ประวิทย์ แต่งอักษร – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ประวิทย์-แต่งอักษร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 30 Aug 2025 09:41:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 MATERIALISTS (2025) บุษบาหาคู่ ฉบับคู่มือนักลงทุน https://thestandard.co/materialists-2025/ Fri, 29 Aug 2025 07:09:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1113021 MATERIALISTS

หนึ่งในคำจำกัดความเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ส่วนตัวได้รับ […]

The post MATERIALISTS (2025) บุษบาหาคู่ ฉบับคู่มือนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MATERIALISTS

หนึ่งในคำจำกัดความเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ส่วนตัวได้รับรู้ครั้งแรก ก็เรียกความสนใจฉับพลันและจดจำได้ไม่ลืม มาจากหนังเงียบยุคดึกดำบรรพ์เรื่อง The Crowd (1928) ของ King Vidor เนื้อหาว่าด้วยชายหนุ่มมุ่งหน้ามาเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กด้วยความปรารถนาที่ไม่ต่างจากฝูงชนที่คลาคล่ำ นั่นคือโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว

 

ทว่าจนแล้วจนรอด ชีวิตในมหานครที่ผู้คนแออัดยัดเยียด ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ พระเอกของเราได้งานทำในฐานะพนักงานตัวเล็กๆ ของบริษัทประกันที่มีเพื่อนร่วมออฟฟิศนับไม่ถ้วน ระหว่างนี้ เขาพบรักกับหญิงสาวที่ในตอนต้น ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างหวานชื่น แต่ช่วง ‘ฮันนีมูนพีเรียด’ ก็มีอายุขัยของมัน และความขุ่นข้องหมองใจเล็กๆ น้อยๆ หลังจากนั้นก็บานปลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายดาย แล้วในฉากที่ทั้งสองทะเลาะเบาะแว้ง ชายหนุ่มก็โพล่งถ้อยคำเหล่านี้อย่างหมดความอดทน

 

“Take it from me, marriage isn’t a word. it’s a sentence.”

อย่างที่รับรู้รับทราบ คำว่า ‘sentence’ ในที่นี้เป็นการเล่นสำบัดสำนวน ถ้าจะแปลความนัยควบคู่ไปกับสถานการณ์ตามท้องเรื่องก็คงต้องบอกว่า การแต่งงานคือบทลงโทษในระดับจำคุกตลอดชีวิต

 

น่าสงสัยว่าทุกวันนี้ ผู้คนยังมองการแต่งงานหรือการใช้ชีวิตคู่เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ หรือคอขาดบาดตายเหมือนกับหนังเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วหรือไม่อย่างไร (ที่การหย่าร้างเป็นทางออกสุดท้ายจริงๆ) แต่ที่แน่ๆ หนังโรแมนซ์ล่าสุดของ Celine Song (Past Lives) เรื่อง Materialists ชักชวนคนดูสำรวจคุณค่าและความหมายของสถาบันการแต่งงานภายใต้ระบบทุนนิยม ที่ดูเหมือนว่าความรักไม่ได้อยู่ในสมการของความสัมพันธ์อีกต่อไป หากทว่าดัชนีชี้วัดได้แก่น้ำหนัก ส่วนสูง เชื้อชาติ สีผิว อาชีพการงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้ต่อปีก่อนหักลดหย่อนภาษี ซึ่งล้วนแล้วเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ “สินค้า” แต่ละชิ้นมีราคาค่างวดไม่เท่ากัน และมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสหรือความเป็นไปได้ในการเลือกคู่ครอง

 

 

หนึ่งในฉากที่สนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น จู่ๆ หญิงสาวผู้ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับคู่หมั้นคู่หมายอยู่รอมร่อ ก็เกิดลังเลขึ้นมาอย่างรุนแรง (ลึกๆ เธอน่าจะฉุกคิดได้ว่าการแต่งงานกับ ‘คนที่ไม่ใช่’ ก็คงเหมือนกับการติดคุก แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ตลอดชีวิตก็ตาม) และเดือดร้อนให้ Lucy (Dakota Johnson) ในฐานะแม่สื่อแม่ชักที่นำพาคนทั้งสองมาเจอกัน ต้องเข้ามาปลอบโยน และความสามารถในการหว่านล้อม (หรือจะเรียกว่าสะกดจิต) ของฝ่ายหลังก็ไม่เป็นสองรองใคร วิธีการของเธอก็ด้วยการทำให้ว่าที่เจ้าสาวตระหนักว่าไม่ว่าเธอจะรักจะชอบ ‘สินค้าที่เธอเลือกจับจองไปแล้ว’ หรือไม่ แต่มันเป็นของมีคุณค่า และโดยปริยาย มันก็เสริมสร้างคุณค่าให้กับตัวเธอด้วยเช่นกัน (จะว่าไปแล้ว มันก็เปรียบได้กับการได้หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม) โดยอัตโนมัติ นั่นคือตอนที่แววตาของหญิงสาวส่องประกายสดใส และบางที การแต่งงานของคนบางคนก็อาจจะมีความหมายเพียงแค่นั้นจริงๆ

 

พูดแบบไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน หนังของ Celine Song ทั้งสองเรื่อง อันได้แก่ Past Lives และ Materialists นำเสนอแง่มุมที่แสนห่างไกลจากเรื่องปากท้อง จากโลกความจริงที่แสนโหดร้าย และเป็นเรื่องช่วยไม่ได้หากใครจะรู้สึกว่าประเด็นหรือแง่มุมที่หนังทั้งสองเรื่องนำเสนอ เหมาะสำหรับคนดูที่มีความฟุ่มเฟือยที่จะนึกฝัน (หรือเพ้อฝัน) ถึงเรื่องที่ลอยละล่องออกไปจากชีวิตประจำวัน อย่างเช่นเรื่อง “อินยอน” (In-Yun) หรือพรหมลิขิตในภาษาเกาหลี และผลลัพธ์ของการเลือกหนทางชีวิตใน Past Lives (ซึ่งส่วนตัวก็ยังคงยืนยันว่าเป็นหนังที่น่าประทับใจมากๆ) หรือดังที่เอ่ยข้างต้น เรื่องความรักและสถาบันการแต่งงานใน Materialists ซึ่งจะว่าไปแล้ว อย่างหลังนี่ดูเหมือนจะลดทอนทั้งความหมายและความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ ยืนยันได้ด้วยสถิติในหลายประเทศ (รวมถึงบ้านเรา) ที่ผู้คนแต่งงานกันน้อยลง หย่าร้างกันมากขึ้น

 

 

แต่หนังของ Song ทั้งสองเรื่องก็เอาตัวรอดจากข้อกล่าวหาว่ามันหลงละเมอเพ้อพกได้แยบยล เนื่องเพราะหนังของเธอไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่านี้อย่างฉาบฉวยหรือขอไปที ในกรณีของ Materialists ซึ่งเล่าเรื่องของ Lucy ผู้ซึ่งทำงานในบริษัทรับจ้างหาคู่ครอง และบทบาทของเธอก็คือการเป็นเซ็นเตอร์ที่คอยเชื่อมโยงข้อมูลของ ‘คุณลูกค้า’ ที่มีเงื่อนไข ข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังให้ตรงกันมากที่สุด และชักชวนให้ทั้งสองออกเดต และวิธีการปิดดีลของ ‘นักขายชีวิตคู่มืออาชีพ’ อย่าง Lucy ก็คือการที่ลูกค้าทั้งสองได้สมรักสมรสกัน ซึ่งในตอนที่คนดูได้พบกับตัวเอกของเรื่อง เธอเป็นพนักงานที่ ‘ทำยอด’ ได้สูงกว่าเพื่อน ถึงขนาดออฟฟิศต้องจัดปาร์ตี้เล็กๆ ฉลองความสำเร็จให้กับเธอ ทีละน้อย หนังของ Song เชื้อเชิญให้หลายๆ คำถามผุดพราย ที่แน่ๆ การแต่งงานคืออะไร หรือเป็นเรื่องของอะไร เกมจับคู่เหมือน สูตรสำเร็จทางสถิติ การทำข้อตกลงของหุ้นส่วนในทางธุรกิจ หรืออะไรกันแน่

 

ว่าไปแล้ว ความมี ‘สติสัปชัญญะ’ ของหนังเรื่อง Materialists ได้แก่การที่มันไม่ได้ปฏิเสธว่าสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมเล่นบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตคู่ กระทั่งเป็นเคล็ดลับของการออกเหย้าออกเรือน ในฉากเล็กๆ ช่วงต้นเรื่องที่หญิงสาวได้พบกับ John (Chris Evans) แฟนเก่าซึ่งเป็นนักแสดงตกยาก และต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟของบริษัทรับจัดงานวิวาห์ ชายหนุ่มสอบถามหญิงสาวในฐานะผู้เชี่ยวชาญการจับคู่ ทำนองว่า เงื่อนไขปัจจัยอะไรที่ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเหมาะสมกันในฐานะ ‘เนื้อคู่’ คำตอบของหญิงสาวอาจสรุปได้ว่า ต่างฝ่ายต่าง ‘กากบาท’ ในช่องคุณสมบัติที่คล้ายกันมากที่สุด ทั้งเรื่องฐานะทางการเงิน จุดยืนทางการเมือง รูปโฉมโนมพรรณ ภูมิหลังและการเลี้ยงดู หรือกล่าวได้ว่า การร่วมหอลงโรงของผู้คน ค.ศ. นี้ถูก ‘ออกแบบตัดเย็บ’ ด้วยส่วนประกอบเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ลองนึกเล่นๆ แล้วเหมือนเป็นตลกร้ายก็คือ ขณะที่ในหนังเรื่อง Past Lives ของ Song พูดเรื่องพรหมลิขิต ซึ่งจะว่าไปแล้ว เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์ และมีส่วนไม่โดยตรงก็โดยอ้อมในการกำหนดวิถีชีวิตของผู้คน นั่นรวมถึงการจับคู่ความสัมพันธ์ สิ่งที่อาจจะเรียกว่าพรหมลิขิตหรือพระเจ้าในหนังเรื่อง Materialists ก็คือบริษัทรับจ้างหาคู่ของนางเอกนั่นเอง และดังที่กล่าวก่อนหน้า มันคือธุรกิจของการพาคนสองคนมาพบเจอกัน ปัญหามีอยู่นิดเดียวก็ตรงที่บรรดาตัวแทนของพระเจ้าในหนังเรื่อง Materialists ต้องตอบสนองคำอธิษฐานหรือความต้องการไม่สิ้นสุดของคุณลูกค้า หนุ่มใหญ่อายุสี่สิบเจ็ดตั้งเงื่อนไขว่าเขาต้องการออกเดตกับหญิงสาวที่มีวุฒิภาวะสักหน่อย ซึ่งนั่นหมายถึงคนที่มีอายุยี่สิบปลายๆ ข้อแม้ที่แสนจู้จี้จุกจิกของเขาก็คือ เขาไม่ต้องการผู้หญิงอายุสามสิบขึ้นไป (สำหรับเขา อายุยี่สิบเก้าก็คือสามสิบนั่นเอง) เพราะคนเหล่านี้ตั้งแง่และเรื่องมาก หรือข้อเรียกร้องของลูกค้าคนอื่นๆ ก็ฟังดูน่าเวียนหัวพอกัน

 

หรือสรุปอย่างรวบรัด การออกเดต (และการแต่งงาน) ในโลกสมัยใหม่ตามที่ถูกบอกเล่าในหนังเรื่องนี้ นอกจากมีลักษณะเป็นแพ็กเกจ ยังถูกทำให้เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ ไม่มีอะไรที่ดูโรแมนติก หรืออะไรที่ดูเป็นปริศนาหรือเรื่องน่าฉงนสนเท่ห์แต่อย่างใด และสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็นปุจฉาวิสัชนา หรือการชักชวนคนดูตอบคำถามของ Celine Song ผู้ซึ่งเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่าครั้งหนึ่ง เธอเคยทำงานในบริษัทจัดหาคู่แบบเดียวกับ Lucy ก็คือ แล้วความรักไปซุกหัวอยู่ตรงไหน 

 

 

ไม่มากไม่น้อย นั่นคือช่วงเวลาที่ Lucy เผชิญความท้าทายหรือจุดหักเหครั้งมโหฬาร ตั้งแต่การพบว่าสูตรการจับคู่ที่หญิงสาวเคยเชื่อว่ามันเวิร์ก กลับให้ผลลัพธ์ที่พังพินาศ อีกทั้งสถานการณ์เบื้องหน้าก็คือการที่เจ้าตัวต้องเลือกระหว่างคู่เดต (Pedro Pascal) ที่มีคุณสมบัติแบบหนึ่งในล้าน หรือที่เธอเรียกว่ายูนิคอร์น นั่นคือทั้งรูปหล่อ ทั้งสูงโปร่ง ทั้งบุคลิกดีและโคตรรวย และเขาพร้อมจะคุกเข่าขอแต่งงานทันที กับคนรักเก่าที่จนป่านนี้ ก็ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย และหญิงสาวก็ยอมรับว่าเธอเลิกกับชายหนุ่มตอนนั้นเพราะเขาถังแตก แต่ก็อีกนั่นแหละ ความผูกพันของคนทั้งสองย้อนกลับไปยาวไกล

 

ประมวลจากทิศทางการเล่าเรื่อง ดูเหมือนว่าหนังชวนคนดูลุ้นไปกับการเลือกของตัวละคร ซึ่งว่ากันตามจริง ไม่ได้เป็นเรื่องเกินคาดเดา หรืออาจไม่ใช่สาระสำคัญด้วยซ้ำ ข้อที่ชวนครุ่นคิดจริงๆ อยู่หลังจากที่หนังจบไปแล้วต่างหาก หมายความว่าไม่ว่าหญิงสาวจะเลือกใครและอย่างไร สิ่งที่เรียกว่า ‘ฮันนีมูนพีเรียด’ ก็มีอายุขัยของมัน และดูเหมือนว่าในโลกที่ระบบเศรษฐกิจเข้ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้คนอย่างเช่นการหาคู่ครอง การต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างความรัก หรือความมั่นคงทางการเงิน ก็ล้วนแล้วมีกับดักหรือหลุมพรางของมัน ที่แน่ๆ มันไม่มีตอนจบอย่างในเทพนิยายที่มักจะลงเอยด้วยประโยคทำนองว่า แล้วชายหนุ่มหญิงสาวก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป

 

 

เห็นว่า Materialists ถูกเรียกขานว่าเป็นหนังรอมคอม ส่วนตัวกลับรู้สึกว่ามู้ดและโทนของหนังดูเคร่งขรึมและจริงจังไปสักหน่อยสำหรับการเป็นหนังรักกระจุ๋มกระจิ๋มหรือเบาสมอง ขณะที่ในส่วนของการนำเสนอทั้งภาพและเสียง ก็ไม่ได้ฉูดฉาด หวือหวาหรือมีจริตแบบหนังรอมคอมยุค 90 จริงๆ แล้ว สไตล์แบบมินิมอลของหนังที่ใช้ภาพกว้าง การจัดองค์ประกอบภาพอย่างรัดกุม ไม่ได้ตัดต่อพร่ำเพรื่อ (หลายครั้งก็กระชากความรู้สึกด้วย jump cut) ก็ทำให้ Materialists ดูมีความเป็นตัวเองมากกว่าจะถูกจับใส่กล่องของหนังแนวหนึ่งแนวเดียว หรือเพลงและดนตรีประกอบที่ถูกเลือกได้อย่างมีรสนิยมก็สร้างสัมผัสที่พิเศษ และไม่ได้เทิดทูนบูชาความรักอย่างหน้ามืดตามัว

 

ข้อสำคัญ สไตล์ของหนังเข้ากันได้ดีกับการแสดงของนักแสดงทั้งสามคน โดยเฉพาะ Dakota Johnson ผู้ซึ่งเกือบตลอดเรื่อง เธอดูห่างเหินและเยือกเย็น เหมือนตัวละครที่เกือบไม่มีหัวใจ จนกระทั่งเธอค้นพบตัวเองในตอนท้าย มันก็ยังไม่ได้การันตีตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งอย่างจริงๆ จังๆ

 

ถ้าหากนี่คือวิวัฒนาการของหนังรอมคอมที่ใครๆ บอกว่ามันตายแล้ว อายุขัยจริงๆ ของหนังแนวนี้ก็น่าเชื่อว่ายังอีกยาวไกล

 

MATERIALISTS (2025)

กำกับ-Celine Song

ผู้แสดง-Dakota Johnson, Chris Evans, Pedro Pascal

 

The post MATERIALISTS (2025) บุษบาหาคู่ ฉบับคู่มือนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STUDIO (2025) โลกวายป่วงที่สนุกสนานหรรษาของโรงงานขายฝันอลเวง https://thestandard.co/opinion-the-studio-2025/ Tue, 20 May 2025 09:13:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1076363

ถ้าจะมีสักประโยคที่ใช้อธิบายความเป็นเมืองมายาของฮอลลีวู […]

The post THE STUDIO (2025) โลกวายป่วงที่สนุกสนานหรรษาของโรงงานขายฝันอลเวง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าจะมีสักประโยคที่ใช้อธิบายความเป็นเมืองมายาของฮอลลีวูด ก็คงเป็นข้อความที่นักดูหนังล้วนตกผลึกและตาสว่างกันหมดแล้ว สั้นๆ ง่ายๆ นี่คือดินแดนที่ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่มันดูเหมือนเป็น และเบื้องหน้าของผลผลิตที่ติดป้าย ‘เมดอินฮอลลีวูด’ กับเบื้องหลังก็มักจะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

 

ข้อสำคัญ หลายครั้งสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นหลังบ้านน่าสนุก เข้มข้นและชวนติดตามยิ่งกว่าดิสเพลย์หน้าร้านอย่างไม่อาจเทียบเคียง หรืออีกนัยหนึ่ง ความอลหม่านและวายป่วงในห้องครัวหยิบยื่นรสชาติที่เอร็ดอร่อยยิ่งกว่าอาหารที่ถูกปรุงรสอย่างหอมหวนและตกแต่งรูปโฉมประดิดประดอย ตัวอย่างมีให้ยกมาสนับสนุนมากมาย กรณีล่าสุดคงหนีไม่พ้นหนังเมื่อปีกลายเรื่อง It Ends with Us ที่โรแมนซ์ของคู่พระนางบนจออาจจะดูดดื่มเร่าร้อน แต่สถานการณ์นอกจอกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน ทั้งสองไม่ได้เพียงแค่มีเรื่องขัดแย้งและกล่าวหากันไปมา ทว่าสถานการณ์ยังบานปลายถึงโรงถึงศาล ว่าด้วยเรื่องคุกคามทางเพศ ซึ่งดูวี่แววแล้ว ไม่น่าจะจบสิ้นง่ายๆ

 

 

ซีรีส์ตลกเสียดสีวงการหนังในฮอลลีวูดความยาว 10 ตอนจบ (ตอนละราวๆ ครึ่งชั่วโมงและจบในตอน) เรื่อง The Studio ฝีมือการสร้าง กำกับ เขียนบทโดย Seth Rogan และ Evan Goldberg ซึ่งสตรีมทางช่อง Apple TV+ เป็นผลงานล่าสุดของเรื่องแนวเปิดโปงเบื้องหลังวงการบันเทิง ซึ่งว่าไปแล้ว ถูกสร้างมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ (ต้องยกเครดิตให้ Sunset Boulevard ของ Billy Wilder ในฐานะใบเบิกทาง) แต่ก็นั่นแหละ สิ่งละอันพันละน้อยที่ผู้สร้างคัดเลือกมาถ่ายทอด ก็ทั้งน่าสนุก ตลก แปลกใหม่ หลายครั้ง ทั้งขบขันและขื่นขมในเวลาเดียวกัน รวมถึงมันชวนให้เชื่อว่าเรื่องพิลึกพิลั่นเหล่านั้นมีมูลความจริง อันส่งผลแต่ละตอนผ่านพ้นการรับรู้ไปอย่างรวดเร็ว 

 

แง่มุมที่ช่วยเพิ่มความขึงขังจริงจังได้แก่การที่ซีรีส์เรื่อง The Studio คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักแสดงและคนดังที่ไม่ได้เพียงแค่มาโชว์ตัว แต่พวกเขายังสวมบทบาทเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่แอบแฝงธาตุแท้ และหลายครั้ง เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกเสียงหัวเราะที่คนดูหักห้ามตัวเองไม่ได้ และนั่นทำให้การจำลองบรรยากาศและความเป็นไปของบริษัทหนังสมมติแห่งหนึ่งของฮอลลีวูด ยิ่งดูเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากขึ้น 

 

ถ้าหากจะลองเรียงรายชื่อดารารับเชิญคร่าวๆ ก็ได้แก่ Martin Scorsese, Charlize Theron, Zac Efron, Zoë Kravitz, Greta Lee, Ron Howard, Ice Cube, Aaron Sorkins, Zack Snyder เป็นต้น แต่ลิสต์คนดังข้างต้นก็อาจจะไม่สร้างความประหลาดใจเท่ากับการที่ซีรีส์ของ Seth Rogan ซึ่งต้องระบุซ้ำอีกครั้งว่าเผยแพร่ทางจาก Apple TV+ สามารถชักชวน Ted Saranos ซีอีโอของ Netflix มาร่วมแสดงในบทบาทที่ทั้งเหน็บแนมถากถางอุตสาหกรรมหนังและจิกกัดตัวเองอย่างเจ็บปวดและแสบสันทีเดียว

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร แง่มุมที่ทำให้ซีรีส์ The Studio แตกต่างจากหนังและซีรีส์แนวเดียวกัน รวมถึงเป็นการวางปมเรื่องที่เฉลียวฉลาดและช่างคิด เกี่ยวข้องกับตัวละครหลักที่ชื่อ Matt Remick (Seth Rogan) ผู้บริหารสตูดิโอสมมติที่ชื่อ Continental ผู้ซึ่งในตอนเปิดเรื่อง เขาได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าสตูดิโอแทนเจ้านายของเขาที่เพิ่งถูกไล่ออกสดๆ ร้อนๆ (เพราะเธอทำหนังเจ๊งติดๆ กัน) ความรับผิดชอบหลักๆ ของเขาในฐานะหัวหน้าสตูดิโอคนใหม่นอกจากอนุมัติหรือไม่อนุมัติให้สร้างหนังเรื่องหนึ่งๆ ก็คือการควบคุมให้แต่ละโปรเจกต์ของสตูดิโอใช้งบประมาณการสร้างน้อยที่สุด และเก็บเกี่ยวผลกำไรให้มากที่สุดทางด้านรายได้ (หรือตามนโยบายของซีอีโอใหญ่ที่ชื่อ Griffin Mill (Bryan Cranston) ที่บอกว่า “ที่นี่เราสร้าง ‘หนัง’ ไม่ได้สร้าง ‘ภาพยนตร์’”) เพราะถ้าหากเขาทำไม่ได้ ชะตากรรมของเขาก็จะไม่แตกต่างจากเจ้านายเก่าที่เขาเพิ่งมาแทนที่ นั่นคือถูกโยนทิ้งเหมือนกระดาษชำระ

 

ไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นตำแหน่งที่อำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับเดิมพันอันใหญ่ยิ่ง แต่ว่าไปแล้ว ความยุ่งยากของ Matt ก็ไม่เหมือนกับของบรรดาหัวหน้าสตูดิโอตามที่เคยถูกบอกเล่าในหนังหลายๆ เรื่องก่อนหน้า ซึ่งมักจะมีบุคลิกเจ้าเล่ห์ กดขี่ทางเพศ บ้าอำนาจ ทรยศหักหลัง และเลือดเย็น (Kirk Douglas ใน the Bad and the Beautiful, Tim Robbins ใน the Player เป็นต้น) ปัญหาของ Matt ก็คือเขาไม่ได้มองเห็นตัวเองเป็นเพียงแค่ผู้บริหารสตูดิโอ หรือนักธุรกิจภาพยนตร์ที่พยายามผลักดันให้โปรเจกต์หนังแต่ละเรื่องกอบโกยผลประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อีกโสตหนึ่ง เขาถือว่าตัวเองเป็นซีเนไฟล์ ชีวิตของเขาหายใจเข้าออกเป็นภาพยนตร์ และความรอบรู้เรื่องหนังของเขาก็อยู่ในระดับน้องๆ เอนไซโคลพีเดีย นอกจากนี้ เขายังคลั่งไคล้และบูชาบรรดาคนทำหนังชั้นครู (หรือที่ใครๆ เรียกว่า ประพันธกร) เชื่อในมนตร์ขลังของการถ่ายด้วยฟิล์มเซลลูลอยด์ และในอีพี 8 คนดูถึงกับได้ยิน Matt เรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน

 

นั่นทำให้สิ่งที่คนดูได้เห็นตลอดทั้งซีรีส์ก็คือ ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตัวละครจากการที่เขาไม่สามารถหลอมรวม ‘หน้าที่’ กับ ‘ความรัก’ หรืออีกนัยหนึ่ง ‘ศิลปะ’ กับ ‘การค้า’ เข้าด้วยกัน (ประโยคที่อธิบายก้นบึ้งความรู้สึกของตัวละครอยู่ในอีพีแรกที่เขาเอ่ยกับเจ้านายเก่าทำนองว่า เขาเลือกทำอาชีพนี้ก็เพราะเขารักหนัง แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ หน้าที่การงานของเขากำลังทำลายสิ่งที่เขารัก) และผลลัพธ์ของการชักเย่อระหว่างสองสิ่งที่มุ่งหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามก็ลงเอยด้วยสถานการณ์ที่ทั้งน่าขบขันและชวนให้คนดูปลงอนิจจัง 

 

 

สองในหลายฉากที่น่าจะเรียกเสียงหัวเราะสนั่นหวั่นไหว ฉากหนึ่งอยู่ในอีพีแรก ที่เขาแสดงออกอย่างลิงโลดที่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ Martin Scorsese มากำกับหนังโปรโมต Kool-Aid เครื่องดื่มยอดนิยมได้ ก่อนจะพบว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดร้ายแรง (เพราะนอกจากหนังของ Scorsese ไม่ได้สนับสนุนการขายสินค้า เรื่องจริงของเหล่าสาวกคลั่งลัทธิที่กระทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวผสมยาพิษ ก็เท่ากับฆ่าผลิตภัณฑ์นี้ทิ้งทั้งเป็น) และฉากที่พระเอกของเราต้องหาทางบอกข่าวร้ายกับ ‘คนทำหนังที่เป็นปูชนียบุคคล’ ที่หมายมั่นจะปลุกปั้นให้โปรเจกต์หนังเรื่องนี้เป็นงานทิ้งทวนเรื่องสุดท้าย ก็เป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าราวกับทองคำ และ Scorsese ก็เล่นเป็นตัวเองได้สุดลิ่มทิ่มประตูมากๆ

 

อีกหนึ่งอยู่ในอีพี 3 และเป็นเหตุการณ์คล้ายกัน Matt ต้องแจ้ง Ron Howard ผู้กำกับหนังออสการ์ยอดเยี่ยมเรื่อง Beautiful Mind และเป็นอีกหนึ่งไอคอนของอุตสาหกรรม ให้หั่นหนังของเขาออกสี่สิบห้านาทีเพราะมันทั้งน่าเบื่อ ทั้งยาว รวมถึงกระทบรอบฉายและรายได้ของหนังอย่างแน่นอน Matt พยายามโบ้ยให้คนอื่นทำหน้าที่นี้เพราะไม่อยากถูกคนทำหนังที่เขาชื่นชอบและศรัทธาเกลียดขี้หน้า ยิ่งเมื่อคำนึงว่ากิตติศัพท์ของ Ron Howard คือคนทำหนังที่นิสัยดีที่สุด อ่อนโยนและเป็นที่รักมากที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด (ตอนที่เขามาถ่ายหนังเมืองไทยเรื่อง Thirteen Lives ทีมงานก็ล้วนพูดถึงเขาทำนองนี้) แถมฉากที่ต้องตัดทิ้งก็ดันบอกเล่าเนื้อหาที่เป็นปมความหลังฝังใจของตัวผู้กำกับอย่างลึกซึ้ง นั่นนำพาให้สถานการณ์เพิ่มความอ่อนไหวเปราะบาง และไม่ว่า Matt จะเล่นบทหัวหน้าสตูดิโอและยืนข้างนายทุน หรือคนรักหนังและปกป้องความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน รูปการณ์ก็ไม่ต่างจากการหนีเสือปะจระเข้

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องบอกว่าซีนไคลแม็กซ์ของอีพี 3 ลงเอยด้วยความรู้สึกระเบิดเถิดเทิงจริงๆ และฉากที่ตัวละครพูดจาทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกันหรือแม้กระทั่งลงไม้ลงมือ ก็ไม่ใช่เรื่องใส่สีตีไข่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริง และบางที มันตอกย้ำว่ากว่าจะได้มาซึ่งผลงานที่ออกแบบตัดเย็บเพื่อให้เข้าถึงรสนิยมของคนดูหมู่มากตามระบบการสร้างหนังของสตูดิโอ มันต้องผ่านการต่อสู้ขับเคี่ยว กอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างชนิดเลือดตาแทบกระเด็นตามตัวอักษรจริงๆ

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ ความน่าสนุกที่ปะทุมาจากบุคลิกของ Matt อีกอย่างหนึ่งก็คือ เขาเป็นคนไม่มั่นคงทางอารมณ์และโหยหาการยอมรับในระดับที่เป็นเหมือนปมด้อยส่วนตัว ในอีพี 6 ที่เขาพยายามโน้มน้าวให้พวกหมอๆ ที่รักษาโรคมะเร็งในเด็กยอมรับว่า ภาพยนตร์ก็สำคัญกับชีวิตของผู้คนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการไปหาหมอและโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องปัญญาอ่อนสิ้นดี หรือในอีพี 8 ที่เจ้าตัวพยายามดิ้นรนให้ผู้กำกับหญิงกล่าวขอบคุณเขาในสปีชรับรางวัล และถึงกับอ้อนวอนเธอคนนั้นโดยตรง ก็นับเป็นห้วงเวลาที่ชวนให้คนดูรู้สึกอัปยศอดสูแทนเสียนี่กระไร

 

 

แต่ถ้าหากจะประมวลในภาพรวมแล้ว ซีรีส์เรื่อง The Studio ก็ไม่ได้มองฮอลลีวูดและผู้คนด้วยสายตาที่หม่นมืดและเลวร้ายอย่างสิ้นเชิงเหมือนกับหนังเรื่อง The Player ของ Robert Altman (ซึ่งซีรีส์หยิบยืมชื่อตัวละครเอกของหนังมาใช้ด้วย) จริงๆ แล้ว มันผสมไว้ด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่อบอวลไปด้วยความรัก และความศรัทธาอันแรงกล้าในอุตสาหกรรม (ใครจะเรียกว่านี่คือจดหมายรักก็ได้ แต่ก็ฟังดูเลี่ยนไปนิดนึง) เพราะอย่างนี้เอง ขณะที่เราได้เห็นด้านที่ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนของตัวละคร ความเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ สัญชาตญาณเอาตัวรอด ความดันทุรังที่น่าหัวเราะเยาะ อีกทั้งขนาดของอีโก้ของแต่ละคนก็ใหญ่โตมหึมา แต่อย่างหนึ่งที่ตัวละครทั้งหมดมีเหมือนกันก็คือสิ่งที่เรียกว่า passion หรือการดิ้นรนและการอุทิศทุ่มเทในการผลักดันให้โปรเจกต์หนังของพวกเขาบรรลุเป้าประสงค์ และพวกเขาก็ทำทุกวิถีทางจริงๆ ซึ่งนั่นหมายรวมถึงการเลียแข้งเลียขา การแทงข้างหลัง หรือแม้กระทั่งก่อวินาศกรรมหนังตัวเอง (เพื่อของบถ่ายทำเพิ่มเติม)

 

 

รวมๆ แล้ว The Studio เป็นซีรีส์ที่ทั้งอัปเดต ทั้งตีแผ่และกะเทาะความเป็นไปของอุตสาหกรรมหนังในฮอลลีวูดได้ปวดแสบปวดร้อนทีเดียว และก็อย่างที่กล่าวข้างต้น ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่มันดูเหมือนจะเป็น ในความหยิ่งผยองและอหังการของเหล่าตัวละคร พวกเขากลับดูไม่มีความหนักแน่นและมั่นคง และในความหลงตัวเองหรือสำคัญตนผิดจนเกินเลย พวกเขาล้วนแล้วดูน่าสมเพชเวทนา

 


 

THE STUDIO (2025)

กำกับSeth Rogan, Evan Goldberg

ผู้แสดง-Seth Rogen, Kathryn Hahn, Ike Barinholtz, Catherine OHara, Chase Sui Wonders, ฯลฯ

The post THE STUDIO (2025) โลกวายป่วงที่สนุกสนานหรรษาของโรงงานขายฝันอลเวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Emilia Pérez (2024) หนังเพลง-อาชญากรรมที่ผ่าความเห็นคนดูเป็นสองฟาก https://thestandard.co/emilia-perez-musical-crime/ Thu, 03 Apr 2025 10:22:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1060225 emilia-perez-musical-crime

  หนังจำพวกหนึ่งที่คนดูมักจะพบเห็นอยู่เนืองๆ ก็คือ […]

The post Emilia Pérez (2024) หนังเพลง-อาชญากรรมที่ผ่าความเห็นคนดูเป็นสองฟาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
emilia-perez-musical-crime

Emilia Pérez (2024)

 

หนังจำพวกหนึ่งที่คนดูมักจะพบเห็นอยู่เนืองๆ ก็คือหนังที่แบ่งแยกความคิดเห็นของคนดูออกเป็นสองขั้วอย่างชนิดดำกับขาว ฟ้ากับเหว นรกกับสวรรค์ หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าไม่ตกหลุมรักหนังเรื่องนั้นก็เกลียดชัง ถ้าไม่เห็นว่าเป็นงานขยะ มันก็คือทรัพย์สมบัติล้ำค่า และลูกทัวร์ของแต่ละฝ่ายก็ช่วยกันปกป้องความคิดเห็นของตัวเองแบบสุดลิ่มทิ่มประตู จนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้กับความคิดเห็นแบบที่ไม่เอียงกระเท่เร่ไปทางหนึ่งทางใด

 

ถ้าจะลองลำดับคร่าวๆ กรณีคลาสสิกที่คนดู ‘เสียงแตก’ มากๆ ในตอนที่หนังออกฉายใหม่ๆ ก็คือผลงานของ Stanley Kubrick เรื่อง 2001: A Space Odyssey (1968) ที่ฟากหนึ่งบอกว่าเป็นผลงานล้ำลึกในเชิงปรัชญา แต่อีกฟากเห็นว่ามันคือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์ฉับไวและรุนแรง อีกเรื่องที่ฝ่ายหนึ่ง ‘มองเห็นโคลนตม’ อีกฝ่ายหนึ่งกลับเห็น ‘ดวงดาวพราวพราย’ ก็คือ Lost in Translation (2003) ของ Sofia Coppola และในกรณีของหนังเรื่อง Mother! (2017) ผลงานกำกับของ Darren Aronofsky ฝ่ายการตลาดของหนังเรื่องดังกล่าวถึงกับนำโปสเตอร์ที่ประกอบด้วยทัศนะตรงข้ามกัน (“เลอเลิศ ผลงานมาสเตอร์ที่สร้างความปั่นป่วนทางอารมณ์ชั้นเยี่ยม”, “หนังที่แหกโค้งตกรางอย่างน่าเวทนา”) มาเป็นจุดขายของภาพยนตร์

 

Emilia Pérez (2024)

 

และก็ตามที่จั่วหัวเรื่องไว้เลย หมวดหมู่ของหนังประเภทที่ถ้าคนดูไม่ชอบก็ชัง ก็ได้ให้การต้อนรับสมาชิกรายล่าสุด นั่นคือ หนังสัญชาติฝรั่งเศสเรื่อง Emilia Pérez งานกำกับของ Jacques Audiard (A Prophet, Dheepan) ซึ่งในด้านหนึ่ง ตัวหนังได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญทำนองว่านี่คือผลงานที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งหนังยังเก็บกวาดความสำเร็จจากหลายสถาบัน โดยเฉพาะ jury prize และนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม (4 คน) จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีกลาย ขณะที่บนเวทีออสการ์ Emilia Pérez ก็ยังถูกเสนอชื่อชิง (เกือบ) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึงสิบสามรางวัล

 

แต่อีกด้านหนึ่ง Emilia Pérez ก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลายคนพูดว่านี่เป็นหนังตื้นเขิน ไร้จิตวิญญาณ บ้างก็บอกด้วยว่าความน่าเบื่อของหนังเป็นเรื่องร้ายแรงพอๆ กับการก่ออาชญากรรม ขณะที่การผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างหนังเพลงกับแนวแก๊งสเตอร์รวมถึงเมโลดราม่า ก็ถูกจำกัดความว่าเข้าขั้นหายนะ หรือฉากร้องรำทำเพลงที่ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และการออกแบบท่าเต้น ดูเคอะเขิน ประดักประเดิด เสแสร้งแกล้งทำ หน้าไม่อายและผิดที่ผิดทาง ใครได้ดูก็ล้วน ‘หงิกงอทางความรู้สึก’ ไปตามๆ กัน

 

Emilia Pérez (2024)

 

ทั้งหลายทั้งปวง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงดราม่าที่ปะทุหลังจากหนังออกฉาย ทั้งการให้สัมภาษณ์ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่ออกมายอมรับทำนองว่า เขาไม่ได้ศึกษาตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับประเทศเม็กซิโก อันส่งผลให้การนำเสนอภาพลักษณ์ของเม็กซิโกในฐานะดินแดนบ้านป่าเมืองเถื่อน ไร้ขื่อแป และเป็นแหล่งสิงสถิตของเจ้าพ่อค้ายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ก็เหยียบย่ำความรู้สึกของผู้ชมเจ้าของประเทศอย่างรุนแรง (แถมหนังก็ยังไม่ได้ถ่ายทำในเม็กซิโกด้วยซ้ำ) ทำนองเดียวกัน ชุมชน LGBTQ มองว่าหนังของ Audiard ผลิตซ้ำภาพลักษณ์จำเจและสำเร็จรูปของผู้หญิงข้ามเพศและมันสะท้อนชัดแจ้งว่าผู้สร้างซึ่งเป็นผู้ชายทั้งแท่งไม่ได้เข้าใจความหลากหลายทางเพศเอาซะเลย หรือว่ากันตามจริง หนังเรื่อง Emilia Pérez ถือเป็นการก้าวถอยหลังอย่างขุ่นเคือง

 

แต่ว่าไปแล้ว ระเบิดลูกใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับตัวหนังวงกว้างเกี่ยวข้องกับความปากแจ๋วของ Karla Sofía Gascón จากการที่มีคนไปขุดคุ้ยทวีตเก่าๆ ที่สะท้อนความคิดเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติของเจ้าตัว จนส่งผลให้ Netflix ซึ่งได้สิทธิ์จัดจำหน่ายหนังในทวีปอเมริกาเหนือ ตัดสินใจยกเลิกการสนับสนุน Gascón ในการเดินสายโปรโมทหนังของเธอช่วงเทศกาลชิงรางวัล

 

Emilia Pérez (2024)

 

และผลลัพธ์บนเวทีรางวัลของหลายสถาบันหลังจากนั้นก็ชวนให้สรุปได้ว่า หนังได้รับผลกระทบจากกรณีวุ่นวายที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่ หนังชนะออสการ์เพียงสองรางวัล (สมทบหญิงยอดเยี่ยม และเพลงประกอบยอดเยี่ยม) และพลาดรางวัลสำคัญทั้งที่มีสถานะเป็นตัวเต็ง อันได้แก่หนังนานาชาติยอดเยี่ยม ขณะที่สถาบันอื่นๆ ที่ประกาศรางวัลภายหลังเหตุอื้อฉาวก็ตอบรับหนังเรื่องนี้ด้วยท่าทีเย็นชา

 

แต่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของหนังบนเวทีรางวัลก็เรื่องหนึ่ง (เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว รูปการณ์ของมันไม่ได้แตกต่างจากการรณรงค์หาเสียงทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างชักจูงให้คนมาลงคะแนนให้หนังของตัวเอง) การประเมินคุณค่าในทางศิลปะของหนังก็เป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง

 

Emilia Pérez (2024)

 

