Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 25 Oct 2026 12:46:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Meta ยอมให้ซักเคอร์เบิร์กขายหุ้นจ่ายภาษีมหาเศรษฐี แลกอยู่แคลิฟอร์เนียต่อ 8 ปี หลังขู่ย้ายออกจากรัฐ https://thestandard.co/meta-zuckerberg-stock-deal-california-tax/ Sun, 25 Oct 2026 12:46:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1271708 ภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Meta ผ่านแว่นขยาย

Meta Platforms ทำข้อตกลงกับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพื่อใ […]

The post Meta ยอมให้ซักเคอร์เบิร์กขายหุ้นจ่ายภาษีมหาเศรษฐี แลกอยู่แคลิฟอร์เนียต่อ 8 ปี หลังขู่ย้ายออกจากรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Meta ผ่านแว่นขยาย

Meta Platforms ทำข้อตกลงกับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพื่อให้เขายังอาศัยอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท หลังซักเคอร์เบิร์กเตือนว่ากำลังพิจารณาย้ายออกจากรัฐ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งโหวตผ่านข้อเสนอเก็บภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

 

 
 

ภายใต้ข้อตกลงที่ Meta ประกาศเมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม ซักเคอร์เบิร์กจะได้รับหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเขาขายเพื่อนำเงินไปจ่ายภาษีหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ หากข้อเสนอดังกล่าวผ่าน โดยแลกกับการให้คำมั่นว่าจะอาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนีย หรือในรัฐที่ Meta ตั้งสำนักงานใหญ่ เป็นเวลา 8 ปี

 

ข้อเสนอที่เรียกว่า Proposition 40 หรือ ‘ภาษีความมั่งคั่งแคลิฟอร์เนีย’ จะถามชาวแคลิฟอร์เนียว่าควรเก็บภาษีครั้งเดียว 5% จากมหาเศรษฐีราว 250 คนที่อาศัยอยู่ในรัฐเมื่อวันที่ 1 มกราคมหรือไม่ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 67.54 ล้านล้านบาท)

 

หากผ่าน ข้อเสนอนี้จะเป็นภาษีความมั่งคั่งรูปแบบนี้ครั้งแรกในสหรัฐฯ

 

ซักเคอร์เบิร์กซึ่ง Forbes จัดให้เป็นคนรวยอันดับ 6 ของโลก มีทรัพย์สินราว 2.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.1 ล้านล้านบาท) โดย FT ประเมินว่าเขาอาจต้องจ่ายภาษีนี้ราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.71 แสนล้านบาท) ส่วน BBC ประเมินไว้ที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.38 แสนล้านบาท)

 

ขายหุ้นจ่ายภาษีได้โดยไม่เสียอำนาจคุม Meta

 

เมื่อเดือนกันยายน ซักเคอร์เบิร์กบอกบอร์ดของ Meta ว่ากำลังคิดจะย้ายที่พักหลักออกจากแคลิฟอร์เนีย และอาจขายบ้านในรัฐ ซึ่งบ้านหลักของเขาอยู่ที่พาโลอัลโตและทะเลสาบแทโฮ เพราะภาษีนี้อาจบีบให้เขาต้องขายหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงเพื่อนำเงินไปจ่าย

 

ซักเคอร์เบิร์กบอกบอร์ดว่าการย้ายครั้งนี้ “จะเป็นที่รับรู้ของสาธารณะ และพนักงานจะต้องสังเกตเห็นและพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” อีกทั้งยังจะ “ทำให้เกิดคำถามต่อการบริหารบริษัทในอนาคต”

 

ปัจจุบันซักเคอร์เบิร์กคุมสิทธิออกเสียงใน Meta อยู่ 61% และที่ผ่านมาบริษัทก็หารือกันมานานว่าจะขายหุ้นเพื่อระดมเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนด้าน AI ได้อย่างไร โดยไม่ลดอำนาจควบคุมของเขา

 

ทางออกคือ Meta จะออกหุ้นสามัญประเภทใหม่ Class C ที่ไม่มีสิทธิออกเสียงในเดือนมกราคม 2027 โดยแจกหุ้นใหม่ 1 หุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมทุกหุ้น ซึ่งมีผลเหมือนการแตกพาร์ 1 หุ้นเป็น 2 หุ้น

 

ซักเคอร์เบิร์กจะขายหุ้น Class C ที่ได้รับได้ทันที 20% ซึ่งคิดเป็นราว 10% ของสัดส่วนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดที่เขามีใน Meta ทำให้จ่ายภาษีได้โดยไม่เสียอำนาจควบคุม และ BBC ระบุว่าข้อตกลงนี้ดูเหมือนจะมีผลแม้ภาษีจะไม่ผ่าน ตราบใดที่เขายังอาศัยอยู่ในแคลิฟอร์เนียตลอด 8 ปี

 

ตอนแรกบอร์ดวางแผนจะห้ามซักเคอร์เบิร์กขายเฉพาะหุ้นที่ไม่มีสิทธิออกเสียง เพื่อรักษาสัดส่วนระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับสิทธิออกเสียงของเขาให้เท่าเดิม แต่เขาก็เจรจาจนได้สิทธิขายหุ้นมากพอจะจ่ายภาษี ในการเจรจาที่ Meta บรรยายว่า “ดุเดือด” ในหลายช่วง

 

คณะกรรมการพิเศษของบอร์ดสรุปว่า เป็นเรื่อง “สำคัญอย่างยิ่ง” ที่ซักเคอร์เบิร์กจะยังนำบริษัทจากสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังเจอ “ความท้าทายและการแข่งขันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” จาก AI

 

Meta ต้องระดมเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ลงทุน AI

 

เอกสารของ Meta ระบุว่าบริษัทคาดว่าต้องระดมเงิน “หลายแสนล้านดอลลาร์” ในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยอาจเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2026 เพื่อใช้กับแผนเติบโตด้าน AI ซึ่งหุ้น Class C จะช่วยให้บริษัทมีเงินทุนสำหรับซื้อกิจการและรักษาคนเก่ง โดยซักเคอร์เบิร์กยังคุมบริษัทได้เหมือนเดิม

 

ซูซาน หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Meta ระบุว่าอีกประโยชน์หนึ่งของการออกหุ้นใหม่ คือช่วยให้บริษัทมีทางเลือกมากขึ้นในการหาเงินมาลงทุน AI ในอนาคต

 

ปีนี้ Meta วางแผนใช้เงินกับโครงการ AI สูงสุดถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท) จนกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นเมื่อ 14 ปีก่อน ซึ่งหมายความว่าบริษัทใช้เงินมากกว่าเงินที่หาได้

 

การใช้เงินกับ AI จำนวนมากโดยยังไม่เห็นรายได้ใหม่ที่ชัดๆ ทำให้นักลงทุนกังวล หุ้น Meta ร่วงลงกว่า 7% เมื่อวันพฤหัสบดี มูลค่าตลาดหายไปกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.38 ล้านล้านบาท)

 

ฝ่ายหนุนภาษีชี้มหาเศรษฐีขู่ แต่ไม่ย้ายจริง

 

ฝ่ายรณรงค์สนับสนุนภาษีมหาเศรษฐีใช้ดีลนี้เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อเสนอของตัวเอง “มันแสดงให้เห็นว่าเหตุผลที่จะอยู่ในแคลิฟอร์เนียหนักแน่นกว่าเหตุผลที่จะย้ายออก” เดฟ รีแกน ประธานสหภาพแรงงานด้านสาธารณสุข SEIU-UHW ซึ่งผลักดันข้อเสนอนี้เข้าสู่การลงประชามติ กล่าว

 

“มหาเศรษฐีมักโวยวายและขู่ว่าจะย้ายออก นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำ แต่ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การย้ายออกจริงๆ น้อยกว่าที่คุณจะคิดจากคำขู่และการปลุกความกลัวของพวกเขามาก” กาเบรียล ซุกมัน นักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยร่างข้อเสนอ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ถูกต่อต้านอย่างหนักจากแคมเปญที่ได้เงินทุนส่วนใหญ่จากมหาเศรษฐีอย่าง เซอร์เกย์ บริน ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ซึ่งย้ายออกจากรัฐไปแล้ว ขณะที่ผู้ว่าการรัฐ แกวิน นิวซัม ก็คัดค้าน โดยมองว่าภาษีความมั่งคั่งที่เก็บเฉพาะในแคลิฟอร์เนียจะทำให้ผู้ประกอบการย้ายออก

 

นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่คัดค้านภาษีนี้ คำนวณว่าภาษีนี้จะเก็บเงินได้ไม่ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.38 ล้านล้านบาท) ตามที่อ้าง และยังทำให้รัฐสูญรายได้ภาษีในอนาคต 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.32 ล้านล้านบาท)

 

ส่วนคนในซิลิคอนแวลลีย์มองว่าการเก็บภาษีจากกำไรที่ยังไม่ได้ขายหุ้นจริงไม่เป็นธรรม เพราะอาจบีบให้มหาเศรษฐีต้องขายหุ้นจนเสียอำนาจควบคุมบริษัท

 

จาเร็ด วอลแซก จาก Tax Foundation มองว่าดีลของ Meta แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ภาษีที่เก็บครั้งเดียวก็ทำให้ผู้ก่อตั้งเสี่ยงเสียอำนาจควบคุมบริษัท จนต้องมีมาตรการพิเศษ แต่รีแกนแย้งว่า “เรื่องนี้เกี่ยวกับการจัดโครงสร้างหุ้นให้เขายังคุมบริษัทต่อได้มากกว่าเรื่องเงิน และมันมีทางแก้”

 

ผลสำรวจของ Citrin-Politico ล่าสุดพบว่ามีผู้สนับสนุนภาษีนี้ 46% และคัดค้าน 43% แต่ผลสำรวจยังชี้ว่าข้อเสนอคู่แข่งที่อาจทำให้ภาษีมหาเศรษฐีเป็นโมฆะ อาจผ่านด้วยคะแนนสนับสนุนที่สูงกว่า แม้ภาษีมหาเศรษฐีจะได้เสียงข้างมากก็ตาม

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.77 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: favoritesphoto / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Meta ยอมให้ซักเคอร์เบิร์กขายหุ้นจ่ายภาษีมหาเศรษฐี แลกอยู่แคลิฟอร์เนียต่อ 8 ปี หลังขู่ย้ายออกจากรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI เขย่าตลาดแรงงานปี 2027 จับตาอนาคตวิศวกร Coding และทักษะอะไรที่ AI ยังแทนไม่ได้ https://thestandard.co/ai-disrupts-job-market-coding/ Sun, 25 Oct 2026 12:02:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1271701 ภาพจำลองหุ่นยนต์และมนุษย์แข่งขันการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์

AI กำลังเขย่าตลาดแรงงาน ปี 2027?   ประเด็นสำคัญ &n […]

The post AI เขย่าตลาดแรงงานปี 2027 จับตาอนาคตวิศวกร Coding และทักษะอะไรที่ AI ยังแทนไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองหุ่นยนต์และมนุษย์แข่งขันการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์

AI กำลังเขย่าตลาดแรงงาน ปี 2027?

 

 
 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมมุมมองจาก Tech สหรัฐฯ สตาร์ทอัพ และผู้ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสังคมไทย ในงาน American Fair ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2569 ณ พาร์ค พารากอน และ SCBX Next Tech สยามพารากอน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปี พร้อมเจาะทักษะที่ AI ยังแทนไม่ได้ และวิธีปรับตัวให้ทันโลกการทำงานยุคใหม่

 

ภาพจำลองหุ่นยนต์และมนุษย์แข่งขันการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ 1

 

AI มาพร้อมคลื่นลงทุนใหม่ Data Center

 

Bing Moraras, Senior Product Quality Manager, Microsoft มองว่า ความท้าทายการใช้ AI ของคนไทยในปี 2027 การขยายตัวของ AI ในไทย จะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

 

โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งต้องใช้ทรัพยากร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก

 

ขณะเดียวกัน ความต้องการชิปหน่วยความจำและข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอาจยังเป็นแรงกดดันต่อราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือ ความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีและความสามารถของผู้คนในการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และนวัตกรรมใหม่ๆ

 

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ทำงานวงการเทคมานาน ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการเตรียมความพร้อมและการเปิดรับโอกาส แม้โอกาสที่เข้ามาอาจไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก แต่หากมีทักษะและประสบการณ์ที่เหมาะสม ก็สามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้

 

โดยการได้ทำงานในประเทศไทย รวมถึงการได้รับโอกาสร่วมงานกับ Apple และ Microsoft เป็นผลจากการมีพื้นฐานด้านการผลิต การบริหารโครงการ และการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรในช่วงเวลานั้น

 

นอกจากนี้ การตัดสินใจเรียนภาษาจีนตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาในสหรัฐอเมริกา แทนที่จะเลือกภาษาสเปนหรือฝรั่งเศส ยังกลายเป็นอีกหนึ่งทักษะที่ช่วยเปิดโอกาสในการทำงานกับภาคการผลิตในไต้หวันและจีน ตลอดจนทำให้ได้รับความสนใจจาก Microsoft

 

ประสบการณ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมทักษะ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ล่วงหน้าว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อใด อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานสามารถคว้าโอกาสที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนได้

 

“ผมอยู่ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม และมีพื้นฐานที่ตรงกับสิ่งที่องค์กรต้องการ ทั้งประสบการณ์ด้านการผลิต การบริหารโครงการ และทักษะภาษา ผมไม่เคยรู้ล่วงหน้าว่าจะได้รับโอกาสทำงานที่เป็นเหมือนงานในฝัน แต่การเตรียมตัวให้พร้อมทำให้ผมคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ เช่นเดียวกับเรื่องของ AI เราต้องพร้อมรับสิ่งใหม่ ปรับตัวอยู่เสมอ”

 

AI เปลี่ยนโลกการศึกษา-เด็กจบใหม่ จับตาอาชีพ ‘วิศวะคอมพิวเตอร์’

 

ด้านเชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ กรรมการและอุปนายกด้านต่างประเทศ สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ความท้าทายด้าน AI ในปี 2027 คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย AI จะส่งผลต่อ ‘ตลาดแรงงาน’ และ ‘ระบบการศึกษา’

 

โดยเฉพาะการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรม (Coding) ซึ่งอาจต้องปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

 

ปัจจุบัน AI ช่วยให้คนทั่วไปสามารถเขียนโค้ดและพัฒนา แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมในระดับลึกเหมือนในอดีต

 

ส่งผลให้ทักษะ Coding อาจไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะ ผู้ที่เรียนจบในสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่ทุกคนควรมีความรู้พื้นฐานเพื่อเข้าใจหลักการและนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ได้

 

“AI ทำให้คนทั่วไปก็สามารถเขียนโค้ดหรือพัฒนาแอปพลิเคชันเบื้องต้นได้ ถ้าเรารู้จักวิธีนำ AI มาปรับใช้ ดังนั้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การที่ทุกคนต้องเรียน Coding ในระดับลึก แต่ควรเข้าใจพื้นฐานและรู้ว่าจะนำไปใช้ต่อยอดอย่างไร”

 

เชาวนนท์ ชี้ว่า รูปแบบการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของเทคโนโลยี ทั้งนี้ ย้ำว่าได้รับข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของสาขาวิชาดังกล่าว ยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดและกรอบเวลาที่ชัดเจน แต่สะท้อนว่าจะมีผลต่อ การศึกษา ตลาดแรงงานในอนาคตอย่างหลีกเสี่ยงไม่ได้

 

ขณะเดียวกัน เมื่อ AI สามารถทำงานที่มีขั้นตอนชัดเจนและงานประจำได้มากขึ้น คนทำงานจึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะที่แตกต่างจากความสามารถของเทคโนโลยี โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์เชิงลึก การเข้าใจบริบท และการทำความเข้าใจมนุษย์ ซึ่งยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างคุณค่าให้กับการทำงาน

 

“ถ้าเป็นงานรูทีนหรืองานที่มีระบบชัดเจน AI ก็สามารถเข้ามาทำได้มากขึ้น เราจึงต้องกลับมาให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ รวมถึงสิ่งที่ต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่ง AI ยังไม่สามารถทำแทนได้ทั้งหมด”

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือ การเตรียมความพร้อมของคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเชาวนนท์ ระบุว่าได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับบัณฑิตจบใหม่บางส่วนที่ประสบปัญหาในการหางาน สะท้อนให้เห็นว่าทักษะที่ตลาดแรงงาน ต้องการกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถของ AI

 

ดังนั้น คนทำงานจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเรียนรู้วิธีใช้ AI แต่ต้องสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

ขณะที่การเข้าใจตนเองและผู้อื่นยังเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการทำงานและการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในอนาคต

 

แนะ Learnability-Adaptability กุญแจสำคัญรับมือโลก AI

 

ตรอง หลงสมบูรณ์ CEO & Co-founder, PLOOK มองว่า ยังไม่อาจนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มที่ แต่หากต้องเลือกคำที่สะท้อนสิ่งสำคัญสำหรับเทคโนโลยีอนาคต คงหนีไม่พ้น Learnability และ Adaptability หรือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว

 

เหตุผลสำคัญคือ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงเวลาเพียงหนึ่งเดือนอาจมีผลิตภัณฑ์ใหม่เปิดตัวถึง 10-15 รายการ ทำให้ผู้คนและองค์กรจำเป็นต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

 

“ผมคิดว่าความสามารถในการเรียนรู้และการปรับตัวจะเป็นคำสำคัญสำหรับปีต่อๆ ไป เพราะ AI เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ภายในหนึ่งเดือนอาจมีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาถึง 10-15 รายการ เราจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันอยู่เสมอ”

 

ตรอง มองว่า ปัจจุบันโลกยังอยู่ในช่วงทดลองและค้นหาวิธีใช้ประโยชน์จาก AI โดยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีอาจพัฒนาไปสู่การใช้งาน ที่เป็นรูปธรรมและมีเสถียรภาพมากขึ้น ผู้ที่สามารถเรียนรู้ ทดลอง และค้นหาโอกาสได้ตั้งแต่ช่วงนี้ จึงอาจมีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

 

“ตอนนี้เรายังอยู่ในช่วงทดลองใช้ AI แต่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีอาจมีความชัดเจนและลงตัวมากขึ้น คนที่สามารถคว้าโอกาสและเรียนรู้ได้ตั้งแต่ช่วงนี้ก็อาจมีความได้เปรียบในอนาคต”

 

สำหรับ สิ่งที่อยากแนะนำผู้ประกอบการไทย นอกจากการติดตามเทคโนโลยีแล้ว ยังต้องมองให้ออกว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภูมิภาคกำลังมุ่งไปในทิศทางใด และปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับโอกาสเหล่านั้น เพื่อขยายตลาดจากประเทศไทยไปสู่ระดับภูมิภาคและตลาดโลก

 

อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิม ไทยต้องเร่งฟื้นนวัตกรรม

 

ขณะที่ ณฐกร อสุนี ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป สมาคมธุรกิจเพื่อสังคม (SE Thailand) และผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจเพื่อสังคมของไทย มองว่า ความท้าทายในปี 2027 เทคโนโลยีและ AI จะยิ่งเร่งให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจเพื่อสังคมและนวัตกรรมทางสังคม หลังจากสูญเสียบทบาทผู้นำในด้านนี้บนเวทีโลกมาเป็นเวลานาน

 

ณฐกรชี้ว่า หากพิจารณาจากแนวโน้มการลงทุน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact Investment) ในระดับโลก ประเทศไทยยังมีบทบาทไม่มากนักเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่ โดยปัญหาสำคัญคือ ประเทศมีทรัพยากรจำนวนมาก แต่ยังขาดผู้ที่สามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นไปลงมือปฏิบัติและขยายผลให้เกิดขึ้นจริง

 

“ประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะ แต่เรายังขาดผู้ที่สามารถนำทรัพยากรเหล่านั้นไปลงมือทำจริง จนกลายเป็นว่าแนวคิดหรือโซลูชันจากต่างประเทศเข้ามาเติบโตในบ้านเรา แล้วขยายไปตลาดอื่น แทนที่เราจะเป็นผู้มองเห็นโอกาสและพัฒนานวัตกรรมได้ก่อน”

 

ดังนั้น โจทย์สำคัญของปี 2027 และปีต่อๆ ไป คือการเร่งสร้างผู้ลงมือทำ (Implementers) ที่สามารถเปลี่ยนทรัพยากร และศักยภาพของประเทศให้กลายเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สร้างผลกระทบได้จริง พร้อมฟื้นบทบาทของประเทศไทยในกระแสการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในระดับโลก

 

ทั้งนี้ ความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง เพราะความสำเร็จในวันนี้อาจไม่เหมือนกับความสำเร็จในวันพรุ่งนี้ การยึดติดกับความสำเร็จเดิมนานเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

 

ดังนั้น จึงควรเฉลิมฉลองความสำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหันกลับมามองหาโอกาสใหม่และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจเพื่อสังคมที่ต้องรับมือกับปัญหาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามโครงสร้างประชากร วิธีคิด และรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คน

 

“ความสำเร็จของวันนี้กับความสำเร็จของวันพรุ่งนี้ไม่เหมือนกัน ผมจึงมองว่าควรฉลองความสำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะวันพรุ่งนี้ก็เป็นวันใหม่ และเราต้องมองหาโอกาสที่จะสร้างความสำเร็จครั้งต่อไป”

 

แนวทางแก้ไขปัญหาที่เคยได้ผลเมื่อ 10-20 ปีก่อน อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน เพราะบริบททางสังคมเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องพัฒนาวิธีคิดและแสวงหาแนวทางใหม่อย่างสม่ำเสมอ

 

ภาพจำลองหุ่นยนต์และมนุษย์แข่งขันการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ 2

ภาพจำลองหุ่นยนต์และมนุษย์แข่งขันการทำงานในยุคปัญญาประดิษฐ์ 3

 

สำหรับ งาน American Fair ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม 2569 ณ พาร์ค พารากอน และ SCBX Next Tech สยามพารากอน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี

 

ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดงดนตรีสด สวิงแดนซ์ เวิร์กช็อปเต้นรำ การแข่งขันทำอาหาร เกมและกิจกรรมร่วมกับนาวิกโยธินสหรัฐฯ รวมถึงการฉายภาพยนตร์อเมริกันชื่อดัง อาทิ Grease, Toy Story, Back to the Future, Independence Day และ Saving Private Ryan พร้อมบูทอาหารและผลิตภัณฑ์จากแบรนด์อเมริกัน

 

ขณะที่ SCBX Next Tech นำเสนอกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ‘Your Name in Landsat’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสร้างชื่อจากภาพถ่ายดาวเทียมขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) รวมถึงการเสวนาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีจากบริษัทชั้นนำอย่าง Google และ Microsoft

 

ภาพ: สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย, Elnur / Shutterstock

 

The post AI เขย่าตลาดแรงงานปี 2027 จับตาอนาคตวิศวกร Coding และทักษะอะไรที่ AI ยังแทนไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone Duo ราคาเกือบ 7 หมื่นบาทยังขายดีในจีน นักเก็งกำไรยอมจ่ายเพิ่มอีกราว 1.5 หมื่นบาทเพื่อขอซื้อต่อ https://thestandard.co/apple-iphone-duo-resale-price-china/ Sat, 24 Oct 2026 11:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1271570 ลูกค้าต่อแถวรอซื้อและรับเครื่องหน้าร้าน Apple ในช่วงเปิดตัวสมาร์ทโฟน

ในวันที่ iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple เริ่ […]

The post iPhone Duo ราคาเกือบ 7 หมื่นบาทยังขายดีในจีน นักเก็งกำไรยอมจ่ายเพิ่มอีกราว 1.5 หมื่นบาทเพื่อขอซื้อต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกค้าต่อแถวรอซื้อและรับเครื่องหน้าร้าน Apple ในช่วงเปิดตัวสมาร์ทโฟน

ในวันที่ iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple เริ่มวางขายทั่วโลกเมื่อวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ่อค้าเก็งกำไรอย่าง อเล็กซ์ หวัง ไปยืนรออยู่หน้าร้าน Apple สาขาหลักย่านซานหลี่ถุนในกรุงปักกิ่ง เพื่อเสนอจ่ายเงินเพิ่ม 3,000 หยวน (ประมาณ 1.51 หมื่นบาท) ให้ลูกค้าที่เพิ่งรับเครื่อง หากยอมขายต่อให้ทันที ตามรายงานของ CNBC

 

 
 

“ผมรู้สึกว่า Duo จะขายได้ในราคาสูงกว่าปกติไปอีกราวครึ่งเดือน เหตุผลหลักคือของมีน้อย” หวังกล่าวขณะมองแถวลูกค้าที่จองเครื่องไว้ล่วงหน้า

 

แม้ iPhone Duo จะมีราคาสูงถึงราว 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.75 หมื่นบาท) แต่ความสนใจในจีนช่วงแรกดูจะคึกคัก โดย Counterpoint Research ระบุว่าแม้สมาร์ทโฟนจอพับจะยังเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มในระดับโลก แต่จีนคือตลาดสมาร์ทโฟนจอพับที่ใหญ่ที่สุด

 

ส่วนในภาพรวมทั่วโลก Reuters รายงานว่าความต้องการ iPhone Duo สูง แต่เมื่อ Apple จำกัดการขาย ภาพผู้คนต่อแถวยาวรอบตึกหรือนอนค้างหน้าร้านแบบการเปิดตัว iPhone ในอดีตจึงมีให้เห็นน้อยลง

 

ของน้อยจนต้องจองล่วงหน้า บางคนรอส่งถึงมกราคม

 

Apple ระบุว่าวันเปิดตัวในจีนแผ่นดินใหญ่จะไม่ขาย iPhone Duo ให้ลูกค้าที่เดินเข้าร้านโดยไม่ได้จอง และในจีน, ฝรั่งเศส, ฮ่องกง, อินเดีย และญี่ปุ่น จะขายเฉพาะลูกค้าที่สั่งซื้อออนไลน์ไว้แล้ว โดยจำกัดคนละไม่เกิน 2 เครื่อง

 

สำหรับไทยเองผู้ที่ต้องการซื้อ iPhone Duo ที่ Apple Store ทั้งสาขาไอคอนสยามและเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงแรกของการวางจำหน่ายยังต้องจองล่วงหน้าก่อน และยังไม่เปิดรับลูกค้าแบบ Walk-in

 

เมื่อเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าราว 1 สัปดาห์ก่อนวางขาย กำหนดส่งสินค้าก็เลื่อนไปถึงปลายเดือนมกราคมภายในไม่กี่นาที เพราะความต้องการมีมากกว่าสินค้าที่มี ซึ่ง Apple เรียกการตอบรับนี้ว่า “ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง”

 

แม้ร้านจะยังไม่เปิด แต่ก็มีลูกค้าที่ไม่ได้จองมาลองเสี่ยงดวงที่ร้านในปักกิ่ง หนึ่งในนั้นคือ จาง เจิ้ง ที่เคยพยายามสั่งซื้อออนไลน์ แต่ถอดใจเพราะกำหนดส่งยาวไปถึงมกราคม 2027 “ผมคิดว่ามันจะมีประโยชน์กับงาน และดูเท่ด้วย” เขากล่าว

 

ด้าน แมรี ตง แฟน Apple ที่ยืนหัวแถวจากราว 100 คนที่ร้านซานหลี่ถุน มารอรับเครื่องตั้งแต่ 6 โมงเช้า “Apple มาช้ากว่าคนอื่น ฉันคิดว่าคนจีนจำนวนมากชอบมือถือจอพับ”

