Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Apr 2026 01:17:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า หลังทุ่มกับ AI แต่หุ้นยังร่วงหนัก 25% นับตั้งแต่ต้นปี https://thestandard.co/oracle-layoffs-ai-stock-drop/ Thu, 02 Apr 2026 01:15:20 +0000 https://thestandard.co/oracle-layoffs-ai-stock-drop/ ภาพกราฟิกข่าวเกี่ยวกับ Oracle ปลดพนักงานนับหมื่นผ่านอีเมลตอนเช้าตรู่ แม้ทุ่มลงทุน AI แต่หุ้นร่วง

Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปลดพนักงา […]

The post ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า หลังทุ่มกับ AI แต่หุ้นยังร่วงหนัก 25% นับตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวเกี่ยวกับ Oracle ปลดพนักงานนับหมื่นผ่านอีเมลตอนเช้าตรู่ แม้ทุ่มลงทุน AI แต่หุ้นร่วง

Oracle บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปลดพนักงานจำนวนหลายพันตำแหน่งเมื่อวันอังคาร (31 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างได้รับอีเมลแจ้งตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ระบุว่าวันนั้นจะเป็นวันทำงานวันสุดท้าย

 

อีเมลดังกล่าวส่งในนาม ‘Oracle Leadership’ มีใจความว่า “หลังจากพิจารณาความต้องการทางธุรกิจของ Oracle อย่างรอบคอบแล้ว เราตัดสินใจยุบตำแหน่งของคุณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างองค์กรในวงกว้าง” พร้อมทั้งขอให้พนักงานแจ้งอีเมลส่วนตัวเพื่อใช้ติดต่อในอนาคต

 

การปลดครั้งนี้กระทบพนักงานทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา, อินเดีย, แคนาดา และภูมิภาคอื่น ครอบคลุมหลายแผนก ไม่ว่าจะเป็น Oracle Health, Sales, Cloud, Customer Success และ NetSuite แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องยืนยันกับ CNBC ว่ามีตำแหน่งงานที่ถูกตัดหลายพันตำแหน่ง

 

ขณะที่พนักงานรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ BBC ว่าตัวเลขอาจสูงถึง 1 หมื่นคน โดยอ้างอิงจากจำนวนผู้ใช้งานที่หายไปบนระบบ Slack ภายในบริษัท และข้อมูลจากภายในที่ระบุว่าจำนวนพนักงานลดลงจาก 1.65 แสนคนเหลือ 1.55 แสนคนภายในเช้าวันเดียว ด้าน Oracle ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

 

ไม่เลือกหน้า ไม่มีแม้แต่สายโทรศัพท์

 

ไมเคิล เชพเพิร์ด ผู้จัดการอาวุโสของ Oracle ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปลดครั้งนี้ เขียนบน LinkedIn ว่าตำแหน่งที่ถูกตัดรวมถึง วิศวกรอาวุโส, สถาปนิกระบบ, ผู้จัดการโครงการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค พร้อมระบุว่าการตัดลดครั้งนี้ไม่ได้ตัดสินจากผลงานของพนักงาน “คนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ถูกปล่อยไปเพราะสิ่งที่พวกเขาทำหรือไม่ได้ทำ” เขากล่าว

 

บนกระดานสนทนา Reddit กลุ่ม employeesOfOracle มีพนักงานจำนวนมากออกมาแสดงความไม่พอใจ มีผู้เขียนว่า “พวกเขาสร้างความกลัว, ความหงุดหงิด และความไม่แน่นอนไปทั่วทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่กับคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง”

 

อีกคนระบุว่าพ่อของตนถูกปลดหลังทำงานมา 20 ปี ทั้งที่เหลืออีกแค่ 2 ปีจะเกษียณ “ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มาบอก” ข้อความระบุ โดยหลายรายระบุว่าได้รับเงินชดเชยเทียบเท่าเงินเดือน 1 เดือน และถูกตัดสิทธิ์เข้าถึงระบบทันทีหลังได้รับแจ้ง

 

Oracle มีพนักงานประจำราว 1.62 แสนคน ณ เดือนพฤษภาคม 2025 ตามรายงานที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC)

 

ทุ่มหนักกับ AI แต่กระแสเงินสดฝืด

 

การปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากการลงทุนด้าน AI อย่างหนักของ Oracle ก่อนหน้านี้บริษัทได้นำเครื่องมือ AI มาใช้ภายในองค์กร และผู้บริหารเคยระบุว่า AI ช่วยให้บริษัทใช้คนน้อยลงแต่ทำงานได้มากขึ้น

 

ในแง่การลงทุน Oracle วางแผนใช้เงินอย่างน้อย 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.63 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานในปีนี้ และได้ระดมเงินกู้อีก 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจคลาวด์

 

ขณะเดียวกันยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘Stargate’ ร่วมกับ OpenAI, Softbank และ MGX กองทุนด้าน AI ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นโครงการมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.28 ล้านล้านบาท) เพื่อขยายศูนย์ข้อมูล AI ในสหรัฐฯ

 

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Oracle เปิดเผยว่ามูลค่าสัญญาที่ยังไม่รับรู้รายได้พุ่งขึ้น 359% แตะระดับ 4.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14.81 ล้านล้านบาท) หลังบรรลุข้อตกลงกับ OpenAI มูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.77 ล้านล้านบาท) ไม่นานหลังจากนั้นบริษัทได้แต่งตั้ง ไมค์ ซิซิเลีย และเคลย์ มากูร์ค ขึ้นดำรงตำแหน่งซีอีโอร่วมแทน ซาฟรา แคตซ์

 

เคลย์ตัน มากูร์ค กล่าวเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่า “ความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้ง GPU และ CPU ยังคงมีมากกว่าอุปทาน” พร้อมชี้ว่ามูลค่าสัญญาที่ยังไม่รับรู้รายได้ล่าสุดอยู่ที่ 5.53 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.01 ล้านล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Oracle ร่วงลงแล้วกว่า 25% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมากกว่าหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายอื่น สะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและกระแสเงินสดที่ลดลง โดยนักวิเคราะห์จาก TD Cowen ประเมินว่าการปลดพนักงาน 2-3 หมื่นตำแหน่ง อาจช่วยเพิ่มกระแสเงินสดอิสระได้ราว 8 พันล้าน-1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.6-3.3 แสนล้านบาท)

 

ทั้งนี้ Oracle ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปลดพนักงานในปีนี้ ผู้บริหารในวงการเทคโนโลยีอย่าง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แห่ง Meta และ แจ็ก ดอร์ซีย์ แห่ง Block ต่างเคยกล่าวว่า AI ช่วยให้ใช้คนน้อยลงได้ โดยทั้งสองบริษัทก็ปลดพนักงานไปแล้วเช่นกัน

 

นอกจากนี้ Amazon ประกาศตัดตำแหน่งงานราว 1.6 หมื่นตำแหน่ง รวมถึง Pinterest และ Epic Games ที่ลดจำนวนพนักงานเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การปลดพนักงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี และในรอบก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกโยงกับ AI แต่อย่างใด

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.56 บาท ณ วันที่ 1 เมษายน 2569

 

ภาพ : Ascannio / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ไม่มีแม้แต่โทรบอก Oracle ส่งอีเมลฟ้าผ่าปลดพนักงานนับหมื่นตอน 6 โมงเช้า หลังทุ่มกับ AI แต่หุ้นยังร่วงหนัก 25% นับตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp https://thestandard.co/openai-fundraising-retail-investors-ai-superapp/ Wed, 01 Apr 2026 05:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1193570 Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุน […]

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sam Altman ซีอีโอ OpenAI กำลังพูดบนเวทีพร้อมข้อมูลการระดมทุนครั้งใหม่ 4 ล้านล้านบาท และแผนสร้าง AI Superapp รวมถึงเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน

OpenAI ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ปิดการระดมทุนรอบล่าสุดด้วยเม็ดเงินมหาศาลถึง 1.22 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุน (Post-money valuation) พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 8.52 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28 ล้านล้านบาท พร้อมกางแผนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก และรวบบริการทั้งหมดสู่การเป็น AI Superapp

 

 
 

OpenAI ประกาศผ่านเว็บไซต์เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม) ว่า การระดมทุนรอบนี้ได้รับการสนับสนุนหลักจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Amazon, NVIDIA และ SoftBank รวมถึงพันธมิตรระยะยาวอย่าง Microsoft โดย SoftBank เป็นผู้นำการระดมทุนร่วมกับ a16z, D. E. Shaw Ventures, MGX, TPG และ T. Rowe Price Associates, Inc. นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินและกองทุนระดับโลกเข้าร่วมอีกคับคั่ง เช่น ARK Invest, BlackRock, Blackstone, Sequoia Capital, Temasek และ Thrive Capital เป็นต้น

 

จุดที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่ OpenAI เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยเข้าร่วมผ่านช่องทางธนาคาร โดยระดมทุนไปได้กว่า 3 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 9.9 หมื่นล้านบาท และยังประกาศว่า OpenAI จะถูกรวมอยู่ในกองทุน ETF หลายกองทุนที่บริหารโดย ARK Invest อีกด้วย เพื่อขยายโอกาสให้คนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจยุค AI

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ขยายวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนเพิ่มเป็นประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์ ผ่านกลุ่มธนาคารระดับโลก เช่น JPMorgan Chase, Citi, Goldman Sachs และ Morgan Stanley เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้เบิกใช้เงินส่วนนี้ก็ตาม

 

เปิดสถิติการเติบโต รายได้ 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน

 

OpenAI ได้เปิดเผยตัวเลขการเติบโตที่น่าทึ่ง โดยระบุว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 3.3 หมื่นล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีหลังเปิดตัว ChatGPT และเมื่อถึงสิ้นปี 2024 บริษัทมีรายได้ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส แต่ปัจจุบัน OpenAI สามารถทำรายได้พุ่งสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 6.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเติบโตของรายได้ที่เร็วกว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ในยุคอินเทอร์เน็ตและมือถืออย่าง Alphabet และ Meta ถึง 4 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ในฝั่งของผู้ใช้งาน ChatGPT ครองตำแหน่งผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยยอดผู้ใช้งานประจำรายสัปดาห์ (Weekly active users) มากกว่า 900 ล้านคน และมีผู้ใช้งานแบบสมัครสมาชิก (Subscribers) กว่า 50 ล้านคน โดยบริษัทเตรียมขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้รายสัปดาห์แตะ 1 พันล้านคนเร็วที่สุดในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากฝั่งลูกค้าองค์กรปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนเท่ากับฝั่งผู้บริโภคทั่วไปภายในสิ้นปี 2026

 

ก้าวถัดไปคือ AI Superapp

 

เพื่อรองรับการประมวลผลที่มีความต้องการพุ่งสูงขึ้น OpenAI ได้เปิดตัวโมเดลที่ทรงพลังที่สุดอย่าง GPT-5.4 ปัจจุบัน API ของบริษัทมีการประมวลผลมากกว่า 1.5 หมื่นล้านโทเคนต่อนาที ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน แม้ NVIDIA จะยังคงเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการฝึกฝนโมเดล และการประมวลผลส่วนใหญ่ แต่ OpenAI ได้ประกาศขยายพอร์ตโฟลิโอโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลาย โดยครอบคลุมถึงคลาวด์ ผ่านบริษัทอย่าง Microsoft, Oracle, AWS, CoreWeave และ Google Cloud ชิปประมวลผล ผ่านบริษัทอย่าง NVIDIA, AMD, AWS Trainium, Cerebras และชิปที่พัฒนาร่วมกับ Broadcom รวมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ผ่านบริษัทอย่าง Oracle, SBE และ SoftBank

 

เป้าหมายสูงสุดจากเงินทุนก้อนนี้ คือการสร้าง “Unified AI Superapp” โดยรวบรวมฟีเจอร์อย่าง ChatGPT, เครื่องมือเขียนโค้ด Codex, ฟังก์ชันการท่องเว็บ และความสามารถในการจัดการอัตโนมัติ เข้าไว้ด้วยกันในประสบการณ์เดียวที่เน้นให้ AI เป็นผู้ช่วยจัดการ

 

OpenAI ทิ้งท้ายว่า ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนยุคที่ตลาดทุนเข้ามาช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ เช่นเดียวกับยุคการมาถึงของไฟฟ้า ทางหลวง หรืออินเทอร์เน็ต เม็ดเงินในวันนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ “ความฉลาด” ที่จะส่งมอบคุณค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจ องค์กร และผู้คนทั่วโลกในที่สุด

 

ภาพ: OpenAI ระดมทุนรอบใหม่

 

อ้างอิง:

 

The post OpenAI ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่า 4 ล้านล้านบาท พร้อมเปิดให้รายย่อยร่วมลงทุน ดันมูลค่าบริษัททะลุ 28 ล้านล้านบาท มุ่งสร้าง AI Superapp appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น https://thestandard.co/glp-1-weight-regain-body-resistance/ Wed, 01 Apr 2026 01:35:23 +0000 https://thestandard.co/glp-1-weight-regain-body-resistance/ ภาพยาฉีด GLP-1 เข็มฉีดยา บล็อกโคลี และนาฬิกา สื่อถึงการลดน้ำหนักและเวลา

ซินดี ดาวลิง วัย 69 ปี ลดน้ำหนักได้ราว 27 กิโลกรัมในเวล […]

The post เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพยาฉีด GLP-1 เข็มฉีดยา บล็อกโคลี และนาฬิกา สื่อถึงการลดน้ำหนักและเวลา

ซินดี ดาวลิง วัย 69 ปี ลดน้ำหนักได้ราว 27 กิโลกรัมในเวลาปีครึ่งด้วยยาฉีด Wegovy หนึ่งในยากลุ่ม GLP-1 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ในช่วงต้นปี 2025 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน ความรู้สึกหิวและความคิดเรื่องอาหารกลับมาอีกครั้ง น้ำหนักค่อยๆ ขยับขึ้น ทั้งที่เธอไม่เคยหยุดฉีดยาเลย

 

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า หนึ่งปีให้หลัง ดาวลิงน้ำหนักเพิ่มขึ้นราว 4.5 กิโลกรัม และต้องกลับมาพึ่งโปรตีนเชคแทนมื้ออาหารบางมื้อ ขณะที่ยังคงฉีดยาทุกสัปดาห์ “ฉันรู้สึกเหมือนกำลังพยายามบังคับอะไรบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้จริงๆ” เธอกล่าว

 

เรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ สำหรับผู้ใช้บางราย ความหิวและความหมกมุ่นกับเรื่องอาหารสามารถกลับมาได้ แม้จะยังใช้ยา GLP-1 อยู่ ซึ่งยากลุ่มนี้ทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้เพื่อลดความอยากอาหารและทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

 

แพทย์ส่วนใหญ่ที่เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนยืนยันว่าเคยพบผู้ป่วยในลักษณะนี้ โดยชี้ว่าไม่ใช่เพราะยาหมดประสิทธิภาพ แต่เป็นเพราะกลไกทางชีววิทยาของร่างกายที่พยายามดึงน้ำหนักกลับไปสู่จุดเดิม

 

ดร.ฟาติมา สแตนฟอร์ด แพทย์ด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Mass General Brigham และอาจารย์แพทย์ที่ Harvard Medical School อธิบายกับ The Wall Street Journal ว่า “โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ร่างกายจะปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยมี เมื่อน้ำหนักลดลง กลไกชดเชยจะทำงานหนักขึ้น ยา GLP-1 ช่วยลดสัญญาณเหล่านี้ได้ แต่ไม่ได้กำจัดออกไปทั้งหมด”

 

ดร.อแมนดา เวลัสเกซ ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Cedars-Sinai กล่าวเสริมว่า ระดับของแรงต้านทางชีววิทยานี้แตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนอาจเริ่มรู้สึกได้หลังใช้ยาไปสักระยะ ขณะที่บางคนอาจไม่เคยประสบปัญหานี้เลย ยิ่งมีน้ำหนักลดลงมาก ร่างกายยิ่งพยายามดึงกลับมากขึ้น

 

ดร.มิเชลล์ เฮาเซอร์ ผู้อำนวยการด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Stanford Health Care กล่าวว่า เธอพบกรณีแบบนี้ค่อนข้างบ่อยในผู้ใช้ยาเซมากลูไทด์ (semaglutide) และมักแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนไปใช้เทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) ในขนาดที่สูงขึ้น เนื่องจากมีขนาดยาให้เลือกมากกว่า โดย Novo Nordisk ผู้ผลิต Wegovy ได้ยื่นขออนุมัติยาฉีดขนาด 7.2 มิลลิกรัมเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เพิ่มจากขนาดสูงสุดปัจจุบันที่ 2.4 มิลลิกรัม

 

ยาอย่างเดียวไม่พอ ถ้าไม่เปลี่ยนวิถีชีวิต

 

ABC News รายงานว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 1 ใน 8 คนกำลังใช้ยากลุ่ม GLP-1 ตามผลสำรวจของ KFF องค์กรวิจัยด้านสุขภาพ และตั้งแต่เดือนมกราคม มีการสั่งจ่ายยา Wegovy ในรูปแบบเม็ดมากกว่า 6 แสนใบสั่งยา โดยกว่า 1 ใน 3 เป็นผู้ใช้รายใหม่

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่ายาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ดร.แคเธอรีน ซอนเดอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โรคอ้วนจาก Weill Cornell Medicine กล่าวว่า “ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ใช้ยา GLP-1 คือการคิดว่าใบสั่งยาคือการรักษา”

