Tech – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 26 Feb 2025 11:06:57 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน https://thestandard.co/apple-plans-texas-factory-for-ai-servers-20000-research-jobs/ Wed, 26 Feb 2025 11:06:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1046052 Apple สร้างโรงงาน AI

Apple ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ […]

The post Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple สร้างโรงงาน AI

Apple ประกาศแผนลงทุนมหาศาลกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 16.9 ล้านล้านบาท) ในสหรัฐอเมริกาตลอด 4 ปีข้างหน้า พร้อมเพิ่มการจ้างงานอีก 20,000 ตำแหน่ง ในโครงการสนับสนุน ‘นวัตกรรมอเมริกัน’ (American innovation)

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก Tim Cook ซีอีโอของบริษัทเข้าพบประธานาธิบดี Donald Trump ที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท

 

“เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมต่ออนาคตของนวัตกรรมอเมริกัน” Cook กล่าว ขณะที่ Trump ได้โพสต์ขอบคุณ Cook บนแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าการลงทุนครั้งนี้เกิดจาก “ความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำ หากปราศจากสิ่งนี้ พวกเขาคงไม่ลงทุนแม้แต่สิบเซน”

 

อย่างไรก็ตาม Apple ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุน 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่การซื้อจากซัพพลายเออร์สหรัฐฯ ไปจนถึงการถ่ายทำรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์สำหรับบริการ Apple TV+ ของบริษัท 

 

การประกาศในครั้งนี้คล้ายคลึงกับการประกาศในปี 2018 ที่สัญญาว่าจะมีการสนับสนุนโดยตรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังจาก Trump ได้รับเลือกตั้งครั้งก่อน

 

แม้จะพยายามกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังอินเดียและส่วนอื่นๆ ของเอเชีย แต่ Apple ยังคงพึ่งพาซัพพลายเออร์และผู้ผลิตในจีนอย่างมากในการผลิต iPhone และอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้บริษัทมีความเสี่ยงเป็นพิเศษท่ามกลางบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ กับภาษีนำเข้า 10% จากจีนที่ทำเนียบขาวประกาศใช้เดือนนี้ รวมถึงแผนจัดเก็บภาษี 25% สำหรับการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์

 

Apple ระบุว่าจะเพิ่มเงินทุนใน US Advanced Manufacturing Fund เป็น 2 เท่า จาก 5 พันล้านเป็น 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งกองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนซัพพลายเออร์ระยะยาวอย่าง Corning ผู้ผลิตกระจกในรัฐเคนทักกี และเพื่อรับชิปจากโรงงานใหม่ของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ในรัฐแอริโซนา ซึ่ง Apple ระบุว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด

 

บริษัทกล่าวว่า การผลิตจำนวนมากของชิปได้เริ่มต้นที่นั่นเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งขยายห่วงโซ่อุปทานชิปในสหรัฐฯ ที่ดำเนินการอยู่แล้วใน 24 โรงงานใน 12 รัฐ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชิปประสิทธิภาพสูงส่วนใหญ่ที่จำเป็นสำหรับขับเคลื่อน iPhone รุ่นล่าสุดยังคงผลิตโดย TSMC ในไต้หวัน รวมถึงซัพพลายเออร์อื่นๆ ในเอเชีย

 

นอกจากนี้ Apple ยังประกาศเปิดโรงงานขนาดใหญ่พื้นที่ 250,000 ตารางฟุตในฮิวสตัน เพื่อผลิตเซิร์ฟเวอร์รองรับแผนงานด้าน AI โดยระบุว่าเดิมเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้เคยผลิตนอกสหรัฐฯ การเปิดโรงงานซึ่งมีกำหนดเปิดในปีหน้าจะสร้างงานใหม่อีกหลายพันตำแหน่ง เทคโนโลยีศูนย์ข้อมูลนี้จะช่วยขับเคลื่อน Apple Intelligence ระบบ AI ใหม่สำหรับ iPhone และ Mac

 

Apple จะร่วมมือกับ Foxconn (อย่างเป็นทางการคือ Hon Hai Precision Industry) เพื่อสร้างโรงงานในฮิวสตัน ซึ่งจะประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่จะนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อน Apple Intelligence ชุดฟีเจอร์ AI ที่ช่วยร่างอีเมลและทำงานอื่นๆ อย่างไรก็ตาม Apple ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าการตัดสินใจเปิดโรงงานในฮิวสตันเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการชนะเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของ Trump

 

Apple ยังประกาศเปิดสถาบันการผลิตในรัฐมิชิแกนเพื่อฝึกอบรมผู้ผลิตในสหรัฐฯ รุ่นต่อไปโดยวิศวกรของบริษัทร่วมกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะให้คอร์สฟรีแก่บริษัทผลิตขนาดเล็กและขนาดกลางในด้านต่างๆ เช่น การจัดการโครงการและการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

 

การนำ TSMC มาที่แอริโซนาและการช่วยแนะนำกฎหมายที่ต่อมากลายเป็นพระราชบัญญัติ CHIPS เพื่อเสริมสร้างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในนโยบายอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของ Trump ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรก ซึ่งการประกาศของ Apple ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง:

 

The post Apple ทิ้งจีน? ทุ่มเงินดุเดือด 5 แสนล้าน สร้างโรงงาน AI จ้างงาน 2 หมื่นตำแหน่งในสหรัฐฯ พลิกเกมซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok ดิ้นเฮือกสุดท้าย! เจรจาลับรัฐบาล Trump เลี่ยงขายทิ้งแอปดัง แลกทางรอดในอเมริกา https://thestandard.co/tiktok-trump-negotiation/ Wed, 26 Feb 2025 09:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1045963 tiktok-trump-negotiation

TikTok กำลังพยายามเจรจาข้อตกลงกับรัฐบาล Trump ที่จะแก้ป […]

The post TikTok ดิ้นเฮือกสุดท้าย! เจรจาลับรัฐบาล Trump เลี่ยงขายทิ้งแอปดัง แลกทางรอดในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
tiktok-trump-negotiation

