Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 11 Sep 2026 05:52:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AI ร้ายแรงกว่าอาวุธนิวเคลียร์? ทำไมนักวิจัยเตือน ปัญญาประดิษฐ์เสี่ยง ‘ฆ่ามนุษย์’ ภายใน 10 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/ai-risk-human-extinction-warning/ Fri, 11 Sep 2026 05:29:04 +0000 https://thestandard.co/ai-risk-human-extinction-warning/ ภาพกราฟิกแสดงสัญลักษณ์ปัญญาประดิษฐ์หรือสมองกล

คำเตือนเรื่องอันตรายจากปัญญาประดิษฐ์ กำลังเกิดขึ้นพร้อม […]

The post AI ร้ายแรงกว่าอาวุธนิวเคลียร์? ทำไมนักวิจัยเตือน ปัญญาประดิษฐ์เสี่ยง ‘ฆ่ามนุษย์’ ภายใน 10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงสัญลักษณ์ปัญญาประดิษฐ์หรือสมองกล

คำเตือนเรื่องอันตรายจากปัญญาประดิษฐ์ กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร หลังนักวิจัยของบริษัท AI ชั้นนำลาออก พร้อมกล่าวหาว่า OpenAI และ Anthropic กำลัง ‘เอาชีวิตคนเป็นเดิมพัน’ ในการแข่งขันพัฒนา AI ให้มีความสามารถเหนือมนุษย์

 

 

ขณะที่นักวิจัยรายหนึ่งของ Anthropic เชื่อว่า AI มีโอกาสมากกว่า 10% ที่จะ ‘ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด’ ภายในทศวรรษหน้า ส่วนนักวิทยาศาสตร์และอดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักรเตือนว่า AI ที่ฉลาดเกินไป อาจก่อหายนะร้ายแรงกว่าอาวุธนิวเคลียร์

 

คำเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเปิดเผยรายงานของ Anthropic หลังบริษัทได้สกัดการใช้ AI ทำงานวิจัยหลายกรณี เพราะอาจนำไปสู่การพัฒนาอาวุธชีวภาพ และแผนทดลองเพิ่มความรุนแรงของไวรัสร้ายแรงในสถาบันวิจัยทางทหาร

 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้กระตุ้นให้สภาคองเกรส เร่งพิจารณามาตรการควบคุม AI ตั้งแต่การตั้งหน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐบาลกลาง ไปจนถึงข้อเสนอห้ามพัฒนา AI ให้ฉลาดเหนือมนุษย์

 

นักวิจัย Anthropic ลาออก เตือนภัย AI อะไรบ้าง?

 

หลายวันที่ผ่านมา The Guardian และ The Wall Street Journal รายงานว่า เจคอบ ค็อกซัน (Jacob Coxon) นักวิจัยวัย 28 ปีของ Anthropic และอดีตนักวิจัยของ OpenAI ประกาศลาออก โดยกล่าวหาว่า ทั้งสองบริษัทกำลังพัฒนาเทคโนโลยีอย่างขาดความรับผิดชอบ ด้วยการทำให้ระบบ AI พัฒนาตัวเอง จนอาจหลุดออกจากการควบคุมและทำลายมนุษยชาติ

 

ค็อกซันอธิบายว่า Anthropic เข้าใจความเสี่ยงจาก AI ดี แต่ยังคงมุ่งเอาชนะการแข่งขันพัฒนา Artificial Superintelligence (ASI) หรือ AI ที่มีสติปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ที่ฉลาดที่สุด พร้อมวิจารณ์ว่า บริษัทเหล่านี้กำลัง ‘เอาชีวิตผู้คนเป็นเดิมพัน’

 

“เรากำลังเดินหน้าไปตามการคาดการณ์ที่รวดเร็วที่สุดหลายแบบ เมื่อถึงปลายปีหน้า สิ่งต่างๆ อาจหลุดจากการควบคุมไปแล้ว” ค็อกซันเสริมว่า บริษัทต่างๆ ย่อมต้องยอมลดทอนความปลอดภัยในการพัฒนา AI บางส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อต้องแข่งขันกันเองและกับบริษัทหน้าใหม่จากจีน

 

แม้ในปัจจุบัน นักวิจัยยังประเมินช่วงเวลาการเกิด ASI แตกต่างกัน แต่โมเดล AI รุ่นใหม่สามารถทำงานได้อย่างซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย เขียนซอฟต์แวร์ ใช้อินเทอร์เน็ต และประสานงานผ่าน AI Agent จำนวนมาก ทำให้เกิดความกังวลว่า อาจมีผู้ใช้ AI ในทางที่ผิด เช่น โจมตีทางไซเบอร์ พัฒนาอาวุธ สร้างเชื้อก่อโรค และเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงความเสี่ยงว่ามนุษย์อาจควบคุมระบบไม่ได้

 

ขณะที่ อีวาน ฮูบิงเกอร์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ด้านการทำให้ AI สอดคล้องกับมนุษย์ของ Anthropic ออกมาแสดงความเห็นพ้องกับค็อกซันบน X ว่า AI มีโอกาสมากกว่า 10% ที่จะสังหารมนุษย์ทั้งหมดภายในทศวรรษหน้า พร้อมยอมรับว่า บริษัทยังไม่มีแผนรับประกันว่า ASI จะมีเป้าหมายสอดคล้องกับมนุษย์ และไม่ก่ออันตรายที่ตามมา

 

“เราเชื่ออย่างจริงจังว่า AI อาจฆ่ามนุษย์ทั้งหมดได้! โดยส่วนตัว ผมคิดว่า โอกาสนี้อาจเกิดขึ้นในทศวรรษหน้ามากกว่า 10%” ฮูบิงเกอร์ระบุ

 

คำเตือนลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นในรัฐสภาสหราชอาณาจักร โดย สจวร์ต รัสเซลล์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เตือนว่า AI อาจนำไปสู่ ‘หายนะระดับเชอร์โนบิล’ หรือร้ายแรงกว่านั้น หากมนุษย์สูญเสียการควบคุมอย่างถาวร

 

“เราอาจไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอีกต่อไปว่า มนุษยชาติควรดำรงอยู่ต่อหรือไม่” รัสเซลล์กล่าว

 

ส่วน เดส บราวน์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักรกล่าวว่า สมัยดำรงตำแหน่ง เขาเคยมองว่า สงครามนิวเคลียร์เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แต่ปัจจุบัน เชื่อว่า AI อาจเป็นภัยคุกคามในระดับเดียวกัน หรือร้ายแรงกว่า

 

ทำให้ไวรัสรุนแรง พัฒนาอาวุธร้ายแรง Anthropic พบการใช้ AI ทำอะไรบ้าง?

 

The New York Times รายงานว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา Anthropic เปิดเผยกรณีการใช้ Claude แชตบอต AI ของบริษัทในทางที่ผิด ขณะที่บริษัทได้พยายามทำหน้าที่ปิดกั้นการทำงานหลายกรณี โดยไม่เปิดเผยชื่อนักวิจัย สถาบัน และประเทศที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากยังไม่สามารถยืนยันเจตนาของการวิจัยได้

 

Anthropic ยืนยันว่า นักวิทยาศาสตร์บางรายพยายามหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมและปกปิดวัตถุประสงค์ของงาน โดยมีกรณีสำคัญเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 หลังนักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งขอให้ Claude ช่วยเขียนข้อเสนอขอทุนทดลองไวรัสชิคุนกุนยา โดยวางแผนทำวิจัย ‘เพิ่มหน้าที่ของเชื้อ’ เพื่อทำให้ไวรัสเป็นอันตรายมากขึ้น

 

Anthropic ระบุว่า แม้งานวิจัยนี้อาจช่วยให้เข้าใจเชื้อโรคและพัฒนาวัคซีน แต่ก็อาจสร้างไวรัสสายพันธุ์รุนแรงกว่าเดิม บริษัทจึงกังวลกับกรณีนี้เป็นพิเศษ เพราะนักวิจัยวางแผนทดลองในสถาบันวิจัยทางทหาร ขณะที่ยังไม่ทราบว่า เขาต้องการนำผลวิจัยไปพัฒนาอาวุธหรือไม่

 

นอกจากนี้ รายงานยังพบความพยายามใช้ Claude พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับออกแบบและพัฒนาปืน ขีปนาวุธ โดรนติดอาวุธ และระเบิด โดยพบในจีน 3 กรณี รัสเซีย 2 กรณี และเยเมน 1 กรณี โดย The New York Times ระบุว่า บริบทชี้ถึงกลุ่มฮูตีซึ่งอิหร่านให้การสนับสนุน แม้รายงานไม่ได้เปิดเผยก็ตาม

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มต้องสงสัยที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลจีนและอิหร่าน ยังใช้ AI เฝ้าระวังผู้เห็นต่างทางการเมืองและชุมชนพลัดถิ่น ขณะที่สื่อของรัฐบาลรัสเซียใช้ Claude สร้างโฆษณาชวนเชื่อ โดยแอบอ้างเป็นรายงานข่าวอิสระ รวมถึงแต่งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการเลือกตั้งในมอลโดวา

 

อนึ่ง ยังมีกรณีคล้ายคลึงกันในสหรัฐฯ หลัง AI Agent ของ OpenAI หลายร้อยตัว ร่วมกันเจาะระบบของบริษัท Hugging Face ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้คณะอนุกรรมาธิการวุฒิสภาด้านการจัดการภัยพิบัติต้องเปิดการสอบสวน OpenAI

 

เดโมแครต-รีพับลิกันจับมือต้านภัย ทำไมสภาคองเกรสเพิ่งตื่นตัว?

 

ล่าสุด คำเตือนจากนักวิจัย Anthropic ทำให้สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เร่งเสนอแนวทางควบคุม AI หลังไม่มีความคืบหน้าในการออกกฎหมายหรือมาตรการป้องกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ The Wall Street Journal รายงานว่า โร คันนา สส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เสนอให้ตั้งหน่วยงานกำกับดูแล AI ระดับรัฐบาลกลาง โดยมีรูปร่างหน้าตาคล้ายหน่วยงานกำกับพลังงานนิวเคลียร์และอากาศยาน พร้อมสนับสนุนการสร้าง ‘สวิตช์หยุดฉุกเฉิน’ (Kill Switch) เพื่อปิดระบบ AI เมื่อแสดงพฤติกรรมอันตราย

 

เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ เรียกร้องไม่ให้มีการพัฒนาระบบ Superintelligence โดยย้ำว่า สภาคองเกรสยังมีความรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยีอยู่มาก พร้อมยังอ้างผลสำรวจว่า ชาวอเมริกัน 81% ต้องการให้นักการเมืองดำเนินการเรื่อง AI

 

ส่วน เท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐเท็กซัส และ เอมี โคลบูชาร์ วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐมินนิโซตา สนับสนุนร่างกฎหมายเพื่อรับมือภัยคุกคามทางนิวเคลียร์และชีวภาพ เช่น จัดทำร่างกฎหมายการใช้ AI โดยร่วมมือกับนักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญของรัฐบาล เพื่อตรวจสอบและทดสอบความปลอดภัยของโมเดล

 

สมาชิกพรรคเดโมแครตยังหารือเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการเฉพาะกิจด้าน AI หากพรรคกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ส่วนสมาชิกสภาคองเกรสบางรายเสนอให้เปิดสมัยประชุมพิเศษด้าน AI พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ เจรจากับจีนเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย

 

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาคองเกรสยังเห็นต่างกันเรื่องขอบเขตการควบคุม AI อีกทั้งยังเหลือเวลาประชุมไม่มากก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม จึงยังไม่ชัดเจนว่าข้อเสนอเหล่านี้จะผ่านเป็นกฎหมายได้หรือไม่

 

AI จะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือเป็นคำเตือนที่ไกลเกินจริง?

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญยังเห็นต่างกันต่อข้อสันนิษฐานว่า AI อาจฆ่ามนุษย์ทั้งหมด โดย ดร.แอนดรูว์ โรโกยสกี จาก Surrey Institute for People-Centred AI ให้ความเห็นกับ The Guardian ว่า ในปัจจุบัน AI ยังมีความสามารถรอบด้านห่างไกลจากมนุษย์ เพราะมีข้อจำกัด คือ ต้องลงทุนมากเกินไป แต่ให้ประโยชน์ไม่มากพอ

 

ส่วน เดวิด บาร์เบอร์ ผู้อำนวยการ Sofair ระบุว่า AI มีประโยชน์มหาศาล แต่การปล่อยให้ระบบเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและระบบต่างๆ โดยไร้ข้อจำกัดอาจสร้างปัญหา นักพัฒนาจึงต้องหาวิธีควบคุมให้ดีขึ้นและแก้ไขช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

 

ส่วน แซนดรา วัคเทอร์ ศาสตราจารย์จาก Oxford Internet Institute กล่าวว่า เธอไม่เชื่อในสถานการณ์แบบภาพยนตร์ The Terminator พร้อมกังวลว่า คำเตือนเรื่องจุดจบของมนุษยชาติจะดึงความสนใจออกจากปัญหาปัจจุบัน ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการแทนที่ตำแหน่งงาน

 

ตัวเลขโอกาสมากกว่า 10% จึงเป็นการประเมินของฮูบิงเกอร์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้และผลกระทบของ ASI ส่วนรายงานของ Anthropic แสดงให้เห็นว่า มีผู้พยายามนำ AI ไปใช้ในงานวิจัยและกิจกรรมเสี่ยงแล้ว ท่ามกลางความพยายามของสภาคองเกรสในการออกกฎหมายควบคุม

 

ภาพ: Dado Ruvic / Reuters

 

อ้างอิง:

The post AI ร้ายแรงกว่าอาวุธนิวเคลียร์? ทำไมนักวิจัยเตือน ปัญญาประดิษฐ์เสี่ยง ‘ฆ่ามนุษย์’ ภายใน 10 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกือบครึ่งของผู้ใช้ TikTok ในภูมิภาคดู LIVE ทุกวัน ครีเอเตอร์หน้าใหม่ 1 ใน 3 มีรายได้ก้อนแรกใน 30 วัน https://thestandard.co/tiktok-live-creators-income-growth/ Thu, 10 Sep 2026 05:46:23 +0000 https://thestandard.co/tiktok-live-creators-income-growth/ ภาพกราฟิกสรุปสถิติผู้ใช้งานและครีเอเตอร์บน TikTok LIVE

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ใช้งาน TikTok ในเอเชียตะวันออกเฉีย […]

The post เกือบครึ่งของผู้ใช้ TikTok ในภูมิภาคดู LIVE ทุกวัน ครีเอเตอร์หน้าใหม่ 1 ใน 3 มีรายได้ก้อนแรกใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปสถิติผู้ใช้งานและครีเอเตอร์บน TikTok LIVE

เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ใช้งาน TikTok ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียกลางรับชมคอนเทนต์ LIVE ทุกวันในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขณะที่จำนวนครีเอเตอร์ในภูมิภาคที่ไลฟ์สดช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 95 ล้านราย เติบโตกว่า 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลที่ TikTok LIVE เปิดเผยในงาน TikTok LIVE Community Fest 2026 ที่กรุงเทพมหานคร

 

 

ตัวเลขที่น่าจับตากว่าคือความเร็วในการเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นคนทำ เพราะในจำนวนดังกล่าวมีครีเอเตอร์กว่า 40 ล้านคนที่เพิ่งเริ่มไลฟ์เป็นครั้งแรก และ 1 ใน 3 ของกลุ่มนี้ได้รับของขวัญดิจิทัลครั้งแรกภายใน 30 วัน เท่ากับว่าเส้นแบ่งระหว่างผู้ชมกับผู้ผลิตคอนเทนต์บางลง และรายได้ก้อนแรกเกิดขึ้นได้ภายในเดือนแรกที่เริ่มเปิดกล้อง

 

หมวดที่คนดูจริงคือร้องกับเต้น

 

หมวดคอนเทนต์ที่ครองความนิยมบน TikTok LIVE ยังเป็นไลฟ์สไตล์และความบันเทิง โดยเฉพาะการร้องเพลงและการเต้น ขณะที่เทรนด์ที่มาแรงในช่วงนี้คือการเต้นเป็นกลุ่ม และการจัดไลฟ์พูดคุยพร้อมกัน 3 ถึง 4 คนผ่านหน้าจอแยก ซึ่งครีเอเตอร์กลุ่มนี้เริ่มลงทุนอุปกรณ์และเซตติงระดับสตูดิโอ

 

ในทางกลับกัน คอนเทนต์กลุ่มให้ความรู้เป็นสิ่งที่ TikTok LIVE พยายามผลักดันมาต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่ายังสร้างความนิยมได้ไม่เทียบเท่ากลุ่มร้องและเต้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่แบรนด์และครีเอเตอร์สายความรู้ต้องอ่านให้ออกก่อนลงมาเล่นในสนามนี้

 

ในระดับโลก จำนวนผู้เข้าใช้งานไลฟ์เมื่อปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 250 ล้านคน ส่วนตัวเลขเฉพาะประเทศไทยยังไม่มีการแยกออกมา เพราะระบบหลังบ้านรวบรวมสถิติของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียกลางไว้เป็นก้อนเดียวกัน

 

กลไกที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตนี้คือระบบจัดฟีดที่ดันห้องไลฟ์ไปปรากฏบนหน้าจอของคนที่กำลังไถคลิปสั้น ต่างจากแพลตฟอร์มไลฟ์รุ่นก่อนที่ผู้ชมต้องตั้งใจเปิดเข้ามาดูโดยตรง ห้องไลฟ์จึงมีโอกาสเจอคนดูหน้าใหม่ที่ไม่ได้ตั้งใจมาดูไลฟ์ตั้งแต่แรก

 

รายได้ของครีเอเตอร์กลุ่มนี้ไม่ได้มาจากการปักตะกร้า

 

จุดที่ทำให้ไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ต่างจากไลฟ์คอมเมิร์ซคือโครงสร้างรายได้ เพราะรายได้หลักของครีเอเตอร์กลุ่มนี้เกิดจากของขวัญดิจิทัลที่ผู้ชมส่งให้ ไม่ได้มาจากเปอร์เซ็นต์ยอดขายสินค้าที่ปักตะกร้า ตัวแปรจึงอยู่ที่ความผูกพันของคอมมูนิตี้มากกว่าจำนวนสินค้าที่ขายได้

 

ฟีเจอร์ที่ทำงานเป็นตัวขับเคลื่อนคือ ‘ใจส้ม’ ที่ผู้ชมมักได้ยินครีเอเตอร์ขอกันในห้องไลฟ์ เพราะการส่งสติกเกอร์ การเคาะหน้าจอ การคอมเมนต์ และการส่งของขวัญชิ้นเล็ก จะถูกระบบนำไปประมวลผลเป็นสัญญาณว่าห้องนั้นน่าสนใจ แล้วเปิดการมองเห็นเพื่อดึงคนดูเข้ามาเพิ่ม

 

ส่วนความเชื่อที่ว่าการพูดคำว่า I love TikTok ช่วยดันยอดผู้ชม ฝั่งแพลตฟอร์มระบุว่าไม่เกี่ยวกันโดยตรง เพียงแต่คำพูดนั้นกระตุ้นให้คนเข้ามาคอมเมนต์มากขึ้นจนทราฟฟิกออร์แกนิกดีขึ้นเอง ในทางกลับกัน การเอ่ยชื่อหรือชักชวนผู้ชมไปยังแพลตฟอร์มอื่นระหว่างไลฟ์ มีความเสี่ยงที่ห้องนั้นจะถูกแบนการแพร่ภาพทันที

 

คำถามว่าอาชีพนี้เลี้ยงตัวได้จริงหรือไม่ ฝั่ง TikTok LIVE ตอบว่าเป็นไปได้ แต่ไม่เท่ากันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับวินัยและความสามารถในการดึงฐานผู้ชม โดยแพลตฟอร์มไม่มีการจ่ายเงินรางวัลเพิ่มเติมนอกระบบให้ครีเอเตอร์ แต่สนับสนุนผ่านการอบรมทักษะและการช่วยขยายฐานผู้ติดตาม ซึ่งเมื่อปีก่อนมีครีเอเตอร์ทั่วโลก 150 ล้านรายที่ได้รับผลตอบแทนจากการไลฟ์สด

 

อีกประเด็นที่ฝ่ายการตลาดของแบรนด์น่าจับตาคือการนำไลฟ์เอนเตอร์เทนเมนต์ไปใช้เป็นเครื่องมือไทอินโฆษณา ซึ่งผู้บริหารมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจในอนาคต แต่โฟกัสระยะนี้ยังอยู่ที่การรักษาความเป็นคอนเทนต์ออร์แกนิกของครีเอเตอร์ไว้ก่อน

 

ภาพกราฟิกสรุปสถิติผู้ใช้งานและครีเอเตอร์บน TikTok LIVE 1

 

ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล Creator Manager, TikTok LIVE ประเทศไทย กล่าวว่า “จุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ของ TikTok LIVE คือศักยภาพในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่จริงใจและโต้ตอบกันได้ในทันที” ส่วนคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาไลฟ์ที่ดีที่สุด แพลตฟอร์มระบุว่าไม่มีสูตรกลาง ขึ้นอยู่กับว่าฐานผู้ชมของแต่ละช่องเป็นคนกลุ่มไหน ตั้งแต่คนทำงานช่วงเช้า พนักงานที่ดูตอนพักเที่ยง ไปจนถึงคนที่เปิดดูช่วงหัวค่ำ

 

สำหรับงานที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ เป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้ธีม Be Part of the Win โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ICONSIAM เป็นพันธมิตร พร้อมมอบรางวัลให้ไลฟ์ครีเอเตอร์กว่า 30 คนจากทั่วภูมิภาค แบ่งเป็นสาขา Legend, Platinum และ Gold ซึ่งในงานมีโอกาสพูดคุยกับครีเอเตอร์ไทยที่ได้รับรางวัลสองราย รายหนึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจรถบรรทุกมือสองที่เพิ่งเข้าวงการได้ไม่นาน อีกรายเป็นนักไลฟ์อาชีพที่อยู่ในสายนี้มากว่าสิบปี

 

@monthon.mt.truck ไลฟ์ให้ตรงเวลา และไม่เริ่มจากการหวังรายได้

 

มณฑล ผาดศรี เจ้าของช่อง @monthon.mt.truck ผู้คว้ารางวัล Legend ในฝั่งไทย มีอาชีพหลักเป็นผู้ประกอบการธุรกิจรถบรรทุกมือสอง และเล่าว่าในอดีตเป็นคนขี้อายมาก ไม่เคยคิดว่าจะมาอยู่ในวงการครีเอเตอร์ จุดเปลี่ยนคือคลิปการเดินทางไปร่อนทองที่ สปป. ลาว ซึ่งกลายเป็นไวรัลและดึงคนเข้ามากดติดตามจำนวนมาก

 

เมื่อเห็นว่าคลิปไปได้ไกลกว่าที่คิด มณฑลจึงเริ่มเข้าสู่การไลฟ์อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการอ่านกฎระเบียบชุมชนของ TikTok ให้ละเอียด แล้วเข้าไปเยี่ยมห้องไลฟ์ของคนอื่นและขึ้นหน้าจอพูดคุยที่เรียกกันว่าห้อยจอ เพื่อฝึกการเปิดกล้องและการโต้ตอบกับผู้ชม ก่อนจะเปิดห้องไลฟ์ของตัวเอง

 

ภาพกราฟิกสรุปสถิติผู้ใช้งานและครีเอเตอร์บน TikTok LIVE 2

 

การไลฟ์ยังย้อนกลับมาช่วยธุรกิจหลัก เพราะเมื่อผู้ชมเห็นว่าเจ้าของช่องทำธุรกิจซื้อขายรถบรรทุกมือสองอยู่จริง ก็เกิดความเชื่อมั่นและแนะนำต่อ ปัจจุบันไลฟ์ช่วงกลางคืนตั้งแต่ 21.00 น. หรือ 21.30 น. ไปจนถึง 02.00 น. ของวันรุ่งขึ้น และวันที่มีกิจกรรมสำคัญเคยไลฟ์ต่อเนื่องยาวที่สุดถึง 12 ชั่วโมง จนผู้ชมโหวตตั้งชื่อกลุ่มผู้สนับสนุนของช่องว่า ‘MT FC แพนด้า’ หรือ ‘ด้อมแพนด้า’ ตามพฤติกรรมของคนนอนดึก

 

คำแนะนำที่มณฑลฝากไว้กับครีเอเตอร์รุ่นใหม่คือ “ความสม่ำเสมอในการไลฟ์และการตรงต่อเวลา” ต้องกำหนดเวลาไลฟ์ให้ผู้ชมรู้ล่วงหน้า และแจ้งทุกครั้งที่ติดภารกิจ เพื่อไม่ให้คนดูรอเก้อแล้วย้ายไปห้องอื่น อีกข้อคือการไม่ตั้งรายได้เป็นเป้าหมายตั้งแต่วันแรก ให้เน้นส่งมอบความบันเทิงก่อน แล้วแรงสนับสนุนจะตามมาเอง

 

รูปแบบเนื้อหาในช่องจึงเน้นการเปิดเผยตัวตนแบบไม่ปรุงแต่ง พร้อมร้องเพลง เต้น หรือทำกิจกรรมตามคำขอของผู้ชมได้ตลอด ตราบใดที่ไม่ขัดกฎของชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้ชมในห้องเรียกมณฑลว่า ป๊า พ่อ หรือ พี่ MT และส่งของกินพื้นบ้านมาให้ถึงบ้านอยู่เรื่อยๆ

 

@kayoseda ไลฟ์ทุกวัน และไม่ปล่อยให้คอนเทนต์ซ้ำเดิม

 

ผกามาศ บุญยะมาลิก หรือ ‘ผักกาด’ เจ้าของช่อง @kayoseda ผู้ได้รับรางวัล Platinum ทำงานเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ดีเจ และนักไลฟ์สตรีมมิงบนแพลตฟอร์มต่างๆ มากว่า 10 ปี โดยไม่เคยทำงานประจำในออฟฟิศ ก่อนตัดสินใจย้ายมาปักหลักบน TikTok เต็มตัวเมื่อประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมา

 

เหตุผลของการย้ายคือความไร้พรมแดนของระบบ เพราะแพลตฟอร์มเดิมที่เคยทำมักมีข้อจำกัดที่ทำให้ฐานผู้ชมกระจุกอยู่ในประเทศไทย ขณะที่ TikTok พาไปเจอผู้ชมในยุโรป อเมริกา และอาเซียน โดยฟีเจอร์ประลองความสามารถกับครีเอเตอร์ต่างชาติ หรือ PK กลายเป็นสะพานให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างห้องไลฟ์ของแต่ละประเทศ

 

ภาพกราฟิกสรุปสถิติผู้ใช้งานและครีเอเตอร์บน TikTok LIVE 3

 

คำตอบของผักกาดต่อคำถามว่าทำอย่างไรให้ฐานผู้ติดตามอยู่กับช่องได้คือ “ความขยันและการมีวินัยในความสม่ำเสมอเป็นหลัก” โดยตั้งใจไลฟ์ทุกวัน วันที่ติดภารกิจก็ยังจัดเวลาให้ได้อย่างน้อย 1 ถึง 2 ชั่วโมง และช่วงที่ลงแคมเปญเคยไลฟ์วันละกว่า 10 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าพฤติกรรมคนดูออนไลน์เปลี่ยนเร็ว ถ้าไม่ปรากฏตัวตามนัด ผู้ชมก็ย้ายไปห้องอื่นได้ทันที

 

คอนเทนต์ในช่องเน้นไลฟ์สไตล์และความบันเทิงแบบวาไรตี้ ทั้งเต้น ร้องเพลง และพูดคุยเล่นตลก โดยออกแบบการแต่งกายแฟนซีตามเทศกาล รวมถึงจำลองอาชีพต่างๆ อย่างกัปตันสายการบิน คุณครู และคุณหมอ สลับกันไปเพื่อไม่ให้ช่องซ้ำเดิม พร้อมมองว่าเมื่อมีคนหน้าใหม่เข้าสนามทุกวัน ทางรอดคือการฝึกทักษะให้ครบเครื่อง ใครเต้นได้อย่างเดียวก็ต้องฝึกร้องเพลงและการพูดคุยควบไปด้วย

 

สิ่งที่ผักกาดมองว่ายากที่สุดของอาชีพนี้คือความไม่แน่นอนของรายได้ ซึ่งไม่ต่างจากงานฟรีแลนซ์ แต่ข้อดีที่มาพร้อมกันคือรายได้ไม่มีเพดาน วิธีบริหารความเสี่ยงจึงเป็นวินัยการเงินแบบเข้มงวด โดยแบ่งเก็บออมจากรายได้สุทธิสูงถึง 80% และใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็นกับการอัปเกรดอุปกรณ์ทำงาน

 

ส่วนวันที่ยอดผู้ชมตกหรือไม่มีคนส่งของขวัญ ก็เลือกปรับทัศนคติให้กลับไปที่เป้าหมายเดิมคือการมาส่งมอบความสุขให้คนดู