 

งานวิจัยที่รวบรวมผลจากเกือบ 30 การศึกษาพบว่า เมื่อใช้ยา GLP-1 ร่วมกับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ผลลัพธ์จะดีกว่าและยั่งยืนกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

 

ขณะที่การศึกษาทหารผ่านศึกสหรัฐฯ กว่า 98,000 คนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ที่ใช้ยา GLP-1 ร่วมกับพฤติกรรมสุขภาพที่ดี 6-8 อย่าง มีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย ลดลง 43% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาและมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเพียง 3 อย่างหรือน้อยกว่า

 

ดร.แฟรงก์ ฮู หัวหน้าภาควิชาโภชนาการจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า พฤติกรรมด้านวิถีชีวิต “สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาสมัยใหม่ได้อย่างมาก”

 

อุตสาหกรรมอาหารขยับ รับคลื่น GLP-1

 

ผลกระทบของยา GLP-1 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ CNBC รายงานว่า ผู้ใช้ยา GLP-1 บริโภคแคลอรีน้อยลงเฉลี่ย 21% และใช้จ่ายค่าอาหารลดลงเกือบ 1 ใน 3 ตามข้อมูลจาก KPMG ขณะที่ J.P. Morgan ประเมินว่าการใช้ยากลุ่มนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสูญเสียยอดขายปีละ 3 หมื่นล้าน ถึง 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.88 แสนล้าน ถึง 1.81 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030

 

กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ‘ขนมขบเคี้ยว’ โดยราว 70% ของผู้ใช้ยาที่บริโภคแคลอรีน้อยลงระบุว่า กินขนมน้อยลง ตามผลสำรวจของ EY-Parthenon ขณะที่ราว 60% ทานอาหารนอกบ้านน้อยลง โดยมื้อเย็นในร้านฟาสต์ฟูดได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

แต่หลายบริษัทมองว่านี่คือ ‘โอกาส’ รามอน ลากวาร์ตา CEO ของ PepsiCo กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า “ผมคิดว่ามีโอกาสมากกว่าอุปสรรค แม้จะมีทั้งสองด้าน” โดยเปิดตัว Doritos เสริมโปรตีน รีแบรนด์ Gatorade และออก SunChips กับ Smartfood ป๊อปคอร์นเสริมไฟเบอร์

 

Nestlé เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญ โดยเปิดตัวแบรนด์อาหารแช่แข็ง Vital Pursuit ที่กำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ยา GLP-1 โดยเฉพาะ มาร์ตี ทอมป์สัน CEO ของ Nestlé USA กล่าวกับ CNBC ว่า “นี่เป็นโครงการสำคัญของ Nestlé” พร้อมวางแผนขยายไปสู่เครื่องดื่มรวมถึงโปรตีนเชค

 

ส่วน McDonald’s ก็เริ่มนำความต้องการของผู้ใช้ยา GLP-1 มาพิจารณาในการพัฒนาเมนูใหม่ ขณะที่ Chipotle เปิดตัวถ้วยโปรตีนแบบพร้อมทาน และ Olive Garden ปรับเมนูให้มีขนาดเล็กลงในราคาที่ถูกลง

 

J.P. Morgan ประเมินว่าภายในปี 2030 ชาวอเมริกันกว่า 30 ล้านคนอาจใช้ยา GLP-1 เพิ่มจาก 10 ล้านคนในปี 2026 โดยเฉพาะเมื่อยาในรูปแบบเม็ดเริ่มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ท้ายที่สุด เมื่อแม้แต่ร่างกายยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต่อการลดน้ำหนัก อุตสาหกรรมอาหารก็ย่อมไม่นิ่งเฉย ส่วนดาวลิงที่ยังจ่ายค่ายา Wegovy เดือนละราว 1.65 หมื่นบาท ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ายังได้ผลหรือไม่ กล่าวทิ้งท้ายว่า “มันเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นแค่ทางออกชั่วคราวอีกครั้ง”

 

 

ภาพ: N Universe / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เตือนผู้ใช้ GLP-1 ระวัง ‘ร่างกายสู้กลับ’ หลังพบน้ำหนักพุ่งคืนแม้ยังฉีดยา แพทย์ชี้สมองพยายามปกป้องน้ำหนักสูงสุดที่เคยเป็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
LINE MAN Wongnai ตรึงค่าธรรมเนียม-ไม่ขึ้น GP แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันธุรกิจเดลิเวอรี รับปีนี้ตลาดอาจโตแค่ 15% https://thestandard.co/line-man-wongnai-delivery-fees/ Tue, 31 Mar 2026 07:36:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1193183 ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai พร้อมข้อความ LINE MAN ตรึง ค่าธรรมเนียม ไม่ขึ้น GP

ยังไม่เพิ่มค่าธรรมเนียมและไม่ปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า […]

The post LINE MAN Wongnai ตรึงค่าธรรมเนียม-ไม่ขึ้น GP แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันธุรกิจเดลิเวอรี รับปีนี้ตลาดอาจโตแค่ 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai พร้อมข้อความ LINE MAN ตรึง ค่าธรรมเนียม ไม่ขึ้น GP

ยังไม่เพิ่มค่าธรรมเนียมและไม่ปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ย้ำ หลังราคาต้นทุนพลังงานปรับขึ้นสูง กระทบโครงสร้างต้นทุนขนส่งที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเดลิเวอรี

 

พร้อมฉายภาพว่า นับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไป 3 รอบ รวมประมาณ 9 บาทต่อลิตร และหากปรับเพิ่มขึ้นอีก 9-10 บาท หรือแตะระดับ 50-60 บาทต่อลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคอย่างรุนแรง และอีกหนึ่งสิ่งที่ตามมาคือ ยอดการสั่งซื้อก็จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามกำลังซื้อผู้บริโภค

 

“ตอนนี้ต้องพยายามประคับประคองและบริหารต้นทุน เพื่อช่วยผู้บริโภคและร้านค้าให้มากที่สุด และยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม และไม่มีการปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า เพราะตอนนี้ยังรับมือและบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่ถ้าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจถึงจุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มเติม จากนั้นก็จะส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป”

 

ส่วนในฝั่งไรเดอร์ แม้ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้น แต่จำนวนไรเดอร์ในระบบยังไม่ลดลง เนื่องจากทุกคนต้องหารายได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้จึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผ่านการเพิ่มโบนัสและอินเซนทิฟ เช่น การปรับเพิ่มอินเซนทิฟสูงสุดถึง 15% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

 

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ แต่ก็ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น และมีการติดตามราคาน้ำมันแบบวันต่อวัน และในเดือนมีนาคมบริษัทได้ใช้งบช่วยเหลือไปแล้วราว 10 ล้านบาท แต่จากนี้จะต้องประเมินและจัดสรรงบประมาณตามสถานการณ์จริง

 

ส่วนในระยะยาว ยังมองว่าการนำรถ EV มาวิ่งส่งสินค้าจะช่วยลดภาระราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้ไรเดอร์เช่ารถ EV ไปแล้วหลายพันคัน แต่ยอมรับว่าการเปลี่ยนให้ไรเดอร์ทุกคนมาขับ EV ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะรถน้ำมันที่ขับรวมกันในระบบมีมากกว่าแสนคัน

 

สำหรับทิศทางในไตรมาส 2 ประเมินว่าเป็นช่วงที่ยากของธุรกิจ ต้นทุนขึ้นสวนทางกับรายได้ของผู้บริโภคที่ต่างคนต่างใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมงบประมาณเพื่ออัดฉีดช่วยเหลือ แต่จะต้องจัดลำดับความสำคัญดูแลกลุ่มไรเดอร์เป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายไปยังผู้บริโภคและร้านอาหาร

 

หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ จะมีผลต่อภาพรวมตลาดฟู้ดเดลิเวอรี จากเดิมที่เคยขยายตัวเฉลี่ยราว 20% ต่อปี ในปีนี้อาจลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15% ปัจจัยที่ยังพอหนุนให้โตอยู่บ้าง คือกลุ่มคนทำงานหลายคนหันมาทำงานที่บ้าน และมีการสั่งเดลิเวอรี ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

 

สอดคล้องกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มที่สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่มาแรงในช่วงนี้คือ ‘สายสุขภาพ’ ที่ไม่ได้เป็นแค่กระแสระยะสั้นแต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในช่วงที่กิจกรรมอย่าง Hyrox กำลังได้รับความนิยม และยังเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาเลือกอาหารที่บาลานซ์มากขึ้น ทำให้ช่วงต้นปี กลุ่มอาหารคลีนและอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเติบโต 20% โดยเมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมด้วยยอดขายรวมกว่า 1 ล้านจานในไตรมาสแรก

 

ขณะที่เมนูยอดฮิตยังคงเป็นอาหารจานหลักในชีวิตประจำวัน เช่น ตำปูปลาร้า ข้าวมันไก่ ข้าวผัด ตำป่า และลาบหมู และเมนูกระแสนิยมที่โตแรง เมื่อเทียบระหว่าง Q1/2569 กับ Q4/2568 พบว่า เครื่องดื่มและขนมจากมะยงชิดโตสูงถึง 30 เท่า, เมนูจากโยเกิร์ต เช่น โยเกิร์ตปั่น กรีกโยเกิร์ตเติบโต 53% และมัตฉะกับชาไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 8%

 

ด้านเครื่องดื่มเมนูคลาสสิกอย่าง กาแฟดำ ชาเขียวนม เอสเพรสโซ่ ชาไทย และชานม ยังเป็นตัวเลือกหลัก นอกจากนี้ประเภทร้านอาหารมาแรงที่มีจำนวนร้านเปิดใหม่มากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหารไทย, อาหารจานเดียว, ร้านกาแฟ และร้านก๋วยเตี๋ยว

 

ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ทิ้งท้ายว่า เมื่อทุกอย่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง ธุรกิจจะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องเดินหน้าขยายบริการใหม่เพื่อสร้างโอกาสโต จากนี้จึงจะหันมาเน้นให้บริการส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีอัตราการเติบโตเกือบ 2 เท่าต่อปี รวมถึงให้บริการจัดส่งยา ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอนาคต

 

 

 

ภาพ: LINE MAN ตรึง

The post LINE MAN Wongnai ตรึงค่าธรรมเนียม-ไม่ขึ้น GP แม้ต้นทุนพลังงานพุ่ง กดดันธุรกิจเดลิเวอรี รับปีนี้ตลาดอาจโตแค่ 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
คืนอำนาจให้พ่อแม่! อินโดนีเซียสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ตัดวงจรเสพติด-อนาจาร กระทบเยาวชน 70 ล้านคน https://thestandard.co/indonesia-bans-underage-social-media/ Mon, 30 Mar 2026 11:32:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1192834 เด็กกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือ พร้อมข้อความสั่งแบนเด็กเล่นโซเชียลในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลเมื่อวัน […]

The post คืนอำนาจให้พ่อแม่! อินโดนีเซียสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ตัดวงจรเสพติด-อนาจาร กระทบเยาวชน 70 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือ พร้อมข้อความสั่งแบนเด็กเล่นโซเชียลในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันเด็กจากการสัมผัสกับสื่อลามกอนาจาร การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ กลโกงออนไลน์ และภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย

 

 
 

ครอบคลุมเด็ก 70 ล้านคน

 

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห้ามเด็กมีบัญชีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox

 

นโยบายนี้เกิดขึ้นตามรอยประเทศออสเตรเลียที่ริเริ่มการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กเป็นแห่งแรกของโลกเมื่อปีที่แล้ว เพื่อคืนอำนาจให้กับสถาบันครอบครัวในการปกป้องเยาวชนจากบริษัทเทคโนโลยี

 

รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่าจะค่อยๆ บังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน

 

มิวเทีย ฮาฟิด (Meutya Hafid) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียกล่าวย้ำเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ (27 มี.ค.) ว่า “จะไม่มีการประนีประนอมในเรื่องการปฏิบัติตามกฎ และทุกนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของอินโดนีเซียอย่างเคร่งครัด”

 

ในการประกาศกฎระเบียบใหม่เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม เธอระบุว่านโยบายนี้จะครอบคลุมเด็กประมาณ 70 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศราว 280 ล้านคน โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มี ‘ความเสี่ยงสูง’ จะถูกประเมินจากความง่ายที่เด็กจะเข้าถึงคนแปลกหน้า ผู้ไม่ประสงค์ดี และเนื้อหาที่เป็นอันตราย ตลอดจนระดับความเสี่ยงของการถูกแสวงหาผลประโยชน์และกลโกงด้านความปลอดภัยของข้อมูล

 

ฮาฟิดยอมรับว่าการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่นี้เป็นเรื่องยาก แม้จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแผนก็ตาม โดยเฉพาะการกดดันให้แพลตฟอร์มต่างๆ ยอมปฏิบัติตามและรายงานผลการระงับบัญชีของผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี

 

“นี่เป็นงานที่ท้าทายอย่างแน่นอน แต่เราต้องลงมือทำเพื่อปกป้องเด็กๆ ของเรา มันไม่ง่ายเลย แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องทำให้สำเร็จ” ฮาฟิดกล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

เสียงสะท้อนจากสังคม

 

ลีนี ซินูรายา (Leni Sinuraya) คุณแม่วัย 47 ปี มองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กทุกคนในประเทศ เธอมองว่าปัจจุบันพ่อแม่ได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทแทนที่

 

“เดี๋ยวนี้เวลาเห็นเด็กๆ นั่งในร้านอาหาร พวกเขาจะมีโทรศัพท์วางอยู่ตรงหน้าเสมอ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาเสพติดมัน เด็กๆ จะไม่ยอมกินข้าวถ้าไม่ได้เล่นโทรศัพท์ และจะงอแงอาละวาดถ้าถูกแย่งไป ทั้งที่เวลาทานอาหารควรเป็นเวลาที่เราได้พูดคุยกับคนรอบข้าง” ซินูรายากล่าว

 

ผลการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติในปี 2023 พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้เยาว์ชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพอนาจารบนโซเชียลมีเดีย

 

และเกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้งในการผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดนี้

 

แพลตฟอร์มขานรับ

 

ในส่วนของแพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อนโยบายนี้แล้ว แพลตฟอร์ม X ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ระบุในหน้าข้อมูลความปลอดภัยออนไลน์ของอินโดนีเซียว่า อายุขั้นต่ำของผู้ใช้งานในประเทศคือ 16 ปี โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่ทางเลือกของเรา แต่เป็นสิ่งที่กฎหมายอินโดนีเซียกำหนด”

 

ทางด้าน YouTube ภายใต้การดูแลของ Google ระบุว่าพร้อมสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการสร้างกรอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับภัยอันตรายออนไลน์ ขณะที่ยังคงรักษาโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลเอาไว้

 

Meta Platforms Inc. บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram แถลงว่าบริษัทสนับสนุน ‘การนำไปปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง’ ของกฎใหม่นี้ และจะหารือกับกระทรวงการสื่อสารต่อไป บริษัทยังระบุว่าได้จัดกลุ่มเยาวชนอินโดนีเซียหลายสิบล้านคนเข้าสู่ ‘บัญชีวัยรุ่น’ (Teen accounts) ซึ่งเชื่อว่าจะมอบประสบการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำตามที่กฎระเบียบกำหนด

 

ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษ ซึ่งรวมถึงการถูกจำกัดการเข้าถึงในอินโดนีเซีย นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังต้องดำเนินการประเมินความปลอดภัยของเด็กด้วยตนเองให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้

 

แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากผู้ปกครอง แต่กลุ่มนักวิจารณ์ก็มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้นำเสนอทางออกที่เรียบง่ายเกินไป และอาจเป็นการปิดกั้นช่องทางการสื่อสารและการแสดงออกของเด็ก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

 

อุสมาน ฮามิด (Usman Hamid) ผู้อำนวยการบริหารแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ประจำอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “จุดสนใจควรอยู่ที่การทำให้พื้นที่ดิจิทัลมีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ใช่การกีดกันเด็กออกไปจากพื้นที่เหล่านั้น”

 

ภาพ : Rizky Arief Permana / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post คืนอำนาจให้พ่อแม่! อินโดนีเซียสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ตัดวงจรเสพติด-อนาจาร กระทบเยาวชน 70 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก https://thestandard.co/china-surgical-robot-brain-efficiency/ Sun, 29 Mar 2026 11:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1192520 แพทย์กำลังตรวจสอบภาพเอกซเรย์สมองของมนุษย์ ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง YDHB-NS01 ของจีน

คณะนักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ช่ว […]

The post หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์กำลังตรวจสอบภาพเอกซเรย์สมองของมนุษย์ ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง YDHB-NS01 ของจีน

คณะนักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด’ สำหรับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองที่มีความซับซ้อน โดยตามผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้ระบุว่า หุ่นยนต์นี้สามารถทำงานได้เร็วกว่าวิธีการผ่าตัดด้วยมือแบบดั้งเดิมถึง 29 เปอร์เซ็นต์

 

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นหุ่นยนต์ช่วยการผ่าตัดหลอดเลือดสมองเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

 

การทดสอบนี้จัดขึ้นที่โรงพยาบาล PUMCH หรือ Peking Union Medical College Hospital ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำของจีน โดยศัลยแพทย์รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบหุ่นยนต์สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการผ่าตัดมาตรฐานลงได้ถึง 9 นาทีเมื่อเทียบกับวิธีปกติ

