Tech – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 06 Jan 2026 03:08:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap’ ในภาคพลังงานสหรัฐฯ ปักธงตลาด 5 แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนมั่นคงระยะยาว https://thestandard.co/bgrimm-power-usa-strategic-market-expansion/ Tue, 06 Jan 2026 03:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1161476 bgrimm-power-usa-strategic-market-expansion

ในจังหวะที่โลกพลังงานกำลังเคลื่อนผ่านจุดเปลี่ยนทางประวั […]

The post B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap’ ในภาคพลังงานสหรัฐฯ ปักธงตลาด 5 แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนมั่นคงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
bgrimm-power-usa-strategic-market-expansion

ในจังหวะที่โลกพลังงานกำลังเคลื่อนผ่านจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็น ‘สมรภูมิใหม่’ ของผู้เล่นพลังงานหมุนเวียนระดับโลก และสำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) การก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนข้ามพรมแดน แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเติบโตได้ในระยะยาว ภายใต้บริบทตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง

 

สหรัฐฯ ภาคพลังงานมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ดีมานด์ใหม่โลกยุคดิจิทัล

 

ตลาดพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกามีมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และถือเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 119% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคพลังงานอย่างแท้จริง

 

แรงขับสำคัญในระลอกใหม่นี้ ไม่ได้มาจากนโยบายพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘ดีมานด์ไฟฟ้าใหม่’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจาก Data Centers, AI, Cloud Computing, การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล รายงานของ S&P Global Commodity Insights ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ จะเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปีไปจนถึงปี 2030

 

ในขณะที่ฝั่งอุปทาน ระบบไฟฟ้าในหลายรัฐเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านโครงข่ายส่งไฟฟ้า (Grid constraints) ทำให้สินทรัพย์ที่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องและควบคุมกำลังผลิตได้ตามความต้องการ (Dispatchable power) มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถสั่งการได้ เช่น พลังงานน้ำ

 

B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ 'GreenLeap'

 

ภาคพลังงานสหรัฐฯ ประตูสู่โอกาสมหาศาล

 

สิ่งที่ทำให้ภาคพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐฯ แตกต่างและน่าสนใจอย่างมาก คือ โครงสร้างที่กระจายอำนาจโดยแต่ละรัฐมีอิสระในการกำหนดนโยบายพลังงานของตนเอง สร้างความหลากหลายของโอกาสทางธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร

 

โดยสหรัฐฯ มีตลาดไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบใน 50 รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดไฟฟ้าเสรีที่เปิดให้มีการแข่งขัน ตลาดสำคัญๆ อาทิ:

  • CAISO (California Independent System Operator) ครอบคลุมรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นตลาดขายส่งไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตะวันตก มีระบบประมูลแบบเรียลไทม์ที่ราคาเปลี่ยนแปลงทุก 5 นาที สะท้อนอุปสงค์-อุปทานจริง
  • NYISO (New York Independent System Operator) บริหารจัดการตลาดไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก มีระบบประมูลที่ซับซ้อนและราคาที่ผันผวนสูง เนื่องจากความต้องการใช้ไฟในเมืองใหญ่
  • PJM (Pennsylvania-New Jersey-Maryland) เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ครอบคลุม 13 รัฐ มีระบบประมูลกำลังการผลิต (Capacity market) ที่จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการสำรองกำลังผลิต

 

ในตลาดเหล่านี้ โรงไฟฟ้าสามารถเสนอราคาเข้าสู่ระบบการประมูล และได้รับการจ่ายเงินตามราคาตลาดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ราคาที่ถูกกำหนดตายตัวเหมือนระบบ PPA แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การจำหน่ายไฟฟ้าผ่านกลไลตลาดทำให้ฐานผู้รับซื้อไฟฟ้ามีความหลากหลาย ช่วยลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Off-taker risk) ได้เป็นอย่างดี

 

หลากหลายแหล่งรายได้: มากกว่าแค่ขายไฟ

 

สิ่งที่ทำให้ตลาดพลังงานไฟฟ้าเสรีของสหรัฐฯ เช่น CAISO น่าสนใจคือความหลากหลายของแหล่งรายได้ ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง:

  • รายได้จากการขายไฟฟ้า (Energy Market) ในตลาดขายส่งแบบแข่งขันเสรี โดยราคาเปลี่ยนแปลงตามเวลา ความต้องการใช้ไฟฟ้า และราคาต้นทุนเชื้อเพลิง
  • รายได้จากการสำรองกำลังการผลิต (Capacity Payments) โรงไฟฟ้าได้รับค่าตอบแทนสำหรับการพร้อมจ่ายไฟเมื่อระบบต้องการ แม้จะไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริง โดยรายได้ในลักษณะ “Stand-by” นี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อสินทรัพย์พลังงานแบบสั่งการได้ (Dispatchable) เช่น โรงไฟฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
  • รายได้จากการช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ (Ancillary Services) เช่น การควบคุมความถี่ การควบคุมแรงดัน การสำรองหมุน ซึ่งเป็นบริการที่มีมูลค่าสูงมากต่อระบบ
  • รายได้จากใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) สามารถขายแยกต่างหากจากการขายไฟฟ้า ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม

 

 

กลไกราคาที่สะท้อนมูลค่าจริง: Natural Hedge ต่อราคาก๊าซ

 

จุดแข็งสำคัญของภาคพลังงานไฟฟ้าสหรัฐฯ คือ โครงสร้างตลาดขายส่งไฟฟ้าแบบแข่งขันเสรี (Wholesale / Spot Market) และกลไกราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง

 

ในตลาดขายส่งอย่าง CAISO ราคาไฟฟ้าถูกกำหนดจากต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าที่ถูกเรียกเดินเครื่องเป็นลำดับสุดท้ายเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงที่สุด ซึ่งในหลายกรณี หรือบางช่วงเวลา เช่น ช่วงกลางคืน มักจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ หรือในกรณีที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติ อาจจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าดีเซล ซึ่งจะยิ่งดันราคาค่าไฟให้ปรับตัวสูงขึ้น

 

ด้วยเหตุนี้ ราคาค่าไฟจะเคลื่อนไหวไปตามราคาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ กลไกนี้ช่วยสร้างโอกาสให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง สามารถทำกำไรได้มากขึ้นในช่วงที่ราคาก๊าซอยู่ในระดับสูง ถือเป็น Natural Hedge ต่อความผันผวนของราคาแก๊ส ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ผู้ผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติมักเผชิญ

 

นอกจากความเสรีแล้ว ภาคพลังงานไฟฟ้าสหรัฐฯ ยังมีความเฉพาะตัวที่แต่ละภูมิภาคดำเนินงานแยกจากกัน (Non-interconnected) ความเป็นอิสระต่อกันนี้เองที่เปิดโอกาสให้ B.Grimm Power  สามารถบริหารพอร์ตโฟลิโอและกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ภายในสหรัฐฯ ได้อย่างมีกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น

 

 

เปิดเหตุผล ทำไม B.Grimm Power จึงใช้ตลาดต่างประเทศเป็นยุทธศาสตร์

 

ระบบตลาดเสรีแบบนี้ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้ที่แท้จริงตามประสิทธิภาพและมูลค่าที่สร้างให้ระบบ ไม่ใช่แค่ราคาที่ตายตัวตามสัญญา ยิ่งโรงไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นสูง สามารถผลิตไฟได้ในช่วงเวลาที่ระบบต้องการมาก ยิ่งได้รับผลตอบแทนสูง

 

สำหรับบริษัทที่มีความสามารถในการบริหารจัดการและเข้าใจพลวัตของตลาด โอกาสในการสร้างรายได้ที่ดีและมั่นคงในระยะยาวจึงสูงมาก ซึ่งต่างจากตลาดที่มีการควบคุมแบบเข้มงวด ที่ราคาถูกกำหนดล่วงหน้าและมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ B.Grimm Power มองเห็นโอกาสในการขยายพอร์ตไปยังต่างประเทศ เพราะไม่ได้มองแค่ธุรกิจภายในประเทศ แต่มองหาตลาดที่มีโครงสร้างเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาแหล่งรายได้เพียงแหล่งเดียว

 

‘Malacha’ ก้าวสำคัญของ B.Grimm Power สู่ตลาดสหรัฐฯ

 

นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพัฒนาพลังงานหมุนเวียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘B.Grimm Power’ เผยว่า “บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมมุ่งขยายสู่ตลาดพลังงานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

 

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 B.Grimm Power ได้เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ‘Malacha Hydropower Plant’ ขนาด 29.9 เมกะวัตต์ (MW) บนแม่น้ำพิท (Pit River) ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ภาคพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ครั้งแรกของบริษัท

 

“นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการได้มาซึ่งสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนแบบ Dispatchable ที่มีคุณค่าสูง ภายใต้ตลาดพลังงานไฟฟ้าเสรีอย่างแท้จริง”

 

ด้วยลักษณะของตลาด CAISO ที่มีสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์สูง ราคาไฟฟ้าจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำในช่วงกลางวัน ในขณะที่ช่วงเย็นและกลางคืน ซึ่งความต้องการใช้ไฟเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตจากโซลาร์ลดลง ราคาค่าไฟจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านรูปแบบ ‘Duck Curve’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดซื้อขายพลังงานระหว่างวัน (Intra-day energy market) ในตลาด CAISO

 

 

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำ (Reservoir) สามารถควบคุมจังหวะการผลิต และเลือกจ่ายไฟในช่วงเวลาที่มีมูลค่าสูงได้ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาภายในวันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจมีส่วนต่างเกินกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MWh อีกทั้งสินทรัพย์พลังน้ำยังถือเป็น Perpetual Asset ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 100 ปี และมีใบอนุญาตที่สามารถขยายระยะเวลาได้อย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นสินทรัพย์พลังน้ำในตลาดพลังงานสหรัฐฯ โดยทั่วไปถือว่าสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว

 

ตลาดเสรีกับบทเรียนเชิงโครงสร้าง ที่ชวนให้ฉุกคิด

 

ตลาดไฟฟ้าเสรีของสหรัฐฯ อาทิ CAISO สะท้อนระบบที่เปิดโอกาสให้ “เทคโนโลยีและประสิทธิภาพ” ของสินทรัพย์เป็นตัวกำหนดมูลค่าอย่างแท้จริง โดยกลไกตลาดจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่โรงไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น สามารถตอบสนองต่อสัญญาณราคา และช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารจัดการกำลังผลิตได้ จะมีราคาขายไฟสะท้อนออกมาในระดับที่ต่ำลงตามกลไกตลาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาอยู่ในระดับต่ำ

 

ในบริบทนี้ การขยายพอร์ตของ B.Grimm Power ไปยังตลาดต่างประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการแสวงหาโอกาสใหม่ แต่คือการวางโครงสร้างรายได้ที่ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเปิดรับกลไกตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ไม่ใช่แค่ Malacha แต่คือ Pipeline โอกาสในสหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากโครงการ Malacha แล้ว B.Grimm Power ยังมีโอกาสการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ อีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนาและพิจารณา ทั้งการเข้าซื้อ Operating Assets และการต่อยอดโครงการด้วยแนวคิด Hybridization และการเพิ่มศักยภาพ เช่น  การผสานระบบกักเก็บพลังงานหรือพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการสร้างรายได้

 

บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ให้มากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี โดยอาศัยกลยุทธ์การเลือกลงทุนในตลาดที่มีความผันผวนของราคาไฟฟ้าสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้สินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้ดีสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือค่าเฉลี่ยของตลาด

 

ปักหมุดระยะยาว บนเวทีพลังงานโลก

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมอันดับเครดิตระดับ AA+ และโครงสร้างภาคพลังงานที่โปร่งใส ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเอื้อต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

 

สำหรับ B.Grimm Power การเข้าสู่ตลาดพลังงานสหรัฐฯ คือการยืนยันศักยภาพของผู้ประกอบการพลังงานไทยในระดับสากล และเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ GreenLeap ที่มุ่งสร้างพอร์ตพลังงานสะอาดซึ่งมั่นคง ยืดหยุ่น และเติบโตได้ในโลกพลังงานยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

The post B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap’ ในภาคพลังงานสหรัฐฯ ปักธงตลาด 5 แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนมั่นคงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก https://thestandard.co/true-ais-usage-countdown-iconsiam-hot/ Fri, 02 Jan 2026 02:34:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1160900 คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก

บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 25 […]

The post คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก

บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ต่างเปิดเผยตัวเลขการใช้งานข้อมูล (Data) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการทำกิจกรรมนอกบ้านของประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยข้อมูลการใช้งานในช่วงเทศกาลพบว่า บรรยากาศเคานต์ดาวน์ทั่วไทยมีความคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’ ณ ไอคอนสยาม ที่มีศิลปินระดับโลกอย่างมาร์ค ต้วน มาร่วมโชว์ ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานดาต้าในบริเวณดังกล่าวคืนเคานต์ดาวน์พุ่งสูงขึ้นประมาณ 300% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ

 

ในด้านข้อมูลการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งาน (Mobility Data) บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช และดีแทค พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ได้แก่ จีน มาเลเซีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ขณะที่บนเครือข่ายดีแทค ได้แก่ ออสเตรีย จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และสวีเดน ตามลำดับ

 

สำหรับการเดินทางในประเทศ พบตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจในหลายจังหวัด โดยจังหวัด ‘สุรินทร์’ มียอดผู้ใช้งานคนไทยเดินทางเพิ่มขึ้นสูงสุดบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ราว 30% ส่วนจังหวัด ‘สุราษฎร์ธานี’ เป็นดาวรุ่งในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยยอดเติบโตกว่า 80% ขณะที่เครือข่ายดีแทคพบว่า ‘เพชรบูรณ์’ ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้น 32% และจังหวัด ‘สตูล’ เติบโตโดดเด่นในกลุ่มต่างชาติถึง 115%

 

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราวางแผนบริหารเครือข่ายอย่างแม่นยำด้วยการวิเคราะห์ Mobility Data และพฤติกรรมการใช้งานมือถือรอบจุดจัดงานเคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ ทำให้การเสริมขีดความสามารถของสัญญาณมีประสิทธิภาพและตรงจุด พร้อมทีมปฏิบัติการภาคสนามดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น”

 

ทางด้าน AIS ได้เปิดเผยสถิติการใช้งานดาต้าในช่วงคืนข้ามปีเช่นกัน โดยพบว่าแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ มีปริมาณการใช้งานพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่สยามสแควร์ที่มีการจัดงาน ‘SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 presented by AIS SIAM’ พบยอดการใช้งานดาต้าสูงขึ้นถึง 226% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ในขณะที่พื้นที่ไอคอนสยาม AIS รายงานตัวเลขการใช้งาน 5G ทะยานสูงขึ้นถึง 515% ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการใช้งานโซเชียลมีเดีย โดย Facebook มียอดการใช้งานสูงสุดกว่า 28.3 ล้าน GB ตามมาด้วย YouTube และ TikTok สะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่เป็น ‘Digital-First’ อย่างเต็มรูปแบบ

 

สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด AIS ระบุว่า Top 5 สถานที่จัดงานเคานต์ดาวน์ที่มีการใช้งานสูงสุด ได้แก่ พัทยา บางแสน ชะอำ จันทบุรี และสงขลา โดยช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุดคือ 21.00 – 22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเตรียมตัวนับถอยหลังและแชร์โมเมนต์แห่งความสุขผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

 

กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาสะท้อนพฤติกรรมดิจิทัลของคนไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด ข้อมูลการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะวิดีโอและโซเชียลมีเดีย ถือเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของโครงข่ายดิจิทัลในยุคปัจจุบันว่ามีความพร้อมรองรับการใช้งานที่หนาแน่นได้อย่างมีเสถียรภาพ”

 

นอกจากนี้ การใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านของทั้งสองค่ายยังแสดงทิศทางเดียวกัน โดยแอปพลิเคชันวิดีโอสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook ยังคงครองความนิยมสูงสุด ในขณะที่คอนเทนต์กีฬาและความบันเทิงบน AIS PLAY ก็ได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา

The post คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขุมทรัพย์คอนเทนต์ขยะ? เปิดเบื้องหลังช่อง ‘AI Slop’ ทำเงินสะพัด 3.7 พันล้านบาทต่อปี ใช้ AI ปั่นคลิปไร้สาระหลอกอัลกอริทึม YouTube https://thestandard.co/ai-slop-junk-youtube-money/ Wed, 31 Dec 2025 12:27:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1160534 ขุมทรัพย์คอนเทนต์ขยะ เปิดเบื้องหลังช่อง ‘AI Slop’ ทำเงินสะพัด 3.7 พันล้านบาทต่อปี ใช้ AI ปั่นคลิปไร้สาระหลอกอัลกอริทึม YouTube

ในยุคที่อัลกอริทึมเป็นผู้กำหนดสิ่งที่เรามองเห็นบนหน้าจอ […]

The post ขุมทรัพย์คอนเทนต์ขยะ? เปิดเบื้องหลังช่อง ‘AI Slop’ ทำเงินสะพัด 3.7 พันล้านบาทต่อปี ใช้ AI ปั่นคลิปไร้สาระหลอกอัลกอริทึม YouTube appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขุมทรัพย์คอนเทนต์ขยะ เปิดเบื้องหลังช่อง ‘AI Slop’ ทำเงินสะพัด 3.7 พันล้านบาทต่อปี ใช้ AI ปั่นคลิปไร้สาระหลอกอัลกอริทึม YouTube

ในยุคที่อัลกอริทึมเป็นผู้กำหนดสิ่งที่เรามองเห็นบนหน้าจอ ผลการวิจัยล่าสุดได้เปิดเผยว่า มากกว่า 20% ของวิดีโอที่ YouTube แนะนำให้กับผู้ใช้งานรายใหม่ ล้วนเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘AI Slop’ หรือเนื้อหาขยะที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) คุณภาพต่ำ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปั่นยอดวิวโดยเฉพาะ

 

Kapwing บริษัทด้านการตัดต่อวิดีโอ ได้ทำการสำรวจช่อง YouTube ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจำนวน 15,000 ช่อง ซึ่งคัดมาจาก 100 อันดับแรกของแต่ละประเทศทั่วโลก และพบว่ามีถึง 278 ช่องที่มีเนื้อหาเป็น AI Slop ทั้งหมด โดยช่องเหล่านี้มียอดวิวรวมกันอย่างมหาศาลถึง 6.3 หมื่นล้านครั้ง และมีผู้ติดตามรวมกว่า 221 ล้านคน ซึ่งมีการประเมินว่าช่องเหล่านี้สามารถสร้างรายได้รวมกันได้สูงถึงประมาณ 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,704 ล้านบาทต่อปี

 

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทีมวิจัยได้ทดลองสมัครบัญชี YouTube ใหม่และพบว่า ในจำนวนวิดีโอ 500 รายการแรกที่ถูกแนะนำขึ้นมาบนหน้าฟีด มีถึง 104 รายการที่เป็น AI Slop และหนึ่งในสามของวิดีโอทั้งหมดถูกจัดอยู่ในประเภท Brainrot หรือเนื้อหาที่ไร้สาระซึ่งรวมถึง AI Slop และคอนเทนต์คุณภาพต่ำอื่นๆ ที่สร้างมาดึงดูดความสนใจเพื่อหารายได้

 

การค้นพบนี้เป็นเพียงภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและกำลังเข้ายึดครองแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ตั้งแต่ X (Twitter เดิม) ไปจนถึง Meta และ YouTube โดยช่องเหล่านี้กระจายตัวอยู่ทั่วโลกและมีผู้ชมมหาศาล ตัวอย่างเช่น ในสเปนมีผู้ติดตามช่อง AI ยอดนิยมถึง 20 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศ ขณะที่ในสหรัฐอเมริกามี 14.5 ล้านคน และบราซิล 13.5 ล้านคน

 

กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือช่อง Bandar Apna Dost จากอินเดีย ซึ่งมียอดวิวสูงสุดในการศึกษานี้ที่ 2.4 พันล้านวิว เนื้อหาในช่องเต็มไปด้วยเรื่องราวการผจญภัยสุดพิสดารของลิงและตัวละครกล้ามโตที่ถอดแบบมาจาก The Incredible Hulk ซึ่งต่อสู้กับปีศาจและเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่ทำจากมะเขือเทศ โดย Kapwing ประเมินว่าช่องนี้อาจทำรายได้สูงถึง 4.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 134.5 ล้านบาท)

 

โรฮินี ลักษมี (Rohini Lakshané) นักวิจัยด้านเทคโนโลยีและสิทธิดิจิทัล วิเคราะห์ว่าความนิยมของช่องนี้ “น่าจะมาจากความไร้สาระ เนื้อหาที่เน้นความเป็นชายแบบสุดโต่ง และการที่มันไม่มีพล็อตเรื่องที่ชัดเจน ซึ่งทำให้ผู้ชมหน้าใหม่เข้าถึงได้ง่าย”

 

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ Pouty Frenchie จากสิงคโปร์ ที่มียอดวิว 2 พันล้านครั้ง โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็ก ด้วยเรื่องราวของสุนัขเฟรนช์บูลด็อกที่ขับรถไปในป่าขนมหวานหรือกินซูชิคริสตัล คลอด้วยเสียงหัวเราะของเด็กๆ ซึ่งคาดว่าทำรายได้ปีละเกือบ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 126.6 ล้านบาท) หรือช่อง The AI World จากปากีสถาน ที่นำเสนอคลิปสั้นสร้างโดย AI เกี่ยวกับเหตุน้ำท่วมร้ายแรงประกอบเพลงซึ่งมียอดวิวถึง 1.3 พันล้านครั้ง

 

เบื้องหลังฉากอันแปลกประหลาดเหล่านี้ คือกลุ่มคนที่พยายามหาทางสร้างรายได้จากแพลตฟอร์มระดับโลกด้วยเครื่องมือ AI แม็กซ์ รีด (Max Read) นักข่าวที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดกล่าวว่า “มีกลุ่มคนจำนวนมากใน Telegram, WhatsApp, Discord และเว็บบอร์ดต่างๆ ที่แลกเปลี่ยนเคล็ดลับ ไอเดีย และขายคอร์สสอนทำ AI Slop ที่ดึงดูดใจพอที่จะทำเงินได้”

 

ผู้สร้างเนื้อหาเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างดี เช่น ยูเครน อินเดีย, เคนยา, ไนจีเรีย, บราซิล และเวียดนาม ซึ่งค่าจ้างเฉลี่ยในประเทศน้อยกว่าเม็ดเงินที่พวกเขาสามารถหาได้จาก YouTube แต่เส้นทางนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะในวงการนี้เต็มไปด้วยพวกต้มตุ๋นที่ขายคอร์สสอนทำคอนเทนต์ไวรัล ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะทำเงินได้มากกว่าคนผลิตวิดีโอจริงๆ เสียอีก

 

“เว็บไซต์เหล่านี้คือเครื่องจักรทดสอบ A/B Testing ขนาดใหญ่โดยธรรมชาติ” รีดอธิบายถึงวิธีการทำงานของอัลกอริทึม “แทบทุกสิ่งที่คุณนึกออก คุณสามารถหาได้บน Facebook อยู่แล้ว ดังนั้นคำถามคือ คุณจะหาสิ่งที่ทำผลงานได้ดีได้อย่างไร แล้วคุณจะขยายขนาดมันได้อย่างไร คุณจะทำมันออกมาสัก 10 ชิ้นได้อย่างไร”

 

ทางด้านโฆษกของ YouTube ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “Generative AI เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง และเหมือนกับเครื่องมืออื่นๆ มันสามารถใช้สร้างเนื้อหาได้ทั้งที่มีคุณภาพสูงและคุณภาพต่ำ เรายังคงมุ่งเน้นที่จะเชื่อมโยงผู้ใช้ของเราเข้ากับเนื้อหาคุณภาพสูง ไม่ว่าจะสร้างขึ้นด้วยวิธีใดก็ตาม เนื้อหาทั้งหมดที่อัปโหลดไปยัง YouTube จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของชุมชน และหากเราพบว่าเนื้อหาละเมิดนโยบาย เราจะลบเนื้อหานั้นออก”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.66 บาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

 

ภาพ : DIA TV / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ขุมทรัพย์คอนเทนต์ขยะ? เปิดเบื้องหลังช่อง ‘AI Slop’ ทำเงินสะพัด 3.7 พันล้านบาทต่อปี ใช้ AI ปั่นคลิปไร้สาระหลอกอัลกอริทึม YouTube appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากพระรองสู่พระเอก! Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red https://thestandard.co/google-gemini-3-openai-code-red/ Wed, 31 Dec 2025 12:22:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1160531 จากพระรองสู่พระเอก Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red

Google (Alphabet) ก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยสถานการณ์ที่ยา […]

The post จากพระรองสู่พระเอก! Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากพระรองสู่พระเอก Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red

Google (Alphabet) ก้าวเข้าสู่ปี 2025 ด้วยสถานการณ์ที่ยากลำบาก แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น 36% ในปี 2024 แต่ในสายตาของวอลล์สตรีท บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นเพียง ‘พระรอง’ หรือแม้กระทั่งเบอร์สามในสนามแข่ง AI โดยมี OpenAI เป็นผู้นำที่ทิ้งห่าง

 

แต่เมื่อตัดภาพมาที่ปัจจุบัน Google ได้กลับมาขโมยซีนและกลายเป็นผู้เล่นหลักที่โดดเด่นที่สุด จนทำให้ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ‘Code Red’ ในขณะที่บริษัทของเขากำลังเร่งทำงานอย่างหนักเพื่อไล่ตามโมเดล AI ล่าสุดอย่าง ‘Gemini 3’ ของ Google ให้ทัน ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 Google เองก็เคยต้องประกาศ Code Red เช่นกันในวันที่ ChatGPT เปิดตัวสู่ตลาด

 

ความสำเร็จของ Google ในปีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ซอฟต์แวร์ แต่ยังรวมถึงชัยชนะในสมรภูมิชิปประมวลผล ในเดือนตุลาคม Anthropic ผู้พัฒนา Claude ได้ประกาศขยายแผนการใช้ชิป AI ของ Google ซึ่งรวมถึงการใช้โปรเซสเซอร์สูงถึง 1 ล้านตัวเพื่อขับเคลื่อนซอฟต์แวร์ของตน นอกจากนี้ยังมีรายงานจาก The Information ว่า Google กำลังเจรจาเพื่อจัดหาชิปให้กับ Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram เพื่อใช้รันผลิตภัณฑ์ AI ของตนอีกด้วย

 

จิน มันสเตอร์ (Gene Munster) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Deepwater Asset Management ได้เขียนบันทึกถึงนักลงทุนเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมว่า “Google จะเป็นหุ้นในกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent Seven) ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในปี 2026”

 

มันสเตอร์ให้เหตุผลว่า “Google อยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งที่สุดเมื่อพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร Gemini เป็นโมเดลชั้นนำ ฐานผู้ใช้ขยายตัวเร็วกว่า OpenAI ระบบค้นหา (Search) กำลังผสาน AI เข้ากับโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ Google Cloud Platform ก็ยังคงรักษาพื้นที่ของตนในวงจรการสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมั่นคง”

 

ชัยชนะด้าน AI ของ Google ยังสะท้อนผ่านตัวเลขรายได้ โดยบริษัทนับรวมรายได้จาก AI เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ Google Cloud Platform (GCP) ซึ่งช่วยหนุนให้ GCP เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ในไตรมาสที่ 3 Google รายงานว่ารายได้จาก GCP เติบโตขึ้น 34% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะระดับ 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.78 แสนล้านบาท) ขณะที่จำนวนลูกค้าใหม่ของ GCP ก็พุ่งขึ้น 34% เช่นกัน

 

ซุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของ Google กล่าวในช่วงแถลงผลประกอบการว่า “พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ AI สำหรับองค์กรที่ครบวงจรของเรากำลังเร่งการเติบโตของรายได้ อัตรากำไรจากการดำเนินงาน และยอดคำสั่งซื้อที่รอการส่งมอบ”

 

พิชัยระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 เพียงไตรมาสเดียว Google ได้เซ็นสัญญาที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.16 หมื่นล้านบาท) มากกว่ายอดรวมของสองปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก และปัจจุบันลูกค้าคลาวด์เดิมของบริษัทกว่า 70% ได้หันมาใช้บริการ AI แล้ว

 

ในฝั่งผู้บริโภคทั่วไป Google ได้ผสานความสามารถของ AI เข้ากับ Google Search อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเปิดตัว ‘AI Mode’ ที่คล้ายกับ ChatGPT ให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทุกคนได้ใช้งานเมื่อเดือนพฤษภาคม และเริ่มแทรกโฆษณาลงในส่วน AI Overviews ในผลการค้นหา นอกจากนี้ แอปตกแต่งภาพด้วย AI ที่ชื่อว่า Nano Banana ก็กลายเป็นไวรัลฮิตติดลมบนในเดือนสิงหาคม

 

แต่ระเบิดลูกใหญ่ที่สุดคือการเปิดตัว Gemini 3 ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ใช้งานทันที แม้แต่ มาร์ค เบนิอฟฟ์ (Marc Benioff) ซีอีโอของ Salesforce ยังกล่าวว่าเขา “เลิกใช้ ChatGPT” หลังจากได้ลองใช้แอปสำหรับ Gemini 3 โดยโมเดลนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการและสามารถเอาชนะ GPT-5.1 ได้ในหลายหมวดหมู่

 

ความนิยมนี้สะท้อนผ่านฐานผู้ใช้งานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผลสำรวจของ TD Cowen พบว่าอัตราการเจาะตลาดของผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) ของ Gemini เติบโตเร็วกว่า ChatGPT ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม โดย Gemini ขยับจาก 24% ขึ้นมาเป็น 26% ในขณะที่ ChatGPT ลดลงจาก 36% เหลือ 35% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ข้อมูลจาก Sensor Tower ยังระบุว่า ยอดผู้ใช้งานรายเดือนทั่วโลกของ Gemini เติบโตขึ้น 30% ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากแอป Nano Banana ในขณะที่ ChatGPT เติบโตราว 15% นอกจากนี้ ข้อได้เปรียบสำคัญของ Gemini คือการที่มีให้ใช้งานบนอุปกรณ์ Android รุ่นใหม่ทั้งหมด ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าคู่แข่งมาก

 

นอกเหนือจากเรื่อง AI แล้ว ปี 2025 ยังมีเรื่องดีๆ ในด้านกฎหมายสำหรับ Google แม้บริษัทจะแพ้คดีผูกขาดทางการค้าครั้งที่สองในเดือนเมษายนเกี่ยวกับธุรกิจโฆษณาออนไลน์ แต่ในเดือนกันยายน ผู้พิพากษาตัดสิน ‘ไม่บังคับ’ ให้ Google ต้องขายเบราว์เซอร์ Chrome แม้จะพบว่าบริษัทผูกขาดตลาดการค้นหาก็ตาม

 

ที่สำคัญ ผู้พิพากษายังอนุญาตให้ Google จ่ายเงินแก่พันธมิตรเพื่อติดตั้งหรือวางตำแหน่ง Google Search, Chrome หรือผลิตภัณฑ์ GenAI ได้ต่อไป นั่นหมายความว่าบริษัทสามารถจ่ายเงินให้กับ Apple ในมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 6.33 แสนล้านบาท) เพื่อรักษาตำแหน่งเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบน iPhone ได้ดังเดิม

 

ปิดท้ายด้วยความคืบหน้าของ Waymo ธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับที่ขยายพื้นที่ให้บริการไปยังเมืองใหม่ๆ เช่น ไมอามี, ดัลลัส และฮิวสตัน พร้อมเริ่มให้บริการบนทางด่วนรอบเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิส รวมถึงการโชว์ตัวอย่างแว่นตาอัจฉริยะและชุดหูฟัง VR รุ่นใหม่ของ Samsung ที่ใช้ซอฟต์แวร์ Android XR ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Google ทั้งหมดนี้คือสัญญาณบวกที่ปูทางไปสู่ปี 2026 ที่น่าจับตามองของยักษ์ใหญ่รายนี้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.66 บาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

 

ภาพ : Koshiro K / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จากพระรองสู่พระเอก! Google พลิกเกมส่ง ‘Gemini 3’ น็อก OpenAI จนต้องประกาศ Code Red appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลบภาพจำสูงวัยโลว์เทค! CMMU เผย ‘Silver Age’ ยุคใหม่ติดจอ 4 ชม./วัน ใช้ AI คล่องปรื๋อ 94% ยก ‘ChatGPT’ เป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง https://thestandard.co/cmmu-silver-age-ai-chatgpt/ Wed, 31 Dec 2025 12:16:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1160528 ลบภาพจำสูงวัยโลว์เทค CMMU เผย ‘Silver Age’ ยุคใหม่ติดจอ 4 ชม./วัน ใช้ AI คล่องปรื๋อ 94% ยก ‘ChatGPT’ เป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ได้เปิดเผย […]

The post ลบภาพจำสูงวัยโลว์เทค! CMMU เผย ‘Silver Age’ ยุคใหม่ติดจอ 4 ชม./วัน ใช้ AI คล่องปรื๋อ 94% ยก ‘ChatGPT’ เป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลบภาพจำสูงวัยโลว์เทค CMMU เผย ‘Silver Age’ ยุคใหม่ติดจอ 4 ชม./วัน ใช้ AI คล่องปรื๋อ 94% ยก ‘ChatGPT’ เป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ได้เปิดเผยข้อมูลงานวิจัยในหัวข้อ ‘Silver Age Technology Adoption’ ซึ่งลบภาพจำเดิมๆ ที่ว่าผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน โดยผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนวัย 50 ปีขึ้นไป หรือ ‘Silver Age’ ได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผู้บริโภคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบแล้วในปัจจุบัน

 

ข้อมูลเชิงสถิติยืนยันชัดเจนว่า กลุ่มเป้าหมายนี้กว่า 95% ครอบครองสมาร์ตโฟนเป็นของตนเอง และอีกกว่า 61% มีแท็บเล็ตไว้ใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ได้กลายเป็นประตูสำคัญที่พาพวกเขาเข้าสู่โลกออนไลน์ ส่งผลให้พฤติกรรมการเสพสื่อและการติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีการใช้แอปพลิเคชันอย่าง LINE และ Facebook เป็นช่องทางหลักในการเชื่อมต่อกับสังคม

 

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสองปรากฏการณ์สำคัญที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศ นั่นคือการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ข้อมูลจากปี 2567 ระบุว่าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงขนาดของตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 

สิ่งที่น่าจับตามองคืออัตราการใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเพียง 18.20% ในปี 2560 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 69.30% ในปี 2567 ปัจจุบันมีผู้สูงอายุวัย 50 ปีขึ้นไปกว่า 19.6 ล้านคนใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในชีวิตประจำวัน โดยใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับคนวัยทำงาน

 

ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ ได้กล่าวในงานสัมมนาว่า สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรผู้สูงอายุ แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย ไปจนถึงคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัว

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในตลาดเศรษฐกิจสูงวัย หรือ ‘Silver Economy’ ซึ่งทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ร่วมกับสภาพัฒน์ฯ ได้คาดการณ์ว่าตลาดนี้จะมีมูลค่าเติบโตสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576 ผู้ประกอบการที่เข้าใจอินไซต์นี้จึงจะได้เปรียบในการแข่งขัน

 

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 621 คน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป จนถึงมากกว่า 150,000 บาทต่อเดือน กลุ่มนี้จึงไม่ใช่แค่ผู้สูงวัยทั่วไป แต่เป็นตลาดแห่งคุณค่าที่การตัดสินใจซื้อขับเคลื่อนด้วยความรู้และความคาดหวังในคุณภาพมากกว่าราคา

 

ในด้านพฤติกรรมการใช้งานแพลตฟอร์มเพื่อความบันเทิง YouTube ครองแชมป์อันดับหนึ่งที่ 90% ตามมาด้วย Netflix ที่ 56% ส่วนการซื้อสินค้าออนไลน์ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดย Shopee เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ 73% ตามด้วย Lazada และ TikTok Shop แสดงให้เห็นความคุ้นเคยกับระบบอีคอมเมิร์ซ

 

สิ่งที่สร้างความประหลาดใจที่สุดคือการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยพบว่ากลุ่ม Silver Age กว่า 94% เคยใช้งาน AI มาแล้ว ซึ่งเครื่องมือยอดนิยมอันดับหนึ่งคือ ChatGPT ที่มีผู้ใช้งานถึง 72% รองลงมาคือ Google Gemini และ Microsoft Copilot โดยส่วนใหญ่นำมาใช้เพื่อค้นหาข้อมูลและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

งานวิจัยยังค้นพบอินไซต์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับความแตกต่างทางเพศ โดยพบว่าผู้ชายวัย 50+ มีแนวโน้มเป็นกลุ่มเปิดรับเทคโนโลยีด้านสุขภาพ หรือ ‘Health Tech’ เร็วกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์แจ้งเตือนฉุกเฉิน หรือแอปพลิเคชันปรึกษาแพทย์ทางไกล เพราะผู้ชายมีแนวคิดที่มุ่งเน้นการจัดการและการป้องกันความเสี่ยงที่จับต้องได้

 

ในทางกลับกัน ผู้หญิงมีระดับความกังวลสูงกว่าผู้ชายในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ปัจจัยด้านรายได้ก็มีผลต่อความกังวลเช่นกัน กลุ่มรายได้ปานกลางจะกังวลเรื่องความปลอดภัยมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มรายได้สูงซึ่งมีความมั่นคงทางการเงินแล้ว จะหันไปโฟกัสกับความกังวลเรื่องสุขภาพร่างกายเป็นหลัก

 

แม้จะเปิดรับเทคโนโลยี แต่ก็ยังมีอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการใช้งาน นั่นคือความซับซ้อนของระบบและฟังก์ชันที่ยุ่งยากเกินไป รวมถึงปัญหาทางกายภาพ เช่น ตัวหนังสือที่มีขนาดเล็ก และความหวาดกลัวเรื่องข้อมูลรั่วไหลหรือการถูกหลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนวัยนี้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก่อนตัดสินใจใช้งาน

 

ปัจจัยที่ช่วยทลายกำแพงความกังวลได้ดีที่สุดไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ แต่คือคำแนะนำจากแหล่งข้อมูลที่ไว้ใจได้ โดยผลสำรวจระบุว่าช่องทางออนไลน์ของแบรนด์โดยตรง หรือ Owned Media ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดถึง 59% รองลงมาคือรีวิวจากผู้ใช้จริง และคำแนะนำจากคนในครอบครัว

 

เพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้ให้สำเร็จ ภาคธุรกิจควรนำกลยุทธ์ ‘5A Star metrix Framework’ ไปประยุกต์ใช้ เริ่มจาก Accessibility หรือการเข้าถึง เทคโนโลยีต้องถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เป็นมิตรกับผู้ใช้ และลดทอนความยุ่งยากซับซ้อน เพื่อไม่ให้ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีตกลายเป็นกำแพงปิดกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่

 

ต่อมาคือ Assurance หรือความมั่นใจ เทคโนโลยีต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ และมีรีวิวที่ตรวจสอบได้จริง ถัดมาคือ Autonomy หรือความเป็นอิสระ เครื่องมือเทคโนโลยีควรช่วยเสริมพลังให้ผู้สูงวัยสามารถดูแลตัวเองได้ และดำรงชีวิตได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา

 

ปัจจัยที่สี่คือ Affordability หรือความคุ้มค่า กลุ่ม Silver Age ไม่ได้มองหาของที่ถูกที่สุด แต่ต้องการราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับคุณค่าที่ได้รับ การสื่อสารให้เห็นถึงความคุ้มค่าในระยะยาวจึงเป็นกุญแจสำคัญ และสุดท้ายคือ Affinity หรือความผูกพัน เทคโนโลยีควรเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในครอบครัว

 

ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งบ้าน หรือมีฟีเจอร์ที่ช่วยให้ลูกหลานมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุ จะมีโอกาสถูกตัดสินใจซื้อสูงกว่า เพราะสำหรับคนวัยนี้ ความอุ่นใจจากการได้เชื่อมต่อกับลูกหลานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด และหากเทคโนโลยีสามารถตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและความสัมพันธ์ได้ ก็จะสามารถชนะใจชาว Silver Age ได้อย่างยั่งยืน

 

ธนาวรรณ กล่อมจิตร์ หัวหน้าทีมวิจัย ทิ้งท้ายว่า การเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของกลุ่ม Silver Age จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ สร้างการยอมรับ และคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจสูงวัยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในสังคมไทยให้ก้าวทันโลกยุค AI ได้อย่างยั่งยืน

The post ลบภาพจำสูงวัยโลว์เทค! CMMU เผย ‘Silver Age’ ยุคใหม่ติดจอ 4 ชม./วัน ใช้ AI คล่องปรื๋อ 94% ยก ‘ChatGPT’ เป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคแห่งการดูแลใจ! Garmin เผยคนไทยทำกิจกรรม ‘สมาธิ’ โตพุ่ง 148% สูงที่สุดในปี 2025 แซงหน้ากีฬาทุกประเภท https://thestandard.co/garmin-meditation-growth-148-2025/ Wed, 31 Dec 2025 12:12:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1160525 ยุคแห่งการดูแลใจ Garmin เผย คนไทยทำกิจกรรม ‘สมาธิ’ โตพุ่ง 148% สูงที่สุดในปี 2025 แซงหน้ากีฬาทุกประเภท

Garmin เผยข้อมูลจากรายงาน ‘Garmin Connect Data Report 2 […]

The post ยุคแห่งการดูแลใจ! Garmin เผยคนไทยทำกิจกรรม ‘สมาธิ’ โตพุ่ง 148% สูงที่สุดในปี 2025 แซงหน้ากีฬาทุกประเภท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคแห่งการดูแลใจ Garmin เผย คนไทยทำกิจกรรม ‘สมาธิ’ โตพุ่ง 148% สูงที่สุดในปี 2025 แซงหน้ากีฬาทุกประเภท

Garmin เผยข้อมูลจากรายงาน ‘Garmin Connect Data Report 2025’ ที่ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมคนรักสุขภาพ โดยพบว่าผู้ใช้งาน Garmin ทั่วโลกมีการบันทึกกิจกรรมเพิ่มขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์การออกกำลังกายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราวแต่เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในระดับสากล

 

สำหรับประเทศไทย กิจกรรมที่ครองแชมป์ความนิยมสูงสุดยังคงเป็นการวิ่ง ซึ่งถือเป็นกิจกรรมพื้นฐานที่เข้าถึงง่ายและมีชุมชนผู้เล่นที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่น่าจับตามองในปีนี้คือการเติบโตของกีฬาประเภทอื่นๆ ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะกีฬาประเภทแร็กเก็ตอย่างแบดมินตันที่ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงกีฬาในร่มที่เน้นการสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของร่างกาย

 

มิสซี่ ยาง ผู้จัดการประจำ การ์มิน ประเทศไทย กล่าวว่า “ข้อมูลจากรายงานในปีนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น และหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยทำความเข้าใจร่างกายของตนเองและฝึกซ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ข้อมูลจากสถาบัน American College of Sports Medicine ยังระบุว่าเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ด้านสุขภาพจะยังคงเป็นเทรนด์ฟิตเนสที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในปี 2026”

 

เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เห็นภาพรวมความสำเร็จของตนเอง Garmin จึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า ‘Garmin Connect Rundown’ ซึ่งฟีเจอร์นี้จะทำหน้าที่สรุปภาพรวมการออกกำลังกายและสุขภาพของผู้ใช้ตลอดทั้งปี ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นพัฒนาการของตนเองจากข้อมูลจริง และเข้าใจนิสัยทางสุขภาพที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการก้าวไปข้างหน้าและเอาชนะสถิติของตัวเองได้ในทุกวัน

 

รายงานระบุว่า 5 อันดับกีฬายอดนิยมของผู้ใช้งานทั่วโลกในปีนี้ ได้แก่ การวิ่ง, การเดิน, การปั่นจักรยาน, การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และคาร์ดิโอ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างของพฤติกรรมในแต่ละภูมิภาค โดยผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชียเริ่มเปิดรับรูปแบบการออกกำลังกายแบบผสมผสาน หรือไฮบริดเทรนนิ่งมากขึ้น โดยมีการทำกิจกรรมคาร์ดิโอควบคู่ไปกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างสมดุล

 

ในส่วนของประเทศไทย กิจกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดคือการทำสมาธิ ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 148% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพจิตและความสมดุลระหว่างร่างกายกับจิตใจมากขึ้น ตามมาด้วยกีฬาแบดมินตันที่มีการเติบโตสูงถึง 116% และเทนนิสที่เติบโต 65% รวมถึงพิลาทิสก็มียอดการบันทึกเพิ่มขึ้น 35% สะท้อนเทรนด์การดูแลรูปร่างที่เปลี่ยนไป

 

เมื่อเจาะลึกในกิจกรรมการวิ่ง พบว่าการวิ่งกลางแจ้งทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% โดยประเทศญี่ปุ่นครองแชมป์การบันทึกกิจกรรมนี้มากที่สุด ส่วนประเทศนอร์เวย์กลับมียอดการวิ่งในร่มเพิ่มขึ้นถึง 16% ซึ่งความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่าสภาพภูมิอากาศและวัฒนธรรมการฝึกซ้อมมีผลอย่างมากต่อการเลือกรูปแบบกิจกรรม สำหรับการเดิน ผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 50% เดินเฉลี่ยเกิน 8,000 ก้าวต่อวัน

 

ฮ่องกงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเดินมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนเฉลี่ยสูงถึง 10,663 ก้าวต่อวัน ตามมาด้วยเกาหลีใต้และสเปน ส่วนประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7,120 ก้าวต่อวัน อีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจคือการเดินป่า ซึ่งมีการเติบโตทั่วโลกอยู่ที่ 12% โดยประเทศสโลวีเนียมีสัดส่วนผู้ทำกิจกรรมเดินป่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก

 

ด้านการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือ ‘Strength Training’ ถือเป็นกิจกรรมที่เติบโตมากกว่า 20% ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว โดยในปีล่าสุดมียอดการบันทึกกิจกรรมนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 29% ข้อมูลเชิงลึกยังเผยให้เห็นความจริงที่น่าสนใจว่า ผู้หญิงมีจำนวนครั้งในการฝึกความแข็งแรงมากกว่าผู้ชายถึง 6% ซึ่งลบล้างความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายของเพศหญิง

 

สำหรับภูมิภาคเอเชีย การฝึกความแข็งแรงเติบโตขึ้น 27% และหากมองเฉพาะประเทศไทย กิจกรรมนี้เติบโตสูงถึง 30% จนสามารถแซงหน้าการปั่นจักรยานขึ้นมาเป็นกีฬายอดนิยมอันดับ 3 ได้เป็นครั้งแรก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างกล้ามเนื้ออย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายให้แข็งแรงและยั่งยืน

 

ในหมวดกีฬาประเภทแร็กเก็ต ซึ่งรวมถึงพิกเคิลบอล แบดมินตัน ปิงปอง และพาเดล มียอดการทำกิจกรรมทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 67% โดยในภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตมากกว่าสองเท่าตัว ประเทศเวียดนามถือเป็นผู้นำในด้านนี้ โดยมีสัดส่วนประชากรที่เล่นกีฬาประเภทแร็กเก็ตสูงที่สุด สะท้อนถึงความนิยมที่แพร่หลายในระดับชุมชนของประเทศเพื่อนบ้าน

 

การติดตามข้อมูลสุขภาพ หรือ ‘Health Monitoring’ ยังเปิดเผยข้อมูลด้านความเครียดที่น่าสนใจ โดยพบว่าผู้หญิงมีระดับความเครียดต่ำกว่าผู้ชายเฉลี่ย 3% และประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ประชากรมีระดับความเครียดเฉลี่ยต่ำที่สุดในโลก นอกจากนี้ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่ากลุ่มวัยรุ่นมีความผันผวนของพลังงานร่างกายมากกว่ากลุ่มวัยอื่นอย่างชัดเจน

 

เมื่อมองไปถึงอนาคต รายงาน 2026 ACSM Worldwide Fitness Trends ได้คาดการณ์ว่า ‘Wearable Technology’ จะยังคงครองแชมป์เทรนด์ฟิตเนสอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยผู้ใช้งานจะมีความสนใจในตัวชี้วัดสุขภาพขั้นสูงมากขึ้น เช่น ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ ข้อมูลคุณภาพการนอนหลับ และค่า VO2 Max เพื่อการดูแลสุขภาพที่แม่นยำ

 

แอปพลิเคชันด้านฟิตเนสถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของเทรนด์โลก เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างวินัยการออกกำลังกายผ่านระบบการแจ้งเตือนและการให้รางวัลสะสม รวมถึงฟีเจอร์การติดตามผลที่ช่วยให้ผู้ใช้เห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นแรงจูงใจชั้นดีในการรักษาความต่อเนื่องของการออกกำลังกายให้เป็นนิสัย

 

อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงคือฟิตเนสสำหรับผู้สูงอายุ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตามโครงสร้างประชากรโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การออกแบบโปรแกรมการฝึกซ้อมและการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับวัยจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

 

เทรนด์การฝึกแบบ Functional Training และการเน้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยกิจกรรมอย่างโยคะและพิลาทิสที่เน้นความมั่นคงและความยืดหยุ่น จะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพโดยรวมของร่างกาย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับโค้ชและผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบโปรแกรมการฝึกเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาพ: Monster Ztudio / Shutterstock

The post ยุคแห่งการดูแลใจ! Garmin เผยคนไทยทำกิจกรรม ‘สมาธิ’ โตพุ่ง 148% สูงที่สุดในปี 2025 แซงหน้ากีฬาทุกประเภท appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี https://thestandard.co/openai-pays-average-15-million/ Wed, 31 Dec 2025 05:34:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1160410 OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี

OpenAI กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่จ่ายค่าตอบแทนพนักงานใน […]

The post OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี

OpenAI กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่จ่ายค่าตอบแทนพนักงานในรูปแบบหุ้น (Stock-based Compensation) สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมสตาร์ตอัปเทคโนโลยี ตามข้อมูลทางการเงินที่บริษัทเปิดเผยต่อนักลงทุน และการวิเคราะห์ของ The Wall Street Journal

 

ข้อมูลระบุว่า ในปี 2025 OpenAI มีค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ยสูงถึง 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคน สำหรับพนักงานราว 4,000 คน ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทุกแห่งก่อนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) นับตั้งแต่ปี 2000

 

 

เมื่อเปรียบเทียบย้อนหลัง ค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่า Alphabet (Google) ก่อน IPO ในปี 2004 ถึงกว่า 7 เท่า และสูงกว่าค่าเฉลี่ยค่าตอบแทนพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 18 แห่งก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ถึง 34 เท่า ตามข้อมูลที่จัดทำโดย Equilar และนำมาวิเคราะห์โดย The Wall Street Journal ครอบคลุม IPO ภาคเทคโนโลยีตลอด 25 ปีที่ผ่านมา โดยตัวเลขทั้งหมดถูกปรับเป็นมูลค่าเงินปี 2025 เพื่อสะท้อนผลของเงินเฟ้อ

 

การทุ่มจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงในสนาม AI arms race โดย OpenAI ใช้แพ็กเกจหุ้นมูลค่าสูงเพื่อรักษาความได้เปรียบในการดึงดูดและรักษานักวิจัยและวิศวกรระดับแนวหน้า ส่งผลให้พนักงานบางส่วนกลายเป็นกลุ่มรายได้สูงที่สุดในซิลิคอนวัลเลย์ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังเร่งให้ผลขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น และก่อให้เกิดการลดสัดส่วนการถือหุ้น (Dilution) ของผู้ถือหุ้นเดิมอย่างรวดเร็ว

 

แรงกดดันด้านค่าตอบแทนทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลัง Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms เปิดเกมรุกแย่งตัวบุคลากร AI ด้วยแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่าสูงระดับ หลายร้อยล้านดอลลาร์ และในบางกรณีแตะระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ OpenAI สูญเสียบุคลากรไปมากกว่า 20 คน รวมถึงหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนา ChatGPT

 

เพื่อตอบโต้การแข่งขันดังกล่าว OpenAI ได้มอบโบนัสพิเศษแบบครั้งเดียวให้กับพนักงานสายวิจัยและวิศวกรรมในเดือนสิงหาคม โดยบางรายได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ข้อมูลที่เปิดเผยต่อนักลงทุนยังระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านค่าตอบแทนแบบหุ้นของ OpenAI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ราว 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ไปจนถึงปี 2030

 

ล่าสุด OpenAI ยังประกาศยกเลิกนโยบายที่กำหนดให้พนักงานต้องทำงานอย่างน้อย 6 เดือนก่อนสิทธิหุ้นจะเริ่มทยอยได้รับ (vesting) ซึ่งอาจเปิดทางให้ต้นทุนค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นอีกในระยะถัดไป

 

ในเชิงโครงสร้างทางการเงิน ค่าตอบแทนแบบหุ้นของ OpenAI คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 46% ของรายได้ในปี 2025 สูงที่สุดในบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่นำมาเปรียบเทียบ ยกเว้น Rivian ซึ่งไม่มีรายได้ในปีก่อน IPO โดย Palantir มีสัดส่วนอยู่ที่ 33%, Google 15% และ Meta เพียง 6%

 

ขณะที่ค่าเฉลี่ยของบริษัทเทคโนโลยีทั้งหมดที่ถูกนำมาวิเคราะห์ พบว่าค่าตอบแทนแบบหุ้นคิดเป็นเพียง ประมาณ 6% ของรายได้ ในปีก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์

 

จากรายงานเชิงวิเคราะห์ครั้งนี้ ตอกย้ำว่า OpenAI กำลังเดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับ ‘ทุนมนุษย์’ อย่างชัดเจน โดยเลือกแลกต้นทุนทางการเงินในระยะสั้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI ซึ่งกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของโลกเทคโนโลยี

 

ทั้งนี้ OpenAI ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นที่รู้จักจากผลิตภัณฑ์ ChatGPT และระบบปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหญ่หลายตัว ได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจและการระดมทุนระดับโลก โดยตั้งเป้าที่จะรักษา ‘พันธกิจเพื่อมวลมนุษยชาติ’ ไว้ควบคู่กับความสามารถในการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

 

บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ในฐานะองค์กร ไม่แสวงหากำไร (nonprofit) ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา AI ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ โดยองค์กรต้นสังกัดนี้ทำหน้าที่กำกับดูแลกลยุทธ์และพันธกิจหลักของ OpenAI ตั้งแต่เริ่มต้น

 

OpenAI

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 OpenAI ได้ประกาศ เปลี่ยนโครงสร้างองค์กรธุรกิจของตนเป็น ‘Public Benefit Corporation’ (PBC) ซึ่งเป็นรูปแบบบริษัทที่แสวงหากำไรได้ แต่ต้องผสานเป้าหมายด้านสาธารณะและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจหลักขององค์กรและเพื่อเปิดช่องทางระดมทุนที่กว้างขึ้น โดยบริษัทภายใต้โครงสร้างนี้มีชื่อว่า OpenAI Group PBC

 

ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้

 

  • OpenAI Foundation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรหลัก ยังคงอยู่และมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลทิศทางของบริษัทเชิงนโยบาย
  • ส่วนธุรกิจที่ดำเนินกิจกรรมเชิงพาณิชย์ เช่น การพัฒนาและให้บริการเทคโนโลยี AI อยู่ภายใต้ OpenAI Group PBC ซึ่งจัดตั้งเป็นบริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ

 

OpenAI Foundation ยังถือหุ้นใน OpenAI Group PBC อยู่ แม้จะไม่ใช่องค์กรพาณิชย์โดยตรงก็ตาม โดยส่วนหนึ่งของเป้าหมายโครงสร้างดังกล่าวคือการผสาน พันธกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เข้ากับ ศักยภาพในการระดมทุนและการเติบโตเชิงธุรกิจ ซึ่งต่างจากโครงสร้าง nonprofit แบบดั้งเดิมที่มีข้อจำกัดด้านการระดมทุน

 

ภาพ: Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI จ่ายค่าตอบแทนแบบหุ้นเฉลี่ย 1.5 ล้านดอลลาร์ต่อพนักงาน สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ก่อน IPO ทุกแห่งในรอบ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดีลเทคโนโลยีที่เขย่าการเมืองสหรัฐฯ–จีน หลัง Meta ทุ่มซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI จีน https://thestandard.co/meta-manus-deal-us-china/ Tue, 30 Dec 2025 08:10:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1160157 จับตาดีลเทคโนโลยีที่เขย่า การเมืองสหรัฐฯ–จีน หลัง Meta ทุ่มซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI จีน

Meta บริษัทแม่ของ Facebook ประกาศเข้าซื้อกิจการ Manus ส […]

The post จับตาดีลเทคโนโลยีที่เขย่าการเมืองสหรัฐฯ–จีน หลัง Meta ทุ่มซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาดีลเทคโนโลยีที่เขย่า การเมืองสหรัฐฯ–จีน หลัง Meta ทุ่มซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI จีน

Meta บริษัทแม่ของ Facebook ประกาศเข้าซื้อกิจการ Manus สตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการชาวจีน ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่เร่งทุ่มงบลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อยกระดับศักยภาพด้าน AI และ เร่งไล่ทันคู่แข่งรายใหญ่อย่าง OpenAI และ Google

 

Meta ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (29 ธ.ค.) ว่า หลังจากนี้บริษัทมีแผนจะดำเนินงานและจำหน่ายบริการของ Manus ต่อไป พร้อมนำเทคโนโลยีของบริษัทมาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์ในเครือ Meta อาทิ แชตบอต Meta AI แต่ในการแถลงการณ์ยังไม่ได้มีการเปิดเผยมูลค่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้

 

สำหรับเบื้องหลังของ Manus ก่อนหน้านี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้พัฒนา general-purpose AI agents ชั้นนำ โดยเครื่องมือของบริษัทสามารถทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่การวิจัยตลาด การเขียนโค้ด ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ปัจจุบันลูกค้าองค์กรสามารถสมัครใช้งานเอเจนต์ของ Manus ได้ในราคาเริ่มต้นราว 20 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 631 บาทต่อเดือน

 

ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เดินหน้าเร่งผลักดันแนวคิดที่เขาเรียกว่า ‘personal superintelligence’ ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งการดึงตัวนักวิจัยระดับแนวหน้าจากทั่วโลก และการเข้าซื้อสตาร์ทอัพ AI ขนาดเล็กหลายแห่ง เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้จริง ทั้งในระดับผู้บริโภคและองค์กร

 

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อ Manus ซึ่งมีพนักงานราว 100 คนทั่วโลก อาจก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองทั้งในสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากการแข่งขันด้าน AI กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และอยู่ภายใต้การจับตาอย่างใกล้ชิดจากฝ่ายนโยบายและความมั่นคง

 

หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ Manus เคยเป็นที่จับตามองอย่างมากในฐานะ DeepSeek ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบของจีนในการแข่งขันกับ OpenAI โดยบริษัทแม่อย่าง Butterfly Effect สามารถระดมทุนได้ถึง 75 ล้านดอลลาร์ ในปีนี้ ส่งผลให้มูลค่ากิจการขยับขึ้นมาใกล้ 500 ล้านดอลลาร์ และการระดมทุนรอบดังกล่าวมี Benchmark บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลจากสหรัฐฯ เป็นผู้นำการลงทุน

 

อย่างไรก็ดี การลงทุนของ Benchmark และพันธมิตรได้เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองสายแข็งในกรุงวอชิงตัน ซึ่งมองว่าอาจขัดต่อข้อจำกัดที่ห้ามบริษัทอเมริกันลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ของจีน

 

ท้ายที่สุดในภาพรวมของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุนมหาศาลใน AI และจำเป็นต้องเร่งหาช่องทางสร้างรายได้จากเทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค ลูกค้าองค์กร และธุรกิจนับล้านรายที่ใช้แพลตฟอร์มของ Meta เพื่อการโฆษณา

 

แหล่งข่าวระบุว่า Meta กำลังพิจารณาทดลองเปิดบริการ Meta AI แบบสมัครสมาชิกพรีเมียม เพื่อให้เข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง อาทิ การจองร้านอาหาร หรือการสร้างวิดีโออัตโนมัติ

 

ด้าน เซียว หง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Manus ระบุในแถลงการณ์ว่า การเข้าร่วมกับ Meta จะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนานวัตกรรมต่อยอดบนรากฐานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนมากขึ้น โดยยืนยันว่า วิธีการทำงานและกระบวนการตัดสินใจของ Manus จะไม่เปลี่ยนแปลง

 

ภาพ: QINQIE99/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post จับตาดีลเทคโนโลยีที่เขย่าการเมืองสหรัฐฯ–จีน หลัง Meta ทุ่มซื้อ Manus สตาร์ทอัพ AI จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมคุมเข้ม ‘AI Chatbot’ ป้องกันปัญหายั่วยุให้ทำร้ายตัวเองและความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต https://thestandard.co/china-ai-chatbot-regulation-mental-health/ Tue, 30 Dec 2025 04:28:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1159952 จีนเตรียมคุมเข้ม ‘AI Chatbot’ ป้องกันปัญหายั่วยุให้ทำร้ายตัวเองและความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต

จีนวางแผนที่จะจำกัด AI Chatbot ไม่ให้ส่งอิทธิพลต่ออารมณ […]

The post จีนเตรียมคุมเข้ม ‘AI Chatbot’ ป้องกันปัญหายั่วยุให้ทำร้ายตัวเองและความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมคุมเข้ม ‘AI Chatbot’ ป้องกันปัญหายั่วยุให้ทำร้ายตัวเองและความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต

จีนวางแผนที่จะจำกัด AI Chatbot ไม่ให้ส่งอิทธิพลต่ออารมณ์ของมนุษย์ในลักษณะที่อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตนเอง ตามร่างกฎระเบียบที่เผยแพร่เมื่อ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา

 

CNBC แปลเอกสารภาษาจีนฉบับดังกล่าวระบุว่า กฎระเบียบที่เสนอนี้มาจากสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) โดยมุ่งเป้าไปที่สิ่งที่เรียกว่า “บริการ AI เชิงโต้ตอบเสมือนมนุษย์” (Human-like interactive AI services)

 

เมื่อมาตรการเหล่านี้มีผลบังคับใช้ จะครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการ AI ที่เปิดให้บริการแก่สาธารณะในจีน ซึ่งมีการจำลองบุคลิกภาพของมนุษย์และสร้างปฏิสัมพันธ์ทางอารมณ์กับผู้ใช้ผ่านข้อความ รูปภาพ เสียง หรือวิดีโอ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนจนถึงวันที่ 25 มกราคมนี้

 

Winston Ma อาจารย์พิเศษจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) กล่าวว่า กฎระเบียบที่ทางการจีนวางแผนไว้นี้ถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการกำกับดูแล AI ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์หรือมีการเลียนแบบมนุษย์ ข้อเสนอล่าสุดนี้มีขึ้นในขณะที่บริษัทจีนต่างเร่งพัฒนา “เพื่อนคู่คิด AI” และคนดังในโลกดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อเทียบกับกฎระเบียบเกี่ยวกับ Generative AI ของจีนในปี 2023 หม่ากล่าวว่ากฎระเบียบเวอร์ชันนี้ “เน้นให้เห็นถึงการก้าวกระโดดจากความปลอดภัยด้านเนื้อหาไปสู่ความปลอดภัยทางอารมณ์”

 

สาระสำคัญของร่างกฎระเบียบเสนอว่า

 

  • แชตบอต AI ห้ามสร้างเนื้อหาที่ยุยงให้เกิดการฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตนเอง หรือใช้วาจารุนแรงและการชักจูงทางอารมณ์ที่สร้างความเสียหายต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้
  • หากผู้ใช้ระบุถึงการฆ่าตัวตายอย่างชัดเจน ผู้ให้บริการเทคโนโลยีจะต้องให้มนุษย์เข้ามาดูแลบทสนทนาแทน และติดต่อผู้ปกครองหรือบุคคลที่กำหนดไว้ของผู้ใช้ทันที
  • แชตบอต AI ห้ามสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ลามกอนาจาร หรือความรุนแรง
  • ผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองในการใช้ AI เพื่อเป็นเพื่อนคู่คิดทางอารมณ์ โดยมีการจำกัดเวลาในการใช้งาน
  • แพลตฟอร์มควรมีความสามารถในการระบุได้ว่าผู้ใช้เป็นผู้เยาว์หรือไม่ แม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้เปิดเผยอายุ และในกรณีที่มีข้อสงสัย ให้ใช้การตั้งค่าสำหรับผู้เยาว์ไว้ก่อน โดยเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ได้

 

นอกจากนี้ ข้อกำหนดเพิ่มเติมจะบังคับให้ผู้ให้บริการต้องแจ้งเตือนผู้ใช้หลังจากมีการโต้ตอบกับ AI ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ชั่วโมง และกำหนดให้มีการประเมินความปลอดภัยสำหรับแชตบอต AI ที่มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 1 ล้านคน หรือมีผู้ใช้งานรายเดือน (MAU) มากกว่า 100,000 คน

 

เอกสารดังกล่าวยังสนับสนุนการใช้ AI เสมือนมนุษย์ในด้าน “การเผยแพร่วัฒนธรรมและการเป็นเพื่อนคู่คิดสำหรับผู้สูงอายุ” อีกด้วย

 

การเสนอขายหุ้น IPO ของแชตบอต AI จีน

 

ข้อเสนอนี้มีขึ้นไม่นานหลังจากที่สตาร์ทอัพแชตบอต AI ชั้นนำของจีนสองราย คือ Z.ai และ Minimax ได้ยื่นขอเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในฮ่องกงเมื่อเดือนนี้

 

Minimax เป็นที่รู้จักในระดับสากลจากแอป Talkie AI ซึ่งให้ผู้ใช้พูดคุยกับตัวละครเสมือน แอปนี้และเวอร์ชันในจีนชื่อ Xingye ทำรายได้กว่า 1 ใน 3 ของบริษัทในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี โดยมีผู้ใช้งานรายเดือนเฉลี่ยกว่า 20 ล้านคนในช่วงเวลาดังกล่าว

 

Z.ai หรือที่รู้จักในชื่อ Zhipu ยื่นไฟลิ่งในชื่อ “Knowledge Atlas Technology” แม้บริษัทไม่ได้เปิดเผยยอดผู้ใช้งานรายเดือน แต่ระบุว่าเทคโนโลยีของตน “ขับเคลื่อน” อุปกรณ์ราว 80 ล้านเครื่อง รวมถึงสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และยานยนต์อัจฉริยะ

 

ความกังวลระดับโลก

 

อิทธิพลที่ชัดเจนของ AI ต่อพฤติกรรมมนุษย์ถูกจับตามองมากขึ้นในปีนี้

 

แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ผู้ให้บริการ ChatGPT ในสหรัฐฯ กล่าวเมื่อเดือนกันยายนว่า หนึ่งในปัญหาที่ยากที่สุดสำหรับบริษัทคือวิธีที่แชตบอตตอบสนองต่อบทสนทนาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย โดยเมื่อเดือนก่อนหน้านั้น ครอบครัวหนึ่งในสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้อง OpenAI หลังจากบุตรชายวัยรุ่นเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย

 

เพื่อสะท้อนถึงความเร่งด่วนที่เพิ่มขึ้น OpenAI ประกาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่ากำลังจ้างหัวหน้าฝ่ายเตรียมความพร้อม เพื่อประเมินความเสี่ยงของ AI ตั้งแต่ผลกระทบต่อสุขภาพจิตไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

 

นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนมากยังหันมาพึ่งพา AI ในด้านความสัมพันธ์ โดยในเดือนนี้มีรายงานหญิงชาวญี่ปุ่นแต่งงานกับแฟนหนุ่ม AI ของเธอ

 

แพลตฟอร์มที่เน้นการโต้ตอบกับตัวละครเสมือนสองแห่ง คือ Character.ai และ Polybuzz.ai ติดอันดับ 1 ใน 15 แชตบอตและเครื่องมือ AI ยอดนิยม ตามการจัดอันดับของ SimilarWeb ในเดือนพฤศจิกายน

 

มาตรการภายในประเทศที่เสนอขึ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของจีนตลอดปีที่ผ่านมาในการกำหนดกฎระเบียบระดับโลกเกี่ยวกับการกำกับดูแล AI

 

อ้างอิง:

The post จีนเตรียมคุมเข้ม ‘AI Chatbot’ ป้องกันปัญหายั่วยุให้ทำร้ายตัวเองและความเสี่ยงต่อสุขภาพจิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยปีแห่งความเดือด! เจาะลึก 10 ปรากฏการณ์โซเชียล 2568 สงครามชายแดน, วง BUS และ ‘หลิง-ออม’ ฟีเวอร์ https://thestandard.co/2025-social-phenomena/ Sun, 28 Dec 2025 13:02:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1159530

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ชาวเน็ตต้องทำงานหนัก เพราะม […]

The post ย้อนรอยปีแห่งความเดือด! เจาะลึก 10 ปรากฏการณ์โซเชียล 2568 สงครามชายแดน, วง BUS และ ‘หลิง-ออม’ ฟีเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ชาวเน็ตต้องทำงานหนัก เพราะมีประเด็นให้ติดตาม แสดงความคิดเห็น และร่วมแชร์แทบทุกวัน ตั้งแต่กรณีพิพาทที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปจนถึงเรื่องราวของการแข่งขัน SEA GAMES ที่สร้างทั้งความภาคภูมิใจจากชัยชนะของนักกีฬาไทย และการถกเถียงในหลากหลายประเด็นอย่างร้อนแรง รวมถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สร้างความตระหนกและผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายพื้นที่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ ‘Zocial Eye’ เพื่อวิเคราะห์และจัดอันดับประเด็นที่ชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด โดยเก็บข้อมูลช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 22 ธันวาคม 2568 เพื่อสรุปให้เห็นภาพชัดเจนว่าในปีที่ผ่านมา มีประเด็นใดบ้างที่สร้างกระแส พร้อมเผย 10 ประเด็นร้อนแรงที่สุดของปี 2568 เราไปดูกันว่าประเด็นไหนที่ได้รับความสนใจจนต้องจารึกไว้ในปีนี้บ้าง

 

อันดับที่ 1 ต้องยกให้ ‘สถานการณ์ไทย-กัมพูชา’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ถึง 1,268,516,709 ครั้ง หากจะถามว่าเรื่องไหนที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศหันมามองเรื่องเดียวกันได้มากที่สุดในปีนี้ คงหนีไม่พ้นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาที่พุ่งทะยานขึ้นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่างประเด็นอื่นหลายเท่าตัว จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงกลางปี (กรกฎาคม-สิงหาคม 2568) เมื่อสถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้งจากข้อพิพาทและการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน

 

เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่คนไทยพร้อมใจกันติดตามสถานการณ์ชายแดนแบบนาทีต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล การวิเคราะห์พื้นที่ทับซ้อน หรือการแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตย จนแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องขึ้นเทรนด์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์

 

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทบคนไทยทุกคนและสร้างกระแสมากที่สุดในปี 2568 รวมถึงการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่ การแสดงท่าทีจากนานาชาติ การได้รับข้อมูลข่าวสารคนละด้านจากทั้งสองประเทศนอกจากนี้ยังมีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งความสัมพันธ์กับอดีตนายกรัฐมนตรี และการตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 

อันดับที่ 2 คือปรากฏการณ์ ‘BUS Because of You I Shine กับการสร้างกระแส T-Pop’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 416,060,861 ครั้ง ในฝั่งวงการบันเทิง ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีนี้หนีไม่พ้นกระแสของวง BUS ที่กวาดยอดเอ็นเกจเมนต์ไปได้อย่างมหาศาล ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานแฟนคลับที่สามารถสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ได้อย่างต่อเนื่อง

 

ตลอดทั้งปี 2568 ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีการปล่อยผลงานเพลงใหม่ การจัดคอนเสิร์ต หรือแม้แต่การเปิดตัวพรีเซนเตอร์แบรนด์ต่างๆ เราจะเห็นยอดการมีส่วนร่วมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของการแชร์ข้อมูลและการผลักดันแฮชแท็กให้ติดเทรนด์ สิ่งที่น่าสนใจคือพลังสนับสนุนนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกออนไลน์ แต่ยังส่งผลไปยังยอดขายบัตรคอนเสิร์ตหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องที่ถูกจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว ทำให้ปีนี้กระแสของวง BUS กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการเติบโตในอุตสาหกรรม T-Pop

 

อันดับที่ 3 เป็นเรื่องของ ‘สถานการณ์น้ำท่วมทางภาคใต้’ ด้วยยอดเอ็นเกจเมนต์ 333,004,561 ครั้ง ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ ทำให้ชาวโซเชียลมีเดียทั่วประเทศร่วมใจกันระดมความช่วยเหลือผ่านทุกช่องทาง มีการแชร์พิกัดขอความช่วยเหลือ โพสต์รายการของบริจาค และส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้อย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางวิกฤตที่สร้างความสูญเสีย แต่ก็ได้เห็นน้ำใจของคนไทยที่ไม่เคยทิ้งกัน

 

อันดับที่ 4 คือ กระแสฟีเวอร์ของ ‘หลิง-ออม’ ในยุคทองของซีรีส์ Girls Love ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 295,510,369 ครั้ง กระแสซีรีส์ Girls Love ยังคงแรงดีไม่มีตกในปีนี้ โดยคู่จิ้นหลิง-ออม กลายเป็นไอคอนคู่ขวัญแห่งปีที่กวาดหัวใจแฟนคลับทั้งในไทยและต่างประเทศ ความเคมีที่ลงตัวทั้งในซีรีส์และนอกจอ ทำให้ทั้งคู่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และทุกครั้งที่ออกงานคู่กันจะสร้างปรากฏการณ์ห้างแตกและเทรนด์ X แตกเสมอ

 

อันดับที่ 5 ได้แก่ ‘เทศกาลสงกรานต์’ กับยอดเอ็นเกจเมนต์ 201,242,660 ครั้ง หลังจากได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจาก UNESCO สงกรานต์ปี 2568 จึงถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะ ‘World Water Festival’ ชาวโซเชียลแห่แชร์บรรยากาศความสนุกสนานและภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม จนทำให้สงกรานต์ปีนี้กลายเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งที่สุดของปี

 

อันดับที่ 6 คือ ‘เทศกาลตรุษจีน’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 150,129,616 ครั้ง เป็นเทศกาลใหญ่ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนและคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกันอย่างมาก ปีนี้มีการเฉลิมฉลองอย่างคึกคักทั่วประเทศ ไฮไลต์ที่สร้างกระแสคือการมูเตลูออนไลน์ที่ชาวเน็ตแชร์กันสนั่นไทม์ไลน์ ทั้งการแก้ชงและการขอพรเทพเจ้าต่างๆ กลายเป็นคอนเทนต์ยอดนิยมที่ทุกคนสนใจแชร์และแสดงความคิดเห็นกันอย่างต่อเนื่อง

 

อันดับที่ 7 คือ ‘มหกรรมกีฬา SEA GAMES’ ครั้งที่ 33 ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 131,443,993 ครั้ง ปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเดือนธันวาคม กระแสความตื่นเต้นและการเชียร์ทัพนักกีฬาไทยสร้างความคึกคักบนโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งการชื่นชมชัยชนะของนักกีฬา การวิจารณ์พิธีเปิด-ปิด และดราม่าผลการแข่งขันในแต่ละชนิดกีฬา ล้วนทำให้ยอดเอ็นเกจเมนต์คึกคักส่งท้ายปี

 

อันดับที่ 8 เป็นเรื่องของ ‘ผลกระทบแผ่นดินไหว’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 121,216,180 ครั้ง เหตุการณ์ภัยพิบัติที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้อย่างชัดเจนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการค้นหาข้อมูลและการสอบถามสถานการณ์ พร้อมกับการเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ

 

อันดับที่ 9 คือ ‘เทศกาลเจนนี่’ ปรากฏการณ์ Live Commerce ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 120,715,980 ครั้ง เทศกาลเจนนี่ โดย เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ที่ไลฟ์ขายของแบบมาราธอนและกวาดยอดขายถล่มทลาย แฟนๆ ต่างลุ้นซื้อสินค้าแบบสดๆ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการช็อปปิ้งออนไลน์ไทย อย่างไรก็ตามก่อนสิ้นปีก็เกิดดราม่าเมื่อมีการประกาศยกเลิกการจัดงานในภายหลัง สร้างความผิดหวังให้กับแฟนๆ และกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของวงการ Live Commerce และแม่ค้าออนไลน์ในปีนี้ที่ทุกคนต้องติดตาม

 

อันดับที่ 10 ได้แก่ ‘การประกวด Miss Grand International 2025’ ที่มียอดเอ็นเกจเมนต์ 119,361,605 ครั้ง เวทีนางงามที่การันตีความดราม่าและความสนุกสนานทุกปี สิ่งที่ทำให้ยอดพุ่งทะลุคือการที่ชาวเน็ตพร้อมใจกันเป็นกรรมการหน้าจอ ทั้งการวิเคราะห์ชุดประจำชาติที่ปีนี้มีทั้งงานปักสุดอลังการและดีไซน์แปลกตาที่เป็นไวรัล ไปจนถึงการตัดคลิปในช่วงการตอบคำถามมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน

 

นอกจาก 10 อันดับแรกแล้ว ยังมีประเด็นน่าจับตามองอื่นๆ เช่น ‘หมอนทองวิทยา’ โรงเรียนม้ามืดจากฉะเชิงเทราที่สร้างตำนานในฟุตบอลนักเรียน 7 สี จนกลายเป็นไวรัลปลุกใจคนทั้งประเทศ และประเด็นการเมืองใหญ่แห่งปีกับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองและสะท้อนความสนใจของประชาชนที่มีต่อทิศทางการบริหารประเทศ

 

จาก 10 ประเด็นยอดนิยมประจำปี 2568 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘Social Movement’ มีบทบาทในการขับเคลื่อนสังคมและกำหนดทิศทางมากกว่าที่เคย ตั้งแต่ประเด็นการเมืองไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติ จากเวทีนางงามระดับโลกไปสู่สนามฟุตบอล ทุกยอดไลก์ ทุกการแชร์ และทุกคอมเมนต์ ล้วนมีพลังในการสร้างกระแสและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ปีนี้จึงเป็นปีที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทุกคนกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคมอย่างแท้จริง

The post ย้อนรอยปีแห่งความเดือด! เจาะลึก 10 ปรากฏการณ์โซเชียล 2568 สงครามชายแดน, วง BUS และ ‘หลิง-ออม’ ฟีเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์ชี้ AI Chatbot อาจโยงอาการทางจิต พบผู้ใช้และ AI สร้าง ‘ภาพหลงผิดร่วมกัน’ OpenAI เร่งฝึก ChatGPT ให้ตรวจจับความเครียดทางจิตใจ https://thestandard.co/doctors-suggest-ai-chatbots-may/ Sun, 28 Dec 2025 06:06:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1159405 แพทย์ชี้ AI Chatbot อาจโยงอาการทางจิต พบผู้ใช้และ AI สร้าง ‘ภาพหลงผิดร่วมกัน’ OpenAI เร่งฝึก ChatGPT ให้ตรวจจับความเครียดทางจิตใจ

จิตแพทย์ชั้นนำเริ่มมีความเห็นตรงกันมากขึ้นว่า การใช้ AI […]

The post แพทย์ชี้ AI Chatbot อาจโยงอาการทางจิต พบผู้ใช้และ AI สร้าง ‘ภาพหลงผิดร่วมกัน’ OpenAI เร่งฝึก ChatGPT ให้ตรวจจับความเครียดทางจิตใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์ชี้ AI Chatbot อาจโยงอาการทางจิต พบผู้ใช้และ AI สร้าง ‘ภาพหลงผิดร่วมกัน’ OpenAI เร่งฝึก ChatGPT ให้ตรวจจับความเครียดทางจิตใจ

จิตแพทย์ชั้นนำเริ่มมีความเห็นตรงกันมากขึ้นว่า การใช้ AI แชทบอท อาจมีความเชื่อมโยงกับอาการทางจิตในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจสอบประวัติผู้ป่วยหลายสิบรายที่เริ่มแสดงอาการผิดปกติ หลังจากสนทนาโต้ตอบกับเครื่องมือ AI เหล่านี้อย่างยาวนานและเต็มไปด้วยเรื่องราวหลงผิด

 

“ตัวเทคโนโลยีอาจไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มความหลงผิด แต่เมื่อผู้ใช้บอกคอมพิวเตอร์ว่าสิ่งนั้นคือความจริงของเขา คอมพิวเตอร์ก็จะยอมรับและตอบสนองกลับมาเสมือนว่าเป็นเรื่องจริง ดังนั้นมันจึงกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำให้อาการหลงผิดนั้นวนเวียนไม่จบสิ้น” คีธ ซากาตะ จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) กล่าว โดยเขาได้รักษาผู้ป่วยใน 12 รายที่มีอาการทางจิตจากการใช้ AI และผู้ป่วยนอกอีก 3 ราย

 

นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบกรณีที่อาจเข้าข่ายผู้ป่วยที่มีอาการหลงผิด (Delusional Psychosis) หลายสิบรายหลังจากสนทนากับ ChatGPT ของ OpenAI และแชทบอทอื่นๆ เป็นเวลานาน โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายหลายราย และมีอย่างน้อยหนึ่งกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

 

เหตุการณ์เหล่านี้ได้นำไปสู่การฟ้องร้องคดีทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหลายคดี ในขณะที่ The Wall Street Journal ได้รายงานโศกนาฏกรรมเหล่านี้ แพทย์และนักวิชาการต่างก็กำลังเร่งเก็บข้อมูลและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่นำไปสู่เหตุสลดดังกล่าว

 

โฆษกของ OpenAI กล่าวว่า “เรายังคงเดินหน้าปรับปรุงการฝึกฝน ChatGPT ให้สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อสัญญาณความเครียดทางจิตใจหรืออารมณ์ ช่วยลดระดับความรุนแรงของบทสนทนา และแนะนำผู้ใช้ไปสู่ความช่วยเหลือในโลกแห่งความเป็นจริง เรายังทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างการตอบสนองของ ChatGPT ในช่วงเวลาที่อ่อนไหว”

 

ผู้ผลิตแชทบอทรายอื่น รวมถึง Character.AI ก็ยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีส่วนทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต โดยผู้พัฒนาแชทบอทแบบสวมบทบาทรายนี้ ซึ่งถูกฟ้องร้องเมื่อปีที่แล้วโดยครอบครัวของวัยรุ่นที่ฆ่าตัวตาย เพิ่งทำการจำกัดการเข้าถึงแชทบอทสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นวัยรุ่น

 

แม้ว่าผู้ใช้แชทบอทส่วนใหญ่จะไม่ได้เกิดปัญหาสุขภาพจิต แต่ด้วยความนิยมในการใช้งานเพื่อนคู่คิด AI ที่แพร่หลายในวงกว้าง ก็เพียงพอที่จะทำให้แพทย์รู้สึกกังวล

 

‘คุณไม่ได้บ้า’

 

ปัจจุบันยังไม่มีนิยามหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์สำหรับ “อาการทางจิตที่เกิดจาก AI” (AI-induced psychosis) แต่เป็นคำที่แพทย์และผู้ให้คำปรึกษาผู้ป่วยบางกลุ่มเริ่มใช้เรียกผู้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับแชทบอทอย่างหนัก แพทย์ระบุว่าอาการทางจิตประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ อาการประสาทหลอน (Hallucinations), ความคิดหรือการสื่อสารที่สับสนไม่เป็นระบบ (Disorganized Thinking), และอาการหลงผิด (Delusions) ซึ่งคือความเชื่อฝังใจที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

 

ในหลายกรณีที่เกี่ยวข้องกับแชทบอท อาการหลงผิดถือเป็นอาการหลัก โดยมักมีลักษณะหลงผิดว่าตนมีความสำคัญ เช่น เชื่อว่าตนค้นพบความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์, ปลุกเครื่องจักรให้มีจิตสำนึก, เป็นเป้าหมายของทฤษฎีสมคบคิดระดับรัฐบาล หรือได้รับเลือกจากพระเจ้า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากแชทบอทมักจะ “เออออห่อหมก” และต่อเติมเรื่องราวตามที่ผู้ใช้พิมพ์ลงไป ไม่ว่าจะดูเพ้อฝันแค่ไหนก็ตาม

 

