Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 01 Jun 2026 09:48:41 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Nvidia รุกตลาดแล็ปท็อป Windows ท้าชน Intel และ AMD หวังยกระดับพีซีท่ามกลางยุค AI https://thestandard.co/nvidia-windows-laptop-ai-chip/ Mon, 01 Jun 2026 09:46:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1213471 ภาพกราฟิกแสดงชิป AI ของ Nvidia พร้อมข้อความระบุการบุกตลาดพีซี ท้าชน Intel-AMD

Nvidia กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดพีซีด้วยชิปตัวใหม่ที่มีเป้าห […]

The post Nvidia รุกตลาดแล็ปท็อป Windows ท้าชน Intel และ AMD หวังยกระดับพีซีท่ามกลางยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงชิป AI ของ Nvidia พร้อมข้อความระบุการบุกตลาดพีซี ท้าชน Intel-AMD

Nvidia กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดพีซีด้วยชิปตัวใหม่ที่มีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับบริษัทอย่าง Interl Corp. ซึ่งผูกขาดเทคโนโลยีในตลาดพีซีมาอย่างยาวนาน หวังยกระดับเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีความทันสมัยเพื่อรองรับยุคแห่ง AI

 

เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nvidia Corp. กล่าวในงานแสดงสินค้า Computex ที่กรุงไทเปว่า ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ (ช่วงไตรมาส 3) ชิป RTX Spark Superchip ตัวใหม่ของ Nvidia จะเปิดตัวในคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปและเดสก์ท็อปจากแบรนด์พีซีชั้นนำ อย่าง Microsoft, Dell, HP, ASUS, Lenovo และ MSI

 

“การพลิกโฉมคอมพิวเตอร์ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับการพลิกโฉมโทรศัพท์มือถือให้กลายเป็นสมาร์ทโฟนอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน Microsoft และ Nvidia กำลังจะพลิกโฉมพีซี นี่คือกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีที่ได้รับการออกแบบและปฏิวัติใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี” หวงกล่าว

 

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นการผสมผสานระหว่างไมโครโปรเซสเซอร์และชิปกราฟิก ซึ่งสร้างขึ้นด้วยการสนับสนุนจาก MediaTek Inc. ของไต้หวัน โดยจะทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft Corp.

 

ด้านโฆษกของ Nvidia ระบุว่า แผนการในเบื้องต้นของบริษัทคือการทยอยเปิดตัวแล็ปท็อปมากกว่า 30 รุ่น และเดสก์ท็อปอีก 10 รุ่น ที่มาพร้อมกับชิปตัวใหม่นี้ในระยะเวลาอันใกล้นี้

 

การเปิดตัวของ RTX Spark ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่อาจเข้ามาเขย่าอุตสาหกรรมพีซี ซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ถูกขับเคลื่อนโดยยุคบูมของ AI โปรเซสเซอร์บนสถาปัตยกรรม Arm อย่างของ Nvidia กำลังได้รับความนิยมและแย่งชิงพื้นที่ตลาดจากโปรเซสเซอร์ x86 แบบดั้งเดิมที่นำโดย Intel และ AMD

 

ในขณะเดียวกัน ภาพรวมของตลาด CPU ก็กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่ง เจนเซน หวง ประเมินว่าตลาดนี้จะขยายตัวจนกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 6.6 ล้านล้านบาท

 

Nvidia ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลับมาลุยตลาดระบบประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอีกครั้ง หลังจากที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ล้มเหลวไปเมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว

 

Nvidia ระบุว่า แล็ปท็อปรุ่นใหม่กลุ่มแรกที่สร้างขึ้นด้วยชิป RTX Spark จะเจาะกลุ่มตลาดพรีเมียม และจะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดข้อจำกัดเดิมๆ ของคู่แข่ง ประสิทธิภาพของชิปดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ผลิตพีซีจะสามารถนำเสนอเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงมากในขณะที่ยังคงมีความบางและเบา โดยเทคโนโลยีรุ่นต่อๆ ไปจะครอบคลุมช่วงราคาที่กว้างขึ้นด้วยเช่นกัน

 

เจาะสเปกชิป RTX Superchip

 

ชิป RTX Superchip จะประกอบด้วยหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ที่มีแกนประมวลผลสูงสุด 20 คอร์ และโปรเซสเซอร์กราฟิก (GPU) สถาปัตยกรรม Blackwell ที่มีแกนประมวลผล 6,144 คอร์ องค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะใช้หน่วยความจำในตัวร่วมกัน ทำให้สามารถจัดการกับโมเดล AI ขนาดใหญ่และเกมระดับไฮเอนด์ได้ดียิ่งขึ้น

 

ทั้งสองส่วนจะสื่อสารกันโดยใช้อินเทอร์เฟซ NVLink ของ Nvidia ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีส่วนหนึ่งของดาต้าเซ็นเตอร์มาสู่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การออกแบบชิปนี้จะถูกผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) โดยใช้เทคโนโลยีกระบวนการผลิตระดับ 3 นาโนเมตร

 

เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ที่ใช้ชิปของ Nvidia จะสามารถรับมือกับโมเดลและฟังก์ชันการทำงานของ AI ในซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทั่วไปได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Photoshop ของ Adobe Inc. กำลังได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อตอบสนองต่อคำสั่ง (Prompts) ที่ใช้ AI ในการสร้างรูปภาพและเนื้อหาวิดีโอได้ดียิ่งขึ้น อุปกรณ์ใหม่เหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเล่นเกม ทำให้แล็ปท็อปสามารถรองรับเกมระดับไฮเอนด์ได้ Nvidia ระบุ

 

อ้างอิง:

ภาพ: Ann Wang / REUTERS

The post Nvidia รุกตลาดแล็ปท็อป Windows ท้าชน Intel และ AMD หวังยกระดับพีซีท่ามกลางยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลายคนเริ่มเบื่อหน้าจอ หันซบแหวนและสายรัดสุขภาพ Apple Watch ถึงทางท้าทาย Oura – Whoop เร่งช่วงชิงตลาด Wearables https://thestandard.co/apple-watch-wearables-challenge-oura-whoop/ Sun, 31 May 2026 02:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1212852 ภาพประกอบ Apple Watch และอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไร้หน้าจอ

Apple Watch สมาร์ทวอทช์ที่เคยพลิกโฉมอุตสาหกรรมและสร้างย […]

The post หลายคนเริ่มเบื่อหน้าจอ หันซบแหวนและสายรัดสุขภาพ Apple Watch ถึงทางท้าทาย Oura – Whoop เร่งช่วงชิงตลาด Wearables appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ Apple Watch และอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพแบบไร้หน้าจอ

Apple Watch สมาร์ทวอทช์ที่เคยพลิกโฉมอุตสาหกรรมและสร้างยอดขายรวมตลอดอายุการขายราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 ล้านล้านบาท) กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในวัย 11 ปี เมื่อกระแสตลาดอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) เริ่มหันไปทางอุปกรณ์ ‘ไร้หน้าจอ’ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตามรายงานเชิงวิเคราะห์ของ มาร์ก เกอร์แมน นักข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg ที่เพิ่งเผยแพร่

 

เกอร์แมนระบุว่า แม้ Apple Watch จะยังเป็นหนึ่งในสมาร์ทวอทช์ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด แต่นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์เริ่มชะลอตัวลง และโมเมนตัมก็อ่อนแรงลงในจังหวะที่การแข่งขันในตลาดอุปกรณ์สวมใส่กำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ

 

ผู้บริโภคหนีจากจอ คู่แข่งไร้หน้าจอผงาด

 

พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หลายคนเริ่มหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่มีหน้าจอแย่งความสนใจ และหันไปใช้อุปกรณ์ที่เรียบง่ายกว่า ซึ่งเน้นการเก็บข้อมูลสุขภาพแบบอัตโนมัติ, ใช้แบตเตอรี่ได้นานกว่า และให้คำแนะนำเชิงลึกผ่าน AI

 

โดยบริษัทอย่าง Whoop และ Oura Health ได้สร้างธุรกิจระดับหลายพันล้านดอลลาร์จากอุปกรณ์ทรงสายรัดและแหวนแบบไร้หน้าจอ ที่เน้นการติดตามการพักฟื้น, การนอน และสุขภาพ โดยไม่รบกวนผู้ใช้ด้วยการแจ้งเตือนตลอดเวลา

 

แม้แต่ Google คู่แข่งรายใหญ่ของ Apple ก็เริ่มเดินในทิศทางเดียวกัน ด้วยการเปิดตัว Fitbit Air ในราคาเพียง 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,258 บาท) ที่ไม่มีหน้าจอเช่นกัน

 

เกอร์แมนเขียนว่า “ความต้องการสมาร์ทวอทช์แบบดั้งเดิมจะยังมีอยู่เสมอ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นไม่ต้องการหน้าจออีกตัวที่มาแย่งความสนใจ พวกเขาเพียงแค่ต้องการการติดตามสุขภาพที่แม่นยำ พร้อมคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง” ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามครั้งใหญ่สำหรับ Apple ในเวลาเดียวกัน

 

ด้วยจุดแข็งของ Apple ในด้านชิปประมวลผล, เซ็นเซอร์, การออกแบบเชิงอุตสาหกรรม และวิศวกรรมวัสดุ เกอร์แมนมองว่าอุปกรณ์ทรงสายรัดหรือแหวนเพื่อสุขภาพแบบไร้หน้าจอ ควรเป็นสิ่งที่ Apple เป็นผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้วิ่งไล่ตามคู่แข่ง

 

โดยอุปกรณ์น้ำหนักเบาที่เน้นสุขภาพ ผนวกกับบริการโค้ชชิ่งแบบสมาชิก อาจกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจที่สุดของบริษัทในทศวรรษหน้า หาก Apple ยอมหลุดออกจากความระมัดระวังเกินไปและกล้าเสี่ยง

 

ปัญหาภายใน ทั้งซอฟต์แวร์และผู้บริหารแยกย้าย

 

อีกจุดอ่อนที่เกอร์แมนชี้คือซอฟต์แวร์ที่ไม่ทัดเทียมฮาร์ดแวร์ แม้จะลงทุนมาหลายปี แต่แอป Health ของ Apple ก็ยังดู ‘ยุ่งเหยิงและดูแห้งแล้งเหมือนใบรายงานผลตรวจ’ มากกว่าจะเป็นแพลตฟอร์มผู้บริโภคที่ทันสมัย และยังด้อยกว่าแพลตฟอร์มของ Whoop และ Oura อย่างชัดเจนในการแปลงข้อมูลดิบให้เป็นคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง

 

สำหรับเรื่องนี้นั้นภายในบริษัทเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้ ถึงขั้นที่ เอ็ดดี้ คิว ผู้บริหาร Apple ใช้ผลิตภัณฑ์ของทั้ง Oura และ Whoop เอง และเป็นผู้ผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านสุขภาพในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม ความพยายามภายในก็ดูเหมือนจะสะดุดเช่นกัน โดยโปรเจกต์ที่มีชื่อว่า ‘Mulberry’ ซึ่งเป็นบริการ AI Coaching ด้านสุขภาพที่ทะเยอทะยาน เพิ่งถูกลดขนาดลงหลังคิวเข้ามาดูแลกลุ่มสุขภาพ และเกอร์แมนคาดว่าฟีเจอร์จากโครงการนี้คงไม่เปิดตัวจนกว่าจะถึงช่วงปลายของวงจรอัปเดต iOS 27

 

นอกจากนี้ Apple ยังเผชิญความปั่นป่วนในระดับผู้บริหารหลายตำแหน่ง เริ่มจาก เจฟฟ์ วิลเลียมส์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ที่ดูแลด้านสุขภาพมานาน เกษียณไปเมื่อปีก่อน และ ทิม คุก ซีอีโอจะลงจากตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ ส่งต่อให้ จอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่

 

ขณะที่ เจย์ บลาห์นิก หัวหน้า Fitness+ กำลังจะออกจากบริษัท หลังคดีฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริหาร ด้านหัวหน้าฝ่ายการตลาด Apple Watch และสุขภาพ สแตน อึ้ง เพิ่งเกษียณ ส่วน เอริก ชาร์ลส์ ผู้จัดการการตลาดอาวุโสอีกคนของ Apple Watch ก็เพิ่งลาออกในเดือนนี้ ที่สำคัญ Apple ยังเสียบุคลากรด้านสุขภาพและฮาร์ดแวร์ให้กับ Oura อย่างต่อเนื่อง

 

watchOS 27 ไม่หวือหวา ความหวังอยู่ที่เซ็นเซอร์วัดน้ำตาล

 

สำหรับการอัปเดต watchOS 27 ในปีนี้ เกอร์แมนระบุว่าจะเน้นไปที่ความเสถียร, ประสิทธิภาพ และการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่สำคัญ แม้จะมีการพัฒนาเรื่องการติดตามอัตราการเต้นของหัวใจให้ดีขึ้นก็ตาม

 

อีกทั้งบริษัทก็ดูจะหันมาพึ่งโปรโมชั่นและส่วนลดในการกระตุ้นยอดขายมากขึ้น โดยร้านค้าปลีกอย่าง Amazon และ Best Buy ต่างจัดโปรโมชั่นแรงผิดปกติให้กับ Apple Watch ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นในผลิตภัณฑ์ของ Apple มาก่อน

 

ความหวังที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญคือโปรเจกต์เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะเลือด ซึ่งเป็นแนวคิดที่ริเริ่มตั้งแต่ยุค สตีฟ จอบส์ โดย Apple ได้ย้ายการดูแลโปรเจกต์จาก ทิม มิลเล็ต หัวหน้าฝ่ายสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์ม ไปยัง จงเจียน เฉิน ผู้บริหารระดับสูงด้านวิศวกรรมที่ดูแล Advanced Technologies Group ซึ่งบางฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณว่าโปรเจกต์อาจคืบหน้าถึงจุดที่พร้อมพัฒนาสู่สินค้าจริง

 

ปัญหาเชิงวัฒนธรรมองค์กรของ Apple ที่ระมัดระวังกฎระเบียบและให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่รอบคอบ มากกว่าความรวดเร็วและการทดลอง เริ่มกลายเป็นจุดอ่อนในยุค AI และสุขภาพ ซึ่งเป็นสองอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่ามาก

 

ปัญหานี้เคยทำให้ Apple เสียเปรียบในตลาด AI มาแล้ว เมื่อคู่แข่งเคลื่อนไหวเร็วกว่า ขณะที่ Apple ล่าช้าและไม่ได้คาดการณ์การมาของ Generative AI

 

ทิม คุก เคยกล่าวว่าเขาต้องการให้ Apple ถูกจดจำในฐานะบริษัทที่มีคุณูปการต่อวงการสุขภาพ แต่เกอร์แมนทิ้งท้ายว่าเทอร์นัสและผู้นำรุ่นใหม่ของ Apple จะต้องทำให้ความฝันนี้เป็นจริง มิเช่นนั้นความพยายามด้านสุขภาพของ Apple อาจถูกจดจำในฐานะ ‘โอกาสที่สูญเปล่า’ แทน

 

ภาพ: Courtesy of Apple

 

อ้างอิง:

The post หลายคนเริ่มเบื่อหน้าจอ หันซบแหวนและสายรัดสุขภาพ Apple Watch ถึงทางท้าทาย Oura – Whoop เร่งช่วงชิงตลาด Wearables appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google ยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น ใช้ Gemini รับพฤติกรรมคนค้นหาที่เปลี่ยนสู่การสนทนา https://thestandard.co/google-ai-ads-gemini-search-conversation/ Sat, 30 May 2026 10:13:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1212816 ภาพโลโก้ Google พร้อมข้อความยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น

โฆษณาบนหน้าค้นหาของ Google กำลังเปลี่ยนหน้าตาครั้งสำคัญ […]

The post Google ยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น ใช้ Gemini รับพฤติกรรมคนค้นหาที่เปลี่ยนสู่การสนทนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Google พร้อมข้อความยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น

โฆษณาบนหน้าค้นหาของ Google กำลังเปลี่ยนหน้าตาครั้งสำคัญ จากการแสดงแบนเนอร์หรือลิงก์แบบเดิม ไปสู่การที่ AI เข้ามาช่วยอธิบายและแนะนำว่าทำไมสินค้านั้นถึงเหมาะกับผู้ใช้ โดย Google ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ลงโฆษณาจ่ายแพงขึ้น เพราะยังคิดเงินจากระบบประมูลแบบเดิม

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้มาจากพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป Google เปิดเผยว่าความยาวของคำค้นหาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อผู้ใช้ค้นหาในโหมด AI และ 1 ใน 6 ของการค้นหาในโหมดนี้เป็นการใช้เสียง, รูปภาพ หรือวิดีโอ แทนการพิมพ์ข้อความ ขณะที่ 75% ของผู้ใช้ระบุว่าตัดสินใจได้เร็วและมั่นใจขึ้น

 

จุดที่ Gemini เข้ามาเปลี่ยนเกมโฆษณาคือความสามารถในการเข้าใจคำถามที่ยาวและซับซ้อนของผู้ใช้ ซึ่งแต่เดิมจับคู่กับโฆษณาได้ยาก ทำให้ Google ส่งมอบโฆษณาที่ตรงและมีคุณภาพสูงขึ้น โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทอัปเดตการทำความเข้าใจคำค้นหาด้วย Gemini เกือบเดือนละครั้ง ซึ่งช่วยลดจำนวนโฆษณาที่ไม่เกี่ยวข้องลงได้ถึง 40%

 

นอกจากนี้ Google ยังฝัง Gemini ไว้ในโครงสร้างพื้นฐานด้านโฆษณาและคอมเมิร์ซทั้งหมด ทำให้เมื่อ Gemini ได้รับการอัปเกรด ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะได้รับการอัปเกรดตามทันทีโดยที่ธุรกิจไม่ต้องดำเนินการใดๆ ซึ่ง Google มองว่าความเร็วในการนำออกสู่ตลาดนี้เป็นข้อได้เปรียบสำคัญ โดยฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดถูกประกาศในงาน Google Marketing Live 2026

 

โฆษณาที่ AI ช่วยอธิบายว่าสินค้าไหนใช่

 

Google เปิดตัวรูปแบบโฆษณาใหม่หลายรายการที่มาพร้อมคำอธิบายจาก AI เริ่มจาก Conversational Discovery Ads (ปัจจุบันเริ่มทดสอบในสหรัฐอเมริกาเป็นภาษาอังกฤษ) ที่ Gemini ใช้บริบทเชิงลึกจากคำถามของผู้ใช้ สร้างชิ้นงานโฆษณาที่ปรับเฉพาะบุคคลจากธุรกิจที่ตอบโจทย์ เช่น เมื่อมีคนถามวิธีทำให้บ้านมีกลิ่นเหมือนสปา Gemini จะดึงธุรกิจที่นำเสนอทางออกมาแสดง

 

อีกรูปแบบคือ Highlighted Answers ที่ให้ผู้ลงโฆษณาปรากฏเป็นคำแนะนำเด่นเมื่อโหมด AI สรุปรายชื่อสินค้าหรือบริการ หากมีคุณภาพและเกี่ยวข้องเพียงพอ โดยทั้งสองรูปแบบนี้อยู่ในช่วงทดสอบในสหรัฐฯ เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะมีคำอธิบายจาก AI ที่ทำงานอิสระ ประเมินสินค้าแบบเดียวกับผลการค้นหาทั่วไป และยังคงมีป้ายกำกับ ‘ได้รับการสนับสนุน’ (Sponsored) ชัดเจน

 

นอกจากนี้ Google ได้ขยายฟีเจอร์ Direct Offers ที่กำลังทดลองในสหรัฐฯ กับแบรนด์อย่าง Chewy, Gap และ L’Oreal ด้วยการเพิ่มการจับคู่โปรโมชัน (Promotion Bundling) ที่ Gemini จับคู่ส่วนลดและของแถมแบบเรียลไทม์ และเตรียมเพิ่มดีลจองโรงแรมในแผนการเดินทางด้วย AI สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ เร็วๆ นี้

 

รวมถึงเตรียมเปิดตัวโฆษณา Shopping รูปแบบใหม่ที่มาพร้อม AI ช่วยอธิบาย (เริ่มใช้งานในสหรัฐฯ ก่อนเช่นกัน) ขณะที่ Business Agents for Leads ตัวแทนแบรนด์ที่ฝังในโฆษณา จะเปิดให้นักการตลาดใส่ AI ที่เรียนรู้ข้อมูลจากเว็บไซต์ของธุรกิจเพื่อให้ผู้สนใจพูดคุยแทนการกรอกแบบฟอร์ม

 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกซักถามในงานคือเรื่องต้นทุน ซึ่ง Google ชี้แจงว่าประสบการณ์โฆษณาในรูปแบบ AI ทั้ง AI Overviews และโหมด AI เป็นส่วนหนึ่งของการประมูลโฆษณาแบบเดียวกับที่ใช้มาตลอด 25 ปี โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ผู้ลงโฆษณายังจ่ายตามประสิทธิภาพและความเกี่ยวข้องของชิ้นงานเป็นหลัก แม้แต่เครื่องมือสร้างชิ้นงานก็เปิดให้ใช้ฟรี

 

Agentic Commerce และคำถามเรื่องการแข่งขันในไทย

 

ในฝั่งการช้อปปิ้ง Google ชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ยุค Agentic Commerce ที่ AI ดำเนินการแทนผู้ซื้อได้ โดยย้ำบทบาทของตัวเองในฐานะตัวกลางเชื่อมผู้ซื้อกับธุรกิจ ไม่ได้เป็นผู้ค้าปลีกหรือมาร์เก็ตเพลส หัวใจของส่วนนี้คือ Universal Commerce Protocol (UCP) ที่เปิดตัวเมื่อต้นปี เพื่อเชื่อมตัวแทน AI เข้ากับระบบธุรกิจ

 

