Now & Next 2019 – THE STANDARD https://thestandard.co/category/now-next-2019/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Jun 2024 03:38:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 2020 ปีที่เทคโนโลยีจะช่วยในการค้นพบทางโบราณคดี จนอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ https://thestandard.co/now-next-2020-technology-and-archaeological-discoveries/ Fri, 03 Jan 2020 04:25:49 +0000 https://thestandard.co/?p=317273

ตลอดปีที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ๆ ที่น่ […]

The post 2020 ปีที่เทคโนโลยีจะช่วยในการค้นพบทางโบราณคดี จนอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดปีที่ผ่านมา มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ หลักฐานบางอย่างสามารถช่วยไขปริศนาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติให้ชัดขึ้น จนต้องเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ทีเดียว ในขณะที่บางอย่างคงต้องทำการค้นคว้ากันต่อไป เพราะประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้นยาวนานนับแสนนับล้านปี 

บทความนี้นอกจากผมจะสรุปว่ามีอะไรใหม่ๆ ที่ค้นพบบ้างในไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในโลกนี้ ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องเลือกเฉพาะเรื่องที่สำคัญในสายตาของผม โดยจะพยายามชี้เห็นถึงประเด็นเชิงลึกบางอย่างไปพร้อมกันด้วย จากนั้นจะลองเอาการค้นพบต่างๆ มาประมวลเพื่อทำนายว่า แล้วปี 2020 นั้นงานโบราณคดีจะเป็นอย่างไร

 

Now: 2019 ปีแห่งการค้นพบ ที่อาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่

 

ในไทย: 

 

ถ้าเริ่มจากในไทยก่อน อันดับแรกๆ ที่ผมคิดว่าสำคัญคือ การค้นพบแหล่งถลุงเหล็กที่ใหญ่ที่สุดและเก่าที่สุดในภาคเหนือที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยสำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ โดยมีนักโบราณคดีคนใต้นาม ยอดดนัย สุขเกษม เป็นผู้บุกป่าฝ่าดงไปสำรวจพบร่วมกับประชาชนในเมืองลี้ สิ่งที่น่าตื่นเต้นคือ ผลจากการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ พบว่า แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีอายุมากถึง 2,500-2,700 ปีมาแล้ว หรือก่อนหน้าการตั้งรัฐหริภุญไชยถึงพันปี นับว่าเก่าแก่มาก จนต้องทำให้มาพิจารณาถึงทฤษฎีการรับเทคโนโลยีการถลุงเหล็กว่ามาจากจีน เวียดนาม หรือที่อื่นกันเลยทีเดียว 

 

 

พิธีกรรมเลี้ยงผีบ่อเหล็กของชาวลัวะ ที่มีขึ้นเพื่อบูชาและขอพรผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ที่รักษาแหล่งทรัพยากรแร่เหล็ก ให้ได้พบสายแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี สามารถนำมาถลุงเหล็กออกมาได้ในปริมาณมาก

Photo: Archaeology 7 Chiang Mai / Facebook

 

นอกจากนี้แล้ว ยอดดนัยยังได้ทำการสำรวจแหล่งแร่เหล็ก หรือแหล่งถลุงเหล็กอีกหลายแห่งในภาคเหนือ เรียกได้ว่าเป็น ‘Iron Man’ ตัวจริงกันเลยทีเดียว พื้นที่ที่ผมว่าน่าสนใจที่สำรวจพบกิจกรรมการถลุงโลหะสมัยโบราณอีกคือ ในเขตบ้านแม่โถ​ ตำบลบ่อสลี​ อำเภอฮอด​ จังหวัดเชียงใหม่​ จากหลักฐานที่ปรากฏ​ สันนิษฐานว่าชุมชนถลุงเหล็กโบราณแห่งนี้​เกิดขึ้นระหว่างราว​ 300-450​ ปีมาแล้ว หรือตกในสมัยล้านนา  จุดที่น่าสนใจคือ พื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้ปัจจุบันและย้อนกลับไปในอดีตเป็นพื้นที่ของชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่เรียกว่า ‘ลัวะ’ (หรือ ละเวือะ) นี่จึงเท่ากับเป็นการเปิดหน้าใหม่ๆ ของประวัติศาสตร์โบราณคดีล้านนากันเลยทีเดียว เพราะเดิมเรามักรู้จักประวัติศาสตร์ล้านนาในเฉพาะส่วนของคนเมืองเท่านั้น

 

การขุดค้นอีกแห่งที่นับว่าสำคัญมากในไทยคือ การขุดค้นโบราณสถานวัดพระงามที่นำไปสู่การค้นพบจารึกหลักใหม่สมัยทวารวดีเมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นโครงการของสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี โบราณสถานแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทางรถไฟกลางเมืองนครปฐม เป็นเนินโบราณสถานขนาดใหญ่ ดูคล้ายภูเขาย่อมๆ ลูกหนึ่ง ก่อนหน้าที่จะพบจารึก ได้มีการขุดค้นพบประติมากรรมดินเผารูปอสูร ซึ่งแสดงอิทธิพลของศิลปะอินเดียแห่งราชวงศ์วากาตะกะผสมผสานกับศิลปะแบบพื้นเมือง 

 

Photo: สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กรมศิลปากร / Facebook

 

หลังจากนั้นไม่นานในวันที่ 2 ตุลาคม ได้มีการขุดค้นพบศิลาจารึกหลักหนึ่ง ในเฟซบุ๊กของสำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี ได้ระบุว่า จารึกหลักนี้มีตัวอักษรเพียงด้านเดียว จำนวน 6 แถว เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 มีข้อความบางส่วนที่สามารถอ่านได้อย่างชัดเจน กล่าวถึงคำว่า ‘ทวารวตีวิภูติ’ เป็นเบื้องต้น

 

สิ่งที่ทำให้นักโบราณคดีและนักภาษาโบราณตื่นเต้นกันมากกับจารึกหลักนี้ก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับข้อถกเถียงว่า ศูนย์กลางของรัฐทวารวดีนั้นอยู่ที่ไหน ซึ่งการค้นพบจารึกหลักนี้ที่มีคำว่า ‘ทวารวดี’ อาจเป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งว่า นครปฐมเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญของรัฐทวารวดีในยุคต้นก็เป็นได้ ดังนั้น โบราณสถานวัดพระงามจึงสำคัญมากๆ ชนิดที่ควรต้องเร่งอนุรักษ์และพัฒนากัน

 

Photo: กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร / Facebook

 

ข่าวสุดท้ายในช่วงปี 2019 คือ กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร ได้ขุดซากเรืออินเดียโบราณ อายุ 2,100 ปี ที่ปากคลองกล้วย จังหวัดระนอง ซากเรือนี้ค้นพบมาแล้วตั้งแต่ปี 2559 โดยชาวประมงละแวกดังกล่าว จากการตรวจสอบของกรมศิลปากรพบว่า ซากเรือนี้ยาวประมาณ 19 เมตร กว้าง 4.50 เมตร ไม้ที่ใช้ทำเรือมีความหนา 10-15 เซนติเมตร เทคนิคการต่อเรือเป็นแบบอินเดียโบราณคือ การยึดแผ่นไม้ด้วยเดือยแล้วตอกลูกประสักไม้ยึดแผ่นไม้กับเดือยเข้าไว้ด้วยกัน โชคร้ายที่ซากเรือนี้ได้มีชาวบ้านมาขุดหาสิ่งของมีค่าต่างๆ ไป ซึ่งชาวบ้านระบุว่าได้ภาชนะดินเผา ลูกปัด เศษทอง และเหรียญโรมันไป

 

Photo: กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร / Facebook

 

Photo: กองโบราณคดีใต้น้ำ กรมศิลปากร / Facebook

 

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือดังกล่าวนี้มี 3 ประการคือ 

 

  1. อย่างน้อยเมื่อ 2,100 ปีมาแล้ว ภาคใต้หรือสุวรรณภูมิได้ติดต่อทำการค้ากับอินเดียตามเส้นทางการค้าสายไหมทางทะเล 
  2. การรับเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อการผลิตลูกปัดเข้ามายังภูมิภาคแห่งนี้  
  3. การเข้ามาของอินเดียนี้คงเข้ามาพร้อมกับความเชื่อทางศาสนาพุทธในยุคก่อนการสร้างพระพุทธรูป เพราะที่แหล่งโบราณคดีไม่ห่างกันคือ ภูเขาทอง มีการค้นพบลูกปัดตรีรัตนะ (สัญลักษณ์มงคลในพระพุทธศาสนา) และอาจรวมถึงการรับความเชื่อเรื่องการปกครองโดยกษัตริย์เข้ามาด้วย ซึ่งส่งผลทำให้เกิดรัฐขึ้นในภาคใต้ และดินแดนต่างๆ 

 

จากที่กล่าวมานี้ เท่าที่สังเกต ความก้าวหน้าทางด้านโบราณคดีในไทยส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากความสนใจเชิงปัจเจกหรือความหลงใหลส่วนบุคคลของนักโบราณคดี หรือการค้นพบหลักฐานโดยบังเอิญแล้วนักโบราณคดีคนนั้นๆ นำไปศึกษาต่อยอด หรืออีกทางก็คือเป็นงานในเชิงพันธกิจตามการจัดสรรงบประมาณในแต่ละปี ในขณะที่โครงการวิจัยระยะยาวและเชิงลึกยังมีค่อนข้างน้อย ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากเงื่อนไขหลายเหตุผล เช่น การโยกย้ายราชการประจำปี ขาดแคลนแหล่งทุนวิจัย หรือขาดการวางธีมการวิจัยไว้ในแต่ละปี เป็นต้น แต่เอาเป็นว่าเมื่อเทียบจำนวนบุคลากรกับภารกิจแล้ว ก็นับว่านักโบราณคดีในกรมศิลปากรนั้นยังมีจำนวนน้อยเกินไป 

 

ในต่างประเทศ: 

 

Photo: Ratno Sardi / Griffith University / AFP / Getty Images

 

ที่ใกล้ตัวเรากันหน่อยก็คือการค้นพบภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ 44,000 ปีที่เกาะสุลาเวสี อินโดนีเซีย เมื่อเร็วๆ นี้ โดย อดัม บรูมม์ นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ซึ่งถือเป็นฉากการล่าสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ภาพดังกล่าวมีความยาว 4.5 เมตร วาดเป็นภาพของนายพรานกำลังล่าสัตว์ ได้แก่ หมูและควาย ภาพพวกนี้คงวาดขึ้นเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ของพิธีกรรมก่อนการออกไปล่าสัตว์ 

 

สาเหตุที่นักโบราณคดีทั่วโลกตื่นเต้นกับอายุของภาพวาดก่อนประวัติศาสตร์ที่เกาะสุลาเวสีนี้ เพราะโดยปกติแล้วมีทฤษฎี (ซึ่งกลายเป็นความเชื่อไปแล้ว) ว่าภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ในแอฟริกา ออสเตรเลีย และเอเชียนั้นมีอายุน้อยกว่ายุโรป นั่นหมายความว่าจะต้องเขียนเรื่องพัฒนาการของศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของโลกกันใหม่ 

 

Photo: www.cambridge.org

 

ใกล้ขึ้นมาอีกนิด ข่าวการค้นพบเมืองโบราณบนเขาพนมกุเลนถือเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เมืองบนภูเขานี้ตั้งอยู่บนภูเขาที่มีชื่อว่า ‘มเหนทรบรรพต’ หรือรู้จักกันในปัจจุบันว่าพนมกุเลน สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 แห่งกัมพูชา (พ.ศ. 1345-1378) ความน่าสนใจของการค้นพบเมืองนี้อยู่ตรงที่การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ที่เรียกว่า ‘ไลดาร์’ (LiDAR) สแกนหาเมืองที่ปกคลุมอยู่ใต้ผืนป่า ส่งผลทำให้เห็นแนวถนน คูเมือง คันคลอง อ่างเก็บน้ำ และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่วางแผนผังอย่างเป็นระบบในตารางกริด ขนาดไม่น้อยกว่า 50 ตารางกิโลเมตร การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการโดยทีมนักโบราณคดีของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (EFEO) นำโดย ดร.เดเมียน อีวานส์ 

 

Photo: www.cambridge.org

 

การค้นพบเมืองโบราณบนเขาพนมกุเลนนี้นับว่าสำคัญมากต่อประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะช่วยทำให้ตำนานเกี่ยวกับกษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเขมร และสถาปนาลัทธิเทวราชาขึ้นบนมเหนทรบรรพตเพื่อประกาศความเป็นราชาแห่งภูเขานั้นกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา และสะท้อนด้วยว่าเมื่อราว พ.ศ.1350 อาณาจักรเขมรได้พัฒนาระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจขึ้นแล้ว 

 

 

อาจกล่าวได้ว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนี้เองที่นำไปสู่การค้นพบที่สำคัญมากมายในปีนี้ เมื่อไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่า มาซาโตะ ซากาอิ นักโบราณคดีชาวญี่ปุ่นได้ค้นพบภาพลายเส้นนาซกาที่ประเทศเปรูเพิ่มเติมมากถึง 143 ภาพ ด้วยการใช้ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ค้นหา ช่วยประมวลผลจากภาพถ่ายทางอากาศ และสร้างภาพที่สังเกตได้ยากขึ้นมา ทำให้นักโบราณคดีเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมนี้มากขึ้น

 

Photo: University of Copenhagen / Theis Jensen / AFP

 

ข่าวด้านโบราณคดีที่ออกจะเหลือเชื่อสักหน่อยส่งท้ายปีนี้คือ การถอดรหัสดีเอ็นเอจากหมากฝรั่ง อายุ 5,700 ปี นำโดย ฮันเนส ชโรเดอร์ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ซึ่งได้ทำการสกัดดีเอ็นเอจากยางไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นหมากฝรั่ง ซึ่งพบว่าเจ้าของหมากฝรั่งชิ้นนี้เป็นผู้หญิงผิวคล้ำ ผมสีเข้ม และตาสีฟ้า 

 

การค้นพบดังกล่าวนี้นับว่าสำคัญในแง่ที่ทำให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายของประชากรในยุโรป เพราะผลจากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอยังทำให้พบว่า เจ้าของหมากฝรั่งนี้เป็นกลุ่มคนในสังคมล่าสัตว์หาของป่าจากภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ของยุโรป ไม่ได้เป็นคนที่อาศัยอยู่แถบตอนกลางของสแกนดิเนเวีย (จุดที่พบหมากฝรั่งนี้อยู่บนเกาะของเดนมาร์ก) 

 

ความจริงยังมีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ อีกมากมาย เช่น การค้นพบกัญชาในพิธีศพที่มีอายุมากถึง 2,500 ปีในแถบเทือกเขาทางตะวันตกของจีน, การค้นพบกะโหลกของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ที่กรีซที่มีอายุมากถึง 210,000 ปี, ส่วนในอียิปต์ก็ค้นพบโลงศพของนักบวช มัมมี่สัตว์ และพื้นที่เวิร์กช็อปของคนงานที่สร้างสุสานในหุบเขากษัตริย์ เป็นต้น เรียกได้ว่าปีนี้มีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ ที่สำคัญทั่วโลกไม่น้อยกว่าร้อยแห่งเลยทีเดียว 

 

Next: 2020 ปีแห่งการค้นพบหลักฐานใหม่ที่เก่าแก่ขึ้นด้วยเทคโนโลยี และคำถามถึงความยั่งยืนทางด้านโบราณคดี 

เป็นเรื่องคาดการณ์ได้ยากทีเดียว แต่จากแนวโน้มของการค้นพบสิ่งต่างๆ ในปี 2019 นี้ ในกรณีของไทยเชื่อได้ว่า โบราณคดีโลหกรรม (Archaeometallurgy) ในภาคเหนือจะก้าวหน้าขึ้น อันเป็นผลมาจากการสำรวจ ขุดค้น และการส่งตัวอย่างถ่านที่พบไปกำหนดอายุ ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถเรียงลำดับพัฒนาการของเทคโนโลยีด้านโลหกรรมในภาคเหนือได้ชัดเจนขึ้น 

เรื่องการค้นคว้าโลหกรรมในภาคเหนือนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะในแง่ที่ผมว่ามา แต่ยังรวมถึงการนำข้อมูลที่ได้ไปวิพากษ์และทบทวนงานโบราณคดีโลหกรรมที่ผ่านมาที่มักให้ความสำคัญในเขตภาคกลางและภาคอีสานอีกด้วย โดยเฉพาะในภาคอีสานที่ความรู้นั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกันนับแต่สมัยสงครามเย็น 

 

งานโบราณคดีที่ว่าด้วยการติดต่อกับอินเดียในยุคต้นๆ ในเขตภาคใต้และภาคกลางจะขยายตัวมากขึ้น อันเป็นผลมาจากในช่วงหลายปีมานี้มีการค้นพบเรือโบราณ ลูกปัด จารึก และอื่นๆ กันมากขึ้น จนทำให้ต้องมาพิจารณาเรื่องการค้าและการติดต่อของคนในภูมิภาคนี้กับอินเดีย 

 

การพัฒนาของสังคมเมืองที่เกิดขึ้นทั่วในประเทศไทยนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน ดังนั้น ผมเชื่อว่าในปีหน้าและอีกหลายปีถัดไป งานโบราณคดีเมือง (Urban archaeology) จะทวีความสำคัญมากขึ้น เพื่อใช้ในการกู้ภัยแหล่งโบราณคดี รวมถึงการพัฒนาพื้นที่บางแห่งให้กลายเป็นแหล่งความรู้ของท้องที่หรือชุมชน แต่ปัญหาที่อาจตามมา ซึ่งคงเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีมากมายในไทยคือ จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน  

 

 

 

นอกจากนี้จากการประกาศให้เมืองศรีเทพและพนมรุ้งอยู่ในรายชื่อที่มีแนวโน้มจะได้ขึ้นเป็นมรดกโลก (Tentative List) นั้น ก็จะทำให้เกิดการวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับเมืองโบราณทั้งสองแห่งกันเพิ่มขึ้น แต่ระดับของการศึกษานั้นจะเป็นแบบใด จะเป็นสหวิทยาการมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็คงต้องรอติดตามกันต่อไป ในมุมมองของผม เมืองศรีเทพนั้นต้องเน้นการศึกษาอิทธิพลของศาสนาพุทธมหายานในเชิงลึกและเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคทั้งกับจีน ทิเบต และอินโดนีเซียให้มากขึ้น ส่วนพนมรุ้งต้องเน้นเรื่องความสัมพันธ์ทางเครือญาติของกลุ่มเมืองในเขตเทือกเขาพนมดงรักกับเมืองในเขตทะเลสาบเขมร การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคนี้จะเป็นหนทางที่ช่วยย้ำความสำคัญของเมืองโบราณทั้งสองแห่งว่าเป็นสมบัติของมนุษยชาติอย่างน้อยก็ในเอเชีย

 

งานโบราณคดีนั้นไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังมีส่วนที่เป็นเรื่องของการพัฒนาความรู้ทางด้านแนวคิดและทฤษฎีอีกด้วย ในรอบหลายปีที่ผ่านมาด้วยการเติบโตของโซเชียลมีเดีย และการรับความรู้หลังสมัยใหม่ ทำให้มีนักโบราณคดีจำนวนหนึ่งที่หันมาสนใจแนวคิดทฤษฎีเชิงวิพากษ์ ทั้งนี้เพื่อเข้าใจถึงการก่อร่างความรู้ของโบราณคดี อำนาจของความรู้ทางโบราณคดีที่มีต่อสังคมการเมืองในปัจจุบัน หรือชาตินิยมในงานโบราณคดี เป็นต้น นั่นหมายความว่าจะมีงานศึกษาด้านโบราณคดีที่ไม่ได้เป็นเรื่องการศึกษาเพื่อเข้าใจอดีตเท่านั้น แต่ยังเข้าใจปัจจุบันอีกด้วย เช่น บทบาทของโบราณสถานหรืออุทยานประวัติศาสตร์ที่มีต่อการสร้างชาติ เป็นต้น สรุปสั้นๆ ก็คือ จะมีนักโบราณคดีที่สนใจแนวคิดโบราณคดีหลังสมัยใหม่กันมากขึ้น จนนำไปสู่การทบทวนความรู้ที่ผ่านมาในอีกหลายปีข้างหน้า

 

Photo: Grand Egyptian Museum / Facebook

 

ส่วนในต่างประเทศนั้น เชื่อได้เลยว่าทั้งนักโบราณคดีและผู้คนทั่วโลกจะมาสนใจอารยธรรมอียิปต์กันมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเปิด Grand Egyptian Museum ในปีหน้า ซึ่งคงมีโบราณวัตถุแปลกตาและล้ำค่ามาจัดแสดงมากมาย จนกระตุ้นให้เกิดการศึกษาในเชิงลึกกันอีกครั้ง และอาจมีภาพยนตร์แนวอียิปต์ออกมาเช่นกัน 

 

 

ด้วยการเรียกร้องและทวงคืนโบราณวัตถุที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศจะเริ่มคิดและทบทวนเรื่องการคืนของที่ซื้อมา ได้มา หรือขโมยมาในช่วงสงครามโลก หรือในช่วงอาณานิคมคืนให้กับประเทศต่างๆ กันมากขึ้น มีผู้เสนอว่าการคืนโบราณวัตถุนี้อาจเป็นไปได้ เพราะปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องปรินต์แบบสามมิติ (3D Printing) ที่ก้าวหน้ามากและสามารถจำลองวัตถุได้เหมือนจริง ดังนั้น ก็อาจไม่จำเป็นต้องเอาของจริงมาตั้งอีกในอนาคต ซึ่งไม่รู้ว่านี่จะเป็นความฝันหรือไม่นะครับ เพราะพิพิธภัณฑ์บางที่ก็อาจจะไม่ต้องการคืนก็ได้ 

 

ในส่วนของเพื่อนบ้านนั้น งานโบราณคดีจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น เพราะมีนักโบราณคดีต่างชาติเช่น อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เข้าไปศึกษาวิจัยและให้เงินทุนนักโบราณคดีท้องถิ่นไปเรียนต่อ ซึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาในอนาคต ดังนั้นปีหน้าองค์ความรู้เกี่ยวกับทุ่งไหหินน่าจะพัฒนาขึ้นอีก เช่นเดียวกับงานโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ในพม่า โดยเฉพาะในเขตพุกามจะเติบโตขึ้น และขยายไปถึงในเขตชนกลุ่มน้อย เช่น ในเขตรัฐกะเหรี่ยง เป็นต้น ส่วนในกัมพูชาจะมีการวิจัยและขุดค้นในเขตเทือกเขาพนมกุเลนและเมืองละแวกกันมากขึ้น ด้วยเป็นเพราะต้องการเข้าใจเรื่องการกำเนิดเมืองพระนคร และยุคสมัยหลังเมืองพระนครที่ไม่ได้รับความสนใจมาช้านาน สุดท้ายในเขตอินโดนีเซียและคาบสมุทรมลายูจะมีนักโบราณคดีสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับเส้นทางการเคลื่อนย้ายของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กันมากขึ้น อันเป็นผลมาจากการค้นพบภาพเขียนสีอายุ 4 หมื่นปีล่าสุด 

 

โดยสรุปก็คือ งานโบราณคดีในปี 2020 จะมีการค้นหาหลักฐานใหม่ที่เก่าแก่ขึ้น การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น การพัฒนาเทคนิคการกำหนดอายุ และในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าเราอาจจะต้องมาเริ่มต้นทำความเข้าใจพัฒนาการของมนุษย์นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงประวัติศาสตร์กันใหม่ รวมถึงแนวโน้มของการตระหนักรู้ต่อปัญหาการนำโบราณคดีมารับใช้การเมืองในปัจจุบันอีกด้วย 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post 2020 ปีที่เทคโนโลยีจะช่วยในการค้นพบทางโบราณคดี จนอาจนำไปสู่การเขียนประวัติศาสตร์กันใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมแพ็กกระเป๋าหาวันเที่ยวกับ 7 จุดหมายปลายทางน่าเช็กอินแห่งปี 2019 https://thestandard.co/7-travel-destinations-2019/ https://thestandard.co/7-travel-destinations-2019/#respond Wed, 09 Jan 2019 01:44:37 +0000 https://thestandard.co/?p=176782

ในแต่ละปี เราเชื่อว่ามีสถานที่นับร้อยที่คุณวางแผนเที่ยว […]

The post เตรียมแพ็กกระเป๋าหาวันเที่ยวกับ 7 จุดหมายปลายทางน่าเช็กอินแห่งปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในแต่ละปี เราเชื่อว่ามีสถานที่นับร้อยที่คุณวางแผนเที่ยวแต่ไม่ได้ไป หรือว่าอยากปักหมุดไปแต่ไม่มีโอกาส เราขอให้คุณละทิ้งจุดหมายปลายทางในฝันเหล่านั้นลงไปก่อน แล้วมาเริ่มต้นใหม่กับเช็กลิสต์ที่ THE STANDARD POP เตรียมมาให้กับ 7 จุดหมายปลายทางที่ควรค่าแก่การปักหมุดในปีนี้

 

 

1. อิสตันบูล ประเทศตุรกี

ช่วงหลังเราได้ยินใครหลายคนเปรยว่าตุรกีน่าไป และเราก็รู้สึกเห็นด้วยว่าถึงเวลาที่ต้องกลับไปตุรกีอีกครั้งสำหรับคนที่เคยไปมาแล้ว และสมควรไปมากๆ สำหรับคนที่ไม่เคยไปมาก่อน ด้วยค่าเงินลีราที่อ่อนตัวลง ไหนจะสนามบินเปิดใหม่ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 90 ล้านคน แค่เพียงเฟสแรกเท่านั้น มากกว่านั้นบริษัทเดินเรือสมุทรเจ้าต่างๆ ยังประกาศเส้นทางเดินเรือมาเทียบท่ายังอิสตันบูล เนื่องจากท่าเรือ Galata เป็นส่วนหนึ่งของโมเดิร์นมิวเซียมแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดให้บริการในปีนี้ ท่าเรือแห่งนี้ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมดัง ตึกสวย และสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก

 

อิสตันบูลเป็นเมืองสองวัฒนธรรมที่พรมแดนติดอยู่สองทวีป ได้แก่ เอเชีย และยุโรป เป็นเมืองที่มีประวัติยาวนานมากว่า 2,600 ปี หากคุณนึกบรรยากาศและความน่าเที่ยวของอินตันบูลไม่ออก เราแนะนำให้ชมภาพยนตร์เรื่อง Inferno ไขปริศนาจากนรกของ แดน บราวน์ ซึ่งมีสถานที่สำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอุโมงค์เก็บน้ำเยเรบาตัน วิหารฮาเกียโซเปีย ท่ามกลางความงามของทะเลอีเจียน 

 

 

2. เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ภายในเวลาไม่ถึง 30 ปี เบอร์ลินผ่านพ้นวิกฤตการณ์ความขัดแย้งและก้าวเข้าสู่เมืองฮิปอย่างเต็มตัว ทั้งดนตรี อาหาร และศิลปะที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะย่านพิพิธภัณฑ์ The Wall Museum East Side Gallery ทว่าในปี 2019 เบอร์ลินจะฮิปกว่าที่เคย เพราะเป็นปีฉลองครบรอบ 100 ปีของเบาเฮาส์ (Bauhaus) โรงเรียนสอนศิลปะเก่าแก่ผู้ขับเคลื่อนเบื้องหลังงานศิลปะยุคใหม่เกือบทุกแขนง แน่นอนว่างานฉลองครบรอบ 100 ปีของเบาเฮาส์ย่อมต้องมีงานดีผลงานเด่นให้ชมกันแบบจุใจตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น Opening Festival ณ  Bauhaus-Archiv และนิทรรศการพิเศษ Original Bauhaus ณ Berlinische Galerie ซึ่งแว่วมาว่ากำลังขยับขยายเปิดปีกใหม่อีกด้วย และถึงแม้ว่าคุณจะไม่ใช่พวกชอบงานศิลปะชนิดเสพแบบเข้าเส้น เบอร์ลินยังมีร้านรวง ร้านอาหาร และบาร์เก๋ให้ไปใช้ชีวิตอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น Buck and Breck, Ernst, 893 Ryōtei และ Bone ใน Markthalle Neun

 

 

3. กีซา ประเทศอียิปต์

แม้เราจะอกหักต่อการเลื่อนเปิด Grand Egyptian Museum ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่แน่ว่าภายในปีนี้อาจมีข่าวดีออกมา เพราะข่าวจากหลายเว็บไซต์ท่องเที่ยวดังทั่วโลกต่างเปรยมาทำนองเดียวกันว่ามิวเซียมน่าจะเปิดภายในปีนี้ ทั้งยังมีโรงแรมและเรือสำราญหลายเจ้าที่เริ่มเปิดให้บริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว หนึ่งในนั้นคือ St. Regis และบริษัท Sanctuary Retreats ที่เพิ่งออกทริปล่องแม่น้ำไนล์ด้วยเรือไม้หรูหรา

 

ส่วนตัว Grand Egyptian Museum นั้น นอกจากจะจัดแสดงสมบัติของฟาโรห์ทุตอังค์อามุน (King Tutankhamun) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งอียิปต์จากราชวงศ์ที่ 18 ซึ่งถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่อียิปต์มั่งคั่งอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยมหาสมบัติที่เราจะได้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านงานประดิษฐ์ งานฝีมือ และเทคโนโลยีของอียิปต์โบราณผ่านเพชรนิลจินดา หน้ากากทอง ลูกข่างหลากสี และสมบัติอื่นๆ กว่า 5,000 ชิ้นที่จะถูกนำมาจัดแสดงที่นี่ สุสานฟาโรห์ทุตอังค์อามุนจึงถือเป็นสุสานที่สมบูรณ์ที่สุดตั้งแต่มีทีมสำรวจมา

 

 

