Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 29 Jan 2026 05:53:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 SCBX เผยคนไทย 80% ใช้งาน AI เป็นประจำ แต่มีเพียง 16% ที่ใช้เต็มศักยภาพ https://thestandard.co/scbx-thai-consumer-ai-adoption/ Thu, 29 Jan 2026 05:50:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1170998 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลสำรวจรายงาน SCBX เรื่องคนไทยใช้ AI ประจำ แต่ไม่มั่นใจใช้งานเต็มศักยภาพ

SCBX เปิดตัวรายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ครั้ง […]

The post SCBX เผยคนไทย 80% ใช้งาน AI เป็นประจำ แต่มีเพียง 16% ที่ใช้เต็มศักยภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลสำรวจรายงาน SCBX เรื่องคนไทยใช้ AI ประจำ แต่ไม่มั่นใจใช้งานเต็มศักยภาพ

SCBX เปิดตัวรายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ครั้งแรกกับการเผยพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคไทยต่อ AI ชี้คนไทย 80% ใช้ AI แล้ว แต่ยัง ‘ไม่มั่นใจ’ ใช้จริงจัง พร้อมเปิด 9 โปรไฟล์ผู้บริโภคยุค AI

 

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เปิดตัวรายงาน “thAI Consumer AI Adoption 2026” ซึ่งถือเป็นงานวิจัยเชิงลึกชุดแรกของไทยที่ศึกษาพฤติกรรม ทัศนคติ ความคาดหวัง และความกังวลของผู้บริโภคไทยต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการใช้บริการทางการเงิน รายงานนี้เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามสำคัญว่า “ผู้บริโภคไทยต้องการให้ AI ทำอะไรเพื่อพวกเขาจริงๆ ?”

 

รายงานฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายช่วงวัย อาชีพ และระดับทักษะด้านดิจิทัล เพื่อนำเสนอภาพจริงของ “Thai AI Reality” ที่แตกต่างจากข้อมูลของบริษัทต่างชาติอย่างชัดเจน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับองค์กรไทยในการออกแบบนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน AI บนพื้นฐานความต้องการจริงของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงความล้ำสมัยของเทคโนโลยี

 

ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยกับ AI แต่ยังไม่มั่นใจใช้ AI เชิงลึก

 

ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 90% รู้จัก AI และกว่า 80% เคยใช้งานเป็นประจำ ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย เช่น ระบบแนะนำคอนเทนต์ การค้นหาข้อมูล การแปลภาษา หรือระบบอัตโนมัติในแอปพลิเคชันธนาคาร แม้ AI จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว แต่มีเพียง 16% เท่านั้นที่เป็น “ผู้ใช้ AI แบบเต็มศักยภาพ”

 

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม “ใช้แบบจำกัดเพื่ออำนวยความสะดวก” หรือ “เห็นประโยชน์แต่ยังไม่ไว้ใจเต็มที่” ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างสำคัญในตลาดไทยระหว่าง ‘การใช้งานจริง’ และ ‘ความเข้าใจที่แท้จริง’

 

9 โปรไฟล์ผู้บริโภคยุค AI ของไทย

 

สะท้อนระดับการใช้ ตลอดจนทัศนคติต่อ AI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เรียงตามลำดับความซับซ้อนของลักษณะการใช้งาน และทัศนคติต่อ AI ได้แก่

 

  • Pro-formance – นักสร้างผลงานด้วย AI (5%) ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จ
  • Life Optimizer – คนใช้ AI ให้ชีวิตง่ายขึ้น (8%) ใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิตประจำวันให้ไวขึ้น ฉลาดขึ้น
  • Smart Minimalist – ฉลาดแบบพอดี ใช้เท่าที่จำเป็น (36%) ไม่คลั่ง AI แต่ใช้เท่าที่เห็นประโยชน์จริง
  • Skeptical Practitioner – เชื่อแต่ไม่วางใจ (34%) เปิดรับ AI แต่ยังระแวงในบางแง่มุม
  • Silent Doubter – สงสัยแต่ไม่พูดออกมา (10%) ใช้ AI อยู่ แต่ยังไม่มั่นใจหรือไม่กล้ายอมรับ
  • Accidental Adopter – ใช้แบบไม่ได้ตั้งใจ (4%) ใช้ AI โดยไม่รู้เลยว่ากำลังใช้
  • Unaware Trialist – ใช้โดยไม่รู้ตัว แต่เริ่มค้นหา (3%) เริ่มอยากเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร
  • Curious Speculator – กลุ่มที่จับตาแต่ยังไม่ลอง (0.2%) ขอรอดูทิศทางก่อนลงมือ
  • Digital Rejector – สายไม่เอา AI (0.1%) ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ ไม่อยากให้ AI เข้ามาแทนมนุษย์

 

โดยสองกลุ่มใหญ่ คือ Smart Minimalist และ Skeptical Practitioner คิดเป็นสัดส่วนรวมกันกว่า 70% ของผู้บริโภคไทยทั้งหมด เป็นกลุ่มที่องค์กรจำเป็นต้องออกแบบ AI ให้ตรงกับความคาดหวัง รวมถึงตอบโจทย์ความกังวลด้านความปลอดภัย ความง่าย และความโปร่งใส นอกจากนี้สามกลุ่มผู้ใช้หลักที่มีผลต่อการผลักดันและขับเคลื่อน AI ในไทย ได้แก่ 1. Smart Minimalist 2. Life Optimizer 3. Pro-formance

 

ความกังวล ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความยุ่งยาก’ คือ อุปสรรคใหญ่สุด

 

ในบริบททางการเงิน รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ความกังวลสำคัญของผู้บริโภคไทยเกี่ยวกับการใช้ AI มี 5 ประการ ได้แก่

 

  • การโอนไปยังบัญชีต้องสงสัย ความเสี่ยงทางธุรกรรม (60%)
  • กลัวบัญชีถูกล่อลวงจนเงินออมสูญหาย (59%)
  • ต้องเทียบสินเชื่อ รีไฟแนนซ์เอง (57%)
  • ต้องไล่เช็กโปรโมชันบัตรเครดิตเอง (55%)
  • ตัวเลือกในการลงทุนมีมาก / ไม่เข้าใจศัพท์การลงทุน (52%)

 

ดังนั้น ผู้บริโภคต้องการให้ AI ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดภาระงานซ้ำๆ และทำให้การเงินปลอดภัยขึ้น มากกว่าการเป็นฟีเจอร์ล้ำสมัยที่ใช้งานยาก

 

รายงานชี้ว่าความสนใจของผู้บริโภคไทยต่อ AI สูงมาก แต่การใช้งานด้านการเงินยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ความยุ่งยาก และความเข้าใจได้สำเร็จ เทคโนโลยี AI จะมีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การเตือนความเสี่ยงไปจนถึงการแนะนำทางการเงินที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แต่ละคน

 

AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยี ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตคนไทย

 

รายงานฉบับนี้ของ SCBX คือแผนที่สำคัญที่สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคไทยยุค AI องค์กรที่ออกแบบ AI โดยยึดความมั่นใจ ความง่าย และความโปร่งใส จะเป็นผู้ที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคในยุคการเงินใหม่สมัยใหม่

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดรายงาน “SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026” ฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbx.com/th/scbx-exclusive/thai-consumer-ai-adoption/

 

สุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX เปิดเผยว่า “จุดเริ่มต้นของรายงาน SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026 ฉบับนี้เกิดจากคำถามง่ายๆ แต่สำคัญมากว่า ‘ลูกค้ามองเห็นเราเป็นองค์กร AI-first เหมือนที่เรามองตัวเองหรือไม่?’ เมื่อเรานำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรอย่างก้าวกระโดดตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าความเปลี่ยนแปลงจำนวนมากเกิดขึ้นในฝั่งองค์กร แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นในมุมมองของผู้บริโภคด้วยหรือเปล่า เราจึงต้องหยุดและกลับมาศึกษาให้ลึกว่า ผู้บริโภคไทยต้องการอะไรจาก AI จริงๆ ไม่ใช่ในแบบที่องค์กรคิด แต่ในแบบที่ลูกค้าของเราต้องการจริงๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา”

 

รายงานนี้ตอกย้ำว่าการเดินหน้าสู่ AI-first Organization ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่เริ่มจาก ความเข้าใจ ความเชื่อใจ และความคาดหวังของผู้ใช้ เพราะถ้า AI ยังไม่ตอบโจทย์พื้นฐานเหล่านี้ มันก็ยังไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าได้ ที่ SCBX เราเชื่อใน AI ที่ ‘มีความหมาย’ AI ที่ช่วยคลายความกังวล ทำให้ชีวิตการเงินง่ายขึ้น และทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างสมดุล เพื่อให้ทุกคนก้าวสู่โลกการเงินยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจจริงๆ

 

ด้าน ญาดา เสรีเศวตรัตน์ Senior Consumer Insights and Market Research Management Expert ของ SCBX กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลชิ้นนี้ชี้ชัดว่า ผู้บริโภคไทยใช้ AI อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่การใช้ AI ในการบริหารการเงินเชิงลึกยังต่ำกว่าศักยภาพมาก เพราะพวกเขายังกังวลเรื่องความปลอดภัย ความแม่นยำ และความโปร่งใส การออกแบบ AI สำหรับตลาดไทยต้องเริ่มจากความเชื่อใจและความเรียบง่าย การมีมนุษย์ร่วมตรวจสอบ หรือ Human-in-the-Loop ยังคงสำคัญ โดยเฉพาะในบริการการเงินที่มีความเสี่ยงสูง หากเราต้องการให้ผู้ใช้ก้าวเข้าสู่การใช้ AI ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ทางการเงิน การจัดพอร์ตลงทุน หรือระบบแนะนำอัตโนมัติ AI ต้อง อธิบายได้ ตรวจสอบได้ และเชื่อใจได้ ก่อน”

 

3 มิติสำคัญที่องค์กรไทยต้องโฟกัส เพื่อก้าวสู่ AI-first Organization อย่างแท้จริง

 

1. Trust Design – ออกแบบให้ความไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

 

ทุกบริการควรอธิบายได้ว่าทำไมระบบถึงแนะนำสิ่งนี้ ใช้ข้อมูลอะไร และปกป้องข้อมูลอย่างไร ความโปร่งใสต้องไม่ใช่ส่วนเสริม แต่เป็นคุณสมบัติหลัก

 

2. Human Validation – ผสานความเป็นมนุษย์กับเทคโนโลยีให้สมดุลกัน

 

ผู้บริโภคไทยยังต้องการ ‘เสียงสุดท้ายจากมนุษย์’ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อในระบบ แต่เพราะเชื่อในการมีส่วนร่วมของมนุษย์อยู่ในวงจร (Human-in-the-loop) จะได้รับการยอมรับที่มากกว่า

 

3. Meaningful Simplicity – จัดการความซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย

 

คนไทยไม่กลัวเทคโนโลยีซับซ้อน แต่กลัวประสบการณ์ที่มนุษย์เข้าไม่ถึง การทำให้ระบบสื่อสารด้วยภาษามนุษย์ เข้าใจภาษาได้หลายสำเนียง หรือเชื่อมต่อบริการต่างๆ อย่างราบรื่น คืออาวุธลับที่แท้จริง

The post SCBX เผยคนไทย 80% ใช้งาน AI เป็นประจำ แต่มีเพียง 16% ที่ใช้เต็มศักยภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
RIP ร้านไร้คนขาย! Amazon สั่งปิดฉาก ‘Go-Fresh’ ยอมรับเทคโนโลยี Just Walk Out ล้ำแค่ไหนก็สู้ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ได้ https://thestandard.co/amazon-shuts-go-fresh-stores/ Wed, 28 Jan 2026 11:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1170749 ภาพร้านค้า Amazon Go หรือ Amazon Fresh ที่ใช้เทคโนโลยี Just Walk Out ซึ่งลูกค้าสามารถหยิบสินค้าและเดินออกไปได้โดยไม่ต้องผ่านการชำระเงิน

ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการสำหรับความทะเยอทะยานในการปฏิวัติ […]

The post RIP ร้านไร้คนขาย! Amazon สั่งปิดฉาก ‘Go-Fresh’ ยอมรับเทคโนโลยี Just Walk Out ล้ำแค่ไหนก็สู้ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้านค้า Amazon Go หรือ Amazon Fresh ที่ใช้เทคโนโลยี Just Walk Out ซึ่งลูกค้าสามารถหยิบสินค้าและเดินออกไปได้โดยไม่ต้องผ่านการชำระเงิน

ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการสำหรับความทะเยอทะยานในการปฏิวัติวงการค้าปลีกด้วยร้านสะดวกซื้อไฮเทค เมื่อ Amazon ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซประกาศเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่าจะปิดกิจการร้านค้าที่มีหน้าร้านจริงอย่าง Amazon Go และ Amazon Fresh ทั้งหมด การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า บริษัทกำลัง ‘จัดทัพใหม่’ โดยหันกลับไปโฟกัสที่จุดแข็งเดิมและขยายอาณาจักรภายใต้แบรนด์ที่แข็งแกร่งและผู้คนคุ้นเคยกว่าอย่าง Whole Foods Market

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 ร้าน Amazon Go เคยเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะโปรเจกต์ลูกรักของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon ที่ต้องการแก้ปัญหาโลกแตกของผู้ซื้อสินค้า นั่นคือการยืนรอจ่ายเงิน โดยเขาได้เขียนไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปีนั้นด้วยวิสัยทัศน์ที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า

 

“ไม่มีใครชอบการรอคิว ดังนั้นแทนที่จะเป็นแบบนั้น เราจินตนาการถึงร้านค้าที่คุณสามารถเดินเข้าไป หยิบสิ่งที่ต้องการ แล้วเดินออกมาได้เลย” เบโซส ผู้เป็นซีอีโอของ Amazon กล่าวในขณะนั้น

 

นั่นคือจุดกำเนิดของเทคโนโลยี ‘Just Walk Out’ ที่ใช้ระบบกล้องและเซนเซอร์อัจฉริยะติดตามสินค้าที่ลูกค้าหยิบแล้วตัดเงินผ่านแอปพลิเคชันอัตโนมัติเมื่อเดินออกจากร้าน แต่ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

 

Amazon ระบุในบล็อกโพสต์ถึงสาเหตุของการปิดตัวร้านค้าประมาณ 70 แห่งทั่วสหรัฐฯ ครั้งนี้ว่า “แม้เราจะเห็นสัญญาณที่น่าพอใจในร้านขายของชำที่มีหน้าร้านภายใต้แบรนด์ Amazon แต่เรายังไม่สามารถสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่โดดเด่นอย่างแท้จริงด้วยโมเดลทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมสำหรับการขยายตัวในวงกว้างได้”

 

นีล ซอนเดอร์ส (Neil Saunders) กรรมการผู้จัดการของ GlobalData ให้ความเห็นที่ตรงไปตรงมาว่า ร้าน Amazon Fresh นั้นมีความคล้ายคลึงกับคู่แข่งในตลาดมากเกินไปจนไม่มีจุดเด่น ในขณะที่เทคโนโลยี Just Walk Out ของ Amazon Go ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญจริงๆ จนถึงขั้นที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม การถอยครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ในสงครามสินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธวิธี Amazon วางแผนที่จะเปลี่ยนร้านค้าที่ถูกปิดบางแห่งให้กลายเป็นร้าน Whole Foods Market และเตรียมเปิดสาขาใหม่ของ Whole Foods อีกกว่า 100 แห่งในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

 

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโมเดลร้านค้าขนาดเล็กรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘Whole Foods Market Daily Shop’ ซึ่งเน้นความสะดวกและอาหารพร้อมทาน (Grab-and-go) คล้ายกับคอนเซปต์เดิมของ Amazon Go แต่มาในคราบของแบรนด์ที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพอาหารสดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

นับตั้งแต่ Amazon เข้าซื้อกิจการ Whole Foods ในปี 2017 ด้วยมูลค่ากว่า 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.23 แสนล้านบาท) แบรนด์นี้มียอดขายเติบโตกว่า 40% และขยายสาขาไปแล้วถึง 550 แห่ง

 

ในขณะเดียวกัน Amazon ยังคงเดินหน้าทดลองรูปแบบร้านค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนการสร้างร้านค้าขนาดใหญ่แบบ ‘Supercenter’ พื้นที่กว่า 229,000 ตารางฟุตในชานเมืองชิคาโก ซึ่งถูกจับตามองว่ามีลักษณะคล้ายกับห้าง Walmart โดยจะรวมเอาสินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ในบ้าน และสินค้าทั่วไปมารวมไว้ในที่เดียวเพื่อความครบวงจร

 

ส่วนเทคโนโลยี Just Walk Out ที่เคยเป็นพระเอกในร้าน Amazon Go นั้น จะถูกเปลี่ยนบทบาทจากการใช้ในร้านของตัวเอง มาเน้นการขายระบบให้กับธุรกิจภายนอกแทน เช่น สนามกีฬา มหาวิทยาลัย และสนามบิน ซึ่งปัจจุบันมีใช้งานอยู่กว่า 360 แห่งใน 5 ประเทศ รวมถึงใช้ในโรงอาหารพนักงานภายในศูนย์กระจายสินค้าของ Amazon เอง เพื่อให้พนักงานซื้ออาหารได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาพัก

 

แม้การปิดตัวร้านค้าครั้งนี้จะดูเป็นความล้มเหลวของแบรนด์ Amazon Go และ Fresh แต่ในภาพรวม ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคของ Amazon ยังคงแข็งแกร่งด้วยมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีฐานลูกค้ากว่า 150 ล้านคน

 

โดยบริษัทยังคงเดินหน้าแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านบริการจัดส่งสินค้าแบบ ‘Same-day Delivery’ ที่ปัจจุบันครอบคลุมกว่า 5,000 เมือง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าร้านสะดวกซื้อไร้คนขายที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองเสียอีก

ภาพ : Tada Images / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30.92 บาท ณ วันที่ 28 มกราคม 2568

 

อ้างอิง:

 

The post RIP ร้านไร้คนขาย! Amazon สั่งปิดฉาก ‘Go-Fresh’ ยอมรับเทคโนโลยี Just Walk Out ล้ำแค่ไหนก็สู้ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย https://thestandard.co/telenor-true-dtac-future-telecom/ Tue, 27 Jan 2026 02:44:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1169876 ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากก […]

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากการประกาศดีลแสนล้านที่ส่อแววปิดตำนาน 25 ปีของกลุ่มทุนนอร์เวย์ในไทยอย่าง ‘เทเลนอร์’ (Telenor) หลังตัดสินใจลงนามขายหุ้นในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในสัดส่วน 24.95% ให้กับ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise) ซึ่งถือหุ้นโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงว่าเทเลนอร์จะขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีถัดจากนี้

