Tech – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 30 Mar 2025 08:45:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Xiaomi ล้มยักษ์ Tesla ได้สำเร็จ เพียง 1 ปีหลังเปิดตัว SU7 ยอดทะลุ 186,000 คันในแดนมังกร พร้อมเทคโนโลยีเหนือชั้นด้วยราคาที่ถูกกว่า https://thestandard.co/xiaomi-su7-outperforms-tesla-in-china/ Sun, 30 Mar 2025 08:45:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1058353 รถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 รุ่นที่แซงหน้ายอดขาย Tesla Model 3 ในตลาดจีน ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่าในราคาที่ถูกกว่า

เพียงหนึ่งปีหลังจากการเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้า SU7 ของ Xiaom […]

The post Xiaomi ล้มยักษ์ Tesla ได้สำเร็จ เพียง 1 ปีหลังเปิดตัว SU7 ยอดทะลุ 186,000 คันในแดนมังกร พร้อมเทคโนโลยีเหนือชั้นด้วยราคาที่ถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi SU7 รุ่นที่แซงหน้ายอดขาย Tesla Model 3 ในตลาดจีน ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่าในราคาที่ถูกกว่า

เพียงหนึ่งปีหลังจากการเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้า SU7 ของ Xiaomi ได้แซงหน้า Tesla Model 3 ในยอดขายที่ประเทศจีน เปลี่ยนให้บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายนี้กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในตลาดรถ EV ในขณะที่ธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งเป็นหัวใจหลักก็ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง

 

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Lee Jae-yong ประธาน Samsung Electronics ได้เข้าพบ Lei Jun ซีอีโอของ Xiaomi ที่โรงงานผลิตรถ EV ของ Xiaomi ในปักกิ่ง สื่อท้องถิ่นรายงานว่า Samsung คู่แข่งรายใหญ่ของ Xiaomi ในตลาดสมาร์ทโฟน กำลังสำรวจความร่วมมือกับบริษัทจีนรายนี้ เนื่องจากพวกเขากำลังขยายธุรกิจในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า 

 

Xiaomi เองก็กำลังสร้างโรงงานผลิตรถ EV แห่งที่สองในบริเวณใกล้เคียง และยังมีแผนที่จะเปิดตัวรถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) ในปีนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดส่งมอบโดยรวมจากปี 2024 ให้มากกว่าเท่าตัวเป็น 350,000 คัน

 

นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 มีการจำหน่าย SU7 ในจีนไปแล้วประมาณ 186,000 คัน ซึ่งมากกว่า Tesla Model 3 ตามข้อมูลจากผู้ให้บริการข้อมูลยานยนต์ของจีนรายหนึ่ง แม้ว่า SU7 รุ่นพื้นฐานจะมีราคาเริ่มต้นที่ 215,900 หยวน เมื่อเทียบกับ Model 3 ที่ราคา 235,500 หยวน 

 

อีกทั้ง SU7 มีระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่าที่ 700 กิโลเมตร ต่อ 634 กิโลเมตร รวมถึงอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่เร็วกว่าที่ 5.28 วินาที ต่อ 6.1 วินาที SU7 รุ่นท็อปยังทำผลงานได้เหนือกว่า Model 3 ในรุ่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่าประมาณ 10% 

 

ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของ Xiaomi เป็นผลมาจากห่วงโซ่อุปทานของจีนที่แข็งแกร่ง รวมถึงบุคลากรที่มีความสามารถจากหลากหลายอุตสาหกรรม Lei Jun กล่าวว่าการเข้าสู่ตลาดรถ EV ของบริษัทจำเป็นต้องมีผู้คนที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน

 

ในฐานะผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Xiaomi ยังมีจุดแข็งในด้านซอฟต์แวร์ SU7 รุ่นพื้นฐานมาพร้อมกับความสามารถในการนำทางด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (NOA) สำหรับทางหลวง ส่วนรุ่นที่สูงขึ้นอีกสองรุ่นมาพร้อมระบบ NOA ที่ใช้ได้ทั้งบนทางหลวงและถนนในเมือง

 

เมื่อเทียบกันแล้ว BMW i3 และ Porsche Taycan ไม่มีความสามารถ NOA แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่ามากก็ตาม Xiaomi กำลังเพิ่มขีดความสามารถของรถยนต์ที่จำหน่ายไปแล้วด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-The-Air 

 

บริษัทได้เปิดตัวฟังก์ชัน Autopilot สำหรับถนนในเมืองให้กับรถรุ่นไฮเอนด์ทั้งสองรุ่นใน 10 เมืองของจีนในเดือนมิถุนายน 2024 และขยายไปทั่วประเทศในเดือนตุลาคม ในขณะเดียวกัน Tesla เริ่มทดสอบ City Autopilot ในจีนในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ได้ระงับการเปิดตัวเพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย

 

Xiaomi ยังจับตาตลาดหรูหราด้วย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ บริษัทได้เปิดตัวรถสปอร์ตไฟฟ้า SU7 Ultra ซึ่งสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในสองวินาที เร็วกว่า Porsche Taycan Turbo S ในราคาเพียงหนึ่งในสาม ยอดสั่งจองถึง 10,000 คัน ซึ่งเป็นเป้าหมายทั้งปีของ Xiaomi ภายในเวลาเพียงสองชั่วโมงหลังเปิดตัว

 

แต่สิ่งที่ทำให้ Xiaomi โดดเด่นอย่างแท้จริงคือความสามารถในการเติบโตธุรกิจที่มีอยู่ รวมถึงสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปพร้อมกับการขยายธุรกิจสู่รถ EV 

 

บริษัททำรายได้รวมและกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 มีเงินสดและสินทรัพย์คล่องตัวเพิ่มขึ้น 28% เป็น 1.75 แสนล้านหยวน นี่เป็นผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดของ Xiaomi เท่าที่เคยมีมา

 

ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ไม่ประสบความสำเร็จเช่นนี้ กำไรสุทธิของ Volkswagen ลดลง 33% เมื่อปีที่แล้ว และ Nissan Motor คาดว่าจะขาดทุน 

 

ทว่ายังไม่ชัดเจนว่าธุรกิจรถ EV ของ Xiaomi จะทำกำไรได้เมื่อใด แต่เป้าหมายนั้นดูเหมือนจะไม่ไกลเกินเอื้อม แม้ว่าธุรกิจรถ EV และธุรกิจที่เกี่ยวข้องของ Xiaomi จะขาดทุนสุทธิ 6.2 พันล้านหยวน สำหรับทั้งปี 2024 แต่การขาดทุนรายไตรมาสก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จของ Xiaomi ถือว่าผิดปกติแม้แต่ในหมู่ผู้ผลิตรถ EV ของจีนด้วยกันเอง

 

ก้าวต่อไป Xiaomi ตั้งเป้าที่จะสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะ ‘Human x Car x Home’ โดยรถ EV ของบริษัทติดตั้งระบบปฏิบัติการ HyperOS ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่ใช้ในสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงบริการสมัครสมาชิกเพลงหรือควบคุมเครื่องใช้ในบ้านได้โดยตรงจากแผงควบคุมในรถยนต์

 

ทาง Xiaomi วางแผนที่จะสร้างพลังร่วมระหว่างสมาร์ทโฟน, เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถ EV ให้มากขึ้น บริษัทตั้งเป้าที่จะขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้น 30% ภายในสิ้นปีนี้ เป็นจำนวนสูงสุดถึง 20,000 แห่ง รวมถึงร้านค้าสูงสุด 400 แห่งที่จะจำหน่ายรถ EV ด้วย

 

Lei Jun ตัดสินใจขยายธุรกิจของ Xiaomi ไปสู่รถ EV หลังจากสหรัฐฯ คว่ำบาตรบริษัทในเดือนมกราคม 2021 บริษัทประกาศในเดือนมีนาคมนั้นว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในรถ EV เป็นระยะเวลา 10 ปี และมีแผนที่จะขยายธุรกิจในต่างประเทศในที่สุดด้วย 

 

ล่าสุด Xiaomi กล่าวว่าจะระดมทุนกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขายหุ้นเพิ่มเติม ราคาหุ้นของบริษัทได้ลดลงประมาณ 10% นับตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการลดสัดส่วนการถือหุ้น แต่ยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากต้นปี สะท้อนให้เห็นถึงความหวังที่สูงของนักลงทุนที่มีต่อบริษัท

