Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 11 Mar 2026 06:49:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ดีลอยท์’ ชี้ AI กำลังพลิกภูมิทัศน์วิชาชีพบัญชีทั่วโลก พร้อมเตือนความเสี่ยง ทำไม AI จึงเป็นตัวช่วยทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น https://thestandard.co/deloitte-ai-accounting-fraud-risk/ Wed, 11 Mar 2026 06:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1186519 ลี บุน เท็ค ผู้บริหารดีลอยท์ ชี้แจงบทบาท AI ในวิชาชีพบัญชี

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของว […]

The post ‘ดีลอยท์’ ชี้ AI กำลังพลิกภูมิทัศน์วิชาชีพบัญชีทั่วโลก พร้อมเตือนความเสี่ยง ทำไม AI จึงเป็นตัวช่วยทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลี บุน เท็ค ผู้บริหารดีลอยท์ ชี้แจงบทบาท AI ในวิชาชีพบัญชี

การมาถึงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของวิชาชีพบัญชีและการสอบบัญชีทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จากงานที่เคยอาศัยแรงงานคนและการตรวจเอกสารจำนวนมาก กำลังก้าวสู่ยุคของการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบงบการเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยีเดียวกันนี้กลับทำให้รูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อนมากขึ้น จนกลายเป็นความท้าทายใหม่ของผู้สอบบัญชี

 

ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย ระบุว่า แม้ AI จะช่วยยกระดับคุณภาพของการตรวจสอบบัญชี แต่สิ่งที่จะกำหนดความเชื่อมั่นของระบบการเงินในอนาคตไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี หากคือ ‘ธรรมาภิบาล’ ที่เข้มแข็งขององค์กร

 

AI เปลี่ยนวิธีทำงานของผู้สอบบัญชี

 

ที่ผ่านมา การสอบบัญชีมักใช้วิธี การสุ่มตรวจรายการบัญชี (Sampling) ซึ่งตรวจสอบเพียงบางส่วนของข้อมูลทั้งหมด แต่ด้วยเทคโนโลยี AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบ ข้อมูลทั้งหมดขององค์กร (Full-population analysis) และระบุรายการผิดปกติได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

AI ยังช่วยให้การตรวจจับรูปแบบการทุจริตและความผิดปกติทางการเงินเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น รวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบข้อมูลที่เป็นกิจวัตร ทำให้ผู้สอบบัญชีสามารถมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์เชิงลึกและการใช้ดุลยพินิจทางวิชาชีพมากขึ้น

 

แพลตฟอร์มตรวจสอบบัญชีบนคลาวด์ เช่น Omnia ของดีลอยท์ เป็นตัวอย่างของเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและช่วยระบุความเสี่ยงในการตรวจสอบบัญชีผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

 

ลี บุน เท็ค ผู้บริหารดีลอยท์ ชี้แจงบทบาท AI ในวิชาชีพบัญชี 1

ลี บุน เท็ค Audit & Assurance Regional Managing Partner ของดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย

 

AI ตัวช่วยกลับทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น

 

แม้ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มความแม่นยำของการสอบบัญชี แต่เทคโนโลยีเดียวกันก็ถูกนำมาใช้ในการก่ออาชญากรรมทางการเงินเช่นกัน

 

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในฮ่องกง เมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อพนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทแห่งหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินกว่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี Deepfake ปลอมตัวเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในการประชุมออนไลน์

 

ขณะเดียวกัน แนวคิด Malware as a Service (MaaS) ยังทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเช่าหรือซื้อเครื่องมือโจมตีไซเบอร์ได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสูง ส่งผลให้การปลอมแปลงข้อมูลและการโจมตีทางการเงินในยุคดิจิทัลเพิ่มความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้สอบบัญชีต้องพัฒนาทักษะใหม่ เช่น การตรวจจับการบิดเบือนข้อมูลด้วยอัลกอริทึม การติดตามหลักฐานดิจิทัล การวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานระบบ

 

ผลสำรวจ Deloitte ชี้ AI เปลี่ยนรูปแบบกำลังคน

 

งานวิจัยของดีลอยท์เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อกำลังคน พบว่าองค์กรทั่วโลกกำลังปรับรูปแบบการทำงานเป็น 3 โมเดลหลัก ได้แก่

 

  1. Human-in-the-loop
    มนุษย์มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของ AI
  2. Human-on-the-loop
    มนุษย์ทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI
  3. Human-off-the-loop

AI ทำงานอัตโนมัติโดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง

 

ดีลอยท์ ระบุว่า สำหรับงานสอบบัญชี โมเดลที่เหมาะสมคือ Human-in-the-loop และ Human-on-the-loop เพราะต้องอาศัยดุลยพินิจทางวิชาชีพของมนุษย์ในการประเมินความเสี่ยงและความถูกต้องของข้อมูล

 

‘ธรรมาภิบาล’ ปัจจัยชี้ขาดความเชื่อมั่น

 

แม้เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตรวจสอบบัญชี แต่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินยังคงขึ้นอยู่กับ ธรรมาภิบาลขององค์กร

 

ลี บุน เท็ค มองว่า คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หน่วยงานกำกับดูแล และผู้สอบบัญชี จำเป็นต้องร่วมกันกำหนดกรอบการใช้ AI อย่างโปร่งใส เช่น การตรวจสอบอคติของอัลกอริทึม การกำหนดขั้นตอนการอนุมัติใช้ AI การติดตามผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง การกำกับดูแลระบบ AI ด้วยมนุษย์

 

แนวคิด Trustworthy AI หรือ AI ที่น่าเชื่อถือ จึงกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการกำกับดูแลเทคโนโลยีในภาคธุรกิจ

 

ไทยเร่งยกระดับมาตรฐานตรวจสอบบัญชี

 

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังคงเน้นย้ำว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตลาดทุน

 

ขณะเดียวกัน สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ผลักดันการใช้มาตรฐานสากลด้านการบริหารคุณภาพงานสอบบัญชี เช่น ISQM 1 เพื่อยกระดับคุณภาพการตรวจสอบบัญชีในประเทศ

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีอาจช่วยให้การตรวจสอบบัญชีมีความละเอียดและครอบคลุมมากขึ้น แต่ ธรรมาภิบาล ความเป็นอิสระของผู้สอบบัญชี และระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและตลาดการเงิน

The post ‘ดีลอยท์’ ชี้ AI กำลังพลิกภูมิทัศน์วิชาชีพบัญชีทั่วโลก พร้อมเตือนความเสี่ยง ทำไม AI จึงเป็นตัวช่วยทำให้ ‘มิจฉาชีพ’ ฉลาดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kantima-lertlertyuttitham-ais-digital/ Sun, 08 Mar 2026 02:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1185143 ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS

แม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นต่อประเด็นความเท่าเทียม แ […]

The post คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS

แม้โลกวันนี้จะเปิดกว้างมากขึ้นต่อประเด็นความเท่าเทียม แต่เมื่อพูดถึงการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำขององค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล เส้นทางของผู้หญิงก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป

 

หนึ่งในผู้บริหารหญิงที่ก้าวผ่านเส้นทางนั้นมาได้ คือ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรโทรคมนาคมไทยให้ก้าวสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความรู้และทักษะได้อย่างเท่าเทียม

 

เนื่องในโอกาส 8 มีนาคม วันสตรีสากล (International Women’s Day) วันที่ทั่วโลกระลึกถึงการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมและสิทธิของผู้หญิง THE STANDARD WEALTH ชวนพาไปสำรวจเส้นทางการทำงาน แนวคิด และบทบาทของกานติมา ในฐานะผู้นำหญิงแกร่งที่ใช้ตำแหน่งและพลังขององค์กรขนาดใหญ่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 1

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

 

เมื่อผู้นำไม่ได้อยู่แค่ ‘ทัพหน้า’ แต่ต้องสร้าง ‘ทัพหลัง’ ที่แข็งแรง

 

จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในโลกธุรกิจ ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ กานติมาได้เห็นการเติบโตขององค์กรจากหลายมุมมอง สิ่งที่เธอได้เรียนรู้เป็นอย่างแรก คือ การทำให้ทุกคนในองค์กรเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ทุกตำแหน่งอย่างเท่าเทียม

 

“การดูแลคน คือ การลงทุนเพื่อความสำเร็จของธุรกิจที่ดีที่สุด”

 

เธอมองว่าความสำเร็จที่ลูกค้าสัมผัสไม่ได้เกิดขึ้นจากหน้างานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมี ‘ทัพหลัง’ ช่วยสร้างรากฐานองค์กรให้มั่นคง ไม่ว่าจะเป็น HR, Business Process, Risk, Legal, Sustainability, AIS Academy ไปจนถึง Communication & Branding ซึ่งต้องทำงานประสานกันภายใต้แนวคิด “ศักยภาพของคน + ดิจิทัล + ระบบการทำงาน” เมื่อคนพร้อม และระบบแข็งแรง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพในการทำงาน แต่คือความเร็ว คุณภาพ และความเชื่อมั่นที่ลูกค้าสามารถรับรู้ได้จริง

 

ความแตกต่าง คือ พลังขององค์กร

 

แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ของกานติมา ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างระบบการทำงานที่แข็งแรง แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายสามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง 

ในฐานะผู้นำหญิง เธอให้ความสำคัญกับการสร้าง ‘Inclusive Culture’ ภายใน AIS เพื่อให้พนักงานทุกคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยเชื่อว่า “ความแตกต่าง ทำให้เราเติบโตอย่างสวยงาม” แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรมองค์กรที่เรียกว่า FIT FUN FAIR ซึ่งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับทั้งศักยภาพของคน สุขภาวะในการทำงาน และความเท่าเทียมของโอกาส โดยเฉพาะคำว่า FAIR ที่สะท้อนความเชื่อว่า ทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ อายุ ความเชื่อ หรือวิถีชีวิต

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 2

 

ในเชิงนโยบาย AIS ยังเป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ประกาศสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม พร้อมออกสวัสดิการที่เปิดกว้าง เช่น การสนับสนุนค่าใช้จ่ายงานแต่งงานสำหรับพนักงานทุกเพศ รวมถึงสิทธิการลาสำหรับการเปลี่ยนเพศสภาพ ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเข้ามาทำงานในองค์กร โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ขยายโอกาสการเรียนรู้ สู่คนไทยทั้งประเทศ

 

อีกหนึ่งผลงานที่โดดเด่นของกานติมา คือ การก่อตั้ง AIS Academy ซึ่งพลิกโฉมระบบการฝึกอบรมแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้เปิดกว้างสำหรับทุกคน เธอเชื่อว่าเทคโนโลยีต้องถูกใช้เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา ไม่ใช่สร้างกำแพงให้สูงขึ้น

 

AIS Academy จึงร่วมพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกอย่าง MIT, Harvard Business School, Manchester University และ Stanford University เพื่อให้พนักงาน AIS กว่า 13,000 คน สามารถเข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 3ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 4

 

นอกจากนั้นยังขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง ผ่านโครงการ Academy for Thais ที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงเนื้อหาการเรียนรู้คุณภาพระดับโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้แนวคิด ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ อันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง พร้อมต่อยอดสู่โครงการอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น โครงการ AIS ReadDi ห้องสมุดดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงหนังสือและสื่อการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง โครงการอุ่นใจอาสาพัฒนาชีพ ที่ส่งพนักงาน AIS ลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านดิจิทัลให้กับชุมชน รวมถึง JUMP THAILAND HACKATHON เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่พัฒนานวัตกรรมต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 5ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 6

 

People & Culture Prime Award บทพิสูจน์ความสำเร็จ

 

ความพยายามในการสร้างความเท่าเทียมทั้งภายในองค์กรและสังคม ทำให้ AIS คว้ารางวัล Corporate of the Year 2026 สาขา People & Culture Prime Award จาก The People Awards 2026 รางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่ยืนเคียงข้างผู้คน สร้างคุณค่า และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

ภาพ กานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS 7

 

กานติมา ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังความภาคภูมิใจครั้งนี้ ได้กล่าวไว้อย่างทรงพลังว่า

“สำหรับเอไอเอส ‘คน’ ไม่ใช่แค่ทรัพยากรขององค์กร แต่คือพลังตั้งต้นของทุกความเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าความก้าวหน้าที่แท้จริง ทั้งในองค์กรและประเทศ เกิดขึ้นได้ เมื่อคนได้รับโอกาส ได้รับการพัฒนา และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า”

 

เธอยังเสริมอีกว่า ภารกิจของ AIS จะไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม แต่ต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็น Intelligent Infrastructure ที่ไม่เพียงเชื่อมต่อเทคโนโลยี แต่เชื่อมต่อ ‘โอกาส’ ให้ผู้คนได้พัฒนาตนเองและสร้างอนาคตของตัวเอง เพราะเมื่อคนแข็งแรง สังคมก็แข็งแรง 

 

บทเรียนจากผู้นำที่เชื่อในพลังของ ‘ความเท่าเทียม’

 

ท้ายที่สุด เส้นทางการทำงานของกานติมา แสดงให้เห็นว่า การบ่มเพาะวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเท่าเทียม ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนามธรรม หากแต่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ เมื่อผู้คนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับโอกาสในการพัฒนา และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร พลังของบุคลากรก็จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญจากผู้นำหญิงคนนี้ ว่าในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล เทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจของการเติบโตที่แท้จริงยังคงเริ่มต้นจาก ‘คน’

The post คุยกับ ‘กานติมา เลอเลิศยุติธรรม’ หญิงแกร่งแห่ง AIS บนเส้นทางสร้างความเท่าเทียมด้วยพลังดิจิทัล [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโดนีเซีย เอาจริง! ออกกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้แพลตฟอร์มโซเชียล ครอบคลุม Facebook–TikTok หวังหยุดภัยไซเบอร์ เริ่ม 28 มี.ค. https://thestandard.co/indonesia-social-media-ban-kids/ Sat, 07 Mar 2026 06:39:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1185350 สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย พร้อมข้อความภาษาไทยเกี่ยวกับอินโดนีเซียสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียล

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆ ประเทศได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบขอ […]

The post อินโดนีเซีย เอาจริง! ออกกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้แพลตฟอร์มโซเชียล ครอบคลุม Facebook–TikTok หวังหยุดภัยไซเบอร์ เริ่ม 28 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาร์ทโฟนแสดงแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย พร้อมข้อความภาษาไทยเกี่ยวกับอินโดนีเซียสั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โซเชียล

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆ ประเทศได้แสดงความกังวลถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงเนื้อหาไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ไปจนถึงปัญหาการเสพติด ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มออกมาตรการควบคุมการใช้งานของเยาวชนอย่างจริงจัง

 

ล่าสุด อินโดนีเซีย ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการประกาศกฎระเบียบใหม่ จำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียสำหรับผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 16 ปี โดยครอบคลุมแพลตฟอร์มตั้งแต่ YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigolive และ Roblox

 

เบื้องต้นจะเริ่มทยอยดำเนินการแบบเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศนอกโลกตะวันตกประเทศแรกที่ออกมาตรการลักษณะนี้

 

Meutya Hafid รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เหตุผลของมาตรการดังกล่าวมีความชัดเจน เนื่องจากเด็กและเยาวชนกำลังเผชิญภัยคุกคามบนโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าถึงสื่อลามก การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงปัญหาการเสพติดโซเชียลมีเดีย

 

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีอินโดนีเซียยอมรับว่า ในช่วงแรกของการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว อาจสร้างความไม่สะดวกและทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความไม่พอใจ รวมถึงอาจสร้างความสับสนให้กับผู้ปกครองบางส่วน แต่ยืนยันว่ากฎระเบียบใหม่นี้เป็นมาตรการที่จำเป็น เพื่อรับมือกับสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภาวะฉุกเฉินด้านดิจิทัลของสังคมในปัจจุบัน

 

ก่อนที่จะกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทวงคืนอธิปไตยเหนืออนาคตของเยาวชน พร้อมย้ำว่าเทคโนโลยีควรทำหน้าที่รับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ทำให้เด็กและเยาวชนต้องแลกวัยเด็กกับโลกดิจิทัล

 

ในสัปดาห์เดียวกัน เมวตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซีย ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสำนักงานของ Meta ในกรุงจาการ์ตา และภายหลังการเยือน กระทรวงได้ออกคำเตือนอย่างเข้มงวดต่อบริษัท เนื่องจากพบว่ามีระดับการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการจัดการคอนเทนต์ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มอยู่ในระดับต่ำ

 

สำหรับคอนเทนต์ที่เป็นปัญหา ได้แก่ เนื้อหาเกี่ยวกับการพนันออนไลน์, ข่าวปลอม, การใส่ร้ายป้ายสี และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง โดยรัฐบาลย้ำว่า Meta มีการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรายอื่นที่ดำเนินงานในอินโดนีเซีย

 

ทั้งนี้ อินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในตลาดผู้ใช้งานรายใหญ่ของ Meta โดยข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียมากกว่า 112 ล้านคนใช้งาน Facebook และ WhatsApp

 

โดยมาตรการจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของอินโดนีเซียมีขึ้น หลังจากออสเตรเลียผ่านกฎหมายระดับชาติเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการดังกล่าวเช่นเดียวกัน

 

ภาพ:Thrive Studios ID/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post อินโดนีเซีย เอาจริง! ออกกฎห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี ใช้แพลตฟอร์มโซเชียล ครอบคลุม Facebook–TikTok หวังหยุดภัยไซเบอร์ เริ่ม 28 มี.ค. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Visa จับมือ Omise ดัน ‘Tokenisation’ ยกระดับความปลอดภัยการชำระเงินออนไลน์ไทย ลดโกง-เพิ่มยอดขายร้านค้า https://thestandard.co/visa-omise-tokenisation-payment-security/ Thu, 05 Mar 2026 07:18:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1184595 ภาพประกอบแสดงแนวคิดการชำระเงินออนไลน์ที่ปลอดภัยและเทคโนโลยี Tokenisation

ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ […]

The post Visa จับมือ Omise ดัน ‘Tokenisation’ ยกระดับความปลอดภัยการชำระเงินออนไลน์ไทย ลดโกง-เพิ่มยอดขายร้านค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดการชำระเงินออนไลน์ที่ปลอดภัยและเทคโนโลยี Tokenisation

ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในการชำระเงินกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบอีคอมเมิร์ซ ล่าสุด Visa ผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงินระดับโลก จับมือกับ Omise ผู้ให้บริการระบบรับชำระเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวโซลูชัน Visa Network Token เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการชำระเงินออนไลน์สำหรับร้านค้าในประเทศไทย

 

เทคโนโลยีดังกล่าวใช้แนวคิดที่เรียกว่า Tokenisation ซึ่งทำหน้าที่แทนที่หมายเลขบัตรเครดิต 16 หลักแบบดั้งเดิม ด้วยรหัสดิจิทัลเฉพาะที่เรียกว่า ‘Token’ ทำให้ข้อมูลบัตรจริงไม่ถูกส่งผ่านหรือจัดเก็บในระบบร้านค้าโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและการฉ้อโกงทางการเงิน

 

Tokenisation ทำงานอย่างไร

 

ในระบบการชำระเงินแบบเดิม ธุรกรรมออนไลน์จำนวนมากยังใช้ข้อมูลบัตรจริง หรือที่เรียกว่า Card-Not-Present (CNP) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูลและการฉ้อโกง

 

เทคโนโลยี Visa Network Tokenisation จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยจะมาแทนที่ข้อมูลหน้าบัตรด้วย Token ดิจิทัลเฉพาะ เทคโนโลยีนี้จะสร้าง Cryptogram หรือรหัสความปลอดภัยใหม่ทุกธุรกรรม และจะทำหน้าที่จำกัดการใช้งาน Token เฉพาะร้านค้าหรือช่องทางที่กำหนด

 

อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย

 

อังศุมาลิน ฟอร์ดแฮม หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเสริม วีซ่า ประเทศไทย กล่าวถึงเทคโนโลยีนี้ว่า “แม้ข้อมูลจะถูกขโมยไป ก็ไม่สามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นได้ ทำให้มูลค่าของข้อมูลที่ถูกขโมยลดลงอย่างมาก”

 

ประโยชน์ต่อร้านค้า – ลดโกง เพิ่มรายได้ และทำให้ธุรกิจเติบโต

 

สำหรับฝั่งผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านค้าออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยี Tokenisation ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

 

ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า เทคโนโลยี Tokenisation จะช่วย

 

  • ลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงได้สูงสุดราว 58% ในบางตลาด
  • เพิ่มอัตราการอนุมัติธุรกรรมราว 4 – 4.7%
  • ช่วยลดกรณีธุรกรรมถูกปฏิเสธโดยไม่จำเป็น
  • รองรับการอัปเดตข้อมูลบัตรอัตโนมัติเมื่อบัตรหมดอายุหรือเปลี่ยนใหม่

 

ผลลัพธ์ในระดับโลกสะท้อนว่า ระบบ Tokenisation ของ Visa สามารถเพิ่มรายได้อีคอมเมิร์ซกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และลดความเสียหายจากการฉ้อโกงกว่า 650 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

 

จิตสุภา เชี่ยววิทย์ รองประธานอาวุโส ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ (ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก) โอมิเซะ

 

ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย Omise ซึ่งทำหน้าที่เป็น Payment Gateway จะช่วยร้านค้า โดยเฉพาะ SME และธุรกิจดิจิทัล ในการปรับระบบและฝึกอบรมเพื่อรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว

 

ณ ปัจจุบัน Omise ได้สนับสนุนธุรกิจหลายรายให้ใช้เทคโนโลยีนี้แล้ว เช่น Coway และ TrueMoney โดยพบว่า อัตราความสำเร็จของการชำระเงินเพิ่มขึ้น 8.5 -15% ในบางธุรกิจ หลังเปลี่ยนมาใช้ระบบ Token

 

ประกาศเดินหน้าปรับระบบครั้งใหญ่ใน 4 – 5 ปี

 

อังศุมาลิน กล่าวเพิ่มว่า ธนาคารพันธมิตรในประเทศได้เริ่มนำเทคโนโลยี Network Token มาใช้แล้วในระดับหนึ่ง และกำลังผลักดันให้ร้านค้าและผู้ให้บริการชำระเงินเปลี่ยนจากระบบเก็บข้อมูลบัตรแบบเดิม (PAN) ไปสู่ระบบ Token

 

บริษัทคาดว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านในประเทศไทยจะใช้เวลาประมาณ 4 – 5 ปี จึงจะครอบคลุมระบบการชำระเงินออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

 

ส่องประโยชน์ต่อผู้บริโภค มีอะไรบ้าง?

 

สำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต เทคโนโลยี Tokenisation ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมักบันทึกข้อมูลบัตรไว้ในหลายแพลตฟอร์ม เช่น แอปเรียกรถ สตรีมมิง อีคอมเมิร์ซ และบริการรายเดือนต่าง ๆ

 

โดยระบบใหม่ จะช่วย

 

  • ลดโอกาสที่ข้อมูลบัตรจะถูกนำไปใช้โดยมิชอบ
  • ลดเหตุการณ์ card skimming ที่มักเกิดจากธุรกรรมเล็กๆ หลายรายการติดต่อกัน
  • เพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมออนไลน์

 

นอกจากนี้ Visa ยังพัฒนา Recurrence API เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการหรือยกเลิกการสมัครบริการรายเดือน (subscription) ได้โดยตรงผ่านแอปธนาคารของตนเอง

 

ก้าวสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล

 

เมื่ออีคอมเมิร์ซและบริการออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอย่าง Tokenisation กำลังกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่’ ของระบบชำระเงิน

 

ความร่วมมือระหว่าง Visa และ Omise จึงสะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมการเงิน นั่นคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่สะดวกและไร้รอยต่อ

 

ในระยะยาว เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะช่วยให้ทั้ง ‘ร้านค้า ผู้ให้บริการการเงิน และผู้บริโภค’ สามารถทำธุรกรรมดิจิทัลได้อย่างมั่นใจมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในระยะต่อไป

 

ภาพ: DenPhotos / Shutterstock

The post Visa จับมือ Omise ดัน ‘Tokenisation’ ยกระดับความปลอดภัยการชำระเงินออนไลน์ไทย ลดโกง-เพิ่มยอดขายร้านค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถูกสุดกว่า iPhone ! Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ เคาะราคาเริ่มต้น 19,900 บาท เจาะตลาดนักศึกษาโดยเฉพาะ https://thestandard.co/apple-macbook-neo-student-launch/ Thu, 05 Mar 2026 05:43:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1184541 ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย

สัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้ปิดฉากลง […]

The post ถูกสุดกว่า iPhone ! Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ เคาะราคาเริ่มต้น 19,900 บาท เจาะตลาดนักศึกษาโดยเฉพาะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย

สัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ได้ปิดฉากลงอย่างน่าตื่นเต้น! เมื่อ Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ คอมพิวเตอร์พกพาซีรีส์ใหม่ล่าสุดในรอบหลายปีอย่างเป็นทางการบนหน้าเว็บไซต์ โดยชูจุดเด่นเรื่องความคล่องตัวขั้นสูง และเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษาและผู้เริ่มต้น (Entry-level) ด้วยราคาที่ถือว่าเข้าถึงง่ายที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Mac

 

 

 

ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย 1

 

“เราตื่นเต้นอย่างยิ่งกับการเปิดตัว MacBook Neo ซึ่งพร้อมมอบความมหัศจรรย์ของ Mac ในราคาสุดว้าว” John Ternus รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple กล่าว “MacBook Neo ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่หมดเพื่อเป็นแล็ปท็อปที่หลายคนเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีเพียง Apple เท่านั้นที่ทำได้ MacBook Neo แบบใหม่หมดมาในดีไซน์แบบอะลูมิเนียมที่สวยงามและทนทาน พร้อมด้วยจอภาพ Liquid Retina ที่สวยสด, ประสิทธิภาพที่ขับเคลื่อนด้วย Apple Silicon, กล้อง ไมโครโฟนและลำโพงคุณภาพสูง, Magic Keyboard และ แทร็คแพด Multi-Touch รวมถึงฟีเจอร์ที่ใช้งานง่ายและทรงพลังของ macOS บอกเลยว่าเป็นแล็ปท็อปที่ไม่มีใครเหมือน”

 

ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย 2

 

MacBook Neo ได้รับการตีความใหม่ (Reimagined) จาก DNA ของ MacBook 12 นิ้วในตำนานที่เคยเปิดตัวในปี 2017 ให้เข้ากับยุค AI ตัวเครื่องผลิตจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% ด้วยการออกแบบที่บางเฉียบและน้ำหนักเบา ทำให้ MacBook Neo เป็น Mac ที่พกพาสะดวกที่สุดเท่าที่ Apple เคยมีมา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Grab-and-go ของคนรุ่นใหม่

 

  • ชิปประมวลผล: ใช้ชิป Apple A18 Pro ที่มาพร้อม CPU แบบ 6-core และ GPU แบบ 5-core ซึ่งมีประสิทธิภาพรองรับการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การจัดการเอกสาร การท่องเว็บไซต์ การสตรีมเนื้อหา การปรับแต่งภาพ และการประมวลผลด้วย AI
  • หน้าจอ: Liquid Retina ขนาด 13 นิ้ว ความละเอียด 2408 x 1506 ความสว่าง 500 นิต รองรับสีสัน 1 พันล้านสี
  • กล้อง: FaceTime 1080p พร้อมลำโพงคู่ และไมโครโฟน
  • พกพาสะดวก: ตัวเครื่องอะลูมิเนียมดีไซน์มุมโค้งมน ให้สัมผัสที่แข็งแรงทนทาน ถือจับถนัดมือ น้ำหนักเบาเพียง 1.24 กิโลกรัม ทำให้ง่ายต่อการพกพาในกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าถือ
  • แบตเตอรี่: ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
  • การเชื่อมต่อ: มาพร้อมพอร์ต USB-C จำนวน 2 พอร์ต ซึ่งรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม จอภาพภายนอก และใช้สำหรับชาร์จไฟได้ทั้งสองพอร์ต
  • สีสันใหม่: มาให้เลือก 4 สี ทั้งสีบลัช สีอินดิโก สีเงิน และสีซิตรัส
  • ราคาและการจำหน่าย: 256GB 19,900 บาท และ 512GB 22,900 บาท

 

**ยังไม่มีกำหนดวันสั่งซื้อในไทย

 

ภาพ MacBook Neo โน้ตบุ๊กใหม่จาก Apple ที่มีราคาเข้าถึงง่าย 3

 

การเปิดตัว MacBook Neo ในมุมมองของตลาดเทคโนโลยี ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองในการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับตลาดคอมพิวเตอร์ภาคการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมามักจะเป็นพื้นที่ของ Chromebook และ Windows กลุ่มราคาประหยัด

 

การนำเสนอด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าซีรีส์ Air สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของ Apple ที่ตั้งใจสร้างความคุ้นเคยและผูกพันกับแบรนด์ (Brand Loyalty) ตั้งแต่วัยเรียน ได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในระบบ Ecosystem ของ Apple ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

อ้างอิง:

The post ถูกสุดกว่า iPhone ! Apple เปิดตัว ‘MacBook Neo’ เคาะราคาเริ่มต้น 19,900 บาท เจาะตลาดนักศึกษาโดยเฉพาะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันที่ 2 ติดต่อกัน! Apple เปิดตัว MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max เจาะตลาด AI พร้อมด้วยจอ Studio Display XDR สุดเทพ https://thestandard.co/apple-macbook-air-pro-ai-display/ Wed, 04 Mar 2026 01:49:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1183991 ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR

สัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ล่าสุดได้ปร […]

The post วันที่ 2 ติดต่อกัน! Apple เปิดตัว MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max เจาะตลาด AI พร้อมด้วยจอ Studio Display XDR สุดเทพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR

สัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ล่าสุดได้ประกาศอัปเกรดไลน์อัปผลิตภัณฑ์กลุ่ม Mac และหน้าจอแสดงผลระดับโปรยกแผง ผ่านทาง Apple Newsroom นำทัพโดย MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอมอนิเตอร์ Studio Display XDR ที่เกิดมาเพื่อสายครีเอเตอร์โดยเฉพาะ

 

MacBook Air M5

 

ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR 1

 

MacBook Air แล็ปท็อปยอดนิยม ยังคงดีไซน์บางเฉียบ พกพาสะดวก และไร้พัดลมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้เช่นเดิม แต่ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ด้วยชิป M5 ใหม่ ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น และถูกออกแบบมาเพื่อดึงศักยภาพของ Apple Intelligence ออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้ตัวเครื่องเร็วกว่า ฉลาดกว่า และประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม

 

ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR 2

 

  • ชิปประมวลผล: ชิป M5 มาพร้อม CPU 10-core ที่เร็วที่สุดในโลก พร้อม GPU 10-core และ Neural Accelerator เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ และเพิ่มประสิทธิภาพ AI เร็วขึ้นสูงสุด 4 เท่า เมื่อเทียบกับ M4 และสูงสุด 9.5 เท่า เมื่อเทียบกับ M1
  • หน้าจอ: Liquid Retina สว่าง 500 นิต (มีให้เลือกทั้งขนาด 13.6 นิ้ว และ 15.3 นิ้ว)
  • ดีไซน์: บางเบา พกพาสะดวก ไร้พัดลม พร้อมมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีสกายบลู, สีมิดไนต์, สีสตาร์ไลต์, และสีเงิน
  • การเชื่อมต่อไร้สาย: Apple ได้ออกแบบชิปเครือข่ายไร้สายใหม่ภายใต้ชื่อ N1 ซึ่งรองรับเทคโนโลยี Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเสถียรในการเชื่อมต่อ
  • แบตเตอรี่: ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 18 ชั่วโมง

 

MacBook Air ชิป M5 รุ่น 13 นิ้ว ราคา 36,900 บาท และ รุ่น 15 นิ้ว ราคา 44,900 บาท **ยังไม่ระบุวันสั่งซื้อในประเทศไทย

 

MacBook Pro M5 Pro และ M5 Max

 

ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR 3

 

Apple ย้ำสถานะผู้นำตลาดแล็ปท็อประดับโปร ด้วยการเปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป M5 Pro และ M5 Max ขุมพลังที่มาพร้อมแบนด์วิดท์หน่วยความจำขนาดใหญ่ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และงานเรนเดอร์กราฟิกขั้นสูงที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR 4

 

  • ชิปประมวลผล: ชิป M5 Pro และ M5 Max มาพร้อม CPU 18-Core รุ่นใหม่ ซึ่งประกอบด้วยคอร์ประสิทธิภาพสูง (ซูเปอร์คอร์) 6 คอร์ และ GPU เจเนอเรชัน ถัดไป รวมถึง Neural Accelerator และมีการเพิ่มแบนด์วิดท์หน่วยความจำรวม สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ชิปมีประสิทธิภาพด้าน AI ที่สูงกว่ารุ่นก่อนถึง 4 เท่า และสูงกว่าชิป M1 ถึง 8 เท่า
  • RAM: เริ่มต้น 24GB สำหรับรุ่นชิป M5 Pro และ 36GB สำหรับรุ่นชิป M5 Max
  • หน้าจอ: Liquid Retina XDR พร้อมเทคโนโลยี ProMotion 120Hz สว่างสูงสุด 1,600 นิต (มีให้เลือกทั้งขนาด 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว)
  • พอร์ตเชื่อมต่อ: Thunderbolt 5 จำนวน 3 พอร์ต สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูง, พอร์ต HDMI ที่รองรับความละเอียดสูงสุด 8K, ช่องเสียบการ์ด SDXC และ MagSafe 3 ซึ่งรองรับการชาร์จเร็ว
  • การเชื่อมต่อไร้สาย: WiFi 7 และ Bluetooth 6 ชิป Apple N1 ทำให้เชื่อมต่อได้มีประสิทธิภาพและเสถียรมากขึ้น

 

MacBook Pro 14 นิ้ว ชิป M5 Pro ราคา 74,900 บาท และ ชิป M5 Max ราคา 124,900 บาท

 

Macbook Pro 16 นิ้ว ชิป M5 Pro ราคา 92,900 บาท และ ชิป M5 Max ราคา 134,900 บาท

 

**ยังไม่ระบุวันสั่งซื้อในประเทศไทย

 

Studio Display XDR

 

ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR 5

 

Apple ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวจอภาพใหม่สำหรับครีเอเตอร์ 2 รุ่น คือ Studio Display และ Studio Display XDR ซึ่งทั้งสองรุ่นมีขนาด 27 นิ้ว และมีความละเอียด 5K ที่ 218 ppi

 

  • หน้าจอ: รุ่น XDR ใช้จอภาพ Retina XDR แบบ Mini-LED ที่มีโซนหรี่แสง 2,304 โซน ส่วนรุ่นมาตรฐานมาพร้อมจอภาพ Retina ขนาด 27 นิ้ว แบบ LED
  • ความละเอียด: 5K (5120 x 2880 พิกเซล) ด้วยความหนาแน่น 218 ppi โดยมีอัตรารีเฟรชมาตรฐาน 60Hz อย่างไรก็ตาม รุ่น XDR จะมีอัตรารีเฟรชสูงกว่าที่ 120Hz พร้อมคุณสมบัติการซิงค์แบบปรับได้เอง
  • ความสว่าง: รุ่นมาตรฐานความสว่าง 600 นิต รุ่น XDR ความสว่างสูงสุด 1,000 นิต สำหรับ SDR สูงสุดเฉพาะจุด 2,000 นิต สำหรับ HDR
  • กล้อง Center Stage: ความละเอียด 12 MP ชุดไมโครโฟน 3 ตัว ระบบเสียง 6 ลำโพง
  • พอร์ตเชื่อมต่อ: Thunderbolt 5 1 พอร์ต และพอร์ต USB-C จำนวน 2 พอร์ต ทำให้ สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมความเร็วสูงหรือจอภาพแบบเดซี่เชน รวมถึงชาร์จอุปกรณ์ด้วยกำลังไฟสูงสุด 140 วัตต์

 

ภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ทั้ง MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max และจอ Studio Display XDR 6

 

Studio Display ราคา 52,900 บาท และ Studio Display XDR ราคา 109,900 บาท **เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าวันที่ 4 มี.ค. 69 และวันว่างจำหน่ายยังไม่ประกาศ

