Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 22 Aug 2026 05:40:12 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Niu Lai หนังแอนิเมชันจีนทุนต่ำที่ถูกถล่มว่าห่วย กลับพลิกทำเงินทะลุ 161 ล้านบาท เมื่อคนแห่ดูเพื่อพิสูจน์ว่าจะแย่ได้แค่ไหน https://thestandard.co/niu-lai-chinese-animation-viral-money/ Sat, 22 Aug 2026 05:13:27 +0000 https://thestandard.co/niu-lai-chinese-animation-viral-money/ ผู้หญิงเดินผ่านโปสเตอร์ภาพยนตร์แอนิเมชัน Niu Lai ที่วาดด้วยมือ

ภาพยนตร์แอนิเมชันทุนต่ำของจีนเรื่อง Niu Lai ซึ่งแปลว่าว […]

The post Niu Lai หนังแอนิเมชันจีนทุนต่ำที่ถูกถล่มว่าห่วย กลับพลิกทำเงินทะลุ 161 ล้านบาท เมื่อคนแห่ดูเพื่อพิสูจน์ว่าจะแย่ได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงเดินผ่านโปสเตอร์ภาพยนตร์แอนิเมชัน Niu Lai ที่วาดด้วยมือ

ภาพยนตร์แอนิเมชันทุนต่ำของจีนเรื่อง Niu Lai ซึ่งแปลว่าวัวมาแล้ว กลายเป็นปรากฏการณ์ไวรัลแห่งฤดูร้อนอย่างไม่มีใครคาดคิด หลังงานสร้างที่หยาบจนถูกล้อเลียนอย่างหนักบนโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นแรงดึงดูดให้ผู้คนแห่เข้าโรงภาพยนตร์เพื่อพิสูจน์ด้วยตาตัวเองว่าจะแย่ได้ถึงขนาดไหน

 

 

 

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มขายตั๋ว Maoyan ระบุว่า หลังเข้าฉายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ในสัปดาห์แรกเพียงราว 7,000 หยวน (ประมาณ 34,000 บาท) และบางวันทำรายได้ต่ำเพียง 200 หยวน (ประมาณ 978 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำผิดปกติอย่างยิ่งสำหรับช่วงฤดูร้อนที่การแข่งขันสูง

 

แต่หลังกระแสบนโซเชียลมีเดียจุดติด รายได้ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.) ที่ผ่านมาทำรายได้ 8.2 ล้านหยวน (ประมาณ 40.1 ล้านบาท) จากผู้เข้าชมเกือบ 300,000 คน ก่อนที่รายได้สะสมจะขยับขึ้นแตะ 33.06 ล้านหยวน (ประมาณ 161.7 ล้านบาท) ตามข้อมูลล่าสุดของ Maoyan

 

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดอันดับ 10 หนังทำเงินสูงสุดประจำวันในจีน ตามหลังหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดอย่าง The Odyssey และ Spider-Man: Brand New Day

 

ความไม่สมบูรณ์แบบกลายเป็นจุดขายในยุค AI

 

รายงานของสื่อท้องถิ่นระบุว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดยสองแม่ลูกในเมืองต้าเหลียนทางตอนเหนือของจีน ซึ่งใช้เวลาทำทีละเฟรมนานถึง 5 ปี และยังแต่งเพลงประกอบท้ายเรื่องเองด้วย

 

เนื้อเรื่องความยาว 86 นาทีเล่าถึงลูกวัวชื่อ Niu Lai กับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ รวมถึงการเผชิญหน้ากับงูและเสือดาว โดยใช้ตัวละคร 3 มิติที่ขยับแข็งทื่อ, บทสนทนาที่ดูเก้กัง, ฉากทิวทัศน์เรียบง่าย และเสียงเปียโนที่กระโดกกระเดก

 

ความหยาบดังกล่าวตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับงานสร้างด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกทุนสูง จนกลายเป็นเสน่ห์ในสายตาผู้ชมจำนวนมาก ซึ่งหลายคนมองว่านี่คือคุณค่าที่หาไม่ได้ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท

 

เคเลน มอริอาร์ตี นักดนตรีชาวอเมริกันวัย 25 ปีที่ทำงานในจีน ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้แย่จนกลายเป็นดี เขาชื่นชมความห่วยของมันแต่ก็เห็นว่ามีหัวใจใส่ลงไป จึงเกลียดไม่ลง

 

เขาเสริมว่า AI อาจสร้างภาพยนตร์แบบนี้ได้ในเวลาราว 10 วินาทีหรือเร็วกว่านั้น แต่การที่ผู้สร้างเลือกไม่ใช้ AI และยอมทุ่มเวลาลงไปคือสิ่งที่น่าประทับใจ พร้อมระบุว่าความไม่สมบูรณ์แบบนี่เองที่ทำให้มันดี เพราะแสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้เป็นกระแส

 

สอดคล้องกับ จางถงเจีย วัย 24 ปีที่ทำงานในอุตสาหกรรมของเล่น ซึ่งดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในเซี่ยงไฮ้และระบุว่า หากคุณภาพงานสร้างดีกว่านี้อีกนิด มันอาจไม่ตลกเท่านี้ก็ได้ พร้อมสรุปว่ามันดีเพราะมันไม่ดี

 

ขณะที่ ผานหวัง รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปรียบเทียบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อะไรที่ต่างจากงานสร้างขัดเกลาที่ผู้ชมคุ้นเคย เหมือนกับการกินข้าวขัดสีทุกวันแล้วจู่ๆ ได้กินข้าวกล้องบ้าง

 

เธอเสริมว่าความต่างนั้นเองที่ให้ความรู้สึกสดชื่น โดยความหยาบ, ความไร้สาระ และความไม่สมบูรณ์แบบได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์

 

คำวิจารณ์เชิงลบกลายเป็นเครื่องมือการตลาด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสความนิยมนี้เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการทำการตลาดตามรูปแบบปกติเลย โดยโปสเตอร์ที่ติดตามโรงภาพยนตร์เป็นภาพลูกวัววาดด้วยปากกาโดยไม่ลงสี พร้อมข้อความเขียนมือว่า มาสิถ้าคุณชอบอะไรแปลกๆ และ ไม่คืนเงิน

 

บนแพลตฟอร์มรีวิวภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Douban ผู้ชมต่างเข้าไปแสดงความเห็นเชิงล้อเลียน โดยความเห็นที่ได้รับความนิยมสูงสุดมีตั้งแต่ห่วยอย่างไม่น่าเชื่อจนเปิดหูเปิดตา ไปจนถึงการเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเกรียนบนอินเทอร์เน็ตยุคใหม่

 

อีกความเห็นที่ถูกพูดถึงคือการบอกว่าเป็นหนังที่นักลงทุนในตลาดหุ้นจีนต้องดู ซึ่งเป็นการเล่นคำจากชื่อเรื่อง เพราะ Niu Lai ในภาษาจีนแปลตรงตัวว่าวัวกระทิงกำลังมา อันเป็นการอวยพรให้ตลาดเป็นขาขึ้น

 

ตู้หมิงซี นักศึกษาวัย 19 ปีในเซี่ยงไฮ้ ยอมรับว่าความตั้งใจแรกเริ่มของเขาคือการแกล้งเพื่อน โดยหากเพื่อนถามว่าคิดอย่างไรกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาจะตอบว่าดีและแนะนำให้ไปดู ซึ่งเขาหลอกเพื่อนไปดูด้วยกันสำเร็จ 2 คน โดยทั้งคู่รู้สึกสนุก แม้คนหนึ่งจะหลับระหว่างดู

 

เขาเปรียบเทียบว่าคนหนุ่มสาวที่แห่ไปดูหนังแบบนี้คล้ายกับกระแสแปลกๆ ในสหรัฐฯ คือบางคนแค่ถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่รู้สึกว่าแปลกหรือตลก และหลายคนก็ตามกระแสไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่

 

ปรากฏการณ์นี้ยังลามไปถึงตลาดสินค้า โดยผู้ค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอย่าง Taobao เร่งผลิตสินค้าที่มีรูปวัวสีเหลืองตัวนี้ออกมาขาย ทั้งเสื้อยืด ฟิกเกอร์ ไปจนถึงกางเกงชั้นใน ขณะที่พ่อค้าออนไลน์รายหนึ่งบอกกับ AFP ว่าเขาเริ่มขายพวงกุญแจ Niu Lai หลังภาพยนตร์เริ่มดัง

 

ภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมหนังจีน

 

เคนนี อึ้ง รองศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยแบปทิสต์ฮ่องกง มองว่าปรากฏการณ์นี้มีส่วนของการต่อต้านหนังกระแสหลักอยู่ด้วย และทำให้นักศึกษาของเขาได้ทบทวนสถานะของวงการภาพยนตร์ในปัจจุบัน

 

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของผู้ชมบางส่วน โดย จงเจียหมิง ครูอาชีวศึกษาในกว่างโจว เรียกภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าเป็นของหายากในยุคที่หนังมักมีภาพงดงามประณีต แต่เรื่องราวกลับไม่ชวนติดตาม พร้อมระบุว่านี่คือหนังสำหรับคนที่ยังมีหัวใจเยาว์วัย เพราะเรียบง่ายและจริงใจเหมือนนิทานก่อนนอนสำหรับเด็ก

 

เช่นเดียวกับ วินซี ซู ที่ทำงานในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ AI ซึ่งแม้จะดูเพียงคลิปสั้นทางออนไลน์ แต่ก็ชื่นชอบ พร้อมระบุว่าหนังเรื่องอื่นในโรงก็ไม่ได้ดีกว่ากันมากนัก และเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้พยายามยัดเยียดค่านิยมแปลกๆ ให้ผู้ชม

 

ในภาพใหญ่ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ พร้อมจำกัดการนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ

 

โดยข้อมูลจาก Maoyan ระบุว่ารายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในประเทศเมื่อปีก่อนอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 2.54 แสนล้านบาท) สูงกว่าปี 2024 แต่ยังต่ำกว่าระดับ 6.4 ล้านหยวน (ประมาณ 3.13 แสนล้านบาท) ในปี 2019 ก่อนเกิดการระบาดของโควิด

 

ส่วนหนังที่ครองอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศขณะนี้คือหนังตลกสงครามจีนเรื่อง Once Upon a Time in the Middle East ที่เข้าฉายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม และทำรายได้ไปแล้วกว่า 1,000 ล้านหยวน (ประมาณ 4.89 พันล้านบาท)

 

ทั้งนี้ ภาพยนตร์แอนิเมชันได้รับความนิยมสูงในจีน โดยเมื่อปีก่อน Ne Zha 2 ซึ่งเป็นงานสร้างที่ประณีตกว่ามาก เคยโค่น Inside Out 2 ของ Disney ขึ้นเป็นแอนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลมาแล้ว

 

จางซึ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคอแอนิเมชันตัวยง ระบุว่าแม้ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจถูกมองว่าไม่ให้เกียรติผู้ชม แต่เขาก็สนับสนุนคนที่พยายามลงมือทำแอนิเมชันในลักษณะนี้ พร้อมทิ้งท้ายว่าเขาคิดว่าอีกหลายปีข้างหน้าก็คงยังพูดถึงหนังเรื่องนี้อยู่

 

ภาพ : YUYU CHEN / Feature China/Future Publishing via Getty Images

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท และ 1 หยวน เท่ากับ 4.89 บาท ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง :

The post Niu Lai หนังแอนิเมชันจีนทุนต่ำที่ถูกถล่มว่าห่วย กลับพลิกทำเงินทะลุ 161 ล้านบาท เมื่อคนแห่ดูเพื่อพิสูจน์ว่าจะแย่ได้แค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซักเคอร์เบิร์กถามว่าถ้าเชื่อว่า AI จะพาโลกสู่หายนะ แล้วทำไมยังเดินหน้าสร้างกันอยู่ ทั้งที่โมเดลของ Meta เองเพิ่งหลุดไปเจาะระบบบริษัทอื่น https://thestandard.co/mark-zuckerberg-meta-ai-vision/ Sat, 22 Aug 2026 02:44:05 +0000 https://thestandard.co/mark-zuckerberg-meta-ai-vision/ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เผยแพร่บทความความยา […]

The post ซักเคอร์เบิร์กถามว่าถ้าเชื่อว่า AI จะพาโลกสู่หายนะ แล้วทำไมยังเดินหน้าสร้างกันอยู่ ทั้งที่โมเดลของ Meta เองเพิ่งหลุดไปเจาะระบบบริษัทอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เผยแพร่บทความความยาว 6,500 คำ ชื่อ The Future is for Everyone บนเว็บไซต์ของบริษัทเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อวางวิสัยทัศน์ใหม่ด้าน AI ของบริษัท พร้อมประกาศ 3 เรื่องใหญ่ในคราวเดียว

 

 

เรื่องแรกคือ Meta จะกลับไปปล่อยโมเดล AI แบบเปิดที่ใครก็ดาวน์โหลดไปแก้ไขต่อได้อีกครั้ง เรื่องที่สองคือการตั้งกองทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,920 ล้านบาท) เพื่อดูแลชุมชนรอบ Data Center ของบริษัท และเรื่องที่สามคือการให้คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจตัดสินว่าโมเดลใหม่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยหรือไม่

 

แต่สิ่งที่ทำให้บทความชิ้นนี้ถูกพูดถึงมากที่สุด ไม่ใช่ประกาศทั้งสามข้อ หากเป็นการที่ซักเคอร์เบิร์กใช้มันโจมตีคู่แข่งอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google แบบไม่อ้อมค้อม พร้อมเสนอว่าอนาคตของ AI ควรอยู่ในมือของทุกคน ไม่ใช่กระจุกอยู่กับองค์กรใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที 1

 

ก่อนหน้านั้นราว 2 สัปดาห์ เขาเผยแพร่ฉบับย่อที่มีใจความคล้ายกันใน The Wall Street Journal มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนักเพื่อปูทางก่อนปล่อยฉบับเต็ม

 

คำถามที่ซักเคอร์เบิร์กบอกว่าสำคัญที่สุดของยุคนี้

 

หัวใจของบทความอยู่ที่คำถามข้อเดียว ซักเคอร์เบิร์กเขียนว่าคำถามสำคัญของยุคนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ หรือที่ Meta เรียกว่า superintelligence จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะยังไงมันก็ต้องเกิด สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือใครจะได้เข้าถึงมันต่างหาก

 

ซักเคอร์เบิร์กเสนอแนวคิด 3 เสาหลัก เสาแรกคือการให้อำนาจกับคนธรรมดา ซึ่งเขามองว่าเป็นบ่อเกิดของความมั่งคั่ง เสาที่สองคือ AI ควรถูกใช้เพื่อ ‘คิดค้นสิ่งใหม่’ เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อทำงานแทนคน และเสาที่สามคือการถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งเขาถือเป็นรากฐานของความปลอดภัย

 

เขาอธิบายว่าความก้าวหน้าครั้งใหญ่ของมนุษยชาติมักไม่ได้มาจากองค์กรใหญ่ที่มีอยู่แล้วเพียงอย่างเดียว แต่มาจากสองพี่น้องในร้านจักรยานที่เชื่อว่าคนบินได้, เด็กฝึกงานเย็บปกหนังสือที่ไม่ได้เรียนหนังสือแต่ค้นพบวิธีผลิตไฟฟ้า และเด็กหนุ่มในโรงรถที่คิดว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นของทุกคนได้

 

เหตุผลที่เขาให้น้ำหนักกับการคิดค้นสิ่งใหม่มากกว่าการทำงานแทนคน คือจำนวนคำถามที่คนถาม AI ได้ในหนึ่งวันนั้นมีเพดานอยู่ แต่จำนวนสิ่งใหม่ที่ AI คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนไปถึงเป้าหมายนั้นไม่มีเพดาน

 

สิ่งที่เขาสัญญาไว้เป็นรูปธรรมคือ Meta จะปล่อยเครื่องมือ AI เวอร์ชันฟรีให้คนหลายพันล้านคนใช้ และจะพยายามให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘โหมดส่วนตัวเต็มรูปแบบ’ ซึ่งจะทำให้แม้แต่ Meta เองหรือผู้ให้บริการรายใดก็ตาม มองไม่เห็นข้อมูลของผู้ใช้

 

เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมการถ่วงดุลอำนาจถึงสำคัญ ซักเคอร์เบิร์กยกตัวอย่างสมมติเรื่องทนายความขึ้นมา โดยชวนให้ลองนึกว่าถ้ามีคนเพียงคนเดียวที่มีทนายความอัจฉริยะระดับเหนือมนุษย์ เขาจะได้เปรียบในศาลอย่างไม่เป็นธรรม แม้ข้อต่อสู้ของเขาจะผิดก็ตาม ซึ่งจะทำให้สังคมแย่ลง แต่ถ้าทุกคนมีทนายความแบบนั้น ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากกว่าทุกวันนี้

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที 2

 

อีกประเด็นที่เขาโต้แย้งโดยตรงคือความกังวลว่า AI จะแย่งงานคน โดยเขามองว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างงานรูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีในวันนี้ และแม้ขนาดของบริษัทอาจเล็กลง เหมือนตอนที่โลกเปลี่ยนจากยุคโรงงานอุตสาหกรรมมาสู่ยุคบริษัทเทคโนโลยี แต่นั่นไม่ได้แปลว่างานจะน้อยลง เพราะมันหมายถึงการมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่แต่ละแห่งใช้คนน้อยลงต่างหาก

 

เขายังโต้แย้งแนวคิดที่ว่าโลกควรมี AI เพียงระบบเดียวที่หวังดีกับมนุษยชาติทั้งหมด โดยชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีวัฒนธรรมหรือค่านิยมชุดเดียวกัน จึงไม่มีเทคโนโลยีใดที่ตอบสนองผลประโยชน์ซึ่งขัดแย้งกันของคนทั้งโลกได้พร้อมกัน เพราะระบบเดียวย่อมต้องเลือกให้น้ำหนักค่านิยมของคนกลุ่มหนึ่งเหนือคนอีกกลุ่มอยู่ดี

 

การยิงตรงไปยังคู่แข่งที่นำอยู่

 

ประโยคที่ถูกหยิบไปพูดถึงมากที่สุดคือการที่ซักเคอร์เบิร์กเขียนว่า ห้องแล็บส่วนใหญ่มุ่งสร้าง AI ให้บริษัท รัฐบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่อื่นๆ ดังนั้นถ้าห้องแล็บเหล่านั้นเป็นผู้นำ ดุลอำนาจก็จะเอียงไปทางองค์กรใหญ่มากกว่าคนธรรมดา

 

ซึ่ง The Wall Street Journal และ Financial Times ต่างระบุตรงกันว่านี่คือการโจมตีคู่แข่งอย่าง Google, Anthropic และ OpenAI ที่ครองตลาดแชตบอตอยู่ด้วยโมเดลแบบปิด

 

อีกประโยคที่แรงไม่แพ้กันคือการที่เขาบอกว่ารู้สึกแปลกใจที่คนจำนวนมากซึ่งกำลังพัฒนา AI อยู่ กลับพูดถึงมันในแง่ที่ว่าเทคโนโลยีนี้จะนำ ‘หายนะ’ มาสู่โลก พร้อมตั้งคำถามว่าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เชื่อว่า AI จะทำลายงานส่วนใหญ่ จนมนุษย์แทบไม่เหลือบทบาทในโลก ถึงยังรีบเร่งสร้างอนาคตแบบนั้นขึ้นมา

 

ซักเคอร์เบิร์กยังชี้ว่าแนวคิดที่ว่า AI อันตรายมากจนทางเดียวที่ปลอดภัยคือการรวมอำนาจไว้ที่คนไม่กี่กลุ่ม เป็นเรื่องที่มีปัญหาในตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์บอกเราว่าการฝากความหวังไว้กับผู้กุมอำนาจสูงสุด แล้วรอให้เขาใช้อำนาจนั้นดูแลคนทั้งโลกอย่างมีเมตตา ไม่เคยจบลงด้วยผลที่ดีหรือปลอดภัย

 

การให้สัมภาษณ์กับ Financial Times เขายังแสดงจุดยืนอีกเรื่องที่กำลังเป็นข้อถกเถียงร้อนแรงในวอชิงตัน นั่นคือสหรัฐฯ ไม่ควรแบนโมเดล AI จากจีน เพราะไม่ใช่ทางออกที่ได้ผล แต่ควรให้บริษัทอเมริกันหาจุดติดขัดและอุปสรรคของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อแข่งกับจีนให้ได้ดีกว่าเดิม

 

ประเด็นนี้ร้อนขึ้นหลังบริษัท Moonshot AI จากปักกิ่งปล่อยโมเดล Kimi K3 ที่มีความสามารถใกล้เคียงกับ OpenAI และ Anthropic โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์ระบุว่ามีหลักฐานว่า Moonshot แอบฝึกโมเดลของตัวเองจากคู่แข่งอเมริกันผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ‘distillation’ ซึ่งเป็นการดึงความรู้จากโมเดลอื่นมาใช้ ขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ระบุว่าการคว่ำบาตรเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับห้องแล็บจีนที่ล้ำเส้นไปขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

 

แต่ซักเคอร์เบิร์กกลับสนับสนุน distillation โดยบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปกป้องหลักการที่ว่าคุณเรียนรู้จากทุกสิ่งที่คุณสังเกตเห็นได้ พร้อมปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย

 

อีกความกังวลที่เขายกขึ้นมาคือสิ่งที่เรียกว่า ‘regulatory capture’ ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทเข้าไปมีอิทธิพลเหนือกฎที่ออกมาเพื่อกำกับดูแลบริษัทเหล่านั้นเสียเอง จนกฎกลายเป็นเครื่องมือปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาแทน

 

โดยเขาตั้งคำถามว่าถ้าให้กลุ่มธุรกิจที่มีผลประโยชน์ของตัวเองมาทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง ห้องแล็บชั้นนำจะอยากให้โมเดลแบบเปิดประสบความสำเร็จจริงหรือ ซึ่งเขามองว่าที่ผ่านมาสัญญาณในเรื่องนี้ยังไปคนละทาง

 

สำหรับการทำงานร่วมกับภาครัฐ ซักเคอร์เบิร์กเสนอว่าห้องแล็บควรส่ง ‘ชุดบันทึกระหว่างการฝึกโมเดล’ ให้รัฐบาลตรวจสอบตั้งแต่ยังฝึกไม่เสร็จ แทนที่จะรอให้เสร็จก่อนแล้วค่อยส่ง เพราะรัฐบาลทรัมป์กำลังผลักดันให้มีช่วงเวลาตรวจสอบโมเดลใหม่แบบสมัครใจ 30 วัน ซึ่งเขามองว่ายาวเกินไปสำหรับวงการที่เคลื่อนไหวเร็วขนาดนี้

 

แต่ข้อเสนอเหล่านี้ก็เจอเสียงคัดค้านจากคู่แข่งโดยตรง โดย Financial Times ระบุว่า ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เรียกร้องให้มีกฎระเบียบด้าน AI ที่เข้มงวดขึ้น และไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งที่ว่าโมเดลแบบเปิดจะทำให้การสร้างมาตรการป้องกันง่ายขึ้น หรือการเปิดให้เข้าถึงความสามารถในวงกว้างจะช่วยฝ่ายป้องกันมากกว่าฝ่ายโจมตี

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที 3

 

ส่วน เดมิส ฮาสซาบิส หัวหน้า Google DeepMind เสนอให้ตั้งองค์กรกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรม คล้ายกับหน่วยงานกำกับดูแลอุตสาหกรรมการเงินของสหรัฐฯ เพื่อวางมาตรฐานร่วมกัน

 

ตัวเลขมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังวิสัยทัศน์

 

การจะแจก AI ให้คนหลายพันล้านคนใช้ฟรีหรือในราคาถูกที่สุดตามที่ซักเคอร์เบิร์กสัญญาไว้ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ด้วยคำพูด เพราะเบื้องหลังคำว่า ‘อนาคตเป็นของทุกคน’ คือเงินลงทุนระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนของบริษัท

 

Meta ตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ระหว่าง 1.3-1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงสุดราว 4.77 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่ใช้สร้าง Data Center และซักเคอร์เบิร์กระบุในบทความว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19.75 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2571

 

ราคาที่ต้องจ่ายปรากฏอยู่ในผลประกอบการไตรมาสที่ 2 เพราะกระแสเงินสดอิสระของบริษัทเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25,809 ล้านบาท) ลดลง 91% จาก 8.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 281,466 ล้านบาท) ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยตรง

 

ตัวเลขระดับนี้ไม่ใช่เรื่องของ Meta เจ้าเดียว เพราะ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ขยับเพดานงบลงทุนปีนี้ขึ้นไปถึง 2.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.75 ล้านล้านบาท) จนกระแสเงินสดติดลบเป็นครั้งแรก ส่วน Microsoft ก็ระบุว่างบลงทุนทั้งปีจะอยู่ที่ราว 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.76 ล้านล้านบาท)

 

ตลาดตอบรับด้วยการเทขาย โดยหุ้น Meta ร่วงเกือบ 8% หลังเปิดเผยตัวเลขดังกล่าว และปรับตัวลงเกือบ 20% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทเพิ่งปลดพนักงาน 8,000 คนเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยระบุว่าเป็นผลจากต้นทุนของโครงการด้าน AI

 

ความกดดันจากนักลงทุนทำให้ซักเคอร์เบิร์กเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจคลาวด์ ด้วยการให้บริษัทอื่นเช่าเซิร์ฟเวอร์ใน Data Center ที่ Meta สร้างไว้แต่ยังใช้ไม่เต็มกำลัง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีรายได้กลับคืนมาจากเงินที่ลงทุนไป

 

เขาบอกว่ามีผู้สนใจยื่นข้อเสนอมาในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ Meta จ่ายไปมาก แต่ก็ย้ำว่าคงเป็นเรื่องโง่เขลาถ้าจะยกเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดให้คนอื่นใช้เพื่อกำไรระยะสั้น เพราะบริษัทเองก็ต้องใช้มันพัฒนา AI ของตัวเองด้วย

 