TikTok กำลังพยายามเจรจาข้อตกลงกับรัฐบาล Trump ที่จะแก้ปัญหาคำสั่ง ‘ขายหรือแบน’ โดยยังคงให้อำนาจควบคุมแพลตฟอร์มอยู่ในมือของบริษัทแม่จากจีนอย่าง ByteDance ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ได้พูดคุยกับ Nikkei Asia

 

TikTok และ ByteDance ยังคงคัดค้านการขายและกำลังอยู่ในช่วงเจรจากับรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับข้อตกลงที่จะอนุญาตให้นักลงทุนสหรัฐฯ ถือหุ้นในบริษัทมากขึ้น แหล่งข่าวหนึ่งระบุ การเจรจานี้นำโดยรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ JD Vance และที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ Mike Waltz

 

“อาจเป็นรูปแบบ VIE (Variable Interest Entity) การร่วมทุน หรือผ่านเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญคือธุรกรรมจะไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนอัลกอริทึมและ ByteDance จำเป็นต้องยังคงควบคุม TikTok สหรัฐฯ ได้” แหล่งข่าวกล่าว

 

ข้อมูลจาก PitchBook แสดงให้เห็นว่า ByteDance ปัจจุบันมีนักลงทุน 76 รายโดยส่วนใหญ่เป็นสถาบันที่ไม่ใช่จากจีน บริษัทระบุว่าประมาณ 60% ของหุ้นเป็นของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก 20% เป็นของผู้ก่อตั้ง และอีก 20% เป็นของพนักงาน

 

ในขณะเดียวกัน กฎหมาย Protecting Americans from Foreign Adversary Controlled Applications Act หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายที่บังคับให้ TikTok ต้อง ‘ขายหรือถูกแบน’ มีข้อกำหนดชัดเจนว่า บริษัทจากประเทศที่สหรัฐฯ ถือว่าเป็นคู่แข่ง (เช่น จีน) จะถือครองหุ้น TikTok ได้ไม่เกิน 20% หากเกินกว่านี้ แอปพลิเคชันจะถูกนิยามว่ายังอยู่ภายใต้การควบคุมของชาติคู่แข่งและจะต้องถูกแบนออกจากสหรัฐอเมริกา

 

แม้ว่าภาษาปัจจุบันของกฎหมายอาจตัดโอกาสข้อตกลงใดๆ เช่นที่กำลังหารือกันอยู่ แต่ชะตากรรมของ TikTok อาจขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว นั้นคือ Donald Trump

 

“กฎหมายระบุว่าประธานาธิบดีต้องกำหนดว่าไม่ได้ถูกควบคุมโดยองค์กรต่างชาติและไม่มีความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการกับองค์กรต่างชาติ ดังนั้นการตัดสินใจที่แท้จริงขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี” Alison Szalwinski รองประธานของ Asia Group บริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ที่มีสำนักงานใหญ่ในวอชิงตันกล่าว

 

นอกจากการมีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายว่าข้อตกลงเป็นไปตามข้อกำหนด ‘ขายหรือถูกแบน’ หรือไม่ Trump ยังสามารถผลักดันให้รัฐสภาแก้ไขถ้อยคำในกฎหมายปัจจุบันเพื่อเปลี่ยนข้อกำหนดสำหรับการถอนการลงทุน Szalwinski กล่าว แม้ว่าการได้รับคะแนนเสียงเพียงพอเพื่อเปลี่ยนร่างกฎหมายที่ผ่านด้วยการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคอาจเป็นเรื่องยาก

 

TikTok หยุดให้บริการในสหรัฐฯ เป็นเวลาน้อยกว่าหนึ่งวันในช่วงปลายเดือนมกราคม และกลับมาออนไลน์อีกครั้งหลังจากประธานาธิบดี Trump ขยายเวลาสำหรับการแบนออกไป 75 วันจากวันที่ 20 มกราคมถึงต้นเดือนเมษายน

นี่กลายเป็นกำหนดเวลาที่เร่งด่วนสำหรับ ByteDance และ TikTok และที่สำคัญอาจมากกว่าสำหรับวอชิงตันและปักกิ่ง ในการหาทางออกเพื่อให้แอปนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในสหรัฐฯ 

 

แม้ว่ากฎหมายจะให้อำนาจประธานาธิบดีในการขยายเวลาเพียงครั้งเดียว แต่ในทางปฏิบัติ Trump อาจให้เวลามากขึ้นสำหรับคู่กรณีในการทำข้อตกลงโดยสั่งให้กระทรวงยุติธรรมไม่บังคับใช้การแบน

 

ในขณะเดียวกัน ความเป็นเจ้าของอัลกอริทึมของ TikTok ยังคงเป็นประเด็นที่ ‘ปวดหัว’ ในการหารือ แหล่งข่าวหลายแห่งกล่าว รัฐบาลจีนคัดค้านการขายที่เกี่ยวข้องกับ ‘การถ่ายโอนเทคโนโลยี’ ไปยังสหรัฐฯ ในปี 2020 ปักกิ่งได้เพิ่มปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงอัลกอริทึมแนะนำส่วนบุคคลที่อิงจากการวิเคราะห์ข้อมูล ลงในรายการควบคุมการส่งออก

 

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งอาจจะยอมรับข้อตกลงทางการเงินที่ไม่ทำให้องค์กรสหรัฐฯ ได้ควบคุมอัลกอริทึมของ TikTok แหล่งข่าวหนึ่งกล่าว แต่ “คำถามคือใครจะเป็นผู้ดำเนินการ TikTok สหรัฐฯ หากมีการร่วมทุน” แหล่งข่าวอีกรายกล่าว

 

หาก TikTok กำลังมองหานักลงทุนสหรัฐฯ ก็ไม่ขาดตัวเลือก บริษัทและกลุ่มนักลงทุนหลายแห่งแสดงความสนใจในแอปนี้ และ Trump เสนอการสร้างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสหรัฐฯ ที่อาจซื้อ TikTok ได้

 

อ้างอิง:

