นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/นวพล-ธำรงรัตนฤทธิ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Mar 2023 11:49:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 2010-2020 : ทศวรรษภาพยนตร์ที่หมุนไปตามเมืองจีน ใหญ่เหมือนจอ IMAX และเล็กเท่าเมนู Netflix https://thestandard.co/10-years-changing-film-industry/ Fri, 08 Jan 2021 11:37:45 +0000 https://thestandard.co/?p=440886 ทศวรรษภาพยนตร์ที่หมุนไปตามเมืองจีน ใหญ่เหมือนจอ IMAX และเล็กเท่าเมนู Netflix

10 ปีที่ผ่านมาของโลกภาพยนตร์มีความเปลี่ยนแปลงมากมายที่อ […]

The post 2010-2020 : ทศวรรษภาพยนตร์ที่หมุนไปตามเมืองจีน ใหญ่เหมือนจอ IMAX และเล็กเท่าเมนู Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทศวรรษภาพยนตร์ที่หมุนไปตามเมืองจีน ใหญ่เหมือนจอ IMAX และเล็กเท่าเมนู Netflix

10 ปีที่ผ่านมาของโลกภาพยนตร์มีความเปลี่ยนแปลงมากมายที่อาจจะทำให้คนดูหนังรู้สึกตัวแรงๆ หรือบางครั้งมันก็เนียนเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก่อนที่เราจะไปสู่ปี 2021 อันเป็นการขึ้นทศวรรษใหม่ ผมเลยขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัวให้ลองอ่านกันว่า 10 ปีที่ผ่านมา เราเจออะไรกันบ้าง และเราควรจะทำอย่างไรกันต่อไป หรือเราอาจจะเจออะไรกันต่อไป

 

 

จีนฮอลลีวูด 

คงมีอยู่วันหนึ่งที่คนในฮอลลีวูดมองไปที่ตัวเลขรายได้ภาพยนตร์ที่ฉายในประเทศจีนแล้วพบว่า ทำไมมันเยอะแบบนี้วะ อาจจะตามหลังบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง และตามสไตล์นักธุรกิจ ถ้ารายได้มันเยอะขนาดนี้ ตลาดใหญ่ขนาดนี้ ทำไมเราไม่ไปทำธุรกิจกันที่โน้นล่ะ 

 

นั่นเริ่มเป็นที่มาของการที่ฝรั่งเริ่มบินไปหาชาวจีน เพื่อขอจับมือร่วมลงทุนในการสร้างภาพยนตร์ เพราะการแค่ส่งหนังฝรั่งเข้ามาฉาย หนังนำเข้าเหล่านั้นจะไปตกอยู่ในระบบโควตาที่จำกัดจำนวนซึ่งรัฐบาลเป็นคนกำหนดเอาไว้ ดังนั้นถ้ามาร่วมทุนกันไปเลย หนังเรื่องนั้นก็อาจจะรอดพ้นระบบโควตาและฉายได้ตามปกติในประเทศจีน

 

แน่นอนว่าประเทศจีนก็ไม่ง่าย กฎระเบียบมากมาย ระบบเซ็นเซอร์ที่เข้มงวด รวมถึงการที่ฝรั่งไม่รู้ว่ารสนิยมการดูหนังชาวจีนเป็นอย่างไรกันแน่ ดังนั้นการปรับตัว ปรับงาน และปรับหนังให้มีรสชาติแบบชาวจีนแผ่นดินใหญ่จึงเกิดขึ้น (ว่าง่ายๆ คือ จะขายของที่นั่นก็ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของทาร์เก็ตที่นั่น และรวมถึงผู้คุมประตูที่นั่นด้วย) 

 

 

หนังที่ร่วมทุนกันระหว่างฮอลลีวูดและจีนเหมือนเป็นอาหารรสชาติใหม่ที่เราชาวไทยลองชิมแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันแปลกลิ้นทีเดียว หนังอย่าง Kong: Skull Island, Pacific Rim: Uprising หรือ Terminator: Dark Fate ล้วนเป็นอะไรที่มีจังหวะแปลกๆ ฉากแอ็กชันที่รวดเร็วและยาวนานกว่าปกติ ตัวละครชาวจีนที่ไม่รู้มาทำอะไรในเรื่อง เหตุการณ์ต่างๆ ต้องไปเกิดที่เมืองจีน หรือตัวละครชาวจีนมีส่วนช่วยให้คอนฟลิคบางอย่างในเรื่องนั้นคลี่คลาย นั่นทำให้เราตรวจจับความธุรกิจและเงื่อนไขทางกฎระเบียบที่ผู้สร้างต้องทำตามได้อย่างชัดเจน จนหลังๆ รู้สึกว่ากลายเป็นหนังฮอลลีวูดอีกประเภทหนึ่งไปเลย เรียกว่าจีนฮอลลีวูดก็ไม่น่าผิดนัก เพราะมันคือส่วนผสมที่จีนนำหน้าฮอลลีวูด ไม่ใช่ฮอลลีวูดนำหน้าจีนเหมือนสมัยก่อน

 

แต่จริงๆ แล้วหลังจากปี 2020 ในวันเวลาแห่งโควิด-19 และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างอเมริกาและจีนนั้น การร่วมมือกันสร้างหนังแบบจีนฮอลลีวูดอาจจะไม่ได้มีอนาคตที่สวยงาม เรียบง่ายเหมือนแต่ก่อน เอาจริงๆ แล้วที่ผ่านมาก็มีหลายเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไร รวมถึงชาวจีนเริ่มดูดความรู้จากชาวฮอลลีวูดแล้วเอาความรู้เหล่านั้นไปสร้างหนังจีนเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ ตลาดภาพยนตร์เมืองจีนนั้นสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองพอสมควร เพราะหลังจากที่ฮอลลีวูดโดนโควิด-19 อัดจนอ่วม เมืองจีนนั้นยังสามารถรอดตัวไปได้สบายๆ ดูจากหนังจีนเองที่ทำรายได้มหาศาลเหมือนเดิม ว่าง่ายๆ คือ ตลาดจีนสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองแม้จะไม่ต้องมีฮอลลีวูด กลายเป็นว่า จีนอาจจะไม่ได้ง้อฝรั่งเท่าไรแล้ว กับอีกอย่างคือ ฝรั่งจะเหลือรอดสักกี่รายหลังจากโควิด-19 คลี่คลาย นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าบัลลังก์รุ่นใหญ่แห่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกอาจจะสั่นสะเทือนจริงๆ ก็ในทศวรรษใหม่นี้เอง 

 

 

IMAX คัลเจอร์

IMAX จอยักษ์เคยเป็นเหมือนแค่ของเล่นในสวนสนุก จนวันหนึ่งบรรดาโทรทัศน์จอใหญ่ยักษ์มีราคาถูกลง ระบบเครื่องเสียงต่างๆ อยู่ในระดับที่คนธรรมดาซื้อหาได้ อัตราการไปโรงภาพยนตร์ของผู้คนก็เริ่มลดลง เป็นอีกครั้งที่บรรดาสตูดิโอผู้สร้างนั้นจะต้องหาทางดึงคนกลับมา เหมือนสมัยที่เครื่องเล่นวิดีโอเทปเป็นที่แพร่หลาย เลยเกิดการถ่ายทำหนังแบบจอกว้าง Widescreen สุดขีด เพื่อทำให้ผู้คนเห็นความต่างระหว่างจอโทรทัศน์แบบ 4:3 ที่คับแคบ กับความกว้างตระการตาของจอภาพยนตร์ 

 

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้สร้างแต่ละรายเริ่มโปรโมตภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ ที่ถ่ายทำในระบบ IMAX และส่งคนทำหนังหรือผู้กำกับมาบอกผู้ชมไปเลยว่าคุณควรดูในระบบ IMAX เท่านั้น เพราะมันเป็นความตั้งใจทางด้านไดเรกชันและงานสร้างของผู้กำกับ และบ้านคุณไม่มีจอที่ใหญ่ขนาดนี้แน่ๆ ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจโมเดลนี้น่าจะเป็นที่สนุกสนานของคนทำหนังไม่น้อย เพราะพวกเขาจะได้มีโอกาสถ่ายด้วยฟิล์ม 70 มม. และมีโอกาสที่จะได้เห็นหนังตัวเองในระบบ IMAX มากขึ้น

 

 

ผู้กำกับแบบคริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายทำหนังด้วยระบบฟิล์มและศรัทธาในการดูหนังในโรงภาพยนตร์ กลายมาเป็นหัวหอกของเรื่องนี้ หนังแบบ Dunkirk นี่เหมือนถูกสร้างมาเพื่อโฆษณาโรง IMAX เลยด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้ถ่ายแบบ 70 มม. แต่ก็ยังจะพาตัวเองมาฉายในโรง IMAX อยู่ดี ก็ถือเป็นความพยายามที่จะทำให้ตัวเองแตกต่างจากหนังที่ดูที่บ้าน รวมถึงต่างจากหนังในโรงปกติอีกต่างหาก ดังนั้นหลังๆ IMAX จึงไม่ใช่แค่ของเล่นอีกต่อไป แต่มันค่อยๆ กลายเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนเริ่มจะถกเถียงกันทุกครั้งว่าหนังเรื่องนี้ต้องดูใน IMAX หรือไม่ (แต่ก่อนไม่เคยมีคำถามนี้เลย เพราะ IMAX เป็นเรื่องสิ้นเปลือง ดูจอไหนก็เหมือนกัน) หรือบางคนยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อที่จะได้ดูหนังที่ตัวเองชื่นชมในระบบที่ดีที่สุดเท่านั้น 

 

IMAX เหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่จะชนโทรทัศน์ราคาถูก รวมถึงชนะสงครามโรงภาพยนตร์ vs สตรีมมิงเซอร์วิสด้วย แต่หลังจากโควิด-19 เป็นต้นมา สงครามนี้เหมือนจะค่อยๆ พ่ายแพ้ให้กับทีวีจอเล็กอันอบอุ่นที่บ้าน และหนังที่ส่งตรงผ่านอินเทอร์เน็ตและไหลไปลงในจอโทรศัพท์มือถือ

 

 

สตรีมมิง อิส นาว 

ความพยายามของชาวสตรีมมิงเซอร์วิสนับสิบปีประสบความสำเร็จในที่สุด เริ่มจาก Netflix ในฐานะผู้สร้างสายรองและเป็นแค่เจ้าของร้านเช่าหนังออนไลน์ จนพวกเขาเริ่มคิดการใหญ่ในการผลิตงานมาเป็นของตัวเองมากขึ้น มีการซื้อตัวผู้กำกับใหญ่ไปทำหนังให้ตัวเองเยอะขึ้นเรื่อยๆ ยอมลงทุนให้อิสระแก่ผู้สร้างมากมาย จนหลายๆ คนหลงรักการทำงานที่ Netflix กระทั่งมาถึงการขยับตัวครั้งใหญ่ของ Netflix ในการที่จะทำให้ออริจินัลคอนเทนต์ของตัวเองไม่ใช่หนังเกรดบีในระบบออนไลน์ เริ่มประสบความสำเร็จอย่างจริงจังกับหนังอย่าง Roma ที่พาตัวเองเข้ามาสู่สนามของออสการ์ได้สำเร็จ ท่ามกลางชาวอุตสาหกรรมภาพยนตร์พยายามจะเตะขัดขามากมายและตลอดเวลา 

 

ต่อด้วยการลงทุนผลิตงานงบร้อยล้านอย่าง The Irishman ที่ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในการสร้างแบรนดิ้งให้กับช่องทางของตัวเอง ซึ่งสุดท้าย แม้ว่าหนังอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด แต่ไม่มีใครที่จำ Netflix ไม่ได้ในฐานะผู้สร้างหนังรายใหม่ที่ทรงอิทธิพล ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการสตรีมมิงเซอร์วิสอีกต่อไป ความสำเร็จนี้นำมาซึ่งคู่แข่งคนใหม่ๆ อย่าง Disney+ ที่รวมตัวกันซื้อหนังในค่ายของตัวเองกลับไปหมด และทำตามโมเดลของ Netflix ทุกอย่าง ยังไม่นับบรรดา HBO หรือ Amazon ที่ก็พยายามจะถีบตัวขึ้นมากันหมด สตรีมมิงเซอร์วิสจึงไม่ใช่แค่โรงหนังชั้นสองอีกต่อไป เพราะมันเริ่มกลายเป็นช่องทางปกติที่มาแทนโรงภาพยนตร์

 

 

แน่นอนว่าความรุ่งเรืองของสตรีมมิงเซอร์วิสคือความหวาดหวั่นของบรรดาโรงหนังและสตูดิโอสร้างหนังต่างๆ ที่อำนาจต่อรองจะค่อยๆ ลดลง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมในจุดนี้ พยายามจะไปบิลด์กันเรื่องโรง IMAX รวมถึงสร้างหนังที่เป็นชุดขนาดยาวอย่าง Avengers ที่บังคับคุณไปดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้น เพราะทุกครั้งที่หนังออกมา มันจะกลายเป็นกระแสโลกที่ทุกคนต้องรีบไปดูที่โรง 

 

อย่างไรก็ตาม โควิด-19 เปลี่ยนทุกสิ่ง พลิกคว่ำทุกอย่างทิ้งหมด คนไม่สามารถไปโรงหนังได้เป็นปีๆ วิกฤติการณ์นี้นำพาให้สตูดิโอผู้สร้างเองจำเป็นต้องฉายหนังที่โรงพร้อมสตรีมมิงเซอร์วิส หรือบางเรื่องก็ไม่เข้าโรง แต่ฉายด้วยช่องทางออนไลน์กันไปเลย นี่เป็นการเสียเปรียบครั้งยิ่งใหญ่ของโรงภาพยนตร์ที่พวกเขาไม่มีหนทางจะสู้ได้ 

 

ความยาวนานของโควิด-19 นั้น ทำให้ผู้คนค่อยๆ คุ้นชินกับการดูหนังในสตรีมมิงมากขึ้นและมากขี้น จนพวกเขาอาจจะจำได้ว่าวีกนี้มีอะไรมาใหม่ใน Netflix มากกว่ามีอะไรมาใหม่ที่โรงภาพยนตร์ สุดท้ายในวันที่โควิด-19 หายไป ไม่รู้ว่าทางฝั่งสตูดิโอและเจ้าของโรงหนังจะต้องใช้เวลาอีกเท่าไรในการเรียกคนกลับมาที่โรงเหมือนเดิม คำถามต่อมาคือ ถ้าเรียกแล้วคนจะกลับมาไหม และคำถามสุดท้ายคือ ถึงเวลานั้น จะยังมีโรงหนังเหลืออยู่กี่โรงที่ไม่เจ๊งไปเสียก่อน

 

สรุป

ทศวรรษที่ผ่านเป็นทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนถ่ายอำนาจเก่าที่อยู่มานานด้วยการ Disruption ของเทคโนโลยีที่ล้ำจัดจนเปลี่ยนชีวิตทุกคน (เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่วงการหนังอย่างเดียว แต่มันคือทุกวงการ) รวมถึงพลังของประเทศใหม่ๆ ที่รุดหน้าเทียบเท่าหรือล้ำหน้าสหรัฐอเมริกา จนทำให้พวกเขาไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไปในฐานะทั้งมหาอำนาจของโลกและผู้สร้างภาพยนตร์หลักๆ ของโลกใบนี้เช่นกัน ในขณะที่บางคนเสียโอกาส หลายๆ คนก็ได้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เช่นกัน จะเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลงหรือเปล่าคงไม่ใช่ เพราะการเปลี่ยนแปลงไม่มีดีขึ้นหรือแย่ลง มันคือการเปลี่ยนแปลงเฉยๆ ที่ทุกคนต้องตัดสินใจเองว่าจะไหลไปกับมัน หรือยืนยันความเชื่อเดิมต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post 2010-2020 : ทศวรรษภาพยนตร์ที่หมุนไปตามเมืองจีน ใหญ่เหมือนจอ IMAX และเล็กเท่าเมนู Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดิสนีย์ พลิก+ซ่า: ในวันที่ดิสนีย์จะลองพลิกวงการและทำตัวซ่าเกินหน้าโรงหนัง https://thestandard.co/disney-plus-pixar-soul/ Fri, 30 Oct 2020 10:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=414438 Soul Pixar Disney

    หลังจากที่ No Time to Die ได้จากเราไปแล้ว […]

The post ดิสนีย์ พลิก+ซ่า: ในวันที่ดิสนีย์จะลองพลิกวงการและทำตัวซ่าเกินหน้าโรงหนัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Soul Pixar Disney

 

 

หลังจากที่ No Time to Die ได้จากเราไปแล้วในตารางการฉายปีนี้ ข่าวใหญ่ที่ตามมาจากนั้นคือการกลับมาของหนังแอนิเมชันจาก Pixar บน Disney+ เรื่อง Soul ที่ตอนแรกแว่วว่าจะประกาศหนีเหมือนกัน แต่สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็กลับมาเข้าตารางฉายอีกครั้งในช่วงคริสมาสต์ที่กำลังจะถึงนี้ ถือเป็นความกล้าหาญในการท้าทายโรคระบาดของทางดิสนีย์ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี

 

แต่ในความน่ายินดีนี้ ก็มีคนไม่ค่อยยินดีด้วยอีกจำนวนมาก นั่นคือบรรดาเจ้าของโรงภาพยนตร์ทั้งหลาย เพราะหนังเรื่อง Soul นั้นจะฉายหลักๆ ที่ช่องสตรีมมิง Disney+ เท่านั้น ซึ่งนั่นแปลว่าเจ้าของโรงภาพยนตร์ในประเทศที่บริการ Disney+ ไปถึงแล้วก็จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับหนังเรื่องนี้แต่อย่างใด (แต่ในประเทศที่ยังไม่ได้มี Disney+ ก็ยังคงฉายโรงตามปกติ) กลายเป็นว่าเจ้าของโรงภาพยนตร์ในอเมริกา อังกฤษ และยุโรป ต่างออกมาบ่นกันยับว่าทำไมถึงทำแบบนี้ เพราะพวกเขาก็จะขาดรายได้ไม่ต่างจากตอนที่ No Time to Die เลื่อนฉาย ทั้งๆ ที่โรงหนังในบางพื้นที่ของอเมริกาและบางประเทศในยุโรปก็พร้อมเปิดให้บริการตามปกติ

 

คำถามต่อมาที่น่าสนใจคือ ดิสนีย์คิดอะไรอยู่ ในขณะที่หลายๆ คนยังพยายามจะเอาหนังฉายโรงให้ได้ หรืออาจจะประนีประนอมด้วยการฉายโรงพร้อมกับสตรีมมิง แต่ดิสนีย์เลือกที่จะตัดโรงหนังทิ้งไปเลยทั้งๆ ที่ฉายได้

 

จากการอ่านข้อมูลและพูดคุยกับพี่ๆ ในวงการ สิ่งที่น่าสนใจมากๆ สำหรับเหตุการณ์นี้คือ เป็นไปได้ว่าทางดิสนีย์อาจจะเล็งเห็นแล้วว่าอนาคตของการฉายหนังในโรงภาพยนตร์นั้นดูจะมืดหม่นพอสมควร และพวกเราอาจจะต้องอยู่กับสิ่งนี้ไปอีกนาน แทนที่จะนั่งเศร้าฟูมฟาย พวกเขาเลยโอบกอดรับความเปลี่ยนแปลง และพร้อมที่จะเริ่มหาทางออกให้กับมัน หนังที่มีอยู่ในมืออย่าง Soul จึงเป็นเหมือนการทดลองชั้นดี เพราะหนังเรื่องนี้ดูจะมีทุกอย่างเพียบพร้อม ไม่ว่าการที่มันดูเป็นหนังสำหรับทุกเพศทุกวัย เกี่ยวข้องกับดนตรี ทาร์เก็ตกว้างมาก ตัวละครมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อบอุ่นหัวใจ ดูเป็นหน้าเป็นตาให้กับแบรนด์ Disney+ ได้ไม่ยาก และที่สำคัญคือ หนังเรื่องนี้กำกับโดย Pete Doctor ที่พาหนังไปเวทีออสการ์มาหลายครั้งจาก Up และ Inside Out ดังนั้นการที่พวกเขายอมฉายในเดือนธันวาคมปีนี้เลย มันคือการพาตัวเองลงสู่สนามออสการ์ ซึ่งแน่นอนว่ามันมีสิทธิ์ที่อาจจะชนะอะไรสักอย่างก็เป็นได้ และถ้าสุดท้ายหนังชนะอะไรสักอย่างขึ้นมาจริงๆ คนที่จะได้ประโยชน์ก่อนใครเพื่อนเลยก็คือตัวช่องสตรีมมิง Disney+ เพราะมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่ Netflix พยายามจะพาหนังตัวเองไปสู่ออสการ์ เพื่อที่รางวัลอาจจะทำให้ตัวช่องสตรีมมิงของพวกเขาเป็นที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่รู้จักของคนดูมากขึ้น

 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นการลงทุนที่น่าลอง เพราะการขยับหนีไปปีหน้าก็อาจจะไม่ได้รับประกันความสำเร็จทางด้านรายได้อยู่ดี มาแทงพนันกับเรื่องนี้ในปีนี้อาจจะน่าสนใจกว่าสำหรับตัวดิสนีย์

 

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญในเชิงธุรกิจคือ ถ้าหาก Soul ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆในช่องสตรีมมิงนั้น มันก็อาจจะได้ผลลัพธ์เกือบจะเท่ากับการฉายโรงก็เป็นได้ เพราะอย่าลืมว่าการฉายหนังในช่องสตรีมมิงของตัวเอง มีข้อดีคือ รายได้ไม่ต้องไปหารครึ่งให้กับโรงภาพยนตร์อีก เก็บเงินค่าฉายมาได้เท่าไรก็เข้ากระเป๋าตัวเองเต็มๆ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครระบุตัวเลขรายได้ชัดๆ ของการฉาย Mulan ใน Disney+ แต่มีผู้คาดการณ์กันว่าคงได้ไปไม่น้อย ทางดิสนีย์จึงกล้าที่จะลงสนามออนไลน์นี้อีกครั้งแบบเต็มตัว

 

ฟังดูแล้วก็น่าสนใจดีและน่าเป็นกำลังใจให้ แต่พอตัดภาพมาที่บรรดาเจ้าของโรงภาพยนตร์อีกครั้ง อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ทุกคนก็จะขาดรายได้กันอย่างเต็มๆ ที่มากกว่านั้นคือทุกคนรู้สึกถูกทรยศโดยดิสนีย์ สตูดิโอถูกทักท้วงว่าทำไมไม่ช่วยเหลือโรงภาพยนตร์ในช่วงสภาวะที่ยากเข็ญแบบนี้ ทั้งๆ ที่ตัวโรงก็พร้อมฉายอย่างมาก มันทำให้เราคิดไปไกลอีกต่อว่า ดิสนีย์อาจจะแคร์โรงภาพยนตร์น้อยลง และพยายามตั้งตนเป็นโรงภาพยนตร์แบบใหม่ด้วยตัวเอง เมื่อเราลองพิจารณาภาพลักษณ์ของการฉาย Soul รอบนี้แล้ว มันต่างจากบรรดาหนัง Netflix Original ตรงที่ว่า หนังอย่าง The Irishman ของ Netflix นั้น มีความชัดเจนว่าเป็นหนังทำลงสตรีมมิง แต่บวกโบนัสด้วยการฉายโรง (อาจจะเพื่อหวังผลทางออสการ์) ในขณะที่ Soul มีภาพลักษณ์เป็นหนังโรงขนาดใหญ่ชัดเจน ดังนั้นการที่ทางสตูดิโอดึงกลับออกจากโรงมาเปิดตัวเต็มๆ ที่ช่องสตรีมมิงของตัวเองนั้น มันย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ ราวกับตัวสตูดิโอพยายามจะทำให้เส้นแบ่งระหว่างสตรีมมิงและโรงหนังค่อยๆ หายไป ในอนาคตอาจจะไม่มีการแบ่งแยกหนังสตรีมมิงหรือหนังเข้าโรงอีกต่อไปก็เป็นได้

 

เราเหมือนจะเริ่มมองเห็นแผนการสร้างอาณาจักรครั้งใหม่ของดิสนีย์ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เป็นสิ่งที่ชวนติดตาม เพราะมันอาจจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลกการฉายภาพยนตร์ในอนาคตก็เป็นได้ มันคือโลกที่หนังโรง ยังคงเป็นหนังโรง โดยที่ไม่ต้องอยู่ในโรงภาพยนตร์อีกต่อไป

 

 

ขอบคุณภาพจาก: Disney 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ดิสนีย์ พลิก+ซ่า: ในวันที่ดิสนีย์จะลองพลิกวงการและทำตัวซ่าเกินหน้าโรงหนัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tenet ทางแยกของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ต้องเลือกว่าจะเป็นศิลปิน ผู้เสียสละ หรือนักธุรกิจ https://thestandard.co/christopher-nolan-tenet/ Sat, 25 Jul 2020 10:39:22 +0000 https://thestandard.co/?p=383372

  ปัญหาไก่กับไข่ของวงการภาพยนตร์ประจำปี 2020: การท […]

The post Tenet ทางแยกของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ต้องเลือกว่าจะเป็นศิลปิน ผู้เสียสละ หรือนักธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ปัญหาไก่กับไข่ของวงการภาพยนตร์ประจำปี 2020: การที่ธุรกิจภาพยนตร์ยังไม่ฟื้นจากโควิด-19 เกิดจากการที่ค่ายหนังไม่กล้าฉายหนังใหม่ในโรงเพราะกลัวคนไม่ออกมาดู หรือเกิดจากคนไม่ออกมาดูเพราะไม่มีหนังใหม่มาฉาย

 

ผลลัพธ์ที่ออกมาในเวลานี้คือเจ็บปวดกันทุกฝ่าย คือ ค่ายหนัง คนดู และโรงหนัง

 

ไม่แน่ใจว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน จะภาคภูมิใจหรือเครียดเมื่อได้พบว่า Tenet หนังเรื่องใหม่ล่าสุดของเขากลายเป็นหนังแห่งความหวังของมวลมนุษยชาติในการกอบกู้วงการภาพยนตร์ให้กลับมา ว่าง่ายๆ คือ ตอนนี้คริสโตเฟอร์ โนแลน กลายเป็นแบทแมนเสียเอง โดยที่พวกเราไม่อาจรู้เลยว่าเขาเต็มใจหรือไม่เต็มใจ

 

ความคาดหวังมาตั้งช่วงประกาศฉายครั้งแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงที่มรสุมโควิด-19 เริ่มเข้ามาเรียบร้อย ในเวลานั้นผู้คนยังรู้สึกว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้ยิ่งใหญ่อาจจะเป็นผู้กำกับคนเดียวที่ไม่กลัวโควิด-19 แล้วกล้าชนกล้าฉายไปเลย ถึงจะมีการเลื่อนหลายรอบแต่เขาน่าจะตั้งหลักกันอยู่ เดี๋ยวคงมาแน่ๆ และ Tenet จะกลายเป็นตัววัดเลยว่า ผู้คนจะกล้ากลับมาโรงหนังหรือไม่ ถ้ากลับมา จะกลับมากันมากแค่ไหน เพราะ Tenet มีคุณสมบัติถึงพร้อมหลายอย่างในการรับตำแหน่งนี้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นพล็อตเรื่องที่ท้าทายคนดู ชื่อเสียงของคริสโตเฟอร์ โนแลนที่ชาวโลกพร้อมใจยอมรับ รวมถึงคำพูดที่โนแลนเพียรบอกทุกคนเสมอมาว่าหนังของเขาต้องดูในโรงเท่านั้น เพราะวิธีการถ่ายทำของเขาดีไซน์มาเพื่อโรงหนังโดยเฉพาะ ดูแบบสตรีมมิงที่บ้านจอเล็กๆ ไม่ใช่ออปชันสำหรับหนังของเขาเลย

 

 

