Thailand – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 23 Jan 2026 03:19:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เลือกตั้ง 2569 : กกต. คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์ สั่งระงับข้อความและวิดีโอผิดระเบียบฯ รวม 16 เรื่อง พร้อมส่งตำรวจไซเบอร์-ดีอีเอส เอาผิดผู้กระทำฝ่าฝืน https://thestandard.co/election-commission-online-campaign-crackdown/ Fri, 23 Jan 2026 03:19:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1168416 ภาพเจ้าหน้าที่ กกต. ตรวจสอบการหาเสียงออนไลน์และมีสัญลักษณ์ของการสั่งระงับเนื้อหาผิดกฎหมาย

วันนี้ (23 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. […]

The post เลือกตั้ง 2569 : กกต. คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์ สั่งระงับข้อความและวิดีโอผิดระเบียบฯ รวม 16 เรื่อง พร้อมส่งตำรวจไซเบอร์-ดีอีเอส เอาผิดผู้กระทำฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ กกต. ตรวจสอบการหาเสียงออนไลน์และมีสัญลักษณ์ของการสั่งระงับเนื้อหาผิดกฎหมาย

วันนี้ (23 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยผลการดำเนินงานของศูนย์บริหารการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์(E-War Room) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามและควบคุมดูแลการหาเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

โดยล่าสุด คณะทำงานติดตามเกี่ยวกับการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้จัดการประชุมเมื่อเพื่อพิจารณาคำร้องเรียนเกี่ยวกับโพสต์ภาพ ข้อความ และวิดีโอในสื่อออนไลน์รวม 40 เรื่อง

 

ผลจากการพิจารณา กรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งให้ดำเนินการกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่

 

1. สั่งให้แก้ไขภาพและข้อความ จำนวน 3 เรื่อง: เนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ใส่ร้ายและหยาบคาย อาทิ “สามานย์”, “เสี้ยนหนามของแผ่นดิน”, “ชิพหายโปรดเลือกพรรคส้ม” และ “ไอ้ชั่ว”

 

2. สั่งให้ลบภาพและข้อความ จำนวน 10 เรื่อง: พบการกระทำผิดชัดเจนทั้งการสร้างความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม เช่น ข้อความ “สร้างภาพทำให้คนเข้าใจผิดว่า อนุทิน คือ เลข 46” หรือ “โหวตส้มได้อนุทิน” รวมถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคายรุนแรง (Hate Speech) อาทิ “คนเหี้ย”, “กากเดน”, “พรรคนี้เหี้ย” และการใช้ภาพประกอบที่มีลักษณะลามก

 

3. สั่งให้ลบคลิปวิดีโอ จำนวน 3 เรื่อง: เป็นเนื้อหาจากบัญชี Facebook ชื่อ แม่แนน น้องสมาร์ท

 

การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงฯ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน กกต. ได้แจ้งให้ผู้โพสต์ดำเนินการแก้ไขหรือลบเนื้อหาดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งส่งเรื่องต่อไปยัง กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีอาญา ทั้งความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่อไป

 

ทั้งนี้ กกต. ได้เน้นย้ำไปยังผู้สมัคร พรรคการเมือง และประชาชน ให้ระมัดระวังการโพสต์ข้อความหาเสียงทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยต้องนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใส่ร้ายป้ายสี หรือจูงใจให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและยุติธรรม

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : กกต. คุมเข้มการหาเสียงออนไลน์ สั่งระงับข้อความและวิดีโอผิดระเบียบฯ รวม 16 เรื่อง พร้อมส่งตำรวจไซเบอร์-ดีอีเอส เอาผิดผู้กระทำฝ่าฝืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เล็งแยกสำนวนคดีสินบนทองคำโยงพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งสภาฯ-ศาลอาญา ยันไม่กังวลถูกฟ้อง ม.157 มั่นใจทำถูกขั้นตอน https://thestandard.co/jaroonkiat-surachate-gold-bribery-case/ Thu, 22 Jan 2026 11:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1168279 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญ […]

The post พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เล็งแยกสำนวนคดีสินบนทองคำโยงพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งสภาฯ-ศาลอาญา ยันไม่กังวลถูกฟ้อง ม.157 มั่นใจทำถูกขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กลับมาให้ตำรวจ โดยระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอหนังสือและร่างสำนวนที่แท้จริงจาก ป.ป.ช. เมื่อได้รับแล้วจะมีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินการต่อไป

 

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ชี้แจงถึงความเป็นไปได้ในการจัดการสำนวนคดีว่า เบื้องต้นได้มีการหารือกันแล้วว่าสามารถแยกสำนวน ได้ เนื่องจากเป็นคดีที่ ป.ป.ช. ส่งมาให้ตำรวจดำเนินการ ซึ่งทางตำรวจมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินงานกลับไปให้ ป.ป.ช. ทราบ โดยมีแนวทาง

 

1. สำนวนส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ป.ป.ช.: จะดำเนินการยื่นเรื่องไปยังรัฐสภา เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบ

 

2. สำนวนส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้อง: จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอาญาปกติและส่งฟ้องต่อศาลอาญา

 

ทั้งนี้ หากในระหว่างการดำเนินการ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความประสงค์จะพิจารณาสำนวนคดีอาญาไปพร้อมกัน ทางตำรวจก็พร้อมที่จะส่งสำนวนส่วนดังกล่าวตามไปภายหลัง

 

เมื่อถามถึงกรณีที่ทีมทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มองว่าควรส่งรวมเป็นสำนวนเดียวนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เป็นเรื่องของเขา เราไม่จำเป็นต้องทำตามเขาทุกเรื่อง โดยยืนยันว่าตำรวจมีหน้าที่สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ไม่มีความหนักใจในการทำงานแต่อย่างใด

 

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งทนายความไปยื่นฟ้องดำเนินคดีตามมาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยืนยันว่า ไม่กังวล เพราะมองว่าเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่จะกระทำได้ แต่ตนมั่นใจว่าสิ่งที่คณะทำงานทำนั้นถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และ ไม่ได้ติดกระดุมผิดเม็ดอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายทนายความพยายามต่อสู้ในข้อกฎหมาย แต่ไม่ได้ต่อสู้ในประเด็นข้อเท็จจริง

 

สำหรับกรณีที่ทนายความนำคำสั่งของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินคดีอาญากับกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อปี พ.ศ. 2545 มาอ้างเป็นหลักฐานนั้น รอง ผบช.ก. ระบุว่า เรื่องดังกล่าวมีพยานหลักฐานชัดเจน และคดีนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องและคนละบริบทกับเอกสารที่ทนายความนำมาอ้างอิง

The post พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เล็งแยกสำนวนคดีสินบนทองคำโยงพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งสภาฯ-ศาลอาญา ยันไม่กังวลถูกฟ้อง ม.157 มั่นใจทำถูกขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคมแจงกรณีลงทุนใน TU Dome ย้ำกองทุนไม่ขาดทุน มีผลตอบแทนรวม 1.8 หมื่นล้าน https://thestandard.co/sso-tu-dome-investment-returns/ Thu, 22 Jan 2026 10:35:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1168240 กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงชี้แจงกรณีลงทุนใน TU Dome

วันนี้ (22 มกราคม) กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประก […]

The post ประกันสังคมแจงกรณีลงทุนใน TU Dome ย้ำกองทุนไม่ขาดทุน มีผลตอบแทนรวม 1.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงชี้แจงกรณีลงทุนใน TU Dome

วันนี้ (22 มกราคม) กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยถึงสถานะการเงินและการบริหาร เงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม ประจำปี 2568 มียอดเงินลงทุนสะสมรวมกว่า 2.9 ล้านล้านบาท โดยระบุว่าภาพรวม การดำเนินงานจนถึงไตรมาสที่ 4 จากข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพที่มั่นคง และมี ความพร้อมในการดูแลสิทธิประโยชน์ของพี่น้องแรงงานทั่วประเทศ

 

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมระบุว่า ปัจจุบันมีเงินลงทุนสะสมรวมทั้งสิ้น 2,859,400 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินสมทบจากฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล จำนวน 1,728,722 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาตั้งแต่จัดตั้งกอทุนประกันสังคม สามารถสร้างผลตอบแทนสะสมจากการลงทุนได้สูง ถึง 1,130,678 ล้านบาท โดยในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 80,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น อัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน โดยเป็นผลมาจากการจัดกลยุทธ์การลงทุน ที่ให้ความสำคัญกับ เสถียรภาพกองทุน เพื่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ในระยะยาวเป็นลำดับแรก โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 60,47% และต่างประเทศ 39.53%

 

ในส่วนของ กองทุนเงินทดแทน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกล่าวว่า กองทุนมีเงินลงทุนสะสมรวม 88,136 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบจากนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทนสะสมจากการลงทุน 35,472 ล้านบาท โดยในปี 2568 สามารถสร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วได้กว่า 4,228 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรา 5.68% ของพอร์ตการลงทุน โดยมีนโยบายเน้นความปลอดภัยของเงินทุนอย่างเข้มงวด โดยลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคง สูงถึง 81.37% หลักทรัพย์เสี่ยงเพียง 18.63% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในประเทศที่สัดส่วน 71.54% และต่างประเทศ 28.46%

 

“จากรายงาน ณ สิ้นปี 2568 นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากองทุนที่สำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่มีเสถียรภาพสูง ดำเนินการตามขั้นตอน ระเบียบ/ประกาศ ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและรัดกุม เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมุ่งเน้น การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน กลับคืนมาเป็นสวัสดิการที่มั่นคงให้กับผู้ประกันตน ทุกคน” นางสาวกาญจนา พูลแก้ว กล่าว

 

แจงลงทุน TU Dome ไม่ร้าง มีผลตอบแทนสม่ำเสมอ

 

สำหรับกรณีการลงทุนในอาคาร TU Dome นั้น นิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ตามข่าวที่เผยแพร่ออกไปนั้น ยอมรับว่า ข้อเท็จจริงมีการลงทุนจริง แต่เป็นการซื้อหน่วยผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีทั้งหอพักนักศึกษา อพาร์ทเมนท์ และพลาซา ปัจจุบันยังมีผู้เช่าอยู่ 60-70% สำหรับพลาซามีผู้เช่าประมาณ 50% แต่ก็ไม่ได้ถึงกับร้าง

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกองทุนก็ได้รายงานผลกับประกันสังคมทุก 2 ไตรมาส และมีแผนดำเนินการให้อสังหาริมทรัพย์เหล่านั้นทำรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งยอมรับว่า เป็นกองทุนประเภทอสังหาริมทรัพย์รายการแรกที่ทางประกันสังคมได้ลงทุนไป เมื่อปี 2548 เป็นการซื้อในตลาดแรก (IPO) ด้วยการนำเสนอของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)

