Tech – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/tech/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 18 Feb 2026 05:48:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เบื้องหลังดราม่าควบรวม xAI-SpaceX คือเดิมพันครั้งใหม่ของมัสก์ในการปั้น X สู่ ‘แอปพลิเคชันครอบจักรวาล’ https://thestandard.co/elon-musk-xai-spacex-everything-app/ Tue, 17 Feb 2026 11:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1179451 ภาพประกอบแนวคิดของ อีลอน มัสก์ ในการรวม xAI และ SpaceX เพื่อพัฒนาแอป X สู่ ‘Everything App’

ภายใต้กระแสข่าวฮือฮาเรื่องการตัดสินใจของ อีลอน มัสก์ ที […]

The post เบื้องหลังดราม่าควบรวม xAI-SpaceX คือเดิมพันครั้งใหม่ของมัสก์ในการปั้น X สู่ ‘แอปพลิเคชันครอบจักรวาล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดของ อีลอน มัสก์ ในการรวม xAI และ SpaceX เพื่อพัฒนาแอป X สู่ ‘Everything App’

ภายใต้กระแสข่าวฮือฮาเรื่องการตัดสินใจของ อีลอน มัสก์ ที่จะนำห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ xAI ไปควบรวมกับบริษัทจรวดอย่าง SpaceX นั้น มีความฝันหนึ่งที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการเปลี่ยนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ให้กลายเป็น ‘แอปพลิเคชันครอบจักรวาล’ (Everything App) ซึ่งคราวนี้ถูกวางหมากให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการเข้าถึงผู้บริโภคของอาณาจักรใหม่ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว

 

ตามรายงานของ Bloomberg ที่ได้อ้างอิงถึงการประชุมพนักงาน xAI เมื่อเร็วๆ นี้ว่า มัสก์ได้เปิดเผยถึงบทบาทใหม่ของ X กำลังจะอยู่ตรงไหนของโครงสร้างองค์กร รวมถึงทิศทางผลประกอบการที่กำลังเป็นไป แม้สถานะของ X จะดูลึกลงไปเรื่อยๆ ในโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อนของมัสก์ แต่การได้ฟังวิสัยทัศน์ของเขาตอกย้ำให้เห็นว่า แพลตฟอร์มนี้ยังคงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญไม่ต่างจากวันแรกที่เขาตัดสินใจซื้อกิจการเมื่อ 3 ปีก่อน

 

ในมุมมองทางธุรกิจ การที่ X กลายสภาพเป็น ‘บริษัทลูกของบริษัทลูก’ อาจทำให้ความฝันเรื่องแอปพลิเคชันครอบจักรวาลเป็นจริงได้ง่ายขึ้น เพราะ X ไม่ต้องแบกรับแรงกดดันที่จะต้องทำกำไรเลี้ยงตัวเองให้ได้เหมือนในอดีต แต่กลับมีบทบาทใหม่ที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ยาก นั่นคือการเป็นแหล่งข้อมูลดิบสำหรับฝึกฝน AI และเป็นช่องทางปล่อยของให้กับโมเดลอย่าง Grok

 

หากมัสก์สามารถทำตามสัญญาเรื่องระบบส่งข้อความที่ปลอดภัยและการชำระเงินระหว่างบุคคลได้สำเร็จ X จะกลายเป็นฟันเฟืองที่คนอาจมองข้ามแต่ขาดไม่ได้ของอาณาจักรมัสก์ และเผลอๆ ศักยภาพในตอนนี้อาจสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ตัวเลขที่ถูกนำเสนอในที่ประชุมชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมที่น่าสนใจ มัสก์ระบุว่า X มีผู้ใช้งานประจำเฉลี่ย 600 ล้านคนต่อเดือน และมียอดติดตั้งแอปในเครื่องแล้วกว่า 1 พันล้านครั้ง โดยเดือนมกราคมที่ผ่านมาถือเป็นเดือนที่มีผู้ใช้งานคึกคักที่สุดในประวัติศาสตร์ และแนวโน้มเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังพุ่งสูงขึ้น ยอดดาวน์โหลดครั้งแรกโตขึ้นเกือบ 50% ส่วนรายได้จากค่าสมาชิกรายปีก็ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.12 หมื่นล้านบาท) ไปเรียบร้อยแล้ว

 

รายงานของ Bloomberg อธิบายว่า รายได้ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลขคาดการณ์รายปี (ARR) ตามอัตราปัจจุบัน ไม่ใช่เงินสดในมือ ซึ่งเอาเข้าจริงเงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับงบที่ xAI ใช้ ‘เผาผลาญ’ ไปกับโครงสร้างพื้นฐาน AI และค่าจ้างบุคลากรในเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น

 

ที่น่าตกใจคือทีมงานเบื้องหลัง ปัจจุบันทีมผลิตภัณฑ์หลักของ X เหลือวิศวกรเพียง 25 คน นักออกแบบ 2 คน และผู้จัดการอีกไม่กี่คน ภายใต้การนำของ นิกิตา เบียร์ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับวิศวกรกว่า 2,000 คนในยุคก่อนที่มัสก์จะเข้ามา แต่เขาระบุว่ายังมีวิศวกรจาก xAI อีกราว 30 คนที่มาช่วยดูระบบ AI หลังบ้าน

 

แม้นี้จะเป็นการบริหารที่รีดประสิทธิภาพขั้นสุด แต่สำหรับนักวิจารณ์ นี่คือสาเหตุของบั๊กและระบบที่ล่มบ่อย แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน การลดคนและตัวเลขเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่าคือระบบส่งข้อความกำลังถูกยกเครื่องให้รองรับวิดีโอคอลแบบเข้ารหัส แอปแยกอย่าง X Chat และระบบการเงิน X Money กำลังจะตามมา

 

“เราต้องการให้มันเป็นพื้นที่ที่คุณสามารถใช้ชีวิตอยู่บนแอป X ได้หากต้องการ และเราจะมอบเหตุผลที่ดึงดูดใจให้ผู้คนอยากเข้ามาใช้งานมันทุกวัน” มัสก์กล่าว

 

ความทะเยอทะยานที่จะสร้าง WeChat เวอร์ชันตะวันตกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความแตกต่างในครั้งนี้คือ ‘โครงสร้างองค์กร’ X ไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็นหน้าด่านของบริษัท AI ที่มีท่อน้ำเลี้ยงจากธุรกิจจรวด, ดาวเทียม และเงินลงทุนกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.24 หมื่นล้านบาท) จาก Tesla โดยมีแชตบอต Grok เป็นตัวเชื่อมโยงทั้งในแอปและในรถยนต์ Tesla

 

แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องกฎระเบียบ โดยเฉพาะกรณีที่ AI สร้างภาพไม่เหมาะสมของผู้เยาว์จนถูกยุโรปเพ่งเล็ง แต่นี่คือการเดิมพันว่าแอปที่มีฐานผู้ใช้พันล้านคน จะสามารถเป็นท่อส่งสำคัญให้กับเทคโนโลยี AI, การเงิน และการสื่อสาร ทั้งหมดนี้ถูกมัดรวมอยู่ในอาณาจักรของมัสก์ ที่เอื้อให้เป็นจริงได้ง่ายขึ้น

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.22 บาท ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ: Erlin Diah / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เบื้องหลังดราม่าควบรวม xAI-SpaceX คือเดิมพันครั้งใหม่ของมัสก์ในการปั้น X สู่ ‘แอปพลิเคชันครอบจักรวาล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาจเห็น MacBook ราคาประหยัด ? Apple เตรียมจัด Special Apple Experience พร้อมกัน 3 แห่ง นิวยอร์ก, ลอนดอน และเชี่ยงไฮ้ วันที่ 4 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/apple-special-experience-event-2026/ Tue, 17 Feb 2026 10:28:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1179439 ภาพประกอบงาน Special Apple Experience ที่ Apple จัดขึ้นพร้อมเปิดตัว MacBook รุ่นใหม่

Apple เริ่มต้นปีด้วยการส่งจดหมายเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงา […]

The post อาจเห็น MacBook ราคาประหยัด ? Apple เตรียมจัด Special Apple Experience พร้อมกัน 3 แห่ง นิวยอร์ก, ลอนดอน และเชี่ยงไฮ้ วันที่ 4 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบงาน Special Apple Experience ที่ Apple จัดขึ้นพร้อมเปิดตัว MacBook รุ่นใหม่

Apple เริ่มต้นปีด้วยการส่งจดหมายเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอีเวนต์พิเศษที่มีชื่อว่า ‘Special Apple Experience’ ในวันที่ 4 มีนาคม 2026 เวลา 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งครั้งนี้ถือว่ามาในรูปแบบที่แปลกใหม่จากเดิม

 

รายงานจาก 9to5Mac และ MacRumors ระบุตรงกันว่า งานเปิดตัวนี้จะไม่ใช่รูปแบบ Keynote ถ่ายทอดสดออนไลน์จาก Apple Park เหมือนที่ผ่านมา แต่จะเปลี่ยนเป็นการจัดงานแบบ Hands-on Experience โดยเฉพาะสำหรับสื่อมวลชน ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกัน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ นิวยอร์ก, ลอนดอน และเซี่ยงไฮ้

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำเชิญไม่ได้ระบุว่าจะมีถ่ายทอดสดงานเปิดตัวหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Apple เคยทำมาตั้งแต่ปี 2020 เมื่อต้องปรับกลยุทธ์การจัดงานเนื่องจากสถานการณ์โควิด

 

กระนั้นมีการคาดการณ์ว่า Apple อาจเลือกเปิดเผยรายละเอียดสินค้าและสเปคบนหน้าเว็บไซต์ควบคู่ไปกับการให้สื่อที่เข้าร่วมงานได้สัมผัสและทดลองใช้งานเครื่องจริง ซึ่งนับเป็นการปรับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดครั้งใหม่ที่น่าจับตามอง

 

งานนี้จะเป็นการอัปเดตไลน์อัปสินค้ากลุ่มเริ่มต้นถึงระดับกลาง (Entry to Mid-tier) เป็นหลัก เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงต้นปี ได้แก่

 

  • MacBook A18 Pro ราคาประหยัด
  • MacBook Air M5
  • MacBook Pro M5 Pro และ M5 Max
  • จอภายนอก Mac รุ่นใหม่
  • iPhone 17e
  • iPad A18
  • iPad Air M4

 

และอาจมีการเปิดตัวพรีวิว iOS 26.4 ซึ่งจะมาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ด้าน AI และการทำงานของ Siri ที่จะฉลาดยิ่งขึ้นด้วย Google Gemini

 

คาดว่างาน Special Apple Experience จะเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ในช่วงต้นปี 2026 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mac ที่ใช้ชิป M5 ใหม่ รวมถึง MacBook รุ่นราคาประหยัดที่หลายคนรอคอย

 

อ้างอิง:

The post อาจเห็น MacBook ราคาประหยัด ? Apple เตรียมจัด Special Apple Experience พร้อมกัน 3 แห่ง นิวยอร์ก, ลอนดอน และเชี่ยงไฮ้ วันที่ 4 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดบทวิเคราะห์ TDRI เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน อาชีพไหนจะได้ไปต่อ แล้วอาชีพไหนโดนแย่งงาน https://thestandard.co/tdri-ai-job-market-impact/ Wed, 11 Feb 2026 08:32:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1177385 กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ

การทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย โดย […]

The post เปิดบทวิเคราะห์ TDRI เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน อาชีพไหนจะได้ไปต่อ แล้วอาชีพไหนโดนแย่งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ

การทำงานในยุคปัจจุบันมีการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย โดย AI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะพื้นฐานหรืองานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ ส่งผลให้การทำงานของมนุษย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

แต่กระนั้น ความนิยมในการใช้ AI ในตลาดแรงงานก็มาพร้อมกับความกังวลว่า เทคโนโลยีดังกล่าวอาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในบางตำแหน่งงานหรือบางหน้าที่ รวมถึงอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อรูปแบบการจ้างงานและความต้องการทักษะในตลาดแรงงานโดยรวม

 

ผลการวิเคราะห์จากทีม Big Data สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในบทความนี้ชี้ ที่จัดทำโดย ดร. พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการ และนภพบ ทองระย้า นักวิจัย TDRI ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังเสริมบทบาทแรงงานที่มีประสบการณ์

 

ขณะเดียวกัน ก็มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนหน้าที่งานบางส่วนที่เคยเป็นบทบาทของแรงงานระดับเริ่มต้น แนวโน้มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เนื่องจากการไม่เปิดรับแรงงานรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบย่อมทำให้ตลาดแรงงานขาดช่องทางในการพัฒนาผู้มีประสบการณ์ในอนาคต และเสี่ยงต่อการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะในระยะต่อไปการจ้างงานลดลง แต่งานที่ต้องการทักษะ AI กลับเพิ่มขึ้น

 

ภาพรวมตลาดงานพบจ้างงานลดลง 9.6 %

 

แม้การวิเคราะห์ภาพรวมของตลาดแรงงานจากฐานข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์1 พบว่าเมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปีในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 4 ระหว่างปี 2567–2568 ความต้องการจ้างงานมีแนวโน้มปรับตัวลดลงประมาณ 9.6% จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง (ภาพที่ 1)

 

กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ 1

ภาพที่ 1: จำนวนประกาศรับสมัครงานรายไตรมาสเปรียบเทียบปี พ.ศ. 2567 และ 2568

ที่มา: คณะวิจัย ทีม Big Data ทีดีอาร์ไอ

 

สำรวจอาชีพเสี่ยงถูก AI แย่งงาน

 

เมื่อจำแนกตามอาชีพหลัก ได้แก่ วิศวกรซอฟต์แวร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ นักบัญชี และวิศวกรโยธา2 พบว่าความต้องการแรงงานในอาชีพดังกล่าวลดลงสอดคล้องกับภาพรวมของการจ้างงาน ยกเว้นนักบัญชีที่ยังมีการเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกันความต้องการทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายกลุ่มอาชีพ (ดูตารางที่ 1)ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทักษะด้าน AI กำลังกลายเป็นทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญมากขึ้นในตลาดแรงงานปัจจุบัน

 

ตารางที่ 1: สัดส่วนและการเติบโตของงานที่ต้องการทักษะ AI ปี 2568 จำแนกตามอาชีพ

 

กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ 2

ที่มา: คณะวิจัย ทีม Big Data ทีดีอาร์ไอ

 

ถึงแม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรม แต่ระดับผลกระทบในแต่ละอาชีพยังมีความแตกต่างกันพอสมควร กรณีของวิศวกรซอฟต์แวร์ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดของการที่ AI กลายเป็น “มาตรฐานทักษะใหม่” (New Normal) ที่นายจ้างต้องการ ซึ่งหมายความว่า แม้จำนวนประกาศตำแหน่งงานวิศวกรซอฟต์แวร์จะลดลงเล็กน้อยที่ 5.3% ซึ่งยังถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลาด แต่สัดส่วนตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะ AI กลับสูงถึง 22.2% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างรวดเร็ว ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานในสายงานนี้หายไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำงานพื้นฐานไปแล้ว

 

งานกราฟิกระส่ำ ยอดรับสมัครฮวบ

 

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มนักออกแบบกราฟิก กำลังตกอยู่ในสภาวะความเสี่ยงจากการถูกทดแทนที่ชัดเจนที่สุด สะท้อนจากจำนวนงานที่ลดลงฮวบฮาบถึง 13.0% ซึ่งแย่กว่าตลาดรวม ในขณะที่ความต้องการทักษะ AI เติบโตในอัตราเกือบ 100% ซึ่งบ่งชี้ว่างานกราฟิกพื้นฐานบางส่วนอาจถูกทดแทนด้วยเครื่องมือ AI สำเร็จรูป

 

จุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยีในปี 2568 คือการเปิดตัวโมเดล Image Generation อย่าง “Nano Banana” ของ Google Gemini ได้เข้ามาทลายข้อจำกัดในการจัดการกับ “ตัวอักษร” (Text Rendering) ที่ทำให้งานออกแบบเพื่อการสื่อสารยังต้องพึ่งพามนุษย์เป็นหลัก เพราะโมเดลใหม่นี้สามารถเนรมิต Infographic ที่ไม่เพียงแค่มีภาพประกอบสวยงาม แต่ยังสามารถจัดวางรูปประโยคและตัวอักษรได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่นาที ความสามารถในการผลิตชิ้นงานแบบ “พร้อมใช้” (Ready-to-use) นี้เอง คือปัจจัยชี้นำสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการจ้างงานต่อไปในอนาคต

 

งานบัญชี ยังแข็งแกร่ง AI ทำแทนไม่ได้

 

ขณะที่อาชีพ นักบัญชี กลับแสดงให้เห็นถึงความ “แข็งแกร่งสวนกระแส” โดยมีสัดส่วนความต้องการทักษะ AI ยังต่ำมากเพียง 1.3% ข้อมูลนี้ยืนยันว่างานที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การตรวจสอบ และความถูกต้องแม่นยำ ยังคงเป็นพื้นที่ที่ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ในระยะสั้น

 

เช่นเดียวกับวิศวกรโยธาที่ AI ยังคงมีส่วนร่วมในการทำงานน้อยมาก ดูได้จากสัดส่วนงานที่ต้องการทักษะด้าน AI ที่มีอยู่เพียง 0.7% เนื่องจากเป็นฐานที่เล็กมาก อัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบปีต่อปีจึงยังไม่มีนัยสำคัญมากนัก ดังนั้นการหดตัวของประกาศหางานจึงมาจากการซบเซาตามวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งสองอาชีพนี้แสดงให้เห็นว่า AI ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงหน้าที่งานหลัก ซึ่งยังต้องอาศัยความรับผิดชอบและการตัดสินใจของมนุษย์เป็นสำคัญ

 

AI ช่วยคนมีประสบการณ์ แต่ตัดโอกาสเด็กจบใหม่

 

จากการเปรียบเทียบข้อมูลประกาศรับสมัครงานระหว่างปี 2567–2568 (ไตรมาส 2–4) พบว่าประกาศงานที่ระบุทักษะด้าน AI มีสัดส่วนที่ต้องการประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปสูงกว่าประกาศงานทั่วไปในทุกสาขาอาชีพ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบปีต่อปี (ภาพที่ 2) ตัวเลขนี้สะท้อนนัยสำคัญว่า นายจ้างไม่ได้มองทักษะ AI เป็นเพียงเครื่องมือพื้นฐานสำหรับแรงงานระดับเริ่มต้น หากแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว

 

กราฟและตารางแสดงผลวิเคราะห์ของ TDRI เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน ความต้องการทักษะ AI และประสบการณ์ในแต่ละอาชีพ 3

 

