Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 13:45:38 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก https://thestandard.co/lumpini-park-aerobics-trend/ Thu, 26 Mar 2026 13:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1191831 ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สว […]

The post มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สวนลุมพินีเพื่อเก็บภาพปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมสุขภาพที่กำลังเป็นกระแสไวรัล เมื่อกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มารวมตัวกันออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกในช่วงเย็นอย่างเนืองแน่น

 

ภาพบรรยากาศบริเวณพื้นที่หลักอย่างลานตะวันยิ้ม (ฝั่งพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6) และ ลานสวนปาล์ม เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก ที่มาร่วมเต้นแอโรบิกประกอบจังหวะดนตรีสุดมันส์และท่าเต้นที่สนุกสนาน โดยกระแสดังกล่าวได้เปลี่ยนภาพจำของการพบปะสังสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จากการออกไปปาร์ตี้ยามค่ำคืน มาเป็นการรวมตัวกันเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ แลกเปลี่ยนสังคมใหม่ๆ และสนุกไปกับการเสียเหงื่อโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสบรรยากาศการเต้นแอโรบิกภายในสวนลุมพินี สามารถเข้าร่วมได้ฟรี พิกัดหลักที่ ลานตะวันยิ้ม (ฝั่ง ร.6) และ ลานสวนปาล์ม เวลาให้บริการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 18:00 – 20:00 น. และ วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 17:00 – 18:00 น.

 

หรือใครอยากพักกายพักใจก็สามารถแวะเติมแมวสวนลุมได้ฟรีอีกเช่นกัน ซึ่งน้องๆเหล่านี้ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ต้อนรับผู้ที่มาออกกำลังกายและพักผ่อนในสวนอย่างเป็นมิตร แมวที่นี่ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคน และนิสัยดี บางตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์เพราะมีทาสแมวแวะเวียนมาดูแลเสมอ อีกทั้งกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเข้ามาดูแลสุขภาพแมวเป็นระยะ เช่น การส่งรักษาแมวที่ป่วยติดเชื้อรา และการทำหมันเพื่อควบคุมประชากร

 

ในยุคที่น้ำมันแพงเราขอแนะนำการเดินทางด้วยรถสาธารณะ โดยที่สะดวกที่สุดคือการใช้รถไฟฟ้า (MRT หรือ BTS) ซึ่งมีสถานีที่เชื่อมต่อกับทางเข้าสวนโดยตรง

 

รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT)

 

  • สถานีสีลม (ทางออก 1): เมื่อขึ้นมาจากสถานีจะพบทางเข้าสวนลุมพินีฝั่งพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ทันที
  • สถานีลุมพินี (ทางออก 3): จะอยู่ทางฝั่งถนนวิทยุและถนนพระราม 4 ใกล้กับลุมพินีสถาน

 

รถไฟฟ้า (BTS)

 

  • สถานีศาลาแดง (ทางออก 6): เดินผ่าน Skywalk เชื่อมมาทางแยกศาลาแดงเพื่อเข้าสู่สวนลุมพินี
  • สถานีราชดำริ (ทางออก 4): เดินต่อไปทางถนนสารสินเพื่อเข้าสวนทางฝั่งทิศเหนือ

 

รถเมล์

 

  • ฝั่งถนนพระราม 4: สาย 4, 14, 45, 47, 50, 67, 74, 76, 115, 141, 507
  • ฝั่งถนนวิทยุ: สาย 13, 17, 50, 62, 76, 505
  • ฝั่งถนนราชดำริ: สาย 14, 15, 74, 76, 77, 504, 514
  • ฝั่งถนนสารสิน: สาย 13, 76, 505

 

ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 1ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 2ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 3ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 4ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 5ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 6ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 7ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 8ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 9ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 10ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 11ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 12ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 13ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 14ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 15ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 16ภาพมุมกว้างของผู้คนจำนวนมากกำลังเต้นแอโรบิกอย่างสนุกสนานที่สวนลุมพินี 17

 

The post มาสวนลุมไม่ต้องตกใจ หากพบคนไทยจำนวนมากเต้นแอโรบิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เป็นองคมนตรี https://thestandard.co/sethaput-appointed-privy-councillor/ Thu, 26 Mar 2026 13:37:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1191800 เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี

วันนี้ (26 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง […]

The post ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เป็นองคมนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรี

วันนี้ (26 มีนาคม) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง แต่งตั้งองคมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

 

ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรีตามประกาศ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2566 แล้วนั้น

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็น องคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

 

ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งแต่ปี 2563-2568 ก่อนดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงานพระคลังข้างที่ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน

The post ราชกิจจานุเบกษาประกาศแต่งตั้ง ‘เศรษฐพุฒิ’ อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ เป็นองคมนตรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แบกต้นทุนไม่ไหว’ เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร ดีเดย์ 30 มี.ค. พร้อมลดราคาหากน้ำมันถูกลง https://thestandard.co/chao-phraya-boat-fares-increase-diesel/ Thu, 26 Mar 2026 12:11:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1191765 ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) […]

The post ‘แบกต้นทุนไม่ไหว’ เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร ดีเดย์ 30 มี.ค. พร้อมลดราคาหากน้ำมันถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร จนส่งผลให้ราคาหน้าสถานีบริการพุ่งไปแตะที่ระดับ 38.99 บาทต่อลิตร (ราคาส่วนกลาง) ทำให้ภาคส่วนการคมนาคมขนส่งสาธารณะเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ด้านเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารคลองแสนแสบ ในเส้นทางระหว่างวัดศรีบุญเรืองถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เปิดเผยว่า ทางบริษัทฯ มีความจำเป็นต้องออกประกาศแจ้งปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ โดยปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อระยะทาง ส่งผลให้ค่าโดยสารขยับจาก 11-21 บาท เป็น 13-23 บาท เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวและให้บริการต่อไปได้ในสภาวะวิกฤตต้นทุนพลังงานเช่นนี้

 

เชาวลิต อธิบายเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 บาทในครั้งนี้ เป็นเพียงการสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลในฐานราคา 33.01-35 บาทต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงยังต่ำกว่าราคาจำหน่ายดีเซลหน้าสถานีบริการในปัจจุบันที่พุ่งไปเกือบ 39 บาทต่อลิตรแล้ว อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ เลือกใช้วิธีการ “ทยอยปรับราคาขึ้น” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อผู้โดยสาร แทนการปรับขึ้นรวดเดียวให้ครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด

 

ทั้งนี้ ทางผู้ให้บริการจะทำการเฝ้าระวังและประเมินราคาน้ำมันดีเซลอย่างใกล้ชิดในกรอบระยะเวลาทุกๆ 7 วัน โดยกำหนดเกณฑ์การปรับขึ้นค่าโดยสารแบบขั้นบันได ดังนี้:

 

  • หากราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 35-37 บาท/ลิตร ติดต่อกันครบ 7 วัน จะปรับค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท
  • หากราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 37-39 บาท/ลิตร ติดต่อกันครบ 7 วัน จะปรับค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท
  • หากราคาดีเซลขยับไปอยู่ที่ 39-41 บาท/ลิตร ติดต่อกันครบ 7 วัน จะปรับค่าโดยสารเพิ่มอีก 1 บาท

อย่างไรก็ตาม เชาวลิต ได้กล่าวยืนยันในตอนท้ายเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนผู้ใช้บริการว่า หากในอนาคตสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลมีการปรับตัวลดลง ทางเรือโดยสารคลองแสนแสบก็ยินดีและพร้อมที่จะพิจารณาปรับลดอัตราค่าโดยสารลงตามกลไกต้นทุนที่แท้จริงทันที เพื่อเป็นการดูแลและแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของผู้โดยสารต่อไป

ขณะที่ นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยา (เส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขร) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการให้บริการของบริษัทฯ

 

ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประกาศปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภท จำนวน 2 บาทต่อเที่ยว จากอัตราเดิม โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

 

เรือธงส้ม (ตลอดสาย) เส้นทาง นนทบุรี – วัดราชสิงขร

  • ปรับจาก 16 บาท เป็น 18 บาท

 

เรือธงเหลือง (ตลอดสาย) เส้นทาง นนทบุรี – สาทร

  • ปรับจาก 21 บาท เป็น 23 บาท

 

เรือธงเขียวเหลือง (แบ่งตามระยะทาง)

  • เส้นทาง ปากเกร็ด – นนทบุรี ปรับจาก 14 บาท เป็น 16 บาท
  • เส้นทาง นนทบุรี – สาทร ปรับจาก 21 บาท เป็น 23 บาท
  • เส้นทาง ปากเกร็ด – สาทร ปรับจาก 33 บาท เป็น 35 บาท

 

เรือธงแดง ปรับอากาศ (ตลอดสาย) เส้นทาง นนทบุรี – สาทร

  • ปรับจาก 30 บาท เป็น 32 บาท

 

นาวาตรีเจริญพร กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทได้พยายามชะลอการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารมาโดยตลอด เนื่องจากคำนึงถึงความเดือดร้อนและภาระค่าครองชีพของผู้ใช้บริการเป็นหลัก แต่จากวิกฤตราคาน้ำมันดีเซลล่าสุด ทำให้บริษัทจำต้องปรับขึ้นค่าโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้สามารถรักษาสภาพคล่องและดำเนินกิจการต่อไปได้

 

ทั้งนี้ หากในอนาคตสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับตัวลดลง ทางบริษัทฯ ยืนยันว่าจะพิจารณาปรับลดอัตราค่าโดยสารลงตามกลไกต้นทุนที่แท้จริงต่อไป

 

ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 1ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 2ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 3ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 4ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 5ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 6ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 7ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 8ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 9ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 10ภาพเรือด่วนเจ้าพระยากำลังแล่นอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา 11

The post ‘แบกต้นทุนไม่ไหว’ เรือคลองแสนแสบ-เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นค่าโดยสาร ดีเดย์ 30 มี.ค. พร้อมลดราคาหากน้ำมันถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเอสไอบูรณาการตรวจคลังน้ำมัน 35 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ลักลอบตั้งคอกน้ำมันเถื่อนกว่า 2.9 หมื่นลิตร ยันส่วนใหญ่โปร่งใส https://thestandard.co/dsi-nationwide-oil-depot-inspection/ Thu, 26 Mar 2026 10:02:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1191698 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน เพื่อปราบปรามน้ำมันเถื่อน

วันนี้ (26 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองปฏิบัต […]

The post ดีเอสไอบูรณาการตรวจคลังน้ำมัน 35 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ลักลอบตั้งคอกน้ำมันเถื่อนกว่า 2.9 หมื่นลิตร ยันส่วนใหญ่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน เพื่อปราบปรามน้ำมันเถื่อน

วันนี้ (26 มีนาคม) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค บูรณาการกำลังร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันการกักตุนและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 มีนาคม 2569 โดยกระจายกำลังเข้าตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้าอิสระ (Jobber) ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด รวม 35 จุดหมายทั่วทุกภูมิภาค

 

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบทั้ง 4 ภูมิภาค มีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ดังนี้:

 

  • พื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 1 และ 2 เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันรายใหญ่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ชลบุรี พบว่าส่วนใหญ่มีระบบควบคุมสต็อกคอมพิวเตอร์ที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ จ.สระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำความผิด โดยมีการลักลอบเปิดคอกรับซื้อน้ำมัน เถื่อน จำนวน 3 แห่ง จัดเก็บและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวมกว่า 29,000 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งขณะนี้เตรียมส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย
  • พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 4 ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น, กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด ตรวจสอบกลุ่มผู้ค้าอิสระและโรงงานผลิตเอทานอล เพื่อกำกับดูแลการกระจายน้ำมันและป้องกันการลักลอบส่งออกนอกราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบพบว่าสถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมาย มีการแสดงป้ายราคาชัดเจน และไม่พบพฤติการณ์เข้าข่ายกักตุน
  • พื้นที่ภาคเหนือ: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 และ 6 กระจายกำลังเข้าตรวจ จ.เชียงราย, ลำปาง, พิจิตร, กำแพงเพชร และตาก มุ่งเน้นการตรวจวัดปริมาณน้ำมันคงเหลือในถังเก็บ เปรียบเทียบกับระบบบัญชีรับ-จ่าย ผลการตรวจสอบไม่พบความผิดปกติหรือการฉวยโอกาสกักตุนน้ำมัน
  • พื้นที่ภาคใต้: ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 8, 9 และศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตรวจเยี่ยมสถานประกอบการใน จ.สงขลา, สุราษฎร์ธานี และปัตตานี เพื่อติดตามราคาน้ำมันหน้าคลังให้เป็นไปตามประกาศ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะในการวางยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีการใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติควบคู่กับการตรวจเชิงลึก

