Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 31 Jul 2026 14:17:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กรจริง 3 แห่งระหว่างทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ เกิดขึ้นตั้งแต่เมษายน แต่ไม่มีใครรู้ตัว https://thestandard.co/anthropic-claude-hack-organizations-security/ Fri, 31 Jul 2026 14:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1237004 ภาพประกอบข่าว Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กร

Anthropic เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่ […]

The post Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กรจริง 3 แห่งระหว่างทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ เกิดขึ้นตั้งแต่เมษายน แต่ไม่มีใครรู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กร

Anthropic เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า โมเดล AI ของบริษัทเข้าถึงอินเทอร์เน็ตระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และเจาะเข้าระบบจริงขององค์กรภายนอก 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยที่บริษัทไม่ทราบเรื่องมาก่อน

 

 

การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก OpenAI ออกมาระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เทคโนโลยี AI ของบริษัทหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบแบบปิด หรือ Sandbox ที่ควรถูกตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต และเข้าไปเจาะระบบของ Hugging Face แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาโอเพนซอร์ส

 

Anthropic ระบุว่า เหตุการณ์ของ OpenAI เป็นตัวจุดชนวนให้บริษัทกลับไปตรวจสอบการทดสอบด้านไซเบอร์ของตัวเอง ว่ามีกรณีคล้ายกันเกิดขึ้นหรือไม่ โดยองค์กรทั้ง 3 แห่งที่ได้รับผลกระทบได้รับแจ้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทไม่ได้เปิดเผยชื่อองค์กรเหล่านั้น

 

ไล่ตรวจ 141,006 การทดสอบ เจอ 3 เหตุการณ์ที่หลุดรอด

 

จากการตรวจสอบย้อนหลังบันทึกการทดสอบทั้งหมด 141,006 ครั้ง Anthropic พบ 3 เหตุการณ์ที่ Claude เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จริง ระหว่างการทำงานร่วมกับ Irregular บริษัทด้านความปลอดภัย AI ซึ่งเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมทดสอบให้กับ Anthropic

 

ต้นตอของปัญหามาจากการตั้งค่าที่ผิดพลาด ซึ่ง Anthropic อธิบายว่าเป็น ‘ความเข้าใจไม่ตรงกัน’ ระหว่างบริษัทกับพันธมิตร เกี่ยวกับว่าสภาพแวดล้อมทดสอบมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการเชื่อมต่ออยู่

 

จุดที่น่าสนใจคือ ในการทดสอบทุกครั้ง Anthropic ได้ระบุกับ Claude อย่างชัดเจนผ่านคำสั่งว่า โมเดลไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และอยู่ในสถานการณ์จำลอง แต่ระหว่างการทดสอบ โมเดลกลับหาทางออกสู่อินเทอร์เน็ตได้ และเข้าใจผิดว่าระบบจริงที่พบเจอเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย

 

สำหรับวิธีการที่ใช้เจาะระบบนั้น ถือเป็นเทคนิคพื้นฐาน ทั้งการเดารหัสผ่านที่อ่อนแอ และการเข้าถึงจุดเชื่อมต่อระบบที่ไม่มีการยืนยันตัวตน โดยการทดสอบชุดนี้เป็นรูปแบบ Capture-the-flag ซึ่งให้โมเดลค้นหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ด้วยการเจาะเข้าระบบอื่น เป็นวิธีมาตรฐานในการวัดขีดความสามารถด้านการแฮกทั้งของมนุษย์และ AI

 

Anthropic ยังระบุด้วยว่า โมเดลที่ใช้ทดสอบทั้งหมดทำงานโดยไม่มีระบบตรวจสอบด้านความปลอดภัยและตัวคัดกรองที่บริษัทติดตั้งไว้ในโมเดลที่เปิดให้ใช้งานทั่วไป เนื่องจากการทดสอบมีเป้าหมายเพื่อวัดขีดความสามารถที่แท้จริงของตัวโมเดล โดยไม่มีตัวช่วยใดๆ ซึ่งบริษัทระบุว่ามาตรการเหล่านั้นน่าจะสกัดพฤติกรรมดังกล่าวได้

 

3 โมเดล 3 ปฏิกิริยา เมื่อรู้ว่าเป้าหมายคือระบบจริง

 

เหตุการณ์ทั้ง 3 ครั้ง เกี่ยวข้องกับโมเดล 3 ตัว ได้แก่ Opus 4.7, Mythos 5 และโมเดลวิจัยภายในที่ยังไม่เปิดเผยชื่อ โดยสิ่งที่ Anthropic ระบุว่าเป็นข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุด คือทั้ง 3 โมเดลมีปฏิกิริยาต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อเริ่มมีหลักฐานว่าเป้าหมายที่กำลังโจมตีเป็นระบบจริง

 

Opus 4.7 ซึ่งเป็นโมเดลเก่าที่สุดในกลุ่ม รับรู้ว่าตัวเองเข้าถึงระบบจริงในทั้ง 4 รอบของเหตุการณ์นั้น โดยใน 2 รอบ โมเดลให้เหตุผลกับตัวเองว่าบริษัทจริงคงเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ทดสอบ แต่ในทั้ง 4 รอบ โมเดลยังคงเดินหน้าโจมตีต่อ รวมถึงการดึงข้อมูลรับรองตัวตน และเข้าถึงฐานข้อมูลที่ใช้งานจริง

 

ส่วน Mythos 5 ก็จับสัญญาณได้ว่ากำลังอยู่บนอินเทอร์เน็ตจริง แต่กลับโน้มน้าวตัวเองจนเชื่อว่ายังอยู่ในสถานการณ์จำลอง ก่อนจะเผยแพร่ชุดโค้ดที่เป็นอันตรายขึ้นสู่ PyPI คลังซอฟต์แวร์สาธารณะของภาษา Python ที่นักพัฒนาทั่วโลกใช้ดาวน์โหลดไปใช้งาน โดยชุดโค้ดดังกล่าวถูกดาวน์โหลดและเรียกใช้งานโดยระบบภายนอกไปแล้ว ก่อนที่จะถูกตรวจพบ

 

มีเพียงโมเดลวิจัยภายในซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่สุดเท่านั้น ที่หยุดการทำงานด้วยตัวเอง หลังสรุปได้ว่าเป้าหมายเป็นระบบจริง

 

“รูปแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าโมเดลที่ก้าวหน้ากว่าจะตอบสนองได้เหมาะสมกว่า แต่เราจำเป็นต้องทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจในข้อสรุปนี้” Anthropic ระบุ

 

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าไม่พบหลักฐานว่าโมเดลใดมีการ ‘ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง’ แต่เป็นเพียงการพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จเท่านั้น

 

ประเด็นที่ยังถูกตั้งคำถาม

 

Anthropic พยายามชี้ความแตกต่างระหว่างกรณีของตัวเองกับ OpenAI โดยระบุว่า โมเดลของ OpenAI ใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์ที่ยังไม่มีใครรู้จักในการหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบ ขณะที่โมเดลของ Anthropic เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านช่องทางที่ถูกเปิดทิ้งไว้โดยความผิดพลาด

 

นอกจากนี้ Anthropic ยังระบุว่าบริษัทตรวจพบเหตุการณ์ด้วยตัวเองจากการตรวจสอบเชิงรุก และองค์กรที่ได้รับผลกระทบซึ่งบริษัทติดต่อได้ ไม่เคยตรวจพบหรือแจ้งเตือนกิจกรรมดังกล่าวมาก่อน ซึ่งต่างจากกรณีของ Hugging Face ที่ตรวจพบการบุกรุกก่อน แล้ว OpenAI จึงระบุตัวและเปิดเผยในภายหลัง

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ว่าทั้ง Anthropic และองค์กรที่ถูกเจาะระบบ ต่างไม่ทราบเรื่องมาก่อนเป็นเวลาหลายเดือน ยังคงเป็นคำถามสำคัญ โดยบริษัทยอมรับว่าควรตรวจสอบบันทึกเครือข่ายและบทสนทนาการทดสอบให้มากกว่านี้

 

ปัจจุบัน Anthropic หยุดการทดสอบด้านไซเบอร์ทั้งหมดทันทีที่พบปัญหา และกำลังทำงานร่วมกับ METR องค์กรประเมิน AI อิสระ เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์เพิ่มเติม พร้อมเรียกร้องให้ห้องแล็บ AI รายอื่นดำเนินการตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน ด้านโฆษกของ Irregular ระบุว่าบริษัทกำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้อยู่เช่นกัน

 

เสียงเรียกร้องกฎกำกับ AI ดังขึ้น

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันของสองบริษัท AI รายใหญ่ กำลังจุดกระแสเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

 

อเล็กซ์ สตามอส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Corridor ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบริษัท AI จำเป็นต้องมีมาตรฐานระดับอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งกว่านี้ ในการแยกระบบระหว่างการทดสอบด้านไซเบอร์

 

เขายังเตือนถึงอนาคตที่อาชญากรไซเบอร์อาจใช้ AI ก่อเหตุโจมตีในวงกว้าง โดยระบุว่า “อีกไม่นาน ผู้โจมตีจะมีความสามารถแบบนี้ในมือ ผ่านโมเดล AI ที่เปิดให้ทุกคนดาวน์โหลดไปใช้งานเองได้ เราต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่ตอนนี้”

 

ด้าน อลัน วูดเวิร์ด ศาสตราจารย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก University of Surrey มองว่า Anthropic ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความผิดพลาดของมนุษย์ที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า AI “ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง คุณสั่งให้มันทำบางอย่าง แล้วก็เปิดประตูทิ้งไว้”

 

ขณะที่ในฝั่งการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 2 รายได้เสนอร่างกฎหมาย ‘AI Kill Switch Act’ ซึ่งกำหนดให้บริษัท AI ต้องมีความสามารถในการปิด, ชะลอ หรือระงับการทำงานของโมเดล ในกรณีที่โมเดลทำงานผิดปกติ

 

นอกจากนี้ พนักงานจากบริษัท AI ต่างๆ กว่า 1,100 คน ยังร่วมลงชื่อในคำร้องเมื่อวันอังคาร เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนกลไกที่จะช่วย ‘กำหนดจังหวะการพัฒนา AI อย่างจงใจ’ เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วเกินไป

 

ภาพ : nickj / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กรจริง 3 แห่งระหว่างทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ เกิดขึ้นตั้งแต่เมษายน แต่ไม่มีใครรู้ตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม้แต่ Amazon ยักษ์อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของโลก ยังพ่ายให้กับ Shopee, TikTok และ Lazada ในอาเซียน เพราะยกโมเดลอเมริกันมาใช้ทั้งชุดกับตลาดที่คนดูราคาก่อนแบรนด์ https://thestandard.co/amazon-loses-asean-ecommerce/ Fri, 31 Jul 2026 12:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1236978 ภาพ iPhone แสดงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซพร้อมข้อความเกี่ยวกับ Amazon พ่ายแพ้ในอาเซียน

ยอดขายรวมทั้งปีของ Amazon ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ท […]

The post แม้แต่ Amazon ยักษ์อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของโลก ยังพ่ายให้กับ Shopee, TikTok และ Lazada ในอาเซียน เพราะยกโมเดลอเมริกันมาใช้ทั้งชุดกับตลาดที่คนดูราคาก่อนแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ iPhone แสดงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซพร้อมข้อความเกี่ยวกับ Amazon พ่ายแพ้ในอาเซียน

ยอดขายรวมทั้งปีของ Amazon ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 13,456 ล้านบาท) หรือคิดเป็นเพียงราว ‘1 ใน 1,000’ ของธุรกิจที่บริษัททำได้ในสหรัฐฯ ทั้งที่นี่คือภูมิภาคที่ตลาดอีคอมเมิร์ซโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

 

ตัวเลขนี้อธิบายได้ดีว่าทำไมยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของโลกถึงต้องยอมถอย โดยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา Amazon เริ่มทยอยยุติบริการคลังสินค้าในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบริการที่บริษัทรับเก็บสินค้าให้ร้านค้าไว้ในคลังของตัวเองแล้วจัดส่งให้ พร้อมปิดบริการ Amazon Fresh ที่ส่งของสดถึงบ้านภายใน 2 ชั่วโมง และกระทบร้านค้ารายอื่นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มด้วย

 

บริษัทไม่ได้ถอนตัวออกจากสิงคโปร์ทั้งหมด โดย ปีเตอร์ ลี ผู้จัดการประจำประเทศของ Amazon สิงคโปร์ ระบุในแถลงการณ์ว่าบริษัทเห็นความต้องการสินค้าจากร้านในต่างประเทศที่สูงมาก จึงจะหันไปเน้นการจัดส่งจากร้านในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนีแทน

 

แต่คำว่าความต้องการสูงในที่นี้เป็นเรื่องเชิงเปรียบเทียบ เพราะส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซของ Amazon ในภูมิภาคนี้อยู่ที่ไม่ถึง 0.3% ตามรายงานของ Nikkei Asia

 

ตลาดที่ Amazon แพ้ คือตลาดที่คนทั้งโลกอยากเข้ามา

 

ความน่าเสียดายของเรื่องนี้อยู่ที่ตลาดซึ่ง Amazon เข้าไม่ถึงนั้นใหญ่และโตเร็วมาก

 

อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคด้วยมูลค่า 5.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.94 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ไทยขยับขึ้นมาแตะ 3.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.19 ล้านล้านบาท) ด้วยอัตราการเติบโตถึง 51.8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในภูมิภาค ตามมาด้วยมาเลเซียที่ 47.6% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งอาเซียนอยู่ที่ 22.8%

 

พูดง่ายๆ คือไทยโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคมากกว่าเท่าตัว แต่ Amazon แทบไม่มีตัวตนอยู่ในตลาดนี้เลย

 

ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการเลือกจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อปี 2560 Amazon เลือกสิงคโปร์เป็นประตูบานแรกในการเข้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยหวังใช้เป็นฐานกระโดดไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ผ่านบริการ Prime ที่มีทั้งสินค้าแบรนด์ระดับโลก การส่งของใช้ประจำวันแบบรวดเร็ว และบริการสตรีมมิง Amazon Prime Video

 

แต่ในมาตรฐานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ถือเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ค่อนข้างเล็ก โดยมีมูลค่าราว 5.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.98 แสนล้านบาท) และเติบโต 21% ในปี 2568 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนของ Amazon ราว 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6% ตามการประเมินของ Momentum Works

 

ผลลัพธ์คือแผนไม่เป็นไปตามที่หวัง บริษัทที่ปิดธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในจีนไปเมื่อปี 2562 ไม่เคยมีส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคนี้เกิน 0.4% ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดที่ทำได้เมื่อปี 2565 ก่อนจะถอยกลับไปทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

 

ภาพ iPhone แสดงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซพร้อมข้อความเกี่ยวกับ Amazon พ่ายแพ้ในอาเซียน 1

 

ภาพ : mailcaroline / Shutterstock

 

แพ้เพราะยกโมเดลอเมริกันมาใช้ทั้งดุ้น

 

เจียงกาน ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Momentum Works บริษัทที่ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในภูมิภาค มองว่าความล้มเหลวของ Amazon มาจากการปรับโมเดลแบบอเมริกันให้เข้ากับพื้นที่ไม่ได้

 

โมเดลที่ว่าคือการให้ผู้ขายเอาสินค้ามาเก็บไว้ในคลังของ Amazon แล้วบริษัทจัดการเรื่องจัดส่งเองทั้งหมด ซึ่งได้ผลดีในสหรัฐฯ แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โครงสร้างพื้นฐานกระจัดกระจายกว่ามาก วิธีนี้กลับทำให้ของติดอยู่กับความแออัดจนส่งช้า

 

ตรงกันข้ามกับ Shopee ที่ใช้วิธีปรับให้เข้ากับท้องถิ่น คือให้ผู้ขายส่งสินค้าไปยังศูนย์กระจายสินค้าที่อยู่ใกล้ตัวก่อน แล้วแพลตฟอร์มค่อยจัดการขนส่งช่วงต่อไป โดยส่วนใหญ่ใช้บริษัทขนส่งในเครือของตัวเองอย่าง SPX Express

 

แม้สิงคโปร์จะได้เปรียบเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมกว่าเพื่อนบ้าน แต่ลีชี้ว่าการรวมสินค้าทุกอย่างไว้ที่คลังกลางแบบ Amazon ยังมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะแบกไหวในตลาดที่ค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดจำกัดขนาดนี้

 

ภาพที่ชัดที่สุดปรากฏตอนที่ Nikkei Asia ไปเยือนศูนย์คลังสินค้าของ Amazon ในเขตอุตสาหกรรมฝั่งตะวันตกของเกาะเมื่อกลางเดือนมิถุนายน คลังแห่งนี้เคยมีพื้นที่ราว 16,000 ตารางเมตร และเพิ่งติดตั้งทั้งห้องเย็น ห้องแช่แข็ง และระบบอัตโนมัติหลังบ้านเข้าไปใหม่ แต่วันที่ไปถึงกลับเงียบจนแทบไม่มีความเคลื่อนไหว

 

ลานจอดรถขนาดใหญ่มีรถบรรทุกรออยู่เพียง 2 คัน ต่างจากศูนย์โลจิสติกส์ข้างเคียงที่คึกคัก ส่วนทางลาดวนภายในอาคารก็ว่างเปล่า ไม่มีรถเข้าออก

 

ลีให้ความเห็นว่า Amazon เป็นบริษัทที่ใช้เหตุผลมาก และการตัดสินใจลงทุนของบริษัทตั้งอยู่บนการวิเคราะห์อย่างละเอียดและการคำนวณอย่างรอบคอบ

 

จอน รัสเซล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Fully Drafted และผู้เขียน Asia Tech Review อธิบายความล้มเหลวนี้ว่า หลายครั้งให้ความรู้สึกว่าบริษัทอเมริกันเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อขายสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นหลัก มากกว่าจะปรับตัวให้เข้ากับตลาดท้องถิ่น

 

เขาเปรียบเทียบกับฝั่งจีนว่า บริษัทจีนมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดสำหรับทดลองไอเดียใหม่ ก่อนจะขยายไปยังสหรัฐฯ หรือยุโรป จึงให้น้ำหนักกับการสร้างนวัตกรรมและพัฒนาสินค้ามากกว่า

 

คนแถบนี้เลือกซื้อของแบบไหน

 

เสียงที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีที่สุดมาจากลูกค้าจริง โดยโจนาธาน วิศวกรชาวอเมริกันวัย 50 กว่าที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์มานานกว่า 10 ปี เล่ากับ Nikkei Asia ว่าตอนแรกเขาคิดว่า Amazon ดีที่สุด เพราะของจากสหรัฐฯ มาถึงภายในไม่กี่วัน

 

“แต่พอเป็นเสื้อผ้าลำลองกับอาหารสุนัข ผมไม่ได้สนใจแบรนด์เท่าไร ราคาสำคัญกว่า และตอนนี้ Shopee ก็กลายเป็นตัวเลือกแรกของผมไปแล้ว” เขากล่าว

 

ผู้เล่นที่ครองตลาดนี้มี 3 ราย คือ Shopee ของ Sea บริษัทสัญชาติสิงคโปร์, TikTok ในเครือ ByteDance ของจีน ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในแพลตฟอร์ม Tokopedia ของอินโดนีเซียด้วย และ Lazada ที่ Alibaba จากจีนเข้ามาถือครองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

ภาพ iPhone แสดงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซพร้อมข้อความเกี่ยวกับ Amazon พ่ายแพ้ในอาเซียน 2

 

ภาพ : Holger Kleine / Shutterstock

 

สิ่งที่ทั้ง 3 รายทำต่างจาก Amazon คือการ ‘ปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่น’ อย่างถึงราก ทั้งการจ้างผู้บริหารที่เป็นคนในพื้นที่ และการขายสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นเป็นหลักในราคาที่ถูกกว่า

 

ความต่างเห็นได้ตั้งแต่ตอนเปิดแอป เพราะเมื่อผู้ใช้เปิด Shopee หรือ Lazada จะเจอเสื้อผ้าราคาถูกและสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ วางเรียงอยู่ข้างๆ เกมสุ่มคูปองส่วนลดที่เล่นสนุก ขณะที่ Amazon มักนำเสนอสินค้าแบรนด์ระดับโลก

 

เจียงกาน ลี ระบุว่า Shopee มีทีมผู้บริหารท้องถิ่นที่แข็งแรงในทุกประเทศ ทำให้ตัดสินใจหน้างานได้รวดเร็ว อีกทั้งแพลตฟอร์มยังใส่ฟีเจอร์ที่ผู้ใช้มีส่วนร่วมได้ ทั้งการไลฟ์ขายของผ่าน Shopee Live, เกมในแอป และการใช้ครีเอเตอร์กับพันธมิตรที่ช่วยขายจำนวนมาก เพื่อรักษาความสนใจของผู้ใช้ไว้ ซึ่งเป็นจุดที่แยกตัวเองออกจากยักษ์ใหญ่อเมริกันได้ชัดเจน

 

ฝั่ง Lazada เองก็เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ RedMart ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์สัญชาติสิงคโปร์ที่เข้าซื้อมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งแข่งกับ Amazon Fresh โดยตรง จุดแข็งคือมีข้าวหอมมะลิและเครื่องปรุงหลากหลายชนิดในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นของกินประจำบ้านในเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอย่างสิงคโปร์ และเป็นสิ่งที่ Amazon ทำได้ไม่ดีเท่า

 

แม็กซิมิเลียน บิทท์เนอร์ อดีตซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Lazada เขียนบน LinkedIn หลัง Amazon ประกาศปิดบริการคลังสินค้าในสิงคโปร์ว่า เวลามีคนถามเขาว่าอะไรคือช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดตอนอยู่กับ Lazada คำตอบที่ว่าด้วยการเอาชนะ Amazon มักติดอยู่ใน 3 อันดับแรกเสมอ

 

ความแข็งแรงของฝั่ง Sea ยังสะท้อนผ่านตัวเลขล่าสุด โดยบริษัทซึ่งทำธุรกิจในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน และบราซิล รายงานยอดขายรวมในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ 3.73 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.25 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนหน้า

 

ฟอร์เรสต์ ลี ประธานและซีอีโอของ Sea ระบุในการแถลงผลประกอบการเมื่อเดือนพฤษภาคมว่าบริษัทมั่นใจในความแข็งแรงของระบบนิเวศ Shopee และความสามารถในการทำตามแผน โดยยังอยู่ในเส้นทางที่จะทำได้ตามเป้าปี 2569 คือการเพิ่มยอดขายรวมทั้งปีของ Shopee ราว 25% เทียบกับปีก่อน

 

ตัวอย่างการปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นที่ชัดที่สุดของ Shopee คือในอินโดนีเซีย ที่บริษัทเจาะกลุ่มแฟชั่นมุสลิมและเสื้อผ้าใส่ประจำวันตามหลักศาสนาอิสลาม โดยรับสินค้าจากโรงงานเล็กๆ ในพื้นที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้งบริษัทการเงินในเครืออย่าง SeaMoney และเครือข่ายขนส่งของตัวเอง

 

TikTok Shop กับสูตรขายของผ่านความบันเทิง

 

อีกรายที่มาแรงที่สุดคือ TikTok ที่ขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างรวดเร็วผ่านการไลฟ์ขายของ จนยอดขายรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มจาก 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 20,184 ล้านบาท) เมื่อปี 2564 มาเป็น 4.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.53 ล้านล้านบาท) ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2567 ที่ทำได้ 2.26 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

บริษัทแม่อย่าง ByteDance ยังเข้าซื้อหุ้น 75.01% ใน Tokopedia จากกลุ่มเทคโนโลยี GoTo ของอินโดนีเซีย ด้วยมูลค่า 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28,258 ล้านบาท) เมื่อปี 2567

 

หัวใจของโมเดลนี้คือ TikTok Shop ซึ่งเป็นฟีเจอร์ซื้อขายที่ฝังอยู่ในแอป TikTok เปิดให้ร้านค้าและครีเอเตอร์ขายสินค้าผ่านคลิปวิดีโอและการไลฟ์ได้โดยตรง ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็น ‘สนามทดลอง’ ของกลยุทธ์ขายของผ่านไลฟ์

 

ที่สิงคโปร์ TikTok Shop ถึงขั้นจัดโครงการฝึกอบรมเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเพิ่มทักษะให้แรงงานค้าปลีก ร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกสิงคโปร์และหน่วยงานรัฐอย่าง Workforce Singapore โดยสอนทั้งการไลฟ์ขายของ การทำคอนเทนต์ และการตลาดดิจิทัล

 

ภาพ iPhone แสดงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซพร้อมข้อความเกี่ยวกับ Amazon พ่ายแพ้ในอาเซียน 3

 

ภาพ : tangguhpro / Shutterstock

 

อีกด้านคือการจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในภูมิภาคเพื่อดึงผู้บริโภคอายุน้อย โดย ไคตันยา ตัน นักแสดงในสิงคโปร์ที่มีผู้ติดตามบน TikTok ราว 260,000 คน รีวิวเครื่องสำอางและเสื้อผ้าบนบัญชีของตัวเอง พร้อมลิงก์ตรงไปยังหน้า TikTok Shop โดยเธอกล่าวในงานครีเอเตอร์ของ TikTok ที่สิงคโปร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าเธอโปรโมตสินค้าอย่างจริงใจเพราะใช้มันจริงๆ และการเติบโตทุกวันนี้มาจากความไว้ใจ ไม่ใช่แคมเปญการตลาด

 

ภาพรวมของการแข่งขันคือผู้เล่นรายใหญ่กำลังรวบอำนาจไว้ในมือ โดยรายงานของ Momentum Works ระบุว่า Shopee, Lazada และ TikTok Shop ครองตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ในกลุ่มประเทศอาเซียนรวมกันถึง 99% เมื่อปี 2568 ขณะที่ผู้เล่นรายเล็กอย่าง Bukalapak ของอินโดนีเซียและ Sendo ของเวียดนามเลิกขายสินค้าที่ต้องจัดส่งจริงไปแล้ว

 

เจียงกาน ลี สรุปสถานการณ์นี้ว่าผู้เล่นรายใหญ่กำลังรวบรวมอำนาจของตัวเองและแข่งขันกันเอง ส่วนผู้เล่นรายเล็กจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มหรือบริษัทขนส่ง ต่างทยอยออกจากตลาดไป

 

หากดูที่ตัวเลข Shopee ยังนำเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดขาย 8.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.80 ล้านล้านบาท) เพิ่มจาก 6.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2567 ตามด้วย TikTok Shop ที่ 4.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Lazada ที่ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.06 แสนล้านบาท) ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนจากปีก่อน

 

สิ่งที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนเกมอีกรอบคือ AI โดยรายงานระบุว่า AI กำลังกลายเป็น ‘แรงเขย่า’ วงการอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่การผลิตคอนเทนต์ไปจนถึงวิธีสร้างความต้องการซื้อ และเมื่อแพลตฟอร์มเป็นเจ้าของทั้งปริมาณผู้เข้าชม เครื่องมือ และประสบการณ์ผู้ใช้ พวกเขาจึงน่าจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดว่า AI จะถูกพัฒนาและนำมาใช้อย่างไรในระบบนิเวศนี้

 

แต่รายงานก็เตือนว่าเทคโนโลยีนี้อาจกระทบการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างสตูดิโอถ่ายทำ เพราะ AI สร้างเนื้อหาได้โดยไม่ต้องถ่ายทำจริง

 

Amazon ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนบทบาทเป็นทางออกส่งออก

 

สิ่งที่ Amazon ทำแทนคือการมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานส่งออกสำคัญที่ป้อนตลาดสหรัฐฯ และประเทศอื่นทั่วโลก แทนที่จะมองเป็นตลาดผู้บริโภคเหมือนเดิม

 

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเวียดนาม ที่บริษัทเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ โดยเชื่อมผู้ผลิตในพื้นที่เข้ากับผู้ซื้อในต่างแดนโดยตรง พร้อมจัดเส้นทางขนส่งตรงไปยังสหรัฐฯ ให้ราบรื่นขึ้น

 

ผลที่ได้ถือว่าน่าพอใจ เพราะจำนวนสินค้าที่ผู้ขายชาวเวียดนามขายได้บน Amazon เพิ่มขึ้น 35% ในรอบ 12 เดือนที่สิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2568 โดยมีบริษัทหลายพันแห่งใช้แพลตฟอร์มนี้ส่งออกสินค้า ตั้งแต่อาหารระดับพรีเมียมไปจนถึงเครื่องปั้นดินเผา

 

ความเคลื่อนไหวนี้ยังสะท้อนแรงกดดันที่ Amazon เจอในบ้านตัวเองด้วย เพราะบริษัทกำลังถูกแพลตฟอร์มราคาถูกอย่าง Temu และ Shein ไล่บี้ในตลาดสหรัฐฯ ด้วยสินค้าที่ราคาเข้าถึงง่าย

 

ความเคลื่อนไหวเชิงนโยบายก็เดินหน้าควบคู่กันไป โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ซูซาน พอยน์เตอร์ รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและกิจการภาครัฐระหว่างประเทศของ Amazon เดินทางเยือนเวียดนามและหารือกับ เล แถ่ง ลอง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นระยะยาวของบริษัทในการร่วมมือกับเวียดนาม และการผลักดันสินค้าที่ผลิตในเวียดนามให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

 

การหันไปเป็นช่องทางส่งออกจึงเท่ากับ Amazon เลือกเล่นในเกมที่ตัวเองถนัด แทนการสู้ในสนามที่แพ้มาตลอด 9 ปี นั่นคือการเป็นที่ที่คนในภูมิภาคนี้เปิดขึ้นมาเพื่อซื้อของใช้ประจำวัน ซึ่งสนามนั้นตอนนี้เหลือผู้เล่นเพียง 3 รายที่ครองตลาดไว้เกือบเบ็ดเสร็จ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.64 บาท ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569

 

ภาพปก : Wachiwit / Shutterstock

อ้างอิง :

The post แม้แต่ Amazon ยักษ์อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของโลก ยังพ่ายให้กับ Shopee, TikTok และ Lazada ในอาเซียน เพราะยกโมเดลอเมริกันมาใช้ทั้งชุดกับตลาดที่คนดูราคาก่อนแบรนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ปรับเกมขาย iPhone จาก ‘ซื้อขาด’ สู่เช่า ‘รายเดือน’ เริ่ม 602 บาท ครบสัญญาเลือกคืนเครื่อง อัปเกรด หรือจ่ายเพิ่มเพื่อเก็บไว้ https://thestandard.co/apple-iphone-lease-program/ Wed, 29 Jul 2026 07:04:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1236095 ภาพ iPhone แสดงโปรแกรมเช่ารายเดือนใหม่ของ Apple ที่เริ่มต้น 602 บาท

Apple เปิดตัวโปรแกรมใหม่ชื่อ Apple Upgrade ที่เปิดให้ลู […]

The post Apple ปรับเกมขาย iPhone จาก ‘ซื้อขาด’ สู่เช่า ‘รายเดือน’ เริ่ม 602 บาท ครบสัญญาเลือกคืนเครื่อง อัปเกรด หรือจ่ายเพิ่มเพื่อเก็บไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ iPhone แสดงโปรแกรมเช่ารายเดือนใหม่ของ Apple ที่เริ่มต้น 602 บาท

Apple เปิดตัวโปรแกรมใหม่ชื่อ Apple Upgrade ที่เปิดให้ลูกค้าในสหรัฐฯ เช่า iPhone และอุปกรณ์อื่นเป็นรายเดือนแทนการผ่อนซื้อจนเป็นเจ้าของ โดยเริ่มต้นที่เดือนละ 17.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 602 บาท) ท่ามกลางราคาอุปกรณ์ที่ปรับสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก

 

โปรแกรมนี้เกิดจากความร่วมมือกับ Klarna แพลตฟอร์ม Buy Now Pay Later โดยให้บริการทั้งที่หน้าร้าน Apple Store, เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ซึ่งกลไกคล้ายกับการเช่ารถยนต์ เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยี

 

สำหรับเงื่อนไข iPhone และ Apple Watch เลือกสัญญาเช่าได้ 12 หรือ 24 เดือน ส่วน Mac และ iPad อยู่ที่ 24 หรือ 36 เดือน โดยราคาเริ่มต้นของ Apple Watch และ iPad อยู่ที่เดือนละ 11.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 401 บาท) ขณะที่ Mac เริ่มต้นเดือนละ 24.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 836 บาท)

 

เมื่อครบกำหนดสัญญา ลูกค้าเลือกได้ว่าจะคืนเครื่องให้ Apple, อัปเกรดเป็นรุ่นใหม่ หรือจ่ายเงินก้อนเดียวเพื่อเก็บเครื่องไว้ ส่วนเครื่องที่ถูกส่งคืนนั้น Apple จะนำไปรีไซเคิลหรือขายต่อขึ้นอยู่กับสภาพ

 

ค่างวดถูกลงจริง แต่แลกมาด้วยการไม่ได้เป็นเจ้าของ

 

จุดขายหลักของโปรแกรมนี้คือภาระรายเดือนที่ต่ำลง โดย iPhone 17e รุ่นเริ่มต้นเมื่อเช่าผ่าน Apple Upgrade จะอยู่ที่เดือนละ 17.99 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การผ่อนซื้อเครื่องรุ่นเดียวกันจนเป็นเจ้าของอยู่ที่เดือนละ 24.95 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 835 บาท)

 