 

นายแพทย์ จ้าว หยวนลี่ (Zhao Yuanli) ผู้นำการวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Chinese Neurosurgical Journal เมื่อวันที่ 30 มกราคม โดยระบุถึงประสิทธิภาพที่น่าสนใจของระบบหุ่นยนต์รุ่น YDHB-NS01 นี้

 

“การประยุกต์ใช้ทางคลินิกเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าระบบหุ่นยนต์มีความเป็นไปได้สำหรับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองเพื่อการวินิจฉัย ทั้งยังมีข้อบ่งชี้เบื้องต้นด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวิธีดั้งเดิม” นายแพทย์จ้าวระบุ

 

ยกระดับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

 

การถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคทางสมองหลายชนิด แต่วิธีการนี้ก็เป็นกระบวนการที่ยากลำบากและมีความท้าทายสูงสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษา

 

ในวิธีการแบบดั้งเดิม แพทย์ระบบประสาทจะต้องใช้มือสอดลวดนำทางขนาดเล็กจากบริเวณต้นขาของผู้ป่วย ขึ้นไปยังหลอดเลือดในสมองภายใต้การใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปีอย่างระมัดระวัง

 

การผ่าตัดด้วยมือมีข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น อาการมือสั่นที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้แพทย์ยังต้องสวมเสื้อคลุมและปลอกคอตะกั่วที่หนักอึ้งเพื่อป้องกันรังสี ซึ่งเพิ่มความเหนื่อยล้าทางร่างกาย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องสัมผัสกับรังสีเป็นระยะเวลานานในการผ่าตัดแต่ละครั้ง ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวต่อตัวแพทย์ผู้ทำการรักษาเองอีกด้วย

 

ระบบหุ่นยนต์เข้ามาช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำงานได้อย่างเสถียรและไม่มีข้อผิดพลาดทางกลไกหรือระบบเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน

 

ผู้ใช้งานรายงานว่าการส่งสายสวนและลวดนำทางเป็นไปอย่างราบรื่น การยึดจับของแขนกลมีความมั่นคง ด้ามจับควบคุมตอบสนองได้ดี และมีระบบตอบสนองต่อแรงสัมผัสที่ดี

 

ในการศึกษานี้ ทีมวิจัยพบว่าหลังจากการฝึกอบรมเพียง 2 ครั้ง ศัลยแพทย์คนเดิมสามารถเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกระบวนการได้ พร้อมทั้งลดเวลาผ่าตัดลงได้ 29 เปอร์เซ็นต์ หรือจากเฉลี่ย 38 นาทีเหลือเพียง 27 นาที

 

ผลลัพธ์ทางคลินิกที่แม่นยำและก้าวหน้ากว่าขีดจำกัดมนุษย์

 

ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมปี 2025 มีผู้ป่วย 25 คนเข้ารับการถ่ายภาพรังสีด้วยหุ่นยนต์ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 25 คนเข้ารับการผ่าตัดด้วยมือโดยศัลยแพทย์คนเดียวกันที่ PUMCH เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์

 

การทดสอบนี้ใช้ศัลยแพทย์ระบบประสาทรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานอิสระด้านนี้มาไม่ถึง 3 ปี แต่ผลลัพธ์กลับพบว่าแขนกลอัจฉริยะสามารถทำงานได้ดีกว่าการใช้มือมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด

 

ในการใช้หุ่นยนต์ แพทย์สามารถควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอและแขนกลระยะไกลจากห้องที่อยู่ติดกันได้อย่างปลอดภัย ช่วยขจัดปัญหาความเหนื่อยล้าและการสัมผัสรังสีโดยตรงที่พบในวิธีดั้งเดิม

 

การผ่าตัดในผู้ป่วยทั้ง 50 รายจากทั้ง 2 กลุ่มเสร็จสมบูรณ์อย่างราบรื่น โดยมีอัตราความสำเร็จทางเทคนิคและทางคลินิกสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแสดงภาพหลอดเลือดเป้าหมายได้อย่างชัดเจนตามเกณฑ์การวินิจฉัย

 

สื่อวิทยาศาสตร์ Interesting Engineering รายงานคำกล่าวของนายแพทย์จ้าวว่า “ไม่พบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มในด้านเวลาการฉายรังสี ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ ปริมาณสารทึบรังสี หรือเวลาโดยรวมในห้องตรวจ”

 

นายแพทย์จ้าวยังอธิบายเพิ่มว่า งานวิจัยนี้ยังคงเป็นการศึกษาเบื้องต้นในศูนย์การแพทย์เพียง 1 แห่งที่มีผู้ป่วยจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกในระดับที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันความปลอดภัยต่อไป

 

ระบบหุ่นยนต์ YDHB-NS01 ถูกพัฒนาขึ้นภายในประเทศจีนและผลิตในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจในฐานะหุ่นยนต์ช่วยแทรกแซงหลอดเลือดสมองเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการรับรอง

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2020 ระบบดังกล่าวยังเคยผ่านการทดสอบถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองมาแล้วถึง 257 ครั้งในศูนย์การแพทย์ของจีน 3 แห่ง โดยประสบความสำเร็จแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

 

ภาพ : Only_NewPhoto / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่อง 5 ปีแต่ราคาพุ่ง! Sony หักอกเกมเมอร์ อัปราคา PlayStation 5 ทั่วโลกสูงสุด 4.92 พันบาท สวนทางวงจรสินค้าไอทีที่ควรจะถูกลง https://thestandard.co/sony-playstation-5-price-increase/ Sun, 29 Mar 2026 08:19:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1192496 ภาพเครื่องเล่นเกม PlayStation 5 และข้อความประกาศปรับขึ้นราคา

Sony Group ประกาศปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกม PlayStation […]

The post เครื่อง 5 ปีแต่ราคาพุ่ง! Sony หักอกเกมเมอร์ อัปราคา PlayStation 5 ทั่วโลกสูงสุด 4.92 พันบาท สวนทางวงจรสินค้าไอทีที่ควรจะถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องเล่นเกม PlayStation 5 และข้อความประกาศปรับขึ้นราคา

Sony Group ประกาศปรับขึ้นราคาเครื่องเล่นเกม PlayStation 5 ทั่วโลก โดยในสหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.92 พันบาท) ในบางรุ่น

 

การขยับราคาครั้งใหญ่นี้ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงหนึ่งปี หลังจากที่บริษัทเคยปรับราคามาก่อนหน้านี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นผลมาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง

 

ราคาใหม่จะมีผลในวันที่ 2 เมษายน โดยรุ่นมาตรฐานในสหรัฐอเมริกาจะขยับจาก 549.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.80 หมื่นบาท) ขึ้นเป็น 649.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.13 หมื่นบาท)

 

สำหรับรุ่นดิจิทัลจะปรับขึ้นเป็น 599.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.97 หมื่นบาท) ขณะที่รุ่นท็อปอย่าง PlayStation 5 Pro จะมีราคาสูงถึง 899.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.95 หมื่นบาท) อุปกรณ์เสริมสำหรับเล่นเกมพกพาอย่าง PlayStation Portal ก็ถูกปรับเพิ่มราคาจาก 199.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.57 พันบาท) เป็น 249.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.21 พันบาท) ด้วยเช่นกัน

 

การปรับราคายังครอบคลุมไปถึงยุโรป สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น โดยในสหราชอาณาจักรราคาเครื่องรุ่นต่างๆ จะเพิ่มขึ้นราว 13 – 21 เปอร์เซ็นต์ ส่วนตลาดยุโรปเครื่องรุ่นมาตรฐานจะมีราคา 649.99 ยูโร (หรือ 2.46 หมื่นบาท)

 

ทางบริษัทได้ออกแถลงการณ์ว่า “เราพบว่านี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่มีนวัตกรรมและคุณภาพสูงให้กับผู้เล่นทั่วโลกต่อไปได้”

 

ต้นตอมาจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน

 

การที่ราคาเครื่องคอนโซลปรับตัวสูงขึ้นถือเป็นแนวโน้มที่ ‘ผิดปกติอย่างมาก’ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วราคาอุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ควรจะค่อยๆ ลดลงเมื่อวงจรชีวิตของสินค้าผ่านไปหลายปี

 

ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์นี้คือเรื่องกำแพงภาษีที่สหรัฐอเมริกากำหนด รวมถึงการที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างแข่งขันกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์กันอย่างดุเดือด

 

ส่งผลให้ผู้ผลิตหน่วยความจำหันไปให้ความสำคัญกับการผลิตชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลที่สร้างกำไรได้สูงกว่า ทำให้ชิ้นส่วนสำคัญอย่างหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสำหรับอุปกรณ์ทั่วไปเกิดภาวะตึงตัว

 

เพียร์ส ฮาร์ดิง-โรลส์ (Piers Harding-Rolls) นักวิเคราะห์จาก Ampere Analysis มองว่า “เมื่อไม่มีวี่แววว่าราคาจะลดลงเนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอ Sony จึงต้องตัดสินใจเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องส่วนต่างกำไรของฮาร์ดแวร์ที่บางเฉียบ”

 

นอกจากนี้เขายังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อที่เป็นผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลและอิหร่าน อาจยิ่งเข้ามาซ้ำเติมผลกระทบจากราคาชิ้นส่วนที่สูงขึ้น และเพิ่มความยากลำบากให้กับบริษัทคอนโซลมากยิ่งขึ้น

 

ปัญหานี้ยังลุกลามไปถึง Valve ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Steam ซึ่งประกาศฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยบริษัทยอมรับว่ายังไม่สามารถเปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายได้ เนื่องจากปัญหาหน่วยความจำขาดแคลนทวีความรุนแรงขึ้น

 

ฮาร์ดิง-โรลส์กล่าวเสริมว่าคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากคู่แข่งอย่าง Microsoft และ Nintendo จะทำตามในอนาคตอันใกล้ ซึ่งปัจจุบันเครื่อง Xbox Series X ก็ขยับราคาจากตอนเปิดตัวมาอยู่ที่ 650 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.13 หมื่นบาท) แล้ว

 

ทางด้าน Nintendo ก็ได้ปรับขึ้นราคาเครื่อง Switch รุ่นแรกไปเมื่อปีที่แล้ว แม้จะยังคงราคาเครื่อง Switch 2 ไว้ที่ 450 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.47 หมื่นบาท) แต่ก็ออกโรงเตือนว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

 

แรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค

 

นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าการปรับราคาคอนโซลให้แพงขึ้น มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของตลาดวิดีโอเกมโดยรวมในปีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สัญญาณเตือนเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อยอดขายเครื่อง PlayStation 5 ในช่วงไตรมาสวันหยุดปลายปีที่ผ่านมาร่วงลงถึง 16 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยทำยอดขายไปได้เพียง 8 ล้านเครื่องเท่านั้น

 

ความซบเซานี้ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยัง Epic Games ผู้สร้างเกม Fortnite ที่กลายเป็นบริษัทล่าสุดที่ประกาศลดพนักงาน 1,000 คน โดยอ้างเหตุผลเรื่องยอดขายคอนโซลที่ชะลอตัวและรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับ

 

การตัดสินใจของ Sony เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเกมกำลังเผชิญมรสุม ทั้งจากการเลิกจ้างพนักงานกะทันหัน การปรับขึ้นราคาบริการ และการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารระดับสูงที่สร้างความขัดแย้ง

 

การเพิ่มราคาเครื่องคอนโซลที่มีอายุในตลาดมานานถึง 5-6 ปี ได้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับบรรดาเกมเมอร์ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการผลักภาระมาให้กับผู้บริโภค

 

ผู้ใช้งานรายหนึ่งได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นใต้บล็อกโพสต์ของ Sony อย่างดุเดือดว่า “ราคา 650 ยูโรสำหรับเครื่องคอนโซลรุ่นพื้นฐานที่มีอายุ 5 ปีนั้นเป็นเรื่องที่บ้ามาก”

 

ขณะที่ผู้ใช้อีกคนวิพากษ์วิจารณ์การกระทำนี้ว่า ‘น่ารังเกียจ’ และกล่าวเสริมว่า “ราคาควรจะลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของเจเนอเรชันแบบนี้” ผู้ใช้งานอีกรายยังได้เข้ามาแสดงความเห็นปิดท้ายด้วยความผิดหวังอย่างหนักว่า “นี่เป็นเจเนอเรชันเดียวที่ราคาเครื่องคอนโซลปรับตัวสูงขึ้นและไม่ยอมลดลงเลย”

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน

 

  • 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.86 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569
  • 1 ยูโร เท่ากับ 37.87 บาท ณ วันที่ 28 มีนาคม 2569

 

ภาพ : Wongsakorn 2468 / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เครื่อง 5 ปีแต่ราคาพุ่ง! Sony หักอกเกมเมอร์ อัปราคา PlayStation 5 ทั่วโลกสูงสุด 4.92 พันบาท สวนทางวงจรสินค้าไอทีที่ควรจะถูกลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/huawei-mate-80-pro-comeback/ Fri, 27 Mar 2026 12:00:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191960 ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี

ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน สมาร์ทโฟนแข่งขันกันด้วยตัวเลขสเปก […]

The post Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี

ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน สมาร์ทโฟนแข่งขันกันด้วยตัวเลขสเปก ไม่ว่าจะเป็นความเร็วชิป ความละเอียดกล้อง หรือขนาดหน้าจอ ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่แฟนเทคฯ หยิบมาถกเถียงและเปรียบเทียบกันอยู่เสมอ

 

แต่วันนี้ตลาดสมาร์ทโฟนเดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ เมื่อเกือบทุกเครื่องในระดับเรือธงมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว สนามแข่งขันของผู้ผลิตจึงต้องเปลี่ยนไป และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Mate Series จาก Huawei กำลังกลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ถูกจับตามองและรอคอยมากที่สุดในขณะนี้

 

ยุคที่สมาร์ตโฟนแข่งกันในด้านประสบการณ์การใช้เหนือเรื่องสเปก

 

เมื่อสเปกคือสิ่งที่ไม่ต้องแข่งขันกันเท่าในอดีตแล้ว ผู้ใช้จึงมองหาเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้ใช้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ทั้งการถ่ายภาพ การใช้ทำงานได้ง่ายขึ้น ช่วยคิดและตัดสินใจแทนผู้ใช้ การประมวลผลภาพขั้นสูง และระบบนิเวศของแอปพลิเคชันจึงกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของสมาร์ตโฟนระดับเรือธงทั่วโลก

 

สมาร์ตโฟนปัจจุบันเป็นมากกว่าโทรศัพท์ แต่เป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์และกำลังจะกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว AI” ที่เข้าใจผู้ใช้และช่วยจัดการงานต่าง ๆ ในอนาคต การเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงถือเป็นการแสดงทิศทางเทคโนโลยีและวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตต่ออนาคตของอุตสาหกรรมในยุคที่สมาร์ทโฟนคือศูนย์กลางของชีวิตดิจิทัล

 

Mate Series ของ HUAWEI หายไป 3 ปี แต่ทำไมคนยังรอ?

 

เราได้กล่าวถึง “HUAWEI Mate Series” ก่อนหน้านี้ แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมเจ้าซีรีส์ถึงหายไป 3 ปี?

