Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 27 Mar 2026 13:30:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ระดมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำกว่า 7 หมื่นลิตร ดับไฟป่าสันคมฟ้า สกัดฝุ่นพิษ PM2.5 เชียงใหม่ https://thestandard.co/chiang-mai-forest-fire-pm25-control/ Fri, 27 Mar 2026 13:29:07 +0000 https://thestandard.co/chiang-mai-forest-fire-pm25-control/ ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5

วันนี้ (27 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติ […]

The post ระดมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำกว่า 7 หมื่นลิตร ดับไฟป่าสันคมฟ้า สกัดฝุ่นพิษ PM2.5 เชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5

วันนี้ (27 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่ติดตามภารกิจปฏิบัติการบินทิ้งน้ำดับไฟป่า บริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอำนวยการโดยศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ภาค 3 ส่วนหน้า หลังพบจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่พุ่งสูงถึง 388 จุด

 

สำหรับปฏิบัติการระงับเหตุทางอากาศในวันนี้ มีการสนธิกำลังอากาศยานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจำกัดวงการลุกลามของไฟป่า

 

  • เฮลิคอปเตอร์บรรเทาสาธารณภัย KA-32 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จำนวน 1 ลำ ขึ้นปฏิบัติการบินทิ้งน้ำทั้งช่วงเช้าและบ่าย รวม 20 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำดับไฟรวม 60,000 ลิตร
  • เฮลิคอปเตอร์ AS350 จากศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บินสนับสนุนภารกิจอีก 29 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำรวม 14,500 ลิตร

 

กริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เปิดเผยถึงสถานการณ์ภาพรวมว่า ปัจจุบันค่าฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต โดยมีต้นตอหลักจากการเกิดไฟป่าอย่างรุนแรงในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และ อุทยานแห่งชาติออบขาน

 

แม้ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการวางแนวกันไฟความยาวกว่า 20 กิโลเมตร แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศบริเวณแนวเขาสันคมฟ้าที่มีความลาดชันสูงมาก ส่งผลให้กำลังพลไม่สามารถเดินเท้าเข้าถึงพื้นที่เพื่อดับไฟได้ ปฏิบัติการโจมตีไฟป่าทางอากาศจึงกลายเป็นกลไกหลักที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ ในขณะเดียวกัน กระแสลมยังคงพัดพากลุ่มควันไฟให้ลอยเข้าสู่เขตตัวเมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง

 

ล่าสุด ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้เร่งประสานงานเพื่อขอรับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติม เข้าควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงอย่างเร่งด่วน เพื่อยับยั้งการลุกลามของแนวไฟป่า และบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพและระบบทางเดินหายใจของประชาชนให้เร็วที่สุด

 

ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 1ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 2ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 3ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 4ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 5ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 6ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 7ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 8ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 9ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 10ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 11ภาพเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำดับไฟป่าบริเวณป่าภูเขาสันคมฟ้า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 12

The post ระดมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำกว่า 7 หมื่นลิตร ดับไฟป่าสันคมฟ้า สกัดฝุ่นพิษ PM2.5 เชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงจากกลุ่มคนรากหญ้า ในวันที่ ‘น้ำมัน’ ขาดแคลน-แพงเกินทุน https://thestandard.co/phitsanulok-farmers-oil-crisis/ Fri, 27 Mar 2026 12:30:38 +0000 https://thestandard.co/phitsanulok-farmers-oil-crisis/ ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ […]

The post เสียงจากกลุ่มคนรากหญ้า ในวันที่ ‘น้ำมัน’ ขาดแคลน-แพงเกินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง

ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ ทีมข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 22 – 26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ผลพวงจากนโยบายการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลในระยะแรก ได้ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำมันขาดแคลน และต่อมาราคาขายปลีกได้ขยับตัวสูงขึ้นรวดเดียว

 

จากการสำรวจพบว่า สถานีบริการน้ำมันทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ช่วงที่มีการตรึงราคาน้ำมันล้วนเผชิญปัญหาในทิศทางเดียวกัน คือ ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ รถบรรทุกน้ำมันไม่สามารถจัดส่งได้ตามรอบปกติ ส่งผลให้ต้องมีการจำกัดปริมาณการเติมต่อคิวอย่างเข้มงวด

 

ทั้งนี้ หากประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ประชาชนทั่วไปที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอาจได้รับความเดือดร้อนในระดับหนึ่ง แต่สำหรับภาคการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากในการขับเคลื่อนเครื่องจักรกลทางการเกษตร ทั้งรถไถ เครื่องสูบน้ำ และรถเกี่ยวข้าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในขั้นวิกฤต

 

ลุงไหว หนึ่งในตัวแทนชาวนาในพื้นที่ ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า อาชีพเกษตรกรมีข้อจำกัดด้านฤดูกาลและเวลา สภาวะน้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นดันมาตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ซึ่งข้าวในนาสุกงอมเต็มที่ การที่ภาคส่วนต่างๆ ขอให้ชาวนาอดทนรอนั้น ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะการยืดเวลาเก็บเกี่ยวออกไปหมายถึงการแบกรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศ

 

หากเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ข้าวที่ปลูกมาทั้งฤดูกาลจะเน่าเสียทันที ซึ่งจากเดิมที่ราคาผลผลิตตกต่ำอยู่แล้ว หากข้าวได้รับความเสียหายก็เท่ากับขาดทุนมาก ขณะที่การหันกลับไปใช้วิธีดั้งเดิมอย่างการใช้เคียวเกี่ยวข้าวด้วยแรงงานคน ก็เป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติสำหรับพื้นที่นาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน

 

“ส่วนตัวมองว่าในภาวะแบบนี้ ต่อให้น้ำมันมีราคาแพงแต่ยังมีขายให้ชาวนา ก็ยังเป็นทางออกที่ดีกว่าการไม่มีน้ำมันให้เติมเลย สิ่งที่อยากฝากไปถึงฝ่ายการเมืองในเวลานี้ คือขอให้ข้ามเส้นแบ่งความเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แล้วหันมาจับมือกันช่วยประชาชนคิดและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ดีกว่าการมัวแต่พูดตอบโต้กันไปมาในขณะที่ประชาชนกำลังจะอดตาย” ลุงไหว กล่าวสะท้อนความรู้สึก

 

ขณะเดียวกันตัวแทนเกษตรกรรายอื่นๆ ได้สะท้อนความรู้สึกว่า ภาครัฐอาจยังไม่เห็นหัวคนรากหญ้าอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะที่มักระบุให้เกษตรกรลดต้นทุน หรือ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจพูดได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัติสำหรับคนที่ต้องลงมือทำนั้นเป็นเรื่องยาก

 

นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้ตอบโต้ถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการกักตุนน้ำมันในหมู่ประชาชน โดยระบุว่าในความเป็นจริง หลายครอบครัวถึงขั้นต้องหอบลูกหลานมาปักหลักใช้ชีวิตที่สถานีบริการน้ำมัน เพียงเพื่อเฝ้ารอคิวซื้อน้ำมันให้ได้นำไปใช้ทำนา พร้อมตั้งคำถามกลับอย่างว่า กลุ่มเกษตรกรรากหญ้าจะเอาเงินทุนจากที่ใดไปซื้อกักตุน ในเมื่อเงินที่จะใช้ประคองชีวิตให้รอดในแต่ละวันยังแทบไม่เพียงพอ

 

วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาตัวเลขหน้าปั๊มน้ำมัน แต่กำลังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางชีวิตและปากท้องของกลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

 

ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 1ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 2ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 3ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 4ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 5ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 6ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 7ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 8ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 9ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 10ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 11ภาพชาวนาในจังหวัดพิษณุโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนและราคาแพง 12

 

ภาพ: พอ อังคุระษี

The post เสียงจากกลุ่มคนรากหญ้า ในวันที่ ‘น้ำมัน’ ขาดแคลน-แพงเกินทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตน้ำมันแพงกระทบสายการบินหนัก! ‘บางกอกแอร์เวย์ส’ จ่อขยับราคาตั๋ว 15-20% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ สมาคมสายการบินฯ วอนคลังลดภาษีน้ำมันชั่วคราว https://thestandard.co/bangkok-airways-fare-hike/ Fri, 27 Mar 2026 10:53:02 +0000 https://thestandard.co/bangkok-airways-fare-hike/ กราฟิกแสดงราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูง และ บางกอกแอร์เวย์ส เตรียมปรับค่าตั๋ว 15-20% พร้อมข้อความวอน กระทรวงการคลังลดภาษีน้ำมัน

บางกอกแอร์เวย์ส เตรียมปรับเพิ่มค่าโดยสาร 15-20% เริ่ม 1 […]

The post วิกฤตน้ำมันแพงกระทบสายการบินหนัก! ‘บางกอกแอร์เวย์ส’ จ่อขยับราคาตั๋ว 15-20% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ สมาคมสายการบินฯ วอนคลังลดภาษีน้ำมันชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกแสดงราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูง และ บางกอกแอร์เวย์ส เตรียมปรับค่าตั๋ว 15-20% พร้อมข้อความวอน กระทรวงการคลังลดภาษีน้ำมัน

บางกอกแอร์เวย์ส เตรียมปรับเพิ่มค่าโดยสาร 15-20% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ หลังน้ำมันอากาศยานพุ่งสูง ขณะที่ Scoot เผยขึ้นค่าโดยสารแล้วทุกเส้นทาง หวั่นหลายสายการบินไปไม่รอด หากราคายังสูงระดับนี้ยาวนาน ด้านสมาคมสายการบินฯ วอน ‘คลัง’ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

 

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และในฐานะนายกสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย (AAT) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนราคาน้ำมันซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสายการบินทั่วโลก แม้ว่า BA จะมีการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ไว้ล่วงหน้าประมาณ 30% ในระดับราคา 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น BA เตรียมพิจารณาปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารประมาณ 15-20%

 

สำหรับการปรับราคาในครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยเส้นทางที่จะมีการปรับราคาขึ้นนั้น จะมี ‘เส้นทางสมุย’ เป็นหลัก รวมถึงแทบจะทุกเส้นทางบินที่บริษัทเปิดให้บริการ โดยบริษัทจะพิจารณาการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามความเหมาะสมของแต่ละเส้นทาง และดูตามอัตราส่วนของต้นทุนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระและสร้างความเดือดร้อนต่อผู้โดยสารมากจนเกินไป

 

ส่วนผลกระทบด้านจำนวนผู้โดยสารจากยุโรปที่ต้องบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางนั้น อาจทำให้ผู้โดยสารต้องเปลี่ยนเส้นทางไปใช้สายการบินอื่นและทำให้ราคาตั๋วในภาพรวมแพงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยอดการจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าของ BA ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังคงมีตัวเลขใกล้เคียงเดิมและไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยนี้มากนัก

 

สมาคมสายการบินฯ วอน ‘คลัง’ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

 

ในฐานะนายกสมาคมสายการบินแห่งประเทศไทย (AAT) พุฒิพงศ์ระบุว่า ทางสมาคมฯ ได้ยื่นเรื่องเสนอต่อกระทรวงการคลังและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้พิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บอยู่ในอัตราประมาณ 5 บาทต่อลิตรชั่วคราว รวมถึงขอให้พิจารณาลดหย่อนค่าบริการจากหน่วยงานราชการอื่นๆ เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของสายการบิน

 

“เราได้เสนอขอปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว กลับไปใช้อัตราเดิมที่ 20 สตางค์ต่อลิตร เหมือนที่เราเคยได้ในช่วงวิกฤตโควิด หรือหากไม่ได้ทั้งหมด ก็ขอให้พิจารณาปรับลดลงเพื่อช่วยประคองต้นทุนไม่ให้สูงจนเกินไปและไม่ต้องส่งต่อภาระไปสู่ผู้โดยสาร” พุฒิพงศ์กล่าว

 

ด้านลีฬภัทร ลีฬหวณิช รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการเงิน บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบันว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันอากาศยานได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 160 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวสูงขึ้นถึง 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปลายเดือนก่อนหน้าที่ราคาเฉลี่ยยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 80-90 ดอลลาร์

