ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว – THE STANDARD https://thestandard.co/category/opinion/ณัฐพงศ์-ดวงแก้ว/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 31 Jul 2024 14:50:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 หลวงเจ้: ความจริงสู่งานศิลปะสร้างสรรค์ https://thestandard.co/amitofo-truth-to-creative-art/ Wed, 31 Jul 2024 14:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=965679

ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบทความชิ้นนี้จะเป็นการสร้าง […]

The post หลวงเจ้: ความจริงสู่งานศิลปะสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้เขียนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบทความชิ้นนี้จะเป็นการสร้างดราม่าหรือเรียกทัวร์มาลงให้กับตัวเองหรือไม่ เพราะสิ่งที่กำลังจะพูดถึงมันคือเสน่ห์ความน่ารักและความน่าหลงใหลของ ‘หลวงเจ้’

 

แต่หลวงเจ้ในที่นี้คนละความหมายกับหลวงเจ้ที่เป็นพระตุ๊ดหรือเณรแต๋วนะ หลวงเจ้ที่ผู้เขียนกำลังพูดถึงมันคือชื่อที่เหล่าสาวกใช้เรียก ‘AMITOFO’ อาร์ตทอยที่กำลังฮิตอยู่ ณ ตอนนี้

 

‘อมิตโตโฟ’ คืออะไร

 

ผู้เขียนขอเริ่มที่มาที่ไปแบบนี้ก่อน จริงๆ แล้ว AMITOFO (อมิตโตโฟ) เป็นอาร์ตทอยรูปแบบกล่องสุ่มตัวใหม่ที่กำลังมาแรง ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินชาวจีนคล้ายๆ กับ CRYBABY ของ มด-นิสา ศรีคำดี ศิลปินคนไทย หรืออาร์ตทอตสุดฮิตที่ไม่มีใครไม่รู้จักอย่าง LABUBU ของศิลปินชาวฮ่องกง

 

คำว่า ‘อมิตโตโฟ’ น่าจะมาจากคำว่า ‘อาหมีถวอฝอ’ ซึ่งเป็นการออกเสียงภาษาจีนเรียกชื่อ ‘พระอมิตภะพุทธเจ้า’ พระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งในพุทธศาสนานิกายมหายาน ถ้าใครพอจะคุ้นๆ เวลาเราดู ไซอิ๋ว แล้วได้ยินพระถังซัมจั๋งชอบพูดว่า ‘อมิตาภพุทธะ’ นั่นแหละองค์เดียวกันเลย

 

ทีนี้อยู่ๆ ทำไมอมิตโตโฟถึงถูกเหล่าสาวกไทยเรียกว่า ‘หลวงเจ้’ ที่มาที่ไปคือ หนึ่งในชุดงานศิลปะอมิตโตโฟ ซึ่งเขามีชิ้นงานศิลปะแตกต่างกันไปหลายตัว น่าจะประมาณ 8 ตัวได้ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด แต่ตัวที่เป็น Top Secret ซึ่งทุกคนอยากได้และทุกคนต้องสุ่มซื้อเอาถ้าอยากได้ก็คือ ตัวพระพุทธรูปปางมาสก์หน้า ติดโบ และนุ่งจีวรสีชมพู คนไทยก็เลยพากันเรียกว่า ‘ปางหลวงเจ้’

 

ปูพื้นที่มาที่ไปของหลวงเจ้เรียบร้อยแล้ว ต่อไปเรามาเข้าโหมดชวนคิดกันบ้าง เอาเข้าจริงความน่าสนใจของหลวงเจ้ นอกจากจะเป็นอาร์ตทอยงานศิลปะแห่งยุคสมัยที่สร้างชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้กับเหล่าศิลปินคนรุ่นใหม่กันอย่างมหาศาลแล้ว ความพิเศษและความน่าสนใจของหลวงเจ้มันอยู่ที่ ‘ความจริง’

 

‘ความจริง’ คืออะไร

 

ความจริงที่อาร์ตทอยชุดหลวงเจ้หยิบยืมมานำเสนอมันคือ การนำเอาความจริงที่เป็นอากัปกิริยาที่เป็นกิจวัตรประจำวันของคนในปัจจุบัน ไปล้อกับแนวคิดเรื่องปางต่างๆ ของพระพุทธรูปตามคติเดิม เช่น พระพุทธรูปบ้านเราก็จะมีปางประทานพร ปางมารวิชัย ปางอุ้มบาตร ปางไสยาสน์ อะไรก็ว่ากันไป 

 

แต่อาร์ตทอยหลวงเจ้กลับนำเอาอากัปกิริยาที่เป็นกิจวัตรประจำวันที่เป็นความจริงของคนในปัจจุบันไปออกแบบสร้างสรรค์ให้กลายเป็นงานศิลปะ มันเลยมีปางอะไรน่ารักๆ ออกมาหลายปางโดนใจกลุ่มเป้าหมาย เช่น ปาง It’s OK, ปางถือทิชชูนั่งอุนจิ (อึ), ปางรอกินข้าว, ปาง Work from Home, ปางนอนเล่นมือถือ และปาง Secret ปางอุ้มน้องแมว รวมถึงปาง Top Secret ที่เหล่าสาวกใฝ่ฝันอยากได้มาครอบครองนั่นคือ ปางมาสก์หน้า ติดโบ และนุ่งจีวรชมพู นั่นเอง

 

 

ทำไมอมิตโตโฟหลวงเจ้ถึงโดนใจคนไทย

 

จริงๆ จะว่าอาร์ตทอยชุดหลวงเจ้ช็อกวงการพุทธศาสนาไหม อันนี้ไม่แน่ใจ เพราะเอาเข้าจริง เรื่องการนำเอาพระพุทธรูปมาทำอะไรน่ารักๆ เป็นของฝาก เป็นของที่ระลึก เป็นตุ๊กตา เป็นขนม เป็นไอศกรีม ในต่างประเทศ พุทธโลกมหายานอย่างญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ หรือฮ่องกง เขาก็ทำกันมาจนไม่ได้เป็นเรื่องชงเรื่องช็อกอะไรแล้ว

 

แต่ที่มันทำให้คนไทยเรารู้สึกตื่นตาตื่นใจ อาจจะเรียกได้ว่ามากกว่าคนประเทศอื่นๆ กับอาร์ตทอยชุดนี้ คงไม่ใช่เพราะความน่ารักของตัวงานศิลปะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ตื่นเต้นเพราะมันกำลัง ‘ท้าทายความจริง’ ความจริงที่พุทธศาสนาแบบไทยๆ เราไม่กล้าที่จะยอมรับมัน ความจริงที่ว่ามีพระตุ๊ดหรือเณรแต๋ว มีหลวงเจ้ที่มาสก์หน้า นุ่งผ้าเหมือนใส่กระโปรง ใช้ย่ามสีชมพู หรือจีวรเหมือนเกาะอก มีพระใช้มือถือ เล่นโซเชียลมีเดีย ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งความจริงเหล่านี้พุทธไทยเรารับไม่ได้ 

 

พูดง่ายๆ งานอาร์ตทอยอมิตโตโฟ หรือหลวงเจ้ มันกำลังเล่นกับความรู้สึกในจิตสำนึกของพุทธไทยที่ว่า โอ๊ย! พระไม่ควรจับเงิน พระไม่ควรเล่นโซเชียล พระต้องสำรวม พระต้องนั่งสมาธิ ห้ามนั่นห้ามนี่ ความตื่นเต้นและความสนุกมันอยู่ที่การมีงานศิลปะบางอย่างที่กำลังชาเลนจ์ขนบความเชื่อเก่าแบบนี้แหละ

 

ผู้เขียนต้องบอกก่อนว่า ทุกคนอาจไม่ได้คิดแบบผู้เขียนก็ได้นะ หลายคนเขาอาจจะแค่อยากสะสมหลวงเจ้ในฐานะที่มันเป็นเพียงงานศิลปะร่วมสมัยที่แสนมีเสน่ห์ก็เท่านั้นหรือเปล่า

 

ถ้าจะพูดถึงเรื่อง ‘ความจริง’ ให้มากขึ้น อาร์ตทอยหลายชิ้นก็นำความจริงบางอย่างไปสร้างสรรค์เป็นผลงานจนโด่งดังเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น CRYBABY ก็นำเอาความจริงจากน้ำตาไม่ว่าจะน้ำตาในสภาวะอารมณ์ไหน น้ำตาจากความเศร้า น้ำตาจากความดีใจ น้ำตาจากความอ่อนไหว กระทั่งความสะเทือนใจ ไปสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะจนโด่งดัง

 

เพราะฉะนั้นจะเรียกได้ว่า ‘ความจริง’ คืออีกหนึ่งทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะในหลายๆ รูปแบบก็ว่าได้ รวมถึงหลวงเจ้อมิตโตโฟด้วยที่ใช้ความจริงมาเป็นทุนในการสร้างสรรค์งานศิลปะ 

 

แต่ประเด็นคือคนไทยหลายคนรับความจริงไม่ได้ เมื่อรับความจริงไม่ได้ก็เกิดความพยายามที่จะปกปิดความจริง หรือมากถึงขั้นทำลายความจริง สร้างชุดความรู้สึกบางอย่างมากลบความจริงที่ถูกซ่อนอยู่ ลองนึกถึงภาพคนสวมหน้ากากที่มีรอยยิ้มแต่กำลังร้องไห้ดู ลักษณะประมาณนั้นแหละ 

 

การไม่ยอมรับความจริงของคนไทยนี่เองที่เป็นประตูปิดกั้นวัฒนธรรมสร้างสรรค์ของคนไทย เช่น ปิดกั้นการนำเสนอความจริง ปิดกั้นการตีความความจริงที่อยู่นอกกรอบ ปิดกั้นการเปิดหน้ากากให้คนเห็นว่ากำลังร้องไห้ คนไทยรับไม่ได้กับสิ่งเหล่านี้

 

ลองคิดดูว่าคนไทยจะรับได้ไหมถ้ามีภาพยนตร์ไทยสักเรื่องกล้าที่จะทำภาพยนตร์ที่ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อย่างที่เป็นขนบความเชื่อหลัก หรือสร้างตามข้อถกเถียงต่างมุมมองของนักวิชาการบางท่าน คนไทยจะรับการตีความเนื้อหาแบบนี้ได้หรือไม่

 

เล่าไปเสียไกลเลย จริงๆ ผู้เขียนอยากจะบอกเพียงแค่ว่า

 

งานศิลปะคือการสะท้อนความจริงในสังคม และความจริงมันก็คือต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการส่งเสริมงานที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมสร้างสรรค์ก็ไม่ควรมีกรอบความผิด-ถูกมากำหนด ไม่ต้องมีหน่วยงานใดเป็นตำรวจศีลธรรม ตำรวจประวัติศาสตร์ตรวจความถูกต้องหรือกุมความจริงแท้อยู่คนเดียว ให้ความจริงที่เกิดจากบรรทัดฐานของพวกคุณมันถูกตีความอย่างเสรีเสียบ้างก็เท่านั้นเอง 

 

กลับมาถามว่า อมิตโตโฟหลวงเจ้จะดราม่าไหมในวงการพุทธไทย คำตอบของผู้เขียนคือ ‘ไม่มีแน่นอน’ แต่ถ้ามีก็ไม่เป็นไร ไม่กล้าสาบงสาบานอะไร เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ 

 

ที่ผู้เขียนค่อนข้างมั่นใจว่าจะไม่มีดราม่าแน่ๆ เพราะงานศิลปะชิ้นนี้ไม่ใช่งานศิลปะของคนไทยและไม่ได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย หากแต่เกิดขึ้นที่จีน เพราะพุทธไทยถือคติจะดราม่าได้ก็ต่อเมื่อผลงานหรือความจริงเหล่านั้นเกิดขึ้นในขอบขัณฑสีมาพุทธอาณาจักรไทยเท่านั้น

 

ลองคิดเล่นๆ ดูว่า ถ้างานศิลปะที่เกิดขึ้นจากความจริงชุดหลวงเจ้นี้เป็นผลงานของศิลปินไทย โลกนี้คงเหมือนจะพังพินาศ คงไม่ต่างจากภาพศิลปะภิกษุสันดานกา ภาพถ่ายศิลปะภิกษุแต่งหน้า หรือพระพุทธรูปอุลตร้าแมน

 

เพราะฉะนั้นผู้เขียนขอลงดื้อๆ และขอสรุปสั้นๆ ว่า ‘ความจริง’ และ ‘การยอมรับความจริง’ และความจริงเหล่านี้แหละที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จะปลดปล่อยพลังของวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้กับคนไทย ‘จงยอมรับความจริงเสียเถิดคนไทย’ กล้าออกจากถ้ำมาเจอแสงสว่างสักที แม้เริ่มต้นมันจะทำให้คุณแสบตาจนทนไม่ไหวก็ตาม นี่คือสิ่งที่อยากจะฝากไว้ให้พิจารณา

The post หลวงเจ้: ความจริงสู่งานศิลปะสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านปรากฏการณ์ดราม่าปีชง ‘ไม่มีนอกรีต-ไม่มีลักเพศ’ ในโลกความหลากหลาย https://thestandard.co/cursed-year-drama-phenomenon/ Fri, 12 Jan 2024 10:22:19 +0000 https://thestandard.co/?p=887065 ปีชง

ปรากฏการณ์ดราม่ากันอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับเรื่อง ‘ปีชง’ […]

The post อ่านปรากฏการณ์ดราม่าปีชง ‘ไม่มีนอกรีต-ไม่มีลักเพศ’ ในโลกความหลากหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีชง

ปรากฏการณ์ดราม่ากันอย่างหนักหน่วงเกี่ยวกับเรื่อง ‘ปีชง’ ฟาดกันไปก็ฟาดกันมาจนกลายเป็นไฟลามทุ่ง ขณะที่เรื่องหนึ่งยังไม่จบ แต่โผล่ไปอีกเรื่องหนึ่ง จากเรื่องความเชื่อ ลามไปถึงเรื่องเหยียดเพศ ผู้เขียนในฐานะผู้เฝ้ามองเห็นแล้วก็รู้สึก ‘อิหยังวะ’ กับทั้งคู่ ถ้าเป็นภาษาเหนือคงต้องใช้สำนวนที่ว่า ‘ส้มพอเกลือ’ ความหมายก็ตรงๆ เลย คือพอๆ กันทั้งคู่

 

คำถามคือแล้วเราควรจะมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไรดี เราจะทำความเข้าใจกับดราม่านี้อย่างไรดี หรือแม้แต่พวกเราในฐานะพลเมืองโลก อยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย และภายใต้โลกโลกาภิวัตน์ เราหรือพวกเราควรจะวางตัวหรือจัดวางความคิดของพวกเราอย่างไรดีกับเรื่องศาสนา ความเชื่อ และเรื่องเพศ

 

ผู้เขียนอยากจะเสนอให้เราลองมองสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะความเชื่อ ศาสนา เพศ ในมุมมองของความหลากหลาย ทั้งความหลากหลายในมิติสังคม (Plural Society) ความหลากหลายในมิติทางวัฒนธรรม (Multicultural Society) ซึ่งน่าจะทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ดราม่านี้ และเข้าใจสังคมในโลกปัจจุบันนี้มากยิ่งขึ้น

 

หลากเชื้อหลายชาติ หลากศาสนาหลายความเชื่อ

หลายสังคม รวมทั้งสังคมไทยของเราเองด้วย เป็นสังคมที่รวมกลุ่มคนไว้หลากเชื้อหลายชาติ และความหลากเชื้อหลายชาตินี้ก็นำมาซึ่งความหลากศาสนาหลายความเชื่อ หรือภาษานักวิชาการเรียกว่าสังคมไทยเป็นสังคมแบบ ‘พหุสังคม’ และ ‘สังคมพหุวัฒนธรรม’

 

ต้องบอกว่าแนวคิดทั้งสองเติบโตมาจากรากฐานแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของคนทุกคน เมื่อทุกคนเท่ากัน ความเชื่อและศาสนา รวมถึงเรื่องเพศสภาพ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ควรจะได้รับสิทธิเสรีภาพ และควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียมกันด้วย

 

ฉะนั้นความสำคัญของการทำความเข้าใจดราม่า ‘ปีชง’ ด้วยมุมมองนี้จึงไม่ควรมีใครถูกมองว่า ‘โง่’ เพราะไม่ได้เชื่อแบบที่ฉันเชื่อ และเช่นเดียวกัน ก็ไม่ควรมีใครถูกเหยียดเพศสภาพว่า ‘ลักเพศ’ เพียงเพราะวิจารณ์สิ่งที่ฉันเชื่อ หรือไม่เป็นไปตามสิ่งที่ฉันเชื่อด้วยเช่นกัน อันนี้คือคีย์เวิร์ดที่สำคัญ

 

ไม่มีคำว่า ‘นอกรีต’

ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ ‘ปีชงมีไว้สำหรับหลอกคนโง่’ หากเราแกะชุดความคิดที่อยู่ในคำพูดสั้นๆ คำนี้ คำถามสำคัญที่เราควรจะตั้งคำถามคือ อะไรคือความไม่โง่? แล้วเพราะอะไรสิ่งนั้นจึงถูกมองว่าไม่ใช่ความโง่?

 

กลับไปที่แนวคิดความหลากหลายอีกครั้ง สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย ทั้งศาสนาและความเชื่อ เราอยู่กับความหลากหลายเหล่านี้มานานตั้งแต่กำเนิดเกิดหน่วยสังคมที่เรียกว่า ‘สยาม-ไทย’ เรามีความเชื่อที่หลากหลายที่ผสมปนเปกันอยู่ และยังคงแสดงให้เราเห็นอยู่อย่างเป็นปกติในทุกวันนี้ เรามีความเชื่อพื้นบ้านที่ผสมผสานระหว่างผีและพุทธ เรามีความเชื่อในสังคมที่ผสมผสานจากความเชื่อของแต่ละกลุ่มคน และ ‘ปีชง’ ก็เป็นหนึ่งในความหลากหลายของความเชื่อนั้นๆ

 

ย้อนกลับไปอีกครั้ง ประโยคที่ว่า ‘ปีชงมีไว้สำหรับคนโง่’ นั้นหมายความว่าคุณกำลังพยายามยัดเยียดชุดความถูกและดีในกรอบคิดของผู้พูด แล้วใช้มันตัดสินคนอื่นอยู่ใช่หรือไม่? อันนี้คือคำถาม แล้วคำถามคือ เราเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่ตัวเองคิดว่า ‘ถูกและดี’ นั้นคือสิ่งที่ ‘ถูกและดี’ สำหรับทุกคน

 

ยิ่งมีคำวิจารณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นด้วยการผลักคนอื่นที่มีความเชื่อต่างจากตนเองว่าเป็น ‘พวกนอกรีต’ อันนี้ยิ่งบานปลาย เพราะคำคำนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเมืองศาสนามานานมากตั้งแต่สมัยพุทธกาล หากไปอ่านพุทธประวัติหรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวกับศาสนา เราจะเจอคำพวกนี้อยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะ ‘พวกนอกรีต’ ‘พวกเดียรถีย์’ หรือ ‘พวกลัทธิเทวทัต’

 

คำพวกนี้เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเท่านั้น ที่จะใช้สถาปนาชุดความถูกต้องให้กับศาสนาที่ตัวเองมองว่า ‘ถูกและดี’ และใช้เพื่อกำจัดคนเห็นต่างให้ออกไปนอกพื้นที่ความเชื่อที่ตัวเองมองว่า ‘ถูกและดี’

 

เพราะฉะนั้นหากเราใช้มุมมองจากแนวคิดเรื่องความหลากหลายทั้งสังคมและวัฒนธรรม ใช้วิธีคิดแบบประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงไม่ควรมีคำว่า ‘ถูกและดี’ หรือ ‘ฉลาดหรือโง่’ ที่มีแกนกลางอยู่ที่หลักคิดทางใดหลักคิดหนึ่ง แต่จะเป็น ‘ถูกและดี’ ที่มีแกนกลางอยู่ที่สิทธิและเสรีภาพในความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเชื่อของทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน

 

ไม่มีคำว่า ‘ลักเพศ’

ในด้านความเชื่อ เราพิจารณากันไปแล้วว่าในโลกปัจจุบัน โลกแห่งการยอมรับความหลากหลาย เราควรจะจัดวางมุมมองหรือวิธีคิดของเราอย่างไร

 

ทีนี้กลับมาเรื่องเพศกันบ้าง

 

ความหลากหลายทางเพศก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของแนวคิดความหลากหลายในสังคม สังคมปัจจุบันเราต่างเรียกร้องหาความเท่าเทียมทางเพศ เราเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการเลือกที่จะกำหนดนิยามเพศของตัวเราเองโดยไม่ต้องให้ใครมากำหนด หรือแม้แต่ลักษณะกายภาพทางชีววิทยา หรือเครื่องเพศที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิดก็ไม่อาจจะมากำหนดนิยามเรื่องเพศของเราได้ นี่คือเสียงเรียกร้องของยุคสมัย นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

หากย้อนกลับไปที่คำว่า ‘พวกลักเพศ’ ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายว่า ‘การทำหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่น ผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง’ หรือถ้าพูดในภาษาที่เข้าใจกันทั่วไปก็หมายถึง ‘พวกผิดเพศ’

 

คำถามที่ควรจะตั้งคำถามต่อคำคำนี้ก็คือ อะไรคือเพศที่ถูกต้อง? เพศที่ถูกต้องใครคือคนกำหนด? ในโลกที่เราเรียกร้องหาความหลากหลายและความเท่าเทียมทางเพศ คำคำนี้ยังควรถูกใช้เพื่อเหยียดคนให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันอีกหรือไม่?

 

ในทางศาสนาคำว่า ‘ลักเพศ’ ก็เป็นวาทกรรมที่ใช้กีดกันคนอื่นออกจากศาสนา หรือ กีดกันคนอื่นไม่ให้เข้าถึงหลักธรรมทางศาสนาเช่นกัน หากไปดูคำขานนาคก่อนบวช ‘ปุริโสสิ’ เป็นชายแท้หรือไม่ นี่ก็คือการกีดกันที่ชัดเจนที่สุด

 

ไม่เพียงเท่านั้น ในแง่ของอคติทางเพศในโลกศาสนาที่เข้าใจกันทั่วไปก็ยังมองว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศคือ ‘พวกมีกรรม’ ไม่สามารถเข้าถึงหรือบรรลุหลักธรรมอันเป็นแก่นธรรมของพุทธศาสนาได้ นี่ก็คืออคติทางเพศในทางศาสนา

 

เช่นเดียวกันกับคำว่า ‘นอกรีต’ คำว่า ‘ลักเพศ’ ก็สะท้อนอคติวิธีคิดและมุมมองของผู้พูดเช่นกัน คือการมีชุดความคิดเรื่องเพศที่ ‘ถูกและดี’ และคำว่า ‘ถูกและดี’ ในความหมายนี้ก็คือควรมีเพียงแค่ชายและหญิงเท่านั้น ใครแตกต่างไปจากข้อกำหนดที่มีแกนกลางคำนิยามความถูกต้องนี้เท่ากับผิดครรลอง ไม่ถูกต้อง ไม่สมควร

 

แต่สิ่งที่สำคัญจากทัศนอคติของคำว่า ‘ลักเพศ’ มันยังเป็นส่วนหนึ่งในการพยายามจะสถาปนาและรักษาชุดความถูกต้องทางเพศในวิธีคิดแบบเดิมไว้อยู่ และก็เช่นเดียวกันกับคำว่า ‘นอกรีต’ ก็กำลังพยายามสถาปนาชุดความถูกต้องบางอย่างอยู่เช่นกัน

 

ส้มพอเกลือ

ดังนั้นในกรณีดราม่าเรื่อง ‘ปีชง’ มีไว้หลอกคนโง่ และการถูกตอบกลับด้วยคำว่า ‘ลักเพศ’ จึงเป็นเรื่องเดียวกันที่อยู่คนละมุมมองอคติเพียงเท่านั้น ทั้งที่แกนของคำทั้ง 2 ไม่ว่าจะ ‘นอกรีต’ หรือ ‘ลักเพศ’ ก็คือการไม่ยอมรับความหลากหลายของสังคมที่ประกอบไปด้วยความหลากหลายทางศาสนา ความหลากหลายทางความเชื่อ ความหลากหลายทางเพศ และความหลากหลายอื่นๆ อีกมากมายที่มีอยู่ และยังคงดำรงอยู่ในโลกปัจจุบัน

 

เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ผู้เขียนและผู้เฝ้ามองดราม่าในครั้งนี้อยากจะเสนอให้พวกเราร่วมกันพิจารณาและอาจจะนำไปใช้ในการทำความเข้าใจสังคมของเราในโลกปัจจุบันให้มากขึ้นก็คือ การทำความเข้าใจความหลากหลายของสังคมในทุกๆ มิติ เคารพความหลากหลายของสังคมในทุกๆ มิติ เคารพสิทธิเสรีภาพในความหลากหลายด้วยความเท่าเทียม ไม่ว่าจะในมิติใดก็ตาม

 

ดังนั้นหากจะให้อธิบายดราม่าปีชงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็คงต้องย้อนกลับไปที่สำนวนสุภาษิตล้านนาที่ได้พูดไว้ตั้งแต่ต้นเลยก็คือ ‘ส้มพอเกลือ’ พอกันทั้งคู่

The post อ่านปรากฏการณ์ดราม่าปีชง ‘ไม่มีนอกรีต-ไม่มีลักเพศ’ ในโลกความหลากหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูกายแก้ว: ว่าด้วย ‘ความอัปมงคล vs. ความมงคล’ ของเสรีภาพประชาธิปไตย? https://thestandard.co/the-auspiciousness-of-democratic-freedom/ Fri, 18 Aug 2023 14:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=830789 ครูกายแก้ว

เป็นที่ถกเถียงกันหลายแง่หลายมุมกับเรื่องราวของ ‘ครูกายแ […]

The post ครูกายแก้ว: ว่าด้วย ‘ความอัปมงคล vs. ความมงคล’ ของเสรีภาพประชาธิปไตย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูกายแก้ว

เป็นที่ถกเถียงกันหลายแง่หลายมุมกับเรื่องราวของ ‘ครูกายแก้ว’ ที่กำลังพูดถึงกันในสังคมตอนนี้ ไม่ว่าจะเรื่องความงมงาย ไม่งมงาย เรื่องไสยศาสตร์สายดำ เรื่องความเป็นมา เรื่องมีจริงหรือไม่มีจริง ฯลฯ 

 

ต่างคนต่างมีมุมมองความคิดความเห็นที่แตกต่างกันไปตามทัศนะของแต่ละคน ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนต้องบอกก่อนเลยว่า ในแต่ละความเห็นไม่ใช่เรื่องผิดหรือเรื่องถูกต้องอย่างใด แต่ความเห็นเหล่านั้นคือเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นของแต่ละคน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ 

 

ผู้เขียนอยากจะขอแสดงความเห็นส่วนตัวต่อความคิดเห็นที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับกรณีครูกายแก้วดูบ้าง

 

อย่างแรกต้องบอกก่อนเลยว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายในมิติทางความเชื่อ ศาสนาบ้านเราก็มีการผสมผสานกับความเชื่อต่างๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะผสมกับผี กับพราหมณ์ กับความเชื่อต่างๆ อะไรต่อมิอะไรมากมาย พูดง่ายๆ คือคนไทยเราไหว้ทุกอย่าง

 

พุทธหรือผี ดีหรือชั่ว?

 

คำถามนี้น่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นที่เยอะที่สุดบนโลกออนไลน์ เอาเข้าจริงๆ ทัศนคตินี้เกิดขึ้นจากชุดความคิดที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากอิทธิพลของพุทธศาสนา และอิทธิพลนี้ถูกตอกย้ำโดยอำนาจรัฐที่เป็นผู้กำหนดความคิดของเราให้เดินไปในทิศทางตามที่รัฐต้องการ ชุดความคิดของเราจึงมีศูนย์กลางความถูกต้องและความดีงาม บนพื้นฐานวิธีคิดทางพุทธศาสนาที่รัฐกำหนดเป็นหลัก

 

ทั้งที่เอาจริงๆ แล้วหากเรามองโดยการโยนกรอบความคิดถูก-ผิดทางพุทธศาสนาแบบรัฐทิ้งไป ครูกายแก้วก็เป็นเพียงอีกหนึ่งชุดความเชื่อหรือความศรัทธาหนึ่งในสังคมไทย ที่มีความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อเพียงเท่านั้น 

 

ไม่ได้ต่างจากความเชื่อในวิถีชีวิตของชาวบ้านที่เราต่างไหว้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่มีลักษณะผิดธรรมชาติหรือมีอะไรที่พิเศษไปกว่าธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้น เช่น วัวที่เกิดมามีสองหัว สัตว์ที่มีผิวเผือกต่างๆ ต้นไม้ใบหญ้าที่มีลักษณะพิเศษ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อดั้งเดิมที่มาอยู่ก่อนแล้ว และยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน

 

หลายคนวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ของรูปปั้นครูกายแก้วว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นเหมือนปีศาจ เป็นสิ่งที่ชั่วร้าย สิ่งเหล่านี้แหละคือความคิดที่ถูกสร้างขึ้นจากศูนย์กลางความคิด ความดี ความงาม ความประเสริฐ แบบศาสนา ไม่ว่าจะพุทธศาสนาหรือศาสนาใดก็ตามที่รัฐกำหนดว่า ‘มันคือสิ่งดี’

 

เพราะฉะนั้นต้องย้ำว่า สิ่งนี้ไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ผิด-ถูก ดี-ชั่ว เกิดขึ้นจากกรอบความคิดที่มีศูนย์กลางความดีอยู่ก่อนแล้ว

 

ศรัทธาหรืองมงาย?