The post TikTok ดิ้นเฮือกสุดท้าย! เจรจาลับรัฐบาล Trump เลี่ยงขายทิ้งแอปดัง แลกทางรอดในอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Whoscall เผย คนไทยถูกหลอกผ่านโทรศัพท์และ SMS ทะลุ 168 ล้านครั้ง ยอดการถูกหลอกพุ่ง 112% ในปีเดียว https://thestandard.co/whoscall-thais-scammed-phone-sms/ Mon, 24 Feb 2025 07:54:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1045234 Whoscall

ปัญหาการถูกหลอกลวงทั้งจากทางสายโทรศัพท์และข้อความ SMS ย […]

The post Whoscall เผย คนไทยถูกหลอกผ่านโทรศัพท์และ SMS ทะลุ 168 ล้านครั้ง ยอดการถูกหลอกพุ่ง 112% ในปีเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Whoscall

ปัญหาการถูกหลอกลวงทั้งจากทางสายโทรศัพท์และข้อความ SMS ยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะในปี 2567

 

บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและแอปพลิเคชัน Whoscall เปิดรายงานประจำปี 2567 พบว่าการหลอกลวงทางสายโทรศัพท์และข้อความ SMS พุ่งสูงถึง 168 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 112% จาก 79.2 ล้านครั้งในปี 2566 และถือเป็นยอดสูงสุดในรอบ 5 ปี

 

ในหมวดแรกคือการโทรหลอกลวงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 38 ล้านครั้ง จาก 20.8 ล้านครั้งในปี 2566 ขณะที่จำนวนข้อความ SMS หลอกลวงพุ่งสูงถึงเกือบ 130 ล้านครั้ง จาก 58.3 ล้านครั้งในปี 2566 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มมิจฉาชีพยังคงใช้การส่งข้อความเป็นช่องทางหลักในการหลอกลวง

 

ข้อความ SMS หลอกลวงที่แนบลิงก์ฟิชชิง ตัวอย่างเช่น ข้อความหลอกให้กู้เงินและโฆษณาการพนัน ซึ่งยังคงเป็นประเภทการหลอกลวงที่พบมากสุด

 

โดยประเภทลิงก์อันตรายที่พบมากที่สุดคือลิงก์ฟิชชิง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  • 40% คือลิงก์ดูดเงินหรือล้วงข้อมูลส่วนบุคคล
  • 30% คือลิงก์ที่เชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย
  • 30% คือลิงก์ที่หลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดแอปที่มีมัลแวร์ เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญจากอุปกรณ์

 

 

Whoscall

 

นอกจากนี้ กลุ่มมิจฉาชีพยังเปลี่ยนกลยุทธ์มาแอบอ้างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เช่น แอบอ้างเป็นบริการจัดส่งสินค้า รวมไปถึงการปลอมเป็นหน่วยงานสาธารณูปโภค เพื่อส่งข้อความชวนเชื่อที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการลดค่าไฟฟ้า, คืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า, มาตรการคนละครึ่ง และดิจิทัลวอลเล็ต

 

สำหรับการโทรมาหลอก วิธีโกงที่พบมากที่สุด ได้แก่ การหลอกขายบริการและสินค้าปลอม, การแอบอ้างเป็นหน่วยงานและหลอกว่ามีเงินกู้อนุมัติง่าย, การหลอกทวงเงิน และการหลอกว่าเป็นหนี้

 

 

Whoscall

 

 

แมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย ในปี 2567 เราสามารถระบุสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงได้สูงสุดในรอบ 5 ปี ถึง 168 ล้านครั้ง เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการหลอกลวงอย่างแพร่หลาย ทำให้กลโกงซับซ้อนมากขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังเผยถึงปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทย โดยตรวจสอบผ่านฟีเจอร์ ID Security ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าข้อมูลส่วนตัวของคน 41% รั่วไหลไปยังที่ต่างๆ เช่น Dark Web และ Deep Web โดยในบรรดาข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหล พบว่า 97% เป็นอีเมล และ 88% เป็นเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งอาจมีวัน เดือน ปีเกิด, ชื่อ นามสกุล, พาสเวิร์ด รวมถึงข้อมูลอื่นๆ หลุดไปด้วย

 

สำหรับแนวทางป้องกันเบื้องต้น Whoscall แนะนำว่า ประชาชนควรตรวจสอบและระวังเมื่อแชร์ข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ และระวังลิงก์หรือคำขอที่น่าสงสัยก่อนแชร์ข้อมูล

The post Whoscall เผย คนไทยถูกหลอกผ่านโทรศัพท์และ SMS ทะลุ 168 ล้านครั้ง ยอดการถูกหลอกพุ่ง 112% ในปีเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jensen Huang โต้ความกังวล DeepSeek พร้อมยันอนาคต AI ยังต้องใช้ชิป และนี่ไม่ใช่วิกฤตของ NVIDIA https://thestandard.co/huang-deepseek-response/ Mon, 24 Feb 2025 04:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1045171 huang-deepseek-response

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ DataDirect Networks ทาง Jens […]

The post Jensen Huang โต้ความกังวล DeepSeek พร้อมยันอนาคต AI ยังต้องใช้ชิป และนี่ไม่ใช่วิกฤตของ NVIDIA appeared first on THE STANDARD.

]]>
huang-deepseek-response

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ DataDirect Networks ทาง Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA เผยว่าตลาดกำลัง ‘เข้าใจผิด’ กับความก้าวหน้าของ DeepSeek และผลกระทบเชิงลบของเทคโนโลยีดังกล่าวต่อธุรกิจชิปเซมิคอนดักเตอร์

 

Jensen ยอมรับว่าการเปิดตัวโมเดล DeepSeek-R1 เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่การตื่นตระหนกในตลาดเป็นความกังวลที่มากเกินไป

 

“การที่ตลาดตอบสนองในทำนองว่า ‘AI จบแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้กำลังประมวลผลอีกต่อไป’ เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงอย่างสิ้นเชิง” Jensen กล่าว

 

จากมุมมองของ Jensen เขาเห็นว่าการมาของ DeepSeek-R1 จะส่งผลดีกับอุตสาหกรรม AI จากการทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพราะ DeepSeek พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ในการสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพกว่าที่หลายคนเคยคาดคิดไว้

 

“นั่นจะทำให้ AI ถูกนำมาใช้ในอัตราที่เร็วยิ่งขึ้น” Jensen กล่าวเสริม

 