 

อ้างอิง:

The post วันที่ 2 ติดต่อกัน! Apple เปิดตัว MacBook Air M5, MacBook Pro M5 Pro/Max เจาะตลาด AI พร้อมด้วยจอ Studio Display XDR สุดเทพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาตามนัด! Apple เปิดตัว ‘iPhone 17e’ และ ‘iPad Air ชิป M4’ เจาะตลาดระดับกลาง ดัน Apple Intelligence สู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง https://thestandard.co/apple-iphone-17e-ipad-air-m4/ Tue, 03 Mar 2026 09:18:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1183874 ภาพประกอบการเปิดตัว iPhone 17e และ iPad Air ชิป M4 โดย Apple

Apple ได้เริ่มต้นสัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่า […]

The post มาตามนัด! Apple เปิดตัว ‘iPhone 17e’ และ ‘iPad Air ชิป M4’ เจาะตลาดระดับกลาง ดัน Apple Intelligence สู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเปิดตัว iPhone 17e และ iPad Air ชิป M4 โดย Apple

Apple ได้เริ่มต้นสัปดาห์แห่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการ ด้วยการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Release) ผ่าน Apple Newsroom โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำคัญ 2 ชิ้น ได้แก่ iPhone 17e และ iPad Air รุ่นใหม่ที่ได้รับการอัปเกรดขุมพลังด้วยชิป M4

 

iPhone 17e

 

ภาพประกอบการเปิดตัว iPhone 17e และ iPad Air ชิป M4 โดย Apple 1

 

แม้ว่า iPhone 17e จะยังคงดีไซน์ภายนอกเดิม แต่ Apple ได้เลือกที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพภายในให้ใกล้เคียงกับรุ่นเรือธงมากขึ้น โดยมีจุดแตกต่างที่สำคัญดังนี้:

 

  • ชิปประมวลผล (Performance): อัปเกรดเป็น A19 (3nm) แรงกว่าและประมวลผล AI ได้ฉลาดกว่าชิป A18 เดิม
  • ความจุ (Storage): เริ่มต้นที่ 256GB จากเดิม 128GB
  • การชาร์จ (MagSafe): กลับมาใช้ระบบ MagSafe เต็มรูปแบบ (16e ไม่มีแถบแม่เหล็ก ทำให้ใช้อุปกรณ์เสริมลำบาก)
  • การเชื่อมต่อ (Connectivity): ใช้โมเด็ม Apple C1X รุ่นที่ 2 จับสัญญาณ 5G ดีขึ้นและประหยัดแบตเตอรี่กว่าเดิม
  • ความทนทาน (Durability): อัปเกรดกระจกหน้าจอเป็น Ceramic Shield 2 ทนรอยขีดข่วนได้ดีขึ้นถึง 3 เท่า
  • หน้าจอและกล้อง: ยังคงสเปกเดิมคือ OLED 6.1 นิ้ว (60Hz) และ กล้องหลังเดี่ยว 48MP ทั้งสองรุ่น

 

ภาพประกอบการเปิดตัว iPhone 17e และ iPad Air ชิป M4 โดย Apple 2

 

iPhone 17e มาพร้อมกับ 3 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว และสีชมพูอ่อน (สีใหม่) โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 22,900 บาท ซึ่งมาพร้อมความจุ 256GB ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากรุ่นก่อน แต่ยังคงราคาเดิมไว้

 

iPad Air ชิป M4

 

ภาพประกอบการเปิดตัว iPhone 17e และ iPad Air ชิป M4 โดย Apple 3

 

เคียงคู่กับ iPhone 17e ทาง Apple ยังได้เปิดตัว iPad Air รุ่นใหม่ ชิป M4 สุดล้ำเทียบเท่ารุ่น Pro การอัปเกรดครั้งนี้เน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับระบบ AI และการทำงานที่ซับซ้อนได้อย่างลื่นไหล ที่ใกล้เคียงรุ่น Pro

 

  • ชิป M4: แรงขึ้นทั้งการประมวลผลและกราฟิก พร้อม Neural Engine รุ่นล่าสุดที่รองรับฟีเจอร์ AI  ได้เต็มประสิทธิภาพ
  • มี 2 ขนาดให้เลือก: รุ่นหน้าจอ 11 นิ้ว และ 13 นิ้ว โดยทั้งสองรุ่นใช้จอภาพ Liquid Retina พร้อมขอบเขตสีกว้างแบบ P3, เทคโนโลยี True Tone และการเคลือบสารกันแสงสะท้อน
  • กล้อง Center Stage: ย้ายกล้องหน้ามาไว้ที่ ‘ขอบแนวนอน’ ช่วยให้ มุมมองขณะวิดีโอคอลหรือประชุมผ่านแอปต่างๆ ดูเป็นธรรมชาติเหมือนใช้แล็ปท็อป
  • Apple Pencil Pro: รองรับปากการุ่นใหม่ล่าสุดที่มีเซนเซอร์รับแรงบีบและระบบสั่น ช่วยให้การวาดเขียนและทำงานสร้างสรรค์ทำได้ลึกซึ้งกว่าเดิม
  • การเชื่อมต่อที่รวดเร็วและเสถียรยิ่งขึ้น:อัปเกรดการเชื่อมต่อไร้สายเป็น Wi-Fi 7 (จาก Wi-Fi 6E เดิม) และ Bluetooth 6 (จาก Bluetooth 5.3) ทำให้การรับส่งข้อมูลขนาดใหญ่มีความเสถียรและรวดเร็วไม่มีสะดุด
  • ความจุ: เริ่มต้นที่ 128GB และมีให้เลือกสูงสุดถึง 1TB

 

ภาพประกอบการเปิดตัว iPhone 17e และ iPad Air ชิป M4 โดย Apple 4

 

iPad Air รุ่น 11 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 21,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi และ 27,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular ส่วน iPad Air รุ่น 13 นิ้ว ราคาเริ่มต้นที่ 28,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi และ 34,900 บาท สำหรับรุ่น Wi-Fi + Cellular มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีเทาสเปซเกรย์, สีฟ้า, สีม่วง, สีสตาร์ไลท์

 

**สำหรับประเทศไทย Apple ยังไม่ระบุวันสั่งซื้อ iPad Air ชิป M4 ในไทย

 

การเปิดตัวแพ็กคู่ทั้ง iPhone 17e และ iPad Air ขุมพลัง M4 ในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นทิศทางที่ชัดเจนเลยว่า Apple กำลังพยายามนำฟีเจอร์เก่งๆ อย่าง Apple Intelligence มาให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในราคาที่จับต้องได้โดยไม่ต้องขยับไปเล่นรุ่น Pro ทำให้ต้องติดตามกันต่อไปว่าก่อนวันที่ 4 มีนาคมนี้ จะมีการเปิดตัวสินค้าอื่นใดอีกหรือไม่

 

อ้างอิง:

The post มาตามนัด! Apple เปิดตัว ‘iPhone 17e’ และ ‘iPad Air ชิป M4’ เจาะตลาดระดับกลาง ดัน Apple Intelligence สู่ผู้ใช้งานในวงกว้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ https://thestandard.co/tim-cook-apple-new-mac-ipad/ Mon, 02 Mar 2026 12:38:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1183621 Tim Cook ซีอีโอ Apple โพสต์ X ประกาศสัปดาห์แห่งการเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแ […]

The post Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ซีอีโอ Apple โพสต์ X ประกาศสัปดาห์แห่งการเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้นๆ ผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) ระบุว่า “A big week ahead. It all starts Monday morning!” (สัปดาห์ยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง ทุกอย่างจะเริ่มต้นในเช้าวันจันทร์!) พร้อมแนบวิดีโอแอนิเมชันสั้นๆ เป็นรูปโลโก้ Apple

 

การออกมากล่าวเปรยของซีอีโอ เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนที่สื่อมวลชนจะเข้าร่วมงาน Special Apple Experience’ ตามคำเชิญที่ Apple ได้ส่งไปก่อนหน้านี้ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 4 มีนาคม 2026 เวลา 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

Apple ใช้คำว่า ‘สัปดาห์แห่งการเปิดตัว’ มักหมายถึงการทยอยปล่อยข่าว ประชาสัมพันธ์หรือวิดีโอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แบบ ‘วันละรุ่น’ ต่อเนื่องกันหลายวัน โดยนักวิเคราะห์และสื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าเราจะได้เห็นฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ดังนี้:

 

  • MacBook รุ่นประหยัด: มีข่าวลือว่า Apple เตรียมเปิดตัว MacBook ขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้ว ที่จะใช้ชิปเซ็ตระดับเดียวกับ iPhone เพื่อให้สามารถตั้งราคาเริ่มต้นที่ประมาณ $699 – $749 (ราว 25,000 – 27,000 บาท) ซึ่งจะเน้นกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา โดยคาดว่าจะมีสีสันสดใสให้เลือก เช่น สีเหลือง สีฟ้า และสีชมพู
  • Mac ชิป M5 : คาดว่าจะมีการเปิดตัว MacBook Air ที่ใช้ชิป M5 และ MacBook Pro รุ่น 14 และ 16 นิ้ว ที่อัปเกรดเป็นชิป M5 Pro และ M5 Max
  • iPad ใหม่ : อาจได้เห็น iPad รุ่นเริ่มต้น (Gen 12) และ iPad Air ที่ขยับมาใช้ชิป M4 เพื่อรองรับ Apple Intelligence
  • iPhone: คาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone สีใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ถึงการเปิดตัว iPhone 17e และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ด้วย

 

การเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ทยอยปล่อยข่าวตลอดทั้งสัปดาห์ แทนการจัดงานใหญ่เปิดตัวสินค้า (Keynote) เพียงวันเดียว ถือเป็นวิธีการในการ ‘ครองพื้นที่สื่อ’ โดยกลยุทธ์นี้จะช่วยให้ชื่อของ Apple ถูกกล่าวถึงในแวดวงข่าวเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ สร้างกระแสความสนใจ ไปจนถึงวันกำหนดการที่สื่อมวลชนได้สัมผัสและทดลองใช้งานเครื่องจริง ในวันที่ 4 มีนาคม

 

อ้างอิง:

The post Tim Cook โพสต์ X เตรียมพบกับ “สัปดาห์แห่งการเปิดตัว”คาดเปิดตัว Mac และ iPad รุ่นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
FUJIFILM Business Innovation ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบ ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดของธุรกิจ (Ep.2) [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/fujifilm-business-innovation-ep2/ Mon, 02 Mar 2026 08:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1183049

ในตอนที่ 1 ก่อนหน้านี้ THE STANDARD ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ก […]

The post FUJIFILM Business Innovation ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบ ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดของธุรกิจ (Ep.2) [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในตอนที่ 1 ก่อนหน้านี้ THE STANDARD ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การสนับสนุน DX ของ FUJIFILM Business Innovation โดยมุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนพื้นฐานของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “กระดูกสันหลังทางดิจิทัล” ที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การสร้างจุดรับข้อมูลที่ปลอดภัยผ่านเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน ไปจนถึงการทำให้การดำเนินงานด้าน IT มีความเสถียรด้วยบริการแบบบริหารจัดการ

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อสะสมข้อมูลได้และระบบมีความเสถียรแล้ว องค์กรจำเป็นต้องก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการขับเคลื่อนสู่ DX เชิงรุก ในบทความตอนที่ 2 นี้ เราจะเจาะลึกถึงการนำโซลูชันเชิงกลยุทธ์ที่ก้าวหน้าและซับซ้อนยิ่งขึ้นมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรม

 

THE STANDARD ยังคงสนทนาต่อเนื่องกับ ชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (FUJIFILM Business Innovation) และโมโตรุ ทากิซาวะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจของ FUJIFILM Business Innovation ซึ่งจะพาเราไปสำรวจแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ตั้งแต่การทบทวนและออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ทำงานแบบไฮบริดที่ผสานโลกแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

 

FUJIFILM Business Innovation

 

โซลูชัน DX ที่ปลดปล่อยศักยภาพขององค์กร

 

เมื่อทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์พร้อมแล้ว องค์กรก็สามารถเริ่มยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงสร้างนวัตกรรมด้วย AI (ซึ่งสอดคล้องกับระยะที่ 3 และระยะที่ 4 จากโมเดล 4 ระยะที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้)

 

ทากิซาวะอธิบายว่า “นี่คือช่วงที่มาตรการ DX ขั้นสูงเข้ามามีบทบาท ไม่ว่าจะเป็นโซลูชันอย่าง RPA, AI อเนกประสงค์ ไปจนถึง AI ที่พัฒนาเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร”

 

เขายังยกตัวอย่างโซลูชันสำคัญในระยะนี้ว่า “เช่น การปรับสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละคน การผสานพื้นที่ทำงานทางกายภาพเข้ากับระบบบนคลาวด์ และการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ทั้งระบบ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่สามารถดำเนินการได้” ซึ่งต่อไปเราจะพาไปสำรวจรายละเอียดของแต่ละแนวทางอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

 

ยกระดับรูปแบบการทำงานของพนักงานในแต่ละวัน

 

พนักงานต้องรับผิดชอบงานหลากหลายรูปแบบในแต่ละวัน เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้โดยเริ่มต้นจากการจัดสภาพแวดล้อมด้านซอฟต์แวร์ให้เป็นระบบ แพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Microsoft 365™1 และ Kintone™ ของบริษัท Cybozu3 สามารถช่วยให้การทำงานในแต่ละวันเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

อีกหนึ่งโซลูชันที่โดดเด่นคือ DocuWorks แอปพลิเคชันด้านการจัดการเอกสารที่พัฒนาโดย FUJIFILM Business Innovation ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่กระบวนการทำงานยังคงพึ่งพาเอกสารกระดาษและแฟกซ์เป็นหลัก เช่น ประเทศไทยและญี่ปุ่น ความสามารถในการจำลองรูปแบบการทำงานแบบแอนะล็อกให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลของแอปพลิเคชันนี้ ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างราบรื่นและไม่สะดุด

 

ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลโดยไม่ต้องพึ่งพาทักษะด้าน IT

 

DocuWorks ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากงานแบบแอนะล็อกสู่ดิจิทัลเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยการจำลองงานที่พนักงานทำในแต่ละวัน จึงไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้าน IT ขั้นสูง

 

ทากิซาวะอธิบายว่า “จุดแข็งประการหนึ่งของ DocuWorks คือการที่ทุกคนสามารถใช้กระบวนการทำงานแบบดิจิทัลได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าระดับความรู้ด้าน IT จะเป็นอย่างไร”

 

ตัวอย่างเช่น การประทับตราอนุมัติเอกสาร การจดบันทึกโน้ตเสมือนจริง หรือการส่งต่อเอกสารให้กับแผนกอื่นๆ ล้วนสามารถดำเนินการได้ผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายนี้ “ประสบการณ์การใช้งานที่เป็นมิตรเช่นนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากพนักงานในหลายองค์กร” เขากล่าวเสริม “และเมื่อผู้คนคุ้นเคยกับกระบวนการทำงานแบบดิจิทัลแล้ว การนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับงานประจำก็จะทำได้ง่ายยิ่งขึ้น”

 

ประโยชน์ของแนวทางนี้มีอยู่สองประการ ประการแรกคือช่วยพนักงานลดอุปสรรคในการใช้ระบบดิจิทัลทำงาน และประการที่สองคือช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กรโดยรวม

คิกูจิกล่าวว่า “เมื่อเราปรับปรุงงานเล็กๆ ในแต่ละวันของพนักงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะช่วยยกระดับทั้งความรวดเร็วในการทำงานและคุณภาพของการจัดการข้อมูลทั่วทั้งองค์กร” เอกสารที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างเหมาะสมและการเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็วยังช่วยเสริมให้แต่ละแผนกร่วมมือกันได้ดียิ่งขึ้น

 

คิกูจิกล่าวต่อว่า “การนำซอฟต์แวร์ที่มี UI/UX ใช้งานง่ายมาใช้ จะช่วยยกระดับการตระหนักรู้เรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในทุกระดับขององค์กร และเป็นหนึ่งในวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการเพิ่มผลิตภาพขององค์กรโดยรวม”

 

* UI: User Interface (หน้าตาการใช้งาน) , UX: User Experience (ประสบการณ์การใช้งาน)

 

บริหารจัดการสินทรัพย์ข้อมูลทั้งหมดด้วยแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ

 

นอกเหนือจากการสร้างสภาพแวดล้อมซอฟต์แวร์ที่ใช้งานง่ายแล้ว การสร้างพื้นที่ทำงานแบบบูรณาการและระบบคลาวด์ที่เชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวก็สำคัญไม่แพ้กัน แม้ว่าเครื่องมือสำหรับทำงานร่วมกันอย่าง Teams™1, SharePoint™1 และ Slack™2 จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่ FUJIFILM Business Innovation ยังมีแพลตฟอร์มของตนเองในชื่อ FUJIFILM Iwpro

 

ทากิซาวะอธิบายว่า “FUJIFILM IWpro ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันและฮาร์ดแวร์อื่นๆ ที่เราได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดการการไหลของเอกสารและเวิร์กโฟลว์ต่างๆ”

“แพลตฟอร์มนี้เป็นแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ข้อมูลทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ด้วยแพลตฟอร์มนี้ องค์กรสามารถนำรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมาใช้ได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่หรือเวลา

 

ทากิซาวะกล่าวว่า “แม้เครื่องมืออย่าง Teams™1, SharePoint™1 และ Slack™2 จะมีบทบาทสำคัญในการทำให้การสื่อสารระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างคล่องตัว แต่ FUJIFILM IWpro มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

 

“ตัวอย่างเช่น เอกสารทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสัญญากระดาษ ใบสั่งซื้อที่ส่งมาทางแฟกซ์ หรือไฟล์แนบจากอีเมล สามารถถูกแปลงเป็นดิจิทัล จัดโครงสร้าง และเปิดให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงได้ จากนั้นเราสามารถส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ผ่านเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ หรือนำไปใช้ทำงานร่วมกันในทีมแบบเรียลไทม์”

 

