News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 07 Apr 2026 12:26:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อัตราเงินเฟ้อไทยมี.ค. ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม พาณิชย์คาดเงินเฟ้อจ่อพีคในไตรมาส 2 https://thestandard.co/thailand-inflation-negative-q2-peak/ Tue, 07 Apr 2026 12:26:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1195568 กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน

อัตราเงินเฟ้อไทยมีนาคม 2569 ติดลบ 12 เดือนติด ทิ้งทวนก่ […]

The post อัตราเงินเฟ้อไทยมี.ค. ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม พาณิชย์คาดเงินเฟ้อจ่อพีคในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน

อัตราเงินเฟ้อไทยมีนาคม 2569 ติดลบ 12 เดือนติด ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม! กระทรวงพาณิชย์คาดอัตราเงินเฟ้อเดือนหน้าจ่อดีดกลับมาเป็นบวก โดยอาจทะลุ 2% ในเม.ย. พร้อมปรับขึ้นคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทั้งปี 2569 เป็น 2.0% (ค่ากลาง) ขณะที่ KResearch คาดเงินเฟ้อไทยทั้งปีนี้อยู่ที่ 3.4% ชี้สาเหตุที่ต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 มาจากบริบทเศรษฐกิจไทยมีความต่างกัน

 

วันนี้ (7 เมษายน) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ในเดือนมีนาคม 2569 ลดลง 0.08%YoY นับเป็นการติดลบเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อเดือนมีนาคมนับว่า ติดลบน้อยลง เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ติดลบถึง -0.88%YoY

 

นันทพงษ์กล่าวต่อว่า แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเร่งตัวสูงขึ้น แต่สาเหตุที่อัตราเงินเฟ้อไทยยัง ‘ติดลบ’ เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

  • ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศยังถูกจำกัดการปรับเพิ่มขึ้นจากมาตรการตรึงราคาในช่วงครึ่งเดือนแรก
  • รัฐมีมาตรการปรับลดค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งยังคงช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ
  • สินค้าส่วนใหญ่ยังเป็นสต็อกเดิมจึงยังไม่มีการปรับขึ้นราคามากนักในเดือนมีนาคม โดยราคาสินค้าต่างๆ เริ่มประกาศปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

 

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 0.57% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่สูงขึ้น 0.56% YoY

 

ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป เฉลี่ยไตรมาสแรกของปี 2569 เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 ติดลบ 0.54% YoY และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ลดลง 0.16% QoQ

 

เตรียมรับมือ! ตั้งแต่เดือนหน้า เงินเฟ้อจ่อดีดแตะ 2%

 

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 นันทพงษ์คาดว่า จะกลับมาเป็นบวกอย่างมี ‘นัยสำคัญ’ และน่าจะเป็นช่วงเงินเฟ้อสูงสุดของปี โดยตั้งแต่เดือนเมษายนอาจเห็นตัวเลขอัตราเงินเฟ้อขึ้นไปแตะระดับเกิน 2%

 

โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันระดับราคาให้ปรับสูงขึ้น ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่

 

{{LISTSTART}}ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น{{LISTITEM}}ราคาสินค้าเกษตรบางรายการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงในบางช่วง
{{LISTITEM}}ราคาเนื้อสัตว์ปรับสูงขึ้น ทั้งเนื้อสุกรและเนื้อไก่ จากต้นทุนอาหารสัตว์และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น{{LISTITEM}}ค่าโดยสารทางอากาศปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเส้นทางภายในประเทศและระหว่างประเทศ จากผลของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติ
{{LISTITEM}}แรงกดดันด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น{{LISTEND}}

 

อย่างไรก็ตาม อาจยังมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงอยู่บ้าง ในไตรมาสที่ 2 ได้แก่ (1) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่ากระแสไฟฟ้า (2) ราคาผลไม้สดที่สำคัญในประเทศยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ

 

ราคาน้ำมันพุ่งมีผลต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างไร

 

นันทพงษ์อธิบายต่อเกี่ยวกับผลกระทบของราคาน้ำมันต่ออัตราเงินเฟ้อ โดยระบุว่า ปัจจุบัน ราคาพลังงานมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้ออยู่ ประมาณ 7% โดยน้ำมันดีเซลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหมวดพลังงาน โดยมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อ 2.58% ส่วนเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20 มีน้ำหนักอยู่ที่ 0.15% 2.3% 1.64% และ 0.4% ตามลำดับ

 

โดยตามการคำนวณของกระทรวงพาณิชย์พบว่า การขึ้นราคาดีเซลทุก 1 บาทจะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.075% ส่วนการขึ้นราคาทุก 1 บาทของน้ำมันเบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ 95 แก๊สโซฮอล์ 91 และ E20 จะกระทบอัตราเงินเฟ้อ 0.003% 0.10% 0.046% และ 0.012% ตามลำดับ

 

กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน 1

 

นันทพงษ์ยังยกตัวอย่างฉากทัศน์ หากราคาน้ำมันในเดือนเมษายน 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ ‘ปัจจุบัน’ (ณ วันที่ 6 เมษายน 2569 ได้แก่ ดีเซลอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.54 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.58 บาทต่อลิตร และ E20 38.95 บาทต่อลิตร) ‘ไปตลอดทั้งเดือน’ จะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 2.14%

 

กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน 2

 

เปิด 2 ฉากทัศน์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปของกระทรวงพาณิชย์

 

นันทพงษ์กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%) เป็นระหว่าง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) พร้อมแบ่งการประเมินเป็น 2 ฉากทัศน์ (Scenario) โดยมีตัวแปรสำคัญคือ ทิศทางราคาน้ำมัน และ ระยะเวลาที่ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง

 

โดยกรณีที่ 1: อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 1.5 – 2.5%

 

  • สถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 2 เดือน แล้วหลังจากนั้นปรับตัวลดลง
  • โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 79.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เดือนเม.ย.-พ.ค. อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
  • ส่วนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 33.90 บาทต่อลิตร (เดือนเม.ย.-พ.ค. อยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร หลังจากนั้น 32.25 บาทต่อลิตร)
  • ส่วนค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.90 บาทต่อหน่วย (เดือนพ.ค.-ส.ค. อยู่ที่ 3.98 บาทต่อหน่วย เดือนก.ย.-ธ.ค. อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย)
  • อาหารจานเดียวปรับขึ้น 3%

 

กรณีที่ 2: อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ที่ 2.5 – 3.5%

 

  • เป็นกรณีที่สถานการณ์ลากยาว โดยราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างยืดเยื้อ กินเวลาประมาณ 3 เดือน
  • โดยราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 88.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (เดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากนั้น 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
  • ส่วนราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 35.78 บาทต่อลิตร (เดือนเม.ย.-มิ.ย. อยู่ที่ 44.24 บาทต่อลิตร หลังจากนั้น 32.25 บาทต่อลิตร)
  • ส่วนค่าไฟเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.93 บาทต่อหน่วย (เดือนพ.ค-ธ.ค. อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย)

 

กราฟแสดงแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไทยและผลกระทบจากราคาน้ำมัน 3

 

KResearch คาดเงินเฟ้อไทยทั้งปี 3.4% ยังต่ำกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเหตุบริบทเศรษฐกิจไทยต่างกัน

 

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาด ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% จากราคาพลังงานในประเทศที่ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 

โดย KResearch ยังมองว่าราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในเดือนเม.ย. มีโอกาสปรับขึ้นเป็น 52.5 บาทต่อลิตร และทั้งปี 2569 ราคาเฉลี่ยอาจสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ ราคาวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูง และยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในระยะข้างหน้า

 

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น (second-round effect)

 

อย่างไรก็ดี แม้ราคาพลังงานในประเทศจะสูงกว่าในปี 2565 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่อัตราเงินเฟ้อในปี 2569 คาดว่าจะไม่เร่งตัวไปสูงถึงระดับสูงสุด 7.9% YoY ในช่วงเดือนส.ค. 2565 เนื่องจากบริบททางเศรษฐกิจแตกต่างกัน โดยในปี 2565 เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวจากโควิด-19 ทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัว ขณะที่ปี 2569 เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว จึงคาดว่าแรงส่งจากผลกระทบทางอ้อมอาจไม่มากเท่า

 

 

The post อัตราเงินเฟ้อไทยมี.ค. ติดลบติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 ทิ้งทวนก่อนรับแรงกระแทกสงคราม พาณิชย์คาดเงินเฟ้อจ่อพีคในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน https://thestandard.co/us-iran-f15e-pilot-rescue/ Tue, 07 Apr 2026 10:47:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1195537 ภาพเครื่องบินขับไล่ F-15E หรือเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศในปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงรายละเอียดของปฏิบัติการ […]

The post เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องบินขับไล่ F-15E หรือเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยทางอากาศในปฏิบัติการช่วยเหลือของกองทัพสหรัฐฯ

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงรายละเอียดของปฏิบัติการช่วยเหลือนักบิน F-15E ที่ถูกยิงตก ซึ่งตอกย้ำแนวคิดของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตกำลังพลเหนือสิ่งอื่นใด โดยทรัมป์ใช้คำว่าเราจะไม่ทิ้งชาวอเมริกันไว้เบื้องหลัง (We leave no American behind) จึงนำมาสู่การทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือนักบินทั้งสองให้กลับมาให้ได้อย่างปลอดภัย

 

นอกจากการสร้างชวัญกำลังใจให้กับกำลังพล โดยเฉพาะนักบินที่ต้องบินเสี่ยงภัยเข้าไปดินแดนแนวหลังข้าศึกว่า ถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันและหลีกเลี่ยงไม่ได้จนทำให้เครื่องบินของพวกเขาตก กองทัพสหรัฐฯ จะใช้ทุกๆ วิถีทางในการนำพวกเขากลับอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเหมือนหลักประกันหนึ่งที่ทำให้ทหารอเมริกันกล้าที่จะทำภารกิจเสี่ยงภัยเพื่อประเทศชาติ

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การที่สหรัฐฯ ชิงตัวนักบินกลับมาได้ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านจะจับตัวไปได้นั้น ให้ผลลัพธ์ทางการเมืองที่เข้มข้นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงความเข้มแข็งแล้ว ยังเป็นการปิดช่องทางไม่ให้อิหร่านนำนักบินไปเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือต่อรองกับสหรัฐอเมริกาในการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

 

เพราะสหรัฐฯ รู้ดีว่า ถ้าปล่อยให้ชีวิตของชาวอเมริกันตกอยู่ในมือของชาติที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศัตรูอย่างอิหร่านแล้ว ย่อมส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังประสบปัญหาความเชื่อมั่นมากพออยู่แล้วจากหลายๆ เหตุการณ์ และจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ เหลือไพ่ในมือน้อยลงในการเจรจากับอิหร่าน เพราะอาจต้องยอมลดเงื่อนไขบางอย่างแลกกับการปล่อยตัวนักบินที่อยู่ในสถานะตัวประกันถ้าถูกจับไป

 

ในมุมมองด้านทหารทหาร ปฏิบัติการครั้งนี้ถือว่ามีความซับซ้อนและยากกว่าปกติ เพราะแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วในทุกๆ การปฏิบัติการทางทหาร จะต้องมีการเตรียมกำลังชุดค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบหรือ Combat Search and Rescue หรือ CSAR เพื่อเตรียมรับมือในกรณีที่อากาศยานฝ่ายเดียวกันประสบอุบัติเหตุหรือถูกยิงตก เพื่อจะได้ส่งกำลังเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกองทัพอากาศทั่วโลก เช่นในเหตุการณ์การปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศไทยก็เตรียมกำลัง CSAR เอาไว้เช่นกัน

 

แต่สำหรับประเทศที่มีทรัพยากรทางทหารจำนวนมากและปฏิบัติงานทั่วโลกอย่างสหรัฐอเมริกานั้น การเตรียมชุด CSAR จะมีความซับซ้อนมากกว่า ซึ่งใน Operation Epic Fury นี้กองทัพสหรัฐฯ ก็เตรียมชุด CSAR อันประกอบไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ HH-60W Jolly Green II เป็นเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยหลัก เพื่อลำเลียงชุลพลร่มกู้ภัยหรือ Pararescue Jumper เข้าไปยังตัวนักบิน โดยมี HC-130J Combat King II ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงที่ออกแบบมาสำหรับกู้ภัยและช่วยเหลือนักบินที่ถูกยิงตกโดยเฉพาะ และมีขีดความสามารถในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศให้กับ HH-60W เพื่อขยายพิสัยและระยะเวลาบินได้