 

อ้างอิง:

The post Xiaomi ล้มยักษ์ Tesla ได้สำเร็จ เพียง 1 ปีหลังเปิดตัว SU7 ยอดทะลุ 186,000 คันในแดนมังกร พร้อมเทคโนโลยีเหนือชั้นด้วยราคาที่ถูกกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์ ทำนาย AI แทนที่ ‘ทุกงาน’ ใน 10 ปี หมอ-ครู ก็ไม่รอด กลายเป็นความเชี่ยวชาญ ‘ฟรี’ ใครๆ ก็เข้าถึงได้ https://thestandard.co/bill-gates-on-ai-humans-wont-be-needed-for-most-things/ Sun, 30 Mar 2025 05:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1058294 บิล เกตส์

มนุษย์กำลังวิ่งเข้าสู่ยุคที่ความฉลาดไม่ใช่สิ่งหายากอีกต […]

The post บิล เกตส์ ทำนาย AI แทนที่ ‘ทุกงาน’ ใน 10 ปี หมอ-ครู ก็ไม่รอด กลายเป็นความเชี่ยวชาญ ‘ฟรี’ ใครๆ ก็เข้าถึงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิล เกตส์

มนุษย์กำลังวิ่งเข้าสู่ยุคที่ความฉลาดไม่ใช่สิ่งหายากอีกต่อไป บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft พูดถึงอนาคตที่น่าตื่นตาในรายการ The Tonight Show ของ จิมมี แฟลลอน (Jimmy Fallon) เมื่อประกาศว่าภายในทศวรรษหน้า มนุษย์จะไม่จำเป็นสำหรับงานส่วนใหญ่ในโลกอีกต่อไป

 

เกตส์อธิบายว่า ปัจจุบันความเชี่ยวชาญยังคงเป็นสิ่งหายาก สังเกตได้จากเรายังต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นหมอเก่งๆ หรือครูยอดเยี่ยม

แต่ “ด้วย AI ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นของฟรี และพบเห็นได้ทั่วไป – คำแนะนำทางการแพทย์ชั้นเลิศ การสอนที่ยอดเยี่ยม” เกตส์กล่าวอย่างมั่นใจ

 

‘ยุคแห่งปัญญาฟรี’ คือคำที่เกตส์ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ในการให้สัมภาษณ์กับศาสตราจารย์อาร์เธอร์ บรูกส์ (Arthur Brooks) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสุขจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยความเชี่ยวชาญที่ปัจจุบันยังหายากจะกลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

 

“มันลึกซึ้งมากและน่ากลัวเล็กน้อย เพราะมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และไม่มีขีดจำกัดของการพัฒนา” เกตส์แสดงความกังวล ขณะที่เขามองเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

วงการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า AI จะเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างงานใหม่ๆ แต่อีกฝ่ายกลับมองว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์อย่างเบ็ดเสร็จ

 

มุสตาฟา สุไลมาน (Mustafa Suleyman) ซีอีโอของ Microsoft AI ยืนยันว่าเทคโนโลยีจะส่งผล “ทำให้เกิดความไม่มั่นคงอย่างมหาศาล” ต่อตลาดแรงงาน โดยเขาเขียนไว้ในหนังสือ The Coming Wave ว่า “AI จะทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มันจะมาแทนที่แรงงานมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

 

แม้จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เกตส์ยังคงมองโลกในแง่ดี เขาเชื่อว่า AI จะนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคร้ายแรง นวัตกรรมแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ และการศึกษาคุณภาพสูงสำหรับทุกคน

 

“จะมีบางสิ่งที่เราสงวนไว้สำหรับตัวเอง” เกตส์ปลอบใจในรายการ The Tonight Show โดยยกตัวอย่างว่าคนเราคงไม่อยากเห็นหุ่นยนต์เล่นเบสบอล แต่ในด้านการผลิต การขนส่ง และการเกษตร “ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นงานที่ AI สามารถทำได้ทั้งหมด”

 

เกตส์ไม่ใช่คนแรกที่มองเห็นพลังของ AI เขาเคยพูดตั้งแต่ปี 2017 ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียว่า “งานด้านปัญญาประดิษฐ์ทุกวันนี้อยู่ในระดับที่ลึกซึ้งจริงๆ” โดยยกตัวอย่างจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ DeepMind ของ Google สร้างโปรแกรมที่เอาชนะมนุษย์ในเกมหมากล้อม

 

หากใครกำลังคิดจะเริ่มธุรกิจใหม่ เกตส์แนะนำให้มุ่งเน้นที่ AI “ทุกวันนี้ ใครบางคนสามารถระดมทุนได้หลายพันล้านดอลลาร์สำหรับบริษัท AI ใหม่ที่มีเพียงแนวคิดร่างๆ ไม่กี่อย่าง” เขาบอกกับ CNBC Make It พร้อมทั้งกระตุ้นคนรุ่นใหม่ว่า “นี่คือพรมแดน เพราะคุณกำลังมองสิ่งนี้ด้วยมุมมองที่สดใหม่กว่าผม”

 

ความเร็วในการพัฒนา AI ทำให้แม้แต่เกตส์เองยังตกตะลึง เมื่อเขาท้าทาย OpenAI ให้สร้างโมเดลที่สอบผ่าน AP Biology ระดับมัธยมปลาย คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี แต่พวกเขาทำสำเร็จในเพียงไม่กี่เดือน

 

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ใครจะคาดคิด และอย่างที่เกตส์ว่าไว้ การพัฒนา AI ไม่มีที่สิ้นสุด คำถามสำคัญคือ คุณพร้อมรับมือกับโลกที่มนุษย์อาจ ‘ไม่จำเป็น’ อีกต่อไปหรือยัง?

 

อ้างอิง:

The post บิล เกตส์ ทำนาย AI แทนที่ ‘ทุกงาน’ ใน 10 ปี หมอ-ครู ก็ไม่รอด กลายเป็นความเชี่ยวชาญ ‘ฟรี’ ใครๆ ก็เข้าถึงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรูไขข้อข้องใจ ทำไมระบบ Cell Broadcast Service ยังไม่เกิด? เพราะ ‘ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง’ https://thestandard.co/cell-broadcast-service-thailand-true-explanation/ Sat, 29 Mar 2025 11:39:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1058129 ทรูอธิบายหลักการทำงานของระบบ Cell Broadcast Service ที่ไทยยังไม่สามารถใช้งานได้เพราะรอหน่วยงานรัฐเตรียมความพร้อม

เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในไทย หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า […]

The post ทรูไขข้อข้องใจ ทำไมระบบ Cell Broadcast Service ยังไม่เกิด? เพราะ ‘ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรูอธิบายหลักการทำงานของระบบ Cell Broadcast Service ที่ไทยยังไม่สามารถใช้งานได้เพราะรอหน่วยงานรัฐเตรียมความพร้อม

เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในไทย หลายๆ คนคงได้ยินคำว่า ‘Cell Broadcast Service’ หรือ CBS ทาง ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงได้ออกบทความที่ชวนมาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่าทำไมระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านมือถือระบบนี้ คือ ระบบที่ทุกคนรอคอย แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ในประเทศไทย แม้จะผ่านมากี่เหตุการณ์น้ำท่วม พายุ หรือภัยพิบัติมาแล้วก็ตาม

 

CBS คืออะไร? ทำงานอย่างไร?

Cell Broadcast Service คือระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินที่ส่งข้อความเตือนตรงถึงหน้าจอมือถือทุกเครื่องในพื้นที่เกิดเหตุ ผ่านเสาสัญญาณมือถือ โดยมีข้อดีแบบที่ SMS ธรรมดาทำไม่ได้

  • ส่งข้อความถึงทุกเครื่องในพื้นที่พร้อมกันในครั้งเดียว (แบบ broadcast)
  • มีเสียงเตือนดังพิเศษแม้เปิดโหมดเงียบ
  • ข้อความจะ Pop-up ขึ้นมาบนหน้าจอทันที
  • เจาะจงพื้นที่ได้ ส่งเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ไม่ต้องโหลดแอปฯ เพิ่ม ทุกเครื่องรับได้เลย
  • แม้เครือข่ายจะหนาแน่น ก็ส่งได้รู้พร้อมกันทันที

 

ทำไมต้อง ‘สองฝ่ายร่วมกัน’ ถึงจะสำเร็จ?