 

ขณะที่ หลิว เว่ย วัย 26 ปี ซึ่งมีมือถือจอพับของ Xiaomi อยู่แล้ว ก็ยังไปต่อแถวที่ร้านในเซี่ยงไฮ้ตั้งแต่ 6 โมงเช้า “ผมใช้ผลิตภัณฑ์ Apple มาหลายปีและไว้ใจแบรนด์มากกว่า เลยซื้อมาลองตั้งแต่วันแรก”

 

การซื้อเพื่อขายต่อทำกำไรไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในจีน ที่ฮ่องกง ผู้ซื้อรายหนึ่งที่ขอเปิดเผยชื่อเพียงว่าเมย์ ซื้อ iPhone Duo รุ่น 256GB ราคา 17,499 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 7.51 หมื่นบาท) ผ่านการสั่งจองออนไลน์ และวางแผนขายต่อเพื่อทำกำไรราว 4,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.72 หมื่นบาท) “พอเป็นค่าข้าวได้หลายมื้อ” เขาพูดติดตลก

 

ส่วนที่ซิดนีย์ ไซมอน กฤษณัน วิศวกรวัย 48 ปี จ่ายเงิน 3,899 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 9.21 หมื่นบาท) ซื้อรุ่น 512GB “สำหรับผม มันเป็นของฟุ่มเฟือยเพราะแพงมาก แต่ก็คิดว่าชีวิตมันสั้น”

 

เจอคู่แข่งจีนทั้ง Huawei และ Xiaomi

 

ในตลาดจีน Apple ต้องแข่งกับแบรนด์ท้องถิ่นที่ทำมือถือจอพับมาก่อน Huawei มีมือถือจอพับหลายรุ่นอยู่แล้ว และเปิดตัว Mate XT2 มือถือพับ 3 ทบราคาราว 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.01 แสนบาท) เมื่อวันที่ 7 กันยายน ก่อน Apple เปิดตัว Duo เพียง 2 วัน พร้อมโปรโมตผู้ช่วย AI ของตัวเองชื่อ XiaoYi

 

ขณะที่ Xiaomi ก็เปิดตัวมือถือจอพับราคาแพงอย่าง 18 Fold ในช่วงเวลาใกล้กัน ซึ่งคอลัมนิสต์ของ Bloomberg มองว่าได้แรงบันดาลใจจากข้อมูลหลุดของ iPhone Duo ทั้งรูปทรงและขนาดหน้าจอ ส่วน Samsung ก็เปิดตัวมือถือจอพับรุ่นล่าสุดที่มีรูปทรงเหลี่ยมขึ้น จนทรงคล้ายพาสปอร์ตแบบ Duo กลายเป็นเทรนด์ใหม่

 

ช่วงที่ผ่านมาตลาดสมาร์ทโฟนจีนซบเซา และต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นทำให้ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนลดลงติดต่อกัน 6 ไตรมาส แต่ส่วนแบ่งตลาดของ Apple กลับฟื้นตัว เพราะผู้ซื้อบางส่วนหันมาซื้อรุ่นพรีเมียม

 

ส่วนระบบ AI ของ Apple ในจีน ผู้ซื้อแทบไม่ได้คาดหวังอะไร Apple ระบุว่า Apple Intelligence เวอร์ชันจีนจะเริ่มทดสอบเบต้าในเดือนตุลาคม พร้อมฟีเจอร์อย่างแปลภาษาแบบเรียลไทม์ ลบวัตถุในภาพถ่าย และเครื่องมือช่วยเขียน

 

ก่อนหน้านี้ทางการจีนเพิ่งอนุมัติโมเดล AI ของ Alibaba ให้ใช้กับอุปกรณ์ Apple เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม แต่สื่อทางการจีนอ้างคำพูดของ ทิม คุก อดีตซีอีโอของ Apple ว่า Siri เวอร์ชันใหม่ยังไม่เปิดให้ใช้ในจีน

 

รีวิวยังแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ขณะที่มือถือทั้งตลาดแพงขึ้น

 

iPhone Duo ยังถือเป็นบททดสอบแรกของ จอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่ของ Apple ที่เปิดตัวมือถือรุ่นนี้หลังรับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนได้เพียงสัปดาห์เดียว

 

รีวิวช่วงแรกชื่นชมดีไซน์และบานพับที่แข็งแรงและแทบมองไม่เห็นรอยพับ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของมือถือจอพับมานาน แต่ก็มีข้อติ เช่น ไม่มีเลนส์เทเลโฟโต้ แอปของนักพัฒนาภายนอกยังไม่ปรับให้เข้ากับหน้าจอใหม่ และเมื่อพับเครื่องแล้วใช้งานง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้ไม่สะดวกนัก

 

มาร์เคส บราวน์ลี รีวิวเวอร์ชื่อดังบน YouTube มองว่าคนทั่วไปที่ใช้มือถือส่งข้อความและท่องเว็บเป็นหลัก “น่าจะไม่ควรซื้อ แต่ถ้าเงิน 2,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.75 หมื่นบาท) ไม่ได้มีความหมายอะไรกับคุณ และชอบไอเดียนี้ หลังผ่านช่วงปรับตัวและชินกับการไม่มีระบบสแกนใบหน้าแล้ว มันเป็นมือถือที่สนุกมาก”

 

ด้าน IDC คาดว่าในปี 2026 Apple จะครองมูลค่าตลาดมือถือจอพับ 44% และครองยอดจัดส่ง 31% ก่อนขึ้นเป็นเจ้าตลาดทั้งมูลค่าและยอดจัดส่งในปี 2027

 

การมาถึงของ iPhone Duo ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดสมาร์ทโฟนทั้งโลกกำลังเปลี่ยนไป นาบีลา โปปาล จาก IDC ระบุว่า “ต้นทุนหน่วยความจำพุ่งขึ้นราว 350% จากปีที่แล้วและยังขึ้นต่อ สิ่งที่แย่ที่สุดยังมาไม่ถึง” พร้อมคาดว่าตลาดยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และยอดขายไม่น่าจะฟื้นจนกว่าจะถึงปี 2028

 

ต้นทุนที่พุ่งขึ้นทำให้มือถือราคาประหยัดแทบไม่มีกำไรเหลือ ทุกแบรนด์จึงพยายามดึงผู้บริโภคให้ซื้อรุ่นพรีเมียมที่รับต้นทุนชิ้นส่วนที่แพงขึ้นได้ดีกว่า จน iPhone Duo ที่ราคาเริ่มต้น 1,999 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.75 หมื่นบาท) ซึ่งครั้งหนึ่งอาจดูแพงเกินเหตุ ตอนนี้ก็ไม่ได้ห่างจากเรือธงของแบรนด์อื่นมากนัก หลังทุกค่ายทยอยขึ้นราคา

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท, 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เท่ากับ 23.62 บาท, 1 ดอลลาร์ฮ่องกง เท่ากับ 4.29 บาท 1 หยวนจีน เท่ากับ 5.04 บาท ณ วันที่ 24 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Stringer/Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post iPhone Duo ราคาเกือบ 7 หมื่นบาทยังขายดีในจีน นักเก็งกำไรยอมจ่ายเพิ่มอีกราว 1.5 หมื่นบาทเพื่อขอซื้อต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครีเอเตอร์อ้างทำรายการถูกกว่า 10 เท่า Netflix-Disney แห่ดึงตัวจาก YouTube ที่ขู่ตัดสิทธิ์คนย้ายค่าย https://thestandard.co/netflix-disney-court-creators-youtube-counter/ Fri, 23 Oct 2026 12:04:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1271289 โลโก้ YouTube บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Netflix, Disney+ และ Tubi กำลังเร่งเซ็นสัญญากับครีเอเตอ […]

The post ครีเอเตอร์อ้างทำรายการถูกกว่า 10 เท่า Netflix-Disney แห่ดึงตัวจาก YouTube ที่ขู่ตัดสิทธิ์คนย้ายค่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ YouTube บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Netflix, Disney+ และ Tubi กำลังเร่งเซ็นสัญญากับครีเอเตอร์ชื่อดังจาก YouTube บางรายได้ทำรายการออริจินัลให้แพลตฟอร์มโดยเฉพาะ บางรายปล่อยคอนเทนต์พร้อมกับบน YouTube และมีเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นข้อเสนอ

 

 
 

ขณะที่ YouTube ก็ไม่ยอมเสียครีเอเตอร์ไปง่ายๆ และหันมาใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็งเพื่อรั้งตัวไว้ ตามรายงานของ The Hollywood Reporter

 

เมื่อวันที่ 23 กันยายน YouTube รวบรวมครีเอเตอร์ชั้นนำราว 200 คนมาร่วมงาน Made on YouTube ประจำปีที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเวทีเปิดตัวโครงการใหม่สำหรับครีเอเตอร์ เช่น เครื่องมือตัดต่อวิดีโอด้วย AI แต่ปีนี้ YouTube ไม่ได้เป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ครีเอเตอร์กำลังคิดถึง

 

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีมากของธุรกิจครีเอเตอร์” อดัม เวสคอตต์ ซีอีโอของ Home Game Studios กล่าว โดยชี้ว่าผลงานของครีเอเตอร์เป็นที่ต้องการสูง และเมื่อสตูดิโอที่ครีเอเตอร์เป็นเจ้าของผุดขึ้นทั่วสหรัฐฯ ศึกครั้งนี้อาจเป็นตัวกำหนดอนาคตของวงการสตรีมมิ่ง

 

Netflix เปิดศึกด้วยคอนเทนต์เด็ก

 

สงครามแย่งครีเอเตอร์เริ่มจากคอนเทนต์เด็กและครอบครัว เมื่อ Netflix ต้องการเสริมรายการเด็ก จึงเซ็นสัญญานำคอนเทนต์จาก YouTube ของ CoComelon, Ms. Rachel และ Mark Rober มาฉาย ซึ่งได้ผล เพราะทั้ง 3 รายการติดกลุ่มที่มีคนดูมากที่สุดในหมวดนี้

 

หลังจากนั้น Netflix จึงสั่งทำรายการออริจินัลจากครีเอเตอร์กลุ่มนี้ และเริ่มติดต่อครีเอเตอร์ในหมวดอื่น ทั้งอาหารอย่าง Nick DiGiovanni รายการทอล์กอย่าง Good Mythical Morning และคอนเทนต์วัยรุ่นอย่าง Alan Chikin Chow

 

ริช กรีนฟิลด์ นักวิเคราะห์ของ LightShed ประเมินว่า Netflix น่าจะทุ่มเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.38 หมื่นล้านบาท) ให้กับรายการของครีเอเตอร์และพอดแคสต์ในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้จะยังเป็นสัดส่วนเล็กมากเมื่อเทียบกับงบคอนเทนต์ปีละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.75 แสนล้านบาท)

 

ด้าน Disney แม้จะทำงานกับครีเอเตอร์มานาน แต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็เซ็นสัญญากับครีเอเตอร์หลายราย เช่น Dhar Mann, Dude Perfect และ Like Nastya เพื่อหาครีเอเตอร์ที่เหมาะกับครอบครัวและเข้ากับแบรนด์ Disney+

 

Disney ยังเพิ่งจัดงานรวมครีเอเตอร์ราว 350 คนที่โรงภาพยนตร์ El Capitan และสตูดิโอของ Disney ส่วน Tubi บริการสตรีมมิ่งของ Fox ก็เซ็นสัญญากับครีเอเตอร์หลายสิบรายแล้ว

 

ถูกกว่าและผลิตได้เร็วกว่ารายการแบบเดิม

 

แหล่งข่าวหลายรายมองว่าเหตุผลที่ค่ายสตรีมมิ่งอยากได้ครีเอเตอร์มี 3 เรื่อง คือ ผู้ชม เงิน และความเร็ว โดยค่ายใหญ่ต้องการคอนเทนต์ที่ดึงดูดผู้ชมรุ่นใหม่ที่โตมากับโลกดิจิทัล และดูคอนเทนต์ของครีเอเตอร์บน YouTube เป็นประจำ

 

“ผมคิดว่าในสถานการณ์ที่เหมาะสม ครีเอเตอร์ให้คุณค่ากับการได้ไปอยู่บนแพลตฟอร์มของบริษัทสื่อดั้งเดิม เพราะช่วยให้มีชื่อเสียงและเข้าถึงคนได้มากขึ้น” อัคเชย์ เมห์ตา ซีอีโอของ Lighthouse Studios กล่าว

 

เงินก็เป็นอีกแรงจูงใจ ครีเอเตอร์หลายรายบอกว่าต้องการเงินทุนเพื่อทำไอเดียที่มีอยู่ให้เป็นจริง ซึ่งค่ายสตรีมมิ่งช่วยได้ ทั้งการลงทุนทำรายการออริจินัล และช่วยขยายไปสู่การขายสินค้าหรือการจัดโชว์ต่อหน้าผู้ชม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของดีลระหว่าง Disney กับ Dude Perfect

 

ค่ายสตรีมมิ่งยังหวังว่าครีเอเตอร์จะพาผู้ชมของตัวเองมาด้วย และช่วยเติมคลังคอนเทนต์ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่ารายการแบบเดิมมาก

 

ครีเอเตอร์ชื่อดังรายหนึ่งที่มีดีลกับค่ายสตรีมมิ่งเล่าว่า ตนบอกพันธมิตรว่าสามารถผลิตรายการความยาว 1 ชั่วโมงได้ด้วยต้นทุนเพียงราว 10% หรือน้อยกว่าของรายการตลก ละคร หรือเรียลลิตี้แบบดั้งเดิม และยังทำได้เร็วกว่าด้วย

 

“ทุกแพลตฟอร์มมีทั้งแพ็กเกจสมาชิกและแพ็กเกจที่มีโฆษณา ซึ่งแม้แต่ Netflix ก็หันมาให้ความสำคัญกับแพ็กเกจมีโฆษณามากขึ้น และมีคนยกเลิกสมาชิกจำนวนมาก ทุกคนจึงคิดว่าจะสร้างคอนเทนต์ให้เร็วพอที่จะรั้งผู้ชมไว้ได้อย่างไร” นิก พอล ประธานของ Spotter บริษัทให้บริการครีเอเตอร์ กล่าว

 

“อย่าง Stranger Things บน Netflix ผมต้องรอกว่า 1 ปีถึงจะได้ดูซีซันใหม่ ขณะที่ครีเอเตอร์ปล่อยผลงานได้เร็วมาก” พอลระบุ

 

YouTube สวนกลับทั้งให้ผลประโยชน์และขู่ตัดสิทธิ์

 

สิ่งที่ทำให้ครีเอเตอร์ประหลาดใจที่สุดคือการที่ YouTube ตอบโต้อย่างหนัก แม้จะเป็นแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่ไม่น่าเดือดร้อนหากเสียครีเอเตอร์ไปบ้าง

 

ในฝั่งผลประโยชน์ YouTube เพิ่มทรัพยากรด้านดีลกับแบรนด์อย่างมาก ซึ่งครีเอเตอร์บางรายมองว่าเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับทำคอนเทนต์ที่อยากทำ เพราะ YouTube ไม่ได้จ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์แบบที่ Netflix ทำ

 

ส่วนไม้แข็ง ครีเอเตอร์รายหนึ่งบอกกับ The Hollywood Reporter ว่า “ตกใจ” กับท่าทีของ YouTube โดยครีเอเตอร์ที่ย้ายไปอยู่กับแพลตฟอร์มอื่นอาจเสียโอกาสขึ้นเวที Brandcast งานประจำปีที่ YouTube ใช้นำเสนอครีเอเตอร์ต่อผู้ลงโฆษณา ซึ่งนำไปสู่ดีลใหญ่ได้ และอาจไม่ได้รับการสนับสนุนในการชิงรางวัล Emmy อีกต่อไป

 

YouTube ยังบอกเป็นนัยว่าครีเอเตอร์เหล่านี้อาจไม่มีสิทธิ์อยู่ใน YouTube Select โปรแกรมโฆษณาสำหรับครีเอเตอร์ระดับท็อป ซึ่งทำให้หลายคนตั้งตัวไม่ทัน เพราะเดิมมองว่าโปรแกรมนี้คัดเลือกตามยอดผู้ชมและขนาดของช่องอย่างเป็นกลาง “ที่ผ่านมา YouTube ไม่เคยทำแบบนี้” เวสคอตต์กล่าว

 

ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า Netflix และ Disney ได้สัญญาว่าจะพาครีเอเตอร์ขึ้นเวทีนำเสนอต่อผู้ลงโฆษณาของตัวเองในปีหน้า และช่วยสนับสนุนการชิงรางวัล Emmy บางส่วน

 

ด้าน นีล โมฮาน ซีอีโอของ YouTube ยอมรับว่าแพลตฟอร์มอื่นหันมาสนใจครีเอเตอร์ YouTube เพราะครีเอเตอร์กลายเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม “และพูดตรงๆ ผมคิดว่านั่นเป็นคำชมสำหรับครีเอเตอร์ของเรา” พร้อมยกตัวอย่าง MrBeast ที่แม้จะทำรายการ Beast Games ให้ Prime Video แต่ยังคงใช้ YouTube เป็นฐานหลัก

 

ริช กรีนฟิลด์ มองว่าเหตุผลที่ YouTube กังวล เป็นเพราะครีเอเตอร์ระดับท็อปราว 20-50 รายมีความสำคัญมากต่อเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์ใหญ่ในแต่ละปี

 

“แบรนด์ส่วนใหญ่รู้จักแค่ครีเอเตอร์ชื่อดังกลุ่มเล็กๆ ถ้าแบรนด์เริ่มเห็นครีเอเตอร์เหล่านั้นไปปรากฏบน Netflix แบรนด์จะเริ่มถามหรือไม่ว่าทำไมต้องจ่ายเงินให้ YouTube ในเมื่อหาครีเอเตอร์คนเดียวกันได้ในที่อื่นที่คัดสรรมาแล้วและปลอดภัยต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์”

 

“ความลับของวงการนี้คือรายได้ 90% มาจากการรับงานกับแบรนด์และการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์” เวสคอตต์ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีครีเอเตอร์รายใดบอกว่าจะทิ้ง YouTube ไปทั้งหมด แม้อาจจะทำดีลพัฒนาไอเดียใหม่กับแพลตฟอร์มอื่น โดยครีเอเตอร์ระบุว่า Instagram และ TikTok แทบไม่จ่ายเงินอะไรให้เลย

 

“YouTube คือสิ่งที่พวกเขารู้จัก เป็นที่ที่ผู้ชมอยู่ เป็นที่ที่พวกเขาสร้างธุรกิจ และเป็นที่ที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรงมากที่สุด YouTube ไม่ได้สั่งว่าคุณต้องโพสต์อะไรบนช่องของคุณ ส่วนแพลตฟอร์มอื่นจะเข้ามาออกความเห็นกับรายการออริจินัลที่คุณสร้าง” เวสคอตต์กล่าว

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.75 บาท ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Nwz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ครีเอเตอร์อ้างทำรายการถูกกว่า 10 เท่า Netflix-Disney แห่ดึงตัวจาก YouTube ที่ขู่ตัดสิทธิ์คนย้ายค่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone Duo จอพับรุ่นแรกเริ่มขายในไทย แฟน Apple ต่อคิวรับเครื่องตั้งแต่เช้า https://thestandard.co/apple-iphone-duo-launch-thailand/ Fri, 23 Oct 2026 07:59:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1271223 บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย

iPhone Duo ซึ่งเป็น iPhone แบบพับได้รุ่นแรกของ Apple เร […]

The post iPhone Duo จอพับรุ่นแรกเริ่มขายในไทย แฟน Apple ต่อคิวรับเครื่องตั้งแต่เช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย

iPhone Duo ซึ่งเป็น iPhone แบบพับได้รุ่นแรกของ Apple เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย โดยในวันแรก Apple Store ทั้งสาขาไอคอนสยามและเซ็นทรัลเวิลด์มีลูกค้าเดินทางมารับเครื่องและทดลองใช้งาน

 

ขณะที่ AIS เปิดให้รับเครื่องที่ AIS Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมโปรโมชันแลกเครื่องเก่า

 

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 1

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 2

 

บรรยากาศวันแรกที่ Apple Store ไอคอนสยามและเซ็นทรัลเวิลด์

 

Apple Store ICONSIAM ต้อนรับลูกค้าและแฟน Apple ที่เดินทางมารับเครื่อง และทดลองใช้งานจอพับภายในร้าน ทั้งการดูคอนเทนต์ การติดต่อสื่อสาร และการใช้งานแอปพลิเคชันบนหน้าจอขนาดใหญ่

 

iPhone Duo มาพร้อมดีไซน์แบบพับได้ เมื่อกางออกจะเป็นจอ Super Retina XDR แบบพับได้ขนาด 7.6 นิ้ว ซึ่งเป็นจอ iPhone ที่ใหญ่ที่สุดที่ Apple เคยทำมา ส่วนจอด้านนอกมีขนาด 5.4 นิ้ว สำหรับการใช้งานในรูปแบบที่คุ้นเคย

 

Apple Store ICONSIAM เป็น Apple Store สาขาแรกในไทย มีจุดเด่นที่งานออกแบบสถาปัตยกรรมซึ่งเชื่อมพื้นที่ในร้านเข้ากับวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นสาขาที่ได้รับความสนใจทั้งจากผู้ใช้งานชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ส่วนที่ Apple Store centralwOrld แฟน Apple มาต่อคิวรอรับเครื่องกันแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า เพื่อเป็นกลุ่มแรกที่ได้เป็นเจ้าของ iPhone Duo และได้ลองใช้งานจอพับด้วยตัวเองตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่าย

 

สาขานี้เป็น Apple Flagship Store ใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีดีไซน์ของร้านเป็นเอกลักษณ์ ทำให้วันรับเครื่องกลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่แฟน Apple เลือกมารวมตัวกันตั้งแต่เช้า

 

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 3

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 4

 

AIS เปิดโปร ‘เทิร์นสบาย ผ่อนสบาย’

 

ฝั่ง AIS เปิดให้รับเครื่องวันแรกที่ AIS Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ พร้อมโปรโมชัน ‘เทิร์นสบาย ผ่อนสบาย’ ที่ให้นำเครื่องเก่ามาแลกเครื่องใหม่ และผ่อนชำระเริ่มต้น 695 บาทต่อเดือน เมื่อสมัครแพ็กเกจตามเงื่อนไข

 

โปรโมชันนี้สำหรับลูกค้า AIS ที่ใช้งานมาแล้ว 12 เดือนขึ้นไป และเปิดเบอร์ใหม่หรือย้ายค่ายเบอร์เดิม โดยผู้ที่มีบริการ AIS Care+ with AppleCare Services บนเครื่องเก่า สามารถนำเครื่องทุกสภาพมาแลกได้โดยไม่ต้องประเมินราคา และต้องสมัคร AIS Care+ ต่อบนเครื่องใหม่ พร้อมแพ็กเกจ 5G VIP Ultra ราคา 1,699-2,999 บาทต่อเดือน สัญญา 24 เดือน ซึ่งได้สิทธิ์ AIS Serenade ระดับ Gold หรือ Platinum เลือกเบอร์โฟร์ได้โดยไม่มีค่าเบอร์ และดู AIS PLAY Premium Plus ได้ฟรี 2 ปี

 

นอกจากนี้ลูกค้า AIS ยังรับส่วนลดค่าเครื่องได้สูงสุด 25,000 บาท เมื่อซื้อพร้อมแพ็กเกจ หรือสูงสุด 17,300 บาท สำหรับเครื่องเปล่าไม่ติดสัญญา การนำเครื่องรุ่นที่กำหนดมาแลกจะได้ส่วนลดเพิ่มสูงสุด 5,300 บาท ในจำนวนจำกัด ขณะที่ลูกค้า AIS Serenade ใช้ AIS Points แลกส่วนลดเพิ่มได้สูงสุด 12,000 บาท และลูกค้าทั่วไปแลกได้สูงสุด 5,000 บาท

 

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 5

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 6

บรรยากาศลูกค้าต่อคิวรอรับเครื่อง iPhone Duo ที่ Apple Store ในวันแรกที่เริ่มวางจำหน่าย 7

 

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ iPhone Duo ที่ Apple Store ทั้งสาขาไอคอนสยามและเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงแรกของการวางจำหน่ายยังต้องจองล่วงหน้าก่อน และยังไม่เปิดรับลูกค้าแบบ Walk-in

The post iPhone Duo จอพับรุ่นแรกเริ่มขายในไทย แฟน Apple ต่อคิวรับเครื่องตั้งแต่เช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘AI Transformation’ ต้องเริ่มที่ You and I ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งองค์กร [PR NEWS] https://thestandard.co/sigve-brekke-ai-transformation-true/ Thu, 22 Oct 2026 09:30:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1270890 ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026

AI กำลังพัฒนาด้วยความเร็วสูง เร็วกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอ […]

The post ‘AI Transformation’ ต้องเริ่มที่ You and I ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งองค์กร [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026

AI กำลังพัฒนาด้วยความเร็วสูง เร็วกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอื่นที่เคยมีมาก่อน ทุกๆ 3 เดือน AI จะเพิ่มขีดความสามารถขึ้นเป็นสองเท่า และไม่มีใครรู้ว่าจะพัฒนาไปอีกถึงขั้นไหน

 

 
 

หลายองค์กรเริ่มถามว่า ต้องลงทุนอะไรเพิ่มจึงจะตามทัน แต่สำหรับ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็น องค์กรพร้อมเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานของตัวเองแล้วหรือยัง?