เผื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น Emilia Pérez เล่าเรื่องของ Rita (Zoe Saldaña) ทนายความสาวผู้ซึ่งต้องกล้ำกลืนสำนึกผิดชอบชั่วดีของตัวเองจากการที่เธอใช้แท็กติกทางกฎหมายจนเหล่าอาชญากรลอยนวล ล่าสุด เธอได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าพ่อค้ายาเสพติดที่ชื่อ Manitas (Karla Sofía Gascón) ผู้ซึ่งฆ่าคนมานับไม่ถ้วน เจตจำนงของเขาคือการแปลงเพศ ทำนองว่านี่คือตัวตนแท้จริงและเป็นสิ่งที่โหยหามานาน โดยปริยาย ชื่อหนัง Emilia Pérez ก็คือชื่อใหม่ของเจ้าพ่อคนดังกล่าวนั่นเอง และพร้อมๆ กับการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งกายและใจของเจ้าพ่อ ประเด็นการแสวงหาหนทางชำระความผิดบาปของตัวละครทั้งสองก็เป็นเสมือนดีเอ็นเอ.ที่แทรกซึมอยู่ในทุกอณู

 

ว่าไปแล้ว ปมเรื่องพิลึกพิลั่นว่าด้วยแก๊งสเตอร์จอมเหี้ยมอยากแปลงเพศ ก็มีลักษณะปาหี่ หรือเล่นใหญ่เกินกว่าเหตุ แต่ใครที่เป็นแฟนผลงานของคนทำหนังชั้นครู Pedro Almodovar ที่หนังหลายเรื่องของเจ้าป้าพูดถึงตัวละครข้ามเพศและความลับที่คาดไม่ถึง (Law of Desire, All About My Mother, The Skin I Live In) ก็คงเห็นพ้องว่าพล็อตทำนองนี้ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการเรียกร้องความสนใจแต่เพียงอย่างเดียว ปัญหาของ Emilia Pérez อยู่ตรงที่สิ่งละอันพันละน้อยหลังจากนั้นไม่ได้สร้างความหนักแน่นชอบธรรมให้กับปมเรื่องที่ผูกไว้อย่างหวือหวา ทว่ากลายเป็นการโหมกระพือให้หนังยิ่งดูคร่ำครวญฟูมฟาย และลงเอยด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ท่วมท้นเจิ่งนอง

 

ขณะที่ในความเป็นหนังเพลง Emilia Pérez ฉีกตัวเองจากขนบของความเป็น ‘ฮอลลีวูดมิวสิคัล’ อย่างสุดกู่ทีเดียว ที่แน่ๆ ตัวละครไม่ต้องการข้ออ้างในการร้องเพลงเต้นรำ และสามารถจะบอกเล่าความรู้สึกนึกคิด ออกมาเป็นคำร้องประกอบทำนองได้อย่างปัจจุบันทันด่วน ลักษณะคล้ายๆ กับหนังเพลงของ Jacques Demy เรื่อง The Umbrellas of Cherbourg หรือจริงๆ มันก็อาจจะนับเป็นรูปแบบหนึ่งของโอเปร่าที่ตัวละครโต้ตอบกันด้วยการพูดแบบมีท่วงทำนอง ได้ด้วยเช่นกัน

 

Emilia Pérez (2024)

Emilia Pérez (2024)

 

กระนั้นก็ตาม พูดไม่ได้เต็มปากว่าผลลัพธ์สุดท้ายออกมาน่าพอใจ บางเพลงถูกนำเสนอออกมาได้น่าตื่นตา หนึ่งในนั้นได้แก่ฉากที่เปิดโอกาสให้ญาติมิตรของเหยื่อที่หายสาบสูญจากความโหดร้ายของแก๊งค้ายา ได้พรั่งพรูสิ่งที่ถูกเก็บกดอัดอั้น และประสานเสียงร้องขอความเป็นธรรม ผ่านเสียงเพลงที่ชื่อ Para ซึ่งทั้งคำร้อง ทำนองและกลวิธีทางด้านภาพ ผสมกลมกลืนได้หมดจดงดงาม หรือฉากที่ตัวละครร้องเพลง El Mal (ซึ่งเป็นเพลงชนะรางวัลออสการ์) ในงานกาลาดินเนอร์ระดมทุนช่วยเหลือผู้สูญหาย และคนดูได้เห็น Zoe Saldaña โชว์สเต็ปการเต้นที่น่าทึ่ง ก็เป็นฉากที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เพราะมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่วิธีการนำเสนออย่างฉูดฉาดและเวอร์วัง จะสร้างความน่าอับอายขายหน้าให้กับหนังทั้งเรื่อง

 

แต่ฉากที่น่าจะทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยพูดไม่ออกบอกไม่ถูกก็ไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งหรือสองเพลง ที่แน่ๆ ฉากที่ Rita (Zoe Saldaña) ทนายความสาวเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อสอบถามข้อมูลเรื่องศัลยกรรมการแปลงเพศให้กับเจ้าพ่อค้ายา ผ่านเสียงเพลงที่ซุกซ่อนอารมณ์ขัน La Vaginoplastia ก็เป็นห้วงเวลา ‘เหวอแ-ก’ และน่าจะผ่าความเห็นคนดูออกเป็นสองซีก ระหว่างช่างคิด ช่างจินตนาการกับความไร้รสนิยมและน่าหัวเราะเยาะ และอีกครั้ง ฉากที่ตัวละครพูดออกมาเป็นเสียงเพลง (El Encuentro) ก็น่าสงสัยว่าสุนทรียะและความไพเราะของมันอยู่ตรงไหน

 

Emilia Pérez (2024)

 

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือต่อต้าน น่าเชื่อว่าการแสดงที่ดึงดูด เข้มข้นและอัดแน่นของ Zoe Saldaña น่าจะได้รับเสียงแซ่ซ้องอย่างพร้อมเพรียง แอ็กติ้งของเธอมีส่วนทำให้ตัวละครที่ค่อนข้างมีมิติเดียว กลับสอดแทรกไว้ด้วยความมีชีวิตชีวา คนดูสามารถหยั่งได้ถึงตื้นลึกหนาบางของตัวละคร และการชนะรางวัลออสการ์นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมของเธอเป็นเรื่องที่ขาวสะอาด ปราศจากข้อสงสัยด้วยประการทั้งปวง

 

กล่าวในที่สุดแล้ว ก็อย่างที่รู้ๆ กัน คนดูมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะคิดเห็นกับหนังเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆ อย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม ทัศนะที่หันเหไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าชื่นชมหรือด่าทอหนัง มองเห็นว่ามันคือหนังขึ้นหิ้งหรือลานจอดรถทัวร์แต่เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลเท่ากับการได้รับรู้ว่าหนังจุดประกายความคิดเห็นที่หลากหลาย และไม่เหมือนกับของเราอย่างไร ในมุมส่วนตัว ถ้าหากมีใครถามว่าคิดเห็นอย่างไร ก็ต้องบอกว่ามันเป็นหนังครึ่งๆ กลางๆ  มีทั้งส่วนที่น่าทึ่ง และส่วนที่ ‘อิหยังวะ’ ซึ่งชั่งตวงวัดแล้วก็ขอประเมินคุณค่าสั้นๆ ว่า Emilia Pérez เป็นหนัง ‘ก้ำกึ่ง คาบลูกคาบดอก และลูกผีลูกคน’

 

Emilia Pérez (2024)

กำกับ-Jacques Audiard

ผู้แสดง- Zoe Saldaña, Karla Sofía Gascón, Selena Gomez, Adriana Paz

The post Emilia Pérez (2024) หนังเพลง-อาชญากรรมที่ผ่าความเห็นคนดูเป็นสองฟาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก https://thestandard.co/a-complete-unknown-2024/ Fri, 28 Feb 2025 07:42:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1047016 a-complete-unknown-2024

อย่างที่แฟนเพลงของ Bob Dylan รับรู้รับทราบ ชื่อหนัง A C […]

The post A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
a-complete-unknown-2024

อย่างที่แฟนเพลงของ Bob Dylan รับรู้รับทราบ ชื่อหนัง A Complete Unknown ของ James Mangold หยิบยืมมาจากท่อนหนึ่งของซิงเกิล Like a Rolling Stone ที่วางจำหน่ายในปี 1965 ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์ เพลงเพลงนี้เป็นเหมือนจุดหักเหและพลิกผันบนเส้นทางดนตรีของ Bob Dylan อย่างมีนัยสำคัญ จะเรียกว่าเป็นการสิ้นสุดของช่วงชีวิตหนึ่ง และการเริ่มต้นของอีกช่วงชีวิตหนึ่งก็น่าจะได้ อีกทั้งคนทำหนังก็ใช้เพลงนี้เป็นเสมือนปมสำคัญของหนังทั้งเรื่อง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้อที่ควรระบุก่อนเพื่อนก็คือ A Complete Unknown เป็นชื่อหนังที่ตั้งได้ล้ำลึกจริงๆ

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

หรือพูดอย่างย่นย่อ สิ่งที่หนังของ James Mangold (Walk the Line, Logan, Ford v Ferrari, ฯลฯ) พยายามสำรวจและค้นหาวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า Bob Dylan คือใคร ตัวตนแท้จริงเป็นอย่างไร เพราะขณะที่ใครๆก็สามารถค้นหาข้อมูลเบื้องต้น ตลอดจนชีวประวัติของ Bob Dylan ในฐานะ นักร้อง/นักแต่งเพลง/กวี/ผู้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม จากเว็บไซต์อย่างวิกิพีเดียได้เหมือนๆ กัน แต่ตื้นลึกหนาบางของบุคลิกนี้ก็เป็นอย่างที่ชื่อหนังจั่วไว้ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ จะเรียกว่ามืดแปดด้านก็น่าจะได้ กระทั่งกล่าวได้ว่าแม้แต่คนรอบข้างก็หยั่งไม่ถึงก้นบึ้งของตัวละคร (ฉากหนึ่งของหนังถึงให้เห็นว่าแฟนสาวของเขาซึ่งใช้เวลาด้วยกันมาสักพัก ถึงกับพูดออกมาตรงๆ ว่าเธอแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลย) หรือว่ากันตามจริง ชื่อเรียกของเขาก็ยังไม่ตรงปกด้วยซ้ำ ในตอนเริ่มต้น ตัวละครนี้แนะนำตัวเองว่าชื่อ Bobby หรือ Bob Dylan (ซึ่งน่าสงสัยว่า มันอาจจะเป็นชื่อที่ถูกคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ) แต่ในอีกราวครึ่งชั่วโมงต่อมา เราก็ได้รู้ชื่อจริงของเขาจากพัสดุที่บุรุษไปรษณีย์มาส่งว่าเขาชื่อ Robert Zimmerman

 

สมมติว่าจะหมายเหตุสักเล็กน้อย Bob Dylan ตัวจริงเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes ของช่อง CBS ทำนองว่าเขาเปลี่ยนชื่อเรียกมาหลายชื่อ และโดยที่ไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงใช้ชื่อ Bob Dylan เจ้าตัวบอกแบบกวนๆ ทำนองว่า ‘คนเราเรียกตัวเองอย่างที่อยากจะเรียก เพราะที่นี่คือดินแดนแห่งเสรีภาพ’ และ ‘เขาไม่เคยนึกถึงตัวเองในชื่อเดิม Robert Zimmanman มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว’

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

แต่ถ้าหากใครคาดหวังว่าหนังเรื่อง A Complete Unknown จะสามารถไขปริศนาตัวละครนี้ได้ทะลุปรุโปร่งก็อาจจะเป็นการร้องขอมากเกินไป เพราะหลังจากดูหนังจบ ใครลองเหลือบขึ้นไปมองชื่อหนังอีกครั้ง วลีเดียวกันนี้ก็อาจจะฟังเหมือนกับการยกธงขาวยอมแพ้ได้เหมือนกัน จนบางครั้งก็ชวนให้นึกสงสัยว่า เราไม่มีทางรู้จักตัวละครนี้อย่างลึกซึ้งถ่องแท้ หรือว่ามันไม่มีอะไรให้เราได้รู้จักตัวละครนี้นอกจากสิ่งที่เขาแสดงให้เห็นหรือประกอบสร้างเบื้องหน้าเท่านั้น 

 

อีกทั้งวิธีการที่คนทำหนังเลือกจับจ้องตัวละครก็มีลักษณะก้ำกึ่ง คาบลูกคาบดอกและคลุมเครือ และดูเหมือนว่าระหว่างพวกเราคนดูกับตัวละคร ถูกคั่นไว้ด้วยระยะห่างหรือพื้นที่ที่มองไม่เห็น ที่แน่ๆ หนังไม่พยายามจะอธิบายตื้นลึกหนาบางของตัวละคร หรือชวนคนดูไปสอดส่องปมทางจิตในแบบที่หนังแนวศึกษาบุคลิกตัวละครชอบทำ ทั้งหมดทั้งมวลก็ยิ่งทำให้ดีกรีความน่าฉงนสนเท่ห์ของตัวละครเพิ่มขึ้นทบทวี

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ข้อมูลที่หนังไล่ลำดับให้คนดูได้ปะติดปะต่อเชื่อมโยงก็นับว่าหนักแน่นเพียงพอที่เราจะสรุปได้ว่า Dylan (Thimothée Chalamet ในบทบาทการแสดงที่น่าทึ่ง นั่นรวมถึงการร้องและเล่นกีตาร์ด้วยตัวเอง) เป็นคนจำพวกมองเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล เป็นนักฉวยโอกาส คนที่ยโสโอหังและที่แน่ๆ ปากหมา ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ Joan Baez (Monica Barbaro) นักร้อง/นักแต่งเพลงชื่อดัง และเป็นหนึ่งในคนรักของ Dylan จะเรียกเขาตรงๆ ว่า ‘asshole’ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยเบาะๆ ก็คงราวๆ ‘ไอ้คนสารเลว’ หรือหนักหน่อยก็ ‘ไอ้เหี้-’  นั่นเอง

 

ว่ากันตามจริง ความสัมพันธ์ระหว่าง Dylan กับ Baez จากที่หนังของ Mangold บอกเล่า ก็มีลักษณะผลประโยชน์ต่างตอบแทน เพราะฝ่ายแรกใช้ความโด่งดังของฝ่ายหลังเป็นใบเบิกทาง ขณะที่หญิงสาวก็ได้ร้องเพลงของ Dylan ที่แต่งได้หมดจดงดงาม หรือเราอาจจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองเป็นความสัมพันธ์แบบติดๆ ดับๆ ก็น่าจะได้ และถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว Baez อาจไม่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจากความงี่เง่าของเขาเท่าไหร่นัก ยกเว้นตอนที่เขาวิจารณ์งานเขียนของเธอว่าเป็นเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่แขวนโชว์ในร้านหมอฟัน

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

คนที่บอบช้ำกว่าเพื่อนก็คือ Sylvia (Elle Fanning) ผู้ซึ่งกล่าวได้ว่า เธอแทบจะไม่ได้รับประโยชน์โพดผลใดๆ จากความสัมพันธ์ เพราะระหว่างที่ Dylan คบเธอ เขาก็คบซ้อน Baez ไปด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หญิงสาวระแคะระคายตั้งแต่ต้น ฉากที่บั่นทอนความรู้สึกของตัวละครอย่างรุนแรงก็คือตอนที่เจ้าตัวต้องเฝ้ามอง Dylan กับ Baez แสดงออกอย่างดูดดื่มหวานซึ้งบนเวที (จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงการแสดง และ Baez ก็ไม่น่าจะใช่ชนวนแตกหักเท่ากับนิสัยห่วยแตกของ Dylan) และนั่นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย

 

แต่ก็นั่นแหละ วิธีการที่ Bob Dylan ตอบแทนความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหญิงสาวก็ด้วยการเขียนเพลงบอกเลิกที่โด่งดังและในเวลาต่อมา กลายเป็นเพลงยุติความสัมพันธ์ระดับคลาสสิกซึ่งถูกร้องในหนังแบบเต็มเพลงด้วย นั่นคือ Don’t Think Twice, It’s All Right และประโยคที่เจ้าตัวปรักปรำฝ่ายหญิงก็นับว่าเลือดเย็นทีเดียว แปลความหมายคร่าวๆ ได้ประมาณว่า ‘ผมเคยรักผู้หญิงคนหนึ่ง หรือจริงๆ แล้ว เธอเป็นเพียงเด็กสาวที่เอาแต่ใจ ผมมอบหัวใจให้ทั้งดวง แต่เธอกลับต้องการครอบครองจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น ก็สมควรบอกเลิก ไม่ต้องคิดมาก’

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

อีกคนหนึ่งที่เปรียบไปแล้วก็เหมือนถูก Bob Dylan งับมือทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนที่คอยหยิบยื่นอาหารให้ นั่นก็คือ Pete Seeger (Edward Norton) นักร้อง นักแต่งเพลง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และโต้โผใหญ่ในการจัดเทศกาลดนตรีโฟล์กที่เมือง New Port ซึ่งได้รับการตอบรับในวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จะว่าไปแล้ว Seeger ก็เหมือนกับคนธรรมะธัมโมทางดนตรี เขาเชื่อว่าเพลงโฟล์กซองคือเครื่องมือประท้วงสงครามและความไม่ยุติธรรมในสังคมที่ทรงพลัง ด้วยเหตุนี้เอง Seeger จึงพยายามทัดทาน Dylan ในทันทีที่เขาระแคะระคายว่าฝ่ายหลังกำลังจะขึ้นไปเล่นดนตรีวันปิดเทศกาลด้วยแนวเพลงที่ผิดเพี้ยนไปจากอุดมการณ์ของความเป็น ‘เทศกาลดนตรีพื้นบ้าน’ ทั้งการเปลี่ยนจากกีตาร์โปร่งไปเป็นกีตาร์ไฟฟ้า เปลี่ยนจากเพลงโฟล์กเป็นเพลงร็อกแอนด์โรล

 

ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่หน้าประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์ที่แสนวุ่นวายเมื่อครั้งกระนั้นไว้นั่นเอง หรือคนที่อยากรู้ก็คงต้องไปค้นหาเอาเองในหนัง กระนั้นก็ตาม สิ่งที่อาจจะสรุปได้อย่างรวบรัดก็คือ คนเดียวที่ Bob Dylan ยอมอยู่ใต้อาณัติหรือเป็นข้ารับใช้ก็คือตัวเขาเอง

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

ประเด็นที่สมควรอภิปรายต่อเนื่องก็คือ อะไรที่นำพาให้ทั้งบรรดาผู้คนที่รายล้อม Bob Dylan ไปจนถึงพวกเราคนดู ต้องแคร์ตัวละครนี้ ผู้ซึ่งตามที่หนังของ Mangold นำเสนอ หาความน่ารักแทบไม่ได้ คำตอบก็ง่ายดายมาก เพราะเขาคือคนที่เขียนบทเพลงที่ไพเราะเพราะพริ้ง ถ้อยคำและท่วงทำนองของแต่ละบทเพลงก็ทั้งคมคายและสละสลวยราวบทกวี หรือจริงๆ แล้ว มันก็คือบทกวีนั่นเอง อาทิ เพลง Blowin’ in the Wind ที่กลายเป็นเพลงเอกของการต่อต้านสงครามที่ศิลปินนับไม่ถ้วนนำไปร้องใหม่ในสไตล์และแบบฉบับของแต่ละคน, เพลง A Hard Rain’s A Gonna Fall ก็เช่นเดียวกัน, Mr.Tambourine Man, Like a Rolling Stone, The Times They Are A-Changin, ‘Knockin’ on Heaven’s Door และอีกนับไม่ถ้วน ก็ล้วนเป็นผลงานที่ถ้าพูดเล่นๆ คงต้องบอกว่าศิลปินรุ่นหลังล้วนกราบไหว้บูชา

 

ข้อน่าครุ่นคิดก็อาจจะเป็นแง่มุมเดียวกับที่หนังหลายเรื่องก่อนหน้าเคยชักชวนคนดูตั้งข้อสงสัยมาแล้ว (อาทิ Tar ของ Todd Field หรือ Amadeus ของ Miloš Forman) นั่นก็คือ เราจะแยกแยะศิลปินนิสัยเลว จองหอง อหังการ พูดจาสุนัขไม่รับประทาน ออกจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของเขาที่สะท้อนถึงความละเมียดละไม อ่อนไหว อ่อนโยนได้อย่างไร ซึ่งสุดท้ายแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่าคำตอบของคนดูน่าจะไม่เหมือนกัน และคงต้องวินิจฉัยเป็นกรณีๆ ไป เพราะถ้าหากพวกเราตั้งแง่ว่าคนสร้างงานศิลปะต้องเป็นคนน่าคบ มีนิสัยดิบดี จิตใจงดงามเท่านั้น คนดูหนังฟังเพลงอย่างเราๆ ท่านๆ ก็อาจจะไม่มีผลงานชั้นเลิศให้ดื่มด่ำกำซาบ และเหลือเพียงความเงียบให้นั่งฟัง จอภาพเปล่าๆ ให้จ้องมอง

 

 A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก

 

รวมๆ แล้ว A Complete Unknown เป็นหนังแนว biopic ที่หลบเลี่ยงกับดักความซ้ำซากจำเจของหนังแนวนี้ได้แยบยล ที่แน่ๆ มันไม่ได้เป็นแค่หนังที่พูดถึงการก้าวไปสู่ความสำเร็จและการมีชื่อเสียงของ Bob Dylan ก่อนจะลงเอยด้วยราคาที่ต้องจ่ายหรือสิ่งที่เจ้าตัวต้องแลก เพราะก็ดังที่กล่าวก่อนหน้า Dylan แทบจะไม่ได้แคร์อะไรเลยนอกจากตัวเอง และถ้าหากจะสรุปแง่มุมที่หนังถ่ายทอดอย่างกะทัดรัด Bob Dylan ก็เหมือนกับ Bette Davis ในหนังขาวดำคลาสสิกเรื่อง Now, Voyager (1942) ที่ Dylan กับ Sylvia แฟนสาวชวนกันเข้าไปดูช่วงต้นเรื่อง ตัวนางเอกในหนังเรื่องนั้นทิ้งชีวิตเก่าของการเป็นสาวทึนทึกและสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ในแบบที่เธออยากจะเป็น (หรือจะเรียกว่า re-invent ก็น่าจะได้) กล่าวสำหรับ Dylan ตัวตนที่เขาประกอบสร้างขึ้นมา ก็สามารถถูกรื้อและประกอบสร้างเป็นอย่างอื่นได้ตลอดเวลา

 

พูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ถ้าหากใครคาดหวังว่าหนังเรื่อง A Complete Unknown จะสามารถเฉลยให้พวกเราได้รับรู้ตัวตนแท้จริงของ Bob Dylan ได้อย่างหมดเปลือก ก็อาจจะขอหยิบยืมวรรคทองจากหนังเรื่อง Now, Voyager มาปลอบโยนคนดู และนั่นคือ 

 

“อย่าเพิ่งไปร้องขอดวงจันทร์ ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางหมู่ดวงดาว”

 

A Complete Unknown (2024)

กำกับ-JAMES MANGOLD

ผู้แสดง-Timothée Chalamet, Edward Norton, Elle Fanning, Monica Barbaro

The post A Complete Unknown (2024) อัจฉริยะกับความไม่น่ารัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
All We Imagine as Light (2024) หลากหลายชีวิตที่แสงสว่างสาดส่องไม่ถึง https://thestandard.co/opinion-all-we-imagine-as-light/ Fri, 27 Dec 2024 09:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1024562

  สมมติเล่นๆ ว่าถ้าหากจะมีใครจัดประกวดการตั้งชื่อภ […]

The post All We Imagine as Light (2024) หลากหลายชีวิตที่แสงสว่างสาดส่องไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

สมมติเล่นๆ ว่าถ้าหากจะมีใครจัดประกวดการตั้งชื่อภาพยนตร์ (ภาษาอังกฤษ) ยอดเยี่ยมประจำปี All We Imagine as Light ของ Payal Kapadia ผู้กำกับหญิงชาวอินเดีย ก็สมควรถูกเสนอชื่อเข้าชิงหรืออาจถึงขั้นชนะรางวัล เพราะมันเป็นชื่อที่ตั้งได้เรียบง่าย แต่กลับเพราะพริ้งราวบทกวี อีกทั้งถ้าหากพินิจพิเคราะห์เชื่อมโยงกับสิ่งที่ภาพยนตร์บอกเล่า มันก็เป็นชื่อที่แฝงความนัยที่ชักชวนให้คนดูเสาะหาความหมายและตีความ 

 

หรือจะว่าไปแล้ว ชื่อภาพยนตร์ที่ถอดความหมายคร่าวๆ ได้ทำนองว่า ‘ความสว่างไสวที่พวกเรานึกฝัน’ (ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับชื่อในภาษามลยาฬัมของหนังเรื่องนี้) ก็ฟังดูเหมือนถ้อยคำรำพึงรำพัน หรือบางทีมันอาจจะเป็นประโยคที่ไม่สมบูรณ์และเชื้อเชิญให้คนดูนึกสงสัยว่าสถานการณ์แบบไหนที่ดลบันดาลให้ตัวละครเอ่ยประโยคที่ฟังดูเหมือนอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ทำนองนี้ออกมา

 

 

แต่ชื่อหนังที่ตั้งได้โรแมนติก อ้างว้าง เดียวดาย และชวนฝัน ซึ่งตัว Payal Kapadia บอกว่าเธอหยิบยืมมาจากชื่อภาพเขียนของแม่เธอเอง ก็เป็นแง่งามหรือความหมดจดหยดย้อยเพียงส่วนเดียวของภาพยนตร์สัญชาติอินเดียเรื่องนี้ และในความเป็นภาพยนตร์ที่นำพาคนดูไปสอดส่องชีวิตของผู้หญิง 3 คนใน 3 ช่วงวัยที่ว่ายเวียนอยู่ในนครมุมไบ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างแออัดยัดทะนานที่สุดในโลก กระทั่งตัวละครคนหนึ่งเอ่ยทำนองว่า การมีอยู่หรือหายไปของใครสักคนก็แทบไม่มีความหมายแต่อย่างใด ภาพยนตร์ของ Payal Kapadia กลับถ่ายทอดให้คนดูได้สัมผัสถึงความอ่อนหวาน อ่อนโยน และความเป็นมนุษย์ของคนตัวเล็กๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ ความสุขและ (ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง) ความทุกข์ ได้อย่างซาบซึ้งชวนให้ตื้นตัน และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ใครๆ ที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จะพากันแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างพร้อมเพรียง

 

ประธานาธิบดี Barack Obama ผู้ซึ่งเป็นนักเสพศิลปะตัวยง ถึงกับเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2024 อีกทั้งภาพยนตร์ยังเข้าชิงและเก็บกวาดรางวัลจากหลากหลายสถาบัน ประเดิมด้วยรางวัลใหญ่ อันได้แก่ Grand Prix จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (ซึ่งเป็นการชนะรางวัลครั้งแรกในรอบ 30 ปีของคนทำภาพยนตร์อินเดีย), การเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ และนั่นทำให้โอกาสที่ภาพยนตร์จะมีชื่อติดอยู่ในสาขาต่างๆ ของการประกวดรางวัลออสการ์ก็ไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อม

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกซึ่งเกี่ยวเนื่องกับรางวัลออสการ์ ได้แก่ การที่ภาพยนตร์ไม่ได้ถูกคัดเลือกในฐานะตัวแทนประเทศไปชิงรางวัลในสาขาภาพยนตร์นานาชาติ และเรื่องที่ถูกส่ง ได้แก่ Laapataa Ladies ซึ่งสุดท้ายแล้วภาพยนตร์ก็ไม่ผ่านการตัดตัวรอบแรก ว่ากันตามจริงการเลือกภาพยนตร์เรื่องไหนก็ถือเป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการ และผลแพ้ชนะเป็นเรื่องพิสูจน์ทราบไม่ได้แน่ชัดเหมือนการวิ่งแข่งร้อยเมตร แต่ส่วนที่จุดประเด็นความขัดแย้ง ได้แก่ การออกมาให้เหตุผลที่ค่อนข้างคร่ำครึของกรรมการสมาพันธ์ภาพยนตร์อินเดียทำนองว่า All We Imagine as Light ดูเป็นภาพยนตร์ยุโรปมากกว่าภาพยนตร์อินเดีย นอกจากเทคนิคของภาพยนตร์จะแย่มากแล้ว ตัวภาพยนตร์ก็ยังไม่ได้สะท้อนความเป็นอินเดีย (Indianness) อย่างแท้จริง

 

น่าสงสัยว่าคำว่า ‘ความเป็นอินเดีย’ ในที่นี้หมายถึงอะไร เพราะในโลกที่การสื่อสารไม่มีพรมแดนอีกแล้ว ตลอดจนการผสมผสานและการลื่นไหลทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศเกิดขึ้นตลอดเวลา ความเป็นอินเดีย (หรือความเป็นชาติไหนๆ) ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ ไม่สมควรถูกแช่แข็งด้วยนิยามตายตัวเพียงหนึ่งเดียว ตราบเท่าที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ยังคงถ่ายทอดให้คนดูได้รับรู้ถึงชีวิต ความนึกคิด ค่านิยม และวิถีปฏิบัติของผู้คนในสังคมหรือชุมชนนั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่งตัวละครห่มส่าหรีนั่งรถไฟลอยฟ้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ก็ไม่ควรถูกมองว่ามันสะท้อนความเป็นอินเดียน้อยไปกว่าทัชมาฮาล

 

 

และในขณะที่ผู้ชมทั่วโลกรู้จักภาพยนตร์บอลลีวูดของอินเดีย และอาจเหมารวมว่านั่นคือภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดความเป็นอินเดียในแบบที่พวกเรารู้จักและคุ้นเคยซึ่งก็ไม่ผิด ทว่าภาพยนตร์อย่าง All We Imagine as Light ของ Payal Kapadia ซึ่งไม่ใช่ภาพยนตร์ในสารบบของบอลลีวูดด้วยประการทั้งปวง ทั้งภาษาหลักที่ใช้ในเรื่องอันได้แก่ภาษามลยาฬัม ไม่ใช่ฮินดี ไวยากรณ์ทางด้านภาพยนตร์ที่ไม่ได้ฉูดฉาดบาดตา ขนบในการเล่าเรื่องที่ไม่ได้ประโลมโลก หรือสอดแทรกเอาไว้ด้วยฉากร้องเพลงเต้นรำในแบบอลังการงานสร้าง ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ย่อหย่อนหรือบกพร่องในการสะท้อนความเป็นอินเดียแต่อย่างใด ตรงกันข้าม นี่คือความเป็นอินเดียในแบบที่คนนอกอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่ค่อยได้ประสบพบเห็น และเป็นเรื่องน่าตื่นตาและเย้ายวนชวนมองในแบบฉบับของมัน

 

หนึ่งในความแยบยลของการเล่าเรื่อง ได้แก่ การสอดแทรกกลวิธีแบบภาพยนตร์สารคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากเริ่มต้นที่เป็นภาพเคลื่อนไหวแนวระนาบ ซึ่งเผยให้เห็นชีวิตน้อยใหญ่ที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ข้างถนนหนทาง ระหว่างนั้นเราได้ยินเสียงให้สัมภาษณ์ของใครหลายๆ คนที่ชวนให้อนุมานได้ว่ามันน่าจะทดแทนความรู้สึกนึกคิดของคนพลัดถิ่นนับล้าน ณ ดินแดนแห่งนี้ หนึ่งในนั้นบอกว่า เขาอยู่มุมไบมา 23 ปี แต่ก็ยังคงไม่กล้าเรียกที่นี่ว่าบ้าน เนื่องเพราะเขาไม่รู้ว่าจะต้องระเห็จไปจากเมืองนี้วันหนึ่งวันใดหรือไม่

 

โดยปริยาย สถานการณ์ชีวิตของตัวละครผู้หญิงทั้ง 3 คนก็ตกอยู่ในความไม่แน่ไม่นอนแบบเดียวกัน คนหนึ่ง ได้แก่ แม่ครัวสูงวัยที่ชื่อ Parvaty (Chhaya Kadam) ผู้ซึ่งล่าสุดถูกยื่นโนติสให้ย้ายออกจากแฟลตซอมซ่อ เนื่องจากมันกำลังถูกรื้อเพื่อสร้างคอนโดหรู ทั้งๆ ที่เธอก็เหมือนกับเสียงที่ให้สัมภาษณ์ เธอพักอาศัย ณ สิ่งปลูกสร้างนี้มาตั้งแต่ที่สามียังอยู่ จนกระทั่งสามีตาย ความโชคร้ายของการไม่มีเอกสารเรียกค่าชดเชย นำพาให้อนาคตของเธอ ณ มหานครแห่งนี้ริบหรี่เต็มทน เพราะมูลค่าของที่ดินละแวกที่ทำงานกลายเป็นทองคำไปหมดแล้ว

 

 

และอีกหนึ่ง ได้แก่ Anu (Divya Prabha) พยาบาลสาวที่กำลังถูกพ่อแม่จับคลุมถุงชนและส่งอินบ็อกซ์ภาพของหนุ่มฮินดูมาให้คัดเลือกมากหน้าหลายตา ทั้งๆ ที่เจ้าตัวรักใคร่ชอบพอกับหนุ่มมุสลิมหน้ามนที่ชื่อ Shiaz (Hridhu Haroon) อยู่แล้ว แต่ก็อย่างที่คนดูรับรู้ได้และคนทำภาพยนตร์ไม่ต้องพูดโต้งๆ นี่เป็นความสัมพันธ์ต้องห้าม กระทั่งเพื่อนพยาบาลด้วยกันก็ยังแอบซุบซิบนินทา ช็อตที่ฉลาดมากๆ ช่วงต้นเรื่องและบอกถึงความสัมพันธ์ในแบบลักลอบของทั้งคู่ได้อย่างแยบยลก็คือตอนที่เราได้เห็นภาพระยะไกลของ Anu กำลังยืนรอไฟแดงที่สี่แยกและผู้คนพลุกพล่าน ก่อนที่ Shiaz ซึ่งตามหลังมาติดๆ จะเดินมาจับมือคนรักของเขาข้ามถนน และโดยที่ทั้งสองคนไม่ต้องหันมามองหน้ากัน รูปการณ์เหมือนกับสายลับสองคนกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และว่าไปแล้วความเป็นเมืองใหญ่ที่ไม่มีใครสนใจใครก็ช่วยอำพรางสิ่งที่คนทั้งสองคนต้องปกปิดซ่อนเร้นได้เป็นอย่างดี

 

 

ตัวละครที่น่าเห็นอกเห็นใจกว่าเพื่อนก็คือ Prabha (Kani Kusruti) พยาบาลรุ่นพี่และเป็นรูมเมตของ Anu ผู้ซึ่งชีวิตของเธอดูเหี่ยวแห้งอับเฉา และที่แน่ๆ แสงสว่างส่องไม่ถึง (น่าสังเกตว่าชื่อ ‘ประภา’ ในภาษาสันสกฤตก็แปลว่าแสงสว่างเช่นกัน) เพื่อนๆ พยาบาลเพียรพยายามชวนเธอไปดูภาพยนตร์ แต่มันดูเหมือนชีวิตของเธอดำดิ่งอยู่ในความหม่นเศร้าเกินกว่าจะแสวงหาความสนุกสนานชั่วครู่ยาม แต่ก่อนที่ภาพยนตร์จะพาคนดูไปรับรู้เบื้องหน้าและเบื้องหลังของตัวละคร สิ่งที่เราสรุปได้เกี่ยวกับ Prabha ก็คือความเป็นคนจิตใจดีงาม ทั้งการเป็นธุระหาที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับ Parvaty ผู้ซึ่งอย่างที่เอ่ยข้างต้น อยู่ในภาวะมืดแปดด้าน หรือการออกค่าเช่าล่วงหน้าให้กับ Anu ผู้ซึ่งเงินเดือนของเธอชักหน้าไม่ถึงหลังเป็นประจำ

 

แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง Prabha ก็ได้รับพัสดุขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อแกะกล่องออกมาก็พบว่าข้างในคือหม้อหุงข้าวที่ผลิตในประเทศเยอรมนี และไม่มีข้อความอื่นใดมากกว่านั้น แต่สำหรับ Prabha นั่นก็เป็นข้อมูลที่ชัดแจ้งเพียงพอที่เธอจะสรุปได้ว่าใครเป็นคนส่งมา และไม่นานหลังจากนั้นเรื่องแต่หนหลังของตัวละครก็พรั่งพรู ซึ่งลึกๆ แล้วชวนให้อนุมานได้ว่าเรื่องของ Prabha ก็อาจหมายถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น Anu นั่นเอง หรือสรุปสั้นๆ Prabha ถูกพ่อแม่จับแต่งงานกับคนที่เธอไม่รู้จัก และเขาก็จากไปใช้แรงงานที่เยอรมนีและแทบจะไม่ได้มีการติดต่อกันเลย จนกระทั่งเธอได้รับหม้อหุงข้าวใบนี้ 

 

 

หนึ่งในช็อตที่ประหลาดแต่ก็น่าจดจำของภาพยนตร์ ได้แก่ เหตุการณ์ในยามวิกาลที่ Prabha นำหม้อหุงข้าวที่เธอซุกไว้ตรงไหนสักแห่งในห้องพักมากกกอดไว้ด้วยความรู้สึกดื่มด่ำและโหยหา บางทีหม้อหุงข้าวอาจจะทำให้เธอนึกถึงสามีที่แทบไม่รู้จักมักคุ้นและอยู่แดนไกล หรือบางทีเธออาจกำลังนึกถึงหมอ Manoj (Azees Nedumangad) ผู้ซึ่งคนดูได้เห็นว่าเขาชอบพอในตัวเธอ ทว่าข้อขัดข้องหลายประการทำให้ความสัมพันธ์ที่แทบจะยังไม่เริ่มต้น-ไปไหนต่อไม่ได้ แถมเขาก็ยังเป็นอีกคนที่กำลังจะไปจากเมืองนี้ หรือบางทีเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลพวงจากความรู้สึกเดียวดายและเคว้งคว้าง และเจ้าตัวอยู่ในภาวะที่ต้องหาอะไรสักอย่างยึดเหนี่ยวเอาไว้

 

แต่ก็นั่นแหละ เนื้อหาในส่วนที่แปลกประหลาดจริงๆ น่าจะอยู่ในช่วงท้ายเรื่องที่ Prabha จับพลัดจับผลูช่วยชีวิตใครคนหนึ่งที่จมน้ำทะเล และบทสนทนาระหว่างเธอกับชายแปลกหน้าคนนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาไปสู่การสำรวจก้นบึ้งความรู้สึกของตัวเธอเอง หรือจะว่าไปแล้วการเลือกนำเสนอฉากดังกล่าวด้วยฉันทลักษณ์แบบเหนือจริงก็ไม่เพียงปลดล็อกเรื่องตรรกะและเหตุผล ตลอดจนความน่างุนงงสงสัยของเหตุการณ์ หากยังเป็นแท็กติกที่เฉียบแหลมและนำพาคนดูไปสู่แก่นสารที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารได้อย่างคมคาย

 

 

หรือพูดรวมๆ แล้ว วิธีการเล่าเรื่องในลักษณะของการถักทอส่วนเสี้ยวต่างๆ ของชีวิตตัวละครเข้าไว้ด้วยกัน และโดยที่ภาพยนตร์ไม่ได้มีเส้นเรื่องหลักเพียงหนึ่งเดียว บวกกับงานกำกับภาพที่ถ่ายทอดบรรยากาศกึ่งจริงกึ่งฝัน ก็ช่วยตบแต่งให้ภาพยนตร์มีสัมผัสที่สุดแสนพิเศษจริงๆ อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือดนตรีประกอบแนว Experimental ฝีมือการประพันธ์ของ Topshe ที่คงจะไม่เกินเรื่องเลยหากจะบอกว่าสรรพสำเนียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์และมนตร์ขลังช่วยจุดประกายให้ภาพยนตร์ของ Payal Kapadia ซึ่งเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในยามค่ำคืน กลับส่องแสงในห้วงจินตนาการของคนดู หรือแม้กระทั่งช่วยส่งพวกเราและตัวละครออกไปจากเรื่องทั้งหมดด้วยความหวังเรืองรอง

 

กล่าวโดยสรุปอย่างสั้นๆ ง่ายๆ All We Imagine as Light เป็นภาพยนตร์ที่ละเมียดละไมและเฉลิมฉลองการมีชีวิตในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง และในความเป็นภาพยนตร์ที่ถือสัญชาติอินเดีย เส้นแบ่งในเชิงพรมแดนหรือวัฒนธรรมกลับไม่มีอยู่จริง

 

 

All We Imagine as Light (2024)