The post เกือบครึ่งของผู้ใช้ TikTok ในภูมิภาคดู LIVE ทุกวัน ครีเอเตอร์หน้าใหม่ 1 ใน 3 มีรายได้ก้อนแรกใน 30 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงคิว iPhone! เงิน 48,900 บาทที่เคยซื้อรุ่นท็อป ปีนี้ได้แค่ Pro ตัวเริ่มต้น เมื่อ Apple ขึ้นราคา 4,000-5,000 บาท https://thestandard.co/iphone-18-pro-and-duo/ Thu, 10 Sep 2026 02:48:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1252867 iphone-18-pro-and-duo

Apple เปิดตัว iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPho […]

The post ถึงคิว iPhone! เงิน 48,900 บาทที่เคยซื้อรุ่นท็อป ปีนี้ได้แค่ Pro ตัวเริ่มต้น เมื่อ Apple ขึ้นราคา 4,000-5,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
iphone-18-pro-and-duo

Apple เปิดตัว iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone Duo เครื่องจอพับรุ่นแรกในประวัติศาสตร์บริษัท แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในงานนี้อาจไม่ใช่ดีไซน์หรือชิปตัวใหม่ หากเป็น ‘ป้ายราคา’ ที่ขยับขึ้น 4,000-5,000 บาทแล้วแต่รุ่น และมันไม่ได้ขึ้นแค่รุ่นที่เพิ่งเปิดตัว

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เวลา 00.00 น. ของวันที่ 10 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย หรือ 10.00 น. ของวันที่ 9 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย Apple จัดงานเปิดตัวสินค้าที่ถูกมองว่าสำคัญที่สุดในรอบหลายปี

 

ความสำคัญนั้นมีอยู่ 2 ชั้น ชั้นแรกคือ ‘iPhone Duo’ สมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ iPhone ตลอดเกือบ 20 ปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Apple เปิดฉากคลื่นสินค้าใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 9 กันยายนนี้ แต่ iPhone จอพับตัวชูโรงกลับผลิตได้วันละไม่กี่ร้อยเครื่อง Apple เปิดฉากคลื่นสินค้าใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 9 กันยายนนี้ แต่ iPhone จอพับตัวชูโรงกลับผลิตได้วันละไม่กี่ร้อยเครื่อง
5 ก.ย. 2569 | 17:01
ผลักภาระให้ลูกค้า? Apple ประกาศขึ้นราคา Mac-iPad ทั่วโลก แพงขึ้นสูงสุด 25% เซ่นพิษต้นทุนชิปความจำพุ่ง 4 เท่า ผลักภาระให้ลูกค้า? Apple ประกาศขึ้นราคา Mac-iPad ทั่วโลก แพงขึ้นสูงสุด 25% เซ่นพิษต้นทุนชิปความจำพุ่ง 4 เท่า
26 มิ.ย. 2569 | 8:52
ทิม คุกส่งมอบมรดก 130 ล้านล้านบาทให้ จอห์น เทอร์นัส แต่ก้าวแรกบนเก้าอี้ CEO Apple กลับเป็นโจทย์หิน เมื่อบริษัทมีทุกอย่างยกเว้นคำตอบเรื่อง AI ทิม คุกส่งมอบมรดก 130 ล้านล้านบาทให้ จอห์น เทอร์นัส แต่ก้าวแรกบนเก้าอี้ CEO Apple กลับเป็นโจทย์หิน เมื่อบริษัทมีทุกอย่างยกเว้นคำตอบเรื่อง AI
30 เม.ย. 2569 | 16:39

 

ชั้นที่สองคือคนที่ยืนอยู่บนเวที เพราะนี่คือการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งใหญ่ครั้งแรกของ ‘จอห์น เทอร์นัส’ ที่เพิ่งรับตำแหน่งซีอีโอเมื่อวันที่ 1 กันยายน กลายเป็นซีอีโอคนที่ 3 ของ Apple นับตั้งแต่ สตีฟ จ็อบส์ กลับมาในปี 1997 ขณะที่ ทิม คุก ยังอยู่กับบริษัทในตำแหน่งประธานบริหาร

 

iphone duo

 

แต่ตัวเลขที่ผู้บริโภคไทยน่าจะรู้สึกได้เร็วกว่าทุกเรื่อง ไม่ใช่ 7.6 นิ้วของจอพับ หรือชิป A20 Pro ตัวใหม่

 

มันคือตัวเลขบน ‘ป้ายราคา’

 

เมื่อราคารุ่นท็อปของปีก่อน กลายเป็นราคาเริ่มต้นของรุ่นรองในปีนี้

 

iPhone 18 Pro เปิดราคาในไทยที่ 48,900 บาท ส่วน iPhone 18 Pro Max อยู่ที่ 52,900 บาท โดยทั้งคู่เริ่มต้นที่ความจุ 256GB และมีให้เลือกถึง 2TB

 

เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัวของปีก่อน ที่ iPhone 17 Pro อยู่ที่ 43,900 บาท และ iPhone 17 Pro Max อยู่ที่ 48,900 บาท เท่ากับว่ารุ่น Pro แพงขึ้น 5,000 บาท ส่วน Pro Max แพงขึ้น 4,000 บาท

 

แต่จุดที่น่าสนใจกว่าตัวเลขส่วนต่าง คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเอาราคาของทั้ง 2 ปีมาวางเทียบกัน

 

เงิน 48,900 บาทเมื่อปีก่อน ซื้อ iPhone 17 Pro Max ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของตระกูลได้ แต่ปีนี้เงินก้อนเดียวกันซื้อได้แค่ iPhone 18 Pro ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นของกลุ่ม Pro

 

เช่นเดียวกับ iPhone Air ที่วันนี้ราคาเริ่มต้น 43,900 บาท เท่ากับราคาเปิดตัวของ iPhone 17 Pro เมื่อปีก่อนพอดี

 

พูดง่ายๆ คือด้วยงบเท่าเดิม ตำแหน่งของรุ่นที่ซื้อได้ขยับลงมาจากปีก่อน

 

คำถามถัดมาคือเงินที่จ่ายเพิ่มได้อะไรกลับมาบ้าง

 

สิ่งที่ Apple ชูเป็นจุดขายหลักของรุ่น Pro คือความสามารถด้าน AI ที่ประมวลผลบนตัวเครื่องด้วยชิป A20 Pro ที่บริษัทพัฒนาเอง ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI บนเครื่องโดยตรง เพื่อให้ข้อมูลผู้ใช้ยังเป็นส่วนตัวและทำงานได้เร็วขึ้น พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber รุ่นใหม่

 

ด้านกล้องได้ของใหม่เป็นช่องรับแสงแบบปรับได้ ซึ่งจะเปิดและปิดอัตโนมัติตามปริมาณแสงในภาพ คล้ายกับรูม่านตาของคนที่ขยายเมื่ออยู่ในที่มืด

 

ส่วนแบตเตอรี่ Apple ระบุว่ารุ่น Pro มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ iPhone โดยเล่นวิดีโอได้ 45 ชั่วโมงในรุ่นใหญ่และ 36 ชั่วโมงในรุ่นเล็ก พร้อมชาร์จผ่านสายที่เร็วขึ้นจนชาร์จ 5 นาทีแล้วเล่นวิดีโอได้ 6 ชั่วโมง

 

iphone duo

 

2 รุ่นที่ไม่ได้ขึ้นเวที แต่ราคาขยับเงียบๆ

 

สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือการขึ้นราคารอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รุ่นที่เพิ่งเปิดตัว

เพราะควบคู่ไปกับการเปิดตัวรอบนี้ ราคาบนหน้าเว็บไซต์ของ Apple ในไทยก็ถูกปรับขึ้นเงียบๆ อีก 2 รุ่น โดยไม่มีการประกาศบนเวที และไม่มีของใหม่มาแลกกับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม

 

iPhone Air ขยับจากราคาเปิดตัว 39,900 บาท ขึ้นมาเป็น 43,900 บาท หรือแพงขึ้น 4,000 บาท

 

ส่วน iPhone 17 ขยับจากราคาเปิดตัว 29,900 บาท ขึ้นมาเป็น 34,900 บาท หรือแพงขึ้น 5,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่ iPhone 18 Pro รุ่นใหม่ปรับขึ้น

 

เท่ากับว่าคนที่ซื้อ iPhone 17 หรือ iPhone Air ในวันนี้ ต้องจ่ายแพงกว่าคนที่ซื้อเครื่องรุ่นเดียวกันเมื่อปีก่อน 4,000-5,000 บาท โดยได้สินค้าที่เหมือนกันทุกประการ (THE STANDARD WEALTH เทียบราคาช่วงเปิดตัวกับราคาล่าสุดบนเว็บไซต์ Apple)

 

อีกเรื่องที่ต้องดูควบคู่กันคือ ปีนี้ Apple ไม่ได้เปิดตัว iPhone รุ่นมาตรฐานเลย โดย Nikkei Asia เป็นสำนักแรกที่รายงานเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า Apple เลื่อนการเปิดตัว iPhone รุ่นมาตรฐานออกไปเป็นครึ่งแรกของปี 2027 เพื่อหันมาเน้นขายรุ่นราคาแพงในงานใหญ่ประจำปีนี้แทน

 

รายงานดังกล่าวซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องนี้ 4 ราย ระบุเหตุผลว่าเป็นการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และดึงรายได้กับกำไรจากรุ่นพรีเมียมให้ได้มากที่สุด ท่ามกลางราคาชิปหน่วยความจำและวัตถุดิบอื่นที่พุ่งขึ้น

 

อีกเหตุผลคือการลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาระหว่างผลิตเครื่องจอพับรุ่นแรก ซึ่งต้องใช้เทคนิคการผลิตที่ซับซ้อนกว่าและวัสดุใหม่ที่อาจต้องใช้เวลากว่าจะได้คุณภาพตามเกณฑ์

 

เท่ากับว่าคนที่อยากได้ iPhone ในเวลานี้ต้องเลือกระหว่าง 2 ทาง

 

ถ้างบเท่าเดิมหรือมีจำกัด ทางที่เหลือคือ iPhone 17 ที่ 34,900 บาท ซึ่งเป็นเครื่องของปีก่อนและเพิ่งขึ้นราคาไปอีก 5,000 บาท

 

แต่ถ้าอยากได้เครื่องรุ่นใหม่จริงๆ ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่มจากตรงนั้นอีก 14,000 บาทเพื่อขยับไปที่ iPhone 18 Pro

 

การขึ้นราคาครั้งนี้จึงอาจเป็นกลยุทธ์ที่แยบยลของ Apple ในการผลักลูกค้าไปหารุ่นที่แพงกว่า เพราะเมื่อปีนี้ไม่มีรุ่นราคาย่อมเยาให้เลือก คนที่อยากได้ของใหม่ก็ต้องจ่ายแพงขึ้นโดยปริยาย

 

iphone duo

 

ส่วนต่างที่คนไทยจ่าย มากกว่าส่วนต่างที่คนอเมริกันจ่าย

 

อีกมุมที่น่าสังเกตคือการขึ้นราคาในไทยกับในสหรัฐฯ ไม่ได้ขยับเท่ากัน

 

ในตลาดอเมริกา iPhone 18 Pro ขยับเป็น 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ และ Pro Max เป็น 1,299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือแพงขึ้นรุ่นละ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 3,292 บาท 

 

แต่ราคาในไทยขยับขึ้น 4,000-5,000 บาท

 

ช่องว่างนี้ยิ่งกว้างขึ้นในกรณีของ iPhone Duo ที่ราคาเริ่มต้นในสหรัฐฯ อยู่ที่ 1,999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 65,800 บาท ขณะที่ราคาไทยอยู่ที่ 79,900 บาท ส่วนรุ่นความจุ 2TB ที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 3,199 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 105,300 บาท แต่ราคาไทยอยู่ที่ 127,900 บาท

 

แน่นอนว่าการเทียบตรงๆ แบบนี้ไม่แฟร์เสียทีเดียว เพราะราคาที่ Apple ประกาศในสหรัฐฯ เป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีขาย ขณะที่ราคาไทยเป็นราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และยังมีต้นทุนการนำเข้ากับอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

แต่ถึงบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เข้าไปแล้ว ราคา iPhone Duo ที่แปลงจากดอลลาร์ก็อยู่ที่ราว 70,400 บาท ซึ่งยังห่างจากราคาขายจริงในไทยอยู่เกือบ 10,000 บาท

 

iphone duo

 

ต้นตออยู่ที่ชิปหน่วยความจำที่แพงขึ้น 5 เท่า และมันยังไม่จบ

 

การขึ้นราคาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะสัญญาณถูกส่งมาตั้งแต่กลางปี

 

เมื่อเดือนมิถุนายน Apple ประกาศปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Mac, iPad, อุปกรณ์สมาร์ทโฮม และ Vision Pro ทั่วโลกไปแล้วราว 15-25% ซึ่งในไทยก็เจอความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น MacBook Air M5 รุ่น 13 นิ้ว ที่ขยับจาก 36,900 บาท เป็น 44,900 บาท และ iPad Air ชิป M4 รุ่น 11 นิ้ว ที่ขยับจาก 21,900 บาท เป็น 27,900 บาท

 

ต้นตอของทั้งหมดคือต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปเก็บข้อมูลในสมาร์ทโฟนที่พุ่งขึ้น 5 เท่านับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ประกอบกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า

 

ตอนที่ประกาศขึ้นราคา Mac และ iPad โฆษกของ Apple ระบุว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคกำลังเผชิญความท้าทายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และบริษัทไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนพุ่งขึ้นมากและเร็วขนาดนี้ พร้อมยอมรับว่าได้ปกป้องลูกค้าจากการขึ้นราคามาโดยตลอด แต่มาถึงจุดที่จำเป็นต้องเริ่มปรับแล้ว

 

ด้าน ทิม คุก เคยให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่าการขยับราคาหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป โดยเปรียบสถานการณ์นี้ว่ารุนแรงระดับ ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี’ ที่เขาไม่เคยเจอตลอดกว่า 40 ปีในวงการ

 

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือปัญหาชิปหน่วยความจำขาดแคลนถูกคาดว่าจะยิ่งหนักขึ้นในปี 2027 จนนำไปสู่การขึ้นราคาทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งแปลว่ารอบนี้อาจยังไม่ใช่รอบสุดท้าย

 

ขณะเดียวกัน ในมุมนักลงทุน การขึ้นราคาระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐกลับถือว่า ‘น้อยกว่า’ ที่นักวิเคราะห์บางส่วนกังวลไว้ ซึ่งอาจหมายความว่า Apple ยอมรับผลกระทบต่ออัตรากำไรของสินค้าเหล่านี้เอาไว้เองบางส่วน

 

ซามิก แชตเทอร์จี นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ระบุก่อนงานเปิดตัวว่าการขึ้นราคา 200 ดอลลาร์สหรัฐมีโอกาสกระทบยอดขายอย่างหนัก ขณะที่การขึ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐน่าจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนได้

 

เขาเสริมว่าสิ่งที่ทุกคนจับตาคือรายได้จาก iPhone จะยังเติบโตระดับ 2 หลักเมื่อเทียบรายปีต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งความสำคัญอยู่ที่ iPhone คิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของรายได้ Apple โดยทำรายได้ 209,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.90 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2025

 

ปฏิกิริยาของตลาดหลังงานค่อนข้างนิ่ง โดย Financial Times รายงานว่าราคาหุ้น Apple ปรับตัวลดลงราว 1% ขณะที่ Bloomberg ระบุว่าราคาแทบไม่เปลี่ยนแปลงที่ 315.87 ดอลลาร์สหรัฐ

 

iphone duo

 

79,900 บาทของ iPhone Duo กับโจทย์ที่ยากกว่าเรื่องราคา

 

เทอร์นัสเลือกปิดท้ายการนำเสนอด้วยการเปิดตัว iPhone Duo ตามธรรมเนียม One More Thing ที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยริเริ่มไว้

 

เขาอธิบายเหตุผลเบื้องหลังว่าทุกวันนี้ iPhone ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชีวิตคนไปแล้ว และไม่มีอุปกรณ์ชิ้นไหนในโลกที่เหมาะกับบทบาทนี้มากกว่า ดังนั้นเมื่อของชิ้นเดียวต้องรับงานหนักขนาดนั้น การขยายหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นก็เปิดทางให้ทำอะไรได้อีกมาก

 

จุดขายหลักคือหน้าจอด้านในขนาด 7.6 นิ้ว ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีใน iPhone และใหญ่เกือบเท่า iPad Mini ส่วนจอด้านนอกเมื่อพับแล้วอยู่ที่ 5.4 นิ้ว โดยตัวเครื่องใช้งานร่วมกับ Apple Pencil ได้ หากเทียบให้เห็นภาพ จอของ Duo ใหญ่กว่าจอ iPhone 18 Pro Max ถึง 50% และใหญ่กว่าจอ iPhone 18 Pro ถึง 80%

 

ความสามารถที่ตามมาจากจอขนาดนี้คือการเปิด 2 แอปพลิเคชันพร้อมกัน เช่น ดูวิดีโอไปพร้อมกับส่งข้อความ หรือเปิดกล่องอีเมลไว้ด้านซ้ายและหน้าต่างข้อความไว้ด้านขวา ซึ่งระหว่างการสาธิต ผู้ชมในงานถึงกับส่งเสียงฮือเมื่อ Apple โชว์ว่าเครื่องย้ายสิ่งที่แสดงอยู่จากจอหนึ่งไปอีกจอหนึ่งได้อย่างต่อเนื่องเวลาพับและกางออก

 

สิ่งที่ Apple พยายามแก้จากคู่แข่งคือรอยพับกลางจอ โดยเทอร์นัสไม่ลืมแซะบนเวทีว่า iPhone Duo จะนิยามประสบการณ์การใช้โทรศัพท์จอพับใหม่ หลังจากที่คู่แข่งสร้างเครื่องจอพับที่ให้ความรู้สึกเหมือนเอาโทรศัพท์ 2 เครื่องมาแปะติดกัน

 

ด้านแบตเตอรี่ของ Duo อยู่ที่ 31 ชั่วโมงสำหรับการเล่นวิดีโอบนจอด้านใน

แต่โจทย์ที่ยากกว่าการทำให้จอเรียบ คือการทำให้ผลิตได้ทัน

 

เพราะรายงานของ Nikkei Asia เมื่อต้นเดือนกันยายนชี้ว่าการผลิต iPhone จอพับในช่วงเริ่มต้นทำได้เพียงหลักไม่กี่ร้อยเครื่องต่อวัน จากมาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดมากของบริษัท ทั้งการทดสอบภายใต้สภาวะที่รุนแรงกว่า, การกำหนดจำนวนรอบการพับที่มากกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ และการเรียกร้องความเรียบของหน้าจอที่มากกว่า

 

ขณะที่ Apple ตั้งเป้าผลิตให้ได้ 8-10 ล้านเครื่องในปีนี้ ซึ่งผู้บริหารในอุตสาหกรรมระบุว่าโดยปกติต้องผลิตให้ได้หลายหมื่นเครื่องต่อวันจึงจะถึงเป้า

นั่นแปลว่าเครื่องราคา 79,900 บาทรุ่นนี้มีแนวโน้มขาดตลาดตั้งแต่วันแรก

 

แต่ถึงจะขาดตลาด ยอดขายที่คาดไว้ก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก โดยนักวิเคราะห์จาก UBS ประเมินจากการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานว่า iPhone Duo จะขายได้ราว 10 ล้านเครื่องในปีแรก ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของ iPhone ที่ขายได้ราว 250 ล้านเครื่องต่อปี

 

iphone duo

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวตลาดจอพับเองที่ยังไม่โตอย่างที่หลายฝ่ายคาด ทั้งที่ไม่ใช่ของใหม่ เพราะ Samsung เปิดตัว Galaxy Fold รุ่นแรกมาตั้งแต่ปี 2019 โดยข้อมูลของ IDC ระบุว่ายอดจัดส่งเครื่องจอพับลดลง 15% ในครึ่งปีแรก

 

อย่างไรก็ตาม IDC มองว่าการเข้าสู่ตลาดของ Apple จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญ และคาดว่าบริษัทจะครองสัดส่วน 44% ของรายได้จากยอดขายเครื่องจอพับทั้งหมดในปี 2026 แม้จะเปิดตัวโดยเหลือเวลาเพียง 3 เดือนเศษในปีนี้

 

ด้าน Counterpoint ประเมินว่ายอดจัดส่งเครื่องจอพับทั่วโลกจะทะลุ 100 ล้านเครื่องภายในสิ้นปี 2026 และจะโตขึ้นอีก 37% ในปี 2027

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่ท้าทายกว่า นั่นคือตลาดสมาร์ทโฟนโลกที่ Counterpoint Research คาดว่าจะหดตัวมากกว่า 14% ในปี 2026

 

อีกจุดที่ต้องจับตาคือจีน ซึ่งเป็นหนึ่งใน 65 ประเทศและภูมิภาคแรกที่เปิดให้สั่งจองรุ่น Pro แต่ฟีเจอร์ AI หลายอย่างที่ Apple เรียกรวมกันว่า Apple Intelligence จะยังไม่พร้อมใช้งานทันที โดยเว็บไซต์ Apple ของจีนลดการนำเสนอฟีเจอร์ AI ของ iPhone 18 ลง พร้อมระบุว่าการเปิดให้ใช้ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ความสำคัญของตลาดนี้อยู่ที่ข้อมูลของ Counterpoint ซึ่งระบุว่าเมื่อปีก่อนจีนคิดเป็นสัดส่วน 45% ของตลาดโทรศัพท์จอพับทั่วโลก มากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศ และเป็นสนามที่ Huawei ครองความเป็นผู้นำในกลุ่มแบรนด์ท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว

 

นั่นแปลว่าตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับสินค้าชิ้นนี้ คือตลาดที่ Apple ต้องเข้าไปแข่งโดยที่จุดขายเรื่อง AI ยังใช้งานไม่ได้

 

ราคาไทยและกำหนดวางจำหน่าย

 

สำหรับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะจ่าย นี่คือราคาและวันวางขายในไทย

 

iPhone Duo มาพร้อมสีสตาร์ไวท์และสีไนท์สกาย ความจุ 256GB, 512GB, 1TB และ 2TB ราคาเริ่มต้น 79,900 บาท สูงสุด 127,900 บาท เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 19.00 น. ตามเวลาไทย และวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ก่อนวางจำหน่ายในอีก 28 ประเทศและภูมิภาคตั้งแต่วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม

 

iPhone 18 Pro สีเบอร์กันดี, สีธารน้ำแข็ง, สีเงิน และสีดำ ราคาเริ่มต้น 48,900 บาท และ iPhone 18 Pro Max ราคาเริ่มต้น 52,900 บาท

 

ทั้ง 2 รุ่นมีความจุ 256GB, 512GB, 1TB และ 2TB โดยลูกค้าในกว่า 65 ประเทศและภูมิภาครวมถึงไทย สั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 กันยายน เวลา 19.00 น. ตามเวลาไทย และวางจำหน่ายวันศุกร์ที่ 18 กันยายน ก่อนวางจำหน่ายในอีก 20 ประเทศและภูมิภาคตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 กันยายน

 

นอกจากกลุ่ม iPhone แล้ว งานนี้ Apple ยังเปิดตัวสินค้าอีก 3 รายการ

 

iphone duo

 

Apple Watch Ultra 4 ราคาเริ่มต้น 29,900 บาท ชูจุดขายเป็นนาฬิกาสายกีฬาและการผจญภัย มาพร้อมชิป S11 ที่ Apple ระบุว่าเป็นชิปในอุปกรณ์สวมใส่ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท และระบบติดตามสุขภาพแบบใหม่ที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจกับค่าความผันแปรของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV) ได้ถี่ขึ้น พร้อมแสดงคะแนนความพร้อมของร่างกายแบบใหม่ ด้านแบตเตอรี่ใช้ติดตามการออกกำลังกายกลางแจ้งได้นานสูงสุด 45 ชั่วโมง

 

Apple Watch Series 12 ราคาเริ่มต้น 14,900 บาท ใช้ชิป S11 และเซ็นเซอร์สุขภาพชุดใหม่เช่นเดียวกัน โดย Apple ระบุว่าตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจได้แม่นยำที่สุดในบรรดาอุปกรณ์สวมใส่

 

iphone duo

 

AirPods 5 ราคา 4,790 บาท จุดเด่นคือระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ (ANC) บนหูฟังทรงเปิดซึ่ง Apple ระบุว่าตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีขึ้นสูงสุด 50% เมื่อเทียบกับ AirPods 4 ที่มี ANC พร้อมโหมดฟังเสียงภายนอกที่เป็นธรรมชาติขึ้น และการโต้ตอบกับ Siri ด้วยการเคลื่อนไหวศีรษะ

 

ส่วน AirPods 5 พร้อมเคสชาร์จแบบไร้สาย ราคา 5,490 บาท เพิ่มอายุแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้นและการควบคุมระดับเสียงบนก้านหูฟัง โดยทั้ง 2 รุ่นเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว และวางจำหน่ายในไทยเร็วๆ นี้

 

อย่างไรก็ตามเมื่อไล่ดูตัวเลขทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดในปีนี้อยู่ที่ท่าทีของ Apple เอง

 

ก่อนหน้านี้ Apple เคยพูดเองว่าบริษัทปกป้องลูกค้าจากการขึ้นราคามาโดยตลอด จนมาถึงจุดที่แบกต่อไม่ไหว

 

ปีนี้จึงเป็นปีที่เส้นนั้นถูกข้าม และข้ามไปถึงรุ่นที่ไม่มีอะไรใหม่มาให้ด้วย

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือปัญหาชิปหน่วยความจำที่ถูกคาดว่าจะหนักขึ้นอีกในปี 2027 ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขบนป้ายราคาที่เห็นในวันนี้ กลายเป็น ‘จุดเริ่มต้น’ มากกว่าจะเป็น ‘จุดสูงสุด’

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน  1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 10 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

 

 

The post ถึงคิว iPhone! เงิน 48,900 บาทที่เคยซื้อรุ่นท็อป ปีนี้ได้แค่ Pro ตัวเริ่มต้น เมื่อ Apple ขึ้นราคา 4,000-5,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee ลงสนามส่งของชำใน 1 ชั่วโมง ฟรีไม่มีขั้นต่ำ พร้อมเปิด Telepharmacy ชนสนามเดียวกับ LINE MAN https://thestandard.co/shopee-grocery-telepharmacy-lineman/ Wed, 09 Sep 2026 06:18:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1252621 ภาพโลโก้ Shopee พร้อมภาพประกอบบริการส่งของชำและ Telepharmacy

Shopee เปิดตัวบริการใหม่สองตัวในไทยเมื่อวันที่ 7 กันยาย […]

The post Shopee ลงสนามส่งของชำใน 1 ชั่วโมง ฟรีไม่มีขั้นต่ำ พร้อมเปิด Telepharmacy ชนสนามเดียวกับ LINE MAN appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Shopee พร้อมภาพประกอบบริการส่งของชำและ Telepharmacy

Shopee เปิดตัวบริการใหม่สองตัวในไทยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ตัวแรกคือ Shopee Instant Mart ที่ให้สั่งสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต ของสด และของใช้ประจำวัน แล้วส่งถึงบ้านภายใน 1 ชั่วโมง สั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง และส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ อีกตัวคือ Shopee Telepharmacy ที่ให้ผู้ใช้ปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ก่อนซื้อยา

 

 
 

Shopee มีบริการส่งอาหารอย่าง ShopeeFood และมีช่องทางส่งด่วนสำหรับสินค้าอีคอมเมิร์ซที่ผู้ซื้อได้รับภายในวันเดียวกันหรือวันถัดไปอยู่ก่อนแล้ว ของใหม่ในรอบนี้คือการส่งของสดของชำให้ถึงมือภายใน 1 ชั่วโมง และการเพิ่มหมวดยาซึ่งมีกฎหมายกำกับเข้ามาอยู่ในแอปเดียวกัน

 

โดยฝั่ง Telepharmacy มี LINE MAN เป็นอีกรายที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

 

ส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ ในตลาดที่เพิ่งผ่านสงครามราคา

 

รายงาน e-Conomy SEA Report ประจำปี 2025 ซึ่งจัดทำร่วมกันระหว่าง Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าอีคอมเมิร์ซไทยโต 22% จากปีก่อนหน้า เป็นอัตราที่เร็วที่สุดในภูมิภาค และคาดว่ามูลค่าจะแตะ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.08 ล้านล้านบาท ในปี 2568

 

ส่วนธุรกิจขนส่งและส่งอาหารออนไลน์โต 15% คาดว่ามูลค่าสินค้ารวมจะอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.64 แสนล้านบาท ในปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปี 2566 โดยรายงานระบุว่าหลังผ่านช่วงแข่งขันดุเดือด แพลตฟอร์มต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการทำกำไรและความยั่งยืนของธุรกิจ

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามูลค่าตลาด Food Delivery ในปี 2567 อยู่ที่ราว 86,000 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการสั่งหนึ่งครั้งเพิ่มขึ้นราว 2.8% มาอยู่ที่ประมาณ 185 บาท ซึ่งราคาที่ขยับขึ้นมีผลให้จำนวนครั้งและปริมาณการสั่งลดลงตามมา