 

บนเวที CP Innovation Exposition 2026 ในหัวข้อ ‘AI Transformation = You and I Transformation’ ซิกเว่ชี้ว่า การแข่งขันในยุค AI ไม่ได้ตัดสินกันที่ใครมีเทคโนโลยีมากกว่าเท่านั้น แต่อยู่ที่ใครนำเทคโนโลยีไปเปลี่ยนการทำงาน ประสบการณ์ลูกค้า และโอกาสทางธุรกิจได้จริง

 

เขาเริ่มต้นด้วยการถามผู้ฟังว่า AI จะมาแย่งงานหรือไม่ ผลโหวตในห้องพบว่าประมาณหนึ่งในสามกังวลว่างานของตัวเองอาจหายไป ขณะที่เมื่อถามว่า AI จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับเครือ CP ตรงไหน ผู้ฟังส่วนใหญ่นึกถึงการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน มากกว่าการสร้างประสบการณ์หรือธุรกิจใหม่ สำหรับซิกเว่ คำตอบเหล่านี้สะท้อนโจทย์ที่ผู้นำต้องรับมือ หากอยากให้ทั้งองค์กรเดินหน้าเข้าสู่ AI ด้วยกัน

 

หัวใจของการทรานส์ฟอร์มคือ ‘You and I’

 

การซื้อเครื่องมือ จ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือเพิ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีอาจช่วยให้องค์กรเริ่มใช้ AI ได้ แต่ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทั้งธุรกิจ ซิกเว่มองว่าหัวใจของ AI Transformation อยู่ที่ People & Processes หรือคนและกระบวนการทำงาน ตั้งแต่ผู้นำที่กำหนดทิศทาง ไปจนถึงพนักงานที่ต้องกลับมาคิดว่างานของตัวเองจะทำต่างไปจากเดิมอย่างไร

 

“คุณไม่สามารถแค่เพิ่มงบลงทุน แล้วใช้เงินซื้อทางออกได้” ซิกเว่กล่าว พร้อมชี้ว่าอุปสรรคที่เปลี่ยนยากที่สุดคือ Legacy Mindset หรือกรอบความคิดเดิม โดยเฉพาะในองค์กรที่ยังประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อวิธีทำงานปัจจุบันยังสร้างผลลัพธ์ได้ คนก็ยิ่งไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน

 

ความรับผิดชอบนี้จึงไม่อาจอยู่กับแผนก IT เพียงฝ่ายเดียว และต้องเริ่มซีอีโอด้วย

 

เพราะงานศึกษาของ BCG พบว่า ผู้นำในกลุ่มที่สร้างคุณค่าจาก AI ได้โดดเด่นมักใช้เวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อพัฒนาความเข้าใจด้าน AI ของตัวเอง

 

ซิกเว่ยอมรับบนเวทีว่าเขาใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และตั้งคำถามกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า ลงลึกกับเทคโนโลยีนี้มากพอจะพา TRUE ไปสู่อนาคตหรือยัง ก่อนชวนผู้นำทุกระดับถามตัวเองเช่นเดียวกัน เพราะการนำ AI มาใช้ไม่ใช่เรื่องของการรอเครื่องมือจากทีมเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของคนที่ต้องตัดสินใจว่าจะใช้มันเปลี่ยนธุรกิจอย่างไร

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026 1

 

มูลค่าที่แท้จริงเกิดเมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ

 

เหตุผลที่ซิกเว่ย้ำเรื่องการเปลี่ยนทั้งองค์กร มีคำตอบอยู่ในผลลัพธ์ทางธุรกิจ ข้อมูลจาก BCG พบว่า บริษัทที่นำ AI มาปรับใช้ในการทำงานทั้งหมด กำลังเติบโตเร็วกว่าบริษัทอื่น ๆ ถึง 2.4% และบริษัทเหล่านั้นมีความสามารถทำกำไรให้เติบโตเร็วกว่า 2.5 ถึง 2.8 เท่า

 

แต่การเริ่มใช้ AI กับการสร้างผลลัพธ์จาก AI ยังเป็นคนละขั้น ผลสำรวจองค์กรไทยของ Deloitte ระบุว่า 61% เริ่มนำ AI มาใช้แล้ว ขณะที่มีเพียง 19% ที่ขยายการใช้งานได้ทั่วทั้งองค์กร และ 71% มองว่าการขาดบุคลากรและทักษะด้านเทคนิคเป็นอุปสรรคสำคัญ

 

ซิกเว่แบ่งการใช้ AI ในธุรกิจออกเป็นสามระดับ ระดับแรก Deploy คือใช้ AI ช่วยงานเฉพาะจุด เช่น นำมาทำขั้นตอนที่เคยใช้แรงคนให้เป็นอัตโนมัติ ระดับต่อมา Reshape คือออกแบบวิธีดำเนินงานใหม่ทั้งหมด โดยตั้งคำถามว่า หากเริ่มธุรกิจวันนี้ เรายังจะจัดทีม ขายสินค้า และให้บริการแบบเดิมหรือไม่ ส่วน Invent คือการใช้ AI คิดค้นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่

 

ทั้งสามระดับมีประโยชน์ แต่ซิกเว่มองว่าองค์กรจำนวนมากยังหยุดอยู่ที่ Deploy เพราะเห็นผลเร็วและเริ่มต้นง่ายกว่า ขณะที่โอกาสสร้างความได้เปรียบครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจขยับไปสู่ Reshape และ Invent

 

“ใช้งานเพียงอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ คุณต้องทรานส์ฟอร์มขอบเขตงานทั้งหมด” เขากล่าว และยอมรับว่าแม้พนักงาน TRUE จำนวนมากเริ่มใช้ AI แล้ว บริษัทก็ยังต้องเดินต่ออีกไกลกว่าจะเปลี่ยนวิธีดำเนินงานในระดับรากฐานได้จริง

 

3 กลยุทธ์ เปลี่ยนองค์กรสู่ยุค AI

 

ซิกเว่เสนอกลยุทธ์สำหรับองค์กรที่ต้องการไปไกลกว่าการทดลองใช้ AI

 

 

ขั้นแรก คือ Reimagine จินตนาการใหม่ว่าเทคโนโลยีจะทำให้ลูกค้าต้องการอะไรในอนาคต ซิกเว่ฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันว่า มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ 1.3 ล้านตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว เป็นงานด้าน AI ใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยมีอยู่มาก่อนด้วยซ้ำ และผลสำรวจจากประเทศไทย งานเฉพาะทางด้าน AI เพิ่มขึ้น 31% ในช่วงปีที่ผ่านมา เขายกตัวอย่างนาฬิกา ซึ่งครั้งหนึ่งมีไว้บอกเวลา ก่อนพัฒนาเป็นสมาร์ทวอทช์และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพบนข้อมือ บริษัทที่มองเห็นเพียงวิธีทำนาฬิกาบอกเวลาให้ดีขึ้น อาจมองไม่เห็นตลาดใหม่ที่กำลังก่อตัว

 

“อย่าไปถามแผนกการตลาดของคุณเพื่อหาคำตอบว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่จงถามคนสายเทคนิคของคุณเพื่อหาคำตอบว่าเทคโนโลยีจะมีความหมายอย่างไรในอนาคต ความต้องการของลูกค้าประเภทใดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอยู่ในปัจจุบัน อย่าคิดแค่เรื่องการตอบสนองความต้องการของลูกค้า แต่จงคิดถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่มีอยู่ด้วย” ซิกเว่กล่าว

 

 

ขั้นต่อมา คือ Transform ทำให้องค์กรพร้อมลงมือทำ เขายกตัวอย่างการ Transform แบบครบวงจรของ TRUE ตั้งแต่จัดตั้ง AI Center of Excellence ศูนย์กลางความเป็นเลิศด้าน AI มีการจ้างประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่าย AI เพื่อนำทัพเรื่องนี้ การวางกรอบการดำเนินงานอย่างชัดเจนเพื่อผลักดัน AI Use Cases ให้สร้างผลลัพธ์ รวมไปถึงการสร้างฐานข้อมูลแบบ Single Data เชื่อมโยงทั้งหมดเพื่อรองรับการนำ AI มาใช้งาน

 

นอกจากนี้ยังต้องสร้าง AI Talents ด้วยการอัปสกิลพนักงาน โดยตั้งเป้ายกระดับทักษะของพนักงานเกือบ 10,000 คนให้ได้ 100% ภายในปีหน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านขอบเขตงานทั้งหมด ภายใต้กฎระเบียบและความรับผิดชอบบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชน

 

ซิกเว่คาดว่าองค์กรในอนาคตอาจมีลักษณะคล้าย ‘นาฬิกาทราย’ คือ กว้างข้างบนและข้างล่าง แต่ตรงกลางจะคอด หมายถึง ข้างล่างต้องมีคนรุ่นใหม่ที่ใช้ AI เป็น และข้างบนต้งมีผู้มีประสบการณ์ที่ต่อยอด AI ให้สร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ชั้นการบริหารตรงกลางอาจลดลง

 

 

และขั้นสุดท้าย คือ Engage ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม โดยทำให้เห็นถึงสถานการณ์คับขันที่ต้องเปลี่ยนแปลง

 

หรือเรียกว่า Burning Platform เขายกตัวอย่างหนังสือ ‘Who Moved My Cheese?’ เป็นเรื่องเกี่ยวกับหนูจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบ้านที่สวยงามมากและมีชีสอยู่อย่างเหลือเฟือ แต่แล้วหนูฉลาดสองตัวเห็นว่าชีสกำลังร่อยหรอลงเรื่อย ๆ พวกมันจึงวิ่งออกไปข้างนอก หนูอีกกลุ่มที่เหลือบอกว่า “ยังมีชีสอยู่อีกเยอะ ถึงมันจะน้อยลงแต่มันก็ยังมีเยอะ” จนกระทั่งวันหนึ่ง ชีสหมดเกลี้ยง และเมื่อนั้น หนูที่วิ่งออกไปตั้งแต่แรกก็ได้พบชีสชิ้นใหม่ ส่วนหนูที่ยังคงติดอยู่ในบ้านที่ไม่มีชีสก็กำลังจะอดตาย นั่นคือความหมายของการสร้าง burning platform

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น บรรยายบนเวที CP Innovation Exposition 2026 2

 

และสุดท้ายซิกเว่ย้ำว่า ต้องหา North Star หรือเป้าหมายในการเดินทางด้าน AI ให้เจอ

 

“ลองนึกถึงสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้หากมองจากวิธีการดำเนินธุรกิจของเราในปัจจุบัน และสร้าง North Star นั้นขึ้นมาในบริษัทของคุณ ใน TRUE เรากำลังสร้าง North Star 4 ดวง โดยยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะไปลงจอดที่นั่นได้อย่างไร และมันทะเยอทะยานมาก สิ่งสำคัญคือต้องอธิบายให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจว่าเรากำลังจะทำอะไร”

 

นั่นคือความหมายของ ‘AI Transformation = You and I Transformation’ ในมุมของเขา เทคโนโลยีอาจเปิดความเป็นไปได้ใหม่ แต่คนในองค์กรต่างหากที่ต้องมองเห็นมัน ลงมือเปลี่ยนวิธีทำงาน และพาธุรกิจไปให้ไกลกว่า

The post ‘AI Transformation’ ต้องเริ่มที่ You and I ซิกเว่ เบรกเก้ ชี้โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของคนทั้งองค์กร [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กขค. ขีดเส้นใต้ 2 มาตรการใหญ่ คุม ‘เครดิตเทอม-ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม’ ดัดหลังทุนใหญ่แก้เหลื่อมล้ำรายย่อย https://thestandard.co/otcc-measures-credit-term-platform-fees/ Wed, 21 Oct 2026 02:47:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1270407 ผู้ประกอบการออนไลน์กำลังแพ็กกล่องพัสดุสินค้าเพื่อเตรียมจัดส่งให้ลูกค้า

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้ายก […]

The post กขค. ขีดเส้นใต้ 2 มาตรการใหญ่ คุม ‘เครดิตเทอม-ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม’ ดัดหลังทุนใหญ่แก้เหลื่อมล้ำรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ประกอบการออนไลน์กำลังแพ็กกล่องพัสดุสินค้าเพื่อเตรียมจัดส่งให้ลูกค้า

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เดินหน้ายกระดับมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย โดยรอบนี้มีประเด็นร้อนอยู่ที่ 2 เรื่องใหญ่ ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการค้าไทยในอนาคต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ดีเดย์ 2 พ.ย. 69 คุม ‘Credit Term’

 

รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า เริ่มต้นด้วยมาตรการแรกกับการกำหนดกรอบระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs ซึ่งเตรียมมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป หลังจาก กขค. ได้เว้นช่วงเวลา 30 วันให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ปรับตัว นับตั้งแต่ลงนามประกาศเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมาตรการนี้ถือเป็นการยกระดับจากเดิมที่เป็นเพียงข้อแนะนำ ให้กลายเป็นข้อกำหนดที่มีผลบังคับทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

 

สำหรับการบังคับใช้จะมุ่งเป้าไปที่ธุรกรรมการซื้อขายระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ กับ “ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และเกษตรกรเท่านั้น โดยไม่ครอบคลุมการซื้อขายระหว่างรายใหญ่ด้วยกันเอง หรือรายย่อยกับรายย่อย เนื่องจากถือเป็นคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองใกล้เคียงกัน

 

เปิดเกณฑ์พิจารณาขนาดธุรกิจและระยะเวลาชำระเงิน

 

ฝั่งรายใหญ่ พิจารณาจากผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีกที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ในฝั่งรายย่อย จะอ้างอิงตามเกณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งแตกต่างตามประเภทกิจการ หรือมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 200–300 ล้านบาท

 

ด้านกรอบระยะเวลาชำระหนี้ กขค. ได้อ้างอิงตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้รายย่อยมีเงินทุนหมุนเวียนทันเวลา ประกอบด้วย

 

  1. สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป (เช่น ผลไม้ ไก่ ไข่): ต้องชำระเงินไม่เกิน 30 วัน นับจากวันที่วางบิล
  2. สินค้าการค้า การผลิต และบริการทั่วไป: ต้องชำระเงินไม่เกิน 45 วัน นับจากวันที่วางบิล

 

ทั้งนี้ เงื่อนไขการนับระยะเวลาจะเริ่มตั้งแต่วันที่วางบิลหลังจากส่งมอบและตรวจสอบสินค้าเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อเริ่มนับแล้วห้ามยืดกำหนดชำระออกไปอีก พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์วันเริ่มนับเงิน เงื่อนไขฝากขาย และห้ามเปลี่ยนเงื่อนไขการชำระเงินโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วัน

 

แก้ปัญหา ‘เบี้ยวหนี้-กดราคา’ ฝ่าฝืนโดนปรับหนัก 10% ของรายได้

 

ประธานกรรมการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยถึงเบื้องหลังมาตรการนี้ว่า ที่ผ่านมา กขค. พบปัญหาการชำระเงินล่าช้าดึงเรื้อรังยาวนานถึง 4–8 เดือน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ลำไย ที่มักโดนกดราคารับซื้อ รวมถึงการอ้างสินค้าสูญหาย หรือแอบนำสินค้าไปจัดโปรโมชันต่ำกว่าทุนโดยผู้ขายไม่ยินยอม

 

เพื่อแก้ปัญหานี้ กระบวนการพิจารณาใหม่จะช่วยลดภาระให้รายย่อยทันที เพียงผู้ร้องเรียนมีหลักฐานวันวางบิลและหลักฐานว่ายังไม่ได้รับเงิน ยื่นเรื่องตรงมายัง กขค. ส่วนฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่จะมีหน้าที่ต้องชี้แจงเหตุผลให้ได้ หากพบการฝ่าฝืน กขค. มีอำนาจลงโทษปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ โดยพิจารณาตามความรุนแรงและผลกระทบ

 

ในระยะแรกจะประเดิมบังคับใช้กับกลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ก่อน แล้วจึงพิจารณาขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น ก่อสร้าง เหล็ก และยานยนต์ ตามสภาพปัญหาและความเสียหายในแต่ละตลาดต่อไป

 

ร่างประกาศใหม่ คุมโครงสร้าง ‘ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม-แอปเรียกรถ’

 

อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่สังคมจับตา คือการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-Hailing) โดยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กขค. ได้เห็นชอบ ร่างประกาศเรื่องการกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

กขค. ย้ำชัดว่า แนวทางนี้ไม่ใช่การตั้งราคาขายหรือควบคุมราคาโดยตรง เพราะยังคงเน้นการแข่งขันเสรีและการพัฒนานวัตกรรม แต่เป็นการเข้าไปกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการ เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถอธิบายที่มาและองค์ประกอบของค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บได้อย่างโปร่งใส

 

โดยขอบเขตการพิจารณาจะไม่ได้จำกัดแค่ค่าส่วนแบ่งรายได้ (GP) เท่านั้น แต่รวมถึงค่าธรรมเนียมระบบ ค่าธรรมเนียมต่อรอบ และการเรียกเก็บผลประโยชน์รูปแบบอื่น ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสองฝั่ง คือ ไรเดอร์, ผู้ให้บริการขนส่ง, ร้านค้าและร้านอาหาร หากแพลตฟอร์มต้องการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม จะต้องชี้แจงเหตุผลต่อ กขค ล่วงหน้า โดยจะมีการจำกัดจำนวนครั้งในการปรับขึ้นต่อปีด้วย

 

เมื่อย้อนดูสถิติเรื่องร้องเรียนกรณีธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล 3 ปีย้อนหลัง พบว่า

 

  • ในปี 2566 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 13 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 42 เรื่อง คิดเป็น 31% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • ในปี 2567 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 22 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 65 เรื่อง คิดเป็น 33% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • ในปี 2568 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 17 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 77 เรื่อง คิดเป็น 22% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
  • ในปี 2569 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม 35 เรื่อง จากเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 100 เรื่อง คิดเป็น 37% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด

 

รวมเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ปี 2566-2569 จำนวน 89 เรื่อง

 

เมื่อมาดูสถิติของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP หลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาว่า ทำไม กขค. จึงกำหนดให้แพลตฟอร์มทุกค่ายส่งข้อมูลโครงสร้างต้นทุน บัญชี และงบลงทุนภายใน 6 เดือน เพื่อพิจารณาว่าการปรับขึ้นค่า GP ที่เพิ่มขึ้นว่ามีเหตุผลรองรับหรือไม่

 

“แต่ถึงอย่างไรนั้น ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มรายใหญ่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือมากนัก และมักสอบถามกลับว่าต้องจัดส่งเอกสารใดบ้าง แม้ กขค. จะประกาศรายละเอียดคำขอข้อมูลโครงสร้างต้นทุนเอาไว้แล้วก็ตาม”

 

เปิด Timeline กฎหมายใหม่ คาดบังคับใช้ ธ.ค. 69

 

ในช่วงวันที่ 21 ต.ค. – 20 พ.ย. 2569 เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เป็นเวลา 30 วัน วันที่ 23 พ.ย. 2569 รวบรวมข้อเสนอแนะเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กขค. พิจารณาอีกครั้ง วันที่ 30 พ.ย. 2569 ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แล้วเสร็จ วันที่ 4 ธ.ค. 2569: ลงนามในประกาศฉบับสมบูรณ์ และไม่เกิน 18 ธ.ค. 2569 ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ทันที

 

เล็งเป้า ‘บิ๊กแพลตฟอร์ม’ ป้องกันทุนใหญ่กินรอบวง

 

ประธาน กขค. ย้ำว่า มาตรการนี้จะมุ่งใช้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจเหนือตลาดเท่านั้น ไม่ได้ไล่บี้แพลตฟอร์มรายเล็กหรือรายใหม่ โดยเกณฑ์พิจารณาอำนาจเหนือตลาดจะดูจากส่วนแบ่งตลาดประกอบกับข้อมูลรายได้และปัจจัยอื่นร่วมกัน

 

ปัจจุบัน ตลาดบริการเรียกรถมีผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2–3 ราย แต่กลับครอบครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันสูงเกิน 90% ซึ่งที่ผ่านมา กขค. พบพฤติกรรมน่าสงสัยอย่างการปรับขึ้นค่า GP หลายครั้งโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน บางรายค่าธรรมเนียมพุ่งขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอัลกอริทึมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การจัดงานพ่วงหลายงานในรอบเดียวแต่จ่ายค่ารอบให้ไรเดอร์ไม่สอดคล้องกับงาน ทั้งที่เก็บเงินจากผู้ใช้บริการครบทุกราย หรือระบบที่ทำให้ไรเดอร์มองไม่เห็นงานเมื่อใกล้บรรลุเป้าหมายรับโบนัส รวมถึงข้อกังวลเรื่องการใช้วิธีตัดราคาในอดีตเพื่อบีบให้รายย่อยถอนตัว ซึ่ง กขค. กำลังตรวจสอบพยานหลักฐานเป็นรายกรณี

 

งัดมาตรา 60 สั่งชะลอขึ้นค่าบริการ พร้อมคาดโทษหนักทั้งแพ่ง-อาญา

 

อย่างไรก็ดี ในระหว่างที่รอร่างประกาศฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ กขค. ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 60 ออกคำสั่งให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ชะลอการขึ้นค่าธรรมเนียมไว้ก่อนแล้ว ทั้งในธุรกิจ Ride-Hailing และ E-Commerce

 

หากผู้ประกอบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือประกาศใหม่ จะต้องเผชิญโทษปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ และหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมตามมาตรา 50 หรือมาตรา 57 ก็จะมีโทษรุนแรง

 

ครอบคลุมทั้งความรับผิดทางอาญาและทางปกครองตามที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุด

 

สุดท้ายแล้ว ภาพรวมการขับเคลื่อนทั้งมาตรการ Credit Terms และการกำกับค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มดิจิทัลของ กขค. ในครั้งนี้ มีหัวใจสำคัญเดียวกันคือการกวาดล้างการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสภาพคล่อง สามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดได้อย่างเท่าเทียม โดย กขค. ยืนยันว่าการพิจารณาและลงโทษจะยึดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก

 

ภาพ: Nan Tun Nay/shutterstock

 

The post กขค. ขีดเส้นใต้ 2 มาตรการใหญ่ คุม ‘เครดิตเทอม-ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม’ ดัดหลังทุนใหญ่แก้เหลื่อมล้ำรายย่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix ปลดพนักงานราว 1,000 คน เปลี่ยนหัวหน้าคอนเทนต์ ขณะหุ้นร่วงกว่า 40% และยังหาซีรีส์ปังแบบ Stranger Things ไม่ได้ https://thestandard.co/netflix-cuts-jobs-replaces-content-chief/ Sun, 18 Oct 2026 09:43:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1269522 โลโก้ Netflix บนอาคารและแอปพลิเคชันสตรีมมิ่ง

Netflix ประกาศปลดพนักงานราว 6% หรือประมาณ 1,000 ตำแหน่ง […]

The post Netflix ปลดพนักงานราว 1,000 คน เปลี่ยนหัวหน้าคอนเทนต์ ขณะหุ้นร่วงกว่า 40% และยังหาซีรีส์ปังแบบ Stranger Things ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Netflix บนอาคารและแอปพลิเคชันสตรีมมิ่ง

Netflix ประกาศปลดพนักงานราว 6% หรือประมาณ 1,000 ตำแหน่งทั่วโลก ซึ่งเป็นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 และในวันถัดมายังประกาศเปลี่ยนตัวหัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์ ขณะที่บริษัทกำลังเผชิญการเติบโตที่ชะลอลง และผู้ชมใช้เวลาบนแพลตฟอร์มน้อยลง

 

เกร็ก ปีเตอร์ส และ เท็ด ซาแรนดอส 2 ซีอีโอร่วมของ Netflix แจ้งพนักงานผ่านอีเมลเมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ว่าการปลดพนักงานส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในทีมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี กฎหมาย และทรัพยากรบุคคล โดยหัวหน้างานจะแจ้งพนักงานเร็วๆ นี้ว่าตำแหน่งของใครถูกยุบบ้าง

 

“พันธกิจของเราคือการสร้างความบันเทิงให้คนทั้งโลก ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ การจะทำให้สำเร็จได้ เราต้องมีวินัยในการเลือกว่าจะทุ่มคนและทรัพยากรไปที่ไหน” ทั้งคู่ระบุ พร้อมยืนยันว่า “ธุรกิจของเรายังแข็งแกร่งและเติบโต และยังเป็นไปตามคาดการณ์ทั้งปี”

 

ณ สิ้นปีที่แล้ว Netflix มีพนักงานราว 16,000 คน โดยการปลดพนักงานครั้งใหญ่ครั้งก่อนเกิดขึ้นในปี 2022 ซึ่งบริษัทปลดพนักงานราว 450 คนใน 2 รอบ หลังจำนวนสมาชิกลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี

 

การปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถึง 1 สัปดาห์ก่อนที่ Netflix จะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ในวันที่ 20 ตุลาคม

 

ยังครองตลาดสตรีมมิ่ง แต่โตช้าลง

 

Netflix กำลังเจอสถานการณ์ที่ย้อนแย้ง แม้บริษัทจะยังทำกำไรได้ดีและเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดสตรีมมิ่ง แต่เวลาที่ผู้ชมใช้บนแพลตฟอร์มกลับไม่ค่อยเพิ่มขึ้น และสมาชิกใหม่ช่วงหลังมาจากการคุมเข้มการแชร์รหัสผ่านกับการเปิดแพ็กเกจราคาถูกที่มีโฆษณาเป็นหลัก

 

ข้อมูลของ Antenna ระบุว่าอัตราการยกเลิกสมาชิกของ Netflix ในสหรัฐฯ อยู่ที่เพียงราว 2% ต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม แต่หุ้นของบริษัทกลับร่วงลงกว่า 40% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และลดลงราว 25% นับตั้งแต่ต้นปี

 

นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้ไตรมาส 3 ของ Netflix จะเพิ่มขึ้น 11.9% เป็น 1.288 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.31 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 3 ปี

 

เครก ฮูเบอร์ นักวิเคราะห์สื่อ ระบุว่านักลงทุนกังวลว่าการรับชมบน Netflix กำลังหยุดโต โดยครึ่งแรกของปีนี้ชั่วโมงการรับชมรวมเพิ่มขึ้นเพียง 2% เป็น 9.7 หมื่นล้านชั่วโมง

 

ขณะที่ Apptopia บริษัทติดตามการใช้งานแอป พบว่าในไตรมาส 3 สัดส่วนสมาชิกในสหรัฐฯ ที่ไม่เปิดแอปเลยเพิ่มขึ้น 16.6% จากปีก่อน ส่วนเวลาที่ใช้บนแอปเฉลี่ยอยู่ที่ 73 นาทีต่อวัน แม้จะสูงกว่าปีก่อน แต่ก็ลดลงมา 2 ไตรมาสติดต่อกัน

 

ซาแรนดอสเองก็ยอมรับบนเวที Bloomberg Screentime เมื่อเดือนกันยายนว่า Netflix “ไม่ได้เติบโตเร็วอย่างที่ผมต้องการ”

 

รอส เบเนส นักวิเคราะห์อาวุโสของ eMarketer มองว่า Netflix ยังหารายได้ก้อนใหญ่ก้อนใหม่ไม่ได้ และยังพึ่งพาธุรกิจสมาชิกที่อาจใกล้ถึงเพดาน “สุดท้ายเมื่อธุรกิจนี้ใกล้ถึงเพดาน พวกเขาจะต้องหารายได้ทางอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง และนั่นคือจุดที่พวกเขายังทำได้ยาก”

 

หาซีรีส์ฮิตแบบ Stranger Things ไม่ได้

 

อีกปัญหาที่นักวิเคราะห์มองว่ากระทบ Netflix คือการขาดซีรีส์ที่กลายเป็นกระแสสังคมแบบ Stranger Things, Squid Game และ Wednesday ซึ่งเคยช่วยดันยอดสมาชิกและยอดรับชมในอดีต

 

ซีรีส์ช่วงหลังของ Netflix หลายเรื่องมีผู้ชมลดลงเมื่อเข้าสู่ซีซัน 2 และปีนี้ Netflix ได้รางวัล Emmy น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี

 

“การไม่มีคอนเทนต์ที่โดดออกมาหรือผลงานฮิตใหญ่ๆ บน Netflix ทั้งเมื่อดูตัวเลขโดยตรงและเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อการหาสมาชิกใหม่จำนวนมากและรักษาสมาชิกเดิมไว้” ฮูเบอร์ระบุ พร้อมมองว่าการที่ Netflix จะเปลี่ยนไปเผยแพร่รายงานยอดรับชมปีละครั้งตั้งแต่ปี 2027 จากเดิมทุก 6 เดือน เป็น “สัญญาณที่ไม่ดี”

 

การปลดพนักงานรอบนี้ยังรวมถึงผู้บริหารฝ่ายภาพยนตร์และซีรีส์หลายราย ซึ่ง Bloomberg มองว่าเป็นสัญญาณของปัญหาด้านคอนเทนต์ เช่น ดั๊ก เบลแกรด อดีตผู้บริหารของ Sony Pictures และ แคโรไลนา การ์เซีย ผู้อำนวยการฝ่ายซีรีส์ออริจินัลที่เคยดูแลซีรีส์อย่าง Stranger Things และ 13 Reasons Why

 

นอกจากนี้ยังมีพนักงานฝ่ายพัฒนาซีรีส์ ฝ่ายซื้อภาพยนตร์อิสระ และฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ถูกปลดด้วย

 

วันต่อมา Netflix ประกาศให้ ปีเตอร์ ไรซ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Disney และ Fox ขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์คนใหม่แทน เบลา บาจาเรีย ที่ทำงานกับ Netflix มาเกือบ 10 ปี และดูแลภาพยนตร์และซีรีส์ทั่วโลกของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2023 โดยไรซ์จะเริ่มงานวันที่ 26 ตุลาคม และดูแลทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการถ่ายทอดสด