Jensen สะท้อนถึงความกังวลที่เป็นความเข้าใจผิดในมุมของนักลงทุนว่า การพัฒนา AI ไม่ได้หยุดแค่ช่วง ‘Pre-Training’ (ระยะการฝึก AI ให้มีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน) แต่อีกช่วงสำคัญในการสร้าง AI ที่สามารถแก้ไขปัญหาจากความรู้พื้นฐานที่เรียนมาก่อนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นคือ ‘Post-Training’ หรือขั้นตอนที่จะทำให้ AI พัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อการใช้งานในโลกจริง ซึ่งขั้นตอน Post-Training ก็เป็นช่วงที่ต้องใช้กำลังประมวลผลมหาศาล

 

แนวคิดที่เป็นความเข้าใจผิดของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการที่หลายคนมักจะมองว่าโมเดล AI ใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมที่ครบจบอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ความจริง Post-Training เป็นช่วงสำคัญในการสร้าง AI ที่ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง

 

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนมกราคม มูลค่าตลาดของ NVIDIA สูญหายไปเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียมูลค่าของบริษัทสหรัฐฯ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

อย่างไรก็ดี ณ ราคาปิดของวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 กุมภาพันธ์) อยู่ที่ราว 134 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สะท้อนให้เห็นการฟื้นตัวที่เริ่มกลับมาของ NVIDIA

 

ภาพ: NurPhoto / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Jensen Huang โต้ความกังวล DeepSeek พร้อมยันอนาคต AI ยังต้องใช้ชิป และนี่ไม่ใช่วิกฤตของ NVIDIA appeared first on THE STANDARD.

]]>
iPhone 16e การเปิดตัวที่ทำให้ ‘ปุ่ม Home’ อายุ 18 ปี และชื่อ SE ต้องหายไปจาก Apple https://thestandard.co/iphone-16e-launch/ Thu, 20 Feb 2025 00:38:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1043905 iphone-16e-launch

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Apple เริ่มเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่แบบ […]

The post iPhone 16e การเปิดตัวที่ทำให้ ‘ปุ่ม Home’ อายุ 18 ปี และชื่อ SE ต้องหายไปจาก Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
iphone-16e-launch

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Apple เริ่มเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่แบบเงียบๆ ผ่านการเปิดตัวในเว็บไซต์ และข่าวประชาสัมพันธ์ แทนที่จะมีการจัดงานอีเวนต์เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แบบสดๆ บนเวทีที่สำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่ถูกเรียกว่า ‘iPhone 16e’ ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน

 

การมาของ iPhone 16e ถือเป็นการปิดฉากปุ่ม Home ที่มีมาตั้งแต่ปี 2007 หรือมาพร้อมกับ iPhone รุ่นดั้งเดิม ก่อนที่ในปี 2013 จะถูกเพิ่มฟังก์ชัน Touch ID บน iPhone 5s โดยในปี 2017 iPhone 8 และ iPhone 8 Plus เป็น iPhone รุ่นใหม่สุดท้ายที่มีปุ่ม Home

 

Apple เลิกใช้ปุ่ม Home บน iPod touch เมื่อหยุดผลิต iPod ในปี 2022 ต่อมาในปีนั้น Apple เลิกใช้ปุ่ม Home จากสายผลิตภัณฑ์ iPad ด้วยรุ่นที่ 10 ก่อนที่ปุ่ม Home ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะออกจากสายผลิตภัณฑ์ iPhone ซึ่งวันนี้ก็มาถึงแล้ว

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

 


 

นอกจากจะไม่มีปุ่ม Home แล้ว iPhone 16e เพิ่มหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นพร้อม Face ID โดยรุ่นนี้มีกล้องหลัง 48 ล้านพิกเซล ชิป A18 แบบเดียวกับ iPhone 16 และพอร์ตชาร์จ USB-C นอกจากนี้ยังสามารถใช้ซอฟต์แวร์ AI ที่ชื่อว่า Apple Intelligence ด้วย

 

Bloomberg ยกให้การมาถึงของ iPhone 16e เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ iPhone ระดับแมสของ Apple ซึ่งเปิดตัวในชื่อ SE ในปี 2016 และอัปเดตครั้งล่าสุดเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว การมาของ iPhone 16e ยังทำให้ iPhone SE ถูกลบออกจากประวัติศาสตร์การเป็นสินค้าของ Apple และยังได้ยกเลิกการขาย iPhone 14 ไปด้วย

 

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับโมเด็มเซลลูลาร์รุ่นแรกของ Apple ที่เรียกว่า C1 โดย iPhone ใช้โมเด็มของ Qualcomm มา 2-3 ปีแล้ว นอกจากนี้ยังมีเลนส์กล้องเพียงตัวเดียว ในขณะที่ iPhone รุ่นที่ทันสมัยที่สุดมีเลนส์กล้องมากถึง 3 ตัว อีกทั้งยังไม่มีอินเทอร์เฟซ Dynamic Island

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือทั้งที่ Apple C1 ควรจะเป็นเรื่องที่ถูกชูโรงเพราะถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกในผลิตภัณฑ์ของ Apple แต่ในข่าวประชาสัมพันธ์นั้นได้กล่าวเพียงว่า “Apple C1 (เป็น) โมเด็มระบบเซลลูลาร์ตัวแรกที่ออกแบบโดย Apple” รวมถึง “เป็นโมเด็มที่ประหยัดพลังงานมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาบน iPhone”

 

Mark Gurman ผู้สื่อข่าว Bloomberg และมักนำเสนอเรื่องราววงในของ Apple อยู่เสมอถึงกลับกล่าวถึงเรื่องนี้ผ่านแพลตฟอร์ม X ผ่านแอ็กเคานต์ @markgurman ของตัวเขาเองว่า โมเด็ม C1 ของ Apple เป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นโครงการที่ใช้งบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์และใช้เวลาพัฒนามา 7 ปี 

 

“แต่สุดท้ายกลับได้รับการกล่าวถึงในข่าวประชาสัมพันธ์เพียงแค่ 2 ประโยค และได้รับเวลาในวิดีโอเปิดตัวแค่ 15 วินาทีเท่านั้น เห็นได้ชัดว่า Apple ตั้งใจที่จะลดความสำคัญของเรื่องนี้ลง” ซึ่งไม่แน่ชัดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