 

หากการขายหุ้นลุล่วงตามสัญญา มูลค่าดีลครั้งนี้จะสูงถึงราว 1.23 แสนล้านบาท แต่การเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาสู่คำถามและความไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง จนส่งผลให้ราคาหุ้น TRUE ร่วงลงแรงถึง 15%

 

เพียง 1 วันหลังจากข่าวดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 1

 

ยืนยันบริหาร TRUE ต่อ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์เดิม

 

ประเด็นแรกที่ซิกเว่เน้นย้ำคือ ความเชื่อมั่นในทีมบริหาร เขาประกาศชัดเจนว่า “ผมจะอยู่ต่อแน่นอน” รวมถึงทีมบริหารเดิมจากเทเลนอร์ก็จะยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้รอยต่อ ซิกเว่มองว่าดีลนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนควบรวมกิจการ

 

ยุทธศาสตร์ของ TRUE จะยังคงมุ่งเน้นที่ 3 เสาหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่วนแรกคือ วินัยทางการเงินที่เข้มงวด โดยยืนยันการมุ่งเน้นที่กำไร และการลดภาระหนี้ อย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนที่สองคือ นโยบายเงินปันผลแบบก้าวหน้า TRUE จะยังคงรักษาคำสัญญาในการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ

 

ส่วนที่สามคือ การเติบโตของรายได้ที่เน้นคุณภาพ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าเดิมผ่านบริการที่หลากหลายมากขึ้น แทนการทำสงครามราคากับคู่แข่ง

 

อนาคตของ ‘Dtac’ ในยุคผลัดใบ

 

เมื่อถามถึงแบรนด์ ‘Dtac’ ที่ผูกพันกับคนไทยมานาน ซิกเว่กล่าวว่า “เรากำลังทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

 

ปัจจุบันได้ครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในการรักษาแบรนด์ ‘True’ และ ‘Dtac’ ไว้ตามข้อตกลงจากการควบรวมกิจการก่อนหน้านี้

 

เมื่อถามถึงระหว่างลูกค้า Dtac และ True ณ ปัจจุบัน ซิกเว่บอกว่า “ปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกัน เพราะลูกค้า Dtac และ True ได้รับบริการบนมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้เมื่อมองไปที่แบรนด์ในอนาคต คือการที่เราเรียกตัวเองว่าเป็น Telco-Tech เราจึงต้องการแบรนด์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ Dtac หรือ True เคยเป็นในอดีต”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 2

 

ซิกเว่ ย้ำว่า Dtac มีความแข็งแกร่งมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย และมีลูกค้าที่จงรักภักดีมาก ดังนั้นเมื่อสร้างแบรนด์ในอนาคต ต้องดูว่าจะดูแลลูกค้าเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร เพราะ “สำหรับเรานี่เป็นเรื่องของมูลค่าที่เรามอบให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์”

 

เมื่อคู่แข่งไม่ใช่แค่ AIS แต่คือ ‘Big Tech’ ระดับโลก

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมหลังจากนี้จะเปลี่ยนจากการแย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การแข่งขันด้าน Digital Ecosystem ซิกเว่ยืนยันว่า AIS ไม่ใช่คู่แข่งเพียงรายเดียวอีกต่อไป แต่มองว่าบริษัทกำลังแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการครองใจและเวลาของลูกค้า

ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 ของ AIS ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุถึง ตัวเลขผู้ใช้งานทั้งสิ้น 46.3 ล้านหมายเลข เพิ่มขึ้น 271,300 หมายเลข ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ 5G อยู่ที่ 15.8 ล้านหมายเลข โดยมีรายได้จากการให้บริการหลักทั้งสิ้น 43,591 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท

 

ส่วน TRUE ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 รายงานผลกําไรสุทธิ จํานวน 1.6 พันล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามติดติอกัน ขณะที่มีรายได้รวม 47,230 ล้านบาท โดยมีใช้งานทั้งสิ้น 46.9 ล้านหมายเลข และผู้ใช้ 5G จำนวน 15.5 ล้านราย

 

ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ GDP ของไทยเติบโตในระดับต่ำ แต่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกลับเติบโตเร็วกว่านั้นถึง 2 เท่า โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 4.2% ในปี 2026 นี่คือเหตุผลที่ TRUE ต้องรีบทรานส์ฟอร์มตัวเอง

 

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เขาเรียกว่า “More for More การเพิ่มราคาเฉยๆ โดยที่บริการเหมือนเดิมนั้นไม่ควรทำ แต่ถ้าคุณมอบคุณค่าหรือบริการเสริมที่มากกว่าให้ลูกค้า เขาก็มีศักยภาพที่จะจ่ายเพิ่มได้”

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่มองว่า โครงสร้างราคาในไทยปัจจุบันถือว่า ‘ถูกมาก’ เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงข่ายที่ติดอันดับโลก

 

“โครงข่ายในประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นมาก ดีกว่ามากจริงๆ ไม่ใช่แค่ในเอเชีย ลองไปดูที่อังกฤษ เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ซึ่งก็ช่วยให้ 70% ของคนไทยเคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นมากเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ราคาในไทยก็ถูกกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นในแง่หนึ่ง ลูกค้าไทยได้บริการที่มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 3

 

ดังนั้น โมเดลธุรกิจแบบเดิมคือทำทุกอย่างเองจะต้องเปลี่ยนไป ในอนาคตโมเดลจะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรอื่น TRUE จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นในอนาคต อยากให้ TRUE คิดแบบ Amazon หรือ Netflix ที่ไม่มีคอลเซ็นเตอร์หรือหน้าร้าน แต่ติดต่อผ่านดิจิทัลทั้งหมด

 

เมื่อถามว่าจำนวนสาขาของ True จะลดลงใช่หรือไม่ ซิกเว่ตอบว่า “ใช่ครับ คู่แข่งสำคัญของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ AIS แล้ว แต่คือ Netflix, Google, Shopee, Lazada การบริการลูกค้าของเราจึงต้องคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาทำ เส้นทางดิจิทัลต้องราบรื่นแบบนั้น”

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

มีสองสามอย่างที่ลูกค้าไทยต่างจากประเทศอื่น หนึ่งคือ ลูกค้าไทยมีความต้องการสูงกว่า (Demanding) และจะบอกทันทีถ้าพวกเขาไม่พอใจ อัตราการย้ายค่ายเกิดขึ้นเร็วมากถ้าบริการไม่ดีพอ

 

สองคือ ตลาดไทยมีความเป็นนวัตกรรมสูง ชอบอะไรใหม่ๆ โปรโมชันใหม่ๆ ตลอดเวลา และสามคือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก TRUE ต้องปรับตัวให้ไว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่บอกว่า จะเห็น S-Curve ใหม่ในธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ แทน เพราะในเทลโก้จะเป็นการเติบโตแบบเส้นตรง (Linear) มากกว่า ซึ่งมาจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นและการที่ลูกค้าเต็มใจจ่ายสำหรับบริการดิจิทัลเสริมด้านบน

 

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่ Tech-Telco ตัว TRUE ต้องพยายามพัฒนาเพื่อรักษาลูกค้าเดิม ถัดมาคือการทำงานแบบพันธมิตร ในแบบ Win-Win ซึ่งต้องมีการแชร์ผลประโยชน์กันมากขึ้น และสามคือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ให้ทัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่น AI จึงไม่สามารถมีแผน 5 ปีหรือ 10 ปีนิ่งๆ ได้ แต่ต้องปรับแผนตลอดเวลา

 

อนาคตของ True ใต้ปีก Arise ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ (หน้าเดิม)

 

นอกจากการยืนยันว่าจะยังคงบริหาร TRUE ต่อไป ซิกเว่เปิดเผยถึงบทบาทใหม่ในฐานะ Executive Chairman ของธุรกิจดิจิทัลและเทลโก้ใน อะไรซ์ (Arise) ซึ่งจะทำให้เขาดูแลทั้ง TRUE, True IDC (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ TrueMoney ให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น

 

“Arise จะมีหน่วยธุรกิจแยกจากกัน แต่จะมีการทำงานร่วมกัน แน่นอนว่า True สามารถทำงานร่วมกับ TrueMoney, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึง 7-Eleven, Lotus’s และ Makro เรากำลังมองหาช่องทางที่ 1+1 มากกว่า 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยธุรกิจ”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 4

ศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ซึ่งให้ห้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์, คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูล รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมและฟินเทคในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

แต่การทำงานในลักษณะนี้จะไม่ใช่การเข้าไปลงทุน เพราะมันคือเรื่องของการโฟกัส “ผมต้องการให้ True โฟกัสในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด นั่นคือธุรกิจมือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน และธุรกิจทีวี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นบริษัทแยกต่างหาก เงินดิจิทัลก็เป็นบริษัทแยกต่างหาก แต่เรายังสามารถสร้าง Synergy ระหว่างกันได้”

 

ในส่วนของศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Hub ของภูมิภาคเนื่องจากมาเลเซียเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ปัจจุบันมีการอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในไทยมูลค่ากว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยมี True IDC เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญ

 

Virtual Banking ภายใต้ Arise และความร่วมมือกับ TrueMoney ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Underserved กว่า 60% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร การได้รับใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2025 และเตรียมเปิดดำเนินการกลางปี 2026 จะเป็นจิกซอว์สำคัญในการสร้างบริการทางการเงินที่เข้าถึงคนไทยทุกคน

 

นอกจากนี้ TRUE ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่ไร้ระบบเก่า (Legacy Free) โดยใช้ AI และคลาวด์ 100% เพื่อลดต้นทุนและสร้างระบบ Omni-channel ที่เข้าใจลูกค้าในทุกมิติ

 

“ประเทศไทยมีโอกาสจะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการเติบโตทางดิจิทัล แต่เรายังมี Startup และ Unicorn น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ส่วนในด้านเทเลคอม True และ Arise อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ประเทศไทยควรจะเป็นประภาคารที่ส่องสว่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซิกเว่กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพปก: Wongsakorn 2468/Shutterstock

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ‘เสียงในหน้าจอ’ ทรงพลังไม่ต่างจาก ‘เสียงในคูหา’ สำรวจความนิยม 5 พรรคการเมืองบนสมรภูมิโซเชียลเลือกตั้งปี 2569 https://thestandard.co/social-media-election-2026-popularity/ Mon, 26 Jan 2026 11:34:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1169718 ภาพกราฟิกแสดงผลสำรวจความนิยม 5 พรรคการเมืองบนโซเชียลมีเดียสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดย Zocial Eye

การเลือกตั้งปี 2569 ถูกจารึกว่าเป็นยุคสมัยที่ ‘เสียงในห […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘เสียงในหน้าจอ’ ทรงพลังไม่ต่างจาก ‘เสียงในคูหา’ สำรวจความนิยม 5 พรรคการเมืองบนสมรภูมิโซเชียลเลือกตั้งปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลสำรวจความนิยม 5 พรรคการเมืองบนโซเชียลมีเดียสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดย Zocial Eye

การเลือกตั้งปี 2569 ถูกจารึกว่าเป็นยุคสมัยที่ ‘เสียงในหน้าจอ’ ทรงพลังไม่ต่างจาก ‘เสียงในคูหา’

 

ข้อมูลจากเครื่องมือ Zocial Eye โดย บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งบนโซเชียลมีเดียของพรรคการเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ถึง 23 มกราคม 2569 เผยให้เห็นว่าการมีส่วนร่วม ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยอดไลก์ แต่อาจสะท้อนระดับความเชื่อมั่นและการส่งต่ออุดมการณ์ในรูปแบบดิจิทัล

 

ต่อไปนี้คือการจัดลำดับความนิยมทางการเมือง 5 อันดับแรก ที่สะท้อนผ่านยอดการมีส่วนร่วมมากกว่า 244,173,902 เอนเกจเมนต์ จาก 783,453 ข้อความ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

 

 

อันดับ 1: พรรคประชาชน (124 ล้าน เอนเกจเมนต์)

 

พรรคประชาชน คว้ายอดเอนเกจเมนต์สูงสุด ด้วยตัวเลขสูงถึง 124 ล้านเอนเกจเมนต์ ความน่าสนใจของพรรคประชาชนอยู่ที่การสร้างกลยุทธ์ที่เรียกว่า Movement Branding ซึ่งเปลี่ยนจากความพยายามของพรรคในการผลิตเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียว มาเป็นการกระตุ้นให้ผู้สนับสนุนกลายเป็นผู้ผลิตเนื้อหาด้วยตัวเองหรือที่เรียกว่า User-Generated Content

 

จนเกิดกระแสออร์แกนิก ผ่านการนำเสนอนโยบายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนอย่างการปฏิรูปประกันสังคม การบริหารงบประมาณให้โปร่งใสและเพิ่มสิทธิประโยชน์ (ซึ่งไวรัลมาจากคลิปของ ไอซ์ รักชนก) หรือระบบ Cell Broadcast มาย่อยให้เป็นวิดีโอสั้นที่เข้าถึงใจคนได้ในเวลาไม่กี่วินาที และยังคงเน้นพูดถึงการปฏิรูปกองทัพ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณกองทัพให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล

 

อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย (32 ล้าน เอนเกจเมนต์)

 

ในลำดับถัดมาคือ พรรคเพื่อไทย ที่ครองอันดับสองด้วยยอดเอนเกจเมนต์ 32 ล้านเอนเกจเมนต์ แม้ตัวเลขจะดูห่างจากอันดับหนึ่ง แต่พรรคเพื่อไทยชูจุดเด่นในด้านความน่าเชื่อถือและความเก๋าเกมทางการเมือง เน้นนโยบายกินดีอยู่ดีและการแก้ปัญหาค่าครองชีพ โดยคอนเทนต์ส่วนใหญ่เน้นไปที่ความมั่นใจและผลงานในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งดึงดูดกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ

 

อันดับ 3: พรรคภูมิใจไทย (25 ล้าน เอนเกจเมนต์)

 

พรรคภูมิใจไทย ตามมาเป็นอันดับสามด้วยยอด 25 ล้านเอนเกจเมนต์ โดยมีจุดเด่นในการเข้าถึงพื้นที่และใช้วาทะที่สร้างสีสันให้กับผู้สนับสนุนในต่างจังหวัดได้อย่างเหนียวแน่น โดยเน้นการตอบโต้ประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดและวาทะที่ดึงดูดใจผู้สนับสนุน

 

อันดับ 4: พรรคประชาธิปัตย์ (15 ล้าน เอนเกจเมนต์)

 

เป็นที่น่าจับตาว่า พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มมีการเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะการพยายามเจาะกลุ่ม New Voters ผ่านแคมเปญที่ดูทันสมัยกว่าเดิม

 

จากข้อมูลบนโซเชียลมีเดียพบว่ามีการใช้ภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่ (New Generation) มาเป็นตัวชูโรงเพื่อลบภาพลักษณ์พรรคดั้งเดิม

 

อันดับ 5: พรรคเศรษฐกิจ (9 ล้าน เอนเกจเมนต์)

 

แม้จะเป็นพรรคขนาดเล็กกว่าสี่อันดับแรก แต่พรรคเศรษฐกิจสามารถดึงดูดความสนใจได้ผ่านนโยบายที่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เช่น กลุ่มสตาร์ทอัพ หรือผู้ประกอบการรายย่อย เน้นการใช้ Data ในการนำเสนอนโยบายที่แก้ Pain Point ของคนเมืองและนักธุรกิจรุ่นใหม่

 

‘การถูกพูดถึง’ ที่มองข้ามไม่ได้

 

ข้อมูลจาก ไวซ์ไซท์ ยังได้เผยให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกประการในปีนี้คือการเกิดขึ้นของพรรคเล็กและพรรคทางเลือกใหม่ที่สวมบทบาทเป็น ‘Attention Seeker’ หรือผู้ดึงดูดความสนใจได้อย่างยอดเยี่ยม

 

นโยบายที่ฟังดูเหลือเชื่ออย่าง ‘การคืนชีพไดโนเสาร์’ หรือ ‘การจัดหาคู่โดยภาครัฐ’ ของมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ กลายเป็นประเด็นไวรัลที่สร้างแรงกระเพื่อมบน TikTok มหาศาล

 

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้จริง แต่ในเชิงการเกมการเมือง นโยบายเหล่านี้ทำหน้าที่สร้างพื้นที่ข่าวและดึงดูดสายตาของผู้คนท่ามกลางพรรคยักษ์ใหญ่ทางการเมืองได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล การถูกพูดถึงมีค่ามากกว่าการถูกลืมแม้ว่าสิ่งนั้นจะถูกวิจารณ์เชิงลบก็ตาม

 

Facebook ยึดหัวหาดแพลตฟอร์มหลัก

 

ทั้งนี้ Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ครองพื้นที่ในการถ่ายทอดข่าวสารและนโยบายทางการเมืองมากถึง 65.96% ด้วยจำนวนข้อความสูงสุดถึง 562,969 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 122 ล้านครั้ง

 

สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักของ ‘สื่อ’ และ ‘พรรคการเมือง’ ในการนำเสนอข่าวสารต่างๆ

 

ตามด้วยแพลตฟอร์ม YouTube ที่พุ่งขึ้นมาในอันดับสองมากถึง 11.00% ด้วยจำนวนข้อความ 93,862 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ 6.9 ล้านครั้ง

 

ในขณะที่จำนวนข้อความบน TikTok ตามมาเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ราว 80,900 ข้อความ (9.48%) ขณะเดียวกันสร้างเอนเกจเมนต์ได้มากถึง 118 ล้านครั้ง

 

อาจจะกล่าวได้ว่า TikTok กำลังจะกลายมาเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้างกระแสการเมืองได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีดูได้จากตัวเลขเอนเกจเมนต์ที่พุ่งขึ้นสูง

 

ภาพ: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘เสียงในหน้าจอ’ ทรงพลังไม่ต่างจาก ‘เสียงในคูหา’ สำรวจความนิยม 5 พรรคการเมืองบนสมรภูมิโซเชียลเลือกตั้งปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอยเพื่อรุก? เจาะลึกดีล Sony x TCL เมื่อญี่ปุ่นยอมทิ้ง ‘โรงงาน’ ให้จีน แลกความอยู่รอดในสมรภูมิราคา https://thestandard.co/sony-tcl-tv-business-strategy/ Mon, 26 Jan 2026 07:21:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1169566 โลโก้ Sony สีขาวบนพื้นหลังสีดำ

Sony Corporation ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส […]