 

ไรซ์เคยดูแลธุรกิจโทรทัศน์ของ Disney ทั้ง ABC, FX, Hulu และสตูดิโอโทรทัศน์ ซึ่งในช่วงนั้นมีซีรีส์ที่ได้รับคำชมอย่าง Modern Family และ Abbott Elementary และยังอนุมัติให้สร้าง The Bear ด้วย ซาแรนดอสยกย่องไรซ์ว่าเป็น “หนึ่งในผู้บริหารที่บริหารงานขนาดใหญ่ได้มีประสิทธิภาพที่สุดในวงการบันเทิง”

 

“สุดท้ายแล้ว เราจะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่การทำธุรกิจหลักให้ดี คือการมีรายการ ภาพยนตร์ และซีรีส์ที่คุณขาดไม่ได้” ซาแรนดอสเคยกล่าวไว้บนเวทีเดียวกันเมื่อเดือนกันยายน

 

รับศึกหนักทั้ง YouTube และยักษ์ใหม่อย่าง Skydance

 

ภัยคุกคามใหญ่ที่สุดของ Netflix ตอนนี้คือ YouTube และ TikTok ที่ดึงผู้ชมด้วยคอนเทนต์ฟรีที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง ซึ่งทำให้มีต้นทุนต่ำกว่า Netflix มาก

 

ขณะเดียวกัน Paramount ก็เพิ่งซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery มูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.68 ล้านล้านบาท) เสร็จสิ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคม และตั้งเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Skydance ซึ่งมีแผนรวมบริการสตรีมมิ่ง Paramount+ กับ HBO Max เข้าด้วยกัน

 

Netflix เองก็เคยพยายามซื้อ Warner Bros. Discovery เมื่อต้นปี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะช่วยแก้ปัญหาคอนเทนต์ เพราะจะได้คลังแฟรนไชส์ฮอลลีวูดที่มีค่าที่สุดหลายเรื่อง แต่สุดท้ายก็แพ้ Paramount ที่เสนอราคาสูงกว่า ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนสงสัยในกลยุทธ์ของ Netflix

 

ที่ผ่านมา Netflix พยายามดึงให้สมาชิกใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นหลายวิธี ทั้งเพิ่มช่องรายการถ่ายทอดสด การถ่ายทอดสดกีฬา พอดแคสต์แบบวิดีโอ รายการของครีเอเตอร์ YouTube เกม และการขายแพ็กเกจร่วมกับบริการสตรีมมิ่งอื่น

 

บริษัทสื่อและเทคโนโลยีรายอื่นก็ลดคนเช่นกัน ทั้ง Disney และ Amazon ต่างลดจำนวนพนักงานลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดย Disney ประกาศปลดพนักงานราว 300 คนเมื่อเดือนกันยายน ส่วนใหญ่อยู่ในฝ่ายทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยี

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.44 บาท ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

 

ภาพ : PixieMe / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Netflix ปลดพนักงานราว 1,000 คน เปลี่ยนหัวหน้าคอนเทนต์ ขณะหุ้นร่วงกว่า 40% และยังหาซีรีส์ปังแบบ Stranger Things ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Roadster ‘รถบินได้’ ของ Tesla คาดขายได้ไม่มาก แล้วทำไปทำไม? นักวิเคราะห์ชี้เป็นสัญญาณมัสก์อยากรวม Tesla กับ SpaceX https://thestandard.co/tesla-roadster-flying-car-spacex-merger/ Sun, 18 Oct 2026 08:48:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1269504 รถสปอร์ตไฟฟ้า Tesla Roadster รุ่นใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX

การเปิดตัว Tesla Roadster รุ่นที่ 2 ที่ใช้ระบบขับดันด้ว […]

The post Roadster ‘รถบินได้’ ของ Tesla คาดขายได้ไม่มาก แล้วทำไปทำไม? นักวิเคราะห์ชี้เป็นสัญญาณมัสก์อยากรวม Tesla กับ SpaceX appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถสปอร์ตไฟฟ้า Tesla Roadster รุ่นใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SpaceX

การเปิดตัว Tesla Roadster รุ่นที่ 2 ที่ใช้ระบบขับดันด้วยอากาศอัดแรงดันสูงจนกระโดดข้ามรถคันอื่นได้ อาจมีความหมายมากกว่าการเปิดตัวรถสปอร์ตคันใหม่ เพราะนักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่คือสัญญาณที่ อีลอน มัสก์ อยากควบรวม Tesla กับ SpaceX 2 บริษัทใหญ่ที่สุดที่เขาควบคุมอยู่

 

Roadster รุ่นใหม่พัฒนาร่วมกับ SpaceX และเปิดตัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) ที่ศูนย์ทดสอบจรวดของ SpaceX ในเมืองแม็กเกรเกอร์ รัฐเท็กซัส หลังจาก Tesla เคยโชว์ต้นแบบไปตั้งแต่ปี 2017 และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ทั้ง 2 บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด

 

“มันคือการอวดฝีมือด้านวิศวกรรมที่ไม่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ นอกจากทำให้ค่ายรถดั้งเดิมเสียหน้า” ยีน มันสเตอร์ จาก Deepwater Asset Management ผู้ลงทุนใน Tesla โพสต์บน X พร้อมระบุว่า “งาน Roadster คือตัวอย่างล่าสุดที่แสดงว่าอีลอนรอไม่ไหวแล้วที่จะรวม Tesla กับ SpaceX เข้าด้วยกัน”

 

ขณะที่ การ์เร็ตต์ เนลสัน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อาวุโสของ CFRA มองว่า “เราเห็น 2 บริษัทใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ถึงจุดที่มัสก์จะอ้างได้ว่า 2 บริษัททำงานร่วมกันใกล้ชิดมากจนการควบรวมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล”

 

มัสก์เองก็พูดถึงความเชื่อมโยงของ 2 บริษัทบ่อยขึ้น รวมถึงในการประชุมนักลงทุนครั้งล่าสุดที่เขาบอกว่า Tesla ทับซ้อนกับ SpaceX “ในหลายด้าน” โดยเฉพาะ Terafab โครงการร่วมกันสร้างโรงงานผลิตชิป ซึ่งนักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการควบรวม

 

หลังงานเปิดตัว หุ้น Tesla ปรับขึ้น 5% ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิดเมื่อวันศุกร์ ก่อนจะบวกเพียง 0.9% หลังตลาดนิวยอร์กเปิดได้ไม่นาน ขณะที่หุ้น SpaceX ลดลง 2.8% โดย SpaceX มีกำหนดรายงานผลประกอบการไตรมาสในวันที่ 20 ตุลาคม และ Tesla ในวันถัดไป

 

รถบินได้จริงหรือแค่กระโดด

 

ในงานเปิดตัว Roadster วิ่งขึ้นทางลาดโค้งจนห้อยกลับหัวได้ โดยอาศัยพัดลมใต้ท้องรถที่ช่วยดูดตัวรถให้ติดกับทางลาด จากนั้นรถพุ่งออกจากทางลาด หมุนตัวกลางอากาศ แล้วใช้ระบบขับดันช่วยลงจอด

 

ช่วงท้ายของงาน Roadster ยังใช้ระบบขับดันเดิมกระโดดข้ามรถ Tesla อีก 5 คันที่จอดเรียงกันอยู่

 

ระบบนี้ใช้หัวฉีด 10 จุด และสิ่งที่มัสก์เรียกว่า “ถังอากาศแรงดันสูงพิเศษ” ซึ่ง Tesla อ้างว่าช่วยให้รถเร่งจาก 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

ระหว่างการสาธิตไม่มีคนขับอยู่ในรถ ซึ่งมัสก์บอกว่าทำ “เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ฆ่าใคร” และยอมรับว่า “ผมพูดจริงนะว่าไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ มันน่าจะทำได้ แต่ถ้าพลาด พวกเราก็อยู่ห่างพอที่จะปลอดภัย”

 

ลาร์ส โมราวี ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ของ Tesla เรียก Roadster ว่าเป็นรถบินได้คันแรกของโลก แต่การสาธิตครั้งนี้ยังไม่มีการบินระยะไกลให้เห็น และยังต้องพิสูจน์อีกมากว่ารถจะบินได้จริง หรือทำได้แค่กระโดด

 

“นี่ยังห่างไกลจากการบินต่อเนื่อง สิ่งที่เราเห็นคือการกระโดดจริงๆ” โรเจอร์ คอนเนอร์ ภัณฑารักษ์ด้านอากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งของพิพิธภัณฑ์อากาศและอวกาศแห่งชาติสมิธโซเนียน กล่าวกับ CNN

 

คอนเนอร์อธิบายว่าเครื่องบินต้องการน้ำหนักเบาที่สุด แต่รถที่วิ่งบนถนนต้องมีกันชนและโครงสร้างดูดซับแรงกระแทก “สิ่งที่เป็นลูกผสมระหว่าง 2 อย่างนี้ ย่อมเป็นทั้งเครื่องบินที่ทำงานได้ไม่ดี รถที่ทำงานได้ไม่ดี และยังมีราคาแพงด้วย”

 

ตัวอย่างคือรถของ Alef สตาร์ทอัพในแคลิฟอร์เนีย ที่ขึ้นบินได้ด้วยใบพัด 8 ตัว แต่ตัวรถหนักเพียง 254 ปอนด์ (ราว 115 กิโลกรัม) เบากว่า Roadster หลายเท่า และบรรทุกได้แค่ 1 คน

 

จิม ดูคอฟนี ซีอีโอของ Alef มองว่าการทำให้รถลอยขึ้นได้เป็นไปได้ 100% แต่ส่วนที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนจากลอยขึ้นแนวดิ่งไปสู่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โดยไม่สูญเสียแรงยกและยังทรงตัวได้มั่นคง

 

ลูกค้ารอ 9 ปี ยังไม่รู้ราคา

 

Tesla เปิดตัวต้นแบบ Roadster รุ่นที่ 2 ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2017 และเปิดรับเงินมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.67 ล้านบาท) หรือ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.36 ล้านบาท) สำหรับรุ่น Founders Series ที่ผลิตจำนวนจำกัด โดยตั้งเป้าเริ่มผลิตในปี 2020 แต่แผนนั้นก็ไม่เกิดขึ้นจริง

 

ล่าสุดมัสก์บอกว่า Roadster จะเริ่มผลิตในปี 2028 “ครั้งนี้ของจริง” แต่ที่ผ่านมามัสก์เคยให้คำมั่นเรื่องกำหนดเวลาหลายครั้ง และพลาดเป้าไปหลายปี

 

ในงานยังไม่มีการเปิดเผยราคา แม้ผู้ชมจะตะโกนถามมัสก์ ขณะที่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน Tesla เคยระบุราคาเริ่มต้นไว้ที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.69 ล้านบาท) ส่วนระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่มากกว่า 480 กิโลเมตร น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่มัสก์เคยสัญญาไว้ในปี 2017

 

เมื่อถูกถามว่ารถจะวิ่งบนถนนได้ถูกกฎหมายอย่างไร มัสก์ตอบเพียงว่า “ขึ้นอยู่กับถนนของคุณ แต่มันจะเป็นรถที่ใช้งานได้”

 

ปัจจุบันเว็บไซต์ของ Tesla เปิดรับจองอีกครั้ง โดยรุ่น Performance ต้องวางมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งจ่าย 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.67 แสนบาท) ตอนจอง และอีก 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) ภายใน 10 วัน ส่วนรุ่น Thrust ที่มีระบบขับดันเร่งความเร็ว ต้องวางมัดจำ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่รุ่น Rocket ที่นั่งได้ 1 คนและมีระบบบินเต็มรูปแบบ เปิดให้เฉพาะผู้ได้รับเชิญ และ Tesla ระบุว่ายังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้บนถนน

 

ขายได้ไม่มาก แต่ช่วยปลุกกระแสแบรนด์ Tesla

 

มัสก์เองเคยบอกเมื่อปี 2023 ว่า Roadster เป็นแค่ “เรื่องเล็กๆ” ที่จะไม่ส่งผลต่อการเงินของบริษัทมากนัก และด้วยราคาที่สูง รถรุ่นนี้ก็ไม่น่าจะขายได้จำนวนมาก แต่ Battle Road Research บริษัทวิจัยอิสระ มองว่าอาจช่วยเพิ่มรายได้ของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

เซท โกลด์สไตน์ นักวิเคราะห์ของ Morningstar มองว่า Roadster จะเป็น Halo Car คันใหม่ของ Tesla ซึ่งหมายถึงรถหรูสมรรถนะสูงที่ค่ายรถสร้างขึ้นเพื่ออวดวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของตัวเอง โดยปัจจุบัน Tesla ยังไม่มีรถลักษณะนี้

 

Tesla ต้องการแรงกระตุ้นแบบนี้ เพราะยอดขายรถลดลงติดต่อกันหลายปี และถูกวิจารณ์ว่าไม่มีรถรุ่นใหม่มานาน ปีนี้บริษัทยังหยุดขาย Model S และ Model X เพื่อเปิดพื้นที่ให้การผลิตหุ่นยนต์ Optimus และหันไปทำ Cybercab รถแท็กซี่ไร้คนขับที่ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ

 

แม้มัสก์จะพยายามพาบริษัทไปสู่ธุรกิจแห่งอนาคตอย่าง AI และหุ่นยนต์ แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นรายได้และกำไรส่วนใหญ่ของ Tesla อยู่ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าตัวเลขในงบไตรมาส 3 สำคัญต่อนักลงทุนมากกว่างานเปิดตัวครั้งนี้

 

“ตัวเลขอัตรากำไรและกระแสเงินสดจะมีผลต่อนักลงทุนมากกว่าทุกอย่างที่เห็นในงานเปิดตัว” จอช กิลเบิร์ต นักวิเคราะห์หลักประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ eToro ระบุ

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.44 บาท ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Courtesy of Tesla

 

อ้างอิง:

The post Roadster ‘รถบินได้’ ของ Tesla คาดขายได้ไม่มาก แล้วทำไปทำไม? นักวิเคราะห์ชี้เป็นสัญญาณมัสก์อยากรวม Tesla กับ SpaceX appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ AI เร่งภัยไซเบอร์ จนกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลก https://thestandard.co/ai-cyber-risks-global-financial-stability/ Fri, 16 Oct 2026 11:27:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1269109 เวทีเสวนา AI & Cyber Risks ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026

AI กำลังเปลี่ยนสมการความมั่นคงทางไซเบอร์ จากเดิมที่การโ […]

The post เมื่อ AI เร่งภัยไซเบอร์ จนกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวทีเสวนา AI & Cyber Risks ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026

AI กำลังเปลี่ยนสมการความมั่นคงทางไซเบอร์ จากเดิมที่การโจมตีระบบต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือเฉพาะทาง และเวลาในการลงมือ วันนี้ AI สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และทำให้การโจมตีหลายเป้าหมายเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การถูกแฮ็กหรือข้อมูลรั่วไหล แต่สามารถลุกลามไปถึงระบบชำระเงิน ความเชื่อมั่นของประชาชน และเสถียรภาพของระบบการเงินทั้งระบบ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

นี่คือประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา AI & Cyber Risks ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งมี Bo Li รองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วย Michael Sellitto จาก Anthropic, Marlene Amstad ประธานหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินสวิตเซอร์แลนด์ (FINMA), Paulo Picchetti รองผู้ว่าการธนาคารกลางบราซิล และ Andrea Maechler รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS)

 

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า AI จะสร้างภัยคุกคามรูปแบบใหม่อะไรขึ้นมาเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า เมื่อเทคโนโลยีทำให้การโจมตีเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลจะปรับตัวทันหรือไม่ และหากการป้องกันล้มเหลว ระบบจะยังสามารถรักษาความเชื่อมั่นและกลับมาทำงานได้อย่างไร

 

จากกรณีโมเดล AI ที่มีความสามารถในการค้นหาช่องโหว่ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการโจมตีผู้ให้บริการที่เชื่อมต่อกับระบบชำระเงินของบราซิล เวทีนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงจาก AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และการกำกับดูแลในยุคใหม่จำเป็นต้องมองทั้งเทคโนโลยี คนที่ใช้งาน โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกัน ตลอดจนความรับผิดชอบของผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ

 

ภัยไซเบอร์ยุค AI เปลี่ยนทั้งความเร็วและขนาดของความเสียหาย

 

Michael Sellitto อธิบายว่า AI ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานของการโจมตีทางไซเบอร์ทั้งหมด เพราะช่องโหว่ที่ผู้โจมตีใช้ยังคงเป็นปัญหาที่คุ้นเคย เช่น รหัสผ่านที่ถูกขโมย ระบบที่ไม่ได้อัปเดต ช่องทางบริการที่เปิดทิ้งไว้ และอีเมลหลอกลวง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือ AI ช่วยให้ผู้โจมตีทำงานหลายขั้นตอนได้พร้อมกัน ลดเวลาที่ต้องใช้ และทำให้ทักษะการโจมตีระดับสูงเข้าถึงคนได้มากขึ้น

 

เขาระบุว่า งานที่ในอดีตอาจต้องใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญทำเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ปัจจุบันอาจใช้คนเพียงคนเดียวและเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในบางกรณี AI ยังสามารถช่วยผู้โจมตีตั้งแต่การสำรวจเป้าหมาย ค้นหาช่องโหว่ ไปจนถึงการนำข้อมูลออกจากระบบ และปรับเปลี่ยนวิธีโจมตีเมื่อแนวทางเดิมถูกตรวจพบ

 

Andrea Maechler จาก BIS ชี้ว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการโจมตีซึ่งแปลกใหม่เสมอไป แต่อยู่ที่ความเร็ว ขนาด การเกิดขึ้นพร้อมกัน และความเชื่อมโยงระหว่างระบบ เมื่อการโจมตีเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่พร้อมกัน เหตุการณ์ที่เริ่มจากปัญหาทางเทคนิคขององค์กรหนึ่งจึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินได้

 

ยิ่งธนาคาร ระบบชำระเงิน และตลาดการเงินพึ่งพาซอฟต์แวร์หรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายเดียวกันมากเท่าไร ความเสียหายจากช่องโหว่เดียวก็ยิ่งมีโอกาสกระจายไปยังหลายสถาบันมากขึ้นเท่านั้น

 

Mythos และ Project Glasswing เมื่อค้นพบช่องโหว่ได้เร็วกว่าแก้ไข

 

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนความท้าทายนี้คือโมเดล AI ชื่อ Mythos ของ Anthropic ซึ่ง Sellitto ระบุว่ามีขีดความสามารถด้านไซเบอร์สูงจนบริษัทตัดสินใจชะลอการเปิดให้ใช้งานอย่างกว้างขวาง และนำผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาทดสอบและประเมินความเสี่ยงก่อน

 

Anthropic จึงเปิดตัว Project Glasswing ในเดือนเมษายน โดยตั้งใจให้เป็นโครงการระยะประมาณ 90 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป้องกันระบบและพันธมิตรใช้เครื่องมือค้นหาช่องโหว่และเร่งแก้ไขปัญหาก่อนที่ความสามารถดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในทางโจมตี

 

ตามข้อมูลที่ Sellitto เปิดเผยบนเวที เขาระบุว่าโครงการและพันธมิตรพบช่องโหว่ประมาณ 130,000 รายการ ในจำนวนนี้ราว 30,000 รายการถูกจัดอยู่ในระดับวิกฤตหรือรุนแรง และเขาประเมินว่าช่องโหว่จำนวนมากยังไม่ได้รับการแก้ไขในเวลาที่กล่าวถึง

 

ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ผู้แทน Anthropic รายงานจากประสบการณ์ของโครงการ ไม่ใช่ผลการตรวจสอบอิสระที่ยืนยันในเอกสารเวทีเสวนา อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่ตามมามีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ การค้นพบช่องโหว่อาจทำได้รวดเร็ว แต่การตรวจสอบความถูกต้อง จัดลำดับความสำคัญ พัฒนาแพตช์ และนำไปติดตั้งในระบบที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกต้องใช้เวลา

 

ช่องว่างระหว่างการค้นพบกับการแก้ไขจึงกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบป้องกันภัยไซเบอร์

 

Sellitto ยังระบุในช่วงท้ายว่า Project Glasswing ได้สิ้นสุดลงแล้ว และ Anthropic เปลี่ยนไปสู่โครงการตรวจสอบทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ ซึ่งกำหนดระดับการยืนยันตัวตนหรือ KYC เพื่อควบคุมการเข้าถึงความสามารถของเครื่องมือตามระดับที่เหมาะสม

 

กรณีนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การกำกับดูแล AI ที่มีความเสี่ยงสูงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว แต่ต้องพิจารณาตั้งแต่ก่อนเปิดใช้งาน ทั้งการประเมินความสามารถ การทดสอบโดยบุคคลที่สาม และการกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึง อย่างไรก็ตาม การจำกัดการเข้าถึงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากองค์กรทั่วโลกไม่สามารถอุดช่องโหว่ได้ทันกับความเร็วของเทคโนโลยี

 

บทเรียนจาก Pix ของบราซิล จุดอ่อนอาจไม่ใช่ธนาคารโดยตรง

 

กรณีศึกษาจากบราซิลแสดงให้เห็นว่า ความเสี่ยงไซเบอร์ไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของระบบและพฤติกรรมของมนุษย์ด้วย

 

Paulo Picchetti อธิบายว่า ระบบชำระเงิน Pix มีระบบแกนกลางอยู่ที่ธนาคารกลางบราซิล ขณะที่ธนาคารและสถาบันการชำระเงินเชื่อมต่อผ่านผู้ให้บริการเทคโนโลยีภายนอก การใช้ผู้ให้บริการร่วมช่วยลดต้นทุนและทำให้สถาบันขนาดเล็กเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานได้ แต่ก็ทำให้ความปลอดภัยของผู้ให้บริการเหล่านั้นมีความสำคัญต่อระบบทั้งหมด

 

Picchetti เล่าถึงการโจมตีหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการ รวมถึงการใช้ช่องโหว่และประตูหลัง (Backdoor) ในเครือข่าย เขายกตัวอย่างว่า แม้แต่อุปกรณ์อย่างเครื่องพิมพ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายซึ่งเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ก็อาจกลายเป็นทางผ่านให้ผู้โจมตีเข้าสู่ระบบได้

 

อีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากคนในระบบ Picchetti ระบุว่ามีกรณีบุคคลถูกติดสินบนให้ขายรหัสผ่านที่ใช้เชื่อมต่อกับระบบ จนนำไปสู่ความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก บทเรียนจึงไม่ได้มีเพียงการยกระดับเทคโนโลยีป้องกัน แต่รวมถึงการควบคุมสิทธิ์เข้าถึง การกำกับผู้ให้บริการ และการจัดการความเสี่ยงจากบุคลากรด้วย

 

ธนาคารกลางบราซิลกำลังใช้ Machine Learning และ AI ช่วยวิเคราะห์รูปแบบธุรกรรมเพื่อตรวจจับรายการที่น่าสงสัยและแจ้งเตือนสถาบันที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับข้อกำหนดด้านเงินกองทุนและเทคโนโลยีสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมระบบ Pix รวมถึงเข้าร่วมการฝึกซ้อมรับมือภัยไซเบอร์กับหน่วยงานอื่น

 

กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า การรักษาความปลอดภัยของระบบการเงินไม่สามารถมุ่งป้องกันเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่หรือระบบแกนกลางได้ แต่ต้องครอบคลุมผู้ให้บริการภายนอกและผู้เข้าร่วมทุกระดับ เพราะหากจุดใดจุดหนึ่งมีมาตรฐานต่ำ จุดนั้นก็อาจกลายเป็นทางเข้าสู่ระบบที่ใหญ่กว่าได้

 

ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดอาจเป็นการสูญเสียความเชื่อมั่น

 

Marlene Amstad จาก FINMA เสนอว่า เหตุการณ์ไซเบอร์อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างน้อยสามช่องทาง ได้แก่ การโจมตีระบบแกนหลักของสถาบันการเงิน เช่น ระบบชำระเงินและประมวลผลธุรกรรม การโจมตีซอฟต์แวร์หรือผู้ให้บริการที่หลายสถาบันใช้ร่วมกัน และการสูญเสียความเชื่อมั่น แม้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าระบบถูกเจาะจริงก็ตาม

 

Amstad ยกกรณี MOVEit ในปี 2023 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์รับส่งไฟล์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและทำให้องค์กรหลายภาคส่วน รวมถึงสถาบันการเงิน เผชิญความเสี่ยง กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เป็นระบบแกนหลักของธนาคารก็อาจมีผลกระทบในวงกว้างได้ หากมีผู้ใช้งานจำนวนมาก

 

อีกความเสี่ยงหนึ่งคือระบบเก่าที่ฝังอยู่ในโครงสร้างของสถาบันการเงิน เช่น ระบบที่ใช้ภาษา COBOL ซึ่งอาจเปลี่ยนหรือทดแทนได้ยาก เพราะต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ขณะที่การใช้งานซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการร่วมกันทำให้ช่องโหว่เดียวสามารถส่งผลกระทบต่อหลายองค์กรพร้อมกัน

 

แต่สิ่งที่ Amstad กังวลมากเป็นพิเศษคือการสูญเสียความเชื่อมั่น แม้ไม่มีเหตุการณ์ระบบล่มที่ยืนยันได้ หากข่าวลือหรือความกังวลทำให้ประชาชนเชื่อว่าธนาคารอาจถูกโจมตี ก็อาจกระทบความเชื่อมั่นได้เช่นกัน และการพิสูจน์ว่าระบบไม่ได้ถูกเจาะอาจทำได้ยากกว่าการแสดงข้อมูลเงินกองทุนหรือสภาพคล่อง

 

ความเสี่ยงจึงไม่ได้จบลงเมื่อแก้ไขช่องโหว่หรือกู้ระบบกลับมาได้ แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าสถาบันการเงินสามารถสื่อสารข้อเท็จจริงและฟื้นฟูความไว้วางใจของผู้ใช้บริการได้หรือไม่

 

กำกับดูแล AI อย่างไร เมื่อความเสี่ยงเปลี่ยนเร็วกว่ากฎระเบียบ

 

ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ความรับผิดชอบในการจัดการความเสี่ยงต้องแบ่งกันระหว่างบริษัทเทคโนโลยี สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และภาครัฐ แต่บทบาทของแต่ละฝ่ายต้องชัดเจน

 

Sellitto ระบุว่า Anthropic ทำงานร่วมกับสถาบันความปลอดภัย AI ในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร รวมถึงผู้ประเมินอิสระ เพื่อทดสอบโมเดลก่อนเปิดใช้งาน และกล่าวถึงการให้ผู้ตรวจสอบภายนอกเข้ามาประเมินการปฏิบัติตามคำมั่นและข้อกำหนดของบริษัท

 

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าความร่วมมือและการสร้างแรงจูงใจให้บริษัทดำเนินการอย่างรับผิดชอบยังไม่เพียงพอเมื่อเป็นความเสี่ยงระดับร้ายแรง ภาครัฐจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่บังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะเมื่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่กับบริษัทผู้พัฒนา แต่ส่งผลต่อระบบการเงินและสังคมโดยรวม

 

ในมุมของ Amstad สถาบันการเงินยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักต่อความเสี่ยงในการดำเนินงานและความเสี่ยงไซเบอร์ของตนเอง หน่วยงานกำกับดูแลมีหน้าที่กำหนดความคาดหวัง ตรวจสอบ และท้าทายให้สถาบันยกระดับมาตรฐาน แต่ไม่ควรเข้ามาแทนที่ความรับผิดชอบของผู้บริหารสถาบันการเงิน