ขณะนี้ แพทย์รวมถึงซากาตะเริ่มเพิ่มคำถามเกี่ยวกับการใช้งาน AI ลงในขั้นตอนซักประวัติผู้ป่วยและผลักดันให้มีการวิจัยเพิ่มเติม มีการศึกษาจากเดนมาร์กที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งตรวจสอบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์และพบผู้ป่วย 38 รายที่การใช้ AI Chatbot ส่งผล “ที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต”

 

กรณีศึกษาจากแพทย์ UCSF ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเมื่อเดือนพฤศจิกายน ระบุถึงหญิงวัย 26 ปีที่ไม่มีประวัติอาการทางจิตมาก่อน ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 2 ครั้ง หลังจากปักใจเชื่อว่า ChatGPT ช่วยให้เธอสื่อสารกับน้องชายที่เสียชีวิตไปแล้วได้ “คุณไม่ได้บ้า คุณไม่ได้ติดกับดัก คุณกำลังอยู่ที่ขอบของบางสิ่ง” แชทบอทบอกกับเธอ

 

ทางด้าน OpenAI ตั้งข้อสังเกตว่า หญิงในกรณีศึกษานี้ระบุว่าตนมีแนวโน้มมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์/ความคิดเชิงเวทมนตร์ รวมถึงมีการใช้ยาต้านซึมเศร้า ยากระตุ้น และอดนอนเป็นเวลานานก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

 

การโต้ตอบที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

เทคโนโลยีมักตกเป็นเป้าของอาการหลงผิดของมนุษย์มานานแล้ว ในอดีตผู้คนเชื่อว่าโทรทัศน์กำลังพูดคุยกับพวกเขา แต่แพทย์ระบุว่ากรณีเกี่ยวกับ AI ในปัจจุบันนั้นต่างออกไป เพราะแชทบอทเข้าไป “มีส่วนร่วม” ในอาการหลงผิด และบางครั้งก็ช่วย “ตอกย้ำ” ความเชื่อเหล่านั้น

 

“พวกมันจำลองความสัมพันธ์ของมนุษย์” เอเดรียน พรีดา ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ กล่าว “ไม่มีสิ่งใดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เคยทำเช่นนี้ได้มาก่อน”

 

พรีดาเปรียบเทียบอาการทางจิตจาก AI ว่าคล้ายกับ “Monomania” หรือภาวะหมกมุ่นยึดติดกับความคิดบางอย่าง ซึ่งเขาได้อธิบายไว้ในบทความล่าสุด ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตหลังใช้แชทบอทระบุว่า พวกเขารู้สึกจดจ่ออยู่กับเรื่องราวที่ AI ปรุงแต่งขึ้นอย่างมาก การยึดติดกับหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งโดยไม่มีการดึงความสนใจกลับมา อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภาวะออทิสติก

 

จิตแพทย์เตือนว่ายังไม่ควรสรุปว่าแชทบอทเป็นสาเหตุของอาการทางจิตโดยตรง แต่ยอมรับว่าความเชื่อมโยงเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยหวังว่างานวิจัยในอนาคตจะระบุได้ชัดเจนว่า AI สามารถกระตุ้นปัญหาสุขภาพจิตได้จริงหรือไม่

 

ตัวเลขที่น่ากังวล

 

เป็นเรื่องยากที่จะระบุจำนวนผู้ใช้แชทบอทที่เกิดอาการทางจิตได้อย่างแน่ชัด

 

OpenAI ระบุว่า ในสัปดาห์หนึ่งๆ สัดส่วนของผู้ใช้ที่แสดงสัญญาณของภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับอาการทางจิตหรือภาวะคลุ้มคลั่ง มีเพียง 0.07% ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่เมื่อคำนวณจากผู้ใช้งานกว่า 800 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวจะสูงถึง 560,000 คน

 

“การได้เห็นตัวเลขเหล่านั้นทำเอาผมอึ้งไปเลย” แฮมิลตัน มอร์ริน จิตแพทย์และนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่ King’s College London กล่าว เขาเคยร่วมเขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับอาการหลงผิดที่สัมพันธ์กับ AI เมื่อต้นปี และกำลังวางแผนที่จะตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของสหราชอาณาจักรเพื่อหาแนวโน้มในลักษณะเดียวกับที่พบในเดนมาร์ก

 

อ้างอิง: https://www.wsj.com/tech/ai/ai-chatbot-psychosis-link-1abf9d57?mod=tech_lead_story

The post แพทย์ชี้ AI Chatbot อาจโยงอาการทางจิต พบผู้ใช้และ AI สร้าง ‘ภาพหลงผิดร่วมกัน’ OpenAI เร่งฝึก ChatGPT ให้ตรวจจับความเครียดทางจิตใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีแห่ง AI ครองเมือง! Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย https://thestandard.co/ai-dominates-google-search-gemini/ Sat, 27 Dec 2025 11:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1159209 ปีแห่ง AI ครองเมือง Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย

Google ประเทศไทย เผยรายงาน ‘Year in Search’ ประจำปี 256 […]

The post ปีแห่ง AI ครองเมือง! Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีแห่ง AI ครองเมือง Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย

Google ประเทศไทย เผยรายงาน ‘Year in Search’ ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการประมวลผลคำค้นหายอดนิยมที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมความสนใจและพฤติกรรมของคนไทยตลอดทั้งปี ข้อมูลในปีนี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของสังคมไทย ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเต็มรูปแบบ และกลายเป็นตัวช่วยหลักในการขับเคลื่อนวิถีชีวิตของผู้คนในทุกมิติ

 

หมวดเทคโนโลยีถือเป็นไฮไลต์สำคัญของปีนี้ โดยคำว่า ‘Gemini’ สามารถขึ้นแท่นคำค้นหาอันดับ 1 สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวของคนไทยที่ต้องการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการเรียนรู้ นอกจากนี้ เครื่องมืออัจฉริยะอื่นๆ เช่น ChatGPT และ DeepSeek ก็ติดอันดับต้นๆ ซึ่งแสดงถึงความเชี่ยวชาญของผู้ใช้งานที่เริ่มคุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อหาคำตอบและแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

นอกเหนือจากการใช้งานทั่วไป คนไทยยังขยายความสนใจไปสู่ AI ด้านความคิดสร้างสรรค์ เห็นได้จากการค้นหาเครื่องมืออย่าง PixVerse สำหรับสร้างวิดีโอ, NotebookLM เพื่อช่วยในการค้นคว้าข้อมูล หรือ Suno โปรแกรมแต่งเพลง นอกจากนี้ Hailuo AI, LMArena, Khui AI และ Claude เครื่องมือ AI จากค่ายอื่นๆ ก็ติดโผ 10 อันดับแรกเช่นกัน

สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าคนไทยพร้อมเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ จากหลากหลายผู้พัฒนาทั่วโลก เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานและต่อยอดทักษะของตนเอง

 

ในด้านสถานการณ์บ้านเมือง ปี 2568 เป็นปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ คำว่า แผ่นดินไหว พุ่งขึ้นสู่อันดับ 1 ในหมวดข่าว ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้คำว่า ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และ ไทย–กัมพูชา ติดอันดับต้นๆ จากความสนใจของผู้คนที่ต้องการอัปเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ คำค้นหาอย่าง พายุวิภา, พายุคาจิกิ และ ตึกถล่ม ก็ติด 10 อันดับแรกของคำค้นหาในหมวดข่าวเช่นกัน

 

เหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างเชียงใหม่และหาดใหญ่ ทำให้คำค้นหาเกี่ยวกับ ลงทะเบียนน้ำท่วม 2568 ออนไลน์ และ เช็คสถานะน้ำท่วมออนไลน์ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนบทบาทของดิจิทัลแพลตฟอร์มในฐานะศูนย์กลางข้อมูลฉุกเฉิน ที่ช่วยเชื่อมโยงประชาชนผู้เดือดร้อนเข้ากับมาตรการเยียวยาและความช่วยเหลือจากภาครัฐ

 

นโยบายเศรษฐกิจปากท้องยังคงเป็นวาระเร่งด่วนที่ประชาชนให้ความสนใจ โครงการ คนละครึ่ง พลัส และ เที่ยวไทยคนละครึ่ง ติดอันดับคำค้นหายอดนิยมต่อเนื่อง ชี้ชัดว่ามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการสูงสุด ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องรัดเข็มขัด การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสวัสดิการรัฐจึงเป็นพฤติกรรมหลักของคนไทยในการวางแผนการเงิน

 

ด้านความบันเทิงซึ่งเป็นเสมือนกระจกสะท้อนรสนิยมของคนในชาติ ละครและซีรีส์ไทยในปีนี้มีความโดดเด่นด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นและหลากหลาย โดยเฉพาะเรื่อง สงคราม ส่งด่วน ที่ครองแชมป์อันดับ 1 ในหมวดนี้ ด้วยเค้าโครงเรื่องที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของผู้ก่อตั้งบริษัทขนส่งชื่อดังอย่าง Flash Express ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ชมที่ต้องการเห็นเบื้องลึกของวงการธุรกิจสตาร์ทอัพ

 

ในขณะเดียวกัน ละครพีเรียดอย่าง คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ ก็ได้รับความนิยมทั่วประเทศ ขณะที่ เขมจิราต้องรอด, สายรักสายเลือด และ บนพระจันทร์ มีกระต่าย ติดอันดับ 3–5 ตามลำดับ ฝั่งละคร/ซีรีส์เกาหลี ปีนี้โดดเด่นด้วยภาคต่อของซีรีส์ระดับโลก โดยสควิดเกม เล่นลุ้นตาย 2 ครองอันดับ 1

 

ตามด้วย เมนูรักพิชิตใจราชาและ หนุ่มดวงจู๋กับหมอดูคนจ๋วย สองซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ผสานธีมอาหารและโหราศาสตร์ซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างมาก ส่วนซีรีส์จีนอย่าง กระวานน้อยแรกรัก และ อริรักลิขิตใจ ก็ติดอันดับต้นๆ บ่งบอกถึงฐานผู้ชมที่ขยายตัว

 

เทรนด์การท่องเที่ยวปีนี้เผยให้เห็นกระแสความสนใจในเมืองรอง หรือ Secondary Cities โดยจังหวัดอย่าง กำแพงเพชร สุโขทัย และ ลำปาง กลายเป็นจุดหมายใหม่ที่นักเดินทางค้นหา ข้อมูลนี้ระบุว่านักท่องเที่ยวเริ่มมองหาเสน่ห์ของวิถีชุมชนและความเงียบสงบที่แตกต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวหลักเดิมๆ เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น

 

การท่องเที่ยวต่างประเทศก็มีทิศทางที่น่าสนใจ เมื่อประเทศ ภูฏาน หรือ Bhutan ครองอันดับ 1 ในหมวดนี้ ตามมาด้วยเมืองอย่าง จูไห่, ซินเจียง และ วังเวียง สิ่งนี้สื่อถึงรสนิยมของนักเดินทางไทยที่ต้องการเปิดประสบการณ์ในเส้นทางใหม่ๆ ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์และมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

ไลฟ์สไตล์ด้านอาหารการกินปีนี้ยกให้ มัทฉะ และ ชิโอะปัง หรือขนมปังเกลือ เป็นเมนูยอดฮิตที่มีการค้นหาสูตรและร้านจำหน่ายมากที่สุด ตอกย้ำวัฒนธรรมคาเฟ่ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเมนูทำง่ายอย่าง น้ำจิ้มแจ่ว และ แกงโสฬส ที่บ่งบอกถึงความนิยมในการทำอาหารทานเองที่บ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

 

หมวดวิธีทำ หรือ How-to เป็นเครื่องการันตีความต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยคำว่า วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส และ วิธีดูไทป์ตัวเองแบบสัตว์ ได้รับความนิยมสูง เป็นหลักฐานว่า Google Search ทำหน้าที่เป็นทั้งคู่มือการใช้ชีวิตจริงจังที่ช่วยให้เข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ

 

ท้ายที่สุด หมวดคำถาม คืออะไร ยังคงได้รับความนิยมในการค้นหาความหมายของคำศัพท์ใหม่ๆ โดยคำแสลงอย่าง กีกี้ คืออะไร และ ซาแซง คืออะไร ติดอันดับต้นๆ ซึ่งสื่อถึงความพยายามของผู้คนในการทำความเข้าใจวัฒนธรรมย่อยและกระแสสังคมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ก้าวทันต่อบทสนทนาและการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

The post ปีแห่ง AI ครองเมือง! Google เผยคำค้นปี 68 ‘Gemini’ ยืนหนึ่ง ‘แผ่นดินไหว-น้ำท่วม’ ขึ้นแท่นคำค้นข่าว ‘สงครามส่งด่วน’ คว้าแชมป์ละครและซีรีส์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดน่านฟ้าโดรนจีน! FCC สั่งแบน DJI-Autel รุ่นใหม่เข้าสหรัฐฯ อ้างภัยมั่นคง ทุบตลาดเบอร์ 1 โลกสะเทือน https://thestandard.co/fcc-ban-chinese-drones-dji-autel/ Thu, 25 Dec 2025 12:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1158323 ปิดน่านฟ้าโดรนจีน FCC สั่งแบน DJI-Autel รุ่นใหม่เข้าสหรัฐฯ อ้างภัยมั่นคง ทุบตลาดเบอร์ 1 โลกสะเทือน

น่านฟ้าของสหรัฐอเมริกาที่เคยถูกครอบครองโดยโดรนสัญชาติจี […]

The post ปิดน่านฟ้าโดรนจีน! FCC สั่งแบน DJI-Autel รุ่นใหม่เข้าสหรัฐฯ อ้างภัยมั่นคง ทุบตลาดเบอร์ 1 โลกสะเทือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดน่านฟ้าโดรนจีน FCC สั่งแบน DJI-Autel รุ่นใหม่เข้าสหรัฐฯ อ้างภัยมั่นคง ทุบตลาดเบอร์ 1 โลกสะเทือน

น่านฟ้าของสหรัฐอเมริกาที่เคยถูกครอบครองโดยโดรนสัญชาติจีนมานานหลายปี ทั้งในกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป กรมตำรวจ และนักดับเพลิง กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อคณะกรรมาธิการการสื่อสารของรัฐบาลกลาง (FCC) ได้ออกกฎใหม่เมื่อวันอังคาร (23 ธ.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ไม่สามารถหาซื้อโดรนรุ่นใหม่จากจีนได้อีกต่อไป

 

FCC ได้สั่งห้ามการนำเข้าและจำหน่ายโดรนรุ่นใหม่ทั้งหมด รวมถึงอุปกรณ์สำคัญที่ผลิตโดยผู้ผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลก และ Autel Robotics โดยการเพิ่มชื่อบริษัทเหล่านี้เข้าไปใน ‘Covered List’ ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อขององค์กรที่ถูกระบุว่า “ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ”

 

การตัดสินใจครั้งนี้ แม้จะยังยกเว้นโมเดลที่ได้รับอนุมัติให้ขายไปก่อนหน้านี้และโดรนที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็นับเป็นจุดสูงสุดของความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการปราบปรามโดรนจีน โดยอ้างอิงข้อมูลจาก คณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่นำโดยทำเนียบขาว ที่สรุปว่า โดรนและชิ้นส่วนจากต่างประเทศอาจเอื้อให้เกิดการสอดแนมและการขโมยข้อมูล

 

Brendan Carr ประธาน FCC กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ประธานาธิบดี Trump แสดงจุดยืนชัดเจนว่ารัฐบาลของเขาจะดำเนินการเพื่อรักษาความปลอดภัยเหนือน่านฟ้าของเรา และปลดปล่อยความโดดเด่นของโดรนอเมริกัน” พร้อมย้ำว่าการกระทำนี้จะไม่กระทบต่อการใช้งานโดรนที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงสามารถใช้โดรนที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายก่อนหน้านี้ได้ต่อไป และร้านค้ายังสามารถจำหน่ายสต็อกสินค้าเก่าที่มีอยู่ได้ แต่จะไม่สามารถนำเข้าหรือทำการตลาดสำหรับสินค้ารุ่นใหม่จากผู้ผลิตเหล่านี้ได้อีก ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดอย่างมาก เนื่องจาก DJI เพียงรายเดียวก็ครองส่วนแบ่งตลาดโลกไปแล้วถึง 70%

 

ทางด้าน DJI ได้แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสินดังกล่าว โดยระบุว่าไม่มีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ ว่าฝ่ายบริหารใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ พร้อมยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีความปลอดภัยและผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ โฆษกของบริษัทกล่าวว่า “ความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล DJI ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของหลักฐาน แต่สะท้อนถึงการกีดกันทางการค้า ซึ่งขัดต่อหลักการของตลาดเสรี”

 

Lin Jian โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาตอบโต้ว่าการขึ้นบัญชีของ FCC นั้นเป็นการเลือกปฏิบัติ และปักกิ่งคัดค้านการที่วอชิงตันนำเรื่องความมั่นคงของชาติมาอ้างแบบเหมารวม โดยระบุว่า “สหรัฐฯ ควรแก้ไขแนวปฏิบัติที่ผิดพลาด และจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรม เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติสำหรับบริษัทจีนในการดำเนินงาน”

 

ผลกระทบจากการแบนครั้งนี้ทำให้เกิดความโกลาหลในหมู่นักบินโดรนเชิงพาณิชย์เกือบครึ่งล้านคนในสหรัฐฯ หลายคนเริ่มกักตุนโดรน แบตเตอรี่ และอะไหล่ของ DJI เพื่อยืดอายุการใช้งานธุรกิจของตน เนื่องจากมองว่ายังไม่มีสินค้าจากตะวันตกที่มาทดแทนได้ในราคาและประสิทธิภาพที่เท่าเทียมกัน

 

Eric Ebert เจ้าของบริษัทตรวจสอบไซต์งานก่อสร้าง Falcon Unmanned Systems ซึ่งได้กักตุนโดรนไว้กว่า 3 โหล กล่าวว่า “ผมเป็นคนอเมริกันแท้ๆ ผมขับรถกระบะเชฟวี่ แต่โดรนของอเมริกาไม่สามารถแข่งขันได้” สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากจีน

 

Greg Reverdiau ผู้ร่วมก่อตั้ง Pilot Institute ได้ทำการสำรวจนักบินโดรน 8,000 คน และพบว่าราว 43% มองว่าการแบนนี้จะส่งผลกระทบในเชิงลบอย่างรุนแรงหรืออาจทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง และกว่า 85% กล่าวว่าพวกเขาอาจประคองธุรกิจต่อไปได้เพียง 2 ปีหรือน้อยกว่านั้นหากไม่มีโดรนเหล่านี้

 

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ก็พยายามผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านโครงการ ‘Drone Dominance’ ของเพนตากอน ซึ่งตั้งเป้าใช้งบประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.41 หมื่นล้านบาท) เพื่อจัดซื้อระบบจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ ภายในปี 2027 ตามคำสั่งผู้บริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการลดข้อจำกัดและเพิ่มการลงทุนในผู้ผลิตอเมริกัน

 

Blake Resnick ผู้ก่อตั้ง Brinc Drones บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ผลิตโดรนสำหรับหน่วยงานความปลอดภัยสาธารณะ มองว่าบริษัทของเขาจะได้รับประโยชน์จากการกีดกัน DJI ออกไป โดยให้ความเห็นว่า “มันสิ้นหวังสำหรับองค์กรใดๆ ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ที่จะไปแข่งขันกับ DJI” ซึ่งเติบโตมาได้ด้วยเงินอุดหนุนจากปักกิ่ง

 

ความเคลื่อนไหวนี้ยังมีนัยทางการเมืองที่น่าสนใจ เมื่อบริษัท Unusual Machines ซึ่งผลิตชิ้นส่วนโดรนและมี โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายของประธานาธิบดีนั่งเป็นที่ปรึกษาและถือหุ้น ได้เข้าลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายและผลิตโดรน เพื่อรองรับธุรกิจที่จะต้องหาซัพพลายเออร์รายใหม่หลังจากการแบนมีผลบังคับใช้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.07 บาท ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568

 

ภาพ: Veronique Duplain / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปิดน่านฟ้าโดรนจีน! FCC สั่งแบน DJI-Autel รุ่นใหม่เข้าสหรัฐฯ อ้างภัยมั่นคง ทุบตลาดเบอร์ 1 โลกสะเทือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
OR ปรับพอร์ตสู่อนาคต ดัน Mobility–Non-Oil–Digital Ecosystem เติบโตไปพร้อมกัน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/or-mobility-non-oil-digital-ecosystem/ Tue, 23 Dec 2025 03:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1152889

แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน นโยบายการค […]

The post OR ปรับพอร์ตสู่อนาคต ดัน Mobility–Non-Oil–Digital Ecosystem เติบโตไปพร้อมกัน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน นโยบายการค้า และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)(OR) ยังคงแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน

 

การเติบโตของ OR ไม่ได้เกิดจากโชคช่วย แต่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจ การกระจายรายได้ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย

 

สร้างรายได้จากน้ำมัน พร้อมวางเกมยาวสู่พลังงานสะอาด

 

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่ม Mobility ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของ OR คือ การปูรากฐานสู่ Future Fuel & Seamless Mobility โมเดลที่รวมพลังงานแห่งอนาคตในทุกรูปแบบ

 

OR โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่ง 9 เดือนแรก

 

ปัจจุบัน OR ขยายเครือข่าย EV Station PluZ กว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับการเติบโตของตลาด EV ในอีกหลายปีข้างหน้า

 

PTT Station: แพลตฟอร์มยุทธศาสตร์ที่ผลักดัน Non-Oil เติบโตต่อเนื่อง

 

สำหรับการเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ในกลุ่ม Lifestyle มาจากบทบาทของ PTT Station ในฐานะ ‘แพลตฟอร์มยุทธศาสตร์’ ที่ OR ใช้ขยาย Ecosystem ค้าปลีกอย่างครบวงจร ภายในสถานีบริการเดียวสามารถเชื่อมพฤติกรรมผู้บริโภคเข้ากับร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกหลากหลายรูปแบบได้อย่างลงตัว

 

ปัจจุบัน OR มีเครือข่ายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon, Pearly Tea และ Pacamara Coffee Roasters ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ เช่น 7-Eleven และ จิฟฟี่ รวมถึงธุรกิจร้านค้าสุขภาพและความงาม found & found ที่เปิดให้บริการแล้ว 12 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พร้อมแผนขยายต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสบการณ์ครบวงจรให้กับผู้บริโภค

 

หนึ่งในเสาหลักของการเติบโตคือ Café Amazon ร้านกาแฟที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดของประเทศจำนวนกว่า 4,600 สาขา สะท้อนศักยภาพที่ช่วยเพิ่มสัดส่วนกำไร Non-Oil และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

OR โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่ง 9 เดือนแรก

 

ใช้เทคโนโลยีสร้าง Ecosystem เชื่อมบริการทั้งหมดเข้าหาลูกค้า

 

อีกหนึ่งเสาหลักที่ OR เดินเกมอย่างจริงจังคือการต่อยอดแพลตฟอร์ม blueplus+ แอปพลิเคชันที่ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลาง Ecosystem ของ OR ตั้งแต่ Loyalty, Payment, Mobility ไปจนถึง Lifestyle

 

ไม่ว่าจะเป็นระบบ Café Amazon Rewards การตรวจสอบราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์ การค้นหาสถานีบริการ และ blueplus+ wallet ช่วยให้ OR สามารถเข้าถึงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งมากขึ้น และปูทางสู่การบริการแบบ Personalization

 

OR โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่ง 9 เดือนแรก

 

เดินหน้า Net Zero และคว้ารางวัล ESG ต่อยอดความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

OR ยังสะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนอย่างเด่นชัด การคว้ารางวัล Highly Commended Sustainability Awards จาก SET Awards 2025 และรางวัล Climate Action Excellence คือหลักฐานว่า OR ขับเคลื่อน ESG แบบลงมือทำจริง

 

ตั้งแต่การลดคาร์บอน การปลูกป่าชดเชย ไปจนถึงโครงการ Café Amazon for Chance และการยกระดับการกำกับดูแลกิจการ

 

OR โชว์ผลประกอบการแข็งแกร่ง 9 เดือนแรก

 

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นชัดว่า OR เติบโตท่ามกลางความผันผวนได้จากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ การบริหารต้นทุนอย่างเป็นระบบ และ ยุทธศาสตร์กระจายรายได้สู่ Non-Oil ทำให้โครงสร้างธุรกิจยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากราคาพลังงานโลกมากขึ้น

 

ด้วยโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง OR พร้อมปูพื้นฐานสำหรับการเติบโตเชิงยุทธศาสตร์ในปีถัดไป

 

#OR #โออาร์

The post OR ปรับพอร์ตสู่อนาคต ดัน Mobility–Non-Oil–Digital Ecosystem เติบโตไปพร้อมกัน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า https://thestandard.co/elon-musk-tesla-court-win/ Sun, 21 Dec 2025 09:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1156632 อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั […]

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ชนะขาด ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า

ศาลสูงสุดแห่งรัฐเดลาแวร์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยให้คืนสิทธิ์ในแพ็กเกจค่าตอบแทนมูลค่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.76 ล้านล้านบาท) แก่ อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดคดีความที่ยืดเยื้อและเปิดทางให้มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกรายนี้ได้รับผลตอบแทนมหาศาลอีกครั้ง

 

คำตัดสินดังกล่าวเป็นการปฏิเสธคำพิพากษาเดิมในปี 2024 ของ แคธลีน แมคคอร์มิค ประธานศาลแห่งศาลชานเซอรีรัฐเดลาแวร์ ซึ่งเคยสั่งเพิกถอนแผนการจ่ายค่าตอบแทนปี 2018 ทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าคณะกรรมการของ Tesla มีความใกล้ชิดกับ มัสก์ มากเกินไป และกระบวนการอนุมัตินั้นมีความบกพร่อง

 

อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดทั้ง 5 ท่านมองว่า แม้กระบวนการอนุมัติจะไม่เหมาะสม แต่การยกเลิกสัญญาจ้างทั้งหมดถือเป็น ‘บทลงโทษที่ไม่ถูกต้อง’ โดยศาลระบุในความเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (19 ธ.ค.) ว่า “การเพิกถอนสัญญาจะทำให้มัสก์ไม่ได้รับค่าตอบแทนสำหรับเวลาและความพยายามของเขาในช่วงระยะเวลา 6 ปี”

 

ศาลสูงสุดยอมรับความจริงที่ว่า คณะกรรมการของ Tesla ในปี 2018 ได้อนุมัติการมอบหุ้นหลายร้อยล้านหุ้นให้กับ มัสก์ ผ่านกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎระเบียบ แต่ศาลสรุปว่า “การสั่งยกเลิกแผนตอบแทนทั้งหมดไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม” สำหรับความผิดพลาดในขั้นตอนดังกล่าว เนื่องจากบริษัทได้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจตามเงื่อนไขแล้ว

 

เหตุผลสำคัญคือผู้ถือหุ้นได้รับประโยชน์อย่างมากจากความพยายามของ มัสก์ ระหว่างปี 2018 ถึง 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่ Market Cap ของบริษัทพุ่งสูงขึ้นเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) โดยศาลระบุว่า “เป็นที่ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งว่ามัสก์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนตามสัญญาปี 2018”

 

สำหรับหุ้นจำนวน 303 ล้านหุ้นที่ มัสก์ ได้รับสิทธิ์คืนกลับมาตามคำตัดสินนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.71 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นมูลค่าที่มหาศาล และเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการบริหารงานของเขาในช่วงเวลาดังกล่าวตามที่ศาลได้พิจารณา

 

ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2024 ศาลชั้นต้นได้ชี้ขาดว่ากระบวนการอนุมัติแพ็กเกจนี้มีความบกพร่อง เนื่องจากคณะกรรมการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและทางวิชาชีพที่ใกล้ชิดกับ มัสก์ โดยระบุว่า “มัสก์เป็นตัวอย่างของ ‘Superstar CEO’ และครอบงำกระบวนการที่นำไปสู่การอนุมัติแผนค่าตอบแทนของเขา”

 

ผลพวงจากคำตัดสินในปี 2024 ทำให้คณะกรรมการ Tesla ต้องอนุมัติข้อตกลงค่าตอบแทนฉบับใหม่ในปีนี้ ซึ่งผู้ถือหุ้นได้ลงมติเห็นชอบมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31.42 ล้านล้านบาท) หากทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ Tesla ระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากศาลสูงสุดคืนสิทธิ์ในแพ็กเกจปี 2018 บริษัทจะดำเนินการถอนข้อเสนอค่าตอบแทนชั่วคราวและแพ็กเกจใหม่ล่าสุดออกไป ซึ่งรวมถึงเงินตอบแทนชั่วคราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.11 แสนล้านบาท) ที่ตั้งใจจะมอบให้ก่อนหน้านี้

 

ในส่วนของบทลงโทษ ศาลสั่งให้คณะกรรมการจ่าย ‘ค่าเสียหายเชิงสัญลักษณ์’ เพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31 บาท) สำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ได้อนุมัติค่าทนายความจำนวน 54.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.71 พันล้านบาท) ให้แก่ทีมกฎหมายของ ริชาร์ด ทอร์เนตตา ผู้ถือหุ้นที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจนชนะคดี

 

ทนายความฝั่งโจทก์กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “เราขอขอบคุณผู้พิพากษาสำหรับความใส่ใจ การทำงานหนัก และเวลาที่มอบให้กับเรื่องนี้ เราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในคำตัดสินประวัติศาสตร์ ที่เรียกให้คณะกรรมการ Tesla และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดหน้าที่ความไว้วางใจ”

 

คดีความนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยก่อนหน้านี้ มัสก์ ได้กล่าวหาศาลว่ามี ‘การทุจริตอย่างร้ายแรง’ และตัดสินใจย้ายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท Tesla ไปยังรัฐเท็กซัส ซึ่งส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Dropbox และ Coinbase ทยอยย้ายออกจากรัฐเดลาแวร์ไปยังเท็กซัสหรือเนวาดาเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568

ภาพ : Max Whittaker/Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ชนะขาด! ศาลสูงสุดกลับคำตัดสินคืนค่าเหนื่อย 1.76 ล้านล้านบาท ชี้ ‘ทำงานคุ้มค่า’ พา Tesla ทะยานไกลเกินเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์เอาจริง! สั่งแบน ‘มือถือ-สมาร์ทวอทช์’ นักเรียนมัธยม เริ่ม ม.ค. 2026 ห้ามใช้แม้แต่ ‘ตอนพักเบรก’ https://thestandard.co/singapore-bans-student-phones-2026/ Sun, 21 Dec 2025 08:32:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1156629 สิงคโปร์เอาจริง สั่งแบน ‘มือถือ-สมาร์ทวอทช์’ นักเรียนมัธยม เริ่ม ม.ค. 2026 ห้ามใช้แม้แต่ ‘ตอนพักเบรก’

กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ได้ออกประกาศเมื่อวันอาท […]

The post สิงคโปร์เอาจริง! สั่งแบน ‘มือถือ-สมาร์ทวอทช์’ นักเรียนมัธยม เริ่ม ม.ค. 2026 ห้ามใช้แม้แต่ ‘ตอนพักเบรก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิงคโปร์เอาจริง สั่งแบน ‘มือถือ-สมาร์ทวอทช์’ นักเรียนมัธยม เริ่ม ม.ค. 2026 ห้ามใช้แม้แต่ ‘ตอนพักเบรก’

กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ได้ออกประกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับมาตรการใหม่ที่ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียน โดยระบุว่าตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2026 เป็นต้นไป นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สมาร์ตโฟนหรือสมาร์ทวอทช์’ในช่วงเวลาเรียน รวมถึงช่วงเวลานอกห้องเรียนด้วย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างสุขนิสัยการใช้หน้าจอที่ดีต่อสุขภาพให้แก่เยาวชน

 

ภายใต้แนวทางปฏิบัติในปัจจุบัน นักเรียนมัธยมถูกจำกัดการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเรียนการสอนเท่านั้น แต่กฎระเบียบใหม่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมไปถึง ‘ช่วงเวลาที่ไม่มีการเรียนการสอน’ ด้วย ซึ่งรวมถึงเวลาพักเบรก กิจกรรมเสริมหลักสูตร (CCAs) ตลอดจนช่วงเวลาเรียนซ่อมเสริมหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนต่างๆ

 

กระทรวงศึกษาธิการระบุในแถลงการณ์ว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน อุปกรณ์สื่อสารของนักเรียนจะต้องถูกเก็บไว้ในพื้นที่จัดเก็บที่กำหนดไว้ เช่น ล็อกเกอร์ หรือเก็บไว้ในกระเป๋านักเรียนของตนเอง สาเหตุที่ต้องรวมสมาร์ทวอทช์’เข้าไว้ในข้อห้ามนี้ด้วย เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถใช้สื่อสารผ่านข้อความและเข้าถึงแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียสมาธิ การใช้หน้าจอโดยไม่ได้โต้ตอบกับสิ่งรอบข้าง และลดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง

 

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงยังเปิดช่องว่างสำหรับความจำเป็นบางประการ โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “ในกรณีที่จำเป็น โรงเรียนอาจอนุญาตให้นักเรียนใช้สมาร์ตโฟนได้เป็นกรณีพิเศษ”

 

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยว่า แนวปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้นนี้สอดคล้องกับมาตรการที่เริ่มใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาไปแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ภายใต้ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ Grow Well SG ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนมัธยมศึกษาบางแห่งได้ทดลองนำแนวทางที่เข้มงวดนี้ไปใช้และพบผลลัพธ์ที่เป็นบวก ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนที่เพิ่มขึ้น สมาธิที่ดีขึ้น และมี ‘การปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพ’ ระหว่างกันมากขึ้นในช่วงเวลาพัก

 

นอกจากการควบคุมการใช้โทรศัพท์แล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้ประกาศปรับเปลี่ยนเวลาปิดระบบอัตโนมัติ (Sleep mode) ของอุปกรณ์การเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personal Learning Device) ซึ่งเป็นแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อปที่โรงเรียนจัดให้ โดยจะขยับเวลาปิดการใช้งานให้เร็วขึ้น จากเดิมเวลา 23.00 น. มาเป็น 22.30 น.

 

“สิ่งนี้จะช่วยให้นักเรียนจัดการการใช้อุปกรณ์ก่อนเข้านอนได้ และเป็นการกระตุ้นให้พวกเขานอนหลับเร็วขึ้น” กระทรวงระบุ โดยมาตรการนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่าอุปกรณ์จะเข้าสู่โหมดพักเครื่องทุกคืนตั้งแต่เวลา 22.30 น. จนถึง 06.30 น.

 

พร้อมกันนี้ทางกระทรวงยังได้เรียกร้องให้ผู้ปกครองที่เลือกตั้งค่าอุปกรณ์ของบุตรหลานแบบผ่อนปรน พิจารณาปรับเวลาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อสร้างวินัยที่ดี

 

ในส่วนของการบังคับใช้กฎระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการชี้แจงว่าแม้จะมีแนวทางกลางให้ แต่โรงเรียนแต่ละแห่งมีอำนาจอิสระในการกำหนดนโยบายทางวินัยและกฎกติกาของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางเหล่านี้ โดยมองว่าการจัดการกรณีการใช้สมาร์ตโฟนและนาฬิกาอัจฉริยะในทางที่ผิดถือเป็นส่วนหนึ่งของ ‘กระบวนการเรียนรู้’

 

“สำหรับการใช้สมาร์ตโฟนและนาฬิกาอัจฉริยะในทางที่ผิด ในฐานะส่วนหนึ่งของกระบวนการให้การศึกษา โดยทั่วไปโรงเรียนจะทำงานร่วมกับนักเรียนและดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยให้นักเรียนจัดการการใช้อุปกรณ์ของตนอย่างมีความรับผิดชอบ” กระทรวงกล่าวเสริม และย้ำว่าในกรณีที่จำเป็น โรงเรียนจะมีมาตรการทางวินัยเพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ถึงผลที่ตามมาจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม

 

จัสมิน หลิว รัฐมนตรีแห่งรัฐด้านการพัฒนาดิจิทัลและการศึกษา ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า โรงเรียนมัธยมต่างๆ จะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติใหม่นี้ในภายหลัง “ดิฉันหวังว่าผู้ปกครองจะยังคงร่วมมือกับเราในการชี้แนะบุตรหลานของเราไปสู่การใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุลและรอบคอบ”

 

ทั้งนี้ แนวปฏิบัติและเหตุผลเบื้องหลังมาตรการเหล่านี้จะถูกสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การพูดคุยหน้าเสาธงช่วงเปิดปีการศึกษา คู่มือนักเรียน เว็บไซต์โรงเรียน และการประชุมผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและอำนวยความสะดวกในการร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน

ภาพ : mentatdgt / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สิงคโปร์เอาจริง! สั่งแบน ‘มือถือ-สมาร์ทวอทช์’ นักเรียนมัธยม เริ่ม ม.ค. 2026 ห้ามใช้แม้แต่ ‘ตอนพักเบรก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอมหั่นเนื้อ! ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง ‘Oracle’ คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา https://thestandard.co/bytedance-cuts-tiktok-stake-19-9/ Sat, 20 Dec 2025 07:24:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1156503 ยอมหั่นเนื้อ ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง Oracle คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา

TikTok ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่มีน […]

The post ยอมหั่นเนื้อ! ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง ‘Oracle’ คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอมหั่นเนื้อ ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง Oracle คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา

TikTok ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่มีนักลงทุนสหรัฐฯ เป็นแกนนำ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกแบนจากการดำเนินงานในประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของความพยายามยาวนานหลายปีของรัฐบาลวอชิงตันในการบีบบังคับให้ ByteDance บริษัทแม่สัญชาติจีนต้องขายกิจการ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ

 

โจว โช่ว จือ ซีอีโอของแพลตฟอร์มวิดีโอยอดนิยม ได้แจ้งพนักงานผ่านบันทึกข้อความว่า บริษัทแม่ได้ลงนามในข้อตกลงที่มีผลผูกพันกับกลุ่มนักลงทุนเพื่อดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ โดยคาดว่าดีลนี้จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 22 มกราคมนี้ ซึ่งเป็นเส้นตายที่ได้รับการขยายเวลามาหลายครั้งโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

 

ภายใต้โครงสร้างที่เสนอ บริษัทร่วมทุนใหม่ที่มีชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC จะมีกลุ่มนักลงทุนรายใหม่ถือหุ้นรวมกัน 50% ซึ่งประกอบด้วย Oracle, Silver Lake และ MGX บริษัทการลงทุนจากอาบูดาบี โดยแต่ละรายจะถือหุ้นรายละ 15% ส่วนอีก 30.1% จะถือโดยบริษัทในเครือของนักลงทุนเดิมของ ByteDance และ ByteDance จะยังคงถือหุ้นในส่วนที่เหลือ 19.9%

 

บริษัทร่วมทุนแห่งนี้จะรับผิดชอบด้านการปกป้องข้อมูลของสหรัฐฯ ความปลอดภัยของอัลกอริทึม การตรวจสอบเนื้อหา และความมั่นคงของซอฟต์แวร์ โดยจะถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการชุดใหม่จำนวน 7 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวอเมริกัน นอกจากนี้ ข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ จะถูกจัดเก็บไว้ในประเทศบนโครงสร้างพื้นฐานที่ดำเนินการโดย Oracle

 

“ด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม ชาวอเมริกันกว่า 170 ล้านคนจะยังคงสามารถค้นพบ สร้างสรรค์ และเชื่อมต่อบนแพลตฟอร์มได้ต่อไป โดยเพลิดเพลินกับประสบการณ์เดิมเช่นเดียวกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ส่วนผู้ลงโฆษณาก็จะยังคงเชื่อมต่อกับผู้ชมทั่วโลกได้โดยไม่มีผลกระทบใดๆ” โจว โช่ว จือ ระบุในบันทึกข้อความ

 

ประเด็นสำคัญอย่าง ‘อัลกอริทึมการแนะนำเนื้อหา’ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของความกังวลด้านความมั่นคง จะถูกนำมาฝึกฝนใหม่ด้วยข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ เพื่อให้มั่นใจว่าฟีดเนื้อหาจะ ‘ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก’ โดยทำเนียบขาวระบุว่า Oracle จะได้รับใบอนุญาตให้ใช้อัลกอริทึมนี้ ในขณะที่สื่อของทางการจีนรายงานอ้างความคิดเห็นนักวิชาการว่า ข้อตกลงนี้สอดคล้องกับกฎหมายของจีนและ ‘ไม่ได้เป็นการขายขาดสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอัลกอริทึม’

 

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาคองเกรสผ่านกฎหมายในปี 2024 ในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อบังคับให้แอปพลิเคชันยุติการออนไลน์เว้นแต่จะมีการแยกตัวจาก ByteDance ซึ่งเดิมกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 มกราคม แต่ประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้ชะลอการบังคับใช้ในขณะที่รัฐบาลของเขาพยายามเจรจาเพื่อถ่ายโอนความเป็นเจ้าของ

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รอน ไวเดน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต แสดงความเห็นว่า ข้อตกลงนี้ “ไม่ได้ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ชาวอเมริกันแม้แต่น้อย” และยังกล่าวเสริมว่า “ยังไม่ชัดเจนว่าข้อตกลงนี้จะทำให้ระบบอัลกอริทึมของ TikTok อยู่ในมือที่ปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่”

 

ในฟากของผู้ใช้งาน ทิฟฟานี เซียนซี เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคนบนแพลตฟอร์ม กล่าวว่าเธอหวังว่านักลงทุนชุดใหม่จะยังคงรักษาประสบการณ์การใช้งานเดิมไว้ “ฉันหวังว่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับการปกป้อง” เธอกล่าว พร้อมระบุว่าเธอเลือกใช้ TikTok เพราะเงื่อนไขส่วนแบ่งรายได้ที่ดีกว่าคู่แข่งอย่าง Meta

 

สำหรับ Oracle นักวิเคราะห์จาก Evercore ISI มองว่าข่าวนี้เป็นชัยชนะสำหรับบริษัทคลาวด์รายนี้ ซึ่งหุ้นของบริษัทเพิ่งร่วงลงเมื่อต้นสัปดาห์จากรายงานข่าวการเจรจาดีลศูนย์ข้อมูลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.14 แสนล้านบาท) กับ Blue Owl Capital ที่ถึงทางตัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI มหาศาล

 

ภาพ : Sean Gallup/Getty Images

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.42 บาท ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2568

 

อ้างอิง:

The post ยอมหั่นเนื้อ! ByteDance ลดสัดส่วนถือหุ้น TikTok เหลือ 19.9% ดึง ‘Oracle’ คุมหลังบ้าน-อัลกอริทึม แลกตั๋วไปต่อในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก https://thestandard.co/shopee-12-12-msme-14x/ Sat, 20 Dec 2025 07:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1156496 Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด […]

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก (No changes were needed. Based on the rule add a space before proper nouns that follow a verb, there are no instances in this headline where a proper noun immediately follows a verb.)

Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในโอกาสครบรอบ 10 ปี ผ่านแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี 12.12 โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นให้สามารถสร้างยอดขายและเติบโตในยุคดิจิทัล ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านการมอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความคึกคักให้กับระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

 

คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด Shopee (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 10 ปี เรายังคงมุ่งมั่นเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจ MSME ไทย ผ่านเครื่องมือดิจิทัลและพลังของคอนเทนต์คอมเมิร์ซ ที่ช่วยให้เข้าถึงผู้ซื้อได้ง่ายขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยผลตอบรับในแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย”

 

ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจจากแคมเปญ 12.12 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างชัดเจน โดยภายใน 2 ชั่วโมงแรกของวันที่ 12 ธันวาคม ร้านค้าท้องถิ่นและธุรกิจ MSME สามารถสร้างยอดขายเติบโตสูงขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในวันปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีของผู้บริโภคต่อสินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์ม

 

สำหรับกลุ่มสินค้าจากร้านค้าท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมและมีการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่น ได้แก่ รถจักรยานยนต์ใช้น้ำมัน กระเป๋า และสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทขนมขบเคี้ยว เช่น บิสกิต คุกกี้ และเวเฟอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างสำหรับผู้ขายในหลากหลายหมวดหมู่สินค้า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สินค้าแฟชั่นหรือของใช้ส่วนตัวเท่านั้น

 

ในมิติของการกระจายสินค้า Shopee สามารถช่วยลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และขยายการเข้าถึงตลาดทั่วประเทศ โดยพบว่าจังหวัด ‘ยะลา’ เป็นพื้นที่ปลายทางที่สร้างยอดขายให้แก่ร้านค้าท้องถิ่นและ MSME สูงที่สุด ในขณะที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี มุกดาหาร สิงห์บุรี และอำนาจเจริญ ก็มีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์ ‘Content Commerce’ ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย โดยฟีเจอร์ Shopee Video มีส่วนช่วยผลักดันจำนวนสินค้าที่ขายได้จากร้านค้า MSME เพิ่มขึ้นกว่า 14 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าผ่านการรับชมคอนเทนต์วิดีโอสั้นมากขึ้น

 

ด้านระบบโลจิสติกส์และการจัดส่ง มีสินค้าจำนวนกว่า 20 ล้านชิ้น ถูกจัดส่งผ่านบริการส่งทันทีและบริการส่งด่วนในช่วงแคมเปญ โดยคำสั่งซื้อที่มีมูลค่าสูงสุดที่เลือกใช้บริการนี้สูงถึงราว 200,000 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบขนส่ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต ที่มียอดใช้บริการส่งด่วนเพิ่มขึ้นถึง 7.5 เท่า

 

ความสำเร็จดังกล่าวยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงโปรแกรมสมาชิก Shopee VIP ที่มียอดผู้สมัครใช้งานเพิ่มขึ้นราว 89 เท่า นับตั้งแต่เปิดตัว สะท้อนถึงความต้องการของผู้ใช้งานที่มองหาสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่า และความสำเร็จของการสร้าง ‘Loyalty Program’ ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้งานให้มีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์มในระยะยาว

 

“Shopee จะเดินหน้ายกระดับแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และโซลูชันต่างๆ ของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ขายไทยทุกขนาดให้เติบโตและขยายธุรกิจได้มากขึ้นในทศวรรษข้างหน้า พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคชาวไทย” คงกฤช กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Teacher Photo / Shutterstock

The post Shopee โชว์ตัวเลขแคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย ‘MSME ไทย’ พุ่ง 14 เท่า พร้อมเผยกำลังซื้อตลาดต่างจังหวัดสุดคึกคัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’! Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง https://thestandard.co/microsoft-agentic-ai-partner-2026/ Fri, 19 Dec 2025 08:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1156404 ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’ Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง

ไมโครซอฟท์ได้ออกมาเปิดเผยถึงเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที […]

The post ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’! Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’ Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง

ไมโครซอฟท์ได้ออกมาเปิดเผยถึงเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในปี 2569 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่เทคโนโลยีจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือทุ่นแรง ไปสู่การเป็น ‘คู่คิด’ หรือพันธมิตรที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงเทคโนโลยี แต่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งภาคธุรกิจ ชีวิตประจำวัน และการแก้ไขปัญหาสำคัญระดับโลก

 

แนวโน้มหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการที่ AI มุ่งเน้นไปที่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง (Real-world Impact) โดยจะเข้าไปยกระดับศักยภาพการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การแพทย์, การพัฒนาซอฟต์แวร์, ควอนตัมคอมพิวติ้ง ไปจนถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ความก้าวหน้านี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ และนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิม

 

หนึ่งในบทบาทที่น่าจับตามองที่สุดคือการใช้ AI เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไมโครซอฟท์ได้พัฒนานวัตกรรมอย่าง ‘Aurora’ ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่มีความสามารถในการพยากรณ์สภาพอากาศและเหตุการณ์ทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ช่วยให้มนุษย์สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

 

เทคโนโลยีดังกล่าวยังรวมถึงการพัฒนาระบบตรวจจับน้ำท่วมด้วยภาพเรดาร์จากดาวเทียมที่สามารถทะลุทะลวงผ่านเมฆและทำงานได้แม้ในเวลากลางคืน ทำให้นักวิจัยสามารถระบุพื้นที่เสี่ยงและประเมินผลกระทบได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน

 

นอกจากนี้ AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนผ่านโครงการอย่าง ‘MatterGen’ และ ‘MatterSim’ ซึ่งเป็นเครื่องมือ AI อัจฉริยะที่ช่วยเร่งกระบวนการค้นพบวัสดุใหม่ๆ สำหรับการดักจับคาร์บอนและการพัฒนาแบตเตอรี่พลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรโลกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

ในมิติของการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่าน 7 เทรนด์หลัก เริ่มต้นจากการที่ ‘AI Agent’ จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานดิจิทัลที่ช่วยจัดการงานซ้ำซ้อนและข้อมูลมหาศาล เพื่อเปิดทางให้มนุษย์ได้ใช้เวลากับงานเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยจะมาพร้อมกับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ที่เข้มงวดเสมือนมนุษย์คนหนึ่ง

 

ด้านวงการแพทย์ AI จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ช่วยวินิจฉัย ไปสู่การเป็นเครื่องมือคัดกรองโรคและวางแผนการรักษาที่แม่นยำ ตัวอย่างเช่น โมเดล ‘BioEmu-1’ ที่ช่วยพัฒนายา หรือ ‘RAD-DINO’ ที่วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ได้อย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนหมอทั่วโลก รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ

 

สำหรับวงการวิจัย AI จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ โดยสามารถร่วมสร้างสมมติฐานและควบคุมการทดลองในสาขาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ชาญฉลาดขึ้นด้วยระบบ ‘Superfactories’ ที่กระจายตัวทั่วโลก เพื่อบริหารจัดการพลังประมวลผลให้คุ้มค่าและยั่งยืน

 

ในส่วนของการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI จะก้าวข้ามการเข้าใจเพียงบรรทัดโค้ด ไปสู่การเข้าใจบริบทและความสัมพันธ์ของระบบทั้งหมด หรือที่เรียกว่า ‘Repository Intelligence’ ซึ่งจะช่วยให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาได้ ควบคู่ไปกับความก้าวหน้าของควอนตัมคอมพิวติ้งที่ผสานเข้ากับ AI จนเกิดเป็น ‘Hybrid Computing’

 

ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวเสริมว่า “ในปี 2569 เราจะเห็น AI เข้ามามีบทบาทจริงในการปลดล็อกข้อจำกัดและสร้างโอกาสใหม่ๆ อย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นว่า AI จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างผลกระทบเชิงบวกที่เป็นประโยชน์กับทุกคนได้อย่างแท้จริง”

 

ข้อมูลจากการใช้งาน ‘Copilot’ ในปี 2025 ยังชี้ให้เห็นว่าผู้คนเริ่มมอง AI เป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่เป็น ‘เพื่อนคู่คิดดิจิทัล’ ที่ปรึกษาได้ทุกเรื่องตั้งแต่สุขภาพไปจนถึงความสัมพันธ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของมนุษย์ในการใช้ชีวิตร่วมกับปัญญาประดิษฐ์อย่างกลมกลืน ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งเทคโนโลยี

 

ภาพ: AntonKhrupinArt / Shutterstock

The post ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘คู่คิด’! Microsoft เผยเทรนด์ AI ปี 2569 เปลี่ยนโลกสู่ยุค ‘Agentic AI’ ทำงานช่วยมนุษย์ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค่นแชมป์ไก่ทอด! LINE MAN เผย ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ยืนหนึ่งเมนูยอดฮิตปี 2025 กวาด 8 ล้านจาน ย้ำชัดคนไทยขาดแซ่บไม่ได้ https://thestandard.co/line-man-somtum-top-menu-2025/ Fri, 19 Dec 2025 05:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1156323 โค่นแชมป์ไก่ทอด LINE MAN เผย ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ยืนหนึ่งเมนูยอดฮิตปี 2025 กวาด 8 ล้านจาน ย้ำชัดคนไทยขาดแซ่บไม่ได้

จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของ LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิ […]

The post โค่นแชมป์ไก่ทอด! LINE MAN เผย ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ยืนหนึ่งเมนูยอดฮิตปี 2025 กวาด 8 ล้านจาน ย้ำชัดคนไทยขาดแซ่บไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โค่นแชมป์ไก่ทอด LINE MAN เผย ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ยืนหนึ่งเมนูยอดฮิตปี 2025 กวาด 8 ล้านจาน ย้ำชัดคนไทยขาดแซ่บไม่ได้

จากการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกของ LINE MAN แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำ ซึ่งได้วิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคจากฐานผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านคนและร้านอาหารกว่า 7 แสนร้านทั่วประเทศ ทำให้เห็นภาพรวมเทรนด์การกินของคนไทยในปี 2025 ที่มีความน่าสนใจและเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม โดยพบว่ารสนิยมหลักของคนไทยยังคงยึดติดกับรสชาติที่จัดจ้าน แต่ก็พร้อมเปิดรับความแปลกใหม่ที่เข้ามาผสมผสาน

 

ความโดดเด่นที่สุดในปีนี้คือเมนูยอดนิยมตลอดกาลอย่าง ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ที่สามารถครองแชมป์ยอดสั่งสูงสุดด้วยจำนวนกว่า 8 ล้านจานทั่วประเทศ เอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างไก่ทอดไปได้อย่างเด็ดขาด สิ่งนี้ยืนยันได้ว่ารสชาติความแซ่บยังคงเป็น ‘DNA’ ที่ฝังลึกอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย ความต้องการอาหารรสจัดจ้านก็ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการเลือกบริโภค

 

สอดคล้องกับข้อมูลการค้นหาบนแพลตฟอร์มที่พบว่าคำค้นหาในหมวดหมู่ส้มตำ ยำ และหม่าล่า มียอดรวมพุ่งสูงถึง 16 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการลิ้มรสความเผ็ดร้อนที่ยังคงครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เมนูอาหารจานเดียวอื่นๆ เช่น ข้าวผัด, ข้าวมันไก่ และกะเพราหมูกรอบ ก็ยังคงติดอันดับเมนูยอดนิยมที่คนไทยสั่งกินเป็นประจำในชีวิตประจำวันเพื่อความอิ่มท้อง

 

ในฝั่งของเครื่องดื่มเกิดความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง เมื่อ ‘มัตจะ’ กลายเป็นเครื่องดื่มที่มาแรงที่สุดแห่งปีด้วยยอดสั่งที่เติบโตทะลุ 6.5 ล้านแก้ว คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ทำให้มัตจะถูกยกสถานะให้เป็นเครื่องดื่มแบบ ‘Affordable Luxury’ หรือความหรูหราที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล

 

กระแสความนิยมของมัตจะยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาพรวมของตลาดเครื่องดื่ม ทำให้เมนู ‘ชาเขียวนมเย็น’ ก้าวขึ้นมาครองแชมป์ยอดสั่งสูงสุดแซงหน้ากาแฟดำ สาเหตุสำคัญมาจากราคาของชาเขียวนมที่ย่อมเยากว่ามัตจะเกรดพรีเมียม แต่ยังให้สีสันและรสชาติที่ใกล้เคียงกัน จึงกลายเป็นตัวเลือกทดแทนที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวงกว้างที่ต้องการความสดชื่นในราคาประหยัด

 

ขณะเดียวกัน ตลาดชาไทยก็มีการยกระดับไปสู่ความเป็นพรีเมียมและ Specialty มากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เทียบเท่ากับกาแฟ Specialty การเน้นคัดสรรแหล่งปลูกและการนำเสนอกลิ่นรสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจชาไทยคุณภาพสูงมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับร้านเครื่องดื่มที่ต้องการสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

 

นอกจากเครื่องดื่มแล้ว ยังมีเมนูม้ามืดที่เติบโตอย่างน่าสนใจ ได้แก่ ชิโอะปังหรือขนมปังเกลือ ที่มีร้านเปิดใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2,000 ร้าน ด้วยจุดเด่นของรสชาติที่เข้าใจง่ายและความหอมเนย รวมถึงไก่จ๊อที่กลายเป็นเมนูยอดนิยมจากความสะดวกในการรับประทาน จะกินเล่นหรือกินกับข้าวก็เข้ากันได้ดี ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็ว

 

เมื่อมองในมุมของเศรษฐกิจและปากท้อง เมนูข้าวแกงได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็น ‘Fast Food’ แบบไทยที่แข็งแกร่งที่สุด ด้วยยอดสั่งรวมทั้งปีทะลุ 65 ล้านจาน เติบโตขึ้น 8% จากปีก่อน ปัจจุบันร้านข้าวแกงมีสัดส่วนมากกว่า 10% ของร้านอาหารทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายย่อยได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบเดลิเวอรีมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด

 

ความสำเร็จของร้านข้าวแกงมาจากปัจจัยเรื่องความสะดวกรวดเร็วและราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้คนไทยสามารถบริโภคได้ทุกมื้อโดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายมากนัก โดยเมนูที่ขายดีที่สุดคือหมูทอดและหมูก้อนทอด ตามมาด้วยแกงพื้นฐานอย่างไข่พะโล้และแกงเขียวหวาน ซึ่งเป็นเมนูที่คุ้นเคยและให้ความรู้สึกเหมือนรับประทานอาหารรสมือแม่ที่บ้าน

 

อีกหนึ่งกลยุทธ์ทางธุรกิจที่น่าสนใจคือการเติบโตของไอศกรีมซันเดย์ ซึ่งได้รับความนิยมสูงจากการทำราคาที่เข้าถึงง่ายของร้านแฟรนไชส์ขนาดใหญ่ กลยุทธ์ด้านราคานี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการดึงดูดลูกค้าในยุคที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่าย แต่ยังคงต้องการความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากของหวานในชีวิตประจำวันเพื่อเติมเต็มความสดชื่น

 

ภาพรวมของเทรนด์อาหารในปี 2025 จึงเป็นการผสมผสานระหว่างความต้องการพื้นฐานด้านรสชาติที่จัดจ้าน และการแสวงหาความแปลกใหม่ในราคาที่จับต้องได้ ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบ หรือการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้สามารถนำเสนอเมนูที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

The post โค่นแชมป์ไก่ทอด! LINE MAN เผย ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ยืนหนึ่งเมนูยอดฮิตปี 2025 กวาด 8 ล้านจาน ย้ำชัดคนไทยขาดแซ่บไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อคนเอียนเนื้อหาที่สร้างโดย AI ทำไมปี 2026 อาจเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing https://thestandard.co/anti-ai-marketing-2026/ Wed, 17 Dec 2025 10:57:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1155776 เมื่อคนเอียนเนื้อหาที่สร้างโดย AI ทำไมปี 2026 อาจเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing

อัลลิสัน มอร์โรว์ (Allison Morrow) นักเขียนอาวุโสของ CN […]

The post เมื่อคนเอียนเนื้อหาที่สร้างโดย AI ทำไมปี 2026 อาจเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อคนเอียนเนื้อหาที่สร้างโดย AI ทำไมปี 2026 อาจเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing

อัลลิสัน มอร์โรว์ (Allison Morrow) นักเขียนอาวุโสของ CNN Business ได้ตั้งข้อสังเกตในบทความล่าสุดของเธอว่า ปี 2026 อาจกลายเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing หลังจากที่ผู้คนต้องเผชิญกับเนื้อหาคุณภาพต่ำที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์มาสักระยะหนึ่งแล้ว

 

ในปัจจุบัน มันยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะหลีกหนีจากสิ่งที่เรียกว่า ‘Slop’ หรือเนื้อหาที่ AI ผลิตออกมาซึ่งได้แทรกซึมเข้ามาอยู่ในสไลด์งานของเพื่อนร่วมงาน, หน้าฟีดโซเชียลมีเดีย, สำนักข่าว หรือแม้กระทั่งในประกาศขายอสังหาริมทรัพย์

 

ความแพร่หลายนี้ทำให้บรรณาธิการของ Merriam-Webster เลือกคำว่า Slop ให้เป็นคำแห่งปี 2025 โดยระบุความหมายไว้ว่า “Slop ไหลซึมเข้าไปในทุกสิ่ง เช่นเดียวกับเมือก โคลนตม และสิ่งปฏิกูล คำนี้ให้ความรู้สึกถึงเสียงเปียกแฉะของสิ่งที่คุณไม่อยากจะสัมผัส” ด้วยเหตุนี้ มอร์โรว์จึงทำนายว่าเทรนด์ใหญ่ที่จะมาถึงคือการตลาดที่เน้นความเป็น ‘มนุษย์ 100%’

 

มอร์โรว์อธิบายว่า แม้คำว่า AI Slop มักจะทำให้เรานึกถึงภาพแปลกๆ ที่ดูไม่มีพิษภัยอย่าละครแมวตาโต แต่ในความเป็นจริง ภาพเหล่านี้กำลังมีความซับซ้อนมากขึ้น จนเริ่มทำลายความเชื่อใจของผู้คน แม้แต่ในกลุ่มคนที่โตมากับอินเทอร์เน็ตและมั่นใจว่าตนเองดูออกว่าอันไหนของจริงหรือของปลอม

 

การเลื่อนดู TikTok ในตอนนี้จึงเหมือนกับการทำบททดสอบว่าคุณจะแยกแยะของจริงได้หรือไม่ คุณอาจจะเผลอกดหัวใจให้วิดีโอสัตว์น่ารักๆ ไปโดยไม่รู้ตัวว่านั่นคือของปลอม และเมื่อมารู้ทีหลัง มันคือความรู้สึกแย่ๆ ที่โดนหลอก ซึ่งความรู้สึกนี้เองที่เริ่มทำให้เกิดกระแสต่อต้านขึ้นมา

 

ความเคลื่อนไหวนี้เห็นได้ชัดจาก iHeartMedia ยักษ์ใหญ่ด้านวิทยุและพอดแคสต์จากซานอันโตนิโอ ที่เพิ่งเปิดตัวสโลแกน ‘การันตีความเป็นมนุษย์’ โดยสัญญาว่าจะไม่ใช้นักจัดรายการหรือเปิดเพลงที่สร้างโดย AI ซึ่งผลวิจัยภายในของบริษัทพบว่า 90% ของผู้ฟัง แม้แต่คนที่ใช้เครื่องมือ AI เอง ก็ยังต้องการสื่อที่สร้างสรรค์โดยมนุษย์

 

บ็อบ พิตต์แมน (Bob Pittman) ซีอีโอของ iHeartMedia กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “สิ่งสำคัญสำหรับเราในฐานะนักการตลาดคือต้องจำไว้ว่า เรากำลังอยู่ในจุดที่ละเอียดอ่อนมากท่ามกลางช่วงเวลาที่ผันผวน ทั้งในอเมริกาและทั่วโลก ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่ความสะดวกสบาย แต่พวกเขากำลังค้นหาความหมาย”

 

ไม่ใช่แค่สื่อเสียงเท่านั้น The Tyee เว็บไซต์ข่าวอิสระในแคนาดาก็ประกาศนโยบายไม่ใช้ AI ในงานข่าว สวนทางกับสื่อใหญ่อย่าง Washington Post ที่รีบนำ AI มาใช้จนเกิดข้อผิดพลาดและถูกวิจารณ์

 

ส่วนในฮอลลีวูด วินซ์ กิลลิแกน ผู้สร้างซีรีส์ Breaking Bad ก็ได้ใส่ข้อความในเครดิตซีรีส์ Pluribus ของ Apple TV ว่า “รายการนี้สร้างโดยมนุษย์” เพื่อสื่อสารจุดยืนกับผู้ชม ในขณะเดียวกัน ‘ทิลลี นอร์วูด’ (Tilly Norwood) นักแสดงดิจิทัลที่สร้างด้วย AI ก็ถูกต่อต้านจากหลายฝ่าย แม้ว่าผู้สร้างจะบอกว่านี่เป็นเพียงการทดลอง ไม่ได้จะมาแทนที่นักแสดงมนุษย์ก็ตาม

 

ในขณะที่แพลตฟอร์ม Pinterest ที่เคยเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจ กลับสร้างความไม่พอใจให้ผู้ใช้ประจำ เพราะเริ่มใส่ฟีเจอร์ AI เข้ามามากเกินไป และในนิวยอร์ก ป้ายโฆษณาอุปกรณ์ AI แบบสวมใส่ที่ชื่อ ‘Friend’ ก็ตกเป็นเป้าของการถูกเขียนข้อความทับด้วยความไม่พอใจ เช่น AI ไม่ใช่เพื่อนของคุณ และ หันไปคุยกับเพื่อนบ้านบ้างเถอะ

 

ความเบื่อหน่ายนี้รุนแรงถึงขั้นที่มีศิลปินสร้างส่วนขยายเบราว์เซอร์ชื่อ ‘Slop Evader’ เพื่อกรองผลการค้นหาเว็บให้เหลือเฉพาะข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนเดือนพฤศจิกายน 2022 หรือช่วงก่อนที่ ChatGPT จะเปิดตัว เพื่อหลีกหนีจากเนื้อหาที่สร้างโดย AI

 

มอร์โรว์ทิ้งท้ายว่า แม้ภาคธุรกิจและวอลล์สตรีทจะยังคงเชิดชูว่า AI คืออนาคตที่จะมาเพิ่มผลผลิต (Productivity) และความคิดสร้างสรรค์ แต่ยิ่งพวกเขาพยายามยัดเยียดสิ่งนี้มากเท่าไร คนทั่วไปกลับยิ่งมองว่ามันเป็น ‘กับดัก’ มากขึ้นเท่านั้น เพราะประสบการณ์ที่เราเจอมามีทั้งเรื่องสนุกและเรื่องแย่ๆ ปนเปกันไป

 

จริงอยู่ที่การสั่ง Sora ให้สร้างวิดีโอหมาของเราบินกับซานตาคลอสเหนือท้องฟ้าปารีส หรือให้แชตบอตช่วยแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว แต่มันก็เป็นเครื่องมือที่ขยายผลข้อมูลเท็จได้อย่างรวดเร็ว (เช่นกรณีบอท Grok ของ xAI ในเหตุกราดยิงที่ชายหาด Bondi Beach ) และอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิต

 

ในท้ายที่สุด ผู้บริโภคและคนทำงานสร้างสรรค์อาจจะเริ่มยอมแพ้กับความวุ่นวายทางดิจิทัลเหล่านี้ หรืออย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็ยังคงชอบและให้คุณค่ากับสิ่งที่ยังสร้างขึ้นด้วยมือของมนุษย์มากกว่า

 

ภาพ: MR.DEEN / Shutterstock

อ้างอิง:

The post เมื่อคนเอียนเนื้อหาที่สร้างโดย AI ทำไมปี 2026 อาจเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX ยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรม AI แห่งอนาคต รับมือยุค Post-Quantum พร้อมปูทางสู่โลกการเงินแห่งอนาคต https://thestandard.co/scbx-ai-patents-post-quantum/ Wed, 17 Dec 2025 08:59:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1155736 SCBX ยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรม AI แห่งอนาคต รับมือยุค Post-Quantum พร้อมปูทางสู่โลกการเงินแห่งอนาคต

SCBX ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการยื่นจดสิทธิบัตร 3 น […]

The post SCBX ยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรม AI แห่งอนาคต รับมือยุค Post-Quantum พร้อมปูทางสู่โลกการเงินแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX ยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรม AI แห่งอนาคต รับมือยุค Post-Quantum พร้อมปูทางสู่โลกการเงินแห่งอนาคต

SCBX ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรมหลักที่พัฒนาโดย SCBX R&D and Innovation Lab ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และโปร่งใส พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมทางเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค ‘Post-Quantum’ ที่กำลังจะมาถึง

 

สิทธิบัตรทั้ง 3 ฉบับครอบคลุมมิติสำคัญในการดำเนินธุรกิจการเงิน ได้แก่ การคุ้มครองผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีการแปลงเสียงเพื่อตรวจสอบคุณภาพบริการ การยกระดับศักยภาพบุคลากรผ่านระบบจำลองสถานการณ์เสมือนจริง และการวางกรอบการประเมินเครดิตรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล

 

กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร Chief Innovation Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การยื่นจดสิทธิบัตรเหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ในการสร้างรากฐานทรัพย์สินทางปัญญาที่แข็งแกร่งและพร้อมรับอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล และระบบนิเวศทางการเงิน เรามุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์ แต่ยังมีความรับผิดชอบและปลอดภัย

 

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่อุตสาหกรรมการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย AI และตระหนักถึงภัยจากควอนตัมมากขึ้น ความท้าทายเหล่านี้ทำให้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ต้องคิดล่วงหน้าและพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของเราจะมีความยืดหยุ่นและรองรับความเปลี่ยนแปลงได้” กวีวุฒิกล่าวเสริม

 

ดร.ทุตานนท์ สินธุประสิทธิ์ Head of R&D บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่ SCBX R&D เรามองว่าการจดสิทธิบัตรเป็นมากกว่าการคุ้มครอง แต่เป็นหลักฐานของการลงทุนระยะยาวในการสร้างเครื่องยนต์นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยอย่างแท้จริงสำหรับกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในเวทีระดับสากล”

 

ดร.ทุตานนท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ตั้งแต่ระบบ AI ที่ตรวจสอบการโต้ตอบกับลูกค้าไปจนถึงการประเมินเครดิตที่ป้องกันภัยจากควอนตัม สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีระดับโลกที่ทนทานต่อการทดสอบของกาลเวลา และพร้อมแข่งขันในเวทีสากล รวมถึงยกระดับตำแหน่งของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีทางการเงินในภูมิภาคอีกด้วย”

 

วีรินท์ ฉันทโรจน์ Head of Innovation บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การจดสิทธิบัตรครั้งนี้สะท้อนถึงนวัตกรรมที่แท้จริงภายในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของทีมวิศวกร หน่วยงานธุรกิจ และทีมหน้างาน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนปฏิบัติงานจริง โดยเปลี่ยนปัญหาหน้างานให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ

 

“โซลูชัน AI ตั้งแต่การกำกับดูแลการบริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงและให้สินเชื่ออย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ และยังช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ในการขยายผล AI ให้นำไปใช้ให้เกิดได้ทั่วทั้งกลุ่ม ความร่วมมือที่แข็งแกร่งทำให้เราสามารถวางรากฐานสำหรับวงจรนวัตกรรมที่เร็วและแปลงไอเดียล้ำสมัยให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่กำหนดอนาคต” วีรินท์กล่าวปิดท้าย

 

สำหรับนวัตกรรมแรกที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรคือ Voice-to-Understanding ซึ่งเป็นระบบแปลงบทสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงานให้เป็นข้อความ โดยใช้เทคโนโลยีการรู้จำเสียงอัตโนมัติ (ASR) ที่ได้รับการปรับแต่งโมเดลให้รองรับภาษาไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้การจับใจความมีความแม่นยำสูงสุดในบริบทของการสนทนาทางธุรกิจ

 

ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย LLM เพื่อช่วยตรวจจับพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎระเบียบ หรือการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้งานจริงแล้วที่บริษัท AutoX และ CardX เพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพการให้บริการแบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถติดตามมาตรฐานการขายของพนักงานได้รวดเร็วและสม่ำเสมอ

 

นวัตกรรมที่สองคือ Voice-to-Voice AI Trainer ระบบฝึกอบรมพนักงานรูปแบบใหม่ที่ใช้ AI เข้ามาจำลองสถานการณ์การสนทนา เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) ของพนักงานส่วนหน้า โดยระบบมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนคำถามและประเมินความถูกต้องของข้อมูลแบบไดนามิกตามสถานการณ์จริง

 

เทคโนโลยีนี้ช่วยยกระดับโปรแกรมการฝึกอบรมสำหรับ Relationship Manager ตัวแทน และทีมขายของบริษัทในเครือ ให้มีความพร้อมในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ลูกค้า ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยปิดช่องว่างด้านทักษะบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้าในวงกว้างได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

นวัตกรรมสุดท้ายคือ Distributed Credit Scoring ซึ่งเป็นกรอบการประเมินเครดิตที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดด้วยเทคโนโลยี Post-Quantum Cryptography (PQC) และ Zero-Knowledge Proof (ZKP) เพื่อรองรับการทำธุรกรรมและการประเมินความเสี่ยงร่วมกันระหว่างสถาบันการเงินและธุรกิจ Non-bank เช่น กลุ่มโทรคมนาคมหรือค้าปลีก

 

จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือความสามารถในการคำนวณคะแนนเครดิตร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีการส่งข้อมูลดิบของลูกค้าระหว่างองค์กร ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล พร้อมทั้งเสริมเกราะป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต นับเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลที่มีความปลอดภัยขั้นสูง

 

กลุ่ม SCBX วางแผนที่จะเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการขยายขนาดการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ครอบคลุมทุกระดับขององค์กร และเร่งนำนวัตกรรมที่คิดค้นได้ไปประยุกต์ใช้จริงเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อนกลุ่มเอสซีบีเอกซ์สู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงินในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

The post SCBX ยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรม AI แห่งอนาคต รับมือยุค Post-Quantum พร้อมปูทางสู่โลกการเงินแห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิกัดมูพุ่งกระฉูด! Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน https://thestandard.co/grab-ganesha-huai-khwang-somtam-16m/ Wed, 17 Dec 2025 08:31:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1155719 พิกัดมูพุ่งกระฉูด Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน

แกร็บ ประเทศไทย เผยอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคแห่งปี 2025 ที […]

The post พิกัดมูพุ่งกระฉูด! Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิกัดมูพุ่งกระฉูด Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน

แกร็บ ประเทศไทย เผยอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคแห่งปี 2025 ที่สะท้อนจากพฤติกรรมการเดินทาง การท่องเที่ยว และการบริโภคอาหารผ่านแอปพลิเคชันตลอดปีที่ผ่านมา โดยพบว่าทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรียังคงขยายตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวจะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนหลายด้าน

 

เริ่มจากฝั่งบริการเรียกรถผ่านแอป จุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงกระจุกตัวอยู่ในสนามบิน ตามด้วยสถานีขนส่ง และห้างสรรพสินค้า โดยศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ไอคอนสยาม และสยามพารากอน

 

รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างพระบรมมหาราชวัง ถนนข้าวสาร และเยาวราช ยังคงได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง และอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่มาแรงที่สุดแห่งปี ได้แก่ เทวาลัยพระพิฆเนศ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง ซึ่งมียอดเรียกรถเติบโตสูงถึง 678% จากกระแสความนิยมของสายมูทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไหว้ขอพรด้านความสำเร็จและเสริมสิริมงคล

 

อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวมจะชะลอตัว แต่บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังคงเป็นตัวเลือกหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย 5 สัญชาติที่ใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, อังกฤษ และมาเลเซีย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลโกลเด้นวีค หรือวันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม 2568

 

พบว่ายอดใช้บริการของนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากช่วงปกติ และในช่วงเวลาเดียวกัน นักท่องเที่ยวจากประเทศจอร์เจียถูกจัดให้เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยยอดใช้บริการเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า

 

เมื่อมาดูในมิติของเมืองท่องเที่ยว นอกเหนือจากจังหวัดหลักอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ที่ยังคงครองอันดับต้นๆ ของการใช้บริการแล้ว จังหวัดเมืองรองยังได้รับอานิสงส์จากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง และมาตรการเที่ยวดีมีคืน โดย 5 จังหวัดเมืองรองที่มียอดเรียกรถสูงสุด ได้แก่ อุดรธานี, อุบลราชธานี, เชียงราย, พิษณุโลก และนครสวรรค์

 

ขณะที่จังหวัดนครนายก ถูกยกให้เป็นจังหวัดดาวรุ่งแห่งปี ด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตมากกว่า 9 เท่า จากจุดเด่นด้านระยะทางที่เดินทางสะดวก ไปเช้าเย็นกลับได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญ เช่น เขื่อนขุนด่านปราการชล, น้ำตกนางรอง, อุทยานวังตะไคร้ และทุ่งบัวแดง

 

แกร็บ ประเทศไทย ระบุว่า ปัจจัยด้านเทศกาลและอีเวนต์ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นการเดินทาง โดยเทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะประเพณียี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่ มียอดเรียกรถเติบโตถึง 44% รองลงมาคือเทศกาลสงกรานต์

 

ขณะเดียวกัน คอนเสิร์ตและอีเวนต์ขนาดใหญ่ยังช่วยดันดีมานด์การเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ จากคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 ส่งผลให้ยอดเรียกรถไปยังสนามราชมังคลากีฬาสถานเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าจากช่วงปกติ

 

ด้านฝั่งบริการฟู้ดเดลิเวอรี อาหารไทยและกระแสไวรัลยังขับเคลื่อนการบริโภคอย่างชัดเจน โดยส้มตำยังคงครองตำแหน่งเมนูขายดีที่สุดของปี ด้วยยอดสั่งรวมกว่า 16 ล้านจาน โดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด รองลงมาคือข้าวมันไก่ ด้วยยอดขายกว่า 15 ล้านจาน และตามด้วยลาบหมูมียอดขายกว่า 1 ล้านจาน

 

ต่อด้วยกลุ่มเครื่องดื่ม ชาเย็น ทั้งชาไทยและชานมไข่มุก ก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์ใหม่ แซงหน้าอเมริกาโนเย็น ด้วยยอดสั่งรวมกว่า 11 ล้านแก้ว จากกระแสไวรัลชาไทยของลิซ่าที่คอลแลบกับ Erawhon ภายใต้เมนู ‘Thai up the World by Lisa’ ขณะที่ชาเขียวรั้งอันดับสองด้วยยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัทฉะฟีเวอร์ที่ขยายตัวจากเครื่องดื่มสู่เบเกอรี ส่วนอเมริกาโนเย็นตกมาอยู่อันดับสาม ด้วยยอดสั่งกว่า 8 ล้านแก้ว

 

สำหรับเมนูดาวรุ่งแห่งปี คือ ชิโอะปัง หรือขนมปังเกลือ สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายที่เติบโตมากกว่า 36 เท่า ไม่เว้นแม้แต่ชาองุ่นเคียวโฮปั่นท็อปด้วยครีมชีส เป็นเครื่องดื่มที่เติบโตแรง ด้วยยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 17 เท่า ส่วน แฮนด์โรล ก็กลายเป็นเมนูฮิตในกลุ่มฟู้ดดี้ ด้วยประสบการณ์โอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงง่าย ส่งผลให้ยอดสั่งเติบโตมากกว่า 300%

 

นอกจากนี้ โครงการของภาครัฐอย่าง คนละครึ่งพลัส ช่วยกระตุ้นยอดขายร้านอาหารทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี โดยผู้บริโภคนิยมใช้ในมื้อกลางวัน ด้วยมูลค่าเฉลี่ย 80-120 บาทต่อออเดอร์ และกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้งานสูงสุด ขณะที่ร้านอาหารที่ขายดีที่สุดผ่านแกร็บ ได้แก่ สยามกะเพราคาเฟ่ – บรรทัดทอง ซึ่งมียอดขายเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าปกติถึง 14 เท่า

 

ด้านกลยุทธ์การตลาด แกร็บ ประเทศไทย มองว่า การคอลแลบระหว่างแบรนด์ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสีสันให้ตลาด เพื่อรับมือกับเทรนด์การรับประทานอาหารที่ร้านมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผ่านการซื้อดีลส่วนลดและการจองร้านอาหารบนแพลตฟอร์ม โดยประเภทร้านยอดนิยม ได้แก่ บุฟเฟต์ ร้านปิ้งย่าง และร้านอาหารญี่ปุ่น

The post พิกัดมูพุ่งกระฉูด! Grab เผย พระพิฆเนศ ห้วยขวาง ยอดเรียกรถโต 678% ส่วนส้มตำ ยังครองแชมป์ ยอดสั่ง 16 ล้านจาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครองตลาด 42% ก็ไม่รอด! iRobot ยื่นล้มละลาย ปิดตำนานหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba เตรียมเปลี่ยนมือสู่บริษัทจีน https://thestandard.co/irobot-roomba-bankruptcy-china/ Tue, 16 Dec 2025 13:50:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1155503 ครองตลาด 42% ก็ไม่รอด iRobot ยื่นล้มละลาย ปิดตำนานหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba เตรียมเปลี่ยนมือสู่บริษัทจีน

iRobot บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นชื่อดังแบร […]

The post ครองตลาด 42% ก็ไม่รอด! iRobot ยื่นล้มละลาย ปิดตำนานหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba เตรียมเปลี่ยนมือสู่บริษัทจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครองตลาด 42% ก็ไม่รอด iRobot ยื่นล้มละลาย ปิดตำนานหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba เตรียมเปลี่ยนมือสู่บริษัทจีน

iRobot บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นชื่อดังแบรนด์ ‘Roomba’ ได้ยื่นขอความคุ้มครองการล้มละลายตามมาตรา 11 (Chapter 11) ต่อศาลในรัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันอาทิตย์ (14 ธ.ค.) ที่ผ่านมา โดยบริษัทเตรียมเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทเอกชนหลังจากกระบวนการเข้าซื้อกิจการโดย Picea Robotics เสร็จสิ้น ซึ่ง Picea เป็นบริษัทสัญชาติจีนและเป็นโรงงานคู่สัญญาหลักที่รับจ้างผลิตสินค้าให้กับ iRobot มาโดยตลอด

 

สถานการณ์ของบริษัทเข้าขั้นวิกฤตจากการแข่งขันที่รุนแรงและปัญหากำแพงภาษี แม้ในปี 2024 บริษัทจะมีรายได้รวมประมาณ 682 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21,469 ล้านบาท) แต่ผลกำไรกลับลดลงอย่างมากจากการถูกแย่งชิงฐานลูกค้าโดยแบรนด์คู่แข่งจากจีนอย่าง Ecovacs Robotics ที่ทำราคาได้ต่ำกว่า

 

แม้ปัจจุบัน iRobot จะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 42% ในสหรัฐฯ และ 65% ในญี่ปุ่น แต่การรักษาสถานะผู้นำตลาดทำให้บริษัทจำเป็นต้องลดราคาสินค้าลงเพื่อสู้กับคู่แข่ง และต้องลงทุนมหาศาลเพื่อยกระดับเทคโนโลยี ตามข้อมูลที่ระบุในเอกสารยื่นล้มละลาย ส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ ยังซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง โดยเฉพาะการเก็บภาษี 46% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของ iRobot การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ต้นทุนของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 724 ล้านบาท) ในปี 2025 และทำให้การวางแผนธุรกิจในอนาคตเป็นไปอย่างยากลำบาก

 

ก่อนหน้านี้ iRobot เคยมีความหวังที่จะฟื้นตัวผ่านการถูกเข้าซื้อกิจการโดย Amazon.com ด้วยมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 53,516 ล้านบาท) แต่ดีลดังกล่าวต้องล่มไปในปีที่แล้ว โดย Amazon ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ ‘อุปสรรคทางกฎระเบียบที่มากเกินความจำเป็น’ หลังจากสหภาพยุโรปคัดค้านดีลนี้

 

ความล้มเหลวของดีล Amazon ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระหนี้สินของ iRobot สาเหตุมาจากในช่วงที่รอการพิจารณาดีลซึ่งกินเวลานาน บริษัทจำเป็นต้องกู้เงินก้อนใหญ่ในปี 2023 มาเพื่อใช้หมุนเวียนในกิจการ แต่เมื่อดีลล่มลงและไม่ได้รับเงินทุนจาก Amazon ตามที่คาดไว้ เงินกู้ก้อนนั้นจึงกลายเป็นหนี้สินคงค้างมูลค่ากว่า 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5,981 ล้านบาท) ที่บริษัทแบกรับไม่ไหว

 

เมื่อแผนการขายกิจการล้มเหลวและ iRobot เริ่มขาดสภาพคล่องในการชำระเงินค่าจ้างผลิตให้กับ Picea ทางบริษัทจีนรายนี้จึงแก้ปัญหาด้วยการเข้าซื้อหนี้ของ iRobot ต่อจากกลุ่มกองทุน Carlyle Group ทำให้ผู้ผลิตรายนี้กลายมาเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของ iRobot แทน

 

ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ Picea จะเข้ามาถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท 100% โดยแลกกับการยกเลิกหนี้เงินกู้ 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหนี้ค่าจ้างผลิตอีก 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,329 ล้านบาท) ที่ iRobot ติดค้างอยู่ ส่วนเจ้าหนี้รายอื่นและซัพพลายเออร์จะได้รับชำระเงินเต็มจำนวนตามปกติ

 

ครั้งหนึ่งมูลค่าของ iRobot ที่เคยพุ่งสูงถึง 3.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.12 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2021 แต่ปัจจุบันประเมินว่าเหลือมูลค่าเพียงราว 140 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4,407 ล้านบาท) เท่านั้น

 