 

คำถามนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เหมือนกัน ซึ่ง ‘ความงมงาย’ หรือ ‘ไม่งมงาย’ ก็นับได้ว่าเป็นอีกชุดความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากศูนย์กลางความคิด ความไม่งมงายของแต่ละคนเช่นกัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางความคิดที่มาจากองค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ชุดความคิดแบบพุทธศาสนาดังที่กล่าวไปข้างต้น

 

แน่นอนว่าวิทยาศาสตร์ถือเป็นอีกองค์ความรู้หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของคนในสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น เด็กรุ่นใหม่ พวกเรามักจะมองปรากฏการณ์ทางความเชื่อทางศาสนาว่าเป็นเรื่องงมงาย ไม่ใช่เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลที่สามารถพิสูจน์ได้โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์ และมีอีกหลายต่อหลายคนเลือกที่จะปฏิเสธชุดความเชื่อเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา เรื่องผี หรือเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเรื่องความเชื่อทางศาสนา ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอีกเช่นกัน มันเป็นเสรีภาพหนึ่งที่เราสามารถเลือกที่จะ ‘ไม่เชื่อ’ ได้

 

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เมื่อเราเลือกที่จะไม่เชื่อหรือไม่ศรัทธาชุดความคิดใดความคิดหนึ่ง นั่นเท่ากับว่าเราก็กำลังเลือกที่จะเชื่อและศรัทธาอีกชุดความคิดหนึ่งเช่นกัน พูดง่ายๆ คือ เมื่อคุณไม่ศรัทธาความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนา คุณก็กำลังศรัทธาความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์อยู่เช่นกัน 

 

ดังนั้นเราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อเรามองเขาว่า ‘งมงาย’ ก็เท่ากับว่าเรามีศูนย์กลางความคิดที่ไม่งมงายอยู่ไม่ต่างกัน

 

มิติที่มากกว่าแค่ ‘งมงาย’

 

หลายครั้งที่ผมได้แสดงความเห็นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่ออื่นๆ ว่า ‘งมงาย’ ซึ่งผมมักจะพูดอยู่เสมอๆ ว่า หากมองปรากฏการณ์ความเชื่อเป็นเพียงแค่เรื่องงมงาย เราจะไม่เห็นปัญหาอะไรอีกมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความเชื่อในปรากฏการณ์นั้นๆ 

 

ต้องบอกเลยว่าภายใต้ความเชื่อหรือศรัทธาต่อปรากฏการณ์ทางศาสนาหรือลัทธิความเชื่อใดความเชื่อหนึ่ง มันคือภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างบางอย่างของสังคมอยู่ ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัดเช่น 

 

  1. กรณีเรื่องโชคลางหรือเงินทอง มันก็สะท้อนให้เห็นว่า คนในสังคมกำลังเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และรัฐในฐานะผู้ที่จะต้องสร้างความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน กลับไม่สามารถสร้างความมั่นคงในด้านนี้ให้กับผู้คนได้ นี่คือปัญหาศักยภาพของรัฐในทางเศรษฐกิจ 
  2. ปัญหาในแง่ของความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมของคน เช่น เคสนักศึกษาครุศาสตร์คนหนึ่ง ผู้เขียนเคยคุยกับเขาว่า ทำไมถึงวิ่งไล่บนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายที่ แล้วเขาบนบานเรื่องอะไร คำตอบที่ได้มาคือ เขาบอกว่าเขาสอบบรรจุข้าราชการครูติดอยู่ลำดับต้นๆ แต่เขากลับไม่ถูกเรียกเข้ารับราชการสักที เพราะเขาเชื่อว่าเขาเป็นเพียงแค่ลูกตาสีตาสาคนหนึ่ง ไม่ได้ร่ำรวย มีเงินมีทอง หรือมีเส้นมีสายเหมือนใครๆ เขาจึงเลือกที่จะมาบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เขาถูกเรียกตัว นี่ก็คือปัญหาหนึ่งที่มันถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความเชื่อที่หลายคนมองว่างมงาย

 

ดังนั้นมากกว่าเพียงแค่มองว่า ‘งมงาย’ แล้วตัดจบบทสนทนา เราควรมองปรากฏการณ์ทางความเชื่อเหล่านี้ในมิติที่ลึกขึ้นหรือไม่?

 

ไม่ใช่ความอัปมงคล แต่คือมงคลแห่งประชาธิปไตย

 

นอกจากดี-ชั่ว เท็จ-จริง ศรัทธา-งมงาย แล้ว ยังมีความเห็นอีกหลายความเห็นที่แสดงออกมาในทำนองที่ว่า ‘ครูกายแก้วเป็นความอัปมงคล’ ตัวรูปเคารพก็อัปมงคล ตัวคนบูชาก็บูชาสิ่งอัปมงคล และนี่คือความอัปมงคลของยุคสมัย โดยมักจะกล่าวถึงท่อนหนึ่งของ เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ที่ว่า ‘ผีป่าจะวิ่งเข้ามาสิงเมือง ผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ป่า’ และหลายคนก็โยงเอาเนื้อความท่อนนี้มาเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 

แต่ในมุมมองของผู้เขียน ผมกำลังคิดว่าถ้าเราจะมองครูกายแก้วในมุมมองใหม่ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งอัปมงคล แต่นี่คือมงคลแห่งประชาธิปไตยได้หรือไม่

 

เมื่อพูดแบบนี้ก็จะมีคำถามตามมาว่า ‘มันมงคลต่อประชาธิปไตยอย่างไร’ คำตอบของผมที่อยากจะชวนขบคิดมีอยู่ 3 ข้อหลักๆ คือ

 

  1. เราจะมองว่าการเชื่อหรือการศรัทธาต่อครูกายแก้วคือภาพความงดงามของเสรีภาพทางความเชื่อ ซึ่งเป็นเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยได้หรือไม่ ปรากฏการณ์ครูกายแก้วกำลังบอกพวกเราว่า เราทุกคนกำลังมีเสรีภาพในทางศาสนาที่เบ่งบานมากขึ้น
  2. เราจะมองได้หรือไม่ว่า ครูกายแก้วกำลัง Decentralize ชุดความเชื่อที่ถูกรวมศูนย์อยู่ที่ศาสนาของรัฐ ศาสนาที่แท้จริง ศาสนาที่บังคับให้ผู้คนเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้มีแค่ครูกายแก้วเท่านั้นที่เราจะมองแบบนี้ได้ แต่ความเชื่อหรือลัทธิพิธีอื่นๆ ก็กำลังทำหน้าที่นี้อยู่เหมือนกัน 
  3. เราจะมองได้หรือไม่ว่า ครูกายแก้วทำให้เกิดการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งมันคือความสวยงามตามหลักการประชาธิปไตย เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ครูกายแก้วหรือผู้ศรัทธาครูกายแก้วได้ และผู้ที่เชื่อหรือศรัทธาก็มีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นต่อความเชื่อและศรัทธาของเขา ครูกายแก้วจึงไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่สุดหรือดีที่สุดที่เราแตะต้องหรือพูดถึงไม่ได้ เหมือนชุดความเชื่อที่ถูกกำหนดโดยรัฐ

 

จากข้อคิดเห็น 3 ข้อที่ผมได้ยกขึ้นมา พอจะทำให้เรามองครูกายแก้วว่า นี่คือความมงคลแห่งเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตยได้หรือไม่

The post ครูกายแก้ว: ว่าด้วย ‘ความอัปมงคล vs. ความมงคล’ ของเสรีภาพประชาธิปไตย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘งานศพ’ กับการเมืองในยุคสมัยปัจจุบัน? https://thestandard.co/funeral-and-modern-politic/ Fri, 23 Jun 2023 04:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=806282

หากเราพูดถึงการหาเสียงของนักการเมือง แน่นอนว่าพื้นที่หน […]

The post ‘งานศพ’ กับการเมืองในยุคสมัยปัจจุบัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเราพูดถึงการหาเสียงของนักการเมือง แน่นอนว่าพื้นที่หนึ่งที่ใครหลายคนอาจนึกถึงคือพื้นที่ในพิธีกรรมสำคัญของชีวิตผู้คน โดยเฉพาะ ‘งานศพ’ แต่เอ๊ะ ทำไมงานศพถึงมีบทบาทน้อยลง แล้วบทบาทของงานศพในฐานะพื้นที่หาเสียงลดน้อยจริงไหม วันนี้จะชวนกันมาตั้งข้อสังเกตกัน

 

หากเราพูดถึงงานศพ พิธีกรรมนี้ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่สำคัญมากกับชีวิตของคนในสังคม ต้องบอกว่างานศพไม่ได้เป็นเพียงงานที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลหรือประกอบพิธีกรรมขึ้นมาเพื่อผู้ตายเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในฐานะ ‘พื้นที่แสดงสถานะ’ ของคนเป็นด้วย โดยเฉพาะวิถีชีวิตของคนในชนบท 

 

ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่างานศพไม่สำคัญกับวิถีชีวิตคนในเมือง 

 

หลายคนอาจมองว่ามันก็ไม่เห็นจะแตกต่างกันเลย หลายคนก็ตั้งคำถามว่า “มันก็งานศพคล้ายๆ กัน” แตกต่างกันอย่างไร แน่นอนว่าถ้าเรามองงานศพเป็นเพียงพิธีกรรมมันจะไม่แตกต่างกัน แต่หากมองให้ละเอียดมากขึ้นจะเห็นว่าในแง่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ชุมชน กับพิธีกรรม มีความแตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างงานศพของคนในชุมชนเมืองกับคนในชุมชนชนบท

 

งานศพในชุมชนชนบทจะพบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน ชุมชน และพิธีกรรมมีความสัมพันธ์กันค่อนข้างสูง ความสัมพันธ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากความเกื้อกูลและความสัมพันธ์กันอย่างแนบชิดของคนในสังคมชนบท หากมีใครเสียชีวิตในชุมชน งานศพจะถูกจัดขึ้นที่บ้านของผู้เสียชีวิต และงานศพจะถือว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นภาระหน้าที่ของคนในชุมชนจะต้องช่วยเหลือกัน 

 

ปฏิสัมพันธ์ในแง่ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนในพิธีกรรมงานศพมีในหลายรูปแบบ ทั้งการจัดพิธีกรรม การจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มแม่บ้านชุมชนจะมาช่วยกันเตรียมอาหารเลี้ยงแขกที่จะมาร่วมงาน กลุ่มเยาวชนหมู่บ้านจะมาร่วมกันตักน้ำ เสิร์ฟอาหารให้ผู้มาร่วมงาน จัดดอกไม้ประดับประดาในจุดต่างๆ ล้างถ้วยล้างจาน ผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะมาช่วยกันจัดเครื่องบูชาในพิธีกรรมทางศาสนา นิมนต์พระ เตรียมสังฆทาน เครื่องประกอบพิธีกรรมต่างๆ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการจัดเวรผลัดกันมาเฝ้าศพและเจ้าภาพในแต่ละวัน มีการตั้งวงไพ่ ไฮโล เพื่อคลายความโศกเศร้าเป็นกิจกรรมระหว่างเวลาด้วย

 

หรือแม้แต่กลุ่มญาติๆ ในชุมชนที่จะมาช่วยกันลิสต์รายชื่อญาติของผู้ตายที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปไกลถึงต่างหมู่บ้านและต่างจังหวัด เพื่อทำบัตรเชิญร่วมงานศพ ซึ่งในจดหมายเชิญก็จะระบุว่า ผู้เสียชีวิตคือใคร ลูกหลานเป็นใคร ชื่ออะไรบ้าง ตลอดถึงวัน-เวลาในการจัดกิจกรรม-พิธีกรรมจนถึงวันฌาปนกิจ 

 

ดังนั้นงานศพนอกจากเป็นพิธีกรรมเพื่อไว้อาลัยให้กับผู้ตาย หรือเป็นพื้นที่แสดงสถานะของคนเป็น แต่ยังถือเป็นพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญของคนในชุมชน เครือข่ายคนในชุมชน และญาติพี่น้องที่ค่อนข้างใหญ่ และด้วยความสำคัญของงานศพนี้ พื้นที่นี้จึงกลายมาเป็นพื้นที่ในทางการเมืองร่วมด้วย

 

การหาเสียงของนักการเมืองในพื้นที่ชนบทกับพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หรือการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ไม่ได้เป็นเพียงลงพื้นที่แจกใบปลิวนโยบาย หรือจัดปราศรัยขนาดเล็กในช่วงเวลาใกล้เลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นงานศพจึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเข้ามามีบทบาทในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวนักการเมืองกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี รวมถึงเป็นพื้นที่หนึ่งที่สามารถทำให้นักการเมืองเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้จำนวนมากและหลายกลุ่มคน 

 

นักการเมืองท้องถิ่น หรือหากจะพูดเจาะจงลงไปอย่าง ส.ส. ในพื้นที่ ก็จะเข้าไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ในงานศพเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเข้าไปเป็นประธานในพิธีในกิจกรรมต่างๆ เช่น เป็นประธานในพิธีสวดในแต่ละคืน เป็นประธานในการวางผ้าไตรบังสุกุล เป็นประธานในการประชุมเพลิงหรือฌาปนกิจ หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เช่น ไปร่วมเตรียมอาหารกับกลุ่มแม่บ้าน นั่งพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ขณะเตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรม หรือให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ เช่น การร่วมเป็นเจ้าภาพน้ำแข็งในงาน การสนับสนุนรถเครื่องเสียงในงาน รวมถึงเต็นท์ที่ใช้รับแขกที่จะมาร่วมงานจำนวนมาก

 

การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับชาวบ้านในพื้นที่ในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นเพียงความต้องการของนักการเมืองเพื่อผลประโยชน์ในการหาเสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นความต้องการของชาวบ้านที่ต้องการให้ ส.ส. หรือนักการเมืองในพื้นที่มาร่วมกิจกรรมและพิธีกรรมในงานศพด้วย 

 

ทั้งนี้ ชาวบ้านยังถือว่าการมาร่วมกิจกรรมของ ส.ส. หรือนักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมไว้อาลัยให้กับผู้ตาย เป็นเกียรติให้กับคนเป็น รวมถึงยังสร้างความรู้สึกว่าผู้แทนฯ หรือ ส.ส. คนนี้ยังเห็นความสำคัญและไม่ได้ละทิ้งประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นหากนักการเมืองคนไหนหายหน้าหายตาไป หรือไม่ได้เข้าไปร่วมกิจกรรมงานศพ ชาวบ้านก็มักจะบ่นกันในทำนองว่า “บ้านศพบ้านซากบ่หันหน้าหันตา จะมาก็ตอนใกล้เลือกตั้ง” 

 

เสียงสะท้อนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่กับบทบาทหน้าที่ของนักการเมืองหรือผู้แทนฯ ในพื้นที่ด้วยเช่นกัน 

 

อย่างไรก็ตาม ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปตามพลวัตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อาจทำให้ ‘งานศพ’ ในมิติชาวบ้านถูกลดบทบาทลงไป แน่นอนว่าบทบาทนี้อาจไม่ถึงขั้นหายไปเลยเสียทีเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของงานศพถูกลดทอนความสำคัญไปจริงๆ 

 

ในแง่ของระบบเครือญาติ ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้มีมิติที่แคบลง จากเดิมที่มีปฏิสัมพันธ์กันในระดับกว้าง กลายเป็นเครือข่ายญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น งานศพจากที่เคยเป็นงานรวมญาติมิตรในวงกว้าง กลับลดเหลือเพียงญาติพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกันจริงๆ เท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ของคนในรุ่นลูกหลาน สายสัมพันธ์จึงเริ่มแยกขาดกันออกไป และงานศพเริ่มกลายเป็นงานที่เป็นปัจเจกมากขึ้น

 

ในแง่ปฏิสัมพันธ์ของเครือข่ายในชุมชนก็ถูกลดทอนลง อาจด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น ผู้คนมีทุนทรัพย์ในการจัดงานมากขึ้น จึงทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างงานศพกับชาวบ้านลดน้อยลงไป จากเดิมที่เคยเป็นงานที่ต้องใช้เครือข่ายในชุมชนช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเรื่องของการเตรียมเครื่องประกอบพิธี การเตรียมอาหารเลี้ยงแขก การจัดดอกไม้ กลายมาเป็นการจ้างกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานศพมาจัดการแทนการเกื้อกูลกันในระบบความสัมพันธ์เดิมในชุมชน

 

ในแง่ของวิธีคิดทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป คนในยุคปัจจุบันมองเห็นคุณค่าทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองมากขึ้น การเมืองในแง่การเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านของนักการเมืองในท้องถิ่นในรูปแบบเดิมจึงอาจมีความสำคัญที่ลดน้อยลงไปในมุมมองของคนรุ่นหลัง เช่น การลงพื้นที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านอาจไม่ได้มีผลในทางการเมืองมากเท่ากับสำนึกทางการเมืองของในรุ่นปัจจุบัน รวมถึงคนรุ่นใหม่อาจเห็นคุณค่าของการลงพื้นที่ในแบบเดิมๆ ของนักการเมืองในท้องถิ่นน้อยลง

 

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองในพื้นที่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับชาวบ้านหรือในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในท้องถิ่น หรือก็ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่ทุกคนจะไม่เห็นคุณค่าของการลงพื้นที่ของนักการเมืองไปเสียทุกคน คำอธิบายนี้เพียงจะชี้ให้เห็นว่าบทบาทการทำงานเชิงพื้นที่แบบเดิมอาจมีคุณค่าน้อยลงไปตามพลวัตเท่านั้น

 

ดังนั้นจากเนื้อหาที่ได้อธิบายไปจึงพอจะสรุปได้ว่า บทบาทของงานศพในฐานะเป็นพื้นที่ทางการเมืองอาจลดน้อยลงในสังคมปัจจุบัน จากพลวัตทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และอาจทำให้การลงพื้นที่ของนักการเมืองท้องถิ่นในรูปแบบเดิมมีผลในทางการเมืองลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน 

 

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายนี้ก็ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองท้องถิ่นควรลดบทบาทการหาเสียงในพื้นที่ลงนะครับ เพียงต้องการชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเผื่อจะเป็นประโยชน์ในการปรับตัว และก็ยังขอยืนยันว่าการมีปฏิสัมพันธ์ การลงพื้นที่ไปพบปะประชาชน แม้บทบาทของพิธีกรรมจะมีผลทางการเมืองน้อยลง แต่การลงไปพบปะประชาชนในพื้นที่ รับฟังปัญหาของคนในพื้นที่ ก็ยังคงมีความสำคัญไม่น้อยลงไปเลย

The post ‘งานศพ’ กับการเมืองในยุคสมัยปัจจุบัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2566 : ศาสนาอยู่ตรงไหนในนโยบายพรรคการเมือง https://thestandard.co/religion-political-party-policy/ Fri, 07 Apr 2023 11:47:57 +0000 https://thestandard.co/?p=774239 ศาสนา นโยบายพรรคการเมือง

กำลังคึกคักกันเลยทีเดียวในแวดวงการเมืองกับโค้งสุดท้ายก่ […]

The post เลือกตั้ง 2566 : ศาสนาอยู่ตรงไหนในนโยบายพรรคการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาสนา นโยบายพรรคการเมือง

กำลังคึกคักกันเลยทีเดียวในแวดวงการเมืองกับโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งครั้งใหม่และครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบวัน

 

ทุกพรรคการเมืองต่างเดินสายเปิดเวทีปราศรัยประชันขันแข่งเสนอนโยบาย เสนอทางเลือก ทางออกในการแก้ไขปัญหาในด้านต่างๆ ให้กับประชาชน เวียนกันไปทุกจังหวัดทั่วประเทศอย่างครึกครื้น

 

พวกเราในฐานะประชาชนต่างก็รู้สึกมีความสุขที่ได้เห็นความเคลื่อนไหวเหล่านี้ และแน่นอนคงปฏิเสธไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญ 

 

​นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองต่างนำเสนอออกมาให้กับประชาชนได้พิจารณานั้น ต่างก็มีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูประบบการศึกษา การกระจายอำนาจ รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการให้กับประชาชน 

 

แต่เรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนสนใจ แต่รู้สึกว่ายังไม่ค่อยเห็นพรรคไหนกล่าวถึง หรือแม้กระทั่งจากพรรคการเมืองที่เราเห็นว่ามีแนวคิดที่ค่อนข้างจะก้าวหน้าก็ยังไม่เห็นข้อเสนอในเรื่องนี้เช่นกัน คือ ‘นโยบายด้านศาสนา’ ทั้งที่เรื่องนี้สำคัญและมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิต วิธีคิด รวมถึงอาจจะเป็นข้อจำกัดที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายของพรรคการเมืองในด้านต่างๆ ด้วย รวมถึงเป็นข้อกำกับ และจำกัดสิทธิในการทำมาหากินของประชาชนด้วย

 

​ยกตัวอย่างล่าสุดที่เกิดขึ้นคือการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง หุ่นพยนต์ ภาพยนตร์ของ ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ ผู้กำกับชื่อดังผู้สร้างตำนานภาพยนตร์สยองขวัญของไทยหลายเรื่อง ฉากสำคัญในภาพยนตร์หลายฉากถูกตัดออกด้วยเหตุผลที่เกี่ยวพันกับเรื่องทางศาสนา เช่น ฉากเณรต่อยกันในผ้าเหลืองและใช้คำหยาบคาย ฉากเณรกอดผู้หญิง ฉากท่องศีลข้อ 2 ขณะที่กำลังฆ่าคนที่ขโมยของ และหลายต่อหลายฉากมีภาพพระสงฆ์ สามเณรที่ไม่โกนคิ้ว โดยกองเซ็นเซอร์ให้เหตุผลว่าฉากต่างๆ เหล่านี้ ‘ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี’ ของบ้านเมือง จึงพิจารณาให้ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ในเรต ฉ20- หรือห้ามผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าชม และต้องมีการตรวจบัตรประชาชนสำหรับผู้ที่จะเข้าชมหน้าโรงภาพยนตร์ด้วย

 

แน่นอนหลายคนอาจจะมองว่าปัญหาหลักอยู่ที่กองเซ็นเซอร์ และอาจจะคิดว่าหากเราไม่มีกองเซ็นเซอร์ก็จะแก้ปัญหาเหล่านี้ไปได้ แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้มีแค่กองเซ็นเซอร์เท่านั้น เรายังมีหน่วยงานรัฐอีกหลายหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้น โดยมีพื้นฐานสำนึกผิด-ชอบ ชั่ว-ดี จากฐานคิดที่ได้รับอิทธิพลจากวิธีคิดทางศาสนา และแน่นอนว่าหน่วยงานเหล่านี้ต่างมีผลกระทบต่อการกำกับและจำกัดสิทธิในการทำมาหากินของประชาชน ทำให้ประชาชนและประเทศชาติเสียโอกาสในการสร้างรายได้ในหลายช่องทาง

 

​เรื่องบ่อนเสรีและเรื่องสุราเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ถูกกำหนดและจำกัดโอกาสการสร้างรายได้จากวิธีคิดทางศาสนา นโยบายบ่อนเสรีมีให้เราเห็นหลายต่อหลายรัฐบาลตั้งแต่ปี 2546 สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เกิดแนวคิดที่จะเปิดสถานประกอบการท่องเที่ยวครบวงจร (Entertainment Complex) หรือในปี 2551 สมัยนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็ประกาศว่าหากอยู่ครบ 4 ปีรับรองคนไทยได้เห็นบ่อนเสรีแน่ หรือในสมัยรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2554 ก็มีการเสนอแนวคิดบ่อนเสรีเช่นกัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จัดเก็บรายได้จากคาสิโนถูกกฎหมายเข้ารัฐ สร้างงานและรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงเพื่อป้องกันการลักลอบเปิดคาสิโนผิดกฎหมาย ซึ่งเราก็เห็นข่าวเรื่องบ่อนเถื่อนกันอยู่ประจำ

 

​แต่ทั้งนี้แนวคิดเหล่านี้ก็ถูกคัดค้านและตีตกมาโดยตลอดด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งมองว่าจะทำให้คนไทยเสพติดการพนันเพิ่มมากขึ้น หรือเป็นการสร้างแหล่งซ่องสุมอบายมุขและยาเสพติด และเหตุผลสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งเลยคือมองว่า ‘ขัดต่อหลักปฏิบัติของศาสนาและศีลธรรมทางศาสนา’

 

ดังกรณีของ จำลอง ศรีเมือง นักการเมืองและแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการทีวีช่อง ASTV ว่า “นโยบายบ่อนเสรีได้ไม่คุ้มเสีย เพราะการพนันเป็นอบายมุข เป็นหนทางแห่งความพินาศ และทุกศาสนาต่อต้านเรื่องนี้” นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้รัฐเสียโอกาส

 

เรื่องสุราก็ถูกกำกับและจำกัดด้วยหลักการทางศีลธรรมทางศาสนาเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการจำหน่ายและการโฆษณา เช่น การกำหนดวันและเวลาจำหน่าย ห้ามขายในวันหยุดสำคัญทางศาสนา หรือขายสุราได้เพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งตามที่รัฐกำหนดเท่านั้น การกำหนดการโฆษณาหรือเชิญชวนให้คนดื่มสุรา เช่น ห้ามโฆษณาภาพที่มีคำเชิญชวนให้มีการบริโภคสุรา ห้ามแสดงชื่อหรือเครื่องหมายสุราพร้อมกับการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงใจให้คนอื่นอยากดื่มสุรา เป็นต้น ซึ่งหากใครฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกและปรับเป็นเงินสูงกว่า 500,000 บาท แม้ในภาคประชาชนจะมีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายการคุมควบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป แต่ก็ไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้

 

การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ การต่อต้านการเปิดบ่อนเสรี การกำหนดและจำกัดการจำหน่าย และการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเพียง 3 ตัวอย่างสำคัญเท่านั้นที่ทำให้เห็นว่า วิธีคิดที่มีฐานคิดจากศีลธรรมทางศาสนาเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีอิทธิพลต่อโอกาสการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ปิดกั้นช่องทางการทำมาหากินของประชาชน

 

แต่สิ่งที่เราเห็นจากนโยบายของหลายๆ พรรคการเมือง กลับพบว่ายังไม่เห็นพรรคการเมืองใดที่มีนโยบายพุ่งตรงไปที่ตัวของศาสนาเลย ทั้งที่ถือว่าเป็นแกนกลางสำคัญที่ทำให้ประเทศเสียโอกาส เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการจำกัดการทำมาหากินของประชาชน แม้กระทั่งพรรคการเมืองที่มีแนวคิดก้าวหน้า มีแนวคิดทลายโครงสร้างสังคมที่จะเป็นอุปสรรคต่ออนาคตและการเจริญเติบโตของประเทศ เช่น ประกาศยกเลิก-แก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 ที่เป็นโครงสร้างอำนาจที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่กลับมองข้ามโครงสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและตัวองค์กรทางศาสนาเอง

 

หรือเพราะหลักคิดทางศาสนาหรืออิทธิพลทางศาสนาอีกด้วยหรือไม่ ที่ทำให้พรรคการเมืองหลายพรรคการเมือง แม้แต่พรรคที่เน้นย้ำเรื่องการทลายโครงสร้างกลับไม่สามารถ (กล้าพอ) ที่จะออกนโยบายในการกำกับหรือจัดการกับอิทธิพลทางศาสนาโดยตรง หรือเพราะนโยบายที่จะพุ่งตรงไปที่หลักการหรือองค์กรทางศาสนาสุ่มเสี่ยงต่อความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมืองหรือไม่ จึงทำให้ไม่มีใครกล้าพอที่จะเสนอนโยบายเหล่านี้ออกมา

The post เลือกตั้ง 2566 : ศาสนาอยู่ตรงไหนในนโยบายพรรคการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ครูบา’ คืออะไร ทำไมต้องเป็นครูบา ไขคำตอบจากคนศึกษางานครูบา https://thestandard.co/kruba-sri-wichai-who-is/ Tue, 28 Feb 2023 01:42:33 +0000 https://thestandard.co/?p=756374 ครูบา

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาถึงตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได […]

The post ‘ครูบา’ คืออะไร ทำไมต้องเป็นครูบา ไขคำตอบจากคนศึกษางานครูบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูบา

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาถึงตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวงการพระสงฆ์มีเรื่องราวเป็นข่าวเป็นคราวกันว่อนโลกโซเชียล โดยเฉพาะกระแส ‘ครูบา’ ต่างๆ ไม่ว่าจะครูบาทางอีสานที่เป็นที่ฮือฮา ไม่ว่าจะครูบาทางเชียงใหม่ เชียงราย ล้านนาที่เป็นข่าว ต้องยอมรับเลยว่าของเขาแรงจริงๆ จนถึงล่าสุดรู้สึกว่าจะยังมีข่าวออกมาอยู่เรื่อยๆ ใครหลายคนที่ได้เสพข่าว ทั้งที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่รับรู้เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ผ่านข่าว ผ่านโซเชียลมีเดีย ก็คงมีความรู้สึกอยากรู้เรื่องราว เบื้องลึกเบื้องหลังกันอยู่พอสมควร

 

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เข้าไปสังเกตในการแสดงความคิดเห็นในข่าวหลายๆ สำนัก ทุกสำนักจะมีหลายความเห็นที่ถามซ้ำๆ เหมือนๆ กันหลายครั้งว่า ‘ครูบา’ คืออะไร ทำไมต้องเรียก ‘ครูบา’ เอาเป็นว่าวันนี้ผู้เขียนในฐานะที่ศึกษาเกี่ยวกับ ‘ครูบา’ และเป็นติ่งครูบามาตั้งแต่เด็กๆ จะขอเล่าที่ไปที่มาของคำว่าครูบาให้ทุกท่านได้เข้าใจกันว่า คำว่าครูบาหมายความว่าอะไร มีความเป็นมาอย่างไร แตกต่างกันอย่างไรระหว่างครูบาอีสาน และครูบาล้านนา แล้วทำไมพระวัยรุ่นในปัจจุบันถึงอยากเป็นครูบากันนัก วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยไปด้วยกัน

 

ครูบาคือใคร

 

คำว่า ‘ครูบา’ จริงๆ แล้วส่วนใหญ่มักจะได้ยินมาจากทางภาคเหนือเสียเป็นส่วนใหญ่ หลายคนอาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักคำว่า ‘ครูบา’ จาก ‘ครูบาศรีวิชัย’ ซึ่งท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นตนบุญแห่งล้านนา หรือแม้แต่ในปัจจุบันก็อาจจะเคยได้ยินหรือรู้จักจากครูบาดังๆ หลายๆ รูปไม่ว่าจะ ครูบาบุญชุ่ม (ถ้ำหลวง) หรือ ครูบาอริยชาติ 

 

เริ่มต้นทางจากภาคเหนือก่อน จริงๆ คำว่า ‘ครูบา’ ของภาคเหนือหรือพื้นที่วัฒนธรรมล้านนา ในอดีตมีความหมายมาจากคำว่า ‘คุรุ’ บวกกับคำว่า ‘อุปัชฌาย์’ หมายถึงพระที่มีความรู้ไม่ว่าจะทั้งปริยัติและปฏิบัติ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นอุปัชฌายาจารย์ของเหล่าพระสงฆ์ สามเณร เป็นที่เคารพนับถือของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพระที่เป็นเกจิอาจารย์ หรือผู้ที่มีวิทยาอาคมใดๆ พูดง่ายๆ คือ ครูบาไม่เท่ากับผู้วิเศษ เป็นเพียงพระสงฆ์ผู้มีความรู้ และเป็นที่นับถือของชาวบ้าน เขาจึงเรียกพระสงฆ์รูปนั้นด้วยความเคารพว่า ‘ครูบา’

 

ปราชญ์ในท้องถิ่นภาคเหนือ และนักวิชาการทางด้านล้านนาศึกษาหลายท่าน พยายามให้นิยามคำว่า ‘ครูบา’ ว่าต้องเป็นพระสงฆ์ผู้ที่มีอายุพรรษามากพอ ถึงจะเหมาะสมที่จะได้รับการเรียกขานด้วยคำว่า ‘ครูบา’ เช่น ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี หรือมีอายุพรรษาไม่ต่ำกว่า 20 พรรษา แต่อย่างไรก็ตามหากนับเอาตามหลักเกณฑ์นี้ 

 

นั่นหมายความว่าครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนาก็ไม่เข้าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับการเรียกขานด้วยคำว่า ‘ครูบา’ ด้วยหรือไม่ เพราะหากนับดูตามอายุของท่านแล้ว ครูบาศรีวิชัยเกิดในปี 2421 และมรณภาพในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2481 นั่นเท่ากับว่าครูบาศรีวิชัยมีอายุเพียง 60 ปี และมีพรรษาในปีที่ท่านมรณภาพ 20 ปีพอดิบพอดี

 

แต่ด้วยความศรัทธาอย่างล้นหลามต่อตัวครูบาศรีวิชัยในปัจจุบัน ปราชญ์และนักวิชาการท้องถิ่นล้านนาในปัจจุบันกลุ่มหนึ่ง ก็พยายามจะตีความความหมายใหม่เพื่อให้ความชอบธรรมว่า ครูบาศรีวิชัยควรค่าแก่การได้รับการยกย่องด้วยคำว่า ‘ครูบา’ เพราะท่านถือว่าเป็นพระสงฆ์ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในแง่ปริยัติและปฏิบัติ สร้างประโยชน์ต่อพุทธศาสนาล้านนา และดินแดนล้านนา โดยเฉพาะเรื่องของการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามจำนวนมาก ครูบาศรีวิชัยจึงควรค่าแก่การได้รับการยกย่องด้วยคำนำหน้าชื่อว่า ‘ครูบา’ พูดง่ายๆ คือเกณฑ์นี้มีข้อยกเว้นไว้ให้เฉพาะครูบาศรีวิชัยเพียงรูปเดียวเท่านั้น 