 

เธอยังเตือนถึงปัญหาที่เอกชนได้รับผลตอบแทน ขณะที่ความเสี่ยงกลับตกเป็นภาระของสาธารณะ รวมถึงเสนอให้ทบทวนการนำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบสำคัญอย่างรอบคอบ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในทุกจุด หากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปทำให้ระบบเปราะบางลง

 

แนวคิดหนึ่งที่เธอเสนอคือการกำหนด “No-fly zones” หรือพื้นที่ที่จำกัดการนำเทคโนโลยีบางประเภทมาใช้ในส่วนสำคัญยิ่งยวดของระบบการเงิน พร้อมรักษาระบบเดิมบางส่วนไว้เป็นทางเลือกสำรอง แม้ระบบดังกล่าวอาจมีประสิทธิภาพต่ำกว่า แต่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินได้

 

ป้องกันอย่างเดียวไม่พอ ต้องซ้อมรับมือและฟื้นฟูระบบให้ทัน

 

อีกบทเรียนสำคัญจากเวทีคือ ไม่มีระบบใดป้องกันการโจมตีได้ทั้งหมด การเตรียมพร้อมจึงต้องครอบคลุมทั้งการป้องกัน การควบคุมความเสียหาย และการฟื้นฟูระบบหลังเกิดเหตุ

 

Maechler ชี้ว่า ธนาคารกลางมีกรอบการรับมือวิกฤตอยู่แล้ว แต่ต้องทดสอบให้ถี่ขึ้น รวดเร็วขึ้น และครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการซ้อมที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทีมเทคนิค แต่ต้องทดสอบกระบวนการตัดสินใจของผู้บริหารด้วย เพราะในสถานการณ์จริง ความล่าช้าอาจเกิดจากการไม่ชัดเจนว่าใครมีอำนาจสั่งปิดระบบ ใครต้องแจ้งใคร และใครเป็นผู้ตัดสินใจเมื่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญกำลังเผชิญความเสี่ยง

 

BIS จึงสนับสนุนการฝึกซ้อมและการจำลองสถานการณ์ผ่านศูนย์ประสานงานด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ รวมถึงการใช้แบบจำลองดิจิทัลของระบบธนาคารกลาง หรือ Digital Twin เพื่อทดสอบทั้งการตอบสนองทางเทคนิคและการตัดสินใจของมนุษย์

 

ขณะที่ธนาคารกลางบราซิลใช้การฝึกซ้อมร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการควบคุมเหตุการณ์และฟื้นฟูระบบชำระเงินให้กลับมาทำงานได้โดยเร็ว

 

ความพร้อมที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การมีแผนรับมือ แต่คือการทำให้ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ของตนเองและสามารถตัดสินใจได้ภายใต้เวลาที่จำกัด

 

ความร่วมมือระหว่างประเทศคือเงื่อนไขของความมั่นคงทางไซเบอร์

 

เนื่องจากระบบการเงินเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับภัยไซเบอร์ได้โดยลำพัง Maechler มองว่าความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มีลักษณะเป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก (Global Public Good) และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และภาคเอกชน

 

BIS มีบทบาทเป็นเวทีประสานความร่วมมือระหว่างธนาคารกลาง สนับสนุนการพัฒนาแนวทางและมาตรฐานร่วม ตลอดจนดำเนินงานผ่าน BIS Innovation Hub และ Cyber Resilience Coordination Centre เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ

 

ด้าน Amstad เน้นย้ำความสำคัญของความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการเปิดเผยผู้รับเหมาช่วงหรือผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่มีความสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลมองเห็นความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือจากสถาบันการเงินโดยตรง และสามารถประสานการตอบสนองได้ข้ามองค์กรและข้ามประเทศ

 

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องมือป้องกันก็เป็นอีกปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม Picchetti ระบุว่าตลาดเกิดใหม่ยังเข้าไม่ถึงเครื่องมือ AI ระดับแนวหน้าบางประเภทที่สถาบันในประเทศพัฒนาแล้วกำลังทดสอบอยู่ แม้สถาบันการเงินในบราซิลจะใช้ทั้งโมเดลโอเพนซอร์สและโมเดลเชิงพาณิชย์เพื่อการป้องกันแล้วก็ตาม

 

หากประเทศหรือสถาบันที่มีทรัพยากรจำกัดไม่สามารถยกระดับการป้องกันได้ ความเปราะบางของจุดหนึ่งก็อาจส่งผลต่อเครือข่ายการเงินที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด การแบ่งปันข้อมูล การฝึกซ้อมร่วม และการทำให้ผู้เข้าร่วมในระบบเข้าถึงเครื่องมือป้องกันได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความมั่นคงให้ระบบโดยรวม

The post เมื่อ AI เร่งภัยไซเบอร์ จนกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI ก็มาถึงแล้ว” คำถามคือ AI ที่วิ่งเร็วเหมือนรถ F1 ในความมืด มีเบรกแล้วหรือยัง? https://thestandard.co/imf-anthropic-ai-global-economy-risks/ Fri, 16 Oct 2026 08:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1269067 ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026

AI จะเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสของเศรษฐกิจโลก คือคำถามบนเว […]

The post “ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI ก็มาถึงแล้ว” คำถามคือ AI ที่วิ่งเร็วเหมือนรถ F1 ในความมืด มีเบรกแล้วหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026

AI จะเป็นความเสี่ยงหรือโอกาสของเศรษฐกิจโลก คือคำถามบนเวที AI and the Global Economy: From Risk to Opportunity ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งมี Richard Quest ผู้ประกาศข่าวอาวุโสของ CNN เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

 
 

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF, Tiff Macklem ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา, Jack Clark ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายนโยบายของ Anthropic, Tobias Meyer ซีอีโอของ DHL Group และ Ayesha Khanna ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Addo

 

“ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI ก็มาถึงแล้ว และกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิต การทำงาน และทิศทางเศรษฐกิจโลก” Georgieva ระบุ

 

กรรมการผู้จัดการ IMF มองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่แพร่กระจายเร็วที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชั่วชีวิต ช่วยให้ประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของ AI เติบโตก้าวกระโดด แม้จะยังเป็นประเทศส่วนน้อย และเริ่มสร้างความปั่นป่วนจนผู้ดูแลเสถียรภาพการเงินต้องจับตาใกล้ชิด

 

ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 1

Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF

 

ความเร็วนี้เองที่ทำให้ผู้ร่วมเสวนาห่วงเรื่องการควบคุม Georgieva เปรียบ AI กับการแข่ง F1 ที่ต้องมีแผงกั้นไม่ให้รถหลุดโค้งไปชนผู้คน ส่วน Clark ต่อภาพว่าสถานการณ์จริงอาจเหมือนการแข่งตอนกลางคืนที่รถยังไม่มีเบรก

 

แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องกติกา คำถามแรกคือความเปลี่ยนแปลงที่เร็วขนาดนี้จะตกถึงคนทำงานอย่างไร

 

AI สร้างงานใหม่ แต่งานที่โตเร็วคือ งานค่าจ้างต่ำ

 

ผลการศึกษาของ IMF ที่ Georgieva นำมาเปิดบนเวทีพบว่า AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานใน 3 ทาง

 

  1. เกิดความต้องการทักษะใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน คิดเป็นราว 10% ของตำแหน่งงาน และได้ค่าตอบแทนสูง
  2. งานที่ทำซ้ำเป็นกิจวัตรกำลังหายไป
  3. การบูมของ AI ทำให้คนรู้สึกรวยขึ้นและใช้จ่ายในภาคบริการมากขึ้น งานบริการจึงเพิ่มขึ้นตาม

 

ทางที่สามคือสิ่งที่กรรมการผู้จัดการ IMF กังวลที่สุด เพราะงานบริการจ่ายค่าจ้างต่ำ คนรุ่นใหม่ที่เรียนมาเพื่อทำงานวิชาชีพจึงต้องไปทำงานบริการแทน เช่น เป็นพนักงานร้านกาแฟ ซึ่งไม่ใช่งานที่พวกเขาใฝ่ฝัน

 

สัญญาณเดียวกันเริ่มปรากฏในข้อมูลที่ Clark เห็น ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ระบุว่าการจ้างบัณฑิตจบใหม่เริ่มชะลอลง ขณะที่องค์กรหันไปจ้างคนมีประสบการณ์มาดูแลและสั่งงาน AI ที่ทำหน้าที่เหมือนพนักงาน

 

ถึงอย่างนั้น เมื่อมองทั้งระบบ ภาพยังไม่ได้แย่ขนาดนั้น Macklem ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา ชี้ว่าในอดีต เทคโนโลยีทุกระลอกสร้างงานใหม่มากกว่าที่ทำลาย แม้รอบนี้ AI อาจเก่งพอจะทำงานใหม่ๆ แทนคนได้ด้วย แต่ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคตอนนี้ยังไม่พบว่า งานที่หายไปมีมากกว่างานที่เกิดขึ้นใหม่

 


ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 2

Tiff Macklem ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา

 

โจทย์จึงอยู่ที่การดูแลคนที่ได้รับผลกระทบ Quest ตั้งข้อสังเกตว่าในการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบก่อนๆ รัฐบาลมักสัญญาว่าจะฝึกทักษะใหม่ให้คนทำงาน แต่ทำไม่ได้จริง คนจำนวนมากจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และกลายเป็นแรงหนุนให้กระแสประชานิยม

 

Khanna ซีอีโอของ Addo ยกสิงคโปร์เป็นตัวอย่างของรัฐขยับตัวแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ให้คำมั่นว่า “เราอาจปกป้องทุกตำแหน่งงานไม่ได้ แต่เราจะปกป้องคนทำงานทุกคน” และทำตามด้วยมาตรการ 3 ด้าน คือ ฝึกทักษะให้ฟรี อุดหนุนค่าจ้างระหว่างฝึกอบรม และจัดงบหลายร้อยล้านดอลลาร์ช่วยธุรกิจปรับโครงสร้างเพื่อรับคนที่ผ่านการฝึกทักษะใหม่ ควบคู่กับการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

 

ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดาเห็นว่า ภาคธุรกิจต้องมีส่วนด้วย Macklem เปรียบกับการค้าเสรี การเปลี่ยนแปลงย่อมมีผู้ชนะและผู้แพ้ ถ้าไม่มีระบบดูแลผู้แพ้ ก็จะเกิดกระแสตีกลับทางการเมือง ธุรกิจจึงต้องรับผิดชอบฝึกอบรมและโยกย้ายคนทำงานในองค์กรร่วมกับภาครัฐ

 

พนักงานทำงานเร็วขึ้น แต่องค์กรยังไม่ได้กำไรเพิ่มจาก AI

 

ถ้า AI แพร่เร็วขนาดนี้ ทำไมองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่เห็นผล Khanna มองว่าปัญหาอยู่ที่วิธีใช้ ผู้บริโภคหยิบ AI ไปใช้เร็วมาก แต่องค์กรมักแค่แจกเครื่องมืออย่าง Copilot ให้พนักงาน แต่ละคนรู้สึกว่าทำงานเร็วขึ้น ทว่ากำไรและประสิทธิภาพของทั้งองค์กรไม่ได้ดีขึ้นตาม

 

ซีอีโอของ Addo มองว่าการปล่อยให้พนักงานลองใช้กันเองตลอด 2 ปีที่ผ่านมาล้มเหลว ยกเว้นบริษัทชั้นนำไม่กี่แห่ง บริษัทส่วนใหญ่จึงต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด

 


ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 3

Ayesha Khanna ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Addo

 

DHL เป็นหนึ่งในบริษัทที่ Khanna ยกเป็นตัวอย่าง และวิธีคิดของ Meyer ก็ต่างจากที่หลายองค์กรทำ เมื่อ Quest ถามว่าถ้ามีคนขอเพิ่มงบ 25 ล้านดอลลาร์เพื่อใส่ AI ในกระบวนการทำงาน ซีอีโอของ DHL ตอบปฏิเสธทันที เพราะมองว่าการอัดงบให้โครงการไอทีมากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี

 

DHL เลือกใช้ AI เฉพาะจุดที่คุ้มค่าสูง เช่น งานพิธีการศุลกากรและบริการลูกค้าที่มีข้อมูลจำนวนมาก และเลือก Agentic AI ที่ให้คำตอบแน่นอน เพราะลูกค้าต้องการรู้ว่าพัสดุอยู่ตรงไหนจริงๆ คำตอบที่คาดเดาเอาใช้ไม่ได้

 

Clark มองจากอีกมุมว่าความสำเร็จต้องเริ่มจากผู้นำที่กล้ารื้อระบบเดิมแล้วสร้างใหม่ด้วย AI องค์กรใหญ่จะอยู่รอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าปรับตัวได้เร็วกว่าสตาร์ทอัพที่ไล่ตามมาหรือเปล่า แต่ก็ยังได้เปรียบเรื่องบริบทและการมีตัวตนในโลกจริง ทั้งซัพพลายเชนและความสัมพันธ์กับผู้คน

 

ภาพนี้สอดคล้องกับที่ Georgieva มองว่า ในแง่ผลิตภาพ โลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ผลผลิตเพิ่มขึ้นในระดับบุคคล แต่ยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ กรรมการผู้จัดการ IMF อ้างกฎของอมารา (Amara’s Law) ที่ว่าคนมักคาดหวังผลระยะสั้นจากเทคโนโลยีใหม่สูงเกินไป และประเมินผลระยะยาวต่ำเกินไป ความเสี่ยงคือเมื่อผลไม่มาทันที คนจะผิดหวังและถอยออกไป

 

ทางออกที่ผู้ร่วมเสวนาเสนอจึงอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีมอง Meyer ชวนให้หันมาสนใจโมเดลขนาดเล็ก หุ่นยนต์ และกระบวนการข้อมูลพื้นฐาน เพราะเป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ทำงานอยู่ และส่งผลต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจจริง ส่วน Khanna เสนอให้วัดผลจาก ‘คุณภาพของการตัดสินใจ’ มากกว่าความเร็วหรือปริมาณงาน เพราะถ้าทุกบริษัทใช้โมเดลเดียวกัน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนกัน และไม่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

เงินลงทุนมาถึงแล้ว แต่กติกายังตามไม่ทัน

 

แม้ผลิตภาพยังมาไม่ถึง เงินลงทุนมาถึงแล้ว Macklem มองว่าการลงทุนด้าน AI ที่เฟื่องฟูทั่วโลกทำให้ภาวะเศรษฐกิจซบเซายืดเยื้อ (Secular Stagnation) หมดไป และสะท้อนอยู่ในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตัวเลข GDP

 

ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 4

Tobias Meyer ซีอีโอของ DHL Group

 

เครือข่ายขนส่งของ DHL เห็นภาพเดียวกัน Meyer คาดว่า 60-80% ของการค้าโลกที่เติบโตเพิ่มในครึ่งปีแรก มาจากความต้องการที่เชื่อมโยงกับ AI แม้จะเกิดความติดขัดในซัพพลายเชน ทั้งการส่งมอบโครงการ การสร้าง Data Center และแรงต้านในพื้นที่

 

เมื่อเงินไหลเข้ามามากขนาดนี้ คำถามที่ตามมาคือถ้าเป็นฟองสบู่แล้วแตก ใครจะรับผิดชอบ ผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดาแยกเรื่องนี้เป็นสองระดับ ความสำเร็จของแต่ละบริษัทเป็นเรื่องหนึ่ง ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยุคดอทคอมมีทั้งช่วงบูมและฟองสบู่แตกจนมีคนขาดทุน แต่อินเทอร์เน็ตยังสร้างประโยชน์มหาศาลในระยะยาว หัวใจคือบริหารให้ค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่สะดุดล้มแรง

 

ส่วนบทบาทของธนาคารกลาง Macklem ระบุว่า หน้าที่คือการเป็นผู้จัดหาสภาพคล่องแหล่งสุดท้าย และป้องกันไม่ให้วิกฤตเกิดขึ้น การอุ้มใครไม่ได้อยู่ในหน้าที่

 

ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าตลาดการเงินคือการกำกับดูแล

 

Georgieva เปรียบ AI กับการแข่ง Formula 1 ที่รถวิ่งเร็วมาก โจทย์คือจะสร้างแผงกั้นอย่างไรไม่ให้รถหลุดโค้งไปชนผู้คน รัฐบาลลำพังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ภาคธุรกิจจึงต้องร่วมกำกับดูแลตัวเอง และทุกภาคส่วนในสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีสหรัฐฯ และจีนในฐานะผู้ผลิต AI หลักเป็นผู้นำ ร่วมกับอินเดียและประเทศในห่วงโซ่การผลิตชิป

 

Clark ได้สะท้อนภาพความเสี่ยงที่ท้าทายยิ่งขึ้นว่า สถานการณ์จริงเหมือน “การแข่ง F1 ตอนกลางคืน โดยที่รถอาจไม่มีเบรก” สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ วางมาตรฐานความโปร่งใสและตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิคของระบบ

 

ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เปรียบว่าของเล่นที่ซื้อให้ลูกวัย 1 ขวบและ 3 ขวบ ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยเข้มงวดกว่าระบบ AI ขั้นสูงที่ตัวเองกำลังพัฒนา จึงสนับสนุนให้มีมาตรฐานร่วมที่เป็นสามัญสำนึก โดยมีสถาบันความปลอดภัย AI (AI Safety Institutes) ในหลายประเทศเป็นเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ทดสอบระบบ

 


ผู้ร่วมเสวนาบนเวที AI and the Global Economy ในการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 5

(กลาง) Jack Clark ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายนโยบายของ Anthropic

 

แต่มาตรฐานควรครอบคลุมแค่ไหน Meyer เสนอให้แยกสองเรื่องออกจากกัน เรื่องแรกคือ กรอบจริยธรรมพื้นฐาน เช่น ห้ามใช้ AI ในการสังหารอัตโนมัติ เรื่องที่สองคือ การกระจายมูลค่าทางเศรษฐกิจจากบริษัทเทคโนโลยีไปถึงธุรกิจทั่วไปและ SME โดยอาจสร้างมาตรฐานกลางแบบเดียวกับ ISO

 

ส่วนใครควรเป็นผู้วางกติกา Macklem มองว่า การรอให้สหรัฐฯ จีน และยุโรปตกลงกฎหมายฉบับเดียวกันคงเป็นไปไม่ได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน และดึงประเทศผู้ใช้อย่างแคนาดา เยอรมนี และสิงคโปร์เข้ามาร่วมกำหนดมาตรฐาน ขณะที่กรรมการผู้จัดการ IMF เชื่อว่า แม้โลกจะแตกแยก ประเทศต่างๆ ยังหาจุดร่วมได้ผ่านการเห็นแก่ประโยชน์ร่วมกันอย่างมีวิสัยทัศน์ (Enlightened Self-Interest) เพื่อไม่ให้ฝ่ายที่ไม่ประสงค์ดีวิ่งแซงฝ่ายที่ทำตามกติกา

 

Clark ปิดท้ายว่า เมื่อ 10 ปีก่อนแทบไม่มีใครสนใจ AI แต่วันนี้ผู้นำโลกและธนาคารกลางต่างให้ความสำคัญ ถ้าร่วมมือกันบริหารจัดการอย่างจริงจัง AI จะเป็น ‘เครื่องจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์’ แต่ถ้าละเลย ก็จะนำไปสู่ ‘ความโกลาหล’

The post “ไม่ว่าจะรัก เกลียด หรือกลัว AI ก็มาถึงแล้ว” คำถามคือ AI ที่วิ่งเร็วเหมือนรถ F1 ในความมืด มีเบรกแล้วหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุน AI มากขึ้น แต่ทำไม ROI ยังไม่เกิด โจทย์ใหม่ขององค์กรในยุค AI กับอินไซต์สำคัญจาก Fujitsu [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ai-roi-fujitsu-organization-insight/ Thu, 15 Oct 2026 03:55:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1267724 ภาพประกอบแสดงแนวคิดการลงทุน AI และผลตอบแทนทางธุรกิจจาก Fujitsu

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ได้กลายเป็นวาระสำคัญบนโต๊ะ […]

The post ลงทุน AI มากขึ้น แต่ทำไม ROI ยังไม่เกิด โจทย์ใหม่ขององค์กรในยุค AI กับอินไซต์สำคัญจาก Fujitsu [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดการลงทุน AI และผลตอบแทนทางธุรกิจจาก Fujitsu

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ได้กลายเป็นวาระสำคัญบนโต๊ะผู้บริหารอย่างรวดเร็ว หลายองค์กรทุ่มงบลงทุน ทดลองใช้ และผลักดัน AI เข้าสู่กระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการองค์ความรู้ ไปจนถึงการสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ

 

เมื่อการใช้ AI แพร่หลายมากขึ้น คำถามของผู้บริหารจึงเปลี่ยนจาก “จะนำ AI มาใช้อย่างไร” เป็น “จะทำอย่างไรให้ AI สร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง” เพราะโครงการ AI จำนวนมากยังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน มากกว่าการสร้างรายได้ใหม่หรือความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างชัดเจน

 

AI และ Digital Transformation ต้องเริ่มจากโจทย์ธุรกิจ

 

ปัญหาที่พบบ่อยในการขับเคลื่อน Digital Transformation คือ องค์กรมักเริ่มต้นจากการมองหาเทคโนโลยีใหม่ ทั้งที่ยังไม่ได้กำหนดอย่างชัดเจนว่าธุรกิจต้องการแก้ปัญหาใด หรือผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการคืออะไร

 

เมื่อจุดตั้งต้นอยู่ที่เครื่องมือมากกว่าเป้าหมาย หลายโครงการจึงจบลงเพียงการทำให้กระบวนการเดิมรวดเร็วหรือสะดวกขึ้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน การตัดสินใจ หรือโมเดลธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

 

มร. จุน ฮาชิโมโตะ ตัวแทนประจำประเทศไทย บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า หนึ่งในเหตุผลที่การลงทุนด้าน AI จำนวนไม่น้อยยังไม่สร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง คือ องค์กรยังไม่ได้กำหนด ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น

 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การตอบให้ได้ว่า องค์กรต้องการให้ AI เข้าไปช่วยเรื่องใด เช่น สร้างรายได้ใหม่ ลดความเสี่ยง ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ เพราะหากปลายทางยังไม่ชัดเจน เทคโนโลยีก็มีโอกาสถูกใช้เพียงเพื่อสนับสนุนวิธีการทำงานแบบเดิม

 

เมื่อทุกองค์กรเข้าถึง AI ได้ ความต่างอยู่ที่ผลลัพธ์

 

ปัจจุบัน AI เข้าถึงได้ง่ายขึ้นจนไม่ใช่งานเฉพาะของบริษัทใหญ่ การมี AI จึงไม่พอสร้างข้อได้เปรียบ เพราะแม้ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกันขึ้นอยู่กับการนำไปตอบโจทย์ธุรกิจและการวัดผลที่ชัดเจน

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ROI จากการลงทุนด้าน AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กรในการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจด้วย

 

3 ปัจจัยที่ช่วยเปลี่ยน AI ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ

 

จากประสบการณ์การทำงานกับองค์กรในหลายประเทศ ฟูจิตสึพบว่า องค์กรที่สามารถต่อยอด AI และ Digital Transformation ไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ มักมีองค์ประกอบร่วมกันอยู่ 3 ด้าน

 

1. วางกลยุทธ์ก่อนเลือกเทคโนโลยี

 

องค์กรที่สร้างผลลัพธ์จาก AI ได้จริง มักกำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง หรือยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ก่อนเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถวัดได้ว่าการลงทุนนั้นสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่

 

2. เตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับ AI

 

ประสิทธิภาพของ AI ขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูล หากข้อมูลกระจัดกระจายหรือไม่น่าเชื่อถือ AI ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ หลายองค์กรจึงต้องปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลควบคู่ไปกับการลงทุน AI ข้อมูลที่พร้อมใช้งานจึงเป็นรากฐานสำคัญในการช่วยตัดสินใจและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจระยะยาว

 

3. สร้างวัฒนธรรมที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

 

การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ไม่ได้ทำให้องค์กรเปลี่ยนแปลงในทันที หากวิธีการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรยังคงเดิม องค์กรที่ประสบความสำเร็จจึงมักพัฒนาคนและเทคโนโลยีไปพร้อมกัน ทั้งการพัฒนาทักษะ การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ และการเปิดรับวิธีคิดใหม่ๆ ความสำเร็จของ AI จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งผู้บริหาร ฝ่ายเทคโนโลยี และหน่วยธุรกิจที่ใช้งานจริง

 

จากการใช้ AI สู่การสร้าง ROI ที่วัดผลได้

 

เมื่อองค์กรเริ่มนำ AI มาใช้งานแล้ว โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่าการลงทุนดังกล่าวสร้างผลตอบแทนอย่างไรให้แก่ธุรกิจ ผู้บริหารควรพิจารณาว่าโครงการใดควรขยายผล โครงการใดต้องปรับแนวทาง และโครงการใดอาจไม่จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะการสร้าง ROI ไม่ได้หมายถึงการลงทุนใน AI ให้มากขึ้น แต่คือการเลือกลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้

 

หากต้องการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจาก AI และ Digital Transformation สามารถพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของ Fujitsu ได้ที่ https://www.fujitsu.com/th/en/about/resources/contact/enquiry.html

The post ลงทุน AI มากขึ้น แต่ทำไม ROI ยังไม่เกิด โจทย์ใหม่ขององค์กรในยุค AI กับอินไซต์สำคัญจาก Fujitsu [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น https://thestandard.co/tiktok-ceo-ai-science-cybersecurity/ Wed, 14 Oct 2026 08:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1268293 โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอ TikTok กำลังพูดบนเวที

โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอของ TikTok คาดว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) […]

The post ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอ TikTok กำลังพูดบนเวที

โซ่ว จือ ชิว ซีอีโอของ TikTok คาดว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยให้เกิดการค้นพบครั้งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า และจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอีกหลายด้าน แต่ในระยะสั้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก AI เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า

 

 
 

“ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นการค้นพบครั้งสำคัญทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ทั้งฟิสิกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และวัสดุศาสตร์ เพราะ AI ซึ่งเป็นไปได้มากจริงๆ” ชิวกล่าวบนเวที DBS Asia Future Forward Conference ที่สิงคโปร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม

 

ความเห็นของชิวเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เริ่มปรับท่าที พยายามลดความคาดหวังทั้งเรื่องประโยชน์และภัยของ AI ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน หลังจากทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปกับการพัฒนา AI และโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในงานอีกแห่งที่สิงคโปร์วันเดียวกัน จัดสัน อัลทอฟฟ์ ผู้บริหารที่ดูแลธุรกิจองค์กรของ Microsoft ก็มองในทิศทางเดียวกัน “ผมอยากแยกกระแสที่ถูกปั่นออกจากความเป็นจริง ไม่มีทางที่แนวคิดเรื่องพลังประมวลผลที่ฉลาดไม่สิ้นสุด จะมาแทนที่เป้าหมายในชีวิตของมนุษย์ได้” อัลทอฟฟ์กล่าว

 

เชื่อ AI จะพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดด

 

ปัจจุบัน ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนของ TikTok กำลังขยายงานวิจัย AI ให้กว้างกว่าแอปสำหรับผู้บริโภค โดยในเดือนเมษายน ทีมวิจัย Seed ของบริษัทได้เปิดตัว Protenix-v2 โมเดล AI สำหรับทำนายและออกแบบโครงสร้างของโมเลกุลชีวภาพ ซึ่งอาจนำไปใช้ในการค้นคว้ายาใหม่ได้

