Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 20 Jun 2026 07:33:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดบทเรียนจากอินเดียถึงอังกฤษ การแบนโซเชียลแก้ปัญหาเด็กติดจอได้จริง? หรือแค่ย้ายไปแอปอื่น https://thestandard.co/uk-social-media-ban-teen-apps/ Sat, 20 Jun 2026 07:33:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1220963 เด็กถือสมาร์ทโฟนใต้ผ้าห่มในที่มืด

รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘เซอร์ เคียร์ สต […]

The post เปิดบทเรียนจากอินเดียถึงอังกฤษ การแบนโซเชียลแก้ปัญหาเด็กติดจอได้จริง? หรือแค่ย้ายไปแอปอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กถือสมาร์ทโฟนใต้ผ้าห่มในที่มืด

รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์’ กำลังเผชิญกับสารพัดวาระแห่งชาติที่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ปลื้ม ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น นั่นคือ ‘กฎหมายห้ามวัยรุ่นใช้โซเชียลมีเดีย’ ซึ่งตัวนายกฯ ถึงกับออกปากด้วยความโล่งใจว่า สิ่งนี้จะช่วยคืนวัยเด็กที่สมบูรณ์ให้กับเยาวชน

 

แม้จะมีหลักฐานให้เห็นมากมายว่าโซเชียลมีเดียทำให้เด็กๆ เป็นทุกข์และไม่ปลอดภัย แต่ในโลกความเป็นจริง การประกาศแบนด้วยความหวังดีนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การบังคับใช้จริงต่างหากที่ยาก เพราะหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเจอกับศึกหนัก ทั้งการอุดช่องโหว่ ตามด้วยการรับมือกับผลกระทบข้างเคียง และการหาจุดสมดุลไม่ให้การควบคุมนี้ลุกลามจนกลายเป็นการจำกัดสิทธิบนโลกออนไลน์

 

หากย้อนดูเทรนด์โลก อินเดียเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สั่งแบน TikTok มาตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่สหรัฐฯ ก็เกือบจะบล็อกแอปนี้สำเร็จ ในตอนนั้น นักการเมืองมองว่ามันคือสงครามเพื่อตอบโต้จีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ByteDance บริษัทแม่ TikTok เพราะกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลและการปั่นหัวคนรุ่นใหม่

 

ทว่าวันนี้ ภัยคุกคามในสายตาของโลกตะวันตกได้เปลี่ยนไปแล้ว หลายประเทศไม่ได้กลัวแค่แอปจากประเทศศัตรู แต่เริ่มมองว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของอเมริกาก็มีพฤติกรรมแทรกแซงและไร้ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน และไม่ควรปล่อยให้กลุ่มทุนเหล่านี้มาดูแลอนาคตของเยาวชนโดยไม่มีการควบคุม

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือวัยรุ่นมักฉลาดกว่าผู้คุมกฎเสมอ หลังจากมีเคสของอินเดียพิสูจน์แล้วว่า การแบน TikTok ไม่ได้ช่วยลดอาการเสพติดคลิปสั้นของเยาวชนเลย เพราะพวกเขาย้ายแพลตฟอร์มไปซบแอปคู่แข่งที่เป็นของอเมริกา ซึ่งมีทุนหนาและควบคุมยากกว่าเดิม

 

สำหรับในประเทศอังกฤษ เยาวชนก็คงหาทางออกไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการมุด VPN, การปลอมแปลงพิกัด หรือยืมบัญชีของพี่น้องที่โตกว่า ยิ่งไปกว่านั้น บนโลกออนไลน์ยังมีผู้ล่า ทั้งกลุ่มโฆษณา นักล้างสมอง หรือผู้ไม่หวังดี พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเยาวชน เจาะระบบเพื่อเข้าถึงตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อการตรวจเช็กอายุแบบหลวมๆ เอาไม่อยู่ และสื่อประโคมข่าวว่าเยาวชนยังคงเล็ดลอดเข้าไปเผชิญอันตรายได้ รัฐบาลอังกฤษอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยกระดับการควบคุมให้โหดขึ้น ซึ่งอาจลามไปถึงการบังคับทำ Digital ID เพื่อใช้เข้าอินเทอร์เน็ต ตามด้วยการสั่งแบน VPN ทั้งประเทศ และการเอาผิดทางกฎหมายกับโรงเรียนหรือผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยให้เยาวชนแหกกฎ

 

เรียกได้ว่าการสั่งแบนแบบเหมาเข่งยังมีราคาที่ต้องจ่าย ในมุมที่ผู้กำหนดนโยบายมองข้าม เพราะในตอนที่อินเดียแบน TikTok อัลกอริทึมที่เคยเปิดโอกาสให้คนธรรมดา เด็กต่างจังหวัด หรือกลุ่มคนรากหญ้าได้แจ้งเกิดกลับหายวับไปกับตา แล้วถูกแทนที่ด้วย YouTube และ Instagram ซึ่งเป็นพื้นที่ของเหล่า Influencer หน้าเดิมๆ ที่มีทุนหนาคอยผูกขาด

 

นอกจากนี้ การตัดขาดเยาวชนออกจากโลกออนไลน์ อาจเป็นการทำลายพื้นที่ปลอดภัยของเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่ม LGBTQN+ ที่พึ่งพาชุมชนออนไลน์ในการเยียวยาจิตใจและหลีกหนีจากความเครียดในโลกแห่งความเป็นจริง

 

แต่ในมุมของรัฐบาลอังกฤษอาจหวังว่าการแบนครั้งนี้จะทำให้เยาวชนวางมือถือแล้วออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้ง แต่นี่อาจเป็นเพียงความฝันอันแสนหวาน เพราะบทเรียนจากอินเดียได้พิสูจน์แล้วว่าการแบนไม่ได้ช่วยหมุนเวลาให้ย้อนกลับไปสู่อดีต แต่มันแค่เปลี่ยนหน้าตาของแพลตฟอร์มที่เข้ามาหล่อหลอมพฤติกรรมของคนเท่านั้น

 

ภาพ:Volodymyr TVERDOKHLIB/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดบทเรียนจากอินเดียถึงอังกฤษ การแบนโซเชียลแก้ปัญหาเด็กติดจอได้จริง? หรือแค่ย้ายไปแอปอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
IdeasLabs เผยแบรนด์รัดเข็มขัด Q1 เลิกจ้างดาราสร้างไวรัล หันหา Micro-Nano 20-30 คนที่ปิดการขายได้จริง https://thestandard.co/ideaslabs-brands-shift-micro-nano-influencers/ Sat, 20 Jun 2026 07:30:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1220959 ชายหนุ่มถือโทรโข่งกำลังพูด

IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สั […]

The post IdeasLabs เผยแบรนด์รัดเข็มขัด Q1 เลิกจ้างดาราสร้างไวรัล หันหา Micro-Nano 20-30 คนที่ปิดการขายได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายหนุ่มถือโทรโข่งกำลังพูด

IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่าแบรนด์เริ่มระมัดระวังการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยหันมาเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้ มากกว่าการทุ่มงบเพื่อยอดไลก์หรือยอดวิว

 

 
 

งบประมาณจึงถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์ขับเคลื่อนยอดขายได้จริง ซึ่งเป็นจังหวะที่เปิดโอกาสให้ Micro และ Nano Influencer เร่งสร้างผลงานในแบบที่วัดผลได้

 

แบรนด์เปลี่ยนจากจ้างดาราสร้างไวรัล สู่ Micro-Nano ที่ปิดการขายได้

 

IdeasLabs ระบุว่า เดิมแบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือ Mega Influencer ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปสนุกเพื่อสร้างไวรัล แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาแบ่งงบไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีใช้สินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์ Affiliate เพื่อวัดว่าใครปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มที่สุด

 

จากฐานข้อมูลการทำงานกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่าในไตรมาสแรก มี 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ลงงบมากที่สุด เริ่มจากกลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) ที่ได้งบสูงสุด เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่าย เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสที่ใช้อินฟลูฯ สายทำอาหารแจกสูตรเมนูประหยัดทำเองที่บ้าน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที

 

ตามด้วยกลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) ที่คุณแม่มีอำนาจตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่า เช่น การจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับของผ้าอ้อมผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ ทั้ง Facebook Group และเว็บบอร์ด ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ได้ทันที

 

กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับแฟนคลับสายคอนเสิร์ตทำคอนเทนต์ถ่ายภาพการแสดงจากที่นั่งไกล เพื่อแสดงว่าไม่ต้องใช้กล้องราคาแพงก็ได้ภาพคมชัด ส่วนกลุ่ม Beauty (ความงาม) แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังลงทุนต่อเนื่อง โดยเน้นรีวิวผลลัพธ์ก่อน-หลังใช้จริง

 

7 แนวทางที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับ จากคนทำคอนเทนต์สู่คนสร้างยอดขาย

 

IdeasLabs แนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ไทยปรับบทบาทจากการเป็นคนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิวไปสู่การเป็นคนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์ (Business Result Driver) ผ่าน 7 แนวทาง

 

  1. ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ มากกว่าแค่ไวรัล เช่น เปลี่ยนจากคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์ เป็นคลิปแต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท พร้อมบอกพิกัดสินค้าแต่ละชิ้น
  2. วัดผลได้ชัดเจน สรุปงานด้วยยอด Click-through rate (CTR) หรือยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า แทนการรายงานแค่ยอดวิวยอดไลก์
  3. สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามจริงทั้งข้อดีและข้อด้อยของสินค้า
  4. ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ช่วยคิดหัวข้อคลิป วิเคราะห์จุดที่ควรปรับปรุง หรือตรวจแคปชั่นให้ดูเป็นมืออาชีพ
  5. กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น นำวิดีโอไปปรับสัดส่วนลงทั้ง YouTube Shorts, Facebook Reels และเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8
  6. ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น เช่น จากเดิมคิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว เปลี่ยนเป็นค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท บวกค่าคอมมิชชั่น 10% จากยอดขายผ่านลิงก์ Affiliate หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิทให้แบรนด์ตัดสินใจง่ายขึ้น
  7. พัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ ส่งงานตรงเวลา ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลผู้ติดตามชัดเจน และส่ง Post-campaign Report ทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ

 

ครึ่งปีหลังแข่งเดือด แบรนด์หันหา Niche และจ้างระยะยาว

 

IdeasLabs คาดการณ์ว่าตลาด Influencer Marketing ครึ่งปีหลังจะแข่งขันเข้มข้นขึ้นทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยยังพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ในสัดส่วนสูง ขณะที่แบรนด์จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์เจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มเฉพาะ (Niche) มากขึ้น

 

ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง IdeasLabs ระบุว่า ครึ่งปีหลังจะเห็นแบรนด์หันมาทำแคมเปญแบบ Long-term Partnership หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบ เช่น แบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพร่วมกับครีเอเตอร์สายฟิตเนสทำชาเลนจ์เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน ซึ่งกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้ดีกว่าการรีวิวคลิปเดียวจบ

 

พร้อมระบุว่าครีเอเตอร์ที่ปรับตัวและพิสูจน์ยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัด จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลัง

 

ภาพ : MR.DEEN / Shutterstock

The post IdeasLabs เผยแบรนด์รัดเข็มขัด Q1 เลิกจ้างดาราสร้างไวรัล หันหา Micro-Nano 20-30 คนที่ปิดการขายได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone 18 Pro จ่อแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท เซ่นชิป AI ขาดตลาด ‘ทิม คุก’ ลั่นเลี่ยงขึ้นราคาไม่ได้ เทียบเหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวในรอบร้อยปี https://thestandard.co/iphone-18-pro-price-hike-ai-chip/ Fri, 19 Jun 2026 04:14:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1220459 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล iPhone 18 Pro ราคาแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท จากปัญหาชิปขาดตลาด

Apple เตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปห […]

The post iPhone 18 Pro จ่อแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท เซ่นชิป AI ขาดตลาด ‘ทิม คุก’ ลั่นเลี่ยงขึ้นราคาไม่ได้ เทียบเหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวในรอบร้อยปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล iPhone 18 Pro ราคาแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท จากปัญหาชิปขาดตลาด

Apple เตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยอมรับว่า “การขึ้นราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

 
 

คุกกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Wall Street Journal ว่า บริษัทพยายามอย่างเต็มที่ที่จะบรรเทาภาระต้นทุนมหาศาลที่ถูกผลักมา และพยายามปกป้องลูกค้าจากการขึ้นราคามาตลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์มาถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับต่อไปได้

 

แม้คุกจะไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าจะขึ้นราคาเมื่อใด มากน้อยเพียงใด หรือสินค้ารุ่นใดบ้าง แต่คาดว่าการขึ้นราคาน่าจะเห็นชัดในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ช่วงเดือนกันยายน ซึ่ง Apple จะเปิดตัว iPhone 18 รวมถึงรุ่นจอพับได้เป็นครั้งแรก ขณะที่การขึ้นราคาของ Mac และ iPad อาจมาเร็วกว่านั้น

 

ต้นทุนชิปพุ่งจากกระแส AI ดันราคา iPhone

 

ต้นตอของปัญหามาจากความต้องการชิปหน่วยความจำ (DRAM) และชิปจัดเก็บข้อมูล (NAND) ที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาลจากบริษัท AI โดยศูนย์ข้อมูลที่ใช้ฝึกและประมวลผลโมเดล AI ยอมจ่ายราคาแพงกว่าเพื่อแย่งชิงชิปเหล่านี้ ทำให้ผู้ผลิตหันไปเน้นผลิตชิปสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ และลดการผลิตชิปสำหรับสินค้าผู้บริโภคลง

 

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ DRAM ทำหน้าที่เหมือนโต๊ะทำงานที่วางเอกสารทั้งหมดที่กำลังใช้งานอยู่ ส่วน NAND เปรียบเหมือนตู้เก็บเอกสารที่จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟนใช้ DRAM ในการรันแอปที่เปิดอยู่ และใช้ NAND ในการเก็บรูปภาพและวิดีโอ

 

นับตั้งแต่ปีก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft, Meta และ Amazon เริ่มประกาศเพิ่มงบลงทุนมหาศาล ราคาของชิปทั้งสองประเภทก็พุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า และบริษัทวิจัย TechInsights คาดว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

 

การประเมินของ The Wall Street Journal ที่อ้างอิงข้อมูลจาก TechInsights ชี้ว่า หาก Apple ผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคเพื่อรักษาอัตรากำไรไว้เท่าเดิม ราคา iPhone Pro รุ่นใหม่อาจเพิ่มขึ้นราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,800 บาท) จากรุ่นปัจจุบัน

 

ตัวเลขนี้สะท้อนผ่านการคำนวณต้นทุน โดยปัจจุบัน iPhone 17 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36,000 บาท) ซึ่งหากรวมต้นทุนชิปที่สูงขึ้นและระบบกล้องใหม่ที่คาดว่าจะแพงขึ้นด้วย ราคา iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจขยับขึ้นไปแตะ 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45,800 บาท) หรือมากกว่านั้น

 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาจากการที่ Apple ต้องใช้ DRAM เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ รวมถึง Siri โฉมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป

 

ตลาดที่ถูกครอบงำและทางออกของ Apple

 

ตลาดชิป DRAM ถูกครอบงำโดยผู้ผลิตเพียง 3 ราย ได้แก่ Samsung และ SK Hynix จากเกาหลีใต้ และ Micron จากสหรัฐฯ ส่วนผู้ผลิต NAND ก็มีทั้ง 3 รายนี้ รวมถึง Kioxia และ Sandisk

 

โดยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นและกำไรของบริษัทเหล่านี้พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งหุ้น Micron และ SK Hynix ที่ปรับขึ้นกว่า 800% ขณะที่ Kioxia และ Sandisk พุ่งขึ้นถึง 4,600%

 

แม้ผู้ผลิตจะเร่งสร้างโรงงานเพิ่ม แต่ Morgan Stanley ประเมินว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะถูกจัดสรรให้ชิป AI เป็นหลัก ทำให้ชิปสำหรับสินค้าผู้บริโภคยังขาดแคลน และคาดว่าราคาสมาร์ทโฟนและพีซีในสหรัฐฯ จะปรับขึ้นราว 15% ในปีนี้ ซึ่งหลายบริษัทอย่าง HP, Dell และ Nintendo ก็ได้ขึ้นราคาไปแล้ว

 

คุกระบุว่า Apple พร้อมใช้เงินสดสำรองของบริษัทเข้าช่วยเพิ่มกำลังการผลิตชิป โดยมองว่าตลาดจำเป็นต้องมีกำลังการผลิตมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าจะไม่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำเอง เพราะบริษัทรู้ดีว่าตัวเองเชี่ยวชาญด้านใดที่ผ่านมา Apple ใช้เงินซื้อชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์ จนเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก และเคยใช้อำนาจต่อรองกดราคาผู้ผลิตให้ต่ำที่สุด

 

แต่เมื่อบริษัท AI บุกเข้าตลาด Apple กลับต้องรอคิวเช่นกัน เพราะกลุ่มบริษัทเหล่านั้นยอมเซ็นสัญญายาว 3-5 ปี พร้อมจ่ายเงินสดล่วงหน้าก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ Apple ไม่น่าจะยอมทำตามด้วยวินัยการใช้จ่ายที่เข้มงวดมายาวนาน

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Apple มีบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติจีนเป็นทางเลือก แต่ด้วยกฎความมั่นคงของสหรัฐฯ บริษัทอเมริกันอาจต้องขอใบอนุญาตก่อนทำธุรกิจด้วย ซึ่งเมื่อถูกถามว่าควรผ่อนปรนข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่ คุกตอบว่า “ทุกอย่างควรถูกนำมาพิจารณา” และควรมองหาแหล่งซัพพลายทุกทาง

 

นอกจากนี้ Apple ยังมีไพ่ในมืออย่างการขายอัปเกรดความจุ (Storage) ที่ใช้เพิ่มกำไรมานาน โดยคิดราคาเพิ่ม 100-200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,300-6,600 บาท) สำหรับความจุที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่มีต้นทุนจริงเพียงเศษเสี้ยวของราคาดังกล่าว

 

ทั้งนี้ คุกซึ่งคร่ำหวอดในวงการซัพพลายเชนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากว่า 40 ปี เปรียบเทียบว่าวิกฤตต้นทุนครั้งนี้รุนแรงในระดับ ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี’ โดยระบุว่าไม่เคยเห็นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนรุนแรงเท่ากับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาในด้านใดเลยตลอดชีวิตการทำงาน

 

ดีล Intel ผลิตชิปในสหรัฐฯ

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข่าวจากฝั่งนโยบาย โดย CNN รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ว่า Intel ได้บรรลุข้อตกลงกับ Apple ในการเริ่มผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 9% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด

 

ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าตัดสินใจช่วยเหลือ Intel เพราะสหรัฐฯ จำเป็นต้องออกแบบและผลิตชิปภายในประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยให้ Apple กระจายฐานการผลิต จากเดิมที่พึ่งพาไต้หวันเป็นหลักในการผลิตชิปที่ขับเคลื่อน iPhone, iPad และ Mac

 

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์เคยเข้าลงทุนใน Intel ด้วยการซื้อหุ้นมูลค่า 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 แสนล้านบาท) เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของบริษัท เพื่อหนุนการขยายงานวิจัยและโรงงานผลิตในสหรัฐฯ พร้อมรับประกันการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานชิปขั้นสูงภายในประเทศ ซึ่งเป็นวาระสำคัญในสมัยที่สองของทรัมป์

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.76 บาท ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569

 

อ้างอิง:

 

 

The post iPhone 18 Pro จ่อแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท เซ่นชิป AI ขาดตลาด ‘ทิม คุก’ ลั่นเลี่ยงขึ้นราคาไม่ได้ เทียบเหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวในรอบร้อยปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 https://thestandard.co/thailand-chip-hub-ai-semiconductor/ Wed, 17 Jun 2026 09:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1219650 ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐา […]

The post อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคตเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ดำเนินการปรับปรุงคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยในขณะนั้นมี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ มีการปรับปรุงและตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ สามารถเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) คลาวด์ (Cloud) ไปจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลระดับสูง

 