 

ส่วนคำว่า ‘ครูบา’ ในภาคอีสานนั้น กลับมีความหมายที่แตกต่างไปจากคำว่า ‘ครูบา’ ในภาคเหนือ ในภาคอีสาน ‘ครูบา’ หมายถึงพระนวกะ หรือพระบวชใหม่ที่มีอายุพรรษาไม่เกิน 10 พรรษา และที่สำคัญไม่จำเป็นจะต้องเป็นเพียงพระสงฆ์เท่านั้น คำว่า 

‘ครูบา’ ในภาคอีสานสามารถนำไปกับฆราวาสทั่วไปได้ด้วย หากบุคคลนั้นมีความรู้ความสามารถไม่ว่าจะในด้านใดด้านหนึ่งก็ตาม 

 

ทำไมต้องอยากเป็นครูบา 

 

ทีนี้คำถามที่ตามมาก็คือว่า แล้วทำไม ‘ครูบา’ ในปัจจุบัน ถึงมีอายุพรรษาไม่มาก และรู้สึกว่า ‘ครูบา’ ส่วนใหญ่นั้นดูจะมีลักษณะของการเป็นเกจิอาจารย์ เป็นผู้มีฌานสมาบัติ เป็นผู้มีวิทยาอาคม ไม่เพียงเท่านั้น แลดูจะมีจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ ด้วย

 

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2530 เกิดปรากฏการณ์สำคัญทางศาสนาในภาคเหนือ คือการเกิดขึ้นของกระแส ‘ครูบาคติใหม่’ หรือหลายคนที่รู้สึกไม่ค่อยชื่นชอบเท่าไรก็มักจะเรียกว่า ‘ครูบาอุ๊กแก๊ส’ ซึ่งหมายถึงการบ่มให้สุกก่อนเวลาอันสมควร 

 

ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเลยคือ มีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งในภาคเหนือพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัย ไม่ว่าจะการนุ่งห่มจีวรสีกรักแดง กรักน้ำตาล นุ่งห่มแบบรัดอก ห้อยลูกประคำ ใช้ตาลปัตรที่ทำจากใบลานบ้าง หรือหางนกยูงบ้าง นำเสนอเรื่องราวของตนเองให้ผูกโยงกับเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับครูบาศรีวิชัย เช่น ถือวัตรปฏิบัติแบบครูบาศรีวิชัย เป็นพระนักสร้าง นักพัฒนา ก่อสร้างวัดวาอารามใหญ่โตอลังการบ้าง เป็นครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาเกิดบ้าง หรือมีลักษณะเป็นตนบุญเหมือนครูบาศรีวิชัยบ้าง ภาพลักษณ์เหล่านี้ถูกนำมาใช้ และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่พระสงฆ์ในภาคเหนือ 

 

คำถามต่อมาก็คือว่า ‘ทำไม’ ถึงต้องเป็นครูบาศรีวิชัย เหตุผลสำคัญก็คือ ในช่วงเวลาทศวรรษเดียวกันนั้น ก็เกิดอีกกระแสหนึ่งในท้องถิ่นภาคเหนือ คือกระแสท้องถิ่นนิยม ล้านนานิยม มีความพยายามจะรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สร้างวีรบุรุษท้องถิ่นในทางประวัติศาสตร์ขึ้น และบุคคลที่ได้รับการเชิญชูขึ้นเป็นวีรบุรุษท้องถิ่นก็คือ ‘ครูบาศรีวิชัย’ ครูบาศรีวิชัยจึงถูกยกย่องให้กลายมาเป็น ‘ตนบุญแห่งล้านนา’ เพียงผู้เดียว

 

ดังนั้นภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัยจึงถูกนำเสนอ ถูกตอกย้ำ ถูกผลิตสร้าง ถูกผลิตซ้ำ จนกลายเป็นการรับรู้ เป็นความเข้าใจหลักของสังคม และของคนในภาคเหนือ ภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัยจึงกลายมาเป็นความหมายของคำว่า ‘ครูบา’ กลายมาเป็นภาพลักษณ์ ‘ต้นแบบ’ ของการเป็นครูบา และกลายมาเป็น ‘มาตรฐาน’ ความถูกต้องของการเป็นครูบา

 

พูดง่ายๆ คือกระแสท้องถิ่นนิยม ล้านนานิยม ทำให้ครูบาศรีวิชัยกลายเป็นศูนย์กลางในทุกๆ อย่างของการเป็นครูบา หากเราพูดถึงคำว่า ‘ครูบา’ ภาพแรกที่จะผุดขึ้นมาในหัวก็คือภาพของครูบาศรีวิชัยนั่นเอง

 

เมื่อครูบาเท่ากับภาพลักษณ์เกจิ

 

คำถามสุดท้าย แล้วทำไมครูบาถึงกลายมาเป็นพระเกจิ ผู้มีวิทยาอาคม ซึ่งแตกต่างไปจากความหมายเดิม และทำไมใครๆ ถึงอยากเป็นครูบา

 

การที่คำว่า ‘ครูบา’ กลายมาเป็นภาพลักษณ์ของพระเกจิ ผู้มีวิทยาอาคม ก็เกิดขึ้นจากการผลิตสร้าง ผลิตซ้ำภาพลักษณ์ของครูบาศรีวิชัยให้กลายเป็นผู้วิเศษ เป็นตนบุญ เป็นผู้มากบารมี ตามเรื่องเล่าตำนานต่างๆ ที่เกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องเล่าที่ว่า ครูบาศรีวิชัยเดินกลางสายฝนแต่กลับไม่เปียกฝน ครูบาศรีวิชัยเดินเหนือจากพื้นดินได้ ครูบาศรีวิชัยเกิดในวันฝนตก ฟ้าร้อง แผ่นดินไหว เชื่อกันว่าเป็นลักษณะของการลงมาเกิดของผู้มีบุญ เรื่องเล่าเหล่านี้กลายมาเป็นเส้นเรื่องหลักในการนำเสนอภาพลักษณ์ให้กับครูบาศรีวิชัย จนทำให้ท่านกลายเป็นพระสงฆ์ที่ไม่ธรรมดา กลายมาเป็น ‘พระผู้วิเศษ’ ไปด้วย

 

และการเป็นเกจิอาจารย์ ผู้มีวิทยาอาคมนี้เอง เป็นที่มาของชื่อเสียง แหล่งทุนและปัจจัยจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะทั้งจากการบริจาค การทำบุญ หรือการค้าวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ดังนั้นนี่คือคำตอบที่ว่าทำไมใครๆ ถึงอยากจะเป็นครูบา และทำไมถึงมีจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าจะทั้งทางภาคเหนือหรือภาคอีสาน

 

ดังนั้นสิ่งสำคัญของการเป็นครูบาในปัจจุบัน จึงเริ่มต้นจากการสร้างภาพลักษณ์ สร้างเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ นำเสนอสิ่งเหล่านี้สื่อสารออกมาเพื่อให้ชาวพุทธหรือคนทั่วไปได้รับรู้ และเข้าใจกันว่า ‘นี่คือครูบา’ ‘นี่คือผู้ไร้มลทิน’ ‘นี่คือผู้ศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘นี่คือผู้มีบารมี’ ที่ควรค่าแก่การเคารพบูชา 

 

แต่ที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้เขียนไม่ได้ต้องการที่จะบอกว่า เราไม่ควรไปหลงเชื่อกราบไหว้บูชาครูบาหรือพระเกจิอาจารย์ หรือแม้แต่จะบอกว่าการจะเป็นครูบา การนำเสนอภาพลักษณ์การเป็นครูบาของพระสงฆ์ในปัจจุบันเป็นเรื่องไม่ดี อย่าเพิ่งเข้าใจผิดเช่นนั้น เพราะทั้งหมดคือสิทธิและเสรีภาพทางศาสนาของทุกคน ใครอยากไหว้อะไรไหว้ ใครอยากกราบอะไรกราบ หรือใครไม่อยากเชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ และเราควรเคารพสิทธิและเสรีภาพทางความเชื่อของกันและกัน

 

อ้างอิง: 

  • ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว, ครูบาคติใหม่ แต่งองค์ทรงเครื่องพุทธศาสนายุคกึ่งพุทธกาล, กรุงเทพฯ: มติชน

The post ‘ครูบา’ คืออะไร ทำไมต้องเป็นครูบา ไขคำตอบจากคนศึกษางานครูบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูบาบุญชุ่ม: ปรากฏการณ์ความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรม https://thestandard.co/kruba-boon-chum-2/ Tue, 02 Aug 2022 12:12:32 +0000 https://thestandard.co/?p=661896 ครูบาบุญชุ่ม

ครูบาบุญชุ่มกับเหตุการณ์หมูป่าถ้ำหลวง     หลา […]

The post ครูบาบุญชุ่ม: ปรากฏการณ์ความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครูบาบุญชุ่ม

ครูบาบุญชุ่มกับเหตุการณ์หมูป่าถ้ำหลวง

 

ครูบาบุญชุ่ม

 

หลายคนอาจจะเพิ่งเคยรู้จักครูบาบุญชุ่ม ตอนเหตุการณ์ถ้ำหลวงดอยนางนอนหลายปีที่ผ่านมา ท่านคือบุคคลสำคัญท่านหนึ่งที่ญาติของเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำกว่า 13 ชีวิตที่มีเชื้อสายไทใหญ่หรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เรียกร้องให้ท่านเข้ามาช่วยเหลือในวันที่ทุกคนแทบจะไร้ความหวังในการค้นหาเด็ก 

 

ในวันที่ท่านมาถึง ท่านกลับพูดในทำนองที่ว่าเด็กทุกคนยังปลอดภัย และอีก 2-3 วันจะพบเด็ก คำกล่าวนี้อาจจะมองได้ใน 2 มุมมอง คือ 

 

  1. หลายคนเชื่อและมองว่าเป็นการหยั่งรู้ด้วยญาณวิเศษของท่าน ผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นตนบุญผู้นำจิตวิญญาณของเขา หรือ 

 

  1. มองว่าเป็นการให้ความหวังและกำลังใจจากบุคคลที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นตนบุญของพวกเขา

 

และจะด้วยความบังเอิญหรือไม่อย่างไร ภายใน 2-3 วันที่ท่านกล่าวไว้นั้นก็ปรากฏว่านักดำน้ำถ้ำที่เข้าไปช่วยกันค้นหาเด็ก ก็เจอเด็กติดอยู่ในถ้ำจริงๆ 

 

เป็นเหตุให้เกิดเรื่องราวความเชื่อเล่าขานอะไรต่อมิอะไรถึงความศักดิ์สิทธิ์ของครูบาบุญชุ่ม หรือความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างตัวครูบาบุญชุ่มกับเจ้าแม่นางนอน ที่เชื่อกันว่าเคยมีความสัมพันธ์กันมาในอดีตชาติก็ตาม เรื่องราวเหล่านี้ถูกกล่าวขานออกไปหลายมิติ ทั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอวดอุตริ ถูกล้อเลียน บ้างก็เชื่อว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์จริง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักของคนจำนวนมากขึ้น 

 

ครูบาบุญชุ่ม

 

ครูบาบุญชุ่มออกถ้ำ 3 ปี 3 เดือน 3 วัน

 

ล่าสุดเมื่อวานนี้ (1 สิงหาคม) ถือเป็นวันครบกำหนดออกถ้ำ หลังจากที่ท่านได้ปลีกวิเวกเข้าถ้ำกว่า 3 ปี 3 เดือน 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2562 ที่ถ้ำเมืองแก็ด ประเทศเมียนมา มีผู้คนจำนวนกว่าหลายหมื่นคนเข้าร่วมสักการะบูชาครูบาบุญชุ่ม ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทใหญ่ ไทลื้อ กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ จำนวนมาก ที่อยู่แถบทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา สปป.ลาว และคนภาคเหนือของไทย

 

หากจะกล่าวถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มีปฏิบัติสัมพันธ์กับครูบาบุญชุ่ม ต้องกล่าวว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีปฏิบัติสัมพันธ์กับครูบาอย่างมาก ถือได้ว่าครูบาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพวกเขาเลยก็ว่าได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปภาพของครูบาบุญชุ่มถือเป็นรูปที่มีอยู่ทุกบ้านของพวกเขาจริงๆ แต่คำถามคือว่า เหตุใดกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘ชายขอบของสังคม’ ถึงรักและเคารพศรัทธาตัวครูบาบุญชุ่มอย่างมาก

 

 

คำสอนที่โอบอุ้มความเป็นชายขอบ

 

หากเรามองในแง่คำสอนและการวัตรปฏิบัติของครูบาบุญชุ่ม เราอาจจะเห็นคำตอบ ซึ่งในคำสอนและวัตรปฏิบัติของครูบานั้นจะมีมิติของความหลากหลาย และการโอบอุ้มความเป็นชายขอบของคนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นอย่างดี 

 

ในกิจกรรมไม่ว่าจะกิจกรรมใดๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ครูบาบุญชุ่มจะต้องทำคือนำผู้คนจำนวนมากเหล่านี้สวดมนต์ แผ่เมตตา คือสร้างกุศลสั่งสมบุญตามความเชื่อในทางศาสนา รวมถึงการเทศนาของท่านด้วย ซึ่งนอกจากจะเทศนาเป็นภาษาไทใหญ่ ภาษาเหนือ (คำเมืองล้านนา) ภาษาเมียนมาแล้ว ท่านยังสามารถเทศน์ได้ในหลายภาษาที่เป็นภาษาที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยต่างๆ ใช้กันด้วย

 

โดยแกนหลักคำสอนของครูบาบุญชุ่มที่สะท้อนผ่านการเทศนาและการนำผู้คนเหล่านี้สั่งสมบุญคือ การขอให้ได้เกิดมาเป็น ‘คน’ คำว่า ‘คน’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเกิดเป็นมนุษย์เพียงเท่านั้น แต่ ‘คน’ ในที่นี้มีนัยถึง ‘คน’ ที่เป็นกลุ่มประชากรหลัก ไม่ใช่คนชายขอบที่ถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มน้อยด้อยค่า แต่หมายถึง ‘คน’ ที่จะได้รับการยอมรับด้วยทั้งสถานะทางสังคมเทียบเท่ากับคนกลุ่มหลักอื่นๆ 

 

 

วัตรปฏิบัติที่มีอัตลักษณ์ความหลากหลายทางความเชื่อของครูบาบุญชุ่ม

 

ในแง่วัตรปฏิบัติของครูบาบุญชุ่ม ก็มีลักษณะที่มีการโอบอุ้มความหลากหลายทางความเชื่อไว้ และนี่คืออัตลักษณ์สำคัญของตัวครูบาบุญชุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัตรปฏิบัติแบบพุทธศาสนาแบบล้านนาที่สะท้อนผ่านหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อการเป็น ‘ครูบา’ ในภาคเหนือ และการเป็น ‘ตนบุญ’ หรือ ‘ผู้มีบุญ’ ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นความเชื่อพื้นฐานของคนในภูมิภาค รวมถึงการนำสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายของความเป็นล้านนา เข้าสู่กระบวนการบูรณะก่อสร้างพุทธสถานสำคัญๆ หลายแห่งในภูมิภาคอุษาคเนย์ตอนบนของครูบาบุญชุ่ม

 

วัตรปฏิบัติแบบพุทธศาสนาแบบชาวบ้าน ที่มีความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องผี พราหมณ์ พุทธ และการกลับชาติมาเกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปอย่างการทำนายทายทักที่เกิดขึ้นจากความศักดิ์สิทธิ์จากญาณวิเศษ หรือความเชื่อเรื่องการกลับมาเกิด เช่น ความเชื่อของชาวบ้านในภาคเหนือที่เชื่อกันว่าท่านคือครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาเกิด หรือในกลุ่มชาวไทใหญ่ ไทลื้อ ก็เชื่อกันว่าท่านเป็นพระสงฆ์รูปสำคัญในอดีตกลับชาติมาเกิด ความเชื่อเรื่องการกลับมาเกิดใหม่นี้ ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อของพุทธศาสนากระแสหลักเท่านั้น แต่เป็นความเชื่อของคนในท้องถิ่นที่ผนวกกับความเชื่อเรื่อง 32 ขวัญ ที่เชื่อว่าสามารถวนเวียนกลับมาเกิดได้ใหม่ โดยไม่ได้อิงอยู่กับความเชื่อการเวียนว่ายตายเกิดแบบพุทธศาสนากระแสหลัก หรือแม้แต่ในประเทศภูฏานก็เชื่อว่าท่านคือลามะคนสำคัญในอดีตกลับชาติมาเกิด ผ่านการทำการเสี่ยงทาย ซึ่งก็เป็นความเชื่อในทางศาสนาแบบมหายาน

 

หรือแม้แต่วัตรปฏิบัติที่ท่านได้รับมาจากอิทธิพลพุทธศาสนามหายาน ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งห่มที่ผสมผสานระหว่างพุทธแบบล้านนาและพุทธมหายานเข้าไปด้วยกัน และองค์ประกอบในการแต่งกายต่างๆ มหรสพในกิจกรรมต่างๆ หรือแม้แต่การทำมุทธา ซึ่งอิทธิพลเหล่านี้เกิดขึ้นภายหลังจากการเข้าไปเผยแผ่คำสอน และได้เข้าไปจำพรรษาที่ประเทศภูฏาน จนแม้แต่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ก็ยังเคารพศรัทธาในตัวของท่าน 

 

วัตรปฏิบัติเหล่านี้ของครูบาบุญชุ่ม สะท้อนภาพการโอบอุ้มอัตลักษณ์ความเชื่อที่หลากหลายเหล่านี้ไว้ และเป็นภาพสะท้อนความไม่มีถูกและไม่มีผิดที่ชัดเจน ทลายกรอบพุทธแบบใดแบบหนึ่งออกไปได้อย่างหมดจด จึงอาจจะกล่าวได้ว่าวัตรปฏิบัติเหล่านี้ของครูบาบุญชุ่ม คือการก้าวข้ามพรมแดนความเชื่อที่ถูกขีดหรือถูกกำหนดโดยรัฐ กลายเป็นพุทธศาสนาแบบสากลที่ได้รับการยอมรับจากหลากหลายกลุ่มคน หลากหลายชาติพันธุ์ และหลากหลายประเทศ

 

ครูบาบุญชุ่ม

 

อัตลักษณ์ความหลากหลายคือความสำคัญของปรากฏการณ์ครูบาบุญชุ่ม

 

กล่าวโดยสรุป หากจะตอบคำถามว่าเหตุใดคนจำนวนมากถึงเคารพศรัทธาครูบาบุญชุ่ม หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยต่างๆ ในแถบภาคเหนือของไทย ไทใหญ่ ไทลื้อในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา และ สปป.ลาว รวมถึงชาวพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างกลุ่มผู้ศรัทธาจากประเทศภูฏาน คำตอบคือไม่ใช่เพราะเขาเหล่านั้นโง่หลงเชื่อ แต่คำตอบคือภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะทั้งวัตรปฏิบัติและคำสอนของครูบาบุญชุ่มนั้น ได้โอบอุ้มอัตลักษณ์ความหลากหลาย ทั้งวัตรปฏิบัติ ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม รวมถึงตัวคำสอนของครูบาบุญชุ่มก็มีลักษณะของการโอบอุ้มความเป็นชายขอบของผู้คน กลุ่มชาติพันธุ์ และชนกลุ่มน้อยต่างๆ จึงทำให้ท่านกลายเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของคนจำนวนมากเหล่านี้ 

 

ดังนั้นการมองปรากฏการณ์ครูบาบุญชุ่ม ผู้เขียนจึงอยากจะบอกว่าไม่ควรมองเพียงมุมมองใดมุมมองหนึ่ง หรือมุมมองเดียว หากแต่ต้องใช้มุมมองที่กว้างในระดับภูมิภาคและความเป็นสากลของพุทธศาสนา รวมถึงการยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อในการมองด้วย จึงจะทำให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ครูบาบุญชุ่มได้เป็นอย่างดี 

 

ทำความรู้จักครูบาบุญชุ่มอีกครั้งผ่านบทความนี้ https://thestandard.co/kruba-boon-chum/

 

The post ครูบาบุญชุ่ม: ปรากฏการณ์ความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีสาน: วัฒนธรรมที่ไม่เคยมีคำว่า ‘เก่า’ เมื่อความปังบังเกิด อัตลักษณ์อีสานจึงทรงพลัง https://thestandard.co/isan-culture/ Sat, 02 Jul 2022 03:09:00 +0000 https://thestandard.co/?p=649192 วัฒนธรรมอีสาน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเราจะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งของวั […]

The post อีสาน: วัฒนธรรมที่ไม่เคยมีคำว่า ‘เก่า’ เมื่อความปังบังเกิด อัตลักษณ์อีสานจึงทรงพลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัฒนธรรมอีสาน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเราจะเห็นปรากฏการณ์หนึ่งของวัฒนธรรมอีสานที่น่าสนใจคือ การร่วมงานกันระหว่างเวทีหมอลำชื่อดังอย่าง ‘ระเบียบวาทะศิลป์’ กับเวทีนางงามน้องใหม่ที่นับวันยิ่งเริ่มได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นอย่างมิสแกรนด์ไทยแลนด์ และไม่เพียงแค่ระเบียบวาทะศิลป์เท่านั้น เวทีนางงานน้องใหม่นี้ยังได้ร่วมงานกับวงหมอลำระดับตำนานอย่าง ‘เสียงอิสาน’ สองวัฒนธรรมใหญ่นี้ (วัฒนธรรมหมอลำ กับ วัฒนธรรมการดูนางงาม) ได้ผนวกและประสานกันได้อย่างลงตัว ระเบิดความสนุกสนาน สร้างความตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ติดตามทั้งสองวัฒนธรรมได้อย่างมหัศจรรย์ 

 

ทำไมอีสานจึง ‘ปัง’

หากย้อนกลับไปจะพบว่าเอาเข้าจริงแล้ว กระแสวัฒนธรรมอีสานถูกนำเสนอและได้รับการยอมรับอยู่แล้วในปัจจุบัน ไม่ว่าจะวงหมอลำ บทเพลงลูกทุ่งอีสานอินดี้ หรือแม้แต่ภาพยนตร์หลายเรื่องที่บอกเล่าวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนอีสาน อย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์, ส่ม ภัค เสี่ยน, ส้ม ปลา น้อย หรือแม้แต่ภาพยนตร์แนวสยองขวัญระดับโลกอย่าง ‘ร่างทรง’

 

ไม่เพียงเท่านั้นในสื่อประเภทเพลงลูกทุ่งที่ใส่กลิ่นอายความเป็นอีสานผสมผสานเข้าไปอย่างเพลง ‘วอนหลวงพ่อรวย’ ของ มนต์แคน แก่นคูน ก็ได้รับการตอบรับจากคนในสังคมไทยล้นหลาม ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบทเพลงที่มียอดผู้รับชมในยูทูบสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทย มียอดผู้รับชมมากกว่า 300 ล้านกว่าวิวถึง 2 ปีซ้อน 

 

หรือแม้แต่วงนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังอย่าง BNK48 ก็ได้นำวัฒนธรรมเพลงอีสานไปทำเพลงของวงตนเองเป็นเพลงเด่นประจำรุ่นอย่าง ‘โดดดิด่ง’ และยังสร้างภาพยนตร์บอกเล่าที่มาของการทำเพลง โดดดิด่ง นี้ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมอีสานเริ่มเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในสังคมไทยปัจจุบันมากขึ้น

 

คำถามสำคัญของผู้เขียนก็คือ อะไรคือสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมอีสานนั้นทรงพลัง และกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชนที่ต้องกล่าวว่า ทุกวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าไม่เคยฟังเพลงแนวลูกทุ่งอีสาน หรือเพลงที่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมอีสานผสานอยู่ในนั้น 

 

ก่อนได้รับการยอมรับ คือการดูถูก

ในวิธีคิดหรือมุมมองของคนทั่วไปก่อนหน้านี้สักสิบกว่าปีที่ผ่านมา หรืออาจจะยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน มีวิธีคิดและมุมมองต่อภาพลักษณ์คนอีสานในแง่ลบมาตลอด เช่น มองว่าเป็นดินแดนแห่งความแร้นแค้น ดินแดนแห่งความจน ภาพลักษณ์เหล่านี้ถูกนำเสนออยู่อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อในหลายๆ ช่องทาง ไม่ว่าจะทั้งละครทีวี หรือแม้แต่บทเพลงลูกทุ่ง

 

ในละครทีวีถ้าเราสังเกตกันให้ดี คนอีสานจะถูกจัดให้อยู่ในบทบาทของการเป็นคนใช้ และหากมองในมุมมองประวัติศาสตร์ คนอีสานถือว่าเป็นคนใช้ในขนบละครไทยลำดับสอง คำถามคือลำดับแรกคือใคร หากใครเคยได้ยินประโยคสั้นๆ ที่พูดว่า “คุณนายขาแมลงสาบ” (เสียงเหน่อๆ) ใช่แล้ว คนใช้ในขนบละครไทยลำดับแรกคือคนบ้านนอกจากสุพรรณบุรี หลังจากนั้นเมื่อสุพรรณบุรีเจริญขึ้น และคนอีสานเริ่มไหลเข้ามาหางานในเมืองกรุงในช่วงทศวรรษ 2530 คนอีสานถึงได้รับบทการเป็นคนใช้ในละครต่อจากคนสุพรรณบุรี และเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบัน ขนบคนใช้ก็เปลี่ยนจากคนอีสานกลายเป็นคนต่างด้าว (ในความหมายที่รัฐมักเรียก) ที่เข้ามาค้าแรงงานในเมืองไทย

 

ในบทเพลงลูกทุ่งที่พูดถึงดินแดนอีสานหรือคนอีสาน ผู้เขียนมองอย่างคร่าวๆ ว่ามี 3 ยุคด้วยกัน

 

ยุคแรกคือเป็นลักษณะบทเพลงที่เป็น ‘คนกรุงต่างถิ่นเข้าไปเชยชมความแปลกหรือความมหัศจรรย์ของคนอีกสาน’ เช่น เพลง ฮักสาวขอนแก่น หรือ หนุ่ม น.ป.ข. ที่บอกเล่าลักษณะคล้ายผู้ชายที่กำลังไปเชยชมผู้หญิงอีสานที่มีลักษณะพิเศษบางประการ เช่น สวยงาม ขยันทำมาหากิน 

 

ในยุคที่สองคือ ‘ยุคกอดกระเป๋าเข้ากรุง’ หากจะนึกเร็วๆ เราก็จะนึกถึงนักร้องสองคนที่โดดเด้งขึ้นมาในหัวเลยคือ ไมค์ ภิรมย์พร เพลง ละครชีวิต “…จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน มาเล่นละครบทชีวิตหนัก…” หรือ ต่าย อรทัย เพลง ดอกหญ้าในป่าปูน “…หัวใจติดดิน สวมกางเกงยีนส์เก่าๆ ใส่เสื้อตัวร้อยเก้าๆ กอดกระเป๋าใบเดียวติดกาย กราบลาแม่พ่อหลังจากเรียนจบ ม.ปลาย ลาทุ่งดอกคูณไสว มาอาศัยชายคาป่าปูน…” รวมถึงอีกหลายต่อหลายบทเพลงที่บอกเล่าถึงชีวิตที่ต้องหนีจากความแร้นแค้นจากดินแดนอีสาน มาหาความฝันความหวังในเมืองกรุง บทเพลงนี้จะเติบโตและเป็นที่นิยมในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา 

 

จนเข้าสู่ยุคที่สาม คือยุคปัจจุบัน บทเพลงอีสานกลายเป็นบทเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวคนอีสานอย่างแท้จริง เป็นบทเพลงที่ถือว่าเป็นการประกาศอัตลักษณ์ความเป็นอีสานออกมาอย่างไม่สนไม่แคร์ว่าใครจะฟังได้หรือฟังไม่ได้ ซึ่งคลื่นลูกที่สามของเพลงอีสานนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีการทำเพลง ไม่ว่าจะทั้งห้องอัด หรือช่องทางการเผยแพร่ที่มีมากมายและหลากหลายขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องหอบกระเป๋ามาตามหาฝันในเมืองกรุงที่ต้องพึ่งพานายทุนอีกต่อไป

 

ไม่เคยเก่า เพราะเข้าได้กับทุกแนว

คำถามคือ แล้วอะไรทำให้เพลงอีสาน หรือวัฒนธรรมอีสานได้รับการยอมรับขนาดนี้ คำตอบที่เข้าใจง่ายที่สุดคือ วัฒนธรรมอีสานไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ เป็นวัฒนธรรมที่ไม่มีความตายตัว ไม่มีความตายตัวในที่นี้หมายถึงว่าไม่มีกรอบของความถูกต้องที่สุด ไม่มีนิยามความถูกผิดที่ตายตัว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมอีสานจึงเหมือนกับน้ำ น้ำที่สามารถอยู่ได้ในทุกบรรจุภัณฑ์ มันจึงทำให้เกิดความเป็นอีสานในรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา 

 

ยกตัวอย่าง ‘วงหมอลำ’ จากหมอลำที่ลำกับแคน ประยุกต์มาเป็นหมอลำซิ่งที่นำความหลากหลายทั้งทางดนตรีและการแสดงเข้ามาผสมผสานกลายเป็นอีสานใหม่ ไม่ว่าจะ เครื่องเสียงปังๆ ดนตรีโจ๊ะๆ ที่เป็นรากฐานความมักม่วนของคนอีสานอยู่แล้ว หรือเราจะเห็นการแต่งกายของหมอลำในปัจจุบัน มีทั้งการใส่ชุดลิเก มีทั้งการแต่งกายเท่ๆ แบบหนุ่มสาวเกาหลี หรือแม้กระทั่งการนำวัฒนธรรมวายเข้าไปประกอบการนำเสนอ มีการจิ้นระหว่างพระเอกหมอลำกับนายเอกหมอลำ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่เคยมีคำว่า ‘ผิด’ ในวัฒนธรรมนี้ แต่ที่เขาคำนึงถึงคือ “ทำอย่างไรให้คนดูหน้าเวทีสนุกไปกับเรา” หรือแม้กระทั่งรถแห่ เราก็เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ๆ ที่อีสานทั้งนั้น

 

หรือตัวอย่างที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่ง ‘ส้มตำอีสาน’ ส้มตำอีสานไม่ใช่สิ่งที่มีเพียงแค่ ‘ตำปูปลาร้า’ เท่านั้นที่ถูกต้องที่สุด แต่ส้มตำอีสานกินกับอะไรได้ทุกอย่าง จะกินกับหน่อไม้ กินกับกุ้งสด กินกับปูสด กินกับผักสด หมูทอด อะไรต่อมิอะไรได้หลากหลาย จนกลายเป็นเมนูตำใหม่ๆ เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะตำซั่ว ตำถาด ตำปูสด ตำกุ้งสด ตำป่า ฯลฯ นี่คือเสน่ห์ของความไม่ตายตัวทางวัฒนธรรม 

 

ดังนั้นความสำเร็จ ความปัง ความใหม่ของวัฒนธรรมอีสาน เกิดขึ้นจากการไม่มีคำนิยามความ ‘ถูก-ผิด’ ที่ตายตัว ไม่เพียงเท่านั้นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้วัฒนธรรมอีสานไม่มีถูกผิดที่ตายตัวคือ ความหัวขบถของคนอีสาน เพราะฉะนั้นอีสานพร้อมจะแตกแถวเปิดรับความใหม่ และต่อสู้กับกรอบคำนิยามเดิมๆ ด้วยความขบถจนกลั่นกรองออกมาเป็นวัฒนธรรมอีสานใหม่ได้ทุกยุค นี่คือความสำคัญและความปังที่ทรงพลังมหาศาล

