Thailand – THE STANDARD ข่าวออนไลน์เชิงสร้างสรรค์ ข่าวในประเทศ ข่าวจริง https://thestandard.co/category/news/thailand/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 06 Mar 2026 02:33:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 วธ. Roadshow ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ สร้างการรับรู้ในเวทีโล นำร่อง เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก่อนยูเนสโก พิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปลายปี 2569 นี้ https://thestandard.co/thai-royal-dress-roadshow-unesco/ Fri, 06 Mar 2026 02:33:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1184880 ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำประชุมคณะทำงานเตรียมจัด Roadshow 'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันมรดกโลก UNESCO

วานนี้ (5 มีนาคม) ที่อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธร […]

The post วธ. Roadshow ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ สร้างการรับรู้ในเวทีโล นำร่อง เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก่อนยูเนสโก พิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปลายปี 2569 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำประชุมคณะทำงานเตรียมจัด Roadshow 'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันมรดกโลก UNESCO

วานนี้ (5 มีนาคม) ที่อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้า โครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย : มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล กิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยม ในประเทศ และต่างประเทศ (Roadshow) ครั้งที่ 1 ณ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วย ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน)

 

พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ พจน์ หาญพล, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์, ศรินดา จามรมาน, ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย และ ปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรอย่างกรมสารนิเทศ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อร่วมกันผลักดันภูมิปัญญาไทยให้สง่างามบนเวทีโลก เข้าร่วมประชุม

 

สำหรับการจัดงาน Kick-off ครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ​โอกาสนี้ นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จฯ ทรงเปิดงานและทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย’ ในวันที่ 9 เมษายน นี้ ในคราวเดียวกันด้วย

 

ซาบี ย้ำว่า กิจกรรมนี้ ถือเป็นการสร้างการรับรู้และเน้นย้ำให้นานาชาติได้รับรู้ถึง ชุดไทยพระราชนิยม ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย และเป็นการตระเตรียมความพร้อมก่อนที่ยูเนสโก (UNESCO) จะพิจารณาขึ้นทะเบียนชุดไทย เป็นมรดกโลกในช่วงปลายปี 2569 นี้

 

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า คณะทำงานจะดำเนินการสร้างการรับรู้เรื่องชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นที่แพร่หลายในประเทศอาเซียนเพิ่มเติมด้วย

 

ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำประชุมคณะทำงานเตรียมจัด Roadshow 'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันมรดกโลก UNESCO 2ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำประชุมคณะทำงานเตรียมจัด Roadshow 'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันมรดกโลก UNESCO 3ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำประชุมคณะทำงานเตรียมจัด Roadshow 'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันมรดกโลก UNESCO 4

The post วธ. Roadshow ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ สร้างการรับรู้ในเวทีโล นำร่อง เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ก่อนยูเนสโก พิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปลายปี 2569 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
​การไฟฟ้าแจงปมคลื่นสัญญาณรบกวนรีโมตรถจักรยานยนต์ ซ.อินทราภรณ์ 10 พร้อมระงับใช้อุปกรณ์ชั่วคราว https://thestandard.co/mea-signal-interference-suspend/ Thu, 05 Mar 2026 11:28:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1184715 ภาพรีโมตสมาร์ตคีย์รถจักรยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากสัญญาณรบกวน

วันนี้ (5 มีนาคม) จากเหตุการณ์ประชาชนในพื้นที่บริเวณถนน […]

The post ​การไฟฟ้าแจงปมคลื่นสัญญาณรบกวนรีโมตรถจักรยานยนต์ ซ.อินทราภรณ์ 10 พร้อมระงับใช้อุปกรณ์ชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรีโมตสมาร์ตคีย์รถจักรยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากสัญญาณรบกวน

วันนี้ (5 มีนาคม) จากเหตุการณ์ประชาชนในพื้นที่บริเวณถนนอินทราภรณ์ ซอย 10 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง ประสบปัญหารถจักรยานยนต์ที่ใช้ระบบสมาร์ตคีย์ ไม่สามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ได้เนื่องจากมีสัญญาณรบกวน

 

ต่อมาการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ได้ชี้แจง ผ่านสำนักข่าว THE STANDARD ระบุว่า รับทราบปัญหาและไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า กรณีดังกล่าวอาจมีความเกี่ยวข้องกับ ระบบสื่อสารโครงข่ายสำหรับการควบคุมระบบไฟฟ้า ของ MEA ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตัดต่อกระแสไฟฟ้าผ่านคลื่นวิทยุ

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดผลกระทบและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่โดยทันที สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ขอความร่วมมือให้ปิดการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวชั่วคราว ซึ่ง MEA ได้รับทราบและดำเนินการระงับการใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน MEA ได้เร่งประสานให้บริษัทผู้รับจ้างเข้าลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทางเทคนิคอย่างละเอียด

 

ขณะนี้ สำนักงาน กสทช. และ MEA ยังคงอยู่ระหว่างการร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงของสัญญาณรบกวนดังกล่าวมาจากสาเหตุใดแน่ชัด เพื่อนำไปสู่การแก้ไข

 

MEA ขออภัยเป็นอย่างยิ่งในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นกับประชาชนในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้องได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ MEA ได้ที่ Line: MEA Connect (@MEAthailand) สัญลักษณ์โล่สีเขียวนำหน้าชื่อบัญชีทางการ เลือกเมนู ติดต่อ MEA Call Center Online 1130 ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง และติดตามข่าวสารงานบริการของ MEA ผ่านทางเว็บไซต์ www.mea.or.th

The post ​การไฟฟ้าแจงปมคลื่นสัญญาณรบกวนรีโมตรถจักรยานยนต์ ซ.อินทราภรณ์ 10 พร้อมระงับใช้อุปกรณ์ชั่วคราว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย https://thestandard.co/fake-thai-coconut-water-china/ Thu, 05 Mar 2026 09:42:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1184684 น้ำมะพร้าวปลอม

หลายเดือนที่ผ่านมา ‘มะพร้าวไทย’ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเก […]

The post ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมะพร้าวปลอม

หลายเดือนที่ผ่านมา ‘มะพร้าวไทย’ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของราคาหน้าสวนที่ตกต่ำจากเดิม ลูกละ 20-40 บาท เหลือเพียงลูกละ 2-7 บาท จนเกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร แล้วแตะไปยังโครงสร้างใหญ่ทั้งระบบอย่างกลไกราคา กฎหมายควบคุมสินค้า การปราบปรามล้งเถื่อน ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ เพราะตอนนี้มะพร้าวไทยกว่า 80% ถูกส่งไปยังประเทศจีน แบบที่เราไม่มีตลาดอื่นรองรับสินค้าจำนวนมหาศาล

 

การมีจีนเป็นตลาดใหญ่เพียงตลาดเดียว ส่งผลให้ปลายทางของห่วงโซ่มะพร้าวเป็นผู้กุมอำนาจในการกำหนดราคา จนทำให้ตลาดมะพร้าวไทยมีความเปราะบางสูง ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อธิบายว่าราคาที่เกษตรกรได้รับจำนวนหนึ่งเกิดจากการคำนวณย้อนกลับจากราคาปลายทางในตลาดต่างประเทศ เช่น หากตลาดปลายทางต้องการสินค้าที่ราคา 10 บาทต่อลูก โรงงานหรือผู้ส่งออกก็ต้องนำราคานั้นมาคำนวณต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่ค่าคัดแยก บรรจุภัณฑ์ ขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนการรับซื้อจากสวน ทำให้ราคาที่กลับมาถึงเกษตรกรลดลงเหลือเพียงไม่กี่บาทต่อผล หรืออาจจะเป็นราคา 2-4 บาท ตามที่เห็นในหน้าข่าว

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อย่างถึงกลุ่มธุรกิจจากจีนบางกลุ่มที่มองหาโอกาสในประเทศไทยด้วยการเข้ามาทำล้ง รับบทพ่อค้าคนกลางแต่ไม่ได้ทำตามกฎหมายไทยอย่างครบถ้วนจนเกิดเป็น ‘ล้งเถื่อน’ จำนวนมาก และพวกเขาไม่ได้เพียงแค่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนซับพลายเชนไทยด้วยการกินรวบทั้งระบบ แต่ยังรวมถึงการทำ ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ ในนามมะพร้าวไทยอีกด้วย

 

  • น้ำมะพร้าวปลอม จีนทำแต่ใช้ชื่อมะพร้าวไทย

 

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องราคาและโครงสร้างตลาด ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง และอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวไทยในระยะยาว นั่นคือปัญหา ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมะพร้าวแท้ 100% แต่ถูกนำออกจำหน่ายในลักษณะที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นน้ำมะพร้าวแท้

 

ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจระบุว่า มีนักธุรกิจจีนเข้ามาทำล้งและโรงงานผลิตน้ำมะพร้าวในไทย หลายเจ้ามีวิธีการทำที่แตกต่างกัน บางโรงงานนำมะพร้าวน้ำกะทิจากอินโดนีเซียเข้ามาแปรรูปเป็นหัวเชื้อแล้วผสมกับน้ำมะพร้าวหรือผสมกับน้ำเปล่าให้ดูเป็นกลิ่นมะพร้าว บางเจ้าใช้น้ำมะพร้าวจากสายพันธุ์อื่นที่มีราคาถูกกว่ามะพร้าวที่ระบุอยู่ในฉลากข้างขวด หรือนำวัตถุดิบอื่นมาปรุงแต่งให้มีรสชาติใกล้เคียงน้ำมะพร้าวน้ำหอม ผลิตเครื่องดื่มเลียนแบบน้ำมะพร้าวโดยตรง

 

เมื่อได้สินค้าตามต้องการก็จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างจีน ภายหลังรัฐบาลจีนตรวจจับสินค้าปลอมได้บ่อยขึ้น และมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับสินค้าบางส่วน แต่เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อวงจรมะพร้าวไทยมากๆ โดยเฉพาะกับภาคส่งออก

 