 

รายงานข่าวของ Bloomberg และ CNBC ต่างกล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า การเปิดตัว Apple รุ่นใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นยอดขายของธุรกิจสมาร์ทโฟน ซึ่งสำหรับไตรมาสเดือนธันวาคม ยอดขาย iPhone โดยรวมของ Apple ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย Apple ยังคงขายโทรศัพท์ได้กว่า 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.33 ล้านล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว

 

CNBC ชี้ว่า iPhone ระดับล่างมีความสำคัญต่อ Apple เนื่องจากดึงดูดลูกค้ารายใหม่เข้าสู่ระบบนิเวศของตนได้ และอุปกรณ์ใหม่นี้ยังรองรับ Apple Intelligence ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในแม่เหล็กที่จะสามารถดึงดูดลูกค้าให้ควักเงินจากกระเป๋ามาซื้อ iPhone ได้ เพราะ Bloomberg ระบุว่า iPhone 16 ยังไม่มีแรงมากพอที่จะจูงใจลูกค้าได้

 

iPhone 16e มีให้เลือกทั้งสีขาวและสีดำในรุ่นความจุ 128GB, 256GB และ 512GB ราคาเริ่มต้นที่ 22,900 บาท โดยลูกค้าในกว่า 59 ประเทศและภูมิภาค รวมถึงไทยเองจะสามารถสั่งล่วงหน้าได้ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 20:00 น. และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์

 

อย่างไรก็ตาม รายงานของ Bloomberg ได้ทิ้งท้ายว่า Apple กำลังวางแผนที่จะเปิดตัว iPad และ Mac รุ่นใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า รวมถึง MacBook Air ที่มาพร้อมชิป M4 และนอกเหนือจากการปรับโฉมครั้งใหญ่ของ iPhone ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี บริษัทจะเปิดตัว Apple Watch Ultra 3 ที่มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อดาวเทียมแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

 

มาลุ้นไปด้วยกันว่าเราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ที่ออกมาจาก Apple อีกบ้าง!

 

 

ภาพ: Courtesy of Apple  

 

อ้างอิง:

The post iPhone 16e การเปิดตัวที่ทำให้ ‘ปุ่ม Home’ อายุ 18 ปี และชื่อ SE ต้องหายไปจาก Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
EU เร่งเสนอประเทศสมาชิกขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซจีน สกัดสินค้าราคาถูกไร้คุณภาพและของปลอมที่ระบาดหนัก https://thestandard.co/eu-proposes-import-tax-chinese-ecommerce-products/ Mon, 17 Feb 2025 09:06:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1042870 ภาษีนำเข้าสินค้าจีน

EU เร่งเสนอประเทศสมาชิกขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสินค้าจีน หล […]

The post EU เร่งเสนอประเทศสมาชิกขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซจีน สกัดสินค้าราคาถูกไร้คุณภาพและของปลอมที่ระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีนำเข้าสินค้าจีน

EU เร่งเสนอประเทศสมาชิกขึ้นภาษีสินค้านำเข้าสินค้าจีน หลังพบสินค้าบนแพลตฟอร์มดัง Temu, AliExpress และ SHEIN ที่มีราคาถูก บางรายการคุณภาพต่ำ แถมสินค้าปลอมระบาดหนัก หวั่นผู้บริโภคเสี่ยงอันตราย

 

Nikkei Asia รายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) เร่งออกมาตรการควบคุมสินค้าจีนบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง ได้แก่ Temu, AliExpress และ SHEIN หลังพบสินค้าบางรายการมีคุณภาพต่ำ แถมยังเจอสินค้าลอกเลียนแบบหรือของปลอมที่กำลังระบาดอย่างหนัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ 

 

เมื่อไม่นานมานี้ ไมเคิล ชายหนุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ตัวเขาได้ซื้อใบพัดเครื่องบินจำลองขนาด 50 เซนติเมตร ราคา 15.70 ดอลลาร์ จากร้านค้าออนไลน์ AliExpress ของจีน หลังนำมาใช้งานกลับพบว่าคุณภาพต่ำกว่าที่ร้านค้าโฆษณาว่าใบพัดดังกล่าวทำจากคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูงมีความทนทานเป็นพิเศษ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่เมื่อใช้งานได้ไม่นานกลับเจอปัญหาใบพัดแตกร้าวและแตกออกเป็นสองส่วน จึงทำให้เห็นว่าใบพัดทำจากพลาสติกที่มีลักษณะคล้ายคาร์บอนไฟเบอร์เท่านั้น 

 

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตัวเขาเกือบประสบอุบัติเหตุร้ายแรง แต่โชคดีที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิด พร้อมย้ำว่าจากนี้จะไม่ซื้อสินค้าจาก AliExpress อีกต่อไป

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน Aktion Plagiarius องค์กรที่ไม่แสวงหากำไรจากเยอรมนี ได้จัดอันดับสินค้าลอกเลียนแบบยอดแย่ โดยหนึ่งในสินค้าที่ติดอันดับคือไขควงไฟฟ้า ที่จำหน่ายโดย Guangzhou City Group Trade บริษัทจากจีน ซึ่งเป็นสินค้าลอกเลียนแบบแบรนด์ Proturn ของเยอรมนีที่วางขายผ่านออนไลน์

 

โดยไขควงไฟฟ้าดังกล่าวโฆษณาว่า เป็นอุปกรณ์ฉนวนป้องกันไฟฟ้า แต่ผลการทดสอบพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีความเสี่ยงต่อการถูกไฟฟ้าช็อต ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานอย่างมาก 

 

จากนั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่คณะกรรมาธิการยุโรป ออกมาประกาศในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนจะต้องรับผิดชอบต่อการขายสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พร้อมเดินหน้าเสนอให้ประเทศในสมาชิกสหภาพยุโรปเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดการสินค้านำเข้าผ่านอีคอมเมิร์ซ 

 

โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่เรียกว่า ‘Product Safety Sweep’ ถือเป็นการเปิดทางให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปใช้ระบบออนไลน์ตรวจสอบและเฝ้าระวังสินค้าจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่อาจมีการละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน เช่น AliExpress, Temu และ SHEIN ส่วนใหญ่จะมีราคาถูกมากโดยสินค้าหลายรายการจำหน่ายในราคาต่ำกว่า 10 ยูโร (ประมาณ 380 บาท) ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่าย และเมื่อสินค้าราคาถูกมากก็มีความเสี่ยงว่าสินค้าบางรายการจะผลิตออกมาไม่ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย 

 

ในปี 2024 ที่ผ่านมาสินค้าจีนทะลักเข้ายุโรปกว่า 4.6 พันล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2023 และพบว่ามีสินค้าด้อยคุณภาพและของปลอมบางรายการสามารถเล็ดลอดผ่านกระบวนการตรวจสอบของศุลกากรได้อยู่ดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรอ้างว่า ตรวจสอบพัสดุไม่ทันทำให้สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานทะลักเข้าประเทศ

 

จากประเด็นดังกล่าว AliExpress และTemu ไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด แต่ SHEIN ที่กำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ในลอนดอน ได้ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า ปัจจุบันบริษัททำงานกับหน่วยงานตรวจสอบอย่างใกล้ชิดและมีการสุ่มตรวจสอบสินค้า เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าของบริษัทเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

 

ด้าน Dirk Vantyghem ผู้อำนวยการใหญ่ของสหพันธ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มแห่งยุโรป กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีงานล้นมือ ทำให้พัสดุส่วนใหญ่ไม่ได้รับการตรวจสอบ และหลุดรอดเข้ามาในตลาดยุโรปได้ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มสินค้าสิ่งทอที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานจะมีสารก่อมะเร็งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้บริโภค

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการของสหภาพยุโรปสอดคล้องกับนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจะปิดช่องโหว่การยกเว้นภาษี De Minimis แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะการยกเลิกมาตรการดังกล่าวจะสร้างความยุ่งยากให้กับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ไปรษณีย์ หน่วยงานจัดส่งสินค้าและร้านค้าออนไลน์อย่างมาก

 

ภาพ: Postmodern Studio / Shutterstock

อ้างอิง:

The post EU เร่งเสนอประเทศสมาชิกขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอีคอมเมิร์ซจีน สกัดสินค้าราคาถูกไร้คุณภาพและของปลอมที่ระบาดหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แจ็ค หม่า-เหลียงเหวินเฟิง เตรียมพบผู้นำจีน ส่งสัญญาณผ่อนปรนการควบคุมธุรกิจเอกชน? https://thestandard.co/jack-ma-china-summit/ Fri, 14 Feb 2025 10:18:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1041952 jack-ma-china-summit

หลังจากรัฐบาลจีนใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อปราบปรามธุรกิจเอก […]

The post แจ็ค หม่า-เหลียงเหวินเฟิง เตรียมพบผู้นำจีน ส่งสัญญาณผ่อนปรนการควบคุมธุรกิจเอกชน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
jack-ma-china-summit

หลังจากรัฐบาลจีนใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อปราบปรามธุรกิจเอกชนในประเทศที่เริ่มต้นเมื่อปลายปี 2020 แต่ปัจจุบันท่าทีที่กดดันทำนองนั้นเริ่มผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

Bloomberg รายงานว่า ทางการจีนส่งคำเชิญไปถึงผู้ประกอบการแถวหน้าของประเทศอย่าง แจ็ค หม่า ผู้ร่วมก่อตั้ง Alibaba Group เพื่อเข้าพบกับผู้นำระดับสูงของจีน ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณในการสนับสนุนภาคเอกชนที่กลับมาเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง

 

แหล่งข่าวของ Bloomberg เผยว่า การประชุมดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า และอาจมีนักธุรกิจที่เพิ่งกลายเป็นฮีโร่ของชาวจีนในเรื่อง AI อย่าง เหลียงเหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek เข้าร่วมงาน รวมไปถึงผู้นำสูงสุดของประเทศอย่าง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี ที่คาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

 

แม้ว่าจะยังไม่มีรายละเอียดอย่างชัดเจน แต่หากการประชุมระหว่าง สีจิ้นผิง และ แจ็ค หม่า เกิดขึ้นจริง Bloomberg วิเคราะห์ว่า นั่นอาจเป็นสัญญาณดีที่กำลังบอกว่ารัฐบาลจีนกำลังปรับกลยุทธ์ที่เป็นมิตรและให้การสนับสนุนภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

ย้อนกลับไปช่วงก่อนปี 2020 แจ็ค หม่า เคยเป็นผู้ประกอบการที่โดดเด่น แต่ในปลายปีเดียวกันเขากลับกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากมาตรการของสีจิ้นผิง ที่ระงับการเสนอขายหุ้น IPO ของ Ant Group บริษัทในเครือของ Alibaba

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความพยายามในการปราบปรามบริษัทเอกชนที่ทางรัฐบาลจีนมองว่า ‘เริ่มมีอำนาจมากเกินไป’ ซึ่งทำให้ แจ็ค หม่า หายไปจากการออกสื่อและสาธารณะเป็นระยะเวลาหนึ่ง และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการควบคุมภาคเอกชนอย่างเข้มงวดของจีน ซึ่งกินเวลาหลายปี

 

มาตรการปราบปรามดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การลดอิทธิพลของเหล่ามหาเศรษฐีจีน และให้ความสำคัญกับนโยบายที่ สีจิ้นผิง ต้องการจะส่งเสริม เช่น ความมั่นคงของชาติ

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาทางการจีนลดท่าทีที่แข็งกร้าวต่อบริษัทเอกชนลง เพราะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว รวมทั้งบริษัท เช่น Alibaba ก็ปรับแนวทางธุรกิจของตนเองให้สอดคล้องกับแนวทางของ สีจิ้นผิง ในการผลักดันผู้นำด้านเทคโนโลยี AI

 