 

นอกจากนั้นยังมีเครื่องบินโจมตี A-10C ในภารกิจโจมตีและสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดเพื่อคุ้มกันกำลังพลที่ค้นหาและช่วยเหลือตัวนักบินที่ถูกยิงตก นอกจากนั้นยังมีอากาศยานไร้นักบิน MQ-9A Reaper ในภารกิจตรวจการณ์และโจมตีได้ด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในการช่วยเหลือจริงนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่เราเห็นในการฝึกของกองทัพสหรัฐฯ มากนัก โดยเฉพาะในกรณีนักบินที่สองซึ่งเป็นนายทหารควบคุมระบบอาวุธหรือ Weapon System Officer ซึ่งเป็นทหารคนที่สองที่ถูกช่วยเหลือออกมาได้ เราจะเห็นการใช้กำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ หลายหน่วย เช่น SEAL Team 6 ซึ่งมีผลงานคือการสังหารบินลาดิน หรือแม้แต่หน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่ 160 หรือ Night Stalkers ของกองทัพบก ซึ่งถือเป็นหน่วยบินปฏิบัติการพิเศษที่มีขีดความสามารถสูงที่สุดหน่วยหนึ่งของโลก โดยเฮลิคอปเตอร์ของ Night Stalkers ที่ใช้ในการปฏิบัติการครั้งนี้คือ MH-6 ซึ่งแม้มีความคล่องตัวสูงแต่มีพิสัยบินไม่ไกล จึงใช้ MC-130J Commando II บินเข้าไปส่ง MH-6 โดยการจัดตั้งสนามบินส่วนหน้าในดินแดนของอิหร่าน ไม่ไกลจากจุดที่พบนักบินที่ถูกยิงตก เพื่อลงจอดแล้วก็นำ MH-6 ออกมาทำการบินไปรับนักบิน

 

โดยระหว่างนั้น อากาศยานแบบอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ตรวจการณ์และโจมตีขัดขวางกำลังทางบกของอิหร่านไม่ให้เข้าถึงตัวนักบินได้ แม้สุดท้ายเรื่องจะหักมุมตรงที่ MC-130 สองลำไม่สามารถบินขึ้นได้เนื่องจากล้อเครื่องบินติดหล่มในทราย เพราะแม้ C-130 จะมีขีดความสามารถในการลงจอดในรันเวย์ที่ไม่ได้ปูลาดหรือรันเวย์ชั่วคราว แต่ก็ยังอาจมีความผิดพลาดได้อยู่ กำลังที่เข้าไปช่วยทั้งหมดจึงติดสินใจเรียกอากาศยานแบบอื่นคือ C295W ซึ่งเป็นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีขนาดเบาจำนวน 3 ลำมารับกำลังทั้งหมดออกไป

 

ส่วนเครื่องบินที่ไม่สามารถนำออกไปได้นั้นทางชุดค้นหาตัดสินใจทำลายทิ้งเพื่อไม่ให้เครื่องบินและข้อมูลความลับตกไปยังมือของข้าศึก

 

ทั้งหมดนี้แม้จะดูเหมือนมีความผิดพลาดไปบ้าง แต่ถือได้ว่านี่เป็นปฏิบัติการที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วที่จะเป็นไปได้ เพราะการทำงานของชุด CSAR นั้นไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้เพราะไม่มีใครทราบว่าเครื่องบินจะตกตรงไหนหรือเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงทำได้ดีที่สุดแค่การเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนคร่าวๆ โดยปฏิบัติการในครั้งนี้กองทัพสหรัฐฯ สามารถส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปลึก 200 กิโลเมตรในดินแดนอิหร่านได้ภายใน 12 ชั่วโมงหลัง F-15E ถูกยิงตก

 

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสร้างและเคลียร์พื้นที่เพื่อทำเป็นสนามบินส่วนหน้ารองรับอากาศยานที่จะมาลงจอดได้ ถือว่าเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนสูงมากและต้องใช้ขีดความสามารถในระดับสูงเช่นกัน

 

แต่ความสำเร็จในครั้งนี้อาจจะไม่สามารถกลบความกังวลของคนทั่วโลกเกี่ยวกับสงครามในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่มีปากีสถานเป็นตัวกลาง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างความได้เปรียบสูงสุดในการเจรจา และต่างยื่นเงื่อนไขที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่สามารถยอมรับได้ทั้งคู่ จนไปถึง Deadline ของทรัมป์เองที่แม้จะเลื่อนไปหลายครั้ง แต่ก็ยังน่ากังวลอยู่

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า สหรัฐอเมริกาอาจจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการปฏิบัติการทางทหาร โดยสามารถทำลายเป้าหมายทางทหารและลดศักยภาพของอิหร่านลงได้เป็นอย่างมาก แต่ในสงครามครั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถเปลี่ยนความสำเร็จทางทหารเป็นความสำเร็จทางการเมืองได้ เพราะจนถึงตอนนี้แรงสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ เองก็มีน้อยมาก ยังไม่นับแรงกดดันจากนานาชาติที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและอาจจะลากเศรษฐกิจของโลกที่เพิ่งฟื้นตัวจากภาวะโควิด-19 ให้กลับไปจมดิ่งอีก

 

และนี่คือโจทย์สำคัญของทรัมป์ว่า จะหาทางลงอย่างไรจากสงครามครั้งนี้ เพราะถ้าลงแล้วเกิดสะดุดบันไดตัวเอง นี่จะเป็นหายนะทางการเมืองของสหรัฐฯ พรรครีพับริกัน และตัวของทรัมป์เอง

 

แฟ้มภาพ: U.S. Air Force Photo by Airman Austin Salazar

The post เราเห็นอะไรจากปฏิบัติการช่วยนักบิน F-15E ที่ตกหลังแนวข้าศึกอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนัฏ’ งัดอำนาจ พ.ร.ก. คุม ‘โรงกลั่น’ สั่งลดราคาดีเซลทันที 2 บาท https://thestandard.co/ekanat-diesel-price-cut-refinery/ Tue, 07 Apr 2026 10:27:17 +0000 https://thestandard.co/ekanat-diesel-price-cut-refinery/ ภาพมุมสูงโรงกลั่นน้ำมันยามพลบค่ำ

‘เอกนัฏ’ สั่งหั่นราคาน้ำมันดีเซล B7/B20 ‘หน้าโรงก […]

The post ‘เอกนัฏ’ งัดอำนาจ พ.ร.ก. คุม ‘โรงกลั่น’ สั่งลดราคาดีเซลทันที 2 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงโรงกลั่นน้ำมันยามพลบค่ำ

‘เอกนัฏ’ สั่งหั่นราคาน้ำมันดีเซล B7/B20 ‘หน้าโรงกลั่น’ ลิตรละ 2 บาท เผยรอประกาศในราชกิจจาฯ ก่อนส่งต่อ ‘กบน.’ พิจารณาลดราคา ‘หน้าปั๊ม’ ลุ้นสัปดาห์ที่ 3 ย้ำแนวทางกดค่าการกลั่นลงต่อเนื่อง สกัดลักลอบส่งออกน้ำมันเข้มข้น

 

วันนี้ (7 เม.ย.) ที่กระทรวงพลังงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าที่ประชุมมีมติให้อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท/ลิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาขายปลีกหน้าปั๊ม

 

โดยมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งผลักดันร่างประกาศและลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 8 เม.ย.2569 ให้มีผลบังคับใช้ทันที (9 เม.ย​.) ซึ่งหลังจากนั้นจะประชุมหารือกับ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อนำไปสู่การลดราคาขายปลีกดีเซล B7 และ B20 หน้าปั๊มลง อย่างน้อย 2 บาท/ลิตร

 

ทั้งนี้ จากการคำนวณเบื้องต้น หากปรับลดค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ 2 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงได้ 2.14 บาท/ลิตร แต่สุดท้ายราคาหน้าปั๊มจะลดลงได้เท่าไหร่ อย่างไร จะหารือกับกองทุนน้ำมันอีกครั้ง ให้รอบด้านอีกครั้ง

 

ทั้งนี้ หากจำเป็นก็อาจจะลดค่าการกลั่นลงได้อีก 3 หรือ 4 และ 5 บาท หากสถานการณ์ยังวิกฤตและส่งผลกระทบรุนแรง หรือหากในอนาคตทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะสามารถกลับมาคิดค่าการกลั่นตามเดิมได้

 

“ผมมั่นใจว่า กบง. มีอำนาจที่จะสั่งให้โรงกลั่นดำเนินการตามที่กำหนด เพราะถ้าโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าราคาขายปลีกในประเทศลดลงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะทำให้เกิดการลักลอบส่งออกน้ำมันหรือไม่ ขอย้ำว่า ขณะนี้มี ‘ทีมสุดซอย’ พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบและจับผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายแน่นอน

 

นอกจากนี้ จะประสานขอข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ ทั้งหมดนำมาคำนวณดูว่าจะสามารถลดค่าการกลั่นลงได้อีกเท่าไหร่ คาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เม.ย.นี้

 

เอกนัฏ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น เช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคโรงกลั่น ครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ‘ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค’

 

เมื่อถามว่า ทุกโรงกลั่นให้ความร่วมมืออย่างไร “หลังจากนี้ ก็รอดู ว่าโรงกลั่นจะออกมาพูดอย่างไร ซึ่งผมขอถามว่ามีโรงกลั่น 6 โรง แต่ยอมช่วย 3 โรง แต่อีก 3 โรงไม่ช่วย จะให้ 3 โรงนั้นรับผิดชอบเท่านั้นหรือ ตัวเลข 2 บาท โรงกลั่นไม่ได้ขาดทุน การส่งคืนส่วนเกินจากที่ควรจะได้ ก็เป็นความรับผิดชอบ โดยยืนยันไม่ส่งผลกระทบสภาพคล่องของโรงกลั่น แม้ว่ากำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็ยังขาดทุนกำไร ถ้าโรงกลั่นแห่งใดมีปัญหา ให้มาคุยกับปลัดกระทรวงพลังงาน” เอกนัฏ กล่าว

 

ภาพ: Guitar photographer / Shutterstock

The post ‘เอกนัฏ’ งัดอำนาจ พ.ร.ก. คุม ‘โรงกลั่น’ สั่งลดราคาดีเซลทันที 2 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ประเด็นที่หายไปเลยในคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 https://thestandard.co/new-constitution-policy-anutin-government/ Tue, 07 Apr 2026 09:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1195525 ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไดคัทโดดเด่นอยู่กลางภาพ โดยมีพานรัฐธรรมนูญเป็นฉากหลัง

ผู้ที่ ‘กาเห็นชอบ’ ในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก […]

The post ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ประเด็นที่หายไปเลยในคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไดคัทโดดเด่นอยู่กลางภาพ โดยมีพานรัฐธรรมนูญเป็นฉากหลัง

ผู้ที่ ‘กาเห็นชอบ’ ในการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 21,622,029 คน หรือคิดเป็น 58.64% ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด สะท้อนเจตจำนงของประชาชนว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเกินครึ่ง ‘เห็นชอบ’ ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนที่รัฐธรรมนูญปัจจุบัน หรือฉบับปี 2560 โดยยังไม่ได้มีคำถามถึงวิธีการร่าง หรือสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญใหม่

 

 
 

อย่างไรก็ตาม ในร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 9 เมษายนนี้ กลับไม่ปรากฏเนื้อหาส่วนใดเลยที่ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเดินหน้าอย่างไรต่อ

 

พบคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ 3 คำ แต่ไม่มีคำไหนบอกถึง ‘สิ่งที่จะทำต่อ’

 

จากการตรวจสอบเนื้อหาในเอกสารร่างคำแถลงนโยบาย ฉบับเดียวกับที่สมาชิกรัฐสภาจะได้รับไปศึกษา ในคำแถลงนโยบายทั้งหมด 19 หน้า ไม่รวมภาคผนวก ปรากฏคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ ทั้งหมด 3 คำ ประกอบด้วย

 