จนกระทั่งข่าวล่าสุดคือ Tenet เลื่อนอย่างไร้กำหนด กลายเป็นประเด็นสำคัญโดยที่ไม่รู้ว่าโนแลนและสตูดิโอวอร์เนอร์ฯ อยากให้มันเป็นแบบนี้หรือไม่ ผู้คนจากกลุ่มต่างๆ เริ่มออกมาเรียกร้องมากขึ้นหลังจากที่รู้ข่าวนี้ บรรดาตัวแทนผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์พยายามจะบอกให้พวกเขาอย่าเลื่อนฉายไปเรื่อยๆ แบบนี้ เพราะว่าจะพังกันหมด พวกเขาคิดว่าถ้าไม่มีหนังใหญ่ๆ เรื่องใหม่ๆ ยอมมาเข้าโรงภาพยนตร์แบบนี้ วงจรการเดินทางกลับมาดูหนังในโรงก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น อันที่จริงสถานการณ์ปัจจุบันก็พิสูจน์ในระดับหนึ่งแล้วว่าการวนฉายภาพยนตร์เก่าๆ หรือหนังคลาสสิกต่างๆ อาจจะช่วยให้แฟนหนังจำนวนหนึ่งเกิดอยากดูหนังในโรงบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่คลื่นขนาดใหญ่ที่จะเรียกคนทั่วๆ ไปกลับมาเข้าโรงได้ มันอาจจะต้องเป็นหนังใหม่ฟอร์มยักษ์จริงๆ ซึ่งมันก็ต้อง Tenet นี่แหละ ที่เหมาะสมที่สุด

 

ทางด้านสตูดิโอบอกว่า เรื่องนี้พวกผมก็รู้ ทำไมจะไม่รู้ แต่คำถามมันอยู่ที่ว่า สตูดิโอไหนหรือเจ้าของหนังเรื่องใดจะยอมเสี่ยงตายออกฉายเป็นคนแรก ว่าง่ายๆ แบบภาษาชาวบ้านว่า ใครจะยอมเสียสละเจ๊งเป็นคนแรกนั่นเอง ทางสตูดิโอวอร์เนอร์ฯ ได้เผยข้อมูลว่า หนังเรื่อง Tenet จะกำไรก็ต่อเมื่อหนังทำเงินได้ 800 ล้านดอลลาร์จากทั่วโลก เพราะตัวหนังเรื่องนี้ทั้งทุนงานสร้าง ต้นทุนโปรโมต รวมกันอยู่ที่ 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งการจะทำเงินให้ได้ 800 ล้านเนี่ย มันจำเป็นต้องพิชิตโลกจริงๆ ต้องฉายทั่วโลกถึงจะสามารถทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้ 

 

แต่ปัญหาอยู่ที่รายได้หลักๆ ของหนังฮอลลีวูดอยู่ที่อเมริกาและจีน ซึ่งตอนนี้อเมริกาและจีนต่างมีปัญหาการเปิดโรงฉายทั้งคู่ ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาหรือไม่มีวิธีการที่จะทำให้โรงหนังเปิดและขายได้ทุกที่นั่งแบบปกติ มันก็จะหมายถึงรายได้ที่ไม่ปกติแน่ๆ เจ้าของหนังจึงรู้สึกว่า ถ้าฉายอย่างไรก็ไม่รอด ไอ้แผนการที่จะค่อยๆ ฉายตามแต่ละพื้นที่แบบไม่พร้อมกันทั่วโลก ก็กลัวสปอยล์หลุดทำลายหนังอีก งั้นไม่ฉายดีกว่า แต่คำถามต่อไปคือ ถ้าไม่ฉาย แล้วจะรอดกันไหม เพราะตัวสตูดิโอเองก็จะไม่มีรายได้เข้ามาอยู่ดี แถมบางสตูดิโอเวลาสร้างหนังเรื่องหนึ่ง อาจมีการไปกู้เงินมาสร้าง ซึ่งถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่ยอมฉาย ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมนั้นก็จอาจจะทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ ฟังแล้วไม่รู้เลยว่าทางออกทางไหนดีกว่ากัน

 

 

หลายคนเสนอว่า จริงๆ แล้วทางออกที่อาจจะดูเป็นไปได้ที่สุดคือการยอมปล่อยลงระบบ VOD หรือ Video on Demand ว่าง่ายๆ คือ ปล่อยให้ซื้อดูแบบออนไลน์ไปเลย หรืออาจจะปล่อยพร้อมฉายโรงก็ได้ เหมือนที่ก่อนหน้านี้มีหนังหลายเรื่องใช้ระบบ Premium VOD คือไม่เข้าโรง แต่ขายออนไลน์ในราคาที่แพงกว่าปกติ ก็สามารถทำรายได้ในระดับ 100 ล้านดอลลาร์ 

 

นอกจากนี้มีคนเสนอว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิงบางยี่ห้อนั้นมียอดรับประกันจำนวน Subscriber อยู่ในระดับ 10-20 ล้านคน ถ้าเกิดเราเอา Tenet มาฉายแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับแพลตฟอร์มนั้นๆ แล้วลองตั้งราคา คิดโปรโมชัน หรือหาทางเจรจาเรื่องส่วนแบ่งกับแพลตฟอร์มนั้นๆ ก็อาจจะทำให้สตูดิโอได้เงินมากพอจนสามารถไปถึงเป้ารายได้ที่วางไว้โดยไม่ต้องออกฉายตามโรงทั่วโลกด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นแผนการนี้ก็ไม่มีใครรับประกันความสำเร็จได้ อย่างไรก็ตามอุปสรรคที่ยากที่สุดสำหรับวิธีการนี้คือ มีใครถามคริสโตเฟอร์ โนแลนหรือยังว่าเขาโอเคไหมที่หนังของเขาเรื่องนี้จะไม่ฉายโรง แล้วออกฉายในจอเล็กๆ อย่างจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือที่เขาต่อต้าน

 

 

 

คำพูดที่โนแลนเพียรพูดเสมอตลอดการทำงานของเขาว่าด้วย ภาพยนตร์คือประสบการณ์ความมืดในโรงภาพยนตร์เท่านั้น จริงๆ ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นด้วย เข้าใจได้ในฐานะที่เขาเป็นศิลปินผู้ทำงานศิลปะ แต่ตอนนี้เขาอาจจะต้องทบทวนคำพูดนี้อีกครั้งหนึ่ง เป็นเวลาที่เขาจะต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์กับความอยู่รอดเชิงธุรกิจโดยแท้จริง แน่นอนว่าหากโนแลนยังคงยืนยันว่าหนังเรื่องนี้จะต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้นจริงๆ ก็เป็นไปได้ที่ว่าต่อให้มีการจัดจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ ยอดของการขายแบบ Video on Demand อาจจะไม่พุ่งอย่างที่คาดคิดไว้ แฟนเดนตายทั้งหลายจะต้องอดทนรอมันจนกว่าวันหนึ่งจะได้ดูในโรงก็เป็นได้

 

หรือจริงๆ แล้วโนแลนน่าจะลองเปิดใจว่าการฉายแบบจอเล็กๆ นั้นอาจจะไม่ได้ทำให้คุณค่าของหนังที่เขาทำมาสูญเสียไป มันอาจจะไม่ได้แย่ขนาดนั้น หลายคนดู The Dark Knight หรือ Inception ที่บ้านก็ยังคงชื่นชอบและสนุกไปกับหนังได้เช่นกัน และมันอาจจะทำให้หนังเรื่องใหม่ของเขารอดชีวิต สตูดิโอก็ไม่เจ็บตัว โนแลนเองอาจจะต้องเสียสละอุดมการณ์ส่วนตัวเพื่อผ่านพ้นวิกฤตไปก่อนหรือเปล่า

 

ในสถานการณ์นี้เป็นเรื่องที่เห็นใจทุกฝ่าย เข้าใจทุกคนทุกฝ่าย ไม่มีถูกไม่มีผิด หลังจากนี้คืออยู่ที่การตัดสินใจและต้องยอมรับผลของมัน มันอาจจะสำเร็จและเรียกคนดูทั้งโลกกลับมาโรงหนังก็ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันอาจจะมีแค่แฟนเดนตายของโนแลนที่ยอมออกมาดูก็เป็นไปได้

                                                                                                                                                                                           

ไม่ว่ารอบนี้โนแลนจะรับบทศิลปิน ผู้เสียสละหรือนักธุรกิจ เราก็จะชื่นชมเขาอยู่ดี ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และเป็นอีกครั้งที่ผู้คนจะจดจำหนังของเขาได้ไปอีกยาวนาน

 

 

ภาพจาก 

https://www.imdb.com/name/nm0634240/mediaindex?ref_=nm_phs_md_sm

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post Tenet ทางแยกของคริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ต้องเลือกว่าจะเป็นศิลปิน ผู้เสียสละ หรือนักธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลา สกาลา: อีเวนต์อำลาที่ทำให้คนรักหนังลืมโควิด-19 https://thestandard.co/la-scala-5/ Tue, 14 Jul 2020 01:02:22 +0000 https://thestandard.co/?p=379612

    หลายสัปดาห์ก่อน ข่าวคราวการปิดตัวของโรงภา […]

The post ลา สกาลา: อีเวนต์อำลาที่ทำให้คนรักหนังลืมโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

หลายสัปดาห์ก่อน ข่าวคราวการปิดตัวของโรงภาพยนตร์สแตนด์อโลนอย่าง สกาลา ได้กลับมาคอนเฟิร์มอย่างเป็นทางการ อาจจะด้วยเพราะการเปลี่ยนแปลงวิธีการรับชมภาพยนตร์ของผู้คน สภาพเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงโรคระบาดอย่างโควิด-19 ทำให้การยืนหยัดของโรงหนังเก่าแก่โรงนี้ต้องสิ้นสุดลง

 

ในโอกาสการอำลาสกาลานี้ ทางหอภาพยนตร์ได้จัดโปรเจกต์พิเศษที่ชื่อ ลา สกาลา (La Scala) โดยจะเป็นการจัดฉายหนัง 4 เรื่องคือ Blow Up, The Scala, นิรันดร์ราตรี และ Cinema Paradiso เพื่อปิดท้ายตำนานประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่แห่งนี้ สิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือ บรรยากาศวันแรกของการจองตั๋วหนังของโปรเจกต์นี้อยู่ระดับที่เรียกว่าปรากฏการณ์ คิวต่อแถวซื้อตั๋วยาวจากบ็อกซ์ออฟฟิศไถลทะลุไกลไปจนถึงหลังโรง บางคนต้องรอ 3 ชั่วโมงกว่าจะได้บัตร ผู้คนมากมายยืนรอเพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์นี้

 

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับสถานการณ์ที่เกิดกับโรงภาพยนตร์ทั่วไปที่ยังคงเงียบเหงาไร้ผู้คน หนังใหม่เปิดตัวในแต่ละสัปดาห์ได้ไม่ถึง 1 ล้านบาท หนังฮอลลีวูดบล็อกบัสเตอร์มากมายยังคงเลื่อนฉายไปเรื่อยๆ กระทั่งหนังอย่าง Tenet ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงกับสภาวะที่คนดูยังลังเลว่าจะเข้าโรงหนังดีไหม แม้ว่าหนังของโนแลนจะถือได้ว่าดูดีมีศักยภาพและเป็นหัวหอกแห่งการดึงคนดูกลับเข้ามาในโรง แต่สตูดิโอฝรั่งเองก็ยังไม่แน่ใจในจุดนี้ โควิด-19 ยังคงเอาชนะโนแลน มู่หลาน และเจมส์บอนด์อย่างราบคาบ

 

แม้ปรากฏการณ์บัตร Sold Out ทุกรอบ ทุกเรื่องของโปรเจกต์ลา สกาลานี้อาจจะยังไม่สามารถใช้สรุปเหตุการณ์อะไรได้ แต่มันก็ทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างด้วยเช่นกัน 

 

 

  1. ถ้าหนังน่าดู คนก็ไม่กลัวโควิด-19 

บัตร Sold Out ในโรงหนังที่มีจำนวนที่นั่งประมาณ 900 ที่นั่ง กับภาพยนตร์ความยาวประมาณ 2 ชั่วโมงเต็ม ทำให้ผมจินตนาการสภาพภายในของโรงหนังยามหนังกำลังฉาย มันดูน่าประทับใจนะครับกับการที่โรงหนังขนาดใหญ่คนดูเต็มขนาดนี้ แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ค้านกับกฎ Social Distancing เกือบทุกข้อ มันคือความแออัดระดับนั่งเครื่องบินทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ผู้คนอาจจะลืมไปสักพักในเรื่องเหล่านี้ ถ้าหากหนังบนจอหรือประสบการณ์ในโรงภาพยนตร์พิเศษพอสำหรับพวกเขา และนั่นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าการที่คนไม่ได้เข้าโรงหนังในช่วงที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะหนังที่เข้าโรงนั้นไม่มีอะไรใหญ่พอหรือน่าสนใจพอที่จะดึงดูดพวกเขาให้ไปดู 

 

หลังจากนั่งคิดต่อสักพัก ข้อสังเกตนี้อาจจะถูกล้มอีกทีด้วยเรื่องความที่มันฉายอยู่โรงเดียวในระยะเวลาอันสั้นมาก ทำให้เกิดการรวบยอดคนดูทั้งหมดมาจบที่โรงโรงเดียว ทำให้เกิดการ Sold Out ได้อย่างไม่ยาก แต่ถ้าหากหนังกระจายฉายตามโรงทั่วๆ ไปหลายร้อยโรงเหมือนหนังทั่วๆ ไป คนดูต่อหนึ่งรอบก็อาจจะไม่เยอะเท่านี้ ภาพรวมของทั้งโปรแกรมฉายก็อาจจะไม่ต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเข้าในช่วงนี้เท่าไรนัก ว่าง่ายๆ คือ ทฤษฎี ‘ถ้าหนังน่าดู คนก็จะมาดูเอง’ อาจจะไม่จริงก็ได้ การ Sold Out ครั้งนี้อาจจะเป็นแค่เหตุการณ์เฉพาะกิจ

 

แต่เรื่องการที่คนที่มาจองตั๋วได้มาเจอการรวมกลุ่มขนาดใหญ่หน้าโรง แต่ก็ยังพอใจจะซื้อตั๋วดูอยู่ดี ก็ยังเป็นสิ่งที่พิเศษอยู่ แปลว่าเขารู้อยู่แล้วว่าคนจะแน่นมากๆ แต่พวกเขาก็ยังอยากมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แนว ‘ครั้งหนึ่งในชีวิต’ มากกว่าการดูหนังก็เป็นได้ จึงเป็นที่มาของข้อสังเกตอีกข้อ 

 

 

  1. อีเวนต์ฟิล์ม

ความเป็นอีเวนต์ฟิล์มนั้น เป็นการเอาตัวหนังมาผสมกับความรู้สึกร่วมนอกหนัง เช่น กระแสอันยิ่งใหญ่แบบมาร์เวล ที่ต่อให้คุณไม่ติดตามมาร์เวล แต่มันคือมาร์เวล Avengers: Endgame มันไม่ใช่หนังปกติ แต่มันคือคัลเจอร์ มันคือหนังรวบยอดความพีกของวัฒนธรรมมาร์เวลเลย มันต้องดูแล้ว ไม่ต้องตั้งคำถามเลย เทรลเลอร์เป็นอย่างไรไม่สน รีวิวดีหรือไม่ดี จะเป็นแฟนหนังหรือไม่เป็นแฟนหนัง อย่างไรก็ต้องดู A Must มาก ความรู้สึกเหล่านี้อาจจะยิ่งใหญ่กว่าเนื้อหนังก็เป็นได้ เหมือนรักใครสักคนไปแล้ว ดีเทลที่ขัดใจจุบจิบก็ข้ามๆ ไปได้ เดี๋ยวว่ากัน 

 

ต้องยอมรับว่าในความสำเร็จของอีเวนต์สกาลานี้ ก็จะมีคนบ่นเสียดายว่า “แหม ถ้ารอบปกติมาดูกันแบบนี้โรงก็ไม่ต้องปิดหรอก” ดังนั้นมันทำให้เห็นชัดว่า ความเป็นอีเวนต์และมีวาระพิเศษของโปรเจกต์นี้ เป็นจุดที่ทำให้คนยอมไปต่อแถวซื้อตั๋วเพื่อดูหนังรอบสุดท้ายในโรงให้ได้ ทฤษฎีอีเวนต์ฟิล์มแบบมาร์เวลก็ดูจะเป็นจริงขึ้นมาในทันทีเหมือนกัน นั่นหมายความว่าการคิดภาพยนตร์พร้อมอีเวนต์นั้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางรอดของการดึงคนกลับมาที่โรงภาพยนตร์ก็เป็นได้ คือคุณมีหนังแล้ว คุณต้องมีวาระนอกหนังมาเสริม เป็นการเพิ่มอาวุธเสริมในการพาคนกลับมายังโรงภาพยนตร์

 

 

ในขณะเดียวกันโรงภาพยนตร์อื่นๆ ก็มีความพยายามที่จะทำอีเวนต์แบบนี้เช่นกัน เร็วๆ นี้เราก็จะมี Drive-in Cinema ให้ผู้คนได้ทดลองไปชมกัน ซึ่งดูอาการแล้วคนอาจจะอยากลองความเป็น Drive-in มากกว่าตัวหนังที่ฉายมากกว่า ถึงมันจะเป็นแบบนั้น แต่อย่างน้อยมันอาจจะค่อยๆ ทำให้คนลืมโควิด-19 ไปสักแป๊บ และค่อยๆ กลับมาชินกับโรงหนังได้แบบเดิม

 

อีเวนต์ ลา สกาลา อาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ทำให้พวกเราคนดูหนังและพวกผมคนทำหนัง ได้เห็นเส้นทางและความเป็นไปได้ต่างๆ มากขึ้น ในวันเวลาที่มองไปข้างหน้าแล้ว นอกจากจะไม่เห็นอะไรเท่าไรแล้ว ยังรู้สึกว่าไอ้ที่พอจะเห็นวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะกลายเป็นอย่างอื่นไปเลยอย่างง่ายดาย 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ลา สกาลา: อีเวนต์อำลาที่ทำให้คนรักหนังลืมโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลิปสปอยล์หนัง คัลเจอร์ใหม่แห่งการชมภาพยนตร์แบบฝากเพื่อนเล่าให้ฟัง https://thestandard.co/spoilers-movies/ Mon, 01 Jun 2020 13:07:02 +0000 https://thestandard.co/?p=368860

ในฐานะคนทำหนังแล้ว การสปอยล์หนังถือเป็นอาชญากรรมประเภทห […]

The post คลิปสปอยล์หนัง คัลเจอร์ใหม่แห่งการชมภาพยนตร์แบบฝากเพื่อนเล่าให้ฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในฐานะคนทำหนังแล้ว การสปอยล์หนังถือเป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่ง ซีนเด็ดๆ หรือตอนจบที่เราเพียรคิดเพียรสร้างมาเป็นปีๆ ไม่ยอมบอกใครเลยมาเป็นเดือนๆ หลุดออกไปนอกโรงภาพยนตร์ในขณะที่หนังกำลังเข้าฉายวันแรก กลายเป็นสเตตัสโพสต์ประกาศศักดาของเด็กสักคน เพื่อจะบอกชาวโลกว่า ฉันดูหนังเรื่องนี้แล้ว หรือกลายเป็นเพียงมุกที่เอาไว้แกล้งชาวบ้านที่อยากดูหนังเรื่องนั้นมากๆ 

 

หลายคนยังคงจำได้ถึงความพีกของการสปอยล์หนังในโลกอินเทอร์เน็ต ที่เอาตอนจบของหนังเรื่องนั้นมาตั้งเป็นชื่อกระทู้พันทิป คือว่าง่ายๆ ต่อให้ไม่อยากรู้ มึงก็ต้องรู้ ถ้าเป็นสมัยใหม่หน่อยก็คงเป็นการที่เพจบางเพจหรือเพื่อนเราบางคนโพสต์ตอนจบของ The Avengers ไว้ในสเตตัส คนที่ยังไม่ได้ดูนั้นจะไปห้ามก็ห้ามไม่ได้ จะหลบก็หลบไม่ได้ เพราะไม่รู้มันจะโผล่มาจากไหน จนเป็นที่มาของการที่ใครอีกหลายคนต้องเลิกติดต่อสื่อสารกับโลกอินเทอร์เน็ต จนกว่าตัวเองจะได้ดูหนังที่ตัวเองอยากดูมากๆ

 

 

ตัวคนทำหนังเองจึงต้องรักษาเอกราชและปกป้องดินแดนของตัวเองให้ได้มากที่สุดก่อนหนังออกฉายจริง หลายสตูดิโอหนังมีการจับนักแสดงเซ็นสัญญาห้ามเปิดเผยความลับของหนัง ถ้าหนังมีรอบสกรีนเทสต์หรือรอบนักวิจารณ์ สื่อมวลชนบางทีก็จะต้องเซ็นสัญญาพวกนี้ด้วยเช่นกัน ในยุคที่มนุษย์ทุกคนพยายามชอนไชเพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘การรู้ก่อนใคร’ แน่นอนว่าข่าวและความลับมีค่าพอๆ กับกระเป๋าหลุยส์และเสื้อผ้าบาเลนเซียกา

 

ในขณะที่วัฒนธรรมสปอยเลอร์หนักขึ้น วัฒนธรรมการต่อต้านสปอยเลอร์ก็แรงขึ้นไม่แพ้กัน จนระยะหลังคนทำสื่อต่างๆ ก็มีความนอยด์ไม่ต่างกัน พวกบทวิจารณ์บางครั้งจะต้องขึ้นประกาศ Spoiler Alert บอกก่อนเลยว่าเนื้อหาลำดับถัดไปหรือย่อหน้าต่อไปนั้นจะมีการเปิดเผยเรื่องราวของหนัง ถ้าไม่อยากรู้ก็ให้ข้ามไปนะ ไปดูหนังมาก่อนแล้วค่อยมาอ่าน ความรุนแรง เข้มข้น เรื่องนี้ดำเนินไปจนถึงขั้นหลายคนกล่าวหาว่าคนทำคอนเทนต์ที่บอกว่าพระเอกหนังประกอบอาชีพอะไรก็ถือเป็นการสปอยล์แล้วเรียบร้อย ว่าง่ายๆ คือ ไม่อยากรู้อะไรเลยแม้แต่ 2 นาทีแรกของหนัง ด้วยความที่เราไม่ได้มีกฎหมายที่จะมากำกับขีดเส้นเรื่องการสปอยล์หนัง ผู้คนต้องกะเกณฑ์กันเองตามมารยาทว่าบอกแค่ไหนถึงจะไปสปอยล์ และห้ามคนอื่นสปอยล์แค่ไหนถึงจะดูไม่น่ารำคาญ 

 

แต่ทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้นกลายเป็นเรื่องเก่าแก่ไปเลย เมื่อวันนี้เรามีสิ่งที่เรียกว่า คลิปสปอยล์หนัง

           

คลิปสปอยล์หนังคือการที่คนคนหนึ่งออกมาเล่าให้ฟังเลยว่าหนังเรื่องนี้เริ่มต้นอย่างไร ฉากต่อไปคืออะไร ตอนกลางเป็นอย่างไร ไคลแม็กซ์เขาทำอะไรกัน และสุดท้ายคือหนังจบลงอย่างไร ก็เล่าสลับกับภาพประกอบจากหนังไปเรื่อยๆ จนจบง่ายๆ แบบนั้นเลย ซึ่งจากจำนวนเวลา 2 ชั่วโมงของหนัง บางครั้งถูกเล่าจบใน 20 นาที 

 

แต่ความพิเศษของมันนั้น เขาไม่ได้ออกมาเล่ากันแบบตรงไปตรงมาขนาดนั้น เพราะเวลาพาดหัวชื่อคลิปของคลิปเหล่านี้ในระยะหลังๆ มันไม่ได้แปะยี่ห้อตัวเองว่าเป็นสปอยเลอร์ แต่หลายครั้งมันจะถูกเขียนเป็นเหมือนพาดหัวข่าวหรือเป็นชื่อบทความ (เช่น สมมติว่าสปอยล์ ฮาวทูทิ้ง… ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ ในชื่อหัวข้อ ‘อุทาหรณ์ชีวิตสาวดีไซเนอร์จบนอกพังเละเพราะรีโนเวตบ้าน’) ว่าง่ายๆ คือมันถูกทรีตจากการเป็นสปอยเลอร์ให้กลายเป็นสตอรีทั่วไป เป็นเรื่องเล่าหนึ่ง เป็นเหมือนเรื่องที่วันนี้ฉันอ่านเจอมาในหนังสือพิมพ์ ก็เลยมาเล่าให้ฟัง ผมว่านี่คือความพิเศษของคลิปสปอยเลอร์เหล่านี้ ที่ผันจุดด้อยตัวเองให้กลายเป็นสิ่งอื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์ คือมึงทำอย่างนี้ได้ด้วยเหรอวะ

 

 

เอาจริงๆ ตอนแรกผมก็ช็อกนะครับว่า โอ้โห พวกมึงเอากันแบบนี้ แล้วพวกกูจะอยู่กันอย่างไร จะต้องทำหนังกันอีกหรือไม่ แต่พอมานั่งดูกันอีกที นี่ถือเป็นการเลื่อนไหลของสื่อเรื่องเล่าที่น่าคิดต่อ ลองคิดเล่นๆ ว่าหนังที่เราสร้างออกมาก็เป็นเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง แต่มันมาในรูปแบบภาพ ซึ่งถ้าคนดูหนังไปแล้ว พวกเขาก็จะจดจำและนำไปเล่าต่อด้วยคำบอกเล่าหรือตัวหนังสืออยู่ดี ไม่ต่างจากนิทานก่อนนอนที่เราเล่าให้เด็กๆ ฟัง ซึ่งถ้าเรื่องราวมันสนุก ผู้รับสารหรือคนฟังก็จะรู้สึกสนุกเท่ากัน ฟังเพลินๆ ขี้เกียจไปตามดู ก็เล่ามาให้จบเลยแล้วกัน เสพมันเหมือนข่าวประจำวัน 

 

พอคิดแบบนี้ คำว่าสปอยเลอร์ก็รอดตัวจากการเป็นอาชญากรทันที กลายเป็นรูปแบบใหม่ของสื่อ หลายคนอาจคิดว่าหนังมันจะสนุกได้อย่างไรถ้าไม่ดูเอง แต่ให้เราลองนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบการแคสต์เกม (ไม่ต้องเล่นเอง แต่ดูคนอื่นเล่นให้ดู ก็สนุกได้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอน ฝ่ายคนทำเกมก็คงรู้สึกไม่ชอบ เหมือนสร้างเกมมาแทบตายแต่ดันไม่เล่น) หรือการอ่านสรุปหนังสือเล่มหนาๆ ให้กลายเป็นคอนเทนต์วิดีโอแทน (ไม่ต้องอ่านเอง แต่นอนฟัง 15 นาทีก่อนนอน ก็ได้ความรู้เหมือนกัน แม้จะไม่ละเอียดเท่า ซึ่งคนเขียนก็คงเซ็ง อุตส่าห์เขียน อุตส่าห์สรรหาคำ แต่คนดันไปฟังเทปสรุปแทน) เรียกได้ว่าสื่อต้นฉบับทุกวันนี้สามารถถูกรีเมกให้กลายเป็นสื่อแบบใหม่ได้ ก็เพราะเรามีผู้ชมหรือผู้เสพที่ดูหนัง เล่นเกม อ่านหนังสือในรูปแบบใหม่ๆ เช่นกัน

 

แต่ถ้ามองในอีกด้านหนึ่งแบบช้าๆ มองใกล้ๆ เราก็จะพบข้อบกพร่องของมันว่า การเล่าหนังด้วยปากเปล่าพร้อมภาพประกอบนี้มันจะเวิร์กต่อเมื่อหนังเรื่องนั้นเป็นหนังที่ขับเคลื่อนด้วยพล็อต เป็นหนังที่เน้นบอกว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร (ซึ่งก็คือหนังฮอลลีวูดทั่วๆ ไปนั่นแหละ) 

 

 

 

ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว โลกของศิลปะภาพยนตร์เรามีอะไรมากมายและใช้ประสิทธิภาพของภาพและเสียงรวมถึงการตัดต่อได้มากกว่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถถูกเล่าได้ในบรรดาคลิปสปอยล์ทั้งหลาย เนื่องจากมันอธิบายไม่ได้ ต้องมาดูตัวหนังเองจริงๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าทำคลิปสปอยล์หนังอาร์ตหน่อย เช่น Call Me by Your Name อันนี้อาจจะฟังแล้วหลับไปเลย เพราะหนังไม่ได้มีเนื้อเรื่องหวือหวาระทึกใจ และจริงๆ แล้วพลังของหนัง Call Me by Your Name นั้นอยู่ที่สายตาของนักแสดงรวมถึงบรรยากาศต่างๆ ของเซตอัพในหนัง คือคุณต้องมองเห็นและนั่งฟัง คุณถึงจะเสพงานได้เต็มประสิทธิภาพที่ผู้สร้างตั้งใจสร้างมา ซึ่งสุดท้ายหากคนเสพพวกคลิปสปอยล์มากๆ พวกเขาอาจจะไม่เข้าใจเลยว่า ภาพยนตร์สามารถทำปฏิกิริยาอะไรกับความรู้สึกพวกเขาในแบบอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกเหนือจากแค่มาเล่าเนื้อเรื่องให้ฟังแบบฮอลลีวูด