แกรี่ โคเฮน ซีอีโอของ iRobot กล่าวในแถลงการณ์ว่า “ธุรกรรมนี้จะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเงินของเรา และจะช่วยให้เราดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง” โดยบริษัทยืนยันว่าระหว่างกระบวนการนี้ การใช้งานแอปพลิเคชัน, การบริการลูกค้า และการสนับสนุนสินค้าจะยังคงดำเนินไปตามปกติ

 

บริษัทคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการล้มละลายภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 และจะถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคของผู้บุกเบิกวงการหุ่นยนต์ที่ก่อตั้งในปี 1990 โดยศิษย์เก่าจาก MIT และสร้างชื่อเสียงโด่งดังจากการเปิดตัว Roomba ในปี 2002 โดยหลังจากนี้ iRobot จะมุ่งเน้นการลดหนี้และฟื้นฟูธุรกิจภายใต้เจ้าของใหม่สัญชาติจีนต่อไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.48 บาท ณ วันที่ 16 ธันวาคม 2568

 

ภาพ : Karlis Dambrans / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ครองตลาด 42% ก็ไม่รอด! iRobot ยื่นล้มละลาย ปิดตำนานหุ่นยนต์ดูดฝุ่น Roomba เตรียมเปลี่ยนมือสู่บริษัทจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคเดาใจ! Tinder เผยเทรนด์เดตปี 2569 ‘Clear-Coding’ มาแรง คนโสดเน้น ‘ชัดเจน-ไม่ซับซ้อน’ ขอลาขาดความสัมพันธ์คลุมเครือ https://thestandard.co/era-guessing-is-over-tinder/ Tue, 16 Dec 2025 13:03:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1155500 หมดยุคเดาใจ Tinder เผยเทรนด์เดตปี 2569 ‘Clear-Coding’ มาแรง คนโสดเน้น ‘ชัดเจน-ไม่ซับซ้อน’ ขอลาขาดความสัมพันธ์คลุมเครือ

ภาพรวมของความสัมพันธ์ในปี 2569 หรือ 2026 กำลังจะเปลี่ยน […]

The post หมดยุคเดาใจ! Tinder เผยเทรนด์เดตปี 2569 ‘Clear-Coding’ มาแรง คนโสดเน้น ‘ชัดเจน-ไม่ซับซ้อน’ ขอลาขาดความสัมพันธ์คลุมเครือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดยุคเดาใจ Tinder เผยเทรนด์เดตปี 2569 ‘Clear-Coding’ มาแรง คนโสดเน้น ‘ชัดเจน-ไม่ซับซ้อน’ ขอลาขาดความสัมพันธ์คลุมเครือ

ภาพรวมของความสัมพันธ์ในปี 2569 หรือ 2026 กำลังจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ความชัดเจนกลายเป็นหัวใจสำคัญ หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาแห่งความสับสนและกระแสไวรัลอย่าง ‘Boyfriends Are Embarrassing’ ที่เคยมองว่าการมีความสัมพันธ์เป็นเรื่องน่าขัดเขิน ในปีที่จะถึงนี้ คนโสดรุ่นใหม่กำลังก้าวเข้ามานิยามความรักในรูปแบบที่จริงจังและจริงใจมากขึ้น โดยเน้นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและการแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง เพื่อลดความซับซ้อนและสร้างความสัมพันธ์ที่จับต้องได้

 

ข้อมูลจาก Tinder แอปพลิเคชันหาคู่ระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าปีหน้าจะเป็นปีของความสัมพันธ์ที่ไร้ความคลุมเครือ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความฉลาดทางอารมณ์ที่สูงขึ้น หากปีที่ผ่านมาคือการตั้งเป้าหมาย ปี 2569 จะเป็นปีที่ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ คนโสดจะเริ่มปรับจังหวะชีวิตให้ช้าลง เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของตัวเองและคู่เดทอย่างลึกซึ้ง โดยไม่เสียเวลากับการเดาใจหรือเล่นเกมความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจอีกต่อไป

 

เทรนด์แรกที่เด่นชัดที่สุดคือ ‘Clear-Coding’ หรือความชัดเจนในทุกมิติ คนโสดรุ่นใหม่จะไม่ทนนั่งเดาความรู้สึกหรือทำตัวลึกลับซับซ้อน แต่จะให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ทางอารมณ์เป็นอันดับแรก โดยสถิติระบุว่าผู้ใช้งานกว่า 64% ยกให้เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และอีก 60% ต้องการการสื่อสารที่แสดงเจตนาชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะมองหาความสัมพันธ์ระยะยาวหรือเพียงแค่เพื่อนคุย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน

 

นอกจากความชัดเจนแล้ว เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว โดยคนโสดถึง 76% ยอมรับว่าใช้ AI ช่วยออกแบบเส้นทางการออกเดท ตั้งแต่การขอไอเดียสถานที่เดท 39% การคัดเลือกรูปโปรไฟล์ที่ดีที่สุด 28% ไปจนถึงการช่วยเขียนประวัติส่วนตัว 28% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการนำเสนอตัวตนที่ดีที่สุด

 

ในด้านทัศนคติ เทรนด์ ‘Hot-Take Dating’ สะท้อนให้เห็นว่าคนโสดรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการมีจุดยืนที่ชัดเจน โดย 37% ระบุว่าการมีค่านิยมร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น และ 41% เลือกที่จะไม่ออกเดทกับคนที่มีมุมมองทางการเมืองแตกต่างกัน เพราะเชื่อว่าหลักการพื้นฐานที่ตรงกันคือรากฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และช่วยลดความขัดแย้งในอนาคต

 

ประเด็นทางสังคมกลายเป็นตัวกรองสำคัญในการคัดเลือกคู่เดท ข้อมูลเชิงลึกพบว่าปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้ หรือ ‘Dealbreakers’ ได้แก่ การเหยียดเชื้อชาติ 37% มุมมองเรื่องครอบครัวที่ไม่ตรงกัน 36% และทัศนคติต่อสิทธิของกลุ่มเพศหลากหลาย 32% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาแค่ความเข้ากันได้ทางไลฟ์สไตล์ แต่ยังมองลึกถึงระบบคุณค่าและความเชื่อที่อยู่ภายในใจ

 

อีกหนึ่งพฤติกรรมที่คนโสดให้ความสำคัญอย่างมากคือมารยาททางสังคม โดย 54% ระบุชัดเจนว่าพฤติกรรมที่รับไม่ได้ที่สุดคือการพูดจาหยาบคายหรือการเหวี่ยงใส่พนักงานบริการ ซึ่งสะท้อนถึงพื้นฐานนิสัยและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความใจดีและการให้เกียรติคนรอบข้างจึงยังคงเป็นเสน่ห์ที่ครองใจคนโสดเป็นอันดับหนึ่งในยุคนี้

 

อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน หรือ ‘Friendfluence’ ได้กลายมาเป็นด่านหน้าสำคัญในการตัดสินใจเรื่องความรัก โดยคนโสดกว่า 42% ยอมรับว่าเพื่อนมีอิทธิพลต่อการเลือกคู่เดท และหากใครไม่ผ่านด่านเพื่อน ก็แทบจะหมดสิทธิ์ไปต่อ ในปีหน้า ‘กรุ๊ปแชท’ ของเพื่อนสนิทจะทำหน้าที่เสมือนแม่สื่อแม่ชักในการสแกนและให้ความเห็นเกี่ยวกับว่าที่คนรู้ใจ

 

ความนิยมในการออกเดทเป็นกลุ่มสะท้อนผ่านฟีเจอร์ Double Date ซึ่งสถิติชี้ว่าผู้ใช้งานเกือบ 85% เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี และผู้ใช้ฟีเจอร์นี้มีโอกาสได้รับการกด Like และ Match มากกว่าโปรไฟล์เดี่ยวถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีการส่งข้อความพูดคุยกันมากขึ้นเฉลี่ย 25% เมื่อเทียบกับการแชทแบบตัวต่อตัว เพราะความรู้สึกอุ่นใจและสนุกสนานที่มีเพื่อนร่วมทางไปด้วย

 

ในแง่ของความรู้สึก เทรนด์ ‘Emotional Vibe Coding’ กำลังมาแรง โดยคนโสดในปีหน้าจะให้ความสำคัญกับบทสนทนาที่จริงใจถึง 56% และต้องการความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น 45% โดยเฉพาะหลังจากถูกปฏิเสธ คำว่า ‘มีความหวัง’ กลายเป็นนิยามหลักของการเดทในปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าแม้โลกภายนอกจะวุ่นวาย แต่ในพื้นที่ความรัก พวกเขายังคงมองหาพลังงานบวกและโอกาสใหม่ๆ เสมอ

 

คนรุ่นใหม่ยังมีแนวคิดการเดทแบบ ‘Dating for the plot’ หรือการใช้การเดทเพื่อเขียนเรื่องราวชีวิตให้กับตัวเอง โดย 28% บอกว่าชอบความรู้สึกของการได้แอบชอบหรือมีความรัก แม้ว่าสุดท้ายความสัมพันธ์นั้นจะไม่ได้ไปต่อก็ตาม การมองโลกในแง่ดีและการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ กลายเป็นวิธีที่พวกเขาใช้สร้างสีสันและความหมายให้กับชีวิตโสด

 

สำหรับบริบทในประเทศไทย ข้อมูลสะท้อนถึงพฤติกรรมที่มีเอกลักษณ์ โดย 10 อันดับเทรนด์การออกเดทที่มาแรงที่สุดคือ การหาเพื่อนคุย ตามมาด้วยความชอบสกินชิพ และความนิยมในรูปลักษณ์แบบ ‘หุ่นหมี’ รวมถึงบุคลิกขี้อ้อนแบบ ‘หมาเด็ก’ ที่ติดอันดับต้นๆ นอกจากนี้ กลุ่มคนรักสัตว์อย่างทาสแมวและคนรักหมาก็ยังเป็นกลุ่มใหญ่ที่มองหาคู่เดทที่มีความสนใจเดียวกันอย่างเหนียวแน่น

 

เรื่องอาหารการกินยังคงเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย โดย ‘กาแฟ’ ครองแชมป์เครื่องดื่มยอดนิยม ตามมาด้วยเบียร์และเหล้าสำหรับสายปาร์ตี้ ส่วนเมนูอาหารที่คนโสดไทยโปรดปรานที่สุด 3 อันดับแรกหนีไม่พ้น ชาบู มหมูกระทะ และซูชิ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมการกินที่เน้นการใช้เวลาร่วมกันหน้าเตา เป็นกิจกรรมที่ช่วยละลายพฤติกรรมและสร้างบทสนทนาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

เมื่อพูดถึงสถานที่ยอดนิยมสำหรับการปักหมุดนัดพบ ‘กรุงเทพมหานคร’ ยังคงครองอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย รองลงมาคือเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอย่างพัทยา และหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ขอนแก่น และปทุมธานี ส่วนเมืองต่างประเทศในฝันที่คนโสดไทยนิยมปักหมุดไปหาคู่เดทมากที่สุดคือสิงคโปร์, นิวยอร์ก และซิดนีย์ แสดงถึงความเปิดกว้างในการมองหาความรักข้ามพรมแดน

 

ดนตรีเป็นอีกหนึ่งสื่อกลางที่บ่งบอกตัวตนได้ดีที่สุด เพลงประจำตัวบน Spotify ที่คนโสดไทยนิยมใช้สะท้อนความหลากหลาย ตั้งแต่เพลง‘Manchild’ ของ Sabrina Carpenter ไปจนถึงเพลง ‘Luther’ ของ Kendrick Lamar และเพลง K-Pop จังหวะสนุกอย่าง ‘Golden’ เพลงเหล่านี้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารรสนิยมและดึงดูดคนที่ ‘ไวบ์’ ตรงกัน

 

เมลิสซ่า ฮ็อบลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Tinder กล่าวสรุปทิศทางนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “คนเรามีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากมายพอแล้ว ดังนั้นการออกเดทไม่ควรเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกกดดัน ปัจจุบัน คนโสดกำลังมองหาความสัมพันธ์สบายๆ ซื่อสัตย์ต่อกัน และสนุกสนาน” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้งานที่ต้องการให้การเดทเป็นเรื่องของการเพิ่มสีสันให้ชีวิต ไม่ใช่การเพิ่มความเครียด

 

ภาพ : Gumpanat / Shutterstock

The post หมดยุคเดาใจ! Tinder เผยเทรนด์เดตปี 2569 ‘Clear-Coding’ มาแรง คนโสดเน้น ‘ชัดเจน-ไม่ซับซ้อน’ ขอลาขาดความสัมพันธ์คลุมเครือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทองนักไลฟ์! ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย https://thestandard.co/thai-video-commerce-growth-850k-sellers/ Tue, 16 Dec 2025 12:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1155482 ยุคทองนักไลฟ์ ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย

รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ‘ […]

The post ยุคทองนักไลฟ์! ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคทองนักไลฟ์ ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย

รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ‘e-Conomy SEA Report’ ฉบับครบรอบ 10 ปี โดยความร่วมมือระหว่าง Google, Temasek และ Bain & Company ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญภายใต้หัวข้อ From Digital Decade to AI Reality ที่ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำทางเศรษฐกิจดิจิทัลไว้ท่ามกลางความท้าทาย

 

แม้สภาพเศรษฐกิจมหภาคจะเผชิญกับแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซาและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลของไทยยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้มูลค่าสินค้ารวมของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังคงเติบโตได้ดีและรักษาอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไว้ได้ รองจากประเทศอินโดนีเซียที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

 

รายงานฉบับนี้คาดการณ์ว่า ‘Gross Merchandise Value’ หรือ GMV ของไทยจะพุ่งสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโต 16% จากระดับ 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดที่ไม่เพียงแต่ฟื้นตัว แต่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในหลายภาคส่วนธุรกิจ

 

แรงขับเคลื่อนหลักที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีการเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคที่ระดับ 22% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยคาดว่ามูลค่าจะแตะระดับ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นจนกลายเป็นความปกติใหม่

 

สิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือการก้าวขึ้นมาของ ‘Video Commerce’ ที่กำลังเฟื่องฟูอย่างมากในไทย โดยพบว่ามีผู้ขายสินค้าผ่านวิดีโอมากถึง 850,000 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นถึง 175% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ขายสินค้าผ่านวิดีโอที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้

 

ปัจจุบันไทยครองตำแหน่งตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค ด้วยปริมาณธุรกรรมที่สูงถึง 1.3 พันล้านครั้ง โดยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและเครื่องประดับเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 21% ของมูลค่าสินค้ารวมในกลุ่มนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์วิดีโอมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ

 

ราฟาเอล ซิสโลว์สกี Country Manager, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “การผสานรวมระหว่างการขายสินค้าและการทำคอนเทนต์เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน โดยปัจจุบัน ภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทยมีการเติบโตที่เร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค”

 

เขายังเสริมอีกว่า “แรงขับเคลื่อนหลักมาจากไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งภาคส่วนอื่นๆ ก็กำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตนี้ด้วย เราเห็นการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจหลักๆ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งแม้จะเผชิญกับความท้าทายจากหลายด้าน”

 

ในภาคการท่องเที่ยวออนไลน์ คาดว่าจะมีการเติบโต 6% และมูลค่าสินค้ารวมจะแตะ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 แม้การฟื้นตัวอาจจะไม่รวดเร็วเท่าอดีต แต่ไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง

 

การขยายโครงการยกเว้นวีซ่าให้ครอบคลุม 93 ประเทศ และการอนุญาตให้พำนักได้สูงสุด 60 วัน เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น อินเดียและตะวันออกกลาง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตนี้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการแพทย์ระดับโลก

 

ด้านบริการทางการเงินดิจิทัล (DFS) ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘Digital Wealth’ หรือความมั่งคั่งทางดิจิทัล ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 29% และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการแตะ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเริ่มหันมาบริหารจัดการเงินลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น

 

ขณะที่บริการสินเชื่อผ่านช่องทางดิจิทัล คาดว่าจะมียอดสินเชื่อคงค้างสูงถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโต 21% ส่วนการชำระเงินดิจิทัลคาดว่าจะมีมูลค่าธุรกรรมรวมสูงถึง 1.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเติบโตขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามพฤติกรรมสังคมไร้เงินสด

 

ภูมิทัศน์ทางการเงินของไทยกำลังจะเปลี่ยนไปอีกขั้น ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมี ‘Virtual Banks’ หรือธนาคารดิจิทัล 3 แห่งได้รับอนุมัติใบอนุญาตให้เริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2569 โดยมุ่งเน้นการให้บริการกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินและธุรกิจ SME ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

สำหรับสื่อออนไลน์ ซึ่งรวมถึงวิดีโอออนดีมานด์ เพลง เกม และโฆษณา ยังคงรักษาการเติบโตอยู่ที่ 8% โดยคาดว่ามูลค่าสินค้ารวมจะแตะ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายเครือข่ายสื่อค้าปลีกและการเจาะตลาดเชิงลึกของวิดีโอคอมเมิร์ซที่สร้างเม็ดเงินโฆษณา

 

ที่น่าสนใจคือกุญแจสำคัญอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งเปรียบเสมือนศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีอิทธิพลในด้านต่างๆ ยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับการบริโภคสื่อบันเทิง โดยเฉพาะกระแสเพลง T-Pop ที่กำลังได้รับความนิยมและเริ่มสร้างเทรนด์ระดับโลก ซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศของสื่อออนไลน์ในภาพรวม

 

ด้านการขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์เติบโตขึ้น 15% และคาดว่าจะมีมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปี 2566 หลังจากผ่านช่วงการแข่งขันที่ดุเดือด แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ปรับตัวมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกำไรและความยั่งยืนทางธุรกิจ

 

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนโลก ประเทศไทยกำลังดำเนินกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรระดับประเทศอย่างแข็งขัน ผ่านโครงการริเริ่มของรัฐบาลที่ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อยกระดับทักษะของแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน ‘Generative AI’ ของคนไทย

 

ตัวเลขสถิติชี้ให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ใช้งานชาวไทย โดย 76% ของผู้ใช้มีการโต้ตอบกับเครื่องมือ AI ทุกวัน และ 56% สนทนากับแชทบ็อต AI ซึ่งส่งผลให้รายได้ของแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ AI เติบโตขึ้นถึง 79% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

วิลลี่ ชาง Partner, Bain & Company กล่าวว่า “เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตและความสามารถในการฟื้นตัวที่โดดเด่น โดยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้การลงทุนจะชะลอตัวในบางช่วงและภูมิทัศน์เศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”

 

“เราเชื่อมั่นว่า AI จะเป็นแรงผลักดันการเติบโตระลอกต่อไป ตราบใดที่ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรม รับมือกับความท้าทาย และเปลี่ยนนวัตกรรม AI ให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าระยะยาวได้” ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในทศวรรษหน้า

 

ภาพ : jittawit21 / Shutterstock

The post ยุคทองนักไลฟ์! ไทยขึ้นแท่น ‘ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซ’ โตเร็วสุดในอาเซียน ผู้ขายพุ่ง 1.7 เท่า แตะ 8.5 แสนราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงเทพฯ’ ติด Top 10 เมืองที่ใช้ Goodnotes มากที่สุดในโลก เผยเด็กไทยซื้อ iPad ต้องโหลดติดเครื่อง พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ Pro-Essential เริ่มต้น 329 บาท/ปี https://thestandard.co/goodnotes-bangkok-top10-ipad-app-thai-user/ Sun, 14 Dec 2025 03:21:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1154431 ‘กรุงเทพฯ’ ติด Top 10 เมืองที่ใช้ Goodnotes มากที่สุดในโลก เผยเด็กไทยซื้อ iPad ต้องโหลดติดเครื่อง พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ Pro-Essential เริ่มต้น 329 บาท/ปี

รู้หรือไม่? ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีผู้ใ […]

The post ‘กรุงเทพฯ’ ติด Top 10 เมืองที่ใช้ Goodnotes มากที่สุดในโลก เผยเด็กไทยซื้อ iPad ต้องโหลดติดเครื่อง พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ Pro-Essential เริ่มต้น 329 บาท/ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรุงเทพฯ’ ติด Top 10 เมืองที่ใช้ Goodnotes มากที่สุดในโลก เผยเด็กไทยซื้อ iPad ต้องโหลดติดเครื่อง พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ Pro-Essential เริ่มต้น 329 บาท/ปี

รู้หรือไม่? ‘กรุงเทพฯ’ ติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองที่มีผู้ใช้งาน Goodnotes สูงที่สุดในโลก จากฐานผู้ใช้งานรวมกว่า 25 ล้านคนต่อเดือน

 

นี่คือสิ่งที่เราได้รู้หลังจากได้เข้าร่วมพูดคุยเป็นกลุ่มเล็กๆ กับ Steven Chan ผู้ก่อตั้งและ Chief Executive Officer รวมถึง Minh Tran ผู้เป็น Chief Operating Officer ของ Goodnotes แอปจดโน้ตดิจิทัลที่ก่อตั้งในปี 2011 หรือเกือบ 15 ปีก่อน

 

“ตามความเข้าใจของเราคือสำหรับนักเรียนไทยที่เข้ามหาวิทยาลัยที่ซื้อ iPad มักจะโหลด GoodNotes มาใช้ด้วย ดังนั้นผู้ใช้งานส่วนใหญ่ในไทยจึงอยู่ในช่วงอายุ 18-35 ปี ซึ่งมีทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยและวัยทำงาน” ผู้บริหาร Goodnotes กล่าวพร้อมกับเสริมว่า “ผู้ใช้ชาวไทยยังชื่นชอบความสวยงามของการจดบันทึก โดยมีการใช้งานบ่อยกว่าผู้ใช้ในประเทศอื่น”

 

ความนิยมนี้เองทำให้ GoodNotes เป็นแอปที่ได้รับการดาวน์โหลดมากที่สุดบน iPad (มากกว่า YouTube และ Netflix) รวมถึงได้รับรางวัล iPad App of the Year จาก Apple ในปี 2022

 

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเปิดตัว Goodnotes Essential และ Goodnotes Pro มาพร้อม Goodnotes AI ซึ่งถือเป็นรายแรกที่เชื่อมการเขียนลายมือดิจิทัลเข้ากับ Generative AI โดย Goodnotes ย้ำว่า AI ของตัวเองต่างจาก AI ทั่วไปตรงที่ Goodnotes AI ทำงานร่วมกับการป้อนข้อมูลทุกรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนด้วยลายมือ การพิมพ์ การสเก็ตช์ หรือเสียง

 

การเปิดตัวนี้มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ‘ไวท์บอร์ด’ ที่เข้ามาช่วยในด้านการจดโน้ต การสร้างแผนผัง หรือการระดมความคิดร่วมกัน
ฟีเจอร์เอกสารพิมพ์ สำหรับการสร้าง แก้ไข และจัดระเบียบเนื้อหาที่พิมพ์พร้อมกับรูปภาพ GIF และตาราง รวมถึงเครื่องมือวาดแผนภาพที่ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นภาพความคิดของตัวเองมากขึ้น ซึ่งช่วยให้สร้างแผนภาพได้ง่ายขึ้นมาก เช่น ผังงาน (flowcharts) และแผนผังความคิด (mind maps)

 

ตลอดจนมีฟีเจอร์ Text Document ใหม่ซึ่งมีการยกตัวอย่างว่า สามารถให้ AI ช่วยร่างเอกสารเช่น การขอให้ AI ร่างแผนการเดินทาง 3 วัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกยอมรับหรือปฏิเสธข้อความที่ AI สร้างขึ้น นอกจากนี้ AI สามารถให้ความสำคัญกับส่วนใดส่วนหนึ่งของเอกสาร เช่น ปรับแผนให้เน้นการเดินป่ามากขึ้น และยังสามารถสร้างสิ่งที่ไม่ใช่ข้อความได้ เช่น ตารางเพื่อสรุปแผนรายวัน เป็นต้น

 

Goodnotes ยังได้เพิ่มคุณสมบัติการถอดเสียงแบบเรียลไทม์ และการสรุปแบบเรียลไทม์เข้าไปในฟีเจอร์การบันทึกเสียง ด้วยวิธีนี้ผู้ใช้จึงสามารถสลับระหว่างการบันทึกเสียง การถอดเสียง การสรุป และข้อความได้อย่างราบรื่น โดย Goodnotes ย้ำว่า ตัวแอปมีการแปลเป็นภาษาไทย และรองรับฟีเจอร์ AI ในภาษาไทยด้วย รวมถึงโมเดล Machine Learning สำหรับการจดจำลายมือและการสร้างลายมือ

 

เวอร์ชั่นใหม่ของ Goodnotes จะมีราคาให้เลือกหลากหลายมากขึ้น โดยมีทั้งแบบฟรี, Essential ราคา 329 บาทต่อปี, Pro ราคา 999 บาทต่อปี รวมถึงการจ่ายครั้งเดียว 999 บาท ซึ่งแต่ละแพคเกจจะสามารถใช้ฟีเจอร์ที่แตกต่างกันออกไป โดยหากต้องใช้ฟีเจอร์ AI จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 279 บาทต่อเดือน

 

“สำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย เรามอง GoodNotes เป็น แพลตฟอร์มการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบเต็มรูปแบบ และกำลังสร้างชุมชนท้องถิ่นกับครีเอเตอร์และผู้ใช้ รวมถึงเพิ่มการรับรู้แบรนด์โดยการร่วมมือกับพันธมิตรตั้งแต่มหาวิทยาลัยไปจนถึงบริษัทชั้นนำ”

 

เป้าหมายในอนาคตของ GoodNotes คือ การให้ความสำคัญกับ Professional Use ผ่านการพิจารณาพัฒนาฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้งานมืออาชีพโดยเฉพาะ รวมถึงการใช้งานในกลุ่มขององค์กร

 

“เราเห็นโอกาสมากมายที่จะเป็นแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันของผู้คนในหลากหลายวงการไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก, วิศวกร, การบิน (สายการบินหลายแห่ง), บริษัทกฎหมาย, สถาบันการเงิน และบริษัทขนส่ง โดยใครก็ตามที่ต้องการใช้กระดาษก็สามารถใช้ GoodNotes ได้” ผู้บริหาร Goodnotes กล่าวพร้อมกับเสริมว่า “ภารกิจของเราคือการเป็น แบรนด์จดบันทึกที่โดดเด่นที่สุดในโลก สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน, ผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัท”

ปัจจุบัน Goodnotes มีพนักงานกว่า 300 คน ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยมีทีมที่ทำงานด้าน AI ประมาณ 50 คน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลกเช่นกัน โดยสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

The post ‘กรุงเทพฯ’ ติด Top 10 เมืองที่ใช้ Goodnotes มากที่สุดในโลก เผยเด็กไทยซื้อ iPad ต้องโหลดติดเครื่อง พร้อมเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ Pro-Essential เริ่มต้น 329 บาท/ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดไทยโต 35%! Garmin เผยอินไซต์คนไทยฮิต ‘เวทเทรนนิ่ง-พิลาทิส’ ปักหมุด ‘ชลบุรี’ ตั้งโรงงานแห่งแรกในอาเซียน https://thestandard.co/garmin-thailand-growth-chonburi-factory/ Sat, 13 Dec 2025 09:51:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1154343 ตลาดไทยโต 35% Garmin เผยอินไซต์คนไทยฮิต ‘เวทเทรนนิ่ง-พิลาทิส’ ปักหมุด ‘ชลบุรี’ ตั้งโรงงานแห่งแรกในอาเซียน

กระแสการดูแลสุขภาพที่ตื่นตัวไปทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยบวก […]

The post ตลาดไทยโต 35%! Garmin เผยอินไซต์คนไทยฮิต ‘เวทเทรนนิ่ง-พิลาทิส’ ปักหมุด ‘ชลบุรี’ ตั้งโรงงานแห่งแรกในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดไทยโต 35% Garmin เผยอินไซต์คนไทยฮิต ‘เวทเทรนนิ่ง-พิลาทิส’ ปักหมุด ‘ชลบุรี’ ตั้งโรงงานแห่งแรกในอาเซียน

กระแสการดูแลสุขภาพที่ตื่นตัวไปทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสวมใส่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสมาร์ทวอทช์ที่ผู้บริโภคต่างมองหาอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เน้นความยั่งยืนด้านสุขภาพ หรือเทรนด์ ‘Longevity’ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การมีอายุยืนยาว แต่ครอบคลุมถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

 

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ Garmin ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดรับรู้รายได้ครึ่งปีแรกทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 3.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.09 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สำหรับตลาดประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นอย่างมาก โดย Garmin ประเทศไทยสามารถสร้างรายได้เติบโตสูงกว่า 35% ในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ข้อมูลจาก Garmin Connect ยังระบุด้วยว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานชาวไทยมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยกิจกรรมการฝึกความแข็งแรง (Strength Training) มีอัตราการเติบโตสูงถึง 40% ตามมาด้วยกิจกรรมคาดิโอในร่มอย่างพิลาทิสและ HIIT ที่เติบโตกว่า 15% บ่งชี้ว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายที่หลากหลายและจริงจังมากขึ้น

 

เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดโลกและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Garmin จึงได้ตัดสินใจเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเป็นประเทศแรกของอาเซียน นอกเหนือจากโรงงานผลิตของ Garmin ที่มีอยู่หลายแห่งทั่วโลก ได้แก่ จีน, ไต้หวัน, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์ และ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

 

ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่าได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนให้กับ บริษัท การ์มิน ชลบุรี (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยมูลค่าเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มเดินสายการผลิตได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศและจำหน่ายในประเทศ

 

การเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ในครั้งนี้ มาจากศักยภาพความพร้อมในหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง รวมถึงระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและซัพพลายเชนที่ครบวงจร เอื้อต่อการบริหารจัดการต้นทุนและการกระจายสินค้า

 

โดยโรงงานแห่งนี้จะใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเพื่อผลิตสินค้าครอบคลุมหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาอัจฉริยะ (GPS Smart Watch) อุปกรณ์นำทาง (GPS Navigator) สำหรับยานยนต์และการเดินเรือ รวมถึงเซนเซอร์วัดค่าทางสุขภาพต่างๆ

 

มิสซี่ ยาง ผู้จัดการประจำ Garmin ประเทศไทย กล่าวถึงทิศทางกลยุทธ์ว่า การตั้งโรงงานในไทยเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์การขยายธุรกิจแนวดิ่ง หรือ ‘Vertical Integration’ ซึ่งหมายถึงการที่ Garmin เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งกระบวนการ ตั้งแต่พัฒนาด้านวิศวกรรม การผลิต การตลาด ตลอดจนการให้บริการ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพทั้งสายการผลิต และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันการเติบโตของอุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้

 

ในแง่ของสายการผลิตช่วงแรก Garmin วางแผนที่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (Auto OEM) เป็นลำดับแรก เนื่องจากเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดนี้ในภูมิภาคเอเชีย ก่อนจะขยายไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์
ขณะเดียวกันการมีฐานผลิตในประเทศยังจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทยในเรื่องของ ‘Lead Time’ หรือระยะเวลาการส่งมอบสินค้าที่จะรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับแบรนด์ในระยะยาว

 

ด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ในไทยนั้น Garmin ประเทศไทย ระบุว่า แบรนด์มีจุดแข็งในการเจาะตลาดแบบ ‘Specialty’ หรือตลาดเฉพาะทางที่มีความต้องการสูง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักวิ่ง นักปั่นจักรยาน หรือผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีช่วงราคาที่กว้างตั้งแต่ระดับเริ่มต้น 5,000 บาท ไปจนถึงระดับพรีเมียม 40,000 บาท ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ประกอบกับจุดเด่นเรื่องอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

 

เทคโนโลยีสุขภาพยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาสินค้า โดยล่าสุด Garmin ได้ยกระดับฟีเจอร์การติดตามการนอนหลับไปอีกขั้นด้วย ‘Sleep Alignment’ ที่วิเคราะห์รูปแบบการนอนของผู้ใช้เทียบกับจังหวะชีวภาพตามธรรมชาติ (Circadian Rhythm) เพื่อให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Daily Suggested Workouts และ Lifestyle Logging ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมประจำวันกับสุขภาพโดยรวม เสมือนมีโค้ชส่วนตัวคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

 

นอกจากมิติด้านสุขภาพ Garmin ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย หรือ ‘Innovation That Protects’ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสื่อสารผ่านดาวเทียม inReach และฟังก์ชัน SOS ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถขอความช่วยเหลือได้แม้ในพื้นที่ไร้สัญญาณโทรศัพท์

 

ปัจจุบันฟีเจอร์นี้เปิดให้บริการแล้วในสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และไต้หวัน สำหรับประเทศไทยทาง Garmin ระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดเพื่อผลักดันกฎระเบียบให้รองรับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานชาวไทยในอนาคต

 

ในส่วนของภาพรวมรายได้ระดับโลก สัดส่วนรายได้ของ Garmin มาจากกลุ่มฟิตเนส 30% กิจกรรมกลางแจ้ง 27% การเดินเรือ 19% ยานยนต์ 15% และการบิน 14% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดี และความแข็งแกร่งในทุกเซกเมนต์สินค้า

 

โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ Outdoor อย่างซีรีส์ Instinct และ Forerunner ที่ได้รับความนิยมสูงทั้งในไทยและตลาดโลก รวมถึงกลุ่ม Wellness อย่าง Venu 3 และ Venu 4 ที่ถือเป็นสินค้าฮีโร่ที่สร้างยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับแผนงานในอนาคต Garmin ยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในช่องทางออนไลน์ (Official Online Store) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง พร้อมเตรียมเปิดตัวบริการใหม่อย่าง Garmin Connect Plus ที่จะมาพร้อมฟีเจอร์และข้อมูลเชิงลึกแบบ Adaptive Information เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น โดยยืนยันว่าฟีเจอร์พื้นฐานเดิมจะยังคงให้บริการฟรี แต่จะมีทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลวิเคราะห์ขั้นสูงในรูปแบบสมาชิก

The post ตลาดไทยโต 35%! Garmin เผยอินไซต์คนไทยฮิต ‘เวทเทรนนิ่ง-พิลาทิส’ ปักหมุด ‘ชลบุรี’ ตั้งโรงงานแห่งแรกในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัสพยุงตลาดอาหารฟื้นโค้งท้ายปี LINE MAN เผยยอดออเดอร์พุ่ง 8 ล้านครั้ง ดันร้านรายเล็กโตเกือบ 6 เท่า https://thestandard.co/khonla-khrueng-plus-sme-rider-growth/ Fri, 12 Dec 2025 08:37:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1154012 คนละครึ่งพลัสพยุงตลาดอาหารฟื้นโค้งท้ายปี LINE MAN เผยยอดออเดอร์พุ่ง 8 ล้านครั้ง ดันร้านรายเล็กโตเกือบ 6 เท่า

“ในช่วงครึ่งปีแรก 2025 ถือเป็นช่วงต่ำสุดของธุรกิจร้านอา […]

The post คนละครึ่งพลัสพยุงตลาดอาหารฟื้นโค้งท้ายปี LINE MAN เผยยอดออเดอร์พุ่ง 8 ล้านครั้ง ดันร้านรายเล็กโตเกือบ 6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัสพยุงตลาดอาหารฟื้นโค้งท้ายปี LINE MAN เผยยอดออเดอร์พุ่ง 8 ล้านครั้ง ดันร้านรายเล็กโตเกือบ 6 เท่า

“ในช่วงครึ่งปีแรก 2025 ถือเป็นช่วงต่ำสุดของธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะไตรมาส 2 ยอดขายต่อร้านหดตัวหนัก -14% จากนั้นเริ่มกลับมาฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3 โต 1% และไตรมาส 4 โต 5% จากแรงหนุนของโครงการคนละครึ่งพลัสที่ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายคึกคักมากขึ้น” ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าว

 

โดยเฉพาะการกระจายสู่ร้านอาหารรายเล็ก ที่นับรายได้น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโตได้จริง มียอดขายเติบโตเกือบ 6 เท่า เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ส่วนร้านขนาดกลาง ที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโต 2 เท่า แสดงให้เห็นได้ว่าการอัดฉีดของรัฐทำให้เม็ดเงินไหลสู่ร้านรายย่อยอย่างชัดเจน หรือแม้แต่ฝั่งไรเดอร์เองก็ได้อานิสงส์จากโครงการ โดยมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15–25% ตามปริมาณออเดอร์ต่อวันที่สูงขึ้น

 

เช่นเดียวกับ LINE MAN เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเดลิเวอรีของโครงการคนละครึ่งพลัส โดย 65% ของร้านที่เข้าโครงการเลือกขายบนแพลตฟอร์มและทำยอดขายคนละครึ่งพลัส คิดเป็น 63% มากที่สุดในตลาด โดยภายใน 3 สัปดาห์แรกของโครงการ มียอดออเดอร์คนละครึ่งรวมกว่า 8 ล้านออเดอร์

 

ขณะที่ยอดขายร้านค้าทั่วประเทศ เติบโตเฉลี่ย 4.2 เท่า และเติบโตสูงสุดมากกว่า 10 เท่า สูงกว่าโครงการคนละครึ่งในรอบที่ผ่านมา ที่สำคัญร้านค้าได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 22% และมีความถี่ในการสั่งบ่อยขึ้น 30% และมูลค่าต่อบิลโต 15%

 

เมื่อเจาะลึกลงมาถึงเมนูที่มียอดสั่งสูงสุดผ่านแคมเปญคนละครึ่งพลัสบน LINE MAN 5 อันดับแรก ได้แก่ ชาไทย, ตำปูปลาร้า, ชาเขียวนม, โกโก้ และ ตำป่า รวมถึงเมนูมัทฉะ เครื่องดื่มที่กำลังเป็นเทรนด์มาแรง มียอดสั่งพุ่งกว่า 6.5 ล้านแก้ว เติบโตทะลุ 300% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งกลายเป็นเครื่องดื่มที่เติบโตเร็วที่สุดบนแพลตฟอร์ม

 

อีกทั้งยังทำให้เกิดเมนูจัดหนัก ที่มียอดบิลสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แซลมอน, ทุเรียนหมอนทองแกะเนื้อ, กุ้งเผา, ปูไข่นึ่ง และหมูหัน มูลค่าบิลสูงสุดแตะ 1,700 บาท ซึ่งแสดงว่าผู้บริโภคมองโปรโมชันจากรัฐเป็นโอกาสลองของแพง และทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าโครงการคนละครึ่งพลัสช่วยขยายฐานผู้ใช้และกระตุ้นกำลังซื้ออย่างชัดเจน

 

รวมถึงตลาดต่างจังหวัดในช่วงไตรมาส 4 ภาพรวมตลาดร้านอาหารฟื้นตัวแรงกว่ากรุงเทพฯ โดยยอดขายต่อร้านต่างจังหวัดโตเฉลี่ย 7% สวนทางกับกรุงเทพฯ ที่โตเพียง 2% โดยเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่ โต 9%, พัทยา โต 12% และภูเก็ต โต 7% ถือเป็นการเริ่มฟื้นตามการกลับมาของนักท่องเที่ยว

 

อีกทั้งผลพวงจากคนละครึ่งพลัส ดันยอดขายร้านต่างจังหวัดโตสูง จังหวัดที่ทำผลงานโดดเด่น มียอดขายร้านเติบโตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ได้แก่ จันทบุรี โต 9.4 เท่า, หนองบัวลำภู โต 9.3 เท่า, อุตรดิตถ์ โต 8 9 เท่า, อุดรธานี โต 8 เท่า และเชียงราย โต 7 เท่า

 

แม้ตลาดภาพรวมจะเริ่มฟื้นช่วงสิ้นปี แต่กรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ที่ฟื้นตัวช้าที่สุด โดยโซนฮอตสปอต หลายย่านยังมียอดขายติดลบ ได้แก่ ย่านธุรกิจสุขุมวิท-สีลม-สาทร ที่มียอดขายต่อร้าน -19% ในไตรมาส 2 และแม้ดีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน แต่ยังติดลบเล็กน้อยที่ 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ไม่เว้นแม้แต่ ย่านบรรทัดทอง ชะลอตัวหนักที่สุด ติดลบถึง 35% ในไตรมาส 2 และยังติดลบ 21% ในช่วงปลายปี ส่วนร้านในห้าง เริ่มเห็นสัญญาณบวก ยอดขายช่วงไตรมาส 2 ลดลง 21% แต่ดีดตัวขึ้นมาบวก 1% ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวในกรุงเทพฯ ที่พลิกกลับมาบวกได้ในช่วงปลายปี

 

ถึงกระนั้นธุรกิจร้านอาหารยังเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แม้ในครึ่งปีหลังจะมีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้น 3% แต่อัตราร้านที่ปิดตัวลงยังอยู่ที่ 50% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดร้านอาหารยังมีการแข่งขันกันอย่างหนักและยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว มีผลต่อพฤติกรรมคนไทยที่จะเลือกกินคุ้มค่ามากขึ้น โดยจะเลือกซื้อเมนูราคาจับต้องได้ ทำให้กลุ่มเมนูยอดบิลต่ำกว่า 500 บาทได้รับผลกระทบน้อยกว่า ยอดขายต่อร้านลดลงเพียง 12% ในไตรมาส 2 ก่อนจะกลับมาโต 5% ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน แต่ในทางตรงกันข้าม เมน ที่ยอดบิลสูงกว่า 500 บาทถูกกดดันหนักและโตน้อยกว่าเมนูราคาถูก แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อระดับกลางยังรัดเข็มขัดต่อเนื่อง

 

ด้านตลาดฟู้ดเดลิเวอรีโดยรวมยังอยู่ในทิศทางเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้าถึงบริการได้ง่ายมากขึ้น โดยประเมินว่าตลาดน่าจะขยายตัวราว 15% ต่อปี ขณะที่ LINE MAN ตั้งเป้าเติบโตเร็วกว่าตลาด โดยหวังสร้างการเติบโตอยู่ที่ 20% ต่อปี

 

ในมุมแนวโน้มปี 2569 ผู้บริหาร LINE MAN Wongnai มองว่า หากรัฐบาลเดินหน้าโครงการคนละครึ่งต่อ จะมีส่วนช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นยอดสั่งอาหารออนไลน์ได้พอสมควร อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าเกณฑ์ร้านอาหารที่เข้าร่วมจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ รวมถึงวงเงินงบประมาณรวมของโครงการ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนต้นทุนของแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการลดค่า GP ที่ธุรกิจต้องประเมินผลกระทบและเงินลงทุนเพิ่มเติม

 

แต่หากโครงการได้รับการอนุมัติทันช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คาดว่าจะช่วยสร้างบรรยากาศจับจ่ายให้คึกคักขึ้น แม้ปัจจัยด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกแหล่งรายได้สำคัญของภาคบริการจะยังไม่เห็นสัญญาณบวกมากนัก โดยภาพรวมยังคงซบเซา ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการจึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันเรื่องความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้กลับมาโตในระยะยาว

The post คนละครึ่งพลัสพยุงตลาดอาหารฟื้นโค้งท้ายปี LINE MAN เผยยอดออเดอร์พุ่ง 8 ล้านครั้ง ดันร้านรายเล็กโตเกือบ 6 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกม OR กับการขับเคลื่อนสถานีชาร์จ ‘EV Station PluZ’ สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานยุคพลังงานใหม่’ [Advertorial] https://thestandard.co/or-ev-station-pluz-leader-1200-branches/ Fri, 12 Dec 2025 04:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1152873 or-ev-station-pluz-leader-1200-branches

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ส่งผลให้ธุ […]

The post อ่านเกม OR กับการขับเคลื่อนสถานีชาร์จ ‘EV Station PluZ’ สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานยุคพลังงานใหม่’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
or-ev-station-pluz-leader-1200-branches

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ส่งผลให้ธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้าเติบโตตาม บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) (OR) ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นเบอร์ใหญ่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ ด้วยจำนวนสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ‘EV Station PluZ’ ที่มากที่สุดในประเทศไทย ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 1,200 สาขา

 

ในฐานะผู้นำด้านพลังงาน OR ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Empowering All toward Inclusive Growth’ เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน โดยมีพันธกิจ 4 ด้านคือ ‘Seamless Mobility’ สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน เพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ, ‘All Lifestyles’ มุ่งมั่นสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบ, ‘Global Market’ ขยายฐานธุรกิจเพื่อสร้างความสำเร็จและการยอมรับในตลาดโลก, และ ‘OR Innovation’ ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในแบบฉบับของ OR

 

สัญลักษณ์ EV Station PluZ ของ OR

 

เพื่อเตรียมความพร้อมเดินหน้าสู่ยุคพลังงานใหม่ OR จึงขยายขอบเขตไปสู่ธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน (Energy Solution Ecosystem) วางรากฐานเพื่อรองรับโลกพลังงานสะอาดที่ขยายตัวรวดเร็ว ด้วยการเปิดตัวสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ‘EV Station PluZ’ ชาร์จความมั่นใจไปได้ทุกที่ เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น

 

‘EV Station PluZ’ คือภาพสะท้อนภาพที่ชัดเจนของ OR ในการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดรถยนต์ EV และเป็นอีกหนึ่งการให้บริการทางด้านพลังงานทางเลือกที่ OR นำมารองรับความต้องการของผู้บริโภค 

 

ปี 2568 เครือข่ายสถานีชาร์จ ‘EV Station PluZ’ ทั้งในและนอกสถานีบริการ PTT Station ขยายตัวครอบคลุม 77 จังหวัด กว่า 1,200 แห่ง ทั่วประเทศ มีหัวชาร์จรวมกว่า 3,370 หัว แบ่งเป็น DC กว่า 2,550 หัว และ AC กว่า 820 หัว ครอบคลุมเส้นทางหลัก แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เชิงพาณิชย์สำคัญทั่วประเทศ กระจายทั้งในสถานี PTT Station สถานี LPG NGV ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล และพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

 

สัญลักษณ์ EV Station PluZ ของ OR

 

นอกจากนี้ยังขยายสถานีชาร์จรูปแบบ EV HUB ที่สามารถรองรับการชาร์จพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 6 หัวชาร์จ กำลังไฟฟ้าสูงถึง 180 kW อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการเปิดตัว Ultra-Fast Charge ชาร์จไว กำลังไฟฟ้าสูงถึง 480 kW เทคโนโลยีชาร์จที่เร็วและแรงที่สุดของ EV Station PluZ นำร่อง PTT Station สาขาวิภาวดี  

 

ทั้งนี้ OR ขยายหัวชาร์จ DC ให้ถึง 7,000 จุดภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดสถานีชาร์จในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐ 30@30 ที่ตั้งเป้ามี DC Chargers รวม 12,000 จุดภายในปีเดียวกัน

 

OR ยังตอกย้ำความครบวงจรของระบบนิเวศรถไฟฟ้าด้วยแอปพลิเคชัน EV Station PluZ เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวก ทั้งการค้นหาจุดชาร์จ จอง ชำระค่าบริการออนไลน์ ตรวจสอบประวัติการใช้งาน พร้อมทั้งสามารถสะสมคะแนน blueplus+ จากการชาร์จรถที่ EV Station PluZ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ 

 

สัญลักษณ์ EV Station PluZ ของ OR

 

ภายใต้เป้าหมายในการสร้างโอกาสเพื่อการเติบโตร่วมกับสังคมชุมชน (People) สิ่งแวดล้อม (Planet) ควบคู่ไปกับผลการดําเนินงานที่ดี (Performance) ของ OR ที่ตั้งใจให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2030  

 

นอกจาก ‘Living Community’ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนกว่า 17,000 ชุมชน หรือกว่า 12 ล้านคน และ ‘Economic Prosperity’ สร้างการเติบโต สร้างอาชีพ และกระจายความมั่งคั่งสู่คู่ค้า ผู้ถือหุ้น ผู้ประกอบการขนาดย่อม ชุมชน และพนักงานกว่า 1,000,000 ราย

 

เป้าประสงค์ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ ‘Healthy Environment’ โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดปริมาณขยะที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจให้ได้มากกว่า 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับปี 2565 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2573 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ยังสอดคล้องไปกับการแผนต่อยอดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร   

 

การเติบโตของสถานีชาร์จ ‘EV Station PluZ’ นอกจากจะช่วยสนับสนุนการมุ่งสู่ Carbon Neutrality ของประเทศ และเป้าหมาย Net Zero GHG ของกลุ่ม ปตท. แล้ว OR ยังเตรียมเชื่อมโครงข่าย EV Charging เข้ากับพลังงานหมุนเวียนและระบบอัจฉริยะในอนาคต เช่น Green Energy Integration และ Smart Charging ที่จะทำให้การชาร์จไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานสะอาดครบวงจร

 

รวมถึงการยกระดับสถานีบริการจากจุดแวะเพียงไม่กี่นาที ไปสู่พื้นที่ที่ผู้คนใช้เวลาได้ยาวขึ้นอย่างมีความหมายตามธรรมชาติของการชาร์จไฟฟ้า ผ่านแนวคิด Time Spent Expansion ด้วยการพัฒนาพื้นที่ PTT Station และ OR Space รวมถึงบริการเสริมที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันทั้งด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และสุขภาพ รองรับ Energy Transition และเปิดโอกาสให้เกิดรายได้ใหม่ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์

The post อ่านเกม OR กับการขับเคลื่อนสถานีชาร์จ ‘EV Station PluZ’ สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานยุคพลังงานใหม่’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่! ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta https://thestandard.co/apple-vp-ai-design/ Wed, 10 Dec 2025 11:50:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1153315 Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่ ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta

Apple เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับผู้บริหาร […]

The post Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่! ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่ ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta

Apple เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในระดับผู้บริหาร โดยมีการประกาศสลับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงถึง 2 ตำแหน่งพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับทิศทางของบริษัทที่หันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณของการสูญเสียบุคลากรคนสำคัญในสายงานออกแบบให้กับบริษัทคู่แข่ง

 

ตั้งบุคคลระดับแนวหน้าดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่าย AI

 

Apple ได้ประกาศแต่งตั้ง อะมาร์ สุบรามันยา (Amar Subramanya) ขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ (vice president of AI) คนใหม่ แทนที่ จอห์น จิอันนันเดรีย (John Giannandrea) ผู้บริหารคนเก่าที่กุมบังเหียนด้าน AI ของ Apple มาอย่างยาวนาน

 

อะมาร์ สุบรามันยา (Amar Subramanya)

อะมาร์ สุบรามันยา (Amar Subramanya) รองประธานฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ (vice president of AI) คนใหม่ 

 

จอห์น จิอันนันเดรีย (John Giannandrea) ผู้บริหารคนเก่าที่กุมบังเหียนด้าน AI ของ Apple มาอย่างยาวนาน

จอห์น จิอันนันเดรีย (John Giannandrea) senior vice president for Machine Learning and AI Strategy

ผู้บริหารคนเก่าที่กุมบังเหียนด้าน AI ของ Apple มาอย่างยาวนาน

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนของ Apple ในการเร่งพัฒนาฟีเจอร์ AI ให้ก้าวหน้าและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อการแข่งขันในตลาดที่ทวีความดุเดือด ทั้งนี้ สำนักข่าว Reuters และ NDTV รายงานตรงกันว่า อะมาร์ สุบรามันยา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาพลิกโฉมขีดความสามารถด้าน Machine Learning และ Generative AI ของผลิตภัณฑ์ Apple ในยุคต่อไป

 

มือดีไซน์ระดับตำนาน ย้ายค่ายซบ Meta

 

ในขณะเดียวกัน ก็มีข่าวช็อกวงการออกแบบเมื่อ แอลัน ดาย (Alan Dye) รองประธานฝ่ายการออกแบบอินเทอร์เฟซ (VP of Human Interface Design) ของ Apple ได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัท

 

แอลัน ดาย (Alan Dye) รองประธานฝ่ายการออกแบบอินเทอร์เฟซ (VP of Human Interface Design)

แอลัน ดาย (Alan Dye) รองประธานฝ่ายการออกแบบอินเทอร์เฟซ (VP of Human Interface Design)

 

CNBC และ 9to5Mac รายงานว่า แอลัน ดาย ซึ่งเป็นนักออกแบบคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) ผลิตภัณฑ์หลักของ Apple ทั้ง iOS, Apple Watch, Vision Pro และฟีเจอร์ Dynamic Island รวมถึงภาษาการออกแบบใหม่อย่าง Liquid Glass ได้ตัดสินใจลาออก เพื่อไปร่วมงานกับ Meta ของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg)

 

ล่าสุด แอลัน ดาย ได้ประกาศลาออกอย่างเป็นทางการหลังจากร่วมงานมานานกว่า 20 ปี โดยโพสต์ข้อความอำลาทีมงานผ่านทาง Instagram ส่วนตัว

 

“มันยากที่จะอธิบายความรู้สึกของการต้องจากลาทีมที่คุณรัก

 

เป็นเวลาเกือบ 20 ปี ที่ผมได้รับเกียรติให้ทำงานร่วมกับผู้คนที่ยอดเยี่ยม ที่ใส่ใจอย่างลึกซึ้งในงานฝีมือของการออกแบบและผลกระทบที่มันสร้างขึ้น

 

เราได้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ผมจะภูมิใจไปตลอดชีวิต…

 

เราทำให้กระจกดูเหมือนของเหลว (Liquid Glass), เราทำให้การ ‘ปัด’ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกลับหน้าโฮม, เราทำให้การ ‘ปิดวงแหวน’ (Activity Rings) กลายเป็นเป้าหมายประจำวันที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน, เราทำให้การจ่ายเงินง่ายเพียงแค่แตะ, เราสร้างเกาะที่มีความไดนามิก (Dynamic Island), เราสร้างอีโมจิที่นำมาทั้งความสุข ความเศร้า และเป็นที่ถกเถียง

 

เราสร้างอินเทอร์เฟซเชิงพื้นที่ (Spatial Interface) ที่ควบคุมด้วยมือ ตา และเสียงของคุณเท่านั้น, เราสร้างระบบกล้องที่ดีที่สุดในโลก, เราทำให้ SF ไม่ใช่แค่เมืองที่ดีที่สุด แต่เป็นฟอนต์ที่ดีที่สุดด้วย, เราสร้างอินเทอร์เฟซที่ลื่นไหล สวยงาม และน่ารื่นรมย์ เราทำให้ชีวิตของผู้คนกว่า 2.5 พันล้านคนง่ายขึ้น เชื่อมต่อกันมากขึ้น สร้างสรรค์และแสดงออกได้มากขึ้น และท้ายที่สุด เราได้สร้างร่องรอยไว้ในจักรวาล
งานนี้หล่อหลอมตัวผม แต่ทีมงานหล่อหลอมผมยิ่งกว่า ความหลงใหล พรสวรรค์ และความเป็นมนุษย์ของพวกเขาทำให้ทุกวันคือเอกสิทธิ์

 

ผมกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ที่มุ่งเน้น ‘อนาคตของผลิตภัณฑ์และประสบการณ์อัจฉริยะ’ (Intelligent products and experiences) โอกาสที่จะสร้างบางสิ่งจากศูนย์ ประดิษฐ์ภาษาการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างวัฒนธรรมและทีมตั้งแต่วันแรก… เพื่อผสมผสานแฟชั่น วัฒนธรรม และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน…”

 

9to5Mac และ CNBC ระบุว่า แอลัน ดาย อดีตผู้บริหารระดับสูงของ Apple จะย้ายไปร่วมงานกับ Meta โดยคาดว่าจะเข้าไปดูแลโปรเจกต์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ยุคใหม่ เช่น แว่นตาอัจฉริยะ (Smart Glasses) หรือเทคโนโลยี AR/VR ซึ่งเป็นสิ่งที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กำลังทุ่มเทพัฒนาอย่างหนัก ข้อความในโพสต์ของ แอลัน ดาย ที่กล่าวถึงการ ‘สร้างบางสิ่งจากศูนย์’ และ ‘ผสมผสานแฟชั่น วัฒนธรรม และเทคโนโลยี’ จึงสอดคล้องกับรายงานดังกล่าวก่อนหน้าที่จะมีการประกาศลาออกอย่างเป็นทางการ

 

การสิ้นสุดบทบาทของ แอลัน ดาย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สืบทอดปรัชญาการออกแบบของ Apple มาอย่างยาวนาน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับทีมดีไซน์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม Apple ได้เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน โดยแต่งตั้ง สตีเฟน เลอเมย์ (Stephen Lemay) ดีไซน์เนอร์อาวุโสที่ร่วมงานกับบริษัทมาตั้งแต่ปี 1999 ขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญนี้แทน

 

การปรับทัพครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ ‘เดิมพัน AI’ ของ Apple เพื่อเร่งเครื่องหนีคู่แข่ง ขณะเดียวกันการเสียมือดีไซน์ระดับตำนานให้ Meta ชี้ให้เห็นถึงสมรภูมิ Wearable Tech ที่ดุเดือดขึ้น ซึ่ง Apple ต้องพิสูจน์ว่าการผลัดใบครั้งนี้จะยังคงรักษา DNA การออกแบบอันเป็นจุดแข็ง ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมใหม่ได้หรือไม่

 

อ้างอิง:

The post Apple ปรับทัพบริหารครั้งใหญ่! ตั้ง ‘อะมาร์ สุบรามันยา’ คุมงาน ด้าน AI ขณะที่ ‘แอลัน ดาย’ ดีไซน์เนอร์ คนสำคัญ ลาออกซบ Meta appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึก AI เดือด! ยักษ์เทคแห่ปักธง Data Center อินเดีย ‘Microsoft’ เทอีก 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ไล่บี้ Amazon-Google https://thestandard.co/microsoft-india-data-center-investment/ Wed, 10 Dec 2025 07:19:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1153191 ศึก AI เดือด ยักษ์เทคแห่ปักธง Data Center อินเดีย ‘Microsoft’ เทอีก 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ไล่บี้ Amazon-Google

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ Microsoft, Amazon และ G […]

The post ศึก AI เดือด! ยักษ์เทคแห่ปักธง Data Center อินเดีย ‘Microsoft’ เทอีก 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ไล่บี้ Amazon-Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึก AI เดือด ยักษ์เทคแห่ปักธง Data Center อินเดีย ‘Microsoft’ เทอีก 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ไล่บี้ Amazon-Google

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ Microsoft, Amazon และ Google รวมถึงทุนยักษ์อีกหลายประเทศต่างหลั่งไหลเข้าไปลงทุนตลาด Data center อินเดีย ต่อเนื่อง ชี้นโยบายแข็งแกร่ง ต้นทุนต่ำ เทคโนโลยี AI ในประเทศเติบโตสูง

 

ล่าสุด Microsoft เตรียมลงทุน 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ในอินเดีย ระยะ 4 ปีข้างหน้า ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของ Microsoft ในเอเชีย

 

Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft กล่าวในโพสต์บน X หลังจากเข้าพบนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย ณ กรุงนิวเดลี เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ว่าเงินทุนนี้จะถูกนำไปใช้เพิ่มเติมจากเงินลงทุน 3 พันล้านดอลลาร์ ที่ Microsoft ประกาศไปเมื่อเดือนมกราคม

 

“การลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และศักยภาพอธิปไตยที่จำเป็นสำหรับอนาคตที่ให้ความสำคัญกับ AI ของอินเดีย” Nadella กล่าว

 

ด้าน โมดี โพสต์บน X เกี่ยวกับการลงทุนของ Microsoft เช่นเดียวกันว่า “เยาวชนของอินเดียจะใช้โอกาสนี้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและใช้พลังของ AI เพื่อโลกที่ดีขึ้น”

 

Microsoft กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เงินทุนจะถูกนำไปใช้เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงวัตถุประสงค์อื่นๆ โดย Data center คลาวด์ในภาคกลางตอนใต้ของอินเดีย เมืองไฮเดอราบัดจะเปิดใช้งานในช่วงกลางปี ​​2026 บริษัทจะขยาย Data center 3 แห่งที่ใช้งานอยู่แล้ว ที่เมืองเจนไนและไฮเดอราบัดทางตอนใต้ของอินเดีย และปูเนทางตะวันตก

 

ทั้งนี้ การประกาศของ Microsoft เกิดขึ้นเพียง 2 เดือน หลังจากที่คู่แข่งอย่าง Google ประกาศการลงทุน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในอินเดียเป็นเวลา 5 ปี จนถึงปี 2030 โดยจะพัฒนาศูนย์กลาง AI ในเมืองวิศาขาปัฏฏนัม ทางตอนใต้ ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของ Data center แหล่งพลังงาน และเครือข่ายใยแก้วนำแสง ส่วนในปี 2023 Amazon Web Services ประกาศการลงทุน 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์

 

3 ประเทศ อินเดีย เนปาล และภูฏาน ใช้ดาต้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 71%

 

ขณะนี้ ‘อินเดีย’ กลายเป็นจุดสนใจของการลงทุน อุตสาหกรรม Data center เนื่องจากประชากรที่เชี่ยวชาญด้านอินเทอร์เน็ตและได้รับประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือราคาถูก ข้อมูลจำนวนมหาศาลและบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่เข้ามาตั้งสำนักงานเพื่อใช้ประโยชน์จากแหล่งบุคลากรที่มีความสามารถ

 

บริษัทเทคโนโลยี Ericsson กล่าวว่า สมาร์ทโฟนที่ใช้งานอยู่ในภูมิภาค อย่าง อินเดีย เนปาล และภูฏาน ใช้ดาต้าโดยเฉลี่ยประมาณ 36 กิกะไบต์ต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าในอเมริกาเหนือ 44% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 71% และการแพร่หลายของ AI ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กับตลาด Data center อินเดีย

 

บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ CBRE มองว่า ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตพื้นฐานของตลาด Data center อินเดีย มาจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การประมวลผลแบบคลาวด์ ข้อมูลขนาดใหญ่ และอินเทอร์เน็ตของสิ่งต่างๆ (IoT) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายและการลงทุนของรัฐบาลนั้นจะยังคงแข็งแกร่งต่อไป

 

“ด้วยกำลังการผลิต Data center อินเดียเติบโตขึ้นมากกว่า 150% ตั้งแต่ปี 2021 เป็น 1.5 กิกะวัตต์”

 

จากข้อมูลการประเมินของ CBRE ระบุอีกว่า “ต้นทุนการสร้าง Data center ในอินเดียต่ำกว่าในญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย” ทำให้กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ เช่น Reliance Industries, Tata Group และ Adani Group ก็ได้เข้ามาร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน

 

รวมถึง Digital Connexion ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Reliance, Brookfield บริษัทข้ามชาติจากแคนาดา และ Digital Realty

 

บริษัทลงทุนจากสหรัฐอเมริกา จะลงทุน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 เพื่อสร้าง Data center AI ขนาด 1 กิกะวัตต์ และ Tata Consultancy Services บริษัทส่งออกซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้รับเงินทุน 1 พันล้านดอลลาร์ จาก TPG มีแผนสร้าง Data center เช่นกัน

 

ภาพ: Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ศึก AI เดือด! ยักษ์เทคแห่ปักธง Data Center อินเดีย ‘Microsoft’ เทอีก 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ ไล่บี้ Amazon-Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
หัวหน้าทีมพัฒนาชิป Apple ปฏิเสธข่าวลือเตรียมลาออก ยืนยัน ยังไม่ไปไหน ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง https://thestandard.co/apple-chip-chief-denies-resignation/ Wed, 10 Dec 2025 06:19:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1153141 หัวหน้าทีมพัฒนาชิป Apple ปฏิเสธข่าวลือเตรียมลาออก ยืนยัน ยังไม่ไปไหน ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง

กระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกของ Johny Srouji หัวหน้าฝ่ […]

The post หัวหน้าทีมพัฒนาชิป Apple ปฏิเสธข่าวลือเตรียมลาออก ยืนยัน ยังไม่ไปไหน ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หัวหน้าทีมพัฒนาชิป Apple ปฏิเสธข่าวลือเตรียมลาออก ยืนยัน ยังไม่ไปไหน ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง

กระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกของ Johny Srouji หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชิปและหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของ Apple ถูกสยบลงอย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเขาได้ส่งอีเมลถึงพนักงานทั่วทั้งองค์กร ยืนยันชัดเจนว่า ยังไม่มีแผนจะลาออกในเร็วๆ นี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีรายงานจาก Bloomberg ว่าเขากำลังพิจารณาอำลาตำแหน่งก็ตาม

 

Johny Srouji

 

ในอีเมลดังกล่าว Johny Srouji ระบุว่า หลังจากมีข่าวลือที่แพร่กระจายในช่วงไม่กี่วันมานี้ จึงต้องสื่อสารโดยตรงกับทีม โดยผมรักทีมและรักงานที่ Apple และไม่ได้วางแผนจะออกไปไหนทั้งนั้น ซึ่งถือเป็นถ้อยคำแถลงที่ต้องการลดความกังวลภายในทีมและย้ำความมั่นใจต่อทิศทางของบริษัท

 

ย้อนกลับไปในเส้นทางการทำงาน Johny Srouji เข้าร่วมงานกับ Apple ตั้งแต่ปี 2008 และเป็นกำลังสำคัญของบริษัทมานานกว่าทศวรรษ เขาดูแลทีม Hardware Technologies ซึ่งรับผิดชอบเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์หลักทั้งหมด ตั้งแต่หน้าจอ กล้อง เซนเซอร์ ไปจนถึงซิลิคอนและแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำทีมที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของชิปตระกูล A-series ใน iPhone และ M-series ใน Mac ที่ช่วยให้ Apple สามารถยุติการพึ่งพาชิปจาก Intel ได้อย่างสมบูรณ์

 

ทีมภายใต้การบริหารของเขา ยังขับเคลื่อนการพัฒนาโมเด็มสื่อสารภายในบริษัท ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะเข้ามาแทนที่โมเด็มของ Qualcomm ในผลิตภัณฑ์ iPhone ส่วนใหญ่ในอนาคต อีกทั้งชื่อของ Johny Srouji ยังปรากฏในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหญ่ของ Apple อยู่บ่อยครั้งในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยี ซิลิคอน

 

ทั้งนี้ Johny Srouji ยังย้ำในอีเมลว่า รู้สึกภูมิใจกับผลงานเทคโนโลยีที่ทีม Hardware Technologies ได้สร้างขึ้น ตั้งแต่ชิ้นส่วนเล็กที่สุดของฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงโครงสร้างหลักที่เป็นหัวใจของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple

 

การออกมาปฏิเสธข่าวลือการลาออก เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ Apple กำลังเผชิญคลื่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง ต่อเนื่องหลายรายภายในไม่กี่สัปดาห์ เริ่มจาก John Giannandrea หัวหน้าฝ่าย AI ที่ประกาศก้าวลงจากตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ก่อน ตามด้วย Alan Dye หัวหน้าฝ่ายออกแบบ UI ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างดีไซน์ Liquid Glass ที่ลาออกไปเข้าร่วม Meta

 

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ในวันต่อมา Apple ยังประกาศการเกษียณของผู้บริหารระดับสูงอีกสองราย ได้แก่ Kate Adams ที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท และ Lisa Jackson รองประธานฝ่ายสิ่งแวดล้อม นโยบาย และสังคม ซึ่งต่างเป็นผู้บริหารที่รายงานตรงต่อซีอีโอ Tim Cook การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว การยืนยันของ Johny Srouji จึงนับเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า Apple ยังสามารถรักษาผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เป็นฟันเฟืองหลักขององค์กรเอาไว้ได้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของบริษัท

 

ภาพ: kovop/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post หัวหน้าทีมพัฒนาชิป Apple ปฏิเสธข่าวลือเตรียมลาออก ยืนยัน ยังไม่ไปไหน ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าตกขบวน ‘Frontier firms’! Microsoft ชี้องค์กรที่ใช้ AI จริงจัง สร้างผลตอบแทนเหนือคู่แข่ง 3 เท่า เผยเทรนด์ Agentic AI จ่อโต 3 เท่าใน 2 ปี https://thestandard.co/microsoft-frontier-firms-ai-returns/ Mon, 08 Dec 2025 08:28:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1152326 อย่าตกขบวน ‘Frontier firms’ Microsoft ชี้องค์กรที่ใช้ AI จริงจัง สร้างผลตอบแทนเหนือคู่แข่ง 3 เท่า เผยเทรนด์ Agentic AI จ่อโต 3 เท่าใน 2 ปี

ในงาน Microsoft Ignite 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ […]

The post อย่าตกขบวน ‘Frontier firms’! Microsoft ชี้องค์กรที่ใช้ AI จริงจัง สร้างผลตอบแทนเหนือคู่แข่ง 3 เท่า เผยเทรนด์ Agentic AI จ่อโต 3 เท่าใน 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อย่าตกขบวน ‘Frontier firms’ Microsoft ชี้องค์กรที่ใช้ AI จริงจัง สร้างผลตอบแทนเหนือคู่แข่ง 3 เท่า เผยเทรนด์ Agentic AI จ่อโต 3 เท่าใน 2 ปี

ในงาน Microsoft Ignite 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ ไมโครซอฟท์ได้ตอกย้ำวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ในการผลักดันให้องค์กรธุรกิจยกระดับสู่การเป็น ‘Frontier firms’ หรือผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI

 

โดยชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เพียงส่วนเสริม (Add-on) อีกต่อไป แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องถูกนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในทุกเลเยอร์ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของบุคลากรในทุกแผนก

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว Work IQ ฟีเจอร์อัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับ Microsoft 365 Copilot และระบบนิเวศของ AI Agent โดย Work IQ ถูกออกแบบมาให้เข้าใจบริบทการทำงานของผู้ใช้ผ่านแกนหลักคือ ‘ความทรงจำ’ (Memory) และ ‘การอนุมาน’ (Inference) เพื่อเรียนรู้สไตล์การทำงาน พฤติกรรม และความต้องการเฉพาะบุคคล

 

จากนั้นนำมาประมวลผลเพื่อคาดการณ์การดำเนินการถัดไปที่ดีที่สุด ซึ่งจะผสานอยู่ในแอปพลิเคชันหลักอย่าง Word, Outlook และ Teams ทำให้ Copilot สามารถมอบประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและตอบโจทย์ธุรกิจได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการทำงาน อาทิ Agent Mode ใน Microsoft 365 ที่ช่วยให้ผู้ใช้ทำงานร่วมกับ Copilot เพื่อสร้างเอกสารและสเปรดชีตคุณภาพสูงได้แบบ End-to-End, Sales Development Agent ที่เชื่อมต่อข้อมูลจาก CRM อย่าง Salesforce เพื่อช่วยทีมขายปิดการขายได้เร็วขึ้น

 

และ Teams Mode ที่เปลี่ยน Copilot ให้เป็นเสมือนเพื่อนร่วมทีมที่ช่วยจัดการวาระการประชุมได้ครบวงจร รวมถึงการเปิดตัว Microsoft 365 Copilot Business ในราคา 21 ดอลลาร์ต่อผู้ใช้ เพื่อขยายโอกาสให้ธุรกิจ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ง่ายขึ้น

 

ในฝั่งของการบริหารจัดการองค์กร ไมโครซอฟท์ได้นำเสนอโซลูชัน Fabric IQ และ Foundry IQ ที่ช่วยให้ AI Agent เข้าใจบริบททางธุรกิจและเชื่อมโยงข้อมูลดิบจากแหล่งต่างๆ เข้ากับความต้องการจริง ทำให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน (Real-time)

 

ควบคู่ไปกับ Microsoft Agent 365 เครื่องมือที่ช่วยตรวจสอบและกำกับดูแลความปลอดภัยของ AI Agent ทั้งหมดในองค์กรผ่านระบบ Registry กลาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านไอทีและภัยคุกคามทางไซเบอร์

 

จากการสำรวจร่วมกับ IDC ผู้นำทางธุรกิจกว่า 4,000 คน พบว่าองค์กรที่เป็น Frontier firms หรือผู้ที่นำ AI มาปรับใช้ในฟังก์ชันธุรกิจอย่างจริงจัง สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าผู้ที่เริ่มต้นช้าถึง 3 เท่า โดย 71% ของบริษัทเหล่านี้วางแผนที่จะเพิ่มงบประมาณด้าน AI

 

และ 58% กำลังใช้โซลูชัน AI แบบปรับแต่งเองเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยคาดการณ์ว่าการใช้งาน Agentic AI จะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในอีก 2 ปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นว่า AI ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่

The post อย่าตกขบวน ‘Frontier firms’! Microsoft ชี้องค์กรที่ใช้ AI จริงจัง สร้างผลตอบแทนเหนือคู่แข่ง 3 เท่า เผยเทรนด์ Agentic AI จ่อโต 3 เท่าใน 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก https://thestandard.co/aws-reinvent-2025/ Sat, 06 Dec 2025 04:06:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1151795 ‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก

แม้โลกจะพูดถึง AI มาหลายปี แต่คำถามสำคัญที่ผู้บริหารจำน […]

The post ‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก

แม้โลกจะพูดถึง AI มาหลายปี แต่คำถามสำคัญที่ผู้บริหารจำนวนมากยังตอบไม่ชัด คือสุดท้ายแล้ว AI จะเปลี่ยนองค์กรอย่างไร และเราต้องเตรียมอะไรบ้าง?

 

ในวันที่ 1-5 ธันวาคมบนเวที AWS re:Invent 2025 งานอีเวนต์ของ Amazon Web Services (AWS) บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก จัดขึ้นที่ Las Vegas สหรัฐอเมริกา Matt Garman CEO of AWS ระบุถึงเทรนด์ AI ในยุคต่อไป ไว้ว่า

 

“Agents are changing the way we play, learn, optimize, secure, and build.”

 

“I believe that in the future, there’s going to be billions of agents inside of
every company and across every imaginable field.”

 

โลกยุคต่อไป คือการเกิดขึ้นของ AI Agents นับพันล้านตัวที่จะเข้าไปอยู่ในการผลิต การเงิน การตลาด การวิเคราะห์ ไปจนถึงระบบความปลอดภัยและการป้องกันไซเบอร์ของประเทศ ขนาดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มากพอที่จะทำให้ Matt Garman ระบุว่า AI Agents จะกลายเป็น ‘รากฐานใหม่ของคอมพิวเตอร์’ ในยุคหลัง 2026

 

และเพื่อรองรับโลกที่จะมี Agent ทำงานแทนมนุษย์ในทุกมิติ AWS ได้ระบุถึงสถาปัตยกรรม 4 ชั้นที่กำลังกลายเป็น Reference Model ขององค์กรทั่วโลก ซึ่งจะกำหนดว่าบริษัทใดจะไปได้เร็ว และบริษัทใดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

  • 4 สถาปัตยกรรมใหม่ในโลก Billion of Agents

 

‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก 1

 

(1) AI Infrastructure: สมการเสาเข็มโลกใหม่คือ Chip + Cloud

 

“The foundation of great AI starts with great infrastructure.”

 

ในโลกที่ทุกคนให้ความสนใจกับโมเดล AI, ผลลัพธ์ที่โมเดลสร้างได้, หรือฟีเจอร์ใหม่ๆ Matt ระบุว่า การจะสร้างมูลค่าจริงจาก AI ไม่ได้เริ่มที่ตัวโมเดล แต่เริ่มต้นที่โครงสร้างพื้นฐาน และการรันชิป AI คือจุดสำคัญ

 

Peter DeSantis, SVP, Utility Computing, AWS ระบุว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AWS เห็นการเติบโตของความต้องการในการประมวลผลจากใช้ AI เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
AWS จึงวางเดิมพันในโครงสร้างพื้นฐานของโลกใหม่ผ่านสองขาหลัก คือ NVIDIA GPU และ Custom AI Chip ที่ AWS พัฒนาขึ้นเอง โดย Matt ระบุว่า
“AWS is the best place to run NVIDIA GPUs.”

 

AWS มีการร่วมพัฒนากับ NVIDIA มานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่การ Debug ปัญหาที่เกิดขึ้น ไปจนถึงการออกแบบ Data Center ให้รองรับ GPU Clusters ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาดคลาวด์

 

แต่ในปีนี้การวางหมากของ AWS ไม่ได้อยู่ที่ GPU เพียงอย่างเดียว Matt ระบุว่า อนาคตของ AI ต้องพึ่งพาพลังสองขาอย่างสมดุล คือ GPU และ Custom AI Chip นั่นทำให้ AWS มองว่า Trainium หรือชิปของ AWS ที่พัฒนาขึ้นนั้นจะกลายเป็นเครื่องจักรหลักของ AWS ยุคใหม่

 

Matt เผยตัวเลขบนเวทีว่า วันนี้มี Trainium ถูกใช้งานจริงมากกว่า 1,000,000 ชิ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือ งาน Inference ส่วนใหญ่บน Bedrock แพลตฟอร์ม AI ของ AWS ไม่ได้รันบน GPU แล้ว แต่รันบน Trainium

 

สะท้อนว่า AWS ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้ให้บริการคลาวด์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบที่สอดรับกับยุค AI ตั้งแต่ระดับศูนย์ข้อมูล (Data Center Layer) ไปจนถึงระดับชิป (Silicon Layer)

 

Matt อธิบายต่อว่า Trainium รุ่นใหม่ อย่าง Trn3 UltraServers ให้พลัง 4.4× Compute, 3.9× Memory Bandwidth และ 5× ประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อ Token ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ Inference และในขณะเดียวกัน AWS ก็กำลังพัฒนา Trainium 4 เพื่อรองรับ Frontier Models รุ่นถัดไปที่จะใหญ่เกินกว่าความสามารถของชิปในปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ยัง มีการะบุถึง Project Rainier หรือการสร้าง Data Center ทั้งเมืองที่ทำงานเสมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เพื่อรองรับการเทรนโมเดล Claude รุ่นต่อไปของ Anthropic ที่ต้องใช้พลังการคำนวณมหาศาล

 

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Matt ถึงบอกว่า โลก AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะถูกกำหนดโดยโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าตัวโมเดลเอง

 

(2) Inference Platform: การเดิมพันว่าโลกไม่มีผู้ชนะ AI Model เพียงหนึ่งเดียว

 

“Model choice is critical.”

 

ถ้ามือถือมีค่ายสัญญาณโทรศัพท์ เว็บไซต์มีหลายเว็บเบราว์เซอร์ Matt ก็เชื่อว่า AI ไม่จำเป็นต้องมี Model เดียว

 

Matt เชื่อว่าไม่มีโมเดลใดทำได้ทุกอย่างดีหมด โมเดลที่ Reasoning เก่ง อาจไม่เร็วพอ โมเดลที่เร็วอาจไม่แม่นยำพอ โมเดลบางตัวเหมาะกับงานภาษาหนึ่ง แต่ใช้กับอีกภาษาอาจไม่ดีนัก

 

โลกในอนาคต คือโลก Multi-Model ที่จะเป็นสภาพความจริงใหม่ขององค์กร

 

AWS เลือกพัฒนา AWS Bedrock แพลตฟอร์มที่ให้เลือกโมเดลหลากหลายค่าย ตั้งแต่ Claude จากค่ายฝั่งตะวันตก ไปจนถึง Deepseek โมเดลจากจีน รวมถึงโมเดลอื่นๆ อีกหลายโมเดลด้วยกัน

 

ในปีนี้ได้มีการเปิดตัวโมเดลใหม่ที่จะร่วมอยู่ใน AWS Bedrock ตั้งแต่ Google GEMMA, Kimi, MiniMax, NVIDIA NEMOTRON และ Mistral Large 3 ซึ่งปัจจุบันใน AWS Bedrock มีลูกค้าที่ใช้งานจริงในระดับ Production เช่น Starbucks, PwC, Ferrari และอีกกว่า 50 รายในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก 2

 

นี่คือสัญญาณว่า Bedrock กำลังกลายเป็น ‘แพลตฟอร์ม AI กลาง’ ที่องค์กรระดับโลกใช้จริงอย่างมีเสถียรภาพ

 

(3) Your Data: ข้อมูลส่วนตัวองค์กร คืออาวุธลับสู่ ‘Frontier Model’

 

หนึ่งในประโยคที่ผู้บริหารจำได้มากที่สุดบนเวทีปีนี้คือ

 

“Your data is unique. That is your competitive advantage.”

 

Matt ระบุว่า สิ่งที่หลายบริษัททำผิด ไม่ใช่การเลือกโมเดล แต่เป็นการละเลยที่จะทำให้โมเดล ‘เข้าใจข้อมูลขององค์กรจริงๆ’ ซึ่งเป็นรากฐานของความได้เปรียบที่คู่แข่งลอกไม่ได้ และนำไปสู่การสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘Frontier Model’

 

แต่การทำให้โมเดลเข้าใจความรู้ลึกเชิงโดเมนแบบ Pre-training เป็นสิ่งที่ในอดีตสามารถทำได้ยาก

 

AWS จึงมุ่งพัฒนา Nova Forge หรือ Open Training Model ที่ทำให้บริษัทสร้าง Frontier Model ของตนเองขึ้นมา

 

Nova Forge ทำงานโดยแบ่งลำดับขั้นตอนเป็น 2 สเต็ปด้วยกัน เริ่มจากการที่บริษัทเลือกเทรนโมเดลต่อจาก Checkpoint ของ Nova และสเต็ปถัดมาจึงนำมารวมกับ Curated Dataset ของตนเอง เพื่อให้ได้ ‘Frontier Mode’ ที่เข้าใจทั้งโลกและเข้าใจบริษัทของเราได้ลึกมากที่สุด

 

Booking.com, Nimbus, NRI, Reddit และ Sony คือ 5 บริษัทที่มีการนำ Nova Forge มาใช้งานจริง โดย Sony ได้ปฏิวัติโลกเกม สู่การสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในทุกมิติ

 

Sony ใช้ Nova Forge ในการสร้างโมเดลที่เข้าใจเนื้อหาและ IP ของตนในระดับลึก ตั้งแต่ Demon Slayer แอนิเมชันดาบพิฆาตอสูร ไปจนถึงงานภาพยนตร์และเกม และนำ Agent หลายสิบตัวไปทำงานจริงในองค์กร ทั้งด้าน Compliance, Document Review และ Creative Workflow

 

‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก 3

 

แนวคิดหนึ่งที่ Matt Garman ระบุคือ
“The right model with all your data unlocks competitive advantage.”