  • 2 คำ: ในบริบทที่อ้างอิงว่า คำแถลงนโยบายของรัฐบาลมีความสอดคล้องกับหมวด 5 และหมวด 6 ของ ‘รัฐธรรมนูญ’ ฉบับปี 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ

 

  • 1 คำ: ในบริบทที่อธิบายความว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดิน และขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอะไรบ้าง รวมถึง “การจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง”

 

กล่าวก็คือ นอกจากคำว่า ‘รัฐธรรมนูญ’ 3 คำ ที่เป็นการอ้างอิง และการกล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำในอดีต และคำว่า ‘ประชามติ’ 1 คำถ้วน ในบริบทเดียวกันแล้ว ก็ไม่มีเนื้อหาไหนอีกเลยในคำแถลงนโยบายที่กล่าวถึงการจัดทำ แก้ไข หรือดำเนินการเรื่องใดๆ ที่นำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

คำแถลงนโยบาย สะท้อนถึงการให้ความสำคัญโดยรัฐบาล

 

นับตั้งแต่หลังการสิ้นสุดของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งสืบทอดมาหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่ถูกร่างขึ้นมา ณ ช่วงเวลานั้น จึงถูกมองว่าเป็น ‘มรดก’ ของคณะรัฐประหาร เสียงเรียกร้องต่อรัฐบาลพลเรือนที่ตามมาหลังจากนั้น จึงพุ่งเป้าไปที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นหลัก

 

คำแถลงนโยบายของแต่ละรัฐบาลก็เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลนั้นเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทำให้ต้องบรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะทำด้วย เช่น

 

  • รัฐบาลเศรษฐา (2566): “แก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ” (เป็นนโยบายเร่งด่วนข้อสุดท้าย)

 

  • รัฐบาลแพทองธาร (2567): “เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด” (อยู่ในส่วนนโยบายด้านพัฒนาการเมือง)

 

  • รัฐบาลอนุทิน (2568): “สนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” (อยู่ในคำปรารภ)

 

คำถามที่รัฐบาลน่าจะต้องเจอ ในวันแถลงนโยบาย

 

เมื่อมองย้อนเส้นทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐาเป็นต้นมา แม้จะไม่ได้มีความคืบหน้ามากนักในช่วงเวลาราว 2 ปี ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย จนกระทั่งพรรคประชาชนได้มีมติขานชื่อให้ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยแลกกับข้อตกลงใน MOA ว่า ครม. ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเร็ว

 

จากนั้นรัฐสภาจึงได้ดำเนินการผ่านกลไกกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ร่างหลัก ที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย คู่ขนานไปกับการดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้ง สส. เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569

 

กระบวนการต่างๆ ดูรุดหน้าไปด้วยดี จนถึงขั้นที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เอ่ยปากว่า

 

“การที่พรรคประชาชนโหวตให้คุณอนุทินมาเป็นนายกฯ เฉพาะกิจครั้งนี้ ทำให้เปิดประตูสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ทุกพรรคหาเสียงเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง แต่ 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้าใดเลย”

 

ทว่าการณ์กลับไม่เป็นไปดังคาด เพราะเมื่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก สมาชิกรัฐสภากลับพบจุดขัดแย้งในมาตรา 256/28 ว่าด้วยการเลิกเงื่อนไขให้มีเสียง สว. 1 ใน 3 เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนนำไปสู่การแตกหักถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภา

 

ทำให้ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นั้น มีเพียง ‘คำถามที่ 1’ จากทั้งหมด 3 คำถาม คือ “ท่านเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” โดยยังไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมาประกอบการตัดสินใจ ถึงกระนั้นเอง ผลการออกเสียงประชามติก็สะท้อนความต้องการของประชาชนให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ดูกันเพียงจำนวนนับก็ถือว่ามากกว่าเสียง ‘เห็นชอบ’ ในการทำประชามติเมื่อปี 2559 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเสียอีก

 

ตามประวัติศาสตร์แล้ว ก็ต้องนับว่ารัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยได้ทำสำเร็จจริงตามเนื้อหาในร่างคำแถลงนโยบาย ว่าได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อเป็นประตูบานแรกสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

จริงอยู่ที่ปัจจุบันประเทศอาจกำลังเผชิญความท้าทายและปัญหาใหม่ที่เฉพาะหน้ายิ่งกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การที่ร่างคำแถลงนโยบายไม่ระบุถึงประเด็นนี้เลย ทั้งที่รัฐบาลเคยดำเนินการมาตลอด จึงอาจมองดูว่ามีความ ‘ย้อนแย้ง’ ที่ไม่มีส่วนใดในคำแถลงนโยบายครั้งนี้ที่ระบุถึงการสานต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

ประเด็นนี้จึงน่าจะเป็นคำถามสำคัญที่ตัวแทนรัฐบาลนำโดยพรรคภูมิใจไทย จะต้องตอบที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ว่าความชัดเจนของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ หรือการทำประชามติครั้งที่ 2 และ 3 จะเป็นอย่างไร ในเมื่อไม่มีระบุไว้ในคำแถลงนโยบายแล้ว

 

เส้นตาย 14 พ.ค. นำร่างแก้ไข รธน. เดิม พิจารณาต่ออีกครั้ง

 

ถึงกระนั้นเอง กระบวนการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญต่อไป แม้จะต้องอาศัยเจตจำนงของรัฐบาล แต่ก็ถือเป็นอำนาจของรัฐสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติโดยแท้

 

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จจนกระทั่งมีการยุบสภานั้น ยังมีสถานะ ‘คงค้าง’ อยู่ในการพิจารณา และ ครม. ต้องทำเรื่องร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน หรือไม่เกิน 14 พฤษภาคม 2569 ไม่เช่นนั้นแล้วจะถือว่าร่างแก้ไขฯ ดังกล่าวตกไปทันที

 

หากเป็นกรณีนั้น ก็จำเป็นต้องเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตั้งแต่นับหนึ่ง คือการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง แล้วเริ่มไล่เลียงไปตั้งแต่วาระ 1 รับหลักการ จากนั้นตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อกำหนดกรอบเกณฑ์ต่างๆ ของเนื้อหา ตลอดจนกลไกของผู้ที่จะมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

แต่หาก ครม. เลือกที่จะร้องขอให้รัฐสภานำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมกลับมาพิจารณาต่อ กระบวนการก็อาจเดินหน้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม หากราบรื่นก็มีโอกาสที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และนำไปสู่การทำประชามติครั้งที่ 2 ในช่วงต้นปี 2570

 

ซึ่งจะมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่รัฐบาลจะเลือกให้รัฐสภากลับพิจารณา เพราะร่างแก้ไขฯ นี้เคยทำให้เกิดข้อขัดแย้งแตกหักระหว่าง สส. และ สว. มาแล้วครั้งหนึ่ง จนอาจเป็นข้ออ้างเกรงว่าจะนำมาสู่ความขัดแย้งซ้ำอีกครั้งก็เป็นได้

The post ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่’ ประเด็นที่หายไปเลยในคำแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“คนบ้าคลั่งต้องถูกถอดถอน” สส.เดโมแครตเรียกร้องรัฐบาลใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 ถอดถอนทรัมป์ https://thestandard.co/democrats-push-remove-trump-25th-amendment/ Tue, 07 Apr 2026 08:19:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1195517 กลุ่มผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องถอดถอน โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรียกร้องให้ถอดถอนโดนัลด์ ทร […]

The post “คนบ้าคลั่งต้องถูกถอดถอน” สส.เดโมแครตเรียกร้องรัฐบาลใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 ถอดถอนทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องถอดถอน โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เรียกร้องให้ถอดถอนโดนัลด์ ทรัมป์ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี โดยใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 (25th Amendment) ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจหากประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

 

ยัสซามิน อันซารี (Yassamin Ansari) สส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแอริโซนา โพสต์ข้อความผ่าน X เรียกร้องให้ใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 กับทรัมป์ โดยชี้ว่า “ทรัมป์กำลังขยายสงครามที่ผิดกฎหมายและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง จากการข่มขู่ว่าจะก่ออาชญากรรมสงครามครั้งใหญ่และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในอิหร่าน ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา”

 

“คำพูดของเขาก้าวข้ามขีดจำกัดทุกอย่างแล้ว” อันซารี ระบุ

 

ก่อนหน้านี้ อิลฮาน โอมาร์ (Ilhan Omar) สส.เดโมแครตจากรัฐมินนิโซตา ก็ได้แสดงปฏิกิริยาต่อคำขู่ของทรัมป์ในการโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพาน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนในอิหร่าน โดยเธอกล่าวว่า “คนบ้าคลั่งคนนี้ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง”

 

ขณะที่เมลานี สแตนส์เบอรี (Melanie Stansbury) สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเม็กซิโก ก็ได้แสดงความคิดเห็นเช่นกัน โดยกล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วสำหรับ #25th Amendment ของรัฐธรรมนูญ สภาคองเกรสและคณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการ”

 

ด้านโจ วอลช์ อดีต สส.พรรครีพับลิกันจากรัฐอิลลินอยส์ ก็กล่าวถึงทรัมป์ว่า “เขาจะเป็นรอยด่างพร้อยของประเทศนี้ไปตลอดกาล และของโลกด้วยบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 เดี๋ยวนี้เลย”

 

คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต โพสต์บน X ว่า “ถ้าผมอยู่ในคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ ผมจะใช้เวลาช่วงอีสเตอร์โทรหาทนายความด้านรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25

 

“นี่มันบ้าไปแล้ว เขาฆ่าคนไปแล้วหลายพันคน และเขากำลังจะฆ่าคนอีกหลายพันคน”

 

บัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 คืออะไร?

 

บัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 4 ระบุถึงสถานการณ์ที่ประธานาธิบดีไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ไม่ลาออกโดยสมัครใจ

 

ภายใต้ส่วนที่ 4 ของบทบัญญัติ ระบุว่า รองประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่และคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ของทรัมป์ จะต้องประกาศว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานาธิบดีได้ และถอดถอนเขาออกจากตำแหน่ง

 

บัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 ผ่านการอนุมัติโดยสภาคองเกรสในปี 1965 เพื่อให้แน่ใจว่า “จะมีการถ่ายโอนอำนาจบริหารอย่างรวดเร็ว เป็นระเบียบ และเป็นประชาธิปไตย” เพื่อให้สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง

 

ที่ผ่านมา เคยมีการเรียกร้องให้ถอดถอนทรัมป์ออกจากตำแหน่งภายใต้บัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 ในช่วงที่ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก หลังจากที่เขาไม่ยอมประณามกลุ่มผู้สนับสนุนที่ก่อจลาจลบุกอาคารรัฐสภา ในปี 2021

 

ภาพ : REUTERS/Evan Vucci

 

อ้างอิง:

 

The post “คนบ้าคลั่งต้องถูกถอดถอน” สส.เดโมแครตเรียกร้องรัฐบาลใช้บทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 25 ถอดถอนทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็ม ดิสทริค จัดใหญ่! “ไทยหรรษา มหาสงกรานต์” ปักหมุดสุขุมวิทสู่ Global Songkran Destination ดึงนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวรับซัมเมอร์ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/em-district-songkran-celebration-2026/ Tue, 07 Apr 2026 08:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1195392

กรุงเทพฯ – เอ็ม ดิสทริค (ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอ […]

The post เอ็ม ดิสทริค จัดใหญ่! “ไทยหรรษา มหาสงกรานต์” ปักหมุดสุขุมวิทสู่ Global Songkran Destination ดึงนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวรับซัมเมอร์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

กรุงเทพฯ – เอ็ม ดิสทริค (ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์) ย่านการค้าระดับโลกบนถนนสุขุมวิท เดินหน้าตอกย้ำกลยุทธ์ Experience-Led Retail Destination ทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท จัดงานใหญ่ “EM DISTRICT ไทยหรรษา มหาสงกรานต์: A Summer Of Thai Celebration” ระหว่างวันที่ 10-15 เมษายน 2569 ที่ เอ็ม ดิสทริค เนรมิตพื้นที่ศูนย์การค้าและถนนสุขุมวิทให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ไทยหรรษา มหาสงกรานต์” ชวนเล่นน้ำสงกรานต์สนุกสนานไปกับอุโมงค์น้ำที่ยาวที่สุดบนถนนสุขุมวิท พร้อมกิจกรรมจากดารานักแสดงชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมสร้างสีสัน ปักหมุดแลนด์มาร์กสงกรานต์ระดับโลกใจกลางกรุงเทพมหานคร หวังดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สร้าง Traffic และกระตุ้นการใช้จ่าย หนุนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็น Soft Power ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงซัมเมอร์นี้