 

เมื่อความปังบังเกิด อัตลักษณ์อีสานจึงทรงพลัง

จากปรากฏการณ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดของวัฒนธรรมอีสานอันทรงพลัง สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการลบภาพลักษณ์ และลบอัตลักษณ์ความเป็นอีสานเดิมๆ ที่เป็นมุมมองในแง่ลบของคนจำนวนมากได้เป็นอย่างดี ลบภาพความแร้นแค้น ลบภาพความกันดาร ลบภาพคนใช้ในละครหลังข่าวออกไป 

 

ดังนั้นเราจึงจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันการฟังเพลงอีสาน การแสดงตัวว่าเป็นคนอีสาน ไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป วัฒนธรรมอีสานจากเคยเป็นคนใช้กลายเป็นนางเอกของเรื่องราวในละคร ดารา นักร้อง หลายต่อหลายคนกล้าที่จะพูดภาษาอีสานของตัวเอง ประกาศอัตลักษณ์ความเป็นอีสานผ่านภาษาของตนเองได้อย่างไม่เขินอายอีกต่อไป และความเป็นอีสานกลับเป็นความเท่ ความสนุก ความอร่อย ที่ใครต่อใครก็ต่างอยากเป็นส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับเวทีนางงามน้องใหม่อย่างมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 

 

อ้างอิง:

The post อีสาน: วัฒนธรรมที่ไม่เคยมีคำว่า ‘เก่า’ เมื่อความปังบังเกิด อัตลักษณ์อีสานจึงทรงพลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่มี ไม่หนี ไม่สึก ภาพลักษณ์ที่ดีปาราชิกไปก็ไม่ต้องกลัว https://thestandard.co/thai-monk-offense/ Tue, 03 May 2022 05:57:30 +0000 https://thestandard.co/?p=624129 พระสงฆ์

จากกรณีเรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ภาคใต้ […]

The post ไม่มี ไม่หนี ไม่สึก ภาพลักษณ์ที่ดีปาราชิกไปก็ไม่ต้องกลัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระสงฆ์

จากกรณีเรื่องราวอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ภาคใต้ กรณีคลิปเสียงพระชื่อดังกับสีกาที่หลุดออกมาจนเป็นข่าวครึกโครม อาจทำให้ใครหลายคนตกใจแล้วคิดว่าทำไมวงการพระถึงได้เกิดเรื่องอะไรแบบนี้ หรือบางคนอาจจะรู้สึกเฉยๆ เพราะก็คงเห็นกันอยู่แล้วว่าเรื่องพันนี้ยังไงก็มีข่าวเกิดขึ้นเรื่อยๆ ในวงการผ้าเหลือง ตั้งแต่ในอดีตไม่ว่าจะกรณีของพระยันตระ พระนิกร หรือแม้แต่ล่าสุดที่หมอปลาไปบุกจับคาวัดกลายเป็นตำนานสายรัดแก้ปวดหัว 

 

แต่สำหรับกรณีนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจว่า มีข่าวอีกข่าวหนึ่งที่ออกมาท่ามกลางกระแสข่าวที่เป็นประเด็นร้อนคือ ดราม่าพระรูปหนึ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปล่อยคลิปเสียงนี้ออกมาถูกไล่ออกจากวัด ด้วยเหตุผลว่าจะทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตทำไม? ซึ่งเราหลายคนที่ได้ฟังข่าวแล้วคงงงว่าคนเปิดโปงกลายเป็นคนโดนลงโทษ แทนที่คนที่ปรากฏในคลิปเสียงควรจะถูกสอบสวนหรือถูกตรวจสอบ 

 

ทำไมเป็นคนที่ทำถูกที่ต้องถูกลงโทษ วันนี้ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังว่าทำไมเรื่องราวถึงได้กลับตาลปัตรแบบนี้ในวงการผ้าเหลือง

 

อาบัติปาราชิก ความผิดที่ร้ายแรง

 

หากจะกล่าวถึงอาบัติหรือจะพูดง่ายๆ ข้อห้ามหรือข้อที่หากพระสงฆ์รูปใดกระทำแล้วจะมีความผิดนั้นมีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย มีตั้งแต่ความผิดแบบเบาๆ ที่สามารถปลงอาบัติได้ ไปจนถึงความผิดที่เรียกได้ว่าหากกระทำแล้วต้องหลุดจากความเป็นสงฆ์และไม่สามารถกลับมาบวชได้อีกเลยในชีวิตนี้ ซึ่งอาบัติขั้นรุนแรงที่สุดนี้เรียกว่า ‘ปาราชิกสี่’ ประกอบไปด้วย 

 

  1. ‘เสพเมถุน’ ไม่ว่าจะกับคนหรือสัตว์

 

  1. ‘ลักทรัพย์’ ที่มีมูลค่าเกิน 5 มาสก โดยสมัยรัชกาลที่ 4 กำหนดว่าเป็นเงินสองสลึงเฟื้องกับห้ากล่ำ ซึ่งจะกระทำโดยเจตนาทำเองหรือให้ใครทำให้ก็ผิด

 

  1. ‘ฆ่าคน’ ไม่ว่าจะลงมือเองหรือจ้างวานให้ใครกระทำ

 

  1. ‘อวดอุตริมนุษยธรรม’ คือการแสดงตนว่าเป็นผู้วิเศษ 

 

แต่อย่างว่า อาบัติปาราชิกพวกนี้หลายคนที่พออ่านมาถึงตรงนี้ก็คงคิดว่าหลายข้อก็เห็นกันอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะข้อที่ 4 อวดอุตริมนุษยธรรมแสดงตนเป็นผู้วิเศษ เราก็เห็นกันมากมาย บ้างก็อ้างตนว่าสำเร็จเป็นพระอรหันต์ บ้างก็อ้างตนว่าสามารถเสกเป่าคาถาอาคมมนตร์วิเศษได้ หรืออ้างว่าเป็นผู้วิเศษมีบุญญาธิการมาแต่อดีตชาติปางก่อน ก็ไม่เห็นมีใครหรือพระรูปไหนโดนจับสึกหรือโดนตรวจสอบจากหน่วยงานของสงฆ์ที่อ้างว่ามีไว้เพื่อพิทักษ์ศาสนา ส่วนข้อ 3 ‘ฆ่าคน’ อันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วใครทำก็คงมีหลักฐานชัดเจน 

 

แต่ข้อที่ค่อนข้างจะมีปัญหามันอยู่ที่ ข้อ 1 เสพเมถุน กับข้อ 2 ลักทรัพย์ มันดูช่างคลุมเครือ คำถามก็คือใครจะรู้ว่าทำหรือแอบทำแล้วไม่มีคนรู้ก็จบไหม แอบทำแล้วไม่มีหลักฐานก็จบไปหรือไม่

 

รักษาภาพลักษณ์ไว้เป็นยอดดี

 

หากจะพูดถึงเรื่องภาพลักษณ์ที่ดีของพระพุทธศาสนา เชื่อว่าจะต้องมีการพูดถึงความสัมพันธ์กับภาพลักษณ์ของของพระสงฆ์ควบคู่กันไปด้วย เท่ากับว่าภาพลักษณ์ที่ดีของพระสงฆ์คือภาพลักษณ์ที่ดีของพุทธศาสนา ซึ่งภาพลักษณ์นี้ถูกเน้นย้ำมาตั้งแต่อดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่มีความพยายามจะปฏิรูปพุทธศาสนาไทยให้มีความบริสุทธิ์ โดยการหวนคืนกลับไปหาความถูกต้องจากตัวบทคัมภีร์ต้นฉบับอย่างพระไตรปิฎก และมีความพยายามที่จะจัดการและกำจัด รวมถึงแบ่งแยกกลุ่มพระสงฆ์ที่คิดว่าไม่ถูกไม่ต้องออก เพื่อสร้างภาพลักษณ์และเน้นย้ำภาพลักษณ์ที่ดีของพระสงฆ์ไทย เพื่อรักษาภาพลักษณ์พุทธศาสนาไทย และชุดความคิดนี้ก็ถูกผลิตซ้ำมาจนถึงปัจจุบัน 

 

ดังนั้นภาพลักษณ์ที่ดีของพระสงฆ์ไทยตามอุดมคติพระสงฆ์ที่ดีดังที่พุทธศาสนาไทยต้องการนำเสนอคือ นิ่ง สงบ สำรวม สันโดษ ไม่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวพันกับเรื่องราวใดๆ ในทางโลกที่ทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเงิน การเมือง หรืออะไรก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นกิเลส เพราะถ้าทำให้ภาพลักษณ์ตนเองเสื่อมเสียก็เท่ากับทำให้ภาพลักษณ์พุทธศาสนาเสื่อมเสียไปด้วย เพราะฉะนั้นพระสงฆ์ไทยจึงมีคติร่วมกันอย่างหนึ่งว่า ‘อย่าได้กระทำการใดๆ เพื่อให้คนรู้ว่าพระสงฆ์มีอะไรที่เสื่อมเสีย’

 

ดังที่กล่าวไปแล้ว จึงทำให้พระสงฆ์ไทยบางส่วนมีความตรรกะไม่อยู่กับร่องกับรอยอยู่อย่างหนึ่งคือ จะเน้นรักษาภาพลักษณ์ที่ดีไว้มากกว่าเปิดโปร่งความไม่ดีของพระ (บางรูป) คือผิดก็เงียบๆ จัดการกันเงียบๆ เดี๋ยวคนรู้คนเห็นก็จะทำให้ภาพลักษณ์พุทธศาสนาเสียหายไปเปล่าๆ จะทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตทำไม แล้วใครที่เป็นคนทำ ใครที่เป็นคนเปิดโปงก็จะถูกกระทำ ถูกประณามว่าเป็นคนที่ทำให้ภาพลักษณ์พุทธศาสนาเสื่อมเสีย ทั้งที่เอาจริงๆ แล้ว เขาคนนั้นทำในสิ่งที่ถูกต้อง 

 

ไม่มี ไม่หนี ไม่สึก

 

ที่สำคัญอาจจะต้องถึงกับหลับหูหลับตาข้างหนึ่ง ทำเป็นมองไม่เห็น ทั้งที่รู้อยู่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแต่หากไม่มีหลักฐานหลุดออกมาเป็นชิ้นเป็นอันจนจับได้แบบคาหนังคาเขา ดังกรณีคลิปเสียงพระดังภาคใต้ที่ปรากฏ หรือกรณีที่หมอปลาบุกวัดเข้าไปจับพระค้นหาสีกาคากุฏิ จนกลายเป็นมีมสายรัดผมแก้ปวดหัว ซึ่งเอาจริงๆ ผู้เขียนก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามอะไรเท่าไรกับการกระทำของหมอปลาที่ถืออำนาจเหมือนศาลเตี้ยบุกค้นวัด ค้นบุกกุฏิอะไรแบบนั้น (ถึงแม้หลายคนจะบอกว่าหากไม่ทำแบบนี้ก็คงจับไม่ได้ก็ตาม) ดังนั้นหากไม่มีหลักฐานก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และก็จะมีคติร่วมกันอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าใครกระทำการใดๆ แล้วทำให้เกิดหลักฐานมัดตัวจนไม่สามารถที่จะช่วยได้ ก็จำเป็นต้องรับผิดชอบความผิดของตนเองนั้นไป และอย่าได้สาวไส้ให้กากิน 

 

บ้างก็ถือคติตามสำนวนไทยที่ว่า ‘ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่’ ก็คือ รู้ๆ กันอยู่ก็หลับหูหลับตาไป จะเปิดจะโปงกันทำไม หรือถ้าเกิดอะไรก็ให้เรื่องมันจบกันแค่นั้น อย่าได้ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต จนทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์พระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้น ‘หลักฐาน’ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

ดังนั้น ‘ไม่มี’ คือไม่มีหลักฐานก็จบ พอไม่มีหลักฐานก็ไม่สึก ทำไมต้องสึก อยากให้สึกหาหลักฐานมา แต่ก็เหมือนที่บอก ถ้าทำให้เกิดหลักฐานก็ต้องจบด้วยตัวของตัวเอง ‘อย่าสาวไส้’ 

 

นี่คือคติร่วมกันที่มีและเกิดขึ้นจริงๆ โดยอ้างว่าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของวงการสงฆ์และรักษาภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาไทย ไม่ให้ประชาชนรู้สึกเสื่อมศรัทธา (ไปมากกว่านี้) ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ การที่คนหรือใครจะเสื่อมศรัทธาต่อศาสนา ไม่ได้เพียงแค่อยู่ที่ภาพลักษณ์ของพระ แต่มันอยู่ที่การปรับตัวของพุทธศาสนาด้วย ว่าคำสอนของตนเองยังสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้คนในยุคสมัยที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ดังนั้นการที่บอกรักษาภาพลักษณ์คือสิ่งสำคัญของการรักษาพุทธศาสนา มันคือการรักษาพุทธศาสนาในทางที่ผิด 

 

สรุป

 

พระสงฆ์ไทย (บางส่วน) ต้องเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) ใหม่ ไม่ใช่ช่วยกันปกป้องความผิด หรือทำเป็นหลับหูหลับตา เพียงเพราะคิดว่าจะได้ไม่เกิดภาพลักษณ์ที่ทำให้ภาพลักษณ์พุทธศาสนาไทยเสื่อมเสีย แต่ควรที่จะยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง และการกระทำนั้นๆ เป็นความผิดของตัวบุคคลไม่ใช่ตัวองค์กรศาสนาทั้งหมด

 

อย่าได้เอาภาพลักษณ์ขององค์กรศาสนามาเหมารวมกับภาพลักษณ์ของพระสงฆ์เพียงหนึ่งรูป พระสงฆ์คือคน คือปุถุชนที่ยังมีความโลภ โกรธ หลง ก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างเป็นเรื่องสามัญปกติ ผิดก็ว่ากันตามผิด จะช่วยกันปกปิดเพียงเพราะอ้างว่าช่วยกันรักษาภาพลักษณ์พระพุทธศาสนาทำไม เพราะจะทำให้ศาสนาอยู่ยั้งยืนยงได้โดยไม่เสื่อมสลายไปตามความเชื่อที่เชื่อกัน  

 

ดังนั้นศาสนาและคำสอนของศาสนาจะต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้คนในโลกสมัยใหม่ ไม่ใช่การแช่แข็งคำสอน โลกมันเปลี่ยนไป ศาสนาก็ควรต้องเปลี่ยนตาม แล้วคนผิดก็คือคนผิด ไม่ใช่ไปเอาผิดกับคนที่ทำถูก แค่นี้พุทธศาสนาก็อยู่ไปได้อีกยาว ไม่มีวันเสื่อมสลายอย่างที่เชื่อกัน

 

อ้างอิง:

The post ไม่มี ไม่หนี ไม่สึก ภาพลักษณ์ที่ดีปาราชิกไปก็ไม่ต้องกลัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์ ‘ยันตระ’ ว่าด้วยการเติบโตและร่วงโรยของอดีตพระผู้โด่งดังแห่งยุค: ภาคแรก https://thestandard.co/yantra-phenomenon/ Wed, 03 Nov 2021 11:08:12 +0000 https://thestandard.co/?p=555826 ยันตระ

คงจะไม่ถือว่าช้าไป หากผู้เขียนเพิ่งจะมากล่าวถึงกรณี ‘ยั […]

The post ปรากฏการณ์ ‘ยันตระ’ ว่าด้วยการเติบโตและร่วงโรยของอดีตพระผู้โด่งดังแห่งยุค: ภาคแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยันตระ

คงจะไม่ถือว่าช้าไป หากผู้เขียนเพิ่งจะมากล่าวถึงกรณี ‘ยันตระ’ หรือ ‘อดีตพระยันตระ อมฺโรภิกขุ’ กับกระแสที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนัก กรณีปรากฏภาพของอดีตพระยันตระที่นุ่งเขียวห่ม ได้รับการกราบไหว้จากพระสงฆ์และฆราวาสผู้ที่ยังคงเคารพนับถือ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ว่า ‘การไหว้ในครั้งนี้’ เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมสำหรับเหล่าพระสงฆ์ผู้ที่ยังถือครองสมณเพศ แต่กลับไปกราบไหว้อดีตพระที่เคยมีมลทินทางศาสนา

 

ข้อเขียนชิ้นนี้ผู้เขียนจึงอยากจะพาผู้อ่านทุกท่านย้อนกลับไปพิเคราะห์ถึงเหตุการณ์อื้อฉาวที่เกิดขึ้นในกรณีของอดีตพระยันตระ เมื่อปี 2535 รวมถึงกรณีอื่นๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพื่อพยายามทำความเข้าใจถึงรากของความคิดหรือต้นสายปลายเหตุทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเหตุจากเรื่องพระเหล่านี้โด่งดังขึ้นมาในสังคมไทย และมองถึงเหตุแห่งความอื้อฉาวคาวมลทินที่เกิดขึ้น

 

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 2530-2540 จะพบว่า ในช่วงเวลานี้มีเรื่องราวอื้อฉาวระหว่างพระที่มีชื่อเสียงกับสีกาอยู่หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีสมีเจี๊ยบ (2532) พระนิกร (2534) พระยันตระ (2537) ภาวนาพุทโธ (2538) และพระอิสระมุนี (2544) เป็นต้น ซึ่งกรณีทั้งหมดนี้มีเส้นเรื่องการเติบโตและจุดจบบางประการที่คล้ายคลึงกัน โดยผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างกรณีของพระยันตระเป็นพิเศษในการพิเคราะห์ในครั้งนี้

 

 

ต้นแบบพระดีที่ต้องการ

หากจะดูเส้นทางการเติบโตและการขึ้นมามีชื่อเสียงของอดีตพระยันตระ ผู้เขียนคิดว่ามีปัจจัยทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างน้อย 2 ชุดความคิดใหญ่ๆ คือ ‘พระที่ดี’ และ ‘พระหล่อ’

 

‘พระที่ดี’ เป็นชุดความคิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ แต่ทว่ากลับถูกสร้างและผลิตซ้ำเพื่อปลูกฝังขึ้นมาพร้อมกับสายธารทางประวัติศาสตร์ จริงๆ แล้วชุดความคิดพระดีถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ก่อนมาตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ มีการเปลี่ยนแปลงมาต่อเนื่องจากอิทธิพลการควบคุมของอำนาจรัฐต่อศาสนา

 

แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีลักษณะของการสร้างและผลิตซ้ำชุดความคิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง จากอิทธิพลของแนวคิดคอมมิวนิสต์ที่เติบโตและขยายวงกว้างอย่างมหาศาล ดังนั้นปัญหาความมั่นคงของรัฐที่ผูกกับความหวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์อย่างไม่ลืมหูลืมตากลายมาเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากแนวคิดคอมมิวนิสต์จะทำลาย 3 สถาบันหลักของชาติ คือ ชาติ ศาสน์ และกษัตริย์

 

รัฐไทยจึงพยายามปกป้องศาสนาจากการถูกโจมตีจากภายนอก ไม่เพียงเท่านั้นยังกระตุ้นให้มีการควบคุมพระสงฆ์ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เพราะมองว่าหากพระประพฤติเสื่อมเสียจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าวิกฤตศรัทธาต่อพุทธศาสนา ซึ่งเป็นแกนสำคัญหนึ่งที่เชื่อมโยงอุดมการณ์ความเป็นชาติที่มั่นคง

 

ความพยายามของรัฐที่จะปกป้องศาสนาและควบคุมพฤติกรรมของพระสงฆ์ คือการสร้างและผลิตซ้ำชุดความคิดว่าด้วย ‘พระที่ดี’ ให้กลับมามีอิทธิพลอีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นตัวแทนที่เป็นแม่แบบของพระสงฆ์ที่ดีที่รัฐต้องการคือกลุ่มพระสงฆ์สายพระป่าธรรมยุติอีสาน คือพระป่าสายหลวงปู่มั่นที่เติบโตขึ้นมาในทศวรรษ 2510-2520

 

กลับมาที่อดีตพระยันตระ อมฺโรภิกขุ หรือชื่อเดิมคือ วินัย ละอองสุวรรณ เป็นอดีตภิกษุชื่อดังชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องกล่าวว่ายันตระเติบโตมาในกระแสธารความคิดนี้เช่นกัน โดยเริ่มต้นเข้าสู่การเป็นนักบวชด้วยการปฏิบัติตนเป็นฤาษี ภายหลังเข้าอุปสมบทเป็นภิกษุในธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2517 ณ พัทธสีมาวัดรัตนาราม อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้เรียกตัวเองว่า พระยันตระ แปลว่า ผู้ไกลจากกิเลส

 

แนวปฏิบัติของพระยันตระสอดคล้องไปกับแนวคิดพระที่ดีที่ถูกผลิตสร้างโดยรัฐได้ คำสอนหลักของเขาคือเน้นแนวทางปฏิบัติกรรมฐานไม่ต่างจากพระธรรมยุติสายป่า ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการศาสนาว่าถูกต้องตามหลักพระไตรปิฎก จนทำให้มีญาติโยมทั้งในไทยและต่างประเทศนับถือจำนวนมาก เพราะเลื่อมใสในคำสอน คำสอนต่างๆ ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ รวมถึงได้รับนิมนต์ไปเทศนาที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ถือว่าเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคนั้นเลยก็ว่าได้

 

รูปงาม นามไพเราะ พระสงฆ์ในอุดมคติชาวพุทธไทย

อีกปัจจัยหนึ่งนอกจากลักษณะของการเป็น ‘พระดีที่ต้องการ’ แล้วนั้น อีกชุดความคิดหนึ่งคือเรื่อง ‘ความงาม’ ความงามในที่นี้ไม่ได้หมายถึงงามแบบผู้หญิงงาม แต่หมายถึงความงามที่ท่าทาง งามผิวพรรณวรรณะ และงามน้ำเสียง พระพยอมกล่าวชัดว่า ต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา อดีตพระยันตระมีชื่อเสียงโด่งดังมากถึงขนาด

 

ที่มีคนเตรียมของใส่บาตรรอวนรอบที่สองที่สาม เพราะใครๆ ก็อยากเห็นอยากเจอตัว ‘พระที่รูปหล่อ เสียงเพราะ พูดภาษาอังกฤษได้’ จนวัดแทบแตก

 

ซึ่งแน่นอนว่า ‘ความงามหรือความรูปหล่อ’ ดังที่กล่าวมานี้ ถือเป็นลักษณะพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับ ‘ผู้มีบุญ’ ในวัฒนธรรมความเชื่อแบบพุทธศาสนาไทย โดยความเชื่อนี้จะควบคู่มากับแนวคิดเรื่องบุญและการสั่งสมบุญ ดังนั้นผู้ใดที่มีลักษณะหน้าตาดี ผิวพรรณสดใส มีน้ำเสียงที่ไพเราะและทรงพลัง จึงเชื่อกันว่าเป็นผู้ที่กระทำบุญหรือสร้างบุญกุศลมามหาศาลในอดีตชาติ

 

บุญกุศลเหล่านั้นจึงสะท้อนมาที่รูปลักษณ์ที่หล่อเหลาสวยงาม และรูปลักษณ์นี้เองก็เป็นเหมือนหลักฐานเชิงประจักษ์ (ตามความเชื่อ) ว่าพระยันตระคือ ‘ผู้มีบุญ’, ผู้คนจึงแสวงหาเพื่อหวังจะได้ร่วมสร้างบุญกับผู้มีบุญด้วย และเช่นกันก็เชื่อกันว่าหากได้ร่วมบุญกับผู้มากด้วยบุญบารมีก็จะยิ่งทำให้ผู้ร่วมบุญได้บุญกุศลมากกว่าการทำบุญกับพระทั่วไป

 

ดังนั้นเมื่อ 2 ปัจจัยนี้มาผสานกันอย่างลงตัว รวมถึงเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ ในยุคนั้นเริ่มมีมากขึ้น การสื่อสารไม่ว่าจะทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ นิตยสาร วารสารต่างๆ จำนวนมากๆ ก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่ผลักดันให้พระยันตระก้าวขึ้นมาเป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุคด้วยเช่นกัน ซึ่งพูดให้เห็นภาพก็คงไม่ต่างจาก พส. ที่โด่งดังในโลกออนไลน์

 

นี่คือจุดเริ่มต้นของการก้าวขึ้นมีชื่อเสียงโด่งดังของอดีตพระยันตระ จนมีผู้เลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นหลาม แต่ทว่าในความโด่งดังขั้นสุดของอดีตพระยันตระ สิ่งที่ขยี้อดีตพระยันตระจนแหลกไม่มีชิ้นดีนั้นก็คือแนวความเชื่อทางศาสนาที่เป็นตัวสร้างพระยันตระขึ้นมานั่นเอง 

 

บทความหลังจากนี้ผู้เขียนจะพิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ปัจจัย 2 ประการข้างต้นที่เคยเป็นแรงผลักดันให้อดีตยันตระโด่งดังนั้น ทำให้อดีตพระยันตระตกต่ำไปจนถึงโดนคดี ถูกขับให้ออกจากความเป็นสงฆ์จนต้องขอลี้ภัยไปต่างประเทศอย่างไร แผนนารีพิฆาตเป็นอย่างไร และทำไมหลายคนยังคงเคารพนับถืออดีตพระยันตระอยู่จนถึงทุกวันนี้ 

 

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

ภาพ: เฟซบุ๊ก ยันตระ แห่งสุญญตาราม

อ้างอิง:

  • ภิญญาพันธุ์ พจนะลาวัณย์, ไทยปิฎก ประวัติศาสตร์การเมืองสังคมร่วมสมัยของพุทธศาสนา, Illuminations Editons: กรุงเทพฯ, 2562.
  • เปิดประวัติ “อดีตพระยันตระ” ก่อนดราม่าพระสงฆ์กราบไว้, Workpoint today

The post ปรากฏการณ์ ‘ยันตระ’ ว่าด้วยการเติบโตและร่วงโรยของอดีตพระผู้โด่งดังแห่งยุค: ภาคแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผีลิฟต์แดง’ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมและการธำรงเรื่องเล่าเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลา 2519 https://thestandard.co/red-lift-ghost-6-october-situation/ Wed, 06 Oct 2021 06:37:56 +0000 https://thestandard.co/?p=545236 ผีลิฟต์แดง

เรื่องเล่าตำนานลิฟต์แดงและเหตุการณ์ 6 ตุลา   หากกล […]

The post ‘ผีลิฟต์แดง’ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมและการธำรงเรื่องเล่าเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลา 2519 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผีลิฟต์แดง

เรื่องเล่าตำนานลิฟต์แดงและเหตุการณ์ 6 ตุลา

 

หากกล่าวถึงตำนานลิฟต์แดงธรรมศาสตร์ หลายต่อหลายคนคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวเล่าขานมาบ้างไม่มากก็น้อย

 

แต่สำหรับเด็กจากรั้วแม่โดมหรือเด็กธรรมศาสตร์แล้วนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าแทบทุกคนคงไม่มีใครไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานลิฟต์แดงหรือเรื่องผีลิฟต์แดง

 

โดยเฉพาะเด็กคณะศิลปศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นคณะที่ตั้งของตัวลิฟต์แดงที่ยังคงใช้กันอยู่จนถึงทุกวันนี้ แม้ตัวลิฟต์จริงๆ จะถูกเปลี่ยนใหม่ แต่รางลิฟต์ยังคงเป็นรางเก่าที่เกิดเหตุการณ์อยู่ ส่วนประตูลิฟต์สีแดงตัวเดิมก็ถูกนำไปตั้งไว้ที่ระเบียงบันไดทางขึ้นตึกระหว่างชั้น 4 ขึ้นชั้น 5 เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น

 

ตำนานลิฟต์แดงถูกเล่าต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นว่า ในวันที่ 6 ตุลา 2519 วันที่เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษา เช้าวันนั้นขณะที่ทหารและตำรวจบุกเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อปราบนักศึกษาอย่างรุนแรง นักศึกษาจำนวนมากที่อยู่ในธรรมศาสตร์ก็ต่างพากันหนีตาย หลายคนกระโดดลงจากตึกคณะศิลปศาสตร์สู่แม่น้ำเจ้าพระยา บ้างก็ถูกจับ ถูกทำร้าย ถูกฆ่าเหมือนไม่ใช่คน

 

ขณะที่หนีตายกันนั้น มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งลงลิฟต์หนีมาชั้นล่างเพื่อหนีการไล่ล่าของพวกทหาร แต่เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกปรากฏว่าเจอทหารถล่มยิงนักศึกษาในลิฟต์จนตายหมด และเลือดของนักศึกษากลุ่มนั้นก็สาดกระเซ็นเต็มลิฟต์ และเล่าต่ออีกว่าภายหลังจากเหตุการณ์คลี่คลายลง ปรากฏว่าเลือดที่ติดอยู่ลิฟต์นั้นไม่สามารถล้างออกได้ ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องนำสีแดงมาทาทับเพื่อปกปิดคราบเลือด กลายเป็นตำนานลิฟต์แดงที่เล่าขานกันมา

 

ไม่เพียงแต่เรื่องเล่าเหตุการณ์ความรุนแรงของลิฟต์แดงเท่านั้น แต่ยังปรากฏเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ‘ผีลิฟต์แดง’ ด้วย จากที่ผู้เขียนซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์คนหนึ่งที่ใช้ลิฟต์แดงแทบทุกวันสมัยเรียนหนังสือ ก็เคยได้ยินเรื่องเล่ามาจำนวนมากเช่นกัน

 

รุ่นพี่บางคนก็เล่าให้ฟังว่า มีรุ่นพี่บางคนเคยลงลิฟต์คนเดียว แต่ขณะลงลิฟต์นั้นกลับปรากฏเงาคนจำนวนมากในกระจก รุ่นพี่บางคนก็เล่าว่ามี บางคนอยากลองของโดยได้ไปใช้ลิฟต์เองตอนช่วงเย็นๆ แล้วก็มาบอกเพื่อนว่า “ไม่เห็นจะมีใครในกระจกเลยนะ ไม่เจออะไรเลย ปกติทุกอย่าง” แต่เพื่อนกลับบอกว่า “มึงเห็นกระจกได้ยังไง เขาเพิ่งยกกระจกออกไปเมื่อไม่กี่วัน” หรือแม้แต่บางคนเข้าไปใช้ลิฟต์ แต่ลิฟต์กลับเตือนว่า ‘น้ำหนักเกิน’ ทั้งที่อยู่คนเดียวในลิฟต์ เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นในหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ ส่วนตัวผู้เขียนเองก็เคยเจอครั้งหนึ่งเหมือนกัน แต่ตอนนั้นอยู่กับเพื่อนอีก 2 คน แล้วอยู่ๆ ลิฟต์ก็เตือน ‘น้ำหนักเกิน’ ตอนนั้นก็รู้สึกกลัว แต่ในใจก็คิดว่า ‘ไม่มีอะไรหรอก ลิฟต์มันคงเก่า’  

 

เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ในรั้วธรรมศาสตร์ แต่ยังถูกนำไปผลิตซ้ำเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวสยองขวัญ ทั้งในแง่ของตัวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเรื่องราวลี้ลับที่เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปเล่าในรายกายโชว์เรื่องราวอาถรรพ์ ถูกนำไปผลิต หรือเป็นหนึ่งในเรื่องราวภาพยนตร์สยองขวัญ เช่น ภาพยนตร์เรื่อง มหาลัยสยองขวัญ ปี 2552 ภาพยนตร์รวมเรื่องสั้น 4 เรื่องที่เล่าถึงอาถรรพ์เรื่องเล่าผีๆ ใน 4 มหาวิทยาลัยใหญ่ที่ถูกเล่าขานกัน หรือภาพยนตร์เรื่อง โคลิค เด็กเห็นผี ปี 2549 โดยมีเนื้อเรื่องกล่าวถึงเด็กคนหนึ่งที่อดีตชาติเคยเป็นทหารที่ฆ่านักศึกษาในเหตุการณ์ และวิญญาณของเหล่านักศึกษากลับมาทวงความชอบธรรมคืน เป็นต้น