 

นิยดายืนยันว่า การลงทุนใน TU Dome มีการประเมินผลตอบแทนในระยะยาว เพื่อนำผลกำไรมาเป็นเงินชดเชยด้านต่างๆ สำหรับผู้ประกันตน ส่วนกรณีที่มีข้อมูลปรากฎว่า มูลค่าของ TU Dome ลดลงจาก 800 บาท เหลือ 100 ล้านบาทนั้น ชี้แจงว่าตัวเลข 100 ล้านบาทเป็นมูลค่ายุติธรรมในตลาดการลงทุน และไม่ใช่มูลค่าแท้จริงของอสังริมทรัพย์

 

ทั้งนี้ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมระบุว่า การลงทุนในกองทุน TU Dome ยังคงทำผลกำไรให้กับประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา จากการลงทุนตั้งต้น 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีปันผลตอบแทนรับมาแล้ว 18,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนประกันสังคมไม่ได้ขาดทุนแต่อย่างใด

The post ประกันสังคมแจงกรณีลงทุนใน TU Dome ย้ำกองทุนไม่ขาดทุน มีผลตอบแทนรวม 1.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจเผยคืบหน้ากู้ซากสะพานพระราม 2 เคลียร์พื้นที่แล้ว 60% เร่งคืนผิวจราจร พร้อมแจ้งพิกัดจุดเบี่ยงและจุดซ่อมถนนทรุดที่เปิดใช้งานได้แล้ว https://thestandard.co/rama2-bridge-clear-traffic-update/ Thu, 22 Jan 2026 09:29:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1168223 ภาพการกู้ซากโครงสร้างสะพานพระราม 2 ที่เสียหาย และเจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่เพื่อคืนผิวจราจร

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้ […]

The post ตำรวจเผยคืบหน้ากู้ซากสะพานพระราม 2 เคลียร์พื้นที่แล้ว 60% เร่งคืนผิวจราจร พร้อมแจ้งพิกัดจุดเบี่ยงและจุดซ่อมถนนทรุดที่เปิดใช้งานได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการกู้ซากโครงสร้างสะพานพระราม 2 ที่เสียหาย และเจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่เพื่อคืนผิวจราจร

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศจร.ตร.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์อุบัติเหตุในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว ช่วงสะพานท่าจีน ถนนพระราม 2

 

ว่า ได้รับรายงานจาก สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ถึงการปฏิบัติงานของแขวงทางหลวงสมุทรสาคร ในการเร่งรื้อถอนและเคลื่อนย้ายซากโครงสร้างเพื่อคืนผิวการจราจร

 

จากการตรวจสอบสถานการณ์ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนและเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนคานคอนกรีต (Segment) และเศษเหล็กออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีความคืบหน้าแล้วเสร็จประมาณร้อยละ 60 ซึ่งขณะนี้ยังคงเร่งระดมเครื่องจักรและกำลังคนเพื่อเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนที่เหลือออกจากช่องทางด่วน ถนนพระราม 2 เพื่อเปิดพื้นที่การจราจรให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

 

สำหรับการบริหารจัดการจราจรในปัจจุบัน ยังมีความจำเป็นต้องปิดช่องทางหลักบางช่วงเพื่อความปลอดภัย ดังนี้:

 

  • ฝั่งขาเข้า: ให้รถเบี่ยงออกใช้ทางคู่ขนานบริเวณ กม.ที่ 32 และสามารถกลับเข้าช่องทางหลักได้ที่ กม.ที่ 28+900 (หน้าตลาดทะเลไทย)
  • ฝั่งขาออก: ปิดช่องทางหลักบริเวณ กม.ที่ 28 ให้เบี่ยงออกใช้ทางคู่ขนานไปจนถึงสะพานท่าจีน และสามารถกลับเข้าทางหลักได้หลังจากลงสะพานท่าจีน

 

ส่วนกรณีปัญหาถนนทรุดตัวจากท่อประปาแตกบริเวณ กม.ที่ 29+400 นั้น ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการซ่อมแซมเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และเปิดให้ประชาชนสัญจรในช่องทางดังกล่าวได้ตามปกติ

 

พล.ต.ท.สมประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศจร.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรในพื้นที่ ตำรวจทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการกำลังอำนวยความสะดวก จัดทำทางเบี่ยง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร เพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ และกำชับให้ดูแลต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

 

ทางด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศจร.ตร. ได้ฝากประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้เส้นทาง โปรดวางแผนการเดินทางล่วงหน้าและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจมีความล่าช้าในบางช่วง และขอให้ติดตามข้อมูลจราจรอย่างใกล้ชิด

 

ทั้งนี้ หากต้องการสอบถามสภาพการจราจรหรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 และ สายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

The post ตำรวจเผยคืบหน้ากู้ซากสะพานพระราม 2 เคลียร์พื้นที่แล้ว 60% เร่งคืนผิวจราจร พร้อมแจ้งพิกัดจุดเบี่ยงและจุดซ่อมถนนทรุดที่เปิดใช้งานได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.เอก มองปม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฟ้องกลับชุดสอบสวน ชี้ตำรวจทำตามหน้าที่ แต่คดีพัวพัน กรรมการป.ป.ช. ต้องส่งไต่สวนอิสระ https://thestandard.co/surachate-sues-pcc-probe-reaction/ Thu, 22 Jan 2026 09:26:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1168220 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการ ก.ตร. ให้ความเห็นคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

จากกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำร […]

The post พล.ต.อ.เอก มองปม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฟ้องกลับชุดสอบสวน ชี้ตำรวจทำตามหน้าที่ แต่คดีพัวพัน กรรมการป.ป.ช. ต้องส่งไต่สวนอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการ ก.ตร. ให้ความเห็นคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

จากกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) มอบหมายให้ทนายความ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และคณะพนักงานสอบสวนคดีสินบนทองคำ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ นั้น

 

วันนี้ (22 มกราคม) พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ กรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุถึงขั้นตอนการทำงานของตำรวจว่า การรับแจ้งความและการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณานั้น เป็นไปตามกระบวนการและอำนาจหน้าที่ตามปกติ แต่เนื่องจากคดีนี้มีการกล่าวหาพาดพิงไปถึงกรรมการ ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช. จึงส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา สำหรับตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาพิจารณา

 

ส่วนที่ทีมทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่หยิบยกคำสั่งของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. เมื่อปี 2545 มาเป็นหลักฐาน โดยระบุว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนคดีที่กล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. แต่ต้องยื่นเรื่องต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญนั้น พล.ต.อ.เอก มองว่า การที่ทนายความเห็นต่างและมองว่ากระบวนการไม่ถูกต้องถือเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ เพราะเรื่องนี้ไม่เคยมีแนวทางปฏิบัติหรือกรณีศึกษามาก่อน

 

“โดยพื้นฐานพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการไปตามหน้าที่ หากจะสรุปในทันทีว่าสิ่งที่ตำรวจทำมาตั้งแต่ต้นนั้นไม่ถูกต้อง อาจเป็นประเด็นที่ต้องรอการพิสูจน์ จะด่วนสรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิดคงไม่ได้ ต้องรอจนกว่าผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไป” พล.ต.อ.เอก กล่าว

 

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินคดีหลังจากที่ ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับมา ว่าตำรวจสามารถแยกสอบสวนกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่กรรมการ ป.ป.ช. ได้หรือไม่ พล.ต.อ.เอก ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีกรณีแยกการสอบสวน ในเมื่อสำนวนถูกส่งกลับมาในลักษณะนี้ เข้าใจว่าอาจจะต้องรวมเป็นคดีเดียวกัน และส่งเรื่องทั้งหมดไปยังคณะกรรมการไต่สวนอิสระของประธานศาลฎีกา เพื่อไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดในคราวเดียว เนื่องจากตำรวจน่าจะหมดอำนาจในการสอบสวนแล้ว

 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เอก ทิ้งท้ายว่า การยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ถือเป็นสิทธิของฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่าจะรับฟ้องหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงต้องรอให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดให้เป็นที่ยุติ

The post พล.ต.อ.เอก มองปม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฟ้องกลับชุดสอบสวน ชี้ตำรวจทำตามหน้าที่ แต่คดีพัวพัน กรรมการป.ป.ช. ต้องส่งไต่สวนอิสระ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือดักทางพักโทษ ‘ทักษิณ’ จี้ตรวจสอบสถานะชั้นนักโทษและพฤติการณ์ หวั่นมีการเอื้อประโยชน์ https://thestandard.co/thaksin-parole-check-demand/ Thu, 22 Jan 2026 07:24:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1168141 กลุ่ม คปท. ยื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม กรณีพักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

วันนี้ (22มกราคม) ​กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปป […]

The post คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือดักทางพักโทษ ‘ทักษิณ’ จี้ตรวจสอบสถานะชั้นนักโทษและพฤติการณ์ หวั่นมีการเอื้อประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่ม คปท. ยื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม กรณีพักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

วันนี้ (22มกราคม) ​กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย พิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่มฯ ได้เดินทางมายังกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างรอบคอบ ภายหลังมีกระแสข่าวว่าทักษิณอาจเข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษในเดือนพฤษภาคมนี้ เนื่องจากรับโทษมาแล้วครบ 2 ใน 3 ตามคำสั่งบังคับโทษของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568

 

ในช่วงก่อนการยื่นหนังสือเกิดเหตุชุลมุนเล็กน้อยจากการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนในการประสานงานเข้าพื้นที่ แต่ท้ายที่สุดได้ข้อยุติโดยการยื่นหนังสือนอกรั้วกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน

 

พิชิต เปิดเผยสาระสำคัญของหนังสือที่ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยเรียกร้องให้คณะกรรมการพักการลงโทษนำ 2 ประเด็นสำคัญไปประกอบการพิจารณา นอกเหนือจากเกณฑ์ระยะเวลาการรับโทษและปัญหาสุขภาพ

 

คปท. ตั้งข้อสังเกตว่า ทักษิณควรถูจัดอยู่ใน ชั้นปรับปรุง เนื่องจากมีการกระทำผิดระเบียบกรมราชทัณฑ์จนศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ซึ่งตามกฎระเบียบ นักโทษในชั้นดังกล่าวจะไม่มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาพักโทษ

 

หากปัจจุบันทักษิณถูกปรับสถานะเป็นชั้นดี หรือสูงกว่า ทางกลุ่มฯ ขอตั้งคำถามถึงเกณฑ์การพิจารณาว่ามีการเอื้อประโยชน์หรือไม่

 

ขอให้พิจารณาประเด็นการไม่ปฏิบัติตามหมายขังของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 โดยเฉพาะกรณีการเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจและการพักโทษที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งศาลชี้ว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดเพื่อเลี่ยงการคุมขังในเรือนจำ อีกทั้งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. ในคดีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)