 

em-district-songkran-celebration-2026

 

นางสาวอรธิรา ภาคสุวรรณ์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส เอ็ม ดิสทริค กล่าวว่าเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศไทย ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกเสมอมา และยังเป็นช่วงเวลาที่มีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ในฝั่งการค้าปลีกและบริการ โดยข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระบุว่าเทศกาลสงกรานต์ในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 28,000 ล้านบาททั่วประเทศ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในแต่ละปี ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งเป้าให้ปี 2569 ประเทศไทยจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.8–3 ล้านล้านบาทจากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36.7 ล้านคน ซึ่งสะท้อนบทบาทของเทศกาลและกิจกรรมระดับเมืองในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ

 

EM DISTRICT จึงมีแนวคิดในการนำเทศกาลดังกล่าวมาต่อยอดเป็น Event Marketing Platform เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง พร้อมยกระดับการเฉลิมฉลองสงกรานต์ให้ก้าวสู่การเป็น World-Class Urban Festival โดยการจัดงานครั้งนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาศูนย์การค้าสมัยใหม่ที่มุ่งสร้าง “Experience Destination” มากกว่าการเป็นพื้นที่ค้าปลีกเพียงอย่างเดียว โดยใช้เทศกาลและกิจกรรมขนาดใหญ่เป็นเครื่องมือในการดึงดูดลูกค้า โดยใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท จัดงาน “EM DISTRICT ไทยหรรษา มหาสงกรานต์ :A Summer Of Thai Celebration” การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย ความคิดสร้างสรรค์ และความบันเทิงระดับสากล ซึ่งจะทำให้งานในปีนี้กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ในข่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงฤดูร้อน

 

em-district-songkran-celebration-2026

 

กลยุทธ์ Destination Marketing สร้าง “สุขุมวิทแลนด์มาร์กสงกรานต์”

 

คุณอรธิรา กล่าวต่อว่า EM DISTRICT จึงใช้กลยุทธ์ Destination Marketing ในการพัฒนาเทศกาล SUMMER DISTRICT ให้กลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเทศกาลสงกรานต์ในกรุงเทพฯ โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือกิจกรรม “ซัมเมอร์ ไทย ม่วน คัก” สุดมันส์ไปกับอุโมงค์น้ำที่ยาวที่สุดบนถนนสุขุมวิท โดยเปลี่ยนพื้นที่บริเวณ SPHERE STREET ด้านหน้าศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ให้กลายเป็นโซนเล่นน้ำสงกรานต์ขนาดใหญ่ใจกลางสุขุมวิท เปิดประสบการณ์ชุ่มฉ่ำรับซัมเมอร์ พร้อมร่วมสนุกกับเหล่าศิลปินชื่อดังและมินิคอนเสิร์ตท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสนุกเต็มรูปแบบ อาทิ มีน นิชคุณ,วง CIR*CRL (เซอร์-เคิ่ล), วงFAVIQ, น้องเนย Butterbear, ศิลปินนักร้อง J-POP จากประเทศญี่ปุ่นวง WOLF HOWL HARMONY,  LIL LEAGUE และ KID PHENOMENON พร้อมดีเจชั้นนำมากมายมาร่วมสร้างประสบการณ์สุดหรรษาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้

 

กลยุทธ์ Destination Marketing สร้าง “สุขุมวิทแลนด์มาร์กสงกรานต์”

 

em-district-songkran-celebration-2026

 

GCIRCUIT งานปาร์ตี้ระดับโลกร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ 

 

นอกจากกิจกรรมเล่นน้ำสงกรานต์ยิ่งใหญ่แล้ว ยังจับมือกับ GCIRCUIT นำงานปาร์ตี้ระดับเวิลด์คลาส ที่สุดของความสนุก และความมันส์ด้วยซิกเนเจอร์อีเวนต์ระดับโลกกับ GCIRCUIT ปาร์ตี้เกย์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่สุดของความสนุกที่ทั่วโลกรอคอย ปีนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง กับการฉลอง ครบรอบ 20 ปี ในธีม “ADRO MADA: City of Tomorrow” จัดเต็ม 4 วัน 6 ปาร์ตี้ ทั้งปาร์ตี้กลางคืนและปาร์ตี้ริมสระน้ำ ในวันที่ 10–13 เมษายน 2569 ที่ UOB LIVE ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ พร้อมดีเจ.ระดับโลก โปรดักชันอลังการ เวทีเปลี่ยนทุกคืน และโกโก้บอยจากทั่วโลก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกมากกว่า 30,000 คน ทั้งจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดย เอ็ม ดิสทริค เตรียมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษ
ให้กับผู้ร่วมงานทุกคนอีกด้วย

 

em-district-songkran-celebration-2026

 

ถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยผ่าน Creative Decoration

 

สำหรับงานนี้ได้เนรมิต EM DISTRICT ด้วย Decoration สวยงามในคอนเซปต์ Only in Thailand นำเสนอการผสมผสาน ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น งานหัตถกรรม และการออกแบบร่วมสมัย ผ่านการเลือกใช้วัสดุที่สนับสนุนช่างฝีมือจากชุมชน และการนำองค์ประกอบของวัฒนธรรมไทยมาตีความใหม่ในภาษาของดีไซน์ที่สดใหม่และมีชีวิตชีวา โดยงานหัตถศิลป์และวัฒนธรรมไทย ถูกตีความใหม่ด้วยมุมมองร่วมสมัย สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยในมุมมองใหม่ๆ ผู้มาเยือนจึงไม่เพียงแค่ได้สัมผัสบรรยากาศของเทศกาลฤดูร้อน แต่ยังได้ร่วมเดินทางผ่านเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์แบบไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านพื้นที่ สถาปัตยกรรม และงานออกแบบที่หลากหลาย ร่วมถึงเป็นจุดถ่ายภาพที่พลาดไม่ได้ในช่วง Summer นี้

 

เติมสีสันด้วยวัฒนธรรมอาหาร และความเป็นไทย

 

นอกจากความสนุกสุดมันส์แล้ว เอ็ม ดิสทริค ยังมอบความพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และตลอดซัมเมอร์นี้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 EM DINING ชวนทุกคนมาอิ่มอร่อยกับเมนูคลายร้อนกว่า 100 เมนู หลากหลายสไตล์ จากร้านอาหารชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศ ภายในศูนย์การค้า เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ และ EM WONDER SUMMER SPIRIT 2026 ชวนทุกคนมาสนุกไปกับดีเจชั้นนำของเมืองไทย พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มที่มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษตลอดช่วงซัมเมอร์ ในวันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 ที่ EM WONDER ชั้น 5 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ และงาน KUDTHAI 2026 Only Thailand’s Best Charm” เทศกาลคัดสรรของดีทั่วไทย มาให้เลือกช้อป ชิม สัมผัสความเป็นไทย แบบครบ จบ ในที่เดียว ทั้งผลผลิตส่งตรงจากเกษตรกร จากชุมชนท้องถิ่น สุราไทยพื้นบ้าน งานหัตถกรรม รวมถึงอาหารไทยท้องถิ่น และพลาดไม่ได้กับ “Little Songwat” ครั้งแรกกับการยกร้านดังซิกเนเจอร์ความอร่อยจากทรงวาดมาไว้ที่สุขุมวิท ร่วมอวด(ของ)ดี ให้โลกเห็น ตั้งแต่วันที่ 8 – 19 เมษายน 2569 บริเวณ ควอเทียร์ อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และบริเวณ EM MARKET HALL ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

 

นอกจากนี้ยังชวนเลือกซื้อสินค้าซัมเมอร์พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านค้าชั้นนำมากมายกับแคมเปญ BEAUTY SUMMERGLOW, SUMMERCATION พร้อมพาครอบครัวทำ Workshop รับสงกรานต์ที่งาน EMJOY SUMMER DEALS SUMMER COMBO บริเวณ EMJOY ชั้น 2 ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ และรับโปรโมชั่นพิเศษญในแคมเปญ  “SUMMER UNLOCKED” ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569 มอบ Shopping Cash Coupon สูงสุด 14,000 บาท และ Dining Cash Coupon สูงสุด 1,100 บาท พร้อมรางวัลใหญ่ล่องเรือสำราญยุโรปสุดหรู บูดาเปสต์ – มิวนิค  กระตุ้นกำลังซื้อกลุ่ม High Spending ต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Luxury & Lifestyle Shopping Destination ที่ตอบรับความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้า

 

em-district-songkran-celebration-2026 em-district-songkran-celebration-2026

em-district-songkran-celebration-2026

 

คุณอรธิรา กล่าวปิดท้ายว่างาน EM DISTRICT ไทยหรรษา มหาสงกรานต์ :A Summer Of Thai Celebration เป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ใจกลางกรุงเทพฯที่ครับถ้วนทุกมิติ ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักในย่านสุขุมวิท ร่วมสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยและสร้างความตื่นตัวให้กับตลาดค้าปลีกของกรุงเทพฯ ตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ โดยคาดว่างานนี้ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติ เข้ามาเที่ยวที่ เอ็ม ดิสทริค ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สร้าง Traffic ของ 3 ศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นรวมกว่า 20%

The post เอ็ม ดิสทริค จัดใหญ่! “ไทยหรรษา มหาสงกรานต์” ปักหมุดสุขุมวิทสู่ Global Songkran Destination ดึงนักท่องเที่ยวไทย–ต่างชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวรับซัมเมอร์ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวง เจิ้งหลง ชายผู้จารึกสถิติโลก วิ่ง 100 กม. ติดต่อกัน 100 วัน https://thestandard.co/huang-zhenglong-100km-run-100-days/ Tue, 07 Apr 2026 07:58:59 +0000 https://thestandard.co/huang-zhenglong-100km-run-100-days/ หวง เจิ้งหลง นักวิ่งชาวจีนผู้สร้างสถิติโลก วิ่ง 100 กิโลเมตร 100 วัน

คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม… ที่คนเราจะวิ่งระยะทาง 1 […]

The post หวง เจิ้งหลง ชายผู้จารึกสถิติโลก วิ่ง 100 กม. ติดต่อกัน 100 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวง เจิ้งหลง นักวิ่งชาวจีนผู้สร้างสถิติโลก วิ่ง 100 กิโลเมตร 100 วัน

คุณคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม… ที่คนเราจะวิ่งระยะทาง 100 กิโลเมตร ติดต่อกันทุกวัน เป็นเวลา 100 วัน?

 

ถ้าลองคำนวณตัวเลขเล่นๆ 100 กิโลเมตร คือระยะทางที่มากกว่าการวิ่งมาราธอนปกติถึงเกือบ 2.5 เท่า และถ้าต้องทำแบบนั้นทุกวันโดยไม่มีวันหยุดพัก รวมระยะทางทั้งหมดคือ 10,000 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับการวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปถึงลอนดอน ด้วยสองเท้าของมนุษย์เพียงคนเดียว

 

หลายคนคงส่ายหน้าและบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเกินขีดจำกัดที่ร่างกายมนุษย์จะรับไหว… แต่ไม่นานมานี้ โลกเพิ่งได้จารึกชื่อของ หวง เจิ้งหลง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘หลง เส้า’ เขาคือชายผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าขีดจำกัดมีไว้เพื่อให้ก้าวข้ามจริงๆ

 

เรื่องราวของ หวง เจิ้งหลง เริ่มต้นขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อธุรกิจของเขาต้องปิดตัวลง แทนที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขากลับเลือกใช้ช่วงเวลานั้นอุทิศตนให้กับการวิ่งอย่างจริงจัง เขาเคยสร้างชื่อจากการวิ่งติดต่อกัน 365 วันทั่วประเทศจีนมาแล้ว

 

แต่ดูเหมือนว่าสิ่งนั้นจะยังไม่พอสำหรับเขา..