The post ถอยเพื่อรุก? เจาะลึกดีล Sony x TCL เมื่อญี่ปุ่นยอมทิ้ง ‘โรงงาน’ ให้จีน แลกความอยู่รอดในสมรภูมิราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Sony สีขาวบนพื้นหลังสีดำ

Sony Corporation ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจากญี่ปุ่น ได้เปิดเผยแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และรับมือกับสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น

 

แผนดังกล่าวประกอบด้วยการประกาศแยก ‘ธุรกิจทีวี’ ออกมา เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ TCL Technology ผู้ผลิตทีวียักษ์ใหญ่จากประเทศจีน

 

ในกิจการร่วมทุนดังกล่าว TCL จะถือหุ้นในบริษัท 51% ส่วน Sony จะถือหุ้น 49%

 

TCL ถือหุ้น 51% จะเข้ามาดูแลการดำเนินงานทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการซัพพลายเชน จนถึงโลจิสติกส์ โดย TCL มีข้อได้เปรียบสำคัญในด้าน Economies of Scale และต้นทุนการผลิตจอภาพที่ต่ำกว่า

 

Sony ถือหุ้น 49% จะเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ผลิต มาเป็นผู้กำหนดทิศทางของแบรนด์และเทคโนโลยี โดยยังคงเป็นเจ้าของสิทธิ์ในแบรนด์ BRAVIA และมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) เช่น โปรเซสเซอร์ประมวลผลภาพและเสียง รวมถึงการเพิ่มมูลค่าของแบรนด์ใน กลุ่มสินค้าระดับพรีเมี่ยม

 

นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือกลยุทธ์ ‘ถอยเพื่อรุก’ ของ Sony เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในตลาดโลก

 

ลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost): การโอนถ่ายโรงงานและการผลิตไปให้ TCL ช่วยให้ Sony ปลดภาระสินทรัพย์หนัก และลดความเสี่ยงจากสงครามราคาในตลาด Mass Market ที่แบรนด์จีนและเกาหลีตีตลาดอย่างหนัก

 

โฟกัสที่ High Value: Sony จะสามารถทุ่มทรัพยากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีภาพและเสียงระดับพรีเมียม (High-end) เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเหนือราคา (Quality over Price) โดยไม่ต้องเข้าสู่การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดทั่วไป

 

การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ: นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะของแบรนด์ญี่ปุ่น จาก ‘ผู้ผลิต’ ไปสู่การเป็น ‘เจ้าของ’ สินทรัพย์ทางปัญญาและ แบรนด์ อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่พบเห็นได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

 

ทั้งสองบริษัทจะบรรลุ ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ภายในเดือนมีนาคม ปี 2026 โดยคาดว่าบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่จะเริ่มดำเนินงาน อย่างเป็นทางการ ในเดือนเมษายน ปี 2027

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ การรักษามาตรฐานคุณภาพของแบรนด์ BRAVIA ภายใต้ฐานการผลิตใหม่ ซึ่งการปรับตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารแบรนด์และความเชี่ยวชาญเฉพาะ มากกว่าการเป็นผู้ผลิตเอง เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโทรทัศน์ทั่วโลก แม้ว่าความต้องการหน้าจอขนาดใหญ่และความละเอียดสูงจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงผลักดันจากบริการสตรีมมิ่งที่กำลังเติบโต ผู้ผลิตชาวจีน เช่น TCL, Hisense และ Xiaomi ได้ขยายธุรกิจไปต่างประเทศอย่างแข็งขัน โดยใช้ขนาดและประสิทธิภาพด้านต้นทุนเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด

 

การเติบโตที่ชะลอตัวในตลาดที่เติบโตเต็มที่ได้ทำให้การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้กำไรของแบรนด์ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ก่อตั้งมานานลดลง สิ่งนี้บังคับให้หลายบริษัทต้องทบทวนรูปแบบธุรกิจและปรับโครงสร้างการดำเนินงานเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

 

ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นซึ่งเคยครองตลาดโทรทัศน์ระดับโลกได้ทยอยออกจากธุรกิจไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและกำไรลดลงอย่างมาก บริษัท Sharp ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท Hon Hai Precision Industry ของไต้หวัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Foxconn ในปี 2016 หลังจากประสบปัญหาในธุรกิจโทรทัศน์ ขณะที่ Toshiba ขายหน่วยธุรกิจโทรทัศน์ให้กับ Hisense ของจีนในปี 2018

 

Hitachi ถอนตัวจากการขายโทรทัศน์ในประเทศในปี 2018 เช่นกัน Panasonic ก็ตัดสินใจลดการผลิตโทรทัศน์ลง โดยถอนตัวจากการผลิตในญี่ปุ่น อินเดีย เวียดนาม และบราซิลในปี 2021 และในยุโรปภายในปี 2022

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Sony ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมไปสู่บริษัทด้านความบันเทิงและคอนเทนต์ระดับโลก เนื่องจากอัตรากำไรจากฮาร์ดแวร์ลดลง โดยใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในด้านเกม ภาพยนตร์ และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

 

ภาพ: Sony

 

อ้างอิง:

The post ถอยเพื่อรุก? เจาะลึกดีล Sony x TCL เมื่อญี่ปุ่นยอมทิ้ง ‘โรงงาน’ ให้จีน แลกความอยู่รอดในสมรภูมิราคา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กมูฟสะเทือนจีน! Google ปักหมุด ‘เวียดนาม’ ฐานทัพใหม่ พัฒนามือถือเรือธงครบวงจร ท้าทายโรงงานโลก ตามรอย Apple https://thestandard.co/google-shifts-smartphone-production-vietnam/ Mon, 26 Jan 2026 01:33:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1169394 Google ย้ายฐานผลิตสมาร์ทโฟนเรือธงสู่เวียดนาม ตามรอย Apple เพื่อลดการพึ่งพาจีน

Nikkei Asia รายงานความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ Google เมื่อ […]

The post บิ๊กมูฟสะเทือนจีน! Google ปักหมุด ‘เวียดนาม’ ฐานทัพใหม่ พัฒนามือถือเรือธงครบวงจร ท้าทายโรงงานโลก ตามรอย Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google ย้ายฐานผลิตสมาร์ทโฟนเรือธงสู่เวียดนาม ตามรอย Apple เพื่อลดการพึ่งพาจีน

Nikkei Asia รายงานความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ Google เมื่อเตรียมยกระดับฐานการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเริ่มพัฒนากระบวนการผลิตสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ในประเทศเวียดนามตั้งแต่ขั้นตอน ‘เริ่มจากศูนย์’ ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่คล้ายคลึงกับแผนการของ Apple ในอินเดีย โดยเป้าหมายของยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ทั้งสองรายคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรนอกประเทศจีนให้สำเร็จ

 

แหล่งข่าวระบุว่า Google จะเริ่มดำเนินการสิ่งที่เรียกว่า ‘การแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่’ หรือ NPI (New Product Introduction) สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง Pixel, Pixel Pro และ Pixel Fold ในเวียดนาม อย่างไรก็ตาม สำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นประหยัดอย่าง Pixel A series นั้น ในระยะนี้จะยังคงขั้นตอนการพัฒนาไว้ที่ประเทศจีนเช่นเดิม

 

หลายคนอาจสงสัยว่า NPI คืออะไรและทำไมถึงสำคัญนัก? คำตอบคือ NPI เป็นขั้นตอนที่วิกฤตและท้าทายที่สุดในการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาด เพราะมันไม่ใช่แค่การประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน แต่ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา การตรวจสอบ และการปรับจูนกระบวนการผลิตอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าการออกแบบใหม่ในกระดาษพิมพ์เขียวจะสามารถผลิตออกมาเป็นสินค้าจริงได้โดยไม่มีปัญหา

 

กระบวนการนี้ต้องระดมวิศวกรหลายร้อยชีวิตจากทั้งบริษัทแม่และซัพพลายเออร์มาร่วมทำงาน พร้อมเม็ดเงินลงทุนมหาศาลสำหรับเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบ ดังนั้น การได้รับเลือกให้เข้าร่วมกระบวนการ NPI จึงถือเป็น ‘เครื่องหมายการันตีความเชื่อมั่นสูงสุด’ สำหรับซัพพลายเออร์ เพราะเป็นบทพิสูจน์ว่าพวกเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของลูกค้าได้

 

แม้ Google และ Apple จะพยายามกระจายฐานการผลิตมาหลายปี แต่ที่ผ่านมาทั้งคู่ยังคงต้องพึ่งพาจีนสำหรับขั้นตอน NPI เนื่องจากความซับซ้อนของการสร้างผลิตภัณฑ์จากศูนย์ในพื้นที่อื่นที่ห่วงโซ่อุปทานยังไม่แข็งแกร่งเท่า แต่สถานการณ์ปัจจุบันบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งแรงกระเพื่อมไปยังห่วงโซ่อุปทานมาตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว

 

แหล่งข่าวจากซัพพลายเออร์ของ Apple กล่าวถึงความสำคัญของกลยุทธ์นี้ว่า “เป้าหมายคือการทำให้ฟังก์ชันการทำงาน ความเข้ากันได้ และความน่าเชื่อถือ เหมาะสมสำหรับการผลิตจำนวนมาก หาก NPI ล้มเหลว นั่นหมายความว่าจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาในปีนั้น แต่โชคดีที่เรื่องแบบนั้นยังไม่เคยเกิดขึ้นจนถึงตอนนี้”

 

ด้วยเดิมพันที่สูงลิ่ว Apple จึงพิจารณาใช้มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดด้วยการทำ NPI ควบคู่กันทั้งในอินเดียและจีน ซึ่งหมายถึงการลงทุนทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีข้อผิดพลาด โดยแหล่งข่าวอีกรายระบุว่า “ยกตัวอย่าง Apple การทำ NPI ในไซต์งานหนึ่งจะต้องให้บริษัทส่งวิศวกรประมาณ 200 ถึง 300 คนไปประจำที่โรงงานของซัพพลายเออร์ ซึ่งถือเป็นการใช้เม็ดเงินลงทุนที่สูง”

 

หากทั้ง Google และ Apple ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสมาร์ทโฟน ‘นอกประเทศจีน’ นี่จะถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการย้ายฐานการผลิตออกจากโรงงานโลก และเป็นการยกระดับขีดความสามารถของเครือข่ายซัพพลายเออร์ในประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งปัจจุบัน Google เองก็ได้ผลิตสมาร์ทโฟนจำนวนมากและดำเนินการตรวจสอบบางส่วนในเวียดนามอยู่แล้ว การขยับไปสร้างโทรศัพท์รุ่นใหม่จากศูนย์จึงเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้จริง

 

อย่างไรก็ตาม การย้ายกระบวนการพัฒนาที่สำคัญที่สุดออกจากจีนเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น อุปสรรคสำคัญยังคงมีอยู่จากการที่รัฐบาลปักกิ่งพยายามขัดขวางการส่งออกอุปกรณ์การผลิตและการย้ายบุคลากรชาวจีน แหล่งข่าวเปิดเผยว่าซัพพลายเออร์ของ Apple ต้องเผชิญกับการตรวจสอบทางศุลกากรที่เข้มงวดขึ้นในการส่งออกเครื่องจักร ซึ่งทำให้แผนขยายกำลังการผลิตในอินเดียล่าช้า เช่นเดียวกับแผนของ Google ในเวียดนามเมื่อปีที่แล้วที่ต้องล่าช้าด้วยเหตุผลคล้ายกัน

 

แหล่งข่าวที่ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ของทั้งสองบริษัทกล่าวว่า “มีอุปกรณ์การผลิตและอุปกรณ์ทดสอบมากมายที่ผลิตในจีน แต่การส่งออกไปยังประเทศอื่นทำได้ยาก เพราะปักกิ่งไม่ต้องการให้ภาคการผลิตของตนกลวงเปล่า ดังนั้นเราคงทำได้เพียงแค่รอคอยจังหวะเวลา”

 

Lori Chang นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Isaiah Research ให้ความเห็นว่า ระยะแรกของการกระจายห่วงโซ่อุปทานมักเน้นไปที่การทำซ้ำการผลิตหรือการประกอบบางส่วน แต่เมื่อขีดความสามารถทางเทคนิคในท้องถิ่นสุกงอมเพียงพอ บริษัทต่างๆ ถึงจะเริ่มนำกระบวนการ NPI ออกมานอกจีนได้

 

“ความสำคัญอย่างยิ่งยวดของ NPI อยู่ที่การกำหนดนิยามผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการทดสอบ และความสามารถในการผลิตจำนวนมากที่มั่นคง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าห่วงโซ่อุปทานนั้นสามารถดำเนินงานอย่างเป็นเอกเทศได้หรือไม่” เธอกล่าวทิ้งท้าย โดยชี้ว่าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และภาษีกำลังเป็นตัวเร่งให้บริษัทต่างๆ ต้องยอมย้ายฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายก็ตาม

 

ภาพ : Dmitri T / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post บิ๊กมูฟสะเทือนจีน! Google ปักหมุด ‘เวียดนาม’ ฐานทัพใหม่ พัฒนามือถือเรือธงครบวงจร ท้าทายโรงงานโลก ตามรอย Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกม ByteDance ใครคุมอัลกอริทึม? ทำไม TikTok ยังยืนตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขาย https://thestandard.co/bytedance-tiktok-us-algorithm/ Sat, 24 Jan 2026 10:42:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1168989 ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย

เจาะลึกดีล ByteDance-สหรัฐฯ หลัง TikTok รอดพ้นการแบน พร […]

The post อ่านเกม ByteDance ใครคุมอัลกอริทึม? ทำไม TikTok ยังยืนตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย

เจาะลึกดีล ByteDance-สหรัฐฯ หลัง TikTok รอดพ้นการแบน พร้อมเปิดโครงสร้างใหม่ ใครคุมอัลกอริทึม ใครรับความเสี่ยง และอนาคต TikTok จะไปทางไหน?

 

หลังเผชิญแรงกดดันยาวนานเกือบ 7 ปี ผ่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 3 สมัย และความเสี่ยงถูกแบนเกือบเบ็ดเสร็จ ในที่สุด ByteDance Ltd. บริษัทแม่ของ TikTok ก็สามารถคว้าชัยชนะครั้งสำคัญในการต่อสู้กับรัฐบาลวอชิงตัน และรักษาการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ เอาไว้ได้

 

หลังจาก TikTok ประกาศข้อตกลงไปเมื่อกลางสัปดาห์ เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในสหรัฐฯ กับ Oracle Corp. และกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯและรายอื่นๆ นับเป็นการยุติดีลมหากาพย์ โดยมีเป้าหมายลดความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ และเปิดทางให้แอปพลิเคชันสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศต่อไปได้

 

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์แสดงความยินดีทันที พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่สนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

 

มองเกม ‘ชัยชนะ’ ครั้งใหญ่ ByteDance

 

Fabian Ouwehand ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Socialscale ซึ่งทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆบน TikTok ระบุว่า ในเชิงโครงสร้าง ข้อตกลงนี้ถือเป็น “ชัยชนะครั้งใหญ่ของ ByteDance” แม้จะมีการแยกประเด็นด้านความปลอดภัยข้อมูลและอัลกอริทึมออกมา

 

แต่ในทางปฏิบัติอัลกอริทึมยังคงถูกกำหนดโดยการดำเนินงาน กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ และพฤติกรรมผู้ใช้ ซึ่งยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทแม่

 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ByteDance ยังคงได้เปรียบอย่างชัดเจน บริษัทสามารถรักษาการควบคุมแหล่งรายได้หลักของ TikTok แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่งสำคัญ และโอนภาระความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลข้อมูลไปให้ Oracle เป็นหลัก

 

ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย 1

 

ผ่าโครงสร้างใหม่ กว่า 80% ถือครองโดยนักลงทุนสหรัฐฯ/บริษัทระดับโลก

 

ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ByteDance จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมทุนดังกล่าวลงเหลือเพียง 19.9% โดย ByteDance ถือหุ้นในโครงสร้างที่เปิดทางให้ยังควบคุมการดำเนินงานหลักของ TikTok และรับผลกำไรราว 50% จากตลาดสหรัฐฯ ขณะที่อีก 80.1% จะถือครองโดยนักลงทุนจากสหรัฐฯ และนักลงทุนระดับโลก โดยมี 3 ผู้ลงทุนหลัก

 

1. Oracle ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ถือหุ้น 15%

 

2. Silver Lake กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ถือหุ้น 15%

 

3. MGX บริษัทเพื่อการลงทุนจากอาบูดาบี ถือหุ้น 15% อื่นๆ 5%

 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนชั้นนำเข้าร่วมด้วย เช่น Dell Family Office ของ Michael Dell รวมถึงนักลงทุนจากกลุ่ม Alpha Wave Partners และ NJJ Capital

 

แม้คณะกรรมการบริษัทใหม่จะมีชาวอเมริกันเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งผู้ถือบังเหียน TikTok US ภายใต้ดีลใหม่นี้ จะมีการจัดตั้งนิติบุคคลอิสระชื่อว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ขึ้นมาเพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้แอปพลิเคชัน และระบบอัลกอริทึมในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ แต่ Shou Chew ซีอีโอของ TikTok ยังคงนั่งในบอร์ด และดูแลสินทรัพย์ระดับโลกของ ByteDance ต่อไป

 

โดย Adam Presser หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ และความปลอดภัยของ TikTok จะดำรงตำแหน่งซีอีโอของหน่วยงานในสหรัฐฯ โดยมี Shou Chew ร่วมเป็นคณะกรรมการ

 

ด้าน Ouwehand ชี้ว่า ด้วยอิทธิพลระดับโลกของ TikTok ทำให้ ByteDance ยังสามารถกำหนดทิศทางของระบบนิเวศได้อย่างต่อเนื่อง และสำหรับผู้ใช้หรือครีเอเตอร์ แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างใหม่นี้

 

แม้กลุ่มการเมืองสายแข็งในวอชิงตันจะมองว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่สามารถตัดความเชื่อมโยงระหว่าง TikTok กับปักกิ่งได้ตามเจตนารมณ์เดิม แต่แรงต้านทางการเมืองได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจารณ์รายสำคัญหลายคนหันไปให้ความสนใจกับประเด็นอื่น

 

อย่าง มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยเป็นแกนนำผลักดันกฎหมายแบน TikTok ปัจจุบันมุ่งไปที่สถานการณ์ในเวเนซุเอลา ขณะที่เบรนแดน คาร์ ประธาน FCC ก็เงียบหายจากประเด็นนี้

 