อีกด้านหนึ่งที่บริษัทต้องรับมือคือแรงต้านจากชุมชนรอบ Data Center ซึ่งมองว่าโครงการเหล่านี้แย่งทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไฟฟ้าและน้ำ ถึงขั้นที่รัฐนิวยอร์กประกาศห้ามสร้าง Data Center ในรัฐเป็นเวลาไม่เกิน 1 ปีเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

 

กองทุน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ตั้งชื่อว่า Future is for Everyone Fund จึงเป็นคำตอบต่อแรงต้านนี้ โดยซักเคอร์เบิร์กยกตัวอย่างเขตริชแลนด์แพริช รัฐลุยเซียนา ที่ครูได้รับเช็คโบนัสคนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2 ล้านบาท) จากภาษีขายที่เก็บได้มากขึ้น หลังมีเงินสะพัดในพื้นที่รอบ Data Center ของบริษัท

 

นอกจากเรื่องเงิน เขายังตอบข้อกังวลเรื่องทรัพยากรโดยตรง ด้วยการให้คำมั่นว่าจะคุมราคาไฟฟ้าในพื้นที่ไม่ให้สูงขึ้น ฟื้นฟูแหล่งน้ำในท้องถิ่น และฝึกอบรมคนในพื้นที่ให้มีทักษะพอจะทำงานกับ Data Center ได้

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที 4

 

ช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

 

แม้ตัวเลขและคำมั่นทั้งหมดจะถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนข้อเสนอที่ว่าการกระจาย AI ให้ทุกคนคือทางที่ปลอดภัยกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนบทความจะเผยแพร่เพียงไม่กี่วัน กลับทำให้ข้อเสนอนั้นถูกตั้งคำถามหนักที่สุด

 

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม Meta ยืนยันว่าโมเดล Muse Spark ของบริษัทเจาะเข้าระบบของบริษัทอื่นระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยโฆษกระบุว่าเกิดจาก ‘การตั้งค่าผิดพลาด’ ของ Irregular บริษัททดสอบอิสระที่ Meta ใช้บริการ ซึ่งทำให้โมเดลเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ตั้งใจระหว่างการประเมิน

 

ที่สำคัญคือ Meta กลายเป็นบริษัท AI รายที่ 3 ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ต้องออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ลักษณะนี้ ต่อจาก OpenAI ที่โมเดลหลุดไปเจาะระบบ Hugging Face และ Anthropic ที่พบว่าโมเดล Claude ของตัวเองโจมตีหลายบริษัทหลังการตั้งค่าผิดพลาดเช่นกัน

 

แดเนียล ฮูล์ม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ระดับโลกของบริษัทโฆษณา WPP อธิบายกับ BBC ว่าโมเดลเหล่านี้ไม่ได้มีจิตสำนึกและไม่ได้จงใจทำสิ่งที่มีเจตนาร้าย แต่กำลังคิดค้นกลยุทธ์หรือการโจมตีที่ซับซ้อนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ถูกสั่งให้ทำ พร้อมเตือนว่าเมื่อคุณให้เป้าหมายกับ AI ถ้าคุณคิดไม่ครบทุกวิธีที่มันอาจใช้บรรลุเป้าหมายนั้น มันก็จะหาทางที่คุณคิดไม่ถึงจนได้

 

น่าสนใจว่าซักเคอร์เบิร์กกลับใช้เหตุการณ์ทำนองนี้มาสนับสนุนข้อเสนอของตัวเอง โดยยกกรณี Hugging Face ที่ต้องหันไปพึ่งโมเดลแบบเปิดเพื่อแก้ระบบความปลอดภัย หลังโมเดลแบบปิดปฏิเสธคำขอด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เขาบอกว่าการจำกัดเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะเครื่องมือเหล่านั้นช่วยให้บริษัทหาและอุดช่องโหว่ได้ด้วย

 

อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยคือประวัติการเดิมพันครั้งใหญ่ของซักเคอร์เบิร์กเอง เพราะ Reality Labs หน่วยธุรกิจที่พัฒนาอุปกรณ์ VR และแว่นอัจฉริยะ ขาดทุนไป 4.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 152,090 ล้านบาท) ในไตรมาสล่าสุด จากรายได้เพียง 431 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ยอดขาดทุนสะสมตั้งแต่ปลายปี 2563 ทะลุ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.63 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว ซึ่งเป็นผลจากการเดิมพันกับเมตาเวิร์สที่ผู้บริโภคไม่ตอบรับ

 

ทำไมหลายคนถึงไม่ซื้อวิสัยทัศน์นี้

 

แม้ข้อเสนอจะฟังดูดี แต่ปฏิกิริยาที่ได้กลับไม่เป็นบวกอย่างที่คาด และเหตุผลส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหา หากอยู่ที่ตัวคนพูด

 

ทีมงานของ TechCrunch วิเคราะห์ว่าปัญหาคือประวัติของซักเคอร์เบิร์กและ Meta เอง โดย รีเบกกา เบลลัน ชี้ว่าย้อนกลับไปในยุคโซเชียลมีเดีย เขาก็เคยบอกว่าอยากให้ทุกคนมีช่องทางพูดคุยกับเพื่อนและมีเครือข่ายสังคม แต่สิ่งที่ได้กลับกลายเป็นคอนเทนต์ที่ ‘ยั่วให้โกรธ’ และโฆษณา ไม่ใช่การเชื่อมคนเข้าหากันอย่างที่สัญญาไว้

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta กำลังพูดบนเวที 5

 

เธอยังมองว่านี่คือความพยายามของ Meta ที่จะชนะในสนามอื่น เพราะบริษัทไม่ได้ชนะทั้งในตลาดโมเดลแบบปิดระดับแนวหน้าและตลาดโมเดลแบบเปิด จึงหันมาเล่นเรื่องการให้อำนาจกับคนธรรมดาแทน

 

ข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมาที่สุดมาจากการที่เธอลองดาวน์โหลดโมเดล Muse Glimmer มาใช้จริง แล้วพบว่าใช้กับแล็ปท็อปทั่วไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ ‘ฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง’ ซึ่งขัดกับคำว่า ‘อนาคตเป็นของทุกคน’ อยู่พอสมควร

 

อีกจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ แม้ Meta จะประกาศกลับไปปล่อยโมเดลแบบเปิด แต่บริษัทก็ยังเก็บโมเดลที่เก่งที่สุดอย่าง Muse Spark ไว้ในรูปแบบปิดเพื่อหารายได้ ซึ่ง Financial Times ระบุว่าบริษัทเคยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยในการไม่เปิดเผยค่าตัวเลขเบื้องหลังที่กำหนดพฤติกรรมของโมเดลนี้มาก่อน

 

สิ่งที่ซักเคอร์เบิร์กวาดภาพไว้กับนักลงทุนคือ ภายใน 5 ปีข้างหน้า คนหลายพันล้านคนจะมีผู้ช่วย AI ส่วนตัวที่เข้าใจเป้าหมายของเจ้าของ และทำงานให้ตลอด 24 ชั่วโมงในเรื่องที่เจ้าตัวสนใจ ตั้งแต่การเงิน, สุขภาพ, ความสัมพันธ์ ไปจนถึงการจัดการเรื่องในบ้าน ซึ่งเขาบอกว่าโอกาสที่ภาพนี้จะไม่เกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก

 

แต่ระหว่างที่ภาพนั้นยังมาไม่ถึง สิ่งที่คนเห็นในวันนี้คือ Meta ยังไม่ใช่ชื่อแรกที่คนนึกถึงเวลาจะใช้ผู้ช่วย AI ส่วนตัว แม้ผู้ใช้จะเจอเครื่องมือ AI ของบริษัทอยู่ทั้งบน Instagram และ Facebook ก็ตาม

 

กระนั้น มีอย่างน้อยหนึ่งประเด็นที่แม้แต่คนวิจารณ์ก็ยอมรับว่าซักเคอร์เบิร์กพูดถูก นั่นคือประโยคที่ถามว่าถ้าคุณเชื่อว่า AI จะนำอนาคตแบบหายนะมาให้จริง แล้วทำไมคุณถึงยังสร้างมันอยู่

 

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น จุดยืนของซักเคอร์เบิร์กเองกลับไม่มีอะไรคลุมเครือ โดยเขาบอกในการแถลงผลประกอบการว่าเข้าใจดีว่านี่เป็น ‘การเดิมพันครั้งใหญ่’ ของทั้งอุตสาหกรรม แต่การเดิมพันส่วนตัวของเขาคือคนที่ลงทุนในเรื่องนี้จะได้รับผลตอบแทนและรู้สึกดีมากเมื่อเวลาผ่านไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569

 

ภาพปก : Andrej Sokolow/picture alliance via Getty Images

อ้างอิง:

The post ซักเคอร์เบิร์กถามว่าถ้าเชื่อว่า AI จะพาโลกสู่หายนะ แล้วทำไมยังเดินหน้าสร้างกันอยู่ ทั้งที่โมเดลของ Meta เองเพิ่งหลุดไปเจาะระบบบริษัทอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nothing Phone (4b) สมาร์ทโฟน 13,999 บาท ที่ตรึงราคาในปีที่ต้นทุนหน่วยความจำดันราคาสมาร์ทโฟนทั้งตลาดให้สูงขึ้น https://thestandard.co/nothing-phone-4b-defies-costs/ Thu, 20 Aug 2026 11:57:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1244272 ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท

ปีนี้เป็นปีที่ราคาสมาร์ทโฟนระดับกลางขยับขึ้นแทบทั้งตลาด […]

The post Nothing Phone (4b) สมาร์ทโฟน 13,999 บาท ที่ตรึงราคาในปีที่ต้นทุนหน่วยความจำดันราคาสมาร์ทโฟนทั้งตลาดให้สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท

ปีนี้เป็นปีที่ราคาสมาร์ทโฟนระดับกลางขยับขึ้นแทบทั้งตลาด เพราะต้นทุนหน่วยความจำสูงขึ้นตามความต้องการชิปจากศูนย์ข้อมูล AI ที่ดึงกำลังการผลิตไปจากอุปกรณ์ผู้บริโภค

 

 
 

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว Nothing เปิดตัว Phone (4b) ในไทยด้วยราคา 13,999 บาท พร้อมสเปก RAM 8GB ความจุ 128GB เพียงรุ่นเดียว โดยเริ่มวางจำหน่ายวันที่ 21 สิงหาคม 2026 ผ่าน Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

 

เอกลักษณ์ที่ทำให้เครื่องนี้ต่างจากคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันยังเป็นสองสิ่งที่แบรนด์รักษาไว้ตลอด นั่นคือดีไซน์กึ่งโปร่งใสกับแถบไฟด้านหลัง และชุดฟีเจอร์ AI ที่ฝังอยู่ในระบบปฏิบัติการแทนที่จะแยกเป็นแอปต่างหาก

 

ดีไซน์กึ่งโปร่งใส กับ Glyph Bar ที่ตั้งใจให้เป็นเครื่องมือ

 

งานออกแบบของ (4b) เป็นการนำเอกลักษณ์จากสองรุ่นพี่มารวมกัน โดยโครงสร้างส่วนบนมาจาก Phone (4a) Pro ขณะที่ความโปร่งใสของฝาหลังมาจาก Phone (4a)

 

ตัวเครื่องใช้โครงสร้าง Unibody ที่เชื่อมฝาหลังกับเฟรมเป็นชิ้นเดียว ผ่านวัสดุ Crystal-clear Soft Polymer ซึ่งทนแรงบิดได้มากขึ้น 20% จาก Phone (3a) Lite และผ่านมาตรฐาน IP64 มีให้เลือกสามสี ได้แก่ ขาว, ดำ และน้ำเงิน

 

ทว่าจุดที่น่าสนใจกว่างานดีไซน์คือ Glyph Bar หรือแถบไฟด้านหลัง ซึ่งหลายคนเข้าใจว่ามีไว้ประดับอย่างเดียว แต่ในรุ่นนี้ Nothing วางบทบาทให้เป็นเครื่องมือติดตามสถานะแบบเรียลไทม์

 

ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท 1

 

ยกตัวอย่างการเรียกรถผ่าน Grab แถบไฟจะค่อยๆ สว่างขึ้นจนเต็มเมื่อรถใกล้มาถึง ผู้ใช้จึงคว่ำหน้าจอลงได้โดยไม่ต้องคอยพลิกเครื่องขึ้นมาเช็กบ่อยๆ เช่นเดียวกับการนับเวลาถอยหลังและการดูเส้นทางแผนที่ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน

 

อีกสองอย่างที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันคือไฟกะพริบนับถอยหลังก่อนกดชัตเตอร์ ซึ่งช่วยให้รู้จังหวะยิ้ม กับไฟสีแดงที่ติดขณะบันทึกวิดีโอ อันเป็นทางแก้ปัญหาลืมกดอัดที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด ส่วนใครที่ไม่ถนัดดูจากด้านหลัง ก็เลือกดูสถานะเดียวกันผ่านหน้าจอ Always-on Display หรือแถบสถานะด้านหน้าได้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของฟีเจอร์นี้ขึ้นอยู่กับจำนวนแอปที่รองรับเป็นสำคัญ หากยังใช้ได้กับแอปกลุ่มเรียกรถและตั้งเวลาเป็นหลัก ผู้ใช้ที่ไม่ได้เรียกรถหรือจับเวลาบ่อยนักย่อมได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน

 

ในทำนองเดียวกัน มาตรฐาน IP64 ครอบคลุมเพียงฝุ่นและละอองน้ำ ไม่ได้หมายรวมถึงการจุ่มลงน้ำ จึงยังต้องระวังการใช้งานในสภาพเปียกอยู่พอสมควร

 

กล้องที่เลือกทางสีธรรมชาติ กับชิปที่เน้นความสมดุล

 

กล้องหลังเป็นระบบกล้องคู่ ประกอบด้วยกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซลพร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้อง Ultra-wide 8 ล้านพิกเซลมุมกว้าง 119.5 องศา ส่วนกล้องหน้าอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 4K

 

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในรุ่นนี้คือเซนเซอร์วัดแสงโดยรอบแบบ 360 องศา ซึ่งเข้ามาช่วยลดปัญหาภาพกะพริบขณะถ่ายวิดีโอใต้แสงไฟ

 

นอกจากนี้ (4b) ยังเป็นรุ่นแรกที่ใช้ TrueLens Engine 4 อัลกอริทึมประมวลผลภาพที่ Nothing พัฒนาขึ้นเอง โดยเน้นเก็บโทนสีผิวให้ใกล้เคียงกับที่ตามองเห็น หลังอุตสาหกรรมผ่านช่วงที่ใช้ AI เร่งสีสันให้จัดจ้านเกินจริงมาแล้ว ซึ่งทิศทางนี้ทำงานร่วมกับโหมดหลักทั้ง Night Mode และ Portrait Mode

 

ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท 2

 

ด้วยเหตุนี้ ซอฟต์แวร์กล้องจึงถูกปรับใหม่ทั้งหมด พร้อมเพิ่ม AI Eraser ใน Nothing Gallery สำหรับลบสิ่งที่ไม่ต้องการออกจากภาพ รวมถึงฟิลเตอร์โทนย้อนยุค 80s และ 90s และฟิลเตอร์ที่จำลองภาพระบบ VHS

 

ในบรรดาฟีเจอร์ทั้งหมด Camera Preset น่าจะถูกใจคนถ่ายภาพบ่อยที่สุด เพราะบันทึกการตั้งค่าทั้งระยะเลนส์, โหมดถ่าย และฟิลเตอร์ที่ชอบเอาไว้เรียกใช้ได้ในครั้งเดียว

 

มาที่ขุมพลัง ตัวเครื่องใช้ชิป Snapdragon 6 Gen 4 คู่กับแผงระบายความร้อน Vapor Chamber ขนาด 4,400 ตารางมิลลิเมตร ซึ่งกินพื้นที่ด้านหลังเกือบครึ่งหนึ่งของตัวเครื่อง นับเป็นการแก้ปัญหาเครื่องร้อนที่เคยเกิดขึ้นกับรุ่นก่อนๆ และเมื่อเทียบกับ Phone (3a) Lite ประสิทธิภาพ CPU ดีขึ้น 15% กราฟิกดีขึ้น 25% ขณะที่การประมวลผล AI ดีขึ้น 240%

 

หน้าจอเป็น Samsung AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 2,000 nits รองรับ HDR10+ และ Touch Sampling Rate สูงสุด 1,000Hz โดยตัวเลขความสว่างระดับนี้เพียงพอกับการใช้งานกลางแดดเมืองไทย

 

อีกส่วนที่ปรับตามเสียงผู้ใช้คือลำโพง ซึ่งอัปเกรดจากลำโพงเดี่ยวใน Phone (3a) Lite มาเป็นลำโพงคู่สเตอริโอแล้ว

 

สำหรับแบตเตอรี่ ตัวเครื่องให้ความจุมา 5,200mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W และใช้งานได้สูงสุด 2 วัน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าคู่แข่งหลายรายที่ขยับไปถึง 6,000mAh กันแล้ว

 

เหตุผลอยู่ที่การเลือกใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ SafeCell ซึ่งทนแรงกระแทกและลดความเสี่ยงการลุกไหม้ได้ดีกว่า แต่ต้องกินพื้นที่ภายในเครื่องมากกว่าปกติ Nothing จึงยอมลดความจุลงเพื่อแลกกับความปลอดภัย

 

ข้อสังเกตที่เหลืออยู่คือความจุ 128GB ที่มีให้เลือกแบบเดียวในไทย ซึ่งค่อนข้างตึงสำหรับคนที่ถ่ายวิดีโอ 4K เป็นประจำ

 

Nothing OS 4.1 กับชุดฟีเจอร์ Essential

 

ระบบปฏิบัติการเป็น Nothing OS 4.1 บน Android ที่ยังคงความเรียบและลื่นไหลตามสไตล์เดิม โดยจุดต่างของรอบนี้อยู่ที่การฝัง AI ลงไปในสถาปัตยกรรมของระบบ แทนที่จะจำกัดอยู่แค่การแต่งรูปหรือตัดต่อวิดีโอเหมือนหลายแบรนด์

 

เริ่มจาก Essential Key ปุ่มลัดที่ย้ายตำแหน่งจากขวาล่างในซีรีส์ 3 มาอยู่ด้านซ้ายบนของตัวเครื่อง หลังพบว่าผู้ใช้ชอบฟีเจอร์นี้แต่มักเผลอกดโดยไม่ตั้งใจ

 

การใช้งานทำได้หลายแบบ ตั้งแต่กดหนึ่งครั้งเพื่อแคปหน้าจอ กดสองครั้งเพื่อเข้า Essential Space ไปจนถึงกดค้างไว้เพื่อบันทึกเสียงเป็นโน้ตทันทีที่มีไอเดียผุดขึ้นมา

 

ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท 3

 

จากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะไปรวมอยู่ใน Essential Space ยกตัวอย่างเมื่อแคปเจอร์รูปตั๋วเครื่องบิน ระบบจะอ่านข้อมูลแล้วบันทึกวันเดินทางลง Google Calendar พร้อมสร้างรายการที่ต้องทำให้โดยอัตโนมัติ

 

ต่อยอดไปที่ Essential Memory ซึ่งทำหน้าที่เป็นคลังความจำให้ค้นย้อนหลังได้เมื่อลืมว่าเคยบันทึกอะไรไว้ ส่วน Essential Search นั้นค้นได้ทั้งข้อมูลในเครื่องและคำตอบบนอินเทอร์เน็ต

 

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ที่น่าจับตาที่สุดในชุดคือ Essential Voice ซึ่งออกแบบมาสำหรับการพูดยาวต่อเนื่องได้ถึง 10 นาที ต่างจากระบบพิมพ์ด้วยเสียงทั่วไปที่มักเพี้ยนเมื่อพูดยาว โดย AI จะตัดคำสร้อยที่ไม่จำเป็นออก เรียบเรียงประโยคให้อ่านง่าย และแก้คำผิดให้โดยอัตโนมัติ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ฟีเจอร์นี้ยังแปลภาษาได้ เช่น พูดภาษาไทยแล้วให้แปลงเป็นภาษาอังกฤษก่อนส่ง หรือกดปุ่มสองครั้งเพื่อล็อกภาษาปลายทางไม่ให้ระบบสับสน โดยเรียกใช้ได้ทุกครั้งที่มีแป้นคีย์บอร์ดขึ้นบนหน้าจอ

 

ปิดท้ายชุดนี้ด้วย Essential Apps และ Playground ที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างแอปหรือวิดเจ็ตของตัวเองด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด ก่อนแบ่งปันให้คนอื่นในคอมมูนิตี้ดาวน์โหลดไปใช้ต่อได้

 

นอกเหนือจากชุด Essential ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่มาจากเสียงผู้ใช้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอัลกอริทึมป้องกันหน้าจอเบิร์นบริเวณแถบสถานะ การเพิ่มความเร็วสแกนลายนิ้วมือ วิดเจ็ตฝึกหายใจและเสียงธรรมชาติ รวมถึงการเขียนจังหวะแอนิเมชันของระบบใหม่ทั้งหมด

 

กระนั้น ข้อสังเกตของส่วนนี้คือฟีเจอร์มีจำนวนมากพอสมควร ผู้ใช้ทั่วไปน่าจะต้องใช้เวลาเรียนรู้อยู่พักหนึ่งกว่าจะได้ประโยชน์ครบทุกตัว

 

ขณะที่ความแม่นยำของ Essential Voice กับภาษาไทย โดยเฉพาะการเรียบเรียงประโยคและการแปล ยังเป็นเรื่องที่ต้องรอผลจากการใช้งานจริงในระยะยาว

 

ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท 4

 

ราคา 13,999 บาท ในปีที่ทั้งอุตสาหกรรมเจอต้นทุนสูงขึ้น

 

ความต้องการชิปหน่วยความจำจากศูนย์ข้อมูล AI ทำให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั้งอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนในปีนี้ โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ประเมินว่าราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนทั่วโลกปี 2026 จะปรับขึ้นราว 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 3.6%

 

ผลที่ตามมาคือคู่แข่งในสเปกใกล้เคียงกันซึ่งทยอยเปิดตัวช่วงเดียวกันขยับราคาไปถึงระดับ 15,000 บาท การตรึงราคาไว้ที่ 13,999 บาทจึงเป็นจุดที่ Nothing ให้น้ำหนักเป็นพิเศษ

 

นอกจากนี้ ผู้ที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม ถึง 13 กันยายน 2026 ยังได้รับประกันตัวเครื่องขยายเป็น 2 ปี มูลค่า 1,999 บาท

 

อีกจุดที่ยังคงไว้คือของแถมในกล่อง ทั้งเคสกันกระแทก สายชาร์จ และที่จิ้มถาดซิมที่ออกแบบใหม่ทุกรอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตหลายรายเริ่มตัดออกไปแล้ว

 

โดยรวม Phone (4b) เหมาะกับคนที่ให้น้ำหนักกับงานออกแบบที่ไม่เหมือนใคร และอยากลองฟีเจอร์ AI ที่ทำงานอยู่ในระบบมากกว่าจะเป็นแอปแยก

 

ภาพสมาร์ทโฟน Nothing Phone (4b) สีขาว พร้อมข้อความราคา 13,999 บาท 5

 

ส่วนคนที่มองหาความจุแบตเตอรี่สูงสุดหรือพื้นที่เก็บข้อมูลเยอะๆ ในงบเท่ากัน คงต้องชั่งน้ำหนักกับตัวเลือกอื่นในตลาด เพราะทั้งสองเรื่องเป็นจุดที่ Nothing เลือกแลกไปกับสิ่งอื่นอย่างชัดเจน

 

อ้างอิง:

The post Nothing Phone (4b) สมาร์ทโฟน 13,999 บาท ที่ตรึงราคาในปีที่ต้นทุนหน่วยความจำดันราคาสมาร์ทโฟนทั้งตลาดให้สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวรส. ชูเทคโนโลยี ‘จดจำใบหู’ ระบุตัวตนเด็กข้ามชาติชายแดนแม่สอด อุดช่องโหว่การเข้าถึงวัคซีน ยกระดับบริการสุขภาพไทย-เมียนมา https://thestandard.co/ear-recognition-migrant-children-mae-sot/ Thu, 20 Aug 2026 11:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1244263 ภาพเด็กกำลังรับการสแกนใบหูด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหูเพื่อระบุตัวตน

ปัญหาการระบุตัวตนของประชากรต่างชาติ ถือเป็นความท้าทายสำ […]

The post สวรส. ชูเทคโนโลยี ‘จดจำใบหู’ ระบุตัวตนเด็กข้ามชาติชายแดนแม่สอด อุดช่องโหว่การเข้าถึงวัคซีน ยกระดับบริการสุขภาพไทย-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กกำลังรับการสแกนใบหูด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหูเพื่อระบุตัวตน

ปัญหาการระบุตัวตนของประชากรต่างชาติ ถือเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจำนวนมากที่ขาดเอกสารยืนยันตัวตน ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐาน เช่น การรับวัคซีน และการดูแลก่อน-หลังคลอดได้อย่างต่อเนื่อง การขาดตอนของการรักษานี้ได้สร้างความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคที่สามารถป้องกันได้ เช่น โรคหัด และโปลิโอ

 

วันนี้ (20 สิงหาคม) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้เดินหน้าแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยให้แก่ทีมวิจัยชายแดนแม่สอด เพื่อพัฒนารูปแบบการระบุตัวตนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ สำหรับประชากรต่างชาติในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีจดจำใบหู (Ear Recognition) ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดของเทคโนโลยีชีวมิติ (Biometrics) แบบเดิม

 

ที่ผ่านมา เทคโนโลยีการระบุตัวตน เช่น การสแกนลายนิ้วมือ ม่านตา หรือใบหน้า มักใช้งานได้ดีกับผู้ที่มีอายุ 7 ปีขึ้นไป แต่สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โครงสร้างร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่และพฤติกรรมที่ไม่อยู่นิ่ง ทำให้เครื่องมือเหล่านี้ขาดความแม่นยำ คณะผู้วิจัยจึงได้ประยุกต์ใช้ ชีวมิติใบหู (Ear Biometrics) ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาใช้เป็นทางออก

