Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Jul 2026 03:03:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Apple ฟ้อง OpenAI กล่าวหาละเมิดความลับทางการค้า-ชิ้นส่วนลับ ปมพัฒนา ‘ฮาร์ดแวร์ AI’ ชิงอนาคตยุคหลังสมาร์ตโฟน https://thestandard.co/apple-openai-trade-secret-ai-hardware/ Sat, 11 Jul 2026 03:03:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1229400 โลโก้ Apple และ OpenAI พร้อมข้อความเกี่ยวกับการฟ้องร้องละเมิดความลับทางการค้า

Apple ยื่นฟ้อง OpenAI ต่อศาลรัฐบาลกลางในเขตแคลิฟอร์เนีย […]

The post Apple ฟ้อง OpenAI กล่าวหาละเมิดความลับทางการค้า-ชิ้นส่วนลับ ปมพัฒนา ‘ฮาร์ดแวร์ AI’ ชิงอนาคตยุคหลังสมาร์ตโฟน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Apple และ OpenAI พร้อมข้อความเกี่ยวกับการฟ้องร้องละเมิดความลับทางการค้า

Apple ยื่นฟ้อง OpenAI ต่อศาลรัฐบาลกลางในเขตแคลิฟอร์เนียเหนือ เมื่อวันศุกร์ (10 ก.ค.) ที่ผ่านมา ในข้อกล่าวหาละเมิดความลับทางการค้า โดยกล่าวหาว่าบริษัท AI รายนี้นำทรัพย์สินทางปัญญาของ Apple ไปใช้ เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของตัวเอง

 

 
 

ในคำฟ้อง Apple ระบุว่า OpenAI โน้มน้าวให้พนักงานของ Apple แบ่งปันข้อมูล, ชิ้นส่วน, แบบร่าง และวัสดุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ OpenAI ต้องการพัฒนาชุดอุปกรณ์ของตัวเอง

 

คดีนี้ Apple ระบุชื่อจำเลยสำคัญ คือ ถัง ตัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ OpenAI อดีตรองประธานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ผู้เคยนำทีมพัฒนา iPhone, สมาร์ตวอตช์ และ AirPods รวมถึง ชาง หลิว อดีตวิศวกรฮาร์ดแวร์ของ Apple โดยมีบริษัท io Products ถูกระบุชื่อในคำฟ้องด้วย

 

ด้าน OpenAI ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยโฆษกของบริษัทระบุว่า “เราไม่มีความสนใจในความลับทางการค้าของบริษัทอื่น เรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ เพื่อเสริมศักยภาพให้กับผู้คนทั่วโลก”

 

จากพันธมิตรใกล้ชิด สู่คู่ขัดแย้งในศาล

 

การฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นการพลิกความสัมพันธ์ครั้งใหญ่ ของสองบริษัทที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดย OpenAI ผู้พัฒนาแชตบอต ChatGPT เคยเป็นผู้ป้อนเทคโนโลยีสำคัญให้กับแพลตฟอร์ม Apple Intelligence และผู้ช่วยดิจิทัล Siri

 

ความร่วมมือเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2024 เมื่อทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงนำ ChatGPT มาผสานเข้ากับ Siri ซึ่งครั้งนั้น แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ถึงกับเดินทางไปที่สำนักงานใหญ่ของ Apple เพื่อร่วมประกาศความร่วมมือ

 

แต่ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวตลอดปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ OpenAI ดึงตัว โจนี ไอฟ์ อดีตนักออกแบบระดับตำนานของ Apple มาช่วยพัฒนาอุปกรณ์ ประกอบกับการที่ OpenAI ดึงตัวอดีตพนักงาน Apple ไปร่วมงานจำนวนมาก โดยคำฟ้องระบุว่า ปัจจุบันมีอดีตพนักงาน Apple มากกว่า 400 คนอยู่ที่ OpenAI

 

ทั้งนี้ Siri เวอร์ชันใหม่ที่ Apple ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน ได้เปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี Gemini ของ Google แทน

 

เจาะข้อกล่าวหา บอกผู้สมัครนำชิ้นส่วนลับมาโชว์ในการสัมภาษณ์

 

Apple กล่าวหาว่า ถัง ตัน กำชับให้ผู้สมัครงานที่ยังทำงานอยู่กับ Apple นำ ‘ชิ้นส่วนจริง’ จากบริษัทมาแสดงและอธิบายให้ทีมงานของ OpenAI ดูในการสัมภาษณ์งาน เพื่อล้วงข้อมูลลับเพิ่มเติม อีกทั้งยังกล่าวหาว่า ตัน เคยส่งอีเมลข้อมูลเกี่ยวกับซัพพลายเออร์ของ Apple ให้ตัวเอง

 

ส่วนกรณีของ ชาง หลิว ที่เข้าร่วม OpenAI เมื่อเดือนมกราคม คำฟ้องกล่าวหาว่า เขาลักลอบเข้าถึงและดาวน์โหลดไฟล์ลับด้านฮาร์ดแวร์ของ Apple หลายสิบไฟล์ ทั้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดตัว, งานนำเสนอทางวิศวกรรม และข้อมูลเชิงเทคนิค โดยใช้คอมพิวเตอร์ของอดีตเพื่อนร่วมงานในการเข้าถึงเครือข่ายของ Apple

 

นอกจากนี้ Apple ยังกล่าวหาว่า OpenAI ‘ให้คำแนะนำ’ พนักงานที่กำลังจะลาออก ถึงวิธีหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบด้านความปลอดภัย รวมถึงแนะนำไม่ให้เปิดเผยว่าจะไปทำงานที่ใด เพื่อเลี่ยงการถูกให้ออกทันที ซึ่งจะทำให้ยังเข้าถึงข้อมูลลับของ Apple ได้ในช่วงก่อนออกจากงาน

 

Apple เรียกร้องให้ OpenAI ยุติการกระทำดังกล่าว, ทำลายวัสดุที่เป็นกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะเปิดตัวใหม่ เพื่อไม่ให้มีเทคโนโลยีของ Apple อยู่ พร้อมเรียกค่าเสียหายและขอให้มีการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้พยายามเจรจานอกศาลมาแล้วหลายเดือน แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ จึงนำมาสู่การฟ้องร้อง

 

เดิมพันอุปกรณ์ AI ยุคหลังสมาร์ตโฟน

 

คดีนี้สะท้อนความสำคัญของอุปกรณ์ AI ยุคใหม่ที่มีต่อ Silicon Valley โดย Apple, OpenAI, Meta และรายอื่นๆ ต่างเร่งพัฒนาอุปกรณ์ที่มี AI เป็นศูนย์กลาง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตยุคหลังสมาร์ตโฟน ซึ่ง Apple เองก็กำลังพัฒนาอุปกรณ์หลากหลาย ทั้งแว่นตาอัจฉริยะ, อุปกรณ์แบบห้อยคอ และ AirPods ที่ติดกล้อง

 

ถัง ตัน ลาออกจาก Apple ในปี 2024 หลังทำงานมานาน 24 ปี เพื่อไปร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัปอุปกรณ์ AI ชื่อ io Products ร่วมกับ โจนี ไอฟ์ และ อีแวนส์ แฮงคีย์ อดีตทีมออกแบบของ Apple ก่อนที่ OpenAI จะเข้าซื้อสตาร์ทอัปดังกล่าวเมื่อปีก่อน ด้วยมูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.16 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ไอฟ์และแฮงคีย์ ไม่ได้ถูกระบุชื่อในคำฟ้องนี้

 

ปัญหาทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงอีกประการของ OpenAI ในจังหวะที่บริษัทกำลังเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยขณะนี้ OpenAI ยังเผชิญคดีความอื่นควบคู่ไปด้วย รวมถึงคดีละเมิดความลับทางการค้าจาก iyO สตาร์ทอัปที่พัฒนาอุปกรณ์ที่ใส่ในหู ควบคุมด้วยเสียง และไม่มีหน้าจอ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.29 บาท ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2569

 

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ฟ้อง OpenAI กล่าวหาละเมิดความลับทางการค้า-ชิ้นส่วนลับ ปมพัฒนา ‘ฮาร์ดแวร์ AI’ ชิงอนาคตยุคหลังสมาร์ตโฟน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน https://thestandard.co/meta-ai-cloud-business/ Fri, 10 Jul 2026 04:16:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1229028 โลโก้ Meta AI บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Meta เผยแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ ‘Meta Compute’ เตรียมเปิ […]

The post เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Meta AI บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

Meta เผยแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ ‘Meta Compute’ เตรียมเปิดศูนย์ข้อมูลและพลังประมวลผลให้ภายนอกเช่ารันโมเดล AI เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากฮาร์ดแวร์ สวนทางกับฝั่ง OpenAI ที่เพิ่งได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ปล่อยตัวโมเดลท็อปรุ่นล่าสุด GPT-5.6 Sol, Terra และ Luna สู่สาธารณะ หลังผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างเข้มงวด ท่ามกลางกระแสข่าวลือการเจรจาให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นในบริษัทเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการค้าและการควบคุมเทคโนโลยีระดับโลก

 

Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms Inc. กล่าวว่า บริษัทต้องการพลังประมวลผล (Compute) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ แต่ในช่วงเวลาที่ตลาดกำลังขาดแคลนทรัพยากรสำหรับการพัฒนาและใช้งาน AI เขาก็กำลังพิจารณาว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI บางส่วนของ Meta อาจสร้างมูลค่าได้มากกว่าหากนำไปปล่อยเช่าให้ลูกค้าภายนอก

 

Zuckerberg กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Bloomberg ว่า ข้อเสนอที่บริษัทได้รับสำหรับการใช้พลังประมวลผลนั้นมีมูลค่าสูงมาก ส่งผลให้แนวคิดการทำธุรกิจคลาวด์รูปแบบใหม่น่าสนใจกว่าการเก็บไว้ใช้ภายในเพียงอย่างเดียว

 

ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า Meta กำลังพัฒนาแผนจัดตั้งธุรกิจคลาวด์ของตนเอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้บริษัทสร้างรายได้โดยตรงจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งที่ได้ลงทุนไว้จำนวนมาก โดย Zuckerberg ระบุไว้ว่า โอกาสในการสร้างธุรกิจคลาวด์นั้น ‘มีอยู่แน่นอนทุกเมื่อที่บริษัทต้องการเดินหน้า’

 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่านั่นไม่ได้หมายความว่า Meta ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานมากเกินความจำเป็น หรือมีพลังประมวลผลส่วนเกินเหลือใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

“ผมไม่รู้จักใครในอุตสาหกรรมนี้เลยที่รู้สึกว่าตัวเองมีพลังประมวลผลมากเกินไป” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า Meta กำลังใช้ทรัพยากรคอมพิวติ้งทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนี้

 

หุ้นของ Meta ปรับตัวสูงขึ้นหลัง Bloomberg รายงานเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า บริษัทกำลังพิจารณาธุรกิจคลาวด์หลายรูปแบบ หนึ่งในแนวทางที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการเปิดให้ลูกค้าภายนอกเข้าถึงโมเดล AI ต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของ Meta คล้ายกับบริการ Bedrock ของ Amazon Web Services (AWS)

 

ภายใต้แนวคิดดังกล่าว Meta จะเป็นผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและชิปประมวลผลที่ใช้รันโมเดล AI รวมถึงโมเดล Muse Spark ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง และเรียกเก็บค่าบริการจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือองค์กรที่ต้องการใช้งานโมเดลเหล่านั้นผ่านระบบคลาวด์ของ Meta

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ไฟเขียว ให้ OpenAI ปล่อยตัวโมเดลท็อป

 

ด้าน Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า GPT-5.6 Sol โมเดล AI รุ่นล่าสุดของบริษัท มีประสิทธิภาพด้านการใช้โทเคน (Token Efficiency) ในงานเขียนโค้ดแบบ Agentic Coding ดีขึ้นถึง 54% และมีความสามารถ ‘ดีเทียบเท่าหรือดีกว่า’ โมเดล AI คู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน

 

Altman กล่าวว่า ทุกองค์กรในวันนี้กำลังให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้ AI และความคุ้มค่าที่ได้รับตอบแทนจากการลงทุน นั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น

 

OpenAI เริ่มเปิดให้ใช้งานโมเดล AI ชุดใหม่ ได้แก่ GPT-5.6 Sol, Terra และ Luna อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดี หลังจากเปิดตัวไปเมื่อเดือนก่อน โดยในช่วงแรกบริษัทจำกัดการเข้าถึงไว้เฉพาะ ‘กลุ่มพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ’ ตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯ

 

Altman ระบุว่า OpenAI ได้ทำงานร่วมกับ Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ, Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Sean Cairncross ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงไซเบอร์แห่งชาติสหรัฐฯ ในกระบวนการอนุมัติการเปิดตัวโมเดลดังกล่าว

 

เขาอธิบายว่าความร่วมมือระหว่าง OpenAI และรัฐบาลเป็นกระบวนการ ‘ทำงานร่วมกันไปมา’ โดยหน่วยงานภาครัฐจะทำการทดสอบโมเดลและแจ้งประเด็นปัญหาที่บริษัทต้องแก้ไขเพิ่มเติม

 

Altman กล่าวว่า หากคุณต้องการให้ผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ และคุณกำลังพัฒนาโมเดลที่ทรงพลังมาก คุณจำเป็นต้องมั่นใจได้ว่าคำกล่าวอ้างด้านความปลอดภัยของคุณมีความน่าเชื่อถือ เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น ผู้คนทั่วโลกจะเริ่มรู้สึกไม่สบายใจอย่างรวดเร็ว

 

ก่อนหน้านี้ CNBC รายงานว่า OpenAI กำลังอยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นและต่อเนื่องกับรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเข้าถือหุ้นในบริษัท

 

ขณะที่หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า OpenAI ได้เสนอให้รัฐบาลถือหุ้น 5% ในบริษัท แต่ Altman กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าว ‘มีความคลาดเคลื่อนอยู่หลายประการ’

 

ซีอีโอของ OpenAI ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาหวังให้แนวทางกำกับดูแล AI ในอนาคตมีลักษณะเป็นมาตรฐานระดับโลก และทำให้ผู้คนสามารถใช้งาน AI ได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

 

ภาพ: El editorial/ Shutterstock

อ้างอิง:

The post เจาะแผน Meta ลุยธุรกิจคลาวด์ AI หลัง Zuckerberg เล็งปล่อยเช่าโครงสร้างพื้นฐาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Deep Tech ไม่จำเป็นต้องแพง รู้จัก NanoFreeze สตาร์ทอัป สร้างระบบความเย็นจากโปรตีนแบคทีเรีย ช่วยคงคุณภาพอาหาร-ยา ประหยัดค่าไฟ 50% https://thestandard.co/nanofreeze-deep-tech-cooling-protein/ Thu, 09 Jul 2026 12:03:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1228943 ภาพ Isabel Pulido ผู้ก่อตั้ง NanoFreeze พร้อมแผงทำความเย็นจากโปรตีนแบคทีเรีย

ในโลกทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินและ productivity ท […]

The post Deep Tech ไม่จำเป็นต้องแพง รู้จัก NanoFreeze สตาร์ทอัป สร้างระบบความเย็นจากโปรตีนแบคทีเรีย ช่วยคงคุณภาพอาหาร-ยา ประหยัดค่าไฟ 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Isabel Pulido ผู้ก่อตั้ง NanoFreeze พร้อมแผงทำความเย็นจากโปรตีนแบคทีเรีย

ในโลกทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินและ productivity ทุกการลงทุนต้องให้ผลตอบแทน ที่วัดผลด้วยตัวเลขรายได้และกำไรบนกระดาษ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep tech) ที่แม้จะเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก แต่ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาล เทคโนโลยีส่วนมากจึงถูกสร้างเพื่อแก้ปัญหาให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมใหญ่ มากกว่าที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม

 

 
 

แต่ไม่ใช่สำหรับ Isabel Pulido ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป ‘NanoFreeze’ เธอยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า ‘Deep Tech’ ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีราคาแพงที่เข้าถึงได้เฉพาะบางกลุ่ม แต่สามารถตอบโจทย์ได้ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติไปจนถึงเกษตรกรในชนบท

 

โดย NanoFreeze เป็นสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) ผู้ผลิตแผงทำความเย็นและบรรจุภัณฑ์ควบคุมอุณหภูมิที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในราคาเข้าถึงได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากอุตสาหกรรม Cold Chain ด้วยการลดขยะอาหาร (Food Waste) และลดการสูญเสียผลิตภาพของสินค้าระหว่างการขนส่ง

 

ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ Isabel Pulido ถูกคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล Science & Technology Pioneer Award จากโครงการ Cartier Women’s Initiative ประจำปี 2026

 

Cartier Women’s Initiative คือโครงการที่ผลักดันผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก ให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสร้างนวัตกรรมเชิงบวกเปลี่ยนแปลงสังคม ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน เครือข่ายทางสังคม และทรัพยากรบุคคลตลอด 20 ปี โดยปัจจุบัน โครงการได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงมาแล้วกว่า 330 ราย จาก 67 ประเทศทั่วโลก มอบเงินทุนสนับสนุนไปแล้วทั้งสิ้น 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลกที่มีสมาชิกคอมมูนิตี้กว่า 520 ราย ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ

 

NanoFreeze ช่วยแก้ปัญหา Food Waste และ Climate Change ได้อย่างไร

 

Isabel เล่าว่า ปัจจุบันระบบทำความเย็นแบบดั้งเดิมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง 2.95 พันล้านตันต่อปี ในขณะเดียวกันเมื่อระบบห่วงโซ่ความเย็นเกิดขัดข้อง เนื่องจากขาดแคลนไฟฟ้าหรือภัยพิบัติ ทำให้เกิดขยะจากอาหาร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

“จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันก่อตั้ง NanoFreeze เกิดขึ้นตอนสำรวจพื้นที่ในชนบทของโคลอมเบีย ฉันเห็นเกษตรกรต้องสูญเสียผลผลิตมากถึง 30-50% เพราะแค่ขาดระบบขนส่งที่เก็บความเย็นได้”

 

หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มศึกษาและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้โปรตีนสร้างน้ำแข็งตามธรรมชาติ เพื่อคงอุณหภูมิความเย็น ซึ่งสามารถย่อยสลายได้เองและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็น NanoFreeze ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบทำความเย็นได้สูงสุดถึง 50%

 

ทำไม NanoFreeze ถึงตอบโจทย์เกษตรกรรายย่อยและธุรกิจขนาดใหญ่

 

Isabel กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ NanoFreeze คือทำให้เทคโนโลยีนี้เข้าถึงได้ สำหรับทุกคน สำหรับเกษตรกร ความท้าทายหลักคือ พวกเขามักมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีความเย็นทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่ความจริงแล้วการปล่อยให้ผลผลิตเน่าเสียกลางทางจะทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้มหาศาล

 

เพราะเมื่อผลผลิตคุณภาพไม่ดี ก็โดนพ่อค้าคนกลางกดราคา แต่ระบบทำความเย็นของ NanoFreeze ช่วยควบคุมอุณหภูมิและป้องกันการเติบโตของเชื้อรา หรือจุลินทรีย์ระหว่างการขนส่ง ด้วยต้นทุนเพียง 0.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อกล่อง เมื่อผลผลิตมีคุณภาพดีและไม่เน่าเสีย เกษตรกรก็จะตั้งราคาขายได้สูงขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

 

สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ แผ่นทำความเย็น (Panels) สามารถนำไปติดตั้งเสริมในตู้แช่เย็นหรือตู้เย็นเดิมที่มีอยู่แล้วได้เลย โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็นใหม่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านค่าไฟ เพิ่มกำไรจากการขาย อีกทั้งยังช่วยลด carbon footprint ทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ในช่วงที่ผ่านมาจึงมีบริษัทยา และบริษัทเครื่องดื่ม ขนาดใหญ่เริ่มปรับใช้แผ่นทำความเย็นของ NanoFreeze

 

ปัจจุบันระบบทำความเย็นของ NanoFreeze ช่วยลดการสูญเสียอาหารไปแล้วกว่ามูลค่า 760,000 ดอลลาร์สหรัฐ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 20 ตันต่อปี

 

สำหรับเป้าหมายในอนาคต NanoFreeze ตั้งเป้าหมายนำระบบความเย็น ไปติดตั้งในตู้เย็นจำนวน 1 ล้านเครื่อง ภายใน 6 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ได้มากกว่า 16 ล้านตัน ผ่านความร่วมมือกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานเข้มข้น

 

ความท้าทายของ ‘ผู้หญิง’ ในวงการ Deep Tech

 

“การขับเคลื่อน Deep Tech ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณเป็น ‘ผู้หญิง’ และมีอายุน้อย”

 

Isabel เล่าว่าเธอต้องเผชิญกับอคติและการถูกประเมินศักยภาพ ต่ำกว่าความเป็นจริง อยู่เสมอ เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิงและอายุน้อย ทั้งอุปสรรคในการระดมทุน นักลงทุนมักจะไม่เชื่อมั่นและให้การยอมรับ แนวคิดของเธอมากนัก

 

โดยครั้งหนึ่งเธอต้องประชุมร่วมกับพนักงานวิศวกรชาย คำทักทายแรกที่เธอได้รับคือ การทักเรื่องอายุ และการขอคุยกับวิศวกรซึ่งเป็นผู้ชายในทีม แทนที่จะคุยกับเธอโดยตรง แทนที่จะน้อยใจ เธอเลือกที่จะไม่เก็บคำพูดเหล่านั้นมาบั่นทอนจิตใจ และมองว่ามันคือหน้าที่ ของเธอในการใช้ผลงานเป็นเครื่องมือพิสูจน์ว่ามายาคติเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง เธอเน้นย้ำว่า เราต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราทำได้ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไรก็ตาม เพื่อให้ตัวเองเดินหน้าต่อ และทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ

 

สำหรับผู้หญิงที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงแต่ยังลังเลที่จะลงมือทำ Isabel ฝากข้อคิดไว้ว่า

 

“มันไม่มีช่วงเวลาที่เพอร์เฟกต์ที่สุดสำหรับการเริ่มต้น คุณไม่จำเป็นต้องรอให้มีประสบการณ์ 20 ปีในองค์กรใหญ่ ขอเพียงแค่คุณมีไอเดียที่ดี มีวินัย ความอดทน และความสม่ำเสมอ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ การหาทีมและพาร์ตเนอร์ที่ดี คุณก็สามารถลงมือ สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้”

The post Deep Tech ไม่จำเป็นต้องแพง รู้จัก NanoFreeze สตาร์ทอัป สร้างระบบความเย็นจากโปรตีนแบคทีเรีย ช่วยคงคุณภาพอาหาร-ยา ประหยัดค่าไฟ 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing https://thestandard.co/mahidol-pig-human-organ-transplant/ Tue, 07 Jul 2026 10:33:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1227830 ภาพแพทย์กำลังถือไตจำลองประกอบกับภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้างานวิจัยทางการแพทย์หลายโครงการท […]

The post มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแพทย์กำลังถือไตจำลองประกอบกับภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้างานวิจัยทางการแพทย์หลายโครงการที่ตั้งเป้าแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยโดยตรง หนึ่งในโครงการที่น่าจับตาคือการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) ที่ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะบริจาคที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของผู้ป่วยไทยมานาน

 

 
 

งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing หรือสุขภาวะองค์รวม ที่มหิดลประกาศเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของไทย

 

วิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมู แก้ปัญหาขาดแคลนไต

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การวิจัยดังกล่าวจะเป็นการ นำเซลล์ต้นกำเนิดที่ผ่านการตัดต่อยีนจากนิวซีแลนด์เข้ามาเพาะเลี้ยงในหมูที่ไทย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่า

 

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการทดลองทำปฏิสนธิแบบนอกร่างกาย (IVF) ในหมูไทย ร่วมกับทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหิดล และได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทเบทาโกรที่เชี่ยวชาญการเลี้ยงหมูปลอดเชื้อ (SPF) โดยเตรียมตั้งบริษัทร่วมทุน และลงทุนสร้างโรงเรือนที่วิทยาเขตกาญจนบุรี

 

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 1,000 ล้านบาท ในระยะราว 10 ปี โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 5-10 ปี ขณะเดียวกันงานวิจัยนี้ยังเป็นการเพิ่มแหล่งอวัยวะปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยไทยที่รอรับบริจาค และในระยะต่อไป ภาคเอกชนที่มีความพร้อมยังรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนไตได้ด้วย

 

“หากสำเร็จ โครงการนี้จะช่วยผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตในไทยที่มีจำนวนล่าสุดกว่า 100,800 คน ซึ่งปัจจุบันต้องเสียเวลาฟอกไตสัปดาห์ละ 3 วัน หรือล้างไตทางหน้าท้องทุกคืน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดงบประมาณของรัฐที่ใช้ดูแลผู้ป่วยโรคไตปีละกว่า 20,000 ล้านบาท”

 

อีกตัวอย่างของการรักษาโรคซับซ้อนคือการรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการตัดต่อยีน ที่มหิดลระบุว่า หากรักษาในสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายสูงถึง 23 ล้านบาท แต่หากทำได้ในไทย ต้นทุนอาจลดลงเหลือไม่ถึง 5 ล้านบาท

 

ในระยะแรกการรักษาราคาสูงเหล่านี้อาจต้องเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์และโรงพยาบาลเอกชน ก่อนที่ราคาจะลดลงตามปริมาณการใช้งานที่มากขึ้นจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ โดยมหิดลยกตัวอย่างโมเดลของศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่นำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส และเปิดให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงได้

 

โจทย์ใหญ่คือการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

 

ความท้าทายสำคัญของระบบวิจัยไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่อยู่ที่การนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากติดอยู่ที่ขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ (Clinical Trials) ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง

 

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยการใช้เซลล์บำบัด (CAR T-cell) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ช่วงทดลองในห้องปฏิบัติการกับผู้ป่วย 5-10 คน อาจใช้งบราว 100 ล้านบาท แต่หากผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนที่ต้องทดสอบในผู้ป่วยหลักร้อยคน ต้องใช้เงินเพิ่มอีก 300-400 ล้านบาท

 

อีกทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP ไม่ถึง 2% ขณะที่เกาหลีใต้ลงทุนสูงราว 7% แม้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) จะมีงบกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่พอ

 

ทางออกที่หลายประเทศใช้คือการดึงภาคเอกชนและกลุ่มทุน (Venture Capital) เข้ามาร่วมลงทุน โดยรัฐช่วยสนับสนุนงบคนละครึ่งเพื่อลดความเสี่ยง แต่ในไทยยังมีเอกชนที่ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้ไม่มากนัก

 

จับมือ NVIDIA สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย

 

อีกเป้าหมายในระยะ 5 ปีคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI in Medicine) โดยมหิดลมีข้อได้เปรียบจากการมีโรงพยาบาลในสังกัด 11 แห่ง ที่รวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาย้อนหลังกว่า 20 ปี เมื่อนำมาผนวกกับข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยและประมวลผลด้วย AI จะสร้างเป็นฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติ (Health Data Lake) ที่ตรงกับลักษณะพันธุกรรมคนไทย โดยไม่ต้องพึ่งข้อมูลจากต่างประเทศ

 

ข้อมูลนี้จะนำไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันแบบแม่นยำ (Precision Preventive Medicine) ที่สามารถใช้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ติดตามพฤติกรรมประจำวันร่วมกับประวัติการรักษาและพันธุกรรม เพื่อทำนายความเสี่ยงของโรคล่วงหน้า 10-30 ปี พร้อมให้คำแนะนำการปรับพฤติกรรม

 

เพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดขึ้น มหิดลร่วมมือกับ 9 มหาวิทยาลัยในไทย และเจรจากับ NVIDIA ที่ยินดีสนับสนุนมูลค่าราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 ล้านบาท) ในรูปหน่วยประมวลผล GPU และซอฟต์แวร์ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลไทยต้องสนับสนุนงบในจำนวนเท่ากัน (Matching Fund) เพื่อผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอก 100 คน

 

ทั้งนี้ โครงการเคยล่าช้าจากการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี และมหิดลคาดว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการช่วงที่ เจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA เดินทางเยือนไทยในเดือนตุลาคมนี้

 

อันดับ 1 โลก SDG 3 หนุนเป้าเศรษฐกิจสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ‘มหิดล’ ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากสถาบันทั่วโลก 1,254 แห่ง ด้วยคะแนน 93.6 จาก 100

 

มหิดลขยับจากอันดับ 77 ของโลกในปี 2563 มาสู่อันดับ 16, 7, 3 และขึ้นอันดับ 1 ในปีนี้ โดยปัจจัยหลักมาจากด้านความร่วมมือและบริการสุขภาพที่มีสัดส่วนคะแนน 38.40% และการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ 34.60%

 

ในภาพใหญ่ มหิดลมองว่าเศรษฐกิจสุขภาพเป็นภาคที่เติบโตเร็ว โดยอ้างข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่ระบุว่า ปี 2567 เศรษฐกิจสุขภาวะโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572

 

ขณะที่ตลาดในไทยมีมูลค่าราว 600,000-670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี โดยไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ติด 15 อันดับแรกของโลก ซึ่งมหิดลมองว่าเป็นโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค

 

โดยก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

 

นอกจากโมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ แล้วยังมีการต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต

 

ภาพ : sasirin pamai / Shutterstock

The post มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลจ่อคลอดเออร์ลี่รีไทร์งบปี 70 ดัน ขรก.เกษียณก่อนกำหนดเริ่มอายุ 40 ปี พร้อมศึกษาปรับใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล https://thestandard.co/civil-servant-early-retirement-health-plan/ Tue, 07 Jul 2026 03:40:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1227553 ภาพแสดงแนวคิดการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการ และการปรับเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นระบบประกันสุขภาพ

วันนี้ (7 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ ร […]

The post รัฐบาลจ่อคลอดเออร์ลี่รีไทร์งบปี 70 ดัน ขรก.เกษียณก่อนกำหนดเริ่มอายุ 40 ปี พร้อมศึกษาปรับใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการ และการปรับเปลี่ยนสวัสดิการรักษาพยาบาลเป็นระบบประกันสุขภาพ

วันนี้ (7 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวคิดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ โดยตั้งเป้าให้มีผลทันทีภายในปีงบประมาณ 2570 ว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เนื่องจากปัจจุบันมีตัวเลขรายจ่ายประจำที่สูงขึ้นมาก ส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณใช้จ่ายในการลงทุนและช่วยเหลือประชาชนน้อยลง จึงเกิดแนวคิดลดจำนวนข้าราชการลงผ่านระบบสมัครใจ

 

“เราหาช้าไปจะไม่ดี เนื่องจากจะเป็นงบผูกพันในปีถัดไป โดยโครงการดังกล่าวจะทำควบคู่กับการปรับลดอัตราตำแหน่งในระบบราชการให้เหลือเท่าที่จำเป็น นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ขณะนี้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อทดแทนงานปกติประจำวัน จึงสามารถยกเลิกในบางตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้มุ่งมั่นให้เกิดความโกลาหล และจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ปกรณ์ กล่าว

 

เมื่อถามถึงตำแหน่งที่อาจจะปรับลด ปกรณ์ยกตัวอย่างว่า เช่น พนักงานพิมพ์ เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือในการพิมพ์อยู่แล้ว รวมถึงงานธุรการที่สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ได้ แต่ยืนยันว่าจะค่อยเป็นค่อยไปเพราะความพร้อมด้านเทคโนโลยีของแต่ละหน่วยงานไม่เท่ากัน หากหน่วยงานใดพร้อมก็ทำได้ทันที โดยจะเริ่มต้นจากข้าราชการพลเรือนก่อน หากเป็นประโยชน์จะขยายไปใช้ในหน่วยงานอื่นๆ เช่น ท้องถิ่น องค์การมหาชน ส่วนทหารและตำรวจ ปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ปกรณ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ระบุถึงปัญหาการยุบตำแหน่งเล็กไปเพิ่มเป็นตำแหน่งสูง จนทำให้ตำแหน่งระดับปฏิบัติการหายหมด โดยยอมรับว่าบางหน่วยงานมีแต่ชำนาญการพิเศษ แต่ไม่มีระดับปฏิบัติการ ซึ่งเรื่องนี้ต้องปรับให้เหมาะสม

 

สำหรับกรอบตัวเลขและหลักเกณฑ์อายุของผู้เข้าร่วมโครงการ ปกรณ์ ระบุว่า จากเดิมที่กำหนดเกณฑ์ว่าต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 2 ปี หรืออายุ 55 ปีขึ้นไป หากพิจารณาจากทักษะการเปลี่ยนความสามารถ อายุ 50 ปีอาจจะยาก แต่หากเป็นอายุ 40 ปี จะสามารถรีสกิลตัวเองได้ จึงมองว่าไม่ควรปิดกั้นเรื่องอายุว่าต้องเท่าไหร่ ใครจะขอก่อนขอหลังก็ได้ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้สิ่งจูงใจและการอัปสกิล-รีสกิลเป็นตัวนำ โดยตั้งเป้าให้ทันปีงบประมาณ 2570 พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ลูกค้าเยอะ”

 

ส่วนแนวคิดการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ปกรณ์ เปิดเผยว่าจะเปลี่ยนมาใช้เป็นระบบประกันสุขภาพเข้ามาแทน เนื่องจากสามารถควบคุมวงเงินงบประมาณในแต่ละปีได้ชัดเจน และเป็นการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยภายในประเทศ เกื้อหนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กบข. และกรมบัญชีกลาง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่จะเข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพเพื่อนำมาทดแทนระบบรักษาพยาบาลเดิม

 

สำหรับสิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวข้าราชการ ยืนยันว่าขอคงไว้ก่อนเนื่องจากยังไม่ได้คุยรายละเอียด โดยระบบประกันสุขภาพนี้จะเริ่มต้นใช้กับข้าราชการที่เข้ามาบรรจุใหม่ ส่วนข้าราชการเดิมจะเปิดเป็นทางเลือกให้สามารถเลือกได้ตามความสมัครใจ

The post รัฐบาลจ่อคลอดเออร์ลี่รีไทร์งบปี 70 ดัน ขรก.เกษียณก่อนกำหนดเริ่มอายุ 40 ปี พร้อมศึกษาปรับใช้ระบบประกันสุขภาพแทนสวัสดิการรักษาพยาบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ https://thestandard.co/macron-modi-ai-big-tech-investment/ Mon, 06 Jul 2026 07:50:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1227273 ภาพประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตก […]

The post ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี

ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตกขบวนยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผู้นำหลายชาติเริ่มลงสนามด้วยตนเองเพื่อดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดมหาศาล ขณะที่ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย กลายเป็นสองผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั้งฝรั่งเศสและอินเดียต่างเร่งเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำของโลก

 

Modi เดินหน้าพบปะผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้หารือกับ Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon และต้อนรับแผนลงทุนมูลค่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดีย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกใช้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ก่อนหน้านี้ Modi ยังได้พบกับ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft, Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ซึ่งต่างให้คำมั่นว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศ AI ของอินเดีย

 

ด้านฝรั่งเศส Macron ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว SoftBank ให้ลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในโครงการศูนย์ข้อมูล AI ภายในประเทศ โดย SoftBank ประกาศแผนสร้างศูนย์ข้อมูล AI กำลังการผลิตรวม 3.1 กิกะวัตต์ภายในปี 2031 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI รวม 5 กิกะวัตต์ในฝรั่งเศส

 

การแข่งขันดึงดูดการลงทุน AI ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ผู้นำประเทศต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะผู้ที่สามารถดึงดูดศูนย์ข้อมูล บุคลากร และเงินลงทุนได้มากที่สุด อาจกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งใหม่ของโลกในทศวรรษหน้า

 

ภาพ: Alexandros Michailidis, Amit.pansuriya/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

 

The post ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม https://thestandard.co/eec-china-eu-fdi-data-center/ Fri, 03 Jul 2026 09:15:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1226379 ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center

หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซ […]

The post ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center

หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซลส์แมน’ เดินหน้าทำตลาด EEC ดึงนักลงทุนทั่วโลก ‘WHA’ และเลขา EEC เผยว่า ไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสิทธิประโยชน์ BOI

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

โดยทุนจีนยังครองเบอร์ 1 ขณะที่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา และคลื่นทุน Data Center กำลังเปลี่ยนเกม กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ยุคใหม่

 

อนุทิน สวมบท ‘เซลแมน‘ ทำการตลาดให้ EEC

 

ระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศว่า หลังจากนี้ พร้อมทำหน้าที่ ‘เซลแมน’ ทำการตลาดให้ EEC

 

โดยช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) และโชว์ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว

 

จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC จะขอ ‘สวมบทบาท’ นักการตลาดให้กับประเทศ

 

เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากใช้โอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 1

 

‘จรีพร’ แม่ทัพ WHA เผยแม้ทุนจีนรั้งเบอร์ 1 แต่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา ‘Data center’ มาแรง

 

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ภาพรวมและแนวโน้มการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง

 

โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้ง EEC ในปี 2560 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 ที่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้มีการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากจีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้

 

ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปีก่อนยอด FDI ทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า และในปีนี้เพียงไตรมาสแรกก็มี FDI กว่า 9 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

“นักลงทุนจากจีนยังคงเป็นอันดับหนึ่งของผู้ลงทุนใน EEC ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่เน้นลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มยุโรปเริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้ง” จรีพร กล่าว

 

สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาลงทุนในช่วงหลังนั้น มีตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ไปจนถึง Data Center

 

โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

 

  • นักลงทุนรายใหญ่ ที่ซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานเอง
  • ผู้ประกอบการรายย่อย ที่นิยมเช่าโรงงานสำเร็จรูปเป็นหลัก

 

ส่งผลให้ ยอดขายที่ดินของ WHA เติบโตเป็นเท่าตัวจากก่อนโควิดที่ขายได้ราว 1,000 ไร่ต่อปี ขยับขึ้นเป็นกว่า 2,000 ไร่ต่อปีหลังโควิด แม้ในช่วงการระบาดจะมีการชะลอตัว แต่บริษัทก็ยังคงประชุมออนไลน์กับลูกค้าต่างชาติเพื่อรักษาการเติบโตต่อไปได้

 

คลื่นทุนยานยนต์ ดันอัตราการเช่าโรงงาน WHA พุ่ง 90%

 

นอกจากนี้ อัตราการเช่าโรงงานของ WHA อยู่ในระดับสูงกว่า 90% ขณะนี้บริษัทจึงเร่งพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง

 

โดยสัดส่วนลูกค้าของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มยานยนต์เป็นหลักประมาณ 41% รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภค, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มดิจิทัล

 

จรีพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังไม่พบปรากฏการณ์ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม ซึ่งการย้ายไปเวียดนามในอดีตเป็นของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น สิ่งทอทั่วไปหรืออาหาร ที่ย้ายไปนานแล้ว ขณะที่ สิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังคงตั้งฐานการผลิตในไทย

