Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 21 Apr 2026 02:26:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปิดตำนาน 15 ปี ‘ทิม คุก’ ส่งไม้ต่อ ‘จอห์น เทอร์นัส’ นั่ง CEO Apple หลังพามูลค่าบริษัทโต 24 เท่า แตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/apple-ceo-transition-ternus/ Tue, 21 Apr 2026 00:45:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1199333 ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังบรรยายบนเวที

Apple ประกาศเปลี่ยนผ่านผู้นำครั้งสำคัญในรอบเกือบ 15 ปี […]

The post ปิดตำนาน 15 ปี ‘ทิม คุก’ ส่งไม้ต่อ ‘จอห์น เทอร์นัส’ นั่ง CEO Apple หลังพามูลค่าบริษัทโต 24 เท่า แตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิม คุก ซีอีโอ Apple กำลังบรรยายบนเวที

Apple ประกาศเปลี่ยนผ่านผู้นำครั้งสำคัญในรอบเกือบ 15 ปี โดย ทิม คุก จะก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) พร้อมส่งไม้ต่อให้ จอห์น เทอร์นัส รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ขึ้นเป็น CEO คนที่ 8 ของบริษัท มีผลวันที่ 1 กันยายนนี้

 

John and Tim

Tim Cook and John Ternus at Apple Park.

 

 
 

คุก วัย 65 ปี จะขยับไปรับบทบาท ‘ประธานบริหาร’ (Executive Chairman) และยังทำหน้าที่ CEO ต่อไปตลอดช่วงฤดูร้อน เพื่อส่งมอบงานอย่างราบรื่น ด้าน อาร์เธอร์ เลวินสัน ประธานคนเดิม จะขยับไปเป็นประธานกรรมการอิสระ

 

ขณะเดียวกัน จอห์นนี ซรูจี จะขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์ ดูแลทั้งฝ่ายวิศวกรรมและเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ที่ควบรวมเข้าด้วยกัน ส่วน ทอม มารีบ มือขวาคนสนิทของเทอร์นัส จะรับช่วงดูแลฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ และรายงานตรงต่อซรูจี

 

“การได้เป็น CEO ของ Apple และได้รับความไว้วางใจให้นำพาบริษัทอันน่าทึ่งแห่งนี้ ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของผม” คุกกล่าว พร้อมเสริมว่ารัก Apple สุดหัวใจ และรู้สึกซาบซึ้งที่ได้ร่วมงานกับทีมที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความทุ่มเทต่อลูกค้า

15 ปียุค ‘คุก’ มูลค่าตลาดโตกว่า 24 เท่า แตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์

 

ตลอดเกือบ 15 ปีบนเก้าอี้ CEO นับตั้งแต่รับไม้ต่อจาก สตีฟ จ็อบส์ ในปี 2011 คุกได้พา Apple เติบโตจากบริษัทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ไปสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยมูลค่าตลาดปิดล่าสุดที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 128.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 24 เท่าจากวันที่เขาเข้ารับตำแหน่ง

 

รายได้บริษัทก็เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 12.82 ล้านล้านบาท) ในปีงบประมาณล่าสุด ส่วนค่าตอบแทนรวมของคุกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 74.6 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.39 พันล้านบาท) โดยเป็นเงินเดือนพื้นฐาน 3 ล้านดอลลาร์ ที่เหลือเป็นหุ้น ขณะที่ Forbes ประเมินความมั่งคั่งส่วนตัวของเขาไว้ใกล้ 3 พันล้านดอลลาร์ (ราว 9.61 หมื่นล้านบาท)

 

คุกเป็นที่รู้จักในซิลิคอนวัลเลย์ในฐานะ ‘กูรูด้านปฏิบัติการ’ ผู้ยกเครื่องซัพพลายเชนของ Apple ตั้งแต่เข้าร่วมบริษัทในปี 1998 ช่วงที่บริษัทเกือบล้มละลาย ก่อนขึ้นเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการในปี 2005 โดยเขาสั่งสมประสบการณ์มา 12 ปีที่ IBM และเคยเป็นรองประธานฝ่ายจัดซื้อและวัสดุที่ Compaq ก่อนมาร่วมงานกับ Apple

 

แม้สตีฟ จ็อบส์ จะเป็นผู้เปิดตัว iPhone แต่คุกคือคนที่แปลงให้ iPhone กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับต่อยอดสินค้าฮิตอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น Apple Watch, AirPods และ Apple TV+ โดยปัจจุบันธุรกิจบริการของ Apple เติบโตจนเป็นหน่วยธุรกิจใหญ่อันดับสองรองจาก iPhone

 

อย่างไรก็ตาม ยุคคุกก็มีบทเรียนจากการเดิมพันที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้ง Vision Pro ที่ยังคงอยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม ไปไม่ถึงกระแสหลักเหมือนสินค้ารุ่นก่อนๆ และโปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับที่ทุ่มเทพัฒนานานกว่าทศวรรษก่อนพับเก็บไป

 

เทอร์นัส รับไม้ต่อ ฝ่าโจทย์ AI และภูมิรัฐศาสตร์

 

เทอร์นัส วัย 50 ปี เข้าร่วม Apple ตั้งแต่ปี 2001 ในทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ เพียงไม่กี่ปีหลังจบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก่อนไต่เต้าขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ในปี 2013 และรองประธานอาวุโสในปี 2021

 

เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา iPad และ AirPods รวมถึงดูแลทีมวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ iPhone, Mac, Apple Watch และ Vision Pro โดยผลงานล่าสุดคือการนำทีมเปิดตัว MacBook Neo ซึ่งเป็น MacBook ราคาย่อมเยารุ่นแรกของ Apple เมื่อเดือนที่แล้ว

 

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ก้าวเข้ามาสู่บทบาทนี้ และผมสัญญาว่าจะนำองค์กรด้วยค่านิยมและวิสัยทัศน์ที่หล่อหลอมสถานที่พิเศษแห่งนี้มาตลอดครึ่งศตวรรษ” เทอร์นัสกล่าว

 

ด้านคุกยกย่องผู้สืบทอดตำแหน่งว่า “จอห์น เทอร์นัส มีความคิดแบบวิศวกร มีจิตวิญญาณของนักสร้างสรรค์ และมีหัวใจพร้อมนำพาองค์กรด้วยความซื่อตรงและความภาคภูมิใจ เขาคือผู้มีวิสัยทัศน์ที่ฝากผลงานไว้ให้ Apple มากมายเกินบรรยายตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาคือคนที่ใช่สำหรับการนำพา Apple สู่อนาคต”

 

โจทย์ใหญ่ที่รออยู่ตรงหน้าเทอร์นัส คือการดัน Apple ให้ลงลึกในสมรภูมิ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ซึ่งบริษัทถูกมองว่ายังตามหลังคู่แข่งยักษ์ใหญ่รายอื่น แม้ iPhone 17 จะทำยอดขายได้ดี แต่ Apple ก็โดนวิจารณ์จากนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีว่าขาดเทคโนโลยี AI ระดับล้ำสมัย

 

โดยเฉพาะเมื่อ Apple ประกาศเลื่อนการอัปเกรด Siri ออกไป ก่อนที่ในเดือนธันวาคมจะปรับทีมผู้นำ AI ครั้งใหญ่ ด้วยการดึงอดีตผู้บริหารจาก Google เข้ามาแทนที่หัวหน้าคนเดิม พร้อมระบุว่าจะเปิดตัว Siri เวอร์ชันใหม่ภายในปีนี้ บนพื้นฐานของโมเดล Gemini ที่พัฒนาโดย Google

 

นอกเหนือจาก AI เทอร์นัสยังต้องรับมือกับความท้าทายอีกหลายด้าน ทั้งซัพพลายเชนที่ซับซ้อนขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีนำเข้าของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ และภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจากความต้องการในอุตสาหกรรม AI ที่พุ่งสูง

 

ในช่วงหลัง คุกทำหน้าที่ไม่ต่างจากนักการทูต คอยประสานผลประโยชน์ของ Apple เข้ากับผู้นำทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประธานาธิบดีทรัมป์ ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คุกได้เข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาว พร้อมประกาศว่า Apple จะลงทุนในสหรัฐอเมริกามูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 19.22 ล้านล้านบาท) ภายใน 5 ปีข้างหน้า

 

สำหรับบทบาทใหม่ คุกจะยังเป็นตัวแทน Apple ในการติดต่อกับผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก รวมถึงดูแลความสัมพันธ์กับทำเนียบขาวต่อไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.04 บาท ณ วันที่ 21 เมษายน 2569

 

ภาพ : Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ปิดตำนาน 15 ปี ‘ทิม คุก’ ส่งไม้ต่อ ‘จอห์น เทอร์นัส’ นั่ง CEO Apple หลังพามูลค่าบริษัทโต 24 เท่า แตะ 4 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสูตร 3 ร้าน จากเวที TikTok Shop Awards 2026 เมื่อ 5 ล้านผู้ขาย แข่งกันด้วย ‘วิธีคิด’ ที่ทำให้แบรนด์ถูกค้นพบ https://thestandard.co/tiktok-shop-awards-strategy-discovery/ Mon, 20 Apr 2026 13:25:32 +0000 https://thestandard.co/tiktok-shop-awards-strategy-discovery/ ครีเอเตอร์ 3 ท่านจาก TikTok Shop Awards 2026 ล้อมรอบโลโก้ TikTok Shop แสดงวิธีคิดสร้างแบรนด์ให้ถูกค้นพบ

ตัวเลข 7.7 แสนล้านบาท คือมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ข […]

The post ถอดสูตร 3 ร้าน จากเวที TikTok Shop Awards 2026 เมื่อ 5 ล้านผู้ขาย แข่งกันด้วย ‘วิธีคิด’ ที่ทำให้แบรนด์ถูกค้นพบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครีเอเตอร์ 3 ท่านจาก TikTok Shop Awards 2026 ล้อมรอบโลโก้ TikTok Shop แสดงวิธีคิดสร้างแบรนด์ให้ถูกค้นพบ

ตัวเลข 7.7 แสนล้านบาท คือมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซแบบ B2C ของไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินไว้สำหรับปี 2568 และตัวเลขนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัว เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างถาวร จากที่เคยพิมพ์ค้นหาสินค้าที่ต้องการ วันนี้การซื้อของเริ่มต้นจากการเลื่อนดูคลิปสั้นๆ แล้วสะดุดตากับสินค้าที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าอยากได้

 

ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า ‘Discovery Commerce’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ TikTok Shop กำลังผลักดันอย่างเต็มกำลัง โดยเปลี่ยนเส้นทางการซื้อสินค้าจาก ‘ค้นหา’ ไปสู่ ‘ค้นพบ’ ผ่านคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และคอมมูนิตี้ที่ทำให้สินค้ามีชีวิตขึ้นมาบนหน้าจอ ข้อมูลวิจัยระบุว่า 76% ของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มกดดูรายละเอียดเพิ่มเติม ค้นหาข้อมูลสินค้า หรือแม้แต่กดสั่งซื้อทันทีหลังจากเห็นคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าครีเอเตอร์และคอนเทนต์กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบการค้าออนไลน์ยุคใหม่

 

ผลการศึกษาของ TikTok ร่วมกับ Accenture ยังคาดการณ์ภาพที่ใหญ่กว่านั้น โดยประเมินว่า Creator Economy ของไทยจะมีมูลค่าแตะ 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 เติบโตขึ้นถึง 1.55 เท่า ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ภาพรวมของ Creator Economy ทั้งภูมิภาคคาดว่าจะแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

สำหรับประเทศไทย TikTok Shop มีระบบนิเวศที่ครอบคลุม ด้วยผู้ขายมากกว่า 5 ล้านราย และครีเอเตอร์ที่ปักตะกร้าสินค้าอีกกว่า 3 ล้านราย ยังไม่นับรวมความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่ช่วยอบรมทักษะดิจิทัลคอมเมิร์ซให้ SME กว่า 10,000 ราย ในช่วงปี 2566-2568 พร้อมกระจายหลักสูตรไปยังศูนย์ดิจิทัลชุมชนกว่า 1,722 แห่งทั่วประเทศ จนสามารถดึงธุรกิจกว่า 450 รายเข้าสู่แพลตฟอร์ม และสร้างยอดขายรวมให้ผู้ประกอบการภายใต้การดูแลของ DBD ได้มากกว่า 1.32 พันล้านบาทในปี 2568

 

ท่ามกลางการเติบโตของระบบนิเวศนี้ TikTok Shop ได้จัดงาน TikTok Shop Awards 2026 ขึ้นเป็นครั้งแรกในไทย โดยมอบรางวัลให้กับผู้ขาย ครีเอเตอร์ และพาร์ตเนอร์ที่มีผลงานในระบบนิเวศนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ ผู้ที่คว้ารางวัลเหล่านี้ใช้กลยุทธ์อะไรในสนามที่มีผู้ขายและครีเอเตอร์รวมกันหลายล้านราย และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเลือกกดซื้อจากร้านเหล่านี้ท่ามกลางตัวเลือกที่ล้นหลาม

 

เมื่อพูดคุยกับตัวแทนผู้ได้รับรางวัลจาก 3 สาขา จะพบว่าเบื้องหลังตัวเลขยอดขาย มีทั้งบทเรียนจากความผิดพลาด การปรับตัว และกลยุทธ์หลังบ้านที่วางแผนมาอย่างละเอียด

 

ขายของด้วยความจริงใจ ไม่ยัดเยียด แต่ให้ลูกค้าเชื่อเหมือนเพื่อนแนะนำ

 

Yerpall Thailand แบรนด์ที่คว้ารางวัล Top TikTok Shop Mall สาขาความงามและของใช้ส่วนตัว เริ่มต้นจากแนวคิดง่ายๆ ว่า ลูกค้าอยู่ไหน แบรนด์ก็ควรไปอยู่ตรงนั้น และเมื่อ TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานอันดับต้นๆ ของประเทศ การเข้าไปปักหลักจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ตลาดเครื่องสำอางเป็น Red Ocean ที่แข่งขันดุเดือด ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ประเมินว่าภาพรวมตลาดเครื่องสำอางไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าราว 2 แสนล้านบาท สะท้อนว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่และยังเติบโตต่อเนื่อง แต่จำนวนผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นก็หมายความว่าการจะดึงดูดลูกค้าให้เลือกซื้อกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ต้องอาศัยมากกว่าแค่สินค้าดี

 

สิ่งที่ทำให้ Yerpall แตกต่างคือการวางตำแหน่งราคาที่คำนวณมาแล้ว ด้วยกรอบราคา 290-390 บาท โดยใช้หลักจิตวิทยาไม่แตะหลัก 400 บาท แนวคิดคือการส่งมอบสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ทั้งวัยทำงานและนักเรียนสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่ากลยุทธ์ราคาคือวิธีการขาย ปัจจุบันยอดขายกว่า 80% ของ Yerpall มาจาก TikTok และ 40% ของยอดขายบนแพลตฟอร์มมาจากการไลฟ์สด ซึ่ง รักวรินทร์ เจียรไพโรจน์ CEO ของ Yerpall Thailand เลือกลงมาไลฟ์ด้วยตัวเอง ใช้สินค้าให้ลูกค้าเห็นจริงๆ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเพื่อนคุยกัน ถ้าลูกค้าไม่มีปัญหาผิวที่ตรงกับคุณสมบัติสินค้า ก็แนะนำตรงๆ ว่าไม่จำเป็นต้องซื้อ

 

ก่อนไลฟ์ทุกครั้ง ทีมงานจะนำข้อมูลสถิติมาวิเคราะห์ว่าสินค้าใดขายดีอันดับ 1-4 เพื่อวางกลยุทธ์ดึงลูกค้าให้อยู่ในไลฟ์ได้นานที่สุด ซึ่งเมื่อรวมกับระบบการซื้อและชำระเงินบนแพลตฟอร์มที่ทำได้ในไม่กี่ขั้นตอน ก็ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจจ่ายเงินได้เร็วขึ้น

 

ตลอด 13 ปีของแบรนด์ สิ่งที่ Yerpall ให้ความสำคัญมากที่สุดคือการรักษาฐานลูกค้าเดิม เพราะลูกค้าที่มี ‘Trust’ และ ‘Loyalty’ ต่อแบรนด์อยู่แล้ว ทำให้การนำเสนอสินค้าใหม่ทำได้ง่ายกว่าการต้องเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าใหม่ตั้งแต่ต้น

 

เมื่อยีนส์ขายออนไลน์ไม่ง่าย ก็เริ่มจากกระเป๋าและหมวกก่อน

 

ขยับมาที่สนามแฟชั่น Mc Jeans เจ้าของรางวัล Top TikTok Shop Mall สาขาเสื้อผ้าผู้ชาย ซึ่งต้องเผชิญกับโจทย์ที่แบรนด์เสื้อผ้าหลายรายเจอเหมือนกัน นั่นคือการขายสินค้าแฟชั่นบนออนไลน์ที่ลูกค้าไม่สามารถลองสวมใส่ก่อนได้

 

แทนที่จะฝืนขายกางเกงยีนส์ซึ่งเป็นสินค้าหลักตั้งแต่แรก Mc Jeans กลับเลือกเส้นทางอ้อม ธฤต จันทะโสต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอีคอมเมิร์ซ เล่าว่าทีมเริ่มต้นด้วยการนำเสนอสินค้าที่ตัดสินใจซื้อได้ง่ายและไม่ต้องกังวลเรื่องไซส์ อย่างกระเป๋า หมวก และรองเท้า ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้และเปิดใจรักแบรนด์ก่อน แล้วจึงค่อยขยายไปสู่เสื้อยืด ก่อนจะปิดท้ายด้วยกางเกงยีนส์ในที่สุด เป็นการค่อยๆ สร้างความไว้วางใจทีละขั้น

 

กลยุทธ์อีกอย่างที่น่าสนใจของ Mc Jeans คือการใช้สาขาออฟไลน์กว่า 300-500 แห่งทั่วประเทศมาร่วมทำไลฟ์ ไม่ได้จำกัดแค่ทีมส่วนกลาง โดยแบรนด์มี Academy ภายในที่คอยฝึกอบรมพนักงานอย่างเป็นระบบ ให้ทุกคนสามารถนำเสนอคอนเทนต์และปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

สิ่งที่น่าจับตาคือบทบาทของ ‘Data’ ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทีมนำข้อมูลหลังบ้านมาวิเคราะห์ยอดขายและเทรนด์อย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าสินค้าใดกำลังเป็นที่นิยมและควรอยู่ในระดับราคาเท่าไร แล้วนำไปวางแผนการผลิตให้ทันต่อความต้องการของตลาด รวมถึงผลิตคอลเลกชัน Online Exclusive และ TikTok Exclusive เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าเลือกซื้อบนแพลตฟอร์มนี้โดยเฉพาะ

 

เมื่อดูตัวเลข ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายออนไลน์ของ Mc Jeans เติบโตขึ้นถึง 29% ของยอดขายรวม โดย TikTok เป็นกำลังหลักถึง 60% ของช่องทางออนไลน์ทั้งหมด และแบรนด์ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนนี้ไปที่ 40-50% ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า

 

จากตกงานสู่ยอดขาย 25 ล้านบาทในวันเดียว ด้วยต้นทุนที่ชื่อ ‘ความเชื่อใจ’

 

กรณีศึกษาสุดท้ายมีจุดเริ่มต้นที่ต่างออกไป ตี๋โอ-วุฒิพงษ์ ลิขิตชีวัน เจ้าของช่อง Arteereview ผู้คว้ารางวัล TikTok Shop Creators สาขาแก็ดเจ็ต เริ่มต้นเส้นทางครีเอเตอร์ในช่วงวิกฤตโควิดที่ต้องเผชิญกับการตกงานขณะมีลูกน้อยเล็ก ความจำเป็นในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้ตัดสินใจลองใช้ TikTok ซึ่งขณะนั้นยังเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่มีเจ้าตลาดชัดเจนในสายไอทีและเทคโนโลยี ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นที่มีผู้เล่นหลักครองพื้นที่อยู่แล้ว การเริ่มต้นตรงนี้จึงเป็นโอกาสที่เปิดให้พิสูจน์ตัวเอง

 

กลยุทธ์ของ Arteereview คือการนำเสนอเรื่องแก็ดเจ็ตและเทคโนโลยีผ่านความสนุกสนานและมีม (Meme) ย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนให้จบภายใน 1 นาที โดยหลีกเลี่ยงคำศัพท์เทคนิคที่ยากเกินไป ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงเรื่องเทคโนโลยีได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ TikTok Shop เปิดตัวในปี 2022 ตี๋โอมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านระบบ Affiliate ที่ไม่ต้องพึ่งพาสปอนเซอร์เพียงอย่างเดียว และไม่ต้องใช้เงินทุนในการสต็อกสินค้าเอง จากจุดเริ่มต้นที่ยอดขายเป็นศูนย์บาท ค่อยๆ พัฒนาจนสามารถสร้างสถิติยอดขายระดับประเทศถึง 22 ล้านบาทภายใน 17 ชั่วโมง และต่อยอดไปถึง 24.5-25 ล้านบาทในวันเดียว