 

ผีลิฟต์แดงคือการต่อสู้ทางวัฒนธรรม

 

ในแง่หนึ่งหลายคนอาจจะมองเรื่องเล่า ‘ตำนานลิฟต์แดง’ กับ ‘ผีลิฟต์แดง’ เป็นเพียงเรื่องเล่าลี้ลับทั่วไปที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมผีๆ แบบไทย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ‘ผี’ ในความหมายหนึ่งคือ Soft Power (อำนาจอ่อน) ประเภทหนึ่ง ที่ใช้เพื่อต่อสู้กับอำนาจทางวัฒนธรรมอื่นๆ ในสังคม

 

การศึกษาภาพยนตร์ผีของอาจารย์กำจร หลุยยะพงศ์ ในปี 2552 ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าผีไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์ส่วนใหญ่ที่เป็นผีผู้หญิง มักจะตามมาแก้แค้นผู้ชายที่เคยกระทำความรุนแรงต่อเขา ภายใต้วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ในสังคมไทย โดยการใช้อำนาจของความเป็นผี เช่น ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, ผีช่องแอร์ ที่ผู้หญิงถูกข่มขืนจนตายแล้วกลับมาแก้แค้นหรือทวงความชอบธรรม ดังนั้น หากจะกล่าวถึงเรื่องเล่าผีลิฟต์แดงก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่เป็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรมระหว่างผีประชาชนผู้บริสุทธิ์กับรัฐอำมหิต

 

การธำรงประวัติศาสตร์เรื่องราวความรุนแรงที่รัฐพยายามทำให้ลืม

 

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เขียนยังมองว่าความสำคัญอีกประการหนึ่งของ ‘เรื่องเล่าผีลิฟต์แดง’ คือการธำรงเรื่องราวเหตุการณ์ความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชนอย่างเหี้ยมโหด และเป็นการธำรงเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่พยายามถูกทำให้ลืมโดยรัฐรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น การเล่าต่อเรื่องผีลิฟต์แดง หรือการถูกนำไปผลิตซ้ำในรูปแบบต่างๆ ที่ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นข้างต้น คือส่วนหนึ่งของการตอกย้ำให้พวกเรา ‘จำ’ และ ‘ไม่ลืม’ ความโหดร้ายของรัฐต่อประชาชนที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

 

หากจะใช้แนวคิดทางพุทธศาสนาในการอธิบายการธำรงเรื่องเล่าของ ‘ผีลิฟต์แดง’ ในความหมายทางพุทธศาสนา ‘ผี’ ถูกจัดให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญญา’ หรือสัญญาเจตสิก หมายถึง ‘ความจำได้หมายรู้’ เช่น จำสิ่งที่ปรากฏได้ทางตา รับรู้และรู้สึกได้ทางใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในขันธ์ 5 (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เราจะรับรู้เรื่องผีหรือกลัวผีได้ เราต้องมี ‘สัญญา’ กับผีก่อน หรือพูดง่ายๆ คือ ต้องมีความทรงจำหรือการรับรู้เรื่องราวนั้นๆ เช่น ถ้าเรารู้ว่าบ้านนั้นมีการฆ่ากันตาย เราก็จะกลัวผี แต่หากเราไม่รู้อะไรเลย เราก็จะไม่กลัวและไม่มีสำนึกว่าบ้านนั้นจะมีผีจนกลัวเราจะรับรู้

 

เช่นเดียวกันเรื่องผีลิฟต์แดงที่ถูกสร้างและผลิตซ้ำอยู่อย่างต่อเนื่อง ก็เกิดขึ้นจากความทรงจำและการรับรู้ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงอันโหดเหี้ยมอำมหิต ดังนั้น เรื่องเล่า ความน่ากลัว การหลอกหลอน จึงเกิดขึ้นจาก ‘สัญญา’ ที่เรามีต่อเหตุการณ์ และการผลิตซ้ำเรื่องเล่าก็คือการส่งต่อ ‘สัญญา’ หรือการธำรงเรื่องราวนั้นให้กลายเป็นความทรงจำของคนในสังคมต่อไปเรื่อยๆ

 

ดังนั้น เราจึงอาจจะสรุปได้ว่า ถ้าเรายังมีสัญญากับผีลิฟต์แดง ก็เท่ากับว่าเรื่องราวเหตุการณ์ความรุนแรงนั้น พวกเรายัง ‘จำ’ และ ‘ไม่ลืม’ และยังคงส่งต่อความทรงจำนั้นไปจากรุ่นสู่รุ่น ส่วนในทางกลับกัน หากวันหนึ่งเรื่องราวผีลิฟต์แดงได้เลือนหายไปจากความทรงจำของพวกเรา ก็เท่ากับว่าเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นอาจจะถูกทำให้ ‘ไม่จำ’ และ ‘ถูกทำให้ลืม’ ได้แล้วอย่างสมบูรณ์ โดยรัฐหรือใครก็ตามที่พยายามทำอยู่

 

อ้างอิง: 

  • กำจร หลุยยะพงศ์ และ สมสุข หิมวิมาน, หลอน รัก สับสน ในหนังไทย : ภาพยนตร์ไทยในรอบสามทศวรรษ (พ.ศ. 2520-2547), สำนักพิมพ์ศยาม, 2552

The post ‘ผีลิฟต์แดง’ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมและการธำรงเรื่องเล่าเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลา 2519 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรื้อวาทกรรม ‘พระไม่ควรยุ่งการเมือง’ เมื่อรัฐอยู่กลางวงศาสนา https://thestandard.co/participation-of-buddhist-monks-in-thai-politics/ Wed, 26 May 2021 04:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=492983 พระไม่ควรยุ่งการเมือง

มีเหตุการณ์การเมืองเกิดขึ้นมากมายในวงการสงฆ์ช่วงที่ผ่าน […]

The post ถอดรื้อวาทกรรม ‘พระไม่ควรยุ่งการเมือง’ เมื่อรัฐอยู่กลางวงศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระไม่ควรยุ่งการเมือง

มีเหตุการณ์การเมืองเกิดขึ้นมากมายในวงการสงฆ์ช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเรื่องการฟ้องร้องพระสงฆ์ที่ออกมาแสดงออกทางการเมือง ไม่ว่าจะการพยายามไล่จับพระที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองสึก แม้แต่มีพระสงฆ์หลายรูปออกมาแสดงความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจนเป็นกลายเรื่องดราม่าในโลกออนไลน์กันไม่เว้นแต่ละวัน 

 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายต่อหลายคนคงมีข้อสงสัยตามมามากมาย 

 

ข้อสงสัยหนึ่งที่คิดว่าหลายคนคงค้างคาอยู่ในใจมาตลอด แต่เพียงไม่ได้พูดมันออกมาคือข้อสงสัยที่ว่า ทำไมพระรูปหนึ่งที่ออกมาพูดการเมืองถึงโดนฟ้อง โดนไล่จับสึก โดนเล่นงาน แล้วทำไมพระอีกหลายรูปที่ออกมาพูดหรือออกมาแสดงเรื่องที่ดูๆ ไปก็เกี่ยวกับการเมืองเหมือนกันแต่กลับไม่โดนอะไรเลย หนำซ้ำยังได้รับการสรรเสริญเยินยออีกด้วย 

 

วันนี้ผู้เขียนเลยอยากจะชวนคุยกันเรื่องนี้

 

ในปัจจุบันเราจะพบว่าวิธีคิดสำคัญหนึ่งของพระสงฆ์ไทย หรือชาวพุทธไทยส่วนใหญ่มักจะตกอยู่ภายใต้วาทกรรมทางการเมืองที่ว่า ‘พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง’ หรือ ‘การเมืองไม่ใช่กิจของพระสงฆ์’ ที่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว วิธีคิดเช่นนี้ถูกปลูกฝังมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นวาทกรรมทางการเมือง ตั้งแต่ที่รัฐไทยเข้าไปควบคุมอำนาจพระสงฆ์อย่างเบ็ดเสร็จ ในช่วงที่มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 และจนก่อเกิดองค์กรขึ้นมาคือ ‘มหาเถรสมาคม’ และมีเครื่องมือที่สำคัญอย่าง ‘พ.ร.บ. คณะสงฆ์’ เพื่อใช้เป็นองค์กรกลางในการควบคุมดูแลและพิทักษ์แนวทางศาสนาแห่งรัฐ 

 

เหตุผลสำคัญในการปฏิรูปคณะสงฆ์ นอกเหนือไปจากการใช้องค์กรศาสนาเป็นเครื่องมือของฝ่ายอาณาจักร ไม่ว่าการขยายอำนาจรัฐ การผนวกดินแดนสร้างรัฐชาติไทยสมัยใหม่แล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเข้าควบคุมและจำกัดอำนาจพระสงฆ์หรือฆราวาสบางคนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของอำนาจสถาบัน และในที่นี้ก็เท่ากับอำนาจของรัฐด้วย เช่น พวกที่รัฐไทยระบุว่าเป็นตนบุญ ผู้มีบุญ ผีบุญ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเพียงกลุ่มคนเดียวที่มีอำนาจในเชิงบุญญาบารมีที่สามารถสั่นคลอนอำนาจบุญบารมีของกษัตริย์ในช่วงเวลานั้นๆ ได้

 

ด้วยอำนาจและเหตุผลทางการเมืองต่างๆ เหล่านี้ พระสงฆ์จึงต้องถูกทำให้สยบยอมและถูกจำกัดอำนาจบารมีของตนเอง ผ่านการปลูกฝังทางความคิดจนกลายมาเป็นวาทกรรมการเมืองให้เชื่อว่า ศาสนาไม่ใช่เรื่องการเมือง และการเมืองไม่ใช่เรื่องของศาสนา ทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรจะอยู่ตรงข้ามและไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

 

แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ชุดความคิดหรือวาทกรรมทางการเมืองเพียงเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงจะเห็นได้ว่าการเมืองและศาสนา รวมถึงตัวพระสงฆ์กลับมีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับการเมืองอยู่ตลอดเวลาไม่ทางใดทางหนึ่ง รวมถึงตัวองค์กรศาสนาทั้งมหาเถรสมาคมและองค์กรฆราวาสอย่าง ‘กรมธรรมการ’ ในอดีต หรือ ‘สำนักพุทธ’ ในปัจจุบัน เพื่อควบคุมอำนาจและพฤติกรรมของพระสงฆ์ องค์กรเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็น องค์กรที่เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างตรงไปตรงมา หลักศาสนาถูกใช้เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น

 

ไม่เพียงเท่านั้นเรายังจะพบความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองขององค์กรที่พยายามบอกว่าตัวเองไม่ควรยุ่งกับการเมืองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะการเทศน์สั่งสอน เช่น สอนให้เลิกสันโดษในสมัยรัฐบาลสฤษดิ์ หรือแม้แต่การเมืองเรื่องตำแหน่งการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งพัดยศกันภายในคณะสงฆ์

 

สำคัญที่สุดคือการเมืองที่ไล่บอกผู้อื่นว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การไล่ฟ้อง ไล่จับสึกพระสงฆ์ที่ตนเองมองว่าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการเมืองแทบทั้งสิ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าองค์กรสงฆ์แห่งรัฐ และคณะฆราวาสที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิทักษ์แนวทางศาสนานั้นเกิดขึ้นมาเพื่อพิทักษ์และปกป้องอำนาจทางการเมืองของรัฐ 

 

วาทกรรมการเมืองที่บอกว่า ‘พระสงฆ์ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง’ จึงมิใช่เรื่องพระธรรมวินัยหรือหลักการทางศาสนาใดๆ ตามที่กล่าวอ้าง

 

จากบทบาททางขององค์กรเหล่านี้ จึงพอจะกลับไปตอบคำถามที่เป็นโจทย์ตั้งต้นของบทความนี้ได้ว่า เหตุที่พระสงฆ์รูปหนึ่งยุ่งกับการเมืองแล้วมีลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า ถูกเล่นงาน ก็เพราะการเมืองเหล่านั้นเป็นการเมืองที่สั่นคลอนอำนาจการเมืองที่ องค์กรคณะสงฆ์แห่งรัฐ หรือองค์กรพิทักษ์ศาสนากำลังพยายามจะปกป้องอยู่ และ เหตุที่พระสงฆ์บางรูปที่ออกมาพูดเกี่ยวกับการเมืองแล้วไม่ถูกเล่นงานอะไร ก็เพราะการเมืองของพระสงฆ์กลุ่มนี้คือการโอบอุ้มและสานต่อกับอุดมการณ์แห่งรัฐที่เขากำลังพิทักษ์รักษาอยู่นั่นเอง

 

เพราะฉะนั้น ‘การเมือง’ หรือ ‘ไม่การเมือง’ จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าพระรูปใดจะยุ่งเกี่ยวหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่การเมืองเหล่านี้ขึ้นอยู่กับอำนาจการนิยามโดยองค์กรคณะสงฆ์แห่งรัฐ 

 

ผิด-ถูกจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปตามครรลองหลักการทางศาสนา ถูก-ผิด หรือ ควร-ไม่ควร จึงอยู่ที่อำนาจการเมืองขององค์กรที่กุมคำอธิบายความต่างหาก

 

กล่าวโดยสรุปง่ายๆ คือ พระรูปใดจะผิด หรือพระรูปใดจะถูก จะอยู่ภายใต้อำนาจการอธิบายความขององค์กรศาสนาแห่งรัฐ พระใดยุ่งกับการเมืองหรือไม่ยุ่งกับการเมือง ก็อยู่ภายใต้คำอธิบายของคณะสงฆ์แห่งรัฐ 

 

การเมืองที่ควรและไม่ควรยุ่งก็อยู่ภายใต้คำอธิบายของคณะสงฆ์แห่งรัฐ และสำคัญที่สุด ‘ไม่ยุ่งกับการเมือง’ ก็หมายถึงการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อกดพระผู้ที่ต้องการเรียกร้องความชอบธรรมให้กับสังคม ซึ่งกำลังสั่นคลอนอำนาจทางการเมืองขององค์กรสงฆ์แห่งรัฐนั่นเอง 

 

ดังนั้น เราจึงจะเห็นการใช้อำนาจแบบสองมาตรฐานกับพระสงฆ์ที่ออกมาพูดเรื่องการเมือง 

 

‘บอกให้รักชาติ’ จึงเท่ากับถูก 

‘บอกให้รักประชาธิปไตย’ จึงเท่ากับผิด

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • แพทริค โจรี, ทฤษฎีกษัตริย์โพธิสัตว์: เวสสันดรชาดกในประวัติศาสตร์ไทย, กรุงเทพฯ: Illuminations Edition, 2563
  • ภิญญาพันธุ์ พจนะลาวัณย์, ไทยปิฎก: ประวัติศาสตร์การเมืองสังคมร่วมสมัยของพุทธศาสนาไทย, กรุงเทพฯ: Illuminations Edition, 2562

The post ถอดรื้อวาทกรรม ‘พระไม่ควรยุ่งการเมือง’ เมื่อรัฐอยู่กลางวงศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ แต่ไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนา (1) https://thestandard.co/buddhism-and-sexual-diversity/ Tue, 25 Aug 2020 10:08:53 +0000 https://thestandard.co/?p=391492 บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ

​เมื่อกล่าวถึงพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ปัญหาที่ถกเถียงกันในสังคม […]

The post บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ แต่ไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนา (1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ

​เมื่อกล่าวถึงพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ปัญหาที่ถกเถียงกันในสังคมไทยไม่ใช่แค่เรื่องที่จะบอกว่าคนเป็นตุ๊ด-แต๋ว บวชได้หรือไม่ได้ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ว่าคนในสังคมส่วนใหญ่มักมองเขาไปในแง่ลบเป็นหลักตั้งแต่เริ่มต้น เช่น เป็นพวกบัณเฑาะก์ ลักเพศ วิปริตผิดเพศ มักมากในกามราคะ นิยมความรุนแรง ผิดพระวินัย เป็นกลุ่มที่จะสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการพระสงฆ์ หรือมากกว่านั้นคือมองว่าเป็นตัวเสื่อมของศาสนา เป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม

 

วิธีคิดแบบนี้สังเกตได้จากงานศึกษาเกี่ยวกับบัณเฑาะก์ในพุทธศาสนาไทย อย่างงานศึกษาของพระมหาสักชายในปี 2551 ที่ศึกษาวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์ในพระภิกษุ-สามเณรไทยในปัจจุบัน ก็มองว่าพฤติกรรมของบัณเฑาะก์คือสิ่งที่เป็นปัญหาและนำไปสู่การทำผิดพระวินัย หรือการศึกษาของพระมหาอดุลย์ในปี 2549 ศึกษาวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์กับการบรรลุธรรม ก็อธิบายว่าการเบี่ยงเบนทางเพศและกามวิตถารเป็นเรื่องอกุศลกรรมและวิบากกรรมในอดีต บุคคลที่เรียกว่า ‘บัณเฑาะก์’ กลายเป็นคนที่น่ารังเกียจทางสังคม และไม่สามารถบวชเรียนเพื่อการบรรลุธรรมได้ โดยมองว่าคนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่ม ‘อภัพบุคคล’ กล่าวคือเป็นผู้มีระดับสติปัญญาเพียงแค่รับรู้และเข้าใจหลักธรรมในขั้นพื้นฐานเท่านั้นไม่สามารถบรรลุธรรมได้  

 

งานศึกษาทั้งสองนี้ถือได้ว่าวางอยู่บนบรรทัดฐานของสังคมที่มองบัณเฑาะก์นั้นคือกะเทย คือกลุ่มคนที่เป็นภัยต่อสังคม เป็นกลุ่มมักมากในกามราคะ และเป็นตัวเสื่อมของศาสนา ซึ่งแน่นอน บรรทัดฐานนี้ถือเป็นบรรทัดฐานหลักของคนในสังคมไทยใช้มองหรือเข้าใจกลุ่มพระตุ๊ด-เณรแต๋ว หรือกลุ่มตุ๊ด-แต๋ว ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศว่าเป็น ‘ผู้ที่ไม่สมควรที่จะเป็นนักบวชและไม่สามารถบรรลุธรรมได้’

 

บัณเฑาะก์ในสังคมไทย ปัญหาที่มากกว่าตุ๊ด-แต๋ว บวชพระได้หรือไม่

ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ว่าตุ๊ด-แต๋ว บวชพระได้หรือไม่ หรือการนิยามคำว่าบัณเฑาะก์ในทางพระวินัยจะเป็นเช่นไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมไทยสร้างเข้าใจและการรับรู้ไปแล้วว่า ‘บัณเฑาะก์ = กะเทย = ลักเพศ’ หากดูความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 จะเห็นความหมายที่สะท้อนภาพความเข้าใจแบบเหมารวมได้เป็นอย่างดี โดยให้ความหมายคำว่า ‘บัณเฑาะก์หมายถึงกะเทย’ หรือให้ความหมายคำว่า ‘ลักเพศ’ ว่าการทำหรือแต่งตัวปลอมแปลงให้ผิดไปจากเพศของตน เช่น คฤหัสถ์แต่งตัวปลอมเพศเป็นสมณะ หรือผู้ชายแต่งตัวเป็นผู้หญิง นี่คือความหมายและความเข้าใจหลักของคนในสังคมต่อคำว่าบัณเฑาะก์ ดังนั้นประเด็นเรื่องเพศสภาวะและเพศวิถีของภิกษุ-สามเณร จึงเป็นสิ่งที่สังคมมีคำตอบอยู่แล้วว่าภิกษุ-สามเณร ที่เป็นบัณเฑาะก์คือผู้ที่ไม่สมควรเป็นนักบวช

 

แต่หากกลับไปพิจารณการตีความคำอธิบายในทางศาสนากลับพบว่า บัณเฑาะก์หรือลักเพศที่ห้ามบวชนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ผู้ที่เป็น ‘กะเทย’ หรือผู้ที่มีรสนิยมทางเพศกับเพศเดียวกัน หรือชายที่มีอารมณ์ความเป็นหญิง หรือความหมายในเชิงเพศวิถีเท่านั้น

 

หากดูจากคำอธิบายลักษณะของบัณเฑาะก์ที่ห้ามบวชที่อรรถกถาจารย์ได้ตีความเพิ่มเติมหลังยุคพุทธกาลแล้วนั้นจะพบว่า บัณเฑาะก์นั้นมีมากถึง 5 ประเภท คือ 

 

  1. อาสิตตบัณเฑาะก์ คือ ชายที่อมอวัยะเพศของชายอื่น 
  2. อุสุยยบัณเฑาะก์ คือ ชายที่ชอบพอใจในการดูกิจกรรมร่วมเพศระหว่างชายกับชาย
  3. โอปักกมิยบัณเฑาะก์ คือ บุคคลที่ถูกตอน เช่น ขันที
  4. ปักขบัณเฑาะก์ คือ บัณเฑาะก์ในช่วงข้ามแรม แต่ช่วงข้างขึ้นไม่เป็น 
  5. นปุงสกัปบัณเฑาะก์ คือ ผู้มีความบกพร่องทางเพศสภาพ คือไม่ปรากฏเพศที่แน่ชัด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ อรรถกถากล่าวไว้ว่า บัณเฑาะก์ประเภท 1 อาสิตตบัณเฑาะก์ และประเภท 2 อุสุยยบัณเฑาะก์ นั้นสามารถบวชได้ ส่วนประเภทที่ 4 ปักขบัณเฑาะก์นั้นสามารถบวชได้ในวันที่ไม่ได้มีกำหนัด ส่วนบัณเฑาะก์ประเภทที่ไม่สามารถบวชได้คือ ประเภทที่ 3 และ 5 คือบุคคลที่ถูกตอน หรือมีความบกพร่องทางเพศสภาพ 

 

หากจะอธิบายตามความเข้าใจนั้นหมายถึงว่า บุคคลที่ไม่สามารถบวชได้คือบุคคลที่บกพร่องทางร่างกายเป็นหลัก นั่นหมายความว่า อรรถกถาจารย์ไม่ได้นิยามบัณเฑาะก์ที่เรื่องของจิตใจหรือเพศวิถี ส่วนปักขบัณเฑาะก์นั้น ซึ่งกลุ่มนี้หากใช้มุมมองในปัจจุบันอธิบายอาจจะหมายถึงบุคคลที่เป็นโรคทางจิตเภท นั่นหมายความว่า ‘บัณเฑาะก์ไม่เท่ากับกะเทย’ ตามความเข้าใจของคนในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาที่ซับซ้อนมากกว่านั้นที่ควรจะพิจารณาไปอีกระดับหนึ่งคือ ในสังคมปัจจุบันที่ยังตั้งอยู่บนบรรทัดฐานของรักต่างเพศ (Heteronormativity) โดยเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องเพศสรีระ (Biological Sex) ในแบบคู่ตรงข้ามชายและหญิง ทำให้กะเทยถูกเข้าใจว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตเภท เห็นได้จากข้อยกเว้นการเกณฑ์ทหารหลายครั้ง นี่คืออคติทางสังคมที่ซ้อนทับเข้าไปผนวกในเรื่องบัณเฑาะก์ทางศาสนา

 

ส่วนในพระไตรปิฎกปัณฑกวัตถุในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 ที่เล่าว่า “…ปณฺฑโก ภิกฺขเว อนุปสมฺปนโน น อุปสมฺปาเทตพฺโพ…” “…ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบันคือบัณเฑาะก์ ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วต้องให้สึกเสีย…” โดยเล่าว่า มีบัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชแล้วเกิดกามราคะ เลยไปชวนพระสงฆ์กับเณรมีอะไรกัน แต่พระกับเณรปฏิเสธ พระบัณเฑาะก์นั้นจึงไปชวนคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า เมื่อมีอะไรกับคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าแล้ว เขาก็เลยเอาไปพูดเหมารวมว่า พระสงฆ์ไม่ใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าเลยให้บัณเฑาะก์รูปนั้นสึก หากพิจารณาให้ชัดเจนนั้นจะเห็นว่า ข้อลงโทษของพระพุทธเจ้ากับภิกษุบัณเฑาะก์รูปนั้นคือโทษเรื่องของการเสพเมถุน การไม่รักษาพรหมจรรย์ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสียชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ได้หมายถึงการลงโทษพระสงฆ์ที่เป็นบัณเฑาะก์ หรือเป็นข้อบัญญัติเพื่อห้ามบัณเฑาะก์บวช

 

บัณเฑาะก์-ลักเพศ ตัวบทพระวินัยกับความหมายทางโลก

ไม่เพียงแค่บัณเฑาะก์ที่ไม่ได้หมายถึงกะเทยตามแบบที่เข้าใจกันในสังคมปัจจุบันแล้ว ‘ลักเพศ’ ในคำอธิบายทางพุทธศาสนาก็ไม่ได้หมายถึงกะเทยในความหมายทำนองที่เข้าใจด้วยเช่นกัน ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 มีพุทธบัญญัติขับไล่อนุปสัมบันที่เป็นคนที่เป็น ‘เถยยสังวาสกะ’ ออกไปดังที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งคำดังกล่าวภาษาไทยแปลว่า ‘ลักเพศ’ แต่คำอธิบายในวินัยไม่ได้หมายถึงลักเพศที่ตรงกับความหมายภาษาไทยที่เราเข้าใจกันว่าหมายถึง กะเทย ผู้ที่เป็นผู้ชายแต่งตัวเป็นหญิง แต่ความหมายของเถยยสังวาสกะหมายถึง 

 

  1. ลักเพศ ที่หมายถึงผู้ที่ปลอมเป็นพระภิกษุ ไม่ได้ผ่านการอุปสมบท แต่บวชเอง แล้วอ้างว่าเป็นพระภิกษุ กล่าวง่ายๆ คือผู้แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในกฎหมายอาญา
  2. ลักเพศที่หมายถึงคนลักสังวาส คือเป็นเณรหรือพระสงฆ์ที่อ้างพรรษาว่าได้บวชมานานกว่าความจริง เพื่อยินดีกับเกียรติยศและความเคารพนับถือ 
  3. ลักเพศทั้งอ้างว่าเป็นพระภิกษุและมีพรรษาสูงเกินจริง

 

นั่นหมายความว่า คำนิยามในตัวบทพระวินัย บัณเฑาะก์ที่ห้ามบวช ลักเพศ ไม่ได้หมายถึงกะเทย ตุ๊ด แต๋ว ที่มีความหมายในเรื่องเพศวิถี และการลงโทษพระภิกษุบัณเฑาะก์ในพุทธประวัติก็เป็นเรื่องของการเสพเมถุนและการทำให้ศาสนาเสียชื่อเสียง ไม่ได้หมายถึงการลงโทษเพียงเพราะเป็นบัณเฑาะก์ ดังจะเห็นได้ว่าในพุทธประวัติก็มีพระสงฆ์รูปหนึ่งที่มีนามว่า พระวักกลิ เป็นผู้ที่หลงในรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้ามา และมักเกิดความกระวนกระวายใจทุกครั้งหากไม่ได้เจอพระพุทธเจ้า ซึ่งหมายตีความในลักษณะนี้อาจจะเป็นกลุ่มบัณเฑาะก์ที่หลงรูปความเป็นชายเพศเดียวกัน แต่ก็สามารถบวชและบรรลุธรรมได้เช่นกัน

 

กล่าวโดยสรุปแล้ว หากดูความหมายของคำว่าบัณเฑาะก์หรือลักเพศ ไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่ากะเทย ตุ๊ด แต๋ว บัณเฑาะก์ แบบที่เข้าใจกันในปัจจุบัน หรือแม้แต่พระบัณเฑาะก์ที่ถูกขับออกจากพุทธศาสนาที่ปรากฏเรื่องราวในพุทธประวัติก็ไม่ได้มีเหตุเพราะว่าพระภิกษุรูปนั้นเป็นบัณเฑาะก์ แต่หมายถึงการกระทำที่ผิดวินัยขึ้นสูงคือ การเสพเมถุนกับเพศเดียวกัน ซึ่งการเสพเมถุนนั้นก็ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ว่าบัณเฑาะก์เท่านั้นที่กระทำ พระภิกษุที่เป็นชายแท้ก็สามารถกระทำได้เช่นกัน

 

ตุ๊ด-แต๋ว บวชไม่ได้ vs. อคติทางเพศในสังคมไทย

ดังนั้นหากพิจารณาตามนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าพระวินัยหรือตัวบทคัมภีร์ไม่ได้มีปัญหากับบัณเฑาะก์ที่หมายถึงกะเทย ตุ๊ด แต๋ว ในความหมายเชิงเพศวิถี นั่นหมายความว่าบัณเฑาะก์ในเชิงเพศวิถีนั้นบวชได้ ถึงแม้การอนุญาตให้บัณเฑาะก์นี้ในพระวินัยจะไม่ได้มีความหมายในเชิงเพศวิถี แต่เป็นกำหนดจากเครื่องเพศที่สมบูรณ์ แต่ในเชิงการตีความคำอธิบายนั้นก็เห็นได้ว่า บัณเฑาะก์ในเชิงเพศวิถีก็ยังสามารถบวชได้เช่นกัน

 

เพราะฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าพระตุ๊ด-เณรแต๋ว หรือตุ๊ด-แต๋ว จะบวชได้หรือไม่ได้ตามพระวินัย แต่ปัญหาที่เข้าใจว่า ‘บวชไม่ได้’ นั้นเกิดจากอคติทางเพศในสังคมปัจจุบันและความเข้าใจที่คาดเคลื่อนของชาวพุทธไทยที่ตีขลุมไปเองของเรื่องเพศในทางศาสนา

 

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาในประเด็นนี้ยังมีอีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถอธิบายเนื้อหาจบได้เพียงบทความเดียว ความซับซ้อนของมายาคติในสังคมนั้นมีหลายชั้นที่ซ้อนทับกัน ทั้งเรื่องเสรีภาพทางศาสนาและเสรีภาพทางโลกที่เป็นปัญหาการทำความเข้าใจเรื่องตุ๊ด-แต๋ว บวช หรือเรื่องพระตุ๊ด-เณรแต๋ว ซึ่งจะขออธิบายเพิ่มเติมในบทความถัดไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง: 

  • ชานันท์ ยอดหงษ์, เพราะฉันคือ ‘ชายจริง-หญิงแท้’ วาทกรรมที่ทำให้การยอมรับ LGBT ในสังคมเป็นแค่เรื่องปลอมๆ https://thematter.co/thinkers/how-lgbqt-recognition-is-fake/111285
  • นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, เพศและความเป็นชายในพุทธศาสนา กับการควบคุมภิกษุ สามเณร และบัณเฑาะก์, วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2559) น.3-25.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์, พระตุ๊ด-เณรแต๋ว, มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552.
  • พระมหาสักชาย กนฺตสีโล, การศึกษาวิเคราะห์เรื่อง “บัณเฑาะก์” ในกลุ่มพระภิกษุสามเณรไทยในปัจจุบัน, วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2551.
  • พระมหาอดุลย์ ยโสธโร, เรื่องการศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องบัณเฑาะก์กับการบรรลุธรรม, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. 2549.
  • พระมหาอิสระ ชัยภักดี, ตีความ “บัณเฑาะก์” เป็นกะเทย บวชพระได้ไหม?, มิวเซียมสยามออนไลน์,  https://m.museumsiam.org/da-detail2.php?MID=3&CID=177&CONID=3040&SCID=242
  • วักกลิ ผู้หลงใหลในพระพุทธเจ้า, Goodlife Update,https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/97689.html