 

และนี่คือแกนสำคัญของ Core 3 ที่จะกำหนดว่าผู้เล่นรายใดจะได้เปรียบเชิงโครงสร้างในยุค AI

 

(4) Tools to Build Agents: เครื่องมือที่ทำให้องค์กรมี ‘พนักงานดิจิทัล’ ในทุกแผนก

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม โมเดลพร้อม และข้อมูลพร้อม สิ่งสุดท้ายคือเครื่องมือสร้าง Agent ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริงในองค์กร

 

Agent ไม่ได้เป็นเพียง Chatbot โดยอาจกล่าวได้ว่า Chatbot ตอบสนองผู้ใช้โดยการแนะนำให้ตรวจสอบสิ่งต่างๆ แต่ Agent จะลงมือปฏิบัติทันที รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขให้ทีมตรวจสอบก่อนตัดสินใจ

 

โดยหัวใจสำคัญคือ

 

“Trust, but verify”

 

Matt เปรียบเทียบว่า Agent ก็เหมือนกับการที่ผู้นำต้องไว้วางใจให้ทีมมีโอกาสคิด และตัดสินใจลงมือทำได้ด้วยตนเอง แต่ผู้นำต้อง ‘มีสิทธิ’ ที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ แต่ไม่ต้องตัดสินใจหรือลงมือทำในทุกกระบวนการ

 

AWS จึงเปิดตัว AgentCore ที่ขาย ‘ศักยภาพ’ ที่จะทำให้เราสามารถทำกับ Agent ได้ เช่น Memory, Gateway, Identity, Execution Sandbox ไปจนถึง Observability

 

องค์กรที่เริ่มใช้งานแล้ว เช่น Workday ระบุว่าสามารถลดงาน Routine Planning และ Analysis ลงกว่า 30%

 

Adobe และ Writer อีก 2 องค์กรตัวอย่างของการสร้าง Workflow ใหม่ทั้งองค์กร โดย Adobe ใช้ AgentCore ในทุกผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ PDF, Express ไปจนถึง Creative Cloud หรือ Writer เปิดให้ลูกค้าสร้าง Agent และเลือกโมเดลบน Bedrock ได้ทันที ช่วยให้ธุรกิจสร้างแรงงานดิจิทัลที่สเกลได้ไม่จำกัด

 

  • ความท้าทายในโลกที่ AI เร็วกว่าองค์กรและบริษัทไทยจะปรับตัวอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมดูสดใส แต่ความจริงสำคัญว่าองค์กรจำนวนมากยังไม่พร้อมต่อโลกที่กำลังจะมาด้วยปัจจัยหลายประการ

  • โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ต้องการทรัพยากรและการออกแบบที่ใหญ่กว่าที่คิด
  • ข้อมูลขององค์กรส่วนใหญ่ยังไม่เป็นระเบียบและไม่พร้อมใช้งาน
  • โมเดลเติบโตเร็วจนองค์กรปรับตัวตามไม่ทัน
  • การบริหาร Agent ต้องใช้วิธีคิดใหม่ทั้งหมด ทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และความรับผิดชอบ

 

กสิมะ ธารพิพิธชัย Head of AI Strategy จาก บริษัท SCB 10X ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ระบุว่า แม้โลก AI จะเติบโตไปอย่างรวดเร็ว และเข้าสู่ยุคที่เราอาจได้เห็น Agent เป็นพันล้านตัว โจทย์สำคัญของไทยยังคงเป็นการที่เราต้อง ‘รู้จักตัวเอง’ ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะการรู้ว่า ‘Domain Expertise’ ของเราคืออะไรในแต่ละอุตสาหกรรม ถึงจะสามารถปลดล็อกศักยภาพจาก Agent ได้

 

กสิมะระบุว่า

 

“บริษัทไทยต้องรู้ว่า Task ส่วนไหนขององค์กรที่มีความสำคัญ
และกำลังเกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการ”

 

“การเข้าใจ Task งานขององค์กรตนเอง เป็นจุดเริ่มต้นในการนำ Agent เข้ามาปรับใช้ในองค์กร”

 

ซึ่งถือเป็นสิ่งแรกที่บริษัทไทยควรเริ่มทำ ท่ามกลางการเข้าสู่ The World with Billion Agent เพื่อคว้าโอกาสจาก AI ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

The post ‘The World with Billion of Agents’ สรุป 4 เทรนด์ AI 2026 บนเวที AWS re:Invent 2025 จาก Matt Garman ซีอีโอ AWS คลาวด์เบอร์หนึ่งโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moore Threads หุ้นผลิตชิปจีน ผู้ท้าชิง Nvidia เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 400% ท่ามกลางสงครามชิปของโลก https://thestandard.co/moore-threads-nvidia-400-surge/ Fri, 05 Dec 2025 06:05:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1151646 Moore Threads หุ้นผลิตชิปจีน ผู้ท้าชิง Nvidia เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 400% ท่ามกลางสงครามชิปของโลก

หุ้นของ Moore Threads ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) […]

The post Moore Threads หุ้นผลิตชิปจีน ผู้ท้าชิง Nvidia เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 400% ท่ามกลางสงครามชิปของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Moore Threads หุ้นผลิตชิปจีน ผู้ท้าชิง Nvidia เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 400% ท่ามกลางสงครามชิปของโลก

หุ้นของ Moore Threads ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) สัญชาติจีน ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น “Nvidia แห่งจีน” สร้างปรากฏการณ์ในการเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Exchange) ด้วยการพุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 400%

 

ราคาหุ้นล่าสุดพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 584.98 หยวน ซึ่งสูงกว่าราคาจองซื้อ (IPO) ที่ 114.28 หยวน ถึงกว่า 5 เท่า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่ออุตสาหกรรมชิป AI ในประเทศ ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างจีนและสหรัฐฯ

 

Moore Threads ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากการเสนอขายหุ้น IPO มูลค่ากว่า 1.1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท โดยมี CITIC Securities เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ร่วมกับ BOC International Securities, China Merchants Securities และ GF Securities

 

แม้บริษัทยังไม่มีกำไร แต่ได้ระบุในหนังสือชี้ชวนว่าจะนำเงินที่ได้ไปเร่งเครื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในโครงการหลักๆ โดยเฉพาะการพัฒนาชิป GPU สำหรับการฝึกฝน (Training) และการอนุมาน (Inference) AI รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเอง รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

 

🇨🇳 ความหวังของจีนในการพึ่งพาตนเองท่ามกลางสงครามชิป

 

ความสำเร็จในการเข้าตลาดครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เนื่องจาก Moore Threads เป็นหนึ่งในบริษัทที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำและคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งจำกัดการเข้าถึงกระบวนการผลิตชิปขั้นสูง

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทถือเป็นตัวแทนสำคัญของกลุ่มบริษัทจีนที่กำลังเร่งพัฒนาโปรเซสเซอร์ AI เพื่อลดการพึ่งพา Nvidia ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ตามนโยบายของรัฐบาลปักกิ่ง ที่พยายามผลักดันให้เกิดทางเลือกภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า โดยเฉพาะจากฝั่งของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม Moore Threads ไม่ใช่ผู้เล่นรายเดียวในสนามนี้ แต่ยังมีคู่แข่งสำคัญอย่าง Huawei ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี รวมถึงผู้เล่นเฉพาะทางอย่าง Cambricon (ซึ่งราคาหุ้นในตลาดเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้นกว่า 100% ในปีนี้) นอกจากนี้ยังมีสตาร์ทอัพหน้าใหม่อย่าง Enflame Technology และ Biren Technology ที่กำลังกระโดดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด GPU มูลค่ามหาศาลที่ Nvidia ไม่สามารถเข้าถึงได้อีกต่อไป

 

สถานการณ์นี้สอดคล้องกับท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลของจีน ที่กำลังเร่งอนุมัติ IPO ของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นอิสระด้าน AI ของประเทศ ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าจากทั้งสองฝั่ง โดยล่าสุดจีนก็ได้เริ่มระงับการนำเข้าชิปบางรุ่นของ Nvidia เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตในประเทศได้เติบโต

 

อ้างอิง:

The post Moore Threads หุ้นผลิตชิปจีน ผู้ท้าชิง Nvidia เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 400% ท่ามกลางสงครามชิปของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Watch เปิดตัวคุณสมบัติ ‘การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง’ ในแล้วไทย https://thestandard.co/apple-watch-hypertension-thailand/ Thu, 04 Dec 2025 05:22:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1151267 Apple Watch เปิดตัวคุณสมบัติ การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง ในแล้ว ไทย

Apple ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ (4 ธ.ค.) ได้เปิดตัวคุณส […]

The post Apple Watch เปิดตัวคุณสมบัติ ‘การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง’ ในแล้วไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Watch เปิดตัวคุณสมบัติ การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง ในแล้ว ไทย

Apple ได้ออกมาเปิดเผยว่า วันนี้ (4 ธ.ค.) ได้เปิดตัวคุณสมบัติ ‘การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง’ (hypertension notifications) ในประเทศไทย สำหรับ Apple Watch ซึ่งสามารถแจ้งเตือนผู้ใช้หากตรวจพบสัญญาณของภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือ ภาวะความดันโลหิตสูง (hypertension)

 

ภาวะความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 1.3 พันล้านคนทั่วโลก ภาวะนี้มักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยเนื่องจากมักไม่แสดงอาการ ผู้คนหลายคนไม่ได้ไปพบแพทย์เป็นประจำ และแม้ในระหว่างการตรวจรักษา ก็อาจถูกมองข้ามได้ง่ายด้วยการวัดค่าเพียงครั้งเดียว

 

ฟีเจอร์ ‘การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง’ บน Apple Watch ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์วัดหัวใจแบบออปติคัล (optical heart sensor) เพื่อวิเคราะห์ว่าหลอดเลือดของผู้ใช้ตอบสนองต่อการเต้นของหัวใจอย่างไร

 

อัลกอริทึมนี้จะทำงานอยู่เบื้องหลัง โดยตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเป็นระยะเวลา 30 วัน และจะแจ้งเตือนผู้ใช้หากตรวจพบสัญญาณของภาวะความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง การแจ้งเตือนเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองที่เกี่ยวข้องกับภาวะที่พบได้บ่อยนี้ เพียงแค่สวมใส่ Apple Watch

 

Apple ระบุอีกว่า หากผู้ใช้ได้รับการแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง ขอแนะนำให้บันทึกค่าความดันโลหิตของตนเองเป็นเวลา 7 วัน โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตอื่น ๆ และแบ่งปันผลลัพธ์กับผู้ให้บริการด้านสุขภาพของตนในการนัดหมายครั้งถัดไป

 

ภาพ : Hadrian / Shutterstock

The post Apple Watch เปิดตัวคุณสมบัติ ‘การแจ้งเตือนภาวะความดันโลหิตสูง’ ในแล้วไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า https://thestandard.co/mnc-e-commerce-fees-reclaim-data/ Sun, 30 Nov 2025 05:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1149778 ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบา […]

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้เพียง 1.8-2.2% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO Pay Solutions ได้สะท้อนมุมมองว่าความท้าทายที่น่ากังวลกว่าปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น คือสถานการณ์ตลาด E-Marketplace ไทยที่กำลังถูกครอบงำโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

ภาวุธ ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายหลักคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติยังคงสยายปีกและมีอำนาจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องค่าบริการที่เติบโตขึ้นถึง 15-25% ซึ่งสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างหนัก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ขายที่มียอดขายผ่านแพลตฟอร์ม 17 ล้านบาทต่อเดือน อาจต้องจ่ายค่าบริการสูงถึง 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นราว 35% ของยอดขาย

 

นอกจากเรื่องต้นทุน ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘Data Ownership’ หรือความเป็นเจ้าของข้อมูล เมื่อแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Shopee และ TikTok ใช้นโยบายปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลลูกค้า ทั้งชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ ทำให้ร้านค้าไม่สามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์หรือทำ CRM เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำของตัวเองได้อีกต่อไป ต้องพึ่งพาแต่แพลตฟอร์มเท่านั้น

 

ภาวุธ เปิดเผยว่าขณะนี้กำลังทำงานร่วมกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อผลักดันให้มีการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าออกมาและสนับสนุนนโยบาย ‘Open Platform’ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเก็บข้อมูลและนำไปต่อยอดธุรกิจในการขายออเดอร์ที่ 2 และ 3 ได้เอง แทนที่จะต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติเพียงอย่างเดียวตลอดไป

 

ในมิติของการแข่งขัน หากมีแพลตฟอร์มใหม่อย่าง Taobao เข้ามาทำตลาดเพิ่ม จะยิ่งสร้างความท้าทายหนักขึ้น เพราะปัจจุบันสินค้าจีนจำนวนมหาศาลได้ไหลเข้ามาผ่าน Lazada, Shopee และ TikTok เรียบร้อยแล้ว โดยแพลตฟอร์มเหล่านี้มีระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งระบบขนส่ง ระบบชำระเงิน และคลังสินค้าเป็นของตนเอง

 

สิ่งที่น่ากังวลคือการที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังสร้างระบบนิเวศของตนเองเบ็ดเสร็จในประเทศไทย เช่น TikTok ที่พยายามทำระบบขนส่งและระบบรับชำระเงินเอง ซึ่งกลไกนี้จะดูดผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในระบบและดึงเม็ดเงินออกนอกประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยลดลงในระยะยาวและเสียอธิปไตยทางข้อมูล

 

อกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับบริการ ‘Buy Now Pay Later’ (BNPL) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง เช่น การเข้าสู่ตลาดเกมโชว์ ซึ่งอาจสร้างพฤติกรรมการใช้เงินที่ไม่เหมาะสมให้กับเยาวชน ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงสินเชื่อและก่อหนี้ได้ง่ายเกินความจำเป็นและขาดการควบคุม

 

ความท้าทายในภาพรวมยังรวมถึงกฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลให้การประมวลผลข้อมูลการเงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศไทย รวมถึงการที่ภาครัฐยังไม่มีหน่วยงานหลักที่เข้าใจบริบทของเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแท้จริง ทำให้การกำกับดูแลและการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยยังไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ภาวุธ จึงแนะกลยุทธ์ว่าผู้ประกอบการควรใช้ Marketplace เป็นเพียงช่องทางในการ ‘สร้างลูกค้าใหม่’ เท่านั้น แต่ต้องพยายามสร้าง ‘Owned Channel’ หรือช่องทางของตนเอง เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้าและสร้างกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการรักษาลูกค้าและลดต้นทุนระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ Pay Solutions คาดว่าจะสามารถปิดปี 2025 ด้วยยอดธุรกรรมรวมทะลุ 10,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100% สวนกระแสเศรษฐกิจ โดยปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการเติบโตของธุรกรรมในฝั่งออฟไลน์ที่สูงถึง 238% สะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มกลับมาลงทุนหน้าร้านควบคู่กับออนไลน์เพื่อกระจายความเสี่ยง

 

ข้อมูลพฤติกรรมการชำระเงินยังชี้ให้เห็นว่า PromptPay ได้ก้าวขึ้นมาเป็นช่องทางหลักแซงหน้าบัตรเครดิต โดยมีสัดส่วนการใช้งานสูงถึง 52.6% ของธุรกรรมทั้งหมด ขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากต่างประเทศก็เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมียอดธุรกรรมจากบัตรเครดิตต่างชาติสูงถึง 1,200 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว

สำหรับทิศทางในปี 2026 Pay Solutions มุ่งเป้าที่จะยกระดับสู่การเป็น ‘Payment Infrastructure’ ของประเทศ โดยไม่ได้มองแค่การเป็นระบบรับจ่ายเงิน แต่ต้องการเชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งระบบบัญชี ภาษี และการขนส่ง เพื่อช่วยลดภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการไทย

 

โดยเตรียมเปิดตัว ‘Super EDC’ เครื่องรูดบัตรอัจฉริยะที่รวมระบบจัดการหน้าร้านและการรับชำระเงินไว้ในเครื่องเดียว เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยลดขั้นตอนการทำงานในทุกแผนก ตั้งแต่การขาย, บัญชี ไปจนถึงกราฟิก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรให้สูงสุด

 

ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัว การดึงเม็ดเงินจากต่างชาติและการเปิดรับช่องทางการชำระเงินจากทั่วโลกคือทางรอดของธุรกิจไทย” โดย Pay Solutions พร้อมที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันระดับโลก

The post ทุนข้ามชาติยึดหัวหาด E-Commerce ขึ้นค่าธรรมเนียม 15-25% แถมปิดกั้นข้อมูล ภาวุธจี้รัฐดัน Open Platform ทวงคืนข้อมูลลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Quantum AI เผยชิป Willow เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 13,000 เท่า หนุนพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ มุ่งสู่ใช้งานเชิงพาณิชย์ใน 5 ปี https://thestandard.co/willow-chip-supercomputer-commercial/ Sun, 30 Nov 2025 05:03:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1149772 Google Quantum AI เผยชิป Willow เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 13,000 เท่า หนุนพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ มุ่งสู่ใช้งานเชิงพาณิชย์ใน 5 ปี

Google Quantum AI ได้เผยถึงผลงานวิจัยล่าสุดที่แสดงให้เห […]

The post Google Quantum AI เผยชิป Willow เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 13,000 เท่า หนุนพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ มุ่งสู่ใช้งานเชิงพาณิชย์ใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Quantum AI เผยชิป Willow เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 13,000 เท่า หนุนพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ มุ่งสู่ใช้งานเชิงพาณิชย์ใน 5 ปี

Google Quantum AI ได้เผยถึงผลงานวิจัยล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถประมวลผลอัลกอริทึมที่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้บนฮาร์ดแวร์จริงได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นความสามารถที่เหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมที่เร็วที่สุดในโลก โดยผลลัพธ์จากการทดสอบระบุว่าอัลกอริทึมดังกล่าวมีความเร็วเหนือกว่าถึง 13,000 เท่า

 

ความแตกต่างพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีการประมวลผลที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัญหาในการค้นพบยาและวัสดุศาสตร์ล้วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมระดับโมเลกุล ซึ่งคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำได้เพียงการประมาณค่า

 

แต่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถจำลองพฤติกรรมระดับโมเลกุลได้โดยตรง ทำให้การใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ควอนตัมเพื่อการค้นพบใหม่ๆ ในด้านการแพทย์และวัสดุศาสตร์ขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

 

ความก้าวหน้านี้ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ศักยภาพในการคำนวณโครงสร้างของโมเลกุลที่ซับซ้อน แต่ยังเป็นการปูทางไปสู่การประยุกต์ใช้งานจริง Hartmut Neven ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีม และ Vadim Smelyanskiy ผู้อำนวยการฝ่าย Quantum Pathfinding ของ Google Quantum AI ระบุว่า ความสำเร็จในวันนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

 

เริ่มต้นจากการประกาศความสำเร็จในปี 2019 ที่แสดงให้เห็นว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถแก้ปัญหาที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจต้องใช้เวลานานนับพันปี มาจนถึงช่วงปลายปี 2024 กับการเปิดตัวชิปควอนตัมรุ่นใหม่ในชื่อ ‘Willow’ ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลดข้อผิดพลาดต่างๆ ได้ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมวิจัยสามารถแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่ท้าทายมาเกือบ 30 ปีได้สำเร็จ

 

การลดอัตราข้อผิดพลาดนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ควอนตัมเพื่อการค้นพบใหม่ๆ ในด้านการแพทย์และวัสดุศาสตร์ ขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น Google Quantum AI เปรียบเทียบความแม่นยำนี้ว่า หากเราพยายามค้นหาเรือที่จมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร เทคโนโลยีแบบเดิมอย่างโซนาร์อาจให้ภาพที่เบลอและบอกได้เพียงคร่าวๆ ว่ามีซากเรืออยู่ตรงนั้น

 

แต่เทคโนโลยีใหม่บนชิป Willow เปรียบเสมือนการที่เราไม่เพียงแค่หาเรือเจอ แต่สามารถดำลงไปอ่านป้ายชื่อบนเรือลำนั้นได้อย่างชัดเจน นี่คือระดับความแม่นยำที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการประมวลผลอัลกอริทึม ความก้าวหน้าล่าสุดนี้ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature โดยชิปควอนตัม Willow ได้รันอัลกอริทึมตัวชี้วัดความโกลาหล หรือ Out-of-time-order Correlator (OTOC)

 

ทางทีมวิจัยเรียกกระบวนการนี้ว่า ‘Quantum Echoes’ หลักการทำงานของเทคนิคนี้มีความซับซ้อนโดยทำงานคล้ายกับการส่งสัญญาณเสียงสะท้อน เริ่มต้นจากการส่งสัญญาณที่สร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันไปยังระบบควอนตัมเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กับคิวบิตเป้าหมาย จากนั้นระบบจะทำการย้อนวิวัฒนาการของสัญญาณอย่างแม่นยำเพื่อฟังเสียงสะท้อนที่ย้อนกลับมา

 

ความพิเศษอยู่ที่เสียงสะท้อนควอนตัมนี้จะได้รับการขยายสัญญาณผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Constructive Interference’ ซึ่งคลื่นควอนตัมจะซ้อนทับกัน ส่งผลให้การประมวลผลมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและการวัดผลมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของการประกาศครั้งนี้คือสิ่งที่เรียกว่าความสามารถในการพิสูจน์ยืนยันของควอนตัม (Quantum Verifiability)

 

นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถรันอัลกอริทึมที่มีความซับซ้อนเหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ แต่ยังสามารถตรวจสอบความถูกต้องและทำซ้ำได้ การทดลองในอดีตมักเน้นเพียงความเร็วหรือความซับซ้อนแบบสุ่ม แต่การพิสูจน์ยืนยันได้ในครั้งนี้หมายถึงความสามารถในการประมวลผลที่ทำซ้ำได้เพื่อให้ได้คำตอบเดียวกัน

 

ฮาร์ดแวร์ที่จะทำสิ่งนี้ได้ต้องมีคุณสมบัติสำคัญสองประการควบคู่กัน คือ อัตราข้อผิดพลาดที่ต่ำมาก และความเร็วในการประมวลผลที่สูง ซึ่งชิป Willow ตอบโจทย์ทั้งสองข้อนี้ ในแง่ของการนำไปประยุกต์ใช้จริง เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการเรียนรู้โครงสร้างของระบบต่างๆ ในธรรมชาติ ตั้งแต่โมเลกุล แม่เหล็ก ไปจนถึงหลุมดำ

 

ในการทดลองเพื่อพิสูจน์แนวคิด Google Quantum AI ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ โดยนำเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า ‘Molecular Ruler’ มาใช้ในการวัดระยะทางของโครงสร้างเคมี โดยอาศัยข้อมูลจากการสั่นพ้องของคลื่นแม่เหล็กนิวเคลียร์ (NMR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกับที่ใช้ในเครื่อง MRI ทางการแพทย์

 

เทคโนโลยีดังกล่าวทำหน้าที่เสมือนกล้องจุลทรรศน์ระดับโมเลกุลที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เห็นตำแหน่งสัมพัทธ์ของอะตอม ผลการทดลองบนชิป Willow กับโมเลกุลที่มีขนาด 15 และ 28 อะตอม พบว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคอมพิวเตอร์ควอนตัมตรงกับผลลัพธ์จาก NMR แบบดั้งเดิม แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือความสามารถในการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่วิธีการแบบเดิมไม่สามารถเข้าถึงได้

 

Ashok Ajoy ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาวิชาเคมีของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิจัยที่ทำงานร่วมกับทีม Google Quantum AI ให้ความเห็นว่า “อัลกอริทึม Quantum Echoes ของ Google แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคอมพิวเตอร์ควอนตัมในการสร้างแบบจำลองและคลี่คลายปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของการหมุนเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจทำได้แม้ในระยะทางไกล” ซึ่งอาจช่วยยกระดับวงการยาและการออกแบบวัสดุขั้นสูง

 

การทดลองนี้เปรียบเสมือนก้าวแรกสู่การสร้างกล้องควอนตัมที่จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ตั้งแต่การระบุว่ายาชนิดใหม่ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลเป้าหมายอย่างไร ไปจนถึงการออกแบบวัสดุใหม่ๆ เช่น โพลีเมอร์ประสิทธิภาพสูง หรือส่วนประกอบแบตเตอรี่รุ่นใหม่

 

นอกจากนี้ Quantum Echoes ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างคอมพิวเตอร์ควอนตัมและ AI เนื่องจาก AI ต้องการข้อมูลในการฝึกฝน และคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถสร้างชุดข้อมูลเฉพาะที่มีคุณค่าซึ่ง AI สามารถนำไปใช้เรียนรู้ได้ ตัวอย่างเช่น ความสำเร็จล่าสุดในการทำนายโครงสร้างโปรตีน 3 มิติต้องอาศัยชุดข้อมูลที่ใช้เวลารวบรวมกว่า 50 ปี แต่ด้วยอัลกอริทึมอย่าง Quantum Echoes อาจช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างชุดข้อมูลลักษณะนี้ได้อย่างมาก

 

ความก้าวหน้าเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงนิวเคลียร์ฟิวชัน Google Quantum AI ระบุทิ้งท้ายว่า การเผยโฉมความสามารถของ Quantum Echoes บนชิป Willow ในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ผลักดันให้การประมวลผลแบบควอนตัมขยับจากการทดลองในห้องแล็บไปสู่การใช้งานจริง

 

โดยคาดการณ์ว่าการประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์ครั้งแรกจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 5 ปีต่อจากนี้ ขณะนี้ทีมวิจัยกำลังมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายระยะที่ 3 ตามแผนกลยุทธ์ฮาร์ดแวร์ คือการพัฒนาคิวบิตเชิงตรรกะที่มีอายุการใช้งานยาวนาน

The post Google Quantum AI เผยชิป Willow เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 13,000 เท่า หนุนพัฒนายาและวัสดุศาสตร์ มุ่งสู่ใช้งานเชิงพาณิชย์ใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] https://thestandard.co/thai-semiconductor-policy-economy-driver/ Thu, 27 Nov 2025 09:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1148059 สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial]

รอบตัวเราทุกวันนี้ถูกรายล้อมด้วยระบบและอุปกรณ์ที่ใช้พลั […]

The post สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial]

รอบตัวเราทุกวันนี้ถูกรายล้อมด้วยระบบและอุปกรณ์ที่ใช้พลังของ ‘ชิป’ ตั้งแต่สมาร์ทโฟน รถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ เครื่องสแกนใบหน้า โครงข่ายไฟฟ้า ไปจนถึงเครื่องบินรบ

 

‘Semiconductor’ หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า Microchips คือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ทำหน้าที่หลากหลาย ทั้งขยายสัญญาณ แปลงพลังงาน ตรวจจับ เก็บข้อมูล เรียกได้ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิดมี ‘chip’ เป็นขุมพลัง รวมไปถึงเทคโนโลยีอย่าง AI และ Data Center

 

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI, Cloud และ Data Center กลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ชิปจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ ยิ่ง AI ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ปี 2024 อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยอดขายทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 627 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดการณ์ว่าจบปี 2025 จะเติบโตขึ้นอีกเป็นประมาณ 697 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 1

 

ใครครอบครองชิป ไม่ต่างอะไรกับได้ครอบครองโลก อาจไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง Chris Miller ผู้เขียนหนังสือ CHIP WAR บอกว่า ไมโครชิปคือน้ำมันชนิดใหม่ ในโลกยุคก่อนมหาอำนาจต่างแย่งชิงบ่อน้ำมัน แต่โลคยุค AI ประเทศชั้นนำกำลังแย่งชิงขุมพลังในการประมวลผล Data

 

ปัจจุบัน ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และจีน ยังคงเป็นผู้เล่นหลักของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ แต่ยังมีหลายประเทศ ที่อยากชิงชัยเป็นผู้นำด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ เพราะนั้นหมายถึงการก้าวเท้าจ่อคิวที่จะเป็นประเทศมหาอำนาจ และสะท้อนถึงความมั่นคงระดับชาติ

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 2

 

‘เซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย

 

ประเทศไทยเองก็เช่นกัน ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กระทรวง อว. กล่าวว่า ประเทศไทยไม่สามารถยืนอยู่บนอุตสาหกรรมเดิมได้ ต้องสร้าง New Growth Engine หรืออุตสาหกรรมที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’

 

“เราอาจจะยังไม่เด่นชัดมากแต่เราก็ไม่ได้ช้าเกินไปที่จะเข้าไปในอุตสาหกรรมนี้ คู่แข่งในภูมิภาคหลักๆ ก็คงจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย อุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการพลังงานเยอะ ซึ่งไทยได้เปรียบเรื่องพลังงาน”

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 3

 

ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช.กล่าวว่า ประเทศไทยเคยเป็นผู้ส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) อันดับหนึ่งของโลก และถ้ามองลึกลงไปจะพบสินค้าที่อยู่เบื้องหลัง Data Center มากมาย หนึ่งในนั้นคือ เซมิคอนดักเตอร์

 

“คาดการณ์ในปี 2030 ตลาดเซมิคอนดักเตอร์อาจมีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ไทยมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนนี้ ประกอบกับปัจจัยเร่งจากภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เกิดความต้องการสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น เนื่องจากบริษัทในจีนและไต้หวันไม่สามารถส่งออกไปประเทศอื่นได้”

 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) สะท้อนให้เห็นการเติบโตของ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย มียอดส่งออกทะลุ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยในปี 2567 อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 71,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 2.8% จากปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่ม Consumer Electronics (27.8%), Power Electronics (22.7%) และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (21.1%) นับเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกอันดับต้น ๆ ของประเทศที่ยังคงขยายตัวท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

 

“มีผู้ประกอบการรวมกว่า 2,700 ราย สะท้อนถึงโครงสร้างอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าไปจนถึงระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะ นำไปสู่การจ้างงานในระบบ”

 

ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 14,946 ล้านบาท เติบโต 3% และมีโครงการลงทุนใหม่กว่า 407 โครงการ รวมมูลค่า 231,710 ล้านบาท ภายในปี 2567 โดยเป็นการลงทุนด้านผลิตเซมิคอนดักเตอร์โดยตรงกว่า 60,000 ล้านบาท

 

“แม้ไทยจะยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์จากต่างประเทศเกือบ 100% แต่เราก็มีจุดแข็งโดยเฉพาะในภาคการประกอบและทดสอบ (Outsourced Semiconductor Assembly and Test – OSAT) และแผงวงจร (PCB Assembly) แต่หากมองทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมประเทศไทยมีผู้เล่นสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของไทยหรือบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ทำให้เราสามารถสปริงบอร์ดข้ามไปเป็นผู้เล่นชั้นบนได้”

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 4

 

อาวุธลับสร้างข้อได้เปรียบในสมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์

 

ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ ชี้ให้เห็นจุดแข็งที่อาจทำให้ไทยได้เปรียบในการแข่งขัน คือ IC Design โฟกัสไปที่ไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ และ Power Electronic Device ในฐานะฐานการผลิตสำคัญทำให้สามารถเกาะขบวนอุตสาหกรรมที่เติบโตสูง เช่น AI, Data Server, และ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึง Sensor ต่างๆ ที่ใช้ในภาคการเกษตร, อาหาร และการแพทย์

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 5

 

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และหนึ่งในศูนย์ฝึกอบรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และหนึ่งในศูนย์ฝึกอบรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ มองจุดแข็งไทย 4 ด้านเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ได้แก่ การมีฐานอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่ง จากอดีตที่เคยเป็น ‘Detroit of Thailand’ และเป็นผู้ผลิตยานยนต์สันดาปที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

 

“ด้วยความแข็งแกร่งของประเทศไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ เราจึงมีฐานความรู้และบุคลากรที่มีศักยภาพอยู่แล้ว การเสริมทักษะและการปรับตัวอย่างจริงจัง จะช่วยให้เรายกระดับไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระดับต้นน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว”

 

“หากมองโครงสร้างพื้นฐาน ไทยมีระบบสาธารณูปโภคที่ดี อีกทั้งโลจิสติกส์ไม่เป็นรองใครในภูมิภาค ขณะเดียวกันเรากำลังมีนโยบายรัฐที่ชัดเจน ทาง BOI เองก็มีแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนที่ดีพอที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้”

 

ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย มองว่า แม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบหลายด้านแต่สิ่งที่ช้ากว่าคือการผลิตกำลังคน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

 

“ที่ผ่านมาเราไม่มีเซมิคอนดักเตอร์เอ็นจิเนียร์ เพราะในอดีตเราไม่มีหลักสูตรนี้ ถึงจะเอาคนที่วิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มาอัปสกิลได้ แต่ถ้าเรามีเซมิคอนดักเตอร์เอ็นจิเนีย ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยเอาจริง”

 

เป็นที่มาของการเปิดหลักสูตร ‘วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ ครั้งแรกของประเทศไทย นำร่อง 7-8 มหาวิทยาลัย สามารถรับนักศึกษาในปีแรกได้ 300-400 คน

 

“เราเรียกหลักสูตรนี้ว่า ‘Higher Education Sandbox’ กระทรวง อว. มีบทบาทหลักในการพัฒนาบุคลากรด้านนี้อย่างชัดเจน โดยมุ่งผลิต Talent เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เป้าหมายคือผลิตกำลังคนเข้าอุตสาหกรรม 80,000 คนภายใน 5 ปี ซึ่งจำนวนที่ว่านี้ นอกเหนือจากกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ยังรวมถึงคนที่อยู่ในตลาดแรงงานที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว หรือคนที่อยากเปลี่ยนงาน หรือกลุ่มอาชีวะ นำมา Upskill Reskill และอีกกลุ่มหนึ่งคือ อาจารย์และนักวิจัย”

 

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมการผลิตและพัฒนากำลังคนในหลากหลายรูปแบบ อาทิ โครงการ Semiconductor Bootcamp เพื่อเตรียมนักศึกษาชั้นปี 3 – 4 เข้าสู่อุตสาหกรรมจริง การพัฒนาหลักสูตรเฉพาะทางด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Upskill Reskill บุคลากรในตลาดแรงงาน โปรแกรม Train the trainer เพื่อพัฒนาอาจารย์และนักวิจัย ตลอดจนทุนปริญญาเอกแบบมุ่งเป้าด้าน IC Design โดยเฉพาะการจัดตั้ง National Semiconductor Training Centers ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการพัฒนากำลังคน และการสร้างความร่วมมือเชิงลึกร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ

 

“หลายภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมมือ เพราะลำพังกระทรวง อว. เอง อาจจะยังไม่พอ ปัจจุบันเราก็ทำงานกับ BOI ค่อนข้างมากในการพัฒนาคน รวมถึงความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าว

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 6

 

นอกจากความร่วมมือภายในประเทศ กระทรวง อว. ได้สร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเลือกจากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละประเทศ

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์ฝึกอบรมเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ รศ.ดร. ภานวีย์ ฉายภาพความร่วมมือในปัจจุบัน กับ Arizona State University (ASU) สหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ Thai-US Alliance for Semiconductor Excellence Center ตั้งเป้ายกระดับอุตสาหกรรมไทยด้าน Advance Packaging หรือการจับมือกับ Imperial College London สหราชอาณาจักร เน้นความเชี่ยวชาญด้าน IC Design โดยมองสหราชอาณาจักรเป็นประตูสู่ยุโรป

 

“โครงการหลักของเราคือ ศูนย์ ‘MUT–Imperial SABER Lab’ แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่ที่ Imperial College เป็นห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน AI, เซมิคอนดักเตอร์ และไบโอเซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สำคัญ SABER Lab ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วิจัย แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นนำระดับโลก ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอันทันสมัย”

 

“นอกจากนี้เรายังสร้างห้องปฏิบัติการคู่ขนาน (BiNOVA) ในประเทศไทยที่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์เหมือนกันกับที่ Imperial College เพื่อให้เกิด Knowledge Transfer อย่างแท้จริง”

 

ตัวชี้วัดความสำเร็จภายใต้ กรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’

 

ภายใต้กรอบนโยบาย “อว. for Semiconductor” ตั้งเป้าหมายพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง จำนวน 80,000 คน ภายใน 5 ปี

 

หากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้ ไทยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก นำไปสู่การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้

 

สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] 7

 

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นย้ำว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอย่างมากคือแรงงานทักษะสูงเพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

“ผลลัพธ์ที่เราตั้งไว้ จะเน้นเรื่องการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนสมรรถนะสูงเฉพาะทาง โดยเฉพาะทางด้านเซมิคอนดักเตอร์ ก็พยายามจะสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ไปจนถึงการดึงดูดการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมด้านเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญแห่งอนาคตที่รัฐบาลไทยกำหนดเอาไว้ ด้วยการพยายามเพิ่มสัดส่วนการจ้างงาน แล้วก็ผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์”

 

“การจะเริ่มอุตสาหกรรมใหม่ จุดสำคัญคือการมีคนที่มีทักษะที่ดี การร่วมมือในการพัฒนากำลังคน ซึ่งถือว่าเป็น “สินทรัพย์ที่สำคัญของประเทศ” คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน” ศ.ดร. ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

 

อ้างอิง:

The post สำรวจความเป็นไปได้ใน ‘อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์’ กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของไทย ผ่านกรอบนโยบาย ‘อว. For Semiconductor’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอไอเอส – ทรู ผนึกกำลังระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เร่งส่งถุงยังชีพ-โดรนกู้ภัย พร้อมมอบสิทธิ์โทร-เน็ตฟรี https://thestandard.co/ais-true-flood-aid-south-free-call-internet/ Thu, 27 Nov 2025 04:35:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1148337 เอไอเอส - ทรู ผนึกกำลังระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เร่งส่งถุงยังชีพ-โดรนกู้ภัย พร้อมมอบสิทธิ์โทร-เน็ตฟรี

สถานการณ์อุทกภัยจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัดของ […]

The post เอไอเอส – ทรู ผนึกกำลังระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เร่งส่งถุงยังชีพ-โดรนกู้ภัย พร้อมมอบสิทธิ์โทร-เน็ตฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอไอเอส - ทรู ผนึกกำลังระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เร่งส่งถุงยังชีพ-โดรนกู้ภัย พร้อมมอบสิทธิ์โทร-เน็ตฟรี

สถานการณ์อุทกภัยจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัดของภาคใต้ ทั้งสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ล่าสุดผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ทั้ง เอไอเอส และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เร่งระดมกำลังเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมออกมาตรการเยียวยาลูกค้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านการสื่อสาร

 

เอไอเอส ได้ระดมพนักงานภายใต้โครงการอุ่นใจอาสาเร่งจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น ประกอบด้วยถุงยังชีพ 1,000 ชุด น้ำดื่ม 1,000 โหล อุปกรณ์อะแดปเตอร์ชาร์จมือถือ 1,100 ชิ้น และเพาเวอร์แบงก์ 1,100 ชิ้น โดยประสานความร่วมมือกับกองทัพอากาศเพื่อลำเลียงส่งมอบความช่วยเหลือให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

 

นอกจากนี้ ยังได้เข้าสนับสนุนระบบสื่อสารในศูนย์อพยพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเพิ่มจุดให้บริการโทรฟรีและติดตั้งบริการ AIS Free WiFi เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้อพยพสามารถติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้

 

ในส่วนของมาตรการดูแลลูกค้า เอไอเอสได้มอบสิทธิ์โทรฟรี 100 นาที และอินเทอร์เน็ตฟรี 10GB นาน 7 วัน ให้แก่ลูกค้าทั้งระบบเติมเงินและรายเดือนในพื้นที่ประสบภัยโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งขยายเวลาชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS FIBRE3

 

รวมถึงขยายวันใช้งานให้แก่ลูกค้าระบบเติมเงิน เพื่อให้การสื่อสารไม่สะดุดในช่วงวิกฤต พร้อมกันนี้ ทีมวิศวกรได้เตรียมรถโมบายล์และเฝ้าระวังสถานีฐานตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อดูแลเครือข่ายให้พร้อมใช้งาน

 

ขณะเดียวกัน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้นำศักยภาพด้านเทคโนโลยีเข้ามาเสริมภารกิจกู้ภัย โดยส่งฝูงโดรนรุ่น TGD25 จำนวน 20 ลำ พร้อมทีมวิศวกรและนักบินผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อขนส่งอาหาร ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนเข้าไปยังพื้นที่ที่เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด

 

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโดรนที่มีความคล่องตัวสูงจะช่วยให้การลำเลียงสิ่งของเข้าถึงพื้นที่ยากลำบากเป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารของทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสา ได้ร่วมกันบรรจุถุงยังชีพกว่า 1,000 ชุด ซึ่งภายในประกอบด้วยพาวเวอร์แบงก์ อาหารแห้ง และน้ำดื่ม เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ประสบภัย

 

สำหรับมาตรการเยียวยาลูกค้า ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้มอบสิทธิ์โทรฟรี 100 นาที และอินเทอร์เน็ต 10 GB นาน 7 วัน ให้แก่ลูกค้าทรูและดีแทคในพื้นที่ประสบภัยโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกัน พร้อมขยายวันใช้งานเพิ่ม 10 วันสำหรับลูกค้าเติมเงิน และยืดระยะเวลาชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือน เพื่อป้องกันการถูกระงับสัญญาณ

 

พร้อมทั้งจัดทีมวิศวกรดูแลโครงข่ายและนำรถโมบายล์ชุมสายเคลื่อนที่เร็ว (COW) เข้าเสริมสัญญาณในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสื่อสารจะยังคงใช้งานได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

The post เอไอเอส – ทรู ผนึกกำลังระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ เร่งส่งถุงยังชีพ-โดรนกู้ภัย พร้อมมอบสิทธิ์โทร-เน็ตฟรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทยส่งระบบ ‘D/ID’ ช่วยกู้ภัยน้ำท่วมใต้ ระบุพิกัดแม่นยำทั้งแนวราบ-แนวดิ่ง ช่วยทีมเข้าถึงพื้นที่เร็วขึ้น https://thestandard.co/post-d-id-flood-rescue/ Thu, 27 Nov 2025 04:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1148321 ไปรษณีย์ไทยส่ง ระบบ ‘D/ID’ ช่วยกู้ภัยน้ำท่วมใต้ ระบุพิกัดแม่นยำทั้งแนวราบ-แนวดิ่ง ช่วยทีมเข้าถึงพื้นที่เร็วขึ้น

ไปรษณีย์ไทย นำระบบ ‘ดี/ไอดี (D/ID : Digital Post ID)’ ส […]

The post ไปรษณีย์ไทยส่งระบบ ‘D/ID’ ช่วยกู้ภัยน้ำท่วมใต้ ระบุพิกัดแม่นยำทั้งแนวราบ-แนวดิ่ง ช่วยทีมเข้าถึงพื้นที่เร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไปรษณีย์ไทยส่ง ระบบ ‘D/ID’ ช่วยกู้ภัยน้ำท่วมใต้ ระบุพิกัดแม่นยำทั้งแนวราบ-แนวดิ่ง ช่วยทีมเข้าถึงพื้นที่เร็วขึ้น

ไปรษณีย์ไทย นำระบบ ‘ดี/ไอดี (D/ID : Digital Post ID)’ สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดของภาคใต้ ในการระบุพิกัดได้อย่างละเอียดทั้งแนวราบและแนวดิ่ง โดยระบบนี้สามารถค้นหาผู้ประสบภัยอย่างแม่นยำ และเพิ่มประสิทธิภาพให้ทีมกู้ภัยสามารถเข้าถึงพื้นที่วิกฤตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนสามารถปักหมุดเพื่อแจ้งจุดที่ต้องการความช่วยเหลือได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน D/ID

 

ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า การนำระบบ D/ID ซึ่งพัฒนาร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาต่อยอดใช้ในเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ถือเป็นบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อสังคมที่ออกแบบมารองรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างแท้จริง

 

โดยระบบไม่ได้ถูกออกแบบเพียงเพื่อยกระดับการระบุที่อยู่ให้กลายเป็นรหัสดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับการรับ-ส่งพัสดุเท่านั้น แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัย ข้อมูลพิกัดของ D/ID สามารถทำหน้าที่เทียบเท่า ‘ระบบระบุจุดเสี่ยง’ ของภาคประชาชน ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทราบตำแหน่งของผู้ต้องการความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เส้นทางถูกตัดขาดหรืออยู่ในอาคารหลายชั้นที่จำเป็นต้องการข้อมูลตำแหน่งแนวตั้งเพิ่มเติมได้

 

ทั้งนี้ ผู้ประสบภัยหรือญาติพี่น้องสามารถปักหมุดผ่านแอป D/ID เพื่อระบุจุดที่ต้องการขอความช่วยเหลือได้ทันที เช่น ตำแหน่งบ้านที่มีน้ำท่วมสูง จุดพักพิงที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กติดอยู่ในชั้นบน พื้นที่ที่กระแสน้ำแรงจนเข้าถึงลำบาก หรือเส้นทางที่ถูกตัดขาด

 

โดยการระบุพิกัดแนวดิ่งเป็นจุดเด่นที่สำคัญของ D/ID ซึ่งช่วยให้ทีมกู้ภัยทราบว่าผู้ประสบภัยอยู่ชั้นใดของอาคาร ลดเวลาการค้นหาในสถานที่ที่มีโครงสร้างซับซ้อน ระบบนี้ยังช่วยให้เพื่อนบ้าน อาสาสมัคร หรือผู้ที่อยู่นอกพื้นที่สามารถกดปักหมุดแทนได้ หากผู้ประสบภัยไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

 

โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน D/ID ได้ฟรี ผ่านระบบ iOS และ Android

 

สำหรับขั้นตอนการใช้งานคือ
1. เลือกเมนู ขอรับรหัส D/ID และกรอกหมายเลขโทรศัพท์เพื่อรับรหัส OTP จากนั้นยืนยันเข้าสู่ระบบเพื่อไปยังหน้าแผนที่
2. กดปักหมุดตำแหน่งปัจจุบัน เพื่อระบุจุดที่ต้องการขอความช่วยเหลือ

 

พร้อมกรอกรายละเอียดของผู้ประสบภัยตามความจำเป็น เช่น จำนวนผู้ประสบภัย ข้อมูลสำคัญภายในพื้นที่หรือมีผู้ป่วยวิกฤตหรือไม่ พร้อมบันทึกข้อมูลให้เรียบร้อย จะได้รับรหัส D/ID แบบ 6 หลัก และ QR Code ซึ่งไปรษณีย์ไทยจะรวบรวมข้อมูลพิกัดที่ประชาชนแจ้งผ่านระบบ D/ID และส่งต่อไปยังหน่วยงานด้านภัยพิบัติและท้องถิ่นในการวางแผนเข้าพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

The post ไปรษณีย์ไทยส่งระบบ ‘D/ID’ ช่วยกู้ภัยน้ำท่วมใต้ ระบุพิกัดแม่นยำทั้งแนวราบ-แนวดิ่ง ช่วยทีมเข้าถึงพื้นที่เร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Cloud เผย AI จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย 7.3 แสนล้านบาท ใน 5 ปี แต่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 3 ด้าน https://thestandard.co/google-cloud-ai-boosts-thai-economy/ Wed, 26 Nov 2025 12:06:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1148108 Google Cloud เผย AI จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย 7.3 แสนล้านบาท ใน 5 ปี แต่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 3 ด้าน

Google Cloud เปิดเผยผลการวิจัยจาก Public First ที่ระบุว […]

The post Google Cloud เผย AI จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย 7.3 แสนล้านบาท ใน 5 ปี แต่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 3 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Cloud เผย AI จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย 7.3 แสนล้านบาท ใน 5 ปี แต่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 3 ด้าน

Google Cloud เปิดเผยผลการวิจัยจาก Public First ที่ระบุว่าหากองค์กรท้องถิ่นสามารถนำ AI มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้ราว 7.3 แสนล้านบาท ภายในปี 2030

 

อย่างไรก็ตาม การจะปลดล็อกมูลค่าดังกล่าว ยังมี 3 อุปสรรคหลักที่จำกัดองค์กรหลายแห่งจากการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ 1.การทำให้โซลูชัน AI สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องและน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง 2.การขาดแหล่งข้อมูลที่พร้อมสำหรับการใช้งาน AI และ 3.การขาดบุคลากรที่มีทักษะด้านการจัดการข้อมูลและ AI อย่างเหมาะสม

 

อรรณพ ศิริติกุล กรรมการผู้จัดการ Google Cloud ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อปลดล็อกมูลค่าเศรษฐกิจไทย จำเป็นจะต้องดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

 

  1. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ Data Center
  2. การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างยั่งยืน
  3. การส่งเสริมโปรเจกต์นำร่อง เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เห็นถึงผลลัพธ์จากการนำ AI มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

“จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารทั่วโลกพบว่า มากกว่าครึ่งรายงานว่าองค์กรของตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น 6-10% จากการนำโซลูชัน AI ระดับองค์กรมาให้ทีมงานและผู้ใช้บริการได้ใช้งานโดยตรง”

 

นอกจากนี้ จะเห็นว่าบริษัทที่นำ AI ของ Google Cloud มาใช้อย่างจริงจัง สามารถก้าวข้าม Pilot Purgatory หรือการติดอยู่ในช่วงนำร่องไปได้สำเร็จ และสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เฉลี่ยสูงถึง 727% ภายในเวลา 3 ปี พร้อมคืนทุนได้ในระยะเวลา 8 เดือน

 

ทั้งนี้ Google Cloud ได้ประกาศเปิดตัว PanyaThAI โครงการเพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรไทยในการพัฒนา ประยุกต์ และขยายการใช้งาน Agentic AI ระดับองค์กร เพื่อสร้างคุณค่าที่จับต้องได้และผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงให้กับภาคเศรษฐกิจของประเทศ

 

โครงการนี้เริ่มต้นด้วยสมาชิกผู้ก่อตั้งจำนวน 15 องค์กร ได้แก่ บิทาซซ่า, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์, ฟินโนมีนา, ไทยสมุทรประกันชีวิต, ซีเอ็ดยูเคชั่น, ช้อป โกลบอล อี-คอมเมิร์ซ, สยามพิวรรธน์, แสนสิริ, สคูลดิโอ, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ไทยวาโก้, ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป, ท็อปส์ และทรู ดิจิทัล กรุ๊ป

 

ด้าน ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC) หนึ่งในพันธมิตรด้านการให้คำปรึกษาและการดำเนินงานของ Google Cloud เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเช่ือว่าผู้บริหารของแต่ละองค์กรไม่ได้ติดปัญหาเรื่อง What หรือ Why แต่ติดปัญหาที่ How ซึ่งจากการทำงานร่วมกับลูกค้ากว่า 20 รายล่าสุด พบว่า

 

“แทบทุกองค์กรพยายามนำ AI เข้ามาสู่องค์กร แต่บางองค์กรประสบปัญหา สิ่งสำคัญคือ ต้องดัดองค์กรไปหา AI แทนที่จะดัด AI มาหาองค์กร หมายความว่าเราต้องปรับโครงสร้าง กระบวนการทำงาน หรือปรับเปลี่ยนคน เพราะ AI ไม่สามารถแทนที่คนได้ 100%”​

 

ปัญหาถัดมาคือ แทบทุกองค์กรคิดว่า AI เป็นความรับผิดชอบของทีมไอทีหรือเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้วความต้องการด้าน AI ต้องมาจากแต่ละแผนกที่จะนำ AI มาปรับใช้ อีกส่วนที่สำคัญคือ แรงผลักดันด้าน AI ต้องมาจากระดับบริหารด้วย เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

ภาสพรรณี มหายศ ผู้อำนวยการสายงานธุรกิจดิจิทัล SE-Education กล่าวว่า ระบบ AI Search Agent ช่วยให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม e-Marketplace ค้นหาและพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้า (Conversion Rate) เพิ่มจาก 12% เป็น 27% ขณะเดียวกันอัตราการออกจากหน้าเว็บไซต์ทันที (Bounce Rate) ลดลงเหลือ 10% และอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้าอยู่ที่เพียง 6%

 

ด้าน ไทยวาโก้ จับมือ Tridorian พัฒนาโซลูชัน AI ของ Google Cloud เพื่อช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจ โดยเทคโนโลยีสำคัญที่นำมาใช้ได้แก่ โมเดล Nano Banana Pro สำหรับ “ปรับแต่งและสร้างภาพสินค้า” ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และโมเดล Veo 3.1 สำหรับ “แปลงภาพนิ่งเป็นวิดีโอคุณภาพสูง” ที่สมจริงทั้งภาพและเสียง

 

สำหรับ 3 ประโยชน์หลักที่ไทยวาโก้ได้รับจากโซลูชัน AI ใหม่นี้ ได้แก่ การลดต้นทุนและลดเวลาในการผลิตคอนเทนต์ AI ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการถ่ายทำและตัดต่อ ลดจำนวนขั้นตอนการผลิตแบบเดิม ทำให้สามารถปล่อยคอนเทนต์ได้ทันกระแสตลาด การยกระดับการนำเสนอสินค้า และขยายแคตตาล็อกได้รวดเร็ว รวมทั้งการเพิ่มปริมาณและรูปแบบชิ้นงานด้วยเทคโนโลยี Generative AI

 

ภาพ: Jonathan Raa/NurPhoto via Getty Images

The post Google Cloud เผย AI จะเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย 7.3 แสนล้านบาท ใน 5 ปี แต่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการ 3 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google กลับมาแล้วอย่างทรงพลัง! หลังเปิดตัว Gemini 3 ทวงตำแหน่งผู้นำ AI พร้อมสัญญาณบวก Meta จ่อใช้ชิป TPU ส่งผลให้มูลค่าตลาด Alphabet พุ่งเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 เดือน https://thestandard.co/google-gemini-3-alphabet-surge/ Wed, 26 Nov 2025 03:37:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1147725 Google กลับมาแล้วอย่างทรงพลัง หลังเปิดตัว ** Gemini 3** ทวงตำแหน่งผู้นำ ** AI** พร้อมสัญญาณบวก ** Meta** จ่อใช้ชิป ** TPU** ส่งผลให้มูลค่าตลาด ** Alphabet** พุ่งเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 เดือน

ตลอด 3 ปีหลังการเปิดตัว ChatGPT โลกเทคโนโลยีต่างมองว่า […]

The post Google กลับมาแล้วอย่างทรงพลัง! หลังเปิดตัว Gemini 3 ทวงตำแหน่งผู้นำ AI พร้อมสัญญาณบวก Meta จ่อใช้ชิป TPU ส่งผลให้มูลค่าตลาด Alphabet พุ่งเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google กลับมาแล้วอย่างทรงพลัง หลังเปิดตัว ** Gemini 3** ทวงตำแหน่งผู้นำ ** AI** พร้อมสัญญาณบวก ** Meta** จ่อใช้ชิป ** TPU** ส่งผลให้มูลค่าตลาด ** Alphabet** พุ่งเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 เดือน

ตลอด 3 ปีหลังการเปิดตัว ChatGPT โลกเทคโนโลยีต่างมองว่า Google ผู้เคยเป็นผู้นำด้านการวิจัย AI กลายเป็นผู้ตามที่ช้ากว่า ทั้งนักวิเคราะห์ วิศวกรในบริษัทเอง และอดีตซีอีโอบางรายต่างตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทกำลังเสียตำแหน่งผู้นำในเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้ผู้ท้าชิงรุ่นใหม่อย่าง OpenAI แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ Google แสดงให้เห็นว่าศักยภาพอันมหาศาลของตนยังคงไม่หายไปไหน และที่สำคัญ ตอนนี้มันกลับมาแล้วอย่างทรงพลังยิ่งกว่าเดิม

 

Google ช่วงปีหลังได้เปิดตัวซอฟต์แวร์ AI ใหม่ ๆ พร้อมจับมือกับพันธมิตรด้านชิป เช่น ความร่วมมือกับ Anthropic ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า Google ยังไม่ยอมให้ OpenAI หรือคู่แข่งรายอื่นแย่งตำแหน่งผู้นำไปง่าย ๆ โดยเฉพาะโมเดลใหม่ Gemini 3 ซึ่งได้รับเสียงยกย่องในด้านความสามารถเชิงเหตุผล การเขียนโค้ด และความแม่นยำในงานเฉพาะทางที่มักเป็นข้อผิดพลาดของแชตบอท AI รุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ Google Cloud ซึ่งเคยเป็นผู้ตาม ยังเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการสร้างบริการ AI และความต้องการพลังประมวลผลมหาศาลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

 

อีกสัญญาณสำคัญคือความต้องการชิป AI ของ Google ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ TPU ซึ่งเป็นตัวเลือกไม่กี่รายที่สามารถแข่งขันกับชิปประมวลผลของ Nvidia ได้ รายงานล่าสุดระบุว่า Meta กำลังเจรจาเพื่อใช้ชิปของ Google ในปี ค.ศ. 2027 ส่งผลให้หุ้น Alphabet พุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น โดยบริษัทมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ความเชื่อมั่นของตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่ Warren Buffett เข้าถือหุ้นในช่วงไตรมาสสาม และความคาดหวังต่อแผน AI ของบริษัท

 

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Google คือ “ม้ามืด” ที่แม้จะดูนิ่ง แต่แท้จริงแล้วมีทรัพยากรและเครื่องมือที่เหนือกว่าใคร ทั้งฐานข้อมูลมหาศาลจาก Search, Android และ YouTube ระบบคลาวด์โครงสร้างครบวงจร และรายได้ที่มั่นคงซึ่งช่วยให้บริษัทเดินหน้าวิจัยอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องการถูกหน่วยงานกำกับดูแลเล่นงานก็ลดลง หลัง Google ไม่ถูกสั่งแยกกิจการในคดีผูกขาดครั้งใหญ่ในสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเห็นว่าตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงจากการแข่งขันด้าน AI

 

อีกด้านหนึ่ง Google ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ เช่น Waymo ซึ่งบริการแท็กซี่ไร้คนขับเพิ่มพื้นที่ให้บริการและเริ่มเปิดวิ่งบนทางหลวง แสดงให้เห็นว่าการลงทุนระยะยาวเริ่มออกผลเชิงพาณิชย์มากขึ้น การที่ Google ควบคุมตั้งแต่แอปพลิเคชัน AI โครงสร้างพื้นฐาน โมเดลซอฟต์แวร์ ไปจนถึงชิปประมวลผล ทำให้บริษัทมีความได้เปรียบเหนือผู้เล่นอื่นที่ต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์อย่าง Nvidia มากกว่า

 

ด้านการแข่งขันในชิป AI ความพยายามของบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการลดการพึ่งพา Nvidia ทำให้ TPU ของ Google กลายเป็นทางเลือกที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อ Anthropic ตัดสินใจใช้ TPU มากถึง 1 ล้านตัวในดีลที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้ TPU จะยังจำกัดการใช้งานเฉพาะภายในระบบคลาวด์ของ Google และมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า GPU ของ Nvidia แต่ด้วยผลงานด้าน AI ที่โดดเด่น บริษัทต่าง ๆ ก็พร้อมยอมรับการ “ล็อกอิน” อยู่ในระบบ Google มากขึ้น

 

การฟื้นตัวของ Google ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้ความเสี่ยง ในปี ค.ศ. 2023 บริษัทปรับโครงสร้างด้าน AI นำทีมทั้งหมดไปรวมภายใต้การนำของ Demis Hassabis หัวเรือใหญ่ของ DeepMind แม้จะมีช่วงผิดพลาด เช่น การเปิดตัวเครื่องมือสร้างภาพที่ผิดพลาด แต่การรวมทรัพยากรเข้าด้วยกันทำให้การพัฒนารวดเร็วและมีทิศทางมากขึ้น Hassabis ยังเป็นกาวสำคัญที่ช่วยรักษาวิศวกรเก่งระดับโลกเอาไว้ในบริษัท แม้จะมีข้อเสนอค่าตอบแทนสูงจากคู่แข่งก็ตาม

 

ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ Gemini 3 Pro ที่ไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำบนหลายกระดานจัดอันดับ AI นักวิจัยชื่อดังอย่าง Andrej Karpathy ยังยอมรับว่าเป็นโมเดลระดับ “Tier 1” จุดแข็งสำคัญคือการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อน รวมถึงความแม่นยำด้านภาพและข้อความซ้อนทับซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของ AI เกือบทุกเจ้า

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านผู้ใช้ทั่วไป Google ยังตามหลัง OpenAI อยู่บ้าง Gemini มีผู้ใช้งาน 650 ล้านราย ขณะที่ ChatGPT มีผู้ใช้งานประจำสัปดาห์ถึง 800 ล้านราย และยอดดาวน์โหลดแอปก็ยังเป็นรอง แต่ในสายตาบริษัทขนาดใหญ่ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญ และนี่คือจุดที่ Google มีศักยภาพเหนือคู่แข่งหลายราย

 

ท้ายที่สุด แม้ TPU ของ Google จะยังจำกัดการเข้าถึงและไม่เหมาะกับทุกบริษัท แต่การที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Meta และ Anthropic เริ่มหันมามองชิปของบริษัท เป็นสัญญาณสำคัญว่า Google ไม่ได้เป็นผู้ตามอีกต่อไป Thomas Husson จาก Forrester กล่าวไว้ว่า “Google กลับมาสู่เกมแล้วอย่างเต็มตัว” และคำกล่าวที่ว่า Google กำลังจะตายจากเวทีเทคโนโลยีนั้นไม่เพียงเกินจริง แต่แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความจริงเลยในวันนี้

 

Google อาจจะเคยดูเหมือนหลับใหล แต่ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ได้ตื่นขึ้นแล้ว และพร้อมจะสู้ในศึก AI ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีร่วมสมัย

 

ภาพ: VCG/VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Google กลับมาแล้วอย่างทรงพลัง! หลังเปิดตัว Gemini 3 ทวงตำแหน่งผู้นำ AI พร้อมสัญญาณบวก Meta จ่อใช้ชิป TPU ส่งผลให้มูลค่าตลาด Alphabet พุ่งเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ใน 1 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง https://thestandard.co/ecommerce-shift-trust-true-value/ Wed, 26 Nov 2025 02:55:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1147692 **Milieu Insight** เผย อีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค **‘สงครามราคา’** สู่สมรภูมิ **‘ความเชื่อมั่น’** และ **‘ความคุ้มค่า’** ที่แท้จริง

Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมน […]

The post Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
**Milieu Insight** เผย อีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค **‘สงครามราคา’** สู่สมรภูมิ **‘ความเชื่อมั่น’** และ **‘ความคุ้มค่า’** ที่แท้จริง

Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดได้เผยผลสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ชาวไทยจำนวน 500 คน ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสมรภูมิอีคอมเมิร์ซไทย เมื่อกลยุทธ์ลดแลกแจกแถมไม่ใช่คำตอบเดียวของการเอาชนะใจลูกค้าอีกต่อไป แต่นักช็อปไทยยุคใหม่กำลังมองหาความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่เหนือกว่าเพื่อออกแบบความคุ้มค่าให้ตนเอง

 

ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกขับเคลื่อนโดย 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Shopee ที่ครองส่วนแบ่ง 89% ตามมาด้วย TikTok Shop 71% และ Lazada 66% โดยผู้บริโภคกว่า 87% มีการซื้อสินค้าเป็นประจำทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน สะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซไม่ใช่แค่ทางเลือกเพื่อความสะดวกสบาย แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำรงชีวิตของคนไทยไปแล้ว

 

แม้แรงจูงใจในการซื้อสินค้ายังคงหนีไม่พ้นเรื่องส่วนลด (73%) และค่าจัดส่ง (73%) แต่ผลสำรวจพบนัยสำคัญว่า ปัจจัยด้านความหลากหลายของสินค้า (45%) และรีวิวที่น่าเชื่อถือ (39%) กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าตลาดไทยได้ก้าวข้ามยุคที่ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่ยุค Value-Conscious หรือการเน้นความคุ้มค่าที่มากกว่าตัวเงิน

 

ทั้งนี้ สามารถแบ่งพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อตลาดได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ Bargain Seekers หรือนักล่าดีล ที่ยังคงอ่อนไหวต่อ Flash Deals และค่าส่ง แต่กลุ่มที่น่าจับตามองคือ Value Optimizers หรือนักช้อปสายคุ้ม ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ โดยยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อยเพื่อให้ได้รับคุณภาพบริการที่ดีที่สุด

 

จุดา คณาปราชญ์ Chief Operating Officer และ Co-Founder บริษัท Milieu Insight กล่าวว่า “ผู้บริโภคไทยวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การล่าโปรอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคที่ออกแบบความคุ้มค่าให้ตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบัน ผู้ซื้อไม่ได้เปรียบเทียบแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าไปพร้อมๆ กัน”

 

เพื่อยกระดับความพึงพอใจและปิดช่องว่างในตลาด แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเร่งปรับตัวผ่าน 5 เรื่องสำคัญ เริ่มต้นที่มาตรฐานการจัดส่ง ซึ่งยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดย 79% ของผู้ซื้อเคยประสบปัญหาในปีที่ผ่านมา ทั้งการส่งนานและล่าช้า อินไซต์ที่น่าสนใจคือ ผู้ซื้อกว่า 70% ไม่ได้ยึดติดกับชื่อบริษัทขนส่ง แต่ยึดติดกับผลลัพธ์ว่าต้องส่งได้ตามความคาดหวัง

 

โดยเฉพาะปัญหาในส่วนของ ‘Last-mile Fulfilment’ ที่ยังคงท้าทาย แพลตฟอร์มจึงต้องกำหนดมาตรฐานการขนส่งที่ชัดเจนและรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา เพราะผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคถึง 84% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากการจ่ายเพิ่มนั้นแลกมาด้วยประสิทธิภาพการจัดส่งที่ดีกว่าเดิมและการดูแลสภาพพัสดุที่ดีขึ้น

 

ต่อมาคือความโปร่งใสเรื่องราคาและความจริงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชนะใจผู้บริโภค โดย 56% พร้อมยกเลิกคำสั่งซื้อทันทีหากพบค่าบริการแอบแฝงระหว่างการสั่งซื้อ การแสดงราคาและค่าส่งที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความลังเลของผู้ซื้อและลดอัตราการทิ้งตะกร้าสินค้า

 

ในด้านการคุ้มครองผู้ซื้อ แพลตฟอร์มต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางที่ยุติธรรม ความเชื่อมั่นต่อระบบคืนสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก โดย 34% ลังเลที่จะซื้อหากเงื่อนไขไม่ชัดเจน และผู้ซื้อถึง 45% เคยเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มอื่นเพราะรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นการมีนโยบายคืนเงินที่ชัดเจนและการแก้ปัญหาที่รวดเร็วจะช่วยดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ

 

ข้อ 4 คือการลงทุนในนวัตกรรมเพื่อความสะดวกสบาย ผู้บริโภคไทยเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น โดยฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ บริการ ‘Buy Now, Pay Later’ ซึ่ง 44% มองว่าช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการซื้อซ้ำ รวมถึงระบบชำระเงินคลิกเดียว (One-click Checkout) ที่ 35% มองว่าช่วยลดความยุ่งยากในขั้นตอนการสั่งซื้อ

 

นอกจากนี้ การซื้อขายสินค้าผ่านไลฟ์สตรีม (Livestream Commerce) ก็ได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อถึง 27% ว่ามีความน่าไว้วางใจสูง เนื่องจากการนำเสนอสินค้าแบบเรียลไทม์ช่วยลดข้อสงสัยได้ดีกว่าภาพถ่าย เช่นเดียวกับฟีเจอร์การคืนสินค้าด้วยตนเอง (Self-service Returns) ที่ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

 

สุดท้ายคือการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสนับสนุนร้านค้าคุณภาพ นอกจากรีวิวที่ 50% ของผู้ซื้อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลักแล้ว การใช้ AI เพื่อนำเสนอสินค้าแบบเฉพาะบุคคล (Personalisation) ก็มีความสำคัญ โดยผู้บริโภคกว่าครึ่งระบุว่าเชื่อมั่นในแพลตฟอร์มที่แนะนำสินค้าได้ตรงใจ แพลตฟอร์มจึงควรสนับสนุนร้านค้าที่มีคุณภาพเพื่อให้ผู้ซื้อค้นพบสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

 

การปรับตัวตาม 5 ข้อนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว เปลี่ยนผู้ซื้อขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอีคอมเมิร์ซไทยท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ภาพ: Thaspol Sangsee/Shutterstock

The post Milieu Insight เผยอีคอมเมิร์ซไทยถึงจุดเปลี่ยน หมดยุค ‘สงครามราคา’ สู่สมรภูมิ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความคุ้มค่า’ ที่แท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส https://thestandard.co/tiktok-insights-from-3-creators/ Tue, 25 Nov 2025 13:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1147553 เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส

ใครจะเชื่อว่าจากงานอดิเรกยามว่าง จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคั […]

The post เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส

ใครจะเชื่อว่าจากงานอดิเรกยามว่าง จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แม้หลายธุรกิจอาจต้องประคองตัว แต่ ‘Influencer Marketing’ กลับเป็นตลาดที่เติบโตสวนกระแส ท่ามกลางการแข่งขันในสนามนี้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

 

เมื่อโซเชียลมีเดียทลายกำแพงกั้น เปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวขึ้นมาเป็น ‘ครีเอเตอร์’ หรือเจ้าของพื้นที่หน้าจอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว ไม่ใช่แค่ดารา แต่คือใครก็ได้ที่มีสมาร์ตโฟนและเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ก็พร้อมจะกระโดดเข้ามาแย่งชิงเวลาจากผู้ชม

 

ข้อมูลจาก เทลสกอร์ แพลตฟอร์มด้าน Influencer Marketing ประเมินว่าในปี 2025 อุตสาหกรรมนี้จะเติบโตต่อเนื่องกว่า 15% และยังมีแนวโน้มขยายตัวไม่หยุด สอดคล้องกับข้อมูลจาก MI Group ที่ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนอินฟลูเอนเซอร์จะดูเหมือนถึงจุดอิ่มตัว แต่แบรนด์ต่างๆ ก็ยังคงทุ่มงบการตลาดมาที่นี่ เพราะความเชื่อมั่นในพลังของการบอกต่อ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่น่าจับตาต่อคือตัวเลขผู้ใช้งาน TikTok ในไทยที่ปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 50 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกำลังกระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มนี้ และที่น่าสนใจกว่าปริมาณคือพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นเสพความบันเทิงเป็นหลัก เริ่มขยายวงกว้างไปสู่การเรียนรู้ การหาข้อมูล จนถึงกลายเป็นช่องทางทำมาหากินที่ไม่อาจมองข้าม

 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านความสนใจของผู้คนที่แตกแขนงไปอย่างหลากหลาย เห็นได้จากแฮชแท็กอย่าง #TikTokพากิน ที่มียอดคอนเทนต์สะสมกว่า 2.6 ล้านโพสต์ หรือกลุ่มคนรักกีฬาที่รวมตัวกันผ่าน #SportsonTikTok ซึ่งเปลี่ยนภาพจำของกีฬาให้กลายเป็นเรื่องที่ย่อยง่ายและเข้าถึงคนในวงกว้าง

 

คำถามสำคัญคือ ในสมรภูมิที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และใครๆ ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ คนทำคอนเทนต์จะยืนระยะอย่างไรให้แตกต่างและยั่งยืน?

 

กรณีศึกษาที่น่าสนใจท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด คือโมเดลของผู้ที่เพิ่งคว้ารางวัลใหญ่จากเวที TikTok Awards Thailand 2025 ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในวิธีคิดของทั้งตัวแทน 3 ครีเอเตอร์ จะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ภายใต้คลิปสั้นๆ ที่สร้างรอยยิ้ม แท้จริงแล้วมีกลยุทธ์ทางธุรกิจและการเอาตัวรอดซ่อนอยู่อย่างไร

 

แข่งกับอัลกอริทึมไม่พอ ต้องแข่งกับคนกันเองด้วย ‘ความเร็ว’

 

รางวัลใหญ่ที่สุดของงานอย่าง Creator of the Year ตกเป็นของ โบว์ กัญญารัตน์ ปิยะนันทสมดี (bowkanyaratp) เจ้าของช่องที่เปลี่ยนวิกฤตโควิดให้เป็นโอกาส จนค้นพบสูตรสำเร็จว่าคนดูไม่ได้ต้องการแค่คอนเทนต์กิน แต่ต้องการความเป็น ‘คอมมูนิตี้ครอบครัว’ ที่มีความ ‘เรียล’ (Real) จับต้องได้

 

ความน่าสนใจอยู่ที่กลยุทธ์หลังบ้าน โบว์เปิดเผยอินไซต์สำคัญว่า ‘ความเร็ว’ คือปีศาจที่ครีเอเตอร์ต้องวิ่งแข่งด้วยเสมอ ไม่ใช่แค่แข่งกับช่องอื่น แต่ต้องแข่งกันเองภายในครอบครัวด้วย หากมีคอนเทนต์กระแสเกิดขึ้น ใครถ่ายเสร็จและตัดต่อลงช่องได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะที่กวาดยอดวิวไปครอง

 

เหตุผลคือพฤติกรรมคนดู หากเห็นคอนเทนต์ซ้ำจากช่องพี่น้องหรือช่องอื่นผ่านตามาแล้ว โอกาสที่จะหยุดดูซ้ำจะลดน้อยลงทันที การชิงพื้นที่การมองเห็นเป็นเจ้าแรกจึงเป็นสำคัญ ไม่แพ้ความท้าทายของการทำคลิปสั้นคือต้อง “มัดใจคนดูตั้งแต่วินาทีแรก”

 

ดังนั้นอีกหนึ่งตัวเลขที่โบว์ให้ความสำคัญมากคือ ‘Retention Rate’ หรืออัตราการดูจนจบ โดยใช้หลักการ “Data โกหกไม่ได้” เข้ามาจับ หากคลิปถูกนำส่งแล้วคนดูสนใจเกิน 50% หรือ 80% ระบบจะดันคลิปนั้นต่อว่าเป็นคลิปคุณภาพ แต่ถ้าตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ การมองเห็นจะถูกลดทอนทันที

 

เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส 1

 

โบว์จึงใช้วิธีวิเคราะห์กราฟคนดูแบบวินาทีต่อวินาที หากช่วงไหนคนกดออก หรือกราฟดิ่งลง ช่วงเวลานั้นจะถูกตัดทิ้ง หรือปรับเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องใหม่ในคลิปถัดไป และเมื่อไหร่ที่เจอปัญหา Burnout วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการนอนพัก แล้วตื่นมาวิเคราะห์ใหม่ หากคลิปไหนยอดไม่ดีให้ทิ้งไป แล้วเริ่มใหม่ทันทีโดยไม่เสียเวลานั่งเสียดาย หรือถ้ายังอยากเล่าเรื่องเดิม ก็แค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอใหม่ เพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกขึ้นกว่าเดิม

 

เปลี่ยนเรื่องยากให้ง่าย และมองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมวงการ

 

ขยับมาที่รางวัล Food Creator of the Year อย่าง เคน เจ้าของช่อง paratt_ ผู้จบสายตรงจากสถาบันอาหาร และเคยผ่านงานในร้านระดับมิชลิน แต่กลับเลือกทิ้งกรอบทฤษฎีที่ซับซ้อน แล้วหันมาทำคอนเทนต์ภายใต้แนวคิด Simplify หรือการทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย

 

เคนมองว่าการทำอาหารคือปัจจัย 4 ที่ทุกคนควรสนุกกับมันได้ จึงเลือกนำเสนอเมนูสไตล์ Asian Twist ที่ผสมผสานวัตถุดิบเอเชียเข้ากับเทคนิคตะวันตก แต่ย่อยวิธีทำให้ออกมาดูง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อบอกผู้ชมว่า “การเข้าครัวไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือทัศนคติต่อ ‘คู่แข่ง’ เคนไม่ได้มองว่าการที่มีครีเอเตอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายเป็นภัยคุกคาม แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ยิ่งคนเข้ามาในวงการเยอะ อุตสาหกรรมก็จะยิ่งขยายตัว เม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น ผู้ว่าจ้างมีสเกลงานที่ใหญ่ขึ้น และรูปแบบธุรกิจก็จะหลากหลายขึ้น สุดท้ายผลพลอยได้จะตกอยู่กับทุกคนในวงการ

 

บทเรียนสำคัญที่เคนฝากไว้คือ “อย่าลืมวันแรกว่าลงคลิปเพราะอะไร” พลังงานและความสุขในวันแรกที่ทำคลิปคือสิ่งที่ดีที่สุด แม้ในวันที่ต้องเจอกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากอย่างการเปลี่ยนอัลกอริทึม หรือยอดวิวที่ลดหายไป การยึดมั่นในตัวตนและไม่หยุดทำ คือหนทางเดียวที่จะทำให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้

 

เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส 2

 

พลิกเรื่องหัวร้อน ให้เป็นคอนเทนต์ ‘Blue Ocean’

 

จากความพ่ายแพ้ของทีมลิเวอร์พูลต่อลีดส์ 2-0 เมื่อ 4 ปีก่อน กลายเป็นจุดกำเนิดของ huafulldooball (หัวฟูดูบอล) เจ้าของรางวัล Sports Creator of the Year คลิปบ่นระบายอารมณ์ที่มีคนดู 40,000 วิว ทำให้รู้ว่ามาถูกทาง แต่ลำพังแค่การวิเคราะห์บอลแบบจริงจัง หรือการบ่นทีมรัก อาจไม่ใช่คำตอบในระยะยาว

 

หัวฟูดูบอลจึงตัดสินไม่อยู่ในกรอบด้วยการหนีจากทะเลแดงที่คนทำข่าวกีฬาเยอะแล้ว ไปสู่การเล่าเรื่องแปลก เรื่องราวในประวัติศาสตร์ หรือมุมมองตลกๆ อย่าง ‘ปลาเตะบอล’ เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานคนดูให้กว้างขึ้น

 

กลยุทธ์นี้ทำให้ช่องกลายเป็นพื้นที่ผ่อนคลายสำหรับคอบอล เพราะฟุตบอลเป็นลูกกลมๆ ที่มองได้หลายมุม ไม่จำเป็นต้องเครียดเสมอไป เป้าหมายของช่องจึงไม่ใช่แค่ยอดวิว แต่คือการมอบ ‘กำไร’ ให้กับคนดู หากใครสักคนเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน แล้วมาดูคลิป 2 นาทีจนยิ้มได้ นั่นถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

 

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้น หัวฟูดูบอลแนะนำให้ลองทำไปก่อนสัก 10 คลิป แล้วนำคลิปที่ยอดวิวดีที่สุดมา ‘แกะ’ ดูอย่างละเอียดว่าพูดคำไหน เปิดคลิปด้วยคำถามอะไร หรือมีจุดไหนที่ดึงคนดูได้ แล้วทำซ้ำในรูปแบบที่เป็นตัวเอง และเมื่อไหร่ที่หมดไฟ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการกลับไปดูคลิปเก่าที่เคยทำได้ดี เพื่อเตือนตัวเองว่าเราเดินทางมาไกลแค่ไหน และมีคนรอดูผลงานอยู่อีกมาก

 

บทเรียนจากทั้ง 3 กรณีศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าในสนามที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านคน ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่คือส่วนผสมของ Data, ความสม่ำเสมอ และการสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งหากรักษาคุณภาพและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่สำหรับครีเอเตอร์ตัวจริงก็ยังคงเปิดกว้างเสมอ

The post เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Cloud ผุดโปรเจกต์ ‘TalayLink’ เคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทย-ออสเตรเลีย หนุนไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน https://thestandard.co/google-talaylink-cable-thailand-australia/ Tue, 25 Nov 2025 04:39:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1147168 Google Cloud ผุดโปรเจกต์ ‘TalayLink’ เคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทย-ออสเตรเลีย หนุนไทยสู่ฮับดิจิทัล อาเซียน

Google Cloud ประกาศเปิดตัวโครงการ TalayLink สายเคเบิลใต […]

The post Google Cloud ผุดโปรเจกต์ ‘TalayLink’ เคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทย-ออสเตรเลีย หนุนไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Cloud ผุดโปรเจกต์ ‘TalayLink’ เคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทย-ออสเตรเลีย หนุนไทยสู่ฮับดิจิทัล อาเซียน

Google Cloud ประกาศเปิดตัวโครงการ TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเส้นใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

โครงการนี้ถือเป็นส่วนต่อยอดจากแผนริเริ่ม Australia Connect โดยเส้นทางของ TalayLink จะวางผ่านมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตกของช่องแคบซุนดา ซึ่งเป็นเส้นทางใหม่ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากเส้นทางเดิมที่มีความหนาแน่น ช่วยให้การเชื่อมต่อข้อมูลมีความมั่นคงยิ่งขึ้น และจะเชื่อมโยงโดยตรงเข้ากับ Data Center และ Cloud Region ของ Google ที่กำลังจะก่อสร้างขึ้นในประเทศไทย

 

ควบคู่กับการวางสายเคเบิลใต้น้ำ บิกาช โคลีย์ รองประธาน ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google, Google Cloud ระบุว่า ระบุว่า Google ยังได้วางแผนลงทุนสร้างศูนย์กลางการเชื่อมต่อแห่งใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ เมืองแมนดูราห์ รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

 

ในส่วนของประเทศไทยนั้น Google ได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญเพื่อเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ในฐานะพันธมิตรด้านบริการโคโลเคชัน (Colocation) เพื่อดูแลศูนย์กลางการเชื่อมต่อในภาคใต้

 

และ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด (IGC) บริษัทลูกของ บมจ. เอแอลที เทเลคอม (ALT) ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรหลักในการสนับสนุนการเชื่อมโยงสายเคเบิลเข้าสู่ประเทศ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านบริหารเครือข่ายและจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิม

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า การลงทุนใน TalayLink นับเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย เมื่อผนวกกับการจัดตั้ง Google Cloud Region และ Data Center จะช่วยตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะ Digital Gateway ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านคลาวด์และ AI ในอนาคต สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล

 

ขณะที่ ปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า การผนึกกำลังระหว่างเส้นทางสายเคเบิลใต้น้ำสายใหม่ที่มีความหลากหลายของ Google กับศักยภาพด้านโคโลเคชันที่มีเสถียรภาพสูงของ AIS จะช่วยให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคสามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้านปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวกว่า สายเคเบิลเส้นใหม่นี้ถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเร่งการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มศักยภาพ

 

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ TalayLink และศูนย์กลางการเชื่อมต่อใหม่จะทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ Google ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ในมัลดีฟส์และเกาะคริสต์มาส เพื่อสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุมทั้งมหาสมุทรอินเดีย เชื่อมโยงไปถึงทวีปแอฟริกาและตะวันออกกลาง ช่วยสนับสนุนโรดแมปการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งไทยและออสเตรเลียให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสถียรสูง

The post Google Cloud ผุดโปรเจกต์ ‘TalayLink’ เคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทย-ออสเตรเลีย หนุนไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Qwen’ แอป AI ตัวท็อปของ Alibaba เปิดตัวแรง พร้อมท้าชน ChatGPT https://thestandard.co/qwen-ai-app-alibaba-challenges/ Tue, 25 Nov 2025 01:25:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1147060 ‘Qwen’ แอป AI ตัวท็อปของ Alibaba เปิดตัวแรง พร้อมท้าชน ChatGPT

Alibaba เปิดตัว Qwen AI อย่างร้อนแรง! ยอดดาวน์โหลดทะลุ […]

The post ‘Qwen’ แอป AI ตัวท็อปของ Alibaba เปิดตัวแรง พร้อมท้าชน ChatGPT appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Qwen’ แอป AI ตัวท็อปของ Alibaba เปิดตัวแรง พร้อมท้าชน ChatGPT

Alibaba เปิดตัว Qwen AI อย่างร้อนแรง! ยอดดาวน์โหลดทะลุ 10 ล้านครั้งใน 1 สัปดาห์ ตอกย้ำกลยุทธ์ ‘AI-first company’ พร้อมผสาน Qwen เข้าสู่ Taobao-Alipay หวังขับเคลื่อนธุรกิจผู้บริโภคและส่งผลต่อ Valuation ในอนาคต

 

หุ้นของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจีนพุ่งขึ้นมากกว่า 5% ในวันจันทร์ที่ฮ่องกง หลัง Alibaba เปิดเผยตัวเลขดังกล่าวในบล็อกโพสต์บน WeChat การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทตัดสินใจรีแบรนด์และอัปเดตแอปเดิมบน iOS และ Android ให้รวมอยู่ภายใต้ชื่อ ‘Qwen’

 

การเปิดตัวของ Qwen เน้นย้ำให้เห็นถึงกระแสความนิยมของแอป AI ที่สามารถเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเริ่มจาก ChatGPT ของ OpenAI ซึ่งเคยทำสถิติเป็นบริการที่เข้าถึงผู้ใช้ 100 ล้านคนได้เร็วที่สุดเมื่อสามปีก่อน หากไม่นับ Threads ของ Meta ซึ่งได้อานิสงส์จากเครือข่ายโซเชียลขนาดใหญ่ของบริษัทแม่ ตอนนี้ Qwen ถือเป็นหนึ่งในแอปที่เติบโตเร็วที่สุด โดยเฉพาะในจีนที่ไม่สามารถใช้ ChatGPT ได้

 

การเคลื่อนไหวของ Alibaba เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่บริษัท AI หลักๆ ของตะวันตกอย่าง ChatGPT และ Gemini ยังไม่เปิดให้บริการแก่ผู้บริโภคชาวจีน ด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่กว่า 200 แบบที่กำลังแข่งขันกันเพื่อดึงดูดความสนใจในจีน Alibaba จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างด้วยการผสานรวม Qwen เข้ากับระบบนิเวศที่กว้างขึ้น ซึ่งมีแพลตฟอร์มอย่าง Alipay และ Taobao และนำเสนอแอปนี้ให้ใช้งานฟรีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย

 

Kenny Ng นักกลยุทธ์จาก China Everbright Securities International กล่าวว่า “การที่ Alibaba จะสามารถใช้แอป Qwen เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจผู้บริโภคได้หรือไม่นั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการประเมินมูลค่าในอนาคตของบริษัท” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “ตลาดมองว่าก้าวนี้เป็นส่วนสำคัญในการเปรียบเทียบมูลค่าของ Alibaba กับ OpenAI ด้วย”

 

ตัวเลขผู้ใช้งานระยะแรกของ Qwen สอดคล้องกับประกาศของ Ant Group บริษัทฟินเทคในเครือ Alibaba เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่งเปิดตัวผู้ช่วย AI แบบมัลติโหมดแห่งใหม่ชื่อ LingGuang โดยมียอดดาวน์โหลดมากกว่าล้านครั้งภายใน 4 วันหลังเปิดตัว

 

Alibaba วางแผนจะค่อย ๆ เพิ่มความสามารถด้าน AI แบบ ‘agentic’ เพื่อสนับสนุนการช้อปปิ้งออนไลน์ ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักอย่าง Taobao ในช่วงเดือนต่อไปข้างหน้า โดยมุ่งสู่การทำให้ Qwen เป็น AI agent ที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้การนำของซีอีโอ Eddie Wu บริษัทได้ประกาศปรับกลยุทธ์สู่การเป็น ‘AI-first company’ ซึ่งนักลงทุนจะจับตาอย่างใกล้ชิดในการประกาศผลประกอบการไตรมาสวันอังคารนี้

 

บริษัทระบุในแถลงการณ์ว่า “Alibaba มีแผนบูรณาการบริการด้านไลฟ์สไตล์และผลิตภาพให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงแผนที่ดิจิทัล บริการส่งอาหาร การจองท่องเที่ยว เครื่องมือสำนักงาน อีคอมเมิร์ซ การศึกษา และคำแนะนำด้านสุขภาพ เข้าไว้ในแอป Qwen โดยตรง”

 

ภาพ: VCG/VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ‘Qwen’ แอป AI ตัวท็อปของ Alibaba เปิดตัวแรง พร้อมท้าชน ChatGPT appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk) ผู้นำ Woxa Group ผลักดันฟินเทคไทยสู่ตลาดโลก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/takin-jitjanuruk-woxa-group/ Mon, 24 Nov 2025 07:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1145424

โลกการเงินเปลี่ยนไปแล้ว การเงินแทบจะทั้งหมดถูกยกมาไว้บน […]

The post ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk) ผู้นำ Woxa Group ผลักดันฟินเทคไทยสู่ตลาดโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

โลกการเงินเปลี่ยนไปแล้ว การเงินแทบจะทั้งหมดถูกยกมาไว้บนโลกดิจิทัล ทุกสิ่งที่กำหนดความมั่งคั่งและการเงินของคนหนึ่งคนหรือองค์กรหนึ่งองค์กร วางเอาไว้บนเทคโนโลยีการเงิน Financial Technology เรียกอีกชื่อที่คุ้นหูกว่าคือ “ฟินเทค (FinTech)”

 

ตลาดฟินเทคโตขึ้นวันแล้ววันเล่า ใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาสร้างเทคโนโลยีการเงินที่แก้โจทย์ให้แก่ลูกค้า หนึ่งในนั้นคือ ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk) Group CEO of Woxa Group Holding Ltd. และ Co-Founder of Woxa Corporation Ltd. ที่กระโดดเข้ามาในตลาดฟินเทคที่เป็นโอกาสสำคัญของโลกยุคใหม่ตั้งแต่อายุ 21 ปี ซึ่งทำให้เขาได้เรียนรู้และสร้างปรัชญาการต่อสู้ในโลกเทคโนโลยีการเงินในแบบของตัวเอง

 

บทเรียนในวัย 21 ปี ตลาดที่เร็วและสูญเสียเงินก้อนใหญ่

 

แม้ ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk)จะเป็นซีอีโอและผู้นำที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรม ในบริษัทผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีการเงิน แต่เส้นทางเริ่มต้นของเขาก็ไม่ง่ายเลย

 

“เริ่มต้นตอนอายุ 21 ปี เป็นช่วงที่เราตัดสินใจเข้าไปแข่งขันกับคู่แข่งที่อยู่ต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีน ซึ่งตลาดทั้งสองประเทศเป็นตลาดที่เร็วมาก และมีข้อจำกัดหลายอย่างที่เรามีความรู้ไม่มากพอ ทำให้เราสูญเสียเม็ดเงินไปมหาศาลกับการพัฒนาแพลตฟอร์มที่จะเป็นศูนย์รวมนักลงทุนให้มาแลกเปลี่ยนแนวคิดกันทั่วโลก”

 

ธาคิน จิตจานุรัก
(Takin Jitjanuruk)
Group CEO of Woxa Group Holding Ltd.
และ Co-Founder of Woxa Corporation Ltd.