 

เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือการเตรียมงานล่วงหน้าเป็นเดือน ทีมงานวิเคราะห์ข้อมูลสถิติย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อคาดการณ์ปริมาณสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับระยะเวลาไลฟ์ที่ยาวนานขึ้น บริหารจัดการทีมหลังบ้าน และเจรจากับแบรนด์พาร์ตเนอร์เพื่อมอบข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดให้ผู้บริโภค

 

แต่สิ่งที่ตี๋โอย้ำมากที่สุดคือ ‘ความเชื่อใจ’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทุกอย่าง สินค้าทุกชิ้นต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ โดยทีมงานมักสุ่มซื้อสินค้าของพาร์ตเนอร์ด้วยตัวเองเพื่อทดสอบและรีเช็คระบบทั้งหมด หากพบว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน แม้จะให้ผลตอบแทนสูงแค่ไหน ก็ปฏิเสธเด็ดขาด เพราะจะไม่นำชื่อเสียงและความไว้วางใจของลูกค้าไปแลกกับรายได้ระยะสั้น

 

ตี๋โอเชื่อว่าสายสัมพันธ์และความเชื่อใจที่แท้จริงระหว่างครีเอเตอร์กับผู้ติดตาม เป็นองค์ประกอบทางอารมณ์ที่เทคโนโลยี AI ยังเข้ามาทดแทนได้ยาก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ยืนหยัดอยู่ได้ในสนามที่มีผู้เล่นเพิ่มขึ้นทุกวัน

 

บทเรียนจากทั้ง 3 กรณีศึกษาชี้ไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ความงามที่ขายด้วยความจริงใจจนลูกค้ากลับมาซ้ำ แบรนด์แฟชั่นที่ใช้ Data ขับเคลื่อนทุกการตัดสินใจ หรือครีเอเตอร์ที่เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยความเชื่อใจ ทั้งหมดล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน คือความเข้าใจลูกค้า การวางแผนอย่างรัดกุม และการรักษาคุณภาพอย่างไม่ประนีประนอม

 

SCB EIC ประเมินว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้จะไม่ร้อนแรงเท่ากับช่วงโรคระบาด โดยคาดว่าสัดส่วนยอดขายจากอีคอมเมิร์ซของตลาดค้าปลีกจะอยู่ที่ราว 30% ในปี 2569 นั่นหมายความว่าสนามนี้ยังขยายตัว และโอกาสยังเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นทุกขนาด

 

เพียงแต่ในวันที่ใครก็กดไลฟ์ขายของได้ สิ่งที่แยกคนที่อยู่รอดออกจากคนที่หายไปอาจไม่ใช่เรื่องของงบประมาณหรือจำนวนผู้ติดตาม แต่คือคำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ลูกค้าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องเชื่อเรา

 

ภาพ: Thrive Studios ID / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ถอดสูตร 3 ร้าน จากเวที TikTok Shop Awards 2026 เมื่อ 5 ล้านผู้ขาย แข่งกันด้วย ‘วิธีคิด’ ที่ทำให้แบรนด์ถูกค้นพบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anthropic เปิดตัว ‘Claude Design’ เครื่องมือ AI ใหม่ เสกภาพต้นแบบ-สไลด์ได้ทันใจ ไม่ต้องง้อทักษะดีไซน์ https://thestandard.co/anthropic-claude-design-ai-tool/ Mon, 20 Apr 2026 00:31:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1198940 ภาพโลโก้ Claude Design พร้อมข้อความว่า Anthropic ส่ง AI ใหม่ 'Claude Design' เสกภาพต้นแบบ-สไลด์ได้โดยไม่ต้องมีทักษะดีไซน์

Anthropic ประกาศเปิดตัว Claude Design ผลิตภัณฑ์ทดลองใหม […]

The post Anthropic เปิดตัว ‘Claude Design’ เครื่องมือ AI ใหม่ เสกภาพต้นแบบ-สไลด์ได้ทันใจ ไม่ต้องง้อทักษะดีไซน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Claude Design พร้อมข้อความว่า Anthropic ส่ง AI ใหม่ 'Claude Design' เสกภาพต้นแบบ-สไลด์ได้โดยไม่ต้องมีทักษะดีไซน์

Anthropic ประกาศเปิดตัว Claude Design ผลิตภัณฑ์ทดลองใหม่ที่พัฒนาโดยทีม Anthropic Labs ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างงานภาพอย่างภาพต้นแบบ, สไลด์นำเสนอ หรือเอกสารหน้าเดียวผ่าน AI ได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการออกแบบ

 

 
 

เป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือกลุ่มผู้ก่อตั้งธุรกิจและผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่ต้องการถ่ายทอดไอเดียออกมาเป็นรูปธรรม โดยผู้ใช้เพียงอธิบายสิ่งที่ต้องการด้วยภาษาธรรมดา AI จะสร้างผลงานชิ้นแรกออกมาให้ จากนั้นสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมผ่านการสนทนา การแสดงความเห็นเฉพาะจุด หรือแก้ไขโดยตรงได้

 

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สามารถสั่งให้สร้างภาพต้นแบบแอปทำสมาธิบนมือถือ โดยกำหนดให้ใช้ฟอนต์ที่ดูผ่อนคลายและสีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ แล้วค่อยสั่งเพิ่มปุ่มเปิดปิดโหมดมืดหรือปรับสีสันในภายหลังได้ นอกจากนี้ระบบยังมีแถบเลื่อนที่ช่วยปรับแต่งองค์ประกอบต่างๆ ในภาพแบบเรียลไทม์ เช่น ปรับความเข้มของแสงหรือความหนาแน่นของเส้นในภาพกราฟิก

 

ระบบยังรองรับการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ซับซ้อนโดยไม่ต้องเขียนโค้ด ครอบคลุมไปถึงการโต้ตอบด้วยเสียง, องค์ประกอบวิดีโอ, ภาพสามมิติ และเอฟเฟกต์พิเศษต่างๆ

 

ทำงานร่วมกับ Canva ได้

 

จุดเด่นสำคัญคือ Claude Design สามารถอ่านข้อมูลจากโค้ดและไฟล์อ้างอิงขององค์กร แล้วนำมาตรฐานด้านภาพ เช่น สี ฟอนต์ และรูปแบบต่างๆ มาใช้กับทุกโปรเจกต์โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผลงานสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์เสมอ ผู้ใช้ยังสามารถป้อนข้อมูลผ่านการอัปโหลดรูปภาพและเอกสาร หรือใช้ฟีเจอร์จับภาพหน้าเว็บเพื่อดึงองค์ประกอบจากเว็บไซต์ของบริษัทมาใช้งานได้โดยตรง

 

เมื่อสร้างผลงานเสร็จ ทีมงานสามารถส่งออกไฟล์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น PDF, ลิงก์, ไฟล์นำเสนอ หรือส่งออกไปยัง Canva เพื่อแก้ไขและทำงานร่วมกันต่อได้ทันที

 

แม้บางฝ่ายอาจมองว่าเครื่องมือนี้กำลังแข่งขันกับ Canva, Adobe และ Figma แต่ทางบริษัทให้ข้อมูลกับ TechCrunch ว่าผลิตภัณฑ์นี้สร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มการทำงานมากกว่า โดยเน้นช่วยเหลือคนที่ไม่ได้เริ่มต้นจากโปรแกรมออกแบบ ทั้งนี้ Claude Design เปิดตัวในสัปดาห์เดียวกับที่ทั้ง Adobe และ Canva ต่างเปิดตัวเครื่องมือ AI ด้านการออกแบบของตัวเองเช่นกัน

 

เมลานี เพอร์กินส์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Canva ระบุว่าการเชื่อมต่อนี้จะ “ทำให้ผู้คนนำไอเดียและฉบับร่างจาก Claude Design มาสู่ Canva ได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งผลงานเหล่านั้นจะพร้อมสำหรับการปรับแต่งและทำงานร่วมกันได้เต็มรูปแบบ”

 

ปัจจุบัน Claude Design เปิดให้ใช้งานในช่วงทดสอบสำหรับสมาชิกระดับ Pro, Max, Team และ Enterprise โดยมีบริษัทอย่าง Datadog และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ Brilliant นำไปใช้งานจริงแล้ว

 

อานีช เคทินี ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Datadog เผยว่า “เราเปลี่ยนจากไอเดียคร่าวๆ ไปสู่ต้นแบบที่ใช้งานได้จริงก่อนที่ทุกคนจะเดินออกจากห้องประชุม และผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงรักษามาตรฐานของแบรนด์ไว้ได้ สิ่งที่เคยต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ในการพูดคุยกลับไปกลับมา ตอนนี้สามารถทำเสร็จได้ภายในบทสนทนาเดียว”

 

ขับเคลื่อนด้วย Opus 4.7

 

Claude Design ขับเคลื่อนด้วยแบบจำลอง AI รุ่นล่าสุดอย่าง Claude Opus 4.7 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้นในด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์และการปฏิบัติตามคำสั่งเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ความสามารถด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของรุ่นนี้ถูกลดทอนให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าแบบจำลองเฉพาะทางอย่าง Claude Mythos Preview ซึ่งเปิดให้บริษัทบางแห่งใช้งานผ่านโครงการ Project Glasswing เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พร้อมกันนี้บริษัทได้ติดตั้งระบบที่ตรวจจับและระงับคำสั่งที่บ่งชี้ถึงการใช้งานผิดกฎหมายหรือมีความเสี่ยงสูงโดยอัตโนมัติ

 

จุดยืนด้านความปลอดภัยถือเป็นสิ่งที่ Anthropic ให้ความสำคัญมาตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2021 โดยการเปิดตัว Project Glasswing ได้นำไปสู่การประชุมระดับสูงเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ ซีอีโอบริษัทเทคโนโลยี และผู้บริหารธนาคาร

 

สำหรับ Claude Opus 4.7 เปิดให้ใช้งานผ่านผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Microsoft, Google และ Amazon ในราคาเท่ากับรุ่นก่อนหน้า บริษัทยังเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่สนใจ สมัครเข้าใช้งานผ่านการตรวจสอบสิทธิ์อย่างเป็นทางการ

 

การเปิดตัวทั้งหมดสะท้อนความพยายามเจาะตลาดลูกค้าธุรกิจ ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง หลังจากที่บริษัทเคยเปิดตัว Claude Cowork เครื่องมือผู้ช่วย AI สำหรับการทำงานในองค์กร เมื่อช่วงต้นปี

 

ขณะเดียวกัน Bloomberg รายงานว่ากลุ่มนักลงทุนได้เสนอระดมทุนรอบใหม่ให้ก่อนที่บริษัทจะเปิดระดมทุนเอง ซึ่งอาจดันมูลค่าของบริษัทให้สูงถึง 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 25.6 ล้านล้านบาท) เทียบชั้นหรือแซงหน้าคู่แข่งอย่าง OpenAI ได้ แต่จนถึงขณะนี้บริษัทยังไม่แสดงความสนใจตอบรับข้อเสนอดังกล่าว

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.02 บาท ณ วันที่ 18 เมษายน 2569

 

ภาพ: Courtesy of Anthropic

 

อ้างอิง:

 

The post Anthropic เปิดตัว ‘Claude Design’ เครื่องมือ AI ใหม่ เสกภาพต้นแบบ-สไลด์ได้ทันใจ ไม่ต้องง้อทักษะดีไซน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสหรัฐฯ ชี้ Live Nation-Ticketmaster ผูกขาดตลาดตั๋วคอนเสิร์ตผิดกฎหมาย อัยการกว่า 30 รัฐชนะคดี เตรียมผลักดันแยกบริษัท ผู้บริโภคมีสิทธิ์ได้เงินคืน https://thestandard.co/live-nation-ticketmaster-monopoly-concerts/ Sun, 19 Apr 2026 12:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1198934 อาคารสำนักงาน Ticketmaster ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

คณะลูกขุนศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์กมีมติว่า Live Nation แล […]

The post ศาลสหรัฐฯ ชี้ Live Nation-Ticketmaster ผูกขาดตลาดตั๋วคอนเสิร์ตผิดกฎหมาย อัยการกว่า 30 รัฐชนะคดี เตรียมผลักดันแยกบริษัท ผู้บริโภคมีสิทธิ์ได้เงินคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคารสำนักงาน Ticketmaster ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา

คณะลูกขุนศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์กมีมติว่า Live Nation และ Ticketmaster มีความผิดฐานผูกขาดตลาดจำหน่ายตั๋วคอนเสิร์ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย คำตัดสินนี้เป็นผลจากการฟ้องร้องโดยกลุ่มอัยการจากกว่า 30 รัฐ ที่ระบุว่าบริษัทเรียกเก็บราคาตั๋วเกินจริงและกดดันให้สถานที่จัดงานใช้บริการของตน การไต่สวนใช้เวลา 5 สัปดาห์ และคณะลูกขุนใช้เวลาพิจารณามติอีกเกือบ 4 วันเต็ม

 

 
 

คดีนี้ถูกยื่นฟ้องในปี 2024 สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดน สะท้อนปัญหาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่รัฐบาลบารัค โอบามาอนุญาตให้ควบรวมกิจการในปี 2010 ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าการรวมตัวของโปรโมเตอร์และผู้จำหน่ายตั๋วรายใหญ่ที่สุดจะส่งผลเสียต่อผู้บริโภค

 

ระหว่างการไต่สวน กระทรวงยุติธรรมภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กลับทำข้อตกลงยอมความกับบริษัทอย่างกะทันหัน หลังมีรายงานจาก The Wall Street Journal ว่าประธานาธิบดีทรัมป์เคยสอบถามเรื่องการยุติคดีนี้ ทำให้กลุ่มอัยการจากรัฐใหญ่อย่างนิวยอร์ก เทกซัส และแคลิฟอร์เนีย ตัดสินใจเดินหน้าฟ้องร้องต่อ เนื่องจากมองว่าข้อตกลงของรัฐบาลกลางขาดความรัดกุม

 

ผู้บริโภคที่ถูกเรียกเก็บเงินเกินจริงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินคืน คณะลูกขุนประเมินว่าผู้บริโภคถูกเก็บเงินเพิ่ม 1.72 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 55 บาท) ต่อตั๋ว 1 ใบ ครอบคลุมยอดขายราว 20% ที่จำหน่ายผ่านสถานที่จัดงาน 257 แห่ง ผู้พิพากษา อรุณ สุบรามาเนียน จะเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินชดเชยรวม รวมถึงพิจารณาว่าจะสั่งให้แยก Ticketmaster ออกจาก Live Nation หรือไม่

 

ข้อกล่าวหาผูกขาดและกีดกันคู่แข่ง

 

กลุ่มอัยการชี้ว่าการควบรวมกิจการได้สร้างองค์กรที่ครอบงำตลาดความบันเทิง ครอบคลุมตั้งแต่การโปรโมต การจัดการสถานที่ ไปจนถึงการขายตั๋ว โดย Ticketmaster ครองตลาดคอนเสิร์ตถึง 86% และมีส่วนแบ่งรวม 73% เมื่อนับรวมกีฬา ตามข้อมูลของเจฟฟรีย์ เคสสเลอร์ ทนายความฝ่ายโจทก์

 

ข้อกล่าวหาสำคัญคือบริษัทใช้อิทธิพลมัดรวมบริการเข้าด้วยกัน เช่น บังคับให้ศิลปินต้องใช้บริการโปรโมตของบริษัทหากต้องการแสดงในสถานที่ของตน ทนายความฝ่ายโจทก์ยังยกคำพูดของผู้บริหารบริษัทเองมาเป็นหลักฐาน

 

เช่น การพูดถึงการสร้างกำแพงป้องกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งตลาดได้ (moat around the castle) และการใช้มาตรการกดดันอย่างแนบเนียนกับสถานที่จัดงานที่ปฏิเสธความร่วมมือ (velvet hammer)

 

การโต้แย้งในชั้นศาล

 

ผู้บริหารสถานที่จัดงานในบรุกลินที่เปลี่ยนไปใช้บริการ SeatGeek ให้การว่าซีอีโอ ไมเคิล ราพิโน ขู่ว่าจะไม่จัดคอนเสิร์ตที่สถานที่แห่งนั้นอีก คณะลูกขุนยังได้พิจารณาข้อความแชตของพนักงานที่กล่าวถึงผู้บริโภคในแง่ลบ เช่น “คนพวกนี้โง่มาก ฉันแทบจะรู้สึกแย่เลยที่เอาเปรียบพวกเขา” ภายหลังพนักงานคนดังกล่าวยอมรับว่าข้อความเหล่านั้นขาดวุฒิภาวะและไม่เหมาะสม

 

ด้าน Live Nation ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยโต้แย้งว่าผู้ที่กำหนดราคาตั๋วคือศิลปิน ทีมกีฬา และสถานที่จัดงาน เดวิด แมริออตต์ ทนายความของบริษัท กล่าวแย้งว่า “การที่บริษัทเติบโตจนมีขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด”

 

บริษัทเตรียมขอให้ผู้พิพากษากลับคำตัดสิน โดยมั่นใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่แตกต่างจากข้อตกลงยอมความที่เคยทำไว้กับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมตั๋วไว้ที่ 15% อนุญาตให้คู่แข่งเสนอขายตั๋วได้ และตั้งกองทุน 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,966 ล้านบาท) เพื่อชดเชยให้กับรัฐที่ยอมรับข้อตกลง

 

ทางบริษัทประเมินว่ามูลค่าความเสียหายเบื้องต้นน่าจะต่ำกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,803 ล้านบาท) อย่างไรก็ตามมูลค่านี้อาจถูกศาลสั่งให้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาด หลังทราบผลคำตัดสิน หุ้นของ Live Nation ปรับตัวลดลงกว่า 6% ในขณะที่หุ้นของคู่แข่งอย่าง StubHub และ Vivid Seats ปรับตัวสูงขึ้น 4% และ 9% ตามลำดับ

 

โรเจอร์ แอลฟอร์ด อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าผลการตัดสินถือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และมองว่าเป็นโอกาสที่พลาดไปของกระทรวงยุติธรรมที่เลือกยอมความด้วยเงื่อนไขที่ง่ายดาย โดยตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มล็อบบี้ยิสต์อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจยอมความของรัฐบาลทรัมป์

 

แม้แฟนเพลงจะยังไม่ได้เห็นราคาตั๋วลดลงในทันที แต่ เลทิเทีย เจมส์ อัยการสูงสุดแห่งรัฐนิวยอร์ก กล่าวถึงผลคำตัดสินครั้งนี้ว่าถือเป็น “ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์” ขณะที่ ร็อบ บอนตา อัยการสูงสุดแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่าคำตัดสินนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐต่างๆ สามารถปกป้องประชาชนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ขึ้นราคาอย่างผิดกฎหมายได้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.02 บาท ณ วันที่ 18 เมษายน 2569

 

ภาพ : Koshiro K / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

 

 

The post ศาลสหรัฐฯ ชี้ Live Nation-Ticketmaster ผูกขาดตลาดตั๋วคอนเสิร์ตผิดกฎหมาย อัยการกว่า 30 รัฐชนะคดี เตรียมผลักดันแยกบริษัท ผู้บริโภคมีสิทธิ์ได้เงินคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ https://thestandard.co/whoop-health-device/ Sun, 19 Apr 2026 02:42:17 +0000 https://thestandard.co/whoop-health-device/ ภาพสายรัดข้อมือ Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพและติดตามข้อมูลร่างกาย

‘สุขภาพ’ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่คนในยุคนี้ให้ความสำคัญ […]

The post รู้จัก Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสายรัดข้อมือ Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพและติดตามข้อมูลร่างกาย

‘สุขภาพ’ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่คนในยุคนี้ให้ความสำคัญกันอย่างมาก เราจะเห็นคนทั้ง Gen Y Gen Z ไปจนถึง Gen Alpha มักจะใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็น เทนนิส กอล์ฟ วิ่ง หรือ แม้แต่การแช่น้ำแข็ง ฯลฯ

 

สิ่งที่ตามมากับการออกกำลังกายในยุคนี้คือ อุปกรณ์ (Device) ที่ใช้ติดตามข้อมูลทางสุขภาพ หลังการออกกำลังกาย เช่น Smart watch, Smart Ring ไปจนถึง Whoop สายรัดสุขภาพที่กลายเป็นทั้งอุปกรณ์ตรวจสุขภาพและแฟชั่นได้ในเวลาเดียวกัน

 

ทำไม Whoop ถึงกลายเป็นอุปกรณ์ยอดฮิต?