 
 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 1

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ต่อมาในช่วงปลายปี 2567 การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น ในยุคที่ แพทองธาร ชินวัตร นั่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ พร้อมนั่งเป็นประธานบอร์ดฯ ด้วยตนเอง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ชุณหวชิร เป็นรองประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นเลขานุการ เพื่อเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมบูรณาการหน่วยงานรัฐและเอกชน เร่งพัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับให้ไทยขึ้นแท่นเป็น ‘ฮับเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค’

 

ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ความเคลื่อนไหวสำคัญได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าว เมื่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Committee) พร้อมด้วยคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, กระทรวง อว., กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงตัวแทนภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าไทย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้ายกระดับระบบนิเวศ AI และเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2

แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ขณะที่ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในขณะนั้น ระบุว่า ‘การพัฒนาบุคลากร’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุค AI

 

ปักธงสร้างบุคลากร 10 ล้านคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงานดิจิทัล

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคลากรด้านเอไอเพียง 21,631 อัตรา ซึ่งมากกว่าครึ่งทำงานในสายที่ไม่ใช่ด้านไอที ในขณะที่ประเทศยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงกว่า 100,000 คน ที่ประชุมจึงได้กำหนดเป้าหมายหลักเร่งด่วนภายในระยะเวลา 2 ปี ที่จะต้องส่งเสริมให้มีบุคลากรที่สามารถใช้งาน AI (AI User) ได้อย่างน้อย 10 ล้านคน, สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI (AI Professional) อย่างน้อย 90,000 คน และพัฒนานักพัฒนา AI (AI Developer) ให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน

 

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนดึงดูดชาวต่างชาติทักษะสูงผ่านการผลักดันวีซ่าสำหรับกลุ่ม Digital Nomad ร่วมกับบีโอไอ (BOI) รวมถึงการชูมาตรการ Global Digital Talent Visa และให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคล (CIT) สูงถึง 250% หากองค์กรมีการส่งพนักงานเข้าอบรมหลักสูตรด้านเอไอ เพื่อกระตุ้นการอัปสกิลและรีสกิลครั้งใหญ่

 

ดึงเม็ดเงินลงทุน 5 แสนล้านบาท พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในด้านการลงทุน รัฐบาลมีแผนส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ระบบประมวลผลด้วย GPU และแพลตฟอร์ม AI แบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเร่งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง (Data Bank) ให้หน่วยงานรัฐปรับเป็นดิจิทัลสมบูรณ์แบบภายในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าการดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมลงทุน ประกอบกับการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท

 

นอกจากนั้น กระทรวงดีอียังเตรียมผลักดัน ‘กฎหมายเอไอฉบับแรกของประเทศ’ เพื่อวางกรอบจริยธรรมให้มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการสนับสนุน Deep Tech และส่งเสริมการใช้งาน Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) ที่เป็นภาษาไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

โฟกัส 3 อุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับการประยุกต์ใช้ AI เชิงพาณิชย์ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหาภาค ได้แก่

 

  • ภาคสาธารณสุข นำ AI มาช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของบริการทางการแพทย์ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค
  • ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลและกระตุ้นเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศ
  • ภาคการเกษตร ประยุกต์ใช้ AI ในการวางแผนการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยง และช่วยจับคู่ความต้องการของตลาดกับเกษตรกร

 

ในระยะถัดไป รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาของ AI เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ก้าวล่าสุดยุค ‘อนุทิน’ ตั้งเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593

 

เพื่อเป็นการต่อยอดห่วงโซ่อุปทานทางเทคโนโลยีขั้นสูง ล่าสุดในยุคของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ’ เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์การนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน

 

คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน พร้อมด้วยการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวง อว., กระทรวงดีอี, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 3

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

 

รัฐบาลได้วางเป้าหมายความท้าทายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยการตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท และเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูงในสายงานนี้กว่า 230,000 คน เพื่อผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Chip Made in Thailand) อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี พ.ศ. 2593

 

หน้าที่หลักของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ชุดนี้คือการเคาะทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และพิจารณาแผนงานโครงการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการติดตามประเมินผล ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ดันจุดแข็ง ‘Power Electronics’ สู่ฮับอาเซียน เปิด 2 ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้

 

การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติ ทว่าในสมรภูมิเทคโนโลยีที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด จุดยืนของไทยควรอยู่ตรงไหน และต้องเดินหน้าอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

 

ด้านวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงยุคแพทองธาร ชินวัตร บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไว้อย่างชัดเจน พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดเพื่อดูแลด้านแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนากำลังคน

 

หากเปรียบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เหมือนร่างกายมนุษย์ จะประกอบด้วยส่วน Logic (สมอง/การคิด), Memory (ความจำ), Sensor (ประสาทสัมผัส) และ Energy หรือ Power (พลังงานที่ขับเคลื่อน) ซึ่งประเทศไทยพิจารณาแล้วว่าในส่วนของ ‘Logic’ เราไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้ทันแล้ว เนื่องจากมีรายใหญ่ครองตลาดอยู่

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 4

 

วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

 

ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์จึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘Power Electronics’ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะวิวัฒนาการไปไกลแค่ไหน ก็ยังจำเป็นต้องใช้พลังงาน โดยกำหนดทิศทางขับเคลื่อนใน 2 แกนหลัก คือ

 

  • การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พยายามดึงนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต
  • การสร้างกำลังคน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยในการก้าวเข้าสู่สเกลระดับโลก จึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

 

‘Made in Thailand’ ในความหมายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 

ต่อประเด็นการผลักดันชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) ภายในปี 2050 วิบูลย์ขยายความว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เน้นการสร้าง ‘แบรนด์สินค้า’ เหมือนเสื้อผ้า เพราะโมเดลธุรกิจคือการรับจ้างผลิต (OEM)

 

คำว่า Made in Thailand ในบริบทนี้ จึงหมายถึง ‘แบรนด์ระดับประเทศ ที่สะท้อนถึงการเป็นฐานการผลิตคุณภาพสูง (High Quality) และมีความแม่นยำสูง (High Precision) ในอุตสาหกรรมบริการรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS: Electronic Manufacturing Service)

 

2 ความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมต้องการจากรัฐบาล

 

วิบูลย์มองว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุด ปัญหาของอุตสาหกรรมยังคงเดิม โดยสิ่งที่ภาคเอกชนและนักลงทุนต้องการมากที่สุดมี 2 ประการ คือ

 

  • ความชัดเจนใน Global Positioning ประเทศไทยต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะอยู่จุดไหนใน Value Chain ของโลก การพูดคุยกับนักลงทุนกลุ่มไฮเทคที่มีมูลค่าสูง ไม่ควรเน้นแค่การนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะกลุ่มนี้มีกำไรสูงอยู่แล้ว แต่รัฐต้องตอบให้ได้ว่าตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่การผลิตคือจุดใด เพื่อให้นักลงทุนวางแผนธุรกิจและจับคู่พาร์ตเนอร์ได้ถูกต้อง
  • ความต่อเนื่อง (Continuity) เนื่องจากธุรกิจต้องวางแผนล่วงหน้าระยะยาว 3-5 ปี หากนโยบายภาครัฐเปลี่ยนไปมา เช่น วันนี้ให้เล่นตำแหน่ง ‘แบ็กขวา’ แต่วันหน้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น ‘ศูนย์หน้า’ ย่อมทำให้นักลงทุนที่เตรียมเข้ามาทำงานร่วมกับไทยเกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่น

 

“กลไกตลาดยังไงก็ขับเคลื่อนด้วย Demand และ Supply ได้ด้วยตัวเองเหมือนรถที่เติมน้ำมันแล้วสตาร์ทวิ่งไปได้ แต่ถ้ามองในมุมผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลต้องเข้ามานั่งเป็น ‘คนขับรถ’ เพื่อกำหนดทิศทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด” วิบูลย์กล่าวเปรียบเทียบ

 

พร้อมย้ำว่าบอร์ดแห่งชาติมีหน้าที่สำคัญคือการจัดแนวทาง (Alignment) ให้ทุกหน่วยงานโฟกัสเป้าหมายเดียวกัน เป็น Single Message สู่สากล

 

ปรับโมเดลธุรกิจ เลี่ยงสงครามราคา EV สู่โอกาสใน Hyper Scaler

 

แม้ตำแหน่งด้าน Power Electronics จะยังคงเป็นมาสเตอร์แพลนที่ถูกต้อง แต่โมเดลธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน วิบูลย์ชี้ว่า เดิมทีไทยตั้งเป้าตอบสนองความต้องการจากตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ปัจจุบันตลาด EV ถูกครอบงำโดยแบรนด์จีนที่มีการกดราคาอย่างหนัก ทำให้การเจาะตลาดทำได้ยาก

 

ในขณะเดียวกัน ตลาดศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Hyper Scaler (Data Center) กำลังเติบโตสูงและมีความต้องการใช้ High Power Electronics อย่างมหาศาล แม้การตั้ง Hyper Scaler ในไทยจะใช้พลังงานเยอะแต่จ้างงานน้อย ทว่าจุดนี้คือโอกาสสำคัญที่รัฐต้องผลักดันให้ Local Supply Chain ของไทยสามารถเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นับแสนชิ้นป้อนให้กับ Hyper Scaler เหล่านี้ให้ได้ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง

 

ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ยุค ‘Electronics + Photonic’

 

วิบูลย์ได้เผยถึงเทรนด์แห่งอนาคตว่า ศักยภาพของอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมในการส่งมอบประสิทธิภาพขั้นสูงเริ่มถึงจุดอิ่มตัวและติดเพดานแล้ว (ตันแล้ว) ดังนั้น ในช่วง 10 ปีนับจากนี้ อุตสาหกรรมโลกจะก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคถัดไป (Next Generation) นั่นคือการผสานรวมกันระหว่างอิเล็กทรอนิกส์และโฟโตนิกส์ หรือที่เรียกว่า Electronics + Photonic ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีระลอกใหม่นี้ให้ทัน

The post อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม https://thestandard.co/wisesight-generational-style-swap-trends/ Wed, 17 Jun 2026 09:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1219641 ภาพประกอบแสดงการแลกเปลี่ยนสไตล์ข้ามรุ่น โดยมีคนรุ่นใหม่ใช้กล้องฟิล์มและคนรุ่นก่อนใส่ชุด Streetwear สะท้อนเทรนด์ Generational Style Swap

Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบ […]

The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการแลกเปลี่ยนสไตล์ข้ามรุ่น โดยมีคนรุ่นใหม่ใช้กล้องฟิล์มและคนรุ่นก่อนใส่ชุด Streetwear สะท้อนเทรนด์ Generational Style Swap

Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบริการ Topic Analysis ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อสำรวจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation กำลังพูดถึงอะไรและให้คุณค่ากับเรื่องใด พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังขยับจากความชอบตามวัย ไปสู่การแสดงออกผ่านตัวตนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ, การทำงาน, การเงิน, ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต

 

 
 

ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า Generation ในวันนี้สะท้อนความแตกต่างด้านวิธีคิดและความคาดหวัง มากกว่าจะเป็นเรื่องช่วงอายุ เพราะคนต่างวัยอาจมี Mindset หรือ Pain Point ร่วมกัน ขณะที่คนอายุใกล้กันกลับมีมุมมองต่อชีวิตต่างกัน

 

สาม Generation กับสามวิธีคิด

 

Wisesight Research พบว่า Gen Z มีพฤติกรรมหยิบสิ่งดั้งเดิมมาตีความใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนบนโลกออนไลน์ เช่น กระแส Retro-Health ทั้งการชวนกันไปเต้นแอโรบิคหน้าสวนลุม และการนำกิจกรรมไทยดั้งเดิมอย่างการพับดอกบัวมาทำเป็นคอนเทนต์วิดีโอสั้น

 

ขณะเดียวกัน Gen Z ยังให้ความสำคัญกับ Healthy Workplace ทั้ง Work-life Balance, สุขภาพจิต และวัฒนธรรมองค์กร มากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาแบรนด์ที่เข้าใจวิธีใช้ชีวิตและคุณค่าที่พวกเขาให้ความสำคัญ

 

ฝั่ง Gen Y เริ่มโฟกัสกับการจัดระเบียบชีวิต บทสนทนาเต็มไปด้วยการวางแผนอนาคต ทั้งการเงิน, บ้าน, การลงทุน และคุณภาพชีวิตระยะยาว หัวข้อที่ถูกพูดถึงมากคือ Experiential Travel หรือการท่องเที่ยวเพื่อเก็บประสบการณ์หลังทำงานหนักมาหลายปี

 

นอกจากนี้ Gen Y ยังแชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูก Gen Alpha มากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับการพัฒนา EQ ควบคู่ทักษะวิชาการ สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาความมั่นคงทั้งด้านการเงินและอารมณ์ไปพร้อมกัน

 

ส่วน Gen X อยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างโลกดั้งเดิมและดิจิทัล บทสนทนาสะท้อนทั้งความภูมิใจในรากวัฒนธรรมและความพยายามเชื่อมต่อกับโลกใหม่ ทั้งการสนับสนุนแบรนด์ไทย, การพูดถึง Soft Power และการทดลองทำวิดีโอสั้นหรือใช้คำแสลง อีกหัวข้อที่สำคัญคือ Mentorship & Management โดยเฉพาะการบริหารทีม Gen Z และการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างวัย

 

‘Generational Style Swap’ เมื่อแต่ละวัยสลับสไตล์กัน

 

อินไซต์สำคัญที่ Wisesight Research พบคือปรากฏการณ์ ‘Generational Style Swap’ หรือการสลับสไตล์ข้ามรุ่น โดยคนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับไปหา Nostalgia ผ่านกล้องฟิล์ม, กล้อง CCD และแผ่นเสียง เพื่อมองหาความรู้สึกแบบ Authentic ที่ต่างจากโลกดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบเกินไป

 

ในทางกลับกัน คนรุ่นก่อนเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งการแต่งตัวแบบ Streetwear, การใช้คำแสลง และการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าอายุเริ่มมีผลต่อรสนิยมน้อยลง ขณะที่ตัวตนกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากสื่อสารมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแบรนด์อาจแบ่งกลุ่มผู้บริโภคด้วย Demographic เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป

 

5 เรื่องที่ทุกวัยพูดถึง แต่ตีความต่างกัน

 

แม้แต่ละ Generation จะคิดต่างกัน แต่ Wisesight Research พบว่าผู้บริโภคทุกวัยยังพูดถึง 5 เรื่องร่วมกัน ได้แก่ สุขภาพกายและใจ, การเงินและความมั่นคง, งานและความหมายของชีวิต, ครอบครัวและความสัมพันธ์ และความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน

 

สิ่งที่ต่างกันคือมุมมองที่แต่ละวัยใช้ตีความ โดย Gen Z มองสุขภาพผ่านมิติ Mental Health และ Self-healing, Gen Y ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance และความมั่นคงระยะยาว ขณะที่ Gen X โฟกัสสุขภาพระยะยาว, การเกษียณ และบทบาทดูแลครอบครัว แม้พูดเรื่องเดียวกันแต่ความหมายเบื้องหลังต่างกัน

 

Wisesight Research มองว่าการสื่อสารที่ได้ผลในวันนี้ คือการเข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation เผชิญแรงกดดันอะไรและมองหาความมั่นคงแบบไหน มากกว่าการพูดให้ตรงวัยเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคยุคนี้เลือกแบรนด์จากมากกว่าราคาหรือโปรโมชัน สิ่งที่แบรนด์ต้องแข่งขันจึงเป็นความสามารถในการเข้าไปอยู่ในบริบทชีวิตของผู้คนแต่ละวัยให้ได้จริง

 

ภาพ : Mongta Studio / Shutterstock

The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] https://thestandard.co/rise-harvard-hbr-spark-ai-leaders/ Wed, 17 Jun 2026 09:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1219086 RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI

เบื้องหลังการประกาศทิศทางองค์กรว่ากำลังก้าวสู่การเป็น A […]

The post RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI

เบื้องหลังการประกาศทิศทางองค์กรว่ากำลังก้าวสู่การเป็น AI-First กลับพบว่ามีองค์กรจำนวนมากที่ตอบไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ขั้นไหนของ AI และควรพัฒนาอะไรต่อ

 

จากผลสำรวจ Global Leadership Development Study ปี 2025 ของ Harvard Business Publishing ซึ่งสำรวจผู้นำกว่า 1,100 คนใน 14 ประเทศ พบว่า มีผู้นำเพียง 36% เท่านั้นที่รู้แน่ชัดว่า AI ต้องเป็นองค์ประกอบหลักของกลยุทธ์องค์กร

 

นั่นหมายความว่า มีผู้นำอีกกว่า 64% กำลังนำทัพธุรกิจแบบคลุมเครือ พวกเขาอาจจะรู้ว่า AI สำคัญ แต่กลับยังไม่ยอมรับ หรือไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอที่จะบรรจุเทคโนโลยีนี้ลงไปในแผนยุทธศาสตร์หลักของบริษัท สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการปล่อยให้องค์กรลองผิดลองถูกแบบไร้ทิศทาง โดยเฉพาะเมื่อ World Economic Forum ระบุไว้ใน Future of Jobs Report ว่าราว 4 ใน 10 ของทักษะที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะล้าสมัยก่อนปี 2030

 

ลงทุน AI แล้วทำไมยังไม่เห็นผล

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ AI กลายเป็นวาระสำคัญในหลายองค์กร จะเห็นได้ว่าแทบทุกแห่งเริ่มบรรจุ AI ไว้ในแผนกลยุทธ์ ลงทุนกับเครื่องมือใหม่ และนำมาทดลองใช้งานจริง

 

ข้อมูลจาก McKinsey & Company ปี 2025 ชี้ให้เห็นว่า แม้ 88% ขององค์กรจะกำลังทดลองใช้ AI อย่างจริงจัง แต่มีเพียง 1–6% เท่านั้นที่เกิดการปรับปรุงกระบวนการอย่างเป็นรูปธรรมหรือเห็นผลลัพธ์ทางการเงินในระดับบริษัท

 

สาเหตุเพราะองค์กรทุ่มเวลาและเงินมากถึง 60% ไปกับโมเดล อีก 20% ทุ่มงบไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคนิคและข้อมูล ในขณะที่บุคลากรกลับได้รับความสนใจเพียง 10–20% เท่านั้น

 

สุมนา ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ RISE บริษัทด้านนวัตกรรมองค์กรและการพัฒนาผู้นำในประเทศไทย มองว่า สิ่งที่วัดความได้เปรียบที่แท้จริงคือ “ความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของผู้นำในองค์กร” เพราะเมื่อไรก็ตามที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ชัดเจนและรู้ว่าองค์กรของตัวเองกำลังเดินอยู่จุดไหน จะสามารถตัดสินใจลงทุนและพัฒนาได้อย่างตรงจุด

 

RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI 1

 

รู้จักบันได 7 ขั้น: กรอบประเมินความพร้อม AI ขององค์กร 

 

เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพนี้อย่างเป็นระบบ Harvard Business Publishing ได้พัฒนากรอบแนวคิด ‘AI Maturity Model’ หรือกรอบประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กร เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้องค์กรอยู่จุดไหน และควรพัฒนาอะไรต่อ และสำหรับผู้นำองค์กร AI Maturity Model จะเป็นกลยุทธ์สำหรับผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนองค์กรให้เป็น AI-Native 

‘AI Maturity Model’ แบ่งระดับความพร้อมด้าน AI ขององค์กรออกเป็น 7 ระดับ ไล่ตั้งแต่ขั้นแรกที่องค์กรเพียง “รับรู้” ว่า AI คืออะไร ไปจนถึงขั้นสูงสุดที่องค์กรใช้ AI สร้างความได้เปรียบทิ้งห่างคู่แข่ง

แต่ละขั้นวัดจาก 4 องค์ประกอบที่ต้องไปด้วยกัน ได้แก่ ความรู้ (Knowledge), กรอบความคิด (Mindset), ทักษะ (Skills) และภาวะผู้นำ (Leadership)

 