 

นี่คือหัวใจสำคัญ! ระบบ CBS จะทำงานได้ต้องมีสององค์ประกอบหลักทำงานร่วมกัน (เหมือนปรบมือสองข้างถึงจะดัง):

  1. CBC (Cell Broadcast Center) – ฝั่งผู้ให้บริการมือถือ เช่น ทรู ดีแทค
  2. CBE (Cell Broadcast Entity) – ฝั่งหน่วยงานรัฐที่ออกประกาศเตือน (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.)

 

สถานการณ์ปัจจุบัน:

 

  • CBC – ค่ายมือถือ (ทรู คอร์ปอเรชั่น) ติดตั้งระบบและทดสอบเรียบร้อยแล้ว
  • CBE – กรม ปภ. ยังอยู่ระหว่างจัดตั้งระบบทำงานและทดสอบ

 

นี่เป็นเหตุผลว่าจะให้ดังต้องปรบมือสองข้าง

 

กระบวนการทำงานของระบบ CBS ทำงานอย่างไร?

 

  1. เมื่อเกิดภัยพิบัติ – กรม ปภ. (CBE) วิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจส่งการแจ้งเตือน
  2. ส่งคำสั่งแจ้งเตือน – ข้อมูลถูกส่งไปยังศูนย์ CBC ของค่ายมือถือ
  3. กระจายสัญญาณ – CBC ส่งข้อมูลไปยังเสาสัญญาณในพื้นที่เป้าหมาย
  4. แจ้งเตือนผู้ใช้ – ข้อความพร้อมเสียงเตือนปรากฏบนมือถือทุกเครื่องในพื้นที่นั้นๆ

 

ทำไม SMS ถึงไม่เหมาะกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติ?

 

ปัจจุบันที่เราได้รับเป็นเพียง SMS ธรรมดา ซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย:

  • ส่งช้า เพราะต้องส่งทีละเบอร์ ไม่สามารถส่งพร้อมกันได้
  • ต้องมีฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์
  • ไม่มีเสียงเตือนพิเศษ อาจไม่ได้ยินหากเปิดโหมดเงียบ
  • ระบบอาจต้องใช้เวลาเมื่อมีการส่งจำนวนมากในเวลาเดียวกัน

 

สรุป: รอไปอีกนานไหม?

อย่างไรก็ตามทรูชี้ว่าเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ‘ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง’ ค่ายมือถือพร้อมแล้ว เพียงแค่รอภาครัฐพร้อมก็เปิดให้บริการได้ ในระหว่างนี้ ทรูยังคงให้ความร่วมมือกับ กสทช. และ ปภ. ในการส่ง SMS เตือนภัยตามที่ได้รับการร้องขอ ระหว่างที่กำลังดำเนินการเปิดให้บริการ Cell Broadcast Service

The post ทรูไขข้อข้องใจ ทำไมระบบ Cell Broadcast Service ยังไม่เกิด? เพราะ ‘ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Apple เยือนบ้านเกิด DeepSeek ท่ามกลางการฟื้นตัวของ AI จีน https://thestandard.co/tim-cook-visits-hangzhou-china-ai-deepseek/ Thu, 27 Mar 2025 02:37:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1057071 Tim Cook ซีอีโอ Apple เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่หางโจว ศูนย์กลาง AI ของจีน

Tim Cook ซีอีโอของ Apple เยือนศูนย์กลาง AI เมืองหางโจว […]

The post ซีอีโอ Apple เยือนบ้านเกิด DeepSeek ท่ามกลางการฟื้นตัวของ AI จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tim Cook ซีอีโอ Apple เยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงที่หางโจว ศูนย์กลาง AI ของจีน

Tim Cook ซีอีโอของ Apple เยือนศูนย์กลาง AI เมืองหางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ DeepSeek สตาร์ทอัพ AI ที่สร้างความฮือฮาให้กับโลกด้วยโมเดลที่พัฒนาในต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งสหรัฐฯ หลายเท่า

 

Tim Cook ได้พบกับนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มหาวิทยาลัยเจ้อเจียงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 มีนาคม) Apple ยังบริจาคเงิน 30 ล้านหยวน (ประมาณ 4.1 ล้านดอลลาร์) ให้กับมหาวิทยาลัยดังกล่าว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีศิษย์เก่าที่เป็นผู้บริหารเทคโนโลยีชื่อดังหลายคน เช่น Liang Wenfeng ผู้ก่อตั้ง DeepSeek และ Colin Huang ผู้ก่อตั้ง PDD Holdings

 

หางโจวยังเป็นบ้านเกิดของ Alibaba Group และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน หรือที่เรียกกันว่า ‘หกมังกรน้อย’ ซึ่งรวมถึง Manycore Tech Inc. บริษัทด้าน AI และ Unitree Robotics ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลุ่มบริษัทเหล่านี้ช่วยเพิ่มความหวังในการฟื้นตัวของภาคเทคโนโลยีจีนท่ามกลางข้อจำกัดด้านการส่งออกจากสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า Tim Cook จะเยี่ยมชมบริษัทใดในระหว่างการเดินทางไปหางโจวหรือไม่ การเดินทางครั้งนี้ของ Tim Cook เริ่มต้นที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเขาได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีจีน Li Qiang และเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ กำลังคุกคามประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกด้วยการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมและคว่ำบาตรบริษัทเทคโนโลยีของจีนเพิ่มเติม

 

ทางด้านจีนนั้น Alibaba Group Holding Ltd. ได้เปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ในซีรีส์ Qwen ที่สามารถประมวลผลข้อความ รูปภาพ เสียง และวิดีโอ อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำงานได้โดยตรงบนโทรศัพท์มือถือและแล็ปท็อปได้

 

บริษัทระบุว่า โมเดลใหม่นี้ซึ่งเปิดให้ใช้งานบน Hugging Face และ GitHub สามารถนำไปพัฒนา AI Agent ที่ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้สามารถนำทางในสภาพแวดล้อมของตนเองผ่านคำบรรยายเสียงแบบเรียลไทม์

 

Alibaba เดินหน้าพัฒนา AI อย่างรวดเร็วหลังจากทุ่มเทเต็มที่กับเทคโนโลยีนี้ในปีนี้ โดยเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ของ Qwen เพียงไม่กี่วันหลังจาก DeepSeek สร้างกระแสในเดือนมกราคม และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาบริษัทก็เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ของแอปผู้ช่วยอัจฉริยะ Quark

 

แน่นอนว่า Alibaba ไม่ใช่นักพัฒนา AI เพียงรายเดียวที่สร้างโมเดลมัลติโหมด ทางด้าน OpenAI และ Google ของ Alphabet Inc. ต่างก็มีเครื่องมือ AI เชิงกำเนิดที่สามารถประมวลผลข้อมูลได้หลายรูปแบบ รวมถึงข้อความและเสียงเช่นกัน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา OpenAI ได้ขยายขีดความสามารถของ ChatGPT ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์สร้างภาพขั้นสูงขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาด AI ยิ่งทวีความเข้มข้น

 

Alibaba ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบ Qwen2.5-Omni-7B รุ่นใหม่ของบริษัทมีประสิทธิภาพสูงเป็นพิเศษในการทำความเข้าใจและสร้างสรรค์คำพูด 

 

บริษัทที่ก่อตั้งโดย Jack Ma วางแผนลงทุนด้าน AI และเครือข่ายคลาวด์คอมพิวติ้งมากกว่าที่เคยใช้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Alibaba มองว่าตนเองจะเป็นพันธมิตรสำคัญของบริษัทที่พัฒนาและนำ AI ไปใช้ในโลกจริง ขณะที่โมเดลมีการพัฒนาและต้องการพลังประมวลผลมากขึ้น

 

นับตั้งแต่ DeepSeek เอาชนะ OpenAI ด้วยโมเดลอันทรงพลังที่อ้างว่ามีต้นทุนการสร้างเพียงไม่กี่ล้านดอลลาร์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีของจีนก็ได้ทุ่มตลาดด้วยบริการ AI ต้นทุนต่ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตัดราคาข้อเสนอระดับพรีเมียมจากบริษัทอย่าง OpenAI และ Google

 