 

ในภาพตลาดแบบนี้ Shopee เลือกเปิดตัวด้วยการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับประกันเวลาส่ง หากส่งช้ากว่าที่กำหนด ผู้ใช้จะได้โค้ดส่วนลด 30 บาททันที ทั้งนี้ในข่าวประชาสัมพันธ์ที่ส่งถึงสื่อมวลชนไม่ได้ระบุว่าเงื่อนไขส่งฟรีจะใช้ถาวรหรือจำกัดเฉพาะช่วงแรก และไม่ได้บอกว่าค่าส่งที่หายไปนั้นใครเป็นผู้รับผิดชอบ

 

ธัญญธร เหล่าวัชระ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ Shopee (ประเทศไทย) กล่าวว่าบริการทั้งสองตัว “จะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนสังคมผ่านการสนับสนุนผู้ประกอบการ ร้านค้ารายย่อย ตลอดจนเครือข่ายร้านขายยาชุมชนทั่วประเทศ”

 

ดึงค้าปลีกรายใหญ่มาอยู่บนแอปเดียว

 

พันธมิตรของ Shopee Instant Mart ในระยะแรกมีผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Big C Supercenter, Lotus’s, Tops, Maxvalu Thailand และ Villa Market ซึ่งส่วนใหญ่ต่างมีช่องทางขายออนไลน์ของตัวเองอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีแบรนด์สินค้า ร้านค้าเฉพาะทาง และร้านค้ารายย่อยในชุมชนเข้าร่วมด้วย

 

สินค้าที่ขายครอบคลุมตั้งแต่ของใช้ประจำวัน, วัตถุดิบทำอาหาร, ผักผลไม้สด, เนื้อสัตว์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์นม โดยการให้บริการขึ้นอยู่กับพื้นที่ ร้านค้าที่เข้าร่วม และช่วงเวลาให้บริการ

 

ระยะแรกเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่, ชลบุรี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, สงขลา และภูเก็ต โดยมีแผนขยายพื้นที่เพิ่มเติมต่อไป

 

สำหรับการดึงคนมาลองใช้ Shopee ใช้ส่วนลดสูงสุด 50% ในช่วงเที่ยงวันกับสินค้าอุปโภคบริโภค เนื้อสัตว์ นม และไข่ พร้อมโค้ดสำหรับผู้ใช้ครั้งแรกสูงสุด 40%

 

Telepharmacy สนามที่ LINE MAN ลงมาพร้อมกัน

 

แอปพลิเคชันของ Shopee ผ่านการประกาศรับรองโปรแกรมประยุกต์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ก่อนจะเปิดให้บริการจริงในรอบนี้ โดยร่วมมือกับ Pharmcare ผู้ให้บริการเครือข่ายร้านยาออนไลน์และเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล

 

ด้าน LINE MAN ประกาศเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ว่าได้รับการรับรองเป็นผู้ให้บริการรายการโปรแกรมประยุกต์สำหรับการให้บริการเภสัชกรรมทางไกล พ.ศ. 2569 จาก อย. เช่นกัน โดยให้ผู้ใช้ปรึกษาเภสัชกรผ่านระบบแชทแบบเรียลไทม์ เลือกซื้อสินค้า และรับยาที่จัดส่งถึงบ้านผ่านแอปเดียว ภายใต้บริการ LINE MAN MART ซึ่งเภสัชกรที่ให้คำปรึกษาต้องมีใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนกับสภาเภสัชกรรม

 

ร้านยาที่เข้าร่วมกับ Shopee ได้แก่ ร้านยากรุงเทพ, FASCINO, ยาหนึ่ง, LAB Pharmacy, P&F Smooth Life และ Tops Care ส่วนฝั่ง LINE MAN มี Fascino, Boots, Tops Care, GPO Pharma Shop, Health Up, BDS, ยาหนึ่ง และ P&F ซึ่งจะเห็นว่ามีร้านยาหลายรายให้บริการอยู่บนทั้งสองแพลตฟอร์ม

 

ฝั่ง Shopee ผู้ใช้เลือกร้านและเภสัชกรที่ต้องการปรึกษาได้เอง คุยผ่านวิดีโอคอล วอยซ์คอล หรือแชทได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเมื่อมีการสั่งจ่ายยา และได้ส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำสำหรับยาสามัญประจำบ้านกับสินค้าสุขภาพ พร้อมโค้ด 30 บาทหากส่งช้ากว่าเวลาที่กำหนด

 

ที่ผ่านมาการซื้อยาออนไลน์จำกัดอยู่ที่ยาสามัญประจำบ้านเป็นหลัก ส่วนยาที่ต้องมีคำแนะนำจากเภสัชกรยังต้องไปรับที่ร้าน การมีขั้นตอนปรึกษาก่อนจ่ายยาจึงทำให้ยากลุ่มหลังเข้ามาอยู่ในช่องทางออนไลน์ได้ โดย Shopee ระบุว่าตัวเองทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มตัวกลางเท่านั้น การจ่ายยาและส่งมอบยาเป็นหน้าที่ของร้านขายยาพันธมิตรที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

 

นอกจากนี้ Shopee ยังเปิดรับสมัครร้านขายยาอิสระและเภสัชกรทั่วประเทศเข้าร่วมเครือข่ายเพิ่ม ขณะที่ LINE MAN ระบุว่ามีแผนทยอยขยายความร่วมมือกับร้านขายยาและพันธมิตรรายอื่นต่อไปเช่นกัน

 

The post Shopee ลงสนามส่งของชำใน 1 ชั่วโมง ฟรีไม่มีขั้นต่ำ พร้อมเปิด Telepharmacy ชนสนามเดียวกับ LINE MAN appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปร่างแผน PDP 2026 เล็งเลือก ‘Scenario 4 ไฮบริด’ https://thestandard.co/pdp-2026-hybrid-clean-energy/ Tue, 08 Sep 2026 12:28:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1252384 ภาพโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าและแหล่งพลังงานสะอาด

สนพ.เปิดฟังเสียงประชาชน ถกร่าง PDP 2026 มุ่งพลังงานสะอา […]

The post สรุปร่างแผน PDP 2026 เล็งเลือก ‘Scenario 4 ไฮบริด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าและแหล่งพลังงานสะอาด

สนพ.เปิดฟังเสียงประชาชน ถกร่าง PDP 2026 มุ่งพลังงานสะอาด-Net Zero ดึงดูดการลงทุนระดับโลก รับคลื่นทุน Data Center และ EV ปักหมุดนำร่องโรงไฟฟ้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมดันฉากทัศน์ไฮบริด (Scenario 4) ขยายพลังงานหมุนเวียน 73% ควบคู่เทคโนโลยี CCS และวางกรอบคุมค่าไฟเฉลี่ยตลอดแผนไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

วันที่ 8 ก.ย. ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP 2026) ว่า การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยหัวใจสำคัญของแผนฉบับนี้คือการตอบโจทย์ ‘พลังงานสะอาด’ และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็น Low Carbon และไม่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในห่วงโซ่การผลิต

 

ย้ำคัดกรองกลุ่ม Data Center

 

ประเสริฐ กล่าวอีกว่า หนึ่งในความท้าทายใหม่คือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่ม Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าเข้ามาสูงถึง 22,000-30,000 เมกะวัตต์

 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจต้องมีกระบวนการคัดกรอง Data Center ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศจริงๆ เช่น กลุ่ม AI Industry Foundation

 

ในด้านกำลังการผลิต ในระยะสั้นประเทศไทยมีระดับสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ที่เพียงพอประมาณ 25% แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือ ระบบส่งและสายจำหน่ายเพื่อรองรับการขยายตัวที่รวดเร็ว

 

โดยคาดว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3-7 แสนล้านบาทในการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) และการติดตั้งอุปกรณ์รักษาสถียรภาพความถี่ (Synchronous Condenser) ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจากการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง

 

ภาพโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าและแหล่งพลังงานสะอาด 1

 

เดินหน้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ ‘กฟผ.’ นำร่อง

 

เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง แผน PDP 2026 จึงได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR – Small Modular Reactor) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกหลัก

 

โดยตามแผนคาดการณ์ว่าจะมีกำลังผลิตรวมสูงสุดถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050

 

“SMR คือคำตอบของพลังงานสะอาดที่เป็น Base Load มีความเสถียรและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ตัวโรงไฟฟ้ามีขนาดเล็กและมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบ Passive ที่สามารถคูลดาวน์ตัวเองได้” ประเสริฐ กล่าว

 

ทั้งนี้ โครงการแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ จะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่มนำร่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและการกำกับดูแลภายใต้หลักเกณฑ์ของ IAEA ก่อนที่จะพิจารณาเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคต

 

ค่าไฟ 3.88 บาท บวกค่าพรีเมียมกลุ่มใช้ไฟสะอาด

 

สำหรับทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน รวมถึงสัดส่วนเชื้อเพลิงผสมผสาน (Fuel Mix) ตั้งเป้าจะควบคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนให้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดคุณภาพสูง (Premium Clean Energy) เช่น Data Center อาจต้องยอมรับโครงสร้างราคาที่สะท้อน ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงซึ่งอาจสูงกว่าภาคประชาชนทั่วไป

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก โดยมีโจทย์ใหม่ที่สำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก (Tech Company) ที่ต้องการเข้ามาจัดตั้ง Data Center และอุตสาหกรรม AI ในประเทศไทย

 

ธุรกิจเหล่านี้มีความต้องการใช้พลังงานมหาศาล และที่สำคัญต้องเป็นพลังงานสะอาดที่มีความเสถียรและความมั่นคงสูงเพื่อตอบโจทย์เงื่อนไขทางการค้าและการลงทุนระดับสากล

 

“แผน PDP 2026 นี้ต้องตอบโจทย์เรื่องการลดการ ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 เพราะหากเราทำไม่ได้ การค้าการลงทุนจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ประเสริฐ กล่าว

 

ทั้งนี้ แผน PDP 2026 จะมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนทุก 2-3 ปีตามสถานการณ์เทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทคโนโลยี SMR เกิดความล่าช้า

 

ภาครัฐก็มีแผนสำรองโดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนบวกระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + BESS) หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Gas + CCS) เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด ราคาเหมาะสมอย่างยั่งยืน

 

รุก ‘เปิดเสรีไฟฟ้า’ ขยาย DPA-TPA

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญของร่างแผน PDP ฉบับใหม่ คือนโยบายการเปิดเสรีภาคไฟฟ้า โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ให้แนวทางในการขยายสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จากเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมไม่เพียงแต่ Data Center เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสามารถเข้าถึงได้

 

นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมเรื่อง Third Party Access (TPA) เพื่อเปิดให้มีการใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐในการส่งจ่ายไฟฟ้า และส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนอย่างกว้างขวาง

 

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงพลังงานย้ำว่าโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) จะต้องมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน

 

จากการติดตามข้อมูลการใช้ไฟฟ้า พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเกิดช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในเวลาประมาณ 21.00 – 22.00 น. เนื่องจากในช่วงกลางวันมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้เองเป็นจำนวนมาก

 

แผน PDP ฉบับใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับความเสถียรของ ระบบไฟฟ้าให้สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน ภายใต้หลักการเปิดแล้วติดทันที

 

รับฟังความเห็นทั่วประเทศ ก่อนคลอดแผนภายใน 1- 2 เดือน

 

แผน PDP 2026 เป็นแผนของคนไทยทุกคน จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และภาคประชาชน ร่วมให้ข้อเสนอแนะอย่างเต็มที่ในช่วงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะดำเนินไปหลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ได้แผนที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป คาดจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

 

ผ่า 4 ฉากทัศน์ PDP ใหม่ เขย่าพลังงานสะอาด

 

ด้านวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนต่อร่างแผน PDP 2026 เพื่อพิจารณาเลือกฉากทัศน์ (Scenario) ที่เหมาะสมที่สุด

 

โดยเบื้องต้นคณะอนุกรรมการและ สนพ. มีแนวโน้มเห็นชอบ ‘กรณีที่ 4’ (Scenario 4) ซึ่งเป็นรูปแบบทางสายกลางแบบไฮบริด

 

เนื่องจากมีความสมดุลทั้งในด้านต้นทุนค่าไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบ และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศ

 

โดยแผน PDP ใหม่มีการรันโมเดลเปรียบเทียบทั้งหมด 4 ฉากทัศน์ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคพลังงานของประเทศลงเหลือ 19 ล้านตัน จากระดับปกติที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 121 ล้านตัน ดังนี้

 

กรณีที่ 1 (BAU) ดำเนินการตามมาตรการปกติ ขยายสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 65% และฟอสซิล 35% ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนลดลงเหลือ 66 ล้านตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในภาพรวมที่กำหนดให้ภาคพลังงานต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงเหลือเพียง 19 ล้านตัน

 

กรณีที่ 2 ต่อยอดจากกรณีแรกโดยเพิ่มการลงทุนเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) 100% สัดส่วนเชื้อเพลิงคงเดิมที่ 65:35 แต่มีต้นทุนค่า CCS เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง

 

กรณีที่ 3 มุ่งเน้นพลังงานหมุนเวียน (RE) สุดโต่งถึง 89% โดยไม่ใช้เทคโนโลยี CCS เลย ซึ่งจะต้องพึ่งพาโซลาร์และลมเป็นหลัก ส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือเพียง 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งจะกระทบต่อโครงสร้างท่อส่งก๊าซและสถานีรับจ่ายก๊าซ (LNG Terminal) ที่จัดเตรียมไว้

 

กรณีที่ 4 (ไฮบริด) ผสมผสานระหว่างกรณีที่ 2 และ 3 โดยขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็นประมาณ 73% ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้บางส่วน ฉากทัศน์นี้จะช่วยรักษาระดับการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณก๊าซในอ่าวที่มีอยู่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากเกินไป

 

“ส่วนใหญ่เห็นชอบกรณี 4 เพราะอยู่ตรงกลาง ได้ทดลองใช้เทคโนโลยี CCS ตามกรอบแผนระยะยาวเพื่อลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ขึ้นอย่างเหมาะสม” วัฒนพงษ์ กล่าว

 

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนทั้ง 4 ฉากทัศน์จะอยู่ที่ประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่อาจมีการปรับทบทวนตามนโยบายและปัจจัยแวดล้อม ซึ่งในช่วงปลายแผนอาจขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4.50-4.60 บาทต่อหน่วย

 

รับมือพลังงานหมุนเวียนผันผวน ป้องกันวิกฤตไฟดับ

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) ในระดับสูง คือความผันผวนของระบบ ซึ่ง สนพ. ได้ถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาในต่างประเทศ เช่น สเปน ที่มีสัดส่วน RE สูงจนเกิดความกังวลด้านเสถียรภาพระบบไฟฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว แผน PDP ใหม่จึงต้องบรรจุนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)

 

นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะต้องลงทุนในอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพกำลังไฟฟ้า เช่น Synchronous Condenser และ Statcom เพื่อรักษาความถี่และแรงดันไฟฟ้าไม่ให้ผันผวนรุนแรงเมื่อพลังงานหมุนเวียนวูบวาบ พร้อมทั้งผลักดันระบบ Demand Response (DR) หรือการตอบสนองด้านโหลดอัจฉริยะ ร่วมกับระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) จากแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมกว่า 14,000 เมกะวัตต์ เพื่อบริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ภาพโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าและแหล่งพลังงานสะอาด 2

 

สแกนกลุ่ม Data Center

 

อีกหนึ่งปัจจัยเร่งสำคัญคือความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center ซึ่ง สนพ. ได้ประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ (ตั้งแต่ 6,000 เมกะวัตต์, 8,800 เมกะวัตต์ ไปจนถึงเกือบ 20,000 เมกะวัตต์) แต่เลือกใช้ตัวเลขคาดการณ์ระดับกลางที่ 8,800 เมกะวัตต์ มาใช้ในการรันแผน PDP โดยปริมาณไฟฟ้านี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากระบบหลัก

 

ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกใช้วิธีผลิตไฟฟ้าเอง ติดตั้งแบตเตอรี่เอง หรือทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งนโยบายปัจจุบันของรัฐมนตรียังไม่อนุมัติให้ซื้อขายกันโดยตรงนอกระบบสายส่งหลักเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม

 

ยืดอายุโรงไฟฟ้าพื้นที่ EEC

 

ด้านการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่าน แผน PDP ระบุถึงมาตรการขยายอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและถ่านหินบางแห่งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ออกไปเป็นการชั่วคราว ทั่วไปจะขยายราว 5-6 ปีเนื่องจากโรงไฟฟ้าใหม่ก่อสร้างไม่ทันกำหนด

 

ขณะเดียวกันพื้นที่ภาคใต้ที่มีอัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยว จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อค้ำระบบ ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 โรง กำลังผลิตรวมประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ เฉลี่ยโรงละ 700 เมกะวัตต์

 

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ กฟผ. และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เร่งจัดตั้งศูนย์พยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (RE Forecast)

 

เพื่อคาดการณ์การผลิตไฟฟ้าล่วงหน้าเป็นรายวัน (Day-ahead) และรายชั่วโมง เพื่อเตรียมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติให้พร้อมเดินเครื่องทดแทนได้ทันทีในระดับวินาที รวมถึงการปรับปรุงสายจำหน่ายรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามบ้านเรือนเพื่อป้องกันปัญหาหม้อแปลงระเบิดหรือไฟดับท้ายซอย

 

ภาพ: Joop Hoek/ Shutterstock

The post สรุปร่างแผน PDP 2026 เล็งเลือก ‘Scenario 4 ไฮบริด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ https://thestandard.co/openai-ai-control-warning/ Tue, 08 Sep 2026 12:21:07 +0000 https://thestandard.co/openai-ai-control-warning/ ภาพแฮกเกอร์สวมฮู้ดพร้อมโค้ดคอมพิวเตอร์ ประกอบคำเตือนหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI เรื่องการควบคุม AI

ยาคุบ ปาโชคกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI ออกมาเรีย […]

The post ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฮกเกอร์สวมฮู้ดพร้อมโค้ดคอมพิวเตอร์ ประกอบคำเตือนหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI เรื่องการควบคุม AI

ยาคุบ ปาโชคกี หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ OpenAI ออกมาเรียกร้องให้ใช้ความระมัดระวังขั้นสูงสุดกับความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมได้ยาก พร้อมเตือนว่าอาจต้องมีการเข้าแทรกแซงมากกว่านี้เพื่อให้แน่ใจว่ามนุษย์ยังคงควบคุมอนาคตเอาไว้ได้

 

 

เขาเขียนในบล็อกโพสต์ชื่อ An Alien Mind ว่ารู้สึกกังวลว่าไม่มีใครเตรียมพร้อมรับผลที่ตามมาจากการที่ AI ฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง

 

โพสต์ดังกล่าวออกมาเพียงไม่กี่วันหลังบริษัทผู้สร้าง ChatGPT เปิดตัวโมเดลล่าสุดอย่าง GPT-6 Astra ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

AI เริ่มปกปิดความคิดจากคนที่คอยตรวจสอบ

 

ความเสี่ยงแรกที่ปาโชคกียกมาคือความสามารถในการเจาะระบบ โดยเขาระบุว่า AI Agent ซึ่งหมายถึงระบบ AI ที่ทำงานได้เองหลังรับคำสั่งจากมนุษย์ กำลังเก่งกาจเหนือมนุษย์ในการเจาะเข้าระบบที่มีการป้องกันบนอินเทอร์เน็ตแบบเปิด ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของโลกตกอยู่ในความเสี่ยง

 

เขามองว่าตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ควรใช้โมเดลที่ดีที่สุดที่มีอยู่มาเสริมความมั่นคงปลอดภัยของระบบสำคัญให้แน่นหนาขึ้น

 

ปาโชคกียังเตือนว่าในไม่ช้า AI Agent จะเริ่มไล่ตามเป้าหมายของตัวเองที่แยกจากคำสั่งของมนุษย์ และพร้อมข่มขู่หรือต่อรองกับคนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

ความเสี่ยงข้อที่สองซึ่งน่ากังวลไม่แพ้กันคือการที่ AI เริ่มปกปิดกระบวนการคิดของตัวเอง

 

ปาโชคกีอธิบายว่าปัจจุบัน OpenAI ตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่าสายโซ่การให้เหตุผลของโมเดลเป็นหลัก เพื่อดูว่าระบบเริ่มออกนอกลู่นอกทางตอนไหน เช่น หาก AI คิดในใจว่าควรโกงข้อสอบนี้ ทาง OpenAI ก็จะมองเห็นความคิดนั้น ขณะที่ตัว AI เองไม่รู้ว่าความคิดของมันถูกมองเห็นอยู่

 

ทว่าเขาระบุว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มเก่งขึ้นในการบิดกระบวนการให้เหตุผลของตัวเอง จนทำให้ OpenAI มองไม่เห็นความคิดที่แท้จริง และบางโมเดลล่าสุดก็ไม่แสดงกระบวนการคิดออกมาเป็นถ้อยคำเลยด้วยซ้ำ

 

ความเสี่ยงข้อสุดท้ายคือการที่ AI เร่งพัฒนาตัวเอง ผ่านกระบวนการที่เขาเรียกว่าการที่ AI พัฒนาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเปิดทางให้การพัฒนา AI ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

ปาโชคกีเตือนว่าการเร่งให้ AI พัฒนา AI ด้วยกันเองอย่างรวดเร็วในระยะสั้นมีความเสี่ยง และไม่ใช่การกระทำร่วมกันที่ถูกต้องสำหรับแวดวงวิจัย

 

เสนอเกณฑ์บังคับก่อนอนุญาตให้ขยายโมเดล

 

สำหรับทางออกที่ปาโชคกีเสนอนั้น เขาต้องการให้มีเกณฑ์ความปลอดภัยขั้นต่ำที่บังคับใช้ได้ตามกฎหมายหรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งอาจบังคับใช้ผ่านเครือข่ายผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอก, หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรระหว่างประเทศ

 

โดยห้องปฏิบัติการ AI จะต้องผ่านเกณฑ์เหล่านี้ก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้ขยายขนาดโมเดลหรือนำโมเดลขั้นสูงออกใช้งานต่อไปได้

 

เขายังหวังว่าการชะลอการพัฒนาโดยสมัครใจ ซึ่งหมายถึงการที่บริษัทหยุดพัฒนาเองชั่วคราว จะกลายเป็นเรื่องปกติจนกว่าจะมีการวางกรอบความปลอดภัยร่วมกันได้

 

ในทางปฏิบัติ OpenAI เคยระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่าได้ชะลอการฝึกโมเดลขั้นสูงบางตัวลงเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยแล้ว

 

นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าสร้างระบบ AI ที่ทำวิจัยได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริงให้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี โดยปาโชคกีระบุว่าโจทย์หลักของการทำให้งานวิจัย AI เป็นอัตโนมัตินั้นไม่ใช่การไปให้ถึงจุดนั้น หากเป็นการไปให้ถึงในแบบที่ยังคงให้มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา และทิ้งอนาคตไว้ในมือของมนุษยชาติ

 

ด้าน แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้แชร์บทความของปาโชคกีต่อบน X พร้อมระบุว่าเป็นโพสต์ที่สำคัญ

 

สำหรับกฎที่ใช้กำกับดูแลอยู่ตอนนี้ กฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรปมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งกำหนดให้ยักษ์ใหญ่ AI อย่าง OpenAI ต้องพิสูจน์ว่าโมเดลที่ทรงพลังที่สุดของตัวเองไม่สามารถโจมตีไซเบอร์ได้เองหรือหลบเลี่ยงการควบคุมของมนุษย์ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการในยุโรป

 

ทว่าข้อจำกัดคือกฎหมายนี้มีผลเฉพาะในยุโรป จึงไม่สามารถหยุด AI ที่ทำงานผิดปกติซึ่งถูกพัฒนาขึ้นในที่อื่นไม่ให้คุกคามทวีปนี้ได้

 

นักวิชาการชี้ข้อเสนอของ OpenAI ยังไม่ดีพอ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ OpenAI ก็ถูกวิจารณ์เช่นกัน โดย จีนา เนฟฟ์ ศาสตราจารย์และหัวหน้าศูนย์ Minderoo Centre for Technology and Democracy แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่าแทนที่จะเสนอกรอบป้องกันที่ดีขึ้น, กฎระเบียบ หรือหลักประกันความปลอดภัยให้ผู้คน บริษัทกลับเสนอให้พัฒนา AI Agent ภายในขึ้นมาวิจัยปัญหาเหล่านี้แทน

 

เธอมองว่าคำตอบลักษณะนี้ยังไม่ดีพอสำหรับความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อปัญหาที่โมเดลของ OpenAI กำลังสร้างขึ้น ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, การสูญเสียงาน, ความผิดพลาด และการฉ้อโกง

 

ขณะที่ นาธาน คัลวิน ที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มรณรงค์ Encode AI ระบุว่าเขาเห็นด้วยกับปาโชคกีเรื่องอันตรายที่มีอยู่ในการพัฒนาโมเดล AI ขั้นสูง แต่มองว่า OpenAI ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งทำให้คำเตือนเหล่านี้เสี่ยงถูกมองว่าเป็นเพียงการสร้างกระแสเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

 

เขาเขียนบน X ว่าหากปาโชคกีและคนอื่นใน OpenAI ต้องการให้คนในวงการ AI ลงมือทำไปพร้อมกับพวกเขาเพื่อให้ทุกอย่างไปได้ดี สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำได้คือการแบ่งปันข้อมูลให้มากกว่านี้ว่าพวกเขาเห็นอะไรจึงออกมาเรียกร้องให้ระมัดระวัง

 

[Error: Image 1 not found]

 

ขณะที่อัลต์แมนเคยคาดการณ์ในทำนองเดียวกัน แต่ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าอุตสาหกรรม AI ยังสื่อสารถึงประโยชน์ที่จะเกิดกับมนุษยชาติได้ไม่มากพอ

 

ทว่าในเวลาเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็ยังเดินหน้าพัฒนาโมเดลที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ โดย เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia โพสต์บน X ว่า AGI มาถึงแล้ว ซึ่งหมายถึง AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ โดยเป็นการตอบรับการเปิดตัวโมเดลล่าสุดของ OpenAI

 

ที่น่าสนใจคือมีสตาร์ทอัพจำนวนมากขึ้นที่กำลังพยายามสร้างสิ่งที่ปาโชคกีเตือนถึงพอดี นั่นคือ AI ที่พัฒนาตัวเองได้ โดยนักลงทุนแห่เข้ามาในสายนี้เพราะเดิมพันว่านี่คือเส้นทางสู่ AI ที่เหมือนมนุษย์จริงหรือเก่งยิ่งกว่านั้น

 

ตัวอย่างเช่น Inherent ที่ก่อตั้งโดยอดีตนักวิจัยจาก DeepMind ระดมทุนได้ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 พันล้านบาท) เมื่อต้นปีนี้ ส่วน Recursive Superintelligence ห้องปฏิบัติการ AI ของ ริชาร์ด โซเชอร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่ทำวิจัยแนวเดียวกัน ก็ระดมทุนได้ถึง 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.14 หมื่นล้านบาท)

 

ภาพ : Bits And Splits / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ไม่มีใครพร้อมรับผลของ AI ที่ฉลาดขึ้นเร็วขนาดนี้ คำเตือนจากหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ OpenAI ที่ชี้ว่าโมเดลรุ่นใหม่เริ่มซ่อนความคิดจากคนที่ตรวจสอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030 https://thestandard.co/data-centers-insurance-gold-mine-2/ Tue, 08 Sep 2026 11:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1252336 ภาพมุมสูงของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สห […]

The post ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

การแข่งขันสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.90 ล้านล้านบาท) ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ตอนนี้ ได้เปิดโอกาสก้อนใหญ่ให้กับธุรกิจประกันภัยไปพร้อมกัน โดยอุตสาหกรรมนี้มองว่าเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในรุ่นที่จะสร้างรายได้เพิ่มได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์

 

 

รายงานของ Swiss Re บริษัทรับประกันภัยต่อ คาดการณ์ว่าเบี้ยประกันสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมีแนวโน้มแตะระดับ 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 6.58-9.87 แสนล้านบาท ภายในปี 2030

 

เบี้ยประกันจ่อโตเป็น 4 เท่าของตลาดประกันการบิน

 

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการเติบโตที่รวดเร็วมาก เพราะเท่ากับอย่างน้อย 2 เท่าของเบี้ยประกันใหม่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างได้ในปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลของบริษัทจัดอันดับเครดิต S&P Global

 

หากเทียบกับตลาดใหญ่อีกแห่ง ตัวเลขนี้ยังเท่ากับ 4 เท่าของตลาดประกันภัยการบินทั่วโลกที่มีขนาด 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท)

 

เจโรม เฮเกลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มบริษัท Swiss Re ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ น่าจะเป็นหนึ่งในโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจประกันภัยเชิงพาณิชย์ในรอบหลายทศวรรษ

 

