun, 25 Jan 2026 10:43:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1169249 ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ

*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*     “เราอ […]

The post Can This Love Be Translated? รักโรแมนติกผสมจิตวิทยาแปลภาษารักด้วยความเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ

*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*

 

ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ 1

 

“เราอาจพูดภาษาเดียวกัน แต่ทำไมกลับไม่เข้าใจกันเลย?” นี่คือคำถามสำคัญที่ซีรีส์ออริจินัลจาก Netflix เรื่องล่าสุดอย่าง Can This Love Be Translated? พยายามจะตอบผ่านการสร้างสรรค์ของสองนักเขียนบทระดับตำนานอย่างพี่น้องตระกูลฮง (ฮงจองอึน และฮงมีรัน) เจ้าแม่ซีรีส์รอมคอมที่เคยฝากผลงานขึ้นหิ้งอย่าง Hotel Del Luna, Alchemy of Souls และ Master’s Sun

 

หลังจากสร้างกระแสไปทั่วโลกตั้งแต่ประกาศไลน์อัปนักแสดง ซีรีส์เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่เพียงแค่รอมคอมลูกกวาดทั่วไป แต่มันคือการเดินทางสำรวจจิตวิญญาณของมนุษย์ผ่านกำแพงการสื่อสาร

 

เรื่องราวเรื่องราวความรักวุ่นๆ ระหว่าง จูโฮจิน (คิมซอนโฮ) ชายหนุ่มผู้เก็บตัวที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษาและทำงานเป็นล่ามแปลภาษา ที่บังเอิญได้พบกับชามูฮี (โกยุนจอง) นักแสดงโนเนมที่มักสื่อสารผ่านการกระทำและความรู้สึก แต่ก็ไม่ได้สานสัมพันธ์รักต่อกัน จนกระทั่งมูฮีเจอทุกขลาภกลายเป็นนักแสดงดังระดับโลกแบบไม่ทันตั้งตัว

 

มูฮีเข้าร่วมรายการ Romantic Trip กับ ฮิโระ (ฟุคุชิ โชตะ) นักแสดงสุดฮอตชาวญี่ปุ่นโดยต้องเดินทางไปในเมืองโรแมนติกในแคนาดาและอิตาลี ซึ่งมีโฮจินคอยทำหน้าที่ล่าม และแล้วความสัมพันธ์ก็เริ่มก่อตัว เมื่อมูฮีเกิดความรักขึ้นในใจแต่ไม่กล้าบอก ในขณะที่โฮจินก็แปลความหมายผ่านการกระทำของมูฮีได้ไม่เก่ง เรื่องยิ่งวุ่นเข้าไปใหญ่เมื่อ ฮิโระก็แอบมีใจอยากให้คู่จิ้นกลายเป็นคู่จริง

 

ความอัดอั้นตันใจทำให้มูฮีแพ้เสียงในหัวตัวเอง สร้างตัวละครปริศนาจากปมในอดีต จนนานวันเริ่มทรงอิทธิพลต่อตัวเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทางเดียวที่จะทำให้หายไปคือการไปแก้ไขปมนั้น พร้อมๆ กับคลี่คลายความสัมพันธ์ชุลมุนให้สำเร็จ

 

ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ 2

 

จุดแข็งที่สุดที่ต้องพูดถึงคือเคมีระหว่างคิมซอนโฮและโกยุนจองการกลับมาของคิมซอนโฮในบท จูโฮจิน ล่ามหนุ่มผู้สุขุม เป็นการโชว์ศักยภาพการแสดงที่มากกว่าแค่รอยยิ้มพิมพ์ใจ เขาถ่ายทอดความอึดอัดของคนที่ “รู้ทุกภาษาแต่ไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเอง” ได้อย่างละเมียดละไม

 

ในขณะที่โกยุนจองในบทชามูฮี ซุปเปอร์สตาร์สาวผู้โดดเดี่ยวคือความกลมกล่อมระหว่างความอ่อนไหวที่ไม่อาจตั้งรับกับชื่อเสียงที่ถาโถมเข้ามาได้ ขณะเดียวกันก็มีความน่ารักสดใสเปล่งประกายแบบผู้หญิงธรรมดา แม้ในใจยังหม่นเศร้าเพราะรู้สึกไม่ควรค่ากับความสุขใดๆในโลกนี้เลย

 

ใดๆ แล้วทุกอย่างจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดบทส่งพระ พระส่งนาง จนคนดูส่งยิ้ม ฟินจิกหมอนของพี่น้องตระกูลฮงที่ยังคงลายเซ็นการเขียนบทอย่างคมคายโดยเฉพาะการใช้ “อาชีพนักแปล” มาเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ และยังใส่ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เช่น การที่พระเอกต้องแปลคำพูดของฮิโระที่ดันไปตรงกับความรู้สึกตัวเองแต่กลายเป็นเรื่องราวของคนอื่น หรือพระเอกแปลคำพูดภาษาต่างประเทศให้นางเอกฟังได้อย่างแม่นยำ แต่เขากลับ “แปล” แววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าของเธอไม่ออก เหมือนเป็นการตั้งคำถามกับเราว่า ในโลกที่เทคโนโลยีแปลภาษาไปไกลระดับ AI แต่ทำไมความสัมพันธ์ของมนุษย์กลับยังคงซับซ้อนและเปราะบางเหมือนเดิม?

 

ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ 3

 

ส่วนบทของมูฮีก็มีความซับซ้อนที่ต้องซ่อนตัวตนอีกด้านผ่านตัวละครที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอจนเหมือนมีอาการ Post-Role Blues หรือการสลัดตัวละครออกจากชีวิตจริงไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วมีอะไรที่ฝังลึกกว่านั้น สรุปง่ายๆ คือทั้งคู่เหมือนต้องอยู่ในชีวิตคนอื่นจนสื่อสารความรู้สึกจริงๆ ของตัวเองได้ไม่เต็มที่

 

นอกจากนี้ Can This Love Be Translated? ยังก้าวข้ามความเป็น Romantic Comedy สู่ Psychological Romance ว่าด้วยเรื่องจิตวิทยาเบื้องหลังตัวละครต่างๆทั้ง จูโฮจิน ที่มีอาการระวังตัวเกินเหตุจากงานในฐานะล่ามเพราะถูกฝึกมาให้ “ฟังเพื่อผู้อื่น” จนละเลย “เสียงของตัวเอง” โดยใช้กฎทางภาษามาอธิบายเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอารมณ์ที่แท้จริง

 

ส่วนชามูฮีคือภาพสะท้อนความโดดเดี่ยวของคนดังมีภาวะกลัวว่าถ้าคนเห็นตัวตนจริงๆ ที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนในหน้าจอ เธอจะไม่ได้รับการยอมรับ และมีภาวะกลัวการมีความสุข (Cherophobia) รู้สึกตัวเองไม่คู่ควร และกลัวว่าความสุขเหล่านั้นจะหมดไป เพราะปมในวัยเด็ก ขณะที่ ฮิโระ คือภาพสะท้อนของคนดังที่ต้องเป็นศูนย์กลางความสนใจในทุกกรณี ดูแล้วน่าหมั่นไส้แต่ก็ใส่มาอย่างพอดีๆ จนไม่ถึงขั้นทำให้คนดูเกลียด

 

ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ 4

 

อีกส่วนที่ต้องชื่นชมคืองานด้านภาพด้วยการถ่ายทำในโลเคชั่นที่สวยงามทั้งในอิตาลี แคนาดา ญี่ปุ่นและกรุงโซลที่มอบประสบการณ์การรับชมระดับ Cinematic แสง สี และองค์ประกอบภาพถูกใช้อย่างมีความหมายเช่นความกว้างของทิวทัศน์ในอิตาลีสะท้อนถึงอิสระที่นางเอกโหยหา ในขณะที่ความแออัดและเป็นระเบียบของโซลสะท้อนถึงกฎเกณฑ์ที่พระเอกขังตัวเองไว้ รวมไปถึงการเลือกใช้สีเสื้อผ้าของนักแสดงหลักให้เข้ากับบรรยากาศในเมืองต่างๆ ทั้งคู่สีเสื้อผ้าของพระเอก หรือชุด Chanel ของ มูฮี (ที่โกยุนจองเป็นแอมบาสเดอร์ในชีวิตจริง)

 

แม้ทุกอย่างเกือบจะสมบูรณ์แบบ แต่ Can This Love Be Translated? ก็ยังมีข้อบกพร่อง โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่บางช่วงดูเนิบช้าแบบ Slow-burn ซึ่งอาจไม่ถูกใจคอซีรีส์ที่ชอบความหวือหวาฉับไว และการเกลี่ยประเด็นสำคัญยังไม่กลมกล่อมเหมือนไปกองกันอยู่ในช่วงท้ายเรื่อง รวมทั้งการคลี่คลายปมในอดีตแบบด่วนสรุป ณ จุดนี้ก็พอเข้าใจว่าเหตุผลที่บทไม่อยากขยายความเพราะมันจะพาซีรีส์ออกทะเลไปไกล อย่างไรก็ตามเรียกได้ว่า Can This Love Be Translated? คือซีรีส์โรแมนติกรสชาติใหม่ที่ไม่ได้ใช้แค่เคมีดาราแล้วตกม้าตายแบบหลายๆ เรื่องที่ผ่านมา แต่ยังย้ำถึงประเด็นสำคัญว่าการสื่อสารที่ดีที่สุด คือการมีเจตนาที่จะทำความเข้าใจกันอย่างแท้จริง

 

ภาพโปสเตอร์โปรโมทซีรีส์ Can This Love Be Translated? พร้อมนักแสดงนำ 5

 

Can This Love Be Translated? ฉายแล้วทาง Netflix

 

ภาพ: Netflix

The post Can This Love Be Translated? รักโรแมนติกผสมจิตวิทยาแปลภาษารักด้วยความเข้าใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน https://thestandard.co/the-believers-2-politics-and-religion/ Fri, 12 Dec 2025 09:28:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1154065 สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน

*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*   สาธุ 2 คือหน […]

The post สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน

*บทความนี้มีการเปิดเผยข้อมูลซีรีส์*

 

สาธุ 2 คือหนึ่งในซีรีส์ที่หลายคนรอคอย เพราะหลังจากปล่อยซีซั่นแรกมาเมื่อไม่กี่ปีก่อน วงการผ้าเหลืองของไทยก็มีเรื่องราวฉาวโฉ่มากมาย พาให้คนดูคาดหวังว่า สาธุ 2 จะหยิบประเด็นเหล่านี้มาจิกกัดอีกไหม แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่เกิดขึ้นเล่าถูกไปหมดแล้วในซีซั่นแรก เพียงแต่เรื่องจริงมันยิ่งกว่าซีรีส์เท่านั้นเอง มาถึงซีซั่นใหม่ สาธุจึงไปจับประเด็นที่ใหญ่กว่าจาก “ธุรกิจปลดหนี้” สู่ “สงครามผลประโยชน์ระดับประเทศ” ที่ซ่อนอยู่ภายใต้พลังศรัทธา ทว่าความซับซ้อนของประเด็นกลายเป็นปัญหาให้เรื่องราวขาดอรรถรสไปบ้างแต่ก็ยังเป็นซีรีส์ที่น่าสนใจ

 

หลังจากที่ วิน (เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ), เกม (พีช-พชร จิราธิวัฒน์), และ เดียร์ (แอลลี่-อชิรญา นิติพน) ดำดิ่งเข้าสู่โลกของพุทธพาณิชย์ จนไปสะดุดตานักการเมืองเทาๆ อย่างสจ. เอ๋ (โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล) จนเธออยากใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือระดมทุนผ่านโรงพยาบาลวัดหนองขาลเพื่อใช้ฟอกเงินและเรียกคะแนนนิยมไปพร้อมๆ กัน

 

สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน 4

 

เดียร์หนีไปหาพ่อที่อเมริกา แต่สุดท้ายที่นั่นก็ไม่ใช่ที่ของเธอจนต้องกลับมาที่เมืองไทย และได้พบกับอดีตพระดล (ปั๊ป-พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข) ที่สึกออกมาแล้วอีกครั้ง ขณะที่วินกับเกมถูกบังคับให้ทำงานโดยใช้คนในครอบครัวเป็นตัวประกัน พวกเขาคิดโปรเจกต์สร้างต้นโพธิ์ที่ใหญ่ที่สุดโลกเรียกระดมทุนกว่า 1,000 ล้าน ซึ่งทำให้พวกเขาต้องไปพัวพันกับเรื่องผลประโยชน์ทางศาสนาเชื่อมโยงกับอำนาจทางการเมือง และ

 

เครือข่ายอิทธิพลมืดรวมทั้งได้พบกับคู่ปรับทั้งเก่าใหม่เช่นพระเอกชัย (เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข) ที่ย้ายมาจำพรรษาที่วัดหนองขาล สส. วุฒิ (อ๋อง-สุรสีห์ อิทธิกุล) พ่อของสจ. เอ๋ โดยเดิมพันครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปลดหนี้สินแต่หมายถึงชีวิตของพวกเขา

 

สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน 2

 

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือสาธุ 2 ใช้เวลาสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูนานกว่าซีซั่นแรกที่ได้อารมณ์ ‘ตบเข่าฉาด’ ตั้งแต่อีพีแรกๆ เพราะว่าด้วยเรื่อง ‘คนกับวัด’ ที่มีประสบการณ์ร่วมได้ง่ายผ่านข่าวต่างๆ ในขณะที่ซีซั่นนี้พูดถึง ‘คน วัด ระบบ’ จึงต้องใช้เวลาเชื่อมโยงรวมทั้งการเปลี่ยนจากแนววัยรุ่นสร้างตัวสู่ซีรีส์อาชญากรรมทริลเลอร์ อารมณ์เสียดสีตลกร้ายแบบถูกใจคนดูก็จางลง

 

อย่างไรก็ตามสาธุ 2 ก็ยังไม่ทิ้งเสน่ห์ที่ว่ามา สังเกตได้จากการเลือกเรื่องต้นโพธิ์ยักษ์ที่คล้ายกับข่าวธูปยักษ์เมื่อหลายปีก่อน นักการเมืองคนดีย์ที่อยู่เบื้องหลังวงการหวยและการฟอกเงิน และตัวละคร ‘ปอนด์’ (ฟาโรส-ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี) ผู้รับหน้าที่พ่นศัพท์ศรัทธามาร์เก็ตติ้งซึ่งในซีซั่นนี้ใช้งานกับพระอินฟลูเอนเซอร์อย่างพระเอกชัยและถ้าเปลี่ยนกีฬามวยในเรื่องเป็นกีฬาอื่นๆ ก็จะรู้ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยมากในสังคมไทย

 

สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน 6

 

สาธุ 2 ยังคงตั้งคำถามกับการตีความพุทธศาสนาและความดี ผ่านพระนักพัฒนาและนักการเมืองท้องถิ่น การพัฒนาไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่พัฒนาไปในรูปแบบไหนต่างหาก อย่างในเรื่องตัวละครระดับชาวบ้านจะพูดถึงความเจริญทางวัตถุที่วัดส่วนใหญ่ในไทยโฟกัสไปที่จุดนั้น จนมองข้ามการพัฒนาจิตใจ และกลายเป็นช่องทางให้นักการเมืองเทาๆ อย่างสจ. เอ๋ เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือทำสิ่งชั่วร้าย ในขณะที่พระผู้ใหญ่อย่างหลวงพ่อนเรศ เจ้าอาวาสวัดหนองขาล (ประจิตพล ตั้งศรีตระกูล) ก็ปล่อยไหลตามน้ำแลกกับที่อยู่ที่ยืนของตัวเอง

 

แม้แต่ตัวละครสส. วุฒิก็มีหลายอย่างที่ย้อนแย้ง สั่งฆ่าคนเป็นผักปลา มีแพสชั่นเรื่องการตีไก่ แต่ว่ากินมังสวิรัติในบางวัน หรือตัวละครแอล (แพรี่พาย- อมตา จิตตะเสนีย์) กับความเข้าใจเรื่องนรก สวรรค์ และการทำบุญ รวมทั้งเหล่าพุทธศาสนิกชนในเรื่องที่หวัง ‘รวย’ กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกฉกฉวยประโยชน์จากพลังศรัทธาไม่รู้จบ

 

สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน 7

 

การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทำมาหากินยังถูกตีความในรูปแบบที่ต่างไปผ่าน เดียร์ที่จัดทำคอร์สบำบัดจิตใจ โดยให้ทิดดลใช้การเจริญสมาธิแบบพุทธศาสนามาใช้ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพียงแต่จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการหลอกลวง และไปขยี้ปมคนจิตอ่อนอย่างลูกสาวเจ้าของรีสอร์ต เหมือนเป็นการตั้งคำถามกับคนดูผ่านเส้นแบ่งสีเทาๆ ตลอดทั้งเรื่อง

 

สำหรับการดีไซน์คาแรกเตอร์ในซีซั่นนี้ MVP ต้องยกให้กับสจ เอ๋ทั้งเลวร้าย เลือดเย็น (การเรียกแทนตัวเองว่า ‘พี่เอ๋’ เหมือนจะสนิทแต่ขนลุกทุกที) แต่ก็มีความซับซ้อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับพ่อที่เหมือนท้าทายกันและกันตลอดเวลา ทำให้เธอต้องหาเงินให้ได้มากที่สุดเพื่อหลุดพ้นจากเงื้อมเงาของพ่อโดยไม่แคร์วิธีการ ต้องยอมรับว่าการแสดงแบบ ‘น้อยแต่มาก’ ของโดนัท มนัสนันท์ได้ใจเราไปเต็มๆ

 

สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน 3

 

หรือตัวละครเล็กๆ อย่างพี่เปิ้ล (รัสมี เวระนะ) ก็ถือเป็นนักฆ่าออริจินัลแบบไทยที่ไม่จำเป็นต้องเท่ ต้องคูล แต่อาจมาในรูปแบบป้าข้างบ้านซึ่งเข้ากั๊นเข้ากันกับซีรีส์อย่างสาธุ

 

ส่วนพระเอกชัยในซีซั่นนี้เราพอจะรู้ที่มาที่ไปของตัวละครอยู่บ้าง ถ้าเทียบดูเส้นทางก็แทบไม่ต่างจากอดีตพระดลเลย คือบวชมาตั้งแต่ยังเด็กเพียงแต่คนหนึ่งเมื่อใจออกห่างจากศาสนาก็ลาสิกขาออกไป แต่อีกคนเลือกที่จะไปต่อจนแทบหมดสิ้นความเป็นพระไปแล้ว

 

ความน่าสนใจที่ทำให้เราอยากติดตามจักรวาลสาธุต่อไป คือบททิ้งท้ายในซีซั่นนี้คือการเมืองของสาธุชนมีผลให้เกิดการเมืองในวงการสงฆ์แบบเลี่ยงไม่ได้ และรู้สึกเหมือนกันไหม ว่าในฉากท้ายๆ ของเรื่อง เรามองพระสงฆ์ต่างออกไป กลายเป็นองค์กรอะไรบางอย่างที่ใส่เครื่องแบบคล้ายๆ กันมากกว่า และถ้ามีซีซั่น 3 ตัวละครพระเอกชัยคงมีสีสันจัดจ้านไม่ต่างจากสจ. เอ๋ที่ค่อยๆ เด่นในตอนท้ายๆ แบบซีซั่นที่แล้วแน่นอน

 

สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน 5

 

สาธุ 2 ฉายแล้วทาง Netflix

 

ภาพ: Netflix

The post สาธุ 2 เพราะการเมืองและศาสนาต้องใช้พลังศรัทธาเหมือนๆ กัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิตสะกดแค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? https://thestandard.co/hypnotic-series/ Wed, 26 Nov 2025 03:14:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1147704 จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม?

  เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับ จิตสะกดแค้น ซีรีส […]

The post จิตสะกดแค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม?

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 1

 

เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับ จิตสะกดแค้น ซีรีส์แนว ระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา (Psychological Thriller) สัญชาติไทยที่พยายามฉีกสูตรสำเร็จเดิมๆ ด้วยการหยิบยกประเด็นการ “สะกดจิต” (Hypnosis) มาใช้เป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่อง ที่ต้องยอมรับว่าเปิดตัวออกมาอย่างน่าสนใจด้วยการโฟกัสที่ความป่วยไข้จากการเลี้ยงดูผิดๆ และจิตวิทยาเด็ก ทว่ายังมีหลายจุดที่ถูกตั้งคำถาม และค่อนข้างตกท้องช้างช่วงกลางเรื่อง

 

จิตสะกดแค้น คือเรื่องราวของศรา (ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์) นักจิตวิทยาที่มีปมจากอดีตอันเลวร้าย เธอพยายามแก้ไขมันด้วยการแทรกตัวเข้าไปในครอบครัวเลอธนากุลที่เป็นสาเหตุให้ชีวิตเธอพังพินาศ

 

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 2

 

กุลนรี (วิว-วรรณรท สนธิไชย) คือลูกสาวของตระกูลนี้ ภายนอกเธอดูเป็นสาวไฮโซเอาแต่ใจ แต่ภายในซ่อนความป่วยไข้ทางจิต และกระทำต่อครอบครัวของศราอย่างไม่น่าให้อภัย กุลนรีถ่ายทอดความรุนแรงมายังซิดนีย์ (นีน่า-ณัฐชา เจสซิกา พาโดวัน) จนกลายเป็นเด็กมีปัญหา และเป็นช่องทางให้ศราได้เข้ามาในครอบครัว พร้อมกับภารกิจฟื้นคดี ทำให้ได้รู้จักกับคราม (ไบร์ท-นรภัทร วิไลพันธุ์) เชฟหนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี และกลายเป็นแสงสว่างในใจที่มืดมนของเธอ นอกจากนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจาก เพลง (มะปราง-อลิสา ขุนแขวง) และแบงค์ (เพชร โบราณินทร์) ยิ่งสาวลึกเข้าไปก็ยิ่งได้เห็นความฟอนเฟะของเลอธนากุล ซึ่งการแก้แค้นครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่เธอคิด

 

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 3

 

จุดแรกที่น่าสนใจของจิตสะกดแค้น คือโครงเรื่องมีความแข็งแรงเมื่อโฟกัสไปที่ความป่วยไข้ทางจิตที่เกิดจากการเลี้ยงดูผิดๆ และทฤษฎีจิตวิทยาเด็ก ที่เน้นย้ำถึงสัจธรรมที่ว่า “ผู้ใหญ่ทุกคนเคยเป็นเด็กมาก่อน โตมาแบบไหน เราก็จะผลิตคนแบบนั้นออกมา” ไล่มาตั้งแต่ตัวละครอย่างกุลนรีและซิดนีย์ที่บุคลิกแปลกแยกเพราะการเลี้ยงดูผิดๆ

 

ตัวละครอย่าง กุลนรี เป็นภาพสะท้อนของการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด เติบโตท่ามกลางความรุนแรงและถูกสอนว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น ขณะเดียวกันก็กลายเป็นจุดด้อยของครอบครัวเมื่อต้องเปรียบเทียบกับ วรนันท์ พี่สาว (กระติ๊บ-ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล) จนกลายเป็นพวกไซโคพาธและถ่ายทอดพฤติกรรมความรุนแรงและเอาแต่ใจไปสู่ ซิดนีย์ วงจรปีศาจข้ามรุ่นนี้ทำให้ซิดนีย์กลายเป็น เด็กมีปัญหา ซึ่งการแสดงของ วิว วรรณรท ถือว่าสอบผ่านในการถ่ายทอดความซับซ้อนของตัวละครที่น่ากลัวและอ่อนไหวอยู่ในที แม้จะในหลายฉากยังคงมีความเกินเลยที่เน้นความสะใจมากกว่าความสมจริงในทางจิตวิทยาก็ตาม

 

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 4

 

ขณะที่ตัวละคร ซิดนีย์ ก็แสดงให้เห็นความสามารถของ นีน่า ณัฐชา ในระดับนักแสดงที่เก่งกาจถ่ายทอดความร้ายกาจและความก้าวร้าว ทว่าสิ่งที่ขาดไปคือมิติ “ความเป็นเด็ก” และ “ความน่าสงสาร” ที่ควรจะซ่อนอยู่ในความร้ายกาจอย่างสมดุล การแสดงพุ่งไปสู่ความร้ายอย่างเดียว ทำให้โอกาสในการสร้างความเห็นใจและตอกย้ำประเด็นเรื่อง เหยื่อจากการเลี้ยงดู ดูจางลงไปเล็กน้อย

 

สำหรับตัวละครที่มาทำหน้าที่เป็นขั้วตรงข้ามและช่วยสร้างสมดุลให้กับเนื้อหาที่เคร่งเครียดคือ คราม ในบทบาท “ผู้ชายไมโครเวฟ” ที่อบอุ่น มองโลกในแง่ดี เหมือนจุดพักสายตาและอารมณ์ให้กับผู้ชมที่ต้องเผชิญกับสงครามจิตวิทยาและความเย็นชาของศรา ที่ณิชา ก็ทำออกมาได้ดีด้วยการแสดงถึงความคลั่งแค้นและอ่อนไหวไปพร้อมๆ กัน

 

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 5

 

อย่างไรก็ตาม ความน่าตื่นเต้นที่ถูกจุดติดอย่างร้อนแรงในช่วงต้นกลับเริ่มมีอาการตกท้องช้างช่วงกลางของเรื่อง สิ่งที่สังเกตได้คือเนื้อหาเริ่มละเลยแกนหลักเรื่อง การสะกดจิต ซึ่งเป็นจุดขายที่แตกต่างออกไป แล้วหันไปพึ่งพาพล็อตการแก้แค้นตามสูตรสำเร็จของละครไทยมากขึ้น รวมถึงการใช้ “ความบังเอิญ” ที่มีมากเกินไป โดยเฉพาะในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างศรากับวงวารกลุ่มเพื่อนในวัยเด็ก สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเรื่องต้องพึ่งพา “อภินิหารมาช่วยนางเอก” อยู่เสมอ ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในเชิงเกมสมอง และความสมจริงของ Psychological Thriller ลดลงไปอย่างน่าเสียดาย จากซีรีส์ที่เกือบจะเป็น The Glory เวอร์ชั่นไทย กลับมีรสชาติเจือจาง

 

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 6

 

อีกส่วนคือความไม่ต่อเนื่องของรายละเอียดปลีกย่อยที่หลุดไปบ้าง (เช่น ความขยันทำร้ายตัวเองของกุลนรี แต่ไม่มีรอยแผลใดในฉากต่อๆ ไป) ถึงอย่างนั้นก็ต้องชื่นชมการออกแบบงานสร้างที่ทำให้บรรยากาศของเรื่องดู มืดหม่น เย็นชา และเคร่งเครียด ผ่านโทนสีภาพที่เน้นความทึบและดนตรีประกอบที่กระตุ้นความรู้สึกไม่ปลอดภัย นี่ช่วยเสริมให้มิติของความเป็นระทึกขวัญเข้มข้นขึ้น และทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนถูกกดดันตามไปด้วย

 

จากทีเซอร์ตัวอย่างมีแนวโน้มของเนื้อหาในช่วงท้ายศราจะเพลี่ยงพล้ำและตกเป็นรองของตระกูลเลอธนากุล นี่คือโอกาสที่ซีรีส์จะต้องดึงศักยภาพทั้งหมดกลับมา ส่วนคนดูก็มาร่วมลุ้นกันว่าจิตสะกดแค้นจะ ‘เป็นอะไรใหม่’ ของวงการละครไทยอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

 

*จิตสะกดแค้นทุกวันพุธ-พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ทางช่อง One 31 ชมย้อนหลังได้ทาง oneD และ Netflix

 

จิตสะกด แค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? 7

The post จิตสะกดแค้น ต้นจัด กลางแผ่ว แล้วปลายจะแรงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
​​Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น https://thestandard.co/dear-x-demon-born-or-created/ Sat, 15 Nov 2025 10:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1143731 Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น

  เรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยเห็นสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่า […]

The post ​​Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น

Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น 1

 

เรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยเห็นสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่อย่าง HBO Max ลงมาเล่นในสนามซีรีส์เกาหลีเลย จนกระทั่งล่าสุดได้เห็น Dear X จาก Tving ซึ่งเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมด้วย Mood & Tone เข้ากันกับซีรีส์ดังๆ ของค่ายนี้ที่มีความซับซ้อน มืดหม่น ชวนให้ค้นลึกไปยังจิตใจของตัวละคร และเป็นอีกครั้งที่ซีรีส์เกาหลีพาเราไปทำความเข้าใจนางเอก ‘ไซโคพาธ’ ที่มีให้เห็นกันบ่อยมากในระยะหลังนับตั้งแต่ It’s Okay to Not Be Okay และล่าสุด Genie, Make a Wish แต่ไม่มีครั้งไหนที่จะมืดหม่นดาร์กดำเท่ากับแบคอาจินจาก Dear X อีกแล้ว

 

Dear X สร้างจากเว็บตูนชื่อดังฝีมือการกำกับของ อีอึงบก (Sweet Home) และ พัคโซฮยอน พาผู้ชมดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความทะเยอทะยาน การแก้แค้น และความไร้ศีลธรรม เปิดตัวอย่างดุดันด้วยการนำเสนอเรื่องราวของ แบคอาจิน (คิมยูจอง) ดาราแถวหน้าที่มีเสน่ห์น่าหลงใหล ภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบ แต่เบื้องหลังกลับมีบุคลิกมืดหม่นและซับซ้อนที่เกิดจากแผลใจในวัยเด็ก อาจินเป็นลูกสาวของแม่ขี้เมาและพ่อที่เป็นสวะสังคม แม่มักจะทุบตีอาจินอยู่บ่อยๆ เมื่อเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อ เขาก็โยนแม่ลงบันไดไปนอนกองอยู่ที่พื้นหายใจรวยริน แต่อาจินกลับไม่ช่วยเหลือเพราะนี่คือ X แรกซึ่งหมายถึงการล็อกเป้าทำลายล้างของเธอ

 

Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น 2

 

อาจินย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเมียใหม่ของพ่อ และได้พบกับยุนจุนซอ (คิมยองแด) ลูกติดของเธอ จากนั้นก็ใช้จิตวิทยาหลอกล่อให้ยุนซอเชื่อว่าอาจินเป็นรักเดียวและต้องผูกพันกันไปตลอดชีวิต เด็กสาวเติบโตขึ้นอย่างยากลำบากหล่อหลอมให้เธอมีความทะเยอทะยานและสั่งสมความชั่วร้ายทำลายล้างผู้ที่มาขวางทางหรือกระทำเธอก่อนไม่ว่าจะเป็นครู เพื่อนร่วมชั้น หรือแม้กระทั่งพ่อของตัวเอง โดยไม่สนใจว่าต้องใช้ผู้บริสุทธิ์กี่คนเป็นเครื่องมือ

 

เธอใช้ความสวย การแสดงออกใสซื่อ และจิตวิทยาหลอกล่อ จนในที่สุดจับพลัดจับพลู กลายเป็นดาราสาวผู้ทรงอิทธิพล แต่นั่นจะกลบฝังด้านมืดในใจเธอได้หรือไม่ต้องลองติดตาม

 

Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น 3

 

หัวใจสำคัญของซีรีส์นี้คือบทของแบคอาจิน ที่ต้องบอกว่าเป็นบท to die for สำหรับนักแสดงหญิงเลยทีเดียว การเลือก คิมยูจอง คือตัวเลือกที่ใช่ ด้วยใบหน้าสวยหวาน น่ารัก ดูไร้พิษภัย แต่ภายในซ่อนความร้ายกาจไว้อย่างแยบยล คล้ายกับ “ผลไม้พิษ” คือภายนอกดูสวยงามสดใส แต่แท้จริงแล้วมีอันตรายถึงชีวิต

 

คิมยูจองฉีกภาพลักษณ์จากบทน่ารักสดใส กลายเป็นสาวไซโคพาธที่เกือบจะไร้สำนึกผิดชอบชั่วดีอย่างน่าทึ่ง ทั้งจากสายตาเย็นชา และรอยยิ้มที่จงใจสร้างขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนจากความบริสุทธิ์เป็นผู้บงการได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญซีรีส์ไม่ได้นำเสนออาจินในฐานะนางเอกที่ต้องการไถ่บาปแต่เป็น “ตัวอันตราย” ที่ใช้แผลใจในอดีต (จากการถูกทอดทิ้งและทำร้ายโดยพ่อแม่ผู้ติดเหล้าและใช้ความรุนแรง) เป็นอาวุธในการก้าวไปสู่จุดสูงสุด ฉากอาจินในวัยเด็กเห็นพ่อผลักแม่ตกบันได ได้แปรเปลี่ยนบุคลิกให้กลายเป็นปีศาจ ซึ่งกำหนดนิยามชีวิตของเธอในเวลาต่อมา

 

ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ที่ แผนการเอาคืนที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึงตลอดเวลา อาจินไม่ได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง แต่ทำลายทุกคนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของเธอ ตั้งแต่การชักใยเพื่อนนักเรียน (ชิมซองฮี) ไปจนถึงการวางแผนอย่างแยบยลเพื่อใส่ร้ายพ่อของตัวเอง และใช้ผู้บริสุทธิ์อย่างชเวจองโฮ (อดีตนักเบสบอล) เป็นเครื่องมือในการฆาตกรรม ทำให้อาจินไม่ใช่ตัวร้ายที่น่าเบื่อ แต่สร้างความคลุมเครือทางศีลธรรมให้คนดูทั้งเกลียดและเอาใจช่วยไปพร้อม ๆ กัน เพราะรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่อาจินเคยได้รับ ทำให้เธอไม่ถูกลดทอนให้เหลือเพียง “ปีศาจ” แต่เป็นผลผลิตของความโหดร้ายและสิ้นหวัง

 

Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น 4

 

ส่วนด้านงานสร้างการกำกับภาพถือว่าโดดเด่นโดยสลับสับเปลี่ยนระหว่างภาพสีพาสเทลนุ่มนวลในวัยเด็ก กับความมืดหม่นในชีวิตวัยรุ่น งานภาพมีการใช้กระจกเงา ภาพสะท้อน และความเงียบ เพื่อดึงผู้ชมลงลึกไปในจิตใจของอาจินและยังใช้ภาพมุมกว้างสะท้อนถึงความโดดเดี่ยวทางอารมณ์ของตัวละครได้อย่างดี ขณะที่ความรุนแรงในเรื่องถูกใช้ทั้งในแง่ความสะใจและความโหดร้ายที่ค่อยๆ เปลี่ยนอาจินให้เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ (เลือดที่เปรอะเปื้อนบนตัวอาจินในตอน 3 เหมือนการก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ของเธอ)

 

เรียกได้ว่า Dear X ตอนที่ 1-4 เป็นการเปิดตัวอย่างน่าติดตาม โดยเฉพาะผู้ชมที่ชอบซีรีส์แนวระทึกขวัญจิตวิทยาด้วยการตั้งคำถามว่าปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น ซึ่งเหมือนปูพื้นฐานให้คนดูได้รู้จักที่มาของตัวละคร ก่อนจะเข้าสู่ความเข้มข้นแบบมายาซ้อนมายา (วงการบันเทิง vs ไซโคพาธ) และถ้ายังรักษาระดับคุณภาพไว้แบบนี้ Dear X น่าจะเป็นซีรีส์ยอดนิยมที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

 

Dear X มีให้สตรีมแล้วทาง HBO Max

 

ภาพ: HBO Max

The post ​​Dear X ปีศาจเกิดขึ้นเองหรือถูกสร้างให้เป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alice in Borderland ซีซัน 3 สิ่งที่จบไปแล้วก็ไม่ควรจะสานต่อ https://thestandard.co/opinion-alice-borderland-season-3/ Sun, 05 Oct 2025 01:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1126647

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์   Alice in Bor […]