แม้ว่าจะยังไม่มีการสรุปว่าการเปิดตัว AI เหล่านี้จะเทียบเท่าหรือเหนือกว่าระบบที่ล้ำสมัยที่สุดจากนักพัฒนา AI ของตะวันตกหรือไม่ แต่ตัวเลือกใหม่เหล่านี้กำลังสร้างแรงกดดันให้กับโมเดลธุรกิจของบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ มากขึ้น

 

ภาพ: Jiang Zitong / Zhejiang Daily Press Group / VCG via Getty Images 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Apple เยือนบ้านเกิด DeepSeek ท่ามกลางการฟื้นตัวของ AI จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ Google Cloud พัฒนา AI เสริมศักยภาพตลาดทุนไทย https://thestandard.co/stock-exchange-thailand-google-cloud-ai-partnership/ Wed, 26 Mar 2025 08:51:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1056821 Google Cloud AI

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมมือ Google Cloud นำความส […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ Google Cloud พัฒนา AI เสริมศักยภาพตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Cloud AI

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมมือ Google Cloud นำความสามารถของ AI เสริมศักยภาพบุคลากร มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการปฏิบัติงาน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ Google Cloud จะร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์ม Generative AI (GenAI) หรือ ‘ATLAS’ (Automated Thai Listed Company AI-Info System) เพื่อนำไปใช้ตามกลยุทธ์การนำ Generative AI มาวิเคราะห์และจัดการข้อมูล เพื่อเป็นประโยชน์ในการทำงาน รวมถึงการวางกลยุทธ์เพื่อยกระดับการดำเนินงานของตลาดทุนไทย ทั้งนี้ ATLAS เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ ประมวลผล และค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ ที่สามารถสื่อสารอย่างเข้าใจง่ายใกล้เคียงกับมนุษย์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

ถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานโดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยพัฒนางานในหลายด้านเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งระบบกำกับดูแลการซื้อขายและกำกับบริษัทจดทะเบียน รวมถึงระบบแปลเนื้อหาข้อมูลบริษัทจดทะเบียนหรือความรู้ด้านการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุน 

 

และล่าสุด เตรียมนำระบบ ‘ATLAS’ ที่พัฒนาร่วมกับ Google Cloud นำ Generative AI มาใช้ในกระบวนการทำงาน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทจดทะเบียนให้สะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมมีแผนที่จะขยายไปยังผู้ลงทุนให้สามารถใช้งานได้ในระยะต่อไป”

 

ATLAS ถูกออกแบบขึ้นเพื่อประยุกต์ใช้ Generative AI Prompt ขั้นสูง มาพัฒนาการทำงานภายในองค์กรและการให้บริการบริษัทจดทะเบียนในด้านต่างๆ ทั้งการให้คำปรึกษา การให้ข้อมูลกฎเกณฑ์ การกำกับดูแล และการตรวจสอบการซื้อขาย โดยใช้โมเดลของ Google Gemini 2.0 Flash ผ่าน Vertex AI ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มพัฒนา AI ระดับองค์กรแบบครบวงจรของ Google ที่ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างโซลูชัน AI ขั้นสูงสำหรับการสนทนาโต้ตอบที่เป็นธรรมชาติเสมือนมนุษย์ได้ง่ายขึ้น 

 

ทั้งนี้ ATLAS จะค้นหาข้อมูลจากคลังข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ และประมวลผล นำเสนอผล นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนที่จะพัฒนา ATLAS เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ด้วยแพลตฟอร์ม BigQuery ของ Google Cloud และให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ทันที

 

ก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยบริษัทจดทะเบียนแปลรายงานทางการเงินจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้ Google Gemini 2.0 Flash เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงและสอดคล้องกับบริบทเนื้อหาแวดล้อม ซึ่งภายหลังการเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีบริษัทจดทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 100 บริษัท 

 

นอกจากนี้ยังมีการนำ AI มาใช้ในการแปลงเสียงวิดีโอจากงาน Opportunity Day เป็นข้อความ เพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนและนำข้อมูลไปใช้ต่อได้สะดวกขึ้น 

 

อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ร่วมกับ Deloitte และ Google Cloud สร้าง Generative AI Foundation Platform โดยใช้ Deloitte’s AI Navigator ร่วมกับการ Grounding ข้อมูลกับ Google Search ในการรวบรวม คัดเลือก จัดประเภทข้อมูลตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร ที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมความรู้เฉพาะด้านในสาขาต่างๆ ด้วย

 

อรรณพ ศิริติกุล Country Director, Google Cloud ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้งานคาดหวังประสบการณ์การค้นหาที่ชาญฉลาด เข้าใจง่าย และครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กรหรือการค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์สาธารณะ ด้วยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาของ Google Search ทำให้ Google Cloud พร้อมเป็นผู้นำในการสนับสนุนองค์กรต่างๆ สร้างแอปพลิเคชันและผู้ช่วยค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI คุณภาพระดับ Google โดยอิงกับข้อมูลที่แท้จริงขององค์กร 

 

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้สนับสนุนการนำระบบ ATLAS ไปใช้ และร่วมผลักดันแผนการพัฒนานวัตกรรมโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยพลังของ Google Cloud AI ที่ช่วยเสริมศักยภาพบุคลากรในการเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างให้เป็นความรู้และข้อมูลเชิงลึก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงสามารถสร้างมูลค่าให้กับผู้เข้าร่วมตลาดได้มากขึ้น และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับการลงทุนทางการเงิน”

 

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ Google Cloud พัฒนา AI เสริมศักยภาพตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม ‘MacBook Air M4’ กับการเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งในราคาน่ารักเหมือนปุยเมฆ https://thestandard.co/macbook-air-m4/ Tue, 25 Mar 2025 10:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1056415 macbook-air-m4

ความรู้สึกหลังการได้ลองสัมผัสและทำความรู้จักกับ MacBook […]

The post เพราะฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม ‘MacBook Air M4’ กับการเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งในราคาน่ารักเหมือนปุยเมฆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
macbook-air-m4

ความรู้สึกหลังการได้ลองสัมผัสและทำความรู้จักกับ MacBook Air รุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับชิป M4 และสีใหม่ ‘สกายบลู’ ไม่ต่างอะไรจากการยืนมองท้องฟ้า ที่ในแต่ละวันท้องฟ้าอาจจะมีบ้างที่ดูคล้ายกันแต่ความจริงแล้วไม่เคยเหมือนกันเลยในสักวัน

 

MacBook Air M4 ก็เหมือนกัน ในความรู้สึกอาจจะไม่ได้รู้สึกว่าดีขึ้นอย่างชนิดเห็นความแตกต่างจากรุ่นก่อน แต่ถ้าสัมผัสอย่างละเอียดก็จะพบว่าดีขึ้น เหมือนท้องฟ้าวันนี้สวยกว่าเมื่อวาน ‘นิดนึง’

 

 

ความแตกต่างอย่างแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุดสำหรับ MacBook Air M4 คือเรื่องของสีสัน สีที่อยู่คู่กับตระกูล MacBook มานานอย่างสเปซเกรย์กลายเป็นอดีตไปแล้ว Apple เปิดตัวสีเฉดใหม่ ‘สกายบลู’ ซึ่งเป็นสีฟ้าเฉดอ่อนๆ ไม่ฉูดฉาดเหมือนท้องฟ้าฤดูร้อนมากกว่าจะเป็นสีฟ้าสดใสของท้องฟ้าฤดูหนาว ซึ่งเป็นสีที่สวยและแตกต่างจากอีก 3 เฉดสีเดิมอย่าง เงิน, สตาร์ไลท์ และมิดไนท์ เชื่อว่าน่าจะเป็นสีที่ถูกใจคุณผู้หญิงหรือผู้ชายสายอบอุ่นพอสมควร

 

แต่นอกเหนือจากเรื่องของสีสันแล้วสิ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปธรรมแบบจับต้องได้ของ MacBook Air M4 แทบไม่มี

 

หน้าจอของ MacBook Air รุ่นใหม่ซึ่งมีให้เลือก 2 ขนาดคือ 13.6 นิ้ว และ 15.3 นิ้วยังคงเป็น Liquid Retina ความสว่าง 500 นิต รองรับ 1 พันล้านสี ซึ่งสวยงามและเพียงพอสำหรับการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การรับชมคอนเทนต์ ดูหนัง ดู YouTube หรือแม้แต่ใช้สำหรับการทำกราฟิกวิดีโอ การตัดต่อก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาสำหรับการใช้งานระดับพื้นฐาน ดีเหมือนเดิม