กำกับโดย Payal Kapadia

นำแสดงโดย Kani Kusruti, Divya Prabha, Chhaya Kadam และ Azees Nedumangad

The post All We Imagine as Light (2024) หลากหลายชีวิตที่แสงสว่างสาดส่องไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anora (2024) ชีวิตที่ช่างไม่เย้ายวนเซ็กซี่ของนางระบำเปลื้องผ้า https://thestandard.co/anora-2024-sean-baker/ Tue, 05 Nov 2024 11:22:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1004774 Anora

หนังเรื่อง Anora ผลงานล่าสุดของ Sean Baker ซึ่งชนะรางวั […]

The post Anora (2024) ชีวิตที่ช่างไม่เย้ายวนเซ็กซี่ของนางระบำเปลื้องผ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anora

หนังเรื่อง Anora ผลงานล่าสุดของ Sean Baker ซึ่งชนะรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ครั้งล่าสุด และเข้าฉายบ้านเราในฐานะหนังเรต ฉ 20- หรือหนังที่ไม่อนุญาตให้คนดูอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าชม บอกเล่าในสิ่งที่คนทำหนังสนใจและให้ความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มต้น นั่นคือชีวิตของคนชายขอบ ชนชั้นรากหญ้า และโดยเฉพาะตัวละครที่เป็น Sex Worker ซึ่งว่าไปแล้ว เป็นคาแรกเตอร์จำพวกที่ไม่ค่อยถูกนำเสนอในหนังกระแสหลักในแบบสำรวจตรวจสอบอย่างจริงจัง และรวมๆ แล้วนี่คือลายเซ็นหรือลักษณะประพันธกรของผู้สร้าง

 

 

สมมติว่าจะลองสอดส่องเหล่าบรรดาประชากรที่โลดแล่นอยู่ในหนังของ Sean Baker อย่างคร่าวๆ เผื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ชมที่ไม่เคยผ่านตาผลงานเรื่องก่อนหน้า ตัวละครหลักของหนังเรื่อง Starlet (2012) ได้แก่ นักแสดงหนังโป๊วัย 20 ต้นๆ ผู้ซึ่งจับพลัดจับผลูพัฒนาความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดกับหญิงชราวัย 85 ปี ผู้ซึ่งชีวิตของเธอแทบไม่หลงเหลือคุณค่าอะไรอีกแล้วนอกจากการเล่นบิงโก ในหนังเรื่อง Tangerine (2015) ตัวละครหลักของเรื่อง ได้แก่ กะเทยขายบริการทางเพศที่เพิ่งออกจากคุก และพบว่าแฟนหนุ่มของเธอมีคนใหม่ซะแล้ว ใน The Florida Project (2017) แม่ของเด็กหญิงอายุ 6 ขวบเป็นนักเต้นระบำเปลื้องผ้าตกงาน และหาลำไพ่ด้วยการเป็นโสเภณีพาร์ตไทม์ ความฝืดเคืองขัดสนทางเศรษฐกิจกำลังทำให้โลกที่ผุดผ่องสดใสของลูกสาวตัวน้อยล่มสลายต่อหน้าต่อตาคนดู ขณะที่ในหนังเรื่อง Red Rocket (2022) อดีตพระเอกหนังโป๊ต้องซมซานกลับมาขออาศัยบ้านเมียเก่าเป็นที่ซุกหัวนอน กระนั้นก็ตาม ความมุ่งหวังของเขาก็คือการปลุกปั้นเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในฐานะดาวโป๊ดวงใหม่ของวงการ

 

 

แต่ว่าไปแล้ว เรื่องของคนให้บริการทางเพศก็ไม่ใช่หัวข้อแปลกใหม่ และสร้างกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ความท้าทายจริงๆ คือมุมมองและท่าทีในการบอกเล่า ทำนองว่าคนทำหนังวางตำแหน่งของตัวเองไว้ตรงไหนและบรรทัดฐานในทางศีลธรรมเป็นอย่างไร และวิธีของ Baker ก็คือการชักชวนคนดูเข้าไปคลุกคลีตีโมงกับบุคลิกเหล่านั้น ด้วยสไตล์การนำเสนอที่ดูเหมือนจริงแบบ Docudrama ซึ่งปราศจากการขัดเกลา (การถ่าย Hand-Held, การตัดภาพ Jump Cut) บางครั้งมันก้ำกึ่ง คาบลูกคาบดอกระหว่างความเห็นอกเห็นใจ การสอดรู้สอดเห็นและฉวยโอกาสของคนทำ ขณะที่ตัวละครในหนังของเขาก็เหมือนกับเดินเข้าฉากมาจากโลกความเป็นจริง หรือพูดง่ายๆ รูปลักษณ์ภายนอกของตัวละครเหล่านี้ไม่เหมือนกับที่เราเห็นในหนังฮอลลีวูด และอะไรบางอย่างบอกให้รู้ว่าพวกเขาแสดงอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเป็นตัวเอง

 

ข้อน่าสังเกตอีกอย่างที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ สายตาของคนทำหนังไม่ได้วางตัวเองอยู่เหนือกว่าตัวละคร หรือแสดงออกว่ากำลังพิพากษาหรือตัดสินผิดชอบชั่วดีไม่ว่าจะด้วยกรอบกฎหมายหรือศีลธรรม และพร้อมๆ กับที่หนังของ Baker เป็นเหมือนกระบอกเสียงและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของคนชายชอบ มันก็ตีแผ่ให้คนดูได้เห็นความมีชีวิต เลือดเนื้อ ตลอดจนความเป็นมนุษย์ปุถุชน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงได้ไม่ยากเย็น

 

 

 

กล่าวสำหรับ Anora ชื่อของหนังก็คือชื่อของนักเต้นระบำเปลื้องผ้า (Mikey Madison) ในบทบาทการแสดงที่สมควรถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล) ผู้ซึ่งเป็นเหมือนดาวดวงเด่นของสถานบันเทิงชั้นสูงของเมืองนิวยอร์ก และด้วยความที่เธอเป็นคนเดียวที่พูดรัสเซียได้ หญิงสาวได้รับมอบหมายให้ต้อนรับขับสู้ Vanya ลูกชายของคนใหญ่คนโตในรัสเซียที่เกิดมาแบบคาบช้อนเงินช้อนทองและใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเขาเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทีละน้อย สถานะของแดนเซอร์โชว์เนื้อหนังมังสาของ Anora หรือ Ani (ชื่อที่เธออยากให้ใครๆ เรียก) ก็แปรเปลี่ยนไปเป็นคู่ขาทางเพศ หรือจริงๆ แล้วต้องเรียกว่าของเล่นชิ้นใหม่ของหนุ่มใจแตก เมื่อฝ่ายหลังว่าจ้างให้หญิงสาวรับบทแฟนสาวร่านสวาทเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และไม่ว่าจะด้วยความไม่มีสติสัมปชัญญะของ Vanya ซึ่งอยู่ในสภาพเมามายเกือบตลอดเวลา หรือความเก็บกดอัดอั้นจากการตกอยู่ใต้อาณัติของแม่ซึ่งบัญชาการโน่นนี่นั่นจากประเทศบ้านเกิดผ่านลูกน้องชาวอาร์เมเนียที่ชื่อ Toros (Karren Karagulian) ที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ปกครอง หนุ่มน้อยที่อายุเพิ่ง 21 ปีและกำลังเมามันกับการทำทุกสิ่งอย่างสนองตัณหาตัวเองก็ขอ Ani แต่งงาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายยุ่งเหยิงจนไม่อาจควบคุม

 

 

อย่างที่หลายคนร้องทักตรงกันว่า ปมเรื่องของ Anora ชวนให้นึกถึง Pretty Woman ของ Garry Marshall ซึ่งเล่าเรื่องนักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อตกหลุมรักโสเภณีชั้นสูงผู้ซึ่งมีหัวใจงดงามดั่งทองคำ และหนังลงเอยด้วยบทสรุปแบบแฮปปี้เอนดิ้ง นั่นคือหญิงสาวหลุดพ้นจากวังวนของการเป็นหญิงขายบริการทางเพศ ส่วนชายหนุ่มก็กลายเป็นตัวละครที่คุณธรรมสูงส่งในพริบตา แต่ก็นั่นแหละ วันเวลาที่ผ่านพ้นไม่ได้ให้ความเมตตาหนังของ Marshall เท่าไรนัก และ Julia Roberts ดารานำ ถึงกับให้สัมภาษณ์ว่า มันเป็นหนังที่สร้างตอนนี้ไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากความเพ้อฝันและหลงละเมอเพ้อพก นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงทัศนคติของคนทำที่มอง Sex Work ทำนองว่ามันคือสภาวะจมปลักหรือสิ้นไร้ไม้ตอกของคนที่ไม่มีทางเลือก และไม่ใช่งานอาชีพซึ่งต้องใช้ทักษะหรือสกิล และมีเส้นทางก้าวหน้าหรือ Career Path ของมัน

 

อย่างหนึ่งที่คนดูหนังเรื่อง Anora น่าจะมองเห็นด้วยคล้ายคลึง นั่นก็คือ Ani เป็นนักเต้นที่ลวดลายพลิ้วไหวและจัดจ้าน ในแง่ของงานอาชีพ เธอก็เก่งกาจสามารถและแพรวพราวไปด้วยลูกล่อลูกชน นั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงบุคลิกออเซาะฉอเลาะลูกค้าให้ใช้บริการห้องส่วนตัวกับเธอแบบสองต่อสอง

 

และถึงแม้ว่า Ani จะขีดเส้นแบ่งทำนองว่า อาชีพของเธอคือแดนเซอร์ และไม่ได้ค้าประเวณี แต่สำหรับลูกค้ากระเป๋าตุงอย่าง Vanya นี่ก็เป็นเรื่องที่ยืดหยุ่นและอะลุ่มอล่วยได้ ข้อสำคัญคือเธอต่อรองผลประโยชน์ได้อย่างไม่มีท่าทีเคอะเขินเหนียมอาย หรือจริงๆ คล่องแคล่วลื่นไหล ทั้งในตอนที่เธอแจ้งสนนราคาค่าตัวของการเป็นสาวเอสคอร์ตหรือคู่ขาทางเพศหนึ่งสัปดาห์ หรือตอนที่หญิงสาวเรียกร้องสินสอดแต่งงานเป็นแหวนเพชรเม็ดโต 

 

 

แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่คนดูรับรู้เกี่ยวกับตัวละครนี้ ช่วงสั้นๆ ของหนังที่พวกเราได้เห็นชีวิตหลังเลิกงานของเจ้าตัว ก็ชวนให้สรุปได้ไม่ยากว่าเธอเป็นอีกคนหนึ่งอย่างสิ้นเชิง ทั้งใบหน้าสดๆ ปราศจากเมกอัพ สีหน้าสีตาเรียบเฉย ไม่มีริ้วรอยของอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะสำหรับคนที่งานอาชีพของเธอต้องแต่งตัวสวย ยิ้มหวาน พูดจาออดอ้อน และแสดงออกอย่างร่าเริงแจ่มใสตลอดเวลา ซึ่งสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็น ‘ของซื้อของขาย’ และมีมูลค่าในตัวมันเองทั้งสิ้น

 

ขณะที่บ้านช่องห้องหับและชีวิตความเป็นอยู่ของเธอกับพี่สาวซึ่งน่าเชื่อว่าวันๆ พูดจากันแบบนับคำได้ ก็ชวนให้สรุปได้ไม่ยากถึงวิถีที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนทางเศรษฐกิจของตัวละคร ไหนยังจะมีเรื่องความเป็นปฏิปักษ์ระหว่าง Ani กับเพื่อนร่วมงานที่เขม่นกันมาตั้งแต่ต้น ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าคงเป็นเรื่องแย่งลูกค้า แถมความขัดแย้งนี้ก็บานปลายถึงขั้นลงไม้ลงมือ หรือพูดรวมๆ แล้วหนังของ Sean Baker วาดให้คนดูได้เห็นโลก ชีวิต และงานอาชีพ ที่ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบของตัวละครนี้ได้อย่างกะทัดรัดทว่าครอบคลุม และกลายเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เมื่อมันถูกนำไปเทียบเคียงกับความเป็นอยู่ที่หรูหราฟุ้งเฟ้อของ Vanya ซึ่งต้องบอกว่าหมอนี่ร่ำรวยอย่างน่าอัปลักษณ์ พฤติการณ์ใช้จ่ายอย่างล้างผลาญและมองเห็นเงินเป็นแค่เศษกระดาษของเขาก็เหยียบย่ำความรู้สึกของคนที่ต้องปากกัดตีนถีบอย่างน่าขุ่นเคือง

 

แต่ก็นั่นแหละ Anora ไม่ใช่หนังดราม่าบีบคั้นอารมณ์ อย่างน้อยองก์สองของหนังก็ทั้งตลกขบขัน เรียงร้อยไว้ด้วยสถานการณ์ที่ดูประสาทเสีย และความบ้าบอคอแตกของโน่นนี่นั่นก็สร้างบรรยากาศที่หรรษาครื้นเครง ทั้งหมดทั้งมวลเริ่มจาก Galina (Darya Ekamasova) ผู้เป็นแม่ซึ่งรู้ข่าวแต่งงานก็สั่งการจากแดนไกลให้ลูกชายยกเลิกการสมรักสมรสทันควัน จนเขาสติแตกและหนีออกจากคฤหาสน์ เดือดร้อนบรรดาลูกน้องของผู้เป็นแม่ รวมถึง Ani ต้องออกตามหาหนุ่มน้อยที่เตลิดเปิดเปิงในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก และรูปการณ์ก็ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร 

 

ส่วนที่ควรหมายเหตุก็คือ ในความเป็นหนังตลกเถิดเทิง หรืออีกนัยหนึ่ง เล่นมุกจากความวายป่วงของเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ แบบไม่จบไม่สิ้น บรรดาตัวละครปลีกย่อยกลับไม่เคยเป็นเพียงแค่อุปกรณ์ประกอบฉากหรือเครื่องมือที่ใช้เดินเรื่อง และทีละน้อย วิบากกรรมของลูกสมุนทั้งสองคน (Yura Borisov และ Vache Tovmasyan) ของ Toros หรือจริงๆ จะรวมตัวพ่ออุปถัมภ์ด้วย (ซึ่งก็มีชีวิตและเรื่องส่วนตัวที่ต้องสาละวน) ก็ไม่ได้มีเอาไว้เพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูเพียงลำพัง และรายละเอียดปลีกย่อยที่คนทำหนังสอดแทรกก็ทำให้คนดูตระหนักได้ว่า พวกเขาก็เป็นปุถุชนที่รู้สึกรู้สม รู้ร้อนรู้หนาว และความเหมือนกันของตัวละครทั้งหมดภายใต้สถานการณ์อลเวงก็คือ พวกเขาไม่ได้มีหนทางให้เลือกมากนักนอกจากทำตามคำสั่งหรือตกกระไดพลอยโจน มองแง่มุมนี้แล้วไม่ต้องสงสัยว่าตัวละครที่โหดเหี้ยมและเลือดเย็นก็คือคนอย่าง Vanya และ Galina ผู้เป็นแม่ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่เหยียบย่ำและบดขยี้คนตัวเล็กตัวน้อยอย่างชนิดไม่ต้องดูดำดูดี และนั่นทำให้ประเด็นความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นเป็นเรื่องทิ่มแทงความรู้สึกของคนดูอย่างหนักหน่วงรุนแรง

 

 

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ไม้ตายหรือจะเรียกว่าหมัดน็อกของคนทำหนังได้แก่ฉากสุดท้ายขององก์สามซึ่งคนดูคงต้องไปค้นหาเอาเอง กระนั้นก็ตาม ตอนจบแบบปลายเปิดในหนังแทบทุกเรื่องของ Sean Baker ทิ้งรสชาติหวานอมขมกลืนที่ติดแน่นทนนาน และในกรณีของ Anora มันก็เป็นบทสรุปที่ระคนและคละเคล้าไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ประดังเข้ามา ในความเศร้าสร้อยมันแอบแฝงความอ่อนหวาน ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวังคลับคล้ายว่าเราจะได้เห็นแสงสว่างรำไร และในความหมกมุ่นลุ่มหลงมันก็ดูเหมือนตัวละครสร่างเมาและหลุดพ้นจากภาพลวงตา

 

แต่ในขณะที่หนังเรื่อง Anora ไม่ได้หยิบยื่นความหมายเพียงหนึ่งเดียว หรือจริงๆ แล้วเปิดกว้างสำหรับการตีความ ทว่าอย่างหนึ่งที่เป็นเสมือนคุณค่าที่สอดแทรกในหนังทุกเรื่องของ Sean Baker ก็เป็นดังที่ได้กล่าวก่อนหน้า นั่นคือการกะเทาะให้คนดูได้เห็นความเป็นมนุษย์มนาของตัวละครที่มักจะตกสำรวจทางชนชั้น และพร้อมๆ กัน เลนส์ที่คนทำหนังเลือกใช้ถ่ายทอดตัวละครเหล่านั้นก็เจือปนไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความอ่อนไหว และการปลอบโยน

 

Anora (2024)

ผู้กำกับ: Sean Baker

นักแสดง: Mikey Madison, Mark Eydelshteyn, Yura Borisov, Karren Karagulian ฯลฯ

 

The post Anora (2024) ชีวิตที่ช่างไม่เย้ายวนเซ็กซี่ของนางระบำเปลื้องผ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิมานหนาม (พ.ศ. 2567) ดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพ…ที่ขัดสนฝืดเคือง https://thestandard.co/the-paradise-of-thorns-movie/ Fri, 23 Aug 2024 11:33:00 +0000 https://thestandard.co/?p=974591

  สำนวนหรือคำพังเพยหนึ่งที่เรามักได้ยินอยู่เรื่อยๆ […]

The post วิมานหนาม (พ.ศ. 2567) ดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพ…ที่ขัดสนฝืดเคือง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

สำนวนหรือคำพังเพยหนึ่งที่เรามักได้ยินอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลานักการเมืองอภิปรายนโยบายที่ผิดพลาดของฝ่ายตรงข้าม สามารถนำมาใช้อธิบายต้นสายปลายเหตุของสิ่งที่บอกเล่าในหนังดราม่าเขย่าขวัญเรื่อง วิมานหนาม ผลงานกำกับที่เข้มข้น เผ็ดร้อน และจัดจ้านของ นฤเบศ กูโน (ซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ) ได้เหมือนกัน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความฉิบหายวายป่วงที่ใหญ่โตและบานปลายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นผลพวงมาจากการ ‘กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด’ นั่นเอง และการเริ่มต้นที่ผิดพลาดก็ไม่มีวันนำพาไปสู่จุดหมายปลายทางที่เหมาะควรหรือถูกต้อง

 

ข้อที่น่าครุ่นคิดต่อเนื่องก็คือ ความผิดพลาดหรือจะเรียกว่าบิดเบี้ยวก็ได้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโลกของหนังเพียงลำพัง แต่มันกลับส่องสะท้อนให้คนดูได้เห็นความเป็นจริงของโลกหรือสภาพแวดล้อมที่พวกเราอาศัยอยู่ด้วยเช่นกัน และไม่ว่าผู้สร้างตั้งใจจะให้หนังไปไกลถึงขนาดนั้นหรือไม่อย่างไร บทบาทสำคัญของหนังเรื่องนี้ก็นับเป็นทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และอุทาหรณ์ที่แยบยล

 

 

ปมเรื่องของ วิมานหนาม ก็เป็นอย่างที่หนังตัวอย่างสาธยายไว้อย่างดึงดูดและเรียกน้ำย่อยของคนดูทีเดียว คู่รักชายรักชาย อันได้แก่ ทองคำ (เจฟ ซาเตอร์) และ เสกสรร (พงศกร เมตตาริกานนท์) ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายประคบประหงมและฟูมฟักสวนทุเรียนขนาดใหญ่ กระทั่งถึงเวลาที่พวกเขาจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตและสร้างเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำสักที ซึ่งนั่นหมายถึงการได้ลงหลักปักฐานในแง่ของความสัมพันธ์อย่างจริงจัง และในช่วงเวลาที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมยังไม่เกิดขึ้นตามท้องเรื่อง การที่ทองคำใช้ทุนรอนส่วนตัวทั้งหมดไปช่วยไถ่โฉนดที่ดินซึ่งเสกสรรในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ไปจำนองเอาไว้ ให้กลับมาเป็นของฝ่ายหลังอย่างเต็มภาคภูมิ ก็เปรียบได้กับทะเบียนสมรสของทั้งสองคน คนดูถึงกับได้เห็นว่ามันถูกใส่กรอบแขวนไว้ในฐานะวัตถุพยานของความรัก

 

แต่เรื่องที่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่อ่อนหวานและชวนฝันเหมือนเทพนิยายก็แปรเปลี่ยนไปเป็นดราม่าแย่งชิงกรรมสิทธิ์ของบ้านและที่ดิน หลังจากที่เสกสรรประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน เพราะก็อย่างที่ข้อมูลในเทรลเลอร์บอกไว้ตรงๆ กฎหมายไม่รองรับความสัมพันธ์ของเสกสรรและทองคำ อันส่งผลให้มรดกทั้งหมดของผู้วายชนม์ตกทอดเป็นของ แสง (สีดา พัวพิมล) แม่ของเสกสรร ผู้ซึ่งในตอนที่เราพบตัวละครนี้ เธอเป็นหญิงสูงวัยที่ถูกจองจำไว้กับรถเข็น (จากอุบัติเหตุระหว่างที่เธอตรากตรำงานหนัก) ไปไหนมาไหนไม่ได้ด้วยตัวเอง และต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจาก โหม๋ (อิงฟ้า วราหะ) ลูกสาวที่ไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขที่แท้จริง

 

 

ว่าไปแล้ว ‘ดราม่า’ อาจเป็นคำที่เบาไปสักหน่อย และไม่สะท้อนสถานการณ์ตามที่มันเกิดขึ้นจริง พูดไม่อ้อมค้อม เนื้อแท้ก็คือสงครามสามฝ่ายที่ไม่เพียงแค่ทวีความเข้มข้น แต่ยังนำไปสู่การเผชิญหน้าแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน และเหนืออื่นใด ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้แก่กัน ประโยคหนึ่งที่อาจใช้สรุปสถานการณ์ที่ชี้ชวนให้คนดูมองเห็นเงื้อมเงาของหายนะที่เฝ้าคอยอยู่เบื้องหน้าก็คือตอนที่ทองคำตะโกนสุดเสียง “ถ้ากูไม่ได้ มึงก็ต้องไม่ได้อะไรทั้งนั้น”

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ ช่วงเวลาที่เอร็ดอร่อยของหนังและต้องปรบมือให้คนเขียนบท ได้แก่ตอนที่ต่างฝ่ายต่างเล่นสงครามประสาทแย่งชิงผลประโยชน์ด้วยไหวพริบและสติปัญญา ตลอดจนการเล่นเล่ห์เพทุบายของแต่ละคนเท่าที่มันเอื้ออำนวย ด้วยแต้มต่อและความได้เปรียบ และด้วยการคุ้ยเขี่ยจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม (ซึ่งก็มองเห็นโต้งๆ) ให้กลายเป็นบาดแผลพุพอง และภาวนาว่าข้อด้อยของตัวเองจะไม่ถูกนำมาลำเลิกเบิกประจาน ซึ่งในกรณีของทองคำก็ได้แก่โดยนิตินัย เขากลายเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยในบ้านที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ ในกรณีของโหม๋ก็คล้ายคลึงกัน คนนอกครอบครัวผู้ซึ่งลงทุนเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ ‘แม่บุญธรรม’ ด้วยหวังว่าลึกๆ แล้ว มันจะเป็นใบเบิกทางนำพาให้เธอมีศักดิ์และสิทธิ์ในฐานะทายาทคนถัดไป (มองในแง่นี้ เธอก็เวอร์ชันบ้านๆ ของตัวละคร มุ่ย จาก หลานม่า นั่นเอง)

 

ขณะที่แม่แสงผู้ซึ่งพาตัวเองมาประดิษฐานเป็นการถาวร ณ บ้านของลูกชายที่ไม่อยู่แล้ว วาระซ่อนเร้นของเธอในฐานะหญิงชราทุพพลภาพก็ไม่ได้ซับซ้อน แค่มีคนช่วยทำสวนทุเรียน ซึ่งจะทำให้เกิดดอกผลและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจกับตัวเธอ และมีคนที่คอยปรนนิบัติพัดวี รวมถึงพาไปทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล เท่านี้ก็แฮปปี้แล้ว

 

 

ส่วนที่ยิ่งทำให้สถานการณ์คุกรุ่นเดือดพล่านก็ตรงที่ต่างฝ่ายก็อ่านหน้าไพ่ของกันและกันออก และเกทับบลัฟฟ์แหลกไปเรื่อยๆ และมันเป็นเรื่องของเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้นที่ใครสักคนจะทนแรงเสียดทานไม่ไหวและ ‘ทิ้งโง่’ ลงมา

 

แต่ก็นั่นแหละ พลังดราม่าของหนังก็ยังปะทุมาจากสองส่วน หนึ่งก็คือกลไกทางด้านหนังที่ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดนตรีประกอบของหนังทำงานกับจิตใต้สำนึกของคนดูอย่างเจ้าเล่ห์แสนกล ขณะที่ลูกเล่นทางด้านภาพในหลายช่วงก็บอกในสิ่งที่ผู้สร้างไม่ต้องบอกให้ตัวละครพูดออกมาตรงๆ ถ้าจำไม่ผิด ฉากหนึ่งที่น่าทึ่งมากๆ ก็คือเหตุการณ์ช่วงท้ายเรื่องที่คู่แม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยงไม่หลงเหลือวาระซ่อนเร้นให้ต้องกระมิดกระเมี้ยนอีกต่อไป และอีกนิดเดียวทั้งสองก็น่าจะพากันไปถึงจุดที่แก้ไขไถ่ถอนอะไรไม่ได้ ทว่าการเลือกใช้ภาพ (แทนสายตาตัวละคร) จากระยะไกลในจังหวะหนึ่งก็เหมือนกับให้เงื่อนงำกับคนดูทำนองว่า ท่ามกลางการต่อสู้ขับเคี่ยวแบบเลือดเข้าตาและสุดขีดคลั่ง ทั้งสองก็ยังพอจะหลงเหลือความเป็นมนุษย์มนาให้มองเห็นได้อยู่บ้าง

 

 

อีกส่วนหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือการแสดง ฉากระเบิดอารมณ์ใส่กันของทั้ง เจฟ ซาเตอร์ และโดยเฉพาะ อิงฟ้า วราหะ ตอกย้ำสภาวะจนตรอกของตัวละครอย่างน่าสมเพชเวทนาจริงๆ และทั้งสองถ่ายทอดบทบาทได้คล่องแคล่วช่ำชองราวกับพวกเขาเล่นหนังกันมาคนละหลายเรื่อง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงก็คือนี่เป็นผลงานปฐมฤกษ์ (ถ้าไม่นับละครโทรทัศน์ของอิงฟ้าและซีรีส์ของเจฟ) แต่ก็นั่นแหละ กลายเป็นว่าแอ็กติ้งเนิบนาบและแฝงไว้ด้วยเลศนัยของ สีดา พัวพิมล กลับช่วงชิงแสงจากสปอตไลต์ไปครอง ข้อน่าสังเกตก็คือ แม่แสงเป็นตัวละครที่คนดูแทบไม่ได้คลุกคลีตีโมง และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป เราได้แต่สงสัยว่าตรงไหนคือตัวตนที่แท้จริง และตรงไหนคือมารยาสาไถยของตัวละคร โดยเฉพาะฉากที่เราได้เห็นเธอร้องไห้คร่ำครวญถึงลูกชายปิ่มว่าจะขาดใจ (ซึ่งก็คงจะเป็นความรู้สึกจริงๆ นั่นแหละ) แต่อีกไม่กี่อึดใจถัดมา เธอก็เปิดฉากเจรจาเรื่องทรัพย์สมบัติกับทองคำด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เรียบเฉย และร่องรอยความโศกเศร้าที่เห็นก่อนหน้าก็มลายหายไปในพริบตา

 

หรือจริงๆ แล้ว อีกคนหนึ่งที่ควรพูดถึงก็คือ หฤษฎ์ บัวย้อย ในบท จิ่งนะ น้องชายของโหม๋ ผู้แทบจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในเกมแย่งชิงผลประโยชน์ และการแสดงในแบบเก็บงำความรู้สึกของเขาก็อาจเล็ดลอดเรดาร์ของคนดูในเบื้องต้น แต่สุดท้าย มันกลับกลายเป็นหมัดฮุกทรงพลัง โดยเฉพาะห้วงเวลาที่คนดูพบว่าตัวละครนี้ลงเอยในสภาพของเหยื่อเคราะห์ร้ายในสมรภูมิ

 

 

สมมติว่าถ้าจะย้อนกลับไปตอบคำถามที่จั่วไว้ข้างต้นเรื่องการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดพลาด จริงๆ มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่เกิดช้าไปหน่อยเท่านั้น แต่สมุฏฐานของโรคร้ายทั้งหมดจากที่หนังบอกเล่าเป็นผลพวงมาจากสังคมที่เหลื่อมล้ำและไม่ยุติธรรม และการได้เห็นตัวละครที่ดิ้นรนกระเสือกกระสนทุกวิถีทางแย่งชิงผลประโยชน์ ซึ่งว่าไปแล้วไม่ได้เป็นทรัพย์สมบัติที่มากมายมหาศาลแต่อย่างใด ก็ยิ่งทำให้มองเห็นว่าสภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกของตัวละครเป็นเรื่องน่าห่อเหี่ยวสิ้นหวังทีเดียว (คำถามต่อเนื่องก็คือ แล้วเค้กผลประโยชน์ก้อนมหึมาของประเทศนี้ไปตกอยู่ในมือใคร) ฉากเล็กๆ ที่แม่ของทองคำโทรศัพท์ทางไกลจากไต้หวัน เกลี้ยกล่อมให้ลูกชายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ณ ที่แห่งนั้น ก็น่าจะบอกอะไรๆ เกี่ยวกับสภาวะที่ขาดแคลนทั้งโอกาสและความเป็นไปได้ในดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนของตัวละครได้เป็นอย่างดี หรือกล่าวโดยไม่เปิดเผยเนื้อหาจนเกินไป ภาวะอับจนหนทางของโหม๋ก็เป็นเรื่องคล้ายๆ กัน 

 

แต่ครั้นจะบอกว่าทุกคนในเรื่องล้วนทุกข์ทรมานกับชีวิตที่ไม่มีทางเลือก หนังก็ดันใส่ตัวละครหนึ่งที่คนดูแทบจะจำชื่อไม่ได้เข้ามา สถานะของเขาเป็นข้าราชการท้องถิ่นที่โหม๋ได้พบเจอและชอบพอในงานเซิ้งบุญบั้งไฟ ทั้งสองลงเอยด้วยการตกล่องปล่องชิ้น เหตุผลของการสมรักสมรสก็ไม่ได้สลับซับซ้อนมากไปกว่าการที่โหม๋ต้องการซื้อความมั่นคง เพราะก็อย่างที่รู้กันและถือเป็นค่านิยมของสังคมไทยว่า ข้าราชการเป็นอาชีพที่หลวงเลี้ยงจนตาย ทั้งเรื่องสวัสดิการ บำเหน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาล จริงๆ แล้ว คนดูถึงกับได้ยินใครคนหนึ่งพูดประโยคดังกล่าวนี้ออกมาตรงๆ ทั้งหลายทั้งปวงยังไม่ต้องเอ่ยถึงพฤติการณ์ฉกฉวยและเอารัดเอาเปรียบโดยอาศัยสถานะที่อยู่สูงกว่าของตัวละครนี้

 

 

หรือพูดให้สะเด็ดน้ำ รูปโฉมของความเหลื่อมล้ำและไม่เสมอภาคและเท่าเทียมก็มีหน้าตาเป็นเช่นนี้นี่เอง คนที่ได้เปรียบและมีสิทธิพิเศษก็เอ็นจอยความมั่งคั่งฟุ่มเฟือย และเวลาล้มลงก็มักจะมีฟูกนุ่มๆ รองรับ ขณะที่ผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่แทบจะไม่มีหลักประกันและความมั่นคงใดๆ ก็ใช้ชีวิตในสภาพที่เหมือนกับถูกหนามแหลมของทุเรียนทิ่มแทงตลอดเวลา 

 

โดยอัตโนมัติ ชื่อหนัง วิมานหนาม ก็ไม่ได้หมายถึงสวนทุเรียนทางภาคเหนือของตัวละครอีกต่อไป แต่มันคือวิบากกรรมของคนด้อยโอกาสทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งต้องใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ กินน้ำใต้ศอก และด้วยความยากแค้นลำเค็ญอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน

 


 

วิมานหนาม (พ.ศ. 2567)

กำกับ: นฤเบศ กูโน

ผู้แสดง: เจฟ ซาเตอร์, อิงฟ้า วราหะ, สีดา พัวพิมล, หฤษฎ์ บัวย้อย

The post วิมานหนาม (พ.ศ. 2567) ดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพ…ที่ขัดสนฝืดเคือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Late Night with the Devil (2023) เชื่อมจิตโชว์ ภาพยนตร์สยองขวัญรุ่นไลต์เวตที่ต่อยสวย ฟุตเวิร์กแพรวพราว https://thestandard.co/opinion-late-night-with-the-devil/ Wed, 12 Jun 2024 11:45:38 +0000 https://thestandard.co/?p=944466

  มองในภาพกว้าง ภาพยนตร์สยองขวัญสัญชาติออสเตรเลียเ […]

The post Late Night with the Devil (2023) เชื่อมจิตโชว์ ภาพยนตร์สยองขวัญรุ่นไลต์เวตที่ต่อยสวย ฟุตเวิร์กแพรวพราว appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

มองในภาพกว้าง ภาพยนตร์สยองขวัญสัญชาติออสเตรเลียเรื่อง Late Night with the Devil (2023) ก็เป็นเหมือนลูกหลานพันธุ์ทางของภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกเรื่อง The Exorcist (1973) ซึ่งถูกสร้างออกมานับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านพ้นไป อันส่งผลให้โดยรูปการณ์แล้ว มันก็ไม่น่าจะหลงเหลือแง่มุมผิดแผกแตกต่างให้สำรวจหรือขุดคุ้ยได้อีกแล้ว นั่นรวมถึงรสชาติสดใหม่และหอมหวานที่จะสามารถดึงดูดหรือหว่านล้อมความสงสัยใคร่รู้ของผู้ชม

 

เซอร์ไพรส์ก็คือ ภาพยนตร์ของสองผู้กำกับและคนเขียนบท Colin Cairnes และ Cameron Cairnes สามารถหลบเลี่ยงกับดักความซ้ำซากจำเจได้อย่างคล่องแคล่วและช่ำชอง จะเรียกว่าภาพยนตร์ของทั้งสองคนโชว์ให้เห็นทักษะของการเล่นแร่แปรธาตุที่ทั้งเจ้าเล่ห์และเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ก็คงได้ ที่แน่ๆ ก็คือ มันสร้างความรู้สึกน่าฉงนสนเท่ห์ผ่านชั้นเชิงในการบอกเล่าที่คนดูไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่าเรื่องทั้งหมดจะหันเหไปทิศทางใด ผนวกกับความละเอียดและประณีตในส่วนของงานสร้างที่จำลองรายการสดทางโทรทัศน์ยุควินเทจได้แนบเนียนและชวนเชื่อมากๆ (อัตราส่วนจอภาพแบบ 4:3, ภาพและสีที่เหลื่อมซ้อน, ฉากของห้องส่งที่สร้างขึ้นแบบลวกๆ, การที่ภาพยนตร์ต้องแทรก ‘สิ่งที่น่าสนใจจากผู้มีอุปการคุณ’ อยู่เนืองๆ ไปจนถึงช่วงเวลาขัดข้องทางเทคนิค และสถานีต้องขึ้นสไลด์ภาพนิ่งให้คนดูจ้องมองเป็นเวลานาน เป็นต้น) 

 

ผลลัพธ์โดยรวมก็คือ Late Night with the Devil กลายเป็นภาพยนตร์ที่โดดเด้งจากกรุภาพยนตร์สยองขวัญเทือกเดียวกันที่ผลิตออกมาอย่างซ้ำๆ ซากๆ และระยะเวลาราวๆ ชั่วโมงครึ่งของภาพยนตร์ผ่านการรับรู้ไปอย่างไม่ทันตั้งตัว กระทั่งรู้สึกว่ามันสั้นเกินไป

 

 

ว่าไปแล้ว สารตั้งต้นของ Late Night with the Devil ไม่ได้คลี่คลายมาจากภาพยนตร์สยองขวัญขึ้นหิ้งเพียงอย่างเดียว หากยังหยิบยืมสไตล์การนำเสนอแบบ Found Footage ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่า มันเป็นตระกูลย่อยของภาพยนตร์สยองขวัญที่ตกยุคตกสมัยไปแล้วเพราะถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ แต่ก็นั่นแหละ อานิสงส์ของความเป็นภาพยนตร์ Found Footage ซึ่งในกรณีของ Late Night. มันคือเทปบันทึกรายการสดแนวทอล์กโชว์ทางโทรทัศน์ที่เพิ่งจะถูกค้นพบ ก็สร้างเงื่อนไขหรือข้อแก้ตัวชั้นดีในการพาคนดูย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนยุ่งเหยิงที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งก็คือทศวรรษ 1970 และอารัมภบทช่วงราวๆ สิบนาทีแรกของภาพยนตร์ก็สรุปอารมณ์และบรรยากาศของยุคสมัยได้อย่างรัดกุม 

 

มันคือช่วงเวลาของสงครามเวียดนาม คดีวอเตอร์เกต วิกฤตพลังงาน การเหยียดผิว ความรุนแรงบนท้องถนน ฆาตกรโรคจิต ลัทธิบูชาซาตานและความเชื่อบ้าบอคอแตก รวมทั้งผู้คนในสังคมดำดิ่งอยู่ในความตื่นตระหนกและหวาดระแวงด้วยเรื่องสารพัดสารพัน อันส่งผลให้โทรทัศน์กลายเป็นหนึ่งในสันทนาการเพียงไม่กี่ช่องทางที่นำพาพวกเขาหลบลี้หนีไปจากโลกความเป็นจริง 

 

 

แต่ขณะที่ภาพเบื้องหน้าของบรรดารายการโทรทัศน์ต่างหยิบยื่นความบันเทิงราคาถูกให้กับผู้คนหน้าจอ ผู้ซึ่งไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนัก สงครามเรตติ้งเบื้องหลังเพื่อแย่งชิงคนดูระหว่างช่องก็ดำเนินไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ในตอนที่ภาพยนตร์เรื่อง Late Night. เริ่มต้น 

 

ข้อมูลที่คนดูรับรู้เกี่ยวกับ Jack Delroy (David Dastmalchian) พิธีกรรายการทอล์กโชว์ที่ใช้ชื่อว่า Night Owls ก็คือชีวิตที่เรียกได้ว่าขึ้นสุดลงสุดเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา เขาเริ่มต้นในฐานะคนหนุ่มไฟแรง ผู้ซึ่งกำลังจะมาทาบรัศมี Johnny Carson ที่เปรียบเสมือนก็อดฟาเธอร์ของรายการทอล์กโชว์ และโอกาสที่เขาจะก้าวขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งก็อยู่เพียงแค่เอื้อม แต่จนแล้วจนรอดยอดเขาเอเวอเรสต์ก็สูงเกินไป แย่ไปกว่านั้นก็ตรงที่เขาต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตส่วนตัว อันได้แก่ การจากไปด้วยโรคร้ายของภรรยาสุดที่รัก และหลังจากนั้นเส้นกราฟของทั้งชีวิตและหน้าที่การงานของเขาก็ดำดิ่งสู่ก้นเหว 

 

และถ้าหากจะสรุปอย่างรวบรัด เทปบันทึกรายการสดในค่ำคืนฮาโลวีนที่เพิ่งถูกค้นพบและกำลังเผยแพร่ให้พวกเราได้ดูตอนนี้ เปรียบได้กับการเดิมพันครั้งสุดท้ายของ Jack Delroy ในความพยายามจะกลับมาต่อลมหายใจของรายการอีกครั้ง ทำนองว่าถ้าไม่ปังก็พัง ไม่เปรี้ยงปร้างก็รูดม่านปิดฉากได้เลย และเสียงบรรยายของบุคคลที่สามตอนต้นเรื่องก็ให้เงื่อนงำทำนองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ‘ช็อก’ คนทั้งประเทศ