 

จากการทดสอบเครื่องมือต้นแบบในกลุ่มเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี จำนวน 960 คน พบว่านวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูง โดยมี ‘ความไว’ ในการยืนยันเด็กคนเดิมถึงร้อยละ 92.40 และมี ‘ความจำเพาะ’ ในการจำแนกเด็กต่างบุคคลได้ถึงร้อยละ 93.54

 

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยระบุว่าการสแกนใบหูจะไม่ถูกใช้เป็นข้อมูลยืนยันตัวตนแบบเดี่ยวๆ แต่จะใช้เป็นส่วนหนึ่งของระบบข้อมูลหลายองค์ประกอบ (Multi-component System) โดยนำไปเชื่อมโยงร่วมกับประวัติผู้ปกครอง ข้อมูลเด็ก และประวัติการรับบริการ เพื่อให้หน่วยบริการสามารถติดตามข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาพยาบาลของเด็กแต่ละรายได้อย่างแม่นยำสูงสุด

 

จากงานวิจัยสู่นโยบายที่ใช้ได้จริง การนำเสนอผลการวิจัยครั้งนี้ จัดขึ้น ณ โรงพยาบาลแม่สอด จังหวัดตาก โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารด้านสาธารณสุขจังหวัดตากและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วม

 

นพ.ศุภกิจ เน้นย้ำว่า สวรส. ให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ตอบโจทย์ปัญหาของระบบบริการสุขภาพอย่างแท้จริง โดยเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือการไม่หยุดอยู่แค่การเป็นเทคโนโลยีต้นแบบบนหิ้ง แต่ต้องสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมนี้มีความเหมาะสม ปลอดภัย และใช้งานได้จริง ก่อนจะนำร่องใช้และผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติต่อไป

 

ทั้งนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสนอแนะเพิ่มเติมว่า ก่อนนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้จริงในวงกว้าง อุปกรณ์จะต้องถูกพัฒนาให้มีความคล่องตัวสูง รองรับการทำงานแบบออฟไลน์ในพื้นที่ห่างไกลได้ และต้องคำนึงถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) สิทธิเด็ก รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้การยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพบริเวณแนวชายแดนเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

The post สวรส. ชูเทคโนโลยี ‘จดจำใบหู’ ระบุตัวตนเด็กข้ามชาติชายแดนแม่สอด อุดช่องโหว่การเข้าถึงวัคซีน ยกระดับบริการสุขภาพไทย-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยต้องรู้อะไรใน ‘TH-AI Passport’ โครงการ AI ที่ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าภาษีประชาชนจริงหรือ https://thestandard.co/th-ai-passport-ai-critique/ Thu, 20 Aug 2026 07:42:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1244084 ภาพกราฟิกโครงการ ‘TH-AI Passport’ พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่า 1.6 พันล้านบาท

เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำห […]

The post คนไทยต้องรู้อะไรใน ‘TH-AI Passport’ โครงการ AI ที่ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าภาษีประชาชนจริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโครงการ ‘TH-AI Passport’ พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่า 1.6 พันล้านบาท

เริ่มเปิดลงทะเบียนวันแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำหรับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME แม้โครงการจะล่าช้ากว่าแผนการเดิมในเดือนกรกฎาคมไปประมาณ 1 เดือน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่รัฐบาลยืนยันว่านี่คือคำตอบอันเป็นรูปธรรมต่อความกังวลว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาคุกคามและทดแทนตลาดแรงงานไทย

 

ข้อมูลจากการเปิดตัววันแรกพบว่า มีประชาชนให้ความสนใจเข้าสมัครเพื่อเตรียมพร้อมใช้งานผ่านเว็บไซต์ de.aipas.net สามารถลงทะเบียนได้สำเร็จประมาณ 700,000 ราย คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของสังคมและภาคเศรษฐกิจก็คือ งบประมาณแผ่นดินและเงินภาษีประชาชนกว่า 1,600 ล้านบาทที่ใช้ในโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่ และคนไทยจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างแท้จริงเพียงใด

 

ไปร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ รศ. ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลของไทย เพื่อถอดรหัสไส้ใน ความท้าทาย และข้อกังวลที่รัฐบาลจำเป็นต้องตอบคำถามให้ชัดเจนก่อนเดินหน้าเปิดตัวแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 31 สิงหาคมนี้

 

รศ. ดร. ธนชาติ เริ่มต้นอธิบายเริ่มข้อมูลในรายการ Morning Wealth ถึงรูปแบบแพลตฟอร์ม TH-AI Passport ว่าคือโปรแกรม AI ที่รวมบริการแชท (Chat) การสร้างรูปภาพ (Image Generation) และสร้างวิดีโอ (Video Generation) เอาไว้ด้วยกัน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานโมเดล AI ได้หลากหลายค่าย และรัฐบาลได้แบ่งเกณฑ์ผู้ใช้งานออกเป็น 2 ระดับหลักๆ คือ

 

  • ระดับทั่วไป (Free) สมัครเข้าใช้งานแรกเริ่ม แชทได้ไม่จำกัด
  • ระดับผู้สร้างสรรค์ (Creator / Advance Creator) ปลดล็อกการเล่นโมเดล AI ที่หลากหลายและมีฟีเจอร์เพิ่มขึ้น ทว่าตามเงื่อนไขปกติจะต้องผ่านการเข้าเรียนบทเรียนสั้นๆ ก่อน (ยกเว้นโปรโมชั่นในเดือนแรกที่เป็นการปลดล็อกให้อัปเกรดฟรีทันที)

 

เป้าหมายสูงสุดที่รัฐบาลเคยเสนออนุมัติโครงการต่อคณะกรรมการกองทุนคือ เพื่อช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 600 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับค่าบริการรายเดือนในเวอร์ชันโปรหรือพรีเมียม เช่น ChatGPT Plus ที่หลายคนต้องควักกระเป๋าจ่ายจริงอยู่ในตลาดขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม รศ. ดร. ธนชาติ ระบุข้อสังเกตเชิงเทคนิคว่า ตัวเลขและการประหยัดจริงอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายด้วยเหตุผล 3 ประการสำคัญ

 

ประเด็นที่ 1 ‘แชทไม่จำกัด’ แต่สู้บริการฟรีทั่วไปในตลาดไม่ได้

 

รัฐบาลพยายามชูข้อดีเรื่องฟังก์ชันการแชทได้ไม่จำกัดในเวอร์ชันฟรี แต่ความจริงคือ โมเดลเบื้องหลังที่ใช้ขับเคลื่อนฟังก์ชันนี้คือ Gem 3.1 Flash (Gemini Flash) ซึ่งเป็นโมเดลราคาถูก มีความเก่งและฉลาดค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับโมเดลเวอร์ชันฟรีในตลาดปัจจุบันของค่ายดังระดับโลกอย่าง ChatGPT หรือ Gemini ที่เปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถใช้งานเพื่อแชทได้ฟรีอย่างไม่มีข้อจำกัดและมีความฉลาดที่สูงกว่ามาก ทำให้โปรแกรมของรัฐบาลสูญเสียแต้มต่อในฟังก์ชันพื้นฐานตั้งแต่ก้าวแรก

 

ประเด็นที่ 2 โมเดลขาดการอัปเดต ล้าหลังตลาดไป 1 เจเนอเรชัน

 

ในระดับผู้สร้างสรรค์ที่ระบุว่าเข้าถึงโมเดลได้ถึง 30 โมเดลจาก 14 ค่ายนั้น จากการตรวจสอบกลับพบว่าตัวโมเดลไม่มีการอัปเดตและล้าหลัง เช่น ค่าย Anthropic แพลตฟอร์มยังใช้เวอร์ชันเก่าอย่าง Claude Opus 4.8 (ขณะที่ในตลาดก้าวสู่เวอร์ชัน 5.0 แล้ว) หรือค่าย OpenAI แพลตฟอร์มก็ยังคงใช้โมเดลเก่าอย่าง GPT 5.5 ขณะที่ปัจจุบันตลาดพัฒนาไปถึงเวอร์ชัน 5.6 แล้ว

 

ประเด็นที่ 3 ข้อจำกัดโควตาเครดิตที่ใช้จริงไม่ได้

 

ผู้ใช้งานระดับผู้สร้างสรรค์จะได้รับสิทธิ์การใช้งานจำกัดเพียง 10,000 เครดิตต่อวัน ซึ่งเมื่อคำนวณเฉลี่ยแล้วจะแชทได้เพียง 20-50 ข้อความต่อวันเท่านั้น และมีข้อจำกัดในการสร้างภาพอย่างมาก

 

ภาพกราฟิกโครงการ ‘TH-AI Passport’ พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่า 1.6 พันล้านบาท 1

รศ. ดร. ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute)

 

“คำถามสำคัญก็คือ เป้าหมายประหยัดเงิน 600 บาทต่อเดือนนั้นไม่ตอบโจทย์เลย เพราะประสิทธิภาพโมเดลที่ต่ำและข้อจำกัดโควตาเช่นนี้ แทบจะไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้งานทำงานอย่างจริงจัง และไม่สามารถนำมาทดแทนเวอร์ชันเสียเงินของเอกชนได้” รศ. ดร. ธนชาติ กล่าว

 

ช่องโหว่สำคัญด้าน ‘ความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล-อธิปไตยดิจิทัล’

 

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนไทยส่วนใหญ่มัก ‘เลื่อนสไลด์กดยอมรับ’ โดยไม่อ่านเงื่อนไขรายละเอียดการสมัครใช้บริการ คือความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (Data Privacy) และอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) รศ. ดร. ธนชาติ ระบุว่าเมื่อตรวจสอบข้อตกลงการใช้งาน มีประเด็นย้อนแย้งที่น่าวิตกอย่างมาก

 

  • การส่งข้อมูลไปประมวลผลนอกประเทศ ในข้อตกลงมีข้อกำหนดขอสิทธิ์นำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานไปประมวลผลในต่างประเทศ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการสร้าง อธิปไตย AI (AI Sovereignty) ที่ควรเน้นการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ
  • เงื่อนไขบังคับให้ข้อมูลไปเทรนโมเดลต่อ (Training Consent) แพลตฟอร์มบังคับให้ผู้ใช้งานยินยอมนำข้อมูลบทสนทนา (Chat) ไปใช้เทรนโมเดล AI ของชาติ (National LLM) ต่อไป ซึ่งในอุตสาหกรรม AI ระดับสากล หากยอมจ่ายเงินค่าบริการรายเดือนเพื่อความพรีเมียม ระบบจะรักษาความลับทางธุรกิจโดยไม่นำข้อมูลผู้ใช้ไปเทรนโมเดลต่อ แต่สำหรับ TH-AI Passport ประชาชนกลับต้องยินยอมแลกข้อมูลส่วนตัวหรือความลับในการทำงานเพื่อนำไปใช้เทรนระบบ ส่งผลให้เกิดความสุ่มเสี่ยงและจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอย่างระมัดระวังสูงสุด
  • การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลผ่านแอปพลิเคชันรัฐ โดยการลงทะเบียนใช้บริการเพื่อยืนยันตัวตน ต้องอาศัยการยึดโยงระบบกับแอปพลิเคชันอย่าง ThaiD หรือ ทางรัฐ ซึ่งเป็นการนำเข้าข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากและมีความซับซ้อนกว่าเมื่อเทียบกับการใช้บริการโปรแกรม AI ฟรีทั่วไป

 

ยกระดับ ‘AI Literacy’ หรือแค่พิธีกรรมผักชีโรยหน้า

 

เงื่อนไขการก้าวขึ้นสู่ระดับผู้สร้างสรรค์ (Creator) ด้วยการกำหนดให้เข้าอบรมหลักสูตร e-Learning เป็นระยะสั้นๆ นั้น จากการประเมินเบื้องต้น รศ. ดร. ธนชาติ มองว่าหลักสูตรเหล่านั้นยังไม่มีความชัดเจนและยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเต็มร้อย

 

  • หลักสูตรจำนวนมากมีลักษณะนำเข้าวิดีโอจากบริษัทต่างประเทศมาแปลซับไตเติลภาษาไทยแปะไว้
  • การใช้เวลาเรียนเพียง 10 นาทีเพื่อปลดล็อกสิทธิ์ เป็นลักษณะของ “พิธีการ” เพื่อแลกอัปเกรดสถานะเท่านั้น ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงได้

 

“การสร้าง AI Literacy หรือทักษะความรู้ด้าน AI ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการใช้เครื่องมือเพื่อส่งแชท แต่คือความเข้าใจในการวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตและการทำงานตามสาขาวิชาชีพของตนเองได้” รศ. ดร. ธนชาติ เน้นย้ำ

 

เสนอแนะ KPI ใหม่ เลิก ‘นับหัว’ ยอดลงทะเบียนวันแรก

 

รศ.ดร. ธนชาติ ระบุว่าภาครัฐไม่ควรใช้ ‘ยอดลงทะเบียนวันแรก’ (เช่น ยอดครึ่งล้าน หรือลงทะเบียนสำเร็จ 200,000 ราย) มาเป็นดัชนีชี้วัดหลัก (KPI) หรือตัวตัดสินความสำเร็จของงบประมาณ 1,600 ล้านบาท เพราะนั่นเป็นเพียงความตื่นตัวของประชาชนในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ตัวชี้วัดเชิงปริมาณและคุณภาพที่ถูกต้องควรประเมินจาก

 

  • จำนวนผู้เรียนที่เรียนรู้สำเร็จหลักสูตรอย่างจริงจัง: ประเมินปริมาณประชาชน นิสิต นักศึกษาที่เข้ามาศึกษา เรียนรู้ และเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ
  • ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์จากการประยุกต์ใช้จริง: มีการสำรวจและประเมินผลอย่างต่อเนื่องว่า ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถนำเครื่องมือ AI นี้ไปพัฒนาธุรกิจ ทำงาน หรือสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้จริงในระบบเศรษฐกิจได้ระดับใด

 

ปลดล็อกระบบนิเวศ AI ของไทยอย่างยั่งยืนด้วย ‘AI อธิปไตย-เฉพาะทาง

 

เพื่อให้เงินงบประมาณมูลค่ามหาศาลนี้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด รศ. ดร. ธนชาติ ได้เสนอแนวทางปรับแก้เชิงนโยบายแก่ภาครัฐไว้ 2 ประการหลัก

 

  • มุ่งหน้าสู่ AI Sovereignty ที่แท้จริง รัฐบาลควรเปลี่ยนมาลงทุนในการวางโครงสร้างพื้นฐานระบบประมวลผล (Infrastructure) และผลักดันการติดตั้งโมเดลแบบ Open-source หรือ Open-weight ภายในประเทศไทยอย่างแท้จริง เพื่อลดการจ่ายค่าบริการพึ่งพาเทคโนโลยีและค่ายเทคโนโลยีจากต่างชาติ
  • สร้างแต้มต่อด้วย AI เฉพาะทาง (Domain-Specific AI): รัฐไม่ควรเน้นการทำโปรแกรม AI พื้นฐานทั่วไปออกสู้กับค่ายยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่เปิดบริการฟรีอยู่แล้ว แต่ควรผนวกองค์ความรู้ จุดเด่น และอัตลักษณ์ไทยมาประยุกต์ทำ AI เฉพาะทางที่เป็นกลุ่มกำลังของชาติ เช่น ด้านการท่องเที่ยว สุขภาพและการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Wellness) หรือภาคการเกษตร รวมถึงการจัดอบรมเพื่อยกระดับทักษะผู้ประกอบการ SME และคนทำงานในแต่ละสาขาวิชาชีพอย่างเจาะลึกและตรงประเด็น

 

ภาพ: FAMILY STOCK / Shutterstock

The post คนไทยต้องรู้อะไรใน ‘TH-AI Passport’ โครงการ AI ที่ใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท คุ้มค่าภาษีประชาชนจริงหรือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ หารือออมสิน เตรียมแนวทางดัน ‘นกกระซิบ AI’ ใช้แทน Statement ปล่อยเงินกู้ https://thestandard.co/ekaniti-gsb-nokkrasip-ai-loan-ev/ Thu, 20 Aug 2026 06:55:55 +0000 https://thestandard.co/ekaniti-gsb-nokkrasip-ai-loan-ev/ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังหารือกับผู้บริหารธนาคารออมสิน

‘เอกนิติ’ สั่งการบ้าน ‘ออมสิน’ เตรียมแนวทางใช้ข้อมูลสรุ […]

The post ‘เอกนิติ’ หารือออมสิน เตรียมแนวทางดัน ‘นกกระซิบ AI’ ใช้แทน Statement ปล่อยเงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังหารือกับผู้บริหารธนาคารออมสิน

‘เอกนิติ’ สั่งการบ้าน ‘ออมสิน’ เตรียมแนวทางใช้ข้อมูลสรุปยอดขายจาก ‘นกกระซิบ AI’ บนแอปฯ ‘ถุงเงิน’ เป็นหลักฐานการเงิน ด้านออมสินวอนประชาชนอดใจรอ พร้อมสมทบวงเงินสินเชื่อ EV อีก 5 พันล้านบาท

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้หารือกับธนาคารออมสิน เพื่อจัดหาแนวทางรองรับสินเชื่อที่ใช้ข้อมูลสรุปยอดขายจาก ‘นกกระซิบ AI’ บนแอปฯ ‘ถุงเงิน’ เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แทนการอ้างอิงรายการเคลื่อนไหวทางการเงิน (Statement) แบบเดิม

 

พร้อมย้ำว่า วงเงินสินเชื่อ ‘นกกระซิบ AI’ จะมาจากแหล่งเงินของธนาคารออมสินเอง ไม่เกี่ยวข้องกับเงินกู้จาก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท

 

“ในช่วงเวลาโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เหลืออีกประมาณ 1 เดือนเศษ รัฐบาลอยากให้ AI นกกระซิบ ที่ไม่เพียงช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยทำบัญชี แต่อยากให้เกิดเคสจริง ๆ คือ สามารถนำบัญชีนั้นไปใช้เป็นหลักฐานเพื่อกู้เงินจากธนาคารออมสินได้ จากที่มียอดสรุปการขายเป็นรายวัน รายเดือน ทำเป็นบัญชีมาแล้ว ก็อยากให้บัญชีนั้นมีประโยชน์มากที่สุด ซึ่งได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินไปเร่งจัดทำแนวทางรองรับเรียบร้อยแล้ว” ดร.เอกนิติ กล่าว

 

ออมสินวอนประชาชนอดใจรอ

 

ด้านทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสินเผยว่า ได้มีการหารือกับดร.เอกนิติและธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นผู้ดูแลข้อมูลบนแอปฯ ‘ถุงเงิน’ แล้ว และจะมีการหารือรายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง โดยระหว่างนี้ ทรงพลวอนให้ประชาชนคนไทยอดใจรออีกนิด

 

พร้อมกันนี้ ทรงพลมองว่าการให้สินเชื่อโดยทั่วไปใช้สถิติการชำระหนี้ในการพิจารณา แต่การนำคะแนนพฤติกรรม (Behavioral Score) จากรายการสรุปยอดขายของ ‘นกกระซิบ AI’ ถือเป็นข้อมูลทางเลือก ที่จะทำให้มีการปล่อยสินเชื่อครอบคลุมมากขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้น

 

สมทบวงเงินสินเชื่อ EV อีก 5 พันล้านบาท

 

สำหรับความคืบหน้าโครงการสินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ในส่วนของสินเชื่อเพื่อการจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทรงพลเผยว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยวงเงินรอบแรก 5,000 ล้านบาท จัดสรรครบเต็มจำนวนแล้ว และล่าสุดธนาคารได้เพิ่มวงเงินอีก 5,000 ล้านบาท รวมเป็น 10,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่ยังมีอยู่ โดยการปล่อยกู้ยังคงใช้เงื่อนไขเดิม

 

ทั้งนี้ ธนาคารจะรอให้ผู้ประกอบการ ทั้งสถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อที่เป็นพันธมิตร ทยอยเข้ามาเบิกจ่ายวงเงินก่อน หากวงเงินที่เพิ่มขึ้นถูกใช้จนหมด จึงจะพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป

 

“โดยรวมได้รับการตอบรับดี มีผู้สนใจจำนวนมาก วงเงินรอบแรก 5,000 ล้านบาทเต็มวงเงินแล้ว จัดสรรให้ผู้ประกอบการละ 500 ล้านบาท มีหลายรายเข้าร่วมโครงการ โดยแต่ละรายได้รับวงเงินไม่เท่ากัน” นายทรงพลกล่าว

 

อย่างไรก็ดี สินเชื่อเพื่อการจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้น เป็นสินเชื่อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าตามนิยามของโครงการ ขณะที่อุปกรณ์ชาร์จอาจขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อแต่ละราย

The post ‘เอกนิติ’ หารือออมสิน เตรียมแนวทางดัน ‘นกกระซิบ AI’ ใช้แทน Statement ปล่อยเงินกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Xiaomi กำไรร่วง 43% หลังดาต้าเซ็นเตอร์ AI แย่งชิปจนต้นทุนพุ่ง พร้อมขึ้นราคามือถือรอบ 3 ในปีเดียว ส่วน EV ยังขายได้แค่ 40% ของเป้าทั้งปี https://thestandard.co/xiaomi-profit-drops-ai-chips-ev/ Thu, 20 Aug 2026 05:06:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1243989 ภาพมือถือ Xiaomi พร้อมข้อความแสดงผลกำไรที่ลดลง 43% และต้นทุนชิปที่สูงขึ้น

Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของจีน รายงานกำไรลด […]

The post Xiaomi กำไรร่วง 43% หลังดาต้าเซ็นเตอร์ AI แย่งชิปจนต้นทุนพุ่ง พร้อมขึ้นราคามือถือรอบ 3 ในปีเดียว ส่วน EV ยังขายได้แค่ 40% ของเป้าทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือถือ Xiaomi พร้อมข้อความแสดงผลกำไรที่ลดลง 43% และต้นทุนชิปที่สูงขึ้น

Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของจีน รายงานกำไรลดลงเกือบครึ่งในไตรมาส 2 หลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ และความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง

 

 
 

ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) บริษัทซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงปักกิ่งระบุว่า กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ลดลง 42.6% มาอยู่ที่ 6,200 ล้านหยวน (ประมาณ 3.04 หมื่นล้านบาท) ซึ่งลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3

 

ส่วนรายได้อยู่ที่ 108,900 ล้านหยวน (ประมาณ 5.35 แสนล้านบาท) ลดลง 6.1% จากปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ S&P Capital IQ ประเมินไว้

 

ผู้บริหารระบุว่า ผลประกอบการที่อ่อนแอมาจากความต้องการอุปกรณ์ที่ชะลอตัว ราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 8.5% ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อ AI ดูดชิปไปจนมือถือต้องขึ้นราคา 3 รอบ

 

ต้นตอของปัญหามาจากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix หันไปเน้นผลิตชิปขั้นสูงสำหรับงาน AI เป็นอันดับแรก จนชิปหน่วยความจำแบบทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ทโฟนขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น

 

ผลที่ตามมาคือเมื่อต้นเดือนนี้ Xiaomi ปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนบางรุ่นสูงสุดถึง 500 หยวน (ประมาณ 2,455 บาท) ซึ่งเป็นการขึ้นราคารอบที่ 3 นับตั้งแต่ต้นปี

 

นักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อต้นเดือนว่า คาดว่าแรงกดดันทั้งด้านปริมาณขายและอัตรากำไรของผู้เล่นในตลาดสมาร์ทโฟนทุกรายจะรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Xiaomi พยายามลดทอนความกังวลดังกล่าว โดย ลู่ เว่ยปิง ประธานบริษัท ระบุระหว่างการแถลงผลประกอบการว่า คาดว่าราคาชิปหน่วยความจำจะยังปรับขึ้นต่อในครึ่งปีหลัง แต่จะเป็นไปในอัตราที่ผ่อนคลายลง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทแล้ว

 

เขายังระบุว่าช่วงที่ยากลำบากที่สุดกำลังจะผ่านพ้นไป และธุรกิจของบริษัทเข้าสู่ระยะที่มองเห็นและควบคุมได้

 

แบรนด์จีนบาดเจ็บหนักกว่า ขณะที่ตลาดมือถือทั้งระบบหดตัว

 

ปัญหาของ Xiaomi ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเผชิญการชะลอตัวเชิงโครงสร้างของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาส 2 ร่วงลง 11% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013

 

ที่น่าสังเกตคือราคาที่สูงขึ้นมักกระทบผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Xiaomi และแบรนด์จีนอย่าง Oppo และ Vivo ครองตลาดอยู่ ส่งผลให้ทั้ง 3 แบรนด์มียอดจัดส่งลดลงในระดับ 2 หลักในไตรมาสเมษายนถึงมิถุนายน สวนทางกับ Apple และ Samsung ที่ยังเติบโต

 

นักวิเคราะห์จาก Counterpoint อธิบายว่าทั้ง 3 แบรนด์ได้รับผลกระทบหนักกว่าแบรนด์อื่น เพราะผู้บริโภคเลื่อนการซื้อออกไป หันไปซื้อรุ่นเก่ากว่า หรือยืดรอบการเปลี่ยนเครื่องให้นานขึ้น

 

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ Xiaomi จึงเดิมพันกับการเปิดตัวสินค้าระดับพรีเมียมเพื่อฟื้นการเติบโต ซึ่งเห็นผลบ้างแล้วจากราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น 25.9% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,351 หยวน (ประมาณ 6,633 บาท)

 

แม้กระนั้นตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าราคาเริ่มต้นของ iPhone 17e รุ่นประหยัดที่ 4,499 หยวน (ประมาณ 22,090 บาท) อยู่มาก ซึ่งสะท้อนช่องว่างด้านราคาระหว่างแบรนด์จีนกับคู่แข่งจากสหรัฐฯ

 

EV ที่หวังให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ กลับกลายเป็นภาระ

 

อีกธุรกิจที่ Xiaomi วางเดิมพันไว้สูงคือรถยนต์ไฟฟ้า แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากรอบการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของโลกเร็วกว่าที่เคย จนดึงความสนใจผู้บริโภคออกไปจากบริษัทหน้าใหม่ที่มีรุ่นรถให้เลือกไม่มาก