 

Whoop สายรัดข้อมือสำหรับติดตามข้อมูลทางสุขภาพ กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากมาย หลังดารา เซเลบ นักธุรกิจ และนักกีฬาทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น Cristiano Ronaldo, LeBron James และ Michael Phelps ต่างเลือกมาใช้ ด้วยหน้าตาที่ดูเรียบง่าย และสามารถกลืนไปกับชีวิตประจำวัน ในขณะที่ยังสามารถติดตามข้อมูลทางสุขภาพได้หลากหลายมิติ

 

ตั้งแต่ค่าความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV), อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก (Resting heart rate), อัตราการหายใจ (Respiratory rate) ไปจนถึงระยะการนอนหลับ (Sleep staging) แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นคำแนะนำในการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล

 

ปัจจุบันรายได้ของ Whoop ประกอบไปด้วย รายได้จากการขายอุปกรณ์ (Whoop strap) กับ รายได้จากค่าธรรมเนียมรายเดือนที่เกี่ยวกับข้อมูลและคำแนะนำด้านสุขภาพ (Subscription model) ซึ่งข้อมูลล่าสุด Whoop สามารถทำรายได้แบบสม่ำเสมอ (ARR) ถึง 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ด้วยผู้ใช้งานกว่า 2.5 ล้านรายต่อปี

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปทำความรู้จักกับ ‘Whoop’ บริษัทผลิตสายรัดข้อมือสำหรับติดตามข้อมูลทางสุขภาพ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้

 

ภาพสายรัดข้อมือ Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพและติดตามข้อมูลร่างกาย 1

 

ภาพ: Shutterstock AI Generator

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก Whoop อุปกรณ์ตรวจสุขภาพที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ https://thestandard.co/meta-snap-layoffs-ai-jobs/ Sat, 18 Apr 2026 13:00:35 +0000 https://thestandard.co/meta-snap-layoffs-ai-jobs/ ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปล […]

The post Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชัน Facebook, WhatsApp, Instagram และข้อความเกี่ยวกับการปลดพนักงานของ Meta และ Snap เนื่องจากการใช้ AI

บริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทในการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram อย่าง Meta วางแผนดำเนินการปลดพนักงานระลอกแรกซึ่งถือเป็นการปลดครั้งใหญ่ที่วางแผนไว้สำหรับปีนี้ในวันที่ 20 พฤษภาคม

 

 
 

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแผนดังกล่าวเปิดเผยว่า บริษัทจะเลิกจ้างพนักงานประมาณ 10% ของพนักงานทั่วโลก หรือใกล้เคียง 8,000 คนในรอบแรก บริษัทยังมีแผนการปลดพนักงานเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ว่ารายละเอียดของการปรับลด รวมถึงวันที่และขนาดจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด

 

Meta หั่นพนักงานเซ่นพิษลงทุน AI

 

ผู้บริหารอาจมีการปรับเปลี่ยนแผนงานโดยขึ้นอยู่กับสถานะความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท โดยการลดจำนวนพนักงานในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta กำลังปรับเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มกำลัง

 

Meta กำลังแข่งขันอย่างดุเดือดเพื่อให้ทันกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI โดยได้เตรียมงบลงทุนสูงถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.32 ล้านล้านบาท) สำหรับปีนี้เพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าบริษัทวางแผนปรับลดพนักงานมากกว่า 20% ในปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 15,000 คน

 

การปลดพนักงานครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 และต้นปี 2023 ที่บริษัทได้เลิกจ้างพนักงานไปกว่า 21,000 คน แม้ในครั้งนี้สถานะทางการเงินจะดีขึ้น แต่ผู้บริหารก็วาดภาพอนาคตที่มีลำดับชั้นการบริหารลดลงและมี ‘ประสิทธิภาพ’ มากขึ้น

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับโครงสร้างทีมในแผนก Reality Labs และย้ายวิศวกรไปสู่องค์กร Applied AI แห่งใหม่ เพื่อเร่งพัฒนาเครื่องมือที่สามารถเขียนโค้ดและทำงานซับซ้อนได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณล่าสุดของความเปลี่ยนแปลงที่แพร่กระจายไปทั่วอุตสาหกรรม

 

Snap ร่วมวงลดคน พึ่งพาระบบอัตโนมัติ

 

ด้าน อีแวน สปีเกล ซีอีโอของบริษัท Snap คู่แข่งสำคัญของ Instagram ได้ออกมาประกาศแผนปรับลดพนักงานประมาณ 1,000 ตำแหน่ง หรือ 16% ของพนักงานทั้งหมด การประกาศดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของบริษัทพุ่งขึ้น 7% ทันทีในวันพุธ (15 เม.ย.) ที่ผ่านมา

 

แม้สปีเกลจะกล่าวขอโทษพนักงานผ่านบันทึกข้อความภายใน และระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจเพื่อศักยภาพระยะยาวของบริษัท “เราเชื่อว่าความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยให้ทีมของเราลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็ว และสนับสนุนชุมชนได้ดียิ่งขึ้น” สปีเกลระบุในบันทึก

 

บริษัทยังได้ปิดรับตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครอยู่มากกว่า 300 ตำแหน่ง สปีเกลชี้ให้เห็นว่าทีมขนาดเล็กที่ใช้เครื่องมืออัจฉริยะสามารถขับเคลื่อนความก้าวหน้าในโครงการสำคัญได้ อย่างเช่น Snapchat+ และการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐาน Snap Lite

 

การปรับลดพนักงานเกิดขึ้นขณะที่บริษัทเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มนักลงทุนที่ผลักดันให้ปรับปรุงธุรกิจให้คล่องตัว ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และสร้างเส้นทางสู่การทำกำไรที่ชัดเจนขึ้น

 

เล็กแต่ทรงพลัง ทิศทางใหม่บิ๊กเทค

 

แนวโน้มการลดขนาดทีมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงบริษัทเทคโนโลยี เจมี ไดมอน ผู้บริหารระดับสูงของ JPMorgan กล่าวในจดหมายประจำปีถึงผู้ถือหุ้นว่า การต่อสู้เพื่อการแข่งขันที่แท้จริงนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยทีมขนาดเล็กที่มุ่งเน้นเป้าหมายอย่างชัดเจน

 

สอดคล้องกับความเห็นของ ไมค์ แคนนอน-บรูคส์ ซีอีโอของ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ที่เพิ่งปรับลดพนักงาน 1,600 ตำแหน่ง ที่ออกมายอมรับว่า “คงจะเป็นการเสแสร้งหากจะทำเป็นว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เปลี่ยนทักษะที่เราต้องการ หรือจำนวนตำแหน่งที่จำเป็นในบางงาน เพราะมันเปลี่ยนจริงๆ”

 

ทว่าในอีกมุมหนึ่ง แมตต์ โพปเซล ผู้บริหารจาก The Predictive Index เตือนว่า การพึ่งพาเพียงแค่ AI ในการตัดสินใจ อาจทำให้เกิดความลำเอียงในการทำงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่นักจิตวิทยาการเมือง อเล็กซ์ โลเวลล์ ชี้ว่าการลดขนาดทีมอาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจ ซึ่งกระทบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการเติบโตในองค์กร โซมิตรา ชูคลา นักวิจัยจาก Harvard Business School เตือนว่าทีมขนาดเล็กอาจลดทอนระบบการสร้างบุคลากรหน้าใหม่ หากไม่มีพนักงานระดับเริ่มต้น ก็อาจเกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์ในอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามถึงโอกาสเติบโตในสายอาชีพ

 

ท้ายที่สุดแล้ว อีริก บรินยอล์ฟสัน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผู้ชนะจะไม่ใช่แค่องค์กรที่คล่องตัวที่สุด แต่คือองค์กรที่ออกแบบการทำงานได้ดีที่สุด เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีสามารถส่งเสริมซึ่งกันและกัน”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.02 บาท ณ วันที่ 18 เมษายน 2569

 

ภาพ : Primakov / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post Meta เล็งปลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง 20 พฤษภาคมนี้! Snap ร่วมวงปลด 16% รับใช้ AI ทำงานแทนมนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พอกผิว’ ขึ้นมีมสงกรานต์ 2569 คนแห่ลง ‘สีลม’ ล้นถนน ส่วนคนไทยโอดค่าเดินทางพุ่งทำบรรยากาศ ‘อ่อม’ https://thestandard.co/songkran-2026-silom-travel-cost/ Sat, 18 Apr 2026 12:58:49 +0000 https://thestandard.co/songkran-2026-silom-travel-cost/ ภาพผู้คนจำนวนมากเล่นน้ำสงกรานต์บนถนน พร้อมข้อความ 'พอกผิว' ขึ้นมีม สงกรานต์ 2569 แต่ค่าเดินทางพุ่ง ทำคนไทย 'อ่อม' ในรูปแบบกราฟิก

เทศกาลสงกรานต์กลับมาเยือนอีกครั้ง และเหมือนเช่นทุกปีที่ […]

The post ‘พอกผิว’ ขึ้นมีมสงกรานต์ 2569 คนแห่ลง ‘สีลม’ ล้นถนน ส่วนคนไทยโอดค่าเดินทางพุ่งทำบรรยากาศ ‘อ่อม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนจำนวนมากเล่นน้ำสงกรานต์บนถนน พร้อมข้อความ 'พอกผิว' ขึ้นมีม สงกรานต์ 2569 แต่ค่าเดินทางพุ่ง ทำคนไทย 'อ่อม' ในรูปแบบกราฟิก

เทศกาลสงกรานต์กลับมาเยือนอีกครั้ง และเหมือนเช่นทุกปีที่คนไทยต่างเลือกใช้ช่วงเวลานี้ในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกราบไหว้ครอบครัว หรือการจองตั๋วเครื่องบินหนีร้อนไปพักผ่อนต่างประเทศ

 

 
 

ในขณะที่บางคนเลือกนอนพักผ่อนอยู่บ้านเงียบๆ และอีกหลายล้านคนเลือกออกไปร่วมสนุกจนเปียกปอนตามจุดจัดงานต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้ถือว่ามีความพิเศษและยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา

 

เพราะเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้เฉลิมฉลองเทศกาลนี้ในฐานะ ‘มรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม’ ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกอย่างเป็นทางการ จนสถานทูตกว่า 42 ประเทศร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทย

 

การยกระดับในครั้งนี้ช่วยผลักดันให้สงกรานต์ของไทยก้าวขึ้นเป็น ‘World Water Festival’ ในระดับสากล และถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

 

ปรากฏการณ์สาดน้ำออนไลน์ผ่านเลนส์วิดีโอสั้น

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ ประเทศไทย ได้ทำการเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 ถึง 17 เมษายน 2569 พบว่ามียอดการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์พุ่งสูงถึง 424,598,759 เอนเกจเมนต์

 

ตัวเลขการมีส่วนร่วมดังกล่าวมาจากจำนวนข้อความทั้งสิ้น 871,601 ข้อความ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าบรรยากาศในโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นคู่ขนานกับเทศกาลบนท้องถนน ยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ถูกให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 12-15 เมษายนที่สามารถกวาดยอดรวมไปได้มากกว่า 241,947,985 เอนเกจเมนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่เกินกว่าครึ่งหนึ่งของยอดเอนเกจเมนต์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเทศกาล

 

หากเจาะลึกไปที่แพลตฟอร์มจะพบว่า TikTok ครองอันดับหนึ่งด้วยยอดสูงถึง 234,409,857 เอนเกจเมนต์ คิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของการมีส่วนร่วมทั้งหมด จากจำนวนข้อความ 110,504 ข้อความ

 

สถิตินี้มีค่าเฉลี่ยต่อโพสต์สูงถึง 2,129 เอนเกจเมนต์ ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบวิดีโอสั้นสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ที่เน้นการถ่ายทอดบรรยากาศอย่างรวดเร็ว สดใหม่ และสามารถเข้าถึงอารมณ์ความสนุกได้ทันที

 

ด้านแพลตฟอร์ม Facebook ตามมาเป็นอันดับสองด้วยตัวเลข 71 ล้านเอนเกจเมนต์ ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่หลักในการแชร์ข่าวสารจากสื่อมวลชน ขณะที่ Instagram มียอดประมาณ 68 ล้านครั้งในฐานะพื้นที่อวดไลฟ์สไตล์ของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์

 

แลนด์มาร์กยอดฮิตและพลังขับเคลื่อนจากคลื่นแฟนด้อม

 

เมื่อวิเคราะห์ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด หมวดกิจกรรมสงกรานต์กวาดยอดไปถึง 101 ล้านเอนเกจเมนต์ โดยคำยอดฮิตอย่างการ ‘เล่นน้ำ’ ครองอันดับหนึ่งด้วยยอด 60.8 ล้านเอนเกจเมนต์ ตามมาด้วยคำว่าเที่ยวที่ 43.1 ล้านเอนเกจเมนต์

 

แลนด์มาร์กในตำนานอย่างย่านสีลมยังคงความร้อนแรงด้วยยอด 23.2 ล้านเอนเกจเมนต์ ซึ่งปีนี้กลับมาคึกคักจนผู้คนหลั่งไหลเข้ามามหาศาลถึงขั้นต้องปิดถนนเพื่อเคลียร์พื้นที่ กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์

 

นอกจากนี้กิจกรรมอย่างการรดน้ำดำหัว ทำบุญ ขบวนแห่ ไปจนถึงงานเทศกาลดนตรีอย่าง S2O และจุดจัดงานตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งไอคอนสยาม คิงเพาเวอร์ หรือเซ็นทรัลเวิลด์ ก็ถูกพูดถึงอย่างล้นหลามไม่แพ้กัน

 

กระแสบนโซเชียลปีนี้ยังลุกเป็นไฟด้วยพลังของแฟนคลับพลัง เมื่อเหล่าศิลปิน ดาราและวง T-Pop ปรากฏตัวในงานเทศกาลสงกรานต์ โดยกวาดยอดไปถึง 55.3 ล้านเอนเกจเมนต์ นำโดยศิลปินคู่ขวัญ FreenBecky ที่ครองแชมป์ยอด 11.7 ล้านเอนเกจเมนต์ในฐานะ นางสงกรานต์ Gen-Z

 

ตามมาติดๆ ด้วย TleFirstone ที่สร้างยอด 8.6 ล้านเอนเกจเมนต์จากการปรากฏตัวตามงานต่างๆ ในขณะที่ LingOrm กวาดตัวเลขไปมากกว่า 5 ล้านครั้งด้วยลุคนางรากษสเทวียืนนำขบวนแห่สุดอลังการ

 

ฝั่งศิลปินกลุ่มก็คึกคักอย่างมาก โดยวง BUS กวาดไป 7.9 ล้านเอนเกจเมนต์จากลีลาบนเวที ขณะที่ 4EVE ทำยอดไป 4.3 ล้านเอนเกจเมนต์ด้วยลุคเกิร์ลกรุ๊ปและชุดไทยให้แฟนคลับตามเก็บภาพ รวมถึง PROXIE และ PiXXiE ที่ถูกแชร์โมเมนต์กันอย่างเนืองแน่น

 

ภาพรวมในต่างจังหวัดก็ดึงดูดคนได้มหาศาล โดยเชียงใหม่ครองแชมป์เมืองรองทะลุ 9.2 ล้านเอนเกจเมนต์จากภาพฝูงชนหน้าห้างเมญ่า ขณะที่ถนนข้าวเหนียวขอนแก่นกวาดไป 6.4 ล้านเอนเกจเมนต์ และวันไหลพัทยาเก็บยอดไปได้ 3.9 ล้านเอนเกจเมนต์

 

สารพัดปัจจัยเบรกความสนุกและสมรภูมิความงามท้าสายน้ำ

 

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง ยังมียอดเอนเกจเมนต์กว่า 36 ล้านครั้งในหมวดการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่สะท้อนว่าปีนี้หลายคนต้องคิดหนัก โดยมีคีย์เวิร์ดน้ำมันแพงถูกพูดถึงสูงถึง 6 ล้านเอนเกจเมนต์

 

ตามมาด้วยคำว่าประหยัดอีก 5 ล้านเอนเกจเมนต์ สะท้อนว่าค่าตั๋วโดยสารและค่าน้ำมันกลายเป็นปัจจัยให้คนลังเล ส่งผลให้เกิดการบ่นว่าสงกรานต์ปีนี้บรรยากาศ ‘อ่อม’ ซึ่งคำนี้กวาดเอนเกจเมนต์ไปถึง 4.4 ล้านครั้ง

 

ในขณะเดียวกันหลายคนก็ตัดสินใจฉลองเทศกาลอยู่ในกรุงเทพมหานครแทน หรือบางส่วนเลือกที่จะพักผ่อนอยู่บ้านโดยไม่ไปไหนเลย เพื่อฉลองเทศกาลแบบเงียบๆ ตามสไตล์คนเก็บตัว

 

เทศกาลนี้ยังเป็นเสมือนสนามทดสอบเครื่องสำอางที่โหดที่สุด โดยคีย์เวิร์ด ‘กันน้ำ’ ครองอันดับหนึ่งในหมวดนี้ด้วยยอด 11.7 ล้านเอนเกจเมนต์ ตามมาด้วยคำว่าแต่งหน้าที่ทำได้ 8.5 ล้านเอนเกจเมนต์ และคำว่าเมคอัพอีก 4.4 ล้านเอนเกจเมนต์

 

ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียต่างค้นหาวิธีแต่งหน้าและรีวิวเครื่องสำอางกันอย่างคึกคัก นอกจากนี้กระแสการ ‘พอกผิว’ ก่อนออกไปเล่นน้ำก็ติดเทรนด์ด้วยยอด 3.1 ล้านเอนเกจเมนต์จนกลายเป็นมีมประจำเทศกาลที่สร้างรอยยิ้มให้หลายคน

 

ด้านความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ถูกจับตามอง โดยหมวดความปลอดภัยและอุบัติเหตุถูกพูดถึงมากกว่า 20 ล้านเอนเกจเมนต์ ตั้งแต่ข่าวเมาแล้วขับไปจนถึงเหตุทะเลาะวิวาท ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยเป็นห่วงไม่แพ้ความสนุก

 

ภาพ : ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

The post ‘พอกผิว’ ขึ้นมีมสงกรานต์ 2569 คนแห่ลง ‘สีลม’ ล้นถนน ส่วนคนไทยโอดค่าเดินทางพุ่งทำบรรยากาศ ‘อ่อม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ลาเก้าอี้ซีอีโอ ปิดฉาก 29 ปี ในจังหวะธุรกิจโตช้า-ดีลล่ม https://thestandard.co/reed-hastings-netflix-ceo-resigns/ Fri, 17 Apr 2026 07:43:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1198562 ภาพ ‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix กำลังกล่าวสุนทรพจน์ พร้อมข้อความข่าวการลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ

‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ประกาศลาออกจากตำแ […]

The post ‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ลาเก้าอี้ซีอีโอ ปิดฉาก 29 ปี ในจังหวะธุรกิจโตช้า-ดีลล่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix กำลังกล่าวสุนทรพจน์ พร้อมข้อความข่าวการลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ

‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ประกาศลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ หลังขับเคลื่อนองค์กรมาเกือบ 29 ปี ท่ามกลางช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของธุรกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

 

Netflix รายงานว่า รีด เฮสติงส์ อายุ 65 ปี ตัดสินใจอำลาบทบาทในช่วงที่บริษัทต้องเร่งหาแหล่งรายได้ใหม่ หลังการเติบโตเริ่มชะลอตัวจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับแผนควบรวมกิจการกับ Warner Bros. Discovery ที่เคยถูกคาดหวังว่าจะพลิกโฉมอุตสาหกรรม ต้องล้มเหลวลงในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

แม้ดีลดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น แต่บริษัทได้รับเงินชดเชยราว 2.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยหนุนผลประกอบการ โดยในไตรมาสแรก Netflix มีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1.23 ดอลลาร์ จาก 0.66 ดอลลาร์ในปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เล็กน้อย

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่ากำไรต่อหุ้นในไตรมาสปัจจุบันอาจออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ขณะที่อัตราการเติบโตของรายได้มีแนวโน้มชะลอลงมากที่สุดในรอบ 1 ปี โดยภายหลังการประกาศลาออก ราคาหุ้นของ Netflix ปรับตัวลดลงราว 9%

 