 

หากสมาร์ตโฟนสักซีรีส์หายไป 3 ปี ผู้คนอาจจะลืมซีรีส์นั้นไปเสียแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Mate Series กลับแตกต่างออกไป แม้ HUAWEI Mate Series จะหายไปนานกว่า 3 ปี แต่ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยยังคงใช้รุ่นเดิมและติดตามข่าวการกลับมาอย่างต่อเนื่อง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้เกิดความผูกพันกับประสบการณ์การใช้งาน

 

นี่คือโอกาสและจุดเด่นของ Mate Series ในตลาดสมาร์ตโฟนที่สเปกใกล้เคียงกัน เพราะความสัมพันธ์กับผู้ใช้ไม่ได้อยู่ที่สเปกหรือราคา แต่เป็นการมอบประสบการณ์น่าจดจำ เช่น การถ่ายภาพ การใช้งานเสถียร และการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

 

การกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro ในครั้งนี้ จึงเป็นการกลับมาของซีรีส์ที่มีความหมายกับผู้ใช้จำนวนมาก และเป็นการกลับมาของหนึ่งในซีรีส์สมาร์ตโฟนที่เคยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรมของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนระดับโลก

 

“See It True” ให้การถ่ายภาพได้ถ่ายใกล้ความจริงมากขึ้น

 

การพัฒนากล้องสมาร์ตโฟนก้าวสู่ยุค Computational Photography ใช้ซอฟต์แวร์และ AI ประมวลผลภาพ ให้สมาร์ทโฟนสร้างภาพคุณภาพสูงได้ง่าย แม้เซนเซอร์เล็กกว่ากล้องมืออาชีพ โดย AI จะรวมภาพ ปรับแสง สี ลดสัญญาณรบกวน และจัดองค์ประกอบภาพอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ถ่ายภาพคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการถ่ายภาพมาก

 

เทรนด์นี้ได้ชูแนวคิด “See It True” ของ “HUAWEI Mate 80 Pro” ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้บริบทของเทคโนโลยีการถ่ายภาพในยุคนี้ ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงให้ภาพสวยขึ้น แต่ต้องการให้ภาพใกล้เคียงกับสิ่งที่ตาเห็นมากที่สุด ทั้งในแง่ของสี แสง และบรรยากาศของช่วงเวลานั้น

 

ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี 1

 

ระบบกล้องของ HUAWEI Mate 80 Pro ถูกพัฒนาเพื่อถ่ายทอดสีสันให้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ผ่านเลนส์เสริมสีจริง (True-to-color) ที่ช่วยให้สีของภาพใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น ขณะเดียวกัน AI ยังเข้ามาช่วยวิเคราะห์ฉาก แสง และองค์ประกอบภาพ เพื่อช่วยจัดเฟรมภาพให้เหมาะสม เสมือนมีผู้ช่วยช่างภาพอยู่ในสมาร์ทโฟน

 

เทคโนโลยีกล้องสมาร์ทโฟนปัจจุบันเน้นการถ่ายทอดภาพที่สมจริงที่สุด เพื่อบันทึกความทรงจำและเรื่องราว Mate Series ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้บันทึกช่วงเวลาสำคัญได้ใกล้เคียงความรู้สึกจริงที่สุด

 

HUAWEI Mate 80 Pro ประสิทธิภาพสูงใช้งานได้ตลอดทั้งวันไม่มีสะดุด

 

HUAWEI Mate 80 Pro ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดเรื่องของเสริมประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลแม้ใช้งานหนักต่อเนื่อง ผ่านระบบระบายความร้อน Vapor Chamber ที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเครื่อง ทำให้สมาร์ตโฟนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอ เล่นเกม หรือใช้งานหลายแอปพร้อมกัน

 

นอกจากประสิทธิภาพการทำงาน โครงสร้างของตัวเครื่องก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญ เพราะสมาร์ตโฟนเป็นอุปกรณ์ที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งฝน ฝุ่น หรืออุบัติเหตุเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน HUAWEI Mate 80 Pro จึงมาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และ IP69 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างมั่นใจในหลากหลายสถานการณ์

 

ระบบ AI อัจฉริยะเพื่อผู้ใช้งาน พร้อมระบบนิเวศสำหรับ HUAWEI Mate 80 Pro 

 

HUAWEI Mate 80 Pro มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่เน้นประโยชน์ต่อผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อแสดงเทคโนโลยี แต่เพื่อทำให้การใช้งานสมาร์ตโฟนเป็นเรื่องง่าย เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยจัดการภาพถ่าย การช่วยค้นหาข้อมูล การจัดการแอปพลิเคชัน หรือการปรับการทำงานของเครื่องให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้ใช้

 

ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศของแอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เพราะสมาร์ตโฟนไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันจำนวนมากในชีวิตประจำวัน HUAWEI Mate 80 Pro จึงทำงานร่วมกับระบบ AppGallery ซึ่งในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันให้ดาวน์โหลดอย่างหลากหลาย รวมถึงแอปยอดนิยมที่ผู้ใช้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแอปพลิเคชัน

 

“Once a Mate, Always a Mate” ความสำเร็จที่บอกต่อของ HUAWEI

 

มีเพียงไม่กี่ซีรีส์ของสมาร์ตโฟนที่ถูกจดจำจากประสบการณ์และความรู้สึก ไม่ใช่แค่สเปกหรือดีไซน์ Mate Series คือหนึ่งในนั้น เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้จำมันได้ตลอดหลายปี คือประสบการณ์โดยรวม ทั้งการถ่ายภาพ ความเสถียร และความรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตจริง ซึ่งนั่นคือความสำเร็จของ Mate Series และเป็นที่มาของคำกล่าวที่ผู้ใช้หลายคนยืนยันว่า “Once a Mate, Always a Mate” 

 

การกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเรือธงรุ่นใหม่ แต่คือการสานต่อเรื่องราวของซีรีส์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม สู่ยุคที่สมาร์ทโฟนกำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุปกรณ์สื่อสาร ไปสู่ผู้ช่วยดิจิทัลที่อยู่กับผู้ใช้ตลอดทั้งวัน

 

ภาพสมาร์ทโฟน HUAWEI Mate 80 Pro ที่เน้นกล้องและการประมวลผล AI แสดงถึงการกลับมาในตลาดหลังจากหายไป 3 ปี 2

 

HUAWEI Mate 80 Pro สมาร์ทโฟนเรือธงที่รวมการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพ และ AI ไว้ในเครื่องเดียว

 

HUAWEI Mate 80 Pro คือสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดจากหัวเว่ยที่ผสานนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และเทคโนโลยี AI เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นการใช้งานในชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีบนสเปกชีต

 

ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีทอง และสีดำ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากทัศนียภาพของธรรมชาติ สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีความพรีเมียม

 

HUAWEI Mate 80 Pro เตรียมเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าในประเทศไทยระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2569 – 2 เมษายน 2569 ในราคา 37,990 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษในช่วงพรีออเดอร์ รับของสมนาคุณรวมมูลค่าสูงสุด 21,470 บาท ได้แก่ HUAWEI SuperCharge 100W Adapter และ HUAWEI Watch GT5 รวมถึงข้อเสนอเก่าแลกใหม่ (Trade Up Offer) รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 7,000 บาท

 

ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ผ่านหน้าร้าน HUAWEI Experience Store ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ และช่องทางออนไลน์อย่าง HUAWEI Store, Lazada, Shopee และ TikTok Shop

 

ติดตามข่าวสารและอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากหัวเว่ยได้ทาง 

Facebook: Huawei Mobile TH 

Website: http://consumer.huawei.com/th  

LINE: HuaweiMobileThailand

IG: Huawei.TH

 

หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า คอมมูนิตี้ และบริการต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน My HUAWEI บน AppGallery

The post Mate Series หายไป 3 ปี แต่ทำไมยังมีคนรอ? กับการกลับมาของ HUAWEI Mate 80 Pro [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? https://thestandard.co/middle-east-war-ai-impact/ Fri, 27 Mar 2026 04:46:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1191945 ภาพแสดงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI พร้อมข้อความ 'วิกฤตสงคราม ลามสะเทือนถึง อุตสาหกรรม AI'

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ […]

The post เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม AI พร้อมข้อความ 'วิกฤตสงคราม ลามสะเทือนถึง อุตสาหกรรม AI'

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ่งจับตาไปที่ผลกระทบด้านพลังงานอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อ ‘อุตสาหกรรม AI’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่เกิดจากสงครามถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับ AI ระดับโลกมากกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน (TSMC) และเกาหลีใต้ (Samsung, SK Hynix) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับที่สูงมาก โดย 85% ของก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ผู้ซื้อในเอเชีย

 

นอกจากก๊าซ LNG แล้ว ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่

 

  • ก๊าซฮีเลียม (ผลพลอยได้จากการแปรรูปก๊าซธรรมชาติ): เอเชียนำเข้าจากรัฐกาตาร์เป็นหลัก ซึ่งผลิตได้ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก
  • กำมะถัน (ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซ): ครึ่งหนึ่งของการขนส่งทางเรือทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • แร่โลหะอื่นๆ: เช่น แร่อะลูมิเนียม

 

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือได้รับผลกระทบ จะส่งผลให้ปริมาณก๊าซลดลงอย่างฉับพลัน ประเทศที่พึ่งพาก๊าซสูงอย่างไต้หวันซึ่งแทบจะผลิตก๊าซธรรมชาติเองไม่ได้เลย จะได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพลังงานไม่พอ รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการจำกัดการจ่ายไฟให้เฉพาะกลุ่ม ทำให้ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงอย่าง Data Center และโรงงานผลิตชิปต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดชะงัก จนลุกลามเป็นวิกฤตขาดแคลนชิป AI ทั่วโลกได้

 

ผลกระทบลามถึงสหรัฐฯ แม้เป็นผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่

 

แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่ขาดแคลนก๊าซ LNG และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ (Hyperscalers) ของสหรัฐฯ ที่มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ก็หนีไม่พ้นผลกระทบเช่นกัน

 

เพราะหากยุโรปและเอเชียขาดแคลนก๊าซและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น สหรัฐฯ ก็จะมีแรงจูงใจในการส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานภายในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก ท้ายที่สุด ต้นทุนค่าไฟ (OPEX) ของ Data Center ในอเมริกาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันอัตรากำไรและความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

SCB CIO ประเมินฉากทัศน์ (Scenario Analysis) หุ้นกลุ่มเทคฯ คุณเกษรีได้ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไว้ 2 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • กรณีฐาน (Base Case): โอกาสเกิดสูง ความขัดแย้งไม่ลุกลามจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ราคาพลังงานปรับขึ้นเพียงชั่วคราวและบริหารจัดการได้

 

  • สหรัฐอเมริกา: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ แม้ผู้ให้บริการ Cloud จะมีต้นทุนดำเนินการสูงขึ้นแต่ยังควบคุมได้ และจะยังคงเดินหน้าลงทุนด้าน AI ต่อไป

 

  • เอเชีย (ไต้หวัน, เกาหลีใต้): อาจเผชิญปัญหาขนส่งล่าช้าบ้าง แต่ด้วยอุปสงค์ (Demand) ของชิปที่ยังคงแข็งแกร่ง และปัจจัยพื้นฐานที่โดดเด่น รวมถึง Valuation ที่ยังเทรดในราคาที่มีส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีมาตรการรับมือเชิงรุก ทั้งการตั้งกองทุนพยุงหุ้น 100 ล้านล้านวอน, มาตรการลดหย่อนภาษี 100% สำหรับรายย่อย, และมีพลังงานสำรองใช้นานถึง 200 วัน

 

  • กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case): โอกาสเกิดน้อย หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานเกิน 1 เดือน จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อฝังลึก ตลาดประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอาจพุ่งสูงถึง 40%

 

  • สหรัฐอเมริกา: หุ้นสหรัฐฯ ที่มี Valuation ตึงตัวจะถูกเทขายอย่างหนักเพื่อลดความเสี่ยง และกลุ่ม Hyperscalers จะชะลอการลงทุนลง
  • เอเชีย: โรงงานผลิตชิปอาจถูกตัดไฟจนต้องหยุดการผลิต ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกำไรบริษัท นักลงทุนต่างชาติที่ถือครองสัดส่วนกว่า 35% ในตลาดอาจเทขายหุ้นทิ้ง (Capital Outflow)

 

คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนธีม AI (Actionable Advice) ภาพรวม SCB CIO ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้นเทคฯ ฝั่งสหรัฐฯ มีความต้านทานต่อภาวะ Energy Shock ได้ดีกว่า ขณะที่ฝั่งเอเชีย Valuation ได้ปรับลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปค่อนข้างมากแล้ว

 

  • สำหรับผู้ที่มีหุ้นเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว: แนะนำให้ ‘คงน้ำหนักการลงทุน’ (Hold) ยังไม่จำเป็นต้องขายออก เนื่องจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ประเมินว่ายังอยู่ในระดับ Base Case ที่จัดการได้

 

  • สำหรับนักลงทุนที่รอเข้าซื้อ (Buy on Dip): แนะนำให้ ‘ติดตามระยะเวลาของสงคราม’ เป็นหลัก

 

  • หากสงครามยุติได้ภายใน 6 สัปดาห์ (ช่วงเดือนเมษายน) ให้มองเป็นเพียงปัจจัยลบชั่วคราว และเป็นโอกาสในการ ‘ทยอยเข้าลงทุน’ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย

 

  • แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ (เลยไปถึงเดือนพฤษภาคม) ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและวิกฤตพลังงานจะกลายเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งและเกิดการปรับลด Valuation ของหุ้นชิป ดังนั้นจึงควร ‘รอจังหวะดัชนีย่อตัว’ แล้วค่อยประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน

 

ภาพ: macondofotografcisi , StudioProX / Shutterstock

The post เจาะลึกผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงานสะเทือน ‘อุตสาหกรรม AI’ หนักแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค https://thestandard.co/meta-alphabet-addiction-lawsuit-kids/ Fri, 27 Mar 2026 04:33:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1191941 ภาพโลโก้ Meta และ Alphabet บนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ศาลใน ‘นครลอสแอนเจลิส’ มีคำตัดสินให้ Meta และ Alphabet […]

The post เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ Meta และ Alphabet บนหน้าจอคอมพิวเตอร์

ศาลใน ‘นครลอสแอนเจลิส’ มีคำตัดสินให้ Meta และ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ชดใช้ค่าเสียหายรวม 6 ล้านดอลลาร์ (ราว 197 ล้านบาท) จากความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน

 

คำตัดสินระบุให้ Meta ชดใช้ 4.2 ล้านดอลลาร์ (ราว 137.9 ล้านบาท) และ Google 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 59 ล้านบาท) แม้มูลค่าความเสียหายจะไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดธุรกิจของบริษัทเทคระดับโลก แต่คดีนี้ถูกจับตาในฐานะคดีต้นแบบที่อาจมีผลต่อคดีลักษณะเดียวกันอีกจำนวนมาก ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลรัฐแคลิฟอร์เนีย

 

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาการออกแบบแพลตฟอร์มแทนเนื้อหา ซึ่งโดยปกติกฎหมายสหรัฐฯ มักให้ความคุ้มครองผู้ให้บริการจากความรับผิดด้านคอนเทนต์

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายโจทก์ชี้ว่า ฟีเจอร์วิดีโอสั้น เช่น Reels บน YouTube และ Instagram เป็นกลไกที่กระตุ้นพฤติกรรมเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานที่เริ่มใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะที่ศาลเห็นว่าบริษัทไม่ได้ให้คำเตือนถึงความเสี่ยงมากพอ

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า แม้ทั้งสองบริษัทเตรียมยื่นอุทธรณ์ และในระยะสั้นราคาหุ้นยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่คำตัดสินนี้อาจเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทต้องปรับแนวทางการออกแบบแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะในประเด็นการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตและจำนวนผู้ใช้งานในอนาคต

 

คดีดังกล่าวยังสะท้อนแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีอย่างน้อย 20 รัฐออกกฎหมายควบคุมการใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็ก เช่น การยืนยันอายุผู้ใช้งาน และการจำกัดการใช้งานในโรงเรียน

 

ขณะเดียวกัน กลุ่ม NetChoice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเทค ได้ยื่นฟ้องคัดค้านกฎหมายบางส่วน ด้านนักการเมืองอย่าง มาร์ชา แบล็กเบิร์น และ ริชาร์ด บลูเมนธัล ก็เรียกร้องให้มีการออกกฎหมายกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็กบนแพลตฟอร์ม

 

สำหรับความเคลื่อนไหวของบริษัทอื่นๆ อย่าง Snap และ TikTok ล่าสุดได้ตกลงยอมความกับโจทก์ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่คดีเกี่ยวกับการเสพติดโซเชียลมีเดียจากหน่วยงานรัฐและเขตการศึกษาหลายแห่ง มีกำหนดทยอยเข้าสู่การพิจารณาในช่วงกลางปีนี้

 

ทั้งนี้ ในชั้นอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของผู้ใช้งานมีแนวโน้มจะเป็นแกนหลักของข้อถกเถียง โดยเฉพาะในบริบทที่บริษัทเทคต้องสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของแพลตฟอร์มกับความรับผิดชอบต่อสังคม

 

ท้ายที่สุด คำตัดสินครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความเสี่ยงเชิงกฎหมาย แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียในระยะยาว

 

ภาพ: Koshiro K/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เงินไม่เยอะแต่สะเทือนวงการ! ศาลสั่ง Meta-Alphabet ชดใช้ 6 ล้านดอลลาร์ คดีออกแบบฟีเจอร์ดูดเวลาเด็ก จ่อเป็นบรรทัดฐานใหม่เขย่าบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด https://thestandard.co/grab-avoids-fuel-surcharge/ Fri, 27 Mar 2026 02:25:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1191881 ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'Grab เมินเก็บ ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ชี้ไม่ควรผลักภาระให้ลูกค้า' สื่อถึงนโยบาย Grab ไม่ขึ้นค่าธรรมเนียมแม้ราคาน้ำมันแพง

แกร็บ ประเทศไทย (Grab) กางแผนรับมือวิกฤตราคาน้ำมันแพงจา […]

The post Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'Grab เมินเก็บ ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ชี้ไม่ควรผลักภาระให้ลูกค้า' สื่อถึงนโยบาย Grab ไม่ขึ้นค่าธรรมเนียมแม้ราคาน้ำมันแพง

แกร็บ ประเทศไทย (Grab) กางแผนรับมือวิกฤตราคาน้ำมันแพงจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมาตรการอัดฉีดงบ 10 ล้านบาทช่วยคนขับและไรเดอร์เตรียมหมดลงในช่วงต้นเมษายนนี้ รับเร่งศึกษามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เตรียมรุกบริการใหม่ ‘สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าทั่วไป’ เป็นครั้งแรก

 

 
 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม Grab ผู้เป็นแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและเดลิเวอรีรายใหญ่ของไทยได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน จึงประกาศมอบ ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันให้แก่คนขับและไรเดอร์

 

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งบริการรับ-ส่งผู้โดยสาร และบริการเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยจะมีการสนับสนุนค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

โดยในวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่แถลงทิศทางประจำปี 2569 จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย ระบุว่างบก้อนดังกล่าวเป็นการอุดหนุน 13 บาทต่อเที่ยว ซึ่งช่วยชดเชยได้บางส่วน และประเมินว่างบกำลังจะหมดในช่วงต้นเมษายน โดยกำลังดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือต่ออย่างไรบ้าง