  • ขั้นที่ 1 Knowing (รับรู้): องค์กรรู้ว่า AI คืออะไร เข้าใจคำศัพท์และหลักการใช้อย่างรับผิดชอบ ผู้นำเริ่มตั้งกรอบกติกาเบื้องต้น
  • ขั้นที่ 2 Exploring (สำรวจ): องค์กรเริ่มนำ AI มาสำรวจและทดลองใช้ โดยผู้นำเปิดพื้นที่ให้ทดลองได้
  • ขั้นที่ 3 Applying (ประยุกต์ใช้): องค์กรนำ AI ไปใช้กับโจทย์งานจริงและประเมินผลได้ ผู้นำสนับสนุนการนำร่องและการเรียนรู้จากผลลัพธ์
  • ขั้นที่ 4 Integrating (ผสานเข้างาน): AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการทำงาน มีการออกแบบกระบวนการใหม่และทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI ผู้นำทำหน้าที่โค้ชและวางมาตรฐาน
  • ขั้นที่ 5  Scaling (ขยายผล): ทั้งองค์กรคิดและทำงานแบบ AI-first ผู้นำฝัง AI เข้าไปในโครงสร้างการทำงาน  
  • ขั้นที่ 6  Inventing (สร้างสรรค์): องค์กรเริ่มสร้างโซลูชันใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นของตัวเอง ผู้นำสนับสนุนนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่าง
  • ขั้นที่ 7 (Re)Imagining (นิยามใหม่): องค์กรกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ผู้สามารถคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงและกล้าเปลี่ยนทิศทาง ไม่รอให้วิกฤตมาบังคับ

 

RISE Harvard Business Impact เปิดตัว HBR Spark เสริมศักยภาพผู้นำในยุค AI 2

 

‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาศักยภาพผู้นำ 

 

หากมองบันไดทั้ง 7 ขั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้องค์กร ‘ไต่ระดับ’ ได้ ล้วนเริ่มจากผู้นำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการวางกติกา การเปิดพื้นที่ให้ทดลอง การโค้ชทีม ไปจนถึงการมองเกมล่วงหน้า จึงเป็นเหตุผลที่ RISE ให้น้ำหนักกับ Leadership เป็นพิเศษ

เพื่อเตรียมผู้นำให้พร้อมรับมือกับความท้าทายนี้ RISE และ Harvard Business Impact จึงพัฒนา ‘HBR Spark’ แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับผู้บริหารยุค AI ที่รวมองค์ความรู้ระดับโลกจาก Harvard Business Review พร้อมประสบการณ์การเรียนรู้แบบ AI-Personalized Learning เพื่อเติมเต็ม ‘Global Perspective’ หนึ่งในช่องว่างสำคัญของผู้บริหารไทย ช่วยให้มองเห็นบริบทโลก อ่านเกมธุรกิจได้เร็วขึ้น และตัดสินใจได้แม่นยำกว่าเดิม

“โจทย์ที่เราตั้งใจแก้ร่วมกับ Harvard Business Impact คือการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ยุค AI ให้ผู้บริหารไทยอย่างเป็นระบบ เพราะเราเชื่อมาโดยตลอดว่าการเปลี่ยนแปลงขององค์กรต้องเริ่มจากตัวผู้บริหาร”

 

 

HBR Spark มีระบบ Leader Profile ที่อ้างอิงจาก HBR Leadership Framework ช่วยวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างด้านภาวะผู้นำเฉพาะบุคคล เมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบ แพลตฟอร์มจะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เช่น ตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม และเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง ก่อนออกแบบเส้นทางการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Learning Journey) ให้โดยอัตโนมัติ

 

จากนั้นระบบ AI Curator จะช่วยคัดเลือกเนื้อหาให้ตรงกับทักษะที่ผู้บริหารแต่ละคนควรพัฒนา ภายใต้คลังความรู้ขนาดใหญ่จาก Harvard Business Review ที่มีบทความมากกว่า 21,000 ชิ้น พอดแคสต์กว่า 1,750 ตอน วิดีโอมากกว่า 1,600 รายการ และกรณีศึกษาทางธุรกิจกว่า 70 เคส ทั้งหมดถูกออกแบบให้อยู่ในรูปแบบ Bite-sized Learning ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อชิ้น เพื่อให้เหมาะกับผู้บริหารที่มีเวลาจำกัด และแม้เนื้อหาหลักเป็นภาษาอังกฤษ ผู้บริหารไทยสามารถตั้งคำถามและรับคำตอบเป็นภาษาไทยได้ทันที

 

การจับมือกันครั้งนี้ RISE จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้บริหารของไทยที่ RISE ดูแลอยู่กว่า 25,000 ราย เปิดทางให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกบน HBR Spark ที่ออกแบบมาเพื่อผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้าน AI, Digital Transformation และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในระดับภูมิภาค

 

“สิ่งที่ทำให้ HBR Spark ในประเทศไทยต่างออกไปคือ เราไม่ได้แค่นำแพลตฟอร์มระดับโลกเข้ามา แต่ผสานเข้ากับความเข้าใจบริบทองค์กรไทยที่สั่งสมมาจากการพัฒนาผู้บริหารกว่า 25,000 คนทั่วภูมิภาค ซึ่งจะเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับโลกให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงและวัดผลได้”

 

เป้าหมายต่อไปคือการนำ HBR Spark ไปผสานกับโปรแกรม Executive Education ภายในปี 2026 ตั้งแต่หลักสูตรผู้บริหาร Innovation Bootcamp และ Innovative Leadership Programs ไปจนถึง Leadership Labs ที่ให้ผู้บริหารได้ทดลองแก้ปัญหาจริงและรับฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ ยิ่งไปกว่านั้น อินไซต์ที่ได้จากการเรียนรู้จะถูกนำมาวิเคราะห์ปัญหาเชิงผู้นำและออกแบบแผนพัฒนาคนให้สอดคล้องกับทิศทางองค์กร

 

แล้ววันนี้ องค์กรของคุณกำลังยืนอยู่บนบันไดขั้นไหนในสมรภูมิ AI?

 

“เป้าหมายของ RISE คือการสนับสนุนให้ผู้บริหารและองค์กรไทยก้าวขึ้นบันไดนี้ได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง ตามความตั้งใจของเราที่ต้องการผลักดัน GDP ของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เติบโตขึ้นอีก 1% ” สุมนากล่าวทิ้งท้าย

 

ต้องการประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กรหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 094-445-5900 หรือ อีเมล [email protected]

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ HBR Spark: https://bit.ly/hbr-spark

The post RISE ผนึก Harvard Business Impact เปิดตัว ‘HBR Spark’ อาวุธลับพัฒนาผู้นำให้ชนะทุกเกมในยุค AI [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก https://thestandard.co/spacex-elon-musk-trillionaire/ Sat, 13 Jun 2026 05:28:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1217944 อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Explorati […]

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ SpaceX

การก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นวันแรกของ SpaceX (Space Exploration Technologies Corp.) ได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตลาดทุนโลก ไม่เพียงแต่เปลี่ยนสถานะจากสตาร์ทอัพสู่หนึ่งในบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก และสร้างผลตอบแทนวันแรกให้ผู้จองซื้อสูงถึง 19% แต่ยังส่งให้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง กลายเป็น ‘เศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์’ (Trillionaire) คนแรกของโลกอย่างเป็นทางการ

 

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ที่ทุบสถิติโลกในครั้งนี้ ยังช่วยให้ตลาดหุ้นในภาพรวมได้ ‘หายใจทั่วท้อง’ หลังจากที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสความคาดหวังในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาอย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้

 

การที่ SpaceX ตัดสินใจควบรวมกิจการกับ xAI (บริษัทสตาร์ทอัพด้าน AI ของมัสก์) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบ’ ของตลาด และเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับบริษัทคู่แข่งอย่าง Anthropic PBC และ OpenAI ที่มีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้เช่นกัน

 

“นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับตลาด และสำหรับ IPO ขนาดใหญ่ตัวอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา” โรเบิร์ต กรูเอนไดค์ (Robert Gruendyke) ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโออาวุโสของ Allspring Global Investments กล่าว

 

“พวกเขาตั้งราคา IPO ได้ถูกต้อง อย่างน้อยก็สำหรับวันแรก ซึ่งมันช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเติบโตสูง (Growth Stocks)”

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทรดวันแรก ‘SPCX’ ร้อนแรงเทียบชั้น Facebook

 

หุ้น SpaceX เริ่มต้นซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ ‘SPCX’ โดยเปิดตลาดที่ราคา 150 ดอลลาร์ จากราคา IPO ที่ตั้งไว้ 135 ดอลลาร์ ระหว่างวันราคาหุ้นทะยานขึ้นไปสูงสุดถึง 176.52 ดอลลาร์ (พุ่งขึ้นราว 31%) ก่อนจะย่อตัวลงมาปิดตลาดปกติที่ราว 161 ดอลลาร์ (หรือ 160.95 ดอลลาร์) เพิ่มขึ้น 19%

 

ราคาปิดดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทอยู่ที่ 2.1 – 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ รั้งตำแหน่งบริษัทมหาชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกในปัจจุบัน และความร้อนแรงยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ราคาหุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อ ดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นอีกราว 100,000 ล้านดอลลาร์

 

อีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ ในวันแรกมีหุ้น SPCX เปลี่ยนมือกันมากกว่า 500 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับสถิติวันแรกของ Facebook ในปี 2012 ที่ทำไว้ราว 580 ล้านหุ้น

 

มัสก์ยอมรับ ‘เคยคิดว่าจะเจ็บตัว’

 

ที่ผ่านมา มีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากที่แสดงความไม่มั่นใจในวิสัยทัศน์ที่ดูเกินตัวของมัสก์ อย่างไรก็ตาม คนที่ยอมรับว่าเซอร์ไพรส์ที่สุดกลับเป็นตัวของมัสก์เอง

 

“มันยากที่จะเชื่อจริงๆ ว่าบริษัทเล็กๆ ที่เริ่มต้นในโกดังที่เมืองเอล เซกุนโด (El Segundo) วันนี้จะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนผ่านการ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” มัสก์กล่าวระหว่างการถ่ายทอดสดเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาผ่านแพลตฟอร์ม X

 

สำหรับบรรยากาศที่ Nasdaq MarketSite ในย่านไทม์สแควร์ นครนิวยอร์ก เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมี กวินน์ ช็อตเวลล์ (Gwynne Shotwell) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ, เบรต จอห์นเซน (Bret Johnsen) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน และเมย์ มัสก์ (Maye Musk) มารดาของอีลอน มัสก์ เดินฝ่าฝูงชนและช่างภาพเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดการซื้อขาย

 

ขณะที่ตัวของ อีลอน มัสก์ เลือกที่จะอยู่ที่สำนักงานใหญ่ Starbase ในรัฐเท็กซัส และทำการสั่นระฆังเปิดตลาดจากระยะไกล ส่วนพนักงานคนอื่นๆ ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะเพียง 1 ชั่วโมงก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการ SpaceX ได้ทำการปล่อยจรวด Falcon 9 นำดาวเทียม Starlink จำนวน 29 ดวงขึ้นสู่วงโคจรจากฐานยิงที่ฟลอริดา

 

ดีมานด์ถล่มทลาย 3.5 แสนล้านดอลลาร์ รายย่อยแย่งชิง-ระบบโรบินฮู้ดล่ม

 

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ IPO ครั้งนี้ดึงดูดเม็ดเงินความต้องการซื้อ (Demand) จากทั้งสถาบันและนักลงทุนรายย่อยรวมกันสูงกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สถาบันเกือบ 1 ใน 3 ที่ยื่นความจำนงนั้น ไม่ได้รับจัดสรรหุ้นเลยแม้แต่หุ้นเดียว

 

ขณะที่นักลงทุนรายย่อยสร้างปรากฏการณ์ส่งคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ตามรายงานของ Bloomberg) แต่เนื่องจากโควตาที่จัดสรรให้รายย่อยมีเพียง 15,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ส่วนใหญ่ต้องผิดหวัง

 

ข้อมูลเบื้องต้นจาก Vanda Research ระบุว่า SpaceX กลายเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อสุทธิมากที่สุดในวันศุกร์ โดยมีปริมาณซื้อขายมากกว่าอันดับสองอย่าง Nvidia Corp. ถึง 3.5 เท่า ความร้อนแรงนี้ส่งผลให้ระบบของแอปพลิเคชันเทรดหุ้นชื่อดังอย่าง Robinhood เกิดการขัดข้องชั่วคราวในช่วงนาทีแรกๆ ของการซื้อขาย โดยมีรายงานระบบล่มกว่า 5,000 ครั้งบนเว็บไซต์ Downdetector

 

นักลงทุนทั่วโลกจับตา ‘ราคาแพงเกินไป’

 

แม้จะมีความยินดีทั่วตลาด แต่นักลงทุนอีกฟากหนึ่งยังคงมองว่า ราคาหุ้นในปัจจุบัน ‘เกินมูลค่าพื้นฐาน’ ไปมากสำหรับบริษัทที่ยังไม่มีผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 SpaceX รายงานผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,280 ล้านดอลลาร์

 

“ถ้าดูจากปัจจัยพื้นฐาน นักลงทุนกำลังซื้ออนาคตที่ไกลเกินไป” อะแมนดา ไลออนส์ (Amanda Lyons) หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Energy Group Capital กล่าว พร้อมประเมินว่าหากคำนวณมูลค่าแบบแยกส่วนธุรกิจ มูลค่าที่แท้จริงควรจะอยู่ที่ราว 600,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1 ใน 3 ของมาร์เก็ตแคปปัจจุบัน

 

“แต่คำว่า ‘แพงเกินไป’ ไม่เคยใช้ได้ผลกับ อีลอน มัสก์ และการเดิมพันฝั่งตรงข้ามกับเขาก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดของนักลงทุนมาตลอดทศวรรษ” ไลออนส์ กล่าวย้ำ

 

ด้าน จิม เชนอส (Jim Chanos) นักลงทุนขาชอร์ตระดับตำนาน ออกมาเตือนผ่าน Bloomberg Television ว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเตือนให้เราต้องระวัง “ในศตวรรษที่ 20 และ 21 ทุกครั้งที่คุณเห็นการ IPO หรือการระดมทุนรอบสองที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับขนาดของตลาดหรือเศรษฐกิจ มันคือสัญญาณที่เตือนให้นักลงทุนควรระมัดระวังหรือลดความเสี่ยง”

 

นอกจากนี้ การขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลกของมัสก์ ยังจุดชนวนให้แกนนำพรรคเดโมแครต อย่าง สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) และ สส. โร คันนา (Ro Khanna) ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบภาษีความมั่งคั่ง (Wealth Tax) กับกลุ่มคนรวยที่สุดในอเมริกาอีกครั้งด้วยเช่นกัน

 

บทพิสูจน์ที่เพิ่งเริ่มต้น

 

การพุ่งขึ้นในวันแรกของหุ้น IPO ขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นเครื่องค้ำประกันอนาคตเสมอไป ข้อมูลจาก Bloomberg ชี้ว่า Figma Inc. ที่เคยทำสถิติหุ้น IPO พันล้านที่พุ่งแรงที่สุดในวันแรกถึง 250% เมื่อปี 2025 ปัจจุบันราคาหุ้นกลับร่วงลงต่ำกว่าราคา IPO ถึง 45%

 

ขณะที่รายงานจาก Trivariate Research ระบุว่า บริษัทที่เข้าตลาดทั้งที่ยังมีผลประกอบการติดลบ มักจะมีผลตอบแทนตามหลังกลุ่มบริษัทที่มีกำไรอยู่ราว 10% ในช่วง 18 เดือนแรก

 

หลังจากนี้ SpaceX ยังคงต้องพิสูจน์ตัวเองภายใต้แรงกดดันของตลาดทุน ทั้งการทำกำไรจากเทคโนโลยี AI, ภารกิจนำมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์และดาวอังคาร รวมถึงโครงสร้างการบริหารที่เบ็ดเสร็จให้อำนาจมัสก์อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของวอลล์สตรีทที่เริ่มทยอยปรับเป้าหมายราคาหุ้นของ SpaceX ขึ้นไปสูงถึง 190 ดอลลาร์แล้ว

 

ภาพ: Spencer Platt / Staff / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทุบสถิติโลก! หุ้น SpaceX ปิดพุ่ง 19% ดันมาร์เก็ตแคปทะลุ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ส่ง ‘อีลอน มัสก์’ ขึ้นแท่นเศรษฐีระดับ ‘ล้านล้าน’ คนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา 3 จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับคลื่น IPO ยักษ์ใหญ่ เมื่อ AI นำตลาด หยุดลงทุนเท่ากับพัง https://thestandard.co/us-stocks-ai-ipo-turning-points/ Fri, 12 Jun 2026 07:30:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1217635 ภาพประกอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมโลโก้บริษัท AI และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบริษ […]

The post จับตา 3 จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับคลื่น IPO ยักษ์ใหญ่ เมื่อ AI นำตลาด หยุดลงทุนเท่ากับพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมโลโก้บริษัท AI และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อบริษัท AI ยักษ์ใหญ่อย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic ทยอย เข้า IPO พร้อมกันในปี 2026 เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มหุ้นเทคโนโลยีตัวใหม่เข้าตลาด เพื่อเป็นตัวเลือกการลงทุน แต่คือบททดสอบว่า narrative ‘AI Boom’ ที่ผลักดันให้ราคาหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อน ‘กำไรในอนาคต’ จริงแค่ไหน หรือนักลงทุนกำลังมองบวกเกินไปจนก่อคลื่นฟองสบู่ครั้งใหม่

 

 

หลายสำนักประเมินว่า SpaceX, OpenAI และ Anthropic จะมีมูลค่ากิจการรวมกันหลัง IPO ประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ คำถามก็คือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีสภาพคล่องพร้อมดูดซับความร้อนแรงของหุ้นที่มีมูลค่าสูงระดับ mega cap แค่ไหน ?

 

ในระยะยาวกลุ่มหุ้นผู้นำตลาด ‘Magnificent 7’ หน้าตาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ?