The post Alice in Borderland ซีซัน 3 สิ่งที่จบไปแล้วก็ไม่ควรจะสานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาซีรีส์

 

Alice in Borderland เป็นซีรีส์เอาชีวิตรอดที่มาที่ถูกที่ถูกเวลาตั้งแต่ซีซั่นแรกในปี 2020 ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด 19 เร้าอารมณ์คนดูให้เหมือนอยู่ในประสบการณ์เดียวกับตัวละคร จากนั้นก็สานต่อความสำเร็จด้วยซีซั่น 2 ในปี 2022 เป็นบทสรุปของเรื่องราวจากมังงะต้นฉบับให้คนดูได้คำตอบสุดท้ายเกี่ยวกับโลกปริศนา และพา อาริสึ (Kento Yamazaki) และ อุซางิ (Tao Tsuchiya) กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอย่างสง่างามจนเรียกว่าจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ทว่าการกลับมาของซีซัน 3 เป็นเหมือนการ ‘หาเรื่อง’ คือทั้งหาเรื่องเล่นกับไฟทำให้สิ่งที่สมบูรณ์ไปแล้วกลับไม่สมบูรณ์ และหาเรื่องที่จะเล่าต่อโดยไม่มีแหล่งข้อมูลเดิมรองรับ ผลลัพธ์ที่ได้คือฉากแอ็กชันที่ยังยอดเยี่ยม แต่เนื้อเรื่องกลับมีรอยโหว่ ยืดย้วยอย่างน่าเสียดาย

 

 

หลังผ่านประสบการณ์เฉียดตายจากเหตุอุกกาบาตพุ่งชนโลกจนทำให้อาริสึ และอุซางิเข้าไปอยู่ในโลกปริศนาและได้กลับมายังโลกของความจริงอีกครั้ง ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกันและแทบจะลืมเรื่องราวในโลกนั้นจนหมดสิ้น จนกระทั่งได้พบกับ ริวจิ มัตสึยามะ (Kento Kaku) นักวิจัยที่หมกมุ่นกับโลกหลังความตาย และการเคลื่อนไหวจากบุคคลลึกลับของโลกปริศนาได้นำพาให้อุซางิที่กำลังท้องอ่อนๆ กลับไปสู่ Borderland ทำให้อาริสุต้องตามไปด้วย และต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเกมใหม่ๆ ของผู้อยู่เบื้องหลังคือไพ่โจ๊กเกอร์ ที่ยังคงความบ้าระห่ำ เดิมพันด้วยความตาย และแฝงความหมายของการมีชีวิตอยู่

 

สิ่งที่ต้องยอมรับคือ เทคนิคการสร้างและการแสดงยังคงทำได้ดี เกมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่มีความโหดเหี้ยมและนองเลือดตามมาตรฐานของ Borderland ไม่ว่าจะเป็นเกม ลูกศรเพลิง ที่ปรากฏในมังงะภาคแยก หรือเกมอื่นๆ ที่ซับซ้อนขึ้น สร้างทั้งความตื่นเต้นและภาพตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมที่ชอบสไตล์แอคชั่นนี้

 

 

อย่างไรก็ตาม ความสนุกที่แท้จริงของ Borderland คือการที่ผู้ชมรู้สึกว่าเกมนั้นมีตรรกะและมีทางออกให้ค้นพบ แต่ในซีซัน 3 นี้ เกมบางเกมกลับซับซ้อนเกินความจำเป็น กฎเกณฑ์เปลี่ยนไปมาระหว่างเล่นทำให้รู้สึกว่าผู้สร้างพยายามจะ “ขยายสเกล” ให้คนดูตั้งคำถามเชิงปรัชญามารับใช้ธีมหลักที่ว่าด้วยเรื่องคุณค่าการมีชีวิตอยู่ (โดยเฉพาะในอีพี 5 ที่ค่อนข้างยืดยาวและน่าเบื่อ) จนกระทั่งสูญเสียเสน่ห์ของการเป็นปริศนาที่ต้องใช้สติปัญญาในการไขไป

 

อีกส่วนที่หายไปคือเสน่ห์น่าสะพรึงกลัวของ Borderland โดยในสองซีซันแรกคือการที่มันถูกนิยามด้วยความกำกวม จะเป็นดินแดนระหว่างความเป็นและความตาย หรือจะเป็นแค่การหลอนก่อนสิ้นใจ? ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้ความรู้สึกของตัวละครสะท้อนมาสู่ผู้ชมให้ลุ้นระทึกในทุกขณะ

 

 

แต่ซีซัน 3 กลับเลือกที่จะกำหนดคำอธิบายที่ชัดเจนไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอ Borderland ในฐานะ ‘ประสบการณ์เฉียดตาย’ ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านวิธีการของริวจิ ซึ่งลดทอนโลกแห่งความเป็นความตายให้กลายเป็นสิ่งที่ “เข้าถึงได้” จนเสียสถานะของการเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ลี้ลับ กลายเป็นเพียงฉากหลังสำหรับเกมที่ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น

 

และส่วนที่หนักที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลในแง่การตัดสินใจของตัวละคร โดยซีซันนี้เปิดฉากด้วยชีวิตรักที่ดูมีความสุขดีของอาริสึและอุซางิจนแทบไม่มีทีท่าว่าอุซางิจะกลับเข้าสู่ Borderland อีกครั้ง แต่ก็ตัดสินใจกลับไปเพียงเพราะความเศร้าส่วนตัว โดยที่ไม่ได้ปรึกษาอาริสึเลย จนเหมือนสิ่งนี้คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพียงเพื่อเคลื่อนพล็อตให้คู่พระ-นางกลับมาที่ Borderland ให้ได้ก็เท่านั้น อีกทั้งทำให้คาแรกเตอร์ของอาริสุที่เคยเป็นสาวแกร่งกลายเป็นนางเอกดาษๆ ที่หาได้ในละครเมโลดราม่าทั่วไป จากที่เคยสนุกตื่นเต้นกับคู่หูคู่รักที่คนหนึ่งเป็นเหมือนสมอง อีกคนคือแขนขาพละกำลังก็ดูไม่น่าลุ้นอีกต่อไปเมื่อแรงจูงใจของพวกเขาไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

 

Alice in Borderland’ ซีซัน 3 ไม่ใช่ซีรีส์ที่ถึงกับแย่แต่ก็น่าผิดหวัง โดยรวมแล้วฉากแอ็กชันก็ยังมันส์และน่าตื่นเต้นอยู่ แต่การตัดสินใจขยายเรื่องราวไปไกลกว่ามังงะ ทำให้ซีซันนี้มีปัญหาเรื่องความไม่สมดุลของบท และ แรงจูงใจของตัวละครหลักจนทำให้เรื่องราวอ่อนยวบกว่าสองซีซันแรกอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามถ้าพร้อมจะมองข้ามความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างเพื่อแลกกับความตื่นเต้นระดับพรีเมียม นี่ก็ยังเป็นซีรีส์ที่สามารถสนุกไปกับมันได้อยู่ดี

 

Alice in Borderland ซีซัน 3 สตรีมแล้วที่ Netflix

 

ภาพ: Netflix

The post Alice in Borderland ซีซัน 3 สิ่งที่จบไปแล้วก็ไม่ควรจะสานต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​​Bon appetit, Your majesty ซีรีส์ที่ทำให้ประวัติศาสตร์และอาหารเกาหลีมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีก https://thestandard.co/bon-appetit-your-majesty/ Tue, 16 Sep 2025 02:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1119552 ​​Bon appetit, Your majesty

เพราะซีรีส์โรแมนติกคอเมดี้คือหัวหอกของการส่งออกวัฒนธรรม […]

The post ​​Bon appetit, Your majesty ซีรีส์ที่ทำให้ประวัติศาสตร์และอาหารเกาหลีมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
​​Bon appetit, Your majesty

เพราะซีรีส์โรแมนติกคอเมดี้คือหัวหอกของการส่งออกวัฒนธรรมเกาหลี แต่จังหวะก็คาดเดาได้ง่ายทำให้ผู้สร้างเริ่มคิดค้นสูตรใหม่ๆ ใส่องค์ประกอบที่น่าสนใจ โดยเฉพาะซีรีส์ย้อนยุคในระยะหลังๆ มักหยิบบุคคลในประวัติศาสตร์มาตีความใหม่กลายเป็นซีรีส์ที่ได้ทั้งกลุ่มคนดูและเปิดมุมมองกระตุ้นให้อยากค้นหา แบบเดียวกับ Bon appetit, Your Majesty ที่พาคนดูไปทำความรู้จักกับยอนฮีกุน (ยอนซันกุนทรราชที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โชซอน) ในมุมที่คนอาจคาดไม่ถึง

 

ยอนซันกุนเป็นกษัตริย์องค์ที่ 10 ของโชซอนที่ถูกจดจำในฐานะทรราชจากบาดแผลทางใจในวัยเด็กเมื่อพบว่าพระราชมารดาถูกประหารโดยบังคับให้ดื่มยาพิษ จากกษัตริย์หนุ่มผู้ทรงธรรม กลับกลายผู้ออกคำสั่งเข่นฆ่าบัณฑิตจำนวนมากถึงสองครั้ง อีกทั้งยังมักมากในกามารมณ์เกณฑ์สาวงามทั่วราชอาณาจักรมาปรนเปรอความใคร่ของตัวเอง จนในที่สุดถูกเนรเทศและเสียชีวิตในวัยเพียง 29 ปี

 

เรื่องราวของเขาถูกนำมาสร้างเป็นหนังและซีรีส์หลายเรื่องเช่น Diary of King Yeonsan (1988), Prince Yeonsan (1961) The Rebel (2017) รวมไปถึงภาพยนตร์ The King and The Clown (2005) และ The Treacherous (2015) ที่น่าจะคุ้นตาคนไทยมากที่สุด แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่ยอนซันกุนจะถูกตีความใหม่แบบหกคะเมนตีลังกาเท่าใน Bon appetit, Your Majesty อีกแล้ว

 

 

Bon Appetit, Your Majesty ดัดแปลงมาจากเว็บตูนยอดฮิตเรื่อง Surviving as the Tyrant’s Chef ว่าด้วยเรื่องราวของ ยอนจียอง (อิมยุนอา) เชฟสาวมากฝีมือผู้นิยมดัดแปลงอาหารเกาหลีเข้ากับ Fine Dining แบบฝรั่งเศสที่เธอเพิ่งได้แชมป์ทำอาหารระดับโลกและกำลังจะทำงานในร้านอาหารมิชลิน 3 ดาว แต่ก็มีเหตุให้เธอย้อนเวลากลับไปกว่า 500 ปี ในยุคของกษัตริย์อีฮอน (อีแชมิน) หรือยอนซันกุน (ในเรื่องใช้ชื่อยอนฮีกุนเพื่อเลี่ยงดรามา) ทรราชในประวัติศาสตร์เกาหลี ขณะเดียวกันเขาคือนักชิมตัวยงที่มีประสาทรับรสไวเกินมนุษย์ อีฮอนตกหลุมรักในรสมือของจียองทันทีที่ได้ชิม เธอจึงถูกพาเข้าวังเพื่อรังสรรค์อาหารฟิวชันให้พระองค์ทุกวัน ขณะเดียวกันถ้าผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว นั่นหมายถึงชีวิต

 

การเข้ามาของจียองทำให้ คังมกจู (คังฮันนา) สนมเอกผู้ทะเยอทะยานของอีฮอนไม่พอใจอย่างมากจนเกิดเป็นเรื่องรักสามเส้าที่ซับซ้อนไปกว่านั้นคือ องค์ชายเจซาน (ชเวกวีฮา) ศัตรูทางการเมืองของกษัตริย์ ก็หาโอกาสที่จะโค่นบัลลังก์ของอีฮอนได้ทุกเมื่อ

 

 

เรียกได้ว่า Bon Appetit, Your Majesty มีครบทุกรสไม่แพ้รสชาติอาหารในเรื่องทำให้กลายเป็นซีรีส์เกาหลีใต้ยอดฮิตประจำปีนี้ โดยได้เรตติ้งทั่วประเทศเกาหลีใต้สูงถึง 12.7% ในอีพี 6 ส่วนบน Netflix ในช่วงวันที่ 1-7 กันยายน มียอดผู้ชมสูงถึง 7.5 ล้านครั้ง ครองอันดับ 2 บนชาร์ตซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษต่อเนื่องกัน 2 สัปดาห์ และติด Top 10 ใน 73 ประเทศทั่วโลก

 

เอาเข้าจริง Bon Appetit, Your Majesty แทบจะเดินตามรอยสูตรสำเร็จของซีรีส์เกาหลีทั้งการย้อนเวลา รักสามเส้า การแก่งแย่งอำนาจในราชสำนักจนเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความซ้ำซากจำเจ แต่ Bon Appetit, Your Majesty ก็หยิบเอาเรื่องราวของกษัตริย์ที่มักถูกเล่าแค่ด้านเดียวอยู่บ่อยๆ มาตีความใหม่และมีความเห็นอกเห็นใจมากกว่าที่เคย จนเกิดมุมมองน่าสนใจ ซึ่งในระยะหลังๆ ซีรีส์เกาหลีหลายเรื่องเอาตัวร้ายในประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่ อย่างเช่นควังแฮกุน กษัตริย์องค์ที่ 15 ที่ถูกปลดเพราะสั่งประหารน้องชาย การปลดพระพันปี และนโยบายการทูตใน The Crowned Clown (2019) หรือ ชอลจง กษัตริย์องค์ที่ 25 แห่งราชวงศ์โชซอน ที่ในประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดใน Mr Queen (2020)

 

สำหรับคาแรกเตอร์อีฮอนหรือยอนฮีกุนยังคงโหดร้ายเหมือนในหน้าประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ต่างไปคือการให้เหตุผลกับทุกๆ เรื่องที่เขาทำ เหมือนตั้งใจสร้างพระเอก ‘ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย’ แม้จะดูอันตรายแต่ก็น่าเห็นใจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการเลือกอีแชมินมารับบทนี้แทนที่พัคซองฮุนที่ถอนตัวเพราะดราม่าก่อนหน้านี้ ก็มีทั้งข้อดีและความท้าทาย อย่างแรกเลยคือความน่าเกรงขามเพราะถ้าเทียบจากบทบาทที่เคยได้รับของพัคซองฮุน คนดูก็น่าจะอินได้ง่ายกว่า 

 

ขณะเดียวกันความสดใหม่ของอีแชมินก็สร้างรสชาติที่แตกต่างทำให้อีฮอนเป็นเด็กเอาแต่ใจทำให้คนดูหลงรักความอ่อนไหวของเขาได้ง่ายกว่า

ขณะที่ตัวละครจียองหลุดเข้าไปในยุคโชซอนตอนอายุ 27 ปีซึ่งไล่เรี่ยกับอายุจริงของกษัตริย์อีฮอนช่วงท้ายรัชกาล แต่ก็รู้กันว่านักแสดงที่มารับบทนี้คือยุนอาที่มีอายุมากกว่าอีแชมินก็ช่วยสร้างเคมีบางอย่างในประเด็นขาดความอบอุ่นจากแม่ของอีฮอนให้ดูชัดเจนขึ้นอีกหน่อย

 

นอกจากนักแสดง องค์ประกอบสำคัญของเรื่องนี้ก็คืออาหารที่พิถีพิถันถ่ายออกมาได้น่ากินทุกเมนู และยังได้ที่ปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารจากรายการ Culinary Class Wars ของ Netflix เพื่อให้แต่ละเมนูออกมาสมจริง อร่อยจนตัวละครกินแซ่บกินนัวยั่วน้ำลายคนดูไปด้วย

อย่างที่รู้กันว่าซีรีส์เกาหลีมักสอดแทรกอาหารเข้ามาในเส้นเรื่อง และวนเวียนอยู่แค่ไม่กี่ชนิด แต่สำหรับเมนูในเรื่องนี้คือการฟิวชั่นเข้ากับอาหารฝรั่งเศสที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดของอาหารระดับโลก เหมือนตั้งใจจะซ่อนข้อความว่าปัจจุบันอาหารและวัฒนธรรมเกาหลีสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมสากลไปแล้ว ซึ่งถ้าย้อนกลับไป 20 ปีก่อนแทบจะไม่มีใครรู้จักอาหารเกาหลีเลย จนกระทั่งแนะนำตัวผ่านซีรีส์เรื่องแดจังกึม ฮิตไปทั่วโลก โดย Bon Appetit, Your Majesty ก็เหมือนจะทริบิวต์ให้กับเรื่องนี้กลายๆ เพราะเนื้อหาในเรื่องเกิดขึ้นในรัชกาลก่อนแดจังกึมเพียงหนึ่งรัชกาล รวมทั้งตัวละครกิลกึม (ยุนซออา) ที่ต้องมาลุ้นกันว่าจะเติบโตขึ้นไปเป็นใคร

ความจริงซีรีส์ไทยก็พยายามเอาประวัติศาสตร์มาตีความใหม่ อย่างล่าสุดในเรื่องแม่หยัวที่ว่าด้วยเรื่องของท้าวศรีสุดาจันทร์นางร้ายในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ถ้าไม่นับประเด็นดราม่าเรื่องการทรมานสัตว์ ก็นับว่าเป็นมุมมองที่น่าสนใจเพราะประวัติศาสตร์คือเรื่องเล่า เพียงแต่เล่าโดยใคร ซึ่ง ‘ผู้ร้าย’ อาจจะเป็นเพียง ‘ผู้แพ้’ ในประวัติศาสตร์ก็เป็นไปได้

 

Bon Appetit, Your Majesty รับชมได้ทาง Netflix

 

ภาพ: TVN

The post ​​Bon appetit, Your majesty ซีรีส์ที่ทำให้ประวัติศาสตร์และอาหารเกาหลีมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นไปอีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Match เป็นบันได เป็นเรือจ้างบนหนทางเกมหมากล้อม https://thestandard.co/opinion-the-match/ Thu, 15 May 2025 09:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1074647

แม้จะเจอต้องเลื่อนฉายไปหลายปีจากวิบากกรรมของนักแสดงนำ ย […]