4. ประเทศญี่ปุ่น

อย่าเพิ่งตกใจไปว่าทำไมเราถึงแนะนำให้คุณไปญี่ปุ่นในปีนี้ ไม่ใช่ปี 2020 ซึ่งญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน แน่นอนว่าฉลากโอลิมปิกนั้นน่าสน แต่เราเชื่อว่าผู้คนที่พลุกพล่าน ไหนจะต้องพะว้าพะวังดูกีฬาอีก ทำให้คุณเที่ยวญี่ปุ่นได้น้อยลง ญี่ปุ่นเตรียมประเทศเพื่อตำแหน่งเจ้าภาพที่ดีเป็นเวลานาน ในปีนี้จะมีหลายสิ่งอย่างเสร็จสมบูรณ์ และคุณสามารถสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้นได้ก่อนใครเพื่อน โรงแรมดังกำลังเตรียมเปิดตามหัวเมืองใหญ่ เช่น Ace Hotel แห่งแรกในญี่ปุ่น ณ เมืองเกียวโต ที่ออกแบบโดย เคนโกะ คุมะ สถาปนิกมีชื่อผู้ออกแบบ The Opposite House ที่กรุงปักกิ่ง และหัวหน้าทีมสถาปนิก Olympic Stadium ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน เป็นต้น ตลาดปลาแห่งใหม่ Toyosu เปิดใหม่ไฉไลเมื่อปลายปีที่แล้ว เทศกาลงานศิลปะนานาชาติ Setouchi Triennale 2019 และมรดกโลกแห่งใหม่ที่นางาซากิ ถ้านั่นทำให้คุณยากที่จะปักใจเชื่อว่าญี่ปุ่นน่าไป ญี่ปุ่นกำลังมีพระราชพิธีเถลิงราชสมบัติของจักรพรรดิพระองค์ใหม่ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นพระราชพิธีสำคัญที่หาชมได้ยาก

 

 

5. เฉิงตู ประเทศจีน

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้จักเฉิงตูในแง่ของหม้อไฟอร่อยและแพนด้ายักษ์น่ารัก เมืองหลวงของมณฑลเสฉวนที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกแห่งของเมืองจีน นอกจากจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งอย่าง อุทยานจิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou) หรือพระพุทธรูปเล่อซาน เสน่ห์อีกอย่างของเฉิงตูคือความอิสระในการใช้ชีวิตของ LGBT ซึ่งหาได้ยากมากในเมืองจีน ประเทศที่ LGBT ไม่ได้รับการยอมรับ ที่นี่มีผับบาร์และร้านอาหารสำหรับชาวสีรุ้งโดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นสถานที่จัดงาน LGBT Pride Month ในเดือนมิถุนายนอีกด้วย หากคุณต้องการสัมผัสจีนในมุมต่างที่ผสานความเป็นจีนสมัยใหม่และดั้งเดิมเข้าด้วยกัน เฉิงตูคือตัวเลือกชั้นยอดที่เราแนะนำให้คุณไป

 

 

6. เพโลพอนนีส ประเทศกรีซ

คนไทยอาจไม่คุ้นหูกับเพโลพอนนีส (Peloponnese) คาบสมุทรรูปร่างคล้ายใบไม้ทางตอนใต้ของกรีซ ทว่าบริเวณนี้กำลังมาแรงและคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองของไมโคนอสและซานโตรินี ผนวกกับการเปิดสนามบินท้องถิ่นเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้มีคนมาเยือนเพโลพอนนีสเพิ่มขึ้นอีก 15% และในปี 2019 ละแวกนี้จะปังขึ้นไปอีก เพราะรถไฟที่เชื่อมต่อสถานที่สำคัญหลายแห่งกำลังกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หรือ Dexamenes โรงงานบ่มไวน์เก่าแก่บนเกาะก็ถูกแปลงเป็นห้องพักหรูริมหาด และที่สำคัญในเดือนเมษายนปีนี้ เพโลพอนนีสกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนรักสุขภาพ เพราะมีการจัดการแข่งขัน Iron Man ครั้งแรกของกรีซ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องว่ายน้ำในทะเลไอโอเนียน ขี่จักรยานผ่านสวนมะกอก และวิ่งมาราธอนเลียบชายหาดสวยเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร

 

เพโลพอนนีสมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นป้อมปราการเวเนเชียน โบสถ์ตามสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ และพระราชวังในยุคอารยธรรมไมซินี และเหนือสิ่งอื่นใด ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณโอลิมเปีย (Olympia) สถานที่ต้นกำเนิดกีฬาโอลิมปิกอีกด้วย

 

 

7. ประเทศโบลิเวีย

ปีนี้เทรนด์เที่ยวเมืองรองมาแรงมาก และเน้นหนักไปยังประเทศที่คนยังไม่นิยม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแถบอเมริกาใต้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักเยือนเปรู ชิลี และอาร์เจนตินา และเลือกมองผ่านโบลิเวียซึ่งอยู่ใกล้กัน นอกจากมนต์ขลังของตลาดเก่าแก่ในเมืองลาปาซ ซากโบราณสถานริมชายฝั่งของทะเลสาบติติกากา เสน่ห์ของโบลิเวียอยู่ที่ทะเลเกลือสุดเวิ้งว้างที่ชวนให้ออกไปถ่ายรูป และปีนี้จะพิเศษยิ่งขึ้นเมื่อ Kachi Lodge ที่พักแบบแคมป์สุดหรูกำลังเปิดตัวขึ้นกลางทะเลเกลือ Uyuni Salt Flats ซึ่งทำให้ประสบการณ์การเที่ยว Uyuni นั้นน่าตื่นเต้นราวกับอยู่นอกโลก

 

ได้ไอเดียไปเที่ยวกันแล้วใช่ไหม หาวันหยุดแล้วปักหมุดไปเที่ยวกัน!

 

ภาพ: Shutterstock, Courtesy of Brands

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post เตรียมแพ็กกระเป๋าหาวันเที่ยวกับ 7 จุดหมายปลายทางน่าเช็กอินแห่งปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/7-travel-destinations-2019/feed/ 0
เตรียมพบกับรถใหม่ที่น่าสนใจปี 2019 https://thestandard.co/upcoming-car-2019/ https://thestandard.co/upcoming-car-2019/#respond Tue, 08 Jan 2019 10:37:46 +0000 https://thestandard.co/?p=176519

และแล้วปี 2018 ก็ผ่านไปกับการเปิดตัวรถใหม่มากมายในงานมห […]

The post เตรียมพบกับรถใหม่ที่น่าสนใจปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>

และแล้วปี 2018 ก็ผ่านไปกับการเปิดตัวรถใหม่มากมายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 ที่มีให้เลือกตั้งแต่รถไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง FOMM ราคา 6 แสน ไปจนถึงรถซูเปอร์เอสยูวี ราคา 20 กว่าล้าน อย่าง Lamborghini Urus เป็นต้น สำหรับปี 2019 นี้ เรามาดูกันว่าค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่รุ่นไหนที่น่าสนใจบ้าง

 

All New Suzuki Jimny

นี่คือรถยนต์อีกรุ่นที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดตั้งแต่มีการเปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2018 ที่ญี่ปุ่น ด้วยรูปทรงที่ดูน่ารัก กะทัดรัด มีประวัติมายาวนานตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งสามารถครองใจผู้ใช้รถแบบขับเคลื่อน 4 ล้อขนาดเล็กมาโดยตลอด ซึ่งมียอดจำหน่ายทั่วโลกรวมแล้วกว่า 2.85 ล้านคันเลยทีเดียว รถรุ่นใหม่นี้นับเป็นเจเนอเรชันที่ 4 ของตระกูล นี่คือรถขับเคลื่อน 4 ล้อขนาดเล็กที่ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-time 4WD ที่ยังคงเอกลักษณ์โครงสร้างตัวถังแบบครอบทับเฟรม (Ladder Frame) ช่วงล่างคานแข็งแบบ 3 Link Suspension การออกแบบตัวถังภายนอกทำได้ลงตัวมากกับแนวคิด Professional Tools มีการใช้ DNA ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรุ่นในอดีตมาใช้ในการออกแบบได้อย่างกลมกลืน เช่น ไฟหน้าทรงกลม กระจังหน้าแนวตั้ง 5 ช่อง และฝากระโปรงหน้าทรงเหลี่ยม รถรุ่นนี้มีให้เลือก 2 เวอร์ชันคือ Jimny และ Jimny Sierra ซึ่งในรุ่น Jimny Sierra มีมิติความกว้างที่มากกว่า สูงกว่า และยาวกว่ารุ่น Jimny เล็กน้อย (สังเกตได้จากโป่งล้อที่ถูกเสริมขึ้นมาให้กว้างขึ้น) แต่ระยะฐานล้อนั้นเท่ากัน

 

 

ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย เน้นการใช้งานแบบสมบุกสมบัน ห้องโดยสารถูกขยายให้กว้างมากขึ้น นั่งสบายขึ้นกว่ารุ่นเดิม สำหรับขุมพลังนั้นบ้านเราน่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดที่ 102 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Part-time คาดว่ารถรุ่นนี้จะได้รับความนิยมในบ้านเราอย่างแน่นอน (ถ้าราคาสมเหตุสมผลนะครับ)

 

 

All New Mazda 3

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา มีการเปิดตัว Mazda 3 เจเนอเรชันที่ 4 เป็นครั้งแรกที่งาน Los Angeles Auto Show ทั้งรุ่น 4 ประตูซีดาน และ 5 ประตูแฮตช์แบ็ก จุดเด่นของรถรุ่นนี้ได้แก่ความพิถีพิถันในการออกแบบตามแนวทางของ Mazda ที่เรียกว่า KODO Design ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชันที่ 2 แล้ว

 

รูปทรงภายนอกถูกขัดเกลาพื้นผิวของตัวรถให้มีความเรียบเนียนโดยลดเส้นสายที่ไม่จำเป็นออกเกือบหมด ทำให้รูปทรงของรถดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะรุ่น 5 ประตูที่ถอดแบบมาจากรถต้นแบบ KAI Concept นั่นเอง ภายในถูกออกแบบใหม่หมด เรียบหรูสไตล์รถยุโรป แต่ยังคงแนวคิด Less is more โดยจะเน้นให้มีปุ่มเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเรื่องระบบเก็บเสียงภายในรถให้ดีขึ้น เทียบเท่ากับรถยุโรปชั้นนำอีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นน่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตรเดิม แล้วนำมาปรับแต่งใหม่ หรืออาจจะมี เซอร์ไพรส์เป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่อย่าง SKYACTIV-X 2.0 ลิตร ก็เป็นได้ โครงสร้างตัวถัง SKYACTIV-Vehicle Architecture แบบใหม่มีการใช้เหล็กกล้า High-tensile มากขึ้นจากเดิมเพียง 3% เพิ่มเป็น 30% ทำให้ตัวถังมีการบิดตัวน้อยเวลาสะเทือนหรือเข้าโค้ง รวมทั้งมีความปลอดภัยมากขึ้นเวลาเกิดอุบัติเหตุด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัย i-ACTIVSENSE เตรียมไว้ให้อีกเพียบ สำหรับสาวก Mazda 3 ก็เตรียมความพร้อมกันไว้ให้ดีเพราะปีนี้มาแน่ๆ

 

 

All New BMW 3 Series

นับเป็นการรอคอยที่ยาวนานถึง 7 ปี สำหรับการเปลี่ยนโฉมของ BMW 3 Series รุ่นใหม่ล่าสุด เจเนอเรชันที่ 7 ที่มีรหัสตัวถัง (G20) ด้วยรูปทรงภายนอกที่ใช้ภาษาการออกแบบเดียวกับรถ BMW ยุคใหม่รุ่นอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้ สังเกตได้จากกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่แบบชิ้นเดียว เชื่อมต่ออย่างลงตัวกับไฟหน้า LED ซึ่งกลมกลืนกับกันชนหน้าได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยช่องลมรูปตัว T ที่กันชนหน้าทั้งสองด้าน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่องดักอากาศของเครื่องบินในอดีต มิติของตัวรถใหญ่ขึ้นและนำ้หนักลดลง 55 กิโลกรัมจากรุ่นที่แล้ว (F30) เล็กน้อย เส้นสายด้านข้างดูเพรียวและสปอร์ตมากขึ้น ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศลดลงเหลือ 0.23 ไฟท้ายรูปตัว L เรียวยาว 3 มิติ

 

ขุมพลังมีให้เลือกตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินทวินพาวเวอร์เทอร์โบ 2.0 ลิตร 4 สูบในรุ่น 320i ให้กำลัง 184 แรงม้า รุ่น 330i ให้กำลัง 258 แรงม้า เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ในรุ่น 318d ให้กำลัง 150 แรงม้า 320d ให้กำลัง 190 แรงม้า เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ในรุ่น 330d ให้กำลัง 265 แรงม้า รุ่นปลั๊กอินไฮบริด 330e จะประหยัดน้ำมันขึ้นอีก 10% และสามารถวิ่งแบบใช้ไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 60 กิโลเมตรเลยทีเดียว สำหรับรุ่นที่จะนำมาจำหน่ายในประเทศไทยนั้นคงต้องรอให้ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

 

The New Mercedes-Benz A-Class

นี่คือ Mercedes-Benz A-Class เจเนอเรชันที่ 4 และนับเป็นครั้งแรกที่รุ่น A-Class มีแบบตัวถังให้เลือกทั้งแบบ 5 ประตูแฮตช์แบ็ก (รหัสตัวถัง W177) และแบบ 4 ประตูซีดาน (รหัสตัวถัง V177) โดดเด่นด้วยการออกแบบรูปทรงที่ดูลู่ลมมากขึ้น โดยเฉพาะรุ่นซีดานที่สามารถลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศลงได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยตัวเลข 0.22 Cd เลยทีเดียว มิติความยาวของตัวรถรุ่น 4 ประตูจะยาวกว่า 30 มิลลิเมตร และสูงกว่า 6 มิลลิเมตร

 

รูปทรงด้านหน้าใช้ภาษาการออกแบบเดียวกันกับรุ่นพี่อย่าง CLS ไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light รูปตัว L คว่ำ ไฟท้ายของรุ่นซีดานและแฮตช์แบ็กมีลวดลายที่แตกต่างกัน ขนาดล้อมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 16-19 นิ้ว อุปกรณ์ภายในจัดเต็มเริ่มจากระบบควบคุม Multimedia MBUX เพื่อรองรับการสั่งงานด้วยเสียง ส่วนระบบแสดงผลมีให้เลือกถึง 3 แบบ สำหรับรุ่น Top นั้นดูอลังการมากด้วยหน้าจอคู่ขนาดใหญ่ถึง 12.25 นิ้ว ยาวต่อกัน (เหมือนกับที่อยู่ในรุ่น E-Class) เช่นเดียวกับช่องแอร์ทรงไอพ่นเครื่องบิน และระบบการเปลี่ยนแสงสีภายในห้องโดยสาร Ambient Lighting ได้มากถึง 64 สี ขุมพลังนั้นมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล สำหรับตลาดบ้านเราน่าจะเป็นรุ่น A 200 เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.3 ลิตร เทอร์โบ 163 แรงม้า คาดว่าคงจะถูกใจวัยรุ่นไทยแน่นอนสำหรับรถรุ่นนี้

 

 

All New Porsche 911 (992)

ด้วยระยะเวลาในการรอคอยที่รู้สึกว่าไม่นานมากนัก (เพราะว่ารถรุ่นก่อนยังดูเหมือนว่าเพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมานี้) ในที่สุด Porsche ก็เปิดตัวเจ้าชายกบเจเนอเรชันที่ 8 รุ่นล่าสุด (รหัสตัวถัง 992) รูปทรงภายนอกยังคงเอกลักษณ์ของรุ่น 911 เอาไว้อย่างเหนียวแน่น โป่งซุ้มล้อถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ระยะฐานล้อกว้างขึ้น 45 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยไฟท้ายแนวนอนเป็นเส้นสีแดง LED เชื่อมต่อกัน พร้อมไฟเบรก LED ดวงที่ 3 อยู่บนฝาระบายอากาศด้านบนซึ่งทำเป็นเส้นคู่แนวตั้งดูแปลกตา รวมทั้งยังมีติดตั้งซ่อนอยู่ใต้สปอยเลอร์ท้ายอีกจุดหนึ่ง ซึ่งจะมองเห็นเมื่อสปอยเลอร์ท้ายยกขึ้นเท่านั้น ภายในออกแบบใหม่หมด หน้าจอกลางแดชบอร์ดขนาดใหญ่ 10.9 นิ้ว ที่เรียกว่า Porsche Communication Management (PCM) แบบทัชสกรีน ถัดลงมาเป็นช่องแอร์และแผงคอนโซลกลางสีดำเงา ซึ่งที่แปลกตาไปมากที่สุดก็คือเจ้าคันเกียร์อัตโนมัติอันเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นมาอย่างโดดเด่น มองแล้วไม่เหมือนคันเกียร์ทั่วไปที่คุ้นเคย

 

ขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน 3.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ เริ่มจากรุ่น Carrera ให้กำลัง 385 แรงม้า รุ่น Carrera S และ 4Sให้กำลัง 450 แรงม้า แฟนๆ Porsche เตรียมตัวเสียสตางค์อีกแน่นอน

 

 

ภาพ: Courtesy of brands

ภาพประกอบ: Nuttarut B.

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เตรียมพบกับรถใหม่ที่น่าสนใจปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/upcoming-car-2019/feed/ 0
เทรนด์เลือกคู่ยุคปัจจุบัน เมื่อชายหญิงไทยเป็นโสดจำนวนมาก https://thestandard.co/dating-trend/ https://thestandard.co/dating-trend/#respond Mon, 07 Jan 2019 06:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=175816

ใครว่าหนุ่มผิวเข้มหน้าคมจะครองใจสาวไทยเป็นอันดับหนึ่ง ห […]

The post เทรนด์เลือกคู่ยุคปัจจุบัน เมื่อชายหญิงไทยเป็นโสดจำนวนมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใครว่าหนุ่มผิวเข้มหน้าคมจะครองใจสาวไทยเป็นอันดับหนึ่ง หรือผู้ชายไทยจะชอบผู้หญิงสูงๆ หุ่นนางแบบเสมอไป หลังบริษัทจัดหาคู่ระดับพรีเมียมของไทยอย่าง Bangkok Matching ได้เก็บสถิติเทรนด์การหาคู่ของชายหญิงในประเทศไทย โดยรวบรวมข้อมูลจากหลายแห่ง ทั้งผู้โทร.เข้ามาสอบถาม ในกลุ่มลูกค้าและบุคคลภายนอก มีการทำโพลสอบถามด้านการหาคู่ การออกเดต การตั้งสเปก และการเลือกคู่ ตลอดปี 2018 จนได้ผลออกมาเป็นดังนี้

 

ชายไทยส่วนใหญ่ยังคงชอบผู้หญิงขาว สวย หมวย เอ็กซ์ รูปร่างสมส่วน ต้องอายุน้อยกว่าตัวเอง 5-7 ปี หากวางแผนมีลูกก็จะหาคู่ที่มีอายุไม่เกิน 33 ปี ส่วนสูงต้อง 160 เซนติเมตรขึ้นไป แต่ชอบมากที่สุดถ้าสูง 165 เซนติเมตร แม้หน้าตาจะเป็นสิ่งสำคัญกับฝ่ายชายมากกว่าโปรไฟล์ที่ดี​ แต่ถ้าเดตกันแล้ว นิสัยไม่ดี ก็พร้อมบ๊ายบาย

 

ส่วนผู้หญิงชอบผู้ชายผิวขาว ตี๋ ใส่แว่น รูปร่างสมส่วน ไม่ลงพุง ไม่หัวล้าน ส่วนใหญ่ชอบคนอายุเท่าๆ กัน ส่วนสูงต้อง 175 เซนติเมตรขึ้นไป รับไม่ได้ถ้าต่ำกว่า 168 เซนติเมตร ผู้หญิงให้ความสำคัญกับฐานะทางการเงินและความมั่นคงมากกว่าหน้าตาที่พร้อมมองข้าม แต่ไม่ชอบเลยถ้าผู้ชายมีนิสัยเจ้าชู้ ไม่ซื่อสัตย์ ต่อให้หน้าตาดีขนาดไหนก็ตาม  

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันชายหญิงไทยเป็นโสดจำนวนมาก และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง ถึงแม้ว่าจะมีโปรไฟล์ที่ดี หน้าตาดี การศึกษาดี หน้าที่การงานก็ดี แต่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจสักที หนึ่งในความเป็นไปได้คือ ความคาดหวังในอีกฝ่ายแบบไม่อยู่ในความเป็นจริง และชายหญิงส่วนใหญ่หลังเลิกงานมักตรงดิ่งกลับบ้าน และใช้เวลาอยู่ที่บ้านในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post เทรนด์เลือกคู่ยุคปัจจุบัน เมื่อชายหญิงไทยเป็นโสดจำนวนมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dating-trend/feed/ 0
จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของการท่องเที่ยวปี 2019 https://thestandard.co/tourism-2019/ https://thestandard.co/tourism-2019/#respond Sat, 05 Jan 2019 02:56:40 +0000 https://thestandard.co/?p=175083

ในรอบปีที่ผ่านมา วงการการท่องเที่ยวไทยประสบปัญหาภาวะซบเ […]

The post จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของการท่องเที่ยวปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในรอบปีที่ผ่านมา วงการการท่องเที่ยวไทยประสบปัญหาภาวะซบเซาจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความไม่ไว้วางใจในระบบความปลอดภัยของไทยในอุบัติเหตุเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต หรือเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวจีนจนได้รับบาดเจ็บ ณ ภูเก็ตอีกเช่นกัน พานให้ยอดนักท่องเที่ยวจีนที่ลดอยู่แล้วลดฮวบลงไปอีกชนิดที่ว่าเจ้าของธุรกิจต่างร้องโอดครวญเป็นแถว แม้ปลายปีจะมีข่าวให้ชื่นใจกันบ้างกับยอดฉลองนักท่องเที่ยวชาวจีนคนที่ 10 ล้านครั้งแรกในประวัติการณ์ การจับมือของผู้ประกอบการภูเก็ตที่ร่วมใจกันแบนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง หรือยอดท่องเที่ยวในตลาดอื่นเริ่มเพิ่มสูงขึ้นมาทดแทนนักท่องเที่ยวชาวจีน

 

แม้ปี 2018 ภาพรวมการท่องเที่ยวบ้านเราจะดูลุ่มๆ ดอนๆ ไปบ้างตามประสาเศรษฐกิจและสิ่งเร้าภายนอกที่มีบททดสอบมากเหลือเกิน แต่มองในมุมกว้าง การท่องเที่ยวไทยยังคงคึกคัก เพียงแต่ไม่หวือหวาเหมือนปีที่ผ่านๆ มา มีการกระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังเมืองรองตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาล คนต่างชาติเที่ยวเมืองเล็กกันมากขึ้น คนไทยเองก็หันมาเที่ยวไทยมากขึ้นเช่นกัน

 

ปี 2019 หรือพุทธศักราช 2562 หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเทรนด์การท่องเที่ยวโลกจะยังคงเน้นเรื่องความยั่งยืน การท่องเที่ยวทางอากาศกำลังเติบโตต่อเนื่องแบบก้าวใหญ่ๆ จากปีที่แล้ว แต่แว่วมาว่ากำลังมีสายการบินเกิดใหม่ถึง 2 สาย หนึ่งในนั้นเพิ่งสั่งซื้อเครื่องบินจากรัสเซีย โดยมีนักวิชาการหลายคนเชื่อว่าอาจมีการร่วมทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นในแวดวงการบินไทย ทว่าจะรุ่งหรือร่วงก็คงต้องติดตาม

 

ส่วนภาพรวมของการท่องเที่ยวทางอากาศโลกกำลังเปลี่ยนโฉมไปอีกระดับ ไฟลต์บินแบบยาวพิเศษ (The Ultra-Long Haul Flight) กำลังเป็นเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต่างงัดแงะเข้ามาสู้ รวมถึงระบบข้อมูลทางชีวภาพ Biometrics จะก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักในสนามบิน แน่นอนว่ายังมีอีกหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นในอนาคต และนี่คือสิ่งที่ THE STANDARD รวบรวมและคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับการท่องเที่ยวในปี 2019

 

 

ความยั่งยืนคือคีย์เวิร์ดหลักของการท่องเที่ยว

ไม่ใช่แค่บ้านเราที่หันมารณรงค์เรื่องความยั่งยืน แต่ผู้คนในวงการท่องเที่ยวทั่วโลกต่างหันมาใส่ใจการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลกกันอย่างจริงจัง มีการแบนพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (Single-use Plastic) กันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมและรีสอร์ตยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่เริ่มทำกันจริงจังในปีนี้ และที่สร้างความตกใจให้ผู้เขียนพอตัวคือการเปิดตัวเที่ยวบินปลอดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งของสายการบินไฮฟลาย สัญชาติโปรตุเกส เมื่อตอนสิ้นปีที่ผ่านมา โดยเดินทางจากลิสบอนไปยังนาตาลในแอฟริกาใต้ สายการบินนี้หันมาใช้ช้อนส้อมและมีดที่ทำมาจากไม้ไผ่ ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้แทน ซึ่งทางสายการบินวางแผนเปิดเที่ยวบินทำนองนี้เพิ่มอีก 3 เที่ยวบินเพื่อลดการใช้พลาสติกได้ถึง 350 กิโลกรัม หรือประมาณ 770 ปอนด์เลยทีเดียว แน่นอนว่าการกระทำของไฮฟลายในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นให้สายการบินยักษ์ใหญ่หันมาแบนพลาสติกใช้แล้วทิ้งได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้

 

นอกจากเรื่องการรักษ์โลก ความยั่งยืนในที่นี้ยังหมายถึงการเที่ยวเชิงคุณภาพ นักท่องเที่ยวเริ่มหันมาใส่ใจเที่ยวเมืองเล็กและใกล้ชิดกับชุมชนมากขึ้น เนื่องจากเบื่อหน่ายฝูงชนตามเมืองใหญ่ และปัญหา Overtourism ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผลการสำรวจของ Airbnb พบว่าผู้เข้าพัก 84% ตัดสินใจใช้ Airbnb เพราะต้องการใช้ชีวิตเหมือนคนท้องถิ่น โดยส่วนใหญ่มักเลือกที่พักนอกแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมและใช้จ่ายกับคนในท้องถิ่นมากขึ้น โดยจุดหมายปลายทางระดับโลกที่เป็นเทรนด์ปีนี้มักเป็นเมืองที่ไม่นิยมถึงขั้นติดท็อประดับโลก เช่น เมืองไคคูรา ประเทศนิวซีแลนด์ เมืองเซี่ยเหมิน ประเทศจีน และแคว้นนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส (ทั้งหมดวัดจากยอดจองล่วงหน้าที่เพิ่มสูงเกือบ 3 เท่าตัว)

 

ซึ่งเทรนด์นี้ไปสอดคล้องกับนโนบายเที่ยวเมืองรองของไทยในแคมเปญ Amazing Thailand Go Local ในปีที่ผ่านมา ผู้เขียนคาดว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนแคมเปญนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นแคมเปญที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ กระจายรายได้สู่ชุมชนเล็กได้ดีในระยะยาว แถมยังกระตุ้นให้คนไทยหันมาสนใจเที่ยวเมืองรองกันมากขึ้นจนกลายเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ ในการท่องเที่ยว

 

 

ระบบข้อมูลทางชีวภาพ Biometrics จะอยู่ทุกหนทุกแห่ง

พูดถึงเทรนด์การท่องเที่ยวไปแล้ว มาดูโลกของการเดินทางบนอากาศกันบ้าง สิ่งที่คุณจะพบเจอยามเดินทางมากขึ้นในปี 2019 คือระบบ Biometrics หรือเทคโนโลยียืนยันข้อมูลด้วยระบบชีวภาพ หลังจากที่เราได้ยินข่าวคราวการนำระบบนี้มาทดลองใช้ในสนามบินหลายแห่ง ปีนี้เราจะเห็นหลายสนามบินนำระบบนี้มาใช้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสนามบินชูบุเซ็นแทรร์ สนามบินนานาชาติคันไซ สนามบินฟุกุโอกะ ของประเทศญี่ปุ่น สนามบินกัลกัตตา สนามบินพาราณสี สนามบินวิชัยวาทะ ของประเทศอินเดีย สนามบินชางฮีของสิงคโปร์ รวมถึงสนามบินอีก 25 แห่งในสหรัฐอเมริกา และไม่ใช่แค่สนามบินเท่านั้นที่ใช้ แต่สายการบินต่างๆ ก็เริ่มนำระบบนี้มาใช้ในการเช็กอิน เช่น สายการบินเดลต้า เจ็ตบลู และลุฟต์ฮันซา

 

เสียใจด้วยถ้าเราจะบอกว่าค่าตั๋วเครื่องบินอาจแพงขึ้น

แม้ปีที่แล้วตั๋วเครื่องบินจะราคาถูกลง เนื่องจากสายการบินต่างๆ พยายามกดราคามาสู้เพื่อเรียกลูกค้า และเป็นผลพวงจากราคาน้ำมันดิบต่ำช่วงต้นปี 2016 ทว่าในปี 2019 ราคาตั๋วเครื่องบินมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบจะสูงมากในรอบหลายปีในช่วงหน้าร้อนนี้ และมีแนวโน้มว่าจะลดลงเช่นกันในฤดูใบไม้ร่วง อย่างไรก็ดี ของที่มักขึ้นราคาไม่เคยลดลงฉันใด ราคาตั๋วเมื่อขึ้นแล้วก็ลดลงยากฉันนั้น ฉะนั้นควรติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่แน่ว่าสายการบินต่างๆ จะใจแข็งไม่ขึ้นราคาตั๋วเพียงเพราะน้ำมันขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก็ได้

 

 

ปีแห่งไฟลต์ยาวพิเศษและงาน Tailor-made

การแพร่หลายของการสายบินต้นทุนต่ำทำให้สายการบินแบบฟูลเซอร์วิสต่างพยายามงัดกลยุทธ์แบบ ‘ราคาดี บริการมีระดับ’ มาสู้ แล้วก็ค้นพบว่าหนทางที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการตนเองมิใช่อยู่ที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความประณีตในงานบริการและประสบการณ์การบินที่ได้รับ ในปีนี้คุณจึงจะเห็นสายการบินแบบฟูลเซอร์วิสหันมาใส่ใจผู้โดยสารทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเลานจ์ในสนามบินที่อัปเกรดแบบจัดเต็ม เมนูอาหารบนเครื่องที่ปรุงขึ้นจากเชฟดังประจำชาติ (เช่น การบินไทยที่นำเมนูของร้านเจ๊ไฝขึ้นเครื่อง) หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

นอกจากงานบริการแบบ Tailor-made ที่ให้ความรู้สึกราวกับเป็นคนสำคัญ เราจะเห็นสายการบินต่างๆ หันมาจับไฟลต์บินแบบยาวพิเศษ (The Ultra-Long Haul Flight) หลังจากเห็นกระแสแง่บวกและความสำเร็จของสายการบินสิงคโปร์ที่เพิ่งเปิดตัวเที่ยวบินจากสิงคโปร์สู่นูอาร์กเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าสายการบินที่จะลงมาแชร์ตลาดนี้ด้วยคือผู้เล่นหน้าเก่าอย่างสายการบินควอนตัสและคาเธ่ย์ แปซิฟิค

 

นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา เราขอให้คุณติดตามความคืบหน้าเอาไว้ให้ดี เพราะยังมีเรื่องราวน่าตื่นเต้นรอพวกเราอีกเพียบ

 