 

ตอนนี้ปัญหาที่เริ่มจะเป็นประเด็นขึ้นมาบ้างคือ เรื่องผลประโยชน์ เพราะหลายๆ ครั้งคลิปสปอยเลอร์หนังต่างๆ ก็สามารถนำไปทำเงินให้กับช่องของผู้สปอยล์ได้เรื่อยๆ คราวนี้ผู้สร้างหนังก็เหวอกันไป เพราะหนังเรื่องหนึ่งกว่าจะคิดได้ใช้ทั้งเงินหลายสิบล้าน ร้อยล้าน รวมถึงใช้เวลาไปอีกเป็นปีๆ แต่มาถูกแปรสภาพให้กลายเป็นนิทานที่เล่าจบใน 20 นาทีอย่างง่ายดาย แต่จะบอกว่าคนทำคลิปสปอยล์พวกนี้ทำได้ง่ายๆ ก็อาจจะไม่ใช่ เพราะคนสปอยล์แต่ละคนก็พยายามจะคิดลีลาการเล่าเป็นของตัวเอง บางคนเน้นเล่าจริงจัง บางคนเน้นเล่าเอาฮา หรือบางคนเน้นด่า อะไรก็ว่ากันไป จนหลายครั้งก็ไม่แน่ใจว่า ตกลงแล้ว Subscribers ของช่องเหล่านั้น เขาเอ็นจอยเนื้อเรื่องของหนังหรือตัวคนเล่าสปอยล์กันแน่

 

 

ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก แต่ก็นำความตกใจมาสู่คนธรรมดาอย่างพวกเราเสมอ แต่สุดท้ายพวกเราก็ต้องปรับตัว การปรับตัวนั้นไม่ใช่การยอมแพ้ต่อความเปลี่ยนแปลง แต่มันเป็นการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทุกฝ่ายยอมรับได้มากกว่า แน่นอนว่าการเล่าสปอยล์หนังนั้น ถ้าถูกจัดที่ทางให้ถูกต้อง ไม่ไปวางที่ชื่อกระทู้หรือสเตตัสพับลิกมันก็อาจจะอยู่ได้ ส่วนเรื่องรสนิยมแห่งการเสพสปอยล์โดยไม่ดูหนังจริง อันนี้ถือเป็นรสนิยมส่วนบุคคล สุดท้ายเรื่องการเอาเนื้อเรื่องของหนังมาใช้ทำคลิป เพื่อให้เกิดผลทางการค้าหรือทำเงินนั้น จะถูก จะผิด จะยอมได้มากหรือน้อย จะต้องจ่ายสตางค์สู่ผู้สร้างหนังหรือไม่ อันนี้คงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไป 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

The post คลิปสปอยล์หนัง คัลเจอร์ใหม่แห่งการชมภาพยนตร์แบบฝากเพื่อนเล่าให้ฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Zoom from Home ไวยากรณ์ใหม่ของสื่อที่กำลังท้าทายรายการออนไลน์และพอดแคสต์ https://thestandard.co/zoom-from-home/ Mon, 27 Apr 2020 11:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=358281

ทุกวันนี้เรามี Facebook Live ฉบับพิเศษให้ได้ดูทุกวัน อา […]

The post Zoom from Home ไวยากรณ์ใหม่ของสื่อที่กำลังท้าทายรายการออนไลน์และพอดแคสต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้เรามี Facebook Live ฉบับพิเศษให้ได้ดูทุกวัน อาจจะมากกว่าโลกในภาวะปกติด้วยซ้ำ ไล่ไปตั้งแต่ไลฟ์ทอล์กพร้อมกัน 3-4 คนในหัวข้อพิเศษ การจับกลุ่มสัมภาษณ์สดกับบุคคลที่ไม่น่าจะมารวมตัวกันได้ง่ายๆ การไลฟ์เล่นดนตรีที่นักดนตรีแต่ละคนอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ฯลฯ คนทั่วไปฝึกหัดในการใช้โปรแกรม Video Conference อย่างโปรแกรม Zoom สำหรับการไลฟ์สดมากขึ้น และโปรแกรมที่ช่วยในการบรอดแคสต์ก็ไม่ใช่โปรแกรมเฉพาะสำหรับนักแคสต์เกม แต่กลายเป็นโปรแกรมสื่อสารสำหรับทุกคน

 

ว่าง่ายๆ คือการสื่อสารแบบไลฟ์สดไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือสำหรับดาราที่ไว้ใช้สื่อสารแบบส่วนตัวมากๆ กับแฟนๆ ไม่ได้แค่เอาไว้ให้แม่ค้าพ่อค้าขายของออนไลน์อีกต่อไป ไลฟ์สดในวันนี้ถูกใช้สำหรับบรอดแคสต์บทสนทนาของผู้คนมากกว่า 1 คนใน 1 หน้าจอ มันทำให้การไลฟ์สดค่อยๆ กลายร่างมาเป็นอะไรที่คล้ายๆ รายการข่าว รายการทีวี หรือพอดแคสต์มากขึ้น และที่พิเศษกว่าคือ การไลฟ์ทอล์กเหล่านี้ปกติจะเกาะอยู่กับรายการข่าวต่างๆ (เช่น ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ว่างจึงวิดีโอคอลกัน) แต่ในรอบนี้มาจากกลุ่มมากมายหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานสายวิทยาศาสตร์ สังคม หรือศิลปะ

 

อะไรที่ทำให้สิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า ‘ไลฟ์สดผ่าน Zoom’ มีความพิเศษมากกว่าสื่อรายการปกติข้างต้น อะไรที่ทำให้มันเป็น Aesthetic แบบใหม่ เป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่อาจจะอยู่รอดต่อไปหลังจากหมดโควิด-19 แล้ว ควรลองซูมดู

 

 

  1. การเกิดได้ง่ายของแมตช์พิเศษ

สิ่งที่โปรแกรม Video Conference ในยุคปัจจุบันมอบให้กับทุกคนคือ สิทธิในการเข้าทำรายการไลฟ์หรือจัดทอล์กทางไกลได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่โปรแกรมโหลดง่าย ใช้ง่าย บางเว็บไซต์อย่าง StreamYard ก็อนุญาตให้คุณทำทุกอย่างจบได้ในเว็บไซต์กันเลย ไม่ต้องโหลดโปรแกรมหรือแอปฯ ออกมาแต่อย่างใด 

 

ความสะดวกเหล่านี้ทำให้คนที่อยากครีเอตไลฟ์ทอล์กสามารถทำได้ง่ายขึ้นมาก รวมถึงการชักชวนคนอื่นมาร่วมรายการก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย เพราะแขกรับเชิญก็จะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปสตูดิโอเพื่อถ่ายสัมภาษณ์ หรือพวกเขาสามารถเลือกเวลาที่ตัวเองสะดวกได้ง่ายขึ้น เพราะสามารถไลฟ์กันได้ที่บ้านเลย หรือถ้าคิดไปถึงแขกรับเชิญบางคนที่อยู่ต่างประเทศ เรื่องระยะทางก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป คนทำรายการยิ่งสามารถขยายฐาน ขยายลิสต์คนที่อยากจะสัมภาษณ์หรือพูดคุยได้กว้างขึ้น ดังนั้นเปอร์เซนต์การเกิดขึ้นของไลฟ์ทอล์กหรือไลฟ์โชว์แมตช์พิเศษต่างๆ มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย และมีความถี่ในการเกิดสูง เพราะคนริเริ่มทำได้ง่าย และตัวผู้มาร่วมสนุกก็รู้สึกว่าไม่ได้ลำบากอะไรนัก (และในช่วงกักตัวนี้อาจจะเหงาด้วย ก็อยากคุยกับผู้คนอยู่พอดีเช่นกัน)

 

เหล่าคนสร้างไลฟ์ทอล์กเหล่านี้ยังคุยกันอยู่ว่าภาวะปกติทำไมเราถึงไม่ทำอะไรกันแบบนี้ ทั้งๆ ที่มันง่ายมาก

 

 

  1. บ้านและห้องนอน

ลึกๆ แล้วส่วนหนึ่งทำให้การไลฟ์สดผ่าน Zoom นั้นมีความพิเศษมากกว่าการไปออกรายการทีวีหรือไปบรอดแคสต์ที่ห้องสตูดิโอต่างๆ ตามปกติ มันคือบรรยากาศรอบๆ ตัวผู้สนทนาที่ไร้ซึ่งการจัดไฟจากทีมงานมืออาชีพ ไม่มีฉากสวยงามที่ผ่านการเลือกสรรของตากล้อง ไม่มีการเมกอัพและเสื้อผ้าสวยงามจากห้องแต่งตัว ไม่มีเสียงเอฟเฟกต์เติมเข้าเพิ่มความสนุกให้กับรายการ เหลือเพียงแค่แสงไฟจากมือถือหรือแล็ปท็อปที่สาดเข้าหน้าของแขกรับเชิญรายการ มุมกล้องเสยคางที่ดูไร้ความเป็นมืออาชีพ ฉากรอบๆ ที่น่าจะเป็นห้องนั่งเล่นหรือห้องนอนของตัวพิธีกร รวมถึงเสียงบรรยากาศอาจมีเสียงของคนในบ้านหรือรถขายผลไม้ในซอยแทรกเข้ามาเรื่อยๆ ได้ ความไม่ออฟฟิเชียลเหล่านี้กลับสร้างความรู้สึกพิเศษ Very Personal ให้กับผู้ชมได้อย่างดี เหมือนพวกเขากำลังนั่งล้อมวงคุยกับวิทยากรอย่างใกล้มากยิ่งกว่าสัมมนาใดๆ จะบอกว่าเหมือนไปนั่งกินเหล้ากับเขาที่บ้านเลยก็ว่าได้ หลายคนนี่มัวแต่มองห้องนอนด้านหลังคนพูดมากกว่านั่งฟังคนพูดด้วยซ้ำ ราวกับได้ไปบุกบ้านดาราอะไรแบบนั้น

 

และอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความที่ผู้สนทนาทุกคนนั่งอยู่บนโซฟาที่บ้านหรือบนเตียงที่ห้องนอน ท่าทีของการพูดคุยแม้ว่าจะดูเป็นทางการในช่วงแรกๆ แต่สักพักเกือบทุกคนจะรู้สึกสบาย เพราะเหมือนคุยอยู่กับเพื่อนที่บ้าน และลืมไปว่าพวกเขาอยู่ในการไลฟ์ที่มีผู้ชมนับร้อยนับพันกำลังเฝ้ามองอยู่ ดังนั้นบรรยากาศของการสนทนาจะดูมีความเป็นกันเองสุดๆ แตกต่างจากการไปออกรายการทีวีหรือพอดแคสต์ที่ทีมงานหรืออุปกรณ์มากมายมีส่วนกำหนดทำให้ท่าทีในการพูดคุยเป็นทางการมากขึ้น

 

ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดบรรยากาศที่หาไม่ได้จากรายการทีวีหรือ YouTube ตามปกติ การได้เห็นหน้าเห็นตาของคนพูดตลอดเวลาก็จะให้ความรู้สึกที่ใกล้ชิดมากกว่าการฟังพอดแคสต์ การที่ได้เห็นคนพูดคุยหลายๆ จอพร้อมๆ กันนั้นช่วยมอบอิสระในการมองให้กับผู้ชมอย่างน่าประหลาด เพราะปกติรายการทีวีจะบังคับให้คนมองอะไรหรือมองใครด้วยการตัดต่อ แต่ถ้าเป็นการไลฟ์สดผ่าน Zoom นี้ ผู้ชมมีสิทธิ์กำหนดว่าจะมองใครด้วยตัวพวกเขาเอง ถ้ามีใครสักคนพูดประโยคเด็ดๆ อะไรขึ้นมาในวงสนทนา เราจะสามารถเห็นรีแอ็กชันของทุกคนได้ แล้วแต่ว่าเราจะมองใคร อันนี้ก็เป็นความรู้สึกใหม่ๆ ที่ได้จากการดูสิ่งนี้

 

 

  1. แอบดู แอบฟัง

ด้วยบรรยากาศการไลฟ์ที่ไม่มืออาชีพผ่านอุปกรณ์แบบมือสมัครเล่น เสียงผ่านไมโครโฟนคอมพิวเตอร์ และภาพจากล้องหน้ามือถือหรือกล้องหน้าแล็ปท็อป ไลฟ์สดผ่าน Zoom ตอบสนองเซนส์ความชอบแอบมองของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี มันจึงกลายเป็นเสน่ห์สำคัญของการไลฟ์แบบนี้ เพราะมันตอบสนองพฤติกรรมของคนยุคนี้ได้อย่างมาก แม้ว่าเสียงจะห่วยหรือภาพจะแตกก็ตาม กลายเป็นว่าความคุณภาพต่ำของอุปกรณ์เหล่านั้นยิ่งเสริมให้ไลฟ์นั้นมีชีวิตมากขึ้น เหมือนเราอยู่ใกล้ผู้พูดมากขึ้น กลายเป็นว่าในยุคที่อะไรๆ ก็ High Definition อะไรที่มัน Small Definition กลายเป็นดูจริงขึ้นเสียอย่างนั้น และนั่นทำให้โลกของโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างรวดเร็วมาจนถึงวันนี้ เพราะมันเป็นแพลตฟอร์มที่กระตุ้นให้แต่ละคนเอาโลกส่วนตัวของตัวเองมาให้คนอื่นแอบมอง และเราก็ติดโซเชียลมีเดียกันเพราะตัวเราเองก็ชอบพาตัวเองไปแอบมองโลกของคนอื่นอย่างสนุกสนานเช่นกัน

 

ผมคิดว่าสุดท้ายหากยุคโควิด-19 ผ่านไป การไลฟ์สดผ่าน Zoom อาจจะกลายเป็นช่องทางใหม่ให้ครีเอเตอร์ต่างๆ ได้เลือกใช้เป็นหนทางในการสื่อสารหรือนำเสนอรูปแบบรายการใหม่ๆ ที่มากไปกว่าการทำรายการทีวีออนไลน์หรือพอดแคสต์ เราไม่อาจจะบอกได้ว่ามันจะมาแทนที่สื่อไหนอย่างไรหรือไม่ และส่วนตัวผมคิดว่าเราก็ไม่จำเป็นจะต้องคิดว่าสื่อใหม่จะมาเขี่ยสื่อเก่าลงไปหรือไม่ เพราะเราอยู่ในยุคที่ทุกคนควรได้มีชอยส์เยอะๆ ในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับการสื่อสารของตัวเองมากกว่า การมาถึงของไลฟ์สดผ่าน Zoom นั้น แม้ว่าตัวมันเองอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกด้าน แต่มันก็ช่วยปลดล็อกให้เราได้ยินเสียงใหม่ๆ จากผู้คนกลุ่มใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ จากจุดอื่นๆ ของสังคมมากขึ้น และนั่นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่พอจะมีให้เห็นบ้างในช่วงเวลาที่มืดมนเช่นนี้

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post Zoom from Home ไวยากรณ์ใหม่ของสื่อที่กำลังท้าทายรายการออนไลน์และพอดแคสต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกภาพยนตร์จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังไม่มีโควิด-19 https://thestandard.co/what-will-movie-industry-be-after-coronavirus/ Wed, 01 Apr 2020 11:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=349220

  ปี 2020 เป็นปีที่ชีวิตจริงเหมือนกับหนังเสียยิ่งก […]

The post โลกภาพยนตร์จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังไม่มีโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ปี 2020 เป็นปีที่ชีวิตจริงเหมือนกับหนังเสียยิ่งกว่าหนังจริงๆ อะไรที่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้แค่ในหนังมันก็เกิดขึ้นมาต่อหน้าของพวกเรา เวลาตื่นมาในทุกๆ วันรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในหนังหายนะสักเรื่อง เดี๋ยวซีนสำคัญจะต้องโผล่มาในทุกๆ วัน  ไม่มีวันไหนเป็นวันธรรมดาเลย แน่นอนว่าถ้าเป็นในหนัง เรารู้ว่าเดี๋ยวอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้ามันก็จะสิ้นสุดลง ในขณะที่ในชีวิตจริง หนังเรื่องนี้ที่เราเผชิญกันอยู่ เราไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไรและจบลงอย่างไร

 

ผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงและยาวนานเกินกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้ ในมุมคนดูหนัง เราอาจจะแทบไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่โรงหนังปิดทำการยาวนาน ไม่เคยรู้สึกถึงการที่โลกนี้ไม่มีหนังใหม่ๆ เข้าฉายเป็นเดือน เราคุ้นชินกับการเข้าถึงโรงหนังเกือบตลอดเวลา (แม้กระทั่งรอบเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง) และเคยชินกับการที่ ‘สัปดาห์หน้าหนังเรื่องอะไรเข้าฉาย’ อยู่ตลอด

 

 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน การเปิดโทรทัศน์ขนาดใหญ่และเช็กดูว่าวันนี้แพลตฟอร์มสตรีมมิงที่สมัครสมาชิกไว้มีอะไรใหม่บ้างกลายเป็นกิจกรรมประจำวันแทน แล้วตัวเราก็เริ่มค่อยๆ ลืมไปว่ามีโรงหนัง และไม่ได้รอคอยหนังเรื่องใหม่ที่เตรียมเข้าฉายแต่อย่างใด เพราะยังมีซีรีส์ตรงหน้าที่ต้องเคลียร์อีกหนึ่งซีซัน ไหนจะหนังใหม่รายวันที่ผลิตโดยเจ้าของสตรีมมิงนั้นๆ

 

ภาวะโลกหยุดหมุนนี้จึงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุชั่วคราวอีกต่อไป เพราะมันจะค่อยๆ กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงหรือเป็นนิสัยใหม่ ส่วนตัวผมรู้สึกเองว่าระยะเวลาที่นานขนาดนี้อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างได้ ในขณะที่บรรดาผู้ผลิตหนัง สตูดิโอต่างๆ รวมถึงเทศกาลหนังเองก็ขยับตัวกันวุ่นวายจนทำให้เรารู้สึกว่ามันสะเทือนต่อวงการหนังอย่างแน่นอนโดยที่ไม่ได้คิดไปเองคนเดียว

 

วันก่อนผมเองได้มีโอกาสคุยกับ พี่ต้อย-ภาณุ อารี ตัวแทนซื้อหนังจากค่ายสหมงคลฟิล์ม เราได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ทำให้ผมสรุปออกมาได้ดังนี้

 

 

เดิมพันที่สูงขึ้นของสตูดิโอหนัง

ภารกิจใหญ่ของสตูดิโอต่างๆ คือการหาทางจัดการกับหนังที่ค้างเติ่งอยู่ในสต๊อกทั้งหลาย ปัญหาใหญ่ที่สุดคือหนังที่เริ่มทำการโปรโมตไปแล้วเรียบร้อยช่วงก่อนเกิดโรค แต่ทั้งหมดก็โดนเบรกกลางคันจนต้องเลื่อนฉายกันไปหมด ซึ่งนั่นหมายถึงว่างบประมาณมหาศาลที่เสียไปในการโปรโมตนั้นถือว่าสูญสลายไปในอากาศ และนั่นแปลว่าถ้าหนังจะกลับเข้ามาฉายใหม่อีกครั้งหลังไวรัสสิ้นสุด ค่ายหนังก็ต้องทุ่มทุนใส่เงินโปรโมตเข้าไปใหม่อีกครั้ง และนั่นก็จะแปลว่าต้นทุนการผลิตของหนังเรื่องนั้นก็จะต้องสูงขึ้นอีกมากมาย วี่แววแห่งการกำไรคุ้มทุนอาจจะยากขึ้น ต่อให้เป็นหนังแบบ No Time To Die หรือ Fast 9 ก็ตาม เพราะแม้ว่าจะมีท่าทีแห่งความสำเร็จอยู่ แต่คงไม่มีใครอยากเล่นเกมที่ยากขึ้นในช่วงเวลาหลังโรคระบาดที่ยังไม่มีใครเดาออกว่าคนดูจะเป็นอย่างไร จะอยากดูหนังไหม และจะกล้าเข้าโรงหนังกันหรือเปล่า

 

 

นอกเหนือจากหนังใหม่ยังมีบรรดาหนังกึ่งใหม่กึ่งเก่าที่ได้รับการปล่อยยานฉายโรงไปแล้ว แต่ดันถูกหยุดกลางคัน ตัวอย่างเช่น The Invisible Man ที่กำลังได้รับเสียงวิจารณ์ที่ดี กำลังมาเลย แต่พอโรงหนังหยุดกันหมด หนังก็ต้องจบไปอย่างนั้น ทางสตูดิโอก็ต้องรีบคิดกันต่อว่าจะเอาอย่างไร ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจรีบเอาลงระบบ Video on Demand โดยทันทีเพื่อที่จะต่ออายุของหนัง แม้ว่ามันจะไปอยู่แค่ในทีวีตามบ้านเร็วกว่าที่ควรจะเป็น 

 

จริงๆ แล้วระบบ Video on Demand นี้เป็นสิ่งที่สตูดิโอหนังไม่ชอบเอามากๆ เพราะพวกเขาพยายามเสมอที่จะแยกหนังโรงออกจากหนังสร้างเพื่อลงทีวีหรือลงแผ่น สำหรับพวกเขา หนังโรงมันจะต้องพรีเมียมกว่า และโทรทัศน์เป็นเพียงแค่โรงหนังชั้นสองที่ไว้ฉายหนังเก่าเท่านั้น แต่ในเมื่อเวลานี้ไม่มีทางเลือก การเอาหนังโรงพรีเมียมไปลง Video on Demand อาจจะเป็นทางรอดเดียวของหนังเรื่องนั้น ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

           

 

ช่วงทำคะแนนของสตรีมมิงเซอร์วิส

อย่างตรงไปตรงมา นี่คือเวลาทองของ Netflix, Amazom Prime, Hulu, HBO Go และอื่นๆ อีกมากมาย สถานการณ์ในเวลานี้แทบจะเป็นยุคในฝันของพวกเขา คือทุกคนอยู่บ้านกับทีวี ออกไปไหนไม่ได้ ไม่มีหนังใหม่เข้าโรง ฉะนั้นจะโกยก็ต้องโกยกันตอนนี้ จะสร้างฐานก็ต้องสร้างกันตอนนี้ ว่าง่ายๆ คือการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนดูหนังให้รักการดูหนังอยู่บ้านจะทำให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ได้ก็วัดกันที่ปีนี้นั่นแหละ ก็ไม่แน่ว่าคนดูหนังอยู่บ้านไปนานๆ แล้วอาจจะรู้สึกชินและรู้สึกโอเคมากกว่าการออกไปดูหนังโรง 

 

แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อโรงหนังกลับมาเปิดอีกครั้ง คนก็อาจจะโหยหาการออกไปดูหนังที่โรงหนังมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็เป็นได้ เนื่องจากโดนกักตัวนานนับเดือน ใครก็อยากจะออกจากบ้าน และกลายเป็นว่าโมเมนต์นี้อาจจะทำให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าของจอใหญ่ยักษ์ในโรง รวมถึงประสบการณ์การดูหนังร่วมกับคนอื่นก็เป็นได้ (หลังจากที่ต้องดูหนังคนเดียวที่บ้านกับจอเล็กๆ มาเป็นเดือนๆ) ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะได้เห็นเพดานของสตรีมมิงเซอร์วิสว่ามันไปได้ขนาดไหนด้วย

 

 

เทศกาลหนังเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดพร้อมๆ กับชีวิตของคนทำหนังอิสระ

กลายเป็นว่าผู้ประสบภัยตัวจริงของงานนี้คือคนทำหนังอิสระทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าอีกหลายๆ คน เพราะว่าคนทำหนังอิสระนี้ โดยปกติแล้วพวกเขาพึ่งพาเทศกาลหนังในการเป็นสปริงบอร์ดพีอาร์ไปสู่จุดต่างๆ ของโลก เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีเงินโปรโมตหนังใหญ่โตแบบสตูดิโอหนัง ดังนั้นบรรดาเสียงวิจารณ์ต่างๆ จากนักวิจารณ์รวมถึงคนดูในเทศกาลหนังยักษ์ใหญ่อย่างคานส์และเวนิสจะเป็นการต้นทุนหลักในการโปรโมตหนังของพวกเขา รวมถึงถ้าหนังได้มีโอกาสเข้าสายประกวดและได้รางวัล นั่นจะยิ่งทำให้หนังเรื่องนั้นมีสิทธิ์จะแจ้งเกิดอย่างงดงาม 

 

สิ่งเหล่านี้สำคัญมากๆ โดยเฉพาะกับคนทำหนังหน้าใหม่ที่ไม่ได้มีภาษีหรือแต้มบุญใดๆ ในการจะชวนให้คนดูสนใจหนังของพวกเขา พอเทศกาลใหญ่ต่างๆ ประกาศเลื่อนก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคนทำหนังอิสระ เพราะพวกเขาหมดโอกาสที่จะฉายหนังใหม่ครั้งแรก หมดโอกาสที่จะได้เจอผู้ซื้อหนังต่างๆ ในตลาด รวมถึงบางคนที่อาจจะมีโอกาสเข้าสายประกวด พอเทศกาลเลื่อนก็หมายความว่าหนังของพวกเขามีสิทธิ์จะหลุดจากสายประกวดเช่นกัน เพราะหากเทศกาลย้ายไปจัดปีหน้าก็เป็นไปได้ที่เทศกาลก็จะต้องฉายหนังที่อัปเดตตามปีหน้า หนังที่ได้เข้าเทศกาลปีนี้ก็อาจจะฟาวล์ไปโดยปริยาย (และการพยายามดันหนังให้เข้าสายประกวดให้ได้นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ต้องใช้กำลังภายในกันเยอะพอสมควรกว่าจะได้สิทธิ์นี้มา)

 

ถ้ามองปัญหาให้เป็นปัญหา มันก็จะเป็นปัญหา แต่ถ้ามองปัญหาให้เหมือนเป็นปัญญา เราอาจจะได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ก็เป็นได้ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดอาจจะส่งผลร้ายต่อวงการหนังในเวลานี้ แต่ในขณะเดียวกันเหตุการณ์ไม่ปกติก็มักจะพาพวกเราไปเจอภูมิปัญญาใหม่ๆ โมเดลใหม่ๆ พฤติกรรมใหม่ๆ ในรูปแบบที่คาดไม่ถึงเช่นกัน ก็ขอให้พวกเรารักษาสุขภาพเอาไว้ จะได้มารอดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตอนจบของหนังในชีวิตจริงเรื่องนี้

  

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post โลกภาพยนตร์จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังไม่มีโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสความไม่สำเร็จของบงจุนโฮ https://thestandard.co/failure-decoding-of-bong-joon-ho/ Thu, 27 Feb 2020 08:01:28 +0000 https://thestandard.co/?p=335889

  หลังจาก Parasite ได้ออสการ์แล้ว ผมได้เห็นบทวิเคร […]

The post ถอดรหัสความไม่สำเร็จของบงจุนโฮ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

หลังจาก Parasite ได้ออสการ์แล้ว ผมได้เห็นบทวิเคราะห์ความสำเร็จของ บงจุนโฮ และวงการหนังเกาหลีใต้ออกมาเป็นจำนวนมากบนหน้าฟีดเฟซบุ๊กและโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องติดต่อกันเกิน 7 วัน ในโพสต์เหล่านั้นมีตั้งแต่ฉลองชัยแห่งความเป็นชาวเอเชียด้วยกัน วิเคราะห์อุตสาหกรรมหนังเกาหลีที่วางแผนพิชิตมาอย่างยาวนาน (และเปรียบเปรยกับอุตสาหกรรมหนังของบ้านเรา) การชำแหละเทคนิคและสัญญะที่ซ่อนไว้ในฉากต่างๆ มากันเพียบ ยังไม่นับโควตคำคมจากบทสัมภาษณ์ของบงจุนโฮมากมาย 

 

จริงๆ แล้วคนดูหนังรุ่นใหม่ในไทยหลายคนเพิ่งรู้จักเขาเป็นครั้งแรกโดยที่ไม่รู้ว่าเขาเคยทำอะไรมาก่อน หรืออาจจะคุ้นๆ จากหนังบางเรื่องก่อนหน้านี้ปีสองปี จึงเป็นอีกครั้งที่หนังเกาหลีสามารถปักหมุดในใจของคนดูอีกเจเนอเรชันหนึ่งได้อย่างสวยงาม หลังจากที่ทำสำเร็จไปแล้วกับคนรุ่นก่อนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ในช่วงปี 2000 ต้นๆ กับหนังอย่าง Oldboy, My Sassy Girl หรือ Memories of Murder ผลงานของบงจุนโฮเอง แต่ดูเหมือนความสำเร็จของ Parasite จะยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่เคยทำมา จนกลายเป็นตัวอย่างที่หนังเอเชียในประเทศอื่นๆ ควรดำเนินรอยตาม