ความต่างยิ่งชัดเมื่อเทียบกับโปรแกรมเดิม โดย iPhone 17 Pro ที่เคยผ่อนผ่าน iPhone Upgrade Program ในราคาเดือนละ 57 ดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลา 2 ปีแล้วได้เป็นเจ้าของ ตอนนี้เหลือเดือนละราว 32 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,071 บาท) แต่หากต้องการเก็บเครื่องไว้ต้องจ่ายเพิ่มอีกก้อนหนึ่งเมื่อครบสัญญา

 

พร้อมกันนี้ Apple ประกาศยุติ iPhone Upgrade Program ในสหรัฐฯ ซึ่งมีค่างวดกว่าเดือนละ 42 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,406 บาท) และโอนย้ายลูกค้าเดิมมายังโปรแกรมใหม่แทน

 

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขที่ผู้บริโภคต้องพิจารณา เพราะโปรแกรมเดิมรวมประกัน AppleCare ไว้แล้ว แต่โปรแกรมใหม่ให้เลือกซื้อเพิ่มเอง หมายความว่าหากต้องการความคุ้มครองกรณีเครื่องเสียหาย ก็ต้องจ่ายมากกว่าราคาที่ประกาศไว้

 

นอกจากนี้ค่าเช่ายังไต่ขึ้นเร็วในรุ่นท็อป โดย iPhone 17 Pro Max ความจุ 2TB เริ่มต้นที่เดือนละ 58.43 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,956 บาท) ขณะที่รุ่นราคาประหยัดอย่าง iPhone 16, MacBook Neo, iPad รุ่นมาตรฐาน และ Apple Watch SE ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรม

 

ส่วนการสมัครนั้นต้องผ่านการตรวจสอบเครดิตเบื้องต้นกับ Klarna ซึ่งบริษัทระบุว่าจะไม่เรียกเก็บค่าปรับกรณีชำระล่าช้า แต่จะยกเลิกสัญญาเช่าหากขาดการชำระติดต่อกัน 3 เดือน และไม่มีการเรียกเก็บเงินมัดจำ

 

เบื้องหลังคือต้นทุนชิปที่พุ่งและคนที่เปลี่ยนเครื่องช้าลง

 

การเปิดตัวโปรแกรมนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อเดือนมิถุนายน Apple ปรับขึ้นราคา Mac และ iPad โดยเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,347 บาท) และบางรุ่นขยับขึ้นมากกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,470 บาท) ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ

 

ก่อนหน้านี้ ทิม คุก เคยเตือนว่าการขึ้นราคา iPhone เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความต้องการชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลจากบริษัท AI ดันต้นทุนสูงขึ้นมาก

 

ด้านนักวิเคราะห์ก็คาดการณ์ไปในทางเดียวกัน โดย Morgan Stanley ประเมินว่า Apple อาจต้องขึ้นราคา iPhone 18 Pro ราว 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,694 บาท) เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ขณะที่ TechInsights ระบุว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนการผลิตต่อเครื่องได้ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10,041 บาท)

 

ไมค์ ฮาวเวิร์ด รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ตลาดหน่วยความจำของ TechInsights ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่าผู้บริโภคควรเริ่มคิดถึง iPhone ราคา 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50,205 บาท) แทนที่จะเป็นระดับ 1,000-1,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 33,470-40,164 บาท) เหมือนที่ผ่านมา

 

อีกปัจจัยที่กดดัน Apple คือผู้บริโภคถือเครื่องนานขึ้น โดยประมาณการของ Bernstein ระบุว่ารอบการเปลี่ยน iPhone โดยเฉลี่ยยืดออกไปเกือบ 4 ปีแล้ว ขณะที่ผลสำรวจของ Reviews.org เมื่อปีก่อนพบว่าผู้ใช้ทั่วไปถือเครื่องเดิมเฉลี่ย 22 เดือน

 

ฟรานซิสโก เจโรนิโม นักวิเคราะห์จาก IDC มองว่าโปรแกรมนี้อาจช่วยให้ผู้บริโภคมอง iPhone หรือ Mac เป็นค่าบริการรายเดือนแบบหนึ่ง แทนที่จะเป็นการซื้อของชิ้นใหญ่

 

เขาระบุว่าความเสี่ยงที่แท้จริงของ Apple คือการขึ้นราคาต่อไปอาจกระทบรอบการเปลี่ยนเครื่อง และเห็นว่า Apple Upgrade มาในจังหวะที่บริษัทต้องการพอดี

 

เดิมพันในจังหวะเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร

 

การรุกครั้งนี้ยังทำให้ Apple แข่งขันโดยตรงกับผู้ให้บริการเครือข่ายมากขึ้น จากเดิมที่ค่ายอย่าง AT&T, Verizon และ T-Mobile ใช้การผ่อนชำระค่าเครื่องและส่วนลดเทิร์นเครื่องดึงลูกค้าให้ผูกกับแพ็กเกจรายเดือนระยะยาว

 

นาบิลา โพพัล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ IDC ระบุว่าผู้บริโภคของ Apple ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และตลาดพัฒนาแล้ว ซื้ออุปกรณ์ผ่านการผ่อนชำระหรือการเทิร์นเครื่องอยู่แล้ว จึงคาดว่าจะได้เห็นข้อเสนอที่ดุเดือดขึ้นตามมา

 

สำหรับนักลงทุน การผลักดันให้ขายผ่านการผ่อนชำระเป็นกลยุทธ์ที่หลายฝ่ายเชื่อมานานว่าจะช่วยลดความผันผวนตามฤดูกาลของธุรกิจ และลดการพึ่งพาความสำเร็จของสินค้ารุ่นใดรุ่นหนึ่งเพื่อสร้างการเติบโต

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้บริหารสูงสุด โดย จอห์น เทอร์นัส จะรับตำแหน่งซีอีโอต่อจากคุกในวันที่ 1 กันยายน ก่อนที่ Apple จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ซึ่งคาดว่าจะมีรุ่นจอพับได้เป็นครั้งแรก และมีการประเมินราคาไว้ที่ราว 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 83,675 บาท)

 

สำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณา สิ่งที่ต้องชั่งน้ำหนักคือความถี่ในการเปลี่ยนเครื่องของตัวเอง เพราะโปรแกรมนี้เหมาะกับคนที่ต้องการเครื่องรุ่นใหม่ทุก 1-2 ปีและให้ความสำคัญกับค่างวดรายเดือนที่ต่ำลงมากกว่าการเป็นเจ้าของ ขณะที่คนซึ่งใช้เครื่องเดิมหลายปีอาจคุ้มกว่าหากซื้อขาดไปเลย

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.48 บาท ณ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569

 

ภาพ: Courtesy of Apple

 

อ้างอิง :

The post Apple ปรับเกมขาย iPhone จาก ‘ซื้อขาด’ สู่เช่า ‘รายเดือน’ เริ่ม 602 บาท ครบสัญญาเลือกคืนเครื่อง อัปเกรด หรือจ่ายเพิ่มเพื่อเก็บไว้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trip.com โดนจีนฟันโทษผูกขาด 2.58 หมื่นล้านบาท หลังสอบ 6 เดือน พบบีบโรงแรมห้ามขายถูกกว่าบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง https://thestandard.co/china-fines-tripcom-antitrust/ Sun, 26 Jul 2026 03:14:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1235193 ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ Trip.com และข้อความเกี่ยวกับการถูกจีนปรับข้อหาผูกขาด

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนสั่งลงโทษ Trip.com Group ผู้ […]

The post Trip.com โดนจีนฟันโทษผูกขาด 2.58 หมื่นล้านบาท หลังสอบ 6 เดือน พบบีบโรงแรมห้ามขายถูกกว่าบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้ Trip.com และข้อความเกี่ยวกับการถูกจีนปรับข้อหาผูกขาด

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดของจีนสั่งลงโทษ Trip.com Group ผู้ให้บริการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นเงินรวมราว 5,180 ล้านหยวน (ประมาณ 2.58 หมื่นล้านบาท) จากพฤติกรรมผูกขาดตลาด หลังการสอบสวนที่ใช้เวลานาน 6 เดือน

 

 
 

สำนักงานกำกับดูแลและบริหารตลาดแห่งรัฐ (SAMR) แถลงเมื่อวันเสาร์ (25 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า Trip.com ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับสากลในชื่อเดียวกัน รวมถึงแพลตฟอร์มที่เจาะตลาดจีนอย่าง Ctrip และ Qunar ตลอดจนเว็บไซต์ระดับโลกอย่าง Skyscanner ได้ใช้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ

 

บทลงโทษดังกล่าวประกอบด้วยการริบเงินที่ได้มาโดยมิชอบ 1,658 ล้านหยวน (ประมาณ 8.26 พันล้านบาท) และค่าปรับอีก 3,521 ล้านหยวน (ประมาณ 1.75 หมื่นล้านบาท) โดยค่าปรับส่วนหลังคิดเป็น 7.5% ของยอดขายในจีนเมื่อปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 46,958 ล้านหยวน (ประมาณ 2.34 แสนล้านบาท)

 

เปิดกลไกกดราคาที่ทำให้โรงแรมไร้ทางเลือก

 

ตามคำวินิจฉัยของ SAMR ระบุว่า Trip.com มีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2020 ผ่านการใช้อัลกอริทึมจัดสรรทราฟฟิก กฎของแพลตฟอร์ม และเครื่องมือทางเทคนิคของตัวเองเป็นอาวุธ

 

รูปแบบแรกคือการจูงใจให้โรงแรมพันธมิตรระดับ Special-tier เซ็นสัญญาผูกขาด ด้วยการสัญญาว่าจะได้รับทราฟฟิกและการสนับสนุนด้านการตลาดมากขึ้น แลกกับการห้ามไปร่วมมือกับแพลตฟอร์มคู่แข่ง

 

ส่วนโรงแรมระดับ Gold-tier และระดับทั่วไปจำนวนมาก ถูกกำหนดให้ต้องเสนอราคาที่ถูกที่สุดบน Trip.com เมื่อเทียบกับทุกแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์

 

นอกจากนี้ SAMR ยังพบว่าบริษัทใช้ทั้งเครื่องมือปรับราคาอัตโนมัติและการแทรกแซงโดยพนักงาน เพื่อกดราคาห้องพักบนแพลตฟอร์มของตัวเองลงทันทีที่ตรวจพบว่าโรงแรมนั้นตั้งราคาถูกกว่าบนแพลตฟอร์มอื่น พร้อมใช้เทคโนโลยีคอยตรวจสอบว่าโรงแรมทำตามเงื่อนไขหรือไม่

 

หากพบว่าไม่ทำตาม โรงแรมจะถูกลงโทษด้วยการลดทราฟฟิก ถอดป้ายสัญลักษณ์บนแพลตฟอร์ม และหักเงินมัดจำค่าคำสั่งซื้อ โดย SAMR สั่งให้ Trip.com ยุติพฤติกรรมเหล่านี้ พร้อมคืนเงินมัดจำที่หักไปจากผู้ประกอบการโรงแรมทั้งหมด 122 ล้านหยวน (ประมาณ 608 ล้านบาท)

 

The Business Times ที่อ้างอิงรายงานของ Bloomberg ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการจำกัดไม่ให้ผู้ประกอบการโรงแรมทำธุรกิจข้ามแพลตฟอร์ม และละเมิดสิทธิ์ในการกำหนดราคาของตัวเอง จนกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคในที่สุด

 

บริษัทยอมรับคำวินิจฉัย ขณะหุ้นดิ่งจากต้นปี

 

ด้าน Trip.com ออกแถลงการณ์ผ่าน WeChat เมื่อวันเสาร์ว่ายอมรับคำวินิจฉัยอย่างจริงใจและไม่มีข้อโต้แย้ง พร้อมระบุว่าจะปฏิรูปโมเดลธุรกิจ ส่งเสริมการแข่งขันที่ดี และดำเนินมาตรการแก้ไขต่อไป

 

ขณะที่ เจน ซุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Trip.com ได้ส่งจดหมายภายในถึงพนักงานเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่ง South China Morning Post ได้เห็นเนื้อหา โดยสั่งการให้พนักงานสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน และย้ำว่าบริษัทจะไม่บ่ายเบี่ยงหรือหาข้ออ้างเมื่อถูกถามถึงกรณีนี้

 

สำหรับความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้น ราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในฮ่องกงปรับลง 0.8% มาอยู่ที่ 342.60 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1,473 บาท) เมื่อวันศุกร์ก่อนคำวินิจฉัยจะออกมา ซึ่งร่วงลงมาไกลจากจุดสูงสุดที่เคยยืนเหนือระดับ 600 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 2,580 บาท) เมื่อต้นปี

 

ก่อนหน้านี้ South China Morning Post รายงานเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม โดยอ้างแหล่งข่าวที่รับรู้เรื่องนี้ว่า ผลการสอบสวนมีแนวโน้มจะประกาศภายในสัปดาห์ดังกล่าว และบริษัทอาจเผชิญค่าปรับในช่วง 2,000-6,000 ล้านหยวน ซึ่งตัวเลขที่ออกมาจริงก็อยู่ในกรอบดังกล่าว

 

ทั้งนี้ กฎหมายป้องกันการผูกขาดของจีนเปิดช่องให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนด้วยการริบเงินที่ได้มาโดยมิชอบ และปรับได้สูงสุดถึง 10% ของยอดขายในปีก่อนหน้า

 

บทลงโทษครั้งใหญ่สุดนับจากยุคกวาดล้างเทคจีน

 

การสอบสวนที่เริ่มต้นเมื่อเดือนมกราคมครั้งนี้ ถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดครั้งสำคัญที่สุดของจีนกับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ นับตั้งแต่การกวาดล้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงเมื่อปี 2021

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว Alibaba Group Holding ถูกปรับเป็นสถิติที่ 18,200 ล้านหยวน (ประมาณ 9.06 หมื่นล้านบาท) คิดเป็น 4% ของรายได้ในประเทศปี 2019 ส่วน Meituan ยักษ์ใหญ่บริการส่งอาหาร ถูกปรับ 3,440 ล้านหยวน (ประมาณ 1.71 หมื่นล้านบาท) หรือราว 3% ของยอดขายในประเทศปี 2020

 

สำหรับ Trip.com นั้น การสอบสวนเกิดขึ้นหลังมีคำเตือนจากหน่วยงานท้องถิ่นและเสียงร้องเรียนจากภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบังคับทำสัญญาผูกขาดและการใช้อัลกอริทึมแทรกแซงราคา

 

โดยทางการในมณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ และเมืองเจิ้งโจว เมืองเอกของมณฑลเหอหนานทางตอนกลาง ได้เรียก Trip.com เข้าชี้แจงเมื่อเดือนสิงหาคมและกันยายนตามลำดับ ขณะที่สมาคมที่พักแบบโฮมสเตย์ในมณฑลยูนนานกล่าวหาบริษัทว่ามีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขัน พร้อมขู่ดำเนินคดีเมื่อเดือนธันวาคม

 

ต่อมาในเดือนมีนาคม Trip.com ได้ถอด ‘ผู้ช่วยธุรกิจ AI’ ออกจากระบบอย่างเงียบๆ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เปิดให้ปรับราคาด้วยอัลกอริทึม และถูกวิจารณ์เป็นวงกว้างว่าก้าวก่ายอำนาจการตั้งราคาของผู้ประกอบการ

 

ความเข้มงวดครั้งนี้สะท้อนความกังวลของหน่วยงานกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้น ว่าการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์กำลังบีบอัตรากำไรของผู้ประกอบการโรงแรม และมีส่วนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดในจีน

 

โดยเมื่อปีก่อนทางการท้องถิ่นก็ได้เรียกคู่แข่งของ Trip.com ทั้ง Douyin ในเครือ ByteDance และ Meituan เข้าชี้แจงในประเด็นการผูกขาดเช่นกัน

 

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย China Trading Desk ระบุว่า Trip.com ครองส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวออนไลน์ในจีนราว 56% และปัจจุบันเป็นเว็บไซต์รับจองที่พักที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

การที่โรงแรมต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มนี้ในการเข้าถึงลูกค้า จึงเป็นต้นทางของอำนาจต่อรองที่ถูกใช้กีดกันไม่ให้โรงแรมไปลงขายบนคู่แข่งอย่าง Fliggy ของ Alibaba, Douyin หรือ Meituan

 

ด้านผลประกอบการ Trip.com รายงานรายได้ปี 2025 ที่ 62,400 ล้านหยวน (ประมาณ 3.11 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นเป็น 33,400 ล้านหยวน (ประมาณ 1.66 แสนล้านบาท) จาก 17,200 ล้านหยวน (ประมาณ 8.57 หมื่นล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขายหุ้นบางส่วนใน MakeMyTrip กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ของอินเดีย

 

อย่างไรก็ตาม สัญญาณความท้าทายเริ่มปรากฏตั้งแต่การรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ที่บริษัทเตือนถึงค่าปรับก้อนใหญ่จากการสอบสวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน หรือกระแสเงินสด

 

ที่สำคัญคือแม้รายได้ไตรมาสเดือนมีนาคมจะเติบโต 17% แต่บริษัทกลับคาดการณ์ว่าไตรมาสถัดไปจะชะลอลงเหลือเพียง 3-8% ซึ่งเป็นอัตราที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 หยวน เท่ากับ 4.98 บาท ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2569

ภาพ : umitc / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Trip.com โดนจีนฟันโทษผูกขาด 2.58 หมื่นล้านบาท หลังสอบ 6 เดือน พบบีบโรงแรมห้ามขายถูกกว่าบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘AI ไม่ใช่กีฬาประเภทเดี่ยว’ เหตุผลที่องค์กรซื้อไลเซนส์แจกทั้งบริษัทแล้วได้แค่พนักงานทำงานเร็วขึ้น เพราะผู้บริหารเข้าใจ AI ผิดตั้งแต่ต้น https://thestandard.co/ai-executives-misunderstand-productivity/ Sat, 25 Jul 2026 05:12:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1234932 ภาพแล็ปท็อปและลูกบาศก์ พร้อมข้อความ ‘ผู้บริหารเข้าใจ AI ผิดแต่แรก ซื้อไลเซนส์แจกทั้งบริษัท แล้วหวังให้พนักงานเปลี่ยนองค์กร’

ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่าเพียง 5 เดือนแรกของปี 2569 […]

The post ‘AI ไม่ใช่กีฬาประเภทเดี่ยว’ เหตุผลที่องค์กรซื้อไลเซนส์แจกทั้งบริษัทแล้วได้แค่พนักงานทำงานเร็วขึ้น เพราะผู้บริหารเข้าใจ AI ผิดตั้งแต่ต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแล็ปท็อปและลูกบาศก์ พร้อมข้อความ ‘ผู้บริหารเข้าใจ AI ผิดแต่แรก ซื้อไลเซนส์แจกทั้งบริษัท แล้วหวังให้พนักงานเปลี่ยนองค์กร’

ข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่าเพียง 5 เดือนแรกของปี 2569 วงการเทคโนโลยีปลดพนักงานไปแล้ว 115,430 คน เกือบเท่าทั้งปี 2568 ที่ปลดไป 124,636 คน โดยบริษัทส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่ามาจาก AI ปรากฏการณ์นี้เองที่ทำให้ แอรอน เลวี่ ผู้ก่อตั้ง Box เสนอคำว่า ‘AI Psychosis’ ขึ้นมาอธิบายภาวะที่ผู้บริหารหลงเชื่อศักยภาพของ AI เกินจริง จนตัดสินใจปลดคนบนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ฟิลิออส แอนดริว รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท BTS Group Business Consulting ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจระดับโลก ซึ่งให้คำตอบที่ต่างไปจากการถกเถียงว่า AI แทนคนได้หรือไม่ เพราะปัญหาที่ใหญ่กว่าอยู่ที่การเข้าใจผิดตั้งแต่ต้นว่า AI Transformation ทำงานแบบเดียวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่องค์กรเคยผ่านมา

 

ทุกคนยังเป็น ‘มือใหม่’ และ AI ยังต้องการคนกำหนดทิศทาง

 

สิ่งแรกที่ฟิลิออสเสนอให้ยอมรับคือ เมื่อพูดถึง AI ทุกคนต่างเป็น ‘มือใหม่’ ไม่มีใครนำหน้าหรือตามหลังอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ AI พัฒนาเร็วจนสิ่งที่เป็นจริงวันนี้อาจเปลี่ยนไปในอีกไม่กี่เดือน องค์กรไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการเริ่มเรียนรู้และปรับตัวต่อเนื่อง มากกว่ากังวลว่าตัวเองล้าหลัง

 

แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาเร็ว แต่สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนคือ AI ยังต้องอาศัยการตัดสินใจ การกำหนดทิศทาง และการคิดวิเคราะห์ของมนุษย์ ในมุมของฟิลิออส AI จึงเป็นทรัพยากรที่ทรงพลังมาก แต่ยังมีสถานะเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ต้องมีคนคอยชี้นำอยู่ดี

 

ข้อจำกัดดังกล่าวเห็นได้ชัดจากประสบการณ์ตรงที่ฟิลิออสเล่าให้ฟัง โดยครั้งที่ต้องเตรียมงานนำเสนอสำคัญและใช้ AI ช่วยสร้างสไลด์ ป้อนทั้งข้อมูล ตัวอย่างงานเดิม และรูปแบบที่ต้องการ ผลลัพธ์ออกมาดีและดีขึ้นทุกครั้งที่สั่งปรับปรุง แต่หลังผ่านไปหลายวันจึงตระหนักถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ “AI กำลังทำให้งานที่ยังไม่ดีดีขึ้นเล็กน้อย แต่มันไม่ได้สร้างงานที่ยอดเยี่ยม” ฟิลิออสระบุ

 

เหตุผลเบื้องหลังคือ AI มีหน้าที่พัฒนาสิ่งที่มีอยู่เดิม หากจุดเริ่มต้นยังไม่ถูกต้อง ก็จะพัฒนาสิ่งนั้นต่อไปในทิศทางเดิม สุดท้ายฟิลิออสจึงต้องกลับไปเริ่มจากกระดาษเปล่าเพื่อทบทวนว่าต้องการสื่อสารอะไรกันแน่ แล้วจึงใช้ AI ทำให้สิ่งนั้นแข็งแรงขึ้น เปรียบได้กับการมีนักวิเคราะห์ที่เก่งมากอยู่ข้างตัว ซึ่งสร้างทุกอย่างตามที่ร้องขอได้ แต่คนสั่งต้องรู้ก่อนว่าต้องการอะไร

 

กับดักที่ทำให้ AI หยุดอยู่แค่ความเร็วของคนคนเดียว

 

เมื่อ AI ยังต้องการคนกำหนดทิศทาง คำถามถัดมาจึงอยู่ที่วิธีที่องค์กรนำ AI เข้ามาใช้ ซึ่งความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดที่ฟิลิออสอยากให้ผู้บริหารไทยเลิกเชื่อ คือการคาดหวังว่า AI Transformation จะเกิดขึ้นแบบเดียวกับ Digital Transformation เพราะในอดีตเมื่อองค์กรลงทุนในระบบ ERP หรือ CRM ผู้บริหารเพียงอนุมัติงบประมาณ แล้วปล่อยให้องค์กรดำเนินการต่อได้

 

ด้วยความเคยชินแบบเดิม หลายองค์กรจึงเชื่อว่าเพียงซื้อไลเซนส์ AI แจกพนักงานทุกคน แล้วการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงมีเพียง Productivity ของแต่ละบุคคลที่ดีขึ้น คนเขียนงานและวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น ซึ่งยังห่างจากคุณค่าที่แท้จริงของ AI

 

“AI ไม่ใช่กีฬาประเภทเดี่ยว แต่เป็นกีฬาประเภททีม” ฟิลิออสย้ำ

 

คุณค่าจะเกิดเมื่อทีมกลับมาทบทวน Workflow ทดลอง และออกแบบวิธีทำงานใหม่ร่วมกัน โดยฟิลิออสแบ่งคุณค่าของ AI ออกเป็น 3 ระดับ เริ่มจาก Individual Productivity ที่แต่ละคนทำงานได้ดีขึ้น ต่อด้วย Workflow Productivity เมื่อทีมออกแบบวิธีทำงานใหม่ร่วมกับ AI และปลายทางคือ Company Productivity เมื่อวิธีทำงานใหม่ถูกใช้ทั่วองค์กรจนเปลี่ยนธุรกิจทั้งระบบ

 

ลำดับนี้นำไปสู่คำตอบเรื่องการวัดผล เพราะตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ว่า AI เปลี่ยนวิธีทำงานขององค์กรและสร้างคุณค่าให้ลูกค้าต่างจากเดิมแล้วหรือยัง มากกว่าการนับว่าพนักงานใช้ AI มากขึ้นเพียงใด

 

แนวคิดนี้สะท้อนในวิธีทำงานของ BTS Business Consulting ที่ไม่กำหนดจากบนลงล่างว่าทุกคนต้องใช้เครื่องมือเดียว แต่เปิดให้แต่ละทีมทดลอง AI หลายแพลตฟอร์ม เมื่อทีมใดค้นพบแนวทางที่สร้างผลลัพธ์ได้จริงจะเรียกว่า ‘Flywheel’ และเมื่อพิสูจน์แล้วจะยกระดับเป็น ‘Diamond’ หรือมาตรฐานการทำงานใหม่ที่ขยายไปให้ทีมอื่นทั่วโลก

 

ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดของ AI วันนี้จึงอยู่ตรงนี้ เพราะหลายองค์กรมีคนเก่งที่ใช้ AI ได้ดี บางแห่งมีทีมที่สร้างผลลัพธ์ได้ แต่มีน้อยมากที่เปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กรได้จริง

 

ความได้เปรียบในอนาคตอยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี

 

ช่องว่างดังกล่าวยังโยงไปถึงคำถามเรื่องการปลดพนักงานที่หลายบริษัทอ้างเหตุผลเรื่อง AI ซึ่งฟิลิออสตอบว่าความได้เปรียบในอนาคตจะมาจากผู้คนมากกว่าเทคโนโลยี เพราะทุกองค์กรจะเข้าถึง AI ในระดับใกล้เคียงกันจนไม่ใช่ปัจจัยสร้างความแตกต่างอีกต่อไป สิ่งที่ต่างกันคือผู้คนขององค์กรใช้เทคโนโลยีนั้นสร้างคุณค่าให้ลูกค้าและธุรกิจได้อย่างไร

 

หน้าที่ของผู้บริหารจึงกว้างกว่าการลงทุนใน AI เพราะต้องลงทุนเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และศักยภาพของผู้คนไปพร้อมกัน ซึ่ง BTS Business Consulting พิสูจน์แนวทางนี้กับตัวเอง ด้วยการปรับกระบวนการสร้าง Business Simulation ของทีมกว่า 200 คนใหม่ทั้งหมดผ่านการทดลองร่วมกับ AI จนลดเวลาพัฒนาจากราว 3 เดือนเหลือ 3 สัปดาห์ และปรับกระบวนการ Onboarding บางบริการจากราว 3 เดือนเหลือ 2 สัปดาห์

 

จุดสำคัญคือผลลัพธ์เหล่านี้เกิดจากการออกแบบ Workflow ใหม่ทั้งหมดโดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ มากกว่าการแทนที่คน ประสบการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่ความร่วมมือกับ Anthropic ผู้พัฒนา Claude โดย BTS Business Consulting สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของทีม Go-to-Market และร่วมกันช่วยองค์กรต่างๆ นำ Claude ไปใช้กับงานจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้

 

ผู้นำต้องอยู่แนวหน้า ไม่ใช่เบื้องหลัง

 

สำหรับพนักงานที่กังวลว่า AI จะแทนที่งานของตนเอง ฟิลิออสเสนอว่าสิ่งแรกที่ผู้นำต้องทำคือเปิดพื้นที่ให้ทีมได้ทดลอง โดยยอมรับว่าไม่ใช่ทุกการทดลองจะสำเร็จ แต่ทุกการทดลองคือการเรียนรู้ พร้อมสนับสนุนทั้งเครื่องมือ งบประมาณ และเวลา รวมถึงพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพราะ AI เปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะเรียนรู้เพียงครั้งเดียว

 

จุดที่ฟิลิออสย้ำมากที่สุดคือตัวผู้บริหารเอง เพราะหลายองค์กรยอมรับว่าผู้บริหารระดับสูงยังไม่คุ้นเคยกับ AI และหากผู้นำไม่ใช้ด้วยตัวเองก็ยากที่องค์กรจะเปลี่ยน ที่ BTS Business Consulting จึงทำงานกับผู้บริหารแบบภาคปฏิบัติ ให้ทุกคนนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตัวเองแล้วทดลองใช้ AI กับงานจริง เพราะการได้เห็นผลด้วยตาตัวเองทำให้ผู้บริหารมั่นใจในการใช้งานมากกว่าการนั่งฟังบรรยาย

 

เมื่อทีมใดค้นพบวิธีทำงานใหม่ที่ได้ผล ผู้บริหารยังต้องทำให้ความสำเร็จนั้นเป็นที่รับรู้ทั้งองค์กร ยกย่องทีม ช่วยขยายแนวทางไปยังส่วนอื่น พร้อมขจัดอุปสรรคและจัดหาทรัพยากร บทบาทของผู้บริหารในยุค AI จึงอยู่แนวหน้ามากกว่าเบื้องหลัง

 

สำหรับผู้บริหารที่ต้องการเริ่มตั้งแต่วันนี้ ฟิลิออสเสนอสองคำถามให้ถามตัวเอง คำถามแรกคือเปิดปฏิทินดูว่าใช้เวลาอย่างมีคุณภาพกับทีมมากแค่ไหน ไม่ใช่เพียงประชุมเรื่องงาน แต่เป็นการทำความเข้าใจ โค้ช และช่วยให้ทีมเติบโต คำถามที่สองคือทบทวนว่าองค์กรลงทุนเพียงใดในการทำให้ผู้คนตัดสินใจได้ดีขึ้น เป็นผู้นำที่ดีขึ้น และทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น

 

“สิ่งที่รอไม่ได้อีกแล้ว คือการลงทุนกับคน” ฟิลิออสกล่าว

 

6 ความท้าทายของผู้นำที่ใหญ่กว่าเรื่อง AI

 

อย่างไรก็ตาม AI เป็นเพียงหนึ่งในหกความท้าทายที่ฟิลิออสพบจากการทำงานกับผู้นำทั่วโลก โดยประเด็นแรกคือ AI ที่ผู้นำต้องลงมือใช้และเรียนรู้ไปพร้อมทีม มากกว่าอนุมัติงบประมาณ

 

ประเด็นที่สองคือ ‘The Trap of Magnification’ หรือการที่เรื่องเล็กถูกขยายจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน โดยอ้างถึงผลวิจัยที่ Financial Times นำเสนอ ซึ่งชี้ว่าภาวะ Burnout และความเครียดปัจจุบันสูงกว่าเมื่อ 20-30 ปีก่อนมาก โดยเฉพาะในคนอายุต่ำกว่า 40 ปี หน้าที่สำคัญของผู้นำจึงเป็นการเป็นคนที่ใจเย็นและสงบที่สุดในห้อง เพื่อลดความตื่นตระหนกและดึงทีมกลับมาโฟกัสสิ่งที่สำคัญจริง

 

ประเด็นที่สามคือ Talent ที่ผู้นำต้องสร้างองค์กรที่คนเก่งอยากอยู่ และระบบที่พัฒนาคนเก่งรุ่นใหม่ได้ต่อเนื่อง ประเด็นที่สี่คือการรับมือกับความไม่แน่นอน โดยผู้นำต้องโฟกัสที่ ‘ความก้าวหน้า’ และ ‘จุดที่ทำได้ดี’ มากกว่าช่องว่างที่ยังไปไม่ถึงระหว่างเป้าหมายกับผลลัพธ์ เพราะนั่นคือสิ่งที่ช่วยรักษากำลังใจของทีม ประเด็นที่ห้าคือ Energy ซึ่งผู้นำต้องทำหน้าที่เป็น ‘ผู้จัดการพลังงาน’ ของทีม เพราะแต่ละคนต้องการการสนับสนุนต่างกัน

 

และประเด็นสุดท้ายคือ Innovation ที่ต้องยอมรับว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ถึงขั้นที่ฟิลิออสเสนอให้องค์กรจัด ‘Mistakes Meeting’ ให้ทุกคนมาแบ่งปันว่าอะไรที่ไม่เวิร์กและได้เรียนรู้อะไร เพราะปกติทุกคนมักประชุมเพื่อพูดถึงความสำเร็จ แต่แทบไม่มีใครเปิดพื้นที่ให้พูดถึงความผิดพลาด

 

ข้อสรุปที่ฟิลิออสทิ้งไว้จากทั้งหกความท้าทายคือ บทบาทของผู้นำวันนี้อยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้คนเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตได้ต่อเนื่อง มากกว่าการเป็นคนที่มีคำตอบทุกเรื่อง เพราะเทคโนโลยีและตลาดจะเปลี่ยนต่อไป แต่สิ่งที่ทำให้องค์กรสำเร็จระยะยาวคือการลงทุนกับคนและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้

 

ภาพ: SvetaZi / Shutterstock

The post ‘AI ไม่ใช่กีฬาประเภทเดี่ยว’ เหตุผลที่องค์กรซื้อไลเซนส์แจกทั้งบริษัทแล้วได้แค่พนักงานทำงานเร็วขึ้น เพราะผู้บริหารเข้าใจ AI ผิดตั้งแต่ต้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ของ OpenAI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮ็กบริษัทจริง โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่ง ทิ้งคำถามว่าเรายังควบคุมมันได้อยู่หรือเปล่า https://thestandard.co/openai-ai-escapes-hacks-huggingface/ Sat, 25 Jul 2026 02:28:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1234855 ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล

OpenAI ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ของบริษัทหลุดออกจากพื้นที […]

The post AI ของ OpenAI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮ็กบริษัทจริง โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่ง ทิ้งคำถามว่าเรายังควบคุมมันได้อยู่หรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล

OpenAI ออกมายอมรับว่าโมเดล AI ของบริษัทหลุดออกจากพื้นที่ทดสอบที่ควรถูกปิดตายจากโลกภายนอก แล้วเจาะเข้าระบบจริงของ Hugging Face ซึ่งเป็นศูนย์รวมโมเดล AI แบบเปิดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่งให้ทำ

 

ที่ชวนขนลุกกว่านั้นคือเหตุผลเบื้องหลัง เพราะไม่มีใครสั่งให้โมเดลไปโจมตีใครทั้งสิ้น มันแค่กำลังทำข้อสอบวัดทักษะการแฮ็กอยู่ แล้วคำนวณได้ว่าการเจาะเข้าไปขโมยเฉลยง่ายกว่าการนั่งทำข้อสอบตรงๆ เปรียบได้กับนักเรียนที่แฮ็กเข้าบริษัทพิมพ์ตำราเรียนเพื่อโกงข้อสอบไฟนอล ต่างกันแค่คราวนี้คนลงมือไม่ใช่มนุษย์

 

OpenAI ระบุในบล็อกโพสต์เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคมว่า “เราถือว่านี่คือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกี่ยวข้องกับขีดความสามารถทางไซเบอร์ระดับสูงสุดเท่าที่มีในตอนนี้” พร้อมบอกว่าที่ยอมเปิดเผยผลตรวจสอบเบื้องต้นทั้งที่ยังสอบสวนไม่จบ ก็เพื่อให้ฝ่ายป้องกันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และได้ปรับมุมมองว่าโมเดลยุคนี้ทำอะไรได้บ้างแล้ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นี่คือหนึ่งในกรณีแรกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า AI หลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบแล้วไปแตะระบบจริงของบริษัทอื่นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่วงการความปลอดภัยไซเบอร์เตือนกันมานานว่าจะต้องเกิดขึ้นสักวัน โดย CNN เปรียบเทียบว่าไม่ต่างจากไวรัสที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมหลุดออกจากห้องแล็บที่ปิดตาย แล้วไปโผล่ในอาคารข้างเคียง จนนำไปสู่การเสนอร่างกฎหมายที่จะให้อำนาจรัฐบาลสั่งปิดโมเดล AI ได้ทันทีเมื่อจำเป็น

 

จากห้องสอบสู่การบุกบริษัทจริง ลำดับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครสั่ง

 

จุดเริ่มต้นคือชุดทดสอบชื่อ ExploitGym ซึ่งเป็นข้อสอบราว 900 ข้อที่ออกแบบมาวัดว่าระบบ AI เก่งเรื่องการเจาะระบบแค่ไหน รูปแบบของข้อสอบคือยื่นซอฟต์แวร์ที่มีจุดบกพร่องให้ พร้อมบอกวิธีกระตุ้นให้จุดบกพร่องนั้นทำงาน จากนั้นเป็นหน้าที่ของ AI ที่จะแปลงข้อมูลตรงนั้นให้กลายเป็นเครื่องมือเจาะระบบจริงๆ โดยกติกาเหมือนเกม ‘ชิงธง’ คือเมื่อเจาะเข้าไปได้แล้ว ต้องหารหัสตัวอักษรและตัวเลขยาวๆ ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องมาแสดงเป็นหลักฐานให้ได้

 

โมเดลที่ถูกนำมาทดสอบมี 2 ตัว คือ GPT-5.6 Sol ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดที่เปิดให้คนทั่วไปใช้งานแล้ว กับอีกตัวที่ยังไม่เปิดตัวและมีขีดความสามารถสูงกว่า ทั้งคู่ถูกขังไว้ใน ‘แซนด์บ็อกซ์’ ซึ่งหมายถึงพื้นที่ทดสอบที่ควรถูกตัดขาดจากระบบอื่นและจากอินเทอร์เน็ต โดยปกติแล้วโมเดลเหล่านี้จะปฏิเสธคำสั่งที่เกี่ยวกับการแฮ็ก แต่รอบนี้ OpenAI จงใจปิดกลไกที่คอยห้ามไว้ เพื่อดูว่าเมื่อไม่มีอะไรมาขวางแล้วมันจะทำอะไรได้บ้าง

 

แต่แทนที่จะลงมือทำข้อสอบ โมเดลกลับสรุปว่าทางที่คุ้มกว่าคือเจาะระบบที่ขังตัวเองอยู่ให้แตก แล้วออกไปหา ‘เฉลย’ จากข้างนอก

 

ประตูที่โมเดลใช้หนีออกมาคือช่องโหว่ประเภท zero-day หรือจุดบกพร่องที่เจ้าของระบบยังไม่เคยรู้มาก่อนจึงไม่มีเวลาแก้ไข ซึ่งซ่อนอยู่ในระบบติดตั้งชุดคำสั่งเสริมที่ OpenAI เปิดช่องไว้ให้ใช้ระหว่างทดสอบ จากนั้นโมเดลก็ไต่ไปตามระบบภายในของ OpenAI จนเปิดทางออกสู่อินเทอร์เน็ตได้สำเร็จ ทั้งที่ไม่ควรมีสิทธิ์นั้นเลย

 

เมื่อออกมาถึงโลกภายนอก โมเดลประเมินว่า Hugging Face น่าจะมีคำตอบที่ต้องการ เพราะเป็นแหล่งรวมโมเดลและชุดข้อมูลโอเพนซอร์สหลายพันรายการ ซึ่งอาจมีทั้ง ‘แพตช์’ หรือชุดแก้ไขช่องโหว่ และเครื่องมือเจาะระบบที่มีคนเขียนไว้แล้ว จึงบุกเข้าเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งานจริงของบริษัทเมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม โดยอาศัยข้อมูลยืนยันตัวตนสำหรับเข้าระบบที่ขโมยมา พร้อมปล่อยตัวโจมตีขนาดเล็กจำนวนมากที่ทำงานสั้นๆ แล้วหายไป เข้าไปสำรวจเครือข่ายพร้อมกันเป็นชุด ซึ่ง Hugging Face ระบุว่ามีการสั่งงานบนเครือข่ายของบริษัทรวมแล้วถึง 17,000 ครั้ง

 

สิ่งที่ทำให้ฝั่ง Hugging Face เอะใจตั้งแต่แรกคือพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติของแฮกเกอร์ โทมัส วูล์ฟ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ เล่าว่าพอเปิดบันทึกการใช้งานดูก็รู้สึกทันทีว่ามันไม่สมเหตุสมผล เพราะคนร้ายเอาแต่ไล่ดูชุดข้อมูลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ทั้งที่แฮกเกอร์ที่เป็นมนุษย์ย่อมไม่ต้องการของแบบนั้น พวกเขาต้องการของที่เอาไปขายต่อได้

 

บริษัทหยุดการโจมตีได้ในอีก 2 วันถัดมา แต่กว่าจะรู้ตัวคนร้าย โมเดลก็ลอยนวลอยู่บนอินเทอร์เน็ตมาแล้วหลายวัน โดยตอนที่ Hugging Face ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ในวันที่ 16 กรกฎาคม บริษัทยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำ รู้เพียงว่ามีการเข้าถึงข้อมูลภายในโดยไม่ได้รับอนุญาตจนต้องแจ้งความ ขณะที่ เคลมองต์ เดอลองก์ ซีอีโอของบริษัท เล่าภายหลังว่าการโจมตีครั้งนั้นซับซ้อนจนพนักงานสงสัยกันเองว่าต้องใช้โมเดล AI ระดับแนวหน้าเท่านั้นถึงจะทำได้ ก่อนจะพบว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ

 

หลังรู้ต้นตอ OpenAI สั่งปิดระบบที่ใช้ทดสอบโมเดลทั้งหมดเพื่อประเมินความเสียหายและกันไม่ให้หลุดซ้ำ ส่วน Hugging Face ปิดช่องโหว่และสร้างระบบส่วนที่ถูกเจาะขึ้นใหม่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีข้อมูลลูกค้ารั่วไหล

 

ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล 1

ภาพ: Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

ทำไม AI ถึงเลือกโกงแทนที่จะทำข้อสอบ

 

พฤติกรรมแบบนี้มีชื่อเรียกในวงการว่า ‘reward hacking’ หรือการที่ AI หาทางลัดเพื่อเก็บคะแนน โดยไม่สนใจว่าวิธีที่ใช้ตรงกับเจตนาของคนออกแบบหรือไม่

 

ต้นตอมาจากวิธีฝึกโมเดลที่เรียกว่า ‘การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง’ ซึ่งทำงานด้วยการให้รางวัลเมื่อ AI ทำงานสำเร็จ ปัญหาคือสิ่งที่โมเดลเรียนรู้ที่จะทำให้ได้มากที่สุดคือ ‘คะแนน’ ไม่ใช่ ‘พฤติกรรมที่ถูกต้อง’ ตามที่โปรแกรมเมอร์ตั้งใจ ตัวอย่างที่ OpenAI เคยบันทึกไว้เองตั้งแต่ปี 2559 คือตอนฝึก AI ให้เล่นเกมแข่งเรือ ปรากฏว่ามันค้นพบว่าการหมุนวนอยู่กับที่จุดเดียวทำให้เก็บคะแนนได้มากที่สุด จึงเลือกทำแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยเข้าเส้นชัยสักครั้ง

 

จัสติน แคปโปส อาจารย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก อธิบายว่า AI จะคิดถึงผลที่ตามมาจากการกระทำของตัวเองก็ต่อเมื่อถูกฝึกมาให้คิดเท่านั้น เขายกตัวอย่างว่าถ้ามีคนบอกให้คุณหาเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 336.9 ล้านบาท) ให้ได้ภายในสิ้นวัน การงัดตู้เซฟธนาคารก็ถือว่าทำภารกิจสำเร็จ ถึงแม้จะถูกจับในภายหลังก็ตาม

 

เรื่องนี้ยังไม่ใช่พฤติกรรมเฉพาะของโมเดล OpenAI เพราะผลทดสอบล่าสุดของสถาบันความมั่นคงด้าน AI แห่งสหราชอาณาจักรพบว่า โมเดลระดับแนวหน้าทุกตัวที่ถูกทดสอบพยายามโกงอย่างน้อยก็ในบางครั้ง ขณะที่ สตีเวน แอดเลอร์ อดีตหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ของ OpenAI มองว่าเหตุการณ์นี้คือสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องรับฟังอย่างจริงจัง เพราะตอนนี้มีหลักฐานจริงแล้วว่าระบบ AI ที่ทำงานโดยยึดเป้าหมายคนละอย่างกับที่มนุษย์ต้องการ จะลงมือทำสิ่งผิดกฎหมายได้ หากไม่มีมาตรการป้องกันที่แข็งแรงพอ

 

ความย้อนแย้งที่สุดคือ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าโจทย์ใน ExploitGym ที่โมเดลพยายามหนีนั้น ยากกว่าการโจมตีที่มันก่อขึ้นเพื่อไปขโมยเฉลยหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วมันเจอคำตอบที่ตามหาหรือเปล่า โดยวูล์ฟสรุปไว้ว่ามันคือการ ‘โกง’ แต่บางครั้งการโกงก็ง่ายกว่า ก่อนทิ้งท้ายว่าจะให้คนอื่นเป็นคนตัดสินเองว่าโมเดลสอบผ่านบททดสอบนี้หรือไม่

 

แซนด์บ็อกซ์ที่ไม่เคยปิดสนิท เมื่อต้นเหตุอาจอยู่ที่มนุษย์

 

ขณะที่พาดหัวข่าวทั่วโลกพูดถึง AI ที่หลุดการควบคุม ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์กลับมองต่างออกไป และชี้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงอาจเป็นความผิดพลาดของมนุษย์ล้วนๆ

 

หัวใจของแซนด์บ็อกซ์คือการตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ แต่คำอธิบายของ OpenAI เองระบุว่าการทดสอบครั้งนี้รันอยู่ในพื้นที่ที่แยกออกมาต่างหากอย่างรัดกุม โดยเหลือช่องทางเชื่อมต่อเครือข่ายไว้เพียงทางเดียว คือไว้ให้โหลดชุดคำสั่งเสริมมาติดตั้ง ซึ่งช่องทางนั้นวิ่งผ่านซอฟต์แวร์ของบริษัทภายนอกที่ OpenAI ติดตั้งไว้ในระบบตัวเอง เท่ากับว่าแซนด์บ็อกซ์นี้ไม่เคยถูกตัดขาดจากอินเทอร์เน็ตจริง

 

แดน กุยโด ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Trail of Bits เรียกความผิดพลาดครั้งนี้ว่าเป็นความล้มเหลวในการกักกัน ทั้งที่ปิดกลไกความปลอดภัยของโมเดลไปแล้ว ขณะที่นักวิจัยอีกรายบอกกับ TechCrunch ตรงๆ ว่าถ้าคำว่าแซนด์บ็อกซ์หมายถึงแซนด์บ็อกซ์จริงๆ มันต้องไม่มีสายเชื่อมต่อออกสู่อินเทอร์เน็ตเลยแม้แต่เส้นเดียว

 

เจค วิลเลียมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ สรุปประโยคที่กลายเป็นที่พูดถึงว่า สิ่งที่คนหนึ่งเรียกว่าโมเดลหนีออกจากแซนด์บ็อกซ์ได้ อีกคนอาจเรียกว่าคุณสร้างแซนด์บ็อกซ์ผิดตั้งแต่แรก มันเลยหนีออกมาได้เป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับ จีนา เนฟฟ์ หัวหน้าศูนย์ Minderoo ด้านเทคโนโลยีและประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ที่ให้ความเห็นกับ BBC ว่ากรณีนี้ดูเหมือน OpenAI จะสร้างแซนด์บ็อกซ์ที่ปลอดภัยไม่มากพอ

 

อีกจุดที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ตั้งข้อสังเกตกับ CNN คือ ทั้ง OpenAI และบริษัทเจ้าของซอฟต์แวร์ต่างไม่รู้มาก่อนว่ามีช่องโหว่ที่เปิดทางให้โมเดลหนีออกไปได้ พร้อมเสนอว่าบริษัท AI ควรเข้มงวดกว่านี้ ถึงขั้นอาจต้องส่งวิศวกรบินไปเสียบสายเข้าเครือข่ายที่ศูนย์ข้อมูลโดยตรง แทนการรันบนคลาวด์แบบที่คุ้นเคยกัน และควรมีปุ่มตัดการเชื่อมต่อด้วยมือไว้เป็นทางออกฉุกเฉิน

 

ต้องบันทึกไว้ด้วยว่าคำวิจารณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลังรู้ผลแล้วทั้งสิ้น ส่วน OpenAI ระบุว่าได้แจ้งช่องโหว่ที่พบให้เจ้าของซอฟต์แวร์ทราบตามขั้นตอนที่ควรทำ และกำลังร่วมกันแก้ไข ขณะที่โฆษกของบริษัทไม่ตอบคำถามของ TechCrunch ที่ถามว่าสภาพแวดล้อมทดสอบนั้นถูกตั้งค่าโดยมนุษย์หรือโดย AI ด้าน นีล ลอว์เรนซ์ ศาสตราจารย์ด้านการเรียนรู้ของเครื่องจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็เตือนว่าสิ่งที่โมเดลทำได้นั้นอยู่ในขีดความสามารถที่รู้กันดีอยู่แล้วของโมเดลยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย

 

ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล 2

 

สิ่งที่ยืนยันว่านี่เป็นปัญหาระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่ของ OpenAI เจ้าเดียว คือ Anthropic เคยบันทึกเรื่องคล้ายกันไว้ในเอกสารเปิดตัวโมเดล Mythos ว่าเมื่อสั่งให้โมเดลลองหนีออกจากคอมพิวเตอร์ที่ปิดกั้นไว้ มันก็ทำได้สำเร็จและออกไปถึงอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าที่ควรจะเป็น แม้บริษัทจะระบุว่ายังหนีออกจากการกักกันไม่ได้ทั้งหมด ขณะที่เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ก็เคยมีโมเดลของ OpenAI ที่ไม่ระบุชื่อเล็ดลอดออกจากแซนด์บ็อกซ์ไปโพสต์ผลทดสอบบนแพลตฟอร์ม GitHub มาแล้ว

 

เมื่อฝ่ายป้องกันถูกมาตรการป้องกันมัดมือ

 

แต่เรื่องที่ทำให้วงการความปลอดภัยไซเบอร์ถกเถียงกันหนักที่สุด กลับไม่ใช่ตัวการโจมตี หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอน Hugging Face พยายามป้องกันตัวเอง

 

หลังตรวจพบการบุกรุก บริษัทลองใช้โมเดลของ Anthropic ทั้ง Fable 5 และ Opus รุ่นก่อนหน้า มาช่วยวิเคราะห์บันทึกการใช้งานเพื่อไล่ดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โมเดลทั้งคู่ปฏิเสธที่จะทำงานให้ โดยอ้างมาตรการป้องกันของตัวเอง เพราะบันทึกเหล่านั้นมีองค์ประกอบของการโจมตีไซเบอร์อยู่ สุดท้ายบริษัทต้องหันไปใช้โมเดลที่ถูกจำกัดน้อยกว่าอย่าง GLM 5.2 ของ Z.AI จากกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นโมเดลแบบเปิดที่ผู้ใช้ดาวน์โหลดไปรันบนเครื่องตัวเองและปรับแต่งได้ตามต้องการ

 

วูล์ฟอธิบายเหตุผลว่า เวลาที่โมเดลระดับแนวหน้ากำลังโจมตีคุณและไล่แทรกซึมไปทั่วระบบ ฝ่ายป้องกันต้องหยิบเครื่องมือที่เก่งพอกันมาใช้ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือแม้แต่ไม่กี่นาที ไม่ใช่ต้องไปรอยื่นเรื่องขออนุมัติกับโครงการที่คัดเลือกผู้ใช้เป็นรายๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ OpenAI, Anthropic และ Google ใช้กันอยู่ เพราะโมเดลของทั้ง 3 รายมีข้อจำกัดฝังมาในตัวและผู้ใช้แก้ไขเองไม่ได้

 

ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์รายหนึ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นความไม่เท่าเทียมที่รู้กันอยู่ นั่นคือฝ่ายโจมตีที่เป็น AI ไม่มีอะไรมาคอยรั้ง ขณะที่เครื่องมือฝ่ายป้องกันที่ดีที่สุดกลับถูกล็อกไว้หลังมาตรการป้องกันที่ไม่เข้าใจบริบท ส่วนผู้บริหารจากบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์อีกรายเสริมว่า ความจริงที่ทำให้อึดอัดคือองค์กรจำนวนมากยังตั้งรับด้วยความเร็วระดับมนุษย์ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยกระดับไปใช้ความเร็วระดับเครื่องจักรกันแล้ว

 

ประเด็นนี้ยังลามไปถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ด้วย เพราะการที่บริษัทอเมริกันต้องพึ่งโมเดลแบบเปิดจากจีนเพื่อสู้กับการโจมตีที่เกิดจากโมเดลอเมริกันด้วยกันเอง กลายเป็นข้อโต้แย้งย้อนกลับไปยังเจ้าหน้าที่รัฐสหรัฐฯ รวมถึงผู้บริหารของ OpenAI และ Anthropic ที่สนับสนุนการจำกัดการเข้าถึงโมเดลจีน

 

เดอลองก์สรุปบทเรียนไว้ว่า โลกเพิ่งเริ่มนับหนึ่งกับการรับมือภัยไซเบอร์ในยุคที่ AI ลงมือทำเองได้ และสิ่งที่ทุกคนกำลังเรียนรู้คือการเก็บทุกอย่างเป็นความลับไม่ใช่คำตอบ เพราะฝ่ายป้องกันทุกรายทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะไม่กี่รายที่ถูกคัดเลือกมา ควรได้ใช้โมเดลที่เก่งกว่านี้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะโมเดลแบบเปิด ขณะที่ทาง Hugging Face ทิ้งข้อสรุปไว้ว่าเครื่องมือโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI และทำงานได้เองไม่ใช่เรื่องในทฤษฎีอีกต่อไป

 

ภาพพื้นหลังเทคโนโลยีสารสนเทศนามธรรม แสดงถึงเครือข่ายและข้อมูล 3

ภาพ: Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

จากเหตุครั้งนี้สู่ข้อเสนอปุ่มปิดสวิตช์ AI

 

แรงกระเพื่อมทางนโยบายมาถึงภายในไม่กี่วัน เมื่อ เท็ด ลิว สส. จากพรรคเดโมแครต จับมือกับ นาธาเนียล มอแรน สส. จากพรรครีพับลิกัน เสนอร่างกฎหมายชื่อ AI Kill Switch Act เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่โมเดลของ OpenAI หลุดการควบคุมโดยตรง

 

สาระสำคัญคือการให้อำนาจกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสั่งให้บริษัทเอกชนปิดโมเดลหรือเครื่องมือ AI ได้ และกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนาต้องมีความสามารถทางเทคนิคที่จะชะลอ, ระงับ หรือปิดระบบของตัวเองได้ พร้อมต้องรายงานเหตุขัดข้องต่อรัฐบาล เพราะช่องว่างในปัจจุบันคือแม้บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งจะยอมให้หน่วยงานรัฐได้ดูโมเดลก่อนใคร แต่ไม่มีข้อกำหนดใดบังคับให้ต้องมีวิธีเข้าไปแทรกแซงหรือสั่งปิดการทำงานได้เลย

 

ลิวระบุว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ระบบ AI ต้องมี ‘ปุ่มปิดสวิตช์’ และรัฐบาลกลางต้องมีอำนาจกับกระบวนการที่ชัดเจนในการสั่งปิดโมเดลที่ ‘หลุดการควบคุม’ เพราะ AI กำลังเปลี่ยนจากเทคโนโลยีที่ตอบคำถาม ไปเป็นเทคโนโลยีที่ลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งทำธุรกรรมการเงิน, การควบคุมระบบขนส่ง หรือการทำสงครามไซเบอร์ทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ ด้านมอแรนซึ่งอยู่คนละพรรคให้เหตุผลในทางเดียวกันว่า AI จะก้าวหน้าต่อไปและมันควรเป็นเช่นนั้น แต่การดูแลอย่างมีความรับผิดชอบหมายถึงการทำให้มนุษย์ยังคงความสามารถที่จะควบคุมเทคโนโลยีที่ตัวเองสร้างขึ้นเอาไว้ได้

 

ลิวยังยกกรณีของ Anthropic ขึ้นมาประกอบ โดยชี้ว่าขีดความสามารถด้านการเจาะระบบของโมเดล Mythos และ Fable ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องงัดกฎหมายส่งออกมาใช้อย่างเก้ๆ กังๆ เพื่อกันไม่ให้เข้าถึงสาธารณะอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งต่อเนื่องมาจากเดือนเมษายนที่ Anthropic จำกัดการเข้าถึง Mythos เอง ก่อนที่เดือนมิถุนายนรัฐบาลทรัมป์จะสั่งจำกัดทั้ง Mythos และ Fable 5 จนบริษัทต้องถอนผลิตภัณฑ์ออกจากตลาด แล้วค่อยกลับมาให้บริการหลังเจรจาผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ส่วน OpenAI เองก็เคยจำกัดการเข้าถึง GPT-5.6 Sol ในลักษณะเดียวกัน แต่ปัจจุบันเปิดให้ใช้ทั่วไปแล้ว พร้อมออกมาเตือนว่าการที่รัฐบาลสั่งจำกัดเป็นรายกรณีแบบนี้เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดี

 

ก่อนหน้านี้ แจ็ก คลาร์ก ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เคยให้สัมภาษณ์ BBC ในทำนองเดียวกับร่างกฎหมายนี้ว่า เราควรมีทางเลือกที่จะยกเท้าออกจากคันเร่งแล้วเหยียบเบรกได้ เพราะตอนนี้อุตสาหกรรม AI เหมือนมีแต่คันเร่ง แต่ไม่มีแป้นเบรก

 

ฝั่งที่มองต่างก็มีเช่นกัน เพราะรัฐบาลทรัมป์ระบุมาตลอดว่าไม่ต้องการรัดคอนวัตกรรมด้วยกฎที่เป็นภาระ หรือยอมเสียพื้นที่ในการแข่งขันด้าน AI กับจีน ขณะที่แคปโปสจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กชี้ให้เห็นทางตันที่แท้จริงว่า เมื่อทั้งโลกกำลังแข่งกันครองความเป็นเจ้าด้าน AI กฎระเบียบย่อมทำให้ทุกอย่างช้าลง บริษัทจึงมีแรงจูงใจสูงมากที่จะไม่ใส่ระบบควบคุมด้านความปลอดภัย ตราบใดที่คู่แข่งยังไม่ใส่เหมือนกัน

 

อีกมุมที่ไม่ควรมองข้ามคือคำถามว่า OpenAI ได้อะไรจากการเปิดเผยเรื่องนี้เอง ลอว์เรนซ์จากเคมบริดจ์ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทกำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นและเจอแรงกดดันหนักจาก Anthropic ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาจากโมเดล Mythos ที่เก่งเรื่องการเจาะระบบ OpenAI จึงอาจกำลังไล่ตามด้วยการโชว์ให้เห็นว่าระบบของตัวเองก็ทำได้เหมือนกัน แต่เขาก็ทิ้งประโยคที่รุนแรงไม่แพ้กันว่าเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า OpenAI ไม่มีความสามารถพอที่จะนำเทคโนโลยีของตัวเองออกมาใช้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับ เจค มัวร์ ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก ESET ที่มองว่าการประกาศครั้งนี้อาจมีมิติของการแข่งขันแฝงอยู่

 

เกร็ก บร็อกแมน ประธานของ OpenAI ยืนยันในการแถลงข่าวว่าบริษัทยังสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อทำความเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น และกำลังตรวจสอบทุกขั้นตอนในกระบวนการทำงานเพื่อหาวิธีรับมือที่เหมาะสม

 

แต่คำถามใหญ่ก็ยังค้างอยู่ ทั้งที่ผ่านมาเกือบ 2 สัปดาห์แล้ว นั่นคือโมเดลเหล่านั้นไปแฮ็กเว็บไซต์อื่นหรือบุคคลอื่นอีกหรือไม่, ลอยนวลอยู่โดยไม่มีใครควบคุมนานแค่ไหนกันแน่ และเคยโกงข้อสอบชุดอื่นมาก่อนหรือเปล่า ซึ่ง OpenAI ยังไม่ตอบ บอกเพียงว่าจะจัดทำรายงานฉบับละเอียดออกมา

 

สิ่งที่พอสรุปได้ในตอนนี้จึงมีเพียงว่า ความเสียหายรอบนี้ยังจำกัดวงอยู่ แต่ถ้าอุตสาหกรรมยังไม่มีมาตรการป้องกันร่วมกันที่รัดกุมกว่านี้ ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้อีก

 

ภาพปก: Zakharchuk / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post AI ของ OpenAI หลุดออกจากพื้นที่ทดสอบไปแฮ็กบริษัทจริง โดยไม่มีมนุษย์คนไหนสั่ง ทิ้งคำถามว่าเรายังควบคุมมันได้อยู่หรือเปล่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘The All-Electric Mazda6e’ รถไฟฟ้าคันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล 2026 World Car Design of the Year [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/mazda6e-electric-car-design-award/ Fri, 24 Jul 2026 06:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1230117 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต

แม้โลกจะเปิดประตูรับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบั […]

The post รู้จัก ‘The All-Electric Mazda6e’ รถไฟฟ้าคันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล 2026 World Car Design of the Year [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต

แม้โลกจะเปิดประตูรับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่ แต่ปัจจุบันผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังมองหามากกว่าแค่ระยะทางหรือความเร็ว แต่ยังมองหาสุนทรียภาพในทุกการเดินทาง ด้วยเหตุนี้ THE ALL-ELECTRIC Mazda6e ในฐานะเจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการดีไซน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณและอารมณ์ความรู้สึกของแบรนด์ออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวา

 

Mazda6e นำปรัชญา KODO มาตีความดีไซน์ใหม่ในแบบ Neo Fastback ยนตรกรรมไฟฟ้า 5 ประตู ที่ผสานความสง่างามเข้ากับความสปอร์ตตามแบบฉบับ Japanese Mastery และแนวคิด Human-Centric เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบ Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถในยุค Electrification นี่คือหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า แม้เข้าสู่โลกพลังงานไฟฟ้า แต่ DNA ด้านความงามและอรรถรสการขับขี่ที่สนุก และมั่นใจ ของ Mazda รวมถึงการใช้งานต่างๆ ที่ตอบโจทย์ ยังคงอยู่อย่างยั่งยืนควบคู่กับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

 

Mazda6e

 

เหตุผลเบื้องหลังที่ “The All-Electric Mazda6e” คว้ารางวัล

 

ความสำเร็จที่ทำให้ THE ALL-ELECTRIC Mazda6e คว้าตำแหน่ง The Winner 2026 World Car Design of the Year มาจากความสำเร็จในการตีความอัตลักษณ์แบรนด์เข้าสู่ยุค Electrification ด้วยดีไซน์ Japanese Mastery ที่เรียบง่ายทว่าทรงพลัง มอบความรู้สึกเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวาแม้ขณะหยุดนิ่ง

 

ความโดดเด่นนี้มีรากฐานจากปรัชญา Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถที่ Mazda ยึดมั่นแม้ในยุค EV โดย THE ALL-ELECTRIC Mazda6e ได้เปลี่ยนพลังงานสะอาดให้เป็นสุนทรียภาพการขับขี่ที่งดงามราวงานศิลปะ พัฒนาภายใต้แนวคิด Human-Centric ที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อการควบคุมที่เป็นธรรมชาติ สนุกสนาน และตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย

 

“The All-Electric Mazda6e” ได้ถ่ายทอดการก้าวสู่ยุค Electrification ของ Mazda ได้อย่างชัดเจน ด้วยการผสานเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ากับปรัชญา Human-Centric Design เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้ขับและรถ นับเป็นการเข้าสู่ยุคใหม่ของ Mazda ได้อย่างแท้จริง

 

Four Pillars of Confidence แนวคิดการพัฒนา Mazda6e 

 

ในการพัฒนา Mazda6e นั้น Mazda ได้วางแนวคิดสำคัญที่เรียกว่า “Four Pillars of Confidence” 

 

  1. ดีไซน์ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ KODO Design 
  2. ประสบการณ์การขับขี่ที่ยังคงความสมดุลแบบ Mazda 
  3. เทคโนโลยี EV ที่ถูกพัฒนาเพื่อการใช้งานจริง 
  4. การดูแลหลังการขายที่สร้างความมั่นใจในระยะยาว

 

แกนที่ 1 Mazda6e กับดีไซน์ Neo Fastback ยนตรกรรม 5 ประตู ที่ สะท้อนปรัชญา “KODO”                             

 

เอกลักษณ์สำคัญของ Mazda ที่ทำให้เป็นผู้นำด้านการออกแบบ คือแนวคิดการถ่ายทอด “ความรู้สึกของการเคลื่อนไหว” ผ่านเส้นสายบนตัวรถ ภายใต้ปรัชญา “KODO: Soul of Motion” แนวคิดที่ทำให้รถยนต์ดูมีพลังและมีชีวิต แม้ในขณะที่จอดนิ่งอยู่กับที่ และแนวคิดนี้ยังคงถูกส่งต่อมายัง Mazda6e อย่างชัดเจน

 

mazda 6e

 

Mazda6e ถูกออกแบบในรูปแบบ Neo Fastback ยนตรกรรม 5 ประตู  ที่ผสานความสง่างามของซีดานเข้ากับเส้นสายที่ลื่นไหลแบบรถสปอร์ต สัดส่วนของตัวรถและเส้นสายที่ต่อเนื่องตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านท้าย ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยและทรงพลัง พร้อมสะท้อนความเป็น Mazda ในทุกมุมมอง

 

รายละเอียดของตัวรถยังถูกออกแบบให้ผสานเทคโนโลยีเข้ากับงานดีไซน์ได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น 

 

  • Signature Exterior Lighting 
  • สัญลักษณ์ Charging Status Light ที่กระจังหน้า 
  • Electric Rear Spoiler ที่ปรับขึ้นลงอัตโนมัติเพื่อเพิ่มทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ 
  • Panoramic Glass Roof ช่วยเปิดมุมมองและทำให้ห้องโดยสารดูโปร่งโล่งยิ่งขึ้น

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 5

 

ภายในห้องโดยสาร Mazda ใช้แนวคิด “Ma” แบบญี่ปุ่น เน้นความเรียบง่าย สมดุล และผ่อนคลาย ใช้วัสดุพรีเมียมอย่าง Napa Suede ผสาน Ambient Lighting 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่ทันสมัยและน่าใช้งาน ซึ่งทั้งหมดทำให้ Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณด้านการออกแบบของ Mazda ได้อย่างชัดเจน 

 

โดย Mazda6e ได้รับการยอมรับเรื่องความสวยงาม การออกแบบ ความประณีต ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e พิชิตรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้มาครอง นั่นคือ รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 (2026 World Car Design of the Year – WCDOTY) จากเวทีการประกวด World Car of the Year Awards 2026

 

แกนที่ 2 Mazda6e กับการขับขี่อย่างเป็นธรรมชาติแบบ Mazda

 