The post บวชในพระพุทธศาสนากับเสรีภาพทางเพศ แต่ไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนา (1) appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกประวัติศาสตร์ ‘อมตะวาจาครูบาศรีวิชัย’ กับการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 https://thestandard.co/kruba-sri-wichai-2475/ Wed, 24 Jun 2020 10:06:14 +0000 https://thestandard.co/?p=374607

ว่าด้วยอมตะวาจาของครูบาศรีวิชัย หากกล่าวถึงอมตะวาจา ‘คร […]

The post พลิกประวัติศาสตร์ ‘อมตะวาจาครูบาศรีวิชัย’ กับการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ว่าด้วยอมตะวาจาของครูบาศรีวิชัย

หากกล่าวถึงอมตะวาจา ‘ครูบาศรีวิชัย’ หลายคนมักเคยได้ยินเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาว่า ครูบาศรีวิชัยได้กล่าวอมตะวาจาไว้ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจเมื่อครั้งที่ท่านถูกอธิกรณ์เมื่อ พ.ศ. 2478 ว่า “หากน้ำปิงไม่ไหลย้อนขึ้นเหนือ จะไม่ขอไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่”

 

ผู้เขียนซึ่งเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับอมตะวาจานี้มาเช่นกัน โดยได้ยินมา 2 เรื่องที่มีความสัมพันธ์กัน 

 

เรื่องแรกคือ การสร้างอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยที่เชิงดอยทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ที่เล่ากันว่า อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยเมื่อครั้งสร้างเสร็จแล้วได้ไปรับรูปเหมือนครูบาศรีวิชัยจากกรุงเทพฯ มาเพื่อประดิษฐานที่เชิงดอยสุเทพ แต่ไม่สามารถนำลงจากรถได้ และหลายคนเชื่อกันว่า สงสัยเป็นเพราะอาถรรพ์ของอมตะวาจานี้ จนกระทั่งมีการสร้างเขื่อนภูมิพลที่จังหวักตาก ทำให้น้ำไหลขึ้นท่วมขึ้นทางเหนือเมื่อ พ.ศ. 2507 จึงสามารถอันเชิญรูปเหมือนกลับมาประดิษฐานที่เชิงดอยสุเทพได้จนถึงทุกวันนี้

 

อีกเรื่องหนึ่งคือ คนภาคเหนือเชื่อว่า ท่านคือครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาเกิด เพราะท่านมาเกิดใน พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นปีหลังจากการสร้างเขื่อนภูมิพล คนจึงเชื่อกันว่า ขวัญ (ความเชื่อเรื่อง 32 ขวัญของคนล้านนา) ของครูบาศรีวิชัยได้กลับมาอยู่ที่เชียงใหม่อีกครั้ง และได้มาเกิดเป็นตัวท่านเอง ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นไปตามตำนานอมตะวาจาที่เล่าขานกัน

 

ณ เวลานั้นผู้เขียนก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าคำกล่าวอมตะวาจานี้ของครูบาศรีวิชัยได้กล่าวออกมาจริงๆ หรือเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานกันมาของคนในท้องถิ่นเชียงใหม่และลำพูนเพียงเท่านั้น แม้กระทั่ง อาจารย์เพ็ญสุภา สุขคตะ ซึ่งได้เขียนบทความลงคอลัมน์ประจำใน มติชนรายสัปดาห์ เรื่อง เงื่อนงำแห่งอมตะวาจาครูบาเจ้าศรีวิชัย “หากน้ำปิงไม่ไหลย้อน จักไม่ขอเหยียบนครเชียงใหม่” ก็ไม่ทราบที่มาของตัวคำกล่าวนั้นเช่นกันว่า ครูบาศรีวิชัยได้กล่าวคำพูดนี้ออกมาจริงหรือไม่ ได้กล่าวมาเมื่อไร และ ได้กล่าวกับใคร

 

 

ร่องรอยประวัติศาสตร์ของอมตะวาจาครูบาศรีวิชัย

แต่เมื่อได้พยายามค้นหาเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนก็ได้พบว่า มีการบันทึกคำกล่าวนั้นไว้ โดยบันทึกดังกล่าวเป็นบันทึกของหลวงศรีประกาศ ซึ่งท่านเป็น ส.ส. คนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ที่ใกล้ชิดครูบาศรีวิชัย และเป็นผู้ริเริ่มชักชวนครูบาศรีวิชัยในการนำมวลชนสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ

 

หลวงศรีประกาศได้บันทึกไว้ในเอกสารที่ชื่อว่า ประวัติถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยได้บันทึกถึงเหตุการณ์ครั้งเมื่อครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์โดยรัฐบาลคณะราษฎรใน พ.ศ. 2478 และขณะที่ท่านถูกนำมากักตัวอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรในปีเดียวกันนั้น หลวงศรีประกาศได้บันทึกว่า ได้เข้าพบครูบาศรีวิชัยอยู่บ่อยครั้ง มีครั้งหนึ่งครูบาศรีวิชัยได้กล่าวกับหลวงศรีประกาศเนื้อความว่า 

 

“…ท่านปรารภกับข้าพเจ้าว่า ที่ถูกมากักเช่นนี้อาจเป็นเพราะผิดประเพณีก็ได้ การทำถนนไม่ใช่กิจของพระ ส่วนการสร้างเจดีย์วิหารอันเกี่ยวกับวัดมากมาย ก็ไม่เคยมีเรื่อง ถ้าได้กลับไป จะไม่เข้าไปในเขตเมืองเชียงใหม่อีกต่อไป จนกว่าน้ำในลำแม่ปิงจะไหลขึ้นเหนือ…”  

 

ไม่เพียงเท่านั้น หลวงศรีประกาศยังได้บันทึกไว้อีกว่า “…เวลากลับไป ท่านก็ไม่ยอมเข้าเขตเชียงใหม่ แม้ศรัทธาจะนิมนต์เท่าไร ก็ไม่ยอมไปตลอดจนถึงมรณภาพ…”

 

จากเนื้อความข้างต้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ครูบาศรีวิชัยมีความขุ่นเคืองในเรื่องที่ท่านถูกอธิกรณ์ จนต้องถูกนำตัวมากักไว้ที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน และถือเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ที่ท่านเกิดข้อพิพาทกับพระสงฆ์ภายใต้อำนาจของคณะสงฆ์ไทยและกับรัฐไทยเอง 

 

 

ต้องอธิกรณ์กับที่มาของอมตะวาจา

กล่าวคือ ก่อนหน้านี้เมื่อ พ.ศ. 2464 ครูบาศรีวิชัยเคยถูกอธิกรณ์ครั้งหนึ่ง และถูกนำตัวลงมากักเพื่อปรับทัศนคติครั้งหนึ่งแล้วเช่นกัน โดยถูกกล่าวหาว่ากระด้างกระเดื่องต่อคำสั่งเจ้าคณะแขวง ซ่องสุมผู้คนตั้งตนเป็นผีบุญ สร้างความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้าน ด้วยการเล่าถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา ไม่ยอมเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชสมบัติ เป็นต้น หลังจากพ้นข้อกล่าวหาครั้งแรกนั้น ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับความนิยมจากผู้คนในภาคเหนือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การเริ่มกระบวนการบูรณะก่อสร้างฟื้นฟูศาสนสถานจำนวนมากในภาคเหนือกว่า 70 แห่ง

 

จนกระทั่งมาถึงงานสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งถือว่าเป็นผลงานยิ่งสำคัญและน่าจะยิ่งใหญ่ที่สุดของครูบาศรีวิชัย ขณะที่มีการก่อสร้างนั้น ยิ่งทำให้มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาในตัวครูบาศรีวิชัย ได้นำลูกหลานมาฝากบรรพชาและอุปสมบทกับท่านจำนวนมาก ไม่เพียงเท่านั้นยังมีพระสงฆ์จำนวนมากในเชียงใหม่กว่า 50 วัด 10 แขวง ขอลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์ ไปขอขึ้นอยู่ในการปกครองของครูบาศรีวิชัย เหตุการณ์ดังกล่าวนี้จึงเป็นเหตุลุกลามไปทั่วหัวเมือง รวมวัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือที่ขอแยกตัวออกไปจากการปกครองคณะสงฆ์ ไปขึ้นกับการปกครองของครูบาศรีวิชัยมากกว่า 90 วัด และในระหว่างที่มีพระสงฆ์ขอขึ้นตรงต่อการปกครองของครูบาศรีวิชัยนั้น ครูบาศรีวิชัยได้ออกหนังสือสุทธิของคณะตนเองออกมาด้วย จนกลายเป็นที่หวั่นเกรงของรัฐไทย ซึ่งขณะนั้นต้องถือว่ารัฐยังไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจากเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเพียง 3 ปี

 

รัฐไทยและคณะสงฆ์รัฐไทยมีความหวั่นเกรงต่อกลุ่มกระบวนการของครูบาศรีวิชัยอย่างยิ่ง และมีความมุ่งหวังอย่างยิ่งที่จะจัดการกระบวนการครูบาศรีวิชัย โดยกล่าวว่า เรื่องพระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ขอลาออกไปขึ้นในปกครองพระศรีวิชัย บัดนี้เจ้าคณะมณฑลพายัพท่านพิจารณาเห็นว่า มูลเหตุเกิดจากพระศรีวิชัย ถ้าจะปฏิบัติอย่างละมุนละม่อมก็จะทำได้เพียงตัดปลายเหตุเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ทำให้พระศรีวิชัยรู้สึกกระทบกระเทือน หรือเข้าใจไปว่าคณะสงฆ์ไม่อาจทำอะไรได้ ถ้าพระศรีวิชัยยังคงอยู่ในมณฑลพายัพตราบใด เรื่องของคณะสงฆ์คงไม่ถึงความสงบเรียบร้อยตราบนั้น สมควรจัดการให้พระศรีวิชัยพ้นไปจากมณฑลพายัพ โดยขออาราธนาให้ลงมาทำการก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดมงคลบพิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือเรียกตัวลงมารับการอบรมที่กรุงเทพฯ จนกว่าคณะสงฆ์จะพิจารณาเห็นสมควรให้กลับ

 

ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าคณะมณฑลพายัพ พระธรรมโกศาจารย์ ยังกล่าวโจมตีอีกว่า กระบวนการของครูบาศรีวิชัยทำให้ผู้คนต่อต้านขัดขืนการมุ่งหมายในการดำเนินงานด้านการศึกษาอันเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลคณะราษฎร โดยกล่าวว่า

 

“…ในจำนวนพลเมืองทั้งหมดที่นิยมลัทธิของพระศรีวิชัยราว 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ยอมสำเหนียกการศึกษาที่เป็นไปตามสมัย นิยมลัทธิดั้งเดิม คนที่รู้หนังสือไทยสัก 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนพลเมืองเห็นจะไม่ได้ โรคไม่นิยมภาษาไทย เป็นโรคเรื้อรังติดต่อกันไปไม่ขาด โรงเรียนประชาบาลบางแห่ง โต๊ะ เก้าอี้ ม้าเรียน ของครูและนักเรียนถูกเผาไฟบ้าง ถูกทิ้งในป่าบ้าง สร้างความเดือดร้อนแก่ธรรมการอำเภอไม่หยุดหย่อน…”

 

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ครูบาศรีวิชัยถูกเรียกตัวลงมากักไว้ที่กรุงเทพฯ และถูกกล่าวหาจากรัฐว่าไม่ยอมปรองดองกับคณะสงฆ์ โดยมีข้อกล่าวหาหลายประการ เช่น 1. จัดอุปสมบทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าคณะ 2. ตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เอาเอง (เถื่อน) 3. ออกใบสุทธิและหนังสือตราตั้งคณะตนเอง 4. ก่อสร้างบูรณะโดยไม่ขออนุญาตกรมศิลป์ ไม่อนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิม 5. ยุยงให้พระสงฆ์ออกจากการปกครองของรัฐ

 

ด้วยเหตุที่ท่านถูกกล่าวโทษและปราบปรามโดยรัฐบาลขณะนั้น ทำให้ท่านโกรธเคืองอย่างยิ่ง และยังคงมีความโกรธเคืองต่อคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงกลุ่มชนชั้นนำเชียงใหม่ที่เคยใกล้ชิดท่านด้วยเช่นกัน จึงทำให้ท่านถึงขนาดที่ประกาศคำกล่าวอันเป็นอมตะวาจาที่เล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ต่อหลวงศรีประกาศ

 

 

 

จดหมายจากครูบาฯ ถึงพระยาพหลฯ

ไม่เพียงเท่านั้น นอกจากประกาศอมตะวาจาต่อหน้าหลวงศรีประกาศแล้ว ท่านยังมีความขุ่นเคืองถึงขั้นเขียนจดหมายถึงพระยาพหลฯ ใน พ.ศ. 2478 ขอยกเลิกการก่อสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพที่สร้างมาทั้งหมดอีกด้วย โดยกล่าวว่า 

 

“…อาตมาได้ช่วยเหลือมามากแล้ว จนเป็นหนทางขึ้นไปนมัสการได้ แลเคยทำบุญมาแล้วครั้งหนึ่ง ฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้ไป อาตมาขอมอบไว้กับท่านและราชการบ้านเมือง เพื่อจะได้ดำริสร้างต่อ ส่วนอาตมาได้ลงบันทึกต่อคณะสงฆ์แล้วว่าจะไม่ปฏิสังขรณ์ก่อสร้างไม่ว่าวัตถุใดๆ ในเชียงใหม่อีก อาตมาขอยุติไม่ทำ… อีกประการหนึ่งทายก ทายิกาทั้งหลาย ที่มีศรัทธามารับจะซ่อมแซมหนทาง… เขาต่างท้อถอยไปหมด พร้อมกันคืนคำไม่รับทำเสียเลย…”

 

แม้ภายหลังเจ้าแก้วนวรัฐจะได้เขียนจดหมายมาชี้แจงแก่รัฐบาล เพื่อขอพระราชทานงบในการสร้างสะพานห้วยแก้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพของครูบาศรีวิชัย ความว่า “…พระศรีวิชัยคลายความโกรธลงบ้างแล้ว รู้สึกยังอาลัยการก่อสร้างทางขึ้นดอยสุเทพอยู่ พระศรีวิชัยคงจะไม่ละทิ้งการก่อสร้างเสียทีเดียว เพราะนิสัยของพระศรีวิชัย ทำอะไรไปแล้วมักต้องทำให้จนสำเร็จ…” ส่วนหลวงศรีประกาศก็ได้เขียนจนหมายมาด้วยเช่นกันว่า “…วันนี้ผมพบพระศรีวิชัย ท่านว่าถ้าทางราชการอนุญาตให้ทำต่อไปก็จะทำอีก เพราะตั้งใจไว้แล้ว…” 

 

แต่อย่างไรก็ตามกลับพบว่า ภายหลังครูบาศรีวิชัยก็ไม่ได้กลับมาเป็นผู้นำในการดำเนินการก่อสร้างทางขึ้นดอยสุเทพต่อดังคำกล่าวของทั้งสองท่าน กลับอาศัยอยู่ในจังหวัดลำพูน โดยไม่กลับมาเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีกเลยจนถึงมรณภาพใน พ.ศ. 2481 

 

ฉะนั้น สาเหตุเหล่านี้จึงเป็นต้นตอที่มาของเรื่องราวอมตะวาจาของครูบาศรีวิชัยที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สร. 0201.10/61 เรื่องพระศรีวิชัยไม่ปรองดองกับคณะสงฆ์ (พ.ศ. 2478-2479)
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (2) สร. 0201.66.5.2/46 เรื่องพระศรีวิชัยสร้างทางขึ้นไปบนพระธาตุดอยสุเทพเชียงใหม่ (30 ม.ค. 2476 – 12 ก.พ. 2478)
  • ศรีประกาศ (หลวง), ประวัติถนนขึ้นดอยสุเทพ, คัดจากหนังสือยุวพุทธิกานุสรณ์หน้า 1 ปีที่ 6 พ.ศ. 2484
  • โสภา ชานะมูล, ครูบาศรีวิชัย “ตนบุญแห่งล้านนา”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534.
  • เพ็ญสุภา สุขคตะ “เงื่อนงำแห่งอมตะวาจาของครูบาศรีวิชัย หากน้ำปิงไม่ไหลย้อน จักไม่ขอเหยียบนคร
  • เชียงใหม่ (1). มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 35,  ฉบับที่ 1795 9-15 ธ.ค. 2558: 84 เพ็ญสุภา สุขคตะ “เงื่อนงำแห่งอมตะวาจาของครูบาศรีวิชัย หากน้ำปิงไม่ไหลย้อน จักไม่ขอเหยียบนคร
  • เชียงใหม่ (2).” มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 35, ฉบับที่ 1796 16-22 ธ.ค. 2558:   84.

The post พลิกประวัติศาสตร์ ‘อมตะวาจาครูบาศรีวิชัย’ กับการอภิวัฒน์สยาม พ.ศ. 2475 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกาภิวัตน์ และประวัติศาสตร์การระบาดของเชื้อโรคข้ามดินแดน https://thestandard.co/globalization-and-history-of-cross-border-pathogens/ Mon, 25 May 2020 09:22:18 +0000 https://thestandard.co/?p=366596

เมื่อพูดถึงโลกยุคโลกาภิวัตน์ในความรู้สึกและการรับรู้ของ […]

The post โลกาภิวัตน์ และประวัติศาสตร์การระบาดของเชื้อโรคข้ามดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อพูดถึงโลกยุคโลกาภิวัตน์ในความรู้สึกและการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ เรามักมีความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ไปในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะมองว่าโลกาภิวัตน์ทำให้โลกที่กว้างใหญ่นี้แคบลง ทำให้โลกเชื่อมเข้าหากัน ทำให้มนุษย์เข้าใกล้กัน มีปฏิสัมพันธ์กัน ไปมาหาสู่กันมากขึ้นผ่านการคมนาคมและการสื่อสารที่สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หรือยิ่งกว่านั้นก็มองว่าโลกาภิวัตน์ยังช่วยทลาย หรือทำให้เส้นเขตแดน-พรมแดนรัฐชาตินั้นพร่าเลือนลงไป 

 

ครั้งหนึ่งเส้นแบ่งในจินตนาการเหล่านี้เคยแบ่งเขาและเราออกจากกัน ทำให้เราและเขาทะเลาะตบตีพุ่งชนกันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งที่บางครั้งเรามีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรม มีความเชื่อที่เหมือนกัน และอยู่ใกล้กันเพียงแค่ลำธารเล็กๆ กั้น หรือเป็นเพียงหมุดเล็กๆ เพียงอันเดียว 

 

แต่ทว่าในทางกลับกัน จากการระบาดของโควิด-19 ที่เป็นอยู่ กลับเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้โลกาภิวัตน์นี้ก็มีข้อเสียในตัวของมันเองเช่นกัน

 

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้เขียนได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดเล่มหนึ่ง ของสำนักพิมพ์มติชน ฝ่ายศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆ หนังสือชื่อ ‘จากปีศาจสู่เชื้อโรค: ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย’ เขียนโดย อาจารย์ชายชาติ มุกสง อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยภาพรวมของหนังสือเน้นนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์โรคระบาดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพื่อให้เห็นการจัดการและการรับมือเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโรค ตัวเชื้อโรคของผู้คนในสังคม และตัวรัฐไทย (รัฐสมัยใหม่) เช่น การหาสาเหตุของการระบาด การหาต้นตอของโรค การควบคุม การหาวิธีป้องกัน การจำแนกเชื้อโรค เพื่อที่จะปกป้องคนในรัฐของตัวเองในฐานะแรงงานของรัฐ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนในสังคมไทยที่มีต่อเชื้อโรค ที่เชื่อกันว่าเป็นอำนาจของผี ปีศาจ ไปสู่คำอธิบายเรื่องเชื้อโรคตามหลักวิทยาศาสตร์แบบตะวันตกสองทฤษฎีที่เข้ามาในสังคม ไม่ว่าจะทฤษฎีอายพิศม์ และทฤษฎีเชื้อโรค แนวคิดทั้งสองส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด อารมณ์ความรู้สึกของคนต่อการเกิดโรคระบาด ดังนั้น จากโรคระบาดที่เชื่อว่าเกิดจากปีศาจตามคัมภีร์เวชศาสตร์โบราณ จนต้องไล่ผีด้วยพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา จนมาสู่การรับรู้ว่าโรคเกิดจากความสกปรกและสิ่งแวดล้อมมีอายพิศม์ และความอันตรายของสัตว์ตัวเล็กๆ (เชื้อโรค) ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

 

แต่สิ่งที่ผู้เขียนสนใจอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือ คือการอธิบายถึงการระบาดของเชื้อโรคจากผลของการเคลื่อนย้าย หรือกิจกรรมของผู้คนจากพื้นที่หนึ่งสู่พื้นที่หนึ่งด้วยในประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นภาพสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เชื้อโรคถือเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิดมนุษยชาติ กล่าวง่ายๆ คือ เพราะมีคนจึงมีโรคและเกิดโรค และเมื่อมนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง ก็หมายถึงว่ามนุษย์ได้เริ่มก่อแหล่งเพาะเชื้อโรคไปด้วยพร้อมกัน ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเริ่มทำการเกษตร ทำปศุสัตว์ เกิดแหล่งอารยธรรม ทำให้จำนวนประชากรของมนุษย์หนาแน่นขึ้น มีสัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ใกล้ชิด ทำให้เกิดการสะสมแหล่งเพาะเชื้อโรค ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคจากสัตว์มาสู่คน และจากคนสู่สัตว์ด้วย

 

อย่างไรก็ตามเชื้อโรคที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นเชื้อโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะถิ่นของแต่ละกลุ่มคน แต่ละภูมิภาค จนกระทั่งมีการเคลื่อนย้ายผู้คน จึงเท่ากับการมีการแพร่เชื้อและแลกเปลี่ยนเชื้อจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งด้วยเช่นกัน โดยในปลายยุคกลางเริ่มมีการสำรวจเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ๆ ของกลุ่มนักเดินทางชาวโปรตุเกสและสเปน จนนำไปสู่การค้นพบดินแดนใหม่ๆ ในทวีปแอฟริกา เอเชีย และโลกใหม่อย่างอเมริกา การเดินทางดังกล่าวนอกจากจะทำให้พบสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะผู้คน พืช สัตว์แล้ว ยังเป็นการค้นพบเชื้อโรคใหม่ๆ และยังเป็นการนำเชื้อโรคจากดินแดนตัวเองไปแพร่กระจายในดินแดนใหม่ๆ นั้นด้วย

 

เมื่อโคลัมบัสและลูกเรือได้ไปจอดแวะขึ้นฝั่งที่โลกใหม่ สิ่งหนึ่งที่ติดตัวลูกเรือไปก็คือโรคจากโลกเก่า เมื่อลูกเรือได้ไปมีปฏิสัมพันธ์กับชาวพื้นเมือง พวกลูกเรือได้รับเอาโรคจากโลกใหม่กลับมาเผยแพร่ในโลกเก่า ในขณะที่ชาวพื้นเมืองก็รับโรคจากโลกเก่าไปด้วย ประมาณกันว่าเมื่อชาวยุโรปเดินทางไปถึงทวีปอเมริกา มีชาวอเมริกันพื้นเมืองร้อยละ 90 เสียชีวิต โดยโรคระบาดสำคัญที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันพื้นเมืองนั้นส่วนใหญ่เป็นโรคธรรมดาที่ไม่รุนแรงในโลกเก่า เช่น ไข้หวัดใหญ่ ฝีดาษ ไข้รากสาดใหญ่ และหัด ในทางกลับกัน ขณะที่โรคของชาวยุโรปสร้างความสูญเสียต่อชาวพื้นเมืองอย่างมากนั้น โรคของชาวพื้นเมืองอเมริกาก็ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความตายของชาวยุโรปไม่น้อยเช่นกัน โรคใหม่ที่เชื่อกันว่ามาจากทวีปอเมริกาพร้อมกับลูกเรือของโคลัมบัสคือ ซิฟิลิส 

 

นอกจากนั้นเมื่อมีการค้าทาส การจับเอาคนดำจากแอฟริกามาเป็นแรงงานในโลกใหม่ สิ่งที่ตามมาก็คือโรคชนิดใหม่ที่ติดมากับคนดำแล้วแพร่มาสู่ทวีปอเมริกา เช่น มาลาเรีย ไข้เหลือง โรคพยาธิปากขอ รวมทั้งโรคเท้าช้าง ซึ่งต่อมาโรคใหม่เหล่านี้ก็ได้พัฒนากลายมาเป็นโรคประจำถิ่น หรือในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาวโปรตุเกสก็ได้นำเอาโรคซิฟิลิสไปพร้อมกับเรือสำรวจ และแพร่สู่เอเชียตั้งแต่อินเดียถึงญี่ปุ่นเมื่อมาตั้งอาณานิคมและค้าขายในภูมิภาค

 

ยิ่งไปกว่านั้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การเดินทางสะดวกรวดเร็วด้วยเรือกลไฟ และ การล่าอาณานิคมของชาวยุโรป เพื่อแสวงหาทรัพยากรและเป็นตลาดระบายสินค้าอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการเดินทางติดต่อกันอย่างใกล้ชิดของมนุษย์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเดินทางที่รวดเร็วทำให้เชื้อโรคสามารถติดต่อไปกับผู้เดินทาง และสามารถฟักตัวแพร่เชื้อจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ง่ายขึ้น เช่น อหิวาตกโรค ที่เคยระบาดเพียงในเอเชียใต้มานับพันปี ก็สามารถแพร่ระบาดไปนอกภูมิภาคได้อย่างง่ายดาย และกลายเป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่น การระบาดทั่วโลกเป็นครั้งแรกระหว่าง ค.ศ.1924-1833 เริ่มจากเอเชียใต้ ระบาดมาถึงยุโรป รวมทั้งรัสเซียและอังกฤษ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังสหรัฐอเมริกา และต่อไปยังลาตินอเมริกาด้วย หลังจากนั้นก็พบว่ามีการระบาดทั่วโลกในลักษณะเช่นนี้อีกหลายครั้งในประวัติศาสตร์ จนกระทั่งมีการค้นพบเชื้อจุลินทรีย์โดย หลุยส์ ปาสเตอร์ มีการพัฒนาวัคซีน ค้นพบเชื้อวัณโรคและอหิวาตกโรคโดย โรเบิร์ต ค็อค ในทศวรรษ 1880

 

จากประวัติศาสตร์ว่าด้วยการระบาดของเชื้อโรคในอดีตนั้น แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมของมนุษย์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อโรค และเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ยิ่งเมื่อมนุษย์เริ่มเดินทาง เริ่มมีการติดต่อค้าขาย มีการเคลื่อนย้ายผู้คน กิจกรรมเหล่านี้ก็เสริมการแพร่กระจายและการระบาดของเชื้อโรคด้วย 

 

ดังนั้นแน่นอนว่าในปัจจุบันโลกของเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ โลกทั้งโลกเชื่อมโยงเข้าหากัน ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โลกที่กว้างใหญ่หดแคบลง มนุษย์เข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น เส้นเขตแดนรัฐชาติที่เคยแข็งเเกร่งกลับพร่าเลือนลง การเดินทางไปมาหาสู่กันของคนทั่วทุกมุมโลกที่แสนง่ายดายและรวดเร็วด้วยระบบการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้คือข้อดีของโลกาภิวัตน์ ในทางกลับกันสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เชื้อโรคเดินทางไปพร้อมกับกิจกรรมของมนุษย์ได้ง่าย และสะดวกรวดเร็วด้วยเช่นกัน 

 

ดังนั้นการระบาดอันรวดเร็วของโควิด-19 ในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมสำคัญหนึ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้ข้อดีของโลกาภิวัตน์นั้นก็มีผลกระทบในด้านลบด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นโลกาภิวัตน์ จึงเท่ากับโรคาภิวัตน์ไปด้วยนั้นเอง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง: 

  • ชายชาติ มุกสง, จากปีศาจสู่เชื้อโรค ประวัติศาสตร์การแพทย์กับโรคระบาดในสังคมไทย, กรุงเทพฯ: มติชน, 2563.