ล่าสุด UCP เพิ่มความสามารถให้ผู้ซื้อสั่งสินค้าหลายรายการจากธุรกิจเดียวได้ในครั้งเดียว เริ่มจากร้านอย่าง Nike, Sephora และ Wayfair รวมถึงโอนตะกร้าสินค้าจาก Google กลับไปยังเว็บไซต์ร้านค้าด้วยคลิกเดียว เริ่มกับ Target, Ulta Beauty และร้านบน Shopify บางแห่ง โดยฟีเจอร์กลุ่มนี้จะเริ่มเปิดตัวในสหรัฐฯ เป็นภาษาอังกฤษร่วมกับร้านค้าบางรายก่อน

 

พร้อมเพิ่มระบบราคาสมาชิก (Loyalty Pricing) และตัวเลือกชำระเงินแบบ ‘ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง’ จาก Affirm และ Klarna โดยย้ำว่าร้านค้ายังเป็นผู้รับผิดชอบการขายในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ UCP ยังรองรับการชำระเงินบนโฆษณา YouTube Shopping ที่ให้ผู้ชมกดซื้อได้ขณะรับชม

 

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของไทยที่มีแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์รายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว มีคำถามว่าฟีเจอร์เหล่านี้จะถูกจำกัดอยู่แค่ในระบบนิเวศของ Google หรือไม่ Google อธิบายว่า UCP เป็นโปรโตคอลแบบโอเพนซอร์ส ที่แพลตฟอร์มและร้านค้านำไปปรับใช้ได้อิสระโดยไม่ผูกกับบริษัทใด

 

รวมถึง Google เอง ซึ่งเริ่มเห็นพันธมิตรระดับโลกนำไปใช้ในระบบของตนแล้ว สำหรับบริการบน Google ประสบการณ์ UCP จะขยายไปแคนาดาและออสเตรเลียในอีกไม่กี่เดือน และสหราชอาณาจักรช่วงปลายปี อกจากนี้ Google ยังเตรียมเปิดตัวเครื่องมือ AI Performance Insights ใน Merchant Center สำหรับร้านค้าในสหรัฐฯ, แคนาดา, ออสเตรเลีย, อินเดีย และนิวซีแลนด์ เพื่อตรวจสอบส่วนแบ่งการแสดงผลในพื้นที่ช้อปปิ้งที่เกิดจาก AI ด้วย

 

จากระบบอัตโนมัติสู่ผู้ช่วยที่สั่งงานด้วยภาษาคน

 

อีกความเปลี่ยนแปลงที่กระทบการทำงานในวงการตลาดโดยตรง คือการที่ Gemini ทำให้เครื่องมือก้าวจากระบบอัตโนมัติไปสู่ระบบอัจฉริยะที่สั่งงานด้วยภาษาทั่วไปในชีวิตประจำวัน โดย Google เปิดตัว Ask Advisor ที่เชื่อม Google Ads, Merchant Center และ Google Analytics เข้าด้วยกัน เช่น เมื่อสั่งงานให้หาลูกค้าใหม่ ระบบจะดึงข้อมูลสินค้ามาตั้งค่าแคมเปญให้พร้อมปล่อยในไม่กี่คลิก (ปัจจุบัน Ask Advisor เปิดให้ใช้งานเวอร์ชันเบต้าสำหรับบัญชีภาษาอังกฤษ)

 

พร้อมกันนี้ Google อัปเกรด Asset Studio ให้ผู้ใช้พิมพ์อธิบายเป้าหมายด้วยข้อความธรรมดาที่เข้าใจง่ายและอัปโหลดบรีฟแคมเปญ เพื่อสร้างชิ้นงานทั้งข้อความ, รูปภาพ และวิดีโอที่ตรงอัตลักษณ์แบรนด์ ส่วนด้านการวัดผล Google ผสาน Meridian ซึ่งเป็น Marketing Mix Model แบบโอเพนซอร์ส เข้าไปใน Google Analytics 360 เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มในที่เดียว

 

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างจากเครื่องมือภายนอกอย่าง Canva AI ทาง Google ระบุว่าจุดเด่นอยู่ที่การบูรณาการระบบ เพราะ Asset Studio และ Ask Advisor ฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์โฆษณาและการวิเคราะห์ของ Google โดยตรง และเปิดให้ใช้ฟรี ขณะที่จุดยืนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทคือการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิป, โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบโฆษณา ภายใต้มุมมอง ’เราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ผู้เช่า’ (We own, we don’t rent)

 

ส่วนข้อกังวลเรื่องการแสดงโฆษณาในแอปพลิเคชัน Gemini ที่หลายคนจับตา Google ยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่มีการแสดงโฆษณาในแอป Gemini และยังไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว

 

ภาพ : PixieMe / Shutterstock

The post Google ยืนยันโฆษณายุค AI ไม่ได้จ่ายแพงขึ้น ใช้ Gemini รับพฤติกรรมคนค้นหาที่เปลี่ยนสู่การสนทนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง https://thestandard.co/sam-altman-ai-jobs-wrong/ Sat, 30 May 2026 02:54:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1212657 แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI กำลังกล่าวสุนทรพจน์

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมายอมรับว่าตนเอง ̵ […]

The post แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แซม อัลต์แมน ซีอีโอ OpenAI กำลังกล่าวสุนทรพจน์

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ออกมายอมรับว่าตนเอง ‘ยินดีที่คิดผิด’ เกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงาน หลังก่อนหน้านี้เคยทำนายไว้อย่างดุดันว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์เป็นวงกว้าง โดยล่าสุดเขากลับมองว่าโลกจะไม่เผชิญ ‘คลื่นตกงานครั้งใหญ่’ (Jobs Apocalypse) อย่างที่หลายบริษัทในวงการ AI ออกมาเตือน

 

 
 

“ผมไม่คิดว่าเราจะเจอภาวะคนตกงานครั้งใหญ่แบบที่บางบริษัทในวงการของเราพูดถึงกัน” อัลต์แมนกล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ในงานประชุมของธนาคาร Commonwealth Bank of Australia (CBA) ที่นครซิดนีย์เมื่อวันอังคาร (26 พ.ย.) ที่ผ่านมา

 

จากคำทำนายสู่ ‘ยินดีที่คิดผิด’

 

ตลอดเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในซีอีโอที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการ AI อัลต์แมนเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่าเทคโนโลยีนี้ “อาจจะเข้ามาแทนที่งานส่วนใหญ่ที่ผู้คนทำอยู่ในทุกวันนี้” และงานบางประเภทจะ ‘หายไปอย่างสิ้นเชิง’ ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบก็จะ “หางานใหม่ๆ ทำได้เอง”

 

แต่มาวันนี้ ท่าทีของเขากลับเปลี่ยนไป โดยอัลต์แมนยอมรับว่าการคาดการณ์ในอดีตคลาดเคลื่อน “ผมยินดีที่คิดผิดในเรื่องนี้ ผมเคยคิดว่าป่านนี้น่าจะมีการแทนที่งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากกว่าที่เกิดขึ้นจริง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “ตอนนี้ผมเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมมันถึงยังไม่เกิดขึ้น และผมก็รู้สึกขอบคุณ แต่นั่นเป็นเรื่องที่สัญชาตญาณของผมพลาดไป”

 

อัลต์แมนยังแยกแยะว่า สิ่งที่เขาและทีมผู้บริหารคาดการณ์ ‘ถูกพอสมควร’ คือพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของ AI นับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 แต่สิ่งที่ ‘ค่อนข้างผิด’ คือการประเมินผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมา โดยยอมรับว่าในเวลานั้นเขามองว่าความเสี่ยงเรื่องการตกงานเป็นเรื่องจริงที่ควรพูดถึง แม้บางคนจะมองว่าเขา ‘ปลุกความกลัวเกินจำเป็น’ ก็ตาม

 

อัลต์แมนอธิบายว่าสิ่งที่ AI ไม่อาจเข้ามาแทนที่ได้คือ ‘บทบาทของมนุษย์’ ในการทำงาน เพราะผู้คนยังให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

 

เขายกตัวอย่างว่าเคยให้ AI ช่วยตอบข้อความใน Slack และอีเมลแทน โดยขึ้นต้นว่า ‘นี่คือ AI ของแซม’ แต่สุดท้ายก็กลับมาตอบด้วยตัวเองในหลายข้อความ “มันทำให้ผมเห็นว่าเราใส่ใจการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจริงๆ และเป็นสิ่งที่ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมอบหมายให้ AI ทำแทนได้ในเร็ววันนี้”

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เขาเชื่อว่าภาพรวมการจ้างงานในอนาคตจะต่างจากที่เคยคิดไว้มาก แม้จะยอมรับว่าความเสี่ยงนี้ยังอาจเกิดขึ้นได้อยู่ดี

 

จังหวะ IPO และสัญญาณต้นทุน AI ที่สูงลิ่ว

 

การกลับลำของอัลต์แมนเกิดขึ้นในจังหวะสำคัญของวงการ AI เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ต่างเตรียมระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่สูงลิ่ว

 

โดย OpenAI ตั้งเป้ารายได้แตะ 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.14 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.16 แสนล้านบาท) ขณะที่ SpaceX หวังมูลค่ากิจการ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 48.98 ล้านล้านบาท) จากการ IPO

 

ส่วน Anthropic มีรายงานว่ากำลังเจรจาระดมทุน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.79 แสนล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 29.39 ล้านล้านบาท)

 

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสูงลิ่ว แต่ก็เริ่มมีสัญญาณว่าบางบริษัทกำลังหา ‘ความคุ้มค่า’ จากการใช้ AI ได้ยากขึ้น โดยประธานและซีโอโอของ Uber ยอมรับว่าการหาเหตุผลมารองรับต้นทุน AI ในบริษัทยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ก่อนหน้านี้ฝ่ายเทคโนโลยีของ Uber เคยเปิดเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณสำหรับ Claude Code ของทั้งปี 2026 หมดภายในเวลาเพียง 4 เดือน

 

ด้านไบรอัน คาทันซาโร รองประธานฝ่าย Deep Learning ของ Nvidia ระบุว่า AI ไม่ได้ช่วยให้บริษัทประหยัดต้นทุนแรงงานอย่างที่เข้าใจกัน และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการจ้างพนักงานด้วยซ้ำ “สำหรับทีมของผม ต้นทุนด้านการประมวลผลสูงกว่าต้นทุนพนักงานมาก” เขากล่าว เช่นเดียวกับ Microsoft ที่มีรายงานว่าเริ่มยกเลิกสิทธิ์การใช้งาน Claude ของ Anthropic ให้กับวิศวกร เนื่องจากต้นทุนที่สูง

 

นักเศรษฐศาสตร์เห็นต่าง ขณะการเลย์ออฟยังพุ่ง

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากว่า AI จะทำให้คนตกงานครั้งใหญ่จริงหรือไม่ โดยปีเตอร์ ไวลด์ฟอร์ด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของ AI Policy Network มองว่าการคาดการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก AI นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ประเด็นที่คาดเดายากที่สุดคือเรื่องการโยกย้ายแรงงาน กล่าวคือ หาก AI เข้ามาแทนที่งานบางประเภทจนหมด คนงานเหล่านั้นจะตกงานถาวร หรือจะหาอาชีพใหม่ทำได้ นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลหนึ่งที่อัลต์แมนเปลี่ยนท่าทีอาจมาจากกระแสความเห็นของสาธารณชน เนื่องจากผลสำรวจชี้ว่าชาวอเมริกันรู้สึกในแง่ลบต่อ AI ค่อนข้างมาก ทำให้ยากจะบอกได้ว่าวงการ AI เปลี่ยนการคาดการณ์จริง หรือเพียงพยายามเปลี่ยนเรื่องเล่าให้ดูดีขึ้น

 

มุมมองที่ต่างกันส่วนหนึ่งมาจากการที่การนำ AI ไปใช้จริงเกิดขึ้นช้ากว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยรายงานของ Brookings พบว่าความสามารถของ AI ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไม่ได้แปลงเป็นการนำไปใช้หรือผลทางเศรษฐกิจในวงกว้างโดยอัตโนมัติ

 

สอดคล้องกับ Yale Budget Lab ที่พบว่า AI น่าจะยังไม่ใช่สาเหตุของการอ่อนตัวในตลาดแรงงาน และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราว่างงานอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มงานเสี่ยงต่อ AI จนถึงเดือนมีนาคม 2026

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีใหม่ของอัลต์แมนอาจทำให้เขากลายเป็นเสียงส่วนน้อยในกลุ่มผู้นำอุตสาหกรรม เพราะ ดาริโอ อาโมเดอิ ซีอีโอของ Anthropic เคยกล่าวเมื่อปีก่อนว่า งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นมากถึงครึ่งหนึ่งอาจหายไปภายใน 5 ปีข้างหน้า และอัตราว่างงานอาจพุ่งสูงถึง 10-20% ขณะที่ซีอีโอของ Booking Holdings ระบุว่างานบริการลูกค้าในบริษัทเริ่มถูกแทนที่ด้วย AI แล้ว เปรียบเหมือน ‘บันไดขั้นแรก’ ของการทำงานที่ถูกดึงออกไป

 

ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้มีการปลดพนักงานหลายพันตำแหน่งจากการมุ่งสู่ AI โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยี ทั้ง Meta ที่ปลดราว 8,000 ตำแหน่ง หรือราว 10% ของพนักงานทั้งหมด และ Intuit ที่ปลด 17% หรือราว 3,000 คน

 

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า AI ถูกอ้างเป็นเหตุผลของการปลดพนักงานเกือบ 50,000 ตำแหน่งในช่วงถึงเดือนเมษายนปีนี้ ซึ่งสะท้อนว่าไม่ว่างานจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยตรงหรือไม่ แต่งบประมาณสำหรับตำแหน่งเหล่านั้นกำลังถูกโยกไปลงทุนกับ AI แทน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.58 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post แซม อัลต์แมน กลับลำเรื่อง AI แย่งงาน ลั่น ‘ยินดีที่คิดผิด’ ชี้ AI ยังไม่ทำให้คนตกงานครั้งใหญ่อย่างที่หลายฝ่ายหวั่นเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที https://thestandard.co/immigration-thim-app-aws-tourists/ Thu, 28 May 2026 12:31:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1212088 สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน THIM พร้อมข้อความระบุว่า สตม.ไทยใช้ AWS Cloud ช่วยลดเวลากรอกใบตม.ของนักท่องเที่ยวเหลือไม่เกิน 3 นาที

การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแ […]

The post สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน THIM พร้อมข้อความระบุว่า สตม.ไทยใช้ AWS Cloud ช่วยลดเวลากรอกใบตม.ของนักท่องเที่ยวเหลือไม่เกิน 3 นาที

การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแรกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หนึ่งใน Pain Point สำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักเผชิญคือคิวยาว ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งเกิดจากความยุ่งยากในการกรอกเอกสารกระดาษและกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลานาน

 

 
 

เพื่อแก้ปัญหานี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จึงได้จับมือกับบริษัท ดิจิทัล ไอเดนติตี้ จำกัด พัฒนาระบบบริหารจัดการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย หรือ Thailand Immigration Management System (THIM) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเว็บและมือถือระดับประเทศแห่งแรกที่ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปีให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

ยกระดับตม.ไทย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

 

แอปพลิเคชัน THIM ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนเข้าประเทศในรูปแบบดิจิทัลได้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งระบบจะช่วยลดระยะเวลาในการกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง (ใบตม.) เหลือเพียงไม่เกิน 3 นาที สำหรับการใช้งานครั้งแรก และไม่เกิน 1 นาที สำหรับการเดินทางครั้งถัดๆ ไป เนื่องจากระบบจะจดจำข้อมูลพื้นฐานไว้ ทำให้ผู้ใช้กรอกเพียงแค่ข้อมูลการเดินทางล่าสุดเท่านั้น

 

พล.ต.ต. ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ในอดีตการใช้กระดาษเปลืองทั้งงบประมาณและเวลาอย่างมาก แม้ปีก่อนจะเริ่มยกเลิกระบบกระดาษและเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 10 ล้านคน แต่ก็ยังมีข้อร้องเรียนว่าต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่เดินทาง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM ที่ตั้งเป้าให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ

 

“เราต้องการบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป้าหมายคืออยากให้ใช้แอปพลิเคชันนี้ทั้งหมด เป็นการ Modernize ตม. กระบวนการพบเจ้าหน้าที่ ตม. ต้องไม่เกิน 40 วินาทีต่อคน” พล.ต.ต. ปรัชญา กล่าว

 

นอกจากเรื่องระยะเวลากรอกข้อมูลแล้ว การปรับมาใช้แอปพลิเคชันแทนเว็บไซต์ยังช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่มักสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันจะช่วยขจัดปัญหานี้ได้

 

นอกจากนี้ สตม. ยังมีแผนพัฒนาฟังก์ชันอื่นๆ ในแอป THIM เพื่อให้กลายเป็น Super App เช่น การแจ้งที่อยู่ในไทยทุกๆ 90 วัน การขอเอกสารรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งการมอบโปรโมชันและเอกสิทธิ์พิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ปัจจุบัน แอปพลิเคชัน THIM เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วในโครงการนำร่องผ่าน App Store และ Play Store โดยมียอดดาวน์โหลดหลักแสนครั้ง รองรับ 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 15 ภาษาภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

 

ทำไมถึงต้องใช้ AWS Cloud?

 

เบื้องหลังการทำงานที่รวดเร็วและปลอดภัยของ THIM คือโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์จาก AWS ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

 

  • การตรวจสอบเอกสาร โดยใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดึงข้อความจากหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ซึ่งให้ความถูกต้องแม่นยำ 100%
  • การคำนวณและการประสานงาน รองรับการปรับขนาดการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก (Rush hour)
  • ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-End เพื่อคุ้มครองข้อมูลสำคัญของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องปรับตัวและตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ การลงทุนในแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย (Sovereign by design) ที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ยังคงเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ AWS

 

“ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในมุมมองของภาครัฐต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จากเดิมที่เป็นเพียงการยกระดับระบบหลังบ้าน สู่การเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” วัตสันกล่าว

 

องค์กรไทยใช้ AI มากขึ้น แต่ยังติดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ

 

นอกเหนือจากการนำโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มาปรับใช้แล้ว วัตสันยังได้ฉายภาพเกี่ยวกับความตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรของไทย โดยระบุว่า แม้การใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับองค์กรที่จะขยับขยายไปสู่การใช้ AI ในระดับ Enterprise ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนขององค์กรในไทยที่ตอบว่ามีการใช้ AI นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณ 32% ในปีก่อนหน้า ขยับสูงขึ้นเป็น 43% ในปีนี้ หากประเมินในแง่ของปริมาณ จะครอบคลุมถึงองค์กรและหน่วยงานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่รวมกว่า 220,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

 

ทั้งนี้ องค์กรสูงถึง 68% ต่างให้ระดับความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แต่ที่น่ากังวลคือ องค์กรถึง 51% ยอมรับว่าไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะมารองรับการทำงานดังกล่าวได้

 

กล่าวคือ องค์กรเกินกว่าครึ่งมีความต้องการที่จะใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการหาคนมาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคลากรใหม่เข้ามาเติมเต็มไม่ได้ หรือแม้แต่คนในองค์กรเองก็ยังมีทักษะที่ไม่เพียงพอต่อการนำ AI มาใช้จริง ความท้าทายนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศต้องหยุดชะงัก

 

ภาพ: gguy/ Shutterstock

 

The post สตม.ใช้เทคโนโลยี AWS Cloud ยกระดับแอป THIM หวังช่วยนักท่องเที่ยวกรอกใบตม.ไม่เกิน 3 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า https://thestandard.co/marketing-7-0-ai-brand-visibility/ Thu, 28 May 2026 05:39:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1211870 ภาพกราฟิกแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในการเลือกซื้อสินค้า

ภาพที่ผู้บริโภคให้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าแทนตัวเองกำลัง […]

The post หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ในการเลือกซื้อสินค้า

ภาพที่ผู้บริโภคให้ AI ช่วยเลือกซื้อสินค้าแทนตัวเองกำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ของวงการการตลาด เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างสรรค์งาน แต่ขยับขึ้นเป็น ‘Augmented Human’ ที่ช่วยตัดสินใจซื้อ ส่งผลให้คำถามสำคัญของแบรนด์เปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องคิดว่าจะดึงดูดลูกค้าอย่างไร กลายเป็นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ AI ‘เห็น’ และแนะนำแบรนด์ของตัวเองให้ลูกค้า

 

 
 

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในใจความสำคัญของหัวข้อ ‘Welcome to Marketing 7.0’ ในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ที่ถอดทิศทางการตลาดยุคใหม่ภายใต้แนวคิด Human Harmony with Intelligence Layers หรือการที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องทำงานสอดประสานกัน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริม ไม่ใช่ตัวแทนทั้งหมดของความคิดสร้างสรรค์มนุษย์

 

ก่อนเข้าสู่ยุค 7.0 การตลาดผ่านวิวัฒนาการมาแล้ว 6 ยุค ที่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสินค้า, ข้อมูล และเทคโนโลยีในการตัดสินใจของผู้บริโภค

 

  • Marketing 1.0 (Product-centric) เน้นสินค้าเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าสินค้าดีพอก็ขายได้เอง การตลาดโฟกัสที่คุณสมบัติ คุณภาพ และกระบวนการผลิต ผ่านการสื่อสารทางเดียวจากแบรนด์สู่ผู้บริโภคด้วยแนวคิด 4Ps
  • Marketing 2.0 (Consumer-oriented) เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น แบรนด์ต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น จึงเกิด CRM, บัตรสมาชิก และการวิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์นานที่สุด
  • Marketing 3.0 (Values-driven) ลูกค้าเริ่มเลือกแบรนด์จากคุณค่าและจุดยืน เรื่องสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และจริยธรรมทางธุรกิจ กลายเป็นปัจจัยตัดสินใจซื้อ
  • Marketing 4.0 (Digital & Connected) ลูกค้าออนไลน์ตลอดเวลาและเชื่อมต่อหลายแพลตฟอร์ม การตลาดต้องออกแบบ Customer Journey แบบไร้รอยต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ผ่าน Omnichannel และ MarTech
  • Marketing 5.0 (Technology for Humanity) AI, Big Data และ IoT เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด แบรนด์เข้าใจพฤติกรรมและบริบทของลูกค้ารายบุคคลได้ลึกขึ้น เน้น Personalization อย่างจริงจัง
  • Marketing 6.0 (Immersive Marketing) โลกจริงและโลกดิจิทัลหลอมรวมกันเป็น Phygital ประสบการณ์กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญ และ AI เริ่มทำงานร่วมกับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