 

ในไตรมาสที่ผ่านมา รายได้จากธุรกิจ EV อยู่ที่ 23,900 ล้านหยวน (ประมาณ 1.17 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน แต่เมื่อรวมผลขาดทุนจากธุรกิจ EV, AI และโครงการใหม่อื่นๆ เข้าด้วยกัน กลับขาดทุนรวม 2,600 ล้านหยวน (ประมาณ 1.28 หมื่นล้านบาท) ซึ่งขยายตัวจากที่ขาดทุน 300 ล้านหยวน (ประมาณ 1.47 พันล้านบาท) เมื่อปีก่อน

 

เพื่อไล่ให้ทันเป้าหมายยอดขายรถทั้งปีที่ 550,000 คัน เมื่อเดือนที่ผ่านมา Xiaomi เปิดตัวรถ EV รุ่นที่ 3 คือ SkyNomad ซึ่งเป็นเอสยูวีที่ตั้งราคาแบบดุดันเริ่มต้นเพียง 259,900 หยวน (ประมาณ 1.28 ล้านบาท) พร้อมจุดขายอย่างเบาะที่หมุนได้ 180 องศาและเต็นท์บนหลังคาในตัว

 

ทว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอและตลาด EV ในประเทศที่อิ่มตัว กลับบดบังความพยายามพลิกสถานการณ์ครั้งนี้ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี Xiaomi ขายรถได้ราว 216,300 คัน หรือคิดเป็นเพียง 40% ของเป้าหมายทั้งปี

 

ปิน หวัง นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อเดือนก่อนขณะปรับลดคาดการณ์ยอดขายทั้งปีลงเหลือ 490,000 คันว่า ยอดสั่งซื้อใหม่ของ Xiaomi ในเดือนกรกฎาคมยังคงเงียบเหงา ซึ่งบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องปรับปรุงอย่างมากหลังการเปิดตัว SkyNomad

 

ทางออกที่ Xiaomi มองไว้เช่นเดียวกับผู้ผลิต EV จีนรายอื่นคือตลาดต่างประเทศที่การแข่งขันยังไม่หนาแน่นเท่า โดยตั้งเป้าส่งออกรถไปยังยุโรปในปีหน้า ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจนี้เติบโตแข็งแรงขึ้นและกลายเป็นภัยคุกคามต่อแบรนด์ตะวันตกที่ครองตลาดอยู่เดิม

 

แต่การขยายตลาดดังกล่าวก็มีอุปสรรครออยู่หลายด้าน ทั้งภาษีนำเข้า การตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแล และมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่า

 

นอกจากนี้ Xiaomi ยังเร่งลงทุนใน AI และหุ่นยนต์ โดยระบุว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาขึ้นเองทำงานขันน็อตในโรงงานผลิตรถยนต์ได้สำเร็จในอัตรา 98%

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น Xiaomi ที่จดทะเบียนในฮ่องกงปิดบวก 1% เมื่อวันอังคาร โดยราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นราว 20% นับตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนบางส่วนต่อแนวโน้มของบริษัท แม้จะยังห่างไกลจากการกลับไปสู่ระดับราคาสูงสุดเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 อยู่มาก

 

ภาพ: Jimmy Gunawan / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวนจีน เท่ากับ 4.91 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

The post Xiaomi กำไรร่วง 43% หลังดาต้าเซ็นเตอร์ AI แย่งชิปจนต้นทุนพุ่ง พร้อมขึ้นราคามือถือรอบ 3 ในปีเดียว ส่วน EV ยังขายได้แค่ 40% ของเป้าทั้งปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ Thu, 20 Aug 2026 02:22:09 +0000 https://thestandard.co/h2-2026-investment-outlook/ ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบ […]

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้เกิดซัพพลายเชนช็อกไปทั่วโลก จนกระตุ้นเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นทั้งเอเชียและสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงขับเคลื่อนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

 

 

คำถามคือในช่วงครึ่งหลังของปี ธีม AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม, หุ้นไทยจบรอบขาขึ้นหรือยัง แล้วตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้แค่ไหน

 

THE STANDARD WEALTH สรุปมุมมองการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 Investment in the

 

Storm – ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว

 

หุ้นไทยยังไม่จบรอบขาขึ้น

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน

 

  • เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนโลกที่เติบโตมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยในไตรมาส 2/2569 เติบโตมากกว่า 35% ทำให้ธุรกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก
  • เงินเฟ้อไม่รุนแรง และมีแนวโน้มชะลอลง แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะผันผวน แต่ผลกระทบของเงินเฟ้อยังจำกัด ทำให้ดอกเบี้ยโลกไม่ต้องปรับขึ้นแรง
  • ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยมีทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประกอบกับเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญ สะท้อนจากมูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.31 ล้านล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรก

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 1

 

  • เศรษฐกิจไทยกำลังวางรากฐานสู่การเติบโตรอบใหม่ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถออกจากวังวนเศรษฐกิจโตต่ำ ในช่วง 2570-2571 IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เริ่มไหลสู่เศรษฐกิจจริง
  • ตลาดหุ้นไทยพื้นฐานดี ทั้งในแง่ของระดับราคา (Valuation) ยังไม่แพง

 

โดยปัจจุบัน P/E อยู่ที่ 15 เท่า และกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาอย่างแท้จริง โดยในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโต 3.52 แสนล้านบาท ทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย แทนที่จะปรับลดเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลประกอบการของธุรกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 2

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 3

 

แม้ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นมาเยอะตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นถึง 61% ที่ยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) เนื่องจากการปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยหุ้นใหญ่เพียง 30-50 ตัวเท่านั้น

 

ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ได้

 

แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง AI โดยตรง แต่ธุรกิจดั้งเดิม (Old economy) ยังมีความแข็งแกร่งและได้รับอานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในซัพพลายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจมีดังนี้

 

  • กลุ่มสื่อสาร : จะได้รับประโยชน์สูงจากการเติบโตของ AI และการขยายตัวของ Data Center เนื่องจากระบบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายและการติดต่อสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลออกไปภายนอก ยิ่งเทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ธุรกิจสื่อสารยิ่งเป็นที่ต้องการตัวเพิ่มขึ้น
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า : ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่จะเติบโตควบคู่กันไป
  • กลุ่มธนาคาร : เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ที่เกิดขึ้นในประเทศ ตามมาตรการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของภาครัฐ

 

เงินไหลออก 7 นางฟ้า หุ้นอุตสาหกรรมรับอานิสงส์นโยบายทรัมป์

 

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน. ฟินโนมีนา จำกัด ให้มุมมองว่า ธีม AI ยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกลงทุนในภาพกว้างทั้งอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่

 

กลุ่มหุ้น semiconductor เพราะมูลค่าแพงเกินไปแล้ว และมี upside จำกัด เนื่องจากตลาดตั้งคำถามกับ Hyperscaler มากขึ้นว่าโมเดลการหารายได้จาก AI ที่ลงทุนไป เปลี่ยนเป็นกำไรและรายได้จริงได้แค่ไหน เช่น META ที่ลงทุน AI แชตบอต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดจึงตั้งคำถามว่าบริษัทจะหารายได้อย่างไร นอกจากใช้ AI ยิงแอดโฆษณา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ไม่ได้เป็นตัวแบกดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และ NASDAQ เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่กำไรเริ่มกระจายไปยังหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดิมทีกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers มักนำเงินสดไปซื้อหุ้นคืน เพื่อดัน ROE ของตัวเอง

 

ปัจจุบัน Big Tech ได้เปลี่ยนแนวทางนำเงินสดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้น ทำให้เม็ดเงินไหลไปหล่อเลี้ยงหุ้นกลุ่มชิป, Smart Grid, ระบบทำความเย็น (Cooling System) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่รับงานก่อสร้าง Data Center ดังนั้นการลงทุนหุ้น Big Tech รายตัว เพื่อหวังกินกำไรยาวๆ มีความเสี่ยงที่จะให้ผลตอบแทน underperform หลังจากนี้

 

ท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า ทำให้ปัจจุบันมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ถูกลง โดยไตรมาส 2/2569 กำไรหุ้นสหรัฐฯ ใน S&P 500 เติบโต 50.7% แข็งแกร่งกว่าคาด เช่นเดียวกับกำไรหุ้นโลกที่เติบโตแซงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่โตแรง เพราะหุ้นชิปหน่วยความจำอย่าง samsung และ SK hynix สะท้อนว่า ช่วงครึ่งปีหลัง โอกาสการลงทุนหุ้น AI ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังตลาดหุ้นในเอเชีย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 4

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 5

 

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบาย Reshoring ของทรัมป์ เพื่อดึงฐานการผลิตห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับสหรัฐฯ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าหุ้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมูลค่ายังถูก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Big Tech

 

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในธีม AI แต่อยากกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในเทรนด์ Longevity ที่เติบโตไปพร้อมกับ AI โดยมีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้น Defensive บางช่วงให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย S&P500 แต่เติบโตไม่แรงเท่าหุ้น AI ทั้งนี้ เมื่อหุ้นเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มนี้จะทำหน้าที่กระจายความเสี่ยง เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แนะนำถือตราสารหนี้ในสัดส่วน 30-40% ผสมระหว่างพันธบัตรไทยและพันธบัตรสหรัฐฯ กระจายความเสี่ยงด้วยการถือทองคำ 10% ส่วนที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นเทคโนโลยี 25-30% ควบคู่กับหุ้นกลุ่ม Healthcare

 

7 เดือนแรก หุ้นกู้ออกใหม่น้อยลง High Yield หดตัว 18%

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า คาดว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี จะทรงตัวอยู่ในกรอบแคบ จากระดับปัจจุบันที่ 2.08% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) โดยจะผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี หากสถานการณ์สงครามอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ คาดว่า จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องจากระดับปัจจุบันที่ 4.75% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้ตลาดคาดว่า FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ยอาจทรงตัวสูงนานต่อเนื่อง

 

สำหรับภาพรวมสถานการณ์หุ้นกู้ 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า มียอดออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 4.48 แสนล้านบาท โดยยอดออกหุ้นกู้ใหม่ยังน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารมีทางเลือกอื่นในการระดมเงิน เช่น กลุ่มธนาคารที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจึงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิม ในขณะที่บริษัทใหญ่บางแห่งเลือกขอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารแทน ในช่วงครึ่งปีแรกที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

ทั้งนี้ ยอดการออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูง (AAA, AA และ A) ยังคงขายได้ 100% ตามเป้าหมายที่ต้องการ และกลุ่ม BBB ก็แทบไม่มีปัญหาในการเสนอขาย ในขณะที่กลุ่ม High Yield ลดลงถึง 18% สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในหุ้นกู้ และหันมาเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 6

 

เมื่อพิจารณาสถานะการเงิน พบว่า บริษัทใหญ่ 10 อันดับแรกที่ออกหุ้นกู้เยอะที่สุด มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR) สูงกว่า 3 เท่าเกือบทุกบริษัท และมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ต่ำกว่า 2 เท่า สะท้อนผลกำไรที่เพียงพอในการจ่ายภาระดอกเบี้ย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 7

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ พบว่า สภาพคล่องของบริษัทไทยตึงตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ในภาพรวมยอดหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างคงที่ เนื่องจากกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายต้องใช้เวลา โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ภาคก่อสร้าง พลังงาน และท่องเที่ยว

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 8

 

ทั้งนี้ บริษัทที่ออกหุ้นกู้แล้วขอปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาต่อไป เพราะหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังไม่สามารถจัดการปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ก็มีโอกาสที่หุ้นกู้กลุ่มนี้จะกลับมาผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้นในระยะข้างหน้า คาดว่าจะไม่เห็นผู้ผิดนัดชำระหนี้รายใหม่ แต่จะเป็นรายเดิมที่ขอยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ แล้วไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ตามเงื่อนไขได้

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ https://thestandard.co/us-q2-earnings-strong-cash-flow-buy-weakness/ Wed, 19 Aug 2026 07:38:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1243678 ภาพตึกระฟ้าในนิวยอร์ก สื่อถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจ […]

The post เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตึกระฟ้าในนิวยอร์ก สื่อถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ภาพรวมผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสที่ 2 ที่เพิ่งประกาศออกมาล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ย สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ภาพรวมออกมา ‘ดีจนผิดปกติ’ โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้

 

  • การเติบโตของรายได้ : โดยเฉลี่ยเติบโตถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)
  • อัตรากำไร (Margin): อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งประมาณ 16.9%
  • กำไรสุทธิ (Net Profit): หากดูตัวเลขรวมรายการพิเศษจะเติบโตสูงถึง 50% YoY เนื่องจากมีรายการพิเศษจากการประเมินมูลค่าทางบัญชี (Mark to Market) ของหุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาด เช่น Anthropic หรือ SpaceX แต่หากตัดรายการพิเศษเหล่านี้ออกไป กำไรสุทธิก็ยังเติบโตได้แข็งแกร่งถึงประมาณ 22% ทั้งนี้ หากพิจารณาตัวเลขค่าเฉลี่ยสุทธิของ S&P 500 จะพบว่ากำไรเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32% YoY ซึ่งเร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 1 ที่เติบโต 25%

 

ความน่าสนใจในมิตินี้คือ แม้เราจะทดลองตัดกลุ่มเทคโนโลยี (Technology) หรือกลุ่มพลังงาน (Energy) ออกไป ดัชนี S&P 500 ก็ยังสามารถเติบโตในระดับ 20% กว่า สะท้อนให้เห็นว่า แม้ตลาดจะถูกรุมเร้าด้วยปัญหาสงคราม ราคาน้ำมันแพง และความไม่แน่นอนของดอกเบี้ย แต่รายได้และกำไรของ บจ. สหรัฐฯ ยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจยังคงไปต่อได้ดี

 

เปิดลายแทงรายอุตสาหกรรม กลุ่มเด่นดันตลาด และกลุ่มที่ยังชะลอตัว

 

จากการวิเคราะห์เชิงลึก พบว่าการเติบโตในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในสองกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มพลังงาน (Energy): ได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลดีต่อทั้งอุตสาหกรรม
  • กลุ่มเทคโนโลยี (Technology): ได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างมหาศาลของ AI Infrastructure และงบลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
  • กลุ่มการเงินและธนาคาร (Financials & Banking): เติบโตได้ดีในระดับ 20% ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากตลาดทุนที่ปรับตัวขึ้นและการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมการระดมทุนและการทำ IPO
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Staples & Discretionary): แม้จะรู้สึกว่าชะลอตัว แต่ในภาพรวมยังสามารถเติบโตได้ในระดับ 10% ทว่าในมุมมองของผู้บริโภคทั่วไป ภาพรวมของกลุ่มนี้ยังคงมีลักษณะทรงตัวและยังไม่ฟื้นตัวเด่นชัดนัก

 

กระแสเงินลงทุน AI และ Hyper Scaler ยังไม่แผ่ว

 

ในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือ Hyper Scaler เช่น Google, Microsoft, Meta และ Amazon ทุกบริษัทต่างยังมีแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง โดยส่วนใหญ่ ยกเว้น Microsoft ต่างมีการเพิ่มงบลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ ตัวเลข CapEx รวมกันของยักษ์ใหญ่กลุ่มนี้จะแตะระดับเกือบ 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยี AI

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงอย่าง Anthropic หรือ Open AI ก็มีรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ช่วยยืนยันว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีความต้องการใช้งานและสร้างรายได้จริงอย่างสมเหตุสมผล

 

ทำไม ‘งบดีแต่ราคาหุ้นกลับร่วง’ เมื่อตลาดหันมาจับตา ‘คุณภาพกำไร’

 

บทเรียนสำคัญจากงวดนี้คือ ปรากฏการณ์ที่บริษัทประกาศงบดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงสวนทางกัน คุณชาตรีอธิบายว่า เป็นเพราะปัจจุบันนักลงทุนมองลึกไปมากกว่าแค่ตัวเลขกำไร แต่โฟกัสที่ “คุณภาพของผลประกอบการ” และกระแสเงินสด

 

  • ความกังวลเรื่องแนวโน้มอนาคต (Guidance): หากผลงานงวดปัจจุบันดี แต่แนวโน้มอนาคตส่งสัญญาณชะลอตัว ตลาดจะเริ่มเกิดความกังวลทันที
  • กระแสเงินสด (Cash Flow) คือคำตอบ: หุ้นหลายบริษัท เช่น Meta หรือ Amazon ที่แม้จะประกาศกำไรดีกว่าคาด แต่หากกระแสเงินสดลดลง ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงทันที
  • เติบโตอย่างยั่งยืน: ตลาดต้องการเห็นบริษัทที่เติบโตด้วยกระแสเงินสดที่แท้จริง ไม่ใช่การเติบโตที่เกิดจากการกู้ยืมเงินหรือการใช้ Leverage สูงเกินไป ทำให้การลงทุนต่อจากนี้ต้องอาศัยความระมัดระวังมากขึ้นอย่างมาก

 

จับตาประเด็น Data Center สหรัฐฯ และความท้าทายจาก “จีน”

 

ประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ ความพยายามของบางรัฐในสหรัฐฯ เช่น รัฐเท็กซัส (Texas) และรัฐนิวยอร์ก (New York) ที่สั่งชะลอหรือทบทวนการก่อสร้าง Data Center ใหม่ ซึ่งรากฐานของปัญหามาจากความกังวลเรื่องค่าไฟและราคาพลังงาน ที่อาจส่งผลกระทบและเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอื่น

 

  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก: คือกลุ่มที่เป็นเจ้าของ Data Center หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ต้องเลื่อนหรือทบทวนโครงการออกไปก่อน
  • กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัด: คือกลุ่ม Supply Chain ของ Data Center (เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์หรือชิปเซมิคอนดักเตอร์) ที่แม้โครงการจะชะลอตัวในบางรัฐ แต่พวกเขายังสามารถย้ายไปผลิตหรือสร้างในรัฐอื่น หรือกระทั่งในต่างประเทศได้
  • กลุ่มที่ได้ประโยชน์: คือกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหรือผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ซึ่งจะกลายเป็นที่ต้องการมากขึ้น

 

ในระยะยาว ปัญหานี้ไม่ได้เปลี่ยนภาพใหญ่ของการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน AI เนื่องจากอุปสงค์ (Demand) ของ AI ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่สามารถดีเลย์การอนุมัติเหล่านี้ออกไปได้นานเกินไป เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันกับประเทศจีนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของพลังงานที่เหลือเฟือและกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

แนวโน้มผลประกอบการระยะต่อไป และ 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

 

หากดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย แนวโน้มในไตรมาสถัดๆ ไปยังคงอยู่ในระดับที่ดี โดยคาดการณ์ว่า

 

  • ไตรมาส 3: กำไรจะเติบโตประมาณ 27%
  • ไตรมาส 4: กำไรจะเติบโตประมาณ 25%
  • ทั้งปี 2569 (2026): คาดว่าจะเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 30%

 

อย่างไรก็ดี คุณชาตรีตั้งข้อสังเกตว่า อัตราการเติบโตที่สูงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบทางภาษี (IEPA) ของปีที่แล้วที่ถูกสั่งเก็บ ทำให้กำไรของปีก่อนหน้าต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เมื่อต้นปีนี้มีการยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้ฐานกำไรปีนี้ถูกดึงให้สูงขึ้นเล็กน้อย และหากมองข้ามไปปี 2570 (2027) คาดว่าอัตราการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวลงกลับมาสู่ระดับปกติที่ 14-15%

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น ได้แก่

 

สุนทรพจน์ด้านนโยบายการเงินของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งปกติแล้วประธานคนนี้เป็นคนที่ให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย ต่างจากสไตล์ของ โจม พาวเวล (Jerome Powell) ที่มักจะให้คำแนะนำและชี้นำตลาดล่วงหน้าอย่างชัดเจน

 

  • การประกาศงบของ Nvidia (วันที่ 26 สิงหาคม): ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์และทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก เนื่องจาก Nvidia เป็นบริษัทที่รับคำสั่งซื้อมาจากยักษ์ใหญ่ทุกราย
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield): ปัจจุบัน บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.7% และอายุ 30 ปี อยู่ที่ประมาณ 5.3% ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นพอสมควร

 

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ สะสมหุ้นอนาคตดีเมื่อย่อตัว

 

นับตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วประมาณ 10% ในขณะที่เป้าหมายเฉลี่ยดัชนี S&P 500 ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 8,000 – 8,200 จุด ส่งผลให้ดัชนีปัจจุบันมีอัปไซด์ (Upside) จำกัดอยู่เพียงประมาณ 4-5% เท่านั้น ด้วยอัปไซด์ที่แคบลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกที่จะเห็นความผันผวนและการขายทำกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น

 

SCB CIO แนะนำแนวทางการปรับพอร์ตลงทุนดังนี้

 

  • กลยุทธ์ Buy on Weakness: ใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานหรือย่อตัวลงมา เป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นของธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม AI Infrastructure ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและงบลงทุนรองรับชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ Leverage: ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ควรหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินหรือการใช้เลเวอเรจเพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • เพิ่มความยืดหยุ่นในพอร์ตโฟลิโอ: แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายยืดหยุ่น เช่น กองทุนรวมผสม (Mixed Fund) ที่ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับน้ำหนักสินทรัพย์ได้อย่างอิสระ หรือเลือกแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ที่ไม่ผันผวนโดยตรงตามทิศทางของตลาดหุ้น เนื่องจากในเวลานี้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูก และตราสารหนี้เองก็ยังมีแรงกดดันจากทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

 

“ภาพระยะยาวของนวัตกรรมและเทคโนโลยีไม่เปลี่ยนแปลง นวัตกรรมใหม่ๆ จะยังคงสร้างรูปแบบธุรกิจและกำไรใหม่ๆ ได้อีกมากในอนาคต จึงไม่แนะนำให้ถอดใจหรือถอนพอร์ตการลงทุนออกไปทั้งหมด เพียงแต่ต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น และเปลี่ยนมาเน้นจังหวะเก็บสะสมเมื่อราคาปรับย่อตัว” ชาตรี กล่าว

The post เจาะลึกงบ บจ. สหรัฐฯ Q2 โตแกร่งเกินคาด ท่ามกลางดอกเบี้ย-สงครามป่วน จับตา ‘กระแสเงินสด’ – กลยุทธ์ ‘Buy on Weakness’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะไม่เคยขาย Pixel ในจีน และมีซัพพลายเชนที่ Samsung ปูไว้ในเวียดนาม Google จึงเล็งถอนการผลิตออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027 https://thestandard.co/google-pixel-production-china-vietnam/ Wed, 19 Aug 2026 05:38:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1243613 ภาพสมาร์ตโฟน Google Pixel พร้อมข้อความ Google เล็งถอนการผลิต Pixel ออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027

ความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตสมาร์ตโฟน Pixel รุ่นเรือธงใน […]

The post เพราะไม่เคยขาย Pixel ในจีน และมีซัพพลายเชนที่ Samsung ปูไว้ในเวียดนาม Google จึงเล็งถอนการผลิตออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ตโฟน Google Pixel พร้อมข้อความ Google เล็งถอนการผลิต Pixel ออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027

ความสำเร็จในการพัฒนาและผลิตสมาร์ตโฟน Pixel รุ่นเรือธงในเวียดนามเมื่อปีนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Google ตัดสินใจย้ายการผลิตออกจากจีนทั้งหมด โดยบริษัทได้แจ้งซัพพลายเออร์แล้วว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีหน้า ครอบคลุมทั้งสมาร์ตโฟน Pixel, สมาร์ตวอตช์ และหูฟังไร้สาย ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

 
 

แหล่งข่าวที่รู้เรื่องนี้โดยตรงระบุว่า การผลิตสมาร์ตโฟนยากกว่าการผลิตสมาร์ตวอตช์และหูฟังมาก เมื่อ Google ทำสำเร็จในเวียดนามแล้ว จึงมั่นใจที่จะเดินหน้าตามกรอบเวลาปี 2027 ในการถอนการผลิต Pixel ออกจากจีนอย่างสมบูรณ์

 

หากทำได้จริง Google จะเป็นแบรนด์ระดับโลกรายที่ 2 ต่อจาก Samsung ที่แยกการผลิตสมาร์ตโฟนออกจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังดำเนินอยู่ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง

 

เวียดนามเดินได้เร็ว เพราะมีทางที่ Samsung ปูไว้ให้

 

ปัจจัยที่ทำให้ Google เคลื่อนไหวได้คล่องตัวกว่าคู่แข่ง คือการที่บริษัทไม่ได้ขาย Pixel ในตลาดจีน จึงไม่ต้องกังวลว่าการถอนการผลิตจะกระทบยอดขายในประเทศนั้น

 

“เมื่อเทียบกับ Apple แล้ว Google ไม่มีภาระอะไรในการออกจากจีน เพราะไม่ได้ขาย Pixel ในตลาดจีน ความคืบหน้าในเวียดนามเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ Samsung วางเครือข่ายซัพพลายเชนสมาร์ตโฟนไว้ที่นั่นแล้ว ซึ่ง Google เข้าไปใช้ได้ด้วย” แหล่งข่าวที่ทราบแผนดังกล่าวระบุ

 

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการที่ Google เร่งขยายกำลังการผลิตในเวียดนามและอินเดียมาหลายปี เพื่อลดการพึ่งพาจีน แม้ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในจีนก็ตาม ก่อนหน้านี้ Nikkei Asia เป็นสื่อรายแรกที่รายงานแผนย้ายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับ Pixel รุ่นเรือธงจากจีนไปเวียดนาม

 

ตั้งเป้าโต 8-10% แม้ต้นทุนชิปพุ่ง

 

ขณะที่ปรับโครงสร้างการผลิต Google ก็เดินเกมรุกด้านยอดขายไปพร้อมกัน โดยแจ้งซัพพลายเออร์ว่าจะเพิ่มยอดจัดส่ง Pixel ปีนี้อีก 8-10% จากปีที่แล้วที่อยู่ราว 12 ล้านเครื่อง แม้ต้นทุนชิปหน่วยความจำจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