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และ นักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ CGS International ประเทศไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเห็นแรงเทขายลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์ ต่างๆ เพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้ซื้อหุ้น IPO บริษัท AI บ้างแล้ว

 

โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จากบอนด์ยีลด์ที่ปรับสูงขึ้น เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ราคา น้ำ มัน โลกสูงขึ้น ทำให้ตลาดมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรืออาจถูกกดดันจนต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

 

เช่นเดียวกับทองคำ และ สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin ที่ราคาผันผวนหนัก และ ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางมูลค่าตลาดหุ้นที่ตึงตัว ดังนั้นการที่ SpaceX, OpenAI และ Anthropic ทยอย เข้า IPO จะกระทบต่อสภาพคล่องตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

 

สำหรับหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า หรือ ‘Magnificent 7’ อาจเผชิญแรงขายทำกำไรบ้าง เพื่อโยกเงินไปรอซื้อหุ้น AI แต่ผลกระทบจำกัด เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มบิ๊กเทค เช่น Microsoft, Amazon และ Google ถือหุ้นใน OpenAI และ Anthropic อยู่ในสัดส่วนที่สูงอยู่แล้ว หลังเข้า IPO หากราคาหุ้นปรับขึ้นเหนือราคาจอง จะทำให้เกิดการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ (Revalue) ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคาหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า

 

ด้านดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (Finansia Syrus) มองว่า การที่บริษัท AI ขนาดใหญ่เข้ามา IPO จะทำให้โครงสร้างตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปราะบางมากขึ้น เนื่องจากเป็นบริษัทที่มี story เติบโตสูงในอนาคต แต่ยังไม่มีกำไรจริงมารองรับ ทำให้มูลค่าตลาดตึงตัวขึ้นไปอีก เพิ่มความเสี่ยงภาวะฟองสบู่แตก

 

นอกจากนี้ยังต้องจับตาแรงขายทำกำไร จากกลุ่มผู้ถือหุ้นกลุ่มแรกที่เป็นนักลงทุนสถาบัน และ VC นอกตลาดที่เตรียมเทขายหุ้น เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาห้ามขาย (Lock-up period) ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะดูดสภาพคล่องออกจากตลาดเป็นระยะเวลาหนึ่ง

 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ คือ กองทุน Passive Fund จะถูกบังคับให้ต้องเข้าซื้อหุ้น AI โดยอัตโนมัติ เพื่อปรับสัดส่วนการถือหุ้นให้ใกล้เคียงดัชนี ซึ่งอาจทำให้หุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็กเผชิญแรงขายอย่างหนัก เมื่อเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม Magnificent 7 อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีศักยภาพดูดซับสภาพคล่องได้

 

จับตา 3 จุดเปลี่ยน Narrative หุ้นสหรัฐฯ

 

ดร.จิติพล มองว่า การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ AI ตบเท้า IPO พร้อมกันในปี 2026 อาจทำให้ Narrative ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนไปใน 3 ด้าน

 

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดินตามรอยจีน อยู่รอดด้วยเงินลงทุน

 

เมื่อบริษัท AI ขนาดใหญ่ ทยอย IPO อย่างต่อเนื่อง อาจทำให้โครงสร้างตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนไป โดยหุ้นกลุ่ม AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ พึ่งพาการเติบโตจากการลงทุน มากกว่าการบริโภคในประเทศ คล้ายกับโมเดลเศรษฐกิจจีนในอดีตที่บริษัทเทคโนโลยีจะต้องอัดฉีดเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้กระแสเงินสดหมุนเวียนหล่อเลี้ยงกันเอง หากหยุดลงทุนเมื่อใดระบบจะพังทันที เนื่องจากสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

  • AI ผู้นำตลาดหุ้นกลุ่มใหม่

 

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นช่วงปลายวัฏจักรการเติบโตแล้ว (Late Cycle) เมื่อมีบริษัทเทคโนโลยีหน้าใหม่ที่ทรงพลัง เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจะทำให้วัฏจักรตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้อนกลับไปสู่ช่วงคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่ (Early Tech Wave) คล้ายยุคเริ่มต้นการมี อินเทอร์เน็ต ในช่วงปี 1990 หรือ 1997 ที่กลุ่มผู้ชนะ ในยุคอินเทอร์เน็ต เริ่มเปิดศึกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งจะทำให้หุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้าถูกจัดระเบียบใหม่ โดยบริษัท AI จะเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด หรืออาจเกิดการจัดกลุ่มผู้นำใหม่ที่พลิกโฉมไปจากเดิม

 

  • จีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วเทคโนโลยี (Tech Decoupling)

 

การที่สหรัฐฯ สนับสนุนให้บริษัท AI เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า รัฐบาลต้องการให้บริษัทเหล่านี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณแบ่งขั้วเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ อย่างชัดเจน และเป็นการปิดโอกาสบริษัท AI จีนที่หวังจะมาตีตลาดสหรัฐฯ ในทางตรงข้าม สหรัฐฯ อาจจะต้องส่งบริษัท AI เกิดใหม่ ไประดมทุนนอกประเทศแทน เนื่องจากสภาพคล่องตึงตัวแล้ว การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) จะบังคับให้แต่ละประเทศต้องพึ่งพาการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองแบบ 100% ทำให้ต้นทุนทำธุรกิจสูงขึ้นตามเม็ดเงินลงทุนที่ต้องอัดฉีดเข้ามาแข่งกัน

 

ภาพ: bluecrayola/Shutterstock

The post จับตา 3 จุดเปลี่ยนตลาดหุ้นสหรัฐฯ รับคลื่น IPO ยักษ์ใหญ่ เมื่อ AI นำตลาด หยุดลงทุนเท่ากับพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง https://thestandard.co/spacex-ipo-facebook-lesson/ Fri, 12 Jun 2026 03:41:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1217457 ภาพกราฟิกแสดงการเปรียบเทียบดีล IPO ของ SpaceX กับ Facebook ปี 2012

SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอ […]

The post ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเปรียบเทียบดีล IPO ของ SpaceX กับ Facebook ปี 2012

SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของ อีลอน มัสก์ กำลังจะเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ในสัปดาห์นี้ โดยตั้งเป้าระดมทุน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.48 ล้านล้านบาท) ที่ระดับมูลค่ากิจการสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.75 ล้านล้านบาท)

 

 
 

ท่ามกลางกระแสความคาดหวังที่ร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดทุน Business Insider ได้เปรียบเทียบดีลดังกล่าวกับการ IPO ของ Facebook เมื่อปี 2012 ซึ่งเคยเป็นการเสนอขายหุ้นเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น แต่กลับจบลงด้วยราคาหุ้นที่ดิ่งลงกว่า 50% ในช่วงหลายเดือนหลัง IPO เนื่องจากนักลงทุนมองว่ามูลค่าบริษัทสูงเกินจริง

 

4 ความเสี่ยงที่คล้ายกับ Facebook

 

ประเด็นที่นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับ SpaceX หลายเรื่องมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยฉุดหุ้น Facebook ในอดีต โดยเรื่องแรกคือสัดส่วนหุ้นที่จัดสรรให้นักลงทุนรายย่อย เช่นเดียวกับ Facebook ที่เคยจัดสรรหุ้นให้รายย่อยสูงถึง 15% SpaceX ก็กันหุ้น IPO ไว้ให้กลุ่มนักลงทุนรายย่อยมากถึง 30%

 

แม้มัสก์และบริษัทในเครือจะมีฐานแฟนคลับนักลงทุนรายย่อยอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการเน้นขายให้รายย่อยอาจสะท้อนว่าความต้องการจากนักลงทุนสถาบันอ่อนแอกว่าที่คาด ขณะที่ในฟอรัมออนไลน์เองก็เริ่มมีความกังวลว่ารายย่อยอาจกลายเป็น ‘ผู้รับเคราะห์’ หรือสภาพคล่องให้นักลงทุนรุ่นแรกได้ถอนทุนออกไป

 

เรื่องที่ 2 คือธุรกิจที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ว่าจะทำกำไรได้จริง แผนงานหลายอย่างของ SpaceX ทั้งศูนย์ข้อมูลในวงโคจรและการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อย ฟังดูราวกับหลุดมาจากนิยายวิทยาศาสตร์

 

โดยบริษัทประเมินว่าจะคว้าส่วนแบ่ง 21% ของความต้องการประมวลผลทั่วโลกได้ แต่ Morningstar บริษัทวิจัยการลงทุนมองว่าโอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นมีเพียง 7% และน่าจะทำได้จริงราว 4% ภายในปี 2040 มากกว่า

 

เรื่องที่ 3 คือมูลค่าบริษัทที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐาน ก่อนหน้า IPO มูลค่าของ Facebook เคยไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนนักลงทุนมองว่าปัจจัยพื้นฐานไม่สามารถรองรับราคาได้

 

ส่วน SpaceX กำลังจะเข้าตลาดด้วยมูลค่าที่ใหญ่พอจะติดอันดับบริษัทมูลค่าสูงสุดของโลกทันที ทั้งที่เพิ่งขาดทุนไป 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.65 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน โดย Morningstar ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ประมาณ 2,079 บาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาเสนอขายถึง 53%

 

เรื่องสุดท้ายคือสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อขายในตลาดจริง (Free Float) มีน้อยมาก โดย SpaceX เปิดขายหุ้นให้สาธารณชนเพียง 5% ของหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ต่างจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ ที่มักปล่อยหุ้นให้ซื้อขายได้เกือบทั้งบริษัท

 

เมื่อหุ้นในตลาดมีจำนวนจำกัด ราคาก็มีแนวโน้มผันผวนสูงในช่วงเริ่มซื้อขาย และยังต้องจับตาแรงเทขายจากคนวงในที่จะตามมา เมื่อหุ้นล็อตที่ติดเงื่อนไขห้ามขายทยอยเข้าสู่ตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

บทเรียนสำคัญจากซัปพลายหุ้นล็อตใหม่

 

เบเนดิกต์ วิก อาจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Washington & Lee ชี้ว่าความคล้ายคลึงสำคัญระหว่าง SpaceX กับ Facebook คือภาวะ ‘หุ้นล้นตลาด’ ในอนาคต

 

วิกอธิบายว่า Facebook ในช่วงแรกปล่อยหุ้นเข้าตลาดเพียงส่วนน้อย ส่วนที่เหลือติดเงื่อนไขห้ามขาย (Lock-up) นานถึง 1 ปี และเมื่อหุ้นล็อตใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด ราคาหุ้นจึงค่อยปรับลงไปสู่ระดับที่แท้จริง

 

ซึ่งสถานการณ์ของ SpaceX ก็คล้ายกันแต่ในขนาดที่ใหญ่กว่ามาก โดยบทพิสูจน์ที่แท้จริงจะมาถึงก็ต่อเมื่อช่วงเวลา Lock-up สิ้นสุดลงและหุ้นเริ่มทยอยเข้าตลาดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

เสียงส่วนใหญ่จากผู้เชี่ยวชาญแนะให้รอ

 

นอกจากบทเรียนจาก Facebook แล้ว Business Insider ยังรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่แนะนำให้นักลงทุนชะลอการซื้อหุ้นในวันแรก โดยให้เหตุผลด้านมูลค่าที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก

 

โรเบิร์ต อาร์. จอห์นสัน ศาสตราจารย์ด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย Creighton ระบุว่าเขา “จะไม่แตะ” หุ้น IPO ตัวนี้ และแนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ทำเช่นเดียวกัน เพราะมูลค่าบริษัทตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าทุกอย่างจะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

จอห์นสันยังเตือนว่าแฟนคลับของมัสก์เคยดันมูลค่า Tesla ให้สูงเกินปัจจัยพื้นฐานมาแล้ว และ SpaceX ก็อาจเจอภาวะเดียวกัน

 

อีกหนึ่งเสียงเตือนที่น่าสนใจมาจาก คีธ ฟิตซ์-เจอรัลด์ ผู้ก่อตั้งกองทุน Fitz-Gerald Must Have Portfolio ที่มองว่านักลงทุนรายย่อย “แทบจะต้องเสียใจอย่างแน่นอน” ที่เข้าซื้อหุ้น IPO ขนาดใหญ่อย่าง SpaceX

 

เพราะรายย่อยมักไม่พร้อมรับมือกับสนามที่ถูกครอบงำด้วยนักลงทุนสถาบันและระบบเทรดอัตโนมัติที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณ ซึ่งมีเครื่องมือซับซ้อนทั้งตราสารอนุพันธ์และการวิเคราะห์เชิงเทคนิคที่ได้เปรียบกว่า จนอาจทำให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงในระยะสั้น

 

ด้าน แอนดี แวนเดนเบิร์ก ผู้ก่อตั้ง VDB Wealth อ้างอิงข้อมูลจาก Truist ว่าจากการ IPO ของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ 30 ครั้งล่าสุด แม้ 57% จะปรับขึ้นในสัปดาห์แรก แต่กลับมีการปรับฐานลงเฉลี่ยสูงสุดถึง 55% ในปีแรก จึงมองว่าน่าจะมีจังหวะที่ดีกว่าในการเข้าลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนที่มองต่าง เช่น สเตฟานี ลิงก์ จาก Hightower Advisors ที่จะซื้อหุ้นในวันแรกทันที แต่แนะนำให้ถือในสัดส่วนเล็กๆ เพียง 2% ของพอร์ตแล้วลืมมันไป เพราะมองว่าไม่ควรพลาดโอกาสในธีมการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งต่อไป

 

สอดคล้องกับ โจเอล ชูลแมน ผู้ก่อตั้ง ERShares ที่เชื่อว่าหุ้นจะเปิดตลาดด้วยราคาที่สูงกว่าราคา IPO อย่างแน่นอน เพราะคำสั่งซื้อล้นเกินจำนวนหุ้นที่เสนอขายไปแล้ว สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่ง

 

ทั้งนี้ ไมก์ เซริโอ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Trilogy Financial ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจว่า การ IPO ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในอดีต มักเป็นเพียง ‘การปลดล็อกสภาพคล่อง’ ให้ผู้ถือหุ้นเดิม มากกว่าจะเป็นโอกาสลงทุนครั้งเดียวในชีวิต

 

โดยยกตัวอย่างว่าหุ้น Meta กว่าจะเริ่มทำผลตอบแทนชนะดัชนี S&P 500 ก็ใช้เวลานานกว่า 10 ปีหลัง IPO ดังนั้นหากใครสนใจหุ้นกลุ่มนี้จริง สุดท้ายก็มักจะมีโอกาสเข้าซื้อในจังหวะที่ดีกว่าเสมอ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.00 บาท ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: Steve Travelgui / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ส่องดีล IPO ของ SpaceX ผ่านบทเรียน Facebook ปี 2012 ที่หุ้นเคยดิ่ง 50% เมื่อมูลค่าแพงและวงในจ่อเทขายคือความเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee เซ่นกระแส AI ปลดพนักงานสายพัฒนาทั่วโลกราว 8% จุดคำถาม ‘AI-washing’ ขณะ Sea บริษัทแม่เร่งเครื่องสู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/shopee-sea-ai-layoffs-trillion-goal/ Fri, 12 Jun 2026 03:34:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1217453 โลโก้ Shopee พร้อมข้อความระบุการปลดพนักงานสายพัฒนา 8% ทั่วโลกจากกระแส AI

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออ […]

The post Shopee เซ่นกระแส AI ปลดพนักงานสายพัฒนาทั่วโลกราว 8% จุดคำถาม ‘AI-washing’ ขณะ Sea บริษัทแม่เร่งเครื่องสู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Shopee พร้อมข้อความระบุการปลดพนักงานสายพัฒนา 8% ทั่วโลกจากกระแส AI

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังปลดพนักงานหลายร้อยตำแหน่งทั่วโลก ท่ามกลางการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ของบริษัทแม่อย่าง Sea ที่กำลังหันมารุกธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว สะท้อนกระแสที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกพร้อมใจกันลดขนาดองค์กรเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค AI

 

 
 

ตามรายงานของ Bloomberg และ The Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าววงใน การปลดพนักงานรอบนี้เริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์นี้ คิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของพนักงานสายนักพัฒนาของ Shopee โดยกระทบตำแหน่งอย่างฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ (Quality Assurance) เป็นต้น และยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการปลดเพิ่มเติมตามมาอีก

 

ขอบเขตการปลดและเหตุผลเบื้องหลัง

 

ข้อมูลจาก The Wall Street Journal ระบุว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทีมพัฒนาแอป ทีมผลิตภัณฑ์ และทีมการตลาดเชิงพาณิชย์ โดยบางทีมถูกยุบทั้งหมด ขณะที่บางทีมถูกลดจำนวนพนักงานลงราว 10-15%

 

แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า การที่บริษัทเร่งผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับธุรกิจคือหนึ่งในเหตุผลเบื้องหลังการลดขนาดองค์กรครั้งนี้ โดยการปลดพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสิงคโปร์ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Sea เท่านั้น แต่กระจายไปในหลายประเทศ และยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่โฆษกของ Shopee ชี้แจงว่าบริษัทมีการประเมินความต้องการด้านกำลังคนอยู่เป็นประจำ พร้อมระบุว่า “เป็นครั้งคราวที่แต่ละแผนกอาจมีการปรับเปลี่ยนตามลำดับความสำคัญด้านการดำเนินงานและธุรกิจ”

 

ทั้งนี้ Shopee ถือเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค รวมถึงเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักที่ผู้บริโภคชาวไทยใช้งาน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดของ Sea ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ทำให้การเคลื่อนไหวของ Shopee ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางของทั้งกลุ่มบริษัท

 

เดิมพันครั้งใหญ่สู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์

 

การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ฟอร์เรสต์ ลี ซีอีโอของ Sea ประกาศวิสัยทัศน์ว่าบริษัทมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.74 ล้านล้านบาท) ได้ หากเดินหน้าลงทุนใน AI อย่างเต็มที่

 

โดยในบันทึกภายในที่ The Wall Street Journal ได้เห็นเมื่อปีก่อน ลีระบุว่าเขามองเห็นเส้นทางที่ Sea จะก้าวเข้าสู่สโมสรบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ หากสามารถคว้าโอกาสและใช้ประโยชน์จากคลื่นการสร้างมูลค่ามหาศาลที่ AI จะนำมาได้

 

ลีเคยกล่าวไว้ว่า “AI คือการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ครั้งต่อไป และเราเชื่อว่ามันมีศักยภาพมหาศาลในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจของเราไปในทางที่ดีและสร้างมูลค่าเพิ่ม”

 

โดยก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี Sea ได้ประกาศขยายความร่วมมือกับ Google ของ Alphabet ซึ่งรวมถึงการพัฒนาต้นแบบ AI ที่ช่วยผู้ใช้ช้อปปิ้ง (AI Shopping Agent) เพื่อนำไปผสานใช้งานข้ามแพลตฟอร์มร่วมกัน

 

นอกจากนี้ Sea ยังได้จัดตั้งทีมเฉพาะขึ้นมาเพื่อมองหาการลงทุนใหม่ๆ ในเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ ในขณะที่บริษัทกำลังเร่งมองหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่นอกเหนือจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

 

ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า Sea กำลังวางเดิมพันครั้งสำคัญกับ AI ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจหลักที่ทวีความรุนแรงขึ้น เช่นเดียวกับคู่แข่งอย่าง Alibaba Group ที่หันมาลงทุนใน AI เพื่อกระตุ้นการเติบโตเช่นกัน

 

เงาคำถาม ‘AI-washing’ และแรงกดดันด้านธุรกิจ

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการปลดพนักงานครั้งนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการรุก AI ของ Sea หรือไม่ แต่ก็เกิดขึ้นพร้อมกับกระแสถกเถียงที่กำลังขยายตัวทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเรื่อง ‘AI-washing’ หรือการอ้างเหตุผลเรื่อง AI เพื่อกลบการปลดพนักงานครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Block ของ แจ็ก ดอร์ซีย์ และ Oracle

 

ปรากฏการณ์นี้มีที่มาส่วนหนึ่งจากการที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเร่งจ้างพนักงานจำนวนมากในช่วงการระบาดของโควิดที่กิจกรรมออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ขณะที่ปัจจุบันความกังวลกำลังเพิ่มขึ้นว่า AI จะลดการพึ่งพาเครื่องมือซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมลง และกัดกร่อนธุรกิจบริการไอทีสำหรับองค์กร (Enterprise IT) ที่เคยทำกำไรงาม และแม้การใช้ AI จะยังไม่ได้แปลงเป็นผลด้านประสิทธิภาพที่ชัดเจน แต่หลายบริษัทก็กำลังมองหาวิธีทำงานให้ได้มากขึ้นด้วยทรัพยากรที่น้อยลง

 

ในฝั่งของนักลงทุนนั้น ราคาหุ้นของ Sea เผชิญแรงกดดันมาตั้งแต่เดือนกันยายน ซึ่งช่วงนั้นบริษัทเคยมีมูลค่าราว 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.80 ล้านล้านบาท) ก่อนที่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันนักลงทุนต่างจับตาเส้นทางการเติบโตของบริษัทอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับการดูแลพนักงานที่ได้รับผลกระทบ โฆษกของ Sea ระบุว่าการตัดสินใจเหล่านี้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเสมอ พร้อมยืนยันว่า “สำหรับเพื่อนร่วมงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ เรามุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้”

 

ด้านสหภาพแรงงาน Creative Media and Publishing Union (CMPU) ในสิงคโปร์ ระบุว่า ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนการของบริษัทที่จะดำเนินการ “การปรับจำนวนพนักงานที่ส่งผลกระทบต่อพนักงานบางคน” โดยตัวแทนได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือพนักงานที่สำนักงาน Shopee และสำนักงานใหญ่ของ Sea

 

ทั้งนี้ CMPU กำลังทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบจะได้รับแพ็กเกจชดเชยที่เป็นธรรม โดยพนักงานกลุ่มนี้จะมีวันทำงานวันสุดท้ายในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนสิงหาคม

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.74 บาท ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: Teacher Photo / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Shopee เซ่นกระแส AI ปลดพนักงานสายพัฒนาทั่วโลกราว 8% จุดคำถาม ‘AI-washing’ ขณะ Sea บริษัทแม่เร่งเครื่องสู่เป้ามูลค่าล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TH-AI Passport คุ้มค่าจริงหรือไม่? อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ก่อนใช้งบ 1.6 พันล้านบาท แลกกับ 5 ล้านคน ใช้ AI ฟรี https://thestandard.co/th-ai-passport-review-cancel/ Thu, 11 Jun 2026 11:32:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1217348 ภาพประกอบข่าวโครงการ TH-AI Passport พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่าและงบประมาณ

หนึ่งในประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดค […]

The post TH-AI Passport คุ้มค่าจริงหรือไม่? อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ก่อนใช้งบ 1.6 พันล้านบาท แลกกับ 5 ล้านคน ใช้ AI ฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวโครงการ TH-AI Passport พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่าและงบประมาณ

หนึ่งในประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือโครงการที่ชื่อ TH-AI Passport หรือ โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลจะจัดหา AI ให้กับประชาชน 5 ล้านคน ได้ใช้งานฟรี

 

 
 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท เป็นโครงการที่คุ้มค่าจริงหรือไม่?