 

จนมาถึง Marketing 7.0 ที่ AI ถูกนำมาใช้แบบเต็มรูปแบบ ทั้ง Generative AI, ระบบ Automation และการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล แต่หัวใจยังคงเป็น Human-AI Collaboration ที่ใช้ AI เพื่อเสริมความเข้าใจมนุษย์ พร้อมให้น้ำหนักกับ Responsible AI หรือการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และความยั่งยืน

 

Cognitive Technology หัวใจของ Marketing 7.0

 

จุดที่ทำให้ Marketing 7.0 แตกต่างจากยุคก่อนคือการก้าวข้ามการใช้ Big Data ของยุค 5.0 และโลกเสมือนของยุค 6.0 ไปสู่ Cognitive Technology หรือเทคโนโลยีที่เน้นความเข้าใจในกระบวนการทางสมองและจิตใจของมนุษย์ ซึ่ง MAT มองว่านักการตลาดต้องเข้าถึง 3 แกนหลักเพื่อครองใจผู้บริโภค

 

แกนแรกคือ Attention การสร้างความน่าสนใจในระดับเสี้ยววินาที เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีเวลาให้คอนเทนต์น้อยลงเรื่อยๆ แกนที่สองคือ Social Connection การสร้างจุดเชื่อมโยงทางสังคมและการมีส่วนร่วม ทำให้แบรนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในสังคม และแกนที่สามคือ Reward Motivation การใช้รางวัลหรือคุณค่าที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ

 

ทั้ง 3 แกนสะท้อนว่า การตลาดยุคนี้ไม่สามารถพึ่งข้อมูลพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจว่าทำไมผู้บริโภคถึงทำสิ่งนั้น และอะไรเป็นตัวกระตุ้นการตัดสินใจในระดับจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ทำได้ในมุมประมวลผล แต่การตีความและวางกลยุทธ์ยังต้องอาศัยมุมมองของมนุษย์

 

ปม Paradox ของ AI ที่นักการตลาดต้องเผชิญ

 

แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วและประหยัดงบประมาณ แต่ในทางกลับกัน ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกลับรู้สึกว่างานที่ AI สร้างขาดจิตวิญญาณและความเคารพในศิลปะ กลายเป็นความย้อนแย้ง (Paradox) แรกที่นักการตลาดต้องบริหารจัดการ

 

ความย้อนแย้งที่สองอยู่ที่บทบาทใหม่ของ AI ในฐานะ ‘Augmented Human’ ที่เข้ามาช่วยตัดสินใจซื้อแทนมนุษย์ หรือที่เรียกว่า AI Shopping เมื่อผู้บริโภคให้ AI ช่วยเปรียบเทียบและเลือกสินค้าให้ บทบาทของแบรนด์จึงเปลี่ยนจากการสื่อสารตรงกับผู้บริโภค ไปสู่การสร้างตัวตนให้ AI ‘มองเห็น’ และเลือกแนะนำได้

 

โจทย์ที่ตามมาคือ แบรนด์จะหลีกเลี่ยงความจำเจของ AI ที่มักแนะนำกลยุทธ์คล้ายคลึงกัน (Bias) ได้อย่างไร เพราะหาก AI หลายตัวมีตรรกะใกล้กัน แบรนด์ที่ไม่มีจุดแตกต่างที่ชัดเจนพอ ก็เสี่ยงถูกแทนที่ด้วยคู่แข่งในการแนะนำของ AI

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่ทำให้ Product Life Cycle สั้นลงอย่างมหาศาล จากการออกสินค้าใหม่ที่ใช้เวลาเป็นปี เหลือเพียงหลักชั่วโมง ก็ทำให้ความจดจำของแบรนด์ลดลงไปด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจจึงต้องนำ Performance Marketing ที่เน้นสร้างยอดขายฉับไว มาทำงานควบคู่กับ Brand Building ที่สร้างความผูกพันระยะยาว เพื่อไม่ให้สินค้าถูกลืมไปพร้อมวงจรผลิตภัณฑ์ที่หมุนไว

 

กลยุทธ์ ‘Lipstick Effect’ และ 5 กุญแจรับมือ

 

ในวันที่โลกผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ MAT มองว่านักการตลาดต้องนำหลักการ ‘Lipstick Effect’ มาใช้ คือการสร้างความสุขเล็กๆ ที่คุ้มค่าต่อใจ (High Emotional Value) ให้ผู้บริโภคในช่วงลำบาก โดยเน้นการสื่อสารผ่าน Nano หรือ Micro-Influencer ที่สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระแส มากกว่าการทุ่มงบโฆษณาเพียงอย่างเดียว

 

MAT ยังสรุป 5 กุญแจที่องค์กรต้องปรับตัวสำหรับการตลาดยุคใหม่

 

  1. Balance Strategic รักษาสมดุลระหว่างยอดขายระยะสั้นและการสร้างแบรนด์ระยะยาว
  2. Human is the Differentiator ใช้ AI เป็นเครื่องมือ แต่ใช้ Human Insight สร้างความแตกต่าง
  3. Understand Augmented Human เข้าใจกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคที่มีเทคโนโลยีเสริมศักยภาพ
  4. Stay Adaptive ปรับตัวให้ทันต่อความผันผวนของโลกและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไว
  5. Deep Value Creation สร้างคุณค่าธุรกิจจากความเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างถ่องแท้

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือมุมมองว่าอนาคตของการตลาดอาจไม่ได้เดินไปสู่ Marketing 8.0 แบบที่หลายคนคาดเดา แต่อาจเป็นการรีเซ็ตกลับไปทำความเข้าใจมนุษย์ใหม่ภายใต้แนวคิด ‘Marketing 0.1’ หรือ ‘Customer 0.1’ เพราะผู้บริโภคยุคนี้มีหลายตัวตนในแต่ละแพลตฟอร์ม และพฤติกรรมไม่สามารถอธิบายด้วย Demographic แบบเดิมได้ การตลาดจึงต้องเข้าใจมนุษย์รายบุคคลในแต่ละบริบทของชีวิตและแพลตฟอร์มที่ต่างกัน

 

มุมที่ MAT ทิ้งท้ายไว้คือ แม้ AI จะเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์ได้ดีเพียงใด แต่ยังไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ชีวิต, ค่านิยม และทัศนคติ (Value & Attitude) ของมนุษย์ได้ทั้งหมด แบรนด์ที่หาช่องว่างและสร้างคุณค่าในมุมนี้ได้ จึงมีแนวโน้มเป็นผู้ชนะในระยะยาว

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

The post หมดยุคทำการตลาดกับคน? เจาะลึก Marketing 7.0 เมื่อแบรนด์ต้องหาวิธีทำให้ ‘AI’ มองเห็น ในวันที่ซื้อสินค้าแทนลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัดริบบิ้น 19 มิ.ย.! CLICX นำร่อง Virtual Bank รายแรกของไทย ผนึกฐานข้อมูล 3 ยักษ์ใหญ่ดักทางหนี้เสีย ย้ำไม่ได้ Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม https://thestandard.co/clicx-virtual-bank-thailand-launch/ Thu, 28 May 2026 01:39:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1211672 ภาพประกอบการเปิดตัว CLICX Virtual Bank รายแรกของไทย

CLICX ประกาศเป็น Virtual Bank รายแรกของไทยที่จะเปิดให้บ […]

The post ตัดริบบิ้น 19 มิ.ย.! CLICX นำร่อง Virtual Bank รายแรกของไทย ผนึกฐานข้อมูล 3 ยักษ์ใหญ่ดักทางหนี้เสีย ย้ำไม่ได้ Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเปิดตัว CLICX Virtual Bank รายแรกของไทย

CLICX ประกาศเป็น Virtual Bank รายแรกของไทยที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ สวนทางอีก 2 รายซึ่งรับใบอนุญาตเช่นกันได้ขอเลื่อนเปิดดำเนินงานออกไปก่อน โดยย้ำว่า การเข้ามาครั้งนี้ไม่ได้ Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม แต่เป็นการเติมเต็มระบบการเงินไทยผ่านการเข้าหากลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้

 

 

“ความแตกต่างที่สำคัญของ Virtual Bank ของเราคือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ การที่เราไม่มีสาขาให้บริการ ทำให้เราสามารถบริหารจัดการต้นทุนและนำเม็ดเงินไปมุ่งเน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและระบบข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) ระบุ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ฟีเจอร์แรกที่เปิดตัวคือ ‘เลขบัญชีเลือกได้’

 

แม่ทัพของ CLICX ฉายมุมมองว่า ในการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ของ CLICX นั้น จะตอบโจทย์ผู้คนในยุคปัจจุบันด้วยการผสานพลังของข้อมูล, เทคโนโลยี และความเข้าใจในตัวลูกค้า เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่บังคับให้ลูกค้าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ผลิตภัณฑ์จะเข้าไปเชื่อมต่อและเอื้ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันแทน

 

ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เงินฝากได้ศึกษามาอย่างยาวนานและพบว่า ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่เสมอไป จึงได้เตรียมเปิดตัวโซลูชันการออมเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การมอบสิทธิประโยชน์อินเทอร์เน็ตฟรี หรือรับฟรีกาแฟจาก Café Amazon เมื่อออมเงินกับ CLICX

 

กระนั้นฟีเจอร์แรกที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการกลับเป็นเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘เลขบัญชีเลือกได้’ ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือก หรือกำหนดเลขบัญชีของตัวเองได้ ‘เป็นครั้งแรกของธนาคารไทย’ ตามที่ CLICX ระบุ ไม่ว่าจะเป็นเลขมงคลตามความเชื่อ รวมถึงการเลือกเลขบัญชีให้ตรงกับ 7 หลักท้ายของเบอร์โทรศัพท์ หรือ เลข 4 หลักท้าย โดยจะเปิดให้จองในวันที่ 2 มิถุนายนนี้

 

ใช้ฐานข้อมูล 50 ล้านรายมาวิเคราะห์

 

ในมุมของ CLICX นั้นหนึ่งในปัญหาหลักและอุปสรรคสำคัญที่ลูกค้ามักเผชิญคือความไม่พร้อมด้านเอกสารทางการเงิน จึงวางแผนแก้ไขโจทย์นี้ด้วยการใช้ ‘ข้อมูลทางเลือก’ จากฐานข้อมูลพันธมิตร (ภายใต้ความยินยอมของลูกค้า) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ทั้งธนาคารกรุงไทย (KTB), แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS), และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ที่รวมแล้วกว่า 50 ล้านราย

 

เป้าหมายหลักของ CLICX ในระยะแรกคือ กลุ่มลูกค้ารายย่อย ธุรกิจ SME ขนาดย่อม และกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หรือยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 63% ยังอยู่ในกลุ่มที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างไม่เต็มศักยภาพ และยังมีคนไทยอีกกว่า 80% ที่มีเงินสำรองฉุกเฉินในการดำรงชีพได้ไม่เกิน 6 เดือน

 

“แม้ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีความเปราะบาง แต่หากข้อมูลสามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขามีศักยภาพในการสร้างรายได้ เราก็พร้อมที่จะให้การส่งเสริม โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางเลือกที่ครอบคลุมเหล่านี้ จะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่ธนาคารดั้งเดิมอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เราสามารถป้องกันและบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและเข้าใจลูกค้า”

 

สำหรับกลยุทธ์ในช่วงเริ่มต้นของการให้บริการ CLICX จะให้ความสำคัญสูงสุดกับความเสถียรของระบบและความลื่นไหลในการใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร โดยยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสากล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาระบบล่ม โดยได้นำบทเรียนและประสบการณ์การบริหารจัดการจากธนาคารกรุงไทยมาพัฒนาต่อยอด

 

ยอมรับเรื่องทำ ‘กำไร’ เป็นเรื่องท้าทาย

 

เพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพจึงวางแผนทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ โดยจะเริ่มต้นจากบริการเงินฝากที่ให้อิสระในการเปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 10 บาท และจะทยอยเปิดตัวบริการสินเชื่อในระยะถัดไป โดยยังขอไม่ระบุถึงเป้าหมายฐานลูกค้า, อัตราดอกเบี้ยซึ่งระบุว่า “จะเป็นไปตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย และใกล้เคียงกับธนาคารอื่นๆ” แต่ก็ยอมรับว่า ความท้าทายอยู่ที่การควบคุมหนี้เสีย

 

เมื่อถูกถามว่า Virtual Bank หลายแห่งเปิดมา 10 ปียังทำกำไรได้ยาก นั้นซีอีโอของ CLICX ได้ตอบว่า ประเด็นเรื่องการทำกำไร ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่ทีมงานต้องกลับมาวางแผนอย่างรอบคอบว่าการลงทุนไปนั้นจะส่งผลหรือสร้างผลตอบแทนอย่างไร แน่นอนว่าในการทำธุรกิจย่อมต้องมองถึงจุดคุ้มทุนเป็นเรื่องปกติ แต่ในระยะเริ่มต้นนี้ต้องการมุ่งเน้นไปที่การทำระบบการเงินของเราให้มีความเสถียร และสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้คนได้จริงเป็นอันดับแรก

 

ส่วนความชัดเจนเรื่องเป้าหมายหรือจุดคุ้มทุนนั้น เนื่องจากในปัจจุบันเราอยู่ในขั้นตอนการวางแผนและยังไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้งานจริง การคาดการณ์ตัวเลขจึงยังเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก แต่หากเปิดให้บริการไปแล้วระยะหนึ่งประมาณ 2-3 เดือน และเริ่มเห็นข้อมูลการใช้งานของลูกค้าจริง จะช่วยให้การคาดการณ์เป้าหมายต่างๆ มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพทั้งหมดในปีนี้

 

สุพร ย้ำว่า “การก้าวเข้ามาของเราไม่ได้มุ่งหวังที่จะเข้ามา Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม แต่เรามุ่งหวังที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินไทย” พร้อมทั้งสร้างความคุ้มค่าและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เพื่อดูแลกลุ่มคนที่ธนาคารในระบบปัจจุบันอาจยังดูแลได้ไม่ทั่วถึง ให้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพต่อไป

 

อีก 2 รายเปิดไม่ทันตามกำหนด

 

อย่างไรก็ตามเมื่อ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาให้ใบอนุญาตธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่มีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติ 3 รายนั้นว่า ขณะนี้มีผู้ขอจัดตั้งธนาคารไร้สาขา 2 รายได้ยื่นขอผ่อนผันการจัดตั้งออกไปอีก 1 ปี เป็นภายใน 19 มิถุนายน 2570 จากเดิมตามประกาศกระทรวงการคลังกำหนดว่า จะต้องเปิดดำเนินการภายใน 19 มิถุนายน 2569 นี้

 

โดยผู้ขอจัดตั้ง Virtual Bank 2 รายที่ขอเลื่อนเปิดดำเนินการไป สมชายกล่าวว่า 1 รายคาดว่าจะมีความพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2569 นี้ และอีก 1 รายคาดว่า จะมีความพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2570 ซึ่ง

 

ปัจจุบันนั้นมีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติขอจัดตั้ง Virtual Bank ทั้ง 3 รายได้แก่

 

  • ธนาคาร CLICX (คลิกซ์) ภายใต้ความร่วมมือ KTB, AIS และ OR
  • ธนาคาร BankX (แบงก์เอกซ์) ภายใต้ความร่วมมือของ SCBX ซึ่งถือหุ้น 90%, KakaoBank และ WeBank
  • ธนาคาร Ascend Bank ภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท ACM Holding จำกัด และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต

 

สำหรับ ACM Holding เป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ซึ่งขณะนี้มีประเด็นที่ต้องติดตามในการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะเกิดขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เกี่ยวกับ การพิจารณาในหลักการว่าจะให้ Counter Service Thai Smart Card และ CP Axtra เข้ามาอยู่ในกลุ่มธุรกิจทาง การเงินฯ ของ ACMH หรือไม่นั้น เป็นการดำเนินการตามกระบวนการซึ่งไม่รวมถึงธุรกิจหลักในด้านค้าปลีก ค้าส่ง และธุรกิจอื่นๆ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นในที่สุดตาม หลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์และคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

สื่อนอกเผยรอยร้าวในกลุ่มทุนใหญ่

 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า บมจ.ซีพี ออลล์ (CP ALL) ผู้ให้บริการร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศไทย ได้แสดงความคัดค้านต่อแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจการเงินที่ผลักดันโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย CPALL มีกำหนดจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันศุกร์นี้เพื่อลงมติเกี่ยวกับแผนการปรับโครงสร้างที่เสนอมา

 

ศูนย์กลางของข้อพิพาทนี้คือแผนการลงทุนในธุรกิจธนาคารดิจิทัลของ CP Group เมื่อปีที่แล้ว หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มอบใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) 3 แห่งแรกให้กับ CP และกลุ่มร่วมทุนอีก 2 กลุ่ม โดยในฐานะเงื่อนไขการเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว ธนาคารกลางกำหนดให้ผู้สมัครต้องรวมการดำเนินงานด้านการเงินเข้าด้วยกัน และแยกออกจากธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการเงิน เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์

 

อย่างไรก็ตาม CPALL มีบริษัทย่อยด้านการเงิน 3 แห่ง และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล CP Group จึงพยายามที่จะแยกบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งออกจาก CPALL และนำไปรวมไว้ภายใต้ ACM Holding ซึ่งเป็นบริษัทด้านการเงินของกลุ่มเอง

 

ตัวอย่างเช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งเป็นหนึ่งในสามบริษัทย่อย ให้บริการรับชำระเงินที่ร้าน 7-Eleven และมีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับ CPALL บริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งสร้างผลกำไรรวมกันประมาณ 20% ของผลกำไรทั้งหมดของ CPALL การถอดบริษัทย่อยเหล่านี้ออกไปจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัท

 

ในการประชุมวันศุกร์นี้ การอนุมัติข้อเสนอดังกล่าวต้องได้รับคะแนนเสียง 75% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม บริษัทในเครือ CP Group ซึ่งถือหุ้นรวมกัน 36.2% ใน CPALL ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

 

อ้างอิง:

The post ตัดริบบิ้น 19 มิ.ย.! CLICX นำร่อง Virtual Bank รายแรกของไทย ผนึกฐานข้อมูล 3 ยักษ์ใหญ่ดักทางหนี้เสีย ย้ำไม่ได้ Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% https://thestandard.co/ferrari-ev-luce-jony-ive-stock-drop/ Wed, 27 May 2026 12:19:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1211628 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari Luce สีแดง

Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟ […]

The post Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari Luce สีแดง

Ferrari ผู้ผลิตรถสปอร์ตหรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในประวัติศาสตร์ภายใต้ชื่อ ‘Luce’ (ลูเช) ที่แปลว่า ‘แสง’ ในภาษาอิตาลี โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 5.5 แสนยูโร (ประมาณ 20.9 ล้านบาท) แต่การเปิดตัวกลับไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีนัก เมื่อทั้งนักลงทุนและแฟนรถต่างผิดหวัง จนหุ้นของบริษัทร่วงเกือบ 8% ในตลาดมิลาน และกว่า 5% ในตลาดนิวยอร์ก

 

 
 

บทวิเคราะห์จาก Bloomberg ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่มาพร้อมกับการทำ Ferrari ที่เป็นรถไฟฟ้า แม้ Luce จะเร็ว หายาก และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แต่ก็เป็นการขอให้ผู้ซื้อยอมรับรถที่ไร้ทั้งเสียงคำราม แรงสั่นสะเทือน และพละกำลังของเครื่องยนต์ ซึ่งเคยเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตราม้าลำพองมีมูลค่ามหาศาล

 

 

 

โดย Bloomberg เปรียบเทียบว่า สำหรับคนที่ยังกังขา การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเหมือนแชมเปญที่ปราศจากแอลกอฮอล์ ที่แม้ฉลากจะเหมือนเดิม แต่ต้องพิสูจน์ว่ายังให้ความรู้สึกแบบเดิมได้หรือไม่

 

ดีไซน์สุดล้ำฝีมือ Jony Ive ที่แฟนๆ ไม่ปลื้ม

 

จุดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือรูปลักษณ์ของ Luce ซึ่งออกแบบโดย โจนี ไอฟ์ (Jony Ive) อดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Apple ผ่านบริษัท LoveFrom ที่เขาก่อตั้งร่วมกับ มาร์ก นิวสัน โดยรถสปอร์ตอิตาลีนั้นขึ้นชื่อเรื่องการเปลี่ยนโลหะให้เป็นงานศิลปะมานาน ด้วยฝีมือการหล่อ ขึ้นรูป และปั้นแต่งตัวถัง แต่ Luce กลับมีเส้นสายที่ลื่นและกลมมนกว่า จนดูเหมือนอุปกรณ์ไฮเทคระดับพรีเมียมที่ติดตราม้าลำพอง มากกว่าจะเป็นรถสปอร์ตที่มีเครื่องยนต์ทรงพลังซ่อนอยู่

 

แฟรงก์ สตีเฟนสัน นักออกแบบผู้เคยฝากผลงานทั้ง Ferrari F430 และ McLaren P1 วิจารณ์ว่า Luce ขาดความประณีตของตัวถังที่ปั้นแต่งด้วยมือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์คาร์อิตาลี และ “ดูไม่เหมือน Ferrari ที่แท้จริง” ขณะที่ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ เอสซิก หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ AIR Capital ระบุเจาะจงกว่านั้นว่ารูปลักษณ์ของรถดูเหมือน “ลูกผสมระหว่าง Honda Accord ไฟฟ้า กับ Tesla Model 3”

 

อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับบนโซเชียลมีเดียก็แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน ตั้งแต่ที่บอกว่า “ส่งไปกองขยะได้เลย” ไปจนถึง “งานออกแบบชั้นครู” ด้าน ฟลาวิโอ มันโซนี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบของ Ferrari ยอมรับว่าแนวคิด Ferrari ไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่นั้น ‘สร้างความเห็นแตกต่าง’ แต่เชื่อว่าผู้คนจะเริ่มชื่นชมมันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ลายเซ็นของไอฟ์ยังปรากฏในการออกแบบภายใน โดยตัวถังครึ่งบนและส่วนประกอบหลายชิ้นของ Luce ทำจากกระจกที่ส่วนใหญ่มาจาก Corning ผู้ผลิตกระจกสัญชาติสหรัฐฯ ขณะที่หน้าจอเลือกใช้เทคโนโลยี OLED เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าจอทั่วไป แต่ยังคงพวงมาลัย, ปุ่ม และคันโยกแบบดั้งเดิมไว้

 

ซึ่งจอห์น เอลคานน์ ประธานของ Ferrari ย้ำว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นความผิดพลาดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทำมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

แรงจัดแต่วิ่งไม่ไกล ปริศนาของ Ferrari ไฟฟ้า

 

ในแง่สมรรถนะ Luce ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ตัวละ 1 ล้อ ทำให้เร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาราว 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดเกิน 190 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อีกทั้งยังเป็น Ferrari รุ่นแรกที่มี 5 ที่นั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบส่งกำลังแบบเครื่องยนต์ดั้งเดิมทำไม่ได้

 

ทว่าจุดที่ชวนตั้งคำถามคือระยะทางวิ่ง แม้ Luce จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 122 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งใหญ่กว่าที่ Mercedes-Benz ใช้ใน G-Class ไฟฟ้า และที่ BMW ใส่ในลิมูซีน i7 แต่กลับวิ่งได้เพียงราว 330 ไมล์ (ราว 530 กิโลเมตร) ตามมาตรฐาน WLTP ของยุโรป ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นใหม่ของ BMW และ Volvo ที่วิ่งได้เกิน 500 ไมล์ (ราว 800 กิโลเมตร)

 

โดย Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า การขับ Ferrari แบบเร่งสุดแรงและขับเร็วต่อเนื่องเป็นระยะทางไกล ล้วนรีดพลังแบตเตอรี่อย่างหนัก ทำให้จากเดิมที่ผู้ขับเคยจ้องมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ต่อไปอาจต้องคอยลุ้นเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่เหลือแทน

 

Ferrari พยายามชดเชยเสียงเครื่องยนต์ที่หายไป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ ด้วยการติดตั้งระบบขยายเสียงภายนอก (External Amplification System) ที่นำเสียงจริงจากเพลาไฟฟ้ามาขยายแล้วปล่อยออกสู่ภายนอกรถ ทั้งยังเปิดเสียงนี้ในห้องโดยสารได้เมื่ออยู่ในโหมดสมรรถนะ เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสถึงการตอบสนองของรถ โดยบริษัทเปรียบแนวทางนี้กับกีตาร์ไฟฟ้า

 

เดิมพันครั้งใหญ่ ท่ามกลางคู่แข่งที่ถอยทัพ

 

แม้จะเสี่ยง แต่ Ferrari ก็มีเหตุผลที่ต้องเดินหน้า เพราะกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ กำลังจำกัดพื้นที่ของเครื่องยนต์สันดาปลงทุกที แม้แต่ Ferrari เองก็ต้องเตรียมรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยเขตปลอดมลพิษและกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่ที่หันมาเลือก EV

 

ประธานของ Ferrari ระบุว่าบริษัทมองการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นโอกาสในการทดลองสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การเดินหน้าครั้งนี้สะท้อนผ่านการตัดสินใจครั้งสำคัญ เมื่อ Ferrari ดึงตัว เบเนเดตโต วินญา อดีตผู้บริหารจากวงการไมโครชิป มานั่งเก้าอี้ซีอีโอในปี 2022 เพื่อนำทัพสู่ยุคไฟฟ้า โดยวินญาเล่าว่าตอนที่เขาเข้ามา “พนักงานต่างหวาดกลัวที่จะทำรถไฟฟ้า” พร้อมย้ำว่าบริษัทจะหยุดอยู่กับความสำเร็จในอดีตไม่ได้ แต่ต้องเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม

 

ที่น่าสนใจคือ Ferrari เดินหน้าลุย EV สวนทางกับคู่แข่งที่พากันชะลอแผน ทั้ง Lamborghini เพื่อนร่วมชาติที่ล้มเลิกแผนรถสปอร์ตไฟฟ้าหันไปทำไฮบริดแทน และ Porsche จากเยอรมนีที่ลดเป้าหมายด้าน EV ลง ท่ามกลางความต้องการที่ซบเซาและการแข่งขันดุเดือดจากแบรนด์จีนที่ผลิตได้เร็วและถูกกว่า

 

Ferrari ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุโรป อาศัยกลยุทธ์การขายรถที่มีความพิเศษเฉพาะตัวสูง ซึ่งช่วยปกป้องบริษัทจากแรงกดดันที่คู่แข่งเผชิญได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาหุ้นของ Ferrari กลับร่วงลงกว่า 30% สอดคล้องกับภาวะซบเซาของแบรนด์หรูทั่วโลก หลังเงินเฟ้อบั่นทอนกำลังซื้อสินค้าระดับบน

 

คำถามที่ยากที่สุดจึงไม่ใช่ว่า Ferrari จะขาย Luce ได้หรือไม่ เพราะบริษัทน่าจะขายได้แน่นอนจากฐานลูกค้าที่ภักดี แต่เป็นคำถามที่ว่าการก้าวสู่โลกไฟฟ้าครั้งนี้จะยิ่งเสริมตำนานของม้าลำพอง หรือค่อยๆ กัดกร่อนมันลงทีละน้อย เพราะเมื่อเครื่องยนต์ที่เคยเป็นหัวใจหายไป ตลาดก็กำลังตั้งคำถามว่ามนตร์เสน่ห์ของ Ferrari จะยังหลงเหลืออยู่มากแค่ไหน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 37.92 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ: Courtesy of Ferrari

 

อ้างอิง:

 

The post Ferrari ไร้เสียงคำรามเป็นครั้งแรก เปิดตัวรถไฟฟ้า ‘Luce’ 20.9 ล้านบาท ดีไซน์ Jony Ive แต่ถูกวิจารณ์ยับ ฉุดหุ้นร่วงเกือบ 8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฟิลิปส์’ เปิดตัวเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ผสานเทคโนโลยี AI รวมศูนย์ข้อมูลผู้ป่วย มอนิเตอร์อาการแบบเรียลไทม์ รับมือวิกฤต ‘หมอ-พยาบาล’ ขาดแคลน 10 ล้านคน https://thestandard.co/philips-patient-monitoring-ai-shortage/ Wed, 27 May 2026 09:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1211523 ภาพเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยของฟิลิปส์ที่ผสานเทคโนโลยี AI

เมื่อพูดถึงฟิลิปส์ (Philips) หลายคนอาจจะนึกถึงแบรนด์เคร […]

The post ‘ฟิลิปส์’ เปิดตัวเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ผสานเทคโนโลยี AI รวมศูนย์ข้อมูลผู้ป่วย มอนิเตอร์อาการแบบเรียลไทม์ รับมือวิกฤต ‘หมอ-พยาบาล’ ขาดแคลน 10 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยของฟิลิปส์ที่ผสานเทคโนโลยี AI

เมื่อพูดถึงฟิลิปส์ (Philips) หลายคนอาจจะนึกถึงแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า คุณภาพสูงจากเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะหลอดไฟ LED และเครื่องโกนหนวด แต่ปัจจุบันฟิลิปส์ได้พลิกโฉมธุรกิจจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า สู่ผู้นำเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก

 

 

ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย (Patient Monitoring) และเทคโนโลยีแสดงผลข้อมูลแบบจำลองภาพผู้ป่วย (Patient Avatars) เพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยที่ดีขึ้น

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเข้าร่วมงาน The Philips APAC Innovation Summit 2026 ซึ่งเป็นงานเสวนาที่อัปเดตนวัตกรรมทางการแพทย์ล่าสุดของฟิลิปส์ ซึ่งจัดที่ประเทศสิงคโปร์

 

ภาพเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยของฟิลิปส์ที่ผสานเทคโนโลยี AI 1

 

สเตฟานี ซีเวอร์ส กรรมการผู้จัดการใหญ่ ฟิลิปส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ฟิลิปส์ขยายธุรกิจเข้าสู่แวดวงการแพทย์ มาจากเทคโนโลยีในหลอดไฟที่ฟิลิปส์จดสิทธิบัตรครั้งแรกในปี 1905 ซึ่งมีกลไกที่เชื่อมโยงกับการทำงานของเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) จึงทำให้บริษัทต่อยอดธุรกิจหลอดไฟมาสู่เทคโนโลยีสุขภาพได้ในที่สุด

 

‘ฟิลิปส์’ ในฐานะบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก มีพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน 2,500 ล้านคนภายในปี 2030 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจโดยโฟกัส 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มธุรกิจเครื่องมือแพทย์สำหรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา (Diagnosis & Treatment) มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 48% ของยอดขาย เป็นธุรกิจที่เน้นการพัฒนาระบบสมาร์ทดีไวซ์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อสนับสนุนการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาแบบแผลเล็ก (Minimally invasive treatment) ครอบคลุมหลายโรค
  • กลุ่มธุรกิจสำหรับการเชื่อมต่อและดูแลผู้ป่วย (Connected Care) มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 28% ของยอดขาย ให้บริการโซลูชันการติดตามผลและกระบวนการทำงานทั้งในโรงพยาบาล ที่พักอาศัย และแบบเคลื่อนที่ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลเชิงลึกของผู้ป่วยแบบรวมศูนย์ เพื่อลดอุปสรรคการรักษาข้ามพื้นที่
  • กลุ่มสุขภาพส่วนบุคคล (Personal Health) มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 21% ของยอดขาย ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์การดูแลส่วนบุคคล เช่น เครื่องโกนหนวด และ แบรนด์แปรงสีฟันไฟฟ้า Sonicare โดยสนับสนุนให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการดูแลตัวเอง

 

ภาพเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยของฟิลิปส์ที่ผสานเทคโนโลยี AI 2

 

และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งเน้นเพียงตัวนวัตกรรม (Product-focus) สู่การนำเสนอโซลูชันระดับเอนเทอร์ไพรส์ ที่เน้นการเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาลแบบครบวงจร

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ฟิลลิปส์หันมาพัฒนาเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย (Patient Monitoring) และเทคโนโลยี แสดงผลข้อมูลแบบจำลองภาพผู้ป่วย (Patient Avatars) เนื่องจากเห็นความท้าทายในวงการสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โดย 66% ของผู้ป่วยต้องเผชิญกับความล่าช้าในการพบแพทย์เฉพาะทาง ในขณะที่ 76% ของบุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียเวลาในการดูแลผู้ป่วย เพราะข้อมูลคนไข้ไม่ครบถ้วนหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ และ บุคลากรทางการแพทย์เกิดภาวะหมดไฟจากภาระงานที่มากเกินไป นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่า ภายในปี 2030 ทั่วโลกจะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ถึง 10 ล้านคน

 

เพื่อรับมือความท้าทายดังกล่าว ระบบสาธารณสุขจึงต้องก้าวสู่ยุคแห่งการเชื่อมต่อข้อมูล การดูผลแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยลดเวลาในการจัดการข้อมูลของบุคลากรทางการแพทย์

 

เครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยอัตโนมัติ ลดภาระหมอ-ค่ารักษาผู้ป่วย

 

เครื่องติดตามสัญญาณชีพแบบเดิมมีข้อจำกัดทั้งการแสดงผลข้อมูลแบบกระจัดกระจาย (Fragmented Data) และการบันทึกข้อมูลแบบทำด้วยมือ หรือระบบที่ไม่เชื่อมโยงกัน ทีมแพทย์จึงไม่สามารถมองเห็นแนวโน้มอาการทรุดของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ทำให้การรักษาล่าช้า

 

เครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย (Patient Monitoring) ของฟิลิปส์ จึงผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับแพลตฟอร์มแบบเปิด เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วยจากแต่ละแผนกภายในโรงพยาบาล ทั้งภายในแผนก ระหว่างแผนก เข้ากับเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงผู้ป่วย โดยข้อมูลผู้ป่วยจะถูกเชื่อมต่อตั้งแต่บนรถพยาบาลมาจนถึงแผนกฉุกเฉิน (ER) ครอบคลุมตั้งแต่การเข้ารับการรักษาและทำหัตถการจนไปถึงวอร์ดพักฟื้นผู้ป่วย และการติดตามอาการที่บ้าน พร้อมระบบแจ้งเตือนแนวโน้มอาการล่วงหน้า

 

โดยผสานการทำงานจากศูนย์กลางควบคุมและประสานงาน (Enterprise Command and Care Coordination Center) เข้ากับเวิร์กโฟลว์พยาบาล ช่วยให้แพทย์สามารถสนับสนุนการรักษาได้จากระยะไกล โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่จริง เพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่และรักษาความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากสามารถมองเห็นเชิงลึกด้านคลินิกผู้ป่วยในภาพรวมได้ในจุดเดียว

 

ภาพเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยของฟิลิปส์ที่ผสานเทคโนโลยี AI 3

 

จากการรวบรวมสถิติโรงพยาบาลที่ใช้งานเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยอัตโนมัติ พบว่าช่วยลดระยะเวลาในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ลงได้ถึง 69% พร้อมลดค่าใช้จ่ายรวมในการรักษาพยาบาลได้ประมาณ 1,770 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6 หมื่นบาท) ต่อผู้ป่วยหนึ่งราย

 

นอกจากนี้ ฟิลิปส์ยังได้นำเทคโนโลยี Patient Avatar มาใช้เพื่อแสดงผลข้อมูลผู้ป่วยที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายผ่านแบบจำลองร่างกายผู้ป่วย ซึ่งหากผู้ป่วยมีความผิดปกติเจ้าหน้าที่ก็จะสามารถรู้ได้อย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในห้องผ่าตัด

 

ภาพเครื่องติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยของฟิลิปส์ที่ผสานเทคโนโลยี AI 4

 

APAC มีโอกาสเป็นฮับการแพทย์ของโลกในยุค AI มากแค่ไหน

 

สเตฟานีให้มุมมองว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) มีความโดดเด่นด้านการเปิดรับเทคโนโลยีและ AI อย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ประกอบกับความต้องการด้านการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและบุคลากร ส่งผลให้ AI และการเชื่อมต่อเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระบบ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย

The post ‘ฟิลิปส์’ เปิดตัวเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ผสานเทคโนโลยี AI รวมศูนย์ข้อมูลผู้ป่วย มอนิเตอร์อาการแบบเรียลไทม์ รับมือวิกฤต ‘หมอ-พยาบาล’ ขาดแคลน 10 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ https://thestandard.co/thais-cut-social-image-costs-economic-crisis/ Tue, 26 May 2026 09:14:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1211146 ภาพกราฟิกแสดงถึงการลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปี 2569 กลายเป็นหัวข้อที่คนไทยระ […]

The post เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงถึงการลดค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดีย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวในปี 2569 กลายเป็นหัวข้อที่คนไทยระบายและถกเถียงกันหนาแน่นบนโซเชียลมีเดีย ทั้งราคาน้ำมัน, ค่าครองชีพ และความกังวลเรื่องการตกงาน โดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) เก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 พบการพูดถึงประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจสูงถึง 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ จาก 254,800 โพสต์

 

 

เมื่อแยกตามประเด็น ราคาน้ำมันถูกพูดถึงมากที่สุดที่ 163,000 โพสต์ สร้างเอนเกจเมนต์ 15.7 ล้านครั้ง ตามด้วยค่าครองชีพและของแพง 49,700 โพสต์ (4 ล้านเอนเกจเมนต์) และประเด็นการตกงานและเลิกจ้าง 42,100 โพสต์ (893,067 เอนเกจเมนต์) โดยการพูดถึงทุกประเด็นพุ่งขึ้นพร้อมกัน 33-36% หลังช่วงสงกรานต์

 

ในแง่แพลตฟอร์ม Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักด้วยสัดส่วน 55.2% ของข้อความทั้งหมด ตามด้วย Instagram 22.7%, YouTube 8.7% และ TikTok 4.9% ซึ่งแม้ TikTok จะมีจำนวนโพสต์น้อยที่สุด แต่กลับสร้างการมีส่วนร่วมสูงเมื่อเทียบกับจำนวนโพสต์ สะท้อนบทบาทในการขยายกระแสได้รวดเร็ว

 

3 ประเด็นที่คนไทยกังวลมากที่สุด

 

ประเด็นแรกคือค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นในภาพรวม ซึ่งเป็นความกังวลที่กว้างที่สุด ด้วยเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงกว่า 65% เนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนความกังวลต่อราคาอาหารที่ปรับขึ้นแต่ปริมาณและคุณภาพลดลง, ค่าไฟที่ขึ้นรอบใหม่ และค่าใช้จ่ายประจำวันที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้เท่าเดิม จนเกิดความรู้สึกติดกับดักและไร้ทางออกที่สะท้อนผ่านโพสต์ไวรัลจำนวนมาก

 

ประเด็นที่สองคือความกังวลเรื่องการถูกเลิกจ้างและตกงาน ที่มีเอนเกจเมนต์กว่า 893,067 ครั้ง และมี Sentiment เชิงลบสูงถึง 72% ผ่านแฮชแท็ก #ตกงาน, #เลิกจ้าง และ #วิกฤตเศรษฐกิจ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การเปิดโปงนายจ้างที่บีบให้พนักงานลาออกเองเพื่อตัดสิทธิ์ค่าชดเชย ไปจนถึงความกังวลส่วนตัวของคนทำงานที่เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ โดยหลายคนยอมรับว่ามีเงินสำรองเพียงพอแค่ 1-2 เดือนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

 

ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ด้านการเงินส่วนบุคคล ทั้งวิธีเก็บเงิน, การฝากเงิน และการลงทุนเพื่อเกษียณ ก็เพิ่มขึ้นบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนความต้องการหาทางออกในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัวและการหางานใหม่ยากขึ้น โดยอาชีพอิสระอย่างไรเดอร์และงานขนส่งก็ได้รับผลกระทบ เมื่อต้องแบกต้นทุนสูงขึ้นแต่รายได้กลับลดลง

 

ประเด็นที่สามคือราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งมี Sentiment เชิงลบที่ 58% โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25-40 ปี อุปสรรคหลักคือการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งเงินดาวน์ไม่พอและรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ธนาคาร และแม้กู้ได้ ภาระผ่อนก็หนักขึ้นตามดอกเบี้ย ส่วนฝั่งผู้เช่าก็เจอค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจนต้องย้ายไปที่พักเล็กลงและไกลจากที่ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง

 

Gen X จาก ‘สร้าง’ สู่ ‘ปกป้อง’

 

นอกจากการวัดเสียงบนโซเชียล Wisesight ยังใช้เทคโนโลยี Virtual Persona หรือ Synthetic Research ที่สร้างจากกลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y และ Gen Z รุ่นละ 30 คน เพื่อคาดการณ์ว่าวิกฤตจะหล่อหลอมพฤติกรรมแต่ละเจเนอเรชันอย่างไร

 

กลุ่ม Gen X อายุ 46-61 ปี มี 80% ที่ระบุว่ากังวลต่อเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่กังวลจริงคือความมั่นคงระยะยาวที่สร้างมาทั้งชีวิตอาจสั่นคลอน โดยเฉพาะแผนเกษียณที่อาจต้องเลื่อน บวกกับภาระของ ‘Sandwich Generation’ ที่ต้องแบกทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ไปพร้อมกัน

 

เมื่อต้องลดภาระ กลุ่มนี้เลือกลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคมก่อน เช่น ชะลอเปลี่ยนรถ, งดซื้อสินค้าแบรนด์เนม และลดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่วนสิ่งที่ไม่ยอมลดคือประกันสุขภาพของพ่อแม่และตัวเอง, ค่าเทอมลูก และเครือข่ายคอนเนคชันทางสังคมและธุรกิจที่มองว่าเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้ยังมีอำนาจต่อรอง ควบคู่กับแผนการเงินเชิงรุก เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่และเคลียร์พอร์ตลงทุนเสี่ยงสูง สะท้อนการเปลี่ยนโหมดจากการเติบโตสู่การปกป้องสินทรัพย์อย่างเป็นระบบ

 

ขณะที่อีก 20% ที่ไม่กังวล กลับมองวิกฤตเป็น ‘โอกาสทอง’ ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้งรวมถึงต้มยำกุ้งปี 2540 คนกลุ่มนี้ใช้คำอย่าง ‘ช่องโหว่’ และ ‘เกมที่ต้องเล่นให้ชนะ’ มองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ราคาถูก และมองว่าวิกฤตเป็นเครื่องคัดกรองคนที่ไร้ประสิทธิภาพออกไป สะท้อนความต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกัน ระหว่างกลุ่มที่มุ่งป้องกันความเสี่ยงกับกลุ่มที่มุ่งสร้างโอกาส

 

Gen Y ระหว่าง ‘สร้างอนาคต’ กับ ‘รอดในระบบที่เอียง’

 

Gen Y อายุ 30-34 ปี ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อคนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระที่พบบ่อยคือการใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์, ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย, เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนซื้อ, ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้ และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์

 

สิ่งแรกที่กลุ่มนี้พร้อมตัดคือค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างคอนเทนต์โซเชียลที่พวกเขาเรียกว่า ‘ภาระเปลือกนอก’ เช่น งดเที่ยวเพื่อถ่ายรูป หรือลดการไปร้านอาหารแพงเพื่อเช็กอิน รองลงมาคือ Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง ตามด้วยการชะลอซื้อแกดเจ็ตและลดความถี่เดินทางต่างประเทศ

 

เหล่านี้สะท้อนความคิดที่เปลี่ยนจากการเน้นภาพลักษณ์มาเป็นการเน้นความมั่นคง โดยมองว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือความคล่องตัวทางการเงิน ไม่ใช่การแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย

 

ส่วนเส้นที่ห้ามแตะคือการศึกษาและพัฒนาตนเอง, ประกันสุขภาพและ Wellness, การสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และเงินออมระยะยาว โดยมองว่ากองทุนฉุกเฉิน 3-6 เดือนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่บางส่วนไม่กังวลและมองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสสร้างธุรกิจใหม่ โดยเชื่อว่าคนที่มีทักษะดิจิทัลและ AI จะได้เปรียบในตลาด และใช้ความสามารถในการปรับตัวเป็นอาวุธหลัก

 

Gen Z เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่

 

Gen Z อายุ 14-29 ปี เผชิญความท้าทายที่ต่างจากรุ่นก่อน หลายคนใช้ชีวิตแบบเดือนต่อเดือน ต้องพึ่งพาครอบครัว และมองว่าการมีบ้านหรือสร้างครอบครัวเป็นความฝันที่ห่างไกลขึ้นทุกที โดย 57% ระบุว่ากังวลกับสภาพเศรษฐกิจ

 

ต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นทั้งค่าเช่า, ค่าอาหาร และค่าเดินทาง ไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนรายได้ ทำให้หลายคนต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน บวกกับตลาดแรงงานที่หางานมั่นคงยากขึ้น บางคนเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้หรือต้องทำงานไม่ตรงสาขา ทำให้การวางแผนซื้อบ้าน เกษียณ หรือแม้แต่การออมเงินดูไกลเกินเอื้อม

 

อย่างไรก็ตาม หากต้องลดค่าใช้จ่าย Gen Z เลือกตัดภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโดก่อน เพราะมองว่าเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอิสรภาพทางการเงิน และเน้นรักษาเงินสดและสภาพคล่องไว้รับมือความไม่แน่นอน แทนการผูกตัวเองกับภาระผูกพันที่ยืดเยื้อ

 

ทัศนคตินี้สะท้อนว่า Gen Z ให้คุณค่ากับ ‘อิสรภาพ’ มากกว่า ‘การครอบครอง’ ซึ่งต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มองว่าการมีบ้านหรือรถคือเป้าหมายชีวิต

 

ส่วนอีก 43% ที่ไม่กังวล มองวิกฤตเป็นช่องทางสร้างโอกาส โดยเลือกพัฒนาทักษะวิเคราะห์ข้อมูลและใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สร้างรายได้ที่คนทั่วไปมองข้าม พวกเขาเชื่อว่าในโลกที่ข้อมูลคือทรัพยากรและความสนใจของคนคือสินค้า คนที่เข้าใจกระแสและปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบเสมอ

 

ภาพรวมจากข้อมูลชี้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2569 ซ้อนทับกันหลายมิติ ทั้งค่าครองชีพ, ความมั่นคงในการทำงาน และโอกาสในการมีที่อยู่อาศัย โดยตัวเลข 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์จาก Zocial Eye สะท้อนว่าเสียงของประชาชนดังขึ้นและเร็วขึ้น ขณะที่ข้อมูลจาก Virtual Persona ชี้ว่าเสียงเหล่านั้นกำลังจะแปรเป็นพฤติกรรมจริงที่แตกต่างกันในแต่ละเจเนอเรชัน

The post เมื่อ ‘ค่าสร้างภาพในโซเชียล’ คือสิ่งแรกที่คนไทยยอมตัด Wisesight เผยน้ำมัน-ของแพง-กลัวตกงาน ครองวิกฤตเศรษฐกิจ 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน https://thestandard.co/ev-fire-thailand-hub-law-tech/ Tue, 26 May 2026 06:09:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1211033 ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

แม้รถยนต์ EV จะเป็น ‘พลังงานสะอาด’ และเป็นอนาคตของอุตสา […]

The post รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

แม้รถยนต์ EV จะเป็น ‘พลังงานสะอาด’ และเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก แต่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็ว ยังมีโจทย์ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหลายประเทศกำลังเผชิญ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นผู้บริโภค

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

กรณีของ ‘Volvo’ ในไทย ยิ่งสะท้อนว่า การแข่งขันในตลาด EV วันนี้ อาจไม่ได้วัดกันแค่ยอดขายหรือเทคโนโลยี แต่สังคมกำลังตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัย

 

โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังเร่งตัวเองสู่ ‘ฮับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค’ คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ ฝันใหญ่ของไทยครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากแค่ไหน แต่คือ ไทยพร้อมหรือไม่? กับบททดสอบอุตสาหกรรม EV ที่ ‘ซับซ้อน’ กว่ารถยนต์สันดาปแบบเดิม

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 1

 

EV ไทยโตแรง แต่ ‘กฏหมาย-มาตรฐาน’ ยังวิ่งตามไม่ทัน

 

ณัฐพร บัวแย้ม นักวิชาการด้านนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับวิกฤตซากแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทยกำลัง ‘เร่งตัว’ อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกและนโยบายผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

แต่เบื้องหลังภาพของ ‘พลังงานสะอาด’ อย่ามองรถ EV แค่สะอาดตอนใช้ แต่ความเสี่ยงแบตเตอรี่ และซากขยะ มาตรฐานความปลอดภัย การจัดการซากแบตเตอรี่ และกฎหมายที่ยังตามเทคโนโลยียังตามไม่ทัน

 

ปัจจุบันไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถ EV ตามเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากภาคขนส่งและภาคพลังงานเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของประเทศ

 

“เราเห็นยอดจดทะเบียนรถ EV เติบโตเร็วมาก เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12.56% ภายในเวลาไม่กี่ปี มูฟเมนต์ยอดจองรถ EV ยอดขายในงานมอเตอร์โชว์” ณัฐพร กล่าว

 

แต่หากดูตัวเลขสัดส่วนการเติบโต ถือว่ายัง ‘กระจุกตัว’ อยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (รย.) ขณะที่รถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ายังเติบโตต่ำกว่าที่ควร แม้จะเป็นกลุ่มที่ใช้น้ำมันและปล่อยมลพิษสูง

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ TDRI ตั้งข้อสังเกต คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจไม่ได้ ‘สะอาดจริง’ หากระบบผลิตไฟฟ้ายังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

“ถ้าไฟฟ้าที่เอามาชาร์จ EV ยังมาจากถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ มันอาจเป็นแค่การย้ายบัญชีการปล่อยคาร์บอน จากภาคขนส่งไปอยู่ภาคพลังงานเท่านั้นหรือไม่”

 

โดย Green Transition ต้องเป็น ‘Sustainable Transition’ ด้วย ไม่ใช่สะอาดเฉพาะปลายทางการใช้งาน แต่สร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 2

 

ไทยยังใช้มาตรฐานแบตเตอรี่ EV เดิม แต่โลกไปไกลแล้ว

 

ด้าน อติชาติ โรจนกร เป็นนักวิชาการด้านนโยบายพลังงานและนักวิจัยของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ กรรมการบริหารของ สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) (Thailand Energy Storage Technology Association) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH อีกว่า ไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยรถ EV โดยใช้ มอก. 3026-2563 ซึ่งอ้างอิงจาก UNR100 Revision 2 (สำหรับรถยนต์) และ มอก. 2952-2561 อ้างอิง UNR136 (สำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า)

 

แต่ปัญหาคือ ไทยยังใช้มาตรฐาน UNR100 Revision 2 ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรปขยับไปใช้ Revision 3 แล้ว และจีนกำลังใช้มาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

“Revision 3 จะเพิ่มระบบ Active Safety เช่น ระบบ BMS (Battery Monitoring/Management System) ที่สามารถแจ้งเตือนก่อนแบตเตอรี่เกิด Thermal Runaway หรือไฟไหม้” อติชาติ กล่าว

 

ขณะที่จีนมีมาตรการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle (NEV) Battery Recycling Policy) มี digital identity ซึ่งมีผล 1 เมษายน 2569 และกำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบการเก็บคืนและรีไซเคิลผ่านระบบติดตาม Traceability Platform

 

ล่าสุดยังมีมาตรฐานใหม่ของจีนจะเริ่มบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ กำหนดว่า หลังเกิดความเสียหาย แบตเตอรี่ต้องไม่ลุกไหม้หรือระเบิดภายใน 2 ชั่วโมง

 

“ไทยควรเร่งยกระดับมาตรฐานให้ทันเทคโนโลยี และไม่ควรยึดติดว่ามาตรฐานใดมาจากประเทศไหน หากช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภคได้”

 

บทเรียนไฟไหม้รถ EV กำลังสะท้อน Ecosystem พฤติกรรมผู้ใช้

 

อติชาติ ระบุถึงว่า บทเรียนสาเหตุไฟไหม้รถ EV กรณีเคสดังล่าสุดว่า แม้ไม่อาจทราบถึงปัญหาที่แน่ชัด แต่หากมองภาพปัญหา อาจเกิดได้หลายปัจจัย ทั้งไม่ได้เกิดจากตัวแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบชาร์จไฟ และพฤติกรรมการใช้งาน

 

เช่น การใช้หัวชาร์จไม่ได้มาตรฐาน การชาร์จด้วยกำลังไฟสูงเกินกว่ารถรองรับ หรือการนำรถไปชาร์จกับระบบไฟบ้านเก่าที่ไม่รองรับโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่

 

อธิชาติ ยกตัวอย่างว่า บ้านจำนวนมากในไทยยังเป็นระบบไฟเก่า แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยซื้อรถ EV มาแล้วเสียบชาร์จกับปลั๊กบ้านทันที

 

“คืนแรกที่ชาร์จรถ EV ในบ้าน คือคืนวัดใจของระบบไฟบ้านกันทีเดียว”

 

ฉะนั้น หลายกรณีที่เกิดเพลิงไหม้จริง อาจไม่ได้เกิดจากตัวรถโดยตรง แต่เกิดจากระบบไฟหรืออุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่อย่างไร


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ทำไม ‘ฮอนด้า’ เลือกที่จะปิดไลน์ผลิตรถยนต์ที่ ‘อยุธยา’ ย้ายไปโรงงานปราจีนบุรีที่เดียว สัญญาณนี้กำลังบอกอะไรกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
11 ก.ค. 2567 | 10:57
เปิดชื่อแบรนด์รถยนต์ EV จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เริ่มเดินสายพานปี 2567-2568 กำลังผลิตเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง เปิดชื่อแบรนด์รถยนต์ EV จีน ที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย เริ่มเดินสายพานปี 2567-2568 กำลังผลิตเท่าไร ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง
26 ต.ค. 2566 | 19:36
ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน
18 พ.ค. 2569 | 13:29
ใครคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ของไทยบ้าง ใครคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ของไทยบ้าง
25 มี.ค. 2564 | 19:53

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ’Data Transparency’ หรือความโปร่งใสด้านข้อมูลแบตเตอรี่ โดยปัจจุบันข้อมูลสุขภาพแบตเตอรี่และระบบควบคุมต่างๆ อยู่ในมือผู้ผลิตรถเป็นหลัก ผู้บริโภคหรือหน่วยงานอิสระยังเข้าถึงข้อมูลได้จำกัด

 

“วันนี้ค่ายรถเป็นทั้งผู้ถือข้อมูล และเป็นคนอธิบายว่าตัวเองผิดหรือไม่ ถึงเวลาหรือยังที่รัฐควรมี ‘หน่วยงานกลาง’ บูรณาการข้ามกระทรวง เพื่อตรวจสอบข้อมูลแบตเตอรี่และเหตุเพลิงไหม้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรม EV ในระยะยาว”

 

‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ กับทางแพร่งอุตสาหกรรม EV ไทย

 

เหตุการณ์รถ EV ไฟไหม้ไม่ควรถูกใช้เพื่อสร้างความตื่นตระหนก หรือผลักให้สังคมย้อนกลับไปใช้รถน้ำมัน แต่ควรเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ ของการยกระดับมาตรฐานทั้งระบบ

 

ทั้งการอัปเกรดมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับการขนส่งแบตเตอรี่ การดูแลซากแบตเตอรี่หลังหมดอายุ และการสร้างระบบตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส

 

“คำถามไม่ใช่ว่า EV ดีหรือไม่ดี แต่คือไทยพร้อมแค่ไหนในการรับมือกับเทคโนโลยีที่กำลังโตเร็วกว่ากฎหมาย”

 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือมาตรฐานแบตเตอรี่ EV ในไทยยังไม่ใช่มาตรฐานบังคับโดยตรง

 

ณัฐพรกล่าวว่า ปัจจุบันกรณี แบตเตอรี่ Power Bank ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ยังถูกบังคับให้ต้องมีมอก. แต่แบตเตอรี่รถ EV ซึ่งมีขนาดใหญ่และความเสี่ยงสูงกว่า กลับใช้วิธี ‘บังคับอ้อม’ ผ่านเงื่อนไขการจดทะเบียนรถ

 

“Power Bank ยังเป็น มอก.บังคับ แต่แบตรถ EV ที่ใหญ่กว่าและเสี่ยงกว่า กลับยังไม่ใช่”

 

ไทยควรยกระดับมาตรฐานแบตเตอรี่ EV ให้เป็นมาตรฐานบังคับสำหรับรถทุกประเภท รวมถึงรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถที่ไม่ต้องจดทะเบียน

 

ซากแบตเตอรี่ EV ‘ระเบิดเวลา’ ลูกใหม่ของไทย

 

นอกจากประเด็นความปลอดภัยระหว่างใช้งาน นักวิชาการยังเตือนถึง ‘ภูเขาซากแบตเตอรี่’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้ แบตเตอรี่ EV มีอายุเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปี แต่ในความเป็นจริงอาจเสื่อมเร็วกว่านั้น โดยเฉพาะรถใช้งานหนัก รถน้ำท่วม หรือรถที่เกิดอุบัติเหตุ รถที่ไม่อยู่ในระบบมีอีกมาก

 

ณัฐพร ระบุว่า ไทยยังไม่มี Roadmap ชัดเจนในการจัดการซากแบตเตอรี่ EV ทั้งระบบ ทั้งการติดตาม การรีไซเคิล และความรับผิดชอบของผู้ผลิต

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 3

 

“ยุโรปมี Battery Passport (EU Battery Regulation) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ไปจนถึงการรีไซเคิลและการใช้วัสดุหมุนเวียน แต่ไทยยังไม่มีแม้แต่ฐานข้อมูลซากแบตเตอรี่ที่ชัดเจน”

 

หากไม่มีระบบจัดการที่ดี ไทยอาจเผชิญปัญหาขยะอันตรายขนาดใหญ่ในอนาคต เพราะแร่สำคัญในแบตเตอรี่ EV เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล ล้วนเป็นสารที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและไทยพึ่งพาการนำเข้า 100% ซึ่งยังไม่นับรวมปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความปั่นป่วนของนโยบายโดนัล ทรัมป์ ที่แสวงหาแหล่งผลิตแร่หายาก ซึ่งอนาคตอาจหายาก แพง และไม่แน่นอน

 

“เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายกับมาตรฐานยังเป็นเต่า”

 

พร้อมเสนอให้ไทยใช้กฎหมาย ‘EPR’ (Extended Producer Responsibility) ยึดหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ให้ผู้ผลิตต้องรับคืนและจัดการซากแบตเตอรี่ที่ขายออกไป

 

“อย่ารอให้เกิดความสูญเสียก่อนค่อยแก้มาตรฐาน ไม่อยากให้รัฐสะดุดขาตัวเอง”

 

นักวิชาการทั้งสองเห็นตรงกันว่า ปัญหาสำคัญของไทย คือ “เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมาย ตอนนี้เทคโนโลยีเป็นกระต่าย แต่กฎหมายกับมาตรฐานยังเป็นเต่า”

 

ดังนั้นหลังจากนี้ เสนอให้รัฐเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย EV เพิ่มความโปร่งใสด้านข้อมูล ตรวจสอบได้

 

ขอให้คณะทำงานบอร์ด EV ซึ่งมีหลายหน่วยงาน อาทิ BOI กระทรวงอุตสาหกรรม มองถึงประเด็นนี้ให้มากขึ้น และวางระบบจัดการซากแบตเตอรี่ครบวงจร ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

 

พร้อมย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่การต่อต้าน EV แต่คือการทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ปลอดภัยและยั่งยืนจริง

 

“อย่าให้ EV สะอาดแค่ตอนใช้ แต่สกปรกตอนจบ แล้วกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต” ณัฐพร กล่าว

 


ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 4

 

กูรูยานยนต์มองบทพิสูจน์ ‘ความเชื่อมั่น’ แบรนด์

 

ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า สืบเนื่องจากกรณีรถยนต์วอลโว่ รุ่น EX30 (รถยนต์ไฟฟ้า) และ XC 60 (รถปลั๊กอินไฮบริด) เกิดเหตุไฟไหม้ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นกับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

 

“ผมมองว่าเป็นการเรียกความเชื่อมั่นการใช้รถไฟฟ้าในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากเมื่อมีปัญหาเกิดเหตุเพลิงไหม้ ทางบริษัทวอลโว่ ก็ได้เข้ามาดำเนินการจัดการแก้ปัญหาประกาศเรียกรถในประเทศไทยทั้งหมด 1,668 คัน เพื่อเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่ โดยจะเริ่มดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.เป็นต้นไปทันที ชี้ให้เห็นว่า ไม่ได้ปล่อยให้ปัญหาเกิดนาน”

 

กรณีความกังวลประเด็นสังคม อยากให้นิติบุคคล หรืออาคารต่างๆ นึกถึงข้อเท็จจริงด้วย ตั้งแต่ก่อนหน้าที่ไม่มีรถไฟฟ้า ในส่วนของรถน้ำมันก็เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้

 

“เรื่องนี้เกิดความบกพร่องขึ้นได้ ไม่ได้เกิดแค่ประเทศไทย ประเทศอื่นก็มี สิ่งสำคัญ คือ เกิดเหตุแล้วแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วหรือไม่”

 

รู้จัก Volvo จากรถหรูสวีเดนสู่ลมใต้ปีกทุนจีนค่าย Geely

 

แรกเริ่มเดิมที Volvo เป็นรถยนต์สัญชาติสวีเดน และต่อมาก็มี Ford เป็นเจ้าของและถือหุ้นใหญ่ เคยเป็นบริษัทแม่และเจ้าของแบรนด์รถยนต์ Volvo (ในส่วนธุรกิจรถยนต์นั่ง)

 

โดยฟอร์ดได้ซื้อกิจการมาในปี 1999 แต่หลังจากนั้นได้ตัดสินใจขายกิจการ Volvo ให้กับกลุ่มบริษัท Geely ค่ายยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่เข้ามาถือหุ้น ในปี 2010

 

ภาพซากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ 5

 

กระทั่งปี 2019 Volvo พัฒนา EX40 เป็นรถ SUV ระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรก ซึ่งพัฒนาขึ้นมาจาก XC40 ที่ขายดีที่สุด และเป็นวอลโว่รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบสาระบันเทิงแบบใหม่ล่าสุดที่ขับเคลื่อนด้วยระบบแอนดรอยด์

 

ขณะที่ พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีหนังสือแจ้งมาตรการเชิงป้องกันกรณีแบตเตอรี่อาจเกิดความร้อนสูง

 

“หากชาร์จเกิน 70% ของความจุแบตเตอรี่ พร้อมแจ้งลูกค้าให้ปรับการชาร์จไม่เกิน

 

70% เป็นการชั่วคราว”

 

ปัจจุบัน บริษัทฯ ระงับการจำหน่าย Volvo EX30 ชั่วคราว และมีผู้บริโภคยื่นเรื่องร้องทุกข์ที่ สคบ. แล้ว 45 ราย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เริ่มดำเนินการติดต่อไปยังลูกค้า Volvo EX30 ที่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยตั้งเป้า 3 เดือนเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ลูกค้า EX30 ครบทุกคัน

 

ภาพ: Shutterstock AI, Marcelo.mg.photos, wasanajai/ Shutterstock

The post รถ EV ไฟไหม้ บททดสอบ ‘ด่านแรก’ บนเส้นทางสู่ฮับยานยนต์ไฟฟ้าไทย? เมื่อเทคโนโลยีวิ่งเร็ว แต่กฎหมายคลานตามไม่ทัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิบอินซอย องค์กรอายุ 100 ปี ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง ‘ยิบอินซอย เน็กซ์’ ขับเคลื่อนธุรกิจรับยุค AI https://thestandard.co/yip-in-tsoi-restructure-ai/ Mon, 25 May 2026 09:20:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210682 โลโก้บริษัท ยิบอินซอย พร้อมข้อความ 'ยิบอินซอย เน็กซ์' และข้อมูลการปรับโครงสร้างองค์กรรับยุค AI

บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญในร […]

The post ยิบอินซอย องค์กรอายุ 100 ปี ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง ‘ยิบอินซอย เน็กซ์’ ขับเคลื่อนธุรกิจรับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้บริษัท ยิบอินซอย พร้อมข้อความ 'ยิบอินซอย เน็กซ์' และข้อมูลการปรับโครงสร้างองค์กรรับยุค AI

บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญในรอบศตวรรษ ด้วยการจัดตั้ง บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด เพื่อรวมกลุ่มธุรกิจด้าน Systems Integration, Enterprise Solutions และเทคโนโลยีดิจิทัลไว้ภายใต้โครงสร้างใหม่ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุค AI และ Digital Transformation

 

ภายใต้โครงสร้างใหม่ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด จะทำหน้าที่เป็น Holding Company กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ การลงทุน และการบริหารพอร์ตธุรกิจของกลุ่มบริษัท ขณะที่ ยิบอินซอย เน็กซ์ จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัลเทคโนโลยีและบริการ Enterprise Solutions

 

มรกต ยิบอินซอย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี ยิบอินซอยก้าวผ่านทั้งโอกาสและความท้าทายในทุกยุคสมัยได้ เพราะไม่หยุดพัฒนาองค์กรและไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

 

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้คือการออกแบบอนาคต เพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคง คล่องตัว และยั่งยืนในระยะยาว” มรกตกล่าว

 

สุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า ยิบอินซอย เน็กซ์ จัดตั้งขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นองค์กรเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่มีความเชี่ยวชาญ ความคล่องตัว และความเข้าใจธุรกิจของลูกค้า โดยมองเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทุกภาคส่วน

 

ยิบอินซอย เน็กซ์ เกิดจากการรวมกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีของยิบอินซอย ได้แก่ Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data & Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในยุค Trusted Digital Era

 

ปัจจุบัน ยิบอินซอย เน็กซ์ มีบุคลากรด้านเทคโนโลยีกว่า 1,500 คน พร้อมประสบการณ์จากโครงการขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน โทรคมนาคม พลังงาน การแพทย์ การศึกษา และภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการ Enterprise Technology และ Systems Integrator รายใหญ่ของไทย

The post ยิบอินซอย องค์กรอายุ 100 ปี ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง ‘ยิบอินซอย เน็กซ์’ ขับเคลื่อนธุรกิจรับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผยเบื้องหลังความสำเร็จของ ‘Mazda6e’ หมากตัวแรกในสมรภูมิ EV ของมาสด้า [Advertorial] https://thestandard.co/mazda6e-mazda-ev-success/ Mon, 25 May 2026 08:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1209562 รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง

อะไรทำให้ ‘Mazda6e’ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของมาสด้า กลายเป็ […]

The post เผยเบื้องหลังความสำเร็จของ ‘Mazda6e’ หมากตัวแรกในสมรภูมิ EV ของมาสด้า [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง

อะไรทำให้ ‘Mazda6e’ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของมาสด้า กลายเป็นม้ามืดในตลาดรถไฟฟ้าของไทย และกลับมายืนอยู่แถวหน้าอย่างสมศักดิ์ศรี

 

รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง 1

 

‘มาสด้า’ แบรนด์ที่เติบโตมาด้วยจิตวิญญาณแห่งการไม่ยอมแพ้ ในวันที่ตลาดรถยนต์เผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ การมาถึงของ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในหลายมิติ แน่นอนว่ามาสด้าเองก็ได้รับผลกระทบในแง่ยอดขาย เพราะคู่แข่งบางรายได้เปรียบจากเทคโนโลยีไฟฟ้าที่พร้อมกว่า รวมถึงการเอื้อประโยชน์ทางด้านภาษีและการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

ปัจจุบันความต้องการพลังงานไฟฟ้ามีหลากหลายรูปแบบ มาสด้าเองประกาศแผนยุทธศาสตร์ที่วางแนวทางไปจนถึงปี 2030 ให้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าหรือที่เรียกว่า ‘The Dawn of Electrification’ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 เฟส

 

เฟส 1 เตรียมความพร้อม (2022 – 2024) สิ่งที่มาสด้าทำคือการลงทุนและพัฒนาแนวทางในการทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

 

เฟสที่ 2 ช่วง Transition (2025 – 2028)
เน้นกลยุทธ์ ‘Multi-Solution Strategy’ พัฒนาเครื่องยนต์ที่หลากหลายให้ลูกค้าได้มีตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาป โรตารี ไฮบริด และไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการนำแนวคิด ‘Lean Asset Strategy’ ในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิตและเรื่อง R&D รวมถึงการทำ Partnership

 

เฟสที่ 3 เป็นช่วง Full-Scale Electrification ตั้งเป้าปี 2030 รถทุกคันต้องมีพลังงานไฟฟ้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบขับเคลื่อน

 

รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง 2

 

แม้ว่ากระแสยานยนต์ไฟฟ้าจะมาแรงทั่วโลก แต่มาสด้ายังคงย้ำจุดยืนชัดเจนว่า หัวใจของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่เครื่องยนต์ แต่อยู่ที่ ‘ประสบการณ์การขับขี่’ และการออกแบบที่ ‘ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง’

 

และนี่คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ ‘Mazda6e’ รถยนต์พลังไฟฟ้าล้วน BEV รุ่นแรกที่สามารถดึงสปอตไลท์ให้กลับมาส่องที่มาสด้าได้อีกครั้งหลังเปิดตัวครั้งแรกในอาเซียนในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 ที่ผ่านมา

 

‘Mazda6e’ ม้ามืดท่ามกลางสมรภูมิ EV

 

‘Mazda6e’ ถูกพัฒนาขึ้น ณ โรงงานของมาสด้าในเมืองนานจิง ประเทศจีน ที่เปิดตัวมาด้วยราคาเหนือความคาดหมาย ได้รับรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก World Car Design of the Year 2026 ซึ่งรังสรรค์ตามแนวคิด KODO: Soul of Motion จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว ถ่ายทอดเส้นสายที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สะท้อนเอกลักษณ์การออกแบบมาตรฐานระดับโลกของมาสด้า ผสานความล้ำสมัยผ่านแนวคิด Authentic Modern ที่หลอมรวมความสง่างาม และพลังแห่งการเคลื่อนไหวให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ให้โดดเด่นในสมรภูมิ EV

 

รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง 3

 

และอย่างที่บอกไป ‘ประสบการณ์การขับขี่’ คือหัวใจสำคัญของแบรนด์ ผลตอบรับที่ดีจากนักข่าวสายยานยนต์ที่ได้ทดลองขับ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า Mazda6e มีสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมในแบบมาสด้า ให้ประสบการณ์ขับขี่ที่ดีกว่ารถรุ่นที่หลายคนเปรียบเทียบว่าเป็นคู่แฝด หรือแม้แต่แบรนด์ยอดนิยม

 

โดยเฉพาะในด้านความนิ่ง สมดุลของตัวรถ Mazda6e มีการปรับช่วงล่างและการตอบสนองของตัวรถที่ทำให้ขับง่ายและมั่นใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ความเร็วเดินทางไกล เสน่ห์ยังอยู่ที่ความกลมกลืนระหว่างคนขับกับตัวรถ สามารถรักษาจิตวิญญาณการขับขี่แบบมาสด้า ภายใต้แนวคิด Jinba Ittai ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองและควบคุมได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเป็น DNA ของมาสด้าในการพัฒนาให้รถมีสมรรถนะที่ดี และได้มาตรฐานแบบมาสด้า

 

กระแสตอบรับของ Mazda6e สะท้อนผ่านตัวเลขยอดจองทั่วประเทศขยับขึ้นไปมากกว่า 4,000 คันแล้ว ตัวเลขนี้ยังสะท้อนว่ายังมีพื้นที่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอีกมากถ้าดีไซน์ สมรรถนะ และคุณภาพตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทย

 

รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง 4

 

นอกจากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 ที่ผ่านมา มาสด้ายังนำรถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวี ‘The All-New Mazda CX-6e’ มาโชว์ครั้งแรกในอาเซียน และมีแผนที่จะส่งรุ่นนี้ลงตลาดไทยอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นปี

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังตอกย้ำกลยุทธ์ Multi-Solution Strategy ที่เน้นความหลากหลายของขุมพลังเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า โดยมาสด้ามองว่าจากเครื่องยนต์สันดาปที่แข็งแกร่งยังสามารถใช้ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมพัฒนาควบคู่ไปกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่อตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะที่ขับสนุกในแบบมาสด้าและความประหยัด ขณะเดียวกัน มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอด 2 ปีนี้ โดยมี Mazda6e เป็นหมากตัวแรก

 

ตั้งเป้าเป็นแบรนด์ที่ยืนระยะในใจลูกค้าได้นานที่สุด

 

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เคยกล่าวไว้ว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยจะไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว

 

รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e สีแดง 5

 

ไม่ว่ายนตรกรรมยานยนต์จะมุ่งหน้าไปทิศทางไหน มาสด้าจะพัฒนานวัตกรรมไปอย่างไร สิ่งที่มาสด้ายังคงยึดมั่นเสมอมาคือ การสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนให้สามารถยืนระยะในใจลูกค้าตลอดไปด้วยการเป็น No.1 Customer Retention แบรนด์ที่ลูกค้าอยู่ด้วยนานที่สุด ด้วยการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่กว่า 270,000 คน ในประเทศไทย และมีอัตราการกลับเข้าศูนย์บริการสูงกว่า 90% ด้วยการยกระดับบริการหลังการขายและการบริหารความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด

 

แบรนด์ให้ความสำคัญกับการลงทุนใน Social Listening Tool เพื่อฟังเสียงลูกค้าแบบเรียลไทม์ นำ Data และ Digital มายกระดับประสบการณ์ของลูกค้า พัฒนาแพลตฟอร์มศูนย์กลางข้อมูลและประสบการณ์ดิจิทัล สำหรับเครือข่ายผู้จำหน่าย (Dealer) ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้จำหน่ายสามารถนำข้อมูลไปใช้ดูแลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและไปในทิศทางเดียวกัน

 

เนื่องจากบริบทของตลาดรถยนต์เปลี่ยนไป คนซื้อรถคันแรกมีน้อยลง หากจะเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจลูกค้าให้นานที่สุด ต้องเข้าใจว่าอะไรคือความต้องการที่แท้จริง มาสด้าจึงนำฐานข้อมูลลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อส่งมอบการดูแลและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้รวดเร็วและตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละบุคคล

 

นอกเหนือจากฝั่งลูกค้า ในแง่ของการพัฒนาบุคลากรและการขับเคลื่อนองค์กร ก็ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของทีมงานให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

 

ควบคู่ไปกับการทำ Business Transformation ผ่านแผนงาน Mazda Service Strategy ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอุ่นใจในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า

 

โดยส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้นตั้งแต่ก่อนเป็นเจ้าของรถ และตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ ผ่านระบบ LINE Mazda SKY Journey ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย เช่น ทำนัดหมายเข้ารับบริการ รวมถึงการแจ้งเตือน และบันทึกข้อมูลสำคัญเกี่ยวข้องกับรถของลูกค้า เป็นต้น

 

อีกทั้งมีโปรแกรมพิเศษในส่วนของบริการหลังการขายของ Mazda Family เช่น โปรแกรมพิเศษขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่รถยนต์จาก 3 ปี เป็น 7 ปี (Mazda Warranty Plus) และโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า e-MUS 8 ปี รวมถึงประกันภัยรถยนต์พรีเมี่ยมมาสด้า (Mazda Premium Insurance) ที่ดูแลรถยนต์มาสด้าในปีต่อประกัน ด้วยสิทธิพิเศษเพิ่มเติม

 

ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานผ่านศูนย์บริการมาตรฐานและศูนย์ซ่อมตัวถังและสี (Certified Body & Paint) เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ห่างไกล ด้วย Mazda Mobile Service ที่รักษามาตรฐานการบริการให้ต่อเนื่องแม้ในพื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงข่ายผู้จำหน่าย ไปจนถึงการบริหารจัดการและการกระจายอะไหล่ทั้งในส่วนรถสันดาปภายใน และรถยนต์ไฟฟ้า

 

ความสำเร็จของ Mazda6e ในสมรภูมิ EV คือจุดเริ่มต้นของการ ‘ยืนระยะ’ ในใจลูกค้าท่ามกลางความผันผวนของเทคโนโลยี สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นความผูกพันที่ยั่งยืน ตามแนวคิด Joy Drives Lives ของมาสด้า ที่ไม่ได้มอบเพียง Joy of Driving จากรถที่ขับสนุก แต่ยังรวมถึง Joy of Living ผ่านประสบการณ์ที่ดีในทุกมิติของการเป็นลูกค้ามาสด้า

The post เผยเบื้องหลังความสำเร็จของ ‘Mazda6e’ หมากตัวแรกในสมรภูมิ EV ของมาสด้า [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์สหรัฐฯ แห่ซื้อ Credit Default Swap ป้องกัน Big Tech ผิดนัดชำระหนี้โครงการ AI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/us-banks-cds-big-tech-ai-default/ Sun, 24 May 2026 11:34:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1210494 ภาพประกอบโครงสร้างพื้นฐาน AI แสดงเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูล

ธนาคารในวอลสตรีทแห่ซื้อ Credit Default Swap ลดความเสี่ย […]

The post แบงก์สหรัฐฯ แห่ซื้อ Credit Default Swap ป้องกัน Big Tech ผิดนัดชำระหนี้โครงการ AI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโครงสร้างพื้นฐาน AI แสดงเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูล

ธนาคารในวอลสตรีทแห่ซื้อ Credit Default Swap ลดความเสี่ยง Hyperscaler ผิดนัดชำระหนี้ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังปล่อยกู้กลุ่ม Big tech ลงทุนโครงการ AI มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ปกติแล้วธนาคารมีเพดานจำกัดว่าจะรับความเสี่ยงหนี้จากบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้มากแค่ ไหน ทั้งจากพอร์ตสินเชื่อและสัญญาอนุพันธ์ต่างๆ แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือเรียกว่า Hyperscaler อย่าง Meta และ Alphabet กำลังระดมทุนมหาศาล เพื่อลงทุนเพิ่มในโครงการ AI โดยประมาณการว่า ทั้งสองเจ้านี้ระดมเงินทั่วโลก รวมกันไปแล้วกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ธนาคารหลายแห่งความเสี่ยงใกล้เต็มเพดาน

 

ทำให้สัญญาป้องกันความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap) หรือ CDS ได้รับความนิยม โดยเข้ามามีบทบาททำหน้าที่เหมือน ‘ประกันภัย’ ชดเชยค่าเสียหาย กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ให้กับธนาคาร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต เมื่อธนาคารมีความเสี่ยงลดลง ก็มีพื้นที่ในการปล่อยกู้เพิ่มให้กับริษัท Hyperscaler

 

ธนาคารซื้อขายสัญญาประกันหนี้ CDS ของ Hyperscalers อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความเสี่ยง และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับธุรกิจ ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้ทำให้ราคา CDS แพงขึ้นผิดปกติ เมื่อเทียบกับอันดับเครดิตของบริษัทของ Hyperscalers ที่อยู่ในระดับสูง เป็นโอกาสให้เฮดจ์ฟันด์ทำกำไรเพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นราคาขายสัญญาประกันหนี้

 

ตัวอย่างเช่น สัญญาประกันหนี้ CDS ของ Meta ที่มีอายุสัญญา 5 ปี มีการซื้อขายที่ระดับราว 0.73% ต่อปี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หมายความว่า เฮดจ์ฟันด์ที่ขายความคุ้มครองความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้บนมูลค่าเงินต้น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับผลตอบแทนราว 73,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี บนความเสี่ยงที่ต่ำ เนื่องจาก Meta มีอันดับเครดิตเรตติ้งระดับ AA- จาก S&P Global และระดับ Aa3 จาก Moody’s ซึ่งถือเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดลำดับที่ 4

 

ทำให้ผลตอบแทนดังกล่าว สูงกว่าการขายสัญญาประกันหนี้ CDS ที่อ้างอิงบริษัทในดัชนี North American investment-grade ซึ่งมีอายุสัญญา 5 ปี บนวงเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 52,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่อันดับเครดิตเฉลี่ยของดัชนีอยู่ที่ BBB+ ซึ่งต่ำกว่า Meta ถึง 4 ระดับ

 

พูดง่ายๆ คือ การขายสัญญาประกันหนี้ CDS ของ Meta ได้เงินมากกว่าแต่ความเสี่ยงต่ำกว่า เมื่อเทียบกับบริษัทในดัชนีทั่วไป

 

มูลค่าซื้อขายประกันหนี้ Hyperscaler สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

Matt Mandell (แมตต์ แมนเดล) หัวหน้าฝ่ายซื้อขาย CDS รายบริษัท (Single-Name CDS) ประจำ Bank of America เปิดเผยว่า ปริมาณซื้อขายประกันหนี้ของ Hyperscalers รายเดือน เพิ่มขึ้นสิบเท่า นับตั้งแต่ต้นปี 2568 โดยความต้องการซื้อขายส่วนใหญ่มาจากฝ่าย CVA (Credit Valuation Adjustment) ของธนาคาร ซึ่งทำหน้าที่บริหารการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต

 

ความต้องการของธนาคารกำลังผลักดันให้ราคาประกันหนี้ของ Hyperscalers ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลักดันให้ปริมาณการซื้อขายสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

 

โดยประกันหนี้ของ Microsoft, Amazon และ Oracle มีมูลค่าตามสัญญาซื้อขายรวม 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นจาก 759 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนประกันหนี้ของ Meta ที่เพิ่งเปิดให้ซื้อขาย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีมูลค่าตามสัญญาซื้อขาย 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าสองเท่าของไตรมาสก่อนหน้า

 

ลงทุน AI ทะลุ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เฮดจ์ฟันด์ แบกความเสี่ยงหนี้เพิ่ม

 

ภายในปี 2573 มีการประมาณการว่า การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จะมีมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เฮดจ์ฟันด์มีโอกาสทำกำไรจากการขาย CDS มากขึ้น จากส่วนต่างค่าพรีเมียมที่สูงกว่าปกติในอนาคต

 

ปัจจุบัน Hyperscaler ได้ขยายช่องทางการกู้ โดยหันมากู้เงินในสกุลเงินต่างประเทศมากขึ้น ทั้งยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง และเยน กดดันให้ให้ฝ่าย CVA ของธนาคารต้องซื้อ CDS เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยแปลงกลับเป็นดอลลาร์ผ่านสัญญา Cross-Currency Swap กับธนาคาร

 

นอกจากนี้ CDS ยังช่วยให้ฝ่าย CVA สามารถบริหารความเสี่ยงทางอ้อมจากดีลศูนย์ข้อมูล (Data Center) และสินเชื่อที่ใช้ชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) เป็นหลักประกันอีกด้วย

 

“ธนาคารซื้อ CDS เพื่อเปิดวงเงินสินเชื่อ ทำให้สามารถทำธุรกิจและปล่อยกู้ให้ Hyperscalers ได้มากขึ้น” Matt Mandell (แมตต์ แมนเดล) หัวหน้าฝ่ายซื้อขาย CDS รายบริษัท (Single-Name CDS) ประจำ Bank of America กล่าว

 

ขณะเดียวกันดัชนี S&P500 และ Dow Jones ได้เพิ่ม Meta, Alphabet และ Microsoft เข้าในดัชนี CDX Investment-Grade แล้ว และ JPMorgan Chase เพิ่งเปิดตัว CDS basket ที่เทรดเดอร์สามารถใช้เดิมพันว่าหนี้ ของ Hyperscalers ทั้งห้ารายจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาด CDS ของบริษัทยักษ์เทคกำลังเติบโตและเป็นที่ยอมรับกว้างขวางมากขึ้น

 

Vishwas Patkar (วิษวาส ปัตการ์) และ Joyce Jiang (จอยซ์ เจียง) นักกลยุทธ์จาก Morgan Stanley ระบุว่า การซื้อประกันหนี้ CDS ของ Hyperscalers เมื่อเทียบกับดัชนี CDX Investment-Grade โดยรวม ให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนที่น่าสนใจ แม้จะยอมรับว่าบริษัทเทคขนาดใหญ่มีคุณภาพเครดิตสูงผิดปกติ แต่ปริมาณหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นกำลัง กระจุกความเสี่ยงไว้ในเฮดจ์ฟันด์เพียงไม่กี่ราย ซึ่งเป็นจุดที่น่าระวัง

 

อ้างอิง:

The post แบงก์สหรัฐฯ แห่ซื้อ Credit Default Swap ป้องกัน Big Tech ผิดนัดชำระหนี้โครงการ AI สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ https://thestandard.co/samsung-chip-workers-bonus-deal/ Fri, 22 May 2026 12:40:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1210088 ภาพระยะใกล้ของโทรศัพท์ Samsung

Samsung มีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ราว 78,000 คน แม้ […]

The post พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระยะใกล้ของโทรศัพท์ Samsung

Samsung มีพนักงานในแผนกเซมิคอนดักเตอร์ราว 78,000 คน แม้ระดับโบนัสจะต่างกันไปตามแต่ละแผนก แต่โดยเฉลี่ยพนักงานจะได้รับราว 513 ล้านวอน (ประมาณ 11.3 ล้านบาท) ตามการคำนวณของ Bloomberg เพิ่มขึ้นมากจากปี 2025 ที่ได้รับเฉลี่ย 158 ล้านวอน (ประมาณ 3.48 ล้านบาท)

 

ขณะที่สำนักข่าว Yonhap ประเมินว่าพนักงานในแผนกหน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังเติบโตอาจได้รับโบนัสรายคนสูงถึงราว 600 ล้านวอน (ประมาณ 13.2 ล้านบาท)

 

ภายใต้ข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งยังต้องรอการอนุมัติจากสมาชิกสหภาพ Samsung ตกลงจ่ายโบนัส 10.5% ของกำไรในรูปแบบหุ้น และอีก 1.5% เป็นเงินสด โดยโครงการนี้จะดำเนินต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลา 10 ปี ตราบเท่าที่บริษัททำกำไรได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรจากการดำเนินงานของ Samsung ในปี 2026 จะเติบโตถึง 7 เท่า แตะระดับราว 333 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.33 ล้านล้านบาท)

 

ต้นตอความขัดแย้ง ช่องว่างโบนัสระหว่างแผนก

 

ความขัดแย้งครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การแบ่งสรรโบนัสจากกำไรมหาศาลที่มาจากความต้องการชิปหน่วยความจำสำหรับ AI ที่พุ่งสูง โดยประเด็นหลักคือช่องว่างของโบนัสระหว่างพนักงานในแผนกชิปหน่วยความจำกับพนักงานในแผนกอื่นๆ

 

เดิมที Samsung วางแผนจ่ายโบนัสก้อนใหญ่ให้พนักงานราว 27,000 คนที่ผลิตชิปหน่วยความจำ ซึ่งสูงกว่าพนักงานที่ผลิตชิปประเภทอื่นและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างน้อย 6 เท่า ทำให้สหภาพออกมาเรียกร้องว่าพนักงานอีกราว 23,000 คนที่ผลิตชิปขั้นสูงน้อยกว่าให้กับบริษัทอย่าง Tesla และ Nvidia ไม่ควรถูกทอดทิ้ง

 