The post The Match เป็นบันได เป็นเรือจ้างบนหนทางเกมหมากล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้จะเจอต้องเลื่อนฉายไปหลายปีจากวิบากกรรมของนักแสดงนำ ยูอาอิน ในข้อหายาเสพติด แต่ The Match ก็ขึ้นอันดับหนึ่ง Box Office ในเกาหลีใต้ถึง 3 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าหากตัดปัญหาส่วนตัว ยูอาอินคือนักแสดงที่ดีและมีเสน่ห์ทุกครั้งที่อยู่หน้าจอ ยิ่งเมื่อปะทะฝีมือกับอีบยองฮุนตำนานนักแสดง ยิ่งทำให้ The Match เข้มข้นด้านชั้นเชิงการแสดง อย่างไรก็ตามความซับซ้อนของ ‘หมากล้อม’ กลับกลายเป็นกำแพงกั้นจนบางครั้งขาดอารมณ์ร่วม และยังห่างชั้นจาก เรื่องราวบนเกมกระดานเหมือนกันอย่าง The Queen’s Gambit ที่ใช้กระดานหมากรุกสื่อสารตัวตนของตัวละครได้ดีกว่า

 

 

The Match พาผู้ชมย้อนกลับไปสู่โลกแห่งหมากล้อม ในเกาหลีใต้ช่วงทศวรรษ 1990 บอกเล่าเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของสองนักหมากล้อมผู้ยิ่งใหญ่ โชฮุนฮยอน (อีบยองฮุน) และ อีชางโฮ (ยูอาอิน)  เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อโชฮุนฮยอน กลับจากการคว้าชัยชนะในการแข่งขันระดับโลกที่สิงคโปร์จนกลายเป็นความภาคภูมิใจของชาติ จังหวะเดียวกันเขาได้พบกับ อีชางโฮ ในวัยเด็ก (คิมคังฮุน) นักหมากล้อมที่มีไหวพริบอันน่าทึ่ง ด้วยสายตาที่มองเห็นศักยภาพล้นเหลือ โชฮุนฮยอนตัดสินใจรับเด็กชายมาเป็นลูกศิษย์ ถ่ายทอดวิชาและความรู้ทั้งหมดที่เขามี 

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ค้นพบว่า ‘เด็กปั้น’ คนนี้ไม่ธรรมดา มีความสามารถแซงหน้าเขาได้ด้วยสไตล์การเล่นที่แตกต่างกัน กิเลสในใจทำให้หลายครั้งเขาคิดจะสกัดดาวรุ่ง ในขณะที่ อีชางโฮ (ยูอาอิน) ในวัยหนุ่มเริ่มตั้งคำถามกับศักยภาพที่ตัวเองมี และวิธีการสอนของอาจารย์ที่เปรียบเสมือนพ่อคนที่สอง

 

ในที่สุดเกมหมากล้อมก็ทำทั้งคู่กลายมาเป็นคู่แข่งกัน พร้อมทั้งความผิดบาปในใจในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์ 

 

 

ความน่าสนใจของ The Match คือการสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ในยุคที่สังคมเกาหลีใต้ที่ยึดหลักความอาวุโสอย่างเข้มข้น เราจึงได้เห็นพฤติกรรมของ โชฮุนฮยอน ในลักษณะ Gaslighting (การเบี่ยงเบนความคิด หรือความรู้สึกของอีกฝ่าย เพื่อทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ หรือระแวงสงสัย) ต่ออีชางโฮจนบุคลิกเปลี่ยนไปจากเด็กชายสดใส เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ กลายเป็นเด็กหนุ่มที่รู้สึกเคลือบแคลงสงสัย สีหน้าเหมือนตั้งคำถามในใจตลอดเวลา ขณะเดียวกับก็สะท้อนถึงความสับสนในใจเมื่อเขาต้องกลายเป็นคู่ปรับของคนที่ปลุกปั้นตัวเองขึ้นมา ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าวิธีการสอนมันช่างต่างจากมุมมองในเกมที่เขามองเห็น 

 

ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นธีมอารมณ์ที่ตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์เมื่อความทะเยอทะยานและอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องราวของการเติบโตของลูกศิษย์ที่เริ่มตั้งคำถามกับผู้เป็นอาจารย์ และความท้าทายของผู้ให้คำปรึกษาในการยอมรับการก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง กลายเป็นสงครามจิตวิทยาตีคู่ไปกับสงครามบนเกมกระดาน

 

 

จุดเด่นที่ไม่อาจมองข้ามของ The Match คือการแสดงอันทรงพลังของนักแสดงนำทั้งสอง อีบยองฮุน ในบทบาทของ โชฮุนฮยอน ได้อย่างลึกซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในฐานะผู้เป็นตำนาน ความหวั่นไหวเมื่อเผชิญหน้ากับการเติบโตของลูกศิษย์ และความยากลำบากในการยอมรับการเปลี่ยนแปลง จนหลายครั้งก็เผยให้เห็นด้านมืดที่ย้อนมาทำให้เขารู้สึกผิด นอกจากนี้ยังสะท้อนภาพครูบาอาจารย์ที่สงวนคำชมไว้ในวาระสุดท้าย ซึ่งบางครั้งอาจจะสายเกินไปและไม่อบอุ่นอย่างที่ควรจะเป็น ส่วน ยูอาอิน ในบทบาทของ อีชางโฮ ก็สามารถสื่อถึงความมุ่งมั่น ความเงียบขรึม และการเปลี่ยนผ่านจากลูกศิษย์ผู้เคารพรัก กลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขาม ผสมผสานความรู้สึกในเชิงลูกศิษย์คิดล้างครูที่แอบสะใจอยู่ลึกๆ แต่ก็รู้สึกผิดต่อชะตากรรมที่อาจารย์ต้องได้รับ เรียกได้ว่าเคมีระหว่างนักแสดงทั้งสองเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าในเบื้องต้นพวกเขาจะอยู่กันคนละฝั่งของกระดานก็ตาม

 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้สำหรับผู้ชมที่ไม่คุ้นเคยกับเกมหมากล้อม คือการเข้าถึงอารมณ์ร่วมและความตื่นเต้นของการแข่งขัน แม้ว่าภาพยนตร์จะพยายามนำเสนอภาพมุมต่างๆ ของการเล่น และสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่สำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจกฎกติกาและกลยุทธ์ของเกม ก็อาจรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกที่มองเข้าไปในโลกที่ซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจถึงความสำคัญของการเดินหมากแต่ละครั้ง หรือความหมายเบื้องหลังช่วงเวลาแห่งการหยุดคิด ทั้งๆ ที่ หมากล้อคือหนึ่งในเครื่องมือเร้าอารมณ์ที่สำคัญของการดำเนินเรื่องเกือบทั้งหมด จนเนื้อหาที่น่าจะตื่นเต้นกลายเป็นความน่าเบื่อในหลายช่วงจังหวะ

 

 

ในส่วนของการผลิต The Match ทำได้ดีในการสร้างบรรยากาศของยุคสมัย และถ่ายทอดความสำคัญของเกมหมากล้อมในสังคมเกาหลีในช่วงเวลานั้น การจัดแสงและโทนสีที่อบอุ่นช่วยเสริมให้ภาพยนตร์มีความรู้สึกถึงอดีตที่น่าคิดถึง

 

โดยรวมแล้ว The Match เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ ด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยมของ อีบยองฮุน และ ยูอาอิน ที่แบกรับเรื่องราวได้อย่างอยู่หมัด แม้ว่าความซับซ้อนของเกมหมากล้อมอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ชมบางกลุ่ม แต่ธีมอารมณ์ที่เข้มข้นเกี่ยวกับการแข่งขัน การเติบโต และความสัมพันธ์ระหว่างครูศิษย์ ก็ยังคงดึงดูดให้ติดตามได้ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวดราม่าที่เน้นการแสดงและเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน The Match ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ไม่ควรพลาดจากวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ 

 

รับชม The Match ได้ทาง Netflix  

 

อ้างอิง: 

The post The Match เป็นบันได เป็นเรือจ้างบนหนทางเกมหมากล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
When Life Gives You Tangerines ชีวิตก็เหมือนส้ม จะรู้ว่าเปรี้ยวหรือหวานก็ต้องลองแกะมันกิน https://thestandard.co/opinion-when-life-gives-you-tangerines/ Tue, 11 Mar 2025 09:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1050902

ส้มอร่อยอาจไม่ใช่ส้มที่หวาน แต่ต้องเจือรสเปรี้ยวปะแล่มใ […]

The post When Life Gives You Tangerines ชีวิตก็เหมือนส้ม จะรู้ว่าเปรี้ยวหรือหวานก็ต้องลองแกะมันกิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ส้มอร่อยอาจไม่ใช่ส้มที่หวาน แต่ต้องเจือรสเปรี้ยวปะแล่มให้พอชื่นใจ และเมื่อชีวิตหยิบยื่นผลส้มมาให้ เราจะไม่มีวันรู้จนกว่าจะได้ลองกินมัน นี่คือความรู้สึกหลังจากดู 4 ตอนแรกของ When Life Gives You Tangerines ซีรีส์เรื่องใหม่ทาง Netflix ที่ได้สองนักแสดงดังอย่าง ไอยู และ พัคโบกอม มาร่วมแสดง แค่เป็นซีรีส์รักสดใสก็น่าจะคว้าใจคนดูได้แล้ว แต่เพราะอยู่ในมือของผู้กำกับ คิมวอนซอก จาก My Mister ร่วมกับนักเขียนบท อิมซังชุน จาก When the Camellia Blooms ซีรีส์เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องรักของคนธรรมดาที่สอดแทรกความดราม่า ละมุนหัวใจเหมือนจดหมายรักส่งต่อระหว่างรุ่นสู่รุ่น 

 

 

When Life Gives You Tangerines เล่าเรื่องราวความรักและชีวิตผ่านฤดูกาลทั้ง 4 ฤดูของ แอซุน (ไอยู) สาวน้อยอาภัพบนเกาะเชจู จอนกวังรเย (ยอมฮเยรัน) แม่ของเธอเป็นแฮนยอ หรือนักดำน้ำหญิงแห่งเกาะเชจู ผู้ไม่ยอมให้ลูกสาวมีชีวิตแบบเดียวกับเธอ จึงพยายามทำตัวเหินห่าง และให้แอซุนได้อยู่กับครอบครัวของอดีตสามีผู้ล่วงลับที่ฐานะดีกว่าจะได้เรียนสูงๆ 

 

แอซุนเป็นคนเฉลียวฉลาด ชอบเขียนบทกวี และมีหัวขบถ ตั้งแต่เด็กจนโต กวานชิก (พัคโบกอม) หลงรักแอซุนมาตลอด เขาเป็นเด็กหนุ่มซื่อๆ ฐานะดี และเป็นนักกีฬาโรงเรียน แอซุนพยายามปฏิเสธกวานชิกมาตลอดเพราะใฝ่ฝันจะได้ออกไปใช้ชีวิตนอกเกาะเชจู จนกระทั่งทั้งคู่เติบโต ด้วยฮอร์โมนที่พลุ่งพล่านทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล  

 

 

จากบทสัมภาษณ์ผู้กำกับในงานแถลงข่าวนี่คือเรื่องราวที่เป็นเหมือนของขวัญจากคนต่างเจเนอเรชันมอบให้แก่กัน และชื่อเรื่องในภาษาเกาหลีก็มีความหมายในวัฒนธรรมท้องถิ่นของเกาะเชจู ซึ่งส้มแทงเจอรีนใช้แทนคำขอบคุณสำหรับการทำงานหนัก ผ่านบทชีวิตของคนรุ่นพ่อแม่ที่เติบโตอย่างยากลำบากหลังยุคสงครามเกาหลี 

 

ซีรีส์เปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เหมือนวัยแรกแย้มของทั้งสองหนุ่มสาว เนื้อหาเดินไปแบบเรียบๆ แต่ไม่ง่าย ฉายภาพการถูกกดทับของผู้หญิง ตั้งแต่รุ่นแม่ของแอซุนผู้จำใจทำอาชีพนักดำน้ำรายได้น้อยนิดเพื่อดูแลครอบครัว ขณะที่ผู้ชายบนเกาะแลดูไม่เอาไหนแต่ได้สิทธิพิเศษ แม้แต่อาหารก็ได้กินของที่ดีกว่า อาชีพแฮนยอจึงเป็นมากกว่าแค่อาชีพแต่เหมือนการกดทับความเป็นหญิงให้อยู่ใต้น้ำจนแทบไม่มีโอกาสหายใจ ก็ไม่แปลกที่จอนกวังรเยจะไม่ยอมให้ลูกสาวมีชีวิตแบบเดียวกับเธอ 

 

 

ชีวิตของแอซุนดีกว่าแม่แต่ก็ยังหนีไม่พ้นความยากลำบาก แม้จะเป็นเด็กหัวดี แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อค่านิยมที่ว่าเด็กผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนสูงๆ การดิ้นรนไปให้ถึงมหาวิทยาลัยจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในชีวิตของเธอ จึงส่งต่อความฝันไปยังคนรุ่นต่อไปนั่นก็คือ กึมมยอง ลูกสาวของเธอ

 

ขณะที่รุ่นลูกดูเหมือนจะสานฝันของคนรุ่นก่อนได้ แต่ก็ต้องเผชิญการกดทับจากผู้หญิงด้วยกันในฐานะว่าที่แม่ผัวลูกสะใภ้ แบบเดียวกับที่แอซุนเจอจากแม่สามี และแม่สามีเจอจากย่าของสามีอีกที ซึ่งดูเหมือนซีรีส์อยากให้เห็นความซับซ้อนของปัญหานี้ 

 

อย่างไรก็ตาม ซีรีส์ยังมอบความหวานของชีวิตด้วยรักแรกระหว่างแอซุนกับกวางชิก ในบรรยากาศฟุ้งฝันให้คนดูได้จิ้นได้ฟินกับการร่วมงานครั้งแรกของนักแสดงระดับบิ๊ก แต่ผ่านไปไม่นานความฝันก็สลายเพราะชีวิตไม่มีอะไรได้มาฟรี

 

 

แม้ 4 อีพีแรกเรื่องราวจะเน้นเรื่องของผู้หญิงแต่ทิศทางความน่าจะเป็นในฤดูถัดไปน่าจะสอดแทรกการแบกรับบทบาทความเป็นชายในสังคมเกาหลีอยู่เหมือนกัน อย่างที่ได้เห็นความกดดันของกวางชิกในฐานะหัวหน้าครอบครัว จนต้องทิ้งความฝันและอนาคตที่ดี และเดาว่าในฤดูถัดๆ ไปน่าจะพูดว่าด้วยเรื่องความต่างของเจเนอเรชันผ่านชีวิตลูกๆ ของทั้งคู่ อย่างที่ผู้กำกับว่าไว้ว่าต้องการทลายกำแพงเรื่องเพศและเจเนอเรชันผ่านซีรีส์เรื่องนี้

 

ต้องยอมรับว่าการร่วมงานกันของผู้กำกับและนักเขียนบทสองคนนี้สร้างสรรค์เรื่องรักของคนธรรมดาได้อย่างน่าสนใจ คล้ายกับการได้นั่งฟังเรื่องรักของพ่อแม่เหมือนนวนิยาย เล่าเรื่องเรียบง่ายแต่ลุ่มลึกในสไตล์ของผู้กำกับ ส่วนมือเขียนบทก็เก่งเรื่องการสร้างคาแรกเตอร์ที่มีเสน่ห์ทั้งตัวแอซุนหญิงแกร่ง หัวขบถที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงวัย และกวางชิก ต้าวหล่อแห่งเกาะเชจูใสซื่อในสไตล์ผู้ชายบ้านๆ จนอยากมีกวางชิกในชีวิตสักคน 

 

 

เพราะบทที่ดีจึงเป็นสนามให้นักแสดงใช้สามารถเต็มที่ทั้งไอยูในบทแอซุนตอนสาว และกึมมยองในบทลูกสาว โดยเฉพาะบทแอซุนที่ชีวิตและเวลาทำให้คาแรกเตอร์เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ยังมีแววตาของเด็กผู้หญิงคนเดิมอยู่ ส่วนพัคโบกอมก็สวมชีวิตของกวางชิกได้เป็นอย่างดี ทั้งการแสดง สีหน้า ท่าทางคือผู้ชายจ๋องๆ แต่มีวิญญาณนักสู้ จนบางครั้งก็ลืมความหล่อแต่อยากเอาใจช่วยในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือนักแสดงรุ่นใหญ่ทั้งบทจอนกวังรเยของยอมฮเยรันในบทแม่ของแอซุน รวมถึง มุนโซรี และ พัคแฮจุน ในบทแอซุนและกวางชิกในวัยผู้ใหญ่ ที่ทำเอาน้ำตารื้นเลยทีเดียว 

 

When Life Gives You Tangerines ตั้งใจปล่อยออกมาสัปดาห์ละ 4 ตอนแทนที่จะปล่อยรวดเดียวแบบซีรีส์ของ Netflix เรื่องอื่นๆ ให้คนดูได้ละเลียดเรื่องราวชีวิตของตัวละครสะท้อนกลับไปที่ตัวเอง ซึ่งเชื่อแน่ว่าน่าจะมีประเด็นให้พูดถึงอีกมากในอีพีถัดๆ ไป

The post When Life Gives You Tangerines ชีวิตก็เหมือนส้ม จะรู้ว่าเปรี้ยวหรือหวานก็ต้องลองแกะมันกิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ มากกว่าความตลกโปกฮาคือเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง https://thestandard.co/good-heavens-im-a-goose-not-a-swan/ Thu, 30 Jan 2025 10:26:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1036291 คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์

เรียกว่าเป็นละครมาแรงรับต้นปีสำหรับ คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป […]

The post คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ มากกว่าความตลกโปกฮาคือเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์