ภาพ: Shutterstock

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ่านเพิ่มเติม:

 

อ้างอิง:

The post จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกของการท่องเที่ยวปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/tourism-2019/feed/ 0
6 ไอเท็มเตรียมไว้เลย ปีนี้มาแน่ https://thestandard.co/6-fashion-items-2019/ https://thestandard.co/6-fashion-items-2019/#respond Fri, 04 Jan 2019 17:01:04 +0000 https://thestandard.co/?p=169917

อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเทรนด์แฟชั่นจะหมุนและเปลี่ยนไ […]

The post 6 ไอเท็มเตรียมไว้เลย ปีนี้มาแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเทรนด์แฟชั่นจะหมุนและเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งเราตามกันแทบจะไม่ทัน อย่าง 6 ไอเท็มนี้เป็นการพยากรณ์คร่าวๆ ไว้ว่าน่าจะต้องติดเทรนด์ในปี 2019 แต่สุดท้ายแล้วการเดินท่ามกลางผู้คน สิ่งที่จะทำให้เราเริดไม่ใช่แค่ความเทรนดี้ แต่เป็นสไตล์ที่ดีด้วยต่างหาก

 

 

Animal Print

ความซ่าจากผืนป่าจะกลับเข้ามาถล่มเมืองในปี 2019 เพราะหลายแบรนด์เลือกใช้ลายปรินต์สัตว์ เสือดาว ม้าลาย งู จระเข้ ฯลฯ เรียกได้ว่าสิงสาราสัตว์จาก The Lion King และ Mowgli จะยกโขยงกันมาทั้งป่า

 

Cow Girl

งานนี้คนรักงานคันทรีมียิ้มแน่ๆ เพราะเอเลเมนต์สของ ‘คาวเกิร์ล’ ความบอยต้องมา ทั้งผ้าพันคอผืนใหญ่คลุมไหล่ รองเท้าบู๊ตทรงคาวบอย เข็มขัดฉลุลาย หรือหมวกปีกกว้างทรงแข็ง  

 

Wide Legs

การหยิบเทรนด์จากอดีตกลับมาเล่นอีกครั้ง กางเกงขาใหญ่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาอีกแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นขากระดิ่ง ขาบาน หรือจะเป็นทรงกระบอกใหญ่ อาจจะดูง่าย แต่มีสไตล์อย่างแน่นอน

 

Boots

คาดว่ารองเท้าบู๊ตน่าจะเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่จะกลับมาครองบัลลังก์ของเทรนด์ปีหน้า และถ้าว่ากันตามจริง คนก็เริ่มหยิบมันขึ้นมาสวมใส่อีกครั้งตั้งแต่ปลายปีนี้ มองย้อนกลับไปข้างต้น ทั้งบู๊ตคาวเกิร์ล บู๊ตหนังสัตว์ หรือบู๊ตสั้น สิ่งเหล่านี้คือแมตทีเรียลสวยเท่ที่จะต้องมีอย่าให้ขาดในปีหน้า

 

The Basket Bag

งานแฮนด์เมด กระเป๋าสาน ตะกร้าต่างๆ เชื่อเถอะว่าประเทศบ้านเราไม่ได้หายาก ตามตลาดคนเดินมีขายมากมาย ลองมองหาดูแล้วเอามาปรับแต่งสักหน่อย เชื่อว่าต้องได้ติดเทรนด์ปีหน้าแน่ๆ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าตอนนี้เขาเริ่มรณรงค์ให้รักษ์โลก เพราะฉะนั้นกระเป๋าสานตอบโจทย์แน่นอน

 

Sunglasses

เตรียมรอปี 2019 Saint Laurent, Givenchy หรือ Victoria Beckham ต่างก็เลือกปรับทรงแว่นตาจากเล็กจิ๋วให้กลายเป็นโล่กันแดดให้กับดวงตาได้อย่างแท้จริง

 

ภาพประกอบ: Pichamon W

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post 6 ไอเท็มเตรียมไว้เลย ปีนี้มาแน่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/6-fashion-items-2019/feed/ 0
จับกระแสเทรนด์สุขภาพปี 2019 ที่น่าจับตามอง เมื่อหลายสิ่งอย่างกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ https://thestandard.co/health-trends-for-2019/ https://thestandard.co/health-trends-for-2019/#respond Fri, 04 Jan 2019 06:51:14 +0000 https://thestandard.co/?p=174618

เวลาและวารีไม่เคยรอใคร แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี เรื่อ […]

The post จับกระแสเทรนด์สุขภาพปี 2019 ที่น่าจับตามอง เมื่อหลายสิ่งอย่างกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เวลาและวารีไม่เคยรอใคร แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี เรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรเอาใจใส่และให้ความสำคัญ ขณะนี้เราก้าวเข้าสู่ปี 2019 อย่างเต็มตัวแล้ว และนี่คือกระแสสุขภาพที่มาแรงในปีนี้ครับ

 

Cannabidiol (CBD) Edibles หรือน้ำมันกัญชา

 

 

จากกระแสกัญชาและวงการแพทย์ในปี 2018 ที่ผ่านมา น้ำมันกัญชาถูกกล่าวถึงและนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้นในปี 2019 หลายประเทศที่การใช้กัญชากลายมาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย นอกจากจะมีการนำเอากัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น ใช้รักษาโรคไมเกรน อาการนอนไม่หลับ อาการปวดในผู้ป่วยมะเร็ง เป็นต้น น้ำมันสกัดจากกัญชายังถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหารสุขภาพหลายชนิด อันที่จริงภูมิปัญญาเรื่องกัญชานี้ ประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว, ไทย, เขมร, พม่า ล้วนรู้จักประโยชน์ของกัญชามานานหลายร้อยปีแล้ว ทั้งนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรหรือประกอบอาหาร ทางการแพทย์พบว่าอาหารหลายอย่างที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบ นอกจากช่วยเพิ่มรสชาติความอร่อย ยังมีผลช่วยลดอาการซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี

 

Ketogenic Snack

 

 

กระแสนิยมการบริโภคอาหารกลุ่ม Keto ในปี 2018 ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญ หันมาให้ความสนใจกับของว่างสำหรับกลุ่มคนที่นิยมบริโภคอาหารแนว Keto มากขึ้น ในปี 2019 นี้คุณจะมีทางเลือกในการรับประทานอาหาร Keto ที่หลากหลายกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่าง Waitrose และ Gourmet ก็เริ่มมี Ketogenic Snack วางจำหน่ายในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง Keto คุกกี้ Keto หรือ สแน็กบาร์ Keto เป็นต้น

 

Cassava Flour หรือแป้งมันสำปะหลัง

 

 

กลับมามีบทบาทสำคัญในวงการเบเกอรีอีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติปลอดกลูเตน (Gluten Free) ปลอดสารจำพวกเนยถั่ว (Nut Free) จึงทำให้อาหารหรือขนมที่ปรุงด้วยแป้งมันสำปะหลังจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ทั้งรสชาติความอร่อย รวมถึงปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคที่แพ้กลูเตน รวมถึงในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ต่างๆ เช่น SLE, แพ้ภูมิตัวเอง เป็นต้น นอกจากนี้เรายังพบอีกด้วยว่า แป้งจากมันสำปะหลังมีเส้นใยปริมาณมาก ให้ความกรอบและเคี้ยวอร่อย บริษัทผลิตตอร์ติญาและ Chip จำนวนมากจึงเริ่มหันมาใช้แป้งมันสำปะหลังตั้งแต่ปลายปี 2018 เป็นต้นมา และจะใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปีนี้

 

Edibles Beauty Care หรือผลิตภัณฑ์ความงามที่สามารถผลิตได้เอง

 

 

เชื่อว่าทุกวันนี้มีสุภาพสตรีจำนวนไม่น้อยที่เพียรพยายามตามหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มาสก์ อายครีม ฯลฯ ที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่พบอะไรที่เหมาะกับตัวเองอย่างแท้จริง แถมบางคนใช้ไปใช้มาเกิดอาการแพ้ มีผื่นคัน หรือฝ้าขึ้นอีกต่างหาก ดาราชื่อดังผู้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คือ ดรูว์ แบร์รีมอร์ และ คาเมรอน ดิแอซ ทั้งสองแพ้เครื่องสำอางแทบจะทุกชนิด พยายามตามหาอยู่นานมากแต่ก็ไม่พบยี่ห้อไหนที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเอง พวกเธอจึงเริ่มศึกษาวิธีการผลิตครีมบำรุงผิว มาสก์หน้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง ทดลองใช้น้ำมันจากพืช และสารตั้งต้นต่างๆ มาผสมเครื่องสำอางใช้เอง และพบว่าได้ผลดีมาก หลายคนได้อ่านบล็อกของดาราทั้งสอง และทดลองทำตามคำแนะนำ สุดท้ายก็พบเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับตัวเองในที่สุด

 

อันที่จริงกระแสการผลิตเครื่องสำอางใช้เองนั้นมีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่เป็นแนวคิดที่ไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร สารตั้งต้นในการผลิตที่หายาก ราคาแพง ฯลฯ แต่มา ค.ศ. นี้ เรื่องที่ว่ามาไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป มีบล็อก หนังสือ เว็บไซต์มากมายที่มีบทความแนะนำว่า ถ้าเราอยากผลิตเครื่องสำอางใช้เอง เราควรเริ่มต้นอย่างไร รวมถึงราคาของสารต่างๆ ที่นำมาใช้ผลิตก็ไม่แพงเหมือนแต่ก่อน

 

Functional Medicine Testing หรือการตรวจสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล

 

 

หลายสิบปีที่ผ่านมา โปรแกรมตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลส่วนมากเป็นลักษณะโปรแกรมแบบเหมาโหล คือทุกๆ คนที่เข้ามาหาหมอจะต้องตรวจเลือดแบบเดียวกันหมด การตรวจสุขภาพแบบนี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่เป็นการตรวจแบบเหวี่ยงแห ครอบคลุมหลายโรค ในขณะที่คนบางคนมีความเสี่ยงในบางโรคที่ไม่มีในโปรแกรมตรวจสุขภาพ การออกแบบการตรวจสุขภาพเชิงลึก ลงรายละเอียดถึงระดับโมเลกุลและเฉพาะเจาะจง จึงกลายมาเป็นเทรนด์ที่โลกการแพทย์กำลังให้ความสำคัญ เมื่อการเทสต์ต่างๆ ราคาถูกลงและแม่นยำมากขึ้น

 

Functional Medicine Test จะช่วยให้คุณรู้ถึงชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ของตัวเอง ที่แตกต่างจากคนอื่นๆ รู้ระดับฮอร์โมนแต่ละชนิดในร่างกาย รู้ถึงความเสี่ยงในอนาคตอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้าว่าตัวเองจะเป็นมะเร็ง อัลไซเมอร์ หรือโรคร้ายแรงต่างๆ หรือไม่ ถ้าเสี่ยงมากก็รีบหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน เหมือนอย่างที่ แอนเจลินา โจลี ตัดสินใจตัดเต้านมทิ้ง เพราะการตรวจในระดับโครโมโซมพบว่าเธอมีความเสี่ยงสูงมากกว่า 90% ที่จะเกิดมะเร็งเต้านมในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นต้น

 

น่าสนใจใช่ไหมครับ กับเทรนด์สุขภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2019 เพราะสุขภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การดูแลสุขภาพที่ดีจะทำให้เรามีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในปี 2019 และปีต่อๆ ไป

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

  • New England Journal : Dec 2018
  • American Association of Family Physicians : Dec 2018

The post จับกระแสเทรนด์สุขภาพปี 2019 ที่น่าจับตามอง เมื่อหลายสิ่งอย่างกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/health-trends-for-2019/feed/ 0
Beyonce, Jay-Z อีกหนึ่งอิทธิพลที่ส่งให้พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มียอดเข้าชมสูงสุดในโลกกว่า 10 ล้านคนในปี 2018! https://thestandard.co/beyonce-jay-z-help-louvre-museum-break-visitor-record/ https://thestandard.co/beyonce-jay-z-help-louvre-museum-break-visitor-record/#respond Fri, 04 Jan 2019 02:02:43 +0000 https://thestandard.co/?p=174426

ถ้าใครกำลังมองหาอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริงระดับโลกที่มาพร้อม […]

The post Beyonce, Jay-Z อีกหนึ่งอิทธิพลที่ส่งให้พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มียอดเข้าชมสูงสุดในโลกกว่า 10 ล้านคนในปี 2018! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าใครกำลังมองหาอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริงระดับโลกที่มาพร้อมพลังอำนาจและอิทธิพล ก็คงหนีไม่พ้นสามีภรรยา บียอนเซ่ โนวส์ คาร์เตอร์ และ เจย์-ซี เพราะล่าสุดพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปารีสได้ประกาศว่า มียอดผู้เยี่ยมชมกว่า 10.2 ล้านคนในปี 2018 และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนไปเยือนมากสุดในโลก โดยมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Apeshit’ ที่ถ่าย ณ พิพิธภัณฑ์ในนาม The Carters และปล่อยออกมาแบบเซอร์ไพรส์ในช่วงเดือนมิถุนายนก็เป็นสาเหตุสำคัญ

 

 

สำหรับมิวสิกวิดีโอ Apeshit ที่ตอนนี้มียอดวิวบน YouTube เกือบ 150 ล้านครั้ง และได้เข้าชิงรางวัลมิวสิกวิดีโอยอดเยี่ยมที่งาน Grammy Awards เดือนหน้า เรียกว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญ เพราะช่วยให้ฐานคนเยี่ยมชมเกินครึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนและคนหนุ่มสาวที่เป็นแฟนคลับกลุ่มหลักของบียอนเซ่และเจย์-ซี

 

โดยทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดทำทัวร์พิเศษที่เดินตามรอยผลงานศิลปะที่ปรากฏในมิวสิกวิดีโอ อาทิ ภาพ Mona Lisa, The Consecration of the Emperor Napoleon และ The Coronation of Empress Joséphine เป็นต้น แถมในปีนี้ทางพิพิธภัณฑ์ก็จะให้กลุ่มเยาวชนมาเยี่ยมชมฟรีทุกคืนวันเสาร์แรกของเดือนอีกด้วย

 

 

นอกเหนือจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ยอดผู้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพิ่มขึ้นมากว่า 25% และสูงกว่าพิพิธภัณฑ์อื่นๆ อย่าง National Museum of China ในกรุงปักกิ่ง, Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก หรือ Tate Modern ในลอนดอน ก็เพราะเหตุการณ์ก่อการร้ายในปารีสลดลง สร้างความมั่นใจให้คนไปเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น รายงานยังพบว่า คนสัญชาติอเมริกันไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เยอะสุด ตามมาด้วยชาวจีน ส่วนชาวฝรั่งเศสเองก็เพิ่มขึ้นเป็น 2.5 ล้านคน บวกอีกหนึ่งปัจจัยก็คือ การเปิดตัวของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในเมืองอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ช่วงปลายปี 2017 ซึ่งช่วยให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่พูดถึงทั่วโลกและคนอยากไปชมสถานที่ดั้งเดิมในปารีส

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Beyonce, Jay-Z อีกหนึ่งอิทธิพลที่ส่งให้พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มียอดเข้าชมสูงสุดในโลกกว่า 10 ล้านคนในปี 2018! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/beyonce-jay-z-help-louvre-museum-break-visitor-record/feed/ 0
ชาวมิลเลนเนียลห้ามพลาด! 6 สิ่งในโลกแฟชั่นที่น่าจับตามองในปี 2019 https://thestandard.co/millennial-fashion-in-2019/ https://thestandard.co/millennial-fashion-in-2019/#respond Thu, 03 Jan 2019 06:44:22 +0000 https://thestandard.co/?p=174066

ปี 2018 นับเป็นอีกปีที่แฟชั่นหมุนไปอย่างรวดเร็วจนหลายคน […]

The post ชาวมิลเลนเนียลห้ามพลาด! 6 สิ่งในโลกแฟชั่นที่น่าจับตามองในปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2018 นับเป็นอีกปีที่แฟชั่นหมุนไปอย่างรวดเร็วจนหลายคนคงตั้งตัวไม่ทัน เป็นอีกปีที่มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นและดับไปมากมาย เวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรคอยให้เราเหล่ามิลเลนเนียลได้เสพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ Ugly Sneakers ที่ตั้งแต่ซูเปอร์แบรนด์ไปจนถึงแบรนด์รองเท้ากีฬาต่างพากันจับกระแส ยังไม่นับรวม It Bag อย่างกระเป๋าคาดเอว กางเกงปั่นจักรยาน เสื้อสูทตัวใหญ่หรือสีนีออนสดๆ ไปจนถึงนายแบบและนางแบบหน้าใหม่ๆ ที่ต่างพากันเข้าสู่สนามประลองของแฟชั่นอันแปรปรวน

 

เมื่อแฟชั่นปัจจุบันนับเป็นเรื่องของการมองไปข้างหน้ามากกว่าย่ำอยู่ที่เดิมหรือมองย้อนหลัง ในปี 2019 ที่เราเพิ่งก้าวเท้าเข้ามามีอะไรให้ชาวมิลเลนเนียล a.k.a. ประชากรหลักในยุคดิจิทัลที่เป็นทั้งผู้เสพ ผู้ผลิต และผู้จุดกระแสมากมายให้จับตามอง (ในจอโทรศัพท์) เราจึงรวบรวม 6 สิ่งที่กำลังมาแรงในแต่ละหมวดหมู่ ทั้งนางแบบ แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ ไอเท็ม สี และช่างภาพ ให้คนดิจิทัลอย่างเราได้เห็นภาพ (บนหน้าฟีด) คร่าวๆ ก่อนสนุกไปกับวงการแฟชั่นในปีนี้!

 

 

​Marine Serre is the New Demna

ถ้าจะให้พูดถึงลายปรินต์ที่มาแรงที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นลายพระจันทร์เสี้ยวของ Marine Serre ที่หลายคนคงคุ้นตาดี เพราะเป็นหนึ่งในชุดที่ เจนนี่ คิม แห่งเกิร์ลกรุ๊ป BLACKPINK ใส่ในโปสเตอร์โปรโมตซิงเกิลแห่งปี DDU-DU DDU-DU รวมไปถึงแฟชั่นนิสต้าตัวแม่หลายๆ คนในบ้านเราก็ใส่กับเขาด้วย

 

ผลงานของดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสคนนี้เข้าตากรรมการจนได้รับรางวัล Grand Prize จากเวที LVMH Prize ที่มุ่งสนับสนุนแฟชั่นดีไซเนอร์หน้าใหม่ในปี 2017 โดยคณะกรรมการในปีนั้นมีทั้ง คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ จาก Fendi, มาเรีย กราเซีย คิอูรี จาก Dior, นิโคลัส เกสกุลิเยร์ จาก Louis Vuitton, โจนาธาน แอนเดอร์สัน จาก Loewe, ฟีบี ไฟโล จาก Old Céline เอ๊ย Céline เฉยๆ, อุมแบร์โต ลีออน และแครอล ลิม จาก Kenzo

 

ดีไซเนอร์หญิงอายุ 26 ปีคนนี้จบการศึกษาจาก La Cambre Mode(s) Belgian Fashion Design Academy ในปี 2016 ด้วยเกียรตินิยมสูงสุด หลังจากนั้นมารีนได้เข้าฝึกงานกับดีไซเนอร์และแบรนด์ระดับโลกทั้ง ซาร่าห์ เบอร์ตัน แห่ง Alexander McQueen, Maison Margiela, ราฟ ซิมงส์ ตอนที่อยู่ Dior ก่อนจะย้ายไปเป็นจูเนียร์ดีไซเนอร์ให้กับ Balenciaga โดย เด็มนา กวาซาเลีย พร้อมกับทำแบรนด์ของตัวเองไปด้วยในเวลาเดียวกัน

 

นิโคลัส เกสกุลิเยร์ หนึ่งในกรรมการที่ตัดสินรางวัลในปีนั้น พูดถึงเหตุผลที่ตัดสินให้มารีนเป็นผู้ชนะคือวิธีที่เธอออกแบบและนำเสนอเสื้อผ้าที่มีทั้งคอนเซปต์เกี่ยวกับเสื้อผ้ากีฬา เรื่องรูปร่าง ผสมความโรแมนติกและความเฟมินีนที่ล้วนเป็นเรื่องสำคัญของคนรุ่นเรา (ชาวมิลเลนเนียล) ซึ่งเธออาจเป็นอีกคนที่จะมาชี้นำเทรนด์แฟชั่นต่อจากเด็มนาจนเราตั้งตารอคอลเล็กชันของเธอในปี 2019 อย่างใจจดใจจ่อ

 

Sacoche Bag หลากสีจาก Rompboy

 

The New It Bag: Sacoche Bag

ถ้าใครกำลังใช้กระเป๋า Fanny Pack อยู่และติดใจในฟังก์ชันของมัน เราขอให้คุณเปิดใจให้กับกระเป๋าซาโค้ช หรือกระเป๋าสายเคเบิลทรงสี่เหลี่ยมซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นและนักดนตรีบ้านเรา โดยได้แรงบันดาลใจมาจากอุปกรณ์ปีนเขาบวกกับดีไซน์ที่เข้าใจง่ายแบบญี่ปุ่น ด้วยน้ำหนักที่เบา ทำจากผ้าร่ม พร้อมซิปและถุงตาข่ายด้านในสำหรับเก็บของจิปาถะในชีวิตประจำวันทั้งกุญแจ โทรศัพท์มือถือ พาวเวอร์แบงก์ กระเป๋าสตางค์ พาสปอร์ต ไฟแช็ก เหมาะสำหรับคนที่ตารางชีวิตแน่นๆ ทั้งเที่ยว ดูคอนเสิร์ต ปีนเขา หรือออกไปเดินเล่นชิลๆ ตามงานแฟร์ เรียกได้ว่าออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นเราโดยแท้

 

Versace Spring/Summer 2019

 

Alexander McQueen Spring/Summer 1999

 

The Return of Shalom Harlow

หากใครเป็นแฟนคลับของ Alexander McQueen คงจะจำโชว์ Spring/Summer 2019 หรือชื่อคอลเล็กชัน No.13 ที่มีหุ่นยนต์พ่นสีในตำนาน โดยภาพของนางแบบในชุดเดรสเกาะอกสีขาวยืนอยู่บนแท่นหมุนแล้วโพสท่าให้แขนจักรกลละเลงสีใส่ชุด

 

นอกจากโชว์สุดล้ำที่ผู้คนต่างพากันชื่นชมแล้วต้องยกความดีความชอบให้กับ ชาร์ลอม ฮาร์โลว์ นางแบบชาวแคนาดาที่ถ่ายทอดอารมณ์และคอนเซปต์ของโชว์ได้เป็นอย่างดี (และยังรักษาสมดุลได้ดีอีกต่างหาก)

 

จนเมื่อช่วงปลายปี 2018 เราได้เห็นการกลับมาของนางแบบชื่อดังในยุค 90s ที่หลายคนคิดถึง เมื่อชาร์ลอมได้ปรากฏตัวบนรันเวย์โชว์ของ Versace คอลเล็กชัน Spring/Summer 2019 และไม่นานนี้เองกับสเตปการเต้นของเธอในเบื้องหลังการถ่ายแคมเปญโฆษณาที่ ดอนนาเทลลา เวอร์ซาเช่ ถ่ายลงอินสตาแกรมจนเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ งานนี้นอกจาก ​คายา เกอร์เบอร์ หรือเบลล่า ฮาดิด ที่เรายังจะยังได้เห็นหน้าค่าตาตามปกนิตยสารและแคมเปญต่างๆ ในปี 2019 แล้ว ชื่อของชาร์ลอมน่าจะเป็นหนึ่งในนางแบบที่จะกลับมาแสดงฝีมือและความเก๋าเกมของนางแบบยุค 90s-2000s ให้เราได้เห็นอีกครั้ง

 

รีส บลัทสไตน์ จาก @double3exposure

 

Reese is the New Aimee

ยุคนี้คือยุคที่อินฟลูอินเซอร์และบล็อกเกอร์มีอิทธิพลในโลกแฟชั่นที่สุดยุคหนึ่งเลยก็ว่าได้ หากจะให้เราแต่งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยซูเปอร์แบรนด์ตามเชียรา เฟอร์ราญี หรือเอมี ซอง ใช้ชีวิตแบบเจ็ตเซ็ตอย่างไบรอันบอย หรือจะแครี่ทุกไอเท็มให้รอดแบบซูซี่ บับเบิล ในแฟชั่นวีกตามหัวเมืองต่างๆ ก็คงจะยาก

 

เราสะดุดตากับสไตล์เจ้าของอินสตาแกรม @double3exposure หรือรีส บลัทสไตน์ หญิงสาวจากแอตแลนตา วัย 22 ปี ด้วยผมบ็อบและหน้านิ่งอันเป็นเอกลักษณ์และสไตล์แบบแอลเอที่เข้าถึงง่าย ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจวัยรุ่นฝั่งอเมริกาเป็นอย่างมาก เพราะไม่เพียงสไตล์การถ่ายรูปโทนสีอุ่นๆ คุมโทนและจัดวางองค์ประกอบเป็นอย่างดี รีสมักปรากฏตัวกับ มอลลี่ คู่แฝดของเธออยู่เสมอ ทั้งคู่แท็กทีมกันมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าตั้งแต่ของวินเทจราคาไม่กี่เหรียญไปจนถึง Proenza Schouler, Acne Studios และ Céline ได้โดยที่ยังเป็นสไตล์ของตัวเธอเอง จนได้ร่วมแคมเปญโปรโมตกับแบรนด์ดังอย่าง Calvin Klein และ Gucci รวมถึง Boyy และมีโอกาสได้บินไปชมนิวยอร์กแฟชั่นวีกอีกด้วย

 

แม้ความโด่งดังในการเป็นแฟชั่นบล็อกเกอร์ของเธอจะเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่เธอทั้งสองก็ยังคงเป็นสองสาวที่รักษาสไตล์การแต่งตัวที่ชัดเจนโดยไม่โอนอ่อนต่อกระแสแฟชั่นใดง่ายๆ เพียงเพราะการสปอนเซอร์ หากแต่ยังคงความเป็นตัวตนได้ สื่อสารไปยังฐานแฟนคลับ และเป็นสื่อกลางให้แบรนด์ใหม่ๆ ได้มีโอกาสแสดงสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย

 

(ซ้าย) Marc Jacobs Spring/Summer 2019 (ขวา) Brandon Maxwell Spring/Summer 2019

 

Color of the Year: Living Coral

ในทุกๆ ปีที่แพนโทนออกมาประกาศสีแห่งปีของปีต่อไป ไอเท็มที่มีสีนั้นๆ จะได้รับความนิยมเป็นพิเศษ สีม่วง ​Ultra Violet ของปี 2018 กำลังจะส่งมอบมงกุฎและสายสะพายให้กับสีรหัส 16-1546 หรือสี Living Coral แห่งปี 2019 สีแดงอมชมพูอมเหลืองอมทองสุดสดใสและดูเป็นมิตรนี้จะเป็นตัวแทนของปะการังที่มีชีวิตชีวา มองโลกในแง่บวก ตื่นตัว เหมาะสำหรับยุคโซเชียลในปัจจุบัน และสะท้อนสภาวะสังคมปัจจุบันที่กำลังรณรงค์เรื่องระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย

 

หากใครกำลังสงสัยว่าสีแพนโทนนั้นสำคัญไฉนหรือมีอิทธิพลมากเพียงใด ย้อนไปเมื่อปี 2016 สีประจำปีคือสี Rose Quatz (ชมพูอ่อน) และสี Sereity (ฟ้าหม่น) ได้สร้างปรากฏการณ์ให้แก่วงการออกแบบที่ไม่จำกัดอยู่แค่แฟชั่น แต่ยังรวมไปถึงสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์ บิวตี้ ภาพยนตร์ โฆษณา และอีกมากมาย ดังนั้นปีหน้าถ้าใครไม่อยากหลุดกระแส จงหาไอเท็มที่มีสี Living Coral หรือใกล้เคียง ก่อนที่สีใหม่จะมาแทนที่เสียแต่โดยดี

 

 

https://www.youtube.com/watch?v=w4nlIrfEdFY

 

New Wave Photographer: Petra Collins

นอกจาก แอนนี่ เลโบวิตซ์ ที่เป็นเจ้าแม่ตากล้องหญิงแห่งโลกแฟชั่นแล้ว อีกหนึ่งช่างภาพที่กำลังมาแรงและกรุยทางสำคัญในฐานะช่างภาพหญิงคือ เพตรา คอลลินส์ วัย 26 ปี จากแคนาดา เธอผู้นี้เป็นทั้งนางแบบ ศิลปิน และช่างภาพ รวมไปถึงเป็นมิวส์ของ อเลสซานโดร มิเคเล แห่ง Gucci จนได้เดินบนรันเวย์และถ่ายแอดแคมเปญแว่นตาของแบรนด์อีกด้วย

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานับได้ว่าเป็นปีทองของเพตราเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากการตระเวนจัดนิทรรศการของเธอทั้งที่ The Museum of Modern Art และ The Tate Modern แล้วเธอยังได้ถ่ายแฟชั่นเซตลงนิตยสารชั้นนำอย่าง American Vogue, Italian Vogue, Dazed & Confused, Wonderland โดยมี คิม คาร์ดาเชียน เวสต์ เป็นนางแบบ และกำกับภาพยนตร์สั้นให้กับ Gucci และ Adidas จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสาร Forbes เธอกล่าวว่า “เขาจ้างที่ฉันเป็นฉัน ทุกแบรนด์ที่ฉันทำงานด้วยอนุญาตให้ทำในสิ่งที่ฉันอยากทำ มันทำให้ฉันมีอิสระทางความคิดอย่างเต็มที่” ความสามารถล้วนๆ ได้พาเธอขึ้นไปสู่รายชื่อ 30 Under 30 ของนิตยสารดังกล่าว เพราะเธอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและอุตสาหกรรมอย่างสร้างสรรค์

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ชาวมิลเลนเนียลห้ามพลาด! 6 สิ่งในโลกแฟชั่นที่น่าจับตามองในปี 2019 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/millennial-fashion-in-2019/feed/ 0
สิ่งก่อสร้างและโครงการยักษ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปี 2562 https://thestandard.co/buildings-2562/ https://thestandard.co/buildings-2562/#respond Wed, 02 Jan 2019 12:16:41 +0000 https://thestandard.co/?p=173884

ปี 2561 นับเป็นอีกปีที่น่านฟ้ากรุงเทพฯ ได้รับการตกแต่งใ […]

The post สิ่งก่อสร้างและโครงการยักษ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปี 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2561 นับเป็นอีกปีที่น่านฟ้ากรุงเทพฯ ได้รับการตกแต่งให้มีสีสันอย่างเข้มข้นด้วยโครงการสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ทั้งศูนย์การค้า แม้แต่โครงการขนส่งสาธารณะต่างๆ ซึ่งพ่วงกับการตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่เปลี่ยนไปทุกวัน แน่นอนว่าเราได้รู้จักกับโครงการ ‘ไอคอนสยาม’ ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ หรือโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ เส้นทางสำโรง-เคหะสมุทรปราการ ที่เชื่อมเมืองกับปริมณฑลให้สะดวกกันมากขึ้น

 

และในปี 2562 นี้เรายังคงได้เห็นรายชื่อของโครงการลงทุนที่พร้อมจะสร้างภูมิทัศน์ใหม่ๆ ให้กับประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นโครงการที่เริ่มตอกเสาไปแล้วในปีที่ผ่านมา และยังมีโครงการใหม่ๆ มากมายที่พร้อมจะเปิดให้บริการในปีนี้

 

THE STANDARD พาไปรู้จักกับโครงการน่าสนใจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 นี้ ซึ่งล้วนแต่พร้อมจะพลิกโฉมหน้าอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ให้คึกคักมากขึ้นกว่าเดิม!