 

บนหน้าจอสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไปคือกล้อง! ที่มีการอัปเกรดให้ (สักที!) เป็นกล้อง 12MP Center Stage ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่จะจัดให้ผู้ใช้อยู่กลางเฟรมเสมอ อันนี้ถือว่าดีขึ้นสำหรับการใช้ประชุมออนไลน์หรือการต่อสาย FaceTime คุยกับครอบครัวหรือเพื่อน และยังมี ‘มุมมองด้านหน้าโต๊ะ’ ให้ได้ใช้สลับมุมมองเป็นลูกเล่นได้ เพียงแต่ถ้าคาดหวังว่ากล้อง 12MP จะชัดแจ๋วอาจจะต้องผิดหวังกันนิดหน่อย มันไม่ได้ชัดขึ้นมากมายขนาดนั้น

 

แต่สิ่งที่ดีจริงๆ คือเรื่องของฟีเจอร์ในการแชร์หน้าจอ เพราะในรุ่นใหม่สามารถแชร์หน้าจอภายนอกได้สูงสุดอีก 2 จอ ‘โดยไม่จำเป็นต้องพับหน้าจอ’ 

 

ความสามารถนี้เป็นสิ่งที่มาพร้อมกับชิปประมวลผลใหม่ M4 ที่มาพร้อมกับ CUP แบบ 10-core และ GPU แบบ 8-core (อัปเกรดเป็น 10-core ได้) ที่ทรงพลังอันเป็นมาตรฐานของชิปประมวลผลยุคใหม่ที่สร้างมาเพื่อ Apple Intelligence ที่ถึงแม้ในความรู้สึกจะไม่ได้เร็วหรือแรงจัดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างน้อยก็เร็วกว่าชิป M1 2 เท่า ไม่นับอีกส่วนที่สำคัญคือหน่วยความจำแบบรวม (Unified) ที่เพิ่มขึ้นจาก 8GB เป็น 16GB ทำให้ใช้งานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

 

ย้ำอีกทีว่าความแรงนั้นเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแบบสบายๆ จะเปิดเบราว์เซอร์ 20 แท็บพร้อมกันเป็นเรื่องปกติ เปิดแอปสลับไปมาได้ไม่มีปัญหา ส่วนเพื่อนรักนักเล่นเกมคงเข้าใจอยู่แล้วว่าการเล่นเกมทั่วไปไม่ใช่ปัญหา ปัญหาจะเกิดถ้าคิดอยากจะเล่นเกมที่เรียกร้องความแรงของเครื่องจัดๆ 

 

แบตเตอรีของ MacBook Air ยังถือว่าประเสริฐสำหรับคนที่ต้องใช้ทำงานนอกสถานที่เพราะใช้งานได้สูงสุดถึง 18 ชั่วโมง มีพอร์ตรองรับการใช้งานเพียงพอทั้ง Magsafe 3, Thunderbolt 4 อีก 2 พอร์ต พร้อมไปไหนไปกันในน้ำหนักเบาๆ 1.24 กิโลกรัม ไม่ปวดหลังปวดบ่า

 

รวมๆ แล้ว MacBook Air M4 ไม่ได้ทำให้รู้สึก ‘ว้าว’ อะไรมากมาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ในระยะหลัง แต่นี่คือแล็ปท็อปที่หากคิดจะมองหาเครื่องใหม่แล้วเป็นเครื่องที่มั่นใจได้ เชื่อใจได้เสมอว่าคุ้มค่ากับทุกบาทที่เสียไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้อัปเกรดมานานตั้งแต่รุ่น Intel รวมถึงคนที่ใช้ชิป M1 ต้องบอกว่าอาจจะถึงเวลาแล้ว

 

และที่สำคัญที่สุดของที่สุดคือราคาของรุ่นนี้ที่ลดลงจากเดิมเหลือเพียงแค่ 34,900 สำหรับรุ่นเริ่มต้น 13 นิ้ว เรื่องนี้มีผลต่อใจใครหลายคนแน่นอน เพราะลดลงจากการเปิดตัวรุ่น M3 มากถึง 5,000 บาทด้วยกัน

 

ฟ้าวันนี้ก็สวยดีนะ ว่าไหม

 

MacBook Air M4 MacBook Air M4 MacBook Air M4 MacBook Air M4 MacBook Air M4 MacBook Air M4 MacBook Air M4 MacBook Air M4

The post เพราะฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม ‘MacBook Air M4’ กับการเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งในราคาน่ารักเหมือนปุยเมฆ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joe Tsai ประธาน Alibaba เตือน ฟองสบู่ Data Center https://thestandard.co/joe-tsai-bubble-data-center/ Tue, 25 Mar 2025 10:05:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1056416

Joe Tsai ประธานของ Alibaba Group Holding Ltd. เตือนถึงค […]

The post Joe Tsai ประธาน Alibaba เตือน ฟองสบู่ Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>

Joe Tsai ประธานของ Alibaba Group Holding Ltd. เตือนถึงความเป็นไปได้ของ ฟองสบู่ ในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยระบุว่า การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานอาจเกินกว่าความต้องการเริ่มต้นของบริการ AI

 

ในการประชุม HSBC Global Investment Summit ที่ฮ่องกง วันนี้ (25 มีนาคม) Joe Tsai กล่าวว่า กระแสการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ กองทุน และนักลงทุนต่างๆ ที่เร่งสร้าง Data Center ในสหรัฐฯ และเอเชีย เริ่มมีลักษณะของการลงทุนอย่างไร้ทิศทาง โดยหลายโครงการเริ่มต้นขึ้นโดยที่ยังไม่มีลูกค้ารองรับ

 

ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Microsoft Corp. และ SoftBank Group Corp. ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อชิปของ NVIDIA Corp. และ SK Hynix Inc. ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนา AI ทางฝั่ง Alibaba เองก็ได้ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะทุ่มงบกว่า 380,000 ล้านหยวน หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

การก่อสร้าง Data Center กำลังขยายตัวจากอินเดียถึงมาเลเซีย ในขณะที่สหรัฐฯ มีโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการ Stargate ซึ่งประธานาธิบดี Donald Trump โปรโมตว่าอาจใช้เงินลงทุนถึง 500,000 ล้านดอลลาร์

 

หลังจากการแสดงความเห็นของ Joe Tsai หุ้น Alibaba ในตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลงกว่า 3%

 

“ผมเริ่มกังวลเมื่อเห็นคนสร้าง Data Center โดยไม่มีลูกค้ารองรับ” Joe Tsai กล่าว พร้อมเสริมว่า ปัจจุบันมีหลายกองทุนระดมทุนได้เป็นพันล้านดอลลาร์เพื่อการนี้

 

ในขณะเดียวกันเขาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการใช้เงินลงทุนของคู่แข่งในสหรัฐฯ เช่น Amazon, Alphabet และ Meta ที่ประกาศทุ่มเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์, 75,000 ล้านดอลลาร์ และ 65,000 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า Microsoft ได้ยกเลิกสัญญาเช่า Data Center บางแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่อาจเกินความจำเป็น แม้ผู้บริหารของบริษัทจะออกมายืนยันว่าการใช้จ่ายครั้งนี้ยังอยู่ในระดับที่จำเป็น โดย Microsoft คาดว่าจะใช้เงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณนี้ แต่คาดว่าการใช้จ่ายจะเริ่มลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

 

“ผมยังคงทึ่งกับตัวเลขการลงทุนใน AI ที่ถูกพูดถึงในสหรัฐฯ” Joe Tsai กล่าว “มีการพูดถึงเงินลงทุนระดับ 500,000 ล้านดอลลาร์ หรือหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งผมคิดว่าไม่จำเป็นทั้งหมด การลงทุนในตอนนี้อาจเกินกว่าความต้องการที่มีอยู่จริง แต่เป็นการคาดการณ์ว่าความต้องการจะเพิ่มขึ้นในอนาคต”

 

ภาพ: Michael Kovac / Getty Images, IR_Stone / Getty Images 

อ้างอิง:

The post Joe Tsai ประธาน Alibaba เตือน ฟองสบู่ Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nintendo Authorized Store by Synnex สวรรค์ของสาวกปู่นินตัวจริงที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/nintendo-authorized-store-by-synnex/ Mon, 24 Mar 2025 09:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1053934 Nintendo Authorized Store by Synnex

ใครก็ตามที่เติบโตมากับยุคของ Game Boy เล่น Wii Party กั […]

The post Nintendo Authorized Store by Synnex สวรรค์ของสาวกปู่นินตัวจริงที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nintendo Authorized Store by Synnex

ใครก็ตามที่เติบโตมากับยุคของ Game Boy เล่น Wii Party กับเพื่อนจนเหงื่อออก หรือนั่งเล่น Smash กันบนเครื่อง Nintendo Switch จนดึกดื่น ที่นี่คือปลายทางที่สาวก ‘ปู่นิน’ หรือ Nintendo ต้องแวะให้ได้สักครั้งกับ ‘Nintendo Authorized Store by Synnex’ ที่เปิดตัวบนชั้น 3 ของสยามพารากอน เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ Official Shop แต่เป็นพื้นที่ให้แฟน Nintendo ได้สัมผัสประสบการณ์เกมแบบเต็มรูปแบบ ทดลองเล่นเกมและเลือกซื้อสินค้าสุดพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหน จะเรียกว่าเป็นสวรรค์ของสาวก Nintendo เลยก็ว่าได้ มีอะไรให้ลองบ้าง THE STANDARD POP จะพาไปทัวร์

 

Nintendo Authorized Store by Synnex

 

โซนแรก: สัมผัสประสบการณ์ทดลองหลากหลายเกมจาก Nintendo

 

ก้าวเท้าเดินเข้าร้านมาจะเจอเจ้า Mario มาสคอตประจำร้าน Nintendo Authorized Store by Synnex ยืนต้อนรับหน้าตาสดใส เมื่อมองตรงไปจะเจอกับจอทีวีขนาด 96 นิ้ว ที่เปิดให้เหล่าสาวกได้มาทดลองเล่นเกมแบบเต็มอารมณ์ สัมผัสประสบการณ์ก่อนซื้อจริง 

 

 

ไม่ต้องกลัวว่าจะต่อคิวนาน เพราะนอกจากจอใหญ่ ยังมีจอใหญ่ไม่แพ้กันคอยเปิดให้เราได้สัมผัสความสนุกของเกมจาก Nintendo โดยเกมที่เปิดให้เล่นตอนนี้มีตั้งแต่ Mario Kart 8 Deluxe, Donkey Kong Country Returns HD และ Kirby and the Forgotten Land ไม่ว่าจะมากับครอบครัว กับเพื่อน หรือกับคนรัก ที่นี่ก็เหมาะสำหรับการสร้างช่วงเวลาดีๆ หรือมาแฮงเอาต์กัน

 

 

ไฮไลต์พิเศษเลยก็คือ เร็วๆ นี้ เตรียมพบการแข่งขัน ‘Game Challenge: Mario Kart 8’ ที่จะมาท้าประลองความเร็วกับเกม Mario Kart 8 ที่ Nintendo Authorized Store by Synnex 

 

ในการแข่งครั้งนี้ ผู้ที่ทำความเร็วได้ไวสุดในแต่ละสัปดาห์ รับรางวัลไปเลย (แข่งขันกันทั้งหมด 4 สนาม) และแมตช์สุดท้าย Champ of the Champ แชมป์ที่ทำความเร็วได้ไวที่สุด รับของรางวัลสุดพิเศษ

 

โซนที่ 2: แผ่นเกม Nintendo และสินค้าส่งตรงจากปู่นิน

 

เมื่อทดลองเกมสุดสนุกกันจุใจแล้ว ใครที่มีเครื่องเกม Nintendo Switch ก็ต้องอยากพาความสนุกกลับบ้านไปเล่นกันต่ออย่างแน่นอน ซึ่ง Nintendo Authorized Store by Synnex ก็เตรียมเกมมากมายหลากหลายซีรีส์ของ Nintendo มาเรียงแยกหมวดไว้ให้แฟนๆ ได้เลือกเป็นเจ้าของ 

 

Nintendo Authorized Store by Synnex

 

โดยร้านขนมาครบทุกซีรีส์จาก Nintendo ทั้งซีรีส์ Super Mario Bros., Mario Kart, Xenoblade Chronicles, Ring Fit Adventure, The Legend of Zelda, Animal Crossing, Pokémon, Kirby, Donkey Kong, Super Smash Bros. และอื่นๆ อีกมากมาย เดินเลือกซื้อกันละลานตาแทบอดใจไม่ไหวทีเดียว

 

 

รอบๆ ชั้นนอกจากขายแผ่นเกมแล้ว ยังมีสินค้า Merchandise จากเกมซีรีส์ต่างๆ รวมถึง Nintendo Switch Joy-Con และ Pro Controller ลวดลายต่างๆ ให้ได้เลือกตามสไตล์และซีรีส์ที่ชื่นชอบกันอย่างจุใจ 

 

 

แต่ไฮไลต์ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ทางร้านยังมีชุดของคาแรกเตอร์จาก Super Mario Bros. อย่างสองพี่น้อง Mario และ Luigi เจ้าไดโนเสาร์ Yoshi และวายร้ายอย่าง Bowser ให้เราได้สวมใส่มาแชะรูปสวยๆ อวดลงโซเชียล หรือจะซื้อกลับไปใส่เล่นก็ได้อีกด้วย

 

Nintendo Authorized Store by Synnex

 

โซนสุดท้าย: กำแพงตุ๊กตาสุดคิวต์จาก Nintendo

 

ในโซนสุดท้ายของ Nintendo Authorized Store by Synnex ก่อนที่เราจะเช็กเอาต์สินค้าที่เราเลือกช้อป ยังมีกำแพงตุ๊กตาแสนน่ารักจากเกมซีรีส์ของ Nintendo อีกมากมายมาคอยยั่วยวนใจเราให้พาน้องๆ กลับบ้านไปเพิ่ม นอกจากนี้ยังมี Elephant Mario ที่โผล่จากท่อยักษ์มาทักทายเราอีกด้วย

 

Nintendo Authorized Store by Synnex

 

รวมถึงสินค้า Merchandise ของใช้ลาย Nintendo มีทั้งเครื่องเขียน, ผ้าเช็ดตัว, พวงกุญแจ, เครื่องครัว, ฟิกเกอร์, กล่องจุ่ม และของสะสมอื่นๆ มากมาย และที่สำคัญคือสินค้าหลายชิ้นมีเฉพาะที่นี่เท่านั้น 

 

 

ก่อนจะเดินไปถึงเคาน์เตอร์สำหรับจ่ายเงิน ยังมีโซนจัดแสดงเครื่องเล่นเกมต่างๆ หลากหลายรูปแบบของ Nintendo และเรายังพบกับสินค้าตัวใหม่ยอดนิยมอย่าง Nintendo Sound Clock: Alarmo อีกด้วย

 

Nintendo Sound Clock: Alarmo ให้ทุกเช้าตื่นมาพร้อมกับเกมโปรดของเรา

 

สินค้าไฮไลต์อีกชิ้นอย่าง Nintendo Sound Clock: Alarmo นาฬิกาปลุกที่เปลี่ยนการตื่นนอนให้สนุกขึ้นกว่าเดิม พาคุณเข้าสู่โลกของ Nintendo ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตา

 

 

Nintendo Sound Clock: Alarmo มาพร้อมกับฉากและเสียงจากเกมดัง เช่น Super Mario Odyssey, The Legend of Zelda: Breath of the Wild และ Mario Kart 8 Deluxe, Splatoon 3, Pikmin 4, Ring Fit Adventure และ Super Mario Bros. 