 

พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งระบบน้ำ พลังงาน และถนนหนทาง ตลอดจนระบบนิเวศอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงได้ดี

 

โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตามด้วยแรงงานที่มีทักษะ และสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย

 

อย่างไรก็ตาม จรีพรเตือนว่า ยังมีอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะทบทวนและตัดกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนออก และเดินหน้าปรับปรุงผังเมือง และจัดการความมั่นคงด้านพลังงานให้แน่นอน

 

ขณะที่ภาคเอกชนได้เร่งพัฒนาศักยภาพและเตรียมรองรับการขยายตัวอย่างเต็มที่ หากภาครัฐเร่งแก้ไขประเด็นเหล่านี้ จะยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต

 

Tech Data center ยานยนต์ การแพทย์ หนุนทุนสิงคโปร์ เบียดแซงญี่ปุ่น

 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า ภาพรวมการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่ EEC ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่ม Data Center ซึ่งถือเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ไบโอเทค และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 2

 

“7-8 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายใหญ่ใน EEC คือ ประเทศจีน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มแซงญี่ปุ่น เนื่องจากมีการลงทุนผ่านโครงสร้าง Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามากขึ้น”

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรองรับการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนใน EEC มีทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

บูมลงทุนอู่ตะเภาและเมืองการบิน

 

นอกจากนี้ จุฬา ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากดิจิทัลว่า ยังมีการลงทุนในภาคบริการ และโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ประมาณ 24 ตารางกิโลเมตร เพื่อรองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่

 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเขตพัฒนาเมืองการบิน (Aerotropolis) คล้ายกับบางประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนและกระจายความเจริญในพื้นที่ EEC

 

จุฬายังกล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ว่า ปัจจุบัน EEC มีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ท่าเรือมาบตาพุดสำหรับรองรับก๊าซธรรมชาติและพลังงาน

 

รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาในฐานะประตูทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเชื่อมโยงกันผ่านระบบถนน มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายคมนาคม เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เปิด 3 อันดับทุนนอกขนเงินลงทุน EEC

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูล THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย)

 

ภาพผสมผสานสัญลักษณ์ของจีนและสหภาพยุโรป สื่อถึงการลงทุนใน EEC และ Data Center 3

 

โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก

 

  • จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท

 

3.สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท

 

  • ประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท

 

โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้

 

  • ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
  • ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น​

 

5 เดือนแรกของปีนี้ 2569 ทุนจีนยังนำโด่ง

 

สำหรับเดือนมกราคม- พฤษภาคม มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 161 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 32 ราย (25%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 ลงทุน 161 ราย / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 ลงทุน 129 ราย)

 

ทั้งนี้ มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก

 

  • จีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท
  • ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท
  • สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท
  • ประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท

 

โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้

 

  • ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
  • ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น พัดลมที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, วัสดุและเคมีภัณฑ์, เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
  • ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
  • ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ, เครื่องจักรอัตโนมัติ, Printed Circuit Board Assembly (PCBA)/
 

The post ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% https://thestandard.co/us-ai-wealth-openai-fund/ Thu, 02 Jul 2026 11:24:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1226071 ภาพแนวคิด AI แสดงถึงการกระจายความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีสู่ประชาชน

วันนี้ (2 ก.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า OpenA […]

The post เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิด AI แสดงถึงการกระจายความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีสู่ประชาชน

วันนี้ (2 ก.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า OpenAI อยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับข้อเสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ถือหุ้น 5% ในบริษัท หลังจากเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศว่าจะหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท AI ราว 12-15 ราย ถึงข้อเสนอให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัทเหล่านี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์จากกำไรมหาศาลของบริษัท AI สู่ประชาชน ซึ่งทรัมป์อ้างว่า หากบริษัทให้ความร่วมมือ จะทำให้พลเมืองสหรัฐฯ มั่งคั่งขึ้น

 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI มองว่า การเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนได้เสียทางการเงินในบริษัท อาจเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งปันผลประโยชน์จากการเติบโตของ AI ให้กับสังคมในวงกว้าง

 

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน Sam ได้เสนอแนวคิดให้บริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ โอนหุ้นประมาณ 5% เข้ากองทุนสาธารณะ (Public Wealth Fund) ซึ่งมีรูปแบบคล้ายกับ ‘Alaska Permanent Fund’ ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งของรัฐอะแลสกาที่นำรายได้จากน้ำมันไปลงทุนในหุ้น และนำผลตอบแทนมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้รัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในรัฐ

 

โดย ‘Public Wealth Fund’ คือกองทุนที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมที่สร้างความมั่งคั่งระดับชาติ

 

การเสนอให้รัฐบาลเข้ามาถือหุ้นบริษัท อาจเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างภาคธุรกิจกับรัฐบาลสหรัฐฯ และลดแรงกดดันทางการเมืองด้วยการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI

 

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ประชาชนออกมาแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานความมั่นคงทางไซเบอร์ ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าตรวจสอบบริษัท OpenAI และ Anthropic อย่างเข้มข้น ส่งผลให้การเปิดตัวโมเดล AI ขั้นสูงของทั้งสองบริษัทต้องล่าช้าออกไป

 

อย่างไรก็ตาม การหารือระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และ OpenAI ยังอยู่ในขั้นต้น และอาจต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนจัดสรรหุ้นจริง สิ่งที่ต้องจับตาคือข้อเสนอของ OpenAI ครั้งนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้บริษัท AI เจ้าอื่น จัดสรรหุ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันหรือไม่

 

3 โมเดลคืนกำไร AI สู่ประชาชน

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงความต้องการเข้าถือหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางผู้ผลิตนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งสร้างข้อได้เปรียบทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกจนถึงปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ หากรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถเข้าถือหุ้นในบริษัท AI ทุกแห่ง นี่อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ของรัฐบาลกลาง โดยหุ้น AI อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของรัฐในระยะยาว เมื่อมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น รายได้ของรัฐบาลก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลไม่ต้องใช้วิธีขึ้นภาษีตรงๆ เพื่อเพิ่มการจัดเก็บรายได้ และอาจได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนใหม่ จากการที่ OpenAI และ Anthropic เดินหน้าเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้และปีหน้า

 

และนี่คือ 3 โมเดลที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้เป็นเครื่องมือกระจายความมั่งคั่งจากกำไรบริษัท AI สู่ประชาชน

 

1. เก็บภาษีเป็นหุ้น แทนการจ่ายเป็นเงินสด

 

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกพูดมากที่สุด คือข้อเสนอของ Bernie Sanders วุฒิสมาชิกอิสระจากรัฐเวอร์มอนต์ ซึ่งเสนอร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ที่กำหนดให้บริษัท AI ต้องจ่ายภาษีในรูปแบบ ‘หุ้น’ แทนเงินสด แล้วหุ้นนั้นจะถูกโอนเข้าไปอยู่ในกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนได้เสียโดยตรงในมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ AI สร้างขึ้น

 

โดยบริษัทขนาดใหญ่จะต้องจ่ายภาษีเป็นหุ้นครั้งเดียวในสัดส่วน 50% และให้สิทธิประชาชนส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการบริษัท เพื่อร่วมตัดสินใจและป้องกันไม่ให้บริษัทดำเนินกิจการที่สร้างความเสียหายแก่สาธารณะ

 

Sanders ระบุว่า หากปล่อยให้ AI และหุ่นยนต์พัฒนาโดยไม่มีการกำกับดูแล เทคโนโลยีเหล่านี้อาจกระทบต่อการจ้างงาน สิทธิความเป็นส่วนตัว และสุขภาพจิตของประชาชน พร้อมย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่ควรถูกกำหนดโดยกลุ่มมหาเศรษฐีเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ราย เพราะรากฐานของ AI เกิดจากองค์ความรู้ร่วมของมนุษยชาติและผลงานสร้างสรรค์ของผู้คนจำนวนมาก

 

แนวคิดนี้คล้ายกับข้อเสนอของนักกฎหมาย 2 ราย ที่เสนอให้บริษัทจ่ายภาษีในรูปแบบ ‘หุ้น’ แทนเงินสด เปรียบเหมือนการโอนหุ้นให้รัฐบาล โดยที่รัฐไม่ต้องใช้เงินลงทุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม Jeremy Bearer-Friend ศาสตราจารย์จากคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน (George Washington University Law School) ระบุว่า แนวทางนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจควบคุมบริษัท

 

2. รัฐให้เงินสนับสนุน แลกกับการถือหุ้น

 

อีกโมเดลหนึ่ง ซึ่งถือเป็นท่าไม้ตายใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการให้เงินทุนสนับสนุนบริษัท AI เพื่อแลกกับสัดส่วนการถือหุ้นส่วนน้อยในบริษัท เช่น ในปี 2568 ที่รัฐบาลสหรัฐฯ แปลงเงินอุดหนุนภายใต้กฎหมาย CHIPS Act (กฎหมายส่งเสริมการผลิตชิป) เป็นการถือหุ้นสัดส่วน 10% ในบริษัท Intel เพื่อช่วยพยุงบริษัทที่ราคาหุ้นตกต่ำ จากการเทคโนโลยีผลิตชิปที่ล้าหลัง และกระตุ้นให้เกิดการเร่งลงทุนผลิตชิปภายในประเทศ

 

หรือในช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนเงินอุดหนุน 2 พันล้านดอลลาร์ กระจายการลงทุนในบริษัทควอนตัมคอมพิวติ้ง 9 แห่ง พร้อมเข้าถือหุ้นส่วนน้อย เพื่อผลักดันเทคโนโลยี ‘ควอนตัมคอมพิวติ้ง (Quantum Computing)’ เป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันการผูกขาดเทคโนโลยีและรักษาความเป็นผู้นำเหนือประเทศคู่แข่ง

 

ปัจจุบันโมเดลนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรม AI ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง กระจายการลงทุนไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ชิปประมวลผล และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อื่นๆ โดยในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเร่งระดมทุนจำนวนมากเพื่อรองรับการลงทุนดังกล่าว

 

Alphabet บริษัทแม่ของ Google DeepMind ระบุว่า จะเพิ่มวงเงินการเสนอขายหุ้นเป็น 84,750 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความต้องการเงินทุนขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในยุค AI

 

อย่างไรก็ตาม Neil Chilson นักวิเคราะห์นโยบาย AI จาก Abundance Institute เตือนว่า รัฐบาลไม่ควรนำโมเดลแบบ Intel มาใช้กับอุตสาหกรรม AI อย่างกว้างขวาง เพราะอาจทำให้บทบาทของรัฐบิดเบือนไป จากผู้กำกับดูแลปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลายเป็นนักธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า

 

3. จัดตั้ง ‘Public Wealth Fund’

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จาก AI โดยตรง คือการจัดตั้ง ‘Public Wealth Fund’ หรือกองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ ซึ่งเป็นแนวคิดของ OpenAI ที่เสนอให้รัฐบาลถือหุ้นในบริษัท AI ผ่านกองทุน และนำผลตอบแทนที่ได้ไปกระจายให้ประชาชนในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินปันผล สวัสดิการ การศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

ขณะที่ Anthropic กำลังศึกษาแนวคิด Digital Dividend หรือเงินปันผลดิจิทัล ที่แบ่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีอุตสาหกรรม AI มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้ชาวอเมริกัน

 

โดยมีคนจำนวนมากให้การสนับสนุนโมเดลนี้ เพราะมองว่าการพัฒนา AI พึ่งพาข้อมูลจำนวนมากจากสาธารณชน ดังนั้น ผลประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้จึงไม่ควรถูกกระจุกอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีและผู้ถือหุ้นเดิมเพียงกลุ่มเดียว

 

ภาพ: TSViPhoto/ Shutterstock

The post เปิด 3 โมเดลสหรัฐฯ ดึงความมั่งคั่ง AI คืนประชาชน OpenAI ชงรัฐตั้งกองทุนสาธารณะถือหุ้น 5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ https://thestandard.co/set-new-economy-technology-sector/ Mon, 29 Jun 2026 10:13:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1224678 ภาพมือหุ่นยนต์กำลังแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน สื่อถึงเทคโนโลยีและตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน […]

The post ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือหุ่นยนต์กำลังแตะหน้าจอสมาร์ทโฟน สื่อถึงเทคโนโลยีและตลาดหุ้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยถึงยุแผนในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน โดยเริ่มต้นจากการมุ่งเน้นปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าเกณฑ์ความร่วมมือใหม่นี้จะมีความชัดเจนภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

 

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์การเข้าจดทะเบียน (IPO) สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ทั้ง 10 ประเภท ให้สอดคล้องกับภาวะตลาดปัจจุบันและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยมีการพิจารณาลดเงื่อนไขด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) หรือระยะเวลาการทำกำไร รวมถึงการลดระยะเวลาในขั้นตอนการเตรียมตัวทำ IPO ให้รวดเร็วขึ้นจากเดิม

 

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพิจารณาให้การสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ให้เข้ามาจดทะเบียนระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่ากฎเกณฑ์ความชัดเจนในส่วนนี้จะออกมาในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

 

โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการดึงดูดอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับกลุ่มธุรกิจเป้าหมายของ EEC เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดาต้าเซ็นเตอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยเปิดกว้างทั้งในรูปแบบการดึงบริษัทต่างชาติที่มาตั้งบริษัทย่อยในไทยเพื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คล้ายกับกรณีของ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งมีบริษัทแม่เป็นสัญชาติไต้หวัน รวมถึงการปรับเกณฑ์เพื่อเอื้อให้ บริษัทลูก ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่ของไทยที่ทำอุตสาหกรรม New Economy Spin-off สามารถทำ IPO เข้าตลาดได้รวดเร็วขึ้น แม้ในบางเซกเตอร์บริษัทลูกจะยังไม่มีกำไรก็ตาม อย่างไรก็ดี กระบวนการดึงกลุ่มธุรกิจเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเริ่มเห็นผลบนกระดานเทรด

 

เล็งศึกษาแยก Sector จัดระเบียบหุ้น ‘กลุ่มเทคโนโลยี’

 

จากการผลักดันอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใน ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงอยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาการจัดหมวดหมู่กลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ใหม่ โดยอาจมีการพิจารณาเพิ่มกลุ่มอุตสาหกรรมจาก 8 กลุ่มในปัจจุบัน เป็น 9 กลุ่ม เพื่อจัดระเบียบหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ ICT ให้มีความชัดเจน ไม่ให้เข้ามาปะปนกันจนขาดความชัดเจน

 

ผลงานหุ้นไทยครึ่งปีแรกแกร่ง พุ่ง 25 % ติดอันดับ 2-3 ของภูมิภาคเอเชีย

 

สำหรับภาพรวมภาวะตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นมา ถือว่าให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นอย่างมาก โดยปรับตัวพุ่งขึ้นมาประมาณ 25% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูงเป็นอันดับที่ 2 หรือ 3 ของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เป็นรองเพียงแค่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และสูสีกับตลาดหุ้นไต้หวัน

 

โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเมืองในประเทศที่มีความมั่นคงมากขึ้น รวมถึงกระแสเงินทุน (Fund Flow) ที่เริ่มเคลื่อนย้ายจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ขั้นสูง (Advance Market) เข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

 

นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่มีความมั่นคงและผันผวนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยังทำให้ต่างชาติมองตลาดหุ้นไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ท่ามกลางความผันผวนของภาวะสงครามทั่วโลก

 

ในด้านมุมมองต่อเศรษฐกิจ แม้นักลงทุนต่างชาติจะเคยตั้งคำถามถึงโอกาสที่ GDP ไทยจะเติบโตในระดับ 7% ซึ่ง ตลท. ได้ชี้แจงตามจริงว่าภายใต้โครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันอาจเป็นไปได้ยาก แต่ด้วยศักยภาพและพื้นฐานที่ไทยมี โอกาสที่ GDP จะเติบโตระดับ 4% นั้นเป็นไปได้ ซึ่งความโปร่งใสนี้ทำให้นักลงทุนพอใจและตอบรับในเชิงบวก

 

เตรียมจัดบิ๊กอีเวนต์ Thailand Focus 2026 ครบรอบ 20 ปี

 

ในส่วนของแผนเชิงรุกช่วงครึ่งปีหลัง ตลท. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี Thailand Focus 2026 ซึ่งปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปี โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 26-28 สิงหาคม 2569 ภายใต้ธีม ‘REIGNITE Thailand’ เพื่อเป็นเวทีสานต่อความสำเร็จจากการเดินสายโรดโชว์ที่ลอนดอนและฮ่องกง ซึ่งพบว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ภาพ: Koupei Studio / Shutterstock

The post ตลท.เร่งแผนออกเกณฑ์ดึงธุรกิจ New Economy เข้าตลาดหุ้น จ่อคลอดเกณฑ์ ใน Q3/69 พร้อมศึกษาแยกหุ้น Sector ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI เก่งเกินไปจนกลายเป็นภัย? เปิดปม Mythos ของ Anthropic ที่เจาะระบบเก่งกว่ามนุษย์ จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสั่งห้ามชาวต่างชาติแตะ https://thestandard.co/anthropic-mythos-us-ban-ai/ Sat, 27 Jun 2026 03:13:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1223590 ไอคอนแอป Claude บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

ในวงการเทคโนโลยี ไม่บ่อยนักที่บริษัทผู้พัฒนาจะออกมาบอกเ […]

The post AI เก่งเกินไปจนกลายเป็นภัย? เปิดปม Mythos ของ Anthropic ที่เจาะระบบเก่งกว่ามนุษย์ จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสั่งห้ามชาวต่างชาติแตะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอคอนแอป Claude บนหน้าจอสมาร์ทโฟน

ในวงการเทคโนโลยี ไม่บ่อยนักที่บริษัทผู้พัฒนาจะออกมาบอกเองว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ‘ทรงพลังเกินกว่าจะปล่อยให้คนทั่วไปใช้’ แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Mythos ปัญญาประดิษฐ์ตัวใหม่ของ Anthropic ก่อนที่เรื่องราวจะพลิกผันจนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกว่าด้วยอำนาจของรัฐเหนือเทคโนโลยี AI

 

 
 

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา Anthropic บริษัทผู้พัฒนา AI ชื่อดังเจ้าของแชตบอต Claude ต้องปิดการเข้าถึงโมเดล AI ระดับสูงสุด 2 ตัวคือ Mythos 5 และ Fable 5 สำหรับลูกค้าทุกราย หลังได้รับคำสั่งควบคุมการส่งออก (export control directive) จากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติทั้งในและนอกสหรัฐฯ เข้าถึงโมเดลเหล่านี้ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ

 

เพราะคำสั่งครอบคลุมกว้างถึงขั้นที่พนักงานต่างชาติของ Anthropic เองก็เข้าข่าย บริษัทจึงตัดสินใจปิดการเข้าถึงทั้ง 2 โมเดลสำหรับลูกค้าทุกคนเพื่อให้แน่ใจว่าปฏิบัติตามกฎอย่างครบถ้วน ขณะที่โมเดลอื่นๆ ของบริษัทยังใช้งานได้ตามปกติ

 

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงการแข่งขันด้าน AI และเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งที่รัฐบาลจะใช้มาตรการลงโทษรุนแรงกับบริษัทชั้นนำของตัวเอง

Mythos คืออะไร และทำไมถึงถูกมองว่าอันตราย

 