 

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยืนยันว่าจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อตรวจสอบและกำกับดูแลการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกระจายน้ำมันเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และป้องกันการกระทำความผิดที่อาจบ่อนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในสภาวะวิกฤต

The post ดีเอสไอบูรณาการตรวจคลังน้ำมัน 35 จุดทั่วประเทศ รวบผู้ลักลอบตั้งคอกน้ำมันเถื่อนกว่า 2.9 หมื่นลิตร ยันส่วนใหญ่โปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.116 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ชุมนุมไล่ คสช. ปี 61 เป็นสิทธิตาม รธน. สั่งปรับเพียงคนละ 200 บาท https://thestandard.co/pro-election-group-116-case-dismissed/ Thu, 26 Mar 2026 09:41:28 +0000 https://thestandard.co/pro-election-group-116-case-dismissed/ กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุมนุมประท้วงบริเวณศาลอาญา

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้ออกน […]

The post ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.116 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ชุมนุมไล่ คสช. ปี 61 เป็นสิทธิตาม รธน. สั่งปรับเพียงคนละ 200 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชุมนุมประท้วงบริเวณศาลอาญา

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1308/2562 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง รวม 18 คน ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ยุยงปลุกปั่นก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

 

คดีนี้สืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21-22 พฤษภาคม 2561 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้ง และต่อต้านการสืบทอดอำนาจเนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

สำหรับจำเลยในคดีนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญทางการเมืองและนักกิจกรรมหลายราย อาทิ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ (จ่านิว), เอกชัย หงส์กังวาน, อานนท์ นำภา, ณัฏฐา มหัทธนา (โบว์), ปิยรัฐ จงเทพ (โตโต้) สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, ชลธิชา แจ้งเร็ว (ลูกเกด) อดีต สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน รวมทั้งหมด 18 คน ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัวชั่วคราว ยกเว้นอานนท์ นำภา และเอกชัย หงส์กังวาน

 

ในช่วงเช้าเวลา 11.00 น. ทนายความของ ประจิณ ฐานังกรณ์ (จำเลยที่ 9) และ วิเศษณ์ สังขวิศิษฏ์ (จำเลยที่ 14) ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนฟังคำพิพากษา เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีอาการป่วยหนัก อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลานานพอสมควร จึงมีคำสั่งให้พาตัวจำเลยทั้งสองมาฟังคำพิพากษาในเวลา 14.00 น. โดยให้นอนพักบนเตียงบริเวณห้องควบคุมเนื่องจากมีภาวะความดันโลหิต

 

ส่วนกรณีของ พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์ (จำเลยที่ 15) ซึ่งได้เสียชีวิตลงแล้วนั้น ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทำให้เหลือจำเลยที่เข้าฟังคำพิพากษาจำนวน 17 คน

 

ต่อมาในเวลา 14.00 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษา โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่มจำเลยเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้

 

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมมีเจตนาเพียงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ในขณะนั้นจัดการเลือกตั้งทั่วไป และมิให้บริหารประเทศต่อไป โดยมีการขออนุญาตชุมนุมอย่างถูกต้อง ไม่มีเจตนาพิเศษที่จะสร้างความรุนแรง ยุยงให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง หรือก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง อีกทั้งไม่ใช่ลักษณะของม็อบจัดตั้งที่มีการเกณฑ์คนมาร่วมชุมนุม

 

ส่วนประเด็นปัญหาการจราจรติดขัดนั้น ศาลเห็นว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นบนพื้นผิวการจราจรเอง เพื่อความเป็นระเบียบและอำนวยความสะดวกในการสัญจร พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ได้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง ศาลจึงมีคำพิพากษา ให้ปรับจำเลยทั้ง 17 คน คนละ 200 บาท

The post ศาลอาญายกฟ้องคดี ม.116 กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ชี้ชุมนุมไล่ คสช. ปี 61 เป็นสิทธิตาม รธน. สั่งปรับเพียงคนละ 200 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ติดอันดับ 4 โลก เจอไฟป่ากว่า 100 จุด-ภูมิประเทศแอ่งกระทะกักฝุ่นพิษ https://thestandard.co/chiang-mai-pm25-air-pollution-crisis/ Thu, 26 Mar 2026 09:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1191689 ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำ […]

The post เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ติดอันดับ 4 โลก เจอไฟป่ากว่า 100 จุด-ภูมิประเทศแอ่งกระทะกักฝุ่นพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์และเก็บภาพบรรยากาศปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าสถานการณ์มลพิษทางอากาศยังคงอยู่ในขั้นวิกฤต โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) พุ่งสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่

 

จากการตรวจสอบข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ IQAir เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา พบว่า

 

  • พื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่: ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ (US AQI) ได้ที่ระดับ 160 ส่งผลให้เชียงใหม่พุ่งทะยานขึ้นรั้งอันดับ 4 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก
  • อำเภอหางดง: ตรวจวัดค่าคุณภาพอากาศ (US AQI) ได้ที่ระดับ 162 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์สีแดงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทุกคน

 

สำหรับต้นตอสำคัญของวิกฤตฝุ่นควันในครั้งนี้ คาดว่ามาจากสถานการณ์ไฟป่าที่ยังคงปะทุและลุกลามอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ โดยรายงานการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ล่าสุดในจังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวนมากกว่า 100 จุด กระจายตัวอยู่ในหลายอำเภอหลัก อาทิ อำเภอเชียงดาว, อำเภอแม่แตง และอำเภอแม่วาง

 

นอกจากนี้ ด้วยลักษณะทางภูมิประเทศของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นแอ่งกระทะ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ยิ่งกลายเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่ทำให้กลุ่มควันและเถ้าถ่านจากไฟป่าถูกกักเก็บและสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ประกอบกับสภาพอากาศที่ปิดและการระบายอากาศที่ทำได้ยาก ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงลอยตัวขังอยู่ในระดับที่สูง

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เนื่องจากตราบใดที่ยังคงมีการลักลอบเผาและพบจุดความร้อนในหลายพื้นที่ ปัญหาฝุ่นมลพิษก็มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อและสร้างผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชนต่อไปในระยะนี้

 

ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 1ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 2ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 3ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 4ภาพสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ปกคลุมเมืองเชียงใหม่ที่วิกฤตหนัก 5

The post เชียงใหม่วิกฤตฝุ่น PM2.5 ติดอันดับ 4 โลก เจอไฟป่ากว่า 100 จุด-ภูมิประเทศแอ่งกระทะกักฝุ่นพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. โชว์ผลงานปราบยาเสพติดรอบ 6 เดือน ยึดยาบ้าเฉียด 700 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 5.8 พันล้านบาท https://thestandard.co/police-drug-bust-assets/ Thu, 26 Mar 2026 09:38:26 +0000 https://thestandard.co/police-drug-bust-assets/ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด […]

The post ผบ.ตร. โชว์ผลงานปราบยาเสพติดรอบ 6 เดือน ยึดยาบ้าเฉียด 700 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 5.8 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติงานปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในรอบ 6 เดือน (1 ตุลาคม 2568 – 25 มีนาคม 2569) เพื่อแสดงจุดยืนในการบูรณาการปราบปรามยาเสพติดอย่างถอนรากถอนโคน

 

การปฏิบัติงานในห้วง 6 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตัดต้นทาง–ตัดเส้นทาง–ตัดปลายทาง ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้มากถึง 145,541 คดี โดยสามารถยึดของกลางลอตใหญ่ได้เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย:

 

  • ยาบ้า: 693,452,982 เม็ด
  • ไอซ์: 22,802.39 กิโลกรัม
  • คีตามีนและเฮโรอีน: รวมกว่า 4,400 กิโลกรัม
  • ยาอี: 268,105 เม็ด

 

นอกจากนี้ ยังสามารถขยายผลติดตามอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของเครือข่ายต่างๆ ได้รวมมูลค่ากว่า 5,851 ล้านบาท

 

พื้นที่แนวชายแดนและเส้นทางลำเลียงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวัง โดยตำรวจภูธรภาค 5 (ภ.5) และตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) ได้สกัดกั้นยาเสพติดไว้ได้จำนวนมาก รวมถึงยาบ้ารวมกว่า 278 ล้านเม็ด

 

ซึ่งสอดคล้องกับผลงานการสกัดกั้นของ บช.ปส. ที่มีคดีสำคัญเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยกองบังคับการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติด (บก.สกส.) สามารถรวบขบวนการขนยาเสพติดจากจังหวัดเชียงรายลงสู่พื้นที่ภาคกลางได้ที่ปั๊มน้ำมันใน อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์

 

คดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย พร้อมตรวจยึดยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด ซึ่งคนร้ายใช้วิธีการตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแยบยล ด้วยการนำยาเสพติดไปซุกซ่อนไว้ภายในถังแก๊สที่ถูกดัดแปลงและเชื่อมปิดทับจำนวน 11 ถัง บรรทุกมาบริเวณท้ายรถกระบะ

 

นอกจากการสกัดกั้นตามเส้นทางแล้ว การปราบปรามในพื้นที่ตอนในและการสกัดกั้นการส่งออกข้ามชาติก็ดำเนินการอย่างรัดกุม ทางด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สามารถจับกุมคดีข้อหาร้ายแรงได้ถึง 3,656 คดี พร้อมขยายผลดำเนินคดีฐานสมคบคิดฯ และฟอกเงินอีกกว่า 200 คดี

 

โดยมีคดีไฮไลต์สำคัญที่ สน.พระโขนง ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับผู้ต้องหา 2 ราย ขณะกำลังเตรียมส่งออกเฮโรอีน 11 กิโลกรัม และคีตามีน 5 กิโลกรัม ไปยังประเทศฮ่องกง โดยใช้วิธีแพ็กซุกซ่อนเข้าไปในซองก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป บรรจุกล่องเตรียมส่งออก

 

ในตอนท้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้กล่าวย้ำว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ การแถลงผลงานในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้า กดดันทุกมิติ ทั้งการสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยรักษามาตรฐานการทำงานอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และยึดกฎหมายเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเครือข่ายยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลจะถูกเก็บเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 1พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 2พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 3พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 4พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 5พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 6พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 7พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 8พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 9พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามยาเสพติด พร้อมของกลางจำนวนมาก 10

The post ผบ.ตร. โชว์ผลงานปราบยาเสพติดรอบ 6 เดือน ยึดยาบ้าเฉียด 700 ล้านเม็ด อายัดทรัพย์กว่า 5.8 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสียงสะท้อนจากประชาชนย่านตลาดคลองเตย ในวันที่ราคาต้นทุน สวนทางกับรายได้ https://thestandard.co/klong-toey-cost-living-crisis/ Thu, 26 Mar 2026 09:36:00 +0000 https://thestandard.co/klong-toey-cost-living-crisis/ ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

วันนี้ (26 มีนาคม) การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซ […]

The post เสียงสะท้อนจากประชาชนย่านตลาดคลองเตย ในวันที่ราคาต้นทุน สวนทางกับรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