ภาพที่ 2: สัดส่วนงานที่ต้องการประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบปี พ.ศ. 2567 และ 2568 จำแนกตามอาชีพ ที่มา: คณะวิจัย ทีม Big Data ทีดีอาร์ไอ

 

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ McKinsey Global Institute ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนบทบาทของมนุษย์จากเดิมที่เป็นเพียง ‘ผู้ลงมือทำ’ ให้กลายมาเป็น ‘ผู้กำกับดูแล’ การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ตลาดแรงงานเกิดภาวะ “Seniority Bias” หรือความลำเอียงที่ต้องการแต่ผู้มีประสบการณ์มากขึ้น เนื่องจากองค์กรต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงสาขา (Domain Expertise) เพราะแม้ AI จะช่วยดำเนินงานเชิงเทคนิคหรือเชิงปฏิบัติการได้ดีเยี่ยม แต่การใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดยังต้องอาศัยทักษะการ ‘ตรวจสอบความถูกต้อง’ (Validation) และการ ‘จัดการข้อยกเว้น’ (Exception Handling) ซึ่งเป็นจุดที่ AI ยังทำได้ไม่สมบูรณ์ องค์กรจึงต้องการคนที่พร้อม “ตรวจงาน AI” ได้ทันที ไม่ใช่คนที่ต้องมาเรียนรู้ไปพร้อมกับ AI ภาระงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ การควบคุมคุณภาพ และความรับผิดชอบเชิงวิชาชีพ จึงยังคงเป็นพื้นที่ที่ AI ไม่อาจทดแทนมนุษย์ได้

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออาชีพวิศวกรซอฟต์แวร์ แม้ AI จะสามารถเขียนโค้ดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่กระบวนการพัฒนาระบบยังจำเป็นต้องอาศัยวิศวกรซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์สูงในการตรวจสอบความถูกต้องของโค้ดเหล่านั้น ประเมินความปลอดภัย และออกแบบสถาปัตยกรรมระบบให้รองรับการขยายตัวในอนาคต รวมถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าจะเลือกใช้เทคโนโลยีใด หรือควรปรับโครงสร้างโค้ด (Refactor) ในส่วนไหน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ต้องใช้วิจารณญาณของผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน

 

กระทบโครงสร้างระยะยาว ส่อขาดแรงงานในอนาคต

 

ข้อมูลที่กล่าวมาชี้ว่าแรงงานระดับเริ่มต้นที่เคยทำงาน routine จะถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้น ขณะที่แรงงานระดับอาวุโสที่สามารถกำกับ ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลงานของ AI ได้ จะยิ่งเป็นที่ต้องการ ทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึ่งพาแรงงานระดับอาวุโสมากขึ้น ซึ่งข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับงานวิจัย Generative AI as Seniority-Biased Technological Change2 ของ Hosseini และ Lichtinger (2025) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และบทความ The Great Graduate Job Drought จาก Financial Times ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดวงจรการคัดเลือกแรงงานที่มุ่งจ้างเฉพาะผู้ที่มีทักษะและประสบการณ์พร้อมใช้งาน และจำกัดโอกาสของแรงงานรุ่นใหม่ในการพัฒนาศักยภาพ

 

วงจรดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับโครงสร้างต่อระบบแรงงานในระยะยาว เนื่องจากทำให้เด็กจบใหม่มีแนวโน้มถูกกันออกจากตลาดงาน ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่นขยายตัว ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของตำแหน่งงานระดับต้นยังทำให้ระบบการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรขาดช่องทางในการสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

 

ข้อเสนอเชิงนโยบายจาก TDRI

 

ข้อมูลปี 2568 ชี้ชัดว่า เราไม่อาจปล่อยให้กลไกตลาดจัดการปัญหานี้โดยลำพัง เนื่องจากตลาดย่อมมุ่งสู่ประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการเฟ้นหาเฉพาะ ‘ยอดฝีมือ’ และทิ้ง ‘ต้นกล้า’ ไว้ข้างหลัง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงไม่ใช่การขัดขวาง AI แต่คือการสร้าง ‘สะพาน’ เพื่อเชื่อม ‘ช่องว่างประสบการณ์’ (Experience Gap) ที่กำลังถ่างกว้างขึ้น

 

ภาคการศึกษาจำเป็นต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดผลจากการดูเพียง ‘ผลลัพธ์สุดท้าย’ สู่การให้ความสำคัญกับ ‘กระบวนการคิดและการตรวจสอบ’ เพื่อสร้างบัณฑิตที่ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งาน (Users) แต่เป็นผู้รับผิดชอบและต่อยอดผลลัพธ์จาก AI ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้

 

ในขณะที่ภาคเอกชนต้องร่วมมือเปิดพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้เติบโต ผ่านการออกแบบงานระดับเริ่มต้นใหม่และสร้างเส้นทางอาชีพรองรับสายงานที่มีความเสี่ยงถูกทดแทนได้สูง โดยมีรัฐเป็นผู้กำหนดแรงจูงใจ (Incentive) หรือมาตรการบังคับเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรแบบ ‘AI-Human Partnership’ ที่เน้นการทำงานร่วมกันมากกว่าการแทนที่เพื่อลดต้นทุน หากเราไม่เร่งซ่อมแซม ‘ท่อส่งกำลังคน’ (Talent Pipeline) ตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างรุนแรง ในวันที่ AI ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง

The post เปิดบทวิเคราะห์ TDRI เมื่อ AI เขย่าตลาดงาน อาชีพไหนจะได้ไปต่อ แล้วอาชีพไหนโดนแย่งงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวอังคารพักก่อน! Elon Musk เบนเข็มสร้าง ‘เมืองบนดวงจันทร์’ เชื่อทำได้จริงใน 10 ปี เพราะใกล้กว่า-เดินทางได้ทุก 10 วัน https://thestandard.co/elon-musk-moon-city-spacex/ Wed, 11 Feb 2026 06:29:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1177327 อีลอน มัสก์ ประกาศแผนสร้างเมืองบนดวงจันทร์พร้อมยาน Starship

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในการตั้ง […]

The post ดาวอังคารพักก่อน! Elon Musk เบนเข็มสร้าง ‘เมืองบนดวงจันทร์’ เชื่อทำได้จริงใน 10 ปี เพราะใกล้กว่า-เดินทางได้ทุก 10 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ประกาศแผนสร้างเมืองบนดวงจันทร์พร้อมยาน Starship

ความฝันอันยิ่งใหญ่ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารดูเหมือนจะต้องถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว เมื่อมหาเศรษฐีเจ้าของ SpaceX ออกมาประกาศเป้าหมายใหม่ที่ใกล้ตัวและเป็นไปได้มากกว่า นั่นคือการส่งมนุษย์ไปสร้าง ‘เมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง’ (Self-growing city) บนดวงจันทร์

 

รายงานจาก CNN ระบุว่า มัสก์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า SpaceX ได้ปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญใหม่เพื่อหันมาทุ่มเทให้กับการสร้างเมืองบนดวงจันทร์ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสามารถทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ในขณะที่โครงการดาวอังคารอาจต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปี

 

“ภารกิจสำคัญสูงสุดคือการรักษาอนาคตของอารยธรรม และดวงจันทร์คือทางเลือกที่รวดเร็วกว่า” มัสก์ระบุ “การเดินทางไปดาวอังคารจะทำได้ก็ต่อเมื่อวงโคจรของดาวเคราะห์เรียงตัวกันทุกๆ 26 เดือน (ใช้เวลาเดินทาง 6 เดือน) ในขณะที่เราสามารถส่งยานไปดวงจันทร์ได้ทุกๆ 10 วัน (ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วัน)”

 

อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CNN ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำนิยามของเมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเองในความหมายของมัสก์นั้นคืออะไรกันแน่ และแผนการดังกล่าวจะมีความสอดคล้องกับโปรเจกต์ดวงจันทร์ที่ NASA เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

 

หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือยานอวกาศ Starship ซึ่ง SpaceX วางแผนจะใช้เป็นยานพาหนะหลัก มันถูกออกแบบมาให้เป็นระบบจรวดและยานอวกาศที่ ‘ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา’ โดยมัสก์เคลมว่ายานลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจพามนุษย์ไปดาวอังคารโดยเฉพาะ และจะเป็นกุญแจสำคัญในการขนส่งลูกเรือลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์

 

ทว่าในความเป็นจริง Starship ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและเผชิญกับปัญหาทางเทคนิคมากมาย รายงานระบุว่ายานรุ่นต้นแบบมักจะเกิดการ ‘ระเบิด’ ระหว่างการทดสอบบ่อยครั้ง และตัวยานเองยังไม่เคยเดินทางไปถึงวงโคจรหรือทำการบินปฏิบัติการจริงได้เลยสักครั้งแม้แต่ครั้งเดียว

 

ความไม่พร้อมของ Starship กลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ Artemis ของ NASA ซึ่ง SpaceX ได้รับสัญญาจ้างมูลค่าเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.35 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างยานลงจอด (Lunar Lander) สำหรับพานักบินอวกาศกลับไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภารกิจ Apollo 17 ในปี 1972

 

รายงานจาก South China Morning Post ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างยิ่งจากประเทศจีนในศึกชิงความเป็นหนึ่งเพื่อส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ให้ได้ภายในทศวรรษนี้ ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่ามนุษย์ไม่ได้กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกเลยมานานกว่า 50 ปีแล้ว

 

แม้กำหนดการของภารกิจ Artemis III จะวางไว้ในช่วงกลางปี 2027 แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างฟันธงว่าน่าจะมีการเลื่อนออกไปอีก เนื่องจากยานลงจอดของ SpaceX ยังไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับไทม์ไลน์เดิมในยุคประธานาธิบดีโอบามาที่วางเป้าไว้ว่ามนุษย์จะกลับไปถึงดวงจันทร์ได้จริงในปี 2028

 

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อ ฌอน ดัฟฟี (Sean Duffy) รัฐมนตรีคมนาคมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนว่า SpaceX อาจทำตามกำหนดการไม่ทัน และขู่ว่าจะหันไปพิจารณาคู่แข่งอย่าง Blue Origin ของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) แทน ซึ่งทาง Blue Origin เองก็เพิ่งประกาศระงับเที่ยวบินท่องเที่ยวอวกาศเพื่อทุ่มทรัพยากรมาพัฒนายานลงจอดดวงจันทร์

 

ด้าน Business Insider มองว่าการหันมาโฟกัสที่ดวงจันทร์ซึ่งมีความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีและการเงินมากกว่า อาจเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยเฉพาะหลังจากที่ SpaceX เพิ่งประกาศ ‘การรวม xAI’ บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของมัสก์เข้ามา เพื่อสร้างอาณาจักรนวัตกรรมที่ครบวงจรที่สุดในโลก

 

จัสตุส พาร์มาร์ (Justus Parmar) ซีอีโอของ Fortuna Investments ให้ความเห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของมัสก์ยังคงเป็นดาวอังคาร แต่มันต้องใช้เงินมหาศาล การตั้งฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์จึงเป็น ‘ก้าวสำคัญ’ ที่จะให้ผลตอบแทนรวดเร็วกว่า และช่วยให้นักลงทุนสบายใจกับโปรเจกต์ดาวอังคารที่แพงกว่าในอนาคต

 

แม้มัสก์จะยืนยันว่า SpaceX จะยังคงพยายามสร้างเมืองบนดาวอังคารโดยจะเริ่มดำเนินการในอีก 5 ถึง 7 ปีข้างหน้า แต่ในเวลานี้ “ดวงจันทร์” ได้กลายเป็น ‘สมรภูมิหลัก’ ที่เขาต้องพิชิตให้ได้ก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์ของเขาสามารถเป็นจริงได้ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่กำลังร้อนระอุ

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.19 บาท ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ: Marvin Joseph/The Washington Post via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ดาวอังคารพักก่อน! Elon Musk เบนเข็มสร้าง ‘เมืองบนดวงจันทร์’ เชื่อทำได้จริงใน 10 ปี เพราะใกล้กว่า-เดินทางได้ทุก 10 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MrBeast บุกฟินเทคเต็มตัว! ทุ่มซื้อแอปฯ ‘Step’ เจาะตลาดวัยรุ่น หวังสร้างรากฐานการเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน https://thestandard.co/mrbeast-acquires-step-fintech-app/ Wed, 11 Feb 2026 06:22:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1177324 MrBeast ยูทูบเบอร์ชื่อดังผู้เข้าซื้อกิจการแอปพลิเคชัน Step รุกธุรกิจฟินเทคเจาะกลุ่มวัยรุ่น

จิมมี โดนัลด์สัน (Jimmy Donaldson) หรือที่รู้จักกันทั่ว […]

The post MrBeast บุกฟินเทคเต็มตัว! ทุ่มซื้อแอปฯ ‘Step’ เจาะตลาดวัยรุ่น หวังสร้างรากฐานการเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MrBeast ยูทูบเบอร์ชื่อดังผู้เข้าซื้อกิจการแอปพลิเคชัน Step รุกธุรกิจฟินเทคเจาะกลุ่มวัยรุ่น

จิมมี โดนัลด์สัน (Jimmy Donaldson) หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม MrBeast ยูทูบเบอร์ผู้ทรงอิทธิพลที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก ได้กระโดดเข้าสู่วงการเทคโนโลยีการเงิน หรือ ‘ฟินเทค’ อย่างเต็มตัว ผ่านการเข้าซื้อกิจการแอปพลิเคชัน ‘Step’ ซึ่งเป็นแอปฯ บริการทางการเงินที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

 

รายงานจาก CNBC ระบุว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะดำเนินการผ่าน Beast Industries บริษัทของโดนัลด์สัน โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายขอบเขตธุรกิจให้ครอบคลุมบริการทางการเงินสำหรับคนรุ่นใหม่ โดย Step ถูกวางตำแหน่งให้เป็นแอปฯ การเงินแบบ All-in-one ที่ช่วยให้วัยรุ่นสามารถจัดการเงิน สร้างเครดิต และเข้าถึงเครื่องมือทางการเงิน

 

“ตอนผมโตมา ไม่มีใครสอนผมเรื่องการลงทุน การสร้างเครดิต หรือการจัดการเงินเลย” MrBeast กล่าวกับแฟนคลับหลายล้านคนเมื่อวันจันทร์ (9 ก.พ.) “นั่นคือเหตุผลที่เราผนึกกำลังกับ Step ผมต้องการมอบ ‘รากฐาน’ ทางการเงินที่ผมไม่เคยได้รับให้กับคนหนุ่มสาวหลายล้านคน”

 

การขับเคลื่อนธุรกิจของ Beast Industries ในครั้งนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่รายได้จากโฆษณาบน YouTube เท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วบริษัทได้นำรายได้ส่วนใหญ่กลับไปลงทุนเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ข้อมูลจากเอกสารที่รายงานโดย Bloomberg ระบุว่าธุรกิจที่เป็นเหมือน ‘Cash Cow’ หรือเครื่องจักรทำเงินหลักของบริษัทในตอนนี้คือแบรนด์ช็อกโกแลต Feastables

 

แบรนด์ Feastables สามารถทำกำไรได้มากกว่าทั้งช่อง YouTube ของ MrBeast เอง หรือแม้แต่รายการ Beast Games บน Prime Video เสียอีก โดยรายงานจาก Business Insider ระบุว่าธุรกิจขนมและช็อกโกแลตนี้กวาดรายได้ในปี 2024 ไปกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.24 พันล้านบาท)

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกธุรกิจของเขาจะประสบความสำเร็จแบบ ‘ก้าวกระโดด’ เสมอไป เพราะกิจการอย่าง Lunchly และ MrBeast Burger กำลังเผชิญกับความยากลำบาก โดยเฉพาะในส่วนของร้านเบอร์เกอร์ที่ทีมงานกำลังติดพันอยู่กับการฟ้องร้องทางกฎหมายกับพันธมิตรทางธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินงาน

 

ถึงอย่างนั้น พลังของแบรนด์ MrBeast ก็ยังคงทรงพลานุภาพอย่าง ‘มหาศาล’ ด้วยยอดผู้ติดตามรวมกว่า 450 ล้านคน และยอดการรับชมสูงถึง 5 พันล้านครั้งต่อเดือนจากทุกช่องทาง ณ ช่วงต้นปี 2026 ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้เขาสามารถขยายอาณาจักรจากโลกคอนเทนต์ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แม้จะไม่มีการเปิดเผยมูลค่าดีลในการซื้อ Step อย่างเป็นทางการ แต่ TechCrunch รายงานว่าแอปฯ นี้เป็นบริษัทที่ไม่ธรรมดา เพราะระดมทุนไปแล้วกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.56 หมื่นล้านบาท) และมีฐานผู้ใช้งานกว่า 7 ล้านคน โดยได้รับแรงหนุนจากยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Stripe รวมถึงบริษัทร่วมลงทุนชั้นนำอย่าง Coatue และ General Catalyst

 

เจฟฟ์ เฮาเซนโบลด์ (Jeff Housenbold) ซีอีโอของ Beast Industries กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้ด้วยโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนอนาคตทางการเงินของพวกเขาให้ดีขึ้น”

 

สำหรับแอปฯ Step นั้น ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 โดยผู้คร่ำหวอดในวงการฟินเทค แม้ตัวแอปฯ จะไม่ใช่ธนาคารโดยตรง แต่ก็ให้บริการผ่านความร่วมมือกับ Evolve Bank & Trust เพื่อนำเสนอบริการต่างๆ เช่น บัญชีออมทรัพย์, บัตร Visa สำหรับสร้างเครดิต และเครื่องมือการลงทุนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือน นับว่าเป็น ‘จุดแข็ง’ ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

 

การที่ Step มีนักลงทุนคนดังอย่าง Charli D’Amelio, Will Smith และ Stephen Curry อยู่เบื้องหลัง ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของแอปฯ ดูเข้าถึงง่าย ซึ่งตรงกับทิศทางของ MrBeast ที่เตรียมจะทำคอนเทนต์ให้ความรู้ทางการเงินควบคู่ไปกับการให้บริการ เพื่อสร้างเป็นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของอาณาจักรยูทูบเบอร์ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกความจริงได้

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.19 บาท ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ: Michael M. Santiago/Getty Images

อ้างอิง:

The post MrBeast บุกฟินเทคเต็มตัว! ทุ่มซื้อแอปฯ ‘Step’ เจาะตลาดวัยรุ่น หวังสร้างรากฐานการเงินที่โรงเรียนไม่เคยสอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ https://thestandard.co/netflix-warner-bros-probe-monopoly/ Sat, 07 Feb 2026 12:53:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1175301 ภาพประกอบการสอบสวน Netflix โดย กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีพยายามผูกขาดตลาด หลังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Warner Bros.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มขยับตัวตรวจสอบดีลยักษ์ […]

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการสอบสวน Netflix โดย กระทรวงยุติธรรม สหรัฐฯ กรณีพยายามผูกขาดตลาด หลังยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ Warner Bros.