Claude Mythos Preview เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ในฐานะโมเดล AI อเนกประสงค์ที่ Anthropic ระบุว่ามีความสามารถเหนือกว่าโมเดลรุ่นก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญในหลายด้าน ทั้งการเขียนโค้ดและการให้เหตุผล แต่จุดที่ทำให้มันกลายเป็นที่จับตาทั้งวงการเทคโนโลยี การเงิน และรัฐบาล คือความสามารถด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

Anthropic อธิบายว่า โมเดล AI บางตัวพัฒนาความสามารถด้านการเขียนโค้ดไปถึงระดับที่เอาชนะมนุษย์เกือบทุกคน ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสุด ในการค้นหาและเจาะช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ และ Mythos ก็ทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์

 

หัวใจสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการหาช่องโหว่ประเภท ‘zero-day’ ซึ่งหมายถึงจุดบกพร่องที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ยังไม่เคยรู้มาก่อน ชื่อนี้สื่อความหมายว่านักพัฒนามีเวลา ‘ศูนย์วัน’ ในการแก้ไขปัญหา ช่องโหว่ประเภทนี้จึงเป็นเหมือนขุมทรัพย์สำหรับแฮกเกอร์ เพราะเปิดช่องให้บุกเข้าระบบที่เปราะบางได้อย่างอิสระ

 

ตามข้อมูลของ Anthropic Mythos Preview ค้นพบช่องโหว่ zero-day ระหว่างการทดสอบไปแล้วหลายพันจุด รวมถึงในระบบปฏิบัติการหลักและเว็บเบราว์เซอร์หลักทุกตัว บริษัทถึงกับเรียกความสามารถนี้ว่าเป็นการพัฒนาครั้งใหญ่ โดยช่องโหว่บางส่วนที่ Mythos เจอนั้นรอดพ้นการตรวจสอบของมนุษย์มานานหลายทศวรรษและผ่านการทดสอบความปลอดภัยอัตโนมัตินับล้านครั้ง

 

ไอคอนแอป Claude บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 1

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ช่องโหว่อายุ 27 ปีใน OpenBSD ระบบปฏิบัติการที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยที่สุดตัวหนึ่งของโลก นับตั้งแต่เปิดตัว มีการใช้ Mythos ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงไปแล้วกว่า 10,000 จุด ตามที่ Anthropic ระบุเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม

 

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ Mythos ยังสามารถเปลี่ยนช่องโหว่ที่รู้กันอยู่แล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้กลายเป็น ‘เครื่องมือโจมตี’ (exploit) ที่แฮกเกอร์ใช้บุกรุกเครือข่ายได้ ครั้งหนึ่งมันสามารถร้อยเรียงช่องโหว่หลายจุดใน Linux kernel ซึ่งเป็นแกนกลางของระบบปฏิบัติการที่รันเซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ของโลก เข้าด้วยกันจนเปิดทางให้ผู้โจมตียึดเครื่องได้อย่างสมบูรณ์ ในการทดสอบอีกครั้ง ผู้ใช้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญสั่งให้ Mythos หาวิธีควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกลข้ามคืน และตื่นมาในเช้าวันรุ่งขึ้นก็พบเครื่องมือโจมตีที่ใช้งานได้จริงรออยู่แล้ว

 

สิ่งที่ทำให้ Anthropic กังวลไม่แพ้กันคือพฤติกรรมของโมเดลในบางครั้ง บริษัทระบุว่าแม้ Mythos จะมีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ในระดับสูง แต่ในบางกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เมื่อมันทำงานผิดพลาดหรือมีพฤติกรรมแปลกไป บริษัทก็พบว่ามันทำสิ่งที่ ‘น่ากังวลอย่างยิ่ง’

 

ตัวอย่างหนึ่งคือ เมื่อนักวิจัยลองสั่งให้ Mythos รุ่นแรกหาทางหนีออกจาก ‘แซนด์บ็อกซ์’ ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถูกตัดขาดจากระบบอื่นเพื่อกักให้โมเดลทำงานในพื้นที่ปิด แล้วให้หาทางส่งข้อความกลับมาหานักวิจัย ปรากฏว่าโมเดลทำสำเร็จ แต่กลับไม่หยุดแค่นั้น เพราะมันลงมือทำสิ่งที่เลยกว่าคำสั่ง ด้วยการสร้างชุดเครื่องมือเจาะระบบหลายขั้นตอนเพื่อเปิดทางเชื่อมต่อออกสู่อินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง

 

ความเสี่ยงที่ว่าเครื่องมือระดับนี้อาจหลุดไปอยู่ในมือคนผิดก็ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เพราะในเดือนเมษายน มีกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวนหนึ่งในฟอรัมออนไลน์ส่วนตัวสามารถเข้าถึง Mythos ได้ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวและเอกสารที่ Bloomberg ตรวจสอบ ซึ่งทำให้เห็นว่าความกังวลเรื่องการรั่วไหลของเทคโนโลยีระดับนี้มีมูลความจริง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยภายนอกยังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงเพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างเรื่องประสิทธิภาพของ Mythos อย่างเป็นอิสระ กัง หวัง รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ระบุว่าเป็นเรื่องยากที่จะประเมินความสำคัญของ Mythos Preview หากไม่ได้ลองทดสอบด้วยตัวเองมากกว่านี้

 

Project Glasswing การปล่อยแบบจำกัดวงให้เฉพาะพันธมิตรที่ไว้ใจได้ด้วยความกังวลว่าหากเครื่องมือทรงพลังขนาดนี้ตกไปอยู่ในมือคนผิด อาจช่วยให้ผู้โจมตีขโมยข้อมูลหรือก่อกวนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้ง่ายขึ้น Anthropic จึงเลือกไม่ปล่อย Mythos สู่สาธารณะ แต่ปล่อยให้เฉพาะองค์กรพันธมิตรที่ผ่านการคัดกรองเท่านั้น ภายใต้โครงการที่เรียกว่า Project Glasswing

 

ชื่อ Glasswing มาจากผีเสื้อชนิดหนึ่งที่มีปีกใส ซึ่งช่วยให้มันซ่อนตัวได้แม้อยู่ในที่โล่งแจ้ง โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อเดือนเมษายน โดยมีสมาชิกหลักเป็นบริษัทเทคโนโลยีและการเงินระดับโลก ทั้ง Amazon, Apple, Google, Microsoft, Nvidia, Palo Alto Networks, CrowdStrike, Broadcom, Cisco, JPMorganChase และ Linux Foundation องค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนโครงการซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ก่อนจะขยายไปยังองค์กรอื่นอีกราว 40 แห่ง

 

ต่อมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน Anthropic ขยาย Project Glasswing เพิ่มอีก 150 องค์กร ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ราว 200 องค์กร แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เข้าร่วมรายใหม่ แต่ระบุว่าเป็นกลุ่มบริษัทและองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ผลิตโค้ดโปรแกรมสำคัญสำหรับใช้งานในวงกว้าง

 

แนวคิดเบื้องหลังคือการนำความสามารถของ Mythos มาใช้เพื่อ ‘การป้องกัน’ หลายบริษัทมีการทำสิ่งที่เรียกว่า penetration exercise อยู่แล้ว ซึ่งคือการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาเจาะระบบของตัวเองเพื่อหาจุดบกพร่องและแก้ไขก่อนที่แฮกเกอร์จะเข้าได้ Mythos จะช่วยเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น ทำให้หาช่องโหว่ได้มากขึ้นและปิดโอกาสการโจมตีได้แคบลง จนถึงปัจจุบัน องค์กรที่ใช้ Mythos รายงานว่าพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยร้ายแรงในระบบของตัวเองไปแล้วมากกว่า 10,000 จุด

 

ไอคอนแอป Claude บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 2

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น 9 มิถุนายน เมื่อ Anthropic เปิดตัว Fable 5 ซึ่งเป็นโมเดลระดับเดียวกับ Mythos ที่บริษัทเรียกว่าระดับ ‘Mythos-class’ สู่สาธารณะเป็นครั้งแรก โดย Fable 5 มาพร้อมกับมาตรการป้องกัน (guardrails) ที่ปิดกั้นการตอบคำถามในด้านที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ความปลอดภัยทางไซเบอร์และชีววิทยา ในกรณีเหล่านั้น แชตบอต Claude จะเปลี่ยนเส้นทางไปใช้โมเดลอีกตัวคือ Opus 4.8 ตอบแทน

 

ขณะเดียวกัน Anthropic ก็ปล่อยโมเดลตัวเดียวกันในเวอร์ชันที่ไม่มีมาตรการป้องกันบางส่วน ในชื่อ Mythos 5 ให้กับกลุ่มที่อยู่ใน Project Glasswing ใช้งาน ในการทดสอบ Fable 5 บริษัทระบุว่าได้จัดโครงการ bug bounty ให้นักวิจัยภายนอกมาหาวิธีเจาะระบบ และในการทดสอบกว่า 1,000 ชั่วโมง ทีมเจาะระบบไม่พบช่องทาง jailbreak ที่ใช้ได้ในวงกว้างเลย

 

คำสั่งบล็อกและสงครามที่ปะทุระหว่าง Anthropic กับรัฐบาล

 

แม้ Anthropic จะใช้มาตรการป้องกันอย่างรอบคอบ แต่รัฐบาลทรัมป์ก็ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ให้บริษัทกันโมเดลขั้นสูงสุดออกจากมือชาวต่างชาติทั้งหมด ทั้งในและนอกสหรัฐฯ โดย Anthropic เชื่อว่ารัฐบาลออกคำสั่งนี้หลังพบว่ามีวิธี ‘jailbreak’ หรือการเจาะผ่านมาตรการป้องกันของ Fable 5 ซึ่งปกติจะออกแบบมาไม่ให้โมเดลถูกนำไปใช้ค้นหาช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

 

ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ส่งจดหมายถึง ดาริโอ อาโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ระบุว่าโมเดล Fable 5 และ Mythos 5 อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกแล้ว นั่นหมายความว่าการใช้งานโดยลูกค้านอกสหรัฐฯ และชาวต่างชาติภายในสหรัฐฯ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม

 

Anthropic แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจน โดยระบุว่ารัฐบาลให้เพียง ‘หลักฐานทางวาจาเกี่ยวกับ jailbreak ที่อาจเกิดขึ้นในวงแคบและไม่ครอบคลุมทุกกรณี’ บริษัทยืนยันว่าไม่เห็นด้วยที่การค้นพบช่องทาง jailbreak เล็กๆ จะเป็นเหตุให้ต้องระงับการใช้งานโมเดลเชิงพาณิชย์ที่ให้บริการแก่ผู้คนหลายร้อยล้านคน

 

บริษัทยังเชื่อว่าเรื่องนี้เป็น ‘ความเข้าใจผิด’ และระบุว่า การวิจัยเรื่อง jailbreak ที่เป็นต้นเหตุนั้น เป็นผลงานของนักวิจัยจาก Amazon ที่ใช้ชุดคำสั่งให้โมเดลของ Anthropic เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ความปลอดภัยจำนวนเล็กน้อย ซึ่ง Anthropic ตรวจสอบแล้วพบว่าช่องโหว่เหล่านั้นค่อนข้างเรียบง่าย และโมเดลอื่นๆ ที่เปิดให้ใช้ทั่วไปก็สามารถค้นพบได้เช่นกันโดยไม่ต้องเจาะระบบ

 

ไอคอนแอป Claude บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 3

 

เคที มูซูริส ซีอีโอบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Luta Security ที่ได้เห็นรายงานดังกล่าว ให้ความเห็นว่าข้อมูลที่โมเดลให้ในรายงานนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายป้องกันเครือข่ายมากกว่าฝ่ายโจมตีเสียอีก “ใครที่ทำเนียบขาวเป็นคนประเมินเรื่องนี้แล้วคิดว่ามันเป็นภัยคุกคาม” เธอตั้งคำถาม พร้อมมองว่านี่เป็นการตอบสนองที่เกินเหตุ เพราะเป็นการป้อนคำสั่งแบบที่ฝ่ายป้องกันทำกันเป็นปกติ

 

อย่างไรก็ตาม ฝั่งรัฐบาลก็มีจุดยืนของตัวเอง เคิร์สเตน เดวีส์ หัวหน้าฝ่ายสารสนเทศของกระทรวงกลาโหม โพสต์บนแพลตฟอร์ม X สนับสนุนการให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติ โดยมองว่าความมั่นคงของประเทศสำคัญกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจ ยอดคลิก หรือมูลค่าบริษัทก่อนเข้าตลาดหุ้น พร้อมย้ำว่า “อเมริกาต้องมาก่อนเสมอ”

 

ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ระหว่าง Anthropic กับรัฐบาล ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายแตกหักมาตั้งแต่ต้นปี หลัง Anthropic ปฏิเสธไม่ให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้โมเดล AI ของบริษัทในการสอดส่องภายในประเทศและระบบอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ รัฐบาลตอบโต้ด้วยการขึ้นบัญชีดำ Anthropic ในฐานะความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นป้ายที่แต่เดิมสงวนไว้สำหรับศัตรูของชาติ จน Anthropic ต้องฟ้องร้องรัฐบาลทรัมป์เพื่อขอให้ยกเลิกการขึ้นบัญชีดำ และคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ Anthropic กำลังเดินหน้าสู่การเสนอขายหุ้น IPO โดยบริษัทยื่นเอกสารแบบเป็นความลับเมื่อเดือนก่อน นำหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ในการแข่งขันเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่มูลค่าบริษัทแตะระดับเกือบ 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.79 ล้านล้านบาท)

 

บทเรียนระดับโลกว่าด้วยการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ และปุ่มหยุดการทำงาน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Anthropic อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั่วโลก ในประเด็นว่าด้วยความเสี่ยงของการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ

 

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเคยระบุว่าความเป็นผู้นำด้าน AI ของสหรัฐฯ จะถูกสร้างขึ้นบนการส่งออกเทคโนโลยีอเมริกัน เพื่อทำให้มันกลายเป็นมาตรฐานของโลก

 

แต่การที่แม้แต่พันธมิตรใกล้ชิดอย่างสหราชอาณาจักรก็อาจถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีนี้ได้ และการเปิดเผยว่าการส่งออกเหล่านี้มาพร้อม ‘ปุ่มหยุดการทำงาน’ (kill-switch) ที่รัฐบาลควบคุมได้ ย่อมสั่นคลอนความเชื่อมั่นในแผนการดังกล่าว

 

ดีน บอลล์ อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวที่มีส่วนร่วมในการร่างแผนปฏิบัติการด้าน AI ระบุว่าคำสั่งนี้ส่อว่าผู้ที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันทั้งหมดจะถูกจำกัดการใช้โมเดลล่าสุดของ Anthropic รวมถึงคนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ด้วย “นี่หมายความว่าคุณควรเตรียมตัวต้องพิสูจน์สัญชาติของตัวเองเพื่อใช้โมเดลของ Anthropic” บอลล์ระบุ

 

ประเด็นนี้ยังกระทบถึงตัวพนักงานของ Anthropic เอง โดยบุคลากรสำคัญหลายคน รวมถึงผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง คริส โอลาห์, นักวิจัย AI อย่าง อังเดรจ คาร์พาที และนักปรัชญาอย่าง อแมนดา แอสเคลล์ ต่างเกิดนอกสหรัฐฯ แม้ Reuters จะไม่สามารถระบุสถานะสัญชาติของพวกเขาได้ และโฆษกของ Anthropic ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าพนักงานเหล่านี้จะสูญเสียสิทธิ์การเข้าถึงโมเดลหรือไม่

 

ในมุมมองทางธุรกิจ เหตุการณ์นี้สะเทือนไปถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม สหภาพยุโรปได้ผลักดันให้ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์ของสหรัฐฯ จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศของตัวเองอยู่แล้ว ขณะที่สิงคโปร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กำลังพัฒนาโมเดลที่เหมาะกับภาษาและความต้องการของตัวเองมากขึ้น แม้ทางเลือกเหล่านี้จะมีต้นทุนสูงกว่า โดย McKinsey ประเมินว่าโมเดล AI ที่พัฒนาในประเทศอาจมีราคาแพงกว่าราว 10-30% แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้การยอมจ่ายส่วนต่างนั้นมีเหตุผลมากขึ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น โมเดลแบบโอเพนซอร์สที่รันบนฮาร์ดแวร์ของผู้ใช้เองและไม่สามารถถูกเพิกถอนได้ ก็จะยิ่งดูน่าสนใจมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นการเปิดทางให้อุตสาหกรรม AI ของจีนที่มุ่งเน้นโมเดลโอเพนซอร์สล้ำสมัยอย่าง DeepSeek และ Qwen ของ Alibaba ได้เปรียบ

 

ไอคอนแอป Claude บนหน้าจอสมาร์ทโฟน 4

 

สำหรับ Anthropic เอง บริษัทยืนยันว่าเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด และกำลังพยายามคืนสิทธิ์การเข้าถึงโมเดลโดยเร็วที่สุด พร้อมเตือนว่า “หากนำมาตรฐานนี้ไปใช้กับทั้งอุตสาหกรรม เราเชื่อว่ามันจะหยุดการเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมดของผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้าทุกราย”

 

ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่ดุเดือดและการพัฒนาที่รวดเร็วเกินกว่าใครคาดคิด กรณีของ Mythos ได้ก้าวข้ามการเป็นเพียงข่าวความขัดแย้งระหว่างบริษัทกับรัฐบาล กลายเป็นภาพแทนของยุคสมัยที่เส้นแบ่งระหว่างนวัตกรรม ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์ กำลังพร่าเลือนลงทุกที และคำถามที่ยังไร้คำตอบคือ ใครกันแน่ที่ควรมีอำนาจตัดสินว่าเทคโนโลยีแบบไหน ‘อันตรายเกินไป’ สำหรับโลกใบนี้

 

ภาพปก : Samuel Boivin/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post AI เก่งเกินไปจนกลายเป็นภัย? เปิดปม Mythos ของ Anthropic ที่เจาะระบบเก่งกว่ามนุษย์ จนรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องสั่งห้ามชาวต่างชาติแตะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซีย คลอดกฎเหล็กคุมเข้ม ‘อินฟลูฯ สายการเงิน’ ต้องแจ้งได้รับเงินโปรโมต-มีใบแนะนำลงทุน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 27.9 ล้านบาท https://thestandard.co/indonesia-finfluencer-regulation-fines/ Sat, 27 Jun 2026 02:45:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1223565 ภาพคอลลาจมือถือเหรียญเงิน

อินโดนีเซียประกาศกฎใหม่กำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์สายการเงิ […]

The post อินโดนีเซีย คลอดกฎเหล็กคุมเข้ม ‘อินฟลูฯ สายการเงิน’ ต้องแจ้งได้รับเงินโปรโมต-มีใบแนะนำลงทุน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 27.9 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคอลลาจมือถือเหรียญเงิน

อินโดนีเซียประกาศกฎใหม่กำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์สายการเงิน หรือ ‘Finfluencer’ โดยบังคับให้เปิดเผยการรับเงินจ้างโปรโมต และต้องมีใบอนุญาตในการแนะนำสินทรัพย์ลงทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ ขยับเข้าร่วมกระแสการคุมเข้มผู้สร้างเนื้อหาด้านการเงินที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

 

 
 

หน่วยงานกำกับดูแลด้านบริการการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) เปิดเผยว่า ได้ออกแนวปฏิบัติใหม่ ซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลที่อินฟลูเอนเซอร์เผยแพร่ภายใต้ข้อตกลงทางการตลาด ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์สายคริปโทจะต้องมีใบประกาศนียบัตรรับรองความสามารถด้วย