 

คล้อยหลังเพียง 1 วัน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งการปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 
 

ไม่อยากผลักภาระให้ลูกค้า

 
 เมื่อถูกถามว่า ควรเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) หรือไม่ จันต์สุดา ระบุว่า “ยังอยู่ในช่วงการพิจารณาและไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากสินค้าอื่นก็แพงขึ้นพร้อมกัน ทั้งพลาสติก ปุ๋ย หรือไข่ไก่ การผลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งหมดจึงไม่เหมาะสม”

 

ทางออกระยะยาวที่ Grab เน้นคือการผลักดันรถ EV ซึ่งประหยัดค่าพลังงานได้ 60 ถึง 70% เทียบกับน้ำมัน ช่วยให้คนขับไม่ต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมันผันผวน

 

โปรแกรม EV เริ่มมาประมาณ 3 ปี จากหลักร้อยคันขยายมาสู่หลักพันคัน โดยมาจากทั้งโปรแกรมของ Grab เองแบบผ่อนหรือเช่าในราคาเริ่มต้นประมาณ 8,000 ถึง 11,000 บาท ผ่อน 5 ปี นอกจากนี้ยังมีคนขับที่มี EV ของตัวเองมาเข้าระบบ พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถเพิ่มเติมผ่านโปรแกรมเช่ารถ EV ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อ

 

แม่ทัพแกร็บ ประเทศไทยมองสถานการณ์ความตึงเครียดนี้คล้ายกับช่วงโควิดที่เป็นภาวะราคาพุ่งฉับพลัน โดย Grab มีข้อได้เปรียบที่ครอบคลุมธุรกิจทั้งฝั่งการเดินทางและฝั่งเดลิเวอรี

 

หากสถานการณ์รุนแรงจนคนต้อง Work from Home มากขึ้น จะใช้วิธีลดงบการตลาดฝั่งการเดินทางลง จากนั้นจะนำงบที่ได้มาอัดฉีดโปรโมชันให้ฝั่ง GrabFood และ GrabMart แทน รวมถึงอาจพิจารณาให้คนขับรถยนต์หันมาช่วยส่งอาหารเหมือนที่เคยทำ

 

ผู้บริหารย้ำว่าโควิดคือสถานการณ์ที่อยู่คนละระดับความรุนแรงกับปัจจุบัน แต่ต้องมีแผนสำรองรองรับทุกความผันผวน ส่วนการช่วยเหลือร้านอาหาร บริษัทยังไม่ลดค่าคอมมิชชัน (ปัจจุบัน Maximum อยู่ที่ 30%) เพราะมีต้นทุนทั้งจ่ายให้ไรเดอร์รวมถึงการทำโปรโมชัน ทำให้มีพื้นที่ลดได้น้อยมาก

“แนวทางที่เลือกใช้แทนคือการดึงงบการตลาดมาสนับสนุนส่วนลดให้ผู้ใช้ เพื่อให้ออเดอร์ร้านค้าเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สำหรับประเด็นการช่วยเหลือร้านค้าในกรณีที่ค่าน้ำมันขึ้น ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและเก็บเป็นการบ้านต่อไป”

 

ยอดสั่งซื้อยังทรงตัว

 

ข้อมูล Basket Size หรือยอดสั่งซื้อเฉลี่ยในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 230 ถึง 240 บาทต่อออเดอร์ ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ 100 กว่าบาทต่อออเดอร์ ปัจจุบันยังคงทรงตัวและไม่มีสัญญาณลดลง รวมถึงยังไม่พบว่าร้านอาหารปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่กระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการสั่งอาหาร สอดคล้องกับรายงาน e-Conomy SEA โดย Google, Temasek และ Bain & Company ที่ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โต 15% โดยไทยเติบโตสูงถึง 16% สวนทางกับจีดีพีที่ค่อนข้างต่ำ

 

ขณะที่ตลาดส่งอาหารออนไลน์ในไทยเติบโต 22% มีมูลค่าราว 161,000 ล้านบาท ดันให้ไทยเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย แม้จะมีประชากรน้อยกว่าถึง 4 เท่า โดย Grab ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยที่ 47%

 

ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตในปี 2568 ที่พบว่าคนขับที่ใช้งานประจำต่อเดือนเติบโตขึ้น 50% ขณะที่ร้านค้าซึ่งมียอดขายจริงเติบโตประมาณ 10% ส่วนผู้ใช้บริการที่ทำธุรกรรมรายวันเติบโตขึ้น 37% ตอบรับกับกลยุทธ์บริการ GrabCar Saver ที่ดันให้ความถี่ใช้งานเติบโต 19%

 

ฝั่งบริการระดับเรียกรถพรีเมียมก็ยังคงเติบโตถึง 90% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการ GrabForBusiness สำหรับองค์กรเติบโตถึง 45% โดยมีลูกค้าหลักจากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เทคโนโลยี และอีคอมเมิร์ซ

 
 

ส่งสินเชื่อใหม่เจาะกลุ่มบุคคล

 

อีกธุรกิจที่โดดเด่นคือการให้สินเชื่อแก่คนขับและร้านอาหารที่เติบโตถึง 40% ปัจจัยสำคัญคือการมีข้อมูลเชิงลึกของผู้กู้ ทั้งจำนวนรอบการขับต่อวัน, ยอดขายของร้านอาหาร, ความถี่ในการปิดร้าน และคะแนนเรตติง มาประมวลผลเป็นเครดิตสกอริง

 

ข้อมูลทั้งหมดทำให้ตัวเลขหนี้เสียอยู่ในระดับต่ำมากที่ 2% กว่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับในปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดต่อด้วยการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก

 

บริการสินเชื่อใหม่นี้เจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการทุนประกอบอาชีพ วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน เงื่อนไขคือต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป ผ่านการยืนยันตัวตน และใช้แอปพลิเคชันมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยง ทั้งการใช้บัตรเครดิตและความถี่ไปสนามบิน

 

รวมถึงการพิจารณาสัดส่วนการใช้ GrabBike เทียบกับ GrabCar และพฤติกรรมการสั่งซื้อรวม โดยเมนูขอสินเชื่อใหม่นี้จะแสดงเฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากฐานข้อมูลแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น GrabCar Group Ride บริการนั่งรถร่วมกับเพื่อนและหารค่าโดยสาร

 

รวมถึงฟีเจอร์ GrabMart Basket Builder ที่ใช้เอไอช่วยค้นหาสินค้าด้วยภาพถ่ายหรือเสียงสั่งงาน และการจับมือกับกลุ่มโรงแรม IHG เพื่อให้บริการรับส่งแขกโรงแรมผ่าน GrabForBusiness โดยสามารถนำค่าเดินทางรวมกับบิลห้องพักได้โดยตรง

 

“เรามุ่งเน้นให้ระบบนิเวศทั้งหมดเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์ม แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน” จันต์สุดา กล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางธุรกิจ “การปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เรารักษาความเป็นผู้นำตลาด และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้”

The post Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เปิดตัว Apple Business รวมบริการจัดการอุปกรณ์-อีเมล-เครื่องมือแบรนด์ไว้ในที่เดียว เปิดให้บริการฟรีในกว่า 200 ประเทศและดินแดน 14 เม.ย. นี้ https://thestandard.co/apple-business-launch-free-global/ Thu, 26 Mar 2026 01:08:00 +0000 https://thestandard.co/apple-business-launch-free-global/ ภาพกราฟิก Apple Business แสดงบริการจัดการอุปกรณ์สำหรับองค์กร เปิดให้บริการฟรีทั่วโลก 14 เม.ย. นี้

Apple รวบรวมฟีเจอร์สำหรับภาคธุรกิจที่พัฒนามาตลอดหลายปี […]

The post Apple เปิดตัว Apple Business รวมบริการจัดการอุปกรณ์-อีเมล-เครื่องมือแบรนด์ไว้ในที่เดียว เปิดให้บริการฟรีในกว่า 200 ประเทศและดินแดน 14 เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก Apple Business แสดงบริการจัดการอุปกรณ์สำหรับองค์กร เปิดให้บริการฟรีทั่วโลก 14 เม.ย. นี้

Apple รวบรวมฟีเจอร์สำหรับภาคธุรกิจที่พัฒนามาตลอดหลายปี ทั้งระบบจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ในตัว (MDM), อีเมลธุรกิจ, ปฏิทิน, บริการไดเรกทอรี และการรองรับโดเมนแบบกำหนดเอง เข้ามาไว้ในแพลตฟอร์มเดียวภายใต้ชื่อ ‘Apple Business’ ซึ่งประกาศเปิดตัวค่ำวานนี้ (24 มี.ค.) และจะเปิดให้บริการในวันที่ 14 เมษายนนี้ ในกว่า 200 ประเทศและดินแดน

 

Apple Business ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรทุกขนาดจัดการอุปกรณ์และบัญชีผู้ใช้ได้จากที่เดียว พร้อมมอบเครื่องมือด้านการตลาดเพื่อเข้าถึงลูกค้า โดยฟีเจอร์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การดำเนินธุรกิจ (Running the Business) ที่เน้นงาน IT และการตั้งค่า กับ การเติบโต (Growth) ที่เน้นเครื่องมือจัดการแบรนด์และการเข้าถึงลูกค้า

 

ทั้งนี้ Apple Business เกิดจากการรวม 3 บริการที่มีอยู่เดิมเข้าด้วยกัน ได้แก่ Apple Business Connect (จัดการข้อมูลแบรนด์บนแผนที่), Apple Business Manager (จัดการอุปกรณ์และบัญชี) และ Apple Business Essentials (เครื่องมือ IT สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก)

 

โดยบริการทั้ง 3 จะยุติการให้บริการแยกหลังจาก Apple Business เปิดตัว ส่วนข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ตำแหน่งที่ตั้งที่อ้างสิทธิ์ไว้, ข้อมูลบัตรสถานที่, รูปภาพ และรายละเอียดบัญชี จะย้ายไปยัง Apple Business โดยอัตโนมัติ

 

ระบบจัดการอุปกรณ์ในตัว ใช้ได้ฟรีทั่วโลก

 

จุดเด่นของ Apple Business คือระบบจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ในตัว (Built-in MDM) ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ได้เฉพาะผ่านการสมัครสมาชิก Apple Business Essentials ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ตอนนี้จะเปิดให้ใช้งานฟรีในกว่า 200 ประเทศ เพียงสร้างบัญชี Apple Business

 

ระบบนี้มาพร้อมฟีเจอร์ Blueprints ซึ่งเป็นเทมเพลตสำเร็จรูปสำหรับการตั้งค่าอุปกรณ์ iPhone, iPad หรือ Mac ช่วยกำหนดกลุ่มพนักงาน, การตั้งค่า, ความปลอดภัย และแอปล่วงหน้า ทำให้พนักงานสามารถแกะกล่องอุปกรณ์และเริ่มใช้งานได้ทันทีผ่านการลงทะเบียนอัตโนมัติ (Automated Device Enrollment) สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับแต่งเพิ่มเติม ยังมีตัวเลือกการตั้งค่าขั้นสูงสำหรับนโยบายความปลอดภัยอีกด้วย

 

ฟีเจอร์ด้านการจัดการอุปกรณ์ที่สำคัญ ได้แก่ บัญชี Apple ที่มีการจัดการที่แยกข้อมูลงานและข้อมูลส่วนบุคคลออกจากกันด้วยการเข้ารหัส พร้อมรองรับการสร้างบัญชีอัตโนมัติผ่านการผสานรวมกับบริการยืนยันตัวตนอย่าง Google Workspace และ Microsoft Entra ID, ระบบจัดการพนักงานที่สร้างกลุ่มผู้ใช้ตามลักษณะงานหรือทีม, การแจกจ่ายแอปผ่าน App Store และ Admin API สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการจัดการในวงกว้าง

 

อีเมลธุรกิจ, ปฏิทิน และไดเรกทอรีในตัว

 

Apple Business มีบริการอีเมล ปฏิทิน และไดเรกทอรีในตัว รองรับโดเมนแบบกำหนดเอง หากมีโดเมนอยู่แล้วสามารถเชื่อมต่อได้โดยตรง หากยังไม่มีสามารถซื้อโดเมนใหม่ผ่าน Apple Business ซึ่งร่วมมือกับ Cloudflare ทำให้องค์กรส่งอีเมลจากโดเมนของตัวเองแทนการใช้บริการสำหรับผู้บริโภคทั่วไป

 

นอกจากนี้ยังมีแอป Apple Business ที่ติดตั้งบนอุปกรณ์ของพนักงาน ช่วยให้เข้าถึงแอปสำหรับการทำงาน ข้อมูลเพื่อนร่วมงาน และบัตรรายชื่อในไดเรกทอรีบริษัท โดยแอปนี้ต้องใช้ iOS 26, iPadOS 26 หรือ macOS 26

 

ในสหรัฐอเมริกามีตัวเลือกอัปเกรดพื้นที่จัดเก็บ iCloud สูงสุด 2 TB และบริการ AppleCare+ for Business ที่ให้การสนับสนุนทั้งฝ่าย IT และพนักงาน รวมถึงบริการซ่อมแซมอุปกรณ์ ส่วนนอกสหรัฐฯ ผู้ใช้จะได้รับพื้นที่จัดเก็บฟรี 5 GB

 

เครื่องมือจัดการแบรนด์และเข้าถึงลูกค้า

 

ในด้านการเติบโต Apple Business รวมเครื่องมือจัดการแบรนด์จาก Apple Business Connect เข้ามาไว้ด้วย ทำให้ธุรกิจตั้งค่าและจัดการการแสดงแบรนด์บนบริการต่าง ๆ ของ Apple ได้จากที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์แบรนด์ที่แสดงชื่อและโลโก้ใน Apple Maps, Wallet และแอปอื่น ๆ, บัตรข้อมูลสถานที่ที่ปรับแต่งรูปภาพ, เวลาทำการ และรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งแสดงใน Apple Maps, Safari และ Spotlight

 

ฟีเจอร์ Showcase ช่วยให้ธุรกิจไฮไลต์โปรโมชันหรือสินค้าใหม่บนบัตรข้อมูลสถานที่ในแอปแผนที่ พร้อมเพิ่มปุ่มการกระทำแบบกำหนดเอง เช่น การสั่งซื้อหรือจองที่นำลูกค้าไปยังเว็บไซต์หรือแอปโดยตรง นอกจากนี้ยังมี Branded Mail ที่แสดงโลโก้ของธุรกิจในแอป Mail และ iCloud Mail และการแสดงแบรนด์คู่กับคำสั่งซื้อใน Wallet ทั้งหมดนี้รองรับทั้งธุรกิจที่มีหน้าร้านจริงและธุรกิจออนไลน์

 

Apple Business ยังมอบข้อมูลเชิงลึก (Insights) เกี่ยวกับวิธีที่ลูกค้าค้นพบและมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจบนแผนที่ ทั้งจำนวนการค้นหา การดู และการแตะปุ่มต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจด้านการลงทุนได้

 

ไม่จำกัดจำนวนอุปกรณ์และพนักงาน

 

Apple Business ไม่มีการจำกัดจำนวนอุปกรณ์หรือพนักงานที่รองรับ โดยรองรับตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์หลายหมื่นถึงหลายแสนเครื่อง รวมถึงองค์กรที่มีสาขาหลายพันแห่ง สำหรับลูกค้า Apple Business Essentials เดิม จะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับการจัดการอุปกรณ์หลังวันที่ 14 เมษายน

 

Apple Business จะเปิดให้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนนี้ ที่ business.apple.com ทั้งสำหรับผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้ปัจจุบันของ Apple Business Connect, Apple Business Essentials และ Apple Business Manager

The post Apple เปิดตัว Apple Business รวมบริการจัดการอุปกรณ์-อีเมล-เครื่องมือแบรนด์ไว้ในที่เดียว เปิดให้บริการฟรีในกว่า 200 ประเทศและดินแดน 14 เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กขค. ดีเดย์ใช้ไกด์ไลน์คุมอีคอมเมิร์ซ 1.15 ล้านล้าน สกัดแพลตฟอร์มใช้อัลกอริทึมปิดกั้นและบังคับขนส่ง หวังแก้ปมผูกขาด https://thestandard.co/tcct-e-commerce-guidelines/ Wed, 25 Mar 2026 11:41:23 +0000 https://thestandard.co/tcct-e-commerce-guidelines/ ภาพคนกำลังเลือกซื้อสินค้าบนแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ พร้อมข้อความ กขค. ออกกฎคุมแพลตฟอร์ม ห้ามผูกขาดอัลกอริทึมและขนส่ง

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ออกประกาศแนวทาง […]

The post กขค. ดีเดย์ใช้ไกด์ไลน์คุมอีคอมเมิร์ซ 1.15 ล้านล้าน สกัดแพลตฟอร์มใช้อัลกอริทึมปิดกั้นและบังคับขนส่ง หวังแก้ปมผูกขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนกำลังเลือกซื้อสินค้าบนแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซ พร้อมข้อความ กขค. ออกกฎคุมแพลตฟอร์ม ห้ามผูกขาดอัลกอริทึมและขนส่ง

คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ออกประกาศแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform)

 

ประกาศดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce) หรือที่เรียกว่า ‘ไกด์ไลน์ E-Commerce’ เพื่อใช้กำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจ โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

 

ไกด์ไลน์ E-Commerce นี้จะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอันมีลักษณะผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขัน รวมถึงการตกลงร่วมกันหรือทำนิติกรรมอื่น ภายใต้ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