 

Parasite (2019) 

 

คนดูหนังมักเป็นผู้ถอดรหัสความสำเร็จ เวลาความสำเร็จเกิดขึ้น มันง่ายมากที่จะถอดรหัส เพราะว่ามันสำเร็จไปแล้ว มันมีให้เห็นตรงหน้าแล้ว มันได้รับการยอมรับว่าถูกต้อง มันจึงง่ายที่จะมองเห็นปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้น และความสำเร็จนั้นมันอาจจะดูง่ายสำหรับบางคนด้วยซ้ำ จึงเป็นที่มาของประโยคประเภท “อ๋อ แค่นี้เอง ไม่เห็นยาก” หรือ “อ๋อ แค่นี้เอง เราก็น่าจะทำอย่างเขาได้”

 

แต่ในฐานะคนทำงาน เรายืนอยู่อีกฟากฝั่งของคนดู ผมคิดว่าพวกเราคือคนที่ต้องเผชิญกับการถอดรหัสความไม่สำเร็จ เพราะก่อนจะเจอความสำเร็จ เราต้องเจอกับความไม่สำเร็จหลายครั้งตลอดหลายสิบปี ตอนงานมันยังไม่เสร็จนั้น พวกเรามองไปข้างหน้าก็เห็นแต่ความมืดหรือความไม่แน่นอน ดังนั้นยามที่ใครสักคนไปถึงยอดเขาแห่งความสำเร็จ ผมชอบเรียนรู้ช่วงเวลาระหว่างทางว่าพวกเขาผ่านช่วงเวลาลองผิดไปได้อย่างไร รู้สึกอย่างไรเมื่อปีนเขาขึ้นไปแล้วพบว่าผิดยอด เรียนรู้อะไรบ้างจากความผิดพลาดในแต่ละครั้ง

 

Barking Dogs Never Bite (2000) 

 

Memories of Murder (2003) 

 

บงจุนโฮทำหนังที่ดีมาโดยตลอด แต่เส้นทางอาชีพนั้น การทำหนังดีอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ การรับรู้และเสียงตอบรับจากคนดูก็เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้อาชีพคนทำหนังก้าวต่อไปได้ บงจุนโฮเริ่มต้นทำหนังเรื่องแรกในปี 2000 ในชื่อ Barking Dogs Never Bite นั่นแสดงว่ากว่าเขาจะได้ออสการ์ในปีนี้ เขาต้องใช้เวลาในการเดินทางบนเส้นทางทำหนังถึง 20 ปี 

 

เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากหนังเรื่องที่ 2 คือ Memories of Murder และมาดังในระดับโลกมากขึ้นกับ The Host ที่โด่งดังมากในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 2006 ทำให้เขามีชื่อเสียงในด้านการทำหนังสนุก แต่แฝงประเด็นทางสังคม เพราะแม้ว่าหน้าหนังของ The Host จะเป็นหนังสัตว์ประหลาด แต่เนื้อในคือการวิพากษ์วิจารณ์สังคมเกาหลีอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะดรอปลงมาเล็กน้อยกับ Mother 

 

ผ่านไปอีก 4 ปี เขาเริ่มก้าวขึ้นบันไดอีกขั้นกับผลงานโกฮอลลีวูดเรื่องแรกอย่าง Snowpiercer ที่เอาเข้าจริงแล้วผลตอบรับโดยรวมน่าจะอยู่แค่ในระดับดีพอใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้บงจุนโฮกลายเป็นผู้กำกับฮอลลีวูดแบบเต็มตัว (ซึ่งไม่ต่างจากผู้กำกับเกาหลีคนอื่นๆ ที่ไปทำหนังฮอลลีวูดในช่วงเวลานั้น เช่น พัคชานวุค ก็ได้ไปทำ Stoker แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก) จนสุดท้ายผลงานที่เขาทำกับ Netflix อย่าง Okja ก็อยู่ในระดับที่โอเค (เพราะความขัดแย้งเรื่องหนัง Netflix กับเทศกาลหนังเมืองคานส์ใหญ่โตจนบดบังตัวหนังไปเกือบหมด) ถ้าพูดในเชิงการรับรู้ของคนทั่วไปอาจจะน้อยกว่าที่ Train to Busan ทำได้ในช่วงนั้นด้วยซ้ำ

 

The Host (2006) 

 

Snowpiercer (2013) 

 

ก่อนที่ Parasite จะเดินทางมาถึง ผมคิดว่าชื่อของบงจุนโฮก็ยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยเท่าไร หรือถ้าเป็นที่รู้จักก็อาจจะไม่ได้ตื่นเต้นกับงานของเขามากนัก จริงๆ แล้วเท่าที่เคยได้ยินมา ช่วง Parasite เปิดตัวรอบแรกที่คานส์ ผู้คนก็ให้ความสนใจในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ทันทีที่การฉายรอบแรกผ่านพ้นไป กระแสตอบรับในเทศกาลก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่า Parasite ได้รับรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2019 ไปอย่างสวยงาม

 

สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเส้นทางของบงจุนโฮนั้นไม่ได้เรียกว่านอนมาเพื่อออสการ์แต่อย่างใด ตัวเขาผ่านการลองผิดลองถูกมาตลอด ไอ้ที่ลองถูกก็ดีไป แต่ไอ้ที่ลองแล้วไม่รู้ถูกหรือผิด ลองแล้วไม่ได้เวิร์กมากก็มีอยู่หลายครั้ง หนังเรื่องแรกอย่าง Barking Dogs Never Bite นั้นก็ทำรายได้ย่ำแย่มาก หรือการพยายามโกฮอลลีวูดจาก Snowpiercer ก็ไม่ได้เกิดผลสัมฤทธิ์ดังเปรี้ยงอะไร แถมระหว่างทางที่ทำหนังเรื่องนั้นก็เกิดความขัดแย้งมากมายกับ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์และดิสทริบิวเตอร์ฝั่งฝรั่งที่พยายามจะตัดหนังในสั้นลง 25 นาที แถมยังต้องหาทางแต่งเรื่องไปโกหกเพื่อที่จะทำให้หนังไม่ถูกฝรั่งตัด สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการจัดจำหน่ายและฉายในวงกว้างอย่างที่ควรจะเป็น

 

แม้จะไม่ได้สำเร็จมากมาย แต่ก็เหมือนเป็นบันไดขั้นหนึ่งที่พาเขาไปเจอโอกาสใหม่ๆ สำหรับโปรเจกต์ถัดๆ มา ซึ่งอาจจะเป็นสนามทดลองหรือรากฐานบางอย่างก่อนที่เขาจะสร้าง Parasite ขึ้นมา 

 

ตลกดีที่กลายเป็นว่าหนังที่สำเร็จที่สุดของเขาคือหนังที่พูดภาษาเกาหลี ไม่ใช่หนังที่พูดภาษาอังกฤษหรือหนังฮอลลีวูด แต่เป็นหนังที่เขียนมาตั้งแต่ปี 2013 และความจริงตอนแรกตั้งใจว่าจะไปทำเป็นละครเวที ซึ่งเราก็ไม่อาจรู้ได้หรอกว่าเขาเคยคิดว่าหนังเรื่องนี้จะไปไกลถึงออสการ์แบบนี้ไหม แต่ด้วยอาชีพและความรักในการทำหนัง สุดท้าย Parasite ก็ออกมาเป็นหนังอย่างที่เราได้เห็นกันในโรง

 

Parasite (2019) 

 

ในการทำงานหนัง จริงๆ แล้วไม่มีใครบอกได้เลยว่าหนังเรื่องต่อไปของเราจะเป็นอย่างไร หนังของบงจุนโฮถัดจาก Parasite อาจจะดีกว่านี้หรืออาจจะแย่ลงกว่านี้ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง ความสำเร็จและชื่อเสียงจากงานออสการ์จะมีวันหมดอายุของมัน และคนทำหนังทุกคนจะต้องกลับไปเริ่มใหม่เพื่อทำหนังเรื่องใหม่อีกครั้ง นิยามความสำเร็จจะถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ รหัสความสำเร็จที่เพียรถอดกันมาในปีนี้ก็จะใช้งานได้เพียงไม่กี่ปี ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และสุดท้ายรหัสความสำเร็จที่เวิร์กกับคนคนหนึ่งก็อาจจะไม่เวิร์กกับคนคนหนึ่งด้วย ดังนั้นผมจึงคิดว่าการถอดรหัสความไม่สำเร็จนั้นย่อมจะดีกว่า เพราะในเส้นทางสู่ความสำเร็จที่เป็นของเราเองนั้น เราย่อมเจอความไม่สำเร็จมาก่อน เราจะเจอมันบ่อยเสียจนเราควรจะมีความเข้าใจว่าความไม่สำเร็จเป็นอย่างไร เพราะส่วนตัวแล้วคิดว่าจริงๆ แล้วความไม่สำเร็จคือบันไดขั้นสำคัญสู่ความสำเร็จ

 

และนั่นคือรหัสความสำเร็จที่อาจจะใช้ได้กับทุกคน ไม่ใช่แค่บงจุนโฮ

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์ 

ภาพ:

The post ถอดรหัสความไม่สำเร็จของบงจุนโฮ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไวรัสโคโรนาและอุบัติเหตุอีกนานาของวงการภาพยนตร์ https://thestandard.co/corona-virus-and-other-accidents-for-movies-industry/ Sat, 01 Feb 2020 13:12:43 +0000 https://thestandard.co/?p=326673

  หลังจบโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่อง ฮาวทูทิ้งฯ ที่เพิ่ง […]

The post ไวรัสโคโรนาและอุบัติเหตุอีกนานาของวงการภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

หลังจบโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่อง ฮาวทูทิ้งฯ ที่เพิ่งฉายเสร็จมาหมาดๆ หลายคนชอบถามผมว่า หลังจากทำภาพยนตร์มาหลายเรื่อง อยู่กับอุตสาหกรรมนี้มาก็หลายปี ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง เปลี่ยนไปจากเรื่องแรกๆ ที่ทำหรือไม่ ผมมักจะตอบพวกเขาว่า ถ้าหมายถึงการทำภาพยนตร์เพื่อเชิงพาณิชย์ ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเหมือนการแทงม้ามากขึ้นไปเรื่อยๆ

 

ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผู้สร้างและผู้ริเริ่มโปรเจกต์ต่างเอาเงินและเวลามาพนันกับโปรเจกต์ที่จะกินชีวิตพวกเขาเป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีเป็นอย่างน้อย หมดไปกับกิจกรรมที่เดาไม่ถูกว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ข้อมูลเก่าๆ และสถิติที่ผ่านมาในอดีตอาจจะช่วยให้ประเมินผลลัพธ์ได้จำนวนหนึ่ง แต่มันก็ไม่ใช่ทุกครั้งไปที่จะสำเร็จ เพราะในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ไม่สามารถควบคุมควอลิตี้ได้เป๊ะตามที่คิดไว้ในวันแรก มันคือผลิตภัณฑ์ที่จะต้องเดินทางข้ามผ่านเวลาอันยาวนานในช่วงก่อสร้าง ต้องผ่านมือคนอีกหลายคนหลายฝ่าย กว่าที่ตัวภาพยนตร์จะได้ไหลเข้าไปในดวงตาของคนดูในโรงภาพยนตร์ (หรือที่หน้าจอคอมพิวเตอร์) มันคล้ายๆ การวิ่ง 31 ขา คือถ้าล้มเพียงหนึ่งคน ก็มีสิทธิ์ทำให้พังทั้งขบวนได้

 

ที่เสี่ยงกว่านั้นคือ การทำภาพยนตร์มันคือการวิ่ง 31 ขา…ที่วิ่งเข้าไปในภูมิประเทศที่คาดเดาไม่ได้ตลอดเวลา การสร้างภาพยนตร์ใหม่หนึ่งครั้งก็ต้องเจอกับสภาวะรอบๆ ตัวใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปทุกปี ว่าง่ายๆ คือ ถึงจะฝึกจากบ้านมาดีขนาดไหน วิ่งมาอย่างมั่นใจขนาดไหน อยู่ๆ เจอแผ่นดินถล่มก็หงายได้เหมือนกัน อันนี้ก็อยู่ที่โชคชะตาที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา (จะบอกว่าเบื้องบนส่งลงมาแกล้งก็ได้ ถ้าคิดแบบนั้นแล้วสบายใจ) ถ้าถามว่า เราจะรอดหรือไม่รอด อันนี้ตอบยาก

 

 

หลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาจากเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์จีนทั้งหมด 7 เรื่อง ที่ต้องการเปิดตัวฉายในช่วงเวลานี้ ซึ่งจริงๆ เป็นช่วงตรุษจีนอันเป็นสัปดาห์ทองแห่งการทำเงินของภาพยนตร์เรื่องต่างๆ และภาพยนตร์หลายเรื่องได้ขายตั๋วล่วงหน้ารวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนเกือบร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ยอดจองก็หยุดชะงักทันที เมืองอู่ฮั่นเองต้องคืนเงินสำหรับผู้จองตั๋วล่วงหน้าทั้งหมด บริษัทภาพยนตร์หลายแห่งถึงกับหุ้นตก สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการแบบที่ไม่มีใครคาดเดาได้

 

อีกไม่กี่วันกระแสเรียกร้องให้ผู้จัดจำหน่ายเลื่อนฉายภาพยนตร์ตรุษจีนก็เริ่มกลายเป็นแฮชแท็กในโลกออนไลน์ของจีน ทำให้ค่ายผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ถึงกับเครียด คำถามคือ แล้วทำไมไม่เลื่อนฉายไปล่ะ ในเมื่อมันก็ยังไม่ฉาย ยังไม่มีใครได้ดูภาพยนตร์อยู่ดี ไม่น่าจะเป็นอะไร คำตอบคือ ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์นั้นได้ลงเงินไปกับค่าโฆษณาต่างๆ ที่โหมเทโปรโมตกันสุดขีดมาตลอดหลายสัปดาห์ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าเกิดยกเลิกการฉาย การโปรโมตก็จะเท่ากับศูนย์ และสิ่งที่จะตามมาก็คือ เมื่อค่ายนำภาพยนตร์เข้าฉายใหม่อีกรอบ พวกเขาก็อาจจะไม่มีเงินสำหรับการโปรโมตภาพยนตร์แล้วก็เป็นได้ รวมถึงความรู้สึกของคนดูก็อาจจะรู้สึกว่ามันกลายเป็นภาพยนตร์เก่าโดยปริยาย ความอยากดูก็น้อยลง

 

 

ในขณะเดียวกัน ถ้ายังทู่ซี้ฉายช่วงตรุษจีนต่อไป ก็อาจจะโดนสังคมประณามได้ว่า โรคมันระบาดขนาดนี้ มึงยังจะฉายภาพยนตร์อีกเหรอ ไม่ห่วงชีวิตคนดูบ้างหรืออย่างไร ว่าง่ายๆ คือผู้จัดจำหน่ายมีแต่เสียกับเสียเท่านั้นในโมเมนต์นี้ สุดท้ายทุกคนก็ต้องประกาศเลื่อนฉายกันทั้งหมดอย่างไม่มีใครคาดคิด และต้องทำการหันหัวเรือใช้สื่อที่ตัวเองซื้อไปแล้ว เปลี่ยนเอามาให้กำลังใจชาวจีนทุกคนให้ช่วยกันต่อสู้กับโรคนี้แทน รวมถึงคืนเงินคนดูทั้งหมดจากการที่จองตั๋วล่วงหน้ากันไปแล้ว ทั้งหมดทำให้ค่ายสูญเสียรายได้กันไปทั้งหมดถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตรุษจีนปีที่แล้ว เหตุการณ์ปกติ ภาพยนตร์จีนสามารถทำเงินไปถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

 

ธุรกิจภาพยนตร์จึงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงตลอดเวลา จนกว่าจะฉายภาพยนตร์จบโปรแกรม และออกจากโรง เพราะว่าความซวยสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ด้วยลักษณะธรรมชาติของการสร้างและการชมภาพยนตร์นั้นมีลักษณะที่เป็นสาธารณะหรือเป็นอีเวนต์ มันจึงสัมพันธ์กับผู้คนจำนวนมาก (ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้) วัฒนธรรม (ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้) และสภาพดินฟ้าอากาศต่างๆ (ที่ยิ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้เป็นที่สุด) สื่อภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงที่เรียกร้องให้การเสพงานเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งเท่านั้น รวมถึงการทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องเสพเดี๋ยวนั้น เพราะเป็นสื่อที่มีระยะเวลาจำกัดในการฉาย ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คนรู้สึกอยากดูทันที ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวภาพยนตร์จะออกโรงเสียก่อน ในขณะที่ตัวคนดูเองในยุคสมัยนี้ก็มีความขี้เกียจออกจากบ้านมากขึ้น เพราะมีตัวฉุดรั้งให้พวกเขาเสพความบันเทิงที่สะดวกสบายกว่าที่บ้าน (และอาจจะสนุกกว่าด้วย) ปัจจัยอะไรเหล่านี้ทำให้การสร้างภาพยนตร์และฉายภาพยนตร์เรื่องหนึ่งมีเปอร์เซ็นต์ที่จะเฟลตลอดเวลา และสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่งนั้นใช้เงินจำนวนมหาศาล ต่อให้เป็นภาพยนตร์ขนาดเล็ก เราก็ไม่สามารถสร้างภาพยนตร์ได้ด้วยเงิน 1,000 บาทอย่างแน่นอน ดังนั้น ความเสี่ยงที่จะเจ็บตัวทางธุรกิจนั้นอาจจะมีสูงกว่าธุรกิจอื่นๆ

 


 

จึงไม่น่าแปลก หากในช่วงก่อนฉายภาพยนตร์ บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์หรือจัดจำหน่ายภาพยนตร์จะมีความระมัดระวังตัวมากเป็นพิเศษ (จะเรียกว่านอยด์ก็ได้) เพราะถ้าหากพลาดแล้ว สิ่งที่เพียรสร้างมาตั้ง 1-2 ปี (หรืออาจจะ 3-4 ปีในบางเรื่อง) อาจจะพังครืนได้ใน 1 อาทิตย์ เราอาจจะยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องไวรัสอะไรด้วยซ้ำไป เอาแค่บรรดานักแสดงนำต่างๆ ก็มักจะต้องถูกเก็บตัวเป็นอย่างดี (หรืออาจมีการเซ็นสัญญา) เพื่อไม่ให้ทำอะไรพลาดพลั้งก่อนภาพยนตร์ฉาย หรือบางครั้งก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างที่มีผลต่อมู้ดและจิตใจผู้คน ตัวอย่างเช่น จากเหตุการณ์ 9/11 ในสหรัฐอเมริกาก็ส่งผลทำให้ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องต้องเลื่อนฉายออกไป เพราะอาจจะมีเนื้อหาคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ เช่น บางเรื่องมีฉากแอ็กชันเกี่ยวกับการจี้ปล้นเครื่องบิน หรือบางเรื่องไม่เลื่อนฉาย แต่ต้องตัดบางฉากออก เพื่อไม่ให้คนรู้สึกแย่ขณะดู (ซึ่งถ้าคนดูรู้สึกแย่ ก็อาจจะไปบอกเพื่อนๆ ต่อได้ว่าอย่าไปดูเลย)

 

ปัจจัยประมาณ 1,850 ข้อนี้ ล้วนทำให้อนาคตของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งดับหายวับไปกับตา เงินหลายร้อยล้านอาจจะสูญไปต่อหน้าต่อตา หลายบริษัททั่วโลกจึงต้องมีการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันพอสมควร (มันคงช่วยไม่ได้จริงๆ) พูดแบบนี้แล้ว คำถามสุดท้ายคือ แล้วอะไรยังทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ คำตอบคือ ในมุมมองของนักธุรกิจ เวลามันไม่ผิดพลาด มันอาจจะทำเงินได้อย่างมหาศาลเกินกว่าใครจะคาดคิดได้ และในมุมมองของผู้สร้างภาพยนตร์ เวลามันไม่ผิดพลาด ภาพยนตร์ที่เราทำอาจจะเปลี่ยนโลกหรือเปลี่ยนชีวิตใครสักคนได้เช่นกัน

 

คนเราก็เลยยังคงทำภาพยนตร์กันอยู่, เหมือนเป็นโรคที่รักษาไม่หาย

     

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

     

 

The post ไวรัสโคโรนาและอุบัติเหตุอีกนานาของวงการภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2010-2019: ทศวรรษแห่งความเน้นชัวร์ของวงการภาพยนตร์ https://thestandard.co/2010-2019-film-overview/ Thu, 02 Jan 2020 04:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=316951

เมื่อรู้ว่าเดือนนี้คือเดือนแห่งการสิ้นสุดปี 2019 ก็ได้เ […]

The post 2010-2019: ทศวรรษแห่งความเน้นชัวร์ของวงการภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อรู้ว่าเดือนนี้คือเดือนแห่งการสิ้นสุดปี 2019 ก็ได้เวลาแห่งการสรุปภาพรวมของ 10 ปีที่ผ่านมา ว่าวงการภาพยนตร์เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อเป็นการทบทวนชีวิตว่าที่ผ่านมานั้น เหล่าผู้สร้างหนังฟีดอะไรมาให้เราดูกัน และสำหรับคนที่นึกสนุกมากกว่านั้น มันสามารถเอาไว้ใช้เป็นข้อมูลเพื่อเดากันเล่นๆ ว่าทุกๆ สิ่ง (อาจจะ) ดำเนินไปต่ออย่างไรในทศวรรษใหม่ของโลกภาพยนตร์ 

 

 ภาพจาก celluloidjunkie.com

 

 

ไม่ใหญ่ไม่รอด

หลังจากความสำเร็จของ Avatar ได้เสร็จสิ้นไปในปลายทศวรรษที่แล้ว ฮอลลีวูดก็พบว่า IMAX และความ 3D คือหนทางรอดต่อภัยร้ายของพวกเขา อย่างการดูหนังในคอมพิวเตอร์และบรรดาเทคโนโลยีทีวีจอแบนจอบางราคาถูก (รวมถึงบรรดาสตรีมมิงเซอร์วิสในเวลาถัดมา) ว่าง่ายๆ มันคือยุคสมัยที่คนดูมีตัวเลือกใหม่ๆ ในการดูหนังที่ราคาถูกกว่าโรงหนัง แต่ได้ฟีลลิ่งใกล้ๆ กัน (ไม่เหมือนเป๊ะ แต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจเมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย) พวกแก๊งสตูดิโอจึงต้องรีบหาอาวุธใหม่มาชน พวกมึงมีทีวี 60 นิ้วได้ แต่พวกมึงมีจอ IMAX สูงเท่าตึก 7 ชั้นไหม ไม่มีล่ะสิ มีระบบเสียงโอบล้อมร่างไหม ไม่มีล่ะสิ มีความสามมิติพุ่งทะลุจอแบบสมจริงมากๆ ไหม ไม่มีล่ะสิ งั้นเดินออกมาดูที่โรงเดี๋ยวนี้

 

สตูดิโอหนังต่างๆ พยายามจะสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นระหว่างการนั่งดูหนังที่บ้าน และการดูหนังที่โรง เทคโนโลยี IMAX และแว่นสามมิติจึงทำให้เกิดความต่างนี้ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราจึงได้เห็นการผลิตหนังที่ใช้กล้อง IMAX ถ่ายตลอดเวลา และมีการผลิตหนังที่จะต้องมีฉากสามมิติออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาพยายามจะสร้างประสบการณ์ให้คนดูมากกว่าสร้างหนัง เพื่อให้คนรู้สึกว่าพวกเขาหาสิ่งนี้ไม่ได้กับ Home Entertainment

 

 

 

ไม่ยาว ไม่รอด

ด้วยความที่จะโชว์ประสิทธิภาพความใหญ่ของระบบการฉาย ประเภทหนังที่สร้างก็เลยมาพร้อมกับแผนการดึงคนออกจากบ้านเช่นกัน หนังแบบไหนกันล่ะที่จะใช้เทคโนโลยีจอยักษ์และสามมิติได้อย่างคุ้มค่า ระเบิดเต็มที่ได้ทั้งภาพและเสียง คำตอบคือ หนังซูเปอร์ฮีโร่ไง ดังนั้นการสร้างหนังโคตรใหญ่เวอร์ซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ จึงปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับการที่ Marvel Studios ตั้งตัวได้พอดี ยุคหนังซูเปอร์ฮีโร่จึงถือกำเนิดขึ้น รวมถึงสาย Transformers และหนังตระกูล Fast & Furious นี่ยังไม่นับหนังเดี่ยวๆ เรื่องอื่นๆ เช่น Gravity ที่ใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอย่างเต็มสูบ

 

 

 

ไม่ชัวร์ ไม่รอด

แค่ทำหนังใหญ่อาจจะยังไม่พอ คนอาจจะยังไม่ออกมาดูหนังที่โรง มันต้องหาอะไรมากระตุ้นเข้าไปอีก แบบว่ายังไงก็ต้องดูให้ได้ แพลนการสร้างหนังแบบ 10 ปีแบบ Marvel จึงเกิดขึ้น หนังที่สร้างมาแต่ละเรื่องเหมือนจะจบในตัว แต่ก็จะไม่จบในตัว จะต้องดูให้ครบทุกเรื่องถึงจะเข้าใจสมบูรณ์แบบ และเมื่อดูสะสมเข้าไปเรื่อยๆ ความผูกพันที่มีต่อตัวละครก็มากขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้เวลามีภาคใหม่ๆ ออกมา อย่างไรมันก็ต้องดูแล้ว (แถมต้องดูวันแรกด้วย เพราะคลื่นกระแสมวลชนแฟนคลับมันรุนแรงเหลือเกิน) ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสุดๆ ไปเลยคือ Avengers: Endgame ที่ผลรวมของการสะสมพลังคนดูตลอด 10 ปี และสามารถหาทางล้มบ็อกซ์ออฟฟิศของ Avatar ได้สำเร็จ (ซึ่ง Avatar เป็นเหมือนหนังต้นทางของพวกนี้ ก็วนครบ 10 ปีพอดี) ว่าง่ายๆคือ อัตราความล้มเหลวน้อยมาก เพราะสร้างกันมาเป็นเน็ตเวิร์ก และสายสัมพันธ์ระยะยาวแบบนี้

 

ทั้งหมดนี้ยังไม่นับการทำหนังภาคต่อเรื่องอื่นๆ และบรรดาหนังรีเมก รีบู๊ตต่างๆ ที่มีมากเสียจนคนเริ่มบ่นว่าทำไมยุคนี้หาหนังออริจินัลใหม่ๆ ได้ยากเหลือเกิน แต่ผู้สร้างก็ไม่แคร์ เพราะหนังรีเมกและรีบู๊ตต่างๆ ช่วยรับประกันความปลอดภัยของการลงทุนสร้างได้แบบหนึ่ง คือไอเดียหลักของหนังเรื่องนั้นๆ ในสมัยคิดขึ้นมาครั้งแรกมันถูกพิสูจน์ว่ามันเวิร์กมาแล้ว เอามาทำใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็น่าจะสนุกเหมือนเดิม ไว้สำหรับเด็กๆ รุ่นใหม่ที่อาจจะยังไม่เคยดูสมัยเข้าโรง และได้กลุ่มผู้ใหญ่ให้เข้าไปหวนรำลึกความหลังสนุกๆ อีกครั้ง ตัวอย่างเช่น Jurassic World ที่เป็นการรีบู๊ตของ Jurassic Park แม้ว่าหน้าหนังจะดูเปลี่ยนหมด แต่จริงๆ แล้วโครงสร้างหนังเหมือนกันเลย แต่เด็กรุ่นใหม่ก็ตื่นตากับหนังเรื่องนี้ราวกับมันไม่เคยมีมาก่อน สายผู้ใหญ่ก็ได้กลับมาลุ้นฉากทีเร็กซ์เหมือนสมัยก่อน โดยไม่ได้สนใจว่าเนื้อเรื่องแบบนี้มันเคยดูมาแล้ว

 

 

 