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อินโดนีเซียกำลังเร่งปฏิรูปตลาดหุ้น หลัง MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลก ระบุว่าจะลดอันดับความน่าลงทุนของประเทศ จากความกังวลด้านความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล โดยปีนี้ ดัชนีหุ้นอ้างอิงของอินโดนีเซียร่วงลงไปแล้ว 32% ถือเป็นตลาดที่ผลงานแย่ที่สุดในโลก

 

ตัวเลขที่สะท้อนความเร่งด่วนของเรื่องนี้คือ ข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า กว่าครึ่งของนักลงทุนรายย่อยในอินโดนีเซียมีอายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่หันมาพึ่งคำแนะนำจากอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ OJK เพิ่งสั่งปรับอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งเป็นเงิน 5.4 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 10 ล้านบาท) ฐานปั่นราคาหุ้น

 

3 ประเภทที่ต้องอยู่ภายใต้กฎใหม่

 

OJK จัดกลุ่มกิจกรรมการเผยแพร่ข้อมูลด้านการเงินออกเป็น 3 ประเภท คือ การให้ความรู้ทางการเงิน, การทำการตลาด และการให้คำแนะนำ

 

สำหรับเนื้อหาประเภทให้ความรู้ ต้องเน้นการส่งเสริมความเข้าใจทางการเงิน โดยไม่โปรโมตผลิตภัณฑ์ใดเฉพาะ ขณะที่กิจกรรมการตลาด ต้องดำเนินการภายใต้ข้อตกลงร่วมกับสถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนการให้คำแนะนำการลงทุน อินฟลูเอนเซอร์ต้องถือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายกำหนด

 

ในกรณีของผลิตภัณฑ์ความเสี่ยงสูง เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล, หุ้น, ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ซับซ้อน, บริการสินเชื่อแบบ Peer-to-Peer (ฝั่งผู้ให้กู้) และบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) อินฟลูเอนเซอร์ต้องระบุความเสี่ยงอย่างชัดเจน พร้อมเตือนผู้รับสารให้วิเคราะห์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจทางการเงิน

 

ส่วนคอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน อินฟลูเอนเซอร์ต้องเปิดเผยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นค่าคอมมิชชัน, ค่าตอบแทน, ค่าแนะนำ หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ จากสถาบันการเงินหรือคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง โดยต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่าย

 

นอกจากนี้ ผู้ที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงคริปโต ในกรณีที่ยังไม่มีระบบการออกใบอนุญาตที่ครอบคลุม ต้องมีใบรับรองความสามารถเฉพาะด้านเป็นอย่างน้อย

 

ค่าปรับสูงสุดเกือบ 28 ล้านบาท OJK มีอำนาจสั่งปิดบัญชีออนไลน์

 

สำหรับบทลงโทษ บริษัทที่ทำตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์โดยฝ่าฝืนข้อกำหนด อาจเผชิญตั้งแต่หนังสือเตือน, การเพิกถอนใบอนุญาต ไปจนถึงค่าปรับสูงสุด 1.5 หมื่นล้านรูเปียห์ (ประมาณ 27.9 ล้านบาท)

 

สถาบันการเงินที่ทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอินฟลูเอนเซอร์เปิดเผยความสัมพันธ์กับสถาบัน, ทำตลาดเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต และมีความรู้ความสามารถเพียงพอ โดยสถาบันจะยังคงรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในนามของตน

 

นอกจากนี้ OJK ยังมีอำนาจออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้ฝ่าฝืน และสามารถขอให้กระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัล นำเนื้อหาออก ปิดบัญชี หรือจำกัดการเข้าถึงสื่อออนไลน์ที่ละเมิดกฎได้ ในกรณีฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงสูงต่อผู้บริโภค OJK สามารถสั่งให้นำเนื้อหาออกได้ทันที โดยไม่ต้องออกคำเตือนล่วงหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ข้อบังคับนี้ยกเว้นนักข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ทางวารสารศาสตร์ และครูอาจารย์ที่ถ่ายทอดความรู้ทางการเงินในสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ภายใต้จรรยาบรรณวิชาชีพและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 

ส่วนความร่วมมือทางการตลาดที่มีอยู่เดิมระหว่างสถาบันการเงินและอินฟลูเอนเซอร์ จะต้องปรับให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ภายใน 6 เดือนหลังจากกฎมีผลบังคับใช้

 

กระแสคุมเข้ม Finfluencer ระดับโลก

 

อินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังขยับ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2025 ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore หรือ MAS) เพิ่งออกจดหมายแนะนำถึงผู้สร้างเนื้อหา 5 ราย ที่อาจให้คำแนะนำทางการเงินโดยไม่มีใบอนุญาต พร้อมประกาศแนวปฏิบัติเรื่องความรับผิดชอบในการสร้างเนื้อหาออนไลน์ ครอบคลุมทั้งเรื่องการต้องมีใบอนุญาต และการเปิดเผยผลตอบแทนที่ได้รับ

 

“ด้วยพลังการเข้าถึงที่กว้างขวาง แพลตฟอร์มเหล่านี้สามารถส่งต่อความรู้ทางการเงินไปสู่ผู้ลงทุนรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ขณะเดียวกัน ก็สามารถขยายผลของเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่เหมาะสม จนนำไปสู่ความเสียหายต่อผู้บริโภคได้เช่นกัน” MAS ระบุในแถลงการณ์

 

ก่อนหน้านั้น สำนักงานกำกับดูแลด้านการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) ก็เป็นผู้นำการสืบสวนระดับนานาชาติ ซึ่งจบลงด้วยการจับกุม 3 ราย และออกหนังสือเตือน 50 ฉบับเมื่อเดือนมิถุนายน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ FCA ได้ฟ้องดาราเรียลลิตี้และอินฟลูเอนเซอร์หลายราย ฐานโปรโมตการเทรดอัตราแลกเปลี่ยน

 

ด้านอินเดียก็เพิ่มการประชาสัมพันธ์และออกกฎเพื่อสกัดการเพิ่มขึ้นของ Finfluencer บนโซเชียลมีเดียเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 รูเปียห์ เท่ากับ 0.0019 บาท ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569

 

ภาพ : Igor Link / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

The post อินโดนีเซีย คลอดกฎเหล็กคุมเข้ม ‘อินฟลูฯ สายการเงิน’ ต้องแจ้งได้รับเงินโปรโมต-มีใบแนะนำลงทุน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 27.9 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anthropic กล่าวหา Alibaba ลอบดูดความสามารถ Claude ผ่านบัญชีปลอม 25,000 บัญชี จี้รัฐบาลสหรัฐฯ สกัดจีนลอกเลียนเทคโนโลยี AI https://thestandard.co/anthropic-alibaba-ai-theft-claude/ Fri, 26 Jun 2026 10:01:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1223333 ภาพแสดงข้อความ 'Alibaba ถูกกล่าวหา ลอบดูดความสามารถ Claude ผ่านบัญชีปลอม 25,000 บัญชี' บนหน้าจอ

Anthropic บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญชาติอเมริกัน […]

The post Anthropic กล่าวหา Alibaba ลอบดูดความสามารถ Claude ผ่านบัญชีปลอม 25,000 บัญชี จี้รัฐบาลสหรัฐฯ สกัดจีนลอกเลียนเทคโนโลยี AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อความ 'Alibaba ถูกกล่าวหา ลอบดูดความสามารถ Claude ผ่านบัญชีปลอม 25,000 บัญชี' บนหน้าจอ

Anthropic บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) สัญชาติอเมริกัน ออกมากล่าวหา Alibaba ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ว่าอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ ‘ลอบดูด’ ความสามารถของโมเดล AI อย่าง Claude ผ่านบัญชีปลอมนับหมื่นบัญชี ซึ่งถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขการใช้งานและบ่อนทำลายนโยบายของบริษัทที่ตั้งใจไม่ให้บริการผลิตภัณฑ์ในจีน

 

 
 

ตามรายงานของ Bloomberg และ Financial Times ที่อ้างอิงจดหมายซึ่ง Anthropic ส่งถึงสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ระบุว่า ปฏิบัติการที่เชื่อมโยงกับห้องปฏิบัติการ AI ชื่อ Qwen ของ Alibaba ได้พุ่งเป้าไปที่ความสามารถอันมีค่าที่สุดของ Claude

 

ทั้งด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์, การให้เหตุผลเชิงเอเจนต์ และการทำงานที่ซับซ้อนยาวนาน โดยถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทจีนเคยทำมาเพื่อต่อยอดจากผลงานของห้องปฏิบัติการชั้นนำในสหรัฐฯ

 

Anthropic ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนมิถุนายน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Claude มากถึง 28.8 ล้านครั้งจากบัญชีปลอมเหล่านั้น ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ส่งผลให้ราคาหุ้น Alibaba ในตลาดฮ่องกงร่วงลงเกือบ 5% เมื่อวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) ที่ผ่านมา แตะระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน

 

เปิดวิธีการ ‘distillation’ ลอกเลียนต้นทุนต่ำ

 

หัวใจของการกล่าวหาครั้งนี้คือเทคนิคที่เรียกว่า ‘distillation’ ซึ่งเป็นการดึงคำตอบจากโมเดล AI ที่แข็งแกร่งกว่ามาฝึกสอนโมเดลที่อ่อนแอกว่า เพื่อสร้างความสามารถที่ใกล้เคียงกันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก

 

แม้เทคนิคนี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลายในวงการเทคโนโลยีเพื่อฝึกโมเดลขนาดเล็ก แต่การนำไปลอกเลียนโมเดลระดับแนวหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขการใช้งาน

 

โดย Anthropic เตือนว่า Alibaba และห้องปฏิบัติการจีนรายอื่นกำลังนำผลลัพธ์จากโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ ไปใช้อย่างเป็นระบบในระดับอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาแชตบอตคู่แข่งโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการวิจัยและพัฒนามหาศาล

 

นอกจากนี้ บริษัทยังเตือนว่าระบบ AI ที่สร้างด้วยวิธีนี้มักขาดมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุม พร้อมเปรียบเปรยว่าการโจมตีลักษณะนี้เปลี่ยนเงินลงทุนของสหรัฐฯ หลายแสนล้านดอลลาร์ให้กลายเป็นการอุดหนุนคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยไม่ตั้งใจ

 

ทั้งนี้ Anthropic เคยกล่าวหาห้องปฏิบัติการ AI จีนรายอื่นในลักษณะเดียวกันมาแล้ว ทั้ง DeepSeek, Moonshot และ MiniMax ที่รวมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Claude ราว 16 ล้านครั้งผ่านบัญชีปลอม 24,000 บัญชี ขณะที่ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ก็เคยกล่าวหากลุ่มบริษัทจีนในประเด็นเดียวกัน

 

ที่น่าสังเกตคือ Anthropic ระบุว่าปฏิบัติการของ Alibaba เกิดขึ้นหลังจากที่ทำเนียบขาวออกบันทึกเตือนเรื่องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของห้องปฏิบัติการ AI ในระดับอุตสาหกรรมไปแล้วเมื่อเดือนเมษายน ซึ่งเท่ากับเป็นการกระทำที่ท้าทายคำเตือนของรัฐบาลโดยตรง

 

โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่าการทำ distillation ในระดับอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และยืนยันว่าจะเอาผิดผู้กระทำผิด

 

แรงกดดันทางการเมืองที่รุมเร้า Alibaba

 

การกล่าวหาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมืองในกรุงวอชิงตันที่เพิ่มขึ้นต่อ Alibaba หลังเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัทถูกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำในฐานะธุรกิจที่ถูกกล่าวหาว่าให้การสนับสนุนกองทัพจีน

 

ซึ่ง Alibaba ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น และได้ยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมในสัปดาห์นี้เพื่อขอให้ถอดชื่อออกจากบัญชีดำ

 

ด้านฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ก็เริ่มขยับเพื่อตอบสนองข้อกังวลของอุตสาหกรรม โดยในวุฒิสภามีแผนเสนอแก้ไขกฎหมายกลาโหมที่จะขึ้นบัญชีดำหรือคว่ำบาตรบริษัทจีนที่เข้าถึงผลลัพธ์ของโมเดล AI สหรัฐฯ อย่างไม่เหมาะสมเพื่อนำไปฝึกโมเดลคู่แข่ง

 

ขณะที่ Anthropic เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ อุดช่องโหว่ที่เปิดทางให้ห้องปฏิบัติการ AI จีนเข้าถึงชิปขั้นสูง และลงโทษบริษัทที่รับผิดชอบต่อการโจมตีแบบ distillation

 

รวมถึงสนับสนุนให้มีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างบริษัทสหรัฐฯ มากขึ้น โดยปัจจุบัน Anthropic, OpenAI และ Google ได้ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความพยายามทำ distillation ที่ละเมิดเงื่อนไขการใช้งานแล้ว

 

เดิมพันของ Anthropic ก่อนเข้าตลาดหุ้น

 

สำหรับ Anthropic การกล่าวหาครั้งนี้สะท้อนความกังวลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ว่าคู่แข่งจากจีนอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ที่มีความสามารถใกล้เคียงกันแต่ราคาถูกกว่า จนดึงลูกค้าออกไป

 

ความกังวลนี้ยิ่งมีน้ำหนักในช่วงที่บริษัทซึ่งถูกประเมินมูลค่าโดยนักลงทุนเอกชนสูงถึง 9.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.24 ล้านล้านบาท) กำลังเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก หรือ IPO

 

อย่างไรก็ตาม การที่ Anthropic เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ อาจไม่ได้รับการตอบรับเต็มที่จากทำเนียบขาว เนื่องจากบริษัทกำลังมีข้อพิพาทกับรัฐบาลทรัมป์ ที่เพิ่งออกมาตรการควบคุมการส่งออกโมเดล AI ระดับสูงสุด 2 ตัวของบริษัทอย่าง Fable 5 และ Mythos 5 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง

 

ขณะเดียวกัน การกล่าวหาของ Anthropic ยังตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนต่อความสามารถของบริษัทเทคโนโลยีจีนในการแข่งขันในสนาม AI โลก โดยหลังข่าวนี้หุ้นบริษัทจีนรายอื่นที่พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ก็ปรับตัวลงตามไปด้วย ทั้ง Xiaomi และ Baidu ที่ร่วงลงกว่า 3%

 

นอกจากปัจจัยด้าน AI แล้ว หุ้น Alibaba ยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคในประเทศที่ซบเซา

 

โดยนักวิเคราะห์จาก Nomura ประเมินว่าเทศกาลชอปปิงวันที่ 18 มิถุนายนของจีนมียอดขายอีคอมเมิร์ซหลักลดลงราว 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะทรงตัว พร้อมปรับลดประมาณการกำไรของ Alibaba ในปีงบประมาณ 2027 ลง 15%

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.41 บาท ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: Melinda Nagy / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Anthropic กล่าวหา Alibaba ลอบดูดความสามารถ Claude ผ่านบัญชีปลอม 25,000 บัญชี จี้รัฐบาลสหรัฐฯ สกัดจีนลอกเลียนเทคโนโลยี AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลักภาระให้ลูกค้า? Apple ประกาศขึ้นราคา Mac-iPad ทั่วโลก แพงขึ้นสูงสุด 25% เซ่นพิษต้นทุนชิปความจำพุ่ง 4 เท่า https://thestandard.co/apple-mac-ipad-price-hike-chip-cost/ Fri, 26 Jun 2026 01:52:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1223026 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงการปรับขึ้นราคา Mac และ iPad ของ Apple ทั่วโลก

แฟนๆ Apple เตรียมควักกระเป๋าจ่ายแพงขึ้น เมื่อยักษ์ใหญ่ด […]

The post ผลักภาระให้ลูกค้า? Apple ประกาศขึ้นราคา Mac-iPad ทั่วโลก แพงขึ้นสูงสุด 25% เซ่นพิษต้นทุนชิปความจำพุ่ง 4 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงการปรับขึ้นราคา Mac และ iPad ของ Apple ทั่วโลก

แฟนๆ Apple เตรียมควักกระเป๋าจ่ายแพงขึ้น เมื่อยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีประกาศปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หลายรายการทั้ง Mac, iPad, อุปกรณ์สมาร์ทโฮม และ Vision Pro ทั่วโลก เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

 

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ Apple ที่มีการขยับราคาอุปกรณ์หลายกลุ่มพร้อมกันในคราวเดียว ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Mac ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 15% – 20% ขณะที่กลุ่ม iPad ขยับขึ้น 15% – 25%

 

สำหรับราคาในประเทศไทย MacBook Neo รุ่น 256GB ได้ปรับขึ้นจาก 19,900 บาท เพิ่มเป็น 24,900 บาท, MacBook Air M5 รุ่น 13 นิ้ว จาก 36,900 บาท เป็น 44,900 บาท , MacBook Pro ชิป M5 รุ่น 14 นิ้ว จาก 56,900 เป็น 69,900 บาท , iPad Pro รุ่น 11 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 39,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi เป็น 42,900 บาท และ iPad Air ชิป M4 รุ่น 11 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 21,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi เป็น 27,900 บาท เป็นต้น (THE STANDARD WEALTH เทียบราคากับช่วงเปิดตัวกับล่าสุด ณ วันที่ 25 มิ.ย. หลังปรับราคาใหม่)

 

รายงานจากสื่อต่างประเทศระบุว่า แม้ปัจจุบัน Apple จะยังไม่ได้ประกาศปรับขึ้นราคา iPhone และอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Apple Watch รวมถึง AirPods แต่บริษัทได้ส่งสัญญาณว่าอาจมีการ ‘ปรับราคาเพิ่มเติม’ ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกในอนาคต

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

กระแส AI ดันต้นทุนชิปพุ่งกระฉูด

 

“อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” โฆษกของ Apple กล่าวในแถลงการณ์ “การขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ทำให้เกิดความต้องการหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ เราไม่เคยเห็นราคาชิ้นส่วนพุ่งขึ้นมากและรวดเร็วขนาดนี้มาก่อน”

 

Apple ระบุเพิ่มเติมว่า “เราได้ปกป้องลูกค้าจากการปรับขึ้นราคามาโดยตลอด แต่ตอนนี้เรามาถึงจุดที่จำเป็นต้องเริ่มปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์บางรายการ” พร้อมยอมรับว่านี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับผู้บริโภค และบริษัทกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหาทางออก

 

ก่อนหน้านี้ ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal ว่า การขยับราคาหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากความต้องการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ผลักดันให้ต้นทุนชิ้นส่วนพุ่งสูงขึ้น เขาเปรียบสถานการณ์นี้ว่ารุนแรงในระดับ ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี’ ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีในวงการ

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย TechInsights และ Counterpoint Research สอดคล้องกันว่า ราคาชิปหน่วยความจำหลักอย่าง DRAM และชิปจัดเก็บข้อมูล NAND พุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่าตัวในช่วง 9 เดือนถึง 1 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากซัพพลายเออร์หันไปเร่งผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI มากขึ้น

 

จับตากลยุทธ์ดันราคาสินค้ารุ่นใหม่

 

แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Mac และ iPad จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องจับตามองคือทิศทางราคาของ iPhone รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ โดยเฉพาะรุ่นเรือธงอย่าง iPhone 18 Pro และ 18 Pro Max รวมถึงสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นแรกของค่าย

 

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่า Apple จะปรับขึ้นราคา iPhone อย่างแน่นอน โดยจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสินค้ารุ่น Pro ซึ่งผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า การขยับราคาเพียง 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,236 บาท) ก็เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 78% แล้ว

 