 

การกำกับดูแลจะครอบคลุมการประกอบธุรกิจ Multi-sided Platform ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ E-Commerce กับผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่มีการดำเนินธุรกิจเชื่อมโยงกัน เช่น ผู้ขาย (Sellers) ผู้ให้บริการรับและขนส่ง (Carriers) ผู้ให้บริการโฆษณาดิจิทัล (Digital Media Advertisers) หรือผู้ให้บริการการชำระเงิน (Payment Channels)

 

การจัดระเบียบครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของตลาด E-Commerce ไทยซึ่ง Priceza ประเมินว่าจะมีมูลค่าทะลุ 1.15 ล้านล้านบาทในปี 2569

 

ผศ. ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. เปิดเผยว่า สาระสำคัญของไกด์ไลน์ E-Commerce แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • พฤติกรรมด้านราคา (Price Behavior) โดยกำหนดการกระทำที่เข้าข่ายพฤติกรรมต้องห้ามไว้อย่างชัดเจน เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราตามคู่แข่งขัน (Parallel Pricing)

 

นอกจากนี้ยังรวมถึงการเก็บอัตราที่แตกต่างกันระหว่างผู้จำหน่ายสินค้าเดียวกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (Price Discrimination) โดยพิจารณาจากขนาด ปริมาณหรือมูลค่าการจำหน่าย หรือการเรียกเก็บที่เป็นภาระอันเกินควรแก่คู่ค้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

 

  • พฤติกรรมทางการค้าอื่น (Non-Price Behavior) เช่น พฤติกรรมต้องห้ามในการกีดกันการมองเห็นสินค้าของผู้ขาย โดยใช้ระบบอัลกอริทึมปิดกั้น และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตน (Self-preferencing) หรือเอื้อประโยชน์ผู้ขายรายอื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

 

ตัวอย่างการเอื้อประโยชน์ เช่น การวางภาพสินค้าในพื้นที่ที่เห็นอย่างเด่นชัดบนหน้าแรก โดยไม่แสดงว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ภายใต้การโฆษณา (Ad) ตลอดจนพฤติกรรมการบังคับให้ต้องใช้บริการ Carriers ของแพลตฟอร์ม หรือรายที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้เท่านั้น ทำให้ผู้ขายไม่สามารถเลือกรายอื่นได้

 

โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ทางสัญญา ซึ่งหากพบว่าเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการแข่งขัน อันเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จะมีบทลงโทษทั้งทางอาญาและโทษปรับทางปกครอง

 

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กขค. จะเดินหน้าสร้างความเข้าใจและรู้จักใช้ประโยชน์จากไกด์ไลน์ E-Commerce ให้กับผู้ประกอบธุรกิจต่อไป เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้และปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง สามารถอ่านและศึกษาประกาศฯ ได้ที่ https://tcct.or.th/assets/portals/1/files/Multi_sided_Platform.pdf

 

 

 

ภาพ: Thaspol Sangsee / Shutterstock

 

The post กขค. ดีเดย์ใช้ไกด์ไลน์คุมอีคอมเมิร์ซ 1.15 ล้านล้าน สกัดแพลตฟอร์มใช้อัลกอริทึมปิดกั้นและบังคับขนส่ง หวังแก้ปมผูกขาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย ปิดระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท เร่งต่อยอด Vertical AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน https://thestandard.co/amity-ai-tech-funding-vertical/ Wed, 25 Mar 2026 08:59:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1191239 Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข่ […]

The post Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย ปิดระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท เร่งต่อยอด Vertical AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดทั่วโลก ล่าสุด ‘อะมิตี้’ (Amity) บริษัทเทคคอมพานีสัญชาติไทย ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,200 ล้านบาท นับเป็นดีลการระดมทุนด้าน Generative AI (GenAI) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

 
 

Amity ระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ ดีลด้าน GenAI ใหญ่สุดของอาเซียน

 

การระดมทุนรอบนี้ นำโดย EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital ของรัฐบาลสิงคโปร์ ร่วมด้วย Asia Partners, SMDV และนักลงทุนรายเดิมอย่าง CMLIM Capital ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะที่ท้าทายของตลาดเทคโนโลยีในอาเซียน ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดการลงทุนจากกลุ่ม PE และ VC ลดลงถึง 40% เนื่องจากเงินทุนส่วนใหญ่ไหลไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด AI

 

เงินทุนจำนวนนี้จะถูกนำไปขับเคลื่อนการเติบโตด้วยกลยุทธ์ 3Bs – Build, Buy, Bridge” ประกอบด้วย

 

  • Build พัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่านศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) โดยมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์และไทย
  • Buy ขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) บริษัทซอฟต์แวร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรปที่มีฐานลูกค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่แล้ว เพื่อนำเทคโนโลยี AI เข้าไปผสาน
  • Bridge ผสานและบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งต่อยอดโซลูชัน AI สู่การใช้งานจริงเชิงพาณิชย์

 
 

เป้าหมายรายได้ 200 ล้านดอลลาร์ และจ่อขาย IPO ในปี 2027

 

กรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ เปิดเผยว่า ณ สิ้นปี 2025 กลุ่มบริษัทมียอดขายแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ซึ่งเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2022 โดยรายได้หลักและกำไรกว่า 75% ในปี 2025 มาจากหน่วยธุรกิจในทวีปยุโรป สะท้อนถึงการเติบโตระดับสากลได้อย่างชัดเจน

 

อะมิตี้ตั้งเป้าหมายรายได้ทะลุ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และเตรียมความพร้อมเพื่อนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2027 ซึ่ง เคง เต็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เสริมว่านี่คือก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากสตาร์ทอัพสู่ช่วง Growth & Scale อย่างเต็มรูปแบบ

 
 

ทำไมต้อง Vertical AI ทางสู้ของบริษัทเทคอาเซียน

 

คำถามสำคัญคือ บริษัทจากอาเซียนจะแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI หรือ DeepSeek ได้อย่างไรในสมรภูมิเทคโนโลยี AI โลก?

 

คำตอบคือการไม่ลงไปแข่งสร้าง ‘โมเดลภาษาขนาดใหญ่’ (LLM) ที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เลือกที่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ‘Vertical AI’

 

บทความจาก INSEAD ชี้ให้เห็นว่า อนาคตของการปฏิวัติ AI ไม่ใช่แนวระนาบ (Horizontal) แต่มูลค่าที่แท้จริงของ GenAI จะเกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า Verticalization ซึ่งเป็นการผสานความสามารถของ LLM เข้ากับความรู้และกระบวนการทำงานเฉพาะทาง

 

องค์กรที่นำ Vertical AI มาใช้อย่างเป็นระบบจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะ “เอนโทรปีของสถาบัน” (Institutional entropy) หรือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปได้

 

ในมุมของอะมิตี้ การสร้าง Vertical AI ต้องอาศัย 2 องค์ประกอบหลักคือ ‘ข้อมูล’ (Data) และ ‘ช่องทางการจัดจำหน่าย’ (Distribution) อะมิตี้จึงเน้นเจาะข้อมูลเชิงลึกที่ยักษ์ใหญ่ด้าน AI เข้าไม่ถึง เช่น ข้อมูลเสียงใน Call Center ข้อมูลโทรคมนาคม และธุรกิจค้าปลีก ผ่านบริษัทในเครือ

 

ความสำเร็จของศูนย์ ARAC ภายใต้การนำของ ทัชพล ไกรสิงขร พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวทางนี้สร้างผลลัพธ์ได้จริง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น เช่น

 

Influmatch AI หรือระบบค้นหาและจับคู่ Influencer ได้อย่างแม่นยำ 90% โดยใช้เวลาเพียง 1 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลาระดับชั่วโมงหรือเป็นวัน

 

Amity Agent 3.1 หรือ AI สำหรับ Contact Center ที่คว้าอันดับ 9 ของโลกบน Leaderboard (และอันดับ 4 ในหมวดอุตสาหกรรมการบิน) โดยใช้โมเดลขนาดเล็กเพียง 3 พันล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเล็กกว่าโมเดลทั่วไปในตลาดถึง 10-50 เท่า ทำงานเร็วกว่า 3-4 เท่า และมีต้นทุนการประมวลผลถูกกว่าแบบจำลองขนาดใหญ่กว่าครึ่ง

 

Auto QA หรือ ระบบ AI วิเคราะห์คุณภาพเสียงสนทนาใน Call Center เพื่อช่วยจับประเด็นและประเมินพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลลูกค้า

 

ในระยะต่อไป อะมิตี้เตรียมพัฒนายกระดับไปสู่ Agentic AI หรือเอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติ ลงมือปฏิบัติงาน และขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริงแบบครบวงจร ภายใต้การเชื่อมโยง Integrated Ecosystem ของบริษัทในเครือทั้งหมด เพื่อผลักดันอะมิตี้ให้ก้าวขึ้นเป็น AI Champion ของภูมิภาคที่พร้อมแข่งขันในระดับโลกอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Andriy Onufriyenko / Getty Images

The post Amity บริษัทเทค AI สัญชาติไทย ปิดระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท เร่งต่อยอด Vertical AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก https://thestandard.co/openai-sora-video-discontinued/ Wed, 25 Mar 2026 02:15:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1190963 OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้น […]

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI ประกาศปิดตัว 'Sora' AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก

OpenAI ตัดสินใจยุติการให้บริการแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอสั้นด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่าง Sora แล้ว หลังจากที่เคยสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลกช่วงเปิดตัวเมื่อปี 2024 ในฐานะแพลตฟอร์มแปลงข้อความเป็นวิดีโอ (Text-to-video) ที่มีฟีดโซเชียลสไตล์ TikTok เพื่อให้ผู้ใช้แชร์เนื้อหาที่สร้างจาก AI ได้

 

ในช่วงแรก แอปพลิเคชันนี้มียอดดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะในแวดวงคริปโตบนแพลตฟอร์ม X ที่นำไปใช้สร้างวิดีโออธิบายแนวโน้มตลาด สร้างมีม และสร้างภาพจำลองเหตุการณ์ที่มีความสมจริงจนแยกแทบไม่ออก

 

นอกจากนี้ แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ยังเคยเชิญชวนให้ผู้ใช้นำภาพของเขาไปตัดต่อเข้ากับฉากดังในป๊อปคัลเจอร์อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ความนิยมดังกล่าวไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องมาจากปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายประการ อาทิ

 

ต้นทุนการประมวลผลที่มหาศาล การสร้างวิดีโอเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชัน AI ที่ใช้ทรัพยากรมากที่สุด และมีราคาแพงมากเมื่อขยายขนาด (Scale) พนักงานของ OpenAI บางคนเคยรู้สึกประหลาดใจกับจำนวนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่บริษัททุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานความต้องการของตลาดที่ชัดเจน

 

พฤติกรรมผู้ใช้และการแข่งขันสูง ผู้ใช้ส่วนใหญ่เพียงแค่เข้ามาทดลองสร้างวิดีโอสองสามคลิปแล้วก็เลิกใช้งานไป ไม่ได้อยู่ใช้งานเป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ การจะไปแข่งขันในตลาดวิดีโอสั้นที่มีเจ้าตลาดอย่าง TikTok, Instagram และ YouTube จำเป็นต้องมีระบบนิเวศของครีเอเตอร์ เครื่องมือสร้างรายได้ และระบบจัดการเนื้อหา ซึ่งต้องใช้เวลาสร้างนานหลายปี

 

ปัญหาลิขสิทธิ์ ในช่วงแรก Sora เปิดตัวโดยไม่มีระบบป้องกันเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ จนทำให้เกิดข้อพิพาททางลิขสิทธิ์ช่วงสั้นๆ ก่อนที่บริษัทจะต้องเพิ่มระบบควบคุมให้เจ้าของผลงานสามารถบล็อกการใช้งานทรัพย์สินทางปัญญาของตนได้ในภายหลัง

 

การยุติบทบาทของโปรเจกต์นี้ยังทำให้ดีลการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์จาก Disney ที่ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมต้องยุติลงไปด้วย เดิมทีข้อตกลงระยะเวลา 3 ปีนี้จะอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างวิดีโอร่วมกับตัวละครของ Disney กว่า 200 ตัว เช่น การถือไลท์เซเบอร์กับลุค สกายวอล์คเกอร์ หรือเข้าไปอยู่ในเรื่อง Toy Story โดยตัวแทนของ Disney ระบุว่าบริษัทเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอนตัวจากธุรกิจสร้างวิดีโอและเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน

 

อัลต์แมนได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนี้กับพนักงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยบริษัทจะยกเลิกผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้โมเดลวิดีโอ ซึ่งรวมถึงแอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เวอร์ชันสำหรับนักพัฒนา และจะไม่รองรับฟังก์ชันวิดีโอภายใน ChatGPT อีกต่อไป

 

ขณะที่บัญชี X ทางการของ Sora ได้โพสต์อำลาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม โดยระบุว่า “เราขอบอกลาแอป Sora สิ่งที่คุณสร้างสรรค์มีความหมาย และเรารู้ว่าข่าวนี้ชวนให้ผิดหวัง” พร้อมระบุว่าจะแจ้งกำหนดการและรายละเอียดเรื่องการเก็บรักษาผลงานของผู้ใช้ให้ทราบในเร็วๆ นี้

 

การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ เพื่อนำทรัพยากรประมวลผลและบุคลากรชั้นนำกลับไปมุ่งเน้นที่เครื่องมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และฟังก์ชันการเขียนโค้ดสำหรับองค์กรและผู้ใช้ทั่วไป เพื่อแข่งขันกับสตาร์ทอัพคู่แข่งอย่าง Anthropic และเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

 

ปัจจุบัน ทีมงานของ Sora จะหันไปให้ความสำคัญกับการเดิมพันระยะยาวอย่างวิทยาการหุ่นยนต์แทน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว OpenAI เพิ่งประกาศรวมแอป ChatGPT บนเดสก์ท็อป เครื่องมือเขียนโค้ด Codex และเบราว์เซอร์เข้าด้วยกันเป็น ‘ซูเปอร์แอป’ (Superapp) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ฟิดจิ ซิโม หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชันของบริษัท ที่กล่าวในการประชุมเมื่อต้นเดือนว่า พนักงานไม่ควรเสียสมาธิไปกับภารกิจรอง และควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบ Agentic (ซอฟต์แวร์ AI ที่ทำงานอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เช่น การเขียนโค้ดหรือวิเคราะห์ข้อมูล) ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนมากขึ้น

 

ภาพ: NurPhoto / GettyImages

The post OpenAI ประกาศปิดตัว ‘Sora’ AI ช่วยสร้างวิดีโอที่เคยเป็นไวรัลไปทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ AI ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โจทย์ใหญ่ของไทยคือจะยังสร้างคนที่คิดเองเป็นได้หรือไม่? https://thestandard.co/ai-thailand-critical-thinking/ Tue, 24 Mar 2026 11:45:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1190820 ภาพประกอบแนวคิด AI, การศึกษา และการพัฒนาทักษะมนุษย์ในการคิดวิเคราะห์ในยุคดิจิทัล

โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่วิ่งให้ทัน AI แต่ต้องไม่เผลอสร้างสั […]

The post เมื่อ AI ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โจทย์ใหญ่ของไทยคือจะยังสร้างคนที่คิดเองเป็นได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AI, การศึกษา และการพัฒนาทักษะมนุษย์ในการคิดวิเคราะห์ในยุคดิจิทัล

โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่วิ่งให้ทัน AI แต่ต้องไม่เผลอสร้างสังคมที่เก่งใช้เครื่องมือ แต่เลิกฝึกมนุษย์

 
 

ประเด็นสำคัญ

 

 

เมื่อ AI ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โจทย์ใหญ่ของไทยคือ จะยังสร้างคนที่คิดเองเป็นได้หรือไม่

 

ในวันที่ AI สามารถสรุปข้อมูล เขียนแผนธุรกิจ และช่วยวิเคราะห์ตลาด ได้ภายในไม่กี่วินาที ความท้าทายสำคัญของสังคมอาจไม่ใช่แค่การเรียนรู้วิธีใช้เทคโนโลยีใหม่ให้เร็วที่สุด แต่คือการรักษาความสามารถพื้นฐานของมนุษย์เอาไว้ นั่นคือการคิดเอง ตัดสินใจเอง และเติบโตจากประสบการณ์จริง

 

นี่คือสารสำคัญที่เด่นชัดจากเวที Sasin X MIT 2026: Leading Through Action for Tomorrow’s World ซึ่งหยิบ 3 ประเด็นใหญ่มาเชื่อมต่อกันอย่างชัดเจน ได้แก่ AI, Education และ Entrepreneurship โจทย์ของทั้ง 3 เรื่องนี้จริงๆ แล้วเป็นโจทย์เดียวกันคือ ประเทศไทยจะสร้างคนอย่างไรในโลกที่เครื่องมือเก่งขึ้นเร็วกว่ามนุษย์เสมอ

 
 

เมื่อความสะดวกของ AI อาจกลายเป็นศัตรูของการเรียนรู้

 
 