 

พิชิตระบุว่า หากรัฐมนตรีและคณะกรรมการฯ สามารถชี้แจงข้อสงสัยทั้ง 2 ประเด็นได้ชัดเจน และทักษิณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์จริง ทาง คปท. จะไม่คัดค้าน แต่หากมีการเร่งรัดพิจารณาโดยไม่คำนึงถึงพฤติการณ์ความผิด ทางกลุ่มเตรียมยื่นเรื่องขอให้ทบทวนคำสั่ง และอาจพิจารณาดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเร่งรัดให้ ป.ป.ช. สรุปสำนวนคดีพักโทษชั้น 14 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้

 

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการพักโทษที่ถูกปล่อยออกมาในช่วงนี้ พิชิตมองว่าอาจมีนัยทางการเมือง เนื่องจากผู้เปิดเผยข้อมูลคือลูกเขยของทักษิณ จึงอาจเป็นการหวังผลคะแนนนิยมหรือคะแนนสงสารให้กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

 

ส่วนกรณีคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่อัยการยื่นอุทธรณ์นั้น ทางแกนนำ คปท. มองว่าเป็นคนละส่วนกัน เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุด

The post คปท. บุกกระทรวงยุติธรรม ยื่นหนังสือดักทางพักโทษ ‘ทักษิณ’ จี้ตรวจสอบสถานะชั้นนักโทษและพฤติการณ์ หวั่นมีการเอื้อประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รฟท. เผยความคืบหน้าเหตุเครนถล่ม จ่ายเยียวยาผู้เสียชีวิต 1.51 ล้านบาทต่อราย พร้อมดูแลคนเจ็บ-ทรัพย์สินเต็มที่ https://thestandard.co/srt-crane-compensation/ Thu, 22 Jan 2026 06:49:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1168130 เจ้าหน้าที่ รฟท. สรุปมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุเครนถล่ม

วันนี้ (22มกราคม) ​การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สรุปสถาน […]

The post รฟท. เผยความคืบหน้าเหตุเครนถล่ม จ่ายเยียวยาผู้เสียชีวิต 1.51 ล้านบาทต่อราย พร้อมดูแลคนเจ็บ-ทรัพย์สินเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ รฟท. สรุปมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยจากเหตุเครนถล่ม

วันนี้ (22มกราคม) ​การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สรุปสถานการณ์การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเครนก่อสร้างถล่มทับขบวนรถโดยสาร เมื่อวันที่ 14 มกราคม โดยยืนยันการดูแลเยียวยาอย่างต่อเนื่อง

 

  • ผู้เสียชีวิต (30 ราย): ดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์และร่วมพิธีศพครบทุกราย พร้อมมอบเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 1,510,000 บาทต่อราย (จากเงินสงเคราะห์พระราชทาน, รฟท., ประกันภัย และผู้รับจ้าง) และอยู่ระหว่างประสานความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่น
  • ผู้บาดเจ็บ (69 ราย): ยังพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 12 ราย โดย รฟท. ได้จัดทีมเข้าเยี่ยมติดตามอาการและดูแลค่ารักษาพยาบาลตามความเหมาะสมอย่างใกล้ชิด
  • ​ทรัพย์สิน: เปิดช่องทางพิเศษให้ผู้เสียหายยื่นคำร้อง เพื่อพิจารณาชดเชยค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรม

 

รฟท. ยืนยันจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ควบคู่กับการยกระดับมาตรการความปลอดภัยสูงสุดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

The post รฟท. เผยความคืบหน้าเหตุเครนถล่ม จ่ายเยียวยาผู้เสียชีวิต 1.51 ล้านบาทต่อราย พร้อมดูแลคนเจ็บ-ทรัพย์สินเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ-คณะพนักงานสอบสวน ม.157 ปมสอบสวนมิชอบคดีสินบนทอง https://thestandard.co/surachate-sues-charoonkiat-bribery/ Thu, 22 Jan 2026 05:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1168082 ทนายความพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้องคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

วันนี้ (22 มกราคม) ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบก […]

The post พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ-คณะพนักงานสอบสวน ม.157 ปมสอบสวนมิชอบคดีสินบนทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทนายความพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้องคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

วันนี้ (22 มกราคม) ที่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และคณะพนักงานสอบสวน ฐานความผิดมาตรา 157 ที่ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือโดยทุจริต

 

สืบเนื่องจากกรณีที่วานนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติคืนสำนวนการสอบสวนกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในกรณีการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ(กรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือในทางคดี ให้พนักงานสอบสวนเพื่อส่งให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป

 

สัญญาภัชระ กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนถือว่าไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีดังกล่างด้วยตัวเอง รวมทั้งป.ป.ช. ด้วย ฉะนั้นการกระทำของพนักงานสอบสวนจึงถือว่าเกินขอบเขต เป็นการกระทำที่ผิดหลักของกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

 

ซึ่งกรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แต่ข้อกล่าวหานั้นระบุถึงพฤติการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน

 

ฉะนั้นเมื่อพิจารณาแล้วกรณีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ ระบุว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ผู้มีสิทธิกล่าวหาคือ สส., ส.ว. หรือประชาชน 20,000 คน โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

ด้วยเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุว่าคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ต้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

 

เรื่องนี้ตนเคยกล่าวไว้แต่แรกว่าต้องไปเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น ส่วนการออกมาฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประวิงเวลา และอยากฝากถึงตำรวจให้ศึกษาโครงสร้างของอำนาจดีๆ ต้องทำให้ถูกต้อง ท่านเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่ท่านก็ทำผิดกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนว่าท่านพยายามเพิ่มกรอบอำนาจตัวเอง โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตรองผบ. ตร.หรือไม่

 

ตนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมายิ่งเฉพาะกับลูกความของตน(พล.ต.อ.สุรเชษฐ์)ท่านขยันเหลือเกิน ขยันมาก ท่านพยายามตีความว่ามีอำนาจ แต่บางคดีความท่านกลับไม่เห็นมีความเร่งรีบ ฉะนั้นตามขั้นตอนของกฎหมายมีคนผิดก็ต้องผิด คนถูกก็ต้องถูก แต่ทุกอย่างอยู่ในกรอบของอำนาจทุกอย่างมีขั้นตอนวิธีการ ถ้าท่านไม่เคารพกรอบอำนาจชาวบ้านจะหวังพึ่งอย่างไร ท่านที่เป็นตำรวจนั่งสอบสวนไม่รู้กฎหมายก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี

 

ส่วนแนวทางที่ออกมาของปปช. วานนี้ ตนไม่ได้มองว่าเป็นการชนะในยกแรกแต่มองว่าตนทราบแนวทางการดำเนินคดีทางระบบยุติธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายามจะจัดการทุกอย่างเอง ย้อนกลับไปในวันที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางไปรายงานตัว วันนั้นตนจำได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พยายามแจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทันที ทั้งที่ตนเองและอดีตรองผบ. ตร. ทักท้วงว่าตำรวจมีอำนาจหรือไม่

 

อย่างไรก็ตามที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุก่อนหน้านี้ว่าจะมีการดำเนินการฟ้องกลับทุกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจหมายรวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้ที่ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีของตนเองด้วย

 

เมื่อถามถึงกรณที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ยอมรับว่าตนเองเริ่มรู้จักอดีตรอง ผบ.ตร. ได้ไม่ถึง 1 เดือนก็เริ่มทำงานให้ ขณะนั้นทำให้ได้เจอกับพ.ต.ท.คริษฐ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นผู้ประสานส่งข้อมูลต่างๆให้ระหว่างตนเองกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนเรื่องของคดียืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหลักฐานว่าไม่ได้ทำร้ายพ.ต.ท.คริษฐ์ ตามที่ร้องทุกข์กล่าวโทษแน่นอน

 

โดยในช่วงท้ายของการแถลงข่าวทนายความได้เปิด ประวัติการสนทนากับพ.ต.ท.คริษฐ์ ว่ามีการเป็นคนกลางส่งมอบข้อมูลหลักฐานทางคดี หลายๆอย่าง ได้ส่งข้อความคุยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 แต่จากนั้นก็ได้พบกันอีก

The post พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ-คณะพนักงานสอบสวน ม.157 ปมสอบสวนมิชอบคดีสินบนทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
​ผู้ว่าฯ กทม. ปฎิเสธไอเดีย ‘หอฟอกอากาศ’ กลางกรุงฯ ยันงบสูงผลน้อย พร้อมกางแผนสู้ฝุ่นระยะยาว https://thestandard.co/chadchart-rejects-air-tower/ Thu, 22 Jan 2026 03:58:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1168027 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงแผนสู้ฝุ่น PM 2.5 ในที่ประชุม

วานนี้ (21 มกราคม) ที่ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุง […]

The post ​ผู้ว่าฯ กทม. ปฎิเสธไอเดีย ‘หอฟอกอากาศ’ กลางกรุงฯ ยันงบสูงผลน้อย พร้อมกางแผนสู้ฝุ่นระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงแผนสู้ฝุ่น PM 2.5 ในที่ประชุม

วานนี้ (21 มกราคม) ที่ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี วิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม วาระสำคัญที่มีการหารือคือการตั้งกระทู้ถามสดเรื่องมาตรการรับมือฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชน

 

สุทธิชัย วีระกุลสุนทร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตจอมทอง ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยระบุว่า ระหว่างวันที่ 12-15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ค่าฝุ่นเฉลี่ยใน กทม. สูงถึง 55.18 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐานใหม่ที่กำหนดไว้ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ จึงเร่งรัดให้ฝ่ายบริหารชี้แจงมาตรการเร่งด่วน

 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและความเข้มข้นเฉลี่ย ซึ่งเป็นผลจากมาตรการเชิงรุกและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

 

ประเด็นข้อเสนอเรื่องการติดตั้งหอปรับอากาศ ในพื้นที่วิกฤต เช่น เขตปทุมวัน ผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า จากการศึกษาพบว่า ยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เนื่องจากต้องใช้งบประมาณมหาศาลสำหรับพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ และมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาไส้กรองสูง แต่หากในอนาคตมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมและคุ้มค่า กทม. พร้อมที่จะนำมาปรับใช้ทันที พร้อมเปรียบเปรยว่าการแก้ปัญหาฝุ่นคือ สงครามที่ต้องต่อสู้ทุกวัน ขอให้ประชาชนการ์ดอย่าตก

 

กรุงเทพมหานครได้จำแนกผลการดำเนินงานและมาตรการสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ดังนี้:

 

1. ตัวเลขชี้วัดความสำเร็จ จำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

2. ผนึกกำลังข้ามจังหวัด ลดจุดความร้อน (Hotspot) บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดภาคกลางและตะวันออก ควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรส่งผลให้จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ต้นลม ลดลงร้อยละ 28 ช่วยลดปริมาณฝุ่นข้ามพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