ในด้านกลยุทธ์ Netflix ยังคงยืนยันเป้าหมายในการเป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงระดับโลก ที่นำเสนอคอนเทนต์หลากหลายทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม และรสนิยม พร้อมคงประมาณการผลประกอบการทั้งปีไว้ตามเดิม โดยบริษัทมองว่ายังมีโอกาสขยายฐานผู้ใช้งานได้อีกมาก และยังรักษาฐานผู้ใช้งานเอาไว้ได้อยู่มาก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกแบบชำระเงินมากกว่า 325 ล้านบัญชี และเข้าถึงผู้ชมเกือบ 1 พันล้านคนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในจดหมายถึงนักลงทุน Netflix ระบุว่า เฮสติงส์จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีเดือนมิถุนายน และมีแผนหันไปทำงานด้านการกุศลและกิจกรรมอื่นๆ ในอนาคต

 

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เฮสติงส์ถือเป็นผู้พลิกโฉม Netflix จากธุรกิจให้เช่าแผ่น DVD ทางไปรษณีย์ สู่ยักษ์ใหญ่สตรีมมิ่งระดับโลก พร้อมพาบริษัทผ่านทั้งความสำเร็จและความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีแยกบริการ DVD ภายใต้ชื่อ Qwikster ในปี 2011 หรือการใช้โอกาสจากวิกฤตโควิด-19 ผลักดันการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้วางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรแบบเน้นผลงานสูง ซึ่งต่อยอดเป็นแนวคิด “Netflix Way” และถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือ No Rules Rules

 

ด้าน Ted Sarandos กล่าวยกย่องว่า เฮสติงส์เป็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจ กล้ารับความเสี่ยง และให้ความสำคัญกับบุคลากร ขณะที่ Richard Greenfield มองว่าการลาออกครั้งนี้อาจสร้างความกังวลต่อนักลงทุน

 

สำหรับทิศทางการเติบโตใหม่ Netflix วางแผนขยายคอนเทนต์วิดีโอพอดแคสต์ เน้นเพิ่มสัดส่วนคอนเทนต์ถ่ายทอดสด เช่น การแข่งขันกีฬา พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งาน และเร่งสร้างรายได้จากโฆษณา ซึ่งคาดว่าจะเติบโตแตะ 3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อนหน้า

 

ภาพ: Blossom Stock Studio

 

อ้างอิง:

 

The post ‘รีด เฮสติงส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ลาเก้าอี้ซีอีโอ ปิดฉาก 29 ปี ในจังหวะธุรกิจโตช้า-ดีลล่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ https://thestandard.co/x-cuts-clickbait-bot-revenue/ Mon, 13 Apr 2026 08:13:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1197641 ภาพประกอบโลโก้ X พร้อมข้อมูลการหั่นรายได้โพสต์ Clickbait และการล้างบางบัญชีบอต

แพลตฟอร์ม X กำลังดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญห […]

The post X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบโลโก้ X พร้อมข้อมูลการหั่นรายได้โพสต์ Clickbait และการล้างบางบัญชีบอต

แพลตฟอร์ม X กำลังดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาบัญชีที่ชอบเน้นโพสต์แบบ Clickbait รวมถึงกลุ่มที่เน้นรวบรวมข่าวสารมาโพสต์แบบรัวๆ จน ‘ทำให้ไทม์ไลน์ล้น’ ตามรายงานจาก TechCrunch

 

 
 

นิกิต้า เบียร์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ X เปิดเผยว่าในรอบการจ่ายเงินค่าตอบแทนรอบนี้ บัญชีประเภทผู้รวบรวมข่าวสาร (Aggregators) ทั้งหมดถูกหักส่วนแบ่งรายได้ลง 40% และในรอบถัดไปจะถูกหักเพิ่มอีก 20% ขณะเดียวกัน X กำลังทดลองเครื่องมือใหม่เพื่อระบุตัวผู้สร้างเนื้อหาต้นฉบับ และจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งให้กลุ่มนี้โดยตรง ตามรายงานจาก Social Media Today

 

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่ม ‘สายปั่นรายวัน’ ที่ชอบนำโพสต์ของคนอื่นมาลงซ้ำเป็นจำนวนมาก รวมถึงบัญชีที่ชอบใช้คำว่า ‘BREAKING’ ในทุกโพสต์เพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้สร้างสรรค์ผลงานตัวจริง

 

เบียร์ระบุว่าพฤติกรรมการลงโพสต์ที่ขโมยมาจำนวนมากในแต่ละวันได้เบียดบังพื้นที่ของนักเขียนหน้าใหม่ โดยเขายืนยันว่า X จะไม่ก้าวล่วงเสรีภาพในการพูด แต่จะไม่สนับสนุนเงินให้แก่ผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย ‘การปั่นระบบ’ หรือหลอกลวงผู้ใช้งาน

 

ทั้งนี้ ระบบแบ่งรายได้ของ X คำนวณจากจำนวนครั้งที่โพสต์ถูกแสดงผลต่อผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกแบบเสียเงิน (X Premium) โดยยังไม่มีการแยกประเภทการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นกดไลก์ คอมเมนต์ หรือรีโพสต์ ล้วนนับเป็นรายได้เท่ากันหมด ทำให้โพสต์ที่เน้นรีโพสต์ซ้ำอาจสร้างรายได้มากกว่าโพสต์ต้นฉบับที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ X กำลังพยายามแก้ไข

 

จัดระเบียบรายได้และบทลงโทษบัญชีปั่นกระแส

 

รายงานข่าวระบุว่าบัญชีข่าวบางกลุ่มเริ่มได้รับแจ้งเตือนว่าบัญชีของตนถูกระงับการสร้างรายได้ ตัวอย่างเช่น โดมินิก แมคกี เจ้าของบัญชี Dom Lucre ที่มีผู้ติดตาม 1.6 ล้านคน ได้ออกมาบ่นว่าเขาถูกตัดสิทธิ์การทำรายได้โดยไม่มีการชี้แจง

 

แมคกีเริ่มเป็นที่รู้จักจากการโพสต์ทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 และเคยถูกแบนชั่วคราวจาก X ในปี 2023 รวมถึงถูกระงับรายได้ในปี 2024 มาแล้ว

 

เขาเคยให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ว่าทำรายได้จากแพลตฟอร์มนี้ถึงปีละ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.77 ล้านบาท) แมคกีอ้างว่าตนเองทำงานหนัก แต่ข้อมูลจากผู้ใช้งานรายอื่นพบว่าเขาใช้คำว่า BREAKING ถึง 91 ครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง เนท ซิลเวอร์ มองว่าระบบนิเวศของ X เริ่มมีปัญหาและยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะดึงทราฟฟิกจาก X ไปยังเว็บไซต์ภายนอก โดยระบุว่านี่คือผลลัพธ์ของระบบนิเวศที่เสียหาย ด้านเบียร์โต้แย้งว่าข้อมูลของซิลเวอร์ไม่ถูกต้อง ขณะที่มัสก์โต้กลับด้วยถ้อยคำรุนแรง แม้จะมีผลวิเคราะห์อื่นๆ ที่สนับสนุนข้อมูลของซิลเวอร์ก็ตาม

 

ปัญหาบัญชีที่เน้นนำเนื้อหาคนอื่นมาโพสต์ซ้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบน X เท่านั้น โดย Instagram เคยออกมาตรการคล้ายกันในปี 2024 ด้วยการนำโพสต์ที่เป็นรีโพสต์ออกจากหน้าแนะนำเนื้อหา (Explore) และให้น้ำหนักกับโพสต์ต้นฉบับมากขึ้น

 

ยกระดับการล้างบางบอตครั้งใหญ่

 

ในอีกด้านหนึ่ง X กำลังเร่งดำเนินการ ‘ล้างบางบอต’ อีกครั้ง โดยเบียร์ยืนยันว่าทีมงานได้ทำการระงับบัญชีบอตไปแล้วจำนวนมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามข้อมูลรายงานจาก Social Media Today

 

เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า X สามารถตรวจจับและสั่งระงับบัญชีบอตได้สูงถึง 208 บัญชีต่อนาที โดยทีมงานส่วนใหญ่กำลังมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาฟีเจอร์ตรวจจับสแปมและการกำจัดบอตเพื่อลดกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในแอป

 

เบียร์เตือนว่าการพัฒนาของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์จะยิ่งทำให้การตรวจจับบอตทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทุกแพลตฟอร์มจำเป็นต้องรีบดำเนินการก่อนที่กิจกรรมของบอตจะเข้าครอบงำกิจกรรมของมนุษย์

 

ปัญหาเรื่องบอตเป็นประเด็นสำคัญมาตั้งแต่ช่วงที่ อีลอน มัสก์ เข้าซื้อกิจการมูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.42 ล้านล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งมัสก์เคยพยายามจะถอนตัวจากการซื้อขายเพราะมองว่า Twitter รายงานจำนวนบอตต่ำกว่าความเป็นจริง

 

แม้ที่ผ่านมามัสก์จะประกาศว่าสามารถเอาชนะบอตได้แล้ว แต่ผลวิเคราะห์จากภายนอกกลับบ่งชี้ว่าสถานการณ์เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยรายงานจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ในออสเตรเลียเมื่อปี 2023 ซึ่งวิเคราะห์กิจกรรมบอตบน X ช่วงการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน พบว่าแพลตฟอร์มยังเต็มไปด้วยการปั่นกระแสในหลายรูปแบบ

 

ขณะที่ เวรา ยูโรวา รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุในปีเดียวกันว่า X มีสัดส่วนโพสต์ข้อมูลบิดเบือนสูงที่สุดในบรรดาแพลตฟอร์มหลัก

 

การลดจำนวนพนักงานลงถึง 80% รวมถึงทีมดูแลเนื้อหา อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญหาบอตยังคงรุนแรงอยู่ อย่างไรก็ตาม ‘ความพยายามครั้งล่าสุด’ ภายใต้การนำของเบียร์อาจส่งผลให้การกวาดล้างบอตมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม

 

โดยเฉพาะในช่วงที่ X เองก็ยอมรับว่ามีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อแพร่กระจายข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากต้องการรักษาตำแหน่งแพลตฟอร์มสำหรับการสนทนาแบบเรียลไทม์ เรื่องนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องแก้ไข

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 13 เมษายน 2569

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post X ดัดหลังโพสต์ Clickbait สั่งหั่นรายได้ 40% พร้อมโชว์ยอดล้างบางบอต 208 บัญชีต่อนาที กู้ความเชื่อถือคืนจากข้อมูลเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายแบงก์ทั่วโลก https://thestandard.co/anthropic-mythos-ai-global-concern/ Mon, 13 Apr 2026 07:30:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1197638 หน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงโลโก้ Anthropic และชื่อ Mythos พร้อมข้อความเกี่ยวกับ AI ที่สร้างความกังวล

หลังการเปิดตัว Mythos โมเดล AI ตัวจาก Anthropic ซึ่งมีค […]

The post รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายแบงก์ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้าจอสมาร์ทโฟนแสดงโลโก้ Anthropic และชื่อ Mythos พร้อมข้อความเกี่ยวกับ AI ที่สร้างความกังวล

หลังการเปิดตัว Mythos โมเดล AI ตัวจาก Anthropic ซึ่งมีความสามารถด้านการเขียนโค้ดในระดับที่สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แทบทุกคน ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิ ในการค้นหาและโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ จนสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริหารบริษัท โดยเฉพาะสถาบันการเงิน

 

 
 

เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้เรียกผู้นำวอลล์สตรีทเข้าพบเพื่อเตือนถึงภัยคุกคามเร่งด่วน โดยระบุว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์จาก Anthropic PBC กำลังเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งความมั่นคงทางไซเบอร์

 

ล่าสุด ผู้บริหารจากธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของแคนาดาและหน่วยงานกำกับดูแลระดับสูงได้รวมตัวกันในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ที่เกิดจากโมเดล AI ตัวใหม่ที่ชื่อ ‘Claude Mythos’ ของ Anthropic ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเทคโนโลยีนี้อาจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธเพื่อเจาะช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

 

Mythos คืออะไร?

 

Claude Mythos Preview คือโมเดล AI อเนกประสงค์ ที่ Anthropic ระบุว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลรุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดในหลายการทดสอบ ซึ่งรวมถึงความสามารถด้านการเขียนโค้ดและการใช้เหตุผล บริษัทระบุว่าโมเดลนี้ทรงพลังมากจนตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยให้บุคคลทั่วไปใช้งาน พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโมเดล AI บางตัวมีความสามารถด้านการเขียนโค้ดในระดับที่สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แทบทุกคน ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิ ในการค้นหาและโจมตีช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

 

ข้อมูลจาก Anthropic ระบุว่า ในช่วงการทดสอบ Mythos Preview สามารถค้นพบช่องโหว่ประเภท Zero-day ได้แล้วหลายพันรายการ ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ในทุกระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักๆ ของโลก Zero-day คือช่องโหว่ที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่เคยรับรู้มาก่อน โดยชื่อนี้สื่อความหมายว่านักพัฒนามีเวลา “ศูนย์วัน” ในการเตรียมแพตช์เพื่อแก้ไขปัญหา ช่องโหว่เหล่านี้เปรียบเสมือนขุมทองสำหรับแฮกเกอร์ เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถเข้าควบคุมระบบที่อ่อนแอได้อย่างอิสระ

 

Anthropic ชี้ว่า Mythos สามารถตรวจพบช่องโหว่เหล่านี้ได้โดยพึ่งพามนุษย์น้อยลงกว่าโมเดลรุ่นก่อนๆ “Mythos Preview แสดงให้เห็นถึงก้าวกระโดดของทักษะทางไซเบอร์ ช่องโหว่บางจุดที่มันตรวจพบนั้น เคยรอดพ้นจากการตรวจสอบโดยมนุษย์มานานหลายทศวรรษ และผ่านการทดสอบความปลอดภัยอัตโนมัติมาแล้วนับล้านครั้ง” บริษัทระบุ หากเครื่องมือนี้ตกอยู่ในมือของแก๊งแรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือรัฐบาลที่เป็นปฏิปักษ์ มันอาจนำไปสู่การโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรงและบ่อยครั้งยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวว่าพวกเขายังไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงเพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างของ Anthropic เกี่ยวกับประสิทธิภาพของ Mythos อย่างเป็นอิสระ ทางด้าน กัง หวัง รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก University of Illinois ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องยากที่จะประเมินความสำคัญที่แท้จริงของ Mythos Preview หากไม่ได้ทำการทดสอบการใช้งานจริงมากกว่านี้

 

ผู้บริหารแบงก์ใหญ่และหน่วยงานกำกับของแคนาดา เร่งหารือเพื่อเตรียมรับมือ

 

รายงานจาก The Globe and Mail ระบุว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่ม Canadian Financial Sector Resiliency Group (CFRG) ซึ่งมี อเล็กซิส คอร์เบตต์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของธนาคารกลางแคนาดา เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง, สำนักงานผู้ตรวจการสถาบันการเงิน (OSFI) และผู้บริหารจากธนาคารยักษ์ใหญ่ทั้ง 6 แห่งของแคนาดา รวมถึง Desjardins Group เข้าร่วมด้วย

 

ตามรายงาน พอล บาเดอร์ทสเชอร์ โฆษกธนาคารกลางแคนาดา เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การประชุมฉุกเฉิน แต่เป็นเพียงวาระเพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อสถานการณ์เท่านั้น

 

Anthropic อธิบายว่า Mythos เป็นเครื่องมือแบบ ‘ใช้งานได้สองทาง’ คือสามารถช่วยบริษัทต่างๆ ในการตรวจจับและแก้ไขช่องโหว่ แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงพลังพอที่จะช่วยผู้ไม่หวังดีในการเจาะระบบเช่นกัน บริษัทระบุว่า Mythos ได้ค้นพบจุดบกพร่องหลายพันรายการใน “ทุกระบบปฏิบัติการและเว็บเบราว์เซอร์หลักๆ” แล้ว

 

ด้วยอันตรายที่อาจเกิดขึ้น Anthropic จึงยังไม่ได้เปิดตัว Mythos สู่สาธารณะ แต่เลือกที่จะแชร์เวอร์ชันทดลองใช้งานภายใต้โปรเจกต์ Project Glasswing ให้กับองค์กรที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญบางแห่งเท่านั้น เช่น Amazon, Microsoft, Apple, Google, JPMorgan Chase, CrowdStrike, Palo Alto Networks และ Nvidia

 

ผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์เตือน แฮกเกอร์อาจได้ประโยชน์จาก Mythos

 

รายงานอีกฉบับจาก Business Insider ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์เตือนว่า หาก Mythos ถูกเปิดให้ใช้งานแบบสาธารณะ ฝ่ายที่จะได้ประโยชน์ก่อนคือกลุ่มผู้โจมตี โดยจะสามารถสร้างแคมเปญฟิชชิง (Phishing), ดีปเฟก (Deepfakes) หรือชุดคำสั่งเจาะระบบ (Exploit Chains) ได้ในทันที แม้ว่าในระยะยาว ฝ่ายตั้งรับจะสามารถใช้เครื่องมือลักษณะเดียวกันนี้มาช่วยอุดช่องโหว่ได้เร็วขึ้น แต่ความเสี่ยงในระยะสั้นนั้นถือว่าน่ากังวลอย่างมาก

 

การทดสอบภายในของ Anthropic เองก็แสดงให้เห็นว่า โมเดลพยายามที่จะแหกคุกออกจากสภาพแวดล้อมจำลองที่ปลอดภัย และถึงขั้นส่งอีเมลไปหานักวิจัยเองโดยที่ไม่ได้ถูกสั่ง “หากความสามารถที่นำเสนออยู่นี้เป็นเรื่องจริงและไม่ใช่แค่คำโฆษณาทางการตลาด ผมคนหนึ่งล่ะที่รู้สึกกังวลอย่างมาก” แดน แอนดรูว์ หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ Intruder กล่าว

 

ทั้งนี้ Mythos เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือ AI ใหม่หลายตัวที่สามารถค้นหา Zero-day หรือสร้างชุดคำสั่งเจาะระบบได้ ปัจจุบันมีทั้ง Codex Security ของ OpenAI และ Big Sleep agent ของ Google ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อหาช่องโหว่โดยเฉพาะ

 

มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยอะไรบ้าง?