เรียกว่าเป็นละครมาแรงรับต้นปีสำหรับ คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ ทางช่อง 3 โดยเรตติ้งในอีพี 2 สูงถึง 3.7 ทั่วประเทศ ยอดคนดูออนไลน์มากกว่า 2 แสนคน ยังไม่นับรวมกระแสและมีมอีกมากมาย ทั้งที่เพิ่งออกอากาศมา 3 อีพี 

 

อย่างที่รู้กันว่าละครไทยพาเรานั่งไทม์แมชชีนอยู่บ่อยๆ แต่ในยุคปัจจุบันคนเริ่มหน่ายกับเรื่องรักเมโลดราม่าของชนชั้นสูงและชีวิตในรั้วในวัง ในระยะหลังจึงได้เห็นละครย้อนยุคหยิบเอาประเด็นใหม่ๆ และย้อนไปสู่ช่วงเวลาใหม่ๆ มากขึ้น แต่ยังไม่กลมกล่อมลงตัวเท่ากับละครเรื่องนี้

 

 

ความดีงามของ คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ น่าจะมาจากการหยิบเอาประเด็นที่ไม่ค่อยได้เห็นในละครย้อนยุค นั่นคือชีวิตกะหรี่ในซ่องโสเภณี มาใส่จังหวะคอเมดี้ด้วยบุคลิกตัวละคร และเรื่อง ‘เพศ’ ในสไตล์ Dirty Joke หน่อยๆ เรียงร้อยเข้ากับการสืบหาฆาตกรต่อเนื่อง และเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ 

 

สำหรับคนที่ชอบประวัติศาสตร์นอกตำราคงพอจะรู้จัก ‘ยายแฟง’ หรือแม่แฟง แม่เล้าใจบุญในสมัยรัชกาลที่ 3 ผู้รวบรวมเอาเงินบริจาคจากหญิงโสเภณีมาสร้าง ‘วัดใหม่ยายแฟง’ ซึ่งต่อมาลูกหลานขอพระราชทานชื่อใหม่ในรัชกาลที่ 5 ว่า ‘วัดคณิกาผล’ และยังคงอยู่ในย่านตรอกเต๊าหรือซอยเจริญกรุง 14

 

ว่ากันว่าโรงยายแฟงมีความหรูหราโอ่อ่าประมาณอาบอบนวดแถวรัชดาผสมกับเลานจ์หรูๆ ย่านเอกมัย จนกลายเป็นสถานบันเทิงของชนชั้นสูง โด่งดังถึงขนาดมีวลีติดปาก “ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย… ยายมีขายเหล้า” ต่อมากิจการ Sex Worker ในไทยยังรุ่งเรืองเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย และต้องเสีย ‘ภาษีบำรุงถนน’ เพื่อพัฒนาเมืองใหม่ จนกระทั่งสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณีในปี 2503 นับตั้งแต่นั้นมา โสเภณีก็กลายเป็นธุรกิจใต้ดิน

 

 

คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ พาเราย้อนไปเที่ยวโรงโสเภณีของ แม่แฟง (จอย-รินลณี ศรีเพ็ญ) ผ่านชีวิตของ จี๊ด นิทรา (โบว์-เมลดา สุศรี) นางเอกสาวดาวรุ่งที่พลัดตกน้ำ ในขณะที่อีกมิติ บุญตา โสเภณีชีวิตอาภัพกำลังกระโดดน้ำปลิดชีพตัวเอง จี๊ดตื่นมาในร่างของบุญตา และเข้าใจว่าเธอกำลังถ่ายทำละครย้อนยุคเรื่องใหม่ แต่ทุกอย่างกลับดูเหมือนจริง จนกระทั่งรู้ชะตากรรมว่าเธอย้อนเวลากลับมาในสมัยรัชกาลที่ 3

 

สิ่งที่เธอทำได้คือหนี แต่เมื่อหนีไม่ได้ก็ปล่อยตามน้ำไป จี๊ดค่อยๆ ปรับตัวและหาวิธีเอาตัวรอด โดยได้รับความช่วยเหลือจาก หลวงทุกขราษฎร์ หรือ คุณฉาย (ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์) ข้าราชการระดับสูง ที่เหมือนจะมีหลายเรื่องเบื้องหลังกับบุญตา อีกทั้งยังมี กปิตันจอห์น (แดนนี่ ลูเซียโน่) พ่อค้าชาวอังกฤษเข้ามาติดพัน 

 

จี๊ดได้รับการไถ่ตัวด้วยเงินมัดจำจากกปิตันจอห์น ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงถูกจับไปขึ้นห้องกับใครอีก แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมโสเภณีในซ่องแม่แฟง ทำให้เธอต้องสืบหาความจริง พร้อมๆ กับรับรู้เรื่องราวในอดีตของชีวิตบุญตา

 

 

คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ ‘ตก’ คนดูตั้งแต่อีพีแรกๆ ด้วยสารพัดมุกตลกล้อเลียนตัวเอง ทั้งการรีเมกถี่ๆ ของละครไทย และการพูดถึงละครย้อนยุคยอดนิยมอย่าง บุพเพสันนิวาส ที่บุคลิกของนางเอกคล้ายๆ กัน แต่สำหรับ คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ ไปได้สุดกว่าด้วยอาชีพของตัวละครทั้งสองมิติ

 

ตัวละครจี๊ด นิทรา มีความเพี้ยนนิดๆ หลงตัวเองหน่อยๆ (สังเกตจากการเรียกชื่อตัวเองอยู่บ่อยๆ) และมีความ ‘อยู่เป็น’ ถ้าเอาตัวรอดในวงการบันเทิงได้ การเอาตัวรอดในซ่องอาจจะยากขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ไม่เกินความสามารถ จนกระทั่งเมื่อย้อนยุคไปเป็นโสเภณีในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งก็อยู่นอกบรรทัดฐานของหญิงไทยในสมัยนั้นอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างกลมกล่อม อาจจะดูเวอร์ๆ ไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในมาตรฐานของละครแนวโรแมนติกคอเมดี้ 

 

 

เมื่อตัวละครหลักต้องใช้ชีวิตอยู่ในซ่องโสเภณี จึงมีเกร็ดน่าสนใจที่ไม่ค่อยพูดถึงในละครไทย เช่น การอบเต่า หรือการอบโยนี ยาคุมกำเนิด รวมทั้งเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอย่างการทัดดอกไม้ ซึ่งผู้หญิง (ที่เชื่อว่า) ดีๆ จะไม่ทำกัน จะมีเพียงหญิงโสเภณีที่ต้องการความโดดเด่นเตะตาชาย หรือการที่บุญตาต้องมาเป็นกะหรี่ทั้งที่เป็นถึงอดีตลูกสาวเจ้าสัว ก็เป็นไปตามบันทึกของมิชชันนารีตะวันตกว่าหญิงโสเภณีบางคนเป็นชนชั้นสูงที่ถูกขายเข้ามาอยู่ในซ่อง 

 

ขณะที่ฉากต่างๆ ก็ทำการบ้านมาอย่างดี โดยมีการผสมผสานศิลปะจากต่างประเทศเพราะเป็นยุคที่กำลังฟื้นฟูประเทศ และสยามเปิดการค้าขายกับชาติต่างๆ ทั้งจีน อินเดีย และฝั่งตะวันตก ในช่วงที่กำลังทำสนธิสัญญาเบอร์นี (สยามเปิดการค้าเสรีกับพ่อค้าอังกฤษและเก็บภาษีตามความกว้างของปากเรือ) 

 

 

อีกหนึ่งคาแรกเตอร์น่าสนใจคือแม่แฟง ที่สะท้อนความไม่เข้าใจในหลักธรรมคำสอนด้วยการเอาเงินบาปมาทำบุญ ณ จุดนี้ไม่ใช่เพราะเป็นเงินที่มาจากธุรกิจสีเทา แต่คือการบังคับขืนใจสาวๆ ในซ่องให้ขายตัว สอดรับกับเกร็ดประวัติศาสตร์ว่าวันสมโภชวัดใหม่ยายแฟงที่หลวงพ่อโตเทศน์เตือนสติแม่แฟงว่าการทำบุญใหญ่ครั้งนี้มีเรื่องเบื้องหลังอยู่หลายอย่าง จนเงินทำบุญหนึ่งบาท อานิสงส์เพียงแค่สลึงเฟื้องเท่านั้น

 

 

สำหรับ MVP ประจำละครเรื่องนี้คงต้องยกให้กับการแสดงของโบว์ เมลดา ที่เรียกได้ว่า Put the right man on the right job ด้วยบุคลิกนอกจอที่ไม่ติดภาพความเป็นนางเอก เมื่อใส่สีสันเข้าไปอีกหน่อย โบว์ก็กลายเป็นจี๊ดและบุญตาได้อย่างลงตัว จนเป็นบทบาทที่น่าจดจำของเธอแน่นอน

 

คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าละครไทย ถ้าใส่ใจ ทำออกมาดี ก็ยังมีคนดู และขอเชียร์ดังๆ เป็นกำลังใจให้คนทำละครไทยครับ 

 

The post คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ มากกว่าความตลกโปกฮาคือเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Tale of Lady Ok ชีวิตเหมือนรถไฟเหาะของนางทาสเลือดนักสู้ https://thestandard.co/opinion-the-tale-of-lady-ok/ Tue, 24 Dec 2024 09:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1023174

ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ The Tale of Lady Ok น่าส […]

The post The Tale of Lady Ok ชีวิตเหมือนรถไฟเหาะของนางทาสเลือดนักสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ The Tale of Lady Ok น่าสนใจมาจากพลังดาราของ อิมจียอน หลังจากสร้างชื่อแบบปังๆ จากบทตัวร้ายใน The Glory แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือความสนุกจากชีวิตสุดดราม่าของอดีตนางทาสที่ยากจะคาดเดา เพราะแม้ออกอากาศมาเพียงไม่กี่ตอน แต่แทบทุกตอนก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ให้คนดูเอาใจเชียร์แบบสุดๆ

 

 

The Tale of Lady Ok พาคนดูย้อนไปสุ่ยุคโชซอนที่ยังมีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน เป็นไปไม่ได้เลยที่คนชั้นล่างสุดอย่างทาสจะลุกขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้ แต่ไม่ใช่สำหรับ กูด็อกอี (อิมจียอน) เธอเป็นทาสในเรือนเบี้ยของชนชั้นสูงที่มีความเฉลียวฉลาด จึงมักต้องทำงานของกุลสตรีแทน คิมโซฮเย (ฮายุลรี) คุณหนูของตระกูลอยู่เสมอ ทั้งกูด็อกอีและพ่อถูกครอบครัวเจ้านายทุบตีบ่อยๆ จนเธอเริ่มทำงานเก็บเล็กผสมน้อยเพื่อเตรียมตัวหนี

 

ขณะที่กูด็อกอีแอบออกไปทำงานนอกบ้าน ก็ได้เจอกับ ชอนซึงฮวี (ชูยองอู) ลูกนอกสมรสของตระกูลใหญ่ คู่หมายของคิมโซฮเย เขาตกหลุมรักเธอแทบจะทันที ทำให้กูด็อกอีและพ่อถูกลงโทษอย่างหนัก แต่ในที่สุดก็หนีออกมาได้ พร้อมกับทิ้งความเจ็บแค้นให้กับเจ้านายเก่าจนพลิกแผ่นดินตามล่าตัวเธอ

 

 

กูด็อกอีได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของโรงเตี๊ยมในป่า ขณะที่พ่อก็หนีจากเธอไปเพราะไม่อยากเป็นภาระ และแล้ววันหนึ่งเธอก็ได้เจอกับคุณหนู อ๊กแทยอง (ซนนาอึน) สาวชั้นสูงผู้มีอุดมการณ์ช่วยเหลือคนที่ต่ำกว่า น่าเศร้าที่คุณหนูอ๊กแทยองต้องมาจบชีวิตลงในเหตุการณ์โจรป่าบุกปล้นโรงเตี๊ยม โดยกูด็อกอีเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต

 

กูด็อกอีถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคุณหนูอ๊กแทยอง จนต้องบอกความจริงว่าเธอเป็นใคร และค่อยๆ พิสูจน์ตัวเอง จนสุดท้ายผู้ใหญ่ของตระกูลโอบรับเธอในฐานะหลานสาวซึ่งต้องอยู่ใต้เงาของอ๊กแทยองไปตลอดชีวิต ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่อยู่ในบ้านหลังนี้กูด็อกอีต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไม่พบเจอผู้คน

 

แต่แล้วโชคชะตาก็นำพาให้เธอได้พบกับชอนซึงฮวี แต่ครั้งนี้เขากลายเป็นกวีชื่อดังและลาออกจากตระกูลเดิมแล้ว ชอนซึงฮวีชวนกูด็อกอีหนีไปด้วยกัน แต่แล้วก็มีเหตุการณ์นางทาสในการดูแลของเธอถูกฆาตกรรม กูด็อกอีตัดสินใจละทิ้งชีวิตเดิมและเริ่มชีวิตใหม่ สานต่อเจตนารมณ์ของอ๊กแทยองในฐานะทนายหญิงแห่งโชซอน เปิดหน้าท้าทายความอยุติธรรมในสังคม แต่ก็ต้องแลกมากับจังหวะชีวิตสุดพลิกผันให้คนดูเอาใจช่วย

 

 

The Tale of Lady Ok อาจมีส่วนคล้ายกับซีรีส์เกาหลีย้อนยุคทั่วไปที่เล่าถึงเรื่องราวความรักและความทุกข์ยาก โดยสำรวจประเด็นต่างๆ ทั้งความยุติธรรม ชนชั้น ความโหดร้าย และความเมตตา แต่ใส่จังหวะความดราม่าเข้ามาอย่างเหมาะเจาะ ผลงานการเขียนบทของ พัคจีซุก จาก Uncle และผู้กำกับ จินฮยอก จาก Sisyphus: The Myth โดยได้แรงบันดาลใจมาจากคีดังของ Martin Guerre จากฝรั่งเศส ว่าด้วยการสวมรอยเป็นคนอื่นในช่วงศตวรรษที่ 16 รวมทั้งเรื่องจริงของ ยูยอนจอน (유연전) คดีดังของเกาหลีในยุคโชซอน เรื่องราวของภรรยาที่ยอมรับสามีตัวปลอม แต่ในที่สุดสามีก็กลับมาหลังจากหายตัวหลายปีไปเพราะเขาเป็นเพศที่ 3 ซึ่งก็กลายเป็นปมสำคัญของ The Tale of Lady Ok ด้วยเช่นกัน

 

The Tale of Lady Ok เปิดเรื่องอย่างสนุกสนานผ่านชีวิตสุขๆ ทุกข์ๆ ของกูด็อกอี ที่แม้จะเป็นทาสซึ่งถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด แต่ยังมีความสดใสและมองโลกในแง่ดี จนรู้สึกหลงรักตัวละคร เมื่อถึงตอนถูกกระทำก็อยากเอาใจช่วยตามสไตล์ซีรีส์ Underdog ที่ถูกใจคนดู ที่สำคัญยังทำให้เห็นพัฒนาการของตัวละคร จากทาสที่ชีวิตมีค่าต่ำกว่าสัตว์จนก้าวขึ้นมาเป็นสตรีชั้นสูงได้อย่างหมดจด เหมือนดูละครชีวิตดราม่าของผู้หญิงจากดินสู่ดาว ซึ่งจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าไม่ใช่นักแสดงที่ดี

 

 

แม้อิมจียอนจะมีผลงานตามมาหลายเรื่องหลังจาก The Glory แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนที่แสงจะส่องตัวเธอเท่าเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะแทบจะเป็นหญิงเดี่ยวในการดำเนินเรื่อง และทำได้ดีทั้งในพาร์ตนางทาสที่มีความเปิ่นโก๊ะพอน่ารัก และฉากดราม่าเมื่อกลายเป็นผู้ถูกกระทำ ต่อเมื่อก้าวขึ้นเป็นสาวชั้นสูงก็ดูสวยสง่าเหมือนหลุดจากภาพวาด และทำให้นึกถึงผลงานเก่าๆ ของเธอใน The Treacherous ในเวอร์ชันสุขุมและแข็งแกร่งกว่า รวมทั้งเห็นพัฒนาการของตัวละครได้อย่างชัดเจนในบุคลิกที่แตกต่างกัน ขณะที่ในบางจังหวะคุณหนูอ๊กแทยองก็ปล่อยความเป็นกูด็อกอีออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง

 

ในเรื่องของบท The Tale of Lady Ok มีกลิ่นอายความเป็น Courtroom Drama อยู่จางๆ ว่าด้วยการตามล่าหาความจริงเพื่อไขคดีต่างๆ ของอ๊กแทยอง ซึ่งคิดว่าเรื่องราวคงดำเนินไปทางนั้นเมื่อก้าวขึ้นเป็นทนายความแล้ว แต่เส้นเรื่องกลับเพิ่มจังหวะชีวิตพลิกไปพลิกมา ทั้งการตัดสินใจแต่งงานกับลูกชายผู้ตรวจการประจำเมืองที่หน้าเหมือนชอนซึงฮวีอย่างกับแกะ ต่างกันก็แต่รสนิยมทางเพศ และยังมีเรื่องให้สามีต้องหนีไปจากเมือง กลายเป็นปมซึ่งน่าจะย้อนมาตอนท้ายคล้ายกับคดีแรงบันดาลใจที่เล่ามาข้างต้น

 

 

พอทุกอย่างเหมือนจะดีแล้ว พ่อสามีก็ดันมาตาย ถูกริบทรัพย์สมบัติและบริวารไปอีก แถมเจ้านายเก่าก็กำลังตามล่ามาติดๆ ชีวิตของกูด็อกอีในนามของอ๊กแทยองจึงเหมือนแล่นอยู่บนรถไฟเหาะ

 

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือประเด็นหลักของ The Tale of Lady Ok ที่พูดถึงความเท่าเทียมในหลายมิติ โดยประเด็นใหญ่ๆ คือเรื่องชนชั้นที่แทบจะไม่มีอะไรดีเลย เพราะแม้ว่ากูด็อกอีจะเลื่อนสถานะจนรักกับชอนซึงฮวีก็ได้ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้เขากลายเป็นคนต่ำต้อยกว่าเธอ หรือเมื่อกูด็อกอีหลุดจากสถานะทาสแล้ว ก็ยังต้องเจอกับอคติต่อความเป็นผู้หญิงอยู่ดี ขณะที่สามีของกูด็อกอีก็ดิ้นรนช่วยเหลือเหล่า LGBTQIA+ ที่เป็นเหมือนตัวกาลกิณีในยุคโชซอน 

 

ติดตามการสู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับของเลดี้อ๊กได้ทั้งทาง Netflix, Viu และ WeTV

 

© SLL JOONGANG Co.,Ltd. All Rights Reserved.