 

 

ส่วนที่ต้องปรบมือดังๆ ให้กับผู้สร้างก็คือ บทภาพยนตร์ที่เลือกเล่าผ่านรายการโทรทัศน์ที่กำลังจนตรอกสุดๆ และต้องทำทุกอย่างเพื่อเรียกเรตติ้ง นั่นทำให้พวกเขาไม่ต้องเหนียมอายเรื่องรสนิยมและการเล่นมุกตลกแบบตึงโป๊ะเพื่อสร้างเสียงหัวเราะเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายขายหน้าอะไร 

 

ในแง่หนึ่ง การกำหนดเงื่อนไขให้เป็นรายการสด ก็สร้างความรู้สึกปัจจุบันทันด่วนได้อย่างน่าสนใจ ทำนองว่าความผิดพลาดหรือเรื่องหน้าแตกใดๆ ก็ถือเป็นความเสี่ยงตามปกติและเกิดขึ้นได้ (ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงๆ) แต่ปมขัดแย้งหลักของเรื่องเบ่งบานมาจากแขกรับเชิญของรายการที่ถูกออกแบบมาให้ ‘หาเรื่อง’ กันโดยตรง และนั่นคือตอนที่ดีกรีความเข้มข้นของภาพยนตร์พลุ่งพล่าน

 

สั้นๆ ง่ายๆ คอนเซปต์ของรายการก็คือ การพิสูจน์ว่าภูตผีปีศาจหรือชีวิตหลังความตายมีจริงหรือไม่ สามารถอัญเชิญมาประทับให้คนในห้องส่งได้รู้เห็นเป็นพยานได้หรือไม่ และก็อย่างที่ใครๆ ก็คงนึกออกและบ้านเราก็มีรายการทำนองนี้ดาษดื่น ปมขัดแย้งคลาสสิกก็คือ ฝ่ายหนึ่งทั้งเชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาและเผยแพร่ความเชื่อและศรัทธานี้อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ขณะที่อีกฝ่าย อันได้แก่ ตัวละครที่ชื่อ Carmichael Haig (Ian Bliss) ผู้ซึ่งถูกนำเสนอในบุคลิกที่เย่อหยิ่ง หลงตัวเอง ชอบพูดจาเหน็บแนมถากถางคนอื่น และไม่แปลกที่ใครจะรู้สึกหมั่นไส้ ก็มองเห็นว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นปาหี่และการจัดฉากทั้งเพ และเขาพยายามจับผิดและเปิดโปงความกำมะลอ

 

 

ความฉลาดของบทภาพยนตร์ ได้แก่ การให้คนดูได้รู้เห็นเป็นพยานการปะทะกันของสองขั้วความเชื่อที่สวนทางและขัดแย้งอย่างไม่ลดราวาศอก จนกระทั่งราวๆ 15 นาทีหลังสุดนั่นแหละที่แต่ละคนคงต้องไปทบทวนเอาเองว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านการรับรู้ของพวกเราคืออะไร 

 

แน่นอน ประเด็นผีหรืออำนาจเหนือธรรมชาติมีจริงหรือไม่ ไม่ใช่แก่นสารที่คนทำภาพยนตร์บอกเล่า ขณะที่การอวดอ้างความเป็นภาพยนตร์แนว Found Footage ก็เป็นแง่มุมที่ถือสาหาความจริงจังไม่ได้ เพราะว่าไปแล้วคนทำภาพยนตร์ก็ ‘ถือวิสาสะ’ ใส่สีตีไข่ด้วยแท็กติกและกลวิธีต่างๆ นานา ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อความเข้มข้นและสนุกสนานเป็นสำคัญ

 

สุดท้ายแล้วมี 2-3 อย่างที่น่าพูดถึง อย่างแรกสุดก็คือ ชั้นเชิงในการบอกเล่า หนึ่งในฉากตื่นเต้นระทึกขวัญที่ล้ำค่ามากๆ คือตอนที่ Jack ขอให้ทีมงานในห้องส่งเล่นเทปย้อนหลังแบบเลื่อนภาพทีละเฟรม เพราะเขาคิดว่าแอบเห็นอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ และจังหวะในการยั่วล้อกับความคาดหวังและความอยากรู้อยากเห็นของคนดู ก็สร้างสภาวะการรอคอยที่สุดแสนจะทานทน หรือการสอดแทรกอารมณ์ขันในช่วงไคลแม็กซ์ท้ายเรื่องก็นับเป็นความกล้าหาญชาญชัย เมื่อตัวละครคนหนึ่งซึ่งไม่รู้จะต่อกรกับปีศาจร้ายอย่างไร เอ่ยประโยคไล่ผีของหลวงพ่อ Merrin จากภาพยนตร์เรื่อง The Exorcist ซึ่งไม่ได้ผลด้วยประการทั้งปวง กระนั้นก็ตาม วิธีการนำเสนอฉากดังกล่าวที่ดูสติแตกมากๆ ก็เป็นไปได้ว่าคนดูอาจจะไม่รู้ว่าตัวเองควรจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไร ระหว่างตื่นตระหนกหวาดผวากับหัวเราะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

 

 

การแสดงก็นับเป็นอีกส่วนหนึ่งที่สร้างบรรยากาศที่ขึงขังจริงจัง ดังที่กล่าว นักแสดงสมทบที่ชื่อ Ian Bliss ประสบความสำเร็จในการทำให้คนดูขัดหูขัดตากับคาแรกเตอร์นักจ้องจับผิดของเขาได้อย่างพร้อมเพรียง กระทั่งรู้สึกสมน้ำหน้าในตอนที่เจ้าตัวประสบเคราะห์กรรม 

 

ขณะที่ใครอีกคนหนึ่งที่เรารู้สึกได้ถึงความพิลึกกึกกือตั้งแต่แรกพบก็คือตัวละครที่ชื่อ Lilly (Ingrid Torelli) ผู้ซึ่งได้รับการแนะนำว่าเธอมีปีศาจร้ายสิงสู่อยู่ในเรือนร่าง และทั้งสายตาที่จ้องเขม็งมาที่กล้องในห้องส่ง (และคนดู) รวมถึงรอยยิ้มที่ซ่อนเลศนัยของตัวละคร ก็กลายเป็นภาพติดตาและสร้างความรู้สึกหลอกหลอนทีเดียว 

 

แต่คนสำคัญที่สุดของภาพยนตร์ทั้งเรื่องและการแสดงของเขาก็ช่างน่าทึ่งก็คือ David Dastmalchian ในบทพิธีกรที่ดูเป็นคนอ่อนไหว อ่อนโยน และที่แน่ๆ ไม่ได้มีบุคลิกแบบพิธีกรทอล์กโชว์ที่มักจะมองโลกด้วยสายตาเย้ยหยัน แดกดัน กระนั้นก็ตาม อีกด้านหนึ่งที่ภาพยนตร์ค่อยๆ เผยให้เห็น ทั้งเรื่องความยุ่งเกี่ยวกับลัทธิประหลาด และบางทีเขาอาจจะเป็นพวกขายวิญญาณหรือความสัมพันธ์พิเศษกับใครบางคน ก็ทำให้คนดูไว้เนื้อเชื่อใจตัวละครนี้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

 

พูดอย่างแฟร์ๆ ในความเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่มุ่งขายความอกสั่นขวัญแขวนและหลายช่วงก็กระตุกขวัญคนดูอย่างได้ผล ภาพยนตร์เรื่อง Late Night with the Devil ก็ยังนับว่าห่างชั้นจากภาพยนตร์ชั้นครูทั้งหลาย กระนั้นก็ตาม ส่วนผสมของความเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายและล้อเลียนเสียดสีก็ทำให้ภาพยนตร์ไม่ต้องแข่งขันในสนามใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด เต็มตัว 

 

ขณะที่เนื้อหาที่ว่าด้วยคนทำงานสื่อต้องงัดทุกกลเม็ดเพื่อดึงดูดความสนใจของคนดู ซึ่งใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์ยุค 1970 ก็คงจะนึกโยงไปถึงภาพยนตร์ปี 1976 เรื่อง Network ที่พิธีกรรายการโทรทัศน์ในภาพยนตร์เรื่องนั้นประกาศฆ่าตัวตายเพื่อเรียกเรตติ้ง ก็เป็นหัวข้อที่ไม่เคยตกยุคตกสมัยจริงๆ เพราะถึงแม้ว่าเรตติ้งจะไม่ใช่คำที่ร้อนแรงหรือศักดิ์สิทธิ์เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว และในยุคสื่อสังคมออนไลน์มันทดแทนด้วยการ ‘กดไลก์ กดแชร์ กดซับสไครบ์’ แต่ก็นั่นแหละ แนวรบไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

 

มองในแง่มุมนี้ คนผลิตสื่อ (รวมถึงคนเขียนด้วย) ที่ดูเหมือนความอยู่รอดของพวกเราผูกติดอยู่กับตัวเลข ก็น่าจะตกเป็นจำเลยกันถ้วนหน้า

 


Late Night with the Devil (2023)

ผู้กำกับ: Colin Cairnes และ Cameron Cairnes

นักแสดง: David Dastmalchian, Laura Gordon, Ian Bliss และ Ingrid Torelli ฯลฯ

The post Late Night with the Devil (2023) เชื่อมจิตโชว์ ภาพยนตร์สยองขวัญรุ่นไลต์เวตที่ต่อยสวย ฟุตเวิร์กแพรวพราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Furiosa: A Mad Max Saga (2024) แก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า ตำนานอีแตน เลือดนักสู้ https://thestandard.co/furiosa-a-mad-max-saga-2024/ Mon, 27 May 2024 10:12:34 +0000 https://thestandard.co/?p=938080

Mad Max: Fury Road (2015)   หนึ่งในความน่าสนุกและช […]

The post Furiosa: A Mad Max Saga (2024) แก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า ตำนานอีแตน เลือดนักสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Mad Max: Fury Road (2015)

 

หนึ่งในความน่าสนุกและชวนติดตามของหนังแอ็กชันขึ้นหิ้งเรื่อง Mad Max: Fury Road (2015) ของ George Miller นอกเหนือไปจากการออกแบบฉากไล่ล่าที่กระตุ้นให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านและคนดูหายใจหายคอแทบไม่ทัน ก็คือการออกแบบตัวละคร ซึ่งว่าไปแล้วเกือบทุกคาแรกเตอร์ไม่เพียงแค่ดูเสียสติหรือบ้าบอคอแตกในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ทว่าบุคลิกเหล่านั้นยังช่วยวาดให้คนดูได้เห็นสภาวการณ์ที่อารยธรรมล่มสลายได้อย่างเป็นรูปธรรม สมจริงสมจัง ข้อสำคัญเปี่ยมด้วยจินตนาการ

 

เรียงลำดับได้ตั้งแต่แก๊ง War Boys ที่รูปโฉมโนมพรรณเหมือนชนเผ่าผีตองเหลือง ขณะที่พฤติการณ์ลอบกัดและซุ่มโจมตีคล้ายคลึงกับฝูงลิงหัวโจกเมืองลพบุรี หรือหัวหน้าวายร้ายตัวฉกาจที่ชื่อ Immortan Joe แห่งอาณาจักร Citadel ที่รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนนักดนตรีวงเฮฟวีเมทัลตกยุค ที่ต้องสวมหน้ากากช่วยหายใจซึ่งถูกดีไซน์ได้อย่างอุจาดบาดตา และไหนยังมี ‘มือลีดกีตาร์เพลิง’ ผู้ซึ่งมองผิวเผินดูเหมือนไม่มีธุระอะไรในกองทัพปีศาจกลางทะเลทราย ส่วนกลุ่มนางในเพื่อการสืบพันธุ์ของจอมวายร้ายก็ดูเปราะบางอ่อนไหว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รวมถึงผิดที่ผิดทางมากๆ ในโลกที่สุดแสนหยาบกระด้างและรายล้อมด้วยอันตรายรอบด้าน

 

Charlize Theron – Mad Max: Fury Road (2015)

 

Anya Taylor-Joy – Furiosa: A Mad Max Saga (2024)

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลตัวละครที่โดดเด่นสะดุดตาทั้งในเชิงกายภาพ (สภาวะทุพพลภาพของตัวละครชวนคนดูจินตนาการถึงเหตุการณ์แสนสาหัสก่อนหน้านี้ที่เจ้าตัวต้องเผชิญ) ขณะที่บุคลิก หรืออีกนัยหนึ่งตื้นลึกหนาบางของตัวละคร ก็ทั้งชวนให้ฉงนสนเท่ห์และช่างน่าทึ่ง ก็คงหนีไม่พ้น Furiosa (Charlize Theron) ผู้ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นตัวละครสำคัญของ Mad Max: Fury Road แต่พูดได้ว่าเธอเป็นเจ้าของเรื่องที่บอกเล่าโดยตรง

 

ตั้งแต่ปมขัดแย้งที่ปะทุมาจากเหตุการณ์ที่เธอนำขบวนรถบรรทุกสินค้าแลกน้ำมันและกระสุนปืนเบี่ยงเบนออกนอกเส้นทาง และคนดูได้รับรู้ภายหลังว่าวาระแอบแฝงของตัวละครก็คือการหวนกลับไปดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม หรือที่เรียกว่า The Green Place ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าของเธอและเจ้าตัวต้องพลัดพรากจากมาในช่วงเยาว์วัย จนถึงการที่เธอค้นพบความจริงที่น่าสลดหดหู่ว่าดินแดนยูโทเปียดังกล่าวล่มสลายไปเรียบร้อยแล้ว และโคตรเหง้าศักราชของเธอก็ล้มหายตายจากไปเกือบหมด ขณะที่ตอนจบของ Mad Max: Fury Road ก็ยังลงเอยทำนองว่าเธอและสาวงามคงจะช่วยกันฟื้นฟู Citadel ให้กลายเป็น The Green Place สาขาสอง

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของการสร้างคาแรกเตอร์ที่น่าจดจำนี้ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงอย่างเข้าถึงบทบาทของ Charlize Theron และคนดูทั้งเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในความมีเลือดมีเนื้อและพร้อมจะล่มหัวจมท้ายไปกับตัวละคร หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นมากๆ นอกจากความคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมง คือความเฉลียวฉลาด แต่ขณะเดียวกันก็เก็บงำความรู้สึก เธอแสดงออกเพียงเล็กน้อย ทว่าข้างในดูเหมือนวางแผนและประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา

 

 

โดยปริยายความพิเศษและเป็นเอกเทศของคาแรกเตอร์นี้นำพาให้ใครก็ตามที่มารับช่วงต่อต้องพบกับความยากลำบากในแง่ของการยอมรับแน่ๆ แต่ก็นั่นแหละ การแคสต์ Anya Taylor-Joy ถือเป็นการเลือกที่สะท้อนวิสัยทัศน์แหลมคม แม้ว่าในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ Anya Taylor-Joy ก็สอบผ่านฉลุยในการสร้างตัวละคร Furiosa ในแบบฉบับของเธอ โดยเฉพาะบุคลิกที่เงียบขรึม แต่ลึกๆ สั่งสมไว้ด้วยความโกรธแค้นเดือดดาล อีกทั้งแววตาที่แข็งกร้าวดุดันของตัวละครก็ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขาม และมันแทบจะหลอมละลายใครก็ตามที่ถูกจ้องมอง

 

อย่างที่แฟนๆ หนังชุด Mad Max คงรับรู้รับทราบ หนังเรื่อง Furiosa: A Mad Max Saga ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ ‘Max ผู้บ้าคลั่ง’ อีกต่อไป และมันย้อนกลับไปเล่าสิ่งที่เรียกว่าเป็น Backstory ของ Furiosa หรือมองในอีกแง่หนึ่ง มันคือ The Making of Furiosa ก่อนที่เธอจะกลายมาเป็นตัวละครที่ทนแดดทนฝน และดูเหมือนไม่มีอะไรทำให้เธอหวั่นไหวสะทกสะท้านได้อีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้ไม่มากไม่น้อย นอกเหนือจากความเป็นหนังแอ็กชันระห่ำเดือดแล้ว Furiosa: A Mad Max Saga ก็เป็นหนังแนวศึกษาบุคลิกตัวละครได้เหมือนกัน และว่าไปแล้วเป้าประสงค์ของการแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นห้าบท ซึ่งนับเป็นแท็กติกที่ผิดแผกแตกต่างจาก Mad Max: Fury Road ที่เดินเรื่องเป็นเส้นตรงมากๆ ก็คือการแจกแจงให้คนดูได้มองเห็นและร่วมอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ เติบโต เปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่ง ‘เกิดใหม่’ ของตัวละคร

 

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ สองบทแรกของหนังบอกเล่าสิ่งที่เรียกว่าเป็นต้นสายปลายเหตุ รวมทั้งยังกำหนดเงื่อนไขเริ่มต้นสำคัญ อันได้แก่ การที่เด็กหญิงถูกแก๊งมอเตอร์ไซค์วายร้ายลักพาตัวจาก ‘ดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม’ และคนที่บุกตะลุยออกไปช่วยเหลือแบบฉายเดี่ยวก็คือแม่ของเธอ (Charlee Fraser) ซึ่งโชว์ให้เห็นทักษะและฝีไม้ลายมือในการกำราบเหล่าลูกสมุนของหัวโจกตัวฉกาจที่ชื่อ Dementus (Chris Hemsworth) จนเกือบจะหมอบราบคาบแก้ว และทีละน้อยคนดูก็สันนิษฐานได้ไม่ยากว่าในท้ายที่สุดแล้ว Furiosa รับมอบพันธุกรรมนักรบที่กร้าวแกร่งห้าวหาญมาจากใคร กระนั้นก็ตามปมเรื่องหลักอาจสรุปได้เป็นสองส่วนด้วยกัน

 

หนึ่งก็คือการที่ Furiosa ตกปากรับคำแม่ของเธอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องหาทางกลับบ้านให้ได้ และปกปักรักษาดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม (นั่นเป็นที่มาของการสักลายแทง The Green Place ซึ่งถือเป็นสถานที่ลี้ลับ ลงบนท้องแขนข้างซ้ายของตัวละคร และเมื่อมันถูกตัดทิ้ง (ดังที่คนดูรู้อยู่แล้ว) ความมุ่งมาดปรารถนาของตัวละครก็พลอยหลุดลอย และสอง การแก้แค้น Dementus ผู้ซึ่งพูดได้ว่าเป็นต้นตอของเรื่องยุ่งยากทั้งมวล และสร้างปมแห่งความเจ็บปวดคับแค้นอย่างแสนสาหัสให้กับตัวละคร

 

 

ข้อสังเกตส่วนตัวที่ผุดขึ้นในระหว่างสำรวจเส้นเรื่องนี้ก็คือ สมมติเล่นๆ ว่าถ้าเราลองเอาเงื่อนไขของความเป็นดิสโทเปียออกไปจากสมการสักพัก ชีวิตอันแสนระหกระเหินเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาของ Furiosa ก็เป็นส่วนผสมของนางเอกหนังและนิยายน้ำเน่าที่เราคุ้นเคยนั่นเอง ตั้งแต่ชีวิตที่เหมือนตกจากสรวงสวรรค์ของตัวละครด้วยเหตุไม่คาดฝัน และต้องเผชิญความอำมหิตจากพ่อเลี้ยงใจร้าย ซึ่งพยายามฟูมฟักให้เด็กหญิงเป็นทายาทอสูรโดยชอบธรรม แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ถูกขายไปเป็นนางบำเรอของเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลอีกราย ก่อนที่หญิงสาวจะเอาตัวรอดด้วยการปลอมเป็นผู้ชาย จากนั้นเธอดูเหมือนจะพบรักกับชายหนุ่มในฝัน ทว่าชะตาชีวิตก็เล่นตลกให้ตัวละครต้องกลับพบเจอกับพ่อเลี้ยงใจร้ายอีกครั้ง ซึ่งจดจำลูกเลี้ยงตัวเองไม่ได้แล้ว และเนื้อหาหลังจากนั้นก็ขมวดไปสู่บทสรุปที่ไม่ได้อยู่เหนือการคาดเดา แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังอุตส่าห์ปกคลุมไว้ด้วยความขมุกขมัว หม่นมืด และวิปริตพิสดาร

 

ไม่ว่าโครงเรื่องของ Furiosa: A Mad Max Saga จะถูกเล่าซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน แง่มุมที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือบท​ Dementus ของ Chris Hemsworth ที่ฉีกตัวเองจากกับดักของบุคลิกเหล่าร้ายที่แสนจำเจ ที่แน่ๆ เขาไม่ดูแข็งกระด้าง บ้าอำนาจ และดูเป็นภูตผีปีศาจเหมือนกับ Immortan Joe และบุคลิกที่โดดเด่นของตัวละครก็สมชื่อ นั่นคือความเสียสติ วิปลาส อันส่งผลให้อารมณ์ขันและความกระหายเลือดแทบจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อที่น่าครุ่นคิดก็คือบุคลิกจอมวางแผนและแท็กติกในการต่อสู้ที่สะท้อนไหวพริบปฏิภาณของ Dementus ก็น่าจะเป็นแง่มุมที่ Furiosa เรียนรู้และซึมซับด้วยเหมือนกัน ขณะที่อีกส่วนที่ลืมไม่ลงก็คือการออกแบบราชรถแบบโรมันของตัวละคร ซึ่งแทนที่จะเทียมไว้ด้วยม้าจริงๆ กลับเป็นมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์ 3 คัน ซึ่งมันทั้งดูตลก ประหลาด และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนของตัวละคร

 

 

แต่ถ้าพูดอย่างไม่อ้อมค้อม Furiosa: A Mad Max Saga ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับ Mad Max: Fury Road ซึ่งต้องถือเป็นหนังแอ็กชันที่ทั้งเข้มข้นและจัดจ้านที่สุดของศตวรรษที่ 21 แต่ว่ากันตามจริงหนังแอ็กชันเรื่องไหนก็เอาไปเปรียบกับ Mad Max: Fury Road ไม่ได้ และไหนๆ ก็ออกตัวไปแล้วก็คงต้องบอกว่าบรรดาฉากไล่ล่า ฉากต่อสู้ขับเคี่ยว และฉากเสี่ยงตายของ Furiosa: A Mad Max Saga ก็ยังคงเล่นงานคนดูอยู่หมัดเหมือนเดิม ทั้งในแง่ของการออกแบบและจัดวางการเคลื่อนไหวของทั้งกล้องและตัวละคร การถ่ายทำที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และดึงดูดการรับรู้ของคนดู การลำดับภาพที่ร้อยเรียงให้เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องลื่นไหล และยังสอดแทรกไว้ด้วยลูกล่อลูกชน

 

ฉากหนึ่งที่ George Miller เล่าเรื่องได้เก่งกาจ แต่ขณะเดียวกันประหยัดถ้อยคำมากๆ อยู่ราวๆ ครึ่งค่อนชั่วโมงแรกที่ Dementus จัดการให้ลูกน้องไฮแจ็กรถขนส่งน้ำมันจากเมืองแก๊สทาวน์ ซึ่งแทนที่หนังจะจับภาพในระยะใกล้และตัดสลับไปมาเพื่อแสดงแอ็กชันและรีแอ็กชันระหว่างคนปล้นกับคนถูกปล้น กลับนำเสนอด้วยภาพไกลสุดขอบฟ้าในลักษณะที่เป็นมุมมองของ Dementus และเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว คนดูอาจไม่ตื่นเต้นกับการซุ่มโจมตีครั้งนี้ แต่นี่เป็นฉากที่บ่งบอกถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมและความเจ้าเล่ห์แสนกลของตัวละคร

 

 

อีกหนึ่งอย่างซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของ Furiosa: A Mad Max Saga ก็คือฉากรถบรรทุกสัมภาระของตัวละครที่ชื่อ Praetorian Jack (ซึ่ง Furiosa แอบซ่อนอยู่ใต้ท้องรถ) ถูกจู่โจม และในขณะที่สถานการณ์ดูสับสนอลหม่านทีเดียวเพราะผู้ร้ายมาจากทุกทิศทาง ทว่าความแม่นยำและแยบยลในการบอกเล่าด้วยกลวิธีนานัปการของ George Miller ก็ดลบันดาลให้แอ็กชันที่ดูเหลือเชื่อ กระทั่งเป็นไปไม่ได้ กลับดูขึงขังจริงจังและโน้มน้าวชักจูง และสิ่งที่ต้องหมายเหตุ ณ ที่นี้ก็คือหนังของ George Miller ไม่เคยละเมิดกฎแรงโน้มถ่วงของ Isaac Newton อันส่งผลให้บรรดาฉากสตันท์และฉากผาดโผนทั้งหลายไม่เคยดูเหลวไหลไร้สาระเหมือนกับหนังแข่งรถตระกูล Fast ที่นับวันยิ่งดูโง่เขลาเบาปัญญามากขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลที่ต้องระบุทิ้งท้ายก็คือ ปีนี้ George Miller อายุ 79 ปี แต่ประมวลจากความดุเดือดเลือดพล่านของสิ่งที่บอกเล่าทั้งใน Mad Max: Fury Road และ Furiosa: A Mad Max Saga ไม่มีตรงไหนที่บอกถึงวัยที่ร่วงโรย และอายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ หรือว่าไปแล้วนี่เป็นหนังที่สร้างด้วยสปิริตเดียวกันกับของคนหนุ่มที่สร้างหนังเรื่อง Mad Max เมื่อ 45 ปีก่อนหน้านั้น และนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน ‘คนหนุ่ม’ วัยเกือบ 80 ปีผู้นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่ฝีไม้ลายมือแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

 


 

Furiosa: A Mad Max Saga

กำกับ: George Miller

ผู้แสดง: Anya Taylor-Joy, Chris Hemsworth, Tom Burke, Alyla Browne

 


 

The post Furiosa: A Mad Max Saga (2024) แก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า ตำนานอีแตน เลือดนักสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Zone of Interest (2023) สุขาวดีของปีศาจร้าย https://thestandard.co/the-zone-of-interest/ Mon, 04 Mar 2024 10:41:34 +0000 https://thestandard.co/?p=907002 The Zone of Interest

The Zone of Interest ผลงานกำกับของ Jonathan Glazer เป็น […]

The post The Zone of Interest (2023) สุขาวดีของปีศาจร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Zone of Interest

The Zone of Interest ผลงานกำกับของ Jonathan Glazer เป็นหนังเรื่องที่ ‘นับไม่ถ้วน’ ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ที่ทั้งน่าทึ่งและเหลือเชื่อก็คือ มันกลับเป็นหนังที่ ‘Original’ มากๆ หรืออีกนัยหนึ่ง มันสดใหม่ เป็นตัวเอง ไม่มีใครเหมือน ไม่เหมือนใครทั้งในแง่เนื้อหาและกลวิธีการนำเสนอ ข้อสำคัญคือ ทั้งสองส่วนนี้ยังหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างชนิดแบ่งแยกจากกันไม่ได้

 

หมายความว่า ด้วยเนื้อหาแบบนี้ ถ้าหากไม่ได้นำเสนอ ‘แบบนี้’ ก็น่าสงสัยว่าคนดูจะสัมผัสได้ถึงความเมินเฉยและเยียบเย็นอย่างที่คนทำหนังเจตนาจะสื่อสารได้หรือไม่ อย่างไร กลับกัน ลำพังการนำเสนอแบบนี้ อันได้แก่ การเว้นระยะห่างแบบหลายช่วงแขนระหว่างคนดูกับตัวละคร ก็คงจะใช้การไม่ได้กับ ‘เนื้อหาอะไรก็ได้’ และในแง่หนึ่ง วิธีการดังกล่าวก็เชื้อชวนคนดูมุ่งศึกษาตัวละครในมิติมานุษยวิทยา ทั้งในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์กับสภาพแวดล้อม และเหนือสิ่งอื่นใด มนุษย์กับระบบที่ครอบงำหรือปิดกั้นสัมปชัญญะและสามัญสำนึก

 

กระนั้นก็ตาม สมมติเราจะมองข้ามเนื้อหาในส่วนที่พูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวไปสักพัก เส้นเรื่องจริงๆ ของ The Zone of Interest ก็นับว่าผอมบาง และปมขัดแย้งก็ไม่ได้โดดเด่นหรือจะเรียกว่าจืดชืดก็ได้ อันได้แก่ เรื่องครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูกๆ 5 คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวสองชั้นหลายห้องนอนซึ่งองค์กรที่ตัวสามีสังกัดอยู่เป็นฝ่ายจัดหาให้ และพื้นที่ข้างๆ ของบ้านเป็นสวนดอกไม้นานาชนิด รวมไปถึงแปลงพืชผักสวนครัวที่ได้รับการดูแลประคบประหงมอย่างเอาใจใส่ ตรงกลางเป็นสระน้ำเล็กๆ พร้อมสไลเดอร์ และเห็นได้ชัดว่าฝ่ายภรรยาปิดบังความภูมิอกภูมิใจในผลงานชิ้นโบแดงของเธอได้มิดชิด อีกทั้งความใฝ่ฝันสูงสุดของเธอก็คือ การได้ลงหลักปักฐาน ณ บ้านหลังนี้ และใช้ชีวิตหลังหน้าที่การงานของสามีสิ้นสุดลงในฐานะชาวไร่ชาวสวนอย่างมีความสุขตลอดไป

 

ขณะที่ฝ่ายสามีก็เป็นคนอุทิศทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานแบบหามรุ่งหามค่ำ และภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็ยิ่งบีบรัดมากขึ้นจนแทบไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ฉากเล็กๆ ช่วงท้ายเรื่องบอกให้รู้ว่า เขาไม่ได้เป็นมดงานที่ขยันขันแข็งเพียงหนึ่งเดียวในสนามแข่งขันที่น่าจะดุเดือดเข้มข้นขององค์กร และบางทีนั่นทำให้เขาต้องพยายามให้หนักมากขึ้น เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน และสานฝันของภรรยาที่จะได้ใช้ชีวิต ณ ‘สวนเอเดนขนาดย่อม’ ของเธอไปแสนนาน 

 

ข้อน่าสังเกตบางประการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ก็คือ ทั้งสองนอนกันคนละเตียง และในขณะที่คนดูไม่ได้รู้สึกถึงความระหองระแหง แต่ก็น่าสงสัยว่าชีวิตเซ็กซ์ของคนทั้งสองคงจะไม่ค่อย ‘แอ็กทีฟ’ แล้ว และหนังให้เห็นว่าฝ่ายชายมีวิธีการปลดเปลื้องความใคร่กับคนที่อยู่ใต้อาณัติ ซึ่งว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์หรือส่งผลในเชิงดราม่าแต่อย่างใด

 

ถึงที่สุดแล้วปมขัดแย้งหลักของเรื่องจึงเหลือเพียงแค่เหตุการณ์ที่สามีถูกเบื้องบนสั่งย้ายจากหน่วยงานที่เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมาตั้งแต่ต้น ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็คือ การประเคนความสำเร็จที่อุตส่าห์ปลุกปั้นด้วยความเหนื่อยยากให้กับคนที่มาใหม่นั่นเอง และเป็นสิ่งที่เจ้าตัวไม่เห็นด้วย ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเมื่อฝ่ายภรรยาบอกว่าเธอไม่ยอมย้าย และกดดันสามีให้วิ่งเต้นให้เธอและลูกๆ ยังคงได้อาศัย ณ บ้านพักขององค์กรแห่งนี้ต่อไป ซึ่งถ้าหากไม่เป็นการเปิดเผยเนื้อหามากนัก เรื่องยุ่งยากนี้คลี่คลายในหนทางที่ตัวละครสมปรารถนา

 

แต่ก็นั่นแหละ พล็อตที่แสนธรรมดาและดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยก็กลับเขย่าขวัญสั่นประสาทคนดูอย่างสุดขีดคลั่ง เมื่อถูกนำไปผนึกเข้ากับฉากหลัง อันได้แก่ ค่ายแห่งความตายที่เมืองเอาช์วิทซ์ ซึ่งเป็นสถานที่ฆ่าคนยิวมากกว่าหนึ่งล้านคน

 

พูดง่ายๆ บ้านเดี่ยวสองชั้นหลายห้องนอนที่เอ่ยถึงข้างต้นตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพงค่ายกักกันชาวยิว และคนดูรับรู้ความสยดสยองของการฆ่าแกงผ่านเสียงกรีดร้องสลับกับกระสุนปืนที่ลอยตามลมมาให้ได้ยินเป็นระยะ และผ่านกลุ่มควันดำที่พวยพุ่งจากปล่องไฟของเตาเผาศพที่ดูเหมือนทำงานทั้งวันทั้งคืน

 

ขณะที่ตัวละครที่เป็นสามีที่ได้อ้างข้างต้น อันได้แก่ Rudolf Höss (Christian Friedel) ผู้บังคับการค่ายที่แสนโหดเหี้ยมและมีตัวตนอยู่จริง ตลกร้ายที่หัวเราะไม่ออกก็คือ ความเป็นคน ‘Workaholic’ หรือโหมงานหนักของ Rudolf ซึ่งน่าจะเป็นคุณสมบัติที่น่าชื่นชมยกย่อง กลับหมายถึงการอุทิศทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้กับการสังหารหมู่เหล่านักโทษในค่ายกักกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ขณะที่ภรรยาที่ชื่อ Hedwig (Sandra Hüller) ก็เป็นตัวละครที่น่าขยะแขยงและสะอิดสะเอียนพอกัน ทั้งพฤติกรรมเพิกเฉยและทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นต่อเรื่องสยดสยอง ณ อีกฟากหนึ่งของกำแพงบ้าน หรือจะว่าไปแล้วเธอก็เสวยสุขอยู่บนกองซากศพของคนยิวนั่นเอง ทว่าในทางตรงข้าม เจ้าตัวกลับโวยวายและตีโพยตีพายราวกับจะเป็นจะตายเมื่อรู้ว่าเธอและลูกๆ อาจจะต้องระเห็จไปจากคฤหาสน์เปี่ยมสุขแห่งนี้

 

 

ขณะที่ฉากเงียบๆ ที่เธอลองสวมใส่เสื้อขนสัตว์ ซึ่งแรงงานในค่ายกักกันนำมามอบให้ ทำนองว่ามันพอดีตัวหรือว่าต้องส่งแก้ บ่งบอกถึงความเหี้ยมเกรียมและเลือดเย็นของตัวละครโดยไม่ต้องพึ่งพาบทพูดแต่อย่างใด (เพราะเรารู้โดยอ้อมว่าเจ้าของเสื้อตัวจริงคงจะกลายเป็นเถ้าธุลีในกระแสลมไปเรียบร้อยแล้ว) ส่วนฉากที่ Hedwig แสดงออกอย่างปลาบปลื้มกับฉายาที่สามีตั้งให้ว่าเธอคือ ‘ราชินีแห่งเอาช์วิทซ์’ ก็กลายเป็นความขันขื่นที่บาดลึกในความรู้สึกคนดูอย่างสาหัสสากรรจ์

 

และอย่างที่เกริ่นตอนแรก วิธีการบอกเล่าของ Jonathan Glazer ทำให้หนังเรื่อง The Zone of Interest กลายเป็น ‘เขตแดนที่น่าสนใจและชวนให้ครุ่นคิด’ ตรงตัวตามชื่อหนังขึ้นมาจริงๆ พูดง่ายๆ ว่านี่ไม่ใช่หนังที่เล่าเรื่องตามแบบแผนที่คุ้นเคยผ่านการใช้ภาพไกล-ภาพใกล้ แอ็กชัน-รีแอ็กชัน หรือการลำดับภาพที่ต่อเนื่อง ลื่นไหล ด้วยจุดประสงค์เพื่อโน้มน้าวชักจูงผู้ชม 

 

แต่วิธีที่ Jonathan Glazer ใช้คือ การนำกล้องราวสิบตัวซ่อนไว้ ณ จุดต่างๆ ภายในและภายนอกตัวบ้านในลักษณะเดียวกับรายการโทรทัศน์แนวเรียลิตี้ (เขาเรียกว่ามันคือ Big Brother ของบ้านนาซี) และปล่อยให้นักแสดงสวมบทบาทของตัวเองในแต่ละซีนอย่างต่อเนื่อง ก็เปลี่ยนสถานะของคนดูจากกองเชียร์หรือกองแช่ง กลายเป็นผู้สังเกตการณ์วงนอก และวิธีการของ Jonathan Glazer ที่เฝ้ามองโน่นนี่แบบไม่ชวนคนดูถลำลึกไปผูกพันหรือเกี่ยวข้อง ก็เปิดโอกาสให้พวกเราได้สำรวจ ศึกษา และจับจ้อง ตัวละครอย่างครุ่นคิดพินิจนึกมากขึ้น

 

2-3 อย่างที่สรุปได้ก็คือ Rudolf เป็นคนแห้งแล้ง เย็นชา และตลอดทั้งเรื่องเราแทบจะไม่เคยเห็นเขาแสดงความรู้สึกใดๆ ยกเว้นฉากที่เขาร่ำลาม้าตัวโปรดที่เขาผูกพัน แต่ก็นั่นแหละ ความไร้อารมณ์ของทั้งตัวละครและวิธีการที่หนังใช้บอกเล่ากลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม 

 

ฉากที่ Rudolf นั่งฟังนักธุรกิจสองคนที่มานำเสนอระบบเตาเผาแบบใหม่ ซึ่งนอกจากจะสามารถ ‘โหลด’ สิ่งที่ต้องการเผาได้คราวละมากๆ ยังคลายความร้อนได้รวดเร็ว แถมยังทำงานแบบสับเปลี่ยนกับอีกเตาที่ตั้งอยู่อีกฟาก อันส่งผลให้เผาได้เรื่อยๆ แบบไม่ต้องหยุดพัก เป็นช่วงเวลาที่เหมือนกับจะน่าเบื่อ เพราะบรรยากาศการพูดคุยดูเป็นงานเป็นการ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มันกลับเป็นฉากที่หนักหน่วงและรุนแรงในทางความรู้สึกมากๆ เพราะทั้งคนดูและตัวละครรู้แก่ใจดีว่า นี่ไม่ใช่เรื่องขั้นตอนการทำงานของระบบเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ ทว่ามันคือชั่วโมงที่หม่นมืดที่สุดของมนุษยชาติ

 

ว่าไปแล้ว ถ้อยคำของ Hannah Arendt นักปรัชญาชาวเยอรมันเชื้อสายยิว เรื่อง Banality of Evil หรือ ความเฉยชาต่อระบบอันชั่วร้าย สามารถใช้อธิบายสถานการณ์ข้างต้น รวมไปถึงปรากฏการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้อย่างดิบดี เพราะในขณะที่คนระดับปฏิบัติการอ้างได้ว่าพวกเขาเพียงแค่รับคำสั่งจากเบื้องบน และถ้าหากจะต้องรับผิดชอบ น้ำหนักความผิดบาปก็น่าจะบางเบา แต่ก็นั่นแหละ ฮิตเลอร์และพวกฆ่าคน 6 ล้านคนด้วยสองมือสองเท้าของตัวเองไม่ได้ถ้าหากระดับล่างๆ ไม่ตอบสนองนโยบายและความเฉยชาต่อระบบอันชั่วร้าย (อย่างเช่น เซลส์แมนขายเตาเผาศพสองคนนั้น) เป็นเครื่องมืออันวิเศษที่ทำให้ฝันเปียกของฮิตเลอร์เป็นจริง

 

แต่ข้อน่าสงสัยก็คือ เราใช้วลี Banality of Evil อธิบายตัวละครอย่าง Rudolf (หรือรวม Hedwig ด้วย) ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด เพราะจนแล้วจนรอดเขาและภรรยาก็ไม่ได้อยู่ในภาวะจำนนหรือจำยอมเสียทีเดียว และมีช่วงเวลาที่เราได้เห็น Free Will หรือ ‘การเลือก’ ของตัวละคร อันได้แก่ ฉากที่ Rudolf พาลูกๆ ไปเล่นน้ำในลำคลองสายเล็กๆ ข้างค่ายกักกัน ก่อนจะพบว่ามันปนเปื้อนด้วยเถ้าธุลีจากเตาเผาศพ และนั่นคือตอนท่ีเขารีบพาลูกกลับบ้านอย่างเร่งด่วนและจัดการให้ขัดเนื้อตัวเด็กๆ เพื่อกำจัด ‘เสนียดจัญไร’ ออกจากร่างกาย ความสกปรกทางกายภาพก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่เป็นฉากที่ตอกย้ำทัศนคติของตัวละครทำนองว่า เขามองเห็นยิวเป็นเหมือนกับเชื้อโรค

 