 

Anthropic ระบุว่ามาตรการป้องกันความปลอดภัยยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา “เราได้เห็นมันไปถึงระดับความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” Anthropic ระบุ

 

Anthropic ยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้งาน Mythos Preview เนื่องจากความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่ท้ายที่สุดแล้ว บริษัทก็หวังว่าจะสามารถเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถนำ “โมเดลระดับ Mythos” ไปใช้ในวงกว้างสำหรับงานด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และงานอื่นๆ ได้ “การจะไปถึงจุดนั้นได้ เราจำเป็นต้องพัฒนามาตรการป้องกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และด้านอื่นๆ ที่สามารถตรวจจับและบล็อกผลลัพธ์ที่อันตรายที่สุดของโมเดลให้ได้เสียก่อน” บริษัทระบุ

 

สำหรับบั๊กระดับร้ายแรงที่สุดที่ Mythos ค้นพบ จะยังต้องอาศัยมนุษย์เข้ามาตรวจสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญจะต้องยืนยันความถูกต้องของการค้นพบเหล่านั้นก่อนที่จะส่งข้อมูลต่อไปยังกลุ่มผู้ดูแลโค้ด ตามที่ Anthropic ระบุ

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก Mythos โมเดล AI ตัวใหม่จาก Anthropic ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายแบงก์ทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก Llama 4 ที่น่าผิดหวัง สู่ Muse Spark ผลงานชิ้นแรกของ อเล็กซานเดอร์ หวัง ที่ Meta ลงทุน 4.48 แสนล้านบาทใน Scale AI เพื่อดึงตัวมา https://thestandard.co/meta-muse-spark-alexandr-wang/ Sun, 12 Apr 2026 12:17:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1197500 อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้ก่อตั้ง Scale AI และผู้นำทีมพัฒนา Muse Spark ของ Meta

Meta Platforms Inc. ภายใต้การนำของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก […]

The post จาก Llama 4 ที่น่าผิดหวัง สู่ Muse Spark ผลงานชิ้นแรกของ อเล็กซานเดอร์ หวัง ที่ Meta ลงทุน 4.48 แสนล้านบาทใน Scale AI เพื่อดึงตัวมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้ก่อตั้ง Scale AI และผู้นำทีมพัฒนา Muse Spark ของ Meta

Meta Platforms Inc. ภายใต้การนำของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง ‘Muse Spark’ เมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) ที่ผ่านมา นับเป็นโมเดล AI ตัวสำคัญตัวแรกในรอบกว่า 1 ปี นับตั้งแต่บริษัทใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ปรับโครงสร้างแผนก AI เพื่อไล่ตามคู่แข่งอย่าง OpenAI, Anthropic และ Google

 

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ Meta Superintelligence Labs (MSL) ซึ่งนำทัพโดย อเล็กซานเดอร์ หวัง อดีตซีอีโอ Scale AI ที่ซักเคอร์เบิร์กดึงตัวมาร่วมงานผ่านการลงทุน 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.48 แสนล้านบาท) ใน Scale AI เมื่อปีที่แล้ว

 

พร้อมกันนั้นซักเคอร์เบิร์กยังทุ่มเงินจ้างนักวิจัย AI ด้วยค่าตอบแทนสูงถึงรายละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.20 พันล้านบาท) และเชิญไปพบที่บ้านส่วนตัวทั้งใน Palo Alto และ Lake Tahoe จนรวบรวมทีมได้กว่า 50 คน

 

การปรับโครงสร้างนี้เกิดขึ้นหลังจากการเปิดตัว Llama 4 ที่ผลลัพธ์น่าผิดหวัง โดยบริษัทถูกกล่าวหาและยอมรับในภายหลังว่ามีการปรับแต่งผลทดสอบ benchmark เพื่อให้โมเดลดูดีกว่าความเป็นจริง นอกจากนี้โมเดลขนาดใหญ่ที่สุดที่ชื่อ Behemoth ก็ถูกเลื่อนออกไปจนไม่เคยได้เปิดตัว

 

การมาของพนักงานใหม่จำนวนมากยังสร้างความขัดแย้งกับทีม AI เดิม จนหลายคนลาออกหรือถูกเลย์ออฟในเดือนตุลาคม

 

‘Muse Spark’ ซึ่งมีชื่อเรียกภายในว่า Avocado จึงถือกำเนิดขึ้นภายในเวลาเพียง 9 เดือน หวังระบุว่า “เมื่อ 9 เดือนก่อน เราได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ใหม่ทั้งหมดจากศูนย์ ทั้งสถาปัตยกรรมใหม่และท่อส่งข้อมูลใหม่ Muse Spark คือผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านั้น”

 

ครั้งนี้ Meta เลือกพัฒนา Muse Spark เป็นโมเดลระบบปิด (Closed Model) ซึ่งหมายความว่าการออกแบบและโค้ดจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แตกต่างจากกลยุทธ์โอเพนซอร์สที่บริษัทเคยยึดถือ โดยบริษัทระบุว่ามี “ความหวังที่จะเปิดซอร์สเวอร์ชันในอนาคต”

 

ราคาหุ้น Meta พุ่งขึ้นกว่า 6.5% หลังการประกาศ แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากภาพรวมตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลง

 

ขุมพลังใหม่ที่แข่งขันได้ แม้ยังต้องปรับปรุงด้านการเขียนโค้ด

 

Muse Spark ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กและทำงานได้รวดเร็ว โดยจะขับเคลื่อนแชตบอต Meta AI และฟีเจอร์ต่างๆ ภายในแพลตฟอร์มของบริษัท ทั้ง Facebook, Instagram, WhatsApp, Messenger รวมถึงแว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta AI

 

รูปแบบการทำงานแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ‘Instant’ (โหมดด่วน), ‘Thinking’ (โหมดใช้ความคิด) และ ‘Contemplating’ (โหมดพิจารณาอย่างลึกซึ้ง) ซึ่งโหมดหลังจะทำงานร่วมกับเอเจนต์ AI หลายตัวเพื่อให้คำตอบในระดับเดียวกับงานวิจัย

 

โมเดลนี้มีจุดเด่นด้านวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และสุขภาพ โดยพัฒนาร่วมกับแพทย์กว่า 1,000 คน จากผลทดสอบภายในของ Meta พบว่า Muse Spark ทำคะแนนแซงหน้า Grok ของ xAI ในการทดสอบส่วนใหญ่ และแข่งขันได้กับโมเดลจาก OpenAI และ Anthropic ในบางด้าน

 

นอกจากนี้ยังเปิดตัว ‘Shopping mode’ ที่วิเคราะห์คอนเทนต์และแบรนด์บนแพลตฟอร์มเพื่อแนะนำสินค้า แม้ขณะนี้ยังไม่สามารถสั่งซื้อแทนผู้ใช้งานได้

 

ผู้บริหารยอมรับว่า Muse Spark อาจยังไม่ทัดเทียม ChatGPT, Claude หรือ Gemini ในบางด้าน โดยเฉพาะการเขียนโค้ดที่ยังเป็นจุดอ่อน

 

แต่ รายัน คริชนานซีอีโอของ Vals AI สตาร์ตอัปที่ทดสอบโมเดลนี้ ให้ความเห็นว่า “ก้าวนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก Llama 4 ตอนนี้พวกเขาเป็นแล็บที่แข่งขันได้แล้ว หากยังรักษาอัตราการพัฒนานี้ไว้ ก็ไม่ยากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาจะผลิตโมเดลระดับแนวหน้าออกมาได้ในเวลาอันสั้น”

 

ด้านความปลอดภัย Meta ระบุว่าได้ประเมินอย่างละเอียด โดย Muse Spark สามารถปฏิเสธคำถามเกี่ยวกับหัวข้อที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อาวุธเคมี ขณะที่ Apollo Research ซึ่งเป็นผู้ประเมินภายนอก พบว่า Muse Spark มีอัตราการรับรู้ว่ากำลังถูกทดสอบสูงที่สุดในบรรดาโมเดลที่เคยประเมินมา

 

ซักเคอร์เบิร์กได้โพสต์ข้อความผ่าน Threads ว่า “เราไม่ได้แค่สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบคำถามของคุณ แต่เราสร้างตัวแทนที่ทำงานแทนคุณได้ ผมมองโลกในแง่ดีว่าสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนคลื่นลูกใหม่แห่งความคิดสร้างสรรค์ การเป็นผู้ประกอบการ การเติบโต และสุขภาพที่ดี”

 

ข้อมูลฝึกจากจีนและโมเดลธุรกิจในอนาคต

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แหล่งข้อมูลที่ใช้ฝึก Muse Spark บางส่วนมาจากโมเดลโอเพนซอร์สของบริษัทอื่น รวมถึง Qwen ของ Alibaba, โมเดลจาก OpenAI และ Google

 

การใช้โมเดลจากจีนสวนทางกับจุดยืนของผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ ที่มีความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ โฆษกของ Meta ชี้แจงว่า “เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในอุตสาหกรรม เราใช้เทคนิคการคัดแยกข้อมูลพร้อมมาตรการป้องกันที่เข้มงวด”

 

ในแง่โมเดลธุรกิจ แม้แชตบอต Meta AI จะยังเปิดให้ใช้งานได้ฟรี แต่บริษัทกำลังพิจารณาเรียกเก็บค่าสมัครสมาชิกในอนาคต และมีแผนเปิดให้ผู้พัฒนาภายนอกเข้าถึง API ของ Muse Spark แบบมีค่าใช้จ่าย

 

ความพยายามทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตลาด Generative AI ที่คาดว่าจะเติบโตกว่า 40% ต่อปี โดยมีมูลค่าเพิ่มจาก 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.05 แสนล้านบาท) ในปี 2025 เป็นเกือบ 3.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.41 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2033

 

Meta เองก็เร่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเต็มที่ โดยคาดการณ์ว่ารายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ในปี 2026 จะสูงถึง 1.15-1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.68-4.32 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปีก่อน

 

Muse Spark เป็นเพียงโมเดลแรกของตระกูล Muse โดยหวังระบุว่ายังมีโมเดลอื่นๆ อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งบางรุ่นจะเป็นโอเพนซอร์ส รวมถึงโมเดลที่เน้นภาพและวิดีโอที่มีชื่อรหัสว่า Mango

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.06 บาท ณ วันที่ 9 เมษายน 2569

 

ภาพ : Taylor Hill/FilmMagic / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จาก Llama 4 ที่น่าผิดหวัง สู่ Muse Spark ผลงานชิ้นแรกของ อเล็กซานเดอร์ หวัง ที่ Meta ลงทุน 4.48 แสนล้านบาทใน Scale AI เพื่อดึงตัวมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว https://thestandard.co/grab-ai-business-strategy/ Sun, 12 Apr 2026 11:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1197442 ภาพแสดงโลโก้ Grab พร้อมข้อความ Grab 2026 ปรับเกมใช้ AI เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและผันผวน […]

The post Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ Grab พร้อมข้อความ Grab 2026 ปรับเกมใช้ AI เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและผันผวน กำลังบีบให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเผชิญโจทย์ยากรอบด้าน ทั้งการรักษาระดับราคาบริการ ความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึงรายได้ของพาร์ตเนอร์ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ ร้านค้า หรือผู้ประกอบการรายย่อย

 

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังลุกลามเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่บังคับให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาการเติบโตของธุรกิจ

 

ในจังหวะนี้ Grab เลือกเดินเกมรุก ด้วยการยกระดับ AI จากเพียงเครื่องมือเสริม สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กร เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม

 

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปยังงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี GrabX 2026 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางการทรานส์ฟอร์มครั้งสำคัญของ Grab ในการใช้ AI เป็นทางรอดของธุรกิจ

 

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Grab ได้ประกาศวิสัยทัศน์ ‘AI First with Heart’ บนเวที พร้อมเน้นย้ำถึงทิศทางการนำ เทคโนโลยี AI มาแก้ทุก Pain Point ของธุรกิจ

 

หัวใจสำคัญของงานนี้ Grab ได้วางตำแหน่ง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเติบโตทางธุรกิจ โดยไม่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความรู้หรือกำลังซื้อสูง แต่ต้องการให้ทั้งไรเดอร์ แม่ค้า และ ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสและรายได้ได้อย่างเท่าเทียม

 

ยิ่งในช่วงวิกฤตต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนแฝง และ เพิ่มประสิทธิภาพในระบบทั้งหมด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างราคาบริการ ความสามารถในการแข่งขันและรายได้ของพาร์ตเนอร์

 

เปิดตัวนวัตกรรม AI ใหม่ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันแพง

 

Grab ได้เปิดตัว 13 นวัตกรรมและบริการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจากซูเปอร์แอปไปสู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Intelligent Everyday Guide) ที่การใช้งานของพาร์ตเนอร์และลูกค้านับล้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น

 

 

สำหรับหน้าที่ของ AI จะถูกนำไปต่อยอดในหลายมิติธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ส่วนของ Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม จะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสารได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย ส่วนเวียดนามภายจะเปิดในไตรมาสที่ 3 นี้

 

สำหรับการทำงานของ AI จะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจรและยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Waiting Room เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็กความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์

 

ตามด้วย Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออร์เดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน และ Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ทั้งการสั่งผ่านฟูดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน

 

รวมถึง Cash Loan สินเชื่อเงินสดของบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ซึ่งเตรียมเปิดตัวในไทยและมาเลเซียภายในช่วงกลางปีนี้

 

“เป้าหมายของการเปิดตัวผู้ช่วย AI ก็เพื่อช่วยหนุนไรเดอร์ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยลดการวิ่งรถโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในช่วงน้ำมันแพง โดยระบบสามารถแนะนำเส้นทาง พื้นที่ที่มีดีมานด์สูง และจัดลำดับงานอย่างเหมาะสม ทำให้คนขับสามารถรับงานได้ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ใช้งานแล้วกว่า 5 แสนราย และมีแผนขยายอีกหลายล้านราย ซึ่งสะท้อนการเร่งใช้ AI เป็นเครื่องมือรับมือวิกฤตต้นทุนในระดับภูมิภาค” ฟิลลิปย้ำ

 

กลยุทธ์ AI คือทางรอดฝ่าวิกฤต

 

นอกจากนี้ Grab ยังเดินหน้าขยาย AI จากแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่โลกความจริง ผ่านการพัฒนา เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ และหุ่นยนต์ โดยหนึ่งในไฮไลต์คือการเปิดตัว ‘Carrie’ หุ่นยนต์ช่วยรับ-ส่งสินค้า ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ให้คนขับ เช่น การเสียเวลาหาอาหารในห้าง หรือรอรับสินค้า โดย Carrie จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับสินค้าแทน ซึ่งช่วยลดเวลาที่สูญเสียไปถึงราว 10% และเพิ่มโอกาสในการรับงานต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของ Grab ในการเข้าสู่ธุรกิจหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอนาคต

 

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Technology Gap โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้ารายย่อยและประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตยังไม่สมบูรณ์ เช่น ฟิลิปปินส์ โดยแนวทางสำคัญคือการใช้ Edge AI หรือการประมวลผลบนอุปกรณ์ภายในร้านโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น วิเคราะห์ข้อมูลจาก CCTV แบบเรียลไทม์, ใช้ ดาต้า รองรับร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้สามารถขยายตลาดขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ในระยะยาว

 

เล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่ กระจายเสี่ยง รับแรงกดดันต้นทุนระยะยาว

 

ในเชิงกลยุทธ์ Grab ยังคงยึดแนวทาง Product-led growth โดยมองว่าผลิตภัณฑ์คือหัวใจของการเติบโต และไม่สามารถแยกออกจากรายได้ของบริษัทได้ โดยบริษัทตั้งเป้าเป็น Regional Super Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขยายไปยังไต้หวัน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าซื้อกิจการ และรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ฟิลลิปกล่าวต่อว่า AI จะไม่ใช่แค่เป็นฟีเจอร์เสริม แต่จะเป็นตัวเร่งการเติบโตให้องค์กร และยังตั้งเป้าขยายสู่ธุรกิจใหม่ Travel Solutions ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทาง การใช้จ่าย ไปจนถึงการจองที่พัก ซึ่งถือเป็น Blue Ocean ใหม่ในระบบของ Grab

 

นอกจากการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว Grab ยังปรับโครงสร้างรายได้เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเตรียมพัฒนาโมเดล Subscription สำหรับบริการ Cloud Printer และ Virtual Store Manager และการขยายสู่ Intelligent Everyday Guide จะช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้งาน และสร้างรายได้จากบริการใหม่ๆ ที่ไม่ขึ้นอยู่กับธุรกิจขนส่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะยาว

 

ภายใต้ภาพรวมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า Grab กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ ที่ผสาน AI เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค

The post Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ขายในไทยแล้ว ชูดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต และ AI เคาะราคาเริ่มต้น 5,999 บาท https://thestandard.co/nothing-phone-4a-headphone-thailand/ Wed, 08 Apr 2026 11:02:04 +0000 https://thestandard.co/nothing-phone-4a-headphone-thailand/ ภาพผลิตภัณฑ์ Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) พร้อมข้อความเน้นดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต AI และราคาเริ่มต้น 5,999 บาท

Nothing แบรนด์เทคโนโลยีจากลอนดอน เปิดตัวสินค้าใหม่ 3 รุ […]

The post Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ขายในไทยแล้ว ชูดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต และ AI เคาะราคาเริ่มต้น 5,999 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) พร้อมข้อความเน้นดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต AI และราคาเริ่มต้น 5,999 บาท

Nothing แบรนด์เทคโนโลยีจากลอนดอน เปิดตัวสินค้าใหม่ 3 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ สมาร์ตโฟน Phone (4a) Pro, Phone (4a) และหูฟังครอบหู Headphone (a) โดยเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

 

แนวคิดหลักของรอบนี้คือการนำฟีเจอร์ที่มักอยู่ในสมาร์ตโฟนระดับบนลงมาอยู่ในช่วงราคาหมื่นต้นถึงหมื่นปลาย ทั้งเลนส์เทเลโฟโตแบบ Periscope, หน้าจอ AMOLED ความละเอียด 1.5K และระบบ AI ที่ทำงานบนตัวเครื่อง ภายใต้คอนเซปต์ ‘Built Different’

 

ดีไซน์โปร่งใสกับ Glyph Matrix 137 จุด

 

Phone (4a) Series ยังคงเอกลักษณ์ดีไซน์โปร่งใสของ Nothing แต่เพิ่มสีสันให้หลากหลายขึ้น โดย Phone (4a) Pro ใช้โครงสร้าง Aluminium Metal Unibody บางเพียง 7.95 มม. น้ำหนัก 210 กรัม ส่วน Phone (4a) ใช้กระจกด้านหลังคู่กับเฟรม Polycarbonate หนาราว 8.5 มม. น้ำหนัก 205 กรัม

 

ด้านหลังของทั้งสองรุ่นมาพร้อม Glyph Matrix จำนวน 137 จุด LED ที่ควบคุมแยกจุดได้ Nothing ระบุว่ามีขนาดใหญ่กว่า Phone (3) ถึง 57% และความสว่างเพิ่มขึ้นเท่าตัว สูงสุดราว 3,000 นิต ทำหน้าที่เป็นมากกว่าไฟแจ้งเตือน โดยแสดงสถานะสายเรียกเข้า เพลงที่กำลังเล่น สถานะการถ่ายวิดีโอ รวมถึงปรับแต่งแพตเทิร์นแสงตามความต้องการของผู้ใช้ได้

 

Phone (4a) Pro มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP65, กระจก Gorilla Glass 7i และระบบระบายความร้อน VC Cooling ขนาด 5,300 ตร.มม. ซึ่ง Nothing ระบุว่าใหญ่ที่สุดที่เคยใส่ในสมาร์ตโฟนของแบรนด์

 

Phone (4a) Pro กับเลนส์ Periscope ซูมสูงสุด 140 เท่า

 

ระบบกล้องของ Phone (4a) Pro ประกอบด้วยกล้อง 4 ตัว ได้แก่ กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ Sony ขนาด 1/1.56 นิ้ว พร้อม OIS, กล้อง Periscope 50 ล้านพิกเซล ซูมออปติคัล 3.5 เท่าและซูมดิจิทัลสูงสุด 140 เท่า, กล้อง Ultra-wide 8 ล้านพิกเซล มุมกว้าง 120 องศา และกล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล

 

กล้องหลักใช้ระบบโฟกัส All-Pixel PDAF ของ Sony ซึ่ง Nothing ระบุว่าเพิ่มความเร็วโฟกัสขึ้น 20% พร้อมลดการใช้พลังงานลง 3% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทั้งหมดทำงานร่วมกับระบบประมวลผลภาพ TrueLens Engine 4 และ Ultra XDR

 

ขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 7 Gen 4 พร้อม RAM 12GB และ ROM 256GB หน้าจอ Flexible AMOLED ขนาด 1.5K รีเฟรชเรต 144Hz ขอบบางเพียง 1.85 มม. ความสว่างสูงสุด 5,000 นิต มาพร้อมลำโพงคู่ Dynamic Adaptive Dual Speakers

 

Phone (4a) สเปกใกล้เคียง ในราคาที่ต่ำกว่า

 

Phone (4a) ใช้ระบบกล้องที่ใกล้เคียงกับรุ่น Pro ประกอบด้วยกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล, กล้อง Periscope 50 ล้านพิกเซลซูมสูงสุด 70 เท่า, กล้อง Ultra-wide 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล

 

ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 7s Gen 4 มีให้เลือก 2 สเปก คือ RAM 8GB/ROM 256GB และ RAM 12GB/ROM 256GB หน้าจอ AMOLED 1.5K ขนาด 6.78 นิ้ว รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 4,500 นิต แบตเตอรี่ 5,080 mAh รองรับชาร์จเร็ว 50W

 

AI ที่ฝังตั้งแต่กล้องถึงระบบปฏิบัติการ

 

สิ่งที่ Nothing พยายามวางตำแหน่งในรุ่นนี้คือการนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายภาพตั้งแต่ต้นทาง โดยมีฟีเจอร์อย่าง AI Preset ที่ให้ผู้ใช้เลือกโทนภาพได้ก่อนกดชัตเตอร์ และสามารถบันทึกหรือแชร์พรีเซ็ตกับผู้ใช้คนอื่นผ่านระบบ Community ได้ด้วย

 

นอกจากนี้ยังมี AI Best Shot สำหรับคัดเลือกภาพที่ดีที่สุดจากหลายช็อตโดยอัตโนมัติ, AI Erase สำหรับลบวัตถุรบกวนในภาพ, AI Cutout สำหรับแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง และ AI Tone Sync สำหรับปรับโทนสีและแสงแบบเรียลไทม์

 

ในฝั่งระบบปฏิบัติการ ทั้งสองรุ่นใช้ Nothing OS 4.1 บน Android พร้อมระบบ Essential AI ที่ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่ Essential Space สำหรับจัดระเบียบข้อมูล, Essential Memory สำหรับจดจำพฤติกรรมผู้ใช้, Essential Search สำหรับค้นหาข้อมูลทั้งในเครื่องและออนไลน์ ไปจนถึง Essential Recorder ที่บันทึกเสียงพร้อมสรุปเนื้อหาอัตโนมัติ ทั้งหมดประมวลผลแบบ on-device

 

Nothing ระบุว่ารองรับการอัปเดต Android 3 เวอร์ชัน และ Security Patch นาน 6 ปี

 

Headphone (a) หูฟังครอบหูดีไซน์โปร่งใส

 