 

 

ห้างและศูนย์การค้าใหม่ยังผุดเป็นดอกเห็ด

ในปีนี้เราจะได้เห็นโครงการห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเปิดตัวใหม่กันอีกเพียบ เริ่มต้นจากการฟาดฟันกันของโมเดลธุรกิจอย่าง ‘เอาต์เล็ต’ ที่ฝั่งของเซ็นทรัลพร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ของพวกเขาอย่าง ‘เซ็นทรัล วิลเลจ’ ลักชัวรีเอาต์เล็ตระดับโลกที่เซ็นทรัลหมายมั่นปั้นมือให้เป็นจุดแวะช้อปสำคัญสำหรับกลุ่มคนที่เดินทางผ่านเข้าออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้ และในขณะเดียวกันทางฟากบ้านสยามพิวรรธน์ก็ไม่น้อยหน้าด้วยการจับมือร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Simon (ไซมอน) ที่เชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับในเรื่องธุรกิจเอาต์เล็ตมาแล้วทั่วโลก ร่วมกันสร้างลักชัวรีพรีเมียมเอาต์เล็ตดักทางกันตั้งแต่อยู่บนมอเตอร์เวย์ ซึ่งอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นก่อสร้างเช่นกัน

 

 

นอกจากนี้เรายังจะได้เห็นโครงการใหม่ของบ้านเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) อย่าง ‘เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา’ ศูนย์การค้าแห่งใหม่บนพื้นที่ 150,000 ตารางเมตรบนถนนสายเอเชีย และแน่นอนว่าการมาถึงของเซ็นทรัลในครั้งนี้อาจทำให้ศูนย์การค้าประจำจังหวัดที่แข็งแรงมายาวนานอย่าง ‘อยุธยาซิตี้พาร์ค’ ต้องสั่นคลอนและปรับแผนธุรกิจกันใหม่ เนื่องจากเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่แห่งเดียวของจังหวัด และไม่มีคู่แข่งขันที่แข็งแรงพอจะแย่งลูกค้าได้ ซึ่งเซ็นทรัลพลาซาสาขาใหม่นี้เองที่ถูกนับว่าเป็นคู่แข่งโดยตรงอย่างแท้จริง โดยเซ็นทรัลพลาซา อยุธยา มีจุดแข็งตรงงานดีไซน์ที่สวยงาม คล้ายๆ จะเป็นทรงหน้าจั่วแบบอาคารบ้านไทยโบราณ พร้อมทั้งยังชูความเป็น Food Destination ฉะนั้นเราคงได้นั่งแกะเปลือกกุ้งแม่น้ำเผาในห้างนี้เป็นแน่ มีแผนเปิดให้บริการในช่วงเดือนธันวาคม 2562

 

 

ไฮไลต์อีกแห่งหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการมาถึงของ ‘ดองกิโฮเต้’ (Don Quijote) ห้างสรรพสินค้าปลอดภาษีชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันอย่างดีในชื่อ ‘ดองกี้’ โดยสาขาในเมืองไทยนี้ใช้ชื่อว่า ‘Don Don Donki’ ซึ่งมีสินค้าให้เลือกซื้อเยอะและราคาไม่รุนแรง นับเป็นดองกี้สาขาที่ 2 ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสาขาแรกเปิดให้บริการไปเมื่อปลายปี 2560 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยดองกี้สาขาแรกในเมืองไทยจะเปิดให้บริการที่ซอยเอกมัย 5 หรือเข้าทางซอยทองหล่อ 10 ก็ได้ โดยจะเปิดบริการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

 

ฮอลล์ระดับโลกส่งตรงถึงเมืองไทย

ในขณะที่บ้านเดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังคงทุ่มเทให้กับโครงการการรีโนเวตเดอะมอลล์ รามคำแหง เพื่อต้อนรับรถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมไปถึงเริ่มต้นอีกสองโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มสร้างทั้ง เอ็มสเฟียร์ส (EmSphere) บริเวณพร้อมพงศ์ และแบงค็อก มอลล์ (Bangkok Mall) ศูนย์การค้าขนาดมหึมาบริเวณสี่แยกบางนาที่เปิดตัวโครงการไปช้านานแล้ว ล่าสุดพวกเขาได้จับมือกับกลุ่ม AEG กลุ่มธุรกิจบันเทิง กีฬา และการจัดแสดงคอนเสิร์ตจากสหรัฐอเมริกา สร้างสรรค์สองฮอลล์ขนาดใหญ่เพื่อรองรับงานแสดงใหญ่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้ง EM Live ขนาด 6,000 ที่นั่ง และ Bangkok Arena ขนาด 16,000 ที่นั่ง! ซึ่งแน่นอนว่าอาคารใหญ่ๆ แถบเมืองทองธานีคงได้ร้อนๆ หนาวๆ กันบ้าง

 

 

โครงการสาธารณะน่าจับตามอง

ปี 2562 นี้ โครงการหนึ่งที่เราเฝ้ารอที่สุดในสายสาธารณูปโภคและการขนส่งคือ ‘โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง บางปะอิน-นครราชสีมา’ ที่เราไม่ต้องเลี้ยวขวาสระบุรีเพื่อไปอีสานอีกต่อไป โดยมีหมายเลข 6 เป็นหมายเลขกำกับเส้นทาง สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางสัญจรในเส้นทางสายภาคกลางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งรองรับการเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ โดยปัจจุบันคืบหน้าไปแล้วกว่า 64% และเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถย่นระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่นครราชสีมาเหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น

 

 

นอกจากนี้โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่กำลังก่อสร้างอยู่ก็ต่างคืบหน้ากันไปอย่างมากแล้ว โดยปี 2562 นี้เป็นคิวของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เส้นทางหัวลำโพง-ท่าพระ-หลักสอง ที่พร้อมเปิดให้บริการ หลังก่อสร้างมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี ชาวเพชรเกษมคงได้เดินทางเข้าเมืองกันอย่างสบายๆ สักที

 

 

เก็บตกโครงการอื่นๆ ที่คั่งค้าง

ในปี 2562 นี้ โครงการที่ยังคงเดินหน้าก่อสร้างอยู่ก็ยังคงดำเนินงานของตัวเองกันต่อไป ตั้งแต่ One Bangkok บริเวณพื้นที่เก่าของสวนลุมไนท์บาซาร์ (โรงเรียนเตรียมทหารเก่า) กับโครงการมิกซ์ยูสขนาด 1.83 ล้านตารางเมตร มูลค่า 1.2 แสนล้านบาทจากบ้าน TCC Group ที่บรรจุอาคารออฟฟิศเกรดเอ 5 อาคาร โรงแรม 5 อาคาร ที่พักอาศัยระดับลักชัวรี 3 อาคาร รวมไปถึงห้างร้าน ศูนย์การค้า พื้นที่ศิลปะ และสวนขนาด 5 ไร่ไว้ภายในโครงการ! ซึ่งได้รับการออกแบบโดยบริษัทผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรมระดับโลก Skidmore, Owings & Merrill LLP ที่จับมือกับบริษัทสถาปนิกระดับแนวหน้าของไทย Plan Associates และ A49 รังสรรค์ศูนย์กลางแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

 

นอกจากนี้โครงการมิกซ์ยูสใหม่ของพื้นที่ดุสิตธานีเดิมก็จะเริ่มต้นเดินหน้ากันตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นไป เริ่มต้นจากการทุบอาคารเดิมของโรงแรมดุสิตธานีทิ้ง และเรายังคงไม่ได้เห็นภาพเรนเดอร์โครงการของจริงออกมาแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าดุสิตธานีและ CPN เองจะยังอุบเงียบ รอสร้างเซอร์ไพรส์ทีเดียวตอนเปิดตัวโครงการในเร็วๆ นี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post สิ่งก่อสร้างและโครงการยักษ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปี 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/buildings-2562/feed/ 0
20 อันดับเมืองที่มีคนเยือนมากที่สุดในโลก 2018 https://thestandard.co/worlds-top-city-destinations-in-2018/ https://thestandard.co/worlds-top-city-destinations-in-2018/#respond Wed, 02 Jan 2019 11:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=173859

แม้เราจะเพิ่งก้าวเข้าสู่ปี 2019 มาหมาดๆ แต่ตัวเลขสรุปต่ […]

The post 20 อันดับเมืองที่มีคนเยือนมากที่สุดในโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้เราจะเพิ่งก้าวเข้าสู่ปี 2019 มาหมาดๆ แต่ตัวเลขสรุปต่างๆ ในปี 2018 ยังคงทยอยมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือการจัดอันดับเมืองที่มีคนเยือนมากที่สุดในโลก ปี 2018 ที่ทาง Euromonitor International หน่วยงานจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลชั้นนำของโลกได้รวบรวมไว้

 

ในปี 2018 โลกของการท่องเที่ยว เอเชียยังคงได้รับความนิยม และคาดว่าจะได้รับความนิยมต่อเนื่องอีกไปจนถึงปี 2019 ดังจะเห็นได้จากตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น เช่น ฮ่องกง 29.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์จากปี 2017 กรุงเทพมหานคร 23.7 ล้านคน เพิ่มมา 5.5 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน และยังมีเมืองอื่นๆ ที่ติด 20 อันดับ ซึ่งล้วนอยู่ในภูมิภาคเอเชียเกินครึ่ง

 

 

ภาพประกอบ: Pichamon W. 

The post 20 อันดับเมืองที่มีคนเยือนมากที่สุดในโลก 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/worlds-top-city-destinations-in-2018/feed/ 0
ปี 2019 กับ 5 ปรากฏการณ์ที่ต้องตามลุ้นในโลกฟุตบอล https://thestandard.co/football-in-2019/ https://thestandard.co/football-in-2019/#respond Fri, 28 Dec 2018 12:30:09 +0000 https://thestandard.co/?p=172529

    ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา แต่โลกฟุตบอลไม่ […]

The post ปี 2019 กับ 5 ปรากฏการณ์ที่ต้องตามลุ้นในโลกฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา แต่โลกฟุตบอลไม่เคยหยุดหมุนเลยจริงๆ

 

มองย้อนกลับไปในปี 2018 ที่ผ่านมาเราได้ผ่านพบอะไรมากมายครับ ทั้งฟุตบอลโลก 2018 ที่จบลงด้วยการประกาศศักดาของพลพรรค Les Bleus ฝรั่งเศส กับแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2, การต่อสู้ที่น่าชื่นชมของโครเอเชีย และสีสันที่สวยงามของเจ้าภาพรัสเซีย

 

 

เราได้เห็นการตกบัลลังก์คู่กันของคริสเตียโน โรนัลโด และ ลิโอเนล เมสซี ที่ไม่มีใครคว้ารางวัลใหญ่ประจำปีทั้งบัลลงดอร์ และ The Best ซึ่งทั้งหมดตกเป็นของ ลูกา โมดริช กองกลางจอมทัพทีมชาติโครเอเชีย และเรอัล มาดริด ที่ได้รับการยกย่องจากทั้งโลกให้เป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของปีนี้

 

 

นอกจากนี้เรายังได้เห็นการยกย่องเชิดชูนักฟุตบอลหญิงอย่างสมเกียรติเป็นครั้งแรกกับรางวัลบัลลงดอร์สำหรับนักฟุตบอลหญิง หรือ Ballon d’Or Feminin ที่ อดา เฮเกอร์เบิร์ก ยอดนักเตะชาวนอร์เวย์ได้รับรางวัลนี้ไปครอง

 

เราได้เห็นการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิว ซึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่และร้อนแรงในโลกของฟุตบอล

 

เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสื่อและแพลตฟอร์มสำหรับการติดตามเกมฟุตบอล จากอดีตที่เรามีเพียงวิทยุ หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์ ปัจจุบันสื่อใหม่บนโลกดิจิทัลกำลังรุกคืบเข้ามา และส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนรักลูกหนังไม่มากก็น้อย

 

ยังมีอีกมากมายหลายเรื่องที่เกิดขึ้น เพียงแต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้วคืออดีตทั้งหมด

 

สิ่งสำคัญคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า เราลองมาดูกันนะครับว่าในปี 2019 น่าจะมีเรื่องราวอะไรสำคัญๆ เกิดขึ้นในโลกฟุตบอลบ้าง

 

1. เอเชียนคัพ 2019

 

 

เรื่องแรกขอเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ที่สุดและใกล้ตัวคนไทยมากที่สุด อย่างการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ ศึกชิงชัยความเป็นหนึ่งของลูกหนังทวีปเอเชีย ที่ในปีนี้ทำการแข่งขันกันที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในระหว่างวันที่ 5 เดือนมกราคม ถึงวันที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ 2019

 

เอเชียนคัพครั้งนี้เป็นการแข่งขันครั้งที่ 17 แล้วครับ โดยมีทีมเข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 24 ทีม เพิ่มจากเดิม 16 ทีม โดยทีมชาติไทยของเราได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายด้วย และเป็นการผ่านเข้าไปเล่นครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยผ่านเข้ารอบคือปี 2007

 

ในวงเล็บว่านั่นเป็นเพราะเราได้เป็นเจ้าภาพด้วย (สมัยนั้นผมยังเป็นนักข่าวดาวรุ่งถูกส่งไปเกาะรายการนี้อยู่เลย)

 

สำหรับการแข่งขันในปีนี้ จากที่ผมได้เข้าร่วมงาน SPIA 2018 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน หนึ่งในหัวข้อที่มีการพูดคุยกันคือเรื่องของฟุตบอลเอเชียนคัพ 2018 ซึ่งทำให้ได้เห็นการเตรียมความพร้อมของชาติเจ้าภาพ อย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ลงทุนมหาศาลกับเอเชียนคัพครั้งนี้ ตั้งแต่สนามฝึกซ้อม (ที่ใช้หญ้าชนิดเดียวกับสนามแข่งจริง) สาธารณูปโภคต่างๆ ระบบการเดินทางขนส่ง ไปจนถึงสนามแข่งขันที่เข้าขั้นมาตรฐานระดับโลก ทั้งหมดเพื่อยกระดับฟุตบอลเอเชีย

 

 

ส่วนของการแข่งขันปีนี้ก็น่าจะเข้มข้นครับ แน่นอนตัวเต็งยังเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ส่วนทีม ‘ช้างศึก’ ต้องบอกว่าลงเล่นภายใต้ความกดดัน เพราะผลงานที่ผ่านมาของ มิโลวาน ราเยวัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนคนปัจจุบันสอบตกแบบชัดเจน

 

 

ไทยอยู่กลุ่มเดียวกับเจ้าภาพ รวมถึงอินเดีย และบาห์เรน มองตามเนื้อผ้าก็อาจจะมีลุ้นได้เข้ารอบสอง ซึ่งต้องติดตามและเอาใจช่วย (อย่างหนัก) ว่าราเยวัชจะเรียกศรัทธาของทีมชาติไทยกลับมาได้หรือไม่ หลังเสียงแฟนบอลเริ่มแตกในระยะหลัง

 

ทำได้ก็จะได้เดินหน้าต่อ แต่ถ้าทำไม่ได้ บางทีก็คงหนีความเปลี่ยนแปลงไม่พ้น

 

2. ฟุตบอลโลกหญิง 2019 

นอกจากการแข่งขันฟุตบอลชายอย่างเอเชียนคัพแล้ว อีกหนึ่งรายการที่แฟนบอลไทยจะได้ร่วมลุ้นและเอาใจช่วย (มากๆ) คือฟุตบอลโลกหญิง 2019 ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างวันที่ 7 เดือนมิถุนายน ถึงวันที่ 7 เดือนกรกฎาคม

 

รายการนี้ทีมชาติไทยได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันครับ ซึ่งเป็นผลงานที่สมควรปรบมือให้ดังๆ แม้ว่าในระยะหลังกระแสของฟุตบอลหญิงในบ้านเราจะไม่เปรี้ยงเหมือนช่วง 4-5 ปีที่แล้วก็ตาม

 

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว นักเตะสาวของเราสร้างประวัติศาสตร์ 2 อย่างนอกจากจะได้ผ่านเข้ารอบเป็นสมัยแรกแล้ว ยังคว้าชัยชนะนัดแรกได้ด้วยการล้มไอวอรีโคสต์ แม้ว่าสุดท้ายจะไม่สามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ แต่ผลงานของ ‘ชบาแก้ว’ ก็สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลมากมาย ไม่เฉพาะแฟนชาวไทย แต่ยังรวมถึงแฟน บอลทั่วโลกด้วย

 

ขณะที่ภาพรวมของการแข่งขันก็น่าสนใจ เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันให้ฟุตบอลหญิงเกิดและขึ้นมาอยู่เท่าเทียมกับฟุตบอลชายให้ได้

 

ระดับฝีเท้าของนักฟุตบอลหญิงในปัจจุบันก็ไม่ขี้เหร่เลยครับ จะบอกว่าหลายคนเล่นได้ไม่แพ้ผู้ชาย บางคนอาจจะลีลาหรือเทคนิคดีกว่าด้วยซ้ำไป

 

ดังนั้นความคิดเดิมๆ ว่าฟุตบอลหญิงจะไปสนุกอะไรนั้น อยากจะให้ลองเปลี่ยนใจและเปิดใจ ลองดูพวกเธอให้ดีๆ ครับ

 

บางทีอาจจะหลงรักเกมฟุตบอลหญิงโดยไม่รู้ตัว

 

3. นักฟุตบอลค่าตัวแพงที่สุดคนใหม่ 

ปี 2018 เป็นปีฟุตบอลโลกที่แปลก ไม่ค่อยมีการย้ายทีมที่สร้างความฮือฮามากนัก ส่วนหนึ่งเพราะในปัจจุบันนักฟุตบอลย้ายทีมกันยากมากขึ้น การงัดข้อระหว่างสโมสรและนักเตะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา มีเงื่อนไขมากมายที่ทำให้การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

 

อย่างไรก็ดีในปี 2019 อยากให้จับตาดูตลาดนักเตะให้ดี เพราะหลังจากที่อั้นกันมานาน นี่น่าจะเป็นปีที่เราได้เห็นการย้ายทีมที่สร้างความฮือฮาอีกครั้ง และเป็นไปได้ที่อาจจะได้เห็นการย้ายทีมที่เป็นสถิติโลกด้วย

 

 

สองนักเตะที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้คือ เนย์มาร์ เจ้าของสถิติเดิมที่มีข่าวว่าอยากจะย้ายกลับบาร์เซโลนาอีกครั้ง (และบาร์ซาเองก็ดูสนใจด้วย เพราะอยากได้ใครสักคนเพื่อมาเป็นเบอร์หนึ่งแทนเมสซี)

 

 

ขณะที่อีกคนก็เป็นรุ่นน้องในทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง อย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป้ วันเดอร์คิดแห่งยุค เจ้าของรางวัล ‘โกปา’ หรือนักฟุตบอลดาวรุ่งที่เก่งที่สุดของปี ซึ่งเป็นที่หมายปองของเรอัล มาดริด ซึ่งยังหาใครเพื่อมาแทนที่ของคริสเตียโน โรนัลโด ที่ย้ายไปยูเวนตุสไม่ได้

 

สองคนนี้คือตัวเต็งที่น่าจะเป็นเจ้าของสถิติโลกได้ครับ แต่หากสุดท้ายเปแอสเชไม่ขาย ก็ยังมีนักเตะอย่าง เอเดน อาซาร์, โม ซาลาห์, แฮร์รี เคน ที่น่าจับตามอง และมีโอกาสทำลายสถิติได้เหมือนกัน
และตัวเลขแน่นอนว่าคงบ้าคลั่งเหมือนเดิม

 

4. การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ระทึกที่สุด 

 

 

ต้องบอกว่าปีนี้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสนุกมากกว่าปีที่แล้วเยอะ เพราะมี 3 ทีมที่ดูมีศักยภาพและโอกาสมากที่สุดในการไล่ล่าแชมป์ ทั้งแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และทีมที่เก่งและแกร่งขึ้นอย่างมากอย่าง ลิเวอร์พูล

 

 

โดยเฉพาะทีม ‘หงส์แดง’ ที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะนี่เป็นครั้งที่สองที่พวกเขาได้โอกาสลุ้นแชมป์แบบจริงจัง ต่อจากเมื่อฤดูกาล 2013/14 หรือ 5 ปีที่แล้วที่มา ‘ลื่น’ จนพลาดแชมป์ (เขียนไปก็เจ็บไป) ปีนี้ทีมของเจอร์เกน คล็อปป์ ดูดีอย่างมาก โดยเฉพาะเกมรับที่แข็งแกร่งขึ้นผิดหูผิดตา

 

ทำเอาเดอะ ค็อป หลายคนเริ่มฝันถึงแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 29 ปีแล้ว

 

อย่างไรก็ดีไม่มีใครประมาททีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งหากอยู่ในฟอร์มปกติพวกเขาสามารถ ‘เก็บ’ ทุกทีมได้อย่างไม่ยากเย็น

 

เช่นกันกับ สเปอร์ส ของเมาริซิโอ โปเชตติโน ทีมที่บ่มเพาะมายาวนานหลายปี และเห็นได้ชัดเจนว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

 

อีกเหตุผลที่ทำให้สเปอร์สต้องการแชมป์มากขึ้น คือบางทีนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะคว้าแชมป์ได้ภายใต้การนำของกุนซือชาวอาร์เจนตินา ซึ่งมีข่าวว่าเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของทีม ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หากไม่ได้ปีนี้ก็อาจไม่มีปีหน้า และถ้าไม่มีโปเชตติโน ก็ยากจะจินตนาการว่าสเปอร์ส จะรักษาทีมชุดนี้ได้อย่างไร

 

เมื่อแต่ละทีมมีเป้าหมาย และเชื่อว่าเราจะได้ลุ้นระทึกกับการเบียดแย่งแชมป์กันของ 3 ทีมนี้ไปจนถึงโค้งสุดท้ายของฤดูกาลครับ

 

5. เฟซบุ๊กกับการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก

 

 

การถ่ายทอดสดฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากในช่วง 2 ปีหลัง เราเริ่มถูกปรับพฤติกรรมให้มาชมเกมผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ตัว

 

และในปี 2019 นี้ เรา – ในฐานะคนรักลูกหนัง – จะถูกทดสอบครั้งใหญ่เมื่อลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไม่ได้ตกอยู่กับผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มเดิมๆ หากแต่เป็นเฟซบุ๊กที่ได้ลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลกไปครอง

 

เรื่องนี้น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกันว่า แล้วเราจะติดตามได้อย่างไร? ช่องทางการรับชมจะมีเพียงแค่บนโซเชียลมีเดียเท่านั้น? จะมีการถ่ายทอดสดบนหน้าจอโทรทัศน์เหมือนเดิมไหม? แล้วจะฟรีไหม มีค่าใช้จ่ายหรือเปล่า?

 

จริงๆ แล้วเฟซบุ๊กเริ่มการซื้อคอนเทนต์กีฬาและถ่ายทอดสดมานานในประเทศทางแถบตะวันตกครับ เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้คอนเทนต์ในระดับเพชรยอดมงกุฎอย่างพรีเมียร์ลีกมาครอง ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะ ‘มือใหม่’ พวกเขามีการบ้านต้องทำอีกมากสำหรับการตอบสนองความต้องการของแฟนบอล (ไม่เช่นนั้นคือต้องผ่องถ่ายลิขสิทธิ์ให้ผู้บริการเจ้าเดิม)

 

 

ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีแบบเดียวกับลิขสิทธิ์ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และยูฟ่ายูโรปาลีก ที่ DAZN ผู้ให้บริการจากต่างประเทศคว้าลิขสิทธิ์มาครอง แต่ขาดความพร้อมในการทำตลาด และขาดการสื่อสารกับแฟนฟุตบอล ทำให้การรับชมไม่สะดวก (แม้จะไม่ยากเกินไป) และยังขาดอีกหลายอย่างที่จะเติมเต็มได้มากกว่าแค่การถ่ายทอดสด เช่น รายการวิเคราะห์ก่อนเกม หรืออื่นๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

 

แต่คิดอีกทีก็อาจจะไม่ยากเกินไปสำหรับมหาอำนาจของโลก (โซเชียล)

 

สุดท้ายจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราคงต้องติดตามกัน

 

ทั้งหมดนี้เป็น 5 เรื่องที่พอจะมองเห็นได้ว่าจะเกิดขึ้น และน่าสนใจในปี 2019 ครับ แต่ระหว่างนี้ไปจนถึงสิ้นปี มีเรื่องอะไรที่น่าติดตามสนใจก็จะหามาให้อ่านกันเหมือนเคย

 

สวัสดีปีใหม่ ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านนะครับ 🙂

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ปี 2019 กับ 5 ปรากฏการณ์ที่ต้องตามลุ้นในโลกฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/football-in-2019/feed/ 0
12 ประเด็นร้อนระดับโลกที่ต้องจับตาในปี 2019 กับ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข https://thestandard.co/world-in-2019/ https://thestandard.co/world-in-2019/#respond Fri, 28 Dec 2018 08:36:47 +0000 https://thestandard.co/?p=172453

ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมายในเ […]

The post 12 ประเด็นร้อนระดับโลกที่ต้องจับตาในปี 2019 กับ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลอดปี 2018 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมายในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นการจัดซัมมิทระหว่างผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนืออย่างคิมจองอึนกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ภาพที่ทั้งสองคนยืนจับมือและนั่งร่วมโต๊ะประชุมเดียวกันที่ใครหลายคนไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น การกลับมาต่อสู้กันอีกครั้งในสมรภูมิสงครามการค้าของรัฐมหาอำนาจ วิกฤตผู้ลี้ภัย ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นเรื่องสงครามและความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก

 

 

THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของประเด็นสำคัญในเวทีโลก โดยเฉพาะในมิติของการเมืองและความมั่นคง เพื่อตอบคำถามที่ว่า มีประเด็นใดบ้างที่น่าจับตามองในปี 2019

 

ศ.ดร.สุรชาติ ชี้ว่า กระแสการเมืองโลกในปี 2019 มี 12 ประเด็นใหญ่ที่ต้องจับตา

 

Photo: Jorge Silva / Pool / AFP

 

1. ศึกชิงบทบาทนำของรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่ทวีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้นและสงครามการค้า

การแข่งขันกันในความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย ถือเป็นโจทย์สำคัญที่จะต้องพูดถึงเป็นประจำทุกปี ซึ่งในปี 2019 จะเป็นอีกปีที่รัฐมหาอำนาจเหล่านี้จะแข่งกันขยายบทบาทและอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก

 

ศ.ดร.สุรชาติ อธิบายว่า “ในปีที่ผ่านมา เราเห็นการขยายบทบาทของรัสเซียจากวิกฤตการณ์แหลมไครเมีย การเข้าไปมีส่วนร่วมในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีสงครามกลางเมืองในซีเรีย รวมถึงการตัดสินใจยึดเรือรบของยูเครนที่สร้างความตึงเครียดระลอกใหม่ให้กับทั้งสองประเทศ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ให้เราเห็นว่า รัสเซียกำลังฟื้นตัวและจะกลับมาเป็นรัฐมหาอำนาจที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอีกครั้ง

 

“ในขณะที่การขยายเส้นทางการเชื่อมต่อ รวมถึงการลงทุนในระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในภูมิภาคต่างๆ ของยักษ์ใหญ่อย่างจีนก็ยังเป็นสิ่งที่น่าจับตามองไม่น้อย เพราะเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จีนภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 5 อย่าง สีจิ้นผิง ที่มีลักษณะเป็นผู้นำที่ดุดัน เข้มแข็ง และมีความชาตินิยม ได้นำพาประเทศนี้ให้มีบทบาทอย่างมากและสามารถถ่วงดุลอำนาจกับรัฐมหาอำนาจอื่นได้”

 

และที่เห็นได้ชัดคือ การปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกาในทวีปเอเชีย “คำว่า ‘เอเชียแปซิฟิก’ ดูเหมือนจะจบลงไปแล้วในทางยุทธศาสตร์ของทำเนียบขาวในยุคปัจจุบัน กลายเป็น ‘อินโดแปซิฟิก’ (Indo-Pacific) ที่ควบรวมเอามหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าไว้ด้วยกัน เป็นยุทธศาสตร์ที่ขนาดใหญ่ขึ้นของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์และส่งผลกระทบกับอาณาบริเวณดังกล่าวอย่างแน่นอน โดยจะอาศัยแกนกลางทั้ง 4 อย่าง สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และอินเดีย”

 

 

สิ่งที่ตามมาจากการแข่งขันดังกล่าว ในแง่หนึ่งก่อให้เกิด ‘สงครามการค้า’ ที่หันมาใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของผู้นำสหรัฐฯ และจีน ที่สวนกระแสและชวนให้ตั้งคำถามว่า ระบบเศรษฐกิจและการค้าแบบเสรีที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอดยังคงฟังก์ชันอยู่หรือไม่ หรือจะอยู่อย่างไรในโจทย์ความท้าทายชุดใหญ่นี้

 

“นโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยมสอดรับกับทิศทางของผู้นำสหรัฐฯ อย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเน้นย้ำจุดยืน America First หรือ America Great Again โดยพยายามที่จะแก้ไขการขาดดุลทางการค้าของสหรัฐฯ พร้อมทั้งฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งการกลับไปใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการกีดกันทางการค้า สะท้อนให้เราเห็นว่ารัฐมหาอำนาจกำลังนำพาเวทีการค้าโลกกลับไปสู่ยุคเก่าอีกครั้ง

 

คำถามสำคัญสำหรับปี 2019 ในประเด็นนี้คือ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการค้าโลก รวมถึงบรรดารัฐอื่นๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะที่เป็นห่วงโซ่ของการผลิต (Supply Chain) ซึ่งอาจรวมถึงประเทศไทยด้วย”