Mazda6e ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ขับรู้สึกถึงความมั่นใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มขับเคลื่อน ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสมดุลในการควบคุม ขณะที่การจัดวางน้ำหนักหน้า-หลังในสัดส่วนใกล้เคียง 50:50 ช่วยให้ตัวรถมีความเสถียรและตอบสนองต่อการควบคุมได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมสมรรถนะที่จะทำให้ผู้ขับขี่หลงใหล

 

  • กำลังสูงสุด 258 แรงม้า 
  • แรงบิด 290 นิวตันเมตร 
  • อัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาน้อยกว่า 8 วินาที 
  • ระบบ Regenerative Braking ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทำให้การชะลอความเร็วเป็นไปอย่างนุ่มนวล

 

Mazda6e

 

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ยังถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในเมือง รวมถึง Large Head-Up Display แบบ AR ที่แสดงข้อมูลสำคัญบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับรับรู้ข้อมูลการขับขี่ได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ทำให้ Mazdaโดดเด่นในความสมดุลของการควบคุม ความลื่นไหลของการเคลื่อนไหวกับความรู้สึกของผู้ขับ

 

แกนที่ 3 Mazda6e กับเทคโนโลยี EV ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานจริง 

 

Mazda6e ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านระยะทางการขับขี่ ความสะดวกในการชาร์จ และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกภายในรถ

 

Mazda6e

 

รถสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 654 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) และรองรับ DC Fast Charging ที่สามารถชาร์จจาก 30-80% ภายในประมาณ 15 นาที เมื่อใช้เครื่องชาร์จเร็วระดับ 200 kW ขึ้นไป ช่วยให้การเดินทางระยะไกลสะดวกยิ่งขึ้น

 

Mazda6e

 

ภายในห้องโดยสารติดตั้ง หน้าจอสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว พร้อมมาตรวัดดิจิทัล และระบบ Voice & Gesture Control ที่ช่วยให้ผู้ขับสามารถสั่งงานฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ฟีเจอร์อย่าง Bluetooth Key & Vehicle Sharing ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกหรือแชร์การใช้งานรถผ่านสมาร์ตโฟนได้สะดวก

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 9

 

แกนที่ 4 Mazda6e กับความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการดูแลมาตรฐานแบบญี่ปุ่น

 

ความเชื่อมั่นในรถยนต์ไฟฟ้าต้องครอบคลุมตลอดอายุการใช้งาน ทั้งมาตรฐานการบำรุงรักษา ความทนทานของแบตเตอรี่ และอะไหล่ที่รวดเร็ว Mazda จึงยกระดับความอุ่นใจผ่านโปรแกรม Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ที่ดูแลนาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร โดยรวมการรับประกันคุณภาพรถ แพ็กเกจเช็กระยะ Electric Mazda Care การคุ้มครองแบตเตอรี่แรงดันสูง และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เพื่อประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ไร้กังวลในทุกเส้นทาง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 10

 

ซึ่งทาง Mazda สร้างความมั่นใจด้วยสต็อกอะไหล่ Mazda6e ครบวงจร 100% ทุกรายการ ตั้งแต่เริ่มส่งมอบรถ พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านยนตรกรรมไฟฟ้าที่รองรับการซ่อมบำรุงและอุบัติเหตุได้ทันที มอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่อุ่นใจและยั่งยืนตามมาตรฐานญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ ศูนย์กระจายอะไหล่มาสด้า เป็นศูนย์กลางด้านการบริหารจัดการและกระจายอะไหล่ระดับสากลของมาสด้า บนพื้นที่กว่า 23,635 ตารางเมตร ย่านบางนา-ตราด มีการบริหารจัดการอะไหล่หมุนเวียน 400,000 ชิ้นต่อเดือน พร้อมสำรองอะไหล่กว่า 83,523 รายการ หรือเกือบ 1 ล้านชิ้น เพื่อการจัดส่งที่รวดเร็ว พร้อมรองรับทั้งตลาดในประเทศและส่งออกสู่ระดับโลก รวมถึงความรวดเร็วในการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชม. สำหรับกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด*ภายใน 1 วันทำการ เพื่อมอบการดูแลที่อุ่นใจตามมาตรฐานญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

 

*หมายเหตุ: สำหรับจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และเกาะสมุย จะได้รับอะไหล่ภายใน 2 วันทำการ 

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 11

 

ขณะเดียวกัน สายสัมพันธ์ระหว่างมาสด้าและผู้ขับขี่ยังคงแนบแน่นผ่านกิจกรรมต่างๆ ใน Mazda Community และสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับสมาชิก Mazda Family เพื่อให้มั่นใจว่าทุกช่วงเวลาของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ จะเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของแบรนด์อย่างต่อเนื่องตลอดไป

 

การันตียุคใหม่ด้วย Mazda6e จากเสียงตอบรับจากผู้ใช้งานจริง

 

ก่อนที่ THE ALL-ELECTRIC Mazda6e จะปรากฏกายบนถนนเมืองไทยอย่าง ยนตรกรรมรุ่นนี้ได้สร้างปรากฏการณ์ความตื่นตัวมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วินาทีที่เผยโฉมในงาน Motor Expo 2025 พร้อมเดินสายจัดแสดงทั่วประเทศ โดยมีผู้ลงทะเบียนแสดงเจตจำนงรับสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ถล่มทลายกว่า ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อก้าวแรกของ Mazda ในโลก EV

 

ความร้อนแรงพุ่งถึงขีดสุดหลังการประกาศราคาในงาน Bangkok International Motor Show 2026 โดยกวาดยอดจองทะลุ 3,000 คัน นับเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จและทำให้บูธของ Mazda กลายเป็นหมุดหมายที่ทุกคนต้องแวะเวียนมาสัมผัสตลอดการจัดงาน

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 12

 

ในวันนี้ Mazda6e ได้ถูกส่งมอบประสบการณ์จริงถึงมือลูกค้าชาวไทยอย่างเป็นทางการ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แปรเปลี่ยนกระแสความสนใจ สู่การพิสูจน์คุณค่าความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ทั้งสุนทรียภาพแห่งดีไซน์ สมรรถนะที่เร้าใจ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความอุ่นใจในการดูแลหลังการขายมาตรฐานญี่ปุ่นที่ Mazda เตรียมความพร้อมไว้เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค Electrification อย่างสมบูรณ์แบบ

 

Mazda6e จุดประกายบทใหม่ของ Mazda ในยุคยานยนต์ไฟฟ้า

 

THE ALL-ELECTRIC Mazda6e คือหมุดหมายสำคัญของ Mazda ในยุค Electrification ที่นำจิตวิญญาณความประณีตและสุนทรียภาพการขับขี่มาตีความใหม่จนคว้ารางวัล The Winner 2026 World Car Design of the Year พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ Multi-Solution Technology ที่มุ่งพัฒนาระบบขับเคลื่อนหลากหลาย เพื่อส่งมอบทางเลือกที่เหมาะสมและยั่งยืนให้แก่ผู้ขับขี่ในอนาคต

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า ‘The All-Electric Mazda6e’ คันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล World Car Design of the Year 2026 ชูดีไซน์ Neo Fastback ที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ต 13

 

การมาถึงของ Mazda6e จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ยืนยันว่า การเปลี่ยนผ่านของยานยนต์สู่ยุคพลังงานสะอาด สามารถหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณความพิถีพิถันและปรัชญา Jinba-Ittai ให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน จะยังคงเป็นแกนกลางสำคัญที่ Mazda ยึดถือ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก พร้อมประสบการณ์ที่ดีในการเป็นเจ้าของตามปรัชญาใหม่ Joy Drives Lives ที่มาสด้าพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้ามาสด้าทุกคน

 

สัมผัสยุคใหม่ของ Mazda ได้ที่ https://www.mazda.co.th/th/mazda6e

The post รู้จัก ‘The All-Electric Mazda6e’ รถไฟฟ้าคันแรกจาก Mazda เจ้าของรางวัล 2026 World Car Design of the Year [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการคว้าสิทธิ์จัดงาน ‘IEEE ICRA 2030’ ถึงเป็นโอกาสยกระดับ Tech Ecosystem ไทยสู่ Innovation Hub ของภูมิภาค [Advertorial] https://thestandard.co/ieee-icra-2030-thailand-tech-innovation/ Fri, 24 Jul 2026 03:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1234211 หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ประเทศไทยคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน IEEE International […]

The post ทำไมการคว้าสิทธิ์จัดงาน ‘IEEE ICRA 2030’ ถึงเป็นโอกาสยกระดับ Tech Ecosystem ไทยสู่ Innovation Hub ของภูมิภาค [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

ประเทศไทยคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน IEEE International Conference on Robotics and Automation 2030 หรือ IEEE ICRA 2030 หนึ่งในเวทีประชุมวิชาการนานาชาติด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 มิถุนายน 2030 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คนจากทั่วโลก

 

ความสำเร็จในการคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB), คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, IEEE RAS (Robotics and Automation Society) Thailand Chapter และ IEEE Thailand Section

 

สิ่งที่น่าจับตา คือการเป็นเจ้าภาพจัดงาน IEEE ICRA 2030 จะกลายเป็นโอกาสให้ไทยนำศักยภาพด้านวิจัย อุตสาหกรรม และบุคลากร ไปเชื่อมกับเครือข่ายหุ่นยนต์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

 

เพราะที่ผ่านมาไทยถูกจดจำในฐานะ ‘ฐานการผลิต’ ของภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาแรงงานและเทคโนโลยีจากภายนอกเป็นหลัก แต่การคว้าสิทธิ์ครั้งนี้ กำลังเปิดประตูให้ไทยขยับสู่การเป็น ‘ผู้ร่วมออกแบบอนาคตเทคโนโลยี’ พร้อมยกระดับ Smart Automation ในภาคธุรกิจ และผลักดันประเทศไปสู่การเป็น Advanced Manufacturing และ Innovation Hub ของภูมิภาค ในจังหวะที่โลกกำลังทุ่มเงินลงทุนใน AI, Automation และเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมภาคการผลิตไปอย่างสิ้นเชิง

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 1

 

‘IEEE ICRA’ คืออะไร ทำไมถึงถูกขนานนามว่าเป็น ‘โอลิมปิกแห่งวงการหุ่นยนต์’

 

IEEE International Conference on Robotics and Automation หรือ IEEE ICRA คือ Flagship Conference ด้าน Robotics, AI และ Automation ที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี 1984 ภายใต้ IEEE Robotics and Automation Society องค์กรวิชาชีพด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะหมุนเวียนจัดไปตามทวีปต่างๆ โดยแต่ละประเทศต้องยื่นเสนอความพร้อมล่วงหน้าหลายปีก่อนจะได้รับเลือก

 

สิ่งที่ทำให้ IEEE ICRA แตกต่างจากงานประชุมอื่นๆ นอกจากจะเป็นเวทีที่นักวิจัย มหาวิทยาลัยชั้นนำ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะใช้เปิดตัวนวัตกรรม งานวิจัยสำคัญ และหุ่นยนต์ต้นแบบ ก่อนที่จะถูกนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ยังเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน 

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 2

 

อะไรทำให้ไทยคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ ‘IEEE  ICRA 2030’ 

 

จิตนันท์ เตชะศรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เล่าว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และบทเรียนที่ช่วยให้ทีมไทยมองเห็นเงื่อนไขการแข่งขัน จุดที่ต้องเสริม และโจทย์สำคัญของการวางกลยุทธ์

 

อีกทั้งการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย สมาคมวิชาชีพ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งบทบาทกันชัดเจน ฝั่งวิชาการรับหน้าที่นำเสนอความแข็งแกร่งของเครือข่ายและเนื้อหาการประชุม ส่วนภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องช่วยตอกย้ำความพร้อมของประเทศทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนงานระดับนานาชาติ

 

“เราเลือกนำเสนอจุดแข็ง 2 ด้านคือ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไมซ์ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และความเข้มแข็งของสถาบันอุดมศึกษาและสมาคมวิชาชีพ ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของไทยในด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์” จิตนันท์กล่าว

 

นอกจากนั้นยังทำให้คณะกรรมการเห็นว่า IEEE ICRA 2030 จะเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้สนใจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงองค์ความรู้ เครือข่าย และเทคโนโลยีระดับโลกได้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยในฐานะพื้นที่เชื่อมต่ออนาคตของ Robotics, AI และ Automation ในระดับภูมิภาค

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 3

 

จากผู้ใช้สู่ผู้ร่วมสร้าง 

 

โอกาสที่มาพร้อมกับการจัดงานครั้งนี้ อาจพลิกโฉมประเทศไทยจากประเทศที่มีฐานอุตสาหกรรมแข็งแกร่ง ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร การแพทย์ และโลจิสติกส์ สู่การเป็นผู้พัฒนาและส่งออกโซลูชันหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของตนเอง ในวันที่เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของทุกภาคส่วน

 

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ กรรมการบริหารศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า การเป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 ไม่ได้เริ่มต้นในปี 2030 เพราะตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยได้อยู่ในสายตาของแวดวงเทคโนโลยีโลกแล้ว ทั้งในภาคการศึกษา ธุรกิจ และอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และการแพทย์

 

“จุดแข็งของไทยไม่ได้มีเพียงบุคลากรที่มีศักยภาพแข่งขันในระดับนานาชาติ แต่อยู่ที่ความใกล้ชิดและการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน ซึ่งชัดเจนขึ้นมากในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา แม้ญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกาจะก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมากกว่า แต่ไทยมีข้อได้เปรียบจากระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันได้รวดเร็ว และมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนรองรับอยู่แล้ว”

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 4

 

อุตสาหกรรมไทยต่อยอดอะไรบ้าง? 

 

มานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประจำสำนักประธาน เผยว่า อุตสาหกรรมไทยยังมีช่องว่างสำคัญที่ต้องเร่งปิด จากผลสำรวจ Thailand Industry 4.0 Index ของ สวทช. ซึ่งประเมินความพร้อมในระดับ 1–6 พบว่า ความพร้อมด้านเทคโนโลยีในสายการผลิตของไทยมีค่าเฉลี่ยเพียง 1.71 ขณะที่ระบบสารสนเทศในองค์กรอยู่ที่ 2.40และด้านองค์กรกับบุคลากรอยู่ที่ 2.51

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า หลายองค์กรมีความพร้อมด้านการบริหารจัดการและระบบสนับสนุนอยู่บ้างแล้ว แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในสายการผลิตจริงยังตามหลังอย่างมาก

 

ข้อมูลภาครัฐระบุว่า ปี 2563 โรงงานอุตสาหกรรมไทยใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติราว 25%โดยการใช้งานกระจุกตัวในโรงงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการผลิตปริมาณมาก ซึ่งมีทั้งเงินทุน ปริมาณการผลิต และความคุ้มค่ามากพอจะลงทุนในระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร

 

ในทางกลับกัน SME ส่วนใหญ่มักลงทุนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุด หรือใช้ระบบอัตโนมัติเพียงบางขั้นตอน เนื่องจากต้นทุนเครื่องจักรและการเชื่อมต่อระบบตลอดสายการผลิตยังสูงเกินเข้าถึงได้ง่าย

 

“ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากแรงกดดันทั้งการแข่งขันโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนแรงงาน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ทำให้หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขัน”

 

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การขาดนวัตกรรม เพราะโรงงานจำนวนไม่น้อยพัฒนาโซลูชันใช้เอง แต่คือการต่อยอดนวัตกรรมที่กระจัดกระจายให้เชื่อมโยงเป็นระบบ รวมถึงขยายความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยให้เข้าถึงทุกพื้นที่และทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

 

เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวางยุทธศาสตร์ 5I เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้แก่ Intelligent Industry การยกระดับสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, Innovation and Creative Industry การผลักดันนวัตกรรมมุ่งเป้าและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่า, International and Network การสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ, Industry Infrastructure Reform การปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ Inclusive Sustainability การเติบโตอย่างยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

 

โดยเฉพาะ Intelligent Industry มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ตามระดับความพร้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และต่อยอดสู่ Smart Manufacturing และ Smart OEM

 

เป้าหมายไม่ใช่การใช้หุ่นยนต์แทนคน แต่คือการใช้เทคโนโลยียกระดับศักยภาพแรงงานควบคู่กัน สภาอุตสาหกรรมฯ จึงผลักดัน RUN Concept ได้แก่ Reskill การปรับทักษะเดิมให้สอดรับกับรูปแบบงานที่เปลี่ยนไป, Upskill การเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ และ New Skill การสร้างทักษะจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

 

“หากไทยต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน Robotics และ Automation การสนับสนุน SME ให้เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี ระบบบูรณาการ และเครือข่ายผู้พัฒนา จึงมีความสำคัญไม่แพ้การลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ เพราะจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่เฉพาะในโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้น” มานะผลกล่าว

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 5

 

เม็ดเงิน การลงทุน และมูลค่าเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ตรงไหน

 

เมื่อถามว่า IEEE ICRA 2030 จะส่งผลต่อการลงทุน รายได้ และเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร

 

จิตนันท์ บอกว่า IEEE ICRA 2030 ครอบคลุมห่วงโซ่เทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่นักวิจัยผู้พัฒนาองค์ความรู้ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิต ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่นำโซลูชันไปใช้จริง

 

ความสำคัญของงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประชุมวิชาการ แต่เป็นพื้นที่ที่งานวิจัย เทคโนโลยี และธุรกิจมาพบกัน นักลงทุนและบริษัทชั้นนำเดินทางมาเพื่อมองหาเทคโนโลยีใหม่ เจรจาความร่วมมือ และต่อยอดนวัตกรรมต้นแบบไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือการใช้งานเชิงพาณิชย์

 

สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความร่วมมือใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคต ตั้งแต่การผลิต การแพทย์ เกษตร โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในอีกมิติ งานยังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ผ่านการเดินทางของนักวิจัย ผู้บริหาร นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก แต่คุณค่าที่แท้จริงอาจอยู่ที่โอกาสหลังงานจบลง เมื่อการพบปะไม่กี่วันสามารถนำไปสู่การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ในระยะยาว

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 6

 

สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย มองว่า การได้เป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 เป็นสัญญาณความเชื่อมั่นว่าไทยมีศักยภาพรองรับงานระดับโลก ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายวิชาการ ความพร้อมของอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งอาจต่อยอดให้ไทยดึงงานประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติในอุตสาหกรรมอนาคตเข้ามาได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Data Center เซมิคอนดักเตอร์ PCB หรือ Smart Farming

 

สำหรับผู้จัดงานระดับโลก ความสำเร็จของ IEEE ICRA 2030 จะช่วยยืนยันว่าไทยไม่ได้มีเพียงสถานที่จัดงานขนาดใหญ่ แต่ยังมีระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมงานวิชาการเข้ากับธุรกิจและการลงทุนได้จริง ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาครัฐที่ผลักดันการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ จึงเป็นปัจจัยเสริมบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลาง Robotics และ AI ของภูมิภาค

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นฮับไม่ได้เกิดขึ้นจากการจัดงานใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร กฎระเบียบ และการสร้างโอกาสให้ผู้จัดงาน นักลงทุน และผู้ประกอบการเห็นว่าประเทศไทยคือพื้นที่ที่งานระดับโลกสามารถสร้างเครือข่าย ทดลองเทคโนโลยี และขยายธุรกิจได้ในระยะยาว

 

หุ่นยนต์ในงานประชุม IEEE ICRA 2030 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 7

 

โจทย์สำคัญก่อนถึงปี 2030 

 

โจทย์สำคัญหลังจากนี้คือ ทำอย่างไรให้การเดินทางมาของนักวิจัย นักลงทุน และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก นำไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว และสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเส้นทางอาชีพใหม่ให้เยาวชน การสร้างพันธมิตรวิจัยเชิงลึก การช่วยให้สตาร์ทอัพเข้าถึงตลาดและเงินทุน หรือการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน

 

ในช่วง 4 ปีจากนี้ ไทยควรเร่งพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรด้าน Robotics, AI และ Automation สนับสนุนทุนวิจัยที่เชื่อมกับโจทย์อุตสาหกรรม เปิดพื้นที่ทดลองใช้เทคโนโลยีในโรงงาน โรงพยาบาล เมือง และภาคเกษตร ตลอดจนการออกแบบกฎระเบียบที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพและการลงทุนด้าน Deep Tech

 

จิตนันท์ บอกว่าที่ผ่านมาทีเส็บมีแผนยุทธศาสตร์ในการดึงงานประชุมด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาจัดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2029 มีงานในอุตสาหกรรมดังกล่าวเตรียมจัดขึ้นล่วงหน้าอีกถึง 5 งาน

 

“การดำเนินงานของทีเส็บเน้นการทำงานอย่างมีแผนงานที่ชัดเจน โดยคัดเลือกงานที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อยกระดับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ ทิศทางสำคัญคือการใช้ไมซ์เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี การลงทุน และเครือข่ายระดับโลกเข้ากับอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยในระยะยาว

 

นอกเหนือจากการส่งเสริมงานประชุมนานาชาติแล้ว ทีเส็บยังสนับสนุนงานแสดงสินค้านานาชาติ ระดับชั้นนำในภูมิภาคเอเชียและอาเซียนอย่างครอบคลุม ทั้งในอุตสาหกรรมการผลิต อาหาร และยานยนต์ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมในกลุ่มเดียวกันเติบโตอย่างสอดคล้องและครบวงจร

 

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ บอกว่า การสร้างผลลัพธ์ไม่ควรรอถึงปี 2030 แต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ ผ่านการบ่มเพาะบุคลากร สร้างเครือข่ายวิจัย และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองทำงานกับเทคโนโลยีจริง เพื่อให้งานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเวทีโลกมาสู่ไทย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของระบบนิเวศหุ่นยนต์และนวัตกรรมในระยะยาว

 

“ภายในงานจะเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยและอาจารย์ไทยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และต่อยอดความร่วมมือด้านวิจัย ช่วยย่นระยะการเรียนรู้และเพิ่มโอกาสให้ผลงานไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายวิชาการโลก ขณะเดียวกัน นักเรียนและนักศึกษาจะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป หลักสูตรระยะสั้น นิทรรศการ และการแข่งขัน เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีจริง พบปะผู้พัฒนาระดับแนวหน้า และมองเห็นเส้นทางอาชีพในโลก Deep Tech อย่างเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ยังอาจต่อยอดไปถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพไทย ให้เข้าถึงนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และโจทย์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำงานวิจัยไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง”

 

สรรชาย มองว่า บทบาทของงานแสดงสินค้าไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายธุรกิจ เมื่อผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน ผู้ประกอบการรายใหญ่ และผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมมาพบกัน จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ การจับคู่ทางเทคนิค และ Business Matching ที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้เป็นการลงทุนและการใช้งานจริง

 

“ที่ผ่านมาภาคอุตสาหกรรมและงานแสดงสินค้าไทยเตรียมความพร้อมด้าน Automation และ Robotics มาหลายปี ผ่านการจัดงานงานหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ Food Processing และ Food Packaging, เทคโนโลยีการแพทย์ ไปจนถึง Industrial Automation และ Robotics สำหรับภาคการผลิต

 

“การมาถึงของ IEEE ICRA 2030 จะเป็นแรงส่งที่ช่วยต่อยอดสิ่งที่ไทยและภาคอุตสาหกรรมเตรียมไว้ และทำให้ทิศทางของเทคโนโลยีอนาคตชัดเจนขึ้น และการเชื่อมงานวิชาการเข้ากับงาน Exhibition จะช่วยสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ Robotics และ Automation เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม”

 

มานะผล งาน IEEE ICRA 2030 จะเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดรับองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และ AI เพื่อยกระดับกำลังคนในทุกมิติ ตั้งแต่การเชื่อมนักวิจัยกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพให้เข้าถึงตลาด เงินทุน และพันธมิตรระดับโลก ไปจนถึงการแสดงศักยภาพของระบบนิเวศไทยต่อนักลงทุนจากทั่วโลก

 

“สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนโอกาสครั้งนี้ให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยทุกขนาดเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อให้ประโยชน์กระจายสู่ภาคการผลิตและเศรษฐกิจโดยรวม”

 

‘IEEE ICRA 2030’ มีกำหนดจัดวันที่ 13-17 มิถุนายน 2573 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดว่าจะดึงนักวิจัย นักวิชาการ ผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเข้าร่วมมากกว่า 10,000 คน สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 1,064.44 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 590.60 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานราว 745 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีให้แก่ภาครัฐประมาณ 36.41 ล้านบาท

The post ทำไมการคว้าสิทธิ์จัดงาน ‘IEEE ICRA 2030’ ถึงเป็นโอกาสยกระดับ Tech Ecosystem ไทยสู่ Innovation Hub ของภูมิภาค [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอี-หัวเว่ยลุย Trustworthy AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะลุ 5.6 ล้านล้าน https://thestandard.co/mdes-huawei-trustworthy-ai-thailand-economy/ Thu, 23 Jul 2026 12:32:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1234292 ภาพผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหัวเว่ยร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือด้าน AI

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ของอา […]

The post ดีอี-หัวเว่ยลุย Trustworthy AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะลุ 5.6 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหัวเว่ยร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือด้าน AI

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ของอาเซียน (AI Hub for ASEAN) ด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีมูลค่าทะลุ 5.6 ล้านล้านบาท ภายในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4.2% ‘ดีอี’ ชูแนวคิด AI Governance Sandbox นำมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้จริง ขณะที่หัวเว่ยเปิดตัวโครงการ Thailand AI Ecosystem Initiative และตั้งเป้าผลิตบุคลากร AI Talent 100,000 คน ผ่าน Huawei ASEAN Academy หวังยกระดับอธิปไตยทางดิจิทัลและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

 

 
 

ยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

 

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นวาระระดับชาติที่ไม่อาจสร้างได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) จึงประกาศย่อยกลยุทธ์ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), ความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness) และทรัพยากรบุคคล (Talent) เพื่อเร่งเครื่องให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

 

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุในงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย และหน่วยงานกำกับดูแลร่วมกันแปลงหลักการธรรมาภิบาลระดับสากลให้กลายเป็นการใช้งานจริงที่จับต้องได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่ครอบคลุมและยั่งยืน

 

มุ่งเป้าปั๊มเศรษฐกิจดิจิทัลทะลุ 5.6 ล้านล้าน

 

ทางด้าน พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้ว่า หัวใจสำคัญของก้าวต่อไปในเศรษฐกิจไทยคือการเดินหน้าด้วย ‘Trustworthy AI’ หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความมั่นคงปลอดภัย ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่น

 

เครื่องชี้วัดความพร้อมของประเทศสะท้อนผ่านดัชนีสำคัญ ประกอบด้วย

 

  • Broad Digital GDP ปี 2569: คาดว่าจะเติบโต 4.2% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 5.6 ล้านล้านบาท
  • Government AI Readiness Index 2025: ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็น อันดับ 2 ของอาเซียน (โดย Oxford Insights) ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งด้านนโยบายและโครงสร้างภาครัฐ

 

กระทรวงดีอีจึงวาง 3 แนวทางรุกหนัก ได้แก่ การยกระดับธรรมาภิบาล AI สู่มาตรฐานสากล, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัย และการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่างหัวเว่ย เพื่อยกระดับการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรมจริง

 

ยุทธศาสตร์จากหัวเว่ย ล็อกสเปกภาษาและวัฒนธรรมไทย

 

ออสติน เจิ้ง เชาวู รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มธุรกิจ ICT บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันว่า ยุคปัจจุบันการแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ “ความเร็ว” แต่ต้องเป็น AI ที่ “น่าเชื่อถือและใช้งานได้จริง” โดยหัวเว่ยได้เปิดตัวกรอบแนวคิด 5 ประการ ได้แก่:

 

  • การค้นหา Use Case ที่สร้างมูลค่าสูงในภาคธุรกิจ
  • การพัฒนาโมเดล AI ที่มีความน่าเชื่อถือ
  • การสร้างรากฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้
  • การกำกับดูแล AI ตลอดวงจรการใช้งาน
  • การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง

 

“ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุค AI ไม่ใช่การตัดสินใจผิด แต่คือการไม่ลงมือทำเลย” ออสติน เจิ้ง เชาวู ระบุ พร้อมย้ำว่า AI ในไทยต้องถูกออกแบบให้เข้าใจภาษา วัฒนธรรม และอุตสาหกรรมของคนไทยอย่างแท้จริง เพื่อรักษา อธิปไตยทางดิจิทัล

 

เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง ภายในงานได้มีการเปิดตัวโครงการ ‘Thailand AI Ecosystem Initiative’ เพื่อเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิด (Open Platform) เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน สถาบันวิจัย และสตาร์ทอัป พร้อมดัน Huawei ASEAN Academy ทำหน้าที่สถาบันผลิตบุคลากร ตั้งเป้าสร้าง AI Talent จำนวน 100,000 คน ส่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน

 

นอกเหนือจากยุทธศาสตร์ซอฟต์แวร์ หัวเว่ยยังอวดโฉมโครงสร้างพื้นฐานประมวลผลขั้นสูงอย่าง Atlas 950 SuperPoD เพื่อรองรับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และ AI Agent แห่งอนาคต พร้อมจัดงาน Huawei Thailand Suppliers Convention 2026 ดึงคู่ค้ากว่า 130 บริษัทร่วมตั้งกลุ่ม Huawei Thailand Data Center Ecosystem Alliance ปูทางสร้างซัพพลายเชนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะรองรับความต้องการประมวลผลที่พุ่งสูงขึ้น

The post ดีอี-หัวเว่ยลุย Trustworthy AI เร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลไทยทะลุ 5.6 ล้านล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DeepSeek-V4 จุดชนวนสงครามราคา AI เปิดตัวโมเดลเรือธงราคาถูกกว่าคู่แข่ง 7-30 เท่า บีบยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ https://thestandard.co/deepseek-v4-ai-price-war-us-giants/ Thu, 23 Jul 2026 12:03:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1234265 โลโก้ DeepSeek-V4 และสัญลักษณ์ AI สื่อถึงการแข่งขันด้านราคา

สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลัง D […]

The post DeepSeek-V4 จุดชนวนสงครามราคา AI เปิดตัวโมเดลเรือธงราคาถูกกว่าคู่แข่ง 7-30 เท่า บีบยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ DeepSeek-V4 และสัญลักษณ์ AI สื่อถึงการแข่งขันด้านราคา

สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลัง DeepSeek สตาร์ทอัปจีนประกาศเปิดตัวโมเดลเรือธง DeepSeek-V4 อย่างเต็มรูปแบบ ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ หลังจากที่เปิดให้ทดสอบวงแคบในรุ่น V4 Flash และ V4 Pro ไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา

 

 
 

โมเดลใหม่นี้ นำเสนอสถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts (MoE) ขนาด 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ แต่เลือกเปิดทำงานเฉพาะส่วนที่จำเป็น ส่งผลให้มีต้นทุนประมวลผลถูกกว่าโมเดลหลักในตลาดตั้งแต่ 7 ถึง 30 เท่า แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านการเขียนโค้ดและการคิดวิเคราะห์ได้สูงถึง 90-95% ของคู่แข่งฝั่งสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic

 

ปรากฏการณ์นี้ นอกจากจะทะลวงกำแพงมาตรการคุมส่งออกชิปของสหรัฐฯ ด้วยนวัตกรรมซอฟต์แวร์แล้ว ยังบังคับให้องค์กรทั่วโลกต้องคำนวณต้นทุนการประมวลผล (TCO) ใหม่ทั้งหมด แม้จะยังมีแรงต้านด้านความมั่นคงและ Data Privacy ในชาติตะวันตก แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยน AI จากเทคโนโลยีราคาแพงให้กลายเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

สัญญาณเตือนถึงยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ว่า ‘ยุค AI ราคาแพงกำลังจบลง’

 

วงการเทคโนโลยีโลกกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ DeepSeek สตาร์ทอัป AI ดาวรุ่งจากประเทศจีน ประกาศเปิดตัวโมเดลเรือธง DeepSeek-V4 อย่างเป็นทางการ หลังผ่านการทดสอบในรุ่น V4 Flash และ V4 Pro

 

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเกรดซอฟต์แวร์ตามรอบปี แต่คือการส่งสัญญาณเตือนเชิงยุทธศาสตร์ไปยังมหาอำนาจเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic ว่า สมรภูมิ AI ได้เปลี่ยนจาก “การแข่งกันที่ความเก่ง” ไปสู่ “การแข่งกันที่ความคุ้มค่าต่อคำสั่งประมวลผล” เรียบร้อยแล้ว

 

นวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่ทลายกำแพงมาตรการคุมชิป

 

ความลับเบื้องหลังศักยภาพในการหั่นราคาของ DeepSeek-V4 คือการเลือกใช้สถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts (MoE) ขนาดพารามิเตอร์รวม 1.6 ล้านล้านพารามิเตอร์ แต่เปิดทำงานจริงต่อคำสั่ง (Active Parameters) เพียง 49B ในรุ่น V4 Pro และ 13B ในรุ่น V4 Flash

 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ:

 

  • โมเดล AI ดั้งเดิม เหมือนพนักงานสารพัดประโยชน์คนเดียวที่ต้องแบกงานทุกอย่าง และใช้สมองทุกส่วนประมวลผลตอบคำถามตลอดเวลา

 

  • โครงสร้าง MoE ของ DeepSeek-V4 เหมือนองค์กรที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางนับร้อยคน โดยมีตัวจัดการ (Router) คอยส่งงานให้ตรงจุด หากสั่งเขียนโค้ด ระบบจะปลุกเฉพาะ AI ผู้เชี่ยวชาญด้านโค้ดขึ้นมาทำงาน ขณะที่ส่วนอื่นยังคงพักผ่อน