องค์กรที่นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้รายงานผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น ระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติสั้นลงอย่างมาก และการสามารถป้อนข้อมูลแบบอัตโนมัติได้อย่างสมบูรณ์ ทากิซาวะกล่าวเสริมว่า “ในอนาคต เราคาดว่าจะได้เห็นองค์กรจำนวนมากขึ้นนำข้อมูลภายในที่ได้รับการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ มาผสานเข้ากับ AI เพื่อพัฒนาโมเดล AI เฉพาะของตนเอง”

 

พลังแห่งการผสานที่เกิดจากการทำงานร่วมกัน

 

การนำแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาใช้งานมักมาพร้อมกับความท้าทาย เนื่องจากพนักงานไม่สามารถรับมือได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง และนี่คือจุดที่องค์ความรู้เชิงลึกและการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดของ FUJIFILM Business Innovation เข้ามามีบทบาทสำคัญ

 

คิกูจิกล่าวว่า “ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการนำระบบไปใช้งานให้ประสบความสำเร็จ คือการทำความเข้าใจโฟลว์การดำเนินธุรกิจเฉพาะของแต่ละองค์กร และประเมินว่าขณะนั้นองค์กรอยู่ในระยะใดของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” เขากล่าวเสริมว่า “เนื่องจากเราได้ร่วมเดินผ่านแต่ละระยะไปพร้อมกับลูกค้า เราจึงสามารถคาดการณ์จุดที่อาจเป็นอุปสรรคล่วงหน้า และร่วมกันวางกลยุทธ์เพื่อนำระบบไปใช้งานให้มีประสิทธิภาพและราบรื่นที่สุดได้”

 

ด้วยการที่ FUJIFILM Business Innovation ได้ให้การสนับสนุนการนำเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันมาใช้งานในระยะที่ 1 และดูแลบริการด้าน IT แบบบริหารจัดการในระยะที่ 2 มาแล้ว บริษัทจึงมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับผิดชอบด้านการดำเนินงาน การบำรุงรักษา และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในช่วงเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม คุณทากิซาวะกล่าวเสริมว่า “นี่คือพลังของการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง เราให้การสนับสนุนในระยะยาว และเมื่อแต่ละระยะดำเนินไป ลูกค้าก็จะยิ่งมองเห็นคุณค่าและผลลัพธ์ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

เป้าหมายสูงสุด: เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กร

 

การสร้างสภาพแวดล้อมในลักษณะนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานประจำวัน และการสื่อสารระหว่างทีมที่ราบรื่นยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คิกูจิชี้ให้เห็นว่ายังมีเป้าหมายที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาอธิบายว่า “คุณค่าที่แท้จริงที่เรามุ่งจะส่งมอบ คือความสามารถในการทบทวนและออกแบบโครงสร้างทางธุรกิจขององค์กรใหม่อย่างมีเหตุผล”

 

“กิจกรรมขององค์กรครอบคลุมตั้งแต่การเรียกเก็บเงิน การรับและประมวลผลคำสั่งซื้อ การให้บริการลูกค้า การควบคุมสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการบริหารจัดการการจัดส่ง เราทำให้เวิร์กโฟลว์เหล่านี้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ระบุจุดที่เกิดความสูญเปล่าเชิงโครงสร้าง และขจัดความไม่มีประสิทธิภาพออกไป การปรับกระบวนการทางธุรกิจให้กระชับ รวดเร็ว และยืดหยุ่นมากขึ้น จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรได้โดยตรง”

 

ชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ซ้าย) โมโตรุ ทากิซาวะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจ (ขวา)

ชิโระ คิกูจิ รองประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ซ้าย)

โมโตรุ ทากิซาวะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดโซลูชันธุรกิจ (ขวา)

 

FUJIFILM Business Innovation มีโซลูชันทั้งภายในและภายนอกองค์กรให้เลือกใช้นับร้อยรายการ และสามารถนำมาผสานกันได้อย่างแทบไร้ขีดจำกัดเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละองค์กร

 

คิกูจิกล่าวเสริมว่า “ต่อจากนี้ เราจะยังคงขยายไลน์อัปโซลูชันของเราอย่างต่อเนื่อง และผสาน AI เข้ากับการดำเนินธุรกิจให้มากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเสริมสร้างขีดความสามารถให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม”

 

“หวังว่าทุกท่านจะตั้งตารอสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้”

 

FUJIFILM Business Innovation ก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิมของการเป็นผู้จำหน่าย ผู้รวมระบบ หรือผู้ผลิต ไปสู่การเป็นพันธมิตร DX แบบครบวงจรอย่างแท้จริงที่สามารถระบุโจทย์ทางธุรกิจ วางรากฐานการดำเนินงาน และร่วมกำหนดวิสัยทัศน์ในอนาคตให้กับองค์กรได้ จากจุดเริ่มต้นด้วยเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน 

 

วันนี้ขอบเขตทางธุรกิจได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งโซลูชันด้านเอกสาร การให้บริการเอาต์ซอร์ซกระบวนการทางธุรกิจ บริการคลาวด์ และ AI ปัจจุบัน FUJIFILM Business Innovation ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ข้อมูลได้อย่างเต็มที่ และขับเคลื่อนการปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจให้เกิดผลลัพธ์อย่างแท้จริง ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผสานกับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ

 

คิกูจิกล่าวว่า “ไม่ว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด เราจะยังคงยืนเคียงข้างลูกค้าเสมอ พร้อมพัฒนาโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับก้าวถัดไป” และกล่าวเสริมว่า “เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าพร้อมจะก้าวไปอีกขั้น เราต้องการเป็นผู้ช่วยในการร่วมกำหนดเส้นทางนั้นไปด้วยกัน”

 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fujifilm.com/fbth/th/sp/business-dx/article04?utm_source=the%20standard%20&utm_medium=digital&utm_campaign=thai_the%20standard%20_article1  

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.fujifilm.com/fbth/th/sp/business-dx?utm_source=the%20standard%20&utm_medium=digital&utm_campaign=thai_the%20standard%20_dx2 

The post FUJIFILM Business Innovation ทีมผู้เชี่ยวชาญที่เปลี่ยนความซับซ้อนของระบบ ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ มุ่งสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดของธุรกิจ (Ep.2) [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic เมื่อ AI อเมริกันปฏิเสธที่จะเป็นเครื่องมือสอดแนม https://thestandard.co/anthropic-ai-refuses-government-spy/ Sun, 01 Mar 2026 03:25:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182982 ภาพระเบิดฉากหลังพร้อมโลโก้ Anthropic ด้านหน้า และข้อความ “AI พร้อมทำสงครามหรือยัง? เบื้องหลัง Anthropic ปฏิเสธเป็นเครื่องมือสอดแนม”

1. บทนำ: เมื่อยักษ์ใหญ่ AI ปะทะทำเนียบขาว   ในหน้า […]

The post จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic เมื่อ AI อเมริกันปฏิเสธที่จะเป็นเครื่องมือสอดแนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระเบิดฉากหลังพร้อมโลโก้ Anthropic ด้านหน้า และข้อความ “AI พร้อมทำสงครามหรือยัง? เบื้องหลัง Anthropic ปฏิเสธเป็นเครื่องมือสอดแนม”

1. บทนำ: เมื่อยักษ์ใหญ่ AI ปะทะทำเนียบขาว

 

ในหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและซิลิคอนวัลเลย์ เรากำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อ Anthropic บริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าโจมตีของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลังจากบริษัทถูกตราหน้าผ่านโซเชียลมีเดียว่าเป็น “ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk) ซึ่งเป็นมาตรการรุนแรงระดับเดียวกับที่ใช้จัดการกับบริษัทศัตรูต่างชาติ

 

สิ่งที่น่าฉงนคือ Anthropic ไม่ใช่บริษัทที่ต่อต้านรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม Amodei ยืนยันว่าพวกเขาคือ “ผู้รักชาติ” ที่นำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบคลาวด์ชั้นความลับและสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงมาโดยตลอด แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างการยอมรับคำสั่งของ “กระทรวงสงคราม” (Department of War) กับการรักษาค่านิยมประชาธิปไตย เขากลับเลือกที่จะหักกับเพนตากอนในประเด็นที่เขามองว่าคือ “จิตวิญญาณของอเมริกา”

 

2. จุดยืนที่สั่นสะเทือนวงการ: 2 เส้นแดง (Red Lines) ที่ Anthropic จะไม่ข้าม

 

Amodei ย้ำชัดว่า Anthropic ยินดีร่วมมือกับรัฐบาลในกรณีการใช้งานกว่า 99% แต่มี “เส้นแดง” 2 เส้นที่เขายืนกรานว่าจะไม่ยอมให้เทคโนโลยีของเขาถูกนำไปใช้ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและค่านิยมพื้นฐาน:

 

  • การสอดแนมมวลชนในประเทศ (Domestic Mass Surveillance): Amodei ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังทำให้สิ่งที่ “เคยทำไม่ได้” ในอดีตกลายเป็นเรื่องง่าย เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาล (Bulk Data) ที่รัฐบาลซื้อจากบริษัทเอกชนเพื่อระบุตัวตนและพฤติกรรมของพลเมือง แม้การซื้อข้อมูลจะไม่ได้ผิดกฎหมายโดยตรง แต่การใช้ AI วิเคราะห์ในสเกลระดับประเทศนั้นก้าวข้าม “เจตนารมณ์” ของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉับบที่ 4 (Fourth Amendment) ที่คุ้มครองความเป็นส่วนตัวไปไกล
  • อาวุธที่ทำงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous Weapons): เขาแยกแยะระหว่างระบบช่วยรบที่ใช้อยู่ในยูเครนหรือไต้หวัน กับระบบที่ “ตัดสินใจสังหารเอง” โดยไม่มีมนุษย์ควบคุม (Human Involvement) ซึ่งเขามองว่าเป็นการมอบอำนาจเด็ดขาดเหนือความเป็นความตายให้แก่เครื่องจักร

 

การวิเคราะห์: จุดยืนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรมของบริษัท แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีได้พัฒนาไปจน “แหกโค้ง” กฎหมายที่มีอยู่เดิม การรักษาเส้นแดงเหล่านี้จึงเป็นการพยายามรักษาสมดุลไม่ให้อำนาจรัฐล้นเกินจนทำลายรากฐานประชาธิปไตยเสียเอง

 

3. “AI ยังไม่พร้อมสำหรับสงคราม”: ปัญหาความน่าเชื่อถือและอำนาจที่ไร้การตรวจสอบ

 

นอกจากเหตุผลทางอุดมการณ์ Amodei ยังยกอุปสรรคทางเทคนิคที่สำคัญคือ ความไม่แน่นอน (Unpredictability) ของโมเดล AI ปัจจุบัน เขาย้ำว่า AI ยังขาดความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะนำไปใช้ในสมรภูมิรบจริง เพราะอาจเกิดความผิดพลาดอย่างการยิงพวกเดียวกันเอง (Friendly Fire) หรือสังหารพลเรือนโดยเจตนาที่ควบคุมไม่ได้

 

เขายังได้นำเสนอภาพจำลองที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับวิกฤตความรับผิดชอบ (Accountability Crisis):

 

“ลองนึกภาพกองทัพโดรนหรือหุ่นยนต์ 10 ล้านตัวที่ควบคุมโดยคนเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆ โดยปราศจากการตรวจสอบจากมนุษย์ในสนามรบ สิ่งนี้จะนำมาซึ่งปัญหาการควบคุมอำนาจที่อันตรายอย่างยิ่ง”

 

4. บทลงโทษหรือการเมือง? เมื่อ “คำขาด 3 วัน” และ “ทวีต” กลายเป็นอาวุธรัฐ

 

เบื้องหลังการเจรจาที่ล้มเหลว Amodei เผยว่ารัฐบาลยื่นคำขาด (Ultimatum) ให้ยอมรับเงื่อนไขภายในเวลาเพียง 3 วัน มิฉะนั้นจะถูกระบุว่าเป็นความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน แม้เพนตากอนจะอ้างว่ายอมรับเงื่อนไขของ Anthropic แต่ในร่างข้อความทางกฎหมายกลับมีการสอดแทรกวลีที่ให้อำนาจรัฐ “ทำอะไรก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม” ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อตกลงในเชิงปฏิบัติ

 

สิ่งที่น่ากังวลในเชิงนโยบายความมั่นคงคือ การบริหารราชการผ่านโซเชียลมีเดีย Amodei ระบุว่าจนถึงปัจจุบันบริษัท “ยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ” ใดๆ จากภาครัฐ มีเพียงข้อความบนทวิตเตอร์ของประธานาธิบดีและรัฐมนตรี Hegseth เท่านั้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น Amodei ยังชี้ให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนในทวีตของรัฐมนตรี Hegseth ที่อ้างว่าบริษัทที่มีสัญญากับกองทัพจะห้ามใช้ Anthropic โดยสิ้นเชิง ซึ่งในความเป็นจริงกฎหมายจำกัดการห้ามใช้เฉพาะ “ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาจ้างของกองทัพ” เท่านั้น การบิดเบือนข้อมูลและการเปรียบเทียบ Anthropic กับบริษัทอย่าง Kaspersky ของรัสเซียหรือผู้ผลิตชิปจีน จึงถูกมองว่าเป็นการ “ลงโทษและแก้แค้น” (Punitive and Retaliatory) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทอเมริกันมาก่อน

 

5. กฎหมายตามไม่ทันเทคโนโลยี: เมื่อการโต้แย้งรัฐคือความรักชาติ

 

Amodei เชื่อว่าการตัดสินใจระดับนี้ไม่ควรอยู่ที่บริษัทเอกชนหรือเพนตากอนเพียงลำพัง แต่ต้องเป็นหน้าที่ของ สภาคองเกรส ในการออกกฎหมายที่เท่าทันเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมื่อการตีความทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถึงการที่ AI สามารถ “เจาะ” ความเป็นส่วนตัวผ่านข้อมูลถูกกฎหมายได้

 

“การโต้แย้งกับรัฐบาลคือสิ่งที่เป็นอเมริกันที่สุดในโลก… เราคือผู้รักชาติที่ต้องการเห็นประเทศชนะ แต่ต้องชนะด้วยวิธีการที่ถูกต้อง” — Dario Amodei

 

เขามองว่าแม้กระบวนการนิติบัญญัติจะช้า แต่นี่คือทางเดียวที่จะสร้างบรรทัดฐานที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้อเมริกาเข้าสู่ “การแข่งขันสู่จุดต่ำสุด” (Race to the Bottom) โดยการทำตามวิธีการเดียวกับระบอบเผด็จการ

 

6. บทสรุป: การต่อสู้เพื่อรักษาตัวตนของอเมริกา

 

แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่ Anthropic ยังคงแสดงความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของชาติ โดยเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือในการ “เปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างราบรื่น” (Smooth Offboarding) เพื่อให้มั่นใจว่าภารกิจของกองทัพจะไม่สะดุดแม้พวกเขาจะต้องยุติบทบาทลง สิ่งนี้คือเครื่องยืนยันว่าจุดยืนของพวกเขาไม่ใช่การขัดขวางชาติ แต่เป็นการรักษามาตรฐานที่รัฐบาลควรจะมี

 

การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงสงครามกฎหมายระหว่างบริษัทกับรัฐบาล แต่มันคือการตั้งคำถามที่สั่นคลอนมโนธรรมของสังคมในยุค AI:

 

“เราพร้อมจะสละเสรีภาพส่วนบุคคลและหลักการประชาธิปไตย เพื่อแลกกับความเหนือกว่าทางทหารที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรที่ไร้หัวใจหรือไม่?”

The post จริยธรรมหรือการทรยศ? เบื้องหลังการประกาศ ‘บัญชีดำ’ Anthropic เมื่อ AI อเมริกันปฏิเสธที่จะเป็นเครื่องมือสอดแนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟนที่ทำให้ Xiaomi ถึงกับเรียกว่า ‘Master of Night’ https://thestandard.co/xiaomi-17-ultra-camera-tech/ Sat, 28 Feb 2026 15:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1182779 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica

Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟน Flagship รุ่นล่าสุดของ Xiaomi […]

The post เจาะลึกเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟนที่ทำให้ Xiaomi ถึงกับเรียกว่า ‘Master of Night’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica

Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟน Flagship รุ่นล่าสุดของ Xiaomi ที่พัฒนาระบบกล้องร่วมกับ Leica เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 และได้เปิดตัวในระดับโลกที่งาน MWC Barcelona 2026 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

 

THE STANDARD WEALTH ได้ร่วมเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเข้าร่วมการแนะนำระบบกล้องของ Xiaomi 17 Ultra พร้อมสื่อมวลชนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป โดยทีมวิศวกรของ Xiaomi ได้อธิบายรายละเอียดเชิงเทคนิคของระบบกล้อง พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามอย่างเต็มที่ ณ โรงงานอัจฉริยะ Xiaomi เขตฉางผิง

 

 

ความร่วมมือระหว่าง Xiaomi กับ Leica แบรนด์กล้องสัญชาติเยอรมันที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2022 ครอบคลุมตั้งแต่ซีรีส์ Ultra, Mix Fold ไปจนถึงซีรีส์ T เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ทั้งสองฝ่ายยกระดับไปสู่โมเดล ‘Strategic Co-creation’ หรือการร่วมสร้างสรรค์เชิงกลยุทธ์ มุ่งเน้น 3 เสาหลัก ได้แก่ เลนส์ (Optics), ความสวยงามของภาพ (Aesthetics) และประสบการณ์การใช้งาน (Experience)

 

ตัวเครื่องมีดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากกล้องคลาสสิก, มุมโค้งมน, ขอบเรียบ บางเพียง 8.29 มม. น้ำหนัก 219 กรัม ถือเป็นรุ่น Ultra ที่บางและเบาที่สุดของ Xiaomi

 

ภายในขับเคลื่อนด้วยชิป Snapdragon 8 Gen 5 แบตเตอรี่ 6,000 mAh และจอแสดงผล Hyper RGB ที่ความสว่างสูงสุด 3,500 นิต โดย Xiaomi ตั้งชื่อให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ว่า ‘Master of Night’ เพื่อสะท้อนจุดแข็งด้านการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย

 

ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 1ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 2

 

เซนเซอร์ LOFIC หัวใจของการถ่ายภาพ HDR แบบฮาร์ดแวร์

 

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือกล้องหลักเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ที่ใช้เทคโนโลยี ‘LOFIC’ (Lateral Overflow Integration Capacitor) เป็นเซนเซอร์รุ่น Light Fusion 1050L คู่กับเลนส์ Leica Ultra-Pure Optics โดยกล้องหลักใช้เลนส์ 23 มม.