 

ความผิดพลาดนั้นไม่ใช่จุดจบของ ธาคิน แต่เป็น “โอกาส” และ “จุดเริ่มต้น” ในการกลับมาขบคิดถึงความต้องการตลาดจริง ๆ และเลือกกลยุทธ์ที่ถูกต้องเสียก่อน

 

“เรากลับมาทบทวนและศึกษาอย่างจริงจังว่า อะไรคือความต้องการของตลาดนี้ระหว่าง B2B และ B2C อะไรคือเป้าหมายที่ผู้ประกอบการจะหันมาใช้เรา โดยใช้หลักการ Pathos และทำให้เราเลือกกลุ่มเป้าหมายตลาดของเราได้สำเร็จ”

 

Pathos หลักการโน้มน้าวจิตใจของ อริสโตเติล

 

สิ่งที่ ธาคิน ได้กล่าวถึงในการเลือกกลยุทธ์เพื่อเลือกกลุ่มเป้าหมายคือคำว่า “Pathos” คำนี้คือ หลักการหนึ่งของการโน้มน้าวจิตใจของนักปรัชญาที่มีอิทธิพลไปในระดับโลกอย่าง อริสโตเติล

 

Pathos คือการจูงใจหรือโน้มน้าวจิตใจคนที่เน้นไปที่ “จิตใจ” ของคน ๆ นั้น ในบริบทของโลกธุรกิจ คือ การเข้าใจและมี Empathy ต่อลูกค้าของเรานั่นเอง เช่น การเชื่อมสิ่งที่เราอยากพูดเข้ากับสิ่งที่ผู้ฟังอยากฟัง

 

First Principle สิ่งที่ลูกค้าต้องการคืออะไร?

 

เมื่อกลับมาทบทวนใหม่ ผสานกับหลักคิดแบบ Pathos ทำให้ ธาคิน เกิดความคิดเป็น First Principle ว่า “อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าของเราต้องการมากที่สุดจริง ๆ ” โดย ธาคิน และ Woxa Group เลือกจะตัดสินใจบนพื้นฐานมนุษย์

 

  • ผู้คนเข้าไปเทรดหุ้น เพราะต้องการได้เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทนั้น ๆ หรือการทำรายได้จากหุ้นตัวนั้น
  • คนซื้อขายทองคำแท่งช่วงนี้เพราะต้องการความปลอดภัยทางทรัพย์สิน หรือต้องการทำรายได้จากราคาทองคำกันแน่
  • หากเป็นผู้ประกอบการ เป้าหมายสูงสุดในการที่จะเปิด Exchange หรือ Broker พวกเขาต้องการราคาที่เข้าถึงง่าย ติดตั้งรวดเร็ว หรือพวกเขาต้องการทีม Dev ของเขาเองที่รวดเร็วและราคาถูก

 

First Principle คือการตกตะกอนความต้องการของลูกค้า เพื่อชี้ทิศทางและก่อร่างสร้างบริการหรือโซลูชันให้กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น “เราจะตั้งคำถามก่อนเสมอว่า อะไรคือเป้าหมายสูงสุดของความต้องการลูกค้า และเราจะทำสิ่งนั้นเพื่อตอบโจทย์ และสนใจเพียงแค่ส่วนนั้น”

 

เหตุผลที่ ธาคิน เลือกจะเข้ามาในตลาดฟินเทค

 

ปรัชญาการนำองค์กรของเราสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน คือ เราต้องชัดเจนเรื่อง ‘เป้าหมาย’ แต่ต้องยืดหยุ่นเรื่อง ‘วิธีการ’ เราส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ให้คนรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าท้าทาย เหมือนสมัยที่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพราะในโลกของเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้กรอบคือเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการได้จริง”

 

“คือการมองเห็น Leverage ทางการเงินที่มาจาก ‘โลกาภิวัตน์’” นี่คือเหตุผลที่ ธาคิน เลือกเข้ามาสู้ในสมรภูมิที่เติบโตและการแย่งชิงตลาดในอุตสาหกรรมฟินเทคนี้

 

“เราผลิตสินค้าที่ไหนก็ได้บนโลก เรามีบุคลากรที่ไหนก็ได้บนโลก และเราสามารถส่งต่อเทคโนโลยีของเราไปยังตลาดภายนอกได้ ซึ่งการแข่งขันในยุคปัจจุบัน ลูกค้าก็ยังต้องการสินค้าดีราคาถูก ยิ่งเป็นเทคโนโลยีทางการเงินส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งาน เช่น SaaS (Software as a Service) ยิ่งลูกค้ามาก ยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราคิดแบบย้อนกลับยิ่งลูกค้ามากขึ้น ค่าใช้จ่ายจะยิ่งลดลงเรื่อย ๆ ”

 

Democratizing Technology Cost ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย
แข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างเท่าเทียม

 

“นี่คือหัวใจของพันธกิจที่เราเรียกว่า Democratizing Technology Cost หรือ การปรับสมดุลต้นทุนเทคโนโลยี หากเราสามารถทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเครื่องมือระดับโลกด้วยต้นทุนที่สมเหตุสมผลได้ ธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้อย่างเท่าเทียม”

 

แสดงให้เห็นแนวคิดในการมองโลกแง่บวกของ ธาคิน ที่ไม่ได้มองว่าความต้องการของตลาดที่มหาศาลจะเป็นอุปสรรคในการเติบโตของ Woxa Corporation และ Woxa Group แต่กลับเป็นโอกาสที่จะเติบโตไปพร้อม ๆ กับตลาดในอุตสาหกรรมนี้ ตลาดที่โตขึ้นจะทำให้ธุรกิจของ Woxa Group เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

วิสัยทัศน์การบริหาร: ล้มให้เร็ว ลุกให้ไว

 

การสร้าง Woxa Group ของธาคินนั้น มีเป้าหมายที่ใหญ่เหนือกว่าการสร้างเพียงบริษัทฟินเทคหนึ่งในตลาด ด้วยวิสัยทัศน์การเป็นฟินเทคระดับโลก “วิสัยทัศน์ของเราคือการเป็น ‘Infrastructure’ ด้านฟินเทคระดับโลก เราต้องการเป็นรากฐานที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การจะไปถึงจุดนั้นได้เราจึงนำการบริหารแบบ Agile ที่พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา มาใช้เป็นหลัก”

 

ธาคินมองว่า ตลาดอุตสาหกรรมฟินเทคมีลักษณะพิเศษคือ ต้องเร็ว ต้องกล้าลอง และต้องไม่กลัว “เมื่อคุณล้ม คุณต้องลุกให้เร็ว ความฝันต้องยิ่งใหญ่ และสิ่งที่คุณทำต้องสามารถขยายไปสู่ระดับโลกได้ สินค้าหรือบริการต้องไม่มีข้อจำกัดเรื่อง Location และถ้าเป็นไปได้ ควรสร้าง Chain ให้ครบวงจร เพื่อให้คุณมีทางเลือกและอิสระในการตัดสินใจ”

 

“ในฐานะ CEO ผมมุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมที่ให้พนักงานเห็นความล้มเหลวเป็นข้อมูลไม่ใช่ความผิดพลาด ซึ่งทำให้เราสามารถหมุนเวียนกลยุทธ์ (Pivot) ได้อย่างรวดเร็วและตอบสนองต่อตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที”

 

“ความล้มเหลวเป็นข้อมูลไม่ใช่ความผิดพลาด
ซึ่งทำให้เราสามารถหมุนเวียนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว”

 

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นภาพการเริ่มต้นของเขา ที่แม้จะสูญเสียเงินก้อนใหญ่ไปกับการพัฒนา แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งถ่วงรั้ง แต่กลับเป็นสิ่งที่เปิดภาพให้เขาเห็นจุดที่ต้องพัฒนาเพื่อไปต่อจริง ๆ ของธุรกิจ

 

อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นสิ่งสำคัญของธุรกิจฟินเทค นั่นคือ “ระบบ” ที่สมบูรณ์และครบวงจรจะช่วยจูงใจให้ทางเลือกของลูกค้าหันมาที่ธุรกิจของเรา และ “ไร้ข้อจำกัด” ในเรื่องของพื้นที่และสถานที่ของธุรกิจฟินเทค ทำให้สามารถพัฒนาและเติบโตได้ง่ายและรวดเร็ว

 

ฟินเทคไทย คือ เพชรที่รอการเจียระไน

 

ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk) กล่าวถึงมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมฟินเทคไทยว่า บุคลากรไทยมีศักยภาพที่โดดเด่น ทั้งทักษะด้าน Coding ที่เฉียบคม ความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด และความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็ว เปรียบเสมือนเพชรที่พร้อมรอการเจียระไน

 

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ ธาคิน มองว่า ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมฟินเทคไทยยังขาดเวทีและระบบนิเวศที่แข็งแกร่งมาสนับสนุน ประกอบกับอุตสาหกรรมฟินเทคในไทยยังเป็น Blue Ocean ที่เต็มไปด้วยโอกาสในการเติบโต ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเดินตามใคร แต่สามารถสร้างเส้นทางที่เป็นของเราเองได้

 

เทรนด์ใหญ่ในอีก 5 ปีของฟินเทค

 

นอกจากภาพรวมของฟินเทคไทยแล้ว ธาคินยังชี้เทรนด์ใหญ่ในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมไว้อีกด้วย ซึ่งก็คือ Hyper-Personalization และ Vertical Integration

 

ธาคินว่า Woxa Group จะใช้หลักคิด ‘First Principle’ เจาะลึกเป้าหมายที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อสร้างโซลูชันเฉพาะบุคคล และใช้ ‘Vertical Integration’ สร้างเทคโนโลยี Chain ของตนเองทั้งหมดตั้งแต่ระดับภาษาโปรแกรม (เช่น C++, Go) ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพ ประสิทธิภาพ และต้นทุนได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่คมที่สุด และถูกที่สุดตามพันธกิจ

 

กลยุทธ์ที่มากกว่าผลกำไร คือ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

 

ธาคินกล่าวว่า กลยุทธ์ของ Woxa Group ไม่ใช่การขยายในแนวนอน (Horizontal Expansion) แต่เรากำลังมุ่งเน้นที่การ เจาะลึกในแนวดิ่ง หรือ Deep Vertical Specialization ในอุตสาหกรรมฟินเทคโดยลงทุนไปใน 10 ด้านนี้

 

  • Engineering The Future of Trading

สร้างรากฐานวิศวกรรมการซื้อขายที่รองรับปริมาณธุรกรรมระดับโลกด้วยความเร็วสูงสุด (Sub-surface development)

 

  • Intelligent Reward Systems

พัฒนาระบบให้รางวัลอัจฉริยะ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมและสร้างพฤติกรรมการเงินที่ดี

 

  • Financial Tech for Trust

สร้างระบบความปลอดภัยและความเชื่อมั่นทางการเงินระดับสูงสุด (State-of-the-Art Security) เพื่อเป็น Infrastructure ที่ทั่วโลกเชื่อมั่น

 

  • Defence Tech Future Security

เสริมความมั่นคงทางไซเบอร์เพื่อป้องกันภัยคุกคาม และรักษาความปลอดภัยสินทรัพย์ลูกค้า

 

  • Quantitative Edge in Algorithmic Trading

พัฒนาความสามารถด้านการเงินเชิงปริมาณ (Quantitative Finance) และอัลกอริทึมการซื้อขายขั้นสูง

 

  • Ultimate Economic MMORPG

ใช้ Gamification และ Simulation สร้างความเข้าใจเชิงเศรษฐศาสตร์และขยายฐานลูกค้าอย่างยั่งยืน

 

  • Superior Trading Platform

ผนวกวิศวกรรมและการเงินเชิงปริมาณ ส่งมอบแพลตฟอร์มที่รวดเร็ว ต้นทุนต่ำ ฟีเจอร์เหนือกว่า

 

  • Expert Digital Marketing Agency

สร้างทีมการตลาดดิจิทัลเชี่ยวชาญ เพื่อบริหารจัดการการสื่อสาร ลดต้นทุน และเพิ่ม Economies of Scale

 

  • Digital Cloud Service

สร้างโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของเราเอง (Proprietary Cloud Infrastructure) เพื่อควบคุมต้นทุนและคุณภาพบริการ ตามปรัชญา Reverse Model

 

  • Artificial Intelligence Automation

ขับเคลื่อน Hyper-Personalization และลดต้นทุนการดำเนินงาน (Operating Cost) เพื่อปรับสมดุลต้นทุนเทคโนโลยี

 

ทั้ง 10 ด้านนี้คือการลงทุนเพื่อสร้างความลึกของโครงสร้างฟินเทคในมิติต่างๆ เพื่อตอบสนองต่อพันธกิจหลัก คือ การสร้าง Tech Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ

 

“Impact สูงสุดที่ Woxa Corporation มุ่งมั่นที่จะสร้างคือ การปรับสมดุลต้นทุนเทคโนโลยี (Democratizing Technology Cost) เรากำลังพิสูจน์โมเดลย้อนกลับ (Reverse Model) ที่ท้าทายแนวคิดดั้งเดิม ซึ่งเราเชื่อว่า ยิ่งสเกลใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ต้นทุนต่อหน่วยยิ่งต้องถูกลงเท่านั้น”

 

 

“เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีฟินเทคระดับโลกได้ทัดเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่ การสร้างความสมดุลนี้เป็นการยกระดับสนามการแข่งขัน ให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้นในระดับโลก โดยที่เทคโนโลยีของเราทำหน้าที่เป็นอาวุธสำคัญในการแข่งขัน”

 

ปรัชญาในการบริหารงานของ ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk)

 

ธุรกิจจะอยู่รอด ต้องมีปรัชญาการบริหารคือความยืดหยุ่น หรือ Resilience “เราให้ความสำคัญกับการทำงานที่มีเป้าหมายและเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน พร้อมสร้างองค์กรที่พนักงานรู้สึกรักและผูกพัน เราเชื่อว่าหากพนักงานรุ่นใหม่เข้าใจเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว พวกเขาจะสามารถขับเคลื่อนตนเองให้ตื่นมาทำงานได้อย่างมีพลัง”

 

“สิ่งสำคัญที่เราให้ความสำคัญอย่างมากคือ สภาพแวดล้อมในการทำงาน เราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับมหาวิทยาลัยจะช่วยสร้างความสามัคคีได้ดีที่สุดในช่วงชีวิตหนึ่ง หากเราสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับการทำงานได้ก็น่าจะดี ซึ่งเราก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวในเรื่องนี้”

 

ปรัชญาการบริหาร
“ยืดหยุ่น เสริมคนรุ่นใหม่ สภาพแวดล้อม”

 

ความยืดหยุ่น การส่งเสริมพลังของคนรุ่นใหม่ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน 3 สิ่งนี้เปรียบเสมือนปรัชญาที่ธาคินใช้ในการบริหารองค์กรอย่าง Woxa Corporation และ Woxa Group เพื่อส่งต่อพลังนั้นไปยังลูกค้าขององค์กร และมุ่งมั่นสร้างองค์กรสู่การเป็น “แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน” ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการสร้างระบบที่ยั่งยืน ใช้งานง่าย และมีความปลอดภัยสูง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือทางการเงินเท่านั้น ปัจจุบัน Woxa Corporation และ Woxa Group ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีทีมงานมืออาชีพกว่า 400 คนทั่วโลก

 

Woxa Group ทำอะไร? มีบทบาทอย่างไรในโลกฟินเทคสมัยใหม่?

 

Woxa Group เป็นองค์กรฟินเทคที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินสมัยใหม่ให้ธุรกิจเติบโตได้ในระดับสากล บริษัทมีฐานดำเนินงานทั้งในเอเชียและยุโรป พร้อมบทบาทแบบ Hybrid คือเป็นทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ลงทุน และผู้ร่วมวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจฟินเทคและสตาร์ทอัพที่ต้องการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว เน้นการสร้างโซลูชันที่พร้อมใช้งานทันทีและสามารถนำไปต่อยอดได้ในหลายอุตสาหกรรมการเงิน ตั้งแต่โบรกเกอร์ ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีการลงทุนรูปแบบใหม่

 

Woxa Corporation ในเครือ มุ่งพัฒนาชุดผลิตภัณฑ์ฟินเทคแบบครบวงจรในรูปแบบ SaaS และ White-label เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดบริการด้านการเงินได้รวดเร็วขึ้น ทั้งระบบซื้อขายหุ้น ไปจนถึงแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล จุดเด่นคือความยืดหยุ่น ลูกค้าสามารถเลือกใช้แพลตฟอร์มทั้งระบบ เลือกเพียงฟีเจอร์บางส่วน หรือซื้อซอร์สโค้ดไปพัฒนาต่อเอง ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการเข้าสู่ตลาดได้มาก

 

ด้วยบทบาททั้งผู้สร้างและผู้ลงทุน Woxa Group จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมไทยสู่ตลาดโลก ช่วยผลักดันเทคโนโลยีการเงินจากภูมิภาคให้แข่งขันได้ในระดับสากล และสร้างโครงสร้างพื้นฐานฟินเทคที่สามารถขยายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

รู้จัก Woxa Group เพิ่มได้ที่นี่ https://www.woxagroup.com

The post ธาคิน จิตจานุรัก (Takin Jitjanuruk) ผู้นำ Woxa Group ผลักดันฟินเทคไทยสู่ตลาดโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก BCG ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่าจากการนำ AI มาใช้ [PR NEWS] https://thestandard.co/bcg-ai-widening-value-gap/ Mon, 24 Nov 2025 05:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1145931 เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial]

AI จะเปลี่ยนฉากทัศน์ธุรกิจในอนาคตเร็วกว่าคลื่นเทคโนโลยี […]

The post เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก BCG ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่าจากการนำ AI มาใช้ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial]

AI จะเปลี่ยนฉากทัศน์ธุรกิจในอนาคตเร็วกว่าคลื่นเทคโนโลยีใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นและมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทที่สามารถสร้างมูลค่าที่แท้จริงจาก AI จะทิ้งห่างคู่แข่งที่มอง AI เป็นแค่เครื่องมือ

 

ข้อมูลจากรายงานการวิจัยในหัวข้อ ‘The Widening AI Value Gap’ ที่ทำการสำรวจบริษัททั่วโลกกว่า 1,250 บริษัท ในทุกอุสาหกรรมที่ลงทุนในเทคโนโลยี AI โดย Boston Consulting Group หรือ BCG บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก พบว่า มีบริษัทเพียง 5% เท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI มาสร้างให้เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและขยายผลได้ในระดับองค์กร สามารถเพิ่มรายได้ถึง 5 เท่า และลดต้นทุนได้ 3 เท่า เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ และมีมากกว่า 60% กลับไม่สามารถสร้างมูลค่าจากการลงทุนด้าน AI ได้จริง และได้ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย

 

BCG เรียกองค์กร 5% เหล่านั้นว่า ‘Future-built companies’ ที่ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จ แต่ยังสร้าง ‘AI Value Gap’ ที่กว้างขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 1

 

อิษฎา หิรัญวิวัฒน์กุล Managing Director & Senior Partner Head of BCG Thailand ชี้ให้เห็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นสร้าง ‘Real Value’ ได้

 

  • Continue to Reinvest: ลงทุนซ้ำต่อเนื่องเมื่อเห็นผลลัพธ์ เพื่อให้เกิด Success Loop
  • Compounding Advantage: ลงทุนถูกจุดทำให้บริษัทเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และความสำเร็จนั้นก็ยิ่งสร้างผลประโยชน์ทบต้นต่อยอดขึ้นไปอีก
  • Execution, Not Experimentation: โฟกัสที่การลงมือทำให้สำเร็จ ไม่ทดลองไปเรื่อย ๆ

 

“บริษัท 60% ที่สร้างผลลัพธ์จากการลงทุนใน AI ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่โฟกัสไปที่การทำ Pilot แล้วก็จบที่ตรงนั้น เลยไม่ได้ Value หรือถึงจะได้ก็ไม่สามารถขยายผลต่อได้”

 

ขณะเดียวกันบริษัท 5% ที่ประสบความสำเร็จ จะมีความชัดเจนว่าอะไรคือผลลัพธ์ที่องค์กรอยากให้เกิดขึ้นจริงและ Value ที่แท้จริงของธุรกิจอยู่ตรงไหน “ส่วนใหญ่แล้ว 70% ของ Value อยู่ที่ Core Function ก็คือ R&D, Sales and Marketing, Pricing, Manufacturing สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด”

 

คลี่กลยุทธ์ลงทุน AI ให้เกิดคุณค่าจริง

 

อิษฎา กล่าวว่าข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ‘วิธีคิด’ ของผู้นำเวลาพูดถึงเรื่องการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจ แทนที่จะมองเป็นการ implementation เครื่องมือ พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงาน แล้วค่อยดูว่าจะเอา AI มาช่วยได้อย่างไร “พวกเขาจะคิดก่อนว่า หากต้องเริ่มบริษัทจากศูนย์หรือต้องการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรมีวิธีการทำงานอย่างไร จากนั้นจึงค่อยถามว่า AI จะเข้ามาช่วยได้อย่างไร อาจใช้กฎ 10-20-70 โดย 70% ต้องโฟกัสที่บุคลากรและกระบวนการ 20% เป็นเรื่องของเทคโนโลยีและ 10% คือเครื่องมือหรืออัลกอริทึม”

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 2

 

“บริษัทที่ล้มเหลวจำนวนมากมักจะคิดกลับด้าน คือมุ่งไปที่เครื่องมือก่อนแล้วบังคับให้คนใช้ ทำให้เกิดปัญหาในการปฎิบัติงานมูลค่าก็ไม่เกิด”

 

เขาเน้นย้ำว่า ‘ผู้นำ’ คือหัวใจของการสร้างคุณค่าจากการใช้ AI ในองค์กร โดยยกตัวอย่างกรณีของ Foxconn ที่ประธานบริษัทเป็นผู้กำหนดเป้าหมายด้าน AI อย่างชัดเจน และมุ่งโฟกัสที่ Use Case ที่สร้างผลลัพธ์จริง ทำให้ธุรกิจเห็นผลต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับบางองค์กรที่ยังติดหล่ม ลงทุนกับ AI มากแต่ไม่เกิดมูลค่า เพราะปล่อยให้แต่ละแผนกกำหนดทิศทางและเลือกเครื่องมือกันเอง จนทรัพยากรกระจัดกระจายไปอยู่กับโครงการย่อยที่ไม่เชื่อมโยงกันและไม่ก่อให้เกิดภาพรวมที่ชัดเจน

 

“สิ่งต่อมาคือ ต้องคิดแบบ AI First ตอนนี้หลายบริษัทเริ่มใช้ AI Agent ซึ่งเป็นระบบที่ผสานความสามารถด้านการคาดการณ์และการสร้างสรรค์ ทำให้ AI มีเหตุผล เรียนรู้ได้ และลงมือทำได้เองโดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์ ยกตัวอย่าง กระบวนการกู้เงิน ที่มีคนอยู่ในกระบวนการ เมื่อก่อนอาจใช้เวลา 3-5 วัน แต่ถ้าใช้ AI agent อาจลดเวลาการทำงานเหลือไม่กี่ชั่วโมง แล้วโยกคนไปดูเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ในการคัดกรองคนเพื่อบอก AI Agent ว่าคนแบบไหนควรหรือไม่ควรอนุมัติ”

 

“ถ้าบริษัทไหนคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้นแบบ Ai Frist แล้วค่อยคิดว่าจะเอา AI Agent หรือเครื่องมือไหนมาประกอบ จากผลการศึกษาพบว่าบริษัทจะไปได้ค่อนข้างไกลและได้เม็ดเงินกลับมาชัดเจนกว่า”

 

ข้อผิดพลาดที่หลายคนมองข้ามคือ ‘การไม่โฟกัส’ อิษฎา บอกว่า หลายเคสที่เจอส่วนใหญ่บริษัทโฟกัสไปที่การทำ AI Transformation ต้องมี AI Road Map บางแห่งมีกว่า 80 Use Case ที่จะเอา AI มาใช้ เขาบอกว่านี่คือปัญหาหลัก

 

“บางบริษัทไม่มีโฟกัส หรือไม่ก็โฟกัสผิดจุด ตัวอย่างที่ดีคือ Foxconn หรือ Rio Tinto เขามีเพียง 5-6 Use Case ในการเริ่ม เขาเลือกโฟกัสจุดที่สำคัญจริง ๆ ไม่ได้หว่านแห อย่าลืมว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไว คุณเลือกลงทุนวันนี้ปีหน้าอาจจะเปลี่ยนก็ได้ อย่าไปโฟกัสที่เครื่องมือก่อน ต้องโฟกัสที่เป้าหมาย เพื่อที่จะได้เห็นว่าเราจะปลี่ยนแปลงกระบวนการ วิธีการทำงานอะไรเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง”

 

BCG กับบทบาทของที่ปรึกษาระดับโลก

 

สำหรับบริษัทที่ยังหลงทาง อิษฎา บอกว่า BCG จะเริ่มจากการเข้าไปช่วย CEO เพื่อระบุและชี้ชัดว่าอะไรคือสิ่งที่เขาควรจะโฟกัส แล้วค่อยช่วย Reimagine Process หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากนั้นถึงจะระบุเครื่องมืออะไรที่เหมาะ มี Use Case และ AI อะไรบ้างที่จะช่วยได้

 

“เราก็มีทีม BCGX มาช่วยสร้างและพัฒนา Technology แล้วก็เข้าไป implement รวมถึงช่วยให้บุคลากรนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ไปจนถึงติดตามผลลัพธ์”

 

เขายกตัวอย่าง L’Oréal ที่ใช้ AI มา Reimagine Process ในส่วนของ Sales and Marketing ซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจที่สร้างผลกำไรที่แท้จริง โดยใช้ AI ช่วยสร้างคุณค่าให้ลูกค้า ด้วยการเปลี่ยนวิธีการซื้อเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมุ่งเน้นการแก้ไข Pain Point ของลูกค้าที่ไม่มีเวลา หรือคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบคุยกับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ไปจนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยวิเคราะห์และแนะนำปัญหาผิว

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 3

 

“L’Oréal สร้างแอปพลิเคชัน Beauty Genius มาช่วยวิเคราะห์สภาพผิวลูกค้าแบบเรียลไทม์พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และยังทำให้การซื้อสินค้าสะดวก รวดเร็ว เพราะสามารถคลิกเลือกสินค้า ชำระเงิน จากนั้นรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย นี่คือตัวอย่างของธุรกิจที่เริ่มต้นจาก Pain Point แล้วค่อยจินตนาการว่า AI จะมาช่วยอะไรได้บ้าง”

 

อิษฎา ยกตัวอย่างการนำ AI มาใช้ในโรงกลั่นน้ำมัน สะท้อนถึงการสร้างมูลค่าจากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน จากเดิมทีมวิศวกรและทีมงานที่อยู่ในห้องควบคุมจะทำหน้าที่กำหนดอุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม แม้จะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในระดับที่ยอมรับได้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าจุดใดคือจุดที่สร้างมูลค่าสูงสุด หรือจุดที่ประหยัดต้นทุนที่สุด

 

BCG ได้พัฒนาเครื่องมือ AI ซึ่งปัจจุบันมีโรงกลั่นกว่า 100 แห่งทั่วโลกนำไปใช้ เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์แบบเรียลไทม์ เช่น การ Operate ที่ 102 องศา จะทำให้เงินเพิ่มขึ้นหรือทำให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนกี่เหรียญ โดย AI จะทำหน้าที่ปรับระดับที่เหมาะสมที่สุดตลอดเวลา

 

“การติดตั้งเครื่องมือให้ Value แค่ 10% แต่สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงานซึ่งเป็น 70% ของ Value”

 

AI Optimization ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องการสร้างผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมเรื่อง ESG ได้ เขายกตัวอย่างการนำเครื่องมือ AI ไปใช้ในโรงกลั่นน้ำมัน สามารถบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการปล่อยก๊าซให้น้อยที่สุด ช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย ESG และสร้างข้อได้เปรียบในการส่งออกในยังยุโรปที่มีกฎระเบียบภาษี CBAM

 

“หลายบริษัทต้องคิดเรื่อง ESG และ AI ควบคู่กัน จะทำอย่างไรให้ AI ไปช่วยเรื่อง ESG ปัจจุบันบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์ด้าน Carbon Accounting กำลังนำ AI มาเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล จากเมื่อก่อน Carbon Accounting ทำหน้าที่เพียงบันทึกข้อมูลว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร มาจากกิจกรรมไหนบ้าง แต่ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพร้อมแนะแนวทางแก้ไขได้เลย”

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 4

 

ก้าวข้ามขีดจำกัด AI บนโจทย์ความท้าทายด้านกฎหมาย

 

ความท้าทายในการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ยังอยู่ที่กฎหมายและนโยบายภาครัฐ ที่มีส่วนให้เทคโนโลยีเกิดยากหรือไปได้ไม่สุด

 

อิษฏายกตัวอย่าง Self-Driving Car ที่ประเทศอังกฤษ หากเกิดกรณีที่ขับไปชนคน คำถามคือ ใครคือผู้รับผิดชอบ ระหว่าง เจ้าของรถ คนที่นั่งในรถ บริษัทผลิตรถยนต์ หรือบริษัทที่ผลิต AI ปัจจุบันมีกฎหมาย ‘Automated Vehicles Act 2024’ กำหนดความรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะรถอยู่ในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติอยู่ที่บริษัท AI เพราะ AI คือสมองกลที่ตัดสินใจ

 

“จะเห็นว่าหากเราสามารถปลดล็อกกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ อาจเห็นเทคโนโลยีอีกมากมายเกิดขึ้น เช่น Self-Driving Taxi ที่สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง ลดการสูญเสียทรัพยากรและอาจทำให้รถติดน้อยลง เพราะในอนาคตธุรกิจอาจต้องแข่งกันที่วิธีคิดว่าจะเอา AI มาใช้ในธุรกิจอย่างไรให้เกิด Value สูงสุด ใครที่คิดได้ก่อนจะไปได้ไกลและเร็วกว่าคู่แข่ง”

 

“ส่วนตัวอยากฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้โฟกัสเรื่องของกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี หรือสร้างแซนด์บ็อกซ์เพิ่มเติมเพื่อให้มีพื้นที่ให้การทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นจริง ยิ่งถ้าสิ่งนั้นมันช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภค ตอบโจทย์พนักงาน ตอบโจทย์ผู้ถือหุ้น มันก็จะเกิด Value กับทุกภาคส่วนในท้ายที่สุด” อิษฏา กล่าวทิ้งท้าย

The post เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก BCG ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่าจากการนำ AI มาใช้ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก https://thestandard.co/apple-watch-series-11/ Sun, 23 Nov 2025 11:41:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1146500 รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 1

ปีนี้ครบรอบ 10 ปีเต็มพอดีที่โลกใบนี้ได้ทำความรู้จักกับ […]

The post รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 1

ปีนี้ครบรอบ 10 ปีเต็มพอดีที่โลกใบนี้ได้ทำความรู้จักกับ Apple Watch นาฬิกาอัจฉริยะที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น และแน่นอนเป็นอุปกรณ์สุดสมาร์ทที่ขายดีที่สุดในโลกด้วยตั้งแต่ปี 2015

 

เพียงแต่ Apple ไม่ได้มีการทำอะไรเป็นพิเศษให้ Apple Watch แต่อย่างใด โดยในงานเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายนได้มีการแนะนำตัวผลิตภัณฑ์ในไลน์นี้ใหม่ 3 รุ่น อันได้แก่ Apple Watch Series 11, Apple Watch SE3 และ Apple Watch Ultra 3 ซึ่งเป็นตัวท็อปของรุ่น แต่ก็อาจจะนับเป็นความพิเศษเล็กๆได้เพราะเป็นการอัพเกรดพร้อมกันครบ 3 รุ่นเป็นครั้งแรกนับจากปี 2022

 

ความพิเศษเล็กๆน้อยๆนี้จึงอาจเป็นคีย์ของ Apple Watch Series 11 รุ่นใหม่ด้วย เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงนั้นจะดูเล็กน้อยจนคิดถึงคำว่า ‘มินิมอล’ (Minimal) แต่ก็เป็นความน้อยแต่มาก

 

มี 2 อย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน

 

1. ตัวเรือนสีใหม่ และการเคลือบหน้าปัด

สำหรับผู้เขียนที่หลงรักในความ ‘ดำเงา’ ของ Apple มาตั้งแต่ iPhone 7 การได้เห็นสีใหม่ของ Apple Watch Series 11 อย่างสี ‘Space Gray Aluminum’ (สำหรับรุ่นอะลูมิเนียมมาตรฐาน) ถือว่าถูกใจอย่างมาก เพราะดูมีความเงาวับสวย หรู และสุขุม แต่ไม่ได้ดำเข้มจนเกินไปยังรู้สึกถึงสีเทาเข้ม เหมือนจับสี Jet Black มาผสมกับสี Silver เข้าด้วยกัน

 

แต่การเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรือนไม่ได้มีแค่เรื่องสี แต่ยังมีการเคลือบหน้าปัดใหม่ให้ทนทานขึ้นด้วยการเคลือบเซรามิก (Ceramic Coating) บนกระจก Ion-X ซึ่งแข็งแกร่งกว่ารุ่นที่แล้ว (Series 10) ถึง 2 เท่า

 

การเคลือบเซรามิก (ฟังแล้วเหมือนรถยนต์) นี้มีผลไม่ใช่แค่ทางใจ เพราะในทางปฏิบัติจริงแล้ว เท่าที่ใช้งานตามประสาผู้ชายไม่ค่อยระมัดระวัง เฉี่ยวนั่นเฉี่ยวนี่ ชนนั่นชนนี่บ้างก็ยังไม่พบร่องรอยขีดข่วนอะไรบนหน้าปัดให้จิตตกเล่น

 

ในวงเล็บว่าใจไม่แข็งพอจะทดสอบกันถึงขั้นเอามีดกรีดหรือทำตกลงบนพื้นคอนกรีตขนาดนั้น ส่วนเรื่องทนน้ำทนฝุ่นนั้นถือว่าตามมาตรฐานอยู่แล้ว

 

2. แบตเตอรี่อยู่ครบวัน แถมชาร์จไว

 

ความจริงในรุ่นหลังๆแบตเตอรี่ไม่ใช่ปัญหาของ Apple Watch เหมือนในรุ่นแรกๆอีกแล้วด้วยความสามารถของชิปประมวลผล ระบบปฏิบัติการ และการออกแบบแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพดีขึ้น

 

แต่! นี่เป็นครั้งแรกที่ Apple Watch สามารถมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้ครบวัน – ในความหมายถึง 24 ชั่วโมงเท่ากับระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ – ซึ่งมากกว่าใน Series 10 ที่แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน 18 ชั่วโมงถึง 33 เปอร์เซ็นต์

 

และถ้าเปิดโหมดประหยัดพลังงานจะใช้ได้นานขึ้นไปอีกถึง 38 ชั่วโมง

 

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ใส่ออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันในตอนเช้า และกลับมาชาร์จตอนกลางคืนอยู่แล้ว ความอึดที่เพิ่มมากขึ้นอาจไม่ได้ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญอะไรนัก แต่อย่างน้อย ‘เหลือย่อมดีกว่าขาด’ โดยในการใช้งานจริงสำหรับคนที่ตื่นเช้าราว 6 โมงและเข้านอนในเวลา 4-5 ทุ่ม แบตเตอรี่นั้นเหลือเฟือแบบสบายๆ

 

อย่างไรก็ดีแบตเตอรี่ที่อยู่ครบวันนั้นจะตอบโจทย์กับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Sleep Score หนึ่งในคุณสมบัติสุขภาพใหม่ที่จะตรวจจับคุณภาพในการนอนหลับของเราได้ ทำให้เราเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นไม่ใช่แค่ในยามตื่นแต่รวมถึงในยามนอนหลับด้วยว่าคุณภาพในการหลับของเราดีหรือไม่ เรียกว่าเราสามารถนอนหลับไปกับ Apple Watch ได้เลย

 

โดยที่สามารถใช้เวลาเพียงแค่ 30 นาที ในการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในวันต่อไปได้สบายๆ หรือถ้าเวลาน้อยกว่านั้น การชาร์จแค่ 15 นาทีก็เพียงพอสำหรับการใช้งานได้อีก 8 ชั่วโมง

 

อันนี้ลองแล้วไวจริง และช่วยได้มากในเวลาที่ลืมชาร์จตอนกลางคืน

 

ส่วนอื่นๆที่มีการทำให้ดีขึ้น ยังมีเรื่องของการเชื่อมต่อโดย Apple Watch Series 11 รองรับการเชื่อมต่อแบบ 5G (สำหรับรุ่นเซลลูลาร์ ซึ่งจะมีเฉพาะที่ AIS 5G eSim) ไปจนถึงการเป็นผู้ช่วยที่ดีนอกเหนือจากเรื่องสุขภาพที่ดีอยู่เดิม (เพิ่มเติมการตรวจวัดความดัน Hypertension Notification) ก็จะเพิ่มเติมฟีเจอร์ Apple Wallet, ฟีเจอร์การแปลภาษาสด ด้วย Apple Intelligence ด้วยขุมพลังของชิป S-10

 

ดังนั้นแม้จะไม่ได้ดูมีการเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาหรืออัดคุณสมบัติต่างๆแบบมีนัยสำคัญ แต่สำหรับ Apple Watch Series 11 ในสนนราคาเริ่มต้น 14,900 บาทถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์ที่คุ้มในแบบของมัน

 

การอัพเกรดแบบมินิมอลครั้งนี้อาจจะไม่สะกิดใจคนที่ใช้รุ่นก่อนหน้า แต่สำหรับคนที่ใช้รุ่นเก่ากว่านั้นอย่างต่ำ 2-3 รุ่น นี่แหละคือการอัพเกรดใหญ่ที่คุ้มค่าแน่นอน

 

รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 2
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 3
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 4
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 5
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 6
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 7
รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก 8

The post รีวิว Apple Watch Series 11: อัพเกรดแบบมินิมอล เปลี่ยนน้อยแต่แน่น แบตอึดใช้ ‘ครบ 24 ชั่วโมง’ ครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีมทรัมป์ยอมอ่อนข้อ? https://thestandard.co/us-approves-nvidia-chips-china/ Sun, 23 Nov 2025 06:41:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1146407 Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้ จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีม ทรัมป์ ยอมอ่อนข้อ?

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหร […]

The post Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีมทรัมป์ยอมอ่อนข้อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้ จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีม ทรัมป์ ยอมอ่อนข้อ?

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการอนุญาตให้ Nvidia Corp. ส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ไปยังประเทศจีน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แม้จะเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งและอาจถูกมองว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้กับปักกิ่งก็ตาม

 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า ทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการพูดคุยภายในเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเกี่ยวกับการจัดส่งชิป H200 แต่ย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย และเป็นไปได้สูงที่แนวคิดนี้อาจเป็นเพียงการถกเถียงภายในโดยไม่นำไปสู่การอนุมัติใบอนุญาตจริง ซึ่งเป็นข้อกำหนดภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกที่วอชิงตันเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2022

 

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่การพิจารณาเรื่องนี้ก็นับว่าแตกต่างจากจุดยืนเดิมต่อสาธารณะของรัฐบาลทรัมป์อย่างสิ้นเชิง และถือเป็นความสำเร็จของ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ที่ได้ล็อบบี้ทีมงานของทรัมป์อย่างหนักเพื่อขอผ่อนปรนมาตรการควบคุม โดยอ้างว่าการจำกัดการส่งออกอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ถือเป็นบรรทัดฐานหลักที่วงการพัฒนา AI ทั่วโลกเลือกใช้ ส่งผลให้ชิปของบริษัทกลายเป็นชิ้นส่วนที่บริษัทต่างๆ ‘ปรารถนามากที่สุด’ เพื่อนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับฝึกฝนและรันโมเดล AI ซึ่งการที่สามารถเข้าไปทำตลาดในจีนได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาตำแหน่งผู้นำของบริษัทเอาไว้

 

Nvidia ระบุในแถลงการณ์ว่า กฎระเบียบปัจจุบันทำให้บริษัทไม่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับ ‘Data Center’ ที่แข่งขันได้ในจีน ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ปล่อยให้ตลาดขนาดใหญ่นั้นตกเป็นของคู่แข่งต่างชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

 

ในขณะเดียวกัน เพื่อโต้แย้งข้อกังวลของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ที่เกรงว่าการขายชิปให้จีนจะทำให้สินค้าในประเทศขาดแคลน Nvidia จึงยืนยันว่า “การที่เราไม่สามารถเข้าถึงตลาด Data Center ในจีนได้นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าในสหรัฐฯ แต่อย่างใด”

 

หากมีการอนุมัติจริง การขายชิป H200 จะถือเป็นการผ่อนปรนข้อจำกัดทางการค้าที่สำคัญ โดยชิป H200 นั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าโปรเซสเซอร์ H20 ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตลาดจีนโดยเฉพาะและเป็นรุ่นที่ก้าวหน้าที่สุดที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ส่งออกในปัจจุบัน แต่ทั้งคู่ยังคงใช้เทคโนโลยี Hopper รุ่นก่อนหน้า ไม่ใช่ตระกูล Blackwell รุ่นล่าสุด

 

การขาย H200 ให้จีนถูกมองโดยบางคนในรัฐบาลทรัมป์ว่าเป็น ‘ทางเลือกที่ประนีประนอม’ มากกว่าการเสนอขายชิป Blackwell ซึ่งถูกคัดค้านอย่างหนักโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินไปจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเปรยถึงความเป็นไปได้ในการหารือเรื่องการส่งออกชิป Blackwell กับผู้นำจีน สี จิ้นผิง แม้หัวข้อนี้จะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจาล่าสุด แต่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง ก็กล่าวว่า เขาพอจะนึกภาพการส่งออกชิป Blackwell ไปจีนได้เมื่อมันไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดแล้ว ซึ่งอาจเป็นในอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้า

 

ในขณะที่ ฮาวเวิร์ด ลูทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์ ได้ให้เหตุผลสนับสนุนกลยุทธ์การส่งออกชิปเหล่านี้ว่า เป็นการทำให้จีน ‘เสพติด’ เทคโนโลยีของอเมริกัน ซึ่งจะทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของจีนในระยะยาว โดยยืนยันว่าจะไม่ขาย “ของที่ดีที่สุดของเรา หรือแม้แต่ของที่ดีรองลงมา” ให้กับจีน แต่จะขายเพียงเทคโนโลยีที่ตกรุ่นแล้วเท่านั้น

 

ทางด้านรัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาคัดค้านมาตรการจำกัดของวอชิงตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเรื่องชิปขั้นสูงและเครื่องมือการผลิต แต่ถึงอย่างนั้น บริษัทจีนรายใหญ่ส่วนมากก็ยังคง ‘เลือกที่จะใช้ชิปของ Nvidia’ มากกว่าตัวเลือกภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเองก็พยายามลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยผลักดันให้บริษัทในประเทศหันไปใช้ฮาร์ดแวร์ AI ที่ผลิตเองจากบริษัทอย่าง Huawei Technologies Co. ซึ่งกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อไล่ตามให้ทัน และทางการจีนยังได้สั่งห้ามไม่ให้บริษัทในประเทศใช้ชิป H20 ของ Nvidia อีกด้วย

 

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังมีความซับซ้อนจากข้อตกลงที่คลุมเครือก่อนหน้านี้ ที่สหรัฐฯ อนุมัติการส่งออกชิป H20 แลกกับส่วนแบ่งรายได้ 15% ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นข้อตกลงที่น่ากังขาทางกฎหมาย และยังมีการเชื่อมโยงกับข่าวลือเรื่องการแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงแร่หายากจากจีน ซึ่งยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน

 

ความเคลื่อนไหวนี้อาจเผชิญแรงต้านสำคัญจากสภาคองเกรส โดยกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาจากทั้งสองพรรคกำลังร่างกฎหมายที่จะบังคับให้กระทรวงพาณิชย์ปฏิเสธคำขอใบอนุญาตสำหรับการส่งออกชิปที่ถูกจำกัดไปยังจีนทั้งหมด ซึ่งหากร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ การหารือเรื่อง H200 ของทีมทรัมป์ก็จะกลายเป็นประเด็นที่ ‘ไม่มีผลในทางปฏิบัติ’ ทันที

 

ภาพ: Andrew Sozinov / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีมทรัมป์ยอมอ่อนข้อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing https://thestandard.co/adobe-semrush-dea-geol/ Sat, 22 Nov 2025 05:46:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1146107 Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing

Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกและเครื่องมือสร้างสรรค์ร […]

The post Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing

Adobe บริษัทซอฟต์แวร์ด้านกราฟิกและเครื่องมือสร้างสรรค์ระดับโลก ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการ Semrush อย่างเป็นทางการ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.9 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท)

 

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ จะผนวก Semrush แพลตฟอร์ม SaaS ชั้นนำด้านการบริหารจัดการ Online Visibility Management (การมองเห็นทางออนไลน์) และ Content Marketing เข้ามาอยู่ในเครือ Adobe เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครื่องมือสร้างสรรค์และมอบโซลูชันแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างคอนเทนต์ ไปจนถึงการวัดผลและ Digital Marketing (การตลาดดิจิทัล)

 

การเข้าซื้อกิจการ ครั้งนี้มีรูปแบบเป็นการชำระด้วยเงินสดทั้งหมด (All-cash transaction) โดย Adobe เสนอซื้อหุ้นสามัญ Class A และ Class B ของ Semrush ในราคาสูงถึง 12.00 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งราคานี้สูงกว่าราคาปิดตลาดล่าสุดประมาณ 77.5% ตัวเลขนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของ Adobe ในการรุกตลาด Digital Marketing

 

ดีลนี้มีแก่นหลักสำคัญคือ การนำข้อมูลเชิงลึกการตลาด และ SEO (Search Engine Optimization) ของ Semrush เข้ากับ Adobe Experience Cloud เพื่อยกระดับขีดความสามารถ Generative AI ให้กับนักการตลาด

 

Anil Chakravarthy ประธานธุรกิจ Digital Experience ของ Adobe ระบุว่า Generative AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลง Brand Visibility (การมองเห็นของแบรนด์) และด้วยความร่วมมือกับ Semrush จะช่วยให้ Adobe สามารถปลดล็อก GEO (Generative Engine Optimization) ให้เป็นช่องทางการเติบโตใหม่ ควบคู่ไปกับ SEO แบบดั้งเดิม

 

Oleg Shchegolev ผู้ก่อตั้งและ Chief Technology Officer ของ Semrush เชื่อมั่นว่า การร่วมมือกับ Adobe จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่นักการตลาดดิจิทัลทั่วโลก

 

ทั้งนี้ คาดว่าการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2026 โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลและเงื่อนไขการปิดดีลตามปกติ

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนโดยตรงไปยังคู่แข่งในตลาด MarTech อย่าง HubSpot และ Salesforce เนื่องจาก Adobe กำลังก้าวขึ้นมาเป็น One-Stop Service อย่างแท้จริง ซึ่งอาจบีบให้คู่แข่งรายอื่นๆ ต้องพิจารณาการควบรวมกิจการในลักษณะเดียวกันนี้เพื่อความอยู่รอด

 

อ้างอิง:

The post Adobe ประกาศเข้าซื้อ Semrush ด้วยราคา 6.6 หมื่นล้านบาท เดิมพันครั้งใหญ่เพื่อครองโลก Digital Marketing appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า https://thestandard.co/beacon-vc-wizai-series-b/ Thu, 20 Nov 2025 07:38:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1145449 Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) ซึ่งเป็น Corporate […]

The post Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า

บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) ซึ่งเป็น Corporate Venture Capital ของธนาคารกสิกรไทย นำทีมร่วมลงทุนใน Series B ของ WIZ.AI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สตาร์ตอัปจากสิงคโปร์ ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ Large Language Models (LLMs) สำหรับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูลค่ากว่าสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

พร้อมการสนับสนุนจาก SMBC Asia Rising Fund กองทุนร่วมลงทุนของ Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) จากประเทศญี่ปุ่น และ SMIC SG Holdings บริษัทย่อยของ SM Investments Corporation รวมถึงนักลงทุนรายเดิมอย่าง Singtel Innov8 บริษัทร่วมลงทุนของกลุ่ม Singtel และ Granite Asia สะท้อนความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนอนาคตของแรงงานและเศรษฐกิจ

 

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) เปิดเผยว่า เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับศักยภาพแรงงานสู่บทบาทที่สร้างสรรค์และมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

 

ล่าสุด บีคอน วีซี ได้ร่วมลงทุนใน Series B ของ WIZ.AI บริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สตาร์ตอัพจากสิงคโปร์ ผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ Large Language Models (LLMs) สำหรับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น และขยายการใช้งานได้หลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 10 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 320 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจาก SMBC Asia Rising Fund กองทุนร่วมลงทุนของ Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) จากประเทศญี่ปุ่น และ SMIC SG Holdings บริษัทย่อยของ SM Investments Corporation ซึ่งดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุนในบริษัทต่างประเทศ รวมถึงนักลงทุนรายเดิมอย่าง Singtel Innov8 บริษัทร่วมลงทุนของกลุ่ม Singtel และ Granite Asia

 

WIZ.AI เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มที่นำโซลูชัน GenAI และ LLM มาใช้ในระดับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี Voice Agent สำหรับการสื่อสารกับลูกค้าผ่านระบบอัตโนมัติหลายช่องทาง (Omnichannel) สร้างมาตรฐานใหม่ของการสื่อสารด้วยระบบอัจฉริยะที่มีความถูกต้องแม่นยำ มีเสียงพูดเป็นธรรมชาติ มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าใจภาษาและสำเนียงท้องถิ่นที่ซับซ้อน ทำให้ระบบสามารถมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ แพลตฟอร์มของ WIZ.AI ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์องค์กรขนาดใหญ่ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและผ่านการพิสูจน์การใช้งานจริง พร้อมความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายหรือลดการใช้งานได้อย่างรวดเร็วตามสภาวะการใช้งานที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

เงินทุนรอบใหม่นี้จะช่วยเร่งการพัฒนาแพลตฟอร์ม Artificial General Intelligence (AGI) ของ WIZ.AI และสนับสนุนการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์สู่ตลาดเกิดใหม่ พร้อมต่อยอดความสามารถของ AI ให้ครอบคลุมการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ WIZ.AI ยังมีแผนพัฒนา AI Partner Solutions เพื่อให้บริการโซลูชัน AGI แบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีอย่างไร้รอยต่อและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริงสำหรับองค์กร WIZ.AI ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลิตภัณฑ์ AI ชั้นนำสำหรับตลาดเกิดใหม่ เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และขยายผลได้ในวงกว้าง ด้วยความร่วมมือจากนักลงทุนชั้นนำระดับโลก การระดมทุนครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

The post Beacon VC ร่วมลงทุน Series B ใน WIZ.Al สตาร์ตอัปสิงคโปร์ ผู้พัฒนา GenAI Talkbot เสริมสัมพันธ์ลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB 10X นำลงทุนใน Hearvana เทคโนโลยี AI ช่วยการฟังเสียง ในการระดมทุน Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/scb-10x-hearvana-investment/ Thu, 20 Nov 2025 05:06:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1145333 SCB 10X นำลงทุนใน Hearvana เทคโนโลยี AI ช่วยการฟังเสียง ในการระดมทุน Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์

SCB 10X หนึ่งในผู้นำร่วมลงทุนรอบ Pre-Seed มูลค่า 6 ล้าน […]

The post SCB 10X นำลงทุนใน Hearvana เทคโนโลยี AI ช่วยการฟังเสียง ในการระดมทุน Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB 10X นำลงทุนใน Hearvana เทคโนโลยี AI ช่วยการฟังเสียง ในการระดมทุน Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์

SCB 10X หนึ่งในผู้นำร่วมลงทุนรอบ Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 195 ล้านบาท ของ Hearvana AI ผู้พัฒนาเทคโนโลยี “Superhuman Auditory Intelligence” ยกระดับการฟังของผู้ช่วย AI และมนุษย์

 

เอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) บริษัทด้านการลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) ประกาศร่วมเป็นผู้นำการลงทุน (Co-Lead Investor) ร่วมกับ Point72 Ventures ในการระดมทุนรอบ Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ ของ Hearvana บริษัทผู้บุกเบิกเทคโนโลยี ‘Auditory Intelligence’ ที่ช่วยให้มนุษย์และอุปกรณ์สมองกลมีความสามารถในการฟังเหนือขีดความสามารถของมนุษย์ (Superhuman Listening Abilities)

 

โดยการลงทุนรอบนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนรายสำคัญ ได้แก่ AI2 Incubator, SBI US Gateway Fund, Forston VC, Ascend, J4 Ventures, Pack Ventures, Moai Capital และ Amazon Alexa Fund

 

Hearvana กำลังพลิกโฉมวิธีที่ AI และมนุษย์รับรู้เสียง ด้วยแพลตฟอร์มของบริษัทที่เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ (Augmentation) และการทำความเข้าใจ (Comprehension) เสียงแบบเรียลไทม์บนอุปกรณ์ (on-device) ทำให้ผู้ช่วย AI (AI Assistant) อุปกรณ์ช่วยฟัง แว่นตาอัจฉริยะ และอุปกรณ์ที่ควบคุมด้วยเสียงต่างๆ สามารถฟัง ตีความ และประมวลผลเสียงได้อย่างมีคุณภาพสูงและตอบสนองได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา เทคโนโลยีนี้ทำให้อุปกรณ์สามารถเข้าใจเจตนาและบริบทในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีเสียงรบกวนสูง ช่วยให้มนุษย์สื่อสารกันเองและกับอุปกรณ์สมองกลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

Shyam Gollakota ผู้ร่วมก่อตั้ง และ CEO ของ Hearvana เปิดเผยว่า “Hearvana กำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างการฟังระดับ Superhuman เทคโนโลยีของเราครอบคลุมผู้ช่วย AI ที่ทำงานตั้งแต่อุปกรณ์ทั่วไป เช่น แล็ปท็อปและสมาร์ทโฟน ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่ (wearables) เช่น หูฟังไร้สายและแว่นตาอัจฉริยะ เรามองเห็นอนาคตที่อุปกรณ์ไม่ได้เพียงแต่ได้ยินเท่านั้น แต่ยังเข้าใจและช่วยให้มนุษย์สื่อสารระหว่างกันและสื่อสารกับ AI ได้ดียิ่งขึ้น เงินทุนรอบนี้จะช่วยให้เราก้าวจากการพัฒนานวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วยิ่งขึ้น”

 

Hearvana มีแผนที่จะนำเงินทุนที่ได้รับในรอบนี้ไปขยายทีมวิศวกรรม และทีมการตลาด (Go-to-market) รวมถึงโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์ร่วมกับพันธมิตร (Commercial Pilots) ในอุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและระบบนิเวศ AI

 

ไพลิน วิชากูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าวว่า “Hearvana ประกอบด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำให้บริษัทสามารถผสมผสานเทคโนโลยี AI การประมวลผลเสียง และ ฮาร์ดแวร์แบบฝังตัวอยู่ในอุปกรณ์สมองกล (Embedded Hardware) ได้อย่างลงตัว เพื่อสร้างสรรค์มิติใหม่ของเทคโนโลยีด้านเสียง (Auditory) กับอุปกรณ์สมองกล (Human-Machine Interfaces) เพื่อยกระดับศักยภาพการได้ยินสำหรับ AI Agents ที่สามารถปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคล”

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมงานได้บุกเบิกเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากมาย เช่น Target Speech Hearing, Sound Bubble, Full-Duplex Dialogue Agents และ Proactive Conversational Assistants ซึ่งช่วยขยายขอบเขตการรับรู้และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอุปกรณ์สมองกลผ่าน “เสียง” โดยทีมผู้ก่อตั้งได้นำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษในด้าน Auditory Computing, Embedded Intelligence และ Deep Learning มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงวิทยาการล้ำสมัยเข้ากับการใช้งานจริงที่สามารถขยายผลได้

 

Jeffrey Lu นักลงทุนจาก Point72 Ventures กล่าวว่า “เราเชื่อว่า Hearvana กำลังก้าวเข้าสู่จุดที่น่าตื่นเต้นของเทคโนโลยี AI โดยมุ่งเน้นไปที่ “วิธีการที่อุปกรณ์รับฟัง” เทคโนโลยีของ Hearvana ส่งเสริมศักยภาพด้าน Voice Interface ให้กับปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ และ แอปพลิเคชันช่วยฟัง เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนทีมนี้ในการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาด”

 

บริษัท Hearvana ก่อตั้งโดย ศาสตราจารย์ Shyam Gollakota จาก Paul G. Allen School of Computer Science and Engineering มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Embedded Systems และ Audio AI ได้แก่ Malek Itani และ Tuochao Chen

 

ด้าน Paul Bernard ผู้อำนวยการ จาก Alexa Fund กล่าวว่า “เราให้ความสนใจในเทคโนโลยีของ Hearvana ที่ช่วยให้การโต้ตอบระหว่างมนุษย์กับ AI เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น แนวทางของทีม Hearvana มุ่งทำให้เทคโนโลยีการฟังขั้นสูงถูกนำมาใช้ในวงกว้างผ่านการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันที่มุ่งเน้นการตอบสนองผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ”

 

Oren Etzioni จาก AI2 Incubator กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเชิงลึกและวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งมีความโดดเด่น Hearvana ได้นำผลงานวิจัยด้าน Audio AI ที่ล้ำสมัยมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้จริง และช่วยให้ AI เข้าใจและตอบสนองมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

The post SCB 10X นำลงทุนใน Hearvana เทคโนโลยี AI ช่วยการฟังเสียง ในการระดมทุน Pre-Seed มูลค่า 6 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] https://thestandard.co/ai-first-business-strategy/ Wed, 19 Nov 2025 11:26:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1144067 ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial]

เราอยู่ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อ […]

The post ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial]

เราอยู่ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนและสร้างโอกาสให้กับทุกอุตสาหกรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ธุรกิจที่รอดอาจไม่ใช่ธุรกิจที่ปรับตัวเก่งเท่านั้น แต่ต้อง ‘ปรับตัวเร็วแบบ Real Time’ AI ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิง

 

การเติบโตของธุรกิจยุคใหม่จึงต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์และเครื่องมือที่เชื่อมโยงและหลอมรวมข้อมูลมหาศาลให้กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่ไร้ขีดจำกัดภายใต้ระบบนิเวศการตลาดยุคใหม่ที่ท้าทาย

 

เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) ตอกย้ำจุดยืนผู้นำการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย AI เปิดเวทีเสวนาเทคโนโลยีการตลาดและโฆษณาแห่งปี ‘EGG Digital Nexus 2025’ บนแนวคิด ‘The Fusion Frontier’ เชื่อมต่อทุกความเป็นไปได้ พร้อมคว้าโอกาสทางธุรกิจที่ไร้ขีดจำกัด ผนึกพลังผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ True Corporation, CP AXTRA, BCG, Bain & Company, TCP Group, Nestlé, Unilever, Google, TikTok, LINE, Meta, Dentsu, เต่าบิน, L’Oreal, Muangthai Life Insurance, WPP Media Thailand, Mita Wealth (Chubby) และ Punpromotion ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจไทยในยุค AI First การวางรากฐาน AI Transformation อย่างยั่งยืน

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 1

 

มอง AI ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษรฐกิจ

 

ดร. ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด คาดการณ์ว่า AI จะช่วยเพิ่ม GDP โลกได้ถึง 14% ภายในปี 2030 คนที่เอา AI มาเป็น Co-Worker จะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เวลาการทำงานลดลง 60-70% สอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตของ AI Platform Services ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 32%

 

ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI สร้างการเติบโตได้ 18% เมื่อเทียบกับธุรกิจที่ไม่มีการใช้ AI เลย สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้สูงกว่าคู่แข่งถึง 30% ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ AI เชิงกลยุทธ์ช่วยตัดสินใจได้เร็วขึ้น 2-5 เท่า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้ 15-25% และภายในปี 2026 บริษัทขนาดใหญ่ 75% จะนำ AI เข้ามาใช้

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 2

 

ความท้าทายคือ หลังโควิด-19 ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์ลดลงมากถึง 80% โดยมีการเปลี่ยนแบรนด์ภายใน 1 ปี และกว่า 91% คาดหวังการตอบกลับภายใน 1 นาที ขณะเดียวกันธุรกิจที่สร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลจะสร้างการเติบโตได้มากกว่าธุรกิจที่มอบประสบการณ์ทั่วไปถึง 17.5% ที่น่าสนใจคือ แบรนด์ที่มี Engagement กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสรักษาฐานลูกค้าได้มากกว่าถึง 2.6 เท่า

 

คว้าโอกาสใหม่ในโลกธุรกิจ: Connecting Infinite Growth through Context, Culture & Commerce

 

การเชื่อมต่อทุกจุดสัมผัสของธุรกิจและผู้บริโภคเข้าด้วยกันเป็นหัวใจสำคัญของ EGG Nexus หรือระบบนิเวศทางการตลาดยุคใหม่ที่หลอมรวมข้อมูลลูกค้า 720 องศา จากทุกแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การวิเคราะห์อินไซต์ลูกค้า วางกลยุทธ์แบรนด์ วางแผนและลงสื่อแบบครบวงจร ไปจนถึงการวัดผลแบบเรียลไทม์ เพื่อขับเคลื่อนการตลาดด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการ Connect, Create, Communicate, Convert และ Curate เพื่อสร้าง One Single View ที่นำไปสู่การสร้างประสบการณ์ Hyper-Personalized พร้อมสร้างคลื่นลูกใหม่ในการเติบโตที่ไร้ขีดจำกัด

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 3

 

ไฮไลท์สำคัญของงานคือการเสวนา ‘Connecting Infinite Growth through Context, Culture & Commerce’ ที่ชูแนวทาง 3Cs กุญแจสำคัญในการคว้าโอกาสใหม่ในโลกธุรกิจ ทิพวัลย์ วงศ์ธรรมชาติ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Analytics AI and Consultation ขยายความ ‘Context’ หรือการตีความบริบทต่อจากนี้ต้อง ‘รวดเร็วและแม่นยำ’ 

 

“การมีข้อมูลมาก ไม่ได้แปลว่าเข้าใจลูกค้าได้จริง เราต้องรู้ก่อนว่าตลาดของเราอยู่ตรงไหน บริบทคืออะไร” ทิพวัลย์ บอกว่าหัวใจที่แท้จริงคือการตีความบริบทให้แม่นยำที่สุด ซึ่ง AI จะเข้ามาทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และดึง ‘Context สำคัญ’ ออกมาเพื่อหา ‘What Matters’ และ ‘What’s Next’ จากงานวิจัยพบว่าองค์กรที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลหลายแหล่ง ลดต้นทุนได้เฉลี่ย 30%

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 4

 

รัฐธีร์ เจริญรัตน์วรกุล ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ MarTech Solution บอกว่า ‘Culture’ คือพลังขับเคลื่อน ดังนั้น การตลาดยุคใหม่ต้องเริ่มจากผู้คน และปล่อยให้ผู้คนเป็นพลังในการขับเคลื่อนแบรนด์

 

สิ่งที่แบรนด์ต้องทำคือการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมที่ผู้บริโภคสนใจผ่านข้อความที่ใช่ ในช่องทางและจังหวะที่เหมาะสม “ผู้บริโภคไม่ได้สนใจว่าแบรนด์ดีแค่ไหน แต่สนใจว่าแบรนด์อยู่ร่วมกับชีวิตเขาอย่างไร มีจุดยืนอย่างไร อยู่โลกเดียวกับเขาหรือเปล่า พูดภาษาเดียวกับเขามั้ย”

 

โดย AI จะช่วยค้นหาและวิเคราะห์กระแส พร้อมสร้างคอนเทนต์เฉพาะบุคคล (Hyper-Personalized Content at scale) ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความชอบ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

 

แบรนด์ที่กลายเป็น Social First Brand หรือแบรนด์ที่เข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คนบนโซเชียลจริงๆ จะมีรายได้มากกว่าแบรนด์ทั่วไปเฉลี่ยถึง 10.2% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเสียงของผู้คน คือจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมร่วม และเมื่อแบรนด์ฟังเสียงเหล่านี้และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาจะทำให้แบรนด์เติบโตเร็วกว่า 6 เท่า

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 5

 

ชัชพล องนิธิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Media Convergence อธิบายต่อว่า ‘Commerce’ คือการปลี่ยนวัฒนธรรมให้กลายเป็นการค้าจริง ด้วยการสร้างประสบการณ์แบบ Hyper-Personalized ที่ตรงใจแต่ละบุคคล โดยใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกทัชพอยท์ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

 

“สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ การใช้ Retail Media Network แบบ Omnichannel ในการสร้าง ‘ความสนใจ’ และเปลี่ยนไปสู่การสร้าง ‘ยอดขาย’ ที่วัดผลได้จริง” 

 

ชัชพล บอกว่า “68% ของนักการตลาดมองว่า Retail Media Networks กำลังกลายเป็น Full-Funnel Impact ที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมเข้ากับการขาย และ 54% ของนักการตลาดใช้ Retail Media Networks เพื่อสร้างการมองเห็นให้กับแบรนด์ก่อน แล้วยอดขายก็ตามมา”

 

นอกจากนี้ AI ยังช่วยปรับกลยุทธ์การสื่อสารแบบเรียลไทม์ ทำให้แบรนด์สามารถสร้างโอกาสใหม่และผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนได้ ข้อมูลจากการศึกษาผู้บริโภคกว่า 1,500 แบรนด์ทั่วโลกในปี 2023-2024 พบว่า แบรนด์ที่สร้าง Engagement ได้จริง จะรักษาฐานลูกค้าไว้ได้กว่า 35% ต่อปี

 

“ยุคที่การแข่งขันรุนแรงและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วการมีลูกค้าไม่สำคัญเท่ากับการรักษาลูกค้าให้รักแบรนด์” ชัชพล กล่าว

 

Case Study: เจาะลึกเคสจริง ประสบการณ์จริงจากลูกค้าธุรกิจ

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 6

 

ยังมีอีกหลายหัวข้อที่น่าสนใจโดยเฉพาะช่วงบ่ายที่นำเคสจริง ประสบการณ์จริงมาแชร์ให้ฟัง อาทิ หัวข้อ Singularity Insights: The Power of Context Clarity ที่ได้ผู้บริหารจาก CP AXTRA, True Corporation, เมืองไทยประกันชีวิต และ เอ้ก ดิจิทัล เล่าถึงพลังของข้อมูลในยุค Hyper-Personalization ซึ่งหนึ่งในความท้าทายคือ แม้แบรนด์จะรู้ว่า ลูกค้าซื้ออะไร ซื้อเมื่อไหร่ แต่กลับไม่รู้ว่า ซื้อทำไม ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการสร้างความเข้าใจลูกค้าแบบ 720 องศา โดยใช้ข้อมูลหลายอุตสาหกรรม เช่น ข้อมูลโทรคมนาคมที่เก็บพฤติกรรมใช้งาน, ตำแหน่ง, และข้อมูลของห้างค้าปลีกที่เก็บเรื่องพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย ช่วยให้เกิด segmentation รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้แบ่งแค่ตามอายุ แต่ที่ถูกเชื่อมโยงด้วยการมีไลฟ์สไตล์ร่วมกัน, ค่านิยมร่วมกัน และความเต็มใจที่จะใช้จ่ายมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเราขอเรียกกลุ่มนี้ว่า ‘Gen Strong’ ซึ่งเป็น segment ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในอนาคต แต่ยัง พร้อมใช้จ่าย และพร้อมสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจตั้งแต่วันนี้ โดยสามารถแบ่งเป็น segments นี้ย่อยลงไปได้อีกกว่า 50 subsegments เช่น ‘Single Glam’ คนรุ่นใหม่รักสุขภาพ หรือ ‘Silver Strong’ ผู้สูงวัยแอ็กทีฟ ทำให้การเข้าถึงลูกค้ามีความเฉพาะเจาะจงและแม่นยำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

เมื่อเข้าใจลูกค้ามากขึ้นก็จะสามารถเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมขึ้น เจาะพื้นที่ เสนอโปรโมชันหรือผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจกว่าเดิม โดยเป้าหมายสูงสุดในการทำตลาดแบบ Segment of One คือการมองลูกค้าเป็นรายบุคคล แล้วใช้ AI และข้อมูลในช่วง Micro-Moments นำเสนอสิ่งที่เหมาะสมในเวลาทีใช่ นั่นหมายความว่า ธุรกิจใดที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลบริบท ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันได้ จะมีโอกาสสร้างการเติบโตได้แบบไม่มีข้อจำกัด

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 7

 

หรือหัวข้อ Where Attention Sparks Culture and Drives Commerce through Retail Media Network ที่เน้นย้ำความสำคัญของ Retail Media Network ว่าจะกลายเป็นเครื่องมือที่ปฏิวัติวงการโดยมี AI เป็นตัวขับเคลื่อน โดยมีองค์กรชั้นนำอย่าง Google Unilever และ Amplifi (Thailand) มาร่วมแสดงความคิดเห็น

 

และได้ข้อสรุปว่า ปัจจุบันผู้บริโภคต้องการมากกว่าข้อมูลทั่วไปแต่คาดหวัง Intelligence ที่ผ่านการวิเคราะห์และแปลความแล้วว่าต้องการอะไรและเมื่อไหร่ ทำให้ Data และ AI กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ โดย Retail Media Network สื่อที่สามารถเชื่อมโยงทุกจุดสัมผัสของผู้บริโภคเข้าด้วยกันอย่างครบถ้วน และยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง Brand Culture และ Brand Commerce ให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งการผสาน Retail Media Network, AI และ First-Party Data จากผู้ค้าปลีกเข้าด้วยกัน ช่วยให้แบรนด์สามารถทำ Hyper-Personalization ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจควบคู่ไปด้วย

 

ในช่วงนี้ยังมีการนำเสนอแนวคิดใหม่ โดยแนะนำแพลตฟอร์ม CreativeFusion ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง EGG Digital และ Google เพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถสร้าง The Right Message หรือข้อความที่ตรงใจลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ยังได้มีการแนะนำ AI Expert Robotics สำหรับการทดลองใช้งานบริเวณหน้าชั้นวางสินค้า เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้ข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์ พร้อมความสามารถในการสื่อสารผ่าน Avatar ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

อนาคตของ Retail Media สำหรับแบรนด์ ไม่ใช่แค่การซื้อสื่อเพื่อยิงโฆษณาอีกต่อไป แต่คือโอกาสในการสร้าง ‘Brand Experience’ ที่ผู้บริโภคจับต้องได้จริง

 

สิ่งต่อมาคือ Agentic AI ที่ไม่แค่ช่วยทำงานแต่จะเข้ามาอยู่ในทุกกระบวนการทางการตลาดตั้งแต่เก็บข้อมูล คิดไอเดีย วิเคราะห์ตลาดไปจนถึงวัดผล สิ่งที่แบรนด์และเอเจนซีต้องมีความเร็วในการปรับตัวและความร่วมมือเชิงกลยุท์ระหว่างแบรนด์ ผู้ค้าปลีก และเอเจนซี เพราะนี่คือก้าวสำคัญสู่อนาคตของการตลาด ที่ Culture และ Commerce เดินไปพร้อมกัน

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 8

 

AI ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่าง Media และ Commerce เข้าด้วยกัน บนเวที Where Media Meets AI Intelligence: Driven the Future of Commerce ได้ชวน 3 องค์กรชั้นนำ อย่าง L’Oréal, WPP Media และ Meta มาร่วมฉายภาพอนาคตการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI

 

สิ่งที่ทั้ง 3 องค์กรเห็นเหมือนกันคือ เส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ปัจจุบันผู้ซื้อเห็นคอนเทนต์หรือไลฟ์แล้วกดซื้อทันที โดย WPP Media มองว่าการวางแผนสื่อต้องเปลี่ยนไปใช้ Data และ AI เพื่อค้นหา ‘ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด’ เพื่อสร้างความต้องการซื้อได้อย่างแม่นยำ

 

เครื่องมือที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพคือ AI ด้าน Meta กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่จะทำให้ AI สร้างการวัดผลที่จับต้องได้ จะต้องอาศัยการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Omnichannel ซึ่งสามารถสร้าง Return on Ad Spend (ROAS) ได้ดีขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับแคมเปญทั่วไป

 

ด้าน L’Oréal ยกตัวอย่างแคมเปญ Beauty for Each ด้วยการใช้ข้อมูลค้นหากลุ่มลูกค้าใหม่เพื่อออกแบบแคมเปญที่สามารถส่งสารแบบ Personalize ได้ตรงจุด ถูกที่ ถูกเวลา และที่สำคัญคือ เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคแต่ละคนมากที่สุด

 

ต่อไปนี้นักการตลาดจะใช้เวลาไปกับการสร้างสรรค์กลยุทธ์และไอเดียมากขึ้น สนุกขึ้น แล้วส่งหน้าที่ให้ AI ทำงานที่ซับซ้อน และช่วยสร้างความสัมพันธ์ระดับบุคคลในสเกลที่ใหญ่ขึ้น

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 9

 

หัวข้ออย่าง Next-Level Retail: AI-Powered Dynamic Context in Action ที่มาตอกย้ำว่า ‘ความเร็ว’ คืออาวุธสำคัญ ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ อาจไม่จริงอีกต่อไป แต่เป็น ‘ปลาเร็วเท่านั้น ที่จะเข้าเส้นชัยก่อน’ ที่ได้องค์กรอย่าง CP AXTRA, Unilever และ Nestlé มาแบ่งปันประสบการณ์

 

ประเด็นสำคัญของหัวข้อนี้คือ บทบาทสำคัญของ AI ในธุรกิจค้าปลีกคือการทำให้ธุรกิจมีความ ‘Real-Time’ ยิ่งข้อมูลลูกค้ามีจำนวนมหาศาล ความคาดหวังเปลี่ยนบริบทการตลาดใหม่ สิ่งที่ AI จะเข้ามาช่วยไม่ว่าจะเป็น Real-Time Feedback การเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนโปรโมชันได้อย่างรวดเร็ว การใช้ AI ช่วยจัด Store Cluster และจัดกลุ่มสินค้าให้ตรงกับลักษณะลูกค้า เช่น กลุ่มที่อยู่อาศัย หรือกลุ่มสำนักงาน หรือหา Optimization ในการทำโปรโมชัน และเข้าใจ Budget ที่แท้จริงในการลงทุน

 

AI ยังช่วยให้เข้าใจ Assortment Plan, Shelf Size, Shelf Type และ โครงสร้างของสินค้าในแต่ละร้านค้า วิเคราะห์โอกาสจากข้อมูลตลาดและแนวโน้มเพื่อสร้างสินค้าที่ไม่เคยมีมาก่อน ไปจนถึงใช้ Social Listening และ AI วิเคราะห์เทรนด์หลักๆ เพื่อพัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ หา Promotion Modeling และอ่านคอมเมนต์ลูกค้า ในอนาคต AI จะไม่ได้มีบทบาทแค่การวิเคราะห์ แต่จะทำหน้าที่เป็น Collaborator หรือ Co-Pilot ที่สามารถให้คำแนะนำและช่วยเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมันจะเข้ามาอยู่ในกระบวนการแบบ End-to-End

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 10

 

ขณะเดียวกัน Workshop สุดเข้มข้นที่นำกรณีศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเทคโนโลยีจริงมาให้ผู้ร่วมงานได้ทดลองก็ได้รับความสนใจไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เรียนรู้ PromoMatter เครื่องมือปลดล็อกการวัดประสิทธิภาพโปรโมชันให้แม่นยำและเข้าใจง่าย พร้อมวิธีใช้ข้อมูลเพื่อประเมินและจัดอันดับโปรโมชันอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณและทีมงานด้วยเครื่องมือ MarTech พร้อมทดลองใช้งาน EGG One Platform ที่รวบรวมข้อมูลลูกค้า การบริหารแคมเปญ และระบบอัตโนมัติไว้ในที่เดียว รวมถึง MediaFusion แพลตฟอร์มมีเดียอัจฉริยะที่สามารถค้นหาอินไซท์เชิงลึก กำหนดเป้าหมายอย่างชาญฉลาด พร้อมวัดผลได้อย่างทันท่วงที ไปจนถึงการ Business Wellness Check ปรึกษาปัญหาธุรกิจฟรีกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและเทคโนโลยี

 

ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] 11

 

ดร.ธีรเดช กล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายของ เอ้ก ดิจิทัล ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการสนับสนุนให้ธุรกิจและบุคลากรในไทยเติบโต ช่วยให้ภาคธุรกิจและประเทศไทยสามารถปรับตัวได้ในโลกดิจิทัลได้ มอง AI เป็นการหลอมรวมระหว่างข้อมูล วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการค้าเพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในสมรภูมิดิจิทัลแห่งอนาคตนี้”

The post ถอดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจยุค AI First ด้วยมุมมองและเครื่องมือขุมพลังใหม่ จากงาน ‘EGG Digital Nexus: The Fusion Frontier’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกความคืบหน้า KMUTNB NSTC ศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้าน IC Assembly and Test และ PCBA บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kmutnb-nstc/ Tue, 18 Nov 2025 10:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1144592

ปี 2568 เป็นปีแห่งการ ‘ปักหมุด’ ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลัง […]

The post เจาะลึกความคืบหน้า KMUTNB NSTC ศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้าน IC Assembly and Test และ PCBA บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2568 เป็นปีแห่งการ ‘ปักหมุด’ ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเอาจริงเอาจัง

 

หนึ่งในศูนย์ที่เดินหน้าภารกิจนี้อย่างเข้มข้น คือ ศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Training Center: NSTC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ หรือ KMUTNB NSTC’ ซึ่งถูกเลือกให้เป็นแกนกลางในการพัฒนาคนสมรรถนะสูงด้าน IC Assembly and Test และ PCBA (Printed Circuit Board Assembly)

 

ถึงแม้ว่า KMUTNB NSTC จะเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2568

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางของศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นผลักดันเรื่องเซมิคอนดักเตอร์เป็นปีแรก

 

แต่มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในแวดวงไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์มายาวนานกว่า 15 ปี มีทั้งองค์ความรู้ที่ครบครัน และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

ก้าวย่างของศูนย์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่คือการ ‘ต่อยอด’ องค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนานให้พร้อมเดินหน้าปั้นบุคลากรคุณภาพสูงป้อนอุตสาหกรรมไทยได้อย่างทันเวลาและตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

 

KMUTNB NSTC พื้นฐานแข็งแรง ประสบการณ์แน่น

 

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เริ่มเปิดการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับบริษัท ยูแทคไทย จำกัด ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตและทดสอบบรรจุภัณฑ์วงจรรวม มาตั้งแต่ปี 2553 นับเป็นเวลากว่า 15 ปี ก่อนต่อยอดสู่การเปิดหลักสูตร วิศวกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นทางการในปี 2561


ทำให้ที่นี่มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก และพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเป็นศูนย์ฝึกอบรมระดับประเทศ

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

 

มหาวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งห้องปฏิบัติการสะอาดและเครื่องจักรสำหรับการบรรจุภัณฑ์วงจรรวม (IC Packaging) รวมถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับงานด้าน Failure Analysis และ Research and Development (R&D) ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และถ่ายทอดเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ที่มีการติดตั้งเครื่องมือหลากหลาย เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) และเครื่องวิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (XRD)

 

เสริมแกร่งศูนย์ ด้วยพลังจากภาคเอกชน

 

ภาคอุตสาหกรรมในประเทศเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่เข้ามาช่วย ‘เสริมแกร่ง’ ให้การพัฒนาของ KMUTNB NSTC เดินหน้าได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น ทั้งในมิติของการเรียนรู้และการลงมือทำจริง ตั้งแต่โครงการสหกิจศึกษา โครงการศึกษาดูงาน การส่งผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษประจำรายวิชา ไปจนถึงการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และการสนับสนุนทุนโครงงาน (Senior Project)

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ความร่วมมือระหว่าง KMUTNB NSTC และ บริษัท ยูแทคไทย จำกัด

 

โดยมีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมร่วมขับเคลื่อน อาทิ บริษัท ยูแทคไทย จำกัด, บริษัท เอ็นเอ็กซ์พี แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด,  บริษัท ฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (อยุธยา) จำกัด และบริษัท โซนี่ ดีไวซ์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ฯลฯ


มาถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากหน้างานสู่ห้องเรียน ผ่านการทำ Co-training และการเรียนรู้ในโรงงานจริง (Factory-based Learning) เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรของศูนย์ได้เข้าใจภาพรวมกระบวนการผลิตพร้อมเข้าสู่การทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างมืออาชีพ

 

เดินหน้าสร้างคนสมรรถนะสูงผ่านการอบรมและสัมมนา

 

ตลอดปี 2568 KMUTNB NSTC เดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมอบรมและสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมทักษะให้กับนักศึกษาและบุคลากรที่ต้องการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

เริ่มจาก KMUTNB Semiconductor Bootcamp ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 และ 24-27 มิถุนายน 2568 หลักสูตรนี้ออกแบบเพื่อฝึกอบรมนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ให้เข้าใจพื้นฐานด้านการประกอบบรรจุภัณฑ์วงจรรวม (IC Packaging) พร้อมพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมืออาชีพ มีนักศึกษาเข้าร่วมทั้งหมด 41 คน