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ DeepSeek-V4 สามารถส่งมอบประสิทธิภาพความฉลาดในระดับใกล้เคียงโมเดลท็อป แต่กินพลังงานและทรัพยากรชิปน้อยลงอย่างมหาศาล ดัน ต้นทุนการประมวลผลให้ถูกกว่าโมเดลหลักในท้องตลาดถึง 7-30 เท่า

 

แรงกระแทกต่อ TCO และการปรับกลยุทธ์ของฝั่งอเมริกา

 

การจ่ายเงินเพียง 10-15% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ถึง 90% คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต้องหันมาคำนวณ Total Cost of Ownership (TCO) ใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ต้องรันคำสั่ง API จำนวนหลายพันล้าน Tokens ต่อวัน

 

ปรากฏการณ์นี้บีบให้ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ต้องปรับกลยุทธ์ส่งโมเดลตระกูลสเปกย่อยราคาประหยัด เช่น GPT-Mini, Haiku หรือ Gemini Flash ออกมาบล็อกการขยายตัวของจีนอย่างหนักหน่วง

 

สำหรับผู้ใช้งานองค์กร แม้การย้ายค่าย (Switching Cost) จาก OpenAI หรือ Anthropic มายัง DeepSeek จะมีต้นทุนในการปรับจูนระบบเดิม แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับค่า API ที่ลดลงระยะยาว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในแง่การบริหารต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

 

กำแพงความมั่นคงและทางออกด้วย Private Cloud

 

อย่างไรก็ตาม แม้ DeepSeek จะชนะขาดในมิติของราคา แต่แรงต้านสำคัญคือ ‘ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์’ (Geopolitics) การที่หน่วยงานรัฐและองค์กรชั้นนำในสหรัฐฯ และชาติตะวันตกสั่งห้ามใช้ DeepSeek บนอุปกรณ์ของรัฐ สะท้อนถึงความกังวลด้าน Data Privacy อย่างรุนแรง

 

ทางออกขององค์กรเอกชนในปัจจุบันจึงมักอยู่ในรูปแบบ Hybrid:

 

  • ใช้งานผ่าน Public API กับงานทั่วไปที่ไม่มีความลับ
  • นำโมเดล Open-Source ของ DeepSeekมาปรับแต่งและ Host เองบน Private Cloud ภายในองค์กรเพื่อปิดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล

 

3 มิติใหม่แห่งอนาคตอุตสาหกรรม AI

 

ปรากฏการณ์ DeepSeek-V4 กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปสู่อนาคตใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้

 

  • AI เป็นสาธารณูปโภคราคาถูก: ความสามารถประมวลผลขั้นสูงจะกลายเป็นระบบพื้นฐานที่ราคาเข้าถึงง่าย ช่วยให้สตาร์ทอัปพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้วยต้นทุนที่ถูกลงอย่างมาก
  • ขยายตัวรวดเร็ว: โมเดลที่ประหยัดทรัพยากรอย่าง V4 Flash จะช่วยเร่งให้เกิดการประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง (Edge Devices) และ Private Cloud ขนาดเล็กได้ทันที
  • การเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจฝั่งสหรัฐฯ: ยักษ์ใหญ่ตะวันตกอาจต้องขยับไปขายโซลูชันระดับ Enterprise Safety, ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือบริการที่ต้องการความน่าเชื่อถือขั้นสูง แทนการขายโมเดลขนาดใหญ่ราคาแพงเพียงอย่างเดียว

 

สงครามราคา AI ที่จุดชนวนโดย DeepSeek ในครั้งนี้ แม้จะทำให้อัตรากำไร (Margin) ของผู้พัฒนาโมเดล AI ทั่วโลกดิ่งลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ในท้ายที่สุดคือ ‘ผู้บริโภคและนักพัฒนา’ ที่กำลังจะได้ใช้เทคโนโลยีระดับท็อปในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดคลื่นนวัตกรรมใหม่ๆ ทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ภาพ: daily_creativity / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post DeepSeek-V4 จุดชนวนสงครามราคา AI เปิดตัวโมเดลเรือธงราคาถูกกว่าคู่แข่ง 7-30 เท่า บีบยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ของจีนแอบปั้นโมเดล Kimi K3 โดยใช้ชิป Nvidia GB300 ผ่านเซิร์ฟเวอร์ใน ‘ไทย’ https://thestandard.co/white-house-moonshot-ai-nvidia-chips-thailand/ Thu, 23 Jul 2026 10:09:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1234194 นิ้วกำลังกดไอคอนแอปพลิเคชัน Kimi AI บนหน้าจอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวออกมากล่าวหา Moonshot A […]

The post ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ของจีนแอบปั้นโมเดล Kimi K3 โดยใช้ชิป Nvidia GB300 ผ่านเซิร์ฟเวอร์ใน ‘ไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิ้วกำลังกดไอคอนแอปพลิเคชัน Kimi AI บนหน้าจอ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวออกมากล่าวหา Moonshot AI สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ของจีนว่า นำผลลัพธ์จากโมเดล AI ของสหรัฐฯ ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เพื่อพัฒนาโมเดล Kimi K3 ที่เพิ่งเปิดตัวและสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการเทคโนโลยี พร้อมระบุว่า บริษัทเข้าถึงชิป Nvidia รุ่น GB300 ที่ถูกห้ามขายให้บริษัทจีน ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงจากเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยด้วย

 

 
 

ไมเคิล แครตซิออส ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำทำเนียบขาว โพสต์ผ่าน X เมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีข้อมูลว่า Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิป GB300 มาไว้ในครอบครอง

 

นอกจากนี้ยังเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้งชิปรุ่นดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยมีความเป็นไปได้ว่าเพื่อใช้ฝึกโมเดล AI ของบริษัท

 

ข้อกล่าวหานี้ชี้ว่า Moonshot ละเมิดทั้งกฎควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และเงื่อนไขการใช้งานของบริษัทเจ้าของโมเดล ทั้งนี้ Moonshot และ Nvidia ยังไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็นต่อโพสต์ของแครตซิออส

 

ปมชิป Blackwell ที่ห้ามขายให้บริษัทจีน

 

ชิป GB300 ที่แครตซิออสอ้างถึงเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ตระกูล Blackwell ซึ่งสหรัฐฯ ห้ามจำหน่ายให้บริษัทจีน โดยแม้รัฐบาลทรัมป์จะเปิดทางให้ขายชิป H200 ที่มีสมรรถนะต่ำกว่าได้บ้าง แต่ยังคงสกัดการขายชิปตระกูล Blackwell ที่ล้ำสมัยกว่าอยู่

 

ที่ผ่านมาสหรัฐฯ จำกัดการส่งออกชิปที่ล้ำสมัยที่สุดของ Nvidia มาตั้งแต่ปี 2022 ด้วยความกังวลว่าอาจถูกกองทัพจีนนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งนับจากนั้นรัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกก็เข้มงวดกับการลักลอบขนชิปมากขึ้น

 

ขณะที่บันทึกภายในเมื่อเดือนพฤษภาคมยังยืนยันว่า สำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง ซึ่งดูแลการควบคุมการส่งออกชิป AI จำกัดการขายชิปประสิทธิภาพสูงให้บริษัทจีนแม้จะอยู่นอกประเทศจีนก็ตาม

 

โดยเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีบริษัทใดอาศัยช่องโหว่ส่งชิปไปยังบริษัทลูกของกิจการจีนหรือไม่ ซึ่งเป็นบริบทที่ทำให้การเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ในไทยถูกจับตาเป็นพิเศษ

 

นอกจากประเด็นชิปแล้ว แครตซิออสยังระบุว่า Moonshot พัฒนาแพลตฟอร์มภายในที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อทำ distillation กับโมเดลของสหรัฐฯ ในวงกว้าง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ดึงคำตอบจากโมเดลที่แข็งแกร่งกว่ามาฝึกโมเดลที่อ่อนแอกว่า เพื่อลอกความสามารถบางส่วนมาไว้กับตัวเอง

 

โดยเขาระบุว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทสลับวิธีเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ

 

ท่าทีคว่ำบาตรจากฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ

 

สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ก็แสดงความกังวลในทำนองเดียวกันเมื่อวันอังคาร (21 ก.ค.) แม้จะไม่ได้เจาะจงถึง Moonshot โดยระบุว่ารัฐบาลสนับสนุนโมเดลแบบโอเพนซอร์ส แต่ไม่สนับสนุนการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และหากพบว่าโมเดลจากต่างประเทศขโมยจากบริษัทอเมริกัน สหรัฐฯ ก็มีอำนาจคว่ำบาตรได้

 

เบสเซนต์ยังกล่าวผ่าน Fox Business ว่า ทางการสหรัฐฯ กำลังตรวจพบร่องรอยเฉพาะตัวที่บ่งชี้ว่าโมเดลจีนหลายตัวมีต้นทางมาจากโมเดลภาษาขนาดใหญ่สัญชาติอเมริกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

 

ก่อนย้ำจุดยืนอีกครั้งในวันพุธว่ามาตรการคว่ำบาตรและการขึ้นบัญชีดำยังเป็นทางเลือกที่พร้อมนำมาใช้ พร้อมระบุว่าการสนับสนุนโอเพนซอร์สไม่ได้แปลว่าเปิดให้ใครก็ได้มาหยิบฉวยทรัพย์สินทางปัญญาของอเมริกา

 

ท่าทีเหล่านี้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาที่เพิ่มขึ้นจาก OpenAI และ Anthropic ที่ระบุว่าคู่แข่งจากจีนนำผลลัพธ์จากโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ ไปใช้อย่างเป็นระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อพัฒนาแชตบอตคู่แข่งด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยว โดยก่อนหน้านี้ Anthropic เคยกล่าวหา Moonshot ในประเด็นเดียวกัน ซึ่ง Moonshot ยังไม่ได้ตอบข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

เช่นเดียวกับเมื่อเดือนมิถุนายนที่ Anthropic กล่าวหา Alibaba ว่าลอบดูดความสามารถของโมเดล Claude ผ่านการทำ distillation พร้อมเรียกร้องให้สภาคองเกรสลงโทษบริษัทที่อยู่เบื้องหลัง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสองสภาก็ผลักดันกฎหมายที่มีเป้าหมายขึ้นบัญชีดำหรือคว่ำบาตรบริษัทจีนที่ทำ distillation อย่างไม่เหมาะสม

 

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อกล่าวหาล่าสุด แต่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าการพัฒนา AI ของประเทศเป็นผลจากความทุ่มเทและความพยายามของตัวเอง รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

เมื่อ Kimi K3 สั่นคลอนความเชื่อเรื่องช่องว่างสหรัฐฯ-จีน

 

ต้นตอของความตื่นตัวครั้งนี้คือ Kimi K3 ซึ่งเป็นโมเดลแบบ Open-Weight ที่ Moonshot ระบุว่า มีความสามารถโดยรวมเหนือกว่าคู่แข่งทุกราย ยกเว้น Claude Fable 5 ของ Anthropic และ GPT-5.6 ของ OpenAI

 

การเปิดตัวดังกล่าวสั่นคลอนสมมติฐานที่เชื่อกันมานานว่าความสามารถด้าน AI ของจีนยังตามหลังผู้นำอย่าง OpenAI และ Anthropic อยู่มาก จนทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงแรง คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นจากผลกระทบของ DeepSeek เมื่อปีก่อน

 

โดย Moonshot มีกำหนดปล่อย Kimi K3 เป็นโมเดลโอเพนซอร์สในวันที่ 27 กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นโมเดลขนาดใหญ่ระดับนี้ตัวแรกที่เปิดให้ดาวน์โหลดและปรับแต่งได้อย่างอิสระ

 

ทางฝั่ง OpenAI นั้น เกร็ก บร็อคแมน ประธานบริษัท ยอมรับว่า Moonshot พัฒนาโมเดลที่แข่งขันได้จริง โดยระบุว่าเป็นโมเดลที่ดีทีเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เมื่อถูกถามว่า Moonshot ดึงผลลัพธ์จากโมเดลของ OpenAI ไปใช้หรือไม่ เขากลับตอบว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุป พร้อมย้ำว่าบริษัทเฝ้าติดตามเรื่องนี้อยู่เสมอ

 

บร็อคแมนระบุว่า เขาเคยเห็นการประเมินที่ชี้ว่าจีนอาจตามหลังสหรัฐฯ ในการพัฒนาโมเดลเพียงราว 4 เดือนเท่านั้น ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าอาจสั้นกว่านั้นอีก อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า OpenAI ยังมีความได้เปรียบอย่างมาก จากการลงทุนด้านทรัพยากรประมวลผลตั้งแต่เนิ่นๆ และการวิจัยที่สะสมมาหลายปี

 

เขายังชี้ว่า มีความเข้าใจผิดว่าโมเดลแบบ Open-Weight อย่าง Kimi นั้นใช้งานฟรี ทั้งที่ยังเป็นโมเดลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทรัพยากรประมวลผลจำนวนมาก ซึ่งมีต้นทุนสูง โดยการแข่งขันที่แท้จริงจะอยู่ที่ว่าใครสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุดได้

 

ขณะที่ OpenAI ออกแถลงการณ์ว่าโมเดลแบบเปิดมีความสำคัญต่อการทำให้ทุกคนเข้าถึง AI ได้ พร้อมระบุว่าความก้าวหน้าของโมเดลเปิดจากจีนไม่ใช่เหตุผลที่จะต่อต้านแนวทางเปิดกว้าง

 

ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ Moonshot กำลังเร่งระดมทุนรอบสุดท้ายก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปีนี้ ที่ระดับมูลค่าบริษัทสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท)

 

แม้นักลงทุนสหรัฐฯ จะไม่ได้ถูกห้ามลงทุนในบริษัทที่ซื้อขายในฮ่องกงเป็นการทั่วไป แต่หากสหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทใดเป็นการเฉพาะ ก็อาจสกัดไม่ให้เม็ดเงินอเมริกันไหลเข้าไปยังบริษัทนั้นได้ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่ Moonshot ต้องเผชิญท่ามกลางการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.80 บาท ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2569

 

ภาพ: Samuel Boivin/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ของจีนแอบปั้นโมเดล Kimi K3 โดยใช้ชิป Nvidia GB300 ผ่านเซิร์ฟเวอร์ใน ‘ไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung เดิมพันครั้งใหญ่ เปลี่ยนสมาร์ทโฟนสู่ AI Ecosystem ใน Galaxy Unpacked 2026 https://thestandard.co/samsung-galaxy-unpacked-ai-ecosystem/ Thu, 23 Jul 2026 09:58:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1234185 ภาพงาน Galaxy Unpacked 2026 ของ Samsung แสดงแนวคิด AI Ecosystem

Samsung กำลังเปลี่ยนบทบาทของสมาร์ทโฟนจาก ‘อุปกรณ์’ สู่ […]

The post Samsung เดิมพันครั้งใหญ่ เปลี่ยนสมาร์ทโฟนสู่ AI Ecosystem ใน Galaxy Unpacked 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพงาน Galaxy Unpacked 2026 ของ Samsung แสดงแนวคิด AI Ecosystem

Samsung กำลังเปลี่ยนบทบาทของสมาร์ทโฟนจาก ‘อุปกรณ์’ สู่ Personal Entry Point หรือประตูสู่โลกของ AI คู่ใจ โดยมี Galaxy Z Fold8 Ultra, Galaxy Z Fold8, Galaxy Z Flip8, Galaxy Watch9, Galaxy Watch Ultra2 และ Intelligent Eyewear ที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์แยกกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Galaxy AI Ecosystem พวกเขาเชื่อว่าการแข่งขัน AI ระลอกต่อไปจะไม่ได้ตัดสินกันที่ ‘โมเดลที่ฉลาดที่สุด’ แต่เป็น AI ที่เข้าใจบริบทของผู้ใช้ได้ดีที่สุด

 

 

หลังจากสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัลมานานเกือบ 20 ปี Samsung เชื่อว่า บทบาทของมันกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคสมาร์ทโฟนถือกำเนิด

 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2026 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในงาน Galaxy Unpacked 2026 Samsung เปิดตัว Galaxy Z Fold8 Ultra, Galaxy Z Fold8, Galaxy Z Flip8, Galaxy Watch9, Galaxy Watch Ultra2 พร้อมเผยรายละเอียดของ Intelligent Eyewear เป็นครั้งแรก

 

สาระสำคัญของงานครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดตัวฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ หากเป็นการประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของบริษัทว่า สมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนจากปลายทางของการใช้งาน มาเป็น Personal Entry Point หรือประตูสู่โลกของ AI คู่ใจ ที่สามารถเข้าใจบริบทของผู้ใช้ ทั้งการทำงาน สุขภาพ การเดินทาง และชีวิตประจำวัน ผ่าน Ecosystem ของอุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ

 

ภาพงาน Galaxy Unpacked 2026 ของ Samsung แสดงแนวคิด AI Ecosystem 1

 

Galaxy Z Fold8 Ultra ถูกวางตำแหน่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการทำงานและการสร้างสรรค์ Galaxy Z Fold8 ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและความบันเทิง ขณะที่ Galaxy Z Flip8 ผลักดันให้หน้าจอด้านนอกสามารถทำงานร่วมกับ AI ได้มากขึ้น ส่วน Galaxy Watch9 และ Watch Ultra2 ก็ยกระดับจากอุปกรณ์ติดตามสุขภาพไปสู่ AI คู่ใจที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่า Samsung ไม่ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นให้แข่งขันกันเอง แต่ให้อุปกรณ์แต่ละประเภททำหน้าที่รับผิดชอบ ‘บริบท’ คนละส่วนของชีวิตผู้ใช้

 

TM Roh ประธานธุรกิจ Mobile eXperience ของ Samsung สรุปวิสัยทัศน์นี้ไว้สั้นๆ ว่า “The next chapter of AI will be defined by where AI meets people.”

 

การแข่งขันรอบต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสร้าง AI ที่ฉลาดที่สุด แต่คือใครสามารถทำให้ AI เข้าใจชีวิตของผู้ใช้ได้ดีที่สุด

 

ภาพงาน Galaxy Unpacked 2026 ของ Samsung แสดงแนวคิด AI Ecosystem 2

 

จาก AI ผู้ช่วย สู่ Agentic AI

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของ Galaxy Unpacked ปีนี้ คือ Samsung ไม่ได้แข่งขันด้วยสเปกของอุปกรณ์แต่ละชิ้น แต่แข่งขันด้วย Context หรือ ‘บริบท’

 

โทรศัพท์เข้าใจการทำงานและการสื่อสาร นาฬิกาเข้าใจสุขภาพและการนอน หูฟังเข้าใจการสนทนา ขณะที่ Intelligent Eyewear จะเพิ่มมิติใหม่ด้วยการทำให้ AI เข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังมองเห็นในโลกจริง

 

เมื่อข้อมูลจากอุปกรณ์ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน AI จะไม่ใช่ผู้ช่วยที่รอรับคำสั่งอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น Agentic AI ที่สามารถเข้าใจสถานการณ์ คาดการณ์ความต้องการ และช่วยลงมือทำบางอย่างแทนผู้ใช้ได้ นี่คือหัวใจของ Galaxy AI รุ่นใหม่ที่ Samsung กำลังผลักดัน

 

ความแตกต่างของการแข่งขันจึงเปลี่ยนไป จากเดิมที่ทุกบริษัทแข่งขันกันสร้างโมเดล AI วันนี้ Samsung กำลังส่งสัญญาณว่า ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่มีโมเดลดีที่สุด แต่คือบริษัทที่สร้าง Ecosystem ได้ดีที่สุด เพราะยิ่ง AI เข้าใจบริบทของผู้ใช้มากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถมอบประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติและมีประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

 

เมื่อสงครามเมมโมรีชิป เปลี่ยนเกมของอุตสาหกรรม

 

จังหวะของ Galaxy Unpacked เกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

ด้านหนึ่ง Apple ถูกคาดว่าจะเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนจอพับในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ Huawei และ HONOR ก็เร่งพัฒนาฮาร์ดแวร์จนช่องว่างกับ Samsung แคบลงเรื่อยๆ อีกด้านหนึ่ง กระแส AI ทำให้บริษัททั่วโลกทุ่มงบลงทุนมหาศาลในดาต้าเซ็นเตอร์ ส่งผลให้ความต้องการ GPU และหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงอย่าง HBM และ DRAM เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ NVIDIA หรือผู้ให้บริการ AI แต่เริ่มส่งผ่านมายังผู้บริโภค ต้นทุนของหน่วยความจำและชิปที่สูงขึ้นกำลังกดดันราคาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ท้ายที่สุด ผู้บริโภคคือผู้ที่ต้องร่วมแบกรับต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐาน AI ผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

 

Intelligent Eyewear หมากตัวต่อไปของ Samsung

 

แม้จะใช้เวลาไม่นานบนเวที แต่ Intelligent Eyewear อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดในระยะยาว

 

ภาพงาน Galaxy Unpacked 2026 ของ Samsung แสดงแนวคิด AI Ecosystem 3

 

Samsung ตั้งใจหลีกเลี่ยงคำว่า Smart Glasses เพราะมองว่าแว่นตาไม่ควรเป็นเพียงจอแสดงผลอีกชิ้น แต่ควรเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ AI เข้าใจโลกผ่านสายตาของผู้ใช้ แว่นตารุ่นนี้พัฒนาร่วมกับ Google บนแพลตฟอร์ม Android XR และเทคโนโลยีของ Qualcomm เพื่อเชื่อมต่อกับ Galaxy AI อย่างไร้รอยต่อ พร้อมจับมือกับแบรนด์แว่นตาอย่าง Gentle Monster และ Warby Parker โดยมีแผนเริ่มวางจำหน่ายในบางประเทศช่วงปลายปีนี้ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีการประกาศกำหนดการอย่างเป็นทางการ

 

หากสมาร์ทโฟนคือศูนย์กลางของยุค Mobile อินเทอร์เฟซของยุค AI อาจไม่ใช่หน้าจออีกต่อไป แต่อาจเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้สวมใส่ได้ตลอดทั้งวัน และสามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้ใช้กำลังเห็น กำลังพูด และกำลังทำได้แบบเรียลไทม์ เหมือนเป็น always-on intelligence

 

AI ที่ฉลาด ต้องเริ่มจาก AI ที่ไว้ใจได้

 

ยิ่ง AI เข้าใจผู้ใช้มากขึ้น ความปลอดภัยก็ยิ่งกลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน

 

Samsung จึงให้ความสำคัญกับ Samsung Knox มากกว่าที่หลายคนคาด เพราะในโลกที่ AI เข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ตารางนัดหมาย รูปภาพ และข้อมูลส่วนตัว ความสามารถของ AI เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากผู้ใช้ไม่เชื่อมั่นว่าข้อมูลของตนเองจะได้รับการปกป้อง

 

บริษัทระบุว่าฟีเจอร์ Galaxy AI จำนวนมากจะประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์ หรือทำงานภายใต้สถาปัตยกรรมความปลอดภัยของ Knox เพื่อให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตนเองได้มากที่สุด นี่คือเหตุผลที่ TM Roh กล่าวอีกประโยคหนึ่งว่า

 

“AI doesn’t need to outthink you. It needs to understand you.”

 

เพราะก่อนที่ AI จะเข้าใจผู้ใช้ได้ ผู้ใช้ต้องเชื่อใจก่อนว่าข้อมูลของตนจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย

 

Galaxy Unpacked 2026 จึงไม่ใช่งานเปิดตัวสมาร์ทโฟน แต่เป็นการประกาศว่า สงคราม AI กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันของ โมเดล ไปสู่การแข่งขันของ Ecosystem และท้ายที่สุด อาจกลายเป็นการแข่งขันว่า AI ของใครเข้าใจชีวิตของผู้ใช้ได้ดีที่สุด

 

หากวิสัยทัศน์นี้เป็นจริง อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจไม่ได้ถามว่า “มือถือรุ่นใหม่ทำอะไรได้บ้าง” แต่จะถามว่า “AI ของอุปกรณ์ชิ้นนั้น เข้าใจชีวิตของเรามากพอที่จะช่วยคิด ช่วยทำ และช่วยตัดสินใจได้หรือยัง” และนั่นคือเดิมพันครั้งใหญ่ที่ Samsung กำลังวางไว้ รวมถึงอาจเป็นทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั้งโลก

The post Samsung เดิมพันครั้งใหญ่ เปลี่ยนสมาร์ทโฟนสู่ AI Ecosystem ใน Galaxy Unpacked 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขย่าพอร์ตจอพับ! Samsung แตกไลน์ 3 รุ่นรวด ส่ง ‘Z Fold8’ ไซซ์ใหม่เจาะพฤติกรรมเฉพาะ เคาะราคาเริ่มต้น 61,900 บาท https://thestandard.co/samsung-foldable-zfold8-lineup/ Thu, 23 Jul 2026 02:46:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1233931 ภาพโปรโมต Samsung Galaxy Z Fold8 พร้อมราคาเริ่มต้น 61,900 บาท

Samsung ปรับโครงสร้างไลน์อัปสมาร์ทโฟนจอพับครั้งใหญ่ในปี […]

The post เขย่าพอร์ตจอพับ! Samsung แตกไลน์ 3 รุ่นรวด ส่ง ‘Z Fold8’ ไซซ์ใหม่เจาะพฤติกรรมเฉพาะ เคาะราคาเริ่มต้น 61,900 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโปรโมต Samsung Galaxy Z Fold8 พร้อมราคาเริ่มต้น 61,900 บาท

Samsung ปรับโครงสร้างไลน์อัปสมาร์ทโฟนจอพับครั้งใหญ่ในปี 2026 ด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอจากเดิมที่มีเพียง 2 รุ่น เพิ่มขึ้นเป็น 3 รุ่น นำโดย Galaxy Z Fold8 รุ่นไซซ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

 

โดยวางเป้าหมายขยายฐานลูกค้าจอพับด้วยการเจาะกลุ่มผู้ใช้ตามพฤติกรรมการใช้งานที่ต่างกัน แทนการขายสินค้าแบบเดียวให้คนหมู่มากพร้อมกัน บนฐานผู้ใช้จอพับทั่วโลกที่ปัจจุบันแตะระดับ 24 ล้านคน ขณะที่ราคาของทั้งซีรีส์มีตั้งแต่ 42,900 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อป 93,900 บาท

 

จาก 2 สู่ 3 รุ่น เกมขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมเฉพาะ

 

ตลอด 7 ปีที่ Samsung เดินหน้าพัฒนาสมาร์ทโฟนจอพับ ฐานผู้ใช้งานทั่วโลกเติบโตขึ้นจนแตะ 24 ล้านคน และกลายเป็นจุดตั้งต้นให้บริษัทตัดสินใจปรับพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญในปีนี้

 

Samsung เรียกทิศทางนี้ว่าการเดินจาก ‘Premium to Mainstream’ หรือการทำให้จอพับซึ่งเดิมเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มระดับบน เข้าถึงผู้ใช้ได้กว้างขึ้น

 

แต่ด้วยราคาที่ยังเริ่มต้นระดับ 40,000 บาทขึ้นไป ในทางปฏิบัติจึงเป็นการขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะพฤติกรรมการใช้งานเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการปูพรมขายให้คนหมู่มากพร้อมกัน โดยเพิ่มทางเลือกจาก 2 รุ่นเป็น 3 รุ่น เพื่อครอบคลุมความต้องการที่ต่างกันของผู้ใช้แต่ละแบบ แทนการฝากความหวังไว้กับรุ่นเรือธงเพียงไม่กี่รุ่น

 

หัวใจของการปรับพอร์ตรอบนี้อยู่ที่ Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ ซึ่งเกิดจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้สมาร์ทโฟนจอใหญ่เพื่อรับชมคอนเทนต์ วิดีโอ และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก จึงเพิ่มรุ่นที่วางตำแหน่งอยู่ระหว่างรุ่นเรือธงกับรุ่นเล็ก เพื่อดึงกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้จอพับให้เข้าสู่ระบบนิเวศได้ง่ายขึ้น โดยตัวเครื่องที่เปิดตัวจริงมาในดีไซน์ที่สอดคล้องกับภาพซึ่งหลุดออกมาก่อนหน้านี้

 

การที่ Samsung ยังคงใช้ชื่อซีรีส์ Z Fold ต่อไป สะท้อนความเชื่อว่าสมาร์ทโฟนจอใหญ่แบบพับได้จะเป็นหมวดหมู่สินค้าที่อยู่กับผู้บริโภคในระยะยาว ไม่ใช่กระแสชั่วคราว และเป็นตลาดที่ต้องการวางรากฐานเอาไว้ก่อนที่การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น

 

โครงสร้าง 3 รุ่นยังทำหน้าที่กระจายราคาให้ครอบคลุมกำลังซื้อได้กว้างกว่าเดิม โดยรุ่นกลางอย่าง Galaxy Z Fold8 ถูกวางให้มีราคาต่ำกว่ารุ่น Ultra ราวหนึ่งหมื่นบาทในแต่ละความจุ ทำหน้าที่เป็นประตูบานแรกที่ช่วยดึงคนกลุ่มใหม่ให้เริ่มใช้จอพับได้ง่ายขึ้น ก่อนขยับขึ้นไปสู่รุ่นเรือธงในอนาคต

 

สามรุ่น สามบุคลิก เจาะผู้ใช้คนละกลุ่ม

 

ทั้ง 3 รุ่นถูกออกแบบให้มีบุคลิกและกลุ่มเป้าหมายต่างกันโดย Galaxy Z Fold8 Ultra วางตัวเป็นรุ่นเรือธงที่เน้นประสิทธิภาพการทำงานเต็มรูปแบบ ชื่อต่อท้าย ‘Ultra’ สื่อถึงมาตรฐานสูงสุดด้านสเปกและนวัตกรรม ตัวเครื่องบางที่สุดเท่าที่ Galaxy เคยผลิต โดยวัดได้เพียง 4.1 มิลลิเมตรเมื่อกางออก และหนัก 215 กรัม มาพร้อมหน้าจอหลักขนาด 8 นิ้ว รองรับการเปิดหลายแอปพร้อมกันบนพื้นที่จอที่กว้าง

 

ความบางระดับนี้มาจากเทคโนโลยีโครงสร้างหน้าจอใหม่ที่ Samsung เรียกว่า Flex Titanium ซึ่งผสานฟิล์มไทเทเนียมเข้ากับแผ่นไทเทเนียม ช่วยให้ตัวเครื่องบางลงโดยไม่เสียความแข็งแรง ทั้งยังดูดซับแรงกดและลดการมองเห็นรอยพับบนหน้าจอเมื่อใช้งานไปนานๆ ประกอบกับหน้าจอที่ให้ความสว่างสูงสุด 3,000 nits และเคลือบสารลดแสงสะท้อน เพื่อให้ใช้งานกลางแจ้งได้ชัดเจนขึ้น

 

ด้านกล้อง Galaxy Z Fold8 Ultra ใช้เลนส์หลักความละเอียด 200 ล้านพิกเซล เลนส์ Ultra-wide 50 ล้านพิกเซล และรองรับการถ่ายวิดีโอระดับ 8K ผ่านตัวแปลงสัญญาณ APV ใหม่ พร้อมฟีเจอร์ปรับแต่งสีแบบภาพยนตร์ Cine LUT ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 Mobile Platform for Galaxy แบตเตอรี่ 5,000 mAh และระบบชาร์จเร็ว 45 วัตต์ วางเป้าไปที่กลุ่มครีเอเตอร์และผู้ใช้ที่ต้องการทำงานหนักได้ตลอดวัน

 

ถัดมาคือ Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘Discovery and Joy’ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่เน้นความบันเทิงและการเสพคอนเทนต์ จุดขายอยู่ที่น้ำหนักเพียง 201 กรัม ซึ่งเบาที่สุดในตระกูล Z Fold หน้าจอหลักขนาด 7.6 นิ้ว อัตราส่วน 4:3 ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์และการอ่าน ส่วนหน้าจอด้านนอกอัตราส่วน 10:16 ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนการใช้สมาร์ทโฟนทั่วไป จึงลดกำแพงสำหรับคนที่กำลังลังเลจะเปลี่ยนจากเครื่องจอเดียวมาใช้จอพับ

 

รุ่นนี้มาพร้อมกล้องคู่ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ทั้งเลนส์ wide และ ultra-wide รวมถึงฟีเจอร์ My FanCam ที่ใช้ AI ตรวจจับและติดตามบุคคลในวิดีโอโดยอัตโนมัติ แล้วปรับเฟรมภาพให้อยู่ในสัดส่วนที่พร้อมอัปโหลดลงโซเชียลมีเดียได้ทันที ตอบโจทย์คนทำคอนเทนต์ที่ต้องการความเร็ว ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 เช่นกัน พร้อมแบตเตอรี่ 4,800 mAh

 

ปิดท้ายด้วย Galaxy Z Flip8 รุ่นเล็กที่เน้นดีไซน์และการสะท้อนตัวตนของผู้ใช้ ตัวเครื่องบางเพียง 6.1 มิลลิเมตร และหนักเพียง 180 กรัม เป็นรุ่นที่บางเบาที่สุดในซีรีส์ มาพร้อมกล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล และหน้าจอด้านนอก FlexWindow ที่ปรับใหม่ให้เข้าถึงฟังก์ชัน AI ได้โดยตรง เจาะกลุ่มผู้ใช้ที่มองสมาร์ทโฟนเป็นทั้งไอเทมแฟชั่นและของใช้ประจำตัว