 

Photo: Dmitry Kalinovsky / Shutterstock

 

2. การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

เมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2018 ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจเดินหน้าขอถอนตัวจากการเป็นภาคีสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง (INF) ที่ทำร่วมกับรัฐบาลรัสเซีย (สหภาพโซเวียต) มานาน 30 กว่าปี นับตั้งแต่ช่วงใกล้สิ้นสุดยุคสงครามเย็น โดยมีเป้าหมายที่จะลดความตึงเครียดจากการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจในเวทีโลก

 

ทางการสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า รัสเซียทำการละเมิดข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว อีกทั้งเนื้อหาในสนธิสัญญาก็ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ครอบคลุมมหาอำนาจเพียง 2 ประเทศเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง จีนก็เป็นอีกหนึ่งตัวแสดงที่เร่งขยายอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน จนกลายเป็นอีกหนึ่งขั้วอำนาจในการเมืองโลก โดยการตัดสินใจดังกล่าวของสหรัฐฯ จะทำให้ความพยายามในการควบคุมและปลดอาวุธนิวเคลียร์ต้องเดินถอยหลังลงไปอีก

 

“ถ้าหากสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นภาคีสนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางจริง สัญญาณที่จะตามมาคือ สหรัฐฯ อาจจะขอถอนตัวออกจากความตกลงในการเจรจาเพื่อจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่ได้ทำไว้กับรัสเซียอีก

 

“จึงทำให้ปี 2019 อาจเป็นปีเริ่มต้นของการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง ซึ่งบริบทดังกล่าวจะทำให้โลกเหมือนตกอยู่ใน ‘สภาวะย้อนยุค’ ถอยกลับไปสู่ช่วงเวลาแข่งขันกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐมหาอำนาจ เหมือนช่วงสงครามเย็นอีกครั้ง และจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามควบคุมอาวุธทำลายล้างสูงในประชาคมโลกในอนาคต”

 

Photo: Mandel Ngan / AFP

 

3. การเมืองอเมริกันกับอนาคตที่ยังไม่แน่นอนของผู้ชายชื่อ ‘ทรัมป์’

ผลพวงจากการไต่สวนค้นหาความจริงกรณีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2016 ที่ดำเนินมาตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ประกอบกับผลการเลือกตั้งมิดเทอมสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ที่พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากได้อีกครั้งในสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้อนาคตบนเส้นทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อาจจะไม่ได้ราบเรียบอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ การบริหารประเทศนับจากนี้จะประสบความยากลำบากขึ้นอย่างแน่นอน

 

“ปีที่กำลังเริ่มต้นขึ้นนี้ นับเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับการเมืองอเมริกัน บริบทการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังเข้มข้นและผลงานของเขาในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา อาจทำให้วิกฤตในตัวผู้นำสหรัฐฯ รุนแรงขึ้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ทรัมป์จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงจะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองอเมริกันและการเมืองโลก เพราะเราคงต้องยอมรับว่า ชายผู้ไม่สามารถคาดเดาได้คนนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเมืองโลก ณ ช่วงเวลานี้ไปแล้ว”

 

Photo: Justin Tallis / AFP

 

4. วิกฤตการณ์ของสหภาพยุโรป ในกรณี Brexit

ในที่สุดผลลัพธ์จากการเจรจาที่ยาวนานกว่า 18 เดือน หลังสหราชอาณาจักรเริ่มใช้สิทธิตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอน เริ่มต้นกระบวนการถอนตัวจากสหภาพยุโรปก็บรรลุผลแล้ว หลังผู้นำทั้ง 27 ประเทศในสหภาพยุโรปต่างลงมติอนุมัติข้อตกลงถอนตัวดังกล่าวแล้วเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าจะพ้นสภาพการเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มีนาคม 2019 โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาสหราชอาณาจักร

 

ประเด็นปัญหาการเมืองภายในที่ยังไม่สามารถสร้างความเห็นพ้องต้องกันได้เกี่ยวกับข้อตกลง Brexit ในกรณีที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ในหลายๆ ด้านกับอียูไปเลย หรือคงความสัมพันธ์ใกล้ชิดนั้นไว้ รวมถึงประเด็นการลดพลเมืองยุโรปที่จะเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสหราชอาณาจักร ซึ่งจุดนี้จะส่งผลกระทบต่อคนสหราชอาณาจักรที่ย้ายไปอาศัยอยู่ในยุโรปด้วย รวมถึงมาตรการ Backstop ที่ไอร์แลนด์เหนือ ที่จำเป็นต้องมีการตั้งด่านตรวจสินค้า ภายหลังจากที่กระบวนการ Brexit แล้วเสร็จ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนได้อีกในอนาคต นับว่าเป็นเรื่องที่จัดการไม่ง่ายเป็นอย่างยิ่ง

 

“มีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป การลาออกของสหราชอาณาจักรยังมีปัญหาอยู่พอสมควร ข้อตกลงที่ได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกในอียูอาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเพียงพอในรัฐสภา การตัดสินใจลาออกในครั้งนี้ทำให้อียูเกิดความระส่ำระสายไม่น้อย ผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นอย่างไร กระบวนการ Brexit จะจบลงจริงๆ ในปี 2019 ตามแพลนที่วางไว้หรือไม่ อาจต้องจับตาดู”

 

Photo: Filippo Monteforte / AFP

 

5. ประชานิยมปีกขวายังคงมีบทบาทสำคัญในการเมืองโลก

กระแสประชานิยมปีกขวาที่ค่อยๆ เริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางสภาพปัญหาต่างๆ ที่ท้าทายความมั่นคงของรัฐ โดยเฉพาะในยุโรป ก่อนที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและก่อตัวเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ชุดความคิดชาตินิยมใหม่’ (New Nationalism) เป็นกลุ่มคนที่เริ่มต่อต้านแนวคิดแบบเสรีนิยม ต่อต้าน ‘ความเป็นอื่น’ อย่างสุดโต่ง ทั้งในแง่เชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้กระทั่งรสนิยมทางเพศ

 

พรรคฝ่ายขวาและพรรคชาตินิยมกำลังได้รับคะแนนนิยมเป็นอย่างมาก ในการเลือกตั้งฮังการี เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พรรคฝ่ายขวาอย่าง Fidesz-KDNP ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น หลังชูประเด็นนโยบายจัดการผู้อพยพ ส่งผลให้ นายวิคเตอร์ ออร์บาน นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

 

พรรค League พรรคการเมืองฝ่ายขวาในอิตาลีเองก็ได้รับสิทธิจัดตั้งรัฐบาลผสมในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ร่วมกับพรรค Five Star Movement ที่ต่อต้านกลุ่มกระแสการเมืองเดิม (Anti-establishment) โดยเน้นย้ำจุดยืนในประเด็นที่ว่า เกาะซิซิลีของอิตาลีจะต้องไม่เป็น ‘ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งทวีปยุโรป’ อีกต่อไป ซึ่งพรรคประชานิยมทั้ง 2 พรรคล้วนเติบโตมาจากการเป็นเสียงส่วนน้อยทางการเมือง ก่อนที่จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้นดังเช่นในปัจจุบัน

 

 

เกมการเมืองในบราซิลก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน หลัง ฌาอีร์ โบลโซนารู ผู้สมัครจากพรรคขวาจัดอย่าง PSL เจ้าของฉายา ‘ทรัมป์-ดูเตร์เตแห่งบราซิล’ ชนะการเลือกตั้งรอบที่สอง เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยจะเริ่มต้นบริหารประเทศในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2019 ซึ่งนักการเมืองหัวเอียงขวาที่เคยมีข่าวคราวดูหมิ่นผู้หญิงและกลุ่ม LGBTQ คนนี้จะสร้างสีสันให้กับการเมืองประเทศนี้ได้ไม่มากก็น้อย

 

“เรากำลังเล็งเห็นตัวแบบหนึ่งของยุโรป เป็นกลุ่มฝ่ายขวาที่มากับชุดความคิดใหม่และกำลังเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศ ในปีที่ผ่านมา เราเห็นชัยชนะของฝ่ายประชานิยมปีกขวานี้ในหลายพื้นที่ ทั้งในฮังการี อิตาลี บราซิล รวมถึงในประเทศที่อาจจะยังไม่สามารถชนะการเลือกตั้ง แต่ก็ยังได้รับเสียงสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในสโลวีเนีย สวีเดน หรือแม้แต่ในเยอรมนี ซึ่งวิกฤตผู้อพยพในทวีปอเมริกาและยุโรปที่รุนแรงเพิ่มขึ้น จะยิ่งส่งผลให้กระแสประชานิยมปีกขวาหรือกระตุ้นความรู้สึกของกลุ่มชาตินิยมใหม่ในยุโรปให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย”

 

Photo: Bulent Kilic / AFP

 

6. การเมืองในตะวันออกกลางและกรณีการเสียชีวิตของนักข่าวซาอุฯ

ปี 2018 เราเห็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของซาอุดีอาระเบียที่จะสร้างรัฐทันสมัย ภายใต้การนำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารที่เร่งเดินหน้าปฏิรูปประเทศตาม ‘วิสัยทัศน์ 2030’ เพื่อเน้นย้ำการเป็นประเทศพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางที่เสมือนเป็นผู้นำของโลกมุสลิมทั้งหมด จุดยืนดังกล่าวทำให้อิหร่านไม่สามารถอยู่เฉยได้ พร้อมร่วมกระโจนลงหมากกระดานต่างๆ เพื่อตอบโต้ซาอุดีอาระเบีย

 

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในสังคมซาอุฯ ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ผู้หญิงสามารถขับรถยนต์เองได้ สามารถเข้าทำงานในกองทัพได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ รวมถึงเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลภายในสนามกีฬาและอนุญาตให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้งในรอบ 35 ปี ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะทำให้เกิดการปะทะกับกลุ่มเคร่งศาสนาได้ในท้ายที่สุด

 

ข่าวคราวการเสียชีวิตของ จามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียที่ถูกสังหารภายในสถานทูตซาอุดีอาระเบียในกรุงอิสตันบูลของตุรกี เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ซาอุดีอาระเบียได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลกเป็นอย่างมาก หลังมีการพาดพิงว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน อาจมีส่วนพัวพันกับสาเหตุการเสียชีวิตของนายคาช็อกกี ที่มักจะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของบรรดาสมาชิกราชวงศ์ซาอุฯ อยู่บ่อยครั้ง

 

“นอกจากการแข่งขันกันสร้างรัฐทันสมัยแล้ว กรณีการเสียชีวิตของนายคาช็อกกีที่จะเกิดขึ้นในปี 2019 จะส่งผลต่อราชสำนักในซาอุฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท้ายที่สุดอาจจะต้องเฝ้าดูว่าคดีนี้จะสิ้นสุดลงอย่างไร ทุกปมสงสัยจะถูกคลี่คลายหรือไม่ เกมการเมืองในตะวันออกกลางจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่น่าสนใจไม่น้อย”

 

Photo: Abdulmonam Eassa / AFP

 

7. ไฟแห่งสงครามและความขัดแย้งที่ยังไม่มอดดับ

สงครามและความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เป็นปมปัญหาที่ถูกทับซ้อนกันและฝังรากลึกอยู่ในหลายสังคมทั่วโลก รวมถึงปมความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่มีมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ

 

ศ.ดร.สุรชาติ ให้ความเห็นว่า ปมปัญหานี้จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในปี 2019 ดังจะเห็นได้จากการปะทะกันบริเวณฉนวนกาซาและเมืองโดยรอบ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อีกทั้งยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จากกรณีที่ทางการสหรัฐฯ มีคำสั่งย้ายสถานทูตจากเมืองเทลอาวีฟไปยังกรุงเยรูซาเลม ก่อนที่กัวเตมาลาและออสเตรเลียจะสนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว

 

ปัญหาในทะเลจีนใต้ก็เป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ในปี 2019 ปัญหาพิพาทนี้จะยังคงคาราคาซังกับภูมิภาคของเราต่อไป สิ่งที่เป็นความกังวลคือ ถ้าความขัดแย้งนี้ขยายตัว จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของรัฐมหาอำนาจที่เข้ามาพัวพันกับทวีปเอเชีย รวมถึงความสัมพันธ์ของพี่ใหญ่อย่างจีนและบรรดารัฐที่ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนในทะเลจีนใต้นี้แทบทั้งสิ้น ข้อพิพาทเกี่ยวกับอธิปไตยเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของไทยในฐานะประธานอาเซียน

 

สงครามกลางเมืองในซีเรียและเยเมนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง แม้รัฐบาลเยเมนและกบฏฮูตีจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ทีมช่วยเหลือเข้าไปบรรเทาวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกแล้วก็ตาม ไฟแห่งสงครามทำให้เยเมนต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นการด่วน พลเมืองชาวเยเมนกว่า 8.4 ล้านคนกำลังตกอยู่ในภาวะอดอยาก ขาดแคลนอาหาร อีกทั้งยังเผชิญหน้ากับการระบาดของโรคอหิวาตกโรค ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนรายแล้ว โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 85,000 คน

 

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้สงครามและความขัดแย้งในบางพื้นที่ยังไม่จบลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถานะความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจหรือรัฐขนาดใหญ่ในภูมิภาคที่กระโจนเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกรณีของสงครามซีเรียและเยเมน ความขัดแย้งดังกล่าวไม่สามารถยุติลงได้เพียงคู่ขัดแย้งที่ถูกใช้เป็นกระดานหมากเท่านั้น ซึ่งแต่ละพื้นที่มีความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก”

 

Photo: Saul Loeb / AFP

 

8. การแก้ไขวิกฤตนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีต้องอาศัยระยะเวลา

เริ่มต้นปี 2018 กับสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือท่าทีของผู้นำเกาหลีเหนือที่เปลี่ยนไป พร้อมเปิดโอกาสจัดโต๊ะเจรจา เพื่อปูทางไปสู่การแก้ไขวิกฤตนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลีอย่างถาวร ความสัมพันธ์ของเกาหลีเหนือกับรัฐมหาอำนาจอื่นๆ อย่าง จีน รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศพี่เมืองน้องอย่างเกาหลีใต้เป็นไปในทิศทางบวกเพิ่มมากขึ้น ข่าวคราวของการทดสอบและพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ในปี 2017 ถูกแทนที่ด้วยข่าวการทำลายไซต์นิวเคลียร์ต่างๆ รวมถึงความคืบหน้าการจัดซัมมิทเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ รวมถึงซัมมิททรัมป์-คิม นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความมั่นคงระหว่างประเทศ

 

“ในปี 2019 การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจะยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้นำสหรัฐฯ ให้ความสนใจ อาจจะต้องติดตามว่าจะมีการพบปะกันเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในอนาคต และจะส่งผลที่เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง โอกาสที่จะนำไปสู่การปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างแท้จริงยังพอมีอยู่ แต่ต้องยอมรับว่าการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน ไม่สามารถทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ต้องการระยะเวลาอยู่พอสมควร แอฟริกาใต้เองก็ใช้เวลานานถึง 7 ปีกว่าจะปลดอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ยิ่งอาวุธดังกล่าวเป็นเพียงหลักประกันเดียวของเกาหลีเหนือที่จะใช้ต่อรองกับมหาอำนาจด้วยแล้ว ยิ่งต้องอาศัยเวลา รวมถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดอย่างกระบวนการตรวจสอบด้วย”

 

Photo: Kirill Makarov / Shutterstock

 

9. การถดถอยของกลุ่มก่อการร้าย ปีศาจที่ยังคงเฝ้ารอวันฟื้นคืนชีพ

สถานการณ์ความรุนแรงจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกกำลังลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับปี 2017 กลุ่มรัฐอิสลามหรือกลุ่มไอเอสเริ่มมีบทบาทน้อยลงในเวทีโลก หลังจากถูกโต้กลับจากกองกำลังพันธมิตรที่สามารถช่วงชิงดินแดนทั้งในอิรักและซีเรียกลับคืนมาได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่าตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐอย่างกลุ่มก่อการร้ายนี้ไม่ได้มีเส้นเขตแดนที่อยู่ตายตัว ไม่ได้ผูกโยงอยู่กับกลุ่มไอเอสเพียงกลุ่มเดียว ยังมีกลุ่มก่อการร้ายอีกหลายกลุ่มบนโลก และยังคงหาโอกาสปฏิบัติการอยู่แทบจะตลอดเวลา

 

“แม้ว่ากลุ่มไอเอสจะอยู่ในภาวะถดถอยในช่วงเวลานี้ แต่ในขณะเดียวกันเรายังคงเห็นปฏิบัติการของกลุ่มอัลกออิดะห์หรือกลุ่มโบโกฮารามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จุดพลิกผันสำคัญคือ การยึดเมืองโมซุลทางตอนเหนือของอิรัก และเมืองรักกาของซีเรียคืนได้จากกลุ่มไอเอส ถึงกระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าสงครามการก่อการร้ายจะยุติลง เพียงแต่เป็นสัญญาณที่บอกเราว่า กลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้เริ่มมีบทบาทน้อยหลัง จากการสูญเสียเมืองศูนย์กลางในตะวันออกกลางไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม เราเห็นความพยายามในการช่วงชิงพื้นที่ใหม่ทั้งในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อาจถูกใช้เป็นที่ตั้งของศูนย์กลางแห่งใหม่ คำถามสำคัญคือ ในช่วงที่กลุ่มไอเอสถึงขาลง บรรดาเครือข่ายของขบวนการนี้จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติการต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ”

 

Photo: Guillermo Arias / AFP

 

10. ‘Human Flow’ วิกฤตผู้อพยพที่ยังคงไหลเชี่ยว

โจทย์เรื่องผู้อพยพถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นการหลั่งไหลของสายธารมนุษย์จากแอฟริกาเหนือมุ่งหน้าสู่ทวีปยุโรป ผ่านทางบกและทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในปี 2018 ที่ผ่านมา เกิดคาราวานผู้อพยพจากลาตินอเมริกามุ่งหน้าสู่พรมแดนสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่หนีความยากจน ความแร้นแค้นในชีวิต ต้องการที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่และแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นบนแผ่นดินอเมริกัน

 

ในขณะที่วิกฤตชาวโรฮีนจาที่เกิดขึ้นจากเหตุกวาดล้างของกองทัพเมียนมานับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2017 ก็ยิ่งทำให้สายธารเส้นนี้ทวีความไหลเชี่ยวเพิ่มมากขึ้น แม้รัฐบาลบังกลาเทศและรัฐบาลเมียนมาจะบรรลุข้อตกลงในการส่งชาวโรฮีนจากลับสู่มาตุภูมิแล้วก็ตาม แต่บริบทภายในเมียนมาเองดูยังจะไม่ปลอดภัยสำหรับกลุ่มคนที่นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มนี้

 

“โจทย์เรื่องผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นโจทย์ในระยะยาว โอกาสที่จะกลับบ้านก็ไม่ง่าย และจะอยู่ต่อก็ไม่ง่าย เป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

 

“เรากำลังพูดถึงโจทย์ของคนนอกที่เข้ามาอยู่ในบ้าน สังคมในปัจจุบันนี้ เรายังคงต่อสู้กันในสังคม เรากำลังพูดถึงการแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด การที่รับพวกเขาเข้ามา ใครจะเป็นคนแบ่งทรัพยากรเหล่านั้น ผมว่าตอบได้ค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีบ้านหลังไหนกล้ารองรับ ในขณะที่บ้านของตัวเองยังคงมีปัญหาอยู่ คนยังยากจน ว่างงาน โอกาสในการศึกษายังไม่ทั่วถึง โจทย์แบบนี้ตอบแบบโลกสวยไม่ได้ ผมไม่ได้บอกให้เราไร้มนุษยธรรม เพียงแต่ให้มองในมุมของเจ้าบ้าน เราจะเห็นปัญหาที่ไม่แตกต่างกัน วิกฤตนี้จึงทำให้การเมืองในสังคมยุโรปเกิดอาการสวิงขวา มีความเป็นชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น เป็นประเด็นที่ยังคงต้องช่วยกันหาทางออกต่อไป”

 

Photo: Ringo Chiu / AFP

 

11. โลกในวันที่อากาศร้อนขึ้น ภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น

ศ.ดร.สุรชาติ ระบุว่า “โจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นโจทย์ด้านความมั่นคงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด ในปี 2019 จะเป็นอีกปีที่อากาศร้อนมาก ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกชีวิตบนพื้นโลก ใต้ท้องทะเลและมหาสมุทรอีกด้วย”

 

พวกเรารับรู้ได้ถึงอากาศที่ร้อนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะก๊าซเรือนกระจกที่ยิ่งทวีความรุนแรง ในปี 2018 ที่ผ่านมา นอกจากปริมาณน้ำแข็งในขั้วโลกจะละลายเพิ่มมากขึ้นแล้ว หลายพื้นที่ทั่วโลกยังปกคลุมไปด้วยคลื่นรังสีความร้อน โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นมีคนเข้าโรงพยาบาลมากกว่า 80,000 คนทั่วประเทศ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ไฟป่าในหลายประเทศก็ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญหน้ากับไปฟ่าเกือบตลอดทั้งปี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ที่ต้องตกตะลึงคือ เหตุน้ำท่วมฉับพลันกลางทะเลทรายในซาอุดีอาระเบีย หลังภูมิประเทศที่แห้งแล้งกลับมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่นับรวมภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างพายุหมุนและเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อีกเป็นจำนวนมาก

 

จากรายงาน Emissions Gap Report 2018 ของสหประชาชาติ ระบุว่า ในปีนี้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้อยู่ในระดับคงที่มาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการจัดการกับภาวะโลกร้อนในหลายประเทศที่กำลังประสบปัญหาและมีแนวโน้มที่จะล้มเหลว

 

เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุม COP24 ที่ถือเป็นการประชุมภาวะโลกร้อนที่สำคัญที่สุด นับตั้งแต่ที่ได้มีการลงนามในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2015 ตัดสินใจคลอดกติกาใหม่เพื่อให้ทุกประเทศนำไปปฏิบัติได้จริง มีกฎที่แตกต่างกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมายคือจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 2020

 

Photo: Kamil Krzaczynski / AFP

 

12. ปีของผู้หญิงและกลุ่มความหลากหลายทางเพศที่จะออกมาแสดงพลัง

ปี 2018 เป็นอีกปีที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็น ‘ปีของผู้หญิง’ หลังกลุ่มสิทธิสตรีออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลังกระแส #MeToo ปลุกความกล้าและพลังในหัวใจของพวกเธอลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและบอกเล่าประสบการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากปัญหาการใช้ความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะในกรณีของสหรัฐฯ ที่ผู้หญิงอเมริกันจำนวนมากต่างตบเท้าลงชิงชัยในสนามการเมือง จนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชนพื้นเมืองหญิงคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ในสภา ส.ส. หญิงที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน รวมถึงผู้หญิงมุสลิมสองคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้ในสภาคองเกรสสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเองก็ออกมาเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน ในปี 2019 นี้ ออสเตรียจะกลายเป็นประเทศที่ 28 ของโลกที่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถสมรสกันได้อย่างถูกกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

 

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มสตรีและกลุ่มความหลากหลายทางเพศยิ่งทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในสังคมตะวันตกคนกลุ่มนี้ถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญในเกมการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสหรัฐฯ ในวันนี้ ที่เราเห็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ทั้งกลุ่มสตรีและกลุ่มความหลากหลายทางเพศส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะสนับสนุนผู้นำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์

 

ย้อนกลับมามองที่สังคมไทยที่ดูเหมือนว่าจะมีการเคลื่อนไหวน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ แต่คุณต้องไม่ลืมว่า สภาพการเมืองของไทยถูกปิดมาระยะหนึ่งแล้ว การเมืองที่ปิดไม่มีพื้นที่ให้กับประเด็นเหล่านี้ นั่นหมายความว่า โอกาสที่จะนำเอาประเด็นชุดใหม่ๆ ขึ้นสู่เวทีสาธารณะก็หายไป หวังว่าสภาพการเมืองหลังการเลือกตั้งในปี 2019 เราจะเห็นกลุ่มขบวนต่างๆ เหล่านี้ฟื้นตัวและกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง”

 

 

ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวทิ้งท้ายกับ THE STANDARD ว่า “โลกสมัยใหม่หรือแม้กระทั่งโลกเก่า มีโลกไหนบ้างที่ปราศจากความขัดแย้ง มีสันติสุขเกิดขึ้นตลอดเวลา เราเห็นความระส่ำระสายเกิดขึ้นในหลายจุดทั่วโลก และพบว่าความระส่ำระสายเหล่านั้นไม่ได้จบลงด้วยการล้มกระดานแล้วยึดอำนาจ เป็นบทเรียนสำคัญที่สังคมไทยยังจะต้องเรียนรู้และจำให้ขึ้นใจ”

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post 12 ประเด็นร้อนระดับโลกที่ต้องจับตาในปี 2019 กับ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-in-2019/feed/ 0
2019 ปีที่ต้องจับตากฎหมายหลายฉบับ มรดกตกทอดจาก คสช. เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของ สนช. https://thestandard.co/ncpo-legal-2019/ https://thestandard.co/ncpo-legal-2019/#respond Fri, 28 Dec 2018 07:35:23 +0000 https://thestandard.co/?p=172360

    ช่วงเวลานี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกต […]

The post 2019 ปีที่ต้องจับตากฎหมายหลายฉบับ มรดกตกทอดจาก คสช. เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของ สนช. appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

ช่วงเวลานี้กำลังเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ส.ส. หลังจากประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้องค์กรนิติบัญญัติที่ชื่อว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนานนับ 5 ปี

 

ที่ผ่านมามีการออกกฎหมายจำนวนมากโดยไม่ได้พิจารณาให้ละเอียด ซึ่งหลายฉบับต้องตามมาแก้ไขด้วยการใช้มาตรา 44

 

ขณะที่กฎหมายหลายฉบับที่ควรได้รับความเห็นชอบ เพราะสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนหรือเพิ่มความเท่าเทียมกลับถูกดองไว้ แต่ทว่าช่วงนี้กลับถูกเร่งพิจารณาในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จึงเป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องร่วมจับตากัน

 

THE STANDARD พูดคุยกับ ‘ยิ่งชีพ อัชฌานนท์’ จาก iLaw ในฐานะผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ถึงปรากฏการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นและอนาคตของการรับมือ

 

 

ทำไมต้องจับตาการผ่านกฎหมายของ สนช.