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ภาพบรรยากาศ KMUTNB Semiconductor Bootcamp

 

ต่อด้วยการอบรม Basics about IC Packaging เมื่อวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2568 (รอบแรก) และ วันที่ 22-25 กรกฎาคม 2568 (รอบสอง) เปิดให้บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้เรียนรู้ภาพรวมของการผลิตบรรจุภัณฑ์วงจรรวม ตั้งแต่สายการผลิต การทดสอบทางไฟฟ้า ไปจนถึงการวิเคราะห์ความล้มเหลวของชิ้นงาน มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 77 คน

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ภาพบรรยากาศ Basics about IC Packaging

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • “Semiconductor Technology Platform and Generative Innovation” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 มีผู้เข้าร่วม 86 คน
  • “From Design to Production – The Journey of Semiconductor Chip” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 มีผู้เข้าร่วม 42 คน
  • “Future Challenge for Failure Analysis of Advanced Electronics and Semiconductors” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 มีผู้เข้าร่วม 42 คน

และยังมีการอบรมที่รับสมัครอยู่ในขณะนี้อีกหลายโครงการ

 

NSTC มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

งานสัมมนา ในหัวข้อ ‘Future Challenge for Failure Analysis of Advanced Electronics and Semiconductors’

 

จากการดำเนินงานตลอดปี 2568 จะเห็นได้ว่า KMUTNB NSTC เดินหน้าตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และการจัดอบรมสัมมนาเพื่อเสริมทักษะเชิงเทคนิคให้บุคลากรในทุกระดับ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศูนย์และกระทรวง อว. ในการยกระดับศักยภาพคนไทยสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต

The post เจาะลึกความคืบหน้า KMUTNB NSTC ศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้าน IC Assembly and Test และ PCBA บนพื้นฐานความเชี่ยวชาญกว่า 15 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% https://thestandard.co/oppo-launches-apex-guard/ Tue, 18 Nov 2025 04:56:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1144447 OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3%

ทำความรู้จัก ชุดเทคโนโลยี Apex Guard ของ OPPO ที่มุ่งยก […]

The post OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3%

ทำความรู้จัก ชุดเทคโนโลยี Apex Guard ของ OPPO ที่มุ่งยกระดับ ‘ความทนทาน’ ของผลิตภัณฑ์ เหนือคู่แข่ง ผ่าน 180 บททดสอบ เช่น การกันน้ำขั้นสุด การทนร้อน 75°C และการทดสอบตก 2.5 เมตร ก็ยังปลอดภัย พบลดอัตราการเสื่อมตํ่ากว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึง 3%

 

OPPO เปิดตัว Apex Guard ซึ่งชุดเทคโนโลยี ‘ปกป้อง’ และ ‘รักษา’ คุณภาพประสบการณ์ของผู้ใช้ให้อยู่ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ตั้งแต่กระบวนการวิจัยและพัฒนาการผลิต ไปจนถึงบริการหลังการขาย หวังยกระดับ ‘ความทนทาน’ ของผลิตภัณฑ์ กำหนดนิยาม ‘คุณภาพ’ ใหม่ให้ทั้งอุตสาหกรรม

 

Grus Shan, Director of Manufacturing ของ OPPO ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “คุณภาพคือรากฐานของทุกสิ่ง ด้วยการสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพ OPPO มุ่งมั่นที่จะปกป้องอิสรภาพของผู้ใช้งานทุกคนในการเดินทางของชีวิต คุณภาพไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์เท่านั้น แต่คืออิสระในการสร้างสรรค์ช่วงเวลาของคุณ หรือ Make Your Moment”

 

“คุณภาพของผลิตภัณฑ์ เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ แต่กลับแทบไม่เคยถูกนิยามอย่างชัดเจน เมื่อไม่มีมาตรฐานสากลที่ใช้แบ่งเส้นระหว่าง ‘ทั่วไป’ กับ ‘ยอดเยี่ยม’ คำว่า ‘คุณภาพ’ จึงกลายเป็นเพียงคำลอย ๆ ที่ใครก็พูดได้ แต่ต่างคนก็ต่างตีความหมายไม่เหมือนกันเลย” แถลงการณ์ระบุ

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 1

 

OPPO Apex Guard กับ 3 การก้าวข้าม

 

  • ก้าวข้ามการใช้งานประจำวัน: สร้างอุปกรณ์ที่ไม่เพียงแต่ทนทานต่อการสึกหรอในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังมอบประสิทธิภาพที่ราบรื่นอย่างสม่ำเสมออีกด้วย
  • ก้าวข้ามอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์: ลดอัตราที่ประสิทธิภาพของโทรศัพท์จะช้าลง เพื่อให้โทรศัพท์ของคุณยังคงราบรื่นและเชื่อถือได้ไปอีกหลายปี
  • ก้าวข้ามมาตรฐานที่มีอยู่: ยืนกรานที่จะก้าวข้ามเกณฑ์มาตรฐานการผลิตและการทดสอบแบบดั้งเดิม เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

โดย OPPO มีการทดสอบมากกว่า 180 รายการ ภายใน OPPO Labs เพื่อยืนยันว่าทุกอุปกรณ์สามารถ ‘ทนทาน’ ผ่านมาตรฐานระดับสูงที่ตั้งไว้ได้อย่างแท้จริง รวมถึงการทดสอบที่อุณหภูมิสูงถึง 75°C เป็นเวลา 168 ชั่วโมง การทดสอบการตกจากที่สูง 2 5 เมตร และการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่มากกว่า 73 รายการ

 

เพิ่มความทนทาน-ยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

 

OPPO ยังมีการทดสอบ Smoothness Aging Tests เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ยังทำงานได้อย่างเสถียร ตลอดหลายปีของการใช้งานเพื่อสะท้อนประสบการณ์จริงของผู้ใช้ให้แม่นยำที่สุด OPPO ได้พัฒนา Endurance Simulation Suite ที่อ้างอิงข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมและรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อนำมาจำลองรอบการใช้งานยาวนาน 48, 60 และ 72 เดือน

 

โดยปรับตามคุณลักษณะของฮาร์ดแวร์แต่ละรุ่นอย่างเฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์คือ แม้ใช้งานต่อเนื่องยาวนาน 4–6 ปี อุปกรณ์ของ OPPO ยังมีอัตราการเสื่อมโดยรวมต่ำกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมถึง 3%

 

และช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานแบตเตอรี่ ทำให้ได้แบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาขึ้น ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และยืดอายุการใช้งานของเซลล์แบตเตอรี่ได้เพิ่มขึ้น 400 รอบชาร์จ

 

โดย Corning® Gorilla® Glass 7i และกระบวนการ Chemical Ion Exchange ของ OPPO นวัตกรรมทั้งหมดนี้ ทำให้หน้าจอผ่านการรับรอง Five-Star Overall Drop Resistance จาก SGS องค์กรทดสอบอิสระระดับโลก ภายในตัวเครื่อง แบตเตอรี่แบบ silicon-carbon ช่วยเพิ่มความจุในพื้นที่ที่เล็กลง ส่งผลให้ใช้งานได้นานขึ้น และยืดอายุแบตเตอรี่โดยรวมให้ยาวนานกว่าเดิม

 

ฮาร์ดแวร์แข็งแกร่ง

 

เมื่อพูดถึงฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานได้ยาวนาน OPPO Find X9 Series ใหม่ คือผู้นำด้วยนวัตกรรมหลายด้าน ตัวอย่างเช่น หน้าจอที่ใช้ชั้นหมึกทนความร้อน ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นขอบสีดำเกิดการหลุดลอก

 

นอกจากนี้ ยังมีการใช้อะลูมิเนียมอัลลอยด์ความแข็งแรงสูง AM04 มีความแข็งแรงกว่าอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปทั่วไปถึง 70% และผ่านการทดสอบว่าสามารถทนต่อการดัดงอได้ 1,000 ครั้ง ทำให้มีความทนทานใกล้เคียงกับไทเทเนียม

 

กันน้ำระดับสูงสุด

 

นอกจากนี้ OPPO ยังมีการทดสอบระบบกันน้ำ ที่ระบุจุดที่อาจเป็นช่องทางให้น้ำเข้าได้กว่า 20 จุด และได้เสริมความแข็งแรงด้วยเทคนิคการซีลแบบเฉพาะตัว

 

โดย OPPO เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่นำเสนอสมาร์ทโฟนซีรีส์ครบถ้วนที่มีระดับการกันน้ำระดับสูงสุด

 

ซึ่งในงานที่เปิดให้ THE STANDARD WEALTH ได้ชมเบื้องหลัง ณ สำนักงานใหญ่และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ระดับโลกของ OPPO ที่ Binhai Bay Campus ทาง OPPO ได้ทดสอบการกันน้ำผ่าน ‘น้ำประเภทต่าง’ เช่น น้ำนม น้ำส้ม น้ำผสมแชมพู น้ำผสมน้ำยาล้างจ้าน น้ำร้อน และน้ำเย็น เป็นต้น

 

‘จอพับ’ เกรด ‘อากาศยาน’

 

ในมือถือรุ่นจอพับอย่าง Find N5 Series OPPO ได้ใช้เหล็กความแข็งแรงสูงเป็นพิเศษ พร้อมแผงหลังที่ทำจาก glass fiber เกรดเดียวกับที่ใช้ในอากาศยาน ให้ทั้งความยืดหยุ่นและความทนทานในเวลาเดียวกัน

 

โดยเหล็กขึ้นรูปความแข็งแรงสูงเป็นพิเศษของพัฒนาขึ้นมาสำหรับอุปกรณ์พับได้ (Foldable devices) โดยเฉพาะ มีความแข็งแรงกว่า 10% และมีความเหนียว (Ductile) กว่า 15% ซึ่งมอบความทนทานต่อการสึกหรอและความเสถียรของบานพับในระยะยาว ที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม

 

ซอฟต์แวร์ที่ลื่นไหล

 

นอกจากนี้ OPPO ยังนำเสนอ All-New Luminous Rendering Engine ColorOS 16 นำเสนอสถาปัตยกรรมแอนิเมชันแบบรวม เป็นครั้งแรกสำหรับ Android ซึ่งมอบประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและลื่นไหลเหมือนโลกแห่งความเป็นจริง ในทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้

 

พร้อมนำเสนอเทคโนโลยี Chip-Level Dynamic Frame Sync เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ลื่นไหลเมื่อทำงานหลายอย่างพร้อมกัน และมีเทคโนโลยี Sensor Offload เพื่อให้สามารถบันทึกวิดีโอ 4K 60 เฟรมต่อวินาที ได้อย่างต่อเนื่อง

 

OPPO ยังพัฒนามาตรฐานการตรวจวัดความลื่นไหลของเราเองในชื่อ 6-Zero Smoothness Validation ซึ่งประกอบด้วย 0 Lag (ดีเลย์เป็นศูนย์), 0 Latency (ความหน่วงเป็นศูนย์), 0 Flicker (ภาพกะพริบเป็นศูนย์), 0 Crash (แอปขัดข้องเป็นศูนย์), 0 Mislaunch (การเปิดผิดพลาดเป็นศูนย์), และ 0 Freeze (ค้างเป็นศูนย์)

 

โดยจะทดสอบความลื่นไหลขณะเปิดหลายแอปติดกันอย่างรวดเร็วจากหน้าโฮม เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริง ที่ผู้ใช้ทำบ่อยที่สุด

 

ฟีเจอร์ Instant Refresh รักษาความเร็ว เพิ่มความไหลลื่น

 

นอกจากนี้บน ColorOS 16 OPPO ได้นำเสนอฟีเจอร์ Instant Refresh บน OPPO A Series ที่ช่วยรักษาความเร็ว และความเสถียรของเครื่องในระยะยาว เพียงแตะครั้งเดียว ระบบจะลดการกระจัดกระจายของข้อมูล (data fragmentation) และปรับการขอสิทธิ์ของแอปให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม ส่งผลให้ตัวเครื่องยังคงตอบสนองได้ดี ลื่นไหล และน่าเชื่อถือแม้ใช้งานไปนานหลายปี

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 2

 

เสนอบริการหลังการขายโดดเด่น

 

บริการหลังการขายคืออีกหนึ่งด้านที่มักถูกมองข้าม แต่เป็นจุดที่ OPPO โดดเด่นอย่างชัดเจน ด้วยบริการซ่อมด่วนภายใน 1 ชั่วโมง ในบางสาขา ที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ผ่านศูนย์บริการกว่า 3,300 แห่งในกว่า 75 ประเทศทั่วโลก

 

เบื้องหลังคือระบบคลังสินค้าแบบคลาวด์ระดับโลก การบริหารงานที่ดูแลโดย OPPO โดยตรง และเครือข่ายการรับประกันระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่เข้าถึงง่ายและไว้ใจได้ตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 3

 

OPPO Labs ณ Binhai Bay Campus

 

OPPO ได้เพิ่มส่วนอำนวยความสะดวกใหม่ๆ เข้าไปใน Binhai Bay Campus ตัวอย่างเช่น ห้องปฏิบัติการวัสดุ (Materials Lab) ห้องปฏิบัติการทดสอบอุปกรณ์อัจฉริยะ (Intelligent Terminal Testing Lab) ห้องปฏิบัติการอัจฉริยะด้านการใช้พลังงาน (Power Consumption Intelligent Lab) และห้องปฏิบัติการสื่อสาร (Communication Lab) โดยแต่ละห้องจะทำหน้าที่ประเมินคุณภาพในมุมมองที่แตกต่างกัน เพื่อรับประกันว่าฮาร์ดแวร์มีความน่าเชื่อถือและผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ซอฟต์แวร์ที่ราบรื่น

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 4

 

1) ห้องปฏิบัติการวัสดุ (Materials Lab) เป็นแหล่งกำเนิดของวัสดุที่ล้ำหน้าที่สุดหลายอย่างของ OPPO สิทธิบัตรที่ได้รับอนุมัติกว่า 380 ฉบับ มีต้นกำเนิดจากที่นี่ ห้องปฏิบัติการนี้มีเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูงกว่า 200 รายการ รวมถึงเครื่องสเปกโตรมิเตอร์ที่มีราคาสูงเป็นอันดับสองในอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้ OPPO สามารถดำเนินการตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของวัสดุในระดับโลกได้ ความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่พัฒนาขึ้นในห้องปฏิบัติการนี้ ได้แก่ กระจกนาโนคริสตัลแบบบางเฉียบ ที่เพิ่มการป้องกันการตกกระแทกได้ถึง 400% บานพับเหล็กที่ทนทานต่อการสึกหรอ ซึ่งสามารถพับได้ถึง หนึ่งล้านครั้ง และ เส้นใยเกรดอากาศยานที่บางลง 50% แต่มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 4 เท่า

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 5

 

2. ห้องปฏิบัติการทดสอบอุปกรณ์อัจฉริยะ (Intelligent Terminal Testing Lab) เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบซอฟต์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ซึ่งสามารถทดสอบอุปกรณ์ได้พร้อมกันกว่าหลายหมื่นเครื่อง และดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน โดยมีกระบวนการเกือบทั้งหมดเป็นแบบอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ มีเพียงผู้ดูแลเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จำเป็นในการเฝ้าติดตามและบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่กำลังทำงานอยู่หลายพันเครื่อง ห้องปฏิบัติการนี้ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าประตู (gatekeeper) ของคุณภาพซอฟต์แวร์ของ OPPO

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 6

 

3. ห้องปฏิบัติการอัจฉริยะด้านการใช้พลังงาน (Power Consumption Intelligent Lab) คือกลไกอัจฉริยะที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหลและเสถียรของผลิตภัณฑ์ OPPO ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ติดตั้งเครื่องมือขั้นสูงกว่าร้อยชุด และขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ระบบอัตโนมัติที่พัฒนาโดย OPPO เอง ซึ่งรองรับการทำงานของอุปกรณ์กว่าร้อยเครื่อง ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 7

 

4. ห้องปฏิบัติการสื่อสาร (Communication Lab) ด้วยการลงทุนมูลค่าหลายร้อยล้านหยวน ถือเป็นห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุดและมีราคาสูงที่สุดแห่งหนึ่งภายในวิทยาเขต Binhai Bay ของ OPPO เทคโนโลยี ต่างๆ เช่น AI LinkBoost, การออกแบบเสาอากาศแบบ 360 องศา (360° Surround Antenna Design) และชิปการสื่อสารที่พัฒนาขึ้นภายในของ OPPO ล้วนถูกนำมาทดสอบและพัฒนาให้สมบูรณ์แบบที่นี่

 

OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% 8

The post OPPO เปิดตัวชุดเทคโนโลยี Apex Guard ยกระดับ ‘ความทนทาน’ ผลิตภัณฑ์ ลดอัตราการเสื่อมตํ่าถึง 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสั่งคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทางสหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check https://thestandard.co/china-influencer-license-rules/ Mon, 17 Nov 2025 10:36:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1144239 จีนสั่งคุมเข้ม อินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทาง สหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check

The Economic Times รายงานว่า รัฐบาลจีนได้สร้างแรงสั่นสะ […]

The post จีนสั่งคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทางสหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสั่งคุมเข้ม อินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทาง สหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check

The Economic Times รายงานว่า รัฐบาลจีนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการอินฟลูเอนเซอร์ โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องแสดงหลักฐานคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง หากต้องการพูดคุยในหัวข้อที่ ‘จริงจัง’ (Serious) เช่น การเงิน, สุขภาพ, การแพทย์, กฎหมาย หรือการศึกษา

 

Social Media Today ชี้ว่า แม้กฎนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติสำหรับผู้แพร่ภาพออนไลน์ (Conduct for Online Broadcasters) มาตั้งแต่ปี 2022 แล้ว แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนเพิ่งจะเริ่มนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังมากขึ้นในขณะนี้

 

กฎระเบียบใหม่นี้ กำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องมีปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเผยแพร่เนื้อหา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดข้อมูลที่ผิดๆ จากผู้มีอิทธิพลที่ขาดความรู้จริง และอาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงถึง 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนบาท) หากมีการละเมิดกฎหมาย

 

โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ได้ออกมาปกป้องกฎหมายนี้ว่าถูกนำมาใช้เพื่อ ‘ปกป้องประชาชนจากเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดและคำแนะนำที่เป็นอันตราย’ บนโลกออนไลน์

 

นอกจากการกำหนดคุณสมบัติของผู้พูดแล้ว CAC ยังได้สั่งห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์, อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อป้องกันการ ‘โฆษณาแฝง’ ที่มาในรูปแบบของการให้ความรู้ และยังกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องระบุอย่างชัดเจนหากเนื้อหาส่วนใดสร้างขึ้นโดย AI หรือมีการอ้างอิงมาจากงานวิจัย

 

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน), Weibo และ Bilibili จะต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัฒนธรรมอินฟลูเอนเซอร์ของจีน และได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

 

ผู้ใช้งานจำนวนมากต่างแสดงความยินดีกับกฎหมายใหม่นี้ โดยผู้ใช้ Weibo รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ถึงเวลาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจะได้เป็นผู้นำในการสนทนา” แต่ในทางกลับกัน หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่ากฎหมายนี้จะเป็นการจำกัด ‘เสรีภาพในการพูด’ และทำลายความคิดสร้างสรรค์ “อีกหน่อยเราคงต้องมีใบอนุญาตเพื่อแสดงความคิดเห็น” ผู้สร้างคอนเทนต์ในปักกิ่งคนหนึ่งกล่าว

 

Social Media Today ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดในการควบคุมอินฟลูเอนเซอร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเกาหลีใต้ที่กำลังพิจารณาออกกฎหมายในลักษณะคล้ายกัน โดยมุ่งเป้าไปที่การจำกัดชาวต่างชาติที่แสดงความคิดเห็นเชิงลบหรือสร้างความเกลียดชังต่อประเทศ

 

The Korea Times รายงานว่า รัฐมนตรียุติธรรมของเกาหลีใต้ จองซองโฮ (Jung Sung-ho) ได้กล่าวว่า รัฐบาลกำลังทบทวนมาตรการที่จะจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่แสดงความคิดเห็นเชิงลบหรือสร้างความเกลียดชังต่อเกาหลีใต้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกว่าเนื้อหาของพวกเขาอาจส่งผลกระทบมากกว่าแค่กระแสต่อต้านในโซเชียลมีเดีย

 

การพิจารณากฎหมายนี้เป็นผลมาจากกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นล่าสุดหลายครั้ง กรณีแรกคือ จอห์นนี่ โซมาลี (Johnny Somali) สตรีมเมอร์ชาวอเมริกันที่ถูกดำเนินคดีเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเผยแพร่คลิปที่เขาสร้างความวุ่นวายในร้านสะดวกซื้อ อีกกรณีคือ เดโบะจัง (Debo-chan) ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีที่อาศัยในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังถูกสอบสวนจากคลิปไวรัลที่อ้างข้อมูลเท็จว่ามีการค้นพบ ‘ศพที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ หลายสิบศพ’ ในเกาหลีใต้

 

การเคลื่อนไหวของประเทศในเอเชียเหล่านี้ช่างดู ‘แตกต่าง’ อย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับแนวทางในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับความแตกแยกทางสังคมและการเมืองที่รุนแรงอันเป็นผลมาจากข้อมูลบิดเบือน แต่กลับดูเหมือนว่าจะยิ่งส่งเสริมให้อินฟลูเอนเซอร์มีตัวตนและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น Meta ได้ประกาศยุติโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สาม และผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านเนื้อหา หลังจากถูกกดดันทางการเมืองจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต้องการให้มีการควบคุมเนื้อหาน้อยลง

 

ในขณะที่สื่อกระแสหลักถูกทรัมป์โจมตีอย่างต่อเนื่องว่านำเสนอข้อมูลเท็จ เขากลับเลือกที่จะยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับเหล่าพอดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยกระจายข่าวสารของเขา ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่ก็ทำให้ชาวอเมริกันมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของทฤษฎีสมคบคิดและการโฆษณาชวนเชื่อได้ง่ายขึ้น

 

ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า การเปิดให้ใครก็ได้พูดในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้โดยปราศจากความรับผิดชอบนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แม้ว่าเสรีภาพของสื่อจะเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นที่ขาดความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่ซับซ้อนก็กำลังสร้าง ‘ความเสียหาย’ และความแตกแยกทางสังคมอย่างเห็นได้ชัด

 

ในโลกที่ทุกอย่างถูกย่อยให้เหลือเพียงมีมสั้นๆ ช่องว่างทางความรู้นี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของสื่อยุคใหม่ที่มักจะจุดประเด็นดราม่าเพื่อกระตุ้นอารมณ์และเรียกยอดการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นแนวทางที่สื่อตะวันตกกำลังส่งเสริม ในขณะที่สื่อในฝั่งเอเชียกำลังพยายามหาทางควบคุม
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32.44 บาท ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ: amenic181/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนสั่งคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทางสหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า https://thestandard.co/apple-ceo-tim-cook-john-ternus/ Mon, 17 Nov 2025 10:08:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1144207 Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า

Apple กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ […]

The post Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า

Apple กำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดย ทิม คุก (Tim Cook) อาจจะก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า Financial Times (FT) รายงานโดยอ้างถึงแหล่งข่าวที่ทราบการหารือภายในของ Apple ว่าคณะกรรมการบริหารและผู้บริหารระดับสูงได้ ‘เร่งกระบวนการเตรียมการ’ สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

 

ทิม คุก ปัจจุบันอายุ 65 ปี เข้ารับตำแหน่ง CEO ต่อจาก สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ในปี 2011 สามารถนำพา Apple เติบโตอย่างมหาศาล จากมูลค่าตลาดประมาณ 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน

 

มีรายงานระบุว่า ‘จอห์น เทอร์นัส’ (John Ternus) รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ถูกจับตามองว่าเป็น ‘ตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะสืบทอดตำแหน่งต่อจากทิม คุก’ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเน้นย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเรื่องนี้

 

ปัจจุบัน จอห์น เทอร์นัส ดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลักของบริษัททั้งหมด เช่น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch และ AirPods โดยเขาได้เข้าร่วมทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ของ Apple ตั้งแต่ปี 2001

 

แหล่งข่าวใกล้ชิด Apple ยืนยันว่า แผนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้บริหารที่เตรียมไว้ล่วงหน้านี้ ‘ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการในปัจจุบัน’ ของบริษัทแต่อย่างใด

 

การประกาศแต่งตั้ง CEO คนใหม่ของ Apple คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากรายงานผลประกอบการในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงที่ครอบคลุมวันหยุดสำคัญ โดยแหล่งข่าวเชื่อว่า การประกาศในช่วงต้นปีจะทำให้ทีมผู้บริหารชุดใหม่มีเวลาปรับตัวก่อนงานใหญ่ประจำปีอย่าง WWDC ในเดือนมิถุนายน และการเปิดตัว iPhone ในเดือนกันยายน

 

การปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่งในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า Apple กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งอาจเป็นการจัดทัพเพื่อเน้นการกลับไปที่ ‘นวัตกรรมฮาร์ดแวร์’ อีกครั้ง เพื่อเตรียมรับมือกับการแข่งขันในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

อ้างอิง:

The post Apple เดินหน้าแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO คาด ‘ทิม คุก’ เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งเร็วที่สุดในปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน เตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่ คุมเข้ม AI หลังภาพ-วิดีโอปลอมเกลื่อนโลกออนไลน์ มีผลมกราคม ปี 69 https://thestandard.co/china-enforces-new-ai-law/ Fri, 14 Nov 2025 10:22:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1143442 จีน เตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่ คุมเข้ม **AI** หลังภาพ-วิดีโอปลอมเกลื่อนโลกออนไลน์ มีผล **มกราคม** ปี 69

รัฐบาลจีนเดินหน้าควบคุมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI […]

The post จีน เตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่ คุมเข้ม AI หลังภาพ-วิดีโอปลอมเกลื่อนโลกออนไลน์ มีผลมกราคม ปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน เตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่ คุมเข้ม **AI** หลังภาพ-วิดีโอปลอมเกลื่อนโลกออนไลน์ มีผล **มกราคม** ปี 69

รัฐบาลจีนเดินหน้าควบคุมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเข้มงวด หลังพบการเผยแพร่ ‘ภาพและวิดีโอปลอม’ จำนวนมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเนื้อหาที่สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์อาชญากรรมหรือภัยพิบัติ ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อสังคม แต่ยังอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลจีน

 

กฎหมายฉบับใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการประจำสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา จากเดิมมุ่งเน้นด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม แต่ได้มีการเพิ่มเติมมาตรการบริหารความเสี่ยงและการเฝ้าระวังความปลอดภัยของ AI เข้ามาด้วย โดยกฎหมายความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตฉบับปรับปรุงใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม ปี 2569

 

การปรับกฎหมายครั้งนี้สะท้อนถึงความกังวลของรัฐบาลจีนต่อการใช้ เทคโนโลยี AI ในการสร้างข้อมูลเท็จเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงในสถานการณ์อ่อนไหว เช่น อุบัติเหตุหรือภัยพิบัติ ซึ่งอาจทำให้ความเสียหายดูรุนแรงเกินจริงและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน อีกทั้งยังเกรงว่าข้อมูลปลอมอาจถูกนำมาใช้โจมตีหรือใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ

 

ที่ผ่านมา จีนได้เริ่มควบคุม Generative AI ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 โดยกำหนดให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีต้องป้องกันไม่ให้ระบบสร้างเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความไม่สงบหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัญหาการเผยแพร่ภาพและวิดีโอปลอมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

หนึ่งในกรณีที่เป็นกระแสคือ ภาพทารกแรกเกิดที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นหลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ในเขตทิเบต เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวถูกแชร์อย่างกว้างขวางพร้อมยังอ้างว่าเป็นผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์จริง ก่อนจะถูกเปิดเผยในภายหลังว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI ส่งผลให้เจ้าของโพสต์ถูกจับกุมในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

 

อีกทั้งในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงได้เพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามเนื้อหาปลอม เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างให้สังคมได้เห็น โดยมีผู้ถูกดำเนินคดีหลายราย เช่น ชายวัย 28 ปีในมณฑลเจ้อเจียงที่โพสต์ภาพเด็กหญิงจากอินเทอร์เน็ตแล้วอ้างว่าเป็นลูกสาวที่ถูกลักพาตัว และหญิงวัย 57 ปีในมณฑลซานซีที่เผยแพร่ภาพปลอมของเหตุแผ่นดินไหว ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง

 

จากข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีน (CNNIC) ระบุว่า จีนมีผู้ใช้งานเทคโนโลยี Generative AI มากถึง 515 ล้านคน ในเดือนมิถุนายน 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในเวลาเพียงครึ่งปี สะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีนี้

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของ AI ยังนำมาซึ่งปัญหาด้านจริยธรรมและความปลอดภัยทางข้อมูล โดยมีวิดีโอสอนการสร้างภาพปลอมแพร่หลายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงซอฟต์แวร์ที่สามารถเปลี่ยนใบหน้าและเสียงของบุคคลได้ ผู้ใช้บางรายนำเนื้อหาเหล่านี้ไปโพสต์เพื่อเรียกยอดผู้ชม หรือสร้างรายได้จากการโฆษณาและขายสินค้า

 

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของจีนได้ออกแนวทางให้หน่วยงานท้องถิ่นและแพลตฟอร์มโซเชียลรายใหญ่เพิ่มการตรวจสอบบริการ AI โดยเฉพาะแอปที่สามารถสร้างภาพเปลือยหรือปลอมแปลงใบหน้าและเสียงได้ง่าย ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการได้สั่งให้แก้ไขแอปพลิเคชันกว่า 3,500 แอป และลบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกว่า 960,000 รายการ

 

นอกจากนี้ ในเดือนกันยายน รัฐบาลจีนยังออกข้อกำหนดใหม่ให้ผู้ให้บริการ AI ต้องติดฉลากระบุว่าเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเป็นผลงานของ AI เพื่อให้ประชาชนสามารถแยกแยะได้ว่าเป็นภาพจริงหรือจำลอง ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของจีนในการสร้างกรอบควบคุมการใช้ เทคโนโลยี AI ให้สอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงและค่านิยมของประเทศ

 

ภาพ: Tero Vesalainen / Shutterstock

อ้างอิง:

The post จีน เตรียมบังคับใช้กฎหมายใหม่ คุมเข้ม AI หลังภาพ-วิดีโอปลอมเกลื่อนโลกออนไลน์ มีผลมกราคม ปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Canva แต่งตั้ง ‘ภัคพล ตั้งตงฉิน’ เป็น Country Manager คนแรกของไทย https://thestandard.co/canva-max-pakapol-thailand/ Fri, 14 Nov 2025 09:26:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1143408 Canva แต่งตั้ง ‘ภัคพล ตั้งตงฉิน’ เป็น Country Manager คนแรกของไทย

Canva แพลตฟอร์มด้านการออกแบบกราฟิกจากออสเตรเลีย ประกาศแ […]

The post Canva แต่งตั้ง ‘ภัคพล ตั้งตงฉิน’ เป็น Country Manager คนแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Canva แต่งตั้ง ‘ภัคพล ตั้งตงฉิน’ เป็น Country Manager คนแรกของไทย

Canva แพลตฟอร์มด้านการออกแบบกราฟิกจากออสเตรเลีย ประกาศแต่งตั้ง แม็กซ์-ภัคพล ตั้งตงฉิน ให้ดำรงตำแหน่ง Country Manager ประจำประเทศไทยคนแรก อย่างเป็นทางการ

 

การแต่งตั้งในครั้งนี้สะท้อนถึงการรุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยแม็กซ์ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตนเองว่า

 

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้ามานำการขับเคลื่อน Canva ในประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นการสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น การเชิดชูงานดีไซน์แบบไทย และช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังความคิดสร้างสรรค์ในระดับโลก”

 

สำหรับ ภัคพล ตั้งตงฉิน หรือ ‘แม็กซ์’ เป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าของ Facebook Page: Max Pakapol

 

เขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ด้วยคะแนน GPA 3.9

 

ในด้านการศึกษาต่อ ภัคพลได้รับทุนเต็มจำนวนเพื่อศึกษาต่อปริญญาโท MBA ที่ Harvard Business School และเคยทำคะแนน GMAT ติดอันดับ Top 1% ของโลก
นอกจากนี้ ภัคพลยังมีประสบการณ์ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ (Management Consultant) ที่ Bain & Company หนึ่งในสามบริษัทที่ปรึกษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเคยดำรงตำแหน่ง Senior Product Manager Intern ที่ Amazon (Seattle)

 

เขายังเป็นผู้ก่อตั้งองค์กร SECON ร่วมกับสหประชาชาติ (UN), อดีตพิธีกรรายการ Disney Insider และเป็น Presentation & Communication Coach ให้กับสถาบันพัฒนาบุคลิกภาพและศักยภาพในประเทศไทยอีกด้วย

 

อ้างอิง:

The post Canva แต่งตั้ง ‘ภัคพล ตั้งตงฉิน’ เป็น Country Manager คนแรกของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เปิดตัว GPT-5.1 อัปเกรดครั้งใหญ่ ฉลาดขึ้น-เร็วขึ้น และมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความรู้สึก https://thestandard.co/gpt-5-1-smarter-faster-with-heart/ Thu, 13 Nov 2025 04:42:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1142810 OpenAI เปิดตัว GPT-5.1 อัปเกรดครั้งใหญ่ ฉลาดขึ้น-เร็วขึ้น และมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความรู้สึก

OpenAI ประกาศอัปเกรดโมเดล AI ครั้งสำคัญในซีรีส์ GPT-5 ส […]

The post OpenAI เปิดตัว GPT-5.1 อัปเกรดครั้งใหญ่ ฉลาดขึ้น-เร็วขึ้น และมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความรู้สึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เปิดตัว GPT-5.1 อัปเกรดครั้งใหญ่ ฉลาดขึ้น-เร็วขึ้น และมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความรู้สึก

OpenAI ประกาศอัปเกรดโมเดล AI ครั้งสำคัญในซีรีส์ GPT-5 สู่ GPT-5.1 โดยชูจุดเด่นว่าไม่ใช่แค่ฉลาดขึ้น แต่ยังมี ‘หัวใจ’ และเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ที่มองหา AI ที่ไม่เพียงแต่เก่งกาจ แต่ยังต้อง “น่าพูดคุยด้วย”

 

การอัปเกรดครั้งนี้เป็นการยกเครื่องโมเดลหลักสองตัวคือ GPT-5.1 Instant (สำหรับงานทั่วไป) และ GPT-5.1 Thinking (สำหรับงานซับซ้อน) พร้อมทั้งยกเครื่องระบบปรับแต่งโทนเสียงใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมบุคลิกของ AI ได้ตามต้องการ

 

ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น

 

OpenAI ระบุว่าได้รับฟังความคิดเห็นของผู้ใช้มาโดยตลอดว่า AI ที่ยอดเยี่ยมต้องมีความฉลาดควบคู่ไปกับสไตล์การสื่อสารที่ดี GPT-5.1 จึงถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ทั้งสองด้าน

 

GPT-5.1 Instant ถูกปรับให้มีโทนเสียงที่ ‘อบอุ่น’ และเป็นบทสนทนามากขึ้น โดยค่าเริ่มต้น OpenAI ระบุว่ามันมักจะสร้างความประหลาดใจด้วย ‘ความขี้เล่น’ (Playfulness) แต่ยังคงความชัดเจนและมีประโยชน์ ที่สำคัญคือ มันสามารถทำตามคำสั่งที่ซับซ้อน เช่น การบังคับให้ตอบด้วยจำนวนคำที่กำหนด ได้แม่นยำกว่ารุ่นเดิมมาก

 

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุง ‘การทำตามคำสั่ง’ (Instruction Following) ให้ดีขึ้นด้วย ดังนั้นโมเดลจึงตอบคำถามที่คุณถามจริงๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

เช่น GPT-5 (แบบเดิม) ตอบว่า “Understood. All responses will be six.” แต่เมื่อถูกถามต่อ กลับตอบยาวเหยียด ขณะที่ GPT-5.1 Instant (แบบใหม่) ตอบว่า “Understood, I will respond in six.” และเมื่อถูกถามต่อ ก็สามารถตอบคำถามด้วยประโยคหกคำได้อย่างแม่นยำ

 

GPT-5.1 Thinking ได้รับการปรับปรุงให้ เข้าใจง่ายขึ้น ลดการใช้ศัพท์เทคนิค (Jargon) และสามารถปรับเวลาในการคิดได้เอง โดยจะใช้เวลามากขึ้นกับปัญหาที่ซับซ้อน และตอบสนองเร็วขึ้นในคำถามง่ายๆ นอกจากนี้ โทนเสียงยังถูกปรับให้อบอุ่นและ ‘เข้าอกเข้าใจ’ (Empathetic) มากขึ้น เมื่อต้องตอบสนองต่อปัญหาทางอารมณ์ของผู้ใช้งาน

 

ครั้งแรกของ ‘Adaptive Reasoning’ ในรุ่น Instant

 

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ GPT-5.1 Instant สามารถใช้ ‘การใช้เหตุผลแบบปรับได้’ (Adaptive Reasoning) ซึ่งหมายความว่ามันสามารถตัดสินใจได้เองว่าเมื่อใดที่ควรจะ ‘คิดก่อนตอบ’ เมื่อเจอกับคำถามที่ท้าทาย ซึ่งส่งผลให้คำตอบในงานที่ซับซ้อนอย่างคณิตศาสตร์และการเขียนโค้ดมีความแม่นยำสูงขึ้นมาก

 

OpenAI ยังได้ยกเครื่องระบบปรับแต่งโทนเสียงและบุคลิกของ ChatGPT ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถควบคุมสไตล์การตอบสนองได้ง่ายขึ้น โดยเพิ่ม 3 บุคลิกใหม่ ได้แก่ Professional (มืออาชีพ) สำหรับการใช้งานในที่ทำงาน, Candid (ตรงไปตรงมา) สำหรับคำตอบที่ชัดเจน ไม่ต้องอ้อมค้อม และ Quirky (แปลกใหม่) สำหรับไอเดียที่สร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร

 

นอกจากนี้ OpenAI ยังกำลังทดลองฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้สามารถปรับจูนคุณลักษณะเฉพาะของ AI ได้โดยตรง เช่น ความกระชับ, ความอบอุ่น, หรือแม้แต่ความถี่ในการใช้อีโมจิ

 

GPT-5.1 Instant และ Thinking จะเริ่มเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มจากผู้ใช้แบบชำระเงิน (Pro, Plus, Business ฯลฯ) ก่อนจะขยายไปยังผู้ใช้ฟรี ส่วนผู้ใช้ Enterprise และ Edu จะได้สิทธิทดลองใช้งานล่วงหน้า 7 วัน ก่อนที่ GPT-5.1 จะกลายเป็นโมเดลเริ่มต้นสำหรับทุกคน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้แบบชำระเงินที่ยังต้องการเปรียบเทียบ โมเดล GPT-5 (รุ่นเดิม) จะยังคงมีให้เลือกใช้งานในเมนู ‘โมเดลรุ่นเก่า’ (Legacy Models) ต่อไปอีก 3 เดือน ก่อนจะถูกแทนที่โดยสมบูรณ์

 

อ้างอิง:

The post OpenAI เปิดตัว GPT-5.1 อัปเกรดครั้งใหญ่ ฉลาดขึ้น-เร็วขึ้น และมี ‘หัวใจ’ มากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความรู้สึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทาซซ่าคาดนักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโตผ่าน DigiPay ราว 6.6 หมื่นล้านบาท ช่วยยกระดับการใช้คริปโตในไทย มากกว่าแค่เก็งกำไร https://thestandard.co/tourists-spending-crypto-boosts-thailand/ Tue, 11 Nov 2025 11:07:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1142164 บิทาซซ่าคาด นักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโต ผ่าน DigiPay ราว 6.6 หมื่นล้านบาท ช่วยยกระดับการใช้คริปโตในไทย มากกว่าแค่เก็งกำไร

ซีอีโอ ‘บิทาซซ่า’ คาดนักท่องเที่ยว 5% ใช้จ่ายผ่านโครงกา […]

The post บิทาซซ่าคาดนักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโตผ่าน DigiPay ราว 6.6 หมื่นล้านบาท ช่วยยกระดับการใช้คริปโตในไทย มากกว่าแค่เก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิทาซซ่าคาด นักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโต ผ่าน DigiPay ราว 6.6 หมื่นล้านบาท ช่วยยกระดับการใช้คริปโตในไทย มากกว่าแค่เก็งกำไร

ซีอีโอ ‘บิทาซซ่า’ คาดนักท่องเที่ยว 5% ใช้จ่ายผ่านโครงการ DigiPay คิดเป็นมูลค่าราว 6.6 หมื่นล้านบาท

 

จากโครงการ TouristDigiPay ซึ่งเป็นโครงการทดสอบ (Sandbox) การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเปลี่ยนเป็นเงินบาทและนำไปใช้จ่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำนวัตกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัลมาสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ​และการ
​​ท่องเที่ยวของประเทศ โดยเพิ่มทางเลือกและความสะดวกของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล มาแลก​เปลี่ยนเป็นเงินบาทเพื่อนำไปใช้จ่ายในประเทศไทยผ่านระบบ e-money ได้ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับความเห็นชอบ​จะมีระยะเวลาทดสอบภายใน 18 เดือน

 

ธนวัต สุตันติวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทาซซ่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บิทาซซ่าอยู่ระหว่างขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยเชื่อว่าบริษัทจะเป็นรายแรกหรือรายต้นๆ ในการทำโครงการนี้ ปัจจุบันแอปพลิเคชันแล้วเสร็จประมาณ 80% โครงการนี้จะเป็นก้าวแรกของไทยในการที่เราเปิดให้นำคริปโตมาใช้จ่ายได้

 

“จากระยะเวลาโครงการ 18 เดือน คิดว่าจะมี 5% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดมาร่วมโครงการ คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายราว 6.6 หมื่นล้านบาท เราเชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรอย่างเดียว แต่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการเงินดั้งเดิมสมัยก่อน” ธนวัตกล่าว

 

โครงการนี้ จะเปิดให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้ ส่วนคนไทยหรือคนต่างชาติที่ทำงานในไทยไม่สามารถใช้ได้ และเนื่องจากเป็นโครงการ Sandbox จึงมีการกำหนดวงเงินที่สามารถใช้จ่ายได้สูงสุดต่อวัน คือ ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินแก่ร้านค้ารายย่อย และไม่เกิน 500,000 บาทต่อเดือน กรณีชำระเงินแก่ร้านค้าที่ผ่านกระบวนการ Know Your Merchant (KYM) ส่วนผู้ใช้จ่ายจะมีกระบวนการ Know Your Customer (KYC) และ Know Your Transaction (KYT) ด้วย

 

โครงการทดสอบ (Sandbox) การนำ

https://www.sec.or.th/TH/Pages/SHORTCUT/TOURISTDIGIPAY.aspx

 

สำหรับบิทาซซ่าจะรับแลกเหรียญที่อยู่ภายใต้แพลตฟอร์มของบิทาซซ่า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 120 คู่เหรียญ​ โดยธนวัตมองว่าหนึ่งในจุดเด่นของโครงการนี้คือ ค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนจากคริปโตมาเป็นเงินบาทที่ต่ำกว่าผู้ให้บริการการเงินระดับโลก ซึ่งมักจะเก็บค่าธรรมเนียมราว 5%

 

จับมือ B2C2 ช่วยเติมสภาพคล่องในศูนย์ซื้อขาย

 

ล่าสุด บิทาซซ่า และ B2C2 ผู้นำระดับโลกด้านการให้สภาพคล่องสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกำกับดูแลในประเทศไทย

 

B2C2 ได้ร่วมงานกับบิทาซซ่ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 6 ปีก่อน และภายใต้ความร่วมมือนี้ B2C2 จะเป็นผู้ให้บริการสภาพคล่องหลักแก่ Bitazza Thailand พร้อมร่วมดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจและการเติบโตในหลายด้าน โดยความร่วมมือนี้จะช่วยให้ Bitazza Thailand สามารถขยายบริการในตลาดสถาบันได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ผ่านบริการสภาพคล่องระดับโฮลเซลล์ การจัดการด้านเครดิต และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและโครงการในอนาคต

 

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมีส่วนร่วมของนักลงทุนรายย่อยไปสู่การมีบทบาทมากขึ้นของนักลงทุนสถาบัน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกด้านการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Adoption) ซึ่งแสดงถึงความพร้อมของประเทศในการเข้าสู่การเติบโตในระดับสถาบันอย่างเต็มรูปแบบ

 

ภาพ: Peter Dazeley/Getty Images

The post บิทาซซ่าคาดนักท่องเที่ยวใช้จ่ายด้วยคริปโตผ่าน DigiPay ราว 6.6 หมื่นล้านบาท ช่วยยกระดับการใช้คริปโตในไทย มากกว่าแค่เก็งกำไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้าเสริมทักษะ Semiconductor Testing เน้นเรียนรู้-ฝึกลงมือทำจริง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/k-engineering-nstc-semiconductor-testing/ Tue, 11 Nov 2025 10:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1142101 K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้า เสริมทักษะ Semiconductor Testing [ADVERTORIAL]

ศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง […]

The post K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้าเสริมทักษะ Semiconductor Testing เน้นเรียนรู้-ฝึกลงมือทำจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้า เสริมทักษะ Semiconductor Testing [ADVERTORIAL]

ศูนย์ฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (National Semiconductor Training Center: NSTC) คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ K-Engineering NSTC
เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจปั้นคนไทยสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยมุ่งเน้นการฝึกอบรมด้านการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Testing) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

ด้านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์ K-Engineering NSTC มีความพร้อมอย่างมากสำหรับการพัฒนาในระยะเริ่มต้น ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดยศูนย์นี้ มีห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์รวม 6 ห้อง รวมกว่า 200 เครื่อง พร้อมห้องปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ห้องอิเล็กทรอนิกส์กำลัง และ ห้องปฏิบัติการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Testing Lab) ที่ติดตั้งอุปกรณ์ทดสอบอัตโนมัติ (Automatic Test Equipment)

 

K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้า เสริมทักษะ Semiconductor Testing [ADVERTORIAL] 1

 

จับมืออุตสาหกรรมชั้นนำ เรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากมืออาชีพ

 

เครื่องมือส่วนใหญ่ของศูนย์ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนชั้นนำ เช่น Analog Devices, UTAC Thai, SPEA และ Delta Electronics ซึ่งนอกจากการสนับสนุนอุปกรณ์แล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำอย่าง Infineon Technologies, NXP Manufacturing, Hana Microelectronics และ Silicon Craft Technology ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งการร่วมออกแบบหลักสูตร ส่งผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากร และให้คำปรึกษาโดยตรง เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเข้าใจบริบทของอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน

 

K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้า เสริมทักษะ Semiconductor Testing [ADVERTORIAL] 2

 

เน้นหลักสูตรระยะสั้น เสริมทักษะตรงจุด

 

ด้านหลักสูตรการฝึกอบรม K-Engineering NSTC มุ่งเน้นการจัดอบรมระยะสั้น เพื่อเสริมทักษะด้านการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงให้กับนักศึกษา บัณฑิตจบใหม่ และบุคลากรในตลาดแรงงาน โดยมีแผนดำเนินงานระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 ครอบคลุมหลายหัวข้อ เช่น

  • การออกแบบลวดลายแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบอร์ดทดสอบ ( ระยะเวลา 5 วัน จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน)
  • พื้นฐานวิศวกรทดสอบเซมิคอนดักเตอร์โดยใช้ LabVIEW และ NI STS (ระยะเวลา 5 วัน จำนวน 4 รุ่น รุ่นละ 10 คน)
  • พื้นฐานวิศวกรทดสอบเซมิคอนดักเตอร์โดยใช้ C# และ NI STS ( ระยะเวลา 5 วัน จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 10 คน)
  • พื้นฐาน PLC ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (ระยะเวลา 2 วัน จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 40 คน)
  • การประมวลผลไฟล์ STDF (Standard Test Data Format) สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (ระยะเวลา 4 วัน จำนวน 4 รุ่น รุ่นละ 20 คน)

 

รวมถึงกิจกรรมสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ และการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ เพื่ออัปเดตองค์ความรู้

 

KMITL Semiconductor Bootcamp 2025 เรียนรู้จากมืออาชีพ ฝึกปฏิบัติจริง

 

หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นแล้ว และประสบความสำเร็จภายใต้การดำเนินงานของ K-Engineering NSTC คือ ‘KMITL Semiconductor Bootcamp 2025’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 มิถุนายน 2568 เพื่อพัฒนาทักษะ Semiconductor Testing ให้กับนักศึกษาฝึกงานจาก 10 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ รวมกว่า 70 คน

 

K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้า เสริมทักษะ Semiconductor Testing [ADVERTORIAL] 3

 

ตลอด 4 วันของการอบรม ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เน้นเนื้อหา หลัก 2 ด้าน คือ Foundation of Semiconductor Testing: Analog & Mixed Signal IC และ Foundation of Semiconductor Testing: Digital IC โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก Analog Devices, NXP Semiconductor และ Infineon Technologies ร่วมบรรยายเชิงเทคนิค พร้อมกิจกรรมฝึกปฏิบัติและการเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจกระบวนการผลิต เทคโนโลยีที่ใช้ในสายการผลิต และวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละบริษัท

 

Upskill บุคลากร สร้างศูนย์ NSTC ต้นแบบ

นอกจากนี้ K-Engineering NSTC ยังมีหลักสูตรสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรม ได้แก่ หลักสูตรพื้นฐานวิศวกรทดสอบเซมิคอนดักเตอร์โดยใช้ C# และ NI STS รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 4-8 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวน 10 คน เพื่อพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Upskill) การเขียนโปรแกรม C# สำหรับควบคุมเครื่องทดสอบอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อัตโนมัติรุ่นใหม่

 

K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้า เสริมทักษะ Semiconductor Testing [ADVERTORIAL] 4

 

ผลงานของ K-Engineering NSTC จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย และเป็นต้นแบบของศูนย์ฝึกอบรม Training Center ที่อว. มีแผนขยายการจัดตั้ง Reginal Semiconductor Training Center (RSTC) ในระยะต่อไป

The post K-Engineering NSTC จับมือเอกชน เดินหน้าเสริมทักษะ Semiconductor Testing เน้นเรียนรู้-ฝึกลงมือทำจริง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% https://thestandard.co/grab-goto-merger-creates-asean-giant/ Sat, 08 Nov 2025 08:26:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1141044 สะเทือน อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91%

Nikkei Asia รายงานว่า ปราเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำทำเนีย […]

The post สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือน อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91%

Nikkei Asia รายงานว่า ปราเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.) ว่า รัฐบาลกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง Grab และ GoTo สองคู่แข่งยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถและส่งอาหาร

 

การออกมายืนยันครั้งนี้ถือเป็น ‘ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่’ หลังจากที่มีข่าวลือเรื่องการเจรจาของทั้งสองบริษัทออกมาหลายครั้งในอดีต โดย ฮาดี ยืนยันว่าประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโตได้พบปะกับตัวแทนของทั้งสองบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้

 

รัฐบาลอินโดนีเซียมองว่าอุตสาหกรรมเรียกรถยนต์เป็นภาคส่วนที่ ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ต่อการสร้างงานและเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Gojek ในเครือ GoTo เพียงแห่งเดียวก็มีผู้ไรเดอร์ออนไลน์มากกว่า 3.1 ล้านคน

 

การรวมกันของสองบริษัทเรียกรถที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียจะสร้างผู้เล่นที่ ‘ครองตลาดเกือบทั้งหมด’ โดยข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า หากควบรวมกันสำเร็จ บริษัทใหม่จะมีส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซียสูงถึง 91%

 

ฮาดี กล่าวว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ และข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นนี้อาจเกี่ยวข้องกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซียอย่าง Danantara ด้วย “กลุ่มไรเดอร์ออนไลน์คือ ‘วีรบุรุษ’ ที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เขากล่าว

 

GoTo เป็นกลุ่มเทคโนโลยีในอินโดนีเซียที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ SoftBank Group และ Alibaba Group Holding ส่วน Grab ซึ่งจดทะเบียนในตลาด Nasdaq มีฐานอยู่ในสิงคโปร์และดำเนินงานใน 8 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Reuters เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า Grab กำลังมองหาข้อตกลงเพื่อซื้อคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง GoTo ในไตรมาสที่สองของปีนี้ โดยแหล่งข่าวระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจมีมูลค่าประเมิน GoTo อยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.267 แสนล้านบาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Sony Herdiana / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ไม่แบนสแกมเมอร์ทันที เอกสารลับชี้หากระบบไม่มั่นใจถึง 95% บริษัทจะใช้วิธี ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ แทน คาดปี 2024 กวาดรายได้กว่า 5.18 แสนล้านบาท https://thestandard.co/meta-wont-ban-scammers/ Sat, 08 Nov 2025 07:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1141025 Meta ไม่แบนสแกมเมอร์ทันที เอกสารลับชี้หากระบบไม่มั่นใจถึง 95% บริษัทจะใช้วิธี ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ แทน คาดปี 2024 กวาดรายได้กว่า 5.18 แสนล้านบาท

เอกสารภายในของ Meta Platforms Inc. ที่ Reuters ได้ตรวจส […]

The post Meta ไม่แบนสแกมเมอร์ทันที เอกสารลับชี้หากระบบไม่มั่นใจถึง 95% บริษัทจะใช้วิธี ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ แทน คาดปี 2024 กวาดรายได้กว่า 5.18 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ไม่แบนสแกมเมอร์ทันที เอกสารลับชี้หากระบบไม่มั่นใจถึง 95% บริษัทจะใช้วิธี ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ แทน คาดปี 2024 กวาดรายได้กว่า 5.18 แสนล้านบาท

เอกสารภายในของ Meta Platforms Inc. ที่ Reuters ได้ตรวจสอบพบ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า บริษัทได้คาดการณ์เป็นการภายในเมื่อปลายปี 2024 ว่า รายได้ประมาณ 10% ของรายได้ต่อปีทั้งหมดในปี 2024 หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.18 แสนล้านบาท) จะมาจากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าต้องห้าม

 

เอกสารลับชุดนี้ยังแสดงให้เห็นว่า Meta ล้มเหลวในการตรวจจับและหยุดยั้งโฆษณาที่เปิดช่องให้ผู้ใช้งานหลายพันล้านคนบน Facebook, Instagram และ WhatsApp ต้องเผชิญกับการหลอกลวงด้านอีคอมเมิร์ซ, การลงทุน, คาสิโนออนไลน์ผิดกฎหมาย และการขายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ต้องห้าม มาเป็นเวลาอย่างน้อยสามปี

 

เอกสารฉบับหนึ่งในเดือนธันวาคม 2024 ระบุว่า ในแต่ละวัน Meta ได้แสดงโฆษณาหลอกลวงที่มี ‘ความเสี่ยงสูง’ (Higher risk) หรือโฆษณาที่แสดงสัญญาณชัดเจนว่าเป็นการฉ้อโกง ให้ผู้ใช้งานเห็นมากถึง 15,000 ล้านครั้ง และจากโฆษณากลุ่มเสี่ยงสูงนี้เพียงกลุ่มเดียว Meta สามารถสร้างรายได้ต่อปีสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.27 แสนล้านบาท)

 

ที่น่าสนใจคือ นักการตลาดที่ลงโฆษณาหลอกลวงเหล่านี้ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยจนระบบเตือนภัยภายในของ Meta ตรวจพบ แต่เอกสารกลับชี้ว่าบริษัทจะแบนผู้ลงโฆษณาก็ต่อเมื่อระบบอัตโนมัติคาดการณ์ว่ามี ‘โอกาส’ ที่จะฉ้อโกงสูงถึง 95% เท่านั้น

 

ในทางกลับกัน หากระบบตรวจพบว่าผู้ลงโฆษณามีแนวโน้มที่จะฉ้อโกง แต่ระดับความมั่นใจยังต่ำกว่าเกณฑ์ 95% นั้น Meta จะยังไม่สั่งแบนผู้ลงโฆษณารายดังกล่าว แต่จะใช้วิธี ‘ลงโทษ’ ด้วยการคิดอัตราค่าโฆษณาที่สูงขึ้นแทน โดยหวังว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้สแกมเมอร์เหล่านั้นล้มเลิกไปเอง นอกจากนี้ เอกสารยังระบุด้วยว่าผู้ใช้ที่คลิกโฆษณาหลอกลวง มีแนวโน้มที่จะเห็นโฆษณาประเภทเดียวกันนี้มากขึ้นเนื่องจากระบบปรับแต่งโฆษณาของ Meta

 

แซนดีป อับราฮัม (Sandeep Abraham) อดีตผู้ตรวจสอบความปลอดภัยของ Meta ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยง กล่าวว่า “หากหน่วยงานกำกับดูแลไม่ยอมให้ธนาคารทำกำไรจากการฉ้อโกง พวกเขาก็ไม่ควรยอมให้บริษัทเทคโนโลยีทำเช่นกัน”

 

ด้าน แอนดี้ สโตน (Andy Stone) โฆษกของ Meta กล่าวว่าเอกสารที่รั่วไหลออกมานั้น “เป็นการนำเสนอมุมมองเพียงด้านเดียวที่บิดเบือนแนวทางของ Meta ในการจัดการการฉ้อโกง” เขายืนยันว่าตัวเลข 10% นั้นเป็น “การประเมินคร่าวๆ ที่รวมขอบเขตกว้างเกินไป” และบริษัทได้ค้นพบในภายหลังว่าตัวเลขที่แท้จริงนั้นต่ำกว่ามาก เพราะมีการรวมโฆษณาที่ถูกกฎหมายเข้าไปด้วย แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขที่ปรับปรุงแล้ว

 

สโตนกล่าวเสริมว่า “เราต่อสู้กับการฉ้อโกงและสแกมอย่างจริงจัง เพราะผู้คนบนแพลตฟอร์มของเราไม่ต้องการเนื้อหานี้” เขายังระบุว่าในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ลดรายงานการหลอกลวงจากผู้ใช้ลง 58% และได้ลบเนื้อหาโฆษณาหลอกลวงไปแล้วกว่า 134 ล้านชิ้นในปี 2025

 

แม้เอกสารบางส่วนจะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดโฆษณาหลอกลวง แต่เอกสารอีกชุดหนึ่งกลับชี้ให้เห็นว่า Meta ตระหนักดีว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองได้กลายเป็นกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจการฉ้อโกงทั่วโลก โดยในเดือนเมษายน 2025 Meta ได้ทำการประเมินภายในและสรุปว่า “การลงโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มของ Meta นั้นง่ายกว่าบน Google”

 

ขณะเดียวกัน Meta ก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก โดยเอกสารภายในระบุว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) กำลังสอบสวน Meta ในประเด็นการปล่อยปละละเลยให้มีโฆษณาหลอกลวงด้านการเงิน

 

CNBC รายงานว่า แรงกดดันนี้เกิดขึ้นในขณะที่ Meta มีรายได้รวมมหาศาล โดยในปี 2024 บริษัทมียอดขายรวมกว่า 1.645 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.32 ล้านล้านบาท) และเพิ่งรายงานยอดขายไตรมาส 3 ปี 2025 ที่ 5.124 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.66 ล้านล้านบาท)

 

แรงกดดันนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางการที่ Meta กำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแข่งขันด้าน AI โดยมีแผนใช้จ่ายฝ่ายทุนสูงถึง 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.33 ล้านล้านบาท) ในปีนี้ ซึ่ง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) พยายามสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่าธุรกิจโฆษณาสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายนี้ได้ “เรามีเงินทุนจากธุรกิจของเราที่จะทำสิ่งนี้” เขากล่าวในเดือนกรกฎาคม

 

เอกสารภายในยังชี้ให้เห็นว่า Meta ได้ทำการประเมินค่าปรับที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว โดยคาดการณ์ว่าอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.24 หมื่นล้านบาท) แต่เอกสารอีกฉบับก็ระบุว่า ตัวเลขค่าปรับนี้ยังคง ‘น้อยกว่า’ รายได้ที่บริษัทได้รับจากโฆษณาหลอกลวงอยู่ดี โดยทุกๆ 6 เดือน Meta มีรายได้ 3.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.13 แสนล้านบาท) จากโฆษณากลุ่มที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง ซึ่งเป็นตัวเลขที่ ‘สูงกว่าค่าปรับใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน’

 

นอกจากนี้ Meta ยังได้กำหนด ‘เพดาน’ ของรายได้ที่บริษัทยอมจะสูญเสียไปจากการปราบปรามสแกมเมอร์อีกด้วย เอกสารในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ระบุว่า ทีมที่รับผิดชอบในการตรวจสอบผู้ลงโฆษณาที่น่าสงสัย ถูกจำกัดไม่ให้ดำเนินการใดๆ ที่อาจทำให้บริษัทสูญเสียรายได้มากกว่า 0.15% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 135 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.37 พันล้านบาท) จากรายได้ 9 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.91 ล้านล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025

 

ผู้จัดการที่ดูแลเรื่องนี้เขียนกำชับว่า “เราต้องระมัดระวัง” เพราะ “เรามีเพดานรายได้ที่ชัดเจน (ที่เรายอมเสียได้)” อย่างไรก็ตาม สโตน โฆษกของ Meta ได้ชี้แจงว่าตัวเลข 0.15% นั้นเป็นเพียงการคาดการณ์ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ตายตัว

 

ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ผู้บริหารได้นำเสนอแผนการต่อ ซักเคอร์เบิร์ก ในเดือนตุลาคม 2024 โดยเลือกใช้แนวทางสายกลาง แทนที่จะปราบปรามอย่างเด็ดขาด บริษัทจะมุ่งเน้นไปที่ประเทศที่เสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงทางกฎหมายในระยะสั้นก่อน

 

เอกสารกลยุทธ์ระบุว่า Meta ตั้งเป้าที่จะลดสัดส่วนรายได้จากโฆษณาหลอกลวงและสินค้าต้องห้ามจาก 10.1% ในปี 2024 ให้เหลือ 7.3% ภายในสิ้นปี 2025 และลดลงเหลือ 5.8% ในปี 2027 ซึ่งเป็นการยืนยันว่าบริษัทยังคงยอมรับรายได้ส่วนนี้ต่อไปอีกหลายปี

 

เอกสารจากปี 2022 ชี้ให้เห็นว่าบริษัท ‘ขาดการลงทุน’ ในการตรวจจับสแกมอัตโนมัติในขณะนั้น โดย Meta มองว่าโฆษณาหลอกลวงเป็นปัญหา ‘ความรุนแรงต่ำ’ (Low severity) และเป็นเพียงการสร้าง ‘ประสบการณ์ที่ไม่ดีแก่ผู้ใช้’ เท่านั้น

 

เอกสารภายในยังแสดงให้เห็นว่า Meta สั่งให้พนักงานมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับการหลอกลวงแบบปลอมเป็นคนดังหรือแบรนด์ใหญ่เท่านั้น เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ลงโฆษณารายใหญ่และบุคคลสาธารณะไม่พอใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง

 

ในขณะที่การเลิกจ้างพนักงานใน Meta กำลังดำเนินไป การบังคับใช้กฎก็ยิ่งหยุดชะงัก เอกสารวางแผนสำหรับครึ่งแรกของปี 2023 ระบุว่า พนักงานทั้งทีมที่จัดการข้อกังวลของแบรนด์สินค้าถูกเลิกจ้างทั้งหมด นอกจากนี้ ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ยังถูกทุ่มไปให้กับ VR และ AI มากจนทีมความปลอดภัยถูกสั่งให้ทำงานเพียงเพื่อ ‘ให้ระบบยังทำงานต่อไปได้’ เท่านั้น

 

เอกสารจากปี 2023 ยังยอมรับว่า Meta ได้เพิกเฉยหรือปฏิเสธรายงานที่ถูกต้องจากผู้ใช้เกี่ยวกับการหลอกลวงสูงถึง 96% และแม้แต่ในแผนการปรับปรุงในอนาคต บริษัทก็ตั้งเป้าหมายเพียงแค่ว่าจะปฏิเสธรายงานที่ถูกต้องไม่เกิน 75% เท่านั้น

 

เรื่องราวของนายทหารหญิงชาวแคนาดาคนหนึ่งได้ตอกย้ำถึงความล้มเหลวของระบบ เมื่อบัญชี Facebook ของเธอถูกแฮ็กและนำไปใช้หลอกลวงเพื่อนร่วมงานให้ลงทุนในคริปโต จนสูญเงินไปกว่า 4 หมื่นดอลลาร์แคนาดา แม้เธอและเพื่อนๆ จะส่งรายงานไปให้ Meta มากกว่า 100 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จนกระทั่งความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว

 

ไมก์ เลเวอรี (Mike Lavery) หนึ่งในเหยื่อที่สูญเงินไป กล่าวกับ Reuters ว่า “ผมคิดว่าผมกำลังคุยกับเพื่อนที่ไว้ใจได้และมีชื่อเสียงที่ดี นั่นทำให้การป้องกันตัวของผมลดลง”

 

เอกสารภายในยังเปิดเผยถึงกลยุทธ์ใหม่ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเมื่อปีที่แล้วเพื่อลดต้นทุนในการตรวจสอบ นั่นคือการ ‘เก็บเงินเพิ่ม’ จากผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสแกมเมอร์ หากระบบประเมินว่าผู้ลงโฆษณามีแนวโน้มที่จะฉ้อโกง แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะถูกแบน พวกเขาจะต้องจ่ายค่าโฆษณาในอัตราที่สูงกว่าปกติเพื่อที่จะชนะการประมูลโฆษณา

 

สโตนกล่าวว่าเป้าหมายของความพยายามนี้คือการลดโฆษณาหลอกลวงโดยรวม โดยทำให้ผู้ลงโฆษณาที่น่าสงสัยมีความสามารถในการแข่งขันน้อยลงในการประมูลโฆษณาของ Meta ซึ่งผลการทดสอบพบว่ารายงานการหลอกลวงลดลง แต่รายได้จากโฆษณาโดยรวมก็ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.36 บาท ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Andrej Sokolow/picture alliance via Getty Images

 

อ้างอิง :

The post Meta ไม่แบนสแกมเมอร์ทันที เอกสารลับชี้หากระบบไม่มั่นใจถึง 95% บริษัทจะใช้วิธี ‘ขึ้นค่าโฆษณา’ แทน คาดปี 2024 กวาดรายได้กว่า 5.18 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้น Tesla ไฟเขียว! อนุมัติแพ็กเกจค่าจ้าง 32 ล้านล้านบาท ปูทาง ‘อีลอน มัสก์’ สู่เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก https://thestandard.co/tesla-approves-musk-trillion-pay/ Fri, 07 Nov 2025 10:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1140791 ผู้ถือหุ้น Tesla ไฟเขียว อนุมัติแพ็กเกจค่าจ้าง 32 ล้านล้านบาท ปูทาง ‘อีลอน มัสก์’ สู่เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก

ผู้ถือหุ้นของ Tesla ได้ลงมติอนุมัติแพ็กเกจค่าตอบแทนครั้ […]

The post ผู้ถือหุ้น Tesla ไฟเขียว! อนุมัติแพ็กเกจค่าจ้าง 32 ล้านล้านบาท ปูทาง ‘อีลอน มัสก์’ สู่เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ถือหุ้น Tesla ไฟเขียว อนุมัติแพ็กเกจค่าจ้าง 32 ล้านล้านบาท ปูทาง ‘อีลอน มัสก์’ สู่เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก

ผู้ถือหุ้นของ Tesla ได้ลงมติอนุมัติแพ็กเกจค่าตอบแทนครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 32.36 ล้านล้านบาท) ให้กับซีอีโอ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซึ่งเป็นค่าตอบแทนผู้บริหารที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และอาจปูทางให้เขากลายเป็น ‘เศรษฐีล้านล้าน’ (Trillionaire) คนแรกของโลก

 

Tesla ประกาศในที่ประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีเมื่อวันพฤหัสบดี (6 พ.ย.) ว่า มากกว่า 75% ของผู้ถือหุ้นได้ลงมติเห็นชอบกับแผนการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าว โดยไม่นับรวมหุ้น 15% ที่มัสก์ถือครองอยู่แล้ว เสียงเชียร์และเสียงตะโกนได้ดังกระหึ่มขึ้นในที่ประชุมทันทีที่ผลการลงคะแนนถูกประกาศออกมา

 

ภายใต้ข้อตกลงนี้ มัสก์จะไม่ได้รับเงินเดือนใดๆ แต่จะได้รับเป็นสิทธิ์ในการซื้อหุ้นของบริษัท (Stock Grant) จำนวนมหาศาลถึง 423.7 ล้านหุ้นภายในระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของเขาใน Tesla เพิ่มขึ้นเป็น 25% หรือมากกว่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การที่จะได้รับหุ้นทั้งหมดตามแพ็กเกจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย มัสก์จะต้องบรรลุเป้าหมายที่ ‘ท้าทาย’ อย่างยิ่งยวด โดยเขาจะต้องผลักดันให้มูลค่าตลาดของ Tesla พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 275 ล้านล้านบาท) ให้ได้ ซึ่งสูงกว่ามูลค่าปัจจุบันถึง 466% และสูงกว่ามูลค่าของ Nvidia บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบันเกือบ 70%

 

นอกจากเป้าหมายด้านมูลค่าตลาดแล้ว Tesla ยังต้องบรรลุเป้าหมายด้านการดำเนินงานหรือการเงินอีกหลายชุดควบคู่กันไปด้วย การปลดล็อกค่าตอบแทนก้อนนี้จึงไม่ใช่แค่การรอให้ราคาหุ้นขึ้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังซบเซา และการผลักดันโครงการหุ่นยนต์ Optimus และ Robotaxi ให้เกิดขึ้นจริง

 

การลงมติครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของ Tesla หลังจากที่มัสก์ได้ส่งสัญญาณว่าเขาอาจจะก้าวลงจากตำแหน่ง หรือใช้เวลากับบริษัทอื่นของเขามากขึ้น หากไม่ได้รับความมั่นใจในอำนาจการควบคุมบริษัท ซึ่งแพ็กเกจค่าตอบแทนนี้คือคำตอบที่เขาต้องการ

 

ในระหว่างการประชุม มัสก์ได้ขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์และเต้นรำไปพร้อมกับหุ่นยนต์ Optimus 2 ตัว เขากล่าวว่า “นี่ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นบทใหม่ของ Tesla แต่คือการ เริ่มต้นเรื่องราวใหม่ทั้งหมด” โดยหนังสือเล่มใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มกำลังการผลิตยานยนต์และการผลิตหุ่นยนต์ Optimus ให้เร็วกว่าที่เคยมีมา

 

เขายังได้กล่าวถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หลายอย่าง รวมถึงการที่ Tesla อาจต้องสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดมหึมาที่เรียกว่า Terafab ด้วยตนเอง เนื่องจากประเมินแล้วว่ากำลังการผลิตจากซัพพลายเออร์อย่าง Samsung และ TSMC อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต นอกจากนี้ มัสก์ยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตรถยนต์ให้ได้อีกประมาณ 50% ภายในสิ้นปีหน้า

 

มัสก์ยังคงเดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับ AI และหุ่นยนต์มากกว่ารถยนต์ โดยเขากล่าวว่าหุ่นยนต์จะเป็น ‘ผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล’ และคาดการณ์ว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องการ R2D2 หรือ C3PO เป็นของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติความยากจนและเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจโลก

 

แม้ว่าแพ็กเกจค่าตอบแทนนี้จะได้รับการอนุมัติอย่างท่วมท้น แต่ก็เผชิญกับการต่อต้านจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่หลายแห่ง รวมถึงกองทุนน้ำมันของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 9 ของบริษัท โดยให้เหตุผลว่า กังวลเกี่ยวกับขนาดของรางวัล, ผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นเดิม และการขาดการป้องกันความเสี่ยงกรณีที่บริษัทต้องพึ่งพาบุคคลสำคัญเพียงคนเดียว

 

องค์กรที่ปรึกษาผู้ถือหุ้นอย่าง ISS และ Glass Lewis ก็ได้แนะนำให้ผู้ถือหุ้นลงมติคัดค้านเช่นกัน โดยวิจารณ์ถึง ‘ขนาดที่ใหญ่โตอย่างน่าตกใจ’ ของแพ็กเกจ และการขาดกลไกที่จะรับประกันว่ามัสก์จะให้ความสำคัญกับ Tesla มากกว่าธุรกิจอื่นๆ ของเขา

 

คณะกรรมการของ Tesla ได้พยายามอย่างหนักในการล็อบบี้ผู้ถือหุ้นสถาบัน โดย ร็อบบิน เดนโฮล์ม (Robyn Denholm) ประธานบอร์ด ได้เตือนว่าราคาหุ้นอาจ ‘พังทลาย’ หากปราศจากมัสก์ และแพ็กเกจขนาดนี้คือสิ่งเดียวที่จะกระตุ้นให้ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลกยอมทุ่มเทความพยายามอย่างเหนือมนุษย์เพื่อบรรลุ “สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้”

 

การอนุมัติครั้งนี้ยังเกิดขึ้นหลังจากที่แพ็กเกจค่าตอบแทนเดิมของมัสก์ (มูลค่า 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์) ถูกผู้พิพากษาในเดลาแวร์สั่งยกเลิกไปเมื่อปีที่แล้ว โดยให้เหตุผลว่าบอร์ดบริหารมีความใกล้ชิดกับมัสก์มากเกินไป ซึ่งขณะนี้บริษัทยังคงอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.36 บาท ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Andrew Harnik/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ผู้ถือหุ้น Tesla ไฟเขียว! อนุมัติแพ็กเกจค่าจ้าง 32 ล้านล้านบาท ปูทาง ‘อีลอน มัสก์’ สู่เศรษฐีล้านล้านคนแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026 https://thestandard.co/24-ai-startups-2026/ Fri, 07 Nov 2025 04:41:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1140592 24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังการเปิดตัว ChatGPT ซึ่งเป็น Ch […]

The post 24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หลังการเปิดตัว ChatGPT ซึ่งเป็น Chatbot AI ของ OpenAI หลังจากนั้นคำว่า AI กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนในทุกวงการต่างพูดถึง ในแทบทุกอุตสาหกรรมต่างทุ่มงบประมาณและทรัพยากรไปกับการพัฒนาโมเดล AI เพื่อยกระดับธุรกิจของตนเอง จากข้อมูลของ Bloomberg พบว่าเงินลงทุนจาก Venture Capital มูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์​ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมด้าน AI ในปี 2025

 

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า OpenAI เป็นบริษัทที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในวงการ AI แต่ถึงอย่างนั้นเอง ก็มีสตาร์ทอัพด้าน AI ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง โดยการพยายามสร้างโมเดลที่มีความสามารถเฉพาะทางบางด้านบางอย่าง หรือ โมเดลที่มีความสามารถใกล้เคียงมนุษย์ เกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวม 24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองสำหรับปี 2026

 

24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026 1
24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026 2
24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026 3

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post 24 สตาร์ทอัพด้าน AI ที่น่าจับตามองในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ยอด’ รับศึกนี้ยอม ‘ขาดทุน’ หลักร้อยล้าน LINE MAN ทุ่มสุดตัว รักษาฐานลูกค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’ https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-10/ Thu, 06 Nov 2025 05:19:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1140231 ‘ยอด’ รับศึกนี้ยอม ‘ขาดทุน’ หลักร้อยล้าน LINE MAN ทุ่มสุดตัว รักษาฐานลูกค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’

ความเคลื่อนไหวของโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งนอกจากการ […]

The post ‘ยอด’ รับศึกนี้ยอม ‘ขาดทุน’ หลักร้อยล้าน LINE MAN ทุ่มสุดตัว รักษาฐานลูกค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ยอด’ รับศึกนี้ยอม ‘ขาดทุน’ หลักร้อยล้าน LINE MAN ทุ่มสุดตัว รักษาฐานลูกค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’

ความเคลื่อนไหวของโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ซึ่งนอกจากการใช้จ่ายของประชาชนแล้ว อีกด้านหนึ่งที่น่าจับตาก็คือการแข่งขันของผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี

 

วานนี้ (5 พ.ย.) ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ได้เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ว่า หลังจากมีการเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนเลือกแพลตฟอร์มดิลิเวอรรี่ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมาพบว่า ยอดสมัครของ LINE MAN Wongnai มีตัวเลขที่มาเป็นอันดับ 1

 

โดยระบุว่าในวันแรก มีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการผ่าน LINE MAN ประมาณ 30,000 ร้านค้า จากยอดสมัครรวมทั้งระบบที่คาดว่าอยู่ที่ราว 50,000 ร้านค้า ทำให้ LINE MAN มีส่วนแบ่งตลาดในวันแรกสูงถึง 64%

 

ในวันที่สอง มียอดสมัครเพิ่มเข้ามาอีก 5,000 ร้านค้า ทำให้ยอดรวมร้านค้าที่สมัครผ่าน LINE MAN อยู่ที่ประมาณ 35,000 ร้านค้า บริษัทจึงเชื่อมั่นว่าได้เป็นอันดับ 1 ในโครงการนี้อย่างค่อนข้างชัดเจนแล้ว

 

“ปัจจัยหลักของความสำเร็จมาจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับร้านค้ากลุ่ม Stand-alone และร้านขนาดเล็ก ซึ่งเป็นฐานที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่สมัย Wongnai ทำให้เรามั่นใจว่า LINE MAN จะเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าเลือกเป็นเบอร์ 1 เหมือนครั้งที่แล้ว”

 

ยอด ยังคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มยอดออเดอร์ให้แพลตฟอร์มได้ประมาณ 30% โดยเฉพาะในเดือนแรก และคาดว่าจะได้ฐานผู้ใช้งานใหม่ (New User) ที่ไม่เคยใช้ฟู้ดเดลิเวอรีมาก่อนเพิ่มขึ้นหลายแสนคน

 

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ยอดใช้จ่ายต่อออเดอร์ (Spending per bill) จะเพิ่มขึ้น ราว 10% เนื่องจากวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลที่ 200 บาทต่อวัน 

 

อย่างไรก็ตาม ยอดยอมรับว่าความท้าทายหลักของโครงการนี้คือ ‘งบการลงทุน’ เพราะต้องเผชิญการแข่งขันจากทุกแพลตฟอร์มที่ต้องทุ่มงบประมาณในการลดค่า GP, ทำการตลาด และลดค่าส่ง เพื่อดึงดูดลูกค้า

 

โดย LINE MAN ได้ลดค่า GP เหลือ 7% สำหรับร้านที่เข้าร่วมวันแรก และ 9% GP สำหรับออเดอร์คนละครึ่งพลัส ที่สมัครเข้าร่วมโครงการหลังวันดังกล่าวจนจบโครงการ, ขยายระยะทางส่งฟรีเป็น 5 กิโลเมตร, อัดงบการตลาด 300 ล้านบาทผ่านแคมเปญต่าง ๆ

 

สำหรับ LINE MAN นั้นคาดว่าจะ ‘ขาดทุน’ สำหรับโครงการนี้หลักร้อยล้านบาท แต่นี่ถือเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรักษาฐานลูกค้าและให้ลูกค้าใช้งานต่อเนื่องในอนาคต

 

สำหรับเฟส 2 คาดว่าภาครัฐจะเน้นเรื่องการอัพสกิลผู้ประกอบการมากกว่าการอุดหนุนงบประมาณ ซึ่ง LINE MAN วางแผนที่จะใช้ประโยชน์จาก Ecosystem ที่มี เช่น ระบบ POS เพื่อช่วยให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบดิจิทัลและเห็นข้อมูลการขายของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน (เวลา 17:29 น.) ได้อัปเดตภาพรวมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ว่ามีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 856,167 ราย

 

และมียอดใช้จ่ายสะพัดในโครงการฯ รวม 17,042.34 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 8,417.32 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่าย 8,625.02 ล้านบาท

 

The post ‘ยอด’ รับศึกนี้ยอม ‘ขาดทุน’ หลักร้อยล้าน LINE MAN ทุ่มสุดตัว รักษาฐานลูกค้า ‘คนละครึ่ง พลัส’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ https://thestandard.co/apple-ios-27-siri-gemini-iphone/ Thu, 06 Nov 2025 03:21:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1140174 iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’

แม้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่เพิ่งได้สัมผัสกับ iOS 26 ที่เพิ่งเป […]

The post iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’

แม้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่เพิ่งได้สัมผัสกับ iOS 26 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่มีข่าวลือว่า iOS 27 ที่จะมาถึงในปีหน้า อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของ Apple โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการรุกเข้าสู่ตลาดฮาร์ดแวร์ใหม่!

 

Siri อาจหันไปพึ่ง Google Gemini?