หรืออีกฉากที่น่าจะสื่อความหมายคล้ายคลึงกัน ได้แก่ ตอนที่หนังให้เห็นว่า Rudolf ในชุด ‘สีขาว’ ชำระล้างอวัยวะเพศของตัวเองอย่างระมัดระวังหลังจากมีเซ็กซ์กับหญิงชาวยิว (?) ประมวลจากการ ‘เลือก’ เนื้อหาปลีกย่อยนี้มาบอกเล่า ก็ชวนให้อดสงสัยไม่ได้ว่า นี่อาจไม่ได้เป็นแค่การรักษาความสะอาดในทางเนื้อหนังเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวโยงกับการพยายามรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ตัวเองด้วยหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่สรุปได้แน่ๆ ก็คือ Rudolf ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฟันเฟืองของระบบ แต่เขามีจุดยืนและมีอุดมการณ์ทางความคิดเป็นของตัวเอง

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ ความท้าทายในแง่ของ Form หรือรูปแบบการนำเสนอของ Jonathan Glazer ยังไปไกลเกินกว่าวิธีการแบบเรียลิตี้ทีวี ลักษณะเด่นอีกอย่างก็คือ แท็กติกแบบหนังทดลอง ทั้งการแทรกฉากที่ดูผิวเผินแล้วแทบไม่ปะติดปะต่อกับสิ่งที่หนังบอกเล่า อีกทั้งแปลกตาในแง่ของภาพ (เช่น ฉาก Night Vision ของเด็กสาวที่ลักลอบนำผลไม้ไปวางไว้ตามทางเพื่อให้นักโทษเก็บกิน) หรือบางครั้งก็เป็นช็อตที่ทำงานกับ ‘ผัสสะ’ ของคนดูโดยตรง (ภาพโคสสอัพดอกไม้ที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงแสบตา) หรือเสียงดนตรีของ Mica Levi ที่คุกคามโสตประสาทคนดูอย่างไม่บันยะบันยัง ทั้งหมดทั้งมวลนำพาให้ต้องย้อนกลับไปยืนยันความเห็นข้างต้นว่า มันสร้างรสชาติแปลกใหม่ให้กับเรื่องที่ถูกผลิตซ้ำได้อย่างน่าทึ่ง 

 

เหนือสิ่งอื่นใด กลวิธีดังกล่าวเหมือนกับกระทุ้งคนดูให้ต้องย้อนกลับมาทบทวนตัวเองว่า พวกเราเป็นส่วนหนึ่งของความเฉยชาต่อระบบอันชั่วร้ายหรือไม่ อย่างไร เราได้ยินเสียงกรีดร้องของคนที่ถูกกดขี่ เหยียบย่ำ จากอีกฟากหนึ่งของกำแพง หรือเสียงของคนที่ถูกคุมขัง เพราะถูกยัดเยียดข้อหาที่คับแคบและไม่เป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร 

 

ลองเทียบบัญญัติไตรยางศ์ดูแล้ว สิ่งที่บอกเล่าในหนังเรื่อง The Zone of Interest ก็ไปไกลแสนไกลเกินกว่าเรื่องของนาซี ยิว และค่ายกักกัน

 

The Zone of Interest (2023)

กำกับ: Jonathan Glazer

นำแสดง: Christian Friedel, Sandra Hüller

 

The post The Zone of Interest (2023) สุขาวดีของปีศาจร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Perfect Days (2023) สุนทรียศาสตร์ของคนขัดส้วม https://thestandard.co/opinion-perfect-days/ Thu, 01 Feb 2024 09:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=894808

เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ชมขาจร หนังเรื่อง Perfect Days […]

The post Perfect Days (2023) สุนทรียศาสตร์ของคนขัดส้วม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ชมขาจร หนังเรื่อง Perfect Days ของผู้กำกับเยอรมันชั้นครู Wim Wenders ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังนานาชาติ และในบรรดาหนังที่ถูกส่งเข้าประกวดจาก 92 ประเทศ (รวมถึง เพื่อน(ไม่)สนิท จากเมืองไทย) ผลปรากฏว่าหนังเรื่อง Perfect Days ได้รับโหวตให้เข้ารอบ 1 ใน 5 เรื่องสุดท้าย ซึ่งไม่ว่าชื่อของหนังจะถูกประกาศบนเวทีหรือไม่ มันก็เป็นชัยชนะที่สมควรปรบมือให้ในหลายมิติด้วยกัน นั่นรวมถึงการที่สมาคมผู้อำนวยการสร้างของญี่ปุ่นคัดเลือกหนังเรื่องนี้ในฐานะตัวแทนประเทศตั้งแต่ต้น

 

เพราะถ้าหากจะโยนเรื่องชาตินิยมทิ้งไปก่อน นี่เป็นปีที่หนังญี่ปุ่นแข็งแกร่งจริงๆ ด้วยผลงานของคนทำหนังสำคัญหลายเรื่อง เรียงตั้งแต่ The Boy and the Heron ของ Hayao Miyazaki, Monster ของ Hirokazu Koreeda, Evil Does Not Exist ของ Ryusuke Hamaguchi (ซึ่งอาจไม่เข้าเกณฑ์ในแง่ของวันฉาย) ขณะที่ Godzilla Minus One ของ Takashi Yamazaki (ผู้กำกับ Always: Sunset on Third Street) ก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์อย่างล้นหลามทีเดียว 

 

หรือพูดอย่างย่นย่อ ถึงแม้ Perfect Days จะชนะรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด นั่นก็ไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีภาษีหรือแต้มต่อเหนือกว่าหนังที่อ้างถึงข้างต้น (ซึ่งก็ล้วนไปได้สวยในเทศกาลหนังและเสียงวิจารณ์เช่นกัน) เป็นไปได้ว่าสมมติว่า Perfect Days ไม่ถูกเลือกก็คงจะไม่มีใครว่าอะไร

 

 

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ความห่วงกังวลเรื่องผู้กำกับเป็นคนต่างชาติ (ซึ่งจะมาเข้าใจความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างไร) ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ใครทึกทักไปเอง และเป็นตัว Wenders นั่นเองที่ตั้งคำถามในเชิงท้าทายคนดูรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังแห่งกรุงโตเกียวว่า หลังจากที่ทั้งหมดดูหนังจบแล้ว พวกเขายังจะคิดว่านี่เป็นหนังที่ชาวเยอรมันเป็นคนสร้างหรือไม่ เพราะเจ้าตัวบอกด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาค้นพบระหว่างการทำหนังเรื่องนี้ก็คือจิตวิญญาณของความเป็นญี่ปุ่น 

 

ฟังผิวเผินก็ดูเหมือนยาหอมที่ Wenders พูดเอาใจเจ้าภาพและไม่ต้องถือสาหาความ แต่ใครที่ติดตามดูหนังของ Wenders มาอย่างต่อเนื่องก็จะพบอย่างไม่มีวันผิดพลาดว่า คนทำหนังที่มีอิทธิพลทั้งในแง่ของความคิดและสไตล์การนำเสนออย่างเหลือล้นก็คือ Yasujiro Ozu และหนังสารคดีเรื่อง Tokyo-Ga (1985) ของ Wenders ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนให้เสียงบรรยาย ก็ไม่เพียงพาคนดูไปสำรวจสถานที่ต่างๆ ในกรุงโตเกียวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฉากหลังในหนังของ Ozu หลายเรื่อง ทว่าเสียงรำพึงรำพันของเขาเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้ก็ฟังดูเหมือนคนที่กำลังเสาะแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า ‘Japanese Soul’  

 

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ความเป็นญี่ปุ่น หรือเยอรมัน หรือสัญชาติอะไรก็แล้วแต่ ก็อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเอาเข้าจริงๆ ในมุมมองของ Wenders ภาพยนตร์สำหรับเขาไม่เคยมีสัญชาติ (“For me, cinema has never been a national story”) และหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่าพูดถึงความเป็นมนุษย์ที่เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไม่มีความหมายจริงๆ จังๆ 

 

 

โดยปริยาย ฉากหลังของ Perfect Days อาจจะได้กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทว่าเนื้อแท้ของหนังก็คลับคล้ายจะเป็นการชวนคนดูสนทนาธรรมเกี่ยวกับชีวิต ความสุข ความทุกข์ คุณค่า และแก่นแท้ของมัน ซึ่งเกี่ยวโยงกับผู้คนไม่ว่าพวกเราจะซุกตัวอยู่มุมไหนของโลก และทั้งหมดของแง่มุมที่น่าครุ่นคิดก็ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในการรับรู้ของเราทีละเล็กละน้อยด้วยท่าทีการนำเสนอที่อ่อนไหวและอ่อนโยน สำรวมและถ่อมตน

 

หรือเปรียบไปแล้ว Wenders ก็เป็นเหมือนกับ ‘เซนมาสเตอร์’ ผู้ซึ่งสอดแทรกปรัชญาชีวิตที่ล้ำลึกผ่านปริศนาธรรมที่สุดแสนเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ อันได้แก่ ชีวิตทุกเมื่อเชื่อวันของพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะในกรุงโตเกียวที่ชื่อ Hirayama (Koji Yakusho) ผู้ซึ่งน่าสังเกตว่าเกือบครึ่งค่อนเรื่องของหนังก็ว่าได้ที่คนดูแทบจะไม่ได้ยินสุ้มเสียงของตัวละคร 

 

และตลอดช่วงเวลาทั้งหมดของหนังซึ่งกินเวลาฉาย 2 ชั่วโมง คนดูถูกกำหนดให้จดจ่ออยู่กับกิจวัตรที่คล้ายกันแทบทุกวันของชายวัยกลางคน ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า รดน้ำต้นไม้ในกระถางเล็กๆ นอกหน้าต่าง เปิดประตูบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มรับวันใหม่ ขับรถตู้ขนาดกะทัดรัดตระเวนไปตามห้องน้ำซึ่งอยู่ ณ ที่ต่างๆ ในกรุงโตเกียวท่ามกลางเสียงเพลงยุค 60-70 จากเทปคาสเซตต์ ซึ่งในมุมของนักสะสม คอลเล็กชันเพลงเก่าของเขาล้วนมีสถานะเป็น ‘แรร์ไอเทม’ มากๆ (House of the Rising Sun, Perfect Days, Feeling Good) หรืองานอดิเรกอีกอย่างของ Hirayama ก็คือการถ่ายภาพต้นไม้ใบหญ้าและแสงสว่างของแต่ละช่วงเวลาด้วยกล้องฟิล์มปัญญาอ่อนตามประสาของคนยุคอนาล็อก ขณะที่ตอนท้ายของวันก็สิ้นสุดด้วยการชำระล้างร่างกาย ณ โรงอาบน้ำสาธารณะ ดื่มกินในบาร์เจ้าประจำเป็นครั้งคราว อ่านนิยายของนักเขียนรุ่นคลาสสิก (William Faulkner, Aya Koda, Patricia Highsmith) ก่อนนอน และฝันเป็นภาพแอ็บสแตรกต์ที่หลายครั้งมีบุคคลที่เขาพบเจอในวันนั้นๆ เข้าไปปะปน

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความเหมือนกันแทบทุกวันของ Hirayama (ผู้ซึ่งชื่อของเขาพ้องพานกับชื่อตัวละครในหนังเรื่องสุดท้ายของ Ozu เรื่อง An Autumn Afternoon ซึ่งพูดถึงชีวิตตามลำพังในช่วงบั้นปลาย) ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งจะต้องย้ำรอยเดิม เพราะข้อเท็จจริงก็คือ รายละเอียดปลีกย่อยที่เกิดขึ้นก็ทำให้แต่ละวันแตกต่าง มีรสชาติ และลักษณะเฉพาะในแบบฉบับของมัน และนั่นตอกย้ำว่าชีวิตมีแต่ ‘ดำเนินไปข้างหน้า’ และไม่เคยมีวันไหนที่วนเวียนซ้ำซากอย่างแท้จริง

 

ความน่าทึ่งของ Perfect Days ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้า นี่เป็นหนังที่จะว่าไปแล้วเกือบไม่มีเส้นเรื่อง นั่นรวมถึงเหตุการณ์ดรามาติกช่วงครึ่งหลัง ซึ่งอาจจะทำให้คลื่นลมที่เคยสงบนิ่งในจิตใจของเขาเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของหนุ่มใหญ่พลิกผันหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตรงกันข้าม ทั้งหมดนั้นกลับเน้นย้ำสิ่งที่เรียกว่า จุดยืน อุดมการณ์ และความเชื่อของตัวละครให้ยิ่งแน่นหนามากขึ้น

 

 

หรือถ้าหากจะพูดอย่างรวบยอด Perfect Days เป็นหนังที่พูดถึงความงาม และในขณะที่ประโยคต่อไปนี้อาจจะฟังดูน้ำเน่า สำเร็จรูป หรือแม้กระทั่งหลงละเมอ แต่หนังของ Wenders ถ่ายทอดได้อย่างโน้มน้าวชักจูงให้เห็นว่า คุณค่าที่จรรโลงและปลอบประโลมความรู้สึกนี้ได้แก่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบตัวเรา และ Hirayama เป็นคนที่โชคดีเพราะดวงตาของเขามองเห็นธรรม บางทีประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ที่การตั้งคำถามว่าตัวละครอย่าง Hirayama มีอยู่จริงหรือไม่ในโลกใบนี้ แต่ใช่หรือไม่ว่าความสามารถในการเพ่งพินิจหรือมองหา ‘สุนทรียะ’ ที่แอบซ่อนอยู่ในสิ่งละอันพันละน้อย เป็นวัตรปฏิบัติที่ใครก็สามารถฝึกฝนขัดเกลา และความละเอียดและอ่อนไหวนี่แหละที่นำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจและความเข้าอกเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

เพราะเหตุนี้เองที่เกือบตลอดทั้งเรื่องเรามักจะได้เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเปี่ยมไปด้วยความสุขของตัวละคร และพื้นที่สำหรับความทุกข์ ความโศกเศร้า ตลอดจนเรื่องแย่ๆ ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และอยู่คู่กับด้านที่สว่างไสวของชีวิตเหมือนกลางวัน-กลางคืน ก็ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่เจ้าตัวรับมือได้

 

และแน่นอนว่าหนึ่งในความงดงามที่ตราตรึงความรู้สึกมากๆ ของหนังเรื่อง Perfect Days ได้แก่บรรดาห้องน้ำสาธารณะแต่ละแห่ง ซึ่งในแง่ของสถาปัตยกรรรมมันถูกออกแบบได้อย่างวิจิตรบรรจงและดึงดูดสายตาราวกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งเอาจริงๆ มันก็ควรจะมีบรรยากาศแบบนั้นเพื่อการทำธุระอย่างมีสมาธิ) อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลบอกโดยอ้อมถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน และคนนอกอย่างเราๆ ท่านๆ ได้แต่เฝ้ามองด้วยความอิจฉา และคงไม่ต้องเอ่ยถึงความสะอาดสะอ้าน ซึ่งใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็คงประสบพบเห็นด้วยตัวเองว่าสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การสร้างภาพหรือโฆษณาชวนเชื่อ และมันเชื่อมโยงกับความเป็นประเทศ ที่หนึ่งในหลากหลายซอฟต์พาวเวอร์ก็คือห้องน้ำที่เป็นมิตรและน่าใช้มากที่สุดในโลก

 

 

อีกส่วนหนึ่งที่ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างแนบเนียนและแยบยลก็คืออัตราส่วนจอภาพแบบ 4:3 ซึ่งในแง่หนึ่งเป็นฟอร์แมตหนังโบราณที่ใช้โอ้อวดความอลังการงานสร้างไม่ได้ (หนังของ Ozu ทุกเรื่องก็ใช้ภาพสัดส่วนนี้) แต่ในทางกลับกันกรอบภาพที่เกือบจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้ก็เหมาะสมมากๆ เวลาถ่ายสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม เช่น ห้องน้ำ หรือห้องหับขนาดกะทัดรัดของหนุ่มใหญ่ หรือสร้างความสัมพันธ์ระยะประชิดระหว่างคนดูกับตัวละคร และแน่นอนว่าโมเมนต์ทรงพลังช่วงท้ายเรื่อง อันได้แก่ การจับภาพโคลสอัพใบหน้าตัวละคร ผู้ซึ่งความรู้สึกอันหลากหลายของเขาหลั่งไหลออกมาอย่างท่วมท้นและพรั่งพรู ได้รับอานิสงส์จากกรอบภาพแบบนี้โดยตรง และเชื่อมั่นได้อย่างหนึ่งว่า ภาพจอกว้างซึ่งมาพร้อมกับพื้นที่ว่างซ้าย-ขวา จะไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกควบแน่น หรือแม้กระทั่งลดทอนความเข้มข้นทางอารมณ์

 

และองค์ประกอบที่ถือเป็นชีพจรของหนังทั้งเรื่องก็คือการแสดงของ Koji Yakusho ผู้ซึ่งน่าเชื่อว่าบทบาทคนทำความสะอาดห้องน้ำที่ตกผลึกกับชีวิตจะถูกจดจำไปแสนนาน ดังที่กล่าวข้างต้น ความที่ตัวละครแทบจะไม่พูดจาช่วงครึ่งเรื่องแรก ก็เหมือนกับจะทำให้ช่องทางสื่อสารของเขาลดลง แต่ก็นั่นแหละ แก่นแกนของตัวละครอยู่ตรงนี้เอง อันได้แก่ ความเป็นคนช่างสังเกตสังกา ตลอดจนใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยของชีวิต นั่นรวมถึงหลายๆ โมเมนต์ที่เขาแอบมองคนจรจัดที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น และพวกเราได้แต่สงสัยว่าหนุ่มใหญ่นึกคิดอะไร หรือฉากที่เขาฉีกยิ้มอย่างรู้สึกสนุกในตอนที่เล่นเกม ‘โอเอ็กซ์’ กับคู่ต่อสู้นิรนาม ซึ่งทีละน้อยมิตรภาพก็งอกงามเหมือนต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ที่เขาฉีดน้ำให้ความชุ่มชื้นตอนเช้า หรือฉากที่เขากับใครอีกคนเล่น ‘เหยียบเงา’ ซึ่งน่าจะชวนให้หลายๆ คนนึกย้อนกลับไปว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเราเล่นอะไรที่ดูเหลวไหลและน่าขันคือเมื่อใด

 

 

Perfect Days เป็นหนังที่มองสรรพสิ่งรอบข้างด้วยสายตาอ่อนหวาน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เคยหันหลังให้กับโลกอันแสนโหดร้ายของความเป็นจริง และอย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือโลกทัศน์และชีวทัศน์ของ Wim Wenders ที่บอกเล่าผ่านหนังของเขาก็เป็นอย่างเดียวกับของ Yasujiro Ozu นั่นเอง ที่มองเห็นชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องน่าผิดหวัง และพวกเราล้วนลงเอยด้วยความอ้างว้างเดียวดาย แต่อย่างน้อยแสงเงาระยิบระยับซึ่งลอดผ่านแมกไม้ที่ขยับเขยื้อนเป็นจังหวะตามสายลมในแต่ละช่วงวันก็ช่างงดงามและให้ความรู้สึกปลอบโยน และสำหรับคุณ Hirayama วันที่ย่ำแย่ของเขาก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายเกินไป

 


 

Perfect Days (2023)

กำกับ: Wim Wenders

ผู้แสดง: Koji Yakusho, Tokio Emoto, Arisa Nakano, Aoi Yamada

 


 

ภาพ: MONGKOL CINEMA

The post Perfect Days (2023) สุนทรียศาสตร์ของคนขัดส้วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anatomy of a Fall (2023) หนังปาล์มทองสุดเข้มที่พูดถึงความตายปริศนาและการชำแหละซากชีวิตคู่ที่ล่มสลาย https://thestandard.co/anatomy-of-a-fall-movie/ Tue, 19 Dec 2023 09:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=878540 Anatomy of a Fall

เหตุการณ์เล็กๆ ช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ฝรั่งเศสแนว Court […]

The post Anatomy of a Fall (2023) หนังปาล์มทองสุดเข้มที่พูดถึงความตายปริศนาและการชำแหละซากชีวิตคู่ที่ล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anatomy of a Fall

เหตุการณ์เล็กๆ ช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ฝรั่งเศสแนว Courtroom Drama เรื่อง Anatomy of a Fall ที่ชนะรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุดและประสบความสำเร็จด้านรายได้ครึกโครมในประเทศบ้านเกิด อาจจะใช้อธิบาย ‘สถานะที่แท้จริง’ ของภาพยนตร์ได้อย่างแยบยล

 

มันคือฉากที่พยานคนหนึ่งถูกอัยการซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุการณ์ตึงเครียดบางอย่างที่เธอรู้สึกและสัมผัสได้ แต่ไม่ได้เกิดแบบซึ่งๆ หน้า ขยายความสั้นๆ ระหว่างที่เธอสัมภาษณ์นักเขียนหญิง ณ บ้านพักตากอากาศแบบชาเลต์บนภูเขา จู่ๆ เธอก็ได้ยินเพลงจังหวะเร่งเร้าและครึกโครมแผดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนทั้งสองสื่อสารกันแทบไม่รู้เรื่อง และสิ่งที่ทั้งเธอและคนดูรับรู้พร้อมกันก็คือ นั่นเป็นฝีมือของคนที่เป็นสามีของนักเขียน และความรู้สึกทันท่วงทีของพยานคนดังกล่าวก็คือ บางทีสามีของนักเขียนคงต้องการขัดขวางหรือก่อกวนการพูดคุย แต่เธอก็ออกตัวว่า การพยายามอ่านเจตนารมณ์ของใครบางคนผู้ซึ่งถึงแม้เธอจะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเขา แต่ไม่ได้พบเจอตัวเป็นๆ เป็นสิ่งที่ฟันธงไม่ได้ง่ายๆ

 

ตรงไหนสักแห่งแถวนี้ที่อัยการเล่นมุกที่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ในห้องพิจารณาคดีทำนองว่า ในฐานะตัวแทนฝ่ายฟ้องร้อง ตัวเขาถูกจ้างให้ทำหน้าที่อ่านเจตนารมณ์ของคนที่เขา (ทั้งไม่รู้จักและ) ไม่ได้พบเจอตัวเป็นๆ

 

 

มองในแง่มุมหนึ่ง คนดูก็อยู่ในสถานะเดียวกับอัยการคนนี้ด้วยเหมือนกัน เราอาจได้เปรียบมากกว่าหน่อยหนึ่งตรงที่คนทำภาพยนตร์พาเราไปรู้จักและพบเจอตัวละครที่สำคัญตามสมควร แต่จนแล้วจนรอดคนดูก็ยังคงถูกทดสอบทักษะในการอ่านเจตนารมณ์ที่แท้จริงอย่างหนักหน่วงและเข้มข้นอยู่นั่นเอง ส่วนหนึ่งเพราะคนทำภาพยนตร์เว้นระยะห่างระหว่างตัวละครกับคนดู 

 

ขณะที่อีกส่วนที่น่าจะสำคัญมากกว่าก็คือ สิ่งละอันพันละน้อยที่ถูกบอกเล่าเป็นเพียงแค่ปลายเหตุ และการอ่านเจตนารมณ์ของโน่นนี่นั่น ที่คนทำภาพยนตร์ถ่ายทอดเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับ ‘กายวิภาค’ ก็น่าจะช่วยให้เรามองเห็นว่า สุดท้ายแล้วความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้ปะทุจากปมขัดแย้งส่วนบุคคลเพียงลำพัง แต่มีประเด็นเรื่องจิตวิทยาสังคม เพศสภาพ ความเป็นผู้หญิงและผู้ชาย หรือแม้กระทั่งเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวข้อง

 

 

อย่างที่คนดูสันนิษฐานได้ไม่ยาก ชื่อภาพยนตร์ Anatomy of a Fall ซึ่งแปลตรงตัวจากชื่อภาษาฝรั่งเศส Anatomie d’une Chute ไม่ได้มีความหมายตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียวแน่ๆ แต่ในเบื้องต้น ‘การร่วงหล่น’ ณ ที่นี้หมายถึงเหตุการณ์ที่ Samuel (Samuel Theis) สามีของนักเขียนหญิง Sandra (Sandra Hüller) ‘พลัดตก’ ลงมาจากห้องใต้หลังคา ซึ่งอยู่ชั้นสามของชาเลต์และเสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาถ ตัวนักเขียนหญิงถูกตั้งข้อสงสัยว่า บางทีเธออาจจะเกี่ยวข้องกับการตายครั้งนี้ และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็ดำเนินไปตามกรอบของภาพยนตร์ที่พูดถึงการต่อสู้คดีความในชั้นศาล ซึ่งอัดแน่นไปด้วยบทสนทนาเชือดเฉือน และต่างฝ่ายต่างหักล้างและเอาชนะคะคานด้วยสารพัดตรรกะและเหตุผล

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ ภายใต้กระบวนการไต่สวนของฝรั่งเศสที่ใช้ระบบลูกขุน Anatomy of a Fall ของ Justine Triet แทบไม่เคยให้คนดูได้เห็นว่ามีใครนั่งอยู่ในคอกลูกขุนบ้าง (และมีเพียงแค่ภาพระยะไกล) ทีละน้อย กลายเป็นคนดูนั่นแหละที่ต้องวินิจฉัยข้อมูลและหลักฐานเบื้องหน้า ซึ่งยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยของพวกเราคนดูต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวละครก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะไม่ต่างจากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock (Suspicion และ Shadow of a Doubt)

 

 

ขณะที่ในทางกลับกัน Sandra ก็ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะพูดอีกครั้ง ระหว่างคนดูกับตัวละครนี้มีระยะห่างพอสมควร หลายๆ ครั้งเราหยั่งไม่ได้ถึงตื้นลึกหนาบางที่ซุกซ่อนในห้วงคิดคำนึง บางทีมันอาจเป็นเพราะบุคลิกที่แข็งกระด้างและดูไม่สะทกสะท้านของเธอ หรืออย่างน้อยเธอก็เก็บอาการได้แน่นหนามิดชิด โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ถ้าหากเป็นคนอื่น ทำนบอารมณ์ความรู้สึกคงพังพินาศไปแล้ว ไม่มีข้อสงสัยว่านี่เป็นการแสดงที่เลอเลิศของ Sandra Hüller ผู้ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งยวดในการทำให้ปมปริศนาความตายของผู้เป็นสามีเพิ่มรสชาติของความเอร็ดอร่อยและเข้มข้นมากขึ้น

 

อีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับคาแรกเตอร์นี้และควรระบุเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ แง่มุมด้านศีลธรรมและจริยธรรมของตัวละคร พูดง่ายๆ เธอไม่เพียงถูกเปิดโปงว่าเป็นไบเซ็กชวลและมีความสัมพันธ์นอกชีวิตสมรสกับหญิงอื่น ในฐานะนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เธอยังถูกกล่าวหาว่าขโมยทั้งไอเดียของสามีมาใช้ในงานเขียนตัวเองและลักลอบเอาชีวิตของคนรอบข้างมาเป็นวัตถุดิบในการทำมาหากิน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงมันน่าจะลดทอนคะแนนนิยมของเจ้าตัวให้ยิ่งตกต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามที่ค้างคาก็คือ มาตรฐานด้านศีลธรรมและจริยธรรมที่สังคมไม่ปลื้มเกี่ยวข้องกับการชี้มูลความผิดตัวละครมากน้อยแค่ไหน เพราะเอาจริงๆ นี่ไม่ใช่การประกวดประขันเรื่องความเป็นคนดิบดี(ย์) หรืออุปนิสัยใจคอ

 

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร Anatomy of a Fall ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เดินตามขนบของภาพยนตร์แนว Whodunit หรือ Courtroom Drama อย่างหน้ามืดตามัว และหยิบยืมมาเพียงแค่เค้าโครง เพราะเหตุนี้เองเป้าประสงค์ของภาพยนตร์จึงไม่ได้เป็นเรื่องใครฆ่า หรือ ‘จำเลยมีความผิดตามคำฟ้องหรือไม่’ และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป น้ำหนักของปมปัญหาดังกล่าวก็บางเบาและเจือจาง 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ ประเด็นวินิจฉัยจริงๆ ได้แก่ การตั้งคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่’ และต้นสายปลายเหตุของมันคืออะไร ซึ่งนั่นคือตอนที่ความหมายนัยประหวัดของคำว่า ‘Fall’ ออกฤทธิ์ และมันไม่ใช่เรื่องของการร่วงหล่นอีกต่อไป แต่ได้แก่การล่มสลายของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงไหนๆ และคนดูมีเบาะแสให้สืบเสาะหลายช่วงด้วยกัน 

 

หนึ่งก็คือตอนที่ Daniel (Milo Machado Graner) ลูกชายวัยสิบเอ็ดขวบประสบอุบัติเหตุขณะที่อายุยังน้อย จนส่งผลให้เขาตาบอดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเหตุการณ์ที่ Samuel โทษตัวเองไม่เลิกรา (ลึกๆ แล้ว Sandra ก็โยนความผิดบาปนี้ให้เขาด้วยเช่นกัน) อีกหนึ่งสิ่งที่ยิ่งทำให้เจ้าตัวยิ่งรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า โยงใยอยู่กับสถานะนักเขียนที่ไปได้ไม่สวย และยิ่ง Sandra ประสบความสำเร็จในงานอาชีพของเธอมากเท่าไร มันก็ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของเขามากเท่านั้น 

 

 

แน่นอนว่าฉากที่สั่นสะเทือนความรู้สึกสุดๆ หนีไม่พ้นห้วงเวลาที่ทุกคนในห้องพิจารณาคดีย้อนฟังเสียงทะเลาะเบาะแว้งของทั้งสองคนอย่างหนักหน่วงและรุนแรงในวันก่อนเกิดเหตุ ซึ่ง Samuel แอบใช้โทรศัพท์บันทึกเอาไว้ และหัวข้อโต้เถียงก็มีทั้งเรื่องหยุมหยิมปลีกย่อย (เช่น เรื่องที่ Samuel กล่าวหา Sandra ซึ่งเป็นคนเยอรมัน ว่าเธอบงการทุกอย่าง รวมถึงภาษาอังกฤษที่ใช้พูดในบ้าน) หรือการลำเลิกเบิกประจานในเรื่องที่เวลาที่มันถูกเปิดเผยในที่แจ้ง มันทั้งอัปลักษณ์และชวนให้สลดหดหู่สำหรับคนที่ได้ยิน (เช่น วิธีการร่วมเพศที่ Samuel บอกว่าเขาต้องโอนอ่อนผ่อนตามตลอดเวลา)

 

และเหตุการณ์ช่วงท้ายของคลิปเสียง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าคงมีการลงไม้ลงมือ ก็เปิดกว้างสำหรับการตีความของทุกคน และนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความคลุมเครือของสิ่งที่เกิดขึ้นเล่นบทบาทสำคัญ หรืออีกนัยหนึ่ง ภาพยนตร์หยิบยื่นแง่มุมหรือบทเรียนที่ชวนครุ่นคิดว่าด้วยเรื่องความเป็นจริงกับจินตนาการ เพราะในขณะที่ฝ่ายโจทก์เชื่อว่าการมีปากเสียงรุนแรงครั้งนี้เปรียบเสมือน ‘การซ้อมใหญ่’ ของ Sandra ก่อนที่เธอจะลงมือ ‘ขั้นเด็ดขาด’ ในวันต่อไป คำชี้แจงของ Sandra ถึงความหมายของแต่ละสุ้มเสียงที่พวกเราได้ยิน (เสียงแก้วแตก เสียงตะโกนโหวกเหวก การทุบตี และข้าวของพังทลาย ฯลฯ) กลับพลิกผันให้เรื่องเล่าหันเหไปอีกทาง

 

 

ส่วนที่ยิ่งทำให้สถานการณ์ทวีความยุ่งยากขึ้นไปอีกก็คือ ขณะที่คนดูไม่อาจปักใจเชื่อฝ่ายไหนร้อยเปอร์เซ็นต์ กลวิธีในการบอกเล่าของ Justine Triet ก็ดูมีเลศนัย สไตล์การถ่ายภาพและตัดต่อแบบภาพยนตร์สารคดีอาจจะสร้างบรรยากาศที่ดูกระฉับกระเฉงและตรงไปตรงมา 

 

แต่จนแล้วจนรอด คนทำภาพยนตร์ก็ไม่ได้วางตัวเป็นกลาง หรือจริงๆ แล้วการใช้เทคนิคย้อนอดีต หรือแฟลชแบ็ก โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ Daniel เอ่ยถึงประโยคแปลกๆ ที่ฟังเหมือนคำพูดสั่งเสียของพ่อ ก็น่าสังเกตว่ามี ‘มือที่มองไม่เห็น’ ของคนทำภาพยนตร์เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ (มันคือฉากที่พ่อพูดคุยกับลูกชายระหว่างขับรถ แต่เสียงของเขากลับเป็น ‘เสียงพากย์’ ของ Daniel ที่มาจากห้องพิจารณาคดี) และมันส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของหนุ่มน้อยด้วย เพราะถ้าลองนึกทบทวนดีๆ เขาเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่าเพื่อน (พ่อตายไปแล้ว และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าแม่ติดคุก) เป็นไปได้หรือไม่ว่า การพูดความจริงอาจไม่สำคัญเท่ากับการจำกัดความเสียหายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

 

 

กล่าวในที่สุดแล้ว การตายอย่างน่าฉงนสนเท่ห์ช่วงต้นเรื่องเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ และการพยายามไขปริศนาก็เปิดโลกทัศน์และการรับรู้ของคนดูอย่างกว้างไกล ข้อที่ควรหมายเหตุทิ้งท้ายก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Anatomy of a Fall ไม่ได้สร้างจากเรื่องจริง แต่สมมติเล่นๆ ว่าคนทำภาพยนตร์จะใส่ประโยคในทำนองแอบอ้าง มันก็สอบผ่านความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากคนดูอย่างลอยนวล เพราะรายละเอียดน้อยใหญ่ที่ผู้สร้างสอดแทรกดูหนักแน่น สมเหตุผล รอบด้าน และเชื่อมโยงได้กับโลกความเป็นจริง ทั้งการตีแผ่ชีวิตสมรสในช่วงที่กำลังหายใจพะงาบๆ จนถึงการขุดคุ้ยธาตุแท้และด้านที่หม่นมืดของตัวละคร และพร้อมๆ กันนั้นเราก็ได้เห็นสัญชาตญาณของการอยู่รอด ความเปราะบางอ่อนไหวที่น่าสมเพช และบางทีห้วงเวลาที่อับแสงที่สุดของตัวละคร (มากยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีเรื่องระบบยุติธรรมที่ไม่ว่าจะแน่นหนารัดกุมแค่ไหน ก็อาจเข้าไม่ถึงความจริง และวิธีการที่ศิลปินแอบซ่อนความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงผ่านงานศิลปะของตัวเอง)

 

หรือรวมๆ แล้วมันคือการชำแหละให้คนดูได้เห็นว่าในเชิงกายวิภาค ความสัมพันธ์ที่ล่มสลายมันห่อหุ้มไว้ด้วยความบิดเบี้ยวและหักงอนานัปการ ทั้งการปิดบังอำพราง โกหกหลอกลวง ทรยศหักหลัง การตั้งข้อกล่าวหา หรือการฉกฉวย จนไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งคนสองคนที่เกลียดกันเข้ากระดูกดำขนาดนี้จะเคยผูกพันและยึดเหนี่ยวด้วยสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ความรัก’

 

Anatomy of a Fall (2023)

ผู้กำกับ:  Justine Triet

นักแสดง: Sandra Hüller, Swann Arlaud, Milo Machado-Graner, Antoine Reinartz และ Samuel Theis

 

ภาพ: Mongkol Major

The post Anatomy of a Fall (2023) หนังปาล์มทองสุดเข้มที่พูดถึงความตายปริศนาและการชำแหละซากชีวิตคู่ที่ล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนต์รักนักพากย์ (2566) ลอง ลิฟ ไทย ซีเนมา-มิตร ชัยบัญชา ฟอร์เอฟเวอร์ https://thestandard.co/opinion-once-upon-a-star/ Thu, 12 Oct 2023 08:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=853929

ขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงช้างตัวเบ้อเริ่มที่อยู่ในห้องก่อ […]

The post มนต์รักนักพากย์ (2566) ลอง ลิฟ ไทย ซีเนมา-มิตร ชัยบัญชา ฟอร์เอฟเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงช้างตัวเบ้อเริ่มที่อยู่ในห้องก่อน 

 

น่าสังเกตว่าทันทีที่เทรลเลอร์และโปสเตอร์สไตล์วินเทจของหนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ งานกำกับของ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร และเป็นผลงานที่ Netflix ออกทุนสร้างร้อยเปอร์เซ็นต์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘ทีไทย ทีมันส์’ ที่ออกข่าวปีก่อน) ได้รับการเผยแพร่สู่การรับรู้ของสาธารณชน เสียงเรียกร้องหนาหูจากทั่วสารทิศก็คือโอกาสที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ (อย่างน้อย ‘สักหนึ่งสัปดาห์ก็ยังดี’) ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้สลับซับซ้อน

 

นี่เป็นหนังที่นอกจากส่วนหนึ่งของเนื้อหาพูดถึงประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารของอุตสาหกรรมหนังไทย ยังเป็นหนังที่เฉลิมฉลอง ‘ภาพยนตร์’ ในฐานะมหรสพ หรืออีกนัยหนึ่ง หนังที่อรรถรสในการชมสัมพันธ์กับการได้ดูเป็นหมู่คณะอย่างแยกจากกันไม่ได้ (หลายๆ ฉากในหนังก็ถ่ายทอดห้วงเวลาที่เรียกได้ว่าเป็น Magic Moment ของมันโดยตรง) และนั่นทำให้โดยอัตโนมัติ แพลตฟอร์มหรือช่องทางเดียวที่จะก่อให้เกิดประสบการณ์แบบรวมหมู่ หรือที่เรียกว่า Collective Experience ก็คือในโรงภาพยนตร์

 

 

แต่บังเอิญว่าเจ้าของหนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ เป็นเจ้าของเดียวกับบริการสตรีมมิง ซึ่งมีระบบการเผยแพร่คอนเทนต์หรือภาพเคลื่อนไหวในแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาโรงหนังอีกต่อไป โรงหนังก็เลยไม่ใช่อุโบสถอันศักดิ์สิทธิ์ หรือพื้นที่จารึกแสวงบุญสำหรับคนดู หรือเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นส่วนเกินของสมการนี้ด้วยซ้ำ

 

นั่นทำให้เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ใครจะรู้สึกถึงความลักลั่นและย้อนแย้งของการที่หนังที่สร้างเพื่อหวนรำลึกถึงภาพยนตร์ในฐานะสันทนาการที่ผู้คนได้หัวเราะ ร้องไห้ และซาบซึ้งไปพร้อมๆ กัน กลับถูกเผยแพร่ผ่าน ‘จอหนัง’ ของใครของมัน และพวกเราในฐานะคนดูไม่มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หนังเรื่องอื่นยังพอทำเนา แต่สำหรับเรื่องนี้ มันชวนให้รู้สึกรุนแรงกว่าเพื่อน 

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ แง่มุมหนึ่งที่อาจยกมาชดเชยส่วนที่ขาดตกบกพร่องก็คือ แพลตฟอร์มสตรีมมิงช่วยลดทอนความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิศาสตร์ หมายความว่า ตราบเท่าที่ใครคนนั้นอยู่ในที่ๆ มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเป็นสมาชิกของบริการสตรีมมิงยี่ห้อนั้นๆ การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (ซึ่งนับเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรมหนังไทย จนเกิดความเหลื่อมล้ำในเชิงของการรับรู้และรสนิยม) ก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาอีกต่อไป และในขณะที่หนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ ต้องแลกกับการไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์อย่างที่ใครๆ ลงความเห็นว่านี่คือที่ทางที่เหมาะสมของมัน การที่คนทั่วโลกสามารถดูหนังเรื่องนี้ผ่านจอภาพส่วนตัวในช่วงเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่คงต้องชั่งตวงวัดกันไปว่ามันคุ้มค่ากับอรรถรสและสุนทรียะที่ตกหล่นสูญหายหรือไม่อย่างไร

 