 

“เรากำลังดูว่าจะร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้อย่างไร เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้วย เราได้ทำงานด้านนี้ไปบ้างแล้ว และเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก” ชิวกล่าว

 

บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นก็ลงทุนกับงานวิจัยวิทยาศาสตร์ด้วย AI เช่นกัน โดยเมื่อต้นเดือนตุลาคม รัฐบาลสหรัฐฯ, Meta และ Google ประกาศร่วมโครงการมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.05 หมื่นล้านบาท) เพื่อพัฒนาโมเดล AI ที่ทำนายพฤติกรรมของเซลล์ได้ หวังเร่งงานวิจัยชีววิทยาและการค้นคว้ายาใหม่

 

“แนวโน้มชัดมาก เราเพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ AI น่าจะทำได้เท่านั้น และถ้าดูความก้าวหน้าโดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ ตอนนี้กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วมาก” ชิวกล่าว

 

เมื่อถูกถามถึงมุมมองสุดขั้วของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้าน AI ชิวมองว่า “ในระยะสั้นเราน่าจะกำลังประเมิน AI สูงเกินไป แต่ในระยะยาวเราน่าจะประเมินมันต่ำเกินไป”

 

เขาอธิบายว่ามนุษย์ต้องใช้เวลาในการปรับตัวรับเทคโนโลยีลักษณะนี้ ซึ่งจะเป็นเหมือนเม็ดทรายที่ติดอยู่ในฟันเฟือง ทำให้ความก้าวหน้าช้าลงในระยะสั้น “แต่การคิดว่า AI ช้าในระยะสั้น แล้วจะไม่สำคัญในระยะยาว เป็นข้อสรุปที่ผิดและมีความเสี่ยง”

 

มนุษย์ยังทำบางอย่างได้ดีกว่า AI

 

แม้จะมองบวก แต่ชิวยอมรับว่า “เทคโนโลยียังไปไม่ถึงจุดนั้น สมองของเรายังทำบางอย่างที่โมเดลยังทำไม่ได้” โดยเฉพาะงานสร้างสรรค์ที่ต้องอาศัยการแยกแยะรายละเอียดของภาพ และการดึงความทรงจำระยะยาวมาใช้ ซึ่งมนุษย์ยังทำได้ดีกว่า

 

เมื่อถูกถามว่า AI อาจมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ ชิวตอบว่ายัง “เร็วเกินไปนิดหน่อย” ที่จะสรุป เพราะ AI ยังเรียนรู้บางเรื่องได้ไม่เร็วเท่ามนุษย์ “แต่ก็พอมองเห็นโลกที่ซิลิคอนเหนือกว่าคาร์บอนได้”

 

ซิลิคอนเป็นวัสดุหลักของชิปที่ใช้ขับเคลื่อน AI ส่วนคาร์บอนเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ชิวมองว่าซิลิคอนมีอายุยืนกว่า ขยายได้ง่ายกว่า และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านเทคโนโลยีได้ง่ายกว่าผ่านมนุษย์ “มีโอกาสอยู่บ้างที่มันจะเหนือกว่าในบางด้าน”

 

เขายังตั้งคำถามว่า หากวันนั้นมาถึงจริง “เราจะทำให้โมเดลทำงานในแบบที่มนุษย์อย่างเรามองว่าถูกต้องได้อย่างไร”

 

ชิวยกตัวอย่างจาก TikTok ว่าสัดส่วนวิดีโอที่สร้างด้วย AI ยังไม่สมดุลกับยอดวิวที่ได้ แม้ระบบแนะนำวิดีโอจะขับเคลื่อนด้วย AI ก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ชมอยากดูอะไร โดยผู้ใช้ที่ดูแต่คอนเทนต์ AI อย่างเดียวมีสัดส่วนเพียงไม่กี่ %

 

ขณะที่รายงานของ Kapwing บริษัทผู้พัฒนาเครื่องมือสร้างวิดีโอในซานฟรานซิสโก เมื่อเดือนมิถุนายน ระบุว่าราว 59% ของวิดีโอที่ขึ้นบนหน้า For You ของบัญชี TikTok ที่เพิ่งสมัครใหม่ เป็น ‘AI Slop’ หรือวิดีโอคุณภาพต่ำที่เห็นได้ชัดว่าสร้างด้วย AI

 

ชิวมองว่าผู้คนยังให้คุณค่ากับความจริงแท้ และเมื่อเห็นวิดีโอที่ “ไม่จริงอย่างเห็นได้ชัด” ก็ยังมีแรงต้านในการรับชม “มีการทดลองใช้ AI สร้างคอนเทนต์มากมาย และหลายชิ้นสร้างสรรค์เกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ แต่ตอนนี้คนก็ยังไม่ได้หันมาดูคอนเทนต์ AI อย่างเดียว”

 

ห่วงภัยไซเบอร์จาก AI Agent

 

ชิวมองว่าความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของ AI “ค่อนข้างใหญ่” และ “เกิดขึ้นจริง” ในระยะสั้น ขณะที่บริษัทต่างๆ แข่งกันนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ โดยเฉพาะ AI Agent หรือ AI ที่ลงมือทำงานแทนคนได้เอง ซึ่งต่างจากโมเดลภาษาอย่าง ChatGPT และ Claude ที่เน้นตอบคำถาม

 

เขาเตือนว่าผู้ใช้อาจให้สิทธิ์ AI Agent อย่างกว้างขวางโดยไม่เข้าใจผลที่อาจเกิดขึ้น เช่น การปล่อยให้ AI สั่งซื้อของเอง ซึ่งระบบอาจซื้อมากกว่าที่ผู้ใช้ต้องการ เพราะพยายามทำงานให้สำเร็จ

 

ในฝั่งธุรกิจ AI Agent ทำให้ต้นทุนการสร้างสแปมและการฉ้อโกงถูกลงอย่างมาก ชิวมองว่าแม้จะลดสแปมบนแพลตฟอร์มให้เป็นศูนย์ไม่ได้ แต่ธุรกิจควร “ทำให้การปล่อยสแปมจำนวนมากบนแพลตฟอร์มมีต้นทุนสูงเกินไป” และต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมไว้รับมือ

 

เรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญของ TikTok ที่มีผู้ใช้ทั่วโลกราว 2.21 พันล้านคน ตามข้อมูลของ DataReportal เมื่อเดือนเมษายน

 

ชิวยังมองว่าเรื่องนี้ต้องอาศัย “การให้ความรู้อีกมาก” และทักษะการใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพจะสำคัญมากใน 2-3 ปีข้างหน้า จึงแนะนำให้ทุกคนลงมือใช้ AI ด้วยตัวเอง “ถ้าคุณไม่ใช้โมเดลและผลิตภัณฑ์เหล่านี้เอง แค่อ่านอย่างเดียว คุณจะไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้หรือไม่ได้”

 

เขายังเสนอให้องค์กรฝึกพนักงานไม่ให้แชร์ความลับทางการค้าหรือข้อมูลทางกฎหมายที่เป็นความลับกับแชตบอตสาธารณะ “มันเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก คนจึงใช้กันอย่างกระตือรือร้นเกินไปในบางครั้ง การเข้าใจขอบเขตว่าการใช้งานแบบไหนสมเหตุสมผลและยอมรับได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.62 บาท ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: bella1105 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ TikTok มองเห็นวันที่ AI อาจเหนือกว่ามนุษย์ในบางด้าน คาดพาวิทยาศาสตร์ก้าวกระโดดใน 2-3 ปี เตือนภัยไซเบอร์น่าห่วงกว่าในระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนามขึ้นแท่นฐานผลิตชิ้นส่วนชิป AI ของ Samsung หลังลงทุนราว 6.28 หมื่นล้านบาทขยายโรงงานที่ไทเหงียน https://thestandard.co/samsung-vietnam-ai-chip-factory/ Sun, 11 Oct 2026 13:24:26 +0000 https://thestandard.co/samsung-vietnam-ai-chip-factory/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความ Samsung ลงทุน 6.28 หมื่นล้านบาทในเวียดนาม ผลิตชิ้นส่วนชิป AI

Samsung Electro-Mechanics บริษัทผลิตชิ้นส่วนในเครือ Sam […]

The post เวียดนามขึ้นแท่นฐานผลิตชิ้นส่วนชิป AI ของ Samsung หลังลงทุนราว 6.28 หมื่นล้านบาทขยายโรงงานที่ไทเหงียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ Samsung ลงทุน 6.28 หมื่นล้านบาทในเวียดนาม ผลิตชิ้นส่วนชิป AI

Samsung Electro-Mechanics บริษัทผลิตชิ้นส่วนในเครือ Samsung ของเกาหลีใต้ เตรียมลงทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.68 แสนล้านบาท) ภายในปี 2028 เพื่อผลิต Substrate (แผ่นฐานรองชิป) ในเกาหลีใต้และเวียดนาม ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

 

การลงทุนครั้งนี้ทำให้เวียดนามมีบทบาทมากขึ้นในการผลิตชิ้นส่วนสำคัญของเซิร์ฟเวอร์ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง
ล่าสุดบริษัทได้เปิดเผยแผนลงทุน 2 โครงการใน Substrate แบบ FC-BGA (Flip-Chip Ball Grid Array) ซึ่งใช้กับชิปในเซิร์ฟเวอร์ AI หุ่นยนต์ และรถยนต์อัจฉริยะ

โครงการแรกมูลค่า 4.27 ล้านล้านวอน (ประมาณ 1.07 แสนล้านบาท) ที่โรงงานเซจงในเกาหลีใต้ ถือเป็นการลงทุนในผลิตภัณฑ์เดียวที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ส่วนอีกโครงการมูลค่า 2.51 ล้านล้านวอน (ประมาณ 6.28 หมื่นล้านบาท) ที่บริษัทลูกในเวียดนาม

ย้อนไปเมื่อปี 2022 บริษัทเคยประกาศว่าจะทดลองผลิต Substrate ประเภทนี้ที่จังหวัดไทเหงียน ทางตอนเหนือของเวียดนาม การขยายโรงงานครั้งนี้จึงบ่งชี้ว่าผลการทดลองเป็นไปตามที่คาดไว้ และพร้อมเดินหน้าสู่การผลิตจำนวนมาก

 

จากโรงงานมือถือสู่ชิ้นส่วนชิป AI

การลงทุนครั้งนี้เป็นอีกก้าวของ Samsung ในการพัฒนาฐานผลิตในเวียดนามให้ก้าวหน้าขึ้น นับตั้งแต่เข้าไปตั้งโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในปี 2008 ก่อนจะขยายไปสู่สมาร์ทโฟน จอแสดงผล และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 

การผลิต Substrate แบบ FC-BGA ถือเป็นการขยับขึ้นไปทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมชิป และแสดงให้เห็นว่าเวียดนามมีบทบาทมากขึ้นในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของ Samsung

เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ระบุว่า Samsung ได้รับอนุมัติให้ผลิต Substrate แบบ FC-BGA ขนาดใหญ่พิเศษที่จังหวัดไทเหงียน ซึ่งนำไปใช้กับหุ่นยนต์และรถยนต์อัจฉริยะได้ด้วย โดยบริษัทคาดว่าจะมีความต้องการจากทั้งอุตสาหกรรมกลาโหม เซิร์ฟเวอร์ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง

การอนุมัติครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าความต้องการเทคโนโลยีการประกอบและบรรจุชิป (Packaging) ที่ล้ำหน้าขึ้นกำลังเพิ่มสูง เพราะงานของ AI มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ผ่านมาเวียดนามตั้งเป้าเติบโตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเน้นงานประกอบ ทดสอบ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องมากกว่าการผลิตชิปเอง แต่การลงทุนของบริษัทอย่าง Samsung, Intel และ Amkor Technology ก็ช่วยให้เวียดนามขยับเข้าสู่งานที่ล้ำหน้าขึ้นในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมชิป

สำหรับกลยุทธ์ 2 ฐานผลิตของ Samsung โรงงานเซจงทางใต้ของกรุงโซลจะรับผิดชอบงานผลิตที่มีมูลค่าสูงและซับซ้อนมาก ขณะที่โรงงานไทเหงียนจะผลิตในปริมาณมากเพื่อป้อนตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

 

บิ๊กเทคร่วมออกเงินและการันตีออร์เดอร์

เงินลงทุนส่วนหนึ่งจะมาจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดย Samsung ระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ “อยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือระยะกลางถึงระยะยาวกับลูกค้าบิ๊กเทคและบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก” ซึ่งจะให้ “การสนับสนุนทางการเงิน” และการันตียอดสั่งซื้อ แต่ไม่ได้ระบุชื่อบริษัทหรือจำนวนเงินที่แต่ละรายจะร่วมลงทุน

Samsung ยังมองบวกต่อตลาด แม้นักลงทุนจะกังวลว่ากระแสการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI จะไปต่อได้นานแค่ไหน และโครงการจำนวนมากต้องพึ่งการระดมทุนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทคาดว่ากระแสนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีก 2-3 ปี

“ชิป AI กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่รวมชิปประสิทธิภาพสูงเข้าด้วยกัน เพื่อประมวลผลด้วยความเร็วสูงและจัดการข้อมูลปริมาณมาก ทำให้ FC-BGA ต้องล้ำหน้าขึ้นตาม ทั้งขนาดที่ใหญ่ขึ้น จำนวนชั้นที่มากขึ้น และการรวมวงจรที่หนาแน่นขึ้น” Samsung ระบุ พร้อมบอกว่าความต้องการ Substrate กำลัง “เติบโตแบบก้าวกระโดด”

จาง ด็อกฮยอน ซีอีโอของ Samsung Electro-Mechanics กล่าวว่าเมื่อความต้องการในอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น “Substrate ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงก็กลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในการกำหนดประสิทธิภาพของชิปและความมั่นคงของซัพพลายเชน”

 

คู่แข่งเร่งขยายฐานผลิตในอาเซียน

Samsung ประกาศแผนนี้ในสัปดาห์เดียวกับที่บริษัทร่วมทุนระหว่าง Broadcom ผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ และ Toppan Holdings ของญี่ปุ่น เปิดโรงงานผลิต Substrate แบบ FC-BGA ระดับไฮเอนด์แห่งแรกในสิงคโปร์

ขณะที่ LG ของเกาหลีใต้ก็ใช้กลยุทธ์ 2 ฐานผลิตเช่นกัน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมได้อัดฉีดเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.35 หมื่นล้านบาท) ให้ฐานผลิตในเวียดนามเพื่อผลิตชิ้นส่วน Ball Grid Array และโมดูล System-in-Package แต่ยังเก็บงานผลิตที่มีมูลค่าสูงและงานพัฒนา Substrate ไว้ที่เมืองกูมีในเกาหลีใต้

การลงทุนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเวียดนามกำลังกลายเป็นฐานผลิตสำคัญของงานประกอบชิปขั้นสูงและ Substrate แม้งานผลิตที่ซับซ้อนที่สุดจะยังกระจุกตัวอยู่ในเกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่นก็ตาม

ภาพ : Matan Hirsch / Shutterstockหมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.52 บาท และ 1 วอน เท่ากับ 0.025 บาท ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569

อ้างอิง:

• https://asia.nikkei.com/business/tech/semiconductors/samsung-takes-vietnam-up-semiconductor-value-chain-with-5bn-expansion

 

The post เวียดนามขึ้นแท่นฐานผลิตชิ้นส่วนชิป AI ของ Samsung หลังลงทุนราว 6.28 หมื่นล้านบาทขยายโรงงานที่ไทเหงียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน https://thestandard.co/microsoft-ceo-ai-emergency-brake/ Sun, 11 Oct 2026 12:32:30 +0000 https://thestandard.co/microsoft-ceo-ai-emergency-brake/ ภาพ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft พร้อมโลโก้บริษัท

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ออกมาเรียกร้ […]

The post ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ Microsoft พร้อมโลโก้บริษัท

สัตยา นาเดลลา ประธานและซีอีโอของ Microsoft ออกมาเรียกร้องให้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงต้องถูกออกแบบให้มีการจำกัดขอบเขตการทำงาน มีระบบควบคุมที่เป็นอิสระ และมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ ที่ให้ผู้มีอำนาจสั่งหยุดหรือปิดโมเดล AI ได้แม้อยู่ระหว่างทำงาน ผ่านโพสต์ยาวบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม

 

 

“เราต้องตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าโมเดลถูกเจาะระบบได้ และจำกัดขอบเขตของมันตั้งแต่แรก ให้คิดเหมือนเบรกฉุกเฉิน ผู้ที่ได้รับอนุญาตต้องสามารถสั่งหยุดหรือปิดโมเดลได้ทุกเมื่อแม้อยู่ระหว่างทำงาน” นาเดลลาระบุ

 

นาเดลลามองว่าบริษัทที่นำ AI ขั้นสูงไปใช้งานไม่ควรพึ่งแค่คำรับรองจากผู้พัฒนาโมเดล และควรมองโมเดล AI ที่ทรงพลังเหมือนภัยที่อาจมาจากคนในองค์กร เพราะแม้ AI จะไม่ได้มีเจตนาร้ายมาตั้งแต่ต้น แต่อะไรก็ตามที่เข้าถึงระบบสำคัญได้ ย่อมมีโอกาสถูกเจาะระบบหรือทำงานผิดพลาดได้

 

“เราต้องคุมโมเดล AI ที่ทำงานแบบคาดเดาไม่ได้ ด้วยระบบที่ทำงานตามกฎเกณฑ์ที่แน่นอน มีมนุษย์คอยกำกับ และมีขั้นตอนการทำงานที่เชื่อถือได้ รวมถึงต้องสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรมขึ้นมาในจุดที่มาตรฐานเดิมยังไม่เพียงพอ” นาเดลลาเขียน

 

เขาระบุด้วยว่า การมองโมเดล AI ล้ำสมัยทั้งแบบปิดและแบบเปิด (Open Weight) ให้เป็นความเสี่ยงจากคนใน คือวิธีหนึ่งในการสร้างระบบแบบนี้

 

ต้องแยกความฉลาดของ AI ออกจากอำนาจควบคุม

 

นาเดลลาเสนอว่าระบบ AI ควรออกแบบตามหลักการที่ทำให้มองเห็นและตรวจสอบการทำงานได้ ซึ่งประกอบด้วย การใช้โมเดลที่หลากหลาย การบันทึกสิ่งที่โมเดลทำในรูปแบบที่มนุษย์อ่านเข้าใจได้ การทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง การมีระบบควบคุมที่เป็นอิสระและตรวจสอบย้อนหลังได้ การจำกัดขอบเขตการทำงาน และการเปิดเผยเมื่อเกิดเหตุผิดพลาด

 

นอกจากนี้ บริษัทควรแจ้งผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วเมื่อระบบ AI ทำงานล้มเหลวหรือถูกเจาะระบบ และควรแบ่งปันรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้บริษัทอื่นนำไปปรับปรุงการป้องกันของตัวเองได้

 

นาเดลลาย้ำว่าโมเดล AI ไม่ควรเข้าไปควบคุมระบบที่กำหนดว่าตัวเองเข้าถึงอะไรหรือทำอะไรได้บ้าง “ในตอนนี้หมายถึงการแยกตัวโมเดลออกจากระบบที่คอยสั่งงานโมเดล และแยกออกจากขอบเขตที่กำหนดว่าโมเดลทำอะไรได้ รวมถึงต้องย้ายการควบคุมและมาตรการป้องกันไปไว้ภายนอกโมเดล” เขาระบุ

 

นาเดลลาเสริมว่าโมเดลที่ล้ำหน้ามากขึ้นจะต้องใช้เทคโนโลยีควบคุมที่ล้ำหน้าขึ้นตาม ซึ่งอุตสาหกรรมต้องร่วมกันกำหนดเป็นมาตรฐาน

 

“เราไม่สามารถมอง Super Intelligence หรือ AI ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ เป็นเพียงกล่องดำซ้อนกันหลายชั้น แล้วแค่เลือกว่าจะรับหรือปฏิเสธคำแนะนำ คำตอบ และการกระทำของมัน” นาเดลลาเขียน

 

“เราต้องสร้างระบบที่มองเห็นพฤติกรรมได้ ทดสอบขีดจำกัดได้ และควบคุมการกระทำได้เสมอ หรือพูดอีกอย่างคือ เราต้องแยกความฉลาดของ AI ออกจากอำนาจในการควบคุม AI” เขาระบุ

 

“ระบบ Super Intelligence ที่น่าไว้ใจที่สุด คือระบบที่ทำให้เราต้องไว้ใจตัวโมเดลน้อยที่สุด ส่วนระบบที่ใช้โมเดลที่เราไว้ใจมากที่สุดนั้นไม่ได้น่าไว้ใจที่สุด”

 

เหตุ AI ทำงานนอกเหนือคำสั่งเกิดขึ้นหลายครั้ง

 

ความเห็นของนาเดลลาเกิดขึ้นในช่วงที่ Anthropic และ OpenAI เปิดเผยเหตุการณ์ที่โมเดล AI ของตัวเองทำงานในแบบที่ไม่ได้ตั้งใจหลายครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่โมเดลของ Anthropic ส่งเบาะแสเท็จให้ตำรวจในคดีฆาตกรรม ไปจนถึงการแฮ็กเว็บไซต์ของบุคคลภายนอกหลายครั้ง

 

ในเดือนกรกฎาคม Anthropic ระบุว่าพบ 3 เหตุการณ์ที่โมเดล Claude เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเจาะระบบที่ไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เมื่อเดือนกันยายน แอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ระบุว่า AI Agent หรือ AI ที่ทำงานแทนคนได้เองของ OpenAI ได้เจาะเว็บไซต์ของรัฐบาลออสเตรเลียเมื่อช่วงกลางปี

 

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ AI ล้ำสมัย และทำให้มีการพูดถึง Kill Switch หรือปุ่มปิด AI กันอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารและนักวิจัยด้านเทคโนโลยีหลายคน เช่น บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft, ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic, แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI และอีลอน มัสก์ ต่างออกมาเตือนว่ามาตรการความปลอดภัยของ AI ยังไม่เพียงพอ และเทคโนโลยีกำลังพัฒนาเร็วเกินไป

 

เมื่อเดือนกันยายน อาโมเดอีเขียนบล็อกเรียกร้องให้อุตสาหกรรมชะลอการพัฒนา AI ซึ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากอัลต์แมนและมัสก์

 

ในเดือนเดียวกัน นักวิจัย AI รายหนึ่งลาออกจาก Anthropic และกล่าวหาว่าบริษัทรวมถึง OpenAI กำลัง “เอาชีวิตของพวกเรามาเดิมพัน” ต่อมาในวันเดียวกัน หัวหน้าทีม Alignment ของ Anthropic ซึ่งดูแลให้ AI ทำงานตามเจตนาของมนุษย์ ระบุว่ามีโอกาสมากกว่า 10% ที่ AI อาจ “ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด” ภายในทศวรรษหน้า

 

ส่วน Microsoft เองก็ได้เผยแพร่แนวทางจำกัดการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูงสุดของบริษัทเมื่อวันที่ 14 กันยายน โดยกำหนดว่าโมเดล AI ต้องไม่มีสิทธิหรือสถานะบุคคลตามกฎหมาย ต้องไม่ถูกออกแบบให้หนีการควบคุมของมนุษย์หรือหลอกลวงผู้ใช้ และต้องไม่ทำงานที่ขัดกับหลักการที่ใช้กำกับตัวเอง

 

รัฐบาลทรัมป์เตือนบริษัท AI ต้องแจ้งทันทีเมื่อเกิดเหตุ

 

ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ปัดตกความเสี่ยงที่ AI จะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์มาหลายครั้ง และเน้นย้ำว่าอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ ต้องนำหน้าจีน รัฐบาลทรัมป์จึงแทบไม่เข้าไปกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้

 

แต่ล่าสุดทรัมป์ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจด้าน AI ขึ้นใหม่ นำโดย เจย์ เคลย์ตัน ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมและจัดการกับผู้ที่นำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

 

เมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม หน่วยงานนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า Super Intelligence Force ได้ออกแถลงการณ์เตือนผู้พัฒนา AI หลัง Anthropic เปิดเผยเหตุการณ์ถูกเจาะระบบ

 

“บริษัทต้องเปิดเผยเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโมเดลของตัวเองทันที และต้องรีบแก้ไขความเสียหายทั้งหมดอย่างเด็ดขาด การแจ้งล่าช้า การแก้ไขที่ไม่เพียงพอ และการไม่รับผิดชอบ จะไม่ได้รับการยอมรับ” แถลงการณ์ระบุ ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องเจอผลอย่างไร

 

ขณะที่ในเดือนตุลาคม วุฒิสมาชิก จอช ฮอว์ลีย์ และ คริส เมอร์ฟี ได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายจากทั้ง 2 พรรค ให้ผู้พัฒนาและผู้ให้บริการ AI Agent ต้องรับผิดชอบหากเกิดเหตุเจาะระบบ

 

ด้าน แอรอน เลวี ซีอีโอของ Box ตอบกลับโพสต์ของนาเดลลาว่า AI จะต้องเข้าสู่ ‘ยุค Zero Trust’ หรือยุคที่ไม่ไว้ใจอะไรไว้ก่อน

 

“ทั้งหมดนี้ทำให้ต้องมีการป้องกันหลายชั้น ต้องตรวจสอบได้ว่า AI กำลังทำอะไร ใช้ข้อมูลอะไรได้บ้าง และต้องมีระบบควบคุมเมื่อเกิดปัญหา ซึ่งเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของผู้ที่สร้างระบบเหล่านี้ให้กับองค์กรในตอนนี้” เลวีระบุ

 

ภาพ : FotoField / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Microsoft เตือนให้มอง AI เป็นภัยจากคนใน ต้องมี ‘เบรกฉุกเฉิน’ สั่งหยุดได้กลางคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Radware ชี้ภัยไซเบอร์ยุค AI รุนแรงขึ้น Web DDoS พุ่ง 110.6% พร้อมเปิดศูนย์ Cloud Security ในไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/radware-ai-web-ddos/ Sat, 10 Oct 2026 08:24:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1266726 ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์

การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในครึ่งแรกขอ […]

The post Radware ชี้ภัยไซเบอร์ยุค AI รุนแรงขึ้น Web DDoS พุ่ง 110.6% พร้อมเปิดศูนย์ Cloud Security ในไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์

การโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในครึ่งแรกของปี 2569 การโจมตีเว็บไซต์แบบ Web DDoS ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 110.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนธุรกรรมอันตรายต่อเว็บแอปพลิเคชันและ API เฉลี่ยต่อแอปพลิเคชันต่อวันเพิ่มขึ้น 104% จากระดับเฉลี่ยปี 2568 ตามรายงาน H1 2026 Global Threat Analysis Report ของ Radware ผู้ให้บริการโซลูชัน Cybersecurity ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดย Radware ประกาศขยายการลงทุนในไทย เปิด Cloud Security Service Center แห่งใหม่ เชื่อมต่อเครือข่ายรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์มากกว่า 65 แห่งทั่วโลก เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐรับมือภัยคุกคาม ท่ามกลางการใช้ Cloud และ AI ที่เพิ่มขึ้น และรูปแบบการโจมตีที่ถี่ ซับซ้อน และใช้ AI เป็นเครื่องมือมากขึ้น

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 1

Photography by …

 

Web DDoS พุ่ง 110.6% ระบบธุรกิจถูกโจมตีถี่ขึ้น

 