The post The Tale of Lady Ok ชีวิตเหมือนรถไฟเหาะของนางทาสเลือดนักสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Light Shop การร่ำลาครั้งสุดท้ายที่พรมแดนแห่งความตาย https://thestandard.co/opinion-light-shop/ Thu, 19 Dec 2024 08:30:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1021431

  จากความสำเร็จของซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Moving […]

The post Light Shop การร่ำลาครั้งสุดท้ายที่พรมแดนแห่งความตาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

จากความสำเร็จของซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่อง Moving ทาง Disney+ Hotstar เมื่อปีกลาย ทำให้ Light Shop ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นผลงานของ คังฟูล เหมือนกัน โดยเขายังทำหน้าที่เขียนบทที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูนของตัวเองเช่นเคย และเป็นอีกครั้งที่เขาหลอกล่อคนดูด้วยหน้าซีรีส์สไตล์แมส แต่เนื้อในกลับซ่อนความหมายบางอย่างเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

 

หากเคยติดใจกับซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ แต่เนื้อในคือการเข้าไปสำรวจชีวิตของคนเหนือมนุษย์ใน Moving ซีรีส์ Light Shop ก็หลอกให้เราสนใจด้วยเรื่องราวของภูตผี มีบรรยากาศสยองขวัญแบบจัดเต็มในพาร์ตแรก ก่อนจะพาคนดูเข้าสู่ความซาบซึ้งกินใจในพาร์ตหลัง จนทำให้ย้อนคิดได้ว่า ‘ผี’ ที่เรากลัวๆ กันอาจจะไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

 

 

Light Shop เริ่มต้นด้วยฉากชายคนหนึ่งเดินลงจากรถบัส เขาชื่อ ฮยอนมิน (ออมแทกู) เป็นเวลา 3 วันแล้วที่เขาได้พบกับ จียอง (ซอลฮยอน) สาวปริศนามานั่งรออยู่ที่ท่ารถพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เขาชวนเธอกลับไปที่บ้านในตรอกมืดๆ แห่งหนึ่ง ก่อนจะพบว่าในกระเป๋าใบนั้นมีอุปกรณ์ผ่าตัดชวนสยองเต็มไปหมด ตัดมาอีกฉากเป็นภาพของ ฮยอนจู (ชินอึนซู) นักเรียนมัธยมปลาย เธอรีบวิ่งเข้าไปในตรอก เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าใครสักคนเดินตามเธอมา และซ่อนตัวอยู่ที่ร้านโคมไฟที่ที่แม่ของเธอสั่งให้ไปซื้อหลอดไฟทุกคืน

 

ส่วนอีกฉากเป็นเรื่องของนักเขียน ซอนแฮ (คิมมินฮา) เธอกำลังย้ายเข้าไปในบ้านที่มีห้องลับ ด้านในมีไฟที่กะพริบเปิดและปิดเป็นเวลา และในบ้านหลังนี้ยังมีเงาสูงใหญ่ดูน่ากลัวคอยติดตามเธอ ในช่วงเวลาเดียวกัน นักสืบ ซองซิก (แบซองอู) กำลังตามล่าผู้ต้องสงสัยในตรอกเดียวกันอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย นอกจากนี้ยังมีพยาบาล ยองจี (พัคโบยอง) พยาบาลประจำห้อง ICU ที่มีความสามารถพิเศษคือมองเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติ

 

 

แทบทุกตัวละครที่เล่ามาล้วนมีความผูกพันกับร้านโคมไฟซึ่งดูแลโดย วอนยอง (จูจีฮุน) ที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวในตรอกอันมืดมิดแห่งนี้ ว่าแต่ที่นี่จะเป็นเพียงแค่ร้านโคมไฟธรรมดาจริงหรือ และผู้คนเหล่านี้กำลังจะทำอะไรกันแน่

 

Light Shop เปิดตัวด้วยความสับสนงงงวยของตัวละครมากมาย และความสยองขวัญในบรรยากาศชวนขนลุก ทั้งพื้นผิวอันชื้นแฉะที่ป้ายรถเมล์ ในซอยเปลี่ยว และบ้านเรือนดูลึกลับ เหมือนจะกำกับอารมณ์คนดูว่าต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยเรื่องลี้ลับจากเหล่าตัวละครพฤติกรรมชวนสงสัย จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักระยะ ก็พอจะเข้าใจว่ากว่าครึ่งในจำนวนนั้นอาจจะไม่ใช่คนธรรมดา และคาดเดาว่าอะไรคือจุดเชื่อมโยงให้พวกเขามารวมตัวกัน

 

 

ตอนแรกก็แอบผิดหวังเล็กๆ ว่าผลงานของคังฟูลมาแค่นี้จริงๆ หรือ เมื่อบวกกับช่วงแรกที่โปรโมตว่าเนื้อหาจะออกมาค่อนข้างอบอุ่นหัวใจยิ่งชวนงงเข้าไปใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากมองแค่การกำกับอารมณ์คนดู ก็เรียกได้ว่าใช้ประโยชน์จากความสยองขวัญอย่างเต็มที่ และมีหลายฉากชวนลุ้นเหมือนดูซีรีส์ตื่นเต้นๆ ดีๆ สักเรื่อง

 

จนกระทั่งทุกอย่างมาเฉลยในตอนท้ายของตอนที่ 4 ว่านี่คือการเข้าไปสำรวจห้วงคำนึงของผู้คนในภาวะก่อนตายว่าพวกเขากำลังคิดอะไร หรือมีอะไรอยู่เหนือธรรมชาติที่ยังผูกพันถึงขั้นเหนี่ยวรั้งจิตวิญญาณพวกเขาอยู่ ก็ต้องยอมรับในความกล้าเสี่ยงที่จะทำให้หลายคนถอดใจไปง่ายๆ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นหลัก

 

“ผู้คนที่มีประสบการณ์เฉียดตายต่างเล่าหลายอย่างตรงกัน พวกเขายืนกรานว่าเห็นแสงสว่างจ้า พวกเขายืนกรานว่าเห็นอุโมงค์สีดำ…พวกเขายืนกรานว่าได้เจอคนที่รักอีกครั้ง”

 

 

ในพาร์ตหลังคือการเข้าไปสำรวจชีวิตของเหยื่อจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ทำให้หลายคนอยู่ในภาวะเฉียดตาย ถ้าเทียบกับของไทยก็คล้ายกับบทประพันธ์เรื่อง หลายชีวิต เพียงแต่ Light Shop ไม่ได้เล่าแค่พาร์ตดราม่า แต่พูดถึงภาวะกึ่งจริงกึ่งฝัน และเบื้องหลังความน่าสะพรึงกลัวของ ‘ผี’ อาจจะเกิดขึ้นเพียงเพราะผูกพันหรืออยากบอกลาใครสักคน

 

จียองคือตัวละครที่น่ากลัวที่สุดในพาร์ตแรก และกลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดในพาร์ตหลัง เมื่อได้รู้เหตุผลที่เธอลากกระเป๋าและพกเครื่องมือผ่าตัดติดตัวตลอดเวลา ก็เพียงเพราะต้องการประกอบร่างคนรักขึ้นมาใหม่ ยังไม่นับรวมความอาภัพเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่อีกต่างหาก

 

 

ขณะที่ร่างกายสูงใหญ่ที่ติดตามซอนแฮก็คือวิญญาณของคนรักต่างวัยที่ประสบอุบัติเหตุร่วมกัน ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือทั้งคู่จากลาด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้วิญญาณของซอนแฮยังวนเวียนอยู่ในบ้านเช่า ขณะที่คนรักก็คอยวนเวียนอยู่รอบตัวเธอไม่ไปไหน

 

ส่วนฮยอนจูก็ยังวนเวียนซื้อหลอดไฟแล้วกลับบ้านไปหาแม่อยู่ซ้ำๆ จนเริ่มเข้าใจสถานการณ์ เช่นเดียวกับนักสืบซองซิกที่เริ่มเข้าใจว่าเขาติดอยู่ในห้วงคำนึงและความเจ็บปวดจากอดีต การเยียวยาตัวเองขณะมีชีวิตผ่านการทำงานหนักจนติดตัวมาในโลกแห่งความตาย โดยในอีพีที่ 5-6 คือการขยี้ประเด็นดราม่าและค่อยๆ คลี่คลายปมต่างๆ ขณะเดียวกันอารมณ์สยองขวัญก็ยังอยู่ พร้อมๆ กับความซาบซึ้งกินใจที่เพิ่มเข้ามา

 

 

ความน่าสนใจอีกอย่างของ Light Shop คือการใส่สัญลักษณ์ซ่อนไว้ในเรื่องมากมาย อย่างเช่น เลข 8 ที่คนดูมักจะได้เห็นในฉากต่างๆ สื่อถึงเครื่องหมายอินฟินิตี ที่เหล่าวิญญาณเวียนว่ายทำอะไรแบบเดิมๆ ไม่จบไม่สิ้น ส่วนตรอกมืดๆ ก็เป็นเหมือนอุโมงค์แห่งความตายที่คนมีประสบการณ์เฉียดตายมักจะได้เห็น และร้านโคมไฟก็เป็นเหมือนจุดรวมแสงสุดท้ายของชีวิต

 

เรียกได้ว่า Light Shop เป็นมากกว่าซีรีส์สยองขวัญทั่วไป แต่ให้รสชาติใหม่ระหว่างความน่ากลัวและความซาบซึ้งที่ดูเหมือนจะไม่เข้ากัน แต่กลับกลมกล่อม ซึ่งอาจจะเป็นแค่ไม่กี่ครั้งที่ดูซีรีส์ผีแล้วแอบมีน้ำตา

The post Light Shop การร่ำลาครั้งสุดท้ายที่พรมแดนแห่งความตาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิชา พิสูจน์แล้วว่า oneD ORIGINAL เขามีดีจริงๆ https://thestandard.co/thicha-oned-original/ Mon, 16 Dec 2024 04:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1019940 ทิชา

    เปิดตัวมาตั้งแต่ต้นปีสำหรับโปรเจกต์ oneD […]

The post ทิชา พิสูจน์แล้วว่า oneD ORIGINAL เขามีดีจริงๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิชา

 

 

เปิดตัวมาตั้งแต่ต้นปีสำหรับโปรเจกต์ oneD ORIGINAL และสร้างกระแสฮือฮามาเป็นระยะ แต่สำหรับ ทิชา ซีรีส์ลำดับที่ 4 ของโปรเจกต์น่าจะเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จที่สุด ทั้งทางด้านกระแสและโปรดักชัน หลุดกรอบความเป็นละครไทย สมความตั้งใจที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้กับผลงานจากช่อง one31

 

อย่างที่รู้กันว่าโปรเจกต์นี้ตั้งใจหยิบประเด็นใหม่ๆ ขึ้นมาพูดถึง ซึ่ง ทิชา มีแต้มต่อกว่าเรื่องอื่นๆ ตรงการนำเรื่องราวการล้างแค้นของพลเมืองชั้น 2 ที่ไม่เคยได้เห็นในละครไทยมาก่อน ว่าด้วยเรื่องราวของ อู่ยี่ (ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) และ โหย่ว (น้ำฝน-กุลณัฐ กุลปรียาวัฒน์) สองแม่ลูกแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย หวังจะมีชีวิตที่ดีกว่า พวกเธอกลายเป็นคนรับใช้ในบ้านของ บุษรา (ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม) ไฮโซสาวผู้มีอิทธิพลในวงสังคมชั้นสูง แต่เบื้องหลังคือเอเจนต์ค้ามนุษย์ที่โหดร้ายขั้นสุด อู่ยี่และโหย่วถูกกดขี่ข่มเหงจนแทบไม่เหลือความเป็นมนุษย์ กระทั่งวันหนึ่งบุษราจะส่งตัวอู่ยี่ให้กับ เมธี (อัค-อัครัฐ นิมิตรชัย) ทนายความชื่อดังที่มีรสนิยมใคร่เด็ก โหย่วจึงพาอู่ยี่หนี แต่ก็ถูกบุษราฆ่าตายไปเสียก่อน ส่วนอู่ยี่รอดมาได้ด้วยอาการปางตาย

 

 

อู่ยี่มีชีวิตใหม่ในชื่อทิชาจากการช่วยเหลือของ หนี่ไว (ต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล) เธอวางแผนล้างแค้นด้วยการเข้าหา พัดชัย (พีช-พชร จิราธิวัฒน์) ลูกชายคนเดียวของบุษรา และเริ่มแผนการล้างแค้น โดยมี พู่ (เซียงเซียง-พรสรวง รวยรื่น) แรงงานต่างด้าวคนรับใช้คนใหม่ของบุษราคอยช่วยเหลือ แต่แผนของทิชาไม่อาจสำเร็จได้ง่ายๆ เพราะความร้ายกาจของบุษรา รวมทั้งความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับลูกชายของศัตรูที่อยากล้างแค้น

 

ความน่าสนใจของ ทิชา คือรายละเอียดต่างๆ ที่ใส่เข้ามา ตั้งแต่ภาษาชนกลุ่มน้อยที่คิดขึ้นใหม่ และการเลือกใช้องค์ประกอบภาพช่วยเล่าเรื่อง ทั้งพื้นที่ เส้น และแสง ของบ้านบุษราที่ดูเย็นชา ไร้ชีวิตชีวา สะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้าน และยังช่วยสร้างบรรยากาศความเป็นซีรีส์ทริลเลอร์ได้อีกด้วย รวมทั้งการสร้างอารมณ์ความน่าขนลุกผ่านอุปกรณ์ที่ดูไม่น่ากลัวสักนิดอย่างเครื่องนวด แต่เมื่ออยู่ในมือของตัวละครก็มีลุ้นว่าจะฟาดลงที่ใครสักคน

 

 

 

และด้วยจำนวนอีพีที่มีเพียง 8 ตอน ทิชา อาศัยการเล่าผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ถึงความผูกพันของตัวละครให้สั้น กระชับ แต่ก็มีความหมาย อย่างในตอนที่ทิชาและพัดชัยใช้เวลาร่วมกันที่อังกฤษ และการดีไซน์บุคลิกตัวละครอย่างพัดชัยให้เป็นคนเหงาๆ จนเมื่อมีคนมาเติมเต็มในพื้นที่ของเขาก็ง่ายที่จะเผลอใจ จนเข้าสู่เนื้อหาหลักของเรื่องได้อย่างรวดเร็วแบบคนดูไม่รู้สึกสะดุด

 

องค์ประกอบทั้งหมดช่วยกำกับอารมณ์คนดู เมื่อผนวกเข้ากับการดีไซน์บุคลิกตัวละครแบบพอดิบพอดีก็ยิ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าติดตาม โดยเฉพาะตัวละครหลักอย่างทิชา เน้นที่การแสดงอารมณ์ไม่มาก ดูลึกลับ น่าค้นหา แต่สัมผัสได้ถึงความคลั่งแค้นที่อยู่ในใจ ทำให้นึกถึง มุนดงอึน จาก The Glory ในโทนที่สว่างกว่า ก็ต้องชื่นชมใบเฟิร์นที่ทำออกมาได้ดี ทั้งในพาร์ตดุดัน ความอ่อนไหวอย่างในฉากที่ไปเจอต้นไม้ของแม่ หรือตอนที่พัดชัยรู้ความจริง

 

 

ส่วนตัวละครบุษราคือความเลวร้ายที่ฝังอยู่ในจิตสำนึก มองว่าคนไม่เท่ากัน สะท้อนผ่านพฤติกรรมต่างๆ ตั้งแต่เบาๆ เช่น การเข้าห้องน้ำไปล้างมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสคนที่รู้สึกว่าต่ำกว่า หรือหนักๆ อย่างการฆ่าคนแล้วถอดเสื้อผ้าเดินไปจิบไวน์ต่อแบบชิลๆ ดูแล้วมีความเกินจริงอยู่บ้าง ขณะเดียวกันก็แสดงถึงความเลือดเย็นของตัวละครได้เหมือนกัน ซึ่งตัวละครนี้เหมือนเขียนมาเพื่อลูกเกด มีความเป็นตัวแม่ หรือแม้แต่การพูดไทยไม่แข็งแรงก็ดูจะกลมกล่อมไปกับบุคลิกของตัวละคร

 

ขณะที่พัดชัยเหมือนจะเป็นไม้ประดับของเรื่อง แต่การแสดงของพีชก็ทำให้พัดชัยไม่จมไม่หาย ยิ่งตอนท้ายๆ เรื่องตัวละครถูกพัฒนามาสู่จุดพีค ก็ทำให้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่คนผิดหวังจากความรักซ้ำซากทั้งจากแม่และคนรักจะลงมือทำอะไรสักอย่าง และคนสุดท้ายคือเซียงเซียงที่เหมือนเป็นตัวป๊อกตอนท้าย ซึ่งน่าจะมีเซอร์ไพรส์รออยู่

 