 

ทีมวิศวกรอธิบายว่าเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากใช้ 35 มม. จะต้องบีบอัดระบบเลนส์อย่างหนักเพื่อให้เซนเซอร์ 1 นิ้วอยู่ในตัวเครื่องที่บางขนาดนี้ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อคุณภาพภาพ

 

หากย้อนดูวิวัฒนาการของการถ่ายภาพแบบ HDR บนสมาร์ทโฟน เจเนอเรชันแรกอย่าง Multi-frame HDR ใช้วิธีรวมหลายเฟรมเข้าด้วยกัน ซึ่งมักเจอปัญหาภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว ส่วนเจเนอเรชันที่สองอย่าง DCG (Dual Conversion Gain) ลดปัญหาภาพเบลอได้ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องไฮไลต์ที่ถูกตัดขาดเพราะพิกเซลเก็บแสงได้ไม่มากพอ

 

LOFIC แก้ปัญหาทั้งสองนี้พร้อมกัน โดยเพิ่มหน่วยเก็บประจุไฟฟ้าเสริมไว้ในแต่ละพิกเซล หากเปรียบแสงเป็นน้ำฝนและตัวรับแสง (Photodiode) เป็นถัง เวลาน้ำเต็มก็จะล้น ทำให้ส่วนสว่างของภาพขาวโพลน LOFIC ทำหน้าที่เหมือนถังสำรองขนาดใหญ่ที่คอยรับน้ำส่วนเกิน จึงไม่มีข้อมูลแสงสูญหาย

 

ผลคือ HDR ระดับฮาร์ดแวร์ที่เก็บรายละเอียดทั้งส่วนมืด ส่วนกลาง และส่วนสว่างได้ในชัตเตอร์เดียวจากการทดสอบของ Xiaomi ระบุว่า LOFIC รับแสงในส่วนที่สว่างได้มากกว่าเซนเซอร์ทั่วไปถึง 6.3 เท่า ทำให้ฉากที่มีคอนทราสต์สูงอย่างพระอาทิตย์ตกหรือดอกไม้ไฟ ได้ภาพที่สีสันเป็นธรรมชาติทั้งส่วนมืดและส่วนสว่าง

 

ทั้งนี้ระบบกล้องไม่ได้พึ่ง LOFIC เพียงอย่างเดียว แต่ยังใช้ร่วมกับ Multi-frame และ DCG ตามสถานการณ์ โดยตัวกล้องจะตรวจจับสภาพแวดล้อมแล้วเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ทีมวิศวกรยังตอบคำถามสื่อมวลชนว่ากำลังพิจารณานำ LOFIC ไปใช้กับเซนเซอร์ตัวอื่นอย่างเลนส์เทเลโฟโตในอนาคตด้วย

 

ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 3 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 4

 

เลนส์เทเลโฟโต 200 ล้านพิกเซล กับระบบซูมกลไกระดับ Leica APO

 

อีกความก้าวหน้าที่น่าสนใจคือเลนส์เทเลโฟโต 200 ล้านพิกเซลจาก Leica ที่มาพร้อมระบบ ‘Mechanical Optical Zoom’ ครอบคลุมช่วง 75-100 มม. ต่างจากสมาร์ทโฟนทั่วไปที่มักใช้เลนส์โฟกัสคงที่แล้วอาศัยการครอปดิจิทัล

 

ทีมวิศวกรของ Xiaomi อธิบายเหตุที่เลือกช่วง 75-100 มม. เพราะเป็นช่วงนที่ใช้งานบ่อยที่สุดในการถ่ายภาพประจำวัน ตั้งแต่ 75 มม. สำหรับภาพครึ่งตัว, 85-90 มม. สำหรับภาพบุคคลระยะใกล้ และ 100 มม. สำหรับระยะไกล ระบบนี้ให้คุณภาพระดับออปติคัลได้สูงสุดถึง 400 มม. หรือซูมได้ราว 17.2 เท่าเมื่อเทียบกับกล้องหลัก โดยไม่ต้องครอปเซนเซอร์

 

เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่ขยายระยะซูมไปถึง 120 มม. ทีมวิศวกรอธิบายว่าการผลักระบบซูมกลไกให้ไกลกว่านี้จะต้องเพิ่มความสูงของ Camera Deco ซึ่งกระทบกับดีไซน์ตัวเครื่อง ช่วง 75-100 มม. จึงเป็นจุดสมดุลระหว่างความละเอียดสูงกับข้อจำกัดทางกายภาพ

 

ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 5 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 6

 

Xiaomi ระบุว่าเลนส์ตัวนี้มีโครงสร้างซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยทำมา ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 8 ชิ้นจัดเป็น 3 กลุ่ม เมื่อเปลี่ยนระยะโฟกัส เลนส์ต้องเคลื่อนที่ได้ไกลถึง 7 มม. พร้อมปรับโฟกัสใหม่ตลอดเวลา

 

ทีมวิศวกรจึงออกแบบระบบ ‘Dual Carriage’ ที่ใช้ตัวเลื่อน (Carriage) ขนาดใหญ่สำหรับขับเคลื่อนระบบซูม และตัวเลื่อนขนาดเล็กสำหรับปรับโฟกัสอัตโนมัติอย่างแม่นยำ

 

เลนส์ตัวนี้ยังเป็นเลนส์ซูมออปติคัลระดับ ‘Leica APO’ (Apochromatic) ตัวแรกบนสมาร์ทโฟน ใช้ชิ้นเลนส์แก้วสมรรถนะสูง 3 ชิ้นเพื่อแก้ปัญหา Chromatic Aberration หรือขอบสีม่วงที่มักเกิดบริเวณขอบวัตถุ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ด้วยซอฟต์แวร์ได้ยาก

 

Xiaomi ระบุว่าการออกแบบแบบหลายชิ้นเลนส์นี้ให้ผลลัพธ์ดีกว่าคู่แข่งที่ใช้ชิ้นเลนส์แก้วพิเศษเพียงชิ้นเดียว

 

ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 7 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 8

 

ฮาร์ดแวร์นำ อัลกอริทึมเสริม

 

แนวคิดที่ Xiaomi ย้ำตลอดการแนะนำคือการพึ่งพาออปติกส์และฮาร์ดแวร์เป็นหลัก โดยเริ่มตั้งแต่รุ่น 15 Ultra ที่นำเสนอแนวคิด ‘Optical Night Imagery’ และ Xiaomi 17 Ultra ก็สานต่อด้วยระบบกล้อง 3 ตัว ครอบคลุมช่วง 14-100 มม. ซึ่งเดิมเป็นระบบ 4 กล้อง แต่ได้รวมเลนส์เทเลโฟโต 2 ตัวเข้าเป็นเซนเซอร์ 200 ล้านพิกเซลเพียงตัวเดียว

 

ระบบกล้องยังรองรับ Leica Essential Mode ที่ฝึกอัลกอริทึมจากโปรไฟล์สีของกล้อง Leica M9 และ M3 เพื่อให้ภาพมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ Leica โดย Xiaomi เป็นผู้พัฒนาอัลกอริทึมหลัก ขณะที่ Leica เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดเป้าหมายทางภาพ และทดสอบคุณภาพตลอดกระบวนการ

 

สำหรับเซนเซอร์ 200 ล้านพิกเซล Xiaomi ระบุว่ากระบวนการ Color Calibration ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว เนื่องจากมีประสบการณ์กับเซนเซอร์ระดับนี้มาก่อน

 

อีกคำถามที่น่าสนใจคือเรื่องวิดีโอและระบบกันสั่นเทียบกับคู่แข่งอย่าง iPhone ซึ่ง Xiaomi ยอมรับตรงๆ ว่าเรื่อง ระบบกันสั่นวิดีโอ (Video Stabilization) และความสม่ำเสมอในการประมวลผลวิดีโอยังเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อ ทั้งเฟรมเรต, การจัดการหน่วยความจำ และการทำงานร่วมกันของกล้องหลายตัว พร้อมระบุว่าผู้ใช้จะเห็นการพัฒนาอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป

 

ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 9 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 10

 

ในฐานะผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก (ตามข้อมูลที่ Xiaomi ระบุ) Xiaomi 17 Ultra สะท้อนการลงทุนด้านเทคโนโลยีกล้องที่จริงจัง ทั้งเซนเซอร์ LOFIC ที่แก้ปัญหา HDR ในระดับฮาร์ดแวร์ และเลนส์เทเลโฟโตซูมกลไกที่ซับซ้อนระดับ Leica APO

 

จากที่ THE STANDARD WEALTH ได้ลองถ่ายจริงระหว่างทริป กล้องตอบสนองได้ดีในช่วงค่ำที่แสงน้อย ภาพออกมาคมชัดและสีดูเป็นธรรมชาติ รวมถึงสภาพแสงอื่นๆ ก็ถ่ายออกมาได้ดีเช่นกัน ถือว่าน่าสนใจสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับกล้องสมาร์ทโฟนซึ่งปัจจุบันถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว

 

สำหรับ Xiaomi 17 Series จะเปิดให้ เปิด Pre-order ระหว่าง 28 ก.พ. – 6 มี.ค. 2569 โดยมีให้เลือก 2 แบบคือ ความจุ 16GB+1TB ราคา 48,990 บาท ส่วนความจุ 16GB+512GB ราคา 44,990 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติม: https://bit.ly/xiaomi-17-series ส่วนวันที่จำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยนั้นยังไม่ได้มีการกำหนดแต่อย่างใด

 

ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 11 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 12 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 13 ภาพประกอบเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra ที่พัฒนาร่วมกับ Leica 14

The post เจาะลึกเทคโนโลยีกล้อง Xiaomi 17 Ultra สมาร์ทโฟนที่ทำให้ Xiaomi ถึงกับเรียกว่า ‘Master of Night’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิทย์จีนพัฒนาแบตเตอรี่อีวีความจุเพิ่มสองเท่า เปิดทางชาร์จครั้งเดียววิ่งได้เกินพันกิโลเมตร https://thestandard.co/china-ev-battery-1000km-range/ Sat, 28 Feb 2026 11:28:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1182822 หน้าจอแสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังถูกชาร์จ สื่อถึงการพัฒนาแบตเตอรี่ความจุสูงโดยนักวิทย์จีน

นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชนิดใหม่ท […]

The post นักวิทย์จีนพัฒนาแบตเตอรี่อีวีความจุเพิ่มสองเท่า เปิดทางชาร์จครั้งเดียววิ่งได้เกินพันกิโลเมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน้าจอแสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังถูกชาร์จ สื่อถึงการพัฒนาแบตเตอรี่ความจุสูงโดยนักวิทย์จีน

นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนได้พัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่มีแนวโน้มดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มระยะทางการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมาก และยังทำให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างเสถียรมากขึ้นแม้อยู่ในสภาพอากาศหนาวจัด

 

ปัจจุบันแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเข้าใกล้เพดานความหนาแน่นของพลังงาน ซึ่งจำกัดขอบเขตในการปรับปรุงประสิทธิภาพ โดยแบตเตอรี่แบบเหลวทั่วไปอย่างลิเธียมไอรอนฟอสเฟตและเทอร์นารีลิเธียมเข้าใกล้ขีดจำกัดทางทฤษฎีที่ประมาณ 350 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัมแล้ว ทำให้หลายบริษัทเริ่มหันไปมุ่งเน้นการพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตตรุ่นต่อไปแทน

 

แต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหนานไคและสถาบันวิจัยแหล่งพลังงานอวกาศเซี่ยงไฮ้กลับสามารถขยายขีดจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมแบบเหลวเดิมออกไปได้อีก

 

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันพุธ (25 ก.พ.) ระบุว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาสารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานในแบตเตอรี่ลิเธียมแบบเหลวให้สูงถึง 700 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัมจากการทดสอบในระดับห้องปฏิบัติการ

 

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.)ว่า ความก้าวหน้าครั้งนี้สามารถเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ลิเธียมที่มีอยู่เดิมได้ถึงสองเท่า โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มขนาดหรือน้ำหนักของตัวแบตเตอรี่

 

เฉิน จุน (Chen Jun) หัวหน้านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยหนานไคให้สัมภาษณ์กับ CCTV ว่า “แบตเตอรี่ของเรามีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปถึงสองเท่า รถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่ง 500 กิโลเมตรในปัจจุบัน จะสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร (600 ไมล์) ต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว”

 

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา ‘สารอิเล็กโทรไลต์’ ชนิดใหม่ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนทางด่วนให้ไอออนเดินทางไปมาระหว่างขั้วบวกและขั้วลบ โดยปกติแล้วแบตเตอรี่ลิเธียมเชิงพาณิชย์จะใช้อิเล็กโทรไลต์ที่ทำจากเกลือลิเธียมและตัวทำละลายคาร์บอเนต

 

ส่วนผสมดังกล่าวจะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ช่วยละลายเกลือลิเธียม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้แบตเตอรี่สร้างกระแสไฟฟ้าได้ แต่มันกลับทำให้การเคลื่อนที่ของลิเธียมไอออนช้าลง ส่งผลให้ยากต่อการเพิ่มพลังงานและทำให้ประสิทธิภาพลดลงอย่างมากเมื่ออยู่ในอุณหภูมิต่ำ

 

ทีมงานแก้ปัญหานี้ด้วยการนำธาตุ ‘ฟลูออรีน’ มาใช้แทนออกซิเจน เนื่องจากฟลูออรีนเป็นธาตุใกล้เคียงในตารางธาตุที่มีแรงดึงดูดลิเธียมไอออนน้อยกว่า จึงช่วยให้ไอออนสามารถถ่ายโอนประจุไฟฟ้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

จ้าว ชิง (Zhao Qing) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยหนานไคและผู้ร่วมเขียนงานวิจัยกล่าวว่า “อิเล็กโทรไลต์จำเป็นต้องปล่อยไอออนและถ่ายโอนประจุอย่างรวดเร็ว ซึ่งสองสิ่งนี้มักจะขัดแย้งกัน แรงดึงดูดที่อ่อนกว่าของฟลูออรีนช่วยแก้ปัญหานี้และเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานได้”

 

เขากล่าวเสริมว่าทีมวิจัยสามารถแก้ปัญหาสำคัญอย่างการทำให้สารประกอบฟลูออรีนละลายเกลือลิเธียมได้ โดยสร้างโมเลกุลฟลูออรีนชนิดใหม่และปรับจูนโครงสร้างอย่างละเอียดเพื่อลดปริมาณอิเล็กโทรไลต์ที่ต้องใช้ลง แต่ยังคงทำให้ไอออนเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดิม

 

แม้การศึกษาจะไม่ได้ระบุถึงคุณลักษณะด้านความปลอดภัยโดยตรง แต่อิเล็กโทรไลต์ชนิดนี้ก็ช่วยยับยั้งการเติบโตของ ‘เดนไดรต์’ หรือผลึกขนาดเล็กจิ๋วบนขั้วไฟฟ้าที่มักจะเป็นต้นเหตุของการเกิดไฟฟ้าลัดวงจรในแบตเตอรี่ได้

 

ปฏิกิริยาที่อ่อนแอระหว่างฟลูออรีนและลิเธียมไอออนยังช่วยให้แบตเตอรี่สามารถชาร์จและจ่ายพลังงานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน แต่ยังช่วยรักษาประสิทธิภาพในสภาพอากาศหนาวเย็นจัดได้อีกด้วย

 

เฉินอธิบายเพิ่มเติมว่าแบตเตอรี่ลิเธียมทั่วไปอาจสูญเสียความจุไปถึงสองในสามเมื่ออยู่ในอุณหภูมิจุดเยือกแข็ง แต่แบตเตอรี่ใหม่นี้ยังคงรักษาพลังงานไว้ได้เกือบ 400 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม แม้จะอยู่ในอุณหภูมิติดลบ 50 องศาเซลเซียสก็ตาม

 

“สิ่งนี้เปิดโอกาสในการใช้งานที่กว้างขวาง ไม่เพียงแค่เพิ่มระยะทางให้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงการให้พลังงานแก่โดรนในพื้นที่หนาวเหน็บและระดับความสูงมากๆ ตลอดจนสนับสนุนภารกิจอวกาศอย่างการสำรวจดวงจันทร์” เฉินกล่าวทิ้งท้าย

 

ความสำเร็จนี้สอดคล้องกับนโยบายริเริ่ม Made in China 2025 ที่ตั้งเป้าพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้มีความหนาแน่นเกิน 400 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัมภายในปี 2025 ซึ่งก่อนหน้านี้ทำได้แค่ในเครื่องต้นแบบ และตั้งเป้าให้ทะลุ 500 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัมภายในปี 2030

 

ภาพ : Erman Gunes / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post นักวิทย์จีนพัฒนาแบตเตอรี่อีวีความจุเพิ่มสองเท่า เปิดทางชาร์จครั้งเดียววิ่งได้เกินพันกิโลเมตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI https://thestandard.co/google-nano-banana-2-4k-ai/ Sat, 28 Feb 2026 11:11:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182819 ภาพแสดงการทำงานของ Google Nano Banana 2 ที่สร้างภาพ AI ความละเอียดสูงถึง 4K แข่งขันกับ OpenAI

Google เดินหน้าเปิดตัวเครื่องมือสร้างรูปภาพด้วยปัญญาประ […]

The post Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการทำงานของ Google Nano Banana 2 ที่สร้างภาพ AI ความละเอียดสูงถึง 4K แข่งขันกับ OpenAI

Google เดินหน้าเปิดตัวเครื่องมือสร้างรูปภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์เวอร์ชันใหม่อย่าง Nano Banana 2 เพื่อยกระดับการสร้างภาพกราฟิกให้มีความสมจริงและรวดเร็วยิ่งขึ้น การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้ปล่อยเครื่องมือรุ่นแรกออกมาท้าชนกับค่าย OpenAI เมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกลายเป็นกระแสไวรัล

 

Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ระบุว่า Nano Banana 2 จะดึงฟีเจอร์ที่เคยมีเฉพาะในเวอร์ชัน Pro มาให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ การอัปเดตใหม่นี้ช่วยให้สร้างรูปภาพที่มีความละเอียดสูงขึ้น รวมถึงการทำอินโฟกราฟิกและการแสดงผลข้อมูลที่สามารถใส่ตัวอักษรลงไปได้อย่างแม่นยำ

 

บริษัทระบุผ่านบล็อกโพสต์เมื่อวันพฤหัสบดี (26 ก.พ.) ว่า เครื่องมือนี้สามารถใช้ทำภาพจำลองสื่อการตลาดหรือการ์ดอวยพร ทั้งยังสามารถทำตามคำสั่งที่มีความซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม ความสำเร็จของเวอร์ชันแรกที่เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้งานในอินเดีย ได้ช่วยสานต่อความทะเยอทะยานของ Google ในการแข่งขันกับค่ายคู่แข่ง

 

นับแต่นั้นมา ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายนี้ก็เริ่มทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้สำเร็จ จากการเปิดตัวโมเดล AI ทรงพลังที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่าง Gemini 3 ทาง Google ยังได้เดินหน้าบูรณาการโมเดลของตนเข้ากับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบค้นหาอย่าง Google Search

 

สำหรับ Nano Banana 2 ซึ่งในทางเทคนิคคือโมเดล Gemini รุ่น 3.1 Flash Image จะมีความรู้ความเข้าใจสถานการณ์โลกที่ก้าวล้ำขึ้น โดยดึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก Gemini มาใช้ เครื่องมือใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่เวอร์ชันเดิมและกลายเป็นค่าเริ่มต้นในแอปพลิเคชัน Gemini ทั้งในโหมด Fast โหมด Thinking และโหมด Pro

 

แม้เวอร์ชันใหม่จะมีความเร็วเพิ่มขึ้น แต่บริษัทระบุว่า Nano Banana Pro ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนบนพื้นฐานของ Gemini 3 Pro จะยังคงเปิดให้บริการอยู่ตามปกติ เวอร์ชัน Pro จะเน้นไปที่งานที่ต้องการความสมจริงและ ‘ความถูกต้องของข้อเท็จจริงสูงสุด’ ขณะที่รุ่นใหม่จะเน้นที่ความรวดเร็ว การทำตามคำสั่งอย่างแม่นยำ และการผสานระบบค้นหาภาพเข้ากับการสร้างภาพ

 

ผู้ใช้สามารถสร้างภาพที่มีความละเอียดตั้งแต่ 512 พิกเซลไปจนถึงระดับ 4K ในสัดส่วนภาพที่หลากหลาย พร้อมทั้งได้ภาพที่มีแสงสีสดใส พื้นผิวสมจริง และรายละเอียดที่คมชัดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรักษาความต่อเนื่องของตัวละครได้สูงสุด 5 ตัว และรักษาความเที่ยงตรงของวัตถุได้สูงสุด 14 ชิ้นในเวิร์กโฟลว์เดียว เพื่อให้การเล่าเรื่องผ่านภาพทำได้ดียิ่งขึ้น

 

เครื่องมือนี้จะกลายเป็นค่าเริ่มต้นสำหรับการสร้างภาพในเครื่องมือตัดต่อวิดีโออย่าง Flow รวมถึงผลการค้นหาผ่าน Google Lens และโหมด AI ใน 141 ประเทศ ทั้งบนแอป Google และบนเว็บไซต์ผ่านเดสก์ท็อปและมือถือ

 

ผู้ที่สมัครใช้งานแพ็กเกจระดับไฮเอนด์อย่าง Google AI Pro และ Ultra จะยังคงสามารถใช้งานเวอร์ชัน Pro สำหรับงานเฉพาะทางได้ โดยกดสร้างภาพใหม่ผ่านเมนูจุดสามจุด

 

ปัจจุบันกระแสความนิยมของเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอด้วย AI กำลังพุ่งสูงขึ้นในหมู่ผู้บริโภค เนื่องจากสามารถสร้างกราฟิกที่ซับซ้อนได้ง่ายๆ เพียงแค่พิมพ์ข้อความคำสั่ง ก่อนหน้านี้ OpenAI ได้เปิดตัวเครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora ในปี 2024 ซึ่งซีอีโออย่าง แซม อัลต์แมน (Sam Altman) เคยระบุเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วว่าการใช้งานที่มหาศาลกำลังทำให้ระบบประมวลผลรับภาระแทบไม่ไหว

 

ทางด้านค่าย Adobe ก็ได้ผลักดันการนำ AI เข้ามาผสานรวมกับชุดเครื่องมือสร้างสรรค์ของตนอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือสร้างภาพและวิดีโออย่าง Firefly อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของเครื่องมือเหล่านี้ได้สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

 

บริษัท ByteDance ต้องเผชิญกับกระแสต่อต้านจากสตูดิโอยักษ์ใหญ่ในฮอลลีวูด ซึ่งรวมถึง Disney และ Paramount ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือสร้างวิดีโออัจฉริยะของค่ายที่ชื่อว่า Seedance

 

ภาพ: Courtesy of Google

 

อ้างอิง:

The post Google ปล่อยฟีเจอร์ Pro ลง Nano Banana 2 เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปสร้างภาพละเอียดสูงถึง 4K สู้ OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง https://thestandard.co/openai-pentagon-deal-trump-anthropic/ Sat, 28 Feb 2026 07:46:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1182743 ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อ […]

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าว OpenAI บรรลุข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หลังรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบน Anthropic

แซม อัลต์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI ประกาศเมื่อช่วงดึกวันศุกร์ (27 กุมภาพันธ์) ตามเวลาสหรัฐฯ ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เพื่อนำเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าไปใช้ในระบบชั้นความลับ (classified systems) ของกองทัพ เพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

ข้อตกลงกับ OpenAI เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทุกแห่งระงับการใช้เครื่องมือ AI ของ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude ขณะที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า Anthropic ดังกล่าวถือเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ (supply chain risk) สาเหตุเนื่องมาจาก Anthropic ปฏิเสธที่จะอ่อนข้อในการเจรจากับเพนตากอน เกี่ยวกับข้อจำกัดที่บริษัทเรียกร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ AI ถูกนำไปใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติ และการสอดแนมประชาชนชาวอเมริกันในวงกว้าง

 

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของอัลต์แมนชี้ให้เห็นว่า เพนตากอนได้ยอมรับข้อจำกัดที่คล้ายคลึงกันสำหรับโมเดลของ OpenAI

 

“หลักการด้านความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด 2 ประการของเราคือ ข้อห้ามในการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ และการที่มนุษย์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการใช้กำลัง ซึ่งรวมถึงระบบอาวุธยุทโธปกรณ์อัตโนมัติด้วย กระทรวงสงคราม (Department of War) เห็นพ้องกับหลักการเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกฎหมายและนโยบาย และเราได้ระบุไว้ในข้อตกลงของเราแล้ว” อัลต์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X “นอกจากนี้ เราจะสร้างระบบป้องกันทางเทคนิคเพื่อให้มั่นใจว่าโมเดลของเราทำงานตามที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงสงครามต้องการเช่นกัน”

 

อัลต์แมนกล่าวเสริมว่า บริษัทจะส่งวิศวกรเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เพนตากอน เพื่อดูแลความปลอดภัยในการใช้งานโมเดลอย่างใกล้ชิด

 

“เรากำลังขอให้กระทรวงสงครามเสนอข้อกำหนดเดียวกันนี้แก่บริษัท AI ทุกแห่ง ซึ่งในความเห็นของเรา เราคิดว่าทุกคนควรยินดีที่จะยอมรับ เราได้แสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าที่จะเห็นสถานการณ์คลี่คลายลง โดยเปลี่ยนจากการดำเนินการทางกฎหมายและมาตรการจากภาครัฐ ไปสู่ข้อตกลงที่สมเหตุสมผลแทน” อัลต์แมนตั้งข้อสังเกต

 

ทางด้าน Anthropic แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า มีแผนจะดำเนินการทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการถูกระบุว่าเป็น ‘ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสถานะที่สงวนไว้สำหรับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปฏิปักษ์ต่างชาติ มาตรการนี้จะส่งผลให้คู่สัญญาของกองทัพทุกรายต้องพิสูจน์ว่า งานด้านการทหารของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของ Anthropic

 

ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงของ OpenAI กับเพนตากอน มีความแตกต่างจากสิ่งที่ Anthropic เรียกร้องอย่างไร

 

ขณะเดียวกัน พีท เฮกเซธ ได้แชร์โพสต์ประกาศของอัลต์แมนลงในบัญชี X ของตน ส่วน อีมิล ไมเคิล ปลัดกระทรวงกลาโหมฝ่ายเทคโนโลยี ได้โพสต์ข้อความแยกต่างหากว่า “เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นความตายของเหล่านักรบ การมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มั่นคง และดำเนินงานด้วยความจริงใจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ยุค AI”

 

อ้างอิง

The post OpenAI บรรลุข้อตกลงกับเพนตากอน หลังรัฐบาลทรัมป์สั่งแบน Anthropic เพียงไม่กี่ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic https://thestandard.co/trump-bans-anthropic-ai-pentagon/ Sat, 28 Feb 2026 05:30:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1182701 ภาพประกอบความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และ Pentagon หลังทรัมป์สั่งแบนเทคโนโลยี AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ […]

The post สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบความขัดแย้งระหว่าง Anthropic และ Pentagon หลังทรัมป์สั่งแบนเทคโนโลยี AI

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลกลาง ยุติการใช้เทคโนโลยีจากบริษัท Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันรายใหญ่ และผู้พัฒนา Claude โดยทันที หลังเกิดปมขัดแย้งด้านความมั่นคง

 

โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “เราไม่จำเป็นต้องใช้ เราไม่ต้องการ และจะไม่มีการทำธุรกิจกับพวกเขาอีกต่อไป!”

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างบริษัท Anthropic และทำเนียบขาว หลังจากทางบริษัทปฏิเสธข้อเรียกร้องของรัฐบาลที่ต้องการให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของบริษัทได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งการปฏิเสธในครั้งนี้ส่งผลให้ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมาประกาศยกระดับสถานะของ Anthropic ให้เป็น “ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain Risk)

 

การระบุชื่อในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้ Anthropic กลายเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันรายแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกตีตราว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นทางการ

 

ขณะที่ทางตัวแทนของ Anthropic ได้ออกแถลงการณ์ในช่วงคืนวันศุกร์ว่า บริษัทเตรียมที่จะดำเนินการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อคัดค้านการกำหนดสถานะความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาลต่อไป ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (AI lab) แห่งนี้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

โดยหลังจากทรัมป์ได้กำหนดระยะเวลา 6 เดือนก่อนที่จะตัด Anthropic ออกจากสัญญารัฐบาลทั้งหมด ในแถลงการณ์ Anthropic กล่าวว่ามีความประสงค์ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว โดยระบุว่า “การข่มขู่หรือการลงโทษใดๆ จากกระทรวงสงคราม (Department of War) จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจุดยืนของเราในเรื่องการสอดแนมมวลชนภายในประเทศ หรือการใช้อาวุธพิฆาตอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ เราจะดำเนินการคัดค้านการระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานในชั้นศาล” บริษัทระบุในช่วงเย็นวันศุกร์

 

ย้อนรอยปมขัดแย้ง Anthropic-เพนตากอน

 

ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Anthropic บริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอเมริกันผู้พัฒนา Claude ประกาศจุดยืนไม่ยอมถอยหลังให้แก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) ในกรณีความขัดแย้งด้านขอบเขตการใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

โดยดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Anthropic ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 กุมภาพันธ์) ว่า บริษัทเลือกจะยุติการร่วมงานกับเพนตากอน ดีกว่าที่จะยินยอมให้มีการนำเทคโนโลยีไปใช้ในลักษณะที่อาจ “บ่อนทำลายแทนที่จะปกป้องคุณค่าทางประชาธิปไตย”

 

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุมร่วมกับ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้ Anthropic ยอมรับเงื่อนไขการใช้งานเครื่องมือ AI ใน ‘ทุกกรณี’ ที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการหารือดังกล่าวสิ้นสุดลงด้วยการข่มขู่ว่าจะถอด Anthropic ออกจากห่วงโซ่อุปทานของ DoD

 

อโมเดอีเน้นย้ำว่า “คำขู่เหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนจุดยืนของเราได้ เราไม่สามารถยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าวได้โดยไม่ละทิ้งมโนธรรม”

 

ประเด็นหลักที่ Anthropic วิตกกังวลคือความเป็นไปได้ในการนำโมเดล AI อย่าง ‘Claude’ ไปใช้ในสองวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ “การสอดแนมมวลชนภายในประเทศ” (Mass domestic surveillance) และ ‘อาวุธที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ’ (Fully autonomous weapons)

 

โดยอโมเดอีระบุว่า กรณีการใช้งานเหล่านี้ไม่เคยระบุอยู่ในสัญญาที่ทำกับกระทรวงสงคราม (Department of War) และไม่ควรถูกบรรจุเพิ่มในขณะนี้ ทั้งนี้ ‘กระทรวงสงคราม’ เป็นชื่อเรียกรองของกระทรวงกลาโหมภายใต้คำสั่งบริหารที่ลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

โฆษกของ Anthropic เพิ่มเติมว่า แม้ทางกระทรวงจะส่งร่างสัญญาที่มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำมาให้เมื่อคืนวันพุธ แต่กลับ ‘ไม่มีความคืบหน้าในทางปฏิบัติ’ ในการป้องกันไม่ให้มีการใช้ Claude เพื่อการสอดแนมชาวอเมริกันหรือใช้ในระบบอาวุธอัตโนมัติ โดยระบุว่าภาษาใหม่ที่อ้างว่าเป็น ‘การประนีประนอม’ นั้น ถูกพ่วงมาด้วยศัพท์ทางกฎหมายที่เปิดช่องให้ผู้ใช้งานสามารถละเลยมาตรการความปลอดภัยได้ตามอำเภอใจ

 

ในบล็อกโพสต์ของบริษัท อโมเดอีอธิบายเสริมว่า AI สามารถถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายและดูไม่มีพิษมีภัย ให้กลายเป็นภาพรวมชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้อย่างละเอียดโดยอัตโนมัติและในระดับมหาศาล พร้อมยืนยันว่าบริษัทสนับสนุนการใช้ AI เพื่อภารกิจข่าวกรองต่างประเทศที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การใช้เพื่อสอดแนมประชาชนในประเทศนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย

 

ในส่วนของระบบอาวุธ อโมเดอีให้ความเห็นว่า AI ในปัจจุบันยังไม่มีความเสถียรเพียงพอที่จะควบคุมอาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ “หากปราศจากการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาวุธอัตโนมัติจะไม่สามารถใช้การตัดสินใจที่สำคัญได้เหมือนกับทหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี และเราจะไม่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้กำลังพลหรือพลเรือนชาวอเมริกันต้องตกอยู่ในความเสี่ยงโดยเจตนา”

 

อ้างอิง:

The post สรุปปมขัดแย้ง Anthropic vs. Pentagon: หลังทรัมป์สั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีทั้งหมดจาก Anthropic appeared first on THE STANDARD.

]]>
Burger King ทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานในอเมริกา แถมใช้วิเคราะห์เสียงที่ช่องไดร์ฟทรูเพื่อประเมินคะแนนความเป็นมิตร https://thestandard.co/burger-king-ai-employee-tracking/ Sat, 28 Feb 2026 02:22:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1182588 ภาพหน้าร้าน Burger King พร้อมข้อความระบุถึงการทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานและวิเคราะห์เสียงเพื่อประเมินความเป็นมิตร

Burger King กำลังทดสอบระบบหูฟังสำหรับพนักงานที่ขับเคลื่ […]

The post Burger King ทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานในอเมริกา แถมใช้วิเคราะห์เสียงที่ช่องไดร์ฟทรูเพื่อประเมินคะแนนความเป็นมิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าร้าน Burger King พร้อมข้อความระบุถึงการทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานและวิเคราะห์เสียงเพื่อประเมินความเป็นมิตร

Burger King กำลังทดสอบระบบหูฟังสำหรับพนักงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อใช้ตรวจสอบการโต้ตอบระหว่างพนักงานกับลูกค้าและดูแลการดำเนินงานของร้าน

 

ระบบ AI ที่มีชื่อว่า BK Assistant นี้มาพร้อมกับแชตบอตเสียงที่ชื่อว่า Patty ซึ่งพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีจาก OpenAI โดยแชตบอตตัวนี้จะฝังอยู่ในหูฟังที่พนักงานสวมใส่ในระหว่างการปฏิบัติงานประจำวัน

 

ปัจจุบันเครือร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังกำลังนำร่องทดสอบระบบนี้ในร้านอาหาร 500 แห่งในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะขยายแพลตฟอร์มทั้งในรูปแบบเว็บและแอปพลิเคชันให้ครอบคลุมสาขาทั้งหมดในประเทศได้ภายในสิ้นปี 2026

 

ฟังก์ชันหลักของแพลตฟอร์มนี้คือการเป็นผู้ช่วยจัดการระบบปฏิบัติการ หากตู้กดน้ำมีเครื่องดื่มไดเอทโค้กใกล้หมด หรือหากลูกค้าสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อแจ้งว่าห้องน้ำสกปรก แชตบอต Patty ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้จัดการร้านทันที

 

นอกจากนี้พนักงานยังสามารถสอบถาม Patty เกี่ยวกับสูตรการทำอาหารแต่ละเมนู หรือสั่งให้ระบบถอดเมนูบางรายการออกจากหน้าจอดิจิทัลได้ทันทีหากพบว่าวัตถุดิบในครัวหมดลง

 

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ที่เริ่มสร้างกระแสตีกลับคือความสามารถในการประเมิน ‘คะแนนความเป็นมิตร’ ของพนักงาน ผ่านการติดตามและวิเคราะห์เสียงการสนทนาที่ช่องไดร์ฟทรู

 

ระบบจะเริ่มฟังตั้งแต่ตอนที่ลูกค้าขับรถเข้ามาสั่งอาหารไปจนถึงตอนที่ขับรถออกไป โดยจะคอยจับคำสำคัญที่แสดงถึงความสุภาพ เช่น คำว่า ยินดีต้อนรับ, ได้โปรด และ ขอบคุณ เพื่อนำไปประเมินผลการให้บริการ ทั้งนี้ Burger King ระบุกับ NBC News ว่าระบบจะไม่ฟังบทสนทนาทั้งหมดของพนักงาน