ต้องเล่าย้อนสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อปี 2550 ช่วงจะหมดวาระ ซึ่งมีการเร่งผ่านกฎหมายหลายสิบฉบับต่อวัน มันไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีใครมาถ่วงดุล โดย 2-3 สัปดาห์สุดท้าย ก่อนการเลือกตั้ง สนช. ชุดนั้น ผ่านร่างกฎหมายไปกว่า 40 ฉบับ เช่น พ.ร.บ. ความมั่นคง ที่ยังใช้อยู่ถึงปัจจุบัน

 

ดังนั้นเราคิดมาตลอดว่า สนช. ชุดนี้จะเหมือนกันไหม เพราะว่ายิ่ง 2-3 สัปดาห์สุดท้าย ข่าวคราวก็จะโฟกัสไปที่การเลือกตั้ง คนก็จะไม่ได้สนเท่าไรว่าเขาจะผ่านกฎหมายอะไรบ้าง แล้วบางอันหาก สนช. ให้ความเห็นชอบผ่านออกมาจะหน้าตาจะเป็นแบบไหน อย่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ ที่อาจอาศัย 2-3 สัปดาห์สุดท้าย ก็เข้าไป แล้วผ่านก็เป็นไปได้ ซึ่งช่วงนั้นอาจมีกระแสต้านน้อย

 

ด้านกฎหมายอื่นๆ เป็นน่าแปลกดี ที่กฎหมายในด้านส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ก็มาเข้า สนช. ในช่วงท้ายๆ เยอะ อย่างร่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต พ.ร.บ. ต่อต้านการทรมานและอุ้มหาย ซึ่งทั้งหมดเป็นกฎหมายที่ทำกันมานาน อย่างเรื่องต้านการทรมาน ทำมาสิบกว่าปีแล้ว ซึ่ง สนช. อยู่มาจะ 5 ปีแล้ว ทำไมเพิ่งมาทำช่วงนี้ ก็มองได้ 2 อย่าง

 

อย่างแรก เป็นไปได้ที่กฎหมายพวกนี้จะถูกผลักดันผ่านจนเสร็จ แต่เนื้อหาอาจมีปัญหา ทั้งนี้รัฐบาลก็ยังสามารถบอกกับชาวโลกได้อยู่ดีว่ารัฐบาลนี้เห็นอกเห็นใจสิทธิมนุษยชน และก้าวหน้าเพราะโดยชื่อมันดูเหมือนอย่างนั้น แต่สำหรับ NGO ในการรณรงค์จะลำบากเพราะประชาชนเข้าใจว่ากฎหมายมันผ่าน แต่เนื้อหาบางมาตราดูมีปัญหา อธิบายยาก

 

และความเป็นไปได้ที่สอง คือจะเข้า สนช. และได้พิจารณาอยู่สักพักแต่หมดวาระก่อน แล้วเป็นเครื่องมือให้หาเสียงว่าถ้าได้กลับเข้ามาจะผลักดันกฎหมายที่ค้างอยู่ต่อหลังการเลือกตั้ง ก็เป็นเครื่องมือในการค้างไว้เพื่อหาเรื่องกลับมา แต่กลับมาจะทำไหมก็เป็นอีกเรื่อง

 

 

กระบวนการ ช่องทางที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปแสดงความคิดเห็นมันเปิดกว้างจริงไหม

ก็พูดได้ว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง แม้ดีไม่มาก คือรัฐธรรมนูญมีมาตรา 77 ที่ทำให้เมื่อจะตรากฎหมาย ต้องเปิดร่างกฎหมายให้เข้าถึงทางเว็บ lawamendment.go.th ซึ่งโอเคว่าสุดท้ายตอนมันผ่าน สนช. อาจหน้าตาเหมือนร่างนี้หรือไม่ก็ได้

 

แต่ก่อนหน้านี้จะดูกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการร่าง เข้าถึงยากมาก แต่พอมีมาตรา 77 ก็ทำให้เขาต้องขึ้นเว็บ ทีนี้ตามระเบียบของ มาตรา 77 ออกมา กลับกำหนดว่าต้องขึ้นเว็บอย่างน้อย 15 วัน แต่คนธรรมดาไม่รู้หรอก ว่าคุณจะขึ้นเว็บวันนี้แล้วให้เวลา 15 วัน แล้วโหลดมา มีเวลาศึกษา 15 วัน จะผลิตข้อเสนอแนะที่มีคุณภาพ เป็นไปได้ยาก

 

ปีหน้ามีการเลือกตั้ง จากนั้นมรดก คสช. อย่างประกาศ คำสั่ง ต่างๆ จะหายไปไหม

ประกาศ คำสั่ง คสช. มีประมาณ 540 ฉบับ ยกเลิกไปบ้างราวๆ 50 ฉบับ และอีกไม่เกิน 20-30 ฉบับ ที่แปลงเป็น พ.ร.บ. โดยมีเนื้อหาเหมือนกัน อีกสักร้อยกว่าฉบับมันสิ้นผลในตัวมันเองไปแล้ว เช่น คำสั่งแต่งตั้งข้าราชการ ส่วนที่เหลืออาจสัก 200-300 ฉบับที่ยังอยู่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 279 ก็รับรองให้ ประกาศ คำสั่ง คสช. มีผลใช้ตลอดไป จนกว่าจะมีการออก พ.ร.บ. มายกเลิก

 

ตอนนี้คำสั่งห้ามชุมนุม ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม อันนี้ยกเลิกหมดแล้ว แต่อำนาจพิเศษอื่นๆ ก็ยังอยู่ ที่ชัดเจนคือ ที่ให้อำนาจทหารในการบุกค้นบ้าน จับกุมตัวประชาชน เอาไปขังในค่ายได้ 7 วัน อันนี้ก็ยังอยู่

 

 

ก็แสดงว่าหลังเลือกตั้ง ก่อนได้รัฐบาลใหม่ต้องดูว่าจะมีการยกเลิกสิ่งเหล่านี้ไหม

ถ้าดูวาทกรรมของทาง คสช. เขาจะบอกว่าปลดล็อกพรรคการเมืองแล้ว ซึ่งเมื่อ 11 ธันวาคม มีการยกเลิกใน 9 ประเด็น คือยกเลิกบางข้อในแต่ละฉบับ

 

ทีนี้เมื่อดูในแต่ละฉบับ ยังมีอะไรเหลืออยู่ ก็ต้องโฟกัสว่านี่คืออำนาจที่เขาตั้งใจจะใช้ เพราะถ้าเขาไม่คิดจะใช้ คงยกเลิกไปหมดแล้ว  

 

ผมคาดการณ์ ค่อนข้างฟันธงว่าจะใช้ ถ้าไม่ใช้คงยกเลิก อย่างน้อยไปที่บ้าน หรือเอาคนมาค่ายทหารสักคืนสองคืน ก็น่าจะใช้อยู่

 

 

โฟกัสมาที่ประกาศระเบียบ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะออกมา มีอะไรที่น่าจับตา ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ก็มีสัก 3 เรื่อง เอาจากที่น่าสนใจน้อยก่อนละกัน หนึ่ง กกต. จะจัดให้ทุกพรรคได้หาเสียงทางทีวีตามหลักเกณฑ์ของตัวเอง ทีนี้ถ้า กกต. ไม่เป็นกลาง แล้วกำหนดหลักเกณฑ์ให้บางพรรคได้เปรียบเสียเปรียบมันก็เป็นไปได้ เช่น วันหนึ่งออก 3 เวลา 6 โมงเช้า เที่ยง 6 โมงเย็น ซึ่ง 6 โมงเช้าคนดูน้อยสุดอยู่แล้ว ใครจะได้ออก 6 โมงเช้า หรือ 6 โมงเย็นล่ะ อันนี้ไม่แน่

 

สองก็คือการติดป้าย คือกฎหมายเลือกตั้งปีนี้กับปี 2550 คล้ายกัน คือขนาด จำนวนป้าย สถานที่ติดป้าย จำกัดได้ แต่มันคงจำกัดในระดับที่รับได้ เขาก็ติดกันเต็มถนน แต่อำนาจการจำกัดสถานที่ มันไม่ได้บอกว่าจะจัดหาอย่างไร เช่น ถ้า กกต. ไปจำกัดว่าห้ามติดริมถนน สถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า แล้วจะไปติดที่ไหนได้ มันก็มีแนวโน้มที่จะออกแบบที่เฉพาะเพื่อให้ติดป้ายแล้วป้ายก็อยู่รวมๆ กัน

 

สาม คือการหาเสียงออนไลน์ คำถามก็ตามมาเยอะ เช่น ถ้าสมมุติพรรคเพื่อไทยไม่ได้หาเสียงที่เพจพรรคเพื่อไทย แต่ไปหาเสียงที่เพจสุดารัตน์ หรือคนหนึ่งคน เอามาโพสต์ที่ตัวเอง แต่เขาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย อาจเป็นหรือไม่เป็นสมาชิก มันก็จะยากขึ้นมาก แล้วข้อจำกัดเรื่องเวลา มันก็จะแปลกมาก สมมุติคุณห้ามหลัง 6 โมงเย็นของวันสุดท้าย แล้วสมมุติโพสต์ตอน 4 โมงเย็น แต่คนแชร์ตอน 1 ทุ่มจะได้ไหม แล้วจะซื้อโฆษณาเฟซบุ๊กได้ไหม ห้ามซื้อโฆษณาทางทีวีแล้วซื้อทางเฟซบุ๊กได้ไหม จำกัดเงินเท่าไร

 

หลังเลือกตั้ง บางพรรคบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางพรรคบอกแก้ไม่ได้ คิดว่าตัวรัฐธรรมนูญจะเป็นชนวนวิกฤตหลังเลือกตั้งไหม

ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดแน่ๆ แต่ไม่ใช่เพราะจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขจะเป็นชนวนหนึ่ง การจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นอยู่กับว่า หนึ่ง คนที่จะแก้นั้นเสนออะไร สอง มี ส.ส. อยู่ในมือแค่ไหน แล้วคุณแตะเรื่องไหน

 

 

iLaw ชวนจับกฎหมาย 4 ฉบับดังต่อไปนี้

1) ร่าง พ.ร.บ. การจดทะเบียนคู่ชีวิต: ฝันค้างหลายปีของกลุ่ม LGBT ไทย

ระบบจดทะเบียนคู่ชีวิตถูกสร้างขึ้นมาสำหรับคู่รักที่ไม่ใช่คู่รักเพศชายกับเพศหญิงตามกฎหมาย ซึ่งไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ เพราะมาตรา 1448 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้การสมรสทำได้ระหว่าง ‘ชายและหญิง’ เท่านั้น แต่เมื่อคนสองคนประสงค์จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน การจดทะเบียนเป็นคู่ชีวิตจึงเข้ามาแทนที่เพื่อช่วยให้คู่รักมีสถานะทางกฎหมายรองรับ และสามารถจัดการทรัพย์สินร่วมกัน หรือได้รับมรดกของคู่รักอีกฝ่ายได้ หวังแก้ปัญหาเรื่องการจัดการทรัพย์สินที่คู่รักเพศเดียวกันต้องประสบมาตลอด

 

ร่าง พ.ร.บ. การจดทะเบียนคู่ชีวิต ฉบับที่เห็นในรัฐบาล คสช. ยังไม่รับรองการมีบุตรร่วมกันของคู่รักที่ไม่ใช่หญิงและชาย จึงไม่ได้กำหนดให้คู่ชีวิตที่จดทะเบียนแล้วมีสิทธิรับบุตรบุญธรรม หรือใช้เทคโนโลยีช่วยมีบุตร (อุ้มบุญ) และเมื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิหน้าที่ของคู่สมรสอีกหลายฉบับ ยังเขียนให้สิทธิสำหรับ ‘คู่สมรส’ ไว้ ดังนั้นคู่รักที่จดทะเบียนเป็น ‘คู่ชีวิต’ ก็ยังไม่ได้รับสิทธิต่างๆ ตามมาอย่างครบถ้วน เช่น สิทธิในการตัดสินใจว่าจะรับการรักษาพยาบาลหรือไม่ในกรณีที่อีกคนหนึ่งไม่อยู่ในสภาพที่แสดงเจตนาได้ หรือสิทธิได้รับสวัสดิการในฐานะเดียวกับคู่สมรส ฯลฯ

 

ร่าง พ.ร.บ. การจดทะเบียนคู่ชีวิต เคยถูกร่างและนำเสนอโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มาแล้วครั้งแรกเมื่อปี 2556 แต่คณะรัฐมนตรีชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่ได้รับไปเสนอต่ออย่างจริงจัง ในยุครัฐบาลของ คสช. ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายได้น้อย กฎหมายฉบับนี้ถูกหยิบขึ้นมาทำงานต่ออีกครั้งในรายละเอียดแตกต่างไปจากร่างฉบับเดิมบ้าง

 

แต่ที่น่าสนใจคือ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของ LGBT จำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะเชื่อว่าการรับรองสิทธิของบุคคลทุกคนที่จะครบถ้วนสมบูรณ์ควรต้องใช้วิธีการไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ให้บุคคลสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ โดยไม่จำกัดเพียงแค่ ‘ชายและหญิง’

 

 

2) พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ระวัง! จะไม่คุ้มครองถ้าทหารเป็นคนละเมิด

เป็นเรื่องแปลกมากท่ามกลางการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ รวมทั้งผู้มีอำนาจรัฐ สามารถเข้าถึงการติดต่อสื่อสารและใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชาชน เพื่อเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ ไปทำโฆษณา หรือใช้ประโยชน์ทางธุรกิจและทางการเมืองของตัวเองได้ โดยประชาชนไม่มีเครื่องมือจะไปต่อสู้ ประชาชนจึงเรียกร้องมาตรการการดูแลข้อมูลส่วนตัวทั้งหลายมาต่อเนื่องนับสิบปี ร่างกฎหมายหลายฉบับเคยถูกเขียนขึ้นแต่ไม่ค่อยก้าวหน้าเมื่อไปถึงมือของผู้มีอำนาจรัฐ

 

ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถูกเสนอในรัฐบาล คสช. ครั้งแรกเมื่อต้นปี 2558 พร้อมชุดกฎหมายความมั่นคงดิจิทัลที่มีเสียงคัดค้านดังหนาหู และถูกดองยาวเอาไว้ จนกลับมาอีกครั้งในเดือนกันยายน 2561 พร้อมหลักการใหญ่ที่เข้มแข็งขึ้น คือการเก็บข้อมูลใดๆ การนำข้อมูลไปใช้ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ต้องไปรับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเท่านั้น แต่กลับยกเว้นว่า หลักการนี้ไม่ใช้บังคับกับการเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐเพื่อความมั่นคง ไม่ใช้กับการเปิดเผยข้อมูลของสื่อมวลชน และไม่ใช้กับบริษัทข้อมูลบัตรเครดิต นอกจากนี้การเก็บข้อมูลของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือการดำเนินการตามกฎหมายหรือการใช้อำนาจรัฐ ก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตด้วย

 

ดังนั้น หากร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านการพิจารณาและประกาศใช้โดย สนช. ด้วยข้อยกเว้นกว้างขวางมากมายเช่นนี้ ก็เท่ากับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนยังไม่ถูกคุ้มครองในกรณีสำคัญๆ อยู่ดี เพียงแค่ได้ชื่อว่า ซ้ำร้ายการเก็บข้อมูลและใช้ข้อมูลโดยหน่วยงานของรัฐกลับจะมีข้ออ้างว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วเสียด้วย

 

 

3) เสรีกัญชายังไม่จริง! สนช. แค่จ่อขยับไปอีกก้าวหนึ่ง

ข่าวดีช่วงปลายปีสำหรับชาว ‘สายเขียว’ ผู้นิยมใช้กัญชาทั้งในฐานะสิ่งบันเทิงและเพื่อประโยชน์ด้านอื่น คือ สนช. ลงมติผ่าน พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ โดยเนื้อหาหลักเป็นการปลดล็อกให้กัญชาและกระท่อมสามารถเอามาใช้งานได้ในบางกรณี จากเดิมกฎหมายถือว่าเป็นสิ่งเสพติดที่ต้องห้ามเสพ ห้ามครอบครองเด็ดขาด ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก ทั้งยังเป็นกระแสโลกที่หลายประเทศแก้ไขกฎหมายไปก่อนแล้ว และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองไม่น้อยด้วย

 

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ จะเปิดช่องให้สามารถออกใบอนุญาตเพื่อผลิต นำเข้า และส่งออกได้ ผู้จะขออนุญาตได้ต้องเป็นหน่วยงานราชการ หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เปิดช่องให้สามารถครอบครองและใช้กัญชาและกระท่อมเพื่อรักษาโรคได้ โดยมีใบรับรองแพทย์ และให้คณะกรรมการกำหนดพื้นที่ทดลองปลูกเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ข้อเสนอครั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดให้ทุกคนสามารถปลูกหรือเสพกัญชาหรือกระท่อมเพื่อความบันเทิงได้อย่างอิสระ หรือยังไม่ได้ผลักดันให้มี ‘เสรีกัญชา’ ได้จริง

 

 

4) พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานและอุ้มหายฯ ลุ้นหนักอีกที่ข้อยกเว้น

หลังความพยายามผลักดันต่อเนื่องหลายปี ประเทศไทยก็ยอมลงนามเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) แล้ว ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าวสั่งให้ไทยต้องมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญาเป็นการเฉพาะ เพราะที่ผ่านมาผู้กระทำความผิดฐานทรมานจะถูกดำเนินคดีได้เพียงฐานทำร้ายร่างกายเท่านั้น และยังต้องสร้างกลไกการตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัว ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยให้มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นด้วย แต่ที่ผ่านมากฎหมายเหล่านี้ก็ไม่เคยได้รับความสนใจ และยิ่งดูเหมือนจะผลักดันได้ยากในยุครัฐบาลทหาร

 

ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการทำให้บุคคลสูญหาย ถูกเสนอเข้าสู่ สนช. วันที่ 20 ธันวาคม 2561 อีกไม่กี่วันก่อนสิ้นปี ข้อเสนอในร่างนี้ได้กำหนดให้การทรมานและการอุ้มหายบุคคลเป็นความผิดเฉพาะขึ้นมา แต่ประเด็นความรับผิดของผู้บังคับบัญชายังกำหนดให้รับผิดต่อเมื่อได้สั่งงานหรือรู้เห็นโดยตรงเท่านั้น ไม่ได้ให้รับผิดเพราะการปล่อยปละละเลย และยังไม่ได้ห้ามการรับฟังพยานหลักฐานที่ได้จากการทรมาน

 

สำหรับประเด็นสำคัญที่เป็นข้อถกเถียงมายาวนาน และทำให้ร่างกฎหมายนี้เดินหน้าอย่างล่าช้าตลอดมา คือการห้ามส่งกลับผู้ลี้ภัยที่อาจถูกทรมานจากการส่งตัวกลับประเทศ และการกำหนดห้ามทรมานไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ไม่ยกเว้นในกรณีฉุกเฉินหรือในภาวะสงคราม ซึ่งฝ่ายทหารยังอยากให้เก็บข้อยกเว้นในกรณีสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ จึงต้องลุ้นต่ออีกว่า เมื่อกฎหมายนี้เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ที่มีสมาชิก 58% เป็นทหาร ข้อยกเว้นจะถูกใส่กลับเข้ามาหรือไม่ และหากการทรมานยังถูกยกเว้นให้ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังมีคุณค่าอะไรที่ต้องประกาศใช้อีก

 

ร่างกฎหมายเหล่านี้ โดยหลักการใหญ่แล้วอาจจะเป็นประโยชน์กับสิทธิเสรีภาพ และเป็นสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น แต่ไม่เคยถูกพูดถึงตลอดการทำงานกว่า 4 ปีของ คสช. และ สนช. เมื่อถูกยกมาพูดถึงและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ในช่วงท้ายๆ ก่อนที่ สนช. กำลังจะหมดอายุ จึงควรที่จะจับตากระบวนการโค้งสุดท้ายของสภาแห่งนี้ให้ดี ไม่ว่ากฎหมายเหล่านี้จะผ่านการพิจารณาได้ทันเวลาหรือไม่ ก็อาจสะท้อนให้เห็นสาเหตุที่ถูกยื่นเข้า สนช. ในเวลากระชั้นชิด และเห็นแรงจูงใจทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังกฎหมายเหล่านี้ด้วย ซึ่งอาจพิจารณาความเป็นไปได้ออกเป็นสามประการ

 

 

ประการแรก หากกฎหมายเหล่านี้ถูกผลักดันให้ผ่าน สนช. และประกาศใช้ได้ทันเวลา โดยยังคงเนื้อหาภายในที่เป็นประโยชน์กับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ก็พอจะเป็นผลงานที่ สนช. สามารถนำไปอวดอ้างได้ สามารถใช้สร้างความนิยมให้กับรัฐบาล คสช. ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งได้ และยังเป็นการช่วงชิงเอาเรื่องที่ประชาชนสนใจที่พรรคการเมืองหลายแห่งเตรียมนำเสนอเป็นนโยบายของพรรคมาทำก่อน ทำให้ คสช. ได้เปรียบในสนามการเลือกตั้ง

 

ประการที่สอง หากกฎหมายเหล่านี้ถูกผลักดันให้ผ่าน สนช. และประกาศใช้ได้ทันเวลา แต่เนื้อหาภายในเต็มไปด้วยข้อยกเว้นที่เป็นประโยชน์กับภาครัฐเองมากกว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชน คสช. ก็สามารถนำไปใช้อ้างอิงเพื่อสร้างความนิยมให้ตัวเองได้ในการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพยังไม่เกิดขึ้นจริง และเมื่อตัวกฎหมายที่มีชื่อสวยงามประกาศใช้แล้ว การที่ฝ่ายประชาชนจะอธิบายสวนทางว่า สิทธิเสรีภาพยังมีปัญหาอยู่ และยังต้องแก้ไขกฎหมายให้ดีขึ้นก็เป็นเรื่องยากกว่าการไม่มีกฎหมายออกมาเลย

 

เนื่องจากรัฐบาลของ คสช. มาจากการทำรัฐประหารและมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตานานาชาติ และยังถูกข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยอำนาจทหารอย่างหนักหน่วง การผ่านกฎหมายเหล่านี้จึงเป็นวิธีการที่ทางรัฐบาลของ คสช. สามารถใช้เพื่อตอบคำถามนานาชาติได้ว่า คสช. พยายามออกมาตรการ หรือกฎหมายใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาไปเรียบร้อยแล้ว โดยอาจจะใส่ข้อยกเว้นในรายละเอียดที่ทำให้การคุ้มครองสิทธินั้นไม่เกิดขึ้นจริง หรือแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ไว้ด้วย ซึ่งต่างชาติอาจไม่ได้ทราบรายละเอียดเหล่านี้

 

ประการที่สาม หากกฎหมายเหล่านี้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณา แต่ สนช. ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จทันก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองของ คสช. ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียงได้ว่า หากพรรคของ คสช. ได้รับการเลือกตั้งกลับมาบริหารประเทศ จะยกกฎหมายเหล่านี้ขึ้นมาพิจารณาต่ออีกครั้ง

 

 

ปีหน้า ประชาชนจะอยู่กับมรดก คสช. กฎหมาย คำสั่งประกาศต่างๆ อย่างไร

เราต้องมีมุมมองต่อกฎหมายแบบใหม่ เราควรจะค่อยๆ ผ่อนปรนความเชื่อ ถ้าใครเชื่อว่ากฎหมายคือความถูกต้อง ใครทำผิดกฎหมายมันต้องผิด มันต้องเลว เราต้องค่อยๆ ผ่อนปรน ต้องเข้าใจว่ากฎหมาย แท้จริงแล้วมันออกมาเพื่อสนองประโยชน์ของคนออกกฎหมายบางช่วงบางเวลาเท่านั้น เพราะฉะนั้นคนที่ฝ่าฝืนกฎหมายมันก็ไม่ใช่คนชั่วคนเลว มันแค่ทำไม่ถูกต้องตามใจของผู้มีอำนาจในยุคหนึ่งของสังคม

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post 2019 ปีที่ต้องจับตากฎหมายหลายฉบับ มรดกตกทอดจาก คสช. เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของ สนช. appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ncpo-legal-2019/feed/ 0
ใครคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2018? บทสรุปสุดยอดข่าวใหญ่ประจำปี https://thestandard.co/most-powerful-person-2018/ https://thestandard.co/most-powerful-person-2018/#respond Fri, 28 Dec 2018 06:17:39 +0000 https://thestandard.co/?p=172328

The post ใครคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2018? บทสรุปสุดยอดข่าวใหญ่ประจำปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ใครคือผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งปี 2018? บทสรุปสุดยอดข่าวใหญ่ประจำปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/most-powerful-person-2018/feed/ 0
จาก Bitcoin ถึง RS ไตรลักษณ์โลกธุรกิจปี 2018 ที่เราไม่มีวันลืม https://thestandard.co/bitcoin-rs-business/ https://thestandard.co/bitcoin-rs-business/#respond Fri, 28 Dec 2018 02:55:52 +0000 https://thestandard.co/?p=172145

ปี 2018 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงขอ […]

The post จาก Bitcoin ถึง RS ไตรลักษณ์โลกธุรกิจปี 2018 ที่เราไม่มีวันลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2018 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของวงการธุรกิจที่ปรับตัวอยู่ตลอดเวลา บางองค์กรยังคงวิ่งไปข้างหน้าเต็มฝีเท้า เพียงเพื่อให้ทันกับหางขบวนของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ที่เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งทวีคูณ หลายองค์กรที่ไล่ตามไม่ทันก็ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และกลายเป็นเรื่องเล่าที่จะจางหายไปเท่านั้น

 

ไม่มีใครอยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ประชากรกลุ่มนี้กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญในโลกธุรกิจหลายประการ ทีมข่าว THE STANDARD เลือกไฮไลต์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนเกมหรือความพลิกผันที่ไม่คาดคิดมาเรียงร้อยกับหลักคิด ‘เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป’ ความจริงอันเป็นนิรันดร์ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ผ่านบทความนี้

 

อนิจจัง: ใดใดในโลกล้วนไม่เที่ยง สวรรค์ Bitcoin ล่ม จากสูงสุดสู่ความจริง

 

Photo: shutterstocks

 

เงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี คือหนึ่งในหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดต่อเนื่องจากสิ้นปี 2017 ถึงต้นปี 2018 ด้วยกระแสขาขึ้นของราคาบิตคอยน์ที่นักลงทุนบางคนคาดการณ์ว่า ราคาจะกระโดดถึง 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.6 แสนบาทต่อ 1 บิตคอยน์ ซึ่งสิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น และผลลัพธ์ยังสวนทางจนแมลงเม่าผู้แสวงหากำไรได้แต่อ้าปากค้าง

 

วันที่ 1 มกราคม 2018 ราคาบิตคอยน์ยังลงต่อเนื่องที่ 13,480 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิตคอยน์ หลังจากที่เคยทะยานไปได้ถึง 19,650 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางเดือนธันวาคม 2017 และปรับลดลงจนหลุดระดับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนมกราคม สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในเวลาเพียง 45 วันเท่านั้น ไม่เพียงแต่บิตคอยน์ ราคาของเงินดิจิทัลสกุลอื่นๆ ก็พากันปรับตัวลดลงตามไปด้วยเช่นกัน กระนั้นก็ยังมีผู้ให้ความเห็นว่า เป็นการปรับตัวของตลาดหลังจากที่ถูกเก็งกำไรอย่างหนัก และเชื่อว่าราคาบิตคอยน์จะใกล้เคียงกับความต้องการที่แท้จริงที่ 7 พันดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิตคอยน์

 

แต่สถานการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น

 

ราคาของบิตคอยน์ดิ่งลงทะลุระดับ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ 6,905 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิตคอยน์ ก่อนที่จะดีดตัวแรงขึ้นกลับไปยืนเหนือระดับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ในช่วงกลางเดือน และไต่ระดับไปถึง 11,377 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิตคอยน์ได้ในต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับราคาสุดท้ายของปี 2018 ที่ทำให้ผู้ที่ถือครองยิ้มได้ แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี

 

ฝันร้ายของเงินดิจิทัลก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเมฆดำในช่วงมรสุม รัฐบาล ธนาคารกลาง หน่วยงานด้านตลาดเงิน ตลาดทุนของประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ต่างประกาศมาตรการและการดำเนินการที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อการแลกเปลี่ยน เคลื่อนย้าย และอีกหลายกิจกรรมของผู้ถือเงินดิจิทัลสกุลต่างๆ ด้วยเหตุผลสำคัญด้านความมั่นคง การฟอกเงิน และการกระทำที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางของเงินสกุลดิจิทัลที่ยากจะติดตามเส้นทางธุรกรรม เนื่องจากไม่ผ่านระบบตัวกลางเหมือนกันแบบสกุลเงินในระบบการเงินที่ใช้ในปัจจุบัน

 

Photo: shutterstocks

 

ความกังวลต่อสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของนักลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราคาบิตคอยน์มีจังหวะที่ดีดกลับบ้างในเดือนพฤษภาคมและกรกฎาคม แต่ไม่เคยกลับไปจุดสูงสุดได้อีกเลย จากนั้นขยับในกรอบแคบที่ระดับกว่า 6 พันดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บิตคอยน์ในเดือนตุลาคมจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน บางส่วนเชื่อว่านี่คือจุดดุลยภาพ (Equilibrium) ของมันแล้ว แต่ราคากลับปรับตัวลดลงแรงอีกครั้ง จนแตะจุดต่ำสุดที่ 3,195 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

หากเปรียบเทียบจุดสูงสุดเมื่อช่วงเวลาเดียวกันที่บิตคอยน์ทะยานไปแตะเกือบ 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ กับจุดต่ำสุดนับจากที่ปรับตัวลดลงมา เท่ากับมูลค่าหายไปเกือบ 84% หากคิดแบบสุดโต่งคือ มีนักลงทุนที่กัดฟันถือเอาไว้ไม่ยอมตัดขาย เพื่อหนีขาดทุน (Cut Loss) ถ้าซื้อบิตคอยน์เมื่อ 1 ปีที่แล้ว 1 ล้านบาท ขณะนี้จะเหลือมูลค่าราว 1.6 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งนักลงทุนที่พากันเข้าซื้อเมื่อราคายังสูงมีจำนวนมาก และอาจลงทุนเป็นสิบหรือร้อยล้านบาท จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ตลาดนี้ก้าวข้ามเรื่องการเก็งกำไรและการบาดเจ็บล้มตายของนักแสวงโชคไปไม่พ้น

 

ในช่วงปลายปี 2018 ราคาของบิตคอยน์ขยับไม่หวือหวานัก มีนักวิเคราะห์บางรายประเมินว่า ราคาจะตกลงไปอีกจนหลุด 3 พันดอลลาร์สหรัฐในระยะสั้นนี้ สาเหตุที่เงินดิจิทัลอันลือเลื่องนี้ราคาตกหัวทิ่มไม่เหลือฟอร์มภายในเวลาเพียงปีเดียว เป็นที่ถกเถียงกันทั่วโลกในมุมที่แตกต่างกันออกไป ความเห็นที่มีต่อเงินดิจิทัลยังถูกประเมินจากเส้นขนานที่บรรจบกันได้ยากระหว่างผู้ที่เชื่อในการปฏิวัติของระบบกระจายศูนย์ (Decentralization) ที่จะพังทลายข้อจำกัดของระบบตัวกลางลง และกลุ่มผู้กำกับดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินที่ยังเห็นความเสี่ยงบางประการที่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้แม้แต่ก้าวเดียว

 

Photo: shutterstocks

 

สำนักข่าว THE STANDARD ไม่มีความเห็นที่เฉพาะเจาะจงต่อเรื่องดังกล่าว แต่สิ่งที่สะท้อนและเห็นตรงกันคือ ความไม่แน่นอนของสรรพสิ่ง จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยร้อนแรงจนบางคนเชื่อว่าจะเปลี่ยนโลก กลายเป็น ‘ตัวเลือก’ ความเสี่ยงสูงที่ถูกประเมินอย่างหวาดหวั่นโดยมายาคติของการเก็งกำไร ไม่มีใครรู้ว่าราคาของบิตคอยน์จะดีดกลับทะยานเหนือ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกหรือไม่ และใช้เวลาเท่าไร แต่ 1 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนที่ดีให้กับนักลงทุน ตอกย้ำหลักการเดิมเสมอคือ ควรลงทุนในสิ่งที่เราได้เรียนรู้และเข้าใจจริงเท่านั้น

 

‘คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน’

 

ทุกขัง: เรื่องร้อนใจของธนาคารพาณิชย์ โบกมือลาค่าธรรมเนียมทั้งน้ำตา

 

‘งก ช้า ห่วย’

 

คือสิ่งที่อยู่ในใจของผู้บริโภคมาช้านาน ธนา เธียรอัจฉริยะ Chief Marketing Officer ของธนาคารไทยพาณิชย์หยิบประเด็นโดนใจนี้ขึ้นมาตีแผ่ และเลือกที่จะฉีกทุกกฎของวงการธนาคาร เพื่อก้าวต่อไปของโลกการเงินบทใหม่

 

 

เติบโตหรือจะตายอยู่ตรงนี้

 

ภาพของผู้คนที่แน่นขนัดในสาขาธนาคาร ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่แพงแสนแพง และความเบื่อหน่ายของผู้ใช้บริการที่ต้องรอคิวยาวเหยียด เป็นความคุ้นเคยที่เราจดจำได้ดี และภาพนั้นก็เกิดขึ้นต่อเนื่องนานนับหลายทศวรรษ เมื่อเกิด Digital Disruption ขึ้น ก็สั่นคลอนไปทั้งโลก ปลุก ‘เสือนอนกิน’ ทั้งหลายให้ตื่นและต้องหันมาปรับตัวครั้งใหญ่ก่อนที่จะสายเกินไป

 

รายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกรรมการเงินถือเป็นถุงเงินถุงทองของธนาคารพาณิชย์มาช้านาน เป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งของกลุ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และทำให้ตัวเลขกำไรยังงดงามเป็นที่น่าพอใจเสมอมา จนเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง ทุกธนาคารต่างต้องการชิงชัยในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) ของโลกยุค 4.0 การสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้งานและใช้ชีวิตอยู่ในระบบนิเวศบนแอปพลิเคชันของตน คือภารกิจสูงสุดที่ต้องทำ

 