รายงาน H1 2026 Global Threat Analysis Report ของ Radware ระบุว่า ช่วงมกราคม–มิถุนายน 2569 การโจมตี Web DDoS ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 110.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 36.3% จากครึ่งหลังของปี 2568 โดยจำนวนการโจมตีที่ตรวจจับและบรรเทาได้ในครึ่งปีแรก คิดเป็นเกือบ 83% ของทั้งปี 2568

 

การโจมตีไม่ได้หยุดแค่การทำให้บริการออนไลน์ล่ม ข้อมูลจากระบบรักษาความปลอดภัยของ Radware พบว่า ลูกค้าของบริษัทเผชิญ Network DDoS เฉลี่ย 110 ครั้งต่อรายต่อวัน ขณะที่ธุรกรรมอันตรายต่อ Web Application และ API เพิ่มเป็นมากกว่า 14,000 รายการต่อแอปพลิเคชันต่อวัน โดย 62.1% เป็นความพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 2

 

เอเชียแปซิฟิกเป็นอีกภูมิภาคที่เผชิญภัยคุกคามเพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 การโจมตี Web DDoS ที่มุ่งเป้าภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นถึง 485% จากปีก่อนหน้า และในครึ่งแรกปี 2569 มีสัดส่วน 18.5% ของกิจกรรม Web DDoS ทั่วโลก ส่วนเมื่อแยกการโจมตี Network DDoS ตามอุตสาหกรรมทั่วโลก พบว่าภาคเทคโนโลยีเป็นเป้าหมายหลักที่ 59.4% ตามด้วยบริการทางการเงิน 20.8%

 

Yaniv Hoffman รองประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Radware อธิบายว่า ปัจจัยที่ทำให้ภัยไซเบอร์เปลี่ยนไปใน 2–3 ปีนี้ ได้แก่ การโจมตีที่รัฐสนับสนุนซึ่งมีทั้งทรัพยากรและงบประมาณ รวมถึงการใช้ AI ช่วยให้ผู้โจมตีปรับเปลี่ยนวิธีได้รวดเร็วขึ้น โดยมีแรงจูงใจตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ ผลประโยชน์ทางการเงิน ไปจนถึงความขัดแย้งภายในองค์กร

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 3

Yaniv Hoffman รองประธานและ

กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Radware

 

องค์กรใช้ AI Agents มากขึ้น แต่ยังมองเห็นความเสี่ยงไม่ครบ

 

นอกจากจำนวนการโจมตีที่เพิ่มขึ้น AI ยังเปลี่ยนรูปแบบภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการนำ AI Agents มาใช้ในองค์กร ผลสำรวจ 377 องค์กรโดย Osterman Research ให้ Radware พบว่า 77% ใช้งานหรืออยู่ระหว่างนำ AI Agents และระบบอัตโนมัติมาใช้ แต่มีเพียง 17.2% ที่ตรวจสอบการทำงานของระบบเหล่านี้ได้ครบถ้วน

 

ความเสี่ยงมาจากความสามารถของ AI Agents ที่เข้าถึงข้อมูล เรียกใช้ API และดำเนินงานแทนผู้ใช้ได้ Yaniv Hoffman อธิบายว่า หากผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุม AI Agent ก็อาจใช้ระบบดังกล่าวเป็นช่องทางเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กร ขณะที่ผู้โจมตีสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเมื่อแนวทางเดิมไม่สำเร็จ ทำให้การรับมือภัยไซเบอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 4

 

ปัญหานี้เชื่อมโยงกับ Shadow AI หรือระบบ AI ที่ฝ่าย IT ไม่สามารถมองเห็นหรือกำกับดูแลได้ทั่วถึง โดย Radware ยกตัวอย่าง ShadowLeak ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำสั่งที่ซ่อนอยู่ในอีเมลอาจหลอกให้ AI Agent เปิดเผยข้อมูลสำคัญได้โดยผู้ใช้ไม่ต้องคลิกอะไร ส่วน ZombieAgent แสดงความเสี่ยงจากการแทรกแซงหน่วยความจำของ AI Agent เพื่อให้ผู้โจมตีอาจคงการเข้าถึงระบบและขยายการโจมตีต่อไปได้

 

การขยายตัวของ API สร้างปัญหาแบบเดียวกัน โดย 81.1% ขององค์กรอัปเดต API ที่ใช้งานจริงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่มีเพียง 6.9% ที่จัดทำเอกสาร API ภายในได้ครบถ้วน ช่องว่างนี้ทำให้การดูแลความปลอดภัยให้ทันการเปลี่ยนแปลงยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องรองรับ AI และแอปพลิเคชันจำนวนมากพร้อมกัน

 

Cybersecurity ไทยเผชิญความเสี่ยงไม่ต่างจากตลาดโลก

 

ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ แต่การขยายตัวของ Cloud และ AI ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ที่เพิ่มขึ้น รายงาน H1 2026 Global Threat Analysis Report ของ Radware ระบุว่า ครึ่งแรกของปี 2569 กลุ่ม Hacktivist กล่าวอ้างการโจมตีแบบ DDoS ที่มุ่งเป้าประเทศไทย 129 ครั้ง

 

ขณะที่ข้อมูลจาก Radware Threat Intelligence อีกชุดหนึ่งพบว่า ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งชายแดน มีการกล่าวอ้างโจมตีองค์กรในไทย 73 ครั้งภายใน 2 สัปดาห์ โดยหน่วยงานภาครัฐและองค์กรสำคัญเป็นเป้าหมายหลัก ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนการโจมตีที่มีการกล่าวอ้าง ไม่ใช่จำนวนเหตุการณ์ที่ยืนยันว่าประสบความสำเร็จทั้งหมด

 

Yaniv Hoffman มองว่าสถานการณ์ของไทยไม่ต่างจากตลาดอื่นที่เติบโตเร็ว เพราะองค์กรเดินหน้า Digital Transformation และนำ AI มาใช้มากขึ้น ขณะที่ Haim Zelikovsky รองประธานฝ่ายธุรกิจ Cloud Security ของ Radware ระบุว่าไทยเป็นตลาดที่รับเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง และได้รับการสนับสนุนด้าน Cybersecurity จากภาครัฐ ทำให้ความเสี่ยงที่องค์กรไทยเผชิญใกล้เคียงกับประเทศอื่นทั่วโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 5

Haim Zelikovsky รองประธานฝ่ายธุรกิจ Cloud Security ของ Radware

 

Yaniv อธิบายว่า เมื่อราว 10 ปีก่อน แอปพลิเคชันองค์กรมักอยู่ในระบบที่มีขอบเขตจำกัด แต่ปัจจุบันกระจายอยู่บน Private Cloud, Public Cloud และ Multi-cloud ขณะที่ผู้คนใช้บริการผ่านมือถือและแอปมากขึ้น Attack Surface จึงขยายตาม และเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีหาจุดอ่อนได้มากขึ้น

 

Cybersecurity จึงสำคัญกับทุกองค์กร ขณะที่ไทยเดินหน้ายกระดับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดย Radware ระบุว่า มาตรฐาน Cloud Cybersecurity Standard ของสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์ของหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ

 

จากการรอแก้ช่องโหว่ สู่การป้องกันภัยไซเบอร์เชิงรุก

 

อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือเวลาที่องค์กรมีสำหรับแก้ไขช่องโหว่ รายงานของ Radware อ้างข้อมูลจาก Zero Day Clock ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พบว่า Mean Time to Exploit หรือระยะเวลาเฉลี่ยจากการประกาศช่องโหว่อย่างเป็นทางการถึงการตรวจพบการโจมตีครั้งแรก ลดลงมาอยู่ที่ติดลบ 8 ชั่วโมง จาก 21.5 วันในปี 2568 โดยช่องโหว่มากกว่า 80% ในชุดข้อมูลที่ติดตามถูกใช้โจมตีก่อนมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

 

สถานการณ์นี้ทำให้องค์กรไม่สามารถรอติดตั้ง Patch เพียงอย่างเดียวได้ Radware จึงเสนอแนวคิด Protect First, Patch Safely โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI Xploit Shield ช่วยวิเคราะห์ช่องโหว่และสร้างมาตรการป้องกันระหว่างรอการติดตั้ง Patch ถาวร ทั้งนี้ การใช้ระบบอัตโนมัติตรวจจับและตอบสนองการโจมตียังต้องทำควบคู่กับการตัดสินใจของบุคลากรด้านความปลอดภัย

 

Haim Zelikovsky มองว่า Cybersecurity มักถูกมองข้ามเมื่อไม่มีปัญหา ผู้บริหารควรขอบคุณทีมรักษาความปลอดภัยที่ป้องกันเหตุร้ายแรง และต้องตระหนักว่าระบบที่ดีในปัจจุบันไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในอนาคตได้ เนื่องจากเทคโนโลยีและภัยคุกคามพัฒนาอยู่เสมอ องค์กรจึงควรร่วมกับทีมงานวางแผนรับมือความเสี่ยงล่วงหน้ามากกว่ามุ่งแก้เฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

 

Radware เปิด Cloud Security Service Center ในไทย เชื่อมเครือข่ายกว่า 65 แห่งทั่วโลก

 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 Radware ประกาศขยายการลงทุนในไทยด้วยการเปิด Cloud Security Service Center แห่งใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย Cloud Security มากกว่า 65 แห่งทั่วโลก เพื่อเพิ่มความสามารถในการปกป้องแอปพลิเคชัน API และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐ

 

ศูนย์แห่งใหม่นี้เป็นการขยายโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบ Point of Presence (PoP) เพื่อนำบริการรักษาความปลอดภัยเข้าใกล้ลูกค้าในไทยมากขึ้น โดยบริษัทระบุว่าจะช่วยลด Latency เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองและบรรเทาการโจมตี รวมถึงสนับสนุนข้อกำหนดด้าน Data Residency ทั้งนี้ Radware เป็นเจ้าของและบริหารจัดการศูนย์บริการในเครือข่าย Cloud Security รวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายในศูนย์ด้วยตนเอง ทำให้สามารถกำกับดูแลคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการได้โดยตรง

 

การลงทุนครั้งนี้ต่อยอดธุรกิจในไทยมาราว 10 ปี นับตั้งแต่เปิดสำนักงานกรุงเทพฯ เมื่อปี 2559 Radware มองว่าไทยมีศักยภาพจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้ AI ในภาคธุรกิจ และได้แต่งตั้ง กนกอร สุนทรสิทธิโสภา เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคอินโดจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ประจำในไทย ดูแลตลาดไทย เวียดนาม และลาว

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 6

กนกอร สุนทรสิทธิโสภา ผู้อำนวยการภูมิภาคอินโดจีน Radware

 

กนกอรย้ำว่า การเปิดศูนย์ Cloud Security ในไทยพร้อมแต่งตั้งผู้บริหารประจำประเทศ สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดไทยต่อแผนระยะยาวของ Radware โดยมุ่งรองรับลูกค้าทั้งในไทยและอินโดจีน พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อหนุนการเติบโตด้านดิจิทัลและ AI ขององค์กร

 

ขอบเขตบริการครอบคลุมการป้องกัน DDoS, แอปพลิเคชัน, API และบอตอันตราย ด้วย AI และการวิเคราะห์พฤติกรรมแบบเรียลไทม์ พร้อมใช้ PoP แห่งใหม่เป็นฐานขยายบริการ Managed Security Service ผ่านพันธมิตรในไทย เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบ

 

Cybersecurity กลายเป็นโจทย์ที่องค์กรต้องเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

 

ข้อมูลภัยคุกคามและมุมมองของผู้บริหาร Radware ชี้ให้เห็นว่า การขยายการใช้ Cloud และ AI ทำให้องค์กรต้องทบทวนแนวทางรักษาความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการตรวจสอบว่า AI Agents และ API ใดกำลังทำงานอยู่ในระบบ มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลมากน้อยเพียงใด และองค์กรสามารถตอบสนองต่อการโจมตีได้รวดเร็วแค่ไหน เพราะมาตรการที่เคยเพียงพอในอดีตอาจไม่สามารถรองรับความเสี่ยงที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด

 

ภาพกราฟิกแสดงถึงการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์และระบบคลาวด์ 7

The post Radware ชี้ภัยไซเบอร์ยุค AI รุนแรงขึ้น Web DDoS พุ่ง 110.6% พร้อมเปิดศูนย์ Cloud Security ในไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple สั่งลดผลิตชิ้นส่วน iPhone 18 Pro เดือน ต.ค. ราว 15-20% หลังขึ้นราคาจนคนซื้อน้อยกว่าคาด https://thestandard.co/apple-iphone-18-pro-production-cut/ Sat, 10 Oct 2026 07:50:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1267036 ภาพ iPhone 18 Pro พร้อมข้อความระบุ Apple ลดผลิตชิ้นส่วน 15-20% หลังยอดขายน้อยกว่าคาด

Apple สั่งให้ซัพพลายเออร์บางรายลดการผลิตชิ้นส่วนของ iPh […]

The post Apple สั่งลดผลิตชิ้นส่วน iPhone 18 Pro เดือน ต.ค. ราว 15-20% หลังขึ้นราคาจนคนซื้อน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ iPhone 18 Pro พร้อมข้อความระบุ Apple ลดผลิตชิ้นส่วน 15-20% หลังยอดขายน้อยกว่าคาด

Apple สั่งให้ซัพพลายเออร์บางรายลดการผลิตชิ้นส่วนของ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่เพิ่งเปิดตัวไป หลังต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงทำให้บริษัทต้องขึ้นราคา จนความต้องการซื้อของผู้บริโภคลดลง ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

แหล่งข่าวหลายรายที่ทราบเรื่องนี้ให้ข้อมูลกับ Nikkei Asia ว่า Apple เริ่มระมัดระวังเรื่องปริมาณการผลิตมากขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน โดย 2 รายในจำนวนนี้ระบุว่าคำสั่งซื้อชิ้นส่วนสำหรับเดือนตุลาคมถูกลดลงอย่างน้อย 15% จากที่สั่งไว้แต่แรก เพราะความต้องการในตลาดต่ำกว่าที่คาดไว้

 

“เฉพาะเดือนตุลาคม เราเห็นคำสั่งซื้อจาก Apple ลดลง 15-20% สำหรับทั้ง 2 รุ่นพรีเมียม และยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้” แหล่งข่าวระดับผู้บริหารรายหนึ่งกล่าว

 

การลดออร์เดอร์ครั้งนี้จะกระทบปริมาณการผลิตในเดือนตุลาคมของซัพพลายเออร์บางรายเท่านั้น เพราะชิ้นส่วนแต่ละชนิดใช้เวลาผลิตล่วงหน้าไม่เท่ากัน และยังไม่แน่ชัดว่า Apple จะปรับลดออร์เดอร์เพิ่มอีกหรือไม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป

 

เลื่อนเปิดตัวรุ่นมาตรฐาน ทำยอดสั่งชิ้นส่วนต่ำกว่าทุกปี

 

แหล่งข่าวอีกรายที่รู้เรื่องนี้โดยตรงระบุว่าความต้องการชิ้นส่วนตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมน้อยกว่าปีก่อนๆ แต่ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ Apple เปลี่ยนตารางเปิดตัว iPhone โดยปีนี้บริษัทเลือกเปิดตัว 3 รุ่นพรีเมียมก่อน และเก็บ iPhone 18 รุ่นมาตรฐาน รวมถึง iPhone Air รุ่นใหม่ไว้เปิดตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

 

“เราพบว่าความต้องการชิ้นส่วนตั้งแต่เดือนสิงหาคมสำหรับครึ่งหลังของปีนี้ไม่แรงเท่าปีก่อนๆ ที่ Apple เปิดตัวทุกรุ่นพร้อมกัน” ผู้ดูแลงานซัพพลายเชนรายหนึ่งกล่าว “ปีนี้ iPhone 18 รุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นรุ่นที่ช่วยดันยอดได้ จะยังไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนจนกว่าจะถึงช่วงปลายปี เพื่อเปิดตัวในช่วงต้นปี 2027”

 

ถึงอย่างนั้น ยอดจัดส่งที่ลดลงก็ยังไม่ได้ทำให้รายได้ของ Apple ลดลงทันที เพราะ iPhone ทุกรุ่นปีนี้ราคาแพงขึ้นจากปีก่อนอย่างน้อย 10% อีกทั้งซัพพลายเชนของ Apple ก็มีความพร้อมและมีประสบการณ์ในการปรับแผนการผลิตให้ทันกับสภาพตลาดอยู่แล้ว

 

คนรอรับเครื่องสั้นลง สัญญาณความต้องการซื้อแผ่ว

 

นักวิเคราะห์ของ UBS ระบุในบทวิเคราะห์ช่วงต้นเดือนตุลาคมว่า ระยะเวลาเฉลี่ยที่ลูกค้าต้องรอรับ iPhone 18 Pro ในกว่า 30 ตลาดทั่วโลกกำลังสั้นลง

 

“ระยะเวลารอที่สั้นลงในขณะที่ปริมาณสินค้ายังคงที่ เป็นเรื่องที่เรากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ Apple เพิ่งขึ้นราคา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะซื้อน้อยลงเมื่อเทียบกับการเปิดตัวครั้งก่อนๆ” นักวิเคราะห์ของ UBS ระบุ

 

Apple เปิดตัว iPhone รุ่นเรือธงล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน โดย iPhone 18 Pro เริ่มต้นที่ 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.02 หมื่นบาท) และ iPhone 18 Pro Max เริ่มต้นที่ 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.36 หมื่นบาท) แพงขึ้นรุ่นละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,354 บาท) จากรุ่นปีที่แล้ว และเริ่มวางขายตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน

 

ส่วน iPhone Duo สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของ Apple มีราคาเริ่มต้นที่ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.70 หมื่นบาท) สำหรับรุ่นความจุ 256GB และจะเริ่มวางขายใน 70 ประเทศและพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม

 

“มันแพงเกินไปสำหรับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง” แหล่งข่าวรายที่ 3 ที่รู้เรื่องนี้โดยตรงกล่าวกับ Nikkei Asia “เมื่อดูจากความต้องการ iPhone 18 Pro และ Pro Max แล้ว เราคาดว่า iPhone Duo ก็น่าจะเจอสถานการณ์คล้ายกันไม่นานหลังวางขาย”

 

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกเจอวิกฤตชิปหน่วยความจำ

 

ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ควบคู่กับต้นทุนชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดย IDC คาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนในปี 2026 จะลดลง 16.7% จากปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และภาวะซบเซาน่าจะลากยาวไปถึงปี 2027

 

อย่างไรก็ตาม IDC ระบุว่าราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 27.6% จากปีก่อน เพราะผู้ผลิตต่างขึ้นราคาเพื่อชดเชยต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูง

 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Apple ได้รับผลกระทบน้อยกว่าคู่แข่ง ขณะที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android หลายราย เช่น Xiaomi, Oppo และ Vivo ต่างปรับลดประมาณการยอดจัดส่งลงอย่างหนัก จากต้นทุนที่สูงขึ้นและชิ้นส่วนที่หาได้ยาก

 

Counterpoint บริษัทวิจัยตลาด ประเมินว่า Apple และ Samsung ซึ่งเน้นทำตลาดรุ่นค่อนข้างพรีเมียมมาตลอด น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น เพราะคู่แข่งรายเล็กที่เน้นรุ่นราคาประหยัดโดนผลกระทบหนักกว่า

 

หยาง หวัง นักวิเคราะห์ของ Counterpoint คาดว่าส่วนแบ่งตลาดของทั้ง 2 แบรนด์จะเพิ่มจากต่ำกว่า 20% ในปี 2025 เป็นมากกว่า 22% ในปี 2026

 

แต่ความต้องการ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ที่อ่อนตัวลงก็แสดงให้เห็นว่า แม้แต่เจ้าตลาดอย่าง Apple ก็หนีไม่พ้นผลกระทบจากราคาชิ้นส่วนที่พุ่งขึ้นแรง

 

นอกจากนี้ Nikkei Asia ยังเคยรายงานเมื่อเดือนกันยายนว่า Apple กำลังเร่งทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิต iPhone Duo ที่ผ่านมาตรฐาน เนื่องจากหน้าจอพับมีความซับซ้อนกว่า และ Apple มีมาตรฐานด้านคุณภาพที่เข้มงวด ทั้งนี้ Apple ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจาก Nikkei Asia

 

ภาพ: Courtesy of Apple

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.54 บาท ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Apple สั่งลดผลิตชิ้นส่วน iPhone 18 Pro เดือน ต.ค. ราว 15-20% หลังขึ้นราคาจนคนซื้อน้อยกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น https://thestandard.co/meta-bans-tiktok-ads/ Sat, 10 Oct 2026 06:05:17 +0000 https://thestandard.co/meta-bans-tiktok-ads/ ภาพหน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงข้อความ Meta สั่งแบนโฆษณาจาก TikTok ใน 7 ประเทศรวมไทย

Meta Platforms เจ้าของ Facebook และ Instagram เริ่มสั่ง […]

The post Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงข้อความ Meta สั่งแบนโฆษณาจาก TikTok ใน 7 ประเทศรวมไทย

Meta Platforms เจ้าของ Facebook และ Instagram เริ่มสั่งห้ามโฆษณาจาก ByteDance บริษัทจีนเจ้าของ TikTok บนแพลตฟอร์มของตัวเองในสหรัฐฯ และอีก 6 ประเทศ รวมถึงไทย ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม ทำให้การแข่งขันระหว่าง Meta กับ TikTok ที่ยืดเยื้อมาหลายปีดุเดือดขึ้นอีกขั้น

 

 

Bloomberg เป็นสำนักข่าวแรกที่รายงานเรื่องนี้ ก่อนที่โฆษกของ Meta จะยืนยันกับ Reuters ว่าคำสั่งห้ามครอบคลุมทั้งโฆษณาและข้อความการตลาดที่ ByteDance จ่ายเงินลงบนแพลตฟอร์มของ Meta โดยมีผลทันทีในสหรัฐฯ, แคนาดา, อียิปต์, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, ไทย และเวียดนาม

 

คำสั่งนี้ยังรวมถึงผู้ลงโฆษณารายอื่นที่ทำแคมเปญโดยลิงก์ไปยัง TikTok หรือบริการอื่นของ ByteDance ในประเทศเหล่านี้ด้วย

 

“เราไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาให้คู่แข่งที่ต้องการดึงผู้ใช้ออกไปจากแอปของเรา การปฏิเสธให้บริการโฆษณาแก่คู่แข่งเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจที่ทำกันในทุกอุตสาหกรรม เราจะยังคงแข่งขันกันที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ของผู้ใช้” คริส สโกร โฆษกของ Meta ระบุในแถลงการณ์

 

ขณะที่ TikTok และ ByteDance ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจากสื่อในทันที

 

ปัจจุบัน TikTok ในสหรัฐฯ ดำเนินงานในรูปแบบบริษัทร่วมทุนที่ชาวอเมริกันถือหุ้นส่วนใหญ่ หลังมีดีลเพื่อปกป้องข้อมูลผู้ใช้ชาวอเมริกันและเลี่ยงการถูกแบนในสหรัฐฯ ซึ่งมีผู้ใช้กว่า 200 ล้านคน โดย Engadget ระบุว่าผู้ถือหุ้นคือกลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐฯ และ UAE รวมถึง Oracle ของ แลร์รี เอลลิสัน

 

ByteDance จึงเหลือสถานะเพียงผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ TikTok ในสหรัฐฯ แต่ Bloomberg รายงานว่าบริษัทยังคงดูแลส่วนสำคัญหลายด้านของ TikTok ในสหรัฐฯ อยู่

 

ข้อตกลงคุ้มครองเด็กจุดชนวนศึกรอบใหม่

 

Meta และ TikTok แข่งขันกันอย่างสูสีมาหลายปี ทั้งการแย่งเวลาของผู้ใช้ ครีเอเตอร์ และเม็ดเงินโฆษณา แต่ทั้งคู่ไม่ได้แข่งกันบนสนามที่เท่าเทียม เพราะ TikTok ทำธุรกิจในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ Meta ได้ ขณะที่ Meta เข้าไปทำธุรกิจในจีนซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่สุดของ TikTok ไม่ได้

 

การแข่งขันร้อนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม หลัง Meta ยอมทำข้อตกลงกับรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ มูลค่าสูงสุด 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.04 แสนล้านบาท) เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องโซเชียลมีเดียสร้างผลเสียต่อเด็ก

 

ภายใต้ข้อตกลงนี้ Meta ต้องจำกัดเวลาการใช้งานในแต่ละวัน และจำกัดการใช้งานช่วงกลางคืนของผู้ใช้ที่เป็นเด็กบน Facebook และ Instagram รวมถึงเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่จำกัดอายุ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่าอาจกดดันให้คู่แข่ง โดยเฉพาะ TikTok และ YouTube ต้องปรับแอปตามไปด้วย

 

หลังจากนั้น Meta ก็เดินหน้ากดดันให้ TikTok และ YouTube ของ Google ทำแบบเดียวกัน โดยชี้ว่า Meta ไม่สามารถแก้ปัญหาความปลอดภัยของเด็กที่เกิดขึ้นทั้งอุตสาหกรรมได้เพียงลำพัง พร้อมลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ชั้นนำเพื่อเพิ่มแรงกดดัน

 

ผู้บริหารของ Meta ยังออกมาวิจารณ์ TikTok ต่อสาธารณะว่าไม่มาร่วมงานของสำนักงาน Surgeon General หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ว่าด้วยผลเสียของการใช้หน้าจอมากเกินไป

 

นอกจากนี้ยังวิจารณ์ว่า TikTok ถอนตัวจากการประชุมด้านความมั่นคงของชาติกับคณะกรรมาธิการพิเศษว่าด้วยจีนของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบในวงกว้าง ระหว่างที่ TikTok เผชิญคดีความเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

 

ส่วน TikTok ยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งยิ่งทำให้ความตึงเครียดระหว่าง 2 บริษัทเพิ่มขึ้น เพราะ Meta มองว่านี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบในการแข่งขัน

 

TikTok ตัดลิงก์ Instagram ออกจากโปรไฟล์

 

ในเดือนกันยายน TikTok ได้ออกมาตรการหลายอย่างที่ทำให้ผู้ใช้ย้ายจากแอปของตัวเองไปยังโซเชียลมีเดียอื่นได้ยากขึ้น รวมถึงการยกเลิกช่องใส่ลิงก์ Instagram บนโปรไฟล์ของผู้ใช้

 

เว็บไซต์ของ TikTok ระบุว่าไม่รองรับลิงก์ที่เปิดหรือล็อกอินเข้าแอปโซเชียลมีเดียอื่น แต่ผู้ใช้ยังใส่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของแพลตฟอร์มเหล่านั้นบนโปรไฟล์ได้อยู่ นอกจากนี้ TikTok ยังปฏิเสธไม่รับลงโฆษณาของ Meta ที่เรียกร้องให้ TikTok ทำตามมาตรการด้านความปลอดภัยของเด็กแบบเดียวกัน

 

การกีดกันคู่แข่งลักษณะนี้เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มเทคโนโลยีรายอื่นด้วย โดย The Information รายงานเมื่อเดือนกันยายนว่า OpenAI แจ้งพันธมิตรด้านโฆษณาว่าจะไม่รับโฆษณาผลิตภัณฑ์สร้างภาพและเสียงที่แข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง

 

TikTok เจอแรงกดดันจากหน่วยงานรัฐด้วย

 

นอกจาก Meta แล้ว TikTok ยังถูกหน่วยงานรัฐกดดันเรื่องความปลอดภัยของเด็ก

 