หัวใจสำคัญของเวทีนี้เริ่มจากคำถามเรื่องการศึกษา Michellana Jester จาก MIT Sloan เสนอแนวคิดเรื่อง Productive Struggle หรือ ‘ความยากที่มีความหมาย’ ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ผู้เรียนต้องเผชิญกับความไม่รู้ ความคลุมเครือ และแรงเสียดทานของโลกจริง เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการได้คำตอบเร็วที่สุด แต่เกิดจากการต้องตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด ต้องลองผิดลองถูก และต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองเลือก เธอเตือนอย่างมีน้ำหนักว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ตัว AI แต่คือการใช้ AI อย่างไม่ไตร่ตรองในบริบทที่มีความยาก นั่นเองคือแก่นของการเรียนรู้

 

คำเตือนนี้กระทบไทยโดยตรง เพราะหลายสถาบันกำลังตื่นตัวกับ AI อย่างมาก ทั้งการใช้ช่วยเขียน ช่วยค้นคว้า ช่วยสรุป และช่วยวิเคราะห์ แต่คำถามสำคัญกว่าคือ เรารู้หรือยังว่าอะไรควรให้ AI ช่วย และอะไรควรเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ต้องฝึกเอง ถ้าเรารีบทำให้ทุกอย่างลื่นไหลและรวดเร็วเกินไป เราอาจได้ผลลัพธ์ที่ดูมีประสิทธิภาพขึ้น แต่กลับสูญเสียสิ่งสำคัญกว่านั่นคือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การทำงานกับคนอื่น และการใช้ดุลพินิจในโลกจริง

 

Jester ทิ้งคำถามที่น่าคิดต่อผู้บริหารการศึกษาและผู้นำองค์กรทุกคนว่า ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเราวันนี้ มีอะไรบ้างที่ต้องใช้มนุษย์มาปรากฏตัวจริงๆ และเรากำลังปกป้องสิ่งนั้นอยู่หรือไม่ คำถามนี้สำคัญ เพราะในยุคที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ยิ่งมีค่ากลับเป็นทักษะที่แทนที่ได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจมนุษย์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น จริยธรรม หรือการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน

 

 
ภาพประกอบแนวคิด AI, การศึกษา และการพัฒนาทักษะมนุษย์ในการคิดวิเคราะห์ในยุคดิจิทัล 1
 

 
 

ผู้ประกอบการไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 
 

จากโจทย์เรื่องการเรียนรู้ เวทีนี้ขยับไปสู่เรื่อง Entrepreneurship หรือ ‘การสร้างผู้ประกอบการ’ ซึ่งในมุมของ Christian Quijada Torres จากธนาคารโลก ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนที่อยากเริ่มธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เขาชี้ว่า บริษัทเกิดใหม่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของการสร้างงาน นวัตกรรม และผลิตภาพ และนี่คือเหตุผลที่หลายประเทศมอง Entrepreneurship เป็นเครื่องมือเชิงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมของคนรุ่นใหม่ไม่กี่กลุ่ม

 

สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ทั้งน่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งประเทศไทยมีพลังในเรื่องการผลักเทคโนโลยีและงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มากขึ้น และมหาวิทยาลัยหลายแห่งก็มีโครงสร้างรองรับมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีช่องว่างสำคัญระหว่างมหาวิทยาลัยกับตลาดจริง โดยเฉพาะการขาดผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนและเมนเทอร์ที่เข้าใจการพาธุรกิจไปหาลูกค้าจริง สิ่งที่ไทยมีจึงอาจยังเป็น ‘โครงสร้างรองรับ’ มากกว่า ‘ระบบที่พาคนไปสู่ผลลัพธ์’

 

ข้อเสนอที่น่าสนใจจากเวทีนี้คือ ไทยควรเลิกพอใจกับการมีโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการจำนวนมาก แล้วหันมาทบทวนอย่างจริงจังว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และอะไรซ้ำซ้อนเกินไป เพราะถ้าภาครัฐยังสนับสนุนแบบต่างคนต่างทำ ทรัพยากรก็จะกระจายออกโดยไม่สร้างผลกระทบจริง ในระยะยาวประเทศจะได้เพียงภาพของ Ecosystem ที่ดูคึกคัก แต่ไม่สามารถส่งธุรกิจใหม่ให้เติบโตจนแข่งขันได้จริง

 

 

 

 
 

เมื่อความรู้ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป สิ่งที่เหลือคือ Mindset

 
 

อีกประเด็นที่สำคัญอย่างมากคือเรื่อง Mindset ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการมองตลาด เวทีนี้สะท้อนว่า หาก Start-Up ยังคิดแค่ตลาดในประเทศตั้งแต่ต้น โอกาสเติบโตย่อมถูกจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกวันนี้ตลาดขั้นต่ำของหลายธุรกิจไม่ใช่ไทย แต่อยู่ในระดับอาเซียน และบางครั้งต้องคิดถึงตลาดโลกตั้งแต่วันแรกด้วยซ้ำ ถ้ายังสร้างผู้ประกอบการแบบที่เก่งภายในระบบเดิม แต่ไม่กล้าคิดใหญ่ ไม่กล้าลอง และไม่กล้าออกไปแข่งขันข้างนอก ประเทศก็ยากจะมีธุรกิจใหม่ที่โตจริงและดึงทุนได้จริง

 

ประเด็นนี้ไปเชื่อมกับวงเสวนาเรื่อง Entrepreneurship in Practice อย่างชัดเจน เพราะหนึ่งในข้อสรุปที่ทรงพลังที่สุดคือ วันนี้ ‘ความรู้’ ไม่ใช่ข้อได้เปรียบแบบเดิมอีกต่อไป เมื่อ AI ทำให้ข้อมูลและความฉลาดเชิงเทคนิคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่ใครรู้มากกว่า แต่คือใครตั้งคำถามได้ดีกว่า ใครทดลองได้มากกว่า และใครกล้ารับมือกับความไม่แน่นอนได้มากกว่า คำพูดที่น่าจดจำจากเวทีนี้คือ “ความรู้ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เพราะความฉลาดเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและราคาถูกลง แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือกรอบความคิดและความกล้าเสี่ยง”

 

นี่คือประโยคที่สะท้อนพร้อมกันทั้งโลกการศึกษาและโลกธุรกิจ ในวันที่ AI ทำให้ข้อมูล ความรู้ และเครื่องมือวิเคราะห์จำนวนมากเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างไม่ใช่แค่ใครรู้มากกว่า แต่คือใครกล้าตั้งคำถามมากกว่า ใครกล้าทดลองมากกว่า และใครกล้ารับมือกับความไม่แน่นอนมากกว่า นี่ทำให้โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่การสอนให้คนเก่งขึ้น แต่ต้องสอนให้คน ‘กล้า’ มากขึ้นด้วย

 

 
ภาพประกอบแนวคิด AI, การศึกษา และการพัฒนาทักษะมนุษย์ในการคิดวิเคราะห์ในยุคดิจิทัล 3
 

 
 

AI เป็นตัวเร่งได้ แต่ยังแทนการตัดสินใจของมนุษย์ไม่ได้

 
 

ในจุดนี้การบรรยายของ Dr.Nina Teng ช่วยต่อภาพทั้งหมดให้ชัดขึ้น เธออธิบายกรอบ Disciplined Entrepreneurship ของ MIT ว่า การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่พรสวรรค์ล้วนๆ แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้ผ่านกระบวนการที่เป็นระบบ และ AI สามารถเข้ามาเป็น ‘ตัวเร่ง’ ให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นเร็วขึ้น โดยช่วยทำงานวิจัยรอง ช่วยวิเคราะห์เบื้องต้น และช่วยให้การเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลกง่ายขึ้น แต่ AI ยังแทนสิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้นั่นคือ การออกไปเจอผู้คนจริง การเข้าใจปัญหาจริง และการใช้ดุลพินิจของมนุษย์เพื่อเลือกว่าจะทำอะไรต่อไป

 

Dr.Nina ยกคำกล่าวที่ทรงพลังว่า “เราไม่ได้ต้องการแค่ป้อนปลาให้คนกินหนึ่งวัน แต่ต้องการสอนให้คนจับปลาเป็น” เพื่อย้ำว่า แก่นแท้ของการศึกษาและการสร้างผู้ประกอบการ ไม่ใช่การส่งมอบคำตอบสำเร็จรูป แต่คือการสร้างคนที่คิดเองเป็น แก้ปัญหาเองได้ และพร้อมยืนอยู่ในโลกที่เปลี่ยนเร็วด้วยขาของตัวเอง

 

 

 

 
 

โจทย์ของไทยไม่ใช่แค่ใช้ AI ให้เป็น แต่ต้องไม่หยุดฝึกมนุษย์

 
 

นี่อาจเป็นข้อสรุปที่สำคัญที่สุดของเวทีนี้สำหรับประเทศไทย ในยุคที่ AI ทำให้คำตอบจำนวนมากถูกสร้างขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะได้เปรียบอาจไม่ใช่ประเทศที่ใช้ AI ได้เร็วที่สุด แต่คือประเทศที่ยังรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มนุษย์ต้องฝึกเองและกล้าออกแบบระบบเพื่อปกป้องสิ่งนั้น

 

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่วิ่งให้ทัน AI แต่ต้องไม่เผลอสร้างสังคมที่เก่งใช้เครื่องมือ แต่กลับนำไปสู่ความอ่อนแอในการคิด การตัดสินใจ และการลงมือทำ ถ้าเราอยากให้ประเทศแข่งขันได้จริงในโลกใหม่ เราอาจต้องกลับมาเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดอีกครั้งคือ การสร้างคนที่ไม่เพียงใช้เทคโนโลยีเป็น แต่ยังเป็นมนุษย์ที่คิดเองเป็นด้วย

The post เมื่อ AI ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น โจทย์ใหญ่ของไทยคือจะยังสร้างคนที่คิดเองเป็นได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำ ทรู-AIS ตั้งวอร์รูมรับมือ 24 ชั่วโมง ชูแผนสำรองยันลูกค้าใช้งานได้ปกติไม่สะดุด https://thestandard.co/middle-east-crisis-submarine-cable-true-ais/ Tue, 24 Mar 2026 01:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1190425 แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำในตะวันออกกลาง

2 ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น แ […]

The post วิกฤตตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำ ทรู-AIS ตั้งวอร์รูมรับมือ 24 ชั่วโมง ชูแผนสำรองยันลูกค้าใช้งานได้ปกติไม่สะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำในตะวันออกกลาง

2 ผู้ให้บริการเครือข่ายยักษ์ใหญ่ทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ AIS ออกมายืนยันความพร้อมในการให้บริการอินเทอร์เน็ต แม้เกิดสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเคเบิลใต้น้ำ โดยทั้ง 2 ค่ายได้วางมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงและโครงข่ายสำรองไว้อย่างรัดกุม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจและผู้ใช้งาน

 

การเตรียมความพร้อมดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจ เนื่องจากบริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศ และกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป

 

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย True Corporation ระบุว่าทีมงานได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดตั้ง Warroom เพื่อดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยปัจจุบันปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของบริษัทที่เชื่อมต่อไปยังทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของการใช้งานทั้งหมด ซึ่งถือเป็นระดับความเสี่ยงที่ต่ำมากและสามารถจำกัดขอบเขตผลกระทบได้

 

โครงข่ายระหว่างประเทศของทรู คอร์ปอเรชั่นถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง โดยใช้ระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ทำให้มีเส้นทางที่หลีกเลี่ยงภูมิภาคที่มีความเสี่ยงได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรระดับ Tier 1 ประกอบด้วยผู้ให้บริการ Peering มากกว่า 30 ราย และผู้ให้บริการ Transit อีก 9 ราย เพื่อช่วยบริหารจัดการสลับเส้นทางข้อมูลได้โดยอัตโนมัติ

 

ศักยภาพการบริหารความเสี่ยงนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วจากเหตุการณ์ขัดข้องของเคเบิลใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งครอบคลุมทั้งเส้นทาง SMW4 และ IMEWE รวมถึง FALCON และ EIG แต่บริการอินเทอร์เน็ตของทรู คอร์ปอเรชั่นยังคงใช้งานได้ตามปกติ การรักษาเสถียรภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ช่วยปกป้องรายได้ของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทางด้าน AIS ก็ได้ออกมายืนยันความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยบริษัทได้วางแผนประเมินผลกระทบเชิงธุรกิจและบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายทั้งเส้นทางหลักและสำรองอย่างรอบด้าน จากข้อมูลทางสถิติพบว่าสายเคเบิลที่พาดผ่านพื้นที่เสี่ยงตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อไปยังโซนยุโรปน้อยกว่า 10% ซึ่งอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถควบคุมและบริหารจัดการได้

 

เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก AIS ได้จัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจพิเศษขึ้นมาเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับการประสานงานกับเครือข่ายพันธมิตรผู้ให้บริการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง การเตรียมความพร้อมเชิงรุกนี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางการเชื่อมต่อได้อย่างทันท่วงที เป็นการการันตีคุณภาพเครือข่ายให้พร้อมรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม

 

ภาพ : AustralianCamera / Shutterstock

The post วิกฤตตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบเคเบิลใต้น้ำ ทรู-AIS ตั้งวอร์รูมรับมือ 24 ชั่วโมง ชูแผนสำรองยันลูกค้าใช้งานได้ปกติไม่สะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569 https://thestandard.co/thailand-oil-crisis-2026-analysis/ Sat, 21 Mar 2026 06:29:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1189848 ภาพกราฟิกแสดงข้อความหัวข้อข่าววิกฤตน้ำมันปี 2569 พร้อมแฮชแท็ก #น้ำมันหมด และ #จอดตาย และตัวเลข 103 ล้านเอนเกจเมนต์

สถานการณ์ ‘วิกฤตน้ำมันดิบโลก’ ในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู […]

The post จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความหัวข้อข่าววิกฤตน้ำมันปี 2569 พร้อมแฮชแท็ก #น้ำมันหมด และ #จอดตาย และตัวเลข 103 ล้านเอนเกจเมนต์

สถานการณ์ ‘วิกฤตน้ำมันดิบโลก’ ในปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดอย่างหนัก โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่น

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569 พบว่าประเด็นวิกฤตน้ำมันบนโลกออนไลน์สร้างการมีส่วนร่วมสูงถึง 103,552,835 เอนเกจเมนต์ จากข้อความทั้งหมด 314,168 ข้อความ

 

เมื่อแยกตามแพลตฟอร์มพบว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยมีสัดส่วนข้อความถึง 65.46% และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 36 ล้านครั้ง ตามมาด้วย YouTube ที่เน้นคอนเทนต์วิดีโอวิเคราะห์เชิงลึก

 

ในขณะที่ TikTok แม้จะมีจำนวนข้อความน้อยกว่า แต่กลับสร้างเอนเกจเมนต์ได้สูงสุดทะลุ 50 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงพลังในการกระจายกระแสความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อวิกฤตครั้งนี้

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถสรุป 5 ประเด็นหลักที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจและพูดถึงอย่างกว้างขวาง ดังนี้:

 

1.ความกังวลต่อสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ (29,895,625 เอนเกจเมนต์)

 

จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้มาจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะข่าวการโจมตีศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่านและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข่าวสารเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกให้คนไทยอย่างรวดเร็ว โดยมีคีย์เวิร์ดอย่างคำว่า ‘ยืดเยื้อ’ และ ‘เครียด’ ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมาก ประชาชนเริ่มกังวลว่านี่อาจลุกลามเป็น ‘สงครามโลก’ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย

 

ความกลัวนี้ได้จุดชนวนให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่ไปต่อคิวเติมน้ำมันข้ามคืนในหลายพื้นที่ ภาพรถยนต์และชาวบ้านที่นำแกลลอนมาต่อคิวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตระหนก จนบางสถานีบริการน้ำมันต้องนำแผงเหล็กมากั้นและขึ้นป้ายว่า ‘น้ำมันหมด’ ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

2. ภาวะน้ำมันขาดแคลนและวิกฤตศรัทธาต่อการสื่อสารของรัฐ(20,727,301 เอนเกจเมนต์)

 

ช่วงกลางเดือนมีนาคม ประเด็นภาวะน้ำมันขาดแคลนถูกพูดถึงอย่างหนัก จนเกิดแฮชแท็ก #น้ำมันขาด และ #น้ำมันหมด ที่สะท้อนความกังวลของประชาชน แม้ภาครัฐจะออกมายืนยันว่าไทยมี ‘น้ำมันสำรอง’ เพียงพอสำหรับการใช้งาน 96-100 วัน และขอร้องไม่ให้กักตุน

 

แต่บทสนทนาในโลกออนไลน์กลับเต็มไปด้วยการตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความกังวลว่าน้ำมันอาจถูกกักเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับสิ่งที่ประชาชนเผชิญในชีวิตจริง

 

3. เสียงสะท้อนความสิ้นหวังจากภาระค่าครองชีพ (10,767,829 เอนเกจเมนต์)

 

เอนเกจเมนต์กว่า 10 ล้านครั้งสะท้อนถึงความสิ้นหวังของประชาชน ผ่านคีย์เวิร์ดอย่าง #เครียด #ท้อ และ #เดือดร้อน ประเด็นหลักคือการเปรียบเทียบระหว่างราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกับรายได้ที่คงที่

 

โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพขนส่งและไรเดอร์ที่ต้นทุนน้ำมันกัดกินกำไรจนไม่เหลือ จนเกิดกระแสตัดพ้อเรื่องการคืนรถและเลิกอาชีพผ่านแฮชแท็ก #สู้ไม่ไหว และ #จอดตาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้จริงที่ระบายความอัดอั้นสะท้อนความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมากกว่าแค่การบ่นเรื่องราคาน้ำมัน หรือของแพง แต่เป็นการเรียกร้องให้มีมาตรการพยุงชีวิตในวันที่รายจ่ายวิ่งแซงรายได้ไปไกล