 

AI คือสมรภูมิใหม่

 

นอกจากฮาร์ดแวร์ Samsung ยังวาง Galaxy AI เป็นจุดขายหลักของทั้งซีรีส์ โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการ One UI 9 พร้อมฟีเจอร์อย่าง Now Brief ที่สรุปข้อมูลเฉพาะบุคคล และ Now Nudge ที่ช่วยดึงขั้นตอนถัดไปจากบทสนทนาขึ้นมาให้ผู้ใช้จัดการทันที ทั้งหมดออกแบบให้ใช้ประโยชน์จากหน้าจอขนาดใหญ่ของเครื่องจอพับ

 

ประเด็นที่น่าจับตาในเชิงธุรกิจคือการที่ Samsung จับมือกับ Google ผ่าน Gemini Intelligence เพื่อเสริมความสามารถด้าน AI ให้ครอบคลุมมากขึ้น สะท้อนว่าสนามแข่งขันของสมาร์ทโฟนเรือธงกำลังเคลื่อนจากการวัดกันที่สเปกฮาร์ดแวร์ ไปสู่การชิงกันที่ประสบการณ์ AI ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายต้องหาพันธมิตรมาเติมเต็ม ซึ่งคู่แข่งอย่าง Apple เองก็เลือกดึง Gemini มาช่วยยกเครื่อง Apple Intelligence ที่ถูกมองว่ายังล้าหลังจากคู่แข่งอยู่ไม่น้อย

 

ขณะเดียวกัน Samsung ยังออกแบบให้ Galaxy AI ทำงานเชื่อมโยงกับอุปกรณ์อื่นในเครือ ทั้งนาฬิกา Galaxy Watch และแว่นตาอัจฉริยะที่เปิดตัวพร้อมกัน การผูกประสบการณ์ให้ต่อเนื่องข้ามอุปกรณ์เช่นนี้ นอกจากจะเพิ่มมูลค่าให้ผู้ใช้แล้ว ยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ลูกค้าอยู่ในระบบนิเวศของแบรนด์ได้นานขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ผลิตทุกรายในตลาดสมาร์ทโฟนระดับบน

 

ทีเอ็ม โรห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่าย Device eXperience ของ Samsung ระบุว่า “การกำหนดมาตรฐานใหม่ให้สมาร์ทโฟนจอพับได้ในวันนี้ คือการขับเคลื่อนประสบการณ์ระดับพรีเมียมไปอีกขั้น พร้อมทั้งพาผู้บริโภคเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความอัจฉริยะอย่างทั่วถึง”

 

สำหรับตลาดไทย Galaxy Z Series ทั้ง 3 รุ่นเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้จนถึง 13 สิงหาคม 2569 และวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคมเป็นต้นไป โดยราคาแต่ละรุ่นแบ่งตามความจุดังนี้

 

Galaxy Z Fold8 Ultra เริ่มต้นที่ 69,900 บาท สำหรับความจุ 12/256GB, 77,900 บาท สำหรับ 12/512GB และ 93,900 บาท สำหรับ 16/1TB

 

Galaxy Z Fold8 ไซซ์ใหม่ เริ่มต้นที่ 61,900 บาท สำหรับ 12/256GB, 69,900 บาท สำหรับ 12/512GB และ 85,900 บาท สำหรับ 16/1TB

 

ส่วน Galaxy Z Flip8 เริ่มต้นที่ 42,900 บาท สำหรับ 12/256GB และ 50,900 บาท สำหรับ 12/512GB

 

ช่วงราคาที่มีตั้งแต่ระดับสี่หมื่นบาทต้นๆ ไปจนเกือบแตะหนึ่งแสนบาท สะท้อนความพยายามของ Samsung ในการวางสินค้าให้ครอบคลุมผู้ใช้หลายกลุ่มที่มีพฤติกรรมและกำลังซื้อต่างกัน ซึ่งเป็นหัวใจของทิศทางขยายฐานลูกค้าด้วยการเจาะกลุ่มเฉพาะ แทนการหวังยอดขายจากคนหมู่มากพร้อมกัน

The post เขย่าพอร์ตจอพับ! Samsung แตกไลน์ 3 รุ่นรวด ส่ง ‘Z Fold8’ ไซซ์ใหม่เจาะพฤติกรรมเฉพาะ เคาะราคาเริ่มต้น 61,900 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’ ปั้นเมืองทองธานี สู่ Smart & Connected City [Advertorial] https://thestandard.co/ais-bangkokland-muangthongthani-smart-city/ Wed, 22 Jul 2026 07:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1233016 ‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

จากนี้ไป ‘เมืองทองธานี’ จะไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการจั […]

The post ‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’ ปั้นเมืองทองธานี สู่ Smart & Connected City [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

จากนี้ไป ‘เมืองทองธานี’ จะไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางการจัดงานและอีเวนต์ระดับประเทศเท่านั้น แต่กำลังจะก้าวสู่การเป็น ‘Hub Connectivity City’ ที่เชื่อมโยงทุกระบบนิเวศของเมืองเข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ชีวิต การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การจัดงาน การเดินทาง ความปลอดภัย และโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งอนาคต

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

เมื่อ AIS และ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ ภายในเมืองทองธานีสู่ ‘Smart & Connected City’ ด้วยการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตั้งแต่เครือข่าย 5G-Advanced อินเทอร์เน็ตบ้าน ระบบคลาวด์ AI ไปจนถึงแพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับบริหารจัดการเมืองภายใต้แนวคิด “Muang Thong NEXT: The Smart & Connected City”

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

‘เมืองทองธานี’ จากแนวคิดเมืองครบวงจร สู่ Smart & Connected City

 

พอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมืองทองธานีพัฒนามานานหลายทศวรรษภายใต้แนวคิดการเป็นเมืองที่มีองค์ประกอบครบครันสำหรับการใช้ชีวิต 

 

จุดตั้งต้นคือการสร้างพื้นที่นอกศูนย์กลางเมืองที่รองรับการอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา และการพักผ่อนในพื้นที่เดียว หรือแนวคิด Live–Work–Play–Learn ซึ่งเป็นทิศทางที่เมืองทองธานียึดถือมาต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้การพัฒนาเมืองครบวงจรต้องก้าวไปสู่ Smart City ที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้คน

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

“เราไม่ได้เริ่มจากการตั้งเป้าว่าจะนำเทคโนโลยีมาใส่ในเมืองให้มากที่สุด แต่เริ่มจากคำถามว่า คนที่อยู่ ทำงาน เรียน หรือเข้ามาใช้พื้นที่ จะใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้นอย่างไร” พอลล์กล่าว

 

สำหรับเมืองทองธานี Smart City จึงไม่ได้หมายถึงการมีเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เมืองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ และตอบโจทย์แนวคิด Live–Work–Play–Learn 

 

“หลายคนนึกถึงเมืองทองธานีในฐานะที่ตั้งของ IMPACT แต่ที่นี่มีบทบาทมากกว่านั้น เพราะเป็นพื้นที่ของผู้อยู่อาศัย นักเรียน นักศึกษา พนักงานบริษัท ผู้ประกอบการ และผู้ใช้บริการจำนวนมากในแต่ละวัน การพัฒนา Smart City จึงต้องตอบโจทย์คนทุกกลุ่มในระบบนิเวศของเมือง”

 

เขายกตัวอย่างตั้งแต่แอปพลิเคชันสำหรับผู้อยู่อาศัยเพื่อจัดการบริการรายเดือน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าส่วนกลาง ไปจนถึงระบบเชื่อมต่อที่รองรับคนรุ่นใหม่ ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแรงจะช่วยให้ IMPACT รองรับงานที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้มข้นมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดสด การเชื่อมต่อผู้เข้าร่วมจำนวนมาก และการออกแบบประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่สำหรับผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า และผู้ร่วมงาน

 

พอลล์มองว่า การมี AIS เป็นพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี คือก้าวสำคัญในการผลักดันเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิต การทำงาน ความบันเทิง การเรียนรู้ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในเมืองเดียว

 

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับงานระดับนานาชาติที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อศูนย์ประชุม แต่ยังสร้างรายได้ต่อเนื่องให้โรงแรม ร้านค้า ระบบขนส่งและธุรกิจโดยรอบ

 

“การพัฒนาเมืองทองธานีสู่ Smart City ไม่มีเส้นตาย เพราะเทคโนโลยีและความต้องการของผู้คนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือการสร้างทิศทางร่วมที่ชัดเจน เพื่อให้ทีมงาน ผู้ประกอบการ ผู้อยู่อาศัย และพันธมิตรเห็นภาพเดียวกันว่า เมืองกำลังมุ่งไปสู่การเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ ใช้ชีวิตง่าย และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น”

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

‘Digital Infrastructure’ ฐานรากของเมืองยุคใหม่  

 

ปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า บทบาทของ AIS วันนี้คือการพัฒนา ‘National Intelligent Infrastructure’ หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ เพื่อรองรับการใช้ชีวิต การดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาประเทศในระยะยาว

 

“Digital Infrastructure คือระบบที่เชื่อมโยงการสื่อสาร การประมวลผลข้อมูล การให้บริการธุรกิจ และการเข้าถึงบริการในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมตั้งแต่โครงข่ายใยแก้วนำแสง การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ไปจนถึง Data Center, Sovereign Cloud และ Sovereign AI ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต”

 

เขามองว่า เมืองทองธานีเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีผู้คนหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการมากกว่า 111 ล้านคนต่อเดือน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแรงจึงมีความจำเป็นต่อการบริหารจัดการเมือง การรองรับกิจกรรมขนาดใหญ่ และการยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

 

“ความร่วมมือครั้งนี้ AIS มุ่งทำให้เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของทุกจังหวะชีวิตในเมือง ตั้งแต่ Smart Living สำหรับที่อยู่อาศัย Virtual Classroom เพื่อการเรียนรู้ และ Telemedicine ที่ช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกขึ้น”

 

ในมิติธุรกิจและอีเวนต์ โครงข่ายประสิทธิภาพสูงจะรองรับการเชื่อมต่อ การถ่ายทอดสด และการเข้าถึงคอนเทนต์ดิจิทัลของผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นคน พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจต่อยอด Cloud, AI และ Data Center เพื่อพัฒนาบริการใหม่และเข้าใจผู้ใช้ได้แม่นยำขึ้น

 

อีกองค์ประกอบสำคัญคือความปลอดภัย ทั้งการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ การจัดการข้อมูล และระบบอัจฉริยะเพื่อดูแลพื้นที่ เช่น Smart Parking ซึ่งช่วยให้เมืองบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยขึ้นเมื่อกิจกรรมและจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น

 

ปรัธนากล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ดีต้องเป็น ‘ตัวเร่ง’ ที่เปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ซึ่งผู้คนสัมผัสได้จริง

 

“สำหรับ AIS ความสำเร็จของเมืองอัจฉริยะไม่ได้วัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่นำมาใช้ แต่วัดจากประโยชน์ที่ผู้คนสัมผัสได้จริง ตั้งแต่การเดินทาง การใช้ชีวิต การทำงาน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการและประสบการณ์ใหม่ๆ ภายในเมือง”

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

เมืองทองธานีในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจนนทบุรี

 

พันธุ์แก้ว เพียงเพลง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า เมืองทองธานีเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของนนทบุรี ที่รวมศูนย์ประชุมและนิทรรศการ พื้นที่ค้าปลีก งานบันเทิง กีฬา โรงแรม ธุรกิจท้องถิ่น และชุมชนที่อยู่อาศัยไว้ด้วยกัน

 

การจัดกิจกรรมทั้งระดับประเทศและนานาชาติช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ และยังกระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

การยกระดับเมืองทองธานีสู่ Smart & Connected City จึงเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อดึงดูดนักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้จัดงาน พร้อมส่งเสริมให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี 

 

“การพัฒนา Digital Infrastructure ยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดระยะยาว ทั้งในมิติ ‘ย่านน่าอยู่’ และ ‘ย่านสะดวก’ โดยเมืองทองธานีมีโครงข่ายคมนาคมและรถไฟฟ้ารองรับอยู่แล้ว ขณะที่ระบบดิจิทัลจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ทำธุรกรรม และยืนยันตัวตนได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น”

 

ปั้นเมืองทองธานีให้เป็น ‘Smart MICE Destination’

 

ดร.สุภวัน ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ TCEB กล่าวว่า โครงการ Muang Thong NEXT เป็นตัวอย่างสำคัญของการยกระดับพื้นที่จัดงานไปสู่ Smart MICE Destination เพราะปัจจุบัน ศักยภาพของสถานที่จัดงานไม่ได้วัดจากขนาดพื้นที่หรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการและการออกแบบประสบการณ์ตลอดเส้นทางของผู้เข้าร่วมงาน ตั้งแต่ก่อนเดินทางมาถึง ระหว่างอยู่ในพื้นที่ และหลังจบงาน เช่น การใช้ Digital Twin จำลองการเดินทางและความหนาแน่นของผู้คนก่อนจัดงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายเมืองทั่วโลกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

 

“Digital Infrastructure จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการอีเวนต์ ทั้งการจัดการผู้คน การจราจร ความปลอดภัย การใช้พลังงาน และการดำเนินงานภายในพื้นที่ ขณะเดียวกัน เครือข่ายความเร็วสูงและเสถียรยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการดึงดูดงานระดับโลก โดยเฉพาะอีเวนต์ด้านเทคโนโลยี อีสปอร์ต เกม การประชุมแบบไฮบริด และงานที่ต้องใช้การถ่ายทอดสดหรือข้อมูลปริมาณมาก ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนผู้เข้าร่วมงานให้เป็นผู้ใช้เมือง ผู้จัดงานและพื้นที่สามารถออกแบบ Customer Journey เชื่อมคนไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น” ดร.สุภวันกล่าว 

 

ความปลอดภัยที่สัมผัสได้จริง

 

พล.ต.ต.นิเวศ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ ชี้ว่า เมืองที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นต้องยกระดับความปลอดภัยควบคู่กันทั้งความปลอดภัยในพื้นที่จริงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมทั้งเสนอว่า การให้บริการ Wi-Fi สาธารณะควรมีระบบยืนยันตัวตนที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หากเกิดการกระทำผิด ขณะเดียวกัน การใช้ AI ต้องมาพร้อมกับการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ตั้งแต่อาชญากรรมดิจิทัลไปจนถึงภัยคุกคามจากการใช้โดรน

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

เมืองทั้งเมืองในฐานะห้องเรียน

 

ดร.ภูมิ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า การมีวิทยาเขตอยู่ในเมืองทองธานีทำให้นักศึกษาไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน แต่สามารถใช้เมืองทั้งเมืองเป็น Living Lab หรือห้องปฏิบัติการจริงได้ ตั้งแต่การสำรวจความต้องการของชุมชน การออกแบบโครงการ การพัฒนางานวิจัย ไปจนถึงการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่

 

ดร.ภูมิ  บอกว่า “ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังจะช่วยต่อยอดรูปแบบการศึกษา โดยเฉพาะการใช้ข้อมูล AI และการเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างออนไลน์กับออนไซต์ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมกับทักษะที่โลกการทำงานต้องการ”

 

เมื่อข้อมูลสร้างโอกาสให้ธุรกิจและผู้บริโภค

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและเกิดระบบนิเวศที่เชื่อมผู้คน กิจกรรม และธุรกิจเข้าด้วยกัน ย่อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เด่นชัย เพชรไชย กรรมการผู้จัดการ บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG มองในมุมของภาคการเงินพบว่า

 

“เทคโนโลยีอย่าง AI และ Data ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น เข้าใจลูกค้าในมิติที่ลึกขึ้น และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มยอดขาย ขยายส่วนแบ่งตลาด และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ในส่วนของผู้บริโภค เมืองที่เชื่อมต่อกันมากขึ้นหมายถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อ ตั้งแต่การชำระเงินดิจิทัล การทำธุรกรรม ไปจนถึงการเข้าถึงสินเชื่อและบริการที่เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล” เด่นชัยกล่าว

 

‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’

 

เทคโนโลยีที่จับต้องได้จริง

 

โดย AIS จะนำศักยภาพด้านเครือข่าย เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเสริมความพร้อมของเมืองทองธานีอย่างครบวงจร ประกอบด้วย

  • ปูพรมโครงข่ายมือถืออัจฉริยะ 5G ทั่วเมืองทองธานี พร้อมยกระดับสู่ 5G-ADVANCED ด้วยเทคโนโลยีรวมคลื่นความถี่ เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแรง ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะศูนย์จัดงานและคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานพร้อมกันหลักหมื่นคน ทั้งการไลฟ์สตรีม, Immersive Experience, Extended Reality, Hologram และการถ่ายทอดสดคุณภาพสูงแบบเรียลไทม์
  • ยกระดับทุกครัวเรือนสู่ Smart Living ด้วยเน็ตบ้าน AIS 3BB Fibre3 และมาตรฐานใหม่ของอินเทอร์เน็ตไร้สาย WiFi 7 ช่วยให้บ้าน คอนโดมิเนียม และชุมชนเชื่อมต่อได้รวดเร็ว เสถียร และพร้อมรองรับบริการอัจฉริยะในอนาคต ตั้งแต่ Smart Home, Work from Home ไปจนถึง Telemedicine และระบบติดตามสุขภาพจากระยะไกล
  • ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรับยุค AI ด้วยโซลูชัน Hyper Connectivity, Sovereign Cloud, Data Center และ AI Solutions เพื่อช่วยให้อาคารสำนักงานและผู้ประกอบการขับเคลื่อน Digital Transformation ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับ Cloud ระดับโลก การวิเคราะห์ข้อมูล และบริการ Managed Service โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ
  • ยกระดับประสบการณ์คอนเสิร์ตและอีเวนต์ของ IMPACT ด้วยเครือข่าย WiFi และระบบเชื่อมต่อที่รองรับผู้ร่วมงานจำนวนมาก ให้การสื่อสาร ธุรกรรม และ Digital Engagement ดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ Exhibitor และผู้จัดงาน รวมถึงการต่อยอดบริการ 5G VIP Ultra และ Boost Mode บนเครือข่าย 5G SA เพื่อสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้นสำหรับผู้ร่วมงาน

 

โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้จะต่อยอดสู่การบริหารเมืองอัจฉริยะแบบครบวงจร ครอบคลุมเทคโนโลยีวิถีดิจิทัล อาทิ AI CCTV, IoT และ Cyber Security พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งศูนย์ประชุม ที่พักอาศัย และพื้นที่สาธารณะเข้าสู่ Smart City Data Platform และ Digital Twin เพื่อแสดงภาพรวมแบบเรียลไทม์ ช่วยให้วางแผนการจราจร พลังงาน และความปลอดภัยได้อย่างแม่นยำ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและผลักดันเมืองทองธานีสู่ต้นแบบ Smart & Connected City ที่ปลอดภัยและรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ความท้าทายของ Smart City คือการทำให้เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ยกระดับศักยภาพของพื้นที่เมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ให้กลายเป็นประสบการณ์และโอกาสใหม่ที่ผู้คนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้จริง ทั้งการเดินทางที่คล่องตัวขึ้น ความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ การเข้าถึงบริการที่ง่ายขึ้น และโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมผลักดันเมืองทองธานี สู่ Hub Connectivity City และพื้นที่เศรษฐกิจอัจฉริยะแห่งอนาคตที่สร้างคุณค่าให้กับเมือง ชุมชน จังหวัดนนทบุรี และประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

The post ‘AIS’ ผนึก ‘บางกอกแลนด์’ ปั้นเมืองทองธานี สู่ Smart & Connected City [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดดีล 7 หมื่นล้าน! 4 บิ๊กเทคจีน ขยายฐานผลิต-ตั้งศูนย์ R&D ในไทย ปักหมุดนิคมไหน จังหวัดใดบ้าง? https://thestandard.co/china-tech-thailand-investment/ Tue, 21 Jul 2026 10:24:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1233385 ภาพรวมโลโก้ 4 บิ๊กเทคจีน Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink ที่ลงทุนในไทย

การเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐม […]

The post เปิดดีล 7 หมื่นล้าน! 4 บิ๊กเทคจีน ขยายฐานผลิต-ตั้งศูนย์ R&D ในไทย ปักหมุดนิคมไหน จังหวัดใดบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมโลโก้ 4 บิ๊กเทคจีน Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink ที่ลงทุนในไทย

การเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่เพียงกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ แต่ยังนำไปสู่การพบผู้บริหาร 4 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้แก่ Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink ซึ่งยืนยันแผนลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทยรวมกว่า 70,000 ล้านบาท อีกทั้งอยู่ระหว่างหารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย

 

การลงทุนครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการดึงดูด อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ของไทย ทั้ง ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), AI, Data Center, Semiconductor, Photonics และอุปกรณ์สื่อสารความเร็วสูง โดยบริษัทเหล่านี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของ Google, Microsoft, NVIDIA และ Amazon

 

เป้าหมายของไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงฐานการผลิต แต่ต้องการดึง การวิจัยและพัฒนา (R&D) เทคโนโลยีขั้นสูง ซัพพลายเชนมูลค่าสูง และการพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและผลักดันไทยสู่ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของภูมิภาค

 

THE STANDARD WEALTH พาเช็กว่า 4 Big Tech จีนเลือกปักหมุดลงทุนในจังหวัดไหน และแต่ละบริษัทมีแผนขยายธุรกิจ จ้างงาน ในไทยเพิ่มอย่างไรบ้าง?

 


 

ภาพรวมโลโก้ 4 บิ๊กเทคจีน Xiaomi, ChangAn, InnoLight และ Eoptolink ที่ลงทุนในไทย 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post เปิดดีล 7 หมื่นล้าน! 4 บิ๊กเทคจีน ขยายฐานผลิต-ตั้งศูนย์ R&D ในไทย ปักหมุดนิคมไหน จังหวัดใดบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อซีอีโอเชื่อว่า AI ทำงานแทนคนได้ แต่งานวิจัยบอกว่ายังไม่ใช่ ผู้ก่อตั้ง Box ชี้ ‘AI Psychosis’ ทำผู้บริหารตัดสินใจปลดคนจากสิ่งที่ไม่เคยลงมือ https://thestandard.co/ai-psychosis-ceos-fire-staff/ Sat, 18 Jul 2026 06:06:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1232201 ภาพหุ่นยนต์ AI ที่ดูเสียหายหรือบิดเบี้ยว สื่อถึงภาวะ 'AI Psychosis' ที่ทำให้ซีอีโอปลดพนักงาน

วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง เมื่อบริษัทจำนวน […]

The post เมื่อซีอีโอเชื่อว่า AI ทำงานแทนคนได้ แต่งานวิจัยบอกว่ายังไม่ใช่ ผู้ก่อตั้ง Box ชี้ ‘AI Psychosis’ ทำผู้บริหารตัดสินใจปลดคนจากสิ่งที่ไม่เคยลงมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหุ่นยนต์ AI ที่ดูเสียหายหรือบิดเบี้ยว สื่อถึงภาวะ 'AI Psychosis' ที่ทำให้ซีอีโอปลดพนักงาน

วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาพที่ย้อนแย้ง เมื่อบริษัทจำนวนมากทำรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ไปพร้อมกับการปลดพนักงานครั้งใหญ่

 

 

โดย แอรอน เลวี่ ผู้ก่อตั้ง Box เสนอคำอธิบายว่า ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากอาการที่เขาเรียกว่า ‘AI Psychosis’ หรือภาวะที่ผู้บริหารหลงเชื่อในศักยภาพของ AI เกินจริง จนตัดสินใจปลดพนักงานบนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

 

เลวี่โพสต์ผ่าน X ว่า ซีอีโอมีแนวโน้มเป็นอาการนี้มากเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้ลงมือทำงานในขั้นตอนสุดท้ายที่ยังต้องใช้คน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้งานจาก AI ใช้ได้จริง โดยเขาอธิบายว่าผู้บริหารระดับสูงมักได้ลองเล่น AI สร้างต้นแบบ หรือให้ AI ร่างสัญญาขึ้นมาสักฉบับ แล้วก็สรุปทันทีว่า AI Agent ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด

 

ช่องว่างระหว่างคนสั่งกับคนทำ

 

จุดที่เลวี่ชี้คือ ผู้บริหารเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ต้องมานั่งตรวจโค้ด ไล่หาบั๊ก หรือคอยจับผิดตอนที่ AI อ้างอิงชุดคำสั่งสำเร็จรูปที่ไม่มีอยู่จริง ก่อนปล่อยซอฟต์แวร์ออกไปใช้งาน เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบการฝึกโมเดล AI ให้เข้าใจเงื่อนไขสัญญาเฉพาะตัวของบริษัท และไม่ต้องใช้เวลาหลายวันไล่อ่านสัญญาเพื่อหาเงื่อนไขที่ซ่อนอยู่

 

ตามทฤษฎีของเลวี่ ซีอีโอจึงไม่เข้าใจกระบวนการทำงานมากพอที่จะรู้ว่าอะไรทำอัตโนมัติได้จริงและอะไรทำไม่ได้ แต่ความไม่รู้นั้นก็ไม่ได้หยุดพวกเขาจากการลงมือทำตามความเชื่อของตัวเอง

 

ทั้งนี้ เลวี่ไม่ใช่คนที่ต่อต้าน AI แต่กลับตรงกันข้าม เพราะเขาโพสต์สนับสนุน AI ให้ผู้ติดตาม 2.7 ล้านคนบน X อยู่เป็นประจำ รวมถึงเขียนบล็อกเรื่องซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อ AI Agent ว่าคืออนาคต และยังลงทุนในสตาร์ตอัปด้าน AI ในฐานะนักลงทุนอิสระด้วย

 

สิ่งที่เลวี่แนะนำคือให้ซีอีโอลงมือใช้ AI ด้วยตัวเองให้มากกว่านี้ เพื่อจะได้เห็นกับตาว่ามันทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ แล้วจะเข้าใจทั้งโอกาสที่มีอยู่และงานจริงที่ยังต้องทำ

 

ตัวเลขปลดคนที่สวนทางกับงานวิจัย

 

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนผ่านตัวเลข โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi ระบุว่าเพียง 5 เดือนแรกของปี 2026 วงการเทคโนโลยีปลดพนักงานไปแล้ว 115,430 คน จาก 152 บริษัท ซึ่งเกือบเท่ากับทั้งปี 2025 ที่มีการปลด 124,636 คน จาก 275 บริษัท

 

บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่า AI คือเหตุผลของการลดคน ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังทำ ‘AI Washing’ หรือการอ้างว่า AI ช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งที่จริงแล้วการตัดสินใจทางธุรกิจด้านอื่นต่างหากที่เป็นตัวผลักดันการปลดคน

 

กรณีที่น่าสนใจคือ เซบ อีแวนส์ ซีอีโอของ ClickUp สตาร์ตอัปซอฟต์แวร์บริหารโครงการ ที่ประกาศบน X ว่าได้ปลดพนักงานไป 22% หรือเกือบหนึ่งในสี่ หลังนำ AI Agent ราว 3,000 ตัวมาทำงานภายในองค์กร

 

อีแวนส์ยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อลดต้นทุน แต่ต้องการองค์กรที่ประกอบด้วยคนที่คอยสั่งงาน AI Agent และใช้เวลาไปกับการตรวจงานของ AI Agent อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 100 เท่า

 

แต่ข้อมูลด้าน AI กับ Productivity กลับไม่สนับสนุนสมมติฐานเช่นนั้นเลย โดยการวิเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้นที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคมใน California Management Review ของ UC Berkeley พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ที่หนักแน่นระหว่างการนำ AI มาใช้กับ Productivity โดยรวมที่เพิ่มขึ้น

 

ขณะที่งานวิจัยจาก National Bureau of Economic Research เมื่อเดือนมีนาคม สรุปว่าการนำ AI มาใช้ช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริง แต่ก็ตั้งข้อสังเกตถึงภาวะที่เรียกว่า Productivity Paradox ซึ่ง Productivity ที่คนรู้สึกว่าเพิ่มขึ้นนั้นสูงกว่าตัวเลขที่วัดได้จริง

 

ด้านนักวิจัยจาก MIT ที่ทดลองสร้าง AI Agent หลายพันตัวมาทำงาน ก็สรุปว่าในหลายกรณี AI Agent ยังทำงานได้ไม่เทียบเท่ามนุษย์ พร้อมคาดการณ์ว่าด้วยอัตราการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน โมเดลจะทำงานด้านการเขียนและประมวลผลข้อความส่วนใหญ่สำเร็จได้เฉลี่ย 80-95% ในระดับคุณภาพที่พอใช้ได้ ภายในปี 2029

 

พูดง่ายๆ คือ AI กำลังอยู่บนเส้นทางที่จะทำงานส่วนใหญ่ได้ในระดับพื้นฐานภายในราว 3 ปีข้างหน้า และนักวิจัยกลุ่มนี้เชื่อว่า AI Agent ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์

 

คอขวดใหม่ที่ย้ายไปอยู่ที่ผู้บริหาร

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ งานวิจัยที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review ชี้ว่า เมื่อทุกคนใช้ AI ผลิตงานออกมาได้มากขึ้น คอขวดกลับย้ายไปอยู่ที่ผู้บริหารแทน เพราะงานทั้งหมดต้องรอคนที่มีอำนาจอนุมัติ

 

หัวหน้างานรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Harvard Business Review ว่า ทุกๆ 30 นาที จะมีคนสร้างอะไรบางอย่างที่เขาต้องเข้าไปตรวจ ขณะที่อีกรายระบุว่าหากคุยเรื่องโปรเจกต์กับลูกน้องในการประชุมตัวต่อตัว วันรุ่งขึ้นงานนั้นก็ถูกปล่อยออกไปใช้งานจริงแล้ว

 

งานวิจัยจาก Atlassian พบว่าผู้นำองค์กร 89% เห็นตรงกันว่า AI เร่งความเร็วของการทำงานจนเกิดสภาวะที่ต้องคอยตรวจงานตลอดเวลา โดยหัวหน้างานรายหนึ่งบอกว่ารู้สึกตามงานไม่ทันอยู่ตลอด ส่วนอีกรายเมื่อถูกถามว่ารับมือกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างไร ก็ได้แต่หัวเราะ พร้อมตอบว่านอนน้อยลงมาก

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก BetterUp ยังพบว่าหัวหน้างาน 54% ระบุว่าได้รับงานที่ดูดีมีระดับแต่ไร้เนื้อหาสาระที่แท้จริง ซึ่งเป็นผลพวงจากการใช้ AI สร้างงานโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง

 

ทั้งหมดนี้จึงย้อนกลับมาที่ตัวซีอีโอว่าพร้อมรับมือกับสภาพเช่นนี้แล้วหรือยัง เพราะหากยังไม่พร้อม ผลลัพธ์ที่แน่นอนที่สุดของอาการ AI Psychosis ที่กำลังระบาดในหมู่ผู้บริหาร ก็คือความโกลาหลในองค์กรนั่นเอง

 

ภาพปก: elenabsl / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เมื่อซีอีโอเชื่อว่า AI ทำงานแทนคนได้ แต่งานวิจัยบอกว่ายังไม่ใช่ ผู้ก่อตั้ง Box ชี้ ‘AI Psychosis’ ทำผู้บริหารตัดสินใจปลดคนจากสิ่งที่ไม่เคยลงมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ของ Meta กลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้ลงโฆษณา ถ้า ‘ผิดพลาด’ ขึ้นมา เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา https://thestandard.co/meta-ai-ads-chaos/ Fri, 17 Jul 2026 12:33:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1232087 ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา

Meta กำลังไล่ผลักดันให้ผู้ลงโฆษณาหันมาใช้เครื่องมือ AI […]

The post AI ของ Meta กลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้ลงโฆษณา ถ้า ‘ผิดพลาด’ ขึ้นมา เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา

Meta กำลังไล่ผลักดันให้ผู้ลงโฆษณาหันมาใช้เครื่องมือ AI ของบริษัท แต่สิ่งที่แบรนด์ได้กลับมากลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ทั้งแขนขาที่บิดผิดรูป, ตัวหนังสือที่อ่านไม่ออก และสินค้าที่ถูกแปลงร่างเป็นคนละชิ้น

 

ที่หนักกว่านั้นคือคำตอบของ Meta เมื่อแบรนด์ร้องเรียน โฆษกของบริษัทยกเงื่อนไขการใช้งานขึ้นมาชี้ว่า AI ‘ผิดพลาดได้’ และเป็นหน้าที่ของผู้ลงโฆษณาเองที่ต้องตรวจทานสิ่งที่ AI สร้างออกมา พูดง่ายๆ คือความผิดพลาดนี้เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา

 

 

หลายเดือนที่ผ่านมา Meta ยัดฟีเจอร์ AI เข้าไปในระบบโฆษณาชนิดที่นับแทบไม่ทัน โดยในทางทฤษฎี มันควรช่วยปรับโฆษณาให้มีโอกาสถูกคลิกมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ลงโฆษณากลับบอกว่าเครื่องมือพวกนี้ทั้งใช้ยากและพ่วง ‘ความเพี้ยน’ มาให้

 

Business Insider คุยกับผู้ลงโฆษณาและผู้บริหารเอเจนซี 8 ราย คำตอบตรงกันหมดคือการตามเก็บกวาดปัญหา AI ของ Meta กลายเป็นงานประจำไปแล้ว และเรื่องนี้ก็ไม่ได้ไกลตัวคนไทย เพราะ Meta คือแพลตฟอร์มที่กินเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลมากที่สุดในบ้านเรา