3. คุมเข้มมลพิษจากการจราจร ปรับเกณฑ์ตรวจจับควันดำเข้มข้นขึ้น (จากไม่เกิน 30% เหลือ ไม่เกิน 20%) ทำให้จับกุมรถควันดำได้เพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่า โครงการรถคันนี้ลดฝุ่นมีรถเข้าร่วมเกือบ 200,000 คัน ช่วยลดมลพิษจากการจราจรได้ราวร้อยละ 9

 

4. ยกระดับการแจ้งเตือน (Warning System) ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่สีแดง (ค่าฝุ่นเกิน 75 มคก./ลบ.ม.) ปรับรอบการคำนวณค่าฝุ่นจาก 24 ชม. เป็น 12 ชม. และแจ้งเตือน 3 เวลา (07.00, 12.00, 17.00 น.) พร้อมเพิ่มภาษาอังกฤษรองรับชาวต่างชาติ

 

5. มาตรการ Work From Home (WFH) เห็นผลจริง จากการประกาศใช้ WFH ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ช่วยลดปริมาณจราจรได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่นลดลงถึง ร้อยละ 58 (จาก 47.2 เหลือ 19.6 มคก./ลบ.ม. ภายใน 2 วัน)

 

นอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้น กทม. ยังเดินหน้ามาตรการระยะยาว ได้แก่:

 

  • นโยบายปลูกต้นไม้: ปัจจุบันปลูกไปแล้วกว่า 2.3 ล้านต้น โดยเน้นปลูกกว่า 9 แสนต้นในฝั่งตะวันออกเพื่อเป็นกำแพงสีเขียว กรองฝุ่นจากต้นลม และเพิ่มสวน 15 นาที จำนวน 441 แห่
  • คุมเข้มโรงงาน: ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานปล่องหม้อน้ำ และบังคับติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอัตโนมัติ (CEMS) เพื่อรายงานผลแบบเรียลไทม์

 

“ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบและอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย กรุงเทพมหานครยืนยันจะเดินหน้ายกระดับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป” ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

The post ​ผู้ว่าฯ กทม. ปฎิเสธไอเดีย ‘หอฟอกอากาศ’ กลางกรุงฯ ยันงบสูงผลน้อย พร้อมกางแผนสู้ฝุ่นระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพไทยส่ง EOD เคลียร์ทุ่นระเบิดพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบหลุม BM-21และระเบิด 6 จุด https://thestandard.co/eod-clears-mines-bm21-nong-ya-kaeo/ Thu, 22 Jan 2026 03:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1167995 กองทัพไทยส่ง EOD เคลียร์ทุ่นระเบิดพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบหลุมBM-21 และระเบิด 6 จุด

วันนี้ (22 มกราคม) กองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติ […]

The post กองทัพไทยส่ง EOD เคลียร์ทุ่นระเบิดพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบหลุม BM-21และระเบิด 6 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพไทยส่ง EOD เคลียร์ทุ่นระเบิดพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบหลุมBM-21 และระเบิด 6 จุด

วันนี้ (22 มกราคม) กองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ร่วมกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ลงพื้นที่ตรวจสอบและกวาดล้างสรรพาวุธระเบิดในพื้นที่ทำกินของประชาชน บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

 

จากการเข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลุมสรรพาวุธระเบิดชนิด BM-21 และลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 82 มิลลิเมตร ทั้งที่ทำงานแล้วและยังไม่ทำงาน รวม 6 จุด ในพื้นที่หมู่ 9 บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่

 

บริเวณพื้นที่การเกษตรของนิยม พบหลุม BM-21 ที่ทำงานแล้ว ขณะที่พื้นที่การเกษตรของขวัญชัย ตรวจพบลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 82 มิลลิเมตร ยังไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการทำลาย ณ จุดตรวจพบ

 

นอกจากนี้ บริเวณบ้านของอำนาจและนิยม ตรวจพบหลุม BM-21 ที่ทำงานแล้ว ส่วนพื้นที่การเกษตรของประดุลย์ พบลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 82 มิลลิเมตร ยังไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงเก็บกู้และเคลื่อนย้ายไปทำลาย ณ จุดปลอดภัย ขณะที่พื้นที่การเกษตรของสุชาติ ตรวจพบลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาดเดียวกัน และได้ทำการทำลาย ณ ที่ตรวจพบ

 

ทั้งนี้ ภารกิจดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองบัญชาการกองทัพไทยและศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในการขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างจากความขัดแย้งในอดีต เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

The post กองทัพไทยส่ง EOD เคลียร์ทุ่นระเบิดพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว พบหลุม BM-21และระเบิด 6 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป https://thestandard.co/surachate-countersues-krit-false-accusation/ Wed, 21 Jan 2026 12:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1167882 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป

วันนี้ (21 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอ […]

The post พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป

วันนี้ (21 มกราคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหาแจ้งความเท็จ

 

โดยทางทนายความได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติของคดีนี้ว่า ผู้กล่าวหาอ้างว่าเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมานานถึง 9 ปีแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งออกมาแจ้งความร้องทุกข์ในช่วงนี้ ซึ่งลักษณะเหตุการณ์มีความคล้ายคลึงกับกรณีเมื่อปี 2562 ที่เคยเป็นข่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกร้องเรียนเรื่องทำร้ายลูกน้อง 17 คน ซึ่งในครั้งนั้นได้มีการพิสูจน์ทราบและจบกระบวนการไปแล้วว่าเป็นการกระทำตามคำสั่งของอดีต ผบ.ตร. ท่านหนึ่ง

 

ทนายความได้หยิบยกประเด็นจากการวิเคราะห์เวชระเบียน โดยอ้างอิงความเห็นของ นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ที่พบข้อพิรุธหลายประการจากเอกสารทางการแพทย์ของ พ.ต.ท.คริษฐ์

 

  • ผู้ป่วยมาพบแพทย์แบบผู้ป่วยนอก (OPD) สัญญาณชีพ ความดัน และอัตราการหายใจปกติทุกอย่าง
  • ผู้ป่วยแจ้งว่าหูอื้อข้างซ้ายและมึนงงหลังจากบาดเจ็บมา 2 วัน แพทย์ตรวจพบแก้วหูซ้ายทะลุ แต่ลงรหัสวินิจฉัยโรคเป็น H72.8 (ความผิดปกติอื่นๆ ของแก้วหู) ซึ่งหากเป็นการบาดเจ็บเฉียบพลันจากการถูกทำร้าย แพทย์ควรลงรหัส SO 9.2
  • หากถูกตบหน้า 4-5 ครั้งจริง จะต้องมีร่องรอยบาดเจ็บภายนอกที่ใบหน้าชัดเจน แต่ในบันทึกระบุเพียงการตรวจจากแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก ไม่มีบันทึกการตรวจจากศัลยแพทย์ และไม่มีการสั่งเอกซเรย์แต่อย่างใด
  • หลังตรวจเสร็จ แพทย์ให้กลับบ้านทันทีโดยจ่ายเพียงยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด ซึ่งหากบาดเจ็บรุนแรงจากการทำร้ายร่างกายจริง ควรต้องมีการรับตัวไว้ดูอาการ

 

จากหลักฐานดังกล่าว ทางฝ่ายกฎหมายจึงมั่นใจว่าอาการของ พ.ต.ท.คริษฐ์ เกิดจากโรคหรือการติดเชื้อ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังนั้น การกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเข้าข่ายการแจ้งความเท็จ โดยทาง นพ.ธวัชชัย ยินดีที่จะมาเป็นพยานในคดีนี้ด้วย

 

ทนายความยังระบุเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มอบหมายงานสำคัญให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ ทำมาโดยตลอด จึงตั้งข้อสังเกตว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจมีนัยยะแอบแฝงหรือรับงานใครมาหรือไม่ พร้อมฝากเตือนไปยังอดีตลูกน้องว่าการแจ้งความเท็จมีโทษทางอาญา

 

ส่วนกรณีของ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ที่ออกมาแจ้งความเรื่องถูกทำร้ายจิตใจนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะเจ้าตัวได้ย้ายขั้วไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งแล้ว ซึ่งทางทีมทนายความเตรียมจะแจ้งความดำเนินคดีกลับกับ พ.ต.อ.อาริศ เป็นรายต่อไปให้ถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ฝากข้อความผ่านทนายความ ยืนยันว่า “ไม่มีพฤติกรรมหลบหนี” พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ปากคำหากมีหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

 

นอกจากคดีแจ้งความเท็จแล้ว ในวันพรุ่งนี้ (22 มกราคม) เวลา 10.00 น. ทนายสัญญาภัชระ จะเดินทางไปยังศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อยื่นฟ้องคณะพนักงานสอบสวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับสินบนทองคำ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200

The post พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สู้กลับ ส่งทนายฟ้อง พ.ต.ท.คริษฐ์ แจ้งความเท็จ เปิดหลักฐานแพทย์ชี้ไม่ได้ถูกทำร้าย เตรียมเอาผิด พ.ต.อ.อาริศ รายต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนแห่เข้าร้านทองเยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง https://thestandard.co/yaowarat-gold-price-surges-70000/ Wed, 21 Jan 2026 12:16:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1167865 คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง

วันนี้ (21 มกราคม) บรรยากาศร้านทองในย่านเยาวราชคึกคักอย […]

The post คนแห่เข้าร้านทองเยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง

วันนี้ (21 มกราคม) บรรยากาศร้านทองในย่านเยาวราชคึกคักอย่างมาก หลังราคาทองคำในประเทศปรับตัวพุ่งทะลุระดับ 70,000 บาทต่อบาททองคำ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากแห่เข้าร้านทอง ทั้งกลุ่มที่นำทองคำออกมาขายทำกำไร และกลุ่มที่เข้ามาสอบถามราคาซื้อ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

 

ตลอดทั้งวันราคาทองคำมีความผันผวนสูง โดยมีการปรับราคาขึ้นลงรวมทั้งสิ้น 45 ครั้ง ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ สะท้อนแรงซื้อแรงขายที่หนาแน่นและความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ และปัจจัยต่างประเทศ

 

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.40 น. ราคาทองคำแท่ง รับซื้ออยู่ที่บาททองคำละ 71,450 บาท และขายออกที่บาททองคำละ 71,550 บาท ขณะที่ราคาทองรูปพรรณ รับซื้ออยู่ที่บาททองคำละ 70,024.04 บาท และขายออกที่บาททองคำละ 72,350 บาท

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนติดตามราคาทองคำอย่างใกล้ชิด และพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากราคาทองคำยังมีความผันผวนสูง และอาจมีการปรับฐานได้ในระยะสั้น

 

คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 1คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 2คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 3คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 4คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 5คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 6คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 7คนแห่เข้า ร้านทอง เยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง 8

The post คนแห่เข้าร้านทองเยาวราช หลังราคาพุ่งทะลุเกิน 70,000 บาท ผันผวนทั้งวัน 45 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. มีมติส่งคืนสำนวนคดี สินบนทอง โยงพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ชี้เหตุเกี่ยวพันการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ต้องตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมาย https://thestandard.co/nacc-returns-surachate-gold-bribe/ Wed, 21 Jan 2026 11:27:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1167832 ป.ป.ช. มีมติส่งคืนสำนวนคดี สินบนทอง โยง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ชี้เหตุเกี่ยวพันการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ต้องตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมาย

วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม […]

The post ป.ป.ช. มีมติส่งคืนสำนวนคดี สินบนทอง โยงพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ชี้เหตุเกี่ยวพันการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ต้องตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. มีมติส่งคืนสำนวนคดี สินบนทอง โยง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ชี้เหตุเกี่ยวพันการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ต้องตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมาย

วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. รายงานความคืบหน้าสำคัญกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรณีการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐเพื่อช่วยเหลือในทางคดี

 

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาคำร้องดังกล่าว ซึ่งมีการกล่าวหาบุคคลสองกลุ่ม ได้แก่ 1. กรรมการ ป.ป.ช. และ 2. เจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น (รวมถึง พล.ต.อ. สุรเชษฐ์) ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 167, 201 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาข้อกฎหมายแล้วมีความเห็นสรุปได้ดังนี้:

 

กรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น: แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แต่ข้อกล่าวหานั้นระบุถึงพฤติการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน

 

กรณีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.: ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยระบุว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ผู้มีสิทธิกล่าวหาคือ ส.ส., ส.ว. หรือประชาชน 20,000 คน โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา

 

หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

ด้วยเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุว่าคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ต้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

 

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติ ส่งเรื่องกล่าวหาคืนพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป

The post ป.ป.ช. มีมติส่งคืนสำนวนคดี สินบนทอง โยงพล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ชี้เหตุเกี่ยวพันการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ต้องตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน https://thestandard.co/fta-thai-asean-china-bhutan/ Wed, 21 Jan 2026 10:21:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1167813 กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการสั […]

The post กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการสัมมนา ‘เสริมพลังผู้ประกอบการไทย ด้วยโอกาสจาก FTA อาเซียน-จีน 3.0 และ FTA ไทย-ภูฎาน’ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ในการขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ

 

กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน 1กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน 2กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน 3กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน 4

The post กรมเจรจาการค้าฯ เปิดเวทีโอกาสผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA อาเซียน-จีน 3.0 และไทย-ภูฎาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ https://thestandard.co/nbtc-blocks-border-internet-scams/ Wed, 21 Jan 2026 10:14:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1167805 กสทช. ปูพรม ชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง […]

The post กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสทช. ปูพรม ชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) บูรณาการกำลังร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), สถานีตำรวจภูธรคลองลึก และ กองกำลังบูรพา ลงพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งสัญญาณข้ามพรมแดน

 

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจาก กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจพบความผิดปกติของหมายเลขไอพี (IP Address) ที่จดทะเบียนในประเทศไทย แต่ถูกนำไปใช้งานในประเทศกัมพูชา เพื่อทำธุรกรรมโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคารของบัญชีม้าแถวที่ 1 ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงประชาชนของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย้ำว่าการนำ IP Address ของไทยไปให้บริการในต่างประเทศ เป็นการฝ่าฝืนมาตรการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากพบผู้รับใบอนุญาตรายใดฝ่าฝืน จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2568 มาตรา 67 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

​”สำนักงาน กสทช. จะเดินหน้าตรวจสอบและลงพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และตัดวงจรการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่ผิดกฎหมาย” ไตรรัตน์ กล่าว

The post กสทช. ปูพรมชายแดนสระแก้ว สกัดอินเทอร์เน็ตข้ามแดน ตัดวงจรบัญชีม้า-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจลุยสอบแพทย์ คดีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกกล่าวหาทำร้ายลูกน้อง แยกส่วนคดีส่วยทอง ยืนยันทำตามกฎหมาย-ให้ความเป็นธรรม https://thestandard.co/big-joke-assault-investigation/ Wed, 21 Jan 2026 09:55:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1167793 เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางแถลงความคืบหน้าคดี

วันนี้ (21 มกราคม) ที่ ​กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช. […]

The post ตำรวจลุยสอบแพทย์ คดีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกกล่าวหาทำร้ายลูกน้อง แยกส่วนคดีส่วยทอง ยืนยันทำตามกฎหมาย-ให้ความเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางแถลงความคืบหน้าคดี

วันนี้ (21 มกราคม) ที่ ​กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า เบื้องต้นผู้ร้องทุกข์ได้มอบพยานหลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์เพื่อประกอบการดำเนินคดีแล้ว จากการสอบปากคำพบข้อมูลว่าเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งใบรับรองแพทย์ระบุร่องรอยการถูกทำร้ายหลายครั้ง จนเป็นอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ

 

​อย่างไรก็ตาม ในประเด็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายสาหัส หรือไม่นั้น พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องเข้าสอบปากคำแพทย์ผู้ตรวจรักษาอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ได้ความเห็นทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยคาดว่าจะมีความคืบหน้าภายในสัปดาห์นี้

 

ผบช.ก. ชี้แจงถึงขั้นตอนการดำเนินคดีว่า หากผลการสอบสวนแพทย์ระบุว่าอาการไม่ถึงขั้นสาหัส พนักงานสอบสวนจะดำเนินการออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาให้มารับทราบข้อกล่าวหา แต่หากไม่มาตามหมายเรียกจึงจะพิจารณาออกหมายจับต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าจะเร่งรัดดำเนินการให้รวดเร็วและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

 

เมื่อถามถึงประเด็นระยะเวลาการก่อเหตุที่ผ่านมานานกว่า 8 ปี อาจมีผลต่อคดีหรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ อธิบายว่า ต้องพิจารณาเรื่องอายุความประกอบ หากยังอยู่ในอายุความก็สามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย

 

​ส่วนการออกมาแจ้งความในช่วงเวลานี้อาจถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ ผบช.ก. ให้ความเห็นว่า ต้องแยกประเด็นออกจากกัน ระหว่างคดีทำร้ายร่างกายซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวที่ผู้เสียหายประสงค์จะร้องทุกข์ กับคดีสินบนทองคำที่เป็นอีกสำนวนหนึ่ง​

 

“เรื่องนี้ต้องแยกกัน ในส่วนของการทำร้ายร่างกาย เป็นกรณีที่ผู้ร้องมาให้ปากคำ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวทางสอบสวนกลางไม่มีความกังวลในการดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีอะไรหรือดำเนินคดีกับใคร จะดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด” พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าว

 

 

สำหรับสถานะของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ล่าสุดยังไม่พบข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

 

ส่วนความคืบหน้า คดีสินบนทองคำ นั้น ทาง บช.ก. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและเร่งรัดติดตามผลทุกสัปดาห์ แต่ในส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม

The post ตำรวจลุยสอบแพทย์ คดีพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกกล่าวหาทำร้ายลูกน้อง แยกส่วนคดีส่วยทอง ยืนยันทำตามกฎหมาย-ให้ความเป็นธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เจาะลึก 5 พรรค 5 นโยบายปราบโกง จากOpen Data สู่โทษประหาร ใครทำได้จริง? https://thestandard.co/5-parties-anti-corruption-open-data-death-penalty/ Wed, 21 Jan 2026 09:48:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1167784 เจาะลึก 5 พรรค 5 นโยบายปราบโกง จากOpen Data สู่โทษประหาร ใครทำได้จริง?

ภาคธุรกิจและประชาสังคมต่างเห็นตรงกันว่า ‘การทุจริ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เจาะลึก 5 พรรค 5 นโยบายปราบโกง จากOpen Data สู่โทษประหาร ใครทำได้จริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก 5 พรรค 5 นโยบายปราบโกง จากOpen Data สู่โทษประหาร ใครทำได้จริง?

ภาคธุรกิจและประชาสังคมต่างเห็นตรงกันว่า ‘การทุจริต’ ไม่ใช่เพียงวิกฤตทางจริยธรรม แต่เป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรุนแรง

 

บริบทการเลือกตั้งปี 2569 จึงสะท้อนผ่านนโยบายพรรคการเมืองที่ระดมนำเสนอ ‘เทคโนโลยีดิจิทัล’ เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้นวัตกรรมที่ทันสมัย ความท้าทายที่แท้จริงยังคงอยู่ที่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

 

เมื่อการทุจริตคืออุปสรรคต่อการพัฒนาชาติ

 

ข้อมูลจากสภาผู้แทนราษฎรระบุ ความเสียหายจากการทุจริตในภาครัฐมีมูลค่าสูงถึง 500,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่สูญเสียไป ในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

 

ปัญหาหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งประเมินว่ามีการรั่วไหลของงบประมาณสูงถึง 2-3 แสนล้านบาท โดยพบรูปแบบการเรียกรับผลประโยชน์ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 20-30 ของมูลค่าโครงการ

 

ไม่เพียงแต่สูญเสียเม็ดเงิน แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของโครงการสาธารณะ เช่นกรณีอาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐที่ชำรุดก่อนเวลาอันควร สะท้อนถึงมาตรฐานการก่อสร้างที่ถูกลดทอนจากการทุจริต

 

ทั้งนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้นิยามปัญหาคอร์รัปชันว่าเป็นต้นทุนแฝงเชิงโครงสร้าง ที่เปรียบเสมือนสนิมเกาะกินเครื่องจักรเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามในระยะเวลาอันใกล้

 

นอกเหนือจากความเสียหายทางเศรษฐกิจ ปรากฏการณ์นี้ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อหลักนิติรัฐ (Rule of Law) ปัญหาการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจผ่านระบบอุปถัมภ์ ได้สร้างวาทกรรมว่า ความยุติธรรมเป็นอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นโจทย์ที่พรรคการเมืองต้องเร่งแก้ไขผ่านการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ มิใช่เพียงการจัดหาเครื่องมือทางเทคโนโลยีเท่านั้น

 

ยุทธศาสตร์หลากมิติ จาก ‘นวัตกรรมดิจิทัล’ สู่ ‘มาตรการยาแรง’

 

ในการเลือกตั้ง 2569 ‘เทคโนโลยี’ ได้กลายเป็นฉันทามติร่วมของนโยบายพรรคการเมือง เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นช่องว่างสำคัญของการทุจริต อย่างไรก็ตาม แต่ละพรรคมีปรัชญาและแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันไป

 

พรรคประชาชน: การปฏิรูปเชิงระบบด้วยฐานข้อมูล

 

โดยพรรคนำเสนอยุทธศาสตร์การผ่าตัดโครงสร้างรัฐ เน้นการใช้ข้อมูลเปิด (Open Data) และปัญญาประดิษฐ์:

 

  • Open Data by Default: ผลักดันการแก้ไขกฎหมายข้อมูลข่าวสาร เพื่อกำหนดให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นพันธกิจหลัก โดยเฉพาะข้อมูลภาครัฐ 25 ชุดสำคัญ อาทิ งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้สาธารณชนเข้าถึงและตรวจสอบได้โดยปราศจากอุปสรรค
  • AI Red Flag System: ประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ความผิดปกติของโครงการรัฐ และเชื่อมโยงฐานข้อมูลคู่สัญญากับบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ที่อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน
  • Digital Permitting (Auto-approve): ลดขั้นตอนการติดต่อระหว่างบุคคล ด้วยระบบอนุมัติใบอนุญาตอัตโนมัติเมื่อเอกสารครบถ้วน เพื่อขจัดการเรียกรับสินบน

 

พรรคเพื่อไทย: รัฐบาลดิจิทัลและธรรมาภิบาลข้อมูล

 

พรรคมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ:

 

  • Centralized Cloud & Dashboard: รวบรวมข้อมูลภาครัฐสู่ระบบคลาวด์กลาง และสร้าง Dashboard แสดงผลแบบเรียลไทม์ เพื่อความโปร่งใสทางงบประมาณ
  • Anti-Nominee Technology: ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์เส้นทางการเงินและโครงสร้างองค์กร เพื่อสกัดกั้นบริษัทตัวแทนอำพรางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อฮั้วประมูลโครงการรัฐ

 

พรรคไทยภักดี: ยุทธการหักดิบด้วยบทลงโทษสูงสุด

 

ในขณะที่พรรคอื่นเน้นเทคโนโลยี พรรคไทยภักดีเลือกที่จะนำเสนอ มาตรการยาแรง เพื่อสร้างความเกรงกลัว โดยมองว่าปัญหามิได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ความหย่อนยานของบทลงโทษ:

 

  • โทษประหารชีวิต: เสนอแก้กฎหมายให้คดีทุจริตที่มีมูลค่าความเสียหายสูง (เช่น เกิน 1,000 ล้านบาท) ต้องระวางโทษประหารชีวิต เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เด็ดขาด
  • ห้ามลดโทษ-ห้ามอภัยโทษ: ปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้นักโทษคดีทุจริตได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนด
  • ยึดทรัพย์ทันที: เน้นมาตรการทางแพ่งควบคู่อาญา โดยการยึดทรัพย์สินที่ได้จากการทุจริตตกเป็นของแผ่นดินโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

พรรคประชาธิปัตย์: เสริมสร้างกลไกการตรวจสอบภาคประชาชน

 

เน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม ผ่านระบบ Whistleblowing ที่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้แจ้งเบาะแส เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

 

พรรคภูมิใจไทย: ดุลยพินิจและเจตจำนงผู้นำ

 

นำเสนอมุมมองที่แตกต่าง โดยระบุว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน แต่ปัจจัยชี้ขาดคือเจตจำนงทางการเมือง

 

  • Traceability: ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อการตรวจสอบย้อนกลับ สร้างความเกรงกลัวต่อการกระทำผิด
  • Leadership: เน้นย้ำว่าระบบที่ดีต้องควบคู่กับผู้นำที่กล้าบังคับใช้กฎหมาย

 

การปฏิรูปองค์กรตำรวจและกระบวนการยุติธรรม

 

แม้เทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญ แต่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ชี้ว่า อัลกอริทึมไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ได้โดยลำพัง การปฏิรูปองค์กรตำรวจจึงเป็นเงื่อนไขจำเป็น

 

พรรคประชาชน ได้เสนอแผนปฏิบัติการปราบ-ปรับ-ปฏิรูป ซึ่งมีความชัดเจนในเชิงโครงสร้าง

 

1. ปราบ (ขจัดระบบอุปถัมภ์): ยกเลิกระบบตั๋วตำรวจ ในการแต่งตั้งโยกย้าย เปลี่ยนสู่ระบบประเมินผลงานแบบ 360 องศา ที่ยึดโยงกับดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ที่เป็นวิทยาศาสตร์

 

2. ปรับ (ยกระดับคุณภาพชีวิต): แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างรายได้ โดยการเพิ่มค่าตอบแทนการสอบสวนที่ไม่มีการปรับปรุงมากว่า 3 ทศวรรษ เพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริต ควบคู่กับการถ่ายโอนภารกิจรองให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ

 

3. ปฏิรูป (กระจายอำนาจ): ปรับโครงสร้างให้ตำรวจพื้นที่ยึดโยงกับประชาชน ผ่านการกำกับดูแลโดยผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง

 

ผลสำรวจความคิดเห็นจากภาคธุรกิจและประชาสังคม สะท้อนถึงความคาดหวังต่อมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงขึ้น โดยปฏิเสธพฤติกรรมทางการเมือง 3 ประการ

 

1. ปัญหาธรรมาภิบาลของผู้ดำรงตำแหน่ง : การแต่งตั้งบุคคลที่มีมลทินมัวหมองเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร

 

2. นโยบายเชิงวาทกรรม : การประกาศนโยบายต้านโกงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยขาดการปฏิบัติจริง

 

3. ผลประโยชน์ทับซ้อน : การใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจพวกพ้อง

 

การเลือกตั้ง 2569 เปรียบเสมือนรอยต่อสำคัญของการเมืองไทย นโยบายของพรรคการเมืองต่างสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการนำเทคโนโลยีมาเป็นกลไกหลักในการสร้างความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ

 

ความท้าทายที่แท้จริงของรัฐบาลชุดใหม่ ไม่ใช่อยู่ที่ความทันสมัยของเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความสามารถในการผสานความจริงที่ตรวจสอบได้ด้วยข้อมูล เข้ากับการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

 

การจะมีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากปราศจากความกล้าหาญทางจริยธรรมในการรื้อถอนโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก เพื่อวางรากฐานนิติรัฐที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับอนาคตของประเทศไทย

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : เจาะลึก 5 พรรค 5 นโยบายปราบโกง จากOpen Data สู่โทษประหาร ใครทำได้จริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 ปีโศกนาฏกรรม ‘หมอกระต่าย’ แม่โพสต์จี้รัฐเลิกแก้ปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง เผยสถิติคนหยุดรถให้คนข้ามมีแค่ 13% https://thestandard.co/4rd-anniversary-dr-rabbit-road-safety-thailand/ Wed, 21 Jan 2026 06:44:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1167699 4rd-anniversary-dr-rabbit-road-safety-thailand

วันนี้ (21 มกราคม) ถือเป็นวันครบรอบ 4 ปี ของเหตุการณ์โศ […]

The post 4 ปีโศกนาฏกรรม ‘หมอกระต่าย’ แม่โพสต์จี้รัฐเลิกแก้ปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง เผยสถิติคนหยุดรถให้คนข้ามมีแค่ 13% appeared first on THE STANDARD.

]]>
4rd-anniversary-dr-rabbit-road-safety-thailand

วันนี้ (21 มกราคม) ถือเป็นวันครบรอบ 4 ปี ของเหตุการณ์โศกนาฏกรรมทางถนนที่ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ หมอกระต่าย จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถูกรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชนขณะเดินข้ามทางม้าลาย บริเวณหน้าสถาบันไตภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท เมื่อปี 2565

 

ล่าสุดวันนี้ รัชนี สุภวัตรจริยากุล มารดาของหมอกระต่าย ได้ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘Rabbit Crossing ทางกระต่าย’ ซึ่งเป็นเพจที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและสานต่อเจตนารมณ์ของบุตรสาว โดยระบุข้อความว่า

 

“ความหวังและรอยยิ้มที่หายไปบนทางม้าลาย

 

ครอบครัวเราใฝ่ฝันที่จะเห็นหมอกระต่ายเป็นจักษุแพทย์ที่ดีและทำคุณประโยชน์กับประเทศชาติ ฝันนั้นชัดเจนขึ้นเมื่อเห็นลูกสู้อุตสาหะเล่าเรียนจนจบในสาขาย่อยที่ลูกชอบ แม่ดีใจที่ได้เห็นลูกมีครู อาจารย์ และเพื่อนๆ ที่รัก เมตตาและให้คำแนะนำกันมาได้อย่างสม่ำเสมอ

 

แต่แล้วเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 เวลาบ่ายประมาณ 3 โมงกว่า ลูกถูกรถบิ๊กไบค์ชนเสีย ขณะข้าม #ทางม้าลาย หน้ารพ.สถาบันไตภูมิราชนครินทร์ซึ่งอยู่ใจกลางกทม. ผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขับรถผิดกฎหมายหลายกระทง ด้วยความเร็ว 128 กม/ชม.ในเขตชุมชนหนาแน่น ชนลูกบนทางม้าลายขณะที่เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็ถึงฝั่งที่ปลอดภัย ความใฝ่ฝันที่ลูกอยากถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์….ดับวูบไปในพริบตา มีเพียงความเศร้าโศกเจ็บช้ำกับครอบครัวเราเรื่อยมา

 

สถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนในประเทศเราที่ผ่านมาและในปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤติอย่างยิ่ง ตามข้อมูลของ WHO อุบัติเหตุทางถนนของเราสูงสุดในเอเชียและสูงเป็นอันดับ 9 ของโลก จำนวนผู้เสียชีวิตเกือบ 18,000 คน ต่อปีหรือ 50 คน ต่อวัน ยอดผู้เสียชีวิตขณะเดินข้ามถนนก็สูงกว่าปีละ 500 คน โดยพื้นที่เสี่ยงสูงสุดอยู่ในกทม.ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยทางถนนของภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน

 

วันที่ 21 มกราคม 2569 นี้ ครบรอบ 4 ปีของการเสียชีวิตของ #หมอกระต่าย ในคราวนั้นมีผู้ประมาณการสูญเสียต่อประเทศชาติไว้ 880 ล้านบาท ปัจจุบันอุบัติเหตุทางถนนยังคงทำให้ประเทศไทยมีมูลค่าการสูญเสียประมาณ 5.9 แสนล้านบาทต่อปี(คิดเป็นร้อย 3.3 ของ GDP) การลดอุบัติเหตุทางถนนยังห่างไกลเป้าหมายอีกมาก สะท้อนว่าปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทุกวันนี้มีคนผ่าฝืนไฟสัญญาณข้ามทางม้าลายใน กทม. สูงถึงหลักแสนต่อเดือน ในปี 2566 พบว่ามีเพียงร้อยละ 13 เท่านั้นที่หยุดรถให้คนข้าม เป็นพฤติกรรมทำผิดซ้ำซากไม่เกรงกลัวกฎหมาย เรื่องการขับรถเร็วกว่ากฎหมายกำหนดก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ

 

     เราอยากเห็นนโยบายลดอุบัติเหตุทางถนนจากรัฐบาลเป็นเรื่องสำคัญเสียที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรับปรุงทางกายภาพของถนนให้ถูกหลักสากล การลดความเร็วในเขตเมือง การบังคับใช้กฎหมายในระบบขนส่งและการจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ใช้ถนนอย่างจริงจังโดยเฉพาะคนเดินเท้า การมาทำกิจกรรมรณรงค์ในวันนี้เชื่อว่าทุกคนคงเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะผู้สูญเสียที่จะต้องเป็นการย้ำเตือนโชคชะตากันเรื่อยไป

 

ที่ผ่านมาคุณพ่อได้อุทิศตัวสานต่อเจตนารมณ์การเป็นจักษุแพทย์ของหมอกระต่าย โดยเป็นจักษุแพทย์อาสาร่วมกับมูลนิธิรามาธิบดีและสำนักพระคลังข้างที่ ออกหน่วยผ่าตัดต้อกระจกทั่วประเทศ เดือนหน้าพ่อจะไปรับรางวัลจักษุแพทย์ดีเด่นระดับเอเชียแปซิฟิก สุดท้ายนี้คุณพ่อฝากบทกลอนถึงประชาชนทุกคนดังนี้

 

​​”กี่ล้านหยดน้ำตามารินหลั่ง​​

กี่แสนครั้งไห้เทวษถวิลหา

​ได้กอดแก้วพลันกลับไกลลับตา​​

ไร้ถ้อยคำอำลาแสนอาลัย

​ไฟไหม้ฟางสว่างวาบแล้วดับมอด​​

บอกจะถอดบทเรียนเปลี่ยนแก้ไข

​เป็นนิมิตหมายถนนคนปลอดภัย​​

โอ้..ผ่านไปอีกหลายครา..แค่คารม

​ทุกเลือดเนื้อเกื้อหนุนมีคุณค่า​​​

หนึ่งชีวิตหลายชีวามาขื่นขม

​คืนถนนปลอดภัยให้คนชม​​​

ค่าควรสมนามเลื่องเมืองอมร”

 

​หวังเป็นอย่างยิ่งว่า…เราทุกคนจะมีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน ไม่ใช่เฉพาะแค่วันนี้แต่เป็นในทุกๆวัน 

รัชนี สุภวัตรจริยากุล (แม่หมอกระต่าย)”

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1BggPJKiri/

The post 4 ปีโศกนาฏกรรม ‘หมอกระต่าย’ แม่โพสต์จี้รัฐเลิกแก้ปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง เผยสถิติคนหยุดรถให้คนข้ามมีแค่ 13% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : อนุทินบอก ตัวเลข 150 ที่นั่งจากนิด้าโพลยังต่ำกว่าเป้าหมาย https://thestandard.co/anutin-bhumjaithai-nida-poll-target/ Wed, 21 Jan 2026 06:12:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1167681 อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (21 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินบอก ตัวเลข 150 ที่นั่งจากนิด้าโพลยังต่ำกว่าเป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (21 มกราคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เพจ CSI LA ออกมาเปิดเผยถึงนักการเมืองอักษรย่อ ท รองหัวหน้าพรรคสีฟ้าคนดังภาคใต้ พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด ได้รับรายงานหรือไม่ ว่า ตำรวจยังไม่ได้รายงาน แต่ทราบมาจากข่าว ยืนยันว่าไม่ใช่ ‘ทิน’

 

เมื่อถามว่าขณะนี้นักการเมืองอักษรย่อ ท มองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง อนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้เกิดจากพรรคภูมิใจไทย และไม่ได้เกิดจากการเป็นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องและเต็มที่ เพราะขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจจำกัด เนื่องจากอยู่ในช่วงยุบสภา ซึ่งทุกวันนี้ตนไปหาเสียงก็ไม่มีรถนำขบวน ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอก็ไม่กล้ามาต้อนรับ ซึ่งตนก็ไม่กล้าให้เขามาด้วย เพราะถ้าหากเขามาเดี๋ยวตนซวย ตอนนี้ตนทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนการปฏิบัติในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำที่ต้องทำหน้าที่ของเขาไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้รายงานหรือไม่ ถึงกรณี 10 นักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และยาเสพติดว่าอยู่พรรคใดบ้าง อนุทิน ย้ำว่า ตนใช้นโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ขณะนี้ไม่ถามใครทั้งสิ้น เปิดมาเจอใครก็เป็นคนนั้น ไม่มีข้อยกเว้น ตนไม่ถาม แต่สั่งการให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรายงานตนว่าเป็นใคร และไม่ต้องมาถามว่าเป็นคนนี้แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ พร้อมย้ำว่ายึดถือแนวทางนี้มาตลอด

 

เมื่อถามถึงกรณีผลสำรวจ นิด้าโพล คาดการณ์ผลคะแนนการเลือกตั้ง 2569 โดยพรรคภูมิใจไทยมาอันดับ 1 จะได้ 150 ที่นั่ง เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่อนุทินกล่าวว่า ต่ำกว่าเป้าหมาย พร้อมกับหัวเราะ

 

เมื่อถามว่าต้องการ 500 ที่นั่งเลยใช่หรือไม่ อนุทิน ถามกลับว่า “ใช่ไหมล่ะ” พร้อมกล่าวต่อว่า เป้าหมายของทุกคนต้องการเท่าไร ก็ต้องเกิน 150 แต่ผลสำรวจก็เอาไว้เป็นตัวชี้วัด และเป็นเครื่องมือในการประเมินว่าเราได้ทำงานไปในระดับไหน ถ้าตรงกับสิ่งที่คิดก็ไม่ต้องสงสัย และเดินหน้าต่อได้ แต่หากไม่ตรงกับที่คิดก็ต้องมานั่งทบทวนแก้ไข

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า 150 ที่นั่งเพียงพอต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เอาไว้หลังผลเลือกตั้งออกมา เราไม่เคยประกาศว่าจะ 50-200 ที่นั่ง ซึ่งเราไม่ประกาศแต่เราใช้ความทุ่มเท และความจริงใจ ขอความมั่นใจจากประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนจะตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และคืนนั้นเราจะทราบว่าเราอยู่ในบทบาทไหน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีการแบ่งพื้นที่ให้กับคู่แข่งใช่หรือไม่ อนุทิน ถามกลับว่า แบ่งพื้นที่แปลว่าอะไร ก่อนย้ำว่า เราสู้ทุกเขตอยู่แล้ว ทุกคนในพรรคภูมิใจไทยลงไปช่วยกันขอเสียงจากประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า พรรครัฐบาลเดิม ได้มีการติดต่อขอแบ่งในบางพื้นที่หรือไม่ อนุทิน ยืนยันว่า ไม่มี พร้อมถามกลับว่า เล่นกอล์ฟเป็นหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า การแข่งขันต้องแข่งกันตามกติกา แข่งขันด้วยความสามารถของตนเอง ไม่มีใครมาขอได้ และไม่มีใครยอมได้

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และ รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ ได้ที่ https://thestandard.co/election2569/

 

The post เลือกตั้ง 2569 : อนุทินบอก ตัวเลข 150 ที่นั่งจากนิด้าโพลยังต่ำกว่าเป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] https://thestandard.co/pmac2026-health-demographic-crisis/ Wed, 21 Jan 2026 05:07:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1161726 ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial]

โลกกำลังเผชิญจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงสวนทางกับจำนวนผู […]

The post ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial]

โลกกำลังเผชิญจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงสวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่พุ่งสูงขึ้น การย้ายถิ่นฐาน และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันคือ ‘Mega Trends’ ที่กำลังสั่นคลอนระบบสาธารณสุขและสร้างความเหลื่อมล้ำทางสังคมครั้งใหญ่ หากขาดซึ่งการวางแผนที่ดี ไร้ซึ่ง ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่ดีพอ อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขทั่วโลก

 

‘การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ (Prince Mahidol Award Conference: PMAC) ซึ่งจัดขึ้นโดย ‘มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์’ คือเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านนโยบายด้านสุขภาพระดับโลก ที่จัดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทย องค์การระหว่างประเทศชั้นนำ เช่น องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และอีกหลายองค์การทั่วโลก เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการนำวิสัยทัศน์จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายประเทศมาต่อยอดจนกลายเป็น ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้จริง

 

 

ก่อนที่การประชุมวิชาการนานาชาติรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล หรือ PMAC 2026 จะเปิดฉากในวันที่ 26 – 31 มกราคม 2569  ภายใต้หัวข้อ “Navigating Global Demographic Transitions Through Innovative Policy: An Equity-Centered Approach” หรือ โลกเปลี่ยน ประชากรเปลี่ยน: นำทางด้วยนโยบายนวัตกรรมเพื่อสังคมที่เท่าเทียม THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ถึงความสำคัญของระบบสาธารณสุขในวันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ (Demographic Change) และบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบนหลักด้านการแพทย์และสาธารณสุข

 

‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ จะพลิกโฉมโครงสร้างสาธารณสุขโลกได้อย่างไร?