 

สถานการณ์ราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงเดือนเดียวนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่ราคาน้ำมันเคยพุ่งสูงขึ้นในช่วงปี 2022 ซึ่งเป็นผลกระทบ

 

ทั้งนี้ ต้นทุนค่าน้ำมันถือเป็นรายจ่ายสำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 17% ของต้นทุนรวมทั้งหมดของบริษัท ซึ่งทาง BA ยังคงต้องรอดูตัวเลขราคาเฉลี่ยของน้ำมันจนถึงช่วงสิ้นเดือนนี้เพื่อประเมินสถานการณ์ที่แน่ชัดอีกครั้ง

 

แม้ว่าในขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นผลกระทบที่รุนแรงชัดเจนแบบเต็มที่ แต่ก็เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนในส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ต้นทุนราคาพลาสติก เป็นต้น เพื่อเป็นการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว บริษัทได้เริ่มดำเนินการปรับลดค่าใช้จ่ายภายในองค์กรในส่วนที่สามารถทำได้ทันที และได้มีการเตรียมจัดทำแผนจำลองสถานการณ์ (Scenarios) เพื่อกำหนดแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงของราคาในระดับต่างๆ ไว้แล้ว

 

สำหรับประเด็นการบริหารความเสี่ยงผ่านการทำประกันราคาน้ำมัน (Hedging) ลีฬภัทร ระบุว่า บริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าทำสัญญาในระยะสั้นนี้ เนื่องจากมองว่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สาเหตุสำคัญมาจากราคาของสัญญาระยะสั้นในปัจจุบันอยู่ในระดับที่แทบจะเท่ากับราคาซื้อขายจริงในตลาด (Spot Price) ไปแล้ว อีกทั้งตลาดในปัจจุบันยังมีความผันผวนสูงมาก

 

กางแผนธุรกิจปี 2569 คาดการณ์ไว้ที่ 4.3 ล้านคน

 

พุฒิพงศ์ ยังกล่าว ถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของ BA ในปี 2569 บริษัทเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่คือ การเป็นผู้นำด้านธุรกิจการบินอย่างรับผิดชอบ และส่งมอบบริการที่ยั่งยืน

 

โดยกลยุทธ์ในปี 2569 จะเน้นการรักษามาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางบินที่มีอยู่ แทนที่จะขยายเส้นทางอย่างก้าวกระโดด โดยพุฒิพงศ์ให้มุมมองว่า

 

“การขยายธุรกิจนั้นทำได้ไม่ยาก แต่การถอยหรือลดขนาดธุรกิจนั้นทำได้ยากกว่า”

 

ซึ่งเป็นบทเรียนจากช่วงโควิด โดยเป้าหมายหลักในปี 2569 ประกอบด้วย

 

  • เป้าหมายผู้โดยสาร: คาดการณ์ไว้ที่ 4.3 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้กว่า 4.2 ล้านคน
  • ปริมาณเที่ยวบิน: 48,000 เที่ยวบิน
  • อัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor): ตั้งเป้าผลักดันให้ถึง 80%
  • ปริมาณการผลิตผู้โดยสาร (ASK): 3,300 ล้านที่นั่ง-กิโลเมตร
  • ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ย: รักษาระดับไว้ที่ 4,000 บาทต่อเที่ยวบิน
  • ฝูงบิน: ปัจจุบันมีเครื่องบินใช้งาน 23 ลำ และคาดว่าจะรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เพิ่มเติมอีก 2 ลำในช่วงปลายปี

 

ในส่วนของการพัฒนาท่าอากาศยาน BA เตรียมแผนปรับปรุง สนามบินสมุย ให้สามารถรองรับเที่ยวบินได้เพิ่มขึ้นเป็น 73 เที่ยวบินต่อวัน และรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 6 ล้านคนต่อปี โดยจะมีการขยายพื้นที่ให้บริการผู้โดยสารจาก 2,000 ตารางเมตร เป็น 4,000 ตารางเมตร พร้อมเพิ่มจำนวน Gate จาก 7 เป็น 11 Gate และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินเป็น 40 เคาน์เตอร์ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นธรรมชาติของสนามบินไว้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 ส่วน สนามบินตราด อยู่ระหว่างการขยายทางวิ่ง (Runway) รวมถึงทางขับ (Taxiway) เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่อย่าง Airbus A319 ได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า

 

Scoot รับขึ้นค่าตั๋วทุกเส้นทาง แต่ยังไม่พอชดเชยต้นทุนน้ำมันพุ่ง

 

Scoot เผยปรับขึ้นค่าโดยสารทุกเส้นทาง หลังราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

 

จากสถานการณ์ราคาน้ำมันพุ่งสูงทั่วโลก ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งธุรกิจสายการบิน

 

Lee Yong Sin, Vice President, Pricing, Ancillaries & Sales ของ Scoot สายการบิน Low-Cost Carrier (LCC) ในเครือ Singapore Airlines เปิดเผยว่า ต้นทุนน้ำมันเป็นหนึ่งในต้นทุนก้อนใหญ่ของสายการบิน คิดเป็นประมาณ 30% ของต้นทุนทั้งหมด

 

หลังจากที่ราคาน้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากช่วงก่อนสงคราม ทำให้ Scoot ต้องปรับขึ้นราคาค่าโดยสารทุกเส้นทาง อย่างไรก็ตาม การปรับค่าโดยสารดังกล่าวยังไม่สามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด

 

“ราคาน้ำมัน Jet เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้วยราคาระดับนี้ คิดว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับหลายสายการบินที่จะอยู่รอด แต่เราคิดว่าราคาจะปรับลดลงหลังจากนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องมอนิเตอร์และวางแผนรับมือในหลายๆ สถานการณ์”​ Yong Sin กล่าว

 

ปัจจุบัน Scoot ได้ทำประกันความเสี่ยง (Hedging) ราคาน้ำมันไว้ล่วงหน้าประมาณ 40% ของน้ำมันที่จะต้องใช้ทั้งหมด

 

ทั้งนี้ Scoot ไม่ได้เปิดเผยว่าปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราเท่าไร โดย Yong Sin กล่าวว่า อัตราค่าโดยสารขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชั้นของบัตรโดยสาร ระยะเวลา เป็นต้น

 

ส่วนผลกระทบต่อเส้นทางบินนั้น ปัจจุบัน Scoot ได้ยกเลิกเส้นทางบินไปตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว จนถึง 16 เมษายน 2569 แต่เส้นทางอื่นๆ ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในเอเชียยังคงดำเนินการตามปกติ

 

Yong Sin กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังคงมีมุมมองเชิงบวกแบบระมัดระวังต่อความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร อย่างเส้นทางสิงคโปร์มายังไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยังคงเห็นยอดจองในระดับเดียวกับปีก่อน ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

 

สำหรับเส้นทางในประเทศไทย ทั้งขาเข้าและขาออก แนวโน้มทั้งปีนี้ยังเชื่อว่าจะเห็นการเติบโตต่อเนื่องได้จากปีก่อน ซึ่งตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา (เมษายน 2568 – กุมภาพันธ์ 2569) เส้นทางบินออกจากไทยยังเติบโต 10% และเส้นทางบินมายังไทยเติบโต 15%

 

ภาพ: น้ำมันเครื่องบินพุ่งเท่าตัว

The post วิกฤตน้ำมันแพงกระทบสายการบินหนัก! ‘บางกอกแอร์เวย์ส’ จ่อขยับราคาตั๋ว 15-20% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ สมาคมสายการบินฯ วอนคลังลดภาษีน้ำมันชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 15% เหนือตลาด แม้เศรษฐกิจซึม คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านฉ่ำ แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น https://thestandard.co/ttb-credit-card-spending-grows/ Fri, 27 Mar 2026 10:36:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1192072 ภาพผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าอาหารในร้าน

ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโตกระฉูด 15% สูงกว่าตลาด 15 […]

The post ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 15% เหนือตลาด แม้เศรษฐกิจซึม คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านฉ่ำ แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ใช้บัตรเครดิตชำระค่าอาหารในร้าน

ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโตกระฉูด 15% สูงกว่าตลาด 15 เท่า! แม้เผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ชี้กลุ่ม Wealth ยังมีกำลังซื้อสูง ขณะที่กลุ่ม Mass เน้นกินข้าวนอกบ้านที่คุ้มราคา เตรียมรุกหนักปี 69 มุ่งเป้าติด Top 4 ผู้นำตลาดภายใน 3 ปี

 

อรพิม ขาวสอาด รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้า Retail Customer Segment and Marketing ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb เปิดเผยถึงแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ท่ามกลางผลกระทบ Oil shock จากสงครามอิหร่าน ว่า ตั้งแต่โควิดที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจไม่ดีแต่ธนาคารพบว่าคนที่รวยก็ยังรวยอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบมาก ในขณะที่คนระดับล่างค่อนข้างลำบาก ดังนั้นคนที่อยู่ในระดับมั่งคั่งไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีกำลังซื้อ

 

ทำให้ปี 2569 ttb หันมารุกทำตลาดกับลูกค้า กลุ่ม wealth มากขึ้น ผ่านการนำเสนอ โปรโมชันที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่บัตรเครดิต สินเชื่อ ประกัน และการลงทุน รวมถึงรุกหาพาร์ตเนอร์โรงเรียนอินเตอร์ เพื่อเจาะกลุ่มผู้ปกครอง โดยล่าสุดได้เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกับ King’s College International School Bangkok มอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve เมื่อชำระค่าการศึกษา

 

สำหรับกลุ่มลูกค้า Middle income เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มอื่น ต้องเฝ้าระวัง ไม่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเกินตัว เพราะสุดท้ายจะกลับมาเป็นหนี้เสียที่ธนาคาร ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการวางเกมการตลาด บริหารพอร์ตลูกค้า นำเสนอโปรโมชันที่เหมาะกับกำลังซื้อของลูกค้า เน้นความคุ้มค่า โดยร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในหมวดการใช้จ่ายชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องใช้จ่ายอยู่

 

ยอดใช้จ่ายโต 15% คนไทยยังทานอาหารนอกบ้าน แม้เศรษฐกิจซึม

 

ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจบัตรเครดิต ttb โดยในปี 2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตมากกว่า 15% เมื่อเทียบเป็นรายปี สูงกว่าการเติบโตของตลาดที่อยู่ที่ระดับ 1% และในไตรมาสที่ 4/2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตสูงถึง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดใช้จ่ายเติบโตขึ้นทุกๆ segment โดยลูกค้ากลุ่ม Wealth เติบโต 35%, Mass Affluent เติบโต 28% และ Middle income เติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อเจาะประเภทหมวดการใช้จ่ายพบว่า หมวดใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเติบโต 13% โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านร้านอาหารที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าคนไทย ให้ความสำคัญกับการทานอาหารนอกบ้าน อย่างไรก็ตามด้วยภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ลูกค้าได้ลดระดับการทานอาหารในร้านอาหารที่แพง มาเลือกร้านที่ให้ความคุ้มค่ามากขึ้น

 

ด้านหมวดการท่องเที่ยวและต่างประเทศเติบโต 15% และหมวดประกัน สุขภาพ และความงามเติบโตแรงสุดที่ 20% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากลูกค้ากลุ่ม Wealth และ Mass Affluent ที่หันมาทำประกันเพิ่มเพื่อป้องกันความเสี่ยง ในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน สอดคล้องกับยอดใช้จ่ายซื้อสินค้าแบรนด์เนมที่ลดลง

 

ปัจจุบัน ttb มีฐานลูกค้าบัตรเครดิตมากกว่า 1.6 ล้านใบ โดยแบ่งตามสัดส่วนลูกค้าเป็นกลุ่ม Wealth 4% กลุ่ม Mass Affluent 16% และกลุ่ม Middle Income 80%

 

ทิศทางธุรกิจบัตรเครดิต ปี 2569

 