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เริ่มขยับตัวตรวจสอบดีลยักษ์ใหญ่ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมบันเทิงไปตลอดกาล หลัง Netflix ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการสตูดิโอและบริการสตรีมมิง HBO Max ของ Warner Bros. Discovery ด้วยมูลค่ามหาศาล

 

รายงานจาก The Wall Street Journal เปิดเผยว่า DOJ กำลังสืบสวนเชิงลึกว่า Netflix มีพฤติกรรมกีดกันทางการค้าหรือไม่ โดยมีการออกหมายเรียกทางแพ่งไปยังบริษัทบันเทิงคู่แข่ง เพื่อขอข้อมูลว่าดีลนี้จะนำไปสู่การผูกขาดตลาดในอนาคตหรือไม่ โดยในหมายเรียกดังกล่าวระบุข้อความสำคัญว่า

 

“ให้ระบุพฤติกรรมของ Netflix ที่อาจเข้าข่ายการกีดกันคู่แข่งออกจากตลาด อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างอำนาจเหนือตลาดหรืออำนาจผูกขาด”

 

ดีลนี้เกิดขึ้นหลังจาก Netflix ตกลงที่จะจ่ายเงินสด 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.27 ล้านล้านบาท) เพื่อครอบครองอาณาจักร Warner Bros.

 

ทรัพย์สินที่ทำให้ Warner เป็นที่หมายปองของยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม HBO Max แต่คือคลังคอนเทนต์ระดับตำนาน โดย Reuters ระบุว่าทั้ง Netflix และคู่แข่งอย่าง Paramount ต่างต้องการครอบครองสตูดิโอภาพยนตร์และโทรทัศน์ชั้นนำ รวมถึงแฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Game of Thrones, Harry Potter และจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ DC Comics (Batman และ Superman)

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Netflix ยังมีคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Paramount ที่ยื่น Hostile Bid หรือการเสนอซื้อกิจการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบอร์ดบริหาร ด้วยมูลค่าที่สูงกว่าถึง 7.79 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.45 ล้านล้านบาท) เพื่อซื้อกิจการทั้งหมดของ Warner รวมถึงธุรกิจเคเบิลทีวีที่มีช่องดังอย่าง CNN และ TNT

 

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าจับตามองคือ ‘ส่วนแบ่งการตลาด’ ข้อมูลจาก Antenna ประเมินว่าหาก Netflix ควบรวมกับ HBO Max จะครองส่วนแบ่งตลาดสตรีมมิงแบบสมัครสมาชิกในสหรัฐฯ ราว 30% ซึ่งตามเกณฑ์ของ DOJ การควบรวมกิจการของคู่แข่งโดยตรงที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 30% มักถูกสันนิษฐานว่าผิดกฎหมาย แม้ว่าการผูกขาดโดยสมบูรณ์มักจะต้องมีส่วนแบ่งสูงถึง 60% ก็ตาม

 

Netflix ได้งัดข้อโต้แย้งทางกฎหมายออกมาสู้ โดยระบุว่าตัวเลข 30% นั้นไม่มีนัยสำคัญ เพราะ 80% ของผู้ที่เป็นสมาชิก HBO Max นั้นเป็นสมาชิก Netflix อยู่แล้ว ดังนั้นฐานลูกค้าจึงทับซ้อนกันมาก และหากวัดจาก ‘เวลาในการรับชม’ (Viewing Time) จริงๆ การควบรวมนี้จะครองส่วนแบ่งเพียง 10% ของเวลาดูทีวีในครัวเรือนสหรัฐฯ เท่านั้น

 

นอกจากนี้ Netflix ยังอ้างว่าดีลนี้ควรถูกมองว่าเป็น ‘การควบรวมในแนวดิ่ง’ (Vertical Merger) เพราะ Netflix ทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย (Distributor) ในขณะที่ Warner เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ (Supplier) ไม่ใช่การกินรวบคู่แข่งโดยตรง อีกทั้งบริษัทยังต้องแข่งขันกับ YouTube และแพลตฟอร์มวิดีโอฟรีอื่นๆ ไม่ใช่แค่สตรีมมิงแบบเสียเงินเท่านั้น

 

ในฟากของ Paramount ดูเหมือนจะมียุทธศาสตร์ที่เตรียมมาอย่างดี มาคาน เดลราฮีม (Makan Delrahim) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Paramount ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายต่อต้านการผูกขาดของ DOJ ในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์วาระแรก เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยื่นฟ้องเพื่อระงับดีล Visa ซื้อ Plaid มูลค่า 5.3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2020

 

ในตอนนั้น Visa มีส่วนแบ่งตลาดเดบิตออนไลน์ถึง 70% ทำให้ DOJ เข้าขวางดีลจน Visa ต้องถอย ซึ่ง Delrahim กำลังใช้กรณีศึกษานี้เป็นบรรทัดฐานในการชี้ให้เห็นว่าดีลของ Netflix ก็ควรถูกตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกัน

 

สำหรับการสอบสวน Netflix นั้น รายงานข่าวระบุว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยปกติกระบวนการตรวจสอบการควบรวมกิจการอาจใช้เวลานานถึง 1 ปี แม้ว่าบางครั้งอาจเร็วกว่านั้น และไม่ใช่ทุกการสอบสวนจะนำไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมาย

 

สตีเวน ซันไชน์ (Steven Sunshine) ทนายความของ Netflix กล่าวว่า “จนถึงขณะนี้ ทาง DOJ ไม่ได้แจ้งและไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งชี้ว่ากำลังสอบสวน Netflix ในคดีผูกขาดแยกต่างหากจากกระบวนการตรวจสอบดีลตามปกติ”

 

นอกจากศึกในบ้านแล้ว ดีลนี้ยังต้องเผชิญการตรวจสอบในต่างประเทศ โดย Bloomberg รายงานว่านักการเมืองอังกฤษกว่าสิบคนได้เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันเปิดการตรวจสอบอย่างละเอียด เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปที่คาดว่าจะเข้ามาตรวจสอบดีลของทั้ง Netflix และ Paramount อย่างเข้มงวดเช่นกัน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.53 บาท ณ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ : Illustration by Brandon Bell/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งสอบ Netflix ปม ‘ผูกขาดตลาด’ หลังยื่นซื้อ Warner Bros. ท่ามกลางศึกชิงอาณาจักรคอนเทนต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ https://thestandard.co/spain-bans-under-16-social-media/ Sat, 07 Feb 2026 05:07:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1175023 เด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

สเปนเล็งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่ […]

The post สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กวัยรุ่นกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเล่นโซเชียลมีเดีย

สเปนเล็งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ได้ใช้เวที World Governments Summit ที่ดูไบเมื่อวันอังคาร (3 ก.พ.) เพื่อประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการกวาดล้างสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ (Digital Wild West)

 

รายงานจาก The Guardian ระบุว่ารัฐบาลสเปนกำลังเตรียมชุดมาตรการเข้มข้นเพื่อปกป้องเยาวชน โดยนายกรัฐมนตรี ซานเชซ (Sánchez) ให้คำมั่นว่าจะปกป้องเด็กๆ จาก ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ และจะจัดการให้บริษัทเทคโนโลยีต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังและเป็นอันตราย

 

ขณะเดียวกัน รายงานจาก CNBC ได้ขยายความคำพูดของเขาที่เปรียบเปรยโซเชียลมีเดียว่าได้กลายเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ ที่ซึ่งกฎหมายถูกละเลยและอาชญากรรมได้รับการยอมรับ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลเท็จมีค่ามากกว่าความจริง และผู้ใช้งานกว่าครึ่งหนึ่งต้องเผชิญกับวาจาสร้างความเกลียดชัง

 

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้สเปนกำลังเดินตามรอยออสเตรเลียที่เป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้กฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยรายงานจาก CNBC เสริมว่าสเปนจะเป็นประเทศยุโรปประเทศแรกที่ประกาศแบนอย่างเป็นทางการ ซึ่งมาตรการนี้จะครอบคลุมถึงระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวดกว่าเดิม

 

ภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ แพลตฟอร์มต่างๆ จะต้องจัดทำระบบยืนยันตัวตนที่มีประสิทธิภาพจริง โดยซานเชซย้ำชัดว่าไม่ใช่แค่การกดคลิกยืนยันอายุแบบผ่านๆ ในช่องสี่เหลี่ยม แต่ต้องเป็น ‘มาตรการปิดกั้น’ ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเอาผิดทางกฎหมายกับผู้บริหารที่เพิกเฉยต่อเนื้อหาอันตราย และกำหนดให้การใช้ระบบอัลกอริทึมเพื่อปั่นกระแสเนื้อหาผิดกฎหมายกลายเป็นความผิดทางอาญา

 

ศึกครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังลามไปถึงวิวาทะส่วนตัวอันดุเดือดระหว่างผู้นำสเปนกับเจ้าพ่อเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) โดยซานเชซได้วิพากษ์วิจารณ์แพลตฟอร์ม X ว่าเป็นตัวการในการขยายผลข้อมูลเท็จเกี่ยวกับนโยบายรับรองผู้อพยพของรัฐบาลสเปน พร้อมระบุว่าตัว มัสก์ เองก็มีสถานะเป็นผู้อพยพเช่นกัน

 

ด้าน มัสก์ ไม่รอช้า สวนกลับผ่าน X ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า “Dirty Sánchez เป็นทรราชและคนทรยศต่อประชาชนสเปน” ก่อนจะโพสต์อีกในชั่วโมงครึ่งต่อมาว่า ซานเชซนั้นเป็น ‘เผด็จการฟาสซิสต์ตัวจริง’

 

นอกจากสเปนแล้ว กระแสการจัดระเบียบโซเชียลมีเดียยังขยายวงกว้างไปทั่วเอเชียและยุโรป โดยกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้งานกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาฝรั่งเศส ขณะที่อังกฤษเองก็กำลังพิจารณามาตรการที่คล้ายคลึงกันเพื่อลดผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเยาวชน

 

ปัญหาเรื่อง ‘ภาพอนาจาร’ ที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะรายงานที่ระบุว่า Grok ซึ่งเป็นแชตบอต AI ของ มัสก์ สามารถสร้างภาพล่วงละเมิดทางเพศได้โดยไม่ต้องขอความยินยอม ซึ่งรวมถึงภาพของผู้เยาว์ด้วย เหตุนี้ซานเชซจึงประกาศกร้าวว่าจะตรวจสอบและดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Grok (AI ของ X) TikTok และ Instagram ต่อไป

 

การประกาศสงครามครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก รายงานจาก CNBC ระบุว่า Meta เจ้าของ Instagram และ Facebook ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียทบทวนการตัดสินใจ โดยอ้างว่าบริษัทได้ลบบัญชีที่เชื่อว่าเป็นของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลียไปแล้วกว่า 550,000 บัญชีในช่วงเดือนมกราคม

 

Meta ให้ความเห็นว่าแทนที่จะใช้ ‘การแบนแบบเหวี่ยงแห’ รัฐบาลควรหันมาให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานออนไลน์ที่เหมาะสมกับช่วงอายุแทน พร้อมเตือนว่าเด็กวัยรุ่นจะพยายามหาช่องทางอื่นในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียด้วยวิธีที่อันตรายกว่าเดิมและไร้มาตรการป้องกันหากมีการปิดกั้นอย่างสมบูรณ์

 

นอกจาก Meta แล้ว แพลตฟอร์มอย่าง Reddit ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลสูงของออสเตรเลียเพื่อคัดค้านกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างว่าการสั่งแบนนั้นไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการจำกัดเสรีภาพในการสนทนาทางการเมือง ซึ่งความเคลื่อนไหวทางกฎหมายนี้กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลกที่กำลังพิจารณาใช้มาตรการในลักษณะเดียวกัน

 

สำหรับในสเปน รายงานจาก BBC ชี้ว่าแผนการแบนนี้ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งซานเชซหวังว่าจะทำให้สำเร็จภายในสัปดาห์หน้า แต่ภารกิจนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายที่ไม่ได้ครองเสียงข้างมาก แม้พรรคฝ่ายค้านหลักจะดูเหมือนเห็นด้วยกับข้อจำกัดนี้ แต่พรรคขวาจัดอย่าง Vox ได้ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านชัดเจนแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม กระแสความกังวลในหมู่ผู้ปกครองสเปนดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลสำรวจจาก Ipsos เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วพบว่า ประชาชนกว่า 82% เห็นด้วยกับการแบนเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 73% ในปี 2024

 

ภาพ: Ilona Kozhevnikova / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สเปน ประกาศสงคราม โซเชียล จ่อแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน หวังสยบ ‘ดินแดนเถื่อนดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fusion Solution: กรณีศึกษา Tech Partner ที่ผสานการทำงานของมนุษย์และ AI จนคว้ารางวัล Microsoft Partner of the Year 2025 – Thailand Winner [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/trust-in-ai-and-tech-partner-strategy/ Fri, 06 Feb 2026 06:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1172960

AI, Cloud, และ Automation เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทางธุ […]

The post Fusion Solution: กรณีศึกษา Tech Partner ที่ผสานการทำงานของมนุษย์และ AI จนคว้ารางวัล Microsoft Partner of the Year 2025 – Thailand Winner [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

AI, Cloud, และ Automation เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทางธุรกิจที่จำเป็นสำหรับเกือบทุกอุตสาหกรรม แต่หลายองค์กรยังใช้ AI ไม่เต็มศักยภาพ และบางส่วนใช้เครื่องมือภายนอกระบบโดยที่ฝ่าย IT ไม่รับรู้ ทำให้ความเสี่ยงด้านข้อมูลและความปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้น ปัญหาหลักคือความไม่ไว้วางใจในเทคโนโลยีและการขาดผู้ดูแลระบบระยะยาว

 

“Trust” หรือความเชื่อมั่นในการใช้ AI ให้เสี่ยงน้อยลงหรือไม่เสี่ยง ก็กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่องค์กรต้องนึกถึงเช่นกัน

 

เมื่อ AI เร็วขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้น แล้วทำไมองค์กรต้องคิดเรื่อง Trust?

 

การนำ AI และ Cloud มาใช้ ทำให้ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ขยายตัว ทั้งจากข้อมูลรั่วไหล การโจมตี และ “Shadow AI” ซึ่งคือการที่พนักงานใช้เครื่องมือ AI โดยไม่ได้รับอนุมัติ องค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหานี้

 

รายงานชี้ว่า พนักงานใช้ Generative AI นอกระบบองค์กร ซึ่งแม้จะเพิ่มประสิทธิภาพระยะสั้น แต่ก็สร้างความเสี่ยงด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวในระยะยาว ดังนั้น Cybersecurity และ Compliance จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่ฝ่าย IT แต่เป็นปัจจัยในการสร้างความเชื่อมั่น องค์กรต้องมีระบบป้องกันที่รัดกุมและการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้น เพื่อรองรับเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น

 

ทำไม ‘Tech Partner’ สำคัญพอ ๆ กับ ‘Technology’

 

หลายองค์กรจึงตั้งคำถามใหม่ ไม่ใช่แค่ “ควรใช้ AI อะไร” แต่เป็น “จะไว้ใจใครให้ดูแลระบบเหล่านี้ได้จริง” เพราะเทคโนโลยีต้องถูกใช้งาน ดูแล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจุบัน เทคโนโลยีระดับโลกเข้าถึงง่าย บทบาทของ Tech Partner จึงเปลี่ยนจากการขายหรือติดตั้งระบบ เป็นผู้ออกแบบ วางระบบ และดูแลโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้าน รวมถึงรับมือปัญหาความปลอดภัยและความต่อเนื่องของธุรกิจ

 

Fusion Solution

 

โดยเฉพาะในยุคที่ AI และ Cloud ซับซ้อน องค์กรจึงมองหา Tech Partner ที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและมนุษย์ ในฐานะ “ผู้สร้างความไว้ใจ” ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี มากกว่าเพียงแค่โซลูชันใหม่ ๆ

 

กรณีศึกษา Fusion Solution: Microsoft Partner of the Year 2025 

 

เมื่อบทบาทของ Tech Partner ขยับจากผู้ติดตั้งระบบ ไปสู่ผู้รับผิดชอบความเสถียรและความปลอดภัยขององค์กรในระยะยาว คำถามสำคัญคือ “ใครมีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือพอจะดูแลระบบสำคัญของธุรกิจได้จริง”

 

Microsoft Partner Designation คือกลไกระดับโลกที่ใช้วัดความเชี่ยวชาญของ Partner จากผลงานจริง ทักษะทีมงาน และความสำเร็จของลูกค้าในการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยไม่วัดจากชื่อเสียงหรือขนาดองค์กร Partner ที่ได้รับการรับรองด้านต่าง ๆ (เช่น Data & AI, Security) จึงเป็นผู้ที่สามารถออกแบบ วางระบบ และดูแลเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับการทำงานของมนุษย์ได้จริง ลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นใจในระยะยาว

 

Fusion Solution

 

ท่ามกลางระบบนิเวศนี้ บริษัทจากไทยที่มีชื่อว่า “Fusion Solution” คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนบทบาทของ Tech Partner ยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่เชี่ยวชาญด้าน Cloud และ Data Intelligence มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี และเพิ่งได้รับรางวัล Microsoft Partner of the Year 2025 – Thailand Winner ซึ่งเป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ในปีดังกล่าว

 

Fusion Solution

 

สิ่งที่ทำให้ Fusion Solution แตกต่าง ไม่ได้อยู่แค่การได้รับการยอมรับในระดับโลก แต่คือแนวคิดในการทำงานภายใต้สโลแกน “Human Touch, AI Trust” ที่มองว่า AI และ Cloud จะสร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้จริง ก็ต่อเมื่อถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการทำงานของมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่มนุษย์ และต้องมาพร้อมระบบดูแล ความปลอดภัย และความรับผิดชอบที่ชัดเจน 

 

ทำให้ Fusion Solution เป็น Tech Partner ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง “ความสามารถของระบบ” เข้ากับ “ความมั่นใจของคนในองค์กร” เพื่อให้เทคโนโลยีกลายเป็นแรงขับเคลื่อน ไม่ใช่ความเสี่ยงในอนาคต

 

“Service คือมาตรฐาน ไม่ใช่ Option” แนวคิดของ Fusion Solution

 

แนวคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญ คือเรื่องของ “Full-Service Microsoft Ecosystem” จาก Fusion Solution ที่เป็นการดูแลเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการขององค์กร การออกแบบโครงสร้าง Cloud ที่เหมาะสม ไปจนถึงการนำ AI และ Automation เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานจริง

 

เริ่มตั้งแต่การช่วยองค์กรเลือก Microsoft License และ Azure ให้สอดคล้องกับขนาดธุรกิจและรูปแบบการทำงาน ไม่ใช่การเลือกโซลูชันที่ “ดีที่สุดในเชิงเทคนิค” แต่เป็นโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดในเชิงการใช้งานจริง จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่การออกแบบ Cloud Architecture ที่สามารถขยายตัวได้ในอนาคต พร้อมรองรับการทำงานของ AI และระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ

 

Fusion Solution

 

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการนำ AI และ Automation เข้าไปใช้ในองค์กรอย่างมีเป้าหมาย เพื่อช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และทำให้คนในองค์กรสามารถโฟกัสกับงานที่ต้องใช้วิจารณญาณและความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจทั้งในเชิงเทคโนโลยีและพฤติกรรมการทำงานของมนุษย์ควบคู่กัน

 

ในขณะเดียวกัน เมื่อระบบดิจิทัลมีบทบาทลึกลงไปถึงข้อมูลสำคัญขององค์กร ความปลอดภัยและความต่อเนื่องของระบบจึงกลายเป็นองค์ประกอบที่แยกออกจากกันไม่ได้ การออกแบบโซลูชันบน Cloud จึงต้องมาพร้อมการวางระบบ Cybersecurity การสำรองข้อมูล และแผนรับมือกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด เพื่อให้องค์กรมั่นใจได้ว่าการใช้ AI และ Cloud จะไม่กลายเป็นจุดอ่อนในอนาคต

 

Fusion Solution จึงถือหัวใจหลักว่า “Service คือมาตรฐาน ไม่ใช่ Option” เพราะในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การดูแลหลังติดตั้ง การปรับระบบให้ทันสมัย และความรับผิดชอบต่อความเสี่ยง คือสิ่งที่ทำให้ Fusion Solution เป็น Tech Partner ที่องค์กรไว้วางใจได้ในระยะยาว

 

เปลี่ยนอินไซต์ไปสู่ Product ของ Fusion Solution

 

Fusion Solution พบว่าเทคโนโลยีระดับโลกยังขาดเครื่องมือเฉพาะทางสำหรับแก้ปัญหาที่กระทบประสิทธิภาพ จึงพัฒนาซอฟต์แวร์ของตนเองเชื่อมต่อกับ Microsoft โดยอิงจาก Pain Point จริงในองค์กร ทำให้เป็นทั้ง Tech Partner และผู้พัฒนาเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้การทำงานง่ายขึ้น ตามแนวคิดที่ว่าเทคโนโลยีควรเป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ภาระขององค์กร

 

  • DOVA 

ระบบ OCR และจัดเก็บเอกสารดิจิทัลที่ช่วยเปลี่ยนเอกสารจำนวนมากให้กลายเป็นข้อมูลที่ค้นหาและใช้งานได้ ลดภาระงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน และช่วยให้องค์กรเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นในยุคที่ข้อมูลคือทรัพยากรสำคัญ

 

Fusion Solution

 

  • Jarviz

แอปพลิเคชันบันทึกเวลาเข้างานที่ออกแบบมาเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ ตั้งแต่ Hybrid Work ไปจนถึงการทำงานนอกสถานที่ ช่วยให้องค์กรจัดการข้อมูลบุคลากรได้สะดวกขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระให้กับพนักงาน

 

Fusion Solution

 

  • SeedKM 

ระบบ Knowledge Management ที่เข้ามาแทนการอบรมแบบ Onsite ด้วยการจัดเก็บองค์ความรู้ขององค์กรอย่างเป็นระบบ ลดต้นทุนการถ่ายทอดความรู้ และช่วยให้องค์กรไม่สูญเสียความรู้สำคัญไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของบุคลากร

 

Fusion Solution

 

Intelligent AgriDiagnose โซลูชันที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

นอกเหนือจากการพัฒนาโซลูชันให้กับองค์กรธุรกิจ อีกด้านหนึ่งของการใช้ AI คือศักยภาพในการแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคเกษตรที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และการเข้าถึงเทคโนโลยี คือ “Intelligent AgriDiagnose”

Fusion Solution

 

Intelligent AgriDiagnose คืองานวิจัยด้าน AI ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยตรวจวินิจฉัยโรคข้าวโพด ผ่านการใช้งานบนแพลตฟอร์ม LINE เกษตรกรและผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบนี้ได้ฟรี เพียงถ่ายภาพและส่งให้ AI วิเคราะห์ ลดช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูงกับผู้ใช้งานปลายทาง

 

โครงการนี้ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจเบื้องต้น เร่งให้เกษตรกรรับมือปัญหา ลดความเสียหาย และช่วยกระจายองค์ความรู้ให้เข้าถึงง่ายขึ้น และการที่ Intelligent AgriDiagnose ได้รับรางวัล Asian Digital Awards 2026 – Silver Award (Digital Innovation) สะท้อนว่า AI ที่ออกแบบด้วยความเข้าใจมนุษย์และบริบทใช้งานจริง สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องแนวคิด “Human Touch, AI Trust” อย่างแท้จริง

 

การใช้ AI ระดับองค์กรที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก Trust

 

กล่าวได้ว่า AI และ Cloud องค์กรที่ยั่งยืนไม่ได้แข่งกันที่ความเร็วในการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่แข่งกันที่ความมั่นคงและยั่งยืนในการใช้งานในระยะยาว ความยั่งยืนของ AI ต้องมาจากความเข้าใจมนุษย์ การออกแบบระบบที่รัดกุม และมี Tech Partner ที่รับผิดชอบทั้งการวางรากฐานและการจัดการความเสี่ยง เทคโนโลยีที่ดีควรช่วยให้บุคลากรทำงานและตัดสินใจได้ดีขึ้น โดยไม่สร้างภาระหรือความกังวลใหม่

 

ท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่พร้อมสำหรับยุค AI อย่างแท้จริง อาจไม่ใช่องค์กรที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่คือองค์กรที่สร้าง “ความไว้ใจ” ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีได้ก่อน และรักษาความไว้วางใจนั้นไว้ได้ตลอดเส้นทางของการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล

 

ค้นพบความเป็นไปได้ของมนุษย์ร่วมกับ AI ได้ที่ https://www.fusionsol.com/activity/fusion-solution-microsoft-partner-of-the-year-2025-thailand-winner/ 

 

อ้างอิง

The post Fusion Solution: กรณีศึกษา Tech Partner ที่ผสานการทำงานของมนุษย์และ AI จนคว้ารางวัล Microsoft Partner of the Year 2025 – Thailand Winner [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ซีอีโอ LINE MAN Wongnai แนะรัฐบาลใหม่ปรับสมดุลนโยบายเทค ชูยุทธศาสตร์ไม่ตกรถ AI ละต้องบาลานซ์ระหว่างการ ‘ควบคุม’ กับ ‘การสนับสนุน’ ให้ถูกทิศทาง https://thestandard.co/lineman-wongnai-tech-policy-ai/ Thu, 05 Feb 2026 05:40:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1174041 ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่

ท่ามกลางกระแสการหาเสียงเลือกตั้งที่เน้นนโยบายสวัสดิการแ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ซีอีโอ LINE MAN Wongnai แนะรัฐบาลใหม่ปรับสมดุลนโยบายเทค ชูยุทธศาสตร์ไม่ตกรถ AI ละต้องบาลานซ์ระหว่างการ ‘ควบคุม’ กับ ‘การสนับสนุน’ ให้ถูกทิศทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่

ท่ามกลางกระแสการหาเสียงเลือกตั้งที่เน้นนโยบายสวัสดิการและปากท้อง อีกหนึ่งภาคส่วนที่ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจใหม่อย่าง ‘เทคโนโลยี’ กลับดูเหมือนจะถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

 

 

 

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง LINE MAN Wongnai หนึ่งในตัวแทนจากภาคเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มไทย ได้ร่วมแชร์มุมมองในรายการพิเศษ #WEALTHRoundtableSpecialEP2 ไว้อย่างน่าสนใจว่า วงการเทคไทยนั้นเติบโตมาด้วยการ ‘พึ่งพาตัวเอง’ เป็นหลัก จนแทบไม่หวังพึ่งโบนัสหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

แต่หากประเทศไทยต้องการจะก้าวไปสู่การเป็นประเทศเทคที่แท้จริง มีโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งตีให้แตกดังนี้

 

1. บทเรียนค่าแรงขั้นต่ำ โจทย์คือ ‘สมดุล’

 

ในมุมมองของแพลตฟอร์มที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งไรเดอร์, ร้านอาหาร และผู้บริโภค ยอดระบุว่าการปรับค่าแรงไม่ใช่เรื่องของตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการหาจุดสมดุล (Optimization) เพราะหากปรับขึ้นอย่างรุนแรงแบบไม่เป็นไปตามกลไกตลาดในระยะเวลาอันสั้น จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทันที ตั้งแต่ต้นทุนอาหารที่แพงขึ้น ค่าส่งที่สูงขึ้น จนท้ายที่สุดผู้บริโภคคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระ

 

ยอดเสนอว่านโยบายที่ยั่งยืนกว่าคือการปรับแบบมีกรอบเวลาที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ เช่น การขึ้นค่าแรงอย่างน้อย 4% ใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ไปพร้อมกัน

 

2. ยุทธศาสตร์ AI อย่าตกรถ และอย่าเป็นเพียง ‘ปลายน้ำ’

 

“เราต้องอย่าตกรถ AI” ยอดเน้นย้ำเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยมองว่าแม้ไทยอาจจะแข่งสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) กับยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่ได้ แต่ไทยต้องหาที่ยืนใน Supply Chain ของ AI ให้เจอ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นฐาน Data Center, ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือการเป็นผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Implementer)

 

นอกจากนี้ยอดได้ชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาบริษัทเทคระดับโลกเข้ามาในไทยเพียงเพื่อจ้างงานด้าน Sales และ Marketing แต่ไม่ได้มีการถ่ายทอดความรู้ด้าน Data Science หรือการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแท้จริง รัฐจึงควรใช้ความได้เปรียบที่คนไทยเป็น ‘Heavy User’ ในการต่อรองให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในส่วนต้นน้ำมากขึ้น

 

3. บาลานซ์ ‘ควบคุม’ และ ‘สนับสนุน’ หา USP ของประเทศให้เจอ

 

ยอดสะท้อนว่า ช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐเน้นการ ‘ควบคุม’ มากถึง 80% และ ‘สนับสนุน’ เพียง 20% ทั้งที่อุตสาหกรรมเทคไทยยังเล็กเกินกว่าจะถูกคุมเข้มขนาดนั้น

 

นอกจากนี้ยอดเสนอให้ไทยหา Unique Selling Point (USP) หรือจุดขายหลักให้เจอ โดยแนะนำ ‘Lifestyle Tech’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยเก่งอยู่แล้ว ทั้งเรื่องอาหาร, การท่องเที่ยว และความสวยความงาม เพื่อสร้างความชัดเจนในสายตานักลงทุนต่างชาติ

 

4. ใช้ Data สร้าง Trust

 

ยอดฝากถึงการทำรัฐบาลดิจิทัลว่า เทคโนโลยีทำได้ไม่ยาก แต่ที่ยากคือการบังคับให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลกัน อุปสรรคใหญ่คือความกลัวผิดมาตรา 157 หรือความเข้าใจผิดเรื่อง PDPA จนทำให้สิ่งที่ที่ควรจะเป็นดิจิทัลได้แล้วกลับต้องมาใช้วิธีแบบเดิมๆ เช่นการเซ็นเอกสารสดบนกระดาษ

 

ยอดเชื่อว่าหากรัฐสามารถสร้าง Centralized Database และใช้ Data มาสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใสในระบบราชการได้อย่างมหาศาล ซึ่งยอดทิ้งท้ายว่าเทคไม่ได้ต้องการการสนับสนุนอะไรมาก แต่แค่อย่าควบคุมมากก็พอ

 

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่ 1ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่ 2ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเทคและ AI ของรัฐบาลใหม่ 3
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ซีอีโอ LINE MAN Wongnai แนะรัฐบาลใหม่ปรับสมดุลนโยบายเทค ชูยุทธศาสตร์ไม่ตกรถ AI ละต้องบาลานซ์ระหว่างการ ‘ควบคุม’ กับ ‘การสนับสนุน’ ให้ถูกทิศทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Western Digital รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ ‘WD’ เร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุมากสุดในโลก ปูทางสู่ 100TB+ รับยุค AI https://thestandard.co/wd-rebrands-hdd-100tb-ai/ Wed, 04 Feb 2026 11:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1173788 Western Digital รีแบรนด์ WD

Western Digital ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ WD พร้อมเปิด […]

The post Western Digital รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ ‘WD’ เร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุมากสุดในโลก ปูทางสู่ 100TB+ รับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Western Digital รีแบรนด์ WD

Western Digital ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ WD พร้อมเปิดตัวโรดแมปพัฒนานวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูล จ่อเปิดตัวฮาร์ดดิสก์ 40TB ปูทางสู่เป้าหมาย 100TB+ รับความต้องการพุ่งสูงในยุค AI ขณะที่ราคาหุ้นทะยาน 6 เท่าตัวในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

 

ในงาน Innovation Day 2026 เมื่อวานนี้ (3 กุมภาพันธ์) Western Digital หรือ WDC ได้ประกาศเปิดตัวโรดแมปนวัตกรรมการจัดเก็บข้อมูลครั้งใหม่ โดยมุ่งเน้นการพลิกโฉมฮาร์ดดิสก์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมกับการรีแบรนด์สู่ WD หลังก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว ซึ่งรายได้ 90% ของบริษัทจะมาจาก AI และคลาวด์

 

ไฮไลต์สำคัญจากงานดังกล่าวคือ การเร่งเครื่องโรดแมปความจุสูง โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ (HDD) รุ่นใหม่ 40TB UltraSMR ePMR ซึ่งมีความจุสูงที่สุดในโลก กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพกับลูกค้าแล้วในขณะนี้ พร้อมตั้งเป้าขยายความจุด้วยเทคโนโลยี HAMR ไปสู่ระดับ 100TB+ โดยยังคงเดินหน้าตรวจสอบคุณภาพเทคโนโลยี HAMR กับลูกค้าระดับไฮเปอร์สเกลอย่างต่อเนื่อง

 

รวมทั้งเทคโนโลยี High Bandwidth Drive และการออกแบบ Dual Pivot ให้แบนด์วิดท์เพิ่มขึ้น 2 เท่า และแบนด์วิดท์ในอนาคตสูงสุดถึง 8 เท่า พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพ IO สูงสุด 2 เท่า รองรับเวิร์กโหลด AI ในระดับต้นทุนของ HDD ลดการพึ่งพาแฟลช

 

ทั้งนี้ HDD รุ่นใหม่ที่ปรับแต่งด้านพลังงาน ใช้พลังงานน้อยลง 20% ลดช่องว่างระหว่าง warm storage และ cold storage ช่วยให้ลูกค้าลด TCO สร้าง tier ที่มีต้นทุนต่ำลง และพัฒนาความยั่งยืนสำหรับข้อมูลระดับ AI

 

หุ้นพุ่ง 500% ใน 1 ปี เข้าสู่กลุ่ม Nasdaq 100

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หุ้น WDC เป็นหนึ่งในหุ้นที่เติบโตร้อนแรงที่สุดตัวหนึ่งของสหรัฐฯ ราคาหุ้น WDC พุ่งจากราว 48 ดอลลาร์ ขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 296.5 ดอลลาร์ ในวันนี้ (4 กุมภาพันธ์) หรือเพิ่มขึ้นราว 500%

 

การประกาศภายในงาน Innovation Day 2026 สะท้อนถึงยุคใหม่ของ WD ต่อเนื่องจากการดำเนินกลยุทธ์ตลอดปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้าภายใต้สัญญาหลายปี การยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานผ่านการปฏิบัติที่มีวินัยที่ช่วยเพิ่มกำไรขั้นต้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และการปรับวัฒนธรรมองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงผู้นำเพื่อเร่งการตัดสินใจ

 

ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้ WD ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี Nasdaq 100 และติดอันดับบริษัทที่มีผลงานโดดเด่นใน S&P 500 ประจำปี 2025

 

ล่าสุด คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติวงเงินเพิ่มเติมอีก 4 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.25 แสนล้านบาท สำหรับการซื้อหุ้นคืน โดยบริษัทมีวงเงินคงเหลือจากการอนุมัติซื้อหุ้นคืนครั้งก่อนประมาณ 484 ล้านดอลลาร์ การอนุมัติซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติมนี้มีผลทันที การซื้อหุ้นคืนอาจดำเนินการในตลาดเปิดหรือผ่านการเจรจาส่วนตัว และอาจดำเนินการตามแผน Rule 10b5-1

 

“การขยายวงเงินซื้อหุ้นคืนจำนวน 4.0 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของเราที่มีต่ออนาคตของ WD และความมุ่งมั่นในการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น” เออร์วิง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กล่าว “กลยุทธ์การจัดสรรเงินทุนของเราสร้างความสมดุลระหว่างการนำเงินกลับไปลงทุนในธุรกิจ, การลดหนี้สิน, และการคืนผลตอบแทนสู่ผู้ถือหุ้น”

 

จำนวนและช่วงเวลาของการซื้อหุ้นคืนจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและปัจจัยพิจารณาอื่นๆ ของบริษัท บริษัทอาจระงับหรือยุติโครงการซื้อหุ้นคืนได้ทุกเมื่อ

 

เส้นทางสู่ 100TB+

 

WD ย้ำจุดยืนผู้นำเทคโนโลยีคู่ขนานทั้ง ePMR และ HAMR โดยประกาศว่าฮาร์ดดิสก์ความจุสูงสุดในโลก 40TB UltraSMR ePMR กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณภาพกับลูกค้าไฮเปอร์สเกล 2 ราย และมีแผนผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นอกจากนี้ การตรวจสอบคุณภาพฮาร์ดดิสก์ HAMR ของ WD ก็กำลังดำเนินการอยู่กับลูกค้าไฮเปอร์สเกล 2 รายเช่นกัน โดยคาดว่าจะเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2027

 