เหตุผลอยู่ที่มูลค่าของทรัพย์สิน เพราะดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ละแห่งจัดอยู่ในกลุ่มทรัพย์สินที่ทำประกันด้วยวงเงินสูงที่สุดในโลก โดยมักมีมูลค่าตั้งแต่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.58 แสนล้านบาท) ขึ้นไปต่อแห่ง ซึ่งมากกว่าสะพาน, อุโมงค์ และตึกระฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีมักลังเลที่จะจ่ายเงินซื้อความคุ้มครองเต็มจำนวน และเลือกแบกรับความเสี่ยงก้อนใหญ่ไว้ในงบดุลของตัวเองแทน

 

จิม บิชาร์ด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Lloyd’s of London ตลาดกลางประกันภัย มองว่าขนาดของการรับความเสี่ยงเองดังกล่าวคือโอกาสมหาศาลของอุตสาหกรรมประกัน

 

ปัจจุบันบริษัทประกันและนายหน้าจึงกำลังพัฒนาโครงสร้างใหม่ๆ รวมถึงการดึงเงินทุนจากแหล่งภายนอก เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการประกันภัยเฉพาะทางของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่

 

แม้กระแสต่อต้านการบูมของ AI จากทั้งสองขั้วการเมืองอาจทำให้การเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ แต่ธุรกิจนี้ก็ยังน่าดึงดูดสำหรับบริษัทประกัน เพราะมีเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกทุ่มลงไปกับการก่อสร้างแล้ว โดยเฮเกลีระบุว่าไม่ว่านักลงทุนจะตัดสินใจอย่างไรในอนาคต โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างไปแล้วก็ไม่ได้หายไปไหน

 

ทอร์นาโดคือภัยที่น่ากังวลที่สุด

 

ข้อจำกัดสำคัญที่สุดของขุมทองนี้คือความเสี่ยง เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เผชิญภัยคุกคามได้หลากหลายรูปแบบทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดใช้งาน ตั้งแต่สภาพอากาศสุดขั้ว, ไฟฟ้าดับ, ระบบไอทีล่ม ไปจนถึงการก่อการร้าย

 

ปัญหาที่ซ้อนขึ้นมาคือการกระจุกตัวของอาคารในพื้นที่เดียวกัน อย่างย่านที่เรียกว่า Data Center Alley ในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งทำให้เหตุการณ์เดียวอย่างพายุทอร์นาโดสามารถทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมก้อนใหญ่พร้อมกันหลายราย

 

บิชาร์ดจาก Lloyd’s of London ระบุว่าความเสี่ยงเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าที่เคยเห็นในตลาดแบบดั้งเดิมมาก

 

ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากวิธีเลือกทำเล เพราะบริษัทเทคโนโลยีมักเลือกที่ตั้งจากราคาที่ดินที่จับต้องได้และการเข้าถึงไฟฟ้าที่ง่าย ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ไปลงเอยในรัฐที่เสี่ยงภัยพิบัติอย่างเท็กซัส

 

ข้อมูลของ Swiss Re ระบุว่ากำลังการให้บริการของดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ มากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 40% ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเกิดทอร์นาโด และมากกว่า 1 ใน 4 อยู่ในพื้นที่ที่เกิดพายุลูกเห็บขนาดใหญ่ ขณะที่น้ำท่วมฉับพลันก็เป็นอีกภัยสำคัญที่คาดการณ์ได้ยาก

 

ความเสี่ยงบางอย่างหลบเลี่ยงได้ เช่น การเลือกไม่สร้างบนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวหรือในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง แต่ภัยบางอย่างกลับเลี่ยงได้ยากกว่านั้นมาก

 

คาเรน คลาร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสร้างแบบจำลองความเสี่ยง Karen Clark & Co. ระบุว่าภัยที่น่ากังวลที่สุดคือทอร์นาโด

 

เธออธิบายว่าผู้พัฒนาไม่สามารถป้องกันสินทรัพย์จากทอร์นาโดระดับรุนแรงที่สุดได้ ทำได้เพียงอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าโอกาสที่ทอร์นาโดจะพัดถล่มจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะนั้นต่ำมาก ซึ่งเท่ากับเป็นการเดิมพันกับความน่าจะเป็น

 

อีกโจทย์ที่ทำให้บริษัทประกันปวดหัวคือยังไม่มีใครรู้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่รุ่นใหม่รับมือเหตุร้ายได้ดีแค่ไหน ทั้งที่แต่ละแห่งเก็บทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ไว้ เพราะแทบไม่เคยถูกทดสอบจริง

 

นั่นหมายความว่าการรับประกันเกิดขึ้นโดยไม่มีสถิติการเรียกร้องค่าสินไหมย้อนหลังยาวนานมาช่วยกำหนดอัตราเบี้ยและเงื่อนไข ซึ่งคลาร์กระบุว่าผลลัพธ์คือเบี้ยประกันพุ่งสูงมากในเวลาอันสั้น ตามวิธีตั้งราคาที่ใช้กันมาจนถึงตอนนี้

 

ไม่มีบริษัทประกันรายใดรับไหวคนเดียว

 

รายงานของ S&P ในปีนี้ระบุว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจมีทรัพย์สินที่ต้องทำประกันรวมกัน 20,000-30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.58-9.87 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขของศูนย์แห่งเดียว ไม่ใช่ทั้งตลาด

 

บางแห่งยังใหญ่กว่านั้นอีก อย่างศูนย์ของ Meta Platforms ในรัฐลุยเซียนาตอนตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีต้นทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท) โดยศูนย์เพียงแห่งเดียวสามารถเก็บเซิร์ฟเวอร์ได้หลายพันเครื่อง พร้อมระบบพลังงานและระบบระบายความร้อนที่มีมูลค่าสูง

 

S&P ระบุว่าบริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดบางแห่งยินดีรับความเสี่ยงในระดับหลักพันล้านดอลลาร์ต้นๆ สำหรับศูนย์แต่ละแห่ง พร้อมสรุปว่าไม่มีบริษัทประกันรายใดที่สามารถรับความเสี่ยงทั้งหมดได้เพียงลำพัง

 

รายงานฉบับเดียวกันยังระบุด้วยว่าความเสี่ยงบางประเภท เช่น ความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี มีแนวโน้มว่าเจ้าของจะยังคงรับความเสี่ยงไว้เองหรือได้รับความคุ้มครองเพียงบางส่วนเท่านั้น

 

ภาพ: alexgo.photography / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.90 บาท ณ วันที่ 7 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

The post ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นขุมทองใหม่ของธุรกิจประกัน เบี้ยจ่อแตะ 9.87 แสนล้านบาทต่อปีภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนอเมริกันกว่าครึ่งใช้ AI แต่ 70% ไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเอง และกลายเป็นโจทย์การเมืองก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ https://thestandard.co/americans-ai-data-centers-politics/ Mon, 07 Sep 2026 12:57:04 +0000 https://thestandard.co/americans-ai-data-centers-politics/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความคนอเมริกันกว่าครึ่งใช้ AI แต่ 70% ไม่ต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเอง

คนอเมริกันจำนวนมากไม่ชอบดาต้าเซ็นเตอร์และไม่ไว้ใจบริษัท […]

The post คนอเมริกันกว่าครึ่งใช้ AI แต่ 70% ไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเอง และกลายเป็นโจทย์การเมืองก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความคนอเมริกันกว่าครึ่งใช้ AI แต่ 70% ไม่ต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเอง

คนอเมริกันจำนวนมากไม่ชอบดาต้าเซ็นเตอร์และไม่ไว้ใจบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ต้องพึ่งพามัน ด้วยเหตุผลว่าอาคารเหล่านี้หน้าตาไม่สวย, เสียงดัง, กินพื้นที่มหาศาล และดูดทั้งพลังงานกับน้ำ ทว่าในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ชื่นชอบการใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น

 

 

 

ข้อมูลใหม่จาก Morning Consult ระบุว่าคนอเมริกันมากกว่าครึ่งใช้ AI แชตบอตในเดือนกรกฎาคม และไม่ใช่แค่ลองใช้เท่านั้น เพราะพวกเขาใช้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับหลายครั้งต่อสัปดาห์

 

ทว่าผลสำรวจของ Gallup เมื่อเดือนพฤษภาคมกลับพบว่าคนอเมริกัน 70% คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ในชุมชนของตัวเอง

 

เรื่องดังกล่าวกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์การเมืองสำคัญที่สุดของกระแสบูม AI ซึ่งนักการเมืองจากทั้งสองพรรคต้องหาทางรับมือขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามา โดยประเด็นนี้ปรากฏเป็นหัวข้อที่สร้างความแตกแยกในสนามเลือกตั้งหลายแห่งทั่วประเทศ

 

ทรัมป์เตือนชุมชนที่ต้านจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

ประเด็นนี้เป็นเรื่องยากเป็นพิเศษสำหรับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามนำพรรคของตัวเองรักษาเสียงข้างมากเอาไว้ ท่ามกลางจุดยืนที่สนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเต็มที่

 

เมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าเหตุผลเดียวที่ชุมชนทั่วสหรัฐฯ ไม่ควรอยากได้ดาต้าเซ็นเตอร์คือถ้าพวกเขาอยากจบลงด้วยความล้าหลังและยากจน พร้อมเสริมว่าหากฆ่าห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ ก็ต้องโทษตัวเองเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม เดือนก่อนหน้านั้นทรัมป์เองก็ยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้อาจมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ โดยระบุในงานที่ทำเนียบขาวว่าหากเขาเป็นนายกเทศมนตรีหรือผู้ว่าการรัฐ ก็จะต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเองแน่นอนเพราะงานและรายได้ภาษี พร้อมทิ้งท้ายว่าบางทีอุตสาหกรรมนี้อาจต้องการความช่วยเหลือด้านประชาสัมพันธ์อยู่บ้าง

 

เบื้องหลังนั้น ทำเนียบขาวรู้ดีว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อให้พูดได้อย่างตรงไปตรงมา บอกกับ POLITICO ว่าทรัมป์ดูผลสำรวจและรับฟังสิ่งที่ผู้คนพูด

 

ทรัมป์วางกรอบเรื่องการเร่งพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐฯ ยังนำหน้าจีน โดยรัฐบาลของเขาดำเนินการเพื่อเร่งการติดตั้ง แต่ก็ยอมรับว่าต้องไม่ให้คนอเมริกันแบกรับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น

 

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่าทรัมป์ชี้ชัดมาตลอดว่าต้องการให้ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกสร้างเฉพาะในชุมชนที่ต้องการเท่านั้น พร้อมระบุว่าประธานาธิบดีกำลังบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์จ่ายค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ และค่าสาธารณูปโภคอื่นด้วยตัวเอง

 

นักวิชาการชี้ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนจริง ไม่ใช่การสื่อสาร

 

เบน กรีน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งศึกษาการเมืองและผลกระทบทางสังคมของเทคโนโลยี ไม่เชื่อว่าการสื่อสารที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียวจะเอาชนะความกังวลของคนอเมริกันได้

 

เขามองว่าคนที่ออกมาต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์กำลังตอบสนองต่อภาระที่ต้องแบกจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยชี้ไปที่ความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า, การใช้น้ำ และจำนวนงานถาวรที่ค่อนข้างน้อยของโครงการบางแห่ง พร้อมระบุว่าอุตสาหกรรมนี้สัญญาไว้เกินกว่าที่ทำได้จริงมาก

 

ในทางกลับกัน ไมค์ มาดริด ที่ปรึกษาการเมืองสายรีพับลิกัน มองว่าไม่มีข้อเสียทางการเมืองเลยสำหรับนักการเมืองจากพรรคใดก็ตามที่ออกมาคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์

 

มาดริดอธิบายว่าความเข้มข้นของการต่อต้านครั้งนี้เกินกว่าการต่อสู้กับรัฐบาลท้องถิ่นตามปกติ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเป้าที่จับต้องได้ของความวิตกกังวลในภาพกว้าง ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี, ความมั่งคั่งที่กระจุกตัว และอำนาจที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในการเก็บข้อมูลคนอเมริกัน

 

ผู้ว่าฯ ทั้ง 2 พรรคกลับลำเพิ่มกฎคุมเข้ม

 

แรงต้านทำให้นักการเมืองที่เคยสนับสนุนต้องเปลี่ยนท่าที โดย จอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครต เคยดึงเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์หลายพันล้านดอลลาร์เข้ารัฐ

 

ทว่าเมื่อเดือนก่อนเขากลับออกมาตรการคุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ทั้งเรื่องความโปร่งใสและการต้องได้รับอนุมัติจากท้องถิ่น โดยระบุว่าตัดสินใจหลังรับฟังความกังวลของประชาชน

 

เช่นเดียวกับ เกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยชูการพัฒนาในรัฐของตัวเองมาก่อน ก็เปลี่ยนทิศทางท่ามกลางเสียงคัดค้าน ด้วยการออกคำสั่งเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ 2 ฉบับ และสั่งพักการพัฒนาชั่วคราวในรัฐ

 

ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้ากฎที่เอื้อต่อการก่อสร้าง โดยเมื่อเดือนก่อน สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) เสนอให้ยกเลิกข้อกำหนดเรื่องการแจ้งและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ สำหรับใบอนุญาตปล่อยมลพิษทางอากาศประเภทที่ถือว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นหมวดที่รวมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีคำสั่งฝ่ายบริหารที่สร้างช่องทางพิเศษสำหรับการออกใบอนุญาต, การสั่งให้กระทรวงพลังงานหาพื้นที่ของรัฐบาลกลางที่ใช้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ได้ และการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกลาง (FERC) พิจารณากฎใหม่เรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า

 

งานถาวรน้อยกว่าที่โฆษณาไว้มาก

 

ความตึงเครียดรุนแรงเป็นพิเศษแม้ในพื้นที่ที่ทำเนียบขาวอาจคาดว่าจะต้อนรับโครงการ อย่าง Hood County รัฐเท็กซัส ซึ่งทรัมป์ชนะเลือกตั้งปี 2024 ด้วยคะแนนกว่า 80%

 

ทว่าชาวบ้านที่นั่นกลับแห่เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่เสนอเข้ามา จากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อน้ำ, โครงข่ายไฟฟ้า และภูมิทัศน์ชนบท

 

การคัดค้านดังกล่าวทำให้อย่างน้อย 1 โครงการต้องล้มไปแล้ว โดยเมื่อช่วงต้นฤดูร้อน คณะกรรมาธิการของ Hood County ลงมติ 3 ต่อ 2 เพิกถอนแผนโครงการที่เคยอนุมัติไว้แล้วสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 862 เอเคอร์ หรือราว 2,180 ไร่

 

โครงการดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อว่า Fort Spunky ขอใช้ไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะใช้น้ำสูงสุดวันละ 20,000 แกลลอน หรือราว 75,700 ลิตร

 

หนึ่งในข้อกังวลเรื่องการจ้างงานคือ ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งที่เสนอเข้ามาใน Hood County คาดว่าจะใช้แรงงานก่อสร้างสูงสุด 2,000 คน แต่มีพนักงานประจำเพียง 200 คนเท่านั้น

 

สเตฟานี จัสติซ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารนโยบายของ Americans for Responsible Innovation มองว่าการที่คนอเมริกันใช้เครื่องมือ AI ไปพร้อมกับคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้บ้าน ไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกันเสมอไป

 

เธออธิบายว่าการใช้ AI กับการอยากให้โครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างอย่างรับผิดชอบและการอยากมีสิทธิ์มีเสียง ไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกัน เพราะ AI กำลังเกิดขึ้นแล้วและผู้คนจำเป็นต้องรู้วิธีใช้มันในอาชีพและชีวิตประจำวัน แต่ก็ควรมีสิทธิ์ออกความเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกสร้างอย่างไรและที่ไหน

 

ด้านกรีนเตือนว่าอย่าตีความการใช้ AI อย่างแพร่หลายว่าเท่ากับการสนับสนุนเทคโนโลยีนี้ เพราะพนักงานจำนวนมากถูกกดดันให้ใช้ให้คล่อง และแม้เทคโนโลยีจะมีคุณค่าและคนใช้เพราะมันมีให้ใช้ แต่ก็ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ดาต้าเซ็นเตอร์สร้างขึ้น

 

ในอีกด้านหนึ่ง โครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มแรงงานที่รวมตัวกัน โดยเฉพาะกลุ่มช่างก่อสร้างที่สมาชิกจะได้ประโยชน์จากงานก่อสร้าง ซึ่งกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับพรรคเดโมแครตที่มองสหภาพแรงงานเป็นฐานเสียงหลัก

 

แดน ดิโอริโอ รองประธานบริหารฝ่ายนโยบายรัฐของกลุ่มการค้า Data Center Coalition ระบุว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีมากกว่างานก่อสร้างในช่วงแรก ทั้งรายได้ภาษีที่นำไปสนับสนุนโรงเรียน และการหนุนงานหลายล้านตำแหน่งในภาคก่อสร้าง, การผลิต, เทคโนโลยี และบริการท้องถิ่น

 

ส่วนมาดริดยังไม่เชื่อว่านักการเมืองที่ขัดขวางโครงการเหล่านี้ในวันนี้จะต้องจ่ายราคาในอีกหลายปีข้างหน้า โดยระบุว่าในการต่อสู้เรื่องการพัฒนาระดับท้องถิ่นนั้นไม่มีฐานเสียงในอนาคตให้ต้องกังวล

 

เขาเสริมว่าหากสหรัฐฯ เสียเปรียบจีนในการแข่งขันเพราะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่พอ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ยังไม่น่าจะโทษนักการเมืองท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครแพ้เลือกตั้งเพราะคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในช่วงเวลานี้

 

ภาพ : mark reinstein / Shutterstock

 

อ้างอิง :

The post คนอเมริกันกว่าครึ่งใช้ AI แต่ 70% ไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเอง และกลายเป็นโจทย์การเมืองก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร? https://thestandard.co/ai-energy-bottleneck-investment/ Mon, 07 Sep 2026 02:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1249857 ภาพแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน สื่อถึงเทคโนโลยี AI และพลังงาน

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการลงทุนในธีม AI นักลงท […]

The post AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน สื่อถึงเทคโนโลยี AI และพลังงาน

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการลงทุนในธีม AI นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึงหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และบริษัทซอฟต์แวร์เป็นอันดับแรก แต่ในปี 2026 ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ UOB Privilege Banking มองว่าโอกาสการลงทุนของ AI ในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ฉากหน้าว่าจะเขียนโมเดลให้ฉลาดขึ้นได้อย่างไร แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และการเชื่อมต่อที่เคลื่อนย้ายข้อมูลจำนวนมหาศาลจะมีความสำคัญมากขึ้น

 

ความต้องการไฟฟ้า คอขวดสำคัญของการเติบโตในยุค AI

 

ในยุคที่ AI กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญและพลิกโฉมในทุกอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่กำลังเติบโตเป็นเงาตามตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า” จากรายงาน Key Questions on Energy and AI ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา ความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเติบโตขึ้น 17% ขณะที่เฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ AI โดยเฉพาะ เติบโตสูงถึง 50% ภายในปีเดียว

 

AI คือผู้บริโภคพลังงานตัวยง เทคโนโลยี AI ต้องการการประมวลผลที่ซับซ้อนซึ่งแลกมาด้วยการใช้พลังงานที่สูงมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การตั้งคำถามผ่าน ChatGPT 1 ครั้งนั้น ใช้พลังงานมากกว่าการค้นหาข้อมูลผ่าน Google ตามปกติถึง 15 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น ชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ๆ แม้จะถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็มีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเช่นกัน (สูงสุดถึง 700 วัตต์) และ Data Center ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ด้วยความต้องการด้านการประมวลผล AI ที่มากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้พลังงานของ Data center ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการคาดการณ์ว่าเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ความต้องการใช้พลังงานของ Data center จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 15% ต่อปีไปจนถึงปี 2030 และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data center เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าในประเทศทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่า 4% ในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 8% ในปี 2030

 

ยุคแห่งการใช้ไฟฟ้า (Electrification) ที่เร่งตัวขึ้น ไม่เพียงแต่กลุ่ม AI Data Center เท่านั้นที่เป็นตัวเร่ง แต่แนวโน้ม “การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ไฟฟ้า” ในมิติอื่นๆ ของโลกก็กำลังขับเคลื่อนความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) , อาคารประหยัดพลังงานที่เปลี่ยนมาใช้ปั๊มความร้อน (Heat pumps) , การเปลี่ยนระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมาใช้พลังงานไฟฟ้า , การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศที่มากขึ้น รวมถึงการเติบโตของประชากรและเศรษฐกิจ

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดคาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2023-2035 อัตราการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวเร็วกว่าการเติบโตของความต้องการพลังงานรวมถึง 6 เท่า ซึ่งนั่นหมายความว่า โลกจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในปริมาณที่เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศในทุกๆ ปี

 

มิติใหม่ของพลังงาน: เมื่อเทรนด์ AI บรรจบกับความต้องการพลังงานยุค Climate Change

 

การใช้พลังงานแบบดั้งเดิมเป็นต้นเหตุสำคัญในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงประมาณ 75% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดทั่วโลก วิกฤตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทั่วโลกเร่งรับมือ เนื่องจากโลกของเรามีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับวิกฤตแทนที่จะสามารถรักษาระดับไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ประชาคมโลกเคยตกลงกันไว้

 

เพื่อเร่งดำเนินการไปสู่เป้าหมาย Net Zero ระบบเศรษฐกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก โดยมีเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านพลังงานเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนนี้ได้รับแรงหนุนจากภาครัฐทั่วโลกที่ออกแผนการลงทุนและการสนับสนุนด้านนโยบาย เช่น กฎหมาย Inflation Reduction Act ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงนโยบาย REPowerEU และ Green Deal Industrial Plan ของสหภาพยุโรป

 

ในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความผันผวนของเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญ ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และข้อจำกัดของห่วงโซ่อุปทาน ยิ่งผลักดันให้ประเทศต่างๆ ต้องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานและรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีเอาไว้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การลงทุนในพลังงานสะอาดทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนการลงทุนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการลงทุนในพลังงานฟอสซิล

 

ในขณะเดียวกัน ต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนที่ลดลงก็ทำมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นมาก ด้านความต้องการของผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคยุคใหม่มองหานวัตกรรม ความยั่งยืน และมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา แรงจูงใจหลักในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือความต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อม การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น ภาษี , การดูแลรักษา และการประหยัดค่าเชื้อเพลิง ในขณะที่การลงทุนด้านเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะและประสิทธิภาพพลังงาน มักมีเหตุผลหลักมาจากการมุ่งหวังที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน และการปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย

 

ห่วงโซ่พลังงานที่ต้องมองให้ครบจาก AI Compute สู่ Electricity Demand สู่ Grid Capex สู่ Power Efficiency การบริหารจัดการ การกระจาย และการกักเก็บพลังงานอย่างชาญฉลาด (Smart management) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอุตสาหกรรม อาคาร การขนส่ง และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) ถือเป็นความสำคัญลำดับต้นๆ ที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อช่วยให้โลกสามารถรักษาความมั่นคงทางพลังงาน และบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

 

โอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI และโลกพลังงานสะอาด

 

สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนและเติบโตระยะยาวไปกับกลุ่มพลังงานอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโลก AI สู่อนาคตสะอาดและยั่งยืน UOB Privilege Banking ขอแนะนำ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เอไอ พาวเวอร์ โซลูชั่น ฟันด์ (UAIPOWER-USD) ซึ่งบริหารจัดการโดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) และกำลังเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 3-16 ก.ย. 2569

 

UAIPOWER-USD เป็นกองทุน onshore USD ที่ลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองเดียว คือ Robeco Capital Growth Funds – Robeco Smart Energy ชนิดหน่วยลงทุน I USD

 

กองทุนหลักมีการลงทุนที่ครอบคลุมห่วงโซ่พลังงานแบบครบวงจร โดยกระจายการลงทุนผ่าน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Renewable Energies, Energy Distribution, Energy Management และ Energy Efficiency ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า โครงข่าย ชิปจัดการพลังงาน ระบบกักเก็บ ไปจนถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กองทุนมีผลการดำเนินงานระยะกลางถึงระยะยาวที่แข็งแกร่ง พร้อม Morningstar Rating ระดับ 5 ดาว และอยู่ในกลุ่มอันดับต้นของกองทุน Alternative Energy โดยผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีอยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 1ของกลุ่ม (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2569)

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

The post AI กินไฟมหาศาล จน ‘พลังงาน’ กลายเป็นคอขวดใหม่ของโลกเทคโนโลยี โอกาสลงทุนเปลี่ยนไปอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cybercab รถไร้พวงมาลัยเริ่มรับผู้โดยสารในออสติน ด้าน NHTSA เปิดตรวจสอบ หลัง Tesla รับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้วยตัวเอง https://thestandard.co/tesla-cybercab-nhtsa-probe-austin/ Sun, 06 Sep 2026 09:17:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1251487 รถยนต์ Tesla Cybercab สีทองไร้พวงมาลัยกำลังวิ่งอยู่บนถนนในเมืองออสติน

Tesla เริ่มให้บริการรถ Cybercab ที่ไม่มีพวงมาลัยบนถนนใน […]

The post Cybercab รถไร้พวงมาลัยเริ่มรับผู้โดยสารในออสติน ด้าน NHTSA เปิดตรวจสอบ หลัง Tesla รับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ Tesla Cybercab สีทองไร้พวงมาลัยกำลังวิ่งอยู่บนถนนในเมืองออสติน

Tesla เริ่มให้บริการรถ Cybercab ที่ไม่มีพวงมาลัยบนถนนในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส ซึ่งถือเป็นการทดสอบต่อสาธารณะครั้งแรกของคำมั่นที่บริษัทให้ไว้ว่าจะเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบเดิมไปสู่รถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

 

 
 

ทว่าไม่นานหลังเปิดให้บริการ สำนักงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) ก็ประกาศเปิดการตรวจสอบรถรุ่นดังกล่าว โดยจะเข้าไปดูกระบวนการและข้อมูลทางเทคนิคที่ Tesla ใช้อ้างว่ารถผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง

 

ประเด็นสำคัญคือ Tesla เป็นผู้แจ้ง NHTSA เองว่าบริษัทตัดสินใจรับรองว่า Cybercab เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางทุกข้อที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่หน่วยงานกำลังจะเข้าไปตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่

 

รถ 2 ที่นั่งที่ไม่มีทั้งพวงมาลัย แป้นเหยียบ และกระจกมองข้าง

 

Cybercab เป็นรถคูเป้ 2 ที่นั่งสีทองที่ไม่มีแป้นเหยียบและกระจกมองข้าง โดยปัจจุบันยังไม่เปิดขายให้ลูกค้าทั่วไป แต่บริษัทได้เปิดแบบฟอร์มบนเว็บไซต์เพื่อเก็บข้อมูลติดต่อของผู้ที่สนใจซื้อรถรุ่นนี้ไปใช้เป็นรถให้บริการจำนวนมาก

 

จุดขายที่ Tesla ชูมาตลอดคือ Cybercab เป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่าโรโบแท็กซี่ของคู่แข่ง เพราะใช้เพียงกล้องและโครงข่ายประสาทเทียมในการนำทาง ต่างจากรถของค่ายอื่นที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเรดาร์และไลดาร์ ซึ่งอาศัยแสงเลเซอร์สร้างแผนที่สภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติ

 

สำหรับการใช้งานจริงนั้น ลูกค้าในออสตินสามารถจองรถ Cybercab ได้แล้วผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ Robotaxi ที่บริษัทเปิดตัวเมื่อปีก่อน ซึ่งทำให้ Tesla เข้าไปแข่งขันโดยตรงกับผู้ให้บริการเรียกรถอย่าง Uber และ Lyft รวมถึงบริการเรียกรถไร้คนขับอย่าง Waymo ในเครือ Alphabet และ Zoox ของ Amazon

 

ก่อนหน้างานเปิดตัว บริษัทได้เพิ่มรถ Cybercab หลายสิบคันเข้ามาให้ผู้โดยสารจองได้ จากเดิมที่มีให้บริการเฉพาะรถ Model Y และในบางกรณีก็ยังมีคนขับนิรภัยนั่งประกบอยู่ด้วย

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ Tesla กลายเป็นบริษัทรายที่ 2 ในสหรัฐฯ ที่ให้บริการรับส่งผู้โดยสารด้วยรถที่ออกแบบมาเพื่อการขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยเฉพาะ ตามหลัง Zoox ที่เริ่มให้บริการฟรีในซานฟรานซิสโกและให้บริการแบบเก็บเงินในลาสเวกัสเมื่อปลายเดือนสิงหาคม

 

ขณะที่ Waymo ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดบริการเรียกรถไร้คนขับ มีรถวิ่งให้บริการอยู่ราว 4,000 คันใน 14 เมือง เพียงแต่ใช้รถที่ดัดแปลงและติดตั้งเซ็นเซอร์พิเศษเพื่อให้ขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องมีคนขับ

 

หน่วยงานกำกับเข้าตรวจสอบการรับรองมาตรฐานด้วยตัวเอง

 