วีระยุทธ ศัลยประดิษฐี เจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์และการตลาดผลิตภัณฑ์ธุรกรรมธนาคาร กลุ่มลูกค้าบุคคลระดับกลาง ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ttb กล่าวว่า กลยุทธ์บัตรเครดิตในปี 2569 โดยเน้นมอบความคุ้มค่ารอบด้าน สร้างความแตกต่างให้สิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง ผ่าน 4 กลยุทธ์

 

  • ขยายฐานลูกค้าผ่านพันธมิตร
  • ทำการตลาดเชิงรุกและรับโดยใช้ข้อมูลเชิงลึก และ AI Tool
  • เป็นที่หนึ่ง เป็นเจ้าแรก และเป็นผู้นำเทรนด์
  • ร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ชั้นนำสร้างประสบการณ์ใช้จ่ายและสร้างความคุ้มค่าให้กับลูกค้า ใน ttb Ecosystem

 

ทั้งนี้ในไตรมาส 2/2569 ttb จะเดินหน้ากลยุทธ์โปรโมชันรอบด้าน ครอบคลุมช้อป กิน เที่ยวและการเดินทาง ผ่าน Smart Value Usage Program เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่ายชีวิตประจำวัน

 

สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าหมายมีจำนวนบัตรเปิดใหม่ 300,000 ใบ โดยเน้นลูกค้ากลุ่ม Middle income กว่า 80% ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของธุรกิจอยู่แล้ว และคาดว่ายอดใช้จ่ายทั้งปีจะเติบโตแตะ 183,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบเป็นรายปี ตั้งเป้าก้าวเป็น Top 4 ผู้นำตลาดบัตรเครดิต ภายใน 3 ปี

 

ภาพ: Rawpixel.com / Shutterstock

The post ttb เผยยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตโต 15% เหนือตลาด แม้เศรษฐกิจซึม คนไทยยังกินข้าวนอกบ้านฉ่ำ แต่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
DSI แจงยุติคดีอาญาพระธัมมชโย เหตุขาดอายุความ ส่วนธรรมกายคืนเงินสหกรณ์คลองจั่นแล้ว 1.4 พันล้าน https://thestandard.co/dsi-dhammachayo-case-ends-refund/ Fri, 27 Mar 2026 09:58:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1192047 ภาพประกอบ DSI แถลงยุติคดี พระธัมมชโย หลัง ธรรมกาย คืนเงิน สหกรณ์คลองจั่น

วันนี้ (27 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกแถลงการณ์ […]

The post DSI แจงยุติคดีอาญาพระธัมมชโย เหตุขาดอายุความ ส่วนธรรมกายคืนเงินสหกรณ์คลองจั่นแล้ว 1.4 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ DSI แถลงยุติคดี พระธัมมชโย หลัง ธรรมกาย คืนเงิน สหกรณ์คลองจั่น

วันนี้ (27 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ระบุว่า พนักงานอัยการมีหนังสือสั่งการให้ดีเอสไอยุติการดำเนินคดีอาญากับ พระเทพญาณมหามุนี หรืออดีตพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย โดยทางดีเอสไอยืนยันว่าการยุติคดีดังกล่าวเป็นไปตามข้อกฎหมายเนื่องจากคดีขาดอายุความ พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาได้พยายามดำเนินการติดตามจับกุมตัวอย่างถึงที่สุดแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ

 

ดีเอสไอ ระบุถึงภูมิหลังของคดีนี้ว่า สืบเนื่องจากในปี 2556 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับดำเนินคดีอาญากรณีการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น (เหตุเกิดระหว่างปี 2552-2554) ซึ่งได้ดำเนินคดีกับ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ และพวก ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน สร้างความเสียหายกว่า 13,000 ล้านบาท

 

ต่อมาได้มีการสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินจนพบว่า อดีตพระธัมมชโยและบุคคลที่เกี่ยวข้อง มีการรับโอนเงินจากสหกรณ์ฯ ไปโดยมิชอบมูลค่ารวมกว่า 1,458 ล้านบาท ดีเอสไอจึงแยกสำนวนเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 และมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหารวม 5 ราย อย่างไรก็ตาม อดีตพระธัมมชโยไม่ยอมมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและมีพฤติการณ์หลบหนี ดีเอสไอจึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ พร้อมมอบหมายให้ศูนย์สืบสวนสะกดรอยประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจสากล (Interpol) ออกหมายแดง (Red Notice) เพื่อติดตามจับกุมตัวมาโดยตลอด

 

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานอัยการมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีนั้น ดีเอสไอชี้แจงว่า เนื่องจากเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2552-2554 ซึ่งความผิดฐานฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 มีอายุความฟ้องร้อง 15 ปี เมื่อผู้ต้องหาหลบหนีจนล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าว สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป อัยการจึงต้องแจ้งยุติการดำเนินคดีมายังดีเอสไอเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

ทั้งนี้ ดีเอสไอได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกศุภชัยและพวกในฐานะผู้กระทำความผิดจริง และในส่วนของมาตรการทางแพ่งนั้น ทางวัดพระธรรมกายได้ทำการโอนเงินจำนวน 1,458 ล้านบาท คืนให้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพื่อเป็นการเยียวยาผู้เสียหายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

นอกจากนี้ ดีเอสไอย้ำทิ้งท้ายว่า แม้คดีอาญาของอดีตพระธัมมชโยจะยุติลง แต่มาตรการทางแพ่งเกี่ยวกับการติดตามทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยังคงดำเนินการยึดและอายัดอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ทรัพย์สินดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล เพื่อสั่งคืนให้แก่สหกรณ์ฯ ในฐานะผู้เสียหายต่อไป

The post DSI แจงยุติคดีอาญาพระธัมมชโย เหตุขาดอายุความ ส่วนธรรมกายคืนเงินสหกรณ์คลองจั่นแล้ว 1.4 พันล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนมหากาพย์ 15 ปี ‘คลองจั่น-ธรรมกาย’ คดีอาญาฟอกเงินพระธัมมชโยยุติ แต่ ปปง. เดินหน้าขายทอดตลาดทรัพย์ 1.4 พันล้านคืนเหยื่อ https://thestandard.co/klongchan-dhammakaya-dhammachayo-money-laundering/ Fri, 27 Mar 2026 09:34:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1192040 อินโฟกราฟิกสรุปมหากาพย์คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น-วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย พร้อมเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่ถูกยึด

คดีประวัติศาสตร์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไม่ได้เกิดข […]

The post ย้อนมหากาพย์ 15 ปี ‘คลองจั่น-ธรรมกาย’ คดีอาญาฟอกเงินพระธัมมชโยยุติ แต่ ปปง. เดินหน้าขายทอดตลาดทรัพย์ 1.4 พันล้านคืนเหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกสรุปมหากาพย์คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น-วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย พร้อมเส้นทางการเงินและทรัพย์สินที่ถูกยึด

คดีประวัติศาสตร์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มาจากรอยร้าวสะสมและศึกภายในจนนำไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายระดับชาติ

 

  • ปี 2546-2553: ผู้สอบบัญชีเอกชนพบสัญญาณทุจริตมาตั้งแต่ปี 2546 แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่ได้เข้ามาจัดการเด็ดขาด จนกระทั่งปี 2553 สมาชิกเริ่มร้องเรียนว่าถอนเงินไม่ได้ แต่การตั้งทีมเข้าตรวจสอบกลับถูก ศุภชัย ศรีศุภอักษร (อดีตประธานฯ) ขัดขวางอย่างหนัก
  • ต้นปี 2556: สหกรณ์ฯ ถึงจุดวิกฤตสูงสุด ไม่มีเงินจ่ายปันผลและปฏิเสธการให้สมาชิกเบิกถอนเงิน นำมาสู่ความขัดแย้งขั้นแตกหักระหว่างคณะกรรมการบริหารชุดที่ 27 และชุดที่ 28
  • ล็อกฮาร์ดดิสก์-แฉทุจริต: มณฑล กันล้อม ประธานฯ ชุดที่ 28 ทนไม่ไหว ตัดสินใจสั่งปิดสหกรณ์ฯ ล็อกฮาร์ดดิสก์เพื่อเซฟข้อมูลทั้งหมด ก่อนนำหลักฐานเข้าแจ้งความกับกองปราบฯ และขอให้ DSI เข้ามาจัดการ โดยแฉว่าศุภชัยมีพฤติการณ์ยักยอกทรัพย์สินไปกว่า 12,000 ล้านบาท
  • โดมิโนตัวแรก: การแจ้งความร้องทุกข์จากคนในครั้งนี้ คือจุดสตาร์ทอย่างเป็นทางการที่เปิดประตูให้ DSI และ ปปง. เข้ามาสืบสวน แกะรอยเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ จนเชื่อมโยงไปถึงวัดพระธรรมกาย ได้ในที่สุด

 

ย้อนรอยมหากาพย์ ‘ธัมมชโย – ธรรมกาย’

 

  • ปี 2556-2558: มีการขยายผลคดีทุจริตสหกรณ์คลองจั่น พบเช็ค 27 ฉบับ 1,458 ล้านบาท จ่ายตรงให้ พระธัมมชโยและเครือข่าย โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน
  • ปี 2559: DSI ออกหมายเรียกและหมายจับ แต่ศิษยานุศิษย์ตั้งกำแพงมนุษย์ ปิดทางเข้าออกวัดป้องกันการบุกรุก
  • ปี 2560: รัฐบาล คสช. ใช้ ม.44 ประกาศให้วัดเป็นพื้นที่ควบคุมพิเศษ ค้น 20 วัน แต่พบเตียงเปล่าและหมอนข้าง พระธัมมชโยถูกถอดสมณศักดิ์และหายสาบสูญ

 

คอนเนกชันคลองจั่นสู่สหกรณ์มงคลเศรษฐี

 

  • รวบอำนาจ: สหกรณ์มงคลเศรษฐีถูกตั้งขึ้นช่วงปี 2551-2552 โดยมี ศุภชัย ศรีศุภอักษร นั่งควบถึง 3 เก้าอี้ คือ 1. ประธานสหกรณ์คลองจั่น 2. ประธานสหกรณ์มงคลเศรษฐี และ 3. ไวยาวัจกรวัดพระธรรมกาย
  • เส้นทางเงิน 46 ล้านบาท: พบหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คจากสหกรณ์คลองจั่น โอนตรงเข้าบัญชี สหกรณ์มงคลเศรษฐี จำนวน 3 ฉบับ รวมมูลค่า 46 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนเครือข่าย
  • โมเดลกู้เงินไปทำบุญ: สหกรณ์มงคลเศรษฐีจะนำเงินที่ได้มา ปล่อยกู้ให้กับศิษยานุศิษย์ ที่อยากทำบุญแต่ไม่มีกำลังทรัพย์ จากนั้นลูกศิษย์ก็นำเงินที่กู้มาไปบริจาคเข้าวัดพระธรรมกายอีกทอดหนึ่ง กลายเป็นการฟอกเงินผ่านศรัทธา
  • ความเสียหายเฉียด 3 พันล้าน: ด้วยพฤติการณ์โอนถ่ายเงินที่เป็นระบบนี้ ทำให้สหกรณ์มงคลเศรษฐีถูก DSI แจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงิน (คดีพิเศษที่ 150/2561) และตกเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเครือข่ายฟอกเงินกลุ่มธรรมกาย ที่สร้างความเสียหายรวมสูงถึง 2,993 ล้านบาท

 

ทำไมวัดและศาสนสถาน ถึงกลายเป็นช่องโหว่ในการฟอกเงิน ?