ขณะเดียวกัน ตอนนี้ยังคงไม่ชัดเจนว่าทางการจีนมีแผนจะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อภาคเอกชนมากน้อยเพียงใด โดย Bloomberg คาดว่าหาก สีจิ้นผิง มีท่าทีสนับสนุนภาคเอกชนที่ชัดเจน จะช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นและความเชื่อมั่นของนักธุรกิจฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายอย่างไร

 

อ้างอิง:

The post แจ็ค หม่า-เหลียงเหวินเฟิง เตรียมพบผู้นำจีน ส่งสัญญาณผ่อนปรนการควบคุมธุรกิจเอกชน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Siam.AI นำเข้า ‘NVIDIA GB200 NVL72’ พัฒนา AI ไทย พร้อมตั้งงบลงทุน 7 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 68 https://thestandard.co/siam-ai-nvidia-gb200-investment-thailand/ Fri, 14 Feb 2025 05:56:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1041765 เครื่อง NVIDIA GB200 NVL72 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล AI โดย Siam.AI Cloud

“การมี AI เป็นของตัวเองเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ เพราะหา […]

The post Siam.AI นำเข้า ‘NVIDIA GB200 NVL72’ พัฒนา AI ไทย พร้อมตั้งงบลงทุน 7 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่อง NVIDIA GB200 NVL72 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผล AI โดย Siam.AI Cloud

“การมี AI เป็นของตัวเองเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ เพราะหากเราสามารถสร้างเทคโนโลยีที่เข้าใจวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้ง เราก็จะส่งต่อความรู้ไปสู่คนรุ่นหลังได้ หากเราต้องพึ่ง AI จากประเทศอื่น นั่นอาจทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตย เราจึงจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมของเรา” รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร บริษัท สยาม เอไอ คอร์เปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงความสำคัญของการมี AI ที่สร้างจากฝีมือคนไทย

 

Siam.AI Cloud เป็นผู้ให้บริการคลาวด์สัญชาติไทยและเป็นบริษัทที่ได้ชื่อว่า NVIDIA Cloud Partner (NCP) ซึ่งเป็นธุรกิจเดียวในประเทศไทยที่มีความร่วมมือกับ NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิประดับโลกอย่างเป็นทางการ 

 

ล่าสุด Siam.AI Cloud ได้นำเข้า NVIDIA GB200 NVL72 ระบบประมวลผลขั้นสูงที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการใช้งาน AI และงานด้านคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน โดยเครื่องรุ่นนี้มีประสิทธิภาพเร็วขึ้น 30 เท่า สำหรับการประมวลผล LLM ขนาดล้านล้านพารามิเตอร์แบบเรียลไทม์

 

เครื่อง NVIDIA GB200 NVL72 ที่ถูกนำเข้ามาไทยโดย Siam.AI Cloud

 

รัตนพลฉายภาพให้เห็นว่าเครื่อง NVIDIA GB200 NVL72 หนึ่งตัวมีศักยภาพเทียบเท่ากับการทำงานของคอมพิวเตอร์ทั่วไปกว่า 400,000 ตัว และทาง Siam.AI Cloud ก็ได้นำเข้าเครื่องดังกล่าวเข้ามามากถึง 48 เครื่อง สนนราคาการลงทุนนำเข้าทั้งหมดที่ประมาณ 7 พันล้านบาท

 

การตัดสินใจสั่งซื้อ NVIDIA GB200 NVL72 ของ Siam.AI Cloud ก็เพื่อจะรองรับความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้นจากหลายภาคส่วนกับการใช้งาน AI ทั้งบริษัทเอกชน สถาบันวิจัย และหน่วยงานรัฐ ซึ่งรัตนพลเผยว่า ณ ขณะนี้ถูกจับจองจนเต็มทั้งหมดแล้ว 48 เครื่อง ทำให้ระยะเวลาที่จะใช้เพื่อคืนทุนจากการลงทุนของบริษัทอยู่ที่ 18 เดือน ตามการคาดการณ์ของซีอีโอหนุ่มคนนี้

 

“ที่ผ่านมาเราเห็นความต้องการจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กรหรือกระทั่งดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการกำลังประมวลผลเพิ่มเติม” รัตนพลกล่าวเสริม

 

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ Siam.AI Cloud ได้พูดคุยกับลูกค้า บริษัทพบว่าความท้าทายขององค์กรไทยส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันคือการหา Use Case หรือกรณีใช้งาน AI ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจอย่างแท้จริง เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้งานเทคโนโลยีระดับองค์กร โดยหนึ่งกรณีใช้งานที่รัตนพลมองว่าหลายบริษัทกำลังให้ความสำคัญและเริ่มนำเข้าไปประยุกต์ใช้ก็คือแชตบอตที่จะมาช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับตัวเครื่อง NVIDIA GB200 NVL72 นั้นถูกติดตั้งแล้ว 2 เครื่อง และจะทยอยตามมาอีก 46 เครื่องที่ ST Telemedia Global Data Centres (Thailand) STT Bangkok 1 ซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยมีระบบไฟ ระบบความปลอดภัย และระบบทำความเย็นแบบ Liquid Cooling ที่พร้อมรองรับ

 

นอกจากนี้เนื่องจากความต้องการที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง Siam.AI Cloud ก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้องค์กรต่างๆ ในไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้ โดยในปี 2568 แค่ปีเดียว ทางบริษัทประเมินงบลงทุนไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 7 หมื่นล้านบาท สำหรับค่าใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล

 

การลงทุนครั้งนี้ของ Siam.AI Cloud และแผนการลงทุนในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันเป้าหมาย AI Hub ของประเทศไทย

 

อีกทั้งรัตนพลยังกล่าวถึงสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจส่งผลดีกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ‘การประมวลผล’ จะขาดแคลนมากขึ้น ซึ่งตนหวังว่าไทยจะได้ประโยชน์บางส่วน

 

ก่อนหน้านี้บอร์ด BOI อนุมัติการลงทุนจำนวนกว่า 3.25 พันล้านบาทให้กับ Siam.AI Cloud เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะตั้งอยู่ในจังหวัดชลบุรีและปทุมธานี