การรุกคืบของแพลตฟอร์มต่างชาติที่เติบโตจากกระแสของอีคอมเมิร์ซร้อนแรงเกินกว่าที่ใครจะต้านทานได้ ตอกย้ำการเข้าชิงพื้นที่ของกลุ่มนอนแบงก์ที่เริ่มต้นจากบริการชำระเงิน และเริ่มขยายไปถึงการให้บริการสินเชื่อและบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ สิ่งเหล่านี้ทำให้กลุ่มธนาคารไทยไม่อาจวางใจได้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดเสมอ ด้วยการผลักดันของเทคโนโลยีที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด หากยังคงย่ำอยู่กับที่และกอดกองเงินกองทองที่เคยมีไว้เฉยๆ สักวันเมื่อ ‘ประตูบ้าน’ เปิด ธุรกิจก็อาจสั่นคลอนได้จากผู้เล่นหน้าใหม่นอกอุตสาหกรรมที่คิดนอกกรอบกว่า คิดได้เร็วกว่า และทำได้เร็วกว่า

 

และกลุ่มธนาคารไทยก็เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศแถลงข่าวใหญ่วันพุธที่ 28 มีนาคม 2561 ก่อนหน้านั้นมีข่าวเล็ดลอดออกมาเรื่องการทุบหม้อข้าว ยกเลิกค่าธรรมเนียม และทุกสายตาต่างใจจดจ่อไปที่งานแถลงข่าวในวันนั้น สิ่งที่แบงก์สีม่วงไม่คาดคิดคือ ก่อนวันงานเพียง 2 วัน ธนาคารกสิกรไทยประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมบนช่องทางดิจิทัล ทั้งโมบายแบงกิ้งและออนไลน์แบงกิ้ง แม้จะเป็นการประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมถึงสิ้นปี 2561 แต่ก็ถือเป็นการปาดหน้าเค้ก ชิงพื้นที่สื่อที่ไม่ธรรมดา

 

ไม่เหนือความคาดหมาย ธนาคารไทยพาณิชย์ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอนเงินต่างสาขา โอนเงินข้ามธนาคาร เติมเงินมือถือ และจ่ายบิล เป็นการยกเลิกแบบ ‘ตลอดกาล’ พร้อมเปิดตัวมานี ‘เบลล่า ราณี’ ดาราสาวที่กำลังโด่งดังเป็นพลุแตกจากละคร บุพเพสันนิวาส ในเวลานั้นด้วย เปิดฉากเกมรบธุรกิจธนาคารเพื่อปลดแอกวงจร ‘งก ช้า ห่วย’ และผลักดันธุรกรรมทางการเงินบนมือถืออย่างเต็มตัว

 

 

แต่เกมนี้ไม่ง่ายเลย ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์แถลงข่าว ช่วงเย็นวันเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทยก็ทิ้งไพ่เดิมพันหมดหน้าตัก ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมจากตลอดปี 2561 เป็น ‘ตลอดไป’ เช่นเดียวกัน ไม่ยอมให้เกิดช่วงสุญญากาศในใจของลูกค้า และไม่ปล่อยให้ธนาคารไทยพาณิชย์เป็น Talk of the town อยู่คนเดียว

 

ภายในสัปดาห์นั้น บรรดาธนาคารพาณิชย์แบรนด์อื่นๆ ต่างก็พากันประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมตามด้วยเช่นกัน แม้ในทางเทคนิค การโอนเงินในรูปแบบเดิมที่เคยใช้กันในระบบธนาคารกับการโอนเงินในรูปแบบใหม่บนช่องทางดิจิทัลมีช่องทางและต้นทุนที่แตกต่างกัน แต่ก็ถือเป็นเรื่องหลังบ้าน สิ่งที่ผู้บริโภครับรู้คือ การทำธุรกรรมที่ฟรีทั้งค่าธรรมเนียมโดยไร้กังวล

 

และการแข่งขันชิงพื้นที่ของโมบายแบงกิ้งก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงวินาทีนี้

 

จากข้อมูลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ไทยไตรมาส 3/2561 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของธนาคารไทยขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.75 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยธนาคารละ 7.6 พันล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยธนาคารละ 7.87 พันล้านบาท เมื่อพิจารณาเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิของธนาคารขนาดใหญ่นับจากช่วงการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมโดยรวมไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้จะอยู่ที่ 2.96 หมื่นล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่ 3.05 หมื่นล้านบาท

 

Photo: shutterstocks

 

แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมส่วนที่หายไปจะเป็นสัดส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ส่วนอื่นๆ ของธนาคาร แต่ก็ถือเป็นการสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่ดีของอุตสาหกรรมนี้ เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่เป็นรูปธรรมที่สุดครั้งหนึ่ง ด้วยแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลง ทำให้อุตสาหกรรมการเงินไทยไม่อาจทนอยู่แบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป และความร้อนอกร้อนใจก็เป็นจุดเปลี่ยนให้บรรดายักษ์ใหญ่ทั้งหลายได้ตื่นขึ้นมาพบกับความจริง

 

ตราบที่ยังอยู่ในวัฏสงสารก็ยังมีทุกข์รออยู่ข้างหน้า และมีปัญหาให้แก้เสมอ เช่นเดียวกับการต่อสู้ไม่รู้จบของธนาคารพาณิชย์นั่นเอง

 

อนัตตา: ไม่ใช่ของเรา ไม่มีตัวเรา ก้าวใหม่ของ RS จากค่ายเพลงสู่ขายครีม

 

‘RS จะปิดปี (2561) ด้วยกำไร All Time High นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท 37 ปี’

 

 

เป็นข้อความจากทวิตเตอร์ของ เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ที่ทำให้คนในวงการธุรกิจหันมามองค้อนขวับและนึกอิจฉา ในวันที่วงการสื่ออยู่ในจุดที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงมากที่สุด

 

ช่องทีวีดิจิทัลทั้งหลายเดินไปข้างหน้าด้วยความหวาดหวั่น บรรดาสิ่งพิมพ์ยังทยอยปิดตัวต่อเนื่อง แต่ RS กลับมีรายได้ดีถึงขั้นผู้นำองค์กรออกมาประกาศกำไรครั้งประวัติศาสตร์อย่างมั่นใจ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

 

เพราะ RS จะไม่ใช่ธุรกิจสื่ออีกต่อไปแล้ว

 

ภาพจำของ RS คือคู่แข่งตลอดการของ GMM Grammy ในฐานะค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของไทยที่เปิดตัวศิลปินหน้าใหม่อยู่ตลอดเวลา ความฝันยุคป๊อปคัลเจอร์ของวัยรุ่นไทย คือการได้ส่งเดโมเทปเพื่อให้สองค่ายเพลงได้พิจารณา และก้าวสู่ฝั่งฝันด้วย การเป็นนักร้องเต็มอาชีพที่มียอดขายเทปล้านตลับ

 

 

สิ่งเหล่านั้นเป็นแค่ภาพจำและเรื่องเล่า เช่นเดียวกับตัวเทปคาสเซตต์ไปแล้ว

 

หลังจากอินเทอร์เน็ตและโลกาภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คน ศัตรูตัวฉกาจของค่ายเพลงคือ เทปผี ซีดีเถื่อน และไฟล์เพลงละเมิดลิขสิทธิ์ ที่แพร่ขยายรวดเร็วและไม่มีใครควบคุมได้ แม้จะพยายามผลักดันเรื่องสตรีมมิงของตนเอง แต่ก็ไม่ได้ช่วยฉุดรั้งวงการเพลงไทยที่กำลังทรุดลงได้เท่าไรนัก ธุรกิจเพลงที่เคยเป็นรายได้สำคัญของบรรดาค่ายเพลงก็หมดความขลัง แต่ละแห่งเริ่มผลักดันการขายโชว์และอีเวนต์ที่ทำเงินดีกว่าแทนการผลิตศิลปินหน้าใหม่ๆ

 

เมื่อเกิดอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลในปี 2014 ทั้งสองค่ายเพลงต่างก็เป็นธุรกิจสื่อที่มีแพลตฟอร์มเป็นของตนเอง นั่นคือช่อง GMM 25 และ One ของ Grammy ส่วน RS ก็มีช่อง 8 อยู่ในมือ และลุยศึกวงการโทรทัศน์ด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ จนเมื่อเวลาผ่านไป ทุกบริษัทต่างฝันค้าง และพบว่า ธุรกิจนี้อยู่ในช่วงขาลง ขาดทุนหนักจนบางรายต้องเปลี่ยนมือเจ้าของ บางรายก็ยุติการดำเนินการ ขณะที่เม็ดเงินที่เคยเป็นกอบเป็นกำจากผู้สนับสนุนรายการก็ไหลออกไปที่สื่อประเภทอื่นที่ราคาถูกกว่า และมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าอย่างสื่อออนไลน์

 

สิ่งที่เกิดกับวงการสื่อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ Digital Disruption ของจริง

 

เฮียฮ้อคิดทำธุรกิจสุขภาพและความงามตั้งแต่ปี 2014 แล้ว โดยนำร่องขายก่อนช่วงครึ่งปีหลัง จนมียอดขายกว่า 1 ล้านบาท และเริ่มมั่นใจ จากนั้นจึงประกาศเดินหน้าธุรกิจ ‘Lifestar’ ในปี 2015 รายได้จากการขายเครื่องสำอางโดยใช้ช่องทางของสื่อที่มีในมือเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จนปี 2016 มีรายได้จากธุรกิจสุขภาพและความงามราว 228 ล้านบาท มีกำไรขั้นต้นถึง 169 ล้านบาท ปี 2017 รายได้จากธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นเกือบแตะ 1.4 พันล้านบาท มีกำไรขั้นต้นถึง 922 ล้านบาท

 

ยอดขายเพิ่ม 6 เท่าตัวในปีเดียว และกำไรขั้นต้นสูงถึง 66%

 

จากงบการเงินที่ RS รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไตรมาส 3/2561 พบว่า มีรายได้ 2.87 พันล้านบาท มีกำไร 380 ล้านบาท อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) เท่ากับ 29.95 เฮียฮ้อยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดด้วยสัดส่วน 34.76% โดยในปีหน้าบริษัทจะมุ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจพาณิชย์ คาดว่า หลังจากปิดงบการเงินปี 2561 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 จะเตรียมยื่นเรื่องต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนจากหมวดธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์เป็นการค้าพาณิชย์อย่างเต็มตัว RS ประกาศสัดส่วนรายได้ในปี 2562 โดยตั้งเป้าว่า การขายสินค้าหรือพาณิชย์หลายช่องทางจะขยับมาเป็นรายได้ส่วนใหญ่ถึง 60% รองลงมาคือรายได้จากธุรกิจสื่อประมาณ 30% และรายได้จากธุรกิจเพลงและอีเวนต์อีก 10%

 

ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว

 

สำนักข่าว THE STANDARD ไม่ขอตีความเรื่องอนัตตาในเชิงธุรกิจ เนื่องจากหลักธรรมะเป็นองค์ความรู้ขั้นสูงสุดที่ยากจะนำมาเปรียบเทียบ สิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้คือ การละทิ้งของเก่าที่เคยยึดถือของเฮียฮ้อ และ RS ไปสู่สิ่งใหม่ แทนการล่มสลายเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ จากวงการเพลงและธุรกิจสื่อ ไม่มีใครเดาได้ว่าในใจเฮียฮ้อคิดอะไรกันแน่ หากแต่ RS สะท้อนเรื่องการปรับตัวทางธุรกิจได้ดีทีเดียว ทุกสิ่งล้วนเป็นของชั่วคราว เมื่อถึงเวลาปล่อยก็ต้องปล่อย สิ่งที่สำคัญคือ การพาองค์กรไปต่อข้างหน้าให้ได้ และนี่คือที่มาของกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 4 ทศวรรษของ RS

 

ปี 2018 มอบบทเรียนและโจทย์ข้อถัดไปให้กับโลกธุรกิจ การเงิน และการลงทุน มรสุมจากมวลมหาพายุแห่งดิจิทัล (Perfect Storm) ยังคงอยู่ จำนวนคนที่ก้าวต่อไปข้างหน้าเริ่มพอๆ กับจำนวนคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเคยอยู่ในระนาบเดียวกันทั้งหมด และแนวโน้มของคนกลุ่มหลังจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่พิลึกพิลั่นมากขนาดไหน ทุกอย่างยังคงดำเนินภายใต้หลักไตรลักษณ์เสมอ ไม่มีอะไรที่แน่นอน ไม่มีใครที่จะแน่ไปได้ตลอด

 

คนที่หยุดเรียนรู้และปรับตัว คือคนที่ตายไปแล้ว

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post จาก Bitcoin ถึง RS ไตรลักษณ์โลกธุรกิจปี 2018 ที่เราไม่มีวันลืม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bitcoin-rs-business/feed/ 0
บทบรรณาธิการส่งท้ายปี 2018 เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เชื้อราจะตายไปเอง https://thestandard.co/sunlight-is-said-to-be-the-best-of-disinfectants/ https://thestandard.co/sunlight-is-said-to-be-the-best-of-disinfectants/#respond Fri, 28 Dec 2018 01:48:00 +0000 https://thestandard.co/?p=172126

“Sunlight is said to be the best of disinfectants” “เมื […]

The post บทบรรณาธิการส่งท้ายปี 2018 เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เชื้อราจะตายไปเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

“Sunlight is said to be the best of disinfectants”
“เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เชื้อราจะตายไปเอง”
– Louis Brandeis อดีตประธานศาลสูงสุดสหรัฐฯ

 

ผมชอบช่วงเวลาคาบเกี่ยวก่อนสิ้นปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ มันมีบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ผ่อนคลาย น่ารัก ได้อวยพรและส่งความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน นอกเหนือจากนั้น นี่คือโมเมนต์สำคัญที่เราจะได้มีเวลาทบทวนตัวเอง ตั้งเป้าหมายใหม่ พร้อมกับวางแผนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

 

ผมมักโชคดีที่ได้เดินทางในช่วงสิ้นปี เวลาอยู่บนเครื่องบินที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตคือจังหวะที่ดีมากในการนั่งเงียบๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ทบทวนเรื่องต่างๆ ในรอบปี พร้อมกับจดบันทึกบทเรียนให้กับตัวเอง

 

และนี่คือบทบันทึกนั้นครับ

 

สำหรับผม ปี 2018 เป็นปีที่ฝุ่นตลบเริ่มจาง น้ำที่ท่วมหนักเริ่มลด ความมืดที่ปกคลุมยาวนานเริ่มถูกทดแทนด้วยแสงอาทิตย์รำไร วิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีก่อนยังไม่หายไป ปัญหามากมายยังคงอยู่ เพียงแต่เราเริ่มคุ้นชินและปรับตัวได้กับความท้าทายต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเราเคยรู้สึกเหมือนโลกจะแตก ฟ้าจะพังพินาศ

 

ในเหตุการณ์ระดับโลก สองปีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บอกเราแล้วว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะผ่านกฎหมายดั่งที่เคยคุยโว การผงาดขึ้นของมังกรจีนที่ติดอาวุธ AI สร้างความหวาดผวาจนสหรัฐฯ ต้องตั้งกำแพงภาษี ก่อเป็นสงครามการค้าที่หลายคนนิยามว่าคือ ‘สงครามเย็นครั้งใหม่’ การแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปยังคงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหย่าไม่ขาด อาณาจักรเฟซบุ๊กเริ่มสั่นคลอนจากข้อมูลรั่วไหลและข่าวปลอม จน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก มีรอยฟกช้ำเต็มตัว ไปจนถึงโศกนาฏกรรมของ จามาล คาช็อกกี นักข่าวชาวซาอุดีอาระเบียที่ถูกสังหารภายในสถานทูตในกรุงอิสตันบูลของตุรกี

 

ท่ามกลางเหตุการณ์ร้อนๆ ยังคงมีเรื่องราวน่ายินดี เช่น จุมพิตของเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล การผ่านร่างกฎหมายกัญชาในรัฐแคลิฟอร์เนีย แชมป์ฟุตบอลโลกของฝรั่งเศส หรือการที่ชนพื้นเมืองหญิงคนแรกและผู้หญิงมุสลิมสองคนแรกได้นั่งเก้าอี้ในสภาของสหรัฐฯ บางเรื่องเซอร์ไพรส์ชนิดไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น โดยเฉพาะภาพการจับมือของโดนัลด์ ทรัมป์กับคิมจองอึน

 

มองกลับมาที่ประเทศไทย แน่นอนว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือการประกาศชัดเจนว่าจะจัดการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 พรรคการเมืองขยับกันคึกคัก ซึ่งส่งผลบวกกับเศรษฐกิจระดับมหภาคที่เริ่มฟื้นตัว จีดีพีน่าจะโตได้ตามเป้า 3.5-4% การท่องเที่ยวและการส่งออกยังเป็นฟันเฟืองหลัก

 

ในแง่หนึ่ง การคลายล็อกทางการเมืองก็เหมือนจะเป็นข่าวดี แต่เมื่อดูตามกติกาที่ คสช. วางไว้ กลับนำมาซึ่งความกังวลของความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้ง การสืบทอดอำนาจทางทหาร กรงขังทางความคิดของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พร้อมกับโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดหน้าที่ต้องแก้คือ ความเป็นอยู่ระดับรากหญ้าหรือคนเดินดินที่ไม่ค่อยได้อานิสงส์จากการลงทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะอีอีซีหรือเมกะโปรเจกต์ไหนก็ตาม สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุด

 

ท่ามกลางปัญหาคอร์รัปชัน ความอยุติธรรม ความไม่เท่าเทียม และอีกหลายประเด็นร้อนที่โหมไฟให้อุณหภูมิการเมืองร้อนเร่า ท่ามกลางความใหญ่โตของผู้นำหรือคนมีอำนาจที่ยังคงลอยหน้าลอยตาคาใจประชาชน ปี 2018 ถือเป็นปีที่เรื่องใหญ่หลายเรื่องถูกทำสำเร็จได้จากพลังของคนตัวเล็กๆ

 

ตั้งแต่ทีมกู้ภัย นักศึกษาฝึกงาน เจ้าอาวาสวัดเล็กๆ ในต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย คุณป้าวัยชรา และกลุ่มศิลปินไร้ชื่อเสียง

 

ปฏิบัติการถ้ำหลวง ป้าทุบรถ หัวหน้าวิเชียร-คดีเสือดำ เปิดโปงโกงเงินคนจน-ทุจริตเงินทอนวัด นาฬิกาประวิตร เพลง ประเทศกูมี คือปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่า ‘คนธรรมดาก็ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้’ หากเรามีความกล้าหาญ เชื่อมั่นในอุดมการณ์ ลงมือทำอย่างชาญฉลาด ที่สำคัญคือพลังจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราจับมือกัน

 

การเสียสละร่วมมือร่วมใจของคนทั้งประเทศและทั้งโลก ทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ติดถ้ำหลวง โดยไม่มีการแบ่งแยกศาสนา ความเชื่อ หรือเชื้อชาติ คือภาพที่สวยงามที่สุดครั้งหนึ่งที่ผมเคยเห็นในชีวิต

 

สำหรับผม ปี 2018 คือปีของคนตัวเล็กอย่างแท้จริง

 

มองกลับมาที่ตัวเอง ปี 2018 คือปีที่สำนักข่าวเล็กๆ อย่าง THE STANDARD ได้เริ่มวิ่งในเส้นทางของตัวเองในความเร็วและจังหวะที่เราเชื่อ ผ่านดีเอ็นเอหลักนั่นคือความคิดสร้างสรรค์และความน่าเชื่อถือ

 

เราวิ่งไปกับคนอ่าน เติบโตไปกับคนดู และก้าวทะยานไปกับคนฟัง

 

หากเรื่องใหญ่ในประเทศไทยปี 2018 ทำสำเร็จได้จากพลังของคนตัวเล็กๆ THE STANDARD ก็ย่างเข้าปีที่ 2 มาถึงจุดนี้ได้เพราะพวกคุณทุกคนเช่นเดียวกัน ผมขอเป็นตัวแทนทีมงานกล่าวคำว่า “ขอบคุณจริงๆ จากใจ” อีกครั้ง

 

แน่นอนว่าปี 2019 ยังคงมีปัญหาและความท้าทายอีกมากให้เราทุกคนต้องฝ่าฟัน ผมมองโลกในแง่ดีว่า สิ่งเดียวที่เราทำได้คือสู้ด้วยความกล้าหาญ ตั้งรับด้วยความคิดสร้างสรรค์ และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยการจับมือไปด้วยกัน

 

ผมชอบคำกล่าวที่ว่า “Sunlight is said to be the best of disinfectants” หรือ “เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เชื้อราจะตายไปเอง”

 

หน้าที่ของเราคือปลุกให้ชีวิตมีแสงสว่างในตัวเองเสมอ

 

ขอให้ปี 2019 เป็นปีที่ส่องสว่างสำหรับทุกท่าน สวัสดีปีใหม่ครับ

 

นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

บนเครื่องบินจากแมนเชสเตอร์ไปปารีส

27 ธันวาคม 2018

The post บทบรรณาธิการส่งท้ายปี 2018 เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น เชื้อราจะตายไปเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/sunlight-is-said-to-be-the-best-of-disinfectants/feed/ 0
10 พฤติกรรมสุดระอาที่ทำให้การโดยสารเครื่องบินเป็นเรื่องแย่ https://thestandard.co/10-worst-habits-of-airplane-passengers/ https://thestandard.co/10-worst-habits-of-airplane-passengers/#respond Thu, 27 Dec 2018 13:03:07 +0000 https://thestandard.co/?p=172050

เชื่อว่านักเดินทางทุกคนย่อมมีประสบการณ์การบินแบบแย่ๆ คำ […]

The post 10 พฤติกรรมสุดระอาที่ทำให้การโดยสารเครื่องบินเป็นเรื่องแย่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชื่อว่านักเดินทางทุกคนย่อมมีประสบการณ์การบินแบบแย่ๆ คำว่าแย่ในที่นี้มิได้หมายถึงเครื่องบินตกหลุมอากาศหลายครั้งต่อหลายหนจนวิตกกังวล หากแต่เป็นอากัปกิริยาชวน (เวียน) หัว ของผู้ร่วมโดยสารบนเครื่องต่างหาก ที่ทำให้โมงยามแห่งการเดินทางกลายเป็นประสบการณ์แย่ๆ บนเครื่อง

 

ก่อนจะถึงช่วงวันหยุดสิ้นปีในเทศกาลท่องเที่ยว Genfare บริษัทเกี่ยวกับขนส่งมวลชนของสหรัฐฯ ได้สำรวจชาวอเมริกันที่โดยสารด้วยเครื่องบินเป็นกิจวัตรในปี 2018 โดยใช้บริการเครื่องบินอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี จำนวน 2,000 คน ด้วยคำถามที่ว่า ‘พฤติกรรมใดบ้างที่คุณรู้สึกระอายามโดยสารเครื่องบิน’ และนี่คือ 10 อันดับพฤติกรรมสุดเอือมบนเครื่อง

 

 

ภาพประกอบ: Nisakorn R.

The post 10 พฤติกรรมสุดระอาที่ทำให้การโดยสารเครื่องบินเป็นเรื่องแย่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/10-worst-habits-of-airplane-passengers/feed/ 0
ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 https://thestandard.co/science-stories-2018/ https://thestandard.co/science-stories-2018/#respond Thu, 27 Dec 2018 12:11:26 +0000 https://thestandard.co/?p=171948

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก […]

The post ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นพื้นฐานของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกของเรา บ่อยครั้งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แม้ยังไม่ทำให้เกิดเทคโนโลยี ก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของมนุษย์เราได้มาก

 

มาดูกันครับว่าปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไปมีอะไรน่าสนใจในโลกวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นบ้าง

 

น้ำแข็งใต้ดาวอังคาร จรวดฟอลคอนเฮฟวี ดวงจันทร์ดวงใหม่ของดาวพฤหัสบดี : ความก้าวหน้าทางอวกาศในปี 2018

 

 

ค้นพบน้ำแข็งและทะเลสาบบนดาวอังคาร

เดือนมกราคม 2018 นักวิทยาศาสตร์นำข้อมูลจากยาน Mars Reconnaissance Orbiter มาวิเคราะห์จนค้นพบว่า ใต้ผิวดาวอังคารมีชั้นน้ำแข็งฝังตัวอยู่ปริมาณมหาศาลตามบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารถึง 8 แห่ง โดยพื้นผิวดาวอังคารบริเวณที่มีการค้นพบเกิดการแตกออกจนเผยให้เห็นแผ่นน้ำแข็งที่มีความหนาถึง 100 เมตร และฝังลึกลงไปเพียง 1-2 เมตร ซึ่งนับว่าไม่ลึกจากผิวดาวอังคารนัก

 

ต่อมายาน Mars Express ที่โคจรอยู่รอบดาวอังคารใช้เรดาร์ศึกษาดาวอังคารจนค้นพบทะเลสาบใต้ผิวดาวอังคารบริเวณขั้วใต้ ทะเลสาบดังกล่าวมีองค์ประกอบเป็นน้ำในรูปของเหลว เส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 กิโลเมตร (ระยะทางจากพญาไทไปสนามบินดอนเมือง)

 

การค้นพบเหล่านี้อาจส่งผลต่อแผนการสำรวจดาวอังคาร รวมทั้งแผนการส่งมนุษย์ไปเยือนดาวอังคารจริงในอนาคต แหล่งน้ำบนดาวอังคารที่ค้นพบในครั้งนี้น่าจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลทีเดียว

 

 

จรวดฟอลคอนเฮฟวี ความสำเร็จของ SpaceX

ด้านบริษัท SpaceX ประสบความสำเร็จในการส่งจรวดฟอลคอนเฮฟวีสำเร็จอย่างงดงามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2018

 

ฟอลคอนเฮฟวีเป็นจรวดที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่บริษัท SpaceX เคยผลิตมา จรวดท่อนแรกประกบติดกับตัวขับดัน 3 ส่วน (ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในจรวดฟอลคอน 9) แต่ละส่วนประกอบด้วยเครื่องยนต์จุดระเบิด 9 เครื่องยนต์

 

 

จรวดฟอลคอนเฮฟวีขนส่งสัมภาระหนัก 64,000 กิโลกรัมขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งมากกว่าที่จรวด Delta IV Heavy ของบริษัทคู่แข่งอย่าง United Launch Alliance สามารถบรรทุกได้

 

การส่งจรวดฟอลคอนเฮฟวีครั้งแรกนี้มีผู้มาเข้าชมที่ฐานปล่อยมากถึง 100,000 คนที่ Florida’s Space Coast หนึ่งในผู้มาเข้าชมมี บัซ อัลดริน นักบินอวกาศที่เคยเดินทางไปยังดวงจันทร์ในโครงการอพอลโล 11

 

กล่าวได้ว่าบริษัท SpaceX ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการการบินด้านอวกาศอีกครั้งหนึ่ง

 

 

พบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเพิ่มอีก 10 ดวง

เดือนกรกฎาคม 2018 สถาบัน Minor Planet Center ประกาศการค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีเพิ่มอีก 10 ดวง โดยทีมนักดาราศาสตร์แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์คาร์เนกี (Carnegie Institution for Science) นำโดย สก็อตต์ เชพพาร์ด นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ส่งผลให้ในตอนนี้ดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์มากถึง 79 ดวง!

 

 

การค้นพบของยานคิวริโอซิตี

ยานคิวริโอซิตีค้นพบสารอินทรีย์และวัฏจักรของมีเทนบนดาวอังคาร

 

ยานคิวริโอซิตี (Curiosity Rover) เป็นรถหุ่นยนต์ที่มีน้ำหนักบนโลกราว 900 กิโลกรัม มีขนาดใหญ่พอๆ กับรถคันหนึ่ง ถูกส่งไปจอดที่หลุมอุกกาบาตเกล (Gale Crater) ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ถึง 154 กิโลเมตร

 

ยานลำนี้ค้นพบโมเลกุลสารอินทรีย์ในหินที่มีอายุเก่าแก่ถึง 3 พันล้านปี ซึ่งสารอินทรีย์คือสารที่มีธาตุคาร์บอนเป็นแกนกลาง แล้วมีไฮโดรเจนต่อกับคาร์บอนออกมา การค้นพบสารอินทรีย์ที่ดาวอังคารในครั้งนี้มอบความหวังในการค้นหาสัญญาณของชีวิตต่อไปในอนาคต

 

 

พบที่มาของนิวทริโนพลังงานสูงเป็นครั้งแรก

หอสังเกตการณ์ไอซ์คิวบ์ร่วมกับภาคส่วนสังเกตการณ์อื่นๆ ด้านดาราศาสตร์ สามารถระบุแหล่งที่มาของนิวทริโนพลังงานสูงได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการเปิดประตูบานใหม่สู่การศึกษาอนุภาคนี้อย่างจริงจัง ในอนาคตนักดาราศาสตร์ตั้งใจจะสืบค้นที่มาของนิวทริโนที่พุ่งผ่านอวกาศมายังโลกของเราให้แม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่อไปดาราศาสตร์ด้านนี้จะเป็นเหมือนดวงตาใหม่ของมนุษย์ในการมองปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

 

 

สถานีอวกาศเทียนกงโหม่งโลก หุ่นยนต์บนดาวเคราะห์ และความสำเร็จของยานอวกาศ InSight  

เช้าวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2018 (เวลา 08.15 น. ตามเวลาในประเทศจีน) สถานีอวกาศเทียนกง 1 ของประเทศจีน ได้ตกสู่โลกแล้วที่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ โดยชิ้นส่วนส่วนมากได้เผาไหม้จนหมดในชั้นบรรยากาศโลก ตำแหน่งและช่วงเวลาที่ตกนั้นตรงกับที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ซึ่งไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

 

 

ยานอวกาศฮายาบุสะ 2 ขององค์การอวกาศ JAXA ประเทศญี่ปุ่น ที่เดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยริวงู (162173 Ryugu) และได้ส่งรถหุ่นยนต์ (Rover) ชื่อ MINERVA-II1 ลงบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จ ในวันที่ 21 กันยายน 2018 โดยไม่มีชาติใดเคยทำได้มาก่อน

 

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ยานอวกาศ InSight ขององค์การนาซา สามารถลงจอดบนดาวอังคารได้สำเร็จ ภารกิจของยาน InSight คือการเจาะดาวอังคารลึกถึง 5 เมตร เพื่อทำการเก็บข้อมูลอุณหภูมิของดินบนดาวอังคารอย่างละเอียดที่ระดับความลึกต่างๆ

 

ดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ และภาพเขียนนามธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก : รวมการค้นพบด้านโบราณคดี

 

 

สีผิวของบรรพบุรุษชาวอังกฤษ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) กรุงลอนดอน ได้ทำการสกัดดีเอ็นเอจาก ‘Cheddar Man’ หรือ มนุษย์เชดดาร์ ที่ถูกตั้งชื่อตามแหล่งที่ขุดค้นพบตั้งแต่ปี 1903 และเป็นโครงกระดูกของบรรพบุรุษชาวผู้ดีอังกฤษแบบสมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยเจอ จนค้นพบว่ามนุษย์เชดดาร์มีผิวและผมหยิกสีเข้ม ดวงตาสีฟ้าอ่อน ตัวสูงราว 166 เซนติเมตร เสียชีวิตในขณะที่มีอายุประมาณ 20 ปี

 

การค้นพบในครั้งนี้เปลี่ยนความเชื่อเรื่องวิวัฒนาการด้านสีผิวของชาวอังกฤษ และก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างมากทีเดียว

 

 

งานศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ

คำถามหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์สนใจคือ มนุษย์เราเริ่มสร้างงานศิลปะตั้งแต่เมื่อไร

 

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนกันยายน 2018 นักวิทยาศาสตร์ประกาศการค้นพบภาพเขียนที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์เท่าที่เคยพบกันมา ภาพดังกล่าวถูกค้นพบที่ถ้ำ Blombos ที่แอฟริกาใต้ ถูกเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 73,000 ปีก่อน ในช่วงกลางของยุคหิน

 

เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำภาพนี้มาวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์และกระบวนการเชิงเคมีก็พบว่า เส้นสีแดงๆ ที่ขีดไปมาในภาพนี้เกิดจากการขีดด้วยดินแท่ง คล้ายกับการเอาชอล์กมาขีดเขียนลงบนก้อนหิน

 

ที่น่าสนใจจริงๆ คือ ภาพนี้เป็นภาพเขียนที่มีลักษณะค่อนข้างนามธรรม กล่าวคือ มันไม่น่าจะเป็นภาพเขียนเหมือนจริงของสิ่งใดๆ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ภาพเขียนนามธรรมนั้นถือกำเนิดขึ้นบนโลกมาก่อนการเขียนแบบภาพเหมือนจริงเสียอีก

 

แล้วมนุษย์ในยุคนั้นวาดภาพนี้ขึ้นมาทำไม

 

เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ แต่การค้นพบนี้ชวนให้จินตนาการว่า เมื่อมนุษย์เราเริ่มรู้จักนำหินมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการดำรงชีวิต นั่นหมายความว่ามนุษย์เรามีสติปัญญามากพอจะ ‘ออกแบบ’ หินให้มีลักษณะตามที่ต้องการได้ในระดับหนึ่ง

 

 

ลิงโคลนนิ่ง และทารกตัดต่อพันธุกรรม : การค้นพบด้านพันธุวิศวกรรมของจีน

ทีมนักวิทยาศาสตร์จีนประกาศความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแสม ด้วยวิธีการถ่ายฝากนิวเคลียสเป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์

 

การโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนน้อยทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเฉพาะสัตว์กลุ่มไพรเมตอันได้แก่ กอริลลา ชิมแปนซี รวมถึงมนุษย์นั้น ระดับความยากถือว่าเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียว

 

ความสำเร็จนี้อาจทำให้รัฐบาลจีนเป็นผู้ส่งออกลิงโคลนนิ่งรายแรกไปยังห้องปฏิบัติการ รวมถึงบริษัทยาต่างๆ ทั่วโลกเพื่อใช้ในการทดลอง!