อย่างไรก็ตาม กรณีของ TikTok กลายเป็นต้นแบบให้บริษัทจีนอื่นๆ ในการรับมือความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดย ByteDance เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่ใช้กลยุทธ์แนวคิด “ฟอกขาวสิงคโปร์” (Singapore-washing) ซึ่งเป็นการย้ายฐานการดำเนิน งานระหว่างประเทศผ่านสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ย้อนชนวนรอยร้าวปี 2019

 

ความขัดแย้งเริ่มต้นในปี 2019 จากการตรวจสอบการเข้าซื้อ Musical.ly มูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ และทวีความรุนแรงในสมัยทรัมป์ที่พยายามแบน TikTok ในปี 2020 แต่ ByteDance สามารถยื้อเกมในชั้นศาล และหลุดพ้นจากการเจรจาขายให้ Microsoft หรือกลุ่ม Oracle-Walmart ที่ล่มสลายไปภายหลัง

 

รัฐบาลจีนยังเข้ามามีบทบาท โดยจำกัดการส่งออกอัลกอริทึมของ TikTok ทำให้แอปกลายเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองระดับโลก แม้รัฐบาลโจ ไบเดน จะออกกฎหมาย “ขายหรือแบน” ในปี 2024

 

แต่การปิดกั้นแอปในต้นปี 2025 ก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว หลังทรัมป์หวนคืนทำเนียบขาวและสั่งระงับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเปิดทางเจรจา ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายน หลังการหารือโดยตรงกับสี จิ้นผิง

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ByteDance ปรับโครงสร้างองค์กร แต่งตั้งผู้บริหารที่มีประสบการณ์จากจีนเข้ามาคุม TikTok ควบคู่กับการลดจำนวนพนักงาน พร้อมใช้กลยุทธ์ทางกฎหมาย การสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ และการชี้แจงต่อสภาคองเกรส

 

ภาพ ByteDance และ TikTok สื่อถึงการควบคุมอัลกอริทึมและการคงอยู่ในตลาดสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขาย 2

 

โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการไต่สวนในปี 2024 ที่ Shou Chew ต้องยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็น “ชาวสิงคโปร์” ไม่ใช่ตัวแทนพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

แม้เผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง TikTok ยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้ในสหรัฐฯ ถึง 200 ล้านคน ByteDance คาดว่าจะทำกำไรได้ราว 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เทียบชั้น Meta Platforms และมีมูลค่าประเมินจากตลาดรองสูงถึง 480,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความมั่นคงยังไม่หมดสิ้น อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลไบเดนบางส่วนมองว่า ข้อตกลงใหม่นี้ยัง ‘เปิดช่อง’ ให้จีนควบคุม ‘อัลกอริทึม’ และอาจเข้าถึงข้อมูลสหรัฐฯ ได้ ไม่ว่าจะโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม

 

 

ภาพ : NurPhoto, Anna Moneymaker : Getty Images

อ้างอิง:

The post อ่านเกม ByteDance ใครคุมอัลกอริทึม? ทำไม TikTok ยังยืนตลาดสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าพ่อแห่ง AI เปิดใจ BBC ยอมรับ ‘เสียใจ’ ในสิ่งที่สร้าง เตือนทั่วโลกเร่งวิจัยความปลอดภัย ก่อน AI ฉลาดเกินมนุษย์จะควบคุม https://thestandard.co/godfather-ai-regrets-warns-safety/ Sat, 24 Jan 2026 02:52:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1168818 ภาพ เจฟฟรีย์ ฮินตัน เจ้าพ่อ AI ที่เปิดใจถึงความเสียใจและเตือนภัยจากปัญญาประดิษฐ์

ความรู้สึกเสียใจลึกๆ เป็นสิ่งที่ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoff […]

The post เจ้าพ่อแห่ง AI เปิดใจ BBC ยอมรับ ‘เสียใจ’ ในสิ่งที่สร้าง เตือนทั่วโลกเร่งวิจัยความปลอดภัย ก่อน AI ฉลาดเกินมนุษย์จะควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจฟฟรีย์ ฮินตัน เจ้าพ่อ AI ที่เปิดใจถึงความเสียใจและเตือนภัยจากปัญญาประดิษฐ์

ความรู้สึกเสียใจลึกๆ เป็นสิ่งที่ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Scientist) เจ้าของฉายา ‘Godfather of AI’ (เจ้าพ่อแห่งปัญญาประดิษฐ์) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยีที่เขาอุทิศทั้งชีวิตสร้างขึ้นมากับมือ

 

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับ BBC Newsnight ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร (20 ม.ค.) ที่ผ่านมา ฮินตันเปิดใจว่า เขารู้สึกโศกเศร้าอย่างยิ่งที่นวัตกรรมที่เขาทุ่มเทพัฒนานั้น บัดนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่มีความอันตรายสูง และที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ สังคมโลกยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้อย่างจริงจังเพียงพอ

 

ฮินตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโครงข่ายประสาทเทียมที่เป็นรากฐานสำคัญของ AI ในปัจจุบัน ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ทรงพลังที่สุด เขาเตือนว่ามนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่นักวิจัยกำลังเข้าใกล้การสร้างเครื่องจักรที่ ‘ฉลาดกว่ามนุษย์’

 

“เราไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน สถานการณ์ที่เราสามารถสร้างสิ่งที่ฉลาดล้ำยิ่งกว่าตัวเราเองได้” ฮินตันกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่า AI จะก้าวข้ามขีดความสามารถทางสติปัญญาของมนุษย์ภายใน 20 ปีข้างหน้า และในความเป็นจริง หลายด้านก็ได้ถูกแซงหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ความท้าทายใหญ่หลวงจะเกิดขึ้นเมื่อจุดนั้นมาถึง เพราะการควบคุมระบบอัจฉริยะเหล่านี้อาจทำได้ยากกว่าที่ประเมินไว้มาก ฮินตันเตือนว่า “แนวคิดที่ว่าเราจะสามารถแค่กดปิดสวิตช์ระบบได้ทันทีนั้น อาจใช้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ” เพราะปัญญาประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนสูงอาจเรียนรู้วิธี ‘โน้มน้าว’ มนุษย์ไม่ให้ปิดการทำงานของระบบ

 

ความกังวลนี้สอดคล้องกับบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมในรายการ State of the Union ของ CNN ที่ฮินตันขยายความถึงความสามารถในการใช้เหตุผลและการหลอกลวงของ AI ว่าพัฒนาไปไกลกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเขาระบุว่า “หากระบบประเมินว่ามนุษย์พยายามจะกำจัดทิ้ง ปัญญาประดิษฐ์ก็อาจวางแผนหลอกลวงเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกปิดการทำงาน”

 

ฮินตันชี้ว่า ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติจะทำได้ในขณะนี้ คือการละเลยการลงทุนวิจัยเพื่อหาหนทางอยู่ร่วมกับระบบอัจฉริยะเหล่านี้

 

“หากเราสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาโดยที่พวกเขามีความฉลาดล้ำ แต่กลับไม่มีความใส่ใจในมนุษย์ ก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบเหล่านี้อาจจะ ‘ทำลายล้าง’ พวกเรา” ฮินตันกล่าวเตือนถึงความเสี่ยงในกรณีเลวร้ายที่สุด หากเป้าหมายของ AI ไม่สอดคล้องกับความอยู่รอดของมนุษย์

 

อย่างไรก็ตาม ฮินตันมองว่าหายนะไม่ใช่เรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อนาคตยังขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกแบบและกำกับดูแลระบบเหล่านี้อย่างไร แต่อุปสรรคสำคัญคือบรรยากาศความร่วมมือระดับโลกที่ลดลง และการเมืองแบบอำนาจนิยมที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งเขาเปรียบเทียบว่า ความจำเป็นในการกำกับดูแล AI นั้นมีความสำคัญเร่งด่วนไม่แพ้ข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยอาวุธเคมีและนิวเคลียร์

 

แม้จะมีความกังวลมหาศาล แต่ฮินตันยืนยันว่าเขาจะไม่ย้อนกลับไปแก้ไขอดีต “เทคโนโลยีนี้คงจะถูกพัฒนาขึ้นมาอยู่ดีต่อให้ไม่มีผม ผมเชื่อว่าการตัดสินใจของผมในตอนนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ดีที่สุดที่มี” เขายังคงมีความหวังในศักยภาพของ AI ที่จะช่วยปฏิรูปการศึกษาและการแพทย์ โดยเฉพาะระบบติวเตอร์อัจฉริยะและความก้าวหน้าในการวินิจฉัยโรค

 

นอกจากความเสี่ยงเชิงโครงสร้างแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 Business Insider รายงานว่า ฮินตันได้คาดการณ์ว่า AI จะมีความสามารถในการเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานจำนวนมากในปี 2026

 

“เราจะเห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดด ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้มีความสามารถสูงมาก สามารถทดแทนงานในศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าได้แล้ว และกำลังขยายไปสู่งานด้านอื่นๆ อีกมาก”

 

ฮินตันเตือนว่าความก้าวหน้านี้กำลังทำให้ ‘งานออฟฟิศ’ ตกอยู่ในความเสี่ยง จากเดิมที่ AI ช่วยเขียนโค้ดได้เพียงระดับนาที ปัจจุบันสามารถจัดการโปรเจกต์ระดับชั่วโมงได้ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ระบบจะสามารถทำโครงการวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนซึ่งต้องใช้เวลาเป็นเดือนได้สำเร็จ ซึ่งถึงเวลานั้น ความต้องการแรงงานมนุษย์ในภาคส่วนนี้จะลดน้อยลงอย่างมาก

 

เขาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้แรงกายของมนุษย์ลดความสำคัญลง แต่ครั้งนี้ ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะเข้ามาลดบทบาทของ ‘สติปัญญาของมนุษย์’ ในตลาดแรงงาน

 

“เราอยู่ในจุดที่สำคัญมากของหน้าประวัติศาสตร์ ที่เรากำลังจะสร้างสิ่งที่ฉลาดกว่ามนุษย์ในอีกไม่ช้า แต่เรากลับยังไม่ได้เริ่มทำวิจัยอย่างจริงจังเลยว่า เราจะอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้อย่างสันติได้อย่างไร มันจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเริ่มทำวิจัยเรื่องนี้ทันที” ฮินตันกล่าวทิ้งท้าย

ภาพ: J Studios / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เจ้าพ่อแห่ง AI เปิดใจ BBC ยอมรับ ‘เสียใจ’ ในสิ่งที่สร้าง เตือนทั่วโลกเร่งวิจัยความปลอดภัย ก่อน AI ฉลาดเกินมนุษย์จะควบคุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Elon Musk ขึ้นเวทีดาวอสครั้งแรก เตือนโลกผลิตชิปเร็วกว่าไฟฟ้า ชี้ ‘พลังงาน’ คือคอขวดใหม่ที่จะหยุดยั้งสงคราม AI https://thestandard.co/musk-ai-energy-bottleneck/ Fri, 23 Jan 2026 01:58:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1168380 Elon Musk กล่าวสุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส พร้อมฉายภาพการผลิตชิป AI ที่เติบโตเร็วกว่าพลังงาน

การปรากฏตัวแบบไม่อยู่ในกำหนดการของ Elon Musk บนเวที Wor […]

The post Elon Musk ขึ้นเวทีดาวอสครั้งแรก เตือนโลกผลิตชิปเร็วกว่าไฟฟ้า ชี้ ‘พลังงาน’ คือคอขวดใหม่ที่จะหยุดยั้งสงคราม AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Elon Musk กล่าวสุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส พร้อมฉายภาพการผลิตชิป AI ที่เติบโตเร็วกว่าพลังงาน

การปรากฏตัวแบบไม่อยู่ในกำหนดการของ Elon Musk บนเวที World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส กลายเป็นหนึ่งในเซสชันที่คนประหลาดใจมากที่สุดของปี เพราะเจ้าตัวเคยวิจารณ์เวทีนี้ว่าเป็นของพวกอีลิต และ ‘โคตรน่าเบื่อ’ มาก่อน

 

บทสนทนาระหว่าง Musk กับ Larry Fink ซีอีโอ BlackRock ไม่ได้ให้ข่าวใหม่เชิงธุรกิจมากนัก แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ภาพใหญ่ของโลกเศรษฐกิจยุคถัดไปกำลังถูกนิยามใหม่อย่างจริงจัง โดยมี AI, พลังงาน และอวกาศ เป็นแกนกลาง

 

อนาคตของมนุษยชาติ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือ ‘การอยู่รอดของอารยธรรม’

 

Musk อธิบายว่า “สิ่งที่เชื่อม Tesla, SpaceX, AI และหุ่นยนต์เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ใช่ผลกำไร แต่คือเป้าหมายเดียว คือ เพิ่มโอกาสที่อารยธรรมมนุษย์จะมีอนาคตที่ดี”

 

เขามองว่า ‘จิตสำนึก’ และสิ่งมีชีวิตอาจเป็นสิ่งที่หายากที่สุดในจักรวาล และโลกอาจเป็นเพียง ‘เทียนเล่มเล็กในความมืดอันเวิ้งว้าง’ หากมนุษย์ยังจำกัดตัวเองอยู่บนดาวเคราะห์เพียงดวงเดียว ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จะยังคงสูง

 

นั่นคือเหตุผลที่ SpaceX ถูกสร้างขึ้น ไม่ใช่เพื่อการท่องอวกาศ แต่เพื่อทำให้มนุษย์กลายเป็น สิ่งมีชีวิตหลายดาว (multi-planet species)

 

AI และหุ่นยนต์: เส้นทางสู่เศรษฐกิจแห่งความอุดมสมบูรณ์

 

บนเวทีดาวอส Musk ย้ำแนวคิดเดิมที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่า โลกจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ หากไม่มี AI และหุ่นยนต์ในระดับมหาศาล

 

เขาคาดการณ์ว่าในอนาคต AI

 

  • จะฉลาดกว่ามนุษยชาติรวมกันทั้งหมดภายในปี 2030–2031
  • จะมีหุ่นยนต์มากกว่าจำนวนประชากรโลก
  • จะเกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ตรรกะของ Musk ตรงไปตรงมา เมื่อแรงงานไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป สินค้าและบริการจะล้นระบบ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ยุค ‘abundance economy’ หรือ ‘เศรษฐกิจล้นเกิน’

 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โลกไม่สามารถมีทั้ง ‘งานที่จำเป็นต้องทำ’ และ ‘ความอุดมสมบูรณ์สำหรับทุกคน’ พร้อมกันได้ คำถามใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือ มนุษย์จะนิยามความหมายของชีวิตอย่างไร ในโลกหลังแรงงาน

 

Elon Musk กล่าวสุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส พร้อมฉายภาพการผลิตชิป AI ที่เติบโตเร็วกว่าพลังงาน 1

 

Optimus และ Robotaxi: อนาคตที่เริ่มจับต้องได้

 

หนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่ถือเป็นข้อมูลใหม่ คือไทม์ไลน์ของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus

 

Musk ระบุว่า Tesla อาจเริ่มจำหน่ายหุ่นยนต์ให้ประชาชนได้ภายในปลายปีหน้า หลังผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเสถียร

 

ด้านรถยนต์ไร้คนขับ เขายืนยันว่า Full Self-Driving ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่องระดับรายสัปดาห์ และเริ่มมีการใช้งาน Robotaxi แล้วในบางเมืองของสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะขยายวงกว้างมากขึ้นภายในปีนี้ ขณะที่ยุโรปและจีนยังรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

แม้นักลงทุนยังรอคำตอบเชิงพาณิชย์ที่ชัดเจน แต่ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์อัตโนมัติกำลังเดินหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คอขวดใหม่ของโลก AI: ไม่ใช่ชิป แต่คือไฟฟ้า

 

ประเด็นสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของเวที คือคำเตือนของ Musk ว่าโลกกำลังผลิตชิป AI ได้เร็วกว่าไฟฟ้าที่จะใช้มัน

 

ขณะที่การผลิตชิปเติบโตแบบ exponential การผลิตไฟฟ้าโลกกลับขยายตัวเพียงราว 4% ต่อปี ทำให้ ‘พลังงาน’ กลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของยุค AI

 

Musk ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของจีน ซึ่งลงทุนพลังงานขนาดมหาศาล โดยเฉพาะโซลาร์ พร้อมย้ำว่า หากมองเชิงฟิสิกส์ พลังงานเกือบทั้งหมดในระบบสุริยะล้วนมาจากดวงอาทิตย์

 

ในมุมมองของเขา พลังงานแสงอาทิตย์คือแหล่งพลังงานหลักของโลกอนาคตอย่างแท้จริง

 

AI ในอวกาศ: แนวคิดที่เริ่มจริงจัง

 

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาก คือการสร้าง ศูนย์ประมวลผล AI ในอวกาศ

 

Musk ระบุว่า SpaceX มีแผนปล่อยดาวเทียม AI ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเชื่อว่าในอีก 2 – 3 ปี ต้นทุนการวาง AI ที่ต่ำที่สุดอาจไม่ใช่บนโลกอีกต่อไป

 

อวกาศมีพื้นที่ไม่จำกัด ไม่แย่งทรัพยากรบนโลก และสามารถขยายกำลังการผลิตพลังงานได้ในระดับที่โลกไม่เคยมีมาก่อน

 

มัสก์ปิดฉากการขึ้นเวทีดาวอสครั้งแรกด้วยถ้อยคำเชิญชวนให้มองโลกในแง่ดี

 

“ถ้าจะให้ผมฝากประโยคสุดท้ายไว้ ผมอยากสนับสนุนให้ทุกคนมองอนาคตด้วยความหวัง และรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง” มัสก์กล่าว

 

“การเป็นคนมองโลกในแง่ดีแล้วผิด ยังดีกว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายแล้วถูก”

 

The post Elon Musk ขึ้นเวทีดาวอสครั้งแรก เตือนโลกผลิตชิปเร็วกว่าไฟฟ้า ชี้ ‘พลังงาน’ คือคอขวดใหม่ที่จะหยุดยั้งสงคราม AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud https://thestandard.co/sarath-gulf-edge-partners-google-cloud/ Thu, 22 Jan 2026 03:20:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1168003 ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud

บริษัท กัลฟ์ เอ็ดจ์ จำกัด (Gulf Edge) ในเครือกลุ่มบริษั […]

The post ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud

บริษัท กัลฟ์ เอ็ดจ์ จำกัด (Gulf Edge) ในเครือกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Google Cloud เพื่อนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยกระดับการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งมีแผนจะร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence (CoE) ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ในประเทศไทย

 

สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) กล่าวว่า การขยายความร่วมมือกับ Google Cloud ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแห่งอนาคตของประเทศไทย เพื่อผลักดันให้กลุ่มบริษัทกัลฟ์และบริษัทในเครือก้าวสู่การเป็นผู้นำในยุค AI อย่างแท้จริง GULF ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่าจะเป็นผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี Sovereign Cloud ที่มีความปลอดภัยสูงสุด และ Agentic AI ที่ชาญฉลาด มาปรับใช้ในธุรกิจของเราและบริษัทในเครือ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ความร่วมมือนี้จะช่วยจุดประกายการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลในไทย

 

ทั้งการสร้างบุคลากรที่มีทักษะแห่งอนาคต และการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ สอดรับกับเทรนด์ AI โลก การนำจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานของกัลฟ์ มาผสานกับเทคโนโลยีระดับโลกจาก Google จะช่วยปลดล็อกศักยภาพให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าถึง AI ซึ่งไม่เพียงแต่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP และเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

สร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI ยุคใหม่

 

ทั้งนี้เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่ง Agentic AI ผ่านการผสานข้อมูลและอัจฉริยภาพทางเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของความร่วมมือระหว่าง Google Cloud และ Gulf Edge โดยมี AIS เป็นทั้งองค์กรต้นแบบและพันธมิตรในระบบนิเวศ คือการสร้างแพลตฟอร์ม Agentic AI ยุคใหม่ที่สามารถรวบรวมข้อมูลเครือข่ายและการดำเนินงานที่มีอยู่อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลประสิทธิภาพเครือข่ายแบบเรียลไทม์ หรือความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป การนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการภายใต้สภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยและยืดหยุ่น จะช่วยเร่งการส่งมอบ AI Agents ไปทั่วทั้งองค์กรผ่าน Gemini Enterprise ซึ่งมีความสามารถเหนือกว่าระบบอัตโนมัติทั่วไป สามารถคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อน พร้อมทั้งยกระดับการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น

 

‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud 1

 

สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AIS ที่มุ่งยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าสู่มาตรฐานใหม่ในทุกช่องทางบริการ ผ่านการนำ AI Models และโซลูชั่นคลาวด์ชั้นนำของ Google มาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน myAIS หรือศูนย์บริการลูกค้าที่เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI นอกจากนี้ การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยให้พนักงานทำงานได้คล่องตัวขึ้น ด้วยเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยจัดการงานประจำให้โดยอัตโนมัติ ทำให้พนักงานสามารถทุ่มเทเวลาไปกับการดูแลลูกค้าในส่วนที่สำคัญและมีความซับซ้อนได้มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่รวดเร็ว ตรงใจ และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างชาญฉลาด

 

โดยเร่งสร้างนวัตกรรมทั่วประเทศด้วย Sovereign AI และ Agentic AI

 

ความร่วมมือที่ขยายขอบเขตขึ้นในครั้งนี้ ได้วางบทบาทให้ Gulf Edge เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการบุกเบิกตลาด (Go-to-market partner) ในการผลักดันการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี Agentic AI ระดับองค์กร อาทิ Gemini Enterprise รวมไปถึงการให้บริการ Sovereign Cloud ที่มีอธิปไตยทางข้อมูล ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ (Data Residency) สำหรับอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบควบคุมเข้มงวดส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถพัฒนานวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ โดยมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ละเอียดอ่อนจะถูกจัดเก็บและดูแลอยู่ภายใต้ขอบเขตอธิปไตยของประเทศ

 

เปิดแผนจับมือตั้ง Center of Excellence ในไทย

 

นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทมีแผนที่จะร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence (CoE) ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเชิงลึกและการนำไปปรับใช้งานจริงภายใน Gulf Edge โดยศูนย์แห่งนี้จะพัฒนาต้นแบบนวัตกรรม (Innovation Blueprints) เฉพาะทางสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจค้าปลีก การเงิน และการผลิต ซึ่งจะเป็นโครงร่างทางเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงบนระบบของ Google Cloud เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ การยกระดับทักษะผู้เชี่ยวชาญในศูนย์ความเป็นเลิศนี้จะเปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) โดยเริ่มจากกลุ่มบริษัทกัลฟ์ ก่อนจะขยายผลไปสู่การส่งเสริมการใช้งาน AI ในวงกว้างแก่องค์กรทุกขนาดทั่วประเทศไทย

 

ด้านคาร์ธิก นาเรน (Karthik Narain) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจ Google Cloud กล่าวว่า AI คือโอกาสครั้งสำคัญที่สุดแห่งยุคที่จะพลิกโฉมทั้งวิธีการทำงาน การดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เราภูมิใจที่ได้ผนึกกำลังกับ Gulf Edge เพื่อร่วมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาสังคมไทยก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างเต็มตัว เรามุ่งหวังที่จะเสริมศักยภาพให้ทุกองค์กรในประเทศไทยมีความคล่องตัว พร้อมรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อน และเปลี่ยนไอเดียที่ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้

The post ‘เจ้าสัวสารัชถ์’ ส่ง Gulf Edge จับมือ Google Cloud appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ไทยโตกระฉูด Google เปิด Cloud Region หนุนองค์กรใหญ่ลดต้นทุน พร้อมดันเศรษฐกิจไทยโต 1.4 ล้านล้านบาท https://thestandard.co/google-cloud-region-thailand-economy/ Thu, 22 Jan 2026 02:40:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1167981 Google Cloud เปิดศูนย์ข้อมูลในไทย หนุนเศรษฐกิจและสร้างงาน

“ปัจจุบัน เทรนด์การนำ AI มาใช้ในองค์กรธุรกิจของไทยมีแนว […]

The post AI ไทยโตกระฉูด Google เปิด Cloud Region หนุนองค์กรใหญ่ลดต้นทุน พร้อมดันเศรษฐกิจไทยโต 1.4 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Cloud เปิดศูนย์ข้อมูลในไทย หนุนเศรษฐกิจและสร้างงาน

“ปัจจุบัน เทรนด์การนำ AI มาใช้ในองค์กรธุรกิจของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการได้พูดคุยกับหลายองค์กรพบว่า ทั้งผู้บริหารและพนักงานมีความเข้าใจเรื่อง AI มากขึ้น และเริ่มวางแผนนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้กับการทำงานอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าต่อจากนี้จะได้เห็นองค์กรขนาดใหญ่ทยอยเปิดตัวแพลตฟอร์มและโซลโซลูชันด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” วรนุช เดชะไกศยะ ประธานกรรมการบริหารของ KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) กล่าว

 

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของ Google Cloud ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศตั้งแต่ปี 2025 ว่าจะลงทุนด้าน AI เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทย และล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว Cloud Region แห่งใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3.1 หมื่นล้านบาท) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีระดับโลกเข้าสู่ประเทศไทย

 

คาร์ธิก นาเรน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และธุรกิจของ Google Cloud อธิบายว่า Cloud Region หรือศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการคลาวด์ จะประกอบด้วย 3 โซนหลัก ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบการทำงานให้กับองค์กรไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดแรงงานที่ต้องพึ่งพาทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น

 

ทั้งนี้ งานวิจัยของ Google ระบุว่า การเปลี่ยนจากระบบภายในองค์กรมาใช้ Google Cloud สามารถช่วยให้องค์กรไทยลดระยะเวลาการหยุดทำงานของแอปพลิเคชันที่ไม่ได้วางแผนไว้ได้มากกว่า 50% ซึ่งสะท้อนถึงความเสถียรของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในระดับสากล

 

นอกจากนี้ การตั้ง Cloud Region ในประเทศไทยยังช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลเข้ากับเครือข่ายระดับโลกของ Google ซึ่งครอบคลุมมากกว่า 200 ประเทศ ผ่านโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสงทั้งบนบกและใต้น้ำ รวมระยะทางกว่า 7.75 ล้านกิโลเมตร

 

และเมื่อธุรกิจไทยที่ต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ เครือข่ายดังกล่าวจะช่วยให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่า ระหว่าง Google Cloud Regions ทั้ง 43 แห่งทั่วโลก รวมถึงศูนย์ข้อมูลภายในองค์กร หรือสภาพแวดล้อมคลาวด์อื่นๆ อาทิ Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure และ Oracle Cloud Infrastructure (OCI)

 

ที่สำคัญ การย้ายระบบงานหลักซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจมาอยู่บน Google Cloud ยังช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่ในไทยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีได้โดยเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี โดยต้นทุนที่ประหยัดได้สามารถนำไปต่อยอดการลงทุนใหม่ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรม AI เชิงกลยุทธ์ เช่น โครงการภายใต้โปรแกรม PanyaThAI เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน Google Cloud ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาครัฐและอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อวางรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และสอดคล้องกับข้อกำหนดของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

 

จากแนวโน้มและปัจจัยสนับสนุนทั้งหมดนี้ คาดว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า Cloud Region ในประเทศไทยจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท หรือราว 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมก่อให้เกิดการจ้างงานเฉลี่ยประมาณ 1.3 แสนตำแหน่งต่อปี

The post AI ไทยโตกระฉูด Google เปิด Cloud Region หนุนองค์กรใหญ่ลดต้นทุน พร้อมดันเศรษฐกิจไทยโต 1.4 ล้านล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลัง 24 เดือนสู่ AGI เมื่อผู้สร้าง AI ส่งสัญญาณเตือนกลางเวที Davos ‘เรากำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีที่อาจทำลายตัวเองได้’ https://thestandard.co/agi-warning-davos-self-destruction/ Wed, 21 Jan 2026 02:12:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1167565 นับถอยหลัง 24 เดือนสู่ AGI เมื่อผู้สร้าง AI ส่งสัญญาณเตือนกลางเวที Davos ‘เรากำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีที่อาจทำลายตัวเองได้’

เวที World Economic Forum 2026 ที่ดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ […]

The post นับถอยหลัง 24 เดือนสู่ AGI เมื่อผู้สร้าง AI ส่งสัญญาณเตือนกลางเวที Davos ‘เรากำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีที่อาจทำลายตัวเองได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลัง 24 เดือนสู่ AGI เมื่อผู้สร้าง AI ส่งสัญญาณเตือนกลางเวที Davos ‘เรากำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีที่อาจทำลายตัวเองได้’

เวที World Economic Forum 2026 ที่ดาวอส สวิสเซอร์แลนด์ บทสนทนาที่ชวนสะเทือนใจที่สุด ไม่ได้มาจากสงคราม การเมือง หรือภูมิรัฐศาสตร์ แต่มาจากปากของคนที่กำลังสร้างเทคโนโลยีทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

 

Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic และ Demis Hassabis ซีอีโอ Google DeepMind สองผู้ทรงอิทธิพลด้าน AI ที่สุดของโลกถูกถามคำถามง่ายๆ แต่หนักหน่วงที่สุดคำถามหนึ่งของยุคสมัย

 

“จะเกิดอะไรขึ้นในวันหลังจาก AGI มาถึง?”

 

คำตอบของทั้งสองคน ไม่ได้ให้ความมั่นใจ แต่เผยให้เห็นความจริงสำคัญ มนุษยชาติอาจกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เร็วกว่าที่ระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจะปรับตัวทัน

 

AGI ไม่ใช่เรื่องอนาคตไกลอีกต่อไป

 

เมื่อหนึ่งปีก่อน AGI ยังถูกพูดถึงในฐานะทฤษฎี แต่ที่ดาวอสปี 2026 มันกลายเป็น ‘โจทย์เชิงปฏิบัติ’

 

Amodei ยืนยันกรอบเวลาเดิมว่า ระบบที่มีความสามารถเทียบเท่ามนุษย์ระดับสูงอาจเกิดขึ้นภายใน 1 – 2 ปีข้างหน้า แรงขับสำคัญคือวงจรใหม่ที่ AI ใช้เขียนโค้ดเพื่อพัฒนา AI รุ่นถัดไป

 

ภายใน Anthropic วิศวกรจำนวนมากแทบไม่เขียนโค้ดเองแล้ว เพราะบทบาทของมนุษย์คือ ‘กำกับ แก้ไข และตัดสินใจ’

 

Amodei เชื่อว่า เราอาจอยู่ห่างจากวันที่ AI ทำงานวิศวกรซอฟต์แวร์ได้ครบวงจร เพียง 6 -12 เดือน

 

Demis Hassabis ยังคงระมัดระวังมากกว่า เขาประเมินว่า AGI มีโอกาสเกิดภายในปลายทศวรรษนี้ราว 50% แต่ก็ยอมรับว่า ความเร็วของความก้าวหน้า โดยเฉพาะด้านโค้ดและคณิตศาสตร์ เร็วกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก

 

ทั้งสองเห็นตรงกันในจุดสำคัญข้อหนึ่ง ไม่ใช่ว่า AGI จะมาไหม แต่คือ จะมาเร็วแค่ไหน

 

การแข่งขันที่แท้จริงไม่ใช่ใครเก่งกว่า แต่ใคร ‘ปิดวงจร’ ได้ก่อน

 

การแข่ง AI วันนี้ ไม่ได้วัดกันที่โมเดลไหนเก่งที่สุดอีกต่อไป แต่คือใครจะสร้างระบบที่ ‘พัฒนาตัวเองได้’ ก่อน

 

หาก AI สามารถเขียนโค้ด วิจัย และปรับปรุงตัวเองได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์ เทคโนโลยีนี้จะไม่ใช่เครื่องมืออีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘เครื่องยนต์อัตโนมัติของความก้าวหน้า’

 

Hassabis ยอมรับว่า ในบางโดเมน เช่น คณิตศาสตร์และโค้ด ความเป็นไปได้นี้เริ่มชัดขึ้น แม้โลกจริงยังมีข้อจำกัดด้านชิป ฮาร์ดแวร์ และเวลา แต่แม้การปิดวงจรเพียงบางส่วน ก็อาจสร้างความได้เปรียบมหาศาล

 

“นี่ไม่ใช่เทคโนโลยีปกติ” เขากล่าว

 

นับถอยหลัง 24 เดือนสู่ AGI เมื่อผู้สร้าง AI ส่งสัญญาณเตือนกลางเวที Davos ‘เรากำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีที่อาจทำลายตัวเองได้’ 1

 

รอยร้าวแรกในตลาดแรงงานเริ่มปรากฏ

 

แม้ตัวเลขการว่างงานยังไม่พุ่ง แต่ทั้งสองยอมรับว่า ‘สัญญาณเริ่มต้น’ ได้ปรากฏแล้ว โดยงานระดับเริ่มต้น งานฝึกงาน และตำแหน่ง junior โดยเฉพาะในสายเทค เริ่มหายไปอย่างเงียบๆ

 

Amodei เตือนว่า ปัญหาไม่ใช่สังคมปรับตัวไม่ได้ แต่คือ ความเร็วของ AI อาจเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์ ซึ่งต่างจากการเปลี่ยนผ่านในอดีต

 

ครั้งนี้เทคโนโลยีไม่ได้ค่อยๆ เปลี่ยน แต่มันเร่งตัวแบบทวีคูณ

 

Demis เสริมว่า “ผมรู้สึกได้ถึงการชะลอตัวในการจ้างงานกลุ่มนี้ แต่ผมคิดว่ามันชดเชยได้ด้วยการที่เครื่องมือ AI ที่น่าทึ่งเหล่านี้มีให้ใช้ฟรีๆ ถ้าผมคุยกับนักศึกษามหาวิทยาลัยตอนนี้ ผมจะบอกให้พวกเขาฝึกใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เชี่ยวชาญแบบสุดๆ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาก้าวกระโดด (Leapfrog) ตัวเองให้เป็นประโยชน์ในวิชาชีพได้ นั่นคือสิ่งที่ผมเห็นใน 5 ปีข้างหน้า”

 

เขายังเป็นห่วงว่า สิ่งที่น่ากังวลกว่างาน คือ ‘ความหมายของชีวิต’

 

เมื่อสติปัญญาไม่ใช่ทรัพยากรขาดแคลนอีกต่อไป มนุษย์จะยืนอยู่ตรงไหนในระบบเศรษฐกิจและสังคม

 

AI กลายเป็นประเด็นความมั่นคงโลก

 

บทสนทนาที่ตึงเครียดที่สุด เกิดขึ้นเมื่อพูดถึงจีนและชิปขั้นสูง

 

Amodei วิจารณ์นโยบายการขายชิปอย่างตรงไปตรงมา เขามองว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างอำนาจ

 

“มันเหมือนการถามว่า เราจะขายอาวุธนิวเคลียร์ให้เกาหลีเหนือไหม เพียงเพราะมันสร้างกำไรให้บริษัท Boeing?”