 

โครงการดังกล่าวเริ่มประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ 17 พฤศจิกายน 2568 ก่อนจะได้ผู้ชนะการประกวดราคา และลงนามในสัญญาพร้อมแนบเอกสารขอบเขตของงาน หรือ TOR เมื่อ 7 เมษายนที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเริ่มมีกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย จนนำมาสู่การเปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ในวันนี้ (11 มิถุนายน)

 

งานที่จัดขึ้นในวันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนในวงกว้าง โดยมี ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี, เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัล (กมธ.ดีอี) เข้าร่วม

 

ภาพประกอบข่าวโครงการ TH-AI Passport พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่าและงบประมาณ 1

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บนเวทีรับฟังความเห็น TH-AI Passport Forum

 

รายละเอียดโครงการ TH-AI Passport

 

พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากข้อมูลเชิงสถิติที่สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีระดับการเข้าถึงและการใช้งาน AI ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชนทั่วไปและแรงงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

 

ทั้งนี้ กระทรวงจึงพิจารณาหาแนวทางลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชน โดยในช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 กองทุนดีอีซึ่งเป็นกองทุนนอกงบประมาณยังมีเงินสะสมอยู่เกือบ 2,000 ล้านบาท จึงเกิดแนวคิดดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้จำนวนมากที่สุด โดยตั้งเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมโครงการ 5 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรไทยที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

 

รายละเอียดของโครงการ ผู้ได้รับสิทธิ์จะสามารถเข้าถึง AI ระดับ Pro หรือ Premium จากผู้ให้บริการกว่า 14 ค่าย รวมมากกว่า 30 โมเดล ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Claude, Gemini และโมเดลเฉพาะทางอื่นๆ โดยเงื่อนไขใน TOR กำหนดชัดเจนว่าผู้รับจ้างต้องจัดหา AI ระดับพรีเมียมขึ้นไป ไม่ใช่เวอร์ชันฟรีที่มีข้อจำกัดในการใช้งาน

 

นอกจากเครื่องมือ AI แล้ว ภายในระบบ TH-AI Passport ยังมีระบบการเรียนรู้ (LMS) พร้อมหลักสูตรมากกว่า 130 หลักสูตร โดยอ้างอิงกรอบทักษะด้าน AI ขององค์การยูเนสโก รวมถึงหลักสูตรจากผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น OpenAI, Google และ Microsoft ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐาน AI การใช้ AI ในภาคธุรกิจ การตลาด การศึกษา การเขียนโปรแกรม และการประยุกต์ใช้ในสายอาชีพต่างๆ

 

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงระบบการเรียนรู้และสามารถสะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกการเข้าถึง AI ระดับสูงมากขึ้น โดยกระทรวงมองว่าการเรียนรู้ควบคู่กับการใช้งานจริงจะช่วยให้เกิดทักษะที่นำไปใช้ได้จริง มากกว่าการเรียนเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

 

TH-AI Passport คุ้มค่าหรือไม่ วัดจากอะไร?

 

ภายในงานวันนี้ ดร.การดี ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport ซึ่งส่วนสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้คือ อะไรคือตัวชี้วัดความคุ้มค่าของโครงการนี้ รวมทั้งเป้าหมายที่รัฐบาลคาดหวัง

 

“ตอนนี้ยังไม่มีคำตอบ(ว่าโครงการนี้คุ้มค่าหรือไม่) คงต้องรอสัก 2-3 วัน ให้รัฐบาลเตรียมคำตอบว่าขีดความสามารถทางด้านปัญญาประดิษฐ์ของเรา อะไรคือตัวชี้วัด แล้วปลายทางจากนี้จะเป็นอย่างไร อันนี้ท่านยังไม่ได้ตอบหรืออาจจะยังไม่มีคำตอบ” ดร.การดี กล่าว

 

ท้ายที่สุดหากโครงการนี้เดินหน้าต่อ ซึ่งงบประมาณมาจากภาษีประชาชน ก็ควรจะต้องใช้อย่างคุ้มค่า

 

อีกประเด็นที่ยังไม่ได้มีการพูดอย่างชัดเจนในตอนนี้คือ กลุ่มเป้าหมายของประชาชน 5 ล้านคน ที่ผ่านมามีการพูดเพียงแค่กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และภาคธุรกิจ ซึ่งในส่วนของธุรกิจมีรายละเอียดอีกมาก แต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน จะจัดสรรอย่างไร

 

“สิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้คือ แผนการดำเนินงานที่ส่งมอบไปแล้วในงวดที่ 1 ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง คือถ้าเราเห็นแผนการดำเนินงานงวดที่ 1 เราก็จะมีโอกาสให้ข้อคิดเห็นได้ลึกมากยิ่งขึ้น”

 

‘ดีอี’ ยอมถอย? อาจแก้ TOR – ไม่ปิดช่องล้มสัญญา

 

ดร.การดี กล่าวต่อว่า จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอต่างๆ ในวันนี้ กระทรวงดีอีมีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงโครงการ TH-AI Passport จากเดิมที่มี 3 ทางเลือกคือ

 

  • เดินหน้าโครงการต่อไปตามสัญญาเดิมที่ได้ลงนามไว้แล้ว
  • ปรับปรุงกระบวนการและรายละเอียดใน TOR ตามข้อเสนอแนะ
  • ยกเลิกสัญญา หากพบว่ามีความจำเป็นในทางกฎหมายและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ

 

ตอนนี้ดูเหมือนว่ากระทรวงดีอีจะเดินหน้าไปในทางเลือกที่ 2 หรือ 3 มากกว่า แม้ว่าทางเลือกที่สองจะดูเป็นไปได้มากกว่าในมุมมองของกระทรวง แต่ ดร.การดี เน้นย้ำว่ากระทรวงยังต้องตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างให้โปร่งใส ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของหลายฝ่าย หากไม่สามารถสร้างความชัดเจนในจุดนี้ได้ โครงการอาจจะเผชิญกับอุปสรรคและไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

 

“อย่างน้อยก็เห็นว่ามีการเปิดใจจะปรับปรุงโครงการตามข้อเสนอ โดยถามท่านปลัดว่า เรายังยกเลิกได้ไหม ถ้าความเสียหายมันยังอยู่ในวงจำกัด ท่านบอกถ้าจะยกเลิกก็ยกเลิกได้ แต่ในสายตาของท่านปลัดไม่ได้อยากจะยกเลิก แต่ถ้ามีความจำก็สามารถทำได้ในเชิงกฎหมาย” ดร.การดีกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร.การดี มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่กระทรวงจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสมาคมและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพิจารณาและตรวจสอบโครงการนี้ให้มีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด

 

10 ข้อเสนอแก้สัญญา ฉบับประชาชน จ่ายตามจริง-คืนเงินรัฐ-ปิดช่องโหว่

 

ด้าน ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science ได้เสนอแนวทางแก้ไขสัญญาโครงการ TH-AI Passport ผ่านระบบ AI ซึ่งอ้างอิงจาก TOR โครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและโปร่งใส โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

 

  • จ่ายตามจริง ให้เอกชนเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงต่อผู้ใช้งาน หากมีผู้ใช้งานจริงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ (5 ล้านคน) ต้องคืนเงินส่วนต่างให้รัฐ เพื่อป้องกันปัญหากินส่วนต่าง
  • จ่ายเงินตามผลงานจริง ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงิน จากเดิมที่อาจมีการจ่ายเงินจำนวนมากตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ให้เป็นรูปแบบที่ผูกติดกับจำนวนผู้ใช้งานจริง หรือมีระบบการกันเงินประกันผลงานไว้ในงวดสุดท้าย เพื่อให้มั่นใจว่าเอกชนส่งมอบงานได้ตามเป้าหมาย
  • ยกเลิกเอกชนออกค่าดูงานต่างประเทศ ให้เจ้าหน้าที่รัฐเบิกค่าใช้จ่ายในการดูงานต่างประเทศ (ถ้ามี) จากงบประมาณราชการตามปกติ ห้ามเอกชนเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่เป็นกลางในการตรวจรับงาน
  • ยกเลิก/รื้อรายการโฆษณาที่ล็อกสเปก ยกเลิกเงื่อนไขการผูกขาดสื่อโฆษณาในร้านสะดวกซื้อบางแห่ง และเปิดกว้างให้มีการใช้สื่อรูปแบบอื่นๆ ที่คุ้มค่ากว่า เพื่อให้นำงบประมาณไปเน้นที่การพัฒนาตัว AI และหลักสูตรอย่างเต็มที่

 

5.หลักสูตรและข้อมูลต้องเป็นของรัฐ ขยายขอบเขตกรรมสิทธิ์ เพื่อให้แน่ใจว่าหลักสูตร ระบบ AI Agent และ Source Code ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ จะตกเป็นของรัฐอย่างถาวรโดยไม่มีค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อในระยะยาว

 

  • เปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและให้ สตง. ตรวจสอบ บังคับให้ผู้รับจ้างเปิดเผยรายชื่อผู้รับช่วงงาน (Subcontractor) ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง (Beneficial Owner) และอนุญาตให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบบัญชีและใบเสร็จรับเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ได้อย่างละเอียด
  • ประเมินราคาใหม่โดยผู้ประเมินอิสระ จัดให้มีหน่วยงานกลางที่อิสระ เข้ามาประเมินราคากลางของค่าสิทธิ AI และค่าบริการคลาวด์อีกครั้ง เพื่อตอบข้อสงสัยกรณีที่ผู้ชนะการประมูลเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย
  • ปรับปรุงค่าปรับให้สมเหตุสมผล เพิ่มอัตราค่าปรับในกรณีที่ระบบมีปัญหาขัดข้อง (Downtime) หรือไม่เป็นไปตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (SLA) ให้มีความเหมาะสมและเข้มงวดมากขึ้น
  • ห้ามนำข้อมูลคนไทยไปฝึก AI โดยเด็ดขาด บังคับให้ผู้พัฒนา AI ทำสัญญาห้ามนำข้อมูล (Prompt) หรือข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยที่ใช้งานผ่านระบบนี้ ไปใช้ในการฝึกฝน AI โมเดลของตนเองเด็ดขาด และต้องมีรายงานการประเมินผลกระทบด้านข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) ก่อนเปิดให้บริการ
  • แผนความต่อเนื่องหลังสิ้นสุดโครงการ 1 ปี กำหนดแนวทางชัดเจนว่า เมื่อโครงการสิ้นสุดลง ประชาชนต้องสามารถดาวน์โหลดข้อมูลประวัติการเรียน ผลงาน และสามารถเข้าถึงหลักสูตรหรือระบบได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ถูกผูกขาดไว้กับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง

 

ภาพประกอบข่าวโครงการ TH-AI Passport พร้อมคำถามถึงความคุ้มค่าและงบประมาณ 2

ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Science เสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport

 

ดร.ธรรม์ธีร์ ยืนยันว่าการแก้ไขสัญญาสามารถทำได้ตามมาตรา 97 ของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 ตราบใดที่ไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณใดๆ

 

บทสรุปของ TH-AI Passport ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่ารัฐบาลจะสามารถสร้างความโปร่งใส ตอบคำถามสังคมเรื่องความคุ้มค่า และปรับปรุงโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 5 ล้านคน และประเทศชาติได้อย่างแท้จริงหรือไม่

 

The post TH-AI Passport คุ้มค่าจริงหรือไม่? อะไรคือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ก่อนใช้งบ 1.6 พันล้านบาท แลกกับ 5 ล้านคน ใช้ AI ฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nothing ส่ง Ear (open) Blue Edition หูฟัง Open-Ear ใส่ทั้งวันไม่หลุด ราคา 4,499 บาท https://thestandard.co/nothing-ear-open-blue-edition/ Wed, 10 Jun 2026 08:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1216799 ภาพหูฟัง Nothing Ear (open) Blue Edition สีฟ้า

Nothing แบรนด์เทคโนโลยีจากลอนดอน เปิดตัว Ear (open) Blu […]

The post Nothing ส่ง Ear (open) Blue Edition หูฟัง Open-Ear ใส่ทั้งวันไม่หลุด ราคา 4,499 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหูฟัง Nothing Ear (open) Blue Edition สีฟ้า

Nothing แบรนด์เทคโนโลยีจากลอนดอน เปิดตัว Ear (open) Blue Edition หูฟังแบบ Open-Ear สีฟ้าใหม่ล่าสุด ราคา 4,499 บาท ออกแบบให้สวมใส่ได้ตลอดวันโดยไม่ปิดกั้นเสียงรอบตัว ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการฟังเพลงพร้อมรับรู้บทสนทนาและเสียงรอบข้างไปด้วย

 

 
 

ดีไซน์โปร่งใสจากลอนดอน น้ำหนัก 8.1 กรัมต่อข้าง

 

Ear (open) Blue Edition ยังคงเอกลักษณ์การออกแบบโปร่งใสที่เป็น DNA ของ Nothing เผยให้เห็นองค์ประกอบภายในบางส่วนของตัวอุปกรณ์ โดยตัวหูฟังมีน้ำหนัก 8.1 กรัมต่อข้าง

 

Nothing อธิบายแนวคิดการออกแบบว่า ได้วางตัวหูฟังในมุมเอียง 50 องศา เพื่อจัดตำแหน่งลำโพงให้อยู่เหนือใบหูระหว่างบริเวณโคนใบหู (Helix Root) และกระดูกอ่อนด้านหน้าใบหู (Tragus) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ช่วยส่งเสียงเข้าช่องหูได้มีประสิทธิภาพและลดแรงกดทับเมื่อสวมใส่เป็นเวลานาน

 

โครงสร้างเกี่ยวหูผลิตจาก Nickel-Titanium Memory Wire ที่ยืดหยุ่นและคืนรูปได้ หุ้มด้วยซิลิโคนที่ทนต่อเหงื่อ พร้อมระบบสมดุลแบบสามจุด (Three-Point Balance System) ที่กระจายน้ำหนักระหว่างด้านหน้า ด้านบน และด้านหลังของใบหู

 

โดย Nothing ระบุว่าออกแบบโครงสร้างส่วนนี้หลังศึกษารูปทรงใบหูจากผู้ใช้งานจำนวนมาก ขณะที่เคสชาร์จออกแบบให้บางเพียง 19 มิลลิเมตร

 

ระบบเสียง Stepped Driver จูนร่วมกับ Dirac

 

Nothing ระบุว่าการสร้างคุณภาพเสียงบนหูฟัง Open-Ear เป็นความท้าทายด้านวิศวกรรม เพราะตัวหูฟังไม่ปิดกั้นช่องหูเหมือนหูฟังแบบ In-Ear ทั่วไป จึงพัฒนาระบบอะคูสติกใหม่ด้วยไดรเวอร์แบบ Stepped Driver Design ที่ใช้โครงสร้างขั้นบันไดเพื่อขยับตำแหน่งกำเนิดเสียงให้เข้าใกล้ช่องหูมากขึ้น

 

ส่วนไดอะแฟรมเคลือบไทเทเนียมเพื่อเพิ่มความแม่นยำ โดยปรับแต่งเสียงร่วมกับ Dirac ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเสียง

 

ขณะเดียวกัน Ear (open) ใช้เทคโนโลยี Sound Seal System ที่ทำงานร่วมกับลำโพง 2 ตัว ตัวหนึ่งกำหนดทิศทางเสียงเข้าช่องหู อีกตัวสร้างคลื่นเสียงหักล้างเสียงรั่วไหล ซึ่ง Nothing ระบุว่าช่วยลดการรั่วไหลของเสียงสู่สภาพแวดล้อมรอบข้าง อันเป็นข้อจำกัดหลักของหูฟังแบบ Open-Ear ผู้ใช้งานยังปรับแต่งเสียงได้ผ่านแอป Nothing X ด้วย Advanced 8-Band EQ พร้อมบันทึกและแชร์ EQ Profile ระหว่างผู้ใช้งานได้

 

Ear (open) มีไมโครโฟน 2 ตัวในแต่ละข้าง และเทคโนโลยี Clear Voice Technology ที่ใช้ AI แยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนแบบเรียลไทม์ ใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชั่วโมงต่อการชาร์จ และสูงสุด 30 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ

 

โดยชาร์จเร็ว 10 นาที ใช้งานได้สูงสุด 10 ชั่วโมง รองรับมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP54 ทั้งระบบ iOS และ Android รวมถึงเรียกใช้ ChatGPT บนอุปกรณ์ที่ใช้ Nothing OS

 

เสริมไลน์อัป audio ด้วย Ear (3) และ CMF Buds 2a

 

นอกจาก Ear (open) แล้ว Nothing ยังทำตลาดหูฟังอีก 2 รุ่นที่จับกลุ่มผู้ใช้งานต่างกัน โดย Ear (3) เป็นหูฟัง True Wireless กลุ่มพรีเมียมที่รองรับ Active Noise Cancellation (ANC) และโหมด Transparency สำหรับรับฟังเสียงภายนอกเมื่อต้องการ ปรับแต่งเสียงผ่านแอป Nothing X

 

ส่วน CMF Buds 2a จากแบรนด์ CMF by Nothing วางตำแหน่งเป็นรุ่นคุ้มค่า ใช้ไดรเวอร์ Bio-fibre ขนาด 12.4 มิลลิเมตร จูนโดย Dirac พร้อมเทคโนโลยี Ultra Bass Technology 2.0 รองรับ ANC สูงสุด 42dB เชื่อมต่อ Bluetooth 5.4 แบบ Dual Device ใช้งานได้สูงสุด 35.5 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ และมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP54

 

นอกจาก Ear (open) แล้ว Nothing ยังทำตลาดหูฟังอีก 2 รุ่นที่จับกลุ่มผู้ใช้งานต่างกัน โดย Ear (3) เป็นหูฟัง True Wireless กลุ่มพรีเมียมที่รองรับ Active Noise Cancellation (ANC) และโหมด Transparency สำหรับรับฟังเสียงภายนอกเมื่อต้องการ ปรับแต่งเสียงผ่านแอป Nothing X

 

ส่วน CMF Buds 2a จากแบรนด์ CMF by Nothing วางตำแหน่งเป็นรุ่นคุ้มค่า ใช้ไดรเวอร์ Bio-fibre ขนาด 12.4 มิลลิเมตร จูนโดย Dirac พร้อมเทคโนโลยี Ultra Bass Technology 2.0 รองรับ ANC สูงสุด 42dB เชื่อมต่อ Bluetooth 5.4 แบบ Dual Device ใช้งานได้สูงสุด 35.5 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคสชาร์จ และมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP54

The post Nothing ส่ง Ear (open) Blue Edition หูฟัง Open-Ear ใส่ทั้งวันไม่หลุด ราคา 4,499 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยโตการใช้ AI เร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ แต่ยังมีอีกกว่า 87.6% ที่ยังไม่เริ่มใช้ https://thestandard.co/thailand-ai-adoption-growth/ Tue, 09 Jun 2026 13:07:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1216468 ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI พร้อมข้อความ 'ไทยโตการใช้ AI เร็วอันดับ 2 ของโลก แต่ 87.6% ยังไม่เริ่มใช้' และภาพผู้บริหาร

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดเผยในงาน Microsoft AI Tour Ban […]

The post ไทยโตการใช้ AI เร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ แต่ยังมีอีกกว่า 87.6% ที่ยังไม่เริ่มใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการเติบโตของ AI พร้อมข้อความ 'ไทยโตการใช้ AI เร็วอันดับ 2 ของโลก แต่ 87.6% ยังไม่เริ่มใช้' และภาพผู้บริหาร

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดเผยในงาน Microsoft AI Tour Bangkok ว่า อัตราการนำ AI มาใช้อย่างจริงจังในกลุ่มวัยทำงานของไทยเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในครึ่งแรกของปี 2568 เป็น 12.4% ในไตรมาส 1/2569 หรือเติบโต 36.4% เทียบปีต่อปี ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตด้านการใช้ AI เร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้