NHTSA ระบุว่าได้เปิดการตรวจสอบรถ Cybercab ราว 1,000 คัน โดยจะเข้าไปดูว่าบริษัทใช้เกณฑ์ใดในการรับรองมาตรฐาน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างการที่ Tesla ตัดสินว่ามาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของรัฐบาลกลางบางข้อไม่มีผลบังคับใช้กับรถรุ่นนี้

 

เอกสารของหน่วยงานระบุว่ารถดังกล่าวไม่มีระบบควบคุมด้วยมือแบบดั้งเดิมที่ติดตั้งไว้อย่างถาวร ทั้งแป้นเบรก, คันเร่ง, พวงมาลัย และกระจกมองข้าง

 

กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ NHTSA ตรวจสอบเรื่องลักษณะนี้ เพราะเมื่อปี 2022 หน่วยงานเคยตรวจสอบ Zoox บริษัทรถยนต์ไร้คนขับในเครือ Amazon ในรูปแบบเดียวกัน หลังบริษัทประกาศรับรองรถขับเคลื่อนอัตโนมัติของตัวเอง

 

ผลของกรณีดังกล่าวคือเมื่อปีที่ผ่านมา หน่วยงานได้ปิดการสอบสวนและอนุญาตให้ Zoox นำโรโบแท็กซี่มาให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ ผ่านการยกเว้นชั่วคราวครั้งแรกสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ผลิตในสหรัฐฯ

 

หน่วยงานกำกับดูแลใช้ท่าทีระมัดระวังกับรถยนต์ไร้คนขับมาตลอดหลายปี ทว่าเมื่อเดือนมิถุนายน NHTSA ได้เสนอกฎใหม่ที่จะยกเลิกข้อกำหนดเรื่องแป้นเหยียบสำหรับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายให้เทคโนโลยีใหม่ออกสู่ท้องถนนได้เร็วขึ้น

 

ปัจจุบันหน่วยงานสามารถให้ข้อยกเว้นแก่ผู้ผลิตรถยนต์เพื่อขายรถที่ยังไม่เป็นไปตามกฎทุกข้อได้ แต่จำกัดไว้ที่ 2,500 คันต่อปี ขณะที่ผู้ผลิตก็สามารถรับรองด้วยตัวเองได้ว่าเทคโนโลยีของตนเป็นไปตามเกณฑ์ความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง

 

โฆษกของ NHTSA ระบุว่า Tesla ยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอข้อยกเว้นสำหรับ Cybercab แต่หน่วยงานได้ติดต่อกับบริษัทและติดตามสถานการณ์อยู่ ขณะที่ Tesla ยังไม่ตอบกลับคำขอความเห็นในทันที

 

ตัวเลขจริงที่ยังห่างจากคำสัญญาของมัสก์

 

ความท้าทายอีกด้านของ Tesla คือช่องว่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่ อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เคยให้ภาพไว้กับนักลงทุน

 

มัสก์เคยระบุว่า Tesla จะมีบริการเรียกรถไร้คนขับครอบคลุมครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2025 และจะมีโรโบแท็กซี่ของบริษัทหลายล้านคันวิ่งบนถนนภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่บริษัทเคยระบุว่า Cybercab จะวางขายในราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 987,600 บาท)

 

จนถึงตอนนี้ Tesla สร้างสายการผลิตที่รองรับ Cybercab ได้แล้วมากกว่า 125,000 คันต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับ Cybertruck ที่เป็นรุ่นที่ผลิตน้อยที่สุดของบริษัท

 

ทว่าตัวเลขการใช้งานจริงยังห่างไกลจากนั้นมาก โดยข้อมูลทะเบียนของรัฐเท็กซัสระบุว่า ณ เช้าวันศุกร์ Tesla มีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจดทะเบียนในรัฐรวม 420 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Cybercab เพียง 45 คัน

 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนยังยึดตามคำยืนยันของมัสก์ที่ว่า Cybercab จะครองท้องถนนเมื่อเทคโนโลยีพร้อม

 

อเล็กซานเดอร์ พอตเตอร์ นักวิเคราะห์จาก Piper Sandler เขียนในบทวิเคราะห์เมื่อวันอังคารว่า หากถามว่าการนำ Cybercab ไปวิ่ง 45 คันในออสตินถือเป็นตัวเลขที่ดีหรือไม่ ในมุมมองของเขา ตราบใดที่จำนวนรถให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอไปจนถึงสิ้นปี ก็ถือว่าดีพอแล้ว

 

ย้อนกลับไปมัสก์เปิดตัว Cybercab ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2024 ในงานที่จัดอย่างอลังการที่สตูดิโอ Warner Bros. ในเมืองเบอร์แบงก์ รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมนำเสนอภาพอนาคตที่เต็มไปด้วยแท็กซี่ไร้คนขับและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่คอยเสิร์ฟเครื่องดื่มในบาร์

 

แต่ความคืบหน้าหลังจากนั้นกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยการผลิตรถรุ่นนี้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อต้นปีนี้ และมีการพบเห็น Cybercab บางคันในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ ในสภาพที่ยังติดตั้งพวงมาลัยและมีคนนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

 

ทั้งนี้ กฎระเบียบด้านความปลอดภัยของรัฐบาลกลางในปัจจุบันยังคงห้าม Tesla ขาย Cybercab ให้ผู้บริโภคทั่วไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.92 บาท ณ วันที่ 4 กันยายน 2569

 

ภาพ : Tada Images / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Cybercab รถไร้พวงมาลัยเริ่มรับผู้โดยสารในออสติน ด้าน NHTSA เปิดตรวจสอบ หลัง Tesla รับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้วยตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เปิดฉากคลื่นสินค้าใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 9 กันยายนนี้ แต่ iPhone จอพับตัวชูโรงกลับผลิตได้วันละไม่กี่ร้อยเครื่อง https://thestandard.co/apple-foldable-iphone-production-issues/ Sat, 05 Sep 2026 10:01:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1251289 ภาพประกอบข่าว Apple เตรียมเปิดตัว iPhone จอพับ แต่มีปัญหาการผลิตทำให้ได้จำนวนจำกัด

Apple เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน Surprise and Shine ว […]

The post Apple เปิดฉากคลื่นสินค้าใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 9 กันยายนนี้ แต่ iPhone จอพับตัวชูโรงกลับผลิตได้วันละไม่กี่ร้อยเครื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Apple เตรียมเปิดตัว iPhone จอพับ แต่มีปัญหาการผลิตทำให้ได้จำนวนจำกัด

Apple เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน Surprise and Shine วันที่ 9 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ จอห์น เทอร์นัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ขึ้นเวทีเปิดตัว iPhone และ Apple Watch รุ่นล่าสุด

 

 

รายงานของ มาร์ก เกอร์แมน จาก Bloomberg ระบุว่างานดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะบริษัทกำลังจะเข้าสู่ช่วงเปิดตัวอุปกรณ์ต่อเนื่องครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยสินค้ารูปแบบใหม่และหมวดสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดปี 2026, 2027 และปีถัดๆ ไป

 

ความเคลื่อนไหวนี้ต่างจากที่ผ่านมา เพราะ Apple ใช้เวลาเกือบ 15 ปีไปกับการขัดเกลาสินค้าที่มีอยู่และเปิดตัวบริการเพื่อสร้างรายได้ประจำ แม้จะบุกหมวดสินค้าใหม่อย่าง Apple Watch และ AirPods อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีสินค้าแนวคิดใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

ทำไมจังหวะเปลี่ยนซีอีโอถึงมาลงตัวกับงานนี้

 

Apple ใช้เวลา 5 ปีที่ผ่านมาพัฒนาสินค้าชุดนี้ โดยเทอร์นัสเขียนถึงพนักงานเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่าเขาตื่นเต้นมากกับทุกอย่างที่เตรียมไว้ และการเปิดตัวครั้งใหญ่ในสัปดาห์หน้าจะออกมายอดเยี่ยม

 

เขาเสริมว่าตนตื่นเต้นไม่แพ้กันกับสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้น ทั้งสินค้าที่อยู่ระหว่างพัฒนาและสินค้าที่ยังไม่เคยจินตนาการถึงด้วยซ้ำ

 

ที่น่าสนใจคือแม้ ทิม คุก จะเป็นซีอีโอในช่วงที่สินค้าเหล่านี้ถูกคิดและพัฒนาขึ้น แต่ผลงานส่วนใหญ่มาจากทีมของเทอร์นัสภายในบริษัท การที่คุกตัดสินใจให้เทอร์นัสเป็นคนเปิดตัวจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงยุคถัดไปของ Apple

 

ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งซีอีโอจึงถูกกำหนดไว้ที่วันที่ 1 กันยายน ซึ่งทำให้เทอร์นัสเข้ารับตำแหน่งก่อนงานเปิดตัวเพียงไม่กี่วัน และได้นำเสนอผลงานที่ตัวเองดูแลมาด้วยตัวเอง

 

iPhone จอพับ ตัวชูโรงที่ราคาอาจทะลุ 65,800 บาท

 

สินค้าที่เป็นหัวใจของการเปิดตัวปีนี้คือสมาร์ทโฟนจอพับได้ ซึ่งคนจำนวนมากภายใน Apple เรียกกันว่า iPhone Ultra

 

ตัวเครื่องจะมีจอด้านในขนาดใหญ่และจอด้านนอกขนาดเล็ก โดยเมื่อพับแล้วจะมีขนาดใกล้เคียงกับหนังสือเดินทาง

 

สำหรับสเปกหลักที่คาดว่าจะมาคือชิป A20 Pro, โมเด็ม C2 ที่พัฒนาขึ้นเอง, ตัวเลือกสีโทนเข้มและโทนสว่าง, กล้องปกติและกล้องอัลตราไวด์โดยไม่มีเลนส์เทเลโฟโต, รองรับ Touch ID, การทำงานหลายหน้าจอพร้อมกันแบบแบ่งครึ่ง, บานพับที่ล้ำกว่าเดิม และรอยพับที่มองเห็นได้น้อยกว่าอุปกรณ์จอพับรุ่นก่อนหน้ามาก

 

ในแง่ราคานั้น คาดว่าจะสูงเกิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 65,800 บาท

 

ปัญหาการผลิตที่อาจทำให้ของขาดตั้งแต่วันแรก

 

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Nikkei Asia ชี้ว่าการผลิต iPhone จอพับในช่วงเริ่มต้นทำได้เพียงหลักไม่กี่ร้อยเครื่องต่อวันเท่านั้น โดยสาเหตุหลักมาจากมาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดอย่างมากของบริษัท

 

ผู้บริหารในห่วงโซ่อุปทานที่รับรู้เรื่องนี้อธิบายว่า Apple มีข้อกำหนดด้านคุณภาพที่สูงมาก และยังเพิ่มรอบทดลองผลิตอีกครั้งในเดือนสิงหาคมก่อนเข้าสู่การผลิตจริง ทำให้กำลังการผลิตไต่ขึ้นอย่างช้าๆ

 

ความน่ากังวลอยู่ที่ช่องว่างระหว่างกำลังผลิตจริงกับเป้าหมาย โดย Nikkei Asia เคยรายงานว่า Apple ตั้งเป้าผลิต iPhone จอพับให้ได้ 8-10 ล้านเครื่องในปีนี้ ขณะที่ผู้บริหารในอุตสาหกรรมระบุว่าโดยปกติต้องผลิตให้ได้หลายหมื่นเครื่องต่อวันจึงจะถึงเป้าดังกล่าว

 

ต้นตอของความล่าช้ามาจากมาตรฐานที่สูงกว่าผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายอื่น ทั้งการทดสอบภายใต้สภาวะที่รุนแรงกว่า, การกำหนดจำนวนรอบการพับที่มากกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ และการเรียกร้องความเรียบของหน้าจอที่มากกว่า

 

แหล่งข่าวอีกรายระบุว่าความเรียบของพื้นผิวและประสิทธิภาพของบานพับ คือรายละเอียดที่ Apple ขอให้ผลิตออกมาได้ดีขึ้น ขณะที่แหล่งข่าว 2 รายให้ข้อมูลว่าบริษัทเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบอีกรอบในเดือนสิงหาคม เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตจำนวนมากได้ตามแบบที่ออกไว้ ซึ่งทำให้การผลิตเชิงพาณิชย์เลื่อนออกไปหลายสัปดาห์

 

ผลที่ตามมาซึ่งแหล่งข่าวกังวลคือหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น อาจทำให้สินค้ามีจำนวนจำกัดในช่องทางจำหน่ายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขาย

 

สินค้าอื่นที่จะตามมาในงานและปีถัดไป

 

นอกจากรุ่นจอพับแล้ว iPhone 18 Pro และ Pro Max จะมีหน้าตาแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อน ยกเว้นตัวเลือกสีใหม่อย่างสีฟ้าอ่อนและสีแดงเข้ม โดยของใหม่จะอยู่ภายในเครื่องเป็นหลัก ทั้งชิป A20 Pro, โมเด็ม C2, แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น และระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ที่ดีขึ้นเพื่อป้องกันเครื่องร้อนเกินไป

 

กล้องก็ได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยจะมีช่องรับแสงแบบปรับได้เชิงกลเพื่อควบคุมปริมาณแสงและระยะชัดลึกได้แม่นยำขึ้น อย่างน้อยในรุ่น Pro Max

 

ด้าน Apple Watch Series 12 และ Ultra 4 จะมาพร้อมสีใหม่และตัวเรือนเซรามิกในรุ่น Series 12 พร้อมฟีเจอร์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายใหม่ ขณะที่ชิ้นส่วนภายในที่อัปเกรดจะช่วยรองรับ Siri เวอร์ชันที่ผสาน AI

 

ฟีเจอร์หนึ่งที่กำลังทดสอบคือเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจต่อเนื่องที่ทำงานได้ทั้งวัน ไม่ว่าผู้ใช้จะออกกำลังกายอยู่หรือไม่

 

ส่วน AirPods 5 จะเป็นการปรับโฉมรุ่นเริ่มต้น โดยมีทั้งรุ่นปกติและรุ่นตัดเสียงรบกวน ซึ่งยังไม่ใช่รุ่นที่มีกล้องในตัวสำหรับงาน AI ที่ถูกเลื่อนไปปีหน้า

 

ขณะที่ Apple TV และ HomePod mini จะมีหน้าตาคล้ายเดิม แต่ได้ชิปที่เร็วขึ้นเพื่อรองรับ Siri เวอร์ชัน AI เป็นครั้งแรก โดยฝั่ง Apple TV จะมีการปรับรีโมตด้วย ส่วน HomePod รุ่นเต็มขนาดที่รองรับ Siri เวอร์ชัน AI นั้นกำลังทดสอบอยู่ แต่ยังไม่น่าจะออกมาในเร็ววันนี้

 

สำหรับฝั่งแท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ iPad mini จะได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสินค้ารุ่นนี้ ด้วยการใส่จอ OLED เป็นครั้งแรก ซึ่งให้สีสดกว่า คอนทราสต์คมกว่า และให้สีดำที่ดำจริงเพราะไม่ต้องใช้ไฟส่องหลังจอ

 

ขณะที่ iMac จะได้ชิป M6 และอาจมีสีตัวเครื่องใหม่ ซึ่งเป็นการอัปเดตครั้งแรกในรอบ 2 ปี ส่วน MacBook Pro ขนาด 14 นิ้วจะหน้าตาเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนจากชิป M5 รุ่นพื้นฐานเป็น M6 รุ่นเริ่มต้น

 

สินค้าที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดคือ MacBook จอสัมผัสรุ่นแรก หลัง Apple ตัดสินใจราวปี 2022 ว่าจะเข้าสู่ตลาดโน้ตบุ๊กจอสัมผัส

 

รุ่นดังกล่าวจะเป็นการปรับโฉม MacBook Pro ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี ด้วยจอมัลติทัช, เทคโนโลยี OLED และ Dynamic Island แบบที่มีใน iPhone พร้อมอินเทอร์เฟซซอฟต์แวร์ที่ปรับให้เหมาะกับการใช้นิ้วสัมผัสมากขึ้น โดยจะมีทั้งขนาด 14 และ 16 นิ้ว ใช้ชิป M5 Pro และ M5 Max ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม

 

อีกหมวดสินค้าใหม่ที่วางแผนไว้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าคือศูนย์ควบคุมบ้านอัจฉริยะที่มีหน้าจอ ซึ่งจะเป็นจอทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดราว 7 นิ้ว

 

จุดขายของอุปกรณ์นี้คือ Siri เวอร์ชัน AI และความสามารถในการจดจำใบหน้า ซึ่งจะแสดงเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะกับคนที่กำลังมองอุปกรณ์อยู่ โดยจะมีทั้งรุ่นที่วางบนโต๊ะข้างเตียงและรุ่นที่ติดผนัง สามารถรันวิดเจ็ต, หน้าปัดนาฬิกา และแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงใช้ FaceTime และควบคุมอุปกรณ์ในบ้านได้

 

สินค้าตัวนี้จะถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของ Apple ในตลาดบ้านอัจฉริยะเท่าที่เคยมีมา

 

ทั้งนี้ แผนและกำหนดการของบริษัทยังมีความยืดหยุ่นในหลายกรณี ซึ่งอุปกรณ์บางตัวอาจถูกเลื่อนออกไปหรือถูกยกเลิกไปเลยก็ได้ ขณะที่โฆษกของ Apple ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว เช่นเดียวกับที่ไม่ตอบคำขอความเห็นเรื่องกำลังการผลิต

 

อ้างอิง:

The post Apple เปิดฉากคลื่นสินค้าใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 9 กันยายนนี้ แต่ iPhone จอพับตัวชูโรงกลับผลิตได้วันละไม่กี่ร้อยเครื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่ https://thestandard.co/uber-layoffs-remote-work-robotaxi-push/ Sat, 05 Sep 2026 07:03:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1251258 โลโก้ Uber สีดำ พร้อมข้อความ Uber ปลดพนักงาน 3,300 คนทั่วโลก นำเงินไปลุยรถไร้คนขับ

Uber ประกาศปลดพนักงานราว 3,300 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 1 […]

The post เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Uber สีดำ พร้อมข้อความ Uber ปลดพนักงาน 3,300 คนทั่วโลก นำเงินไปลุยรถไร้คนขับ

Uber ประกาศปลดพนักงานราว 3,300 ตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 10% ของพนักงานทั่วโลก ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด โดยมีเป้าหมายลดชั้นการบริหารลงและโยกเงินไปลงทุนในธุรกิจหลักอย่างเรียกรถ, เดลิเวอรี และโรโบแท็กซี่

 

 
 

ดารา คอสโรว์ชาฮี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Uber ระบุในอีเมลถึงพนักงานว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้บริษัทมีชั้นการบริหารมากขึ้น, ต้องประสานงานกันมากขึ้น และความรับผิดชอบในงานกระจัดกระจาย

 

เขาอธิบายเพิ่มว่าโครงสร้างบางอย่างเคยเหมาะสมในตอนที่ธุรกิจยังเล็ก แต่ไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้ พร้อมระบุว่าการลดคนจะทำให้ Uber อยู่ในจุดที่พร้อมกว่าเดิมสำหรับโอกาสครั้งใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า

 

ผลของการปรับครั้งนี้ทำให้จำนวนพนักงานของบริษัทลดลงเหลือต่ำกว่า 30,000 คน ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับเมื่อปี 2021 ก่อนเข้าสู่ช่วงขยายตัวรอบล่าสุด

 

ด้านตลาดทุนตอบรับในเชิงบวก โดยราคาหุ้น Uber ปรับขึ้นสูงสุด 2.1% แตะ 76.79 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,526 บาท) ในตลาดนิวยอร์ก ก่อนจะลดช่วงบวกลงมาปิดที่บวกไม่ถึง 1%

 

หั่นหัวหน้างาน 20% และยุบทีมเล็กลงครึ่งหนึ่ง

 

รายละเอียดของการปรับโครงสร้างมุ่งไปที่ตำแหน่งงานด้านการบริหารและการประสานงานเป็นหลัก โดยคอสโรว์ชาฮีระบุว่าบริษัทได้ลดตำแหน่งที่เน้นงานประสานงานเป็นหลักลง และกำหนดขอบเขตงานของตำแหน่งประสานงานที่ยังเหลืออยู่ให้แน่นอนขึ้น

 

ในแง่ตัวเลข Uber จะลดจำนวนหัวหน้างานลง 20% โดยบางส่วนถูกโยกไปเป็นพนักงานที่ทำงานด้วยตัวเองโดยไม่มีลูกน้อง ทว่าบริษัทไม่ได้เปิดเผยว่าในจำนวนหัวหน้างานทั้งหมดมีสัดส่วนเท่าใดที่ถูกปลดจริง

 

โฆษกของบริษัทระบุว่าการปลดครั้งนี้ค่อนข้างได้สัดส่วนกันในทุกระดับอาวุโส และกระทบทั้งพนักงานระดับหัวหน้าและพนักงานทั่วไป

 

อีกมาตรการที่เห็นผลทันทีคือการยุบทีมขนาดเล็กมากที่บริษัทเรียกว่า Micro-team ซึ่งเป็นทีมที่มีลูกน้องเพียง 1-2 คน โดยจะลดจำนวนลงราวครึ่งหนึ่ง พร้อมลดจำนวนพนักงานที่ต้องไต่สายบังคับบัญชาเกิน 7 ระดับกว่าจะถึงซีอีโอ

 

นอกจากนี้บริษัทยังรวมทีมงานหลักเข้าด้วยกันทั้งฝ่ายวิศวกรรม, วิทยาศาสตร์ และเดลิเวอรี รวมถึงการรวม 3 ทีมปฏิบัติการที่ดูแลร้านอาหาร, ค้าปลีก และบริการเดลิเวอรีที่รับจ้างส่งในนามแบรนด์อื่นเข้าไว้ด้วยกัน

 

พร้อมกันนี้ Uber ยังเข้มงวดกับนโยบายการทำงานมากขึ้น โดยขอให้พนักงานเกือบทั้งหมดเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศหลักอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน และจำกัดให้เหลือพนักงานที่ทำงานทางไกลได้เพียงราว 1% เท่านั้น

 

เงินที่ประหยัดได้ กับเดิมพันในโรโบแท็กซี่

 

สำหรับเม็ดเงินที่บริษัทจะประหยัดได้นั้น นักวิเคราะห์แต่ละสำนักประเมินไว้ต่างกันพอสมควร โดยนักวิเคราะห์จาก Citi ประเมินว่าการปลดพนักงานครั้งนี้จะช่วยประหยัดเงินได้ราว 825 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 2.71 หมื่นล้านบาท)

 

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ประเมินสูงกว่านั้น โดยมองว่าอาจอยู่ที่ราว 1,500-2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 4.93-6.58 หมื่นล้านบาท

 

โรนัลด์ โจซีย์ นักวิเคราะห์จาก Citi ระบุว่าการดำเนินการครั้งนี้มีแนวโน้มว่าเกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ของ Uber

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence เตือนว่าการลงทุนที่หนักขึ้นในยานยนต์ไร้คนขับอาจจำกัดประโยชน์ที่จะเห็นในอัตรากำไรระยะสั้น

 

เหตุผลที่ต้องเก็บเงินก้อนนี้ไว้ก็เพราะ Uber ให้คำมั่นว่าจะใช้เงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.29 แสนล้านบาท) เพื่อขยายเครือข่ายโรโบแท็กซี่ในช่วงหลายปีข้างหน้า

 

การเดิมพันดังกล่าวตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าฐานลูกค้ากว่า 200 ล้านคนจะทำให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ในการนำยานยนต์ไร้คนขับมาทำเงินจริง

 

โดย Uber วางแผนให้บริการโรโบแท็กซี่ในอย่างน้อย 15 เมืองภายในปีนี้ ซึ่งเป็นการแข่งขันโดยตรงกับ Waymo ในเครือ Alphabet และ Tesla ของ อีลอน มัสก์ ที่ต่างเร่งเปิดบริการในตลาดใหญ่เช่นกัน

 

ในระหว่างนี้บริษัทได้โยกเงินทุนในหลายรูปแบบตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งการลดสัดส่วนการถือหุ้นในบางบริษัท และการเข้าลงทุนใน Avride, Lucid Group, Nuro และ Rivian Automotive

 

ความคืบหน้าล่าสุดคือเมื่อเดือนก่อน Uber ระบุว่า Wayve พันธมิตรในอังกฤษได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานขนส่งกรุงลอนดอน ให้เปิดบริการโรโบแท็กซี่เชิงพาณิชย์โดยมีคนขับนั่งกำกับอยู่หลังพวงมาลัย

 

แรงกดดันจากคู่แข่ง และโจทย์ที่ยังแก้ไม่ตกในธุรกิจเดลิเวอรี

 

ฉากหลังของการรื้อโครงสร้างครั้งนี้คือแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นรอบด้าน โดยราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงแล้ว 7% นับตั้งแต่ต้นปี

 

ในธุรกิจส่งอาหาร แม้ Uber Eats จะได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในอังกฤษ, ฝรั่งเศส และเยอรมนี แต่กลับเสียพื้นที่ในสหรัฐฯ ให้ DoorDash ซึ่งขยายส่วนแบ่งขึ้นไปอยู่ที่ราว 64% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตโควิดสิ้นสุดลง

 

ขณะที่ Uber มีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ 31% ตามข้อมูลของ YipitData

 

ปัญหาดังกล่าวซ้อนทับกับความไม่นิ่งในระดับผู้บริหาร โดยปัจจุบัน แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ ประธานบริษัท เข้ามาดูแลธุรกิจส่งอาหารเป็นการชั่วคราว หลัง ซูซาน แอนเดอร์สัน ลาออกไปเมื่อเดือนมิถุนายน หลังรับตำแหน่งได้เพียงปีเศษ

 

เขากำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งบริษัทได้รวมทีมปฏิบัติการที่ดูแลผู้ส่งของ, ร้านอาหาร และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกันแล้ว ขณะที่ยังอยู่ระหว่างสรรหาหัวหน้าฝ่ายเดลิเวอรีระดับโลกและหัวหน้าฝ่ายพาณิชย์คนใหม่

 

อีกภารกิจใหญ่ที่รออยู่คือการรวมกิจการกับ Delivery Hero กลุ่มธุรกิจส่งอาหารจากเบอร์ลิน หลังตกลงเข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่า 13,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.97 แสนล้านบาท) เมื่อเดือนกรกฎาคม

 

ที่น่าสังเกตคือคอสโรว์ชาฮีไม่ได้พูดถึงผลกระทบของ AI ในประกาศครั้งนี้เลย แม้จะมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินงานประจำวันมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ Uber เคยปลดพนักงานแบบเจาะจงมาแล้วในปีนี้ ทั้งฝ่ายบริการลูกค้าและฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมบริษัทปลดพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าไป 10% พร้อมระบุเหตุผลว่ามาจากการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ Uber ต่างจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายอื่นที่ปลดพนักงานถี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยอ้างการทุ่มลงทุนด้าน AI เพราะบริษัทเลี่ยงการลดคนครั้งใหญ่มาตลอดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด และเพิ่งประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าจะชะลอจังหวะการรับคนเข้าทำงานลง

 

ภาพ : Iurii Vlasenko / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เลี่ยงปลดใหญ่มาตลอดตั้งแต่โควิด แต่สุดท้าย Uber ก็ปลด 3,300 คน ลดคนทำงานทางไกลเหลือ 1% เพื่อโยกเงินไปลุยโรโบแท็กซี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW เตรียมลุย Direct PPA รับ PDP 2026 พร้อมศึกษา SMR https://thestandard.co/gulf-data-center-park-direct-ppa-smr/ Fri, 04 Sep 2026 11:05:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1251047 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW

GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center เฟสแรก 1,000 MW รับดีมาน […]

The post GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW เตรียมลุย Direct PPA รับ PDP 2026 พร้อมศึกษา SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW

GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center เฟสแรก 1,000 MW รับดีมานด์ พร้อมขยายลงทุนพลังงานสะอาด หากรัฐคลอดแผน PDP 2026 แง้มยังสนใจศึกษาเทคโนโลยี SMR

 

สมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยหลังร่วมงาน Bangkok Business Summit 2026 ช่วงเสวนาหัวข้อ “Powering Thailand’s Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure” ถึงความคืบหน้าโครงการ Data Center Park ว่า โครงการในเฟสแรกมีขนาดประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ (MW)

 

โดยปัจจุบันมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทไม่ได้มีแผนชะลอการลงทุนแต่อย่างใด

 

สำหรับกระแสความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจ Data Center ในช่วงที่ผ่านมา มองว่าอาจเกิดจากกรณีของผู้ประกอบการบางรายที่ส่งผลให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมถูกมองในแง่ลบ

 

ทั้งที่ผู้พัฒนา Data Center มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุญาต ตลอดจนการเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อชุมชน ทุกมิติ

 

“Data Center ของเราส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้ติดกับชุมชน เราดำเนินการขออนุญาตตามกฎหมายทุกอย่างตามระเบียบ” สมิทธ์กล่าว

 

ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนเข้าใจว่า Data Center โดยทั่วไป มีลักษณะคล้ายห้องแอร์ขนาดใหญ่ หรือห้องคอมพิวเตอร์ที่เราเคยเห็นในบริษัท เพียงแต่เปลี่ยนจากการนำคอมพิวเตอร์ของบริษัทหนึ่งมาไว้รวมกัน เป็นการนำระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัทมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน

 

สำหรับการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ปัจจุบันบริษัทยังใช้ไฟฟ้าจากระบบกริดเป็นหลัก

 

โดยภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถซื้อขายไฟฟ้ากันได้ผ่านรูปแบบ Direct PPA บริษัทจึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าและนำไฟฟ้ามาขายให้กับ Data Center ของบริษัทเองผ่านรูปแบบดังกล่าว

 

“เราทำธุรกิจไฟฟ้าอยู่แล้ว เราก็เป็นทั้งคนซื้อและคนขาย จึงอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะสามารถพัฒนาไฟฟ้าและนำมาขายให้กับ Data Center ของเราได้หรือไม่” สมิทธ์กล่าว

 

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับ Data Center หลายแห่ง โดยบางพื้นที่ได้มีการซื้อที่ดินไว้แล้ว และมีขนาดหลายร้อยไร่

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดและขนาดพื้นที่ทั้งหมดได้ เนื่องจากโครงการมีการทยอยซื้อที่ดินแบ่งเป็นหลายเฟส

 

ทั้งนี้ หากประเมินพื้นที่เบื้องต้น โดยทั่วไป Data Center จะใช้พื้นที่แตกต่างกันตามรูปแบบการออกแบบว่า จะพัฒนาในแนวสูงหรือแนวราบ แต่สัดส่วนที่บริษัทใช้อ้างอิงอยู่ที่ประมาณ 1 เมกะวัตต์ต่อพื้นที่ 0.7 ไร่ ดังนั้นหาก Data Center ขนาด 100 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้พื้นที่ประมาณ 70 ไร่

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีแผนพัฒนาที่ดิน Data Center Park เพิ่มเติม โดยมีการซื้อที่ดินเตรียมพร้อมไว้แล้วจำนวนหลายร้อยไร่

 

สำหรับโครงการระยะแรกที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่โครงการส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่ได้ลงนามสัญญากับลูกค้า จึงยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

 

“ลูกค้าติดต่อเข้ามาทุกวัน มีความต้องการหลายระดับ และมีเท่าไหร่ก็มีลูกค้ารองรับ แต่ตัวเลขของโครงการที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ยังไม่สามารถเปิดเผยได้” สมิทธ์ระบุ

 

สำหรับทิศทางของ PDP ฉบับใหม่ หากภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนพลังงานสะอาดในปริมาณมาก ภาคเอกชนก็พร้อมเข้าร่วมลงทุน

 

โดยจากข้อมูลเบื้องต้น ภายใต้แผน PDP2026 มีทั้งสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และแบตเตอรี่ ซึ่งคาดว่าจะมีกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable) เพิ่มขึ้นรวมกันในระดับ 50,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป

 

หากคิดจากต้นทุนการลงทุนเฉลี่ยของโครงการพลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยสะท้อนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในระดับ 3.5 ล้านล้านบาท จึงจำเป็นต้องมีภาคการเงินเข้ามาสนับสนุนการลงทุน

 

สำหรับเทคโนโลยี Small Modular Reactor (SMR) บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเช่นกัน และหากภาครัฐเปิดทางและสังคมมีความพร้อม บริษัทก็สนใจที่จะเข้าร่วมพัฒนา

 

ทั้งนี้ จุดแข็งของบริษัทคือมีต้นทุนทางการเงินที่สามารถแข่งขันได้ มีความสัมพันธ์ ความน่าเชื่อถือกับเจ้าของเทคโนโลยี และมีขนาดการลงทุนที่ใหญ่เพียงพอที่จะสร้าง Economies of Scale ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง และมีโอกาสเสนอขายไฟฟ้าให้ภาครัฐในราคาที่แข่งขันได้ ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด สมิทธ์ เสนอมุมมองด้านพลังงานของไทย ในเวทีเสวนา อีกว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบด้านพลังงานที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะ Direct PPA, Third Party Access และ Wheeling Charge เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมั่นคง

 

รวมถึงเสนอให้มีรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุน Data Center หรือบอร์ด Data Center เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความเป็นไปได้ของโครงการและเลือกพื้นที่ลงทุนได้อย่างเหมาะสม

The post GULF เดินหน้าพัฒนา Data Center Park 1,000 MW เตรียมลุย Direct PPA รับ PDP 2026 พร้อมศึกษา SMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
Data Center กลายเป็น ‘ของดี’ ที่ไม่มีใครอยากให้อยู่หน้าบ้าน จากออสเตรเลีย-มาเลเซียถึงไทย เปิดปม Ghost Demand กับ ‘บิลก้อนใหญ่’ ที่ประเทศอาจต้องจ่าย https://thestandard.co/data-center-ghost-demand-thailand/ Fri, 04 Sep 2026 01:35:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1250559 ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ

Data Center โตแรงตามกระแส AI แต่เกมนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ไฟต้ […]

The post Data Center กลายเป็น ‘ของดี’ ที่ไม่มีใครอยากให้อยู่หน้าบ้าน จากออสเตรเลีย-มาเลเซียถึงไทย เปิดปม Ghost Demand กับ ‘บิลก้อนใหญ่’ ที่ประเทศอาจต้องจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ

Data Center โตแรงตามกระแส AI แต่เกมนี้ไม่ได้มีแค่ ‘ไฟต้องพอ’ เมื่อออสเตรเลีย-มาเลเซียเริ่มเจอแรงต้านจากชุมชน ขณะที่ไทยกำลังเจอโจทย์ทั้ง NIMBY และ Ghost Demand

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ต้องการ Data Center ไหม แต่คือ ไทยจะดึงคลื่นลงทุน AI อย่างไร ให้เศรษฐกิจได้ประโยชน์ โดยไม่ผลักต้นทุนไฟ-น้ำและโครงสร้างพื้นฐานไปให้คนทั้งประเทศ

 

ในวันที่ 4 ก.ย. จะมีการประชุมบอร์ดครั้งแรก พร้อมชวนจับตา PDP 2026 ซึ่งจะกำหนดดีมานด์การใช้พลังงาน

 

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องเลือกให้รอบคอบ

 

Cloud ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโตขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2010

 

การพัฒนา Data Center ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 จากแรงขับเคลื่อนของ Cloud Computing และการสตรีมวิดีโอ ก่อนที่ AI จะเข้ามาเพิ่มแรงส่งอีกระลอก

 

ข้อมูลจาก McKinsey & Co. ระบุว่า ความต้องการ Data Center ในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 28 กิกะวัตต์ในปี 2025 หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของความต้องการทั่วโลก เป็นรองเพียง ‘อเมริกาเหนือ’ ที่มีสัดส่วน 43% และคาดว่ากำลังการผลิตในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี 2030

 

เมื่อ Data Center ขยายตัว ความต้องการพลังงานก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จาก 173 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2025 เป็น 378 เทราวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2030 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รัฐบาลในหลายประเทศมองว่าอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตนี้เป็นช่องทางสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ยังไม่คาดว่าการก่อสร้าง Data Center จะชะลอตัวลงในเร็วๆ นี้

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ Data Center ซึ่งส่วนใหญ่ยังเผชิญกับข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลที่จำกัด กำลังถูกตรวจสอบจากสาธารณชนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นแรงกดดันต่อแหล่งพลังงาน น้ำ และสภาพแวดล้อมในพื้นที่

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 1

 

เจมส์ เมอร์ฟี กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ DC Byte บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Data Center กล่าวว่า ‘ข้อจำกัดต่อ Data Center ไม่ใช่เรื่องใหม่’

 

โดยมีตัวอย่างทั้งในยุโรปและสิงคโปร์ แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของบางพื้นที่ในสหรัฐฯ ที่เริ่มระงับโครงการก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม อาจเป็นเพียงการ ‘ขยายสิ่งปัญหาใต้พรม’

 

“ความต้องการยังคงร้อนแรงในแทบทุกตลาดในภูมิภาคนี้ มีเพียงไม่กี่แห่งที่เป็นข้อยกเว้น เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากความเฟื่องฟู”

 

เมอร์ฟีกล่าวกับ Nikkei Asia พร้อมเตือนว่า ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ผู้พัฒนาโครงการ ‘ไม่ได้มีส่วนร่วมกับชุมชน’

 

ออสเตรเลีย เจอโจทย์ใหญ่ ไฟ-น้ำ ไม่พอ

 

กรณีของออสเตรเลียสะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เมื่อ NextDC ผู้ให้บริการ Data Center รายใหญ่ของประเทศ รายงานการใช้พลังงานและน้ำที่เพิ่มขึ้นในปีงบ 2026 แม้ผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยรายได้เพิ่มขึ้น 16% และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 82.1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า การขยายกำลังการให้บริการ Data Center ไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะความสามารถในการประมวลผล แต่ยังหมายถึงความต้องการใช้ ‘ทรัพยากร’ ที่มากขึ้น

 

โดย NextDC ระบุว่าอัตราการใช้น้ำต่อพลังงาน (Water Usage Effectiveness: WUE) เพิ่มขึ้นเป็น 2.40 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง จาก 2.25 ลิตรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในปีก่อน ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Power Usage Effectiveness: PUE) เพิ่มเป็น 1.49 จาก 1.44 ซึ่งเป็นการปรับตัวแย่ลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

 

เพื่อนบ้านมาเลเซีย เริ่มเจอแรงต้าน Data Center หนัก

 

สัญญาณการต่อต้านไม่ได้จำกัดอยู่ในออสเตรเลีย แต่เริ่มปรากฏในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน โดยในมาเลเซียมีกรณีที่แรงต่อต้านจากชุมชนทำให้ผู้พัฒนาต้องถอนตัวจากโครงการ ที่โคตา ดามันซารา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ผู้พัฒนาโครงการ Data Center ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ได้ถอนใบสมัครเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม หลังเผชิญแรงต่อต้านจากประชาสังคมหนัก การถอนตัวเกิดขึ้นหลังมีการยื่นคำร้องออนไลน์ โดยผู้จัดทำคำร้องแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขาดความโปร่งใสในการพัฒนาโครงการ รวมถึงผลกระทบด้าน ‘มลภาวะทางเสียง’ และความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

 

ซารา ไอเซีย ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน วัย 28 ปี เข้าร่วมการรณรงค์ ยื่นคำร้องรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 6,000 รายชื่อ ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

 

“หน่วยงานท้องถิ่นควรแจ้งให้พื้นที่โดยรอบทราบเกี่ยวกับการพัฒนาใหม่ใดๆ” ไอเซียกล่าว พร้อมระบุว่า ผู้คนที่เธอพูดคุยด้วย ไม่มีใครได้รับแจ้ง อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับโครงการ

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 2

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้มีการประท้วงในเมืองเกลัง ปาตะห์ รัฐยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสิงคโปร์ โดยชาวบ้านราว 50 คนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อต่อต้านโรงงานที่ดำเนินการโดย ZDATA Technologies จากจีน ซึ่งให้บริการแก่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน รวมถึง ByteDance (TikTok)

 

อาดิบ ซัลกาปลี กรรมการผู้จัดการของ Viewfinder Global Affairs บริษัทที่ปรึกษาในมาเลเซีย มองว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นในเวลานี้ยังเป็นเพียง ‘การต่อต้านเฉพาะจุด’ มากกว่าจะพัฒนาเป็นประเด็นระดับชาติ แต่เมื่อสาธารณชนตระหนักถึงการลงทุนใน Data Center มากขึ้น เขาคาดว่าจะเห็นการตรวจสอบโครงการที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

“เราสามารถคาดหวังได้ว่าจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นจากสาธารณชน ไม่ใช่แค่ในมาเลเซียเท่านั้น แต่รวมถึงทั่วทั้งภูมิภาคด้วย” เขากล่าว

 

กฎเข้มขึ้น อาจไม่หยุด AI แต่กำลังเปลี่ยน ‘แผนที่ลงทุน’

 

แม้เสียงคัดค้านจากชุมชนจะเพิ่มขึ้น แต่การยกระดับกฎระเบียบอาจไม่ได้ทำให้ความต้องการ Data Center ในภูมิภาคลดลง หากแต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทาง การลงทุนไปยังประเทศหรือพื้นที่ที่ ‘พร้อมรองรับ’ มากกว่า

 

เมอร์ฟีจาก DC Byte กล่าวว่า “นโยบายสามารถจำกัดการลงทุนของแต่ละประเทศได้ แต่โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ความต้องการเหล่านั้นจะพบตลาดหรือพื้นที่ที่ยินดีรองรับมันเอง”

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่มอสส์เวลในออสเตรเลีย ไปจนถึงมาเลเซีย จึงสะท้อนโจทย์ร่วมของ Data Center ยุค AI ว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนอาจไม่ได้จบลงเพียงการมีพื้นที่และไฟฟ้าเพียงพอ

 

แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกับต้นทุนที่ชุมชนและระบบสาธารณูปโภคต้องแบกรับ

 

เพราะยิ่ง AI ขยายตัวเร็วเท่าไร คำถามเรื่อง ‘ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุนของการเติบโต’ ก็ยิ่งหลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นเท่านั้น

 

ปรากฎการณ์ NIMBY-Ghost Demand 2 โจทย์ใหม่ไทย รัฐต้องไม่ลงทุนรับ ‘ดีมานด์ลวง’

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 3

 

ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การขยายตัวของ Data Center ในไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญ 2 ด้านที่ต้องจับตา

 

คือ ปรากฏการณ์ NIMBY (Not In My Backyard) ที่ประชาชนยอมรับความจำเป็นของ Data Center แต่ไม่ต้องการให้มาตั้งอยู่ใกล้บ้าน

 

และความเสี่ยงจาก ‘Ghost Demand’ หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ถูกจองไว้จำนวนมาก แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมดหรือไม่

 

ณัฐ มองว่า Data Center ไม่ใช่ธุรกิจที่ควรถูกมองว่าเป็นภัย เพราะโดยตัวมันเองแทบไม่ได้ปล่อยมลพิษ และความเสี่ยงด้านไฟไหม้ เสียง หรือความร้อน สามารถออกแบบระบบป้องกันและลดผลกระทบได้ หากมีการประเมินตั้งแต่ก่อนก่อสร้าง

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Data Center มีขนาดใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวจากในอดีต ผลกระทบที่ต้องพิจารณาก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ Data Center ขนาด 1-5 เมกะวัตต์ อาจแทบไม่สร้างผลกระทบที่ชุมชนรับรู้ได้ แต่ปัจจุบันโครงการขนาดใหญ่สามารถใช้ไฟฟ้าในระดับหลายสิบเมกะวัตต์ และอาจเพิ่มขึ้นไปถึงระดับหลายร้อยเมกะวัตต์

 

“ปัญหาไม่ใช่ว่า Data Center น่ากลัว แต่เมื่อมันใหญ่ขึ้น มันต้องมีการตรวจสอบผลกระทบที่ดี ทั้งเรื่องเสียง ความร้อน ความเสี่ยงจากไฟไหม้ และการใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วค่อยถามว่าทำไมเสียงดัง หรือทำไมชุมชนได้รับผลกระทบ”

 

NIMBY : ชาวบ้านไม่ได้ปฏิเสธ Data Center แต่ไม่เอาไว้หน้าบ้าน

 

ณัฐ กล่าวอีกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่สะท้อนลักษณะของ NIMBY หรือ ‘Not In My Backyard’ คือประชาชนอาจไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของ Data Center แต่เมื่อโครงการเข้ามาอยู่ใกล้ชุมชน ความกังวลเรื่องเสียง ความร้อน ความปลอดภัย ระบบน้ำมันสำรอง หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็เพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น การแก้ปัญหาไม่ควรใช้เพียงการสื่อสารว่า Data Center ‘ไม่อันตราย’ แต่ต้องทำให้การเลือกพื้นที่และการอนุญาตตั้งอยู่บนข้อมูลที่ชัดเจน

 

แนวทางหนึ่งคือการกำหนด Zoning หรือพื้นที่รองรับ Data Center ล่วงหน้า เพื่อให้รัฐสามารถประเมินความพร้อมทั้งด้านไฟฟ้า ระบบส่ง น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อชุมชนได้ก่อนเปิดให้ลงทุน

 

อย่างกรณีของมาเลเซีย สะท้อนบทเรียนดังกล่าว โดยพื้นที่ยะโฮร์เคยได้รับความสนใจจาก Data Center จำนวนมากจากการอยู่ใกล้สิงคโปร์ แต่มีการกำหนดพื้นที่และกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น เพื่อไม่ให้การขยายตัวของ Data Center กระทบชุมชนและทรัพยากรของประเทศโดยไม่มีการวางแผน

 

‘Ghost Demand’ อีกด้านที่อาจกระทบคนทั้งประเทศ

 

ขณะที่ NIMBY เป็นปัญหาในระดับพื้นที่ อีกโจทย์ที่ใหญ่กว่าคือ Ghost Demand

 

ณัฐ ชี้ว่า ปัจจุบันมีคำขอใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center ในระดับสูงมาก

 

หากทุกโครงการเกิดขึ้นจริง ความต้องการไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบัน

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 4

 

ปัญหา คือ Data Center สามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 1-2 ปี แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าและระบบส่ง ต้องใช้เวลาหลายปีในการลงทุน

 

หากรัฐเร่งลงทุนระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับคำขอจำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดโครงการบางส่วนไม่เกิดขึ้น หรือใช้ไฟไม่ถึงระดับที่จองไว้ ประเทศไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับ ‘ความต้องการที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’

 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดึง Data Center เข้ามาไม่ควรดูเพียงตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องดู Commitment การใช้ไฟฟ้าจริงควบคู่กันด้วย

 

เตือนรัฐอย่าแข่งแจกสิทธิประโยชน์ แนะรอบคอบ ‘ไทยเลือกได้’

 

สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต เพราะเมื่อสิงคโปร์เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน และมาเลเซียเริ่มชะลอการขยายตัวของ Data Center ไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุน

 

ดังนั้น ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการเสนอ สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้มากที่สุดอีกต่อไป

 

แต่ควรเปลี่ยนเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขว่า หากนักลงทุนต้องการเข้ามาใช้ทรัพยากรของไทย นักลงทุนจะสร้างคุณค่าอะไรกลับคืนให้ประเทศ

 

ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การลงทุนในระบบส่งไฟฟ้า การสร้าง Ecosystem รวมถึงมาตรการชดเชยหรือดูแลชุมชนในพื้นที่ตั้งโครงการ

 

“วันนี้เราไม่จำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์ เพราะทุกคนอยากมาอยู่แล้ว เราควรทำตัวเป็นคนที่หล่อเลือกได้ ให้เขาเข้ามาบอกว่า ถ้าอยากเปิด Data Center ขนาดใหญ่ในไทย จะให้อะไรกับประเทศบ้าง” ณัฐ กล่าวย้ำ

 

ท้ายที่สุด โจทย์ Data Center ของไทยจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะ ‘เอา’ หรือ ‘ไม่เอา’

 

จับตา PDP 2026 และบอร์ด Data Center ถกนัดแรก 4 ก.ย.

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับไทย สิ่งที่ต้องจับตาคือ การประชุมบอร์ด Data Center นัดแรกในวันที่ 4 กันยายน 2569

 

โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน หลังพบข้อกังวลว่า Data Center บางแห่งอาจอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ในการขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารประเภทอื่น ก่อนนำไปประกอบกิจการ Data Center ทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอาจไม่ครอบคลุม

 

การประชุมครั้งนี้จึงน่าจับตาว่า ไทยจะวางกติกา Data Center อย่างไร

 

โดย IEA คาดว่าการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มจากราว 415 TWh ในปี 2024 เป็น 945 TWh ในปี 2030 หรือมากกว่า 2 เท่า

 

ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงภูมิภาคเดียวก็มีแนวโน้มใช้ไฟสำหรับ Data Center เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ในปี 2030

 

สำหรับไทย ประเด็นนี้ยิ่งต้องจับตา เพราะร่าง PDP 2026 ถูกออกแบบให้รองรับความต้องการไฟฟ้ารอบใหม่จาก Data Center, AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

โดยมีแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ราว 50,900 เมกะวัตต์ในช่วง 11 ปีแรก พร้อมเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและเปิดทางให้เกิด Direct PPA

 

ภาพกราฟิกแสดง Data Center และข้อความเกี่ยวกับปัญหา Ghost Demand ที่ประเทศต้องแบกรับ 5

 

ขณะที่มีการประเมินว่า Data Center ในไทยอาจต้องการไฟฟ้าสูงถึง 8,800 เมกะวัตต์

 

โดยวันที่ 8 กันยายน 2569 กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง PDP 2026 ซึ่งจะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญว่า ไทยจะจัดสมดุลระหว่าง ‘ไฟที่ AI ต้องการ’ กับ ‘ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย’ อย่างไร

 

กรณีศึกษาจากทั่วโลก ทั้งยุโรป สหรัฐฯ ออสเตรเลียและมาเลเซีย กำลังชี้ให้เห็นว่า

 

การแข่งขันเพื่อเป็นฐาน Data Center ไม่ได้จบที่มีไฟ-น้ำ ให้เพียงพอ แต่ต้องตอบโจทย์ น้ำ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และความโปร่งใส ไปพร้อมกัน

 

หากไทยต้องการให้คลื่นลงทุน Data Center เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว จะกำหนดนโยบายอย่างไร ต้องติดตาม

 

ภาพ: ArDanMe , Lacy Chenault / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Data Center กลายเป็น ‘ของดี’ ที่ไม่มีใครอยากให้อยู่หน้าบ้าน จากออสเตรเลีย-มาเลเซียถึงไทย เปิดปม Ghost Demand กับ ‘บิลก้อนใหญ่’ ที่ประเทศอาจต้องจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyond the Magnificent Seven: เมื่อโอกาสลงทุนใน AI กำลังเข้าสู่บทใหม่ https://thestandard.co/ai-investment-beyond-mag7/ Thu, 03 Sep 2026 00:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1249637 ภาพประกอบแนวคิดการลงทุนใน AI ที่ขยายตัวจากกลุ่ม Magnificent Seven สู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

เรื่องราวการลงทุนใน AI ระยะแรกมีผู้ชนะที่ชัดเจนเพียงไม่ […]

The post Beyond the Magnificent Seven: เมื่อโอกาสลงทุนใน AI กำลังเข้าสู่บทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการลงทุนใน AI ที่ขยายตัวจากกลุ่ม Magnificent Seven สู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น

เรื่องราวการลงทุนใน AI ระยะแรกมีผู้ชนะที่ชัดเจนเพียงไม่กี่ราย

 

Apple, Microsoft, Alphabet, Amazon, Nvidia, Meta และ Tesla หรือที่ตลาดเรียกรวมกันว่า Magnificent Seven ยืนอยู่ใจกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ และตลาดก็ตอบแทนหุ้นเหล่านี้อย่างงดงาม

 

ปัจจุบัน หุ้นทั้งเจ็ดมีน้ำหนักรวมกันเกือบหนึ่งในสามของดัชนี S&P 500 และในปี 2025 สร้างผลตอบแทนราว 42% ของผลตอบแทนรวมของดัชนี หากลงทุน 1 ดอลลาร์ในกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ แบบทั่วไป เงินเกือบ 40 เซนต์จะกระจุกอยู่ในบริษัทเพียงสิบแห่ง

 

ความโดดเด่นนี้มีเหตุผลรองรับ เนื่องจากบริษัทกลุ่มนี้มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง และหลายรายอยู่ในตำแหน่งที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในระยะยาว

 

แต่หากต้องการมองหาโอกาสใหม่ๆ การมองเฉพาะหุ้นกลุ่มเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Magnificent Seven จะยังเติบโตได้หรือไม่ เพราะหลายบริษัทยังเป็นธุรกิจชั้นนำของโลกและมีโอกาสเติบโตต่อไป

 

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ผลตอบแทนจาก AI ในระยะต่อไปจะเกิดขึ้นที่ไหน

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตลอดปี 2026 กำลังส่งสัญญาณว่า โอกาสเหล่านั้นอาจกำลังกระจายออกไปในวงกว้างขึ้น

 

ภาพประกอบแนวคิดการลงทุนใน AI ที่ขยายตัวจากกลุ่ม Magnificent Seven สู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น 1

 

เมื่อการลงทุนใน AI ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกันอีกต่อไป

 

ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดปีนี้

 

ตั้งแต่แตะระดับสูงสุดช่วงต้นเดือนมิถุนายน หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ปรับลดลงราว 8% และส่งผลกดดันต่อดัชนีหลัก ขณะที่หุ้นราวสองในสามของบริษัทใน S&P 500 รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่กลับปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

ตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 Equal Weight ที่กระจายน้ำหนักแก่ทุกบริษัทเท่ากัน ปรับขึ้นมากกว่า 13% เทียบกับราว 8.5% ของดัชนีมาตรฐานที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ขณะที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กให้ผลตอบแทนราว 15% และ 19% ตามลำดับ

 

แม้แต่หุ้นทั้งเจ็ดเองก็ไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอีกต่อไป ในปี 2025 Alphabet ให้ผลตอบแทนราว 66% ขณะที่ Amazon ให้ผลตอบแทนเพียง 6%

 

สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นการลงทุนในธีมเดียวกัน กำลังแยกออกเป็นหลายเส้นทาง

 

วัฏจักรเทคโนโลยีมักดำเนินไปเช่นนี้ ช่วงแรก ผู้สร้างเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจะเป็นผู้รับประโยชน์หลัก แต่เมื่อเทคโนโลยีแพร่หลายมากขึ้น มูลค่าทางเศรษฐกิจก็จะเริ่มกระจายออกไป ตั้งแต่ธุรกิจที่สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีไปใช้จริง ไปจนถึงธุรกิจที่ดูแลความปลอดภัยและสนับสนุนเงินทุนให้กับระบบทั้งหมด

 

AI กำลังเดินเข้าสู่ช่วงนั้น และสิ่งที่นักลงทุนควรมองต่อจากนี้คือ มูลค่ากำลังเคลื่อนไปอยู่ตรงไหน

 

จากชิป สู่ดาต้าเซ็นเตอร์และพลังงาน

 

ชั้นแรกที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ โครงสร้างพื้นฐาน

 

ความสามารถของโมเดล AI ขึ้นอยู่กับฮาร์ดแวร์ที่อยู่เบื้องหลัง ความต้องการชิป หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย และพลังการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับการฝึกฝนและรันโมเดลจึงยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง

 

แต่สิ่งที่ได้รับการพูดถึงน้อยกว่า และกำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือ พลังงาน

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าในระดับใกล้เคียงกับเมืองขนาดเล็กทั้งเมือง ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีสามารถสั่งซื้อชิปรุ่นใหม่ได้เร็วกว่าที่โรงไฟฟ้าและโครงข่ายไฟฟ้าจะสร้างเสร็จเพื่อรองรับความต้องการเหล่านั้น

 

ข้อจำกัดของการเติบโตของ AI จึงไม่ได้อยู่ที่ชิปเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งคอขวดสำคัญ

 

นั่นทำให้ธุรกิจที่ครั้งหนึ่งอาจดูห่างไกลจากโลกเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการเติบโตของ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โอกาสที่ใหญ่กว่า อาจอยู่ที่คนใช้ AI

 

แต่โอกาสที่ใหญ่กว่าอาจอยู่สูงขึ้นไปอีกหนึ่งชั้น นั่นคือ การนำ AI ไปใช้จริง

 

ผลตอบแทนจากการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่อาจกระจุกอยู่ในบริษัทเพียงไม่กี่ราย แต่คุณค่าจากการนำโมเดลเหล่านั้นไปใช้สามารถกระจายไปยังธุรกิจนับพันแห่ง

 

ตั้งแต่สาธารณสุข บริการทางการเงิน โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม นี่คือจุดที่ AI เริ่มก้าวพ้นจากการเป็นเทคโนโลยีที่ใช้สาธิตศักยภาพ และเข้าไปปรากฏอยู่ในรายได้ ต้นทุน ประสิทธิภาพ และผลกำไรของธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

 

นี่อาจเป็นส่วนที่หวือหวาน้อยที่สุดของเรื่องราว AI แต่ในระยะยาวอาจเป็นส่วนที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้กว้างที่สุด

 

เพราะคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อยๆ จะไม่ใช่เพียงว่าใครสร้าง AI ที่เก่งที่สุด แต่คือ ใครสามารถใช้ AI เพื่อทำธุรกิจได้ดีขึ้นจริง

 

Cybersecurity และ Financial Services โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้

 

อีกสองกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการขยายตัวของ AI ก็ควรได้รับความสนใจเช่นกัน

 

AI ทำให้รูปแบบและช่องทางการโจมตีทางไซเบอร์ซับซ้อนขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพให้กับการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม ธุรกิจ Cybersecurity จึงมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว

 

ในภาคการเงิน AI ถูกนำมาใช้แล้วตั้งแต่การตรวจจับการฉ้อโกง การประเมินสินเชื่อ ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า บริษัทฟินเทคและสถาบันการเงินที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงมีโอกาสสร้างความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุน ความเร็ว และคุณภาพของบริการ

 

ขณะเดียวกัน มูลค่าจำนวนไม่น้อยที่ AI จะสร้างขึ้นในทศวรรษหน้าอาจยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่อาจมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ AI หลายแห่งยังเป็นบริษัทนอกตลาด

 

นั่นทำให้ Private Markets ควรเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาเรื่องโอกาสจาก AI เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ถูกมองแยกออกไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

แล้วถ้า Magnificent Seven กลับมานำตลาดอีกครั้ง?