 

วิดีโอโปรโมตตัวหนึ่งแสดงให้เห็นฉากที่แชตบอตพูดผ่านหูฟังของพนักงานว่า “คะแนนความเป็นมิตรของทีมเมื่อเช้านี้ถือว่าสูงที่สุดในรอบสัปดาห์” ซึ่งจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเรื่องการเฝ้าติดตามพนักงาน

 

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนออกมาวิจารณ์ว่าเทคโนโลยีนี้ดูน่ากลัวแบบดิสโทเปีย (สังคมที่ถูกควบคุมด้วยเทคโนโลยี) ขณะที่บางส่วนตั้งคำถามถึงความแม่นยำของหูฟังแชตบอต เนื่องจากระบบ AI มีแนวโน้มเกิดข้อผิดพลาดได้

 

แม้ว่าการบันทึกเสียงเพื่อตรวจสอบคุณภาพบริการในสายคอลเซ็นเตอร์จะเป็นเรื่องปกติที่พนักงานรับรู้มานานหลายปี แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Burger King ก็ยังคงสร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่ายอยู่ดี

 

ทางด้านบริษัทแม่อย่าง Restaurant Brands International ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า เครื่องมือนี้ออกแบบมาเพื่อปรับปรุงการทำงานในร้านให้ราบรื่นขึ้น บริษัทระบุว่าเป้าหมายหลักคือการช่วยให้ผู้จัดการและพนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การบริการลูกค้าและการเป็นผู้นำทีมได้มากขึ้น โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบันทึกบทสนทนาหรือประเมินพนักงานเป็นรายบุคคล

 

บริษัทเน้นย้ำว่าระบบไม่ได้มีไว้เพื่อให้คะแนนรายบุคคลหรือบังคับให้พนักงานพูดตามบท แต่การจับคำสำคัญเป็นเพียงสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้ผู้จัดการเข้าใจรูปแบบการบริการ เพื่อนำไปชื่นชมทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

“เราเชื่อว่าความเป็นมิตรในการให้บริการเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์โดยพื้นฐาน บทบาทของเทคโนโลยีนี้คือการสนับสนุนทีมงานของเรา เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่” ตัวแทนของ Burger King กล่าว

 

ทิโบต์ รูซ์ (Thibault Roux) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของ Burger King ให้สัมภาษณ์ว่า การเลือกคำสำคัญบางคำเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่ใช้เพื่อหาคำจำกัดความของความเป็นมิตรในการให้บริการ

 

“นี่คือ ‘เครื่องมือโค้ชชิ่ง’ ที่ช่วยให้พนักงานมีอัธยาศัยที่ดีขึ้น และเรายังจะช่วยจัดการกับปัญหาด้านการดำเนินงานบางอย่างที่อาจมีความซับซ้อนด้วย” รูซ์กล่าวเสริม

 

Burger King ไม่ใช่ฟาสต์ฟู้ดรายเดียวที่หันมาพึ่งพา AI ด้าน Yum Brands บริษัทแม่ของแบรนด์ดังอย่าง KFC, Taco Bell และ Pizza Hut ก็ประกาศร่วมมือกับค่ายชิปยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI สำหรับร้านอาหารเช่นกัน

 

ขณะที่ McDonald’s เพิ่งยุติความเป็นพันธมิตรกับ IBM ในการทดสอบระบบรับออเดอร์อัตโนมัติที่ช่องไดร์ฟทรูไปเมื่อปี 2024 และปัจจุบันกำลังหันไปร่วมมือพัฒนาระบบ AI กับทางค่าย Google แทน

 

ภาพ : Hrach Hovhannisyan / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Burger King ทดสอบหูฟัง AI ติดตามพนักงานในอเมริกา แถมใช้วิเคราะห์เสียงที่ช่องไดร์ฟทรูเพื่อประเมินคะแนนความเป็นมิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เตรียมติดป้าย Made in USA บน Mac Mini ปลายปีนี้ เลือกเท็กซัสเป็นฐานผลิตโดยย้ายมาจากเอเชีย https://thestandard.co/apple-mac-mini-production-texas/ Fri, 27 Feb 2026 12:14:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1182531 ภาพประกอบ Mac Mini พร้อมป้าย Made in USA สื่อถึงการย้ายฐานผลิตของ Apple กลับสหรัฐฯ

Apple ประกาศเตรียมย้ายฐานการผลิตคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป Ma […]

The post Apple เตรียมติดป้าย Made in USA บน Mac Mini ปลายปีนี้ เลือกเท็กซัสเป็นฐานผลิตโดยย้ายมาจากเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ Mac Mini พร้อมป้าย Made in USA สื่อถึงการย้ายฐานผลิตของ Apple กลับสหรัฐฯ

Apple ประกาศเตรียมย้ายฐานการผลิตคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป Mac Mini บางส่วนจากเอเชียกลับมายังสหรัฐอเมริกา โดยถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการดึง ‘ห่วงโซ่อุปทาน‘ ขนาดใหญ่ของบริษัทกลับคืนสู่ประเทศบ้านเกิด

 

ซาบิห์ ข่าน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ Apple เปิดเผยกับ The Wall Street Journal ว่า สายการผลิตใหม่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปีนี้ที่โรงงานของ Foxconn ซึ่งตั้งอยู่ในตอนเหนือของเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส

 

โครงการนี้ประกอบด้วยอาคารหลักสองหลัง โดยอาคารแรกใช้ประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI ขั้นสูง ส่วนอีกอาคารที่เป็นโกดังขนาดใหญ่จะถูกปรับปรุงพื้นที่กว่า 220,000 ตารางฟุตเพื่อรองรับกระบวนการผลิต Mac Mini โดยเฉพาะ

 

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ว่าบริษัทจะทุ่มเม็ดเงินลงทุนในสหรัฐฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.64 ล้านล้านบาท) ภายในระยะเวลา 4 ปี คำมั่นสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์กดดันให้บริษัทต่างๆ เพิ่มการลงทุนในประเทศ โดยบริษัทที่ตอบรับได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรเป็นการตอบแทน

 

สำหรับ Mac Mini ถือเป็นคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปขนาดกะทัดรัดที่มีราคาเข้าถึงง่าย โดยเริ่มต้นที่ 600 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.86 หมื่นบาท) แต่ยังคงเป็น ‘สินค้าเฉพาะกลุ่ม’ ที่ทำยอดขายได้น้อยกว่า 5% ของยอดขาย Mac ทั่วโลก และคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของยอดขายรวมทั้งหมด

 

สินค้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มนักพัฒนาแอปพลิเคชันและผู้ที่ต้องการใช้งานซอฟต์แวร์ AI บนเดสก์ท็อป โดยสายการผลิตในสหรัฐฯ จะเน้นตอบสนองความต้องการในประเทศ ขณะที่การผลิตส่วนใหญ่ในเอเชียจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

 

ก่อนหน้านี้ Apple เคยพยายามผลิตคอมพิวเตอร์ Mac Pro ที่โรงงานในเมืองออสตินเมื่อปี 2013 แต่กำลังการผลิตกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ข่านระบุว่า Apple มั่นใจมากขึ้นในการคาดการณ์ดีมานด์ระยะยาวของ Mac Mini เนื่องจากเป็นที่นิยมมากกว่า Mac Pro ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดของแบรนด์

 

ทิม คุก ซีอีโอของ Apple โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ Mac mini จะถูกผลิตในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปีนี้”

 

คุกยังระบุเพิ่มเติมว่า “เรากำลังเร่งความก้าวหน้าให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ให้มากขึ้น และเปิดศูนย์การผลิตขั้นสูงแห่งใหม่ของ Apple เพื่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ”

 

ศูนย์ฝึกอบรมการผลิตขั้นสูงดังกล่าวจะมีพื้นที่ 20,000 ตารางฟุตในฮิวสตัน ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปีนี้ เพื่อสอนเทคนิคและนวัตกรรมการผลิตแบบเดียวกับที่ใช้สร้างผลิตภัณฑ์ของ Apple ให้กับนักศึกษา พนักงานของซัพพลายเออร์ และธุรกิจอเมริกัน

 

ที่ผ่านมา Apple ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกำแพงภาษีในสมัยที่สองของทรัมป์ โดยต้องจ่ายเงินไปแล้วกว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.02 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ประธานาธิบดีเริ่มบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว

 

แม้ศาลฎีกาจะตีตกนโยบายภาษีนำเข้าของทรัมป์ไปเป็นส่วนใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่เมื่อทรัมป์ออกมาตำหนิคำตัดสินดังกล่าว พร้อมประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนจะประกาศเพิ่มเป็น 15% ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) ที่ผ่านมา

 

ในเดือนสิงหาคม คุก ได้ไปปรากฏตัวที่ทำเนียบขาวร่วมกับทรัมป์เพื่อประกาศเม็ดเงินลงทุนงวดแรก 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.10 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ คุกเคยบริจาคเงินส่วนตัว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.08 ล้านบาท) ให้กับคณะกรรมการจัดงานสาบานตนของทรัมป์

 

แม้ทำเนียบขาวจะรีบชี้ให้เห็นว่านโยบายของทรัมป์สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสหรัฐฯ ได้จริง แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของ Apple อย่างเป็นรูปธรรมนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา

 

ปัจจุบัน Apple มีรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งจากการขาย iPhone ที่ผลิตในจีน, เวียดนาม และอินเดีย โดยบริษัทต้องนำเข้า iPhone กว่าครึ่งหนึ่งสำหรับตลาดสหรัฐฯ จากอินเดีย ขณะที่สินค้าอื่นๆ อย่าง Mac หูฟัง AirPods และนาฬิกาอัจฉริยะส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาฐานการผลิตจากเวียดนาม

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.08 บาท ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : Hadrian / Shutterstock

อ้างอิง:

The post Apple เตรียมติดป้าย Made in USA บน Mac Mini ปลายปีนี้ เลือกเท็กซัสเป็นฐานผลิตโดยย้ายมาจากเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช็อกวงการฟินเทค! Jack Dorsey สั่งปลดพนักงาน Block เกือบครึ่งบริษัท เซ่นพิษ AI – ส่งสัญญาณจุดจบยุคแรงงาน White-Collar? https://thestandard.co/jack-dorsey-block-layoffs-ai/ Fri, 27 Feb 2026 04:30:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1182287 Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI

กลายเป็นประธานบริษัทที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วซิลิคอน […]

The post ช็อกวงการฟินเทค! Jack Dorsey สั่งปลดพนักงาน Block เกือบครึ่งบริษัท เซ่นพิษ AI – ส่งสัญญาณจุดจบยุคแรงงาน White-Collar? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI

กลายเป็นประธานบริษัทที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วซิลิคอนวัลเลย์และตลาดแรงงานโลก เมื่อ Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter และซีอีโอของ Block (เดิมคือ Square) ประกาศมาตรการ ‘ผ่าตัดองค์กร’ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทด้วยการเลย์ออฟพนักงานเกือบ 50% โดยให้เหตุผลสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า “โลกการทำงานเปลี่ยนไปแล้วเพราะ AI”

 

รายละเอียด Memo จาก Jack: ‘เราไม่ได้แย่ แต่เราต้องเปลี่ยน’

 

ในบันทึกข้อความ (Memo) ที่ส่งถึงพนักงาน Jack Dorsey ระบุชัดเจนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพราะบริษัทกำลังประสบปัญหาทางการเงิน ในทางตรงกันข้าม กำไรขั้นต้นของ Block ยังคงเติบโต ฐานลูกค้าขยายตัว และความสามารถในการทำกำไรก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ‘วิธีการทำงาน’

 

Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI 1

Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI 2

Jack Dorsey ซีอีโอ Block ประกาศปลดพนักงานหลายพันคนจากผลกระทบของ AI 3

 

สาระสำคัญจากบันทึกของ Jack มีดังนี้:

 

  • ตัวเลขการเลย์ออฟที่น่าตกใจ: Block จะลดจำนวนพนักงานจากกว่า 10,000 คน ให้เหลือต่ำกว่า 6,000 คน ซึ่งหมายความว่าพนักงานกว่า 4,000 คนต้องเดินออกจากบริษัท
  • ทางเลือกที่เด็ดขาด: Jack เผยว่าเขามี 2 ทางเลือก คือ ‘ค่อยๆ ลดคน’ ตลอดหลายปี หรือ ‘ยอมรับความจริงและจัดการทันที’ ซึ่งเขาเลือกอย่างหลัง เพราะการเลย์ออฟหลายรอบ (Repeated rounds) ทำลายขวัญกำลังใจและเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
  • แพ็กเกจเยียวยา: พนักงานที่ถูกจ้างออกจะได้รับ
    • เงินชดเชยพื้นฐาน 20 สัปดาห์ + 1 สัปดาห์ต่ออายุงานแต่ละปี
    • หุ้น (Equity) ที่จะได้รับสิทธิ์ (Vest) ต่อไปจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม
    • ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง 6 เดือน
    • เงินช่วยเหลือช่วงเปลี่ยนผ่าน 5,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 180,000 บาท) และสามารถเก็บอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บริษัทไว้ใช้ได้
  • เป้าหมายใหม่: Jack ต้องการสร้างบริษัทที่ใช้ ‘Intelligence’ (AI) เป็นแกนกลางในทุกส่วน ตั้งแต่วิธีการทำงานไปจนถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 


 

ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน: เมื่อ AI ไม่ใช่แค่ตัวช่วย แต่เป็น ‘ตัวแทน’

 

การเคลื่อนไหวของ Block ครั้งนี้ถือเป็น ‘Case Study’ ที่ชัดเจนที่สุดว่า AI กำลังเข้ามาเขย่าตลาดแรงงานกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ (White-Collar) อย่างรุนแรง และอาจจะเรีรยกได้ว่าเป็นจุดสิ้นสุดของยุค ‘สะสมกำลังคน’ โดยในอดีต ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีวัดความสำเร็จด้วยจำนวนพนักงาน แต่ยุค AI พิสูจน์แล้วว่า ‘ทีมขนาดเล็กและแบนราบ’ (Smaller and Flatter teams) ที่ใช้เครื่องมืออัจฉริยะ สามารถทำงานได้มากกว่าและดีกว่าทีมขนาดใหญ่

 

อีกประเด็นที่ละเลยไม่ได้คือ โดมิโนเอฟเฟกต์ในตลาดทุน เพราะทันทีที่ประกาศเลย์ออฟ หุ้นของ Block พุ่งทะยานกว่า 25% ในช่วง After-hours เทรดดิ้ง สะท้อนว่านักลงทุนขานรับแนวคิดการลดต้นทุนพนักงานแล้วแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งอาจกดดันให้ซีอีโอในบริษัทมหาชนอื่นๆ ต้องทำตามเพื่อเอาใจตลาด

 

อีกผลกระทบก็คือ ความปลอดภัยของแรงงานทักษะอาจเข้าขั้นวิกฤต เพราะไม่ใช่แค่พนักงานระดับปฏิบัติการ แต่ AI กำลังรุกคืบเข้าสู่งานที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ (Reasoning) มากขึ้น เช่น นักเขียนโปรแกรม, นักวิเคราะห์การเงิน และฝ่ายสนับสนุนลูกค้า

 

Movement: Jack Dorsey กำลังบอกอะไรเรา?

 

การขยับตัวของ Jack Dorsey ในครั้งนี้ กำลังสะท้อนสังคม ตลาดแรงงาน และภาคธุกิจ ดังนี้

 

1. ‘ความจริงที่เจ็บปวด ของ AI Transformation’

 

Jack เป็นหนึ่งในซีอีโอคนแรกๆ ที่กล้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราปลดคนเพราะ AI ทำงานแทนได้” ต่างจากบริษัทอื่นอย่าง Amazon หรือ Google ที่มักอ้างเรื่องการปรับโครงสร้างเพื่อประสิทธิภาพ (Efficiency) การพูดแบบไม่อ้อมค้อมของ Jack คือการส่งสัญญาณว่ายุคของการ ‘ใช้ AI ช่วยทำงาน’ กำลังจบลง และเข้าสู่ยุค ‘AI ทำงานแทนคน’ อย่างเต็มตัว

 

2. เดิมพันครั้งใหม่บนโลก Bitcoin & Intelligence

 

Block กำลังทิ้งภาระต้นทุนมหาศาล (พนักงาน 4,000 ตำแหน่ง) เพื่อนำทรัพยากรไปทุ่มให้กับ Bitcoin และ AI โดยเฉพาะ นี่คือการ ‘All-in’ ในวิสัยทัศน์ของ Jack ที่เชื่อว่าระบบการเงินในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วย Bitcoin และระบบปฏิบัติการจะขับเคลื่อนด้วย Intelligence

 

3. การปรับตัวคือ ‘ทางรอดเดียว’

 

คำพูดของ Jack ที่ว่า “บริษัทส่วนใหญ่รับรู้เรื่องนี้ช้าไป” คือคำเตือนถึงคนทำงานทั่วโลก หากคุณยังทำงานในรูปแบบเดิมที่ AI สามารถทำซ้ำได้ ความมั่นคงในหน้าที่การงานของคุณกำลังอยู่ในความเสี่ยงสูง

 

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเลย์ออฟ แต่คือการ ‘Set Zero’ วิธีการทำธุรกิจในศตวรรษที่ 21 ที่มี AI เป็นหัวใจหลัก ใครที่ปรับตัวไม่ทัน ไม่ใช่แค่บริษัทที่จะล่มสลาย แต่รวมถึงแรงงานที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้ด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง:

 

 

The post ช็อกวงการฟินเทค! Jack Dorsey สั่งปลดพนักงาน Block เกือบครึ่งบริษัท เซ่นพิษ AI – ส่งสัญญาณจุดจบยุคแรงงาน White-Collar? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรากฏการณ์ ‘SaaSpocalypse’ วันสิ้นโลกของ SaaS จะเกิดขึ้นจริงไหม แล้วเราควรรับมืออย่างไร? https://thestandard.co/saas-apocalypse-ai-disruption/ Thu, 26 Feb 2026 11:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1182116 ภาพประกอบแนวคิด AI ดิสรัปต์ SaaS พร้อมข้อความ 'วันสิ้นโลกของ SaaS'