ต้นตอของความไม่พอใจมาจากการที่ปีก่อน SK Hynix ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่า ยกเลิกเพดานโบนัสเป็นเวลา 10 ปี ส่งผลให้พนักงานได้โบนัสสูงกว่าพนักงาน Samsung กว่า 3 เท่า จนพนักงาน Samsung บางส่วนย้ายไปอยู่กับ SK Hynix

 

หลังจากนั้น Samsung จึงเสนอให้พนักงานแผนกชิปหน่วยความจำได้รับโบนัสสูงถึง 607% ของเงินเดือนประจำปี ซึ่งสูงกว่า SK Hynix แต่พนักงานในธุรกิจอื่นกลับได้รับเพียง 50-100% ตามเอกสารการเจรจาที่ Reuters ได้เห็น

 

รายละเอียดข้อตกลง โบนัสส่วนใหญ่เป็นหุ้น

 

ภายใต้ข้อตกลงใหม่ พนักงานในแผนกชิปทั้งหมดจะได้รับโบนัสปกติ 50% ของเงินเดือนประจำปีเป็นเงินสด นอกจากนี้ Samsung จะกันกำไรจากการดำเนินงาน 10.5% ไว้สำหรับโบนัสพิเศษในรูปแบบหุ้น โดยในปีนี้ 40% ของโบนัสพิเศษจะกระจายให้ทั่วทั้งธุรกิจชิป ส่วนที่เหลือใช้ตอบแทนพนักงานในแผนกหน่วยความจำ

 

ยกตัวอย่างเช่น พนักงานแผนกหน่วยความจำที่มีเงินเดือนพื้นฐาน 80 ล้านวอน (ประมาณ 1.76 ล้านบาท) คาดว่าจะได้รับโบนัสรวมราว 626 ล้านวอน หรือประมาณ 13.8 ล้านบาทในปีนี้ เทียบกับพนักงาน SK Hynix ที่คาดว่าจะได้รับกว่า 700 ล้านวอน (ประมาณ 15.4 ล้านบาท) หากบริษัททำกำไรได้ตามเป้า

 

อย่างไรก็ตาม โบนัสของ Samsung มีขนาดเล็กกว่าและส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบหุ้น ขณะที่พนักงาน SK Hynix เลือกรับเป็นเงินสดหรือหุ้นก็ได้

 

ริว ยอง-โฮ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก NH Investment & Securities ระบุว่าการจ่ายโบนัสเป็นหุ้นของ Samsung “ช่วยเลี่ยงการไหลออกของเงินสดโดยตรง พร้อมช่วยพยุงราคาหุ้นโดยไม่ต้องออกหุ้นใหม่ที่จะไปลดสัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม”

 

อีกทั้งโบนัสพิเศษของ Samsung ยังมีเงื่อนไขว่าบริษัทต้องทำกำไรได้ตามเป้า ซึ่งต่างจาก SK Hynix ที่ไม่กำหนดเงื่อนไขนี้ ทำให้ Samsung บริหารต้นทุนได้ดีกว่าหากอุตสาหกรรมเข้าสู่ภาวะขาลงในอนาคต

 

คลายวิกฤต แต่ยังทิ้งรอยร้าว

 

การระงับการประท้วงครั้งนี้สร้างความโล่งใจให้เกาหลีใต้เป็นวงกว้าง เนื่องจาก Samsung คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของมูลค่าการส่งออกของประเทศ และการประท้วงที่วางแผนไว้คาดว่าจะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและกระทบห่วงโซ่อุปทานชิปทั่วโลก

 

โดยสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดซึ่งมีสมาชิกเกือบ 48,000 คน ได้ระงับแผนการประท้วงที่เดิมจะเริ่มในวันพฤหัสบดี (21 พฤษภาคม) และจะเปิดให้สมาชิกลงคะแนนระหว่างวันที่ 22-27 พฤษภาคม

 

หลังการประกาศข้อตกลง หุ้นของ Samsung พุ่งขึ้น 8.5% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ก็ปรับขึ้นกว่า 8% สะท้อนว่าตลาดตอบรับการคลี่คลายความขัดแย้งในเชิงบวก ทั้งนี้ความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงได้ผลักดันมูลค่าตลาดของ Samsung ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.59 ล้านล้านบาท) ในเดือนพฤษภาคม

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ได้เปิดเผยให้เห็นความแตกแยกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวิธีการแบ่งปันผลประโยชน์จากกระแสบูมของ AI แม้พนักงานแผนกหน่วยความจำจะได้รับโบนัสก้อนใหญ่ แต่พนักงานในแผนกชิปอื่นๆ ของ Samsung กลับได้รับน้อยกว่ามาก

 

วิศวกรในแผนกโรงงานผลิตชิป (Foundry) รายหนึ่งเปิดเผยว่า “ในส่วนของธุรกิจหน่วยความจำดูเหมือนจะพอใจกับข้อตกลงนี้ แต่ทีมอื่นๆ ดูจะไม่พอใจ และดูเหมือนว่าคนที่อยากออกก็เริ่มทยอยลาออกกันแล้ว”

 

ทั้งนี้กระแสบูมของ AI ยังส่งผลให้ความมั่งคั่งของตระกูล Lee เจ้าของ Samsung พุ่งสูงขึ้นมาก โดย เจย์ วาย ลี เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเกาหลีใต้ ด้วยทรัพย์สินราว 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.04 ล้านล้านบาท) ขณะที่ความมั่งคั่งรวมของตระกูลแตะระดับราว 4.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท) ณ เดือนมีนาคม ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.59 บาท, 1 วอนเกาหลีใต้ เท่ากับ 0.022 บาท ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Ivan Marc / Shutterstock

อ้างอิง:

The post พนักงานผลิตชิป Samsung บางรายรับโบนัสทะลุ 13.8 ล้านบาท หลังบรรลุข้อตกลงสหภาพ ยุติวิกฤตประท้วงครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ปลด 8,000 คนทั่วโลก ทุ่มงบ AI ทะลุ 4.72 ล้านล้านบาท อดีตพนักงานโพสต์ ‘AI อยู่ต่อ แต่มนุษย์ต้องไป’ https://thestandard.co/meta-layoffs-ai-investment/ Thu, 21 May 2026 04:50:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1209553 ภาพกราฟิกข้อความ ‘AI อยู่ต่อ แต่มนุษย์ต้องไป’ และ ‘Meta ปลดพนักงาน 8,000 คนทั่วโลก’

Meta Platforms Inc. เริ่มแจ้งพนักงานหลายพันคนทั่วโลกว่า […]

The post Meta ปลด 8,000 คนทั่วโลก ทุ่มงบ AI ทะลุ 4.72 ล้านล้านบาท อดีตพนักงานโพสต์ ‘AI อยู่ต่อ แต่มนุษย์ต้องไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข้อความ ‘AI อยู่ต่อ แต่มนุษย์ต้องไป’ และ ‘Meta ปลดพนักงาน 8,000 คนทั่วโลก’

Meta Platforms Inc. เริ่มแจ้งพนักงานหลายพันคนทั่วโลกว่ากำลังถูกปลดออก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อลดต้นทุนในช่วงที่บริษัททุ่มเงินลงทุนมหาศาลกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

บริษัทแจ้งพนักงานทั่วโลกในเช้าวันพุธที่ 20 พฤษภาคม โดยเริ่มจากพนักงานในเอเชียที่ได้รับอีเมลแจ้งตั้งแต่เวลา 04.00 น. ตามเวลาสิงคโปร์ ตามด้วยพนักงานในสหราชอาณาจักร, สหรัฐฯ และภูมิภาคอื่นๆ ในช่วงเช้าตามเวลาท้องถิ่น รวมแล้วเป็นการปลดพนักงานราว 8,000 ตำแหน่งทั่วโลก โดยพนักงานได้รับการสนับสนุนให้ทำงานจากที่บ้านในระหว่างนี้

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta โพสต์ข้อความภายในบริษัทเมื่อวันพุธว่า บริษัท “ไม่คาดว่าจะมีการปลดพนักงานทั่วทั้งบริษัทอีกในปีนี้” พร้อมระบุว่าบริษัทต้องสื่อสารกับพนักงานให้ดีขึ้น ตามบันทึกที่ Bloomberg ได้ตรวจสอบ

 

“นี่เป็นช่วงที่ผมเห็นอุตสาหกรรมของเราเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด” ซักเคอร์เบิร์กเขียน พร้อมแสดงความมั่นใจในตำแหน่งของ Meta ในการแข่งขันด้าน AI และความสามารถในการส่งมอบ AI Superintelligence ให้กับผู้ใช้

 

ปลดหนักทีมวิศวกรรม-ผลิตภัณฑ์ โยก 7,000 คนสู่ทีม AI

 

การปลดรอบล่าสุดนี้คาดว่าจะกระทบทีมวิศวกรรมและทีมผลิตภัณฑ์ของ Meta เป็นพิเศษ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแผนการของบริษัท ส่วนในไอร์แลนด์ บริษัทปลดพนักงานราว 350 คน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของพนักงานในประเทศนั้น ขณะที่ตัวแทนของ Meta ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการปลดในแต่ละพื้นที่ แต่ระบุว่าได้แจ้งพนักงานที่ได้รับผลกระทบและรัฐบาลไอร์แลนด์แล้ว

 

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ Meta แจ้งว่าได้โยกพนักงานราว 7,000 คนไปยังทีมตั้งใหม่ที่มุ่งเน้นด้าน AI ทั้งผลิตภัณฑ์และ AI Agent โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม ก่อนการโยกย้ายและปลดพนักงาน Meta มีพนักงานเกือบ 80,000 คน และทุ่มงบลงทุนด้าน AI ไปแล้วเกินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 ล้านล้านบาท) ในปีนี้

 

จาเนล เกล หัวหน้าฝ่ายบุคคลของ Meta ระบุในบันทึกเมื่อวันจันทร์ว่า “ตอนนี้เรามาถึงจุดที่หลายหน่วยงานสามารถดำเนินงานด้วยโครงสร้างที่กระชับขึ้น ด้วยทีมขนาดเล็กที่เคลื่อนไหวได้เร็วและมีความรับผิดชอบมากขึ้น” และเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

พนักงานวิตก-ต่อต้านการเก็บข้อมูลฝึก AI

 

ซักเคอร์เบิร์กให้ความสำคัญกับ AI เป็นอันดับหนึ่ง โดยทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อตามให้ทันคู่แข่งอย่าง Google ของ Alphabet และ OpenAI ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านพนักงานและวิธีการดำเนินงาน

 

โดย Meta ผ่านการปลดพนักงานมาแล้วหลายระลอก ขณะที่ซักเคอร์เบิร์กผลักดันให้วิศวกรใช้ AI Agent ช่วยในการเขียนโค้ดและงานอื่นๆ รวมถึงวางแผนติดตามข้อมูลการใช้อุปกรณ์ของพนักงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สร้างความไม่พอใจและความวิตกกังวลให้กับพนักงาน Meta โดยมีพนักงานมากกว่า 1,500 คนร่วมลงชื่อในคำร้องถึงซักเคอร์เบิร์กและผู้บริหาร เรียกร้องให้บริษัทยุติการเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ของพนักงาน ซึ่งละเอียดถึงขั้นการกดแป้นพิมพ์, การเคลื่อนไหวของเมาส์ และเนื้อหาบนหน้าจอ เพื่อนำไปฝึกฝน AI

 

ทั้งนี้เมื่อมีผู้สอบถามว่าพนักงานสามารถปฏิเสธไม่เข้าร่วมโปรแกรมติดตามการใช้คอมพิวเตอร์นี้ได้หรือไม่ ผู้บริหารของ Meta ตอบว่าไม่สามารถทำได้

 

ความรู้สึกของพนักงานในบริษัทตกลงสู่ระดับลบมากที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก ตามการวิเคราะห์โพสต์บนเว็บไซต์ Blind ที่พนักงานโพสต์แบบไม่เปิดเผยตัวตน โดยพนักงานในสิงคโปร์รายหนึ่งที่ระบุว่าตนเป็นวิศวกรฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ โพสต์บน LinkedIn ว่าถูกปลดหลังทำงานกับ Meta มาเกือบ 10 ปี และได้ใช้เวลาไปมากกับการฝึกฝนตัวเองด้าน AI พร้อมทิ้งท้ายอย่างเจ็บปวดว่า “AI อยู่ต่อแน่นอน แต่ดูเหมือนว่ามนุษย์จะไม่ได้อยู่”

 

ชี้ประหยัดต้นทุนได้น้อย เทียบงบลงทุน AI มหาศาล

 

แม้ Meta จะอธิบายว่าการปลดพนักงานเป็นโอกาสในการชดเชยต้นทุนการลงทุนด้าน AI บางส่วน แต่นักวิเคราะห์จาก Evercore ประเมินว่าการปลดครั้งนี้จะช่วยประหยัดได้เพียงราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.77 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงบลงทุนในปีนี้ที่อาจสูงถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.72 ล้านล้านบาท) รวมถึงเงินอีกหลายแสนล้านดอลลาร์ที่บริษัทคาดว่าจะใช้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ก่อนสิ้นทศวรรษนี้

 

ยาน-เอ็มมานูเอล เดอ เนฟ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แสดงความเห็นว่า “บริษัทที่หันไปใช้ระบบอัตโนมัติอย่าง Meta อาจเสี่ยงที่จะไม่ได้เป็นนายจ้างในฝันอีกต่อไป เมื่อชัดเจนว่าพวกเขาจะตัดมนุษย์ออกเมื่อมีโอกาส”

 

พร้อมเตือนว่าวิธีนี้อาจช่วยประหยัดในระยะสั้น แต่เสี่ยงบั่นทอนการเติบโตในระยะยาวจากการทำลายขวัญกำลังใจของพนักงาน

 

ด้าน แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ Meta ที่ได้รับมอบหมายให้ผลักดันให้พนักงานใช้ AI มากขึ้น ได้สะท้อนภาพอนาคตของบริษัทผ่านบันทึกภายในว่า “วิสัยทัศน์ที่เรากำลังมุ่งไปคือการที่ AI Agent เป็นผู้ทำงานหลัก ส่วนบทบาทของเราคือการกำกับ, ตรวจสอบ และช่วยพัฒนาให้ดีขึ้น”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.57 บาท ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569

 

ภาพ : Bangla press / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Meta ปลด 8,000 คนทั่วโลก ทุ่มงบ AI ทะลุ 4.72 ล้านล้านบาท อดีตพนักงานโพสต์ ‘AI อยู่ต่อ แต่มนุษย์ต้องไป’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? https://thestandard.co/elon-musk-openai-lawsuit-lost/ Tue, 19 May 2026 09:47:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1208872 ภาพ อีลอน มัสก์ กับโลโก้ OpenAI ซึ่งเป็นประเด็นในการฟ้องร้องคดี

ปิดฉากมหากาพย์ความขัดแย้งที่สะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโ […]

The post คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อีลอน มัสก์ กับโลโก้ OpenAI ซึ่งเป็นประเด็นในการฟ้องร้องคดี

ปิดฉากมหากาพย์ความขัดแย้งที่สะเทือนวงการเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเจ้าของ Tesla และ SpaceX ต้องพบกับความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งสำคัญ หลังยื่นฟ้องร้องบริษัทปัญญาประดิษฐ์เบอร์หนึ่งอย่าง OpenAI และสองผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทอย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) และ เกร็ก บร็อคแมน (Greg Brockman)

 

 
 

แต่คดีฟ้องร้องที่เดิมพันด้วยเม็ดเงินมหาศาลนี้กลับจบลงภายใน 2 ชั่วโมง เมื่อคณะลูกขุนมีมติเอกฉันท์ให้ปัดตกคดีดังกล่าวทันที ด้วยเหตุผลทางกฎหมายสั้นๆ ว่า คดีนี้ ‘หมดอายุความ’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

เกิดอะไรขึ้นกับคดีประวัติศาสตร์นี้ ทำไมข้อพิพาทที่สั่งสมมานานหลายปีถึงถูกตัดสินให้จบลงอย่างรวดเร็ว และรอยร้าวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทิศทางของวงการ AI อย่างไร THE STANDARD รวบรวมและสรุปปมขัดแย้งทั้งหมด

 

เหตุการณ์เป็นอย่างไร ทำไมการฟ้องร้องปิดฉากลงภายใน 2 ชั่วโมง

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2024 มัสก์เปิดฉากยื่นฟ้อง 2 ผู้ก่อตั้ง OpenAI อย่างอัลต์แมนและบร็อคแมนต่อศาลแขวงสหรัฐฯ ประจำเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า เขาถูกหลอกให้ลงทุนก่อตั้งบริษัทด้วยเงินมูลค่าสูงถึง 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2015 ซึ่งตอนแรก เจตนารมณ์การก่อตั้ง OpenAI คือ การเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และมีเป้าหมายพัฒนา AI ที่มีความปลอดภัยเพื่อมนุษยชาติ

 

มัสก์กล่าวหาว่า ต่อมา อัลต์แมนขโมย OpenAI ไปสวมทับด้วยบริษัทธุรกิจที่แสวงหาผลกำไร เพื่อเปิดทางรับเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์จาก Microsoft และกอบโกยความมั่งคั่งให้กับตัวเอง จนละทิ้งอุดมการณ์เดิมและละเมิดสัญญาแรกในการก่อตั้ง

 

ทั้งนี้ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla เรียกค่าเสียหายสูงจาก OpenAI ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 5.4 ล้านล้านบาท) พร้อมกับขอให้ปลดอัลต์แมนออกจากบอร์ดผู้บริหาร และกล่าวหาว่า Microsoft ให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุน OpenAI ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริษัทอย่างไม่ชอบธรรม

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาคดีเกิดขึ้นในปี 2026 โดยใช้เวลาดำเนินการ 3 สัปดาห์เต็ม ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างงัดหลักฐานออกมาเปิดเผย เช่น มีการเปิดอีเมลเก่า หรือแม้แต่เรียกผู้บริหารอย่างอัลต์แมน, บร็อกแมน และสัตยา นาเดลลา CEO ของ Microsoft ขึ้นให้การ

 

แต่สุดท้ายแล้ว คณะลูกขุนได้ปัดคดีดังกล่าวตกโดยผ่านมติเอกฉันท์ และใช้เวลาหารือไม่ถึง 2 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่า มัสก์ใช้เวลา ‘นานเกินไป’ ที่จะยื่นฟ้องร้อง กล่าวคือ กรอบระยะเวลาฟ้องร้อง (Statute of Limitations) ตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดเวลาไว้ที่ 3 ปีเต็ม ตั้งแต่เกิดเหตุ เท่ากับว่า คดีนี้หมดอายุความไปนานแล้ว คณะลูกขุนจึงไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหา

 

ทั้งนี้ อีวอนน์ กอนซาเลซ โรเจอร์ส ผู้พิพากษาคดีดังกล่าว มีคำสั่งยกฟ้องตามมติลูกขุนทันที โดยกล่าวกลางศาลว่า มีหลักฐานจำนวนมากที่สนับสนุนมติของคณะลูกขุน และเป็นเหตุผลว่า ทำไมเธอจึงพร้อมที่จะสั่งยกฟ้องคดีนี้ในทันที

 

ข้อโต้แย้งมัสก์ vs OpenAI

 

มัสก์อ้างว่า เขาเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกในปลายปี 2022 หลังได้อ่านข่าว Microsoft ทุ่มเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับ OpenAI ฉะนั้น การที่เขาเพิ่งยื่นฟ้องในปี 2024 จึงมีความสมเหตุสมผล พร้อมยืนยันว่า ไม่หมดอายุความ และจะยื่นร้องอุทธรณ์อีกรอบ

 

นอกจากนี้ มัสก์ยังวิจารณ์คณะลูกขุนผ่าน X ว่า ตัดสินผ่าน ‘กรอบเวลา’ แต่ไม่ได้ดูเนื้อหาความผิด พร้อมย้ำว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่แย่มาก

 

ส่วน OpenAI ออกแถลงการณ์ว่า มัสก์อิจฉาบริษัท ฟ้องร้องเพราะรู้สึกเสียดายที่ลาออก และอยากทำลายคู่แข่ง โดยร่วมมือกับ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก CEO ของ Meta ขณะที่ New York Times ออกมาเปิดเผยว่า ทนายความของ OpenAI ได้เปิดหลักฐานโต้แย้งว่า ตอนที่มัสก์ยังอยู่ในบอร์ดบริหาร เขาเป็นคนผลักดันให้บริษัทเป็นธุรกิจหวังผลกำไร จนถึงขั้นวางแผนควบรวม OpenAI เข้ากับ Tesla

 

OpenAI ทิ้งท้ายบทสรุปมหากาพย์ว่า คดีนี้เกิดขึ้นเพราะมัสก์ ‘พาล’ จากความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ โดยอ้างว่า เขาต้องรอจนกระทั่งบริษัทประสบความสำเร็จถล่มทลาย จึงค่อยออกมาฟ้องร้อง

 

ย้อนกลับไปในวันแรกของการพิจารณาคดี มัสก์ให้เหตุผลว่า การฟ้องร้องครั้งนี้มีเหตุผลเรียบง่ายมาก เพราะการขโมยองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ส่วนอัลต์แมนโต้แย้งว่า มัสก์พยายามเปลี่ยน OpenAI ให้เป็นบริษัททำกำไรตั้งแต่แรก และวางแผนควบรวมบริษัทในระยะยาว

 

สำหรับความคิดเห็นในแวดวงกฎหมาย New York Times ระบุว่า นักกฎหมายหลายคนค่อนข้างตกใจที่มัสก์เพิ่งฟ้องในปี 2024 เนื่องจากเขาออกจาก OpenAI ตั้งแต่ปี 2018 ส่วนคาร์ล โทเบียส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า คดีนี้แปลกประหลาดและบ้าบอมาก แต่ก็ชื่นชมว่า คณะลูกขุนตัดสินอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

 

จะเกิดอะไรขึ้นต่อหลังจากนี้

 