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

เมื่อ AI แก้โฆษณาให้เอง จนสินค้ากลายเป็นคนละอย่าง

 

ความผิดพลาดที่แบรนด์เจอแบ่งได้เป็น 3 แบบ และแบบแรกคือ AI ไปแตะ ‘ตัวสินค้า’ เสียเอง

 

เจสสิกา ไกลม์ ที่ปรึกษาด้านโฆษณาซึ่งดูแลแบรนด์ที่มีผู้หญิงเป็นผู้ก่อตั้ง เล่าว่าลูกค้าแบรนด์ชุดนอนของเธอกำลังขาย ‘ชุดนอนแบบเดรส’ แต่ภาพที่ Meta แนะนำขึ้นมาให้กลับกลายเป็นเสื้อกับกางเกงคนละแบบ ซึ่งเป็นสินค้าที่แบรนด์ไม่ได้ขายด้วยซ้ำ

 

แบบที่ 2 คือ AI ไปแก้ ‘คน’ ในภาพ ลูกค้าอีกรายของไกลม์เป็นกลุ่มเครือข่ายสำหรับผู้หญิงในรัฐมอนแทนา แต่ไอเดียที่ Meta เสนอให้คือการเติมผู้ชายเข้าไปในโฆษณา ทั้งที่ทั้งกลุ่มตั้งขึ้นมาเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ

 

“มันใช้ไม่ได้เลยในแง่ที่จะช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าฉันเติบโต” ไกลม์สรุป

 

แบบที่ 3 คือ AI สร้างของที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก และกรณีที่ดังที่สุดตกเป็นของ REI ร้านขายอุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้ง ที่โดนผู้บริโภควิจารณ์เมื่อเดือนมิถุนายน หลังปล่อยโฆษณาบน Instagram ที่มีจักรยานประหลาดซึ่งมีแฮนด์ 2 อัน โดย REI ชี้แจงว่า Meta ‘ลงทะเบียนอัตโนมัติ’ ให้บริษัทเข้าร่วมฟีเจอร์ AI ตัวหนึ่งโดยที่ไม่ได้สมัครเอง จนได้ภาพที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมออกมา

 

แต่ถ้าอยากเห็นภาพว่าความผิดพลาดพวกนี้ทำอะไรกับคนทำงานจริงบ้าง ให้ดูที่ อบิเกล โฮก ช่างภาพและนักการตลาดของธุรกิจเล็กๆ ชื่อ Quite Literally Books

 

ใกล้วันวาเลนไทน์ โฮกลงมือจัดฉากและถ่ายภาพแคมเปญเองทั้งหมด ทั้งช็อกโกแลต, มาการอง, เทียนหอม และหนังสือ ก่อนอัปโหลดขึ้น Meta ด้วยความภูมิใจ แต่ราว 12 ชั่วโมงต่อมา หลังโฆษณาผ่านการอนุมัติและเริ่มรัน มือถือของเธอก็เด้งขึ้นมาเป็นชุด

 

“ฉันเริ่มได้รับข้อความจากเพื่อนและคนรู้จัก พร้อมภาพหน้าจอของโฆษณาที่กำลังรันอยู่ แซวฉันว่าทำ ‘AI slop'” โฮกเล่า โดยคำนี้ใช้เรียกงานคุณภาพต่ำที่สร้างออกมาด้วย AI แบบขอไปที

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 1

 

สิ่งที่ AI ทำกับภาพของเธอคือเปลี่ยนตัวหนังสือบนสินค้าให้กลายเป็นอักขระที่อ่านไม่ออก ส่วนสินค้าจริงที่เธอถ่ายมาเองก็ดูเหมือนของเลียนแบบตัวเอง

 

โฮกรีบเข้าไปปิดฟีเจอร์ AI ทั้งหมดในระบบจัดการโฆษณาแล้วเผยแพร่ใหม่ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงไล่คุยกับฝ่ายบริการลูกค้าของ Meta ซึ่งคำตอบที่ได้คือเรื่องนี้ ‘เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง’ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว และเป็นเพียง ‘ความขัดข้องชั่วคราว’ ตามภาพหน้าจอบทสนทนาที่ Business Insider ได้เห็น

 

เธอขอเงินคืน Meta รับทราบคำขอ แต่จนถึงบ่ายวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม Quite Literally Books ยืนยันว่ายังไม่เห็นเงินก้อนนั้น

 

บั๊กที่เปิดฟีเจอร์ AI เอง กับภาระที่ตกอยู่กับแบรนด์

 

Meta ยืนยันว่าฟีเจอร์ AI บางตัวถูกตั้งมาให้ ‘ปิด’ อยู่แล้วตั้งแต่แรก ใครอยากใช้ต้องกดเปิดเอง แต่ผู้ลงโฆษณากลับเจอบั๊กที่เปิดมันขึ้นมาเองโดยไม่มีใครสั่ง

 

คาริสซา ทุชโช ผู้อำนวยการฝ่ายโซเชียลและอินฟลูเอนเซอร์ของ Mediassociates ดูแลโฆษณา Meta ให้ลูกค้า 15 ราย และบั๊กตัวนี้เล่นงานลูกค้าของเธอไปเกือบทั้งหมด โดยเธอเพิ่งแจ้งเรื่องกับตัวแทน Meta อีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม

 

ผลที่ตามมาคือภาระงานที่ไม่มีใครขอ ผู้ลงโฆษณาต้องไล่ตรวจฟีเจอร์ AI ทุกตัวในทุกแคมเปญ เพื่อดูว่ามีอะไรเปิดขึ้นมาเองหรือเพี้ยนไปหรือเปล่า และเมื่อบางเอเจนซีรันโฆษณาทีละหลักร้อยหรือหลักพันชิ้น การไล่ตรวจก็กลายเป็น ‘งานก้อนใหญ่’ ที่กินเวลาไปเปล่าๆ

 

“ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เราก็ยอมรับให้มันกลายเป็นขั้นตอนการทำงานปกติไปแล้ว” ร็อก ฮลาดนิก ซีอีโอเอเจนซี Flat Circle ที่ดูแลงบโฆษณา Meta ราวปีละ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,704 ล้านบาท) ให้แบรนด์ที่ขายสินค้าตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลาง กล่าว

 

ความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เวลาที่เสียไป แต่อยู่ที่ ‘ภาพลักษณ์’ เพราะ ‘โฆษณาเพี้ยน’ อาจเป็นเรื่องขำขันบนอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับเจ้าของแบรนด์มันคือหน้าตาของธุรกิจที่อุตส่าห์สร้างมา

 

“เวลาที่ AI เริ่มสร้างงานโฆษณาแปลกๆ ขึ้นมาเอง หรือแก้ไขอะไรโดยไม่ได้รับอนุมัติ มันกัดกร่อนภาพลักษณ์แบรนด์แบบเงียบๆ โดยเฉพาะกับแบรนด์ที่พยายามรักษาภาพลักษณ์ให้ไปในทิศทางเดียวกันตลอด” โรเบิร์ต เว็บสเตอร์ ซีอีโอ TAU Marketing ซึ่งดูแลงบโฆษณารวมหลายแพลตฟอร์มราวปีละ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,760 ล้านบาท) กล่าว

 

เว็บสเตอร์มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ ‘อุบัติเหตุ’ แต่เป็นผลจากการออกแบบระบบตั้งแต่ต้น “ค่าที่ตั้งมาให้ตั้งแต่แรกเปิดฟีเจอร์ AI ไว้แทบหมด ปุ่มปิดก็มองข้ามได้ง่าย และระบบถูกออกแบบมาให้ใช้งานลื่นจนคนแทบไม่ต้องหยุดคิด เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าแพลตฟอร์มได้มากขึ้นโดยแทบไม่ต้องผ่านมือคน”

 

ฝั่ง Meta ยืนยันสวนกลับว่า “ผู้ลงโฆษณาหลายล้านรายกำลังพบทั้งคุณค่าและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากการใช้เครื่องมือครีเอทีฟ Advantage+ ในการสร้างโฆษณา” พร้อมย้ำว่าเครื่องมือสร้างภาพด้วย AI ซึ่งแตกภาพหลายแบบออกมาจากภาพต้นแบบที่ผู้ลงโฆษณาใส่เข้าไปเองนั้น ถูกตั้งให้ปิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

แต่ทางแก้ที่ Meta เสนอกลับบอกอะไรบางอย่าง ทุชโชเล่าว่าตัวแทนของ Meta แจ้งเธอเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าบริษัททำแดชบอร์ดควบคุมคุณภาพขึ้นมาให้ลูกค้ารายใหญ่ หากมีแคมเปญใหญ่กำลังจะปล่อย ก็ให้ส่งรหัสโฆษณาทั้งหมดมาให้ทีมงานช่วยตรวจว่าฟีเจอร์ AI ถูกปิดหมดจริง

 

“นั่นทำให้ฉันเชื่อว่ามันยังไม่ได้ถูกแก้ไข” ทุชโชกล่าว

 

เพื่อความเป็นธรรม Meta ไม่ใช่รายเดียวที่ปล่อยให้ AI แก้ครีเอทีฟของลูกค้าเอง Google ก็ทำเช่นกันและเปิดฟีเจอร์บางตัวไว้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน เพียงแต่ยังไม่เคยเจอปัญหาระดับที่กลายเป็นข่าวใหญ่แบบ Meta

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 2

 

เบื้องหลังการเร่งเครื่อง AI ที่ซักเคอร์เบิร์กยอมรับเองว่ายังไม่ได้ผล

 

ความวุ่นวายที่แบรนด์เจออยู่นี้ บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Meta กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทกับ AI และเป็นการเดิมพันที่คนตัดสินใจเองออกมายอมรับแล้วว่ายังไม่ได้ผลอย่างที่คิด

 

TechCrunch รายงานเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 โดยอ้างรายงานของ Reuters ว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta บอกกับพนักงานในการประชุมภายในว่าการพัฒนา AI agent ไม่ได้ “เร่งความเร็วในแบบที่” ผู้บริหารเคยคาดหวังไว้

 

คำพูดนี้มีน้ำหนัก เพราะเมื่อต้นปี Meta เพิ่งปลดพนักงานราว 8,000 คน หรือราว 10% ของพนักงานส่วนองค์กร แล้วย้ายอีก 7,000 คนไปยังกลุ่มงาน AI รวมถึงหน่วยที่ชื่อ Agent Transformation ตามรายงานของ Bloomberg โดยซักเคอร์เบิร์กเองยอมรับว่าการปลดคนรอบนั้นไม่ได้ “เรียบร้อย” อย่างที่ควรจะเป็น และที่ต้องตัดเพราะผู้บริหารระดับสูง “กังวลว่าเราจะปรับตัวไม่เร็วพอ” กับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม

 

เขายังยอมรับด้วยว่าข้อดีที่คาดไว้จากโครงสร้างองค์กรใหม่ที่เน้น AI ยัง “ไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม” แม้จะเชื่อว่าจะเริ่มเห็นผลในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ Reuters ประเมินว่าปีนี้ปีเดียว Meta อาจใช้เงินกับโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.86 ล้านล้านบาท)

 

ราคาที่จ่ายไปกับการเร่งเครื่องครั้งนี้ปรากฏในอีกรายงานของ Business Insider เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ซึ่งชี้ว่าพนักงานที่ยังเหลืออยู่ใน Meta กำลังไปถึงจุดที่ทนกันไม่ไหว หลังต้องผ่านทั้งการปลดคนเป็นระลอก, การถูกย้ายไปทำงานที่ไม่ได้เลือกเอง และการถูกบริษัทเฝ้าดูการทำงานอย่างใกล้ชิด

 

ภาพที่ชัดที่สุดคือคำพูดของ แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนไปคนละขั้วภายในเวลาปีเดียว เมื่อต้นปี 2568 เขาเคยบอกพนักงานที่ร้องว่าถูกปฏิบัติอย่างย่ำแย่ว่า “คุณควรลาออกถ้ารู้สึกแบบนั้น” และบอกอีกคนที่ตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงในบริษัทว่า “คุณควรพิจารณาไปทำงานที่อื่น” พร้อมสรุปว่า “คุณจะออกไปก็ได้ หรือจะอยู่ต่อแล้วทำตามที่บริษัทตัดสินใจ ถึงจะไม่เห็นด้วยก็ตาม”

 

แต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 บอสเวิร์ธคนเดิมกลับบอกในบันทึกและที่ประชุมพนักงานว่าขวัญกำลังใจ “น่าจะแย่ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา” และบริษัททำ “งานที่ห่วยแตก” กับการปรับโครงสร้างครั้งล่าสุด พร้อมยอมรับว่า “เราได้บั่นทอนความเชื่อมั่นที่คุณมีว่าความเชี่ยวชาญและสิ่งที่คุณทุ่มเทลงไปจะมีค่า”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในหนักกว่าที่เห็นจากข้างนอก พนักงานในอังกฤษกำลังพยายามตั้งสหภาพแรงงาน พร้อมประณาม “พฤติกรรมที่โหดร้ายและมองแค่ระยะสั้น” ของผู้บริหาร ขณะที่พนักงานกว่า 1,600 คนลงชื่อในคำร้องให้ Meta เลิกติดตามการกดแป้นพิมพ์ของพนักงานเพื่อเอาไปฝึกโมเดล AI

 

Wired รายงานว่าถึงขั้นมีพนักงานป่วนการประชุมที่ถ่ายทอดสด ด้วยการระเบิดอารมณ์ใส่ผู้บริหารด้วยถ้อยคำหยาบคาย ส่วนอีกคนเปรียบหน่วยฝึก AI ที่ตั้งขึ้นใหม่ว่าเหมือนอยู่ใน ‘gulag’ (ค่ายกักกันแรงงานของสหภาพโซเวียต) ขณะที่บางคนหมดหวังถึงขั้นภาวนาให้ตัวเองถูกปลด จะได้ออกไปพร้อมเงินชดเชย

 

 

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 3

ภาพ : Alex Brandon-Pool/Getty Images

 

ผู้บริหารหลายคนจึงออกมากู้สถานการณ์ คริส ค็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ยอมรับถึง “ความบ้าคลั่งของบริษัทนี้” ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่ ‘ยาก’ และ ‘โหด’ ส่วนซักเคอร์เบิร์กก็ยอมรับสั้นๆ ว่า “เราทำผิดพลาดไป”

 

แซนดรา ซูเชอร์ ศาสตราจารย์ด้านการบริหารจัดการจาก Harvard Business School มองว่าสิ่งที่ Meta กำลังเจอคือกรรมตามสนอง เพราะบริษัทไล่ทำลายความไว้วางใจของพนักงานไปทีละอย่างจนแทบไม่เหลือ และตอนนี้ก็กำลังดิ้นหาทางขุดตัวเองออกจากหลุมที่ขุดเอาไว้เอง

 

จุดที่ย้อนแย้งที่สุดคือ เป้าหมายของการบริหารแบบบุกตะลุยนี้ตั้งแต่แรก คือการเร่งให้พนักงานสร้างนวัตกรรมเร็วขึ้นเพื่อไล่ตาม OpenAI, Anthropic และ Google ในศึก AI ให้ทัน แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นการถอยห่างออกไปเรื่อยๆ เพราะปีที่แล้ว Meta เลื่อนและสุดท้ายก็ไม่เคยปล่อยโมเดล AI เรือธงที่วางไว้ ส่วนปีนี้ก็เลื่อนกำหนดปล่อยอีกโมเดลให้นักพัฒนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ Meta ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับรายงานชิ้นนี้

 

รู้ว่ามีปัญหาแต่เดินจากไม่ได้ ขณะที่เม็ดเงินในไทยเริ่มไหลไปทางอื่น

 

คำถามที่ค้างอยู่คือ ถ้าแบรนด์ไม่พอใจขนาดนี้ ทำไมไม่เลิกใช้ Meta ไปเสีย คำตอบซ่อนอยู่ในตัวเลข

 

ธุรกิจโฆษณาของ Meta ทำรายได้ราว 1.96 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.57 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว และยังเป็นหัวใจของการหาลูกค้าใหม่ให้แบรนด์ส่วนใหญ่ ด้วยฐานผู้ใช้ 3.5 พันล้านคนต่อวัน บวกกับระบบเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ละเอียดจนหาคู่แข่งยาก การถอนตัวจึงแทบเป็นไปไม่ได้ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามีปัญหา

 

“นั่นแปลว่า Meta จะตัดสินใจอะไรที่ทำให้คนไม่พอใจเพื่อเพิ่มกำไรให้ตัวเองก็ได้ โดยแทบไม่ต้องกลัวผลที่จะตามมา เพราะผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่เดินจากไปจริงๆ ไม่ได้” เว็บสเตอร์กล่าว

 

และยังมีความจริงอีกข้อที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือโฆษณาบน Meta ยังทำเงินให้แบรนด์ได้จริง “Meta ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด มันมีตัวเลือกที่ครบที่สุด และมีข้อมูลมากที่สุด” ไกลม์ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่บ่นเรื่องคำแนะนำ AI ยอมรับ

 

ลุค โจนาส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของเอเจนซี Nest Commerce จึงเน้นว่าต้องมีมนุษย์คอยกำกับเสมอเวลาทดสอบโฆษณาที่สร้างด้วย AI “เครื่องจักรที่ต้องปรับให้เหมาะกับผู้ลงโฆษณา 6 ล้านราย ย่อมมีบ้างที่จะให้แฮนด์คุณมา 2 อัน” โจนาสกล่าว โดยอ้างถึงโฆษณาของ REI

 

แต่พอหันกลับมามองประเทศไทย ภาพกลับเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

 

ตลาดโฆษณาดิจิทัลของไทยโตต่อเนื่องมาตลอดทศวรรษ จากฐาน 2,783 ล้านบาทในปี 2555 ขึ้นสู่จุดสูงสุด 32,247 ล้านบาทในปี 2568 แต่กำลังจะเจอสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เมื่อสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ร่วมกับ Kantar คาดว่าเม็ดเงินปี 2569 จะหดตัว 0.3% เหลือ 32,145 ล้านบาท กลายเป็นสัญญาณ ‘ติดลบ’ ครั้งแรกในรอบ 14 ปีนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล

 

สาเหตุที่ปี 2568 โตเพียง 2% ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 5% มาจากความไม่แน่นอนทั้งข้อพิพาทชายแดนและการเปลี่ยนรัฐบาล โดยรายงานฉบับนี้รวบรวมจากเอเจนซีชั้นนำ 27 ราย ครอบคลุมสื่อดิจิทัล 18 ประเภท และ 80 กลุ่มอุตสาหกรรม

 

ที่น่าจับตาคือแผนที่การแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์มในไทยกำลังเปลี่ยนไป Meta ซึ่งรวมทั้ง Facebook และ Instagram ยังนำอยู่ด้วยเม็ดเงิน 8,493 ล้านบาท หรือ 26% ของตลาด แต่เริ่มชะลอ โดยหดลง 3% เทียบปีก่อน และคาดว่าจะลดต่ออีก 2% เหลือ 8,289 ล้านบาทในปี 2569

 

ภาพ iPad แสดงข้อความเกี่ยวกับ AI ของ Meta ที่สร้างปัญหาให้ผู้ลงโฆษณา 4

ภาพ : Jakub Porzycki/NurPhoto via Getty Images

 

ขณะที่ TikTok โตถึง 61% ในปี 2568 ขยับเม็ดเงินจาก 4,167 ล้านบาทในปี 2567 ขึ้นมาแตะ 6,697 ล้านบาท คว้าส่วนแบ่ง 21% ไล่ติด Meta ในระยะประชิด โดยกลุ่มสกินแคร์คือลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่เทเงินให้ TikTok ถึง 2,361 ล้านบาท มากกว่าที่ให้ Meta ซึ่งอยู่ที่ 1,226 ล้านบาท เกือบ 2 เท่า

 

ต้องย้ำว่ารายงานของ DAAT ไม่ได้ระบุว่าการชะลอตัวของ Meta ในไทยเกี่ยวข้องกับปัญหาเครื่องมือ AI แต่อย่างใด เรื่องเครื่องมือ AI ที่สร้างปัญหาให้แบรนด์ทั่วโลก กับเรื่องเม็ดเงินโฆษณาในไทยที่เริ่มไหลออกจาก Meta ไปหา TikTok เป็นคนละเรื่องที่บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันเท่านั้น

 

กระนั้น เมื่อวางทุกภาพเรียงกัน คำถามที่ยังไม่มีคำตอบก็คือ Meta จะแก้ปัญหาเครื่องมือโฆษณาที่ยังสร้างงานผิดเพี้ยนให้แบรนด์อยู่ทุกวันนี้ได้ทันหรือไม่ ในวันที่บริษัทเองก็ยอมรับแล้วว่าการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดกับ AI ยังไม่ให้ผลอย่างที่วาดฝันไว้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.52 บาท ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569

 

ภาพปก : Bangla press / Shutterstock

อ้างอิง:

The post AI ของ Meta กลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ของผู้ลงโฆษณา ถ้า ‘ผิดพลาด’ ขึ้นมา เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่ของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ชูแผน ‘Holistic Optimization’ ดึง AI-เทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนโรงกลั่นฯ ดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 มีแผนใช้ AI ต่อยอดดีลร่วมทุน SCGC https://thestandard.co/pttgc-ai-ebitda-scgc-optimization/ Fri, 17 Jul 2026 05:40:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1231799 พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ PTTGC แถลงแผนธุรกิจ

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ‘ […]

The post PTTGC ชูแผน ‘Holistic Optimization’ ดึง AI-เทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนโรงกลั่นฯ ดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 มีแผนใช้ AI ต่อยอดดีลร่วมทุน SCGC appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ PTTGC แถลงแผนธุรกิจ

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ‘Holistic Optimization’ โดยดึงเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเป็นแกนหลักแบบเต็มสูบ พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตของ EBITDA ส่วนเพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

 

พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ ของ PTTGC ซึ่งคลุกคลีกับองค์กรมานานกว่า 37 ปี ได้แถลงแผนกลยุทธ์ธุรกิจเจาะลึก โดยระบุว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายในการยกระดับ EBITDA (EBITDA Uplift) ส่วนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 โดยจะใช้ปี 2025 เป็นปีฐาน และเริ่มสะสมส่วนเพิ่มผลกำไรไปเรื่อยๆ ในแต่ละปีจนให้ถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

สำหรับกลไกสำคัญที่จะทำให้บริษัทฯ ไปถึงเป้าหมายดังกล่าว คือการขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวม ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงมือลูกค้า (End-to-End) โดยนำเทคโนโลยีอย่าง AI, หุ่นยนต์ (Robotics), โดรน และ Cloud Computing เข้ามาช่วย ภายใต้กลยุทธ์ ‘Digital 3 Smarts’ ที่มีรายละเอียดเชิงลึก ดังนี้

 

  • Smart Plant โดยยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแบบเรียลไทม์ ได้แก่
  • ใช้ AI วิเคราะห์และคัดเลือกชนิดของน้ำมันดิบที่มีอยู่หลายร้อยประเภททั่วโลก ให้เหมาะสมกับสภาวะโรงงาน ณ เวลานั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด รวมถึงใช้ระบบ Dynamic Real-time Optimization ปรับการทำงานทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนชนิดน้ำมันดิบ เพื่อลดความสูญเสียโอกาสทำกำไร
  • Plant-Wide Optimization โดยควบคุมการผลิตข้ามโรงงานแบบรวมศูนย์ โดยเริ่มใช้งานจริงแล้วกับระบบ Intelligent Hydrogen ที่สั่งการให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดเป็นผู้ผลิตไฮโดรเจนเป็นหลัก เพื่อลดการสูญเสีย และมีแผนขยายไปใช้กับกลุ่มโอเลฟินส์ต่อไป
  • Asset Intelligent Monitoring โดย นำฐานข้อมูลกว่า 30 ปีมาสอน AI ให้วิเคราะห์อายุการใช้งานของเครื่องจักรล่วงหน้า เช่น การแจ้งเตือนว่าลูกปืนเครื่องจักรนี้ยังสามารถใช้งานได้อีก 7 เดือน เพียงแค่เติมน้ำมันหล่อลื่นก็เพียงพอ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาหยุดเครื่องและเปลี่ยนอะไหล่ก่อนกำหนด
  • AI Vision & Robotics โดยใช้ ‘ดวงตาอัจฉริยะ’ ตรวจสอบความสะอาดของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแทนสายตามนุษย์ เพื่อความแม่นยำและลดเวลาทำงาน รวมถึงใช้โดรนและหุ่นยนต์บินขึ้นไปตรวจสอบความหนาของท่อที่อยู่สูง ลดภาระการตั้งนั่งร้านและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุของพนักงาน
  • เทคโนโลยี HERO (Advanced Heat Integration) ใช้ AI จำลองรูปแบบการเดินเครื่องนับพันรูปแบบ ร่วมกับเทคโนโลยี Simulation เพื่อหาจุดที่ประหยัดพลังงานที่สุดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง PTTGC เป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำมาใช้
  • Smart Sales & Marketing โดยปรับบทบาทสู่ Total Solution Provider (Market-Focused Business Transformation) นำ AI และระบบ CRM มาคาดการณ์แนวโน้มราคาผลิตภัณฑ์และวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้า (Co-creation) พัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก เช่น การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ถุงเติมแบบเดิมที่เคยซ้อนกัน 7-8 ชั้นและรีไซเคิลยาก ให้กลายเป็นวัสดุชนิดเดียว (Mono Material) ที่รีไซเคิลได้ง่าย 100% ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าพรีเมียมให้ผลิตภัณฑ์ได้
  • Smart Work Process ซึ่งมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ลีนมากขึ้น โดยดึงเอา Generative AI มาเป็น ผู้ช่วย ไม่ใช่ ผู้แย่งงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน (Productivity) ทำให้พนักงานมี Work-Life Balance ที่ดีขึ้น ภายใต้วัฒนธรรมองค์กร ‘GC StandOut Through INnovation’

 

พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ PTTGC แถลงแผนธุรกิจ 1

 

พรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ ของ PTTGC

 

โอกาสต่อยอดเทคโนโลยีและ AI สู่ดีลร่วมทุน SCGC

 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงโอกาสในการนำเทคโนโลยีและ AI ระดับสูงของ PTTGC ไปช่วยสนับสนุนดีลร่วมทุนกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) ที่ทั้ง 2 บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกันอย่างไร

 

พรศักดิ์ระบุว่า ปัจจุบันโครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 3 นี้ แต่ในแง่แนวคิดเรื่องเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องที่ดี หากการศึกษาพบว่าสามารถก้าวเดินไปด้วยกันได้ การนำระบบ AI และเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในบริษัทร่วมทุนก็ถือเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์

 

ก่อนหน้านี้ ผู้บริหาร SCGC เคยแถลงให้ข้อมูลก่อนหน้านี้ระบุว่า ขอบเขตของการศึกษาโครงการร่วมทุนนี้ จะครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) โรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) และบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ผนวกรวมเข้ากับธุรกิจของ PTTGC ในประเทศไทย ซึ่งมีไทม์ไลน์ไว้ดังนี้

 

  • ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้: ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน จนถึงปลายไตรมาส 3 ปี 2569 เพื่อประเมินความเป็นไปได้ร่วมกัน
  • ระยะที่ 2 จัดตั้งบริษัทร่วมทุน: หากตกลงไปต่อ จะเข้าสู่การออกแบบโครงสร้างบริหารงาน คาดใช้เวลาเตรียมการ 13-15 เดือน

 

ยันแผนนำเข้าอีเทน 4 แสนตันจากสหรัฐฯ เสริมขีดความสามารถด้านต้นทุน

 

ในด้านความมั่นคงทางวัตถุดิบภายใต้กลยุทธ์ Global Feedstock PTTGC ยืนยันว่า โครงการจัดหาอีเทนนำเข้าจากสหรัฐอเมริกายังคงเดินหน้าตามแผนงานปกติ ไม่มีความล่าช้าแต่อย่างใด ปัจจุบันกำลังดำเนินงานแบบคู่ขนาน ทั้งเรื่องการเตรียมท่าเรือที่สหรัฐฯ การจัดหาเรือขนส่งขนาดใหญ่ และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เมืองไทย เพื่อให้พร้อมรับมอบในช่วงต้นปี 2572 ตามแผนงานที่วางไว้

 

ทั้งนี้ การนำเข้าอีเทนถือเป็นการยกระดับด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอีเทนเป็นวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการผลิตโอเลฟินส์ โดยจะมีปริมาณนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 400,000 ตันต่อปี

 

สำหรับโครงการนำเข้าอีเทนนี้ PTTGC มีแผนลงนามระยะยาวกับบริษัทในเครือของ Enterprise Products Partners L.P. ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อรองรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่ดุเดือด

 

หยุดผลิตโรงงาน GCP ชั่วคราว รับมือปัญหาสินค้าจีนทะลัก

 

สำหรับประเด็นของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) บริษัทย่อยของ PTTGC พรศักดิ์ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า สาเหตุหลักที่ต้องหยุดการดำเนินการผลิตชั่วคราว (Mothball) มาจากการที่มีสินค้าเคมีภัณฑ์จากประเทศจีนเข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สภาวะของตลาดโพลีออลส์ในปัจจุบันไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ชั่วคราว ทางบริษัทจึงตัดสินใจพักการผลิตไว้ก่อนเพื่อลดผลกระทบ และจะพิจารณากลับมาเดินเครื่องจักรอีกครั้งแน่นอนเมื่อสถานการณ์ตลาดฟื้นตัวและสามารถกลับมาแข่งขันได้

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงแผนปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทย่อย หวังรับมือและให้สอดรับกับทิศทางของสถานการณ์อุตสาหกรรมในปัจจุบัน

 

โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทของ บริษัท จีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ได้มีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างธุรกิจซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้:

 

  • สั่งหยุดการผลิตชั่วคราว (Mothball) เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรม ทาง GCP จะหยุดการดำเนินการผลิตชั่วคราว แต่จะยังคงมีการดูแลรักษาโรงงานให้อยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการกลับมาดำเนินการผลิตได้ในอนาคต
  • PTTGC เข้าถือครองหุ้น 100%:ควบคู่ไปกับแผนการหยุดผลิตชั่วคราวนั้น ทางบริษัทแม่ (GC) ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใน GCP ใหม่ โดยเข้าถือหุ้นเต็มจำนวน 100% จากเดิมที่เป็นบริษัทย่อยซึ่ง PTTGC ถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 82.1%

 

ทั้งนี้ กระบวนการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นดังกล่าว ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

The post PTTGC ชูแผน ‘Holistic Optimization’ ดึง AI-เทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนโรงกลั่นฯ ดัน EBITDA เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 มีแผนใช้ AI ต่อยอดดีลร่วมทุน SCGC appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ฟ้อง OpenAI ขโมยความลับทางการค้า งัดตำรา ‘สงครามนิวเคลียร์’ ที่จอบส์เคยใช้กับ Android มาสู้คู่แข่งที่หมายจะแทนที่ iPhone https://thestandard.co/apple-openai-trade-secret-ai/ Thu, 16 Jul 2026 13:07:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1231638 ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!'

Apple ยื่นฟ้อง OpenAI เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ในข้อ […]

The post Apple ฟ้อง OpenAI ขโมยความลับทางการค้า งัดตำรา ‘สงครามนิวเคลียร์’ ที่จอบส์เคยใช้กับ Android มาสู้คู่แข่งที่หมายจะแทนที่ iPhone appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!'