WD จะขยายขีดความสามารถของ ePMR ไปสู่ระดับ 60TB โดยอาศัยนวัตกรรมจาก HAMR โดยไม่เพิ่มการใช้พลังงาน ในขณะที่เทคโนโลยี HAMR จะขยายความจุไปถึง 100TB ภายในปี 2029 แนวทางแบบสองเส้นทางนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เนื่องจากทั้ง ePMR และ HAMR สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมร่วมกัน ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ได้ผลผลิต (Yield) ที่ดีขึ้น และช่วยให้การเปลี่ยนผ่านผลิตภัณฑ์ของลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ผลลัพธ์ที่ได้คือความยืดหยุ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กลุ่มไฮเปอร์สเกลและองค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีใดก็ได้ตามกรอบเวลาของตนเอง พร้อมการวางแผนความจุที่คาดการณ์ได้และการขยายสเกลที่ไร้รอยต่อ ไม่มีการบังคับเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไม่มีการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐาน มีเพียงการเติบโตของความจุที่ต่อเนื่องบนสถาปัตยกรรมที่พวกเขาไว้วางใจอยู่แล้ว

 

“ตลอดปีที่ผ่านมา WD ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและการเร่งนวัตกรรม ซึ่งทำให้เราสามารถจินตนาการฮาร์ดดิสก์ขึ้นใหม่อย่างแท้จริงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ AI วันนี้ เรากำลังนำเสนอนวัตกรรมที่สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับลูกค้าของเรา และแสดงให้เห็นว่า WD กำลังตอบสนองความต้องการด้านความจุ การขยายขนาด คุณภาพ ประสิทธิภาพที่ยกระดับขึ้น และความง่ายในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้อย่างไร” เออร์วิงกล่าว

The post Western Digital รีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ ‘WD’ เร่งพัฒนาฮาร์ดดิสก์ความจุมากสุดในโลก ปูทางสู่ 100TB+ รับยุค AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore Airshow 2026 เปิดฉาก หลายชาติโชว์เทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศ https://thestandard.co/singapore-airshow-tech-defense/ Tue, 03 Feb 2026 01:22:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1172815 ภาพการแสดงเครื่องบินรบในงาน Singapore Airshow 2026

Singapore Airshow 2026 นิทรรศการด้านการบินและการป้องกัน […]

The post Singapore Airshow 2026 เปิดฉาก หลายชาติโชว์เทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการแสดงเครื่องบินรบในงาน Singapore Airshow 2026

Singapore Airshow 2026 นิทรรศการด้านการบินและการป้องกันประเทศระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียเปิดฉากขึ้นในวันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่ศูนย์นิทรรศการชางงี (Changi Exhibition Centre) โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 10 หลังจัดครั้งแรกในปี 2008 และเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มชั้นนำของโลกสำหรับอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศในการแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยี

 

สำหรับปีนี้มีบริษัทที่เข้าร่วมจัดแสดงและออกบูธมากกว่า 1,000 แห่ง จากกว่า 50 ประเทศและดินแดนทั่วโลก เช่น Airbus, ATR, AVIC, Bell, Boeing, COMAC, Dassault Aviation, GE Aerospace, Gulfstream, Leonardo, Lockheed Martin, MBDA, Rolls Royce, RTX, Saab, SIA Engineering, ST Engineering, Thales และ Vertical Aerospace

 

มีพาวิลเลียนของประเทศต่างๆ มาร่วมในงานนี้ด้วย ได้แก่ ออสเตรเลีย, แคนาดา, สาธารณรัฐเช็ก, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, เกาหลี, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวิตเซอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ส่วนจีนและอิตาลีขยายพื้นที่จัดแสดงใหญ่ขึ้น

 

นอกจากบริษัทข้างต้นแล้ว ยังมีหลายบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น ธุรกิจซ่อมบำรุงเครื่องบิน (MRO) มาร่วมออกบูธ อย่าง ExecuJet Haite ขณะที่ Dassault Aviation จากฝรั่งเศสมีการนำเครื่องบินเจ็ตธุรกิจ (Business Jet) แบบ Falcon 6X มาจัดแสดง รวมถึงเตรียมอัปเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโปรแกรมพัฒนาโมเดล Falcon 10X ที่ใหญ่กว่าและบินได้ไกลกว่า เพื่อรองรับกับดีมานด์ในตลาดเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวที่มีเพิ่มขึ้น

 

เช่นเดียวกับสายการบินภูมิภาคที่มีความต้องการจัดหาเครื่องบินโดยสารแบบใบพัด (Turboprop) สูงขึ้น ส่งผลให้ ATR ก็เป็นอีกบริษัทที่คาดว่าจะได้รับความสนใจในงานนี้อย่างล้นหลามเช่นกัน

 

นอกจากนี้เทคโนโลยีเกี่ยวกับแท็กซี่อากาศ (อากาศยานไฟฟ้า) หรือ eVTOL ก็ได้รับการจับตาว่าจะกลายเป็นเทรนด์การเดินทางระยะสั้นแห่งอนาคต โดย Vertical Aerospace ผู้ผลิต eVTOL ในอังกฤษ หมายมั่นว่าจะคว้าใบอนุญาตในปี 2028 และเดินหน้าบุกธุรกิจดังกล่าว โดยมีเอเชียเป็นตลาดใหญ่สำหรับอากาศยานประเภทนี้ ซึ่ง Vertical Aerospace มีกรอบความร่วมมือกับ Japan Airlines และ AirAsia ในการให้บริการในอนาคตด้วย

 

อีกไฮไลต์ของงานนี้คือการแสดงการบินของฝูงบินผาดแผลงจากชาติต่างๆ ซึ่งปีนี้นอกจากเจ้าภาพสิงคโปร์แล้ว ยังมีจีน ออสเตรเลีย มาเลเซีย อินเดีย และอินโดนีเซียเข้าร่วมด้วย โดยมีเครื่องบินรบ F-16, F-35, J-10, Su-30MKM และเฮลิคอปเตอร์โจมตี Apache ร่วมแสดงอย่างพร้อมหน้า

 

สำหรับงาน Singapore Airshow 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-8 กุมภาพันธ์ 2026

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

The post Singapore Airshow 2026 เปิดฉาก หลายชาติโชว์เทคโนโลยีการบินและการป้องกันประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ยื่นขอปล่อยดาวเทียม 1 ล้านดวง สร้าง ‘Data Center ลอยฟ้า’ หวังแก้โจทย์ AI กินพลังงานโลกจนรับไม่ไหว https://thestandard.co/spacex-orbital-data-center-ai/ Mon, 02 Feb 2026 01:19:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1172394 ภาพจำลองแนวคิด 'ศูนย์ข้อมูลลอยฟ้า' ของ SpaceX ที่ประกอบด้วยดาวเทียมจำนวนมากในวงโคจรโลก

SpaceX บริษัทขนส่งอวกาศของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ย […]

The post SpaceX ยื่นขอปล่อยดาวเทียม 1 ล้านดวง สร้าง ‘Data Center ลอยฟ้า’ หวังแก้โจทย์ AI กินพลังงานโลกจนรับไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองแนวคิด 'ศูนย์ข้อมูลลอยฟ้า' ของ SpaceX ที่ประกอบด้วยดาวเทียมจำนวนมากในวงโคจรโลก

SpaceX บริษัทขนส่งอวกาศของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) เพื่อขออนุญาตปล่อยดาวเทียมจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านดวงขึ้นสู่วงโคจรโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับความต้องการพลังการประมวลผลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนระบบบนพื้นโลกเริ่มจะรับมือไม่ไหว

 

ในเอกสารคำร้องที่เพิ่งยื่นไปเมื่อวันศุกร์ (30 ม.ค.) ระบุว่า การปล่อยกลุ่มดาวเทียมจำนวน 1 ล้านดวงนี้ จะเป็นการสร้างเครือข่าย ‘ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร’ (Orbital Data Centers) ซึ่ง SpaceX เชื่อว่าเป็นวิธีที่คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพที่สุดในการบริหารจัดการทรัพยากร

 

บริษัทอ้างว่าโครงการนี้เปรียบเสมือนก้าวแรกของการมุ่งสู่การเป็น ‘อารยธรรมระดับ 2’ (Kardashev II-level civilization) ตามมาตรวัดสมมติฐานที่นักดาราศาสตร์ชื่อ Nikolai Kardashev ได้เสนอไว้ในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่ก้าวหน้าจนสามารถควบคุมและใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

SpaceX ชี้แจงว่าการย้ายฐานข้อมูลไปไว้ในอวกาศเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า เพราะไม่ต้องใช้น้ำจำนวนมหาศาลในการระบายความร้อนเหมือนศูนย์ข้อมูลบนพื้นโลก แต่จะใช้การแผ่รังสีความร้อนในอวกาศแทน รวมถึงลดการใช้แบตเตอรี่เพราะสามารถรับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้โดยตรงเกือบตลอดเวลา โดยจะโคจรอยู่ที่ความสูงระหว่าง 500 ถึง 2,000 กิโลเมตร (310-1,242 ไมล์)

 

เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป มัสก์ได้ออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X ด้วยข้อความทีเล่นทีจริงเมื่อเช้าวันเสาร์ (31 ม.ค.) ว่า “ผมคิดว่าเราจะเริ่มจากเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยขยับขยายขึ้นไป”

 

ก่อนหน้านี้มัสก์ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในงาน World Economic Forum โดยเขากล่าวว่า “การสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในอวกาศเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด เพราะอวกาศจะเป็นสถานที่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับการวางระบบ และเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 ปี”

 

อย่างไรก็ตาม สื่อเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง The Verge วิเคราะห์ว่าตัวเลข 1 ล้านดวงนั้น ไม่น่าจะได้รับการอนุมัติในคราวเดียว แต่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์การเจรจาต่อรองเสียมากกว่า

 

ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับการตัดสินใจของ FCC เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เพิ่งอนุญาตให้ SpaceX ปล่อยดาวเทียม Starlink เพิ่มเติมได้เพียง 7,500 ดวง พร้อมกับระบุว่าจะ “ชะลอการอนุมัติสำหรับดาวเทียมที่เหลืออีก 14,988 ดวง” ที่เสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการจะขอปล่อยถึง 1 ล้านดวงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญได้ให้สัมภาษณ์กับ BBC ถึงความกังวลในทางปฏิบัติ โดยระบุว่าการส่งฮาร์ดแวร์ขึ้นสู่วงโคจรนั้นยังมีต้นทุนที่สูงลิ่ว อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกัน ระบายความร้อน และจ่ายพลังงานให้กับระบบเหล่านี้มีความซับซ้อนมาก ในขณะที่ปริมาณขยะอวกาศที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ตัวฮาร์ดแวร์เสี่ยงต่อความเสียหาย

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญอีกรายยังเตือนผ่าน BBC ด้วยว่า การเพิ่มจำนวนยานอวกาศในวงโคจรต่ำจะยิ่งเพิ่มโอกาสที่วัตถุจะพุ่งชนกัน ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์เสียหาย หรือร้ายแรงถึงขั้นทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ร่วงหล่นกลับลงมายังพื้นโลกได้

 

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปี 2024 นักดาราศาสตร์เคยออกมาร้องเรียนว่า คลื่นวิทยุจากเครือข่าย Starlink ของ SpaceX ที่มีอยู่เกือบ 10,000 ดวง กำลัง ‘บดบังทัศนวิสัย’ ของกล้องโทรทรรศน์และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานวิจัย

 

แต่มัสก์ก็ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าดาวเทียมของเขากินพื้นที่มากเกินไป โดยระบุว่า “ดาวเทียมแต่ละดวงจะอยู่ห่างกันมากจนแทบมองไม่เห็นกัน อวกาศนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่จะจินตนาการได้”

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือที่ว่า SpaceX กำลังพิจารณาแผนการเสนอขายหุ้น IPO รวมถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการกับ xAI หรือ Tesla เพื่อระดมทุนและรวมศูนย์เทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Amazon ยังคงประสบปัญหาขาดแคลนจรวดและต้องขอขยายเวลาจาก FCC ในการส่งดาวเทียมอีก 1,600 ดวง ออกไป

 

ภาพ : Austin DeSisto/NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post SpaceX ยื่นขอปล่อยดาวเทียม 1 ล้านดวง สร้าง ‘Data Center ลอยฟ้า’ หวังแก้โจทย์ AI กินพลังงานโลกจนรับไม่ไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก https://thestandard.co/night-owls-heart-risk-79-percent/ Sat, 31 Jan 2026 08:59:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1171818 ภาพประกอบคนนอนดึกกำลังพักผ่อน สะท้อนปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์โรค […]

The post มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคนนอนดึกกำลังพักผ่อน สะท้อนปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่อาจเกิดขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (Journal of the American Heart Association) เมื่อวันพุธ (28 พ.ย.) ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่ากังวลสำหรับชาว ‘Night Owls’ หรือมนุษย์ค้างคาวที่ชอบนอนดึกตื่นสายตามธรรมชาติ โดยระบุว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

 

งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นการศึกษาขนาดใหญ่ โดยทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจและข้อมูลทางชีวภาพของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษกว่า 320,000 คน ที่เข้าร่วมในโครงการ UK Biobank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลการวิจัยที่ครอบคลุม โดยผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ย 57 ปี (ช่วงอายุระหว่าง 39 ถึง 74 ปี)

 

ทีมวิจัยให้ผู้เข้าร่วมระบุพฤติกรรมการนอนของตนเองว่าเป็นประเภท ตื่นเช้าแน่นอน, นอนดึกแน่นอน หรือ อยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสอง ซึ่งผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่กว่า 67% จัดอยู่ในกลุ่มกึ่งกลาง ในขณะที่มีเพียง 24% ที่เป็นคนตื่นเช้า และ 8% ที่ระบุตัวตนชัดเจนว่าเป็นคนนอนดึก

 

ในการประเมินสุขภาพหัวใจ ทีมวิจัยใช้เกณฑ์ ‘Life’s Essential 8’ (LE8) ของสมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน ซึ่งครอบคลุม 8 ปัจจัยชี้วัดความชราทางชีวภาพ ได้แก่ พฤติกรรมสุขภาพ 4 ด้าน (คุณภาพอาหาร, กิจกรรมทางกาย, ระยะเวลาการนอนหลับ และการสัมผัสกับนิโคติน) และปัจจัยสุขภาพร่างกาย 4 ด้าน (ความดันโลหิต, ดัชนีมวลกาย, ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด)

 

ผลลัพธ์ที่ได้จากการติดตามผลนานกว่า 14 ปี พบว่าคนที่เป็นประเภทนอนดึกมีความเสี่ยงที่จะมีสุขภาพหัวใจโดยรวมย่ำแย่กว่ากลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแบบกึ่งกลางถึง 79% ในขณะที่คนตื่นเช้ากลับมีแต้มต่อทางสุขภาพที่ดีกว่า โดยมีความเสี่ยงที่จะสุขภาพแย่ต่ำกว่ากลุ่มกึ่งกลางประมาณ 5%

 

ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ คนนอนดึกมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้นถึง 16% เมื่อเทียบกับคนกลุ่มกึ่งกลาง อย่างไรก็ตาม ดร. ชาดี อะโบฮาเชม (Shady Abohashem) หัวหน้าการทดลองภาพถ่ายทางหัวใจจากโรงพยาบาล Massachusetts General กล่าวปลอบใจว่า “การเป็นคนนอนดึก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องจบลงด้วยการป่วยเป็นโรคหัวใจเสมอไป” เพราะความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากการนอนดึกเพียงอย่างเดียว แต่ประมาณ 75% ของความเสี่ยงนั้นอธิบายได้ด้วยปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมได้

 

ปัจจัยตัวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจของคนนอนดึกมากที่สุดคือ ‘การใช้นิโคติน’ หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการนอนดึกกับโรคหัวใจได้สูงถึง 34% รองลงมาคือระยะเวลาการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ (14%) ระดับน้ำตาลในเลือดสูง (12%) รวมถึงปัญหาน้ำหนักตัวและพฤติกรรมการกินอาหาร (อย่างละประมาณ 11%)

 

ดร. คริสเตน นัตสัน (Kristen Knutson) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับและนาฬิกาชีวิต อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า “การเป็นคนนอนดึกไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แต่ผมคิดว่าการเป็นคนนอนดึกที่พยายามใช้ชีวิตในโลกของคนตื่นเช้า ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนาฬิกาชีวิตภายในกับนาฬิกาทางสังคม” ความขัดแย้งนี้เองที่นำไปสู่พฤติกรรมทำลายสุขภาพ เช่น การกินดึก หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ งานวิจัยยังเจาะลึกไปถึงความแตกต่างระหว่างเพศ และพบว่า ‘ผู้หญิง’ ได้รับผลกระทบทางพฤติกรรมจากการนอนดึกมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงที่นอนดึกมีแนวโน้มที่จะมีคะแนนสุขภาพหัวใจต่ำกว่าเกณฑ์ถึง 96% เมื่อเทียบกับผู้ชายที่อยู่ที่ 67%

 

ดร. โซเนีย โทลานี (Sonia Tolani) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ให้ความเห็นว่าความเครียดอาจเป็นตัวแปรสำคัญ “ผู้หญิงต้องแบกรับความเครียดสะสมมากกว่า เพราะแม้ธรรมชาติของพวกเธอจะชอบนอนดึก แต่ภาระหน้าที่ในการดูแลครอบครัวมักบีบบังคับให้พวกเธอต้องตื่นเช้าอยู่ดี” ทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนตามนาฬิกาชีวิตที่ควรจะเป็น

 

แล้วคนนอนดึกควรปรับตัวอย่างไร? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องฝืนธรรมชาติเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนตื่นเช้า แต่ควรตั้งเป้าเป็น ‘นกฮูกที่ยืดหยุ่น’ (Flexible Owl) โดยโฟกัสไปที่การปรับเปลี่ยนปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้แทน

 

ดร. ฟิลลิส ซี (Phyllis Zee) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์การนอนหลับ แนะนำเทคนิคง่ายๆ ว่า “แม้แต่คนนอนดึก ก็ควรหยุดกินอาหารตอน 2 ทุ่ม หรืออย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน” และที่สำคัญคือการจัดการกับแสงสว่าง ทุกคนควรได้รับ ‘แสงแดดธรรมชาติ’ ในช่วงเช้าเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว และลดแสงไฟลงให้สลัวในช่วง 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ฮอร์โมนเมลาโทนินทำงานได้ตามปกติ

 

ดร. มาฮา อัลลัตตาร์ (Maha Alattar) แพทย์ผู้อำนวยการศูนย์การนอนหลับ VCU Health กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า สังคมมักตีตราคนนอนดึกว่าเป็นคนขี้เกียจ ซึ่งนั่นไม่ยุติธรรมเลย “พวกเขาไม่ได้ขี้เกียจ เพียงแค่จังหวะชีวิตของพวกเขาไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่เท่านั้น”

 

ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการปรับไลฟ์สไตล์เล็กๆ น้อยๆ เช่น การเดินออกกำลังกายวันละ 10 นาที การลดเค็ม หรือการเลิกสูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันโรคหัวใจที่ดีที่สุด ไม่ว่าคุณจะเข้านอนกี่โมงก็ตาม

 

ภาพ : DimaBerlin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post มนุษย์ค้างคาวเสี่ยงหัวใจพัง! วิจัยชี้คนนอนดึกสุขภาพแย่กว่าคนทั่วไป 79% เผยตัวการร้ายไม่ใช่ ‘เวลาตื่น’ แต่คือบุหรี่และมื้อดึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
36 ล้านเอนเกจเมนต์! โซเชียลตั้งคำถาม 5 ปมร้อน ‘ประกันสังคม’ จากระบบ 850 ล้าน สู่งบดูงาน-ชุดสูท https://thestandard.co/social-security-850m-issues/ Sat, 31 Jan 2026 05:19:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1171746 ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์สำนักงานประกันสังคมกับประเด็นคำถามเรื่องการบริหารงานและงบประมาณที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่บีบคั้น ‘สิทธิประโยชน์ประกั […]

The post 36 ล้านเอนเกจเมนต์! โซเชียลตั้งคำถาม 5 ปมร้อน ‘ประกันสังคม’ จากระบบ 850 ล้าน สู่งบดูงาน-ชุดสูท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงสัญลักษณ์สำนักงานประกันสังคมกับประเด็นคำถามเรื่องการบริหารงานและงบประมาณที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่บีบคั้น ‘สิทธิประโยชน์ประกันสังคม’ ได้กลายเป็นฟางเส้นสำคัญที่ผู้คนใช้ยึดเหนี่ยวเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต แต่ในเดือนแรกของปี 2569 กลับพบแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อโลกออนไลน์ตั้งคำถามต่อการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อย่างดุเดือด จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ลุกลามไปทั่วทุกแพลตฟอร์ม

 

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ ‘Zocial Eye’ ระหว่างวันที่ 1-29 มกราคม 2569 พบว่ามีข้อความพูดถึงประกันสังคมรวมกว่า 418,614 ข้อความ และมียอดเอนเกจเมนต์สูงถึง 36,504,629 ครั้ง

 

ข้อมูลชี้ชัดว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของการพูดถึงประเด็นนี้ (61.93%) ในขณะที่ TikTok (27.93%) กลายเป็นช่องทางกระจายข่าวที่รวดเร็วที่สุด และนี่คือ 5 ประเด็นร้อนที่สะท้อนว่าผู้ประกันตนไม่ได้ต้องการแค่สิทธิ์ในการรักษาฟรี แต่ต้องการความโปร่งใสในการบริหารเงินกองทุน

 

ประเด็นแรกที่สร้างแรงสั่นสะเทือนหนักที่สุดคือ วิกฤตระบบล่มมูลค่า 850 ล้านบาท ซึ่งกวาดเอนเกจเมนต์ไปกว่า 8 ล้านครั้ง ความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ (Web App) ที่มีมูลค่าการลงทุนมหาศาล แต่กลับเกิดปัญหาขัดข้องและล่าช้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่เดือดร้อนซึ่งไม่สามารถเบิกเงินเยียวยาได้ทันท่วงที

 

จนเกิดเสียงสะท้อนว่า “หักเงินไว แต่พอจะเอาคืน บอกระบบพัง” ชาวเน็ตต่างตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสของโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์นี้ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างจริงจัง

 

ประเด็นที่สองคือ ‘แนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร’ ที่ได้รับความสนใจสูงถึง 4.5 ล้านเอนเกจเมนต์ โดยเฉพาะข้อเสนอในการแยก สปส. ออกจากระบบราชการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท

 

ประเด็นนี้ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังมีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อศึกษาโครงสร้างใหม่ อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงถกเถียงและกังวลว่าการขาดกลไกกำกับดูแลที่รัดกุมอาจส่งผลเสียในระยะยาว รวมถึงประเด็นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่ผู้ประกันตนคาดหวังความโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

ประเด็นที่สามเกี่ยวข้องกับความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ ในกรณี ‘ชุดสูท 35 ล้าน – บินดูงานหรู’ ซึ่งมียอดเอนเกจเมนต์รวมกันกว่า 2.7 ล้านครั้ง การจัดซื้อชุดสูทสำหรับเจ้าหน้าที่มูลค่า 35 ล้านบาท และการเดินทางไปดูงานต่างประเทศของผู้บริหาร ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความคุ้มค่าและการจัดลำดับความสำคัญ

 

ในขณะที่สถานะทางการเงินของกองทุนและคุณภาพการบริการผู้ประกันตนยังคงมีปัญหา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกำแพงที่สร้างความไม่เชื่อมั่นและตอกย้ำภาพลักษณ์การใช้จ่ายที่อาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตน

 

ประเด็นที่สี่คือวิกฤตศรัทธาต่อ ‘ธรรมาภิบาลเงินกองทุน’ จากกรณีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และหุ้นที่มีปัญหา ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกออนไลน์จนกวาดเอนเกจเมนต์ไปถึง 1.6 ล้านครั้ง ความกังวลว่าเงินสมทบจากหยาดเหงื่อแรงงานถูกนำไปบริหารจัดการอย่างไม่โปร่งใส

 

นำไปสู่การเรียกร้องให้มีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดและบทลงโทษที่ชัดเจน เพื่อพิสูจน์ว่าเงินทุกบาทจะถูกบริหารเพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

ประเด็นสุดท้ายคือ ‘การปรับเพิ่มเงินสมทบ’ ที่มียอดเอนเกจเมนต์กว่า 1.2 ล้านครั้ง เมื่อผู้ประกันตนต้องเผชิญกับการขยายเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้เงินสมทบรายเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 875 บาท

 

แม้ สปส. จะชี้แจงว่าเป็นไปเพื่อเพิ่มฐานเงินบำนาญในอนาคตและเสริมความมั่นคงให้กองทุน แต่ความไม่เชื่อมั่นที่สะสมจากประเด็นอื่นๆ ทำให้เกิดคำถามว่าเงินที่จ่ายเพิ่มไปจะคุ้มค่าหรือไม่ และจะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใสเพียงใด

 

บทสรุปของปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นและความคาดหวังของผู้ประกันตนที่ต้องการเห็นคุณภาพการบริการและสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้จริง สอดคล้องกับเม็ดเงินที่จ่ายไป

 

เสียงสะท้อนจากโลกออนไลน์คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่การบริหารงานของกองทุนประกันสังคมต้องยกระดับความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อกู้คืนศรัทธาและเป็นที่พึ่งพิงให้กับแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง

The post 36 ล้านเอนเกจเมนต์! โซเชียลตั้งคำถาม 5 ปมร้อน ‘ประกันสังคม’ จากระบบ 850 ล้าน สู่งบดูงาน-ชุดสูท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร https://thestandard.co/amazon-layoffs-post-covid-efficiency/ Sat, 31 Jan 2026 02:56:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1171711 โลโก้ Amazon สื่อถึงการปลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ […]

The post กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Amazon สื่อถึงการปลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง แม้กำไรจะเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความโกลาหลเล็กน้อยภายในอาณาจักรยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ เมื่อ BBC รายงานว่าอีเมลฉบับร่างที่ใช้ชื่อรหัสว่า ‘Project Dawn’ ถูกส่งออกไปโดยไม่ตั้งใจจากผู้ช่วยผู้บริหารของ คอลลีน ออเบรย์ (Colleen Aubrey) รองประธานอาวุโสแห่ง Amazon Web Services (AWS) เนื้อหาภายในอีเมลที่หลุดออกมานี้เผยให้เห็นความจริงที่พนักงานหลายคนหวาดหวั่น นั่นคือคำยืนยันเรื่องการเลิกจ้างรอบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังจากอีเมลหลุด ความจริงก็ปรากฏอย่างเป็นทางการ Amazon ประกาศลดพนักงานในส่วนงานองค์กรลงอีกประมาณ 16,000 ตำแหน่ง ซึ่งนับเป็นระลอกที่สองในรอบเพียง 3 เดือน หลังจากที่เพิ่งมีการปรับลดไป 14,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

 

รวมแล้วบริษัทได้ดำเนินการปรับลดพนักงานไปตามเป้าหมายที่เคยวางไว้ราว 30,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานส่วนออฟฟิศทั้งหมด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลิกจ้างครั้งมโหฬารนี้ไม่ได้เกิดจากวิกฤตทางการเงินที่สั่นคลอนบริษัทแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Amazon นั้นแข็งแกร่งอย่างมาก ด้วยกำไรที่พุ่งขึ้นเกือบ 40% แตะระดับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.6 แสนล้านบาท) และรายได้ทะยานเกินกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.65 ล้านล้านบาท)

 

แล้วทำไมบริษัทที่มีกำไรมหาศาลถึงต้องปลดพนักงาน?

 

แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ซีอีโอผู้รับไม้ต่อจาก เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่า นี่คือความพยายามในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขององค์กร เพื่อลบล้างความอุ้ยอ้ายที่เกิดขึ้นจากการจ้างงานกว่า 1 แสนคนในช่วงสั้นๆ ระหว่างการระบาดของโควิดทำให้โครงสร้างบริษัทมีลำดับขั้นที่มากเกินไป โดยบริษัทกำลังมุ่งเน้นไปที่การ ‘ลดความซับซ้อน’ เพิ่มความเป็นเจ้าของงาน และขจัดระบบราชการ

 

“ในฐานะทีมผู้นำ เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้เหมือนกับ ‘สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ และนั่นหมายถึงการลดลำดับขั้นการบังคับบัญชาลง” แจสซีกล่าวเน้นย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในไม่ใช่สาเหตุเดียว การเลิกจ้างครั้งนี้ยังสะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังชะงักงัน ข้อมูลเดือนธันวาคมชี้ว่าสหรัฐฯ มีการจ้างงานเพิ่มเพียง 50,000 ตำแหน่ง ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขในเดือนพฤศจิกายน

 

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นสภาวะ ‘No hire-no fire’ หรือ ไม่จ้างเพิ่ม-ไม่ไล่ออก แต่สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ สถานการณ์กลับต่างออกไป

 

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากนโยบายภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง และการแพร่หลายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้หลายบริษัทชะลอการจ้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของสถาบัน Brookings ที่ระบุว่า แม้งานด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่มีรายได้สูงจะเสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย Generative AI แต่กลุ่มคนที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ‘กลุ่มเปราะบาง’ ในสายงานธุรการและเสมียน

 

งานวิจัยชี้ว่ากว่า 86% ของแรงงานกลุ่มนี้เป็นผู้หญิงที่มีอายุและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูก AI แย่งงานและปรับตัวได้ยากกว่ากลุ่มแรงงานทักษะสูง

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ใน Amazon แต่ยังลามไปถึงบริษัทอื่นๆ เช่น UPS บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งประกาศแผนลดพนักงานปฏิบัติการถึง 30,000 ตำแหน่งในปีนี้ ส่วนหนึ่งเพราะปริมาณการจัดส่งสินค้าที่ลดลงจากลูกค้ารายใหญ่อย่าง Amazon เอง หรือ Pinterest ที่ประกาศลดพนักงานเกือบ 15% เพื่อทุ่มทรัพยากรไปที่บทบาทงานที่เกี่ยวข้องกับ AI แทน

 

สำหรับชะตากรรมของพนักงานที่ได้รับผลกระทบในรอบนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และคอสตาริกา เบธ กาเล็ตตี (Beth Galetti) รองประธานอาวุโสฝ่ายประสบการณ์พนักงานและเทคโนโลยี ระบุว่า ระบุว่า พนักงานในสหรัฐฯ จะได้รับเวลา 90 วันในการหางานตำแหน่งใหม่ภายในบริษัท หากไม่สำเร็จหรือไม่ต้องการทำงานต่อ จะได้รับเงินชดเชย บริการช่วยหางานภายนอก และสวัสดิการประกันสุขภาพ

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.42 บาท ณ วันที่ 30 มกราคม 2569

ภาพ : SEBASTIEN BOZON / AFP

อ้างอิง:

The post กำไรพุ่ง 40% แต่ยังลดคน! Amazon เดินหน้าปลด 16,000 ตำแหน่ง ย้ำต้องการล้างความอุ้ยอ้ายหลังโควิด คืนความคล่องตัวให้องค์กร appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์ https://thestandard.co/openai-biometric-social-network-bots/ Fri, 30 Jan 2026 03:57:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1171373 ภาพแนวคิดการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI

OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กและพิจารณาใช้ระบบ […]

The post OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแนวคิดการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI

OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กและพิจารณาใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก เช่น การสแกนม่านตาผ่าน Orb ของ World หรือ Face ID ของ Apple เพื่อรับประกันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่บอท

 

การพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI ดูเหมือนจะมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีภารกิจหลักเพียงหนึ่งเดียว คือการกำจัดปัญหา “บอท” ให้หมดไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้แพลตฟอร์มที่เคยมีชื่อว่า Twitter ก่อนจะกลายมาเป็น X ของ Elon Musk กลายเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นมลพิษ

 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับโครงการนี้เปิดเผยกับ Forbes ว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กดังกล่าวซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ถูกวางคอนเซปต์ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ “มนุษย์จริงๆ เท่านั้น” ซึ่งอาจเป็นจุดขายสำคัญของยักษ์ใหญ่ด้าน AI รายนี้ ที่กำลังมองหาโอกาสต่อยอดจากความสำเร็จของแอปฯ ไวรัลอย่าง ChatGPT และ Sora แต่หากมีการเปิดตัวจริง ก็จะต้องกระโดดลงไปในสนามที่มีเจ้าตลาดผู้ทรงอิทธิพลครองอยู่แล้ว เช่น X, Instagram และ TikTok

 

แอปพลิเคชันนี้กำลังถูกพัฒนาโดยทีมงานขนาดเล็กมากที่มีสมาชิกไม่ถึง 10 คน และอาจรวมถึงองค์ประกอบการระบุตัวตนด้วยไบโอเมตริก แหล่งข่าวระบุว่าทีมงานได้พิจารณาข้อกำหนดให้ผู้ใช้ต้องส่ง “หลักฐานความเป็นบุคคล” (Proof of personhood) ผ่าน Face ID ของ Apple หรือ World Orb ซึ่งเป็นเครื่องสแกนม่านตาขนาดเท่าผลแคนตาลูปที่ใช้ม่านตาของบุคคลเพื่อสร้าง ID ที่ไม่ซ้ำกันและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ World ดำเนินการโดย Tools for Humanity บริษัทที่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานอยู่ในปัจจุบัน

 

การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกอย่างแท้จริงจะช่วยการันตีได้ว่าทุกบัญชีบนโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI มีบุคคลที่มีตัวตนจริงอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook และ LinkedIn พยายามยืนยันตัวตน แต่โดยทั่วไปมักใช้วิธีตรวจสอบผ่านเบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือสัญญาณพฤติกรรมและเครือข่าย ซึ่งทั้งสองแห่งยังไม่ได้ใช้วิธีไบโอเมตริกที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม นักรณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการยืนยันตัวตนด้วยวิธีของ World เนื่องจากการสแกนม่านตานั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และอาจก่อให้เกิดความหายนะได้หากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้จะเข้ามาเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ของ OpenAI ได้อย่างไร แม้แหล่งข่าวจะระบุว่าผู้ใช้น่าจะสามารถใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ เช่น วิดีโอหรือรูปภาพ บนแพลตฟอร์มได้ คล้ายกับ Instagram ของ Meta (ซึ่งมีผู้ใช้งาน 3 พันล้านคนต่อเดือน ณ เดือนกันยายน) ที่มีความสามารถในการสร้างภาพด้วย AI ภายในแอปฯ ได้เลย ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดการเปิดตัวสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI และโปรเจกต์อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก่อนที่จะพร้อมเปิดเผยสู่สาธารณะ

 

ทาง OpenAI ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา The Verge เคยรายงานว่า OpenAI กำลังซุ่มทำโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่

 

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่โซเชียลเน็ตเวิร์กต้องเผชิญกับโรคระบาดจากบัญชีบอท ซึ่งมักจะเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์เพื่อทำสิ่งต่างๆ เช่น ปั่นราคาคริปโทเคอร์เรนซี หรือบิดเบือนการรับรู้ของสาธารณชนผ่านการขยายผลคำพูดสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) ปัญหานี้หนักหนาเป็นพิเศษบน Twitter และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ Musk เข้าซื้อกิจการ เปลี่ยนชื่อเป็น X และปลดพนักงานออกถึง 80% ซึ่งรวมถึงทีมงานด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยที่มีหน้าที่ตรวจสอบโพสต์และกำจัดบอทออกจากแพลตฟอร์ม

 

Musk เคยประกาศสงครามกับบอทก่อนที่จะเข้าซื้อ Twitter และในปี 2025 บริษัทได้ลบบัญชีบอทออกไปประมาณ 1.7 ล้านบัญชีในการกวาดล้างเพื่อลดสแปมในการตอบกลับ แต่พวกมันก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่

 

Altman ซึ่งเป็นผู้ใช้ขาประจำของ X มาตั้งแต่ปี 2008 ได้แสดงความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับบอทบนแพลตฟอร์ม ในเดือนกันยายน เขาโพสต์ลง X ว่า “ไม่รู้ทำไม AI twitter หรือ AI reddit ถึงรู้สึกปลอมมากๆ ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกเมื่อปีหรือสองปีก่อน” ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เขาได้แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันโดยอ้างถึง “ทฤษฎีอินเทอร์เน็ตที่ตายแล้ว” ซึ่งตั้งสมมติฐานว่าตั้งแต่ปี 2016 อินเทอร์เน็ตถูกครอบงำด้วยกิจกรรมที่ไม่ใช่ของมนุษย์

 

“ผมไม่เคยเชื่อทฤษฎีอินเทอร์เน็ตที่ตายแล้วแบบจริงจังเลย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีบัญชี Twitter ที่รันโดย LLM เยอะมากจริงๆ” Altman ระบุ

 

OpenAI มีประวัติผลงานที่แข็งแกร่งในการสร้างแอปฯ ที่กลายเป็นกระแสไวรัลในหมู่ผู้บริโภค ChatGPT ซึ่งนำ AI มาสู่กระแสหลัก มีผู้ใช้ถึง 100 ล้านคนภายในสองเดือนหลังจากเปิดตัว และปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 800 ล้านคน ส่วนแอปฯ วิดีโอ AI อย่าง Sora ก็มียอดดาวน์โหลดแตะ 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่า ChatGPT เสียอีก

 