ไม่จีน ไม่รอด

หนังร่วมทุนกับจีนมีเพิ่มขึ้น เพราะอเมริกาต้องการตลาดอันกว้างใหญ่ของจีน จึงโดนจีนมัดมือร่วมลงทุน ซึ่งในขณะเดียวกันจีนก็ต้องการพิชิตโลกฝั่งอเมริกาเช่นกัน ว่าง่ายๆ คือต่างคนต่างได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ร่วมกัน เราเลยจะเห็นหนังฮอลลีวูดกลิ่นจีนๆ ออกมามากมาย เช่น Pacific Rim: Uprising หรือ Kong: Skull Island หรือจะเป็น Terminator: Dark Fate ที่ดูแล้วมันก็จะเป็นหนังฝรั่งที่สปีดฉุบฉับแบบหนังแอ็กชันจีนอยู่พอสมควร หนังแบบนี้มีออกมาเยอะจนเกือบจะกลายเป็นหนังประเภทใหม่เลย

 

 

 

ไม่พรีเมียม ไม่รอด

ตัดภาพกลับมาที่ฝั่งบรรดาผู้สร้างระบบสตรีมมิงต่างๆ ก็พยายามจะสร้างโลกและจักรวาลของตัวเองให้สำเร็จ โดยมีอาวุธหลักอยู่ที่ราคาที่ถูกกว่า และความสะดวกสบายมากกว่า แต่สิ่งที่พวกเขาอาจจะขาดมีอย่างเดียวคือ คอนเทนต์ออริจินัลที่เป็นของตัวเอง (คือคอนเทนต์ไม่ใช่การเอาหนังสตูดิโออื่นมาฉายเหมือนร้านเช่าวิดีโอ เพราะมีสิทธิ์จะถูกหักหลังสูงมาก อย่างที่ Disney+ ยึดหนังสังกัดตัวเองจำนวนมากจาก Netflix กลับไปยังแชนแนลของตัวเองเพื่อจะทำลายคู่แข่ง) 

 

สร้างคอนเทนต์ตัวเองขึ้นมาได้อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้คอนเทนต์มีความน่าเชื่อเทียบเท่ากับหนังโรงปกติด้วย เพราะการรับรู้ของคนที่มีต่อหนังสตรีมมิงนั้น พวกเขาก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นหนังทีวีดูฟรีอยู่ดี แม้ว่าโปรดักชันของมันจะยิ่งใหญ่ หรือถูกกำกับโดยผู้กำกับชื่อดัง ฉะนั้นบรรดาสตรีมมิงต่างๆ ก็ยังคงต้องพยายามเอาออริจินัลคอนเทนต์เหล่านั้นไปชุบตัวด้วยการเอาเข้าโรงภาพยนตร์ตามปกติ และถ้าหากเป็นไปได้ก็จะพยายามผลักดันให้ไปถึงเวทีรางวัลอย่างออสการ์ ซึ่งจะเป็นการยกสถานะให้หนังสตรีมมิงเทียบเท่าได้กับหนังโรงปกติในสายตาคนดูทั่วไป 

 

ดังนั้นบรรดาสตรีมมิงต่างๆ จึงพยายามลงทุนกับผู้กำกับคุณภาพ ที่มักจะมีที่ทางในรางวัลเวทีต่างๆ เพราะหนังของพวกเขาจะทำให้ชื่อของสตรีมมิงนั้นๆ ไปสู่เวทีรางวัลเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตามความพยายามนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และยังคงต้องดูกันต่อไปว่า แก๊งสตรีมมิงจะทำสำเร็จหรือไม่ หรือระบบสตรีมมิงจะโดนสตูดิโอใหญ่เข้ามายึดครองอยู่ดีในที่สุด

 

 

 

 

เอาจริงๆ ตัวแปรสำคัญของช่วง 10 ปีนี้ คือเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามารื้อระบบเก่าทั้งหมด ทำให้เกิดความตื่นตัวเปลี่ยนแปลงกันครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องแพลตฟอร์มการฉายและเนื้อหาประเภทหนังที่ถูกสร้างตามความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ นี่ยังไม่นับการที่ตัวภาพยนตร์เองจะต้องแข่งกันกับสื่อใหม่ๆ อย่าง YouTube หรือบรรดาโลกของเกมที่นับวันจะยิ่งใกล้เคียงกับโลกภาพยนตร์ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในเชิงการเล่นและเชิงเนื้อหา (แถมดูแจ๋วกว่า เพราะมันเหมือนเราบังคับตัวละครในหนังได้) มันจึงเป็นการต่อสู้ในเชิงเทคโนโลยีที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากๆ ซึ่งอะไรจะอยู่อะไรจะไป ก็ต้องอยู่ที่ผู้ชมทั่วโลกว่าพวกเขาอยากจะให้ภาพยนตร์ในยุคสมัยของพวกเขาเป็นแบบไหนนั่นเอง

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post 2010-2019: ทศวรรษแห่งความเน้นชัวร์ของวงการภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 ภาพยนตร์ที่เราอยากให้พวกเขารีเมกมาก แต่พวกเขาไม่ทำสักที https://thestandard.co/6-films-hope-remake/ Tue, 26 Nov 2019 12:18:24 +0000 https://thestandard.co/?p=307503 นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ข่าวการสร้างหนังรีเมก รีบูต ยังคงมากันอย่างต่อเนื่องตลอ […]

The post 6 ภาพยนตร์ที่เราอยากให้พวกเขารีเมกมาก แต่พวกเขาไม่ทำสักที appeared first on THE STANDARD.

]]>
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

ข่าวการสร้างหนังรีเมก รีบูต ยังคงมากันอย่างต่อเนื่องตลอดทั่วทั้งปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทำหนังภาคต่อจากหนังเก่า 20 ปีที่แล้ว ที่ไม่น่าเชื่อว่า พี่ๆ เขาจะตัดสินใจทำกันต่อ (เช่น The Matrix 4) หรือจะเป็นการทำหนังรีเมกเปลี่ยนจากตัวละครนำเพศชายเป็นเพศหญิง เปลี่ยนจากคนขาวเป็นคนดำ เปลี่ยนการ์ตูนให้กลายเป็นคนจริงๆหรือสัตว์จริงๆ จนเริ่มรู้สึกว่า ทำไมโลกนี้มันมีแต่หนังเก่าๆ ให้ดูกันนะ แต่ก็เอาเถอะ อยากจะรีเมก รีบูตกันนักใช่ไหม เราก็ขอตามน้ำไปเลยแล้วกัน วันนี้เลยอยากขอแนะนำหนังที่เราอยากดูในฉบับรีเมก แต่ทำไมพี่ๆ ยังไม่เอามาทำกันสักที โดยจะคัดเลือกจากความเป็นไปได้จริงๆ ของการทำหนังประเภทนี้ว่า มันมักจะเป็นหนังไฮคอนเซปต์ไอเดียชัด ชัดเสียจนจะมาทำใหม่กี่ที ก็ดูไม่ล้าสมัย (และอาจจะดูสนุกขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าหากรีเมกทำใหม่ในยุคนี้) 

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Con Air (1996)

ส่วนตัวคิดว่า หนังที่ควรรีเมกที่สุดมันคือ หนังตระกูล เจอร์รี บรักไฮเมอร์ ในช่วงยุค 90 เพราะว่ามันพีกทุกเรื่อง คอนเซปต์แรงเวอร์ ขี้โม้ทุกเรื่อง เปรียบได้กับหนังตระกูล Fast and Furious ของยุคนี้คือ เห็นชื่อ เจอร์รี บรักไฮเมอร์ เป็นผู้อำนวยการสร้างเมื่อไร ก็เตรียมมันกันได้เลย ไม่ว่าจะเป็น The Rock, Armageddon, Bad Boys (นี่ก็เพิ่งจะทำภาคต่อใหม่ฉายปีหน้า) แต่หนังที่เราอยากเห็นรีเมกมากที่สุดคือ Con Air นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ ซึ่งเป็นนักแสดงเกรด A+ ในยุคนั้น แต่ปัจจุบันแกรีเทิร์นด้วยการเป็นนักแสดงหนังคัลท์ไปแล้ว เลยคิดว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะต้องรีเมก เพราะมันต้องคัลท์แน่ๆ 

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

หนังว่าด้วยเครื่องบินที่ขนนักโทษสุดโหดไปพร้อมกันหลายคน แล้วนักโทษพวกนั้นพยายามจะไฮแจ็กเครื่องเพื่อหลบหนีไปพร้อมกันหมด โดยมีแค่พระเอกของเราที่คอยแอบขัดขวางแผนการนี้ เพราะตัวเองพ้นโทษแล้ว และอยากกลับบ้านไปหาลูก เป็นหนังที่เรียกได้ว่า โคตรมันลำดับต้นๆ ของบริษัท ด้วยคาแรกเตอร์ตัวละครนักโทษประเภทต่างๆ ที่มารวมตัวกันเหมือน Suicide Squad รวมถึงความเท่กริ๊บๆ นัยน์ตาหมาเศร้าแบบ นิโคลัส เคจ บวกช่วงเวลาแห่งความหล่อพีกของ จอห์น คูแซ็ก ก็ทำให้เราอยากดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งคิดว่า ไรอัน กอสลิง น่าจะเหมาะรับบทฉบับรีเมกอยู่เหมือนกัน โดยมี นิโคลัส เคจ มาเซอร์ไพรส์ในบทของ การ์แลนด์ กรีน นักโทษสุดคัลท์ในเรื่อง ซึ่งเคยนำแสดงโดย สตีฟ บุสเซมี 

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Forrest Gump (1994)

ความจริงมีข่าวลือถึงการทำภาค 2 ของหนังอยู่ตลอดเวลา เรื่องราวของหนุ่มคนซื่อที่เดินทางผ่านประวัติศาสตร์อเมริกายุคต่างๆ มาได้อย่างงงๆ และใสซื่อราวขนนกปลิว เราอยากเห็น คุณฟอร์เรสต์ กัมป์ คนเดิม เดินทางผ่านประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นยุค 911 ผ่านเข้าวันเวลาของโอบามา ได้เล่นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และได้เลือกตั้งประธานาธิบดีในยุคของทรัมป์ คิดแค่นี้ก็อยากดูเลย 

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Home Alone (1991)

เด็กคนหนึ่งถูกครอบครัวลืมทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียวในช่วงคริสต์มาส คุณน้องจึงได้รับอิสรภาพในการทำอะไรก็ได้โดยไม่มีพ่อแม่ควบคุม รวมถึงการต่อสู้เพียงลำพังกับโจร 2 คน ที่กำลังจะเข้ามางัดบ้าน 

 

ความจริงแล้วพล็อตนี้อาจจะเกิดขึ้นไม่ได้อีกเลยในยุค 2020 แต่ในขณะเดียวกัน นั่นก็เป็นโจทย์ที่น่าสนใจว่า เราจะยังสามารถรีเมกหนังในยุคนี้ได้ไหม ถ้าได้ มันจะออกมาเป็นอย่างไร ในยุคที่เด็กยุคนี้เชื่อมต่อตัวเองเข้ากับอินเทอร์เน็ตและไวไฟตลอดเวลา บ้านก็อาจจะเป็นสมาร์ทโฮมทั้งหลัง แต่ก็คิดว่า โจรยุคนี้ก็ไม่น่าจะกระจอกขนาดนั้นด้วยเช่นกัน โดยรวมแล้วผมก็คิดว่า มันอาจจะกลายเป็นหนังไล่ล่าแมวจับหนู ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ที่ฟาดฟันกันด้วยเทคโนโลยีแบบโคตรมันก็เป็นได้ 

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Face/Off (1995)

หนังแอ็กชันยุคก่อน Infernal Affairs ที่ตำรวจถึงขั้นต้องสลับหน้ากับผู้ร้าย (ที่แปลว่ากรีดหน้าแล้วเอาแผ่นหน้ามาวางสลับกัน) เพื่อที่จะบุกเข้ารังโจรไปปฏิบัติภารกิจ เป็นหนังที่มันมากๆ ในสไตล์ของผู้กำกับฮ่องกงอย่าง จอห์น วู แต่ตอนนั้นดูแล้วรู้เลยว่า เงินค่าวิชวลเอฟเฟกต์นั้นไม่พอ ฉากผ่าตัดหน้ากันนี่หลอกมากจนรับไม่ได้ แต่ถ้ารีเมกตอนนี้ล่ะก็ สบายแน่นอน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนหน้าด้วยคอมพิวเตอร์นี่สบายเลย นักแสดงตายไปแล้วก็ใช้คอมสร้างหน้ากลับมาได้ นักแสดงแก่แล้วก็ทำให้หนุ่มได้ เรื่องสลับหน้าเฉยๆ นี่สบายแน่นอนตอนนี้ คราวนี้จะสลับกี่หน้านี่สบายเลย

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Coyote Ugly (2000)

นี่มันยุคของ Step Up และ Magic Mike แล้วนะ หนังเรื่อง Coyote Ugly ควรจะได้รับการรีเมกเป็นอย่างยิ่ง หนังรอมคอมชีวิตสาวตามหาความฝันในนิวยอร์ก แต่ต้องมาลงเอยที่บาร์ขาแดนซ์ที่ชื่อ Coyote Ugly ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของคำว่า ‘เต้นโคโยตี้’ ของบ้านเรา เอาจริงๆ ตอนออกฉาย เสียงวิจารณ์อาจจะกลางๆ แต่ด้านความแมสนี่คือชนะไปเลย โดยเฉพาะในบ้านเรานี่ เพลง Can’t Fight The Moonlight ของ ลีแอน ไรม์ส นี่ถือว่าเป็น รักติดไซเรน ของปีนั้นเลย เอาจริงๆ ถ้ารีเมกทำเป็นหนังไทยอาจจะมันกว่าด้วยซ้ำนะ เพราะท่าเต้นของบ้านเราตอนนี้ล้ำกว่าทุกชาติจริงๆ สังเกตกันได้ที่หน้าเวทีหมอลำหรือเพลงลูกทุ่งต่างๆ

 

นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

 

Air Force One (1999)

พล็อตง่ายๆ ว่าด้วยเครื่องบินประจำตัวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนผู้ก่อการร้ายยึด ประธานาธิบดีเองเลยต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายที่อยู่บนเครื่องทั้งลำ (โอ้โห) เพื่อจะยึดเครื่องบินคืน (โอ้โห) ถ้ารีเมกเนี่ย ขออย่าแค่เปลี่ยนประธานาธิบดีผิวขาวเป็นผิวดำ แต่ขอให้เปลี่ยนเป็นประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไปเลย อยากรู้ว่า เขาจะแก้สถานการณ์อย่างไร ยอมให้หนังกลายเป็นหนังคอเมดี้ก็ได้ อยากดู

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

The post 6 ภาพยนตร์ที่เราอยากให้พวกเขารีเมกมาก แต่พวกเขาไม่ทำสักที appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟฟ้า…10 ปีละนะเธอ: เหมยลี่ พี่เคน และเกร็ดที่คุณไม่เคยเห็นมา 10 ปี https://thestandard.co/bangkok-traffic-love-story-4/ Fri, 18 Oct 2019 11:44:07 +0000 https://thestandard.co/?p=296739 รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค […]

The post รถไฟฟ้า…10 ปีละนะเธอ: เหมยลี่ พี่เคน และเกร็ดที่คุณไม่เคยเห็นมา 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

 

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้ 

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

จะลืมได้อย่างไร ก็หนังเรื่อง BTS (Bangkok Traffic Love Story) เป็นการเรียนหนังสือด้านภาพยนตร์ครั้งสำคัญของชีวิตก็ว่าได้ เพราะอยู่กับมัน 2 ปีเต็มเหมือนเรียนปริญญาโท จริงๆ นอกจากพี่เก้ง พี่วรรณ และพี่ปิ๊งแล้ว (อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม – ผู้กำกับ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ) ผมต้องขอบคุณพี่อำ (อมราพร แผ่นดินทอง) และพี่โอ๋ (เบ็ญจมาภรณ์ สระบัว) ผู้ร่วมเขียนบทและติวเตอร์ด้านการเขียนบทของผมในเวลานั้น

 

15 ตุลาคมที่ผ่านมา โทษฐานครบรอบ 10 ปีนับจากวันที่ออกฉาย ผมจึงโทรหาพี่ปิ๊ง เพื่อชวนคุยเรื่องเมื่อ 10-12 ปีก่อน ในขณะที่หนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ กำลังถูกเขียนบทและถ่ายทำ มีหลายเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และมีอีกหลายเรื่องที่รู้แต่ลืมแล้ว เลยกลับมาจำได้ใหม่

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

 

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak …อ๋อ ใช่ว่ะ

 

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

 

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน

 

สุดท้ายชื่อหนัง Last Train To Bangrak จึงกลายร่างมาเป็น รถไฟฟ้า มาหานะเธอ (Bangkok Traffic Love Story)

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt 

 

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

 

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

 

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

 

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

 

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

 

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ นะพี่

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

เคนธีรเดช…ไม่มีใครจำได้นะเธอ

ความดังของพี่เคนในช่วงปีนั้นเรียกได้ว่า กงยู เมืองไทย

 

ความเหนื่อยลำบากของกองถ่ายคือ การถ่ายทำพี่เคนในตอนกลางวัน เพราะจะมีคนมารุมล้อมพี่เคนตลอดเวลา ตอนถ่ายฉากงานสงกรานต์ตรงถนนใหญ่ก็จะมีมอเตอร์ไซค์บิดมาขนาบข้างตลอด

 

แต่โชคดีว่าตัวละครของพี่เคนเป็นพระเอกแห่งรัตติกาล เน้นอยู่กลางคืน เวลาถ่ายพี่เคนตอนกลางคืนจะไม่ค่อยมีปัญหามาก เพราะคนทั่วไปเหมือนจะไม่แน่ใจว่านี่ใช่เคน ธีรเดชหรือเปล่า มาเดินเล่นอะไรดึกดื่นแถวย่านชุมชนแบบนี้ จึงช่วยให้เกิดความสบายในการถ่ายทำมากขึ้น บางทีไปขึ้นรถไฟฟ้าคนก็ไม่ค่อยตกใจมาก

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

คนสร้างราง…ไม่ใช่นะเธอ

บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้าแล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน โดยที่ตอนนั้นผมมีโอกาสได้ไปรีเสิร์ชบ้านเพื่อนที่ขายมอเตอร์ไซค์แล้วสถานีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับดาดฟ้าบ้านจริงๆ คือใกล้กับชานชาลาชนิดที่ว่าสามารถกระโดดข้ามไปได้เลย พวกเราคิดว่าพล็อตนี้น่าสนใจจริงๆ คือถ้าเหมยลี่ไม่ยอมทำอะไรสักทีกับคุณลุง รางที่ลุงสร้างก็จะค่อยๆ เสร็จและเลยผ่านหน้าบ้านตัวเองไป

 

เมื่อเขียนเสร็จ ทางโปรดิวเซอร์เอาบทไปเสนอทาง BTS เพื่อจะขออนุญาตสถานที่ถ่ายทำ และทันทีที่ BTS อ่านจบ เขาบอกว่าชอบมากครับ แต่ว่าตัวละครคนสร้างรางไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเรานะครับ เพราะ BTS ไม่ใช่บริษัทรับก่อสร้างรางรถไฟ ได้ยินแบบนี้ก็เหวอกันไปแป๊บหนึ่ง สุดท้ายเราก็กลับมาแก้ไขบทพี่เคนให้กลายวิศวกรซ่อมบำรุงรางประจำวันแทน ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องทำงานตอนดึกหลังรถไฟฟ้าปิด ก็คือเที่ยงคืนเป็นต้นไป ซึ่งก็ยังรักษาคอนเซปต์การเป็นคนกลางคืนได้เหมือนเดิม

 

(แถม) บทร่างแรกๆ หนังจบที่คุณลุงและเหมยลี่ร่ำลากันที่สะพานตากสิน ก่อนที่คุณลุงจะลาไปเมืองนอกและทั้งสองคนไม่ได้เจอกันอีกเลย ซึ่งแน่นอนว่าพี่คนอื่นๆ ก็มาช่วยทำให้ตอนจบอันแสนหดหู่นี้กลายเป็นฉากจบที่ดีกว่าเดิมอย่างที่เห็นในหนัง

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

รถไฟฟ้า…มาหานะเพลิน

หากจำกันได้ บรรดาหนุ่มๆ ที่มาตบตีแย่งชิงน้องเพลิน (แพทตี้ อังศุมาลิน) ประกอบไปด้วยชาย 3 คน นั่นคือ เด็กสเกต ไอ้หนุ่มรวยๆ สุดหล่อ และเด็กแว้น ทั้ง 3 คนนำแสดงโดย มาร์โค เมาเร่อ พี่ชายของมาริโอ้ (ซึ่งเล่นสเกตบอร์ดไม่เป็น), ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช ตากล้องเจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ปีนี้ จากเรื่อง มะลิลา The Farewell Flower และเด็กแว้นขาเดฟที่ว่าก็คือ แน็ก-ชาลี ไตรรัตน์ ของพวกเรานั่นเอง

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

ชาวี…Begins นะเธอ

ซีรีส์สุดคัลต์ น้ำตากามเทพ และคุณชาวี เริ่มต้นจากหนังเรื่องนี้

 

พี่ปิ๊งเล่าว่า ปกติ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ เขาเลือกรับงานนะครับ เขาไม่ได้เล่นทุกเรื่อง แต่พอพี่ปิ๊งชวนมาเล่น น้ำตากามเทพ ละครที่อยู่ในหนังเรื่องนี้อีกที ซันนี่ก็ตอบตกลงทันที ในบทตอนนั้น ซันนี่รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์ 

 

และเมื่อถามว่าทำไมต้องชื่อ สตีเฟ่น จำรัส พี่ปิ๊งเผยว่า มันมีที่มาจากการที่ซันนี่เคยถูกแท็กซี่ทักว่า ‘เฮ้ย น้องคือสเตฟานใช่ไหม’ (สเตฟาน ฐสิษฐ์ อดีตพระเอกละครสังกัดช่อง 7) และบวกกับอยากล้อนักฟุตบอล สตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมลิเวอร์พูลในเวลานั้น สุดท้ายชื่อเลยออกมาเป็น สตีเฟ่น จำรัส คือมันอาจจะฟังดูอะไรก็ไม่รู้นิดหนึ่งนะครับ ก็ให้อภัยพี่ปิ๊งของผมด้วย

 

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

 

โปรดส่งใคร…มารักนะเธอ

พี่ปิ๊งพยายามจะใส่เพลงนี้ลงในหนังอยู่ตลอด ช่วงที่ก่อนเหมยลี่จะขับรถชนร้านก๋วยเตี๋ยวและได้พบกับคุณลุง (คือร้องว่า โปรดส่งใครมารักฉันที ก็ได้ผลเลย) แต่สุดท้ายจังหวะหนังทำให้ใส่เพลงนี้ในหนังไม่ได้

 

เพลงนี้ถูกเขียนอยู่ในบทมาตลอด ระบุเลยว่าใช้เพลงนี้ พี่ปิ๊งชอบมาก เพราะได้ฟังเวลาไปเที่ยวผับ ก็เสียดายที่ไม่ได้ใช้ แต่สุดท้ายคุณบอล หนังพาไป (ทายาท เดชเสถียร) ซึ่งเป็นคนถ่ายเบื้องหลังหนังเรื่องนี้ในตอนนั้นเดินมาถามว่า “พี่ปิ๊งครับ คืออยากให้ใช้เพลงอะไรในวิดีโองานฉลองเลี้ยงปิดกล้อง” พี่ปิ๊งก็บอกให้ใช้เพลงนี้ไป 

 

วันนั้นบอลตัดวิดีโอฉลองเลี้ยงปิดกล้องด้วยเพลง โปรดส่งใครมารักฉันที พร้อมกับฉากที่ประตูบ้านเหมยลี่เปิดออกมาแล้วเจอหน้าพี่เคน ทุกคนรู้สึกว่านี่แม่งถูกต้องมากๆ เลยเอาวิดีโอฉลองนี้ไปเป็นพื้นฐานในการตัดเทรลเลอร์หนังจริงๆ คือไม่ว่าตัดยังไงจะต้องมีฉากเปิดประตูออกมาเจอพี่เคนแล้วขึ้นท่อนที่ร้องว่า โปรดส่งใครมารักฉันที

 

จำได้ว่าคนอยากดูหนังเรื่องนี้ทันทีเมื่อเจอช็อตนี้ เพลงนี้เข้าไป และช็อตนี้ก็กลายเป็นช็อตคลาสสิกมาตลอด 10 ปี

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า 

The post รถไฟฟ้า…10 ปีละนะเธอ: เหมยลี่ พี่เคน และเกร็ดที่คุณไม่เคยเห็นมา 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมคนเราถึงวนอยู่หน้าเมนู Netflix อยู่ 30 นาที และจบลงด้วยการปิดทีวีนอน https://thestandard.co/spend-30-minutes-browsing-netflix-and-sleep/ Wed, 18 Sep 2019 11:18:22 +0000 https://thestandard.co/?p=288266 Netflix

ถ้าบอกว่าสิ่งที่สนุกที่สุดในการดู Netflix คือการดูเมนู […]

The post ทำไมคนเราถึงวนอยู่หน้าเมนู Netflix อยู่ 30 นาที และจบลงด้วยการปิดทีวีนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix

ถ้าบอกว่าสิ่งที่สนุกที่สุดในการดู Netflix คือการดูเมนู Netflix, เจ้าของ Netflix จะดีใจไหม

 

ถ้าให้เราย้อนกลับไปยัง 4-5 ปีก่อนในยุคที่บริการสตรีมมิงเพิ่งจะมาถึง พวกเราชาวคนดูได้แต่ตั้งคำถามมากมายว่า ถ้าจะต้องมีการจ่ายรายเดือนเพื่อดูหนังอย่างเดียว พวกเราจะคุ้มค่าไหม หนังมันจะเยอะพอหรือเปล่า ในเดือนหนึ่งฉันจะดูเยอะจนเหลือเรื่องละ 20 บาทได้ไหม ถ้าไม่ได้นี่ อย่าสมัครดีกว่า 

 

ความต้องการพื้นฐานแบบนี้จากลูกค้าเป็นสิ่งที่ทำให้สตรีมมิงเซอร์วิสรีบปรับปรุงตัวโดยการที่พวกเขาพยายามกว้านซื้อหนังจากทุกค่ายมาอยู่ในระบบของตัวเองให้มากที่สุด รวมถึงผลิตชิ้นงานของตัวเองเสริมทัพเข้าไป การแข่งขันระหว่างระบบสตรีมมิงแต่ละเจ้านั้น นอกจากตัวคุณภาพของหนังในช่องแล้ว จริงๆ จำนวนหนังก็ดูจะมีผลไม่น้อย ว่าง่ายๆ คือ จะแข่งกันเปิดบุฟเฟต์ ก็ต้องมาดูกันว่าในร้านมีอะไรให้กินบ้าง ถ้าร้านไหนมีหลายอย่าง คนก็จะไปหาร้านนั้น เพราะราคาต่อหัวมันพอๆ กัน 

 

เวลาผ่านไประบบสตรีมมิงหลายราย ได้มาถึงจุดที่มีหนังหลายร้อยหลายพันไตเติลให้ได้เลือกชม แม้มันอาจจะมีไม่หมดครบทุกเรื่องบนโลก แต่ไอ้ 2,000 เรื่องที่พวกเรามี พวกคุณดูหมดแล้วหรือยัง แถมใน 2,000 เรื่องที่มีนั้น ก็แบ่งเป็นประเภทย่อยๆ ได้อีก คนที่เน้นอยากดูแต่หนังดราม่าคุณภาพเท่านั้น ก็จะมีเซ็กชันหนังดราม่าคุณภาพให้เลือกประมาณ 200 เรื่อง (เดือนหนึ่งดูหมดไหม) หรือถ้าเน้นแค่หนังตลก เขาก็มีอีก 400 เรื่อง (เดือนหนึ่งดูทันไหม) ด้วยจำนวนที่มหาศาลเยี่ยงนี้ และมีการอัปเดตรายสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนดูหนังยินยอมพร้อมใจจะสมัครบริการเหล่านี้อย่างเต็มใจ นัยว่าเสียค่าสมัครเดือนละ 300 บาท ดูสัก 3 เรื่องก็คุ้มละ (เริ่มปลง) เป็นมิชชันที่ทำได้ไม่ยาก 

 

แต่จริงๆ แล้ว มันยาก, ยากกว่าที่คิดมาก 

 