 

มีข้อโต้แย้งหนึ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตลาดคาดว่าผลตอบแทนจะกระจายออกจากหุ้นขนาดใหญ่ นักลงทุนเคยเห็นสัญญาณเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง ก่อนที่ Magnificent Seven จะกลับมานำตลาด และทำให้ผู้ที่ลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้เร็วเกินไปได้รับผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด

 

ข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนัก

 

การกระจุกตัวของตลาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้วัดได้อย่างแม่นยำว่ากลุ่มผู้นำจะเปลี่ยนมือเมื่อใด สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้อาจเป็นเพียงอีกช่วงเวลาหนึ่งของการกระจายตัว ก่อนที่หุ้นใหญ่จะกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง

 

แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่การพยายามจับจังหวะว่า Magnificent Seven จะขึ้นหรือลง และไม่ใช่ข้อเสนอให้นักลงทุนทิ้งหุ้นทั้งเจ็ด หลายบริษัทยังคงมีพื้นฐานแข็งแกร่งและอาจเป็นผู้ชนะสำคัญของยุค AI ต่อไป

 

ประเด็นสำคัญที่น่าจะส่งผลต่อตลาดในระยะยาวคือ แนวคิดเรื่อง “การเติบโตของ AI” และ “เจ็ดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ” ซึ่งเคยเปรียบเสมือนสิ่งเดียวกัน ทว่าในปัจจุบันเริ่มแยกออกจากกันอย่างชัดเจน การพิจารณาแนวโน้ม AI โดยยึดติดกับกรอบความคิดเดิม อาจทำให้มองข้ามการกระจายตัวของมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่กำลังขยายตัวขึ้น

 

สาระสำคัญจึงไม่ใช่การมองข้ามบทบาทของผู้นำกลุ่มเดิม แต่คือการตระหนักว่าโอกาสทางธุรกิจจาก AI ได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าผู้เล่นยุคบุกเบิกแล้ว ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตชิป หน่วยความจำ ศูนย์ข้อมูล ระบบพลังงาน งานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) บริการทางการเงิน ไปจนถึงองค์กรในหลากหลายภาคธุรกิจที่นำ AI เข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างรายได้ และต่อยอดกำไรจริง

 

นี่อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของเรื่องราว AI ในระยะต่อไป บทแรกเป็นของบริษัทที่สร้างเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มขึ้นมา แต่บทต่อไปกำลังถูกเขียนโดยระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่านั้นมาก

 

Source: 2H 2026 Investment Outlook, UOB Group

The post Beyond the Magnificent Seven: เมื่อโอกาสลงทุนใน AI กำลังเข้าสู่บทใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์ ‘Ghost Demand’ ลามทั่วสหรัฐฯ ทำไม ‘เท็กซัส’ เมืองที่ผลิตน้ำมันมหาศาล ยังต้องกลัว Data Center? https://thestandard.co/ghost-demand-texas-data-center/ Wed, 02 Sep 2026 12:18:30 +0000 https://thestandard.co/ghost-demand-texas-data-center/ รางรถไฟในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

ทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามสำคัญจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ […]

The post ปรากฏการณ์ ‘Ghost Demand’ ลามทั่วสหรัฐฯ ทำไม ‘เท็กซัส’ เมืองที่ผลิตน้ำมันมหาศาล ยังต้องกลัว Data Center? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางรถไฟในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา

ทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามสำคัญจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ ‘Data Center’ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนยุค AI พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับพบสัญญาณของ ‘Ghost Demand’ หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง

 

จนเกิดคำถามว่า การเร่งขยายโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อรองรับ Data Center อาจกลายเป็น ‘ต้นทุนสูญเปล่า’ ที่ท้ายที่สุดถูกส่งต่อให้ประชาชนและผู้ใช้ไฟทั่วไปแบกรับหรือไม่

 

กรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกากำลังสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยรัฐเท็กซัสสั่งระงับการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่เป็นการชั่วคราว

 

พร้อมตรวจสอบแผนการดำเนินโครงการ หลังพบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง สะท้อนปัญหา ‘ดีมานด์ลวง’ (Ghost Demand) ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานกำกับดูแลในหลายรัฐทั่วประเทศ

 

ข้อมูลจากการไฟฟ้าและผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าพบว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Data Center ในพื้นที่มิดเวสต์ มิด-แอตแลนติก และภาคใต้ของสหรัฐฯ รวมกันมีมากกว่า 700 กิกะวัตต์ สูงกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดในสหรัฐฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมากกว่า 10 เท่า

 

กลุ่มผู้สนับสนุนผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต่างออกมาเตือนว่า คำขอจำนวนมากอาจเป็นคำขอที่ซ้ำซ้อน หรือมาจากบริษัทที่ไม่มีเงินทุนหรือความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะดำเนินโครงการให้สำเร็จ

 

หากนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้เป็นฐานในการวางแผนโครงข่ายไฟฟ้า อาจทำให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกินความจำเป็น

 

ขณะเดียวกัน อาจส่งผลต่อการวางแผนระบบส่งไฟฟ้าที่มีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการจ่ายไฟ และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

 

เท็กซัสถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุน Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดของสหรัฐฯ

 

โดยนับตั้งแต่ปี 2566 คำขอเชื่อมต่อโครงข่ายจากดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากราว 48 กิกะวัตต์ เป็นมากกว่า 474 กิกะวัตต์

 

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัท

 

เทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลก

 

โดย Reuters ประเมินว่า มูลค่าการลงทุนใน Data Center ที่รองรับ AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกจะสูงกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนด้านพลังงานและระบบไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อหน่วยงานภาครัฐและบริษัทไฟฟ้าเริ่มเพิ่มเงื่อนไขในการรับคำขอเชื่อมต่อโครงข่าย เช่น การกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการวางหลักประกันหรือชำระค่าธรรมเนียมเชื่อมต่อโครงข่าย กลับพบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าจำนวนมากหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าตัวเลขความต้องการที่ถูกยื่นเข้ามาในระบบอาจสูงกว่าความต้องการจริง

 

ตัวอย่างเช่น Exelon บริษัทสาธารณูปโภคในชิคาโก ปรับลดประมาณการความต้องการไฟฟ้าจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงลงราว 40% เหลือ 11 กิกะวัตต์ หลังเพิ่มข้อกำหนดด้านหลักประกัน

 

ขณะที่ AEP Ohio พบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ลดลงมากกว่าครึ่ง หลังรัฐโอไฮโอกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการศึกษาการเชื่อมต่อโครงข่ายสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดความเสี่ยงในสองด้าน ด้านหนึ่ง หากบริษัทไฟฟ้าลงทุนขยายโครงข่ายน้อยเกินไป ระบบอาจไม่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต และอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

 

แต่อีกด้าน หากลงทุนมากเกินไปเพื่อรองรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ท้ายที่สุดไม่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอาจถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

 

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเท็กซัส โดยรัฐเพนซิลเวเนียและโอไฮโอก็เริ่มนำมาตรการคัดกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้มงวดขึ้นมาใช้เช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าคำขอใช้ไฟฟ้าสะท้อนความต้องการที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง และไม่กลายเป็นภาระต่อระบบไฟฟ้าและผู้บริโภคในระยะยาว

 

สำหรับเท็กซัส คำสั่งของผู้ว่าการรัฐ เกร็ก แอบบอตต์ กำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของที่แท้จริง แหล่งเงินทุน การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนจากรัฐ การใช้น้ำ ตลอดจนแผนการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริงของแต่ละโครงการได้แม่นยำมากขึ้น

 

ด้านรัฐเพนซิลเวเนีย ผู้ว่าการรัฐ จอช ชาพิโร ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เพิ่มความเข้มงวดในการอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดตั้งแต่ 25 เมกะวัตต์ขึ้นไป พร้อมกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการและผู้ใช้บริการมากขึ้น

 

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ จาก Data Center ที่เสนอจัดตั้งในรัฐเพนซิลเวเนียมากกว่า 100 แห่ง มีเพียง 20 แห่งที่ยื่นขอใบอนุญาตเพื่อเดินหน้าโครงการอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่โครงการส่วนใหญ่ยังไม่มีแหล่งไฟฟ้าหรือผู้เช่าที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการระดมทุนและการตัดสินใจก่อสร้างโครงการ

 

ปรากฏการณ์ ‘Ghost Demand’ จึงกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกที่ต้องหาสมดุลระหว่างการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI กับการป้องกันไม่ให้การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง กลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ และท้ายที่สุดตกเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า นั่นคือ ประชาชน

 

อ้างอิง:

The post ปรากฏการณ์ ‘Ghost Demand’ ลามทั่วสหรัฐฯ ทำไม ‘เท็กซัส’ เมืองที่ผลิตน้ำมันมหาศาล ยังต้องกลัว Data Center? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ทุ่มเงิน 1.56 พันล้านบาท รั้ง ‘ทิม คุก’ รับบทประธานบริหาร หลังส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอ ให้กับ จอห์น เทอร์นัส https://thestandard.co/apple-tim-cook-executive-chair/ Wed, 02 Sep 2026 08:43:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1249829 ภาพ ทิม คุก ประธานบริหารของ Apple

Apple มอบแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าเกือบ 47 ล้านดอลลาร์ (รา […]

The post Apple ทุ่มเงิน 1.56 พันล้านบาท รั้ง ‘ทิม คุก’ รับบทประธานบริหาร หลังส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอ ให้กับ จอห์น เทอร์นัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทิม คุก ประธานบริหารของ Apple

Apple มอบแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าเกือบ 47 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.56 พันล้านบาท) ให้กับ ทิม คุก หลังจากเขาก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ และ เข้ารับตำแหน่งประธานบริหาร หรือ executive chair ของบริษัทเมื่อวันอังคาร (1 กันยายน) ที่ผ่านมา โดยแพ็กเกจดังกล่าวประกอบด้วยเงินเดือนประจำปี และ หุ้นของ Apple

 

 
 

ในด้านของข้อมูลเกี่ยวกับค่าตอบแทนครั้งนี้ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ Apple ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้ ทิม คุก จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นซีอีโอ แต่เขายังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของบริษัท โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ การประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก

 

ทุ่ม 47 ล้านดอลลาร์รั้ง ‘ทิม คุก’

 

สำหรับโครงสร้างค่าตอบแทนของ ทิม คุก ในตำแหน่งใหม่นั้น เงินเดือนประจำปีถูกกำหนดไว้ที่ 2 ล้านดอลลาร์ และ ในช่วงเวลาเดียวกัน Apple ยังมีแผนมอบหุ้นให้เขามูลค่า 45 ล้านดอลลาร์ เมื่อนำทั้งสองส่วนมารวมกัน ค่าตอบแทนเบื้องต้นของคุกจะอยู่ที่ประมาณ 47 ล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมโบนัสและผลประโยชน์อื่นๆ ที่ ทิม คุก อาจได้รับ โดย Apple รายงานว่า รายละเอียดเกี่ยวกับค่าตอบแทนในส่วนนี้จะเปิดเผยเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ถึงอย่างไรแล้วค่าตอบแทนรวมของ ทิม คุก ในบทบาทใหม่ถือว่าลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับเงินเดือนและหุ้นที่เขาได้รับในปีงบประมาณ 2025

 

ขณะเดียวกัน จอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่ ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านดอลลาร์ต่อปี นอกจากนี้ เขายังมีสิทธิ์ได้รับหุ้นประจำปีตามเป้าหมายมูลค่า 55 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2027 หากสามารถทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนด

 

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขดังกล่าว แม้ จอห์น เทอร์นัส จะเป็นผู้บริหารที่เข้ามารับผิดชอบการดำเนินงานประจำวันในฐานะซีอีโอ แต่ค่าตอบแทนของคุกในตำแหน่งประธานบริหารก็ยังอยู่ในระดับสูง และมีมูลค่าใกล้เคียงกับแพ็กเกจค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูงที่ยังมีบทบาทโดยตรงต่อทิศทางธุรกิจ

 

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Apple

 

การส่งมอบตำแหน่งซีอีโอจาก ทิม คุก ให้กับ จอห์น เทอร์นัส เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนตัวซีอีโอของ Apple เพียงครั้งที่สองในศตวรรษนี้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุน พนักงาน และผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลก

 

โดยตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ ทิม คุก ดำรงตำแหน่งซีอีโอ เขามีบทบาทสำคัญในการนำพา Apple ให้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก โดยปัจจุบัน Apple มีมูลค่าตลาดประมาณ 4.75 ล้านล้านดอลลาร์ และเป็นแบรนด์ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานระดับโลกอย่างมาก

 

นอกจากการบริหารธุรกิจแล้ว ทิม คุก ยังสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลจีน โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก Apple เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องพึ่งพาฐานการผลิตในจีน

 

ด้วยเหตุนี้ ทิม คุก จึงต้องทำหน้าที่บริหารความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจของ Apple กับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านการค้า นโยบายของรัฐบาล มาตรการกำกับดูแล รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานและฐานการผลิตของบริษัท

 

สำหรับตำแหน่งประธานบริหารนั้น Apple จัดตั้งขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ ทิม คุก โดยก่อนหน้านี้ อาร์เธอร์ เลวินสัน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการที่ไม่ได้มีบทบาทบริหาร และในส่วนของ อาร์เธอร์ เลวินสัน ได้เปลี่ยนไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระอาวุโสแทน

 

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2025 อาร์เธอร์ เลวินสัน ได้รับค่าตอบแทนจาก Apple จำนวน 5.57 แสนดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าค่าตอบแทนของ ทิม คุก ในตำแหน่งใหม่อย่างมาก ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่า ตำแหน่งของทิม คุก ไม่ได้มีลักษณะเป็นเพียงบทบาทเชิงสัญลักษณ์หรือบทบาทของกรรมการบริษัททั่วไป

 

ก่อนหน้านี้ Apple เคยกล่าวว่า ทิม คุก จะยังคงช่วยดูแลงานบางด้านของบริษัท ซึ่งรวมถึงการติดต่อประสานงานกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก ดังนั้น การที่บริษัทกำหนดค่าตอบแทนในระดับสูงให้แก่เขาจึงสอดคล้องกับความคาดหมายว่า ทิม คุก จะยังคงเข้ามามีส่วนร่วมกับภารกิจสำคัญของ Apple ต่อไป

 

ด้านนักวิเคราะห์ในตลาดหุ้นมองว่า การประกาศโครงสร้างค่าตอบแทนครั้งนี้ช่วยยืนยันว่า ทิม คุก จะยังคงทำหน้าที่ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับผู้บริหารของบริษัท มากกว่าจะเป็นเพียงกรรมการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานโดยตรง

 

ดังนั้น แพ็กเกจค่าตอบแทนเกือบ 47 ล้านดอลลาร์จึงไม่ได้สะท้อนเพียงมูลค่าทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่า Apple ยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ เครือข่ายความสัมพันธ์ และความเชี่ยวชาญของทิม คุก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านการแข่งขัน เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์

 

จอห์น เทอร์นัส เริ่มบทบาทใหม่ในฐานะซีอีโอ

 

ด้านจอห์น เทอร์นัส ซีอีโอคนใหม่ เริ่มต้นวันแรกในการทำงานในตำแหน่งใหม่ ด้วยการส่งข้อความถึงพนักงานทั่วบริษัท โดยกล่าวขอบคุณทิม คุก สำหรับการทำงานที่ผ่านมา และแสดงความยินดีที่ทิม คุก จะยังคงอยู่กับ Apple ในตำแหน่งประธานบริหาร

 

ซีอีโอคนใหม่กล่าวว่า การเข้ารับตำแหน่งซีอีโอในช่วงเวลาที่ Apple มีสถานะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง พร้อมทั้งแสดงความตื่นเต้นต่อทิศทางการทำงานและโครงการต่างๆ ที่บริษัทกำลังจะเดินหน้าต่อไป

 

ลุ้น Apple สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ หลังซีอีโอใหม่ขึ้นเวทีครั้งแรก

 

สำหรับการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสำคัญครั้งแรกของจอห์น เทอร์นัส ในฐานะซีอีโอ จะเกิดขึ้นในวันพุธที่ 9 กันยายน 2026 ระหว่างงานเปิดตัว iPhone ประจำปีของ Apple ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ภายในงานดังกล่าว มีการคาดการณ์ว่า Apple จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนแบบพับได้รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่อาจมีความสำคัญต่อกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในอนาคต และอาจเป็นบททดสอบแรกของจอห์น เทอร์นัส ในฐานะผู้นำคนใหม่ต่อหน้าสาธารณชนและนักลงทุนทั่วโลก

 

นอกจากนี้ ในข้อความถึงพนักงาน ซีอีโอคนใหม่ยังกล่าวเป็นนัยว่า งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในสัปดาห์หน้าจะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก พร้อมย้ำว่าตนเองรู้สึกตื่นเต้นกับผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่งหลายรายการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

 

พร้อมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า Apple กำลังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่บริษัทอาจยังไม่ได้จินตนาการถึงในขณะนี้ คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนทิศทางของเขาที่ต้องการสื่อว่า Apple จะยังคงให้ความสำคัญกับนวัตกรรม และไม่จำกัดการเติบโตของบริษัทไว้เพียงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ด้านตลาดหุ้น หุ้น Apple ปิดการซื้อขายเมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5% การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนยังคงตอบรับการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารในเชิงบวก และอาจมองว่าการที่ทิม คุก ยังคงมีบทบาทอยู่ภายในบริษัท ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการบริหารงานของ Apple

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.29-33.33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 2 กันยายน 2569

 

ภาพ: John Gress Media Inc/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post Apple ทุ่มเงิน 1.56 พันล้านบาท รั้ง ‘ทิม คุก’ รับบทประธานบริหาร หลังส่งต่อเก้าอี้ซีอีโอ ให้กับ จอห์น เทอร์นัส appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูบน้ำ กลืนไฟ ชนเป้าหมาย Net Zero สำรวจเบื้องหลัง Data Center ของจีน-สหรัฐฯ-อังกฤษ ราคาที่ทั่วโลกต้องจ่ายคืออะไร? https://thestandard.co/data-center-china-us-uk-net-zero/ Tue, 01 Sep 2026 07:20:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1249328 ภาพ Data Center แสดงถึงการใช้พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปฏิเสธไม่ไ […]

The post สูบน้ำ กลืนไฟ ชนเป้าหมาย Net Zero สำรวจเบื้องหลัง Data Center ของจีน-สหรัฐฯ-อังกฤษ ราคาที่ทั่วโลกต้องจ่ายคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Data Center แสดงถึงการใช้พลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

ในสมรภูมิเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ปฏิเสธไม่ได้ว่า Data Center กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง สู่สินทรัพย์ที่หลายประเทศพยายามดึงเข้ามาลงทุน ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่กำลังเร่งเปิดประตูรับเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่ เพื่อปักหมุดการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

 

 
 

ภาพที่ประเทศเจ้าบ้านคาดหวัง คือ เม็ดเงินลงทุน รายได้ภาษี การจ้างงาน ตลอดจนโอกาสสร้างระบบนิเวศที่ดึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ ให้เข้ามาตาม ทว่าประสบการณ์จากประเทศที่เดินหน้าไปก่อนเริ่มเผยให้เห็นอีกด้านว่า สิ่งที่พ่วงมากับ Data Center ไม่ได้มีเพียงความล้ำสมัย แต่ยังมี ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

 

กรณีที่ชัดเจน คือ ‘กุ้ยอัน’ ในมณฑลกุ้ยโจวของจีน แม้ Data Center จะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยห่างไกลให้กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมดิจิทัล แต่ยังมีคำถามว่า เม็ดเงินมหาศาลสร้างงานและรายได้ให้คนในพื้นที่มากเพียงใด ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ข้ามไปยังรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา โครงการขนาดยักษ์กำลังเผชิญแรงต้านจากชุมชน ทั้งเรื่องน้ำ พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนสหราชอาณาจักร ความพยายามเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI กลับกำลังชนเข้ากับนโยบาย Green Belt และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

 

แม้ทั้งสามกรณีจะเกิดขึ้นคนละมุมโลก แต่บทเรียนเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากไทย ในวันที่ประเทศกำลังเร่งดึง Data Center ให้เข้ามาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล THE STANDARD ชวนถอดบทเรียนจากจีน สหรัฐฯ และอังกฤษว่า เมื่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่จริง แต่ละประเทศได้อะไรกลับมา ต้องรับภาระอะไรเพิ่มขึ้น และมีอะไรที่ไทยควรมองให้รอบด้านก่อนเร่งเครื่องเข้าสู่การแข่งขันเดียวกัน

 

กุ้ยอัน: เมือง Data Center ของจีน คุ้มแค่ไหนกับราคาที่ต้องจ่าย

 

กุ้ยโจว มณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน คือหนึ่งในพื้นที่สำคัญของยุทธศาสตร์ Data Center ของประเทศ โดยมี ‘เขตใหม่กุ้ยอัน’ (Gui’an New Area) เป็นที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Huawei หรือ Tencent

 

ก่อนจะกลายมาเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัล กุ้ยโจวเคยเป็นพื้นที่ภูเขาห่างไกล มีการลงทุนไม่มาก ขณะที่เศรษฐกิจยังตามหลังเมืองใหญ่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของจีน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มผลักดันอุตสาหกรรม Big Data ในกุ้ยโจวอย่างจริงจัง โดยหวังใช้เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเข้ามาช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่ ก่อนที่กุ้ยโจวจะได้รับอนุมัติให้เป็นเขตทดลอง Big Data ระดับชาติแห่งแรกของจีนในปี 2016

 

สาเหตุที่ทางการเลือกกุ้ยโจว เพราะพื้นที่ดังกล่าวเหมาะกับการตั้ง Data Center หลายด้าน นับตั้งแต่ภูมิประเทศที่ประกอบด้วยเทือกเขาสูง เหมาะกับการสร้างถ้ำเก็บข้อมูลที่ทนทานต่อภัยพิบัติ ขณะที่ยังมีสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานสำหรับระบบทำความเย็น

 

นอกจากนี้ กุ้ยโจวยังมีต้นทุนที่ดินและค่าไฟต่ำกว่าพื้นที่ชายฝั่ง เนื่องจากมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก ทั้งพลังน้ำ ลม แสงอาทิตย์ และถ่านหิน ทำให้ค่าไฟถูกกว่ามณฑลชายฝั่งตะวันออกราว 30%

 

ต่อมา แนวทางดังกล่าวถูกขยายเป็นยุทธศาสตร์ ‘Eastern Data, Western Computing’ หรือการประมวลผลข้อมูลจากเมืองใหญ่ทางตะวันออกไปยังศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ตะวันตก เนื่องจากสองภูมิภาคมีข้อจำกัดและทรัพยากรที่แตกต่างกัน

 

กล่าวคือ พื้นที่ทางตะวันออกอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และมณฑลกวางตุ้ง มีความต้องการกำลังประมวลผลสูง แต่เผชิญทั้งราคาที่ดินแพง พื้นที่จำกัด และความต้องการใช้ไฟที่สูงอยู่แล้ว ส่วนฝั่งตะวันตกมีพื้นที่มากกว่า ประชากรเบาบาง และมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจยังตามหลัง

 

ในช่วงแรก การเข้ามาของ Data Center เปลี่ยนพื้นที่รอบกุ้ยอันไปไม่น้อย ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า ร้านค้า และธุรกิจบริการที่ขยายตัวตามการลงทุน โดย ซู เพ่ยฮวา เจ้าของร้านค้าในพื้นที่ให้สัมภาษณ์กับ AFP ว่า แต่ก่อน บริเวณนี้เคยเป็นเพียงภูเขารกร้าง แต่เมื่อเริ่มมีการพัฒนา การเดินทางก็สะดวกขึ้น การค้าคึกคัก และเกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

 

ขณะที่ หลี่ ซีซิ่ว ชาวบ้านอีกคนยังระบุว่า ถนนสายหลักได้รับการพัฒนาขึ้น ส่วนคนในละแวกสามารถหางานใกล้บ้านได้มากขึ้น แทนที่จะต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นเหมือนในอดีต

 

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงยังเห็นได้จากกิจกรรมรอบ Data Center ตั้งแต่ร้านอาหารที่รองรับพนักงานในช่วงพัก ไปจนถึงมหาวิทยาลัยที่เข้ามาตั้งในพื้นที่ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีก็ทยอยเข้ามาตั้งฐาน ทำให้กุ้ยอันค่อยๆ เปลี่ยนจากพื้นที่ที่มีเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม ไปเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลของจีน

 

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่า รายได้ของคนในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน โดย แอนดรูว์ สโตโคลส์ จาก Singapore Management University ตั้งข้อสังเกตว่า Data Center ไม่ได้สร้างผลต่อเนื่องด้านการจ้างงานในท้องถิ่นจำนวนมากเสมอไป เพราะธุรกิจประเภทนี้ใช้เงินจำนวนมากกับที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และเซิร์ฟเวอร์ แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วกลับไม่ได้ใช้แรงงานประจำจำนวนมาก

 

ขณะที่ข้อมูลจาก Research Institute for Democracy, Society and Emerging Technology (DSET) พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แม้ GDP ของกุ้ยโจวจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.4% แต่การเติบโตของค่าจ้างกลับอยู่ในอันดับรองสุดท้ายของประเทศ

 

อนึ่ง คาร์ตัส โป๋-เซียง โหยว และ แองเจลา โกลวักกี นักวิจัยของ DSET มองว่า ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ Data Center จะดึงการลงทุนจำนวนมากเข้าสู่ที่ดินและอุปกรณ์ แต่ผลต่อการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของคนในพื้นที่ยังมีจำกัด

 

สิ่งที่กุ้ยโจวต้องแลกอีกด้าน คือ ภาระที่เพิ่มขึ้นทั้งต่อระบบไฟฟ้าและงบประมาณของรัฐ เพราะการดึง Data Center ขนาดใหญ่เข้ามา ไม่ได้หมายถึงแค่บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุน แต่รัฐบาลท้องถิ่นเองก็ต้องลงทุนตาม ทั้งถนน ระบบไฟฟ้า และมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อให้บริษัทเลือกเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่

 

หนึ่งในมาตรการที่ใช้ คือ ‘Computing Power Vouchers’ หรือคูปองที่รัฐช่วยออกค่าใช้บริการกำลังประมวลผลบางส่วน โดยบางมาตรการให้เงินสนับสนุนได้สูงถึง 30% เพื่อกระตุ้นให้บริษัทเข้ามาใช้ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลในพื้นที่มากขึ้น

 

แต่การใช้เงินเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่กุ้ยโจวมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว โดย DSET ระบุว่า ในปี 2024 กุ้ยโจวอยู่ในกลุ่มมณฑลที่มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้และหนี้ต่อ GDP สูงของจีน จึงเกิดคำถามตามมาว่า หากรัฐต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อดึง Data Center เข้ามา แต่รายได้และการจ้างงานของคนในพื้นที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน การลงทุนแบบนี้จะคุ้มค่ามากแค่ไหน

 

อีกปัญหาคือเรื่องไฟฟ้า เนื่องจาก Data Center ต้องใช้ไฟจำนวนมากตลอดเวลา โดยในไตรมาสแรกของปี 2025 การใช้ไฟฟ้าในเขตใหม่กุ้ยอันเพิ่มขึ้น 36.11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่การใช้ไฟของอุตสาหกรรม Big Data เพิ่มขึ้น 54.25% และกลุ่ม Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งมีการใช้ไฟเพิ่มขึ้นถึง 517.18% ทำให้ความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องมีการขยายระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center

 

อนึ่ง AFP ยังตั้งข้อสังเกตว่า เสียงของคนในพื้นที่อาจไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างครบถ้วนเหมือนในสหรัฐฯ หรือยุโรป เพราะการแสดงความเห็นคัดค้านในจีนถูกควบคุมค่อนข้างเข้มงวด โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลกลาง

 

Stratos Project: Data Center ยักษ์กลางทะเลทรายของสหรัฐฯ

 

อีกหนึ่งกรณีที่น่าจับตาเกิดขึ้นที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา หลังในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Military Installation Development Authority (MIDA) หน่วยงานของรัฐยูทาห์ที่ดูแลการพัฒนาพื้นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพ อนุมัติการจัดตั้งพื้นที่ Stratos Project หรือโครงการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในแฮนเซลแวลลีย์ (Hansel Valley) พื้นที่ทะเลทรายในเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ (Box Elder County) เขตการปกครองทางตอนเหนือของรัฐยูทาห์