และเป็นไปได้หรือไม่ว่าในเมื่อ ‘ตลาด’ มีขนาดใหญ่และความหลากหลายมากขึ้น คนทำหนังก็ไม่ต้องติดอยู่ในเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเดิมๆ ของการต้องทำหนัง (ฉายโรง) เพื่อตอบสนองกลุ่มคนดูที่เป็นวัยรุ่นเพียงลำพัง และ มนต์รักนักพากย์ ก็เล่าเรื่องที่ฉีกตัวเองไปจากกรอบเนื้อหาที่คุ้นเคยและมีเนื้อหาที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อย่างที่ผู้กำกับเล่าแจ้งแถลงไขไว้ก่อนหน้านี้ว่า นี่คือจดหมายรักของเขาต่อหนังไทย และหนังไทยในที่นี้ก็ย้อนกลับไป 50 กว่าปี หรือช่วงปลายของยุค ‘หนังไทย 16 มม.’ (ซึ่งถ่ายทำแบบไม่บันทึกเสียงและใช้การพากย์สด) และจากที่หนังของนนทรีย์นำเสนอซึ่งรองรับด้วยข้อเท็จจริง นักพากย์เป็นผู้เล่นสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายความสำเร็จหรือล้มเหลวของหนังเรื่องหนึ่งอย่างชนิดวันต่อวันทีเดียว

 

 

โฟกัสสำคัญของ มนต์รักนักพากย์ ได้แก่หน่วยหนังเร่ขายยาของ มานิตย์ (เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ) ซึ่งจะว่าไปแล้วสถานะของหน่วยเผยแพร่ความบันเทิงแบบจรยุทธ์ของเขาอยู่ในลำดับชนชั้นที่ต่ำสุดของระบบการฉายหนัง ซึ่งเริ่มจากโรงชั้นหนึ่งในเมืองหลวง โรงชั้นสอง โรงหัวเมืองต่างจังหวัด หนังล้อมผ้า (ซึ่งเก็บค่าดู) จนกระทั่งถึงหนังเร่ขายยาที่ตะลอนไปตามจังหวัดต่างๆ และดูฟรี และจากที่คนดูได้เห็น สภาพของตัวหนังที่ตกทอดมาถึงพวกเขาก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ภาพกระตุก สีสันเลอะเลือน หรือที่เรียกกันว่ากากฟิล์มนั่นเอง

 

แต่ทั้งๆ ที่เผชิญกับข้อจำกัดนานัปการ ทั้งกฎเกณฑ์ของบริษัทขายยาที่คร่ำครึโบราณ เทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนไป (การมาถึงของหนัง 35 มม. เสียงในฟิล์ม และโทรทัศน์) ตลอดจนคู่แข่งตัวฉกาจอันได้แก่หน่วยฉายหนังล้อมผ้าซึ่งมีทุกอย่างเหนือกว่า ทั้งเครื่องฉาย สภาพฟิล์มหนัง และนักพากย์

 

สิ่งที่หนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ บอกเล่าก็คือการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของทีมไก่รองบ่อนของมานิตย์ ซึ่งประกอบด้วย เรืองแข (หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ) นักพากย์หญิงคนเดียว, เก่า (เก้า-จิรายุ ละอองมณี) คนคุมจอและเครื่องฉาย, ลุงหมาน (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) คนขับรถ และกล่าวได้ว่าความพยายามกระเสือกกระสนเพื่อไปต่อและอยู่รอด (และโดยไม่ต้องยึดติดอยู่กับข้อบังคับล้าหลัง) ก็ไม่เพียงก่อให้เกิดทั้งความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจใหม่ๆ กับทุกคนในทีม อาจกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังล้ออยู่กับภาวะลูกผีลูกคนของหนังไทยช่วงนั้น (พ.ศ. 2513) ที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องรับมือกับความพลิกผันที่รุมเร้านานัปการ และนั่นรวมถึงเหตุไม่คาดฝันที่จู่โจมแบบไม่มีใครตั้งตัว

 

 

อย่างที่ใครๆ รับรู้รับทราบ หนึ่งในตัวละครที่เล่นบทบาทสำคัญ ทั้งๆ ที่เขาล่วงลับไปแสนนานก็คือ มิตร ชัยบัญชา และความแยบยลของบทหนังส่วนนี้ก็ได้แก่การใช้ประโยชน์จากคาแรกเตอร์นี้ ทั้งในฐานะบุคลิกที่มีเลือดเนื้อ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ซึ่งโยงไปถึงแก่นเรื่อง หรือพูดอย่างเจาะจง หนังใช้การเสียชีวิตกะทันหันของมิตรเป็นเหตุและปัจจัยที่กระตุ้นให้เหล่าตัวละครในเรื่องค้นพบความปรารถนาและความมุ่งหวังของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ วิธีการที่ผู้สร้าง ‘เลือก’ ให้เราได้ ‘พบเจอ’ กับมิตร ชัยบัญชา ในหนังเรื่องนี้ ก็นับว่า ‘เสี่ยง’ และท้าทายการยอมรับของคนดูพอสมควร

 

อย่างไรก็ตาม 2-3 ส่วนที่โดดเด่นมากๆ อย่างแรกสุดก็คืองานสร้าง (เอก เอี่ยมชื่น ผู้ซึ่งร่วมงานกับนนทรีย์มาตั้งแต่หนังเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง) ที่จำลองช่วงเวลาตามท้องเรื่องได้สมจริงสมจังและประณีต ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร อุปกรณ์ประกอบฉาก รถบุโรทั่งที่ใช้เร่ฉายหนัง ฉากตลาดยามเช้าในต่างจังหวัด โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด ไปจนถึงโรงแรมซอมซ่อที่หน่วยเร่ฉายหนังใช้ซุกหัวนอน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เพียงแค่ทำให้ยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วเนิ่นนานกลับมาโลดเต้นและดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทว่ามันยังช่วยสนับสนุนให้เรื่องที่บอกเล่าดูขึงขังจริงๆ มากขึ้น

 

 

อีกหนึ่งก็คือการสร้างบุคลิกของมานิตย์ ผู้ซึ่งว่าไปแล้วบทหนังแทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร นอกจากเขาเป็นหัวหน้าหน่วยเร่ฉายหนังที่ดูอบอุ่นและเปี่ยมด้วยเมตตา และนั่นยิ่งทำให้เราอยากรู้ภูมิหลังของใครคนนี้มากขึ้น แต่บางทีเรื่องแต่หนหลังของเขาก็คงไม่มีอะไรสลักสำคัญที่คนดูควรรู้ เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตและความรักของเขาก็มีเพียงแค่สิ่งที่เราได้เห็นเบื้องหน้า นั่นคือการพากย์หนังขายยาที่เจ้าตัวบอกว่าพากย์แต่ละเรื่องมาเป็นร้อยๆ รอบ 

 

และแน่นอน คนที่ทำให้ตัวละครซึ่งดูเหมือนไม่มีมิตินี้กลับเต็มล้นไปด้วยความเป็นมนุษย์ก็คือ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ หรือว่ากันตามจริง ตัวตนของเขากลืนหายไปกับคาแรกเตอร์นี้อย่างไร้รอยต่อจริงๆ และคนดูเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในความเป็นนักพากย์ห้าเสียงที่คล่องแคล่วช่ำชอง แม้ว่าจนแล้วจนรอดเสียงผู้หญิงของเขาก็สมควรถูกนักเลงหัวไม้ด่าทอว่าเหมือน ‘สุนัขเยี่ยวรดกะละมัง’ จริงๆ แต่ใครที่โตทันหนังกลางแปลงพากย์สด ซึ่งใช้นักพากย์ผู้ชายคนเดียว เสียงผู้หญิงก็ระคายหูแบบนี้ทั้งนั้น

 

ไม่ว่าจะอย่างไร หนึ่งในฉากที่ผู้สร้างถ่ายทอดคาแรกเตอร์นี้ได้จับใจมากๆ อยู่ในตอนท้าย ที่เจ้าตัวบอกเจตนารมณ์ของตัวเองกับทุกคนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสีตาที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน ทำนองว่าเขาจำเป็นต้องสู้เพื่อความฝันของตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นปมค้างคาหรือบาดแผลทางจิตใจ แต่พูดอย่างถี่ถ้วน นี่เป็นฉากที่ส่วนประกอบต่างๆ ลงตัวจริงๆ ทั้งงานด้านภาพ การตัดต่อ การแสดงของนักแสดงทุกคนที่พอดิบพอดี และการกำกับที่ทุกอย่างดูไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากๆ

 

 

ประเด็นสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดที่น่าพูดถึงเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คือบทบาทของมันในฐานะผลงานบันทึกประวัติศาสตร์หนังไทย น่าสังเกตว่าหนังไทยไม่เหมือนหนังฮอลลีวูดตรงที่เราไม่ค่อยสร้างหนังที่พูดถึงความเป็นไปในระบบอุตสาหกรรมสักเท่าไร (ส่วนหนึ่งคงเพราะมันไม่ใช่หัวข้อที่ขายได้และมักจะมีราคาแพง) เพราะอย่างนี้ความพยายามของ มนต์รักนักพากย์ ในการบอกเล่าเรื่องแต่หนหลังที่เกือบตกสำรวจนี้ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม 

 

แต่ก็นั่นแหละ เงื่อนไขของการเป็นหนัง ‘บันเทิงคดี’ ก็ทำให้ผู้สร้างต้องใส่สีตีไข่และหยิบโน่นผสมนี่ หรือพูดตรงๆ หนังมีความคลาดเคลื่อนในแง่ข้อเท็จจริงตามสมควร ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว นี่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เพราะจนแล้วจนรอดคนทำหนังก็บอกตั้งแต่ต้นว่านี่คือจดหมายรักที่เขาสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาที่ ‘หอมหวานที่สุดของวงการหนังไทย’ หรืออีกนัยหนึ่ง เขาไม่ได้มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตานักประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะคนที่รักและผูกพันกับหนังไทยซึ่งเต็มไปด้วยฉันทาคติ จะเรียกว่าด้อมหรือนายแบกก็คงจะได้ อันส่งผลให้สิ่งละอันพันละน้อย ทั้งเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ความทรงจำ (ที่เอาแน่นอนไม่ได้) และจินตนาการของผู้สร้าง ควบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน 

 

 

โดยปริยาย มนต์รักนักพากย์ เป็นหนังที่ชวนให้เปิดบทสนทนาต่อเนื่องหลังดูจบจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเพื่อชำระสะสางสิ่งที่คนทำหนังถือวิสาสะดัดแปลง แต่ส่วนที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็เพื่อให้ผู้ชมรุ่นหลังจะได้รับรู้ว่า ทันทีที่จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ นี้ผนวกเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์หนังไทย เบื้องหน้าที่ดูหอมหวานและชวนให้ถวิลหากลับแอบซ่อนไว้ด้วยเส้นทางที่ทั้งทุลักทุเล ระหกระเหิน และไม่เคยโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบด้วยประการทั้งปวง

 

มนต์รักนักพากย์ (พ.ศ. 2566)

กำกับ: นนทรีย์ นิมิบุตร
ผู้แสดง: ศุกลวัฒน์ คณารศ, หนึ่งธิดา โสภณ, จิรายุ ละอองมณี, สามารถ พยัคฆ์อรุณ 

 

ภาพ: Netflix

The post มนต์รักนักพากย์ (2566) ลอง ลิฟ ไทย ซีเนมา-มิตร ชัยบัญชา ฟอร์เอฟเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566) เมืองป่วน คนป่วย ชีวิตห่วยแตก และฝันเปียกถึงบอลโลก https://thestandard.co/6ixtynin9-the-series-opinion/ Mon, 11 Sep 2023 09:26:56 +0000 https://thestandard.co/?p=840227 เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์

อย่างที่น่าจะรู้กันว่า เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เป็นผลงา […]

The post เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566) เมืองป่วน คนป่วย ชีวิตห่วยแตก และฝันเปียกถึงบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์

อย่างที่น่าจะรู้กันว่า เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เป็นผลงานรีเมกหนังตัวเองของ เป็นเอก รัตนเรือง ซึ่งออกฉายครั้งแรกช่วงปลาย พ.ศ. 2542 และความแตกต่างเบื้องต้นในเชิงโครงสร้างก็มองเห็นได้ชัดแจ้ง เรื่องหนึ่งเป็นหนังฉายโรงความยาว 2 ชั่วโมง อีกเรื่องเป็นซีรีส์ 6 ตอน (ตอนละ 40 กว่านาทีโดยประมาณ ยกเว้นตอนสุดท้ายที่ยาว 1 ชั่วโมงเศษ) และสตรีมทาง Netflix 

 

เรื่องตลก 69 (2542)

ภาพ: หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) 

 

ข้อที่น่าพูดถึงจริงๆ จังๆ เกี่ยวกับ เรื่องตลก 69 เวอร์ชันหนังก็คือ มันถูกสร้างในช่วงที่วิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ยังอาละวาดไม่เลิก และดูเหมือนว่าเป็นเอกใช้พล็อตที่ผูกขึ้นอย่างพิลึกพิลั่นเป็นเสมือนข้ออ้างในการกะเทาะความบิดเบี้ยวของสังคมช่วงเวลานั้นได้เจ็บปวดแสบสันต์ ทั้งวิธีการที่นายจ้างเลย์ออฟคนทำงานซึ่งดูบ้าบอคอแตกมากๆ ความห่อเหี่ยวสิ้นหวังของผู้คนที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานอย่างน่าเวทนา ข้อสำคัญ ใครจะสามารถลืมวรรคทองของเพื่อนนางเอกที่พูดว่า “เศรษฐกิจยิ่งเหี้- คนมันยิ่งแรด” ซึ่งแฝงฝังข้อเท็จจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

ประเด็นก็คือ ความผันผวนทางเศรษฐกิจครั้งกระนั้นอาจจะผ่านไปแล้วแสนนาน แต่ถ้าประมวลจากสิ่งที่บอกเล่าในฉบับสตรีมมิง ซึ่งสอดแทรกสิ่งละอันพันละน้อยที่ย้ำเตือนคนดูเป็นระยะๆ ถึงโลกความเป็นจริง ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน สามสิ่งที่สรุปได้ก็คือ สังคมไทยก็ยังคงบิดเบี้ยว (ด้วยการทุจริตและคอร์รัปชัน) เศรษฐกิจก็ยังคงเหี้- (ผลพวงจากโรคระบาดและอีกหลายปัจจัย) ข้อสำคัญ ระดับความ ‘แรด’ (หรือจะใช้คำว่า ‘พล่าน’ ก็น่าจะได้) ของผู้คนก็หนักข้อยิ่งกว่าเดิม

 

6ixtynin9: The Series. Mai Davika Hoorne (ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) as Tum(ตุ้ม)

ภาพ: Netflix

 

โดยปริยาย เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเอาหนังเก่ามาเล่าใหม่ภายใต้ยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไปเท่านั้น ทว่าดูประหนึ่งคนทำหนังใช้โอกาสที่เปิดกว้างเป็นช่องทางในการพูดเรื่องสารพัดสารพันที่เขาอยากพูดเกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือแม้กระทั่งวิกลจริตของสังคม ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ถากถาง และแดกดัน และสำหรับใครที่ติดตามหนังของเป็นเอกมาตั้งแต่ต้น ความยียวนกวนประสาทของเป็นเอกก็ยังคงเป็นทั้งลายเซ็นและเครื่องหมายการค้าเสมอต้นเสมอปลาย และวัยที่เพิ่มมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนโยนลงแต่อย่างใด 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ ข้อได้เปรียบของการเป็นซีรีส์หลายตอนจบ ได้แก่ การที่มันเอื้ออำนวยให้คนทำหนังได้จินตนาการถึงหลายๆ สถานการณ์ ที่สมมติเป็นหนังฉายโรง 2 ชั่วโมง คงถูกตัดทิ้งไปแน่ๆ และผู้กำกับสามารถขยี้มุกโน่นนี่นั่นได้ละเอียดและถี่ถ้วน (เช่น การให้ความสำคัญกับบรรดาลิ่วล้อของทั้งครรชิตและเสี่ยโต้ง หรือบทคุณป้าชุดขาวที่รับลงทะเบียนแรกเข้าสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงปรโลก ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป) แต่กลับกัน บางครั้งหรือหลายครั้ง ส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็ค่อนข้างย้วยหรือเหมือนจะเป็นเพียงไขมันส่วนเกิน เช่น ฉากที่หนังพรรณนาถึงวัยเด็กของนางเอก ซึ่งไม่ทำงานในเชิงดรามาติกเท่าที่ควร หรือบางเหตุการณ์ก็ค่อนข้างงุ่มง่าม

 

6ixtynin9: The Series. Mai Davika Hoorne (ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) as Tum(ตุ้ม)

ภาพ: Netflix

 

ข้อสังเกตส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่สรุปได้จาก​สิ่งที่บอกเล่าใน เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (ซึ่งอาจจะผิดก็ได้) ก็คือ แพลตฟอร์มสตรีมมิงดูเหมือนจะเป็นสนามที่ให้เสรีภาพในการแสดงออกทั้งภาพ เสียง และเนื้อหาอย่างถึงลูกถึงคนมากกว่าหนังฉายโรง และ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ ก็เป็นซีรีส์ที่เป็นเอก ‘เล่นเกือบเต็มพื้นที่’ จริงๆ ทั้งฉากเซ็กซ์ที่ค่อนข้างดุเดือดเลือดพล่าน การฆ่าแกงและนำเสนอความรุนแรงทางเพศ หรือฉากที่ตัวละครเล่นยากันอย่างโจ่งครึ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดภาพของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่อาจไม่ได้จาบจ้วง แต่ก็ดูเป็นตัวตลกที่น่าสมเพช (แต่จริงๆ ตัวละครทุกคนก็น่าสมเพชทั้งหมดนั่นแหละ) ขณะที่เนื้อหาที่ว่าด้วยการประท้วงของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและคณะราษฎรอาจจะไม่ได้สุ่มเสี่ยงหรือล่อแหลมเท่าไรนัก แต่ยังไม่พบเห็นว่ามีหนังฉายโรงแตะต้องเรื่องอ่อนไหวนี้

 

น่าสงสัยว่าถ้าหาก ‘ของแสลง’ พวกนี้ไปอยู่ในหนังฉายโรง มันจะมีปัญหากับกรรมการจัดเรตติ้งบ้านเรามากน้อยเพียงใด เพราะจนแล้วจนรอด Netflix ซึ่งมีระบบจัดการเรื่องอายุคนดูเป็นของตัวเองก็ยังให้ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ ได้เพียงแค่เรต 16+ ซึ่งไม่ใช่อัตราเร่งสูงสุดด้วยซ้ำ

 

6ixtynin9: The Series. Pen-Ek Ratanaruang (เป็นเอก รัตนเรือง)

เป็นเอก รัตนเรือง

ภาพ: Netflix

 

พูดถึงในส่วนเนื้อหา เค้าโครงหรือจุดปะทุของ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ ก็คล้ายคลึงกับฉบับฉายโรงนั่นเอง ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจนำพาให้สาวออฟฟิศชื่อ ตุ้ม (ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่) ที่สุดแสนอับโชค ถูกบริษัทบอกเลิกจ้าง และขณะที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรต่อกับชีวิตวันนี้วันพรุ่ง ซึ่งดูวี่แววแล้วมองไม่เห็นความเป็นไปได้ จู่ๆ หญิงสาวก็พบว่ามีใครก็ไม่รู้นำกล่องพัสดุใส่เงินสดเป็นล้านมาวางหน้าห้องพักเบอร์ 6 ของเธอ และภายหลังต่อสู้กับความว้าวุ่นสับสนในห้วงคิดคำนึง ตุ้มก็ตัดสินใจเก็บลาภลอยนี้ไว้กับตัวเอง และแทบจะทันทีที่ได้ข้อสรุปแบบนั้น ความฉิบหายวายป่วงแทบทุกรูปแบบก็ถาโถมใส่ตัวละครแบบไม่ทันให้ตั้งตัวและอย่างสะบักสะบอม

 

ว่าไปแล้วความน่าสนุกของการติดตามดูหนังของเป็นเอก รวมถึงซีรีส์เรื่องนี้ด้วย อีกทั้งน่าจะเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ใครก็ลอกเลียนได้ยาก ก็ตรงที่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ชั้นเชิงในการถ่ายทอดแพรวพราวจริงๆ หลายครั้งเขาสามารถทำให้สถานการณ์ที่สุดแสนราบเรียบกลับดูพิเศษหรือสะดุดความรู้สึกของคนดูอย่างเฉียบพลัน (เชื่อว่านี่คงเป็นทักษะจากการเป็นคนทำหนังโฆษณาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม) และตัวอย่างมีให้ยกมาสนับสนุนนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นได้แก่ตอนที่ตุ้มไปหาซื้อลังหวายจักสานขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในอีพี 3 และวิธีการที่เป็นเอกใช้ในการบอกเล่าก็ทั้งตลกขบขัน เหนือความคาดหมาย และประสาทเสีย อีกทั้งคนดูยังล่วงรู้โดยอัตโนมัติถึงหนทางแก้ ‘ปัญหาเฉพาะหน้า’ ของนางเอกอย่างทันท่วงที 

 

หรือพล็อตย่อยที่ตัวละครเสี่ยโต้งตระเวนหาลูกน้อง 3-4 คนซึ่งถูกเลย์ออฟไปแล้ว เพื่อซ้ำเติมคนเหล่านั้นด้วยข้อเสนอที่ดูผิวเผินแล้วเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็เป็นฉากที่เน้นย้ำความบัดซบของระบอบทุนนิยมที่เหยียบย่ำความเป็นมนุษย์อย่างเลือดเย็น

 

6ixtynin9: The Series. Mai Davika Hoorne (ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) as Tum(ตุ้ม)

ภาพ: Netflix

 

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเหมือนไม้ตายของเป็นเอกมาโดยตลอด ได้แก่ บรรดาตัวละครที่ถูกนำเสนอในมิติที่ดูเป็นผู้เป็นคนมากๆ หรืออย่างน้อยหลบเลี่ยงบุคลิกแบบเหมารวม อันส่งผลให้ชีวิตน้อยใหญ่ในซีรีส์เรื่องนี้ล้วนแล้วมีวงโคจรเป็นของตัวเอง มีด้านมืดและสว่าง รัก โลภ โกรธ หลงแบบมนุษย์มนา ที่แน่ๆ หัวหน้าค่ายมวยที่ชื่อ ครรชิต (อมรเอก มิเกลลี่) รู้ว่าตัวเขายืนฟากไหนในความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างม็อบเด็กกับรัฐบาลเผด็จการ หรือรสนิยมทางเพศของ เสี่ยโต้ง (อภิวิชญ์ รินทพล) ก็ไม่ได้ถูกคนทำหนังหยิบยกขึ้นมาพิพากษา ส่วนลูกน้องครรชิตคนที่เป็นใบ้ ก็ยังอุตส่าห์มี ‘บทพูด’ ที่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดู และฉากที่ ซอนนี่ (ธ เทพ ไชยชาญบุตร) นักค้ายารายใหญ่ เลกเชอร์เรื่องอิทธิพลของหนังต่อพฤติกรรมรุนแรงของเด็กๆ ก็มีเหตุผลที่พอรับฟังได้

 

กลายเป็นว่าตัวละครที่หยั่งไม่ได้ง่ายๆ เพราะใครคนนี้เก็บงำความรู้สึกตัวเองค่อนข้างมิดชิดก็คือตุ้มนั่นเอง เป็นไปได้หรือไม่ว่าชีวิตตามลำพังในเมืองหลวงทำให้เธอเป็นคนเฉยเมยและเย็นชา และหญิงสาวแทบจะไม่แสดงออกว่ายินดีหรือยินร้ายกับเรื่องต่างๆ นานาที่เข้ามาปะทะ ตั้งแต่ฉากเริ่มต้นที่รถยนต์บุโรทั่งของเธอถูกล็อกล้อ หรือฉากที่เจ้าตัวต้องรับมือกับโทรศัพท์ลามกซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หนังให้เห็น เธอคุ้นชินกับมันเสียแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลยังไม่ต้องเอ่ยถึงรูปร่างที่ผ่ายผอมของตัวละคร และไม่ว่าใครๆ จะพูดถึงความสะสวยของตุ้มอย่างไร ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป สีหน้าสีตาตลอดจนการแสดงออกของตัวละครก็ดูใกล้เคียงกับผีดิบมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

แต่บางทีอะไรๆ ที่หนังบอกเล่าเกี่ยวกับตุ้มก็ไม่บั่นทอนความรู้สึกคนดูเท่ากับการที่พวกเราถูกกำหนดให้ติดตามตัวละครที่แทบไม่มีแต้มต่อหรือความได้เปรียบใดๆ ในชีวิต พบเจอกับบททดสอบทางศีลธรรมอย่างแสนสาหัสทีเดียว และเทียบกับฉบับฉายโรง ชะตากรรมของตุ้มเวอร์ชันนี้ก็เหมือนกับไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ยิ่งเมื่อคำนึงว่าฉบับซีรีส์มีการ ‘เช็กชื่อ’ อย่างถี่ถ้วนว่าใครอยู่ใครตาย สถานการณ์ของตุ้มในท้ายที่สุดซึ่งอาจเรียกว่า ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง อยู่ต่อไม่ไหว’ ก็น่าจะนำพาให้เธอกลายสภาพไม่ต่างจากภูตผีที่หาหลักแหล่งให้กับตัวเองไม่เจอ

 

ภาพ: Netflix

 

ไหนๆ พูดถึงฉากเช็กชื่อก็ขอขยายความต่ออีกนิด ฉากหลังความตายที่มีคุณป้าชุดขาว (วีรพร นิติประภา) คอยตรวจสอบชื่อและนามสกุลของคนที่ชีวิตถึงฆาตด้วยน้ำเสียงดุๆ และทัศนคติเบื่อหน่ายกับงานที่สุดแสนจำเจซ้ำซาก ก็นับเป็นทั้งตลกร้ายและจินตนาการที่แห้งผากของผู้กำกับ เพราะประมวลจากสิ่งที่ซีรีส์บอกเล่า นี่คือการบริหารจัดการที่ตกยุคตกสมัยมากๆ ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ของปรโลกที่ใช้รถตู้ซอมซ่อขนส่งผู้วายชนม์ อีกทั้งสีหน้าสีตาของทั้งเจ้าหน้าที่ในรถตู้รวมถึงพลขับก็ล้วนแล้วบอกบุญไม่รับ พวกเขาไม่แม้กระทั่งห้ามปรามไม่ให้คนตายมีปากเสียงกัน (ทำนองว่าไม่ใช่หน้าที่) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตกรุ่นที่คุณป้าใช้ก็น่าจะอัปเดตระบบปฏิบัติการไม่ได้แล้ว ขณะที่ตัวคุณป้าเองก็คงถูกระบบกลืนกินจนแทบไม่เหลือสามัญสำนึกหรือความสามารถในการริเริ่มส่วนบุคคล และฉากที่เธอแสดงออกอย่างเงอะๆ เงิ่นๆ ในตอนที่เธอถูกใครบางคน ‘ไฮแจ็ก’ โต๊ะทำงาน ก็น่าจะเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างครื้นเครง

 

ไม่รู้คนอื่นว่าอย่างไร ตอนที่ดูฉากเหล่านี้กลับไม่ได้นึกว่านี่คือโลกหลังความตาย แต่รู้สึกว่ามันคือระบบราชการ 0.4 ที่พวกเราไม่ต้องสิ้นลมไปก่อนก็สามารถเข้ารับบริการที่น่าประทับใจนี่ได้ไม่ยากเย็น

 

เรื่อง: เรื่อง ตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566)

กำกับ: เป็นเอก รัตนเรือง

ผู้แสดง: ดาวิกา โฮร์เน่, อมรเอก มิเกลลี่, อภิวิชญ์ รินทพล, ภัทร เอกแสงกุล ฯลฯ

The post เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566) เมืองป่วน คนป่วย ชีวิตห่วยแตก และฝันเปียกถึงบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oppenheimer (2023) ชายผู้เด็ดแอปเปิ้ลต้องห้ามจากสวนเอเดนของพระผู้เป็นเจ้า https://thestandard.co/oppenheimer-2023-movie/ Mon, 24 Jul 2023 03:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=821236 Oppenheimer

คำถามประจำสัปดาห์…   สมมติเล่นๆ ว่า ถ้าหากพี […]

The post Oppenheimer (2023) ชายผู้เด็ดแอปเปิ้ลต้องห้ามจากสวนเอเดนของพระผู้เป็นเจ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oppenheimer

คำถามประจำสัปดาห์…

 

สมมติเล่นๆ ว่า ถ้าหากพี่น้อง Lumiere ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปและเครื่องฉายภาพเคลื่อนไหวขึ้นจอเป็นเจ้าแรก ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่ามันกลายเป็นรูปแบบความบันเทิงที่ทรงพลังและครองใจคนทั้งโลกจวบจนปัจจุบัน บังเอิญล้มเลิกความตั้งใจกลางคัน ภาพยนตร์จะยังคงถือกำเนิดอยู่นั่นเองหรือไม่

 

คำตอบก็คือแน่นอน เพียงแค่หน้าประวัติศาสตร์ก็จะหันไปจดจำชื่อนักประดิษฐ์และนักบุกเบิกคนอื่น เช่น Max Skladanowsky, Robert W. Paul หรือแม้กระทั่ง William Friese-Greene เพราะเงื่อนไขและองค์ประกอบของการถือกำเนิดในตอนนั้นสุกงอม และมันเป็นเรื่องของระยะเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง ใครเป็นคนที่ลากเส้นตามรอยประได้คมชัดและมีประสิทธิภาพมากกว่ากันและก่อนเพื่อน

 

J.Robert Oppenheimer

ภาพ: wikipedia

 

ฉันใดฉันนั้น ฉายา ‘บิดาของระเบิดปรมาณู’ ของ J.Robert Oppenheimer นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวผู้ปราดเปรื่องล้ำเลิศ ก็เป็นผลพวงจากการที่เขา (ในฐานะหัวหน้าโครงการลับสุดยอดของรัฐบาลอเมริกันที่ชื่อ Manhattan Project ในช่วงสงครามโลกครั้งสอง) ชนะเกมการแข่งขันประดิษฐ์อาวุธมหาประลัย (เหนือคู่แข่งตอนนั้น อันได้แก่นาซีเยอรมันของฮิตเลอร์ซึ่งแพ้สงครามไปซะก่อน และในช่วงหลังจากนั้น คู่แข่งก็เปลี่ยนหน้าไปเป็นสหภาพโซเวียตซึ่งประดิษฐ์ระเบิดปรมาณูไล่หลังอเมริกาเพียงสี่ปี)

 

และผลงานชิ้นโบว์แดง (หรือโบว์ดำ) ของ Oppenheimer ก็คือระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่ถูกทิ้ง ณ เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ซึ่งไม่เพียงสาธิตให้ชาวโลกได้ประจักษ์แจ้งกับอานุภาพทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว จากการที่ผู้คนบาดเจ็บล้มตายทันทีนับแสนๆ คน ทว่าประเด็นที่น่าห่วงกังวลมากไปกว่านั้นก็คือ มันนำพาให้มวลมนุษยชาติเขยิบเข้าไปใกล้ฉากทัศน์ใหม่ของ ‘วันสิ้นโลก’ มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อที่ชวนให้ครุ่นคิดก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าในจักรวาลคู่ขนานและด้วยเงื่อนไขที่ไม่เหมือนเดิม (เช่น เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าโครงการ Manhattan) หน้าประวัติศาสตร์อาจจะบันทึกชื่อ Oppenheimer ในฐานะหนึ่งในนักฟิสิกส์ที่ค้นพบพลังงานอันมหาศาลของหลุมดำที่กลืนกินทุกอย่างในห้วงจักรวาล (ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาค้นพบจริงๆ) และไม่ต้องแบกรับสถานะ ‘คุณพ่อนิวเคลียร์’ หรือกลายเป็นบุคคลต้องคำสาปในลักษณะไม่แตกต่างจากเทพแห่งกรีก Prometheus ที่ต้องทุกข์ทรมานจากการถูก Zeus ลงโทษให้นกอินทรีจิกกินตับไตไส้พุงเนื่องเพราะเขา ‘ขโมยไฟไปให้มนุษย์ใช้ประหัตประหารกัน’

 

ภาพ: Universal Pictures

 

ตามเนื้อผ้า หนังเรื่อง Oppenheimer ของ Christopher Nolan ซึ่งดัดแปลงจากงานเขียนที่ชื่อ American Prometheus:The Triumph and Tragedy of J.Robert Oppenheimer มุ่งสำรวจชีวิตของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกในแง่มุมดังกล่าวนั่นเอง ทั้งชัยชนะและความสำเร็จของการประดิษฐ์อาวุธปรมาณู วิบากกรรมที่ถาโถมเข้ามา ความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำ จุดอ่อนและข้อบกพร่องในฐานะปุถุชน และเหนืออื่นใด การแสดงออกถึงมโนสำนึกและความรับผิดชอบในฐานะดอกเตอร์ Frankenstein ผู้ซึ่งควบคุมอสุรกายที่เขาชุบชีวิตขึ้นมาไม่ได้

 

และในขณะที่หนังกินเวลาฉายยาวเหยียดถึงสามชั่วโมงเต็ม ความท้าทายที่แท้จริง แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นเรื่องเกินความคาดหมายสำหรับแฟนๆ ของ Nolan ก็คือหนังเรื่อง Oppenheimer ไม่ได้เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง และมันบอกเล่าผ่านสองเหตุการณ์หลักเป็นอย่างน้อยที่ตัดสลับไปมา หนึ่งก็คือเหตุการณ์ปี 1954 ที่ Oppenheimer ถูกคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเขาเป็นที่ปรึกษา ไต่สวนข้อกล่าวหาพัวพันกับพรรคคอมมิวนิสต์และมีพฤติการณ์ ‘ไม่เป็นอเมริกัน’ อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกบอกเล่าด้วยภาพขาวดำ เกิดขึ้นในปี 1959 ได้แก่เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับตัวละครชื่อ Lewis Strauss (ซึ่งคนดูอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ไม่ล่วงรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังก็คงจะงงว่าหมอนี่เป็นใคร) ที่กำลังถูกวุฒิสมาชิกซักถามในประเด็นความสัมพันธ์ของเขากับ Oppenheimer ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับรองตำแหน่งรัฐมนตรี

 

ภาพ: Universal Pictures

 

และทั้งสองเหตุการณ์นี้ไม่เพียงขับเคลื่อนด้วยบทสนทนาที่โยงไปถึงตัวละครมากหน้าหลายตา ยังสอดแทรกไว้ด้วยฉากย้อนอดีตที่พาคนดูไปรับรู้เหตุการณ์น้อยใหญ่ซึ่งพูดไม่อ้อมค้อม มันปะติดปะต่อให้เข้ากันไม่ได้อย่างง่ายดาย และนั่นยังไม่นับรวมช็อตสั้นๆ ที่คนทำหนังแทรกเข้ามาเพื่อผลลัพธ์ทางอารมณ์ หรือการย้ำเตือนถึงหายนะที่เฝ้าคอย หรือแสดงห้วงคำนึงอันอลหม่านสับสนของตัวละคร

 

หรือเปรียบไปแล้ว หนังเรื่อง Oppenheimer ก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนน้อยใหญ่มากมาย หากทว่าเมื่อทุกรายละเอียดถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ของมัน ผลลัพธ์โดยรวมก็เกื้อหนุนให้คนดูมองเห็น ‘ภาพใหญ่’ ที่ทั้งกว้างและลึก ของ 1. ตัวบุคคลผู้ซึ่งชีวิตของเขาพบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า Rise and Fall หรือความรุ่งโรจน์และร่วงหล่นในลักษณะแตกต่างจากรถไฟเหาะตีลังกา ของ 2. บริบททางการเมืองและนักการเมืองที่ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน (และประเทศไหน) ก็สกปรก โสโครก อัปลักษณ์ และคิดเล็กคิดน้อยเหมือนกัน และเหนืออื่นใด ของ 3. ความจริงและการเตือนสติผู้คนในสังคมในแง่ที่ว่า ‘พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง’ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วโลกใบนี้ก็คงจะไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่ามนุษย์อีกต่อไป

 

ภาพ: Universal Pictures

 

แต่ก็นั่นแหละ ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมใส่คนดู เสน่ห์ดึงดูดและเป็นแง่มุมที่ชวนให้สนเท่ห์ที่สุดของหนังได้แก่เนื้อหาที่มุ่งสำรวจและศึกษาตื้นลึกหนาบางของตัวละคร และอย่างหนึ่งที่สรุปได้ก็คือ Oppenheimer เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยแสดงออกหรือมักจะเก็บซ่อนความคิดเห็นต่างๆ นานาเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมจริงจัง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะหยั่งรู้ได้ว่าเขานึกคิดอะไร และวิธีการที่คนทำหนังจับภาพ Oppenheimer ในระยะใกล้มากหลายครั้ง นั่นรวมถึงช็อตเปิดและปิดเรื่อง (ยิ่งใครได้ดูในระบบ IMAX ด้วยแล้ว ก็คงสัมผัสได้ถึงความน่าพิศวงและเป็นปริศนาของใบหน้าที่ชวนหลอกหลอนนี้มากยิ่งขึ้น) มีส่วนช่วยขยับขยายให้พวกเราได้มองเห็นร่องรอยของอารมณ์และความรู้สึกที่ ‘น้อยนิดแต่มหาศาล’ ของตัวละคร ทั้งความหมกมุ่นลุ่มหลง ความดื้อดึง ความผิดหวัง ความล้มเหลว ความเจ็บปวดขื่นขมที่โดนหักหลัง ไปจนถึงความโศกสลดที่เจ้าตัวกลายเป็นคนที่จุดไฟแห่งความวิบัติฉิบหายของมนุษยชาติให้มันลุกโชน

 

ไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นการแสดงที่ลึกซึ้งสุดแสนวิเศษและละเอียดลออของ Cillian Murphy และสมควรยืนปรบมือให้อย่างกึกก้องยาวนาน

 

ภาพ: Universal Pictures

 

แต่อารมณ์ของตัวละครก็ส่วนหนึ่ง และบุคลิกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ยิ่งทำให้ Oppenheimer เป็น Subject ที่ยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก และอย่างหนึ่งที่สามารถพูดได้ก็คือ เขาเป็นตัวละครที่สภาวะข้างในของเขาดูเหมือนเป็นสนามรบตลอดเวลา  ระหว่างการทำในสิ่งที่ตัวเองมุ่งมาดปรารถนาและมีความสามารถทำได้กับสำนึก ผิดชอบชั่วดี ระหว่างความฉลาดปราดเปรื่องกับความโง่เขลาเบาปัญญา หนึ่งในฉากเล็กๆ ตอนต้นเรื่องที่อาจใช้อธิบายสมมติฐานนี้ได้แก่เหตุการณ์ที่เขาแก้เผ็ดอาจารย์ผู้ซึ่งเล่นงานเขาเรื่องความซุ่มซ่ามในห้องแล็บ ด้วยการฉีดยาพิษเข้าไปในผลแอปเปิ้ลที่วางบนโต๊ะของอาจารย์คนนั้น และจากที่หนังนำเสนอ กว่าที่เขาจะตระหนักได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และดิ้นรนแก้ไขเรื่องคอขาดบาดตาย (โง่ๆ) ที่อาจจะเกิดขึ้น มันก็หวุดหวิดเฉียดฉิวเหลือเกิน มิหนำซ้ำ คนที่กำลังรับเคราะห์กลับกลายเป็นบุคคลที่สาม

 

น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้เป็นเสมือนลางบอกเหตุถึงเรื่องยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้น เขา (และทีมนักวิทยาศาสตร์) สร้างปรมาณูขึ้นมาด้วยความเชื่ออันไร้เดียงสาว่า อานุภาพร้ายแรงของมันจะค้ำประกันสันติภาพของโลกใบนี้ให้ยั่งยืน ทว่าจนแล้วจนรอด ทุกอย่างหันเหไปตรงกันข้าม และจิตสำนึกของความพยายามยับยั้งหายนะที่มาจ่อคอหอย บานปลายกลายเป็นการที่เขาถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน และถูกตั้งคำถามถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ฉากที่เหล่านักการเมืองรุมทึ้ง Oppenheimer ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในห้องไต่สวน ก็หยอกล้ออยู่กับเรื่องของเทพแห่งกรีกองค์นั้นอย่างขมขื่นทีเดียว อีกทั้งผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังลงเอยในสภาพที่ตัวเขาไม่แตกต่างจาก Adam ที่ถูกพระเจ้าอัปเปหิจากสวนเอเดนโทษฐานเด็ดผลไม้ต้องห้าม

 

ภาพ: Universal Pictures

 