ผู้บริโภคอาจสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสินค้าโดยรวม เพราะเมื่อสินค้าถูกส่งไปยังตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่จีน คนจะไม่ได้แยกว่าสินค้านี้เป็นผู้ผลิตเจ้าไหน แต่ทั้งหมดจะถูกเรียกว่าเป็น ‘น้ำมะพร้าวจากไทย’ ส่งผลต่อภาพลักษณ์สินค้าในระดับอุตสาหกรรม และหากตลาดปลายทางมองว่าสินค้าไทยมีความเสี่ยงบ่อยเข้า อาจนำไปสู่มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นหรือแม้แต่การจำกัดการนำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้น่ากังวลยิ่งขึ้นคือปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มเลียนแบบสามารถทำให้รสชาติใกล้เคียงน้ำมะพร้าวจริง จนผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการชิมเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถตรวจสอบส่วนประกอบของเครื่องดื่มได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คุณภาพสินค้า

 

  • รัฐต้องเร่งปราบปรามล้งเถื่อน โรงงานน้ำมะพร้าวปลอม

 

ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย นั่นคือความจำเป็นในการยกระดับระบบตรวจสอบ และมาตรฐานสินค้าทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างสวนมะพร้าวไปจนถึงปลายน้ำอย่างโรงงานแปรรูปและการส่งออก

 

ผู้ประกอบการในห่วงโซ่มะพร้าวไทยมองว่าทางออกของปัญหานี้อยู่ที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากภาครัฐมีเครื่องมือในการควบคุมดูแลทั้งด้านมาตรฐานการผลิตอาหาร การตรวจสอบคุณภาพสินค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถใช้กฎหมายควบคู่กับลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการแล้วสุ่มตรวจสินค้าในตลาด เพื่อป้องกันการทำสินค้าปลอมปนตั้งแต่ต้นทาง หากพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ก็สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมหรือดำเนินคดีได้

 

ถึงแม้ว่าการควบคุมและการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการรักษาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะเมื่อความเชื่อมั่นต่อสินค้าเสียไปแล้ว การสร้างภาพลักษณ์กลับคืนมาอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งเกษตรกรไทยจำนวนมากรวมถึง SMEs อาจไม่สามารถรอได้นานถึงขนาดนั้น ผู้ประกอบการจึงสะท้อนความต้องการไปยังรัฐบาลว่า หากสามารถทำให้ระบบการผลิตและการตรวจสอบมีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานที่ชัดเจน ก็จะช่วยลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การปลอมปนหรือการบิดเบือนข้อมูลสินค้าได้

 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว หลายฝ่ายเสนอว่าปัญหาของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยไม่ได้มีแค่มิติของราคา แต่ต้องดูกระบวนการทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่พัฒนามาตรฐานสินค้าให้ชัดเจน หาวิธีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เลิกพึ่งพาตลาดใหญ่เพียงประเทศเดียวแล้วการกระจายสินค้าส่งออกไปยังตลาดแหล่งใหม่

 

แม้วิกฤตราคามะพร้าวอาจเป็นปัญหาที่ผันผวนไปตามกลไกตลาด แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถือเป็นทุนสำคัญของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก การรักษาคุณภาพ ความโปร่งใส และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ ‘น้ำมะพร้าวไทย’ ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: พนาธร ไชยกุล

The post ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
​กสทช. ตรวจสอบคลื่นรบกวน ถ. อินทราภรณ์ สั่งปรับลดกำลังส่งสมาร์ทมิเตอร์ เร่งแก้ปัญหามอเตอร์ไซค์สตาร์ทไม่ติด https://thestandard.co/nbtc-resolves-smart-meter-interference/ Thu, 05 Mar 2026 09:40:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1184687 เจ้าหน้าที่ กสทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบคลื่นรบกวนจากสมาร์ทมิเตอร์ที่ถนนอินทราภรณ์

วันนี้ (5 มีนาคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ ร […]

The post ​กสทช. ตรวจสอบคลื่นรบกวน ถ. อินทราภรณ์ สั่งปรับลดกำลังส่งสมาร์ทมิเตอร์ เร่งแก้ปัญหามอเตอร์ไซค์สตาร์ทไม่ติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ กสทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบคลื่นรบกวนจากสมาร์ทมิเตอร์ที่ถนนอินทราภรณ์

วันนี้ (5 มีนาคม) ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่บริเวณถนนอินทราภรณ์ เขตวังทองหลาง

 

ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ใช้ระบบกุญแจรีโมท (Keyless) ว่าประสบปัญหาสัญญาณรบกวนบริเวณพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้ระบบกุญแจไม่ทำงานและไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เมื่อจอดรถ ทำให้ผู้ขับขี่ต้องเข็นรถออกไปไกลกว่า 300-400 เมตรเพื่อหลีกเลี่ยงจุดรบกวนสัญญาณ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

 

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ทีมวิศวกรตรวจพบการส่งสัญญาณคลื่นความถี่บริเวณเสาไฟฟ้าที่มีการติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) ของหน่วยงานที่ได้รับอนุญาต ซึ่งสัญญาณดังกล่าวอาจเข้าไปรบกวนย่านความถี่ 433 MHz โดยย่านความถี่นี้เป็นคลื่นความถี่ไร้สายระยะสั้นที่ใช้งานทั่วไปสำหรับอุปกรณ์สื่อสารระยะใกล้ อุปกรณ์บ้านอัจฉริยะ และอุปกรณ์ IoT เช่น รีโมทประตูและกุญแจรถจักรยานยนต์

 

ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่ใช้กำลังส่งต่ำและได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาต ทำให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ และถือเป็นการใช้งานคลื่นความถี่ร่วมกับหน่วยงานอื่น

 

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตและตัวแทนบริษัทผู้ติดตั้งระบบเข้าร่วมตรวจสอบด้วย โดยทางหน่วยงานได้ชี้แจงเบื้องต้นว่า กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินตามแผนติดตั้งระบบสมาร์ทมิเตอร์เพื่อช่วยตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและควบคุมการจ่ายไฟ ซึ่งได้เริ่มกระจายการติดตั้งและทำระบบนี้ในบางพื้นที่แล้ว

 

ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. จึงได้ประสานงานไปยังหน่วยงานดังกล่าว เพื่อขอให้ดำเนินการปรับลดกำลังส่งของเครื่องวิทยุคมนาคมลง และกำชับให้ใช้คลื่นความถี่ตามที่ได้รับการจัดสรรให้ตรงกับลักษณะกิจการหลัก เพื่อป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ย่านใกล้เคียงที่ประชาชนต้องใช้งานเป็นประจำ

 

ไตรรัตน์ กล่าวย้ำว่า การบริหารจัดการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถใช้งานคลื่นความถี่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานใช้งานคลื่นความถี่ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้ขออนุญาตไว้กับสำนักงาน กสทช. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสัญญาณรบกวนกันในอนาคต

 

ทั้งนี้ หากประชาชนพบความผิดปกติของสัญญาณสื่อสาร หรือประสบปัญหาในลักษณะคล้ายคลึงกัน สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ที่สายด่วน กสทช. โทร. 1200 ตลอดเวลาทำการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

The post ​กสทช. ตรวจสอบคลื่นรบกวน ถ. อินทราภรณ์ สั่งปรับลดกำลังส่งสมาร์ทมิเตอร์ เร่งแก้ปัญหามอเตอร์ไซค์สตาร์ทไม่ติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 2 ฉากทัศน์ ‘สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันยังไม่ขาดแคลนระยะสั้น แต่หากยืดเยื้อเสี่ยงกระทบหนัก https://thestandard.co/us-iran-war-thailand-economy/ Thu, 05 Mar 2026 07:41:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1184607 ภาพประกอบข่าว แสดงนักวิชาการ วิเคราะห์ผลกระทบสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน ต่อเศรษฐกิจไทย

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในตะ […]

The post เปิด 2 ฉากทัศน์ ‘สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันยังไม่ขาดแคลนระยะสั้น แต่หากยืดเยื้อเสี่ยงกระทบหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว แสดงนักวิชาการ วิเคราะห์ผลกระทบสงคราม สหรัฐฯ-อิหร่าน ต่อเศรษฐกิจไทย

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวอย่างสูง

 

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประเมินว่า ความขัดแย้งครั้งนี้อาจพัฒนาไปได้ใน 2 ทิศทางหลัก ได้แก่ การยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หรือการคงระดับความรุนแรงแต่ยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี ซึ่งแต่ละฉากทัศน์จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ขณะที่ในระยะสั้นประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างก็อาจนำไปสู่ปัญหาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้

 

สงครามตะวันออกกลาง จุดเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจไทย

 

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกสูง

 

โดยประมาณสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ หรือการท่องเที่ยว

 

ดังนั้น เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เสถียรภาพค่าเงิน ราคาพลังงาน ตลอดจนการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

 

ฉากทัศน์ที่ 1: หากสงครามยกระดับเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’

 

กรณีแรกที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นความเสี่ยงสูง คือการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war)

 

หากสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจลุกลามไปสู่เศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และเสถียรภาพทางการเงิน

 

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบสำคัญอาจเกิดขึ้นหลายด้าน ได้แก่

 

  • เศรษฐกิจโลกชะงักงัน ส่งผลให้การส่งออกของไทยชะลอตัว
  • การลงทุนระหว่างประเทศลดลงจากความไม่แน่นอน
  • ค่าเงินผันผวนจากการไหลเข้าออกของเงินทุนที่รวดเร็ว
  • ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

 

ในสถานการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราไม่สูงอยู่แล้ว อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และรัฐบาลจะมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากสภาวะสงครามทำให้การเปิดตลาดใหม่หรือการขยายการค้าระหว่างประเทศทำได้ยาก

 

สัญญาณผลกระทบเริ่มปรากฏแล้ว

 

แม้สถานการณ์จะยังไม่ยกระดับถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ แต่ผลกระทบบางส่วนเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เช่น

 

  • ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
  • จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง
  • ภาคการส่งออกเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว

 

หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อประชาชนจะยิ่งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ไม่เติบโตตาม

 

สถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพราะประเทศไทยมีระดับหนี้ครัวเรือนสูงถึงประมาณ 90% ของ GDP ทำให้ความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมีจำกัด

 

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากรายได้ไม่เพิ่มแต่ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ปัญหาทางสังคมอาจตามมาในระยะยาว

 

ฉากทัศน์ที่ 2: สงครามไม่ขยายตัว แต่ยืดเยื้อหลายปี

 

อีกฉากทัศน์หนึ่งที่มีความเป็นไปได้คือ ความขัดแย้งยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลางและไม่ได้ยกระดับมากขึ้น แต่ลากยาวเป็นเวลา 2–3 ปี

 

ในกรณีนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่รุนแรงเท่ากับสงครามเต็มรูปแบบ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกจะมีเวลาปรับตัว

 

ประเทศต่างๆ อาจเริ่มสร้างเส้นทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานใหม่ ที่หลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น

 

ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น

 

  • เส้นทางโลจิสติกส์ที่ต้องปรับเปลี่ยน
  • การแข่งขันด้านการตลาดในต่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

 

ผู้ประกอบการไทยอาจต้องปรับแผนการส่งออก การจัดการกองเรือ และระบบขนส่งสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ของโลกการค้า

 

ความเป็นไปได้ของสงครามเต็มรูปแบบยังไม่สูง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมองว่า โอกาสที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบอาจยังไม่สูงมากนัก

 

ปัจจุบันความขัดแย้งยังอยู่ในลักษณะของการโจมตีเชิงยุทธศาสตร์และการรอดูท่าทีระหว่างกัน

 

นอกจากนี้ หากสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ก็อาจเผชิญแรงต้านภายในประเทศอย่างมาก เพราะสงครามจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอาจกระตุ้นความเสี่ยงด้านความมั่นคงภายในประเทศ เช่น การก่อการร้าย

 

อีกทั้งการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เคยระบุว่าสงครามอาจจบภายใน 4-5 สัปดาห์นั้น นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และหากสถานการณ์ไม่จบลงตามกรอบเวลาที่กล่าวไว้ ความกดดันทางการเมืองก็อาจย้อนกลับมาที่รัฐบาลสหรัฐฯ

 

สงครามยืดเยื้ออาจทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยว

 

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า หากสงครามยืดเยื้อ สหรัฐฯ อาจต้องเผชิญแรงต้านจากนานาชาติมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ หลายประเทศมีความไม่พอใจต่อมาตรการทางภาษีและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อยู่แล้ว และความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็น ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ ที่ทำให้หลายประเทศเริ่มแสดงจุดยืนที่ห่างจากสหรัฐฯ มากขึ้น

 

บางประเทศในยุโรปเริ่มแสดงท่าทีระมัดระวังมากขึ้นในการสนับสนุนสหรัฐฯ ขณะที่บางประเทศ เช่น สเปน ก็เริ่มแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขยายความขัดแย้ง

 

สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การจัดกลุ่มความร่วมมือใหม่ในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองโลก

 

ทางออกเชิงนโยบาย: รักษาการจ้างงานสำคัญที่สุด

 

ไม่ว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปในทิศทางใด นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบ

 

ดังนั้น แนวทางสำคัญที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ **การรักษาการจ้างงานและสร้างงานใหม่** มากกว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแจกเงิน

 

หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ รัฐบาลอาจร่วมกับภาคเอกชนในการช่วยอุดหนุนค่าจ้างแรงงานในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เช่น

 

  • รัฐช่วยจ่ายค่าจ้างบางส่วนให้กับพนักงานที่เสี่ยงตกงาน
  • ใช้รูปแบบร่วมจ่ายกับบริษัทในสัดส่วนที่เหมาะสม
  • ลดสัดส่วนการช่วยเหลือลงในระยะยาว เช่น ปีแรกช่วย 50% ปีถัดไปลดเหลือ 25%

 

มาตรการลักษณะนี้จะช่วยรักษาความมั่นคงของรายได้ประชาชน และทำให้ผู้บริโภคยังคงกล้าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยประคองเศรษฐกิจภายในประเทศได้

 

วิกฤตอาจกลายเป็นโอกาสบางด้าน

 

แม้สงครามจะสร้างความเสี่ยง แต่ก็อาจเปิดโอกาสใหม่ให้กับไทยได้เช่นกัน

 

ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้หลายประเทศประสบปัญหาด้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

 

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถดึงดูดชาวต่างชาติที่มีรายได้สูงให้เข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศ ผ่านมาตรการวีซ่าระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ

 

น้ำมันไทยยังเพียงพอในระยะสั้น

 

สำหรับประเด็นพลังงาน นักวิชาการระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน

 

อย่างไรก็ตาม การมีน้ำมันสำรองไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่สามารถจัดหาพลังงานได้ เพราะโลกยังมีแหล่งพลังงานหลายแห่ง และกลไกตลาดสามารถช่วยปรับสมดุลการจัดหาได้

 

จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมัน แม้ว่าราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

 

ความเสี่ยงระยะยาวคือ ‘ราคาพลังงาน’ และค่าครองชีพ

 

แม้ปริมาณน้ำมันจะยังเพียงพอในระยะสั้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ ราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน และอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

 

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน การวางแผนเศรษฐกิจ และการรักษาการจ้างงาน จึงเป็นมาตรการสำคัญที่ไทยต้องดำเนินการควบคู่กัน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกระยะหนึ่ง

The post เปิด 2 ฉากทัศน์ ‘สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน’ เขย่าเศรษฐกิจไทย น้ำมันยังไม่ขาดแคลนระยะสั้น แต่หากยืดเยื้อเสี่ยงกระทบหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ห้ามกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียน ‘ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่’ เป็นที่ราชพัสดุ ชี้เป็นศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา https://thestandard.co/phutthamonthon-land-religious-property-court/ Thu, 05 Mar 2026 07:14:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1184587 ภาพพุทธมณฑล สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครปฐม

วันนี้ (5 มีนาคม) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแ […]

The post ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ห้ามกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียน ‘ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่’ เป็นที่ราชพัสดุ ชี้เป็นศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพุทธมณฑล สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดนครปฐม

วันนี้ (5 มีนาคม) ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.195/2569 ระหว่าง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้ฟ้องคดี และ กรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยื่นฟ้องขอให้ศาลสั่งระงับการขึ้นทะเบียนที่ดินพุทธมณฑลเป็นที่ราชพัสดุ

 

ผู้ฟ้องคดีระบุว่า ที่ดินพุทธมณฑลเป็นศาสนสมบัติของพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนสมบัติกลางตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีหน้าที่ดูแลรักษาและพัฒนา จึงเห็นว่าการที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐมดำเนินการเพื่อขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวเป็นที่ราชพัสดุ ตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาห้ามกรมธนารักษ์นำที่ดินพุทธมณฑลขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ แต่กรมธนารักษ์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

 

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ได้กำหนดให้ทรัพย์สินของพระศาสนาแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาที่ไม่ได้เป็นของวัดใดวัดหนึ่ง

 

แม้ในอดีตจะกำหนดให้กรมการศาสนาเป็นผู้ถือครองศาสนสมบัติกลาง แต่เป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาและจัดการเท่านั้น มิได้หมายความว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยแท้จริง และต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อำนาจหน้าที่ดังกล่าวได้ถูกโอนมายังหน่วยงานนี้

 

ศาลเห็นว่า ศาสนสมบัติกลางถือเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา ไม่ใช่ทรัพย์สินของแผ่นดิน จึงไม่เข้าข่ายเป็นที่ราชพัสดุที่กระทรวงการคลังจะมีกรรมสิทธิ์ได้ตามกฎหมาย

 

สำหรับที่ดินพุทธมณฑล แม้จะได้มาจากหลายแหล่ง ทั้งที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินเอกชน เงินบริจาค และงบประมาณแผ่นดิน แต่เมื่อพิจารณาประวัติการจัดสร้างพบว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพุทธมณฑลเป็นพุทธานุสรณียสถานในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา

 

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2502 ให้ใส่ชื่อกรมการศาสนาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินพุทธมณฑล ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลในขณะนั้นว่าต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของพระศาสนา มิใช่ทรัพย์สินของแผ่นดิน

 

ศาลจึงวินิจฉัยว่า ที่ดินพุทธมณฑลเนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ เป็นศาสนสมบัติกลางตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ และไม่อาจขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุได้ การที่กรมธนารักษ์ดำเนินการสำรวจรังวัดและเตรียมขึ้นทะเบียนที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

 

ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้ห้ามกรมธนารักษ์นำที่ดินพุทธมณฑลขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ

The post ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ห้ามกรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียน ‘ที่ดินพุทธมณฑล 2,500 ไร่’ เป็นที่ราชพัสดุ ชี้เป็นศาสนสมบัติกลางของพระพุทธศาสนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คลื่นหน่วยงานรัฐ’ กวนสัญญาณรีโมต ไขปริศนารถสตาร์ทไม่ติดซอยอินทราภรณ์ 10 https://thestandard.co/government-waves-remote-car-interference/ Thu, 05 Mar 2026 06:56:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1184574 ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10

วันนี้ (5 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่บริ […]

The post ‘คลื่นหน่วยงานรัฐ’ กวนสัญญาณรีโมต ไขปริศนารถสตาร์ทไม่ติดซอยอินทราภรณ์ 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10

วันนี้ (5 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่บริเวณถนนอินทราภรณ์ ซอย 10 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร เพื่อสำรวจความผิดปกติของสัญญาณรบกวนที่ส่งผลให้รถจักรยานยนต์จำนวนมากไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ตามปกติ

 

ทั้งนี้รถจักรยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่คือรถที่ใช้ระบบรีโมตในการเปิดและสตาร์ทรถ โดยรุ่นที่พบปัญหาอย่างชัดเจนคือ Yamaha รุ่น XMAX, NMAX และ Grand Filano นอกจากนี้ยังพบว่ามีรถยนต์บางคันที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถกดล็อกรถได้ด้วยเช่นกัน แต่ในส่วนของรถยนต์นั้นจะยังสามารถขับขี่ได้ตามปกติ