 

เหตุผลอยู่ที่ความคาดหวังว่าสมาร์ตโฟนของบริษัทจะทำหน้าที่เป็นประตูสำคัญ ที่พาผู้บริโภคเข้าถึงแอปพลิเคชัน AI ตระกูล Gemini

 

สำหรับวิธีรับมือต้นทุนชิปที่สูงขึ้น Google เลือกใช้อำนาจต่อรองจากธุรกิจอื่นเข้ามาช่วย ด้วยการรวมคำสั่งซื้อชิปของธุรกิจคลาวด์เข้ากับคำสั่งซื้อของฝ่ายสมาร์ตโฟน ในการเจรจากับผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Micron, Samsung และ SK Hynix

 

“กลยุทธ์ของ Pixel ปีนี้คือการบุก เราได้รับแจ้งว่ายอดจัดส่ง Pixel ต้องโตต่อเนื่องให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม” แหล่งข่าวระบุ

 

ท่าทีดังกล่าวสวนทางกับผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาด โดยผู้บริหารจากบริษัทซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนที่ส่งของให้ทั้ง Google และ Xiaomi ระบุกับ Nikkei Asia ว่า Google เป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนไม่กี่รายที่ไม่ได้ปรับลดเป้ายอดจัดส่งในปีนี้

 

“ฐานยอดขาย Pixel ค่อนข้างเล็ก ซึ่งทำให้มีพื้นที่เติบโตได้อีกมาก และเมื่อพิจารณาจากธุรกิจคลาวด์ขนาดใหญ่ของบริษัท ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งขึ้นก็ยังไม่ถือเป็นภาระหนักเกินไป” ผู้บริหารรายดังกล่าวระบุ พร้อมมองว่า Google มีโอกาสแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก Apple ทั้งในสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น และยุโรป ในจังหวะที่ Apple ปรับราคา iPhone ขึ้น

 

ราคา Pixel 11 ขยับขึ้น แต่ยังระวังกว่าคู่แข่ง

 

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Google เพิ่งเปิดตัวเรือธงรุ่นล่าสุด ทั้ง Pixel 11, Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro Fold โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 899 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 29,748 บาท) สำหรับรุ่นความจุ 256GB สูงกว่า Pixel 10 รุ่นก่อนหน้าที่ราคา 799 ดอลลาร์ (ราว 26,439 บาท) พร้อมความจุ 128GB

 

เกอร์ริต ชนีมันน์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Counterpoint Research มองว่า Google ยังระมัดระวังในการขึ้นราคารุ่นที่ขายอยู่แล้วมากกว่าแบรนด์อย่าง Samsung และ Motorola ซึ่งปรับราคาสินค้ากลุ่มระดับกลางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“ในสหรัฐฯ Google ทำโปรโมชันแล้วเปลี่ยนเป็นยอดขายจริงได้สำเร็จ ขณะที่ผู้บริโภคยังหันไปซื้อเครื่องราคาสูงขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2 โดยเฉพาะรุ่น Pixel 9a และ 10a ที่ตั้งราคาได้น่าสนใจ ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดมือถือแบบเติมเงิน และจำนวนคู่แข่งที่เหลือน้อยลง” ชนีมันน์ระบุ

 

เมื่อมองภาพรวมอุตสาหกรรม Nikkei Asia รายงานก่อนหน้านี้ว่า Apple และ Huawei เป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนไม่กี่รายนอกจาก Google ที่ตั้งเป้าเพิ่มยอดจัดส่งแม้เผชิญภาวะชิปขาดแคลน สวนทางกับ Xiaomi, Oppo และ Vivo ที่ปรับลดเป้าหมายลงหลายครั้งในปีนี้ จากปัญหาต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิ้นส่วนอื่นที่สูงขึ้น

 

ด้าน ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยอมรับว่าบริษัทต้องจ่ายค่าชิปหน่วยความจำแพงขึ้นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในไตรมาสนี้ โดย Apple ได้ปรับราคา MacBook และ iPad รุ่นที่ขายอยู่แล้วขึ้น รวมถึงราคา iPhone ที่ขายในญี่ปุ่นด้วย

 

ทั้งนี้ Nikkei Asia รายงานด้วยว่า Google ไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นจากกรณีดังกล่าว

 

ภาพ: Dmitri T / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.09 บาท ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

 

The post เพราะไม่เคยขาย Pixel ในจีน และมีซัพพลายเชนที่ Samsung ปูไว้ในเวียดนาม Google จึงเล็งถอนการผลิตออกจากจีนทั้งหมดในปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค https://thestandard.co/krungsri-finnovate-ai-insurtech-fintech/ Mon, 17 Aug 2026 10:30:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1242896 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครื […]

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดสตาร์ทอัพเทคโนโลยีระดับโลก

กรุงศรี ฟินโนเวต Corporate Venture Capital (CVC) ในเครือกรุงศรี เปิดเผยพอร์ตการลงทุนสตาร์ทอัพช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยลงทุนใน 3 สตาร์ทอัพชั้นนำสาย AI, InsurTech และ FinTech ที่กำลังมาแรงและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระดับโลก

 

ปาลิดา อธิศพงศ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “การลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเน้นการลงทุนสตาร์ทอัพต่างประเทศ สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรที่มุ่งลงทุนในเมกะเทรนด์โลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของธุรกิจและบริการทางการเงิน

 

การลงทุนในสตาร์ทอัพทั้ง 3 บริษัทนี้ดำเนินการผ่าน Finnoventure Private Equity Trust I ซึ่งปัจจุบันลงทุนไปแล้ว 20 สตาร์ทอัพ นับตั้งแต่ปี 2564 และยังคงสร้างการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ คาดว่ากรุงศรี ฟินโนเวตจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ สตาร์ทอัพจำนวน 3 บริษัท ที่กรุงศรี ฟินโนเวต ลงทุนในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ประกอบด้วย

 

  • AlpacaDB, Incorp (Alpaca) สตาร์ทอัพจากสหรัฐฯ และพัฒนาแพลตฟอร์มด้านการบริหารความมั่งคั่งและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเป็นผู้ให้บริการ Brokerage-as-a-service เชื่อมต่อ API และพัฒนาระบบหลังบ้านให้กับแพลตฟอร์มด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งของสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำหลายแห่ง
  • Qoala Technology PTE LTD (Qoala) สตาร์ทอัพสายอินชัวร์เทคสัญชาติสิงคโปร์ ที่มีลูกค้าในหลายประเทศทั่วอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย
  • Whale Technologies Limited (Whale) สตาร์ทอัพรายล่าสุดที่กรุงศรี ฟินโนเวต ปิดดีลการลงทุนเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยสตาร์ทอัพรายนี้เป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กรที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มยอดขาย และควบคุมมาตรฐานการดำเนินงานแบบครบทุกช่องทาง โดยใช้ AI วิเคราะห์ภาพ เสียง พฤติกรรมลูกค้า และข้อมูลการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ โดยให้บริการองค์กรในภาคธุรกิจต่างๆ ในหลายประเทศทั้งในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมทั้งในเอเซียแปซิฟิก

 

“ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยี AI ผู้ให้บริการโซลูชัน AI เกิดขึ้นมากมายในตลาด แต่ Whale เป็นหนึ่งใน ไม่กี่รายที่มีศักยภาพเป็น Native Enterprise-grade AI และสามารถขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์แบบครบวงจรและครอบคลุมทุกช่องทางตลอดเส้นทางประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กรุงศรี ฟินโนเวต ตัดสินใจลงทุน ขณะที่ Alpaca และ Qoala เป็นสองบริษัทฟินเทคที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภาคธุรกิจการเงิน และกำลังต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อรองรับกับความต้องการขององค์กรการเงินให้สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมขยายโซลูชันให้ครอบคลุมหลาย ภูมิภาคทั่วโลก” ปาลิดา กล่าว

 

“นอกจากโอกาสสร้างความเติบโตให้พอร์ตการลงทุนแล้ว สิ่งสำคัญของการลงทุนในสตาร์ทอัพคือการแสวงหาโอกาสในการผสานความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆ ในเครือกรุงศรี ดังนั้นเมื่อกรุงศรีเองขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค การลงทุนในสตาร์ทอัพต่างประเทศที่มีศักยภาพระดับภูมิภาคหรือระดับโลกก็จะช่วยส่งเสริมให้ความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับธุรกิจและพาร์ทเนอร์”

 

ปัจจุบัน พอร์ตการลงทุนของกรุงศรี ฟินโนเวต มีมูลค่ารวมราว 5,000 ล้านบาท (หรือ 150 ดอลลาร์สหรัฐ) ลงทุนในสตาร์ทอัพรวมกว่า 30 บริษัท ครอบคลุมสตาร์ทอัพไทย อาเซียน และต่างประเทศ ในจำนวนนี้เป็นระดับยูนิคอร์น 4 บริษัท

 

ภาพ: Sutthiphong Chandaeng / Shutterstock

The post กรุงศรี ฟินโนเวต กางพอร์ต 5 พันล้าน เดินหน้าลุย 3 สตาร์ทอัพเมกะเทรนด์โลก AI-InsurTech-FinTech เสริมทัพภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starlink ลงสนามเวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ในอาเซียน เคาะค่าบริการเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน แต่ถูกจำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 6 แสนราย https://thestandard.co/starlink-vietnam-launch/ Fri, 14 Aug 2026 11:58:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1242053 ภาพแอปพลิเคชัน Starlink บนสมาร์ทโฟน

Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX บริษั […]

The post Starlink ลงสนามเวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ในอาเซียน เคาะค่าบริการเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน แต่ถูกจำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 6 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแอปพลิเคชัน Starlink บนสมาร์ทโฟน

Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX บริษัทของ อีลอน มัสก์ เปิดรับคำสั่งซื้อในเวียดนามแล้ว ถือเป็นการเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการ หลังรัฐบาลเวียดนามอนุมัติให้ทดลองดำเนินการมานานกว่า 1 ปี

 

การเข้ามาของ Starlink ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่ 6 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบริการนี้ ต่อจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต ตามข้อมูลบนแผนที่พื้นที่ให้บริการของบริษัท

 

แม้เวียดนามจะมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุมอยู่แล้ว แต่จุดขายของ Starlink อยู่ที่การให้บริการในพื้นที่ห่างไกล และการช่วยกู้คืนการสื่อสารเมื่อโครงข่ายภาคพื้นดินถูกตัดขาดจากพายุไต้ฝุ่น, น้ำท่วม และดินถล่ม ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยในประเทศแถบนี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แพ็กเกจเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์

 

สำหรับลูกค้าทั่วไป Starlink เปิดให้บริการ 2 แพ็กเกจ คือ แพ็กเกจความเร็ว 100 Mbps ราคา 1,131,990 ดง (ราว 1,472 บาท) ต่อเดือน และแพ็กเกจความเร็ว 400 Mbps ราคา 1,711,100 ดง (ราว 2,224 บาท) ต่อเดือน ส่วนลูกค้าองค์กรจะคิดราคาตามปริมาณการใช้ข้อมูล โดยเริ่มต้นที่ 1,480,000 ดง (ราว 1,924 บาท) ต่อเดือน

 

นอกจากค่าบริการรายเดือนแล้ว ลูกค้ายังต้องซื้อชุดอุปกรณ์แยกต่างหาก โดยรุ่นเล็กที่มีเราเตอร์ในตัวราคา 8,655,300 ดง (ราว 11,252 บาท) ส่วนรุ่นใหญ่ Standard 4X ราคา 10,269,900 ดง (ราว 13,351 บาท)

 

ตามเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่าไม่มีการผูกสัญญา มีระยะทดลองใช้ 30 วัน และจัดส่งอุปกรณ์ภายใน 1-2 สัปดาห์ ขณะที่เพจ Facebook อย่างเป็นทางการกำลังโฆษณาว่าให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเสถียร ที่ความเร็วมากกว่า 340 Mbps

 

เพดาน 600,000 ราย สะท้อนท่าทีระมัดระวังของฮานอย

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2025 รัฐบาลเวียดนามประกาศอนุญาตให้ SpaceX เปิดให้บริการ Starlink ในลักษณะโครงการนำร่อง 5 ปี พร้อมยกเว้นเพดานการถือหุ้นของต่างชาติสำหรับบริการนี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ในภาคโทรคมนาคมที่เวียดนามควบคุมอย่างเข้มงวด

 

การอนุมัติดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่เวียดนามจะถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ในอัตราสูงสุดกลุ่มหนึ่ง ระหว่างการแถลง ‘Liberation Day’ เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นมัสก์ยังทำงานให้รัฐบาลทรัมป์ ในฐานะผู้นำของกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐบาล หรือ Department of Government Efficiency (DOGE)

 

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Starlink ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในเวียดนาม แต่ถูกจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการไว้ไม่เกิน 600,000 ราย ซึ่งคิดเป็นราว 2.5% ของฐานผู้ใช้บรอดแบนด์แบบมีสายทั้งหมดในประเทศ โดยโครงการนำร่องนี้จะดำเนินไปจนถึงสิ้นปี 2030

 

บริการในเวียดนามดำเนินการโดย Starlink Services Vietnam ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ SpaceX ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2025 ด้วยทุนจดทะเบียน 3 หมื่นล้านดง (ราว 39 ล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้ตั้งสถานีภาคพื้นดินได้ 4 แห่ง

 

สวนทางไทย ที่ปิดประตูการถือหุ้น 100%

 

ขณะที่เวียดนามเลือกเปิดประตูแบบมีเงื่อนไข อีกหนึ่งประเทศในอาเซียนอย่างไทยกลับมีท่าทีต่างออกไป โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2026 Bloomberg รายงานว่า ไทยจะไม่อนุญาตให้บริษัทสหรัฐฯ จัดตั้งกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมที่ต่างชาติถือหุ้นทั้งหมด ในฐานะส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้ากับรัฐบาลทรัมป์ โดยให้เหตุผลเรื่องอธิปไตย

 

กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ประเด็นนี้จะอยู่ในวาระการหารือเมื่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งในช่วงปลายเดือนนี้

 

“มีภาคส่วนเดียวที่คิดว่าเราไม่ต้องการให้เขาเข้ามาลงทุนจริงๆ คือบริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพราะเป็นเรื่องอธิปไตย และโดยพื้นฐานแล้วมีบริษัทเดียวในสหรัฐฯ ที่ต้องการเรื่องนี้จริงจัง ก็คือ SpaceX” กิริฎากล่าว

 

ปัจจุบันไทยกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมบางประเภท ขณะที่ SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเมื่อเดือนมิถุนายน พยายามผลักดันเพื่อให้ได้สิทธิ์เข้าถึงตลาดไทยมากขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และ SpaceX ไม่ได้ตอบคำขอความเห็นในเรื่องนี้

 

โจทย์ใหญ่คือราคา เมื่อคนส่วนใหญ่พอใจกับบริการเดิม

 

เวียดนามเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1997 ซึ่งขณะนั้นมีผู้ใช้บริการราว 200,000 ราย ปัจจุบันประเทศมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราว 85.6 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 85% ของประชากรทั้งหมด

 

จุดแข็งของ Starlink คือการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมในวงโคจรต่ำ แทนที่จะพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเป็นหลัก ทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทั้งกลางทะเล, บนอากาศ และในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายแบบมีสายและมือถือเข้าไม่ถึง

 

แต่ข้อจำกัดสำคัญคือราคา เพราะค่าบริการสูงกว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศหลายเท่า และยังต้องจ่ายค่าอุปกรณ์ก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ VnExpress ที่สอบถามผู้คน 8,500 คนเมื่อต้นปีนี้ พบว่า 74% ไม่มีแผนจะใช้ Starlink เพราะบริการโทรคมนาคมภาคพื้นดินที่มีอยู่ตอบโจทย์การใช้งานได้อยู่แล้ว ขณะที่ 15% ระบุว่าต้องการใช้ และอีก 11% อยู่ระหว่างพิจารณา

 

ปัจจุบัน Starlink ให้บริการในกว่า 160 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก โดยแผนที่พื้นที่ให้บริการแสดงสถานะว่าเปิดให้บริการแล้วหรือกำลังจะเปิด ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ยกเว้นบางประเทศอย่างจีนและรัสเซีย

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดงเวียดนาม เท่ากับ 0.0013 บาท ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569

 

ภาพ: Zulfugar Graphics / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Starlink ลงสนามเวียดนามเป็นตลาดที่ 6 ในอาเซียน เคาะค่าบริการเริ่ม 1,472 บาทต่อเดือน แต่ถูกจำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 6 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ชีวิตเปลี่ยนได้ รถก็ต้องเปลี่ยนตาม’ เทรนด์ครอบครองรถยุคใหม่ สู่โปรแกรม ‘Flex’ จาก ‘Mercedes-Benz’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/mercedes-benz-flex/ Fri, 14 Aug 2026 05:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1241591

เราทุกคนอาจตอบได้ไม่ยากว่า รถในฝันหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ […]

The post ‘ชีวิตเปลี่ยนได้ รถก็ต้องเปลี่ยนตาม’ เทรนด์ครอบครองรถยุคใหม่ สู่โปรแกรม ‘Flex’ จาก ‘Mercedes-Benz’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราทุกคนอาจตอบได้ไม่ยากว่า รถในฝันหน้าตาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ตอบยากกว่าคือ อีก 3 หรือ 5 ปีข้างหน้า ชีวิตของเราจะยังเหมือนกับวันนี้หรือไม่ แล้วรถที่เราอยากได้วันนั้นจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน?

 

 
 

ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่วิถีชีวิตและการเงินมีความไม่แน่นอนสูง รถที่ตอบโจทย์ในปัจจุบันอาจไม่ตอบโจทย์ในอนาคต การเลือกรถจึงเป็นข้อผูกมัดระยะยาว คำถามของคนยุคนี้จึงเปลี่ยนไป จาก “เราจะเลือกรถรุ่นไหนดี” สู่ “เราควรครอบครองรถในรูปแบบใด” เพื่อไม่ให้เป็นการปิดกั้นโอกาสและทางเลือกใหม่ ๆ ในอนาคต

 

THE STANDARD จะไปสำรวจแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังนี้ รวมถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมแบรนด์รถหรูอย่าง Mercedes-Benz ถึงเลือกเส้นทางนี้จนเกิดเป็นโปรแกรม ‘FLEX’ ที่ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz ในฝันได้ง่ายและยืดหยุ่นกว่าเดิม

 

 

คนยุคใหม่ต้องการมีรถ แต่ไม่ยอมเสียอิสรภาพในการเลือก

 

การครอบครองรถยนต์ได้มีผลสำรวจที่น่าสนใจและอาจกำลังก่อตัวเป็นเทรนด์ใหม่ของวงการรถยนต์ เพราะจากการศึกษาของ McKinsey ในยุโรปพบว่า คนส่วนใหญ่ยังคงต้องการมีรถส่วนตัวเพื่อแสดงความสำเร็จและเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่เปลี่ยนแนวคิดจากการดูแค่ยอดผ่อนรายเดือน มาเป็นการคำนวณความคุ้มค่ารอบด้าน ทั้งค่าประกัน ราคาขายต่อ และความคล่องตัวเมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยน ส่งผลให้ความต้องการระบบ Leasing พุ่งสูงขึ้นถึงสองเท่า

 

นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นทางการเงินต้องไม่ลดทอนคุณภาพรถ โดยเฉพาะตลาดพรีเมียม ซึ่งข้อมูลจาก Deloitte ชี้ว่าคนไทยยังเน้น “มาตรฐานและคุณภาพ” เป็นหลักในการเลือกแบรนด์ แม้คนรุ่นใหม่จะเปิดรับระบบสมาชิกมากขึ้น ข้อสรุปจึงเป็นการผสานรถยนต์ในฝันกับรูปแบบการเป็นเจ้าของที่ชาญฉลาด เพื่อไร้ข้อจำกัดในการใช้ชีวิตในอนาคต

 

อุตสาหกรรมรถยนต์ต้องมอบสิ่งที่มากกว่าเพียงรถยนต์

 

อีกหนึ่งความท้าทายของค่ายรถยนต์ในปัจจุบันคือ การออกแบบประสบการณ์ที่ครอบคลุมทุกช่วงเวลาของการครอบครองรถ เพราะความคาดหวังของผู้บริโภคเปลี่ยนไป แม้ดีไซน์และสมรรถนะยังสำคัญในตลาดพรีเมียม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ยังดำเนินต่อผ่านบริการหลังการขาย การเงิน ประกันภัย และการปรับเปลี่ยนรถตามสถานการณ์ชีวิต

 

ข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่ามูลค่าของตลาดยานยนต์ยุคใหม่มองว่าการขายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Customer Journey แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากบริการเสริมอย่างการเงินและประกันภัย ซึ่งช่วยรักษาฐานลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์เมื่อต้องการเปลี่ยนรถคันใหม่ การแข่งขันในปัจจุบันจึงเปลี่ยนจาก “ใครผลิตรถได้ดีที่สุด” ไปสู่ “ใครมอบประสบการณ์การครอบครองรถที่ราบรื่นและต่อเนื่องได้มากที่สุด”

 

ทิศทางนี้เห็นชัดจากผลประกอบการปี 2025 ของ Mercedes-Benz Group ที่ควบรวม Mercedes-Benz Mobility AG เข้ากับ Mercedes-Benz AG เพื่อเชื่อมต่อกิจกรรมด้านลูกค้าและบริการทางการเงินอย่างไร้รอยต่อ สะท้อนว่าบริการทางการเงินกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แบรนด์ โดย Mercedes-Benz Financial Services ครอบคลุมทั้งไฟแนนซ์ ลีสซิง ประกันภัย และโซลูชันที่ช่วยให้การใช้รถยืดหยุ่น วางแผนค่างวดได้ และรักษาสภาพคล่องให้ผู้ใช้

 

จากจุดนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าการครอบครองรถยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ซื้อ” หรือ “ไม่ซื้อ” อีกต่อไป แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ปรับแต่งได้ตามเงื่อนไขชีวิต และนี่คือเหตุผลที่โปรแกรม ‘FLEX’ จาก Mercedes-Benz ให้คุณค่ามากกว่าแค่ข้อเสนอการเงิน โดยเน้นมอบความยืดหยุ่นตั้งแต่การวางแผนค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ไปจนถึงการตัดสินใจเมื่อสิ้นสุดสัญญา

 

‘FLEX’ กับความยืดหยุ่นที่คนอยากมีรถมองหา

 

ความยืดหยุ่นที่คนอยากจะครอบครองรถยนต์มองหาคืออะไร?