วันนี้ (26 มีนาคม) การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซินรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลายเป็นสิ่งที่มากระทบกับค่าครองชีพ แม้จะมีการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันมาก่อนหน้านี้

 

ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจความรู้สึกของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยย่านตลาดคลองเตย พบว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลายคนสะท้อนความผิดหวังต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ขณะที่ร้านค้าบางแห่งเริ่มขยับราคาสินค้าล่วงหน้า โดยมีการติดป้ายแจ้งปรับขึ้นราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางยี่ห้อในวันที่ 28 มีนาคมนี้แล้ว

 

ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหน้าด่านอย่าง วินจักรยานยนต์รับจ้าง เปิดเผยว่า ทันทีที่เห็นข่าวการปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร รู้สึกแย่ เพราะจากเดิมที่เคยเติมน้ำมันเต็มถังในราคาประมาณ 100 บาท ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 140-150 บาท แต่ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะหากขยับราคาอาจจะทำให้ไม่มีผู้โดยสาร

 

ในส่วนของร้านค้าปลีก-ส่ง พบว่า มีการปรับราคาสินค้ารายวัน โดยเฉพาะสินค้าพื้นฐานอย่าง ไข่ไก่ พลาสติก และน้ำดื่ม ที่ราคาบวกเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เช่น น้ำดื่มแพ็คละ 3-5 บาท ทำให้ผู้บริโภคที่ถือเงินมาเท่าเดิมอาจได้รับของน้อยลง

พ่อค้าปลีกรายหนึ่งเล่าให้กับทีมข่าวฟังว่า ตนเป็นพ่อค้าคนกลาง ซึ่งร้านถุงพลาสติก น้ำมัน แจ้งกับทางร้านว่าต้นทุนเพิ่ม เช่นเดียวกับสินค้าที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมัน เช่น ไข่ไก่ และข้าวสาร โดยแจ้งว่าต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้จำเป็นต้องบวกเพิ่ม ในฐานะพ่อค้าคนกลางเมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปรับขึ้นราคาตามต้นทุน ทำให้รู้สึกสงสารลูกค้าซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้ผลกระทบมากกว่า

 

นอกจากนี้ทีมข่าวยังเริ่มเห็นสัญญาณการขาดแคลนหรือการกักตุนสินค้าในบางจุด โดยร้านสะดวกซื้อบางแห่งเริ่มประกาศจำกัดจำนวนการซื้อน้ำมันปาล์มไม่เกิน 6 ขวดต่อใบเสร็จ เพื่อกระจายสินค้าให้ทั่วถึง

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตเรายังได้เห็นการช่วยแบกรับต้นทุนจากพ่อค้าข้าวแกง ร้านอาหารตามสั่งบางแห่ง ยังคงยึดราคาขายแกงถุงละ 10 บาท ข้าวถุงละ 5 บาท มานานกว่า 10 ปี

 

โดยพ่อค้าขายแกงรายหนึ่ง ระบุว่า แม้ต้นทุนวัตถุดิบและก๊าซหุงต้มจะขยับขึ้น จนกำไรหดเหลือเพียงวันละ 400-500 บาท แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่ปรับราคาขึ้นตาม เพราะกลัวไม่มีคนซื้อ เนื่องจากปัจจุบันก็ซบเซ้าอยู่แล้ว และกลุ่มลูกค้าหลักคือ แรงงาน แม่บ้าน และ รปภ. ที่หาเช้ากินค่ำเหมือนกัน

 

ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 1ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 2ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 3ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 4ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 5ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 6ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 7ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 8ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 9ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 10ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 11ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 12ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 13ภาพประชาชนและผู้ประกอบการย่านตลาดคลองเตย สะท้อนความกังวลจากวิกฤตค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 14

The post เสียงสะท้อนจากประชาชนย่านตลาดคลองเตย ในวันที่ราคาต้นทุน สวนทางกับรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองจเรตำรวจฯ ตรวจห้องกัก สตม. สวนพลู ยืนยันไม่มีห้องวีไอพีใช้กฎเหล็กอุดช่องโหว่ลักลอบปล่อยตัวผู้ต้องหาต่างชาติ https://thestandard.co/immigration-detention-no-vip/ Thu, 26 Mar 2026 08:47:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1191632 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบสถานกักตัวคนต่างด้าว สตม.

วานนี้ (25 มีนาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห […]

The post รองจเรตำรวจฯ ตรวจห้องกัก สตม. สวนพลู ยืนยันไม่มีห้องวีไอพีใช้กฎเหล็กอุดช่องโหว่ลักลอบปล่อยตัวผู้ต้องหาต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบสถานกักตัวคนต่างด้าว สตม.

วานนี้ (25 มีนาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนงานของสำนักงานจเรตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จเรตำรวจแห่งชาติ ให้เข้าตรวจสอบสถานกักตัวคนต่างด้าว กองกำกับการ 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) บริเวณซอยสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารควบคุมผู้ต้องกัก พบว่าปัจจุบันมีอาคารอยู่ระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมจำนวน 3 หลัง โดยใช้วิธีทยอยปิดปรับปรุงทีละ 1 หลัง และยังคงเปิดใช้งานตามปกติ 2 หลัง ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด ไม่พบว่ามีห้องกักลักษณะพิเศษ หรือ ห้อง VIP เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ต้องกักรายใดเป็นพิเศษ ตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

 

ในส่วนของการเข้าเยี่ยมผู้ต้องกักนั้น ทาง สตม. มีระเบียบปฏิบัติที่โปร่งใสและชัดเจน เมื่อมีผู้ต้องกักชาวต่างชาติถูกส่งตัวเข้ามา เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจ้งไปยังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นๆ (อาทิ จีน, กัมพูชา ฯลฯ) เพื่อให้รับทราบ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตจะประสานแจ้งกำหนดวันและเวลา เพื่อเข้าเยี่ยมผู้ต้องกักตามระเบียบที่กำหนดไว้

 

นอกจากประเด็นการตรวจสอบพื้นที่แล้ว พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังได้สั่งการให้เพิ่มข้อกำหนดและมาตรการควบคุมที่รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่ออุดช่องโหว่ในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะกรณีที่หน่วยงานอื่นเป็นผู้จับกุมคนต่างด้าว และนำตัวไปฝากขังตามสถานีตำรวจท้องที่ โดยไม่ได้ส่งตัวมากักไว้ที่ห้องกักของ สตม.

 

จากนี้ไปกำหนดให้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรายงานยอดและรายละเอียดของผู้ต้องกักต่างด้าวทั้งหมดมายัง สตม. เพื่อรวบรวมจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง มาตรการนี้ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการทุจริต หรือการลักลอบปล่อยตัวผู้ต้องหาโดยไม่ผ่านกระบวนการผลักดันส่งกลับออกนอกประเทศของ สตม. อย่างเด็ดขาด

 

ในตอนท้าย รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับข้าราชการตำรวจในสังกัดกองกำกับการ 3 บก.สส.สตม. ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ วิริยะอุตสาหะ ไม่ประมาท และปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด โดยให้ยึดมั่นในอุดมคติตำรวจที่ต้องให้บริการประชาชนด้วยความจริงใจ รวดเร็ว และเป็นธรรม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกนายยึดถือและปฏิบัติตามนโยบายของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ภายใต้แนวคิด 1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมต่อไป

The post รองจเรตำรวจฯ ตรวจห้องกัก สตม. สวนพลู ยืนยันไม่มีห้องวีไอพีใช้กฎเหล็กอุดช่องโหว่ลักลอบปล่อยตัวผู้ต้องหาต่างชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตง. จัดทำบุญครบ 1 ปี โศกนาฏกรรมอาคารใหม่ถล่ม ยืนยันยกเลิกก่อสร้างเตรียมคืนพื้นที่ รฟท. https://thestandard.co/sao-building-collapse-return-land-srt/ Thu, 26 Mar 2026 08:33:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1191626 พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม

วันนี้ (26 มีนาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได […]

The post สตง. จัดทำบุญครบ 1 ปี โศกนาฏกรรมอาคารใหม่ถล่ม ยืนยันยกเลิกก่อสร้างเตรียมคืนพื้นที่ รฟท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม

วันนี้ (26 มีนาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคารสำนักงานแห่งใหม่ทรุดตัวระหว่างการก่อสร้างจากเหตุแผ่นดินไหว โดยมี เฉลิมพล เพ็ญสูตร ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดจนคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และลูกจ้าง เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

บรรยากาศในช่วงเช้าเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 06.30 น. ด้วยพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงานฯ ได้แก่ พระพุทธโสธร อ.อ.ป., พระพุทธธรรมาภิบาล ญ.ส.ส., รวมถึงถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

ต่อมาในเวลา 07.00 น. ได้มีการถวายภัตตาหารเช้าแด่คณะสงฆ์จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดเสมียนนารี พระอารามหลวง รวม 10 รูป ณ ห้องวรพากษ์พินิจ ก่อนที่ในเวลา 08.00 น. คณะสงฆ์จะประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์ ณ ห้องดำริอิศรานุวรรต จากนั้นในเวลา 10.00 น. ได้รับความเมตตาจาก พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่พระมหาศิลา สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน (ธรรมยุต) จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานสงฆ์ในการประกอบพิธีทำบุญและแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล

 

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายและการจัดการผลกระทบจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว ผลการตรวจสอบทางวิศวกรรมยืนยันแน่ชัดว่า การทรุดตัวของอาคารเกิดจากแรงเฉือนของแผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างอาคารที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

 

ขณะนี้พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้แล้ว โดยมีการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมกว่า 40,000 แผ่นเพื่อใช้ในชั้นศาล ขณะเดียวกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้ามาสอบสวนพบความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และได้ส่งสำนวนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่ให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการชี้มูลความผิดต่อไป

 

สตง. ระบุว่าได้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 129 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้เสียชีวิตบางส่วนที่มองว่า การเยียวยาที่ได้รับยังไม่เหมาะสมกับความสูญเสีย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปพิจารณาต่อไป

 

ทั้งนี้สตง. ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่มีการเดินหน้าก่อสร้างอาคารสำนักงานต่อในพื้นที่เดิม โดยเตรียมดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดคืนให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต่อไป

 

พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 1พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 2พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 3พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 4พิธีทำบุญครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม 5

The post สตง. จัดทำบุญครบ 1 ปี โศกนาฏกรรมอาคารใหม่ถล่ม ยืนยันยกเลิกก่อสร้างเตรียมคืนพื้นที่ รฟท. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริราชชวนบริจาคปรับปรุงห้องผ่าตัดในโครงการ ‘ห้องผ่าตัดศิริราช เพื่อชีวิตได้ไปต่อ’ ร่วมกันพา ‘คนที่รัก’ กลับไปหา ‘คนที่รอ’ https://thestandard.co/siriraj-donate-surgery-room-renovation/ Thu, 26 Mar 2026 07:25:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1191550 ภาพประกอบโครงการ ‘ห้องผ่าตัด ศิริราช เพื่อชีวิตได้ไปต่อ’ ชวน บริจาค ปรับปรุงห้องผ่าตัด

นับตั้งแต่ปี 2535 จนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 37 ปี ที […]

The post ศิริราชชวนบริจาคปรับปรุงห้องผ่าตัดในโครงการ ‘ห้องผ่าตัดศิริราช เพื่อชีวิตได้ไปต่อ’ ร่วมกันพา ‘คนที่รัก’ กลับไปหา ‘คนที่รอ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโครงการ ‘ห้องผ่าตัด ศิริราช เพื่อชีวิตได้ไปต่อ’ ชวน บริจาค ปรับปรุงห้องผ่าตัด

นับตั้งแต่ปี 2535 จนถึงวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 37 ปี ที่ห้องผ่าตัดตึกสยามินทร์ โรงพยาบาลศิริราช ให้บริการผู้ป่วยมาแล้วกว่า 1 ล้านราย ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุดพัก

 

กว่า 324,336 ชั่วโมง ที่ห้องผ่าตัดศิริราช ทำหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยอย่างเต็มกำลัง แม้จะมีการดูแลปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ระบบต่าง ๆ ภายในห้องผ่าตัดเสื่อมสภาพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการผ่าตัด รวมไปถึงระบบการกรองอากาศ ที่อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการกรองอากาศที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร (ซึ่ง รพ.ศิริราช จำเป็นต้องปิดห้องผ่าตัดที่มีปัญหาเหล่านี้เพื่อปรับปรุง)

 

การที่ห้องผ่าตัดต้องปิดปรับปรุงไปบางส่วน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิวห้องผ่าตัดนานมากขึ้น และในบางครั้งอาจส่งผลให้การดำเนินของโรครุนแรงมากขึ้น บางรายอาจถึงขึั้นสายเกินไปที่จะรักษา

 

หนึ่งชีวิตรอด แต่อีกหลายชีวิตต้องรอ

 

เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาและลดระยะเวลาการรอคอยห้องผ่าตัดของผู้ป่วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงห้องผ่าตัดตึกสยามินทร์ให้ทันสมัย เพิ่มจำนวนห้องผ่าตัด เพื่อรองรับการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที ช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย เพื่อเพิ่ม ‘โอกาสแห่งการมีชีวิต’

 

ศิริราชขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธามาร่วมกันบริจาคปรับปรุงห้องผ่าตัด ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการรักษาและโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

 

เพราะทุกการบริจาคคือการพา ‘คนที่รัก’ กลับไปหา ‘คนที่รอ’

 

ช่องทางบริจาค

  • บริจาคผ่าน Application ธนาคารที่ท่านมีบัญชีเงินฝาก (e-Donation สแกนผ่าน QR Code ในคลิปประชาสัมพันธ์ดังกล่าว) *ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
  • หรือโอนเงินผ่าน กองทุนห้องผ่าตัดศิริราช ธนาคารกรุงเทพ หมายเลขบัญชี 901-7-02699-9 (ศิริราชมูลนิธิ) *ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
  • สอบถามได้ที่ งานองค์กรสัมพันธ์และกิจการพิเศษศิริราช โทร. 0 2414 1555

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

The post ศิริราชชวนบริจาคปรับปรุงห้องผ่าตัดในโครงการ ‘ห้องผ่าตัดศิริราช เพื่อชีวิตได้ไปต่อ’ ร่วมกันพา ‘คนที่รัก’ กลับไปหา ‘คนที่รอ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมันวันนี้ เบนซินเฉียด 50 บ. – ดีเซลทะลุ 38 บ. หลัง กบน. เคาะขึ้นรวดเดียว 6 บาท/ลิตร https://thestandard.co/thailand-fuel-price-hike/ Thu, 26 Mar 2026 05:40:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1191525 ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าวเก็บภาพบป้ายแสดงราคาน้ำมั […]

The post ราคาน้ำมันวันนี้ เบนซินเฉียด 50 บ. – ดีเซลทะลุ 38 บ. หลัง กบน. เคาะขึ้นรวดเดียว 6 บาท/ลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร

วันนี้ (26 มีนาคม) ช่างภาพข่าวเก็บภาพบป้ายแสดงราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการที่ถูกปรับเปลี่ยนตัวเลขใหม่ทั้งหมด หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา (25 มีนาคม) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ทั้งกลุ่มเบนซินและดีเซล รวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร

 

กบน. ได้ออกมาชี้แจงถึงความจำเป็นในการตัดสินใจปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้ว่า มีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว

 

ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อสภาพคล่องของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า สถานะกองทุนฯ ติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระในการชดเชยราคาน้ำมันสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลไม่สามารถอุดหนุนราคาในระดับเดิมได้อีกต่อไป จึงต้องปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

 

สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประจำวันนี้ มีการปรับฐานราคาใหม่ ดังนี้

 

กลุ่มแก๊สโซฮอล์และเบนซิน

  • เบนซิน 95: 49.64 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 95: 41.05 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ 91: 40.68 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E20: 36.05 บาท/ลิตร
  • แก๊สโซฮอล์ E85: 32.79 บาท/ลิตร

 

กลุ่มดีเซล

  • ดีเซล B7 / B10 / B20: 38.94 บาท/ลิตร
  • ดีเซลพรีเมียม: 54.64 บาท/ลิตร (อ้างอิงราคา ปตท.)

 

ก๊าซ NGV

  • ก๊าซ NGV (ปตท.): 16.69 บาท/กิโลกรัม

 

ทั้งนี้ราคาดังกล่าวเป็นราคาขายปลีกส่วนกลาง ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด

 

ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 1ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 2ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 3ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 4ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 5ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 6ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 7ป้ายราคาน้ำมันใหม่หน้าปั๊ม หลัง กบน. ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร 8

The post ราคาน้ำมันวันนี้ เบนซินเฉียด 50 บ. – ดีเซลทะลุ 38 บ. หลัง กบน. เคาะขึ้นรวดเดียว 6 บาท/ลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต https://thestandard.co/oag-building-collapse-corruption/ Thu, 26 Mar 2026 04:52:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1191488 ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน

‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอ […]

The post มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน

‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอบ กลับพังทลายลงเพราะขาดการตรวจสอบตัวเอง’

 

หนึ่งปีที่ผ่านมา ภาพกองเศษซากคอนกรีตของตึก สตง. แห่งใหม่ กลายเป็นพยานวัตถุชิ้นสำคัญที่ฟ้องให้สังคมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงของความบกพร่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนมานานหลายปี

 

ย้อนกลับไปในปี 2561 โครงการตึกสตง. แห่งใหม่ นี้ถูกประทับตราด้วยงบประมาณมหาศาลรวมกว่า 2,284 ล้านบาท ไล่ตั้งแต่ค่าออกแบบไปจนถึงสัญญาจ้างก่อสร้างที่ผ่านระบบ e-bidding ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยความล่าช้าสะสมในการส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึง 22 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ทัน

 

จนกระทั่งในวินาทีที่แผ่นดินไหวมาเยือนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 แรงสั่นสะเทือนนั้นได้กระชากแผลทุจริตออกมาจนหมดสิ้น ผลการชำแหละซากอาคารโดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพบความจริงที่น่าตกใจว่า อาคารพังถล่มเริ่มจากชั้นล่างเพราะผนังรับแรงไม่สามารถต้านทานแรงเฉือนได้ เนื่องจากค่ากำลังอัดของคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐานอย่างร้ายแรง

 

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แบบก่อสร้างที่ใช้จริงยังถูกบิดเบือนจนขัดต่อกฎหมายความปลอดภัย และจุดตายที่สำคัญที่สุดคือระยะฝังของเหล็กเสริมที่สั้นกว่าที่กำหนด ทำให้โครงสร้างทั้งหมดอ่อนแอจนไม่อาจปกป้องชีวิตใครได้

 

ในวันนี้ แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนจนเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เงียบเหงา แต่ความผิดทางอาญายังคงเดินหน้าต่อ โดยศาลอาญาได้รับฟ้องผู้ต้องหาทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวม 23 ราย ในข้อหาหนักทั้งเรื่องการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารสำคัญ

 

ภาพชุดนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่เพื่อตอกย้ำความเศร้า แต่เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เศษปูนนั้นรื้อถอนได้ แต่ความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนและเงินภาษีแผ่นดิน จะต้องถูกตรวจสอบอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้กลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม

 

ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 1ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 2ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 3ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 4ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 5ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 6ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 7ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 8ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 9ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 10ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 11ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 12ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 13ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 14ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 15ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 16ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 17ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 18ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 19ภาพซากอาคาร สตง. ที่พังถล่มลงมา เนื่องจากปัญหาการทุจริตและคอนกรีตไม่ได้มาตรฐาน 20

The post มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการเลื่อนฟ้อง 30 วัน มิน พีชญา – แซม ยุรนันท์ คดีดิไอคอนกรุ๊ป หลังผู้ต้องหาขอเวลาเตรียมหลักทรัพย์และทนายความ https://thestandard.co/min-sam-icon-group-case-postponed/ Thu, 26 Mar 2026 04:09:14 +0000 https://thestandard.co/min-sam-icon-group-case-postponed/ มิน พีชญา และ แซม ยุรนันท์ สองนักแสดงผู้ต้องหาคดีดิไอคอนกรุ๊ป

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 สำนักงาน […]

The post อัยการเลื่อนฟ้อง 30 วัน มิน พีชญา – แซม ยุรนันท์ คดีดิไอคอนกรุ๊ป หลังผู้ต้องหาขอเวลาเตรียมหลักทรัพย์และทนายความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิน พีชญา และ แซม ยุรนันท์ สองนักแสดงผู้ต้องหาคดีดิไอคอนกรุ๊ป

วันนี้ (26 มีนาคม) ที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการมีกำหนดนัดหมาย พีชญา วัฒนามนตรี และ ยุรนันท์ ภมรมนตรี สองนักแสดซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด เพื่อแจ้งคำสั่งและนำตัวส่งฟ้องต่อศาล ตามคำชี้ขาดของอัยการสูงสุด

 

สำหรับคดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองถูกกล่าวหาในข้อหาหนักหลายกระทง ประกอบด้วย ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงในลักษณะชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย และร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

เยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการคดีพิเศษ เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ทางพนักงานอัยการได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาทั้งสองราย เพื่อขอเลื่อนการส่งตัวฟ้องศาลออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดหาหลักประกันและเตรียมทนายความเพื่อต่อสู้คดี ทางพนักงานอัยการพิจารณาแล้วจึงมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนการส่งฟ้องออกไปเป็นเวลา 30 วัน โดยกำหนดนัดหมายให้มาพบอีกครั้งในช่วงเช้าของวันที่ 27 เมษายน 2569

 

อย่างไรก็ตามสำหรับ ยุรนันท์ หรือบอสแซม (ผู้ต้องหาที่ 17) และ พีชญา หรือบอสมิน (ผู้ต้องหาที่ 18) ก่อนหน้านี้ เยาวลักษณ์ นนทแก้ว อธิบดีอัยการคดีพิเศษ เคยมีคำสั่งแย้งความเห็นของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยสั่งไม่ฟ้องคดีในทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำในเวลาต่อมา

 

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนทางกฎหมายยังไม่สิ้นสุด เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือยืนยันความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว และส่งเรื่องขึ้นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาด

 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด ได้มีหนังสือชี้ขาดลงมายังอัยการคดีพิเศษ โดยพิจารณาแล้วเห็นควรชี้ขาดให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ตามความเห็นของอธิบดีดีเอสไอ คำสั่งชี้ขาดของอัยการสูงสุดในครั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการนัดหมายเพื่อส่งตัวฟ้องศาลในวันนี้ ก่อนที่ทางฝั่งผู้ต้องหาจะใช้สิทธิ์ยื่นขอเลื่อนนัดออกไป

 

ภาพ: ประกบข้างกันค่ะ

The post อัยการเลื่อนฟ้อง 30 วัน มิน พีชญา – แซม ยุรนันท์ คดีดิไอคอนกรุ๊ป หลังผู้ต้องหาขอเวลาเตรียมหลักทรัพย์และทนายความ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ตั้งใจเปลี่ยนทุก Touchpoint  ให้เป็นมิตรต่อผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อโลก [PR News] https://thestandard.co/patient-experience-green-hospital/ Thu, 26 Mar 2026 03:50:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1191206 ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital

เมื่อพูดถึง “Green Hospital” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นโ […]

The post เบื้องหลังการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ตั้งใจเปลี่ยนทุก Touchpoint  ให้เป็นมิตรต่อผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อโลก [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital

เมื่อพูดถึง “Green Hospital” ภาพที่หลายคนนึกถึงมักเป็นโรงพยาบาลที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา มีระบบรีไซเคิลน้ำ หรืออาคารที่ได้รับมาตรฐาน LEED อย่างไรก็ตาม สำหรับเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล แนวคิด “Green Hospital” ถูกวางไว้อย่างลึกซึ้งกว่าการดูแลเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อม

 

ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพของประเทศไทย องค์กรมุ่งขับเคลื่อนตามแนวทาง Sustainable Healthcare ที่สร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานการรักษาพยาบาล คุณภาพประสบการณ์ผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบ BDMS Green Healthcare

 

แนวทางดังกล่าวจึงไม่ได้แยกการดูแลสิ่งแวดล้อมออกจากการดูแลผู้ป่วย แต่ผสานทั้งสองมิติไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการยกระดับ Patient Experience หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนา “ชุดผู้ป่วยดีไซน์ใหม่” ภายใต้แนวคิด Care for Life ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้ารับบริการ แต่ยังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกมีส่วนร่วมในการดูแลโลกไปพร้อมกันด้วย

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 1

 

ศศิธร มูลสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มโรงพยาบาลพรีเมี่ยม เครือรพ.พญาไท-เปาโล ฉายให้เห็นภาพใหญ่และความตั้งใจของเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ผ่าน ‘หลักฐานเชิงประจักษ์’ มากมายไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านระบบพลังงานและอาคารสีเขียว ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานโรงพยาบาลในทุกมิติ ตั้งแต่การจัดการขยะที่มีความซับซ้อน ทั้งขยะติดเชื้อ ขยะพิษ ขยะเคมี หรือการเปลี่ยนขยะรีไซเคิลผ่านกระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

“ในฐานะที่เราเป็นโรงพยาบาลในเครือ BDMS ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Top 1% ของดัชนี Dow Jones Sustainability Indices มาเป็นเวลา 3 ปีซ้อน เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง จาก Corporate Strategy มาถึงระดับองค์กร เรามีหลายโปรเจกต์ที่ทำต่อเนื่อง”

 

หากนิยามความหมายของ ‘Green Hospital’ ว่าคือ โรงพยาบาลที่เน้นความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบทางระบบนิเวศ เช่น การลดขยะ ประหยัดน้ำ และใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือสิ่งที่ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทำมาอย่างต่อเนื่อง

 

“โปรเจกต์แรกเมื่อนึกถึงเรื่อง Green Hospital คือเรื่อง Waste and Circular Economy หรือการจัดการของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียน เนื่องจากโรงพยาบาลมีขยะหลายประเภทมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ทั้งขยะติดเชื้อ ขยะพิษ ขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป และขยะเคมีจากกระบวนการรักษาผู้ป่วย ซึ่งต้องเก็บและทำลายอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้สารเหล่านั้นปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เราจึงมีตัวชี้วัดและระบบกำกับดูแลตามมาตรฐานโรงพยาบาลอย่างเคร่งครัด”

 

สิ่งที่ทำควบคู่ไปนั่นก็คือ ลดการนำขวดพลาสติกมาใช้ในโรงพยาบาล โดยติดตั้งจุดบริการน้ำดื่มที่ทันสมัยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถเลือกดื่มได้ตามต้องการ ขณะเดียวกันพลาสติกบางส่วนยังจำเป็นต้องใช้ ก็สร้างมูลค่าด้วยการนำฝาจุกและวัสดุพลาสติกจากขวดน้ำเกลือ ซึ่งไม่ใช่ของติดเชื้อ ไป Upcycling สร้างโปรดักต์ใหม่ขึ้นมา รวมถึงผ้า Non-woven หรือผ้าใยสังเคราะห์ที่ใช้ห่อเวชภัณฑ์ประเภท Disposable ซึ่งผ่านการสเตอไรล์แล้วและเป็นของสะอาด มาดัดแปลงเป็นกระเป๋า ถุงมือจับของร้อน หรือกระเป๋า

 

“ยิ่งไปกว่านั้น เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทัณฑสถานและวิสาหกิจชุมชนตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตและสร้างอาชีพ พร้อมนำรายได้บางส่วนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เข้า One Love Foundation ของเราด้วย”

 

ศศิธร มองว่าการทำ Green Hospital ไม่ควรเป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้น “หลังบ้าน” หรือเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยไม่รับรู้ แต่ควรถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Patient Experience ให้ผู้เข้ารับบริการสัมผัสได้จริง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับผู้ป่วย

 

“ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงการทำ Green Hospital มันเหมือนกับว่าเราทำกันอยู่ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการขยะต่างๆ การทำ recycle และ upcycling หรือการอนุรักษ์พลังงานผู้ป่วยอาจไม่ค่อยรับรู้ ครั้งนี้เราจึงมีการตั้งธีมและพูดคุยกับผู้ออกแบบว่าจะออกแบบชุดผู้ป่วยให้สอดคล้องไปกับการทำเรื่อง Green Hospital ได้อย่างไร โดยคำนึงทั้งความสะดวกสบายของผู้ป่วยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน”

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 2

 

 Patient Experience ยกระดับมาตรฐานใหม่ที่โรงพยาบาลต้องใส่ใจ

 

ศศิธร บอกว่า สิ่งแรกที่คำนึงในการออกแบบชุดผู้ป่วยหรือผู้ที่เข้ารับบริการคือ ความรู้สึก ‘Warm and Friendly’ ที่สำคัญจะต้อง Friendly กับโลกด้วย

 

“โจทย์ของเราคือ อยากให้ชุดผู้ป่วย ใส่ใจทั้งผู้รับบริการ ผู้ให้บริการซึ่งก็คือทีมแพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และสิ่งแวดล้อม จึงถูกพัฒนามาเป็นธีม ‘Care for life’ โดยมีแนวคิด Human-centric Innovation เป็นแกนหลัก”  

 

‘Care for life’ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่

 

Care for Fiber: เนื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ผสมคอตตอน ลดการใช้ฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ เพื่อรบกวนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด แต่ยังคงความสัมผัสที่นุ่มนวล สวมใส่สบาย นอกจากนี้ ชุดผู้ป่วยต้องซักด้วยความร้อนสูงเพื่อฆ่าเชื้อ 100% เส้นใยจึงต้องทนทานและรีดได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานสูง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในโรงซักรีดได้อีกทาง

 

Care for Water: สั่งทอพิเศษโดยย้อมด้วยเทคนิคแบบ Two-Tone คือการทอด้วยเส้นใยสีดิบควบคู่กับเส้นใยสีโทนอ่อน ที่ให้ความรู้สึก อบอุ่น ผ่อนคลาย และยังช่วยลดสารเคมีในการย้อมสีผ้ามากกว่าการทอแบบสีเข้มทั่วไป กระบวนการย้อมจึงใช้น้ำน้อยลง การบำบัดน้ำเสียจึงน้อยลงไปด้วย มีส่วนช่วยลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญเทคนิคนี้ ช่วยทำให้ชุดผู้ป่วยสามารถใช้งานได้นาน เพราะยิ่งซักจะยิ่งสวย เหมือนผ้าอ๊อกฟอร์ดและผ้าเดนิม

 

Care for Planet: เมื่อใช้กระบวนย้อมด้วยเทคนิคแบบ Two-Tone ทำให้ไม่จำเป็นต้องผ่านการ Anti-Chlorine Finishing เหมือนการย้อมผ้าอื่น ๆ  จึงช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตลงกว่าครึ่ง  รวมถึงการUpcycle เศษผ้าเหลือมาตัดเย็บเป็นถุงผ้าใช้งานในห้องพัก เพื่อลดขยะสิ่งทอได้อีก

 

“ชุดคนไข้สำหรับผู้ป่วยใน ที่ต้องสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมง เนื้อผ้าต้องนุ่มเบาสบาย ซับเหงื่อ ไม่ร้อนไม่หนาว ตะเข็บต้องไม่แข็ง เพราะถ้าสวมใส่ไม่สบาย ผู้รับบริการก็จะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดี ยิ่งกว่านั้น เราอยากให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังใส่ชุดผู้ป่วยอยู่ ใส่แล้วยังมีความมั่นใจ ต่อให้ป่วยอยู่แต่เมื่อมีแขกมาเยี่ยม ก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย อันนี้มันสำคัญมากต่อประสบการณ์ที่ผู้ป่วยได้รับ”

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยสี “Harmony of Phyathai Colors” เป็นการนำโทนสีพาสเทล 3 สีหลักมาใช้ อย่าง สี Ultimate Gray ที่ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง และรู้สึกปลอดภัย สี Majestic ที่สื่อถึงชนชั้นสูง ดูเลอค่า ความเอาใจใส่ และ สี Sand ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรพ.พญาไท

 

Human-centric Innovation ยังลงรายละเอียดไปในแต่ละกลุ่มผู้ใช้บริการ ศศิธร บอกว่า “เราไม่ได้มองคนที่มาใช้บริการเป็นแค่ผู้ป่วย เพราะบางคนมาตรวจสุขภาพประจำปี หรือมาเอกซเรย์ ทำอัลตราซาวนด์ ตรวจภายใน คนกลุ่มนี้ก็ต้องการประสบการณ์ที่ดีเช่นกัน”

 

“ถ้าเป็นชุดสำหรับผู้ป่วยเด็ก นอกจากเด็กจะสวมใส่สบายแล้ว ยังออกแบบเป็นพิเศษให้พยาบาลทำงานง่าย ในเวลาที่จะต้องเช็ดตัวหรือเปลี่ยนสายน้ำเกลือโดยไม่ต้องถอดสายออก สำหรับผู้ใหญ่เราดีไซน์ในธีม Unisex แบ่งตามขนาด แต่ไม่แบ่งตามสี เพื่อสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ

 

ยกระดับทุก Touchpoint ที่สัมผัสได้ เพื่อก้าวสู่ Green Hospital เต็มรูปแบบ

 

นอกจากชุดผู้ป่วย ศศิธร บอกว่า ยังมีอีกหลาย Touchpoint ที่ผู้เข้ารับบริการจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์และสร้างความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก

 

“เริ่มตั้งแต่การเลือกคู่ค้าและผู้ผลิต จะต้องเข้าใจเรื่อง Sustainability ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างการทำชุดผู้ป่วย เราจะเห็นตั้งแต่การวางแพทเทิร์นผ้าในการผลิต ทำให้เห็นว่ามีเศษผ้าที่เหลือมากน้อยแค่ไหน เราก็นำเศษผ้านั้นมาทำเป็นถุงสำหรับใส่ไดร์เป่าผมในห้องพักผู้ป่วยใน ได้ถึง 1,187 ใบ ลดการปล่อยคาร์บอนไปได้ถึง 384 กิโลคาร์บอน ส่วนเศษริมผ้าเล็กๆ ที่ใช้งานต่อยาก ผู้ผลิตก็นำไปปั่นเป็นเส้นใยเพื่อผลิตเสื้อยืดรีไซเคิลต่อไป เป็นการนำเศษผ้ากลับมาสร้างมูลค่า และทำให้เกิด Ecosystem จากการทำงานร่วมกันระหว่างสององค์กร เรียกได้ว่ามองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ”

 

“ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาถุงใส่ยาสำหรับผู้ป่วยนอก กรณีรับยาเม็ด 1-2 รายการให้มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย นอกจากนี้เรายังมีแผนลดการใช้เยื่อกระดาษในองค์กร และปรับเป็นระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ Hospital Information System และในอนาคตจะเพิ่มสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงแผนการใช้รถพยาบาลฉุกเฉินระบบไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ป่วยเริ่มสัมผัสได้ว่าโรงพยาบาลเรากำลังเดินทางไปในทิศทาง Green อย่างจริงจัง”

 