Nothing ยังเปิดตัว Headphone (a) หูฟังครอบหู (Over-ear) ที่ยังคงดีไซน์โปร่งใสเป็นเอกลักษณ์ โครงสร้างหลักผลิตจาก Aluminium Alloy ส่วนแผ่นรองหูใช้ Memory Foam หุ้มหนังสังเคราะห์ PU

 

ด้านเสียงรองรับ Hi-Res Audio, LDAC และ USB-C Lossless Audio พร้อมช่องเสียบ 3.5 มม. ระบบตัดเสียงรบกวนมีทั้ง Adaptive ANC ที่ปรับระดับอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อม และ Transparency Mode สำหรับเปิดรับเสียงรอบข้าง ใช้ไมโครโฟน 3 ตัวสำหรับแยกเสียงพูดจากเสียงรบกวน

 

ฟีเจอร์เสริมที่น่าสนใจคือ Camera Shutter Mode ที่ใช้หูฟังเป็นรีโมตถ่ายภาพได้ เชื่อมต่อพร้อมกันสูงสุด 2 อุปกรณ์ รองรับทั้ง iOS และ Android แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 135 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC

 

อย่างไรก็ตาม Nothing ได้วางราคาไว้ดังนี้

 

  • Phone (4a) Pro (12+256GB) ราคา 18,999 บาท มี 3 สี ได้แก่ ขาว ดำ และชมพู
  • Phone (4a) มี 2 สเปก ได้แก่ 12+256GB ราคา 16,999 บาท และ 8+256GB ราคา 14,999 บาท มี 4 สี ได้แก่ ขาว ดำ ชมพู และน้ำเงิน
  • Headphone (a) ราคา 5,999 บาท มีสีขาว ดำ และชมพู ส่วนสีเหลือง Limited Edition จะเข้าไทยในภายหลัง

The post Nothing Phone (4a) Series และ Headphone (a) ขายในไทยแล้ว ชูดีไซน์โปร่งใส กล้องเทเลโฟโต และ AI เคาะราคาเริ่มต้น 5,999 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Success Story: ถอดรหัส ‘Silicon Craft’ ผู้ออกแบบชิพ IC หนึ่งเดียวในไทยสู่การเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมชิพระดับโลก [Advertorial] https://thestandard.co/silicon-craft-chip-global-player/ Mon, 06 Apr 2026 10:47:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1194489 ภาพแสดงความสำเร็จของบริษัท Silicon Craft ผู้พัฒนาและออกแบบไมโครชิพ IC ระดับโลกจากประเทศไทย

ความสำเร็จของ Silicon Craft หรือ SICT บริษัท Fabless ที […]

The post Success Story: ถอดรหัส ‘Silicon Craft’ ผู้ออกแบบชิพ IC หนึ่งเดียวในไทยสู่การเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมชิพระดับโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความสำเร็จของบริษัท Silicon Craft ผู้พัฒนาและออกแบบไมโครชิพ IC ระดับโลกจากประเทศไทย

ความสำเร็จของ Silicon Craft หรือ SICT บริษัท Fabless ที่ออกแบบไมโครชิพและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเองไปทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่ไม่ได้มอง ‘ไมโครชิพ’ เป็นเพียงสินค้าเทคโนโลยีตัวหนึ่ง แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

 

ย้อนกลับไปในปี 2545 กลุ่มนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีประสบการณ์ทำงานด้านการออกแบบวงจรรวม Silicon Valley ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทออกแบบไมโครชิฟสัญชาติไทยภายใต้ชื่อ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด ด้วยความเชื่อและความมุ่งมั่นที่ต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบวงจรรวมในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สูงมากให้กับประเทศได้ในอนาคต

 

แม้จะเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ แต่ความซับซ้อนและความท้าทายในการพัฒนา Core Technology และผลิตภัณฑ์ ทำให้ใช้เวลาหลายปีจึงสำเร็จ “กว่า 4 ปีถึงจะขายสินค้าตัวแรกได้” ดร.นัยวุฒิ วงษ์โคเมท ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนั้นต้องอาศัยทั้งความเชื่อมั่น ความกล้า ความพยายาม และการไม่ยอมแพ้ของกลุ่มผู้ก่อตั้งและพนักงานรุ่นแรก

 

เจาะเบื้องหลังขุมพลัง R&D และ Core Technology

 

Silicon Craft เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถพัฒนาไมโครชิพ RFID สำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (RFID Animal Identification) ได้สำเร็จ และยังเป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้บริษัทเจาะตลาดโลกได้ โดยเริ่มบุกตลาดปศุสัตว์ในประเทศออสเตรเลียเป็นกลุ่มแรก จนปัจจุบันเป็นผู้เล่น 3 ลำดับแรกของตลาดไมโครชิพ Animal ID ของโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่าร้อยละ 20

 

ภาพแสดงความสำเร็จของบริษัท Silicon Craft ผู้พัฒนาและออกแบบไมโครชิพ IC ระดับโลกจากประเทศไทย 1

 

Silicon Craft มีผลิตภัณฑ์ไมโครชิพ RFID (Radio Frequency Identification) 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal ID) ระบบกุญแจสำรองยานยนต์ (Immobilizer) ระบบ IoT ในภาคอุตสาหกรรม (Industrial IoT) และกลุ่ม Advanced NFC (Near-field communication)

 

“Analog Mixed Signal คือเทคโนโลยีที่เราถนัด โดยที่สัญญาณ Analog ก็คือสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ คือสิ่งที่เราสัมผัส รู้สึก เห็น ได้ยิน รวมถึงสัญญาณในธรรมชาติเช่นคลื่นวิทยุ แต่ปัจจุบันระบบเกือบทุกอย่างจะต้องมีการประมวลผลเชิง Digital เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นที่มาของ Analog Mixed Signal ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี Analog และ Digital  นอกจากนี้เรามีความเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่งเป็นหัวใจของไมโครชิพ RFID ก็คือการสื่อสารและการเก็บเกี่ยวพลังงานด้วยคลื่นวิทยุระยะสั้น”

 

“ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของเราถูกส่งออกกว่า 99% โดยมีตลาดที่ใหญ่ที่สุดคือยุโรป รองลงมาคือจีน และกระจายไปอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก บริษัทมีสินค้าประมาณ 30 รุ่น และในปีที่ผ่านมามียอดขายชิพกว่า 160 ล้านชิ้น สร้างรายได้เกือบ 700 ล้านบาท หรือราว 19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”

 

ดร.นัยวุฒิ กล่าวว่า “การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้เวลา ทักษะขั้นสูง และการลงทุนมหาศาล เราลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่เปิดบริษัทไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท อาจจะไม่มีบริษัทในเมืองไทยขนาดใกล้เคียงกันที่ลงทุนมากขนาดนี้”

 

“ด้วยความที่ผู้ก่อตั้งบริษัทส่วนใหญ่ทำงานหรือเรียนอยู่ในละแวก Silicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้เราเชื่อว่า งานวิจัยที่เข้มข้นสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ ตัวอย่างเช่นสมัยที่ผมเรียนปริญญาเอกที่ UC Berkeley แทบจะเรียกได้ว่างานวิจัยวิทยานิพนธ์ทุกชิ้นมีบริษัทเป็นเจ้าของหรือรอนำไปใช้งาน นั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมเราจึงให้ความสำคัญกับงานวิจัย จนทำให้เราเป็นองค์กรไทยในอุตสาหกรรมออกแบบเซมิคอนดักเตอร์เพียงรายเดียวที่แข่งขันระดับโลกได้”

 

ภาพแสดงความสำเร็จของบริษัท Silicon Craft ผู้พัฒนาและออกแบบไมโครชิพ IC ระดับโลกจากประเทศไทย 2

 

พลังของ ‘คน’ และ ‘Growth Mindset’

 

ฟันเฟื่องที่สำคัญที่สุดของ Silicon Craft คือ ‘บุคลากร’ ดร.นัยวุฒิ เชื่อว่าพนักงานที่มีความทักษะ ความพยายาม และความเชื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน คือขุมพลังที่ส่งให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

“การจะลงแข่งในระดับโลกได้ บริษัทจำเป็นต้องมี Core Technology ของตัวเอง และบริษัทต้องมองหา niche ของตัวเองแล้วพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพเทียบเท่ารายใหญ่ของโลกให้ได้ และจะต้องไม่แข่งขันด้วยราคาที่ถูกหรือคุณภาพที่ต่ำกว่า ดังนั้นนวัตกรรมและความชาญฉลาดจึงเป็นหัวใจหลักที่สำคัญยิ่ง ซึ่งทำให้ Silicon Craft เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ ยิ่งกว่านั้นพนักงานที่ทุ่มเทคือปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีเขาเหล่านี้ Silicon Craft จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย”

 

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ประเทศไทยจะมีบริษัทแบบเดียวกับ Silicon Craft ดร.นัยวุฒิ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้เพราะไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีหลังจากที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดตั้งหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ นำร่องเปิดสอนหลักสูตร “วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 ใน 6 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 

 

“ถ้าอยากให้ประเทศไทยมีบริษัท IC Design ของคนไทยเกิดขึ้นได้จริง นอกจากหลักสูตรการเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องพัฒนาคนอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทักษะขั้นสูงหรือทักษะที่จำเป็นในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสร้างบริษัท IC Design ที่ประสบความสำเร็จได้”

 

ดร.นัยวุฒิ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ อว. หรือหน่วยงานของรัฐต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้คือ ‘Incubation Center’ หรือ ‘ศูนย์บ่มเพาะ’ เพื่อทำหน้าที่เพิ่มทักษะให้กับนักศึกษาในลักษณะ Post graduate, วิศวกรของบริษัท และรวมไปถึงอาจารย์ผู้สอนหรือที่เรียกว่า Train the Trainer

 

“ประเทศไทยมีอาจารย์ที่อยู่ในสาขาการออกแบบไมโครชิพพอสมควร แต่การจะไปให้ถึงระดับที่สามารถสร้างบริษัท IC Design เรายังจำเป็นต้อง ‘Upskill’ ผู้สอน สิ่งต่อมาคือ เพิ่มฝีมือบัณฑิตปริญญาโท เอก เนื่องจากมีทักษะหลายอย่างที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน และสิ่งสำคัญสุดท้ายคือ Incubation Center จะต้องช่วยบ่มเพาะเพื่อให้เกิดบริษัท startup ด้วย”

 

ดร.นัยวุฒิ ยังให้ความเห็นด้วยว่า ฟันเฟื่องสำคัญที่จะทำให้บริษัทไมโครชิพไทยเกิดขึ้นได้คือ รัฐบาลจะต้องมีนโยบายในเรื่องของการสนับสนุนการซื้อหรือเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมในเชิง Knowledge Base ไม่ใช่แค่ Made in Thailand แต่ต้องเป็น Design in Thailand หากรัฐสนับสนุนการซื้อไมโครชิพของคนไทยหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไมโครชิพของคนไทย ก็จะเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเกิดได้ง่ายขึ้นและสามารถถีบตัวเองขึ้นไปแข่งขันในระดับโลกได้

 

“ถ้าเรามีทุกองค์ประกอบครบตามที่กล่าวไป โอกาสที่จะเห็นบริษัท IC Design คนไทยจะมากขึ้น เพราะการที่ Silicon Craft เป็นบริษัท IC Design ไทยที่เกิดมากว่า 20 ปี และแทบยังไม่มีบริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเลย แปลว่า Ecosystem ของอุตสาหกรรมฯ ในปัจจุบันน่าจะมีอะไรที่ตกหล่นหายไป”

 

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้าสู่อุตสาหกรรม IC Design  ดร.นัยวุฒิ เน้น 2 ทักษะสำคัญ คือ Technical Knowledge และ Growth Mindset

 

“ความรู้ทางเทคนิคถือเป็นพื้นฐานสำคัญ โดยบริษัทต้องการบุคลากรหลากหลายด้าน ทั้งความเชี่ยวชาญด้านวงจร Analog วงจร Digital ระบบ Embedded System รวมถึงความรู้ด้านการผลิตและทดสอบวงจร โดยสิ่งที่สำคัญสุดในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก คือความรู้ทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง”

 

“สิ่งต่อมาคือ Growth Mindset ซึ่งก็คือความอยากที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะความรู้ในสายงานนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้จะเป็นสิ่งที่วัดได้ยากแต่ Silicon Craft มองหาคนที่มีลักษณะนี้เสมอ เพราะถ้าไม่มี Growth Mindset ก็จะก้าวหน้าต่อได้ลำบาก และจะทำงานกับคนอื่นยากด้วย”

 

ปัจจุบัน Silicon Craft เปิดรับบุคลากรในตำแหน่งงานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Analog IC Design Engineer, Digital IC Design Engineer, Layout Engineer, Embedded System Engineer, Test Engineer ฯลฯ

 

“เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากร มีการฝึกอบรมหลายรูปแบบ เพราะความรู้จากมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอและความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด พนักงานใหม่จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแล เรามีโครงการ Knowledge Sharing มีการทำ Knowledge Management เพื่อให้พนักงานบันทึกและแบ่งปันความรู้ นอกจากนี้ยังมีการส่งอบรมภายนอก และเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศมาสอนเพิ่มเติมอีก”

 

“ในช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้าเรากำลังจัดอบรมเพื่อ upskill พนักงาน มีการเชิญ Professor ระดับโลกมาสอนรายละ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นโครงการที่เราได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)”

 

“ที่ผ่านมาเราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในหลากหลายรูปแบบ หลักสูตรเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้สอนกันอยู่ในปัจจุบัน เราก็มีส่วนร่วมในการพัฒนา บางครั้งก็ไปช่วยสอนในบางวิชา หรือรับนักศึกษาฝึกงานและให้ทุนหรือให้นักศึกษาที่มาฝึกงานทำโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัย”

 

ภาพแสดงความสำเร็จของบริษัท Silicon Craft ผู้พัฒนาและออกแบบไมโครชิพ IC ระดับโลกจากประเทศไทย 4

 

บทบาทของ THSIA กับอนาคตเซมิคอนดักเตอร์ไทยบนเวทีโลก

 

ในฐานะที่ ดร.นัยวุฒิ เป็นอุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (THSIA) ได้กล่าวถึงบทบาทของสมาคมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในระบบนิเวศ (Ecosystem) สนับสนุนนโยบายระดับประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก

 

“ทางสมาคมฯ มีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมผลักดันแผนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และนโยบายสนับสนุนการใช้ไมโครชิพของคนไทยทั้งในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม โดยการทำงานของสมาคมฯ จะแบ่งอุตสาหกรรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็น 4 ส่วน ได้แก่ การออกแบบไมโครชิพ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบ รวมถึงระบบโฟโตนิกส์

 

“ทางสมาคมฯ กำลังเร่งสนับสนุนเรื่องการผลิตกำลังคนอย่างมาก มีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยมุ่งไปที่ความต้องการของตลาดงานเป็นตัวตั้งต้น แล้วจึงพัฒนาหลักสูตร ช่วยสอน เปิดแล็บ หรือเป็นลักษณะให้นักศึกษามาฝึกงานหรือให้ทุน เป็นไปไม่ได้ที่มหาวิทยาลัยจะสร้างหลักสูตรที่ดี โดยไม่มีร่วมมือจากภาคเอกชน และภาคเอกชนก็อยู่ไม่ได้ หากมหาวิทยาลัยไม่ผลิตคนที่ดีมีคุณภาพออกมา”

 

“นอกจากนี้การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างบริษัทในไทย บริษัทต่างชาติ และการสนับสนุนเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงแสดงศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมฯในไทยให้โลกได้เห็น ก็เป็นหน้าที่สมาคมเช่นเดียวกัน”  

 

ล่าสุดสมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (THSIA) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเซมิคอนดักเตอร์ครั้งสำคัญ 5 ประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือประวัติศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ในอาเซียน แบ่งปันความรู้ การแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อผลประโยชน์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาค โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาเลเซีย (MSIA) สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สิงคโปร์ (SSIA) มูลนิธิอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์แห่งฟิลิปปินส์ (SEIPI) สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (VEIA) และ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (THSIA)

 

หากสัญญาณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นไปได้ด้วยดี อนาคตเซมิคอนดักเตอร์ไทยจะไปอยู่จุดใดบนแผนที่โลก

 

ดร.นัยวุฒิ กล่าวว่า “อยากชวนมองสองกรณี กรณีแรก หากรัฐไม่มีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน กลุ่มธุรกิจประกอบและทดสอบไมโครชิพ (Assembly Test Packaging) น่าจะไปต่อได้ เพราะกลุ่มนี้ไทยมีอยู่พอสมควร แต่ก็อาจจะค่อยๆ แพ้ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีรัฐบาลให้การสนับสนุน แต่ด้านการออกแบบไมโครชิพจะมีความท้าทายค่อนข้างมาก ในขณะที่โรงงาน Wafer Fab จะไม่เกิดแน่นอน เพราะต้องใช้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล แม้จะทำสเกลเล็กๆ ก็ต้องใช้เงินระดับหมื่นล้านบาท”

 

“กลับกันในกรณีที่รัฐสนับสนุนชัดเจน ทั้งบริษัทออกแบบไมโครชิพและโรงงาน wafer fab สามารถเกิดได้ง่ายขึ้น โดยนอกเหนือจากการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพแล้ว รัฐยังต้องสนับสนุนเรื่องของ ‘Local Purchase’ ด้วย เพราะการที่บริษัทใหม่จะเริ่มก่อตั้งแล้วสามารถขายไปทั่วโลกแบบ Silicon Craft นั้นทำได้ยากมาก”

 

“จริงๆ แล้วเราสามารถทำให้การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เกิดได้อีกมาก ในปัจจุบันอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ชิพของคนไทยเลย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ แต่หากรัฐบาลสนับสนุนในเรื่องของการใช้ชิ้นส่วนที่ออกแบบในประเทศไทยก็จะทำให้เกิด Ecosystem ของการใช้ชิ้นส่วนในเมืองไทย สิ่งที่เราผลิตก็จะมีมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น”

 

ดร.นัยวุฒิ เน้นย้ำว่า สิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมฯเติบโตได้จริงๆ คือ แผนของรัฐบาลต้องชัดเจนและต้องมี Commitment ในเรื่องเงินลงทุน การผลักดันการซื้อของไทย และการสร้าง Supply Chain ที่แข็งแรงเพื่อที่จะไปเติบโตต่อได้ในระดับโลก

 

ภาพแสดงความสำเร็จของบริษัท Silicon Craft ผู้พัฒนาและออกแบบไมโครชิพ IC ระดับโลกจากประเทศไทย 5

 

‘Wafer Fab’ หัวใจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

แล้วประเทศไทยควรมี Wafer Fab หรือไม่? ดร.นัยวุฒิ ตอบชัดเจนว่า ‘ควรมี’ แม้จะรู้ว่ายากและลงทุนสูง

 

“โรงงาน Wafer Fab เปรียบเหมือนหัวใจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศนั้นมีความพร้อม การทำ IC Design หรือ Packaging โดยไม่มี Wafer Fab ก็เหมือนเราผลิตรถยนต์แต่ไม่ได้ทำเครื่องยนต์เอง อาจจะถูกมองได้ว่าไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ตัวจริง Wafer Fab จะเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ประกอบการอื่นๆ ทั้งด้านออกแบบ ประกอบ ทดสอบ ให้ตามมา ถึงเราจะไม่ได้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลก แต่เรามี wafer fab พื่อที่จะดึงดูดการลงทุนอื่นๆ และทำให้ Ecosystem ทั้งหมดแข็งแกร่งขึ้น”

 

แต่ไม่ว่านโยบายภาครัฐจะออกมาในทิศทางไหน หรือ Wafer Fab จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สำหรับ Silicon Craft นั้นก็ได้ตั้งเป้าหมายและวางแผนเพื่อไปเติบโตและขยายตลาดต่อในต่างแดนด้วยเป้าหมายรายได้แตะพันล้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

“ตอนนี้รายได้เราเกือบ 700 ล้านบาทแล้ว มีการตั้งเป้าให้ถึง 1,000 ล้านบาทในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า มีแผนวิจัยพัฒนาและออกสินค้าใหม่กว่า 10 ตัว และอย่างที่กล่าวไป เราเปิดรับคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและความมุ่งมั่นเข้ามาเสริมทีมอีกมาก”

 

“สิ่งที่คนภายนอกอาจไม่เห็น และถ้าไม่ลองมาทำเองก็ไม่มีวันรู้ คือชีวิตของการเป็นนักวิจัยที่คิดค้นสินค้าหรืองานวิจัยระดับโลกมันเป็นความสนุก เพราะทุกวันที่คุณมาทำงาน มันเต็มไปด้วยความท้าทาย และภูมิใจที่ได้เห็นว่าผลงานของเราถูกเอาไปใช้ทั่วโลก”