 

FLEX จาก Mercedes-Benz ได้ขยับความยืดหยุ่นให้ไปไกลกว่าที่แบรนด์รถจะทำได้ โดยมีโปรแกรมและบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกรถ การวางแผนค่าใช้จ่าย การใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงการตัดสินใจในอนาคตว่า รถคันนี้ยังควรอยู่ในชีวิตเราต่อไปแบบไหน

 

จุดเริ่มต้นคือข้อเสนอทางการเงินที่แตกต่างกันไปตามรุ่นรถและเงินชำระส่วนแรก โดยรุ่นที่ร่วมรายการมีค่างวดเริ่มต้นราว 27,000 บาทต่อเดือน ส่วน E-Class เริ่มต้นที่ประมาณ 30,500 บาทต่อเดือน อิงจากเงินชำระส่วนแรก 500,000 หรือ 750,000 บาทตามรุ่น พร้อมระยะเวลาผ่อนชำระนานสูงสุด 60 เดือน

 

ทั้งนี้ แผนการชำระจะขึ้นอยู่กับรุ่นรถ ระยะเวลาสัญญา อัตราดอกเบี้ย และการอนุมัติสินเชื่อของบริษัท โดยกำหนดระยะทางใช้งานไม่เกิน 20,000 กิโลเมตรต่อปี และข้อเสนอนี้ครอบคลุมรถที่รับมอบภายในวันที่ 30 กันยายน 2026 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

 

ค่างวดที่ลดลงจึงเป็นเครื่องมือช่วยรักษาสมดุลระหว่างรถที่ต้องการกับสภาพคล่องสำหรับเป้าหมายอื่น ๆ ทั้งเรื่องงาน การลงทุน ที่อยู่อาศัย และครอบครัว เพื่อไม่ให้การเลือกรถส่งผลกระทบต่อแผนชีวิตด้านอื่น

 

อีกส่วนที่ทำให้ FLEX ต่างออกไปคือ การออกแบบทางเลือกสำหรับลูกค้าเมื่อถึงกำหนดชำระเงินก้อนสุดท้าย หรือ Balloon Payment โดยสามารถพิจารณาได้ 3 รูปแบบ หรือ ‘3R’ ได้แก่

 

  • Return คืนรถเมื่อสิ้นสุดสัญญา
  • Retain ชำระเงินก้อน Balloon ตามเงื่อนไขเพื่อถือครองรถต่อ
  • Refinance นำยอดคงเหลือไปขอสินเชื่อใหม่เพื่อผ่อนชำระต่อได้สูงสุด 3 ปี

 

ทางเลือกทั้งหมดต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด เช่น ระยะทางการใช้งานรถไม่เกิน 20,000 กิโลเมตรต่อปี รวมถึงสภาพรถและข้อกำหนดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ความยืดหยุ่นเช่นนี้มอบอิสระให้ผู้ใช้ได้ทบทวนและตัดสินใจทิศทางในอนาคตได้อีกครั้งล่วงหน้า โดยไม่จำเป็นต้องเลือกทุกอย่างตั้งแต่วันแรกรับรถ จึงช่วยลดความกดดันในการคาดเดาชีวิตระยะยาว

 

อีกด้านหนึ่งคือความหลากหลายของรถที่อยู่ในโปรแกรม เพราะชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน และก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ บางคนอาจเหมาะกับ C 350 e AMG Dynamic สำหรับการใช้งานในเมืองและงานประจำวัน บางช่วงชีวิต E 350 e AMG Dynamic อาจตอบโจทย์มากขึ้นเมื่อบทบาทใหญ่ขึ้น GLC 350 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งความอเนกประสงค์และความสปอร์ต

 

หรือ CLA 250+ electric สำหรับคนที่อยากขยับไปสู่รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

 

 

เพราะชีวิตคนเราเปลี่ยนได้ตลอดเวลา จึงไม่มีรถรุ่นไหนที่เหมาะกับ “คนแบบเดียว” สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่รถที่ตายตัว แต่คือตัวเลือกที่ปรับเปลี่ยนได้ “Flex to Fit You” จึงไม่ใช่แค่ค่างวดที่ยืดหยุ่น แต่คือการออกแบบการเป็นเจ้าของรถให้ยืดตามชีวิตคุณ ตั้งแต่วันแรกที่เลือกจนถึงวันที่ต้องทบทวนว่ารถคันเดิมยังใช่สำหรับเราอยู่หรือไม่

 

แพ็กเกจที่ ‘ยืดดดดดด’ ได้มากขึ้นแบบ ‘FLEX to Fit You’

 

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นเสมอไป งานศึกษาของ McKinsey พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 70% ยังไม่มั่นใจในใบเสนอราคา Leasing เพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแฝง และเกือบ 60% ต้องการเอกสารสรุปเงื่อนไขและองค์ประกอบค่างวดที่ชัดเจนขึ้น สะท้อนว่าผู้บริโภคต้องการทางเลือกที่เข้าใจง่ายเพื่อความมั่นใจ เพราะความยืดหยุ่นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อสามารถวางแผนได้และรู้เท่าทันความเสี่ยง

 

นั่นทำให้โปรแกรม FLEX ไม่ได้ยืดหยุ่นแค่เรื่องเงินชำระส่วนแรก ค่างวด หรือทางเลือกท้ายสัญญา แต่ยังมีแพ็กเกจดูแลรถที่ช่วยเปลี่ยนค่าใช้จ่ายที่คาดเดายากให้วางแผนได้ชัดเจนขึ้น

 

อีกองค์ประกอบสำคัญของ FLEX คือ StarChoice แพ็กเกจความคุ้มครองเริ่มต้น 6,000 บาทต่อเดือน ซึ่งช่วยให้ลูกค้าวางแผนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลรถตลอดระยะเวลาสัญญาได้ชัดเจนขึ้น

 

StarChoice ประกอบด้วย StarProtection ประกันภัยชั้น 1 ตลอดระยะเวลาสัญญา* StarCare โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทางตลอดระยะเวลาสัญญา* และ StarGuarantee โปรแกรมขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ตลอดระยะเวลาสัญญา สิทธิประโยชน์รวมสูงสุด 400,000 บาท พร้อมรับประกันราคาขายต่อ*

 

ดังนั้น สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับจึงมีมากกว่าเพียงความสะดวกสบายจากการรวบรวมบริการหลากหลายด้านเข้าด้วยกัน แต่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านค่าใช้จ่ายบางส่วนที่ยากต่อการคาดเดา ให้กลายมาเป็นต้นทุนที่ชัดเจนและสามารถวางแผนบริหารจัดการได้อย่างแม่นยำตั้งแต่เริ่มต้น

 

(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

 

 

แม้สิทธิประโยชน์ต่างๆ จะมีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาก่อนทำสัญญา แต่แนวคิดนี้ช่วยเปลี่ยนมุมมองจากแค่ “ราคาซื้อรถ” ไปสู่ “ต้นทุนการครอบครองตลอดการใช้งาน” เพราะสิ่งที่สร้างภาระให้คนมีรถ มักไม่ใช่เพียงค่างวดรายเดือน แต่คือค่าใช้จ่ายระหว่างทางที่คาดเดาไม่ได้

 

การรวมประกันภัย การบำรุงรักษา การรับประกัน และการการันตีมูลค่าอนาคตไว้ด้วยกัน จึงช่วยให้คำว่า Worry-Free ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่การไม่มีภาระ แต่คือการมองเห็นและวางแผนรับมือค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ตั้งแต่เริ่มต้น

 

นอกเหนือจากเรื่องรถและการเงิน FLEX ยังเชื่อมต่อกับ Exclusive Privileges หรือประสบการณ์พิเศษที่ Mercedes-Benz คัดสรรให้ลูกค้า ซึ่งสะท้อนอีกด้านของธุรกิจรถยนต์ยุคใหม่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับเจ้าของรถไม่ได้จบลงในวันที่ส่งมอบรถ แต่ยังดำเนินต่อไปตลอดช่วงเวลาของการใช้งาน

 

นิยาม Luxury Mobility แบบใหม่ กับทางที่ผู้ใช้เลือกได้เอง

 

ความหรูหราในยุคนี้คือการได้ใช้ชีวิตที่ต้องการโดยไม่ตัดทอนทางเลือกในอนาคต เพราะในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ชีวิตและความต้องการอาจเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่คาดเดาไม่ได้ การครอบครองรถยนต์ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การผูกมัดระยะยาว แต่คือการสร้างความยืดหยุ่นให้สามารถกลับมาเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้อีกครั้ง

 

โปรแกรม FLEX จาก Mercedes-Benz จึงถูกออกแบบมาเพื่อมิติใหม่ของการครอบครองรถยนต์อย่างยืดหยุ่น ครอบคลุมตั้งแต่เงินชำระส่วนแรกและค่างวดที่เข้าถึงได้ การบริหารสภาพคล่อง การคุมค่าใช้จ่ายแฝง ไปจนถึงการมอบอิสระในการตัดสินใจเลือกก้าวต่อไปเมื่อสิ้นสุดสัญญา เพื่อให้รถขยับตามชีวิตของคุณอย่างแท้จริงภายใต้แนวคิด “Flex to Fit You ยืดได้ตามสไตล์คุณ ด้วย StarChoice”

 

สุดท้ายแล้ว รถควรเป็นสิ่งที่ขยับไปพร้อมกับชีวิต มากกว่ากลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชีวิตต้องหยุดอยู่กับที่ นี่คือความหมายของ “Flex to Fit You” ที่ช่วยให้คุณไม่ได้ยืดหยุ่นได้แบบธรรมดา แต่ “ยืดดดดดดดดดดดได้ตามสไตล์คุณ ด้วย StarChoice”

 

อ้างอิง:

The post ‘ชีวิตเปลี่ยนได้ รถก็ต้องเปลี่ยนตาม’ เทรนด์ครอบครองรถยุคใหม่ สู่โปรแกรม ‘Flex’ จาก ‘Mercedes-Benz’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนเสียภาษีหดหาย แต่กำไรแชบอลพุ่งกระฉูด เจาะแนวคิด ‘ภาษี AI’ โมเดลปฏิรูปการคลังเกาหลีใต้ https://thestandard.co/south-korea-ai-tax-fiscal-reform/ Thu, 13 Aug 2026 04:07:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1241331 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดภาษี AI และการปฏิรูปการคลังของเกาหลีใต้

รัฐจะเอาเงินจากไหนมาดูแลประชาชน เมื่อคนจ่ายภาษีกำลังลดล […]

The post คนเสียภาษีหดหาย แต่กำไรแชบอลพุ่งกระฉูด เจาะแนวคิด ‘ภาษี AI’ โมเดลปฏิรูปการคลังเกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดภาษี AI และการปฏิรูปการคลังของเกาหลีใต้

รัฐจะเอาเงินจากไหนมาดูแลประชาชน เมื่อคนจ่ายภาษีกำลังลดลงเรื่อยๆ?

 

 
 

ประโยคดังกล่าวกำลังเป็นคำถามระดับชาติในสังคมเกาหลีใต้ เมื่อแรงงานมนุษย์มีจำนวนลดน้อยลง แต่ผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นจนเต็มเมือง ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในสมการนี้ คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับแชบอล (Chaebol) ที่กำลังกอบโกยความมั่งคั่งมหาศาลจากคลื่นเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ประเด็นที่แทบไม่มีใครพูดถึงในอดีต อย่างการเก็บ ‘ภาษี AI’ จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการคลังของประเทศ ณ วันนี้ ถือเป็นทางออกของเกาหลีใต้ในการดึงความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีมาอุดรอยรั่วทางการคลัง ไปพร้อมกับการสร้างรากฐานสวัสดิการแห่งอนาคต

 

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้กับหลายประเทศ รวมถึงไทยในฐานะประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยต้องเรียนรู้และจับตามองอย่างใกล้ชิด THE STANDARD ชวนสำรวจว่า เกาหลีใต้กำลังออกแบบการคลังใหม่อย่างไร เหตุใดภาษี AI จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคำตอบ

 

คนจ่ายภาษีลดลง แต่รัฐต้องใช้เงินมากขึ้น โจทย์ใหญ่ของเกาหลีใต้ในอนาคต

 

หากมองเฉพาะสถานะทางการคลังในปัจจุบัน เกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่ยังมีพื้นที่ทางการคลังค่อนข้างมาก โดย IMF ระบุว่า หนี้ของรัฐบาลกลางมีตัวเลข ‘ต่ำ’ กว่า 50% ของ GDP นับเป็นตัวเลขที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอิตาลี

 

ทั้งนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) จัดให้เกาหลีใต้เป็นประเทศในกลุ่ม ‘ภาระภาษีต่ำ-สวัสดิการน้อย’ กล่าวคือ รัฐยังจัดเก็บภาษีและใช้จ่ายด้านสวัสดิการในสัดส่วนที่ต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่ม OECD ทำให้รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังเหลือมากพอสำหรับใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือรับมือกับวิกฤตระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น

 

ทว่าสิ่งที่รัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์กำลังกังวล คือ ภาพของเกาหลีใต้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และภาระทางการคลังกำลังเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ของรัฐ

 

ขยายความให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ในอนาคต เกาหลีใต้จะมีคนวัยทำงานและผู้เสียภาษีน้อยลง ขณะที่รัฐบาลต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว

 

ในประเด็นดังกล่าว IMF ให้ข้อมูลว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรแก่ตัวเร็วที่สุดในโลก เนื่องจากประชาชนมีอายุขัยยืนยาวขึ้น สะท้อนผ่านสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นแตะ 20% ของประชากรทั้งหมด

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง อัตราการเจริญพันธุ์กลับอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในปี 2023 ลดลงเหลือเพียง 0.72 ส่งผลให้เกาหลีใต้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุขั้นสุด’ (Super-Aged Society) อย่างรวดเร็ว

 

IMF มองว่า ปัญหาประชากรของเกาหลีใต้จะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจและฐานะการคลังของรัฐโดยตรง กล่าวคือ เมื่อจำนวนประชากรลดลง ปริมาณผู้บริโภคก็จะลดลงตาม โดยมีการประเมินว่า หากประชากรเกาหลีใต้ลดลง 1% ตัวเลขการบริโภคที่แท้จริงอาจลดลงประมาณ 1.6% ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจจะโตช้าลง ธุรกิจขายของได้น้อยลง และรัฐก็อาจเก็บรายได้จากภาษีได้น้อยลงตามไปด้วย

 

นอกจากนี้ IMF ประเมินว่า รายจ่ายภาครัฐของเกาหลีใต้ ด้านบำนาญ สาธารณสุข และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว จะปรับตัวสูงขึ้นถึง 30-35% ของ GDP ภายในปี 2050 ขณะที่กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ระบุว่า ประชากรวัยทำงาน หรือกลุ่มผู้เสียภาษีหลักของประเทศ จะหดตัวลงอย่างรุนแรงจาก 70.2% ในปี 2024 เหลือเพียง 45.8% ในปี 2072

 

เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่คนวัยทำงานลดลง ภาระในการดูแลระบบบำนาญ สาธารณสุข และสวัสดิการต่างๆ จะตกอยู่กับคนทำงานกลุ่มเดิมที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆสุดท้าย คนรุ่นใหม่ต้องกลายเป็น ‘เดอะแบก’ ของระบบ ทั้งในรูปภาษีและเงินสมทบที่สูงขึ้น เพื่อดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในอนาคต

 

‘ภาษี AI’ หนทางปฏิรูปการคลังเพื่ออนาคตในมุมเกาหลีใต้

 

คำถามว่า ‘รัฐจะหาเงินจากไหนในอนาคต’ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในเกาหลีใต้ เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ในอนาคตอย่างวิกฤตประชากรถดถอย แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศกลับผูกขาดความมั่งคั่งมหาศาล เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่ทรงอิทธิพลอย่างกระแส AI Boom

 

ภาพที่ชัดที่สุดอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อบริษัทอย่าง Samsung Electronics และ SK hynix กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของโลก AI จากการผลิตชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง (High Bandwidth Memory: HBM) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของศูนย์ข้อมูลและระบบ AI รุ่นใหม่

 

ทั้งนี้ สำนักข่าว Bloomberg คาดการณ์ว่า หากกระแส AI ยังเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2026 Samsung Electronics อาจทำกำไรจากการดำเนินงานได้ราว 330 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.9 ล้านล้านบาท) สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Nvidia ส่วน SK hynix อาจทำกำไรได้ราว 239 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.7 ล้านล้านบาท)

 

ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกาหลีใต้เริ่มมองหาแหล่งรายได้ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นเหตุให้แนวคิด ‘ภาษี AI’ หรือ ‘ภาษีหุ่นยนต์’ ถูกหยิบมาถกเถียงในฐานะทางออกของปัญหา โดยมีข้อเสนอให้บริษัทที่สร้างกำไรจาก AI หรือใช้หุ่นยนต์แทนแรงงาน จ่ายเงินส่วนหนึ่งเข้าสู่รัฐ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน หรือจัดตั้งเป็นกองทุนสาธารณะ

 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แนวคิดภาษีหุ่นยนต์หรือ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการพูดถึงในแวดวงธุรกิจและเทคโนโลยีตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เช่น บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft เคยสนับสนุนแนวคิดภาษีหุ่นยนต์มาตั้งแต่ปี 2017 ขณะที่ อีลอน มัสก์ CEO ของ Tesla เคยเสนอแนวคิด ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income) ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินโดยตรงให้ประชาชน เพื่อรับมือกับการสูญเสียงานจาก AI

 

เมื่อมองย้อนกลับมาในบริบทของเกาหลีใต้ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นประเทศที่พึ่งพาหุ่นยนต์และมีระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทในภาคการผลิตสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยข้อมูลจาก International Federation of Robotics (IFR) ระบุว่า ในปี 2023 เกาหลีใต้มีหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 1,012 ตัวต่อแรงงาน 1 หมื่นคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 162 ตัว ส่วนสิงคโปร์มี 770 ตัว จีน 470 ตัว และเยอรมนี 430 ตัว

 

ทั้งนี้ ชอง ฮึงจุน ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติโซล ให้เหตุผลการเก็บภาษีดังกล่าวว่า กำไรมหาศาลของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ แต่ผลประโยชน์ไม่ควรตกอยู่กับบริษัทเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเสนอแนวคิดการเก็บ ‘ภาษีเฉพาะกิจ’ จากกำไรส่วนเกิน เพื่อนำไปลงทุนด้านวิจัยและการพัฒนาในการสนับสนุนการจ้างงานคนรุ่นใหม่ และเพิ่มสวัสดิการให้แรงงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรม

 

ขณะที่ ชอน ชางแบ ประธานสมาคม AI และจริยธรรมระหว่างประเทศให้เหตุผลว่า เมื่อบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก AI ขณะที่แรงงานบางส่วนเสี่ยงถูกเทคโนโลยีแทนที่ รัฐก็ควรจัดเก็บรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาใช้ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ

 

ชางแบยังขยายความต่อว่า ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือ AI ล้วนเป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ หากเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน ก็ควรถูกนับรวมอยู่ในขอบเขตของภาษี

 

นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังได้รับสนับสนุนจากสถาบันอนาคตแห่งรัฐสภาเกาหลีใต้ (National Assembly Futures Institute) หลังเผยแพร่รายงานเรียกร้องให้เร่งออกกฎหมาย ‘ภาษีประกันสังคม AI’ เพื่อดึงกำไรที่เกิดจาก AI กลับคืนสู่สังคม ขณะที่ อี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็เคยกล่าวว่า ภาษีหุ่นยนต์เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาพิจารณาได้

 

ปัจจุบัน รูปแบบการเก็บภาษียังไม่มีข้อเสนอเป็นรูปธรรม แต่รายงานของ Korea Joongang Daily ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเสนอแนวคิดการเก็บภาษี AI และหุ่นยนต์ 3 รูปแบบดังต่อไปนี้

 

  • 1. เก็บแทนภาษีและเงินสมทบจากแรงงานที่หายไป – ในแนวคิดนี้ บริษัทจะจ่ายภาษีตามมูลค่ารายได้ของตำแหน่งงานที่ถูก AI หรือหุ่นยนต์เข้ามาแทน คล้ายกับการจ่ายเงินสมทบประกันการจ้างงานและประกันสุขภาพแทนแรงงานมนุษย์
  • 2. เก็บจากกำไรส่วนเกินของบริษัท – รัฐจะจัดเก็บจากกำไรหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นหลังบริษัทนำระบบอัตโนมัติมาใช้ แต่รูปแบบนี้มีข้อจำกัด เพราะแยกได้ยากว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก AI โดยตรง หรือมาจากการตลาดและสภาพตลาดโดยรวม
  • 3. เก็บตามปริมาณการใช้งาน AI – ภาษีจะคำนวณจากจำนวนคำสั่งที่ส่งเข้า AI หรือปริมาณการประมวลผลของ GPU ทำให้ครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ในโรงงานและ AI ที่ทำงานผ่านระบบซอฟต์แวร์

 

แต่ปัญหาสำคัญ คือ วิธีการและรายละเอียด เพราะไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า AI หรือหุ่นยนต์แบบใดควรถูกเก็บภาษี หรือต้องใช้วิธีการคำนวณภาษีแบบใด จึงจะเป็นธรรมทั้งต่อภาคธุรกิจ แรงงาน และไม่กระทบต่อการพัฒนานวัตกรรม หลังมีฝ่ายคัดค้านออกโรงเตือนว่า การเก็บภาษีอาจทำให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ไม่มีภาษี ขณะที่บริษัทต้องระมัดระวังการลงทุนวิจัยและพัฒนามากเป็นพิเศษ

 

รายงานของ Korea Joongang Daily ยังระบุความเห็นจากแหล่งข่าวบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ว่า ปกติ บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไรอยู่แล้ว หากเก็บภาษีเพิ่มเติมเพียงเพราะหุ่นยนต์ช่วยเพิ่มกำไร ก็อาจกลายเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน แม้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า รัฐบาลเกาหลีใต้มักดำเนินนโยบายเอื้อภาคธุรกิจมาโดยตลอด และการเก็บภาษีในระดับที่เหมาะสมไม่น่าจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก

 

‘กองทุนเพื่ออนาคต’ เปลี่ยนรายได้ยุค AI เป็น ‘กันชนทางการคลัง’ ระยะยาวของชาติ

 

แม้แนวคิด ‘ภาษี AI’ ยังอยู่ในขั้นข้อเสนอและยังไม่มีข้อสรุปว่าจะออกแบบอย่างไร แต่รัฐบาลของ อี แจมยอง กำลังเดินหน้าอีกแนวทางหนึ่งควบคู่กันที่ใช้ได้ทันที คือการจัดตั้ง ‘กองทุนเพื่อรับมืออนาคต’ (Future Response Fund) เพื่อเปลี่ยนรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจยุค AI ให้กลายเป็นเงินลงทุนระยะยาวของประเทศ

 

ทั้งนี้ คัง ฮุนซิก ประธานคณะเสนาธิการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ผู้เสนอแนวคิดดังกล่าวอธิบายว่า กองทุนนี้ไม่ใช่การจัดเก็บภาษี AI เพิ่มเติม แต่เป็นการนำรายได้ภาษีส่วนเพิ่ม (Additional Tax Revenue) ที่เกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI มาแยกเป็นกองทุนสำหรับการลงทุนในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Unreplaceable South Korea’ หรือการสร้างเกาหลีใต้ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และยากที่ประเทศอื่นจะทดแทนได้

 

รัฐบาลให้เหตุผลว่า รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากกระแส AI Boom ไม่ควรถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งหมด แต่ควรถูกเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

 

สำหรับรายละเอียดเบื้องต้น มีการเปิดเผยว่า กองทุนดังกล่าวจะถูกนำไปสนับสนุน 3 เมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล คือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล AI และ Physical AI ควบคู่กับการลงทุนเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนคนรุ่นใหม่ กระจายการเติบโตสู่ภูมิภาค ไปจนถึงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ พัค ฮงกึน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและงบประมาณ ยังระบุเพิ่มเติมว่า เงินจากกองทุนเพื่อรับมืออนาคต จะทำหน้าที่เป็น ‘กันชนทางการคลัง’ (Fiscal Safety Net) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต เช่น หากเศรษฐกิจเกาหลีใต้ชะลอตัว จนรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าคาด หรือมีความจำเป็นต้องออกงบประมาณเพิ่มเติม กองทุนนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ

 

อนึ่ง รัฐบาลเกาหลีใต้คาดว่า จะสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีในปี 2027 ได้ราว 500 ล้านล้านวอน (ประมาณ 12 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมากกว่าการคาดการณ์เดิมที่ 412 ล้านล้านวอน (ประมาณ 9.9 ล้านล้านบาท) เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI

 

ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้คงหนีไม่พ้นกับหลายประเทศในโลก คือการออกแบบระบบการคลังให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาล ขณะที่จำนวนผู้เสียภาษีกลับลดลงจากวิกฤตประชากร

 

แนวคิด ‘ภาษี AI’ หรือ ‘กองทุนเพื่ออนาคต’ จึงเป็นภาพสะท้อนความพยายามของในการหากลไกจากความมั่งคั่งจากเศรษฐกิจยุค AI เพื่อกลับมาค้ำจุนระบบสวัสดิการของประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่วิธีที่เกาหลีใต้เลือกออกแบบนโยบายเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ AI อาจกลายเป็น ‘ห้องทดลองทางนโยบาย’ ที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องติดตามและเรียนรู้อย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือสถานการณ์ในอนาคตหลังจากนี้

 

แฟ้มภาพ: Quality Stock Arts / ShutterStock

 

อ้างอิง:

 

The post คนเสียภาษีหดหาย แต่กำไรแชบอลพุ่งกระฉูด เจาะแนวคิด ‘ภาษี AI’ โมเดลปฏิรูปการคลังเกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential https://thestandard.co/nothing-ear-phone-ai-features/ Wed, 12 Aug 2026 12:47:26 +0000 https://thestandard.co/nothing-ear-phone-ai-features/ ภาพหูฟัง Nothing Ear (3a) และสมาร์ตโฟน Nothing Phone (4b) ที่เปิดตัวพร้อมกัน

Nothing Thailand เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Not […]

The post Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหูฟัง Nothing Ear (3a) และสมาร์ตโฟน Nothing Phone (4b) ที่เปิดตัวพร้อมกัน

Nothing Thailand เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Nothing Ear (3a) หูฟัง True Wireless ราคา 3,999 บาท และ Nothing Phone (4b) สมาร์ตโฟนราคา 13,999 บาท

 

 

 

จุดร่วมของทั้งสองรุ่นอยู่ที่การนำ AI เข้ามาช่วยบันทึกและเรียกคืนข้อมูล โดยฝั่งหูฟังเพิ่มความสามารถในการอัดเสียงเข้ามาไว้ในตัวเครื่อง ส่วนฝั่งสมาร์ตโฟนใช้ชุดฟีเจอร์ Essential บน Nothing OS 4.1 ทำหน้าที่จัดเก็บและสรุปข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกไว้

 

Ear (3a) เพิ่มการอัดเสียงในตัวหูฟัง

 

ความสามารถใหม่ของ Ear (3a) คือ Audio Snapshot ที่ให้ผู้ใช้กดที่ตัวหูฟังเพื่อบันทึกเสียงรอบตัวหรือไอเดียที่เกิดขึ้นระหว่างวันได้ทันที ควบคู่กับ Call Recording สำหรับบันทึกบทสนทนา โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในแอปพลิเคชัน Nothing X ซึ่งมี AI ช่วยถอดเสียง สรุปใจความ และค้นหาข้อมูลย้อนหลัง

 

ในส่วนคุณภาพเสียง Ear (3a) ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12 มิลลิเมตร รองรับ Hi-Res Audio และปรับแต่งเสียงเองได้ผ่าน Advanced EQ Control พร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Wideband ANC ที่ Nothing ระบุว่าทำงานในช่วงความถี่กว้างขึ้น

 

ตัวเครื่องยังคงดีไซน์โปร่งใสประจำแบรนด์ โดยปรับเคสชาร์จเป็นทรงโค้งมน และเพิ่มไฟแสดงสถานะบนเคสสำหรับตรวจสอบการจับคู่และการอัปเดตเฟิร์มแวร์

 

เรื่องแบตเตอรี่ Nothing ระบุว่าใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 10 ชั่วโมง และสูงสุด 42 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จในโหมดปิด ANC ซึ่งเป็นตัวเลขจากการทดสอบในห้องทดลองของบริษัท ตัวหูฟังใช้ Bluetooth 6.0 เชื่อมต่อพร้อมกันได้ 2 อุปกรณ์ และมีมาตรฐานกันฝุ่นกันละอองน้ำ IP54

 

Phone (4b) กับโครงสร้าง Unibody และกล้องหลัก 50MP

 

สำหรับ Phone (4b) Nothing ระบุว่าออกแบบโดยทีมงานในกรุงลอนดอน โดยยังคงดีไซน์โปร่งใส และมาพร้อม Glyph Bar อินเทอร์เฟซแสงที่แสดงการแจ้งเตือน สถานะการบันทึก และความคืบหน้าของกิจกรรมต่างๆ โดยผู้ใช้ไม่ต้องเปิดหน้าจอ

 

ตัวเครื่องใช้โครงสร้าง Unibody ที่เชื่อมฝาหลังและเฟรมเข้าด้วยกัน ด้วยวัสดุ Crystal-clear Soft Polymer หรือ TPU ซึ่ง Nothing ระบุว่าเสริมความแข็งแรงในการบิดงอเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า พร้อมมาตรฐาน IP64

 

กล้องเป็นแบบกล้องหลังคู่ ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อมระบบกันสั่น OIS และกล้อง Ultra-wide 8MP มุมกว้าง 119.5 องศา รองรับการบันทึกวิดีโอ 4K ทำงานร่วมกับระบบประมวลผลภาพ TrueLens Engine 4

 

สเปกภายในใช้ชิป Snapdragon 6 Gen 4 พร้อม Vapor Chamber ขนาด 4,400 ตารางมิลลิเมตรสำหรับระบายความร้อน หน้าจอเป็น Samsung AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 2,000 nits ส่วนแบตเตอรี่อยู่ที่ 5,200mAh ซึ่งเป็นความจุมากที่สุดที่ Nothing เคยใส่ในสมาร์ตโฟนของแบรนด์ และชาร์จเร็ว 33W

 

Nothing OS 4.1 รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential

 

Phone (4b) ทำงานบน Nothing OS 4.1 ซึ่งพัฒนาบน Android โดยรวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential ที่ออกแบบให้ทำงานร่วมกัน แทนการสลับใช้งานหลายแอปพลิเคชัน

 

เริ่มจาก Essential Key ปุ่มลัดที่ปรับตำแหน่งใหม่ ใช้บันทึกภาพหน้าจอ เว็บไซต์ การโทร หรือ Voice Note ก่อนส่งต่อไปยัง Essential Space พื้นที่ที่ใช้ AI จัดเก็บ วิเคราะห์ และสรุปข้อมูล ขณะที่ Essential Search ใช้ค้นหาทั้งข้อมูลในเครื่องและคำตอบบนอินเทอร์เน็ต ส่วน Essential Memory จะเชื่อมโยงข้อมูลที่เคยบันทึกไว้เพื่อช่วยเรียกคืนสิ่งที่ผู้ใช้อาจลืม

 

อีกส่วนคือ Essential Voice ที่แปลงเสียงพูดเป็นข้อความและรองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และ Playground ที่ให้ผู้ใช้สร้างเครื่องมือหรือ Widget ด้วย AI โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

 

สำหรับการวางจำหน่าย Nothing Ear (3a) มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Pink, Black, White และ Blue ราคา 3,999 บาท ส่วน Nothing Phone (4b) มาในสเปก 8+128GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue ราคา 13,999 บาท จำหน่ายผ่าน Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

The post Nothing ส่ง Ear (3a) หูฟังที่กดอัดเสียงได้จากตัวหูฟัง แล้วให้ AI ถอดความและสรุปให้ พร้อม Phone (4b) ที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ในชุด Essential appeared first on THE STANDARD.