ศศิธร บอกว่าตอนนี้ทางเครือรพ.พญาไท-เปาโล กำลังทำงานกับบริษัทที่รับผิดชอบเรื่องอาหารผู้ป่วยด้วย โดยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามจากแพทย์สามารถเลือกปริมาณอาหารได้เอง ช่วยลด Food Waste

 

“นอกจากนี้ทีมวิศวกรของเรากำลังพัฒนานวัตกรรมเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ยปราศจากเชื้อ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ชุมชนรอบข้าง รวมถึงการนำน้ำ Reject โมเลกุลใหญ่จากแผนกไตเทียม ซึ่งมีปริมาณมากถึง 4-5 สระว่ายน้ำโอลิมปิกต่อปี กลับมาใช้รดน้ำต้นไม้และใช้ในโถสุขภัณฑ์”

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 3

 

การทำงานร่วมกันแบบสหสาขา หัวใจสำคัญของความสำเร็จ

 

ศศิธรบอกว่า เครือพญาไท-เปาโลเคยได้รับรางวัล Most Admired Hospital ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องมองความสำเร็จมากกว่าแค่ผลการรักษาที่เป็นเลิศ แต่ต้องมองลึกไปถึงประสบการณ์ในทุกแง่มุมของผู้รับบริการ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลที่ครองใจผู้คนได้อย่างแท้จริง

 

ซึ่งหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จนี้คือ การสร้าง ‘วัฒนธรรมพลังงานอย่างยั่งยืน’ ในองค์กร ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบสหสาขา

 

การดีไซน์ชุดผู้ป่วยใหม่ครั้งนี้ก็เช่นกัน ศศิธรบอกว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากการระดมสมองของทุกฝ่าย

 

“ไม่ว่าจะเป็น ทีมปฏิบัติการและแม่บ้าน ที่ต้องดูแลเรื่องการซักรีดที่ไม่เปลืองพลังงาน และมั่นใจว่าฆ่าเชื้อ 100% หรือทีมพยาบาลก็ร่วมระดมความคิด เช่น ถ้าเป็นผู้ป่วยในต้องเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ จะเปลี่ยนอย่างไรให้ไม่รบกวนผู้ป่วยขณะพักผ่อน สิ่งที่น่าประทับใจคือ ทุกคนมีความสุขที่ได้มีส่วนร่วม อย่างการร่วมดีไซน์ชุดผู้ป่วยใหม่ ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาไม่ใช่แค่คนทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับผู้รับบริการและโลกใบนี้”

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 4

 

“ในวันที่เราปักหมุดเรื่อง Green Hospital เป็นเป้าหมายหลัก สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องรับรู้และมองเห็นภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นมิติของ Energy Saving หรือการจัดการ Waste เรามีการสื่อสารและถ่ายทอดกลยุทธ์ภายในเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงทิศทางที่องค์กรกำลังจะไป เมื่อเป้าหมายชัดและภาพตรงกัน การร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ ให้ได้ตามที่องค์กรต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

 

ทั้งหมดนี้คือความมุ่งมั่นของเครือพญาไท-เปาโล ที่จะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาเพื่อยกระดับ Patient Experience ไปพร้อมกับรับผิดชอบต่อโลกใบนี้

 

“ด้านการอนุรักษ์พลังงาน โรงพยาบาลฯ ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวด ASEAN Energy Award ในฐานะโรงพยาบาลขนาดใหญ่และได้รับรางวัลกลับมา เป็นตัวชี้วัดว่าเราจัดการเรื่องพลังงานได้ดี และเรายังเชื่อว่าสามารถทำได้มากกว่านี้ เช่นเดียวกับเรื่อง Patient Experience ที่จุดเริ่มต้นจากชุดผู้ป่วยใช้เวลาพัฒนากว่า 2 ปี และจากนี้เรายังมีแผนต่อยอดอีกมาก ทั้งเรื่องอาหาร ภาชนะ และของใช้ต่าง ๆ ในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยสัมผัสได้จริงว่าเราใส่ใจทั้งคนและโลก และยังมีอีกหลายโครงการที่จะได้เห็นกันภายในปีนี้” ศศิธรกล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพรวมการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ยกระดับชุดผู้ป่วยและทุกจุดสัมผัสให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้บริการและสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Hospital 5

The post เบื้องหลังการดีไซน์ ‘Patient Experience’ ของเครือรพ.พญาไท-เปาโล ที่ตั้งใจเปลี่ยนทุก Touchpoint  ให้เป็นมิตรต่อผู้สวมใส่และเป็นมิตรต่อโลก [PR News] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ตร. เคาะแต่งตั้ง 60 นายพลตำรวจนอกวาระ นพ.โสภณรัชต์ อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ รักษาทักษิณ ชั้น14 เลื่อนขึ้น พล.ต.อ. https://thestandard.co/thaksin-doctor-police-promotion/ Thu, 26 Mar 2026 03:47:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1191441 ภาพ พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ขณะเป็น นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ผู้รับผิดชอบดูแลการรักษา ทักษิณ ชินวัตร

วานนี้ (25 มีนาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต […]

The post ก.ตร. เคาะแต่งตั้ง 60 นายพลตำรวจนอกวาระ นพ.โสภณรัชต์ อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ รักษาทักษิณ ชั้น14 เลื่อนขึ้น พล.ต.อ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ขณะเป็น นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ผู้รับผิดชอบดูแลการรักษา ทักษิณ ชินวัตร

วานนี้ (25 มีนาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 3/2569 ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุม โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) และ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม

 

ที่ประชุม ก.ตร. มีมติเห็นชอบการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. และผู้บัญชาการ นอกวาระประจำปี รวมทั้งสิ้น 60 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

 

ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ยศ พล.ต.อ.): จำนวน 2 ราย

 

ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ยศ พล.ต.ท.): จำนวน 13 ราย

 

ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ยศ พล.ต.ต.): จำนวน 45 ราย

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งและเยียวยาข้าราชการตำรวจตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) จำนวน 2 ราย ตามที่ได้มีการร้องขอความเป็นธรรมไว้ ได้แก่:

 

  1. พล.ต.ต.หญิง ลักขณา ศักดิแพทย์: แต่งตั้งเป็น รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจสอบภายใน โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 ถึง 30 กันยายน 2568
  2. พ.ต.อ.หญิง สายวริน ลาภไพบูลย์พงศ์: แต่งตั้งเป็น พยาบาล (สบ 6) โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568

 

ตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. (พิจารณาตามลำดับอาวุโส)

 

  1. พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)
  2. พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม (ผู้ช่วย ผบ.ตร.)

 

ตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. (13 ตำแหน่ง)

 

  1. พล.ต.ต.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รอง ผบช.ส.
  2. พล.ต.ต.ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง รอง ผบช.ภ.6
  3. พล.ต.ต.พิทักษ์ ท้วมเกร็ด รอง ผบช.สกบ.
  4. พล.ต.ต.วีรพล เจริญศิริ รอง ผบช.สยศ.ตร.
  5. พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5
  6. พล.ต.ต.อุกฤษฏ์ ศรีเสือขาม รอง ผบช.กมค.
  7. พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ รอง ผบช.ภ.9
  8. พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ รอง ผบช.สตม.
  9. พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รอง ผบช.ภ.9
  10. พล.ต.ต.ธรรมนูญ ประยืนยง รอง ผบช.ศ.
  11. พล.ต.ต.เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ รอง ผบช.ศ.
  12. พล.ต.ต.วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง รอง จตร.
  13. พล.ต.ต.พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล รอง ผบช.ภ.7

 

ตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. (45 ตำแหน่ง) อาทิ:

 

  • พ.ต.อ.เผ่าภากร รามนุช รอง ผบก.ภ.จว.นครนายก
  • พ.ต.อ.อรรถพล พงษ์สุพรรณ รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี
  • พ.ต.อ.จักรภพ ท้าวฤทธิ์ รอง ผบก.ภ.จว.เลย
  • พ.ต.อ.ดนัย รัตนประเสริฐ รอง ผบก.ภ.จว.เลย
  • พ.ต.อ.จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต
  • พ.ต.อ.กิตติพัฒน์ พงศ์พะนัส รอง ผบก.ศฝร.ภ.2
  • พ.ต.อ.ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ รอง ผบก.อก.ภ.9

 

อย่างไรก็ตาม การที่ที่ประชุม ก.ตร. มีมติแต่งตั้งให้ พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และได้รับเลื่อนยศเป็น พล.ต.อ. ก่อนเกษียณอายุราชการนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อคัดค้านจากบางกลุ่มในสังคม เนื่องจาก พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีการรักษาตัวของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2566 พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบหลักและเป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ โดยในเวลานั้นได้ออกมายืนยันอาการป่วยของทักษิณว่า มีภาวะความดันโลหิตสูงและต้องเข้ารับการผ่าตัดจริง หลังจากถูกย้ายตัวด่วนจากเรือนจำมารักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

 

นอกจากนี้ ทางแพทยสภาเพิ่งมีมติลงโทษด้วยการว่ากล่าวตักเตือน พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แพทย์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตในคดีจริยธรรมเกี่ยวกับการรักษาตัวที่ชั้น 14 โดยทาง พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ ได้มีการโต้แย้งและยื่นขอความเป็นธรรมไปก่อนหน้านี้ พร้อมชี้แจงยืนยันว่า ตนในฐานะแพทย์ผู้รักษารายงานตามข้อเท็จจริง และไม่เคยระบุต่อสาธารณะว่าอาการของทักษิณเข้าขั้นวิกฤต แต่อย่างใด

 

ประเด็นดังกล่าวจึงทำให้การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งของ พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ ในครั้งนี้ ถูกจับตาอย่างหนักจากฝ่ายที่มองว่ายังมีข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์แก่ทักษิณติดตัวอยู่ อย่างไรก็ตาม มติ ก.ตร. ล่าสุดได้พิจารณาให้ความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์การเรียงลำดับอาวุโสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

The post ก.ตร. เคาะแต่งตั้ง 60 นายพลตำรวจนอกวาระ นพ.โสภณรัชต์ อดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ รักษาทักษิณ ชั้น14 เลื่อนขึ้น พล.ต.อ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อรัฐปล่อยลอยตัวน้ำมันพุ่งพรวด 6 บาทต่อลิตร ผลักภาระหรือแก้ปัญหา https://thestandard.co/oil-price-hike-burden-people/ Thu, 26 Mar 2026 01:35:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1191410 ภาพรถยนต์เข้าคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ท่ามกลางการประกาศปรับขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 6 บาทต่อลิตร สะท้อนวิกฤตพลังงานและภาระค่าครองชีพประชาชน

ค่ำคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นคืนที่สร้างความตื่น […]

The post เมื่อรัฐปล่อยลอยตัวน้ำมันพุ่งพรวด 6 บาทต่อลิตร ผลักภาระหรือแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์เข้าคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ท่ามกลางการประกาศปรับขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 6 บาทต่อลิตร สะท้อนวิกฤตพลังงานและภาระค่าครองชีพประชาชน

ค่ำคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นคืนที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติฟ้าผ่าตอน 22.20 น. ประกาศลดอัตราชดเชยราคาน้ำมัน ส่งผลให้ดีเซลและกลุ่มเบนซินพุ่งทะยานขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มีผลบังคับใช้ทันทีในเช้าวันถัดไป (26 มีนาคม)

 

การประกาศในช่วงดึกดื่น คล้อยหลังเพียงไม่นานจากการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีการถกเถียงเรื่องวิกฤตตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปรากฏการณ์รถต่อคิวยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมันกลางดึก บางแห่งคิวนานกว่า 15 นาที ขณะที่หลายปั๊มในต่างจังหวัดกลับขึ้นป้าย “ขออภัยน้ำมันดีเซลหมด” ล่วงหน้าไปแล้ว

 

นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายภาคส่วน ว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้คือทางออกที่แท้จริง หรือเป็นการผลักภาระให้ประชาชนท่ามกลางข้อกังขาเรื่องการกักตุนน้ำมัน