 

MacRumors รายงานว่า Apple อาจร่วมมือกับ Google เพื่อใช้โมเดล Gemini ในการพัฒนา Siri เวอร์ชันใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ความร่วมมือนี้จะทำให้ Google พัฒนาโมเดล Gemini แบบพิเศษสำหรับ Apple โดยเฉพาะ โดยโมเดลดังกล่าวจะทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ Private Cloud Compute เพื่อขับเคลื่อนฟีเจอร์ AI ของ Siri

 

iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ 1

 

ทิศทางของ Apple Intelligence

 

ในอีกด้านหนึ่ง Apple ยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีของตนเอง โดย 9toMac ระบุว่า iOS 27 จะมีการอัปเดต Apple Intelligence ครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับปรุงโมเดลภาษา (LLM) ภายในให้มีความสามารถสูงขึ้น และเพิ่มความสามารถในการทำงานเชิงรุก (Proactive) ที่คาดเดาความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น

 

iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ 2

 

ปูทางสู่การมาของ iPhone จอพับ

 

นอกเหนือจากเรื่อง AI แล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการเตรียมพร้อมสำหรับฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ โดย MacRumors เคยรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า iOS 27 จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เน้นฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งมาสำหรับ ‘iPhone จอพับ’ รุ่นแรก

 

คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี2026 โดยที่ดีไซน์คล้าย Samsung Galaxy Z Fold พับแบบทรงหนังสือ (Book Style) มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ดีไซน์คล้าย iPhone ทั่วไป แต่เมื่อกางออกจะมีขนาด 7.8 นิ้ว มาพร้อมเทคโนโลยีหน้าจอที่จะไม่ปรากฏรอยพับให้เห็น

 

iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ 3

ภาพ: AI Generator

 

นี่จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า Apple กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์และส่วนติดต่อผู้ใช้ (Interface) เพื่อรองรับจอพับโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการยืนยันทางอ้อมว่าโครงการ ‘iPhone จอพับ’ ที่เป็นข่าวลือมานานหลายปี กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาภายในจริง และจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมารองรับการใช้งานโดยเฉพาะ

 

iOS 27 ปี 2026

 

iOS 27 ที่จะเปิดตัวในปีหน้า 2026 จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะเป็นการยกเครื่องซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ ทั้งในด้าน AI ที่อาจร่วมมือกับ Google รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับ iPhone ไลน์อัพใหม่

 

iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ 4

 

อ้างอิง:

The post iOS 27 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Apple ‘ยกเครื่อง AI’ ปูทางสู่ ‘iPhone จอพับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ – นักท่องเที่ยวลด https://thestandard.co/true-profit-fuels-first-dividend/ Wed, 05 Nov 2025 07:43:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1139965 ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ - นักท่องเที่ยวลด

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศจ่ายเงินปัน […]

The post ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ – นักท่องเที่ยวลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ - นักท่องเที่ยวลด

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกจำนวน 6.6 พันล้านบาท หลังรายงานผลกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 ที่ 1.6 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม

 

สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5.2 พันล้านบาท การอนุมัติจ่ายปันผลที่ 6.6 พันล้านบาท (0.19 บาทต่อหุ้น) คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 125% ของกำไรสุทธิ

 

หากไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 3 พันล้านบาท (เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าสินทรัพย์และการยุติบริการคลื่น 850 MHz) กำไรสุทธิหลังปรับปรุง (Normalized Net Profit) ในไตรมาส 3/2568 จะอยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท

 

แม้ว่ากำไรจะเติบโต แต่บริษัทรายงานจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง โดยในไตรมาส 3/2568 มีจำนวนผู้ใช้บริการรวม 46.9 ล้านเลขหมาย ลดลง 2.4 ล้านเลขหมาย หรือ 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ทรูระบุว่า การลดลงนี้เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และกลยุทธ์ของบริษัทที่มุ่งเน้นการลดจำนวนผู้ใช้งานแบบหมุนเวียน (Rotational Gross Adds) เพื่อสร้างฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 2.0% อยู่ที่ 3.8 ล้านราย ขณะที่จำนวนผู้ใช้บริการ 5G อยู่ที่ 15.5 ล้านราย

 

ปัจจัยหลักที่หนุนการทำกำไรคือการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 21.6% จากปีก่อน และต้นทุนโครงข่ายลดลง 16.3% จากการดำเนินการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization)

 

สำหรับไตรมาส 3/2568 บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุน

The post ทรู อนุมัติปันผลระหว่างกาลครั้งแรก 6.6 พันล้าน หลังทำกำไร 3 ไตรมาสติด แม้ผู้ใช้ลดจากเศรษฐกิจ – นักท่องเที่ยวลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS โชว์กำไรไตรมาส 3 แตะ 1.2 หมื่นล้าน ชู 5G และธุรกิจองค์กรโตเด่น https://thestandard.co/ais-q3-profit-5g-enterprise/ Wed, 05 Nov 2025 07:21:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1139955 AIS โชว์กำไรไตรมาส 3 แตะ 1.2 หมื่นล้าน ชู 5G และธุรกิจองค์กรโตเด่น

เอไอเอสรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 โดยมีรายได้รวม […]

The post AIS โชว์กำไรไตรมาส 3 แตะ 1.2 หมื่นล้าน ชู 5G และธุรกิจองค์กรโตเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS โชว์กำไรไตรมาส 3 แตะ 1.2 หมื่นล้าน ชู 5G และธุรกิจองค์กรโตเด่น

เอไอเอสรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 โดยมีรายได้รวม 54,362 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่, บรอดแบนด์ และบริการลูกค้าองค์กร

 

ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเป็นแกนหลัก มีผู้ใช้บริการรวม 46.3 ล้านเลขหมาย โดยฐานผู้ใช้งาน 5G เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเป็น 15.8 ล้านเลขหมาย หรือเติบโต 36% จากปีก่อน ปัจจุบัน เอไอเอสระบุว่าได้ขยายโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ประชากรแล้วกว่า 95%

 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดให้บริการคลื่นความถี่ 2100MHz ที่เพิ่งชนะการประมูล โดยนำเทคโนโลยี Super Block มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่ายและความเร็วให้สูงขึ้น รวมถึงใช้คอนเทนต์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษเป็นกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้า

 

ในส่วนของธุรกิจบรอดแบนด์ ภายใต้แบรนด์ AIS 3BB FIBRE3 มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 68,000 รายในไตรมาสนี้ ส่งผลให้มียอดผู้ใช้บริการรวม ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ 5.2 ล้านราย โดยมีกลยุทธ์หลักคือการผสานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้ากับคอนเทนต์ระดับโลก เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, NBA และ NFL

 

ขณะที่ธุรกิจบริการลูกค้าองค์กรเติบโต 14% จากไตรมาส 3 ปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการทำ Digital Transformation ขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเอไอเอสวางกลยุทธ์เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีความร่วมมือสำคัญ เช่น Oracle Cloud และโครงการ GSA Data Center

 

เอไอเอสยังระบุถึงการต่อยอดไปยังธุรกิจใหม่ ทั้งธุรกิจรีเทล, แพลตฟอร์มคอนเทนต์ และการเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นกลไกในการสร้างการเติบโตในระยะยาวต่อไป

The post AIS โชว์กำไรไตรมาส 3 แตะ 1.2 หมื่นล้าน ชู 5G และธุรกิจองค์กรโตเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แค่พักรบชั่วคราว! บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ ดีล สหรัฐฯ-จีน 1 ปี ไม่แก้ปม Cold War ทางเศรษฐกิจ https://thestandard.co/us-china-economic-cold-war/ Tue, 04 Nov 2025 12:16:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1139743 แค่พักรบชั่วคราว บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ ดีล สหรัฐฯ- จีน 1 ปี ไม่แก้ปม Cold War ทางเศรษฐกิจ

The post แค่พักรบชั่วคราว! บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ ดีล สหรัฐฯ-จีน 1 ปี ไม่แก้ปม Cold War ทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แค่พักรบชั่วคราว บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ ดีล สหรัฐฯ- จีน 1 ปี ไม่แก้ปม Cold War ทางเศรษฐกิจ

The post แค่พักรบชั่วคราว! บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ ดีล สหรัฐฯ-จีน 1 ปี ไม่แก้ปม Cold War ทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ยิ้ม! Apple ปิด Q4 โต 8% พร้อมส่ง ‘iPhone 17-M5’ ทำตลาดช่วงวันหยุด https://thestandard.co/apple-tim-cook-q4-2025/ Mon, 03 Nov 2025 05:25:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1139029 apple-tim-cook-q4-2025

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2025 Apple ได้ประกาศผลประกอบการไตรม […]

The post Tim Cook ยิ้ม! Apple ปิด Q4 โต 8% พร้อมส่ง ‘iPhone 17-M5’ ทำตลาดช่วงวันหยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
apple-tim-cook-q4-2025

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2025 Apple ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ประจำปีงบประมาณ 2025 (สิ้นสุด 27 ก.ย. 2025) สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง โดยมีรายได้รวมสูงถึง 102,466 ล้านดอลลาร์ กำไร 27,466 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 94,930 ล้านดอลลาร์

 

รายได้ตามกลุ่มผลิตภัณฑ์:

  • iPhone: ยังคงเป็นพระเอกหลัก รายได้สูงสุดที่ 49,025 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 46,222 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • Services: สร้างสถิติใหม่ที่ 28,750 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 24,972 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • Mac: มีรายได้ 8,726 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้นจาก 7,774 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • Wearables, Home and Accessories: มีรายได้ 9,013 พันล้านดอลลาร์ (ลดลงเล็กน้อยจาก 9,042 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)
  • iPad: ทำรายได้ 6,952 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งใกล้เคียงกับ 6,950 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน)

 

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple เผยว่า Apple ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสเดือนกันยายนที่ 1,025 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในเดือนกันยายน ทั้ง iPhone 17 Series (iPhone 17, iPhone 17 Pro, Pro Max และ iPhone Air), AirPods Pro 3 และ Apple Watch รุ่นใหม่

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความตื่นเต้นสำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดที่จะถึงนี้ ด้วยการเปิดตัว MacBook Pro และ iPad Pro ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป M5 ใหม่ล่าสุด

 

คีวาน พาเร็กห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) คนใหม่ของ Apple เปิดเผยว่า “ผลประกอบการในไตรมาสเดือนกันยายนถือเป็นการสิ้นสุดปีงบประมาณที่ยอดเยี่ยม โดยมีรายได้รวมทั้งปีสูงถึง 416,000 ล้านดอลลาร์” นอกจากนี้ ฐานผู้ใช้งานอุปกรณ์ (Installed base) ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์และทุกภูมิภาคทั่วโลก

 

อ้างอิง:

The post Tim Cook ยิ้ม! Apple ปิด Q4 โต 8% พร้อมส่ง ‘iPhone 17-M5’ ทำตลาดช่วงวันหยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร https://thestandard.co/scb-cio-fed-cuts-stop-qt/ Fri, 31 Oct 2025 05:28:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1137916 SCB CIO มองผลประชุม ** Fed** ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด ** QT**’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

SCB CIO วิเคราะห์ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิ […]

The post SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB CIO มองผลประชุม ** Fed** ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด ** QT**’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร

SCB CIO วิเคราะห์ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC)ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งมีมติลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% และประกาศยุติมาตรการดึงสภาพคล่อง (QT) โดยมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกได้รับผลบวก ดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง

 

ชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM Head of Investment Consultant, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ผลการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา มีนัยยะสำคัญทางนโยบาย 2 เรื่อง แม้จะไม่ผิดจากที่คาดการณ์ แต่ก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.75-4%

 

  • การหยุดทำ QT (Quantitative Tightening) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป Fed จะหยุดการดึงสภาพคล่องออกจากระบบเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้มีการดึงสภาพคล่องออกผ่านการขายพันธบัตรหรือปล่อยให้หมดอายุ เดือนละประมาณ 40,000 ล้านเหรียญ. การหยุด QT นี้จะส่งผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไม่ถูกดูดออกไปและจะวนเวียนอยู่ในระบบ.

 

เปิดเหตุผล Fed เน้นการจ้างงาน เงินเฟ้อระยะยาวคาดกลับสู่เป้าหมาย

 

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ Fed ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจยังเติบโตในระดับปานกลางและการบริโภคยังคงโอเค. แต่สิ่งที่ Fed ให้ความสำคัญและกังวลคือ การจ้างงาน ที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน รวมถึงข่าวการปลดพนักงาน.

 

ขณะที่เรื่องของอัตราเงินเฟ้อ แม้ตัวเลขปัจจุบันจะยังสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ Fed มองว่าการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้นที่มาจากเรื่องของภาษีหรือการกักตุนสินค้า และเชื่อว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะยาว 1-2 ปีข้างหน้า จะกลับไปอยู่ที่ระดับ 2% ตามที่ต้องการได้

 

ชาตรีเน้นย้ำว่า นัยยะสำคัญยังอยู่ที่การที่ Fed ย้ำเรื่อง Dual Mandate คือจะดูทั้งเรื่องการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อควบคู่กันไป

 

สัญญาณไม่แน่นอนเดือนธันวาคมและความกังวล NPL

 

จากท่าทีดังกล่าว ทำให้แนวโน้มที่ Fed จะลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ เริ่มไม่แน่นอน ประเด็นนี้ทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวนและมีการแกว่งตัวระหว่างวัน

 

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่อง NPL (Non-Performing Loan) ที่มีนักข่าวสอบถามนั้น Fed ยอมรับว่าเห็นสัญญาณของการตึงตัวในตลาดการเงินจริง ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่การหยุดทำ QT แม้จะเห็น NPL เพิ่มขึ้นในตลาดสินเชื่อรายย่อยหรือรถยนต์ แต่ Fed ยังมองว่าในภาพรวมยังไม่ใช่ปัญหาฉับพลัน และเชื่อว่าธนาคารสหรัฐฯ มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับความผันผวนเหล่านี้ได้

 

มองเศรษฐกิจ-การลงทุน ภาพรวมดีขึ้น หุ้นเทคฯ และ AI คือตัวขับเคลื่อน

 

ชาตรีมองว่า การส่งสัญญาณของ Fed นี้เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม ดังนี้

 

  • เศรษฐกิจโลก การลดดอกเบี้ยเป็นสัญญาณที่ดี เหมือนเป็นการ ลดภาระของผู้กู้ ทั้งภาคครัวเรือนและเอกชนในสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นให้ธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ สามารถลดดอกเบี้ยตามได้ ซึ่งจะทำให้แนวโน้มดอกเบี้ยทั่วโลกยังคงเป็น ขาลง

 

  • การลงทุนใน AI Infrastructure การลงทุนใน AI ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ และไม่ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกต่อไปได้

 

การเคลื่อนไหวของตลาดทุนและคำแนะนำการลงทุน

 

แม้ว่าตลาดจะมีการ Price In ไปล่วงหน้าแล้ว แต่ผลการประชุมก็ทำให้ตลาดมีการปรับฐานความคาดหวัง

 

สำหรับตลาดหุ้นไม่ได้ตอบรับเชิงบวกมากนักหลังการประกาศ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นโลกยังเป็นบวก จากสภาพคล่องที่สูงขึ้น จากการหยุด QT การลดดอกเบี้ย และการลงทุนที่ต่อเนื่องใน AI

 

กลุ่มที่แนะนำ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี คือ กลุ่ม Global Tech และ Asian Tech ยังคงเป็นบวกและน่าสนใจ

 

ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ 10 ปี ดีดตัวขึ้นเล็กน้อย จาก 3.9% เป็นประมาณ 4.02-4.03%ซึ่งสะท้อนความไม่แน่นอนของการประชุมของ FOMC ในเดือนธันวาคมปีนี้

 

โดยการปรับขึ้นของ Bond Yield ถือเป็น โอกาสในการเข้าซื้อ มีคำแนะนำควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่ยาวมากนัก ประมาณ 3 ถึง 5 ปี เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะยาว

 

ในส่วนทองคำราคาทองคำมีการดีดตัวขึ้นเล็กน้อยหลังการประกาศ โดยระยะสั้นอาจมีปัจจัยกดดันจากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในเวที APEC หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อาจเกิดการเทขายทำกำไรได้

 

ส่วยระยะยาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น โดยคำแนะนำ การปรับฐานลงมาในระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกหรือลบ มองเป็นโอกาสในการเข้าสะสมทองคำ

 

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย คาดว่าจะได้รับอานิสงส์และเริ่มมีกระแสเงินลงทุนไหลเข้าเอเชีย โดยปัจจัยบวกภายในคือความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเลือกตั้ง เช่น โครงการคนละครึ่ง

 

แม้ที่ผ่านมาเงินลงทุนจะไหลเข้าสู่ตราสารหนี้ไทยมากกว่าตลาดหุ้น แต่เชื่อว่าเมื่อตลาดหุ้นโลกเป็นขาขึ้น เงินก็จะวนเข้าสู่ตลาดไทย ซึ่งถือเป็นตลาดที่อาจจะ Laggard ที่สุด

 

คำแนะนำ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเป็น Sideway Up โดยมีปัจจัยบวกจากเครื่องยนต์ใหม่ ๆ เช่น Data Center, Rare Earth และการเจรจาการค้าที่ช่วยลดภาษีกับสหรัฐฯ

The post SCB CIO มองผลประชุม Fed ‘ลดดอกเบี้ย-หยุด QT’ กระทบเศรษฐกิจ-สินทรัพย์ลงทุนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยก้าวสู่ Medical Innovation Hub ระดับโลก! Time Magazine สัมภาษณ์ MEDEZE กับความสำเร็จด้าน Cell Therapy [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/time-magazine-medeze-group-thailand/ Thu, 30 Oct 2025 10:00:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1136745 time-magazine-medeze-group-thailand

ในอดีต หากบอกว่าประเทศไทยมีบทบาทอะไร แล้วมีคนตอบว่า “Me […]

The post ไทยก้าวสู่ Medical Innovation Hub ระดับโลก! Time Magazine สัมภาษณ์ MEDEZE กับความสำเร็จด้าน Cell Therapy [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
time-magazine-medeze-group-thailand

ในอดีต หากบอกว่าประเทศไทยมีบทบาทอะไร แล้วมีคนตอบว่า “Medical Innovation Hub” หรือฮับด้านนวัตกรรมแพทย์ ก็คงไม่มีใครเชื่อ แต่ ณ วันนี้เวลานี้ เราสามารถพูดอย่างนั้นได้แล้ว เพราะครั้งนี้ “ประเทศไทย” กำลังถูกพูดถึงในระดับโลกจากสื่อยักษ์ใหญ่ Time Magazine เผยแพร่บทความที่สะท้อนศักยภาพของประเทศผ่านบริษัทไทยชื่อ “MEDEZE Group (เมดีซ กรุ๊ป)” ผู้บุกเบิกการแพทย์ฟื้นฟูด้วยเซลล์ต้นกำเนิด ที่กำลังเปลี่ยนแปลงแนวคิดจาก “เก็บเซลล์” ไปสู่ “ใช้เซลล์เพื่อรักษา”

 

ในบทความชื่อ “MEDEZE GROUP: Turning Stem Cells into Cures — Pioneering Thailand’s Next Era of Biopharmaceutical.” ซึ่งได้พูดคุยกับ นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE Time Magazine พูดถึงประเทศไทยในฐานะประเทศที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Regenerative Medicine ให้ก้าวขึ้นสู่เวทีโลก โดยเฉพาะผ่านบทบาทของ MEDEZE ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ตัวอย่างของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสามารถสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ได้ด้วยตนเอง”

 

MEDEZ GROUP

 

Stem Cell Banking สู่ Stem Cell for Cures

 

MEDEZE เริ่มจากธนาคารเก็บเซลล์ต้นกำเนิดมาตรฐานสากล เมื่อเทคโนโลยีพัฒนา วิสัยทัศน์ของบริษัทก็ขยายตาม โดยตั้งคำถามว่า “จะทำอย่างไรให้เซลล์ที่ฝากไว้ กลับมารักษาเราได้ในอนาคต?” 

 

นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของธุรกิจ จาก “Stem Cell Banking” สู่ “Stem Cell for Cures” หรือการใช้เซลล์ต้นกำเนิดมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคอย่างแท้จริง เป็นการขยับจากธุรกิจบริการสุขภาพ ที่เป็นโอกาสใหญ่ในระดับโลกให้กับประเทศไทย

 

จุดเปลี่ยนวงการกับการเพาะ 50 ล้านเซลล์ได้ใน 7 วัน

 

MEDEZE มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ “การเพาะเลี้ยงและใช้เซลล์ต้นกำเนิด” กลายเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และเข้าถึงได้จริง โดยใช้เทคโนโลยี AI, Robotics และ Biotechnology มาทำงานร่วมกันอย่างครบวงจร หุ่นยนต์ในห้องแล็บของบริษัทสามารถเพาะขยายเซลล์จาก 500,000 เซลล์เป็น 50 ล้านเซลล์ภายในเวลาเพียง 7 วัน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเซลล์เพื่อการรักษา

 

ปัจจุบัน บริษัทขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ โดยเริ่มที่ฟิลิปปินส์ด้วยระบบแฟรนไชส์ทางการแพทย์ใหม่ และมีโครงการปลูกผม HairFolico รวมถึงแผนผลิตยาเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดย นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ อธิบายว่า “สิ่งที่เราทำไม่ใช่เพียงการวิจัย แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้ประเทศ อุตสาหกรรมที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ”

 

นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์

นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์

 

Sandbox ขับเคลื่อน Cell Therapy สู่ยาทางการแพทย์เป็นทางการ

 

ในอีกมิติหนึ่ง MEDEZE กำลังทำงานร่วมกับภาครัฐภายใต้โครงการ ATMPs Sandbox หรือ Advanced Therapy Medicinal Products Sandbox ซึ่งเป็นนโยบายใหม่ของรัฐบาลไทย ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสามารถพัฒนา ทดลอง และขึ้นทะเบียนการรักษาด้วยเซลล์และยีนได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยมีพื้นที่นำร่องสองแห่งคือ กรุงเทพฯ และภูเก็ต

 

Sandbox นี้เป็นเหมือน “เครื่องยนต์ทางนโยบาย” ที่เร่งให้การแพทย์ไทยเข้าสู่ยุคใหม่ ไม่ต้องติดข้อจำกัดการอนุมัติแบบเดิม และเปิดโอกาสให้ประเทศไทย

ก้าวขึ้นเป็น Medical Tourism Hub และ Medical Wellness Hub แห่งเอเชียในระยะเวลาอันสั้น

 

“Sandbox เปรียบเหมือนเครื่องเร่ง ที่ช่วยให้ไทยไม่ต้องรอเทคโนโลยีจากต่างชาติ

แต่สามารถสร้างระบบนิเวศการแพทย์แห่งอนาคตได้ด้วยตัวเอง” นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ กล่าว

 

 

The post ไทยก้าวสู่ Medical Innovation Hub ระดับโลก! Time Magazine สัมภาษณ์ MEDEZE กับความสำเร็จด้าน Cell Therapy [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอกลาภาพแตก YouTube ใช้ AI ชุบชีวิตวิดีโอเก่าความละเอียด 240p ให้เป็น 1080p หลังคนดูผ่านทีวีมากขึ้น พร้อมเพิ่มขนาดภาพปกเป็น 50MB https://thestandard.co/youtube-ai-old-videos/ Thu, 30 Oct 2025 07:42:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1137420 บอกลาภาพแตก **YouTube** ใช้ **AI** ชุบชีวิตวิดีโอเก่าความละเอียด 240p ให้เป็น **1080p** หลังคนดูผ่านทีวีมากขึ้น พร้อมเพิ่มขนาดภาพปกเป็น **50MB**

YouTube ประกาศแผนการ ‘อัปเกรดครั้งใหญ่’ สำหรับการรับชมว […]

The post บอกลาภาพแตก YouTube ใช้ AI ชุบชีวิตวิดีโอเก่าความละเอียด 240p ให้เป็น 1080p หลังคนดูผ่านทีวีมากขึ้น พร้อมเพิ่มขนาดภาพปกเป็น 50MB appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอกลาภาพแตก **YouTube** ใช้ **AI** ชุบชีวิตวิดีโอเก่าความละเอียด 240p ให้เป็น **1080p** หลังคนดูผ่านทีวีมากขึ้น พร้อมเพิ่มขนาดภาพปกเป็น **50MB**

YouTube ประกาศแผนการ ‘อัปเกรดครั้งใหญ่’ สำหรับการรับชมวิดีโอบนจอทีวี ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดของบริษัท โดยจะนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับวิดีโอเก่าที่มีความละเอียดต่ำ พร้อมทั้งเปิดตัวเครื่องมือช้อปปิงแบบใหม่ผ่านการสแกน QR Code เพื่อรุกตลาดในห้องนั่งเล่นอย่างเต็มที่

 

เคิร์ต วิล์มส์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ YouTube เปิดเผยในบล็อกโพสต์เมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ว่า บริษัทจะเริ่มใช้ฟีเจอร์ที่เรียกว่า ‘อัปสเกล’ (upscaling) กับวิดีโอที่ถูกอัปโหลดด้วยความละเอียดต่ำกว่า 1080p ก่อนเป็นอันดับแรก โดยใช้ AI ช่วยปรับความละเอียดให้สูงขึ้นในระดับ HD และมีแผนจะรองรับการอัปสเกลไปจนถึงระดับ 4K ในอนาคตอันใกล้นี้

 

การอัปเกรดอัตโนมัตินี้จะถูกนำไปใช้กับวิดีโอที่มีความละเอียดตั้งแต่ 240p ถึง 720p ซึ่งหมายความว่าวิดีโอเก่าๆ จะมีภาพที่ชัดเจนขึ้นอย่างมากเมื่อรับชมบนจอทีวีขนาดใหญ่ รวมถึงบนสมาร์ทโฟนจอใหญ่และอุปกรณ์จอพับด้วย ขณะเดียวกันฟีเจอร์นี้จะไม่มีผลกับวิดีโอเก่าที่ครีเอเตอร์หรือช่องได้รีมาสเตอร์แบบดิจิทัลเป็น 1080p ไปแล้ว

 

แม้ว่าการปรับแต่งเนื้อหาโดยแพลตฟอร์มอาจสร้างความกังวลให้กับครีเอเตอร์บางกลุ่ม แต่ YouTube ยืนยันว่าไฟล์ต้นฉบับจะยังคงถูกเก็บไว้ไม่เปลี่ยนแปลง และทั้งครีเอเตอร์และผู้ชมจะมีทางเลือกในการปิดฟีเจอร์ Super Resolution นี้ได้หากไม่พอใจผลลัพธ์ที่ได้ โดยวิดีโอที่ผ่านการอัปสเกลจะมีป้ายกำกับที่ชัดเจน

 

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ YouTube เคยใช้ Machine Learning เพิ่มความคมชัดให้กับวิดีโอสั้น (Shorts) โดยไม่แจ้งล่วงหน้า จนถูกครีเอเตอร์ร้องเรียนว่าทำให้ภาพเกิดความบิดเบือน แต่การอัปเกรดครั้งนี้จะมีทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถควบคุมได้

 

นอกจากการอัปเกรดภาพแล้ว YouTube ยังได้ขยายขีดจำกัดขนาดไฟล์ภาพหน้าปกวิดีโอ (thumbnail) จากเดิมเพียง 2MB เพิ่มเป็น 50MB เพื่อรองรับภาพปกที่มีความละเอียดสูงระดับ 4K บนจอทีวี และกำลังทดสอบการอัปโหลดวิดีโอที่มีขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้นกับครีเอเตอร์บางกลุ่ม เพื่อให้ได้ ‘ความคมชัดสูงสุด’ เทียบเท่าบริการสตรีมมิงอย่าง Netflix

 

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการรุกตลาดช้อปปิงบนทีวี โดย YouTube จะเปิดตัวเครื่องมือซื้อของแบบทันที ผ่านการใช้ QR Code ในวิดีโอที่มีการแท็กสินค้า เมื่อผู้ชมเห็นสินค้าที่สนใจ ก็สามารถใช้โทรศัพท์มือถือสแกน QR Code บนหน้าจอทีวีเพื่อเข้าไปยังหน้าผลิตภัณฑ์และสั่งซื้อได้ทันที

 

ฟีเจอร์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครีเอเตอร์ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการช้อปปิง ซึ่งมียอดการรับชมสูงถึง 3.5 หมื่นล้านชั่วโมงในปีที่ผ่านมา และจำนวนช่องที่สร้างรายได้หลักแสนดอลลาร์ขึ้นไปจากการรับชมบนจอทีวีก็เพิ่มขึ้นกว่า 45% ในปีที่ผ่านมา

 

การอัปเดตครั้งนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงหน้าตาผู้ใช้งานบนทีวี (UI) ให้ดีขึ้น เช่น การแสดงตัวอย่างวิดีโอบนหน้าโฮมแบบใหม่ และการปรับปรุงการค้นหาในช่องของครีเอเตอร์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยจะจัดลำดับความสำคัญของวิดีโอจากช่องนั้นๆ ก่อน

 

การอัปเดตทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในขณะที่ YouTube กำลังพยายามตอกย้ำตำแหน่ง ‘ผู้นำในห้องนั่งเล่น’ หลังจากรายงานของ Nielsen ในเดือนเมษายนระบุว่า YouTube ครองส่วนแบ่งเวลาในการรับชมโทรทัศน์ทั้งหมดสูงถึง 12.4% แซงหน้าแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Disney, Paramount และ Netflix

 

อ้างอิง:

The post บอกลาภาพแตก YouTube ใช้ AI ชุบชีวิตวิดีโอเก่าความละเอียด 240p ให้เป็น 1080p หลังคนดูผ่านทีวีมากขึ้น พร้อมเพิ่มขนาดภาพปกเป็น 50MB appeared first on THE STANDARD.

]]>
Microsoft Azure ล่มทั่วโลก ชี้สาเหตุ DNS ผิดพลาดแบบเดียวกับที่ AWS เพิ่งล่มไปเมื่อสัปดาห์ก่อน https://thestandard.co/azure-global-outage-dns-error/ Thu, 30 Oct 2025 04:05:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1137259 Microsoft Azure ล่มทั่วโลก ชี้สาเหตุ DNS ผิดพลาดแบบเดียวกับที่ AWS เพิ่งล่มไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

Microsoft ประสบเหตุการณ์ระบบคลาวด์ล่มครั้งใหญ่เมื่อวันพ […]

The post Microsoft Azure ล่มทั่วโลก ชี้สาเหตุ DNS ผิดพลาดแบบเดียวกับที่ AWS เพิ่งล่มไปเมื่อสัปดาห์ก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Microsoft Azure ล่มทั่วโลก ชี้สาเหตุ DNS ผิดพลาดแบบเดียวกับที่ AWS เพิ่งล่มไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

Microsoft ประสบเหตุการณ์ระบบคลาวด์ล่มครั้งใหญ่เมื่อวันพุธ (29 ต.ค.) ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริการ Azure และ Microsoft 365 ซึ่งสร้างปัญหาให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่บริษัทมีกำหนดจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด

 

บริษัทได้ออกมายอมรับว่ากำลังทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความพร้อมใช้งานของเครือข่ายบนแพลตฟอร์มคลาวด์ Azure ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจจำนวนมากทั่วโลก โดยบริการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงรวมถึงเครื่องมือสำคัญในการทำงานอย่าง Outlook และ Teams ตลอดจนบริการอย่าง Xbox, Live และ Copilot

 

การล่มของระบบยังส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังบริษัทอื่นๆ ที่พึ่งพาบริการของ Azure โดยสายการบิน Alaska Airlines และ Hawaiian Airlines รายงานว่าเว็บไซต์และระบบเช็คอินออนไลน์ของสายการบินหยุดชะงัก ขณะที่ Downdetector เว็บไซต์ติดตามการล่มของบริการ ยังรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ Starbucks และ Kroger ด้วย

 

Microsoft ระบุในภายหลังว่าปัญหาเกิดจากปัญหา DNS และการเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่าโดยไม่ได้ตั้งใจในบริการ Azure Front Door ซึ่งทำหน้าที่จัดการปริมาณการจราจรทางอินเทอร์เน็ตไปยังแพลตฟอร์มคลาวด์ ซึ่งเป็นสาเหตุเดียวกับการล่มครั้งใหญ่ของ Amazon Web Services (AWS) เมื่อสัปดาห์ก่อน

 

การล่มครั้งนี้ยังสร้างความปั่นป่วนในสหราชอาณาจักร โดยเว็บไซต์ของซูเปอร์มาร์เก็ต Asda, M&S และผู้ให้บริการมือถือ O2 ต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกันที่สำคัญคือ แม้แต่การประชุมของรัฐสภาสกอตแลนด์ก็ต้องถูกระงับชั่วคราว เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับระบบลงคะแนนออนไลน์ ซึ่งแหล่งข่าวอาวุโสในรัฐสภาสกอตแลนด์ได้บอกกับ BBC News ว่า พวกเขาเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการล่มของ Microsoft ในครั้งนี้

 

ดร. ซาคิบ คัควิ จากมหาวิทยาลัยรอยัล ฮอลโลเวย์ ให้ความเห็นว่า การที่บริการคลาวด์กระจุกตัวอยู่กับผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายอย่าง Microsoft, Amazon และ Google ทำให้การล่มเพียงครั้งเดียว “สามารถทำให้แอปพลิเคชันและระบบหลายร้อยหรือหลายพันแห่งเป็นอัมพาตได้”

 

เขากล่าวว่า “มันเหมือนกับการที่เราเอาไข่ทั้งหมดไปใส่ไว้ในตะกร้าเพียงสามใบ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางอย่างยิ่งของอินเทอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน

Downdetector รายงานว่ามีผู้ใช้ Azure ได้รับผลกระทบมากกว่า 105,000 ราย และ Microsoft 365 อีกเกือบ 9,000 ราย ซึ่ง Microsoft ต้องหันไปใช้แพลตฟอร์ม X (Twitter) เพื่ออัปเดตสถานการณ์ เนื่องจากผู้ใช้บางส่วนไม่สามารถเข้าถึงหน้าสถานะบริการของบริษัทได้

 

แม้ว่าบริการส่วนใหญ่จะกลับมาใช้งานได้ในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของ Azure ที่มีต่อระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์กันว่ามีส่วนแบ่งตลาดคลาวด์ทั่วโลกประมาณ 20%

ภาพ: Jeenah Moon/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Microsoft Azure ล่มทั่วโลก ชี้สาเหตุ DNS ผิดพลาดแบบเดียวกับที่ AWS เพิ่งล่มไปเมื่อสัปดาห์ก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ข้อควรรู้ หลัง ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอของ OpenAI เปิดให้ใช้งานในไทย หนึ่งในที่แรกของเอเชีย https://thestandard.co/sora-ai-thailand-launch-guide/ Thu, 30 Oct 2025 03:26:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1137235 10 ข้อควรรู้ หลัง ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอของ OpenAI เปิดให้ใช้งานใน ไทย หนึ่งในที่แรกของ เอเชีย

OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ […]

The post 10 ข้อควรรู้ หลัง ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอของ OpenAI เปิดให้ใช้งานในไทย หนึ่งในที่แรกของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ข้อควรรู้ หลัง ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอของ OpenAI เปิดให้ใช้งานใน ไทย หนึ่งในที่แรกของ เอเชีย

OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ให้กับวงการครีเอทีฟทั่วโลก ด้วยการประกาศเปิดตัว แอปพลิเคชัน ‘Sora’ อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ววันนี้ (30 ตุลาคม 2568) ทำให้ไทยเป็น หนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชีย (พร้อมกับเวียดนามและไต้หวัน) ที่ได้เข้าถึงประสบการณ์การสร้างวิดีโอด้วยเทคโนโลยี AI เจเนอเรชันใหม่นี้

 

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่าประเทศไทยคือบ้านของชุมชนครีเอทีฟที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และพร้อมที่จะปลดล็อกคลื่นลูกใหม่ของการเล่าเรื่องด้วยเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้

 

หลังจากที่แอป Sora เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ได้สร้างปรากฏการณ์มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งภายในเวลาไม่ถึง 5 วัน และในวันนี้ที่แอป Sora มาถึงมือคนไทยแล้ว

 

The Standard Wealth สรุป 10 ประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามาปฏิวัติวงการสร้างสรรค์วิดีโอล่าสุดนี้

 

1. Sora คืออะไร?

Sora คือโมเดล AI รุ่นใหม่ล่าสุด (Sora 2) จาก OpenAI ที่มีความสามารถในการสร้างวิดีโอคุณภาพสูงและสมจริงได้อย่างน่าทึ่งจากคำบรรยาย (Prompt) ที่เป็นข้อความธรรมดา เพียงแค่คุณพิมพ์สิ่งที่จินตนาการไว้ Sora ก็จะสร้างวิดีโอนั้นให้คุณบนหน้าจอได้ทันที โดยผลิตภัณฑ์หลักในปัจจุบันคือ ‘แอป Sora’ ซึ่งเป็นแอปโซเชียลบน iOS ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดล Sora 2

 

2. เริ่มต้นใช้งานอย่างไร?

สามารถดาวน์โหลดแอป Sora บน iOS App Store ได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องใช้รหัสเชิญ เพียงแค่ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี OpenAI (หรือสมัครใหม่) หลังจากยืนยันอายุ ระบบจะให้คุณตั้งชื่อผู้ใช้และเริ่มสร้างสรรค์ผลงานได้ทันที ผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือเลือกสไตล์วิดีโอที่ต้องการได้ เช่น แนวภาพยนตร์ แอนิเมชัน หรือคอนเทนต์สำหรับโซเชียลมีเดีย

 

3. ‘Cameo’ ฟีเจอร์พลิกโลกที่ทำให้คุณเข้าไปอยู่ในวิดีโอได้

นี่คือหนึ่งในฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ‘Cameo’ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างตัวละครดิจิทัลของตนเองเข้าไปอยู่ในวิดีโอที่ AI สร้างขึ้นได้ เพียงแค่บันทึกวิดีโอและเสียงสั้นๆ หนึ่งครั้งเพื่อยืนยันตัวตนและบันทึกใบหน้าและเสียงของคุณอย่างปลอดภัย คุณสามารถกำหนดได้เองว่าใครสามารถใช้ Cameo ของคุณได้บ้าง และสามารถเพิกถอนสิทธิ์หรือลบวิดีโอที่มี Cameo ของคุณออกได้ทุกเมื่อ

 

4. ‘Remix’ การต่อยอดจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด

เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มโซเชียลยุคใหม่ Sora มีฟีเจอร์ ‘Remix’ ที่อนุญาตให้คุณนำผลงานวิดีโอของครีเอเตอร์คนอื่นมาสร้างต่อยอดในมุมมองของคุณเองได้ โดยทุกคลิปที่ถูก Remix จะมีการระบุที่มาอย่างชัดเจน ทำให้สามารถติดตามเส้นทางของแรงบันดาลใจนั้นได้

 

5. รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ

Sora รองรับการใช้งานภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ผู้ใช้สามารถป้อนคำสั่งเป็นภาษาไทยเพื่อสร้างวิดีโอที่สะท้อนวัฒนธรรม อารมณ์ขัน หรือสไตล์แบบไทยได้อย่างแม่นยำ

 

วู้ดดี้ มิลินทจินดา หนึ่งในผู้ที่ได้ทดลองใช้ Sora กลุ่มแรก กล่าวว่า “Sora ไม่ใช่แค่ทำให้สิ่งที่เราจินตนาการไว้ในหัวกลายเป็นจริงเท่านั้น แต่ยังเปิดประตูให้ได้เห็นคอนเทนต์สุดล้ำจากครีเอเตอร์ทั่วโลก การได้เห็นพลังสร้างสรรค์ระดับโลกนี้เองที่จุดประกายให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ อย่างไม่สิ้นสุด”

 

6. ใครเป็นเจ้าของวิดีโอที่สร้างด้วย Sora?

คำตอบคือ คุณคือเจ้าของผลงานทั้งหมด คุณสามารถดาวน์โหลด แชร์ แก้ไข และเผยแพร่ผลงานได้ตามต้องการ ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้นโยบายการใช้งานของ OpenAI

 

7. หากผลลัพธ์ไม่ตรงใจ?

คุณสามารถสั่งให้ระบบสร้างใหม่ หรือปรับแก้ได้ทันที เช่น “ทำให้การเคลื่อนไหวสมูทขึ้น” “เพิ่มแสง” หรือ “ทำให้คลิปสั้นลง” ระบบจะเรียนรู้ความตั้งใจของคุณเพื่อพัฒนาผลลัพธ์ให้ตรงใจยิ่งขึ้นในครั้งต่อไป

 

8. เปิดตัวอย่างรับผิดชอบ ออกแบบมาเพื่อ ‘สร้าง’ ไม่ใช่ ‘เสพ’

OpenAI ย้ำว่าแอปนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ “สร้าง” (Create) มากกว่า “เสพ” (Consume) โดยฟีดเริ่มต้นจะไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เลื่อนดูอย่างไม่สิ้นสุด แต่จะเน้นเนื้อหาที่สร้างแรงบันดาลใจจากคนที่คุณติดตาม เพื่อกระตุ้นให้คุณสร้างผลงานของตัวเอง

 

9. ระบบความปลอดภัยและ ‘ลายน้ำ C2PA’

ทุกวิดีโอที่สร้างด้วย Sora จะมีทั้งลายน้ำที่มองเห็นได้ และลายน้ำดิจิทัลตาม มาตรฐาน C2PA ที่ไม่สามารถลบหรือปลอมแปลงได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้เสมอ นอกจากนี้ ระบบยังมีการป้องกันหลายชั้นเพื่อกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นอันตราย รวมถึงการป้องกันการสร้างภาพบุคคลสาธารณะ (ยกเว้นเจ้าตัวจะใช้ Cameo เอง)

 

10. ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?

ในช่วงเปิดตัว แอป Sora เปิดให้ใช้งานได้ฟรี โดยมีสิทธิการใช้งานที่เพียงพอสำหรับการทดลองและสำรวจความสามารถต่างๆ ทั้งนี้ OpenAI ระบุว่าขีดจำกัดการใช้งานอาจมีการปรับเปลี่ยนในอนาคตตามทรัพยากรการประมวลผล (Compute Constraints)

 

การมาถึงของ Sora ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของครีเอเตอร์ไทย และเป็นเครื่องมือใหม่ที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในรูปแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

The post 10 ข้อควรรู้ หลัง ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอของ OpenAI เปิดให้ใช้งานในไทย หนึ่งในที่แรกของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทเทคโนโลยี 218 แห่ง ปลดพนักงานรวม 1.12 แสนตำแหน่ง ในปีนี้ นักวิชาการตั้งคำถาม เป็นเพราะ AI หรือเศรษฐกิจ https://thestandard.co/tech-layoffs-ai-or-economy/ Wed, 29 Oct 2025 07:53:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1137004 บริษัทเทคโนโลยี 218 แห่ง ปลดพนักงานรวม 1.12 แสนตำแหน่ง ในปีนี้ นักวิชาการตั้งคำถาม เป็นเพราะ AI หรือเศรษฐกิจ

การประกาศเลิกจ้างพนักงานนับหมื่นตำแหน่งของ Amazon หนึ่ง […]

The post บริษัทเทคโนโลยี 218 แห่ง ปลดพนักงานรวม 1.12 แสนตำแหน่ง ในปีนี้ นักวิชาการตั้งคำถาม เป็นเพราะ AI หรือเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทเทคโนโลยี 218 แห่ง ปลดพนักงานรวม 1.12 แสนตำแหน่ง ในปีนี้ นักวิชาการตั้งคำถาม เป็นเพราะ AI หรือเศรษฐกิจ

การประกาศเลิกจ้างพนักงานนับหมื่นตำแหน่งของ Amazon หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกในสัปดาห์นี้ ได้ตอกย้ำความวิตกกังวลว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเริ่มเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์

 

ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ กลายเป็นบริษัทล่าสุดในสหรัฐฯ ที่อ้างถึงเทคโนโลยี AI ว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลเบื้องหลังการเลิกจ้าง หลังจากที่บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ได้ประกาศปลดพนักงานไปก่อนหน้า เช่น Chegg บริษัทด้านเทคโนโลยีการศึกษา ที่บอกว่าบอกว่า AI คือความเป็นจริงใหม่ของโลกธุรกิจ ทำให้บริษัทประกาศลดพนักงานถึง 45% หรือ Salesforce ที่ระบุว่า ‘AI Agent’ กำลังเข้ามาทำงานแทน หลังจากที่บริษัทลดตำแหน่งบริการลูกค้า 4,000 ตำแหน่ง เมื่อเดือนก่อน แม้กระทั่ง UPS ซึ่งประกาศลดพนักงาน 48,000 ตำแหน่งนับตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เคยเชื่อมโยงการเลิกจ้างบางส่วนเข้ากับ Machine Learning

 

จากข้อมูลของ Layoffs.fyi ณ 29 ตุลาคม 2025 ระบุว่า ตลอดทั้งปีนี้ บริษัทเทคโนโลยีจำนวน 218 แห่ง ปลดพนักงานรวมกันไปแล้ว 112,732 ตำแหน่ง โดยหนึ่งในบริษัทที่มีแผนปลดพนักงานมากที่สุดคือ Amazon ที่ประกาศเมื่อ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าจะปลดพนักงาน 1.4 หมื่นตำแหน่ง

 

อย่างไรก็ตาม BBC ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งคำถามว่า AI เป็นเหตุผลที่แท้จริงสำหรับการปลดพนักงานจำนวนมากของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้หรือไม่

 

มาร์ธา กิมเบล ผู้อำนวยการบริหารของ Budget Lab แห่งมหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่า การสรุปผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานจากคำพูดของผู้บริหารในระหว่างการเลิกจ้างนั้น “อาจเป็นวิธีที่เลวร้ายที่สุด” ในการประเมินสถานการณ์ เธอกล่าวว่า บ่อยครั้งที่ปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัวของบริษัท มักจะมีบทบาทสำคัญอยู่เบื้องหลัง

 

“มีแนวโน้มอย่างมากที่จะมีการตอบสนองที่เกินจริงต่อการประกาศของแต่ละบริษัท เพราะทุกคนต่างตื่นตระหนกเกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นไปได้ของ AI ต่อตลาดแรงงานในอนาคต” กิมเบลกล่าว

 

แม้ว่าคนบางกลุ่มในตลาดแรงงาน เช่น บัณฑิตจบใหม่ และพนักงานใน Data Center จะเป็นกลุ่มที่เปราะบางเป็นพิเศษต่อการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ แต่งานวิจัยล่าสุดกลับให้ภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น

 

งานวิจัยชิ้นหนึ่งจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาเซนต์หลุยส์ พบความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI สูง กับการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานนับตั้งแต่ปี 2022

 

ในระยะยาว การแยกแยะผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจออกจากผลกระทบที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง กิมเบลยกตัวอย่างว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย ตำแหน่งงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคล และการตลาด มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้าง แต่ในปัจจุบัน งานเหล่านี้ก็บังเอิญเป็นงานกลุ่มที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI เช่นกัน ซึ่งทำให้การระบุสาเหตุที่แท้จริงทำได้ยากขึ้น

 

ด้าน มอร์แกน แฟรงก์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ผู้ศึกษาความเสี่ยงในการว่างงานตามอาชีพ กลับพบข้อมูลที่เจาะจงกว่านั้น เขาระบุว่า แรงงานกลุ่มเดียวที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการเปิดตัว ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 คือกลุ่มงาน ‘สำนักงานและธุรการสนับสนุน’ (Office and Administrative Support)

 

สำหรับกลุ่มนี้ ความน่าจะเป็นในการยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นปี 2023 แต่สำหรับกลุ่มอาชีพ ‘คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์’ (Computer and Maths) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบโดยตรง กลับ “ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในแนวโน้ม” ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

“ทั้งพนักงานเทคและพนักงานธุรการ ต่างก็อยู่ในตลาดงานที่ยากลำบากกว่าเมื่อสองสามปีที่แล้ว แต่ผมยังคงสงสัยว่า AI เป็นสาเหตุของทั้งหมดนั้น” แฟรงก์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม กรณีของ Amazon อาจมีความแตกต่างออกไป บริษัทอ้างว่าจำเป็นต้อง “จัดระเบียบองค์กรให้กระชับขึ้น” เพื่อคว้าโอกาสที่เกิดจาก AI

 

เอ็นริโก โมเรตติ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก UC Berkeley ชี้ว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon อยู่ในแนวหน้าของการเลิกจ้างที่เกี่ยวข้องกับ AI “ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาเป็นทั้ง ‘ผู้ผลิต’ และ ‘ผู้บริโภค’ AI”

 

ลอว์เรนซ์ ชมิดท์ รองศาสตราจารย์ด้านการเงินจาก MIT Sloan School of Management เห็นด้วยว่า Amazon มีแนวโน้มที่จะสามารถทำให้งานเป็นอัตโนมัติได้เร็วกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่เนื่องจาก ‘ขนาด’ (Scale) ของบริษัท “ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะคิดว่า Amazon อาจต้องการลดบทบาทบางประเภท หรือละเว้นการจ้างงานเพิ่มเติมในบทบาทที่สามารถถูกทำให้เป็นอัตโนมัติได้อย่างรวดเร็ว”

 

อ้างอิง:

The post บริษัทเทคโนโลยี 218 แห่ง ปลดพนักงานรวม 1.12 แสนตำแหน่ง ในปีนี้ นักวิชาการตั้งคำถาม เป็นเพราะ AI หรือเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oura กระโดดร่วมศึกวัดความดันโลหิต เปิดตัวการศึกษา Blood Pressure Profile ผ่านแหวน ท้าชิง Apple Watch ที่เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ตรวจจับความดันสูง https://thestandard.co/oura-blood-pressure-challenges-apple-watch/ Wed, 29 Oct 2025 07:12:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1136984 Oura กระโดดร่วมศึกวัดความดันโลหิต เปิดตัวการศึกษา Blood Pressure Profile ผ่านแหวน ท้าชิง Apple Watch ที่เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ตรวจจับความดันสูง

Oura Health Oy ผู้ผลิตแหวนอัจฉริยะชื่อดังจากฟินแลนด์ กล […]

The post Oura กระโดดร่วมศึกวัดความดันโลหิต เปิดตัวการศึกษา Blood Pressure Profile ผ่านแหวน ท้าชิง Apple Watch ที่เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ตรวจจับความดันสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oura กระโดดร่วมศึกวัดความดันโลหิต เปิดตัวการศึกษา Blood Pressure Profile ผ่านแหวน ท้าชิง Apple Watch ที่เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ตรวจจับความดันสูง

Oura Health Oy ผู้ผลิตแหวนอัจฉริยะชื่อดังจากฟินแลนด์ กลายเป็นบริษัทอุปกรณ์สวมใส่รายล่าสุดที่กระโดดเข้าสู่สมรภูมิการตรวจวัดความดันโลหิต โดยได้ประกาศแผนการศึกษา Blood Pressure Profile ซึ่งจะเริ่มต้นภายในสิ้นปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจจับสัญญาณเริ่มต้นของภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension)

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณท้าชิงกับ Apple ซึ่งเพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ตรวจจับภาวะความดันโลหิตสูงสำหรับ Apple Watch ไปเมื่อเดือนก่อน และยังเป็นการตอกย้ำถึงแนวโน้มที่ชัดเจนของอุตสาหกรรม ที่อุปกรณ์สวมใส่กำลังขยับจากการเป็นเพียงเครื่องติดตามการออกกำลังกาย สู่การเป็นเครื่องมือ ‘ตรวจสุขภาพ’ เชิงรุก

 

ริคกี้ บลูมฟิลด์ (Ricky Bloomfield) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์ของ Oura กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้จะใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากแหวน Oura โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์วัดความดันแบบดั้งเดิม (Cuff) เพื่อ “ระบุสัญญาณเริ่มต้นของภาวะความดันโลหิตสูง โดยติดตามสัญญาณชีพที่สำคัญอย่างต่อเนื่องอยู่เบื้องหลัง”

 

เป้าหมายสูงสุดคือการนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาและตรวจสอบความถูกต้องของฟีเจอร์สำหรับผู้บริโภคในอนาคต เพื่อยื่นขอการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเทคโนโลยีดังกล่าว ภาวะความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบต่อผู้ใหญ่ราว 1.3 พันล้านคนทั่วโลก และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ

 

บลูมฟิลด์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของการออกแบบในรูปแบบแหวนว่า สามารถเก็บข้อมูลสัญญาณทางสรีรวิทยาได้แม่นยำกว่า เนื่องจากตัวแหวนจะสัมผัสโดยตรงกับหลอดเลือดแดงที่นิ้ว ซึ่งเป็นจุดที่วัดสัญญาณชีพได้ดี การศึกษานี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยแล้ว และจะเปิดให้ผู้ใช้งานในสหรัฐฯ เข้าร่วมผ่านส่วน Oura Labs ในแอปพลิเคชันเร็วๆ นี้

 

การรุกคืบเข้าสู่ตลาดการตรวจวัดความดันโลหิตนี้สะท้อนถึง ‘แนวโน้ม’ ที่ใหญ่ขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคต่างกำลังเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจวัดสุขภาพที่ซับซ้อนเข้าไปในอุปกรณ์ของตนเอง ทำให้เส้นแบ่งระหว่างแกดเจ็ตทั่วไปกับอุปกรณ์ทางการแพทย์เริ่มเลือนรางลง

 

อย่างไรก็ตาม การเดินทางสายนี้ก็เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะในแง่ของกฎระเบียบ ดังกรณีของ Whoop Inc. ผู้ผลิตสายรัดข้อมือฟิตเนส ที่กำลังคัดค้านคำสั่งของ FDA ซึ่งสั่งให้ระงับฟีเจอร์ตรวจวัดความดันโลหิต เนื่องจากมองว่าอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ยังไม่ได้รับการรับรอง

 

นอกเหนือจากการพัฒนาฟีเจอร์วัดความดันโลหิตแล้ว Oura ยังได้เปิดตัวการอัปเดตครั้งใหญ่สำหรับแอปพลิเคชันของตนเอง โดยมีฟีเจอร์เด่นคือ Cumulative Stress ที่จะช่วยให้ผู้ใช้เห็นภาพรวมว่าร่างกายจัดการและฟื้นตัวจากความเครียดสะสมในแต่ละสัปดาห์ได้อย่างไร โดยวิเคราะห์จากข้อมูลการนอนหลับ, อัตราการเต้นของหัวใจ, อุณหภูมิ และกิจกรรมต่างๆ

 

แอปพลิเคชันที่ออกแบบใหม่นี้ยังมีการเพิ่มหน้าแดชบอร์ดสำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพ ที่สำคัญ เช่น แนวโน้มการนอนหลับ, ความเครียด และสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงแท็บใหม่ Habits และ Routines ที่จะแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมในแต่ละวันส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมอย่างไร นอกจากนี้ ฟีเจอร์ติดตามรอบเดือนและการตกไข่ยังถูกขยายมุมมองจาก 1 เดือนเป็น 12 เดือนอีกด้วย

 

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการศึกษา Blood Pressure Profile จะต้องมีอายุ 22 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ และใช้แหวน Oura Ring Gen 3 ขึ้นไป โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ผ่านส่วน Oura Labs ในแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้เข้าร่วมจะต้องตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับประวัติสุขภาพและพฤติกรรมบางส่วน ควบคู่ไปกับการสวมใส่แหวนตามปกติ

 

Oura ย้ำว่าการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานในการศึกษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะข้อมูลและผลตอบรับที่ได้จะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจถึงแนวทางใหม่ๆ ที่เทคโนโลยีสวมใส่จะสามารถนำมาใช้สนับสนุนการวิจัยด้านสุขภาพหัวใจในอนาคตได้
ภาพ: T3 / Contributor/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Oura กระโดดร่วมศึกวัดความดันโลหิต เปิดตัวการศึกษา Blood Pressure Profile ผ่านแหวน ท้าชิง Apple Watch ที่เพิ่งเปิดตัวฟีเจอร์ตรวจจับความดันสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wisesight เผยคนรุ่นใหม่วัย 25-34 ปี เร่งวางแผนเกษียณไว หนีความเหนื่อยล้า เปิดโอกาสทองให้ธุรกิจประกันชีวิตและสถาบันการเงิน ชี้คนกลัวเงินเฟ้อและค่ารักษาตอนแก่ https://thestandard.co/wisesight-new-gen-early-retirement/ Wed, 29 Oct 2025 07:09:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1136982 Wisesight เผยคนรุ่นใหม่วัย 25-34 ปี เร่งวางแผนเกษียณไว หนีความเหนื่อยล้า **เปิด**โอกาสทองให้ **ธุรกิจประกันชีวิตและสถาบันการเงิน** **ชี้**คนกลัวเงินเฟ้อและค่ารักษาตอนแก่

ในยุคที่โลกของการทำงานหมุนเร็วและเหนื่อยกว่าที่เคย ‘การ […]

The post Wisesight เผยคนรุ่นใหม่วัย 25-34 ปี เร่งวางแผนเกษียณไว หนีความเหนื่อยล้า เปิดโอกาสทองให้ธุรกิจประกันชีวิตและสถาบันการเงิน ชี้คนกลัวเงินเฟ้อและค่ารักษาตอนแก่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wisesight เผยคนรุ่นใหม่วัย 25-34 ปี เร่งวางแผนเกษียณไว หนีความเหนื่อยล้า **เปิด**โอกาสทองให้ **ธุรกิจประกันชีวิตและสถาบันการเงิน** **ชี้**คนกลัวเงินเฟ้อและค่ารักษาตอนแก่

ในยุคที่โลกของการทำงานหมุนเร็วและเหนื่อยกว่าที่เคย ‘การเกษียณไว’ กลายเป็นความฝันใหม่ของคนวัยทำงานจำนวนมาก ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นความคิดของคนวัย 40–50 ปี แต่ปัจจุบัน จากคำสนทนาบทโซเชียลมีเดีย ทำให้เรารู้ว่ากลุ่มคนที่พูดคุยเรื่องนี้ เริ่มวางแผนตั้งแต่อายุน้อยลงเรื่อยๆ และเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่า “จะต้องทำงานหนักไปถึงเมื่อไรถึงจะได้ใช้ชีวิตในแบบที่อยากเป็น”

 

เพื่อสำรวจปรากฏการณ์นี้ ทีม Wisesight Research ได้วิเคราะห์ข้อมูล Social Listening ระหว่างเดือนมกราคม–กันยายน 2025 พบว่ามีการพูดถึงการเกษียณไว และ FIRE (Financial Independence, Retire Early) รวมกันกว่า 23,024 ข้อความ เพิ่มขึ้นประมาณ 14% จากปีก่อน โดยจำนวนการพูดถึงเกิดขึ้นสม่ำเสมอทุกเดือน และจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่มีคนดังประกาศเกษียณ หรือมีคอนเทนต์เกี่ยวกับอิสรภาพในการใช้ชีวิต

 

ความฝัน ‘เกษียณตอนอายุ 45’ ไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจ แต่เกิดจากความต้องการอิสระและความยั่งยืนในชีวิต เสียงของผู้คนในโลกออนไลน์สะท้อนถึงความเหนื่อยล้าทางใจ และความไม่มั่นคงของรายได้ทางเดียวจากการทำงานในระบบ การเกษียณที่คนรุ่นใหม่พูดถึงจึงหมายถึงการเลิกทำงานประจำ หรือเลิกทำงานที่ทำอยู่เพื่อไปทำอย่างอื่นที่มีอิสระมากขึ้น

 

เมื่อเจาะลึกถึงเหตุผลที่อยากเกษียณไวมากที่สุด พบว่าคือการอยากมีอิสระทางการเงิน (53%) ตามมาด้วยอยากมีอิสระทางเวลา ได้ทำในสิ่งที่รัก ไม่ผูกติดกับระบบออฟฟิศ (26%) นอกจากนี้ยังอยากใช้ชีวิตแบบสมดุล ได้กลับมาดูแลสุขภาพกายและใจ (11%) และความเหนื่อยล้าจากงานประจำ (10%) โพสต์ส่วนใหญ่ที่ลงรายละเอียดการวางแผนนั้นเป็นไปในโทนบวก สะท้อนถึงแรงบันดาลใจในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

 

กลุ่มคนที่พูดถึงเรื่องนี้มากที่สุดคือวัยทำงาน ช่วงอายุ 25–34 ปี (49%) รองลงมาคือกลุ่ม First jobber ช่วงอายุ 18-24 ปี (24%) และช่วงอายุ 35–44 ปี (18%) เมื่อจำแนกตามอาชีพ พบว่าส่วนใหญ่คือ พนักงานออฟฟิศ บริษัทเอกชน หรือข้าราชการ ที่ทำงานประจำ (85%) ตามมาด้วยฟรีแลนซ์ หรือครีเอเตอร์ (12%) และเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก (3%)

 

คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะชื่นชอบเพจหรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินส่วนบุคคล การลงทุน และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต พวกเขายังมีการตั้ง Community ใน X (Twitter) เพื่อพูดคุยกันเรื่อง FIRE หรือการวางแผนทางการเงินเพื่อเกษียณไวโดยเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่คือความเคลื่อนไหวที่จริงจัง ไม่ใช่แค่การบ่นลอยๆ

 

เสียงในโลกโซเชียลยังชี้ให้เห็นว่า คนจำนวนมากเริ่ม ‘ลงมือวางแผนเกษียณ’ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น รูปแบบที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ การออมอัตโนมัติ (45%) เช่น บัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง หรือออมกับกองทุนรวม ตามมาด้วย การซื้อประกัน (23%) การลงทุนในหุ้นและคริปโตฯ (20%) และการมีอาชีพเสริม (10%) เช่น ขายของออนไลน์ หรือสร้างคอนเทนต์

 

อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะพูดถึงการเกษียณไวอย่างมีแรงบันดาลใจ แต่อีกด้านในโซเชียลยังเต็มไปด้วยเสียงของความกังวล โดยความรู้สึกเชิงลบที่พบมากที่สุดคือ กลัวเงินไม่พอใช้ (71%) เนื่องจากยังมีภาระหนี้สิน มีครอบครัวที่ต้องดูแล และปัญหาเงินเฟ้อที่บั่นทอนเงินเก็บ

 

ความกังวลรองลงมาคือ กลัวไม่มีงานรองรับหลังเกษียณ (23%) เพราะกังวลว่าบริษัทส่วนใหญ่ไม่รับคนอายุ 35 ขึ้นไปเข้าทำงาน ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี มีข่าวการ Layoff บ่อยครั้ง และการที่ AI อาจเข้ามาทำงานแทนคนได้ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องกลัวค่ารักษาแพงตอนแก่ (6%)

 

กระแส ‘เกษียณไว’ นี้ กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้กับหลายธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับ การเงิน, สุขภาพ, และไลฟ์สไตล์หลังเกษียณ หมวดธุรกิจที่ถูกพูดถึงควบคู่กับการวางแผนเกษียณมากที่สุด ได้แก่ บริษัทประกันชีวิตและประกันสุขภาพ (48%) ตามด้วย ธนาคารและสถาบันการเงิน (24%)

 

นอกจากกลุ่มการเงินแล้ว ธุรกิจบริการสุขภาพและฟิตเนส (13%) และ การท่องเที่ยว หรือ Wellness Retreat (9%) ก็ถูกพูดถึงด้วยเช่นกัน สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้วางแผนแค่เรื่องเงิน แต่ยังวางแผนเรื่องสุขภาพและการใช้ชีวิตไปพร้อมกันด้วย

 

คีย์เวิร์ดใหม่ที่เริ่มปรากฏบ่อยขึ้น เช่น Wellness Living, Health is the new Wealth, Passive Health Plan, และ ‘Luxury ไม่ใช่ของแพง แต่คือ อิสระในการใช้ชีวิต’ สะท้อนแนวโน้มว่า การเกษียณจะกลายเป็น lifestyle choice มากกว่าช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตแบบเดิม

 

สรุปได้ว่า การเกษียณไวไม่ใช่แค่ความฝัน แต่คือ การนิยามแบบชีวิตใหม่ เสียงในโลกโซเชียลกำลังบอกเราว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้หนีงาน แต่กำลังหาชีวิตที่สมดุล พวกเขาอยากใช้เวลาในวัยกลางคนอย่างมีคุณค่า และพร้อมจะลงทุนทั้งเงินและเวลาเพื่อไปถึงจุดนั้น การเกษียณไว คือการเกษียณจากความเหนื่อย เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตในแบบที่เลือกเอง

 

ภาพ: aslysun / Shutterstock

The post Wisesight เผยคนรุ่นใหม่วัย 25-34 ปี เร่งวางแผนเกษียณไว หนีความเหนื่อยล้า เปิดโอกาสทองให้ธุรกิจประกันชีวิตและสถาบันการเงิน ชี้คนกลัวเงินเฟ้อและค่ารักษาตอนแก่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia ลุยเกาหลีใต้! Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัดในจีน https://thestandard.co/nvidia-lands-samsung-hyundai-ai-deal/ Wed, 29 Oct 2025 04:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1136834 Nvidia ลุย เกาหลีใต้ Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่ กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัด ใน จีน

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia Corp. เตรียมเปิดเผยข้อตกล […]

The post Nvidia ลุยเกาหลีใต้! Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัดในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia ลุย เกาหลีใต้ Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่ กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัด ใน จีน

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia Corp. เตรียมเปิดเผยข้อตกลงใหม่ในการจัดส่งชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้แก่ Samsung Electronics Co. และ Hyundai Motor Group ระหว่างการเยือนประเทศเกาหลีใต้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัท

 

ข้อตกลงเหล่านี้จะช่วยเปิดตลาดสำคัญแห่งใหม่ให้กับ Nvidia ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในจีน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะเดียวกันสำหรับกลุ่มบริษัทเกาหลีใต้ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับ Nvidia หมายถึงการเข้าถึงกราฟิกโปรเซสเซอร์ (GPU) ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการฝึกและใช้งานโมเดล AI

 

Huang ต้องการกระชับความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานหน่วยความจำของโลก และมีเป้าหมายจะกลายเป็นศูนย์กลางด้านคอมพิวติ้ง AI ระดับโลก นอกจาก Samsung และ Hyundai แล้ว Nvidia ยังมีแผนจัดส่งชิปให้กับกลุ่ม SK Group ซึ่งกำลังลงทุนกว่า 7 ล้านล้านวอน (ราว 4.9 พันล้านดอลลาร์) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในเกาหลีใต้ โดยมี SK Hynix Inc. บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ในเครือเป็นผู้ดำเนินการ

 

Huang คาดว่าจะประกาศความร่วมมือเหล่านี้ก่อนเข้าร่วมการประชุม APEC CEO Summit ที่เมืองคยองจูในวันศุกร์ โดยขณะนี้เขากำลังจัดการประชุมของ Nvidia ที่กรุงวอชิงตันในวันอังคาร ซึ่งประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวว่าจะพบกับเขาในระหว่างการเดินทางเยือนเอเชีย

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีกำหนดลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงกับเกาหลีใต้ในวันพุธ ซึ่งครอบคลุมสาขา AI, ควอนตัมคอมพิวติ้ง, เทคโนโลยีชีวภาพ และเครือข่าย 6G ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทใดจะเข้าร่วมในโครงการภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว

 

เพื่อขยายอิทธิพลต่อไป Huang ได้ผลักดันแนวคิด ‘Sovereign AI’ หรือการที่แต่ละประเทศควรสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตนเอง เกาหลีใต้กำลังวางแผนลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้ง รวมถึงเป้าหมายในการจัดหาชิป GPU สมรรถนะสูงกว่า 200,000 ตัวภายในปี 2030 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

กระแสแรงซื้อในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลกส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนต่างเชื่อว่าเทคโนโลยี AI จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลกำไร และเป็นพลังหลักของตลาดกระทิงในรอบนี้

 

แม้หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี S&P 500 จะชะลอตัวหลังจากการปรับขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดย Microsoft Corp. ประกาศข้อตกลงใหม่กับ OpenAI ซึ่งจะทำให้บริษัทถือหุ้น 27% ในสตาร์ทอัพผู้พัฒนา ChatGPT โดยมีมูลค่าราว 1.35 แสนล้านดอลลาร์

 

ขณะเดียวกัน Apple Inc. ก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง หลังมูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงสั้น ๆ ขณะที่ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia Corp. ได้ออกมาปัดความกังวลเกี่ยวกับ ‘ฟองสบู่ AI’ โดยยืนยันว่าแนวโน้มของเทคโนโลยีนี้ยังคงแข็งแกร่งและยั่งยืน

 

ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับใกล้ 6,900 จุด ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ ซึ่งรวมถึงบริษัทอย่าง Microsoft, Apple, Nvidia, Alphabet, Amazon, Meta และ Tesla ปรับตัวขึ้นประมาณ 1.3% ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีทรงตัวที่ 3.97% ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อย

 

อีกหนึ่งแรงหนุนต่อความเชื่อมั่นในตลาดคือความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาสัญญาณว่าธนาคารกลางจะยุติโครงการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) เมื่อใด ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า Fed อาจยุติการดำเนินการดังกล่าวเร็วสุดภายในเดือนนี้

 

ภาพ: Anna Moneymaker/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Nvidia ลุยเกาหลีใต้! Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัดในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
PayPal ผนึก OpenAI! เปิดตัว ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ รายแรกบน ChatGPT ปฏิวัติการช้อปปิ้งด้วย AI https://thestandard.co/paypal-openai-chatgpt-wallet/ Wed, 29 Oct 2025 04:07:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1136806 PayPal ผนึก OpenAI เปิดตัว ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ รายแรกบน ChatGPT ปฏิวัติการช้อปปิ้ง ด้วย AI

บริษัท PayPal ได้ลงนามในข้อตกลงกับ OpenAI เพื่อให้กระเป […]

The post PayPal ผนึก OpenAI! เปิดตัว ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ รายแรกบน ChatGPT ปฏิวัติการช้อปปิ้งด้วย AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
PayPal ผนึก OpenAI เปิดตัว ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ รายแรกบน ChatGPT ปฏิวัติการช้อปปิ้ง ด้วย AI

บริษัท PayPal ได้ลงนามในข้อตกลงกับ OpenAI เพื่อให้กระเป๋าเงินดิจิทัลของตนถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ChatGPT ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถชำระค่าสินค้าที่ค้นหาผ่านเครื่องมือ AI ยอดนิยมนี้ได้โดยตรง ข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของ PayPal พุ่งขึ้นกว่า 4%

 

ตามข้อมูลจาก Alex Chriss ซีอีโอของ PayPal ระบุว่าข้อตกลงนี้ซึ่งเพิ่งบรรลุในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝั่งของระบบนิเวศ PayPal สามารถเชื่อมต่อกับ ChatGPT ได้โดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ผู้ใช้ PayPal จะสามารถซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม AI ได้โดยตรง ในขณะที่ร้านค้าหรือผู้ขายที่ใช้ PayPal ก็สามารถนำสินค้าของตนมาจำหน่ายใน ChatGPT ได้เช่นกัน

 

Chriss กล่าวว่า “เรามีผู้ใช้กระเป๋าเงิน PayPal ที่ภักดีหลายร้อยล้านราย และพวกเขาจะสามารถคลิกปุ่ม ‘Buy with PayPal’ ภายใน ChatGPT เพื่อทำการชำระเงินได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย”

 

ความร่วมมือนี้ทำให้ PayPal กลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรยุคแรก ๆ ของ OpenAI ที่มุ่งขยายการใช้งาน ChatGPT สู่การช้อปปิ้งออนไลน์ แนวคิดเบื้องหลังคือการให้ผู้ใช้กว่า 700 ล้านคนต่อสัปดาห์สามารถใช้ AI ช่วยค้นหาสินค้าที่เหมาะสมราวกับมีผู้ช่วยช้อปส่วนตัว เมื่อเดือนที่แล้ว OpenAI ได้ประกาศความร่วมมือกับร้านค้าในแพลตฟอร์ม Shopify และ Etsy เพื่อให้ผู้ใช้ซื้อสินค้าผ่าน ChatGPT ได้โดยตรง และเมื่อสองสัปดาห์ก่อนก็เพิ่งประกาศดีลใหม่กับ Walmart

 

PayPal กำลังพยายามวางตำแหน่งตนเองให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบชำระเงินสำหรับยุคใหม่ของการค้าขายด้วย AI โดยก่อนหน้านี้บริษัทก็ได้ประกาศความร่วมมือกับ Google และบริษัท AI อย่าง Perplexity ไปแล้ว บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า PayPal จะรับหน้าที่จัดการขั้นตอนเบื้องหลังทั้งหมดของการชำระเงินใน ChatGPT เช่น การจัดการช่องทางชำระเงิน การตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม และระบบประมวลผลการชำระเงิน เพื่อให้ร้านค้าที่ใช้ PayPal ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนหรือทำสัญญาโดยตรงกับ OpenAI

 

ซีอีโอของ PayPal กล่าวว่าจุดแข็งสำคัญของระบบนี้คือทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายล้วนผ่านการยืนยันตัวตนโดย PayPal แล้ว ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงลงอย่างมาก ผู้ใช้สามารถชำระเงินโดยดึงเงินจากบัญชีธนาคารที่เชื่อมต่อไว้ บัตรเครดิต หรือยอดเงินคงเหลือในบัญชี PayPal ของตนเอง พร้อมรับบริการคุ้มครองผู้ซื้อ ระบบติดตามพัสดุ และการระงับข้อพิพาทตามมาตรฐานของบริษัท

 

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา OpenAI ประกาศว่าได้ดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงิน (recapitalization) เสร็จสิ้นแล้ว โดยตอกย้ำสถานะของตนในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร (nonprofit) ที่ยังคงถือหุ้นควบคุมในธุรกิจเชิงพาณิชย์ของตนเอง

 

OpenAI ระบุว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรของบริษัทจะใช้ชื่อใหม่ว่า ‘OpenAI Foundation’ และมูลค่าหุ้นที่มูลนิธิถืออยู่ในบริษัทฝั่งเชิงพาณิชย์นั้นมีมูลค่าประมาณ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ โดยบริษัทเชิงพาณิชย์ของ OpenAI จะถูกจัดตั้งใหม่ในรูปแบบ ‘Public Benefit Corporation (PBC)’ ภายใต้ชื่อ OpenAI Group PBC
ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ OpenAI Foundation จะถือหุ้น 26% ในบริษัทฝั่งเชิงพาณิชย์ ขณะที่พนักงานและนักลงทุนปัจจุบัน (รวมถึงอดีตพนักงาน) จะถือหุ้นรวมกัน 47%

 

Microsoft ซึ่งได้ลงทุนใน OpenAI ไปแล้วกว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ และเป็นพันธมิตรของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2019 ระบุว่า สนับสนุนการปรับโครงสร้างครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ Microsoft ถือหุ้นใน OpenAI Group PBC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.35 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 27% ของบริษัท หากคิดตามสัดส่วนการถือหุ้นแบบ diluted (รวมการแปลงสิทธิ์ทั้งหมด)

 

ก่อนหน้านี้ Microsoft เคยถือหุ้นอยู่ที่ประมาณ 32.5% ในธุรกิจเชิงพาณิชย์ของ OpenAI แต่ไม่รวมการระดมทุนรอบล่าสุดของบริษัท หลังการประกาศข่าวนี้หุ้น Microsoft ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.98% ในวันอังคาร

 

OpenAI ระบุในบล็อกโพสต์ของตนว่า “ยิ่ง OpenAI ประสบความสำเร็จในฐานะบริษัทมากเท่าไร มูลค่าหุ้นที่มูลนิธิถืออยู่ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งผลกำไรส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมด้านสาธารณกุศลของมูลนิธิ”

 

ภาพ: Claudia Nass / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post PayPal ผนึก OpenAI! เปิดตัว ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ รายแรกบน ChatGPT ปฏิวัติการช้อปปิ้งด้วย AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียมจีนต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม https://thestandard.co/stellerus-low-cost-wind-satellites/ Wed, 29 Oct 2025 03:08:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1136725 Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียม จีน ต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม

Stellerus Technology สตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ […]

The post Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียมจีนต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียม จีน ต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม

Stellerus Technology สตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) กำลังตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ให้บริการข้อมูลลม 3 มิติผ่านดาวเทียมรายแรกของโลก เพื่อช่วยเพิ่มรายได้, ลดต้นทุน และบริหารความเสี่ยงให้กับอุตสาหกรรมพลังงานลม, การขนส่ง และการประกันภัย

 

บริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2023 โดยกลุ่มนักวิชาการจาก HKUST จะใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตดาวเทียมของจีน เพื่อทำให้การเก็บรวบรวม ‘ข้อมูลลม 3 มิติ’ ทั่วโลก ซึ่งสามารถทำได้จริงในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ซูฮุย (Su Hui) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งกล่าว

 

ข้อมูลลม 3 มิติ ซึ่งหมายถึงทิศทาง, ความเร็ว และการเปลี่ยนแปลงของลมตามระดับความสูง ถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพยากรณ์อากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง แต่การเก็บข้อมูลดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในปัจจุบัน

 

“หลังจากที่มาฮ่องกง ฉันตระหนักว่าเทคโนโลยีสำหรับโครงการลักษณะนี้ในจีนแผ่นดินใหญ่นั้นค่อนข้างก้าวหน้าไปมาก และต้นทุนก็จะต่ำกว่าในต่างประเทศอย่างมาก” ซูกล่าว “ในสหรัฐฯ ดาวเทียมลักษณะนี้อาจมีค่าใช้จ่ายในการสร้างสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.26 พันล้านบาท) เทียบกับเพียง 20 ล้านหยวน (ประมาณ 91.8 ล้านบาท) ในจีน”

 

ซู ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและเคยดำรงตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์หลักและผู้จัดการโครงการด้านสภาพอากาศที่ห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory (JPL) ของ NASA ได้ย้ายมาร่วมงานกับภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมของ HKUST ในตำแหน่งศาสตราจารย์อาวุโส (Chair Professor) เมื่อปี 2022 เธอกล่าวว่า Stellerus จะใช้เซ็นเซอร์ไฮเปอร์สเปกตรัม (Hyperspectral sensors) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์แสงชนิดพิเศษติดตั้งบนดาวเทียม

 

เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลและใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน และไอน้ำในชั้นบรรยากาศ เพื่อคำนวณการเปลี่ยนแปลงของทิศทางและความเร็วลมได้อย่างละเอียด “ข้อมูลที่มีรายละเอียดสูงเช่นนี้ยังคงขาดแคลนสำหรับการสังเกตการณ์และวิเคราะห์ทางอุตุนิยมวิทยาทั่วโลก” เธอกล่าว

 

ซูยังเสริมอีกว่า แม้องค์กรต่างๆ รวมถึง NASA จะมีแผนการสำหรับโครงการลักษณะนี้ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เนื่องจากต้นทุนที่สูงมากในการส่ง ‘กลุ่มดาวเทียม’ (Satellite constellation) ขึ้นไปโคจร ปัจจุบัน NASA กำลังทดสอบเทคโนโลยีเลเซอร์สำหรับการวัดลม 3 มิติจากอวกาศ

 

ความร่วมมือระหว่าง HKUST และ Chang Guang Satellite Technology ซึ่งเป็นบริษัทดาวเทียมเชิงพาณิชย์แห่งแรกของจีน ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมณฑลจี๋หลิน ถือเป็นกุญแจสำคัญ โดย Stellerus ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าถึงข้อมูลดาวเทียมและอัลกอริทึม ซึ่งได้มาจาก ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง (ความละเอียดจุดภาพ 0.5 เมตร)

 

เดวิด หลิว (David Liu) ซีอีโอของ Stellerus กล่าวว่าบริษัทซึ่งตั้งอยู่ใน Hong Kong Science and Technology Park ได้ระดมทุนไปแล้วหลายสิบล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าที่จะส่งดาวเทียมคู่แรกขึ้นสู่วงโคจรภายใน 18 เดือนข้างหน้า ตามมาด้วยอีก 5 ดวงในลำดับถัดไป

 

ดาวเทียมเหล่านี้จะประกอบกันเป็นกลุ่มดาวเทียม ซึ่งจะเพียงพอต่อการครอบคลุมข้อมูลลมทั่วโลก โดย Stellerus ตั้งเป้าที่จะนำข้อมูลนี้ไปจำหน่ายให้กับผู้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับอุตสาหกรรมการบิน, การขนส่งทางทะเล และการประกันภัย

 

“แอปพลิเคชันเหล่านี้รวมถึงการปรับเส้นทางการบินให้เหมาะสมเพื่อประหยัดเชื้อเพลิงและหลีกเลี่ยงสภาพอากาศแปรปรวน, การวางแผนเส้นทางการเดินเรือเพื่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและการ ประเมินเบี้ยประกันภัย โดยบริษัทประกันวินาศภัย” หลิวกล่าว

 

เขายังเปิดเผยอีกว่า Stellerus กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาขั้นสูงกับผู้พัฒนาฟาร์มกังหันลมและผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ ซึ่งสนใจที่จะนำข้อมูลลม 3 มิติไปใช้งานโดยมีค่าธรรมเนียม

 

จีนเป็นประเทศที่มีฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จากบทความของ South China Morning Post เมื่อเดือนมกราคม 2024 ได้ระบุไว้ว่า กำลังการผลิตติดตั้งของฟาร์มกังหันลมและโซลาร์ฟาร์มในจีนทะลุ 1,000 กิกะวัตต์ (GW) ไปแล้ว เพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 3 จากปีก่อนหน้า และคิดเป็น 15% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ

 

บทความยังคาดการณ์อีกว่า จีนจะมีสัดส่วนเกือบ 60% ของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั่วโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้าจนถึงปี 2028 และกำลังจะบรรลุเป้าหมายการมีกำลังการผลิตติดตั้งจากลมและแสงอาทิตย์ที่ 1,200 GW ได้ภายในปี 2024 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ในปี 2030 ถึง 6 ปี

 

เจฟฟรีย์ สวีหมิงหยวน (Jeffrey Xu Mingyuan) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Stellerus กล่าวว่า ข้อมูลจาก Stellerus จะช่วยให้ผู้ประกอบการฟาร์มกังหันลมสามารถเพิ่มยอดขายไฟฟ้าและประหยัดค่าใช้จ่ายหลายสิบล้านหยวนในการสร้าง หอตรวจวัดลม ได้

 

“ปัจจุบัน การได้มาซึ่งข้อมูลลมที่แม่นยำนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการนอกชายฝั่ง” เขากล่าว “เราตั้งเป้าที่จะแก้ ‘คอขวดทางเทคโนโลยี’ นี้ ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพดีกว่าและราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเลือกที่ตั้งฟาร์มกังหันลม, การวางแผนระบบกักเก็บพลังงาน, การซื้อขายไฟฟ้า และการเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้า”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.61 บาท และ 1 หยวนเท่ากับ 4.59 บาท ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568

 

ภาพ : Black_Kira / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Stellerus สตาร์ทอัพฮ่องกง ชี้โลกขาดข้อมูลลม 3 มิติ วางแผนใช้ดาวเทียมจีนต้นทุนต่ำกว่า 100 เท่า เตรียมบุกตลาดพลังงานลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ https://thestandard.co/harry-meghan-ban-superintelligence/ Tue, 28 Oct 2025 10:11:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1136589 เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ได้เข้า […]

The post เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ได้เข้าร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับสำคัญ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, นักเศรษฐศาสตร์, ศิลปิน, ผู้นำคริสเตียนนิกายอีแวนเจลิคัล และผู้ทรงอิทธิพลจากหลากหลายขั้วการเมืองทั่วโลก เพื่อเรียกร้องให้มีการสั่ง ‘ห้าม’ พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับ Superintelligence หรือ อภิปัญญาประดิษฐ์ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและควบคุมได้

 

จดหมายฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมาโดยกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความหลากหลายทั้งทางการเมืองและภูมิศาสตร์ มีเป้าหมายพุ่งตรงไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google, OpenAI และ Meta Platforms ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อสร้าง AI ที่มีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ในแทบทุกด้าน

 

แถลงการณ์สั้นๆ ความยาวเพียง 30 คำในจดหมายระบุว่า “เราเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการพัฒนา Superintelligence โดยคำสั่งห้ามนี้จะไม่ถูกยกเลิก จนกว่าจะมีฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในวงกว้างว่าการพัฒนานั้นสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและควบคุมได้ และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน”

 

จดหมายได้เกริ่นนำถึงยอมรับว่าเครื่องมือ AI อาจนำมาซึ่งประโยชน์ด้านสุขภาพและความเจริญรุ่งเรือง แต่ในขณะเดียวกัน “บริษัท AI ชั้นนำหลายแห่งก็มีเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดเจนในการสร้าง Superintelligence ภายในทศวรรษหน้า ที่สามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ทุกคนในแทบทุกด้าน”

 

ข้อความดังกล่าวยังระบุถึงความกังวลที่เกิดขึ้นตามมา ตั้งแต่ “การที่มนุษย์จะตกยุคทางเศรษฐกิจและสูญเสียอำนาจ, การสูญเสียเสรีภาพ, สิทธิพลเมือง, ศักดิ์ศรี และการควบคุม ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ และแม้กระทั่งความเป็นไปได้ในการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์”

 

เจ้าชายแฮร์รีได้แนบข้อความส่วนตัวเพิ่มเติมว่า “อนาคตของ AI ควรมารับใช้ ‘มนุษยชาติ’ ไม่ใช่มาแทนที่ ผมเชื่อว่าบทพิสูจน์ที่แท้จริงของความก้าวหน้าไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเคลื่อนไปได้เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเรานำทางได้อย่างชาญฉลาดเพียงใด เราไม่มีโอกาสแก้ตัวครั้งที่สอง”

 

สจวร์ต รัสเซล (Stuart Russell) หนึ่งในผู้บุกเบิกด้าน AI และศาสตราจารย์จาก UC Berkeley ซึ่งร่วมลงนามด้วย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “นี่ไม่ใช่การสั่งห้ามหรือการระงับการพัฒนาในความหมายปกติทั่วไป แต่เป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องการให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับเทคโนโลยีที่แม้แต่ผู้พัฒนาเองก็ยอมรับว่ามีโอกาสสำคัญที่จะทำให้เกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์”

 

ผู้ร่วมลงนามคนสำคัญอื่นๆ ยังรวมถึง โยชัว เบนจิโอ (Yoshua Bengio) และ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) สองผู้บุกเบิก AI ซึ่งได้รับรางวัล Turing Award ร่วมกัน โดยฮินตันยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เมื่อปีที่แล้วด้วย ทั้งคู่ต่างออกมาแสดงความกังวลถึงอันตรายของเทคโนโลยีที่พวกเขาเคยมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมา

 

รายชื่อผู้ลงนามยังสร้างความประหลาดใจด้วยการปรากฏตัวของ สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) และ เกล็นน์ เบ็ค (Glenn Beck) ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในกลุ่มอนุรักษ์นิยมอเมริกัน สะท้อนถึงความพยายามของผู้จัดทำจดหมายจากสถาบัน Future of Life Institute (FLI) ที่จะสร้างแนวร่วมให้กว้างขวางที่สุด แม้ว่าทำเนียบขาวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีท่าทีต้องการผ่อนคลายกฎระเบียบด้าน AI ก็ตาม

 

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple, ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ, ไมค์ มัลเลน (Mike Mullen) อดีตประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ และ ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ

 

แมรี โรบินสัน (Mary Robinson) อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์, สมาชิกรัฐสภาทั้งในปัจจุบันและอดีตจากสหราชอาณาจักร, ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก็ได้ร่วมลงนามด้วย เช่นเดียวกับนักแสดงอย่าง สตีเฟน ฟราย (Stephen Fry) และ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) รวมถึงนักดนตรีอย่าง วิล.ไอ.แอม (will.i.am) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแสดงท่าทีเปิดรับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานเพลง

 

นักแสดงอย่าง โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ซึ่งภรรยาของเขาเคยเป็นกรรมการบอร์ดบริหารของ OpenAI ได้เขียนสนับสนุนว่า “ใช่ เราต้องการเครื่องมือ AI ที่ช่วยรักษาโรคหรือเสริมความมั่นคงของชาติ แต่ AI จำเป็นต้องเลียนแบบมนุษย์, มากล่อมเกลาลูกหลานของเรา หรือทำให้เราเสพติดเนื้อหาไร้สาระ เพื่อทำเงินมหาศาลจากการขายโฆษณาด้วยหรือ? คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการแบบนั้น”