 

  • กฎหมายเอื้อมไม่ถึง – ตรวจสอบยาก: ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบหรือกฎหมายกำกับดูแลเส้นทางการเงินของวัดที่เข้มงวดพอ ทำให้สำนักงาน ปปง. ไม่มีอำนาจเข้าไปสุ่มตรวจบัญชีเงินฝากของวัดได้โดยตรง เว้นแต่จะเกิดเป็นคดีความขึ้นมาแล้วเท่านั้น
  • ใช้คำว่าศรัทธา บังหน้า: เมื่อมีเงินก้อนโตโอนเข้าบัญชีวัด มักจะถูกอ้างว่าเป็นเงินทำบุญบริจาคด้วยความเลื่อมใส หรืออ้างว่ารับมาโดยสุจริตเพื่อสร้างศาสนสถานสาธารณประโยชน์ ซึ่งอ้างได้ง่ายและไม่มีภาระหนี้ผูกพันต่อกัน
  • ฟอกเงินบาป ให้เป็นเงินบุญ: ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้อาชญากรฉวยโอกาสใช้ศาสนธุรกิจเป็น เครื่องซักผ้า นำทรัพย์สินที่ได้จากการทำผิดกฎหมายมาแปรสภาพให้กลายเป็นเงินสะอาดที่ดูเหมือนได้มาอย่างถูกต้อง
  • เส้นทางการเงินกระจัดกระจาย: เมื่อเงินถูกฟอกผ่านวัดสำเร็จ ก็จะถูกกระจายและโอนต่อไปยังบุคคลหรือบริษัทต่างๆ ทั่วประเทศ เกิดเป็นเครือข่ายธุรกรรมที่ซับซ้อน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐตามแกะรอยแหล่งที่มาและยึดทรัพย์คืนได้ยากลำบากยิ่งขึ้น

 

ทำไมคดีอาญาถึงยุติ ?

 

  • ขาดอายุความ 15 ปี: ข้อหาสมคบฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร มีอายุความ 15 ปี นับจากวันที่สั่งจ่ายเช็คใบสุดท้ายเมื่อปี 2554
  • ปิดฉากการตามล่า: เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถติดตามนำตัว พระเทพญาณมหามุนี (อดีตพระธัมมชโย) และพวก มาส่งฟ้องศาลได้ทันเวลา สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงต้องระงับไปตามกฎหมาย แจ้งคำสั่งยุติคดีอย่างเป็นทางการเมื่อ 20 มี.ค. 2569

 

แม้ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีคำสั่งยุติการดำเนินคดีอาญาพระธัมมชโย แต่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษก DSI ได้ออกมาระบุว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนคดีที่เหลือให้ชัดเจน โดยพบว่า ยังมีคดีมูลฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดีที่เกี่ยวกับการรับโอนหรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ยังคงอยู่

 

นอกจากนี้ หากย้อนไปดูข้อมูลการสืบสวนในอดีต เคยมีการระบุว่าดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินคดีกับพระธัมมชโยและพวกไว้มากถึงกว่า 200 คดี การยุติดำเนินคดีอาญาครั้งนี้จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าพระธัมมชโยได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมทางกฎหมายทั้งหมดจนสามารถกลับเข้าประเทศได้โดยไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาอื่นๆ ที่ยังไม่หมดอายุความหรือไม่

 

และแม้คดีอาญานี้จะจบลง แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินยืนยันว่าการยึดอายัดทรัพย์สินทางแพ่งได้ถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันอยู่ในสถานะรอการขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาเฉลี่ยคืนผู้เสียหายจากสหกรณ์คลองจั่น

 

อสังหาริมทรัพย์และที่ดิน:

 

  • อาคารโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์ฯ (อาคารลูกโลก) ภายในวัดพระธรรมกาย พร้อมโฉนดที่ดิน 91 แปลง
  • สถานปฏิบัติธรรม-ธุดงคสถานใน จ.นครราชสีมา, พิจิตร, ชุมพร
  • ที่ดิน จ.เพชรบูรณ์ 23 แปลง (มูลค่า 19 ล้านบาท)
  • ที่ดินแปลงใหญ่ใกล้วัด

 

บัญชีเงินฝากและสิทธิทางการเงิน:

 

  • บัญชีชื่อวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิฯ 4 บัญชี (กว่า 58 ล้านบาท)
  • บัญชีเงินฝากส่วนตัวของอดีตพระธัมมชโย
  • ตั๋วแลกเงินธนาคาร (36.1 ล้านบาท) และหุ้นส่วนบริษัท
  • ทรัพย์สินอื่นๆ รถยนต์ ปืน และของกลางที่ถูกยึดระหว่างการสอบสวนอีกกว่า 300 รายการ

The post ย้อนมหากาพย์ 15 ปี ‘คลองจั่น-ธรรมกาย’ คดีอาญาฟอกเงินพระธัมมชโยยุติ แต่ ปปง. เดินหน้าขายทอดตลาดทรัพย์ 1.4 พันล้านคืนเหยื่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเอสไอยุติคดีพระธัมมชโย ฟอกเงิน ปปง. ยันคดีแพ่งเดินหน้าต่อ เตรียมประมูลสมบัติธรรมกาย https://thestandard.co/dsi-phra-dhammachayo-assets-auction/ Fri, 27 Mar 2026 07:16:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1191994 ภาพอาคารวัดพระธรรมกาย และทรัพย์สินที่รอการประมูล

จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหนังสือแจ้ง […]

The post ดีเอสไอยุติคดีพระธัมมชโย ฟอกเงิน ปปง. ยันคดีแพ่งเดินหน้าต่อ เตรียมประมูลสมบัติธรรมกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารวัดพระธรรมกาย และทรัพย์สินที่รอการประมูล

จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหนังสือแจ้งผู้ร้องทุกข์ ถึงกรณีที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีอาญากับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือ อดีตพระธัมมชโย และ ศศิธร โชคประสิทธิ์ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร

 

เนื่องจากคดีดังกล่าวได้ขาดอายุความลง ส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ปปง. ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการยึดทรัพย์ทางแพ่งที่ดำเนินการไปแล้วกว่า 1,400 ล้านบาท

 

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ธรรมนูญ อัตโชติ และคณะ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อดีเอสไอ เพื่อให้ดำเนินคดีกับอดีตพระธัมมชโยและ น.ส.ศศิธร ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ซึ่งดีเอสไอได้รับเรื่องไว้เป็น คดีพิเศษที่ 27/2559

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 กนกลดา เจริญศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีนี้ ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าไปยังผู้ร้องทุกข์ (ตามขั้นตอนมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) โดยระบุว่า อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสองรายแล้ว

 

เหตุผลสำคัญในการสั่งยุติคดี คือ คดีขาดอายุความ (ครบกำหนด 15 ปี นับจากเช็คใบสุดท้ายเมื่อปี 2554) ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ประกอบระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาฯ พ.ศ. 2563 ข้อ 48(7)

 

วันนี้ (27 มีนาคม) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ออกมายืนยันข้อมูลดังกล่าวว่า คดีอาญาของอดีตพระธัมมชโยและ น.ส.ศศิธร ได้สิ้นสุดลงแล้วเนื่องจากขาดอายุความจริง พร้อมระบุว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งการด่วนให้กองบริหารคดีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารหนังสือสั่งการจากพนักงานอัยการ เพื่อนำมาประมวลผลให้มีความชัดเจนสูงสุด

 

พ.ต.ต.วรณัน อธิบายเพิ่มเติมว่า คดีที่เกี่ยวเนื่องกันนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

 

  • คดีมูลฐาน ที่เชื่อมโยงกับความผิดฐานฟอกเงิน
  • คดีเกี่ยวกับการรับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน
  • คดีฟอกเงินทางแพ่ง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ปปง. ทั้งนี้ เมื่อดีเอสไอรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นครบถ้วน จะมีการจัดทำเอกสารข่าวเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนและสาธารณชนอย่างเป็นทางการต่อไป

 

แม้คดีอาญาจะยุติลง แต่ในส่วนของการติดตามทรัพย์สินคืนให้แก่ผู้เสียหายนั้น แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยอย่างชัดเจนว่า การที่คดีอาญาสิ้นสุดลง ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อคดีทางแพ่ง ที่ผ่านมา ปปง. ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีนี้ไปแล้วมูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อนำไปเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกและผู้เสียหายของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นบางส่วนแล้ว

 

นอกจากนี้ ยังมีทรัพย์สินบางส่วนที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการรอขายทอดตลาด ได้แก่:

 

  • สถานปฏิบัติธรรมในพื้นที่ต่างจังหวัด
  • อาคารลูกโลก (มหารัตนวิหารคด) ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่วัดพระธรรมกาย

The post ดีเอสไอยุติคดีพระธัมมชโย ฟอกเงิน ปปง. ยันคดีแพ่งเดินหน้าต่อ เตรียมประมูลสมบัติธรรมกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์ยันน้ำมันดิบสำรองพอใช้ ก.พลังงานออกกฎกระทรวงบังคับผู้ค้าโชว์ราคาและสต๊อกรายวัน ด้านพาณิชย์จ่อชง ครม. เพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ https://thestandard.co/oil-energy-reserves-control/ Fri, 27 Mar 2026 05:53:20 +0000 https://thestandard.co/oil-energy-reserves-control/ ภาพกราฟิกสรุปข่าวสภาพัฒน์ยืนยันน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ กระทรวงพลังงานออกกฎให้ผู้ค้ารายงานสต๊อกและราคาประจำวัน และกระทรวงพาณิชย์เตรียมเพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ

วันนี้ (27 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้ร […]

The post สภาพัฒน์ยันน้ำมันดิบสำรองพอใช้ ก.พลังงานออกกฎกระทรวงบังคับผู้ค้าโชว์ราคาและสต๊อกรายวัน ด้านพาณิชย์จ่อชง ครม. เพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปข่าวสภาพัฒน์ยืนยันน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ กระทรวงพลังงานออกกฎให้ผู้ค้ารายงานสต๊อกและราคาประจำวัน และกระทรวงพาณิชย์เตรียมเพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ

วันนี้ (27 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง การดูแลมาตรการค่าครองชีพ ราคาสินค้า และการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยมีตัวแทนจาก 4 หน่วยงานหลักร่วมชี้แจง รายละเอียดดังนี้

 

🔴 สภาพัฒน์ฯ ยันน้ำมันสำรองเพียงพอ เร่งศึกษาปรับแผนส่งออก

 

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยผลการลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันร่วมกับดีเอสไอ และพาณิชย์จังหวัด ใน 7 จังหวัด 22 จุด พบว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมัน (Jobber) ทั้งแบบซื้อมาขายไปและแบบมีคลังน้ำมันเป็นของตนเอง ยังคงดำเนินการซื้อขายและจ่ายน้ำมันตามปกติ โดยมีน้ำมันคงคลังเฉลี่ยหลักหมื่นลิตร และไม่พบความผิดปกติของการกักตุนแต่อย่างใด

 

สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของผู้ค้ามาตรา 7 จำนวน 2 แห่งในจังหวัดสงขลา พบว่ามีปริมาณน้ำมันคงเหลือไม่ถึง 50% หรือราว 10 ล้านลิตร จากความจุทั้งหมด 25-28 ล้านลิตร โดยมีข้อมูลการซื้อขายและจัดส่งถูกต้อง เปิดรับน้ำมันได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมีการแสดงราคาอย่างชัดเจน แม้สถิติเดือนมีนาคมจะมียอดส่งออกสูงขึ้น แต่ยังถือว่าบริหารจัดการได้ตามปกติ

 

ในส่วนของสถานีบริการน้ำมัน จากการสำรวจ 550 แห่งทั่วประเทศ พบว่าปั๊มที่น้ำมันขาดแคลนลดลงจาก 450 แห่ง เหลือ 390 แห่ง ซึ่งคาดว่าสถานีที่น้ำมันหมดในช่วงเช้าจะได้รับการเติมเต็มและกลับมาให้บริการประชาชนได้ตามปกติอย่างรวดเร็ว

 

ด้านปริมาณน้ำมันดิบสำรองในประเทศ ยืนยันว่ามีเพียงพอต่อการใช้งาน โดยปัจจุบันมีน้ำมันเข้าคลังแล้ว 4,231 ล้านลิตร เพียงพอไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และจะมีเข้ามาเสริมอย่างต่อเนื่องอีก 4 ล้านบาร์เรล รวมถึงในเดือนเมษายน อีก 24 ล้านบาร์เรล และเดือนพฤษภาคม อีก 8 ล้านบาร์เรล ทำให้มั่นใจได้ว่าความต้องการใช้ในประเทศจะไม่ขาดแคลน