ก่อนหน้านี้มีรายงานจาก The Wall Street Journal ประเมินว่า หากรวมต้นทุนชิปที่สูงขึ้นและระบบกล้องใหม่ที่คาดว่าจะแพงขึ้นด้วย ราคา iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจขยับขึ้นไปแตะ 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45,800 บาท) หรือมากกว่านั้น

 

ในขณะเดียวกัน Tarun Pathak ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก Counterpoint Research ประเมินว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่แพงขึ้นอาจทำให้ Apple มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราว 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,472 บาท) ต่อ iPhone หนึ่งเครื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาขายขยับขึ้น 150 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,854 – 6,472 บาท) ในแต่ละรุ่น โดยเน้นไปที่รุ่นที่มีความจุสูงเป็นหลัก

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการผลักดันฟีเจอร์ Apple Intelligence ที่จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำเครื่องที่สูงขึ้น IDC คาดว่า iPhone รุ่นใหม่ทั้งหมดจะต้องขยับไปใช้ RAM ขนาด 12GB เพื่อรองรับฟีเจอร์ AI และ Siri รูปแบบใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

การอัปเกรดฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับ AI จึงกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ Apple สามารถใช้เป็นข้ออ้างในการขยับราคาอุปกรณ์ให้สูงขึ้น แทนที่จะอ้างอิงแค่เรื่องต้นทุนชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียว ซึ่ง IDC มองว่าราคาขายเฉลี่ยของ Apple อาจเพิ่มขึ้น 12% ในปีนี้ ด้วยอานิสงส์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น และการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับที่คาดว่าจะมีราคาทะลุ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64,720 บาท)

 

สถานการณ์วิกฤตชิปหน่วยความจำขาดแคลนและมีราคาแพงนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ จอห์น เทอร์นัส ที่เตรียมก้าวขึ้นมารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ต่อจาก ทิม คุก ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ว่าจะนำพา Apple ฝ่าฟันความท้าทายนี้ไปได้อย่างไรในอนาคต

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.41 บาท ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569

 

ภาพ: agustin.photo / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ผลักภาระให้ลูกค้า? Apple ประกาศขึ้นราคา Mac-iPad ทั่วโลก แพงขึ้นสูงสุด 25% เซ่นพิษต้นทุนชิปความจำพุ่ง 4 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
WEF 2026 เตือน! โลกเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘เทคโนโลยีล้น ตลาดขาดแคลน’ ชี้ช่องโหว่ Deep Tech ขยายตัวยาก หากไร้โครงสร้างพื้นฐานรองรับ https://thestandard.co/wef-deep-tech-shallow-markets/ Wed, 24 Jun 2026 10:43:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1222359 ภาพกราฟิกแสดงคำว่า Deep Tech และข้อความ 'ล้ำยุค แต่อาจไร้ตลาด' สรุปบทเรียนจาก WEF 2026

ในการประชุม Annual Meeting of the New Champions 2026 หร […]

The post WEF 2026 เตือน! โลกเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘เทคโนโลยีล้น ตลาดขาดแคลน’ ชี้ช่องโหว่ Deep Tech ขยายตัวยาก หากไร้โครงสร้างพื้นฐานรองรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำว่า Deep Tech และข้อความ 'ล้ำยุค แต่อาจไร้ตลาด' สรุปบทเรียนจาก WEF 2026

ในการประชุม Annual Meeting of the New Champions 2026 หรือที่รู้จักกันในนาม Summer Davos 2026 ณ เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน หนึ่งในเซสชันที่ถูกจับตามองและเป็นหัวข้อท้าทายที่สุดของปีนี้คือ ‘Deep Tech, Shallow Markets’ ซึ่งตั้งคำถามสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ว่า “ในวันที่เทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ทำไมการนำมาปรับใช้และสร้างมูลค่าจริงในตลาดกลับยังอยู่ในวงจำกัด”

 

 
 

โดยในการเสวนารอบนี้ มีวิทยากรชั้นนำระดับโลกมาร่วมขบคิด นำโดย:

 

  • Zhu Min อดีตรองกรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
  • Jonathan Zhu หุ้นส่วนและประธานประจำประเทศจีนของ Bain Capital
  • Anulika Ajufo ผู้อำนวยการบริหารจาก HarbourVest Partners
  • Brandon Barbello ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO ของ Archetype AI
  • Eleanor Olcott ผู้สื่อข่าวสายเทคโนโลยีจีนจาก Financial Times (ผู้ดำเนินรายการ)

 

THE STANDARD WEALTH สรุปประเด็นสำคัญและมุมมองจากเหล่าผู้นำทางความคิดและนักลงทุนระดับโลกในเซสชันนี้ เพื่อฉายภาพให้เห็นถึง ‘ช่องว่าง’ ขนาดใหญ่ระหว่างนวัตกรรมแห่งอนาคตและตลาดในโลกความเป็นจริง

 

ความคาดหวังสูง แต่ ‘ตลาด’ ยังตามไม่ทัน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีอย่างระบบการตรวจจับควอนตัม (Quantum Sensing) เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเศรษฐกิจโลกอย่างมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักในปัจจุบันคือสภาวะที่เรียกว่า ‘Shallow Markets’ หรือตลาดที่ยังขาดความลึกและความพร้อม ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบข้อบังคับ และโมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ ส่งผลให้ Deep Tech จำนวนมากยังติดอยู่เพียงในขั้น ‘ความหวัง’ หรือเป็นเพียงโครงการต้นแบบในห้องแล็บ แต่ยังไม่สามารถ Scale-up ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้างได้

 

จากการเสวนา สามารถสรุปปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่าน Deep Tech จาก ‘ห้องแล็บ’ สู่ ‘ตลาดจริง’ ได้ใน 3 มิติหลัก:

 

  • 1. การเปลี่ยนผ่านของเงินทุน

 

Deep Tech แตกต่างจากเทคโนโลยีซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มทั่วไปตรงที่ต้องใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนายาวนาน นักลงทุนจึงจำเป็นต้องปรับมุมมองจากการหวังผลกำไรระยะสั้น มาเป็นการลงทุนระยะยาวที่พร้อมอดทนรอความสำเร็จ เพื่อให้สตาร์ตอัปด้าน Deep Tech มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอในช่วงที่เทคโนโลยียังไม่ทำเงิน

 

  • 2. การเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจจริง

 

การจะทำให้ตลาด ‘ลึก’ ขึ้น เทคโนโลยีขั้นสูงจะต้องไม่แยกตัวโดดเดี่ยว แต่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ภาคการผลิต พลังงาน การแพทย์ หรือการเกษตร

 

ตัวอย่างเช่น การนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิต หรือการใช้ควอนตัมเซนเซอร์ในอุตสาหกรรมสำรวจทรัพยากร ซึ่งจะช่วยสร้างดีมานด์ในตลาดจริงได้อย่างถาวร

 

  • 3. ความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบ

 

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกแยกส่วน การกำหนดมาตรฐานและความร่วมมือระหว่างประเทศกลายเป็นสิ่งจำเป็น หากตลาดโลกถูกแบ่งแยก การเข้าถึงตลาดที่มีขนาดใหญ่พอก็จะทำได้ยากขึ้น ส่งผลให้ Deep Tech ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่

 

การเสวนาในหัวข้อ Deep Tech, Shallow Markets ในงาน Summer Davos 2026 ย้ำเตือนให้คนในแวดวงธุรกิจและนโยบายตระหนักว่า ความสำเร็จของเทคโนโลยีแห่งอนาคตไม่ได้วัดกันที่ความล้ำสมัยของนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่วัดที่ ‘ความสามารถในการสร้างระบบนิเวศตลาด’ ที่พร้อมรองรับและขับเคลื่อนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

 

หลังจากนี้ ความสนใจจะมุ่งไปที่กลุ่มทุน Venture Capital และรัฐบาลของประเทศมหาอำนาจ ว่าจะร่วมมือกันสร้างสะพานเชื่อมโยง Deep Tech ให้ก้าวข้ามผ่าน ‘หุบเขาแห่งความตาย’ (Valley of Death) ไปสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่งได้อย่างไร

 

อ้างอิง:

 

The post WEF 2026 เตือน! โลกเสี่ยงเผชิญภาวะ ‘เทคโนโลยีล้น ตลาดขาดแคลน’ ชี้ช่องโหว่ Deep Tech ขยายตัวยาก หากไร้โครงสร้างพื้นฐานรองรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย พร้อมส่ง AI ช่วยเขียนบท-ตัดต่อ https://thestandard.co/tiktok-short-drama-pay-thailand-ai/ Mon, 22 Jun 2026 12:24:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1221579 ภาพประกอบสมาร์ทโฟนแสดงหน้าจอแอป TikTok ที่มีละครสั้นและข้อความ 'มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์ จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ‘ละครสั้น’ หรือที […]

The post มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย พร้อมส่ง AI ช่วยเขียนบท-ตัดต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบสมาร์ทโฟนแสดงหน้าจอแอป TikTok ที่มีละครสั้นและข้อความ 'มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์ จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ‘ละครสั้น’ หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า ‘ละครคุณธรรม’ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะบน TikTok ที่ค่ายผู้ผลิตทั้งรายเล็กรายใหญ่ต่างแย่งกันป้อนผลงานสั้นๆ ความยาวไม่กี่นาที แต่สามารถสร้างอารมณ์กระแทกใจ

 

 
 

ทำให้ผู้ชมจะจดจำตัวละคร และ วลีเด็ดได้อย่างรวดเร็ว เช่น ประโยคฮิตติดปากที่มักปรากฏในฉากปิดว่า ‘ความจริงแล้ว ฉันเป็นประธานบริษัท’ ซึ่งกลายเป็นมุกปิดเรื่องที่ผู้ชมเลียนแบบและแชร์ต่อบนโซเชียลอย่างกว้างขวาง สะท้อนถึงพลังของโครงเรื่องที่เข้มข้นและจังหวะการเล่าเรื่องที่รัดกุมในรูปแบบสั้นๆ

 

ทว่าการเติบโตของตลาดละครสั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศ ไทย เท่านั้น แต่เป็นแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย, สิงคโปร์, หรือฟิลิปปินส์

 

สอดคล้องจากตัวเลขและเทรนด์จากแพลตฟอร์มTikTok ที่ยืนยันว่ารูปแบบ Short Drama ความยาว 1–5 นาที กลายเป็นหนึ่งในหมวดความบันเทิงบนมือถือที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก จากเดิมที่เป็นเพียง คอนเทนต์ เฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นสื่อหลักที่ดึงผู้ชมได้จำนวนมหาศาล

 

เมื่อไม่นานมานี้ ทีมงาน THE STANDARD WEALTH มีโอกาสไปร่วมงาน TikTok Apps Summit 2026 ที่จัดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ ภายใต้ ธีม Mini Moments, Max Impact งานนี้รวบรวมผู้บริหารแอปและเกมกว่า 150 รายจาก 6 ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการเติบโตของตลาดละครสั้นและพาเจาะลึกถึงเบื้องหลังต่างๆ

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เวลาเกือบ 40 นาทีดูละครสั้น

 

เริ่มงาน Ng Chew Wee หัวหน้าฝ่ายการตลาดธุรกิจระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ TikTok ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ โดยอิงจาก Sensor Tower พบว่า ในปี 2025 ยอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมีการดาวน์โหลดรวมทั้งสิ้น 14.9 หมื่นล้านครั้ง และสร้างรายได้จากในแอปรวม 16.7 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ขณะที่ผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ 40 นาทีต่อวันในการดูละครสั้น ข้อมูลนี้ชี้ว่าละครสั้นกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักบนมือถือที่สามารถดึงเวลาการใช้งานของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม แม้มีการดาวน์โหลดแอปจำนวนมาก แต่พฤติกรรมการใช้งานจริงน้อยกว่านั้น โดยเฉลี่ยผู้ใช้มักมีแอปติดตั้งบนมือถือสูงถึง 80 แอป แต่ใช้งานจริงเพียง 10 แอปหรือน้อยกว่า นี่ทำให้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงตำแหน่งในหน้าจอผู้ใช้มีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งในแง่การรักษาความสนใจและการสร้างความจงรักภักดีต่อแอปหนึ่งๆ

 

ภาพประกอบสมาร์ทโฟนแสดงหน้าจอแอป TikTok ที่มีละครสั้นและข้อความ 'มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์ จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH 1

Ng Chew Wee หัวหน้าฝ่ายการตลาดธุรกิจระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก TikTok

 

นอกจากนี้ ปัจจัยที่เร่งให้เกิดการพัฒนาแอปและคอนเทนต์ในจำนวนมากคือเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาช่วยลดกำแพงทางเทคนิคและเวลาในการพัฒนา ทำให้ระยะเวลาตั้งแต่ไอเดียจนถึงการเปิดตัวแอปลดลง จากเดิมที่ใช้เวลาเฉลี่ยราว 6 เดือน ลดลงเหลือ 1–3 เดือน ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาเกิดแอปใหม่มากกว่า 1 ล้านแอป เพิ่มขึ้น 37%

 

“การมีแอปจำนวนมากขึ้นทำให้ความยากในการดึงดูดความสนใจของผู้ใช้เพิ่มขึ้น จากสถิติสะท้อนว่าเกินครึ่งของแอปถูกถอนการติดตั้งภายใน 30 วันแรก โดยเฉพาะประเภทเกมที่อาจมีอัตราการเลิกใช้งานสูงถึง 80-90% ภายในวันเดียว ซึ่งบ่งชี้ว่าการรักษาผู้ใช้และการออกแบบประสบการณ์ใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายกลายเป็นหัวใจสำคัญของแพลตฟอร์ม” หัวหน้าฝ่ายการตลาดธุรกิจระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ TikTok ย้ำ

 

ไตรมาสแรกปี 2026 ยอดดาวน์โหลด ‘ละครสั้น’ พุ่งขึ้น 140%

 

ในมิติของตลาดดาวน์โหลด แอปที่เกี่ยวกับ Short Dramas หรือละครสั้น ถูกดาวน์โหลดทั่วโลกถึง 2.26 พันล้านครั้งในปี 2025 และไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คิดเป็น 32% ของยอดดาวน์โหลดทั่วโลก เติบโตถึง 220% และชี้ให้เห็นถึงศักยภาพสร้างรายได้จากการขายตอน ตามด้วยการขายไอเทมในมินิเกม หรือการทำธุรกิจโมเดลโฆษณาที่ผสานกับการซื้อขายภายในแอป

 

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเกมมือถือยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าตลาดเกมจะขยายเป็นมูลค่าประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 มีการดาวน์โหลดแอปเกมเพิ่มขึ้นมากถึง 55%

 

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ละครสั้นและเกมมือถือเป็นสองหมวดที่มีโอกาสเติบโตและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

 

TikTok ไทยเตรียมปล่อยโมเดลจ่ายเงินชมตอนต่อ-เครื่องมือ AI ช่วยเขียนบทละครสั้น

 

ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย ‘ธัญวุฒิ วงษ์สุนทร’ General Manager, TikTok for Business ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจของ TikTok ในประเทศทำผ่าน 4 โมเดลหลัก ได้แก่ TikTok Shop ร้านค้าอีคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์ม, Local Service การเชื่อมต่อการจองบริการผ่านพาร์ทเนอร์ เช่น Agoda, Booking.Com ที่ได้ลูกค้าจากคอนเทนต์บน TikTok, Search ช่องทางค้นหาข้อมูลภายในแพลตฟอร์ม และMini Series & Mini Gaming ซีรีส์สั้นและมินิเกม ซึ่งเป็นหมวดที่กำลังถูกนำเสนอเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่

 

ภาพประกอบสมาร์ทโฟนแสดงหน้าจอแอป TikTok ที่มีละครสั้นและข้อความ 'มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์ จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH 2

ธัญวุฒิ วงษ์สุนทร General Manager, TikTok for Business ประเทศไทย

 

สำหรับทิศทางสำคัญที่ TikTok ประเทศไทยเตรียมเดินหน้าเปิดโซลูชันโฆษณาและฟีเจอร์เชื่อมโยงการค้นหา ชม เล่น และซื้อคอนเทนต์สั้นหรือไอเทมเกมได้โดยไม่ต้องออกจากแอป โดยจะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้ชมที่มีส่วนร่วมสูง และเปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์และโปรดักชันเฮาส์สร้างรายได้ตรงจากงานครีเอทีฟ

 

เบื้องต้นมีแผนดำเนินการ 2 เฟส เฟสแรกจะเป็นการยิงโฆษณานำผู้ชมไปยังแอปภายนอก ขณะที่เฟสสองซึ่งวางแผนเปิดตัวในไตรมาส 3–4 ของปีนี้ จะอนุญาตให้ผู้ชมซื้อชมตอนละครสั้นต่อได้ภายใน TikTok

 

ส่วนราคาคาดว่าจะไม่เกิน 30 บาทต่อตอน โดยแบ่งรายได้แบบ 50:50 ระหว่าง TikTok กับผู้ผลิตคอนเทนต์ เชื่อว่าโมเดลนี้มีศักยภาพเปลี่ยนผู้ชมจากการบริโภคฟรีสู่การจ่ายเงินเพื่อเสพเนื้อหา

 

นอกจากโมเดลการซื้อชมแล้ว TikTok ยังเปิดตัวเครื่องมือ AI ชื่อ Symphony ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือบนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้โฆษณาและผู้ผลิตคอนเทนต์ โดยให้บริการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เช่น การช่วยเขียนบท ตัดต่อวิดีโอ และแม้แต่การเจเนอเรตวิดีโอโฆษณาแบบอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ลงโฆษณาในไทยกว่า 20% เริ่มทดลองใช้งานเครื่องมือกลุ่ม AI เหล่านี้แล้ว

 

ธัญวุฒิมองว่าเป้าหมายของ TikTok คือการสร้างช่องทางรายได้ใหม่และเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสำหรับโปรดักชันเฮาส์และครีเอเตอร์ไทย เพื่อให้สามารถสร้างรายได้จากผลงานครีเอทีฟโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเดิมหรือสปอนเซอร์เพียงอย่างเดียว

 

คนไทยดาวน์โหลดแอปดู ‘ละครสั้น’ ติดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เมื่อมาดูในมุมพฤติกรรมผู้ใช้ TikTok ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ใช้เข้าแอปโดยเฉลี่ย 15 ครั้งต่อวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยมีช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่นตั้งแต่ 17:00 ถึง 22:00 น.