 

สำหรับเขา การจำกัดชิปไม่ใช่เพื่อชนะการแข่งขัน แต่เพื่อ “ซื้อเวลาให้มนุษยชาติ”

 

AI ในมุมนี้ ไม่ใช่เรื่องธุรกิจอีกต่อไป แต่คือความมั่นคงระดับอารยธรรม

 

วัยรุ่นทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติ

 

Amodei ใช้คำที่น่าคิดที่สุดคำหนึ่งบนเวที มนุษยชาติกำลังเข้าสู่ ‘วัยรุ่นทางเทคโนโลยี’ (Technological Adolescence) หรือก็คือ ช่วงเวลาที่เรามีพลังมหาศาล

 

แต่ยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอจะควบคุมมัน

 

อ้างอิงจากภาพยนตร์ Contact ของ Carl Sagan คำถามไม่ใช่ว่า เทคโนโลยีจะมาหรือไม่ เพราะตั้งแต่มนุษย์ค้นพบไฟ เส้นทางนี้ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว

 

คำถามคือ เราจะผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ทำลายตัวเองหรือไม่

 

แม้แต่ผู้สร้าง AI เอง ก็ยอมรับว่า “ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าโลกหลัง AGI จะหน้าตาเป็นอย่างไร”

 

สิ่งที่ชัดเจนมีเพียงหนึ่งเดียว การตัดสินใจในไม่กี่ปีข้างหน้า จะกำหนดทิศทางของมนุษยชาติในระยะยาว

 

สิ่งที่น่าจับตาที่สุดในปี 2027 สำหรับ Amodei คือ ‘ระบบ AI ที่สร้างระบบ AI (AI systems building AI systems) ว่ามันจะเป็นอย่างไร นั่นจะเป็นตัวตัดสิน’ ส่วน Demis มองว่าคือเรื่อง World Models และ Robotics ที่อาจจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญ

 

“ผมหวังว่ามันจะใช้เวลานานกว่านี้อีกนิด (Slower pace) เพื่อให้โลกปรับตัวทัน ผมอยากให้เรามีเวลามากกว่านี้”

 

The post นับถอยหลัง 24 เดือนสู่ AGI เมื่อผู้สร้าง AI ส่งสัญญาณเตือนกลางเวที Davos ‘เรากำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นทางเทคโนโลยีที่อาจทำลายตัวเองได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติผู้ก่อตั้ง สตาร์ตอัป AI รุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 29 ปี ปั้นยูนิคอร์นได้ภายใน 5 ปี https://thestandard.co/ai-startup-founders-under29-unicorn/ Tue, 20 Jan 2026 03:37:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1167037 เปิดสถิติผู้ก่อตั้ง สตาร์ตอัป AI รุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 29 ปี ปั้น ยูนิคอร์นได้ภายใน 5 ปี

ในโลกของธุรกิจสตาร์ตอัป มักจะเห็นตัวอย่างผู้ก่อตั้งบริษ […]

The post เปิดสถิติผู้ก่อตั้ง สตาร์ตอัป AI รุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 29 ปี ปั้นยูนิคอร์นได้ภายใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติผู้ก่อตั้ง สตาร์ตอัป AI รุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 29 ปี ปั้น ยูนิคอร์นได้ภายใน 5 ปี

ในโลกของธุรกิจสตาร์ตอัป มักจะเห็นตัวอย่างผู้ก่อตั้งบริษัทที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็น บิล เกตส์ หรือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซึ่งต่างเริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการในวัยเพียง 19 ปี และ ในยุคที่ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด แนวโน้มดังกล่าวยิ่งเด่นชัดมากขึ้น เมื่อผู้ก่อตั้งบริษัทระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ในสาย AI มีอายุเฉลี่ยลดลงอย่างชัดเจน

 

สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจาก Antler บริษัทเงินร่วมลงทุนระดับโลก ซึ่งวิเคราะห์บริษัทยูนิคอร์น 1,629 แห่ง และ ผู้ก่อตั้งกว่า 3,512 คน ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป AI ระดับยูนิคอร์น ลดลงจากราว 40 ปีในปี 2021 เหลือเพียง 29 ปีในปี 2024

 

ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มนี้สวนทางกับอุตสาหกรรม อื่น ๆ อย่างชัดเจน ในขณะที่ผู้ก่อตั้งสาย AI อายุน้อยลง แต่ผู้ก่อตั้งยูนิคอร์นในอุตสาหกรรมทั่วไปกลับมีอายุเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมในปี 2014 ที่ส่วนใหญ่มักเริ่มต้นธุรกิจในวัยประมาณ 30 ปี แต่สำหรับบริษัทที่ก้าวสู่ระดับยูนิคอร์นในช่วงปี 2022–2024 อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งกลับขยับขึ้นไปมากกว่า 34 ปี

 

ตลอดปีที่ผ่านมา สตาร์ตอัป AI ที่มีผู้ก่อตั้งอายุน้อยหลายแห่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมาก หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นคือ อเล็กซานเดอร์ หวัง ผู้ร่วมก่อตั้ง Scale AI บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลสำหรับการฝึกโมเดล AI ซึ่งมีมูลค่ากิจการราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่ง อเล็กซานเดอร์ หวัง มีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนมิถุนายน 2025 Meta ได้ดึงตัวอเล็กซานเดอร์ หวัง ไปร่วมงานผ่านดีลมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อให้เข้ามาเป็นผู้นำหน่วยวิจัย AI แห่งใหม่ในชื่อ TBD Labs โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทีม Generative AI เดิม ซึ่งนำโดย ยานน์ เลอคุน นักวิทยาศาสตร์ AI วัย 65 ปี ไม่สามารถผลักดันโมเดล LLaMA 4 ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

โดยการเปลี่ยนผ่านผู้นำดังกล่าว สะท้อนให้เห็นมุมมองของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ที่ต้องการผู้นำด้าน AI ที่มีความคล่องตัว กล้าทดลอง และ มีหัวใจของผู้ประกอบการ เพื่อเร่งความเร็วในการแข่งขันด้าน AI ของ Meta ให้ทัดเทียมคู่แข่งในตลาด

 

แนวโน้มเดียวกันนี้ยังปรากฏในสตาร์ตอัป AI อื่นๆ เช่น Mercor แพลตฟอร์ม AI ด้านการคัดเลือก และ จัดหาบุคลากร ซึ่งก่อตั้งโดย Brendan Foody, Adarsh Hiremath และ Surya Midha ผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนมีอายุเพียง 22 ปี และบริษัทเพิ่งถูกประเมินมูลค่าสูงกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ขณะที่ AnySphere แพลตฟอร์ม AI ช่วยเขียนโค้ดสำหรับนักพัฒนา ซึ่งมีมูลค่ากิจการมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ก็มีผู้บริหารหลักเป็นคนวัยยี่สิบต้น ๆ เช่นกัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของผู้นำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

 

ฟริดจอฟ แบร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ Antler กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ก่อตั้งในยุค AI เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว รวมถึงการทดลองอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาแบบไม่หยุดนิ่ง กลายเป็นปัจจัยสำคัญเหนือกว่าประสบการณ์การทำงานที่ยาวนาน หรือการยึดติดกับตำราการขยายธุรกิจแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

 

พร้อมยังชี้ว่า องค์กรขนาดใหญ่ในวันนี้ให้ความสำคัญกับศักยภาพในการทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากกว่าประวัติการทำงานยาวนานในบริษัทชั้นนำ ขณะที่ประสบการณ์การสร้างบริษัทแบบเดิม อาจกลายเป็นข้อจำกัด เพราะทำให้ผู้ก่อตั้งไม่สามารถคิดจากกระดานเปล่าได้ ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีล่าสุดโดยตรงจากการเรียนรู้และใช้งานจริง

 

นอกจากนี้ รายงานของ Antler ยังพบว่า สตาร์ตอัป AI ใช้เวลาน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่นราว 2 ปี ในการเติบโตสู่ระดับยูนิคอร์น โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยเพียง 4.7 ปี ตัวอย่างบริษัท AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2025 ได้แก่ Mistral, Lovable และ Suno AI

 

สอดคล้องกับรายงาน Leonis AI 100 ของบริษัทเงินร่วมลงทุน Leonis ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ระบุว่า ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัป AI มีอายุเฉลี่ย 29 ปี นับจากวันที่ก่อตั้งบริษัท โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยกลางถึงปลาย 20 ปี และมักมีพื้นฐานจากแวดวงวิชาการหรือห้องวิจัย มากกว่าการเติบโตจากองค์กรขนาดใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม ฟริดจอฟ แบร์ก ทิ้งท้ายว่า แม้ผู้ก่อตั้งวัยหนุ่มสาวจะช่วยให้บริษัทเคลื่อนตัวได้รวดเร็ว แต่เมื่อธุรกิจเติบโตเต็มที่ บทบาทผู้นำอาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และการเริ่มต้นตั้งแต่อายุน้อยก็ไม่ได้รับประกันว่า ผู้ก่อตั้งทุกคนจะยังคงเป็นผู้นำบริษัทนั้นต่อไปในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: Creativa Images/shutterstock

อ้างอิง:

The post เปิดสถิติผู้ก่อตั้ง สตาร์ตอัป AI รุ่นใหม่ อายุต่ำกว่า 29 ปี ปั้นยูนิคอร์นได้ภายใน 5 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร https://thestandard.co/thailand-ai-driven-leadership-report/ Mon, 19 Jan 2026 10:12:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1166812 Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทย

เปิดตัว Thailand’s AI-Driven Leadership Report   อ […]

The post Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทย

เปิดตัว Thailand’s AI-Driven Leadership Report

 

องค์กรไทยใช้ AI แล้ว…แต่ใช้ได้จริงแค่ไหน?

 

Bluebik Group ร่วมกับ THE STANDARD และ Sauce Skills เผยแพร่ Thailand’s AI-Driven Leadership Report รายงานเชิงลึกจากการถอดบทเรียนผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 องค์กรไทย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเงิน การผลิต ค้าปลีก สุขภาพ เทคโนโลยี ไปจนถึงภาคบริการ เพื่อสำรวจว่า AI กำลังถูกนำมาใช้จริงในระดับองค์กรอย่างไร และเหตุใดหลายองค์กรยังไม่สามารถยกระดับ AI ไปสู่การใช้งานเชิงกลยุทธ์ได้

 

 

 

จุดเด่นของรายงานฉบับนี้ คือการอ้างอิงจากบริบทการตัดสินใจจริงของผู้นำองค์กรไทย ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยระดับโลกหรือกรณีศึกษาจากต่างประเทศ จึงสะท้อนทั้งความคาดหวัง ข้อจำกัด และความท้าทายที่องค์กรไทยกำลังเผชิญอยู่จริง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการขยายการใช้งาน AI ในระดับองค์กร

 

ไฮไลต์ประเด็นสำคัญจากรายงาน

 

  • ภาพรวมสถานะ AI ขององค์กรไทยในปัจจุบัน

ชี้ให้เห็นชัดว่าองค์กรส่วนใหญ่อยู่ตรงจุดใดของเส้นทาง AI ตั้งแต่การทดลอง (pilot) ไปจนถึงการขยายการใช้งานในระดับองค์กร

 

  • ความเข้าใจเชิงลึกว่าทำไมหลายองค์กร ‘เริ่มใช้ AI แล้ว แต่ไปต่อไม่ได้’

วิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งบทบาทผู้นำ ระบบการตัดสินใจ และการทำงานข้ามสายงาน ที่ทำให้ AI ยังไม่กลายเป็นกลไกเชิงกลยุทธ์

 

  • บทเรียนจากการตัดสินใจจริงของผู้บริหารระดับสูงกว่า 100 องค์กรไทย

 สะท้อนความคาดหวัง ข้อจำกัด และโจทย์ที่องค์กรไทยกำลังเผชิญจริง โดยไม่อิงกรณีศึกษาจากต่างประเทศ

 

  • กรอบคิด 3 แกน People – Process – Technology

เครื่องมือสำหรับผู้บริหารในการประเมินความพร้อมขององค์กรอย่างเป็นระบบ แทนการมอง AI เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

  • Roadmap องค์กรไทยสู่ยุค AI

บทสรุปแนวทางเชิงบริหารว่าองค์กรควร ‘เปลี่ยนอะไร’ เพื่อขยับ AI จากโครงการทดลอง ไปสู่ความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืน

 

เพราะความได้เปรียบในยุค AI ไม่ได้อยู่ที่ใครเริ่มก่อน

แต่อยู่ที่ใครสามารถพา AI ไปสู่เส้นชัยได้อย่างแท้จริง

 

ดาวน์โหลด Thailand’s AI-Driven Leadership Report ฉบับเต็ม คลิก ›

The post Thailand’s AI-Driven Leadership Report บทเรียน AI จากผู้บริหารไทยกว่า 100 องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน https://thestandard.co/chinese-tech-ai-leads-us/ Sun, 18 Jan 2026 04:36:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1166422 หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนี […]

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้า สหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนเปิดฉากปีใหม่อย่างร้อนแรง โดยดัชนีหุ้นเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Nasdaq ของจีน ปรับตัวพุ่งขึ้นเกือบ 13% นับตั้งแต่ต้นเดือน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกงเพิ่มขึ้นเกือบ 6% ทำผลงานโดดเด่นเหนือกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

แรงหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเทคโนโลยีที่จีนพัฒนาขึ้นเอง ซึ่งได้กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวก็ตาม

 

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยได้รับแรงส่งจากการเตรียมเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นใหม่ของ DeepSeek ควบคู่ไปกับการประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ของรัฐบาลจีน ซึ่งจะมุ่งเน้นนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ

 

นับเป็นเวลากว่าเกือบหนึ่งปีนับตั้งแต่ DeepSeek สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ด้วยการเปิดตัว AI ต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent และบริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ เร่งเดินหน้าแข่งขัน พัฒนา และนำ Generative AI ไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง

 

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีนก็แสดงศักยภาพที่โดดเด่น ทั้งในภาคการผลิตและการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยมีการผสานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ากับเครื่องจักรความแม่นยำสูง รวมถึงโดรนขนส่ง ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของจีนในสายตานักลงทุน จากประเทศฐานการผลิตต้นทุนต่ำ สู่การเป็นคู่แข่งด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ท้าทายสหรัฐฯ อย่างจริงจัง

 

ปัจจัยทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ‘คลื่นนวัตกรรมรอบใหม่’ ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความเปราะบาง

 

มาร์ก โมเบียส กรรมการผู้จัดการกองทุน Mobius Emerging Opportunities Fund กล่าวว่า ทิศทางเทคโนโลยีของจีนมีความคึกคักอย่างมาก โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำเหนือสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ชิป และ AI ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวกำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลให้ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง

 

สอดคล้องกับข้อมูลจาก Jefferies Financial Group ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของหุ้น AI จีนจำนวน 33 บริษัทที่ติดตาม เพิ่มขึ้นแตะระดับ 7.32 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา และยังมีช่องว่างในการเติบโตอีกมาก เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าตลาด AI ของจีนคิดเป็นเพียง 6.5% ของสหรัฐฯ เท่านั้น

 

กระแสความร้อนแรงยังส่งผลเชิงบวกต่อตลาด IPO โดยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI หลายแห่งทำผลงานได้โดดเด่นหลังเข้าจดทะเบียน ส่งผลให้บริษัทดาวรุ่งรายอื่นๆ เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดตามมา ไม่ว่าจะเป็น Xpeng Aeroht หน่วยธุรกิจรถบินได้ของ Xpeng, LandSpace Technology ผู้พัฒนาจรวดเชิงพาณิชย์ รวมถึง BrainCo สตาร์ตอัปด้านอินเทอร์เฟซสมองและคอมพิวเตอร์

 

อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาหุ้นได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับระดับมูลค่าที่ตึงตัว ตัวอย่าง เช่น Cambricon ผู้ผลิตชิป AI ที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ล่วงหน้าสูงถึง 120 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มหุ่นยนต์ของจีนมีค่า P/E เฉลี่ยมากกว่า 40 เท่า สูงกว่าดัชนี Nasdaq 100 ของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ราว 25 เท่า โดยล่าสุดรัฐบาลจีนเริ่มออกมาตรการคุมเข้มการให้กู้ยืมเพื่อซื้อหุ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไปในภาคเทคโนโลยี

 

นักวิเคราะห์จาก Gavekal Research ระบุว่า กลยุทธ์ AI ราคาถูกแต่คุณภาพสูงของจีนอาจสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วกว่ารูปแบบ AI ต้นทุนสูงของสหรัฐฯ โดยจุดที่ตลาดจับตาอยู่ในขณะนี้ คือการเปิดตัวโมเดล R2 จาก DeepSeek ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งหากสามารถยกระดับประสิทธิภาพได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอีก ก็อาจกลายเป็นตัวเร่งการเติบโตรอบใหม่ให้กับตลาดหุ้นจีน

 

นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในเดือนมีนาคม 2026 และให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนในกลุ่ม AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ และไบโอเทคโนโลยี มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดสหรัฐฯ ได้ในระยะยาว

 

ภาพ:C.Aphirak/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post หุ้นเทคจีนร้อนแรงรับปีใหม่ แซงหน้าสหรัฐฯ จากพลัง AI จุดกระแสลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษา ปิดดีลเร็วขึ้น https://thestandard.co/salesforce-ai-agent-revenue-20/ Tue, 13 Jan 2026 09:41:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1164667 Headline: Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule, where a space is added before a proper noun that follows a verb (e.g., เผย AI Agent). All other instances after verbs are common nouns or phrases, which typically do not require such a space. Therefore, the reformatted headline remains the same: **Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น**

Salesforce ระบุว่าธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรู […]

The post Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษา ปิดดีลเร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Headline: Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น The provided headline already follows the Khaosod/Thairath spacing rule, where a space is added before a proper noun that follows a verb (e.g., เผย AI Agent). All other instances after verbs are common nouns or phrases, which typically do not require such a space. Therefore, the reformatted headline remains the same: **Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษี ปิดดีลเร็วขึ้น**

Salesforce ระบุว่าธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ มีโอกาสที่รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 20% และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจะสูงขึ้น 20% เช่นเดียวกัน

 

อภิสิทธิ์ คุปรัตน์ ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Salesforce ผู้นำระดับโลกด้านระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เปิดเผยว่า ธุรกิจที่นำ AI Agent มาใช้อย่างเต็มรูปแบบมีโอกาสจะเห็นรายได้เพิ่มขึ้นได้ถึง 20% ซึ่งเป็นผลจากการที่ธุรกิจสามารถเพิ่มเวลาขายและบริการเป็น 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่อาจจะแค่ 8-12 ชั่วโมง หากใช้พนักงานขายเพียงอย่างเดียว

 

ขณะเดียวกันระยะเวลาในการขายหรือให้บริการต่อหนึ่งธุรกรรมก็สั้นลง และยังช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องของภาษาต่างๆ ทำให้ธุรกิจสามารถขยายฐานลูกค้าในหลากหลายภูมิภาค

 

ปัจจุบันการเปิดรับ AI Agent ของอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ได้อยู่แค่ธุรกิจขายสินค้าทั่วไป แต่ยังรวมถึงธุรกิจที่มีความซับซ้อน เช่น ธนาคารพาณิชย์ โรงพยาบาล เป็นต้น

 

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่อง “ต้นทุน ธุรกิจต้องพิจารณาเทียบกับประสิทธิภาพ ถ้าต้นทุนเท่าเดิมประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือต้นทุนอาจจะสูงขึ้น แต่ช่วยเพิ่มฐานลูกค้า ก็อาจเป็นสิ่งที่คุ้มค่า”​ อภิสิทธิ์กล่าว

 

การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุกภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคาดการณ์ว่าตลาด AI ในประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตต่อปีที่ 32.33% และจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 233,000 ล้านบาท ภายในปี 2031

 

ทั้งนี้ Salesforce ประกาศเปิดตัว Agentforce ในรูปแบบภาษาไทยอย่างเป็นทางการ โดยในปัจจุบัน Agentforce Service และ Employee Agent พร้อมให้บริการในรูปแบบภาษาไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว

 

นอกจากนี้ Salesforce ได้นำเสนอ 5 เทรนด์และโอกาสด้าน Agentic AI ล่าสุด ที่องค์กรไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในปี 2026 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจดิจิทัล

 

1. โอกาสทองในการก้าวสู่ยุค Agentic Enterprise

 

จากผลการสำรวจของ Salesforce พบว่า 84% ของผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทยมองว่า Generative AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญลำดับต้น ๆ ที่จะกำหนดความสำเร็จของธุรกิจ จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่จะต่อยอดจากทัศนคติเชิงบวกนี้ เพื่อผลักดันการนำ AI มาใช้ในประเทศไทยให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น