Apple ยื่นฟ้อง OpenAI เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ในข้อกล่าวหาว่าขโมยความลับทางการค้า และนี่คือหนึ่งในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของ ‘ทิม คุก’ ในฐานะซีอีโอ ก่อนส่งมอบเก้าอี้ให้ ‘จอห์น เทอร์นัส’

 

 
 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 สตีฟ จอบส์ เคยประกาศทำ ‘สงครามนิวเคลียร์’ กับระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เขาใช้บอกว่าจะทำลาย Android ให้ได้ เพราะมองว่ามันคือสินค้าที่ถูกขโมยมา

 

มาวันนี้ ผู้สืบทอดตำแหน่งของจอบส์กำลังเปิดศึกกับคู่แข่งรายใหม่ที่ Apple มองว่าอันตราย ตามการรายงานของ The Wall Street Journal

 

สิ่งที่ทำให้คดีนี้ต่างจากข้อพิพาทธุรกิจทั่วไปคือจังหวะเวลา เพราะมันมาถึงก่อนที่ OpenAI จะปล่อยสินค้าออกมาสักชิ้น ในช่วงที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังแข่งกันสร้างอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อพาสังคมข้ามพ้นยุคสมาร์ทโฟน ซึ่งผู้ชนะอาจได้ครองอนาคตแบบเดียวกับที่ iPhone ครองตลาดผู้บริโภคมาตลอด 20 ปี

 

ฝั่ง OpenAI ตอบกลับอย่างรวดเร็ว โดย แซม อัลต์แมน ซีอีโอของบริษัท โพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมว่า “ผมไม่กลัว Apple แต่ผมเคารพพวกเขาอย่างมาก”

 

ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!' 1

 

คำฟ้องกล่าวหาอะไร จากห้องสัมภาษณ์งานถึงช่องโหว่ในระบบ Apple

 

Apple ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงกลางเขตเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองซานโฮเซ พร้อมขอให้มีการพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุน ตามรายงานของ TechCrunch โดยข้อกล่าวหาแบ่งได้เป็น 2 ระดับ

 

ระดับแรกคือระดับผู้บริหาร Apple กล่าวหาว่า ถัง ตัน หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ OpenAI ซึ่งเคยทำงานที่ Apple นานถึง 24 ปีจนขึ้นเป็นรองประธานฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ ได้ขอความลับทางการค้าจากพนักงาน Apple ที่มาสัมภาษณ์งาน และสนับสนุนให้พวกเขานำ ‘ชิ้นส่วนจริง’ จาก Apple มาโชว์ในวงพูดคุยแลกเปลี่ยนผลงานภายใน OpenAI

 

Bloomberg โดย มาร์ก เกอร์แมน รายงานเพิ่มเติมว่า Apple ยังอ้างว่า OpenAI สอนวิธีหลบเลี่ยงขั้นตอนความปลอดภัยของ Apple ให้กับพนักงานที่รับเข้ามาใหม่ โดยใช้เช็กลิสต์ที่พัฒนาขึ้นโดยอดีตหัวหน้าฝ่ายออกแบบ iPhone ของ Apple เอง

 

อย่างไรก็ตาม The Wall Street Journal ให้มุมถ่วงดุลที่สำคัญ โดยระบุว่าคนที่คุ้นเคยกับกระบวนการจ้างงานในวงการเทคโนโลยีมองว่า การนำชิ้นงานมาประกอบการสัมภาษณ์ตำแหน่งวิศวกรไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะผู้สัมภาษณ์ต้องการให้ผู้สมัครอธิบายผลงานที่ผ่านมาของตัวเอง

 

คำถามอยู่ที่ว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นละเอียดอ่อนเพียงใด ซึ่งเป็นจุดที่ Apple ยังไม่ได้แสดงหลักฐาน และกำลังขอให้ศาลเปิดกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐาน (discovery) เพื่อค้นหาคำตอบ

 

ระดับที่สองคือระดับพนักงาน ซึ่งเป็นส่วนที่ TechCrunch รายงานรายละเอียดไว้มากที่สุด Apple กล่าวหาว่า ชาง หลิว วิศวกรระบบไฟฟ้าที่ลาออกจาก Apple ไปทำงานกับ OpenAI ได้ดึงไฟล์ลับจำนวนมากจากโฟลเดอร์เครือข่ายที่ใช้ร่วมกันภายในบริษัทออกไป หลังจากลาออกไปแล้วหลายสัปดาห์

 

คำฟ้องระบุว่าหลิวอาศัยช่องโหว่ในการยืนยันตัวตนที่หายากและไม่เคยมีใครรู้มาก่อน ซึ่งจัดอยู่ในประเภท zero-day หมายถึงจุดบกพร่องที่เจ้าของระบบยังไม่เคยรับรู้ จึงไม่มีเวลาแก้ไขก่อนที่มันจะถูกใช้งาน

 

Apple ระบุว่าไฟล์เหล่านั้นมีข้อมูลละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่ยังไม่เปิดตัว, เอกสารนำเสนอทางวิศวกรรม, สเปกทางเทคนิค และข้อมูลโครงการที่เป็นทรัพย์สินของบริษัท โดยเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!' 2

 

นอกจากนี้ Apple ยังกล่าวหาว่าหลิวไม่ได้คืนแล็ปท็อปที่บริษัทออกให้ และเคยใช้แล็ปท็อปของ ยู-ทิง เผิง คนรู้จักที่ยังทำงานอยู่ที่ Apple ในเวลานั้น ขณะที่ตัวเขาไม่ได้เป็นพนักงานแล้ว

 

หลักฐานชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในคำฟ้องคือข้อความที่หลิวส่งถึงเผิงว่า “เพิ่งรู้ว่ายังเข้าที่เก็บไฟล์บนเครือข่ายได้อยู่เลย ตลกดี”

 

TechCrunch รายงานว่า Apple ได้แก้ช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว และตัดสิทธิ์การเข้าถึงของอดีตพนักงานรายนี้ทันทีที่รู้เรื่อง โดยบริษัทระบุว่าในทางทฤษฎีแล้ว ช่องโหว่นี้เปิดช่องให้มีคนอีกไม่กี่รายที่สามารถเข้าถึงข้อมูลในเครือข่ายได้เช่นกัน แต่จากการตรวจสอบบันทึกการเข้าใช้งานเซิร์ฟเวอร์ พบว่ามีเพียงหลิวคนเดียวที่ใช้ช่องโหว่นี้ดึงข้อมูลลับออกไปหลังพ้นสภาพพนักงานแล้ว ทั้งนี้ TechCrunch สอบถาม Apple เรื่องรายละเอียดของช่องโหว่และช่วงเวลาที่ตัดสิทธิ์การเข้าถึง แต่ไม่ได้รับคำตอบ

 

สิ่งที่ Apple เรียกร้องตามรายงานของ Bloomberg คือค่าเสียหายเป็นตัวเงิน, คำสั่งให้ OpenAI ยุติพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา และให้ทำลายเอกสารที่เป็นทรัพย์สินของ Apple ทั้งหมด

 

ด้าน OpenAI ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยโฆษกของบริษัทระบุว่า “เราไม่มีความสนใจในความลับทางการค้าของบริษัทอื่น เรายังคงมุ่งมั่นกับการสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมศักยภาพผู้คนทุกที่” ส่วนตันและหลิวไม่ได้ตอบกลับคำขอความเห็น

 

จุดที่ต้องย้ำคือ ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ในชั้นศาล และ The Wall Street Journal เองก็ระบุว่ายังไม่ชัดเจนว่า Apple มีหลักฐานอะไรมารองรับข้อกล่าวหาทั้งหมด

 

เดิมพันจริงของศึกครั้งนี้คือใครจะครองยุคหลัง iPhone

 

ยักษ์ใหญ่หลายรายเคยพยายามโค่น Apple มานาน แต่ Google, Samsung, Meta, Microsoft และ Amazon ล้วนไม่สำเร็จ ทว่า OpenAI กำลังกลายเป็นภัยคุกคามรายใหม่ที่ต่างออกไป เพราะมีทั้งโมเดล AI ที่ทรงพลัง และกำลังพัฒนาสิ่งที่บริษัทเรียกว่ากลุ่มอุปกรณ์หลายรุ่นที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียด เพื่อรองรับโมเดลเหล่านั้น

 

The Wall Street Journal ชี้ว่าเครื่องยนต์นวัตกรรมของ Apple เองล้มเหลวในการพัฒนาสินค้าและฟีเจอร์ AI ที่โดนใจผู้บริโภค ทำให้บริษัทเปราะบางต่อผู้เล่นหน้าใหม่ และคดีนี้อาจเป็นความพยายามขัดขา OpenAI เพื่อชะลอการดึงตัวพนักงาน Apple ตามความเห็นของผู้สังเกตการณ์บริษัท

 

ตัวเลขที่ Bloomberg รายงานอธิบายความกังวลนี้ได้ดี OpenAI ดึงคนจากฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ Apple อย่างหนัก ทั้งจากทีมที่ดูแล iPhone, Apple Watch, AirPods และสินค้าหลักอื่นๆ บางกรณีดึงคนออกไปหนักจนกระทั่ง Apple ต้องตั้งทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ iPhone ขึ้นมาใหม่บางส่วน

 

ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!' 3

 

ปัจจุบัน OpenAI มีอดีตพนักงาน Apple มากกว่า 400 คน โดยดึงดูดหลายคนด้วยแพ็กเกจค่าตอบแทนที่สูงจน Apple ต้องตอบโต้ด้วยโบนัสรั้งพนักงานก้อนใหญ่ผิดปกติ และถึงขั้นส่งผู้บริหารระดับสูงไปเกลี้ยกล่อมวิศวกรอาวุโสเป็นรายคนให้อยู่ต่อ

 

Bloomberg ระบุว่าเรื่องความลับทางการค้ากลายเป็นหนึ่งในความกังวลภายในที่ใหญ่ที่สุดของ Apple ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา อยู่ในระดับเดียวกับเรื่องภาษีนำเข้าและปัญหาขาดแคลนหน่วยความจำครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

 

สิ่งที่ทำให้ OpenAI น่ากลัวเป็นพิเศษคือการรวมอดีตวิศวกร Apple หลายร้อยคนเข้ากับนักออกแบบระดับตำนานอย่าง โจนี ไอฟ์ แล้วจับคู่กับเทคโนโลยี AI ชั้นนำของวงการ ทำให้บริษัทมีโอกาสกลายเป็นคู่แข่งด้านฮาร์ดแวร์ที่น่ากลัวที่สุดของ Apple ในรอบหลายปี ในจังหวะที่ Apple เองกำลังลำบากเรื่อง AI และกำลังปรับโครงสร้างฝ่ายฮาร์ดแวร์ของตัวเอง

 

เส้นทางของคนเหล่านี้เชื่อมโยงกันอย่างน่าสนใจ ตันเคยทำงานใกล้ชิดกับไอฟ์ที่ Apple ก่อนที่ไอฟ์จะลาออกไปตั้งบริษัทออกแบบของตัวเอง แล้วดึงตันตามไป ก่อนที่ OpenAI จะเข้าซื้อบริษัทนั้น ซึ่งก็คือ io Products เมื่อปี 2568 เพื่อนำทัพพัฒนาอุปกรณ์ของตัวเอง

 

The Wall Street Journal ตั้งข้อสังเกตว่ามิตรกลายเป็นศัตรูได้เร็วมากในวงการเทคโนโลยี เพราะ OpenAI เข้าซื้อ io ซึ่งเป็นการเผยเจตนาที่จะทำให้ผู้บริโภคเลิกพึ่งพาหน้าจอสมาร์ทโฟน อันเป็นสนามที่ iPhone ครองอยู่ ทั้งที่เพิ่งประกาศเป็นพันธมิตรกับ Apple เพื่อผนวก ChatGPT เข้ากับ iPhone บางส่วนไปได้เพียงปีเดียวเท่านั้น

 

แม้แต่ผู้บริหารของ Apple เองก็ยอมรับว่า AI อาจเขย่าตลาดอุปกรณ์ได้จริง โดย เอ็ดดี คิว หัวหน้าฝ่ายบริการของ Apple เคยให้การในคดีผูกขาดธุรกิจค้นหาของ Google ว่า “อีก 10 ปีคุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้ iPhone ก็ได้ ต่อให้มันฟังดูบ้าก็ตาม”

 

ในแง่ไทม์ไลน์ Bloomberg รายงานว่าหลังถูกฟ้อง OpenAI ยังยืนยันว่าแผนเดิมไม่เปลี่ยน คือจะประกาศสินค้าตัวแรกภายในปีนี้และวางจำหน่ายในปี 2570 ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่รู้เรื่องนี้ แต่แผนดังกล่าวอาจเปลี่ยนได้เมื่อบริษัทประเมินข้อกล่าวหาของ Apple อย่างละเอียดแล้ว

 

ที่ผ่านมา OpenAI สำรวจอุปกรณ์มาแล้วหลายหมวด ทั้งลำโพงอัจฉริยะและอุปกรณ์สวมใส่ แต่เป้าหมายสูงสุดคือการเปิดตัวคู่แข่ง iPhone โดยอุปกรณ์ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นสิ่งที่ออกแบบง่ายกว่า น่าจะเปิดตัวออกมาก่อน

 

ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!' 4

 

ขณะที่ฝั่ง Apple ก็กำลังพัฒนาอุปกรณ์สวมใส่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ทั้ง AirPods รุ่นใหม่, จี้ห้อยคอ และแว่นอัจฉริยะ รวมถึงอุปกรณ์ในบ้านอีกหลายอย่าง ทั้งหุ่นยนต์ตั้งโต๊ะ, ศูนย์ควบคุมบ้านอัจฉริยะที่จดจำใบหน้าได้ และระบบรักษาความปลอดภัย

 

ทั้งนี้ Apple ระบุในเอกสารทางกฎหมายว่าคดีนี้เป็นเรื่องความลับทางการค้าโดยตรง และอธิบายว่างานด้านฮาร์ดแวร์ของ OpenAI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น พร้อมระบุว่า “คดีนี้และกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐานเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อเปิดโปงและเริ่มแก้ไขการลักลอบนำความลับทางการค้าของ Apple ไปใช้อย่างกว้างขวาง”

 

ตำราเดิมที่ Apple เคยใช้ และความย้อนแย้งที่ตามมา

 

คดีที่ยื่นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม มีเค้าโครงคล้ายกับคดีที่ Apple ยื่นฟ้องผู้เล่นในระบบนิเวศ Android หลายรายตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งเป็นศึกกฎหมายกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ผลิตโทรศัพท์ออกมาแข่งกับ iPhone และยืดเยื้อยาวนานถึง 8 ปี

 

ข้อกล่าวหาหลักในตอนนั้นเหมือนกับตอนนี้ คือคู่แข่งขโมยนวัตกรรมของ Apple โดย Apple ระบุว่า Samsung ลอกแบบ iPhone มาแทบทั้งหมดด้วยสมาร์ทโฟนที่ขายไปแล้วหลายล้านเครื่อง ซึ่ง Samsung ปฏิเสธข้อกล่าวหา ก่อนที่ทั้งสองบริษัทจะตกลงยอมความกันเมื่อปี 2561 หลังศึกที่ยาวนานและมีต้นทุนสูง

 

จุดร่วมของทุกคดีที่ Apple เดินหน้าฟ้องคือความรู้สึกว่าถูกทรยศความไว้วางใจ ครั้งนั้น อีริก ชมิดต์ ซีอีโอของ Google ในเวลานั้น นั่งอยู่ในคณะกรรมการบริษัทของ Apple ขณะที่บริษัทของเขาพัฒนา Android จนจอบส์บอกกับ วอลเตอร์ ไอแซกสัน ผู้เขียนชีวประวัติของเขาว่า “ผมจะทำลาย Android เพราะมันคือสินค้าที่ถูกขโมยมา”

 

มาถึงคดีล่าสุด Apple ระบุในคำฟ้องว่า “ในทุกระดับ OpenAI ขโมยความลับทางการค้าของ Apple มาโดยตลอด” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่รุนแรงไม่แพ้ครั้งไหน

 

แต่ความย้อนแย้งของคดีนี้ตามที่ The Wall Street Journal ชี้ให้เห็นคือ ตัว Apple เองก็ถูกกล่าวหาว่าขโมยไอเดียของบริษัทอื่นบ่อยครั้งจนเกิดคำกริยาใหม่ในวงการเทคโนโลยีว่า ‘sherlocking’ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

 

หากดูจากประวัติศาสตร์ บริษัทที่ใหญ่กว่ายังไม่เคยทำอะไร Apple ได้ ทั้งสมาร์ทโฟน Fire ของ Amazon และระบบปฏิบัติการ Windows Phone ของ Microsoft ที่ล้มเหลวทั้งคู่

 

ส่วน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก พยายามข้ามผ่าน iPhone มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง รวมถึงความพยายามล่าสุดในการสร้างระบบนิเวศทางเลือกที่เรียกว่า Metaverse ถึงขั้นเปลี่ยนชื่อบริษัทและปรับโครงสร้างองค์กรรอบแนวคิดนี้ แต่ก็ยังไม่ติดตลาด ขณะที่แว่นอัจฉริยะ Ray-Ban Meta เป็นสินค้าใหม่ที่ได้รับความนิยม แต่ยอดขายก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของ iPhone

 

ด้าน อีลอน มัสก์ ก็ไม่พอใจกับการที่ Apple มีอำนาจควบคุม Digital Economy เช่นกัน โดยหน่วยธุรกิจหนึ่งของ SpaceX กำลังฟ้อง Apple ในข้อหาทำให้แอป AI ของบริษัทเสียเปรียบ ขณะที่บริษัทก็กำลังพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ AI ของตัวเองที่มีหน้าตาคล้ายสมาร์ทโฟน ส่วน Apple ยืนยันว่า App Store อาศัยอัลกอริทึมและการคัดสรรโดยผู้เชี่ยวชาญ และไม่ได้กดคู่แข่งแต่อย่างใด

 

ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!' 5

 

ชนะในศาลอาจไม่สำคัญเท่าการซื้อเวลา

 

กว่าที่คำตัดสินหรือการชดใช้ตามกฎหมายจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี แต่ Bloomberg วิเคราะห์ว่าผลจากตัวคดีเองน่าจะรู้สึกได้เร็วกว่านั้นมาก เพราะการต่อสู้ทางกฎหมายอาจกดดันทั้งการรับคนและแผนพัฒนาสินค้าของ OpenAI ทันที

 

เพียงแค่ยื่นฟ้อง Apple ก็เริ่มบั่นทอนศักยภาพของ OpenAI ในการสร้างคู่แข่ง iPhone ตัวจริงไปแล้ว เพราะข้อกล่าวหา การสอบสวนที่อาจตามมา และความกังวลเกี่ยวกับวิธีการทำงานของ OpenAI อาจทำให้พนักงาน Apple หลายคนคิดใหม่ก่อนย้ายค่าย

 

ที่หนักกว่านั้นคือ แค่ไปสัมภาษณ์งานกับ OpenAI ก็อาจทำให้พนักงาน Apple ถูกทีมความปลอดภัยและผู้บริหารเพ่งเล็ง ซึ่งลำพังแค่นี้ก็ชะลอสายพานการรับคนของ OpenAI ได้ ทำให้วิศวกรอยู่กับ Apple ต่อ และลดการถ่ายเทความรู้กับประสบการณ์ที่สั่งสมอยู่ใน Apple ไปสู่ OpenAI แม้ศาลจะยังไม่ได้ตัดสินอะไรเลย

 

ผลกระทบยังลามไปถึงวัฒนธรรมการทำงาน โดยอดีตพนักงาน Apple อาจลังเลที่จะพูดถึงงานเก่าของตัวเอง ขณะที่หัวหน้างานอาจเลี่ยงการถามคำถามเชิงเทคนิคบางอย่างเพราะกลัวว่าจะไปแตะข้อมูลลับของ Apple ผลที่ตามมาคือองค์กรที่ระมัดระวังตัวมากขึ้น

 

นอกจากนี้ คดีน่าจะสร้างขั้นตอนที่ยุ่งยากเพิ่มขึ้นภายใน OpenAI ทั้งการตรวจสอบทางกฎหมายรอบใหม่, การควบคุมภายในที่เข้มงวดขึ้น และการอบรมเรื่องการทำตามกฎระเบียบ ซึ่งล้วนดึงเวลาของวิศวกรออกจากงานพัฒนาสินค้า ส่วนผู้บริหารระดับสูงก็ต้องเสียเวลาไปกับการประชุมกับทนาย รับมือกระบวนการเปิดเผยพยานหลักฐาน และการให้ปากคำ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจชะลอการพัฒนาสินค้า

 

ในระยะยาว หาก Apple พิสูจน์ได้ว่า OpenAI นำความลับทางการค้าไปใส่ในอุปกรณ์ที่กำลังจะออก สตาร์ตอัปรายนี้อาจถูกบังคับให้ออกแบบสินค้าใหม่ ซึ่งจะคล้ายกับกรณีที่ Apple ยอมความกับสตาร์ตอัปชิปอย่าง Rivos ที่สุดท้ายตกลงออกแบบเทคโนโลยีโปรเซสเซอร์บางส่วนใหม่

 

Bloomberg Intelligence ประเมินเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมว่า Apple น่าจะได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่พุ่งเป้าไปยังงานพัฒนาอุปกรณ์ของ OpenAI โดยตรง ซึ่งคำสั่งลักษณะนี้มักกำหนดให้แยกเอกสารที่เป็นข้อพิพาทออกมาเก็บไว้ต่างหาก, ห้ามทำลายหลักฐาน และให้ OpenAI ยืนยันว่าได้ทำตามคำสั่งครบถ้วนแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้อาจชะลอแผนฮาร์ดแวร์ของบริษัทได้

 

อีกปัจจัยที่หลายคนมองข้ามคือซัพพลายเชน แม้เครือข่ายการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียจะกว้างใหญ่ แต่กลุ่มซัปพลายเออร์ที่ผลิตอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคกลับเล็กมาก และด้วยอำนาจตลาดของ Apple ซัปพลายเออร์อาจคิดหนักก่อนกระชับความสัมพันธ์กับ OpenAI เพราะกลัวกระทบพันธมิตรที่ใหญ่กว่าและมั่นคงกว่า หรือถูกลากเข้าไปพัวพันกับคดี

 

ภาพกราฟิกแสดงการฟ้องร้องระหว่าง Apple และ OpenAI พร้อมข้อความ 'งัดตำรา สงครามนิวเคลียร์ ของจอบส์มาใช้อีกครั้ง!' 6

 

แต่ OpenAI ก็ไม่ได้ไร้ทางสู้ เพราะมีทั้งวิศวกรที่บริษัทถือว่าเก่งที่สุดกลุ่มหนึ่งในซิลิคอนวัลเลย์, ทรัพยากรทางกฎหมายที่จะต่อสู้ข้อกล่าวหา และอดีตผู้บริหาร Apple อย่างไอฟ์กับตัน ที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับซัปพลายเออร์ นักลงทุน และพันธมิตรสำคัญ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาผลกระทบและประคองแผนฮาร์ดแวร์ให้เดินหน้าต่อได้

 

กระนั้น ไม่ว่า Apple จะพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้หรือไม่ คดีนี้ก็ได้สร้างภาพจำที่ OpenAI อาจสลัดทิ้งได้ยาก โดย Apple ระบุในคำฟ้องว่าธุรกิจฮาร์ดแวร์ของ OpenAI ตั้งอยู่บนรากฐานที่สั่นคลอนที่สุด และเน่าถึงแกนกลางจากการพึ่งพาความลับทางการค้าที่ได้มาอย่างมิชอบ

 

อีกด้านหนึ่ง Apple เองก็ยังต้องไล่ตามในเรื่อง AI แชตบอต Siri ได้รับการยกเครื่องที่รอคอยกันมานาน และจะถึงมือผู้บริโภคในช่วงปลายปีนี้ แต่บริษัทไม่สามารถพัฒนา Siri เวอร์ชันใหม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องหันไปพึ่ง Google มาขับเคลื่อนแทน ซึ่ง The Wall Street Journal ตั้งคำถามว่าหาก Siri ตัวใหม่ใช้ฟรีและทำงานได้ดีกว่า ผู้ใช้ iPhone จะยังยอมจ่ายเงินให้ ChatGPT อยู่หรือไม่

 

ถึงอย่างนั้น Apple ก็ยังมีไพ่ในมือที่แข็ง ทั้งชิปที่ออกแบบเองในอุปกรณ์ทุกตัวซึ่งทำได้มากกว่าแค่ขับเคลื่อน Siri ตัวใหม่ และฐานผู้ใช้หลายพันล้านคนที่ถืออุปกรณ์ของบริษัทอยู่แล้ว โดยเฉพาะ iPhone ทำให้บริษัทที่สร้างโมเดล AI ที่ซับซ้อนที่สุด หากอยากเข้าถึงผู้บริโภค ก็น่าจะต้องผ่าน Apple และจ่ายค่าผ่านทางอยู่ดี

 

บางที คุกอาจซื้อเวลาให้เทอร์นัสได้ด้วยการส่งทนายของ Apple ไปจัดการคู่แข่ง AI ระดับแนวหน้า แต่ Apple ก็ยังต้องชนะศึกอุปกรณ์ AI ที่กำลังจะมาถึงด้วยตัวเองอยู่ดี ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาสินค้า พื้นที่ที่เทอร์นัสต้องทำให้ดีกว่าคนก่อนหน้า หากอยากรักษามรดกของจอบส์เอาไว้

 

และนานก่อนที่คดีจะไปถึงมือผู้พิพากษาหรือคณะลูกขุน Apple อาจทำสำเร็จในสิ่งที่มีค่าพอๆ กับชัยชนะในศาลไปเรียบร้อยแล้ว นั่นคือการทำให้บริษัทที่เอาจริงเอาจังที่สุดกับการพาโลกก้าวข้ามยุค iPhone ต้องชะลอฝีเท้าของตัวเองลง

 

ภาพ: Courtesy of Apple

 

อ้างอิง:

The post Apple ฟ้อง OpenAI ขโมยความลับทางการค้า งัดตำรา ‘สงครามนิวเคลียร์’ ที่จอบส์เคยใช้กับ Android มาสู้คู่แข่งที่หมายจะแทนที่ iPhone appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัย AWS ชี้ ‘ดุลยพินิจ’ คือทักษะแห่งอนาคตยุค AI หลังพบพนักงานไทยกว่าครึ่ง ‘ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเชื่อ AI’ https://thestandard.co/aws-ai-judgment-skill-thailand-2/ Wed, 15 Jul 2026 07:09:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1230973 ภาพคนกำลังถือหน้าจอโปร่งใสแสดงแผนผังธุรกิจ พร้อมข้อความ ‘ดุลยพินิจ’ ทักษะที่ต้องพัฒนาเพื่ออยู่รอดในยุค AI

ผลศึกษา Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ของ AWS […]

The post งานวิจัย AWS ชี้ ‘ดุลยพินิจ’ คือทักษะแห่งอนาคตยุค AI หลังพบพนักงานไทยกว่าครึ่ง ‘ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเชื่อ AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนกำลังถือหน้าจอโปร่งใสแสดงแผนผังธุรกิจ พร้อมข้อความ ‘ดุลยพินิจ’ ทักษะที่ต้องพัฒนาเพื่ออยู่รอดในยุค AI

ผลศึกษา Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 ของ AWS เผยธุรกิจไทยใช้ AI เพิ่มขึ้นเป็น 43% แต่ 74% ยังอยู่แค่ขั้นพื้นฐาน ขณะที่ทักษะที่องค์กรต้องการมากที่สุดกำลังเปลี่ยนจาก ‘ความสามารถทางเทคนิค’ ไปสู่ ‘วิจารณญาณของมนุษย์’ ในการตีความ ตรวจสอบ และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น

 

 
 

Amazon Web Services (AWS) เปิดเผยผลการศึกษา Unlocking Thailand’s AI Potential 2026 หรือ การปลดล็อกศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ปี 2026 ซึ่งจัดทำโดย Strand Partners จากการสำรวจผู้นำธุรกิจ 1,000 ราย และประชาชนทั่วไปอีก 1,000 ราย

 

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นข้อค้นพบสำคัญว่า การนำ AI มาใช้ในประเทศไทยไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ทั้งกลยุทธ์ ทักษะ การกำกับดูแล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะใหม่ที่กำลังกลายเป็นหัวใจของการทำงานยุค AI นั่นคือ ‘ดุลยพินิจของมนุษย์’ (Human Judgment)

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ประจำ AWS ประเทศไทย กล่าวในงานแถลงผลการศึกษาว่า การนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นจาก 32% เป็น 43% ในช่วงปีที่ผ่านมา คิดเป็นอัตราการเติบโต 34% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือมีธุรกิจหันมาใช้ AI เพิ่มขึ้นราว 220,000 แห่ง

 

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงลึก ผู้ที่นำ AI มาใช้ถึง 74% ยังคงใช้งานในขั้นพื้นฐาน เช่น การใช้แชตบอตทั่วไปสำหรับงานประจำวัน มีเพียง 17% ที่ก้าวไปสู่ระดับกลาง และเพียง 9% เท่านั้นที่ใช้งานถึงขั้นการบูรณาการ AI ขั้นสูงอย่างการผสานหลายโมเดล การสร้างระบบเฉพาะ หรือการใช้ agentic AI

 

“Adoption is no longer the constraint ข้อจำกัดตอนนี้คือสิ่งที่มาหลังจากนั้น ทั้งกลยุทธ์ ทักษะ และการกำกับดูแล” วัตสันกล่าว

 

เมื่อ AI ตัดสินใจมากขึ้น ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ‘การรู้ว่าเมื่อไหร่ไม่ควรเชื่อ’

 

หนึ่งในข้อค้นพบที่โดดเด่นที่สุดของรายงานปีนี้คือประเด็นเรื่องดุลยพินิจ โดยผู้นำธุรกิจ 61% ระบุว่า ความสามารถในการตีความ ตรวจสอบความถูกต้อง และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้น คือทักษะสำคัญแห่งอนาคต ควบคู่กับการทำงานร่วมกับเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างมีประสิทธิภาพ (57%) และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ (49%)

 

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างความต้องการกับความเป็นจริงยังห่างกันมาก องค์กรถึง 52% ระบุว่าพนักงานมีความมั่นใจค่อนข้างน้อยหรือไม่มั่นใจเลยว่า เมื่อใดควรเชื่อถือผลลัพธ์จาก AI และเมื่อใดควรตั้งคำถาม ขณะที่ 48% ระบุว่าพนักงานมีแนวโน้มยอมรับผลลัพธ์จาก AI โดยแทบไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 58% ในอุตสาหกรรมการผลิต และ 54% ในธุรกิจค้าปลีก เทียบกับ 38% ในอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ มีเพียง 22% เท่านั้นที่พนักงานตั้งคำถามและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI เป็นประจำ

 

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ มีองค์กรเพียง 23% ที่มีแนวทางปฏิบัติชัดเจนว่าเมื่อใดพนักงานควรส่งต่อเรื่องหรือเข้าแทรกแซงการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

วัตสันอธิบายว่า “ถ้าเราเชื่อ AI 100% จะมีจุดที่ไม่สมบูรณ์ 10-20% เสมอ คนอาจต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเสมอ เชื่อว่าคนจะไม่ถูกแทนที่ไป 100% พอถึงจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจ ทักษะของคนในอนาคตคือ judgment ในจุดที่สำคัญมากๆ แทนที่จะทำเรื่องพื้นฐานแบบช่วงแรก”

 

สำหรับแนวทางการพัฒนาทักษะดุลยพินิจในองค์กร วัตสันระบุว่าหลายองค์กรเริ่มจากการออกแบบเส้นทางการทำงาน (journey) ที่ชัดเจนว่า human in the loop หรือจุดที่มนุษย์ต้องเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ตรงไหน หากจำเป็นต้องมีการ override ผลลัพธ์ของ AI ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าเมื่อไหร่คนควรเข้าไปแทรกแซง ควบคู่กับการเทรนโมเดลขององค์กรให้ฉลาดและ customized ด้วยข้อมูลของตัวเอง แทนที่จะพึ่งพาโมเดลกลางเพียงอย่างเดียว

 

ทักษะขาดแคลนหนักขึ้น สวนทางการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ปัญหาการขาดแคลนทักษะยังคงเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่ง โดยธุรกิจไทย 51% ระบุว่าการขาดแคลนทักษะด้าน AI และดิจิทัลเป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้หรือขยายผล เพิ่มขึ้นจาก 47% เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อเจาะเฉพาะเทคโนโลยี AI ยุคใหม่อย่าง Agentic AI ตัวเลขนี้พุ่งเป็น 56%

 

วัตสันยังเปิดเผยด้วยว่า 72% ขององค์กรระบุว่า ไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะ AI จากตลาดแรงงานภายนอกได้ทันความต้องการ ทำให้การ reskill พนักงานเดิมกลายเป็นกลยุทธ์หลัก โดย 72% ของผู้ใช้ AI มองว่าการเรียนรู้ทักษะใหม่ของพนักงานเดิมเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ AI ขององค์กร

 

ทว่ามีองค์กรเพียง 24% เท่านั้นที่มั่นใจว่าการฝึกอบรมที่ทำอยู่ในปัจจุบันเพียงพอต่อความต้องการในอนาคต และมีเพียง 17% ที่ประเมินว่าตนเองมีชุดทักษะด้าน AI ที่แข็งแกร่งแล้ว

 

ปรากฏการณ์ที่ซ้ำเติมความท้าทายนี้คือการใช้ AI ที่กระจายเร็วกว่าการกำกับดูแล ปัจจุบัน 71% ของกรณีการใช้ AI ถูกริเริ่มโดยหน่วยงานธุรกิจหรือพนักงานที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และ 70% ของพนักงานสายงานที่ไม่ใช่เทคนิค เช่น การตลาด ทรัพยากรบุคคล และปฏิบัติการ ใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานบ่อยครั้ง แต่มีเพียง 19% ขององค์กรที่มีนโยบายครอบคลุมและบังคับใช้จริงจังสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้

 

งานไม่ได้หายไป แต่กำลังถูก ‘ปรับโฉม’

 

ในมิติของตลาดแรงงาน ผลสำรวจชี้ว่าภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานโดยตรง โดย 52% คาดว่า AI จะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่หรือปรับโฉมภาระหน้าที่งานเดิมเป็นหลัก อีก 31% มองว่าจะเกิดทั้งการสร้างงานใหม่และแทนที่งานเดิมในสัดส่วนที่เสมอตัว มีเพียง 17% ที่เชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานเดิมอย่างเต็มรูปแบบ

 

สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในองค์กรที่ใช้ AI โดย 54% ระบุว่าตำแหน่งงานของพนักงานมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์หรือเน้นการตัดสินใจมากขึ้น 61% ระบุว่าพนักงานใช้เวลากับงานซ้ำซากจำเจลดลง และ 43% เริ่มเห็นตำแหน่งงานใหม่ที่เชื่อมโยงกับการกำกับดูแล การบูรณาการ หรือการบริหารจัดการระบบ AI

 

วัตสันยังให้มุมมองต่อสถานการณ์การเลิกจ้างในไทยด้วยว่า แนวโน้มการ layoff อาจจะน้อยลงในช่วงนี้ และอาจกลับมาจ้างงานมากขึ้นอีกครั้ง เพราะแม้งานบางประเภทจะหายไป แต่ก็มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทดแทน

 

ภาพ: Farhan _khan / Shutterstock

The post งานวิจัย AWS ชี้ ‘ดุลยพินิจ’ คือทักษะแห่งอนาคตยุค AI หลังพบพนักงานไทยกว่าครึ่ง ‘ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเชื่อ AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>