ในโลกความเป็นจริง อาการหลงทางในเมนูหนังนั้นมักเกิดขึ้นกับพวกเราหลายคน ด้วยความที่หนังมันมี 2,000 เรื่อง แบให้ดูพร้อมกันทีเดียว หน้าที่ของคนดูอย่างเราคือจ้องเมนูรายชื่อหนัง และการเฟ้นหาหนังที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง หนังที่เราพร้อมจะสละ 2 ชั่วโมงไปกับมัน โดยเราจะเริ่มจากการค่อยๆ ไล่หาไปเรื่อยๆ จากเรื่องที่ 1 ไปจนถึงเรื่องที่ 10 ยังไม่เจอหนังที่อยากดู เราก็จะค่อยๆ เดินทางสู่เรื่องที่ 50 ซึ่งอาจจะทำให้เราเจอหนังที่อยากดูสักเรื่องหนึ่ง แต่ในหัวเราจะคิดต่อว่าถ้าเราเดินทางไปสู่เรื่องที่ 150 เราอาจจะเจอหนังที่อยากดูกว่านั้นอีกนะ พอไปถึงเรื่องที่ 150 ก็รู้สึกว่ายังสำรวจไม่หมด ไปอีกนิดหนึ่งน่า เฮ้ย มีเรื่องนี้ด้วยเหรอเนี่ย โห สตรีมมิงเจ้านี้ดีจัง มีหนังเยอะนะ ดีๆ ทั้งนั้นเลย ไหนลองกดไปให้ถึงเรื่องที่ 350 มันจะต้องมีหนังแจ๋วๆ อย่างนี้อีกแน่เลย เอ้อ มีจริงๆ ด้วย แต่เรื่องนี้เคยดูแล้ว ลองหาเรื่องที่ไม่เคยดูดีกว่า เมื่อก้าวสู่เรื่องที่ 560 เจอหนังดีๆ เยอะเลย แต่ตอนนี้ยังไม่มีมู้ดอยากดูแนวนี้ ขอแอดเข้าลิสต์ส่วนตัวไปก่อน ครั้งหน้าจะแวะกลับมาใหม่ ขอลองดูเมนูเรื่องอื่นๆ ต่อดีกว่า

 

เมื่อทะยานสู่การกดเมนูไปยังเรื่องที่ 980 แล้ว เราก็พบว่าเรายังไม่ไปไหนเลย ผ่านไปจะชั่วโมงแล้ว ยังอยู่ที่หน้าเมนู เหนื่อยจัง ง่วงละ นอนดีกว่า 

 

นี่คือวงจรอุบาทว์ของผู้ชม (เมนู) Netflix, อาจจะเป็นวงจรที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่เกิดขึ้นกับหลายคน และพวกเขาเหล่านั้นยังคงเป็นดั่งดวงวิญญาณที่หลงทางอยู่บริเวณเมนูหลัก และเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการ Add to My List 

 

คำถามคือทำไมพวกเราจึงเป็นแบบนี้กัน ก็ถือว่าโชคดีที่มีคนบนโลกคนอื่นๆ ตั้งคำถามนี้เช่นกัน พวกเราเลยลองทำการศึกษาหาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร 

 

จริงๆ เขาเปรียบง่ายๆ ว่า มันคล้ายๆ กับการที่เวลาจะหาอะไรกินแล้วมันมีตัวเลือกร้านอาหารให้เลือกเยอะเกิน สุดท้ายเราก็พบว่าไม่รู้จะกินอะไรอยู่ดี ก็เลยเลือกร้านเดิมๆ ไม่ก็ร้านที่ใกล้ๆ เช่นเดียวกับการที่มีหนังใน Netflix ให้เราเลือกเยอะเกิน เราก็จะงงว่า จะเอาอันไหนดี เพราะโดยพื้นฐานเราก็อยากได้ของที่ดีที่สุด ได้ดูหนังที่เหมาะที่สุด แต่การควานหาจากกองหนังเป็นพันๆ เรื่อง ทำให้เราเหนื่อยและไปไม่ถึงจุดนั้น กลายเป็นว่าพวกหนังดูฟรีบนเครื่องบิน ที่จะมีแค่ประมาณไม่เกิน 100 เรื่องหรือน้อยกว่านั้น อาจจะเป็นอะไรที่ดีกว่า เพราะมีกรอบมีขีดจำกัดที่ช่วยให้เราเลือกได้ง่ายขึ้น ตัดสินใจได้ง่ายกว่า เพราะไอ้การที่เราหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเอง จริงๆ แล้วมันคือการ ‘หาสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เรามีและมองเห็นในเวลานั้น’ (แม้ว่าสิ่งที่มีและมองเห็นในเวลานั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่โลกนี้มีทั้งหมดจริงๆ) กลายเป็นว่า การมีตัวเลือกเยอะๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอ และหลายๆ ครั้งการมีตัวเลือกน้อยกว่า กลับดีกว่า 

 

จริงๆ แล้วเขาบอกว่า จำนวนตัวเลือกที่เหมาะสมกับคนเราที่สุดอาจจะอยู่ที่ 8-15 ตัวเลือกแค่นั้นเอง เรื่องนี้มีไปถึงขั้นทำการศึกษาสมองเวลาคนต้องเลือกว่าซื้ออะไรสักอย่าง นักวิจัยพบว่าจำนวนตัวเลือก 12 ตัวเลือกคือจำนวนที่สมองในส่วนที่จะคำนวณราคา และส่วนที่คำนวณคุณค่านั้นทำงานได้ดีที่สุด ถ้ามันน้อยกว่านั้นเราจะรู้สึกว่าคนให้ตัวเลือกนั้นขี้โกงเราที่ให้ทางเลือกเราน้อยเกิน แต่ถ้าเยอะกว่านั้นเราจะรู้สึกเหนื่อยเกิน และอาจตกลงไปอยู่ในวังวนที่เรียกว่า Paradox of Choice ซึ่งเป็นสภาวะที่เราจะมองหาสิ่งที่ดีที่สุดไปเรื่อยๆ แบบไม่มีวันจบสิ้น เพราะเราจะรู้สึกตลอดเวลาว่าในตัวเลือกที่เยอะขนาดนี้ มันจะต้องมีสิ่งที่ดีกว่ารอเราอยู่ ผลทางใจที่จะตามมาคือ เราจะเครียดขึ้นในการตัดสินใจ เพราะถ้าเราเลือกตัวเลือกที่ไม่ถูกต้อง เราอาจจะรู้สึกเฟล (มีให้เลือกเยอะขนาดนี้ มึงยังเลือกพลาดอีกเหรอ) จนสุดท้ายเราอาจจะไม่ได้เลือกอะไรเลย เพราะไม่กล้าเลือก หรือไม่ก็ไปเลือกตัวเลือกเซฟๆ เช่น การกลับไปดูหนังเก่าที่เคยดูแล้วเรื่องเดิม 

 

จริงๆ ก็ไม่น่าแปลกใจนะครับ เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระบบสตรีมมิง แต่เกิดขึ้นกับแทบทุกอย่างในยุคที่ผู้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อันเป็นสถานที่ที่ใครสามารถเจออะไรก็ได้ ยิ่งกูเกิล ก็ยิ่งเจอตัวเลือกต่างๆ อีกมากมาย เราจึงต้องการอินฟลูเอนเซอร์, ร้านซีเลกต์ช็อป, เว็บไซต์ที่คอยแนะนำว่าวันเสาร์-อาทิตย์นี้ควรทำอะไรดี หรือระบบอัลกอริทึมต่างๆ ที่ช่วยเลือกช่วยคิวเรตสิ่งต่างๆ มาให้เราหน่อย และเราเชื่อมันไปเลย เพราะตัวเราไม่ต้องการจะเลือกผิด แต่ก็เหนื่อยเกินไปในการที่จะไล่เช็กทุกอย่างบนโลก แต่ถ้าไม่หา ก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ทำการบ้านดีพอ อุตส่าห์อยู่ในยุคที่มีตัวเลือกมากมาย แต่ดันขี้เกียจเสาะหา มักง่ายหรือเปล่า ดังนั้นหาคนที่เราเชื่อใจมากๆ มาชี้นำทางให้เราเลยดีกว่า แก้ไขความรู้สึกผิดได้หมด

 

นี่ขนาดตอนนี้มีแค่บริการสตรีมมิงใหญ่ๆ ไม่กี่เจ้า ยังมึนขนาดนี้ ในปีถัดๆ ไป สตรีมมิงเจ้าใหญ่ๆ อย่าง Disney หรือ Apple กำลังจะมาอีก ถ้าใครสมัครสองที่สามที่ ก็คงมีให้เลือกประมาณ 4,000-6,000 เรื่อง คราวนี้ไม่รู้จริงๆว่า เราจะได้ดูหนัง หรือ เราจะได้ดูเมนูหนัง อย่างสนุกสนานกันแน่ 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ทำไมคนเราถึงวนอยู่หน้าเมนู Netflix อยู่ 30 นาที และจบลงด้วยการปิดทีวีนอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 สุดยอดแผนการโปรโมตเกรด A ของค่าย A24 ที่เราควรศึกษาตาม https://thestandard.co/a24-pr-plan/ Mon, 22 Jul 2019 02:22:07 +0000 https://thestandard.co/?p=272147 A24 PR plan

ทรัพยากรจำกัดมักทำให้คนเราสร้างสรรค์สิ่งอันยิ่งใหญ่ขึ้น […]

The post 5 สุดยอดแผนการโปรโมตเกรด A ของค่าย A24 ที่เราควรศึกษาตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
A24 PR plan

ทรัพยากรจำกัดมักทำให้คนเราสร้างสรรค์สิ่งอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ค่ายหนังเล็กและงบโปรโมตจำกัด บางครั้งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคของการทำงาน แต่กลายเป็นแหล่งพลังชั้นดีในการคิดค้นหาวิธีการเอาตัวรอด จนกลายเป็นสไตล์แห่งการเชิญชวนคนดูที่ไม่เคยรู้จักหนังเล็กๆ แปลกๆ ให้ลองเข้ามาในโรงภาพยนตร์อันมืดมิด นั่นคือสิ่งที่บริษัท A24 ทำมาตลอดเกือบ 10 ปีที่เปิดบริษัท

 

ทบทวนกันสักเล็กน้อย A24 คือบริษัทที่สร้าง และจัดจำหน่ายหนังอย่าง The Lobster, Moonlight, Lady Bird, Room, Ex Machina, The Florida Project, Hereditary หรือล่าสุดกับ Midsommar หนังทุกเรื่องของค่ายนี้ล้วนเป็นหนังเล็กหนังแปลกที่ต้องออกแรงพาตัวเองไปสู่สายตาผู้ชมให้ได้มากที่สุด 

 

วิธีการของ A24 นั้น พวกเขาไม่เคยใช้วิธีการปกติ มันไม่ปกติเสียจนกลายเป็นอีกชิ้นงานหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กับตัวหนัง ลองมาดูกันว่าพวกเขาเคยทำอะไรกันไปบ้าง 

 

A24 Public Access

ขอเปิดด้วยผลงานล่าสุดที่ทางค่ายเพิ่งทำไปในชื่อของ A24 Public Access ที่เริ่มแรกผู้คนคิดว่าคงจะเป็นบริการ Streaming Service ของตัวค่ายเอง แต่ปรากฏว่าพอเริ่มเปิดตัว ทุกคนต่างช็อกกับโปรเจกต์ เพราะสิ่งที่ A24 ทำคือ พวกเขาจะฉายหนังในค่ายตัวเองบนบิลบอร์ดโฆษณาขนาดยักษ์ที่อยู่ตามมุมเมืองต่างๆ แล้วเปิดให้ทุกคนมานั่งชมกันได้โดยอิสระ (Public Access จริงๆ) มันเหมือนจะเป็นหนังกลางแปลงของไทย แต่อันนี้คือยิงกันบนบิลบอร์ดที่ใช้งานกันจริงๆ ไปเลย คนนั่งดูก็นั่งดูไป คนขับรถบนทางด่วนอาจจะชำเลืองตาได้หน่อย

 

งานนี้เริ่มเดือนนี้เลย และจะดำเนินต่อไปหกสัปดาห์ ฉายตามเมืองต่างๆ ที่มีบิลบอร์ดโดยจะเลือกจุดฉายให้เข้ากับหนังตัวอย่าง เช่น หนังเรื่อง Lady Bird ที่มีฉากหลังเป็นเมืองแซคราเมนโต หนังก็จะถูกฉายที่บิลบอร์ดเมืองนั้นเลย ถามว่ากิจกรรมนี้มีไปเพื่ออะไร มันก็ไม่ได้มีไปเพื่ออะไร มันแค่เป็นสิ่งที่อยากทำ และลองทำ

 

A24 PR plan

Photo: twitter.com/ter_nawapol

 

The Witch

หนังเรื่อง The Witch เป็นหนังสยองอินดี้ที่ไม่มีอะไรเป็นจุดแข็งจุดขายสักเท่าไร (แม้ว่าจะมี อันยา เทย์เลอร์-จอย แสดงนำ แต่นั่นก็คือหนังเรื่องแรกที่ทำให้เธอแจ้งเกิด) หนังว่าด้วยแม่มดที่มาจับตัวเด็ก และหายไปเหมือนในตำนานปรัมปรา ทาง A24 ก็คิดว่า มันจะขายยังไงวะ เซอร์ขนาดนี้ 

 

พวกเขาเลยเกิดไอเดียทำแคมเปญโปรโมตหนังร่วมกับกลุ่มลัทธิบูชาซาตานไปเลย ประมาณว่าลัทธิซาตานสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้นะครับ ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงทันที แม้ว่าจะมีผลข้างเคียงเล็กน้อยที่ทำให้ผู้กำกับ โรเบิร์ต เอกเกอร์ส ถูกหาว่าเป็นขบวนบูชาซาตานไปกับเขาด้วย จนมีปัญหาทำให้เข้าประเทศโปแลนด์เพื่อจะไปดูโลเคชันหนังเรื่องใหม่ไม่ได้ เพราะหน่วยงานรัฐที่ดูแลการถ่ายทำในโปแลนด์ไม่ต้องการสนับสนุนผู้กำกับซาตานอย่างเขา 

 

A24 PR plan

 

A Ghost Story 

คาแรกเตอร์นำของหนังเรื่อง A Ghost Story คือวิญญาณของชายหนุ่มที่มาในรูปแบบของผีผ้าห่ม (คือเอาผ้าห่มคลุมตัวแล้วเดินไปเดินมาจริงๆ ในหนัง) สิ่งที่ A24 สร้างขึ้นเพื่อโปรโมตหนังเรื่องนี้คือ ร้านขายผ้าที่ชื่อ A Ghost Store: The Fabric of Your Life ซึ่งเป็นร้าน Pop-up Store ที่จะขายผ้าห่มยามคุณต้องกลายเป็นผี (เซอร์ที่สุด) โดยเปิดร้านจริงๆ ให้คนเข้ามาซื้อได้ในนิวยอร์ก เมื่อเข้าไปแล้วก็จะมีพนักงานต้อนรับลูกค้า และพาพวกเขาไปทำกิจกรรมต่างๆ ภายใน เช่น ทำเซอร์เวย์ว่าด้วยความเข้าใจเรื่องเวลา หรือให้ลูกค้าได้ลองเข้าไปในห้องของชีวิตหลังความตาย และให้ลองสวมผ้าห่มกันได้ 

 

A24 PR plan

Photo: A24 www.adweek.com

 

Hereditary 

หนังสยองขวัญที่น่าจะคลาสสิกจากผู้กำกับ อารี แอสเตอร์ (เรื่องล่าสุดของเขาคือ Midsommar) ในช่วงเวลาหนังใกล้ฉาย ทางค่ายเชิญแขกและผู้กำกับท่านอื่นๆ มาดูหนังร่วมกันในรอบเที่ยงคืน แล้วก็จบไป ตัดภาพมาที่ตอนเช้า คนที่มาดูหนังรอบนั้นเปิดประตูบ้านและโรงแรมออกมา ก็จะเจอกับตุ๊กตาฟอร์มประหลาดๆ วางไว้หน้าบ้าน พร้อมกับข้อความบางอย่าง สร้างความเรียลทะลุจอให้กับผู้ที่ดูหนังไปแล้วมากๆ จนผู้กำกับ แบรี เจนกินส์ แห่ง Moonlight ทวีตฮาๆ ว่า พวกมึงเล่นกันแรงไปไหม

 

A24 PR plan

Photo: A24 www.avclub.com 

 

A24 Zine / Podcast 

ในทุกๆ รอบที่มีหนังใหม่ฉาย ทาง A24 จะเชิญผู้กำกับมาทำซีนกันคนละหนึ่งเล่ม ว่าด้วยหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนั้นของตัวเอง เช่น ไมค์ มิลส์ แห่ง 20th Century Women ก็ทำซีนว่าด้วยปี 1979 หรืออย่างโจนาห์ ฮิลล์ ที่ทำหนังเรื่อง Mid90s ก็ทำหัวข้อ Inner Children นอกจากนั้นแล้วทางค่ายก็ไม่พลาดที่จะทำพอดแคสต์ด้วยเช่นกัน เป็นการจับคู่คนที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนั้นมาพูดคุยกัน เช่น พาแบรี เจนกินส์ (Moonlight) มานั่งคุยเรื่องบ้านเกิดกับเกรตา เกอร์วิก (Lady Bird) ก็ถือเป็นทั้งการโปรโมต และการสร้างคอนเทนต์ที่สุดๆ มากเลย 

 

A24 PR plan

Photo: A24 shop.a24films.com

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post 5 สุดยอดแผนการโปรโมตเกรด A ของค่าย A24 ที่เราควรศึกษาตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีอานู พีก: คีอานู รีฟส์ และการรีเทิร์นไม่รู้จบของชีวิตการแสดง https://thestandard.co/keanu-reeves/ Wed, 19 Jun 2019 09:43:49 +0000 https://thestandard.co/?p=263649 Keanu Reeves

‘ความคีอานู รีฟส์’ อาจจะเป็นคำศัพท์ใหม่ในวงการภาพยนตร์ […]

The post คีอานู พีก: คีอานู รีฟส์ และการรีเทิร์นไม่รู้จบของชีวิตการแสดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Keanu Reeves

‘ความคีอานู รีฟส์’ อาจจะเป็นคำศัพท์ใหม่ในวงการภาพยนตร์ แม้จะดูเล็กๆ แต่มันก็น่าทึ่งในตัวมันเองในแบบที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดขึ้น สำหรับเด็กๆ อายุ 10-20 ปีตอนนี้ พวกเขาอาจจะพลาดวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่สุดๆ ของคีอานู รีฟส์ ในยุค 1990-2000 ไป อาจจะขอเท้าความเล็กน้อยก่อนที่จะอธิบายต่อ

 

หากน้องๆ นึกไม่ออกว่า คีอานู รีฟส์ พีกแค่ไหน ให้ลองจินตนาการถึงหนังเรื่อง Speed ที่ส่งอิทธิพลให้เด็กนักเรียนชายทุกคนตัดผมทรงสกินเฮดตามตัวละครแจ็คที่ คีอานู รีฟส์ นำแสดง ซึ่งถือเป็นทรงผมที่ใหม่มากๆ ในเมืองไทยตอนนั้น คือใครไปร้านตัดผมชายยุคนั้นจะต้องเจอภาพโปสเตอร์ คีอานู รีฟส์ ถือปืนในหนังเรื่อง Speed และเราสามารถบอกช่างตัดผมได้เลยว่าตัดทรงคีอานู รีฟส์ (จนโรงเรียนสั่งห้ามตัดทรงนี้ ต้องตัดทรงนักเรียนเท่านั้น แต่จะมีเด็กคนไหนฟังล่ะ ก็ตัดแล้วมันเท่ขนาดนี้) ในขณะที่เขาอยู่ในหนังคลาสสิกของยุค 90 อย่าง Speed พอเข้าสู่ยุค 2000 เขาก็เปิดศักราชด้วยการเป็นพระเอกใน The Matrix หนังคลาสสิกแห่งทศวรรษอีกเรื่องในโลกภาพยนตร์

 

แต่ความแปลกคือไม่ว่าเขาจะเป็นไอคอนแห่งยุคสมัยอย่างไร คีอานู รีฟส์ ก็เหมือนจะอยู่คนละลีกกับ แบรด พิตต์ หรือลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เพราะหลังหมดจากหนังไตรภาค The Matrix คีอานู รีฟส์ ก็ยังได้ไปเล่นหนังอื่นๆ แต่มันก็อาจจะไม่ใช่หนังไอคอนเท่าในยุค 2000 ที่เขาเพิ่งผ่านมา (Constantine ก็อาจถูกนับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกับความพีกตอน The Matrix อาจจะเทียบไม่ได้จริงๆ) ซึ่งสุดท้ายเขาก็กลับมาได้อีกครั้งกับ John Wick ในปี 2014 หนังไอคอนแห่งช่วงปี 2010 แบบที่ไม่มีใครคาดเดาได้มาก่อน

 

คนอะไรกลับมาดังได้ทุกๆ 10 ปี บางคนถึงกับกล่าวว่า คีอานู รีฟส์ ไม่เคย ‘รีเทิร์น’ เพราะจริงๆ แล้วเขาไม่เคยไปไหนเลย หากมาลองคิดว่าทำไมชายคนนี้ยังคงอยู่ยงข้ามเวลามาได้ขนาดนี้ มังคงไม่ใช่เพราะบุญเก่าที่สร้างมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แต่ปัจจัยในชาตินี้นี่แหละที่น่าจะทำให้เขายืนยาว

 

Keanu Reeves

 

1. ฮีโร่ธรรมดาในหนังที่ไม่ธรรมดา  

หนังส่วนใหญ่ที่ คีอานู รีฟส์ เล่นนั้น โดยมากจะเป็นงานแอ็กชัน หนังไอคอนของเขาทั้ง 3 เรื่องก็ล้วนเป็นหนังแอ็กชันยิงกันกระหน่ำจอหรือไม่ก็ระเบิดตูมตาม แต่สิ่งที่ทำให้ คีอานู รีฟส์ และหนังแอ็กชันที่เขาเล่นแตกต่างจากหนังที่ เจสัน สเตแธม เล่นหรือหนังที่เดอะร็อกแสดงก็คือ คีอานู รีฟส์ เป็นแอ็กชันฮีโร่ที่มีค่ากลาง ยังมีความอ่อนแอและความอ่อนโยน ว่าง่ายๆ คือเป็นพระเอกหนังแอ็กชันที่ยังจับต้องได้ ไม่เวอร์มาก ไม่ก้ามปู หรือถ้าเวอร์มากก็จะเป็นความเวอร์ในเชิงความสวยงาม มาเป็นท่าเอี้ยวตัวหลบกระสุนต้านแรงโน้มถ่วงแบบไฮแฟชั่น ไม่ใช่ยิงกันเลือดสาด หนังอย่าง The Matrix ที่เขาแสดงก็จะไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันเพียวๆ แต่ดันเป็นหนังปรัชญาไปอีกครึ่งหนึ่ง หรืออย่าง Speed ก็ผสมความเป็นหนังโรแมนติกหนุ่มสาวคิวต์ๆ ไปด้วย ไม่ได้จะกู้ระเบิดกันอย่างเดียว ดังนั้น คีอานู รีฟส์ จึงสามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยได้อย่างอัตโนมัติ ผู้หญิงคิดว่าเขาหล่อ ผู้ชายคิดว่าเขาเท่

 

Keanu Reeves

 

2. ฮีโร่ธรรมดาในชีวิตจริง

ในช่วงที่ คีอานู รีฟส์ ไม่มีหนัง หรือในช่วงเวลาที่เขาเล่นหนังที่ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง เราก็มักจะได้เห็น คีอานู รีฟส์ ตามสื่อต่างๆ ในสถานการณ์ประเภท ‘ฉันพบ คีอานู รีฟส์ นั่งรถไฟใต้ดินที่นิวยอร์ก’ หรือ ‘ฉันพบ คีอานู รีฟส์ นั่งเศร้ากินแซนด์วิชอยู่ในที่สาธารณะต่างๆ เหมือนคนทั่วๆ ไป’ ความไม่เป็นดาราเหล่านี้ของ คีอานู รีฟส์ คือสิ่งที่ทำให้เขาเข้าถึงผู้คนได้อย่างมาก สิ่งเหล่านี้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายต่อหลายปีจนมันพิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นคนมีไลฟ์สไตล์ธรรมดาบ้านๆ อย่างนั้นจริงๆ (คือไม่ใช่แค่ทำเพื่อสร้างภาพหรือสร้างข่าวแค่ปีเดียว แล้วปีอื่นๆ คือใช้ชีวิตไฮโซ) สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการเพิ่มฐานแฟนให้อย่างมากโดยที่เขาอาจจะไม่รู้ตัว ทุกคนจดจำเขาในฐานะดาราสมถะและจับต้องได้ พี่เขาน่ารักจัง

 

Keanu Reeves

 

3. คนธรรมดาในชีวิตจริง

คีอานู รีฟส์ เป็นคนที่ไม่ค่อยมีข่าวกอสซิปหวือหวาอะไร เรียกได้ว่าเขาแทบจะไม่มีข่าวเลยด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดหลักการของการเป็นเซเลบที่สมควรจะมีข่าวเกี่ยวกับตัวเองตลอดเวลา ข่าวคราวนอกหนังที่เกี่ยวกับ คีอานู รีฟส์ มักจะเป็นเรื่องราวจากชีวิตจริงของเขา เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับลูกสาวและภรรยาของเขาที่เสียชีวิต ส่วนตัวเขาเองก็เสียใจอยู่หลายปี เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเหมือนสตอรีส่วนตัวในชีวิตของเขา ไม่ได้เป็นข่าวหน้าหนึ่งที่ทุกคนต้องติดตาม แต่หากมีคนอ่านเจอ พวกเขาก็จะรู้สึกว่ามันคือเรื่องราวชีวิตของนักแสดงคนหนึ่งที่ก็มีด้านเศร้าและทุกข์ใจไม่ต่างจากเรานัก

 

กลายเป็นว่าการที่ คีอานู รีฟส์ ทำตัวธรรมดาทำให้กลายเป็นนักแสดงที่อยู่ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ทุกคนทำแล้วจะกลายเป็นแบบเขาได้ แต่อย่างไรก็ตาม การเป็นคนไนซ์มันก็ดีกับทุกๆ คนอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นธรรมดาหรือคุณจะเป็น คีอานู รีฟส์ ก็ตาม เพราะมันจะทำให้คุณเป็นที่รักของผู้คนไปอย่างยาวนาน

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post คีอานู พีก: คีอานู รีฟส์ และการรีเทิร์นไม่รู้จบของชีวิตการแสดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนดูไม่ถูกใจสิ่งนี้: ยุคสมัยที่คนดูหนังสั่งแก้หนังได้ด้วยตัวพวกเขาเอง https://thestandard.co/people-dont-like-this/ Tue, 21 May 2019 06:27:47 +0000 https://thestandard.co/?p=250800

​ธุรกิจภาพยนตร์ จริงๆ แล้วเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง […]

The post คนดูไม่ถูกใจสิ่งนี้: ยุคสมัยที่คนดูหนังสั่งแก้หนังได้ด้วยตัวพวกเขาเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

​ธุรกิจภาพยนตร์ จริงๆ แล้วเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เพราะกว่างานชิ้นหนึ่งจะถูกผลิตออกมาได้ คนทำหนังและสตูดิโอต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี และพวกเขามีโอกาสเดียวเท่านั้นในการนำเข้าฉายโรงภาพยนตร์ เพราะหลังจากฉายแล้ว ถ้าผลตอบรับออกมาดีก็ดีไป แต่ถ้าออกมาไม่ดี พวกเขาก็ไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกอย่างใด ไม่มีการขอกลับไปแก้และอัปเดตเฟิร์มแวร์ส่งตามไปให้คนดูทีหลัง (หรือต่อให้มันมีจริงๆ คนดูคนไหนจะยอมกลับมาเข้าโรงอีกรอบ เพื่อดูหนังฉบับแก้ตัวนะ) ดังนั้น ถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจจะต้องไปแก้ตัวกันอีกทีในภาค 2 ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

ดังนั้น ความเสี่ยงเหล่านี้ที่คนทำอาจจะต้องเผชิญ จึงเป็นเหตุที่มาแห่งความพารานอยด์มากมายที่เกิดขึ้นในห้องสกรีนเทสต์ของสตูดิโอภาพยนตร์ ว่าหนังร่างไฟนอลที่เพิ่งดูกันไปนั้นเป็นเวอร์ชันที่ควรจะออกฉายได้แล้วหรือยัง โดนหรือยัง จี๊ดหรือยัง คนดูชอบแล้วหรือเปล่า และจะได้เงินไหม เพราะโอกาสมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

 