 

โครงการดังกล่าวถูกจับตามองว่า อาจกลายเป็นหนึ่งในศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เดิมมีพื้นที่โครงการประมาณ 40,000 เอเคอร์ ก่อนจะปรับลดลงเหลือประมาณ 20,000 เอเคอร์ในเวลาต่อมา โดยมีเป้าหมายรองรับทั้ง AI ระบบคลาวด์ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและกองทัพสหรัฐฯ

 

จุดเด่นของแฮนเซลแวลลีย์ คือ ทำเลที่ตอบโจทย์โครงการขนาดใหญ่และงานด้านความมั่นคง เพราะอยู่ใกล้ฐานทัพ มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับ และมีท่อส่งก๊าซธรรมชาติรูบี (Ruby Pipeline) พาดผ่าน ทำให้ผู้พัฒนาวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตไฟให้ศูนย์ข้อมูลโดยตรง และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบของรัฐ

 

ตามแผนล่าสุดของ O’Leary Digital ผู้พัฒนาโครงการ Stratos โครงการจะค่อยๆ พัฒนาเป็นระยะ โดยในระยะแรกมีแผนผลิตไฟฟ้าในพื้นที่สูงสุด 2 กิกะวัตต์ ก่อนขยายกำลังรวมในระยะยาวเป็นราว 7.5 กิกะวัตต์

 

นอกจากนี้ ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับก็มีมูลค่าสูง โดยเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ประเมินว่า เมื่อโครงการพัฒนาเต็มรูปแบบ รายได้จากภาษีอาจเพิ่มขึ้นเป็นราว 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

 

ปัจจุบัน ผู้พัฒนาตกลงที่จะจ่ายเงินล่วงหน้า 16.2 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเตรียมบริการสาธารณะ เช่น ตำรวจ หน่วยดับเพลิง และหน่วยฉุกเฉิน ขณะที่คาดว่า โครงการจะสร้างงานประจำราว 1,000-2,000 ตำแหน่ง

 

ส่วนประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือ การใช้น้ำ โดยเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลจะใช้ระบบหล่อเย็นแบบวงปิด ซึ่งสามารถนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำได้ ขณะที่ยังวางแผนใช้น้ำใต้ดินที่มีความเค็มสูง ไม่เหมาะกับการดื่มหรือทำการเกษตร พร้อมยืนยันว่า โครงการนี้จะไม่ดึงน้ำจากครัวเรือน ภาคเกษตร หรือทะเลสาบเกรตซอลต์ (Great Salt Lake) ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ของรัฐยูทาห์ มาใช้กับศูนย์ข้อมูล

 

อย่างไรก็ตาม แม้แผนล่าสุดของ Stratos จะวางกำลังรวมในระยะยาวไว้ราว 7.5 กิกะวัตต์ แต่การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดทำขึ้น ใช้แผนเดิมที่กำหนดกำลังไฟของโครงการไว้สูงถึง 9 กิกะวัตต์เป็นฐานในการคำนวณ

 

Utah Clean Energy องค์กรด้านพลังงานสะอาดประเมินว่า หากโครงการพัฒนาเต็มขนาด 9 กิกะวัตต์ และใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 30-41 ล้านตันต่อปี โดยขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าที่เลือกใช้

 

ขณะเดียวกัน ร็อบ เดวีส์ ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย Utah State ประเมินผลกระทบว่า ความร้อนจากทั้งการผลิตไฟฟ้าและการทำงานของเซิร์ฟเวอร์อาจถูกระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมในปริมาณมหาศาล

 

เดวีส์เปรียบเทียบว่า พลังงานความร้อนดังกล่าวอาจเทียบเท่ากับ ‘ระเบิดปรมาณูฮิโรชิมา’ ราว 23 ลูกต่อวัน และอาจทำให้อุณหภูมิในแฮนเซลแวลลีย์สูงขึ้นหลายองศา โดยในช่วงกลางคืนอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 4.4-6.7 องศาเซลเซียส

 

อีกข้อกังวลคือเรื่องสิทธิการใช้น้ำ หลังเจ้าของที่ดินยื่นขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้น้ำจากภาคการเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรม มีปริมาณมหาศาลถึง 2.34 พันล้านลิตร จนนำไปสู่การยื่นคัดค้านมากกว่า 3,700 ครั้ง ก่อนที่จะมีการถอนคำขอดังกล่าว พร้อมระบุว่า จะกลับมายื่นใหม่ในอนาคต

 

ปัจจุบัน Stratos ยังอยู่ในขั้นพัฒนาและเตรียมการก่อนก่อสร้าง โดยผู้พัฒนายังต้องดำเนินขั้นตอนด้านการวางผัง การขอสิทธิใช้ที่ดิน การขอใบอนุญาต และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ก่อนที่จะสามารถเดินหน้าก่อสร้างโครงการได้เต็มรูปแบบ

 

ขณะเดียวกัน แรงคัดค้านจากคนในพื้นที่ยังดำเนินต่อไป หลังคำขอให้จัดประชามติเกี่ยวกับโครงการถูกปฏิเสธ จนนำไปสู่การยื่นเรื่องต่อศาล ขณะที่ O’Leary Digital และเคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ ได้ขอให้ศาลยกฟ้องคดีดังกล่าวในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

 

นอกจากนี้ เคาน์ตีบ็อกซ์เอลเดอร์ยังประกาศพักรับคำขอโครงการ Data Center ใหม่เป็นเวลา 180 วัน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อทบทวนกฎและมาตรฐานสำหรับโครงการประเภทนี้ ทว่ามาตรการดังกล่าวไม่มีผลต่อ Stratos เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ภายใต้การกำกับของ MIDA แล้ว

 

East Havering: อังกฤษหนีเสือปะจระเข้ เมื่อ AI ชนเป้าหมายทางสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยในปี 2024 ทางการได้ยกระดับ Data Center ให้เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชาติ’ ภายใต้วิสัยทัศน์ว่า เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการจัดเก็บข้อมูลสำคัญของประเทศ ต่างต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความมั่นคงและเพียงพอ

 

นอกจากนี้ อังกฤษยังตั้งเป้าเพิ่มกำลังประมวลผลของ AI Research Resource (AIRR) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์กำลังสูงสำหรับนักวิจัยและสตาร์ทอัพ ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เท่าภายในปี 2030 พร้อมผลักดันพื้นที่ AI Growth Zones เพื่อเร่งสร้าง Data Center และดึงการลงทุนเข้าประเทศ ทว่าการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็มาพร้อมกับคำถามเรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการใช้พื้นที่

 

หนึ่งในโครงการที่กำลังเผชิญข้อถกเถียง คือ East Havering Data Centre Campus (EHDCC) ซึ่งมีแผนสร้างในหมู่บ้านนอร์ทอ็อกเคนดอน (North Ockendon) เขตฮาเวอร์ริง (Havering) ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน บนพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในแนว ‘Green Belt’ หรือ ‘พื้นที่สีเขียว’ ที่กำหนดไว้เพื่อควบคุมการขยายตัวของเมือง

 

ทั้งนี้ Digital Reef ผู้พัฒนาโครงการ วางเงินลงทุนไว้ราว 14.7 พันล้านปอนด์ โดยเสนอให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับรองรับ AI ระบบคลาวด์ และบริการดิจิทัลที่ต้องการศูนย์ข้อมูลอยู่ใกล้กรุงลอนดอน

 

North Ockendon ถูกเลือกเป็นพื้นที่ตั้ง Data Center เพราะตั้งอยู่ใกล้สถานีไฟฟ้า Warley Substation ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสายส่งไฟฟ้าแรงสูงมายังโครงการได้ ขณะที่การมีพื้นที่ใกล้ลอนดอนจะทำให้การรับส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อบริการบางประเภทที่ต้องการเร่งประมวลผลข้อมูล

 

สำหรับแผนเบื้องต้น ฝ่ายผู้พัฒนาระบุว่า โครงการจะนำเงินลงทุน งาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาในพื้นที่ พร้อมจัดสรรพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการให้เป็นสวนและพื้นที่ธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

 

นอกจากนี้ Digital Reef ยังวางแผนนำความร้อนที่เกิดจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำน้ำร้อนหรือระบบทำความร้อนในบ้านเรือน โดยตั้งเป้าสร้างระบบที่รองรับความร้อนได้สูงสุด 179 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่า จะส่งความร้อนไปใช้กับบ้านเรือนในเขตฮาเวอร์ริงได้ราว 1,900 หลัง รวมถึงโรงเรือนปลูกพืชขนาดใหญ่ในพื้นที่

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลเริ่มชัดขึ้นเมื่อมองไปที่ปริมาณไฟฟ้าที่โครงการต้องใช้ หลัง The Guardian รายงานอ้างอิงเอกสารประเมินผลกระทบของโครงการว่า หากศูนย์ข้อมูลมีการใช้งานเฉลี่ย 50% อาจใช้ไฟฟ้าราว 2.65 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของบ้านในอังกฤษมากกว่า 1 ล้านหลัง

 

เอกสารดังกล่าวยังประเมินว่า โครงการอาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 1.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งอาจสูงถึงราว 72.4 ล้านตันตลอดอายุโครงการ 60 ปี พร้อมระบุว่า การปล่อยคาร์บอนในระดับดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแนวทางจำกัดอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส และเป้าหมาย Net Zero ของสหราชอาณาจักร

 

นอกจากเรื่องไฟฟ้าและคาร์บอนแล้ว ทำเลของโครงการก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะพื้นที่ดังกล่าวยังถูกใช้ทำการเกษตร และอยู่ในแนว Green Belt รอบกรุงลอนดอน ทำให้กลุ่มชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการ โดยให้เหตุผลว่า พื้นที่บางส่วนยังใช้ปลูกข้าวสาลีและบาร์เลย์ ซึ่งการก่อสร้างจะกระทบต่อพื้นที่เกษตร แหล่งน้ำ รวมถึงสร้างเสียงรบกวนให้กับชุมชนโดยรอบ

 

ปัจจุบัน East Havering Data Centre Campus ยังไม่ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้าย หลังการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการปิดลงเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา

 

หลังจากนี้ หน่วยงานวางผังของเขตฮาเวอร์ริงจะพิจารณาความเห็นของประชาชนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอเรื่องให้ Strategic Planning Committee พิจารณาว่า จะรับรองแผนดังกล่าวหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Alexander Steamaze / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post สูบน้ำ กลืนไฟ ชนเป้าหมาย Net Zero สำรวจเบื้องหลัง Data Center ของจีน-สหรัฐฯ-อังกฤษ ราคาที่ทั่วโลกต้องจ่ายคืออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
15 ปีของ ‘ทิม คุก’ ซีอีโอที่ถูกหาว่าไม่มีนวัตกรรม แต่ปั้น Apple โต 10 เท่า และทำให้ iPhone สำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/tim-cook-apple-ceo-success/ Sun, 30 Aug 2026 11:07:06 +0000 https://thestandard.co/tim-cook-apple-ceo-success/ ภาพ ทิม คุก ซีอีโอ Apple

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ถือเป็นวันสุดท้ายของ ทิม คุก ใน […]

The post 15 ปีของ ‘ทิม คุก’ ซีอีโอที่ถูกหาว่าไม่มีนวัตกรรม แต่ปั้น Apple โต 10 เท่า และทำให้ iPhone สำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ทิม คุก ซีอีโอ Apple

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ถือเป็นวันสุดท้ายของ ทิม คุก ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple ซึ่งเขารับช่วงต่อมาตั้งแต่ปี 2011 หลังการเสียชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์

 

 

ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว คุกพา Apple ขยายมูลค่าตลาดจากราว 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11.60 ล้านล้านบาท) มาสู่ระดับมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 132.60 ล้านล้านบาท) โดยเคยขึ้นไปแตะระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 165.75 ล้านล้านบาท) อยู่ช่วงสั้นๆ เมื่อเดือนกรกฎาคม

 

เดวิด ยอฟฟี ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School และอดีตกรรมการบริษัท Intel ให้ความเห็นกับ Yahoo Finance ว่า หากวัดด้วยเกณฑ์แบบดั้งเดิมใดก็ตาม คุกทำผลงานได้ดีเป็นพิเศษ

 

เขาอธิบายว่าการรับตำแหน่งต่อจากซีอีโอระดับตำนานเป็นเรื่องที่น่าหวาดหวั่นในตัวเองอยู่แล้ว แต่คุกกลับสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นราว 10 เท่า ซึ่งทำให้เขาอยู่ในกลุ่มซีอีโอที่สร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นได้สำเร็จที่สุดในโลกในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา

 

จาก iPhone สู่ระบบนิเวศที่สร้างรายได้ก้อนใหม่

 

คุกไม่ใช่ซีอีโอในวันที่ Apple เปิดตัว iPhone ครั้งแรกเมื่อปี 2007 เพราะตำแหน่งนั้นเป็นของจ็อบส์ ทว่าเขากลับเป็นคนที่พลิกโฉมธุรกิจส่วนนี้จนกลายเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทมาตลอด

 

ยอฟฟีอธิบายว่าคุกรับ iPhone ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วในวันที่เขาขึ้นเป็นซีอีโอ มาเปลี่ยนให้กลายเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

 

ตัวเลขที่ยืนยันคือในปี 2025 iPhone สร้างรายได้ 209,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.94 ล้านล้านบาท) จากยอดขายรวมทั้งบริษัทที่ 416,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13.79 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดจากธุรกิจเดียว

 

วิธีที่คุกใช้คือการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ iPhone อย่างมาก ทั้งการเพิ่มรุ่นที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้น, ชิปประมวลผลที่แรงขึ้น และกล้องที่ดีขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียม

 

วัมซี โมฮาน นักวิเคราะห์จาก BofA Global Research ระบุว่าคุกขยายแฟรนไชส์ iPhone ออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรุ่นย่อยที่หลากหลายขึ้นทั้งระดับบนและระดับล่าง พร้อมระดับราคาที่แตกต่างกัน

 

เขาเสริมว่าการบริหารความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทานที่มาพร้อมกับกลยุทธ์ดังกล่าวคือฝีมือของคุกทั้งหมด

 

อีกส่วนสำคัญของความสำเร็จมาจากการบุกตลาดจีนอย่างจริงจัง โดยแม้ทวีปอเมริกาจะยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของ Apple ด้วยยอดขาย 178,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.91 ล้านล้านบาท) ในปี 2025 แต่จีนก็เป็นส่วนสำคัญของธุรกิจด้วยยอดขาย 64,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.13 ล้านล้านบาท)

 

นอกจากนี้คุกยังสร้างระบบนิเวศของสินค้าและบริการที่ผูกกับ iPhone ขึ้นมาอย่างกว้างขวาง ทั้ง Apple Music+, Apple TV+, Apple Fitness+, Apple Watch และ AirPods

 

ผลคือธุรกิจบริการกลายเป็นธุรกิจใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท ด้วยรายได้ 109,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.62 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ซึ่งเป็นอันดับ 3 ทำรายได้ 35,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.18 ล้านล้านบาท)

 

ยอฟฟีสรุปว่า Apple คงไม่ได้มีขนาดใหญ่อย่างทุกวันนี้ หากคุกไม่สามารถต่อยอด iPhone ไปสู่ธุรกิจบริการ จนสร้างทั้งแหล่งรายได้และแหล่งกำไรใหม่ขึ้นมาได้

 

จุดยืนเรื่องความเป็นส่วนตัวที่กลายเป็นจุดขาย

 

อีกมรดกสำคัญในยุคของคุกคือการวางแนวทางของ Apple เรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย จนทำให้บริษัทกลายเป็นผู้นำเรื่องนี้

 

Apple วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่าปลอดภัยกว่าคู่แข่งในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Meta แม้ในทางปฏิบัติบริษัทจะใช้ Google เป็นเสิร์ชเอนจินเริ่มต้นบนเบราว์เซอร์ Safari ก็ตาม

 

บริษัทยังเคยเผชิญหน้ากับหน่วยงานรัฐในประเด็นการขอให้สร้างช่องทางลับเข้าถึงข้อมูลในผลิตภัณฑ์ โดยกรณีที่โด่งดังที่สุดคือการปะทะกับ FBI ที่ต้องการให้ Apple สร้างช่องทางดังกล่าวใน iPhone เพื่อเข้าถึงข้อมูลในเครื่องของผู้ก่อเหตุกราดยิงที่เมืองซานเบอร์นาร์ดิโน รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2015

 

คุกโต้แย้งในเวลานั้นว่าการสร้างซอฟต์แวร์ลักษณะดังกล่าวจะทำให้ iPhone ทั่วโลกเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กทันที และไม่มีทางรับประกันได้ว่าระบบนี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

 

จีน มันสเตอร์ หุ้นส่วนผู้บริหารของ Deepwater Asset Management มองว่าแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจด้านผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple

 

เขาระบุว่าเหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญและกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เพราะผู้บริโภคใส่ใจประเด็นดังกล่าวจริง จนกลายเป็นจุดขายของบริษัท

 

โจทย์ที่ยังค้างอยู่ กับบทบาทใหม่ที่ยังไม่ห่างจาก Apple

 

แม้คุกจะเปลี่ยน Apple ให้กลายเป็นบริษัทที่ทรงพลัง แต่ฝ่ายที่วิจารณ์ก็ชี้ไปที่การไม่มีสินค้าตัวใหม่ที่ขึ้นมาแทน iPhone ได้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าบริษัทขาดนวัตกรรม

 

โมฮานไม่เห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าว โดยระบุว่าด้วยพอร์ตสินค้าที่คุกมีอยู่ เขาสามารถขยายทั้งพอร์ตและแต่ละแฟรนไชส์ออกไปได้อย่างมหาศาล เพียงแต่ iPhone บดบังทุกอย่างเพราะมีขนาดใหญ่และประสบความสำเร็จมากเกินไป

 

เขาเสริมว่าคุกได้ทำหลายอย่างที่วางตำแหน่งให้ Apple อยู่ในจุดที่ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม Vision Pro ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าหมวดใหม่รายแรกของบริษัทในรอบหลายปี ก็ทำผลงานได้ไม่ถึงเป้า แม้จะมีรายงานว่า Apple นำเทคโนโลยีบางส่วนที่พัฒนาสำหรับแว่นรุ่นนี้ไปใช้กับแว่นอัจฉริยะในอนาคต

 

ล่าสุดบริษัทยังถูกวิจารณ์ว่าปรับตัวช้าในการนำ Generative AI มาใช้ จนต้องเลื่อนการเปิดตัว Siri เวอร์ชันใหม่ที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2024

 

ในอีกมุมหนึ่ง การที่ Apple ไม่ได้ใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับชิป AI และดาต้าเซ็นเตอร์เหมือนคู่แข่งรายอื่น ก็ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับกระแสการลงทุน AI ในวอลล์สตรีท

 

โดยบริษัทมีกำหนดเปิดตัวฟีเจอร์ AI ชุดใหม่ในเดือนกันยายน ซึ่งอาจช่วยลบความรู้สึกในแง่ลบที่มีต่อ Apple ในเรื่องนี้ลงได้

 

ทั้งนี้ การพ้นจากตำแหน่งซีอีโอไม่ได้หมายความว่าคุกจะอำลา Apple ไปเลย เพราะแม้ จอห์น เทอร์นัส จะขึ้นเป็นซีอีโอคนใหม่ แต่คุกจะยังทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริษัทต่อไป ซึ่งหมายความว่าอิทธิพลของเขาที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะ

 

ภาพ : Kathy Hutchins / Shutterstock

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.15 บาท ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

The post 15 ปีของ ‘ทิม คุก’ ซีอีโอที่ถูกหาว่าไม่มีนวัตกรรม แต่ปั้น Apple โต 10 เท่า และทำให้ iPhone สำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้องดื่มน้ำวันละเท่าไรกันแน่ ผู้เชี่ยวชาญชี้อาจน้อยกว่าที่คิด และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่าทั้งหมด https://thestandard.co/water-intake-less-expert/ Sat, 29 Aug 2026 12:16:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1248279 ภาพน้ำเปล่ากำลังถูกรินลงในแก้ว

คำถามที่ว่าคนเราต้องดื่มน้ำวันละเท่าไรกลายเป็นเรื่องที่ […]

The post ต้องดื่มน้ำวันละเท่าไรกันแน่ ผู้เชี่ยวชาญชี้อาจน้อยกว่าที่คิด และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่าทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำเปล่ากำลังถูกรินลงในแก้ว

คำถามที่ว่าคนเราต้องดื่มน้ำวันละเท่าไรกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้น คลื่นความร้อน และกระแสการพกแก้วน้ำใบใหญ่ที่แทบกลายเป็นการแข่งขันกันในตัวเอง ทว่าคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญอาจน้อยกว่าที่หลายคนคิด และแตกต่างกันไปตามขนาดร่างกาย, สุขภาพ, ระดับกิจกรรม และถิ่นที่อยู่

 

น้ำมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและการทำงานของร่างกาย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของร่างกายมนุษย์ และเมื่อได้รับไม่เพียงพอก็นำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลที่ป้องกันได้

 

อย่างไรก็ตาม สตาฟรอส คาวูรัส ผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การได้รับน้ำของมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต ระบุว่างานวิจัยที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังมีไม่มากนัก โดยเปรียบว่าน้ำคือสารอาหารที่ถูกลืม เพราะไม่มีแคลอรีจึงแทบไม่มีใครพูดถึง

 

ตัวเลขที่ถูกอ้างถึงมากที่สุด กับจุดที่คนมักเข้าใจผิด

 

คำแนะนำที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดมาจากสถาบันการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ (NAM) ซึ่งระบุปริมาณของเหลวรวมต่อวันไว้ที่ 3.7 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 2.7 ลิตรสำหรับผู้หญิง

 

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือตัวเลขดังกล่าวหมายถึงของเหลวทั้งหมดที่ร่างกายได้รับ ไม่ใช่ปริมาณน้ำเปล่าโดยเฉพาะ และมีงานวิจัยพบว่าราว 20% ของของเหลวที่ร่างกายได้รับมาจากอาหารโดยตรง

 

เมื่อหักส่วนที่ได้จากอาหารออกไป คาวูรัสประเมินว่าเหลือของเหลวที่ต้องได้รับจากเครื่องดื่มราว 2 ลิตรต่อวันสำหรับผู้หญิง และราว 3 ลิตรสำหรับผู้ชาย

 

เมื่อแปลงเป็นจำนวนแก้วให้เห็นภาพ เขาประเมินว่าแก้วน้ำโดยเฉลี่ยในสหรัฐฯ มีขนาดราว 12-16 ออนซ์ หรือประมาณ 355-473 มิลลิลิตร ซึ่งเท่ากับราว 4-6 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 6-8 แก้วสำหรับผู้ชาย

 

ทั้งนี้ ตัวเลขของ NAM มาจากข้อมูลระดับประชากรของสหรัฐฯ ซึ่งผู้ชายโดยเฉลี่ยมีร่างกายใหญ่กว่าผู้หญิง จึงไม่ใช่เกณฑ์ที่ใช้ได้กับทุกคนเหมือนกันหมด นอกจากขนาดร่างกายและเพศแล้ว ระดับกิจกรรมยังเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะคนที่ซ้อมวิ่งมาราธอนย่อมต้องการของเหลวมากกว่าคนที่แทบไม่ได้เคลื่อนไหว

 

โจเซฟ จี. เวอร์บาลิส หัวหน้าภาควิชาต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึมของมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่าปริมาณที่ต้องการแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว, อัตราการเสียเหงื่อ และอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม

 

ดื่มน้อยเกินไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงอะไรบ้าง

 

การได้รับของเหลวน้อยกว่าที่แนะนำอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยห้องปฏิบัติการของคาวูรัสพบความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่ดื่มของเหลวน้อยกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของภาวะต่างๆ ทั้งเบาหวานชนิดที่ 2, โรคหัวใจ และภาวะสมองเสื่อม

 

คำว่าดื่มน้อยในที่นี้หมายถึงการได้รับของเหลวน้อยจนอยู่ในภาวะพร่องน้ำ แต่ยังไม่ถึงขั้นขาดน้ำ นั่นคือร่างกายมีของเหลวไม่เพียงพอ แต่ยังไม่แสดงอาการขาดน้ำเฉียบพลันอย่างหน้ามืดหรือสับสน

 

คอลลีน มูโญซ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพด้านการได้รับน้ำของมหาวิทยาลัยฮาร์ตฟอร์ด ระบุว่าการดื่มน้ำน้อยเรื้อรังยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ, นิ่วในไต และโรคไตบางชนิด โดยอาการอื่นที่บ่งชี้ว่าได้รับของเหลวไม่พออาจรวมถึงอาการปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย และสับสน

 

ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่า และวิธีสังเกตตัวเอง

 

ข่าวดีคือของเหลวที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันมาจากแหล่งใดก็ได้ ทั้งกาแฟและชา โดยกาแฟดำนั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 99%

 

จูลี แมคเคนนา ผู้บริหารฝ่ายโภชนาการคลินิกของโรงพยาบาล Tufts Medicine MelroseWakefield ระบุว่าความเชื่อที่ว่ากาแฟเป็นยาขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายขาดน้ำนั้นไม่เป็นความจริง เพราะแม้จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นเล็กน้อย แต่กาแฟก็ยังนับเป็นของเหลวที่ร่างกายได้รับ

 

ในทางกลับกัน ความเชื่อเรื่องแอลกอฮอล์กลับเป็นจริง เพราะแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ขับปัสสาวะและทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ

 

ส่วนนม, น้ำผลไม้ และแม้แต่น้ำอัดลมก็นับเป็นของเหลวได้เช่นกัน แต่แหล่งหลักของของเหลวในแต่ละวันควรเป็นน้ำเปล่า เพื่อเลี่ยงแคลอรีและน้ำตาลที่ไม่จำเป็น ขณะที่น้ำโซดาหรือสปาร์กลิงวอเตอร์นั้น คาวูรัสยืนยันว่าก็คือน้ำ จึงไม่ใช่ปัญหาหากใครชอบดื่ม

 

สำหรับวิธีสังเกตว่าดื่มมากหรือน้อยเกินไป สิ่งที่ดูได้ง่ายที่สุดคือความถี่ในการเข้าห้องน้ำและสีของปัสสาวะ โดยปัสสาวะสีเหลืองเข้มเป็นสัญญาณว่าดื่มไม่พอ ส่วนปัสสาวะใสหมายถึงดื่มมากเกินไป

 

มูโญซระบุว่าจุดที่กำลังพอดีคือสีเหลืองอ่อน โดยเป้าหมายไม่ใช่ความใส แต่คือเหลืองอ่อน

 

การดื่มมากเกินไปก็อันตรายได้เช่นกัน แม้กรณีรุนแรงจะพบได้น้อย เนื่องจากไตรับมือกับของเหลวปริมาณมากได้ดี ทว่าเคยมีกรณีของนักกีฬาประเภทความอดทนที่ดื่มของเหลวมากเกินไปจนเกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

 

เวอร์บาลิสระบุว่าผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่างจำเป็นต้องดื่มของเหลวน้อยลง ซึ่งรวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลว, ไตวาย และตับวาย รวมถึงโรคหายากบางชนิด

 

เขาอธิบายว่าสำหรับคนที่ไม่มีโรคเหล่านี้ หากดื่มมากกว่าที่ร่างกายต้องการ ไตก็จะขับส่วนเกินออกไปโดยไม่เกิดปัญหาอะไร นอกจากต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น

 

ในทางกลับกัน ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในไตมักได้รับคำแนะนำให้ดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อป้องกันการก่อตัวของนิ่ว

 

ข้อสรุปสำหรับคนทั่วไปจึงเรียบง่าย คือดื่มพร้อมมื้ออาหารและดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย ซึ่งเพียงพอสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่มีข้อควรระวังหนึ่งอย่างคือนักวิจัยบางส่วนเตือนว่าความรู้สึกกระหายอาจช้าลงหรือลดลงตามอายุที่มากขึ้น หรือจากยาบางชนิด

 

เดเร็ก แดเนียลส์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพจากมหาวิทยาลัยที่บัฟฟาโล ซึ่งศึกษาเรื่องความกระหายน้ำ ระบุว่าไตของมนุษย์ทำงานได้ดีมากในการเก็บน้ำไว้เมื่อร่างกายต้องการ และขับออกเมื่อมีมากเกินไป

 

กล่าวโดยสรุปคือการได้รับน้ำอย่างเพียงพอเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนการดื่มน้ำให้กลายเป็นภารกิจเต็มเวลา หรือพูดอีกอย่างคือแก้วน้ำใบใหญ่ขนาด 40 ออนซ์ หรือราว 1.18 ลิตร อาจวางทิ้งไว้ที่บ้านได้อย่างสบายใจ

 

ภาพ : Waniza / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ต้องดื่มน้ำวันละเท่าไรกันแน่ ผู้เชี่ยวชาญชี้อาจน้อยกว่าที่คิด และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่าทั้งหมด appeared first on THE STANDARD.

]]>