ส่วนทางด้านบทของซีรีส์เรื่องนี้เขียนโดยเนปาลี หรือ เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน ถ้าสังเกตในระยะหลังๆ ก็จะเน้นหยิบประเด็นใหม่ๆ ขึ้นมาพูดถึง ตั้งแต่ผลงานเมื่อปีที่แล้วอย่าง รักลวง ที่ว่าด้วย Romance Scam และใส่ลูกล่อลูกชนจนน่าติดตาม เช่นเดียวกับใน ทิชา ที่พยายามสะท้อนว่าใครก็เป็นพลเมืองชั้น 2 ได้ ถ้าอยู่ผิดที่ผิดทาง อย่างชะตากรรมของพัดชัยตอนที่อยู่อังกฤษ จะติดก็ตรงความทรมาทรกรรมของสองแม่ลูกอู่ยี่กับโหย่วที่ปูพื้นน้อยไปหน่อย เพราะเอาเข้าจริงการกดขี่ข่มเหงแรงงานผิดกฎหมายบางครั้งโหดร้ายยิ่งกว่าความตาย ก็ยังดีที่ซีนเหล่านี้ถูกเฉลี่ยไปที่ชะตากรรมของพู่แทน

 

 

อีกส่วนที่ชอบมากคือการขับเคี่ยวระหว่างแม่สามีลูกสะใภ้ที่ไม่ต้องใช้การตบตี แต่เป็นสงครามจิตวิทยา แถมเป็นยาแรงถึงขั้นหมายเอาชีวิตกัน คือดูแล้วสะใจและมีอะไรให้ลุ้นได้ตลอด เป็นผลงานแนวใหม่จากฝีมือผู้กำกับ กู่-เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข ที่เราถูกใจมากกว่าละครจากค่าย CHANGE2561 ที่เขาเคยทำเสียอีก

ตอนนี้ ทิชา ใกล้ถึงตอนจบเข้าไปทุกที ก็น่าจะมีเรื่องให้ลุ้นกันต่อไป ขณะเดียวกันก็รอลุ้นว่าในปีหน้าช่อง one31 จะมีอะไรใหม่ๆ ให้ลุ้นแบบปีนี้ด้วยหรือเปล่า

The post ทิชา พิสูจน์แล้วว่า oneD ORIGINAL เขามีดีจริงๆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาฅต บริบทแบบไทยๆ จะเปลี่ยนแปลงไหมในโลกอนาคต? https://thestandard.co/future-series-netflix/ Wed, 11 Dec 2024 12:49:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1018506 อนาฅต Netflix

    “โลกทันสมัยแต่แนวคิดแบบไทยๆ ทันสมัยตามโลก […]

The post อนาฅต บริบทแบบไทยๆ จะเปลี่ยนแปลงไหมในโลกอนาคต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนาฅต Netflix

 

 

“โลกทันสมัยแต่แนวคิดแบบไทยๆ ทันสมัยตามโลกหรือเปล่า” นี่คงเป็นคำถามที่ทำให้ กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา สร้างสรรค์ อนาฅต ซีรีส์จบในตอน 4 เรื่อง ว่าด้วยโลกอนาคตในบริบทแบบไทยๆ กลายเป็นซีรีส์ไซไฟที่คอนเทนต์ไทยยังไม่ค่อยมีใครทำ เมื่อบวกเงินทุนหนาๆ จาก Netflix กับความเชี่ยวชาญด้านซีจีของผู้กำกับ อนาฅต จึงเนรมิตภาพเมืองไทยในอนาคตโดยแฝงกลิ่นอายแบบไทยๆ ได้อย่างครบถ้วน

 

ที่สำคัญไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่ประเด็นที่เอาใส่ก็น่าสนใจ สะท้อนความเป็นไทยแบบจิกกัดพอประมาณ และยังซาบซึ้ง จริงใจ ไม่ตัดสิน กลายเป็นซีรีส์ดีๆ มีรายละเอียดมากมายให้คนดูได้ขบคิด 

 

(บทความเปิดเผยเนื้อหาของเรื่อง)

 

 

นิราศแกะดำ หรือว่าโลกนี้ไม่มีที่ว่างให้ ‘แกะดำ’ 

 

เปิดตัวซีรีส์ด้วยอีพีแรกที่พาคนดูไปสู่อนาคตของเมืองไทยในอีก 15 ปีข้างหน้า ว่าด้วยเรื่องราวของ หมอนุ่น (อิ้งค์-วรันธร เปานิล) นักบินอวกาศหญิงไทยคนแรกที่ได้ขึ้นไปทำวิจัยเรื่องการสร้างอวัยวะมนุษย์บนสถานีอวกาศ ซึ่งในขณะที่จะกลับมายังโลกยานอวกาศเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เธอเสียชีวิต ทำให้ นนท์ (บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์) ตกอยู่ในอารมณ์โศกเศร้า จนมีความคิดที่จะโคลนนิ่งร่างนุ่นกลับมาอีกครั้ง 

 

นนท์ไปขอความช่วยเหลือจาก หมอวี (ปอย-ตรีชฎา หงษ์หยก) และขโมยร่างของนุ่นจากครอบครัวที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ จนกระทั่งเข้าสู่ขั้นตอนการถ่ายโอนความทรงจำ ทำให้ความลับที่ซ่อนไว้ของนุ่นเปิดเผยออกมา

 

 

จากบทสัมภาษณ์ของปวีณเล่าว่า ทั้งชื่อของบุคคลและสถานที่ในเรื่องมีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่ ก็ไม่แปลกที่เราจะสะดุดหูกับชื่อจริงของหมอนุ่นคือ กนิษฐภาดา สมพงษ์ ณ ดารา ซึ่งนามสกุลหมายถึงการร่วมวงศ์ตระกูลบนดวงดาว มีความหมายโดยนัยว่าเพศวิถีของเธอยังไม่ยอมรับแบบสนิทใจบนโลกมนุษย์ เมื่อรวมกับหลักวิทยาศาสตร์ที่ผู้สร้างหยิบมาเล่าคือเซลล์ใหม่ไม่อาจเติบโตภายใต้แรงโน้มถ่วง ก็เหมือนสิ่งใหม่แทบจะเกิดขึ้นไม่ได้บนโลกใบนี้ 

 

และแม้ซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องอวกาศและวิทยาศาสตร์ล้ำสมัย แต่แนวคิดแบบไทยๆ ยังสอดแทรกอยู่มากมายผ่านครอบครัวของนุ่น ทั้งพ่อที่ไม่อาจยอมรับตัวตนของลูกได้ หรือแม่ที่เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้คือเวรกรรม การจากไปของนุ่นจึงเหมือนการสิ้นเวรหมดกรรมที่ครอบครัวไม่คิดอยากให้นุ่นกลับมา

 

นอกจากตัวบท สิ่งที่น่าชื่นชมคือการแสดงของ อิ้งค์ วรันธร ที่ทำออกมาได้ดี ยิ่งเมื่อย้อนดูตอนที่ทุกอย่างเฉลยแล้ว จะเห็นความพอดิบพอดีตามวิถีทางเพศของเธอ อีกส่วนที่น่าจะประทับใจคือในตอนจบที่สุดท้ายนุ่นได้กลายเป็นสิ่งที่อยากเป็นแบบไม่ตัดสิน ไม่ระบุเพศ ทำให้เนื้อหาของ นิราศแกะดำ ไม่ใช่เรื่องราวของผู้หญิงที่อยากเป็นผู้ชาย แต่คือเรื่องราวของใครก็ได้ที่อยากเป็นตัวของตัวเอง

 

 

เทคโนโยนี ยอมรับเสียทีว่าโสเภณีมีอยู่จริง

 

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือคนไทยเป็นคนที่เปิดกว้าง เรายอมรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นยอมรับความจริง โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจบริการทางเพศ ซึ่งเทคโนโยนี หยิบประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึง ในเมื่อไม่ยอมรับว่ามีก็หาสิ่งอื่นขึ้นมาทดแทนนั่นคือ Sex Robot 

 

เจสสิก้า (วี-วิโอเลต วอเทียร์) เป็นลูกสาวของโสเภณีคนหนึ่ง เธอเกิดและเติบโตที่กามาลอร์ซิตี้ ศูนย์รวมแห่งอุตสาหกรรมเรื่องเพศของไทย เจสสิก้าเป็นเด็กหัวดีจึงได้ทุนไปเรียนต่อที่ MIT แล้วเกิดไอเดียเปิดบริษัทสตาร์ทอัพในชื่อ ParadiseX เพื่อผลิตเซ็กซ์ทอย รวบรวมภูมิปัญญาด้านกามารมณ์ของกะหรี่ตัวแม่เอาไว้ในหุ่น Sex Robot  

 

ปรากฏว่าสินค้าของเธอขายดีและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติที่ติดใจในรสชาติความแซ่บนัวของโสเภณีไทย แต่ในประเทศแม่กลับไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นก็คงไม่ใส่ใจเพราะอย่างไรก็รวยแล้ว แต่สำหรับเจสสิก้า Sex Robot เป็นมากกว่าสินค้า เพราะเธอตั้งใจสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาสังคมและปมในอดีตของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันก็ยิ่งเกิดคำถามว่า สิ่งที่เธอทำอยู่มันจะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า? 

 

 

ชื่อกามาลอร์ซิตี้มีสองความหมาย ทั้งเป็นเมืองแห่งกามารมณ์ และความกำมะลอ หรือเมืองปลอมๆ ที่ไม่มีอยู่จริง เหมือนกับที่สังคมไทยไม่เคยยอมรับการค้าบริการทางเพศว่ามีอยู่และสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ และแม้จะเล่าเรื่องของโลกอนาคต แต่ เทคโนโยนี กลับใช้องค์ประกอบศิลป์จากยุค 60-70 ซึ่งเป็นยุคที่ซอฟต์พาวเวอร์ของโสเภณีไทยกระจายไปทั่วโลกผ่านทหารจีไอในยุคนั้น 

 

นอกจากการจิกกัดความมือถือสากปากถือศีลแล้ว ความโดดเด่นของ เทคโนโยนี คือการไม่ตัดสินถูกผิด เพราะแม้จะมีนวัตกรรมที่เข้ามาบำบัดอาการคันของผู้คนแล้ว แต่ก็มีผลกระทบที่ตามมา อีกส่วนคือเรื่องการค้าประเวณีในเด็กที่คนดูไม่ได้เห็นการบังคับขืนใจแต่อย่างใด แต่อยู่ในภาวะจำยอมเพื่อปากท้อง กลายเป็นสังคมที่ต้องหาทางออก 

  

 

 

 

ศาสดาต้า ศาสนาเสื่อมหรือคนเสื่อม 

 

ท่ามกลางข่าวฉาวแวดวงสงฆ์ในปัจจุบัน จนเกิดเป็นคำถามว่าถ้าในอีกเกือบ 10 ปีข้างหน้าเกิดปัญญาประดิษฐ์รวบรวมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถติดตามเราไปได้ทุกที่ แบบนี้พระสงฆ์ยังจำเป็นอยู่ไหม? 

 

ULTRA เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่รวบรวมเอาพระธรรมคำสอนจากพระไตรปิฎก เอาไว้อย่างครบถ้วนจนใกล้เคียงคำสอนของพระพุทธเจ้ามากที่สุด สร้างสรรค์โดย นีโอ (เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ) ที่เคยเจ็บปวดจากความเชื่อทางศาสนา ความพิเศษของเจ้าสิ่งนี้คือมีระบบแต้มบุญ สามารถนำไปเป็นส่วนลดสินค้าและบริการต่างๆ ตามสโลแกนที่ว่า “ทำบุญชาตินี้ต้องได้ใช้ชาตินี้”

 

ปรากฏว่า ULTRA ได้รับความนิยมอย่างมากจนคนเสื่อมศรัทธาในวัดและพระสงฆ์ ขณะเดียวกันเจ้าเครื่องนี้ก็มีประเด็นผิดเพี้ยนหลายอย่าง ทำให้ พระอเนก (เร แม๊คโดแนลด์) อดีตวิศวกรไอทีบริษัทดัง ร่วมมือกับ อะตอม (เผือก-พงศธร จงวิลาส) สร้าง AI ในวิถีพุทธศาสนาแบบเดิมในชื่อ IBUDDHA ขึ้นมาต่อกร กลายเป็นการต่อสู้บนเส้นทางความเชื่อ

 

 

 

ศาสดาต้า โยนคำถามที่ยากจะหาคำตอบ และผู้ชนะอย่างแท้จริงเมื่อสิ่งประดิษฐ์อย่าง ULTRA คือพระธรรมคำสอนที่แทบจะบริสุทธิ์ เหมือนการป้อนข้อมูลดีๆ ในคอมพิวเตอร์ เพียงแต่สเปกแต่ละเครื่องไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดการตีความที่แตกต่างจนกลายเป็นเครื่องมือของทุนนิยม

 

ขณะเดียวกันแนวทางของพระอเนกคือการใส่ตัวกรองผ่านผู้เชี่ยวชาญ นั่นคือพระสงฆ์ระดับเกจิ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมี Human Error เพราะเอาเข้าจริงๆ ต่อให้แก่พรรษาขนาดไหนพระก็ยังคงเป็นนักศึกษาหาทางดับกิเลสของตัวเอง จนเกิดเป็นเรื่องราวอย่างที่เราเห็นในซีรีส์ ที่หนึ่งในตัวละครบอกไว้ “เราเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่พระอริยะ”

 

 

ความน่าสนใจของ ศาสดาต้า ว่าด้วยการตีความศาสนาผ่านมุมมองที่ต่างกันโดยที่ไม่มีใครถูกผิด เพราะในขณะที่ ULTRA ใช้วิธีทำบุญหวังผลและวัตถุนิยมเป็นตัวล่อ ศาสนาในวิถีเดิมก็ใช้วัตถุมงคลชักจูงให้ผู้คนศรัทธาเหมือนกัน และถึงแม้ ULTRA จะแปลกใหม่และตั้งใจจะมาแทนที่พระสงฆ์ แต่สุดท้ายก็ยังอยากได้พระสงฆ์เข้าร่วมเพื่อให้พระรัตนตรัยครบองค์อยู่ดี 

 

อีกส่วนที่น่าชื่นชมคือการแสดงเป็นพระยุคใหม่สายเคร่งของ เร แม๊คโดแนลด์ ที่ทำออกมาได้พอดิบพอดี แบบไม่จำเป็นต้องสุขุม ลุ่มลึก ดูทรงภูมิ แต่มีความเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่สนใจศึกษาพระธรรมมากกว่า  

 

 

เด็กหญิงปลาหมึก ปลาหมึกแถวล่างของสังคมไทย 

 

ว่าด้วยเรื่องราวในปี 2594 คนทั้งโลกเจอกับฝนที่ตกไม่หยุดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 ปีจากภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดโลกระบาดใหม่ที่มากับน้ำ จนองค์การอนามัยโลกคิดค้นวัคซีนมนุษย์น้ำ ซึ่งจะทำให้มนุษย์ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่ก็ต้องยอมรับผลข้างเคียงคือจะมีหนวดงอกออกมาเหมือนหมึก 

 

กัลปังหา (มินนา-วณิชชยา พรมปนฤทธิชัย) และ มุก (แตงกวา-ชนัญธิชา ชัยภา) เป็นเด็กที่เติบโตที่นีโอคลองเตย ชุมชนแออัดที่ยังคงอยู่ในระดับล่างสุดของกรุงเทพฯ ขณะที่คนอื่นๆ ย้ายขึ้นสู่ที่สูงเพื่อหนีน้ำกันไปหมดแล้ว ทั้งคู่ตั้งใจช่วยเหลือชุมชนด้วยการไปประกวดร้องเพลงจนทำให้กัลปังหากลายเป็นคนดังในชั่วพริบตา นำมาซึ่งความช่วยเหลือผู้คนในชุมชนนีโอคลองเตย

 

ถึงอย่างนั้นก็ต้องเจอกับความฉ้อฉลของระบบ กลายเป็นเรื่องตลกร้ายจิกกัดแทบทุกองคาพยพของสังคมไทยในปัจจุบัน  

 

 

หลังจากตอนอื่นๆ ในซีรีส์ อนาฅต เลือกหยิบประเด็นไทยๆ ออกมาตีแผ่ แต่ เด็กหญิงปลาหมึก เลือกประเด็นสากลกว่านั้นคือเรื่องภาวะโลกร้อน แล้วเติมเรื่องความเหลื่อมล้ำและความเวรี่ไทยเข้าไปใส่อย่างมันมือ จนกลายเป็นซีรีส์ตลกร้ายคล้ายๆ กับนิสัยของคนไทย ที่เรามักมีอารมณ์ขันกับชะตากรรมของตัวเอง

 

เรียกว่างานนี้ทางผู้สร้างไล่เก็บความแปลกประหลาดในสังคมไทยแทบทุกเม็ดทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์น้ำที่มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เสาไฟกินรีซึ่งตอนนี้พัฒนาขึ้นเป็นโดมแก้วกินรี น้องออนิวในยุคนี้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และคลอดน้องเอไอเป็นประชากรรุ่นใหม่ของประเทศไทย ดาราโลกสวยกับไอเดียที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย หรือแม้แต่รายการประกวดร้องเพลงที่เป็นเหมือนความฝันเดียวของประชาชนไทยในยุคนี้ การกระจายทรัพยากรที่กลายเป็นเวทีสำหรับนักการเมืองหิวแสงผ่านพิธีกรรมไร้สาระ รวมทั้งการเล่าเรื่องผสมมุกตลกคาเฟ่ที่คนไทยชื่นชอบ

 

 

สิ่งที่ต้องชื่นชมคือการแสดงของเด็กหญิงทั้งสองคนและทีมนักแสดง โดยเฉพาะแตงกวาในบทของมุก มีความฉอเลาะจนขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ ที่เหมือนผู้กำกับหลอกล่อให้เราหลงอยู่ในค่ายกล 7 ดอกท้อ เพลิดเพลินกับความตลก และค่อยๆ หลงรักตัวละคร ก่อนที่จะจบแบบโศกนาฏกรรมสะกิดใจคนดู 

 

The post อนาฅต บริบทแบบไทยๆ จะเปลี่ยนแปลงไหมในโลกอนาคต? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Trunk เมียจำเป็นในความสัมพันธ์สีหม่นของคนมีปม https://thestandard.co/the-trunk/ Wed, 04 Dec 2024 11:43:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1016069 The Trunk

The Trunk ถือเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่น่าจับตามองที่สุดตั้งแ […]