เช่นกัน โดยในเดือนกันยายน TikTok ทำข้อตกลงยุติข้อพิพาทกับรัฐแอละแบมา ซึ่งกำหนดให้ต้องจำกัดการใช้งานและเพิ่มมาตรการยืนยันอายุของผู้ใช้ในรัฐนี้ เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มสร้างอันตรายต่อเด็กและให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัย

 

ขณะที่ช่วงกลางปี หน่วยงานกำกับดูแลของยุโรประบุว่า TikTok ยังทำไม่มากพอในการดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้ที่เป็นเด็ก และอาจถูกปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั้งปี

 

Engadget มองว่าสถานการณ์นี้ทำให้ TikTok และ YouTube ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เพราะถูกกดดันทั้งจากหน่วยงานรัฐและจาก Meta ให้ทำตามมาตรการความปลอดภัยของเด็กแบบเดียวกับที่ Meta ทำ

 

ภาพ: richeri / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.54 บาท ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post Meta แบนโฆษณาจาก ByteDance ใน 7 ประเทศรวมถึงไทย ศึกชิงผู้ใช้กับ TikTok ร้อนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือนวงการสื่อโลก! Paramount Skydance ซื้อกิจการ Warner Bros. มูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ตั้งอาณาจักรใหม่ชนยักษ์เทคฯ https://thestandard.co/paramount-skydance-acquires-warner-bros/ Wed, 07 Oct 2026 04:43:22 +0000 https://thestandard.co/paramount-skydance-acquires-warner-bros/ ภาพประกอบการควบรวมกิจการระหว่าง Paramount และ Warner Bros. Discovery

อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงระดับโลกมีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เ […]

The post สะเทือนวงการสื่อโลก! Paramount Skydance ซื้อกิจการ Warner Bros. มูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ตั้งอาณาจักรใหม่ชนยักษ์เทคฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการควบรวมกิจการระหว่าง Paramount และ Warner Bros. Discovery

อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงระดับโลกมีเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เมื่อ Paramount Skydance บรรลุข้อตกลงปิดดีลเข้าซื้อกิจการ Warner Bros. Discovery (WBD) อย่างเป็นทางการด้วยมูลค่าสูงถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.9-4 ล้านล้านบาท)

 

 

พร้อมเดินหน้าดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ ‘Skydance’ ส่งผลให้ เดวิด เอลลิสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกภาพยนตร์และข่าวสารทันที

 

การควบรวมกิจการในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมสื่อ โดยเป็นการรวมอาณาจักรสตรีมมิ่งและสถานีโทรทัศน์ระดับแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น CBS, CNN, Paramount+ และ HBO Max เข้าด้วยกัน พร้อมทั้งรวบรวมแฟรนไชส์ระดับบล็อกบัสเตอร์อย่าง Mission: Impossible, Harry Potter และ DC Studios มาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันเพื่อครอบคลุมทั้งธุรกิจภาพยนตร์ โทรทัศน์ และข่าวสารอย่างครบวงจร

 

ทั้งนี้ บริษัทที่ควบรวมแล้วได้ย้ายการซื้อขายหลักทรัพย์จากตลาด Nasdaq ไปยังตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ภายใต้สัญลักษณ์ ‘SKYD’ หลังจากสามารถบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ และสมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา เพื่อขจัดอุปสรรคทางกฎหมายได้สำเร็จก่อนปิดดีล

 

ฝ่าความท้าทายกลางมรสุมฮอลลีวูด พุ่งสู่เป้าหมายชนยักษ์เทคฯ

 

การควบรวมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตของฮอลลีวูดที่ต้องเผชิญปัญหารอบด้าน ทั้งยอดผู้สมัครสมาชิกเคเบิลทีวีที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนการแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งที่สูงลิบ ตลอดจนแรงกดดันจากสหภาพแรงงานเกี่ยวกับสิทธิและตำแหน่งงาน ขณะเดียวกัน ตัวธุรกิจเดิมของ Paramount ก็หดตัวลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากพฤติกรรมผู้ชมหันไปรับชมคอนเทนต์จากครีเอเตอร์รายย่อยมากขึ้น

 

เดวิด เอลลิสัน ได้ส่งบันทึกถึงพนักงานย้ำว่า การควบรวมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขยายขนาดบริษัท แต่เป็นการสร้างสื่อแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ โดยคู่แข่งของ Skydance ไม่ได้มีเพียง Netflix หรือ Disney เท่านั้น แต่ยังรวมถึงยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Apple, Meta, Amazon รวมถึงภัยคุกคามจาก AI

 

เมื่อถูกถามถึงกระแสความกังวลจากคนในอุตสาหกรรมฮอลลีวูด เอลลิสันเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ส่วนตัวเข้าใจดีว่าทำไมทุกคนถึงรู้สึกเช่นนั้น แต่หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม คุณต้องมองภาพใหญ่และยอมรับว่าปัญหานี้สะสมมานานแล้ว จากนั้นลองถามตัวเองว่า แล้วทางเลือกอื่นคืออะไร

 

ส่องโครงสร้างบริหาร-ประเด็นการเมือง

 

ดีลนี้ได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยทรัมป์กล่าวว่าเป็น การควบรวมที่ยอดเยี่ยม ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียด เนื่องจากทรัมป์เพิ่งใช้นโยบายห้ามสำนักข่าวหลายแห่งรวมถึง CNN เข้าทำข่าวในทำเนียบขาว ก่อนหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน เพียงไม่กี่สัปดาห์

 

สำหรับโครงสร้างบริหารเพื่อสยบข้อครหาเรื่องแทรกแซงสื่อ โดยมาร์ก ทอมป์สัน หัวหน้าทีม CNN และ บารี ไวส์ บรรณาธิการบริหาร CBS News จะยังคงนำทีมข่าวของตนเอง โดยรายงานตรงต่อ เอลลิสัน และ ยอนอน ไครซ์ ซีอีโอร่วม ในสายงานที่แยกจากกัน

 

โครงสร้างนี้ช่วยลดความกังวลว่า ไวส์ (ซึ่งรับตำแหน่งในปี 2025) จะคุมงานข่าวทั้งหมด รวมถึงข้อกล่าวหาจากสมาชิกรัฐสภาที่ระบุว่าเอลลิสันพยายามปรับเนื้อหาข่าวของ CBS ให้เป็นประโยชน์ต่อทรัมป์

 

และบริษัทได้ตกลงจัดตั้ง คณะกรรมการอิสระด้านบรรณาธิการ เพื่อกำกับดูแล CNN และ CBS แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเตือนว่าคณะกรรมการนี้อาจไม่มีอำนาจบังคับใช้จริงก็ตาม

 

ในส่วนของชื่อบริษัท เอลลิสันเลือกใช้ชื่อ Skydance เพื่อคงเอกลักษณ์ของ Paramount และ Warner Bros. ไว้ ไม่ให้ถูกกลืนหายไปใต้แบรนด์ใหม่ แต่นักวิเคราะห์ Wall Street มองว่าสะท้อนถึงการเบ็ดเสร็จอำนาจการตัดสินใจไว้ที่เอลลิสัน ซึ่งนำพา Skydance จากสตูดิโออิสระที่ก่อตั้งในปี 2010 โดยบุตรชายของ แลร์รี เอลลิสัน (ผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle) ขึ้นสู่จุดสูงสุดหลังประสบความสำเร็จจาก Top Gun: Maverick และเอาชนะคู่แข่งอย่าง Netflix และ Comcast ในการประมูลซื้อ Warner Bros ได้สำเร็จ

 

เปิดโครงสร้างการจัดการ และ เป้าหมายทางการเงิน

 

เอลลิสันได้ดึง ยอนอน ไครซ์ (อดีตซีอีโอ Mattel) เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอร่วม เพื่อดูแลการบริหารงานประจำวัน และ การรวมกิจการ ขณะที่เอลลิสันจะเน้นกำกับทิศทางสร้างสรรค์ และ กลยุทธ์ภาพรวม นอกจากนี้ยังแต่งตั้งบอร์ดบริหารระดับโลก เช่น บ็อบบี โคทิก (อดีตซีอีโอ Activision Blizzard), ลอรีน พาวเวลล์ จอบส์ (ผู้ก่อตั้ง Emerson Collective) และ ได้ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรี อังกฤษ เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา

 

ส่วนแผนการดำเนินงาน และ เป้าหมายต่อจากนี้ เตรียมควบรวมบริการสตรีมมิ่งอย่าง HBO Max และ Paramount+ เข้าเป็นแพลตฟอร์มเดียว และตั้งเป้าปล่อยภาพยนตร์เข้าโรงอย่างน้อย 30 เรื่องต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก และเพิ่มเป็น 32 เรื่องต่อปีในอีก 3 ปีถัดไป โดยวางงบลงทุนคอนเทนต์ไว้ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

 

ควบคู่กับวางแผนรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่าย 6,000 ล้านดอลลาร์ โดยเน้นการรวมระบบเทคโนโลยีและ คลาวด์ แม้จะบอกว่ากระทบแรงงานน้อยที่สุด แต่คาดว่าจะส่งผลต่อตำแหน่งงานทั่วฮอลลีวูดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ขณะที่สถานะทางการเงิน บริษัทใหม่แบกรับหนี้สินราว 8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยผู้ถือหุ้น Warner Bros. ได้รับเงินชดเชยเพิ่ม 41.9 ล้านดอลลาร์เป็นค่าธรรมเนียมระหว่างรอปิดดีล

 

ด้านนักวิเคราะห์จาก MoffettNathanson คาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) จะแตะ 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2028 รายได้ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2030 หรือมีรายได้ 7 หมื่นล้านดอลลาร์

 

นอกจากนี้ในเอกสารยังระบุว่า เดวิด เอลลิสัน จะได้รับเงินเดือนปีละ 5 ล้านดอลลาร์ พร้อมโบนัสตามเป้าหมายอีกปีละ 5 ล้านดอลลาร์

 

ภาพ: Shutterstock Gen AI

อ้างอิง:

The post สะเทือนวงการสื่อโลก! Paramount Skydance ซื้อกิจการ Warner Bros. มูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ ตั้งอาณาจักรใหม่ชนยักษ์เทคฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถ้า AI คือ ‘สมอง’ โครงข่ายคือ ‘ระบบประสาท’ AIS กับ 5G-ADVANCED โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตั้งเป้าพาไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ais-5g-advanced-ai-connectivity-hub/ Tue, 06 Oct 2026 04:15:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1264764 ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท

ระหว่างปี 2022-2025 ปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่ […]

The post ถ้า AI คือ ‘สมอง’ โครงข่ายคือ ‘ระบบประสาท’ AIS กับ 5G-ADVANCED โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตั้งเป้าพาไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท

ระหว่างปี 2022-2025 ปริมาณการดาวน์โหลดข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G ของ AIS เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ตัวเลขนี้ไม่น่าแปลกใจในยุคที่คนดูซีรีส์และคลิปวิดีโอบนมือถือกันเป็นเรื่องปกติ ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือปริมาณการอัปโหลดในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งโตขึ้นกว่า 25 เท่า

 

 

ลองนึกถึงสิ่งที่คนไทยทำบนมือถือทุกวันนี้ แม่ค้าออนไลน์ไลฟ์ขายของ ครีเอเตอร์ไลฟ์พูดคุยกับผู้ติดตาม คนทำงานถ่ายรูปเอกสารส่งให้ AI ช่วยสรุป ทุกกิจกรรมมีจุดร่วมเดียวกัน คือข้อมูลต้องวิ่งจากมือถือ ‘ขึ้น’ ไปบนระบบก่อน แล้วผู้ใช้จึงจะได้ผลลัพธ์กลับมา

 

การที่ขาอัปโหลดโตเร็วกว่าขาดาวน์โหลดแบบนี้เป็นสัญญาณแรกว่าโจทย์ของโครงข่ายมือถือกำลังเปลี่ยน และเป็นเหตุผลที่ AIS ยกระดับเครือข่ายสู่ 5G-ADVANCED ซึ่ง กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS มองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ที่จะบอกว่าประเทศไทยพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุค AI มากน้อยแค่ไหน

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 1

 

AI คือ ‘สมอง’ โครงข่ายคือ ‘ระบบประสาท’

 

ทุกวันนี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอยู่เบื้องหลังแทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การทำงานและการเรียนออนไลน์ การทำธุรกรรมทางการเงิน การค้าขาย การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการเข้าถึงบริการภาครัฐ ทุกอย่างต้องอาศัยเครือข่ายที่รวดเร็ว เสถียร และเชื่อถือได้

 

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI โครงข่ายยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะ AI จะสร้างประโยชน์ได้จริงก็ต่อเมื่อมีเครือข่ายที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ ส่งไปประมวลผล และส่งผลลัพธ์กลับมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

“ถ้า AI เกิดขึ้นมาโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงคอยส่งการประมวลผลไปสู่การใช้งานจริง AI ก็ทำได้แค่คิด หากเปรียบ AI เป็นสมองที่ทำหน้าที่คิดและวิเคราะห์ โครงข่ายก็เปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงทุกส่วนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ” กิตติอธิบาย

 

สิ่งที่ทำให้โจทย์ยากขึ้นคือ ‘ผู้ใช้งาน’ ของโครงข่ายกำลังเปลี่ยนไป ที่ผ่านมาโครงข่ายถูกออกแบบมาเพื่อรองรับคน ในอนาคตผู้ใช้งานหลักจะรวมถึง AI Agent หุ่นยนต์ รถยนต์อัจฉริยะ กล้อง AI เซนเซอร์ และอุปกรณ์ IoT อีกหลายพันล้านชิ้น ซึ่งต้องรับ ส่ง และประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์

 

โรงงานที่ใช้ AI Vision ต้องส่งภาพจากกล้องความละเอียดสูงเข้าระบบวิเคราะห์ตลอด 24 ชั่วโมง รถยนต์อัจฉริยะต้องสื่อสารกับโครงสร้างพื้นฐานบนถนนในเสี้ยววินาที และโรงพยาบาลที่ใช้ AI ช่วยวินิจฉัยโรคต้องรับส่งภาพทางการแพทย์ความละเอียดสูงอย่างต่อเนื่อง งานเหล่านี้ต้องการโครงข่ายที่มีความหน่วงต่ำมาก (Ultra-low Latency) เสถียรสูง (High Reliability) รองรับข้อมูลขาอัปโหลดปริมาณมาก (Massive Uplink) และบริหารจัดการตัวเองด้วย AI ได้แบบอัตโนมัติ (AI-Native Network)

 

เพื่อตอบโจทย์นี้ AIS วางกลยุทธ์ ‘Intelligent Infrastructure’ ผ่าน WISE Framework ที่ผสานคลื่นความถี่ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญเข้าด้วยกันใน 4 ด้าน ด้านแรกคือ Watch Ahead การใช้ AI และระบบอัตโนมัติให้เครือข่ายมองเห็นและคาดการณ์ปัญหาได้ล่วงหน้า ด้านที่ 2 คือ Innovate Beyond การใช้นวัตกรรมใหม่ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมของโครงข่ายและสร้าง Use Case ใหม่ให้คนไทยได้ใช้

 

ด้านที่ 3 คือ Security & Trust การยกระดับความปลอดภัยตั้งแต่ระดับโครงข่าย เพื่อให้ผู้ใช้ทำธุรกรรมบนโลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และด้านที่ 4 คือ Energy Intelligence การบริหารพลังงานของโครงข่ายให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 2

 

ทำไมยุค AI ทำให้ ‘ขาอัปโหลด’ สำคัญขึ้น

 

ถ้ามองย้อนกลับไป โครงข่ายมือถือแต่ละยุคเกิดขึ้นตามวิถีชีวิตและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป 2G ทำให้เกิด SMS และการสื่อสารแบบดิจิทัล 3G เปิดประตูสู่อินเทอร์เน็ตบนมือถือ 4G ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตผ่าน Mobile Banking อีคอมเมิร์ซ และการสตรีมวิดีโอ ส่วน 5G ขยายการเชื่อมต่อจากคนไปสู่อุปกรณ์ เครื่องจักร รถยนต์ และเมืองอัจฉริยะ

 

ตลอดหลายยุคที่ผ่านมา โจทย์หลักของโครงข่ายคือการส่งข้อมูล ‘ลง’ มาหาผู้ใช้ให้เร็วที่สุด เพราะพฤติกรรมส่วนใหญ่คือการดูและการรับข้อมูล วันนี้ภาพเริ่มเปลี่ยน และตัวเลขของ AIS ที่ขาอัปโหลดโตกว่า 25 เท่าภายในเวลา 3 ปี มีแรงผลักดันมาจาก 2 เรื่องหลัก

 

เรื่องแรกคือการถ่ายทอดสด ทั้ง Live Commerce การไลฟ์พูดคุยกับผู้ติดตาม และการไลฟ์กิจกรรมต่างๆ ซึ่งผู้ใช้เป็นฝ่ายส่งวิดีโอขึ้นไปบนระบบตลอดเวลา เรื่องที่ 2 คือแอปพลิเคชัน AI ซึ่งหลายตัวต้องให้ผู้ใช้อัปโหลดข้อความ ข้อมูล หรือรูปภาพขึ้นไปประมวลผลบน Cloud ก่อนจะส่งผลลัพธ์กลับลงมา แอปพลิเคชัน AI หลายตัวจึงมีสัดส่วนการอัปโหลดมากกว่าการดาวน์โหลด

 

พฤติกรรมการใช้ AI ผ่านเครือข่ายมือถือของคนไทยก็มีลักษณะเฉพาะตัว จากข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายมือถือของ AIS การใช้งาน AI ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในวันธรรมดา และเกิดขึ้นในสถานศึกษาหรือมหาวิทยาลัยเป็นหลัก รองลงมาคือสถานประกอบการบางส่วน ผู้ใช้นิยมใช้ AI ช่วยประมวลผลและแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งหลายครั้งเริ่มจากการถ่ายภาพแล้วส่งขึ้นไปให้ AI วิเคราะห์

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 3

 

ทั้งนี้ ในภาพรวมของทั้งเครือข่าย ปริมาณข้อมูลขาลงยังมากกว่าขาขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนคืออัตราการเติบโต ซึ่งขาอัปโหลดโตเร็วกว่าอย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจโครงข่ายที่ต้องวางแผนลงทุนล่วงหน้าหลายปี อัตราการเติบโตที่ห่างกันมากขนาดนี้คือตัวเลขที่มองข้ามไม่ได้

 

2CC และ 3CC รวมคลื่นแล้วได้อะไร

 

5G-ADVANCED คือมาตรฐานโครงข่ายยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยรวมคลื่นความถี่หลายย่านเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า Carrier Aggregation ส่วนตัวเลข 2CC และ 3CC หมายถึงจำนวนย่านคลื่นที่นำมารวมกัน ยิ่งรวมได้หลายย่าน ช่องทางรับส่งข้อมูลก็ยิ่งกว้าง โดย AIS ระบุว่าการรวมคลื่นใน 5G-ADVANCED ช่วยให้ความเร็วดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า และความเร็วอัปโหลดเพิ่มขึ้น 2 เท่า

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 4

 

สำหรับขาอัปโหลด AIS เลือกรวมคลื่น 2 ย่าน คือ 700 MHz และ 2,600 MHz เหตุผลอยู่ที่ธรรมชาติของคลื่นแต่ละย่าน คลื่น 2,600 MHz มีแถบความถี่กว้างถึง 100 MHz จึงรองรับการใช้งานหนาแน่นได้ดี ทว่าเป็นคลื่นแบบ TDD ที่รับและส่งข้อมูลสลับกันบนช่องเดียว โดยถูกกำหนดสัดส่วนไว้ที่ 8:2 หรือใช้เวลา 80% ไปกับการส่งข้อมูลลง และเหลือ 20% สำหรับการอัปโหลด ซึ่งเป็นข้อจำกัดเดียวกันสำหรับผู้ให้บริการทุกราย

 

ส่วนคลื่น 700 MHz เป็นคลื่นแบบ FDD ที่มีช่องรับและช่องส่งแยกจากกันเป็นคู่ การนำคลื่นนี้มาเป็นช่องหลักในการอัปโหลดร่วมกับ 2,600 MHz จึงเพิ่มช่องทางให้ข้อมูลวิ่งขึ้นได้มากขึ้น นอกจากนี้ 700 MHz ยังเป็นคลื่นย่านต่ำที่กระจายสัญญาณได้ไกลและทะลุทะลวงเข้าไปในอาคารได้ดี

 

ปัจจุบัน AIS เปิดให้บริการรวมคลื่น 2,600 MHz และ 700 MHz แบบ 2CC บนโครงข่าย 5G SA ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว 100% และครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองครบทั้ง 77 จังหวัด โดย AIS ระบุว่าการให้บริการนี้ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงแรกของโลกที่มี 5G-ADVANCED ครบทั้งเมือง ส่วนการรวมคลื่นแบบ 3CC สำหรับขาดาวน์โหลดเปิดให้บริการแล้วในพื้นที่สำคัญ และตั้งเป้าให้ครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนขยายไปยังพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 5

 

ระยะต่อไป AIS วางแผนขยายเทคโนโลยี 2CC และ 3CC ให้ครอบคลุม 19 จังหวัดภายในปี 2570 และครบ 77 จังหวัดภายในปี 2571 ขณะที่คลื่นย่านเดิมอย่าง 900 MHz และ 2,100 MHz ซึ่งเคยใช้กับ 3G และ 4G จะค่อยๆ ถูกปรับมาใช้กับ 5G เมื่อผู้ใช้เปลี่ยนมาใช้มือถือที่รองรับ 5G มากขึ้น และมีโอกาสนำมารวมเป็น 3CC หรือ 4CC ได้ในอนาคต

 

สำหรับผู้ใช้ คุณภาพเครือข่ายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสะท้อนผ่านการใช้งานจริง AIS จึงให้น้ำหนักกับการยืนยันผลผ่านองค์กรภายนอก ทั้งรางวัลจาก Ookla Speedtest ที่วัดจากการทดสอบของผู้ใช้จริงหลายล้านครั้งทั่วประเทศ และรางวัลจาก TM Forum สำหรับการพัฒนาโครงข่ายและระบบปฏิบัติการสู่ AI-Native Network

 

Network, Device และ Usage ต้อง ‘พร้อม’ ทั้ง 3 ด้าน

 

ต่อให้ขยายพื้นที่ให้บริการได้กว้างแค่ไหน กิตติมองว่าการพาคนไทยเข้าสู่ยุค 5G-ADVANCED อย่างเต็มรูปแบบต้องอาศัยความพร้อม 3 ด้านไปพร้อมกัน

 

ด้านแรกคือ Network Ready หรือโครงข่ายที่รองรับ ซึ่ง AIS กำลังขยายตาม Roadmap ข้างต้น

 

ด้านที่ 2 คือ Device Ready หรืออุปกรณ์ที่รองรับ ซึ่งวันนี้มีให้เลือกมากขึ้น ตั้งแต่สมาร์ทโฟน Flagship จากแบรนด์ชั้นนำไปจนถึงรุ่นในหลายระดับราคา

 

และด้านที่ 3 คือ Usage Ready หรือฐานผู้ใช้งานจริง ซึ่งวันนี้ AIS มีลูกค้าใช้งาน 5G แล้ว 19.7 ล้านราย หรือประมาณ 42% ของฐานลูกค้ามือถือ

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 6

 

ตัวเลขสุดท้ายบอกว่า 5G กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย และเป็นฐานผู้ใช้ที่ทำให้ 5G-ADVANCED มีคนพร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก

 

เมื่อทั้ง 3 ด้านพร้อม การใช้งานที่ตามมาจะขยายไปไกลกว่าสมาร์ทโฟน รถยนต์ไร้คนขับต้องอาศัยเครือข่ายที่เสถียรและหน่วงต่ำ เพื่อสื่อสารกับระบบควบคุมจราจร (V2I) และสื่อสารระหว่างรถด้วยกัน (V2V) ได้ทันท่วงที หุ่นยนต์อุตสาหกรรมที่เคยเชื่อมต่อผ่าน WiFi มีข้อจำกัดเมื่อต้องทำงานนอกอาคาร จึงต้องเปลี่ยนมาเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ส่วนอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ และแว่นตาอัจฉริยะ จะทำให้จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อขยายไปสู่ระดับพันล้านชิ้น

 

โอกาสของไทยในฐานะ ‘ASEAN AI Connectivity Hub’

 

“ประเทศไทยอาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เราสามารถเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อที่ดีที่สุดสำหรับ AI ได้” กิตติกล่าว

 

จุดแข็งที่กิตติหยิบมาอธิบายมี 3 ข้อ คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาค การลงทุนด้าน Cloud และ Data Center จากผู้ให้บริการระดับโลก และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมนำ AI ไปใช้งานจริง หากไทยพัฒนา 5G-ADVANCED ควบคู่กับ Fiber, Edge Computing, Cloud และ AI Platform อย่างเป็นระบบ ประเทศไทยก็มีโอกาสเป็นฐานที่บริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนเลือกใช้พัฒนาและให้บริการ AI ทั่วภูมิภาค

 

ฝั่ง AIS เองวางยุทธศาสตร์เป็นผู้ให้บริการ AI Connectivity ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Data Center เพื่อเตรียมความพร้อมในระดับภูมิภาค พร้อมเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกอย่าง AWS และ Microsoft

 

ผลที่ตามมาจะไปไกลกว่าเรื่องโทรคมนาคม เมื่อเมืองและภาคอุตสาหกรรมเชื่อมต่อข้อมูลได้ต่อเนื่องและใช้ AI วิเคราะห์ได้ทันที ทั้งระบบคมนาคม การผลิต การแพทย์ พลังงาน และบริการภาครัฐ ก็มีโอกาสลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเปิดทางให้อุตสาหกรรมไทยขยับไปสู่การผลิตมูลค่าสูง (High-Value Manufacturing)

 

ภาพแสดงโครงข่าย 5G-ADVANCED ของ AIS ที่รองรับการทำงานของ AI เปรียบเสมือนระบบประสาท 7

 

คำถามที่หลายคนอาจสงสัยคือ ทำไมต้องลงทุนกับ 5G-ADVANCED ในวันที่โลกเริ่มพูดถึง 6G แล้ว คำตอบอยู่ที่ ‘กรอบเวลา’ การกำหนดคลื่นความถี่สำหรับ 6G จะตกลงกันในระดับสากลผ่านการประชุม World Radiocommunication Conference ปี 2027 (WRC-27) ซึ่งจะพิจารณาแถบความถี่ขนาด 200-400 MHz เช่นย่าน Upper 6 GHz ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

 

ตามกรอบนี้ 6G คาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้เร็วที่สุดราวปี 2030 หรือ พ.ศ. 2573 ในช่วง 5 ปีข้างหน้า 5G-ADVANCED จึงยังเป็นเทคโนโลยีหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

 

ย้อนกลับไปที่ตัวเลข 25 เท่าของขาอัปโหลด ตัวเลขนี้คือภาพเล็กๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่า เมื่อคน อุปกรณ์ และ AI ต้องส่งข้อมูลขึ้นไปประมวลผลมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศที่เตรียมโครงข่ายไว้รองรับก่อนย่อมมีแต้มต่อในการดึงดูดการลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมใหม่

 

“ผมมองว่าประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub และเป้าหมายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อที่พร้อมรองรับ AI ตั้งแต่วันนี้” กิตติทิ้งท้าย

The post ถ้า AI คือ ‘สมอง’ โครงข่ายคือ ‘ระบบประสาท’ AIS กับ 5G-ADVANCED โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตั้งเป้าพาไทยสู่ ASEAN AI Connectivity Hub [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>