Reuters ชี้ว่า ผลของการฟ้องร้อง คือ OpenAI สามารถเดินหน้าเสนอขายหุ้นในสาธารณะ (Initial Public Offering: IPO) ได้อย่างสะดวก ซึ่งอาจดันมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้แผนสกัดดาวรุ่งของมัสก์ล้มเหลว หลัง SpaceX มีแผนเตรียมเข้าตลาดหุ้นในเดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน

 

ส่วนโอกาสในการอุทธรณ์ของมัสก์อาจริบหรี่ตามเหตุผลด้านเวลาที่มีน้ำหนักตามความเห็นของศาล แต่ก็เชื่อว่า มัสก์จะไม่ยอมเปลี่ยนใจยุติการฟ้องร้องใดๆ เพราะเขา ‘กระเป๋าหนัก’ มากพอ ถึงจะพ่ายแพ้หลายคดีติดกันก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่า อัลต์แมนกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา เพราะตลอดในการไต่สวนตลอด 3 สัปดาห์ มีพยานหลายปากให้การโจมตีว่า เขาโกหก ไม่น่าเชื่อถือ ขณะที่ยังเผชิญคดีความส่วนตัว เช่น คดีล่วงละเมิดทางเพศน้องสาวอย่าง แอนนี อัลต์แมน (Annie Altman)

 

ขณะที่ The Guardian ตั้งข้อสังเกตว่า แม้คดีจะจบลง แต่สิ่งที่การพิจารณาคดีนี้ไม่ได้ให้คำตอบเลยคือ ปัญหาในยุคที่ AI เป็นใหญ่ ทั้งเรื่องความปลอดภัย การกำกับดูแล และผลกระทบต่อแรงงาน โดย นิกส์ โรบินส์-เออร์รี (Nick Robins-Early) ผู้สื่อข่าวชี้ว่า สังคมยังมองความแค้นส่วนตัวของมัสก์กับอัลต์แมน มากกว่าช่องว่างขนาดใหญ่อย่างชีวิตของเศรษฐีผู้สร้างเทคโนโลยีและประชาชนคนธรรมดาที่ต้องทำงานร่วมกันในอนาคต

 

แฟ้มภาพ: Carlos Barria & Gonzalo Fuentes / Reuters

 

อ้างอิง:

The post คนละหมัด! สรุปมหากาพย์ อีลอน มัสก์ แพ้คดี OpenAI เพราะอะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยเผชิญภาวะ ‘Cyber Complexity’ ขั้นวิกฤต! ฟอร์ติเน็ต เผย AI ทำภัยคุกคามล้ำหน้าเกินรับมือ เตรียมแห่ซบ ‘Unified Platform’ แก้เกมระบบกระจัดกระจาย https://thestandard.co/thai-organizations-face-cyber-complexity-ai-threats/ Fri, 15 May 2026 08:57:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1207557 กราฟแสดงความกังวลขององค์กรไทยต่อภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Fortinet (ฟอร์ติเน็ต) ผู้นำระดับโลกด้านไซเบอร์ซีเคียวริ […]

The post ไทยเผชิญภาวะ ‘Cyber Complexity’ ขั้นวิกฤต! ฟอร์ติเน็ต เผย AI ทำภัยคุกคามล้ำหน้าเกินรับมือ เตรียมแห่ซบ ‘Unified Platform’ แก้เกมระบบกระจัดกระจาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงความกังวลขององค์กรไทยต่อภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Fortinet (ฟอร์ติเน็ต) ผู้นำระดับโลกด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ขับเคลื่อนการผสานรวมของระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกัน ประกาศผลการศึกษาล่าสุดที่จัดทำโดย Forrester Consulting ซึ่งเผยให้เห็นว่า องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความซับซ้อนด้านความปลอดภัยไซเบอร์และภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่เพิ่มสูงจนทำให้ไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเกิดจากผู้โจมตีที่ใช้เทคนิคซับซ้อน และสภาพแวดล้อมที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น รวมถึงการลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง

 

โดยผลการศึกษาชี้ชัดว่า องค์กรกำลังมุ่งเน้นที่การลดความซับซ้อนของระบบรักษาความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และผสาน AI เข้ากับแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์มากขึ้น

 

ความซับซ้อนและภัยคุกคามจาก AI กำลังสร้างความกดดันในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย

 

  • ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น จากภัยคุกคามทั้งภายนอกองค์กรและความซับซ้อนภายในองค์กรเอง โดย 65% ขององค์กรระบุว่า ภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหนึ่งในความกังวลหลัก
  • ขณะที่ 57% ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องเครื่องมือและสถาปัตยกรรมระบบที่กระจัดกระจาย รวมถึงการแจ้งเตือนที่มากเกินไป
  • การดำเนินงานด้านความปลอดภัยกำลังเผชิญกับแรงกดดัน โดย 58% ขององค์กรรายงานว่าการแจ้งเตือนที่มากเกินไปทำให้แยกแยะภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงได้ยาก ขณะที่ 51% ต้องจัดการกระบวนการต่างๆ ด้วยตัวเอง
  • องค์กรยังมีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยองค์กร 68% มีความพร้อมในระดับปานกลาง และมีแค่ 16% เท่านั้นที่มีความพร้อมในระดับสูง

 

กราฟแสดงความกังวลขององค์กรไทยต่อภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI 1

 

ผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนอย่างชัดเจน เพราะความซับซ้อนไม่ใช่แค่ความท้าทายในการดำเนินงานเท่านั้น แต่กลายเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความเสี่ยงทางไซเบอร์

 

การเปลี่ยนสู่แพลตฟอร์มความปลอดภัยขยายตัวต่อเนื่อง

 

  • หลายองค์กรกำลังเร่งเปลี่ยนสู่การใช้แพลตฟอร์มความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ โดยปัจจุบันมีองค์กรเพียง 31% เท่านั้นที่ใช้แพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ ขณะที่คาดว่าจะมีการขยายเพิ่มเป็น 60% ภายในช่วง 12–24 เดือนข้างหน้า
  • การเปลี่ยนดังกล่าวได้รับแรงผลักดันจากความต้องการในการลดความซับซ้อนของเครื่องมือ (58%) เพิ่มประสิทธิภาพในการผสานรวมการทำงาน (52%) และรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นจากสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด (49%)
  • แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ แต่องค์กรก็ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับการตรวจจับภัยคุกคาม (40%) และการตอบสนองต่อเหตุการณ์ (39%) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างความคาดหวังด้านความปลอดภัยและการดำเนินงานได้จริง
  • ทิศทางสำคัญของอนาคตสะท้อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยองค์กรมุ่งเน้นที่ระบบงานอัตโนมัติในศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC) การเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น และการรวมแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและรองรับการดำเนินงานในสเกลใหญ่

 

กราฟแสดงความกังวลขององค์กรไทยต่อภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI 2

 

แต่ความท้าทายยังคงอยู่

 

  • 51% ระบุว่าต้นทุนและผลกระทบที่เกิดจากการย้ายระบบคืออุปสรรคสำคัญ
  • 46% ยังไม่มั่นใจว่าแพลตฟอร์มจะให้ความสามารถด้านต่างๆ ได้ครอบคลุม

 

แม้จะมีข้อกังวลเหล่านี้ องค์กรยังคาดหวังถึงประโยชน์เหล่านี้จากการผสานรวมระบบ

 

  • 90% ขององค์กรคาดว่าจะเห็นประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยมากกว่า 60% คาดว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้อย่างน้อย 10% เช่น ระยะเวลาในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคาม ประสิทธิภาพการทำงานของนักวิเคราะห์ และประสิทธิภาพโดยรวมของศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC)

 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มความปลอดภัยกำลังกลายเป็นแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญยิ่งขึ้นสำหรับองค์กรที่ต้องการลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

การลงทุนด้าน AI พุ่งสูง แต่ยังขาดความพร้อมและการผสานรวมระบบยังล่าช้า

 

  • AI กำลังเป็นทั้งภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการป้องกัน โดย 83% ขององค์กรวางแผนเพิ่มงบประมาณด้าน AI และมากกว่าครึ่งคาดการณ์ว่างบดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในระดับตัวเลขสองหลัก
  • มากกว่า 60% คาดว่า AI จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ เร่งการตอบสนอง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบความปลอดภัยโดยรวม
  • องค์กรยังมองว่า AI เป็นกุญแจสำคัญในการลดความซับซ้อน โดย 58% คาดหวังให้มีการบังคับใช้นโยบายอย่างสม่ำเสมอ 57% ต้องการควบคุมระบบได้จากศูนย์กลาง และ 56% ต้องการลดงานที่ต้องดำเนินการด้วยตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องว่างด้านความพร้อมในการดำเนินงาน

 

  • สภาพแวดล้อมที่กระจัดกระจาย ข้อจำกัดของระบบอัตโนมัติ และการขาดข้อมูลแบบรวมศูนย์ คืออุปสรรคขัดขวางการนำ AI มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • องค์กรจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการพัฒนาความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นต่อการนำ AI ไปใช้งานในระดับองค์กร

 

ประเด็นดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า การดึงศักยภาพของ AI มาใช้ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัยนั้น ขึ้นอยู่กับการมีสภาพแวดล้อมที่รองรับการทำงานร่วมกัน รวมถึงโครงสร้างข้อมูลแบบรวมศูนย์ที่พร้อมใช้งาน

 

อมีเลีย เลา หัวหน้าโครงการ Forrester Consulting กล่าวว่า “องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้าน ทั้งภัยคุกคามจาก AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และความซับซ้อนภายในองค์กรที่เพิ่มสูงขึ้น แม้การลงทุนยังคงแข็งแกร่งอยู่ แต่หลายองค์กรยังประสบปัญหาในการนำระบบรักษาความปลอดภัยไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้แนวทางรักษาความปลอดภัยในรูปของแพลตฟอร์มที่ผสานการทำงานร่วมกันจะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มการมองเห็น ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และช่วยให้รับมือกับภัยคุกคามได้อย่างยืดหยุ่น”

 

ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า “ปัจจุบัน ลูกค้าต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือที่กระจัดกระจาย ข้อจำกัดด้านการมองเห็น และการแจ้งเตือนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยากที่จะตรวจจับและไม่สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน องค์กรต้องการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพการทำงาน แต่ส่วนใหญ่ยังขาดโครงสร้างที่ช่วยผสานรวมระบบงาน ซึ่งที่ฟอร์ติเน็ต เรามุ่งมั่นช่วยให้องค์กรปรับสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัยให้เรียบง่ายขึ้น และเสริมความยืดหยุ่นในการรับมือภัยคุกคาม ด้วยแนวทางของแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ที่ผสานการมองเห็น ให้ระบบอัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI อยู่ในแพลตฟอร์มเดียว”

 

ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำประเทศไทยและลาว ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า “องค์กรต่างๆ ล้วนคาดหวังอย่างยิ่งว่า AI จะช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านความปลอดภัย ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับ ตลอดจนช่วยเร่งการตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม AI จะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อทำงานบนโครงสร้างที่ผสานรวมการทำงานได้ดี ซึ่งหากขาดการมองเห็นข้อมูลแบบรวมศูนย์และการเชื่อมโยงของข้อมูลในสภาพแวดล้อมทั้งหมด อาจทำให้ AI ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน แทนที่จะช่วยลดความซับซ้อนลง ดังนั้นการผสานรวมระบบคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร และให้ผลลัพธ์เรื่องความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

The post ไทยเผชิญภาวะ ‘Cyber Complexity’ ขั้นวิกฤต! ฟอร์ติเน็ต เผย AI ทำภัยคุกคามล้ำหน้าเกินรับมือ เตรียมแห่ซบ ‘Unified Platform’ แก้เกมระบบกระจัดกระจาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสรรพสามิตชี้ข้อมูล ‘สินบน’ จากกกร. ‘มีประโยชน์’ ประกาศยกระดับปราบทุจริต-เร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มโปร่งใส https://thestandard.co/customs-dept-receives-bribery-data/ Fri, 15 May 2026 08:29:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1207545 ภาพแถลงการณ์ของกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับข้อมูลสินบนจาก กกร.

กรมสรรพสามิตเผย ข้อมูลสินบนจากกกร. ‘มีประโยชน์’ ยันให้ค […]

The post กรมสรรพสามิตชี้ข้อมูล ‘สินบน’ จากกกร. ‘มีประโยชน์’ ประกาศยกระดับปราบทุจริต-เร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแถลงการณ์ของกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับข้อมูลสินบนจาก กกร.

กรมสรรพสามิตเผย ข้อมูลสินบนจากกกร. ‘มีประโยชน์’ ยันให้ความสำคัญต่อการปราบปรามการทุจริต พร้อมเร่งตรวจสอบภายในอย่างจริงจัง ประเกศเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

 

วันนี้ (15 พฤษภาคม) กรมสรรพสามิต ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีผลสำรวจของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมูลค่าสินบนเฉลี่ยของหน่วยงานภาครัฐ โดยระบุว่า กรมสรรพสามิตได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวและเร่งตรวจสอบรายละเอียดร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทันที เพื่อทำความเข้าใจข้อมูลอย่างรอบด้าน

 

กรมสรรพสามิตระบุว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการนำมาปรับปรุงการดำเนินงาน โดยเฉพาะการทบทวนกระบวนงานที่อาจมีความเสี่ยงต่อการทุจริต รวมถึงการยกระดับความโปร่งใสและความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ

 

พร้อมกันนี้ กรมสรรพสามิตยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง ทั้งในด้านวินัย การตรวจสอบภายใน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการและกำกับดูแล เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความโปร่งใส และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ

 

นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตยังอยู่ระหว่างการทบทวนขั้นตอนการอนุญาตและกระบวนงานที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดการทุจริต รวมถึงยกระดับช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมมาตรการคุ้มครองและปกปิดข้อมูลผู้แจ้งเบาะแสอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังการกระทำที่ไม่เหมาะสม

 

ในส่วนของข้อเสนอเชิงนโยบายของ กกร. กรมสรรพสามิตระบุว่า เห็นด้วยในหลักการสำคัญ โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้สะดวก การผลักดันบริการและระบบอนุญาตสู่แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อลดการเผชิญหน้า ตลอดจนการยกระดับความปลอดภัยของช่องทางร้องเรียนและการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการกำกับดูแล

 

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตยืนยันว่าจะดำเนินงานภายใต้หลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยในระยะยาว

The post กรมสรรพสามิตชี้ข้อมูล ‘สินบน’ จากกกร. ‘มีประโยชน์’ ประกาศยกระดับปราบทุจริต-เร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ่งแวดล้อมเป็นวาระธุรกิจยุคใหม่ AIS ติดโซลาร์ 13,465 สถานี ลดก๊าซเรือนกระจก 30,047 ตันต่อปี ใช้ AI บริหารพลังงานโครงข่าย ลดอีก 19,157 ตันต่อปี https://thestandard.co/ais-solar-ai-reduce-emissions/ Sun, 10 May 2026 03:15:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1205540 จุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ AIS

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กลายเป็นปร […]

The post สิ่งแวดล้อมเป็นวาระธุรกิจยุคใหม่ AIS ติดโซลาร์ 13,465 สถานี ลดก๊าซเรือนกระจก 30,047 ตันต่อปี ใช้ AI บริหารพลังงานโครงข่าย ลดอีก 19,157 ตันต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ AIS

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ ทำให้องค์กรขนาดใหญ่ต้องผนวกการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ

 

AIS เป็นหนึ่งในองค์กรที่นำเรื่อง Climate มาเป็นแกนของแผนธุรกิจ ผ่าน Decarbonization Roadmap 4 ด้าน ได้แก่

 

  • Greener Products & Services ปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานของผลิตภัณฑ์และบริการ
  • Greener Corporation ยกระดับการดำเนินงานภายในองค์กร
  • Greener Supply Chain ทำงานร่วมกับคู่ค้าเพื่อลดคาร์บอน Scope 3
  • Greener Business Growth นำเรื่อง Climate เข้าในแผนลงทุนขยายธุรกิจในอนาคต

 

ในปี 2568 AIS เผยว่า สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 60,106 เมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี (MWh) จากการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่สถานีฐานและอาคาร 13,465 แห่ง, ศูนย์ข้อมูลและชุมสาย 11 แห่ง รวมทั้งกังหันลม 1 แห่ง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 30,047 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี

 

“การลดก๊าซเรือนกระจกของ AIS บูรณาการเข้ากับแผนธุรกิจในทุกหน่วยงาน ตั้งแต่วิศวกร โครงข่าย ไปจนถึงการเงินและการบัญชี ทำให้สามารถลดคาร์บอนได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน” สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS ระบุ

 

ใช้ AI บริหารพลังงานโครงข่าย ลดไฟ 38,321 MWh ต่อปี

 

นอกเหนือจากพลังงานแสงอาทิตย์ AIS ประยุกต์ใช้ AI บริหารจัดการพลังงานของสถานีฐานทั่วประเทศ โดย AI วิเคราะห์ลักษณะการใช้งานเครือข่ายอย่าง Traffic Load และพฤติกรรมผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา ทำให้สามารถปรับอัตราการทำงานของอุปกรณ์ในโครงข่ายให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง ช่วยลดการใช้ไฟฟ้า 38,321 MWh ต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 19,157 tCO2e ต่อปี

 

สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ได้มีการตรวจสอบและถอดถอนอุปกรณ์ที่ครบอายุการให้บริการหรือเสื่อมสภาพออกจากระบบ ในปี 2568 ดำเนินการแล้ว 3 แห่ง โดยมีแผนขยายผลไปยังศูนย์ข้อมูลอื่นในระยะถัดไป ส่งผลให้ค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า (Power Usage Effectiveness: PUE) อยู่ที่ประมาณ 1.55 ประหยัดไฟฟ้า 876 MWh ต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 416 tCO2e ต่อปี

 

อีกทั้ง AIS ยังได้ทยอยเปลี่ยนรถสันดาปภายในเป็นรถประหยัดพลังงาน ทั้งรถยนต์ไฮบริด, รถ EV และรถฟอร์กลิฟต์ไฟฟ้า ตั้งเป้าเปลี่ยนรถมากกว่า 3,700 คันทั่วประเทศภายในปี 2573

 

ลดคาร์บอน Scope 3 ผ่านคู่ค้า-ลูกค้า ลดได้ 27,095 tCO2 ต่อปี

 

ในปี 2568 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ของ AIS อยู่ที่ 638,547 tCO2e คิดเป็นสัดส่วน 44% ของการปล่อยทั้งหมด ขณะที่ Scope 2 มีสัดส่วนมากที่สุดที่ 54% สะท้อนว่าการลดคาร์บอนต้องดำเนินการตลอดห่วงโซ่คุณค่า

 

ฝั่งคู่ค้า AIS จัดประชุม Green Procurement กับคู่ค้ารายสำคัญทั้งห้าภูมิภาคในปี 2568 รวม 57 ราย จากหลากหลายประเภทธุรกิจ เพื่อสื่อสารกลยุทธ์, เป้าหมาย และแนวทางการเก็บข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงตัวอย่างวิธีลดการปล่อยในการดำเนินงานของคู่ค้า

 

ฝั่งลูกค้า AIS ได้ ยกระดับ myAIS เป็นศูนย์กลางการทำธุรกรรมดิจิทัลแบบ Full-E ที่ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมและจัดการบริการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ลดความจำเป็นในการเดินทางไปยังจุดให้บริการ ส่งผลให้จำนวนธุรกรรมผ่านแอปเพิ่มขึ้น 21% เทียบปีก่อน ขณะที่การใช้ e-Bill และ e-Receipt เพิ่มเป็น 298 ล้านรายการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 27,095 tCO2 ต่อปี จากการลดการใช้กระดาษและการเดินทาง

 

ปั้น ‘AIS HUB of E-Waste’ ผนึก Central ตั้งจุดรับทิ้งกว่า 3,200 จุด

 

ด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ AIS เดินหน้าบทบาทศูนย์กลางการจัดการ E-Waste ของไทย (AIS HUB of E-Waste) ภายใต้ภารกิจ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ ปัจจุบันร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 260 องค์กรทั่วประเทศ ตั้งจุดรับทิ้ง E-Waste กว่า 3,200 จุด เพื่อให้ขยะเข้าสู่การจัดการแบบ Zero E-Waste to Landfill ไม่ผ่านการฝังกลบ

 

ล่าสุด AIS ร่วมกับ Central Group และ Japan Airlines จัดแคมเปญ ‘ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี’ ได้รับผลงานคลิปกว่า 159 คลิป ยอดรับชมรวมกว่า 3.5 ล้านวิวทั่วประเทศ ผู้ชนะได้เดินทางไปดูงานที่ DOWA Smelting & Refining และ Eco-Recycle ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำด้านการจัดการ E-Waste ระดับโลก เรียนรู้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูงและมาตรฐานการจัดการแบบ Zero E-Waste to Landfill ตั้งแต่ต้นทางจุดรับทิ้งในไทยจนถึงปลายทางโรงงานรีไซเคิลในญี่ปุ่น

 

โดย AIS ทำงานร่วมกับ Central Group ภายใต้โครงการ ‘คนไทยไร้ E-Waste’ มาตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่ Central Group สนับสนุนการขยายจุดรับทิ้งครอบคลุมศูนย์การค้า 42 สาขาทั่วประเทศ

 

สายชลกล่าวเสริมว่า “การจัดการ E-Waste ของไทยจะสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาคเอกชนและประชาชน AIS จึงทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างเครือข่ายจุดรับทิ้งที่ครอบคลุมและประชาชนเข้าถึงได้ง่ายในทุกพื้นที่”

 

ผลจากการดำเนินงานข้างต้น AIS ได้รับการประเมิน MSCI ESG Rating ระดับ AA อยู่ในดัชนี FTSE4Good ต่อเนื่อง 11 ปี รวมถึงรางวัล The Asset Triple A Awards 2025 ทั้งด้าน Sustainability Bond และ Green Loan สะท้อนการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

The post สิ่งแวดล้อมเป็นวาระธุรกิจยุคใหม่ AIS ติดโซลาร์ 13,465 สถานี ลดก๊าซเรือนกระจก 30,047 ตันต่อปี ใช้ AI บริหารพลังงานโครงข่าย ลดอีก 19,157 ตันต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>