 

 

  • เลือกฉากปลุกเองได้ – อยากให้เช้าวันจันทร์เริ่มต้นด้วยเสียงของ Mario หรือให้ Link ปลุกคุณไปทำงาน? เลือกได้ตามใจ
  • เสียงปลุกสมจริง – ไม่ใช่แค่เสียงบี๊บๆ ทั่วไป แต่เป็นดนตรีและเสียงตัวละครจากเกมที่คุณชื่นชอบ
  • อัปเดตฉากใหม่ได้ผ่าน WiFi – เชื่อมต่อบัญชี Nintendo และดาวน์โหลดฉากใหม่ๆ ได้ตลอด

 

 

ซึ่งถ้าหากคุณเป็นสายกดเลื่อนปลุกซ้ำๆ Nintendo Sound Clock: Alarmo มีลูกเล่นที่ช่วยให้คุณตื่นง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

 

  • เลื่อนปลุกด้วยการขยับร่างกาย – ต้องขยับตัวเพื่อเลื่อนปลุก ไม่สามารถกดหยุดเฉยๆ
  • ปิดปลุกด้วยการลุกจากเตียง – ใช้ Motion Sensor ตรวจจับว่าคุณลุกขึ้นจริงหรือยัง

 

ขอกระซิบว่า Nintendo Sound Clock: Alarmo ถือว่าฮิตสุดๆ ขายดีมากๆ ตั้งแต่วันแรก ใครที่อยากเป็นเจ้าของต้องรีบแล้ว โดยสามารถเดินเข้ามาซื้อสินค้าที่ Nintendo Authorized Store by Synnex ได้เลย

 

Nintendo Authorized Store by Synnex พร้อมกับความตื่นเต้นในอนาคต

 

นอกจากสินค้าที่พาไปชมกันจุใจแล้ว THE STANDARD POP ยังแอบรู้มาว่า Nintendo Authorized Store by Synnex จะขนเหล่าสินค้า Pokémon สุดน่ารักเข้ามาในประเทศไทยเร็วๆ นี้

 

 

และหลังจากการประกาศการมาของ Nintendo Switch 2 มีความเป็นไปได้สูงว่าที่นี่อาจเป็นหนึ่งในจุดแรกที่วางจำหน่ายเครื่องเล่นเกม Next Gen ตัวนี้ ถ้าไม่อยากพลาดข่าวสาร อย่าลืมติดตาม Facebook Page: Synnex Thailand กันไว้ด้วย

 

จบไปแล้วกับการทัวร์ Nintendo Authorized Store by Synnex ซึ่งเป็นสถานที่ที่แฟนๆ Nintendo ต้องแวะมาให้ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ ‘ร้านขายเกม’ แต่เป็นพื้นที่ที่ให้แฟนเกมได้สัมผัสประสบการณ์จริง ทดลองเล่นเกมก่อนตัดสินใจซื้อ และเลือกซื้อสินค้าพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหน ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์ของสาวกปู่นินเลย

 

Nintendo Authorized Store by Synnex

 

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/NintendoSynnex

Website: https://www.synnex.co.th 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post Nintendo Authorized Store by Synnex สวรรค์ของสาวกปู่นินตัวจริงที่ต้องมาให้ได้สักครั้ง [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศรัทธาเหนือราคา? หุ้น Tesla ร่วงหนัก แต่แฟนคลับ Elon Musk ไม่หวั่น แห่ ‘ช้อนซื้อ’ สุดตัว มองเป็นโอกาสทอง https://thestandard.co/tesla-stock-drops-fans-buy-the-dip/ Sat, 22 Mar 2025 07:56:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1055070 หุ้น Tesla

หุ้น Tesla Inc. กำลังอยู่ในช่วงขาลง ยอดขายทั่วโลกดิ่งลง […]

The post ศรัทธาเหนือราคา? หุ้น Tesla ร่วงหนัก แต่แฟนคลับ Elon Musk ไม่หวั่น แห่ ‘ช้อนซื้อ’ สุดตัว มองเป็นโอกาสทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Tesla

หุ้น Tesla Inc. กำลังอยู่ในช่วงขาลง ยอดขายทั่วโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง อีกทั้งแม้แต่นักวิเคราะห์ที่เคยเชียร์สุดใจยังเริ่มหันมามีมุมมองที่ระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม กลับมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลัง ‘กว้านซื้อ’ หุ้นของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พวกเขาคือบรรดา ‘แฟนคลับ’ ของ Elon Musk ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทนั่นเอง!

 

บริษัทมีฐานแฟนคลับนักลงทุนรายย่อยที่ติดตามทุกคำพูดของ Musk บน X พวกเขาวิเคราะห์ Tesla อย่างละเอียดในฟอรัมออนไลน์ และมีส่วนในการสร้างกระแสนิยมให้กับหุ้น ข้อมูลจาก JPMorgan Chase แสดงว่านักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิหุ้น Tesla ต่อเนื่องกัน 13 วัน ทุ่มเงินกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกระแสเงินไหลเข้ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015

 

สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ราคาหุ้น Tesla กลับร่วงลง 17% ทำให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 155,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ในภาวะตลาดที่ผันผวน นักเทรดใน Reddit หลายคนยังมองว่านี่เป็นโอกาสดีในการลงทุน Nicholas Colas ผู้ร่วมก่อตั้ง DataTrek Research กล่าวว่า “Tesla ทำให้นักลงทุนหลายคนร่ำรวยขึ้นอย่างมาก ผู้คนไม่ลืมสิ่งนั้นและจะกลับมาหาหุ้นอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่ามันถูกทุบลง”

 

หุ้น Tesla ร่วงลงอย่างหนักตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม หลังจากที่เคยทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากความปีติยินดีในชัยชนะของ Donald Trump ราคาหุ้นได้ถอยลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุดดังกล่าว ทำให้เป็นหุ้นที่ร่วงมากที่สุดอันดับสองในดัชนี S&P 500 ในปีนี้ 

 

สถานการณ์รุนแรงถึงขนาดที่ Musk ต้องปลอบใจพนักงานในการประชุมเมื่อวันพฤหัสบดี (20 มี.ค.) ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้น 5.3% มาปิดที่ 248.66 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ (21 มี.ค.)

 

สิ่งที่ Wall Street มองว่าเป็นคุณต่อบริษัท คือบทบาทของ Musk ในรัฐบาล Trump กลับกลายเป็นภาระ เนื่องจากการปรากฏตัวทางการเมืองและข้อโต้แย้งในยุโรปได้จุดชนวนการต่อต้านบริษัท ส่งผลให้รถ Tesla ถูกมองเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง มีการประท้วงและทำลายโชว์รูมและสถานีชาร์จในหลายประเทศ

 

ยอดขายรถยนต์ Tesla ร่วงลงในตลาดสำคัญทั้งยุโรป จีน และออสเตรเลีย ส่งผลให้นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการยอดขายและกำไร Adam Jonas นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน Tesla มานาน ได้ลดเป้าหมายราคาหุ้น โดยอ้างถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เก่า และความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์ แต่ยังคงแนะนำ ‘ซื้อ’ โดยมองว่าอนาคตของบริษัทยังขึ้นอยู่กับหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์

 

ในการประชุมกับพนักงาน Musk พยายามสร้างความมั่นใจโดยให้ ‘ถือหุ้นไว้’ เขากล่าวถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับยานยนต์ไร้คนขับและมองว่าอนาคตของแท็กซี่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะช่วยสร้างโลกที่ผู้คนสามารถมีทุกสิ่งที่ต้องการได้ 

 

ยอดขายรถยนต์ใหม่ของ Tesla ลดลงในหลายภูมิภาค ขณะที่บริษัทเผชิญความไม่แน่นอนทางการค้าจากนโยบายภาษีใหม่ของประธานาธิบดี Trump เจ้าของ Tesla จำนวนมากกำลังนำรถของตนไปแลกเปลี่ยนเป็นรถยี่ห้ออื่นในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

 

Musk ยังคงโปรโมท Model Y ว่าจะเป็นรถที่ขายดีที่สุดในโลกอีกครั้ง และอวดว่า Cybertruck เป็นรถกระบะไฟฟ้าล้วนที่ขายดีที่สุด แม้จะมีการประกาศเรียกคืนครั้งใหญ่ เขายังกล่าวถึง Cybercab ที่กำลังจะมาถึงและการอัปเกรดรถให้เป็นแท็กซี่หุ่นยนต์ด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ โดยบริการเรียกรถไร้คนขับจะเริ่มที่ออสตินในเดือนมิถุนายน

 

ในตลาดแท็กซี่หุ่นยนต์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Tesla เผชิญการแข่งขันรุนแรงจาก Waymo ของ Alphabet และผู้ผลิตจีนอย่าง Zeekr รวมถึงบริษัทหุ่นยนต์อย่าง Boston Dynamics 