The post Siam.AI นำเข้า ‘NVIDIA GB200 NVL72’ พัฒนา AI ไทย พร้อมตั้งงบลงทุน 7 หมื่นล้านบาทสำหรับปี 68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ตั้ง ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ ผู้บริหารหญิง ขึ้นเก้าอี้แม่ทัพคนใหม่ https://thestandard.co/grab-new-ceo-chantsuda-thananitayaudom/ Fri, 14 Feb 2025 01:25:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1041648 จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม

Grab ประกาศแต่งตั้ง จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ขึ้นดำรงตำแห […]

The post Grab ตั้ง ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ ผู้บริหารหญิง ขึ้นเก้าอี้แม่ทัพคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม

Grab ประกาศแต่งตั้ง จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ (Grab) ประเทศไทย แทน วรฉัตร ลักขณาโรจน์ ที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป 

 

การประกาศปรับเปลี่ยนผู้บริหารในครั้งนี้เป็นไปตามแผนการสืบทอดตำแหน่งระยะยาวที่บริษัทฯ วางไว้ ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์และความสามารถในการบริหารธุรกิจดิจิทัล

 

จันต์สุดาจะเข้ามานำทัพทีมบริหารเพื่อขับเคลื่อนองค์กรและทิศทางธุรกิจของ Grab ในประเทศไทย โดยครอบคลุมทั้งการวางแผนกลยุทธ์ การกำหนดโรดแมปขององค์กร ตลอดจนการพัฒนาต่อยอด 4 กลุ่มธุรกิจหลัก อันได้แก่

 

  1. กลุ่มธุรกิจการเดินทาง (Mobility)
  2. กลุ่มธุรกิจเดลิเวอรี (Deliveries)
  3. กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financial Services)
  4. กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร (Enterprise Solutions)

 

นอกจากนี้จันต์สุดามุ่งที่จะยกระดับและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Grab ทั้งในภาคธุรกิจบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันและบริการฟู้ดเดลิเวอรี รวมทั้งการรักษาสมดุลของ Ecosystem ไม่ว่าจะกับคนขับหรือพาร์ตเนอร์ร้านค้า ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนผ่าน 3 เสาหลัก นั่นคือ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนบุคลากร

 

จันต์สุดาเริ่มงานกับ Grab ในปี 2561 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของแกร็บ ประเทศไทย โดยเป็นผู้ดูแลงานด้านการตลาดและการสื่อสารแบรนด์ ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ปลุกปั้นแบรนด์ GrabFood จนกลายเป็นที่นิยมในประเทศไทย 

 

ด้วยประสบการณ์ด้านธุรกิจและผลงานที่ได้ทำให้กับบริษัทฯ ทำให้จันต์สุดาได้รับความไว้วางใจให้ขยายความรับผิดชอบเพื่อดูแลธุรกิจในด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรและคู่ค้าชั้นนำ การรุกตลาดเพื่อขยายบริการ GrabMart

 

จันต์สุดาถือเป็นผู้บริหารที่มีศักยภาพและประสบการณ์ยาวนานในด้านการตลาดและอีคอมเมิร์ซจากบริษัทยูนิลีเวอร์ (Unilever) โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวหน้าฝ่ายอีคอมเมิร์ซ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย และหัวหน้าฝ่ายการตลาด ยูนิลีเวอร์ สปป.ลาว ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการแบรนด์ กลุ่มธุรกิจไอศกรีม ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์คอร์นเนตโตในประเทศไทย

The post Grab ตั้ง ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ ผู้บริหารหญิง ขึ้นเก้าอี้แม่ทัพคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alibaba เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ท่ามกลางดีมานด์ AI ไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง https://thestandard.co/alibaba-cloud-second-data-center-thailand/ Thu, 13 Feb 2025 12:43:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1041551 ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ของ Alibaba Cloud ในประเทศไทย

Alibaba Cloud ประกาศเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ในปร […]

The post Alibaba เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ท่ามกลางดีมานด์ AI ไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ของ Alibaba Cloud ในประเทศไทย

Alibaba Cloud ประกาศเปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการบริการคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านความต้องการแอปพลิเคชัน Generative AI ต่างๆ และเพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัลของรัฐบาลไทย

 

ฌอน หยวน รองประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ Alibaba Cloud กล่าวถึงการเปิดตัวครั้งนี้ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้จะช่วยเสริมการให้บริการคลาวด์ที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพให้กับธุรกิจในประเทศไทย

 

ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่จะช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงคลาวด์ได้มากขึ้นจากการรองรับที่เพิ่มขึ้นของ Alibaba โดยโซลูชันคลาวด์ที่ธุรกิจเข้าถึงได้ก็มีหลากหลาย เช่น การประมวลผลแบบยืดหยุ่น (Elastic Computing), การเก็บข้อมูล, ฐานข้อมูล, ความปลอดภัย, ผลิตภัณฑ์ด้านเน็ตเวิร์ก, การวิเคราะห์ข้อมูล และบริการด้าน AI ต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาความท้าทายให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ 

 

โดยมีโซลูชันหลักดังนี้:

 

  • Cloud-Native Vector Engine ของ AnalyticDB: ช่วยธุรกิจในอุตสาหกรรมฟินเทคและค้าปลีก สร้างโซลูชันที่สามารถดึงข้อมูลองค์ความรู้ได้แบบเรียลไทม์ 
  • Alibaba Cloud Container Compute Service (ACS): ช่วยให้ธุรกิจปรับขนาดงานได้ง่ายขึ้น ลดความซับซ้อนเกี่ยวกับการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้บุคลากรสามารถโฟกัสงานที่ให้คุณค่ากับองค์กรกว่าได้
  • โซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม: ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในภาคส่วนต่างๆ เช่น ฟินเทค ค้าปลีก และบริการสาธารณะ

 

ปัจจุบัน Alibaba Cloud มี Availability Zone ที่ให้บริการ ทั้งหมด 86 แห่งใน 28 ภูมิภาคทั่วโลก สำหรับประเทศไทย Alibaba Cloud เปิดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกไปเมื่อปี 2565

 

Alibaba Cloud ให้บริการลูกค้าในไทย เช่น True Digital Group, Yell Group, Codium และ White Channel

The post Alibaba เปิดตัวดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 2 ท่ามกลางดีมานด์ AI ไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>