​ในกรณีล่าสุดของหนังเรื่อง Sonic the Hedgehog ฉบับ Live Action ที่มีการปล่อยภาพนิ่งและเทรลเลอร์ออกมาสู่สาธารณะเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา และเกิดกระแสลบมากมายถึงคาแรกเตอร์ดีไซน์ในฉบับหนังที่ทำออกมาไม่เหมือนในเกม ซึ่งส่งผลให้เกิดการที่คนดูที่มีฝีมือในเรื่อง Photoshop รีทัชและสร้าง Sonic แบบที่ควรจะเป็นออกมา ซึ่งออกมาเหมือนในเกมมากกว่า และประชาชนก็ต่างสรรเสริญสิ่งนี้มากมาย

 

​จริงๆ แล้วเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดขึ้นสม่ำเสมอกับหนังที่สร้างจากนิยาย เกม หรือพวกหนังรีเมกที่คนดูมีภาพจำมาก่อนแล้ว คนทำหนังประเภทนี้จะต้องต่อสู้กับจินตนาการและภาพจำเหล่านั้นของคนดู (เหมือนเราเป็นแฟนใหม่ แต่ต้องทำตัวให้เหมือนแฟนเก่าเขา) ถ้าแบบเซฟๆ ก็คือ เราก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้หนังเราใกล้เคียงกับสิ่งที่คนดูคิดและคุ้นเคยมากที่สุด เพื่อที่จะพิชิตใจพวกเขา และพวกเขาจะได้เข้ามาดูหนังเยอะๆ แต่ในขณะเดียวกัน อันที่จริงแล้วการตีความต้นฉบับก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ผู้กำกับมีสิทธิ์สร้างสิ่งที่พวกเขาเห็นขึ้นมา โดยที่อาจจะไม่ได้ตรงกับต้นฉบับเสียทีเดียว ตัวอย่างเช่น การนำ ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ มาเล่นเป็น สตีฟ จ็อบส์ ที่ทุกคนต่างออกเสียงว่า เขาไม่เหมือนสตีฟเลย แต่สุดท้ายไมเคิลก็สามารถแสดงจนคนดูรู้สึกว่า เขาคือสตีฟได้จริงๆ (โดยที่หน้าตาก็ยังไม่เหมือนเสียทีเดียว)

 

​ประเด็นคือ แม้ว่าไมเคิลจะหน้าไม่เหมือนสตีฟ แต่ผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ ก็ยืนยันว่า ต้องเป็นไมเคิล ไม่มีการเปลี่ยนนักแสดง หรืออย่างกรณีล่าสุดคือ Aladdin ฉบับคนแสดง ที่ตัวละครจินนี่ ซึ่งนำแสดงโดย วิลล์ สมิธ นั้นก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า นี่มันคืออะไร แต่ทางค่ายก็ยืนยันและพยายามทำอย่างไรก็ได้ให้คนดูซื้อจินนี่ในเวอร์ชันที่คนดูอาจจะไม่คุ้นตานี้ให้ได้ ในขณะที่ทางฝั่งของผู้สร้าง Sonic the Hedgehog นั้นออกมาประกาศว่า ทางสตูดิโอจะกลับไปแก้ไขคาแรกเตอร์เม่นฟ้าตัวนี้ให้ดีขึ้น หรืออาจจะใกล้เคียงกับเวอร์ชันเกมมากขึ้น

 

​คำถามมีอยู่ว่า ต่อให้แก้ Sonic ให้ออกมาเหมือนกับสิ่งที่คนดูอยากให้เป็นแล้ว หนังเรื่องนี้จะยังได้รับความนิยมตอนออกฉายหรือไม่ เพราะการที่บอกให้แก้ และคนทำก็แก้ตามนั้น แสดงให้เห็นว่า คนทำหนังเรื่องนี้ไม่มั่นใจในตัวเองเท่าไรนัก เขาจึงไม่ได้ยืนยันว่า Sonic ที่เขาตีความออกมานั้น มันจะดีในแบบฉบับของมันแน่นอน แม้ว่าอาจจะไม่คุ้นตา แต่พวกเราคิดมาดีแล้ว และไอ้ความไม่มั่นใจของคนทำแบบนี้ ก็อาจทำให้คนดูไม่มั่นใจกับหนังเรื่องนี้อยู่ดี มันก็จะยังเป็นหนังที่มีปัญหา แม้ว่าจะได้รับการแก้ไขแล้ว คนดูอาจจะคิดต่อไปอีกว่า ถ้าตอนก่อนออกฉายยังขนาดนี้ ในตัวหนังอาจจะมีข้อผิดพลาดแบบนี้อีกก็เป็นไปได้

 

​ในขณะที่บางเสียงจากฝั่งคนทำก็คิดว่า คนดู (หรือนักวิจารณ์) ต้องหยุดวิจารณ์หนังในแนวทางว่า “หนังเรื่องนี้ควรจะเป็นแบบนั้น”, “ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้จะดีขึ้น ถ้า…” , “ถ้าเป็นฉัน ฉันจะทำหนังเรื่องนี้ให้เป็นแบบนี้แบบนั้น” เพราะนั่นคือการอยากเห็นหนังเป็นไปในแบบที่ตัวเองต้องการเท่านั้น และปิดรับความหลากหลายของตัวงานที่อาจจะมาจากโลกคนละใบกับคนดู มาจากคนละวัฒนธรรมกับผู้รับสาร คนดูเองหรือเปล่าที่อาจจะต้องปรับดวงตาให้เปิดรับสิ่งใหม่ที่ไม่เหมือนกับตัวเองบ้าง เพื่อสร้างความหลากหลายของผลงานบนโลกใบนี้

 

​การแก้ไขหนังตามคนดูบอกนี้ จึงคิดได้ 2 แบบ คือ เป็นการเอาคอมเมนต์ต่างๆ มาทำให้หนังดีขึ้นตามประชามติ หรืออีกทางคือ เป็นการเอาใจคนดูเพื่อผลทางรายได้ (สมมติว่า Sonic the Hedgehog ฉายฟรี หรือทำเอามัน การแก้ไขนี้ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ เพราะไม่แคร์ว่าจะได้กี่บาท) มันอาจจะเป็นทั้งความผิดพลาดของคนทำและความผิดพลาดในการดูหนังของคนดู เป็นเรื่องที่อาจจะไม่สามารถตัดสินได้ว่าควรจะเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนทำแบบไหน และคุณเป็นคนดูแบบไหนมากกว่า

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post คนดูไม่ถูกใจสิ่งนี้: ยุคสมัยที่คนดูหนังสั่งแก้หนังได้ด้วยตัวพวกเขาเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Best of the Behind: เกร็ดหนังแห่งปี 2018 https://thestandard.co/best-of-the-behind-2018/ https://thestandard.co/best-of-the-behind-2018/#respond Fri, 21 Dec 2018 17:33:01 +0000 https://thestandard.co/?p=168726

หลังจากเขียนเรื่องราวว่าด้วยเบื้องหลังหนังมาตลอดปี เดือ […]

The post Best of the Behind: เกร็ดหนังแห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเขียนเรื่องราวว่าด้วยเบื้องหลังหนังมาตลอดปี เดือนสุดท้ายของปีอยากจะแวะเล่าเกร็ดหนังมากมายที่ระหว่างปีอาจจะไม่ได้เขียนถึง หรือเนื้อที่ไม่พอ หาที่ลงไม่ได้ เดือนนี้จึงจะเป็นเดือนที่อยากเล่าเกร็ดหนังเล็กหนังใหญ่ที่เคยอ่านมาและประทับใจส่วนตัวครับ

 

 

First Man

หนังชีวประวัติ นีล อาร์มสตรอง ที่โฟกัสเพียงใบหน้าและจิตใจของนีลและภรรยา กำกับโดย เดเมียน ชาเซล ณ La La Land โดยในช่วงที่เขาทำรีเสิร์ชเพื่อเขียนบท เขาได้ไปขอพบกับ เจเน็ต อาร์มสตรอง ภรรยาของนีล (รับบทโดย แคลร์ ฟอย) เพื่ออัดเทปพูดคุยเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอและนีล เขาได้นำเทปนั้นมาให้แคลร์ศึกษาเพื่อใช้ในการแสดง โดยที่แคลร์ไม่ได้พบกับเจเน็ตจริงๆ

 

สุดท้ายเจเน็ตก็เสียชีวิตในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งก็คือ 2-3 เดือนก่อนหนังฉายจริง ทำให้เจเน็ตไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ไปโดยปริยาย แคลร์จึงไม่ได้เจอเจเน็ตตัวจริงไปด้วย ก็ถือเป็นจังหวะสุดท้ายของชีวิตที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยก็ได้ทิ้งเรื่องราวเอาไว้ก่อนจากไป ลูกๆ ของอาร์มสตรองบอกว่า First Man บันทึกเรื่องของพ่อแม่เขาได้ตรงที่สุดเท่าที่เคยมีหนังมา

 

 

Three Billboards Outside Ebbing, Missouri

หนังว่าด้วยการต่อสู้ของหญิงแกร่งที่มีเรื่องกับตำรวจท้องถิ่นซึ่งไม่ยอมไขคดีลูกสาวของเธอที่ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้ง เธอจึงไปติดบิลบอร์ด 3 ป้ายใหญ่เพื่อทวงถามความยุติธรรม กองถ่ายเรื่องนี้ต้องไปถ่ายทำที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาแห่งหนึ่ง และแน่นอนว่าการถ่ายทำในที่เล็กๆ แบบนั้นจะต้องเจอฝรั่งมุง ทางกองถ่ายเลยใช้วิธีการยินดีต้อนรับชาวฝรั่งมุงไปเลย คือจัดสถานที่มุงไว้ให้เรียบร้อย จะได้ไม่เกิดความวุ่นวายขณะถ่ายทำ และในระหว่างพักเบรกนั้น นักแสดงอย่าง วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน ก็มีการแวะไปแจกลายเซ็นให้ด้วย (บริการเยี่ยม มี service mind มาก) พอง่ายๆ กันแบบนี้ ความมุงๆ ก็เกิดขึ้นไม่กี่วันแล้วก็เริ่มไม่ค่อยมีคนมามุงแล้ว (ชิน) นอกจากนั้นทางทีมงานยังเปิดให้คนแถวนั้นมาสมัครเป็นเอ็กซ์ตร้าประกอบฉากได้ด้วย รวมถึงมีนักเรียนหนังจากเมืองข้างๆ มาสมัครทำงานเป็นสแตนด์อินช่วยยืนบล็อกช็อตก่อนนักแสดงจริงมาเข้าฉากด้วยเช่นกัน ถือเป็นกองถ่ายที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านโดยแท้จริง

 

 

Burning

หนังอินดี้เกาหลีมาแรงประจำปีจากนวนิยายของ ฮารูกิ มูราคามิ ในหนังจะมีฉากที่ตัวละครหลัก 3 คนนั่งเหม่อมองดวงอาทิตย์ยามโพล้เพล้และนั่งคุยกันไปด้วย ซึ่งเป็นซีนสำคัญของหนัง แม้ว่าฉากนี้ในหนังจะโผล่มาเพียงไม่กี่นาที แต่ในการถ่ายทำนั้น พวกเขาต้องถ่ายฉากนี้ทุกวันนานเป็นเดือน เพราะพระอาทิตย์ในช่วงเวลานั้นตกอย่างรวดเร็ว ว่าง่ายๆ คือวันเดียวจะถ่ายทำช็อตนั้นได้ไม่กี่เทกเท่านั้น ก็เลยต้องมาตามถ่ายกันในช่วงเวลาเดิมทุกวันจนกว่าจะได้เทกที่ดีและแสงที่ดีด้วยในเวลาเดียวกัน

 

 

The Shape of Water

อันนี้ไม่เกี่ยวกับการถ่ายทำเท่าไร แต่คืนที่หนังเรื่องนี้ชนะออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้น ไมเคิล แชนนอน นักแสดงสมทบในหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลด้วยเช่นกันกลับไม่ได้ไปร่วมงาน คืนนั้นเขานั่งอยู่ในบาร์เล็กๆ ที่ชิคาโกในสภาพชุดอยู่บ้าน นั่งกินเบียร์หน้าเด้ดๆ อยู่คนเดียวในร้านพร้อมกับดูถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลนี้แบบไม่ได้เปิดเสียง เพราะในบาร์ปิดเสียงทีวี เขาก็เลยได้ดูผู้กำกับ กิลเลอร์โม เดล โตโร และผองเพื่อนขึ้นไปรับรางวัลท่ามกลางเสียงเพลงดังๆ ในบาร์แทน และนี่คือหนึ่งในความเรียบง่ายของนักแสดงฮอลลีวูดคนหนึ่ง ไม่สิ น่าจะเป็นความเรียบง่ายของคุณไมเคิลคนเดียวมากกว่า แต่เอ๊ะ เขาไม่ได้ทะเลาะอะไรกันใช่ไหม เลยไม่ได้ไปงาน 555

 

 

Hereditary

หนังสยองทุนต่ำที่ดังสุดๆ ของปี ว่าด้วยครอบครัวที่เหมือนโดนเล่นของ ซึ่งแรงบันดาลใจของหนังเรื่องนี้เกิดจากที่ครอบครัวของผู้กำกับโดนเล่นของใส่ ทำให้ซวยติดกัน 3 ปี ซึ่งชอบมาก ชีวิตจริงโดนเล่นของมาก็เลยทำหนังเกี่ยวกับการโดนเล่นของไปเลย

 

 

Bohemian Rhapsody

ซาชา บารอน โคเฮน เคยเกือบจะได้มารับบทเป็น เฟรดดี เมอคิวรี (นี่พี่ๆ ดู Borat กันมากเกินไปหรือเปล่าครับ)

 

รามี มาเลค ต้องใส่ฟันยางเข้าไปเพื่อให้ได้ฟันแบบเฟรดดีตัวจริง หลังจากถ่ายหนังเสร็จ รามิเก็บฟันยางนั้นไว้เป็นที่ระลึกพร้อมกับเอาไปหล่อทองเก็บไว้

 

 

Roma

หนังเรื่องล่าสุดของ อัลฟอนโซ กัวรอน ที่ว่าด้วยชีวิตของแม่บ้านเม็กซิโกในช่วงปี 1970 แม้ว่าลุคหนังเหมือนจะดูเรียบง่ายและทุนต่ำ แต่หนังใช้เวลาถ่ายทำไปประมาณ 100 กว่าวันด้วยทุนเพียง 15 ล้านเหรียญสหรัฐ (คืองงไปหมด เพราะปกติทุนน้อยต้องถ่ายน้อยวัน แต่อันนี้ทุนน้อยแต่ถ่ายร้อยกว่าวัน) นี่ยังไม่นับการถ่ายแบบลองเทกที่มีนักแสดงประกอบหลายสิบชีวิต รวมถึงฉากบางฉากที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่จริงๆ ซีจีเต็มไปหมดเลย ตัวอย่างเช่น ฉากชายทะเล (หากคุณดูแล้ว) ที่เหมือนจะเป็นลองเทกง่ายๆ ถ่ายตามธรรมชาติจริงๆ แต่จริงๆ ฉากนั้นเป็นการเอาหลายๆ เทกมาตัดแปะผสมกันในช็อตเดียว ยังไม่นับการทำซีจีให้ทะเลดูสูงขึ้น (จะได้ดูน้ำลึกขึ้น) และอีกมากมายที่เราอาจมองไม่ออกว่าเป็นซีจี  

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post Best of the Behind: เกร็ดหนังแห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/best-of-the-behind-2018/feed/ 0
8 วินาทีและน้อยกว่านั้น เมื่อคนดังขอมาโผล่ในหนังแบบไร้เครดิต https://thestandard.co/celebrity-movie-8-seconds/ https://thestandard.co/celebrity-movie-8-seconds/#respond Thu, 22 Nov 2018 12:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=152206

การจากไปของ สแตน ลี ผู้เป็นอากงแห่งมาร์เวลนั้น สิ่งที่ท […]

The post 8 วินาทีและน้อยกว่านั้น เมื่อคนดังขอมาโผล่ในหนังแบบไร้เครดิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

การจากไปของ สแตน ลี ผู้เป็นอากงแห่งมาร์เวลนั้น สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดถึงเขา นอกจากคาแรกเตอร์ซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาแล้ว คนยังจดจำได้ดีว่าทุกปี เราจะต้องได้เจอเขาแอบซ่อนอยู่ในหนังมาร์เวล ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (จนหลายคนถึงขั้นรอและเฝ้าสังเกตซีน สแตน ลี ในทุกครั้งที่เข้าไปดูหนังมาร์เวล) และช่วยทำให้คำว่า Cameo เป็นคำที่คนดูหนังทั่วๆ ไปคุ้นเคยมากขึ้นและมากขึ้น และในขณะเดียวกัน หลังๆ ดูเหมือนบรรดาดาราเอลิสต์ทั้งหลายจะสนุกสนานกับการมาปรากฏตัวตามหนังคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน และการมาแต่ละครั้งเหมือนคิดกันมาแล้วว่าต้องไม่ธรรมดา (หรือไม่ต้องเห็นหน้าเลยก็ได้) รอบนี้เราเลยเอาความต๊องของบรรดา Celebrity Cameo มาให้ดูกันเล่นๆ เผื่อกลับไปสังเกตกันอีกรอบ

 

 

เจ้าชายแฮร์รีและเจ้าชายวิลเลียม ใน The Last Jedi

จริงๆ แล้วบททหารต๊อกต๋อย Stormtrooper ในหนังชุด Star Wars เป็นอะไรที่นักแสดงหลายคนเห็นว่าคือบทที่ Once in a lifetime มาก คืออยากจะลองมาสวมบทและสวมหมวกตัวละครแล้วเข้าฉาก แม้ว่าเดินเข้าไปในฉากแล้ว คนดูอาจจะคิดว่าคนในหมวกนั้นคงจะเป็นพี่สมศักดิ์ น้องซาร่าห์ หรือใครก็ได้ เพราะมองไม่เห็นหน้าจริง แต่มันคือความฟินส่วนตัวของคนแสดง อย่างน้อยชีวิตหนึ่งก็ได้อยู่ในหนัง Star Wars (แถมเอาจริงคือเท่กว่าด้วย คือมาแบบไม่เยอะเกิน ไม่ล้นเกิน)

 

จอห์น โบเยกา เคยให้สัมภาษณ์คอนเฟิร์มเรียบร้อยว่าสองพี่น้องแห่งราชวงศ์นั้นเคยมาเล่นเป็น Stormtrooper ในหนังจริงๆ ซึ่งนอกจากจะไม่เห็นหน้าแล้ว ฉากที่ทั้งคู่เล่นก็ยังโดนตัดออกในหนังด้วย เศร้าจริงๆ คือไม่รู้ป่านนี้สองคนนั้นรู้ตัวหรือยัง ตอนตัวเองเล่นไปอาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าฉากไหนหรือฉันอยู่ตรงไหน เพราะรอบๆ ตัวนี่หน้าเป็น Stormtrooper เหมือนกันไปหมด

 

และนอกจากสองเจ้าชายแล้ว ในสองสามภาคล่าสุดของซีรีส์นี้ ไซมอน เพ็กก์ ก็เคยไปเล่นเป็นเอเลี่ยนใน The Force Awakens (ไม่เห็นหน้า) เช่นเดียวกับ แดเนียล เคร็ก ไปเล่นเป็น Stormtrooper (เพราะถ่าย James Bond ที่สตูดิโอเดียวกัน เลยเดินข้ามมาเล่น แต่ก็ไม่เห็นหน้าในหนังเช่นกัน) หรือผู้กำกับอย่าง เอ็ดการ์ ไรท์ ก็มาลองเป็นทหารใน Rogue One นี่คือเห็นกองถ่าย Star Wars เป็นสวนสนุกกันหรือไง

 

 

แบรด พิตต์ 2 วิฯ ใน Deadpool 2

ใช่ มันมี แบรด พิตต์ ในหนังเรื่อง Deadpool 2 ใครที่ดูหนังเรื่องนี้แต่ไม่ตั้งใจดู อาจจะมองไม่เห็นเขา ส่วนคนที่ตั้งใจก็จะคิดว่าตาฝาดหรือเปล่า เพราะพี่เขาโผล่มาแค่ 2 วินาที แถมมาในฉากต๊องๆ อย่างตัวละครโดนสายไฟฟ้าแรงสูงช็อตตาย คือดูไร้ค่าสิ้นดี

 

แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะ ผู้กำกับเดวิด ลีช เคยเป็นสตันต์แมนให้ แบรด พิตต์ มาก่อนสมัยแสดง Ocean 11 และ Mr. & Mrs. Smith ก็เลยซี้กัน พอเกิดไอเดียนี้ก็ยกหูโทรศัพท์ไปหา แล้วแบรดก็ตอบเยสมาทันทีแบบไม่ต้องคิดสิ่งใด การถ่ายทำก็คือว่าเรียก แบรด พิตต์ มาถ่ายกับกรีนสกรีนประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วก็เอาไปใช้แปะในหนังอีกที นี่สินะเส้นสายในวงการ

 

 

ไมเคิล แจ็คสัน ใน Men In Black 2

อันนี้แนวมาขอคืนดี เรื่องของเรื่องคือ ผู้กำกับแบร์รี่ ซอนเนนฟิลด์ อยากได้ ไมเคิล แจ็คสัน มาเล่นเป็นบทเอเลี่ยนในร่างชาวโลกในหนังเรื่อง Men In Black (ไอเดียนี่กวนตีนมาก แต่ก็นั่นแหละ ใครจะเหมาะเล่นเป็นเอเลี่ยนในร่างชาวโลกมากกว่าไมเคิล) ซึ่งแน่นอนว่าไมเคิลต้องปฏิเสธ

 

แต่หลังจากหนังฉายจนประสบความสำเร็จมาก ทำให้เกิดการประกาศทำภาค 2 ไมเคิล แจ็คสัน จึงติดต่อกลับมาใหม่อีกครั้งว่าอยากเล่นแล้ว เขาจึงได้มารับบทเป็นเอเลี่ยนในร่างชาวโลกผู้เจรจาเรื่องสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างเอเลี่ยน คือบางครั้งตัวดาราเองก็ไปขอผู้กำกับเขาเล่น เล่นอะไรก็ได้ ขอให้ได้เล่นในหนังเรื่องนั้น

 

 

แมตต์ เดมอน ใน Deadpool 2

แม้จะเป็นหนังเรื่องเดียวกัน แต่อันนี้หนักกว่า แบรด พิตต์ ไม่ใช่เพราะว่า แมตต์ เดมอน อยู่ในหนังหลายนาที แต่หนักกว่าตรงที่ไม่มีใครเห็นเขาในหนังเลย จนกระทั่งมีคนออกมาเฉลยว่า เขาอยู่ในซีนที่มีลุงแก่ๆ สองคนคุยกันหลังรถกระบะ ตอนตัวร้ายปรากฏตัว ฟังแล้วอาจจะเข้าใจว่า อ๋อ ซีนนั้นแมตต์คงไปนั่งไกลๆ เราเลยมองไม่เห็น แต่จริงๆ แล้วเปล่าเลย เขานั่งกลางเฟรม แต่เขาเมกอัพตัวเองให้กลายเป็นลุงแก่ๆ อ้วนลงพุงชนิดที่ว่าคนในกองถึงขั้นจำเขาไม่ได้เช่นกัน คือเนียนจนเหมือนไร้ซึ่งตัวตนไปเลยครับ

 

รอบนี้ต้องใช้เส้น ไรอัน เรย์โนลด์ส ชวนมาเล่น ซึ่งแมตต์อ่านบท (ที่ไดอะล็อกของเขาว่าด้วยเรื่องทิชชูในโลกขาดแคลน ทำให้สุขอนามัยของมนุษย์ลดลง) เขาก็ตอบรับทันที และในหนังก็ไม่ได้ลงเครดิตชื่อเขาด้วย บางครั้งผมก็คิดว่า พวกนี้เขาว่างใช่ไหม เขาเหงาเหรอ ทำไมต้องมาทำอะไรแบบนี้นะ ฮ่าๆ

 

 

เคต แบลนเชตต์ ใน Hot Fuzz

คำถามคือ เธออยู่ไหนวะ ตอนไหน ซีนไหน ช็อตไหนบอกมา เป็นอีกหนึ่ง Cameo ที่คนดูคงมองไม่เห็น เพราะโผล่มาแค่ดวงตา เคตรับบทเป็นแฟนพระเอกที่ปรากฏตัวในฉากที่เธอกำลังปฏิบัติงานเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุฆาตกรรม จึงต้องสวมผ้าปิดปากไว้ครึ่งหน้า

 

ผู้กำกับเอ็ดการ์ ไรท์ บอกว่า มุกในหนังคือ ฉากนั้นพระเอกจะเจอคนสวมผ้าปิดปากในที่เกิดเหตุประมาณสิบกว่าคน แล้วงงว่านางเอกคือคนไหนวะ แต่ในขณะเดียวกันฉากนั้นก็ดันเป็นซีนอารมณ์เศร้าซึ้งด้วย (คือฮาก็จะเอา เศร้าก็จะเอา) เราเลยคิดว่าจะต้องเอาคนที่ดวงตามีพลังและมีอารมณ์มาเล่นบทนี้ ก็นั่นแหละ เขาเลยติดต่อเคตไป เธอก็มารับบทนี้โดยไม่ได้มีเครดิตด้วยเช่นกัน

 

 

สไปก์ จอนซ์ ใน Her

เราอาจจะรู้กันดีว่า สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน นั้นให้เสียงพากย์เอไอซาแมนธาในหนังเรื่อง Her แต่อีกเกร็ดหนึ่งที่หลายคนไม่รู้คือ คุณผู้กำกับสไปก์ จอนซ์ ก็ได้มาร่วมปรากฏตัวเป็นเสียงในหนังด้วย

 

คำถามคือ เขาให้เสียงเป็นตัวไหน คำตอบคือเขาพากย์เสียงเป็นเอเลี่ยนเด็กในเกมที่พระเอกเล่น (ใช่ เจ้าตัวเล็กๆ หัวกลมๆ นั่นแหละ) มิน่า ทำไมมันหยาบคายได้ใจขนาดนี้

 

 

แบรด เบิร์ด ใน The Incredibles

อันนี้หนักสุด รู้หรือไม่ว่าเสียงพากย์ดีไซเนอร์สาวสุดเจ้าแม่ เอ็ดนา โมด ในการ์ตูน The Incredibles เป็นเสียงของ ผู้กำกับแบรด เบิร์ด ทำไมพวกคุณขยันขนาดนี้ กำกับด้วย ต้องพากย์เสียงเป็นผู้หญิงด้วย นี่ไม่ใช่คำว่าประหยัดงบแล้วล่ะ นี่ความฝันส่วนตัวมากกว่า

 

ภาพประกอบ : Nuttarut B.