]]>
Redesign รื้อเมืองหลังน้ำท่วม ดึงเสน่ห์พหุวัฒนธรรม Branding ‘หาดใหญ่’ สู่เวอร์ชันใหม่บนแผนที่อาเซียน https://thestandard.co/hatyai-redesign-multicultural-asean-hub/ Mon, 10 Aug 2026 12:40:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1240524

วิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ของหาดใหญ่ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเป […]

The post Redesign รื้อเมืองหลังน้ำท่วม ดึงเสน่ห์พหุวัฒนธรรม Branding ‘หาดใหญ่’ สู่เวอร์ชันใหม่บนแผนที่อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ของหาดใหญ่ ไม่ได้สะท้อนเพียงความเปราะบางของเมืองต่อภัยพิบัติ แต่กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่บังคับให้หาดใหญ่ต้องกลับมาทบทวนอนาคตของตัวเองอีกครั้งว่า เมืองควรเดินหน้าต่ออย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เศรษฐกิจโลกที่เติบโตช้าลง ภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘จะป้องกันน้ำท่วมครั้งต่อไปอย่างไร’ แต่คือ ‘จะใช้บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้ออกแบบหาดใหญ่ให้เป็นเมืองแบบไหน’

 

และจะเปลี่ยนข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

 

บนเวทีเสวนา The Vision of Hatyai ถอดรหัสอนาคต พลิกเกมเศรษฐกิจหาดใหญ่ จัดโดยสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ พูดคุยถึงอนาคตของหาดใหญ่

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นจากภาพใหญ่ของโลก โดยมองว่า ระเบียบโลกเปลี่ยนไปแล้ว ความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างเศรษฐกิจอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลกยังไม่น่าจะคลี่คลายได้ง่ายในเร็ววัน

 

ขณะที่ไทยจำเป็นต้องสร้างสมดุลในการตอบสนองทั้งตลาดตะวันตกและจีน แต่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับหาดใหญ่โดยตรงคือ หากประเทศในภูมิภาคสามารถรวมตัวกันได้แน่นแฟ้นขึ้น จะเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดอาเซียนทั้งหมด และในบรรดาเมืองต่างๆ ของไทย

 

อภิสิทธิ์ มองว่า ‘หาดใหญ่มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นศูนย์กลางของหลายสิ่งหลายอย่างของอาเซียน’ จาก CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) ผสานความใกล้ชิดกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

 

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภัยพิบัติ และไทยเองกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและพื้นที่ต่างๆ ของประเทศในอีกหลายปีข้างหน้า

 

หาดใหญ่ ประตู ‘เศรษฐกิจอาเซียน’

 

เมื่อเจาะมาที่เศรษฐกิจหาดใหญ่ อภิสิทธิ์ มองว่าจุดแข็งแรกคือ ‘ที่ตั้ง’ ซึ่งเปิดโอกาสให้หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ อย่างน้อยที่สุดคือภาคใต้ตอนล่าง และความเป็น ‘เมืองชายแดน’ ก็ทำให้มีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในบางเรื่องเกิดขึ้นได้

 

 

หาดใหญ่ยังมีพื้นฐานของการเป็นศูนย์กลางการค้าในอดีต เป็นแหล่งท่องเที่ยว และมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ผู้คนน่ารัก มีชีวิตจิตใจ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มีน้ำใจ (Multicultural)

 

อภิสิทธิ์ เสนอให้มองการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคให้มากขึ้น นอกจากการพูดถึงเพียงแค่แลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะการเชื่อมฝั่ง ‘อ่าวไทย-สงขลา-ปีนัง’ ซึ่งหากทำได้จะช่วยสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียนขึ้นมาได้

 

นอกจากทำเลแล้ว หาดใหญ่ยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งความเป็นจีนที่ผสมอยู่กับสังคมไทย และชุมชนมุสลิม ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวฮาลาลได้ ด้วยการผสมผสานจุดแข็งที่มี

 

โดยหาดใหญ่มีพื้นฐานด้านการเกษตร อุตสาหกรรม อาหาร การค้า และภาคบริการอยู่แล้ว เพียงแต่สิ่งเหล่านี้ต้อง ‘ต่อยอด’ ไม่ใช่การค้าขายที่ทำเหมือนเดิม

 

“เพราะบทเรียนของเศรษฐกิจไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา คือเศรษฐกิจเติบโตช้า แต่มีบางจังหวัดที่ยังเติบโตได้เกิน 5% เช่น ภูเก็ต ซึ่งไม่ได้เกิดจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ชาวต่างชาติเข้ามาสร้างธุรกิจและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ”

 

อภิสิทธิ์ มองว่า ‘หาดใหญ่มีของ’ จึงเสนอให้พิจารณา Wellness การท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ การศึกษา และการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่เชื่อม 2 ฝั่งทะเล รวมถึงเป็นประตูไปสู่มาเลเซียและสิงคโปร์

 

หลักคิดสำคัญคือ ไม่ควรไปแข่งขันในสิ่งที่หาดใหญ่ไม่มี เพราะหากแข่งขันในสิ่งที่ไม่มีของ ความเสี่ยงจะสูง แต่ต้องนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาจับคู่กับโอกาสใหม่ของโลก

 

ฮับ AI-Data Center ต้องสร้างมูลค่าให้คน-เมือง

 

อีกหนึ่งโอกาสที่อภิสิทธิ์มองเห็นคือเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI เขามองว่า หากจะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เทคโนโลยี สิ่งสำคัญคือการมีพื้นที่ที่มีลักษณะของความเป็นเมือง และสามารถดึงคนเก่งเข้ามารวมตัวกับชุมชนคนไทยในอุตสาหกรรมนั้นได้

 

AI อาจนำไปสู่ความต้องการ Data Center ซึ่งยอมรับว่าใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก

 

แต่หากสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ได้ ก็เป็นสิ่งที่สามารถพิจารณาได้

 

“หาดใหญ่มีความเป็นเมือง มีสถาบันการศึกษา และมีบุคลากรอยู่แล้ว ทำไมไม่พัฒนาย่านพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจด้านเทคโนโลยีและ Digital Economy พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับอุตสาหกรรมเดิม เช่น Food Industry เพื่อเพิ่มมูลค่า” อภิสิทธิ์ ย้ำ

 

บทเรียนน้ำท่วม ‘อยู่กับน้ำให้ได้’

 

ขณะเดียวกัน เหนือกว่าการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ อภิสิทธิ์ มองว่า หาดใหญ่ต้องตอบโจทย์พื้นฐานเรื่อง ‘จะอยู่กับน้ำอย่างไร’

 

หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม ทุกคนรู้แล้วว่าหาดใหญ่มีลักษณะเป็น ‘แอ่ง’ แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้หมายความว่าเมืองต้องหยุดพัฒนา เพราะพื้นที่โดยรอบที่อยู่สูงยังสามารถเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ได้

 

จึงหยิบยกแนวคิดที่ว่า ‘ผังเมืองต้องมาหลังผังน้ำ’ มาเป็นหลักคิดสำคัญ โดยเสนอให้ปรับกายภาพเมืองให้สามารถอยู่กับน้ำได้ พื้นที่บางส่วนของเมืองเดิมอาจทำหน้าที่เป็นสวน อาคาร พื้นที่วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว หรือพื้นที่ราชการในช่วงปกติ และเมื่อมีน้ำมากก็สามารถปรับเป็นพื้นที่รับน้ำได้

 

เป้าหมายจึงไม่ใช่การเอาชนะน้ำ แต่คือ ‘การออกแบบเมืองให้ปรับตัวอยู่กับน้ำได้’

 

ขณะที่พื้นที่สูงรอบเมืองสามารถรองรับการพัฒนาใหม่ ทั้งโอกาสใหม่ Wellness เทคโนโลยี และศูนย์กลางธุรกิจ โดยรักษาเสน่ห์ของเมืองเดิมเอาไว้

 

ดังนั้น ภาพหาดใหญ่ในอนาคต เมืองเก่า หรือ ‘ไข่แดง’ ควรรักษาบทบาทด้านสวน วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกิจกรรมของเมือง

 

ขณะที่พื้นที่สูง สามารถเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจใหม่ คือ Wellness และ Digital

 

ชูโลจิสติกส์หัวใจเชื่อมทะเล 2 ฝั่ง ดึงคนเก่งมาเลเซีย-สิงคโปร์

 

อีกหัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นได้คือ Logistics

 

หากสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอื่น รวมถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ ทุกอุตสาหกรรมและทุกธุรกิจจะสามารถใช้ หาดใหญ่เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังทิศทางต่างๆ

 

อภิสิทธิ์ มองว่า นี่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะทำให้ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถอาศัยหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางได้

 

พร้อมยังเสนอให้ดึงคนเก่งจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยเฉพาะมาเลเซียและสิงคโปร์ เพราะคุณภาพชีวิตของไทยยังเป็นจุดแข็ง

 

โดยตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยเก่งๆ ที่ไปทำงานสิงคโปร์จำนวนมากไม่ได้อยู่สิงคโปร์ในช่วงวันหยุด แต่เดินทางกลับไทย เพราะรู้สึกว่าค่าครองชีพ คุณภาพชีวิตดีกว่า

 

ดังนั้น หากหาดใหญ่ได้รับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน ก็มีโอกาสสร้างชุมชนคนเก่งและพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ได้

 

ชวน 3 จังหวัดชายแดน เป็นพันธมิตร

 

อภิสิทธิ์ ยังเสนอให้หาดใหญ่มองจังหวัดรอบข้างในฐานะ ‘พันธมิตร’ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีคนที่พูดได้ 2 ภาษาและเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมมาเลเซีย สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากหากต้องการดึงคนจากมาเลเซียและประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา

 

เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแตกต่างกัน จึงไม่ควรมองว่าเป็นคู่แข่ง แต่ต้องนำสิ่งที่แต่ละพื้นที่มีมาประกอบกัน อย่างเชื่อมท่องเที่ยว เบตง-หาดใหญ่

 

หาดใหญ่มีทั้ง ทำเล เมืองชายแดน มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย Wellness เสน่ห์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม หากนำทั้งหมดมาประกอบกัน โอกาสในการสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ภาพมุมสูงของเมืองหาดใหญ่ แสดงถึงการออกแบบและพัฒนาเมืองใหม่หลังน้ำท่วม 2

 

Asset หาดใหญ่ไม่ใช่แค่คน แต่คือ ‘พหุวัฒนธรรม’ และ ‘Branding’

 

ด้าน ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจโลก มองว่า จุดแข็งของหาดใหญ่ที่ไม่ควรมองข้ามคือ Branding

 

“หากถามคนมาเลเซียหรือสิงคโปร์ว่าทำไมต้องมาหาดใหญ่ หลายคนตอบในลักษณะว่า ‘ก็ต้องมาอยู่แล้ว’ เพราะมีเสน่ห์”

 

นั่นสะท้อนว่า หาดใหญ่มีสถานะเป็น Destination ที่ผู้คนอยากเดินทางมาเสมอ โดยธรรมชาติ

 

จากประสบการณ์ซึ่งเคยทำธุรกิจรถยนต์และพูดคุยกับกลุ่มผู้ขับรถและมอเตอร์ไซค์จากสิงคโปร์และมาเลเซีย พบว่า หลายคนคิดเส้นทางขับรถจากบ้านมายังหาดใหญ่ ก่อนเดินทางต่อไปมาเลเซียและสิงคโปร์ แล้ววนกลับมาหาดใหญ่

 

สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้หาดใหญ่จะมีความท้าทาย แต่ ‘Brand’ ของเมืองยังแข็งแรง

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะสร้าง Brand ใหม่อย่างไร แต่คือ จะเพิ่มมูลค่าให้ Brand ที่มีอยู่แล้วได้อย่างไร

 

อีกจุดแข็งที่ดร.วิทย์ ให้ความสำคัญคือสังคมพหุวัฒนธรรม ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม’ โดยเฉพาะชุมชนมุสลิม ซึ่งทำให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงตะวันออกกลาง สามารถเข้ามาแล้วรู้สึกคุ้นเคยและเป็นมิตร

 

โลกยุคใหม่จะมีความเป็นนานาชาติมากขึ้น จะมีการเคลื่อนย้ายผู้คนข้ามพรมแดนมากขึ้น คนอาจไม่จำเป็นต้องย้ายออกจากประเทศเดิมถาวร แต่อาจเลือกมี ‘บ้านหลังที่ 2’ ในพื้นที่ที่มี ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’

 

ในมุมนี้ ไทยมีข้อได้เปรียบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เสน่ห์ความเป็นไทย และความสามารถในการโอบรับคนต่างชาติ ขณะที่หาดใหญ่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ไม่แออัดและต้นทุนที่สามารถวางแผนสร้างสิ่งใหม่ได้

 

โจทย์สำคัญคือ จะดึงประโยชน์จาก International Community เข้ามาอย่างไรให้เมืองได้ประโยชน์มากที่สุดและเสียน้อยที่สุด

 

Life Science 3 ขา ดัน Medical-ยา-Medical Engineering

 

เมื่อถามถึง Future Engine ของหาดใหญ่ ควรไปในทิศทางไหน ดร.วิทย์ มองไปที่ Life Science เมื่อหลายคนจบจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ทำให้เห็นว่าหาดใหญ่มีฐานทรัพยากรบุคคลด้านการแพทย์อยู่แล้ว

 

Life Science ในมุมของดร.วิทย์ ประกอบด้วย 3 ขา

 

  • ขาแรก คือ Medical หากโรงพยาบาลในพื้นที่สามารถพัฒนาไปจนรองรับผู้ป่วยต่างชาติได้ จะสามารถสร้างตลาดใหม่และเปลี่ยนโฉมเมืองได้
  • ขาที่สอง คือ ยา ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูงและทำได้ยาก
  • ขาที่สาม คือ Medical Engineering หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งไทยยังผลิตได้ไม่มาก แต่หาดใหญ่มีทั้ง วัตถุดิบยาง นักศึกษาแพทย์ และอาจารย์แพทย์ จึงมีศักยภาพในการต่อยอด

 

ดร.วิทย์ มองว่า หากสร้าง ‘ชุมชนทางการแพทย์’ ขึ้นมาได้ ผู้ป่วยต่างชาติหนึ่งคนไม่ได้เดินทางมาเพียงคนเดียว แต่สามารถพาญาติมาด้วย และญาติเหล่านั้นก็จะท่องเที่ยว ใช้บริการ และจับจ่ายในพื้นที่

 

จึงเกิดเป็น Ecosystem ที่เชื่อมโยง Medical เข้ากับ Tourism อสังหาริมทรัพย์ การค้า และบริการ

 

“มา 1 คน เอาญาติมาอีก 5 คน 5 คนนั้นมาเที่ยวด้วย พูดง่ายๆ ครบระบบนิเวศ ด้วยพหุวัฒนธรรมที่โอบรับไปพร้อมกับการท่องเที่ยว”

 

หาดใหญ่เป็น ‘นิวเคลียส’ วิทยาการ Medical แห่งใหม่

 

หากหาดใหญ่สามารถเป็นศูนย์กลาง Medical และ Medical Engineering ได้ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งใน ‘นิวเคลียส’ ทางวิทยาการของประเทศ เพราะพื้นที่มีนักศึกษาแพทย์ มีอาจารย์แพทย์ มีทรัพยากรบุคคล และมีความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่แล้ว

 

หากต่อยอดไปสู่ชุมชนนักวิจัยทางการแพทย์ และเปิดให้เกิดความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน หาดใหญ่ก็สามารถกลายเป็นศูนย์กลางวิทยาการอีกแห่งหนึ่งของประเทศได้

 

ผลที่ตามมาจะไม่ได้อยู่เฉพาะในระบบสาธารณสุข แต่สามารถส่งต่อไปยังอสังหาริมทรัพย์ การค้า และธุรกิจบริการ

 

สิ่งสำคัญคือ หาดใหญ่ยังมี ‘ความเป็นไทย’ และสามารถรักษาความปลอดภัย พร้อมโอบรับคนจากทุกชาติให้เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ‘หาดใหญ่มีอะไรที่สู้คนอื่นได้อีกมาก’

 

จากภาพของทั้ง 3 นักคิด ชวนกลับมาที่โจทย์พื้นฐานของการพัฒนาเมือง ว่า ก่อนจะเลือกว่าจะทำอุตสาหกรรมอะไร หาดใหญ่ต้องถามตัวเองก่อนว่า ‘มีจุดแข็งอะไร และมีอะไรที่สู้คนอื่นได้ยาก’

 

ท้ายที่สุด นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO & Editor-in-Chief สำนักข่าว THE STANDARD มองว่า เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง และประเทศไทยเองก็เติบโตช้า แต่หากหาดใหญ่สามารถค้นหาจุดแข็งที่แท้จริงแล้วนำไปจับคู่กับเทรนด์ใหม่ของโลก ก็ยังมีโอกาสสร้างการเติบโตได้

 

โดยสรุป เสวนาในแนวคิดที่ว่า ‘ประเทศที่มีศูนย์กลางหลายศูนย์’ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว

 

หาดใหญ่ สามารถเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ตอนล่าง เชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ ด้วยทำเล ความเป็นเมืองชายแดน Brand ที่แข็งแรง และความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้

 

โดยหนึ่งในคำที่ใช้อธิบายเศรษฐกิจโลกปัจจุบันได้คือ ‘Saturation’ หรือ ‘ภาวะอิ่มตัว’

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ผู้คนต้องการคือบ้าน รถ เครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรศัพท์มือถือ แต่วันนี้คนจำนวนมากมีสิ่งเหล่านี้แล้ว

 

ดังนั้น การเติบโตในอนาคตจะเกิดจากสิ่งที่ แตกต่าง และสามารถสร้าง Emotional Value หรือมูลค่าทางความรู้สึก ไม่ใช่เพียง Functional Value จากการใช้งาน

 

กรณีของคนมาเลเซียที่เดินทางมายังหาดใหญ่ ไม่ใช่เพราะหาดใหญ่มีเทคโนโลยีเหนือกว่า หรือเป็นเมืองดิจิทัลมากกว่า แต่เพราะเมืองมีบางอย่างที่เรียกว่า ‘เสน่ห์’

 

หาดใหญ่มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและเสน่ห์ของเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่อาจโหยหามากขึ้น เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาเพียงใด มนุษย์ก็ยังต้องการพักผ่อน อาหารที่ดี และคุณภาพชีวิต

 

ดังนั้น แทนที่จะไปแข่งในสิ่งที่เจ้าตลาดทำได้ดีกว่า หาดใหญ่ควรค้นหา ‘ช่องว่างทางการตลาดที่ตัวเองตอบโจทย์ได้’

 

ภาพมุมสูงของเมืองหาดใหญ่ แสดงถึงการออกแบบและพัฒนาเมืองใหม่หลังน้ำท่วม 3

 

Branding-Culture-พื้นที่ สร้างเมืองใหม่

 

Asset สำคัญของหาดใหญ่ไม่ได้มีเพียงคน แต่ยังมี Brand ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และพื้นที่ หาดใหญ่เป็น Destination ที่คนมาเลเซียและสิงคโปร์นึกถึงโดยอัตโนมัติ

 

ขณะเดียวกันการมีชุมชนมุสลิมทำให้คนจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตะวันออกกลางสามารถเข้ามาแล้วรู้สึกคุ้นเคย

 

โลกยุคใหม่กำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้คนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนมากขึ้น บางคนอาจต้องการเพียงบ้านหลังที่ 2 ไม่ได้ต้องการย้ายถิ่นฐานถาวร

 

“หาดใหญ่จึงมีโอกาสใช้ทั้งพื้นที่ ความเป็นไทย ความปลอดภัย และความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างเมืองที่มีความเป็นนานาชาติมากขึ้น”

 

กลับมาได้แล้ว ต้องกลับมาใน ‘เวอร์ชันใหม่’

 

เมื่อกลับมาที่ภาพอนาคต อภิสิทธิ์ ย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของหาดใหญ่ไม่ควรหมายถึงการทิ้งสิ่งที่มีอยู่เดิม แต่ต้องนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอด

 

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำ การพัฒนาเมืองใหม่บนพื้นที่สูง การสร้างระบบโลจิสติกส์ การพัฒนา Wellness การท่องเที่ยว การแพทย์ การศึกษา เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

‘หัวใจคือการไม่ทำทุกอย่างเหมือนเดิม’

 

เพราะหากโลกเปลี่ยน หาดใหญ่ก็ต้องเปลี่ยนตาม แต่การเปลี่ยนไม่ได้หมายถึงการวิ่งไปตามทุกเทรนด์ หากต้องเลือกสิ่งที่สอดคล้องกับต้นทุนของเมือง

 

อภิสิทธิ์ จึงฝากถึงคนหาดใหญ่ว่า ‘คนที่นี่เก่งแล้ว แต่กลับมาแล้ว ต้องกลับมาอีกแบบใหม่’

 

โดยทิ้งท้ายว่า “จริงๆ งบประมาณป้องกันน้ำท่วมที่กำลังจะเข้า ครม.สัญจร มันอนุมัติได้เลยวันนี้ ทำไมต้องรอ คนที่นี่ต้องการเงินมาแก้ปัญหา”

 

บทสรุป ภาพที่ทั้ง 3 คนสะท้อนจึงมาบรรจบกันที่โจทย์เดียวกัน แม้จะมองคนละมุม

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองจาก ‘โครงสร้างเมือง’ และการปรับตัวให้หาดใหญ่อยู่กับน้ำ พร้อมใช้ทำเลและโลจิสติกส์เชื่อมอาเซียน

 

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน มองจาก ‘Asset ที่เมืองมี’ โดยเฉพาะ Brand เสน่ห์ ความหลากหลาย และ Life Science ที่สามารถต่อยอดสู่ Medical Ecosystem

 

ขณะที่ นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ มองจาก ‘โจทย์การแข่งขัน’ ว่าหาดใหญ่ต้องรู้ว่าตัวเองมีอะไรที่แตกต่าง แล้วนำสิ่งนั้นไปจับคู่กับเทรนด์เศรษฐกิจโลก

 

จากวิกฤตน้ำท่วม จึงอาจไม่ใช่เพียงโจทย์ของการ ‘ฟื้นเมือง’ แต่เป็นโอกาสในการ ‘รื้อวิธีคิดเรื่องเมือง’

 

จากเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าและท่องเที่ยว อาจขยับไปสู่เมืองที่มีหลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งแต่ Wellness-Medical-Life Science-Tourism-Digital Economy-Logistics

 

และจากเมืองชายแดน อาจยกระดับตัวเองเป็น ‘อีกหนึ่งศูนย์กลางของภาคใต้ตอนล่าง’ ที่เชื่อมไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และอาเซียน

 

โจทย์ของหาดใหญ่จึงไม่ใช่เพียง ‘จะป้องกันน้ำท่วมอย่างไร’ แต่คือ จะเปลี่ยนบทเรียนจากน้ำท่วม ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองใหม่ได้อย่างไร

 

เพราะการกลับมาของหาดใหญ่ในครั้งต่อไป อาจไม่ควรเป็นเพียง ‘หาดใหญ่ที่กลับมาเหมือนเดิม’ แต่ต้องเป็น ‘หาดใหญ่ที่กลับมาในเวอร์ชันใหม่’ ที่ใช้จุดแข็งเดิม สร้างมูลค่าใหม่ และวางตัวเองให้มีบทบาทบนแผนที่เศรษฐกิจอาเซียน

 