 

4. การเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน (4,579,359 เอนเกจเมนต์)

 

ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของมาตรการระยะสั้น เช่น “ตรึง 15 วัน แล้ววันที่ 16 จะเป็นอย่างไร?” พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นรูปธรรม

 

ในขณะที่ภาคขนส่งและเกษตรกรรมก็ผลักดันให้มีการสนับสนุนน้ำมัน B20 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ยังลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลอีกด้วย

 

5. พลังงานทางเลือก ทางรอดที่เป็นไปได้ยากสำหรับคนหมู่มาก (1,518,225 เอนเกจเมนต์)

 

เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ‘พลังงานทางเลือก’ จึงกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ทั้งการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดแผงโซลาร์เซลล์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสะท้อนถึงข้อจำกัดเรื่องต้นทุนเริ่มต้นที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้มีรายได้น้อย ประชาชนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม

 

นอกเหนือจาก 5 ประเด็นหลักแล้ว นโยบาย ‘Work From Home’ (WFH) แบบ 100% สำหรับหน่วยงานราชการก็ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนได้เปรียบเทียบต้นทุนการเดินทางกับรายได้รายวันผ่านแฮชแท็กอย่าง #ค่าเดินทางพุ่ง และ #ค่าน้ำมันแพงกว่าค่าข้าว พร้อมเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนนำนโยบาย WFH กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อเป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

The post จาก #น้ำมันหมด ถึง #จอดตาย ถอดรหัส 5 ประเด็นจาก 103 ล้านเอนเกจเมนต์ที่คนไทยพูดถึงมากที่สุดกลางวิกฤตน้ำมัน 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! https://thestandard.co/meta-facebook-creators-tiktok-youtube/ Sat, 21 Mar 2026 05:48:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1189839 มือถือกำลังแสดงโลโก้ Facebook

Meta เดินหน้าทวงคืนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแ […]

The post Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือถือกำลังแสดงโลโก้ Facebook

Meta เดินหน้าทวงคืนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อดึงดูดกลุ่มครีเอเตอร์ระดับท็อปจากแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง TikTok และ YouTube ให้หันมาสร้างสรรค์ผลงานบน Facebook มากขึ้น พร้อมเสนอการันตีรายได้และช่วยดันยอดการเข้าถึงให้สูงขึ้น

 

โครงการที่มีชื่อว่า Creator Fast Track นี้มุ่งเป้าไปที่บรรดาดาวเด่นบนโซเชียลมีเดียที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น โดยจะจ่ายเงินรายเดือน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 หมื่นบาท) ให้กับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามอย่างน้อย 1 แสนคนบน Instagram, TikTok หรือ YouTube

 

ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีผู้ติดตามทะลุ 1 ล้านคนบนแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเป็น 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.83 หมื่นบาท) ต่อเดือน โดยในเบื้องต้นโครงการนี้จะเปิดให้เฉพาะครีเอเตอร์ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเข้าร่วมได้เท่านั้น

 

ยาอีร์ ลิฟเนอ (Yair Livne) รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์สำหรับครีเอเตอร์ของ Facebook เผยว่า “เราได้รับฟังเสียงจากครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงบนแพลตฟอร์มอื่นว่า การเริ่มต้นใหม่บนที่ใหม่มันเป็นเรื่องยากหรือน่าหวั่นใจ โครงการนี้จึงตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการตรงจุดนี้โดยเฉพาะ”

 

แม้เงินสนับสนุนก้อนนี้จะมอบให้ในระยะเวลาจำกัดเพียงแค่ 3 เดือน แต่ลิฟเนอระบุว่าครีเอเตอร์จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงโปรแกรมการสร้างรายได้ของแพลตฟอร์มทันที และจะได้รับการสนับสนุนการมองเห็นเพิ่มขึ้น จนกว่าบริษัทจะมั่นใจว่าพวกเขาค้นพบฐานผู้ชมของตัวเองแล้ว

 

เก่าที่ใคร ใหม่ที่เรา!

 

เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว ครีเอเตอร์จะต้องโพสต์วิดีโอสั้นหรือ Reels บน Facebook อย่างน้อย 15 คลิปภายในช่วงเวลา 30 วัน โดยต้องกระจายโพสต์ในวันที่แตกต่างกันอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งเนื้อหาไม่จำเป็นต้องทำขึ้นมาเพื่อ Facebook โดยเฉพาะ

 

ครีเอเตอร์สามารถนำคลิปเก่าที่เคยฮิตมาลงใหม่ได้ ตราบใดที่ผลงานนั้นเป็นออริจินัลของตนเอง ซึ่งรวมถึงเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ด้วย เพื่อช่วยให้พวกเขาไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการสร้างผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มแห่งนี้

 

นอกเหนือจากโครงการนี้ ครีเอเตอร์ยังสามารถทำเงินผ่านระบบสมาชิก การให้ทิป, ดีลกับแบรนด์ และโปรแกรมสร้างรายได้จากเนื้อหาของ Facebook ซึ่งจะจ่ายเงินให้กับผู้ที่ผ่านเกณฑ์โดยพิจารณาจากยอดการมีส่วนร่วมผ่านวิดีโอทั้งสั้นและยาว รวมถึงรูปภาพและข้อความ

 

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ Meta กำลังผลักดันกลยุทธ์เพื่อครองใจผู้ใช้งานกลุ่มนี้อย่างหนัก โดยบริษัทเปิดเผยว่าในปี 2025 ได้จ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ไปแล้วเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.83 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนหน้าและถือเป็นสถิติสูงสุด

 

เม็ดเงินอุดหนุนกว่า 60% ถูกจ่ายให้กับคอนเทนต์ประเภท Reels นอกจากนี้ จำนวนครีเอเตอร์ที่ทำเงินได้มากกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.27 แสนบาท) ต่อปีบนแพลตฟอร์มยังเติบโตขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนอีกด้วย

 

บล็อกของ Meta ยังระบุถึงการเพิ่มตัวชี้วัดใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ครีเอเตอร์เข้าใจรายได้ของตัวเองดีขึ้น เช่น ยอดวิวที่ผ่านเกณฑ์ อัตราการทำเงินโดยประมาณต่อ 1,000 วิว และยอดวิวที่ไม่ผ่านเกณฑ์พร้อมคำอธิบายเหตุผลอย่างละเอียด เช่น กรณีที่คนดูคลิปแค่หนึ่งวินาทีแล้วปัดทิ้ง

 

นี่คือพยายามที่สิ้นหวัง?

 

จอร์แดน ชวาร์เซนเบอร์เกอร์ (Jordan Schwarzenberger) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการ Arcade รวมถึงเป็นผู้จัดการกลุ่มครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง Sidemen ซึ่งมีสมาชิกอย่าง KSI และ Vikkstar ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า “ในฐานะครีเอเตอร์ คุณมักจะเดินตามผู้ชมของคุณเสมอ ดังนั้นสิ่งนี้จึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา”

 

เขากล่าวเสริมว่า “ผมรัก Facebook และ Meta นะ แต่ความเคลื่อนไหวนี้มันดูเหมือนเป็นความพยายามที่สิ้นหวังไปสักหน่อย” โดยเขามองว่าเงิน 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนสำหรับการโพสต์ 15 คลิป ตกเพียงคลิปละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,558 บาท) นั้นไม่ครอบคลุมแม้แต่ค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ

 

ชวาร์เซนเบอร์เกอร์ชี้ให้เห็นว่าครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามเกิน 1 ล้านคนส่วนใหญ่สามารถทำเงินได้มากกว่านี้มหาศาลจากข้อตกลงกับแบรนด์ต่างๆ หรือรายได้โดยตรงจาก YouTube โครงการนี้จึงอาจดึงดูดได้แค่ครีเอเตอร์ระดับล่าง ซึ่งไม่สามารถสร้างผลกระทบหรือดึงผู้ชมตามมาได้จริง

 

เขายังเน้นย้ำถึงความเป็นจริงที่ว่าผู้คนมักจะเลือกไปที่แพลตฟอร์มก่อนที่จะไปหาครีเอเตอร์ ดังนั้นการดึงคนดังมาลงคลิปบน Facebook ก็ไม่ได้แปลว่าแฟนคลับจะยอมย้ายตามมาดู เพราะพวกเขาสามารถเสพคอนเทนต์เดียวกันนั้นได้บน TikTok หรือ Instagram อยู่แล้ว

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ซีอีโอของ Meta เคยกล่าวไว้ในรายการพอดแคสต์เมื่อปีก่อนว่า เขาแค่ไม่คิดว่าครีเอเตอร์ส่วนใหญ่จะมอง Facebook เป็นที่หลักในการสร้างรายได้ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่สร้าง ‘โอกาสในการทำกำไร’ มหาศาล พร้อมหวังว่าจะฟื้นคืนจิตวิญญาณดั้งเดิมกลับมาได้

 

นับตั้งแต่นั้นมา บริษัทได้เปิดตัวแท็บรายชื่อเพื่อนเพื่อเน้นย้ำเนื้อหาที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น และได้ยกเครื่องวิธีการจ่ายเงินใหม่ โดยเปลี่ยนจากโมเดลการแบ่งรายได้มาเป็นรูปแบบที่อิงตามการมีส่วนร่วมของผู้ชมแทน เพื่อแก้ปัญหาที่ครีเอเตอร์มักบ่นเรื่องรายได้ที่ไม่แน่นอน

 

Meta กำลังเดิมพันว่าการผสมผสานระหว่างการจ่ายเงินล่วงหน้าและการขยายช่องทางการเข้าถึง จะช่วยกระตุ้นกิจกรรมบน Facebook ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยหวังว่าทุกคนจะมองเห็นว่าแพลตฟอร์มนี้คือบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.79 บาท ณ วันที่ 21 มีนาคม 2569

 

ภาพ : Beata Zawrzel/NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

 

The post Meta ยอมจ่ายเงินหลักหมื่นต่อเดือน ดึงคนดัง TikTok และ YouTube กลับรัง Facebook แต่คนวงในบอกแทบไม่พอค่าโปรดักชันด้วยซ้ำ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อีลอน มัสก์’ แพ้คดีครั้งประวัติศาสตร์! ลูกขุนชี้มีความผิดฐานทวีตป่วนหุ้น Twitter เล็งสั่งปรับทะลุ 8 หมื่นล้านบาท https://thestandard.co/elon-musk-twitter-fraud-lawsuit-fine/ Sat, 21 Mar 2026 05:27:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1189834 อีลอน มัสก์ แพ้คดีทวีตป่วนหุ้น Twitter

คณะลูกขุนในศาลรัฐบาลกลางเมืองซานฟรานซิสโกได้มีคำตัดสินว […]

The post ‘อีลอน มัสก์’ แพ้คดีครั้งประวัติศาสตร์! ลูกขุนชี้มีความผิดฐานทวีตป่วนหุ้น Twitter เล็งสั่งปรับทะลุ 8 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ แพ้คดีทวีตป่วนหุ้น Twitter

คณะลูกขุนในศาลรัฐบาลกลางเมืองซานฟรานซิสโกได้มีคำตัดสินว่า อีลอน มัสก์ มีความผิดฐานฉ้อโกงนักลงทุนของ Twitter Inc. (ปัจจุบันคือ X) หลังจากที่เขาพยายามดิสเครดิตแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแห่งนี้ในปี 2022 เพื่อหวังจะกดราคาซื้อขายให้ต่ำกว่าข้อเสนอเดิมที่ 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท)

 

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า คณะลูกขุนพบว่ามัสก์จงใจทำให้ผู้ถือหุ้นเข้าใจผิดผ่านการทวีตข้อความอ้างว่า Twitter มีบัญชีปลอมจำนวนมาก และพยายามจะถอนตัวจากข้อตกลงซื้อขาย อย่างไรก็ตาม คณะลูกขุนได้ยกฟ้องข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงไป 2 จาก 4 ข้อหา และทีมทนายความของมัสก์ก็ประกาศเตรียมยื่นอุทธรณ์ทันที

 

ทางด้านคณะกรรมการทั้ง 8 คนได้คำนวณว่าคำพูดของมัสก์ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงไปมากเพียงใดในแต่ละวันที่มีการซื้อขายตลอดช่วงเวลาประมาณ 5 เดือน โดยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เขาต้องจ่ายให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งอาจสูงถึงหลายร้อยล้านหรือทะลุพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะถูกกำหนดอีกครั้งในภายหลังเมื่อผู้ถือหุ้นยื่นเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามา

 

คำตัดสินซึ่งใช้เวลาพิจารณาถึง 3 วันในครั้งนี้ ถือเป็นความพ่ายแพ้ในศาลที่หาดูได้ยากสำหรับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่า ‘Teflon Elon’ จากสถิติการเอาชนะคดีความเดิมพันสูงที่หลายคนคาดว่าเขาจะแพ้มาแล้วนักต่อนัก

 

รายงานจาก CNBC ระบุเพิ่มเติมว่า โจเซฟ คอตเชตต์ ทนายความของกลุ่มนักลงทุน Twitter ประเมินว่ามูลค่าความเสียหายรวมอาจพุ่งสูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.52 หมื่นล้านบาท) พร้อมกล่าวว่าคดีนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดีเยี่ยมว่าคุณไม่สามารถทำอะไรแบบนี้กับนักลงทุนทั่วไปที่มีบัญชีออมทรัพย์เพื่อการเกษียณ มีลูก มีกองทุนบำนาญ อย่างเช่น ครู พนักงานดับเพลิง และพยาบาลได้

 

หลังมัสก์ยื่นข้อเสนอซื้อ Twitter ในเดือนเมษายน 2022 ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อเขาเริ่มตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับจำนวนบัญชีปลอม บอต และสแปมบนแพลตฟอร์ม ในเดือนถัดมาเขาก็ทวีตข้อความว่าข้อตกลงซื้อขายถูก ‘ระงับไว้ชั่วคราว’ จนกว่าซีอีโอของ Twitter จะพิสูจน์ได้ว่าจำนวนบัญชีปลอมมีสัดส่วนราว 5% ตามที่รายงานไว้กับหน่วยงานกำกับดูแล

 

ทวีตและความคิดเห็นเพิ่มเติมของมัสก์ส่งผลให้หุ้นของ Twitter ดิ่งลงเกือบ 10% ในการซื้อขายเพียงรอบเดียว คณะลูกขุนใช้เวลาหารือกัน 4 วันก่อนจะมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ทวีตของมัสก์ในวันที่ 13 และ 17 พฤษภาคม ถือเป็นข้อความที่เป็นเท็จหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมีนัยสำคัญ

 

อดีตผู้ถือหุ้น Twitter แย้งว่าคำพูดของมัสก์เป็นแผนการเพื่อกดดันให้คณะกรรมการของบริษัทต้องยอมขายกิจการในราคาที่ต่ำกว่าข้อเสนอเดิม โดยอ้างว่าเขามีแรงจูงใจมาจากราคาหุ้นของ Tesla ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้เขาต้องขายหุ้นในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าที่ตั้งใจไว้เพื่อนำเงินมาเป็นทุนในการซื้อกิจการ Twitter

 

รายงานจาก CNN ระบุว่า มาร์ก โมลัมฟี ทนายความของโจทก์ กล่าวด้วยความยินดีว่าคำตัดสินในวันนี้ถือเป็นคำตัดสินของคณะลูกขุนในคดีหลักทรัพย์ที่ ‘มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา’ และเป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

 

แม้คณะลูกขุนจะพบว่ามัสก์มีความผิดจากทวีตเจ้าปัญหาทั้ง 2 ข้อความ แต่มัสก์ก็พยายามแก้ต่างระหว่างการให้การในศาลว่า “ถ้าคดีนี้เป็นเรื่องของการพิจารณาว่าผมทวีตข้อความโง่ๆ หรือเปล่า ผมก็คงต้องยอมรับผิด” แต่เขาก็ยืนยันว่าไม่ได้คิดว่าโพสต์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ ‘เป็นสาระสำคัญ’ แต่อย่างใด

 

ผู้ถือหุ้น Twitter ที่อยู่เบื้องหลังการฟ้องร้องแบบกลุ่มไม่ใช่กลุ่มเดียวที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของมัสก์ในช่วงที่มีการเข้าซื้อกิจการ เพราะเมื่อเดือนมกราคม 2025 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ก็ได้ยื่นฟ้องมัสก์ในข้อหาล้มเหลวในการเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นใน Twitter อย่างเหมาะสม ซึ่งทำให้เขาสามารถกว้านซื้อหุ้นของแพลตฟอร์มได้ในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง

 

แม้ว่าคำตัดสินในครั้งนี้จะถือเป็นการตำหนิสำหรับมัสก์ แต่ผลกระทบทางการเงินที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขา ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.3 ล้านล้านบาท) ตามการประเมินของ Bloomberg

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.79 บาท ณ วันที่ 21 มีนาคม 2569

 

ภาพ : illustration by Chesnot/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

 

The post ‘อีลอน มัสก์’ แพ้คดีครั้งประวัติศาสตร์! ลูกขุนชี้มีความผิดฐานทวีตป่วนหุ้น Twitter เล็งสั่งปรับทะลุ 8 หมื่นล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>