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ฯ ศึกษาแนวทางการระงับการส่งออกน้ำมันที่กลั่นในประเทศ ปัจจุบันส่งออกไปลาว 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 2.2 แสนลิตรต่อวัน โดยอาจปรับเปลี่ยนเป็นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเพื่อส่งผ่านไปยังลาวแทน ซึ่งจะช่วยดึงน้ำมันกลับมาสำรองใช้ในประเทศได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 5 ล้านลิตรต่อวัน

 

🔴 กรมธุรกิจพลังงาน งัดกฎกระทรวงคุมเข้ม สั่งผู้ค้าโชว์สต๊อกรายวัน-เช็กยิบเส้นทางขนส่ง

 

วุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน รายงานภาพรวมสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม 2569 ว่า น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว มียอดผลิตเฉลี่ย 81.51 ล้านลิตรต่อวัน ยอดจำหน่าย 81.63 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออก 4.55 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่น้ำมันเบนซิน มียอดผลิต 37.12 ล้านลิตรต่อวัน ยอดจำหน่าย 35.10 ล้านลิตรต่อวัน โดยไม่มีการส่งออกเลย

 

เพื่อความโปร่งใส กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จัดส่งข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมันของคลังทั้ง 92 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นคลังสำรองตามกฎหมาย 53 แห่ง และคลังผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10 อีก 39 แห่ง จัดทำรายงานการรับ-จ่ายเพิ่มเติม โดยต้องระบุสถานที่จัดส่งปลายทางและหมายเลขทะเบียนรถขนส่งอย่างละเอียด เพื่อส่งข้อมูลให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ตรวจสอบป้องกันการลักลอบหรือกักตุน

 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่ (มีผล 26 มีนาคม) บังคับให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ต้องแสดงราคาและปริมาณน้ำมันคงเหลือของโรงกลั่นและคลังน้ำมันทุกแห่ง และต้องรายงานราคาข้อมูลการขายพร้อมสต๊อกคงเหลือรายวันให้กรมฯ ทราบภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน

 

สาระสำคัญของประกาศดังกล่าวยังระบุให้ผู้ค้าต้องขายน้ำมันไม่เกินราคาที่แสดงไว้ และต้องไม่สูงกว่าราคาแนะนำของ สนพ. พร้อมทั้งบังคับให้โรงกลั่นรายงานต้นทุนการผลิตทุกวันศุกร์ก่อนเวลา 12.00 น. และต้องลงบันทึกข้อมูลการขนส่งทุกครั้งผ่านระบบตรวจสอบการขนส่ง (Fuel DM) แบบเรียลไทม์ ย้อนหลังไปจนถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569

 

กรมฯ ยังได้เร่งพัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel DM เพื่อให้เจ้าของปั๊มรายงานสถานะน้ำมันว่ามีจำหน่ายปกติหรือขาดแคลน ซึ่งจะนำไปบูรณาการร่วมกับแอปพลิเคชันทางรัฐของ DGA เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะปั๊มน้ำมันได้แบบเรียลไทม์

 

🔴 พาณิชย์ ลุยตรวจจับฉวยโอกาสขึ้นราคา จ่อชง ครม. คุมเข้มสินค้าเพิ่ม 7 รายการ

 

กนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลค่าครองชีพว่า กระทรวงฯ ได้ร่วมกับพานิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวดทุกวันเพื่อป้องกันการกักตุน โดยตั้งแต่วันที่ 1-26 มีนาคม ได้รับเรื่องร้องเรียน 410 กรณี ตรวจสอบแล้ว 187 กรณี พบกลุ่มที่เข้าข่ายขายแพงเกินควร 44 กรณี ซึ่งกำลังเรียกดูต้นทุน หากพบการกระทำผิดจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

 

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนน้ำมัน กระทรวงฯ เตรียมเปิดตัวโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ร่วมกับห้างโมเดิร์นเทรด จัดโปรโมชันลดราคาสินค้าจำเป็น เช่น สินค้าอุปโภค (สบู่ แชมพู) ลดสูงสุด 50% และสินค้าบริโภค (ข้าวสาร อาหารกระป๋อง) ลดสูงสุด 25% ซึ่งจะช่วยกระจายสินค้าราคาถูกไปยังร้านโชห่วยรายย่อยด้วย

 

นอกจากนี้ จะขยายผลควบคู่ไปกับโครงการ ‘ธงฟ้าราคาประหยัด’ ที่จะขยายจุดจำหน่ายให้ครอบคลุมถึงระดับอำเภอทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มความถี่ในการจัดงาน และมีโครงการ ‘ปุ๋ยธงเขียวพลัส’ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรโดยตรง

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุม จาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ เช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอทำประชาพิจารณ์ 7-15 วัน ก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ให้เร็วที่สุด

 

พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกลุ่มสินค้าที่ต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคาเพิ่มเติม อาทิ กระดาษชำระ แชมพู ผ้าอนามัย สบู่ และน้ำปลาขวด ทั้งนี้ ประชาชนที่พบเห็นการเอาเปรียบทางการค้า สามารถแจ้งสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

🔴 กต. เร่งประสานช่วย 3 ลูกเรือไทยกลางสมรภูมิ

 

ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่ายังคงตึงเครียด แม้สหรัฐฯ จะขยายเวลาชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอิหร่านออกไปอีก 10 วัน (จนถึง 6 เมษายน) และการเจรจายังดำเนินอยู่ แต่กระทรวงฯ ยังคงย้ำเตือนให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงเร่งอพยพออกมาโดยเร็วที่สุด

 

สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือชาวไทย 3 คน บนเรือมยุรี นารี กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้กระบวนการให้ความช่วยเหลือยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

ปาณิดลยอมรับว่า การช่วยเหลือและกู้เรือในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบรุนแรง ทางการไทยจำเป็นต้องเคารพและเชื่อมั่นในกระบวนการของอิหร่านและโอมานที่รับปากว่าจะดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่

 

ส่วนการจัดการศพแรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอล ร่างของผู้เสียชีวิตจะถูกส่งกลับถึงประเทศไทยในวันนี้ (27 มีนาคม) เวลา 12.45 น. ด้วยเที่ยวบินของสายการบินแอลอัล (El Al)

 

ขณะเดียวกัน สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ยังคงติดต่อและให้ความช่วยเหลือคนไทยในอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันมียอดคนไทยที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วรวมทั้งสิ้น 1,501 คน และขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามประกาศจากทางการอย่างเคร่งครัด

The post สภาพัฒน์ยันน้ำมันดิบสำรองพอใช้ ก.พลังงานออกกฎกระทรวงบังคับผู้ค้าโชว์ราคาและสต๊อกรายวัน ด้านพาณิชย์จ่อชง ครม. เพิ่มสินค้าควบคุม 7 รายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จี้รัฐหยุดทริปดูงานแฝงเที่ยว เผย 10 ปี ผลาญงบกว่า 2.5 พันล้าน เทียบเท่าอาหารกลางวันเด็ก 10 ล้านมื้อ https://thestandard.co/thai-government-wasteful-study-trips/ Fri, 27 Mar 2026 04:04:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1191917 มานะ นิมิตรมงคล เลขาฯ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แถลงข่าวกรณีงบดูงานแฝงเที่ยว

วันนี้ (27 มีนาคม) มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านค […]

The post องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จี้รัฐหยุดทริปดูงานแฝงเที่ยว เผย 10 ปี ผลาญงบกว่า 2.5 พันล้าน เทียบเท่าอาหารกลางวันเด็ก 10 ล้านมื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มานะ นิมิตรมงคล เลขาฯ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน แถลงข่าวกรณีงบดูงานแฝงเที่ยว

วันนี้ (27 มีนาคม) มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เขียนบทความเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (Mana Nimitmongkol) ในหัวข้อหยุด ทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว โดยเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐในการจัดโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศ ซึ่งพบว่ามีมูลค่ามหาศาลและเบียดบังโอกาสในการนำงบประมาณไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นที่จำเป็นกว่า

 

มานะ ระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลผ่านระบบ ACT Ai โดยใช้คำค้นหาศึกษาดูงานต่างประเทศ พบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐทุกประเภท ทั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หน่วยราชการ ทหาร ตำรวจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจัดทริปดูงานต่างประเทศรวมกันมากถึง 928 โครงการ ใช้งบประมาณไปไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตกปีละ 250 ล้านบาท (ยกเว้นช่วงปี 2563-2565 ที่งดเดินทางเนื่องจากการระบาดของโควิด-19)

 

โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นประเทศในโซนยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ตามด้วยประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ระบบตรวจสอบยังพบข้อจำกัด เนื่องจากหลายหน่วยงานมีการเลี่ยงไปใช้ชื่อโครงการอื่น ๆ เช่น การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่, การพัฒนาศักยภาพ, หรือโครงการแลกเปลี่ยน ทำให้ไม่สามารถตรวจจับจำนวนโครงการและงบประมาณที่แท้จริงได้ทั้งหมด โดยพบว่าเคยมีบางโครงการใช้งบประมาณสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการเดินทางเพียงคณะเดียว

 

มานะ ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า หากนำงบประมาณดูงานเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท ไปเทียบกับงบอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนระดับอนุบาลถึง ป.6 ในสังกัด สพฐ. (เฉลี่ย 22-27 บาท/คน/มื้อ) จะสามารถจัดสรรอาหารกลางวันได้ถึง 10 ล้านมื้อ หรือดูแลเด็กนักเรียนได้ประมาณ 50,000 คนตลอด 1 ปีการศึกษา

 

“เราได้ยินข่าวทุจริตอาหารกลางวันเด็กมาอย่างต่อเนื่องบ้าง งบฯ ไม่พอบ้าง จึงเป็นเรื่องเสียโอกาสอย่างยิ่งหากรัฐจัดทริปดูงานโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์” มานะ กล่าว

 

กรณีที่ผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ได้ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา หลังจากถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น มานะได้แสดงความชื่นชมในความกล้าหาญที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมต่อยอดการตัดสินใจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงานให้รัดกุม เคร่งครัด เพื่อเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ

 

พร้อมระบุว่า ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่หลุดรอดสู่สาธารณะครั้งนี้ ไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen หรือพลเมืองตื่นรู้ที่ไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งทนไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงนำมาสู่การเรียกร้องให้เสาหลักของประเทศสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการใช้เงินแผ่นดิน

 

นอกจากนี้ มานะ ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่:

 

  • เนื้อหาสำคัญกว่าช่วงเวลา: ประเด็นที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่เวลาในการเดินทาง แต่คัดค้านเนื้อหา ของการดูงานที่ไปศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ สังคม และศิลปวัฒนธรรมของเมืองท่องเที่ยว ซึ่งแสดงเจตนาแอบแฝงชัดเจน หากหน่วยงานจัดทริปที่มีเนื้อหาสาระเป็นประโยชน์จริงๆ และมีเวลาพักผ่อนบ้าง สังคมย่อมรับได้
  • ต้องมีผู้รับผิดชอบ: เสียงทักท้วงเรื่องทริปดูงานมีมาหลายปี ทำอย่างไรจึงจะมั่นใจได้ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
  • ดูงานแฝงเที่ยวคือคอร์รัปชัน: การใช้เงินและเวลาของหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นการเอาเปรียบคนส่วนใหญ่และละเมิดมาตรฐานจริยธรรม การมองทริปเหล่านี้เป็นสวัสดิการ หรือ รางวัล เป็นสำนึกเก่าที่เห็นแก่ตัว และจะถูกสังคมต่อต้าน
  • มีทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า: รัฐสามารถเลือกใช้วิธีอื่นที่ประหยัดงบประมาณได้ เช่น การเชิญผู้เชี่ยวชาญบินมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์, การจัดประชุมออนไลน์, หรือการส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเพียงจำนวนหนึ่งไปศึกษาแล้วนำความรู้กลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน

The post องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จี้รัฐหยุดทริปดูงานแฝงเที่ยว เผย 10 ปี ผลาญงบกว่า 2.5 พันล้าน เทียบเท่าอาหารกลางวันเด็ก 10 ล้านมื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า https://thestandard.co/bma-command-center-disaster-ai/ Fri, 27 Mar 2026 03:31:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191905 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุง […]