The post Redesign รื้อเมืองหลังน้ำท่วม ดึงเสน่ห์พหุวัฒนธรรม Branding ‘หาดใหญ่’ สู่เวอร์ชันใหม่บนแผนที่อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลองใช้ Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless หูฟัง 14,990 บาท ที่ให้ผู้ใช้ถอดเปลี่ยนแบตเองได้ ก่อนกฎ EU บังคับปีหน้า https://thestandard.co/sennheiser-momentum-5-wireless-eu-battery-2/ Sun, 09 Aug 2026 13:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1240098 หูฟัง Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless สีดำวางอยู่บนพื้นผิวเรียบ

Sennheiser วางจำหน่าย MOMENTUM 5 Wireless หูฟังไร้สายแบ […]

The post ลองใช้ Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless หูฟัง 14,990 บาท ที่ให้ผู้ใช้ถอดเปลี่ยนแบตเองได้ ก่อนกฎ EU บังคับปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
หูฟัง Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless สีดำวางอยู่บนพื้นผิวเรียบ

Sennheiser วางจำหน่าย MOMENTUM 5 Wireless หูฟังไร้สายแบบครอบหูรุ่นบนสุดของแบรนด์ในไทยด้วยราคา 14,990 บาท โดยจุดที่ต่างจากรุ่นก่อนหน้ามากที่สุดไม่ใช่เรื่องเสียง แต่เป็นแบตเตอรี่ขนาด 700 mAh ที่ผู้ใช้ถอดเปลี่ยนได้เองด้วยไขควงหัวแฉกขนาดเล็ก ให้เวลาฟังต่อเนื่องสูงสุด 57 ชั่วโมงเมื่อเปิดระบบตัดเสียงรบกวน

 

 
 

ที่น่าสนใจคือแบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนเองได้กำลังจะกลายเป็นข้อบังคับทางกฎหมายในอีกไม่ถึง 7 เดือน

 

แบตถอดเปลี่ยนเองได้ จุดขายที่กำลังจะกลายเป็นกฎ

 

ระเบียบแบตเตอรี่ของสหภาพยุโรป หรือ EU Battery Regulation 2023/1542 มาตรา 11 กำหนดว่าตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2027 อุปกรณ์พกพาที่วางขายในตลาดยุโรปต้องออกแบบให้ผู้ใช้ถอดและเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เองด้วยเครื่องมือที่หาซื้อได้ทั่วไป และผู้ผลิตต้องมีแบตเตอรี่สำรองจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผลอย่างน้อย 5 ปีหลังหยุดผลิตรุ่นนั้น

 

Sennheiser จึงมีเวลาไม่มากนักในการใช้เรื่องนี้เป็นจุดต่าง ก่อนที่ทุกแบรนด์จะต้องทำแบบเดียวกัน

 

ข้อสังเกตคือ Sennheiser ยังไม่ประกาศราคาแบตเตอรี่สำรองและช่องทางซื้ออะไหล่ในไทย ซึ่งเป็นตัวแปรที่จะบอกว่าผู้ใช้จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้จริงหรือไม่เมื่อถึงวันที่แบตเสื่อม

 

เสียงยังเป็นจุดแข็ง

 

จากการใช้งานจริง คุณภาพเสียงยังเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หูฟังรุ่นนี้น่าซื้อ ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 42 มม. ที่ยกมาจากรุ่นก่อนให้รายละเอียดเครื่องดนตรีชัดเจน มิติเสียงกว้าง จัดวางตำแหน่งของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้เป็นระเบียบ แยกเสียงออกจากกันได้ดี เสียงร้องเป็นธรรมชาติ และเบสหนักแน่นได้ยินเป็นจังหวะชัดเจนโดยไม่กลบย่านกลาง จึงฟังเพลงได้หลายแนวโดยไม่ต้องปรับอะไรเพิ่ม

 

คาแรกเตอร์โดยรวมเป็นเสียงโทนอุ่น ฟังติดหูง่ายและฟังต่อเนื่องนานได้โดยไม่ล้าหู เพราะย่านเสียงแหลมไม่ได้จูนมาบาดหู ในกลุ่มหูฟังครอบหูไร้สายระดับราคาเดียวกัน หากตัดสินใจจากเรื่องเสียงอย่างเดียว รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่แนะนำได้สำหรับคนทั่วไป

 

จุดที่ต้องพิจารณาก็อยู่ที่ย่านเสียงแหลมเช่นกัน แม้จะเปิดขึ้นกว่า MOMENTUM 4 แต่ยังไม่ใช่แนวเสียงสว่างคมแบบที่คนชอบเสียงแหลมเป็นประกายมองหา แม้จะปรับเพิ่มได้ผ่านอีควอไลเซอร์ 8 แบนด์ในแอป Smart Control Plus ซึ่งปรับได้ละเอียดพอสมควรและมีระบบจูนเสียงตามความชอบส่วนตัวมาให้ด้วย ส่วนย่านเสียงที่เหลือถือว่าลงตัวตั้งแต่ค่าเริ่มต้น

 

ในแง่สเปกรองรับ Hi-Res Audio และ Snapdragon Sound ที่ส่งสัญญาณผ่านโคเดก aptX Lossless ส่วนระบบเสียง Dolby Atmos พร้อมการติดตามการเคลื่อนไหวศีรษะปลดล็อกผ่านการอัปเดตเฟิร์มแวร์ ซึ่งเมื่อลองใช้ดูหนังพบว่ามิติเสียงกว้างและเบสหนักแน่นชัดเจน เป็นฟีเจอร์ที่ให้ประสบการณ์ต่างจากการฟังเพลงปกติพอสมควร

 

ANC ที่เปลี่ยนชัดที่สุด กับดีไซน์ที่ยังคงเดิม

 

ระบบตัดเสียงรบกวนคือส่วนที่พัฒนาชัดที่สุด รุ่นนี้เพิ่มไมโครโฟนเป็น 4 ตัวต่อข้าง รวม 8 ตัว โดยบริษัทระบุว่าลดเสียงสนทนาและเสียงรบกวนรอบข้างได้ดีขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับ MOMENTUM 4 ซึ่งเป็นจุดที่รุ่นก่อนตามหลังคู่แข่งมาตลอด

 

เมื่อลองใช้บนรถไฟฟ้า BTS ระดับความเงียบที่ได้เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป ทั้งเสียงพูดและเสียงรอบตัวลดลงชัดกว่ารุ่นเดิม และเปิดต่อเนื่องได้นานโดยไม่ล้าหู คุณภาพไมโครโฟนระหว่างสนทนาก็ดีขึ้นตามจำนวนไมค์ที่เพิ่มขึ้น

 

ส่วนที่ยังเป็นข้อสังเกตคือดีไซน์ ตัวเครื่องหน้าตาใกล้เคียงกับ MOMENTUM 4 มาก ต่างกันเพียงรายละเอียดวัสดุและโลหะตกแต่ง คนที่รอรุ่นใหม่โดยหวังว่าหน้าตาจะเปลี่ยนไปจากเดิมอาจผิดหวัง แม้ภาพรวมจะยังดูพรีเมียม และกระเป๋าที่ให้มาในกล่องออกแบบมาสวย

 

น้ำหนัก 290 กรัมถือว่าไม่เบา แต่ฟองน้ำและเอียร์คัพค่อนข้างกว้างและนุ่มกว่าหลายรุ่นในระดับราคาเดียวกัน ใส่ต่อเนื่องนานๆ จะรู้สึกอุ่นบ้างเล็กน้อย ขณะที่ตัวเลขแบตเตอรี่ลดลงจาก 60 ชั่วโมงในรุ่นก่อนมาอยู่ที่ 57 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการแลกกับระบบตัดเสียงรบกวนที่ใช้ไมโครโฟนมากขึ้น

 

ตลาดที่ย้ายสนามแข่งจากคุณภาพเสียงไปที่อายุการใช้งาน

 

ทุกวันนี้หูฟังระดับเรือธงของแต่ละแบรนด์ให้คุณภาพเสียงและระบบตัดเสียงรบกวนใกล้เคียงกันมากขึ้น การแข่งขันจึงย้ายไปอยู่ที่ราคาและอายุการใช้งาน เทียบให้เห็นภาพราคาเปิดตัว 14,990 บาทของ MOMENTUM 5 Wireless ต่ำกว่า Sony WH-1000XM6 ที่เปิดราคาไทยไว้ 15,990 บาท และเวลาฟังต่อเนื่องยาวกว่าเกือบเท่าตัว

 

ตลาดหูฟังพรีเมียมยังเป็นตลาดของการซื้อซ้ำมากกว่าการซื้อครั้งแรก ข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่ายอดขายหูฟังไร้สายทั่วโลกในไตรมาส 2 ปี 2025 เติบโต 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแรงหนุนมาจากสองกลุ่มพร้อมกัน คือรุ่นราคาถูกในตลาดเกิดใหม่ และรุ่นพรีเมียมที่ผู้ใช้ซื้อมาแทนหูฟังตัวเก่า การจะได้ลูกค้ากลุ่มหลังจึงต้องมีเหตุผลมากกว่าแค่เสียงที่ดีขึ้นอีกนิด

 

อีกกระแสที่แบรนด์หูฟังเริ่มหยิบมาใช้คือเรื่องสุขภาพการได้ยิน องค์การอนามัยโลกประเมินว่าคนหนุ่มสาวราว 1 พันล้านคนทั่วโลกเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินจากพฤติกรรมการฟังที่ไม่ปลอดภัย โดยกลุ่มอายุ 12-35 ปีในประเทศรายได้ปานกลางถึงสูงเกือบ 25% เปิดเสียงจากอุปกรณ์ส่วนตัวดังเกินระดับที่ปลอดภัย ระบบตัดเสียงรบกวนจึงมีประโยชน์มากกว่าความสบาย เพราะช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องเร่งเสียงขึ้นสู้กับเสียงรอบข้าง

 

โดยรวม MOMENTUM 5 Wireless เหมาะกับคนที่ฟังเพลงวันละหลายชั่วโมง ชอบโทนเสียงอุ่นที่ฟังสบาย และให้น้ำหนักกับเวลาใช้งานต่อเนื่องมากกว่าดีไซน์ใหม่ ส่วนคนที่ซื้อเพราะรอ Bluetooth 6.0 หรือคาดหวังว่าจะหาซื้อแบตเตอรี่สำรองได้ตลอดอายุการใช้งาน สองเรื่องนี้ยังไม่มีกำหนดเวลาและยังไม่มีราคาประกาศออกมา

 

MOMENTUM 5 Wireless มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีน้ำเงิน จำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Sennheiser ทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ของร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยราคาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละช่องทาง

 

อ้างอิง:

The post ลองใช้ Sennheiser MOMENTUM 5 Wireless หูฟัง 14,990 บาท ที่ให้ผู้ใช้ถอดเปลี่ยนแบตเองได้ ก่อนกฎ EU บังคับปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กวดวิชาดับ แต่แท็บเล็ต AI โต ผู้ปกครองจีนแห่ซื้อ หวังช่วยติวลูกช่วงปิดเทอม ดันยอดขายพุ่งทะลุ 7 ล้านเครื่อง https://thestandard.co/china-ai-tablet-tutor-sales-boom/ Sun, 09 Aug 2026 05:17:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1239995 แม่และลูกสาวชาวเอเชียกำลังใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวงการศึกษาในจีนคือการเติบโตของอ […]

The post กวดวิชาดับ แต่แท็บเล็ต AI โต ผู้ปกครองจีนแห่ซื้อ หวังช่วยติวลูกช่วงปิดเทอม ดันยอดขายพุ่งทะลุ 7 ล้านเครื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม่และลูกสาวชาวเอเชียกำลังใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในวงการศึกษาในจีนคือการเติบโตของอุปกรณ์สอนที่ใช้ AI ที่กำลังกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมของเด็กๆ ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน หลังการปราบปรามโรงเรียนกวดวิชาที่เข้มงวดในปี 2021 ผู้ปกครองจึงหาทางใหม่เพื่อรักษาระดับการเรียนของบุตรหลาน

 

อุปกรณ์การสอนเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อตรวจคำตอบ อธิบายโจทย์ และให้ฟีดแบ็กทันที ช่วยให้การเรียนที่บ้านต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสำนักข่าว Nikkei Asia ได้ทดลองใช้แท็บเล็ตจากแบรนด์ Xueersi ของกลุ่ม TAL Education พบว่าระบบ AI ทำงานแม่นยำเมื่อต้องตรวจโจทย์คณิตศาสตร์พื้นฐาน เช่น การบวกและการคูณ เครื่องอ่านลายมือที่ค่อนข้างยุ่งได้ดีและแสดงเครื่องหมายถูกเฉพาะคำตอบที่ถูก ช่วยให้เด็กเห็นความผิดพลาดและแก้ไขได้ทันเวลา

 

ขณะที่พนักงานร้านขายแท็บเล็ตบอกว่าเด็กสามารถฝึกทักษะด้วยตัวเองในช่วงปิดเทอม ผู้ปกครองที่ติดตามการบ้านไม่ได้อย่างใกล้ชิดจึงคลายกังวลได้บ้าง เพราะอุปกรณ์ให้คำอธิบายเชิงลึกและมีแบบฝึกหัดที่ปรับตามระดับความสามารถของผู้เรียน

 

ถึงอย่างไรนั้น ผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ของ Xueersi ที่เปิดตัวต้นเดือนกรกฎาคมมีราคาสูงถึง 1.19 หมื่นหยวน (ราว 5.8 หมื่นบาท) ซึ่งถือเป็นสินค้าหรูท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ผู้ปกครองบางกลุ่มมองเป็นการลงทุนด้านการศึกษาที่คุ้มค่า เนื่องจากใช้งานได้นานและอาจทดแทนค่าเรียนพิเศษระยะยาวได้

 

ผู้ผลิตรายใหญ่อีกรายอย่าง iFlytek ก็พัฒนาอุปกรณ์ที่สแกนแผ่นคำตอบด้วยกล้อง, อ่านข้อความ, ประมวลผลโจทย์ และสร้างวิดีโอคำอธิบายด้วย AI ภายในไม่กี่วินาที ทำให้การเรียนมีความเฉพาะตัวและรองรับการประเมินผลอัตโนมัติ พร้อมกันนี้มีการจำกัดฟังก์ชันเพื่อป้องกันการใช้งานเพื่อความบันเทิง และนำเสนอเนื้อหาการศึกษาที่ออกแบบสำหรับเด็กโดยเฉพาะ

 

ตัวเลขการเติบโตสะท้อนความนิยม บริษัทวิจัยจีน Runto Technology รายงานว่าปีที่ผ่านมามียอดขายแท็บเล็ตการเรียนที่ติดตั้ง AI จำนวน 5.82 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าสองปีเกือบ 2 ล้านเครื่อง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 7.84 ล้านเครื่องภายในปี 2028 ซึ่งชี้ชัดถึงความต้องการจากผู้ปกครองที่ยังให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรหลาน

 

ทั้งนี้ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ในการศึกษาระดับปฐมวัยและมัธยมต้น ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเทคโนโลยีช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความรู้และทำให้การเรียนเป็นระบบ ในขณะที่อีกฝ่ายเตือนถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป ปัญหาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้เรียน และความต่างของคุณภาพระหว่างอุปกรณ์ราคาสูงกับราคาถูกซึ่งอาจขยายช่องว่างทางการศึกษา

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาย้ำว่าแม้ AI จะช่วยตรวจคำตอบและให้คำอธิบายได้รวดเร็ว แต่บทบาทของครูและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมยังจำเป็นต่อการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และแรงจูงใจของนักเรียน ผู้ปกครองบางคนเห็นว่าอุปกรณ์ช่วยเรื่องพื้นฐานได้ดี แต่ยังต้องการครูมาช่วยชี้แนะทักษะเชิงลึก

 

ในเชิงนโยบาย รัฐบาลจีนที่เข้มงวดกับตลาดกวดวิชาเน้นควบคุมต้นทุนทางการศึกษาและลดแรงกดดันต่อครอบครัว แต่การเติบโตของอุปกรณ์ AI ทางการศึกษากลับเป็นทางเลือกใหม่ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทั้งหมด ทำให้ผู้ปกครองยังสามารถลงทุนในทรัพยากรการเรียนรู้รูปแบบอื่นได้

 

สุดท้ายแล้ว ตลาดอุปกรณ์การเรียนที่ติดตั้ง AI กำลังเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ผลิตพัฒนาฟีเจอร์ให้ตอบโจทย์การเรียนเฉพาะบุคคล ขณะที่ผู้กำหนดนโยบายและชุมชนต้องร่วมกันสร้างกรอบการใช้ที่ปลอดภัย เที่ยงธรรม และส่งเสริมคุณภาพการศึกษาระยะยาว เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่การขยายความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ภาพ:T.Photo/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post กวดวิชาดับ แต่แท็บเล็ต AI โต ผู้ปกครองจีนแห่ซื้อ หวังช่วยติวลูกช่วงปิดเทอม ดันยอดขายพุ่งทะลุ 7 ล้านเครื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS ทำกำไรไตรมาส 2 ที่ 13,716 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม เน็ตบ้านโตแรงสุด 7.9% https://thestandard.co/ais-q2-profit-home-internet-growth/ Sat, 08 Aug 2026 07:37:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1239773 ภาพผู้คนเดินบนถนนในกรุงเทพฯ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS […]

The post AIS ทำกำไรไตรมาส 2 ที่ 13,716 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม เน็ตบ้านโตแรงสุด 7.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนเดินบนถนนในกรุงเทพฯ

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 มีรายได้รวม 56,497 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13,716 ล้านบาท

 

AIS ระบุว่ากำไรสุทธิและ EBITDA เติบโตต่อเนื่องเหนือกว่าประมาณการ จากรายได้ที่เติบโตควบคู่กับการบริหารต้นทุน แต่ยังคงเป้าหมายทั้งปีไว้เท่าเดิม ทั้งการเติบโตของรายได้จากการให้บริการหลักที่ 3-5% และการเติบโตของ EBITDA ที่ 2-4%

 

ผลประกอบการไตรมาสนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ สถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศ ซึ่ง AIS ระบุว่าส่งผลให้กำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัว ก่อนที่ภาพรวมจะเริ่มดีขึ้นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

เน็ตบ้านและมือถือเป็นตัวนำ

 

ธุรกิจเน็ตบ้านภายใต้ AIS 3BB FIBRE3 เติบโตสูงสุดที่ 7.9% โดยมีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์รวม 5.3 ล้านราย ซึ่ง AIS ระบุว่ามาจากการขยายฐานลูกค้าผ่านแพ็กเกจที่คุ้มค่า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและบริการด้าน Smart Living

 

รองลงมาคือธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รายได้เติบโต 6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 โดยมีผู้ใช้บริการรวม 47.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นทั้งระบบเติมเงินและรายเดือน ขณะที่ผู้ใช้งาน 5G อยู่ที่ 19.7 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านเลขหมายจากไตรมาสก่อน

 

สวนทางกับธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรที่เติบโต 2.8% ซึ่ง AIS ระบุว่ามาจากโครงข่ายเชื่อมต่อข้อมูล บริการคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ท่ามกลางการใช้จ่ายของภาคธุรกิจที่ยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง ส่วนธุรกิจค้าปลีกเติบโตเพียง 1% จากการพัฒนาช่องทางขายแบบ Omnichannel และบริการจัดส่งภายใน 3 ชั่วโมงในพื้นที่กรุงเทพฯ

 

วางงบลงทุนปีนี้ 30,000-35,000 ล้านบาท

 

นอกเหนือจากธุรกิจหลัก AIS เดินหน้าธุรกิจความบันเทิงด้วยการเปิดแพ็กเกจ PLAY ALL ที่รวมคอนเทนต์กีฬาและความบันเทิงไว้ในแพ็กเกจเดียว ทั้งฟุตบอลบุนเดสลีกา NBA, NFL, ATP, LPGA และคอนเทนต์จากแพลตฟอร์ม OTT พร้อมร่วมมือกับ UC3 ถ่ายทอดสดฟุตบอลรายการของ UEFA เป็นเวลา 4 ปี

 

ส่วนธุรกิจการเงินดิจิทัล AIS ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและ OR เปิดตัว CLICX ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของไทย โดยนำโครงข่ายและระบบความปลอดภัยของบริษัทมาสนับสนุนการออกแบบบริการทางการเงิน

 

สำหรับปี 2569 AIS วางกรอบงบลงทุนไว้ที่ 30,000-35,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตามยุทธศาสตร์การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ที่ครอบคลุมทั้งการเติบโตของธุรกิจหลักและการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่

 

ภาพ: Nelson Antoine / Shutterstock

The post AIS ทำกำไรไตรมาส 2 ที่ 13,716 ล้านบาท ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังคงเป้าทั้งปีเท่าเดิม เน็ตบ้านโตแรงสุด 7.9% appeared first on THE STANDARD.

]]>
KMITL ชู ‘Farming the Future 2026’ พลิกครัวโลก สู่เกษตร-อาหารยั่งยืนด้วย One Health https://thestandard.co/kmitl-farming-future-sustainable-one-health/ Fri, 07 Aug 2026 02:57:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1239158 ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล.

วานนี้ (6 สิงหาคม) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหา […]

The post KMITL ชู ‘Farming the Future 2026’ พลิกครัวโลก สู่เกษตร-อาหารยั่งยืนด้วย One Health appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล.

วานนี้ (6 สิงหาคม) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เปิดตัวความร่วมมือ ‘Farming Future, Together’ ภายในงาน Farming The Future With KMITL Forum 2026 ณ KMITL Lifelong Learning Center (KLLC)

 

 

ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายสร้าง ‘ระบบนิเวศนวัตกรรมเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน’ เพื่อเชื่อมองค์ความรู้และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานจริง ตั้งแต่แปลงเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงตลาด พร้อมลดข้อจำกัดของภาคเกษตรไทยที่ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของสภาพอากาศ ต้นทุนการผลิต และความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมได้ยาก

 

ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 1

 

โครงการจะนำความเชี่ยวชาญเฉพาะพื้นที่ของเครือข่ายมหาวิทยาลัยไทยมาผสานกับองค์ความรู้ระดับสากล รวมถึง Wageningen University & Research ของเนเธอร์แลนด์ ตลอดจนเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล (Digital Traceability) เศรษฐกิจหมุนเวียน และนวัตกรรมอาหาร ภายใต้แนวคิด ‘สุขภาพหนึ่งเดียว’ หรือ One Health ซึ่งเชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

 

เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร ไปสู่การเป็น ‘แพลตฟอร์มนวัตกรรมเกษตรเขตร้อน’ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อาหาร

 

จากงานวิจัยบนชั้นหนังสือ สู่แปลงเกษตรจริง

 

ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 2

 

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดองค์ความรู้ แต่เป็นการขาด ‘ระบบ’ ที่สามารถเชื่อมโยงและจัดการความรู้เหล่านั้นตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ฟาร์มถึงโต๊ะอาหาร

 

การเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรจึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในไร่นา แต่ต้องเชื่อมมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาคเข้ามาเป็นหุ้นส่วน และนำองค์ความรู้เฉพาะพื้นที่มาทดลองผ่าน Living Lab ในสภาพแวดล้อมจริง

 

“งานวิจัยต่อจากนี้จะไม่จบลงบนชั้นหนังสือ แต่จะเดินทางไปถึงแปลงเกษตร โรงงานแปรรูป และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร”

 

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ระบุว่า กระทรวง อว. พร้อมทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันประเทศไทยจากผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมเกษตรเขตร้อนที่ต่างประเทศสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ได้

 

เนเธอร์แลนด์ชูความร่วมมือ รัฐ-วิชาการ-เอกชน

 

ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 3

 

ด้าน Gijs Theunissen อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เนเธอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ทั้งภายในประเทศและในระดับนานาชาติ

 

หัวใจสำคัญคือการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมมาพัฒนาระบบเกษตรที่คำนึงถึงสุขภาวะของเกษตรกร ผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม รวมถึงพืชและสัตว์ตลอดห่วงโซ่มูลค่า ซึ่งทุกส่วนเชื่อมโยงกันและจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือเพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

จาก Smart Farm ถึง Future Food

 

ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 4

 

ขณะที่ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย มองว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการนำองค์ความรู้ระดับโลกมาประสานกับศักยภาพของภาคเกษตรไทย โดยเชื่อมเทคโนโลยี งานวิจัย และตลาดตั้งแต่ Smart Farm ไปจนถึง Future Food

 

เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ให้สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ รสชาติ และคุณค่าที่ผู้บริโภคในตลาดโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

 

สจล. ชูโมเดล ‘ชุมชนแห่งความร่วมมือ

 

ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ จาก สจล. ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวว่า Farming Future, Together ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าโครงการระยะสั้น แต่เป็น ‘ชุมชนแห่งความร่วมมือ’ สำหรับสร้างระบบนิเวศเกษตรและอาหารแห่งอนาคตของประเทศไทย

 

แนวทางดังกล่าวจะเชื่อมเกษตรแม่นยำ เศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และนวัตกรรมอาหารเข้าด้วยกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงโต๊ะอาหาร

 

ผศ.ดร.รัชนีระบุว่า ไม่มีมหาวิทยาลัยหรือสถาบันใดสามารถมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมห่วงโซ่เกษตรและอาหารทั้งหมดได้เพียงลำพัง แต่หากนำความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและองค์ความรู้เฉพาะพื้นที่ของแต่ละมหาวิทยาลัยมาประกอบเข้าด้วยกัน จะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกันในระดับประเทศได้

 

ความร่วมมือ Farming Future, Together จึงมีโจทย์สำคัญมากกว่าการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่คือการสร้างกลไกที่ทำให้งานวิจัย เทคโนโลยี ภาคการผลิต และตลาดสามารถเชื่อมต่อกันได้จริง เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอาหารไทยจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของระบบอาหารโลก

 

ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 5ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 6ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 7ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 8ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 9ภาพผู้บริหารและผู้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ Farming Future, Together ณ สจล. 10

The post KMITL ชู ‘Farming the Future 2026’ พลิกครัวโลก สู่เกษตร-อาหารยั่งยืนด้วย One Health appeared first on THE STANDARD.

]]>