 

อย่างไรก็ตามทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุดังกล่าวตั้งแต่วานนี้ 4 มีนาคม และสรุปสาเหตุเบื้องต้นว่าเกิดจากหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งมีการปล่อยคลื่นสัญญาณเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่แรงเกินไป

 

คลื่นสัญญาณดังกล่าวได้เกิดการทับซ้อนและเข้าไปรบกวนระบบสัญญาณของรถจักรยานยนต์ที่ใช้รีโมตในการเปิด-ปิดและสตาร์ทรถ ปัญหานี้อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมของหน่วยงานดังกล่าว

 

ทั้งนี้วิธีแก้ไขเบื้องต้นเมื่อรถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดในพื้นที่ดังกล่าว คือการนำรถออกให้พ้นจากจุดที่มีสัญญาณรบกวน

 

  • กรณีรถไม่ได้ล็อกคอ: ผู้ขับขี่สามารถเข็นรถหรือให้ผู้อื่นช่วยยันรถออกไปจากพื้นที่เกิดเหตุในระยะประมาณ 100-300 เมตร เมื่อพ้นรัศมีคลื่นสัญญาณรบกวน ระบบรีโมตจะกลับมาทำงานและรถจะสามารถสตาร์ทติดได้ตามปกติ
  • กรณีรถล็อกคอไว้: จะไม่สามารถเข็นได้ จำเป็นต้องใช้วิธีช่วยกันยกรถออกไปให้พ้นระยะของสัญญาณในระยะ 100-300 เมตรเช่นเดียวกัน

 

ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 1ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 2ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 3ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 4ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 5ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 6ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 7ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 8ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 9ช่างภาพลงพื้นที่สำรวจความผิดปกติสัญญาณรบกวนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สตาร์ทไม่ติดบริเวณซอยอินทราภรณ์ 10 10

The post ‘คลื่นหน่วยงานรัฐ’ กวนสัญญาณรีโมต ไขปริศนารถสตาร์ทไม่ติดซอยอินทราภรณ์ 10 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทร. เผยเตรียมแผนสอง อพยพคนไทยในอิหร่านทางเรือ หากสถานการณ์รุนแรงจนปิดน่านฟ้า https://thestandard.co/thai-navy-iran-evacuation-plan/ Thu, 05 Mar 2026 06:46:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1184561 กองทัพเรือเตรียมแผนอพยพคนไทยจากอิหร่านทางเรือ

วันนี้ (5 มีนาคม) พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชา […]

The post ผบ.ทร. เผยเตรียมแผนสอง อพยพคนไทยในอิหร่านทางเรือ หากสถานการณ์รุนแรงจนปิดน่านฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือเตรียมแผนอพยพคนไทยจากอิหร่านทางเรือ

วันนี้ (5 มีนาคม) พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศอิหร่านว่า ในส่วนของการอพยพประชาชนกลับประเทศไทย เบื้องต้นกองทัพอากาศจะเป็นหน่วยงานหลักในการเตรียมการตามนโยบายของรัฐบาล

 

กองทัพเรือได้เตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน หากเกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรงจนไม่สามารถอพยพทางอากาศได้ กองทัพเรือได้เตรียมแผนสองด้วยการใช้เรือในการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่

 

ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการทหารเรือยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีนโยบายให้ทุกเหล่าทัพประหยัดพลังงาน ว่า กองทัพเรือได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวทันที โดยกิจกรรมหรือภารกิจใดที่สามารถปฏิบัติงานในรูปแบบเวิร์กฟรอมโฮมได้ก็ให้ดำเนินการจากที่บ้าน ส่วนกิจกรรมที่ไม่จำเป็นสามารถเลื่อนออกไปก่อนได้ก็ให้เลื่อน

 

นอกจากนี้ หากมีกิจกรรมที่ต้องเดินทางก็ให้ดำเนินการในลักษณะเดินทางร่วมกันเพื่อลดการใช้พลังงาน โดยได้สั่งการไปยังทุกหน่วยงานในสังกัดกองทัพเรือแล้ว และเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นรูปธรรม

The post ผบ.ทร. เผยเตรียมแผนสอง อพยพคนไทยในอิหร่านทางเรือ หากสถานการณ์รุนแรงจนปิดน่านฟ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตง. ตรวจพบข้อบกพร่องระบบเตือนภัยล่วงหน้า พื้นที่เสี่ยงจริงไร้อุปกรณ์ แต่กว่า 3 พันหมู่บ้านไม่เสี่ยงกลับมีจุดติดตั้ง https://thestandard.co/auditor-early-warning-system-flaws/ Thu, 05 Mar 2026 06:33:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1184557 ภาพประกอบแสดงระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเฝ้าระวังอุทกภัยและดินถล่ม

วันนี้ (5 มีนาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ […]

The post สตง. ตรวจพบข้อบกพร่องระบบเตือนภัยล่วงหน้า พื้นที่เสี่ยงจริงไร้อุปกรณ์ แต่กว่า 3 พันหมู่บ้านไม่เสี่ยงกลับมีจุดติดตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อเฝ้าระวังอุทกภัยและดินถล่ม

วันนี้ (5 มีนาคม) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบสัมฤทธิ์ผลและประสิทธิภาพการดำเนินงานการบริหารจัดการระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่ม ของหน่วยรับตรวจแห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยพบข้อตรวจพบสำคัญ 2 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และเตือนภัยแก่ประชาชน

 

ประเด็นแรกคือปัญหาการติดตั้งสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยจริง จากการตรวจสอบฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่มในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งมีจำนวน 4,423 หมู่บ้าน พบว่ายังมีหมู่บ้านถึง 2,042 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 46.17 ที่ไม่มีสถานีเตือนภัยครอบคลุม โดยในจำนวนนี้เป็นหมู่บ้านเสี่ยงสูงมาก 669 แห่ง และเสี่ยงสูง 445 แห่ง

 

ในทางกลับกัน กลับพบว่ามีการติดตั้งสถานีเตือนภัยในหมู่บ้านที่ไม่ได้ถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงถึง 3,672 หมู่บ้าน หรือร้อยละ 60.66 สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยีในการติดตั้งบริเวณพื้นที่ต้นน้ำและที่ลาดชัน รวมถึงฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงที่ยังไม่เป็นปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจริงขาดการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที

 

ประเด็นที่สองพบว่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและประชาชนรับรู้ข้อมูลไม่ทั่วถึง โดยสถานีส่วนใหญ่ไม่ส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุจริง จากการตรวจสอบเหตุอุทกภัย 195 ครั้ง ระหว่างปี 2564 – 2567 พบว่าเหตุการณ์ถึงร้อยละ 72.31 ไม่มีการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า และบางสถานียังส่งสัญญาณเตือนระดับวิกฤติทั้งที่ไม่มีน้ำท่วมจริง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านความแม่นยำของระบบ

 

นอกจากนี้ การแจ้งเตือนยังเข้าไม่ถึงประชาชนอย่างครอบคลุม แม้ประชาชนร้อยละ 41.90 จะได้รับข้อมูลผ่านผู้นำชุมชน แต่ยังมีหลายพื้นที่ที่ติดปัญหาข้อจำกัดด้านสัญญาณสื่อสาร ขณะที่แอปพลิเคชัน EWS DWR ยังไม่เป็นที่รู้จักและแทบไม่มีการใช้งาน ประกอบกับข้อมูลในแอปพลิเคชันไม่ครบถ้วน ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 ระบุว่า มีสถานีเตือนภัย 264 แห่ง หรือร้อยละ 12.24 จากทั้งหมด 2,156 แห่ง อยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งาน โดยอุปกรณ์ที่ชำรุดมากที่สุดคือแผงวงจรควบคุม อุปกรณ์ส่งสัญญาณ และอุปกรณ์ประมวลผล อีกทั้งยังไม่มีแผนสำรองรองรับกรณีสถานีไม่สามารถใช้งานได้

 

จากข้อบกพร่องดังกล่าว สตง. ได้มีข้อเสนอแนะให้หน่วยรับตรวจเร่งแก้ไขปัญหา โดยการพัฒนาเทคโนโลยีให้เหมาะสม ทบทวนฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงให้เป็นปัจจุบัน และจัดทำแผนสำรองกรณีอุปกรณ์ชำรุด ทั้งนี้ หน่วยรับตรวจได้ตอบรับข้อเสนอแนะและกำหนดแนวทางการดำเนินงานเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โดยมีแผนที่จะศึกษาทบทวนการติดตั้ง ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และเกณฑ์การตั้งค่าการแจ้งเตือน รวมถึงหาแนวทางแก้ปัญหาข้อจำกัดในพื้นที่ลาดชัน

 

พร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง หากหน่วยงานภาครัฐเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพระบบเตือนภัยล่วงหน้า จะส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจากระบบที่มีความน่าเชื่อถือ ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน และสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

The post สตง. ตรวจพบข้อบกพร่องระบบเตือนภัยล่วงหน้า พื้นที่เสี่ยงจริงไร้อุปกรณ์ แต่กว่า 3 พันหมู่บ้านไม่เสี่ยงกลับมีจุดติดตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธารเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ ‘ทักษิณ’ เผยอีก 2 เดือนเตรียมปล่อยตัว หารือทนายเตรียมพร้อมเรื่องพักโทษ https://thestandard.co/paetongtarn-thaksin-release-parole/ Thu, 05 Mar 2026 05:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1184505 แพทองธาร ชินวัตร พร้อมคู่สมรส เดินทางกลับหลังเข้าเยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

วันนี้ (5 มีนาคม) ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน […]

The post แพทองธารเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ ‘ทักษิณ’ เผยอีก 2 เดือนเตรียมปล่อยตัว หารือทนายเตรียมพร้อมเรื่องพักโทษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทองธาร ชินวัตร พร้อมคู่สมรส เดินทางกลับหลังเข้าเยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