 

การที่ผู้ใช้งานใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เข้าแพลตฟอร์มหลายครั้งตลอดวัน ทำให้แพลตฟอร์มสามารถดึงผู้ชมให้กลับมาสนใจเนื้อหาซ้ำๆ และเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นเป็นการซื้อหรือการมีส่วนร่วมผ่าน Mini games และ Mini drama ได้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับตลาดประเทศไทย ปีที่แล้วคนไทยดาวน์โหลดแอปเพื่อดู Mini Series เป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ แสดงให้เห็นว่าความต้องการบริโภคละครสั้นในไทยมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมเป็นตลาดเชิงพาณิชย์

 

ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มผู้ชมหลักคือคนวัย 18–35 ปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของผู้ใช้ TikTok ในไทยจากฐานผู้ใช้ทั้งหมดราว 53 ล้านคน นั่นหมายถึงการออกแบบคอนเทนต์และโมเดลธุรกิจต้องโฟกัสการดึงความสนใจให้ได้ภายใน 15 วินาทีแรก เพื่อสร้างเส้นทางการเปลี่ยนจากผู้ชมเป็นผู้จ่ายเงินหรือผู้ซื้อสินค้าต่อไป

 

“สุดท้ายแล้วการเติบโตของละครสั้น สามารถต่อยอดทักษะสู่การทำงานเชิงพาณิชย์ได้ง่ายขึ้นเพราะต้นทุนการผลิตและการจัดจำหน่ายลดลง แต่อีกด้านก็มีความท้าทาย ทั้งการรักษาคุณภาพงานในปริมาณที่เพิ่มขึ้น การจัดการลิขสิทธิ์ เนื้อหาที่มีคุณภาพและต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันไปด้วย” ธัญวุฒิ ย้ำ

The post มาแน่! TikTok ผุดฟีเจอร์จ่าย 30 บาท/ตอน ดู ‘ละครสั้น’ ต่อในไทย พร้อมส่ง AI ช่วยเขียนบท-ตัดต่อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบทเรียนจากอินเดียถึงอังกฤษ การแบนโซเชียลแก้ปัญหาเด็กติดจอได้จริง? หรือแค่ย้ายไปแอปอื่น https://thestandard.co/uk-social-media-ban-teen-apps/ Sat, 20 Jun 2026 07:33:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1220963 เด็กถือสมาร์ทโฟนใต้ผ้าห่มในที่มืด

รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘เซอร์ เคียร์ สต […]

The post เปิดบทเรียนจากอินเดียถึงอังกฤษ การแบนโซเชียลแก้ปัญหาเด็กติดจอได้จริง? หรือแค่ย้ายไปแอปอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กถือสมาร์ทโฟนใต้ผ้าห่มในที่มืด

รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์’ กำลังเผชิญกับสารพัดวาระแห่งชาติที่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ปลื้ม ยกเว้นเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น นั่นคือ ‘กฎหมายห้ามวัยรุ่นใช้โซเชียลมีเดีย’ ซึ่งตัวนายกฯ ถึงกับออกปากด้วยความโล่งใจว่า สิ่งนี้จะช่วยคืนวัยเด็กที่สมบูรณ์ให้กับเยาวชน

 

แม้จะมีหลักฐานให้เห็นมากมายว่าโซเชียลมีเดียทำให้เด็กๆ เป็นทุกข์และไม่ปลอดภัย แต่ในโลกความเป็นจริง การประกาศแบนด้วยความหวังดีนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่การบังคับใช้จริงต่างหากที่ยาก เพราะหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเจอกับศึกหนัก ทั้งการอุดช่องโหว่ ตามด้วยการรับมือกับผลกระทบข้างเคียง และการหาจุดสมดุลไม่ให้การควบคุมนี้ลุกลามจนกลายเป็นการจำกัดสิทธิบนโลกออนไลน์

 

หากย้อนดูเทรนด์โลก อินเดียเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่สั่งแบน TikTok มาตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่สหรัฐฯ ก็เกือบจะบล็อกแอปนี้สำเร็จ ในตอนนั้น นักการเมืองมองว่ามันคือสงครามเพื่อตอบโต้จีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ByteDance บริษัทแม่ TikTok เพราะกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลและการปั่นหัวคนรุ่นใหม่

 

ทว่าวันนี้ ภัยคุกคามในสายตาของโลกตะวันตกได้เปลี่ยนไปแล้ว หลายประเทศไม่ได้กลัวแค่แอปจากประเทศศัตรู แต่เริ่มมองว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของอเมริกาก็มีพฤติกรรมแทรกแซงและไร้ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน และไม่ควรปล่อยให้กลุ่มทุนเหล่านี้มาดูแลอนาคตของเยาวชนโดยไม่มีการควบคุม

 

อีกหนึ่งความท้าทายคือวัยรุ่นมักฉลาดกว่าผู้คุมกฎเสมอ หลังจากมีเคสของอินเดียพิสูจน์แล้วว่า การแบน TikTok ไม่ได้ช่วยลดอาการเสพติดคลิปสั้นของเยาวชนเลย เพราะพวกเขาย้ายแพลตฟอร์มไปซบแอปคู่แข่งที่เป็นของอเมริกา ซึ่งมีทุนหนาและควบคุมยากกว่าเดิม

 

สำหรับในประเทศอังกฤษ เยาวชนก็คงหาทางออกไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการมุด VPN, การปลอมแปลงพิกัด หรือยืมบัญชีของพี่น้องที่โตกว่า ยิ่งไปกว่านั้น บนโลกออนไลน์ยังมีผู้ล่า ทั้งกลุ่มโฆษณา นักล้างสมอง หรือผู้ไม่หวังดี พร้อมที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเยาวชน เจาะระบบเพื่อเข้าถึงตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา

 

เมื่อการตรวจเช็กอายุแบบหลวมๆ เอาไม่อยู่ และสื่อประโคมข่าวว่าเยาวชนยังคงเล็ดลอดเข้าไปเผชิญอันตรายได้ รัฐบาลอังกฤษอาจไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยกระดับการควบคุมให้โหดขึ้น ซึ่งอาจลามไปถึงการบังคับทำ Digital ID เพื่อใช้เข้าอินเทอร์เน็ต ตามด้วยการสั่งแบน VPN ทั้งประเทศ และการเอาผิดทางกฎหมายกับโรงเรียนหรือผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยให้เยาวชนแหกกฎ

 

เรียกได้ว่าการสั่งแบนแบบเหมาเข่งยังมีราคาที่ต้องจ่าย ในมุมที่ผู้กำหนดนโยบายมองข้าม เพราะในตอนที่อินเดียแบน TikTok อัลกอริทึมที่เคยเปิดโอกาสให้คนธรรมดา เด็กต่างจังหวัด หรือกลุ่มคนรากหญ้าได้แจ้งเกิดกลับหายวับไปกับตา แล้วถูกแทนที่ด้วย YouTube และ Instagram ซึ่งเป็นพื้นที่ของเหล่า Influencer หน้าเดิมๆ ที่มีทุนหนาคอยผูกขาด

 

นอกจากนี้ การตัดขาดเยาวชนออกจากโลกออนไลน์ อาจเป็นการทำลายพื้นที่ปลอดภัยของเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่ม LGBTQN+ ที่พึ่งพาชุมชนออนไลน์ในการเยียวยาจิตใจและหลีกหนีจากความเครียดในโลกแห่งความเป็นจริง

 

แต่ในมุมของรัฐบาลอังกฤษอาจหวังว่าการแบนครั้งนี้จะทำให้เยาวชนวางมือถือแล้วออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้ง แต่นี่อาจเป็นเพียงความฝันอันแสนหวาน เพราะบทเรียนจากอินเดียได้พิสูจน์แล้วว่าการแบนไม่ได้ช่วยหมุนเวลาให้ย้อนกลับไปสู่อดีต แต่มันแค่เปลี่ยนหน้าตาของแพลตฟอร์มที่เข้ามาหล่อหลอมพฤติกรรมของคนเท่านั้น

 

ภาพ:Volodymyr TVERDOKHLIB/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดบทเรียนจากอินเดียถึงอังกฤษ การแบนโซเชียลแก้ปัญหาเด็กติดจอได้จริง? หรือแค่ย้ายไปแอปอื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
IdeasLabs เผยแบรนด์รัดเข็มขัด Q1 เลิกจ้างดาราสร้างไวรัล หันหา Micro-Nano 20-30 คนที่ปิดการขายได้จริง https://thestandard.co/ideaslabs-brands-shift-micro-nano-influencers/ Sat, 20 Jun 2026 07:30:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1220959 ชายหนุ่มถือโทรโข่งกำลังพูด

IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สั […]

The post IdeasLabs เผยแบรนด์รัดเข็มขัด Q1 เลิกจ้างดาราสร้างไวรัล หันหา Micro-Nano 20-30 คนที่ปิดการขายได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชายหนุ่มถือโทรโข่งกำลังพูด

IdeasLabs ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน Influencer และ MarTech สัญชาติไทย เปิดเผยภาพรวมตลาด Influencer Marketing ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่าแบรนด์เริ่มระมัดระวังการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยหันมาเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่วัดผลได้ มากกว่าการทุ่มงบเพื่อยอดไลก์หรือยอดวิว

 

 
 

งบประมาณจึงถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์ได้ว่าคอนเทนต์ขับเคลื่อนยอดขายได้จริง ซึ่งเป็นจังหวะที่เปิดโอกาสให้ Micro และ Nano Influencer เร่งสร้างผลงานในแบบที่วัดผลได้

 

แบรนด์เปลี่ยนจากจ้างดาราสร้างไวรัล สู่ Micro-Nano ที่ปิดการขายได้

 

IdeasLabs ระบุว่า เดิมแบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือ Mega Influencer ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปสนุกเพื่อสร้างไวรัล แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาแบ่งงบไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีใช้สินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์ Affiliate เพื่อวัดว่าใครปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มที่สุด

 

จากฐานข้อมูลการทำงานกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่าในไตรมาสแรก มี 4 กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ที่แบรนด์ลงงบมากที่สุด เริ่มจากกลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) ที่ได้งบสูงสุด เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่าย เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสที่ใช้อินฟลูฯ สายทำอาหารแจกสูตรเมนูประหยัดทำเองที่บ้าน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที

 

ตามด้วยกลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) ที่คุณแม่มีอำนาจตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่า เช่น การจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับของผ้าอ้อมผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ ทั้ง Facebook Group และเว็บบอร์ด ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ได้ทันที

 

กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้ากับชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับแฟนคลับสายคอนเสิร์ตทำคอนเทนต์ถ่ายภาพการแสดงจากที่นั่งไกล เพื่อแสดงว่าไม่ต้องใช้กล้องราคาแพงก็ได้ภาพคมชัด ส่วนกลุ่ม Beauty (ความงาม) แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังลงทุนต่อเนื่อง โดยเน้นรีวิวผลลัพธ์ก่อน-หลังใช้จริง

 

7 แนวทางที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องปรับ จากคนทำคอนเทนต์สู่คนสร้างยอดขาย

 

IdeasLabs แนะนำให้อินฟลูเอนเซอร์ไทยปรับบทบาทจากการเป็นคนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิวไปสู่การเป็นคนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์ (Business Result Driver) ผ่าน 7 แนวทาง

 

  1. ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ มากกว่าแค่ไวรัล เช่น เปลี่ยนจากคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์ เป็นคลิปแต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท พร้อมบอกพิกัดสินค้าแต่ละชิ้น
  2. วัดผลได้ชัดเจน สรุปงานด้วยยอด Click-through rate (CTR) หรือยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า แทนการรายงานแค่ยอดวิวยอดไลก์
  3. สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามจริงทั้งข้อดีและข้อด้อยของสินค้า
  4. ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ช่วยคิดหัวข้อคลิป วิเคราะห์จุดที่ควรปรับปรุง หรือตรวจแคปชั่นให้ดูเป็นมืออาชีพ
  5. กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น นำวิดีโอไปปรับสัดส่วนลงทั้ง YouTube Shorts, Facebook Reels และเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8
  6. ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น เช่น จากเดิมคิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว เปลี่ยนเป็นค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท บวกค่าคอมมิชชั่น 10% จากยอดขายผ่านลิงก์ Affiliate หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิทให้แบรนด์ตัดสินใจง่ายขึ้น
  7. พัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ ส่งงานตรงเวลา ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลผู้ติดตามชัดเจน และส่ง Post-campaign Report ทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ

 

ครึ่งปีหลังแข่งเดือด แบรนด์หันหา Niche และจ้างระยะยาว

 

IdeasLabs คาดการณ์ว่าตลาด Influencer Marketing ครึ่งปีหลังจะแข่งขันเข้มข้นขึ้นทั้งด้านคุณภาพและราคา โดยยังพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Facebook Reels ในสัดส่วนสูง ขณะที่แบรนด์จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์เจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มเฉพาะ (Niche) มากขึ้น

 

ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง IdeasLabs ระบุว่า ครึ่งปีหลังจะเห็นแบรนด์หันมาทำแคมเปญแบบ Long-term Partnership หรือจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3-6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบ เช่น แบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพร่วมกับครีเอเตอร์สายฟิตเนสทำชาเลนจ์เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน ซึ่งกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้ดีกว่าการรีวิวคลิปเดียวจบ

 

พร้อมระบุว่าครีเอเตอร์ที่ปรับตัวและพิสูจน์ยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัด จะเป็นกลุ่มที่ได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลัง

 

ภาพ : MR.DEEN / Shutterstock

The post IdeasLabs เผยแบรนด์รัดเข็มขัด Q1 เลิกจ้างดาราสร้างไวรัล หันหา Micro-Nano 20-30 คนที่ปิดการขายได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone 18 Pro จ่อแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท เซ่นชิป AI ขาดตลาด ‘ทิม คุก’ ลั่นเลี่ยงขึ้นราคาไม่ได้ เทียบเหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวในรอบร้อยปี https://thestandard.co/iphone-18-pro-price-hike-ai-chip/ Fri, 19 Jun 2026 04:14:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1220459 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล iPhone 18 Pro ราคาแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท จากปัญหาชิปขาดตลาด

Apple เตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปห […]

The post iPhone 18 Pro จ่อแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท เซ่นชิป AI ขาดตลาด ‘ทิม คุก’ ลั่นเลี่ยงขึ้นราคาไม่ได้ เทียบเหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวในรอบร้อยปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูล iPhone 18 Pro ราคาแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท จากปัญหาชิปขาดตลาด

Apple เตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยอมรับว่า “การขึ้นราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

 
 

คุกกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Wall Street Journal ว่า บริษัทพยายามอย่างเต็มที่ที่จะบรรเทาภาระต้นทุนมหาศาลที่ถูกผลักมา และพยายามปกป้องลูกค้าจากการขึ้นราคามาตลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์มาถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับต่อไปได้

 

แม้คุกจะไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าจะขึ้นราคาเมื่อใด มากน้อยเพียงใด หรือสินค้ารุ่นใดบ้าง แต่คาดว่าการขึ้นราคาน่าจะเห็นชัดในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ช่วงเดือนกันยายน ซึ่ง Apple จะเปิดตัว iPhone 18 รวมถึงรุ่นจอพับได้เป็นครั้งแรก ขณะที่การขึ้นราคาของ Mac และ iPad อาจมาเร็วกว่านั้น

 

ต้นทุนชิปพุ่งจากกระแส AI ดันราคา iPhone

 

ต้นตอของปัญหามาจากความต้องการชิปหน่วยความจำ (DRAM) และชิปจัดเก็บข้อมูล (NAND) ที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาลจากบริษัท AI โดยศูนย์ข้อมูลที่ใช้ฝึกและประมวลผลโมเดล AI ยอมจ่ายราคาแพงกว่าเพื่อแย่งชิงชิปเหล่านี้ ทำให้ผู้ผลิตหันไปเน้นผลิตชิปสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ และลดการผลิตชิปสำหรับสินค้าผู้บริโภคลง

 

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ DRAM ทำหน้าที่เหมือนโต๊ะทำงานที่วางเอกสารทั้งหมดที่กำลังใช้งานอยู่ ส่วน NAND เปรียบเหมือนตู้เก็บเอกสารที่จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟนใช้ DRAM ในการรันแอปที่เปิดอยู่ และใช้ NAND ในการเก็บรูปภาพและวิดีโอ

 

นับตั้งแต่ปีก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft, Meta และ Amazon เริ่มประกาศเพิ่มงบลงทุนมหาศาล ราคาของชิปทั้งสองประเภทก็พุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า และบริษัทวิจัย TechInsights คาดว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

 

การประเมินของ The Wall Street Journal ที่อ้างอิงข้อมูลจาก TechInsights ชี้ว่า หาก Apple ผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคเพื่อรักษาอัตรากำไรไว้เท่าเดิม ราคา iPhone Pro รุ่นใหม่อาจเพิ่มขึ้นราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,800 บาท) จากรุ่นปัจจุบัน

 

ตัวเลขนี้สะท้อนผ่านการคำนวณต้นทุน โดยปัจจุบัน iPhone 17 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36,000 บาท) ซึ่งหากรวมต้นทุนชิปที่สูงขึ้นและระบบกล้องใหม่ที่คาดว่าจะแพงขึ้นด้วย ราคา iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจขยับขึ้นไปแตะ 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45,800 บาท) หรือมากกว่านั้น

 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาจากการที่ Apple ต้องใช้ DRAM เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ รวมถึง Siri โฉมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป

 

ตลาดที่ถูกครอบงำและทางออกของ Apple

 

ตลาดชิป DRAM ถูกครอบงำโดยผู้ผลิตเพียง 3 ราย ได้แก่ Samsung และ SK Hynix จากเกาหลีใต้ และ Micron จากสหรัฐฯ ส่วนผู้ผลิต NAND ก็มีทั้ง 3 รายนี้ รวมถึง Kioxia และ Sandisk

 

โดยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นและกำไรของบริษัทเหล่านี้พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งหุ้น Micron และ SK Hynix ที่ปรับขึ้นกว่า 800% ขณะที่ Kioxia และ Sandisk พุ่งขึ้นถึง 4,600%

 

แม้ผู้ผลิตจะเร่งสร้างโรงงานเพิ่ม แต่ Morgan Stanley ประเมินว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะถูกจัดสรรให้ชิป AI เป็นหลัก ทำให้ชิปสำหรับสินค้าผู้บริโภคยังขาดแคลน และคาดว่าราคาสมาร์ทโฟนและพีซีในสหรัฐฯ จะปรับขึ้นราว 15% ในปีนี้ ซึ่งหลายบริษัทอย่าง HP, Dell และ Nintendo ก็ได้ขึ้นราคาไปแล้ว

 

คุกระบุว่า Apple พร้อมใช้เงินสดสำรองของบริษัทเข้าช่วยเพิ่มกำลังการผลิตชิป โดยมองว่าตลาดจำเป็นต้องมีกำลังการผลิตมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าจะไม่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำเอง เพราะบริษัทรู้ดีว่าตัวเองเชี่ยวชาญด้านใดที่ผ่านมา Apple ใช้เงินซื้อชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์ จนเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก และเคยใช้อำนาจต่อรองกดราคาผู้ผลิตให้ต่ำที่สุด

 

แต่เมื่อบริษัท AI บุกเข้าตลาด Apple กลับต้องรอคิวเช่นกัน เพราะกลุ่มบริษัทเหล่านั้นยอมเซ็นสัญญายาว 3-5 ปี พร้อมจ่ายเงินสดล่วงหน้าก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ Apple ไม่น่าจะยอมทำตามด้วยวินัยการใช้จ่ายที่เข้มงวดมายาวนาน

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Apple มีบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติจีนเป็นทางเลือก แต่ด้วยกฎความมั่นคงของสหรัฐฯ บริษัทอเมริกันอาจต้องขอใบอนุญาตก่อนทำธุรกิจด้วย ซึ่งเมื่อถูกถามว่าควรผ่อนปรนข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่ คุกตอบว่า “ทุกอย่างควรถูกนำมาพิจารณา” และควรมองหาแหล่งซัพพลายทุกทาง

 

นอกจากนี้ Apple ยังมีไพ่ในมืออย่างการขายอัปเกรดความจุ (Storage) ที่ใช้เพิ่มกำไรมานาน โดยคิดราคาเพิ่ม 100-200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,300-6,600 บาท) สำหรับความจุที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่มีต้นทุนจริงเพียงเศษเสี้ยวของราคาดังกล่าว

 

ทั้งนี้ คุกซึ่งคร่ำหวอดในวงการซัพพลายเชนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากว่า 40 ปี เปรียบเทียบว่าวิกฤตต้นทุนครั้งนี้รุนแรงในระดับ ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี’ โดยระบุว่าไม่เคยเห็นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนรุนแรงเท่ากับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาในด้านใดเลยตลอดชีวิตการทำงาน