หุ้นกลุ่ม Software-as-a-service (SaaS) ถูกเทขายอย่างหนั […]

The post ปรากฏการณ์ ‘SaaSpocalypse’ วันสิ้นโลกของ SaaS จะเกิดขึ้นจริงไหม แล้วเราควรรับมืออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด AI ดิสรัปต์ SaaS พร้อมข้อความ 'วันสิ้นโลกของ SaaS'

หุ้นกลุ่ม Software-as-a-service (SaaS) ถูกเทขายอย่างหนักอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนกังวลว่าการผงาดขึ้นของ AI หุ้นกลุ่ม Software-as-a-service (SaaS) ถูกเทขายอย่างหนักอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อเร็วๆ นี้ นักลงทุนกังวลว่าการผงาดขึ้นของ AI agents จะเข้ามาสั่นคลอนบริษัทเหล่านี้ ทำให้โมเดลธุรกิจแบบคิดเงินตามจำนวนผู้ใช้งาน (Per-employee-seat) กำลังจะล้าสมัย จนสถานการณ์นี้ถูกขนานนามว่า “SaaSpocalypse” หรือวันสิ้นโลกของธุรกิจซอฟต์แวร์

 

Claude AI ผู้สร้างความโกลาหลคนล่าสุด

 

Anthropic ผู้พัฒนา Claude AI กลายเป็นหนึ่งในผู้จุดชนวนหลักที่ทำให้เกิดการเทขายหุ้นเทคโนโลยีอย่างหนักหน่วงในช่วงเดือนที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ๆ โดยเฉพาะ Claude Cowork ที่สร้างความตื่นตระหนกชั่วข้ามคืน

 

แม้กระแสความตื่นตระหนกจะร้อนแรงช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่จริงๆ แล้วความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ หลังฉุดให้หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์เข้าสู่ตลาดหมีอย่างเต็มตัว และส่งผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ขณะที่นักลงทุนต่างกังวลว่า AI จะเข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

กองทุน iShares Expanded Tech-Software Sector ETF ปรับตัวลดลง 27% จากจุดสูงสุดเมื่อต้นเดือนมกราคม สะท้อนความเสียหายต่อหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 มกราคมที่ผ่านมา Anthropic เพิ่มเครื่องมือด้านกฎหมายให้กับ Claude Cowork ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ใช้งานในอุตสาหกรรมกฎหมายในงานต่างๆ เช่น การติดตามการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการจัดการเอกสารทางกฎหมาย การเพิ่มฟีเจอร์ดังกล่าวได้กระพือความกังวลที่ว่า AI อาจกลืนกินตลาดของบริษัทผู้ให้บริการ SaaS หลายแห่งที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย สร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจกฎหมายและสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะ

 

ถัดมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ Anthropic เปิดตัว Claude Code Security ซึ่งสามารถสแกนซอฟต์แวร์เพื่อหาปัญหาด้านความปลอดภัย ทำให้หุ้นกลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ถูกกระทบอย่างหนัก

 

และเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Anthropic เผยแพร่โพสต์ที่ชูความสามารถของ Claude ในการปรับแต่งโค้ดให้ทันสมัย ซึ่งมีศักยภาพในการลดต้นทุนของระบบ COBOL (Common Business-Oriented Language) หลายระบบที่บริษัทต่างๆ ใช้อยู่ในปัจจุบัน

 

“การปรับปรุงระบบ COBOL ให้ทันสมัยนั้น ครั้งหนึ่งเคยต้องใช้กองทัพที่ปรึกษาใช้เวลานานหลายปีในการทำแผนผังกระบวนการทำงาน” บริษัทเขียนในบล็อกโพสต์เมื่อวันจันทร์ “AI ได้เปลี่ยนสิ่งนี้แล้ว”

 

ปรากฏว่า IBM คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง หุ้นทำสถิติร่วงลงหนักที่สุดในรอบ 26 ปี โดยปรับตัวลดลง 13% นอกจากนี้ กองทุน iShares Expanded Tech Sector ETF ก็ร่วงลงอีก 4% ตลอดช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

SaaSpocalypse ไม่ใช่ครั้งแรกของ Salesforce

 

หนึ่งในบริษัทที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้มากที่สุดบริษัทหนึ่งคือ Salesforce ในฐานะผู้นำของกลุ่ม SaaS

 

“คุณคงเคยได้ยินเรื่อง SaaSpocalypse มาบ้างแล้วใช่ไหม? และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของเรา เราเคยเจอมาหลายครั้งแล้ว” Marc Benioff ซีอีโอ Salesforce กล่าว และเสริมในภายหลังว่า “ถ้ามี SaaSpocalypse จริง มันอาจจะถูก Sasquatch กินไปแล้ว เพราะมีหลายบริษัทที่ใช้งาน SaaS จำนวนมาก เนื่องจากมันทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมี AI Agent เข้ามาช่วย”

 

ท่ามกลางความกังวลถึงวันสิ้นโลกที่เกิดขึ้น TechCrunch รายงานว่า Benioff พยายามที่จะโน้มน้าวให้โลกเห็นถึงความแข็งแกร่งของ Salesforce บริษัทเพิ่มเงินปันผลเกือบ 6% เป็น 0.44 ดอลลาร์ต่อหุ้น และเปิดตัวโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ไม่เพียงแค่นั้น บริษัทยังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแถลงผลประกอบการใหม่ หนึ่งในนั้นคือ Benioff ใช้วิธีสัมภาษณ์ลูกค้า Salesforce 3 รายผ่านกล้อง เพื่อให้พวกเขามาเป็นพยานยืนยันถึงความชื่นชอบที่มีต่อตัวเลือกเอเจนต์แบบใหม่ของบริษัท ได้แก่ ซีอีโอของบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน SharkNinja, ซีอีโอของ Wyndham Hotels and Resorts และซีอีโอของ SaaStr ซึ่งเป็นบริษัทสื่อและจัดงานประชุมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์

 

Salesforce ยังได้แนะนำมาตรวัดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเอเจนต์ นั่นคือ ‘หน่วยการทำงานของเอเจนต์’ หรือ Agentic work units (AWU) แนวคิดในที่นี้คือ แทนที่จะนับแค่ ‘โทเค็น’ ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานของปริมาณการประมวลผล AI แบบเดิม AWU พยายามวัดสิ่งที่มีความหมายมากกว่านั้น เช่น เอเจนต์ได้ทำงานสำเร็จจริงหรือไม่ เช่น การเขียนข้อมูลลงในระบบ แทนที่จะแค่สร้างข้อความขึ้นมาเฉยๆ

 

ความเห็นของ Benioff เป็นหนึ่งในการตอบโต้โดยตรงต่อประเด็น SaaSpocalypse เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ OpenAI เปิดตัว Frontier ซึ่งเป็นเอเจนต์สำหรับองค์กร และวิวัฒนาการล่าสุดของ Claude Cowork ของ Anthropic ที่กำลังสั่นสะเทือนหุ้น SaaS ทั่วโลก

 

Buzzebees ชี้ SaaS ที่ไม่ซับซ้อนจะหายไป และระบบนิเวศคือหัวใจสำคัญ

 

ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง Buzzebees หนึ่งในสตาร์ตอัปด้าน SaaS ของไทย กล่าวว่า ในระยะยาวถึงกลาง AI ยังไม่สามารถเข้ามาแทน SaaS ได้แบบครบทั้งกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน เพราะ SaaS ระดับโลกมีความซับซ้อนสูงมาก

 

ขณะเดียวกันบริษัทผู้พัฒนา SaaS แต่ละแห่งไม่ได้หยุดนิ่ง หลายบริษัทลงทุน AI มูลค่ามหาศาล อย่าง Salesforce เป็นหนึ่งในบริษัท​ SaaS ที่พัฒนา AI อย่างหนัก เพราะฉะนั้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ใครจะเป็น SaaS ที่อยู่รอดหรือไม่รอด ยังเห็นภาพไม่ชัด

 

อย่างไรก็ตาม ณัฐธิดา มองว่า SaaS ที่ให้บริการแบบไม่ซับซ้อนอาจจะถูกดิสรัปต์ได้ง่ายกว่า เช่น ซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจใบเสร็จเพียงอย่างเดียว “สิ่งสำคัญของ SaaS คือระบบนิเวศ ถ้า SaaS ไหนมีระบบนิเวศที่ AI ดิสรัปต์ไม่ได้ ก็จะอยู่รอด”​

 

สำหรับ Buzzebees มีทั้งจุดเสี่ยงและจุดแข็ง โดยจุดที่เสี่ยงจะถูกดิสรัปต์คือ แพลตฟอร์ม ถ้าเราไม่พัฒนาต่อยอดไปในอนาคต ก็อาจถูก AI เข้ามาแข่ง ซึ่งเราพยายามจะออกแพลตฟอร์มใหม่ที่เป็น AI Based Application ออกมาแทนแพลตฟอร์มเดิม

 

แต่สิ่งที่ถือเป็นจุดแข็งที่ AI เข้ามาทำแทนไม่ได้ อิงจากโมเดลธุรกิจของ Buzzebees คือ บริการในด้านการจัดซื้อของรางวัลและจัดส่งให้กับผู้บริโภค ต้องอาศัยสายสัมพันธ์กับผู้ขาย การต่อรองราคาให้ได้ระดับที่เหมาะสม

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยี AI ทำให้ซอฟต์แวร์มีราคาถูกลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น Buzzebees จึงขายซอฟต์แวร์ในราคาถูกไปเลย เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเปรียบเทียบในจุดนี้กับการใช้งาน AI แต่หันมาเน้นเพิ่มมูลค่าผ่านระบบนิเวศและการขายสินค้าหรือบริการอื่นๆ เสริม

 

โอกาสช้อนซื้อ หรือ วันสิ้นโลก?

 

Business Insider ระบุว่า Bill Gurley นักลงทุนเวนเจอร์แคปิตอล (Venture Capitalist) กล่าวผ่าน Squawk Box ของช่อง CNBC โดยยอมรับถึงข้อกังวลเกี่ยวกับ SaaSpocalypse และได้เปรียบเทียบกับช่วงเวลาแห่งการถูกดิสรัปต์ทางเทคโนโลยีในอดีต

 

“ทันทีหลังจากที่ Facebook เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคมือถือ และหุ้นของพวกเขาก็ร่วงจาก 42 ดอลลาร์เหลือแค่ประมาณ 18 ดอลลาร์ นั่นคือความกลัวต่อการถูกดิสรัปต์ทางเทคโนโลยี” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Gurley เน้นย้ำว่า ความกลัวต่อหุ้น SaaS ในปัจจุบันให้ความรู้สึกว่าแผ่ขยายออกไปในวงกว้างอย่างผิดปกติ

 

“ผมไม่เคยเห็นการดิสรัปต์ครั้งไหนที่มีความวิตกกังวลมากขนาดนี้ และส่งผลกระทบข้ามไปในหลายๆ บริษัทพร้อมกัน” เขากล่าว

 

แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่บริษัทที่เป็น AI-native ก็ไม่ได้ละทิ้งผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม โดยระบุว่า Anthropic ซึ่งเป็นผู้สร้างแชตบอต Claude ก็ยังใช้เครื่องมือจาก Workday และ Salesforce

 

“พวกเขากำลังจ่ายเงินเพื่อใช้งานสิ่งเหล่านี้” Gurley กล่าว

 

หากราคาหุ้นยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง Gurley แนะนำว่านักลงทุนที่เชื่อมั่นในบริษัท SaaS ควรทำตาม Warren Buffett ซึ่งมักให้เหตุผลมาตลอดว่า ช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนกคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าซื้อ

 

สำหรับคนทำงานที่กังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อหน้าที่การงาน Gurley มองในแง่ดีกว่ามาก

 

เขาเรียก AI ว่าเป็น ‘เชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ต’ สำหรับคนที่มีความหลงใหลในงานของตนเอง และให้เหตุผลว่าเครื่องมือเหล่านี้สามารถเร่งทักษะและประสิทธิผลในการทำงานได้อย่างมหาศาล

 

“คุณสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าที่คุณเคยเรียนรู้ได้ในจุดใดๆ ของประวัติศาสตร์ในตอนนี้ คุณสามารถเปิดเครื่องมือนี้ขึ้นมาแล้วให้มันมาอยู่ฝ่ายเดียวกับคุณได้” Gurley กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Gurley ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับรูปแบบ ข้อตกลงที่มีลักษณะหมุนเวียน (Circularity of deals) ที่เพิ่มขึ้นระหว่างบริษัท AI กับบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางขนาดใหญ่ โดยอ้างถึงธุรกรรมในช่วงแรกระหว่าง Microsoft และ OpenAI ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครดิตคลาวด์ที่ไหลกลับเข้าไปในธุรกิจ Azure ของ Microsoft

 

หรือกรณีของ Meta และ Advanced Micro Devices (AMD) ประกาศข้อตกลงที่ Meta จะซื้อพลังประมวลผล 6 กิกะวัตต์จากผู้ผลิตชิปรายนี้ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวยังอาจส่งผลให้ Meta ได้เป็นเจ้าของหุ้นของ AMD สูงสุดถึง 10%

 

Gurley เล่าว่า เขาเคยอธิบายโครงสร้างข้อตกลงด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่คล้ายคลึงกันนี้ให้ ChatGPT ฟัง โดยไม่ได้ระบุชื่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง

 

“AI พูดถึงคำอย่าง Enron และ WorldCom ออกมา ทั้งหมดที่ผมทำก็แค่อธิบายโครงสร้างของข้อตกลง ผมไม่ได้บอกเลยว่าเป็นบริษัทอะไร”

 

ทั้งนี้ หุ้น Enron และ WorldCom เป็นสองกรณีศึกษาคลาสสิกของหายนะทางบัญชีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาต้นปี 2000 ที่เกิดจากการตกแต่งงบการเงินเพื่อซ่อนหนี้และสร้างกำไรเท็จ ส่งผลให้บริษัทล้มละลาย ทำให้นักลงทุนเสียหายมหาศาล และนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมาย Sarbanes-Oxley Act เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชี

 

ภาพ: Summit Art Creations / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ปรากฏการณ์ ‘SaaSpocalypse’ วันสิ้นโลกของ SaaS จะเกิดขึ้นจริงไหม แล้วเราควรรับมืออย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม https://thestandard.co/tdpa-digital-platform-smes-thailand/ Thu, 26 Feb 2026 09:08:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1182048 ภาพผู้บริหารสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) แถลงข่าวเปิดตัว

แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ของไทย Grab, Lazada, LINE MAN แล […]

The post เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) แถลงข่าวเปิดตัว

แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ของไทย Grab, Lazada, LINE MAN และ Shopee ผนึกกำลังจัดตั้ง ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ หรือ TDPA อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทย เติบโตอย่างมีศักยภาพภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่โปร่งใส

 

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (e-Conomy SEA Report 2025) ล่าสุดโดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 1.73 ล้านล้านบาท เติบโต 16% และยังคงมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวรวดเร็ว ควบคู่กับธุรกิจขนส่งออนไลน์, บริการส่งอาหาร และสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้นำแพลตฟอร์มจึงเห็นความจำเป็นในการรวมพลัง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายกสมาคมฯ มองว่า ความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลต้องเริ่มจากความเข้าใจ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก หากผู้ประกอบการขาดความรู้ที่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดความกังวลและอุปสรรคต่อการปรับตัว

 

“บทบาทของ TDPA จึงไม่จำกัดเพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์ม แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประสานการสื่อสารระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

 

ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตั้งสมาคม TDPA นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานและแรงขับหลักของประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

สำหรับภารกิจหลัก TDPA มุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันในระดับสากล พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากรอบนโยบายที่สมดุล โปร่งใส เปิดกว้างต่อการแข่งขัน และตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเชื่อว่าการกำกับดูแลที่แม่นยำและสอดคล้องมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยในระยะยาว

 

ทั้งนี้ TDPA วาง 4 ค่านิยมหลักในการดำเนินงาน ได้แก่

 

1. ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และ SMEs เติบโตได้จริง

 

2. การกำกับดูแลที่มุ่งผลลัพธ์ ร่วมผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุล

 

3. ความโปร่งใสและความไว้วางใจ ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค

 

4. ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส สนับสนุนธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมีศักยภาพ

 

สมาคมฯ ย้ำว่า แต่ละแพลตฟอร์มมีเครื่องมือและระบบสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้คู่ค้า ทั้งด้านการบริหารจัดการ การตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ต้องการเห็นภาครัฐเปิดพื้นที่หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่แนวทางความร่วมมือที่เหมาะสม

 

ในมิติด้านกฎระเบียบ สมาคมมองว่ายังเป็นงานที่ไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากหลายหน่วยงานมีแผนพัฒนากฎหมายของตนเอง สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจต่อโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งมีกรอบความรับผิดชอบเฉพาะและความซับซ้อนในหลายมิติ โดยเห็นว่าการนำกฎหมายยุคเดิมมาใช้ อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็ว

 

ทั้งนี้ การออกแบบนโยบายจะเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม และธุรกิจแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย

 

ส่วนหลักเกณฑ์การรับสมาชิก จะพิจารณาจากการเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย มีฐานผู้ใช้งานและผู้ซื้อจริง และเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง โดยตั้งเป้าดึงสมาชิกเข้ามาอยู่ในสมาคมประมาณ 200 ราย ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลากหลายประเภท เช่น เดลิเวอรี่, ท่องเที่ยว และบริการดิจิทัลอื่นๆ ทั้งรายเล็ก, รายกลาง และใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งสมาคมดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกันต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะก่อตั้งขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดรับกับทิศทางของภาครัฐที่ต้องการเห็นแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น

 

และในช่วงเวลาเดียวกัน ยังได้คลายข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากสมาชิกบางรายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกัน โดยสมาคมฯ ยืนยันว่าทุกฝ่ายยึดหลักความเชื่อมั่น โปร่งใส และให้เกียรติซึ่งกันและกัน มุ่งทำงานบนเป้าหมายร่วมในการผลักดันระบบนิเวศแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

The post เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>