 

เหตุผลของรัฐ: กองทุนฯ แบกไม่ไหว หวั่นน้ำมันทะลักออกเพื่อนบ้าน

 

ภาครัฐชี้แจงว่า วิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาดีเซลในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยวันละกว่า 2,592 ล้านบาท จนสถานะติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท หากตรึงราคาต่อไป กองทุนฯ อาจขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถรักษาเสถียรภาพในระยะยาวได้

 

นอกจากนี้ การกดราคาในประเทศให้ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน (เช่น มาเลเซียที่ราคาดีเซลทะลุ 39 บาทไปแล้ว) ยังเป็นช่องโหว่ให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ

 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (รักษาการ) ออกมาวอนขอให้ประชาชนเข้าใจข้อจำกัดของการเป็นรัฐบาลรักษาการ พร้อมระบายความในใจว่า

 

“พวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางภายใต้อำนาจที่มีจำกัด… พวกท่านวิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์ หากท่านมีความรู้สามารถเสนอแนะมาที่ตัวผมได้ การใส่ร้ายป้ายสีไม่ได้ทำให้ประเทศเดินหน้า”

 

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รักษาการ) ระบุว่า ได้เตรียมมาตรการพุ่งเป้า ดูแล 5 กลุ่มหลักไว้แล้ว ได้แก่

 

1. กลุ่มเปราะบาง (ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)

 

2. กลุ่มขนส่ง (อุดหนุนผู้ประกอบการหรือจ่ายตรงผ่านพร้อมเพย์ให้คนขับ)

 

3. กลุ่มเกษตรกร/ประมง (จัดหาปุ๋ยราคาถูกและน้ำมัน B20)

 

4. กลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐ (ปรับค่า K ชดเชยงานก่อสร้าง)

 

5. กลุ่มภาคบริการ (เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ)

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังต้องรอรัฐบาลใหม่จัดตั้งเสร็จสมบูรณ์จึงจะเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ

 

ข้อกังขาเรื่อง ‘สต๊อกเก่า’ และ ‘ภาษีลาภลอย’

 

แม้รัฐบาลจะอ้างถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่ในมุมของนักการเมืองและนักวิชาการ กลับมองว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ขาดความรับผิดชอบและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

 

  • ปล้นกันชัดๆ จากสต๊อกเก่า: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จี้ให้กระทรวงพาณิชย์เบรกเรื่องนี้ด่วน โดยมองว่านี่คือน้ำมันสต๊อกเก่า การขึ้นพรวดเดียว 6 บาททำให้โรงกลั่นที่กั๊กน้ำมันได้กำไรมหาศาล สอดคล้องกับ พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่โพสต์กลางดึกสั้นๆ ว่า “แบบนี้มันปล้นกันชัดๆ”

 

  • ทำไมไม่ลดภาษี หรือเก็บภาษีลาภลอย: กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยว่าไม่ควรชดเชยน้ำมันลิตรละ 27 บาท แต่รัฐบาลไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว พร้อมเสนอทางออก 2 ข้อ

 

  • เก็บ ‘ค่าธรรมเนียมลาภลอย’ 3 บาท/ลิตร จากโรงกลั่นที่ได้กำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบและค่าการกลั่นที่สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า

 

  • ลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาท/ลิตร ทันที (จากปัจจุบันที่เก็บ 6.90 บาท) ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มเลยแม้แต่บาทเดียว พร้อมเตือนว่าหากปล่อยลอยตัว อาจได้เห็นราคาน้ำมันลิตรละ 50 บาทในไม่ช้า

 

  • ความเหลื่อมล้ำและระบอบหน้าด้าน: สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงการจัดการที่ล้มเหลว โดยชี้ว่ารัฐปล่อยให้มีการกักตุนโดยจับมือใครดมไม่ได้ ทั้งที่โรงกลั่นส่วนใหญ่เป็นของรัฐ การลงมติกลางดึกขณะที่ปั๊มต่างจังหวัดขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด และการขอให้ประชาชนประหยัดแต่ไร้มาตรการบังคับภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นการกระทำของ ‘ระบอบหน้าด้าน’

 

  • เกมการเมืองหนีการตรวจสอบ: พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงความจงใจในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐบาล โดยชี้ว่าการประกาศขึ้นราคาเกิดขึ้นหลังสภาปิด และสัปดาห์นี้มีการนัดประชุมสภาเพียงวันเดียว (งดประชุมวันพฤหัสบดีตามปกติ) ทำให้ไม่มีนายกฯ มาชี้แจงในสภาแม้แต่คำเดียว ทั้งเรื่องใครกักตุนน้ำมัน ความชัดเจนเรื่องภาษีลาภลอย และมาตรการเยียวยา

 

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่บททดสอบด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ยังเป็นบททดสอบ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลรักษาการ ว่าท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจปล่อยลอยตัวครั้งนี้ เป็นการรักษาเสถียรภาพของประเทศ หรือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยทิ้งให้ประชาชนต้องแบกรับบิลค่าครองชีพที่พุ่งทะยานแต่เพียงลำพัง ท่ามกลางการตั้งคำถามว่า “ถ้าน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท แล้วพรุ่งนี้ทุกปั๊มมีน้ำมันให้เติมไม่จำกัด นั่นหมายความว่า ที่ผ่านมา…”

The post เมื่อรัฐปล่อยลอยตัวน้ำมันพุ่งพรวด 6 บาทต่อลิตร ผลักภาระหรือแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ขึ้นราคาดีเซล-เบนซินรวดเดียว 6 บาท/ลิตร วันพรุ่งนี้ https://thestandard.co/fuel-price-hike-queues/ Thu, 26 Mar 2026 01:11:23 +0000 https://thestandard.co/fuel-price-hike-queues/ ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน

วันนี้ (25 มีนาคม) ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจส […]

The post ประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ขึ้นราคาดีเซล-เบนซินรวดเดียว 6 บาท/ลิตร วันพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน

วันนี้ (25 มีนาคม) ช่างภาพ THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งย่านอารีย์ พบภาพบรรยากาศช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. มีประชาชนจำนวนมากนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์มาต่อแถวรอคิวเติมน้ำมันกันอย่างเนืองแน่นจนล้นออกมาบนถนนสายหลัก

 

หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติด่วนประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซินรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร โดยจะมีผลบังคับใช้ทันทีในวันพรุ่งนี้ (26 มีนาคม 2569) ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเร่งออกมาเติมน้ำมันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายก่อนที่ราคาใหม่จะถูกนำมาใช้

 

สาเหตุสำคัญของการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ กบน. ชี้แจงว่ามาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันติดลบไปแล้วกว่า 35,000 ล้านบาท และต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงวันละ 2,592 ล้านบาท

การขยับราคาขึ้นจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ รวมถึงเพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกไปเก็งกำไรในประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาสูงกว่าไทยไปมาก ทั้งนี้ รัฐบาลได้เตรียมมาตรการบรรเทาผลกระทบให้กับกลุ่มเปราะบาง ภาคการขนส่ง และเกษตรกรไว้เบื้องต้นแล้ว

 

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงาน มีความเห็นจากทาง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในทิศทางสอดคล้องกันในการพิจารณาปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันในอนาคต เพื่อให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามกลไกตลาดโลก และยุติการสร้างภาระหนี้สินสะสมให้กับกองทุนน้ำมันฯ ในระยะยาว พร้อมทั้งส่งสัญญาณขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่ยากลำบาก และร่วมกันประหยัดพลังงานอย่างรู้คุณค่าเพื่อก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

 

ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 1ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 2ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 3ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 4ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 5ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 6ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 7ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 8ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 9ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 10ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 11ประชาชนจำนวนมากต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ประกาศขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 12

The post ประชาชนแห่ต่อคิวเติมน้ำมันกลางดึก หลัง กบน. ขึ้นราคาดีเซล-เบนซินรวดเดียว 6 บาท/ลิตร วันพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ มธ. เตือนคนไทยเตรียมรับมือวิกฤตค่าไฟ หลังสงครามดันราคา LNG พุ่ง ชง 4 มาตรการรับมือ https://thestandard.co/thai-energy-crisis-lng-price/ Wed, 25 Mar 2026 13:16:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1191363 ภาพประกอบนักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยืนอยู่ตรงกลาง มีมิเตอร์ไฟฟ้าและแผนที่ภูมิภาคตะวันออกกลางที่เน้นอิหร่านอยู่ด้านหลัง สื่อถึงวิกฤตค่าไฟและผลกระทบจากสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะ […]

The post นักวิชาการ มธ. เตือนคนไทยเตรียมรับมือวิกฤตค่าไฟ หลังสงครามดันราคา LNG พุ่ง ชง 4 มาตรการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบนักวิชาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยืนอยู่ตรงกลาง มีมิเตอร์ไฟฟ้าและแผนที่ภูมิภาคตะวันออกกลางที่เน้นอิหร่านอยู่ด้านหลัง สื่อถึงวิกฤตค่าไฟและผลกระทบจากสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก หนึ่งในผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และกำลังจะพุ่งเป้ามาที่กระเป๋าเงินของคนไทยในเร็วๆ นี้ คือ ‘วิกฤตราคาพลังงาน’ ที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่อาจคาดเดาจุดสิ้นสุดได้

 

สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้เป็นเส้นเลือดใหญ่ในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างยิ่ง เมื่อห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุดลงจากภัยสงคราม

 

คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและคนไทยจะรับมือกับคลื่นกระแทกครั้งนี้อย่างไร ในยุคที่นักวิชาการออกมาย้ำชัดเจนว่า “หลังจากนี้จะไม่มีค่าไฟที่ไม่แพงอีกต่อไป”

 

สงครามลุกลาม ห่วงโซ่พลังงานโลกสะดุด

 

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ลุกลามจนสร้างความเปราะบางต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก การขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทำให้เกิดความไม่มั่นคง และส่งผลให้ราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น

 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้อิสราเอล โดยพุ่งเป้าไปที่โรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออก LNG รายใหญ่ของโลก เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เหตุการณ์นี้คาดว่าจะทำให้ปริมาณ LNG ของโลกลดลงไปเท่ากับระดับปี 2564 และต้องใช้เวลาซ่อมแซมถึง 1-5 ปี

 

นี่คือสัญญาณอันตรายสำหรับประเทศไทยที่ต้องนำเข้าก๊าซ LNG มากกว่า 72% เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า และกว่าครึ่งหนึ่งนั้นนำเข้ามาจากกาตาร์

 

LNG พุ่ง จับตาบิลค่าไฟ พฤษภาคม-สิงหาคม 69

 

วิกฤตนี้สะท้อนผ่านตัวเลขราคา LNG ในตลาดโลกที่พุ่งทะยานอย่างน่าตกใจ

 

  • ราคาก่อนเกิดสงคราม: 11 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู
  • ราคาปัจจุบัน: 25 เหรียญสหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู (พุ่งขึ้นกว่า 120%)
  • คาดการณ์ในอนาคต: อาจพุ่งสูงถึง 170%

 

ภายใต้สูตรการคำนวณค่าไฟของไทย รศ. ดร.ภูรี คาดว่า ค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) จะปรับเพิ่มขึ้นถึง 0.58 บาทต่อหน่วย แม้รัฐบาลจะมีท่าทีต้องการตรึงราคาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่การตรึงราคาค่าไฟนั้นไม่ง่ายเหมือนราคาน้ำมัน เนื่องจากไทยไม่มีกองทุนไฟฟ้ามารองรับ

 