กล่าวในแง่ของเทคนิค Oppenheimer เป็นหนังที่ถ่ายด้วยกล้อง IMAX และฟิล์มเซลลูลอยด์ขนาด 65 มม. ซึ่งพูดได้ว่าไม่มีใครใช้ประโยชน์จากจอภาพมหึมาและระบบเสียงที่กระหึ่มเร้าได้เก่งกาจและเหนือชั้นเหมือน Nolan อีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่เขาสำแดงถึงพิษสงของระเบิดปรมาณูที่ทั้งงดงามอย่างน่าตื่นตะลึง ขณะเดียวกัน ก็เรียกสิ่งที่มองเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก ‘ไฟนรกขุมโลกันตร์’ ข้อมูลที่ยิ่งชวนให้ตื้นตันมากขึ้นก็ตรงที่ทั้งหมดทั้งมวลที่ปรากฏเบื้องหน้า ไม่ได้เป็นผลพวงจากมายากลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทว่ามันคือเปลวไฟอนาล็อกที่รุ่มร้อน เดือดดาล และกราดเกรี้ยวจริงๆ และนั่นทำให้ไม่มากไม่น้อย ความอุทิศทุ่มเทอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งผสมผสานกับทักษะการทำหนังอันล้ำเลิศของ Nolan ก็ส่งผลให้เขากลายเป็นคนทำหนังสายพันธุ์ที่หาได้ยากจริงๆ

 

ภาพ: Universal Pictures

 

มีแง่มุมหนึ่งคนมักจะพูดถึง Oppenheimer และถูกเอ่ยถึงในหนังด้วย ก็คือการที่เขาไม่เคยได้รางวัลโนเบล ทั้งๆ ที่ด้วยคุณสมบัติและผลงานมันก็เกินความคู่ควรและเหมาะสมไปโขทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ หลังจากเวลาผ่านพ้นไป รางวัลอันยิ่งใหญ่อย่างโนเบลก็ดูเล็กกระจ้อยร่อยไปแล้วสำหรับบทบาทและสถานะทางประวัติศาสตร์ของ Oppenheimer

 

ฉันใดก็ฉันนั้น Chiristopher Nolan ก็ (ยังคง) ไม่เคยชนะรางวัลออสการ์ ทั้งๆ ที่ใครลองไล่เรียงชื่อหนังทั้งหมดก็คงนึกสงสัยว่าสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ตกสำรวจผลงานของ Nolan ไปได้อย่างไร แต่ไม่ว่าเกียรติยศดังกล่าวจะเดินทางมาถึงหรือไม่และเมื่อใด มันก็ไม่มีวันเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่า Nolan เป็นคนทำหนังที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 21 และไม่มีข้อกังขาว่าหนังเรื่อง Oppenheimer จะเป็นอีกหนึ่งผลงานควบคู่ไปกับ Memento, The Dark Knight, Inception, Dunkirk ที่จะทำให้คนรุ่นหลังนึกถึงและจดจำ Christopher Nolan อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

 

Oppenheimer (2023)

กำกับ: Christopher Nolan

ผู้แสดง: Cillian Murphy, Emily Blunt, Robert Downey Jr., Matt Damon ฯลฯ

The post Oppenheimer (2023) ชายผู้เด็ดแอปเปิ้ลต้องห้ามจากสวนเอเดนของพระผู้เป็นเจ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Past Lives (2023) หนังโรแมนติกดราม่าที่ละเมียดละไมอ่อนหวาน ว่าด้วย ‘ชีวิตแต่หนหลังและบางเรื่องที่ไม่เคยเลือนหาย’ https://thestandard.co/opinion-past-lives-2023/ Fri, 07 Jul 2023 08:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=813646 Past Lives (2023)

หนังเรื่อง Past Lives ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Celine Son […]

The post Past Lives (2023) หนังโรแมนติกดราม่าที่ละเมียดละไมอ่อนหวาน ว่าด้วย ‘ชีวิตแต่หนหลังและบางเรื่องที่ไม่เคยเลือนหาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Past Lives (2023)

หนังเรื่อง Past Lives ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Celine Song คนทำหนังแคนาดา-เกาหลี เปิดเรื่องด้วยฉากที่ทั้งกระตุ้นและยั่วเย้าความฉงนสนเท่ห์ ตลอดจนพฤติกรรมสอดรู้สอดเห็นของคนดูได้ฉลาด หรือแม้กระทั่งเจ้าเล่ห์แสนกล

 

ภาพขนาดปานกลางของคนสามคนนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์กช่วงราวๆ ตีสี่ เสียงสนทนาแบบ Off-Screen ของใครก็ไม่รู้สองคนซึ่งแอบมองตัวละครทั้งสาม พยายามประเมินและคาดเดาความเกี่ยวข้องของพวกเขา ซึ่งประกอบด้วยหญิงหนึ่ง ชายสอง และสองในสามเป็นคนเอเชีย ทำนองว่า ใครน่าจะเป็นแฟนกับใคร อีกคนไปนั่งอยู่ตรงนั้นในฐานะอะไร เป็นไกด์ทัวร์ใช่หรือไม่ หรือว่าทั้งหมดเป็นเพื่อนร่วมงาน

 

ว่าไปแล้วเสียง Off-Screen นั้นก็คือเสียงของคนดูนั่นเอง และคนทำหนังเพียงแค่อำนวยความสะดวกด้วยการตั้งคำถามที่น่าจะผุดขึ้นในห้วงคำนึงของพวกเราแน่ๆ เท่านั้น

 

ความแยบยลของการเลือกเปิดเรื่องแบบนี้ก็คือ เมื่อฉากนี้หวนกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งช่วงท้าย (และโดยไม่มีเสียงนอกจออีกแล้ว) และคนดูไม่ได้อยู่ในความลึกลับดำมืดอีกต่อไป นี่เป็นห้วงเวลาที่ทั้งกระอักกระอ่วน ขมขื่น เศร้าสร้อย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือแม้แต่ชวนให้ดำดิ่งในความมืดมนอนธการ

 

 

ตามเนื้อผ้า Past Lives เป็นหนังโรแมนติกดราม่าที่โยงใยอยู่กับความสัมพันธ์แบบสามเส้า และคุณสมบัติร่วมประการหนึ่งที่หนังของ Celine Song มีเหมือนกับหนังรักขึ้นหิ้งเรื่อง Brief Encounter ของ David Lean, In the Mood for Love ของ Wong Kar-wai, Carol ของ Todd Haynes และรวมถึง Eternal Sunshine of Spotless Mind (ซึ่งตัวละครใน Past Lives เอ่ยถึง) ของ Michel Gondry ก็คือการที่มันไม่ใช่หนังประเภทที่หลงละเมอเพ้อพกอยู่แต่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จนกระทั่งหันหลังหรือเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของโลกความเป็นจริง ข้อสำคัญ มันถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครที่คนดูสัมผัสได้ถึงเลือดเนื้อตลอดจนความเป็นมนุษย์ที่รู้สึกรู้สม รู้ร้อนรู้หนาว และอ่อนไหว

 

เพราะเหตุนี้เอง ชีวิตของ Nora (Greta Lee ในบทบาทการแสดงที่ตราตรึง) จึงไม่ได้ว่างเปล่าและเฝ้าคอยความรักมาเติมเต็มเหมือนหนังประโลมโลกนับไม่ถ้วน ตรงกันข้าม ตัวละครนี้ผู้ซึ่งสืบสาวราวเรื่องแล้วก็ชวนให้สรุปได้ว่าเธอก็คือร่างทรงของผู้กำกับนั่นเอง (ทั้งในแง่การอพยพถิ่นฐานช่วงวัยเด็ก ความสนใจเรื่องการขีดเขียน) เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานในงานอาชีพ ความใฝ่ฝันตอนเล็กๆ ของเธอก็คือการเป็นชาวเกาหลีคนแรกที่ชนะรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และเมื่อหนังพาคนดูกระโดดข้ามกาลเวลาไปอีก 12 ปี เข็มทิศชีวิตของตัวละครในเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้เบี่ยงเบนจากเป้าที่เจ้าตัวเล็งไว้ตอนแรกเท่าไรนัก และไม่ว่าความมุ่งมาดปรารถนาของ Nora จะได้แก่การชนะรางวัลโนเบล, พูลิตเซอร์ หรือโทนี อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ ความรักแทบจะไม่ใช่สารตั้งต้นในการดิ้นรนกระเสือกกระสนของตัวละคร

 

Past Lives (2023)

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุนี้หรือไม่อย่างไร ประมวลจากที่หนังนำเสนอ ชีวิตแต่งงานของเธอกับ Arthur (John Magaro) สามีนักเขียนชาวอเมริกัน แทบจะไม่มีอะไรที่ดูหวือหวาหรือดูดดื่มหวานซึ้งเอาซะเลย ว่ากันตามจริง ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นเพียงเพราะสถานการณ์เอื้ออำนวย ทั้งเรื่องการพบเจอกันในโครงการนักเขียน นอนด้วยกันเพราะต่างก็เป็นคนโสดและไม่มีใคร ย้ายมาอยู่ด้วยกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในอพาร์ตเมนต์ขนาดรังหนู อยู่กินในฐานะสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อว่า Nora จะได้ใบเขียว ซึ่งจะช่วยให้เธอวิ่งไล่ไขว่คว้าตามความฝันของตัวเองในเมืองนิวยอร์กได้ง่ายดายขึ้น

 

คำถามในเชิงสมมติ (หรือ What If) ที่เรียบง่ายแต่ลึกๆ แล้วสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นของ Arthur ต่อ Nora ในฉากที่ทั้งสองพูดคุยกันบนเตียงนอน ทำนองว่า ถ้าหาก Nora พบเจอคนอื่นแทนที่จะเป็นเขาเมื่อครั้งกระนั้น คนที่นอนข้างๆ หญิงสาว ณ ตอนนี้จะเป็นอีกคนใช่หรือไม่ และไม่ว่า Nora จะตอบข้อสงสัยนี้อย่างไร สิ่งที่มองเห็นโทนโท่ก็เป็นอย่างที่กล่าวถึงก่อนหน้า ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นเรื่องของความประจวบเหมาะของสถานการณ์ และมีโอกาสสูงมากถ้าหาก ‘ทฤษฎีความน่าจะเป็น’ หันเหไปอีกทาง ระหว่าง Nora กับ Arthur ก็คงจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปตลอดกาล

 

Past Lives (2023)

 

แต่ก็นั่นแหละ ดูเหมือนคนทำหนังสื่อสารโดยอ้อมว่าหลักคิดแบบนี้ประยุกต์ใช้กับเรื่องของ Nora กับ Hae Sung (Teo Yoo) ไม่ได้ และพวกเราคนดูอยู่ในฐานะประจักษ์พยานความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่ครอบคลุมเวลาเนิ่นนานถึง 24 ปี หรือตั้งแต่ทั้งสองยังเยาว์วัย มองในแง่มุมหนึ่ง โอกาสที่เด็กหญิงและเด็กชายที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมแนบแน่นจะได้กลับมาพบหน้าค่าตากันอีกครั้ง หลังจากพลัดพรากกันไปแบบข้ามทวีป (เพราะพ่อแม่ของ Nora โยกย้ายถิ่นฐาน) ก็เป็นเรื่องริบหรี่เต็มทน 

 

ขณะที่การตามหากันจนเจอของทั้งสองคนในช่วงที่พวกเขาโตเป็นหนุ่มสาว ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่คนทำหนังก็อุตส่าห์เว้นพื้นที่ไว้เพื่ออธิบายถึง ‘ความเป็นไปได้อันน้อยนิด’ นี้ทำนองว่ามันคือสิ่งที่คนเกาหลีเรียกว่า In-Yun ซึ่งบ้านเราคงเรียกอย่างกว้างๆ ว่าพรหมลิขิตหรือชะตาชีวิต และไม่ว่าสิ่งที่เรียกว่า In-Yun หรือพรหมลิขิตจะมีอยู่จริงหรือไม่อย่างไร ใช่หรือไม่ว่าความเชื่อเรื่องพลังอำนาจที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ตัวเล็กๆ เป็นเสมือนหนทางที่คนในสังคมตะวันออกมักใช้ Make Sense หรือทำความเข้าใจความลี้ลับและเป็นปริศนาของชีวิต

 

Past Lives (2023) 

 

ส่วนที่ต้องปรบมือดังๆ ให้กับคนทำหนังก็ตรงที่ Celine Song นำเสนอแง่มุมเหล่านี้ได้อย่างไม่หลงละเมอหรืองมงาย กระทั่งนำเอาความเชื่อแบบโบราณมาผสมผสานกับความเป็นไปของโลกสมัยใหม่ได้แนบเนียนและกลมกลืน แต่ประเด็นความเชื่อเรื่องคนเราเชื่อมโยงกัน เนื่องเพราะบางช่วงหรือหลายช่วงของชีวิตในอดีตเคยคาบเกี่ยวและทับซ้อนกันก็ส่วนหนึ่ง อีกแง่มุมที่คนทำหนังชวนคนดูสำรวจจริงๆ ก็ตรงตามชื่อหนังนั่นเอง

 

หรือพูดอย่างรวบรัด หนังเรื่อง Past Lives บอกเล่าการเดินทางทางจิตวิญญาณของ Nora ผู้ซึ่งจริงๆ แล้ว การได้พบปะพูดคุยกับ ‘หวานใจช่วงวัยเยาว์’ อีกครั้งไม่ได้นำไปสู่การคุ้ยเขี่ยถ่านไฟเก่าให้คุโชนอย่างมีนัยสำคัญ ทว่ามันเปิดโอกาสให้ตัวละครได้ทบทวนชีวิตแต่หนหลังของตัวเอง และเจ้าตัวก็ตกผลึกในแง่ที่ว่าเธอไม่ใช่ ‘เด็กหญิงอายุ 12 ขวบ ขี้แย’ คนนั้นอีกแล้ว เพราะโลกความเป็นจริงหยิบยื่นบทเรียนสำคัญว่าเธอไม่สามารถร่ำร้องเรียกหาความเห็นอกเห็นใจจากคนใกล้ตัวทุกครั้งที่ต้องการ และทีละน้อย เด็กหญิง 12 ขวบคนนั้นก็หายสาบสูญไป มองในแง่หนึ่ง การที่ Nora ได้พบเจอกับ Hae Song ก็ช่วยให้เธอได้ต่อติดกับเด็กหญิงคนนั้นอีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็ได้รับรู้ว่าสาวน้อยคนนั้นอยู่แห่งหนใดในอดีตกาลอันไกลโพ้น และไม่มากไม่น้อย ประเด็นการสำรวจสิ่งที่เรียกว่า ‘ชาติปางก่อน’ ก็กลายเป็นแง่มุมที่คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมได้โดยอัตโนมัติ

 

Past Lives (2023)

 

แต่ส่วนที่น่าทึ่งจริงๆ ก็คือ ทั้งๆ ที่ Past Lives บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์สามเส้าที่มองผิวเผินแล้วแทบไม่หลงเหลือพื้นที่ที่ไม่เคยถูกเหยียบย่ำมาก่อน แต่สุดท้ายแล้ว มันกลับเป็นหนังที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Original มากๆ หรืออีกนัยหนึ่ง สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ทั้งประเด็นละเอียดและอ่อนไหวที่คนทำหนังหยิบยื่นดังที่เอ่ยข้างต้น รวมไปถึงกลวิธีการบอกเล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยม อันได้แก่กลไกทางด้านภาพ การออกแบบเสียง ดนตรีประกอบ ไปจนถึงการแสดงของนักแสดง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับในแง่ที่รายละเอียดน้อยใหญ่เหล่านั้น ที่นอกจากไม่เรียกร้องความสนใจในตัวเอง ยังทำงานกับอารมณ์ความรู้สึกของคนดูอย่างสอดประสานและเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

 

หนึ่งในฉากสำคัญและน่าจดจำที่สุดของหนัง และผู้ชมสัมผัสได้ถึงความพิเศษของห้วงเวลานั้น ก็คือตอนที่ Hae Song ได้พบกับ Nora ตัวเป็นๆ ครั้งแรกหลังจากเวลาผ่านพ้นไป 20 กว่าปี มันเป็นฉากที่ระคนอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายซึ่งประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความกระสับกระส่ายและตื่นเต้นเพราะต่างก็ไม่ได้เจอกันมาแสนนาน ความเก้อเขิน ความปีติยินดี ทำนองว่าจนแล้วจนรอดต่างฝ่ายก็ยังคงหลงเหลือความเป็น ‘ใครคนนั้น’ ที่พวกเขารู้จักคุ้นเคย จนถึงความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่านี่เกิดขึ้นจริง ประมาณว่านี่เป็นแค่ความฝันใช่หรือไม่ และในช่วงเวลาสั้นๆ ตรงนั้นเอง มันดูประหนึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างก็ไม่มีความหมาย และโลกใบนี้มีเพียงพวกเขาเพียงสองคน

 

Past Lives (2023)

 

ไม่น่าเชื่อว่า Past Lives เป็นผลงานเรื่องแรกของ Celine Song เพราะมันดูเหมือนเป็นหนังที่ผู้สร้างบอกเล่าด้วยความคล่องแคล่วและเชื่อมั่นอย่างคนที่คร่ำหวอดประสบการณ์ แต่ในมุมกลับกัน มันก็เป็นหนังที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกสดใหม่ เสน่ห์ดึงดูด ความมีชีวิตชีวา หรือแม้กระทั่งห้วงเวลาที่น่าพิศวงงงงวย ข้อสำคัญ ในความเป็นหนังที่พูดถึงเรื่องจำเพาะของคนสามคน ตัวหนังช่วยขยับขยายให้คนดูได้ครุ่นคิดอย่างจริงๆ จังๆ ถึงตัวเราในบางแง่มุมที่นึกไม่ถึงหรืออาจจะหลงลืม รวมทั้งในบางจังหวะและเวลา Past Lives ก็เป็นเหมือนกับโอบกอดของใครสักคนที่ช่วยปลอบโยนพวกเราคนดูจากความเป็นไปของชีวิตที่ช่างไม่น่ารื่นรมย์

 

Past Lives (2023)

กำกับ: Celine Song  

ผู้แสดง: Greta Lee, Teo Yoo, John Magaro

 

ภาพ: A24

The post Past Lives (2023) หนังโรแมนติกดราม่าที่ละเมียดละไมอ่อนหวาน ว่าด้วย ‘ชีวิตแต่หนหลังและบางเรื่องที่ไม่เคยเลือนหาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Across the Spider-Verse (2023) ไอ้แมงมุมตัวตึง แอนิเมชันเปิดประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ลืมไม่ลง https://thestandard.co/across-the-spider-verse-2023/ Tue, 06 Jun 2023 10:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=799928

หนึ่งในห้วงเวลาที่ชวนให้ตื้นตันบนเวทีประกาศรางวัลออสการ […]

The post Across the Spider-Verse (2023) ไอ้แมงมุมตัวตึง แอนิเมชันเปิดประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ลืมไม่ลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในห้วงเวลาที่ชวนให้ตื้นตันบนเวทีประกาศรางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านพ้นไป ได้แก่ ตอนที่ Guillermo del Toro กล่าวสุนทรพจน์ (ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ) ขณะขึ้นไปรับรางวัลแอนิเมชันยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Guillermo del Toro’s Pinocchio (2022) ถ้อยคำอันแสนกะทัดรัด 3-4 ประโยคแรกของเขา อาจจะนับเป็นทั้งแถลงการณ์ การแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เหนือสิ่งอื่นใดสัญญาประชาคมที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นและศรัทธาอันแรงกล้าของเจ้าตัวต่อความสำคัญของภาพยนตร์แอนิเมชัน สิ่งที่ Guillermo del Toro พูด อาจถอดความหมายกว้างๆ ได้ดังนี้

 

Guillermo del Toro’s Pinocchio (2022) 

ภาพ: Netflix

 

“แอนิเมชันคือภาพยนตร์ (Cinema) แอนิเมชันไม่ใช่ตระกูลหรือแนวเนื้อหาของภาพยนตร์ (Genre) แอนิเมชันเป็นรูปแบบการนำเสนอที่พร้อมจะได้รับการเขยิบศักยภาพไปอีกขั้นหนึ่ง และพวกเราทุกคนก็หมายมั่นปั้นมือ โปรดช่วยกันทำให้แอนิเมชันไม่ตกหล่นสูญหายไปจากบทสนทนา” 

 

(Animation is cinema. Animation is not a genre. Animation is ready to be taken to the next step. We are all ready for it. Please help us keep animation in the conversation.)

 

ไม่ว่าการ ‘เขยิบศักยภาพไปอีกขั้นหนึ่ง’ ตามที่ del Toro เอ่ยถึง จะมีความหมายว่าอะไร อย่างหนึ่งที่บอกได้แน่ๆ ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man: Across the Spider-Verse (2023) ของ Joaquim Dos Santos, Kemp Powers และ Justin K. Thompson ได้นำพาตัวมันเองไปสู่ตำแหน่งแห่งที่ที่พูดได้ไม่ต้องอ้อมค้อมว่า การดูภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้เปิดประสบการณ์ด้านภาพยนตร์ หรือ Cinematic Experience ในแบบที่ภาพยนตร์ที่ใช้คนเป็นๆ แสดงหยิบยื่นให้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง มันขยับขยายโลกทัศน์และจินตทัศน์ของคนดูอย่างชนิดสุดเส้นขอบฟ้าจริงๆ หรือสรุปอย่างรวบรัด มันคือ ‘สถานีต่อไป’ ของความคิดสร้างสรรค์และศิลปวิทยาการ

 

คอมิก Spider-Verse #1 (2014)

ภาพ: Marvel

 

ว่ากันตามจริง คนดูรับรู้ได้ถึงความพิเศษและผิดแผกแตกต่างของ Spider-Man ฉบับแอนิเมชัน ตั้งแต่ภาคก่อนหน้าแล้ว ที่ใช้ชื่อว่า Spider-Man: Into the Spider-Verse (2018) เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่การเอาพล็อตเดิมๆ ของ Spider-Man มารีเมกตามขนบและวัตรปฏิบัติที่สืบทอดกันมา (และเป็นอะไรที่ซ้ำซาก) ทว่า มันอาศัยเค้าโครงจากหนังสือการ์ตูนชุด Spider-Verse (ตีพิมพ์ในปี 2014) ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นการ Reimagining หรือเทียบเคียงเล่นๆ มันเหมือนกับการสร้างห้องทดลองขึ้นมาใหม่ และจินตนาการถึงโอกาสและความเป็นไปได้อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับขนบและเงื่อนไขพื้นฐานของความเป็น ‘Spider-Man’

 

หรือพูดอย่างย่นย่อ ทั้งหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์แอนิเมชันเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่า Spider-Man ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของ Peter Parker ที่เปลี่ยนนักแสดงไปเรื่อยๆ หรืออีกนัยหนึ่ง Spider-Man ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเดียว และในทันทีที่แฟรนไชส์นี้แนะนำให้คนดูรับรู้ถึงการมีอยู่ของจักรวาลคู่ขนาน และรวมไปถึงพหุจักรวาลหรือมัลติเวิร์ส ก่อนที่มันจะกลายเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ทั้งประตูนรก สวรรค์ และมัชฌิมโลก ก็เปิดออกพร้อมกัน

 

Spider-Man: Into the Spider-Verse (2018) 

ภาพ: Sony Pictures 

 

ระลึกชาติกันเล็กน้อย Spider-Man: Across the Spider-Verse เป็นตอนที่ 2 ของไตรภาคที่เริ่มต้นด้วย Spider-Man: Into the Spider-Verse และตอน 3 ซึ่งมีกำหนดออกฉายปีหน้า ใช้ชื่อว่า Spider-Man: Beyond the Spider-Verse (2024) ตัวเอกของเรื่อง ได้แก่ Miles Morales (Shameik Moore) เด็กหนุ่มผิวดำเชื้อสายเปอร์โตริกันแห่งย่านบรูกลิน ผู้ซึ่งจับพลัดจับผลูถูกแมงมุมอาบกัมตรังสีกัดและกลายเป็น Spider-Man คนที่ 2 ต่อจาก Peter Parker ที่จบชีวิตไปต่อหน้าต่อตาด้วยน้ำมือของจอมวายร้ายที่ชื่อ Wilson Fisk 

 

และขณะที่เนื้อหาในส่วนที่พูดถึง ‘อำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง’ เป็นเหมือนแก่นเรื่องมาตรฐานที่ติดตั้งมาตั้งแต่ขั้นประกอบชิ้นส่วนในโรงงาน แง่มุมที่ทำให้ Into the Spider-Verse พิเศษและแตกต่างก็เป็นอย่างที่กล่าวก่อนหน้า ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว พวกเราล้วนสามารถหาหน้ากากมาสวมใส่ได้และกลายเป็น Spider-Man ในแบบฉบับของแต่ละคน

  

ภาพ: Sony Pictures 

 

ภาค 2 หรือ Across the Spider-Verse เก็บตกจาก Into the Spider-Verse ราวๆ ปีครึ่ง และมองในแง่มุมหนึ่ง มันทำหน้าที่ของการเป็น ‘ตอน 2 ของภาพยนตร์ไตรภาค’ ได้อย่างเจ้าเล่ห์แสนกล อันได้แก่ สืบสาน รักษา และต่อยอด ก่อนจะปิดฉากด้วยตอนจบที่ปล่อยให้คนดูอยู่ในภาวะทุรนทุราย 

 

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกสิ่งที่ดูเหมือนยุติไปแล้วในภาคแรก (หัวโจกถูกกำราบ เหล่าไอ้แมงมุมหลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ที่หลงมิติอยู่ใน ‘โลก-1610’ ได้กลับคืนสู่ ‘ด้อม’ ของตัวเอง และเป็นที่เชื่อว่าเครื่องทะลุมัลติเวิร์สถูกทำลายล้างไปเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเหตุการณ์ท้ายเครดิต ซึ่งสื่อสารความหมายตรงกันข้าม) ล้วนเป็นภาพลวงตา และความยุ่งยากครั้งใหม่มีขนาดใหญ่โตกว่าที่คาดคะเนยิ่งนัก ในกรณีของ Miles Morales สิ่งที่เจ้าตัวต้องเผชิญก็เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากสภาวะที่น่ากระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หนีเสือปะจระเข้

 

ภาพ: Sony Pictures 

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ สถานการณ์หรือปมขัดแย้งที่หนุ่มน้อยพบเจอไม่แตกต่างจากสถานการณ์ของตัวภาพยนตร์ชุด Spider-Verse แต่อย่างใด บรรยายสรุปอย่างย่นย่อและโดยที่ไม่เปิดเผยเนื้อหาจนเกินไป ช่วงครึ่งหลังของเรื่อง พระเอกของเราถูก Miguel O’ Hara หรือ Spider-Man 2099 จากอีกมิติเวลา และเป็นหัวหน้าชมรมไอ้แมงมุมกอบกู้มัลติเวิร์ส ตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงว่า Miles เป็นสิ่งแปลกปลอมของชุมชนแห่งนี้ และการดำรงอยู่ของเขารบกวนเสถียรภาพและสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้พหุจักรวาลต้องพบกับความพินาศย่อยยับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเขาเป็น Spider-Man นอกคอก และหนทางเดียวก็คือ Miles ต้องยอมจำนนต่อขนบปฏิบัติหรือข้อบัญญัติ (Canon) ที่ ‘ชาว Spider’ ทั้งชายหญิงและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (รวมถึงสไปเดอร์เหมียวและสไปเดอร์ทีเร็กซ์) ล้วนยึดถือกันสืบมา ซึ่งผู้ชมต้องไปค้นหาในภาพยนตร์กันเอาเองว่ามันคืออะไร ทว่า สำหรับพระเอกของเรา นี่มันเป็นการร้องขอให้เขาต้องเสียสละมากเกินไปและเจ้าตัวยอมรับไม่ได้

 

คำถามที่ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของตัวละครก็คือ ทำไมใครต่อใครถึงต้องคอยกำหนดว่าเรื่องของเขามันควรจะพัฒนาไปอย่างไร ทั้งๆ ที่นี่มันเป็น ‘เรื่องเล่าของเขา’

 

ภาพ: Sony Pictures 

 

ลองเทียบบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ ใช่หรือไม่ว่าภาพยนตร์แอนิเมชันชุด Spider-Verse ก็เป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมในความสัมพันธ์กับจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล (MCU) เพราะก็อย่างที่เหล่าสาวกรับรู้รับทราบ ตัวภาพยนตร์ไม่ได้สังกัด Marvel Studios และสิ่งที่แฟรนไชส์นี้พยายามดลบันดาลให้เกิดขึ้นก็คือ การเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในแบบฉบับของตัวมันเอง ที่ไม่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของเส้นเรื่องและกรอบเวลาของเจ้าอาณานิคมแห่งใด  และนับเนื่องจากภาคแรกจนถึงภาค 2 ก็ต้องบอกว่ามันไม่เพียงแค่มาได้ไกลและเป็นตัวของตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งพูดได้ว่ามันคือ ‘ภาพยนตร์ Spider-Man’ 2 เรื่องที่เฉียบคมและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์มากที่สุด

 

และส่วนหนึ่งของความน่าพิศวงงงงวยของภาพยนตร์เรื่อง Across the Spider-Verse ได้แก่ งานด้านวิชวลที่แทบไม่มีทางที่ใครที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะสามารถเก็บเกี่ยวความน่าอัศจรรย์พันลึกได้ในคราวเดียว และการดูรอบที่ 2 หรือมากกว่านั้น น่าจะช่วยสร้างความรู้สึกดื่มด่ำกำซาบได้ลึกล้ำมากขึ้น 

 

รวมทั้งได้เห็นถึงความละเอียดและพิถีพิถันของการสร้างมู้ดและโทน ตลอดจนสภาวะของชั้นบรรยากาศที่แตกต่างของแต่ละยูนิเวิร์ส บางด้อมก็เป็นแค่ลายเส้นขยุกขยุยเหมือนเขียนไม่เสร็จ บ้างก็เป็นแค่การ์ตูนสองมิติแบนๆ ด้านๆ บ้างก็ดูสะลึมสะลือและสีสันเลอะเลือนเหมือนได้รับอิทธิพลจากศิลปะอิมเพรสชันนิสต์ บ้างก็หยิบฉวยเอาลายเส้นอย่างในหนังสือการ์ตูนมาใช้ประโยชน์โดยตรง (ลักษณะเป็นช่องๆ และการใช้ตัวหนังสือในกรอบสี่เหลี่ยมบอกเล่าเรื่องราว) หรือฉากที่ผู้สร้างแนะนำให้ผู้ชมรู้จัก Spider-Man แห่งมุมไบ กลิ่นอายของความเป็นดินแดนภารตะก็ฟุ้งกระจายผ่านเส้นสายและการใช้สีที่เข้มข้นหนักแน่น

 

และฉากที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ โมเมนต์สุดแสนโรแมนติกที่คู่พระนางนั่งกลับหัวกลับหางเฝ้ามองความเป็นไปของเมืองนิวยอร์กที่แออัดยัดทะนานด้วยตึกสูงในห้วงยามสนธยา

 

ภาพ: Sony Pictures 

 

แต่ก็นั่นแหละ กลไกด้านภาพและเสียงอันวิจิตรพิสดาร ซึ่งส่งผลให้โสตทัศน์ของคนดูต้องทำงานไม่หยุดหย่อน ก็รองรับไว้ด้วย ‘ปมเรื่องหลักและรอง’ ที่แฟนๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของแฟรนไชส์ น่าจะเชื่อมโยงได้ไม่ยากเย็นนัก หนึ่งในนั้น ได้แก่ ประเด็นความสัมพันธ์ในแบบระหองระแหงระหว่างคนเป็นพ่อ-แม่กับคนเป็นลูก และก็อย่างที่ทุกคนนึกออกว่า เราสามารถต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามหรือศัตรูตัวฉกาจหน้าไหนก็ได้ และโดยที่ไม่ต้องรู้สึกหวั่นไหวต่อภยันตราย แต่สำหรับความรักและความห่วงกังวลของคนเป็นพ่อ-แม่ ที่บางครั้งหรือหลายครั้งมันดูเกินกว่าเหตุมากๆ นี่คือสมรภูมิที่เอาชนะไม่ได้ 

 

มองในมุมกลับกัน Across the Spider-Verse ก็สื่อสารกับคนเป็นพ่อ-แม่เช่นกัน โดยเฉพาะการพูดถึงความยุ่งยากของการต้องรับมือกับเด็กหนุ่มเด็กสาวผู้ซึ่งพลังของพวกเขาล้นเหลือไม่แตกต่างจากซูเปอร์ฮีโร่ และพวกเขาพร้อมจะทำอะไรที่มันหุนหันพลันแล่นและบุ่มบ่ามตลอดเวลา

 

อย่างที่บอกข้างต้น Spider-Man: Across the Spider-Verse เป็นตอนที่ 2 ของไตรภาค และความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของคนทำภาพยนตร์ก็คือ การทำให้คนดูตะครุบเหยื่อที่ผู้สร้างวางหลอกล่ออย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งนั่นแปลว่าคนดูต้องคอยอีกอย่างน้อย 1 ปีกว่าที่เรื่องราวที่ค้างคาจะได้รับการสะสางให้ลุล่วงไปในทิศทางหนึ่งทิศทางใด เชื่อว่าเหล่าสาวก Spidey คงเห็นพ้องว่า นั่นเป็นเวลาที่แสนเนิ่นนาน และการเฝ้ารอก็เป็นสภาวะที่สุดแสนจะทานทน

 

Spider-Man: Across the Spider-Verse (2023)

กำกับ: Joaquim Dos Santos, Kemp Powers และ Justin K. Thompson

ให้เสียงพากย์: Shameik Moore, Hailee Steinfeld, Jason Schwartzman และ Oscar Isaac

The post Across the Spider-Verse (2023) ไอ้แมงมุมตัวตึง แอนิเมชันเปิดประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ลืมไม่ลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Air (2023) ตำนานเกือกยัดห่วงบันลือโลก https://thestandard.co/opinion-air-2023/ Mon, 10 Apr 2023 10:41:33 +0000 https://thestandard.co/?p=775140

หนังเรื่อง Air (2023) ผลงานกำกับของ Ben Affleck และเป็น […]

The post Air (2023) ตำนานเกือกยัดห่วงบันลือโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนังเรื่อง Air (2023) ผลงานกำกับของ Ben Affleck และเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งกับเพื่อนคู่หูตลอดกาล Matt Damon ในฐานะนักแสดงนำ บอกเล่าเรื่องราวที่น่าเชื่อว่าคนอเมริกันน่าจะไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรืออิ่มเอมเกินกว่าจะรับรู้รับฟังครั้งแล้วครั้งเล่า หรือจริงๆ แล้วพวกเขาน่าจะอ้าแขนต้อนรับเรื่องราวพวกนี้ตลอดเวลา เพราะในท้ายที่สุดแล้ว มันช่วยสำทับความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เรียกว่าเป็นมายาคติที่ว่าด้วยความฝันในแบบของคนอเมริกัน

 

หรืออีกนัยหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพสำหรับทุกภาคส่วนที่ดิ้นรนไขว่คว้า โดยไม่ต้องแคร์ว่าพวกเขาจะมาจากฐานะที่ต่ำต้อยด้อยค่าเพียงใด แต่บางทีคำว่า ‘ดิ้นรนไขว่คว้า’ อาจจะฟังดูเพราะพริ้งและสวยหรูเกินไป และว่าไปแล้วพฤติการณ์ของแมวมองของฝ่ายบริหารบริษัทรองเท้ายี่ห้อ Nike ตามที่บอกเล่าในหนังเรื่อง Air เรียกอีกอย่างได้ว่าการเล่นแร่แปรธาตุ และหลายครั้งแท็กติกของเขาพูดไม่ได้ว่าเป็นการเข้าตามตรอกออกตามประตู

 

 

ใครที่เป็นแฟนบาสเกตบอล NBA โดยเฉพาะในช่วงสมัยของ Michael Jordan (1984-2003) คงต้องเคยได้ยินเรื่องราวการเดิมพันทางธุรกิจครั้งมโหฬารของ Nike ด้วยการเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลกับ Michael Jordan ผู้ซึ่งเพิ่งจะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยหมาดๆ และยังไม่ได้แม้แต่ลิ้มรสชาติของการเล่นในระดับ NBA แม้แต่เกมเดียว (เผื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เนื้อหาส่วนนี้ถูกบอกเล่าโดยสังเขปใน EP.5 ของหนังสารคดีความยาว 10 ตอนเรื่อง The Last Dance ซึ่งสตรีมทาง Netflix) และไม่ว่าฝ่ายบริหารของ Nike ไปได้ข้อมูลที่สร้างความเชื่อมั่นมาจากไหน (เพราะว่ากันตามจริง นอกจากฝีไม้ลายมือที่โดดเด่นของ Jordan แล้ว ก็ไม่มีทางที่ใครจะล่วงรู้อนาคตว่าเขาจะไปได้สวยในระดับอาชีพมากน้อยเพียงใด เพราะนี่เป็นกีฬาประเภททีม) ปรากฏว่าผลลัพธ์ของการแทงหวยในระดับยอมฉิบหายขายตัวครั้งนี้ลงเอยด้วยการที่ Nike ค้นพบบ่อน้ำมันที่สูบเท่าไรก็ไม่มีวันหมดจวบจนถึงปัจจุบัน

 

 

ในทางกลับกัน ความท้าทายของ Affleck ในฐานะผู้กำกับ และรวมถึง Alex Convery คนเขียนบทในการบอกเล่าเรื่องดังกล่าว อยู่ตรงที่พวกเขาจะทำอย่างไรให้เรื่องที่เหมือนกับ ‘ใครๆ ก็รู้อยู่แล้ว’ ยังคงมีลมหายใจหรือชีวิตชีวา และไม่ต้องไปคำนึงว่ามันจะต้องทำให้คนดูรู้สึกจดจ่อ ร่วมลุ้นระทึกหรือเอาใจช่วยตัวละคร ส่วนที่น่าทึ่งก็คือในท้ายที่สุดแล้วสามารถพูดได้เต็มปากว่าการล่วงรู้ตอนจบของพวกเราก็แทบจะไม่มีความหมายอะไร เพราะจนแล้วจนรอด การวางกรอบในการบอกเล่า อารมณ์ขันที่สอดแทรก ทักษะและชั้นเชิง ตลอดจนจังหวะจะโคนในการหลอกล่อ ไปจนถึงการแสดงที่เลอเลิศของทุกคน ส่งผลให้ Air เป็นหนังที่คนดูไม่อาจละวางสายตาตลอดระยะเวลากว่าสองชั่วโมง

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ แท็กติกหรือกลวิธีที่คนทำหนังใช้ในการหว่านล้อมให้คนดู (อเมริกันหรือไม่ก็ตาม) คล้อยตามก็ด้วยการวางปมเรื่องแบบ Underdog หรือเนื้อหาที่ว่าด้วยตัวละครที่นอกจากไม่มีทั้งแต้มต่อหรือความได้เปรียบแต่อย่างใด โอกาสของชัยชนะหรือการบรรลุเป้าหมายก็ริบหรี่เต็มทน

 

 

หรือพูดอย่างเจาะจงง่ายๆ ในตอนที่คนทำหนังพาผู้ชมไปพบกับทีมบริหารของแผนกรองเท้าเล่นบาสของ Nike ในช่วงปี 1984 องค์กรแห่งนี้เป็นเพียงแค่มือวางอันดับสามรองจาก Converse และ adidas หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ภายใต้กฎเกณฑ์การอยู่รอดของระบอบทุนนิยม อันดับสามหมายความว่า ถ้าหากไม่มีใครทำอะไร มันก็เป็นเรื่องของระยะเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้นที่พวกเขาจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะของปลาใหญ่สองตัว และตรงไหนสักแห่งแถวนี้เองที่ Sonny Vaccaro (Matt Damon) ผู้ซึ่งหนังบอกให้รู้ว่าเขาเป็นนักพนันที่ห่วยแตก มองเห็นฝีไม้ลายมืออันสุดแสนพิเศษของเด็กหนุ่มอายุเพียงแค่ 21 ปีที่ชื่อ Michael Jordan ผู้ซึ่งผลงานชิ้นโบแดงของเขาคือการชู้ตแต้มสำคัญที่ช่วยให้ทีมมหาวิทยาลัยของเขาชนะการแข่งขันระดับประเทศ และเสนอให้ Phil Knight (Ben Affleck) CEO ของ Nike ทุ่มทุนสร้างอย่างชนิดหมดหน้าตักดังที่กล่าวข้างต้นในเกมการแย่งชิง ‘MJ’ กับบริษัทรองเท้ายี่ห้ออื่น เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะได้ตัว ซึ่งสันนิษฐานได้ไม่ยากว่าคนกำเงินมองว่านี่เป็นแผนการที่บ้าระห่ำ และไม่ใช่วิธีการทำธุรกิจที่ชาญฉลาด