 

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หวงตัดสินใจท้าทายตัวเองด้วยเป้าหมายที่บ้าบิ่นยิ่งกว่าเดิมด้วยการประกาศวิ่งวันละ 100 กิโลเมตร ติดต่อกันเป็นเวลา 100 วัน

 

ในขณะที่พนักงานออฟฟิศเริ่มออกไปทำงาน นักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียน ทุกๆ 7 โมงเช้า หวง เจิ้งหลง จะปรากฏตัวที่ริมแม่น้ำเต๋อเซิ่ง ในเมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เพื่อเริ่มทำภารกิจ ‘วิ่งวันละ 100 กิโลเมตร’ ให้เสร็จก่อนมื้อค่ำ

 

ในช่วงแรก..เกิดเสียงวิจารณ์และคำสบประมาทพุ่งเข้าหาเขาอย่างหนัก หลายคนมองว่านี่ไม่ต่างกับการทรมานตัวเอง หรือการเอาชีวิตไปทิ้งแบบทางอ้อม แต่ด้วยการ Livestream ภารกิจของเขาทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ภาพของชายคนหนึ่งที่วิ่งซ้ำๆ รอบเดิมๆ ริมแม่น้ำเต๋อเซิ่ง จากเสียงปรามาทเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงเชียร์ จากความกังขาเริ่มเปลี่ยนเป็นแรงศรัทธาต่อความตั้งใจของเจ้าตัว

 

ยิ่งนานวัน จังหวะการ Livestream ที่เป็นบ้าเป็นหลังของเขา เริ่มทำให้นึกถึงฉากหนึ่งในภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Forrest Gump ที่ซีนหนึ่งตัวเอกวิ่งไปเรื่อยๆ จนมีคนเริ่มวิ่งตามและให้กำลังใจ… เพียงแต่สำหรับ หวง เจิ้งหลง การออกวิ่งครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจนกว่า นั่นคือการพิสูจน์ขีดจำกัดของตัวเอง

 

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในตลอด 100 วัน (ตั้งแต่ 6 ธันวาคม ถึง 15 มีนาคม) คือ หวง เจิ้งหลง “ไม่เคยวิ่งคนเดียวเลยแม้แต่วันเดียว” ข่าวคราวของเขาแพร่สะพัดไปทั่วประเทศ

 

นักวิ่งจากทั่วสารทิศต่างบินมาที่ฝอซานเพียงเพื่อขอวิ่งเคียงข้างเขา ส่งกำลังใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ จนในที่สุดเขาก็ทะยานเข้าเส้นชัย หลังวิ่ง 100 กม. ติดต่อกัน 100 วัน ได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี พร้อมกับการรับรองจาก Guinness World Records อย่างเป็นทางการ

 

“ผมดีใจที่ได้เปลี่ยนความเชื่อด้วยการลงมือทำ” หวง เจิ้งหลง กล่าวกับ GWR หลังจบภารกิจ

 

“หลายคนบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันเกินขีดจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ไปไกลแล้ว แต่ผมดีใจที่ผมผลักดันตัวเองจนทะลุขีดจำกัดนั้น และเปลี่ยนความเชื่อของคนเหล่านั้นด้วยการกระทำ ผมหวังว่าการเดินทางของผมจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาตกหลุมรักการวิ่ง และได้รับประโยชน์จากมันเหมือนที่ผมได้รับ”

 

ท้ายที่สุด เรื่องราวของ หวง เจิ้งหลง อาจไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนต้องออกไปวิ่งวันละ 100 กิโลเมตรให้ได้แบบเขา แต่สิ่งที่เราทุกคนจับต้องได้มากกว่าสถิติโลก คือ ‘วินัย’ ที่พาเขาออกวิ่งในทุกเช้า และ ‘ความมุ่งมั่น’ ที่ไม่เคยสั่นคลอนต่อเป้าหมายของตัวเอง

 

เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างหาก คือเชื้อไฟที่ทำให้ผู้คนลุกขึ้นมาขยับร่างกาย หรือเริ่มต้นทำในสิ่งที่เคยมองว่าเป็นไปไม่ได้ และอย่างที่เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าความฝันจะไกลแค่ไหน สิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นความจริงได้ คือการหยุดลังเล แล้วลงมือทำ

 

 

หวง เจิ้งหลง นักวิ่งชาวจีนผู้สร้างสถิติโลก วิ่ง 100 กิโลเมตร 100 วัน 1หวง เจิ้งหลง นักวิ่งชาวจีนผู้สร้างสถิติโลก วิ่ง 100 กิโลเมตร 100 วัน 2หวง เจิ้งหลง นักวิ่งชาวจีนผู้สร้างสถิติโลก วิ่ง 100 กิโลเมตร 100 วัน 3

 

ภาพ: Guinness World Records

The post หวง เจิ้งหลง ชายผู้จารึกสถิติโลก วิ่ง 100 กม. ติดต่อกัน 100 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-conflict-assured/ Tue, 07 Apr 2026 07:52:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1195507 ภาพ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวถึงความมั่นคงชายแดนและสงกรานต์

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวถึงความมั่นคงชายแดนและสงกรานต์

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยังสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุปการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมติดตามความก้าวหน้างานวิจัยและพัฒนาของ DTI โดยเฉพาะศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน

 

พล.ท. อดุลย์ ยังให้ความสนใจการนำระบบโดรนมาใช้ในเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมย้ำถึงการบูรณาการระหว่างเหล่าทัพในการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องโดรน ส่วนข้อกังวลกรณีที่อาจจะมีการสู้รบในรอบ 3 นั้น ขอให้มั่นใจข้อมูลของทางการและทหารในพื้นที่ เพราะหากจะมีการสู้รบเกิดขึ้นจะมีการแจ้งเตือน และอพยพประชาชน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรบกันโดยที่ยังมีประชาชนอยู่ในพื้นที่

 

พล.ท. อดุลย์ เชื่อว่า ประเทศฝั่งตรงข้ามก็ต้องประเมินตัวเองด้วยว่าพร้อมจะสู้รบกับไทยอีกหรือไม่ เพราะหากจะเกิดสู้รบขึ้นอีกครั้งก็อาจจะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่ ดังนั้น ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นทหารทุกระดับชั้น และขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เล่นสงกรานต์ให้มีความสุข พร้อมย้ำว่าหากมีการแจ้งเตือนสัญญาณการปะทะเกิดขึ้นฝ่ายความมั่นคงก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว

 

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้จะลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้า พร้อมฝากถึงประชาชนว่าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

 

ส่วนกรณี สนธยา สวัสดี ยื่นหนังสือที่กระทรวงกลาโหมเพื่อขอให้ยุติการสนับสนุน กัน จอมพลัง ที่ทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิ กัน จอมพลังด้วย พล.ท. อดุลย์ระบุว่า ช่วงการสู้รบในภาวะมีวิกฤต แม้รัฐบาลจะมีงบประมาณให้ แต่ความต้องการในขณะนั้นต้องใช้อย่างเร่งด่วนและต้องการความรวดเร็ว แต่รัฐบาลมีขั้นตอนถึง 3 เดือน เมื่อมีภาคเอกชนหรือประชาชนมาช่วย ก็ส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ รวดเร็วขึ้น แต่หากเกินเลยมากไปก็ต้องไปตรวจสอบ

 

พล.ท. อดุลย์ ยอมรับว่า มีข้อกังวลเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หวังยอดไลก์และนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จนทำให้กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานบริเวณแนวชายแดน ดังนั้น จึงขอฝากให้คำนึงถึงข้อเท็จจริง และความสามัคคีเป็นหลัก ช่วยกันให้กำลังใจทหารปฏิบัติหน้าที่ แต่หากทหารคนใดกระทำไม่ดีก็ขอให้บอกมา ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย

The post รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.อว. ลุยงานวันแรก สั่งระดมนวัตกรรมแก้ PM2.5-วิกฤตพลังงาน เตรียมชง ครม.เสนอแผนเร่งด่วน 11 เม.ย.นี้ https://thestandard.co/minister-innovation-pm25-energy-plan/ Tue, 07 Apr 2026 07:34:37 +0000 https://thestandard.co/minister-innovation-pm25-energy-plan/ ภาพประกอบข่าว รมว.อว. ลุยงานวันแรก ชูนวัตกรรมแก้ฝุ่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน

วันนี้ (7 เมษายน) ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาส […]

The post รมว.อว. ลุยงานวันแรก สั่งระดมนวัตกรรมแก้ PM2.5-วิกฤตพลังงาน เตรียมชง ครม.เสนอแผนเร่งด่วน 11 เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว รมว.อว. ลุยงานวันแรก ชูนวัตกรรมแก้ฝุ่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน

วันนี้ (7 เมษายน) ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นวันแรกเพื่อร่วมประชุมหารือเร่งด่วน นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและฝุ่น PM2.5

 

ศ.ดร.ยศชนันระบุว่า ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้เริ่มปฏิบัติงานทันที แม้จะยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันมีความเร่งด่วนและส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยจะใช้กลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนแผนงานวิจัยที่มีอยู่ให้เกิดผลในภาคปฏิบัติอย่างรวดเร็วที่สุด

 

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 กระทรวง อว. เตรียมระดมนวัตกรรมเพื่อรับมือในพื้นที่เสี่ยง 8 จังหวัดภาคเหนือ ผ่าน 3 กรอบการทำงานหลักคือการป้องกัน บรรเทา และดูแลสุขภาพ โดยจะใช้แอปพลิเคชัน ‘ตามรอยเผา’ เพื่อระบุต้นตอการเผาป่ารายแปลง ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการทำฝนหลวงและการดับไฟป่าด้วยเทคโนโลยี

 

นอกจากนี้ ยังเร่งกระจายนวัตกรรมป้องกันสุขภาพ เช่น มุ้งความดันบวกและหน้ากากกรองฝุ่น รวมถึงการติดตั้งเซนเซอร์ DustBoy ในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน พร้อมนำระบบ AI เอกซเรย์ทรวงอก มาใช้ตรวจคัดกรองผลกระทบทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

 

ส่วนแผนการระยะกลางและระยะยาว รมว. อว. มีเป้าหมายขยายผลงานวิจัยไปสู่มิติเศรษฐกิจยั่งยืน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนการผลิตและลดมลพิษจากการเผาทางการเกษตร ซึ่งหลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการขยายการทำงานของ War Room ไปสู่การช่วยเหลือกลุ่ม SME และการควบคุมราคาสินค้าเกษตรและอาหารผ่านนวัตกรรมเพิ่มผลผลิต เพื่อสร้าง Ecosystem ที่สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการไทยสามารถช่วยเหลือกันเองได้ในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ศ.ดร.ยศชนันเตรียมสรุปแนวปฏิบัติการทั้งหมดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 เมษายนนี้ โดยย้ำว่าการแถลงนโยบายในวันที่ 10 เมษายนจะเป็นการแถลงควบคู่ไปกับการปฏิบัติการหรือ Action Plan ที่พร้อมลงมือทำทันที เพื่อขอการสนับสนุนงบประมาณกลางและประสานความร่วมมือข้ามกระทรวง มุ่งหวังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกระทรวง อว. ให้เป็นกระทรวงที่สำคัญใช้ความรู้และนวัตกรรมเข้ามาคลี่คลายวิกฤตของชาติได้ในทุกมิติอย่างมีประสิทธิภาพ

The post รมว.อว. ลุยงานวันแรก สั่งระดมนวัตกรรมแก้ PM2.5-วิกฤตพลังงาน เตรียมชง ครม.เสนอแผนเร่งด่วน 11 เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ https://thestandard.co/thai-oil-price-control/ Tue, 07 Apr 2026 07:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1195500 ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในการควบคุม ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยใช้กฎหมายพิเศษ พร้อมยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมกา […]

The post รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลในการควบคุม ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยใช้กฎหมายพิเศษ พร้อมยืนยันไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

หลังจากเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ ที่ผ่านมามีตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งประธาน คตร.มีการประชุมมา 3 ครั้งติด ถึงครั้งล่าสุดวานนี้ (6 เมษายน) จนมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม.นัดพิเศษวานนี้ ในรายละเอียดในการกำกับดูแลโรงกลั่น และการกำหนดราคาน้ำมันรวมทั้งแผนรับมือในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญ

 

 
 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth

 