วันนี้ (5 มีนาคม) ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส ในฐานะตัวแทนครอบครัวชินวัตร ได้เดินทางเข้าเยี่ยม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการเข้าเยี่ยมในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 45 โดยปัจจุบันทักษิณถูกควบคุมตัวอยู่ภายในเรือนจำฯ มาเป็นระยะเวลา 5 เดือน 24 วัน

 

ต่อมาในเวลา 11.00 น. ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยม แพทองธารและคู่สมรสได้เดินทางออกมาจากเรือนจำฯ พร้อมกับทักทายประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจบริเวณด้านหน้า โดยแพทองธารได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงบรรยากาศการเข้าเยี่ยมว่า ในวันนี้เป็นการพูดคุยเพื่ออัปเดตเรื่องราวการใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนเรื่องปัญหาสุขภาพของทักษิณนั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ

 

ทั้งนี้ เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงความรู้สึกของทักษิณ เนื่องจากในวันที่ 9 มีนาคมที่จะถึงนี้ จะครบกำหนด 6 เดือนของการถูกควบคุมตัว แพทองธารกล่าวว่า ระยะเวลา 6 เดือนถือเป็นเวลาที่ค่อนข้างนาน ซึ่งตนได้ให้กำลังใจบิดามาโดยตลอด พร้อมทั้งระบุว่าอีกประมาณ 2 เดือนก็จะได้รับการปล่อยตัว เพื่อให้บิดามีกำลังใจในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

 

ส่วนรายละเอียดและขั้นตอนเกี่ยวกับการขอพักโทษนั้น หลังจากนี้จะต้องมีการหารือและปรึกษากับทางทีมทนายความอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องสถานที่และการกำหนดตัวผู้อุปการะ

 

นอกจากนี้ เมื่อสื่อมวลชนสอบถามเพิ่มเติมว่าได้มีการพูดคุยกับทักษิณเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นหรือไม่ แพทองธารระบุว่าไม่ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นสถานการณ์ดังกล่าวแต่อย่างใด

The post แพทองธารเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ ‘ทักษิณ’ เผยอีก 2 เดือนเตรียมปล่อยตัว หารือทนายเตรียมพร้อมเรื่องพักโทษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ. สั่งรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คุมเข้มเวชภัณฑ์-พลังงาน พร้อมชูวาระเร่งผลิตจิตแพทย์ ขยายบริการสุขภาพครบวงจร https://thestandard.co/moph-middle-east-crisis-response/ Thu, 05 Mar 2026 04:10:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1184456 ภาพการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข นำโดยพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

วานนี้ (4 มีนาคม) ที่ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนา พร้อมพัฒน์ […]

The post สธ. สั่งรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คุมเข้มเวชภัณฑ์-พลังงาน พร้อมชูวาระเร่งผลิตจิตแพทย์ ขยายบริการสุขภาพครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข นำโดยพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

วานนี้ (4 มีนาคม) ที่ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ครั้งที่ 2/2569 โดยมี วรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อติดตามความคืบหน้านโยบายสำคัญและวางมาตรการรับมือสถานการณ์โลกที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทย

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีข้อสั่งการด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างรัดกุมใน 3 มิติหลัก ได้แก่:

 

  • การแพทย์และสาธารณสุข: เตรียมแผนรองรับการดูแลสุขภาพคนไทยในกรณีที่มีการอพยพฉุกเฉินกลับประเทศ
  • ความมั่นคงด้านยา: บริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ให้มีปริมาณสำรองเพียงพอต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • มาตรการประหยัดพลังงาน: สั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก

 

ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้การเพิ่มศักยภาพการผลิตจิตแพทย์ เป็นวาระเร่งด่วนระดับกระทรวง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีจิตแพทย์เพียง 845 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.28 คนต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามมติคณะรัฐมนตรี (24 ม.ค. 2566) ที่กำหนดไว้ที่ 1.7 คนต่อประชากร 1 แสนคน

 

กระทรวงสาธารณสุขจึงตั้งเป้าหมายเร่งผลิตจิตแพทย์เพิ่มอย่างน้อย 30 คนต่อปี โดยมอบหมายให้กรมสุขภาพจิตเพิ่มกำลังการผลิตจิตแพทย์ผู้ใหญ่จาก 22 คน เป็นอย่างน้อย 41 คน ภายในปี 2571 พร้อมทั้งอนุมัติให้โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เข้าร่วมเป็นสถาบันฝึกอบรม โดยให้ผู้ตรวจราชการและประธาน Service Plan สาขาจิตเวชและยาเสพติด เป็นผู้สนับสนุนการคัดเลือกโรงพยาบาลเป้าหมาย

 

นอกจากประเด็นเร่งด่วนแล้ว ที่ประชุมยังได้ติดตามการพัฒนานโยบายสุขภาพที่สำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนี้:

 

  • นโยบายฟอกไตฟรี: มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพบริการ โดยสั่งการให้วิเคราะห์พื้นที่เพื่อจัดตั้งจุดบริการในเขตที่เป็นปัญหา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงจัดกลุ่มอำเภอพื้นที่ติดต่อกันเพื่อลดระยะเวลาและภาระค่าเดินทางของผู้ป่วย
  • นโยบายฉายแสงมะเร็งครอบคลุมทุกที่: กางแผนเตรียมเพิ่มหน่วยบริการรังสีรักษาและเครื่องจำลองรังสีรักษา (LINAC) รวม 17 แห่ง ภายในปี 2573 เพื่อกระจายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ และตั้งเป้าลดระยะเวลารอคอยการรักษาให้เหลือไม่เกิน 6 สัปดาห์

 

สำหรับการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล โดยเฉพาะแอปพลิเคชันหมอพร้อมกระทรวงสาธารณสุขมีแผนดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ เปิดตัวระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อดูแลสุขภาพคนไทยในต่างแดน ผ่านระบบ LINE Official Account ในชื่อคู่ใจสุขภาพแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยเข้าถึงคำปรึกษาทางการแพทย์ได้ทุกที่ทั่วโลก

The post สธ. สั่งรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คุมเข้มเวชภัณฑ์-พลังงาน พร้อมชูวาระเร่งผลิตจิตแพทย์ ขยายบริการสุขภาพครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตเลือดสำรองขาดแคลน สภากาชาดไทยวอนคนไทยช่วยบริจาค พร้อมมอบข้าวหอมมะลิ 5 กก. แทนคำขอบคุณ https://thestandard.co/blood-shortage-red-cross-donate-rice/ Thu, 05 Mar 2026 04:06:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1184453 ผู้คนกำลังบริจาคโลหิตที่สภากาชาดไทย พร้อมรับข้าวหอมมะลิเป็นของที่ระลึก

วันนี้ (5 มีนาคม) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย […]

The post วิกฤตเลือดสำรองขาดแคลน สภากาชาดไทยวอนคนไทยช่วยบริจาค พร้อมมอบข้าวหอมมะลิ 5 กก. แทนคำขอบคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนกำลังบริจาคโลหิตที่สภากาชาดไทย พร้อมรับข้าวหอมมะลิเป็นของที่ระลึก

วันนี้ (5 มีนาคม) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ประกาศขอความร่วมมือประชาชนชาวไทยร่วมแสดงพลังบริจาคโลหิตอย่างเร่งด่วน หลังพบว่าโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์โลหิตสำรองคงคลังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประคับประคองและรักษาชีวิตผู้ป่วย

 

พร้อมกันนี้ได้จัดกิจกรรมพิเศษตอบแทนน้ำใจคนไทย โดยเตรียมมอบข้าวหอมมะลิ 5 กิโลกรัม เพื่อเป็นการขอบคุณผู้ที่เดินทางมาบริจาคโลหิตในระหว่างวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์

 

รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์โลหิตของประเทศไทยในปัจจุบันว่า การบริจาคโลหิตยังมีแนวโน้มไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมของทุกปี ซึ่งสถานการณ์ขาดแคลนดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการเป็นช่วงหลังเทศกาลวันหยุดยาวอย่างปีใหม่และตรุษจีนที่ทำให้จำนวนผู้มาบริจาคโลหิตลดลง

 

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพทำให้หลายคนมีอาการเจ็บป่วยและไม่ผ่านเกณฑ์การบริจาค รวมถึงข้อจำกัดของหน่วยรับบริจาคโลหิตในสถานศึกษาในช่วงเปิดภาคเรียน และข้อจำกัดด้านเวลาของประชาชนทั่วไป

 

จากข้อมูลสถิติการจัดหาโลหิตของโรงพยาบาลทั่วประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่ามีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 32,780 ยูนิต เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยในปีนี้สามารถจัดหาโลหิตได้เพียง 205,651 ยูนิต สวนทางกับสถิติการขอเบิกใช้โลหิตในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งโรงพยาบาลทั่วประเทศมีความต้องการสูงถึง 8,500 ยูนิตต่อวัน แต่ทางศูนย์ฯ สามารถจ่ายโลหิตให้ได้เฉลี่ยเพียง 3,200 ยูนิตต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 38 เท่านั้น

 

สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดเจนจากการที่โรงพยาบาลและประชาชนจำนวนมากต้องออกประกาศขอรับบริจาคโลหิตเป็นการด่วนผ่านทางโซเชียลมีเดีย เพื่อต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยที่เป็นบุคคลในครอบครัวหรือคนรู้จัก ซึ่งหากผู้ป่วยวิกฤตไม่ได้รับการรักษาด้วยการให้โลหิตอย่างทันท่วงที อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

 

เพื่อเป็นการบรรเทาวิกฤตและเติมเต็มคลังโลหิตของชาติ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้ร่วมมือกับสโมสรไลออนส์สากลภาค 310 ดี และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมตอบแทนน้ำใจคนไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิต โดยผู้ที่เดินทางมาร่วมบริจาคในวันที่ 5 – 6 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ จะได้รับมอบข้าวหอมมะลิแท้ตราเสือขนาด 5 กิโลกรัม จำนวน 1 ถุง (จำกัดสิทธิ์ 1,400 ถุง) เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์โลหิตสำรองให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ

The post วิกฤตเลือดสำรองขาดแคลน สภากาชาดไทยวอนคนไทยช่วยบริจาค พร้อมมอบข้าวหอมมะลิ 5 กก. แทนคำขอบคุณ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน https://thestandard.co/thailand-oil-routes-energy-crisis/ Thu, 05 Mar 2026 01:55:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1184413 แผนที่แสดง 4 เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบของไทยจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แหลมกู๊ดโฮป และคลองสุเอซ พร้อมเรือขนส่งน้ำมันและถังน้ำมัน

จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด […]

The post รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดง 4 เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบของไทยจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แหลมกู๊ดโฮป และคลองสุเอซ พร้อมเรือขนส่งน้ำมันและถังน้ำมัน

จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้น กระทรวงพลังงานออกมาขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด ไม่ตื่นตระหนก และขอความร่วมมืองดการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง

 

เนื่องจากการกักตุนในปริมาณมากอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งยังเสี่ยงอันตรายจากการจัดเก็บที่ไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดความเสียหาย

 

ในด้านการบริหารจัดการ กระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยยังมีมาตรการสำรองน้ำมันรองรับสถานการณ์ โดยคงการส่งออกน้ำมันไปยัง สปป.ลาว ด้วยเหตุผลสำคัญที่ไทยยังพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว ในบางส่วน อย่างไรก็ตาม จะเพิ่มความเข้มงวดในทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการลักลอบส่งต่อไปยังประเทศที่สาม พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่กักตุนเกินความจำเป็น

 

แม้ปัจจุบันไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองราว 60 วัน แต่ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การเตรียม ‘แผนสอง’ กลายเป็นโจทย์สำคัญ

 

THE STANDARD WEALTH ชวนทำความเข้าใจ 4 เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบของไทย พร้อมสำรวจทางเลือกหากจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ว่าไทยยังมีแหล่งจัดหาพลังงานใดรองรับได้บ้าง

 

ทั้งนี้ ตัวเลขจำนวนวันของน้ำมันสำรอง 60 วัน นั้นหมายความว่า จำนวนของวันในกรณีที่ไทยไม่มีการนำเข้าน้ำมันมาในประเทศเลย หรือ ‘หยุด’ การนำเข้าทั้งหมด ไม่ใช่เหลือใช้แค่ 60 วัน

 

ซึ่งกระทรวงพลังงานย้ำชัดว่า ระหว่างนี้ ไทยมีแผนนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ เพื่อมาชดเชยแหล่งขำเข้าหลักนั่นคือตะวันออกกลาง

 

โดยสรุปมาตรการล่าสุดของกระทรวงพลังงาน แบ่งออกเป็น 5 แผนหลัก ได้แก่

 

  • ปรับแผนจัดซื้อน้ำมันดิบจากแอฟริกาตะวันตกและสหรัฐฯ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (ตามกราฟิกจะเป็นเส้นทางที่ 3) ซึ่งคาดว่าจะขนส่งได้ภายในเดือนเมษายน
  • ระงับการส่งออกน้ำมัน ยกเว้น สปป.ลาว เนื่องจากไทยยังพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว
  • เพิ่มการจัดซื้อก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปิโตรนาสในมาเลเซีย และอ่าวไทย เพื่อเสริมเสถียรภาพระบบพลังงาน
  • จัดหา Spot LNG จากสหรัฐฯ เพื่อบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงพีคดีมานด์เดือนเมษายน
  • ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน (คาดว่าจะใช้เงินอุดหนุนราว 422 ล้านต่อวัน)

 

 

The post รู้จัก 4 เส้นทางน้ำมันดิบไทยอยู่ตรงไหนของโลก? สรุป 5 แผนสำรองรับวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง https://thestandard.co/thailand-summer-storms-warning/ Thu, 05 Mar 2026 01:20:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1184390 ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนพายุฤดูร้อนและสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา

วันนี้ (5 มีนาคม) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่ว […]

The post กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนพายุฤดูร้อนและสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา

วันนี้ (5 มีนาคม) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคกลาง จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฟ้าผ่าบางพื้นที่

 

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและทะเลจีนใต้แล้ว ทำให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทยตอนบน

 

ขณะที่ไทยตอนบนอากาศร้อน ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศร้อน

 

สำหรับภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมฝ่ายตะวันตกและลมตะวันออกพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

 

ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 36-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

The post กรมอุตุนิยมวิทยา เผยอีสาน ตะวันออก เหนือ กลาง รับมือพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทสส. ยืนยันกองทัพพร้อมอพยพคนไทยในตะวันออกกลาง ชี้ใช้ เครื่องบินพาณิชย์คล่องตัวกว่า สั่งเข้มเฝ้าระวังข่าวกรอง https://thestandard.co/military-evacuate-thais-middle-east/ Wed, 04 Mar 2026 11:47:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1184323 พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. แถลงยืนยันความพร้อมกองทัพในการอพยพคนไทยจากตะวันออกกลาง พร้อมสั่งเฝ้าระวังข่าวกรอง

วันนี้ (4 มีนาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทห […]

The post ผบ.ทสส. ยืนยันกองทัพพร้อมอพยพคนไทยในตะวันออกกลาง ชี้ใช้ เครื่องบินพาณิชย์คล่องตัวกว่า สั่งเข้มเฝ้าระวังข่าวกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. แถลงยืนยันความพร้อมกองทัพในการอพยพคนไทยจากตะวันออกกลาง พร้อมสั่งเฝ้าระวังข่าวกรอง

วันนี้ (4 มีนาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ ว่า เราได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่แนวทางในการปฏิบัติยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์โดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน

 

ผบ.ทสส. ยังระบุอีกว่า กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพในการอพยพคนไทยจะมีความยากคนละมิติกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งการใช้เครื่องบินพาณิชย์จะมีความสะดวก แต่เครื่องบินกองทัพก็จะเหมาะอีกบริบทหนึ่งจึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น กรณีประเทศอิสราเอลกับประเทศอิหร่าน ที่แต่ละประเทศจะมีความเฉพาะเจาะจง ในการเลือกแนวทางปฏิบัติ ซึ่งการที่จะเลือกใช้อะไรก็อยู่ที่ความเหมาะสม รวมทั้งยังระบุอีกว่าการประสานงานกับประเทศต้นทางในการอพยพคนไทยจะดำเนินการผ่านช่องทางการทูตเป็นหลัก

 

ส่วนการอพยพจะขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะอพยพและขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเครื่องบินที่ใช้เป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเลือกที่จะอพยพด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ โดยจ้างจากประเทศต้นทางก็อาจจะใช้เพียงลำเดียวหากเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสะดวกต่อการขออนุญาตในการบินผ่านน่านฟ้าด้วย แต่ถ้าใช้เครื่องบินทหารของกองทัพ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งหากมีการอพยพจำนวน 200 คน ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เที่ยวบิน 3-4 เที่ยวบิน

 

ผบ.ทสส. ยังกล่าวยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องของการเดินทางจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ไปยังชายแดนของประเทศตุรกี ซึ่งมีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร

 

ส่วนมิติการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศไทยซึ่งมีชาวอิสราเอล และชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมากจะมีการเฝ้าระวังด้านข่าวกรองเป็นพิเศษหรือไม่ ผบ.ทสส. ระบุว่า มีการเตรียมด้านการข่าวเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งไทยมีการเตรียมพร้อม และไม่ประมาทต่อความเป็นไปได้ ที่อาจมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น โดยได้กำชับให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อม

 

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้เชื่อว่า ทุกประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นหมุดหมายที่สำคัญของโลก ซึ่งทุกประเทศก็เฝ้าติดตามสถานการณ์ และประเมินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

 

ผบ.ทสส. ยังมองว่า สถานการณ์ในขณะนี้สิ่งที่ทุกประเทศเคยเชื่อมั่นก็เปลี่ยนไปจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือ

 

“น้ำที่มันขุ่นๆ ตอนนี้มันก็คงจะตกตะกอนและก็คงมองอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น ทุกคนก็กำลังประเมิน และประมวลทั้งนั้น” ผบ.ทสส. กล่าว

 

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์คาดว่าจะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่ ผบ.ทสส. กล่าวว่า กองทัพไทยไม่ใช่ผู้ออกแบบการปฏิบัติการเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่สิ่งที่คิดและคาดหวังคืออยากให้สถานการณ์นี้จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมของไทยยังไม่น่าวิตก แต่ย้ำว่าอย่าประมาท

The post ผบ.ทสส. ยืนยันกองทัพพร้อมอพยพคนไทยในตะวันออกกลาง ชี้ใช้ เครื่องบินพาณิชย์คล่องตัวกว่า สั่งเข้มเฝ้าระวังข่าวกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน: โครงการพระราชดำริที่เปลี่ยนความขาดแคลนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ [PR NEWS] https://thestandard.co/ban-thai-prachan-royal-initiative-economy/ Wed, 04 Mar 2026 09:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1183062 ภาพมุมสูงอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน จังหวัดราชบุรี โครงการพระราชดำริเพื่อบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจชุมชน

ท่ามกลางภูเขาของจังหวัดราชบุรี มีอ่างเก็บน้ำขนาดไม่ใหญ่ […]

The post อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน: โครงการพระราชดำริที่เปลี่ยนความขาดแคลนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน จังหวัดราชบุรี โครงการพระราชดำริเพื่อบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจชุมชน

ท่ามกลางภูเขาของจังหวัดราชบุรี มีอ่างเก็บน้ำขนาดไม่ใหญ่ แต่มีความหมายอย่างยิ่งต่อผู้คนในพื้นที่   ‘อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน’ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ ในตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ ที่กรมชลประทานพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ชุมชน

 