 

 

มองในแง่หนึ่ง หนังของ Affleck ประสบความสำเร็จในการวาดให้ผู้ชมได้เห็นว่าสนามแข่งขันทางธุรกิจไม่เพียงคลาคล่ำด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด หากยังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านไม่แตกต่างจากเกมยัดห่วง NBA หรือหนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ และผู้ชมถูกเน้นย้ำตลอดเวลาว่า Nike ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Converse และ adidas ซึ่งทั้งชื่อเสียงและสายป่านยืดยาวกว่าอย่างเทียบไม่ได้ เหนืออื่นใด ตัว MJ ก็ไม่เคยเห็นยี่ห้อ Nike อยู่ในสายตา และมี adidas เป็นแบรนด์ที่เจ้าตัวอยากร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว

 

แต่ก็อย่างที่หลายคนคงมองเห็นข้ามช็อตได้ไม่ยาก จุดประสงค์ของอุปสรรคขวากหนามที่ถาโถมเข้ามาก็เพื่อให้ช่วงเวลาเข้าเส้นชัยมันหอมหวานและมีความหมายมากขึ้น และในขณะที่เนื้อหาบอกเล่าเรื่องของการขับเคี่ยวในทางธุรกิจ และมีเรื่องของเม็ดเงินมหาศาลมาเกี่ยวข้อง ส่วนที่ต้องระบุอย่างเจาะจงและดูเหมือนคนทำหนังก็ไหวตัวทัน ได้แก่การที่มันไม่ได้พยายามจะเป็นหนังที่สร้างเพื่อเฉลิมฉลองระบอบทุนนิยมอย่างหน้ามืดตามัว และเน้นย้ำว่าชัยชนะของ Nike เป็นเรื่องของปฏิภาณไหวพริบของ Sonny และทีมงาน และรวมไปถึงการปฏิบัติตามกฎข้อหนึ่งของบริษัทซึ่งถูกเน้นย้ำให้คนดูรับรู้ระหว่างทาง และมันอ่านว่า ‘Break the rule: fight the law’ หรือพูดง่ายๆ กฎมีเอาไว้ให้แหก เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว หน้าประวัติศาสตร์คงต้องจารึกว่ารองเท้าที่ Michael Jordan สวมใส่ติดยี่ห้อ adidas แน่นอน

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ หากพูดเรื่องปฏิภาณไหวพริบและการแหกกฎแหวกกรอบ MVP หรือผู้เล่นทรงคุณค่าของหนังก็คงต้องยกให้ Viola Davis ในบท Deloris แม่ของ MJ คำนวณคร่าวๆ ระยะเวลาปรากฏตัวบนจอของ Davis น่าจะไม่ถึงหนึ่งในสามของหนังทั้งเรื่อง ทว่าฝีไม้ลายมืออันเข้มข้นและจัดจ้านก็ทำให้เธอกลายเป็นตัวเต็งผู้เข้าชิงนักแสดงสมทบหญิงปีหน้าของทุกสถาบันโดยอัตโนมัติ (แม้ว่ามันจะดูเร็วเกินไปสักนิด) และอย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ แอ็กติ้งของ Davis ทำให้ผู้ชมเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยว่า Deloris คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ MJ ทั้งในและโดยเฉพาะนอกสนามอย่างแท้จริง

 

มองในแง่หนึ่ง Deloris ก็เป็นตัวละครแบบเดียวกับ Richard Williams (Will Smith) พ่อของ Venus และ Serena Williams สองนักเทนนิสชื่อก้องโลกจากหนังเรื่อง King Richard (2021) พวกเขาไม่ได้เห็นแก่เงินหรือตั้งหน้าตั้งตาขายลูกกิน แต่พวกเขาตระหนักใน ‘มูลค่า’ ของศักยภาพและความสามารถ และปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่มากไม่น้อย ฉากที่ Viola Davis ต่อประโยคของ Matt Damon ที่บอกว่า “รองเท้ามันก็แค่รองเท้า” ด้วยถ้อยคำที่เธอบอกว่า “…จนกระทั่งลูกชายของฉันสวมใส่มัน” ก็บอกโดยอ้อมถึงความเป็นนักธุรกิจที่เด็ดเดี่ยว และสามารถยืนแลกหมัดกับ Nike ได้อย่างไม่ต้องลดราวาศอกแม้แต่นิดเดียว

 

 

ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่อง Air น่าจะทำให้สายพานการผลิตรองเท้า Air Jordan ต้องทำงานหนัก และยอดขายน่าจะพุ่งขึ้น (ไม่มากก็น้อย) เพราะก็อย่างที่จั่วหัวข้างต้น มันบอกเล่าที่มาและตำนานของรองเท้าสนีกเกอร์เล่นบาส ซึ่งน่าจะทำให้คนดูขาจรเฝ้ามองสินค้ารุ่นนี้ด้วยสายตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็อย่างที่กล่าวก่อนหน้า หากนี่เป็นหนังที่พูดถึงการก่อร่างสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของ Nike ก็น่าเชื่อว่าคนดูคงไม่แคร์ และวิธีการที่ Affleck ทำให้ยี่ห้อทางธุรกิจนี้ดูเป็นมนุษย์มนาผ่านตัวละครที่คิดนอกกรอบอย่าง Sonny ผู้ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว สารรูปของเขาดูห่างไกลจากการเป็นตัวแทนขององค์กรยักษ์ใหญ่ ทั้งบุคลิก วิธีคิด และโดยเฉพาะเสื้อผ้าและรูปร่างที่ดูซอมซ่อมากๆ (ข้อสังเกตก็คือเราไม่เคยเห็นเขาใส่สูตผูกไทแม้แต่ฉากเดียว) ก็ต้องนับว่าแยบยลและประสบความสำเร็จในการซื้อใจคนดู

 

และแน่นอน การแสดงที่คล่องแคล่วลื่นไหลและสุดแสนเป็นธรรมชาติของ Matt Damon ก็ถือเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของหนัง นั่นรวมถึงห้วงเวลาที่เจ้าตัวเอ่ย Monologue เลี่ยนๆ ตอนท้ายซึ่งก็ยังอุตส่าห์เอาตัวรอดไปได้

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่นับเป็นเสน่ห์ดึงดูด ได้แก่การตกแต่งบรรยากาศของทศวรรษ 1980 ผ่านงานสร้างและงานกำกับศิลป์ที่ประณีตและพิถีพิถันผ่านเสื้อผ้าหน้าผม ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยของตัวละคร ผ่านเสียงเพลงป๊อปที่แสนโด่งดังของยุคสมัย (Dire Straits, Bruce Springsteen, The Alan Parsons Project ฯลฯ) และทีละน้อย การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับการได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกาลเวลา

 

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ต้องปรบมือให้กับ Ben Affleck ในการจัดการกับปมปัญหาที่ว่าด้วย ‘การปรากฏตัวของ Michael Jordan’ หรืออีกนัยหนึ่ง ในหนังที่ว่าด้วยรองเท้าที่ถูกออกแบบให้ MJ สวมใส่ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนดูจะไม่ได้เห็นตัวบุคคลต้นแบบ ประเด็นอยู่ที่ว่าคนทำหนังจะให้เห็นอย่างไร หรือให้ใครมาสวมบทบาทแทน ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็อาจจะไปลดทอนความน่าเกรงขาม หรือแม้กระทั่งทำให้รู้สึกสะดุดหรือต่อไม่ติด และพูดอย่างรวบรัด วิธีแก้ไขความยุ่งยากของ Affleck (ซึ่งต้องไปค้นหากันเอาเอง) ก็ยิ่งเสริมสร้างมนตร์ขลังและความเป็นตำนานของ Michael Jordan และสะท้อนรสนิยมของคนทำในแง่ที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูได้บริหารจินตนาการของตัวเอง

 

รวมๆ แล้ว Air เป็นหนังที่เล่าเรื่องได้สมชื่อ มันให้ความรู้สึกล่องลอยและเบาสบายเหมือนติดปีกโบยบิน

 


 

Air (2023)

ผู้กำกับ: Ben Affleck

นักแสดง: Matt Damon, Ben Affleck, Jason Bateman, Chris Tucker, Viola Davis

 


 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

The post Air (2023) ตำนานเกือกยัดห่วงบันลือโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
All Quiet on the Western Front (2022) ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ หรือเพียงวาทกรรมรักชาติที่เขาหลอกลวง https://thestandard.co/all-quiet-on-the-western-front/ Wed, 08 Mar 2023 12:11:05 +0000 https://thestandard.co/?p=760153 All Quiet on the Western Front

ภาพยนตร์สัญชาติเยอรมนีเรื่อง All Quiet on the Western F […]

The post All Quiet on the Western Front (2022) ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ หรือเพียงวาทกรรมรักชาติที่เขาหลอกลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
All Quiet on the Western Front

ภาพยนตร์สัญชาติเยอรมนีเรื่อง All Quiet on the Western Front ของ Edward Berger ซึ่งสตรีมทางช่อง Netflix ดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิกชื่อเดียวกันของนักเขียนเยอรมนี Erich Maria Remarque ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบันก็มีอายุเกือบร้อยปี (ตัวนิยายตีพิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกในปี 1929) บอกเล่าเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบันก็ผ่านพ้นไปแล้วร้อยกว่าปี (สงครามเลิกปี 1918) ข้อมูลเพิ่มเติม งานเขียนของ Remarque เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้ง ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน All Quiet on the Western Front ฉบับปี 1930 ของ Lewis Milestone ยังคงได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะเวอร์ชันที่ดัดแปลงได้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด รวมถึงยังชนะรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

คำถามที่อาจจะผุดในห้วงคำนึงของคนดูก็คือ เหตุผลอะไรที่นำพาให้ Edward Berger นำนิยายของ Remarque กลับมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง และสิ่งที่บอกเล่ายังคงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับโลกในช่วงเวลานี้หรือไม่ อย่างไร

 

All Quiet on the Western Front

All Quiet on the Western Front (1930)

 

ว่ากันตามจริงแล้ว ลำพังการดัดแปลงให้ภาพยนตร์ดูทันยุคทันสมัยมากขึ้นด้วยความเอื้ออำนวยของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยไวยากรณ์ใหม่ๆ ทางด้านภาพ เสียง การตัดต่อ การออกแบบงานสร้าง ด้วยการแสดงที่สมจริงสมจังมากขึ้น ด้วยการนำเสนอมุมมอง การตีความและวิสัยทัศน์ของคนทำหนังรุ่นหลัง นัยว่าเพื่อสื่อสารกับผู้ชมร่วมสมัย ก็นับได้ว่าเป็นคำอธิบายที่แน่นหนาและรัดกุมในตัวมันเองเพียงพอแล้ว และรูปโฉมโนมพรรณของ All Quiet on the Western Front ฉบับปี 2022 ก็ดูเป็นภาพยนตร์ของศตวรรษที่ 21 จริงๆ

 

ที่แน่ๆ งานกำกับภาพของภาพยนตร์สร้างความระส่ำระสายทางอารมณ์ ผ่าน ‘คอนทราสต์’ ระหว่างห้วงเวลาที่งดงามและน่าตื่นตะลึงของธรรมชาติ และมันหยิบยื่นความรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างน่ารื่นรมย์ กับหลายๆ ฉากที่ผู้สร้างพาคนดูไปเผชิญหน้ากับความโหดเหี้ยมและสยดสยองของการฆ่าแกงกันชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน และการถูกกำหนดให้เฝ้ามองความอุจาดและอัปลักษณ์ ความกักขฬะ มืดทึบ และไม่มีอะไรเจริญตาเจริญใจสักอย่างเดียว ก็เป็นภาวะที่สุดแสนทานทน

 

และส่วนที่ทำให้ภาพยนตร์สงครามของ Berger ดู ‘โมเดิร์น’ มากๆ ก็คือดนตรีประกอบที่ไม่ได้ทำงานตามขนบที่คุ้นเคย อันได้แก่สุ้มเสียงที่แอบซ่อนอยู่หลังบ้านและขับกล่อมอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างลับๆ ล่อๆ ทว่าตัวโน้ตทุ้มต่ำและหนักแน่นสามตัวซึ่งถูกใช้ซ้ำๆ ตลอดเรื่อง (หรือที่เรียกว่า Motif) ถูกเร่งระดับความดังจนแทบจะเขย่าผู้ชมตกจากเก้าอี้ และมันไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกผิดที่ผิดทางกับภาพเบื้องหน้า ยังเป็นเสมือนลางบอกเหตุย้ำเตือนถึงเรื่องร้ายๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

แต่ความพิเศษที่นำพาให้ All Quiet on the Western Front เป็นมากยิ่งกว่า ‘อัปเดตเวอร์ชัน’ ของทั้งหนังสือและภาพยนตร์คลาสสิกปี 1930 ก็เป็นอย่างที่ตัว Edward Berger ให้สัมภาษณ์ว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างผ่านมุมมองและโลกทัศน์ของคนเยอรมนี ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่าเป็นจำเลยตลอดกาลเวลาใครพูดถึงสงครามโลกทั้งสองภาค และพวกเขามักจะอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะหัวเรื่องดังกล่าวเป็นเหมือนเผือกร้อน อีกทั้งสถานะของการเป็นผู้แพ้สงครามก็ยังมาพร้อมกับปมผิดบาป ความเจ็บปวดขื่นขม ความน่าอัปยศอดสู ความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง บาดแผลที่อักเสบกลัดหนอง ฝันร้ายที่หลอกหลอน ซึ่งพูดได้ว่านี่เป็นสิ่งที่คนดูแทบไม่พบเจอในภาพยนตร์สงคราม ‘เมดอินฮอลลีวูด’

 

ในแง่หนึ่ง นิยายของ Erich Maria Remarque นำเสนอด้านที่อับเฉาเศร้าหมองเหล่านี้อย่างครอบคลุมตามเจตนารมณ์ที่ผู้เขียนในฐานะอดีตทหารผ่านศึกประกาศไว้ตั้งแต่หน้าแรก ทำนองว่ามันถูกเขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องคนรุ่นหนึ่งที่ถูกส่งไปรบ และต่อให้พวกเขารอดพ้นจากวิถีกระสุน คนหนุ่มเหล่านั้นก็ยังถูกสงครามเหยียบย่ำทำลายล้างอยู่นั่นเอง

 

Felix Kammerer as Paul Bäumer in All Quiet on the Western Front, Courtesy of Netflix © 2023

 

 

ว่าไปแล้วสิ่งที่ถูกบอกเล่าในภาพยนตร์ของ Edward Berger ก็คือการให้เห็นว่าเครื่องจักรที่เรียกว่าสงครามบดขยี้ความเป็นมนุษย์ของตัวละครอย่างเลือดเย็นและไม่ปรานีปราศรัยเพียงใด หรืออีกนัยหนึ่ง ในขณะที่ผู้ชมถูกกำหนดให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตัวเอกที่ชื่อ Paul Bäumer (Felix Kammerer) ผู้ซึ่งในตอนเริ่มต้นเขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาสดใสและเต็มเปี่ยมด้วยเลือดเนื้อและความมีชีวิตชีวา ทว่าชีวิตในสนามรบไม่เพียงกลืนกินความร่าเริงแจ่มใส กระฉับกระเฉง และปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพที่ดูหมองคล้ำอิดโรย หากยิ่งเวลาผ่านพ้นไป Paul ก็ดูใกล้เคียงกับซากศพที่ไม่รู้สึกรู้สมกับความเป็นไปรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ คนดูแทบไม่ได้เห็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังและคอยโหมกระพือไฟสงคราม เนื่องเพราะดังที่เกริ่นข้างต้น ทั้งหนังสือและภาพยนตร์เน้นหนักไปที่เรื่องของคนตัวเล็กๆ ในสมรภูมิ แต่ครั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็ไม่ถูกต้องนัก และตัวละครสองคนผู้ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นเชียร์ลีดเดอร์ และน่าเชื่อว่าคนดูเฝ้ามองพวกเขาด้วยความรู้สึกขยะแขยงสะอิดสะเอียน คนหนึ่งก็คือครูที่พูดจากระตุ้นเร้านักเรียนของตัวเองให้สมัครไปรบ ด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยวาทศิลป์ ใครฟังก็อดรู้สึกฮึกเหิมและพองโตไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประโยคของครูคนนี้ไม่ได้ปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขาเป็นเพียงแค่เบี้ยบนกระดานหมากรุก และเป้าประสงค์ก็คือการ ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ ซึ่งโดยอ้อมนั่นหมายถึงชีวิตหรือความตายของเขาไม่ได้มีความหมายที่สลักสำคัญเท่ากับความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้วมันเป็นเพียงประโยคสวยหรูซึ่งแอบซ่อนผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไว้เบื้องหลัง

 

Albrecht Schuch as Stanislaus Katczinsky in All Quiet on the Western Front, Courtesy of Netflix © 2023

 

อีกคนหนึ่งได้แก่นายพล Friedrichs (Devid Striesow) ซึ่งสั่งการจากหอคอยงาช้างของตัวเอง ข้อที่ควรระบุก็คือตัวละครนี้ไม่ได้มีอยู่ในนิยาย ทว่าในแง่ของฟังก์ชัน บุคลิกนี้สืบสานและต่อยอดเนื้อหาของ Remarque อย่างน่าสนใจ บรรยายสรุปสั้นๆ ในแง่ของคาแรกเตอร์ หมอนี่เป็นแบบฉบับของนายพลกระสันสงครามและเกียรติยศศักดิ์ศรี ตลอดจนความหยิ่งทรนง (โง่ๆ) ของเขาสามารถแลกได้ด้วยชีวิตของทหารเลวกี่ร้อยกี่พันก็ได้

 

แต่แม้ว่าบุคลิกของนายพลหน้าตาบอกบุญไม่รับคนนี้จะถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น ทว่าเหตุการณ์ที่เขาปลุกระดมให้ไพร่พลออกรบเป็นครั้งสุดท้ายทั้งๆ ที่ฝ่ายเยอรมนีเจรจาหย่าศึกกับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว รองรับด้วยข้อเท็จจริง และแน่นอนผลลัพธ์ของมันก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายและสูญเสียที่ไม่จำเป็น

 

ส่วนที่น่าสลดหดหู่ก็ตรงที่หลังจากนายพลคนนี้ ‘สำเร็จความใคร่ด้วยวาทกรรมรักชาติ’ เสร็จแล้วก็มุดกลับเข้าถ้ำตัวเอง และปล่อยให้ทหารที่เหลือซึ่งไม่มีกะจิตกะใจสู้รบอีกแล้วบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง และช็อตท้ายๆ ของภาพยนตร์เผยให้เห็นใครคนนี้นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเฝ้ามองนาฬิกาตีบอกเวลาหยุดยิง (ซึ่งก็หมายถึงความพ่ายแพ้ของเยอรมนี) ตามลำพัง

 

 

อย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ตอนที่ Remaque เขียนนิยายเรื่อง All Quiet on the Western Front ช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 เขาไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสงครามที่ผ่านพ้นเป็นเพียงแค่ภาคแรก และที่แน่ๆ มันไม่ใช่ ‘war to end all wars’ หรือสงครามที่ ‘เบ็ดเสร็จเด็ดขาด’ ตามที่คนยุคนั้นเชื่อและเข้าใจ ตรงกันข้าม มันบ่มเพาะตอนต่อไปซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าไม่นาน และคนอย่างนายพล Friedrichs นี่แหละที่เป็นเหมือน ‘ผีที่ไม่ยอมตายในตอนจบของหนังสยองขวัญ’ และกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้สงครามรอบใหม่ปะทุขึ้น ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่ามันนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากกว่ารอบแรกอย่างไม่อาจเทียบเคียง บางทีนี่อาจถือเป็นความชอบธรรมของการถือวิสาสะต่อเติมเสริมแต่งเนื้อเรื่องเดิมของคนทำภาพยนตร์ อีกทั้งการทิ้งท้ายในลักษณะดังกล่าวก็ยังเป็นเหมือนกับการบอกโดยอ้อมว่า หายนะที่เกิดขึ้นกับประเทศเยอรมนีเป็นเรื่องที่โทษใครไม่ได้นอกจากคนเยอรมนีด้วยกันเอง

 

แต่พูดอย่างแฟร์ๆ ขณะที่ภาพยนตร์ของ Berger นำนิยายของ Remarque มาดัดแปลงอย่างค่อนข้างหลวม จนน่าสงสัยว่าถ้าผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ เจ้าตัวจะโอเคกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมากน้อยเพียงใด ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ภาพยนตร์ฉบับปี 2022 ยังคงรักษาแก่นแกน ตลอดจนจิตวิญญาณของหนังสือไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งในมิติของการต่อต้านสงคราม และโดยเฉพาะการสะท้อนความเหลวไหลไร้สาระของการเข่นฆ่า ซึ่งน่าจะทำให้คนดูพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามๆ กัน สองฉากที่สะท้อนคุณลักษณะนี้อย่างน่าเวทนาได้แก่เหตุการณ์ที่ Paul พบว่าทหารกองหนุนหกสิบคนซึ่งยังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติในสนามรบ ต้องตายหมู่เพียงเพราะพวกเขาถอดหน้ากากกันแก๊สพิษเร็วเกินไป และอีกฉากที่เขาใช้มีดจ้วงแทงทหารฝรั่งเศสกลางสมรภูมิที่ถูกทิ้งร้าง ก่อนที่สำนักผิดบาปจะกระตุ้นเร้าให้เจ้าตัวแก้ไขไถ่ถอนสิ่งที่ทำลงไป ทั้งๆ ที่มันสายเกินไปแล้ว

 

 

รวมๆ แล้ว All Quiet on the Western Front เป็นผลงานดัดแปลงที่ประณีตพิถีพิถัน ฉีกตัวเองจากเวอร์ชันก่อนหน้าได้สวยสดงดงาม และสมควรชนะรางวัลทั้งหลายที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าใครจะแซ่ซ้องสรรเสริญภาพยนตร์ของ Berger อย่างไร ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ใครจะเปิดดูเล่นๆ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มันเป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วเหนื่อยและกดดัน เนื่องด้วยภาพ เสียง และเนื้อหาสร้างความปั่นป่วนทางอารมณ์อย่างสุดขีดคลั่งจริงๆ

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความจำเป็นของการต้องมีและต้องดูภาพยนตร์อย่าง All Quiet on the Western Front ก็เพราะสงครามยังคงเป็นหมากบนกระดานและเกมแห่งอำนาจของชนชั้นผู้นำ และวาทกรรมสละชีพเพื่อชาติอันสวยหรูก็ล่อลวงให้แมลงเม่าบินไปหาความตายในกองไฟตลอดเวลา บางทีประโยคหนึ่งที่อาจใช้สรุปความหมายรวบยอดมาจากหนังเรื่อง All Quiet on the Western Front ฉบับปี 1930 ที่ตัวเอกของเรื่องผู้ซึ่งตาสว่างแล้ว บอกกับรุ่นน้องของเขาในห้องเรียนว่า

 

“When it comes to dying for your country, it’s better not to die at all.” หรืออีกนัยหนึ่ง อย่าพยายามตายจากการเป็นเหยื่ออุดมการณ์รักชาติอย่างหน้ามืดตามัว

 

All Quiet on the Western Front (2022)

กำกับ: Edward Berger

ผู้แสดง: Felix Kammerer, Albrecht Schuch และ Daniel Brühl

 

ภาพ: Netfilx

The post All Quiet on the Western Front (2022) ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ หรือเพียงวาทกรรมรักชาติที่เขาหลอกลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Fabelmans (2022) ปฐมบทของพ่อมดน้อยและขุมทรัพย์ ‘เส้นขอบฟ้า’ https://thestandard.co/opinion-the-fabelmans-2022/ Tue, 07 Feb 2023 04:38:09 +0000 https://thestandard.co/?p=746935

เหตุการณ์สำคัญช่วงท้ายของหนังเรื่อง The Fabelmans ผลงาน […]

The post The Fabelmans (2022) ปฐมบทของพ่อมดน้อยและขุมทรัพย์ ‘เส้นขอบฟ้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหตุการณ์สำคัญช่วงท้ายของหนังเรื่อง The Fabelmans ผลงานล่าสุดของ Steven Spielberg ยืนยันข้อเท็จจริงที่แฟนๆ ของคนทำหนังเจ้าของฉายาพ่อมดฮอลลีวูดน่าจะรับรู้กันถ้วนหน้าอยู่แล้วว่า ถ้าหากจะมีคนทำหนังที่เจ้าตัวได้รับอิทธิพลทั้งความนึกคิดและจิตวิญญาณมากกว่าเพื่อน ใครคนนั้นก็คือ John Ford ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นคนทำหนังอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และ Spielberg ก็หยิบยืมทั้งสไตล์การนำเสนอ แนวคิดเรื่องเส้นขอบฟ้า รวมถึงฉากบางฉากจากหนังหลายเรื่องของ Ford มาแทรกไว้ในหนังของตัวเอง

 

The Man Who Shot Liberty Valance (1962) 

 

และหนังของ John Ford เรื่องหนึ่งที่ดูเหมือน Spielberg ยึดโยงกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะมันถูกเลือกไปอ้างถึงในหนังอย่างน้อยสองเรื่อง อันได้แก่ Munich (2005) และสดๆ ร้อนๆ The Fabelmans ก็คือหนังบุกเบิกตะวันตกเรื่อง The Man Who Shot Liberty Valance (1962) ซึ่งลองนึกเล่นๆ ความชื่นชอบนี้น่าจะไม่ได้ปราศจากเหตุผล เป็นไปได้ว่าหนังของ Ford เรื่องนี้น่าจะมีส่วนไม่มากก็ไม่น้อยในการหล่อหลอมฟูมฟัก หรือแม้กระทั่งปลูกฝังความคิดให้เขาค้นพบตัวเอง และบางที นั่นเป็นเหตุผลที่นำพาให้ Spielberg พูดถึงหนังของ Ford เรื่องนี้อย่างมีความหมายพิเศษใน The Fabelmans

 

สั้นๆ ง่ายๆ The Man Who Shot Liberty Valance เล่าเรื่องนักกฎหมายหนุ่มที่เดินทางจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกด้วยหวังว่าเขาจะช่วยเปลี่ยนชุมชนเล็กๆ ให้หลุดพ้นจากบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่จนแล้วจนรอด เขาไม่เพียงถูกอันธพาลเจ้าถิ่นที่ชื่อ Liberty Valance (Lee Marvin) ลงไม้ลงมือสะบักสะบอม ปืนและการใช้กำลังยังคงเป็นระบบกฎหมายและวิถีปฏิบัติของดินแดนแห่งนี้ แต่ก็นั่นแหละ ชื่อหนังก็ให้เงื่อนงำที่น่าฉงนสนเท่ห์และแอบซ่อนปริศนาโดยอ้อม และเมื่อเรื่องสิ้นสุดลง พระเอกของเราผู้ซึ่งรูปโฉมภายนอกดูปวกเปียกอ่อนแอ กลับถูกกล่าวขวัญในฐานะผู้สยบจอมวายร้ายลงได้อย่างราบคาบ

 

 

ว่าไปแล้ว ฉากที่ตัวเอกของเรื่อง Sammy Fabelman (Gabriel LaBelle) ต้องย้ายโรงเรียนใหม่และพบเจอกับพวกหัวโจกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ก็นับเป็นสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างจากสิ่งที่นักกฎหมายหนุ่มข้างต้นต้องเผชิญ และประมวลความเป็นไปได้ แทบไม่มีทางที่เด็กเนิร์ดไม่สู้คนและไม่มีทักษะด้านกีฬาอย่างเขาจะกำราบนักบูลลี่เหล่านั้นได้อย่างไร แต่มองในมุมกลับ น่าเชื่อว่าลึกๆ แล้ว Sammy ก็คงจะมีหนังเรื่อง The Man Who Shot Liberty Valance เป็นเสมือนแรงบันดาลใจ และพูดแล้วก็พูดเลย บทสรุปของเหตุการณ์ดังกล่าวก็ลงเอยไปในทิศทางคล้ายคลึง

 

อย่างที่นักดูหนังคงรับรู้รับทราบ The Fabelmans ก็คือหนังอัตชีวประวัติของ Steven Spielberg นั่นเอง แม้ว่าเอาเข้าจริงๆ ตัวละครในเรื่องจะใช้ชื่อสมมติ นัยว่าเพื่อกันพื้นที่สำหรับการเสกสรรปั้นแต่งและจินตนาการ แต่สถานะของการเป็นร่างทรงหรืออวตารของบรรดาตัวละครก็ต่อติดและเชื่อมโยงกับบุคคลเป็นจริงอย่างง่ายดายและแทบไม่มีอะไรบิดพลิ้ว

 

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ ในฐานะคนทำหนัง ‘ประพันธกร’ ผู้ซึ่งมีทั้งสไตล์และลายเซ็นที่เป็นตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น หนังของ Spielberg แทบทุกเรื่องล้วนแล้วมีส่วนเสี้ยวของความเป็นอัตชีวประวัติ ไม่โดยตรงก็อ้อม แต่ประเด็นก็คือ ขณะที่หนังเหล่านั้น (Duel, Jaws, Close Encouters of the Third Kind, E.T. the Extra-Terrestrial, Empire of the Sun, Catch Me If You Can, Indiana Jones the Last Crusade ฯลฯ) ดำรงอยู่ได้ด้วยคุณค่าต่างๆ นานาของตัวมันเอง (แนวเรื่องและตัวเรื่องที่บอกเล่า, มายากลทางด้านภาพยนตร์, ต้นฉบับที่ใช้ดัดแปลง ฯลฯ) The Fabelmans น่าจะมีสถานะที่แตกต่างออกไป พูดอีกอย่างก็คือ สมมติว่านี่เป็นเพียงแค่หนังที่เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มสักคนที่ตกหลุมรักการทำหนัง และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ Spielberg คุณค่า ความหมาย ตลอดจนพลังงานของหนังก็คงจะลดน้อยถอยลงไปเยอะทีเดียว

 

เพราะอย่างนี้นี่เอง The Fabelmans จึงเป็นหนังที่แนบแน่นกับความเป็น Steven Spielberg มากที่สุด (และเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เขามีเครดิตเขียนบท) และอย่างหนึ่งที่แน่ๆ มันไม่ใช่หนังที่สร้างเพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของคนทำหนังที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก อันที่จริงแล้ว มันคือการเดินทางของคนทำหนังสูงวัยย้อนกลับไปสำรวจบาดแผล ความเจ็บปวดขื่นขมในช่วงชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้น และการที่เจ้าตัวไม่เพียงค้นพบว่าภาพยนตร์สามารถใช้เป็นเครื่องเยียวยาความโศกเศร้าและชอกช้ำได้น่าอัศจรรย์ หนุ่มน้อยยังได้เรียนรู้ว่าในท่ามกลางชีวิตที่วายป่วงและควบคุมไม่ได้ นี่เป็น ‘โลก’ ใบที่เขาสามารถเจ้ากี้เจ้าการให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ออกแบบและจัดวาง ไล่เรียงตั้งแต่การกำหนดรถไฟเด็กเล่นประสานงาตอนไหนและอย่างไร จนถึงการเปลี่ยนให้ไอ้หนุ่มห่วยแตกที่พบเจอกลายเป็น ‘พระเอกรูปงาม’

 

 

มีฉากเล็กๆ ช่วงต้นเรื่องที่ Mitzi (Michelle Williams) แม่ของ Sammy (ซึ่งก็คือแม่ของ Spielberg นั่นแหละ) ผู้ซึ่งบุคลิกของเธอเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ต้องหัวเสียในทันทีที่ Burt (Paul Dano) สามีของเธอบอกว่าเขาได้งานใหม่และครอบครัวต้องย้ายข้ามประเทศจากนิวเจอร์ซีย์ไปแอริโซนา และวิธีที่เธอใช้เบี่ยงเบนความโกรธ (และโศกเศร้า) ก็ด้วยการชวนลูกๆ ขับรถออกนอกบ้านเพื่อไปตามล่าพายุทอร์นาโดซึ่งกำลังอาละวาดไม่ใกล้ไม่ไกลพอดี (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีแม่ดีๆ ที่ไหนเขาทำกัน) ประเด็นก็คือฉากนี้จบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อ Mitzi ต้องยอมจำนนต่อสถานการณ์ และสิ่งที่เธอได้แต่พูดสะกดจิตตัวเอง และยังขอให้เด็กๆ ร่วม ‘สวดภาวนา’ ไปด้วย ก็คือประโยคที่ว่า “Everything happens for a reason” หรืออีกนัยหนึ่ง ทุกอย่างที่อุบัติขึ้นล้วนมีเหตุผลแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง และนั่นรวมถึงเรื่องร้ายๆ ด้วยเช่นกัน

 

 

กล่าวสำหรับ Sammy (ซึ่งก็คือตัว Spielberg) เรื่องร้ายๆ ที่รุมเร้าไม่ได้จำกัดเฉพาะการต้องย้ายบ้านครั้งแล้วครั้งเล่า หรือการมีสถานะเป็นคนยิวเพียงหนึ่งเดียวของชุมชนและโรงเรียนซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก E.T. แต่ว่าไปแล้ว ‘พายุทอร์นาโด’ ลูกใหญ่ที่สุดที่เจ้าตัวต้องรับมือก็คือการได้พบว่าแม่มีคนอื่น และคนอื่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อนสนิทของพ่อนั่นเอง มิหนำซ้ำ วิธีการค้นพบโดยบังเอิญก็ยิ่งทำให้หนุ่มน้อยอยู่ในภาวะน้ำท่วมปากอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ลองสมมติเล่นๆ ว่า Spielberg มีชีวิตที่สุขและทุกข์ตามอัตภาพเหมือนเด็กทั่วๆ ไป (และไม่ได้บ้านแตกสาแหรกขาดตามที่เกิดขึ้นในโลกความจริง) ผู้ชมจะได้ดูหนังที่ถ่ายทอดสภาวะโดดเดี่ยวและการถูกทอดทิ้งได้โน้มน้าวชักจูงและจับขั้วอารมณ์ความรู้สึกผ่านผลงานอย่าง E.T., Empire of the Sun, A.I. Artificial Intelligence, Catch Me if You Can, The Terminal ฯลฯ หรือไม่ หรือการที่เขาเติบโตโดยมีพ่อเป็นเนิร์ดวิทยาศาสตร์และแม่เป็นนักเปียโน มันส่งผลหรือไม่อย่างไรกับการเป็นคนทำหนังที่ฝีไม้ลายมือจัดจ้านและครบเครื่องทั้งในความเป็นช่างเทคนิคที่คล่องแคล่วและศิลปินที่ล้ำเลิศ

 

บางที ประโยคของ Mitzi ก็ไม่ได้ฟังดูสิ้นหวังเกินไป ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลแอบซ่อน ทั้งเรื่องดีๆ และเรื่องแย่ๆ

 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ วัตถุพยานที่ใช้แสดงถึงความเป็นคนทำหนังที่ ‘ร่ายเวทมนตร์คาถาๆ ได้ราวพ่อมด’ ของ Spielberg ก็คือหนังของเขาทุกเรื่องนั่นเอง (ย้อนกลับไปถึงหนัง 8 มม. สมัครเล่น) และนั่นรวมถึง The Fabelmans ที่เล่าเรื่องซึ่งกินเวลาสองชั่วโมงครึ่งได้อย่างชนิดติดปีกโบยบิน หรืออีกนัยหนึ่ง คนดูไม่ได้อยู่ในฐานะคนเฝ้าสังเกตการณ์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่บอกเล่าและรู้สึกเกี่ยวข้องกับตัวละครอย่างถอนตัวไม่ขึ้น 

 

สองส่วนที่น่าพูดถึงเป็นพิเศษในแง่กลวิธีการนำเสนอของ The Fabelmans ได้แก่มุมมองที่คนทำหนังเลือกถ่ายทอด ซึ่งไม่เพียงแค่อบอุ่นและอ่อนโยน หากยังสะท้อนถึงการตกผลึกอย่างคนที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน ข้อสำคัญ แทบไม่มีใครเป็นผู้ร้ายของเรื่อง นั่นรวมถึงตัวละครที่มีส่วนทำให้ชีวิตครอบครัวของเขาล่มสลาย อีกส่วนได้แก่การแสดงของนักแสดงทุกคน ซึ่งโดยอ้อม มันก็ไม่ใช่เครดิตของนักแสดงโดยลำพัง ต้องนับรวมผู้กำกับในฐานะวาทยากรผู้ควบคุมวง พูดง่ายๆ นอกจากไม่มีตัวโน้ตผิดเพี้ยน สรรพสำเนียงของทุกบันไดเสียงก็ยังไพเราะเพราะพริ้ง และแน่นอนว่าสองสามคนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ก็คือ Gabriel LaBelle ที่ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน Spielberg และวิธีการแสดงออกของเขาก็ช่วยให้พวกเรามองเห็นตัวตนของผู้กำกับในแง่มุมที่คมชัด 

 

 

อีกคนหนึ่งก็คือ Michelle Williams ผู้ซึ่งทำให้เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในบท ‘แม่ที่บ้าบอคอแตกที่สุดคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์’ และความเป็นเด็กที่ไม่ยอมโตของเธอก็กลายเป็นดีเอ็นเอที่ส่งผ่านไปถึงลูกชาย

 

แต่ก็นั่นแหละ ตัวขโมยซีนจริงๆ ได้แก่ Judd Hirsch ในบุคลิกของตัวละครลึกลับที่จู่ๆ ก็โผล่มาแล้วก็จากไป และการใช้โมโนล็อกที่พรั่งพรูของคาแรกเตอร์นี้ (ซึ่งว่าไปแล้ว นี่เป็นหนึ่งในไม้ตายของ Spielberg มาแต่ไหนแต่ไร ย้อนกลับไปถึงฉากที่ Robert Shaw อวดบาดแผลจากปลาฉลามใน Jaws) ผ่านการแสดงที่ฉูดฉาดบาดตาของ Hirsch ซึ่งส่งให้เขาได้ชิงรางวัลออสการ์สมทบชายยอดเยี่ยม ก็บอกให้รู้ว่าชายชรามองเห็น Sammy ได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่าที่หนุ่มน้อยมองเห็นตัวเอง และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร บทชายชราเปรียบได้กับ Wake Up Call ที่กระทุ้งให้ Sammy ตระหนักว่าภาพยนตร์สำหรับเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่งานอดิเรกยามว่าง หรือเรื่องสนุกๆ ขำๆ อีกต่อไป

 

 

ในแง่ของสถิติตัวเลข The Fabelmans เป็นหนังยาวลำดับที่ 34 ของ Steven Spielberg ในช่วงวัย 76 ปี ดังที่เอ่ยถึงก่อนหน้า นี่ผลรวมของการทำหนังอันแสนนาน ถ้าเริ่มนับหนึ่งที่ Duel (1971) หนังยาวเรื่องแรก ระยะเวลาก็ราวๆ 51 ปี แต่สำรวจจากสิ่งที่ The Fabelmans บอกเล่า Sammy (หรือ Spielberg) เริ่มต้นทำหนังตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย หรือราว 12 ขวบ ตัวเลขต้องมากกว่าครึ่งศตวรรษแน่นอน ไม่มากไม่น้อย ถ้าจะมีสักประโยคที่ใช้สรุปความสัมพันธ์ที่ดูดดื่มและลึกซึ้งนี้อย่างรวบยอด ก็คงต้องขอยืมถ้อยคำของ อากิระ คุโรซาวะ คนทำหนังชั้นครูที่เคยพูดถึงตัวเอง มาใช้อธิบายในเชิงเทียบเคียง 

 

และนั่นคือ ถ้าหากเอาตลอดทั้งชีวิตของ Steven Spielberg เป็นตัวตั้ง แล้วลบด้วยหนัง ผลลัพธ์ก็เท่ากับศูนย์

 

The Fabelmans (2022)

กำกับ: Steven Spielberg

ผู้แสดง: Michelle Williams, Paul Dano, Seth Rogen, Gabriel LaBelle, Judd Hirsch

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

ภาพ: Universal Pictures  

The post The Fabelmans (2022) ปฐมบทของพ่อมดน้อยและขุมทรัพย์ ‘เส้นขอบฟ้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>