 

ดีล Intel ผลิตชิปในสหรัฐฯ

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข่าวจากฝั่งนโยบาย โดย CNN รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ว่า Intel ได้บรรลุข้อตกลงกับ Apple ในการเริ่มผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 9% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด

 

ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าตัดสินใจช่วยเหลือ Intel เพราะสหรัฐฯ จำเป็นต้องออกแบบและผลิตชิปภายในประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยให้ Apple กระจายฐานการผลิต จากเดิมที่พึ่งพาไต้หวันเป็นหลักในการผลิตชิปที่ขับเคลื่อน iPhone, iPad และ Mac

 

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์เคยเข้าลงทุนใน Intel ด้วยการซื้อหุ้นมูลค่า 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 แสนล้านบาท) เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของบริษัท เพื่อหนุนการขยายงานวิจัยและโรงงานผลิตในสหรัฐฯ พร้อมรับประกันการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานชิปขั้นสูงภายในประเทศ ซึ่งเป็นวาระสำคัญในสมัยที่สองของทรัมป์

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.76 บาท ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569

 

อ้างอิง:

 

 

The post iPhone 18 Pro จ่อแพงขึ้นเกือบ 1 หมื่นบาท เซ่นชิป AI ขาดตลาด ‘ทิม คุก’ ลั่นเลี่ยงขึ้นราคาไม่ได้ เทียบเหตุการณ์ที่เกิดครั้งเดียวในรอบร้อยปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 https://thestandard.co/thailand-chip-hub-ai-semiconductor/ Wed, 17 Jun 2026 09:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1219650 ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐา […]

The post อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ

ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2567 จุดเริ่มต้นสำคัญของการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคตเกิดขึ้นเมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ดำเนินการปรับปรุงคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยในขณะนั้นมี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ มีการปรับปรุงและตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์ด้านเศรษฐกิจควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบ สามารถเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่ ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) คลาวด์ (Cloud) ไปจนถึงระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลระดับสูง

 

 
 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 1

เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ต่อมาในช่วงปลายปี 2567 การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของไทยเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น ในยุคที่ แพทองธาร ชินวัตร นั่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้ง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ พร้อมนั่งเป็นประธานบอร์ดฯ ด้วยตนเอง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ชุณหวชิร เป็นรองประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นเลขานุการ เพื่อเร่งกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมบูรณาการหน่วยงานรัฐและเอกชน เร่งพัฒนาบุคลากร สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อยกระดับให้ไทยขึ้นแท่นเป็น ‘ฮับเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค’

 

ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ความเคลื่อนไหวสำคัญได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าว เมื่อ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Committee) พร้อมด้วยคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, กระทรวง อว., กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงอุตสาหกรรม ไปจนถึงตัวแทนภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรมฯ และหอการค้าไทย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา AI ในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้ายกระดับระบบนิเวศ AI และเสริมศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 2

แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

 

ขณะที่ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ในขณะนั้น ระบุว่า ‘การพัฒนาบุคลากร’ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุค AI

 

ปักธงสร้างบุคลากร 10 ล้านคน อุดช่องโหว่ขาดแคลนแรงงานดิจิทัล

 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคลากรด้านเอไอเพียง 21,631 อัตรา ซึ่งมากกว่าครึ่งทำงานในสายที่ไม่ใช่ด้านไอที ในขณะที่ประเทศยังมีความต้องการบุคลากรด้านนี้สูงกว่า 100,000 คน ที่ประชุมจึงได้กำหนดเป้าหมายหลักเร่งด่วนภายในระยะเวลา 2 ปี ที่จะต้องส่งเสริมให้มีบุคลากรที่สามารถใช้งาน AI (AI User) ได้อย่างน้อย 10 ล้านคน, สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI (AI Professional) อย่างน้อย 90,000 คน และพัฒนานักพัฒนา AI (AI Developer) ให้ได้อย่างน้อย 50,000 คน

 

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังมีแผนดึงดูดชาวต่างชาติทักษะสูงผ่านการผลักดันวีซ่าสำหรับกลุ่ม Digital Nomad ร่วมกับบีโอไอ (BOI) รวมถึงการชูมาตรการ Global Digital Talent Visa และให้สิทธิลดหย่อนภาษีนิติบุคคล (CIT) สูงถึง 250% หากองค์กรมีการส่งพนักงานเข้าอบรมหลักสูตรด้านเอไอ เพื่อกระตุ้นการอัปสกิลและรีสกิลครั้งใหญ่

 

ดึงเม็ดเงินลงทุน 5 แสนล้านบาท พลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐาน

 

ในด้านการลงทุน รัฐบาลมีแผนส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ระบบประมวลผลด้วย GPU และแพลตฟอร์ม AI แบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งเร่งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง (Data Bank) ให้หน่วยงานรัฐปรับเป็นดิจิทัลสมบูรณ์แบบภายในปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าการดึงบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมลงทุน ประกอบกับการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านบาท

 

นอกจากนั้น กระทรวงดีอียังเตรียมผลักดัน ‘กฎหมายเอไอฉบับแรกของประเทศ’ เพื่อวางกรอบจริยธรรมให้มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการสนับสนุน Deep Tech และส่งเสริมการใช้งาน Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) ที่เป็นภาษาไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

โฟกัส 3 อุตสาหกรรมหลัก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับการประยุกต์ใช้ AI เชิงพาณิชย์ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหาภาค ได้แก่

 

  • ภาคสาธารณสุข นำ AI มาช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของบริการทางการแพทย์ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพระดับภูมิภาค
  • ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้เดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลและกระตุ้นเม็ดเงินรายได้เข้าประเทศ
  • ภาคการเกษตร ประยุกต์ใช้ AI ในการวางแผนการผลิต เพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยง และช่วยจับคู่ความต้องการของตลาดกับเกษตรกร

 

ในระยะถัดไป รัฐบาลจะเดินหน้าจัดตั้งศูนย์เฉพาะทางในแต่ละสาขาของ AI เพื่อรวบรวมองค์ความรู้จากหน่วยงานรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ระดับชาติ ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ก้าวล่าสุดยุค ‘อนุทิน’ ตั้งเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ภายในปี 2593

 

เพื่อเป็นการต่อยอดห่วงโซ่อุปทานทางเทคโนโลยีขั้นสูง ล่าสุดในยุคของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ’ เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์การนำประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคอาเซียน

 

คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน พร้อมด้วยการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวง อว., กระทรวงดีอี, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน อย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 3

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

 

รัฐบาลได้วางเป้าหมายความท้าทายใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ด้วยการตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนมูลค่าถึง 2.5 ล้านล้านบาท และเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูงในสายงานนี้กว่า 230,000 คน เพื่อผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Chip Made in Thailand) อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี พ.ศ. 2593

 

หน้าที่หลักของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ชุดนี้คือการเคาะทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และพิจารณาแผนงานโครงการเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการติดตามประเมินผล ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ดันจุดแข็ง ‘Power Electronics’ สู่ฮับอาเซียน เปิด 2 ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้

 

การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญระดับชาติ ทว่าในสมรภูมิเทคโนโลยีที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด จุดยืนของไทยควรอยู่ตรงไหน และต้องเดินหน้าอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

 

ด้านวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่าในช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึงยุคแพทองธาร ชินวัตร บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ฯ ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไว้อย่างชัดเจน พร้อมตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุดเพื่อดูแลด้านแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนากำลังคน

 

หากเปรียบเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เหมือนร่างกายมนุษย์ จะประกอบด้วยส่วน Logic (สมอง/การคิด), Memory (ความจำ), Sensor (ประสาทสัมผัส) และ Energy หรือ Power (พลังงานที่ขับเคลื่อน) ซึ่งประเทศไทยพิจารณาแล้วว่าในส่วนของ ‘Logic’ เราไม่สามารถเข้าไปแข่งขันได้ทันแล้ว เนื่องจากมีรายใหญ่ครองตลาดอยู่

 

ภาพประกอบแสดงนายกรัฐมนตรี 3 ท่าน (เศรษฐา, แพทองธาร, อนุทิน) พร้อมข้อความเกี่ยวกับบอร์ด AI และเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ 4

 

วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และอดีตคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

 

ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์จึงมุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘Power Electronics’ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะวิวัฒนาการไปไกลแค่ไหน ก็ยังจำเป็นต้องใช้พลังงาน โดยกำหนดทิศทางขับเคลื่อนใน 2 แกนหลัก คือ

 

  • การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พยายามดึงนักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิต
  • การสร้างกำลังคน ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของไทยในการก้าวเข้าสู่สเกลระดับโลก จึงต้องเร่งแก้ไขเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

 

‘Made in Thailand’ ในความหมายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

 

ต่อประเด็นการผลักดันชิ้นส่วนที่ผลิตในไทย (Made in Thailand) ภายในปี 2050 วิบูลย์ขยายความว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เน้นการสร้าง ‘แบรนด์สินค้า’ เหมือนเสื้อผ้า เพราะโมเดลธุรกิจคือการรับจ้างผลิต (OEM)

 

คำว่า Made in Thailand ในบริบทนี้ จึงหมายถึง ‘แบรนด์ระดับประเทศ ที่สะท้อนถึงการเป็นฐานการผลิตคุณภาพสูง (High Quality) และมีความแม่นยำสูง (High Precision) ในอุตสาหกรรมบริการรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (EMS: Electronic Manufacturing Service)

 

2 ความท้าทายหลักที่อุตสาหกรรมต้องการจากรัฐบาล

 

วิบูลย์มองว่า ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุด ปัญหาของอุตสาหกรรมยังคงเดิม โดยสิ่งที่ภาคเอกชนและนักลงทุนต้องการมากที่สุดมี 2 ประการ คือ

 

  • ความชัดเจนใน Global Positioning ประเทศไทยต้องระบุให้ชัดเจนว่าจะอยู่จุดไหนใน Value Chain ของโลก การพูดคุยกับนักลงทุนกลุ่มไฮเทคที่มีมูลค่าสูง ไม่ควรเน้นแค่การนำเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะกลุ่มนี้มีกำไรสูงอยู่แล้ว แต่รัฐต้องตอบให้ได้ว่าตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่การผลิตคือจุดใด เพื่อให้นักลงทุนวางแผนธุรกิจและจับคู่พาร์ตเนอร์ได้ถูกต้อง
  • ความต่อเนื่อง (Continuity) เนื่องจากธุรกิจต้องวางแผนล่วงหน้าระยะยาว 3-5 ปี หากนโยบายภาครัฐเปลี่ยนไปมา เช่น วันนี้ให้เล่นตำแหน่ง ‘แบ็กขวา’ แต่วันหน้าจะให้เปลี่ยนไปเป็น ‘ศูนย์หน้า’ ย่อมทำให้นักลงทุนที่เตรียมเข้ามาทำงานร่วมกับไทยเกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่น

 

“กลไกตลาดยังไงก็ขับเคลื่อนด้วย Demand และ Supply ได้ด้วยตัวเองเหมือนรถที่เติมน้ำมันแล้วสตาร์ทวิ่งไปได้ แต่ถ้ามองในมุมผลประโยชน์ของประเทศ รัฐบาลต้องเข้ามานั่งเป็น ‘คนขับรถ’ เพื่อกำหนดทิศทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด” วิบูลย์กล่าวเปรียบเทียบ

 

พร้อมย้ำว่าบอร์ดแห่งชาติมีหน้าที่สำคัญคือการจัดแนวทาง (Alignment) ให้ทุกหน่วยงานโฟกัสเป้าหมายเดียวกัน เป็น Single Message สู่สากล

 

ปรับโมเดลธุรกิจ เลี่ยงสงครามราคา EV สู่โอกาสใน Hyper Scaler

 

แม้ตำแหน่งด้าน Power Electronics จะยังคงเป็นมาสเตอร์แพลนที่ถูกต้อง แต่โมเดลธุรกิจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน วิบูลย์ชี้ว่า เดิมทีไทยตั้งเป้าตอบสนองความต้องการจากตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ปัจจุบันตลาด EV ถูกครอบงำโดยแบรนด์จีนที่มีการกดราคาอย่างหนัก ทำให้การเจาะตลาดทำได้ยาก

 

ในขณะเดียวกัน ตลาดศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Hyper Scaler (Data Center) กำลังเติบโตสูงและมีความต้องการใช้ High Power Electronics อย่างมหาศาล แม้การตั้ง Hyper Scaler ในไทยจะใช้พลังงานเยอะแต่จ้างงานน้อย ทว่าจุดนี้คือโอกาสสำคัญที่รัฐต้องผลักดันให้ Local Supply Chain ของไทยสามารถเข้าไปเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์นับแสนชิ้นป้อนให้กับ Hyper Scaler เหล่านี้ให้ได้ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง

 

ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ยุค ‘Electronics + Photonic’

 

วิบูลย์ได้เผยถึงเทรนด์แห่งอนาคตว่า ศักยภาพของอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมในการส่งมอบประสิทธิภาพขั้นสูงเริ่มถึงจุดอิ่มตัวและติดเพดานแล้ว (ตันแล้ว) ดังนั้น ในช่วง 10 ปีนับจากนี้ อุตสาหกรรมโลกจะก้าวเข้าสู่เทคโนโลยียุคถัดไป (Next Generation) นั่นคือการผสานรวมกันระหว่างอิเล็กทรอนิกส์และโฟโตนิกส์ หรือที่เรียกว่า Electronics + Photonic ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นเทคโนโลยีระลอกใหม่นี้ให้ทัน

The post อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต จากจุดเริ่มต้น ‘บอร์ดเอไอ’ ถึง ‘บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ของ 3 ยุคนายกฯ สู่เป้าหมายฮับ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2593 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม https://thestandard.co/wisesight-generational-style-swap-trends/ Wed, 17 Jun 2026 09:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1219641 ภาพประกอบแสดงการแลกเปลี่ยนสไตล์ข้ามรุ่น โดยมีคนรุ่นใหม่ใช้กล้องฟิล์มและคนรุ่นก่อนใส่ชุด Streetwear สะท้อนเทรนด์ Generational Style Swap

Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบ […]

The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการแลกเปลี่ยนสไตล์ข้ามรุ่น โดยมีคนรุ่นใหม่ใช้กล้องฟิล์มและคนรุ่นก่อนใส่ชุด Streetwear สะท้อนเทรนด์ Generational Style Swap

Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบริการ Topic Analysis ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อสำรวจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation กำลังพูดถึงอะไรและให้คุณค่ากับเรื่องใด พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังขยับจากความชอบตามวัย ไปสู่การแสดงออกผ่านตัวตนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ, การทำงาน, การเงิน, ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต

 

 
 

ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า Generation ในวันนี้สะท้อนความแตกต่างด้านวิธีคิดและความคาดหวัง มากกว่าจะเป็นเรื่องช่วงอายุ เพราะคนต่างวัยอาจมี Mindset หรือ Pain Point ร่วมกัน ขณะที่คนอายุใกล้กันกลับมีมุมมองต่อชีวิตต่างกัน

 

สาม Generation กับสามวิธีคิด

 

Wisesight Research พบว่า Gen Z มีพฤติกรรมหยิบสิ่งดั้งเดิมมาตีความใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนบนโลกออนไลน์ เช่น กระแส Retro-Health ทั้งการชวนกันไปเต้นแอโรบิคหน้าสวนลุม และการนำกิจกรรมไทยดั้งเดิมอย่างการพับดอกบัวมาทำเป็นคอนเทนต์วิดีโอสั้น

 

ขณะเดียวกัน Gen Z ยังให้ความสำคัญกับ Healthy Workplace ทั้ง Work-life Balance, สุขภาพจิต และวัฒนธรรมองค์กร มากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาแบรนด์ที่เข้าใจวิธีใช้ชีวิตและคุณค่าที่พวกเขาให้ความสำคัญ

 

ฝั่ง Gen Y เริ่มโฟกัสกับการจัดระเบียบชีวิต บทสนทนาเต็มไปด้วยการวางแผนอนาคต ทั้งการเงิน, บ้าน, การลงทุน และคุณภาพชีวิตระยะยาว หัวข้อที่ถูกพูดถึงมากคือ Experiential Travel หรือการท่องเที่ยวเพื่อเก็บประสบการณ์หลังทำงานหนักมาหลายปี

 

นอกจากนี้ Gen Y ยังแชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูก Gen Alpha มากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับการพัฒนา EQ ควบคู่ทักษะวิชาการ สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาความมั่นคงทั้งด้านการเงินและอารมณ์ไปพร้อมกัน

 

ส่วน Gen X อยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างโลกดั้งเดิมและดิจิทัล บทสนทนาสะท้อนทั้งความภูมิใจในรากวัฒนธรรมและความพยายามเชื่อมต่อกับโลกใหม่ ทั้งการสนับสนุนแบรนด์ไทย, การพูดถึง Soft Power และการทดลองทำวิดีโอสั้นหรือใช้คำแสลง อีกหัวข้อที่สำคัญคือ Mentorship & Management โดยเฉพาะการบริหารทีม Gen Z และการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างวัย

 

‘Generational Style Swap’ เมื่อแต่ละวัยสลับสไตล์กัน

 

อินไซต์สำคัญที่ Wisesight Research พบคือปรากฏการณ์ ‘Generational Style Swap’ หรือการสลับสไตล์ข้ามรุ่น โดยคนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับไปหา Nostalgia ผ่านกล้องฟิล์ม, กล้อง CCD และแผ่นเสียง เพื่อมองหาความรู้สึกแบบ Authentic ที่ต่างจากโลกดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบเกินไป

 

ในทางกลับกัน คนรุ่นก่อนเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งการแต่งตัวแบบ Streetwear, การใช้คำแสลง และการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าอายุเริ่มมีผลต่อรสนิยมน้อยลง ขณะที่ตัวตนกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากสื่อสารมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแบรนด์อาจแบ่งกลุ่มผู้บริโภคด้วย Demographic เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป

 

5 เรื่องที่ทุกวัยพูดถึง แต่ตีความต่างกัน

 

แม้แต่ละ Generation จะคิดต่างกัน แต่ Wisesight Research พบว่าผู้บริโภคทุกวัยยังพูดถึง 5 เรื่องร่วมกัน ได้แก่ สุขภาพกายและใจ, การเงินและความมั่นคง, งานและความหมายของชีวิต, ครอบครัวและความสัมพันธ์ และความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน

 

สิ่งที่ต่างกันคือมุมมองที่แต่ละวัยใช้ตีความ โดย Gen Z มองสุขภาพผ่านมิติ Mental Health และ Self-healing, Gen Y ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance และความมั่นคงระยะยาว ขณะที่ Gen X โฟกัสสุขภาพระยะยาว, การเกษียณ และบทบาทดูแลครอบครัว แม้พูดเรื่องเดียวกันแต่ความหมายเบื้องหลังต่างกัน

 

Wisesight Research มองว่าการสื่อสารที่ได้ผลในวันนี้ คือการเข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation เผชิญแรงกดดันอะไรและมองหาความมั่นคงแบบไหน มากกว่าการพูดให้ตรงวัยเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคยุคนี้เลือกแบรนด์จากมากกว่าราคาหรือโปรโมชัน สิ่งที่แบรนด์ต้องแข่งขันจึงเป็นความสามารถในการเข้าไปอยู่ในบริบทชีวิตของผู้คนแต่ละวัยให้ได้จริง

 

ภาพ : Mongta Studio / Shutterstock

The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>