 

ล่าสุด เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนประกาศว่า สามารถตัดต่อพันธุกรรมของทารกได้สำเร็จ กล่าวคือ สามารถสร้างทารกที่ทนทานต่อเชื้อ HIV ได้ อย่างไรก็ตาม งานนี้ยังเป็นการแถลงข่าว ซึ่งยังไม่ใช่งานวิจัยที่ถูกตรวจสอบอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีประเด็นทางจริยธรรมว่ามนุษย์เราสามารถปรับแต่งพันธุกรรมของทารกซึ่งเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่งได้มากแค่ไหน

 

เรื่องนี้ยังต้องติดตามกันต่อไป

 

 

สตีเฟน ฮอว์คิง เสียชีวิตในวัย 76 ปี

สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ หนึ่งในผู้สร้างทฤษฎีการแผ่รังสีของหลุมดำ และยังเป็นผู้เขียนหนังสือ ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) ชีวิตของเขาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เสียชีวิตในวัย 76 ปี

 

ในปี 1974 ฮอว์คิงเผยแพร่งานวิจัยที่ทำให้โลกฟิสิกส์สั่นสะเทือน เพราะเขาทำการคำนวณร่วมกับนักฟิสิกส์คนอื่นๆ แล้วพบว่าหลุมดำมีอุณหภูมิค่าหนึ่งด้วย โดยหลุมดำยิ่งมีมวลมากก็ยิ่งมีอุณหภูมิต่ำ

 

นักฟิสิกส์รู้มานานแล้วว่าวัตถุใดๆ ที่มีอุณหภูมิมากกว่าศูนย์สัมบูรณ์ (−273.15°C) จะมีการแผ่รังสีออกมาเสมอ ในตอนนั้นฮอว์คิงเสนอว่า หลุมดำก็ควรจะมีการแผ่รังสีออกมาเนื่องจากอุณหภูมิของมันเช่นกัน แต่การแผ่รังสีของหลุมดำดูเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับธรรมชาติของหลุมดำที่ไม่มีสิ่งใดหลุดออกมาจากภายในหลุมดำได้ ฮอว์คิงสามารถอธิบายกลไกการแผ่รังสีของหลุมดำได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทุกวันนี้นักฟิสิกส์เรียกรังสีที่หลุมดำแผ่ออกมาว่า รังสีของฮอว์คิง (Hawking Radiation) แต่กลไกการแผ่รังสีของหลุมดำนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจได้ค่อนข้างยากมากๆ

 

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครยืนยันและตรวจจับรังสีของฮอว์คิงจากหลุมดำได้ แต่นักฟิสิกส์หลายคนเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้ามีการตรวจจับรังสีจากหลุมดำได้ ฮอว์คิงก็น่าจะได้รับรางวัลโนเบลอย่างไม่ต้องสงสัย

 

ในด้านการทำงาน ฮอว์คิงเคยได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ลูคาเซียนด้านคณิตศาสตร์ (Lucasian Professor of Mathematics) ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่ เซอร์ไอแซก นิวตัน เคยได้รับด้วย

 

แม้ว่า สตีเฟน ฮอว์คิง จะจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่งานวิจัยของเขายังคงส่งแรงกระเพื่อมในโลกฟิสิกส์อย่างรุนแรง เพราะทุกวันนี้นักฟิสิกส์ทั่วโลกพยายามไขปริศนาเรื่องการแผ่รังสีและข้อมูลสูญหายในหลุมดำกันอยู่ กล่าวได้ว่าทั้งหนังสือ งานวิจัย และการใช้ชีวิตของเขาได้กลายเป็นมรดกทางสติปัญญาให้กับมนุษยชาติตลอดไป

 

 

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์พบว่าวิตามินบีและแร่ธาตุในข้าวลดลง เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเพิ่มขึ้น

 

การทดลองนี้เกิดขึ้นในแปลงข้าวทดลองที่ประเทศจีน พบว่า ข้าวมีการสูญเสียวิตามินไป 4 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 5 และบี 9 โดยทีมวิจัยนานาชาติได้ตีพิมพ์ข้อมูลเหล่านี้ลงในวารสาร Science Advances แล้วเมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองจากประเทศญี่ปุ่นที่พบว่า ข้าวสูญเสียธาตุเหล็ก 8% และสังกะสี 5.1% โดยเฉลี่ย

 

คุณค่าทางโภชนาการในข้าวที่ลดลงนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจกับประชากรในเอเชียมากที่สุด ประเทศที่พึ่งพาข้าวเป็นหลักจำนวน 9 ใน 10 ของโลกก็อยู่ในเอเชีย

 

 

นิยามกิโลกรัมเปลี่ยนแล้ว

งานประชุม The 26th General Conference on Weights and Measures ที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2018 มีการนิยามกิโลกรัมขึ้นใหม่ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Kibble balance

 

อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องชั่งที่ไม่ได้ชั่งน้ำหนักเหมือนเครื่องชั่งอื่นๆ แต่มันเป็นเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงมวลเข้ากับค่าคงที่ของพลังค์ (Planck’s constant) ซึ่งเป็นค่าคงที่พื้นฐานในธรรมชาติ

 

แน่นอนว่าอุปกรณ์นี้สามารถนำไปใช้เพื่อทำการตั้งค่ามาตรฐานให้กับตาชั่งอื่นๆ ได้ทั่วโลกด้วยความแม่นยำและละเอียดสูงมาก

 

หลักการทำงานคือ เมื่อวางมวลที่ต้องการวัดค่าลงไปที่ด้านหนึ่งของตาชั่ง (ซึ่งสามารถวางได้ตั้งแต่ระดับมิลลิกรัมจนถึงหนึ่งกิโลกรัม) อีกด้านหนึ่งจะมีการถ่วงให้เกิดสมดุลด้วยแรงทางไฟฟ้า ซึ่งแรงทางไฟฟ้านั้นเชื่อมโยงกับค่าคงที่ของพลังค์ ซึ่งนักฟิสิกส์ทราบค่าอยู่แล้ว จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปเพื่อหามวลที่ต้องการวัดค่าได้

 

จะเห็นได้ว่าตอนนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสำรวจอวกาศและดาราศาสตร์ที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ตอนนี้ทั่วโลกหันมาสนใจและพัฒนาเพื่อจับจองพื้นที่ทางอวกาศกันจนคึกคัก

 

ในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็มีเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากมายซึ่งเป็นหลักหมุดสำคัญใหม่ๆ ของมนุษย์รอให้เราได้ติดตาม ซึ่งผมจะนำมาเล่าให้ฟังต้นปีหน้าครับ

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post ลิงโคลนนิ่ง ดวงจันทร์ที่ 79 ของดาวพฤหัสบดี ทะเลสาบบนดาวอังคาร รวมสุดยอดข่าววิทยาศาสตร์แห่งปี 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/science-stories-2018/feed/ 0
ประมวลสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน ปี 2018 กับโอกาสขยายสมรภูมิสู่ AI และ 5G https://thestandard.co/2018-us-china-trade-war/ https://thestandard.co/2018-us-china-trade-war/#respond Thu, 27 Dec 2018 09:44:21 +0000 https://thestandard.co/?p=171844

ปี 2018 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนมากที่สุด […]

The post ประมวลสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน ปี 2018 กับโอกาสขยายสมรภูมิสู่ AI และ 5G appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2018 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนมากที่สุดในรอบหลายๆ ปี สืบเนื่องจากสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นสองมหาอำนาจที่ค้ำจุนเศรษฐกิจโลก ห้ำหั่นกันเองบนสมรภูมิการค้าที่ร้อนระอุตั้งแต่ต้นปียันท้ายปี

 

ดังนั้นคำว่า ‘เทรดวอร์’ จึงเป็นคำที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในรอบปี 2018 ที่ผ่านมาได้ดีที่สุด

 

ชนวนสงครามเริ่มมาจากผลการตรวจสอบของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative หรือ USTR) ซึ่งพบว่า จีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ตามบทบัญญัติมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ด้วยการดำเนินนโยบายบีบบังคับบริษัทอเมริกันให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อแลกกับการลงทุนในจีน  นอกจากนี้รัฐยังสนับสนุนบริษัทจีนให้ซื้อกิจการในสหรัฐฯ เพื่อหวังครอบครองเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมให้แฮกเกอร์เจาะระบบไซเบอร์ เพื่อล้วงข้อมูลลับทางธุรกิจและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

สหรัฐฯ จึงลงดาบจีนด้วยการใช้มาตรการภาษีเป็นชุดในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ด้วยวิธีการต่างๆ จากฝ่ายตรงข้าม จนแนวคิดกีดกันทางการค้าเริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง และทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกอยู่ในความสั่นคลอน

 

แต่ก่อนจะลงลึกถึงสงครามการค้าที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบในภาพรวม และทิศทางของสมรภูมิการค้าในปีหน้า เราไปย้อนดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในรอบปีที่ผ่านมา

 

 

ประมวลเหตุการณ์สำคัญในสงครามการค้าปี 2018

 

23 มีนาคม – สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากจีนและหลายประเทศ

 

2 เมษายน – จีนตอบโต้โดยตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

3 เมษายน – คณะบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนเก็บภาษีอากรกับสินค้าส่งออกของจีนมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่อัตรา 25%

 

4 เมษายน – รัฐบาลจีนเตือนสหรัฐฯ ว่าจะเอาคืนโดยการเก็บภาษีอากรกับสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่อัตรา 25% เช่นกัน

 

16 เมษายน – สหรัฐฯ ประกาศแบน ZTE ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน ไม่ให้ทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันเป็นเวลา 7 ปี

 

3-7 พฤษภาคม – คณะผู้แทนจากจีนและสหรัฐฯ เจรจากันรอบแรก เพื่อยุติข้อพิพาททางการค้าที่กรุงปักกิ่ง

 

17 พฤษภาคม – การเจรจารอบที่ 2 ระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

20 พฤษภาคม – สองฝ่ายตกลงกันว่าจะยุติสงครามการค้าชั่วคราว

 

2-4 มิถุนายน – การเจรจารอบที่ 3 จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง

 

6 กรกฎาคม – สหรัฐฯ อนุญาตให้ ZTE กลับมาทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันได้อีกครั้ง แต่อยู่ภายใต้ขอบเขตที่จำกัด ทว่าขณะเดียวกันก็ประกาศใช้มาตรการภาษีรอบแรกกับสินค้าจีน มูลค่า 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

11 กรกฎาคม – รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีน มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

3 สิงหาคม – จีนตอบโต้โดยประกาศแผนเก็บภาษีกับสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

23 สิงหาคม – สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษีรอบที่ 2 กับสินค้าจีน มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

17-18 กันยายน – สหรัฐฯ ประกาศมาตรการเก็บภาษีสินค้าจีน มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่อัตรา 10% และเพิ่มเป็น 25% ในปี 2019

 

ขณะที่จีนประกาศมาตรการตอบโต้ โดยเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

24 กันยายน – มาตรการภาษีรอบที่ 3 ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้

 

1 พฤศจิกายน – ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ต่อสายหารือทางโทรศัพท์

 

1 ธันวาคม – ผู้นำสหรัฐฯ และจีนตกลงสงบศึกการค้าชั่วคราวเป็นเวลา 90 วันในที่ประชุมซัมมิต G20 ที่ประเทศอาร์เจนตินา โดยช่วงเวลา 3 เดือน คณะเจรจาจาก 2 ประเทศจะหารือกันต่อเพื่อหาทางสะสางปัญหาที่ไม่ลงรอย ตั้งแต่การขาดดุลการค้า การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

 

ทางการแคนาดาควบคุมตัว เมิ่ง หว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมเบอร์ 1 ของจีน ตามคำขอของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเมิ่งถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในการทำธุรกิจกับอิหร่าน

 

14 ธันวาคม – จีนประกาศระงับการเก็บภาษีจากรถยนต์สหรัฐฯ ที่อัตรา 25% ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2019

 

 

การปะทะกันของ 2 ขั้วเศรษฐกิจต่างแนวคิด

ในรอบปี 2018 ที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดบนเวทีการค้าโลกก็คือ จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เชิดชูนโยบายส่งเสริมการค้าเสรี และปกป้องระเบียบการค้าโลกภายใต้กรอบกติกาของ WTO

 

ตรงข้ามกับสหรัฐฯ ซึ่งแม้รัฐบาลชุดก่อนๆ จะเชิดชูค่านิยมตะวันตกในเรื่องประชาธิปไตยและทุนนิยมเสรี แต่วันนี้ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขากลับมองว่ากฎเกณฑ์ของ WTO ทำให้อเมริกาสูญเสียผลประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องการยกเครื่องจัดระเบียบการค้าโลกใหม่

 

ด้วยเหตุนี้การปะทะกันของสองขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งในปี 2016 เขาพยายามแก้ไขข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับที่เขาเห็นว่าทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ ดังจะเห็นได้จากการฉีกข้อตกลงการค้าหลายฉบับ รวมถึงหันหลังให้กับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP และเปิดการเจรจาใหม่กับประเทศคู่ค้า เช่น แคนาดาและเม็กซิโกในข้อตกลง NAFTA

 

ในส่วนของ NAFTA นั้น ทรัมป์เพิ่งลงนามในข้อตกลงฉบับใหม่ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา และประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ของเม็กซิโก บนเวทีซัมมิต G20 ที่ประเทศอาร์เจนตินาเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทรัมป์หวังว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะสามารถแทนที่ฉบับเก่า และเรียกมันว่า United States–Mexico–Canada Agreement แต่หลายฝ่ายมองว่ามันก็คือ NAFTA 2.0 นี่เอง

 

ย้อนกลับมาที่คู่ของจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งที่เด่นชัดในเรื่องนโยบายการค้าได้ฉายภาพอีกด้านถึงการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำการจัดระเบียบการค้าโลกด้วย

 

กอปรกับปัญหาบาดหมางเกี่ยวกับประเด็นการค้าที่ยังไม่สะสางระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก จึงสุมไฟลุกโชนกลายเป็นสงครามการค้าเต็มรูปแบบ

 

 

ปัญหาระหองระแหง

คณะบริหารของทรัมป์กล่าวหาจีนมาตลอดว่าใช้อำนาจอิทธิพลบีบบังคับประเทศคู่ค้าในทางเศรษฐกิจ และดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าประเทศอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมหาศาลถึง 370,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 โดยสินค้าหมวดเทคโนโลยีนั้น สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนสูงถึง 140,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สินค้าประเภทเครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ และของเล่น สหรัฐฯ ขาดดุลราว 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

สิ่งที่สหรัฐฯ ขุ่นเคืองจีนมาตลอดคือปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการบีบประเทศคู่ค้าถ่ายทอดโนว์ฮาวในเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านความร่วมมือในรูปแบบ Joint Venture

 

หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ระบุว่าสายลับและแฮกเกอร์จีนได้ขโมยข้อมูลลับทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยการฝังบั๊กซอฟต์แวร์ หรือแทรกซึมเข้าไปในอุตสาหกรรม สถาบัน และมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือบริษัทจีนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมกับนานาชาติคือหน่วยงานด้านข่าวกรองของรัฐบาลจีน

 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่กลาโหมของสหรัฐฯ ยังกล่าวหาว่า แฮกเกอร์จีนได้จารกรรมข้อมูลลับด้านการค้าจากบริษัทผู้ทำสัญญาว่าจ้างผลิตอาวุธของสหรัฐ เพื่อประโยชน์ในด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมยุทโธปกรณ์ด้วย

 

สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของจีนนั้น สหรัฐฯ ประเมินว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 225,000-600,000 ล้านเหรียญต่อปีเลยทีเดียว

 

 

ผลกระทบจากมวยคู่ซูเปอร์เฮฟวีเวต

แน่นอนว่าสงครามการค้าจากมาตรการภาษีได้เพิ่มต้นทุนให้กับสินค้าและบริการอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะค่าอากรที่เรียกเก็บทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น ซึ่งผู้ผลิตอาจตั้งราคาสินค้าให้สูงขึ้นเพื่อรักษาผลกำไร และทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระไป

 

สงครามการค้าและมาตรการกีดกันต่างๆ ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้ทิศทางการไหลเวียนของสินค้าและบริการต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการไหลเข้าสู่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งอาจส่งผลให้หลายประเทศเผชิญกับภาวะสินค้าล้นตลาด หรืออุปทานส่วนเกิน

 

คริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยเตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าและกำแพงภาษีที่สูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อการค้าทั่วโลกโดยรวม โดยมาตรการภาษีที่ต่างฝ่ายต่างงัดมาใช้กับอีกฝ่ายจะสร้างผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนราว 0.5%

 

ในมุมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้น นักวิเคราะห์จาก Strategas บริษัทวิจัยกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด กำแพงภาษีจะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถึง 120,000 ล้านเหรียญ แต่สำหรับสหรัฐฯ อาจไม่สะทกสะท้านมากนัก เมื่อพิจารณาถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการปฏิรูประบบภาษีของทรัมป์ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ ถึง 800,000 ล้านเหรียญ

 

เช่นเดียวกับ Goldman Sachs สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ที่มองว่า การตั้งกำแพงภาษีจะไม่สะเทือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาก เพราะอาจฉุด GDP สหรัฐฯ เพียง 0.1 จุด เมื่อเทียบกับการไม่มีมาตรการภาษีใดๆ

 

แต่นั่นเป็นเพียงแรงกระเพื่อมบนผิวน้ำที่เห็นได้ชัดเท่านั้น เพราะคลื่นใต้น้ำที่เกิดจากมาตรการต่างๆ เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากและส่งผลกระทบมากกว่า ดังจะเห็นได้จากตลาดเงินและตลาดหุ้นทั่วโลกที่ล้วนได้รับปัจจัยลบจากความไม่แน่นอนในสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์เศรษฐกิจกันอย่างถ้วนหน้า

 

ความกังวลที่เกิดขึ้นกับนักลงทุน (จากสงครามการค้า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง (เฟด) และปัจจัยอื่นๆ) ได้ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยนับจนถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2018 ดัชนี S&P 500 ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทได้ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 20% ภายในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นได้เข้าสู่ทิศทางขาลง (Bear Market) อย่างเต็มตัว สอดคล้องตามคำทำนายของ FactSet Research Systems เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ระบุว่า สงครามการค้าจะฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงเกือบ 22% และเข้าสู่ทิศทางขาลง

 

จากสถิตินับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดขาลง หรือ ‘ภาวะตลาดหมี’ จะกินเวลาเฉลี่ย 13 เดือน และทำให้ตลาดมีมูลค่าลดลง 30.4% ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs เชื่อว่า ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอยู่นี้ จะทำให้ตลาดหุ้นต้องใช้เวลาถึง 22 เดือนในการฟื้นตัว ซึ่งหมายความว่า ตลาดหุ้นในปี 2019 จะมีทิศทางที่ไม่สดใสนัก    

 

ไทยได้รับผลกระทบแค่ไหน

สำหรับผลกระทบของสงครามการค้าที่มีต่อไทยในรอบปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ศูนย์ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานว่า หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีกับจีน ทั้งจากมาตรา 232 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าแผงโซลาร์ เครื่องซักผ้า เหล็ก และอะลูมิเนียมตั้งแต่ต้นปี 2018 และมาตรา 301 ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหลายชนิดตั้งแต่กลางปี 2018 ทำให้ไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะสินค้าหมวดเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่จีนส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่จีนใช้วัตถุดิบแผ่นชิ้นไม้อัด (particleboard) ที่นำเข้าจากไทย

 

นอกจากแผ่นไม้อัดที่เห็นได้ชัดเจนแล้ว ยังมีวัตถุดิบอีกหลายอย่างที่ไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสเสมอ เพราะสินค้าที่จีนถูกชาร์จภาษีจนแพงขึ้น จะเปิดโอกาสให้สินค้าบางอย่างของไทยส่งออกได้มากขึ้น ด้วยความสามารถในการแข่งขันในด้านราคา

 

 

กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา: สนธิสัญญาสันติภาพ?

นับเป็นสัญญาณบวกในช่วงปลายปีก่อนก้าวสู่ศักราชใหม่ หลังจีนรับปากสหรัฐฯ ว่าจะให้ความคุ้มครองบริษัทต่างชาติที่ดำเนินงานในจีน โดยในร่างกฎหมายใหม่ที่กำลังจะผ่านความเห็นชอบในสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนสภาตรายางของจีนนั้น มีบทบัญญัติที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทต่างชาติมากขึ้น

 

นอกจากนี้กฎหมายใหม่ยังกำหนดให้มีการปฏิบัติต่อบริษัทต่างชาติอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคง โปร่งใส และทำนายได้ โดยผู้เล่นต่างชาติจะได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาภาคธุรกิจ อีกทั้งสามารถเข้าร่วมโครงการจัดซื้อของรัฐอย่างเท่าเทียม  

 

ซึ่งจะทำได้ดีแค่ไหน และทรัมป์จะพอใจหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

 

ก่อนหน้านี้ในที่ประชุม G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ผู้นำจีนยอมโอนอ่อนผ่อนตามเงื่อนไขของสหรัฐฯ โดยรับปากว่าจะนำเข้าสินค้าสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดยอดการขาดดุลการค้าระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกันก็จะระงับมาตรการภาษีที่ใช้กับรถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว

 

 

อะไรน่าจับตาในสงครามการค้า ปี 2019

แม้จะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน ขณะที่สัญญาสงบศึกมีผลเพียง 90 วันเท่านั้น และสิ่งที่ทั่วโลกต้องการเห็นคือข้อตกลงที่เปรียบเหมือน ‘สนธิสัญญาสันติภาพ’ เพื่อยุติสงครามการค้าอย่างถาวร

 

ดังนั้นช่วงเวลา 3 เดือนที่คาบเกี่ยวจนถึงต้นปีหน้านี้ จึงเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะชี้ชะตาว่าสงครามการค้าจะยืดเยื้อต่อไปในปีหน้าหรือไม่

 

หากทรัมป์และสีจิ้นผิงไม่สามารถหาทางออกในข้อพิพาทต่างๆ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การแทรกซึมทางไซเบอร์ และการจารกรรมข้อมูลเทคโนโลยี รัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มขยับพิกัดอัตราภาษีที่เก็บกับสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญจาก 10% เป็น 25% เมื่อนั้นสงครามการค้าอาจปะทุขึ้นอีกระลอก

 

ไม่เพียงเท่านี้ คณะบริหารของทรัมป์ยังพิจารณาตั้งกำแพงภาษีเพิ่มกับสินค้าจีนอีก 267,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่อัตรา 10% หรือ 25% ด้วย

 

ในปีหน้า หากทั้งคู่แลกหมัดกันด้วยมาตรการภาษีโดยตรง สหรัฐฯ อาจกุมความได้เปรียบตรงที่มีไพ่ในมือเหนือกว่า เพราะสำหรับจีนซึ่งมียอดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ น้อยกว่ายอดส่งออกแล้ว ถือว่ามีข้อจำกัดในการตอบโต้สหรัฐฯ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จีนอาจงัดมาตรการอย่างอื่นมาเล่นงานสหรัฐฯ แทน เป็นต้นว่าการผ่อนคลายนโยบายการคลังและการเงิน หรือปล่อยให้สกุลเงินหยวนอ่อนค่าลง ซึ่งนั่นอาจสร้างความผันผวนที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลก

 

 

สงครามการค้ากับสมรภูมิ AI และ 5G

นอกจากสงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของสินค้าและบริการทั่วโลกแล้ว พอล โรเมอร์ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์คนล่าสุดจากผลงานวิจัยเรื่องอิทธิพลของเทคโนโลยีที่มีต่อการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ยังแสดงความกังวลด้วยว่า ศึกการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของความคิดและไอเดียที่เป็นต้นทุนของนวัตกรรมต่างๆ ด้วย

 

โรเมอร์ มองว่า แนวคิดกีดกันทางการค้าซึ่งกำลังขยายตัวไปทั่วโลกในรูปแบบต่างๆ เป็นอันตรายใหญ่หลวง โดยหนึ่งในความเสี่ยงคือความพยายามขับเคี่ยวกันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพื่อช่วงชิงความผู้นำในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

 

ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ระแวงจีนที่พยายามครอบครองเทคโนโลยีอันเป็นกุญแจสำคัญสำหรับอนาคต และยิ่งไม่พอใจที่จีนพยายามพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีโดยการขโมยไอเดียจากชาวอเมริกัน

 

แต่โรเมอร์มองว่า ในอดีตอังกฤษก็เคยกล่าวหาสหรัฐฯ ในลักษณะนี้ โดยยุคที่อเมริกากำลังผงาดขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางอุตสาหกรรมเมื่อศตวรรษที่ 19 นั้น สหรัฐฯ ก็พยายามก๊อบปี้หรือลอกเลียนเทคโนโลยีของอังกฤษเพื่อไล่ตามให้ทันเช่นกัน

 

ในมุมมองของโรเมอร์นั้น สภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดสำหรับการส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ก็คือ สังคมที่มีการแบ่งปันแนวคิด และการกำหนดนโยบายจากภาครัฐที่เอื้อต่อระบบนิเวศแห่งนวัตกรรม

 

กลยุทธ์ที่เหมาะสมในเวลานี้คือการส่งเสริมให้ข้อมูลต่างๆ มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น และผลักดันให้เกิดตลาดเสรี แต่รัฐบาลก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเครื่องจักรแห่งนวัตกรรมในโลกที่ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเปิดกว้าง ทว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากมีสงครามการค้าและมาตรการกีดกันรูปแบบต่างๆ เป็นตัวปิดกั้น

 

สิ่งที่น่าจับตาในปีหน้า นอกจากเรื่องการชิงความเป็นผู้นำในเทคโนโลยี AI ในบริบทของสงครามการค้าแล้ว เทคโนโลยี 5G ก็เป็นอีกประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

 

ในบทวิเคราะห์ของ Financial Times มองว่า การจับกุมเมิ่ง หว่านโจว ซีเอฟโอของ Huawei ในแคนาดาเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เมื่อดูจากช่วงเวลาที่ Huawei กำลังผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำในเทคโนโลยี 5G ของโลก

 

การที่ Huawei มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สหรัฐฯ เกิดความวิตกเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคง เพราะพวกเขาระแวงว่ารัฐบาลจีนอาจใช้สายสัมพันธ์ที่ดีกับ Huawei เป็นช่องทางล้วงความลับของทางการหรือข้อมูลเทคโนโลยีสำคัญในต่างประเทศ

 

ขณะที่ทรัมป์ได้แย้มท่าทีอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาพร้อมใช้ผู้บริหารหญิงของ Huawei เป็นหมากต่อรองในการเจรจาการค้ากับจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเด็น Huawei, 5G และข้อพิพาททางการค้าต่างๆ จะอยู่ขอบข่ายการเจรจาระหว่างสองประเทศมหาอำนาจหลังจากนี้  

 

ดังนั้นสงครามการค้าที่ดำเนินอยู่จึงไม่ใช่แค่สงครามภาษีที่เราเห็นกันผิวเผินเท่านั้น แต่อาจขยายขอบเขตไปถึงสงครามในสมรภูมิ AI และ 5G ที่มีสหรัฐฯ และจีนเป็นผู้เล่นรายหลักในปีหน้า

 

ดูแล้วศึกใหญ่ระหว่างสองมหาอำนาจจึงไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ แม้ว่าสองฝ่ายอาจตกลงแก้ปัญหาบางอย่างกันได้ทันกำหนดเส้นตาย 90 วันก็ตาม เพราะความเป็นคู่อริและคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการช่วงชิงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีกุญแจสำคัญแห่งอนาคต ทำให้ไม่มีใครยอมใคร ขณะที่การค้าเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งของประเทศมหาอำนาจเท่านั้น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ประมวลสงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน ปี 2018 กับโอกาสขยายสมรภูมิสู่ AI และ 5G appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2018-us-china-trade-war/feed/ 0