 

 
 

ตัวเลขนี้มาจากรายงาน Global AI Diffusion และ Work Trend Index 2026 ของไมโครซอฟท์ ที่สำรวจการใช้ AI ใน 147 ประเทศทั่วโลก

 

“โลกของเรากำลังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในสเกลที่ใหญ่มาก” ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ ระบุพร้อมยกตัวอย่างว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการรับเอา AI มาประยุกต์ใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะ UAE ได้จัดตั้งกระทรวง AI ล่วงหน้าถึง 2 ปีก่อนหน้าที่จะเกิดกระแส Generative AI ขึ้น ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้นำด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างแท้จริง

 

โอกาสยังเปิดกว้าง 87.6% ของคนไทยยังไม่เริ่มใช้ AI

 

แม้ภาพรวมอัตราการใช้ AI ของไทยที่ 12.4% จะยังตามหลังค่าเฉลี่ยโลกที่ 17.8% แต่เมื่อเจาะเฉพาะกลุ่ม Frontier Professional หรือผู้ใช้ AI ระดับสูง พบว่าไทยมีการใช้ AI สูงถึง 32% เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 16% หรือมากกว่า 2 เท่า

 

ขณะที่มิติด้านภาวะผู้นำ คนทำงานไทย 51% มองว่าผู้นำในองค์กรของตนมีวิสัยทัศน์ด้าน AI ที่ชัดเจน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 26% ราว 2 เท่าเช่นกัน

 

“วิสัยทัศน์ของผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของ AI และตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไทยอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง”

 

อย่างไรก็ตาม ธนวัฒน์ระบุว่ายังมีประชากรอีกกว่า 87.6% ในไทยที่ยังไม่ได้เริ่มใช้ AI ทั้งกลุ่มคนทำงานในโรงงาน, เกษตรกร, แพทย์, พยาบาล, ครู และนักเรียน ซึ่งเป็นโอกาสที่ยังไม่ถูกใช้ เพราะระบบนิเวศไม่ได้มีแค่พนักงานในออฟฟิศ

 

โดยตลาด AI ของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วง ‘การทดลองใช้’ ไปสู่ ‘การสร้างความสำเร็จทางธุรกิจ’ (Business Success) ขณะที่ความท้าทายหลักยังอยู่ที่เรื่องทักษะ และความน่าเชื่อถือกับความปลอดภัย

 

องค์กรไทยนำ AI ใช้งานจริง ตั้งแต่แบงก์ถึงโรงไฟฟ้า

 

ภายในงานมีองค์กรไทยหลายแห่งเปิดตัวอย่างการใช้ AI จริง โดย LH Bank เปิดตัว GENIE AI บนแอป LHB You ผู้ช่วยธนาคารที่สั่งงานด้วยเสียงรายแรกของไทย พัฒนาบน Azure OpenAI Service รองรับภาษาไทย อังกฤษ และจีนกลาง

 

ด้าน AutoX ผู้ให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถในกลุ่ม SCBX นำ Azure OpenAI มาตรวจสอบการสื่อสารกับลูกค้าผ่านคอลเซ็นเตอร์ได้ครบ 100% ทุกสาย จากเดิมที่ใช้เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจได้เพียง 5-10%

 

ขณะที่ SCGC พัฒนาทักษะ AI ให้พนักงานกว่า 5,000 คนในไทยและเวียดนามตั้งแต่ปี 2567 ใช้ AI ประมวลผลเอกสารกว่า 2,000,000 หน้าอย่างแม่นยำ 100% ประหยัดเวลากว่า 4,000 ชั่วโมง และลดเวลาวิเคราะห์ข้อมูลลงกว่า 80%

 

ส่วน GPSC แกนนำธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. นำ Copilot Studio และ Microsoft Fabric มาวางแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าล่วงหน้า 

 

ไมโครซอฟท์ลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เร่งพัฒนาทักษะคนไทย

 

ไมโครซอฟท์ขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะ AI โดยร่วมกับ SCBX ฝึกอบรมพนักงานไปแล้วกว่า 15,171 คน และร่วมกับ AIS Business เปิดโครงการ ‘AI Ready for SMEs’ นำ AI ของไมโครซอฟท์ผนวกกับโครงสร้างเครือข่ายของ AIS ให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ขณะที่โครงการ Microsoft Elevate พัฒนาทักษะให้คนไทยแล้วกว่า 780,000 คนในรอบ 10 เดือน พร้อมมอบประกาศนียบัตรรับรองกว่า 350,000 ใบ

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ประกาศลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 หมื่นล้านบาท) ระหว่างปี 2569-2571 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์ในไทย

 

สำหรับงาน AI Tour Bangkok จัดขึ้นต่อจากงานประชุมนักพัฒนาประจำปีของไมโครซอฟท์ Build 2026 เมื่อวันที่ 2-3 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ภาพ : ThongSam / Shutterstock

The post ไทยโตการใช้ AI เร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ แต่ยังมีอีกกว่า 87.6% ที่ยังไม่เริ่มใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN หั่น GP เหลือ 10% หนุนไทยช่วยไทย พลัส พร้อมอัดงบ 400 ล้านกระตุ้นกำลังซื้อตลอดโครงการ https://thestandard.co/line-man-gp-cut-thai-plus/ Tue, 09 Jun 2026 12:57:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1216465 โลโก้ LINE MAN พร้อมข้อความลดค่า GP และโครงการไทยช่วยไทย พลัส

LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย เดินหน้าหนุนผ […]

The post LINE MAN หั่น GP เหลือ 10% หนุนไทยช่วยไทย พลัส พร้อมอัดงบ 400 ล้านกระตุ้นกำลังซื้อตลอดโครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ LINE MAN พร้อมข้อความลดค่า GP และโครงการไทยช่วยไทย พลัส

LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท มอบสิทธิประโยชน์รอบด้านทั้งการลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจตลอด 4 เดือน ของโครงการ

 

ขณะเดียวกันได้ประกาศ GP พิเศษ 10% สำหรับร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมโครงการในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 และลดค่า GP เหลือ 15% สำหรับร้านอาหารที่สมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนเป็นต้นไปจนจบโครงการ

 

จากข้อมูลช่วงโครงการคนละครึ่งเฟส 4 และเฟส 5 ในปี 2564–2565 พบว่า ร้านค้ากว่า 65%* ในหมวดฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ เลือกใช้ LINE MAN ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นในตลาด พร้อมสร้างยอดขายจากโครงการคนละครึ่ง พลัส คิดเป็น 63% ของยอดขายรวมในตลาดฟู้ดเดลิเวอรี

 

นอกจากนี้ข้อมูลจากโครงการคนละครึ่ง พลัส ในช่วงปลายปี 2569 ที่ผ่านมาพบว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมสามารถเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้ 22% เพิ่มความถี่ในการสั่งซื้อ 30% และมูลค่าต่อบิลเติบโต 15%

 

สำหรับร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) กับ LINE MAN จะได้รับสิทธิพิเศษ เพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นและกระตุ้นยอดสั่งซื้อบนแพลตฟอร์ม และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของร้านค้าอย่างรอบด้าน

 

นอกจากนี้ LINE MAN ยังเตรียมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้สิทธิในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ทั้งส่วนลดค่าอาหาร, สิทธิส่งฟรี และคูปองส่วนลดสำหรับการสั่งอาหารผ่านแอป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางรายได้ให้ร้านอาหารและไรเดอร์ทั่วประเทศ สะท้อนบทบาทของแพลตฟอร์มในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง

 

หมายเหตุ: อ้างอิงจากสัดส่วนจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 4 และเฟส 5 ในช่วงปี 2564–2565 ที่เลือกใช้บริการ LINE MAN มากกว่า 65% ของร้านคนละครึ่งทั้งหมดในหมวดฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีอื่น

The post LINE MAN หั่น GP เหลือ 10% หนุนไทยช่วยไทย พลัส พร้อมอัดงบ 400 ล้านกระตุ้นกำลังซื้อตลอดโครงการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple โชว์ Siri โฉมใหม่กอบกู้ศรัทธาด้าน AI แต่หุ้นกลับร่วง 1.9% แม้ดึงโมเดล Google Gemini เสริมเขี้ยวเล็บ https://thestandard.co/apple-siri-ai-google-gemini-stock/ Tue, 09 Jun 2026 02:05:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1216082 ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC

Apple เปิดตัว Siri AI ผู้ช่วยอัจฉริยะโฉมใหม่ที่ยกเครื่อ […]

The post Apple โชว์ Siri โฉมใหม่กอบกู้ศรัทธาด้าน AI แต่หุ้นกลับร่วง 1.9% แม้ดึงโมเดล Google Gemini เสริมเขี้ยวเล็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC

Apple เปิดตัว Siri AI ผู้ช่วยอัจฉริยะโฉมใหม่ที่ยกเครื่องครั้งใหญ่ในงานประชุมนักพัฒนา Worldwide Developers Conference (WWDC26) เมื่อวันจันทร์ (8 มิ.ย) ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดยวางให้เป็นหัวใจของระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ทั้ง iOS 27, macOS 27 Golden Gate, watchOS 27 และ visionOS 27

 

 

 

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ เพื่อพิสูจน์ว่า Apple สามารถก้าวข้ามอุปสรรคที่สั่งสมมาหลายปี และกลับมาแข่งขันในยุค AI ได้

 

Siri AI ถูกออกแบบให้ฉลาดขึ้น, เชื่อถือได้มากขึ้น, เข้าใจบริบทการสนทนา และควบคุมแอปต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

 

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของ Apple หลังจากที่บริษัทเปิดตัวแพลตฟอร์ม Apple Intelligence เมื่อ 2 ปีก่อน แต่กลับไม่สามารถปล่อยฟีเจอร์สำคัญหลายอย่างออกมาได้ตามกำหนด ทั้งยังถูกมองว่าด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI, Google และ Anthropic

 

บททดสอบความน่าเชื่อถือด้าน AI

 

ฟรานซิสโก เจโรนิโม นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด IDC ระบุว่างาน WWDC ปีนี้คือบททดสอบความน่าเชื่อถือด้าน AI ของ Apple โดยมองว่า Apple ไม่จำเป็นต้องชนะด้วยการมีโมเดลที่ใหญ่ที่สุดหรือการสาธิตที่เร้าใจที่สุด แต่ต้องทำให้ AI เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ มีประโยชน์ และทำงานอย่างแนบเนียนทั่วทั้งระบบนิเวศของแบรนด์

 

อย่างไรก็ตาม Apple ยังต้องเผชิญกับความกังขาของนักลงทุนต่อกลยุทธ์ AI ของบริษัท สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลง 1.9% เมื่อปิดตลาดในวันที่มีการนำเสนอ

 

บริษัทยังยอมรับว่าความสามารถใหม่เหล่านี้ต้องใช้เวลาในการทยอยเปิดให้บริการ โดย Siri AI จะรองรับเฉพาะภาษาอังกฤษในช่วงแรก และยังอยู่ในสถานะเบตาเมื่อเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ใช้ในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ขณะที่ฟีเจอร์ AI ล่าสุดจะยังไม่เปิดให้บริการในจีนและสหภาพยุโรปในช่วงเริ่มต้น

 

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 1

 

ทั้งนี้ Apple ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า สาเหตุที่ Siri AI เปิดให้บริการในสหภาพยุโรปไม่ได้พร้อม iOS 27 และ iPadOS 27 มาจากข้อกำหนดภายใต้กฎหมาย Digital Markets Act (DMA) โดยเครก เฟเดอริกี รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แสดงความผิดหวังที่ผู้ใช้ในยุโรปจะยังไม่ได้ใช้ Siri AI บน iPhone และ iPad ภายในปีนี้

 

Apple อธิบายว่าการตีความ DMA อย่างเข้มงวดของหน่วยงานกำกับดูแล จะบังคับให้บริษัทต้องเปิดให้ผู้ช่วยเสมือนรายอื่นเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้และควบคุมแอปต่างๆ ได้โดยตรง ซึ่ง Apple มองว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัย เพราะระบบ AI อาจถูกยึดครองเพื่อขโมยข้อมูลอย่างรหัสผ่านหรือรูปภาพได้ แม้บริษัทจะเสนอแนวทางอย่างระบบตัวกลาง Trusted System Agent แต่คณะกรรมาธิการยุโรปก็ยังไม่เห็นด้วย ทำให้ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการในภูมิภาคดังกล่าว

 

งาน WWDC26 ครั้งนี้จึงเป็นทั้งการแก้ไขจุดบกพร่องในอดีต และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตไปพร้อมกัน เพราะการสร้าง Siri ขึ้นใหม่และยกระดับเทคโนโลยี AI คือการวางรากฐานให้กับผลิตภัณฑ์รุ่นต่อไปที่ต้องพึ่งพา AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ Siri AI สามารถดึงข้อมูลส่วนตัว, ข้อมูลจากเว็บ, เนื้อหาบนหน้าจอ และแอปต่างๆ มาใช้งานได้ แต่ความสามารถเหล่านี้แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ Apple เคยวางแผนจะปล่อยออกมาตั้งแต่ต้นปี 2025

 

คำสัญญาที่เกินจริงเกี่ยวกับฟีเจอร์ Apple Intelligence ในครั้งนั้น ทำให้บริษัทต้องเผชิญปัญหาทางกฎหมาย จนเมื่อเดือนที่แล้วต้องยอมจ่ายเงินชดเชยให้ผู้บริโภคถึง 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.2 พันล้านบาท) เพื่อยุติข้อกล่าวหาว่าบริษัทโฆษณาความสามารถของซอฟต์แวร์เกินจริง

 

Siri AI โฉมใหม่ ผู้ช่วยที่สนทนาได้

 

Siri AI ซึ่งเปิดให้นักพัฒนาเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันจันทร์ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอินเทอร์เฟซ Dynamic Island บน iPhone และมีทั้งแอปแยกเฉพาะและประสบการณ์แบบแชตบอตเป็นครั้งแรก

 

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 2

 

ไมก์ ร็อกเวลล์ ผู้บริหารที่ดูแลด้านวิศวกรรมของ Siri ได้สาธิตการทำงานของผู้ช่วยตัวใหม่ ทั้งการค้นหาข้อมูลคอนเสิร์ต, การเล่นเพลง และการตั้งการเตือน เพื่อแสดงให้เห็นว่าระบบน่าเชื่อถือกว่าเวอร์ชันปัจจุบัน โดยยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้เคยประสบปัญหาความล่าช้า และความพยายามยกเครื่อง Siri ในอดีตยังไม่ผ่านมาตรฐานของ Apple

 

“เรามีวิสัยทัศน์มาตลอดว่าอยากให้ Siri เป็นผู้ช่วยที่เก่งที่สุดและเป็นส่วนตัวที่สุด” ร็อกเวลล์กล่าว “คุณสามารถถามเกี่ยวกับข้อมูลบนอุปกรณ์ของคุณ และสั่งให้ดำเนินการกับข้อมูลนั้นได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน”

 

จุดเด่นของ Siri ใหม่คือการสนทนาโต้ตอบแบบแชตบอต ซึ่งถือเป็นการกลับลำครั้งสำคัญของ Apple เพราะเมื่อปีก่อน เฟเดอริกี และ เกร็ก จอสเวียก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด เคยปฏิเสธแนวคิดการทำแชตบอตแบบแยกส่วน

 

เมื่อถูกถามว่าอะไรทำให้เปลี่ยนใจ เฟเดอริกีอธิบายว่า Apple ไม่ได้มอง Siri เป็นแชตบอตแยกต่างหาก แต่เป็นเครื่องมือสนทนาที่กลมกลืนไปกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยต้องการให้ผู้ใช้พูดคุยโต้ตอบกับ Siri เหมือนที่ใช้ ChatGPT เช่น ถามตารางแข่งฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง แล้วให้ Siri ช่วยวางแผนจัดปาร์ตี้ดูการแข่งขัน

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือโหมด Siri ในแอปกล้อง ที่ตอบคำถามและดำเนินการตามสิ่งที่ผู้ใช้เล็งกล้องไปได้ เช่น เมื่ออยู่ในร้านอาหาร ผู้ใช้สามารถเล็งกล้องไปที่ใบเสร็จ เลือกรายการที่ตัวเองสั่ง แล้วให้ Siri คำนวณยอดที่ต้องจ่ายได้ทันที

 

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 3

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 4

 

นอกจากนี้ Siri AI ยังมาในรูปแบบแอปแยกเฉพาะที่ให้ผู้ใช้ย้อนกลับไปดูบทสนทนาเก่าได้ สามารถวิเคราะห์เนื้อหาบนหน้าจอ และดึงข้อมูลส่วนตัวบนอุปกรณ์มาช่วยตอบคำถาม เช่น การอ้างอิงรูปภาพในเครื่องมาประกอบคำตอบ ซึ่งเป็นทิศทางที่ Google และ OpenAI เคยทำมาก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม Apple ระบุว่าบางฟีเจอร์ เช่น การสร้างภาพ อาจมีการจำกัดโควตาการใช้งานต่อวัน เนื่องจากต้องอาศัยโมเดลที่ทรงพลังและมีต้นทุนสูง

 

Apple ยังแสดงให้เห็นถึงการผสาน AI เข้ากับแอปต่างๆ มากขึ้น ทั้งแอป Messages ที่จะแนะนำการดำเนินการอย่างการสร้างการเตือนหรือโน้ตตามเนื้อหาในบทสนทนา และเบราว์เซอร์ Safari ที่จัดกลุ่มแท็บตามหัวข้อได้เอง

 

รวมถึงแอป Home ที่วิเคราะห์คลิปจากกล้องวงจรปิดแล้วสร้างคำบรรยายให้อัตโนมัติ พร้อมกันนี้ยังเพิ่มฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยสำหรับเด็ก (Child Safety) เข้ามาด้วย

 

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 5

 

เบื้องหลังคือ Google และ Nvidia แต่ยืนยันความเป็นส่วนตัว

 

ความสามารถใหม่ทั้งหมดนี้ทำงานบน Apple Foundation Models รุ่นใหม่ ที่สร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีของ Google Gemini อย่างไรก็ตาม เฟเดอริกีย้ำว่าแนวทางใหม่นี้ยังคงปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ไว้เช่นเดิม

 

“เราไม่ได้ใช้โมเดลที่ Google ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไปเลย คำขอของคุณเป็นความลับเฉพาะตัวคุณ ไม่มีการจัดเก็บ และไม่มีใครเข้าถึงได้” เฟเดอริกีกล่าวในงานแถลงข่าวที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเสริมว่าเมื่อผู้ใช้สอบถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลจะถูกประมวลผลผ่านระบบภายในของ Apple เอง

 

อามาร์ ซูบรามันยา รองประธานฝ่าย AI ของ Apple ระบุว่าโมเดลที่ทรงพลังที่สุดที่ชื่อ AFM Cloud Pro นั้นมีคุณภาพใกล้เคียงกับโมเดลระดับแนวหน้าของ Google Gemini โดยทำงานบนชิป GPU ของ Nvidia ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน Private Cloud Compute ของ Apple ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องข้อมูลแม้ในขณะที่อยู่บนคลาวด์

 

นับเป็นครั้งแรกที่ Apple ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าฟีเจอร์ Apple Intelligence บางส่วนจะทำงานบนชิปของ Nvidia โดย เซบาสเตียน มารีโน-เมส ผู้บริหารอาวุโสในทีม AI อธิบายว่า Apple ต้องการใช้ชิปรุ่นล่าสุดของ Nvidia แต่ต้องกำหนดค่าให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น เพื่อไม่ให้ระบบสามารถอ่านข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ได้

 

เฟเดอริกียังชี้ให้เห็นจุดยืนที่ต่างจากคู่แข่งในซิลิคอนวัลเลย์ โดยระบุว่า “บางบริษัทดูเหมือนจะเร่งเดินหน้าทำ AI เพื่อตัว AI เอง โดยไม่ได้คำนึงถึงผู้คนที่มันควรจะรับใช้อย่างแท้จริง”

 

คำพูดนี้สะท้อนว่า Apple เลือกที่จะไม่ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่หันมาเน้นจุดขายเรื่องความเป็นส่วนตัวและความสะดวกแทน

 

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 6

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 7

 

เดิมพันครั้งใหญ่และการส่งไม้ต่อ

 