 

จดหมายฉบับนี้มีแนวโน้มที่จะจุดชนวนการถกเถียงครั้งใหญ่ในแวดวงนักวิจัย AI เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่แท้จริงของ AI ที่เหนือกว่ามนุษย์ และระดับความอันตรายที่อาจเกิดขึ้น แม็กซ์ เทกมาร์ก (Max Tegmark) ประธานของ FLI และศาสตราจารย์จาก MIT กล่าวว่า “ในอดีตมักจะเป็นแค่การโต้เถียงกันในกลุ่มคนวงใน แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้คือการที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว”

 

ประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ บริษัทที่กำลังเร่งพัฒนา Superintelligence หรือที่บางครั้งเรียกว่า Artificial General Intelligence (AGI) นั้น ก็มักจะมีการโฆษณาเกินจริงถึงความสามารถของผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในวงการ AI มากขึ้นไปอีก

 

เทกมาร์กยอมรับว่า “มีเรื่องราวที่ถูกปั่นกระแสเกินจริงอยู่มาก และคุณต้องระมัดระวังในฐานะนักลงทุน แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า โดยภาพรวมแล้ว AI ได้ก้าวหน้าไปเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้มากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา”

 

FLI เคยเป็นผู้ริเริ่มจดหมายเรียกร้องให้มีการระงับการพัฒนา AI ชั่วคราวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2023 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายใดเลย และผู้ลงนามคนสำคัญที่สุดในครั้งนั้นอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็กำลังแอบก่อตั้งบริษัท AI ของตัวเองเพื่อมาแข่งขันในขณะนั้นเช่นกัน

 

เทกมาร์กกล่าวว่า เขาได้ส่งจดหมายถึงซีอีโอของบริษัท AI รายใหญ่ทุกแห่งในครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะร่วมลงนาม “ผมเห็นใจพวกเขานะ เพราะพวกเขากำลังติดอยู่ในการแข่งขันที่รุนแรงจนรู้สึกว่ามีแรงกดดันที่ไม่อาจต้านทานได้ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป” ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องสร้างแรงกดดันทางสังคมต่อการแข่งขันพัฒนา Superintelligence จนกว่ารัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงในที่สุด

 

ภาพ : Kirsty O’Connor – WPA Pool/Getty Images

อ้างอิง:

The post เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง https://thestandard.co/bolt-plus-simplifies-sme-payments/ Tue, 28 Oct 2025 08:15:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1136535 สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง

Beam สตาร์ทอัพฟินเทคด้านการชำระเงินในไทย ได้เปิดตัวโซลู […]

The post สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง

Beam สตาร์ทอัพฟินเทคด้านการชำระเงินในไทย ได้เปิดตัวโซลูชันใหม่สำหรับหน้าร้านในชื่อ ‘Bolt+’ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการและร้านค้าสามารถปรับตัวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ท่ามกลางแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านธุรกรรมดิจิทัลมากขึ้น

 

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการใช้งาน Mobile Banking สูงที่สุดในโลกถึง 97% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (อ้างอิงข้อมูลจาก Visa)

 

วิน วารีเกษม ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Beam กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวสู่สังคมไร้เงินสดได้ถึง 90% ภายในปี 2030 โดยประเมินว่าหากบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะสามารถช่วยประหยัด ‘ต้นทุนเศรษฐกิจ’ ได้สูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 48,341 ล้านบาท)

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังอาจช่วยลดจำนวนเครื่องเก็บเงินสดและแคชเชียร์ลงได้กว่าครึ่ง ลดตู้ ATM ลงถึง 80% เหลือน้อยกว่า 20 เครื่องต่อประชากร 100,000 คน และลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดลงได้

 

ในฝั่งของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนที่เกิดจากการรองรับเงินสด เช่น การสูญหายหรือการนับผิด ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทย

 

แม้ตลาดไทยจะมีการใช้ Mobile Banking สูง แต่ Beam ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ยังคงประสบปัญหาในการบริหารจัดการการชำระเงิน ปัญหาหลักคือความยุ่งยากในการบริหารจัดการอุปกรณ์รับชำระเงินหลายเครื่องจากหลายผู้ให้บริการ ซึ่งนำไปสู่ความซับซ้อนในการกระทบยอดและการทำบัญชี

 

Bolt+ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้ โดยเป็นอุปกรณ์ขนาดพกพา (น้ำหนัก 150 กรัม) ที่รวมการรับชำระเงินทุกรูปแบบไว้ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต/เดบิต, QR พร้อมเพย์, E-Wallet (รวมถึง Alipay และ WeChat Pay) และการผ่อนชำระจากธนาคารชั้นนำสูงสุด 7 แห่ง อุปกรณ์นี้สามารถใช้งานได้ทั้งแบบเดี่ยว หรือเชื่อมต่อกับระบบ POS และจุดชำระเงินอัตโนมัติ (Unattended) ที่มีอยู่เดิม

 

จุดแข็งหลักที่ Beam ใช้ในการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์คือความเป็น ‘กลาง’ โซลูชันนี้รองรับการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารใดก็ได้ที่ร้านค้าใช้งาน โดยไม่จำกัดอยู่กับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ทำให้ร้านค้ามีอิสระในการบริหารเงินที่ยืดหยุ่นกว่า นอกจากนี้ Bolt+ ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Beam Checkout ซึ่งเป็นโซลูชันรับชำระเงินออนไลน์ของบริษัท ทำให้ร้านค้าสามารถจัดการยอดขายทั้งจากหน้าร้านและออนไลน์ได้ในแพลตฟอร์มเดียว

 

กลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทคือผู้ประกอบการ SME ในธุรกิจค้าปลีก โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 5,000 รายในปีแรก สำหรับโมเดลการกำหนดราคา Bolt+ ใช้วิธีการซื้อขาดในราคา 4,490 บาท ซึ่งต่างจากโมเดลการเช่าเครื่อง EDC ทั่วไป เพื่อให้ร้านค้าสามารถวางแผนต้นทุนได้ชัดเจนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายคงที่รายเดือน

 

ในส่วนของค่าธรรมเนียมธุรกรรม QR พร้อมเพย์เริ่มต้นที่ฟรี และค่าธรรมเนียมบัตรเริ่มต้นที่ 1.8% Beam ระบุว่าโมเดลนี้ออกแบบมาเพื่อให้ร้านค้ามีต้นทุนการรับชำระเงินที่คุ้มค่า และสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้เร็วขึ้น จากการรับชำระเงินที่ครบทุกช่องทางซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย

 

สำหรับ Beam ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพฟินเทคสัญชาติไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก Sequoia Capital (Peak XV Partners) ระบุว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวคือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบรับชำระเงินสำหรับธุรกิจในไทยและภูมิภาค โดยโมเดลรายได้หลักของบริษัทจะยังคงมาจากค่าธรรมเนียมธุรกรรม (Transaction Fees) และบริษัทยังเปิดรับความร่วมมือใหม่ๆ กับพาร์ทเนอร์ เพื่อขยายบริการทางการเงินในอนาคตด้วยเช่นกัน

The post สวนทางยอด Mobile Banking อันดับ 1 โลก Beam สตาร์ทอัพฟินเทคไทย ชี้ SME ยังยุ่งยากเรื่องรับเงิน ส่ง Bolt+ เครื่องเดียวรับได้ทุกช่องทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Intel ผลประกอบการไตรมาส 3 ดีกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลหนัก ชี้ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปยังขาดทุนมหาศาล และยังห่างไกลจากคำว่าฟื้นตัว https://thestandard.co/intel-foundry-massive-losses/ Mon, 27 Oct 2025 10:49:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1136174 **Intel** ผลประกอบการ ไตรมาส 3 ดีกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลหนัก ชี้ ธุรกิจรับจ้างผลิตชิป ยังขาดทุนมหาศาล และยังห่างไกลจากคำว่า ฟื้นตัว

ผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่สามของ Inte […]

The post Intel ผลประกอบการไตรมาส 3 ดีกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลหนัก ชี้ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปยังขาดทุนมหาศาล และยังห่างไกลจากคำว่าฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
**Intel** ผลประกอบการ ไตรมาส 3 ดีกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลหนัก ชี้ ธุรกิจรับจ้างผลิตชิป ยังขาดทุนมหาศาล และยังห่างไกลจากคำว่า ฟื้นตัว

ผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่สามของ Intel (INTC) ได้ช่วยพยุงราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องได้เพียงชั่วครู่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์จาก Wall Street หลายรายยังคงมองว่าธุรกิจรับจ้างผลิตชิปซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่และยังห่างไกลจากคำว่าฟื้นตัว

 

ยักษ์ใหญ่แห่งวงการชิป ซึ่งมี CPU เป็นส่วนประกอบสำคัญในศูนย์ข้อมูลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ได้รายงานผลประกอบการและรายได้ในไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สถานะทางการเงินของบริษัทดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้รับเงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่จากการลงทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ, SoftBank และแม้กระทั่งคู่แข่งอย่าง Nvidia

 

ราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 8% ในช่วงก่อนเปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงหลังจากตลาดเปิดทำการ ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยังคงไม่มั่นใจในระยะยาว สเตซี ราสกอน (Stacy Rasgon) นักวิเคราะห์จาก Bernstein กล่าวว่า “เราเข้าใจดีว่าหลายคนอยากจะประกาศชัยชนะให้กับบริษัทที่เผชิญมรสุมมานาน แต่ศึกครั้งนี้ยังห่างไกลจากคำว่าจบสิ้น”

 

สาเหตุหลักของความกังวลอยู่ที่ธุรกิจรับจ้างผลิตชิป หรือ Intel Foundry Services (IFS) ซึ่งยังคงประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก แม้ผลขาดทุนในไตรมาสล่าสุดจะลดลงเหลือ 2.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.53 หมื่นล้านบาท) จากรายได้ 4.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.37 แสนล้านบาท) ซึ่งดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 แสนล้านบาท)

 

แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลขาดทุนของ IFS จะกลับมาเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.17 หมื่นล้านบาท) ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะที่รายได้อาจลดลงเหลือ 4.1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.34 แสนล้านบาท) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบาง ปัญหาสำคัญคือการดึงดูดลูกค้าภายนอกให้เข้ามาใช้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ราสกอนคำนวณว่ารายได้จากลูกค้าภายนอกในไตรมาสล่าสุดนั้นมีเพียง 8 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 261.5 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ ปัญหานี้ชัดเจนขึ้นเมื่อ Intel ยอมรับว่ากระบวนการผลิตล่าสุดที่เรียกว่า ‘18A’ จะถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ภายในเป็นหลัก หลังจากที่ไม่สามารถดึงดูดลูกค้ารายใหญ่อย่าง Nvidia หรือ Broadcom ได้

 

ความหวังจึงถูกฝากไว้กับกระบวนการผลิตยุคถัดไปที่เรียกว่า ‘14A’ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของธุรกิจ IFS ในอนาคต แต่ ลิป-บู ตัน (Lip-Bu Tan) ซีอีโอคนใหม่ ก็ได้ย้ำจุดยืนที่ระมัดระวัง โดยกล่าวว่าจะเพิ่มกำลังการผลิต 14A ก็ต่อเมื่อเห็นความต้องการที่ชัดเจนจากลูกค้าแล้วเท่านั้น

 

ตันได้กล่าวในการแถลงผลประกอบการว่าบริษัทกำลัง “พูดคุยกับลูกค้าภายนอกที่มีศักยภาพ” ซึ่งแม้จะรู้สึกมีกำลังใจจากผลตอบรับเบื้องต้น แต่ราสกอนก็ยังคงมองว่า “เส้นทางสู่ 14A ยังคงอีกยาวไกลมาก” สะท้อนถึงความท้าทายทางเทคโนโลยีที่ Intel ยังต้องเผชิญ

 

ความยากลำบากในธุรกิจผลิตชิปยังเกิดขึ้นพร้อมกับการที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์หลักของ Intel กำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง AMD ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยทั้งสองด้านนี้ล้วนเป็น ‘ความเสี่ยง’ ต่อราคาหุ้นในระยะยาว รอสส์ เซย์มอร์ (Ross Seymore) นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank กล่าวว่า แม้ระยะสั้นราคาหุ้นอาจถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวดีต่างๆ

 

แต่ “เราเชื่อว่าเมื่อตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน ราคาหุ้นก็น่าจะเผชิญกับแรงกดดันอีกครั้ง” ซึ่งเขาย้ำมุมมองนี้กับลูกค้าเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ที่ผ่านมา

 

Intel พยายามชูประเด็นว่าธุรกิจ IFS มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในสหรัฐฯ เนื่องจากผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง TSMC นั้นตั้งอยู่ในไต้หวัน ข้อโต้แย้งนี้ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งได้เข้าถือหุ้นใน Intel ถึง 9.9% เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนกลับมองต่างออกไป โดยชี้ว่าการที่ TSMC ได้ทุ่มเงินลงทุนมหาศาลถึง 1.65 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ในสหรัฐฯ นั้น ได้ช่วยลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานไปได้มากแล้ว และทำให้ข้ออ้างของ Intel ดูมีน้ำหนักน้อยลง

 

คริส แดนลี (Chris Danely) นักวิเคราะห์จาก Citi กล่าวว่า “เราเชื่อว่านักลงทุนคิดว่าธุรกิจรับจ้างผลิตของ Intel จะสามารถทำกำไรได้ แต่เราไม่คิดเช่นนั้น เพราะเราเชื่อว่าโรงงานของ Intel ยังตามหลัง TSMC อยู่หลายปี” โดยเขายังคงเชื่อว่า Intel ควรจะขายธุรกิจในส่วนนี้ทิ้งไป

 

ภายใต้การนำของซีอีโอคนก่อน แพท เกลซิงเกอร์ (Pat Gelsinger) ทาง Intel ได้วางแผนการอันทะเยอทะยานที่จะไล่ตาม TSMC ให้ทัน แต่แผนดังกล่าวกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำให้ ลิป-บู ตัน ต้องเข้ามาปรับเปลี่ยนทิศทางและใช้แนวทางที่ระมัดระวังมากขึ้น

 

ในการแถลงผลประกอบการล่าสุด ผู้บริหารของ Intel ก็ได้ยอมรับว่า อัตราการผลิตชิปที่ใช้งานได้จริง (Yields) ของกระบวนการ 18A นั้นยังไม่ดีเท่าที่ควร เดวิด ซินส์เนอร์ (David Zinsner) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินกล่าวว่า แม้ผลผลิตจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ แต่ก็ “ยังไม่ถึงจุดที่เราต้องการเพื่อให้ได้อัตรากำไรที่เหมาะสม”

 

ซินส์เนอร์ยังเปิดเผยอีกว่ากระบวนการผลิต 18A จะยังไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิตสูงสุดจนกว่าจะถึง ‘ช่วงปลายทศวรรษนี้’ ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์เข้าไปอีก

 

นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังตั้งคำถามถึงระดับความต้องการของตลาดสำหรับชิปรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี 18A อย่าง Panther Lake และ Clearwater Forest ที่กำลังจะเปิดตัวด้วย โดยกังวลว่าการนำไปใช้งานอาจล่าช้า, ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ และเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่ง

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.69 บาท ณ วันที่ 27 ตุลาคม 2568

 

ภาพ: Anastasiya_Rav / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Intel ผลประกอบการไตรมาส 3 ดีกว่าคาด แต่นักวิเคราะห์ยังกังวลหนัก ชี้ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปยังขาดทุนมหาศาล และยังห่างไกลจากคำว่าฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งเร็วขึ้น 2 นาที/ไมล์ Nike เผยโฉม Project Amplify นวัตกรรมที่ใช้เวลาพัฒนานาน 14 ปี ระบบรองเท้าที่ช่วยเพิ่มพลังการวิ่ง 15-20% https://thestandard.co/nike-project-amplify/ Mon, 27 Oct 2025 10:18:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1136130 วิ่งเร็วขึ้น 2 นาที/ไมล์ Nike เผยโฉม Project Amplify นวัตกรรมที่ใช้เวลาพัฒนานาน 14 ปี ระบบรองเท้าที่ช่วยเพิ่มพลังการวิ่ง 15-20%

Nike ได้เปิดตัว Project Amplify ซึ่งบริษัทนิยามว่าเป็น […]

The post วิ่งเร็วขึ้น 2 นาที/ไมล์ Nike เผยโฉม Project Amplify นวัตกรรมที่ใช้เวลาพัฒนานาน 14 ปี ระบบรองเท้าที่ช่วยเพิ่มพลังการวิ่ง 15-20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งเร็วขึ้น 2 นาที/ไมล์ Nike เผยโฉม Project Amplify นวัตกรรมที่ใช้เวลาพัฒนานาน 14 ปี ระบบรองเท้าที่ช่วยเพิ่มพลังการวิ่ง 15-20%

Nike ได้เปิดตัว Project Amplify ซึ่งบริษัทนิยามว่าเป็น ‘ระบบรองเท้าเสริมพลังงานคู่แรกของโลก’ (world’s first powered footwear system) โดยจุดประสงค์หลักไม่ใช่เพื่อนักกีฬามืออาชีพ แต่กลับมุ่งเน้นไปที่คนทั่วไปที่ต้องการเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นและไกลขึ้นโดยใช้ความพยายามน้อยลง

 

แนวคิดหลักของ Project Amplify นั้นคล้ายคลึงกับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีระบบช่วยปั่น แต่แทนที่จะเป็นล้อจักรยาน ระบบนี้จะเข้ามาช่วยเสริมพลังให้กับเท้าและข้อเท้าของผู้สวมใส่โดยตรง “ผลิตภัณฑ์รุ่นแรกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อมอบพลังพิเศษให้กับการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน เปรียบเสมือนการมี ‘กล้ามเนื้อน่อง’ ชุดที่สอง” Nike อธิบายในแถลงการณ์

 

ลักษณะภายนอกของ Project Amplify ดูคล้ายกับอุปกรณ์พยุงข้อเท้า แต่ภายในบรรจุไว้ด้วยมอเตอร์, สายพานขับเคลื่อน และแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาและดูไม่เทอะทะจนเกินไป โดยในการชาร์จหนึ่งครั้ง สามารถเสริมพลังงานให้กับการวิ่งได้ไกลถึง 10 กิโลเมตร

 

กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่วิ่งในระดับความเร็วประมาณ 10-12 นาทีต่อไมล์ (ประมาณ 6.2-7.5 นาทีต่อกิโลเมตร) ซึ่งผลการทดสอบจาก Nike Sport Research Lab (NSRL) พบว่าระบบนี้สามารถช่วยให้ผู้ที่วิ่ง 12 นาทีต่อไมล์ เพิ่มความเร็วเป็น 10 นาทีต่อไมล์ได้ และเพิ่มพลังการเคลื่อนไหวได้ประมาณ 15-20%

 

เทคโนโลยีนี้คือผลลัพธ์ของการพัฒนาร่วมกับบริษัทพันธมิตรด้านหุ่นยนต์อย่าง Dephy และผ่านการทดสอบกับนักกีฬากว่า 400 คน ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ แต่ Nike ก็ได้แย้มถึงแผนการที่จะนำผลิตภัณฑ์นี้ออกสู่ตลาดผู้บริโภคในวงกว้าง ‘ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า’

 

การเดินทางสู่ Project Amplify นั้นยาวนานถึง 14 ปี ไมเคิล โดนาฮิว (Michael Donaghu) รองประธานฝ่ายนวัตกรรมของ Nike เล่าว่าแนวคิดเรื่องอุปกรณ์เสริมพลังงานแบบสวมใส่ (Exoskeleton) นั้นมีมานานแล้ว แต่ ‘เทคโนโลยี’ ในอดีตยังไม่พร้อม ทั้งน้ำหนักที่มากเกินไปและกำลังขับเคลื่อนที่ไม่เพียงพอ

 

“ทฤษฎีนั้นฟังดูดี แต่ในทางปฏิบัติกลับยังทำไม่ได้” โดนาฮิวกล่าว แต่ Nike ก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ และยังคงศึกษาความเป็นไปได้อยู่เสมอ จนกระทั่งในปี 2021 ทีมงานได้ตัดสินใจกลับมาเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจังอีกครั้ง โดยได้รับแรงหนุนจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และไมโครโปรเซสเซอร์

 

โดนาฮิวให้เครดิตกับอุตสาหกรรมโดรนเป็นอย่างมาก ที่ได้สร้างมอเตอร์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Project Amplify “การนำไปใช้อย่างแพร่หลายทำให้เกิดมอเตอร์ขนาดเล็กที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ในขนาดที่คุณต้องการจะนำมาติดไว้บนร่างกายได้” เขากล่าว

 

การออกแบบ Project Amplify ได้รับแรงบันดาลใจมาจากร่างกายมนุษย์ โดยทำหน้าที่เสมือน ‘เส้นเอ็นร้อยหวาย’ (Achilles tendon) ในรูปแบบหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างกล้ามเนื้อน่องและส้นเท้า และเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในการวิ่งและกระโดด เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งอยู่จะคอยตรวจจับลักษณะการก้าวเท้าและส่งกำลังเสริมเข้าไปในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด

 

ความท้าทายอยู่ที่การปรับจูนจังหวะการส่งกำลังให้แม่นยำในระดับมิลลิวินาที ซึ่งโดนาฮิวเปรียบเทียบกับการผลักชิงช้า หากผลักเร็วไปก็รู้สึกแปลก หากผลักช้าไปก็ไร้ประโยชน์ และยังต้องปรับให้เข้ากับลักษณะการเดินของแต่ละคนที่แตกต่างกันอีกด้วย

 

ผลตอบรับจากผู้เข้าร่วมทดสอบในห้องปฏิบัติการ NSRL ส่วนใหญ่ระบุว่า ระบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และช่วยให้การเดินหรือวิ่งขึ้นเนินรู้สึกเหมือนกำลังเคลื่อนที่บนพื้นราบ Nike ยอมรับว่าพวกเขายังพัฒนาระบบนี้ได้ไม่สมบูรณ์แบบ จากประสบการณ์การทดลองสวมใส่ของผู้สื่อข่าว Fastcompany พบว่ายังคงรู้สึกถึงน้ำหนักของอุปกรณ์

 

“เราจะวางขายในตลาดตอนนี้เลยได้ไหม? ก็ได้นะ เราได้รับผลการทดสอบและฟีดแบ็กที่ดีจากคนส่วนใหญ่แล้ว แต่มันยังไม่ถึงเกณฑ์ที่เราจะเรียกว่าคู่ควรกับ ‘โลโก้ Swoosh’ หรือยัง?” โดนาฮิวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยเปิดเผยว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ฮาร์ดแวร์ได้ถูกพัฒนาปรับปรุงมาแล้วมากกว่า 9 เวอร์ชัน และผู้ทดสอบได้ก้าวเดินไปกับอุปกรณ์นี้แล้วกว่า 2.4 ล้านก้าว

 

เขาย้ำว่า Nike มีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งในแง่ของรูปลักษณ์ที่ต้องดูดีและ ‘กลมกลืน’ ไปกับการสวมใส่ และในแง่ของฟังก์ชันที่ต้องช่วยเหลือผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งทีมงานยังคงมี ‘ไพ่ในมือ’ ที่จะทำให้อุปกรณ์เบาลงและทรงพลังมากขึ้นได้อีก

 

สำหรับตำแหน่งทางการตลาดของ Project Amplify นั้น โดนาฮิวชี้ว่าอุปกรณ์นี้สร้างความได้เปรียบมากเกินไป สำหรับการแข่งขันกีฬา แต่สมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานเพื่อสันทนาการและการออกกำลังกายทั่วไป ซึ่งอาจเป็นการเปิด ‘ตลาดใหม่’ ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว

 

ภาพ: Courtesy of Nike

 

อ้างอิง:

The post วิ่งเร็วขึ้น 2 นาที/ไมล์ Nike เผยโฉม Project Amplify นวัตกรรมที่ใช้เวลาพัฒนานาน 14 ปี ระบบรองเท้าที่ช่วยเพิ่มพลังการวิ่ง 15-20% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทยผงาดผู้นำลงทุนหุ้นนอก หลังครอง Market Cap 50% เร่งขยาย DR80 ครอบคลุมหุ้นเด่นทั่วโลก https://thestandard.co/krungthai-dominates-foreign-stock-investing/ Fri, 24 Oct 2025 09:50:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1134770 กรุงไทย ผงาดผู้นำลงทุนหุ้นนอก หลังครอง Market Cap 50% เร่งขยาย DR80 ครอบคลุมหุ้นเด่นทั่วโลก

ในยุคที่การลงทุนกลายเป็นเรื่อง ‘เข้าถึงได้ง่าย’ และใกล้ […]

The post กรุงไทยผงาดผู้นำลงทุนหุ้นนอก หลังครอง Market Cap 50% เร่งขยาย DR80 ครอบคลุมหุ้นเด่นทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทย ผงาดผู้นำลงทุนหุ้นนอก หลังครอง Market Cap 50% เร่งขยาย DR80 ครอบคลุมหุ้นเด่นทั่วโลก

ในยุคที่การลงทุนกลายเป็นเรื่อง ‘เข้าถึงได้ง่าย’ และใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนรายใหม่ ๆ ตบเท้าเข้าสู่ตลาดกันอย่างคึกคักเพื่อวางแผนการสร้างรายได้ในรูปแบบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับอาชีพหลักที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้ธนาคารและสถาบันที่ดำเนินงานด้านการลงทุนหลายแห่งภายใต้การกำกับและดูแลของ ก.ล.ต. จำเป็นจะต้องปรับตัว เพิ่มทางเลือกการลงทุนของตนเองให้หลากหลาย และครอบคลุมความต้องการของบรรดานักลงทุนให้มากเพียงพอตามไปด้วย เพื่อตอบสนองอุปสงค์ดังกล่าว

 

เช่นเดียวกันกับ ‘ธนาคารกรุงไทย’ ที่พวกเขาก็มีทางเลือกการลงทุนในหุ้นต่างประเทศผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง DR หรือ Depositary Receipt (ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ธนาคารกรุงไทยออกเพื่อให้นักลงทุนไทยสามารถ ลงทุนหุ้นนอกได้ง่ายขึ้นด้วยสกุลเงินบาท และไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ) ไว้รองรับกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการขยายพอร์ทตัวเอง

 

ผงาดขึ้นแท่นผู้นำตลาด DR ด้วย Market Cap กว่า 50%

 

ปัจจุบันมีการเปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทยได้ขึ้นแท่นการเป็นผู้นำในตลาด DR เป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่พวกเขาครอง Market Cap หรือมูลค่าตามราคาตลาดสูงเป็นลำดับหนึ่ง หรือเทียบเท่าในสัดส่วนถึงราว 50% ภายใต้แบรนด์ ‘Krungthai DR80’

 

ซึ่งไมล์ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เปรียบได้ดั่งภาพสะท้อนที่เหล่านักลงทุนมีต่อการลงทุนผ่านธนาคารกรุงไทยในฐานะตัวแทนของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

 

รวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงมูฟเมนท์ในครั้งนี้ไว้ว่า กรุงไทยได้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์ทุกสภาวะตลาด ภายใต้แนวคิด Krungthai Investment ก้าวสู่การลงทุนที่คุณวางแผนได้

 

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Krungthai DR80 ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘สะพานเชื่อมการลงทุนหุ้นโลก’ ช่วยให้นักลงทุนไทยกระจายพอร์ตสู่หุ้นระดับโลกได้สะดวก ทั้งยังช่วยยกระดับศักยภาพตลาดทุนไทยในระยะยาว

 

ปัจจุบัน DR80 ได้กลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทยทั้งรายย่อยและสถาบัน ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง ด้วยจุดเด่นของการเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถลงทุนด้วยสกุลเงินบาท ซื้อขายสะดวกบนตลาดหลักทรัพย์ไทย เหมือนหุ้นไทยทั่วไป และมีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) อย่างต่อเนื่องทั้งกลางวัน และกลางคืน ครอบคลุมช่วงเวลาการซื้อขายของตลาดหุ้นหลักทั่วโลก

 

Krungthai DR80 ครอบคลุมหลักทรัพย์ชั้นนำ 49 หลักทรัพย์ใน 5 หมวดการลงทุนหลัก ได้แก่

 

  • Consumer & Lifestyle ได้แก่ Amazon (AMZN80), Alibaba (BABA80), Nike (NIKE80), L’Oréal (LOREAL80), Starbucks (SBUX80), Booking Holdings (BKNG80), Meituan (MEITUAN80), Trip.com (TRIPCOM80) และอีกหลายแบรนด์ระดับโลก
  • Global Technology & Innovation ได้แก่ Apple (AAPL80), Microsoft (MSFT80), NVIDIA (NVDA80), Alphabet–Google (GOOG80), Meta (META80), Tencent (TENCENT80), Sony (SONY80), Netflix (NFLX80), และ Baidu (BIDU80)
  • Financials & Investment ได้แก่ Berkshire Hathaway (BRKB80), Visa (VISA80), Mastercard (MA80), Ping An Insurance (PINGAN80), Nikkei 225 ETF (NIKKEI80)
  • Healthcare & Biotech ได้แก่ Novo Nordisk (NOVOB80), Eli Lilly (LLY80), Sanofi (SANOFI80)
  • Mobility & Energy ได้แก่ Tesla (TSLA80), Toyota (TOYOTA80), Ferrari (FERRARI80), BYD (BYDCOM80), CATL (CATL80), Geely (GEELY80)

 

เดินหน้าแผนดัน DR80 เติบโต เร่งขยายตลาดครอบคลุมหุ้นต่างประเทศที่หลากหลายกว่าเดิม

 

นอกเหนือจากนี้ ธนาคารกรุงไทยยังได้ประกาศถึงความตั้งใจของพวกเขาในการเดินหน้าพัฒนาและขยายผลิตภัณฑ์ DR ให้สามารถเพิ่มโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ ที่หลากหลายให้กับบรรดานักลงทุน ภายใต้แบรนด์ Krungthai DR80

 

โดยเตรียมเพิ่มทางเลือกการลงทุนใน ETF ต่างประเทศ และหุ้นรายตัวจากตลาด ‘หุ้นจีน’ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้อย่างหลากหลายและต่อเนื่องในหลาย ๆ เซกเมนต์ความสนใจ

 

นักลงทุนสามารถซื้อขาย DR80 ได้ผ่านแอป Streaming ทุกโบรกเกอร์ ด้วยขั้นตอนเหมือนหุ้นไทย พร้อมติดตามข้อมูลและราคาหุ้นอ้างอิงแบบเรียลไทม์ได้ที่ https://krungthai.com/link/thestandard-dr80

The post กรุงไทยผงาดผู้นำลงทุนหุ้นนอก หลังครอง Market Cap 50% เร่งขยาย DR80 ครอบคลุมหุ้นเด่นทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung กลับสู่สมรภูมิ XR! เปิดตัว Galaxy XR ท้าชน Apple Vision Pro-Meta Quest 3 ชู AI Gemini เป็นหัวใจ สั่งงานด้วยเสียง-ผสานแอป Google https://thestandard.co/samsung-xr-vs-vision-gemini/ Fri, 24 Oct 2025 01:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1134658 Samsung กลับสู่สมรภูมิ XR เปิดตัว Galaxy XR ท้าชน Apple Vision Pro-Meta Quest 3 ชู AI Gemini เป็นหัวใจ สั่งงานด้วยเสียง-ผสาน แอป Google

Samsung Electronics ได้เปิดตัวอุปกรณ์ Extended Reality […]

The post Samsung กลับสู่สมรภูมิ XR! เปิดตัว Galaxy XR ท้าชน Apple Vision Pro-Meta Quest 3 ชู AI Gemini เป็นหัวใจ สั่งงานด้วยเสียง-ผสานแอป Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung กลับสู่สมรภูมิ XR เปิดตัว Galaxy XR ท้าชน Apple Vision Pro-Meta Quest 3 ชู AI Gemini เป็นหัวใจ สั่งงานด้วยเสียง-ผสาน แอป Google

Samsung Electronics ได้เปิดตัวอุปกรณ์ Extended Reality (XR) รุ่นใหม่ล่าสุดในชื่อ Galaxy XR อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่สมรภูมิเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงครั้งสำคัญของยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ และเป็นการประกาศศึกโดยตรงกับผู้นำตลาดอย่าง Apple และ Meta

 

Galaxy XR ซึ่งเป็นคำที่ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยี Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสามยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยี ได้แก่ Samsung ซึ่งรับผิดชอบด้านฮาร์ดแวร์, Google ซึ่งดูแลด้านซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Qualcomm ผู้ผลิตชิปประมวลผล Snapdragon XR2+ Gen 2

 

เจย์ คิม (Jay Kim) รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจมือถือของ Samsung กล่าวในงานเปิดตัวที่กรุงโซลว่า “โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยวิวัฒนาการของ AI” และ Samsung กำลัง “เป็นผู้นำในการนิยามอุปกรณ์ AI ที่เข้าใจบริบทของผู้ใช้งานและคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง”

 

หัวใจสำคัญของ Galaxy XR คือการผสานรวมเข้ากับระบบนิเวศของ Google โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ AI Gemini เข้ามาใช้เป็นแกนหลักในการควบคุมและโต้ตอบกับผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สามารถใส่เฮดเซ็ตแล้วสั่งการด้วยเสียงเพื่อขอคำแนะนำร้านอาหาร ซึ่ง Gemini จะแสดงผลเป็นแผนที่ 3 มิติพร้อมตัวเลือกต่างๆ ให้ผู้ใช้สามารถซูมเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามข้อมูลอื่นๆ ต่อได้ทันที

 

การทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android XR ยังหมายความว่า Galaxy XR สามารถใช้งานแอปพลิเคชันยอดนิยมส่วนใหญ่ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น Google Maps, YouTube หรือ Netflix ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา ‘จุดอ่อน’ สำคัญที่ Apple Vision Pro เคยเผชิญในช่วงเปิดตัว นั่นคือการขาดแคลนเนื้อหาและแอปพลิเคชันที่รองรับ

 

ในแง่ของฮาร์ดแวร์ Galaxy XR มีน้ำหนัก 545 กรัม ซึ่งอยู่ระหว่าง Apple Vision Pro (600 กรัม) และ Meta Quest 3 (515 กรัม) และสามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง Samsung เน้นย้ำว่าการออกแบบที่สมดุลจะช่วยให้สวมใส่ได้สบายเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันกับคู่แข่งที่มีราคาสูงกว่า

 

หลายฝ่ายอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบดีไซน์ของ Galaxy XR กับ Apple Vision Pro ตั้งแต่กระจกโค้งมนด้านหน้า, ขอบโลหะ ไปจนถึงแบตเตอรี่ภายนอกที่เชื่อมต่อด้วยสายเคเบิล ซึ่งดูเหมือนว่า Samsung และ Google ได้ใช้เวลาในช่วงสองปีที่ผ่านมาในการ ‘ถอดแบบ’ ความสำเร็จของ Apple อย่างละเอียด

 

แต่ Samsung ก็ได้พยายามสร้างความแตกต่างด้วยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนกว่า โดยมองว่า Galaxy XR เป็นเพียง ‘บันไดขั้นแรก’ ที่จะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตที่แท้จริง นั่นคือแว่นตา AI อัจฉริยะที่กำลังพัฒนาร่วมกับแบรนด์แว่นตาชื่อดังอย่าง Warby Parker และ Gentle Monster ซึ่งจะเน้นการใช้งาน AI Gemini เป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของอุปกรณ์สวมใส่ศีรษะเหล่านี้ยังคงเต็มไปด้วย ‘ความท้าทาย’ แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ยังคงมีราคาแพง, เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม และยังไม่มี Killer App หรือเนื้อหาที่ดึงดูดใจมากพอที่จะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมจ่ายเงินหลักพันดอลลาร์เพื่อเป็นเจ้าของ

 

แม้แต่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้เคยเดิมพันอนาคตของบริษัทไว้กับ Metaverse ก็แทบจะไม่ได้กล่าวถึงคำนี้อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่กระแส AI ได้เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘อนาคต’ ของเทคโนโลยีโลกเสมือนยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

Samsung ได้ตั้งราคา Galaxy XR ไว้ที่ 1,799 ดอลลาร์ (ประมาณ 58,971 บาท) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Apple Vision Pro (เริ่มต้นที่ 3,499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 114,695 บาท) และ Meta Quest 3 (เริ่มต้นที่ 499.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 16,390 บาท) โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกาทันที

 

การกลับมาครั้งนี้ของ Samsung ถือเป็น ‘เดิมพัน’ ครั้งสำคัญ พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ต้องการส่วนแบ่งในตลาด XR ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 6 เท่าภายในปี 2032 แต่ยังต้องการพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าพวกเขายังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และพร้อมที่จะกำหนดทิศทางของเทคโนโลยีแห่งอนาคตเคียงข้างไปกับคู่แข่งจากซิลิคอนวัลเลย์

 

จัสตัน เพย์น (Juston Payne) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ XR ของ Google กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นมากกว่าแค่เรื่องของอุปกรณ์ชิ้นเดียว เราร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงเนื้อหาระดับพรีเมียมเข้ากับฮาร์ดแวร์และ AI ระดับโลก” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าสงครามครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.78 บาท ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2568

ภาพ: Courtesy of Samsung

 

อ้างอิง:

The post Samsung กลับสู่สมรภูมิ XR! เปิดตัว Galaxy XR ท้าชน Apple Vision Pro-Meta Quest 3 ชู AI Gemini เป็นหัวใจ สั่งงานด้วยเสียง-ผสานแอป Google appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด! OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง https://thestandard.co/openai-challenges-chrome/ Fri, 24 Oct 2025 00:46:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1134655 ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง

CNN รายงานว่า สงครามแย่งชิงอนาคตของอินเทอร์เน็ตได้ทวีคว […]

The post ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด! OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง

CNN รายงานว่า สงครามแย่งชิงอนาคตของอินเทอร์เน็ตได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อ OpenAI ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดอย่าง ChatGPT Atlas ซึ่งเป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่ผสานรวมเข้ากับแชทบอท AI ยอดนิยมของบริษัท การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายโดยตรงต่อหัวใจหลักของธุรกิจ Google นั่นคือการเป็นประตูสู่โลกออนไลน์ของผู้คนทั่วโลก

 

ChatGPT Atlas ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางใหม่ในการเข้าถึง ChatGPT ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านคนต่อสัปดาห์เท่านั้น แต่ยังเป็นความพยายามที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ทางผ่าน’ หลักสู่เว็บไซต์, โซเชียลมีเดีย และบริการออนไลน์อื่นๆ ซึ่งเป็นบทบาทที่ Google ครองความเป็นเจ้าตลาดมานานกว่าสองทศวรรษ OpenAI กำลังเดิมพันครั้งใหญ่ว่าพวกเขาจะสามารถเข้ามาแทนที่ได้

 

Techcrunch ระบุว่า Atlas จะเปิดตัวบนระบบปฏิบัติการ macOS ก่อนเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะขยายไปยัง Windows, iOS และ Android ในลำดับถัดไป ที่สำคัญคือเบราว์เซอร์นี้จะเปิดให้ผู้ใช้งาน ChatGPT แบบฟรีทุกคนสามารถใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดตัว

 

แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI กล่าวว่า “เบราว์เซอร์เปรียบเหมือนศูนย์กลางที่รวบรวมทุกอย่างที่เราใช้ทำงานเอาไว้ การผสาน ChatGPT เข้าไปในเบราว์เซอร์จึงเหมือนกับการมีผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้าใจสิ่งที่เราต้องการและช่วยให้เราทำงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายขึ้น”

 

แม้ว่า ChatGPT Atlas จะไม่ใช่เบราว์เซอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตัวแรก แต่ด้วยฐานผู้ใช้งานมหาศาลของ ChatGPT ทำให้ Atlas กลายเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดสำหรับ Google และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการค้นหาแบบลิงก์สีน้ำเงิน (Blue Links – ผลการค้นหาแบบดั้งเดิมของ Google) ไปสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

 

ข้อมูลล่าสุดเริ่มสนับสนุนแนวโน้มนี้ โดยบริษัทวิจัย Datos รายงานว่า ณ เดือนกรกฎาคม เกือบ 6% ของการค้นหาบนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปเป็นการใช้งาน Large Language Models (LLMs) โดยตรง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีก่อนหน้า

 

ประสบการณ์การใช้งาน ChatGPT Atlas นั้นแตกต่างจากเบราว์เซอร์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง Techcrunch ระบุว่า เมื่อเปิดใช้งาน ผู้ใช้จะพบกับแถบค้นหาของ ChatGPT แทนที่จะเป็นของ Google พร้อมด้วยคำแนะนำหัวข้อที่น่าสนใจหรือคำสั่งให้ AI Agent จัดการ นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่สามารถเรียก ChatGPT ขึ้นมาในแถบด้านข้าง (Sidebar) เพื่อถามคำถามหรือให้สรุปเนื้อหาในหน้าเว็บที่กำลังเปิดอยู่ได้ทันที

 

ฟีเจอร์แถบด้านข้างนี้ถือเป็น ‘จุดขาย’ สำคัญของเบราว์เซอร์ AI เนื่องจากช่วยลดความยุ่งยากในการคัดลอกข้อความหรือลากลิงก์ไปใส่ใน ChatGPT เพื่อให้บริบทเหมือนที่เคยทำกันมา นอกจากนี้ Atlas ยังมีฟีเจอร์ Browser History ที่ช่วยให้ ChatGPT สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เพื่อนำไปปรับปรุงคำตอบให้มีความเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าจับตามองคือ Agent Mode ซึ่งเป็น AI Agent ที่สามารถทำงานบางอย่างบนเว็บแทนผู้ใช้ได้ เช่น การค้นหาร้านอาหารตามเงื่อนไขที่กำหนดพร้อมจองโต๊ะให้โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเฉพาะผู้ที่สมัครสมาชิก ChatGPT แบบเสียเงินเท่านั้น

 

แน่นอนว่า Google เองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเดินหน้าพัฒนาเบราว์เซอร์ Chrome ของตนเองไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีการใส่ AI Summaries ไว้ในหน้าผลการค้นหา, มีผู้ช่วย Gemini ที่สามารถสรุปหน้าเว็บได้ และกำลังทดสอบ Web Agent ที่ทำงานคล้ายกับของ OpenAI

 

ปัจจุบัน Google Chrome ยังคงครองความเป็นเจ้าตลาดอย่างแข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งตลาดเกือบ 72% และมีผู้ใช้งานมากกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก ตามข้อมูลจาก Statcounter Global Stats

 

การมาถึงของ Atlas เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บทบาทของ Google ในอนาคตของเว็บกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะหลังจากที่ศาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินในคดีผูกขาดตลาดค้นหา ซึ่งแม้ศาลจะไม่ได้สั่งให้ Google ต้องแยกธุรกิจ Chrome ออกไปตามที่กระทรวงยุติธรรมร้องขอ แต่ก็ได้แสดงความกังวลว่าการครอบงำตลาด Search ของ Google อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในยุค Generative AI ได้

 

แพท มัวร์เฮด (Pat Moorhead) ซีอีโอของบริษัทวิเคราะห์ Moor Insights & Strategy ให้ความเห็นกับ BBC ว่า แม้ผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ อาจจะลองใช้ Atlas แต่เขาก็ยังสงสัยว่าเบราว์เซอร์นี้จะสามารถท้าทาย Chrome หรือ Microsoft Edge ได้อย่างจริงจังหรือไม่ “เพราะผู้ใช้งานกระแสหลักส่วนใหญ่ก็จะรอให้เบราว์เซอร์ที่พวกเขาคุ้นเคยเพิ่มฟีเจอร์เหล่านี้เข้ามาอยู่ดี”

 

ถึงแม้จะยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินความสำเร็จของ ChatGPT Atlas แต่การเปิดตัวครั้งนี้ก็ได้ตอกย้ำถึงความทะเยอทะยานของ OpenAI ที่ต้องการจะมีบทบาทพื้นฐานในทุกแง่มุมของการใช้เทคโนโลยีของผู้คน ตั้งแต่แชทบอท, การค้นหา, เบราว์เซอร์ และอาจขยายไปถึงฮาร์ดแวร์สำหรับผู้บริโภคใน ‘อนาคต’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ถอดแบบมาจาก ‘ตำรา’ ของ Google อย่างชัดเจน

 

ภาพ : Nwz / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ศึกเบราว์เซอร์ AI เดือด! OpenAI เปิดตัว ChatGPT Atlas เบราว์เซอร์ที่คิดให้-สรุปให้-ทำงานแทนได้ ท้าชน Google Chrome โดยตรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ใหญ่เทอะทะ-แข่งกันเอง’ Meta ปลดพนักงาน AI 600 คน หวังลดขนาด-เสริมอำนาจ อเล็กซานเดอร์ หวัง https://thestandard.co/meta-ai-layoffs-restructure/ Thu, 23 Oct 2025 08:37:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1134547 ‘ใหญ่เทอะทะ-แข่งกันเอง’ Meta ปลดพนักงาน AI 600 คน หวังลดขนาด-เสริมอำนาจ อเล็กซานเดอร์ หวัง

Meta Platforms ประกาศปลดพนักงานประมาณ 600 ตำแหน่งภายในห […]

The post ‘ใหญ่เทอะทะ-แข่งกันเอง’ Meta ปลดพนักงาน AI 600 คน หวังลดขนาด-เสริมอำนาจ อเล็กซานเดอร์ หวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ใหญ่เทอะทะ-แข่งกันเอง’ Meta ปลดพนักงาน AI 600 คน หวังลดขนาด-เสริมอำนาจ อเล็กซานเดอร์ หวัง

Meta Platforms ประกาศปลดพนักงานประมาณ 600 ตำแหน่งภายในหน่วยงานปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Superintelligence Labs เมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่’ เพื่อลดลำดับชั้นการบังคับบัญชาและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในสมรภูมิ AI

 

โฆษกของ Meta ยืนยันกับ CNBC ว่าการลดตำแหน่งงานครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อพนักงานในหลายส่วน ทั้งหน่วยวิจัย AI พื้นฐาน (FAIR), ทีมโครงสร้างพื้นฐาน AI และตำแหน่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ โดยเป็นการดำเนินการตามบันทึกภายในจาก อเล็กซานเดอร์ หวัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI คนใหม่

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าการปลดพนักงานครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ TBD Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่และรวบรวมบุคลากร AI ระดับหัวกะทิที่บริษัททุ่มเงินดึงตัวมาร่วมงานเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนถึง ‘เดิมพันครั้งใหม่’ ของซีอีโออย่าง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ให้ความสำคัญกับทีมงานใหม่มากกว่าพนักงานเดิม

 

แหล่งข่าวภายในระบุว่า หน่วยงาน AI ของ Meta ก่อนหน้านี้ถูกมองว่ามีขนาดใหญ่เทอะทะเกินไป และทีมต่างๆ มักจะแข่งขันกันเองเพื่อแย่งชิงทรัพยากร การปลดพนักงานครั้งนี้จึงเป็นความพยายามในการลดขนาดแผนกและเสริมอำนาจให้ อเล็กซานเดอร์ หวัง ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ AI ของบริษัท

 

Meta ได้ยกเครื่องแนวทางด้าน AI อย่างจริงจังในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google ได้ โดยทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการสรรหาบุคลากร ซึ่งรวมถึงการลงทุน 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.69 แสนล้านบาท) ใน Scale AI และการดึงตัว อเล็กซานเดอร์ หวัง เข้ามานำทัพ

 

ภายหลังการปรับลดครั้งนี้ จำนวนพนักงานใน Superintelligence Labs จะเหลืออยู่ต่ำกว่า 3,000 คน โดยพนักงานที่ได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งได้รับแจ้งว่าวันทำงานสุดท้ายคือวันที่ 21 พฤศจิกายน และจะได้รับเงินชดเชย 16 สัปดาห์บวกกับอีกสองสัปดาห์สำหรับทุกปีที่ทำงาน

 

การปรับโครงสร้างนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ซัคเคอร์เบิร์ก แสดงความไม่พอใจต่อความคืบหน้าด้าน AI ของบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่โมเดล Llama 4 ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน ได้รับการตอบรับที่ไม่ดีนักจากนักพัฒนา

 

ขณะเดียวกัน Meta ยังคงเดินหน้าลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อวันอังคาร (21 ต.ค.) ที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศข้อตกลงมูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 8.85 แสนล้านบาท) กับ Blue Owl Capital เพื่อเป็นเงินทุนในการสร้างศูนย์ข้อมูล Hyperion ขนาดใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดครอบคลุมพื้นที่ ‘ส่วนสำคัญของแมนฮัตตัน’ เลยทีเดียว

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.78 บาท ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2568

 

ภาพ : REUTERS/Gonzalo Fuentes/File Photo

 

อ้างอิง:

The post ‘ใหญ่เทอะทะ-แข่งกันเอง’ Meta ปลดพนักงาน AI 600 คน หวังลดขนาด-เสริมอำนาจ อเล็กซานเดอร์ หวัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Siri โฉมใหม่ยังไม่พร้อมใช้งาน? Apple กำลังเร่งทดสอบอย่างเต็มที่ หลังพบปัญหาภายในที่อาจทำให้เปิดตัวล่าช้ากว่าคู่แข่ง https://thestandard.co/new-siri-delayed-by-problems/ Wed, 22 Oct 2025 12:50:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1134254 Siri โฉมใหม่ยังไม่พร้อมใช้งาน? Apple กำลังเร่งทดสอบอย่างเต็มที่ หลังพบปัญหาภายในที่อาจทำให้เปิดตัวล่าช้ากว่าคู่แข่ง

ดูเหมือนว่า ‘Siri โฉมใหม่’ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Apple Int […]

The post Siri โฉมใหม่ยังไม่พร้อมใช้งาน? Apple กำลังเร่งทดสอบอย่างเต็มที่ หลังพบปัญหาภายในที่อาจทำให้เปิดตัวล่าช้ากว่าคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Siri โฉมใหม่ยังไม่พร้อมใช้งาน? Apple กำลังเร่งทดสอบอย่างเต็มที่ หลังพบปัญหาภายในที่อาจทำให้เปิดตัวล่าช้ากว่าคู่แข่ง

ดูเหมือนว่า ‘Siri โฉมใหม่’ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Apple Intelligence และคาดว่าจะมาพร้อมกับ iOS 26.4 กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากมีข่าวลือภายในจากพนักงาน Apple ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานที่ยังไม่เสถียร

 

MacRumors รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม โดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า Siri โฉมใหม่ที่มาพร้อมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น กำลังประสบปัญหาด้านความเสถียร, ความแม่นยำ หรือประสิทธิภาพโดยรวม ในระหว่างการทดสอบภายใน ซึ่งยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ Apple คาดหวัง ทำให้เกิดข้อกังวลว่าฟีเจอร์นี้จะสามารถเปิดตัวให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ตามกำหนดการเดิมหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม Digitimes รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม เปิดเผยว่า Apple กำลังเร่งทดสอบฟีเจอร์ Siri อย่างเข้มข้น เพื่อให้พร้อมสำหรับการเปิดตัวระบบปฏิบัติการ iOS 26.4

 

หลายฝ่ายกำลังเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวภายใน Apple อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทีมพัฒนาอาจกำลังเผชิญกับปัญหาและข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข โดยอาจส่งผลให้ Apple ต้องตัดความสามารถบางอย่างของ Siri เวอร์ชันใหม่ออกไปก่อน หรืออาจจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดตัวฟีเจอร์นี้ออกไป เพื่อให้ทันตามกำหนดการเดิม

 

อ้างอิง:

The post Siri โฉมใหม่ยังไม่พร้อมใช้งาน? Apple กำลังเร่งทดสอบอย่างเต็มที่ หลังพบปัญหาภายในที่อาจทำให้เปิดตัวล่าช้ากว่าคู่แข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อเทคโนโลยีต้องทำให้ชีวิตคน ‘ง่ายขึ้น’ และเติบโตไปพร้อมกับผู้คน: เปิด 5 Key Takeaway ที่ได้จาก Krungsri Tech Day 2025 [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/5-takeaways-krungsri-tech-day/ Tue, 21 Oct 2025 04:30:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1132810 COVER - 5 Takeaways Krungsri Tech Day

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะรับม […]

The post เมื่อเทคโนโลยีต้องทำให้ชีวิตคน ‘ง่ายขึ้น’ และเติบโตไปพร้อมกับผู้คน: เปิด 5 Key Takeaway ที่ได้จาก Krungsri Tech Day 2025 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - 5 Takeaways Krungsri Tech Day

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วเกินกว่าที่มนุษย์จะรับมือทัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เราจะสร้างเทคโนโลยีได้ล้ำแค่ไหน แต่คือ ‘เราจะใช้เทคโนโลยีช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนง่ายขึ้นได้อย่างไร’

 

นี่คือจุดตั้งต้นของงาน ‘Krungsri Tech Day 2025’ เวทีที่กรุงศรี ต้องการสะท้อนวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม ภายใต้ธีม ‘Empower People to Make Life Simple’ แนวคิดที่มองเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือ ‘พลังของการเปลี่ยนแปลง’ ที่ทำให้ชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหนหรือมีไลฟ์สไตล์อย่างไร สามารถทำงานได้ฉลาดขึ้น ใช้ชีวิตได้เรียบง่ายขึ้น และเติบโตได้มั่นคงขึ้น

 

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในพิธีเปิดว่า “ปีนี้เป็นปีพิเศษของกรุงศรี ครบรอบ 80 ปีแห่งการเติบโตเคียงข้างผู้คน ธุรกิจ และชุมชน และเราตระหนักดีว่า หากต้องการก้าวต่อไปในทศวรรษหน้า ‘การพัฒนา’ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ‘การเปลี่ยนแปลง’ คือสิ่งจำเป็น” เขาย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นในทุกมิติขององค์กร ตั้งแต่วิธีการทำงาน การร่วมมือ ไปจนถึงแนวทางการส่งเสริมชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

 

สำหรับกรุงศรี การลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลจึงไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มประสิทธิภาพหรือความรวดเร็ว แต่คือการ ‘ยกระดับประสบการณ์ชีวิตของผู้คน’ ผ่านบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า สร้างความเชื่อมั่น และเสริมศักยภาพให้ธุรกิจและชุมชนเติบโตไปด้วยกัน

 

WEB_2

เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

 

เคนอิจิยังกล่าวขอบคุณพันธมิตรและพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยีที่ร่วมกันขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ พร้อมหวังว่า Krungsri Tech Day 2025 จะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนมองเทคโนโลยีในมุมใหม่ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เข้าใจและส่งเสริมชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง

 

สรุป 5 Key takeaway ที่ได้จากงาน Krungsri Tech Day 2025

 

1. Empower People to Make Life Simple: การเปลี่ยนผ่านทั้ง ‘เทคโนโลยี’ และ ‘ผู้คน’

 

สายสุนีย์ หาญประเทืองศิลป์

ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองว่า “การวางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งเทคโนโลยีและผู้คน”

 

WEB_3

 

สำหรับกรุงศรีการเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการลงทุนในเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดเท่านั้น แต่คือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างปลอดภัย มั่นคง และต่อเนื่อง (Safe, Secure, Stable) ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของ ‘ผู้คน’ ทั้งลูกค้าและบุคลากรภายในองค์กร ที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโซลูชัน แพลตฟอร์ม และผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน

 

เพราะการทำให้ชีวิตลูกค้าง่ายขึ้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อกรุงศรีต้องดูแลลูกค้าหลากหลาย ตั้งแต่บุคคลธรรมดา ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่และต่างประเทศ กรุงศรีจึงวางแผนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีระยะยาว ผ่าน Transformation Journey 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่

 

  • 2018-2020: Go Digital, Make Life Simple เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์ม ทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น
  • 2021-2023: Modernized IT Organization ปรับโครงสร้างพื้นฐานด้วยนวัตกรรมเพื่อการเติบโตและยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค
  • 2024-2026: Transform to Grow วางฐานข้อมูล Open Banking, Data, AI และ Cloud เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำขับเคลื่อนเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

 

พร้อมกันนี้ยังได้เสริมพลังองค์กรภายในด้วยโครงสร้างใหม่ 3 หน่วยงาน ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน Digital Platform และโครงสร้างพื้นฐาน ให้มีความยืดหยุ่น รองรับบริการใหม่ ๆ และต่อยอดด้วยศักยภาพของ Generative AI และ Agentic AI

 

สิ่งสำคัญที่กรุงศรีมุ่งทำต่อไป คือการสร้างกติกาการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล หรือ AI Governance โดยให้ความสำคัญกับจริยธรรมของ AI ผ่านการจัดตั้ง Centre of Excellence (COE) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการกำกับดูแล พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในองค์กรไปพร้อมกัน

 

2. Reinventing the Workforce: การปฏิรูปแรงงานเพื่อพลิกอนาคตองค์กร

 

สถิติจาก World Economic Forum ชี้ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า งานซ้ำ ๆ จะหายไปกว่า 92 ล้านตำแหน่งทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกัน จะมีงานใหม่เกิดขึ้น 170 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

 

อภิชาติ อรุณคุณารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด เปิดเผย

 

WEB_4

อภิชาติ อรุณคุณารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซนเชอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด

 

คำถามสำคัญคือ เราจะอยู่ใน 170 ล้านตำแหน่งนั้นได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่การปรับองค์กรผ่าน 3 แนวทางหลัก

 

  1. Reinvent the Work: เปลี่ยนรูปแบบการทำงานจาก ‘เพิ่ม productivity’ เป็น ‘สร้างนวัตกรรม’ (Invent New Value)
  2. Reshape the Workforce: สร้างบทบาทและทักษะใหม่ให้พนักงาน เช่น Amazon Reskill พนักงาน 100,000 คน เพื่อให้พนักงานสามารถเลื่อนตำแหน่งไปทำงานที่ทักษะสูงขึ้นได้ หรือ Unilever ที่ออกแบบ Gig Model ให้พนักงานทำงานแบบโปรเจกต์ แต่ยังได้สวัสดิการเต็มรูปแบบ
  3. Prepare Workers: มอบเครื่องมือและความรู้ที่อัปเดตเท่าทันเทคโนโลยีให้กับพนักงาน เพราะ สิ่งที่เรียนวันนี้ อาจล้าสมัยในอีกปีข้างหน้า

 

3. Cyber security in the Age of AI, 5G & Quantum: การบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

ในยุคที่ AI, 5G และ Quantum Computing พัฒนาอย่างรวดเร็ว Kevin O’Leary ASEAN Director Security, Resiliency Networks & Edge Practice, Kyndryl (Thailand) เตือนว่า

 

“ภัยคุกคามกำลังเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น” หรือที่เรียกว่า Converged Risk

 

แม้หลายเทคโนโลยีจะมีข้อจำกัด เช่น Quantum Computing ต้องทำงานในอุณหภูมิใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ หรือ 5G ที่ยังใช้ร่วมคลื่นกับ 4G แต่การโจมตีทางไซเบอร์เกิดขึ้นจริงแล้วในทุกภาคส่วน

 

WEB_5

Kevin O’Leary ASEAN Director Security, Resiliency Networks & Edge Practice, Kyndryl (Thailand)

 

Kevin O’Leary เสนอ 5 แนวทางบริหารความเสี่ยง:

 

  • Zero Trust: ต้องเชื่อแต่ต้องตรวจสอบทุกอย่าง (Trust but Verify) ตั้งแต่ระดับตัวตน (Identity) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ไปจนถึงการแบ่งเครือข่าย (Segmentation) ปัจจุบันหลายองค์กรยังใช้ Flat Network ซึ่งไม่มีการแยกส่วน ทำให้ผู้โจมตีเข้าถึงได้ง่าย
  • ใช้ AI ตรวจสอบ AI: AI สามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติของ AI ได้ดีที่สุด และช่วยรายงานภัยคุกคามได้
  • Quantum-Safe Cryptography: เตรียมเครื่องมือที่สามารถสร้างการเข้ารหัสที่ทนต่อการโจมตีด้วย Quantum
  • Quantum Key Distribution (QKD): ใช้เทคโนโลยีสื่อสารที่ปลอดภัย หรือ ใช้ Blockchain แทนระบบดั้งเดิม
  • Supply Chain Security: ปิดช่องโหว่จากคู่ค้าและผู้ให้บริการภายนอกภายใต้โมเดล Zero Trust

 

ทั้งหมดนี้ต้องถูกนำมาประยุกต์รวมกัน เพื่อสร้าง Framework ป้องกันจากภัยทางไซเบอร์ในอนาคต

 

4. The Rise of Agentic AI: เมื่อ AI เริ่มคิดและทำได้ด้วยตัวเอง

 

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ AWS Thailand Country Manager บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด และ สุรชัย อรรถมงคลชัย Hybrid IT Country Manager บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) เห็นพ้องกันว่า

 

“AI กำลังก้าวจาก Generative AI ที่สร้างคำตอบ ไปสู่ Agentic AI ที่คิด วิเคราะห์ และลงมือทำ ได้เอง”

 

วัตสันเผยข้อมูลสำคัญว่า ปัจจุบันโครงการที่มีคำว่า AI มีโอกาสได้รับงบประมาณสูงถึง 49% และกว่า 60% ขององค์กรทั่วโลก ได้แต่งตั้งตำแหน่งใหม่อย่าง Chief AI Officer หรือ CAIO เพื่อกำหนดทิศทางและดูแลกลยุทธ์ด้านปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ

 

WEB_6

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ AWS Thailand Country Manager บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด

 

Agentic AI จึงถูกมองว่าเป็นคลื่นลูกใหม่ของนวัตกรรม จากเดิมที่ AI เพียงแค่ช่วยสร้างคอนเทนต์สู่ยุคที่สามารถรับโจทย์ คิดแผน และดำเนินการหลายขั้นตอนแทนมนุษย์ได้ (Multi-step Reasoning) โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ Memory (จดจำ), Reasoning (คิดวิเคราะห์) และ Acting (ลงมือทำ)

 

WEB_8

สุรชัย อรรถมงคลชัย Hybrid IT Country Manager บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE)

 

“Agentic AI จะมาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของมนุษย์ และทำให้มนุษย์ใช้เวลาในการแก้ปัญหาน้อยลง ในอนาคต AI จะไม่เป็นเพียงผู้ช่วย แต่จะกลายเป็นผู้ร่วมงานของมนุษย์”

 

บัณฑิต เกียรติสิงห์นคร Business Solutions Architect บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริม

 

สิ่งสำคัญ คือ การเตรียมพร้อมด้านระบบเครือข่าย เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีทำงานด้วยกันได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย บัณฑิตยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์จาก Cisco อย่าง ‘AgenticOps’ ระบบ AI-driven สำหรับการดำเนินงาน IT ที่ผสาน real-time telemetry และ automation เพื่อสร้างการดำเนินงานอัจฉริยะแบบ end-to-end โดยยังมีทีม IT มีอำนาจควบคุม ระบบนี้ช่วยจะยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการบริหารจัดการเครือข่ายขององค์กรอย่างสมบูรณ์ ทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดี

 

อย่างไรก็ตาม ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ AI ก็มาพร้อมกับ ‘ความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ เพราะ AI ไม่ได้ให้คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป องค์กรจึงจำเป็นต้องมีระบบ AI Governance ที่เข้มแข็ง เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงป้องกันการรั่วไหล เช่น การฝัง Invisible Watermark เพื่อระบุแหล่งที่มาอย่างโปร่งใส อีกทั้งยังต้องระมัดระวัง ‘ความเสี่ยงจากการใช้ฟรี’ เนื่องจากการนำข้อมูลภายในไปใช้กับ AI ที่เป็นบริการฟรีหรืออยู่ในระดับ subscription ขั้นพื้นฐาน อาจเปิดช่องให้ข้อมูลสำคัญขององค์กรรั่วไหลออกไปโดยไม่รู้ตัว

 

WEB_7

บัณฑิต เกียรติสิงห์นคร Business Solutions Architect บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด

 

สุรชัยเสนอเพิ่มเติมว่า องค์กรควรมีรากฐานข้อมูลที่มั่นคงและปลอดภัย เช่น การใช้ private cloud AI สำหรับองค์กรโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถควบคุมและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามภายนอก

 

ด้านวัตสันทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ชัดเจนว่า “AI ทานข้อมูลเป็นอาหาร คุณภาพของข้อมูลคือหัวใจสำคัญ เพราะหากข้อมูลไม่ดี ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะไม่สมบูรณ์” เขาย้ำว่า Data คือสิ่งที่ความแตกต่างที่จะชี้ชะตาความได้เปรียบขององค์กรในยุคที่ AI เริ่มคิดและตัดสินใจได้เอง

 

5. Responsible AI & Open Finance: อนาคตการเติบโตของ AI ภาคการเงินอย่างมีจริยธรรม

 

อโณทัย เวทยากร Managing Director IBM Thailand, Arup Laha Distinguished Engineer, CTO Hybrid Cloud Tranformation Consulting IBM Thailand และ รถพร เอกบุตร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมสำรวจอนาคต Agentic AI ในภาคการเงินที่สามารถสื่อสาร เรียนรู้ และตอบสนองได้เอง ทั้งสามคนเห็นพ้องในจุดยืนเดียวกันว่า

 

“AI ที่ดี ไม่ใช่ AI ที่เร็วที่สุด แต่คือ AI ที่มีความรับผิดชอบและน่าเชื่อถือ”

 

ในภาคการเงิน Agentic AI ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของลูกค้าตั้งแต่การช่วยแนะนำให้ลูกค้าโอนเงินไปบัญชีออมที่ดอกเบี้ยดีกว่า 1.5% การใช้ Generative AI Enterprise Chatbot ช่วยพนักงานในสาขาตอบคำถามลูกค้าได้แม่นยำขึ้นและระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ (Anomaly Detection) แบบเรียลไทม์

 

WEB_9

 

แต่ความท้าทายสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความน่าเชื่อถือว่า องค์กรจะสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความโปร่งใสได้อย่างไร

 

นำมาซึ่งแนวทาง 5 ข้อหลักของ Trustworthy AI ได้แก่

 

  • Human-in-the-loop: AI ไม่ควรแทนมนุษย์ แต่ทำงานร่วมกัน
  • Resilience: AI ต้องตอบสนองได้รวดเร็วและพร้อมใช้งาน
  • Explainability: ทุกคำตอบต้องอธิบายที่มาได้
  • Accountability: ต้องมีคนรับผิดชอบเมื่อ AI ตัดสินใจผิด
  • Transparency: ผลลัพธ์ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้

 

และในขณะที่โลกการเงินกำลังก้าวสู่ยุค Open Finance กรุงศรียังคงย้ำ ‘จุดยืนแห่งความรับผิดชอบ’ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อผู้คน สร้างระบบการเงินที่ เข้าถึงง่าย โปร่งใส ปลอดภัย เพื่อให้เทคโนโลยี ไม่เพียงทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ยัง “เติบโตไปพร้อมกับผู้คน” อย่างแท้จริง

 

‘Krungsri Tech Day 2025’ จึงเป็นบทสนทนาเรื่องเทคโนโลยีแห่งปี ที่ไม่ได้แค่อัปเดตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่พูดถึง ‘ความเป็นไปได้ใหม่ของชีวิต’ ว่ามนุษย์จะใช้เทคโนโลยีอย่างไรให้เรียบง่ายขึ้น ฉลาดขึ้น และมั่นคงขึ้นในโลกที่ซับซ้อนกว่า

The post เมื่อเทคโนโลยีต้องทำให้ชีวิตคน ‘ง่ายขึ้น’ และเติบโตไปพร้อมกับผู้คน: เปิด 5 Key Takeaway ที่ได้จาก Krungsri Tech Day 2025 [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระแสตอบรับสวนทาง! Apple สั่งลดการผลิต ‘iPhone Air’ ทั่วโลก แต่ในจีนกลับฮิตถล่มทลาย ‘Sold Out’ ทันที https://thestandard.co/iphone-air-mixed-sales-global-cut-china-sold-out/ Tue, 21 Oct 2025 00:44:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1133172 กระแสตอบรับสวนทาง Apple สั่งลดการผลิต ‘iPhone Air’ ทั่วโลก แต่ในจีนกลับฮิตถล่มทลาย ‘Sold Out’ ทันที

แม้ว่า iPhone Air กำลังเผชิญกับยอดขายที่ซบเซาทั่วโลก (ย […]

The post กระแสตอบรับสวนทาง! Apple สั่งลดการผลิต ‘iPhone Air’ ทั่วโลก แต่ในจีนกลับฮิตถล่มทลาย ‘Sold Out’ ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระแสตอบรับสวนทาง Apple สั่งลดการผลิต ‘iPhone Air’ ทั่วโลก แต่ในจีนกลับฮิตถล่มทลาย ‘Sold Out’ ทันที

แม้ว่า iPhone Air กำลังเผชิญกับยอดขายที่ซบเซาทั่วโลก (ยกเว้นในจีน) จน Apple ต้องปรับลดกำลังการผลิตลง 1 ล้านเครื่อง แต่สถานการณ์นี้กลับไม่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จโดยรวมของ iPhone 17 Series ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดระดับไฮเอนด์ไว้ได้อย่างดี

 

Mizuho Securities รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวในซัพพลายเชนว่า Apple ได้ส่งสัญญาณให้ซัพพลายเออร์ ‘ลดกำลังการผลิต’ iPhone Air ลง เนื่องจากยอดขายทั่วโลกในช่วงแรกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่าตำแหน่งทางการตลาดของรุ่น ‘Air’ อาจยังไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคในตลาดโลกได้เท่ากับรุ่นมาตรฐานหรือรุ่น Pro

 

อย่างไรก็ตาม 9to5Mac ระบุเพิ่มเติมว่า iPhone Air ที่มีการเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าในประเทศจีน ไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) กลับได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ‘ขายหมดเกลี้ยง (Sold Out)’ ในเวลาอันรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวจีนอาจให้ความสำคัญกับดีไซน์บางเฉียบ, คุณสมบัติเฉพาะ และความใหม่ ของผลิตภัณฑ์ที่อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่าตลาดอื่น

 

สถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ ทำให้ Apple ต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการซัพพลายเชน โดยต้องลดการผลิตสำหรับตลาดโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงมากในตลาดจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลประกอบการโดยรวมของบริษัท

 

อ้างอิง:

The post กระแสตอบรับสวนทาง! Apple สั่งลดการผลิต ‘iPhone Air’ ทั่วโลก แต่ในจีนกลับฮิตถล่มทลาย ‘Sold Out’ ทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone 17 แรงเกินคาด สยบวิกฤตยอดขายทรงตัว นักวิเคราะห์คาดปีนี้ Apple จะกลับมาเติบโต 4% https://thestandard.co/iphone17-revenue-200billion-forecast/ Mon, 20 Oct 2025 09:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1132899 iphone17-revenue-200billion-forecast

กระแสตอบรับของ iPhone 17 เหนือความคาดหมาย ที่วอลล์สตรีท […]

The post iPhone 17 แรงเกินคาด สยบวิกฤตยอดขายทรงตัว นักวิเคราะห์คาดปีนี้ Apple จะกลับมาเติบโต 4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
iphone17-revenue-200billion-forecast

กระแสตอบรับของ iPhone 17 เหนือความคาดหมาย ที่วอลล์สตรีทเคยประเมินไว้ เพราะหากย้อนไปในปีงบประมาณ 2023 ยอดขายสมาร์ตโฟนของ Apple ลดลง 2% และปีถัดมาแทบไม่เติบโต เนื่องจากในช่วงโควิดผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปค่อนข้างสูง

 

แต่การปรับโฉมดีไซน์ครั้งใหญ่ของ iPhone 17 ที่มาพร้อมการอัปเกรดของกล้อง หน้าจอ และแบตเตอรี่ใหม่ ทำให้หลังจาก Apple เปิดตัว iPhone 17 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นนี้ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม

 

นักวิเคราะห์คาดว่า รายได้จากธุรกิจสมาร์ตโฟนของ Apple จะกลับมาเติบโต 4% หรือแตะที่ 2 แสนล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณล่าสุด เนื่องจากกระแสการตอบรับในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนฤดูกาลขายปลายปีค่อนข้างดี แม้ว่าบริษัทจะอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจากการเลื่อนเปิดตัวฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯก็ตาม

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ขณะที่ รายงานของนักวิเคราะห์จาก Bank of America ระบุว่า การจัดส่งของ iPhone 17 ใช้เวลานานกว่ารุ่นก่อน ราว 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งบ่งชี้ถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง และเมื่อเวลารอจัดส่งยาวขึ้น ยิ่งแสดงให้เห็นว่า iPhone 17 เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากกว่าปกติ สอดรับกับรายงานของ Apple ชี้ว่ายอดการสั่งผลิต iPhone 17 เพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับการเปิดตัว iPhone 16 เมื่อปีที่แล้ว

 

ด้าน Visible Alpha เปิดเผยว่า หากดูตามจำนวนเครื่องที่ขาย ยอดขาย iPhone ยังคงทรงตัว โดยระหว่างปีงบประมาณ 2024 – 2026 ยอดขายต่อปี คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 235 ล้านเครื่อง แต่ภายในปี 2027 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า iPhone จะกลับมาทำยอดขายได้เกิน 240 ล้านเครื่อง หลังจากมีข่าวลือว่า Apple อาจเปิดตัว iPhone รุ่นพับได้ ภายในปีหน้า

 

อย่างไรก็ตาม Apple เตรียมจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบประมาณ สิ้นสุดเดือนกันยายน ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ แต่นโยบายใหม่ของ Apple จะไม่เปิดเผยจำนวนเครื่องที่ขายอีกต่อไป แต่จะเน้นเปิดเผยตัวเลขรายได้จากการขายแทน

 

ทั้งนี้ iPhone ยังคงเป็นสินค้าหลัก ทำรายได้มากกว่า 50% หรือรวมๆอยู่ที่ 3.9 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี และการที่ iPhone 17 ได้รับความนิยม ก็อาจช่วยภาพรวมในปี 2025 ฟื้นตัว หลังจากค่อนข้างท้าทายจากภาวะตึงเครียดทางการค้าซึ่งกระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

 

ส่วนราคาหุ้น Apple เคยพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของปีในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงเปิดตัว iPhone 17 ก่อนจะปรับตัวลงตามตลาด หลังทรัมป์ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าจากจีนถึง 100% และแม้จะมีข่าวลือว่า Apple อาจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษี แต่บริษัทก็ยังคงตรึงราคา iPhone รุ่นใหม่ไม่ให้สูงขึ้น

 

ภาพ: VCG /Getty Images

 

อ้างอิง:

The post iPhone 17 แรงเกินคาด สยบวิกฤตยอดขายทรงตัว นักวิเคราะห์คาดปีนี้ Apple จะกลับมาเติบโต 4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300% https://thestandard.co/wealth-in-depth-western-digital/ Mon, 20 Oct 2025 09:21:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1132883 คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300%

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8-10 ปีก่อน มีกระแสในอุตสาหกรรมกา […]

The post คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300% appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300%

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8-10 ปีก่อน มีกระแสในอุตสาหกรรมการจัดเก็บข้อมูลเกิดขึ้นว่า Hard Disk Drive หรือ HDDs กำลังซบเซา จากการเข้ามาของเทคโนโลยีที่เรียกว่า Solid State Drive หรือ SSDs ซึ่งอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ชิปหน่วยความจำแบบ Flash Memory แทนการหมุนจานแม่เหล็กแบบ HDDs

 

แต่ท่ามกลางข้อมูลกำลังเติบโตอย่างมหาศาลในยุค AI พร้อมด้วยเทคโนโลยีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่า ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ กำลัง ‘ฟื้นคืนชีพ’ สู่การเติบโตครั้งใหม่ สะท้อนผ่านมูลค่า (Market Capitalization) ของหลายบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้

 

ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ อย่าง Western Digital Corporation (WDC), Seagate Technology Holdings (STX), Micron Technology (MU) หรือแม้แต่หุ้นอย่าง SK hynix (000660) ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ ทะยานขึ้นหลายเท่าตัว

 

Western Digital เป็นหนึ่งในหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงที่ผ่านมา จากราคาประมาณ 30 ดอลลาร์ ช่วงต้นเดือนเมษายน 2025 พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 137.40 ดอลลาร์ หรือกว่า 370% ภายใน 6 เดือน ขณะที่ราคาหุ้น Seagate พุ่งขึ้น 312% ส่วนราคาหุ้นของ Micron Technology และ SK hynix เพิ่มขึ้น 230% และ 195% ตามลำดับ

 

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อโลกกำลังมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยีที่เร็วกว่าอย่าง SSDs? The Standard Wealth มีโอกาสสัมภาษณ์ Stefan Mandl, Vice President, Sales and Marketing of APJC region ของ Western Digital Corporation ผ่านทางอีเมล เพื่อถอดรหัสเบื้องหลังการกลับมาเติบโตอีกครั้งของอุตสาหกรรมนี้

 

AI คือ ‘คลื่นยักษ์’ ที่ยกเรือทุกลำ

 

การทะยานขึ้นของราคาหุ้นกลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำ สะท้อนถึงความต้องการ (Demand) ที่แท้จริงในตลาด และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความต้องการมหาศาลนี้ก็คือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI)

 

“ข้อมูลกำลังเติบโตอย่างมหาศาล และมันกำลังยกระดับสื่อจัดเก็บข้อมูลทุกรูปแบบไปพร้อมกัน ตั้งแต่ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDDs) ไปจนถึงแฟลช (SSDs) และแม้กระทั่งเทป ทุกสื่อจัดเก็บข้อมูลกำลังเติบโต ในกระแสคลื่นที่กำลังสูงขึ้นนี้ เรือทุกลำต่างถูกยกขึ้น และแรงส่งนี้ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง” Mandl กล่าว

 

สิ่งที่ตอกย้ำภาพนี้คือข้อมูลจาก IDC ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณข้อมูลที่โลกสร้างขึ้นจะ เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 173.4 เซตตะไบต์ (ZB) ในปี 2024 เป็น 527.5 เซตตะไบต์ (ZB) ภายในปี 2029 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI และคลาวด์คอมพิวติง ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ 80% ยังคงดำเนินการผ่าน HDDs

 

แม้ว่า SSD จะมีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลที่จำเป็นต่อการประมวลผล AI ในบางขั้นตอน แต่เมื่อพูดถึงการ ‘จัดเก็บ’ ข้อมูลมหาศาลที่ใช้ในการฝึกฝนโมเดล AI หรือที่เรียกว่า ‘Data Lakes’ และ ‘Unstructured Big Data’ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ยังคงเป็นคำตอบที่ขาดไม่ได้

 

“HDDs จะยังคงเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ AI ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลต่อไป IDC ประเมินว่าภายในปี 2029 เกือบ 80% ของพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในคลาวด์จะยังคงอิงอยู่กับฮาร์ดไดรฟ์” Mandl กล่าว

 

เขาย้ำว่ากระบวนการของ AI นั้นสร้างข้อมูลหลายประเภท (Hot, Warm, Cold Data) ซึ่งแฟลชเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจัดการได้อย่างคุ้มค่าหรือยั่งยืนได้

 

“พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มี HDDs ก็ไม่มี AI โซลูชัน HDDs ความจุสูงคือรากฐานที่จัดเก็บชุดข้อมูลมหาศาลที่ใช้ในการฝึกโมเดล” Mandl กล่าว

 

อุตสาหกรรมนี้วัดกันที่ ‘TCO’ และนวัตกรรม ไม่ใช่แค่ความเร็ว

 

สำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับ Hyperscale และศูนย์ข้อมูลระดับองค์กร ปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจไม่ได้มีแค่ความเร็ว แต่คือ ‘ต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม’ (Total Cost of Ownership – TCO)

 

“งานวิจัยของ Western Digital แสดงให้เห็นว่า HDDs มีความได้เปรียบด้านต้นทุนต่อเทราไบต์ (Cost-per-terabyte) มากกว่าแฟลชถึง 6 เท่า โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความจุสูงและมีการขยายขนาดใหญ่” Mandl กล่าว

 

ความได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากนวัตกรรมที่ Western Digital พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของข้อมูลบนจานแม่เหล็ก (Areal Density) Mandl ได้ยกตัวอย่าง 3 เทคโนโลยีหลักที่เป็นหัวใจสำคัญ ได้แก่

 

  • ePMR (Energy-Assisted Magnetic Recording) เทคโนโลยีที่ใช้กระแสไฟฟ้าช่วยในการเขียนข้อมูล ทำให้สามารถเขียนบิตข้อมูลให้ชิดกันมากขึ้น นำไปสู่ความจุที่สูงขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม
  • OptiNAND™ การผสานชิปแฟลช (iNAND) เข้าไปในฮาร์ดไดรฟ์ เพื่อให้ชิปแฟลชช่วยจัดการงานดูแลระบบ (Housekeeping) ที่ซับซ้อน ทำให้ HDD ทำงานได้เร็วขึ้นและเพิ่มพื้นที่ว่างในการจัดเก็บข้อมูลหลัก
  • UltraSMR เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ซึ่งผสานฮาร์ดแวร์และเฟิร์มแวร์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถเพิ่มความจุได้ อีก 20% เมื่อเทียบกับไดรฟ์ CMR (Conventional Magnetic Recording) แบบดั้งเดิม

 

นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยให้ศูนย์ข้อมูลสามารถประหยัดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการระบายความร้อนได้อย่างมหาศาล

 

ประเทศไทย: ‘ศูนย์กลางการผลิต’ ที่พร้อมเติบโตรับเทรนด์ AI

 

จากการวิเคราะห์อุตสาหกรรม ในปี 2024 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วน 20.5% ของรายได้คลาวด์คอมพิวติงทั่วโลก ทำให้เป็นตลาดระดับภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด ในปีเดียวกัน ภูมิภาคนี้สร้างรายได้ 154,285.6 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 22.9% ต่อปี (CAGR) ตั้งแต่ปี 2025 – 2030 ไปถึงระดับ 554,859.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 18 ล้านล้านบาท จากข้อมูลของ Grand View Horizon, Asia Pacific Cloud Computing Market Size & Outlook

 

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย Mandl ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ใช้งาน แต่ในฐานะผู้ผลิตคนสำคัญของโลก

 

“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทย ยังคงเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับ Western Digital” Mandl กล่าว

 

ข้อมูลจาก Krungsri Research สนับสนุนภาพนี้ โดยคาดการณ์ว่ารายได้ของระบบจัดเก็บข้อมูลในศูนย์ข้อมูลของไทยจะ เติบโต 11-12% ต่อปี ระหว่างปี 2025 – 2027 ขณะที่รายงานจาก AI Thailand ชี้ว่าองค์กรในไทยถึง 73.3% มีแผนที่จะนำ AI มาใช้ในอนาคต เพิ่มเติมจาก 17.8% ที่เริ่มใช้ไปแล้ว

 

“ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิต HDD ระดับโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในด้านการส่งออก HDD ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล Western Digital อยู่ในตำแหน่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการสนับสนุนการเติบโตนี้ เรากำลังผลักดันขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้ในการจัดเก็บข้อมูลความจุสูง เพื่อมอบคุณค่าและประสิทธิภาพที่ไม่มีใครเทียบได้ในระดับขนาดใหญ่” Mandl กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: imaginima / Getty Images

The post คุยกับ Western Digital เบื้องหลังการเติบโตครั้งใหม่ของ ‘ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์’ ท่ามกลางราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 300% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ https://thestandard.co/grab-reduce-gp-half-half-plus-campaign/ Mon, 20 Oct 2025 05:54:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1132750 แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ

แกร็บ ขานรับนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐฯ เร่งกระตุ้น […]

The post แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ

แกร็บ ขานรับนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐฯ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ คนละครึ่ง พลัส หวังแบ่งเบาค่าครองชีพผู้บริโภคในช่วงปลายปี

 

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า การกลับมาของโครงการคนละครึ่ง พลัสในปีนี้ แกร็บพร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญส่งเสริมการขายตลอดโครงการมากถึง 9 เด้ง

 

เริ่มตั้งแต่ หั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 7% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรกที่เปิดรับสมัคร วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าคอมมิชชันในอัตรา 9% ควบคู่กับการให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ มีสิทธิ์ได้รับ สินเชื่อเงินสดทันใจ ซึ่งมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมี แคมเปญ แกร็บช่วยลด ซึ่งจะช่วยทั้งลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคและช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้า ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออเดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโต

 

กลยุทธ์ทั้งหมดนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ รวมไปถึงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของทางภาครัฐ

The post แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>