 

ถึงกระนั้น Musk ยังอวดว่า Optimus ของ Tesla เป็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก โดยพนักงาน Tesla จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้ใช้งาน เขากล่าวว่าวันหนึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะทำงานเหมือนตัวละคร R2-D2 และ C-3PO ใน Star Wars

 

“เราจะเสนอหุ่นยนต์ Optimus ให้กับพนักงาน Tesla ก่อน” Musk กล่าว “อาจมีข้อดีและข้อเสียบ้าง อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย แต่มันจะ ‘เจ๋ง’ มาก”

 

อ้างอิง:

The post ศรัทธาเหนือราคา? หุ้น Tesla ร่วงหนัก แต่แฟนคลับ Elon Musk ไม่หวั่น แห่ ‘ช้อนซื้อ’ สุดตัว มองเป็นโอกาสทอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tesla ‘เรียกคืน’ Cybertruck กว่า 46,000 คัน ปัญหา ‘เหล็กหลุด’ ทำพิษ เป็นที่มาของคำถาม ‘รถแกร่ง’ ที่ไม่แกร่งจริง? https://thestandard.co/tesla-cybertruck-recall/ Fri, 21 Mar 2025 01:54:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1054501 tesla-cybertruck-recall

Tesla ประกาศ ‘เรียกคืน’ รถกระบะไฟฟ้า Cybert […]

The post Tesla ‘เรียกคืน’ Cybertruck กว่า 46,000 คัน ปัญหา ‘เหล็กหลุด’ ทำพิษ เป็นที่มาของคำถาม ‘รถแกร่ง’ ที่ไม่แกร่งจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
tesla-cybertruck-recall

Tesla ประกาศ ‘เรียกคืน’ รถกระบะไฟฟ้า Cybertruck ทุกคันที่ผลิตและจำหน่ายในช่วง 15 เดือนแรกในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยที่บริษัทยัง ‘แก้ไข’ ไม่ได้ 

 

การเรียกคืนนี้ครอบคลุมรถกว่า 46,000 คันที่ผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 จนถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ของปีนี้ ตามเอกสารที่ Tesla ยื่นต่อสำนักงานบริหารความปลอดภัยบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (US National Highway Traffic Safety Administration)

 

ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ประเมินว่า 1% ของรถกระบะที่เรียกคืนนั้นมีข้อบกพร่อง จากชิ้นส่วนเหล็กตกแต่งภายนอกของ Cybertruck ติดตั้งเข้ากับตัวรถด้วยกาวที่มีความเปราะบางเมื่อสัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอก ตามที่บริษัทได้ระบุไว้

 

Tesla ระบุในรายงานว่าจะ ‘รับผิดชอบค่าใช้จ่าย’ ในการเปลี่ยนแผงเหล็กดังกล่าวด้วยแผงที่ตรงตามข้อกำหนดด้านความทนทานของบริษัท แต่ ณ วันที่ 18 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่ Tesla ยื่นรายงานการเรียกคืนบริษัทกล่าวว่ายังไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวในการผลิต โดยคาดว่าจะแก้ไขปัญหาได้ประมาณวันที่ 21 มีนาคม

 

“หากแผงเหล็กกล้าไร้สนิมส่วนบนหลุดออกจากตัวรถขณะขับขี่ อาจก่อให้เกิดอันตรายบนท้องถนนสำหรับผู้ขับขี่ที่ตามมา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือการชน” Tesla กล่าว บริษัทระบุว่าพบการเคลมประกัน 151 รายการที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหานี้

 

Tesla เคยเรียกคืน Cybertruck ถึง ‘หกครั้ง’ ในสหรัฐฯ ภายในหนึ่งปีหลังจากเปิดตัวรถกระบะรุ่นนี้ในเดือนพฤศจิกายน 2023 หนึ่งในการเรียกคืนเพื่อความปลอดภัยก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนตกแต่งตามขอบกระบะท้ายที่ ‘อาจหลุด’ ขณะขับขี่

 

หุ้นของ Tesla ปรับตัวลง 1.2% ณ เวลา 8:05 น. เช้าวันพฤหัสบดี (20 มี.ค.) ในนิวยอร์ก ก่อนเริ่มการซื้อขายตามปกติ หุ้นร่วงลง 42% แล้วในปีนี้ การลดลงนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสต่อต้าน Elon Musk ที่มีบทบาทในการกำกับดูแลการตัดงบประมาณรัฐบาลกลางในทำเนียบขาวของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งสร้างความขัดแย้ง

 

นับตั้งแต่แรกที่ Elon Musk ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดตัวรถต้นแบบ Cybertruck ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาได้นำเสนอรถกระบะรุ่นนี้ว่าเป็นรถที่แข็งแกร่งและทนทาน “คุณต้องการรถบรรทุกที่แข็งแกร่งจริงๆ ไม่ใช่แค่แสร้งว่าแข็งแกร่ง” เขากล่าวบนเวทีในงานอีเวนต์ที่ลอสแอนเจลิส

 

แต่หลังจากแสดงคลิปวิดีโอที่รถบรรทุกสามารถทนทานต่อการถูกยิง และเชิญ Franz von Holzhausen หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Tesla มาทุบประตูรถด้วยค้อนปอนด์ การสาธิตกระจกกันกระสุนของ Cybertruck กลับ ‘ผิดพลาด’ ผู้บริหารคนดังกล่าวขว้างลูกบอลโลหะใส่กระจกฝั่งคนขับจน ‘แตก’

 

Tesla พยายาม ‘แก้ต่างและสร้างอารมณ์ขัน’ จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อ Cybertruck วางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2023 โดยขายสติกเกอร์ราคา 55 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อรำลึกถึงกระจกที่เสียหาย ซึ่งขายหมดอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของชิ้นส่วนตกแต่งของรถกระบะที่ไม่สามารถยึดติดกับตัวรถได้นั้นไม่ใช่เหตุการณ์เดียวที่ ‘ตั้งคำถาม’ เกี่ยวกับความทนทานของรถกระบะรุ่นนี้

 

ในช่วงที่ผ่านมา มีการเผยแพร่วิดีโอทดสอบความแข็งแรงของ Cybertruck หลายรายการ โดยในเดือนสิงหาคม Cody Detwiler เจ้าของช่อง YouTube WhistlinDiesel ที่มีผู้ติดตาม 9.31 ล้านคน ได้เผยแพร่วิดีโอเปรียบเทียบความทนทานของ Cybertruck กับรถกระบะ F-150 ของ Ford ซึ่งแสดงให้เห็นโครงรถของ Tesla ‘หัก’ เมื่อถูกเกี่ยวกับขอพ่วง วิดีโอดังกล่าวมียอดวิวเกือบ 31 ล้านครั้ง ขณะที่ในวิดีโอล่าสุดของ Zack Nelson จาก JerryRigEverything ก็แสดงให้เห็นส่วนท้ายของโครงรถ Cybertruck ‘ยุบตัว’ ระหว่างการทดสอบความแข็งแรง

 

ถึงกระนั้น Musk ยังคง ‘ยืนหยัด’ เคียงข้างรถกระบะรุ่นนี้ โดยโพสต์บน X เมื่อเดือนที่แล้วว่ารถรุ่นนี้ “ปลอดภัยสูงสุด พร้อมรับมือแม้วันสิ้นโลก” หลังจากได้รับคะแนนความปลอดภัยโดยรวมระดับห้าดาวจาก NHTSA

 

ในปี 2024 Tesla ครองอันดับหนึ่งในการเรียกคืนรถยนต์ในสหรัฐฯ โดยมียอดเรียกคืนสูงถึง 5.1 ล้านคัน ตามรายงานของบริษัทจัดการการเรียกคืน BizzyCar อย่างไรก็ตาม ปัญหาส่วนใหญ่ของรถยนต์ Tesla มักได้รับการแก้ไขด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบไร้สาย (over-the-air) ซึ่งแตกต่างจากการเรียกคืนในครั้งนี้ที่ต้องมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนทางกายภาพ

 

อ้างอิง:

The post Tesla ‘เรียกคืน’ Cybertruck กว่า 46,000 คัน ปัญหา ‘เหล็กหลุด’ ทำพิษ เป็นที่มาของคำถาม ‘รถแกร่ง’ ที่ไม่แกร่งจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>