ก้าวต่อไปของ Apple คือการยกระดับฮาร์ดแวร์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มในฤดูใบไม้ร่วงนี้ด้วยการเปิดตัว iPhone จอพับได้ (Foldable) เป็นครั้งแรก พร้อมกับ iPhone 18 Pro โดยมีรายงานว่า Apple วางแผนทำตลาดอุปกรณ์ทั้งสองรุ่นด้วยการชูฟีเจอร์ Siri AI และ Apple Intelligence เป็นจุดขายหลัก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้อัปเกรดเครื่องเพื่อให้ได้เทคโนโลยี AI ล่าสุด

 

ทั้งนี้ฟีเจอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดจะต้องใช้กับ iPhone 17 Pro หรือ iPhone Air เป็นอย่างน้อย ขณะที่ iPhone 14 และรุ่นเก่ากว่านั้นไม่รองรับ Apple Intelligence เลย

 

ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังนำเสนอในงาน WWDC 8

 

นาบิลา โปปาล นักวิเคราะห์จาก IDC มองว่าฟีเจอร์ใหม่นี้จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้ผู้ใช้ iPhone 14 และรุ่นเก่ากว่าตัดสินใจอัปเกรด โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจเลื่อนการซื้อออกไปเพราะภาวะเงินเฟ้อหรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

 

ส่วนแบ่งตลาดขนาดใหญ่ของ Apple ที่มีอุปกรณ์ใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 2.5 พันล้านเครื่อง อาจเป็นความได้เปรียบสำคัญในการแข่งขันด้าน AI โดยข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของ iPhone ที่ใช้งานอยู่ทั่วโลก หรือราว 1 พันล้านเครื่อง ยังไม่รองรับ Apple Intelligence จึงถือเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของบริษัท

 

ความท้าทายทั้งหมดนี้กำลังจะตกเป็นภารกิจของ จอห์น เทอร์นัส ว่าที่ซีอีโอคนใหม่ที่ปัจจุบันดูแลด้านวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ และจะขึ้นรับตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่ ทิม คุก จะเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารแทน ทำให้งานคีย์โน้ตในครั้งนี้น่าจะเป็นงานใหญ่ครั้งสุดท้ายของคุกในฐานะซีอีโอ

 

“พูดในมุมส่วนตัว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดบางช่วงในการเป็นซีอีโอของผม คืองานแบบนี้นี่แหละ” คุกกล่าวทิ้งท้ายในการนำเสนอ ด้าน แดน ไอฟ์ส นักวิเคราะห์จาก Wedbush Securities มองว่าการอัปเกรด Siri ครั้งนี้คือ ‘ก้าวที่ถูกทาง’ สำหรับกลยุทธ์ AI ของ Apple และเป็นการปูทางให้คุกส่งไม้ต่อให้เทอร์นัสได้อย่างราบรื่น

 

ภาพปก: Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Apple โชว์ Siri โฉมใหม่กอบกู้ศรัทธาด้าน AI แต่หุ้นกลับร่วง 1.9% แม้ดึงโมเดล Google Gemini เสริมเขี้ยวเล็บ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเช่า ค่ายิงแอด ค่าธรรมเนียม ทำไมต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษ ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป https://thestandard.co/e-commerce-selling-costs/ Tue, 09 Jun 2026 01:57:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1216070 ภาพเจ้าของธุรกิจกำลังแพ็กสินค้า พร้อมข้อความแสดงต้นทุนค่าเช่า ค่ายิงแอด และค่าธรรมเนียม

ในวันที่ผู้บริโภคคนหนึ่งสลับช่องทางซื้อของได้ภายในไม่กี […]

The post ค่าเช่า ค่ายิงแอด ค่าธรรมเนียม ทำไมต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษ ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าของธุรกิจกำลังแพ็กสินค้า พร้อมข้อความแสดงต้นทุนค่าเช่า ค่ายิงแอด และค่าธรรมเนียม

ในวันที่ผู้บริโภคคนหนึ่งสลับช่องทางซื้อของได้ภายในไม่กี่นาที จากเดินห้างตอนเช้า เลื่อนฟีดโซเชียลตอนบ่าย แล้วกดสั่งของบนแอปอีคอมเมิร์ซก่อนนอน คำถามแรกที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่แค่ ‘จะขายอะไร’ แต่คือ ‘จะขายที่ไหน’

 

 

เพราะแต่ละช่องทางไม่ได้ต่างกันแค่หน้าตา แต่ต่างกันที่โครงสร้างต้นทุนเบื้องหลัง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจหนึ่งจะขยายตัวได้ไกลแค่ไหน

 

คำถามนี้ยิ่งสำคัญขึ้นในปี 2569 เมื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายพร้อมกัน ทำให้ผู้ขายจำนวนไม่น้อยต้องกลับมาทบทวนว่า แต่ละบาทที่จ่ายให้แต่ละช่องทางนั้นได้อะไรกลับมาบ้าง

 

ตลาดที่ทะลุ 1 ล้านล้านบาท แต่โตยากกว่าเดิม

 

ก่อนจะไปถึงเรื่องต้นทุน ภาพใหญ่ของตลาดช่วยให้เห็นว่าทำไมการเลือกช่องทางถึงสำคัญ ในปี 2568 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรก ด้วยอัตราการเติบโตราว 7.6% ขณะที่ Priceza ประเมินว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ราว 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด

 

ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ตลาดค้าปลีกโดยรวมของไทยปีนี้คาดว่าจะโตเพียงราว 3.7% แต่อีคอมเมิร์ซกลับยังโตได้ในอัตราที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไหลเข้าสู่ช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

 

แต่การเติบโตรอบนี้ต่างจากยุคก่อน เพราะไม่ใช่การโตแบบง่ายๆ ด้วยการอัดส่วนลดและสงครามราคาอีกต่อไป ผู้เล่นในตลาดเริ่มหันมาแข่งกันที่ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศแทน และการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่กำลังเกิดขึ้น ก็เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทนี้

 

ค่าธรรมเนียมที่ขยับขึ้นพร้อมกันทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop

 

ในปี 2569 การปรับค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน ฝั่ง Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายโดยมีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน ร้านค้าทั่วไปขยับเพดานสูงสุดจาก 13.38% เป็น 14.98% ส่วนร้านใน Shopee Mall จาก 15.52% เป็น 17.12% โดยอัตราจริงจะแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่สินค้า

 

ก่อนหน้านั้นไม่นาน Lazada ก็ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเช่นกัน โดย Lazada ระบุว่าได้ปรับอัตราค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลซ และค่าธรรมเนียมของโปรแกรมต่างๆ อย่างพรีเมียมแพ็กเกจ, โปรแกรมส่งฟรีพิเศษ และคูปองแคมเปญ ซึ่งหลายหมวดปรับขึ้นราว 1-2% แล้วแต่ประเภทสินค้า มีผลกับทุกคำสั่งซื้อตั้งแต่ 1 พฤษภาคม พร้อมให้เหตุผลว่าเพื่อพัฒนาบริการและเครื่องมือบนแพลตฟอร์มให้ผู้ขายแข่งขันได้ในระยะยาว

 

ฟากของ TikTok Shop ก็ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียม 2 ตัวพร้อมกัน มีผลตั้งแต่ 6 พฤษภาคม ทั้งค่าคอมมิชชันของร้านค้าทั่วไป (Non-Mall) ที่ขยับเพดานสูงสุดไปอยู่ที่ 9.63% และค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้าที่เรียกเก็บจากร้านทุกประเภท สูงสุด 8.03% โดย TikTok Shop ระบุว่าค่าธรรมเนียมส่วนหลังนี้นำไปใช้พัฒนาร้านค้า เช่น การให้โคดส่งฟรีและการเพิ่มการมองเห็นให้สม่ำเสมอ

 

การที่ทั้งสามรายปรับขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้การปรับค่าธรรมเนียมกลายเป็นเรื่องที่ผู้ขายทั้งตลาดต้องเจอ ไม่ใช่เฉพาะแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง คำถามที่ตามมาสำหรับผู้ขายคือ เงินค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปทำอะไร

 

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้นทุนที่ผู้ขายมองไม่เห็น ทั้งระบบที่รองรับออร์เดอร์จำนวนมหาศาลในแต่ละวัน, ระบบจัดส่งที่ส่งของถึงมือลูกค้าได้ภายใน 1-2 วัน, ระบบ AI ที่วิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อแนะนำสินค้า ไปจนถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงและรีวิว

 

การลงทุนสร้างคลังสินค้า, ระบบขนส่งด่วน หรือพัฒนา AI ในระดับนี้ด้วยตัวเอง ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่าหรือจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ การจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อให้ผู้ขายใช้โครงสร้างเหล่านี้ร่วมกัน จึงเป็นการแบ่งต้นทุนก้อนใหญ่ให้กลายเป็นต้นทุนที่บริหารจัดการได้

 

ค่าเช่า, ค่ายิงแอด, ค่าธรรมเนียม สามต้นทุนที่หน้าตาไม่เหมือนกัน

 

เมื่อมองผ่านเลนส์ต้นทุน ช่องทางขายหลักสามแบบในตลาดมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกันพอสมควร และแต่ละแบบก็มีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดในตัวเอง

 

การขายหน้าร้าน (Offline) – มีจุดเด่นที่ลูกค้าได้เห็นและสัมผัสสินค้าจริง ปิดการขายได้ทันที และหากเป็นร้านที่มีหน้าร้านของตัวเอง ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อยอดขายแบบที่แพลตฟอร์มออนไลน์เรียกเก็บ จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นและประสบการณ์หน้าร้าน

 

แต่แลกมาด้วยต้นทุนคงที่ที่สูงและจ่ายแน่นอนทุกเดือน ทั้งค่าเช่า, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าพนักงาน และค่าตกแต่งร้าน โดยที่ยอดขายยังไม่ทันเกิด อีกทั้งโอกาสเข้าถึงลูกค้ายังถูกจำกัดด้วยทำเลและจำนวนคนเดินผ่านหน้าร้าน

 

การขายผ่านโซเชียล (Social Commerce) – มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เปิดเพจได้ฟรี ยืดหยุ่นสูง และสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าได้ดี เหมาะกับสินค้าที่ต้องเล่าเรื่องผ่านคอนเทนต์ แต่ต้นทุนจริงมักเป็น ‘ต้นทุนแฝง’ ที่ซ่อนอยู่หลังบ้าน ทั้งค่ายิงแอดเพื่อให้คอนเทนต์เข้าถึงคน, ค่าจ้างทำคอนเทนต์ และแรงคนที่ต้องตอบแชท, เช็กสลิป และแพ็กของเอง

 

ที่สำคัญคือยอดขายต้องพึ่งการมองเห็นของคอนเทนต์ ซึ่งผันผวนตามอัลกอริทึมที่ผู้ขายควบคุมไม่ได้ ขณะที่ความน่าเชื่อถือก็ต้องสร้างเองผ่านรีวิวและหน้าเพจ

 

ส่วนการขายบนอีคอมเมิร์ซ (E-marketplace) – มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำเพราะคิดค่าธรรมเนียมเมื่อเกิดการซื้อขายจริงเป็นหลัก มาพร้อมฐานผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่ตั้งใจเข้ามาช็อปอยู่แล้ว, ระบบค้นหาสินค้า, แคมเปญส่งเสริมการขาย และระบบหลังบ้านครบวงจรตั้งแต่การชำระเงิน, โลจิสติกส์ ไปจนถึงการคุ้มครองผู้ซื้อ

 

แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องยอมรับ ทั้งค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนต้องบริหาร, การแข่งขันด้านราคาที่สูงเพราะลูกค้าเทียบราคาได้ง่าย และการที่ผู้ขายต้องปรับตัวตามกฎและนโยบายของแพลตฟอร์ม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ผ่านช่องทางของร้านโดยตรง

 

คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจากเรื่องราคามาเป็นว่า เรากำลัง ‘จ่ายเพื่ออะไร’ และเงินนั้นซื้อโครงสร้างอะไรกลับมาให้ธุรกิจบ้าง เพราะต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษในวันเริ่มต้นโดยไม่มีระบบรองรับ อาจกลายเป็นต้นทุนที่แพงและเหนื่อยที่สุดเมื่อธุรกิจต้อง ‘เติบโต’

 

ทำไม Shopee นำค่าธรรมเนียมกลับมาเป็นเครื่องมือดึงลูกค้าให้ซื้อซ้ำ

 

ในเมื่อการปรับค่าธรรมเนียมเป็นทิศทางของทั้งอุตสาหกรรม สิ่งที่ทำให้แต่ละแพลตฟอร์มต่างกันจึงอยู่ที่ว่านำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรต่อ

 

สำหรับ Shopee ระบุว่าได้นำค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายจ่ายมาแปลงกลับเป็น Shopee Voucher เพื่อดึงลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ พร้อมลงทุนพัฒนาระบบจัดส่งให้เร็วขึ้น และสร้างเครื่องมือช่วยขายอย่าง Shopee Live, Shopee Video รวมถึงโปรแกรม Shopee VIP ที่ดึงลูกค้าประจำมาให้ร้านค้า นอกจากนี้ Shopee ยังเปิดให้ผู้ขายใช้เครื่องมือ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

 

ความได้เปรียบเรื่องฐานลูกค้าของ Shopee สอดคล้องกับผลสำรวจหลายชิ้น โดยผลสำรวจของ Milieu Insight ระบุว่า Shopee เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้มากที่สุดถึง 89% ด้านข้อมูลทราฟฟิกเว็บไซต์จาก SimilarWeb ในเดือนมีนาคม 2569 จัด Shopee.co.th เป็นเว็บมาร์เก็ตเพลซอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่ YouGov พบว่า Shopee เป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่คนไทยแนะนำต่อสูงสุดที่ 66.62%

 

ในมุมของร้านเล็กที่กังวลกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น Shopee ระบุว่าได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยร้านที่มียอดขายไม่เกิน 10,000 บาทในรอบ 30 วัน จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขายเพิ่ม 0.50-1.50% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และหากอยู่ในโปรแกรม Prime Seller จะได้ส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย 1-2%

 

ต้นทุนกับโอกาส คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน

 

ภาพทั้งหมดสะท้อนความจริงของยุค Modern Retail ที่ผู้บริโภคกระจายตัวและพร้อมจ่ายผ่านหลายช่องทางสลับกันไปมา นั่นคือ ไม่มีช่องทางไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่ช่องทางที่เหมาะกับขนาดและความพร้อมของธุรกิจในแต่ละช่วง

 

สำหรับธุรกิจที่มีความพร้อมด้านเงินทุน การกระจายร้านไปหลายช่องทางแบบ Omni-channel ทั้งหน้าร้าน, โซเชียล และอีคอมเมิร์ซ ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดียวได้ ขณะที่ผู้ขายรายเล็กหรือ SME ที่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเริ่มต้นบนช่องทางที่มีระบบนิเวศพร้อมและเข้าถึงลูกค้าได้ทันที ก็ช่วยให้เริ่มต้นได้โดยไม่ต้องแบกต้นทุนคงที่ก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก

 

แต่ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน โจทย์ที่สำคัญกว่าตัวเลขค่าธรรมเนียมคือ การกลับมาตรวจสุขภาพธุรกิจของตัวเองว่า เงินที่จ่ายไปนั้นแปลงกลับมาเป็นยอดขาย, เครื่องมือ และระบบที่ช่วยให้ธุรกิจโตได้จริงหรือไม่ เพราะค่าธรรมเนียมที่คุ้มค่าคือค่าธรรมเนียมที่ให้บางอย่างกลับมามากกว่าที่จ่ายไป

 

ภาพ: Maitnee Duangphet / Shutterstock

The post ค่าเช่า ค่ายิงแอด ค่าธรรมเนียม ทำไมต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษ ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27 ดึงโมเดล Gemini ของ Google เสริมเขี้ยวเล็บ เปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้เป็น AI สนทนาได้ ท้าชน ChatGPT https://thestandard.co/apple-siri-ios27-gemini-google-ai/ Mon, 08 Jun 2026 14:19:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1216040 ภาพโลโก้ Apple และ Siri พร้อมข้อความเกี่ยวกับการอัปเกรด Siri ด้วย Gemini ของ Google

Apple เตรียมยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีผ่ […]

The post Apple ยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27 ดึงโมเดล Gemini ของ Google เสริมเขี้ยวเล็บ เปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้เป็น AI สนทนาได้ ท้าชน ChatGPT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Apple และ Siri พร้อมข้อความเกี่ยวกับการอัปเกรด Siri ด้วย Gemini ของ Google

Apple เตรียมยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีผ่านระบบปฏิบัติการ iOS 27 โดยจะเปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้กลายเป็น AI ที่สนทนาโต้ตอบได้เหมือนแชตบอตอย่าง ChatGPT พร้อมดึงโมเดล Gemini ของ Google เข้ามาเสริมความสามารถ

 

 
 

ข้อมูลนี้มาจากรายงานเชิงวิเคราะห์ของ มาร์ก เกอร์แมน นักข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg ที่ออกมาคาดการณ์ก่อนงานประชุมนักพัฒนา WWDC 26 ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

 

เกอร์แมนระบุว่า Apple จะเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ในงาน WWDC 26 ที่สำนักงานใหญ่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ iPhone และ Apple Watch รุ่นใหม่วางจำหน่าย

 

Siri โฉมใหม่ ผู้ช่วยที่ทำได้ทุกอย่าง

 

หัวใจของกลยุทธ์ AI ครั้งนี้คือ Siri เวอร์ชันใหม่ภายใต้ชื่อโปรเจกต์ภายในว่า Campo ซึ่งตั้งเป้าเปลี่ยนจากระบบสั่งงานด้วยเสียงธรรมดา ให้กลายเป็นผู้ช่วย AI ที่ทำได้ทุกอย่างและช่วยจัดการงานต่างๆ ตลอดทั้งวันบนทั้ง iPhone, iPad และ Mac

 

ความสามารถใหม่ที่น่าสนใจคือ Siri จะเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ลึกขึ้น ทั้งอีเมล, ปฏิทิน, รายชื่อผู้ติดต่อ และโน้ต ทำให้สั่งงานซับซ้อนได้ เช่น ให้ช่วยร่างอีเมลโดยดึงข้อมูลจากเว็บและอีเมลเก่ามาประกอบ หรือเช็กตารางว่างก่อนนัดหมาย

 

ผู้ใช้ยังสามารถสั่งงานหลายอย่างพร้อมกันในประโยคเดียว เช่น สั่งให้เช็กสภาพอากาศ สร้างนัดในปฏิทิน และส่งข้อความ ได้ในคราวเดียว

 

เกอร์แมนชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดคือ Apple กำลังเปลี่ยน Siri ให้เป็นแชตบอตที่สนทนาโต้ตอบได้จริง เพื่อแข่งกับ ChatGPT ของ OpenAI, Claude ของ Anthropic และ Gemini ของ Google ถือเป็นการกลับลำครั้งสำคัญ หลัง Siri เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2011 แต่เพิ่งจะปรับตัวตามคู่แข่งในตอนนี้

 

นอกจากนี้ Apple ยังเตรียมเปิดตัวแอป Siri แยกต่างหากบน iOS, iPadOS และ macOS เป็นครั้งแรก สำหรับเปิดบทสนทนาและดูแชตเก่าได้ คล้ายกับแอปของ ChatGPT โดยบทสนทนาจะหน้าตาเหมือนการแชตในแอป Messages ซิงก์ข้ามอุปกรณ์ผ่าน iCloud และแนบรูปภาพหรือไฟล์เข้าไปวิเคราะห์ได้

 

พึ่งพา Google คู่แข่งและพันธมิตร ท่ามกลางคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัว

 

จุดที่น่าจับตาคือเบื้องหลังการทำงานของ Siri ใหม่ Apple เลือกใช้โมเดล Gemini จาก Google ซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งและพันธมิตรมายาวนาน ภายใต้ข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดย Apple ยังนำ Siri เวอร์ชันใหม่ไปวางบนเซิร์ฟเวอร์ของ Google เป็นส่วนใหญ่อีกด้วย

 

เกอร์แมนตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจาก Apple ชูจุดเด่นเรื่องการปกป้องข้อมูลผู้ใช้มาตลอด การพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Google ในลักษณะนี้จึงอาจจุดคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวขึ้นมาได้