ระบุว่า หัวใจการทำงานที่สำคัญของ คตร.ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเพื่อตรวจว่าค่าการกลั่น (GRM) ของโรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินหรือไม่ โดยที่ทีผ่านมา คตร.มีการประชุมของคณะทำงานมาแล้วจำนวน 3 ได้ผลสรุปออกมาดังนี้

 

1. ค่าการกลั่นที่มีการรายงานออกมาปัจจุบัน โดยกระทรวงพลังงาน ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะสงครามซึ่งยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่น

 

เนื่องจากโดยปกติแล้ว ค่าการกลั่นคำนวณได้จากการนำราคาขายมาหักลบกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งก็คือราคาน้ำมันดิบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ ราคาขายที่อ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำมันดีเซลจากเคยอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นไปถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากภาวะขาดแคลนทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยงหรือ War Premium

 

ในขณะเดียวกัน ฝั่งต้นทุนน้ำมันดิบที่นำมากลั่นก็มีค่า War Premium ที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยมีกรณีตัวอย่างของโรงกลั่นแห่งหนึ่งที่เรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนพรีเมียมที่สูงมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่นให้คนไทยใช้ ด้วยเหตุนี้ คตร. จึงสรุปว่าค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานประกาศในปัจจุบันนั้น ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในช่วงสถานการณ์สงคราม

 

2. เมื่อย้อนกลับไปดูช่วงก่อนเกิดสงคราม ค่าการกลั่นที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อลิตร แต่เมื่อนำราคาขายที่พุ่งสูงขึ้นมาหักลบกับต้นทุนจริงของแต่ละโรงกลั่นในขณะนี้ คณะกรรมการฯ จึงพบว่ามี ‘ผลประโยชน์ส่วนเกิน’ หรือค่าการกลั่นส่วนเกินเกิดขึ้นจริงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

3. คตร. ได้เสนอผลสรุปเรื่องการดึงผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวานนี้ (6 เมษายน 2569) เพื่อให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการหลังจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในวันนี้ทันที เพื่อเข้าไปเจรจากับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งโดยตรง โดยอิงจากตัวเลขต้นทุนจริงในเดือนมีนาคมเป็นหลัก เพื่อหาข้อสรุปว่าแต่ละแห่งมีกำไรส่วนเกินเท่าใดในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ เงินส่วนต่างที่เจรจาได้ทั้งหมดนี้ จะไม่ถูกนำไปเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่จะถูกส่งผ่านไปใช้ ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยตรงในทันที

 

งัด พ.ร.ก. ปี 16 คุมราคาหน้าโรงกลั่น

 

สำหรับกระแสการเรียกเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) นั้น ดร.เอกนิติ ระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกกฎหมายนาน และกลไกนี้เหมาะกับสินทรัพย์ที่มีทิศทางราคาขาขึ้นเพียงอย่างเดียว เช่น การเจอแหล่งขุดเจาะน้ำมันใหม่ หรือราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวนทั้งขาขึ้นและขาลง

 

ส่วนการเสนอแนวคิด Floor & Ceiling หรือการใช้มาตรฐานควบคุมแบบเดียวกันทั้งหมดมาใช้นั้น คตร.ได้ศึกษาแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

 

เนื่องจากในความเป็นจริง โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งมีต้นทุนที่แท้จริงและค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium) ที่แตกต่างกัน เช่น บางโรงกลั่นประสบปัญหาเรือขนส่งไปติดอยู่กลางช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องจ่ายค่าพรีเมียมแพงกว่าปกติมากเพื่อให้ได้น้ำมันมากลั่น การพิจารณาตัวเลขจาก “ค่าเฉลี่ย” รวมกันจึงไม่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละบริษัท

 

ดังนั้นหากรัฐบาลกำหนดเพดานราคา (Ceiling) ในระดับเดียวกันทั้งหมด โรงกลั่นที่มีต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบสูงกว่าปกติอาจจะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนหนักจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

 

ทั้งนี้ หากโรงกลั่นบางแห่งแบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องหยุดการผลิต ผลที่ตามมาคือจะไม่มีน้ำมันมากลั่นเข้าสู่ระบบของประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ คือจากเดิมที่เผชิญวิกฤตราคาแพง จะลุกลามกลายเป็น ปัญหาน้ำมันขาดแคลน ไม่มีน้ำมันเพียงพอให้ประชาชนใช้

 

ดังนั้นรัฐบาลจึงเตรียมใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว คือ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กระทรวงพลังงาน สามารถกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสงคราม เพื่อใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์สงครามที่มีผลกระทบเป็นวิกฤต

 

โดยกลไกนี้ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรม คือในจังหวะที่ราคาน้ำมันเป็นขาขึ้น รัฐจะขอแบ่งกำไรส่วนเกินมาช่วยลดผลกระทบให้ประชาชน แต่หากราคาน้ำมันเป็นขาลง รัฐก็จะต้องมีกลไกเข้าไปชดเชยให้กับโรงกลั่นด้วยเช่นกัน

 

ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิต’ รัฐต้องมีรายได้ช่วย ‘กลุ่มเปราะบาง’

 

ปัจจุบัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร รัฐบาลจะยังคงใช้กองทุนน้ำมันฯ เป็นกลไกหลักในการชะลอผลกระทบด้านราคาหน้าปั๊มน้ำมันต่อไป ขณะที่ภาษีสรรพสามิตนั้น รัฐบาลจะยังเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้เพื่อช่วยเหลือดูแล ‘กลุ่มเปราะบาง’ ต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่มีผบกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และนำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการภาพรวมของประเทศ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และงบสนับสนุนการศึกษาสั่งตัวแทนคลังในบอร์ด

 

นอกจากนี้ ในฐานะที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มบริษัทพลังงาน ดร.เอกนิติ ได้มอบนโยบายผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปยังผู้แทนกระทรวงการคลังที่นั่งเป็นกรรมการ ให้ดำเนินการ 4 ข้อหลักอย่างเด็ดขาด ได้แก่

 

  • ห้ามกักตุนน้ำมัน
  • ให้เร่งผลิตน้ำมันอย่างเต็มกำลัง
  • เตรียมหาแหล่งน้ำมันดิบให้เพียงพอ

 

และ 4) ห้ามฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควรกับประชาชน โดยกำชับให้ดำเนินการควบคู่ไปกับหลักธรรมาภิบาล เนื่องจากหลายแห่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เจรจาจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากหลากหลายพื้นที่ เช่น บราซิล และรัสเซีย ทำให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าหลายประเทศที่เริ่มต้องจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันแล้ว

 

รับสภาพโลกเปลี่ยนผ่าน จบยุคน้ำมันถูก

 

ดร.เอกนิติ ประเมินต่อทิศทางสงครามว่าได้ทำลายแหล่งผลิตพลังงานของโลกไปมาก โลกจึงได้ก้าวเข้าสู่ยุคน้ำมันแพงและเป็นไปได้ยากที่ราคาจะกลับมาถูกเหมือนเดิม รัฐบาลไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ทั้งหมด และจำเป็นต้องปล่อยให้กลไกราคาทำงานบ้าง เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงต้นทุนและเกิดการประหยัดพลังงาน

 

“วันนี้เราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เราต้องปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง หันมาใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ และผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มากขึ้น เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาราคาน้ำมันหรือต้นทุนแบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post รัฐบาลงัด พ.ร.ก. ปี 16 ใช้อำนาจคุม ‘ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น’ พร้อมขอดึง ‘กำไรส่วนเกิน’ จากโรงกลั่นหั่นราคาหน้าปั๊ม ส่งสัญญาณ ‘ไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ เป็นรายได้ดูแลกลุ่ม ‘เปราะบาง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัณฑิลเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดตัวเลขค่าตอบแทนเพื่อความโปร่งใส ยกกรณีสินบนทองคำพิสูจน์รายได้ไม่สะท้อนความซื่อสัตย์ https://thestandard.co/independent-organization-compensation-transparency/ Tue, 07 Apr 2026 07:23:01 +0000 https://thestandard.co/independent-organization-compensation-transparency/ ภาพข้อความพาดหัวเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดเผยค่าตอบแทนผู้บริหารและสวัสดิการ โดยมีประเด็นคนขับรถเงินเดือนสูงกว่าผู้ช่วย สส.

สส. พรรคประชาชนเตรียมเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรร […]

The post ภัณฑิลเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดตัวเลขค่าตอบแทนเพื่อความโปร่งใส ยกกรณีสินบนทองคำพิสูจน์รายได้ไม่สะท้อนความซื่อสัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข้อความพาดหัวเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดเผยค่าตอบแทนผู้บริหารและสวัสดิการ โดยมีประเด็นคนขับรถเงินเดือนสูงกว่าผู้ช่วย สส.

สส. พรรคประชาชนเตรียมเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยองค์กรอิสระเป็นรายมาตรา เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานภายนอกและประชาชนสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยค่าตอบแทนและสวัสดิการของผู้บริหารองค์กรอิสระอย่างโปร่งใส

 

ภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาวันนี้ (7 เมษายน) ถึงความจำเป็นที่องค์กรอิสระต้องเปิดเผยข้อมูลรายรับของผู้บริหาร เนื่องจากงบประมาณทั้งหมดล้วนมาจากภาษีของประชาชน

 

ภัณฑิลได้กางข้อมูลโครงสร้างค่าตอบแทนในหลายหน่วยงานที่สะท้อนให้เห็นข้อเปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีการจ่ายค่าตอบแทนให้ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ 48,730 บาทต่อเดือน ตำแหน่งเลขานุการ 44,310 บาทต่อเดือน และตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ 22,155 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีสิทธิสวัสดิการและค่าเดินทางตามระเบียบที่องค์กรสามารถออกกำหนดเองได้

 

ในส่วนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่ามีตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษได้ไม่เกิน 3 อัตราต่อคน โดยมีค่าตอบแทนรวม 25,000 ถึง 31,000 บาทต่อคนต่อเดือน และยังมีสวัสดิการประกันสุขภาพให้อีก 15,000 บาทต่อคนต่อปี

 

ขณะที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีฐานค่าตอบแทนในระดับที่สูงอยู่แล้ว เมื่อรวมกับรถประจำตำแหน่งและสิทธิประกอบอื่นๆ ทำให้ผู้บริหารมีค่าตอบแทนพุ่งสูงเกือบครึ่งล้านบาทต่อเดือน

 

ภัณฑิลได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพโดยระบุว่าผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. ได้รับค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนขับรถประจำตำแหน่งของบางองค์กรอิสระได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 19,000 บาทต่อเดือน ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมสวัสดิการอื่นๆ

 

นอกจากนี้ ภัณฑิลได้ตั้งข้อสังเกตถึงคำกล่าวที่ว่าการให้ค่าตอบแทนผู้บริหารองค์กรอิสระในจำนวนที่สูงมากจะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ว่าเป็นความจริงหรือไม่ โดยหยิบยกกรณีการให้สินบนเป็นทองคำแท่งน้ำหนักรวม 246 บาท แก่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ขึ้นมาเป็นข้อพิสูจน์ที่ตอกย้ำว่า ค่าตอบแทนที่สูงไม่ได้สะท้อนหรือการันตีถึงความซื่อสัตย์สุจริตแต่อย่างใด

 

จากเหตุผลทั้งหมด ภัณฑิลจึงเรียกร้องให้องค์กรอิสระเร่งเปิดเผยจำนวนค่าตอบแทนและสวัสดิการของผู้บริหารให้สังคมได้รับทราบ และเตรียมผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. ว่าด้วยองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นรายมาตรา เพื่อสร้างกลไกให้องค์กรเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรอื่นและจากภาคประชาชนได้โดยตรงต่อไป

The post ภัณฑิลเรียกร้ององค์กรอิสระเปิดตัวเลขค่าตอบแทนเพื่อความโปร่งใส ยกกรณีสินบนทองคำพิสูจน์รายได้ไม่สะท้อนความซื่อสัตย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ https://thestandard.co/dsi-missing-oil-vessels-probe/ Tue, 07 Apr 2026 07:20:37 +0000 https://thestandard.co/dsi-missing-oil-vessels-probe/ ภาพกราฟิกแสดงการสอบสวนคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร และเรือต้องสงสัย

วันนี้ (7 เมษายน) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิ […]