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post 8 วินาทีและน้อยกว่านั้น เมื่อคนดังขอมาโผล่ในหนังแบบไร้เครดิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/celebrity-movie-8-seconds/feed/ 0
24 ชั่วโมงของชีวิตในเทศกาลหนัง https://thestandard.co/24-hour-in-film-festival/ https://thestandard.co/24-hour-in-film-festival/#respond Thu, 18 Oct 2018 10:34:35 +0000 https://thestandard.co/?p=134006

เทศกาลหนังยังคงเป็นดินแดนที่คนทำหนังรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากจ […]

The post 24 ชั่วโมงของชีวิตในเทศกาลหนัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เทศกาลหนังยังคงเป็นดินแดนที่คนทำหนังรุ่นใหม่ใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้ง หรือกระทั่งคนดูหนังก็อยากจะดูหนังที่เทศกาลเหล่านั้นสักที แต่แน่นอนว่าไม่มีใครจินตนาการออกว่าการมาเทศกาลหนังมันเป็นอย่างไรจนกว่าจะได้มาเอง เราอาจจะเคยเห็นภาพของการเดินพรมแดงต่างๆ หรือผู้กำกับถ่ายรูปตัวเองกับรอบฉายต่างๆ ที่นั่น แต่เราอาจจะไม่รู้จริงๆ ว่าวันหนึ่งคนเหล่านี้เขาไปทำอะไรกันบ้าง

 

ในฐานะที่ไปๆ มาๆ เทศกาลหนังอยู่ 5-6 ปีแล้ว เราก็พอเริ่มจับแพตเทิร์นของการมาเทศกาลหนังหรือพฤติกรรมของชาวเทศกาลหนังได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ใช้เวลาชีวิตคุ้มค่ามากๆ เรียกได้ว่า 24 ชั่วโมงมีเท่าไรก็ใช้หมด วันนี้จึงจะมาขอเปิดตารางเวลาชีวิตของชาวเทศกาลว่าวันหนึ่งเขาทำไรกันบ้างโดยคร่าวๆ ให้พอเห็นภาพ

 

6.00 น. เวลานี้ส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นกัน อ่านไปถึงตอนท้ายจะรู้ว่าทำไม

 

7.00 น. คนตื่นเวลานี้ไม่ได้จะลุกขึ้นมาออกกำลังกาย แต่ส่วนใหญ่คือเจ็ตแล็ก หรือเรียกได้ว่ายังไม่ได้นอนตั้งแต่เมื่อคืน

 

นวพลเพิ่งตื่นที่โรงแรม / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2014

 

8.00 น. หลายคนตื่นตอนนี้เพื่อรีบมาจองตั๋วหนังฟรีประจำวันนั้น คือในหลายๆ เทศกาล ผู้กำกับหรือนักวิจารณ์ที่ได้มาเข้าร่วมงานนั้นจะได้บัตรดูหนังฟรี แต่กฎการจองตั๋วหนังฟรีคือเราจะทำได้แค่ 1 วันล่วงหน้าก่อนฉายจริง จะจองเผื่อล่วงหน้าหลายๆ วันไม่ได้ ดังนั้นแต่ละวันก็ต้องมาตบตีแย่งชิงตั๋วหนังกันตั้งแต่เช้า และการตบตีนั้นไม่ได้ทำกันขำๆ

 

ในหลายๆ เทศกาล คนมายืนต่อแถวเพื่อชิงตั๋วหนังกันท่ามกลางอากาศหนาวของ 8 โมงเช้า โดยเฉพาะวันไหนที่กำลังจะมีหนังดังมากๆ เข้าฉาย ทุกคนก็ยินยอมจะเสียสละเพื่อตั๋วฟรี (แต่บางครั้งทนไม่ไหวจนยอมจ่ายเงินซื้อไปเลยก็มี ไม่รอฟรีแล้ว)

 

9.00 น. อีกหลายส่วนเพิ่งมาตื่นเวลานี้ เพราะกำลังจะหมดเวลาอาหารเช้าโรงแรม ต้องรีบตื่นลงมากินข้าวฟรี การกินอยู่อย่างประหยัดนั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับชาวเทศกาล อะไรกินฟรีก็ต้องรีบมากิน อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดไว้ โดยเฉพาะคนทำหนังหรือนักดูหนังรุ่นเด็กๆ คือเป็นกลุ่มคนที่ยังไม่มีรายได้มากมาย และการมาเทศกาลหนังต่างประเทศรอบหนึ่งนั้น บางทีค่าตั๋วเครื่องบินหรือค่าที่พักก็เอาเงินพวกเขาไปหมดเรียบร้อยแล้ว การกินและอยู่อย่างมัธยัสถ์จึงเริ่มและรีบจนกว่าของจะหมด

 

10.00 น. หนังรอบแรกมักเริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลานี้ ในช่วงแรกๆ ของการเอาหนังไปฉายเทศกาลนั้น บางครั้งหนังของเราอาจจะได้ฉายรอบ 10 โมงเช้า ซึ่งก็จะเกิดความน้อยอกน้อยใจว่า ใช่สิ หนังผมมันหนังเล็ก เลยกระเด็นมาอยู่ช่วงนี้ รอบ 10 โมงเช้านี้เป็นรอบลูกเมียน้อยชัดๆ แต่แท้จริงแล้วเวลา 10 โมงเช้าของเทศกาลหนังนั้นก็เป็นเวลาที่คนเยอะเท่าๆ กับเวลาอื่นๆ ว่าง่ายๆ คือคนดูหนังเทศกาลเหล่านี้ดูกันทั้งวันจริงๆ นี่อาจจะเป็นข้อดีของการได้มาฉายหนังในเทศกาล คือคุณจะเจอคนดูที่ไม่ว่าเช้าแค่ไหนเขาก็จะมาดูหนังคุณ หากหนังคุณน่าสนใจพอสำหรับเขาจริงๆ

 

สภาพห้องพักของพวงสร้อย อักษรสว่าง / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

 

11.00 น. สำหรับคนที่มาเทศกาล แต่ไม่ได้มาในฐานะผู้กำกับหรือมาเพื่อดูหนัง หลายๆ ครั้งพวกเขาจะเป็นโปรดิวเซอร์หนังที่มาหาเงินทุนหรือหาเน็ตเวิร์กต่างๆ ในอนาคต ถามว่ายุคนี้มีอีเมล มีสไกป์ มีเฟซไทม์แล้ว ทำไมเราต้องมาเทศกาลหนังอีก ง่ายๆ คือเทศกาลหนังจะรวมฮิตคนวงการนี้เกือบทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว (โดยเฉพาะเทศกาลใหญ่) คือมาทีเดียวได้เจอหน้าครบทุกคน และอาจจะนัดคุยหรือนัดเจอได้ง่ายกว่า เดินๆ อยู่อาจจะสวนกันแถวร้านขายข้าว หรือบางครั้งเทศกาลก็มีโปรแกรมเปิดบูทให้โปรดิวเซอร์มาพิตชิงโปรเจกต์ไปเลย เหมือนเปิดหน้าร้านให้ได้เจอผู้ลงทุน จึงเป็นโอกาสดีในการนัดคุยงานต่างๆ

 

บางคนมาเทศกาลหนังก็ไม่ได้ดูหนังเลย เพราะต้องไปนั่งคุยงานหาเงินสร้างหนังทั้งวัน หรือหลายๆ คนก็ต้องไปทำความรู้จักคนใหม่ๆ โปรแกรมเมอร์เทศกาลต่างๆ เผื่อเขาอยากเอาหนังเราไปฉายตามเทศกาลต่างๆ ด้วยเช่นกัน ว่าง่ายๆ นี่คือแพลตฟอร์มทางธุรกิจแบบหนึ่ง หรือจะเรียกว่าตลาดหนังก็ไม่ผิดนัก

 

เป็นเอก รัตนเรือง ในสมัยที่เอา Samui Song มาทำการพิตชิง / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2014

 

12.00 น. คนดูหนังเทศกาลบางทีก็ไม่ค่อยกินข้าวให้เรียบร้อย เพราะบางคนวางโปรแกรมดูหนัง 4 เรื่องต่อวัน พวกเขาจะซื้อกาแฟแก้วเล็กๆ กินระหว่างเดินทางจากโรงหนังหนึ่งไปยังอีกโรงหนึ่ง หรือบางทีก็ซื้อขนมปังเล็กๆ ที่เดินไปกินไปได้ คือรีบมาก เดี๋ยวดูเรื่องต่อไปไม่ทัน เคยเห็นมานั่งกินข้าวกล่องหน้าโรงก็มีมาแล้ว

 

13.00 น. สำหรับคนที่ไม่ดูหนัง หลายๆ ครั้งการไปเทศกาลจะเป็นโอกาสดีในการท่องเที่ยวพักผ่อน หลายๆ ท่านไม่ดูหนัง แต่ไปเดินทางเยี่ยมชมเมืองแทน อันนี้ก็แล้วแต่ว่าเมืองที่จัดเทศกาลหนังนั้นน่าสนใจหรือไม่ บางเทศกาลจัดในเมืองใหญ่ เช่น เบอร์ลิน โตเกียว หรือเวนิส อันนี้ก็สบายเลย มีที่ให้เที่ยวแบบกระหน่ำ แต่บางทีเทศกาลใหญ่จัดที่เมืองเล็ก เช่น ปูซาน ก็จะไม่มีอะไรนอกจากชายหาด หลายๆ ครั้งก็กลับมาดูหนังดีกว่า เพราะไม่มีอะไรจะเที่ยว

 

อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับ มะลิลา กำลังปีนต้นไม้ยามออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองคานส์ / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

 

14.00 น. ช่วงเวลาแห่งความหนืดของชาวดูหนังฮาร์ดคอร์ หลายคนชอบหลับคาโรงในช่วงบ่ายๆ อาจจะเป็นเพราะเมื่อเช้าดูหนังรอบ 10 โมงเช้าแล้วก็มาต่อหนังรอบบ่ายเลย ทำให้เกิดความอ่อนล้า และอย่างที่รู้กันว่าหนังในเทศกาลหนังนั้นเรียกร้องพลังงานความคิดจากคนดูขนาดไหน หรือบางทีก็มาในจังหวะเชื่องช้าจนต้องตั้งสติขณะดู

 

เคยคุยกับหลายๆ คนว่านี่มันต้องดูหลายเรื่องต่อวันขนาดนี้เลยเหรอ ชาวดูหนังฮาร์ดคอร์ก็กล่าวว่าบางทีเราตั้งใจบินมาดูหนังที่เทศกาลโดยเฉพาะ คือเสียเงินจองตั๋วกับที่พักมาแล้วก็ต้องเอาให้คุ้ม จะมาดูแค่ 1-2 เรื่องต่อวันนั้นไม่ได้ ต้อง 3-4 เรื่องต่อวันไปเลย คิดเล่นๆ คงเหมือนไปเทศกาลดนตรี คือมาแล้วก็ดูมันทุกเวทีและทุกวงนี่แหละ เผื่อจะเจอวงใหม่ๆ ที่เราชอบก็ได้ คล้ายการตามหาเนื้อคู่มาก

 

พวงสร้อย อักษรสว่าง ผู้กำกับ นคร-สวรรค์ กำลัง Q&A / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

 

15.00 น. ช่วงบ่ายเย็นหลายๆ ครั้งจะเป็นเวลาที่ผู้กำกับจะโดนนัดสัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ส่วนใหญ่เขาก็จะจัดเวลาให้ทุกสื่อที่ติดต่อสัมภาษณ์มาในเวลาเดียวกันไปเลย โดยมักจะเกิดที่ Press Office ของเทศกาล

 

การสัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศนั้นมีความยากง่ายต่างกัน หลายๆ ครั้งก็เหมือนคลาสสอบ Listening แบบนานาชาติมาก เพราะสื่อแต่ละเจ้าก็มาจากประเทศที่ต่างกัน คุณจะได้เจอสำเนียงต่างๆ ตั้งแต่อเมริกัน อังกฤษ ยุโรป หรือเอเชีย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกสาเหตุเช่นกันว่าทำไมผู้กำกับหนังที่มีหนังฉายในเทศกาล บางครั้งก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้ดูหนังเท่าไร เพราะบางครั้งตารางก็แน่นเสียจนเหมือนมาทำงานเหมือนกัน บางทีสัมภาษณ์ทั้งวันก็หมดเวลาแล้ว

 

16.00 น. เริ่มต้นการดูหนังเรื่องที่ 3 ของวันของบรรดาชาวดูหนังฮาร์ดคอร์ หลายๆ คนอาจจะเริ่มชิ่งหนีหรือทิ้งตั๋วก็มีบ้าง แต่นั่นก็จะเป็นโอกาสของคนดูหนังท่านอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาผู้มีบัตรดูหนังฟรี แต่จองตั๋วไม่ทัน หลายๆ เทศกาลจะมี Waiting Line ไว้เผื่อโรงไม่เต็มเนื่องจากมีคนชิ่งหนีหรือทิ้งบัตร แก๊งนักรอคอยเหล่านี้ก็จะได้เข้าโรงไปแทนที่ ถือเป็นผลบุญแห่งความอุตสาหะและความพยายาม

 

บรรดาคนต่อคิว Waiting Line เผื่อได้เข้าไปดูหนัง / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน 2018

 

17.00 น. จริงๆ แล้วสิ่งที่คนมักจะลืมไปเกี่ยวกับเทศกาลหนังคือตัวเทศกาลมักจัดสัมมนาหรือเวิร์กช็อปที่น่าสนใจอยู่ตลอด บางครั้งเทศกาลมีหนังจากผู้กำกับใหญ่ๆ บางคนฉาย และพวกเขาก็เดินทางมาร่วมเทศกาลด้วย เทศกาลก็จะจัดทอล์กให้คนทั่วไปได้เข้าฟัง ส่วนตัวผมสนใจไปฟังงานแบบนี้มากกว่า เพราะเป็นโอกาสที่จะได้ความรู้ใหม่ๆ และได้เจอผู้กำกับตัวจริง เรียกได้ว่าเป็นการบ้าดาราเชิงวิชาการ

 

18.00 น. ช่วงเย็นเวลาดี หลายๆ ครั้งก็จะมีงานรอบพรีเมียร์เปิดตัวหนังต่างๆ หรือถ้าเรามาวันเปิดเทศกาลหรือพวกงานพรมแดงก็จะมีช่วงนี้ หลังๆ การไปยืนบ้าดาราตามเทศกาลนี่มันสนุกมากนะครับ เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่เราจะได้เห็นดาราฮอลลีวูดตัวเป็นๆ แบบใกล้มากๆ ถ้าคุณไปเมืองคานส์อาจจะยากหน่อยในการเข้าประชิดพรมแดง แต่ถ้าเทศกาลอื่นๆ นั้นบางทีก็เข้าไปได้ง่ายๆ เลย โมเมนต์ที่สนุกที่สุดคือเราไม่รู้ว่าใครจะมาพรมแดงบ้าง ก็ต้องรอลุ้นว่าที่ยืนมุงๆ กันเกือบชั่วโมงเนี่ย เราจะได้เห็นใครออกมาเดิน บางทีก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร หรือบางทีก็ได้เจอสตีเวน สปีลเบิร์ก

 

นวพล พบ เวส แอนเดอร์สัน กำลังเดินพรมแดง / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน 2018

 

19.00 น. เวลาดีในการฉายหนังที่สุด จะดีใจมากหากหนังตัวเองได้ฉายรอบแถวๆ นี้ คงคล้ายๆ ว่าเป็นไพร์มไทม์ของคนดูหนัง เพราะบางทีเราก็หวังใจให้คนทั่วไปในเมืองนั้นๆ มาดูหนังด้วย ไม่ใช่แค่ชาวเทศกาลหนังอย่างเดียว รอบไหนที่มีประชาชนในเมืองนั้นมาดูเยอะ ช่วง Q&A จะสนุกมาก เพราะคำถามจากคนดูทั่วๆ ไปจะค่อนข้างแรนดอม และหลายๆ ครั้งเป็นคำถามน่าสนใจที่ไม่ถูกถามจากคอหนังหรือนักวิจารณ์

 

20.00 น. เริ่มต้นการดูหนังเรื่องที่ 4 ของวันของบรรดาชาวดูหนังฮาร์ดคอร์ เคยถามเหมือนกันว่า ถามจริง นี่ดูไหวใช่ไหม 555 มันเหมือนกินบุฟเฟต์ทั้งวันเหมือนกันนะ หลายคนบอกว่าขึ้นอยู่กับวัย เพราะบางคนทำอย่างนี้ได้สบายในช่วงวัยหนุ่ม แต่พอแก่มาหน่อยก็จะเริ่มไม่ค่อยไหวแล้ว บางทีดูเยอะเกินแล้วจำอะไรไม่ค่อยได้ก็มี  

 

นวพลกินข้าวช่วงเย็นกับเซลเอเจนต์หนังเรื่อง Die Tomorrow / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน 2018

 

คนต่อแถวดูหนังตอน 4 ทุ่ม หางแถวยาวพันเกี่ยวเลี้ยวลด / เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

 

21.00-5.00 น. ช่วงเวลาแห่งปาร์ตี้ ทุกเทศกาลช่วงดึกๆ นั้นจะมีปาร์ตี้จัดขึ้นตามจุดต่างๆ มากมาย ทั้งปาร์ตี้จากเทศกาลเอง หรือบางทีก็เป็นปาร์ตี้ที่จัดโดยประเทศต่างๆ เช่น ปาร์ตี้ไต้หวัน ก็จะรวมชาวไต้หวันที่มาเทศกาลไว้หมด ซึ่งคนอื่นๆ ในเทศกาลที่ไม่ใช่คนไต้หวันก็ไปเข้าร่วมได้เช่นกัน นอกจากจะเป็นการสร้างเน็ตเวิร์กแล้ว หลายๆ ท่านก็หวังผลในการไปกินฟรีด้วย เพราะปาร์ตี้มักจะมีอาหารฟรี เบียร์ฟรี บางครั้งหลายปาร์ตี้จัดพร้อมกันก็จะมีการเดินทางจากปาร์ตี้หนึ่งไปสู่อีกปาร์ตี้หนึ่งคล้ายการฮอปปิ้ง สิ่งเหล่านี้ก็จะดำเนินไปทั้งคืนจนเข้าสู่วันใหม่ ตี 1 ตี 2 และสำหรับชาวปาร์ตี้หนัก การเข้าสู่เช้าวันใหม่ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา นั่นคือสาเหตุที่ 6.00 น. จะยังไม่มีใครตื่นที่เทศกาลหนัง

 

อันที่จริงชีวิตในเทศกาลของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันเลย ก็แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่โดยรวมแล้วนี่คือไทม์ไลน์ที่เทศกาลเตรียมไว้ให้พวกเราชาวผู้กำกับหรือคนดูหนังได้ดีไซน์การใช้ชีวิตกันเองในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เป็นใหญ่ที่สุดในสัปดาห์นั้น หากใครนึกไม่ออกว่าปกติพวกมันไปทำอะไรกัน ทั้งหมดนี้คือคร่าวๆ ที่จะทำให้คุณคิดออกมากขึ้น เผื่อรอบหน้าคุณอยากลองไปเอง ไม่ว่าจะในฐานะคนดูหรือคนทำก็ตาม

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post 24 ชั่วโมงของชีวิตในเทศกาลหนัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/24-hour-in-film-festival/feed/ 0
สารคดีที่ดีจะต้องแลกมาด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของผู้กำกับและซับเจกต์หรือไม่ https://thestandard.co/documentary-director-subject/ https://thestandard.co/documentary-director-subject/#respond Thu, 20 Sep 2018 10:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=122497

ในครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงการทำหนังที่ Based on True St […]

The post สารคดีที่ดีจะต้องแลกมาด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของผู้กำกับและซับเจกต์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงการทำหนังที่ Based on True Stories ที่มีกระบวนการที่ยุ่งยากมากมาย การซื้อสิทธิ์ การขออนุญาตเจ้าของเรื่องตัวจริง เพื่อแลกมาซึ่งความจริงหรือความสมจริงของหนังเรื่องนั้น แต่จริงๆ มีสิ่งที่ยากกว่าการทำหนังเรื่องแต่งที่ Based on True Stories นั่นคือการทำสารคดีที่เกี่ยวพันกับ True Story แบบเต็มๆ แบบไม่ Based on

 

ความแตกต่างของหนังเรื่องแต่งที่สร้างจากเรื่องจริง และหนังสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องจริง นั่นคือ หนังเรื่องแต่งนั้นคนดูจะรู้สึกว่าเรื่องที่ดูนั้นแม้จะสร้างจากเรื่องจริง แต่ตัวหนังมักจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจ หรือมีการดัดแปลงเพื่อความบันเทิงของการรับชม ความรู้สึกก้ำกึ่งว่าจริงกับไม่จริงจะยังมีความผสมกันอยู่ อะไรที่ไม่ดีต่อตัวบุคคลจริง เราอาจจะโยนความผิดให้คนเขียนบทได้ไปเต็มๆ

 

ในขณะที่หนังสารคดีนั้นคนที่อยู่ในหนังคือคนจริงๆ พูดบางอย่างออกมาจากปากตัวเองจริงๆ คนดูจึงรู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นคือเรื่องจริงโดยปริยาย แน่นอนว่าพวกเขามักจะลืมนึกว่ามันมีการตัดต่อและมุมมองของผู้กำกับอยู่ เวลาเกิดเหตุอะไรขึ้นมาหลังหนังฉาย บุคคลจริงเหล่านั้นจะปฏิเสธยาก และเหมือนต้องยอมรับข้อวิจารณ์หรือคำด่าต่างๆ เข้าตัวไปโดยปริยาย และนั่นแหละคือต้นทางของปัญหาทั้งหมดที่อาจจะหนักข้อกว่าหนังเรื่องแต่ง Based on True Stories

 

แต่การจะโยนความผิดให้ผู้กำกับหรือผู้สร้างเลยนั้นก็ดูจะเป็นการตัดสินที่รวดเร็วไปสักเล็กน้อย เพราะหากเราทำสารคดีที่ตัดต่อตามที่ตัวซับเจกต์ต้องการทั้งหมด นั่นก็อาจจะแปลว่าสารคดีนั้นไม่มีความคิดเห็นของคนทำเลยแม้แต่น้อย (ลองคิดถึงบทสัมภาษณ์ที่ตัวคนถูกสัมภาษณ์มีสิทธิ์แก้ไขคำตอบต่างๆ ทั้งหมดดูสิว่า จะดูไม่น่าเชื่อถือขนาดไหน) แต่ในขณะเดียวกันผู้กำกับก็ต้องบาลานซ์ให้ดีถึงความยุติธรรมต่อสิ่งที่ตัวซับเจกต์เป็นด้วย (ลองคิดถึงบทสัมภาษณ์ที่คนสัมภาษณ์เขียนอะไรตามใจ หรือแต่งเติมคำพูดของคนถูกสัมภาษณ์เอาเองเพื่อความสนุกและความแซ่บ)

 

แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ เมสเสจที่ผู้กำกับต้องการจะนำเสนอผ่านตัวซับเจกต์คนนั้น ถ้าหากมันเป็นเมสเสจที่ตัวซับเจกต์เห็นดีเห็นด้วยก็จะจบไป แต่ถ้าหากเมสเสจนั้นเป็นเมสเสจที่ดี เป็นเมสเสจที่จริง ไม่มีการบิดเบือน แต่ตัวซับเจกต์ดันไม่ชอบที่จะถูกนำเสนอแบบนั้น ความขัดแย้งก็จะเริ่มต้นขึ้น และหลายๆ ครั้งก็จะไปจบกันที่การฟ้องร้องกันในตอนท้าย

 

Tabloid (2011)

 

Etre et Avoir (2002)

 

หนังหลายๆ เรื่อง ผู้กำกับถูกตัวซับเจกต์ฟ้องร้องกันยกใหญ่ ตัวอย่างเช่นหนังเรื่อง Tabloid (2011) ของ เออร์รอล มอร์ริส ที่ว่าด้วยชีวิตของจอยซ์ แม็กคินนีย์ หญิงสาวที่เคยตกอยู่ในเคสลักพาตัวพระมอรมอนไปข่มขืน เธอได้ให้สัมภาษณ์มากมายในหนังเรื่องนี้ ตั้งแต่คดีนั้นไปจนถึงชีวิตปัจจุบัน แต่สุดท้ายเธอคือคนที่ตะโกนด่าผู้กำกับกลางการฉายหนังรอบพรีเมียร์ว่า ‘ไอ้คนหลอกลวง’ เพราะเธอไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาเน้นเรื่องคดีพระมอรมอนอันฉาวโฉ่ขนาดนี้ แต่นึกว่าหนังเรื่องนี้จะเกี่ยวกับชีวิตของเธอด้านอื่นๆ มากกว่า ว่าง่ายๆ คือซับเจกต์มองหนังออกมาคนละแบบกับผู้กำกับ แม้ว่าจะพูดสัมภาษณ์แบบเดียวกันก็ตาม แต่การตัดต่อของผู้กำกับนั้นก็เป็นสิ่งที่ซับเจกต์ควบคุมไม่ได้

 

หรือหนังเรื่อง Etre et Avoir (2002) ที่ว่าด้วยชีวิตอันน่าประทับใจของคุณครูในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่รับสอนเด็กมากมายแค่เพียงคนเดียวในหมู่บ้านหนึ่ง ตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย แต่ทันทีที่หนังออกฉายและโด่งดังได้เงินมากมาย เขาก็ออกมาเรียกร้องว่า ทีแรกคนทำก็บอกว่านี่จะเป็นสารคดีเล็กๆ เพื่อการศึกษา แต่ทำไมตอนนี้เป็นหนังเพื่อการค้าไปซะแล้ว เขาเลยบอกว่าไม่ต้องการให้ตัวเองอยู่ในหนังแบบนี้และไม่ขอมีส่วนร่วม แต่ตัดภาพไปอีกที คุณครูคนนี้ก็พาเด็กๆ ที่โรงเรียนไปปรากฏตัวที่เทศกาลหนัง และให้สัมภาษณ์กับสื่อมากมายว่า ผมมีความสุขกับการเป็นซับเจกต์ของหนังเรื่องนี้มากครับ ทำให้มันย้อนแย้งกันกับสิ่งที่เขากล่าวมาในตอนแรก กลายเป็นว่าลึกๆ ที่เขาต้องการนั้นอาจจะเป็นเรื่องเงินทองชื่อเสียงที่เขาอยากจะได้ด้วย มากกว่าการต่อสู้เรื่องหนังการศึกษาหรือหนังพาณิชย์

 

ว่าง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องความต่างด้านมุมมองที่มีต่อหนัง หรือเรื่องเงินทองชื่อเสียง ทั้งหมดล้วนเกิดจากการที่ตัวหนังหรือคนที่อยู่ในหนังมีความสัมพันธ์กับโลกความเป็นจริงนอกตัวหนัง และพวกเขาก็ดีเวลลอปตัวเองตามเวลาจริงในโลก พวกเขาไม่ใช่ตัวละครในหนังเรื่องแต่งที่ชีวิตจะจบลงทันทีที่หนังจบ ซับเจกต์ในหนังสารคดีจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือเปลี่ยนไปตามผลกระทบที่พวกเขาได้รับหลังหนังฉาย อีกทั้งพวกเขายังสามารถกลับมามีปฏิสัมพันธ์หรือโต้แย้งผู้สร้างอีกทีได้ด้วย มันทำให้การทำหนังสารคดีนั้นไม่ได้จบที่การปิดกล้อง มันจะยังดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกข้อขัดแย้งจะจบลง

 

Bowling for Columbine (2002)

 

Fahrenheit 9/11 (2004)

 

ครั้งหนึ่งไมเคิล มัวร์ ผู้กำกับหนังสารคดีชื่อดังอย่าง Bowling for Columbine (2002) และ Fahrenheit 9/11 (2004) เคยบอกว่า “อย่าบอกว่าตัวเองกำลังทำ ‘สารคดี’ ให้บอกตัวเองว่ากำลังทำ ‘หนัง’”, คนดูไม่ได้อยากนั่งฟังคำสอนหรือฟังความจริง แต่เขาอยากได้รับความบันเทิงในวันที่เหนื่อยล้า แค่นั้นแหละ, ผมไม่ได้อยากให้คนดูหนังของผม เดินจ๋อยๆ ออกจากโรง แต่ผมต้องการให้พวกเขารู้สึกบางอย่าง หรือรู้สึกเกรี้ยวกราดหลังจากดู และมันต้องเกรี้ยวกราดพอที่จะลุกขึ้นไปทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคม ยิ่งหนังเรื่องนั้นของคุณมีซับเจกต์ที่ขัดแย้งหรือคิดต่างกับคุณมากเท่าไร หนังเรื่องนั้นก็จะยิ่งดี บางครั้งการทำสารคดีที่ดีที่สุดอาจจะต้องลืมทุกศีลธรรม ทุกความสัมพันธ์ และทุกความจริงที่อาจจะทำให้เราพารานอยด์ที่จะเล่าออกมา

 

เราอาจจะไม่ได้ความจริงมาอยู่ในหนังหากเราดันกลัวที่จะเผชิญกับความจริงนอกหนังเสียเอง แต่ในขณะเดียวกันหลายๆ ครั้งการทำแบบนั้นมันก็เหมือนการหักหลังตัวซับเจกต์แบบดื้อๆ หลายข้อมูลอินไซด์ที่เราได้มาก็เกิดจากการที่เรามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากๆ กับตัวซับเจกต์นั้นๆ แล้วเราจะทำอย่างไรหากข้อมูลอินไซด์นั้นดีมากๆ และมันอาจจะดีหรือมีประโยชน์ต่อคนอื่นๆ (หรืออาจจะต่อชาวโลก) แต่ข้อมูลนั้นจะทำร้ายชีวิตของตัวซับเจกต์นั้น (ที่อุตส่าห์บอกข้อมูลนั้นกับเรา), การทำสารคดีมันจึงเป็นความก้ำกึ่งระหว่างการเป็นคนดีและการทำหนังดี

 

ความจริงเป็นสิ่งที่มีพลังในการสร้างสรรค์ และมีพลังในการทำลายด้วยเช่นกัน ผู้กำกับสารคดีที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่คนที่ขุดคุ้ยได้ดีที่สุด อาจจะไม่ใช่คนที่นิสัยดีที่สุด แต่อาจจะเป็นคนที่บาลานซ์และบริหารความจริงได้ที่สุดมากกว่า

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post สารคดีที่ดีจะต้องแลกมาด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีของผู้กำกับและซับเจกต์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/documentary-director-subject/feed/ 0