สำหรับนักท่องเที่ยว ที่นี่อาจเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำท่ามกลางขุนเขา แต่สำหรับ 280 ครัวเรือนในพื้นที่ ผืนน้ำแห่งนี้คือมากกว่าทัศนียภาพ หากคือโอกาสของความมั่นคง และหลักประกันว่าชีวิตจะไม่ต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำซ้ำเดิมอีกต่อไป

 

จากปัญหาภัยแล้งสู่จุดเริ่มต้นของโครงการ ‘อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน’

 

บ้านไทยประจันตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดเชิงเขา ซึ่งเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบน เมื่อฤดูฝนมาถึง น้ำจำนวนมากไหลผ่านลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ความไม่สมดุลระหว่าง ‘น้ำมากเกินในฤดูฝน’ และ ‘น้ำไม่พอในฤดูแล้ง’ กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน

 

จนมาถึงจุดเปลี่ยนในปี  2534 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร)เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านไทยประจัน และทอดพระเนตรพื้นที่โครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ในโอกาสดังกล่าว ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างแหล่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือราษฎรในตำบลยางหัก ให้มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกและการอุปโภคบริโภค

 

ต่อมา สำนักงาน กปร. กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันดำเนินงานสนองพระราชดำริ โดยวางแผนก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบน จำนวน 6 แห่ง ได้แก่

  •  อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 
  • อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • อ่างเก็บน้ำหินสีตอนบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  • อ่างเก็บน้ำบ้านโปร่งพรหมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 

 

พัฒนาเป็นระบบ สร้างโครงข่ายทั้งลุ่มน้ำ

 

ด้วยลักษณะภูมิประเทศของลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบนที่ประกอบด้วยลำห้วยสาขาหลายสาย ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำบนภูเขาลงสู่พื้นที่เกษตรด้านล่าง กรมชลประทานจึงวางแผนพัฒนาอ่างเก็บน้ำจำนวน 6 แห่ง แทนการก่อสร้างอ่างขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว

 

อ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่งถูกออกแบบให้ทำงานเกื้อหนุนกันในระดับลุ่มน้ำ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เสมือนโครงข่ายที่ช่วยเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน บางแห่งทำหน้าที่ชะลอน้ำและลดความรุนแรงของน้ำหลาก ขณะที่บางแห่งมุ่งเน้นการกักเก็บน้ำเพื่อเสริมความมั่นคงในฤดูแล้ง แนวทางดังกล่าวยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบบริหารจัดการน้ำ ทำให้ภาพรวมยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่จะมีปริมาณน้ำน้อย

 

ภาพมุมสูงอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน จังหวัดราชบุรี โครงการพระราชดำริเพื่อบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจชุมชน 1

 

แหล่งน้ำที่สร้างมากกว่าผลผลิต

 

อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจันสร้างเสร็จในปี 2542 ด้วยตัวเขื่อนดินยาว 170 เมตร หลังกว้าง 6 เมตร มีความจุ 600,000 ลูกบาศก์เมตร รองรับพื้นที่การเกษตรได้ 3,000 ไร่ และเป็นหลักประกันความมั่นคงด้านน้ำให้กับ 500 ครัวเรือน 

 

ภาพมุมสูงอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน จังหวัดราชบุรี โครงการพระราชดำริเพื่อบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจชุมชน 2

 

อ่างเก็บน้ำแห่งนี้มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ เดิมชุมชนต้องพึ่งพาน้ำฝนและข้อจำกัดด้านน้ำ ทำให้การเพาะปลูกไม่แน่นอน แต่เมื่อมีแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคง เกษตรกรสามารถปรับรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ กล้วย และสับปะรด พร้อมทั้งวางแผนการผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี

 

ขณะเดียวกัน อ่างเก็บน้ำยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการมีน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ลดภาระการจัดหาน้ำในฤดูแล้ง และช่วยเสริมความมั่นคงในการดำรงชีวิต อีกทั้งพื้นที่โดยรอบยังกลายเป็นแหล่งพักผ่อนและกิจกรรมของชุมชน ที่มีทั้งเส้นทางเดินป่าและพื้นที่กางเต็นท์ ช่วยสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

 

ภาพมุมสูงอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน จังหวัดราชบุรี โครงการพระราชดำริเพื่อบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจชุมชน 3

 

พลังของชุมชนคือหัวใจของระบบ

 

สำหรับการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันตอนบนมี ‘กลุ่มผู้ใช้น้ำ’ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากแต่ละชุมชน ทำหน้าที่ร่วมกันวางแผนจัดสรรน้ำ กำหนดกติการใช้น้ำ และดูแลระบบส่งน้ำในพื้นที่ของตนเอง แนวทางดังกล่าวช่วยให้การใช้น้ำสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และลดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำได้อย่างเป็นระบบ และกรมชลประทานทำหน้าที่สนับสนุนด้านข้อมูล แผนบริหารจัดการน้ำระดับลุ่มน้ำ และองค์ความรู้ทางวิชาการ 

 

ภาพมุมสูงอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน จังหวัดราชบุรี โครงการพระราชดำริเพื่อบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจชุมชน 4

 

จากวันที่ขาดแคลน. สู่วันที่ชุมชนมีรากฐานความมั่นคงที่แข็งแรง. 

 

หากมองย้อนกลับไปยังวันที่พื้นที่แห่งนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จนมาถึงวันนี้ที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการและพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็ง จะเห็นได้ชัดว่าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ ไม่ได้มอบเพียงแหล่งกักเก็บน้ำ หากยังสร้าง “โอกาส” และ “ความมั่นคงในชีวิต” ให้กับผู้คนในพื้นที่ 

รวมทั้งรายได้ที่มีความสม่ำเสมอ สุขภาวะที่ดีขึ้น และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้ไทยประจันไม่ได้เป็นเพียงชุมชนที่มีน้ำใช้ แต่เป็นชุมชนที่เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

The post อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน: โครงการพระราชดำริที่เปลี่ยนความขาดแคลนให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับเลขาฯ นายก อบจ.สมุทรปราการ โยงบัญชีม้าแถวสอง ยึดทรัพย์หรูจำนวนมาก https://thestandard.co/cyber-police-bust-scammer-network/ Wed, 04 Mar 2026 08:51:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1184177 ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สิน รถยนต์หรู ของผู้ต้องหาในคดี สแกมเมอร์ และบัญชีม้า

วันนี้ (4 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม […]

The post ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับเลขาฯ นายก อบจ.สมุทรปราการ โยงบัญชีม้าแถวสอง ยึดทรัพย์หรูจำนวนมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สิน รถยนต์หรู ของผู้ต้องหาในคดี สแกมเมอร์ และบัญชีม้า

วันนี้ (4 มีนาคม) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ตำรวจไซเบอร์ เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายสแกมเมอร์และบัญชีม้าแถว 1 และแถว 2 รวมกว่า 20 ราย โดยพบว่าหนึ่งในผู้ต้องหาคนสำคัญคือ สิทธิไชย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ

 

ซึ่งมีพฤติการณ์รับโอนเงินจากผู้เสียหายที่ถูกหลอกลงทุน มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 3 ล้านบาท และคาดว่ายังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลว่ามีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศด้วยหรือไม่

 

ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) ได้รับแจ้งความผ่านระบบออนไลน์จากผู้เสียหายหลายรายว่า ถูกหลอกลวงให้ลงทุนเทรดหุ้นผ่านทางเฟซบุ๊ก และเมื่อโอนเงินเข้าแอปพลิเคชันปลอมกลับไม่ได้รับเงินปันผลตามที่กล่าวอ้าง ชุดปฏิบัติการจึงได้สืบสวนเส้นทางการเงินจนพบความเชื่อมโยงกับบัญชีม้า 23 ราย จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับ และนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 จุดในจังหวัดสมุทรปราการ

 

โดยมุ่งเน้นไปที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างและบริษัทประกอบกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของสิทธิไชย ในตำบลท้ายบ้านใหม่ อำเภอเมือง รวมถึงห้องชุดในคอนโดมิเนียมหรูย่านถนนบางนา-ตราด ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมสิทธิไชยได้ตามหมายจับของศาลจังหวัดระยองและจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมตรวจยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ ฮาร์ดดิสก์ สมุดบัญชีธนาคาร 41 เล่ม และรถยนต์หรู 3 คัน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ 1 คัน

 

เบื้องต้นจากการสอบปากคำ สิทธิไชยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเกิดจากการประกอบธุรกิจซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และไม่ทราบแหล่งที่มาของบุคคลที่โอนเงินเข้ามา

 

ด้าน พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลในระบบรับแจ้งความ (Case ID) พบผู้เสียหาย 2 รายที่ถูกหลอกลงทุนและทำงาน โอนเงินเข้าบัญชีม้าแถวแรก ก่อนถูกโอนส่งต่อไปยังบัญชีม้าแถว 2 ซึ่งเป็นชื่อของสิทธิไชยในเวลาอันรวดเร็ว โดยพบว่าเส้นทางการเงินนี้เกิดขึ้นช่วงก่อนที่สิทธิไชยจะเข้ามารับตำแหน่งเลขานุการนายก อบจ.สมุทรปราการ ได้เพียงไม่นาน

 

สำหรับแนวทางการสืบสวนหลังจากนี้ ตำรวจไซเบอร์และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะร่วมกันตรวจสอบเส้นทางการเงินจากสมุดบัญชีทั้ง 41 เล่ม รวมถึงบริษัทของผู้ต้องหาอย่างละเอียด ว่ามีการรับโอนเงินจากผู้เสียหายรายอื่นหรือเข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่ ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงกับนักการเมืองนั้น

 

ทาง พล.ต.ต.ทินกร ระบุว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ แต่อยู่ระหว่างการขยายผลเส้นทางการเงินอย่างรัดกุมที่สุด ทั้งนี้ หลังจากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาได้ใช้สิทธิ์ขอประกันตัวเพื่อไปต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป

The post ตำรวจไซเบอร์ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ จับเลขาฯ นายก อบจ.สมุทรปราการ โยงบัญชีม้าแถวสอง ยึดทรัพย์หรูจำนวนมาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เชียงใหม่’ ประชาชนแห่เติมน้ำมัน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบราคาและปริมาณสำรอง https://thestandard.co/chiang-mai-fuel-crisis/ Wed, 04 Mar 2026 08:39:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1184167 ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง

วันนี้ (4 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำร […]

The post ‘เชียงใหม่’ ประชาชนแห่เติมน้ำมัน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบราคาและปริมาณสำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง

วันนี้ (4 มีนาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศสถานีบริการน้ำมันในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พบประชาชนจำนวนมากนำรถยนต์และรถจักรยานยนต์มาต่อคิวเติมน้ำมันกันอย่างเนืองแน่นและต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวานนี้ (3 มีนาคม) สืบเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังเกิดเหตุโจมตีในประเทศอิหร่าน

 

จากการลงพื้นที่สำรวจสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในเขตเมืองเชียงใหม่ พบว่าขณะนี้มีน้ำมันเหลือจำหน่ายเพียงบางชนิดเท่านั้น อาทิ น้ำมัน E20, น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลพรีเมียม ในขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงอย่าง แก๊สโซฮอล์ 91, แก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซลทั่วไป ได้หมดลงชั่วคราวในหลายสถานีบริการ ทำให้ผู้ประกอบการต้องนำป้ายประกาศ “น้ำมันหมด” หรือ “กำลังลงน้ำมัน” มาติดตั้งบริเวณหัวจ่ายเพื่อแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ

 

นอกจากนี้ สถานีบริการน้ำมันบางแห่งยังได้ออกมาตรการคุมเข้ม โดยติดประกาศงดให้บริการเติมน้ำมันใส่แกลลอนหรือภาชนะบรรจุทุกประเภทเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันการกักตุนและบริหารจัดการปริมาณน้ำมันคงเหลือให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้รถทั่วไป

 

จากการสอบถามพนักงานประจำสถานีบริการน้ำมัน ทราบว่า ปริมาณรถที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำมันในคลังของสถานีหมดเร็วกว่ารอบปกติ ซึ่งขณะนี้ทางผู้ประกอบการได้เร่งสั่งซื้อน้ำมันเพิ่มเติมแล้ว โดยคาดว่ารถบรรทุกน้ำมันจะเดินทางมาถึงเพื่อเติมเข้าระบบในช่วงเย็นถึงค่ำของวันนี้ ซึ่งเบื้องต้นได้รับการยืนยันว่าจะมีกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์เข้ามาเสริม แต่ยังไม่สามารถระบุเวลาที่แน่ชัดได้

 

ทั้งนี้ ภาพรวมของสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ขาดแคลนในบางสถานีนั้น มีสาเหตุหลักมาจากการที่ประชาชนแห่เข้ามาเติมน้ำมันพร้อมกันในปริมาณมาก ประกอบกับสถานีบริการหลายแห่งมีการสั่งซื้อน้ำมันไปยังคลังพร้อมๆ กัน จึงส่งผลให้ระบบการขนส่งน้ำมันเกิดความล่าช้ากว่าปกติ

 

ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง 1ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง 2ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง 3ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง 4ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง 5ประชาชนจำนวนมากแห่เติมน้ำมันในปั๊มแห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่ามกลางความกังวลจากวิกฤตตะวันออกกลาง 6

The post ‘เชียงใหม่’ ประชาชนแห่เติมน้ำมัน หวั่นวิกฤตตะวันออกกลางกระทบราคาและปริมาณสำรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติ Traffy Fondue 4 ปี กทม. แก้จบ 81% โฆษกชี้ลดขั้นตอนทำงานได้จริง จบปัญหาได้ภายใน 1-3 วัน https://thestandard.co/bma-traffy-fondue-problems/ Wed, 04 Mar 2026 07:26:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1184143 โลโก้ Traffy Fondue และสถิติการแก้ไขปัญหากรุงเทพมหานคร

วันนี้ (4 มีนาคม) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหาน […]

The post เปิดสถิติ Traffy Fondue 4 ปี กทม. แก้จบ 81% โฆษกชี้ลดขั้นตอนทำงานได้จริง จบปัญหาได้ภายใน 1-3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Traffy Fondue และสถิติการแก้ไขปัญหากรุงเทพมหานคร

วันนี้ (4 มีนาคม) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดการข้อร้องเรียนผ่านระบบ Traffy Fondue ว่า ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มี.ค. 69 เวลา 09.00 น.) มียอดการแจ้งปัญหาเข้ามาสะสมรวมทั้งสิ้น 1,229,503 เรื่อง

 

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการแก้ไขจนเสร็จสิ้นแล้วถึง 1,000,113 เรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 81 ขณะเดียวกันยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 82,505 เรื่อง (ร้อยละ 7) ส่งต่อให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง 89,146 เรื่อง (ร้อยละ 7) และรอรับเรื่องอีก 751 เรื่อง

 

นอกจากนี้ ในส่วนของระดับความพึงพอใจ พบว่ามีประชาชนแสดงความพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหาจำนวน 326,636 เรื่อง (ร้อยละ 81) และไม่พึงพอใจ 77,882 เรื่อง (ร้อยละ 19) โดยประชาชนสามารถติดตามสถานะการดำเนินงานทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ได้ทางเว็บไซต์ https://bangkok.traffy.in.th/

 

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้เริ่มนำระบบ Traffy Fondue มาใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2565 เพื่อเป็นช่องทางกลางในการรับแจ้งปัญหาเส้นเลือดฝอยของเมือง อาทิ ถนนชำรุด ไฟฟ้าส่องสว่างดับ น้ำท่วมขัง ขยะตกค้าง ต้นไม้กีดขวาง และปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

โดยการนำเทคโนโลยีแอปพลิเคชันดังกล่าวเข้ามาใช้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของหน่วยงานราชการรูปแบบใหม่ จากระบบการสั่งการตามลำดับชั้นแบบเดิม สู่ระบบดิจิทัลที่ช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถเข้าถึงข้อมูลและลงพื้นที่แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ปัญหาหลายประเภทสามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายใน 1–3 วัน จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลายาวนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์

 

รวมถึงยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ประชาชนส่วนใหญ่มักแจ้งปัญหานอกเวลาราชการ ซึ่งกรุงเทพมหานครได้นำฐานข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นนโยบายเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นอกจากการแก้ไขปัญหาเชิงระบบแล้ว Traffy Fondue ยังทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน โดยเปิดพื้นที่ให้คนกรุงเทพฯ มีส่วนร่วมสะท้อนปัญหา เสนอแนะ และติดตามผลการทำงานได้ด้วยตนเอง อันถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยระดับเมือง

 

โฆษกของกรุงเทพมหานครจึงขอขอบคุณประชาชนที่ร่วมเป็นหูเป็นตาดูแลเมือง พร้อมเชิญชวนให้ผู้ที่พบเห็นปัญหาในพื้นที่ สามารถแจ้งเหตุได้ทันทีผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE โดยเพิ่มเพื่อนที่ไอดี @traffyfondue (หรือคลิก https://page.line.me/traffyfondue) จากนั้นเพียงถ่ายรูปปัญหา ระบุพิกัด และกดส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพราะทุกการแจ้งเหตุของประชาชนคือพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน

The post เปิดสถิติ Traffy Fondue 4 ปี กทม. แก้จบ 81% โฆษกชี้ลดขั้นตอนทำงานได้จริง จบปัญหาได้ภายใน 1-3 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ซีอีโอ ‘ธนาคารไทยพาณิชย์’ คนใหม่ มีผล 1 พฤษภาคมนี้ https://thestandard.co/sarath-rattanaporn-scb-ceo/ Wed, 04 Mar 2026 06:57:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1184134 รูปภาพ ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ธนาคารไทยพาณิชย์

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX) แต่งตั้ง ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ด […]

The post รู้จัก ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ซีอีโอ ‘ธนาคารไทยพาณิชย์’ คนใหม่ มีผล 1 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปภาพ ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ธนาคารไทยพาณิชย์

กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX) แต่งตั้ง ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) คนใหม่ มีผล 1 พฤษภาคม 2569 นี้ แทน ‘กฤษณ์ จันทโนทก’ ที่นั่งครบวาระปีนี้และประสงค์ไม่ต่อสัญญา

 

วันนี้ (4 มีนาคม) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และ คณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามกรอบยุทธศาสตร์และแผนงานที่กำหนดไว้ รวมถึงสอดคล้องกับทิศทางของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ต่อไป

 

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ เป็นผู้บริหารที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรในยุคที่ต้องการมุมมองเชิง กลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง และเท่าทันในการปรับตัว ผมเชื่อมั่นว่าคุณสารัชต์จะสามารถนำพาธนาคารไทยพาณิชย์ก้าวต่อไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ และบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

 

ประวัติ ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’

 

สารัชต์ รัตนาภรณ์เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินมากกว่า 30 ปี ครอบคลุมทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน การบริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย และลูกค้าองค์กร

 

โดยมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งและวางรากฐานให้กับ CardX ตั้งแต่ปี 2565 ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

ก่อนหน้านั้น สารัชต์ได้สั่งสมประสบการณ์ผ่านตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ในหลายสายงาน อาทิ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคล ผู้บริหารสูงสุดเครือข่ายสาขา และผู้บริหารสูงสุด Corporate Segment รวมถึงประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก

 

ด้านการศึกษา สารัชต์สำเร็จการศึกษาระดับ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ (SASIN) และระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีพื้นฐานด้านกลยุทธ์ การวิเคราะห์ทางการเงิน และการมองภาพรวมระดับมหภาคที่แข็งแกร่ง

 

ทั้งนี้ ตามแผนการสืบทอดตำแหน่ง (Succession Planning) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ได้พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเพื่อดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด คนต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างกระบวนการนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

The post รู้จัก ‘สารัชต์ รัตนาภรณ์’ ซีอีโอ ‘ธนาคารไทยพาณิชย์’ คนใหม่ มีผล 1 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>