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post โลกาภิวัตน์ และประวัติศาสตร์การระบาดของเชื้อโรคข้ามดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ห่ากินเมือง’ จากยุคอหิวาต์สู่ยุคโควิด-19 กับความเชื่อที่ไม่เคยขาดหาย สะท้อนความไม่มั่นคงของรัฐ https://thestandard.co/faith-insecurity-disease/ Fri, 06 Mar 2020 15:03:29 +0000 https://thestandard.co/?p=338736

สังคมไทยเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความเชื่อ ไม่ว่าจะในอดีตห […]

The post ‘ห่ากินเมือง’ จากยุคอหิวาต์สู่ยุคโควิด-19 กับความเชื่อที่ไม่เคยขาดหาย สะท้อนความไม่มั่นคงของรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สังคมไทยเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความเชื่อ ไม่ว่าจะในอดีตหรือแม้กระทั่งปัจจุบัน เรามักจะเห็นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อใดที่สังคมเกิดเหตุการณ์หรือเกิดวิกฤตการณ์สำคัญๆ ที่ส่งผลต่อความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคม เราก็จะเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อปรากฏขึ้นควบคู่กับเหตุการณ์เหล่านั้น 

 

ไม่ว่าจะเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ถ้ำหลวงเมื่อหลายปีก่อน หรือแม้แต่หลังเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช ก็ปรากฏคำอธิบายลักษณะของห้างจากเหล่าหมอดูหลายสำนักที่กล่าวถึงเรื่องกล่าวอาถรรพ์ต่างๆ โดยเฉพาะลักษณะตัวอาคารที่ไม่ค่อยเป็นมงคลหรือมีลักษณะคล้ายเมรุ ฯลฯ

 

เช่นกันเมื่อเกิดโรคระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในชีวิต จึงทำให้เห็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับความเชื่อเกิดขึ้นตามมามากมายด้วย

 

ในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับโรคระบาดในสังคมไทยนั้น เราพบว่า ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ปรากฏควบคู่กับการเกิดโรคระบาดมาโดยตลอด ทั้งก่อนและหลังการเข้ามาของแนวคิดการแพทย์สมัยใหม่ของสังคมไทยในช่วงศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน 

 

ในบันทึกของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ได้บันทึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเกิดการระบาดของอหิวาตกโรคในสมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งในยุคนั้นมักจะเรียกว่า โรคห่า ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วคำว่า ‘โรคห่า’ ไม่ได้หมายถึงอหิวาตกโรคเท่านั้น คำว่า ‘ห่ากินเมือง’ หรือ ‘โรคห่า’ นั้นหมายถึงการเกิดโรคระบาดที่ทำให้ผู้คนล้มป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงมาเป็นโรคประเภทใด

 

ในบันทึกกล่าวว่า สมัยรัชกาลที่ 2 อหิวาตกโรคได้ระบาดขึ้นเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2363 ตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งแรก โดยระบาดมากอยู่ราว 2 สัปดาห์ จนทำให้ผู้คนล้มตายกันจนเผาไม่ทัน ศพที่ป่าช้าตามวัดสระเกศ วัดบางลาภ วัดบพิตรพิมุข วัดปทุมคงคา และวัดอื่นๆ ก่ายกันเหมือนกองฟืน จนกลายเป็นตำนาน ‘แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์’ 

 

ในเหตุการณ์ครั้งนั้น รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีที่เรียกกันว่า ‘พิธีอาพาธพินาศ’ ขึ้นในวันจันทร์ เดือนเจ็ด ขึ้น 11 ค่ำ ให้ยิงปืนใหญ่รอบพระนครคืนยันรุ่ง แล้วอันเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมธาตุทั้งพระราชาคณะออกแห่โปรยทรายประพรมน้ำมนต์พระปริตทั้งทางบกทางเรือ 

 

ไม่เพียงเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงศีล ทรงห้ามไม่ให้พระราชวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน เข้าเฝ้า ให้งดกิจราชการเสีย และให้ตั้งใจทำบุญสวดมนต์ให้ทาน 

 

ทางการสั่งให้ประชาชนรักษาศีลอยู่แต่ในบ้าน ผลปรากฏว่า การที่ประชาชนไม่ออกจากบ้าน การระบาดของเชื้อจึงลดลง ซึ่งเอาเข้าจริงก็คงไม่ต่างจากการที่รัฐในปัจจุบันออกข้อบังคับให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคระบาดกักตัวอยู่ในบ้าน 14 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของการกระจายเชื้อสำหรับผู้ติดเชื้อ หรือลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากพื้นที่ภายนอก แต่อย่างไรก็ตาม ในสมัยนั้นรัฐใช้หลักการทางพุทธศาสนาเป็นมาตรการช่วยในการกักตัวผู้คนในอาณาจักรได้เป็นอย่างดี

 

ภายหลังจากเกิดโรคระบาดในสมัยรัชกาลที่ 2 ยังปรากฏการระบาดของโรคอีกหลายรอบในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยโรคระบาดที่สำคัญๆ เช่น อหิวาตกโรค ไข้ทรพิษ และกาฬโรค ซึ่งเป็น 3 โรค ที่ทำให้สูญเสียผู้คนไปจำนวนมาก 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังคงมีการระบาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอหิวาตกโรคที่เกิดการระบาดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2392 ตรงกับการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งที่ 2 มีคนตาย 5,457 ศพ เฉลี่ยตายวันละ 194 ศพ และเจ้าพระยาบดินทร์เดชาก็ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคนี้ 

 

ในสมัยรัชกาลที่ 4 เกิดการระบาดขึ้นใน พ.ศ. 2403 ตรงกับการระบาดทั่วโลกครั้งที่ 3 และอีก 2 ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 คือระบาดใหญ่ในปีระกา พ.ศ. 2416 ตรงกับการระบาดใหญ่ทั่วโรคครั้งที่ 4 และในปีมะเส็ง พ.ศ. 2424

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น แนวความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ความเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงการแพทย์สมัยใหม่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับวิธีคิดของชนชั้นนำสยามในช่วงเวลาด้วยเช่นกัน โดยเราจะเห็นการปะทะกันของสองความคิดนี้ได้ในความเห็นของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระราชวินิจฉัยเกี่ยวกับพิธีอาพาธพินาศที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ในพระราชพิธีสิบสองเดือนไว้ว่า 

 

“…เมื่อคิดเสาะแสวงหาเหตุผลว่า เกิดขึ้น (โรคระบาด) ด้วยอันใด ก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ในเวลานั้น ด้วยมิได้เคยทดลองสังเกตสังกามาแต่ก่อน ยาที่กินนั้นก็เป็นยาเดาขึ้นใหม่ กินยาก็ต้องเป็นการลองไปในตัว คนจึงตายมาก จนเห็นกันว่าไม่มียาอันใดจะแก้ไขได้ ความคิดที่เชื่อพระผู้สร้างโลก เชื่อผีดีหรือเทวดา เชื่อผีร้ายคือปีศาจ ก็เข้าครอบงำความคิดคนทั้งปวงในเวลานั้น อาพาธพินาศ ซึ่งพระราชพิธีนี้เคยมีมาแต่โบกาล และคนส่วนใหญ่เชื่อถือ อาจไม่มีผลทางการแพทย์ แต่ก็ช่วยระงับความกังวลใจให้แก่ประชาชนในยามทุกข์…” 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงพระราชวินิจฉัยอีกว่า 

 

“…การพระราชพิธีจึงไม่ได้มีประโยชน์อันใด คนที่เข้ากระบวนแห่และหามพระพุทธรูป และพระสงฆ์เดินไปกลางทางก็ล้มลงขาดใจตาย ที่มาถึงบ้านแล้วจึ่งตายก็มีมาก และ ตั้งแต่ตั้งพิธีแล้วโรคนั้นก็ยิ่งกำเริบร้ายแรงหนักขึ้น ด้วยอากาศยิ่งร้อนจัดหนักขึ้นตามธรรมดาฤดู คนทั้งปวงก็พากันลงว่า เพราะการพิธีนั้นสู้ผีไม่ได้ ผีมีกำลังมากกว่า…”

 

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในคำวินิจฉัยของรัชกาลที่ 5 นั้นสะท้อนให้เห็นการปะทะกันของวิธีคิดทั้งความเชื่อและแนวคิดสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยทรงพยายามอธิบายพระราชพิธีนั้นในแง่ของความเป็นเหตุเป็นผล กล่าวถึงการทดลอง การสังเกต สภาพอากาศ รวมถึงวิธีการรักษาโรคระบาดที่มองว่า พระราชพิธีนั้นไม่ได้ช่วยให้โรคระบาดลดลง แต่เป็นการให้กำลังใจประชาชน อย่างไรก็ตาม ก็ทรงไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง โดยยังกล่าวว่า ผู้คนยังเชื่อว่าผีมีกำลังมากกว่าพิธี

 

อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงความเชื่อกับเรื่องโรคระบาดในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ หลายคนก็พอเข้าใจได้ เนื่องด้วยในสมัยนั้นวิธีคิดทางการแพทย์ยังคงเป็นเรื่องใหม่มากในสังคมไทย รวมถึงวิทยาการทางการแพทย์ก็ยังไม่ได้ดีเท่ากับในปัจจุบัน แต่ทำไมในปัจจุบันความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ยังคงปรากฏควบคู่กับเหตุการณ์หรือวิกฤตการณ์ โดยเฉพาะในวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ในปัจจุบัน ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ในโลกที่วิทยาศาสตร์ได้สถาปนาอย่างสมบูรณ์แล้วในวิธีคิดของคน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์และแนวคิดความเป็นเหตุเป็นผลจะสถาปนาในวิธีคิดส่วนใหญ่ของคนในสังคมแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ศาสนาและความเชื่อก็ยังคงมีพัฒนาการและยังคงดำรงควบคู่มาด้วยเช่นกัน 

 

เพราะถึงแม้โลกจะพัฒนาไปอย่างไร แต่คนในสังคมก็ยังคงมีสภาวะความไม่มั่นคงในชีวิตแปรผันไปตามยุคสมัยนั้นๆ และด้วยศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความคาดหวังจากสภาวะความไม่มั่นคงในชีวิตของผู้คน ช่องว่างนี้จึงเป็นหน้าที่ของศาสนาที่จะทำหน้าที่เติมเต็มในสิ่งที่วิทยาการในโลกในปัจจุบันไม่สามารถให้คำตอบได้ 

 

ยกตัวอย่างเช่น กรณีผู้ป่วยมะเร็ง แม้เราจะรู้ว่าวิทยาศาสตร์ช่วยเราได้ แต่กำลังใจเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญของกลุ่มคนเหล่านี้ ศาสนาและความเชื่อจึงเข้ามาทำหน้าที่นี้ ดังนั้นศาสนาและความเชื่อจึงเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยเยียวยาควบคู่กับวิทยาการทางการแพทย์

 

ไม่เพียงเท่านั้น จากการศึกษาของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่องลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5 ยังทำให้เราเห็นอีกว่า นอกจากวิทยาศาสตร์แล้ว รัฐก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของคนในโลกปัจจุบันด้วย 

 

เมื่อรัฐไม่สามารถช่วยพยุงประชาชนหรือไม่มีประสิทธิภาพที่จะสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับประชาชนได้ ศาสนาและความเชื่อจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่แทน ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5 จึงเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลนั้น 

 

เช่นกัน ย้อนกลับมามองในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ประชาชนล้มป่วย ล้มตายกันจำนวนมาก วิทยาศาสตร์ ณ เวลานี้ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้ามาแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ 

 

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐยังล้มเหลวและขาดประสิทธิภาพที่จะดูแลประชาชนในความปกครอง ไม่มีนโยบายช่วยเหลือ ป้องกันการระบาด ปล่อยให้ประชาชนเผชิญโรคระบาดตามยถากรรม 

 

ดังนั้น ศาสนาและความเชื่อจึงเข้ามาทำหน้าที่นั้น เราจึงจะเห็นว่า ในบรรยากาศตอนนี้จึงปรากฏความเชื่ออะไรหลายๆ อย่างออกมา ไม่ว่าจะเหรียญห้อยคอต้านไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 คาถาป้องกันโรคภัยจากครูบาบุญชุ่ม (ถ้ำหลวง) หรือแม้แต่คำทำนายทายทักจากหมอดูจากหลายสำนักที่กล่าวถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ภายใต้ความไร้สาระเหล่านี้ กลับสะท้อนความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์ของรัฐได้เป็นอย่างดี

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • ทวีศักดิ์ เผือกสม, พิมพ์ครั้งที่ 2, เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, กรุงเทพฯ: Illumination Editions, 2561.
  • นิธิ เอียวศรีวงศ์, ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5, กรุงเทพฯ: มติชน, 2536.
  • ค้นวลี “ยักษ์วัดแจ้ง แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์” พราหมณ์โล้ชิงช้าตกมาตายมีจริงหรือ?, ที่มา https://www.silpa-mag.com/history/article_30355
  • “อาพาธพินาศ” พระราชพิธีโบราณ ที่ในสมัย ร. 2 ใช้บรรเทาทุกข์ใจประชาชนยามเกิดโรคระบาด, ที่มา https://www.silpa-mag.com/featured/article_46346
  • 3 โรคระบาดสำคัญของสยาม อหิวาต์, ไข้ทรพิษ, กาฬโรค ทำแสบกับเราอย่างไรบ้าง, ที่มา
    https://www.silpa-mag.com/history/article_24493

 

The post ‘ห่ากินเมือง’ จากยุคอหิวาต์สู่ยุคโควิด-19 กับความเชื่อที่ไม่เคยขาดหาย สะท้อนความไม่มั่นคงของรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระตุ๊ด เณรแต๋ว ผิดไหม-ผิดตรงไหน ใครเป็นผู้กำหนด https://thestandard.co/lgbt-monk/ Wed, 27 Nov 2019 12:23:39 +0000 https://thestandard.co/?p=307872 พระตุ๊ด เณรแต๋ว

น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อ ธัญ-ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิก […]

The post พระตุ๊ด เณรแต๋ว ผิดไหม-ผิดตรงไหน ใครเป็นผู้กำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระตุ๊ด เณรแต๋ว

น่าสนใจอย่างยิ่ง เมื่อ ธัญ-ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ผู้ประกาศตนว่าเป็น ส.ส. LGBT ได้ออกมาตั้งคำถามต่อสังคมว่า “พระตุ๊ดผิดตรงไหน” 

 

คำถามดังกล่าวเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างยิ่ง และมีความคิดเห็นแตกต่างกันหลากหลายมุมมอง 

 

จริงๆ แล้วคำถามนี้ถือว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจมากคำถามหนึ่ง ซึ่งจะเป็นคำถามตั้งต้นที่จะนำไปสู่คำถามและคำตอบอีกมากมาย แต่หากจะชวนกันมาไขคำตอบก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักหากจะฟันธงไปเลยว่า ‘ผิดหรือถูก’ 

 

สิ่งที่น่าสนใจและพอจะช่วยไขคำตอบนั้นได้คือ การตั้งคำถามต่อคำถามนี้ของธัญมากกว่า “เราจะเอาคำตอบจากใคร จากมุมมองใด จากวิธีคิดไหน” และนั่นอาจจะเป็นคำตอบ 

 

ดังนั้นจึงจะขอแบ่งคำตอบออกมากว้างๆ 2 กลุ่มคำตอบใหญ่ ซึ่งต้องขอบอกก่อนว่าคำตอบที่ได้อาจจะไม่ได้ตรงใจฝ่ายใด หรือผู้ที่ต้องการคำตอบแบบชี้ชัด

 

พระตุ๊ด เณรแต๋ว

 

คำตอบจากกลุ่มแรก แน่นอนว่าการตั้งคำถามเช่นนี้ ในมุมมองของกลุ่มชาวพุทธที่ Conservative ก็คงจะตอบว่า ‘ผิด’ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะการตั้งคำถามเช่นนี้ในมุมมองของชาวพุทธกลุ่มนี้ ก็ไม่ต่างจากการเอาวิธีคิดของโลกยุคปัจจุบันไปตั้งคำถามกับโลกเมื่อ 2500 กว่าปีที่ผ่านมา กับโลกทัศน์ความเชื่อของชาวพุทธแบบเถรวาท ต้องย้ำว่าเถรวาท เพราะนิกายเถรวาทเชื่อกันว่าสามารถรักษาความออริจินัลของคำสอนของพระพุทธองค์ไว้ได้ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ และยังเชื่อกันว่าเป็นผู้ที่จะยังคงรักษาความเป็น Authentic ของพุทธศาสนาไว้ และจะต้องรักษาแบบนี้ไว้ให้ได้ในโลกปัจจุบันและอนาคตด้วย 

 

ดังนั้นการพิทักษ์คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เชื่อกันว่ายังคงบริสุทธิ์อยู่และได้รับการสืบทอดกันมาในรูปแบบของพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ

 

ในพระวินัยอันเป็นส่วนหนึ่งในพระไตรปิฎกนั้น กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าพุทธองค์ทรงห้ามให้บัณเฑาะก์บวช หรือหากบวชอยู่ก็ให้สึกออกเสียจากสมณเพศ โดยข้อบัญญัติดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุที่ว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่งเป็นบัณเฑาะว์เกิดความกำหนัด จึงได้ไปไหว้วานให้พระภิกษุด้วยกันว่า “จงมาทำประทุษร้ายข้าพเจ้า” แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง แถมยังโดนตำหนิจากพระสงฆ์อีก จึงไปขอสามเณรที่รูปร่างหน้าตาดีอีกครั้ง ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงไปขอคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า 

 

ปัญหาจึงเกิดเมื่อคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าเอาความนี้ไปเล่าต่อกันว่า พระศากยบุตร หมายถึงบุตรแห่งพุทธองค์ (ตามความเชื่อเถรวาท เราถือว่าสงฆ์ทุกรูปเป็นศากยบุตร) เป็นบัณเฑาะก์ พุทธองค์จึงทรงบัญญัติห้ามไว้ จากบทบัญญัตินี้จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดกรองพระสงฆ์ที่จะบวชในบทขานนาคที่ว่า ‘ปุริโสสิ’ ที่แปลว่า ‘เป็นชายหรือไม่’

 

จากข้อบัญญัตินี้ ชาวพุทธกลุ่มนี้จึงมองว่าบัณเฑาะก์เป็นเพศลุ่มหลงในกามคุณและจะทำให้ศาสนาเสื่อมลง

 

ดังนั้นการตั้งคำถามว่าพระตุ๊ดผิดไหม ผิดตรงไหน แน่นอนคำตอบจากชาวพุทธกลุ่มนี้จึงเท่ากับว่า ‘ผิด’ แน่ๆ แล้วที่ผิดในที่นี้ก็ผิดใน 2 ระดับใหญ่ๆ ด้วยคือ 

 

1. ผิดในแง่พระวินัยอันเป็นพุทธบัญญัติและผิดตั้งแต่กระบวนการรับเข้าสู่สมณเพศแล้ว 

 

2. ผิดในระดับทำลายความเป็นออริจินัลและความเป็น Authentic ของพุทธศาสนาตามความเชื่อของเขา ซึ่งแน่นอนในมุมมองนี้อย่าพูดถึง ตุ๊ด กะเทย บัณเฑาะก์เลย ขนาดผู้หญิงซึ่งถือเป็นเพศที่ถูกต้องตามหลักธรรมชาติตามวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศของเขา ตามพระวินัยยังไม่ยินยอมให้บวชด้วยซ้ำไป 

 

พระตุ๊ด เณรแต๋ว

 

คำตอบจากกลุ่มที่สอง ในแง่หนึ่ง หากมองในแง่สังคม ในโลกปัจจุบัน กับศาสนาที่ควรอนุวัตไปตามบริบทโลก บริบทสังคม คำตอบคงเป็นไปในทำนองของการอนุโลมมากกว่า คือไม่ยืนยันว่า ผิด หรือ ถูก แต่พออนุโลมได้หากอยู่ภายใต้ข้อกำหนด และข้อกำกับพฤติกรรมจากพระธรรมวินัย

 

แน่นอนในปัจจุบันเราเริ่มที่จะตั้งคำถามต่อศาสนา ต่อความเชื่อทางศาสนามากขึ้น ไม่ว่าจะในแง่เชิงคุณค่าว่ายังคง ‘มีฟังก์ชัน’ กับผู้คนอยู่หรือไม่ ขัดแย้งกับหลักการทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ ซึ่งหากเทียบกันก็มองได้ว่า ‘การไม่มีศาสนา’ แทบจะเป็นศาสนาหนึ่งของผู้คนในโลกปัจจุบันไปแล้วด้วยซ้ำ 

 

ไม่เพียงเท่านั้นกระแสวิธีคิดเรื่องความเท่าเทียมจากเพศ เสรีภาพทางศาสนาก็เริ่มที่จะถูกใช้ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับหลักปฏิบัติและหลักการทางศาสนา ซึ่งหากใช้วิธีคิดนี้มองศาสนา ก็หมายถึงว่า มนุษย์ ปุถุชน ทุกเพศ ทุกวัยมีเสรีภาพที่จะเข้าถึงความเป็นสมณเพศ ความเป็นพระสงฆ์ หรือแม้แต่มีสิทธิ มีเสรีภาพที่จะบรรลุหลักธรรมอันเป็นปรัชญาขั้นสูงของพระศาสนาได้ จึงเริ่มเป็นที่มาของการตั้งคำถามหลายต่อหลายคำถาม

 

ดังนั้นพระตุ๊ดผิดไหม ผิดตรงไหน จึงอาจไม่มีคำตอบที่ชัด แต่สิ่งที่ควรจะเป็นคือ ศาสนาก็ควรอนุโลมและอนุวัตตามโลก และผู้ที่จะเข้าไปอยู่ในสมณเพศก็ต้องยอมรับแล้วว่าพื้นที่นั้นมีกฎหรือมีวินัยที่ต้องคอยกำกับ ในแง่ระเบียบแบบแผนของพุทธเถรวาท

 

ดังนั้นการจะเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว ตุ๊ด เกย์ กะเทย หรือไม่ว่าจะเพศใด แม้จะมีสิทธิและเสรีภาพ ก็ต้องยอมรับและปฏิบัติตามกฎนั้นๆ ดังคำพูดของพระสงฆ์ผู้ที่ยอมรับว่าตนเองเป็นพระตุ๊ดรูปหนึ่งว่า ‘สาวในระเบียบไหม’ ‘สาวในกฎไหม’ 

 

ดังนั้นความผิดหรือความถูกต้องจึงควรมองหรือควรพิจารณาที่พฤติกรรมส่วนบุคคลมากกว่าเรื่องเพศ เช่น แนวคิดที่ว่า ‘กะเทย เกย์ เป็นผู้หมกมุ่นทางเพศหากให้เข้ามาจะทำให้ศาสนาเสื่อม’ การอธิบายเช่นนี้หมายถึงการกีดกันทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากอคติทางเพศ เพราะเรื่องพวกนี้เป็นกันได้ทุกคน ไม่ว่าชาย หญิง เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ไม่ว่าเพศไหนเรื่องรัก โลภ โกรธ หลงก็มีได้เป็นธรรมดา 

 

สิ่งที่ผู้เขียนจะเสนอคือ เราควรอนุวัตตามกัน ศาสนาก็ควรจะให้เสรีภาพตามหลักการของทางโลก ทางโลกก็ควรเข้าใจหลักการทางศาสนาด้วยเช่นกัน แต่หากเราจะยืนยันเอาคำตอบแบบชี้ชัดไปเลยว่าต้องถูกหรือต้องผิด ก็เท่ากับว่าศาสนาและโลกก็ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน

 

เพราะฉะนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า “พระตุ๊ดผิดไหม” “ผิดตรงไหน” จึงไม่มีคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จ คำตอบจึงเป็นการชี้แจงให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายในสังคม ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้มุมมองทางศาสนา และวิธีคิดอย่างไรในการให้คำตอบมากกว่า 

 

แต่ว่าคำถามที่น่าสนใจมากกว่าจะถามว่าพระตุ๊ดผิดไหม ผิดตรงไหน หรือมากกว่าการแสวงหาคำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จ คือคำถามที่ว่า ใครเป็นผู้ชี้ว่าสิ่งนี้ผิด สิ่งนี้ถูก ใครเป็นผู้กุมอำนาจในการอธิบายความผิด-ความถูก ความแท้-ความเทียมของศาสนามากกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของพระตุ๊ด แม้แต่พระชาย หรือหลักคำสอนทางศาสนาด้วยกันเองก็ถูกนิยามความผิด-ถูกจากกลุ่มผู้มีอำนาจนั้นด้วย ดังนั้นเรื่องพวกนี้จึงถือเป็นเรื่องการเมืองทางศาสนา ‘Authentic จึงเท่ากับ Politic’ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ต่างหากที่ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่คำถามว่าทำไมพระตุ๊ดถึงผิด

 

แต่ทว่าหากจะพิจารณากันไปให้สุดทางว่า ศาสนาควรจะปรับตัวอย่างไรตามหลักเสรีภาพทางศาสนา เราควรจะหลุดจากอำนาจของกลุ่มอำนาจที่คอยกำกับคำนิยาม คำอธิบายหลักการทางศาสนาแล้วหรือไม่อย่างไร เราก็ควรจะพูดไปถึงประเด็นว่าด้วยการแยกศาสนาออกจากรัฐ (Secular State) ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกยาว 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 พระวินัยปิฎก เล่มที่ 4 มหาวรรค ภาค 1 ‘เรื่องห้ามบัณเฑาะก์มิให้อุปสมบท’, ที่มา 84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=3481&Z=3608 

The post พระตุ๊ด เณรแต๋ว ผิดไหม-ผิดตรงไหน ใครเป็นผู้กำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนเหนือเขื่อน กับชีวิตที่ถูกลืม https://thestandard.co/karen-tak-province/ Thu, 22 Aug 2019 12:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=280917 ชุมชนกะเหรี่ยง

เมื่อประมาณช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนซึ่งเป […]

The post คนเหนือเขื่อน กับชีวิตที่ถูกลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุมชนกะเหรี่ยง

เมื่อประมาณช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้ช่วยวิจัยพลวัตชุมชนกะเหรี่ยง โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิเชฐ สายพันธ์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ได้ไปลงพื้นที่ทำวิจัยที่ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่รับผิดชอบของโครงการ

 

การเดินทางไปในพื้นที่มีความลำบากพอสมควร เนื่องด้วยไม่สามารถเดินทางโดยใช้ถนนในช่วงฤดูฝน และโดยปกติชาวบ้านก็ไม่นิยมเดินทางด้วยวิธีนั้น เนื่องจากถนนที่เข้าถึงชุมชนยังคงเป็นถนนลูกรังและคดเคี้ยวไปตามแนวเขาสูงที่กั้นระหว่างเขต อำเภอสามเงา กับอำเภอแม่ระมาด อำเภอท่าสองยาง ดังนั้นการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่ชาวบ้านในพื้นที่ใช้กันเป็นประจำคือ จะต้องเดินทางโดยเรือข้ามเขื่อนภูมิพลไป โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที (ในช่วงน้ำแล้ง) ไปถึงพื้นที่บ้านสันป่าป๋วย ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา และต้องนั่งรถในพื้นที่ต่อเข้าไปอีกกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อจะเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ทั้งที่เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยงและชุมชนคนเมือง (คนเหนือ)

 

ชุมชนกะเหรี่ยง

 

นอกเหนือไปจากโครงการวิจัยที่เรารับผิดชอบแล้ว จุดที่น่าสนใจของที่นี่คือ พื้นที่เขต ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ที่มีชุมชนคนเมืองจำนวนหนึ่งที่ต้องอพยพหนีน้ำท่วม อันเป็นผลจากการสร้างเขื่อนยันฮี หรือชื่อที่รู้จักกันดีในทุกวันนี้คือเขื่อนภูมิพล ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2500 อันเป็นช่วงเวลาที่พอดีกับที่ทีมของเราได้เดินทางไปในพื้นที่ ซึ่งเป็นช่วงเดือนครบรอบ 62 ปีของการเริ่มสร้างเขื่อนและพระราชทานชื่อเขื่อน

 

เขื่อนภูมิพล หรือเขื่อนยันฮี เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ 1 โดยได้มีการดำเนินการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ 

 

ชีวิต น้ำตา ครอบครัวคนเหนือเขื่อน

เขื่อนยันฮีมีลักษณะเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งอเนกประสงค์เพียงแห่งเดียวของประเทศไทยและอุษาคเนย์ และเป็นลำดับ 8 ของโลก โดยสร้างปิดกั้นลำน้ำแม่ปิง บริเวณช่องเขายันฮี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก 

 

วัตถุประสงค์หลักๆ ของโครงการสร้างเขื่อนคือ 1. เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า โดยเขื่อนแห่งนี้ได้ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 420,000 กิโลวัตต์ จ่ายผลิตงานไฟฟ้าไปกว่า 36 จังหวัด และ 2. เพื่อการจัดการชลประทานแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยได้กล่าวถึงความสำเร็จด้านชลประทานในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 2 ว่าสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้มากถึง 1.9 ล้านไร่ในปี 2504 และ 11.7 ล้านไร่ในปี 2509

 

แต่อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ต่างๆ ของการสร้างเขื่อนนี้คงเป็นเพียงวาทกรรมการพัฒนา เพื่อแก้ปัญหาและเพื่อสนองความสุขของคนกรุงและคนใต้เขื่อนเสียมากกว่า แต่อีกด้านต้องแลกกับชีวิต น้ำตา ครอบครัว และความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากที่อยู่เหนือเขื่อน

 

ชุมชนกะเหรี่ยง

 

นอกจากกลุ่มชาวบ้านที่หนีแยกย้ายแตกกันออกไปคนละพื้นที่แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังคงเหลือชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เดิม หมู่บ้านที่ผู้เขียนได้ไปพักและได้ไปพูดคุยกับชาวบ้านคือ บ้านอูมวาบ ม.1 ตำบลบ้านนา อำเภอสามเงา จังหวัดตาก (ผู้เขียนได้ไปค้างที่สถานีอนามัยชุมชนที่นั่น 1 คืน) หมู่บ้านนี้เป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ชาวบ้านไม่ยอมหนีออกไปนอกพื้นที่ และได้ย้ายมาตั้งหมู่บ้านใหม่ที่เชิงเขาเหนือน้ำเขื่อน แต่ยังใช้ชื่อของหมู่บ้านเดิมในการตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่ คือบ้านอูมวาบ ชื่อนี้มาจากปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านมักเล่ากันว่า แถบเขาบริเวณใกล้หมู่บ้านมักจะปรากฏดวงไว้สีขาวสุกใสมีแสงวูบวาบๆ ลอยออกมาประจำในวันพระวันศีล จึงได้นำเอาปรากฏการณ์ตามความเชื่อมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านคือ ‘อูมวาบ’ อันเป็นการเลียนลักษณะของดวงแสงที่ปรากฏ

 

ผ่านมาแล้ว 62 ปี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เขียนพบเห็นคือ ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐ ไม่ได้รับการพัฒนาใดๆ เลย แม้แต่ไฟฟ้ายังไม่มีใช้ แถมยังโดนตัดขาดจากโลกภายนอกอีก เพราะมีน้ำเขื่อนมากั้นไว้ 

 

คุณตาท่านหนึ่งอายุ 75 ปี หนีน้ำท่วมมาตอนอายุประมาณ 15-16 ปี เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นที่หมู่บ้านจะให้ไปอยู่ที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง แต่ก็ไม่มีใครไป เพราะพ่อแม่ปู่ยาตายายก็ห่วงที่ไร่ที่นา ไม่อยากจากพื้นที่ไปไหน เราเป็นเด็กอยู่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ ตอนแรกๆ หมู่บ้านที่มาตั้งมีคนเยอะ 300 กว่าหลังคาเรือน แต่ทุกวันนี้เหลือไม่ถึง 20 หลังคาเรือน เพราะลำบาก ทำมาหากินอะไรก็ไม่ได้ ลูกหลานก็ออกไปทำงานต่างจังหวัด ไปอยู่เชียงใหม่ ไปอยู่กรุงเทพฯ กันบ้าง ทุกวันนี้ไฟฟ้าก็ยังไม่มีใช้ จะเข้าไปในเมืองก็ลำบาก เวลาป่วยหรือไม่สบายเพราะต้องนั่งเรือข้ามเขื่อนออกไป สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี บางครั้งมีญาติพี่น้องบางคนเสีย กว่าลูกหลานที่ออกไปทำงานต่างจังหวัดจะรู้บางทีเผาไปแล้วเป็นปีก็มี

 

ชุมชนกะเหรี่ยง

 

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เขียนได้กับคุยยายคนหนึ่งอายุ 85 ปี แกหนีน้ำท่วมมาตอนอายุประมาณ 33 ปี (นับจากอายุลูกสาวคนเล็ก เพราะปีน้ำท่วมแกคลอดลูกสาวคนนี้พอดี) คุณยายสนทนากับผู้เขียนด้วยน้ำเสียงติดตลกแต่สะท้อนความน้อยเนื้อต่ำใจ สรุปความได้ประมาณว่า เขาว่าสร้างเขื่อนจะทำไฟฟ้า แต่จนทุกวันนี้บ้านนี้ก็ยังไม่เห็นมีไฟฟ้าใช้กับเขาสักที 

 

“…เอาไร่เอานาของเราไปทำเขื่อนแท้ๆ…” 

 

“…เราก็อยากหุงข้าวด้วยหม้อหุงไฟฟ้าบ้าง…” 

 

พอคุณยายบอกกับผู้เขียนเช่นนี้ ผู้เขียนจึงถามต่อไปว่า ถ้ามันลำบากขนาดนี้ ทำไมตอนนั้นถึงไม่ย้ายออกไปข้างนอกที่รัฐเขาจัดสรรที่ไว้ให้ คุณยายตอบด้วยเหตุผลหลักๆ ก็คือ ห่วงไร่ห่วงนา ไปแล้วจะไปทำมาหากินอะไร เพราะเขาให้ครอบครัวละ 1 ไร่ ถ้าย้ายก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไร ไร่นาก็อยู่ที่นี่หมด ไม่พอให้ไปอยู่ใต้เขื่อนเราก็กลัวเขื่อนมันจะแตก เราก็จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ทำมาหากินตามเท่าที่มี เมื่อก่อนจากที่เคยทำนาข้าว ก็ต้องมาทำข้าวไร่ บางครอบครัวก็ทำแพปลา ไม่ได้อยู่บ้านอยู่เรือน ทุกวันนี้ข้าวของตัวเองยังไม่มีกิน ต้องซื้อข้าวกินเอาด้วยซ้ำ

ชุมชนกะเหรี่ยง

 