The post บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเยี่ยม BMA Command Center ศูนย์รับมือภัยพิบัติด้วยระบบ AI และกล้อง 6 หมื่นตัว

วานนี้ (25 มีนาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์บริหารจัดการข้อมูลและความปลอดภัยของเมือง (BMA Command Center) เพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมืองหลวง ในวาระครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พร้อมประกาศเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากรูปแบบตั้งรับ สู่การบริหารจัดการเชิงรุก ที่ครอบคลุมและทันสมัย

 

รศ.ทวิดา กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเตือนและบทเรียนสำคัญที่ทำให้ กทม. ต้องเร่งอุดช่องโหว่และปรับปรุงระบบการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งพัฒนาองค์ประกอบสำคัญ ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ ข้อมูล และการบูรณาการ เพื่อให้ระบบความปลอดภัยของเมืองสามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

“1 ปีที่ผ่านมา เรามีบทเรียนหลายเรื่องที่ต้องแก้ไข การรำลึกเหตุการณ์ที่ดีที่สุด คือ แก้ไขสิ่งที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านั้นในวันนี้” รศ.ทวิดา กล่าวย้ำ

 

การขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของ กทม. ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ดังนี้:

 

  • พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง กทม. ได้ยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง (USAR) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จนผ่านการรับรองมาตรฐานสากลระดับ Medium ของสหประชาชาติ พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรให้เป็นหน่วย EMT (Emergency Medical Technician) ที่มีความคล่องตัวสูงในรูปแบบ Hybrid สามารถปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยมอเตอร์ไซค์ฉุกเฉินทางการแพทย์ (Motorlance) เพื่อเข้าถึงพื้นที่คับแคบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับกองทัพบก บรรจุทหารเกณฑ์ปลดประจำการเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัยรุ่นใหม่แล้ว 58 นายในปี 2568 และมีแผนขยายผลต่อเนื่องในปี 2569
  • เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ กทม. ตั้งเป้าขยายสถานีดับเพลิงเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2568-2570 พร้อมนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติ ได้แก่:

 

  • ความปลอดภัยอาคาร: ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดการสั่นสะเทือน (Seismic Sensor) ในอาคารสูงของโรงพยาบาลสังกัด กทม. ทุกแห่งภายในเดือนเมษายนนี้
  • ฐานข้อมูลความเสี่ยง: ยกระดับ BKK Risk Map ระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง (ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้พิการ) เพื่อการช่วยเหลือที่แม่นยำ
  • การจัดการน้ำท่วม: พัฒนาระบบ Digital & Smart Drainage ควบคุมประตูระบายน้ำแบบเรียลไทม์ (SCADA) ควบคู่กับระบบพยากรณ์ล่วงหน้า
  • มลพิษทางอากาศ: แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 และความร้อนเชิงรุกผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK, LINE Alert และจอ LED ทั่วเมือง พร้อมระบบคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน

 

  • บูรณาการข้อมูลและเครือข่ายความร่วมมือไร้รอยต่อ กทม. ให้ความสำคัญกับการแชร์ข้อมูล (Data Sharing) โดยทยอยนำเข้าภาพจากกล้อง CCTV ทั่วกรุงกว่า 60,000-65,000 ตัว เข้าสู่ระบบ BMA Command Center พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ด้านความปลอดภัยร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง ในพื้นที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่ม 50 ทางแยกภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดเวลาเดินทางและเพิ่มความเร็วให้รถฉุกเฉิน รวมถึงมีแผนจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping) อาสาสมัครกู้ภัยทุกหน่วยให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569
  • BMA Command Center ศูนย์บัญชาการ 24 ชั่วโมง หัวใจสำคัญของการยกระดับในครั้งนี้คือ BMA Command Center ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping) โดยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งการจราจร สภาพอากาศ ระดับน้ำ ฝุ่น PM2.5 พิกัดหน่วยฉุกเฉิน และกลุ่มเปราะบาง ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้ กทม. สามารถติดตามสถานการณ์ สั่งการ และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ ทันท่วงที ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

รศ.ทวิดา ทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาระบบของภาครัฐแล้ว ภาคประชาชนก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในระบบความปลอดภัยของเมือง โดยสถิติชี้ให้เห็นว่าเกือบ 1 ใน 3 ของเหตุเพลิงไหม้ ประชาชนสามารถช่วยควบคุมสถานการณ์ในระยะเริ่มต้นได้ กทม. จึงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและเสริมศักยภาพให้กับภาคประชาชนควบคู่กันไป เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

The post บทเรียน 1 ปีเหตุแผ่นดินไหว กทม. เปิดศูนย์ BMA Command Center คุมกล้อง 6 หมื่นตัว-ระบบ AI สั่งการรับมือภัยพิบัติล่วงหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
365 วัน บนซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น ‘ตึกสตง. แห่งใหม่’ https://thestandard.co/oag-building-collapse-anniversary/ Fri, 27 Mar 2026 01:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1191583 ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี

ในวันนี้ความวุ่นวายของรถเครนและเสียงเครื่องจักรที่เคยดั […]

The post 365 วัน บนซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น ‘ตึกสตง. แห่งใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี

ในวันนี้ความวุ่นวายของรถเครนและเสียงเครื่องจักรที่เคยดังก้องได้จางหายไป เหลือเพียงความเงียบและร่องรอยของการพยายามสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่เท่านั้น

 

แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนออกไป แต่ความไว้วางใจของประชาชนกลับยังไม่ถูกซ่อมแซมให้กลับมาเป็นดังเดิม พื้นที่ว่างเปล่าตรงนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงที่ดินผืนหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงโครงการที่ควรจะสง่างามในฐานะสัญลักษณ์ของการตรวจสอบ แต่กลับกลายเป็นเพียงบาดแผลใหญ่ของเมืองที่คอยเตือนว่า ตราบใดที่ความโปร่งใสนั้นยังไม่ปรากฏ เราก็ไม่อาจก้าวข้ามซากปรักหักพังในใจนี้ไปได้

 

ภาพชุดนี้นำมาแสดงเพื่อไม่ให้เราลืมที่จะตั้งคำถามและตรวจสอบ เพราะเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 93 ราย สูญหาย 3 ราย และบาดเจ็บอีก 8 รายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะภัยธรรมชาติที่รุนแรงเกินต้านทาน แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างที่เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงและการทุจริตในขั้นตอนการทำงาน ซึ่งความสูญเสียมหาศาลนี้ถูกแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพง

 

ในรอบปีที่ผ่านมา แม้จะมีการสรุปยอดรวมเงินเยียวยาและช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้วกว่า 129,855,093 บาท โดยเป็นการประสานพลังจากทั้งบริษัทประกันภัยภายใต้การกำกับของ คปภ. เงินช่วยเหลือจากกระทรวงมหาดไทย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงเงินบริจาคจากมูลนิธิช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มอบให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละกว่า 1 ล้านบาท ตลอดจนน้ำใจจากเพื่อนพนักงานและผู้บริหาร สตง. ที่รวบรวมเงินส่วนตัวมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น แต่เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ก็เป็นเพียงการประคับประคองชีวิตที่ยังอยู่ ไม่ใช่อุปกรณ์ซ่อมแซมใจที่แตกสลายจากการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก

 

โศกนาฏกรรมครั้งนี้นำมาสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของ สตง. ที่จะยุติโครงการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่อย่างถาวร โดยไม่มีการหาพื้นที่อื่นทดแทน และเลือกที่จะปฏิบัติงาน ณ อาคารเดิมต่อไป เพราะพื้นที่ตรงนี้เปรียบเสมือนบาดแผลที่สร้างความรู้สึกเสียใจตลอดเวลาจนไม่มีใครอยากก้าวเท้าเข้าไปอยู่อาศัยอีก พร้อมทั้งดำเนินการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อปิดฉากความฝันที่กลายเป็นฝันร้ายลงในเชิงโครงสร้าง

 

อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ว่าการ สตง. กำลังเดินหน้าเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อสั่งฟ้องเอกชนและผู้เกี่ยวข้องทั้ง 23 ราย และพร้อมจะยื่นฟ้องคดีใหม่ทันทีหากผลสอบสวนชี้ชัดว่ามีการใช้เอกสารเท็จในการก่อสร้าง

 

ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 1ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 2ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 3ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 4ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 5ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 6ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 7ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 8ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 9ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 10ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 11ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 12ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 13ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 14ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 15ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 16ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 17ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 18ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 19ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 20ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 21ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 22ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 23ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 24ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 25ภาพซากปรักหักพังและพื้นที่ว่างเปล่าของ 'ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่' หลังเหตุการณ์ถล่มครบรอบ 1 ปี 26

The post 365 วัน บนซากปรักหักพังของความเชื่อมั่น ‘ตึกสตง. แห่งใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเอสไอแจ้งคำสั่งยุติคดี ‘ธัมมชโย’ ข้อหาฟอกเงินและรับของโจร เหตุคดีขาดอายุความ https://thestandard.co/dhammachayo-money-laundering-case-statute/ Fri, 27 Mar 2026 00:43:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1191847 ภาพประกอบ: หนังสือแจ้งคำสั่งยุติคดีอาญากับพระธัมมชโยจาก DSI

วันนี้ (26 มีนาคม) มีรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อ […]

The post ดีเอสไอแจ้งคำสั่งยุติคดี ‘ธัมมชโย’ ข้อหาฟอกเงินและรับของโจร เหตุคดีขาดอายุความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: หนังสือแจ้งคำสั่งยุติคดีอาญากับพระธัมมชโยจาก DSI

วันนี้ (26 มีนาคม) มีรายงานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกหนังสือแจ้งผู้ร้องทุกข์ ถึงตามที่ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งยุติการดำเนินคดีอาญากับ พระเทพญาณมหามุนี หรืออดีตพระธัมมชโย และพวกร่วมอีก 1 ราย ในความผิดฐานฟอกเงินและรับของโจร หลังพิจารณาพบว่าคดีดังกล่าวได้ขาดอายุความลงแล้ว ส่งผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับไปตามกฎหมาย

 

สืบเนื่องจากกรณีที่ ธรรมนูญ อัตโชติ และคณะ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือ พระอธิการไชยบูลย์ ธัมมชโย และ ศศิธร โชคประสิทธิ์ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งทางดีเอสไอได้รับเรื่องไว้พิจารณาเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 กนกลดา เจริญศิริ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 27/2559 ได้ทำหนังสือแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการทางกฎหมายไปยังผู้ร้องทุกข์ โดยระบุว่า อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งยุติการดำเนินคดี กับผู้ต้องหาทั้งสองรายแล้ว

 

พนักงานอัยการให้เหตุผลในการสั่งยุติคดีว่า เนื่องจากคดีขาดอายุความ จึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องต้องระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ประกอบกับระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2563 ข้อ 48(7)

 

ทั้งนี้ การออกเอกสารแจ้งดังกล่าว เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนตามมาตรา 146 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้ผู้ร้องทุกข์ได้รับทราบคำสั่งยุติคดีของพนักงานอัยการอย่างเป็นทางการ

The post ดีเอสไอแจ้งคำสั่งยุติคดี ‘ธัมมชโย’ ข้อหาฟอกเงินและรับของโจร เหตุคดีขาดอายุความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก https://thestandard.co/lumpini-park-aerobics-trend/ Thu, 26 Mar 2026 13:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191831 ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สว […]

The post มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สวนลุมพินีเพื่อเก็บภาพปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมสุขภาพที่กำลังเป็นกระแสไวรัล เมื่อกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มารวมตัวกันออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกในช่วงเย็นอย่างเนืองแน่น

 

ภาพบรรยากาศบริเวณพื้นที่หลักอย่างลานตะวันยิ้ม (ฝั่งพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6) และ ลานสวนปาล์ม เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ที่มาร่วมเต้นแอโรบิกประกอบจังหวะดนตรีสุดมันส์และท่าเต้นที่สนุกสนาน โดยกระแสดังกล่าวได้เปลี่ยนภาพจำของการพบปะสังสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จากการออกไปปาร์ตี้ยามค่ำคืน มาเป็นการรวมตัวกันเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ แลกเปลี่ยนสังคมใหม่ๆ และสนุกไปกับการเสียเหงื่อโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสบรรยากาศการเต้นแอโรบิกภายในสวนลุมพินี สามารถเข้าร่วมได้ฟรี พิกัดหลักที่ ลานตะวันยิ้ม (ฝั่ง ร.6) และ ลานสวนปาล์ม เวลาให้บริการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 18:00 – 20:00 น. และ วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17:00 – 18:00 น.