The post DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการสอบสวนคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร และเรือต้องสงสัย

วันนี้ (7 เมษายน) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าคดีกักตุนน้ำมันว่า DSI ได้หารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิต เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมุ่งเน้นการนำใบกำกับการขนส่งและหลักฐานการเสียภาษีต้นทาง มากะทบยอดกับปริมาณน้ำมันปลายทาง

 

จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ตัวเลขเที่ยวเรือต้องสงสัยในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 96 เที่ยว เป็น 99 เที่ยว เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งคัดแยกจำนวนเรือที่แท้จริง พร้อมคำนวณปริมาณน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินใหม่ทั้งหมด เพื่อเปรียบเทียบตัวเลขปริมาณน้ำมันจำนวน 57 ล้านลิตรที่สูญหายไปกลางทะเล ว่ามีการหดหายไปในขั้นตอนใด

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางเดินเรือหลักจากภาคตะวันออก (ชลบุรีและระยอง) ลงสู่ภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี) เจ้าหน้าที่พบข้อพิรุธสำคัญ คือมีเรือบรรทุกน้ำมันบางลำใช้เวลาเดินทางนานผิดปกติ ซึ่งมีทั้งเรือที่บรรทุกน้ำมันชนิดเดียวและหลายชนิดปะปนกัน โดยหลังจากนี้จะนำข้อมูลไปขยายผลตรวจสอบประวัติจากทะเบียนเรือต่อไป

 

สำหรับประเด็นการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันแห่งอื่นๆ เพิ่มเติม ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น หากมีความคืบหน้า ทาง DSI จะเร่งแจ้งให้สื่อมวลชนและสาธารณชนรับทราบในระยะต่อไป

The post DSI ขยายผลคดีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร พบยอดเรือต้องสงสัยพุ่ง 99 เที่ยว จับพิรุธวิ่งนานผิดปกติเส้นทางตะวันออก-ใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง https://thestandard.co/global-stock-rebound-tech-sector-2026/ Tue, 07 Apr 2026 07:06:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1195489 global-stock-rebound-tech-sector-2026

The post สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
global-stock-rebound-tech-sector-2026

The post สุนทรพจน์ทรัมป์คือ ‘เทคนิคเจรจา’ บีบอิหร่านเข้าโต๊ะสันติภาพ อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะจับตา 3 เงื่อนไขชี้ชะตาตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ปักหมุดยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับจาก Industrial REIT สู่รากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/prospect-reit-eec-investment/ Tue, 07 Apr 2026 07:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1194420 ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC

ในโลกของการลงทุน REIT ที่มีตัวเลือกมากมาย แต่ถ้าพูดถึง […]

The post PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ปักหมุดยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับจาก Industrial REIT สู่รากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC

ในโลกของการลงทุน REIT ที่มีตัวเลือกมากมาย แต่ถ้าพูดถึง Industrial REIT ที่น่าจับตามอง คงหนีไม่พ้นชื่อ “PROSPECT REIT” ที่กำลังเดินเกมรุกขยายการลงทุนครั้งใหญ่จาก Industrial REIT สู่การเป็นรากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย

 

จากจุดเริ่มต้น สู่การเติบโตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

 

PROSPECT REIT เปิดตัวในปี 2563 ด้วยสินทรัพย์สุทธิราว 3,450 ล้านบาท เข้าลงทุนในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 1 (BFTZ 1) บนถนนบางนา-ตราด กม.23 จ.สมุทรปราการ จุดเด่นที่ทำให้ PROSPECT แตกต่างจาก REIT ทั่วไปคือการเป็นเจ้าของพื้นที่คลังสินค้าและโรงงานให้เช่าที่มีเขตปลอดอากร (Free Zone) และเป็นเขตปลอดอากรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ปล่อยเช่าให้ผู้เช่ารายย่อย 

 

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา PROSPECT REIT ขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม ถ.บางนา-ตราด ด้วยการลงทุนเพิ่มเติมทุก 1-2 ปี โดยการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ในโครงการ X44 บางนา กม.18 ต่อมามีการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 2 (เพิ่มทุนครั้งที่ 1) ลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่บางส่วนของโครงการ BFTZ 2 และ BFTZ 3 การลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 (เพิ่มทุนครั้งที่ 2) ลงทุนเพิ่มเติมในพื้นที่ส่วนที่เหลือของโครงการ BFTZ 1 BFTZ 2 และ BFTZ 3 และล่าสุด ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ในพื้นที่บางส่วนของโครงการ BFTZ 6 จนทำให้มูลค่าสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2568 เติบโตเพิ่มขึ้น 10,054 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่ผู้จัดการกองทรัสต์ได้วางแผนไว้

 

ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC 1

 

ผลงานปี 2568 แกร่งทุกมิติ

 

ผลประกอบการปีล่าสุดของ PROSPECT REIT ยังช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจอย่างชัดเจนดังนี้

 

  • รายได้รวม 877.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.36% YOY
  • กำไรจากการลงทุนสุทธิ 493.30 ล้านบาท เติบโต 46.60% YOY
  • อัตราการเช่าพื้นที่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 พุ่งทำ New high ที่ 99.43% สะท้อนศักยภาพและดีมานด์คลังสินค้า-โรงงานที่แข็งแกร่ง
  • จ่ายปันผลทั้งปี 2568 ที่ 0.8280 บาทต่อหน่วย

 

ตัวเลขเหล่านี้เกิดจากอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยเกือบเต็ม 100% การกระจายฐานผู้เช่าจากหลากหลายอุตสาหกรรม และจากผู้ประกอบการหลายสัญชาติ ช่วยลดการพึ่งพาผู้เช่ารายใดรายหนึ่ง สร้างเสถียรภาพด้านรายได้ในระยะยาวให้แก่กองทรัสต์

 

ภาพประกอบ PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC 2

 

การเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ก้าวใหม่สู่ EEC

 

ในปี 2569 PROSPECT REIT เดินหน้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่สำคัญที่สุด นั่นคือการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 (ลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 5) ในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 4 (BFTZ 4) อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ทำเลยุทธศาสตร์ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ใกล้ทางด่วนเพียง 1 นาที ใกล้นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของ จ.ชลบุรีและโรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นทำเลที่ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยมีอาคารคลังสินค้า โรงงานสำเร็จรูป และอาคารแบบ Built-to-Suit ให้เช่าถึง 101 ยูนิต คิดเป็นพื้นที่ให้เช่ารวม 187,949 ตารางเมตร มีพื้นที่ทั้ง General Zone  และ Free Zone กว่า 80% ดึงดูดผู้เช่าที่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้เป็นอย่างดี พร้อมอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% (เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างเสร็จ 111,876 ตร.ม.)

 

การันตีความมั่นคงด้วยสิทธิการเช่าระยะยาว

 

การเพิ่มทุนครั้งนี้มีสิทธิการเช่าเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปี สิ้นสุดปี 2599 และสิทธิในการต่ออายุสัญญาเช่าทรัพย์สินอีก 30 ปีจนถึงปี 2629 ซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยคงเหลือถ่วงน้ำหนักของทรัพย์สินหลัก (WALE) เพิ่มขึ้นเป็น 28.4 ปี ช่วยเพิ่มความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสดในระยะยาว

 

มูลค่าการลงทุนและประมาณการผลตอบแทนหลังเพิ่มทุน

 

การลงทุนเพิ่มเติมของ PROSPECT REIT ครั้งนี้ จะมีมูลค่าไม่เกิน 5,040 ล้านบาท โดยการระดมทุนจากการเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมไม่เกิน 450 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอีกไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าสินทรัพย์รวมของกองทรัสต์จะขยายตัวสู่ระดับกว่า 15,000 ล้านบาท โดยมีประมาณการอัตราผลตอบแทนระยะยาว (Expected IRR) ภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมอยู่ที่ 9.6% (อ้างอิงสมมติฐานในการจัดทำประมาณการงบกำไรขาดทุนและการจ่ายประโยชน์ตอบแทนตามสมมติฐาน สำหรับช่วงเวลาประมาณการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 1 พฤษภาคม 2570 โดยคำนวณจากสมมติฐานการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ที่ราคา 7.5 บาทต่อหน่วย)

 

Industrial REIT บนกระแสโลจิสติกส์ไทย

 

หากมองภาพใหญ่ ดีมานด์คลังสินค้าและโรงงานในไทยยังมีโมเมนตัมแข็งแกร่ง จากหลายปัจจัยสนับสนุนพร้อมกัน ทั้งการขยายตัวของอุตสาหกรรม EV และชิ้นส่วนยานยนต์ใน EEC รวมถึงกระแส Nearshoring (ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใกล้เคียง) ที่ทำให้ผู้ผลิตญี่ปุ่น ไต้หวัน และยุโรปมองหาทำเลในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งทรัพย์สินของ PROSPECT REIT อยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์

 

สำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนสม่ำเสมอจาก REIT คุณภาพ PROSPECT REIT ในช่วงเพิ่มทุนครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโอกาสที่ควรพิจารณา ทั้งจากประวัติการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ อัตราการเช่าที่โดดเด่น ประมาณการอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ และการกระจายทำเลลงทุนจาก “สมุทรปราการ” สู่ “EEC”

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

The post PROSPECT REIT เพิ่มทุนครั้งที่ 3 ปักหมุดยุทธศาสตร์ EEC ยกระดับจาก Industrial REIT สู่รากฐานสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมธนารักษ์เผยราคาโลหะเพิ่มยังไม่กระทบการผลิตเหรียญกษาปณ์ไทย คาดอีก 1-2 ปีกระทบ https://thestandard.co/treasury-metal-coin-production-forecast/ Tue, 07 Apr 2026 06:43:25 +0000 https://thestandard.co/treasury-metal-coin-production-forecast/ อินโฟกราฟิกแสดงราคาโลหะเพิ่มยังไม่กระทบการผลิตเหรียญกษาปณ์ไทย คาดอีก 1-2 ปีจึงจะได้รับผลกระทบ

อธิบดีกรมธนารักษ์ชี้ ราคาโลหะเพิ่ม ยังไม่กระทบเหรียญกษา […]

The post กรมธนารักษ์เผยราคาโลหะเพิ่มยังไม่กระทบการผลิตเหรียญกษาปณ์ไทย คาดอีก 1-2 ปีกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแสดงราคาโลหะเพิ่มยังไม่กระทบการผลิตเหรียญกษาปณ์ไทย คาดอีก 1-2 ปีจึงจะได้รับผลกระทบ

อธิบดีกรมธนารักษ์ชี้ ราคาโลหะเพิ่ม ยังไม่กระทบเหรียญกษาปณ์ไทย คาดเห็นผลในอีก 1-2 ปี ยันโครงการ Senior Complex ยังเดินหน้าต่อ รอคุยทาง รพ.รามาธิบดี ช่วงหลังสงกรานต์ พร้อมเปิดจำหน่าย จ่ายแลก เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี ร.8 ตั้งแต่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

วันนี้ (7 เมษายน) อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เผยว่า การผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนของไทย จะยังไม่ได้รับผลกระทบของราคาโลหะมีค่าที่เพิ่มสูงขึ้นในตอนนี้ แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบในอีก 1-2 ปี หลังเหรียญเปล่าในสต๊อกเริ่มหมดลง

 

โดยอัครุตม์กล่าวว่า กรมธนารักษ์ยังพอมีเหรียญเปล่าในสต๊อกเหลืออยู่ ตามแผนการผลิตระยะ 5 ปี อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวจะมีการปรับใหม่ทุกปี ซึ่งกรมธนารักษ์ได้มอบหมายให้ กองกษาปณ์ดูแลการผลิตให้ดำเนินตามแผนต่อไป

 

ในด้านความต้องการใช้เหรียญ อัครุตน์ชี้ว่า แนวโน้มสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ทำให้เหรียญ 1 บาท และเหรียญ 2 บาท มีความนิยมแลกน้อยลง

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนให้ความสนใจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) เช่น ตู้กดน้ำ ตู้ซักผ้า ทำให้ความสนใจแลกเหรียญ 5 บาท และ 10 บาทยังคงเพิ่มขึ้น

 