ไม่เพียงเท่านั้นในแง่ของสาธารณสุข เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยในพื้นที่ก็มีเพียงสถานีอนามัยชุมชนเพียงแห่งเดียว พี่เจ้าหน้าที่อนามัยที่ดูแลเราตอนไปขอพักที่นั่น เล่าให้ฟังว่า ยากลำบากเหมือนกันเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน มีครั้งหนึ่งเกิดอุบัติเหตุชาวบ้านในชุมชนโดนใบมีดเครื่องตัดหญ้าตัดเข้าตรงท้อง จนไส้ทะลักออกมา ชาวบ้านก็ทำอะไรกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะเขาก็ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์ ขนาดจะฉีดยารักษาโรคเบื้องต้นทั่วไปเขายังไม่สามารถทำได้ ต้องส่งเรื่องไปให้หมอในโรงพยาบาลอำเภออนุมัติด้วย หากเกิดทำอะไรขึ้นมา ชาวบ้านตายเขาก็จะโดนลงโทษอีก ในกรณีอุบัติเหตุเช่นที่เล่านี้ เขาก็ทำได้มากที่สุดก็แค่ปฐมพยาบาลเบื้องต้น และถือโทรศัพท์วิ่งไปถ่ายรูปแผล แล้วก็วิ่งกลับมาต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่สถานีอนามัย (เพราะมีเสาสัญญาณอยู่ที่เดียว) แล้วส่งรูปไปให้หมอที่โรงพยาบาลประจำอำเภอเพื่อพิจารณาว่าเป็นเหตุฉุกเฉินที่สมควรและคุ้มค่ากับการส่งเฮลิคอปเตอร์มารับผู้ป่วยเข้าไปรักษาในเมืองหรือไม่ 

 

ไม่เพียงเท่านั้น การพิจารณากว่าจะส่งเรื่องอะไรต่อมิอะไรก็มีความล่าช้า ในกรณีที่เกิดขึ้นชาวบ้านจึงพยายามพากันนำผู้ประสบอุบัติเหตุส่งโรงพยาบาลเอง แต่สุดท้ายก็ไปเสียชีวิตระหว่างทางตอนอยู่บนเรือ

 

ชุมชนกะเหรี่ยง

 

บทเรียนชีวิตคนเหนือเขื่อนที่เห็นกับตา

จากเรื่องราวที่ผู้เขียนได้สัมผัส จากการได้ลงพื้นที่ไปเจอชาวบ้านที่หมู่บ้านเหนือเขื่อน ทำให้เห็นว่า แม้ทุกวันนี้โลกของเราจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน รัฐบาลจะมีโครงการพัฒนามากมาย โลกโซเซียล เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ไลน์ จะไปไกลแค่ไหน แต่ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นกลับยังคงอยู่ที่เดิมและไม่ได้รับการเหลียวแล หนำซ้ำหากเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ชีวิตเขากลับถูกประเมินคุณค่าชีวิตด้วยคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าอีกด้วยซ้ำไป 

 

บทความของผู้เขียนฉบับนี้จึงมีเจตนาเพียงอยากช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้าน เพื่อหวังจะให้ใครสักคนได้ยินและกลับไปเหลียวแล และให้ความสำคัญกับเขาเหล่านั้น ผู้เสียสละน้ำตา ครอบครัว ชีวิต เพื่อความสุขสบายของคนกว่าครึ่งค่อนประเทศ

ชุมชนกะเหรี่ยง

 

สุดท้ายผู้เขียนขอนำบทบรรยายถึงหมู่บ้านอูมวาบของ อาจารย์พิเชฐ ผู้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ที่อาจารย์ได้เขียนลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของอาจารย์ไว้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นบทบรรยายที่ผมชอบมากๆ มาให้ทุกท่านได้ลองอ่านกันดู ซึ่งถือเป็นบทบรรยายที่สะท้อนปัญหาและสะท้อนอารมณ์ความรู้ของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

 

‘อูมวาบ’ หมู่บ้านที่งามหมดจดราวภาพวาดในเทพนิยาย ล่องลอยอยู่ริมสายน้ำกลางหุบเขาลึกปลายสุดทะเลสาบเขื่อนภูมิพล ทว่าท่ามกลางความงามงด ชะตากรรมผู้คนกลับล่องลอยดุจเรือนแพขึ้นลงตามระดับน้ำในทะเลสาบ ชาวบ้านคือผู้ที่ถูกเคลื่อนย้ายจากลุ่มน้ำเบื้องล่างที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน ซ่อนตัวกลางหุบเขาสูงอันห่างไกลแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีความสว่างจากไฟฟ้า ทั้งที่กว่า 60 ปีแล้วที่เขื่อนได้สร้างขึ้นแลกกับผืนดินทำกินของพวกเขาเพื่อผลิตกระแสไฟและน้ำชลประทานเลี้ยงคนค่อนประเทศ

 

 

ชุมชนกะเหรี่ยง

ชาวอูมวาบและคนทั้งตำบลยังมีชีวิตอับแสงบนขุนเขาหลังความรุ่งเรืองของเขื่อนยักษ์ ความงามที่เราเห็นจึงเป็นเพียงมายาภาพของการพัฒนาและความโรแมนติกฉาบฉวย ที่ใครบางคนอาจคิดว่าที่นี่เป็นดั่งหมู่บ้านในฝัน หากแต่คนจำนวนมากยังมีชีวิตท่ามกลางฝันร้ายมาชั่วนาตาปี

 

แสงวาบแห่งขุนเขาอันเป็นที่มาของชื่อบ้าน ‘อูมวาบ’ อาจเป็นเพียงแสงวาบแห่งความปรารถนาที่ชาวบ้านวาดหวังว่าสักวันหนึ่ง… ชีวิตของพวกเขาคงได้สว่างงามขึ้นมาบ้างดังวาบฝันที่พวกเขาหวังไว้

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • สัมภาษณ์ พ่อสุภา น้อยเรียน อายุ 75 ปี
  • สัมภาษณ์ แม่วันดี น้อยเรียน อายุ 72 ปี
  • สัมภาษณ์ แม่จั๋นคำ น้อยเรียน อายุ 83 ปี
  • ขอขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนและทีมวิจัยได้เข้ามาสัมผัสและรับรู้ถึงปัญหาชีวิตของคนในพื้นที่
  • พิเชฐ สายพันธ์, บทบรรยายสภาพชีวิตและความทุกข์ยากของชาวบ้านในหมู่บ้านอูมวาบ, ที่มา www.facebook.com/phanpichet.phan
  • สุนทร คำยอด, จาก ‘ซอนํ้าทวม’ ถึง ‘เพลงผาวิ่งชู’ สู ‘ผาซิ่นนํ้าทวม’: การต่อสู้ด้วยภาษาและอุดมการณ์ล้านนานิยม, วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้, ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2558.
  • องอาจ เดชา, เรียนรู้ ‘ฮอด’ ชุมชนเก่าแก่ บทเรียนก่อนและหลังกำเนิดเขื่อนภูมิพล (ตอน 3), ที่มา prachatai.com/journal/2012/03/39849

The post คนเหนือเขื่อน กับชีวิตที่ถูกลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
แต่งชุดไหนเข้าสภาฯ ทำไมต้องกลายเป็นประเด็น ย้อนประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายถูกระเบียบและที่ถูกทำให้เป็นอื่นในสังคมไทย https://thestandard.co/house-meetings-clothing/ Wed, 10 Jul 2019 12:21:53 +0000 https://thestandard.co/?p=269516 แต่งตัวเข้าสภาฯ

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธ […]

The post แต่งชุดไหนเข้าสภาฯ ทำไมต้องกลายเป็นประเด็น ย้อนประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายถูกระเบียบและที่ถูกทำให้เป็นอื่นในสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แต่งตัวเข้าสภาฯ

สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะกลุ่มคนไทย จีน มลายู ลาว โยน ญวน ไต รวมไปถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งกะเหรี่ยง อาข่า มูเซอ ม้ง อิวเมี่ยน ปะหล่อง และอีกมากมาย 

 

อัตลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งที่สะท้อนถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในสังคมไทยมีหลายอย่าง ไม่ว่าเรื่องภาษา วัฒนธรรม การกิน การอยู่ แต่สิ่งที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากที่สุดอย่างหนึ่ง และสามารถสะท้อนตัวตนของความหลากหลายเหล่านี้ได้คือ เรื่องอัตลักษณ์การแต่งกาย ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องประดับตกแต่งร่างกายต่างๆ 

 

แต่คำถามคือ ทำไมสังคมไทยในปัจจุบันถึงไม่นิยมแต่งกายด้วยชุดไทยหรือชุดชาติพันธุ์ต่างๆ การแต่งกายที่สะท้อนความหลากหลายในลักษณะเช่นนี้ได้รับการยอมรับอย่างไร ด้วยเงื่อนไขใด เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร เป็นคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

สยามหรือไทยเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกมาช้านาน แต่ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของชนชั้นนำไทยเป็นอย่างมากคือ การเข้ามาของลัทธิอาณานิคมตะวันตกในช่วงรัชกาลที่ 4 

 

การเข้ามาของอิทธิพลตะวันตกไม่ได้มาเพียงแต่เรื่องของต้องการยึดครองดินแดนล่าอาณานิคมเท่านั้น ชาวตะวันตกยังได้พกวิธีคิดทางวัฒนธรรมและแนวคิดเรื่องรัฐสมัยใหม่เข้ามาในพื้นที่ดินแดนอุษาคเนย์ด้วย และสยามก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอิทธิพลดังกล่าว

 

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น วิธีคิดทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาในดินแดนแถบอุษาคเนย์ด้วยคือ เรื่องของความศิวิไลซ์และความเถื่อน ชาวตะวันตกมองประเทศในดินแดนแถบนี้และสยามว่าเป็นดินแดนคนเถื่อน ไร้อารยะ และไม่มีความศิวิไลซ์ ไม่ว่าจะในแง่ไหนก็ตาม ทั้งสังคม ศาสนา วัฒนธรรม ระบบราชการ การกิน การอยู่ ความสะอาด และสุขอนามัย ฯลฯ

 

แน่นอน เมื่อถูกมองด้วยมุมมองเช่นนี้จากชาวตะวันตก จึงกลายเป็นปัญหาของกลุ่มชนชั้นนำของสยามที่ไม่ยอมถูกมองว่าเป็นพวกคนเถื่อนหรือไร้อารยะเช่นที่ฝรั่งตะวันตกมอง ชนชั้นนำสยามจึงจำเป็นต้องพยายามแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า ‘ความศิวิไลซ์’ 

 

เพื่อสร้างความศิวิไลซ์ในหลายๆ ด้านให้กับภาพลักษณ์ของตนเองและชาติ ไม่ว่าจะในแง่ของการปฏิรูปศาสนาจากที่ถูกชาวตะวันตกมองว่างมงาย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ จนเกิดธรรมยุตินิกายขึ้นมา มีการใช้ความรู้ดาราศาสตร์ในการคำนวณปรากฏการณ์สุริยุปราคา มีการสร้างประวัติศาสตร์ชุดใหม่โดยการใช้หลักแบบวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เพื่อบอกกับฝรั่งว่า ชาติของฉันนั้นเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และมีอารยะมานานตั้งแต่ยุคสุโขทัย มีการพยายามให้ชนชั้นนำสยามเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะตัวรัชกาลที่ 4 เอง ก็ทรงเรียนรู้ภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นพระภิกษุ มีการว่าจ้างแหม่มชาวตะวันตก แอนนา ลีโอโนเวนส์ ให้มาสอนภาษาอังกฤษกับคนในราชสำนัก 

 

นอกจากการแสวงหาความศิวิไลซ์ในแง่ที่กล่าวมาแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เรื่องการแต่งกาย รัชกาลที่ 4 ก็มีการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมการเข้าเฝ้าใหม่ โดยกำหนดให้ข้าราชบริพารที่จะเข้าเฝ้าต้องสวมเสื้อในการเข้าเฝ้า

 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทำเนียบเรื่องการแต่งกายของชนชั้นนำสยามมีการปรับเปลี่ยนอยู่ไม่น้อย รัชกาลที่ 5 ทรงรับอิทธิพลของตะวันตกมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับการแต่งกายของตนเองและกลุ่มชนชั้นนำสยาม 

 

รัชกาลที่ 5 น่าจะถือว่าเป็นกษัตริย์กรุงสยามคนแรกๆ ที่ทรงแต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายแบบชาวตะวันตกบ่อยครั้งที่สุด รวมถึงกำหนดให้สตรีในราชสำนักเปลี่ยนจากการตัดผมสั้นมาไว้ผมยาว แม้ตอนนั้นธรรมเนียมดังกล่าวจะยังเป็นที่ขัดใจกลุ่มสตรีในราชสำนักก็ตาม แต่บุคคลแรกที่ถือว่าเป็นผู้ปรับเปลี่ยนทรงผมดังพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 คือ เจ้าจอมมารดาแพ หรือเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ 

 

ไม่เพียงเท่านั้น ชนชั้นนำสตรีสยามยังมีการรับอิทธิพลการสวมเสื้อตะวันตกมาด้วยเช่นกัน คือเสื้อที่เรียกว่า ‘เสื้อแขนหมูแฮม’ โดยเป็นการคัดสรรองค์ประกอบและวัตถุดิบนำเข้าจากตะวันตกมาปรับประยุกต์กับการแต่งกายแบบไทย จนกลายเป็นรสนิยมของชนชั้นสูงในเวลานั้น คือต้องสวมเสื้อแขนหมูแฮมร่วมกับการนุ่งโจงกระเบน อันเป็นวัฒนธรรมร่วมที่ได้รับอิทธิพลจากราชสำนักเขมร 

 

นอกจากเรื่องวัฒนธรรมและรสนิยมการแต่งกายของสตรีชนชั้นนำสยามที่รับเอาวัฒนธรรมแบบตะวันตกเข้ามาแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นกระแสนิยมของชนชั้นนำสตรีสยามอย่างมากก็คือ การอ่านหนังสือแฟชั่นของชาวตะวันตก กล่าวได้เลยว่าในยุคนั้นหากใครไม่ได้อ่านหนังสือแฟชั่นตะวันตกจะถือว่าเชยมาก ไม่ตามแฟนชั่นสมัยนิยม

 

นอกจากเรื่องของแฟชั่นการแต่งกายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรับเอาแนวคิดเรื่องรัฐชาติสมัยใหม่เข้ามา และแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่รัชกาลที่ 6 ทรงรับมาจากประเทศอังกฤษ หลังจากทรงได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษอยู่หลายปี 

 

การรับแนวคิดดังกล่าวนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของสยามที่พยายามจะขีดเส้นเขตแดน และเกิดสิ่งที่เรียกว่า แผนที่สมัยใหม่ของสยามเกิดขึ้น ในแง่ของอำนาจ เมื่อสำนึกเรื่องชาติเกิดขึ้น ชนชั้นนำสยามจึงพยายามจะควบคุมอำนาจท้องถิ่นในพื้นที่ที่อยู่ภายในเส้นเขตแดนของสยามเข้าสู่ศูนย์กลาง พยายามผลักดันแนวคิดเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้กลายเป็นสำนึกหลังของคนในพื้นที่ห่างจากศูนย์กลางออกไป และแนวคิดนี้เองจึงเป็นส่วนหนึ่งสำคัญในการพยายามสลายความเป็นอื่น และปฏิเสธความหลากหลายทางเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม โดยพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมไทย’ ขึ้นมา 

 

และแนวคิดต่างๆ เหล่านี้ก็ยังคงสืบต่อมาจนถึงหลังสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ดังนั้นวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เป็นของกลุ่มคนอื่นๆ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในสังคมไทยจะต้องมีศูนย์กลางอยู่ที่ความเป็นไทยเท่านั้น ดังนั้นการแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผม รวมถึงการเรียกชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้มีศูนย์กลางอยู่ที่ความเป็นไทยแทบทั้งสิ้น เช่น ไทยใหญ่ ไทยภูเขา ไทยอีสาน ไทยมลายู เป็นต้น กล่าวได้ว่าความหลากหลายเหล่านี้จะถูกยอมรับได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้ความเป็นไทยเท่านั้น

 

ดังที่เล่ามาข้างต้นจะเห็นได้ว่า รัฐไทยกับการสร้างความเป็นชาติ สิ่งสำคัญหนึ่งคือ การแสวงหาสภาวะที่เรียกว่า ‘ความศิวิไลซ์’ และความศิวิไลซ์ในวิธีคิดของชนชั้นนำสยามก็มีศูนย์กลางอยู่ที่การหยิบยืมวัฒนธรรมของชาติตะวันตกมานั่นเอง เพื่อสร้างความเป็นอารยะให้กับตนเองและนำเสนอตัวตนต่อสายตาชาวโลก 

 

เสื้อผ้าหน้าผมและการแต่งกายจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อแสดงความเป็นอารยะของชาติ ยิ่งเมื่อเกิดแนวคิดเรื่องชาตินิยมขึ้น ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมถูกลดทอนและถูกปฏิเสธไป เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ความเป็นไทย 

 

แม้ในปัจจุบันกระแสความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ความหลากหลายดังกล่าวเหล่านั้นจะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อ เป็นความหลากหลายที่อยู่ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นไทยเท่านั้น

 

แน่นอนว่าเรือนร่าง การแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผม อันเป็นพื้นที่ที่มีความเป็นรูปธรรม จึงถูกบ่งบอกถึงการถูกกำหนดขึ้น เพื่อตอบสนองแนวคิดดังกล่าว จนกลายเป็นสำนึกความเป็นวัฒนธรรมของชาติและความเป็นไทย (แบบฝรั่ง) เบียดขับความหลากหลายอีกจำนวนมากให้กลายเป็นอื่น ดังนั้นความเป็นอารยะ กาละ และเทศะ รวมถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมในการแต่งกาย จึงอยู่ภายใต้วิธีคิดของคนชั้นนำส่วนใหญ่ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่วัฒนธรรมแบบตะวันตกและ วัฒนธรรมของชาติเป็นสำคัญ 

 

ดังนั้นการแต่งกายแบบไทย แบบกลุ่มชาติพันธุ์ หรือแบบวัฒนธรรมอื่นๆ จึงถือเป็นเรื่องที่จะได้รับการยอมรับเพียงในพื้นที่ที่รัฐและชนชั้นนำอนุญาตเท่านั้น 

 

นอกเหนือจากนั้น แม้จะเรียบร้อย สง่างาม ก็ไม่ถูกมองว่าเป็นความเหมาะสม เพราะรัฐและวิธีคิดที่ได้รับการปลูกฝังมา ไม่อนุญาตให้สิ่งเหล่านั้นเป็นความเหมาะสม ดังนั้นสูท กระโปรง หรือเนกไท จึงมีความเหมาะสมมากกว่าการแต่งผ้าไทย ผ้าชาติพันธุ์ ผ้าในวัฒนธรรมอื่นๆ ในพื้นที่ที่ถูกกำหนดด้วยอำนาจของชนชั้นนำ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • ธงชัย วินิจกุล, คนไทย/คนอื่น ว่าด้วยคนอื่นของความเป็นไทย, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2560.
  • Papassara Nutsatabhorn, เสื้อแขนหมูแฮมมาจากไหน, คอลัมน์ Fashion, VogueThailand ที่มา www.vogue.co.th/fashion/article/wheregigotsleevecomes 

The post แต่งชุดไหนเข้าสภาฯ ทำไมต้องกลายเป็นประเด็น ย้อนประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายถูกระเบียบและที่ถูกทำให้เป็นอื่นในสังคมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พานไหว้ครู’ จากเครื่องบูชา สู่สัญลักษณ์ทางการเมืองและความกล้าหาญทางความคิด https://thestandard.co/pedestal-tray-symbols/ Mon, 17 Jun 2019 08:08:33 +0000 https://thestandard.co/?p=263015 พานไหว้ครู

‘ครู’ มีความหมายว่า ผู้สั่งสอนศิษย์ หรือผู้ถ่ายทอดความร […]

The post ‘พานไหว้ครู’ จากเครื่องบูชา สู่สัญลักษณ์ทางการเมืองและความกล้าหาญทางความคิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พานไหว้ครู

‘ครู’ มีความหมายว่า ผู้สั่งสอนศิษย์ หรือผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ซึ่งมาจากคำว่า ‘ครุ’ (อ่านว่า คะ-รุ) ที่แปลว่า ‘หนัก’ อันหมายถึงความรับผิดชอบในการอบรมสั่งสอนของครูนั้นนับเป็นภาระหน้าที่ที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย

 

นอกจากครูที่เป็นฆราวาสแล้ว เราก็จะพบการใช้คำว่า ‘ครู’ สำหรับพระสงฆ์ด้วย อย่างในภาคเหนือเรามักจะได้ยินคำเรียกพระสงฆ์ที่เป็นที่เคารพนับถือว่า ‘ครูบา’ ซึ่งก็มาจากคำว่า ‘ครุ + อุปัชฌาย์’ หมายถึง พระสงฆ์ผู้เป็นครูบาอาจารย์ของพระสงฆ์และฆราวาส ครูบารูปสำคัญที่เรามักคุ้นหูก็คงจะเป็นท่านใดไม่ได้นอกจาก ‘ครูบาศรีวิชัย’

 

‘วันครู’ ราชการไทยกำหนดไว้เป็นวันที่ 16 มกราคมของทุกปี โดยได้กำหนดไว้ชัดเจนเป็นครั้งแรกในปี 2499 ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม และวันที่ 16 มกราคม 2500 จึงถือว่าเป็นวันครูวันแรกหลังมีกำหนดขึ้น

 

ส่วน ‘วันไหว้ครู’ กำหนดไว้ให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวในวันพฤหัสบดีที่สองของเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งพิธีกรรมการไหว้ครูในเดือนมิถุนายนนี้ถือเป็นการกำหนดตามพิธีกรรมการไหว้ครูตามแบบจารีต หลายพื้นที่มักนิยมประกอบพิธีดังกล่าวในช่วงเดือนนี้ เช่น ในภาคเหนือก็นิยมไหว้บูชาครู ผีครู หรือผีต่างๆ (ผี คำนี้มีความหมายในเชิงบรรพบุรุษ) ในเดือน 9 เหนือ หรือหากนับตามปฏิทินปัจจุบันก็คือช่วงเดือนมิถุนายน

 

ในพิธีกรรมการไหว้ครู หรือการรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ในระบบโรงเรียนที่เราทุกคนเคยผ่านกันมา จะประกอบไปด้วยพิธีปฏิญาณตน กล่าวถึงคำระลึกพระคุณครูบาอาจารย์ และมีการทำพานเพื่อมอบให้ครูเป็นเครื่องบูชาคุณ

 

ดังนั้นสำหรับผู้ที่ผ่านการเรียนตามระบบโรงเรียนไทย คงไม่มีใครที่จะไม่เคยได้ยินบทสวดสรรเสริญครูที่มักกล่าวกันในงานวันไหว้ครูที่ว่า ‘ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา’ และอีกบทหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ‘ปัญญาวุฒิกเร เต เต ทินโนวาเท นมามิหัง’ บทสวดสรรเสริญภาษาบาลีอันมีความหมายว่า ครูอาจารย์เป็นผู้ทรงคุณอันประเสริญยิ่ง เป็นผู้พร่ำสอนศิลปวิทยาการ และข้าพเจ้าขอนอบน้อมเหล่านั้น ผู้ให้โอวาท ผู้ทำให้ปัญญาเจริญ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ครูอาจารย์เหล่านั้นด้วยความเคารพ แน่นอนว่าบทสรรเสริญภาษาบาลีสองบทนี้เป็นสิ่งที่เด็กนักเรียนต้องกล่าวกันทุกครั้งและทุกปีในพิธีไหว้ครู

 

นอกจากบทสรรเสริญที่คุ้นชินกันแล้ว กิจกรรมที่ทุกคนต้องเคยผ่านมาอีกกิจกรรมหนึ่งของการเป็นเด็กนักเรียนคือ การทำพานไหว้ครู ในทางภาคเหนือก็จะมีกรวยดอกไม้ หรือสวยดอกด้วย อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญในพิธีไหว้ครู โดยในพานไหว้ครู มักมีการกำหนดดอกไม้สำคัญอันถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญอยู่ 4 อย่าง ที่จะต้องใช้ประดับตกแต่งพานเพื่อบูชาครู ประกอบไปด้วย

 

1. ดอกเข็ม โดยกล่าวว่าเป็นดอกไม้ที่มีปลายแหลม หมายถึงให้ลูกศิษย์ทุกคนมีสติปัญญาอันแหลมคมเหมือนดอกเข็ม และดอกเข็มมีเกสรที่มีรสหวาน จึงหมายถึงว่า ให้ชีวิตของเหล่าศิษย์มีความสดชื่นเหมือนรสหวานของดอกเข็ม

 

2. ดอกมะเขือ กล่าวกันว่าเป็นดอกที่โน้มต่ำลงมาเสมอ ไม่ได้เป็นดอกที่ชูขึ้น เพื่อให้เหล่าศิษย์มีความอ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมเรียนรู้องค์ความรู้ต่างๆ จากครูบาอาจารย์ อีกทั้งมะเขือยังมีเมล็ดจำนวนมากและงอกได้ทุกที่ ให้ดุจเหมือนความรู้ของเด็กที่จะได้งอกงามเช่นเมล็ดของมะเขือ

 

3. หญ้าแพรก โดยกล่าวว่าเป็นหญ้าที่เจริญงอกงามและแพร่กระจายได้รวดเร็ว เพื่อให้สติปัญญาของเหล่าศิษย์เจริญงอกงามเหมือนหญ้าแพรก

 

4. ข้าวตอก เป็นข้าวเปลือกที่คั่วกับไฟอ่อนๆ จนเนื้อในแตกออก จึงหมายถึงเรื่องของระเบียบวินัย เอาชนะความซุกซนและความเกียจคร้าน ก็จะมีความรู้ที่แตกฉานอย่างเป็นระเบียบเหมือนข้าวตอก

 

พานไหว้ครู

พานไหว้ครู

 

อย่างไรก็ตาม ในพิธีไหว้ครูเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดความฮือฮาและเป็นที่สนใจของสังคมเป็นอย่างยิ่ง เพราะปรากฏภาพพานไหว้ครูที่มีการสะท้อนภาพปัญหาทางการเมืองของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะตาชั่งเอียง ที่สะท้อนเสียงของประชาชนที่มีน้ำหนักไม่เท่ากับเสียงของผู้มีอำนาจ หรือเป็นกรงขังที่กำลังขังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือภาพของนักการเมืองและเสียงของนักการเมืองต่างๆ ในสภา สร้างกระแสสะเทือนวงการการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง จนผู้มีอำนาจบางคนถึงขั้นออกมากล่าวหาเพื่อดิสเครดิตผลงาน ความคิด และความสามารถของเด็กนักเรียนว่า “ต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังการทำพานในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าเด็กไม่สามารถคิดเองได้” ซึ่งคำพูดนี้ถือว่าเป็นการดูถูกความคิด ความสามารถของเด็กและเยาวชนไทยผู้ที่จะโตขึ้นมาเป็นอนาคตของชาติอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้นยังถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปถึงบ้านของเด็ก สั่งให้เด็กทำการลบรูปภาพต่างๆ

 

โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่า ‘พานไหว้ครูสะท้อนภาพการเมือง’ ของเด็กนักเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง อันแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของเด็กได้อย่างน่าทึ่ง และดูมีคุณค่าที่สะท้อนให้เป็นไปตาม หรือยิ่งกว่าความหมายเชิงสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่กำหนดไว้ทุกประการด้วยซ้ำ กล่าวคือ

 

1. สะท้อนความแหลมคมทางความคิดและสติปัญญาของเด็กนักเรียน ที่มองเห็นถึงปัญหาบ้านเมืองไทยทุกวันนี้ ไม่ต่างจากความหมายของดอกเข็ม

 

2. ล้าที่จะตั้งคำถามต่อปัญหาสังคม ต่อยอดความคิด ไม่ยอมถูกกักขังหรือกรอบไว้เพียงสิ่งที่รัฐสร้างขึ้นมา (อย่างค่านิยม 12 ประการ) อันหมายถึงการแตกฉานในวิชา เหมือนข้าวตอก หรือมีความคิดที่แพร่กระจายไปไกลไม่ต่างจากหญ้าแพรก

 

3. มีความอ่อนน้อม แต่ไม่สยบยอมต่อความอยุติธรรมอันเป็นปัญหาสำคัญ กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง เหมือนดอกมะเขือ

 

พานไหว้ครู

 

ดังนั้นพานไหว้ครูการเมืองนี้จึงหมายถึงสติปัญญาของเด็ก ที่สะท้อนให้เห็นว่าเด็กทุกวันนี้ ‘คิดเป็น’ และไม่ยอมจำนนต่อการกดขี่หรือคล้อยตามสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำหนดให้เป็น

 

แม้จะมองว่าเป็นกระแสสังคมก็ตามที่ทำให้คิดเห็นแบบนี้ แต่อย่างน้อยผู้เขียนคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันก็สะท้อนความคิดของเด็ก สะท้อนให้เห็นว่าเด็กตระหนักเห็นถึงปัญหาบางอย่างในสังคมและกล้าที่จะตั้งคำถามกับมัน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งกว่าการที่เห็นเด็กนักเรียนออกมายืนแถวเรียงหน้ากระดานแล้วกล่าวตามๆ กันอย่างที่ผู้ใหญ่ป้อนข้อมูลไว้ให้

 

พานไหว้ครู

พานไหว้ครู

 

ดังนั้นหากผู้เขียนอยู่ในฐานะครูของเหล่าเด็กที่ทำพานสะท้อนการเมืองในครั้งนี้ ผู้เขียนจะรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าการได้รับพานดอกเข็ม ดอกมะเขือ หญ้าแพรกเสียอีก เพราะพานนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าลูกศิษย์ของฉันนั้นคิดเป็น คิดไกล แหลมคม กล้าตั้งคำถาม และไม่สยบยอมต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย และผู้เขียนก็อยากจะให้ครูบาจารย์ของเด็กจงภูมิใจต่อกิจกรรมของเด็กในครั้งนี้ ดังความเห็นของครูท่านหนึ่งแสดงความเห็นบนเฟซบุ๊กที่ผู้เขียนรู้สึกชอบมาก กล่าวว่า

 

“…สำหรับผม พานไหว้ครูที่สำคัญเท่ากับความเคารพที่เด็กมีให้และปฏิบัติต่อผมอย่างจริงใจ การที่เด็กทำพานล้อการเมือง นั่นแสดงว่าเขาคิดเองได้และคิดเองเป็น เขาเห็นความไม่ปกติของบ้านเมืองนี้ ถ้าผมเป็นครูของเด็กเหล่านั้น ผมจะดีใจมากที่เด็กของผมตระหนักว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราทุกคน

 

“พานไหว้ครูล้อการเมืองไม่ได้ทำให้ความหมายของความเป็นครูหรือรูปแบบพิธีกรรมถูกลดทอนคุณค่าลง ในทางกลับกัน จิตใจของคนเป็นครูที่คับแคบและไม่ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ต่างหากที่ทำให้คุณค่าของวิชาชีพครูและพิธีกรรมถูกลดทอนลงไป…”

 

เพราะฉะนั้นพานไหว้ครูสะท้อนภาพการเมืองของเหล่าเด็กๆ ผู้กล้าหาญในครั้งนี้ ผู้เขียนจึงคิดว่ามันคือเครื่องบูชาพระคุณของครูที่มีความหมายที่น่าภูมิใจอย่างยิ่ง และ ‘ครู หรือครุ’ ผู้เป็นครู ควรจะภูมิใจกับความคิดของเด็ก และหนักแน่น กล้าหาญ โดดเดี่ยว เช่นเดียวกับสิ่งที่เด็กๆ ผู้กล้าหาญเหล่านี้แสดงความคิดเหล่านี้ออกมา

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ‘พานไหว้ครู’ จากเครื่องบูชา สู่สัญลักษณ์ทางการเมืองและความกล้าหาญทางความคิด appeared first on THE STANDARD.

]]>