The post Success Story: ถอดรหัส ‘Silicon Craft’ ผู้ออกแบบชิพ IC หนึ่งเดียวในไทยสู่การเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมชิพระดับโลก [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง https://thestandard.co/spacex-ipo-2-trillion/ Sun, 05 Apr 2026 08:27:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1194976 SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ […]

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ ที่จะใช้ในการเสนอขายหุ้น IPO ให้สูงทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 65.26 ล้านล้านบาท) ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวในตลาดหุ้นที่อาจยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

Bloomberg News รายงานว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทจรวด ดาวเทียม และเทคโนโลยี AI พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษา กำลังนำเสนอตัวเลขดังกล่าวแก่นักลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นนี้น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการประเมินมูลค่า ก่อนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ใหญ่กว่า Magnificent 7

 

มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่ Bloomberg News เคยรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าการเข้าซื้อกิจการ xAI ทำให้บริษัทควบรวมมีมูลค่าอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40.78 ล้านล้านบาท)

 

หากประเมินจากตัวเลขนี้ SpaceX จะมีมูลค่าแซงหน้าบริษัทเกือบทั้งหมดในดัชนี S&P 500 โดยเป็นรองเพียง 5 บริษัทเท่านั้น ซึ่งได้แก่ Nvidia Corp, Apple Inc, Alphabet Inc, Microsoft Corp และ Amazon.com Inc ทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่กว่า Meta Platforms Inc และ Tesla Inc ของมัสก์เอง ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นสมาชิกในกลุ่มหุ้นที่เรียกว่า Magnificent 7 เช่นกัน

 

SpaceX ได้ยื่นเอกสารการทำ IPO แบบเป็น ‘ความลับ’ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว คาดว่าการจดทะเบียนอาจเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำให้บริษัทกลายเป็นรายแรกในกลุ่ม ‘เมกะไอพีโอ’ ตามมาด้วย OpenAI และ Anthropic PBC

 

ส่วนในแง่ของตัวเลข ‘การระดมทุน’ ซึ่งแยกต่างหากจากมูลค่าบริษัทนั้น การ IPO ครั้งนี้อาจกวาดเม็ดเงินได้สูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.44 ล้านล้านบาท) หากเป็นไปตามเป้า ตัวเลขนี้จะทำให้การ IPO ของ SpaceX ใหญ่กว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่เคยระดมทุนได้ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.46 แสนล้านบาท) ในปี 2019 อย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการเสนอขายหุ้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากกระบวนการพิจารณายังคงดำเนินอยู่

 

เชื่อมโยง AI เข้ากับอวกาศ

 

บริษัทตั้งเป้าที่จะนำเงินทุนที่ได้ไปต่อยอดวิสัยทัศน์ของมัสก์ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศรวมถึงการตั้งฐานผลิตบนดวงจันทร์ นอกจากนี้เขายังมักพูดถึงความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอย่างการสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองได้บนดาวอังคาร แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะมองว่าอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงก็ตาม

 

มัสก์ได้กล่าวเมื่อเดือนมีนาคมว่าโครงการ Terafab ซึ่งจะผลิตชิปสำหรับหุ่นยนต์ AI และศูนย์ข้อมูลบนอวกาศ จะถูกบริหารงานร่วมกันระหว่าง Tesla และ SpaceX โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Tesla เปิดเผยว่าได้ลงทุนมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 หมื่นล้านบาท) ใน xAI

 

จอร์จ เฟอร์กูสัน และ เวย์น แซนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า SpaceX เป็นผู้นำด้านการปล่อยจรวดและบริการบรอดแบนด์วงโคจรต่ำ ธุรกิจปล่อยจรวดและ Starlink ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยคาดว่าจะทำรายได้เข้าใกล้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ขณะที่ xAI น่าจะทำรายได้น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 หมื่นล้านบาท)

 

เอมิลี เจิ้ง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Pitchbook มองว่าการดึง xAI เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันช่วยให้มัสก์สามารถแสดงเรื่องการรวมศูนย์ต้นทุนต่อนักลงทุน

 

ขณะเดียวกันการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นยังอาจทำให้มัสก์อยู่ในเส้นทางที่จะก้าวขึ้นเป็น ‘เศรษฐีล้านล้าน’ คนแรกของโลก หากมูลค่าของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.63 ล้านล้านบาท) ตามความคาดหมาย

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 5 เมษายน 2569

 

ภาพ: Samuel Boivin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ? https://thestandard.co/bank-technology-investment-national-economy/ Fri, 03 Apr 2026 06:39:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1194025 ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ?

โลกของเราได้เจอการเปลี่ยนผ่านเกือบทุกมิติมาหลายศตวรรษ แ […]

The post ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ?

โลกของเราได้เจอการเปลี่ยนผ่านเกือบทุกมิติมาหลายศตวรรษ และในช่วงทศวรรษนี้ เราทุกคนก็ได้เป็นพยานการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลกลายเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

เมื่อเปลี่ยนเลนส์ไปในมิติเศรษฐกิจและการเงิน เรากำลังเข้าสู่ New Frontier ที่การชำระเงิน ธุรกรรมธุรกิจ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนเปลี่ยนโฉมไปมาก แต่ในเวลาเดียวกัน ความวิวัฒน์ก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ ทั้งภัยไซเบอร์ การฉ้อโกงด้วย AI และการปลอมแปลงตัวตนดิจิทัล

 

ความเสี่ยงเหล่านี้ผูกติดกับเสถียรภาพของเศรษฐกิจประเทศ และสถาบันที่ผูกติดกับเศรษฐกิจของประเทศทุกประเทศที่สำคัญมากก็คือ “ธนาคาร” ที่ต้องแข่งขันกับความเสี่ยงในรูปแบบดิจิทัล ทั้งในรูปแบบของการลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาสถาบันการเงินไปพร้อมกัน ถ้าขยับตัวช้าความเสี่ยงก็จะไม่ได้อยู่แค่เรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของตัวธนาคารเอง แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงโดยรวมของระบบเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย

 

ภัยทางดิจิทัลเพิ่มสูง ระบบและสถาบันการเงินต้องพัฒนาตาม

 

รายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 จาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า การฉ้อโกงที่ขับเคลื่อนด้วยไซเบอร์ได้กลายเป็นความเสี่ยงหลักที่องค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ โดยผู้บริหารระดับสูงกว่า 73% ยอมรับว่าตนเองหรือเครือข่ายธุรกิจเคยประสบเหตุการณ์ฉ้อโกงทางไซเบอร์ในปี 2025 นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการนำเนื้อหา Deepfake มาใช้ในการปลอมแปลงตัวตนและหลอกลวงทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 1

 

นอกจากนั้นก็มีรายงาน Global Risks Report ของ World Economic Forum จัดความเสี่ยงด้าน Cybersecurity, Technological Disruption และ AI-related risks เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า

 

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Deepfake และตัวตนสังเคราะห์กำลังถูกใช้หลอกลวงระบบการเงินมากขึ้น โดย Deloitte และองค์กรด้านความเสี่ยงทางการเงิน คาดว่าความเสียหายจากการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับ Generative AI ในสหรัฐอเมริกาอาจสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027

 

ธนาคารกับการเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเศรษฐกิจประเทศ

 

ทั้ง 2 จุดเสี่ยงนี้ ทำให้ธนาคารในฐานะผู้ดูแลระบบการเงินและเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ต้องเร่งเสริมแกร่งเทคโนโลยี เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจประเทศ และเพื่อค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ตัวอย่างเช่น ระบบชำระเงิน UPI ของอินเดีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระดับประเทศ เคยมีรายงานว่า ในเดือนพฤษภาคม 2024 เพียงเดือนเดียว มีเหตุการณ์ downtime ที่เกี่ยวข้องกับระบบธนาคารใน ecosystem ของ UPI มากกว่า 30 ครั้ง รวมเวลาหยุดชะงักกว่า 47 ชั่วโมง สะท้อนความท้าทายในการดูแลโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่มีธุรกรรมจำนวนมหาศาล

 

การหยุดชะงักของระบบสถาบันการเงินเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการหลีกเลี่ยง เพราะทำให้ธุรกรรมมหาศาลหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ร้านค้า และธุรกิจในวงกว้าง นอกจากนี้ ความไม่มั่นคงปลอดภัยของระบบการเงิน หรือข้อมูลรั่วไหล จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศด้วย

 

ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงกลายเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจ?

 

ความผิดพลาดหรือการฉ้อโกงในระบบที่เคยเกิดขึ้นเฉพาะจุดในอดีตก็สามารถขยายผลได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า ระบบอัตโนมัติและดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพธุรกรรมทางการเงินมหาศาล แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความผิดพลาดที่สูงมากเช่นกัน หากระบบล่มหรือถูกโจมตี ความเสียหายจะขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว

 

แนวโน้มของธนาคารทั่วโลกจึงมีการเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รายงาน benchmark ของอุตสาหกรรมธนาคารจากองค์กรวิจัยหลายแห่ง เช่น McKinsey, Deloitte และ Celent ระบุว่า ธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกมักจัดสรรงบลงทุนด้านเทคโนโลยีอยู่ที่ประมาณ 6-12% ของรายได้รวม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และความปลอดภัยไซเบอร์

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 2

 

ขณะเดียวกัน Gartner คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.08 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเงินที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกับคน

 

AI กำลังมีบทบาทในหลากหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเรื่องการเงิน ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต การบริหารความเสี่ยง จนถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งรายงานของ Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.52 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 เติบโตประมาณ 44% จากปีก่อนหน้า สะท้อนว่า AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

 

รายงาน Global Banking Annual Review 2025 ของ McKinsey ฉายภาพที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยกำไรรวมของอุตสาหกรรมธนาคารทั่วโลกอาจหดหายไปถึง 170,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือรายงานฉบับนี้ระบุว่ากำไรส่วนที่หายไป อาจไม่ได้ไปตกอยู่กับบริษัท Fintech หรือธนาคารคู่แข่ง แต่หายไปกับลูกค้าที่นำ AI มาใช้บริหารเงินของตัวเองได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น จึงเท่ากับว่าธนาคารในยุคนี้จะต้องมีความเข้าใจในตัวลูกค้าที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วย AI และทรัพยากรข้อมูลที่ช่วยให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้า สร้างผลตอบแทนทางการเงินได้คุ้มค่ายิ่งขึ้นไปด้วย 

 

แต่ถึงแม้ว่าระบบอัตโนมัติและ AI จะเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มนุษย์ก็ยังคงเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการทำงานที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงิน ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า AI มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แต่ในส่วนของการตีความ บริบท การตัดสินใจที่ต้องอาศัยวิจารณญาณและการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังคงต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์

 

3 กรณีศึกษาจากธนาคารระดับโลกกับการลงทุนทั้งคนและ AI

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าธนาคารจะนำ AI มาใช้หรือเปล่า แต่คือจะบริหารสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับคนอย่างไร ธนาคารชั้นนำทั่วโลกได้พิสูจน์แนวทางนี้ผ่านการลงทุนจริง โดยเพิ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบข้อมูล และศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับมือเศรษฐกิจดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้น

 

  • JPMorgan Chase ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเพิ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีสำหรับปี 2026 เป็นประมาณ 19.8 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งของงบประมาณถูกใช้ในการพัฒนา AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และเครื่องมือสำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร ขณะเดียวกันธนาคารยังลงทุนในการพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านเทคโนโลยีและข้อมูลจำนวนมาก เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะและพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
  • HSBC ธนาคารระดับโลกที่เพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำ AI มาใช้ในระบบสำคัญของธนาคาร ตั้งแต่การตรวจจับการทุจริต การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อยกระดับการให้บริการลูกค้า ขณะเดียวกัน ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยส่งเสริมทักษะด้านข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับพนักงาน เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • DBS Bank ของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธนาคารดิจิทัลชั้นนำของโลก ได้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรกว่า 750 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ภายในปีเดียว พร้อมกับดำเนินโครงการพัฒนาทักษะพนักงานครั้งใหญ่ โดยฝึกอบรมบุคลากรให้มีความสามารถด้านข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางไซเบอร์ เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ประเทศไทยกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการเงินดิจิทัล

 

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตของธุรกรรมการเงินดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยมีมูลค่าราว 6% ของจีดีพี และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน

 

การเข้ามาของระบบพร้อมเพย์ในปี 2559 ได้เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยอย่างถาวร จากธุรกรรมเงินสดสู่การโอนเงินและชำระเงินผ่านมือถือที่กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันและได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนตอนนี้มีผู้ใช้พร้อมเพย์มากกว่า 92 ล้านหมายเลข และมีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ต่อวันเฉลี่ยสูงถึงกว่า 75 ล้านรายการ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลได้กลายเป็นเส้นเลือดหลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง

 

ทว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงของภัยการเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ภัยการเงินดิจิทัลกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม เพราะผู้ใช้บริการไม่ได้ต้องการเพียงแค่ความสะดวก แต่ยังต้องการ ‘ความมั่นใจในความปลอดภัยและความต่อเนื่อง’ ของเงิน ข้อมูล และธุรกรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของธนาคารในยุคปัจจุบัน

 

“ธนาคารกสิกรไทย” ธนาคารที่ลงทุนในคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี

 

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจในประเทศไทย โดยปัจจุบันแอปพลิเคชัน K PLUS มีผู้ใช้งานมากกว่า 24.2 ล้านคน เป็นแอปพลิเคชันธนาคารที่ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย  ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารไม่ได้รองรับแค่ธุรกรรมองค์กรเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นระบบสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในชีวิตประจำวันของคนไทย 

 

ภาพประกอบแสดงถึงเทคโนโลยีธนาคาร การป้องกันภัยไซเบอร์ และความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ 3

 

ธนาคารกสิกรไทยมองว่าการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ โดยธนาคารมีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีคิดเป็นประมาณ 8-10% ของรายได้รวม เพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ระบบความปลอดภัย และนวัตกรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาในสามมิติสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยี บุคลากร และการกำกับดูแล ตัวอย่างเช่น

 

  • การนำ Predictive AI มาใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อและตรวจจับการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง โดยมีมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญของการตีความและตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความเป็นธรรมสูงสุด
  • การพัฒนาเทคโนโลยี e-KYC หรือการยืนยันตัวตน ที่ได้รับมาตรฐานสากล iBeta Level 2 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกที่น้อยรายจะทำได้สำเร็จ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนของลูกค้า
  • การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ Upskill และ Reskill ด้าน AI และ Data Literacy เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานร่วมกับระบบอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของธนาคารว่า เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพของคนในการสร้างบริการทางการเงินที่ปลอดภัย รวดเร็ว และตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่มากยิ่งขึ้น
  • ยึดมั่นในการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ โดยถือว่าความเป็นส่วนตัวของลูกค้าคือทรัพย์สินล้ำค่าที่ต้องปกป้อง การนำข้อมูลไปใช้จึงมุ่งเน้นเพียงเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าทุกคน ภายใต้หลักความโปร่งใสและกรอบ PDPA อย่างเคร่งครัด ไม่มีการนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น

 

การลงทุนของธนาคารวันนี้คือความมั่นคงของเศรษฐกิจวันหน้า

 

เศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่ยุคใหม่ (New Frontier) ที่มาพร้อมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ก็มีภัยไซเบอร์ ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี และความผันผวนทางการเงินหลายมิติเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน กลายเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

บทบาทของธนาคารจึงขยายไปไกลกว่าการให้บริการทางการเงิน แต่กำลังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ค้ำจุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คน ภาคธุรกิจ และระบบการเงินในภาพรวม

 

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในเทคโนโลยี ระบบความปลอดภัย และการพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรักษาความต่อเนื่องและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ธนาคารชั้นนำทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจใหม่ ธนาคารที่ยังไม่ให้ความสำคัญในวันนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากการแข่งขันในอนาคต การลงทุนของธนาคารจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาระบบต่างๆ ขององค์กร แต่คือการรักษาเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของคนทั้งประเทศ

 

อ้างอิง:

The post ทำไมการลงทุนด้านเทคโนโลยีของธนาคารจึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจทั้งประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า หลังทุ่มกับ AI แต่หุ้นยังร่วงหนัก 25% นับตั้งแต่ต้นปี https://thestandard.co/oracle-layoffs-ai-stock-drop/ Thu, 02 Apr 2026 01:15:20 +0000 https://thestandard.co/oracle-layoffs-ai-stock-drop/ ภาพกราฟิกข่าวเกี่ยวกับ Oracle ปลดพนักงานนับหมื่นผ่านอีเมลตอนเช้าตรู่ แม้ทุ่มลงทุน AI แต่หุ้นร่วง

Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปลดพนักงา […]

The post ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า หลังทุ่มกับ AI แต่หุ้นยังร่วงหนัก 25% นับตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวเกี่ยวกับ Oracle ปลดพนักงานนับหมื่นผ่านอีเมลตอนเช้าตรู่ แม้ทุ่มลงทุน AI แต่หุ้นร่วง

Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปลดพนักงานจำนวนหลายพันตำแหน่งเมื่อวันอังคาร (31 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างได้รับอีเมลแจ้งตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ระบุว่าวันนั้นจะเป็นวันทำงานวันสุดท้าย

 

อีเมลดังกล่าวส่งในนาม ‘Oracle Leadership’ มีใจความว่า “หลังจากพิจารณาความต้องการทางธุรกิจของ Oracle อย่างรอบคอบแล้ว เราตัดสินใจยุบตำแหน่งของคุณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรในวงกว้าง” พร้อมทั้งขอให้พนักงานแจ้งอีเมลส่วนตัวเพื่อใช้ติดต่อในอนาคต

 

การปลดครั้งนี้กระทบพนักงานทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา, อินเดีย, แคนาดา และภูมิภาคอื่น ครอบคลุมหลายแผนก ไม่ว่าจะเป็น Oracle Health, Sales, Cloud, Customer Success และ NetSuite แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องยืนยันกับ CNBC ว่ามีตำแหน่งงานที่ถูกตัดหลายพันตำแหน่ง

 

ขณะที่พนักงานรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ BBC ว่าตัวเลขอาจสูงถึง 1 หมื่นคน โดยอ้างอิงจากจำนวนผู้ใช้งานที่หายไปบนระบบ Slack ภายในบริษัท และข้อมูลจากภายในที่ระบุว่าจำนวนพนักงานลดลงจาก 1.65 แสนคนเหลือ 1.55 แสนคนภายในเช้าวันเดียว ด้าน Oracle ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

 

ไม่เลือกหน้า ไม่มีแม้แต่สายโทรศัพท์

 

ไมเคิล เชพเพิร์ด ผู้จัดการอาวุโสของ Oracle ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปลดครั้งนี้ เขียนบน LinkedIn ว่าตำแหน่งที่ถูกตัดรวมถึง วิศวกรอาวุโส, สถาปนิกระบบ, ผู้จัดการโครงการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค พร้อมระบุว่าการตัดลดครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินจากผลงานของพนักงาน “คนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ถูกปล่อยไปเพราะสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่ได้ทำ” เขากล่าว

 

บนกระดานสนทนา Reddit กลุ่ม employeesOfOracle มีพนักงานจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจ มีผู้เขียนว่า “พวกเขาสร้างความกลัว, ความหงุดหงิด และความไม่แน่นอนไปทั่วทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่กับคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง”

 

อีกคนระบุว่าพ่อของตนถูกปลดหลังทำงานมา 20 ปี ทั้งที่เหลืออีกแค่ 2 ปีจะเกษียณ “ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มาบอก” ข้อความระบุ โดยหลายรายระบุว่าได้รับเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 1 เดือน และถูกตัดสิทธิ์เข้าถึงระบบทันทีหลังได้รับแจ้ง

 

Oracle มีพนักงานประจำราว 1.62 แสนคน ณ เดือนพฤษภาคม 2025 ตามรายงานที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC)

 

ทุ่มหนักกับ AI แต่กระแสเงินสดฝืด

 

การปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการลงทุนด้าน AI อย่างหนักของ Oracle ก่อนหน้านี้บริษัทได้นำเครื่องมือ AI มาใช้ภายในองค์กร และผู้บริหารเคยระบุว่า AI ช่วยให้บริษัทใช้คนน้อยลงแต่ทำงานได้มากขึ้น

 

ในแง่การลงทุน Oracle วางแผนใช้เงินอย่างน้อย 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.63 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้ และได้ระดมเงินกู้อีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจคลาวด์

 

ขณะเดียวกันยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Stargate’ ร่วมกับ OpenAI, Softbank และ MGX กองทุนด้าน AI ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นโครงการมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.28 ล้านล้านบาท) เพื่อขยายศูนย์ข้อมูล AI ในสหรัฐฯ

 

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Oracle เปิดเผยว่ามูลค่าสัญญาที่ยังไม่รับรู้รายได้พุ่งขึ้น 359% แตะระดับ 4.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14.81 ล้านล้านบาท) หลังบรรลุข้อตกลงกับ OpenAI มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.77 ล้านล้านบาท) ไม่นานหลังจากนั้นบริษัทได้แต่งตั้ง ไมค์ ซิซิเลีย และเคลย์ มากูร์ค ขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอร่วมแทน ซาฟรา แคตซ์

 

เคลย์ตัน มากูร์ค กล่าวเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่า “ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้ง GPU และ CPU ยังคงมีมากกว่าอุปทาน” พร้อมชี้ว่ามูลค่าสัญญาที่ยังไม่รับรู้รายได้ล่าสุดอยู่ที่ 5.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.01 ล้านล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Oracle ร่วงลงแล้วกว่า 25% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมากกว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายอื่น สะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและกระแสเงินสดที่ลดลง โดยนักวิเคราะห์จาก TD Cowen ประเมินว่าการปลดพนักงาน 2-3 หมื่นตำแหน่ง อาจช่วยเพิ่มกระแสเงินสดอิสระได้ราว 8 พันล้าน-1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6-3.3 แสนล้านบาท)

 

ทั้งนี้ Oracle ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปลดพนักงานในปีนี้ ผู้บริหารในวงการเทคโนโลยีอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Meta และ แจ็ก ดอร์ซีย์ แห่ง Block ต่างเคยกล่าวว่า AI ช่วยให้ใช้คนน้อยลงได้ โดยทั้งสองบริษัทก็ปลดพนักงานไปแล้วเช่นกัน

 

นอกจากนี้ Amazon ประกาศตัดตำแหน่งงานราว 1.6 หมื่นตำแหน่ง รวมถึง Pinterest และ Epic Games ที่ลดจำนวนพนักงานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การปลดพนักงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี และในรอบก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกโยงกับ AI แต่อย่างใด

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.56 บาท ณ วันที่ 1 เมษายน 2569

 

ภาพ : Ascannio / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า หลังทุ่มกับ AI แต่หุ้นยังร่วงหนัก 25% นับตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp https://thestandard.co/openai-fundraising-retail-investors-ai-superapp/ Wed, 01 Apr 2026 05:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193570 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุน […]

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุนรอบล่าสุดด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุน (Post-money valuation) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก และรวบบริการทั้งหมดสู่การเป็น AI Superapp

 

 
 

OpenAI ประกาศผ่านเว็บไซต์เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) ว่า การระดมทุนรอบนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Amazon, NVIDIA และ SoftBank รวมถึงพันธมิตรระยะยาวอย่าง Microsoft โดย SoftBank เป็นผู้นำการระดมทุนร่วมกับ a16z, D. E. Shaw Ventures, MGX, TPG และ T. Rowe Price Associates, Inc. นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกเข้าร่วมอีกคับคั่ง เช่น ARK Invest, BlackRock, Blackstone, Sequoia Capital, Temasek และ Thrive Capital เป็นต้น

 

จุดที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่ OpenAI เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าร่วมผ่านช่องทางธนาคาร โดยระดมทุนไปได้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท และยังประกาศว่า OpenAI จะถูกรวมอยู่ในกองทุน ETF หลายกองทุนที่บริหารโดย ARK Invest อีกด้วย เพื่อขยายโอกาสให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจยุค AI

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มเป็นประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์ ผ่านกลุ่มธนาคารระดับโลก เช่น JPMorgan Chase, Citi, Goldman Sachs และ Morgan Stanley เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้เบิกใช้เงินส่วนนี้ก็ตาม

 

เปิดสถิติการเติบโต รายได้ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

OpenAI ได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง โดยระบุว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังเปิดตัว ChatGPT และเมื่อถึงสิ้นปี 2024 บริษัทมีรายได้ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส แต่ปัจจุบัน OpenAI สามารถทำรายได้พุ่งสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในยุคอินเทอร์เน็ตและมือถืออย่าง Alphabet และ Meta ถึง 4 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในฝั่งของผู้ใช้งาน ChatGPT ครองตำแหน่งผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยยอดผู้ใช้งานประจำรายสัปดาห์ (Weekly active users) มากกว่า 900 ล้านคน และมีผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก (Subscribers) กว่า 50 ล้านคน โดยบริษัทเตรียมขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้รายสัปดาห์แตะ 1 พันล้านคนเร็วที่สุดในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากฝั่งลูกค้าองค์กรปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนเท่ากับฝั่งผู้บริโภคทั่วไปภายในสิ้นปี 2026

 

ก้าวถัดไปคือ AI Superapp

 

เพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้น OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลที่ทรงพลังที่สุดอย่าง GPT-5.4 ปัจจุบัน API ของบริษัทมีการประมวลผลมากกว่า 1.5 หมื่นล้านโทเคนต่อนาที ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้ NVIDIA จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการฝึกฝนโมเดล และการประมวลผลส่วนใหญ่ แต่ OpenAI ได้ประกาศขยายพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลาย โดยครอบคลุมถึงคลาวด์ ผ่านบริษัทอย่าง Microsoft, Oracle, AWS, CoreWeave และ Google Cloud ชิปประมวลผล ผ่านบริษัทอย่าง NVIDIA, AMD, AWS Trainium, Cerebras และชิปที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom รวมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านบริษัทอย่าง Oracle, SBE และ SoftBank

 

เป้าหมายสูงสุดจากเงินทุนก้อนนี้ คือการสร้าง “Unified AI Superapp” โดยรวบรวมฟีเจอร์อย่าง ChatGPT, เครื่องมือเขียนโค้ด Codex, ฟังก์ชันการท่องเว็บ และความสามารถในการจัดการอัตโนมัติ เข้าไว้ด้วยกันในประสบการณ์เดียวที่เน้นให้ AI เป็นผู้ช่วยจัดการ

 

OpenAI ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนยุคที่ตลาดทุนเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่นเดียวกับยุคการมาถึงของไฟฟ้า ทางหลวง หรืออินเทอร์เน็ต เม็ดเงินในวันนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “ความฉลาด” ที่จะส่งมอบคุณค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจ องค์กร และผู้คนทั่วโลกในที่สุด

 

ภาพ: OpenAI ระดมทุนรอบใหม่

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น https://thestandard.co/glp-1-weight-regain-body-resistance/ Wed, 01 Apr 2026 01:35:23 +0000 https://thestandard.co/glp-1-weight-regain-body-resistance/ ภาพยาฉีด GLP-1 เข็มฉีดยา บล็อกโคลี และนาฬิกา สื่อถึงการลดน้ำหนักและเวลา

ซินดี ดาวลิง วัย 69 ปี ลดน้ำหนักได้ราว 27 กิโลกรัมในเวล […]

The post เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพยาฉีด GLP-1 เข็มฉีดยา บล็อกโคลี และนาฬิกา สื่อถึงการลดน้ำหนักและเวลา

ซินดี ดาวลิง วัย 69 ปี ลดน้ำหนักได้ราว 27 กิโลกรัมในเวลาปีครึ่งด้วยยาฉีด Wegovy หนึ่งในยากลุ่ม GLP-1 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในช่วงต้นปี 2025 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน ความรู้สึกหิวและความคิดเรื่องอาหารกลับมาอีกครั้ง น้ำหนักค่อยๆ ขยับขึ้น ทั้งที่เธอไม่เคยหยุดฉีดยาเลย

 

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า หนึ่งปีให้หลัง ดาวลิงน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว 4.5 กิโลกรัม และต้องกลับมาพึ่งโปรตีนเชคแทนมื้ออาหารบางมื้อ ขณะที่ยังคงฉีดยาทุกสัปดาห์ “ฉันรู้สึกเหมือนกำลังพยายามบังคับอะไรบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้จริงๆ” เธอกล่าว

 

เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ สำหรับผู้ใช้บางราย ความหิวและความหมกมุ่นกับเรื่องอาหารสามารถกลับมาได้ แม้จะยังใช้ยา GLP-1 อยู่ ซึ่งยากลุ่มนี้ทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้เพื่อลดความอยากอาหารและทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

 

แพทย์ส่วนใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนยืนยันว่าเคยพบผู้ป่วยในลักษณะนี้ โดยชี้ว่าไม่ใช่เพราะยาหมดประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะกลไกทางชีววิทยาของร่างกายที่พยายามดึงน้ำหนักกลับไปสู่จุดเดิม

 

ดร.ฟาติมา สแตนฟอร์ด แพทย์ด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Mass General Brigham และอาจารย์แพทย์ที่ Harvard Medical School อธิบายกับ The Wall Street Journal ว่า “โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ร่างกายจะปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยมี เมื่อน้ำหนักลดลง กลไกชดเชยจะทำงานหนักขึ้น ยา GLP-1 ช่วยลดสัญญาณเหล่านี้ได้ แต่ไม่ได้กำจัดออกไปทั้งหมด”

 

ดร.อแมนดา เวลัสเกซ ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Cedars-Sinai กล่าวเสริมว่า ระดับของแรงต้านทางชีววิทยานี้แตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนอาจเริ่มรู้สึกได้หลังใช้ยาไปสักระยะ ขณะที่บางคนอาจไม่เคยประสบปัญหานี้เลย ยิ่งมีน้ำหนักลดลงมาก ร่างกายยิ่งพยายามดึงกลับมากขึ้น

 

ดร.มิเชลล์ เฮาเซอร์ ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Stanford Health Care กล่าวว่า เธอพบกรณีแบบนี้ค่อนข้างบ่อยในผู้ใช้ยาเซมากลูไทด์ (semaglutide) และมักแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนไปใช้เทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) ในขนาดที่สูงขึ้น เนื่องจากมีขนาดยาให้เลือกมากกว่า โดย Novo Nordisk ผู้ผลิต Wegovy ได้ยื่นขออนุมัติยาฉีดขนาด 7.2 มิลลิกรัมเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพิ่มจากขนาดสูงสุดปัจจุบันที่ 2.4 มิลลิกรัม

 

ยาอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต

 

ABC News รายงานว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1 ใน 8 คนกำลังใช้ยากลุ่ม GLP-1 ตามผลสำรวจของ KFF องค์กรวิจัยด้านสุขภาพ และตั้งแต่เดือนมกราคม มีการสั่งจ่ายยา Wegovy ในรูปแบบเม็ดมากกว่า 6 แสนใบสั่งยา โดยกว่า 1 ใน 3 เป็นผู้ใช้รายใหม่

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดร.แคเธอรีน ซอนเดอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Weill Cornell Medicine กล่าวว่า “ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ใช้ยา GLP-1 คือการคิดว่าใบสั่งยาคือการรักษา”

 

งานวิจัยที่รวบรวมผลจากเกือบ 30 การศึกษาพบว่า เมื่อใช้ยา GLP-1 ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ผลลัพธ์จะดีกว่าและยั่งยืนกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

 

ขณะที่การศึกษาทหารผ่านศึกสหรัฐฯ กว่า 98,000 คนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่ใช้ยา GLP-1 ร่วมกับพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 6-8 อย่าง มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย ลดลง 43% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเพียง 3 อย่างหรือน้อยกว่า

 

ดร.แฟรงก์ ฮู หัวหน้าภาควิชาโภชนาการจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า พฤติกรรมด้านวิถีชีวิต “สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาสมัยใหม่ได้อย่างมาก”

 

อุตสาหกรรมอาหารขยับ รับคลื่น GLP-1

 

ผลกระทบของยา GLP-1 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ CNBC รายงานว่า ผู้ใช้ยา GLP-1 บริโภคแคลอรีน้อยลงเฉลี่ย 21% และใช้จ่ายค่าอาหารลดลงเกือบ 1 ใน 3 ตามข้อมูลจาก KPMG ขณะที่ J.P. Morgan ประเมินว่าการใช้ยากลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสูญเสียยอดขายปีละ 3 หมื่นล้าน ถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.88 แสนล้าน ถึง 1.81 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030

 

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ‘ขนมขบเคี้ยว’ โดยราว 70% ของผู้ใช้ยาที่บริโภคแคลอรีน้อยลงระบุว่า กินขนมน้อยลง ตามผลสำรวจของ EY-Parthenon ขณะที่ราว 60% ทานอาหารนอกบ้านน้อยลง โดยมื้อเย็นในร้านฟาสต์ฟูดได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

แต่หลายบริษัทมองว่านี่คือ ‘โอกาส’ รามอน ลากวาร์ตา CEO ของ PepsiCo กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า “ผมคิดว่ามีโอกาสมากกว่าอุปสรรค แม้จะมีทั้งสองด้าน” โดยเปิดตัว Doritos เสริมโปรตีน รีแบรนด์ Gatorade และออก SunChips กับ Smartfood ป๊อปคอร์นเสริมไฟเบอร์

 

Nestlé เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญ โดยเปิดตัวแบรนด์อาหารแช่แข็ง Vital Pursuit ที่กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ยา GLP-1 โดยเฉพาะ มาร์ตี ทอมป์สัน CEO ของ Nestlé USA กล่าวกับ CNBC ว่า “นี่เป็นโครงการสำคัญของ Nestlé” พร้อมวางแผนขยายไปสู่เครื่องดื่มรวมถึงโปรตีนเชค

 

ส่วน McDonald’s ก็เริ่มนำความต้องการของผู้ใช้ยา GLP-1 มาพิจารณาในการพัฒนาเมนูใหม่ ขณะที่ Chipotle เปิดตัวถ้วยโปรตีนแบบพร้อมทาน และ Olive Garden ปรับเมนูให้มีขนาดเล็กลงในราคาที่ถูกลง

 

J.P. Morgan ประเมินว่าภายในปี 2030 ชาวอเมริกันกว่า 30 ล้านคนอาจใช้ยา GLP-1 เพิ่มจาก 10 ล้านคนในปี 2026 โดยเฉพาะเมื่อยาในรูปแบบเม็ดเริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ท้ายที่สุด เมื่อแม้แต่ร่างกายยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต่อการลดน้ำหนัก อุตสาหกรรมอาหารก็ย่อมไม่นิ่งเฉย ส่วนดาวลิงที่ยังจ่ายค่ายา Wegovy เดือนละราว 1.65 หมื่นบาท ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ายังได้ผลหรือไม่ กล่าวทิ้งท้ายว่า “มันเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นแค่ทางออกชั่วคราวอีกครั้ง”

 

 

ภาพ: N Universe / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN Wongnai ตรึงค่าธรรมเนียม-ไม่ขึ้น GP แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันธุรกิจเดลิเวอรี รับปีนี้ตลาดอาจโตแค่ 15% https://thestandard.co/line-man-wongnai-delivery-fees/ Tue, 31 Mar 2026 07:36:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1193183 ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai พร้อมข้อความ LINE MAN ตรึง ค่าธรรมเนียม ไม่ขึ้น GP

ยังไม่เพิ่มค่าธรรมเนียมและไม่ปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า […]

The post LINE MAN Wongnai ตรึงค่าธรรมเนียม-ไม่ขึ้น GP แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันธุรกิจเดลิเวอรี รับปีนี้ตลาดอาจโตแค่ 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai พร้อมข้อความ LINE MAN ตรึง ค่าธรรมเนียม ไม่ขึ้น GP

ยังไม่เพิ่มค่าธรรมเนียมและไม่ปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ย้ำ หลังราคาต้นทุนพลังงานปรับขึ้นสูง กระทบโครงสร้างต้นทุนขนส่งที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเดลิเวอรี

 

พร้อมฉายภาพว่า นับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไป 3 รอบ รวมประมาณ 9 บาทต่อลิตร และหากปรับเพิ่มขึ้นอีก 9-10 บาท หรือแตะระดับ 50-60 บาทต่อลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคอย่างรุนแรง และอีกหนึ่งสิ่งที่ตามมาคือ ยอดการสั่งซื้อก็จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามกำลังซื้อผู้บริโภค

 

“ตอนนี้ต้องพยายามประคับประคองและบริหารต้นทุน เพื่อช่วยผู้บริโภคและร้านค้าให้มากที่สุด และยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม และไม่มีการปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า เพราะตอนนี้ยังรับมือและบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่ถ้าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจถึงจุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มเติม จากนั้นก็จะส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป”

 

ส่วนในฝั่งไรเดอร์ แม้ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้น แต่จำนวนไรเดอร์ในระบบยังไม่ลดลง เนื่องจากทุกคนต้องหารายได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้จึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผ่านการเพิ่มโบนัสและอินเซนทิฟ เช่น การปรับเพิ่มอินเซนทิฟสูงสุดถึง 15% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

 

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ แต่ก็ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น และมีการติดตามราคาน้ำมันแบบวันต่อวัน และในเดือนมีนาคมบริษัทได้ใช้งบช่วยเหลือไปแล้วราว 10 ล้านบาท แต่จากนี้จะต้องประเมินและจัดสรรงบประมาณตามสถานการณ์จริง

 

ส่วนในระยะยาว ยังมองว่าการนำรถ EV มาวิ่งส่งสินค้าจะช่วยลดภาระราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้ไรเดอร์เช่ารถ EV ไปแล้วหลายพันคัน แต่ยอมรับว่าการเปลี่ยนให้ไรเดอร์ทุกคนมาขับ EV ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะรถน้ำมันที่ขับรวมกันในระบบมีมากกว่าแสนคัน

 

สำหรับทิศทางในไตรมาส 2 ประเมินว่าเป็นช่วงที่ยากของธุรกิจ ต้นทุนขึ้นสวนทางกับรายได้ของผู้บริโภคที่ต่างคนต่างใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมงบประมาณเพื่ออัดฉีดช่วยเหลือ แต่จะต้องจัดลำดับความสำคัญดูแลกลุ่มไรเดอร์เป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายไปยังผู้บริโภคและร้านอาหาร

 

หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ จะมีผลต่อภาพรวมตลาดฟู้ดเดลิเวอรี จากเดิมที่เคยขยายตัวเฉลี่ยราว 20% ต่อปี ในปีนี้อาจลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15% ปัจจัยที่ยังพอหนุนให้โตอยู่บ้าง คือกลุ่มคนทำงานหลายคนหันมาทำงานที่บ้าน และมีการสั่งเดลิเวอรี ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มที่สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่มาแรงในช่วงนี้คือ ‘สายสุขภาพ’ ที่ไม่ได้เป็นแค่กระแสระยะสั้นแต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในช่วงที่กิจกรรมอย่าง Hyrox กำลังได้รับความนิยม และยังเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาเลือกอาหารที่บาลานซ์มากขึ้น ทำให้ช่วงต้นปี กลุ่มอาหารคลีนและอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเติบโต 20% โดยเมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมด้วยยอดขายรวมกว่า 1 ล้านจานในไตรมาสแรก

 

ขณะที่เมนูยอดฮิตยังคงเป็นอาหารจานหลักในชีวิตประจำวัน เช่น ตำปูปลาร้า ข้าวมันไก่ ข้าวผัด ตำป่า และลาบหมู และเมนูกระแสนิยมที่โตแรง เมื่อเทียบระหว่าง Q1/2569 กับ Q4/2568 พบว่า เครื่องดื่มและขนมจากมะยงชิดโตสูงถึง 30 เท่า, เมนูจากโยเกิร์ต เช่น โยเกิร์ตปั่น กรีกโยเกิร์ตเติบโต 53% และมัตฉะกับชาไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 8%

 

ด้านเครื่องดื่มเมนูคลาสสิกอย่าง กาแฟดำ ชาเขียวนม เอสเพรสโซ่ ชาไทย และชานม ยังเป็นตัวเลือกหลัก นอกจากนี้ประเภทร้านอาหารมาแรงที่มีจำนวนร้านเปิดใหม่มากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหารไทย, อาหารจานเดียว, ร้านกาแฟ และร้านก๋วยเตี๋ยว

 

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ทิ้งท้ายว่า เมื่อทุกอย่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง ธุรกิจจะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องเดินหน้าขยายบริการใหม่เพื่อสร้างโอกาสโต จากนี้จึงจะหันมาเน้นให้บริการส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีอัตราการเติบโตเกือบ 2 เท่าต่อปี รวมถึงให้บริการจัดส่งยา ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอนาคต

 

 

 

ภาพ: LINE MAN ตรึง

The post LINE MAN Wongnai ตรึงค่าธรรมเนียม-ไม่ขึ้น GP แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันธุรกิจเดลิเวอรี รับปีนี้ตลาดอาจโตแค่ 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>