The post The Trunk เมียจำเป็นในความสัมพันธ์สีหม่นของคนมีปม appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Trunk

The Trunk ถือเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่น่าจับตามองที่สุดตั้งแต่ประกาศสร้าง เพราะเป็นการทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรกระหว่าง กงยู นักแสดงชายลมหายใจแห่งภูมิภาค กับนักแสดงสาวเจ้าบทบาท ซอฮยอนจิน อีกทั้งยังได้ผู้กำกับ คิมกยูแท จาก Moon Lovers: Scarlet Heart Ryeo และเขียนบทโดย พัคอึนยอง จาก Hwarang: The Poet Warrior Youth ว่าด้วยการเจาะลึกถึงบาดแผลในใจ การเยียวยา และความซับซ้อนของความสัมพันธ์ ผ่านการแต่งงานปลอมๆ ที่น่าจะสร้างความประทับใจได้ไม่ยาก หากแต่การเล่าเรื่องแบบหน่วงๆ กลับทำให้เสียอรรถรสไปพอสมควร

 

 

The Trunk ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันจากปี 2015 ว่าด้วยเรื่องราวของ ฮันจองวอน (กงยู) ชายที่ทุกข์ทรมานจากอดีตอันเจ็บปวดและการแต่งงานที่ล้มเหลว โดยที่ อีซอยอน (จองยุนฮา) ภรรยาเก่า ยังคงให้ความหวังว่าการหย่ากันครั้งนี้เป็นเพียงบททดสอบความสัมพันธ์ และให้เวลาเขาหนึ่งปีไปแต่งงานใหม่กับ โนอินจี (ซอฮยอนจิน) ภรรยาจำเป็นจากบริษัทรับจ้างแต่งงาน ที่มีระยะสัญญาตามแต่ลูกค้าต้องการ 

 

อินจีเข้ามาทำงานนี้เพราะผิดหวังในความรัก เมื่อว่าที่เจ้าบ่าวของเธอหนีหายไป ทำให้เธอสิ้นศรัทธาต่อการแต่งงาน และทำงานนี้ด้วยอารมณ์เย็นชาเป็นเวลากว่า 5 ปี ทุกครั้งเธอจะนำหีบใส่ของใบหนึ่งติดตัวไปด้วยเสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน อินจีย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของจองวอน โดยที่ฝ่ายชายไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะรู้ดีว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมโดยซอยอนที่ตอนนี้ก็หนีไปแต่งงานใหม่กับเจ้าบ่าวจำเป็นเหมือนกัน

 

 

อินจีเริ่มเห็นความผิดปกติในความสัมพันธ์ครั้งเก่าของจองวอน โดยซอยอนตั้งใจจะควบคุมทุกอย่างเอาไว้ และให้เขาติดอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ในอดีตและต้องพึ่งพาเธอตลอดไป ทำให้อินจีค่อยๆ หาวิธีทำให้จองวอนมองเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง ขณะเดียวกันจองวอนก็ค่อยๆ สะสางสิ่งติดค้างในใจของอินจี จนเกิดเป็นความรักท่ามกลางความหลอกลวง

 

ซอยอนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหมดความสำคัญ จึงทำทุกอย่างเพื่อเอาจองวอนกลับคืนมา ในจังหวะเดียวกับที่อินจีก็ถูกคุกคามจากชายจิตไม่ปกติที่คอยติดตามเธอ เรื่องไม่จบอยู่แค่นั้น เมื่อมีคนพบศพบุคคลปริศนาและในที่เกิดเหตุก็พบหีบที่มีลักษณะคล้ายกับของอินจี ทั้งความสัมพันธ์และคดีฆาตกรรมครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ต้องไปติดตามใน The Trunk

 

 

อ่านจากเรื่องย่อซีรีส์เรื่องนี้แทบจะไม่มีอะไรใหม่และพบได้ดาษดื่นในซีรีส์เกาหลีหรือละครไทยที่ว่าด้วยการแต่งงานหลอกๆ จนก่อเกิดเป็นความรัก แต่ความน่าสนใจของ The Trunk คือการเลือกโฟกัสไปที่บาดแผลในจิตใจและการใช้จิตวิทยาในความสัมพันธ์ของมนุษย์ มากกว่าอารมณ์ดราม่าตบตีแย่งผู้ชาย แล้วสอดแทรกด้วยบทสนทนาคมๆ ตีแผ่ชีวิตการแต่งงาน 

 

ณ จุดนี้ทำให้มวลรวมของซีรีส์เต็มไปด้วยอารมณ์มืดมนผ่านชีวิตของจองวอน ผู้ต้องต่อสู้กับอดีตที่ตามหลอกหลอนจากความรุนแรงในครอบครัวและการทรยศของอดีตภรรยา จนกระทั่งเขาก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์กับอินจี ทำให้เขากล้าเผชิญหน้ากับปัญหาในอดีตและเห็นมุมมองใหม่ๆ ต่อชีวิตในปัจจุบัน 

 

 

ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของ The Trunk คือ การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ มากมาย เริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่องคือหีบ ตามความหมายของชื่อเรื่องเปรียบเสมือนกับสัมภาระที่ตัวละครแบกไว้ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ความทรงจำ หรือความสัมพันธ์ที่พังทลาย และเป็นตัวแทนการกักขังทางอารมณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญ หรือบ้านของจองวอนที่มีโครงสร้างซับซ้อนสีหม่นๆ เปรียบได้กับสำนึกและความคิดของตัวเขาเองที่วกวนซ่อนเร้นยากจะหลุดพ้น ส่วนโคมไฟก็เหมือนความเจ็บปวดในอดีตที่คอยทิ่มแทงทำร้ายตัวเขาไม่จบสิ้น สอดรับไปกับการจัดแสงและงานภาพก็ช่วยเสริมเรื่องราวให้มีความรู้สึกกึ่งจริงกึ่งฝัน โดยภายในบ้านมักดูมืดมนและอึดอัด ตัดกับแสงที่สาดส่องเป็นระยะๆ บ่งบอกถึงการหลบหนีหรือการไถ่บาป

 

 

ในด้านการแสดง กงยู ในบท ฮันจองวอน สามารถถ่ายทอดความเปราะบางของตัวละครได้เป็นอย่างดี ทั้งความรู้สึกผิดในอดีตและชีวิตที่ไม่น่าพอใจในปัจจุบัน จนกลายเป็นคนสับสน ติดอยู่ในวังวนแห่งการค้นหาความสุขใจในที่ที่ไม่ควรจะอยู่ ส่วนตัวละคร โนอินจี ของ ซอฮยอนจิน นับเป็นตัวละครที่ซับซ้อน เมื่อมองเผินๆ ดูเฉยเมย แต่เมื่อซีรีส์ดำเนินไป เธอก็เผยตัวตนที่มีทั้งความอดทนและเปราะบางในเวลาเดียวกัน อีกหนึ่งคนที่เด่นไม่แพ้กันคือ จองยุนฮา ในบท อีซอยอน อดีตภรรยาของจองวอน ซอยอนเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมและต้องการจะควบคุมตลอดเวลา เอาเข้าจริงก็มีเส้นบางๆ ระหว่างนางร้ายดาดๆ ในละครทั่วไป แต่ยุนฮาก็ทำออกมาได้ดีด้วยอารมณ์เย็นชาที่ทั้งน่าหมั่นไส้และน่าหลงใหลในเวลาเดียวกัน 

 

 

แม้จะเกิดจากความตั้งใจที่ดี แต่ The Trunk ก็ยังมีจุดอ่อนในบางจุด ที่เห็นชัดๆ เลยคือจังหวะการดำเนินเรื่องที่เนิบนาบซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย คือได้เห็นพัฒนาการของตัวละคร ขณะเดียวกันก็อาจทดสอบความอดทนของผู้ชมไปด้วย รวมทั้งความไม่ต่อกันจากที่เนื้อหามีสองธีม แต่กลับไม่ประสานรวมกันระหว่างความระทึกขวัญเชิงจิตวิทยาและการวิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในยุคใหม่ 

 

อย่างไรก็ตาม The Trunk ก็ถือเป็นผลงานที่น่าสนใจ ด้วยการหยิบยกประเด็นแมสๆ มาเลือกจุดโฟกัสใหม่ๆ ให้คนดูได้ขบคิด และสิ่งที่ต้องชื่นชมอีกอย่างก็คือทีมนักแสดง ทั้งกงยู จองยุนฮา และซอฮยอนจิน ที่ทำหน้าที่ออกมาได้ดีจนเด่นกว่าโครงเรื่องของซีรีส์นี้เลยทีเดียว

 

The post The Trunk เมียจำเป็นในความสัมพันธ์สีหม่นของคนมีปม appeared first on THE STANDARD.

]]>
When the Phone Rings เสน่ห์ซีรีส์เกาหลีที่บางทีก็ลืมไปแล้ว https://thestandard.co/when-the-phone-rings/ Mon, 02 Dec 2024 11:14:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1015224 When the Phone Rings

    นับเป็นซีรีส์เกาหลีที่มาแรงมากๆ สำหรับ Wh […]

The post When the Phone Rings เสน่ห์ซีรีส์เกาหลีที่บางทีก็ลืมไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
When the Phone Rings

 

When the Phone Rings

 

นับเป็นซีรีส์เกาหลีที่มาแรงมากๆ สำหรับ When the Phone Rings เพราะสามารถคว้าเรตติ้งในตอนเปิดตัวได้ถึง 5.5% ในเกาหลีใต้ ส่วนในไทยก็ขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ในเวลาแค่ 2 วัน ด้วยเรื่องราวโรแมนติกระทึกขวัญชวนติดตาม และการสร้างคาแรกเตอร์ของพระเอกนางเอกได้อย่างน่าสนใจ ทำให้นึกถึงซีรีส์เกาหลีที่มีเสน่ห์แบบเก่าๆ คือซับซ้อนพอประมาณผสานกับความเมโลดราม่าชวนจิ้นชวนฟินแบบนี้

 

When the Phone Rings สร้างจากเว็บตูนเรื่อง The Number You Have Dialed โดยเข้าไปสำรวจชีวิตของ แพกซาออน (ยูยอนซอก) และ ฮงฮีจู (แชซูบิน) คู่สามีภรรยาที่แต่งงานด้วยเงื่อนไขทางธุรกิจและอำนาจ ทำให้พวกเขาเว้นระยะห่างและอยู่ท่ามกลางความเงียบ เพราะฝ่ายหญิงประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่สามารถพูดได้ อีกทั้งการแต่งงานก็กลายเป็นความลับ ด้วยหน้าที่การงานของฝ่ายชายที่เป็นเหมือนสายล่อฟ้าให้กับรัฐบาล 

 

ซาออนเป็นนักการเมืองเจ้าเสน่ห์ เขาทำงานในตำแหน่งโฆษกของประธานาธิบดี ในขณะที่ฮีจูทำงานเป็นล่ามภาษามือ ความสัมพันธ์อันตึงเครียดดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งฮีจูถูกลักพาตัว โดยคนร้ายใช้โทรศัพท์แปลงเสียงโทรหาซาออนแล้วข่มขู่ว่าจะทำร้ายฮีจู แต่ก็ถูกตอบโต้ด้วยการยั่วโมโหและพูดจาไม่ไยดีต่อชีวิตของฮีจูเลยแม้แต่น้อย ทำให้ฮีจูระเบิดอารมณ์และเผยความลับออกมาว่าเธอพูดได้โดยที่ซาออนไม่รู้ จากเหตุการณ์นั้นฮีจูหนีรอดมาได้พร้อมกับโทรศัพท์แปลงเสียงที่เธอนำมาใช้ปั่นหัวสามีผู้ไม่ไยดีเธอเลย

 

ในความเป็นจริงแล้วซาออนทั้งรักและห่วงฮีจู แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้เขาต้องแสดงทีท่าเย็นชากับเธอ ขณะที่ฮีจูก็เป็นผู้หญิงที่น่าสงสาร คนภายนอกอาจคิดว่าเธอเป็นทายาทธุรกิจสื่อชื่อดัง แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นลูกติดของแม่ที่หนีมาแต่งงานใหม่กับเศรษฐี และกลายเป็นเครื่องมือสานสัมพันธ์กับตระกูลนักการเมืองของซาออนแทนพี่สาวที่หนีการแต่งงานไป เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งคู่จะทลายกำแพงความสัมพันธ์ลงได้ไหม ต้องติดตามกันต่อใน When the Phone Rings

 

 

อย่างที่รู้กันว่าปัจจุบันซีรีส์เกาหลีใต้กลายเป็นความบันเทิงสามัญประจำบ้านของผู้ชมทั่วโลกไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือเนื้อหาเริ่มเปลี่ยนไปจากแนวรักโรแมนติก เข้าใจง่าย สู่ความหลากหลายแบบไม่มีข้อจำกัด ยิ่งเมื่อดูสถิติ 10 อันดับแรกของซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษของ Netflix ส่วนใหญ่จะเป็นแนวแอ็กชัน ไซไฟ ระทึกขวัญ ไม่ว่าจะเป็น Parasyte: The Grey, A Killer Paradox หรือ The 8 Show จนกลายเป็นภาพลักษณ์ของซีรีส์เกาหลีใต้ยุคใหม่ ทั้งที่ในอดีตซีรีส์แนวโรแมนติกหรือแนวย้อนยุคได้สร้างฐานแฟนคลับเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา อย่างเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาผู้ชมมากกว่า 90% ที่รับชมซีรีส์เกาหลีใต้แนวโรแมนติกบน Netflix อยู่นอกเกาหลีใต้ และ 6 ใน 10 เรื่องในอันดับรายการทีวีที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษของ Netflix ก็อยู่ในประเภทโรแมนติก 

 

 

When the Phone Rings เหมือนถูกสร้างมาเพื่อตอบโจทย์นั้น ด้วยการวางคาแรกเตอร์ของซาออนให้เป็นพระเอกท่าทีเย็นชาทว่าคลั่งรัก แม้ในอีพีแรกจะเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมลึกลับ แต่เมื่อเข้าสู่อีพีที่ 2 โทนของเรื่องก็ใส่จังหวะคอเมดี้เข้ามาแบบ ‘ลุคที่สร้างกับร่างที่เป็น’ ของตัวละคร คือทำทุกอย่างขัดกับความต้องการของตัวเอง ซึ่งคนดูมักโดนตกได้ง่ายๆ ในซีรีส์เกาหลีใต้หลายๆ เรื่อง 

 

ส่วนหนึ่งก็ต้องยกประโยชน์จากการเลือกยูยอนซอก พระเอกที่ผ่านบทบาทหลากหลายในซีรีส์ดังอย่าง Hospital Playlist, Mr. Sunshine, The Interest of Love ทำให้เขาถ่ายทอดบุคลิกของชายหนุ่มที่ต้องต่อสู้กับปีศาจในตัวเอง และรับมือกับแรงกดดันภายนอกที่แม้ดูเยือกเย็นแต่ก็ขัดแย้งได้อย่างดี

 

 

ส่วนแชซูบิน นักแสดงจาก The Fabulous ที่มารับบทฮีจู ก็ถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละครได้อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการใช้ภาษามือผสมผสานกับภาษากายที่สื่อถึงอารมณ์ซาบซึ้ง จริงใจ และพร้อมจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเมื่อปั่นหัวพระเอกทางโทรศัพท์ ที่สำคัญคือเคมีระหว่าง 2 นักแสดงเรียกว่าใช้ได้ เพราะแค่ 4 อีพีก็ทำให้คนดูติดกันงอมแงมแล้ว 

 

ทางด้านบทของ When the Phone Rings ก็เหมือนพาคนดูนั่งรถไฟเหาะ เพราะเป็นแนวจากโรแมนติกลึกลับสู่โรแมนติกคอเมดี้สลับกันไป ภายใต้องค์ประกอบรอบข้างจากปมต่างๆ ที่โรยไว้ระหว่างทาง ทั้งความขัดแย้งของพระเอกในฐานะตัวแทนรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว ภูมิหลังของนางเอก และตัวละครลับที่กำลังค่อยๆ เผยตัวตนออกมา เป็นการผสมผสานระหว่างดราม่าส่วนตัวกับการเมืองได้อย่างน่าสนใจ โดยผู้กำกับแอบสปอยล์เล็กๆ ว่าในตอนแรกอาจดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์แบบรักๆ เกลียดๆ แต่จริงๆ แล้วซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักที่คงอยู่มานานกว่า 20 ปี แปลว่า When the Phone Rings จะยังคงใช้มุกรักแรกในวัยเด็กที่เก็บซ่อนไว้ในใจตัวละคร 

 

 

อย่างไรก็ดี บทยังมีจุดอ่อนทั้งเรื่องความสมเหตุสมผลและความเป็นไปได้ในหลายๆ อย่าง ทั้งพฤติกรรมของนางเอกที่ถ้าไม่ได้อยู่ในกรอบของซีรีส์รักโรแมนติกก็ถือว่าน่าขนลุกอยู่เหมือนกัน รวมทั้งความสัมพันธ์ซับซ้อนไปมาของ 2 ตระกูลและชะตากรรมของตัวละครก็ค่อนข้างน้ำเน่าทีเดียว ซึ่งเอาเข้าจริงเรื่องแบบนี้ก็ตอบโจทย์ความบันเทิงของคนดู และเป็นสิ่งที่ปูทางให้ซีรีส์เกาหลีใต้เป็นที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

โดยสรุป When the Phone Rings เป็นซีรีส์น่าติดตามที่ผสมผสานทั้งความโรแมนติก ลึกลับ สลับกับคอเมดี้พอกรุบกริบ ในแบบฉบับของซีรีส์เกาหลีใต้ที่หลายคนติดใจ และสำคัญมันช่วยสร้างเสน่ห์ให้ตัวละคร โดยเฉพาะพระเอกที่เตรียมเป็นสามีแห่งชาติคนใหม่เอาไว้ได้เลย 

The post When the Phone Rings เสน่ห์ซีรีส์เกาหลีที่บางทีก็ลืมไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>