 

หรือใครอยากพักกายพักใจก็สามารถแวะเติมแมวสวนลุมได้ฟรีอีกเช่นกัน ซึ่งน้องๆเหล่านี้ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ต้อนรับผู้ที่มาออกกำลังกายและพักผ่อนในสวนอย่างเป็นมิตร แมวที่นี่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคน และนิสัยดี บางตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์เพราะมีทาสแมวแวะเวียนมาดูแลเสมอ อีกทั้งกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเข้ามาดูแลสุขภาพแมวเป็นระยะ เช่น การส่งรักษาแมวที่ป่วยติดเชื้อรา และการทำหมันเพื่อควบคุมประชากร

 

ในยุคที่น้ำมันแพงเราขอแนะนำการเดินทางด้วยรถสาธารณะ โดยที่สะดวกที่สุดคือการใช้รถไฟฟ้า (MRT หรือ BTS) ซึ่งมีสถานีที่เชื่อมต่อกับทางเข้าสวนโดยตรง

 

รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT)

 

  • สถานีสีลม (ทางออก 1): เมื่อขึ้นมาจากสถานีจะพบทางเข้าสวนลุมพินีฝั่งพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ทันที
  • สถานีลุมพินี (ทางออก 3): จะอยู่ทางฝั่งถนนวิทยุและถนนพระราม 4 ใกล้กับลุมพินีสถาน

 

รถไฟฟ้า (BTS)

 

  • สถานีศาลาแดง (ทางออก 6): เดินผ่าน Skywalk เชื่อมมาทางแยกศาลาแดงเพื่อเข้าสู่สวนลุมพินี
  • สถานีราชดำริ (ทางออก 4): เดินต่อไปทางถนนสารสินเพื่อเข้าสวนทางฝั่งทิศเหนือ

 

รถเมล์

 

  • ฝั่งถนนพระราม 4: สาย 4, 14, 45, 47, 50, 67, 74, 76, 115, 141, 507
  • ฝั่งถนนวิทยุ: สาย 13, 17, 50, 62, 76, 505
  • ฝั่งถนนราชดำริ: สาย 14, 15, 74, 76, 77, 504, 514
  • ฝั่งถนนสารสิน: สาย 13, 76, 505

 

ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 1ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 2ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 3ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 4ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 5ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 6ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 7ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 8ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 9ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 10ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 11ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 12ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 13ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 14ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 15ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 16ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 17

 

The post มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เป็นองคมนตรี https://thestandard.co/sethaput-appointed-privy-councillor/ Thu, 26 Mar 2026 13:37:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1191800 เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี

วันนี้ (26 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง […]

The post ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เป็นองคมนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี

วันนี้ (26 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

 

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีตามประกาศ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2566 แล้วนั้น

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็น องคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งแต่ปี 2563-2568 ก่อนดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน

The post ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เป็นองคมนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบกต้นทุนไม่ไหว’ เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร ดีเดย์ 30 มี.ค. พร้อมลดราคาหากน้ำมันถูกลง https://thestandard.co/chao-phraya-boat-fares-increase-diesel/ Thu, 26 Mar 2026 12:11:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1191765 ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) […]

The post ‘แบกต้นทุนไม่ไหว’ เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร ดีเดย์ 30 มี.ค. พร้อมลดราคาหากน้ำมันถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร จนส่งผลให้ราคาหน้าสถานีบริการพุ่งไปแตะที่ระดับ 38.99 บาทต่อลิตร (ราคาส่วนกลาง) ทำให้ภาคส่วนการคมนาคมขนส่งสาธารณะเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ด้านเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ ในเส้นทางระหว่างวัดศรีบุญเรืองถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ มีความจำเป็นต้องออกประกาศแจ้งปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ โดยปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อระยะทาง ส่งผลให้ค่าโดยสารขยับจาก 11-21 บาท เป็น 13-23 บาท เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวและให้บริการต่อไปได้ในสภาวะวิกฤตต้นทุนพลังงานเช่นนี้

 

เชาวลิต อธิบายเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาทในครั้งนี้ เป็นเพียงการสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลในฐานราคา 33.01-35 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงยังต่ำกว่าราคาจำหน่ายดีเซลหน้าสถานีบริการในปัจจุบันที่พุ่งไปเกือบ 39 บาทต่อลิตรแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ เลือกใช้วิธีการ “ทยอยปรับราคาขึ้น” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้โดยสาร แทนการปรับขึ้นรวดเดียวให้ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ทางผู้ให้บริการจะทำการเฝ้าระวังและประเมินราคาน้ำมันดีเซลอย่างใกล้ชิดในกรอบระยะเวลาทุกๆ 7 วัน โดยกำหนดเกณฑ์การปรับขึ้นค่าโดยสารแบบขั้นบันได ดังนี้:

 

  • หากราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 35-37 บาท/ลิตร ติดต่อกันครบ 7 วัน จะปรับค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท
  • หากราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 37-39 บาท/ลิตร ติดต่อกันครบ 7 วัน จะปรับค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท
  • หากราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 39-41 บาท/ลิตร ติดต่อกันครบ 7 วัน จะปรับค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท

อย่างไรก็ตาม เชาวลิต ได้กล่าวยืนยันในตอนท้ายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการว่า หากในอนาคตสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวลดลง ทางเรือโดยสารคลองแสนแสบก็ยินดีและพร้อมที่จะพิจารณาปรับลดอัตราค่าโดยสารลงตามกลไกต้นทุนที่แท้จริงทันที เพื่อเป็นการดูแลและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของผู้โดยสารต่อไป

ขณะที่ นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยา (เส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการของบริษัทฯ

 

ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประกาศปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภท จำนวน 2 บาทต่อเที่ยว จากอัตราเดิม โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

 

เรือธงส้ม (ตลอดสาย) เส้นทาง นนทบุรี – วัดราชสิงขร

  • ปรับจาก 16 บาท เป็น 18 บาท

 

เรือธงเหลือง (ตลอดสาย) เส้นทาง นนทบุรี – สาทร

  • ปรับจาก 21 บาท เป็น 23 บาท

 

เรือธงเขียวเหลือง (แบ่งตามระยะทาง)

  • เส้นทาง ปากเกร็ด – นนทบุรี ปรับจาก 14 บาท เป็น 16 บาท
  • เส้นทาง นนทบุรี – สาทร ปรับจาก 21 บาท เป็น 23 บาท
  • เส้นทาง ปากเกร็ด – สาทร ปรับจาก 33 บาท เป็น 35 บาท

 

เรือธงแดง ปรับอากาศ (ตลอดสาย) เส้นทาง นนทบุรี – สาทร

  • ปรับจาก 30 บาท เป็น 32 บาท

 

นาวาตรีเจริญพร กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทได้พยายามชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารมาโดยตลอด เนื่องจากคำนึงถึงความเดือดร้อนและภาระค่าครองชีพของผู้ใช้บริการเป็นหลัก แต่จากวิกฤตราคาน้ำมันดีเซลล่าสุด ทำให้บริษัทจำต้องปรับขึ้นค่าโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สามารถรักษาสภาพคล่องและดำเนินกิจการต่อไปได้

 

ทั้งนี้ หากในอนาคตสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับตัวลดลง ทางบริษัทฯ ยืนยันว่าจะพิจารณาปรับลดอัตราค่าโดยสารลงตามกลไกต้นทุนที่แท้จริงต่อไป

 

ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 1ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 2ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 3ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 4ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 5ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 6ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 7ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 8ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 9ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 10ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 11

The post ‘แบกต้นทุนไม่ไหว’ เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร ดีเดย์ 30 มี.ค. พร้อมลดราคาหากน้ำมันถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเอสไอบูรณาการตรวจคลังน้ำมัน 35 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ลักลอบตั้งคอกน้ำมันเถื่อนกว่า 2.9 หมื่นลิตร ยันส่วนใหญ่โปร่งใส https://thestandard.co/dsi-nationwide-oil-depot-inspection/ Thu, 26 Mar 2026 10:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1191698 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน เพื่อปราบปรามน้ำมันเถื่อน

วันนี้ (26 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองปฏิบัต […]

The post ดีเอสไอบูรณาการตรวจคลังน้ำมัน 35 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ลักลอบตั้งคอกน้ำมันเถื่อนกว่า 2.9 หมื่นลิตร ยันส่วนใหญ่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน เพื่อปราบปรามน้ำมันเถื่อน

วันนี้ (26 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค บูรณาการกำลังร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันการกักตุนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคม 2569 โดยกระจายกำลังเข้าตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้าอิสระ (Jobber) ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด รวม 35 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค

 

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบทั้ง 4 ภูมิภาค มีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้:

 

  • พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 และ 2 เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันรายใหญ่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ชลบุรี พบว่าส่วนใหญ่มีระบบควบคุมสต็อกคอมพิวเตอร์ที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำความผิด โดยมีการลักลอบเปิดคอกรับซื้อน้ำมัน เถื่อน จำนวน 3 แห่ง จัดเก็บและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวมกว่า 29,000 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งขณะนี้เตรียมส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น, กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ตรวจสอบกลุ่มผู้ค้าอิสระและโรงงานผลิตเอทานอล เพื่อกำกับดูแลการกระจายน้ำมันและป้องกันการลักลอบส่งออกนอกราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบพบว่าสถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมาย มีการแสดงป้ายราคาชัดเจน และไม่พบพฤติการณ์เข้าข่ายกักตุน
  • พื้นที่ภาคเหนือ: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 และ 6 กระจายกำลังเข้าตรวจ จ.เชียงราย, ลำปาง, พิจิตร, กำแพงเพชร และตาก มุ่งเน้นการตรวจวัดปริมาณน้ำมันคงเหลือในถังเก็บ เปรียบเทียบกับระบบบัญชีรับ-จ่าย ผลการตรวจสอบไม่พบความผิดปกติหรือการฉวยโอกาสกักตุนน้ำมัน
  • พื้นที่ภาคใต้: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 8, 9 และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจเยี่ยมสถานประกอบการใน จ.สงขลา, สุราษฎร์ธานี และปัตตานี เพื่อติดตามราคาน้ำมันหน้าคลังให้เป็นไปตามประกาศ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะในการวางยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีการใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติควบคู่กับการตรวจเชิงลึก

 

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อตรวจสอบและกำกับดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และป้องกันการกระทำความผิดที่อาจบ่อนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในสภาวะวิกฤต

The post ดีเอสไอบูรณาการตรวจคลังน้ำมัน 35 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ลักลอบตั้งคอกน้ำมันเถื่อนกว่า 2.9 หมื่นลิตร ยันส่วนใหญ่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.116 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ชุมนุมไล่ คสช. ปี 61 เป็นสิทธิตาม รธน. สั่งปรับเพียงคนละ 200 บาท https://thestandard.co/pro-election-group-116-case-dismissed/ Thu, 26 Mar 2026 09:41:28 +0000 https://thestandard.co/pro-election-group-116-case-dismissed/ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุมนุมประท้วงบริเวณศาลอาญา

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้ออกน […]

The post ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.116 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ชุมนุมไล่ คสช. ปี 61 เป็นสิทธิตาม รธน. สั่งปรับเพียงคนละ 200 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุมนุมประท้วงบริเวณศาลอาญา

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1308/2562 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง รวม 18 คน ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ยุยงปลุกปั่นก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

 

คดีนี้สืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง และต่อต้านการสืบทอดอำนาจเนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

สำหรับจำเลยในคดีนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญทางการเมืองและนักกิจกรรมหลายราย อาทิ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว), เอกชัย หงส์กังวาน, อานนท์ นำภา, ณัฏฐา มหัทธนา (โบว์), ปิยรัฐ จงเทพ (โตโต้) สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ชลธิชา แจ้งเร็ว (ลูกเกด) อดีต สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน รวมทั้งหมด 18 คน ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวชั่วคราว ยกเว้นอานนท์ นำภา และเอกชัย หงส์กังวาน

 

ในช่วงเช้าเวลา 11.00 น. ทนายความของ ประจิณ ฐานังกรณ์ (จำเลยที่ 9) และ วิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์ (จำเลยที่ 14) ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีอาการป่วยหนัก อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลานานพอสมควร จึงมีคำสั่งให้พาตัวจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษาในเวลา 14.00 น. โดยให้นอนพักบนเตียงบริเวณห้องควบคุมเนื่องจากมีภาวะความดันโลหิต

 

ส่วนกรณีของ พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ (จำเลยที่ 15) ซึ่งได้เสียชีวิตลงแล้วนั้น ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทำให้เหลือจำเลยที่เข้าฟังคำพิพากษาจำนวน 17 คน

 

ต่อมาในเวลา 14.00 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษา โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มจำเลยเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้

 

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมมีเจตนาเพียงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ในขณะนั้นจัดการเลือกตั้งทั่วไป และมิให้บริหารประเทศต่อไป โดยมีการขออนุญาตชุมนุมอย่างถูกต้อง ไม่มีเจตนาพิเศษที่จะสร้างความรุนแรง ยุยงให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง หรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง อีกทั้งไม่ใช่ลักษณะของม็อบจัดตั้งที่มีการเกณฑ์คนมาร่วมชุมนุม

 

ส่วนประเด็นปัญหาการจราจรติดขัดนั้น ศาลเห็นว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นบนพื้นผิวการจราจรเอง เพื่อความเป็นระเบียบและอำนวยความสะดวกในการสัญจร พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ได้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ศาลจึงมีคำพิพากษา ให้ปรับจำเลยทั้ง 17 คน คนละ 200 บาท

The post ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.116 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ชุมนุมไล่ คสช. ปี 61 เป็นสิทธิตาม รธน. สั่งปรับเพียงคนละ 200 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ติดอันดับ 4 โลก เจอไฟป่ากว่า 100 จุด-ภูมิประเทศแอ่งกระทะกักฝุ่นพิษ https://thestandard.co/chiang-mai-pm25-air-pollution-crisis/ Thu, 26 Mar 2026 09:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1191689 ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ติดอันดับ 4 โลก เจอไฟป่ากว่า 100 จุด-ภูมิประเทศแอ่งกระทะกักฝุ่นพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์และเก็บภาพบรรยากาศปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าสถานการณ์มลพิษทางอากาศยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พุ่งสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่

 

จากการตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ IQAir เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา พบว่า

 

  • พื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่: ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ (US AQI) ได้ที่ระดับ 160 ส่งผลให้เชียงใหม่พุ่งทะยานขึ้นรั้งอันดับ 4 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก
  • อำเภอหางดง: ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ (US AQI) ได้ที่ระดับ 162 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกคน

 

สำหรับต้นตอสำคัญของวิกฤตฝุ่นควันในครั้งนี้ คาดว่ามาจากสถานการณ์ไฟป่าที่ยังคงปะทุและลุกลามอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ โดยรายงานการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ล่าสุดในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนมากกว่า 100 จุด กระจายตัวอยู่ในหลายอำเภอหลัก อาทิ อำเภอเชียงดาว, อำเภอแม่แตง และอำเภอแม่วาง

 

นอกจากนี้ ด้วยลักษณะทางภูมิประเทศของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นแอ่งกระทะ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ยิ่งกลายเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่ทำให้กลุ่มควันและเถ้าถ่านจากไฟป่าถูกกักเก็บและสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ประกอบกับสภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ทำได้ยาก ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงลอยตัวขังอยู่ในระดับที่สูง

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เนื่องจากตราบใดที่ยังคงมีการลักลอบเผาและพบจุดความร้อนในหลายพื้นที่ ปัญหาฝุ่นมลพิษก็มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและสร้างผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนต่อไปในระยะนี้

 

ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 1ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 2ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 3ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 4ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 5

The post เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ติดอันดับ 4 โลก เจอไฟป่ากว่า 100 จุด-ภูมิประเทศแอ่งกระทะกักฝุ่นพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. โชว์ผลงานปราบยาเสพติดรอบ 6 เดือน ยึดยาบ้าเฉียด 700 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 5.8 พันล้านบาท https://thestandard.co/police-drug-bust-assets/ Thu, 26 Mar 2026 09:38:26 +0000 https://thestandard.co/police-drug-bust-assets/ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด […]

The post ผบ.ตร. โชว์ผลงานปราบยาเสพติดรอบ 6 เดือน ยึดยาบ้าเฉียด 700 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 5.8 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบ 6 เดือน (1 ตุลาคม 2568 – 25 มีนาคม 2569) เพื่อแสดงจุดยืนในการบูรณาการปราบปรามยาเสพติดอย่างถอนรากถอนโคน

 

การปฏิบัติงานในห้วง 6 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตัดต้นทาง–ตัดเส้นทาง–ตัดปลายทาง ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้มากถึง 145,541 คดี โดยสามารถยึดของกลางลอตใหญ่ได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย:

 

  • ยาบ้า: 693,452,982 เม็ด
  • ไอซ์: 22,802.39 กิโลกรัม
  • คีตามีนและเฮโรอีน: รวมกว่า 4,400 กิโลกรัม
  • ยาอี: 268,105 เม็ด

 

นอกจากนี้ ยังสามารถขยายผลติดตามอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของเครือข่ายต่างๆ ได้รวมมูลค่ากว่า 5,851 ล้านบาท

 

พื้นที่แนวชายแดนและเส้นทางลำเลียงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวัง โดยตำรวจภูธรภาค 5 (ภ.5) และตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้สกัดกั้นยาเสพติดไว้ได้จำนวนมาก รวมถึงยาบ้ารวมกว่า 278 ล้านเม็ด

 

ซึ่งสอดคล้องกับผลงานการสกัดกั้นของ บช.ปส. ที่มีคดีสำคัญเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.) สามารถรวบขบวนการขนยาเสพติดจากจังหวัดเชียงรายลงสู่พื้นที่ภาคกลางได้ที่ปั๊มน้ำมันใน อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์

 

คดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด ซึ่งคนร้ายใช้วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแยบยล ด้วยการนำยาเสพติดไปซุกซ่อนไว้ภายในถังแก๊สที่ถูกดัดแปลงและเชื่อมปิดทับจำนวน 11 ถัง บรรทุกมาบริเวณท้ายรถกระบะ

 

นอกจากการสกัดกั้นตามเส้นทางแล้ว การปราบปรามในพื้นที่ตอนในและการสกัดกั้นการส่งออกข้ามชาติก็ดำเนินการอย่างรัดกุม ทางด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สามารถจับกุมคดีข้อหาร้ายแรงได้ถึง 3,656 คดี พร้อมขยายผลดำเนินคดีฐานสมคบคิดฯ และฟอกเงินอีกกว่า 200 คดี

 

โดยมีคดีไฮไลต์สำคัญที่ สน.พระโขนง ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับผู้ต้องหา 2 ราย ขณะกำลังเตรียมส่งออกเฮโรอีน 11 กิโลกรัม และคีตามีน 5 กิโลกรัม ไปยังประเทศฮ่องกง โดยใช้วิธีแพ็กซุกซ่อนเข้าไปในซองก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป บรรจุกล่องเตรียมส่งออก

 

ในตอนท้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้กล่าวย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ การแถลงผลงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้า กดดันทุกมิติ ทั้งการสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยรักษามาตรฐานการทำงานอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และยึดกฎหมายเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเครือข่ายยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 1พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 2พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 3พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 4พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 5พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 6พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 7พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 8พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 9พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 10

The post ผบ.ตร. โชว์ผลงานปราบยาเสพติดรอบ 6 เดือน ยึดยาบ้าเฉียด 700 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 5.8 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนจากประชาชนย่านตลาดคลองเตย ในวันที่ราคาต้นทุน สวนทางกับรายได้ https://thestandard.co/klong-toey-cost-living-crisis/ Thu, 26 Mar 2026 09:36:00 +0000 https://thestandard.co/klong-toey-cost-living-crisis/ ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

วันนี้ (26 มีนาคม) การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซ […]

The post เสียงสะท้อนจากประชาชนย่านตลาดคลองเตย ในวันที่ราคาต้นทุน สวนทางกับรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

วันนี้ (26 มีนาคม) การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซินรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลายเป็นสิ่งที่มากระทบกับค่าครองชีพ แม้จะมีการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันมาก่อนหน้านี้

 

ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจความรู้สึกของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยย่านตลาดคลองเตย พบว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลายคนสะท้อนความผิดหวังต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ขณะที่ร้านค้าบางแห่งเริ่มขยับราคาสินค้าล่วงหน้า โดยมีการติดป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางยี่ห้อในวันที่ 28 มีนาคมนี้แล้ว

 

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหน้าด่านอย่าง วินจักรยานยนต์รับจ้าง เปิดเผยว่า ทันทีที่เห็นข่าวการปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร รู้สึกแย่ เพราะจากเดิมที่เคยเติมน้ำมันเต็มถังในราคาประมาณ 100 บาท ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 140-150 บาท แต่ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะหากขยับราคาอาจจะทำให้ไม่มีผู้โดยสาร

 

ในส่วนของร้านค้าปลีก-ส่ง พบว่า มีการปรับราคาสินค้ารายวัน โดยเฉพาะสินค้าพื้นฐานอย่าง ไข่ไก่ พลาสติก และน้ำดื่ม ที่ราคาบวกเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำดื่มแพ็คละ 3-5 บาท ทำให้ผู้บริโภคที่ถือเงินมาเท่าเดิมอาจได้รับของน้อยลง

พ่อค้าปลีกรายหนึ่งเล่าให้กับทีมข่าวฟังว่า ตนเป็นพ่อค้าคนกลาง ซึ่งร้านถุงพลาสติก น้ำมัน แจ้งกับทางร้านว่าต้นทุนเพิ่ม เช่นเดียวกับสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมัน เช่น ไข่ไก่ และข้าวสาร โดยแจ้งว่าต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้จำเป็นต้องบวกเพิ่ม ในฐานะพ่อค้าคนกลางเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปรับขึ้นราคาตามต้นทุน ทำให้รู้สึกสงสารลูกค้าซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้ผลกระทบมากกว่า

 

นอกจากนี้ทีมข่าวยังเริ่มเห็นสัญญาณการขาดแคลนหรือการกักตุนสินค้าในบางจุด โดยร้านสะดวกซื้อบางแห่งเริ่มประกาศจำกัดจำนวนการซื้อน้ำมันปาล์มไม่เกิน 6 ขวดต่อใบเสร็จ เพื่อกระจายสินค้าให้ทั่วถึง

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตเรายังได้เห็นการช่วยแบกรับต้นทุนจากพ่อค้าข้าวแกง ร้านอาหารตามสั่งบางแห่ง ยังคงยึดราคาขายแกงถุงละ 10 บาท ข้าวถุงละ 5 บาท มานานกว่า 10 ปี

 

โดยพ่อค้าขายแกงรายหนึ่ง ระบุว่า แม้ต้นทุนวัตถุดิบและก๊าซหุงต้มจะขยับขึ้น จนกำไรหดเหลือเพียงวันละ 400-500 บาท แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่ปรับราคาขึ้นตาม เพราะกลัวไม่มีคนซื้อ เนื่องจากปัจจุบันก็ซบเซ้าอยู่แล้ว และกลุ่มลูกค้าหลักคือ แรงงาน แม่บ้าน และ รปภ. ที่หาเช้ากินค่ำเหมือนกัน

 

ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 1ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 2ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 3ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 4ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 5ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 6ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 7ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 8ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 9ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 10ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 11ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 12ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 13ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 14

The post เสียงสะท้อนจากประชาชนย่านตลาดคลองเตย ในวันที่ราคาต้นทุน สวนทางกับรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>