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า หัวข้อการประชุมจะมีการหารือล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี โดยจะนำเรื่องประเด็นที่เป็น Mega Trends มาหารือ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบสาธารณสุข ตัวอย่างเช่น ในปี 2568 การมาถึงของเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์กำลังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข จึงนำมาเป็นประเด็นสำคัญ ในหัวข้อ ‘Harnessing Technologies in an Age of AI to Build A Healthier World’ ส่วนปี 2570 จะหารือกันในประเด็นอิทธิพลของกระแสพาณิชย์ต่อสุขภาพ (Commercial Determinant of Health) หรือ เช่น อิทธิพลของเครื่องดื่ม อาหาร บุหรี่ และสุรา ซึ่งจำเป็นต้องมีนโยบายสาธารณะเข้ามาควบคุมดูแล”

 

“ปีนี้เรามุ่งไปที่เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ซึ่งมีประเด็นสำคัญอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ‘Migration’ การย้ายถิ่นของประชากรทั้งที่เกิดจากความขัดแย้ง ทำให้ระบบสาธารณสุขบ้านเราต้องแบกรับภาระการดูแลคนกลุ่มนี้ที่ไม่มีบัตรประชาชน รวมถึงการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างชาติซึ่งเป็นกำลังสำคัญในตลาดแรงงานตามเมืองใหญ่

 

“โจทย์ใหญ่ต่อมาคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับ Super-Aged Society ซึ่งจะมีประชากรอายุเกิน 60 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 28% หรือมีประชากรอายุเกิน 65 ปี สูงถึง 20%”

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร ยกตัวอย่างการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤตสุขภาพและโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อาจต้องมองเรื่อง ‘การขยายอายุเกษียณ’ กับ ‘การทำให้คนอยู่ในระบบงานได้นานขึ้น’ ออกจากกัน

 

“การเกษียณเป็นเรื่องของระบบที่ให้คนทำงานถึงอายุ 60 ปี แต่นโยบายที่เราพูดถึงคือการทำให้คนยังทำงานต่อเนื่องได้ แทนที่จะถูกตัดขาดจากระบบการทำงานไปอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งมักส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และระบบเศรษฐกิจโดยรวม”

 

“หากจะให้คนทำงานในระบบยาวขึ้น อาจต้องมีนโยบายที่ต่างไปจากเดิม เช่น เมื่ออายุเกิน 60 ปี อาจไม่ต้องดำรงตำแหน่งบริหาร เงินเดือนอาจจะลดลงตามประสิทธิภาพการทำงาน และอาจจะขยายระยะเวลาทำงานไปถึง 64 หรือ 65 ปี หรือถึง 70 ปี ในอนาคต เรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องนำมาคิดเป็นนวัตกรรม และต้องวางแผนบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องระดมสมองร่วมกัน”

 

อีกหนึ่งความท้าทาย คือกลุ่มแรงงานต่างชาติและประชากรชายขอบ ศ.นพ.ปิยะมิตร ยกกรณีศึกษาจากอำเภอแม่สอด เมื่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการสุขภาพเกือบครึ่งหนึ่งไม่มีบัตรประชาชน โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ และในแง่การบริหาร งบประมาณรายหัวจาก สปสช. ก็ไม่มีรองรับ ทุกวันนี้หลายโรงพยาบาลจึงต้องอาศัยเงินบริจาค ในเชิงนโยบาย ต้องหารือร่วมกันว่าจะไปในทิศทางไหน

 

“ในเชิงนโยบาย ต้องหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้รับการดูแล ระดับการดูแลเมื่อเทียบกับคนไทยเป็นอย่างไร และถ้าจะทำให้ยั่งยืนต้องทำอย่างไร โจทย์นี้อาจจะออกมาในรูปแบบของการออกแบบสวัสดิการดูแลสุขภาพ แต่ก็ต้องมาหารือว่า แล้วใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย รัฐบาล นายจ้าง หรือควรมีสัดส่วนการรับผิดชอบอย่างไรเพื่อให้คนกลุ่มนี้มีที่พึ่งเมื่อเจ็บป่วย”

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 2

 

Health Equity ความ ‘เท่าเทียม’ ที่ ‘ไม่เท่ากัน’

 

หากมองเชิงกลยุทธ์ ศ.นพ.ปิยะมิตร อธิบายว่า Health Equity หัวใจหลักคือการที่ทุกคนต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่าง ‘เท่าเทียม’ แต่ไม่ได้หมายความว่า ‘เท่ากัน’

 

“ถ้าไปดูนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะพบว่ามันถูกออกแบบมาเป็น 4 ระดับ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของประชากร ซึ่งการมีระดับการเข้าถึงที่ต่างกันนี้ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ หากแต่คือการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้มั่นใจว่าประชากรทุกคนจะมี ‘มาตรฐานขั้นต่ำ'”

 

“ประชากร 66 ล้านคน มีประมาณ 40 ล้านคนที่ต้องการเข้าถึงหลักประกันขั้นพื้นฐาน เพราะคนเหล่านี้อาจไม่มีสวัสดิการอื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มที่เข้าไม่ถึงระบบ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติและคนชายขอบที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งตามแนวคิดแล้ว นโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติควรดูแลทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น”

 

“จริงๆ แล้ว Health Equity เป็นหลักสำคัญที่สอดแทรกอยู่ในการประชุม PMAC เกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ UHC (Universal Health Coverage) ซึ่งก็คือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของเรานั่นเอง สำหรับหัวข้อ Demographic Change ในปีนี้ Health Equity ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนผ่านประเด็นการดูแลสุขภาพแรงงานต่างชาติและประชากรชายขอบ”

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวเสริมประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ส่งผลต่อระบบสุขภาพของโลกเช่นกัน

 

“ตอนนี้เราเห็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ต้องปรับนโยบายด้านการจัดหาเครื่องมือแพทย์ โดยต้องพิจารณาใช้เครื่องมือจากทั้งสองฝั่งและเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด เช่นเดียวกันกับการส่งบุคลากรไปฝึกอบรม จากที่เคยส่งไปทางตะวันตก ปัจจุบันต้องเริ่มส่งไปทางตะวันออกมากขึ้น เพราะนวัตกรรมใหม่ๆ จากจีน เกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าสหรัฐอเมริกาถึงสองเท่าตัว รวมถึงนวัตกรรมยา ปัจจุบัน จีนก็พัฒนาไปมาก ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงจากจีนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมกับเรียนรู้กระบวนการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีน เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดขึ้นในประเทศเราบ้าง”

 

ระบบหลักประกันสุขภาพไทย โมเดลที่โลกจับตา

 

เมื่อเทียบกับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีที่สุด

 

“ประเทศไทยใช้เงินดูแลสุขภาพเพียงประมาณ 6% ของ GDP แต่กลับมีตัวชี้วัดทางสุขภาพ เช่น อัตราการเสียชีวิตระหว่างคลอด หรือเด็กที่เสียชีวิตระหว่างอายุ 0-5 ปี รวมถึงอายุเฉลี่ยของประชากร เราไม่ด้อยกว่าอเมริกา ซึ่งอเมริกาเองใช้เงินในการดูแลสุขภาพคนในประเทศสูงถึง 16% ของ GDP”

 

ผลลัพธ์ดังกล่าวยังส่งผลให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่เคยใช้เพียง 2-3% ของ GDP มาอยู่ที่เกือบ 6% ในปัจจุบัน และสามารถขยายความครอบคลุมการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น การล้างไต หรือการรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดจากการนำข้อมูลมาหารือกันเพื่อยืนยันว่าเราใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 3

 

“การประชุมในปี 2026 เราจะนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนเพื่อคิดหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นที่ทำสำเร็จมาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทที่เหมาะสมกับประเทศไทย คนไทยที่เข้าร่วมประชุมจะนำข้อสรุปและองค์ความรู้ที่ได้จากเวทีกลับมานำเสนอในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพื่อผลักดันออกมาเป็นข้อเสนอนโยบายสำหรับนำเสนอต่อรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับชาติต่อไป นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่า เวที PMAC มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ”

 

ทุกปีก่อนเริ่มงานประชุม จะมีการจัด Site Visit การศึกษาดูงานตามสถานที่ต่าง ๆ โดยแต่ละปี จะเลือกสถานที่ให้สอดคล้องกับหัวข้อการประชุม

 

“ปีนี้เราจะพาไปดูคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีการติดตั้งและใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น X-ray, CT, MRI จากประเทศจีน เพื่อให้เห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีของจีนมีคุณภาพทัดเทียมกับแบรนด์จากตะวันตก อีกแห่งที่วางแผนไว้คือ พาไปดู Wellness Center สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อให้เห็นแนวทางการรองรับสังคมสูงวัย หรืออาจจะพาไปดูชุมชนชายขอบในพื้นที่อำเภอแม่สอด รวมถึงพื้นที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างชาติที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เห็นสภาพปัญหาจริง ได้รับข้อมูลสำคัญ และเกิดแรงบันดาลใจก่อนที่จะเริ่มการประชุม ซึ่งจะกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำไปพูดคุยหารือ เพื่อหาแนวทางพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 4

 

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุข

 

นอกจากงานเวทีการประชุม วาระสำคัญที่ทำควบคู่กันคือ การมอบ ‘รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล’ ให้กับบุคคล บุคลากร หรือองค์การทั่วโลก ที่มีผลงานดีเด่น เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์และด้านการสาธารณสุข ซึ่งเป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในฐานะองค์บิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย

 

ศ.นพ.ปิยะมิตร เล่าว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล แบ่งเป็น 2 สาขาคือ รางวัลทางการแพทย์ (Medical Sciences) ที่สร้างความก้าวหน้าและมีผลกระทบต่อประชาคมโลกอย่างชัดเจน และรางวัลทางสาธารณสุข (Public Health) ซึ่งเน้นนโยบายหรือการจัดการที่ช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพในวงกว้างและสร้างผลกระทบที่สำคัญ โดยมีคณะกรรมการนานาชาติมาร่วมพิจารณาผลงานที่ส่งเข้ามาจากทั่วโลก

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 5

นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร

 

“ความพิเศษของปีนี้คือ เรามีผู้ที่เข้ารับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลครบ 100 คนพอดี ในจำนวนนี้มีไม่ต่ำกว่า 4-5 ท่าน ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งเป็นการยืนยันถึงคุณภาพและมาตรฐานของรางวัลนี้ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลเองก็เห็นพ้องกับผลงานที่เราได้คัดเลือก”

 

“คนไทยที่เคยได้รับรางวัลส่วนใหญ่จะอยู่ในสาขาสาธารณสุข เช่น นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ท่านได้รับรางวัลจากการผลักดันนโยบายการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศ ซึ่งช่วยลดการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ HIV ได้อย่างมหาศาลในประเทศไทย”

 

บทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขผ่านเวที PMAC

 

สำหรับมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบันหลักด้านการแพทย์และสาธารณสุข ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า เวที PMAC เปรียบเสมือนเครื่องมือในการพัฒนาองค์ความรู้และสำหรับตัวคณาจารย์เองและนักศึกษา โดยทุกปีจะส่งคณาจารย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งในฐานะผู้อภิปราย ผู้จัดทำเอกสารประกอบการประชุม และผู้สรุปเนื้อหาการประชุม คาดว่าปีนี้จะมีคณบดีและคณาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคมเข้าร่วมจำนวนมาก

 

“ยิ่งไปกว่านั้น เราให้นักศึกษาจากหลากหลายสถาบันเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้ทำสรุปการประชุม ภายใต้การดูแลของอาจารย์ นี่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญ ทำให้นักศึกษาได้สัมผัสกับการประชุมด้านสุขภาพระดับโลก และฝึกฝนทักษะที่จำเป็น นอกเหนือจากนั้นก็จะมีนักศึกษาที่ช่วยดูแลต้อนรับแขกผู้เข้าร่วมประชุม และทำหน้าที่เป็นผู้นำชมกึ่งล่ามในระหว่างกิจกรรมด้วย” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย

 

ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] 6

 

The post ทำไมเวทีการประชุม ‘PMAC 2026’ จึงเป็นเครื่องมือแก้เกมปัญหาสุขภาพโลกในวันที่โลกเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>