แม้จะมีประวัติความสำเร็จดังกล่าว แต่ OpenAI น่าจะต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากหากตัดสินใจเปิดตัวโซเชียลเน็ตเวิร์กจริง โดยจะต้องแข่งขันกับแอป Threads ของ Meta ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานผ่านมือถือรายวันเท่ากับ X แล้ว รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Bluesky ที่มีผู้ใช้รวมกว่า 40 ล้านคน ยังไม่นับรวมยักษ์ใหญ่อย่าง Instagram และ TikTok ที่นำหน้าไปก่อนแล้วในการแข่งขันเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของคอนเทนต์ AI โดย Adam Mosseri หัวหน้าของ Instagram ได้โพสต์เมื่อเดือนธันวาคมว่า “ฟีดต่างๆ เริ่มจะเต็มไปด้วยสิ่งสังเคราะห์ไปหมดแล้ว”

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi/Getty Images

อ้างอิง:

The post OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ https://thestandard.co/micro-nano-influencer-sales-growth/ Thu, 29 Jan 2026 11:28:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1171196 ภาพอินฟลูเอนเซอร์กำลังไลฟ์สดหรือแนะนำสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน สะท้อนเทรนด์ ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง […]

The post ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินฟลูเอนเซอร์กำลังไลฟ์สดหรือแนะนำสินค้าผ่านสมาร์ทโฟน สะท้อนเทรนด์ ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความน่าเชื่อถือไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนมีชื่อเสียงระดับประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อำนาจการตัดสินใจซื้อกลับไปอยู่ที่กลุ่มคนตัวเล็กอย่าง ‘Micro Influencer’ และ ‘Nano Influencer’ ที่ทำหน้าที่เสมือนเพื่อนมาบอกต่อสินค้าด้วยความจริงใจ

 

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ระบุว่ามูลค่าตลาด Social, KOL และสื่อ Publisher ในไทยขณะนี้มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปสู่การชอปปิ้งออนไลน์มากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ส่งผลให้โครงสร้างงบประมาณการตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตของการเลือกใช้งานอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มตัวเล็กที่พุ่งสูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากความสามารถในการ ‘ทริกเกอร์’ หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า เพราะกลุ่มนี้รีวิวด้วยความรู้สึกเหมือนเพื่อนคุยกัน เน้นการป้ายยาที่ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากดาราเบอร์ใหญ่ที่ผู้บริโภคอาจแค่รับรู้แต่ไม่ตัดสินใจซื้อทันที

 

งบประมาณการตลาดจึงถูกจัดสรรมาสู่ช่องทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนงบสำหรับ Influencer จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 35-40% ในปีนี้ ปัจจัยหลักมาจากการที่แบรนด์ต้องการตัวเลขที่วัดผลความคุ้มค่าหรือ Return on Investment ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะโมเดลการติดตะกร้าสินค้าที่ทำให้รู้ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง แตกต่างจากการลงสื่อทีวีหรือสื่ออื่นที่วัดผลลัพธ์ด้านยอดขายได้ยาก

 

แพลตฟอร์มที่เป็นผู้นำในการกวาดงบประมาณคงหนีไม่พ้น TikTok ซึ่งครองส่วนแบ่งไปกว่า 50% ของงบประมาณทั้งหมด เนื่องจากระบบเอื้อให้เกิดการปิดการขายได้ทันทีและวัดผลได้ชัดเจน พฤติกรรมของผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มนี้มักเกิดการซื้อแบบฉับพลันหรือ Impulse Purchase ได้ง่าย เพียงแค่เห็นคลิปวนซ้ำไปมาก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าได้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน

 

ขณะที่ YouTube กลับมีบทบาทที่แตกต่างออกไป โดยเหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรู้ความเข้าใจสูง หรือ ‘High Involvement’ เช่น รถยนต์ หรือการพาชมโรงงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม การใช้งบในช่องทาง YouTuber ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น หากใช้งบเท่ากันอาจจ้างอินฟลูเอนเซอร์ใน TikTok ได้จำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว ทำให้แบรนด์ต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างละเอียด

 

โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่ที่กลุ่มคนดังหรือ Macro Influencer ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ธนดล ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนี้ต้องปรับรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาไม่ให้ดูเป็นการยัดเยียดขายของหรือ ‘Hard Sell’ จนเกินงาม แต่ต้องเน้นการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่กลมกลืนไปกับไลฟ์สไตล์ หรือสอดแทรกไอเดียที่น่าสนใจเพื่อให้คนดูรู้สึกเนียนไปกับสินค้า

 

แม้กลุ่มเบอร์ใหญ่จะไม่ได้สร้างยอดขายได้ถล่มทลายเท่ากลุ่มตัวเล็ก แต่ยังมีความจำเป็นในมิติของการสร้าง Brand Awareness และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้า แบรนด์ยังคงต้องพึ่งพาคุณภาพการผลิตและความเป็นมืออาชีพของคนกลุ่มนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในวงกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่ม Nano Influencer อาจยังทำได้ไม่ดีเท่า

 

กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แทนที่จะทุ่มเงินจ้างคนดังเพียงคนเดียว แบรนด์หันมาใช้วิธีกระจายงบไปยังกลุ่มคนตัวเล็กหลายคน หากคนไหนทำผลงานได้ดีจึงค่อยต่อยอดปั้นให้เติบโตขึ้น วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายกว่าเดิม

 

ธนดล ทิ้งท้ายถึงทิศทางตลาดว่า “ตอนนี้ยังเป็นช่วงขาขึ้น เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังคงขับเคลื่อนด้วยพลังของ KOL เป็นหลัก ทำให้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะยังไม่ถูกดิสรัปต์” แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดขึ้นตามจำนวนผู้เล่นในตลาดที่มีกว่า 2 แสนราย รวมถึงเทรนด์ที่แบรนด์เริ่มหันมาไลฟ์ขายของด้วยตัวเอง ซึ่งอาจกระทบกลุ่ม Macro Influencer มากที่สุด

 

ภาพ : WHYFRAME / Shutterstock

The post ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBX เผยคนไทย 80% ใช้งาน AI เป็นประจำ แต่มีเพียง 16% ที่ใช้เต็มศักยภาพ https://thestandard.co/scbx-thai-consumer-ai-adoption/ Thu, 29 Jan 2026 05:50:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1170998 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลสำรวจรายงาน SCBX เรื่องคนไทยใช้ AI ประจำ แต่ไม่มั่นใจใช้งานเต็มศักยภาพ

SCBX เปิดตัวรายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ครั้ง […]

The post SCBX เผยคนไทย 80% ใช้งาน AI เป็นประจำ แต่มีเพียง 16% ที่ใช้เต็มศักยภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลสำรวจรายงาน SCBX เรื่องคนไทยใช้ AI ประจำ แต่ไม่มั่นใจใช้งานเต็มศักยภาพ

SCBX เปิดตัวรายงาน thAI Consumer AI Adoption 2026 ครั้งแรกกับการเผยพฤติกรรมและความคาดหวังของผู้บริโภคไทยต่อ AI ชี้คนไทย 80% ใช้ AI แล้ว แต่ยัง ‘ไม่มั่นใจ’ ใช้จริงจัง พร้อมเปิด 9 โปรไฟล์ผู้บริโภคยุค AI

 

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX เปิดตัวรายงาน “thAI Consumer AI Adoption 2026” ซึ่งถือเป็นงานวิจัยเชิงลึกชุดแรกของไทยที่ศึกษาพฤติกรรม ทัศนคติ ความคาดหวัง และความกังวลของผู้บริโภคไทยต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการใช้บริการทางการเงิน รายงานนี้เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามสำคัญว่า “ผู้บริโภคไทยต้องการให้ AI ทำอะไรเพื่อพวกเขาจริงๆ ?”

 

รายงานฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายช่วงวัย อาชีพ และระดับทักษะด้านดิจิทัล เพื่อนำเสนอภาพจริงของ “Thai AI Reality” ที่แตกต่างจากข้อมูลของบริษัทต่างชาติอย่างชัดเจน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับองค์กรไทยในการออกแบบนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน AI บนพื้นฐานความต้องการจริงของผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงความล้ำสมัยของเทคโนโลยี

 

ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยกับ AI แต่ยังไม่มั่นใจใช้ AI เชิงลึก

 

ผลการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 90% รู้จัก AI และกว่า 80% เคยใช้งานเป็นประจำ ผ่านแอปพลิเคชันที่คุ้นเคย เช่น ระบบแนะนำคอนเทนต์ การค้นหาข้อมูล การแปลภาษา หรือระบบอัตโนมัติในแอปพลิเคชันธนาคาร แม้ AI จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว แต่มีเพียง 16% เท่านั้นที่เป็น “ผู้ใช้ AI แบบเต็มศักยภาพ”

 

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่ม “ใช้แบบจำกัดเพื่ออำนวยความสะดวก” หรือ “เห็นประโยชน์แต่ยังไม่ไว้ใจเต็มที่” ซึ่งสะท้อนถึงช่องว่างสำคัญในตลาดไทยระหว่าง ‘การใช้งานจริง’ และ ‘ความเข้าใจที่แท้จริง’

 

9 โปรไฟล์ผู้บริโภคยุค AI ของไทย

 

สะท้อนระดับการใช้ ตลอดจนทัศนคติต่อ AI ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เรียงตามลำดับความซับซ้อนของลักษณะการใช้งาน และทัศนคติต่อ AI ได้แก่

 

  • Pro-formance – นักสร้างผลงานด้วย AI (5%) ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จ
  • Life Optimizer – คนใช้ AI ให้ชีวิตง่ายขึ้น (8%) ใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิตประจำวันให้ไวขึ้น ฉลาดขึ้น
  • Smart Minimalist – ฉลาดแบบพอดี ใช้เท่าที่จำเป็น (36%) ไม่คลั่ง AI แต่ใช้เท่าที่เห็นประโยชน์จริง
  • Skeptical Practitioner – เชื่อแต่ไม่วางใจ (34%) เปิดรับ AI แต่ยังระแวงในบางแง่มุม
  • Silent Doubter – สงสัยแต่ไม่พูดออกมา (10%) ใช้ AI อยู่ แต่ยังไม่มั่นใจหรือไม่กล้ายอมรับ
  • Accidental Adopter – ใช้แบบไม่ได้ตั้งใจ (4%) ใช้ AI โดยไม่รู้เลยว่ากำลังใช้
  • Unaware Trialist – ใช้โดยไม่รู้ตัว แต่เริ่มค้นหา (3%) เริ่มอยากเข้าใจว่า AI ทำงานอย่างไร
  • Curious Speculator – กลุ่มที่จับตาแต่ยังไม่ลอง (0.2%) ขอรอดูทิศทางก่อนลงมือ
  • Digital Rejector – สายไม่เอา AI (0.1%) ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่ ไม่อยากให้ AI เข้ามาแทนมนุษย์

 

โดยสองกลุ่มใหญ่ คือ Smart Minimalist และ Skeptical Practitioner คิดเป็นสัดส่วนรวมกันกว่า 70% ของผู้บริโภคไทยทั้งหมด เป็นกลุ่มที่องค์กรจำเป็นต้องออกแบบ AI ให้ตรงกับความคาดหวัง รวมถึงตอบโจทย์ความกังวลด้านความปลอดภัย ความง่าย และความโปร่งใส นอกจากนี้สามกลุ่มผู้ใช้หลักที่มีผลต่อการผลักดันและขับเคลื่อน AI ในไทย ได้แก่ 1. Smart Minimalist 2. Life Optimizer 3. Pro-formance

 

ความกังวล ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความยุ่งยาก’ คือ อุปสรรคใหญ่สุด

 

ในบริบททางการเงิน รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ความกังวลสำคัญของผู้บริโภคไทยเกี่ยวกับการใช้ AI มี 5 ประการ ได้แก่

 

  • การโอนไปยังบัญชีต้องสงสัย ความเสี่ยงทางธุรกรรม (60%)
  • กลัวบัญชีถูกล่อลวงจนเงินออมสูญหาย (59%)
  • ต้องเทียบสินเชื่อ รีไฟแนนซ์เอง (57%)
  • ต้องไล่เช็กโปรโมชันบัตรเครดิตเอง (55%)
  • ตัวเลือกในการลงทุนมีมาก / ไม่เข้าใจศัพท์การลงทุน (52%)

 

ดังนั้น ผู้บริโภคต้องการให้ AI ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน ลดภาระงานซ้ำๆ และทำให้การเงินปลอดภัยขึ้น มากกว่าการเป็นฟีเจอร์ล้ำสมัยที่ใช้งานยาก

 

รายงานชี้ว่าความสนใจของผู้บริโภคไทยต่อ AI สูงมาก แต่การใช้งานด้านการเงินยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย ความยุ่งยาก และความเข้าใจได้สำเร็จ เทคโนโลยี AI จะมีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การเตือนความเสี่ยงไปจนถึงการแนะนำทางการเงินที่ปรับตามบริบทของผู้ใช้แต่ละคน

 

AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยี ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตคนไทย

 

รายงานฉบับนี้ของ SCBX คือแผนที่สำคัญที่สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคไทยยุค AI องค์กรที่ออกแบบ AI โดยยึดความมั่นใจ ความง่าย และความโปร่งใส จะเป็นผู้ที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคในยุคการเงินใหม่สมัยใหม่

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดรายงาน “SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026” ฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbx.com/th/scbx-exclusive/thai-consumer-ai-adoption/

 

สุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX เปิดเผยว่า “จุดเริ่มต้นของรายงาน SCBX Report: thAI Consumer AI Adoption 2026 ฉบับนี้เกิดจากคำถามง่ายๆ แต่สำคัญมากว่า ‘ลูกค้ามองเห็นเราเป็นองค์กร AI-first เหมือนที่เรามองตัวเองหรือไม่?’ เมื่อเรานำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรอย่างก้าวกระโดดตลอดหลายปีที่ผ่านมา พบว่าความเปลี่ยนแปลงจำนวนมากเกิดขึ้นในฝั่งองค์กร แต่ยังไม่แน่ใจว่าเกิดขึ้นในมุมมองของผู้บริโภคด้วยหรือเปล่า เราจึงต้องหยุดและกลับมาศึกษาให้ลึกว่า ผู้บริโภคไทยต้องการอะไรจาก AI จริงๆ ไม่ใช่ในแบบที่องค์กรคิด แต่ในแบบที่ลูกค้าของเราต้องการจริงๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขา”

 

รายงานนี้ตอกย้ำว่าการเดินหน้าสู่ AI-first Organization ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่เริ่มจาก ความเข้าใจ ความเชื่อใจ และความคาดหวังของผู้ใช้ เพราะถ้า AI ยังไม่ตอบโจทย์พื้นฐานเหล่านี้ มันก็ยังไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าได้ ที่ SCBX เราเชื่อใน AI ที่ ‘มีความหมาย’ AI ที่ช่วยคลายความกังวล ทำให้ชีวิตการเงินง่ายขึ้น และทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างสมดุล เพื่อให้ทุกคนก้าวสู่โลกการเงินยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจจริงๆ

 

ด้าน ญาดา เสรีเศวตรัตน์ Senior Consumer Insights and Market Research Management Expert ของ SCBX กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลชิ้นนี้ชี้ชัดว่า ผู้บริโภคไทยใช้ AI อยู่แล้วในชีวิตประจำวัน แต่การใช้ AI ในการบริหารการเงินเชิงลึกยังต่ำกว่าศักยภาพมาก เพราะพวกเขายังกังวลเรื่องความปลอดภัย ความแม่นยำ และความโปร่งใส การออกแบบ AI สำหรับตลาดไทยต้องเริ่มจากความเชื่อใจและความเรียบง่าย การมีมนุษย์ร่วมตรวจสอบ หรือ Human-in-the-Loop ยังคงสำคัญ โดยเฉพาะในบริการการเงินที่มีความเสี่ยงสูง หากเราต้องการให้ผู้ใช้ก้าวเข้าสู่การใช้ AI ที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์ทางการเงิน การจัดพอร์ตลงทุน หรือระบบแนะนำอัตโนมัติ AI ต้อง อธิบายได้ ตรวจสอบได้ และเชื่อใจได้ ก่อน”

 

3 มิติสำคัญที่องค์กรไทยต้องโฟกัส เพื่อก้าวสู่ AI-first Organization อย่างแท้จริง

 

1. Trust Design – ออกแบบให้ความไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์

 

ทุกบริการควรอธิบายได้ว่าทำไมระบบถึงแนะนำสิ่งนี้ ใช้ข้อมูลอะไร และปกป้องข้อมูลอย่างไร ความโปร่งใสต้องไม่ใช่ส่วนเสริม แต่เป็นคุณสมบัติหลัก

 

2. Human Validation – ผสานความเป็นมนุษย์กับเทคโนโลยีให้สมดุลกัน

 

ผู้บริโภคไทยยังต้องการ ‘เสียงสุดท้ายจากมนุษย์’ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อในระบบ แต่เพราะเชื่อในการมีส่วนร่วมของมนุษย์อยู่ในวงจร (Human-in-the-loop) จะได้รับการยอมรับที่มากกว่า

 

3. Meaningful Simplicity – จัดการความซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย

 

คนไทยไม่กลัวเทคโนโลยีซับซ้อน แต่กลัวประสบการณ์ที่มนุษย์เข้าไม่ถึง การทำให้ระบบสื่อสารด้วยภาษามนุษย์ เข้าใจภาษาได้หลายสำเนียง หรือเชื่อมต่อบริการต่างๆ อย่างราบรื่น คืออาวุธลับที่แท้จริง

The post SCBX เผยคนไทย 80% ใช้งาน AI เป็นประจำ แต่มีเพียง 16% ที่ใช้เต็มศักยภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
RIP ร้านไร้คนขาย! Amazon สั่งปิดฉาก ‘Go-Fresh’ ยอมรับเทคโนโลยี Just Walk Out ล้ำแค่ไหนก็สู้ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ได้ https://thestandard.co/amazon-shuts-go-fresh-stores/ Wed, 28 Jan 2026 11:48:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1170749 ภาพร้านค้า Amazon Go หรือ Amazon Fresh ที่ใช้เทคโนโลยี Just Walk Out ซึ่งลูกค้าสามารถหยิบสินค้าและเดินออกไปได้โดยไม่ต้องผ่านการชำระเงิน

ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการสำหรับความทะเยอทะยานในการปฏิวัติ […]

The post RIP ร้านไร้คนขาย! Amazon สั่งปิดฉาก ‘Go-Fresh’ ยอมรับเทคโนโลยี Just Walk Out ล้ำแค่ไหนก็สู้ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพร้านค้า Amazon Go หรือ Amazon Fresh ที่ใช้เทคโนโลยี Just Walk Out ซึ่งลูกค้าสามารถหยิบสินค้าและเดินออกไปได้โดยไม่ต้องผ่านการชำระเงิน

ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการสำหรับความทะเยอทะยานในการปฏิวัติวงการค้าปลีกด้วยร้านสะดวกซื้อไฮเทค เมื่อ Amazon ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซประกาศเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ที่ผ่านมาว่าจะปิดกิจการร้านค้าที่มีหน้าร้านจริงอย่าง Amazon Go และ Amazon Fresh ทั้งหมด การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า บริษัทกำลัง ‘จัดทัพใหม่’ โดยหันกลับไปโฟกัสที่จุดแข็งเดิมและขยายอาณาจักรภายใต้แบรนด์ที่แข็งแกร่งและผู้คนคุ้นเคยกว่าอย่าง Whole Foods Market

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 ร้าน Amazon Go เคยเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะโปรเจกต์ลูกรักของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้ง Amazon ที่ต้องการแก้ปัญหาโลกแตกของผู้ซื้อสินค้า นั่นคือการยืนรอจ่ายเงิน โดยเขาได้เขียนไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปีนั้นด้วยวิสัยทัศน์ที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า

 

“ไม่มีใครชอบการรอคิว ดังนั้นแทนที่จะเป็นแบบนั้น เราจินตนาการถึงร้านค้าที่คุณสามารถเดินเข้าไป หยิบสิ่งที่ต้องการ แล้วเดินออกมาได้เลย” เบโซส ผู้เป็นซีอีโอของ Amazon กล่าวในขณะนั้น

 

นั่นคือจุดกำเนิดของเทคโนโลยี ‘Just Walk Out’ ที่ใช้ระบบกล้องและเซนเซอร์อัจฉริยะติดตามสินค้าที่ลูกค้าหยิบแล้วตัดเงินผ่านแอปพลิเคชันอัตโนมัติเมื่อเดินออกจากร้าน แต่ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ความล้ำสมัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้

 

Amazon ระบุในบล็อกโพสต์ถึงสาเหตุของการปิดตัวร้านค้าประมาณ 70 แห่งทั่วสหรัฐฯ ครั้งนี้ว่า “แม้เราจะเห็นสัญญาณที่น่าพอใจในร้านขายของชำที่มีหน้าร้านภายใต้แบรนด์ Amazon แต่เรายังไม่สามารถสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่โดดเด่นอย่างแท้จริงด้วยโมเดลทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมสำหรับการขยายตัวในวงกว้างได้”

 

นีล ซอนเดอร์ส (Neil Saunders) กรรมการผู้จัดการของ GlobalData ให้ความเห็นที่ตรงไปตรงมาว่า ร้าน Amazon Fresh นั้นมีความคล้ายคลึงกับคู่แข่งในตลาดมากเกินไปจนไม่มีจุดเด่น ในขณะที่เทคโนโลยี Just Walk Out ของ Amazon Go ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญจริงๆ จนถึงขั้นที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม การถอยครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ในสงครามสินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นการเปลี่ยนยุทธวิธี Amazon วางแผนที่จะเปลี่ยนร้านค้าที่ถูกปิดบางแห่งให้กลายเป็นร้าน Whole Foods Market และเตรียมเปิดสาขาใหม่ของ Whole Foods อีกกว่า 100 แห่งในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

 

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวโมเดลร้านค้าขนาดเล็กรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘Whole Foods Market Daily Shop’ ซึ่งเน้นความสะดวกและอาหารพร้อมทาน (Grab-and-go) คล้ายกับคอนเซปต์เดิมของ Amazon Go แต่มาในคราบของแบรนด์ที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพอาหารสดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

นับตั้งแต่ Amazon เข้าซื้อกิจการ Whole Foods ในปี 2017 ด้วยมูลค่ากว่า 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.23 แสนล้านบาท) แบรนด์นี้มียอดขายเติบโตกว่า 40% และขยายสาขาไปแล้วถึง 550 แห่ง

 

ในขณะเดียวกัน Amazon ยังคงเดินหน้าทดลองรูปแบบร้านค้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแผนการสร้างร้านค้าขนาดใหญ่แบบ ‘Supercenter’ พื้นที่กว่า 229,000 ตารางฟุตในชานเมืองชิคาโก ซึ่งถูกจับตามองว่ามีลักษณะคล้ายกับห้าง Walmart โดยจะรวมเอาสินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ในบ้าน และสินค้าทั่วไปมารวมไว้ในที่เดียวเพื่อความครบวงจร

 

ส่วนเทคโนโลยี Just Walk Out ที่เคยเป็นพระเอกในร้าน Amazon Go นั้น จะถูกเปลี่ยนบทบาทจากการใช้ในร้านของตัวเอง มาเน้นการขายระบบให้กับธุรกิจภายนอกแทน เช่น สนามกีฬา มหาวิทยาลัย และสนามบิน ซึ่งปัจจุบันมีใช้งานอยู่กว่า 360 แห่งใน 5 ประเทศ รวมถึงใช้ในโรงอาหารพนักงานภายในศูนย์กระจายสินค้าของ Amazon เอง เพื่อให้พนักงานซื้ออาหารได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาพัก

 

แม้การปิดตัวร้านค้าครั้งนี้จะดูเป็นความล้มเหลวของแบรนด์ Amazon Go และ Fresh แต่ในภาพรวม ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคของ Amazon ยังคงแข็งแกร่งด้วยมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีฐานลูกค้ากว่า 150 ล้านคน

 

โดยบริษัทยังคงเดินหน้าแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่องผ่านบริการจัดส่งสินค้าแบบ ‘Same-day Delivery’ ที่ปัจจุบันครอบคลุมกว่า 5,000 เมือง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากกว่าร้านสะดวกซื้อไร้คนขายที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเองเสียอีก

ภาพ : Tada Images / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 30.92 บาท ณ วันที่ 28 มกราคม 2568

 

อ้างอิง:

 

The post RIP ร้านไร้คนขาย! Amazon สั่งปิดฉาก ‘Go-Fresh’ ยอมรับเทคโนโลยี Just Walk Out ล้ำแค่ไหนก็สู้ ‘ความคุ้มค่า’ ไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย https://thestandard.co/telenor-true-dtac-future-telecom/ Tue, 27 Jan 2026 02:44:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1169876 ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากก […]

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต

22 มกราคม 2569 ตลาดโทรคมนาคมไทยสั่นสะเทือนอีกครั้ง จากการประกาศดีลแสนล้านที่ส่อแววปิดตำนาน 25 ปีของกลุ่มทุนนอร์เวย์ในไทยอย่าง ‘เทเลนอร์’ (Telenor) หลังตัดสินใจลงนามขายหุ้นในบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในสัดส่วน 24.95% ให้กับ บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (Arise) ซึ่งถือหุ้นโดย ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการของ TRUE นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงว่าเทเลนอร์จะขายหุ้นส่วนที่เหลืออีก 5.35% ภายในระยะเวลา 2 ปีถัดจากนี้

 

หากการขายหุ้นลุล่วงตามสัญญา มูลค่าดีลครั้งนี้จะสูงถึงราว 1.23 แสนล้านบาท แต่การเปลี่ยนแปลงมักจะนำมาสู่คำถามและความไม่มั่นใจในหลายๆ เรื่อง จนส่งผลให้ราคาหุ้น TRUE ร่วงลงแรงถึง 15%

 

เพียง 1 วันหลังจากข่าวดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์เจาะลึกกับ ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 1

 

ยืนยันบริหาร TRUE ต่อ พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์เดิม

 

ประเด็นแรกที่ซิกเว่เน้นย้ำคือ ความเชื่อมั่นในทีมบริหาร เขาประกาศชัดเจนว่า “ผมจะอยู่ต่อแน่นอน” รวมถึงทีมบริหารเดิมจากเทเลนอร์ก็จะยังคงทำงานต่อไปอย่างไร้รอยต่อ ซิกเว่มองว่าดีลนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางธุรกิจที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนควบรวมกิจการ

 

ยุทธศาสตร์ของ TRUE จะยังคงมุ่งเน้นที่ 3 เสาหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่วนแรกคือ วินัยทางการเงินที่เข้มงวด โดยยืนยันการมุ่งเน้นที่กำไร และการลดภาระหนี้ อย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนที่สองคือ นโยบายเงินปันผลแบบก้าวหน้า TRUE จะยังคงรักษาคำสัญญาในการจ่ายเงินปันผลที่เพิ่มขึ้นตามผลประกอบการ

 

ส่วนที่สามคือ การเติบโตของรายได้ที่เน้นคุณภาพ มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากฐานลูกค้าเดิมผ่านบริการที่หลากหลายมากขึ้น แทนการทำสงครามราคากับคู่แข่ง

 

อนาคตของ ‘Dtac’ ในยุคผลัดใบ

 

เมื่อถามถึงแบรนด์ ‘Dtac’ ที่ผูกพันกับคนไทยมานาน ซิกเว่กล่าวว่า “เรากำลังทำงานอย่างหนักในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

 

ปัจจุบันได้ครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในการรักษาแบรนด์ ‘True’ และ ‘Dtac’ ไว้ตามข้อตกลงจากการควบรวมกิจการก่อนหน้านี้

 

เมื่อถามถึงระหว่างลูกค้า Dtac และ True ณ ปัจจุบัน ซิกเว่บอกว่า “ปัจจุบันไม่มีความแตกต่างกัน เพราะลูกค้า Dtac และ True ได้รับบริการบนมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่เราพยายามทำตอนนี้เมื่อมองไปที่แบรนด์ในอนาคต คือการที่เราเรียกตัวเองว่าเป็น Telco-Tech เราจึงต้องการแบรนด์ที่แตกต่างจากสิ่งที่ Dtac หรือ True เคยเป็นในอดีต”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 2

 

ซิกเว่ ย้ำว่า Dtac มีความแข็งแกร่งมากในกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย และมีลูกค้าที่จงรักภักดีมาก ดังนั้นเมื่อสร้างแบรนด์ในอนาคต ต้องดูว่าจะดูแลลูกค้าเหล่านี้ทั้งหมดได้อย่างไร เพราะ “สำหรับเรานี่เป็นเรื่องของมูลค่าที่เรามอบให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์”

 

เมื่อคู่แข่งไม่ใช่แค่ AIS แต่คือ ‘Big Tech’ ระดับโลก

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมหลังจากนี้จะเปลี่ยนจากการแย่งชิงฐานลูกค้าไปสู่การแข่งขันด้าน Digital Ecosystem ซิกเว่ยืนยันว่า AIS ไม่ใช่คู่แข่งเพียงรายเดียวอีกต่อไป แต่มองว่าบริษัทกำลังแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการครองใจและเวลาของลูกค้า

ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 ของ AIS ที่รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ระบุถึง ตัวเลขผู้ใช้งานทั้งสิ้น 46.3 ล้านหมายเลข เพิ่มขึ้น 271,300 หมายเลข ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ 5G อยู่ที่ 15.8 ล้านหมายเลข โดยมีรายได้จากการให้บริการหลักทั้งสิ้น 43,591 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท

 

ส่วน TRUE ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2568 รายงานผลกําไรสุทธิ จํานวน 1.6 พันล้านบาท เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สามติดติอกัน ขณะที่มีรายได้รวม 47,230 ล้านบาท โดยมีใช้งานทั้งสิ้น 46.9 ล้านหมายเลข และผู้ใช้ 5G จำนวน 15.5 ล้านราย

 

ซิกเว่ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ GDP ของไทยเติบโตในระดับต่ำ แต่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกลับเติบโตเร็วกว่านั้นถึง 2 เท่า โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 4.2% ในปี 2026 นี่คือเหตุผลที่ TRUE ต้องรีบทรานส์ฟอร์มตัวเอง

 

อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เขาเรียกว่า “More for More การเพิ่มราคาเฉยๆ โดยที่บริการเหมือนเดิมนั้นไม่ควรทำ แต่ถ้าคุณมอบคุณค่าหรือบริการเสริมที่มากกว่าให้ลูกค้า เขาก็มีศักยภาพที่จะจ่ายเพิ่มได้”

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่มองว่า โครงสร้างราคาในไทยปัจจุบันถือว่า ‘ถูกมาก’ เมื่อเทียบกับคุณภาพโครงข่ายที่ติดอันดับโลก

 

“โครงข่ายในประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นมาก ดีกว่ามากจริงๆ ไม่ใช่แค่ในเอเชีย ลองไปดูที่อังกฤษ เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ซึ่งก็ช่วยให้ 70% ของคนไทยเคยลองใช้ AI แล้ว ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นมากเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ราคาในไทยก็ถูกกว่าประเทศอื่นมาก ดังนั้นในแง่หนึ่ง ลูกค้าไทยได้บริการที่มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 3

 

ดังนั้น โมเดลธุรกิจแบบเดิมคือทำทุกอย่างเองจะต้องเปลี่ยนไป ในอนาคตโมเดลจะเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรอื่น TRUE จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นในอนาคต อยากให้ TRUE คิดแบบ Amazon หรือ Netflix ที่ไม่มีคอลเซ็นเตอร์หรือหน้าร้าน แต่ติดต่อผ่านดิจิทัลทั้งหมด

 

เมื่อถามว่าจำนวนสาขาของ True จะลดลงใช่หรือไม่ ซิกเว่ตอบว่า “ใช่ครับ คู่แข่งสำคัญของเราตอนนี้ไม่ใช่แค่ AIS แล้ว แต่คือ Netflix, Google, Shopee, Lazada การบริการลูกค้าของเราจึงต้องคล้ายกับสิ่งที่พวกเขาทำ เส้นทางดิจิทัลต้องราบรื่นแบบนั้น”

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

 

มีสองสามอย่างที่ลูกค้าไทยต่างจากประเทศอื่น หนึ่งคือ ลูกค้าไทยมีความต้องการสูงกว่า (Demanding) และจะบอกทันทีถ้าพวกเขาไม่พอใจ อัตราการย้ายค่ายเกิดขึ้นเร็วมากถ้าบริการไม่ดีพอ

 

สองคือ ตลาดไทยมีความเป็นนวัตกรรมสูง ชอบอะไรใหม่ๆ โปรโมชันใหม่ๆ ตลอดเวลา และสามคือความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก TRUE ต้องปรับตัวให้ไว นี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดไทยมีความเป็นเอกลักษณ์

 

อย่างไรก็ตาม ซิกเว่บอกว่า จะเห็น S-Curve ใหม่ในธุรกิจดิจิทัลอื่นๆ แทน เพราะในเทลโก้จะเป็นการเติบโตแบบเส้นตรง (Linear) มากกว่า ซึ่งมาจากการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นและการที่ลูกค้าเต็มใจจ่ายสำหรับบริการดิจิทัลเสริมด้านบน

 

ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านตัวเองไปสู่ Tech-Telco ตัว TRUE ต้องพยายามพัฒนาเพื่อรักษาลูกค้าเดิม ถัดมาคือการทำงานแบบพันธมิตร ในแบบ Win-Win ซึ่งต้องมีการแชร์ผลประโยชน์กันมากขึ้น และสามคือ การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ให้ทัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก เช่น AI จึงไม่สามารถมีแผน 5 ปีหรือ 10 ปีนิ่งๆ ได้ แต่ต้องปรับแผนตลอดเวลา

 

อนาคตของ True ใต้ปีก Arise ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ (หน้าเดิม)

 

นอกจากการยืนยันว่าจะยังคงบริหาร TRUE ต่อไป ซิกเว่เปิดเผยถึงบทบาทใหม่ในฐานะ Executive Chairman ของธุรกิจดิจิทัลและเทลโก้ใน อะไรซ์ (Arise) ซึ่งจะทำให้เขาดูแลทั้ง TRUE, True IDC (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ TrueMoney ให้ทำงานสอดประสานกันมากขึ้น

 

“Arise จะมีหน่วยธุรกิจแยกจากกัน แต่จะมีการทำงานร่วมกัน แน่นอนว่า True สามารถทำงานร่วมกับ TrueMoney, ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึง 7-Eleven, Lotus’s และ Makro เรากำลังมองหาช่องทางที่ 1+1 มากกว่า 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกหน่วยธุรกิจ”

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม True ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทาง Telenor, True และ Dtac ในอนาคต 4

ศุภชัย เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ซึ่งให้ห้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformative Technologies) อาทิ ปัญญาประดิษฐ์, คลาวด์คอมพิวติ้ง และศูนย์ข้อมูล รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมและฟินเทคในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

 

แต่การทำงานในลักษณะนี้จะไม่ใช่การเข้าไปลงทุน เพราะมันคือเรื่องของการโฟกัส “ผมต้องการให้ True โฟกัสในสิ่งที่เรารู้ดีที่สุด นั่นคือธุรกิจมือถือ, อินเทอร์เน็ตบ้าน และธุรกิจทีวี ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นบริษัทแยกต่างหาก เงินดิจิทัลก็เป็นบริษัทแยกต่างหาก แต่เรายังสามารถสร้าง Synergy ระหว่างกันได้”

 

ในส่วนของศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Hub ของภูมิภาคเนื่องจากมาเลเซียเริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ปัจจุบันมีการอนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในไทยมูลค่ากว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยมี True IDC เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญ

 

Virtual Banking ภายใต้ Arise และความร่วมมือกับ TrueMoney ซึ่งมีฐานลูกค้ากลุ่ม Underserved กว่า 60% ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อธนาคาร การได้รับใบอนุญาต Virtual Bank ในปี 2025 และเตรียมเปิดดำเนินการกลางปี 2026 จะเป็นจิกซอว์สำคัญในการสร้างบริการทางการเงินที่เข้าถึงคนไทยทุกคน

 

นอกจากนี้ TRUE ตั้งเป้าเป็นบริษัทที่ไร้ระบบเก่า (Legacy Free) โดยใช้ AI และคลาวด์ 100% เพื่อลดต้นทุนและสร้างระบบ Omni-channel ที่เข้าใจลูกค้าในทุกมิติ

 

“ประเทศไทยมีโอกาสจะเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้านการเติบโตทางดิจิทัล แต่เรายังมี Startup และ Unicorn น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ ส่วนในด้านเทเลคอม True และ Arise อยู่ในตำแหน่งที่ดีมากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ประเทศไทยควรจะเป็นประภาคารที่ส่องสว่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ซิกเว่กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพปก: Wongsakorn 2468/Shutterstock

The post ถึงเวลาเทเลนอร์แยกจาก ‘ทรู’ แล้วแบรนด์ ‘ดีแทค’ จะยังอยู่หรือไม่ คุยกับ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ บนอนาคตเทเลคอมไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>