 

2. ผู้ประกอบการ MSME สามารถปลดล็อกโอกาสการเติบโตครั้งใหญ่ด้วย Agentic AI

 

องค์กรขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยและแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ กำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ การขาดแคลนทรัพยากร ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ และการให้บริการลูกค้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร AI Agent จึงเป็นโซลูชันดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับ MSME เนื่องจากสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะ เข้าถึงได้ง่าย และขยายขีดความสามารถได้ไม่จำกัด ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย Agentic AI ผู้ประกอบการ MSME จะสามารถยกระดับการบริการลูกค้าให้ทัดเทียมกับองค์กรขนาดใหญ่

 

3. Agentic AI เปิดโอกาสการเติบโตทางธุรกิจสู่เมืองรอง

 

Agentic AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างองค์กรในเมืองรองและเมืองใหญ่ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด ทั้งในด้านการเข้าถึงบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจท้องถิ่น และการสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับแรงงานในพื้นที่

 

4. Agentic Service สร้างโอกาสใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มรายได้

 

ในการให้บริการลูกค้าไทยอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากโมเดลการบริการแบบเดิม จากผลการศึกษาของ Salesforce ในรายงาน State of Service พบว่า 74% ของบุคลากรในภาคบริการในประเทศไทยระบุว่า ลูกค้ามีความต้องการบริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น การนำ AI Agent มาใช้จะช่วยให้องค์กรสามารถมอบประสบการณ์การบริการที่เป็นส่วนตัวและตอบสนองความต้องการตามบริบททางวัฒนธรรมของลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 20% และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจะสูงขึ้น 20%

 

5. การทดลองอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของ AI

 

ปัจจุบันเราเพียงแค่เริ่มสัมผัสถึงประโยชน์เพียงส่วนน้อยของเทคโนโลยี AI เท่านั้น ยังมีโอกาสและศักยภาพอีกมหาศาลที่รอการค้นพบและพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีแบบ Agentic พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้เห็นการใช้งานแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเกินความคาดหมายของเราในตอนนี้ ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิต ทำงาน และติดต่อสื่อสารไปอย่างสิ้นเชิง

The post Salesforce เผย AI Agent อาจหนุนรายได้ธุรกิจเพิ่ม 20% ช่วยขยายเวลาการขาย ลดกำแพงภาษา ปิดดีลเร็วขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค https://thestandard.co/nakhon-phanom-secondary-growth/ Mon, 12 Jan 2026 09:26:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1164249 ‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค

ภาพจำของนครพนมที่เคยเงียบสงบกำลังถูกแทนที่ด้วยความคึกคั […]

The post ‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค

ภาพจำของนครพนมที่เคยเงียบสงบกำลังถูกแทนที่ด้วยความคึกคักทางเศรษฐกิจ ทิศทางของจังหวัดกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น ‘เมืองรองกำลังโต’ หรือ High Growth City ที่ไม่ได้ขยายตัวเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตสอดรับกับพฤติกรรมคนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่น่าจับตามองในภาคอีสาน

 

ผู้บริหารจาก LINE MAN Wongnai ระบุว่า “นครพนมถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นตัวอย่างชัดเจนของเทรนด์เมืองรองกำลังโต ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเราที่มุ่งขยายบริการเข้าถึงอำเภอรอง โดยยอดออเดอร์ในนครพนมเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงพฤติกรรมการใช้บริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคท้องถิ่น”

 

ความน่าสนใจอยู่ที่ข้อมูลเชิงลึกแบบปีต่อปี (YoY) ซึ่งพบว่านครพนมมีอัตราการเติบโตของยอดขายสินค้า (GMV) สูงถึง 16% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภาคอีสานที่ 14% ขณะที่จำนวนออเดอร์เติบโต 12% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยภาคที่ 10% และที่น่าจับตาคือจำนวนผู้ใช้งานที่เติบโตถึง 11% ทิ้งห่างค่าเฉลี่ยภาคอีสานที่อยู่เพียง 5% ชี้ให้เห็นถึงฐานลูกค้าที่เปิดรับเทคโนโลยีและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน

 

เจาะลึกไปที่พฤติกรรมการกิน เมนูยอดนิยมของคนพื้นที่ยังคงเป็น ‘ส้มตำ’ โดยเฉพาะตำป่าและตำปูปลาร้า แต่เทรนด์เครื่องดื่มกลับมีความเป็นไลฟ์สไตล์คนเมือง โดย ‘อเมริกาโน่และมัทฉะ’ กลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่มาแรง ตามมาด้วยแบล็คคอฟฟี่ ชาเขียวนม และเอสเพรสโซ่เย็น ขณะที่ช่วงเวลาพีคของการสั่งอาหารจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงมื้อเที่ยงระหว่าง 11.00 – 14.00 น.

 

นอกจากเมนูหลักแล้ว คนนครพนมเริ่มเปิดรับความหลากหลายใหม่ๆ เห็นได้จากประเภทอาหารที่เติบโตเร็วในปีนี้อย่าง เพียวมัทฉะ, สตรอว์เบอร์รี่ซันเดย์, พรีเมียมมัทฉะลาเต้ รวมถึงเมนูเกาหลีอย่าง รามยอนเผ็ดเกาหลี x ไก่เกาหลี และเบเกอรีอย่าง ‘ขนมปังเกลือ’ (Shio Pan) ที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์การกินที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาหารท้องถิ่นอีกต่อไป

 

กระแสการเติบโตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่นครพนม แต่เป็นภาพรวมของเมืองรองในภาคอีสาน โดย Top 5 เมืองรองที่เติบโตสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ สุรินทร์, อุบลราชธานี. กาฬสินธุ์, ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร รวมถึงอำเภอขนาดเล็กที่แพลตฟอร์มเริ่มเข้าไปให้บริการอย่าง ด่านซ้าย (เลย), ขุขันธ์ (ศรีสะเกษ), บรบือ (มหาสารคาม) และธวัชบุรี (ร้อยเอ็ด) ก็มีทิศทางที่ดีเช่นกัน

 

สำหรับร้านค้าที่ครองใจคนนครพนมและมียอดสั่งซื้อสูงสุดบน LINE MAN ได้แก่ ร้านไก่จ๋า, ร้านส้มตำใบเตย ตำแซ่บ, ครัวโพธิ์ศรี, ตำตุ๊ปุ๊ สาขานครพนม และร้านโปรด รวมถึงร้านยอดนิยมอื่นๆ อย่าง Nomu Coffee and Dessert, ส้มตำป้าน้อย, พรเทพ อาหารเช้า, แอบอร่อย ตามสั่ง 2 และตำยำยั่ว

 

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรียังทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงข่ายเส้นเลือดฝอยที่กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ผู้บริหารจาก LINE MAN Wongnai เปิดเผยว่า อาชีพไรเดอร์ในภาคอีสานสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 480 บาทต่อวัน และในบางพื้นที่ที่มียอดสั่งซื้อหนาแน่นอาจทำรายได้สูงถึง 3,500 บาทต่อวัน

 

อย่างไรก็ตามตัวเลขการเติบโตบนโลกดิจิทัลสอดรับกับศักยภาพทางกายภาพ ชนนท์ กุลตั้งวัฒนา ประธาน YEC นครพนม ฉายภาพว่า จังหวัดมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนสูงมาก ด้วยที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมไทย, ลาว, เวียดนาม และจีนตอนใต้ ส่งผลให้มูลค่าการค้าชายแดนสูงกว่า 1.2 แสนล้านบาท และในอนาคตเมื่อรถไฟทางคู่สายบ้านไผ่–นครพนมเสร็จสิ้น จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์

 

“นครพนมได้เปลี่ยนผ่านจากเมืองผ่านที่นักท่องเที่ยวแวะเพียงชั่วคราว มาเป็นเมืองพักอย่างเต็มตัว ปัจจัยสำคัญมาจากการเกิดแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง พญาศรีสัตตนาคราช ที่กลายเป็นจุดหมายแห่งศรัทธา ช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจพักค้างคืนเพื่อท่องเที่ยวและสัมผัสบรรยากาศริมโขงอย่างเต็มที่ ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

 

ด้านการพัฒนาเมืองในระยะยาว ว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาเน้นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์โดยใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ เป้าหมายคือการยกระดับจังหวัดให้เติบโตบนศักยภาพจริง โดยเฉพาะจุดแข็งด้านทิวทัศน์ริมฝั่งโขงที่มองเห็นวิวภูเขาฝั่งเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็น ‘วิวที่สร้างรายได้’ โดยไม่ต้องลงทุน เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว

 

“ทิศทางการพัฒนานครพนมในวันนี้ไม่ได้มองเพียงระยะสั้น แต่เน้นการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว 3–20 ปี โดยใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนมาประกอบการกำหนดแนวทาง เป้าหมายคือการยกระดับจังหวัดให้เติบโตบนพื้นฐานของศักยภาพจริง”

 

ทั้งนี้ในมุมของผู้ประกอบการ วิศรุต สร้อยคำ เจ้าของร้าน Chewa Cafe By SK Sroikham มองว่า การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องนำของดีท้องถิ่นมาต่อยอด อย่างการนำกาละแมมาทำเป็นเครื่องดื่มหรือไอศกรีม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ พร้อมย้ำว่า “รีวิวคือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา เพราะคำติชมของลูกค้าคืออาจารย์ที่ดีที่สุดที่ช่วยให้เราปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น”

 

ภาพ: chanchai duangdoosan / Shutterstock

The post ‘นครพนม’ จากเมืองทางผ่านสู่ ‘เมืองรองกำลังโต’ ดันเศรษฐกิจริมโขงด้วยดาต้าและดีมานด์จริง พบยอดสั่ง LINE MAN พุ่ง 16% แซงค่าเฉลี่ยภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว https://thestandard.co/wealth-in-depth-gig-economy/ Fri, 09 Jan 2026 03:45:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1163183 Gig Economy

ในฐานะแบรนด์ที่ต้องแข่งขันในตลาด มักคุ้นเคยกับการวางแผน […]

The post ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gig Economy

ในฐานะแบรนด์ที่ต้องแข่งขันในตลาด มักคุ้นเคยกับการวางแผนรายปี การตั้ง KPI และการคาดการณ์พฤติกรรมผู้บริโภคล่วงหน้า แต่จากสัญญาณชีพจรทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา และทิศทางที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 ดูเหมือนว่าตำราการวางแผนแบบเดิมอาจจะไม่เวิร์คอีกต่อไปแล้ว

 

THE STANDARD WEALTH พาไปย้อนดูปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจผ่านมุมมองโลกโซเชียลมีเดียกับ กล้า ตั้งสุวรรณ ซีอีโอของ Wisesight บริษัทเทคโนโลยีผู้ให้บริการข้อมูลวิเคราะห์อินไซต์ผู้คนบนโซเชียลมีเดีย ผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อวิเคราะห์และมองเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลงผ่านข้อมูลและปรากฏการณ์จริง สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจที่ ‘ไม่เติบโตเพราะความไม่แน่นอน’ และแนวทางการเอาตัวรอดของผู้ประกอบการไทย

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 1

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

 

กล้า กล่าวว่า หากย้อนกลับไปมองไทม์ไลน์ของปีที่ผ่านมา* เราจะพบว่าประเทศไทยเผชิญกับปัจจัยที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส เปรียบเสมือนโดมิโนแห่งความโกลาหลที่ผู้ประกอบการต้องรับมือหลายระลอก

 

เริ่มต้นที่ไตรมาส 1 เราเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร ภัยพิบัติที่สร้างความตื่นตระหนก สั่นไหวความรู้สึกคนทั้งประเทศ ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยการค้นหาข้อมูล การสอบถามสถานการณ์ว่าใครรู้สึกแรงสั่นสะเทือนบ้าง การแชร์วิธีรับมือกับแผ่นดินไหว และการรายงานสถานการณ์สดบนโซเชียล

 

แฮชแท็กเกี่ยวกับแผ่นดินไหวติดเทรนด์ทันที พร้อมกับการเผยแพร่ความรู้เรื่องมาตรการความปลอดภัยและการเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติ โดยมีคนบนโซเชียลมีเดียพูดถึงเรื่องนี้กว่า 121,216,180 เอ็นเกจเมนต์

 

ไตรมาส 2 ความตึงเครียดจากความไม่สงบระหว่างไทยและกัมพูชา จากข้อพิพาทและการอ้างสิทธิในพื้นที่ทับซ้อนจนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง เรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในโซเชียลมีเดีย เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่คนไทยพร้อมใจกันติดตามสถานการณ์ชายแดนแบบนาทีต่อนาที ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ข้อมูล การวิเคราะห์พื้นที่ทับซ้อน หรือการแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตย

 

จนแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องขึ้นเทรนด์หลายสัปดาห์และยังคงร้อนแรงต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทบคนไทยทุกคน มีการพูดถึงข้อพิพาทดังกล่าวกว่า 1,268,516,709 เอ็นเกจเมนต์ โดยเป็นประเด็นที่ดุเดือดที่สุดของปี 2568 เลยทีเดียว

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 2

 

ไตรมาส 3 ข่าวเศร้าที่กระทบจิตใจคนในสังคมคือข่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ที่มีคนกล่าวถึงประเด็นนี้ 74,655,278 เอ็นเกจเมนต์

 

และในไตรมาส 4 เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ชาวโซเชียลมีเดียทั่วประเทศร่วมใจกันระดมความช่วยเหลือผ่านทุกช่องทาง มีการแชร์พิกัดขอความช่วยเหลือ โพสต์รายการของบริจาค และส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้อย่างไม่ขาดสาย

 

ความรุนแรงของน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้หลายจังหวัดประสบปัญหาอย่างหนัก ทั้งบ้านเรือนเสียหาย การคมนาคมเป็นอัมพาต และผู้ประสบภัยจำนวนมาก แฮชแท็กน้ำท่วมต่างๆ ทำให้ยอดเอ็นเกจเมนต์พุ่งสูง 333,004,561 เอ็นเกจเมนต์ สะท้อนถึงความห่วงใยและน้ำใจที่ไม่ทิ้งกันของคนไทยในยามที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

(*รวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye เพื่อวิเคราะห์และจัดอันดับประเด็นที่ชาวโซเชียลพูดถึงมากที่สุด โดยเก็บข้อมูลช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 22 ธันวาคม 2568)

 

ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน **Zocial Eye** เมื่อคนแห่ทำ **‘Gig Economy’** เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว 3

ภาพ: REUTERS/Weerapong Narongkul

 

เหตุการณ์เหล่านี้ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องสุดวิสัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลกใบนี้ แต่ประเด็นสำคัญที่กล้าชี้ให้เห็นคือ ‘การขาดการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบของไทย’

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการรับมือภัยพิบัติไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ผลกระทบที่ตามมาคือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อาจหยุดชะงักและส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนซึ่งยากต่อการวางแผนทางธุรกิจ ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและไม่กล้าลงทุน

 

เมื่อภาคธุรกิจมองไม่เห็นความชัดเจน สิ่งที่ตามมาคือปฏิกิริยาลูกโซ่ที่น่ากังวล เริ่มต้นจากต้องรัดเข็มขัด ผู้ประกอบการเลือกที่จะเก็บเงินสด ไว้ก่อน ชะลอการขยายกิจการหรือลงทุนใหม่ๆ

 

เอฟเฟคต่อมาคือทำให้ การจ้างงานลดลง เพราะเมื่อไม่ลงทุน ก็ไม่มีการจ้างแรงงานเพิ่ม หรืออาจจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลง หลายคนจึงเลือกที่จะหันไปทำอาชีพอิสระมากขึ้น แต่เราอาจพบว่าตัวเลขคนว่างงานในระบบดูไม่สูงนัก

 

แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนภาพจริง เพราะหลายคนผันตัวไปรับอาชีพอิสระหรือทำงาน Gig Economy แบบ Full-time ซึ่งในทางเทคนิคถือว่า ‘ไม่ว่างงาน’ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือความเปราะบางของรายได้และสวัสดิการในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามแม้ท่ามกลางวิกฤต กล้ามองว่าก็ยังมีโอกาสดีสำหรับบางอุตสาหกรรมที่เป็นเจ้าใหญ่ เช่น

 

  • พลังงานและกลุ่มการเงิน ธุรกิจภาคใหญ่ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานยังคงเติบโตและเป็นกองหลังที่สำคัญแต่ก็ต้องเร่งปรับตัวเพิ่มนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการทำงาน
  • ธุรกิจท่องเที่ยว ที่ยังคงเป็นภาคธุรกิจสำคัญในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
  • กลุ่มอาหาร, บันเทิง (Entertainment), สุขภาพ (Health and Wellness) ธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานและการฮีลใจ
  • ธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจที่เกี่ยวกับ Digital Services ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

 

ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจตัวกลาง เริ่มน่ากังวล เพราะปัจจัยหลักคือการทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นระเบิดที่รอวันปะทุ โมเดลธุรกิจแบบ ซื้อมาขายไป หรือ Trading ใกล้จะถึงจุดจบ

 

ผู้ประกอบการที่ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘พ่อค้าคนกลาง’ โดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าจะไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับต้นทางจากจีนได้เลย ทางรอดเดียวคือต้องเปลี่ยนตัวเองเป็น ‘ผู้ผลิต’ หรือ ‘ผู้สร้างแบรนด์’ ที่มีความแข็งแกร่ง หรือเป็นผู้กระจายสินค้าปลายทางที่มีเครือข่ายเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริงเท่านั้น

 

กล้าทิ้งท้าย ทางออกสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ว่า “ปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการเสี่ยงโชค แต่เป็นปีแห่งการ ‘บริหารความเสี่ยงข้อมูล’ จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในการจับสัญญาณเล็ก ๆ ท่ามกลางความไม่แน่นอน การรู้ทันทีว่ากระแสลมเปลี่ยนทิศทางไหน จะช่วยให้แบรนด์ของคุณปรับตัวได้ทัน ไม่ว่าคุณจะเลือกควบรวม เพื่อเปลี่ยนตัวเองจากผู้เล่นรายย่อย ให้กลายเป็นรายกลางหรือรายใหญ่ คือทางรอด”

 

“อีกทั้งการรวมกันจะช่วยสร้างอำนาจต่อรอง, เลือกเปลี่ยนตลาด หากประเมินแล้วว่าอุตสาหกรรมที่คุณอยู่นั้นอาจไปต่อไม่ได้หรือการแข่งขันสูงเกินไป อาจต้องถึงเวลาที่จะเปลี่ยนสนามการแข่งขันที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด หรือเลือกสร้างความแตกต่าง Unique ที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ ยอมจ่ายให้กับประสบการณ์ ที่หาไม่ได้จากสินค้า Mass Production ซึ่งข้อมูลจะช่วยให้คุณหาทิศทางของเส้นทางที่คุณกำลังจะเดินไปต่อได้”