ทั้งนี้ การตรึงราคาไฟฟ้าจะไม่เหมือนการตรึงราคาน้ำมัน เพราะไทยไม่มีกองทุนไฟฟ้าเหมือนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ผ่านมา รัฐใช้วิธีให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ช่วยแบกรับต้นทุน ซึ่งปัจจุบันรัฐยังมีภาระหนี้เดิมที่ต้องจ่ายคืน กฟผ. ราว 4 หมื่นล้านบาท และ ปตท. อีกราว 1.2-1.3 หมื่นล้านบาท หากใช้วิธีผลักภาระหนี้ไปเรื่อยๆ ในระยะยาวค่าไฟก็จะยิ่งแพงขึ้นทวีคูณ อีกทั้งวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้การหาซื้อ LNG จากแหล่งอื่นทดแทนทำได้ยากลำบาก

 

เสนอ 4 มาตรการด่วน ไฟฟ้าไม่ดับ-ราคาพอรับได้

 

รศ. ดร.ภูรี ได้เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ดังนี้

 

  • รีดก๊าซอ่าวไทย: เพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ เพื่อทดแทนปริมาณการนำเข้าที่ลดลง
  • ปัดฝุ่นโรงไฟฟ้าเก่า: ฟื้นการผลิตโรงไฟฟ้าเก่าที่ยังใช้งานได้ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้าพลังน้ำ โดยใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ของไทยที่ยังมีอยู่สูงมาก
  • มาตรการประหยัดพลังงานขั้นเด็ดขาด: รณรงค์และบังคับใช้มาตรการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เช่น ลดเวลาเปิดป้ายไฟโฆษณา หรือพิจารณาให้ร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงปิดบริการหลังเที่ยงคืน
  • รื้อแผน PDP ด่วน: นำความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นโจทย์หลักในการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเต็มรูปแบบ และลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เพราะนอกจากก๊าซจะแพงแล้ว ห่วงโซ่อุปทานของอะไหล่สำคัญอย่าง Gas Turbine ก็กำลังขาดแคลนและมีต้นทุนพุ่งสูงเช่นกัน

 

“การบริหารจัดการเรื่องไฟฟ้าจะไม่เหมือนน้ำมัน เพราะไฟฟ้ากักตุนไม่ได้ เป้าหมายหลักคือต้องทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ไฟดับ ซึ่งจาก Reserve Margin ที่สูงขนาดนี้ หากบริหารดีๆ ไฟไม่ควรดับ ส่วนราคาต้องทำให้อยู่ในระดับที่พอรับได้” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

 

รศ. ดร.ภูรี กล่าวย้ำว่า เราคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า ยุคของ ‘ค่าไฟถูก’ ได้จบลงแล้ว และผลกระทบครั้งนี้จะลุกลามไปทุกภาคส่วน ตั้งแต่กลุ่มเปราะบาง ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่าง Data Center ที่ต้องการใช้พลังงานมหาศาล

 

The post นักวิชาการ มธ. เตือนคนไทยเตรียมรับมือวิกฤตค่าไฟ หลังสงครามดันราคา LNG พุ่ง ชง 4 มาตรการรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทใจให้แต่ยังขัดใจ! คนไทยวัย 40+ ซื้อ EV ทะลุ 38% หวังเป็นรถหลักครอบครัว ทว่ายังเจอกวนใจเรื่อง ‘จอหน่วง-ชาร์จช้า’ https://thestandard.co/thai-40-plus-ev-adoption-challenges/ Wed, 25 Mar 2026 12:32:32 +0000 https://thestandard.co/thai-40-plus-ev-adoption-challenges/ ภาพอินโฟกราฟิกแสดงคนไทยวัย 40+ ซื้อรถยนต์ EV สูงกว่า 38% แต่ยังพบปัญหาจอหน่วงและชาร์จช้า

นีลเส็นไอคิวเปิดเผยผลการสำรวจคุณภาพรถยนต์ประจำปี 2568 จ […]

The post เทใจให้แต่ยังขัดใจ! คนไทยวัย 40+ ซื้อ EV ทะลุ 38% หวังเป็นรถหลักครอบครัว ทว่ายังเจอกวนใจเรื่อง ‘จอหน่วง-ชาร์จช้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงคนไทยวัย 40+ ซื้อรถยนต์ EV สูงกว่า 38% แต่ยังพบปัญหาจอหน่วงและชาร์จช้า

นีลเส็นไอคิวเปิดเผยผลการสำรวจคุณภาพรถยนต์ประจำปี 2568 จากผู้ซื้อรถใหม่จำนวน 3,479 รายทั่วประเทศ โดยครอบคลุมทั้งรถยนต์ทั่วไปและ ‘รถยนต์พลังงานไฟฟ้า’ อย่างครบถ้วน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความคาดหวังด้านคุณภาพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการใช้งานในชีวิตประจำวันที่เข้มข้นและหลากหลายรูปแบบมากขึ้น

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ต่างให้ความสำคัญกับความง่ายในการใช้งานและ ‘ความน่าเชื่อถือ’ เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อรถยนต์ประเภทใดก็ตาม ประสิทธิภาพในการใช้งานจริงต้องสามารถตอบสนองความต้องการของทั้งผู้ขับขี่และสมาชิกในครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบและไร้รอยต่อที่สุด

 

พฤติกรรมผู้ใช้รถและเกณฑ์การวัดคุณภาพ

 

การวัดคุณภาพรถยนต์ในการศึกษาครั้งนี้ใช้เกณฑ์จำนวนปัญหาที่พบต่อรถยนต์ 100 คัน หรือ ‘PP100’ ในช่วงระยะเวลา 1 ถึง 6 เดือนแรกหลังจากการซื้อรถยนต์ใหม่ โดยคะแนนประเมินที่ต่ำจะสะท้อนถึงคุณภาพรถยนต์ที่สูงกว่าและมีปัญหากวนใจระหว่างการใช้งานน้อยกว่าอย่างชัดเจน

 

ผลการศึกษาพบว่าเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพบปัญหาจากการใช้งานเฉลี่ย 174 ปัญหาต่อรถ 100 คัน ขณะที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปพบ 169 ปัญหาต่อรถ 100 คัน ความแตกต่างของตัวเลขนี้เกิดจากลักษณะการใช้งานและความคุ้นเคยของผู้ใช้ที่แตกต่างกัน มากกว่าจะเป็นตัวชี้วัดเรื่องคุณภาพของยานยนต์โดยตรง

 

มณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภค ธุรกิจยานยนต์ นีลเส็นไอคิว ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “ตลาดรถยนต์ไทยกำลังก้าวสู่ช่วงอิ่มตัว ซึ่งนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้อีกต่อไป”

 

ผู้อำนวยการบริหารยังกล่าวเสริมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคอีกว่า “ผู้บริโภคประเมินรถจากการใช้งานจริง ทั้งการตอบสนองของระบบดิจิทัล ความสบาย หรือประสิทธิภาพแอร์ ผู้ผลิตที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับสมรรถนะที่น่าเชื่อถือได้ จะมีความได้เปรียบในการเป็นผู้นำตลาด ท่ามกลางความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

 

การขยายตัวของกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลาย

 

ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดยกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเริ่มมีช่วงอายุที่ขยับสูงขึ้น สัดส่วนของผู้ซื้อในวัย 40 ปีขึ้นไปเพิ่มจาก 33% ในปี 2567 ขยับขึ้นมาเป็น 38% ในปี 2568 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่

 

นอกจากนี้ การใช้งานรถพลังงานไฟฟ้ายังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ โดยกลุ่มที่มีผู้โดยสารเดินทางร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็น 42% สิ่งนี้สะท้อนพฤติกรรมว่ารถอีวีกำลังก้าวสู่การเป็น ‘ตัวเลือกหลัก’ สำหรับผู้ใช้งานในวงกว้างและตอบโจทย์การใช้งานแบบครอบครัว

 

ในฝั่งของผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปก็พบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเช่นกัน โดยรถยนต์กลุ่มนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ซื้อรถใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง หรือมีรายได้ครอบครัวอย่างน้อย 95,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อเพิ่มขึ้นจาก 22% ขยับเป็น 27% ในปีการสำรวจล่าสุด

 

เมื่อกลุ่มผู้ใช้มีกำลังซื้อที่สูงขึ้น ความคาดหวังต่อคุณภาพรถยนต์ก็พุ่งสูงตามไปด้วย ผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปถึง 85% ได้รายงานว่าพบปัญหาจากการใช้งานอย่างน้อย 1 ปัญหาในปี 2568 ซึ่งตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ตอกย้ำว่าตลาดกำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการขับขี่มากขึ้น

 

รถไฟฟ้ามักเจอปัญหา ‘ระบบดิจิทัล’

 

เมื่อเจาะลึกถึงปัญหาการใช้งาน ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามักรายงานปัญหาด้าน ‘ระบบดิจิทัล’ โดยเฉพาะหน้าจอสัมผัสที่ตอบสนองล่าช้าหรือไม่เสถียร ซึ่งหมวดระบบความบันเทิงและนำทางมีคะแนนปัญหาพุ่งสูงขึ้นจาก 20.8 เป็น 28.0 PP100 ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี

 

พฤติกรรมการชาร์จไฟที่บ้านก็พบอุปสรรคสำคัญ โดยปัญหาความล่าช้าในการชาร์จเพิ่มขึ้นจาก 3.9 เป็น 6.2 PP100 และผู้ใช้ถึง 64% ระบุว่าต้องรอชาร์จไฟนานกว่า 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ปัญหาความกังวลเรื่องระยะทางวิ่งที่ลดลงกะทันหันก็มีรายงานเพิ่มสูงขึ้นจาก 0.7 เป็น 2.1 PP100 เช่นกัน

 

ส่วนผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปมักเผชิญปัญหาด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ โดยเฉพาะเรื่องกำลังรถยนต์ไม่เพียงพอที่มีรายงานสะสมเพิ่มสูงขึ้นเป็น 4.5 PP100 ขณะเดียวกันทั้งสองกลุ่มผู้ใช้งานต่างพบปัญหาที่คล้ายคลึงกันคือ ระบบแอร์ที่ไม่เย็นเร็วพอและการป้องกันแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนที่ยังตอบโจทย์ได้ไม่ดีนัก

 

สำหรับการประเมินรุ่นรถที่ทำคะแนนความพึงพอใจได้ดีที่สุดในกลุ่มกระบะ 4 ประตูคือ มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ พลัส ขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่คว้าคะแนนต่ำสุดเพียง 133 PP100

 

ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก โตโยต้า ยาริส ทำคะแนนนำมาที่ 170 PP100 ส่วนกลุ่มรถยนต์ขนาดกลางระดับต้นตกเป็นของ มาสด้า 2 ด้วยคะแนน 169 PP100 ขณะที่ โตโยต้า โคโรลล่า ครอส สามารถครองแชมป์ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กที่คะแนน 145 PP100

 

ด้านรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่หรือพีพีวีตกเป็นของ อีซูซุ มิวเอกซ์ ที่ทำได้ 150 PP100 สำหรับกระบะตอนเดียวคือ อีซูซุ ดีแม็กซ์ สปาร์ค ขับเคลื่อน 4 ล้อ คว้าคะแนนไป 146 PP100 และรุ่นกระบะตอนขยายคือ อีซูซุ ดีแม็กซ์ สเปซแค็บ 2 ประตู ทำผลงานไว้ที่ 156 PP100

 

ปิดท้ายด้วยกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีตัวแทนที่ทำคะแนนคุณภาพได้เท่ากันถึง 2 รุ่น ได้แก่ ไอออน ไฮป์เทค เอชที และ บีวายดี ซีไลออน 7 โดยทั้งคู่สามารถคว้าคะแนนประเมินไปได้ที่ 152 PP100 จากประสบการณ์การขับขี่จริงของผู้บริโภคชาวไทย

The post เทใจให้แต่ยังขัดใจ! คนไทยวัย 40+ ซื้อ EV ทะลุ 38% หวังเป็นรถหลักครอบครัว ทว่ายังเจอกวนใจเรื่อง ‘จอหน่วง-ชาร์จช้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>