 

ขณะเดียวกัน Apple ยังเปิดให้ผู้ใช้สลับไปใช้แชตบอตจากภายนอกได้ด้วย โดยนอกจาก ChatGPT ที่ผนวกไว้แล้ว บริษัทยังทดสอบการเชื่อมต่อกับ Claude และ Gemini เพิ่มเติม

 

ที่สำคัญ Apple ยังเปิดตัวระบบค้นหาเว็บของตัวเองเป็นครั้งแรกผ่าน Siri เพื่อแข่งกับ Perplexity AI ทำให้ Siri ตอบคำถามได้เกือบทุกเรื่องด้วยเครื่องมือของตัวเอง แทนที่จะส่งผู้ใช้ไปยัง Google หรือ ChatGPT

 

ยกเครื่องการแก้ไขภาพและฟีเจอร์ AI อื่นๆ

 

นอกเหนือจาก Siri แล้ว Apple ยังอัปเกรดฟีเจอร์ Visual Intelligence ใน iOS 27 ให้เด่นขึ้น โดยย้ายมาอยู่ในแอปกล้องและเพิ่มความสามารถในการอ่านฉลากโภชนาการและข้อมูลผู้ติดต่อ จากเดิมที่ทำได้แค่จดจำวัตถุอย่างต้นไม้หรือดึงข้อมูลนัดหมาย

 

ด้านการแก้ไขภาพก็ได้รับการยกเครื่องด้วย AI ครั้งใหญ่ ทั้งเครื่องมือ Extend ที่ขยายภาพให้กว้างกว่าเฟรมเดิมได้ เครื่องมือ Reframe ที่ปรับมุมมองของภาพหลังถ่ายไปแล้ว และฟีเจอร์ Enhance ที่ช่วยปรับคุณภาพและสีของภาพให้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังปรับปรุงเครื่องมือ Clean Up ที่เคยถูกผู้ใช้บ่นว่าทำงานได้ไม่ดีอย่างที่โฆษณาไว้

 

ส่วนฟีเจอร์ AI อื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา ได้แก่ Organize Tabs ที่จัดกลุ่มแท็บในเบราว์เซอร์ Safari ตามหัวข้อโดยอัตโนมัติ เช่น ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยว หรือการทำงาน รวมถึงการอัปเกรด Genmoji และ Image Playground ให้สร้างภาพได้สมจริงยิ่งขึ้น และการเพิ่มตัวเลือกสร้างวอลเปเปอร์ด้วย AI

 

Apple ยังเตรียมยกระดับแอป Health ด้วยฟีเจอร์ AI ใหม่ ทั้งการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้น และการใช้กล้องตรวจจับการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริการโค้ชสุขภาพที่เคยวางแผนไว้ภายใต้ชื่อ Mulberry แม้เกอร์แมนคาดว่าฟีเจอร์กลุ่มนี้อาจยังไม่มาในเวอร์ชันแรกของ iOS 27

 

นอกจากฟีเจอร์ AI แล้ว iOS 27 ยังมาพร้อมการปรับปรุงการใช้งานทั่วไป ทั้งแอป Wallet ที่เพิ่มฟีเจอร์สร้างบัตรหรือตั๋วดิจิทัลเอง และระบบแบ่งจ่ายบิลที่ให้ผู้ใช้ถ่ายรูปใบเสร็จแล้วแยกรายการส่งให้เพื่อนแต่ละคน

 

Apple ยังปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ของ iPhone และขัดเกลาดีไซน์ Liquid Glass ที่เปิดตัวในรุ่นก่อนหน้าให้ดูสะอาดตาขึ้น พร้อมเพิ่มวิธีเรียกใช้งานใหม่ด้วยการปัดลงจากกลางจอเพื่อเปิดหน้า Search or Ask สำหรับค้นหาและสั่งงาน AI โดยตรง

 

ที่น่าสนใจสำหรับภูมิภาคนี้คือ Apple ยังพัฒนาฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะ โดยตั้งเป้าเจาะตลาดอย่างอินเดีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ iOS 27 ยังมีการปรับเปลี่ยนเบื้องหลังเพื่อรองรับหน้าจอของ iPhone รุ่นจอพับได้ (Foldable) ที่จะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย

 

ทั้งนี้ Apple ระบุภายในว่า Siri ใหม่ยังอยู่ในสถานะ ‘เบตา’ และ ‘พรีวิว’ ซึ่งเวอร์ชั่นสมบูรณ์เต็มรูปแบบจะเปิดตัวปลายปีนี้ พร้อมมีความเป็นไปได้ว่าจะมีระบบรอคิวสำหรับผู้ที่อยากทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ก่อน เช่นเดียวกับที่เคยทำตอนเปิดตัว Apple Intelligence ในปี 2024

 

ภาพ : photoschmidt / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27 ดึงโมเดล Gemini ของ Google เสริมเขี้ยวเล็บ เปลี่ยนผู้ช่วยเสียงให้เป็น AI สนทนาได้ ท้าชน ChatGPT appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 เรื่องราวน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/world-cup-2026-stories/ Mon, 08 Jun 2026 02:19:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1215598 เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน

ในฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะเปิดฉาก มีสิ่งที่น่าสนใจมากม […]

The post 10 เรื่องราวน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน

ในฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังจะเปิดฉาก มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย และหลายเรื่องก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง ในวันนี้ THE STANDARD SPORT ได้คัดสรร 10 เรื่องราวสำคัญที่ไม่ควรพลาด ในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้มาฝากกัน

 

เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 1เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 2เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 3เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 4เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 5เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 6เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 7เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 8เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 9เสื้อฟุตบอลโลก 2026 พร้อมโลโก้การแข่งขัน 10

The post 10 เรื่องราวน่าจับตามองในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 สิ่งบนโลกเล็กลงทันที หาก IPO ของ SpaceX สำเร็จ ความรวยของ ‘อีลอน มัสก์’ คนเดียวแซงเศรษฐกิจหลายประเทศ https://thestandard.co/elon-musk-spacex-ipo-wealth/ Sun, 07 Jun 2026 08:25:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1215472 ภาพอีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX

หาก SpaceX IPO ตามแผน มูลค่าทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ อา […]

The post 6 สิ่งบนโลกเล็กลงทันที หาก IPO ของ SpaceX สำเร็จ ความรวยของ ‘อีลอน มัสก์’ คนเดียวแซงเศรษฐกิจหลายประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX

หาก SpaceX IPO ตามแผน มูลค่าทรัพย์สินของ อีลอน มัสก์ อาจพุ่งแตะ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์ แซงเศรษฐกิจหลายประเทศ ทรัพย์สินทั้งเมืองฮิวสตัน และมหาเศรษฐีเทคโนโลยีระดับโลกหลายคนรวมกัน

 

 
 

CNN ระบุว่า อีลอน มัสก์ กำลังเข้าใกล้การเป็นมหาเศรษฐี ‘ล้านล้านดอลลาร์’ (Trillionaire) คนแรกของโลก ซึ่งถือเป็นระดับความมั่งคั่งที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การค้าและระบบทุนนิยมของมนุษยชาติ

 

ปัจจุบัน มัสก์ ถือครองหุ้นและสิทธิในการซื้อหุ้นมูลค่าประมาณ 273 พันล้านดอลลาร์ จากบทบาทซีอีโอของ Tesla อยู่แล้ว

 

แต่หากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) โดย SpaceX เตรียมเข้า IPO บนตลาดหุ้น Nasdaq ภายใต้ชื่อ SPCX ในวันที่ 12 มิถุนายน ที่กำลังจะถึง ซึ่งตั้งเป้าระดมทุน 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2.74 ล้านล้านบาท)

 

หากทำได้สำเร็จมัสก์จะขึ้นแท่นเป็น IPO ที่มูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ความมั่งคั่งของเขาอาจเพิ่มขึ้นอีกถึง 841 พันล้านดอลลาร์

 

เนื่องจากมัสก์ถือครองหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของ SpaceX ซึ่งการเสนอขายหุ้นครั้งนี้คาดว่าจะประเมินมูลค่าบริษัทไว้ที่ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินรวมจากบริษัทมหาชนเพียงสองแห่ง ได้แก่ Tesla และ SpaceX อาจพุ่งแตะ 1.11 ล้านล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งดังกล่าวยังเป็นเพียง Paper Wealth ไม่ใช่เงินสดที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เพราะมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดขึ้นอยู่กับการประเมินราคาหุ้นของ Tesla และ SpaceX จากนักลงทุนในอนาคต

 

แม้จะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่เงินจำนวน 1 ล้านล้านดอลลาร์ถือเป็นมูลค่าที่มหาศาลเกินกว่าที่บุคคลใดจะใช้จ่ายได้หมดภายในช่วงชีวิตเดียว

 

หากใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์ทุกชั่วโมงตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ก็ยังต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งศตวรรษจึงจะใช้เงินครบ 1 ล้านล้านดอลลาร์

 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือ 6 สิ่งที่ในไม่ช้าอาจมีมูลค่าน้อยกว่าความมั่งคั่งของอีลอน มัสก์

 

1. รวยกว่าเศรษฐกิจหลายประเทศในโลก

 

ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ปัจจุบันมีเพียง 20 ประเทศเท่านั้นที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์

 

นั่นหมายความว่าประเทศส่วนใหญ่ของโลกมีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าความมั่งคั่งของมัสก์

 

ไม่ว่าจะเป็น ไต้หวัน ซึ่งมี GDP ราว 977 พันล้านดอลลาร์ ไอร์แลนด์ 779 พันล้านดอลลาร์ สวีเดน 760 พันล้านดอลลาร์ สิงคโปร์ 660 พันล้านดอลลาร์

 

รวมถึงแอฟริกาใต้ บ้านเกิดของมัสก์ ที่มี GDP ราว 480 พันล้านดอลลาร์

 

2. เศรษฐกิจของ ‘แมนฮัตตัน’

 

ไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกสหรัฐฯ ก็สามารถพบพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าความมั่งคั่งของมัสก์ได้

 

อย่างเกาะแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินและธุรกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงเป็นที่ตั้งของ Wall Street มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ

 

3. อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในเมืองฮิวสตัน

 

ฮิวสตัน เมืองใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐฯ รองจากนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซสำคัญของประเทศ มีมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งภาคที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ประมาณ 879 พันล้านดอลลาร์

 

ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่ามูลค่าความมั่งคั่งที่มัสก์อาจครอบครองหลังการเข้าตลาดของ SpaceX

 

4. รถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่ชาวอเมริกันซื้อในหนึ่งปี

 

หลังจากที่อยู่อาศัย รถยนต์และรถบรรทุกถือเป็นสินค้าที่ชาวอเมริกันใช้จ่ายมากที่สุด

 

แม้ราคารถยนต์ใหม่เฉลี่ยจะพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 48,402 ดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา แต่ในปี 2025 ชาวอเมริกันซื้อรถยนต์ใหม่รวม 16.3 ล้านคัน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 789 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต่ำกว่าความมั่งคั่งของมัสก์

 

5. มหาเศรษฐีเทคโนโลยีระดับโลกหลายคนรวมกัน

 

แน่นอนว่า มัสก์ เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่แล้ว และหาก SpaceX IPO สำเร็จ ความมั่งคั่งของเขาอาจแซงหน้ามหาเศรษฐีเทคโนโลยีรายใหญ่อีกหลายคนรวมกัน

 

แม้นำมูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีอันดับรองลงมา 4 คน ได้แก่ แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน ผู้ก่อตั้ง Google, แลร์รี เอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง Oracle และเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon มารวมกัน ก็ยังมีมูลค่ารวมเพียง 1.09 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าความมั่งคั่งของมัสก์ที่คาดการณ์ไว้

 

6. ทีมกีฬาอาชีพชั้นนำของโลกทั้งหมด

 

ทีมกีฬาอาชีพถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดที่มหาเศรษฐีนิยมเข้าซื้อกิจการ แต่เงินระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สามารถซื้อทีมกีฬาชั้นนำได้เกือบทุกทีมบนโลก

 

ข้อมูลจาก Forbes ระบุว่า ทีมกีฬาที่มีมูลค่าสูงสุด 50 อันดับแรกของโลก มีมูลค่ารวมกันเพียงประมาณ 353 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเพียงหนึ่งในสามของความมั่งคั่งที่มัสก์อาจครอบครอง

 

รายชื่อดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่ Dallas Cowboys ทีมมูลค่าสูงสุดในลีก NFL ที่มีมูลค่าราว 13 พันล้านดอลลาร์ ไปจนถึง Toronto Raptors ทีมอันดับ 50 ของ NBA ที่มีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์

 

หากการเข้าตลาดของ SpaceX เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ อีลอน มัสก์ จะไม่เพียงสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะมหาเศรษฐีล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงยุคใหม่ของการสร้างความมั่งคั่งจากเทคโนโลยี อวกาศ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ภาพ : Shutterstock / Press Connect

อ้างอิง

The post 6 สิ่งบนโลกเล็กลงทันที หาก IPO ของ SpaceX สำเร็จ ความรวยของ ‘อีลอน มัสก์’ คนเดียวแซงเศรษฐกิจหลายประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร Bluesky หวั่นการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับวัยรุ่น เสี่ยงตอกย้ำให้หุ้นบิ๊กเทคผูกขาดอุตสาหกรรมมากขึ้น https://thestandard.co/bluesky-teen-social-media-monopoly/ Sat, 06 Jun 2026 06:43:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1215122 ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'แบนโซเชียลมีเดีย ในกลุ่มเยาวชน อาจช่วยบิ๊กเทคผูกขาดมากขึ้น' พร้อมมือถือ

ผู้บริหารจาก Bluesky มองว่ามาตรการของรัฐบาลในการแบนแพลต […]

The post ผู้บริหาร Bluesky หวั่นการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับวัยรุ่น เสี่ยงตอกย้ำให้หุ้นบิ๊กเทคผูกขาดอุตสาหกรรมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'แบนโซเชียลมีเดีย ในกลุ่มเยาวชน อาจช่วยบิ๊กเทคผูกขาดมากขึ้น' พร้อมมือถือ

ผู้บริหารจาก Bluesky มองว่ามาตรการของรัฐบาลในการแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก กำลังเสี่ยงที่จะตอกย้ำอำนาจการควบคุมอุตสาหกรรมของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเข้าถึงสำหรับผู้เล่นรายเล็ก

 

โรส หวัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Bluesky ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ระหว่างงาน SXSW ที่กรุงลอนดอนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 มิถุนายน) ว่า แพลตฟอร์มโอเพนซอร์ซขนาดเล็กไม่ได้ต่อต้านการออกกฎระเบียบ แต่ผู้เล่นรายเล็กในอุตสาหกรรมก็ควรได้รับการปกป้องด้วยเช่นกัน

 

“ฉันสนับสนุนการปกป้องและความปลอดภัยของเยาวชน แต่คำถามที่เรามีคือต้องแลกมาด้วยต้นทุนอะไร เพราะสิ่งที่ฉันกลัวที่สุดก็คือ ในระยะยาวเรากำลังมุ่งหน้าสู่โลกที่จะมีแพลตฟอร์มเหลือรอดแค่ 3 ถึง 5 แห่ง และเต็มไปด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวดอย่างหนักสำหรับแพลตฟอร์มเหล่านั้น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว แค่ทีมงานฝ่ายกำกับดูแลของแพลตฟอร์มเหล่านี้ ก็อาจจะมีขนาดใหญ่กว่าทีมงานทั้งหมดของเราถึง 10 เท่าแล้ว ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว เรากำลังอาศัยอยู่ในโลกที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้เล่นหน้าใหม่รายเล็กๆ จะเข้ามาและสร้างพื้นที่ที่ดีกว่าเดิมได้” หวังกล่าว

 

ในขณะที่รัฐบาลต่างอ้างว่าต้องการปกป้องเยาวชน แต่บริษัทเทคโนโลยีก็ออกมาโต้แย้งว่า มาตรการเหล่านี้อาจไม่ได้ช่วยป้องกันไม่ให้วัยรุ่นเห็นเนื้อหาที่เป็นอันตรายได้เสมอไป และในท้ายที่สุดจะเป็นการตัดขาดวัยรุ่นออกจากเพื่อนและชุมชนของพวกเขา

 

ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่บังคับใช้การแบนโซเชียลมีเดียอย่างครอบคลุมสำหรับวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีในเดือนธันวาคม ส่งผลให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายใหญ่ ทั้ง Instagram ของ Meta, TikTok ของ ByteDance, YouTube ของ Alphabet, X ของ อีลอน มัสก์ และ Reddit ถูกบังคับให้ต้องนำวิธีการยืนยันอายุมาใช้ เช่น การประเมินอายุด้วยใบหน้าผ่านการถ่ายเซลฟี่, การอัปโหลดเอกสารยืนยันตัวตน หรือการเชื่อมโยงข้อมูลบัญชีธนาคาร

 

ค่าปรับสำหรับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอาจสูงถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 1,150 ล้านบาท หากแพลตฟอร์มไม่ยอมดำเนินการขั้นตอนตามสมควรเพื่อปฏิบัติตามข้อบังคับ ด้านคณะกรรมาธิการ eSafety ของออสเตรเลียระบุว่า Bluesky เองก็ได้เริ่มนำระบบตรวจสอบอายุมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้งานแพลตฟอร์มเช่นกัน

 

การแบนของออสเตรเลียได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ ทำให้หลายประเทศทั่วโลกกำลังพิจารณาเสนอแนวทางกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ทั้งสหราชอาณาจักร สเปน ฝรั่งเศส และออสเตรีย ส่วนในสหรัฐอเมริกา การออกกฎหมายในระดับรัฐดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้มากกว่าการแบนในระดับชาติ

 

สำหรับ Bluesky เป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์ซนี้ถูกสร้างขึ้นภายในแอปพลิเคชัน X (เดิมชื่อ Twitter) ในปี 2019 และได้รับการสนับสนุนจาก แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ต่อมา Bluesky ได้แยกตัวออกมาในปี 2021 และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้รับความสนใจในฐานะคู่แข่งของแพลตฟอร์มที่ อีลอน มัสก์ เป็นเจ้าของ นับจากนั้นเป็นต้นมา แพลตฟอร์มมีผู้ใช้งานเติบโตขึ้นแตะ 43 ล้านคน ณ เดือนมีนาคม ซึ่งยังคงเป็นเพียงประมาณ 10% ของจำนวนผู้ใช้งาน X ที่ประเมินไว้ราว 450 ล้านคน

 

อย่างไรก็ตาม Bluesky ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาความนิยมเอาไว้ โดยมีรายงานว่าเมื่อสิ้นเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ยอดผู้ใช้งานบนมือถือรายวันลดลงถึง 40% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยหวังระบุว่าปัจจุบันบริษัทมีพนักงานอยู่ประมาณ 40 คน

 

“แพลตฟอร์มเหล่านี้ได้นำอุตสาหกรรมมาสู่จุดที่ผลกำไรกลายเป็นสิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนสิ่งที่พวกเขาทำ ดังนั้นฉันจึงเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเข้ามาแทรกแซงและออกกฎระเบียบ เพราะแพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรให้ถูกต้องเลย” หวังอธิบาย

 

“ไม่ใช่ว่าการมีกฎระเบียบนั้นเป็นเรื่องไม่ดี แต่กฎระเบียบจำเป็นต้องทำงานควบคู่ไปกับนวัตกรรมด้วย โดยพื้นฐานแล้วจำเป็นต้องมีช่องทางให้ผู้เล่นขนาดกลาง ขนาดเล็ก และธุรกิจรายย่อย ได้สื่อสารกับหน่วยงานกำกับดูแลมากขึ้น เพราะพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นบิ๊กเทคที่เรารู้ว่ากำลังหลบเลี่ยงกฎระเบียบก็จำเป็นต้องถูกควบคุม ดังนั้นฉันจึงคิดว่าเราสามารถหาสมดุลที่เหมาะสมในเรื่องนี้ได้” หวังกล่าวทิ้งท้าย

 

อ้างอิง:

ภาพ: Tada Images / Shutterstock

The post ผู้บริหาร Bluesky หวั่นการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับวัยรุ่น เสี่ยงตอกย้ำให้หุ้นบิ๊กเทคผูกขาดอุตสาหกรรมมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>