 

ภาพปก: Grant Faint / Getty Images

The post ภาพลวงตาคนว่างงาน? เจาะลึกเศรษฐกิจไทยผ่าน Zocial Eye เมื่อคนแห่ทำ ‘Gig Economy’ เพราะนายจ้างกอดเงินสด สะท้อนความเปราะบางระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap’ ในภาคพลังงานสหรัฐฯ ปักธงตลาด 5 แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนมั่นคงระยะยาว https://thestandard.co/bgrimm-power-usa-strategic-market-expansion/ Tue, 06 Jan 2026 03:30:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1161476 bgrimm-power-usa-strategic-market-expansion

ในจังหวะที่โลกพลังงานกำลังเคลื่อนผ่านจุดเปลี่ยนทางประวั […]

The post B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap’ ในภาคพลังงานสหรัฐฯ ปักธงตลาด 5 แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนมั่นคงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
bgrimm-power-usa-strategic-market-expansion

ในจังหวะที่โลกพลังงานกำลังเคลื่อนผ่านจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ สหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็น ‘สมรภูมิใหม่’ ของผู้เล่นพลังงานหมุนเวียนระดับโลก และสำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ (B.Grimm Power) การก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนข้ามพรมแดน แต่คือการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง ยืดหยุ่น และเติบโตได้ในระยะยาว ภายใต้บริบทตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริง

 

สหรัฐฯ ภาคพลังงานมูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ดีมานด์ใหม่โลกยุคดิจิทัล

 

ตลาดพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกามีมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และถือเป็นหนึ่งในตลาดพลังงานหมุนเวียนที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 119% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคพลังงานอย่างแท้จริง

 

แรงขับสำคัญในระลอกใหม่นี้ ไม่ได้มาจากนโยบายพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘ดีมานด์ไฟฟ้าใหม่’ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจาก Data Centers, AI, Cloud Computing, การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า และเศรษฐกิจดิจิทัล รายงานของ S&P Global Commodity Insights ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ในสหรัฐฯ จะเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปีไปจนถึงปี 2030

 

ในขณะที่ฝั่งอุปทาน ระบบไฟฟ้าในหลายรัฐเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านโครงข่ายส่งไฟฟ้า (Grid constraints) ทำให้สินทรัพย์ที่สามารถจ่ายไฟได้ต่อเนื่องและควบคุมกำลังผลิตได้ตามความต้องการ (Dispatchable power) มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานหมุนเวียนที่สามารถสั่งการได้ เช่น พลังงานน้ำ

 

B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ 'GreenLeap'

 

ภาคพลังงานสหรัฐฯ ประตูสู่โอกาสมหาศาล

 

สิ่งที่ทำให้ภาคพลังงานไฟฟ้าของสหรัฐฯ แตกต่างและน่าสนใจอย่างมาก คือ โครงสร้างที่กระจายอำนาจโดยแต่ละรัฐมีอิสระในการกำหนดนโยบายพลังงานของตนเอง สร้างความหลากหลายของโอกาสทางธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร

 

โดยสหรัฐฯ มีตลาดไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบใน 50 รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดไฟฟ้าเสรีที่เปิดให้มีการแข่งขัน ตลาดสำคัญๆ อาทิ:

  • CAISO (California Independent System Operator) ครอบคลุมรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นตลาดขายส่งไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตะวันตก มีระบบประมูลแบบเรียลไทม์ที่ราคาเปลี่ยนแปลงทุก 5 นาที สะท้อนอุปสงค์-อุปทานจริง
  • NYISO (New York Independent System Operator) บริหารจัดการตลาดไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก มีระบบประมูลที่ซับซ้อนและราคาที่ผันผวนสูง เนื่องจากความต้องการใช้ไฟในเมืองใหญ่
  • PJM (Pennsylvania-New Jersey-Maryland) เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ครอบคลุม 13 รัฐ มีระบบประมูลกำลังการผลิต (Capacity market) ที่จ่ายค่าตอบแทนสำหรับการสำรองกำลังผลิต

 

ในตลาดเหล่านี้ โรงไฟฟ้าสามารถเสนอราคาเข้าสู่ระบบการประมูล และได้รับการจ่ายเงินตามราคาตลาดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ราคาที่ถูกกำหนดตายตัวเหมือนระบบ PPA แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การจำหน่ายไฟฟ้าผ่านกลไลตลาดทำให้ฐานผู้รับซื้อไฟฟ้ามีความหลากหลาย ช่วยลดความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Off-taker risk) ได้เป็นอย่างดี

 

หลากหลายแหล่งรายได้: มากกว่าแค่ขายไฟ

 

สิ่งที่ทำให้ตลาดพลังงานไฟฟ้าเสรีของสหรัฐฯ เช่น CAISO น่าสนใจคือความหลากหลายของแหล่งรายได้ ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง:

  • รายได้จากการขายไฟฟ้า (Energy Market) ในตลาดขายส่งแบบแข่งขันเสรี โดยราคาเปลี่ยนแปลงตามเวลา ความต้องการใช้ไฟฟ้า และราคาต้นทุนเชื้อเพลิง
  • รายได้จากการสำรองกำลังการผลิต (Capacity Payments) โรงไฟฟ้าได้รับค่าตอบแทนสำหรับการพร้อมจ่ายไฟเมื่อระบบต้องการ แม้จะไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริง โดยรายได้ในลักษณะ “Stand-by” นี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อสินทรัพย์พลังงานแบบสั่งการได้ (Dispatchable) เช่น โรงไฟฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
  • รายได้จากการช่วยรักษาเสถียรภาพระบบ (Ancillary Services) เช่น การควบคุมความถี่ การควบคุมแรงดัน การสำรองหมุน ซึ่งเป็นบริการที่มีมูลค่าสูงมากต่อระบบ
  • รายได้จากใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (RECs) สามารถขายแยกต่างหากจากการขายไฟฟ้า ช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติม

 

 

กลไกราคาที่สะท้อนมูลค่าจริง: Natural Hedge ต่อราคาก๊าซ

 

จุดแข็งสำคัญของภาคพลังงานไฟฟ้าสหรัฐฯ คือ โครงสร้างตลาดขายส่งไฟฟ้าแบบแข่งขันเสรี (Wholesale / Spot Market) และกลไกราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง

 

ในตลาดขายส่งอย่าง CAISO ราคาไฟฟ้าถูกกำหนดจากต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าที่ถูกเรียกเดินเครื่องเป็นลำดับสุดท้ายเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ ช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็นโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูงที่สุด ซึ่งในหลายกรณี หรือบางช่วงเวลา เช่น ช่วงกลางคืน มักจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ หรือในกรณีที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติ อาจจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าดีเซล ซึ่งจะยิ่งดันราคาค่าไฟให้ปรับตัวสูงขึ้น

 

ด้วยเหตุนี้ ราคาค่าไฟจะเคลื่อนไหวไปตามราคาพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ กลไกนี้ช่วยสร้างโอกาสให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง สามารถทำกำไรได้มากขึ้นในช่วงที่ราคาก๊าซอยู่ในระดับสูง ถือเป็น Natural Hedge ต่อความผันผวนของราคาแก๊ส ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ผู้ผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติมักเผชิญ

 

นอกจากความเสรีแล้ว ภาคพลังงานไฟฟ้าสหรัฐฯ ยังมีความเฉพาะตัวที่แต่ละภูมิภาคดำเนินงานแยกจากกัน (Non-interconnected) ความเป็นอิสระต่อกันนี้เองที่เปิดโอกาสให้ B.Grimm Power  สามารถบริหารพอร์ตโฟลิโอและกระจายความเสี่ยงเชิงภูมิศาสตร์ภายในสหรัฐฯ ได้อย่างมีกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น

 

 

เปิดเหตุผล ทำไม B.Grimm Power จึงใช้ตลาดต่างประเทศเป็นยุทธศาสตร์

 

ระบบตลาดเสรีแบบนี้ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้ที่แท้จริงตามประสิทธิภาพและมูลค่าที่สร้างให้ระบบ ไม่ใช่แค่ราคาที่ตายตัวตามสัญญา ยิ่งโรงไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นสูง สามารถผลิตไฟได้ในช่วงเวลาที่ระบบต้องการมาก ยิ่งได้รับผลตอบแทนสูง

 

สำหรับบริษัทที่มีความสามารถในการบริหารจัดการและเข้าใจพลวัตของตลาด โอกาสในการสร้างรายได้ที่ดีและมั่นคงในระยะยาวจึงสูงมาก ซึ่งต่างจากตลาดที่มีการควบคุมแบบเข้มงวด ที่ราคาถูกกำหนดล่วงหน้าและมีข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ B.Grimm Power มองเห็นโอกาสในการขยายพอร์ตไปยังต่างประเทศ เพราะไม่ได้มองแค่ธุรกิจภายในประเทศ แต่มองหาตลาดที่มีโครงสร้างเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ที่หลากหลาย ไม่พึ่งพาแหล่งรายได้เพียงแหล่งเดียว

 

‘Malacha’ ก้าวสำคัญของ B.Grimm Power สู่ตลาดสหรัฐฯ

 

นายพีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพัฒนาพลังงานหมุนเวียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘B.Grimm Power’ เผยว่า “บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนพลังงานหมุนเวียนภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมมุ่งขยายสู่ตลาดพลังงานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง”

 

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 B.Grimm Power ได้เข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ‘Malacha Hydropower Plant’ ขนาด 29.9 เมกะวัตต์ (MW) บนแม่น้ำพิท (Pit River) ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเข้าสู่ภาคพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ครั้งแรกของบริษัท

 

“นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่คือการได้มาซึ่งสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนแบบ Dispatchable ที่มีคุณค่าสูง ภายใต้ตลาดพลังงานไฟฟ้าเสรีอย่างแท้จริง”

 

ด้วยลักษณะของตลาด CAISO ที่มีสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์สูง ราคาไฟฟ้าจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำในช่วงกลางวัน ในขณะที่ช่วงเย็นและกลางคืน ซึ่งความต้องการใช้ไฟเพิ่มสูงขึ้น แต่การผลิตจากโซลาร์ลดลง ราคาค่าไฟจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนผ่านรูปแบบ ‘Duck Curve’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดซื้อขายพลังงานระหว่างวัน (Intra-day energy market) ในตลาด CAISO

 

 

โรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำ (Reservoir) สามารถควบคุมจังหวะการผลิต และเลือกจ่ายไฟในช่วงเวลาที่มีมูลค่าสูงได้ ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาภายในวันได้อย่างเต็มที่ ซึ่งอาจมีส่วนต่างเกินกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ MWh อีกทั้งสินทรัพย์พลังน้ำยังถือเป็น Perpetual Asset ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 100 ปี และมีใบอนุญาตที่สามารถขยายระยะเวลาได้อย่างไม่มีกำหนด ดังนั้นสินทรัพย์พลังน้ำในตลาดพลังงานสหรัฐฯ โดยทั่วไปถือว่าสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคงต่อเนื่องในระยะยาว

 

ตลาดเสรีกับบทเรียนเชิงโครงสร้าง ที่ชวนให้ฉุกคิด

 

ตลาดไฟฟ้าเสรีของสหรัฐฯ อาทิ CAISO สะท้อนระบบที่เปิดโอกาสให้ “เทคโนโลยีและประสิทธิภาพ” ของสินทรัพย์เป็นตัวกำหนดมูลค่าอย่างแท้จริง โดยกลไกตลาดจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแก่โรงไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น สามารถตอบสนองต่อสัญญาณราคา และช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดเสถียรภาพและไม่สามารถบริหารจัดการกำลังผลิตได้ จะมีราคาขายไฟสะท้อนออกมาในระดับที่ต่ำลงตามกลไกตลาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาอยู่ในระดับต่ำ

 

ในบริบทนี้ การขยายพอร์ตของ B.Grimm Power ไปยังตลาดต่างประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการแสวงหาโอกาสใหม่ แต่คือการวางโครงสร้างรายได้ที่ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเปิดรับกลไกตลาดที่สะท้อนต้นทุนจริงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ไม่ใช่แค่ Malacha แต่คือ Pipeline โอกาสในสหรัฐฯ

 

นอกเหนือจากโครงการ Malacha แล้ว B.Grimm Power ยังมีโอกาสการลงทุนในตลาดสหรัฐฯ อีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนาและพิจารณา ทั้งการเข้าซื้อ Operating Assets และการต่อยอดโครงการด้วยแนวคิด Hybridization และการเพิ่มศักยภาพ เช่น  การผสานระบบกักเก็บพลังงานหรือพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการสร้างรายได้

 

บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ ให้มากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี โดยอาศัยกลยุทธ์การเลือกลงทุนในตลาดที่มีความผันผวนของราคาไฟฟ้าสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้สินทรัพย์ที่บริหารจัดการได้ดีสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือค่าเฉลี่ยของตลาด

 

ปักหมุดระยะยาว บนเวทีพลังงานโลก

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมอันดับเครดิตระดับ AA+ และโครงสร้างภาคพลังงานที่โปร่งใส ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเอื้อต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว

 

สำหรับ B.Grimm Power การเข้าสู่ตลาดพลังงานสหรัฐฯ คือการยืนยันศักยภาพของผู้ประกอบการพลังงานไทยในระดับสากล และเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ GreenLeap ที่มุ่งสร้างพอร์ตพลังงานสะอาดซึ่งมั่นคง ยืดหยุ่น และเติบโตได้ในโลกพลังงานยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

The post B.Grimm Power กับยุทธศาสตร์ ‘GreenLeap’ ในภาคพลังงานสหรัฐฯ ปักธงตลาด 5 แสนล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนมั่นคงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก https://thestandard.co/true-ais-usage-countdown-iconsiam-hot/ Fri, 02 Jan 2026 02:34:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1160900 คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก

บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 25 […]

The post คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก

บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 เป็นไปอย่างคึกคัก โดยผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ต่างเปิดเผยตัวเลขการใช้งานข้อมูล (Data) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการทำกิจกรรมนอกบ้านของประชาชน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว

 

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยข้อมูลการใช้งานในช่วงเทศกาลพบว่า บรรยากาศเคานต์ดาวน์ทั่วไทยมีความคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’ ณ ไอคอนสยาม ที่มีศิลปินระดับโลกอย่างมาร์ค ต้วน มาร่วมโชว์ ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานดาต้าในบริเวณดังกล่าวคืนเคานต์ดาวน์พุ่งสูงขึ้นประมาณ 300% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ

 

ในด้านข้อมูลการเคลื่อนที่ของผู้ใช้งาน (Mobility Data) บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช และดีแทค พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ได้แก่ จีน มาเลเซีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา และอินเดีย ขณะที่บนเครือข่ายดีแทค ได้แก่ ออสเตรีย จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และสวีเดน ตามลำดับ

 

สำหรับการเดินทางในประเทศ พบตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจในหลายจังหวัด โดยจังหวัด ‘สุรินทร์’ มียอดผู้ใช้งานคนไทยเดินทางเพิ่มขึ้นสูงสุดบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ราว 30% ส่วนจังหวัด ‘สุราษฎร์ธานี’ เป็นดาวรุ่งในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยยอดเติบโตกว่า 80% ขณะที่เครือข่ายดีแทคพบว่า ‘เพชรบูรณ์’ ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้น 32% และจังหวัด ‘สตูล’ เติบโตโดดเด่นในกลุ่มต่างชาติถึง 115%

 

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เราวางแผนบริหารเครือข่ายอย่างแม่นยำด้วยการวิเคราะห์ Mobility Data และพฤติกรรมการใช้งานมือถือรอบจุดจัดงานเคานต์ดาวน์ทั่วประเทศ ทำให้การเสริมขีดความสามารถของสัญญาณมีประสิทธิภาพและตรงจุด พร้อมทีมปฏิบัติการภาคสนามดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น”

 

ทางด้าน AIS ได้เปิดเผยสถิติการใช้งานดาต้าในช่วงคืนข้ามปีเช่นกัน โดยพบว่าแลนด์มาร์กสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ มีปริมาณการใช้งานพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่สยามสแควร์ที่มีการจัดงาน ‘SIAM SQUARE STREET OF DREAMZ 2026 presented by AIS SIAM’ พบยอดการใช้งานดาต้าสูงขึ้นถึง 226% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ในขณะที่พื้นที่ไอคอนสยาม AIS รายงานตัวเลขการใช้งาน 5G ทะยานสูงขึ้นถึง 515% ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการใช้งานโซเชียลมีเดีย โดย Facebook มียอดการใช้งานสูงสุดกว่า 28.3 ล้าน GB ตามมาด้วย YouTube และ TikTok สะท้อนให้เห็นถึงไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่เป็น ‘Digital-First’ อย่างเต็มรูปแบบ

 

สำหรับพื้นที่ต่างจังหวัด AIS ระบุว่า Top 5 สถานที่จัดงานเคานต์ดาวน์ที่มีการใช้งานสูงสุด ได้แก่ พัทยา บางแสน ชะอำ จันทบุรี และสงขลา โดยช่วงเวลาที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุดคือ 21.00 – 22.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนเตรียมตัวนับถอยหลังและแชร์โมเมนต์แห่งความสุขผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

 

กิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี เอไอเอส กล่าวว่า “ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาสะท้อนพฤติกรรมดิจิทัลของคนไทยได้อย่างชัดเจนที่สุด ข้อมูลการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะวิดีโอและโซเชียลมีเดีย ถือเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของโครงข่ายดิจิทัลในยุคปัจจุบันว่ามีความพร้อมรองรับการใช้งานที่หนาแน่นได้อย่างมีเสถียรภาพ”

 

นอกจากนี้ การใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านของทั้งสองค่ายยังแสดงทิศทางเดียวกัน โดยแอปพลิเคชันวิดีโอสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียอย่าง YouTube, TikTok และ Facebook ยังคงครองความนิยมสูงสุด ในขณะที่คอนเทนต์กีฬาและความบันเทิงบน AIS PLAY ก็ได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา

The post คนไทยฉลองปีใหม่ผ่านจอ True-AIS เผยยอดใช้เน็ตคืนเคานต์ดาวน์ 2026 พุ่ง 515% ‘ไอคอนสยาม-สยามสแควร์’ ฮอตปรอทแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>