อัครุตม์ยังกล่าวถึงต้นทุนโลหะเทียบราคาหน้าเหรียญแต่ละชนิด โดยเหรียญ 5 บาท และเหรียญ 10 บาทมีต้นทุนโลหะต่ำกว่าราคาหน้าเหรียญเกือบครึ่ง

 

แต่ในส่วนของเหรียญ 1 บาท เมื่อรวมกับต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าแรงงานแล้ว อัครุตน์กล่าวว่า “ต้นทุนยังปริ่มๆ”

 

ดังนั้น อัครุตน์จึงเผยว่า กรมธนารักษ์อาจตัดสินใจจ้างผลิตเหรียญ 1 บาทสำเร็จรูปจากต่างประเทศแทนการผลิตเอง แม้ปัจจุบัน กรมธนารักษ์จะยังมีเหรียญเปล่าในสต๊อกเหลือเยอะก็ตาม

 

พร้อมเผยว่า ในแต่ละปีมีการผลิตเหรียญเป็นจำนวน ดังนี้

 

  • เหรียญ 1 บาท มีการผลิต 620 ล้านเหรียญต่อปี
  • เหรียญ 5 บาท มีการผลิต 100-200 ล้านเหรียญต่อปี
  • เหรียญ 10 บาท มีการผลิต 300 ล้านเหรียญต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 240 ล้านเหรียญต่อปี

 

ยัน Senior Complex ยังเดินหน้าต่อ

 

อัครุตม์ กล่าวต่อว่า โครงการจัดตั้งศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจรบนที่ดินราชพัสดุ หรือ ‘Senior Complex’ ซึ่งเป็นการร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลจะยังมีการดำเนินการต่อ

 

โดยอัครุตม์ชี้ว่า กรมธนารักษ์มีความพร้อมในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ผ่านความร่วมมือกับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ส่วนฝั่งโรงพยาบาลรามาธิบดี อัครุตม์กล่าวว่า เท่าที่ทราบยังคงดำเนินการต่อ โดยจะมีการหารืออีกครั้งช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์

 

ทั้งนี้ โครงการที่พักดังกล่าว เป็นโครงการนำร่องสร้างบนที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขที่ สป.623 บางส่วน ตำบลบางปลา อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 20 ไร่ เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์บนที่ราชพัสดุที่มีศักยภาพ

 

เปิดจำหน่าย จ่ายแลก เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี ร.8

 

ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ เปิดจำหน่าย จ่ายแลก เหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 กันยายน 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

 

สำหรับการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร 20 กันยายน 2568 จำนวน 3 ชนิด ประกอบด้วย

 

  • เหรียญกษาปณ์ทองคำ ประเภทขัดเงา ทองคำร้อยละ 99 ชนิดราคา 30,000 บาท ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 มิลลิเมตร น้ำหนัก 15 กรัม จำหน่ายราคาเหรียญละ 99,999 บาท (ผลิตไม่เกิน 800 เหรียญ)
  • เหรียญกษาปณ์เงิน ประเภทขัดเงา เงินร้อยละ 92.5 ชนิดราคา 1,000 บาท ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 มิลลิเมตร น้ำหนัก 22 กรัม จำหน่ายราคาเหรียญละ 3,000 บาท (ผลิตไม่เกิน 5,000 เหรียญ)
  • เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ประเภทธรรมดา นิกเกิลร้อยละ 25 ทองแดงร้อยละ 75 ชนิดราคา 20 บาท ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 32 มิลลิเมตร น้ำหนัก 15 กรัม จ่ายแลกราคาเหรียญละ 20 บาท (ผลิตไม่เกิน 250,000 เหรียญ)

 

ผู้ที่ประสงค์จะขอแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกดังกล่าว สามารถติดต่อขอแลกได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ตามช่องทางดังนี้

 

ส่วนกลาง

 

  • กองบริหารเงินตรา ถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานี โทร. 0 2565 7944
  • หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2282 4109
  • หน่วยจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2618 6340

 

ส่วนภูมิภาค

 

  • สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 พื้นที่ทั่วประเทศ

 

ช่องทางออนไลน์

 

  • www.treasury.go.th (e-Commerce ระบบบริการจำหน่ายเหรียญและผลิตภัณฑ์เหรียญ)
  • แอปพลิเคชัน TRD e-Commerce สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ iOS (App Store) และ Android (Play Store) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

โดยการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้สั่งซื้อเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง

The post กรมธนารักษ์เผยราคาโลหะเพิ่มยังไม่กระทบการผลิตเหรียญกษาปณ์ไทย คาดอีก 1-2 ปีกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งการเด็ดขาด ห้ามตำรวจอ้างน้ำมันแพงละเว้นหน้าที่-รีดไถประชาชน พร้อมเร่งสอบปมฉาวเรียกค่าน้ำมันลงพื้นที่ https://thestandard.co/police-chief-orders-fuel-extortion-probe/ Tue, 07 Apr 2026 06:07:48 +0000 https://thestandard.co/police-chief-orders-fuel-extortion-probe/ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการห้ามตำรวจอ้างน้ำมันแพงละเว้นหน้าที่และรีดไถประชาชน พร้อมเร่งสอบปมฉาว

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่ […]

The post ผบ.ตร. สั่งการเด็ดขาด ห้ามตำรวจอ้างน้ำมันแพงละเว้นหน้าที่-รีดไถประชาชน พร้อมเร่งสอบปมฉาวเรียกค่าน้ำมันลงพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการห้ามตำรวจอ้างน้ำมันแพงละเว้นหน้าที่และรีดไถประชาชน พร้อมเร่งสอบปมฉาว

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงข้อสั่งการสำคัญจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ได้กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยและทุกระดับชั้นทั่วประเทศ

 

สืบเนื่องจากสภาวะการณ์ในปัจจุบันที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานตามปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ตาม ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับผลกระทบหรือข้อจำกัดใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายจะต้องยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

 

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดและข้าราชการตำรวจทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและทุ่มเทอย่างสุดความสามารถตามขอบเขตความรับผิดชอบ พร้อมทั้งมีข้อสั่งการขั้นเด็ดขาด ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิเสธการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้ข้ออ้างเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณมาเป็นเครื่องมือในการเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากประชาชนอย่างเด็ดขาด

 

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางพื้นที่ ซึ่งถูกระบุว่ามีการเรียกร้องเงินค่าน้ำมันจากประชาชนเพื่อแลกกับการเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยล่าสุดได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวแล้ว หากผลการตรวจสอบพบว่ามีเจ้าหน้าที่กระทำการฝ่าฝืนและมีความผิดจริง จะถูกดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดต่อไปโดยไม่มีการละเว้น

The post ผบ.ตร. สั่งการเด็ดขาด ห้ามตำรวจอ้างน้ำมันแพงละเว้นหน้าที่-รีดไถประชาชน พร้อมเร่งสอบปมฉาวเรียกค่าน้ำมันลงพื้นที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์เคาะใช้สูตร 1 เลือก 7 เลือกตั้งบอร์ด สปส. ยันไม่แทรกแซง ขอฝ่ายการเมืองหยุดสร้างขั้วในประกันสังคม https://thestandard.co/chulapan-social-security-board-election/ Tue, 07 Apr 2026 06:04:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1195456 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายและตอบคำถามสื่อมวลชน

วันนี้ (7 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุลพันธ์ อมรวิวั […]

The post จุลพันธ์เคาะใช้สูตร 1 เลือก 7 เลือกตั้งบอร์ด สปส. ยันไม่แทรกแซง ขอฝ่ายการเมืองหยุดสร้างขั้วในประกันสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนโยบายและตอบคำถามสื่อมวลชน

วันนี้ (7 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางเข้ากระทรวงแรงงานในวันแรก พร้อมมอบนโยบายให้กับคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ พร้อมตอบคำถามสื่อมวลชน

 

 
 

เคาะใช้สูตร 1 เลือก 7 เลือกตั้งบอร์ด สปส.

 

สำหรับกรณีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) จุลพันธ์ระบุว่า ตนได้ศึกษามาบ้างแล้ว เห็นว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้จะใช้ระเบียบการเลือกตั้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ สูตร 1 เลือก 7 โดยตนจะมีการลงนามภายหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้วในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามกรอบระยะเวลา

 

จุลพันธ์กล่าวต่อว่า สำหรับตนต้องการให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรหลักที่ดูแล เม็ดเงินของพี่น้องแรงงานได้อย่างมีอิสระ ไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การกำกับหรือการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองใดๆ ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะเข้าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงการทำงานของ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องมีความอิสระและโปร่งใส

 

ย้ำฝ่ายการเมืองหยุดสร้างขั้วในบอร์ดประกันสังคม

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า ความอิสระ โปร่งใส จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แต่เพียงแต่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเท่านั้น แต่ต้องอิสระจากการเมืองทุกฝ่ายทุกสีนะครับ จึงขอเรียกร้องไปยังทาง สปส. ไปยังกลุ่มการเมืองต่างๆ เราต้องการปฏิรูปให้ สปส. ไม่กลายเป็นขั้วการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าได้ด้วยความเป็นกลาง

 

จุลพันธ์กล่าวต่อว่า การลงทุนของ สปส. ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น พัฒนาโครงสร้างบอร์ดให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องมาหารือเพิ่มเติมแล้วก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะบางอย่างต้องใช้ขั้นตอน การแก้ พ.ร.บ. ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกันตน เรื่องหน่วยลงทุนเราจะปรับกลไกอย่างไร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและที่สำคัญเป็นมืออาชีพ เพราะตัวอย่างที่ประเทศมาเลเซียกลายเป็นองค์กรระดับโลกสามารถทำได้ในระดับที่เป็นสากล มีการลงทุนทั่วโลกและเป็นที่ยอมรับ

 

“ประเทศไทยก็ต้องมานั่งคิดว่าเม็ดเงินขนาดนี้จะลงทุนอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้ผู้ประกันตน การลงทุนต้องตอบคำถามได้ ผมไม่ได้หมายความว่า ไม่มีใครที่ไปลงทุนในหน่วยใดๆ แล้วจะได้กำไรทุกไม้ มันผิดพลาดได้ แต่ ณ วันที่เข้าสู่การลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดทุน ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีเหตุและผลที่ยอมรับได้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ” จุลพันธ์กล่าว

 

นอกจากนี้ จะดูแลเรื่องสิทธิสวัสดิการโดยตั้งทีมทำงานร่วมกัน ซึ่งต้องดูสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มแพทย์ มาหารือร่วมกันเพราะมีเรื่องประเด็นการแพทย์คงค้าง ซึ่งต้องพัฒนาปรับปรุงสวัสดิการที่จะให้กับผู้ประกันตนให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ตลอดจนกลุ่มผู้ให้บริการทางการแพทย์สามารถให้บริการได้อย่างมีความสบายใจ

 

ขอถอยคนละก้าว พร้อมสร้างระบบอิสระ

 

เมื่อถามว่า กรณีใช้ระเบียบเลือกตั้งเดิม 1 เลือก 7 แล้วรัฐมนตรีจะมีมาตรการป้องกันการกินรวบประกันสังคมโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีการประกาศว่าจะกินรวบทั้ง 14 ที่นั่ง จุลพันธ์กล่าวว่า ตนพูดชัดเจนว่า พวกตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะไม่แทรกแซงและจะพยายามสร้างระบบที่เป็นอิสระมากที่สุด ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เรื่องนี้ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกันตัวประกันสังคมสุดท้ายจะเป็นองค์กรที่สร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้แรงงานในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้แรงงานมากที่สุด

 

“วันนี้ก็แค่พูดให้ทราบส่งสัญญาณให้ชัดไปยังทุกฝ่ายการเมืองว่าเราถอยคนละก้าวไหม เพราะผมเองก็พูดชัดเจนว่า ผมไม่ยุ่งจะพยายามสร้างระบบเป็นอิสระ ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว ท่านก็ยุติการเข้ามาสร้างกลุ่มสร้างขั้ว เพื่อให้ตัวประกันสังคมเดินหน้าได้อย่างอิสระ ถ้าเราทุกคนคิดกันได้ มันก็เดินหน้าไปได้ครึ่งตัวแล้ว ถ้าไม่ได้มันก็ต้องกลับมาสร้างระบบมาดูกฎหมายว่าจะแก้อย่างไร เพื่อให้เกิดกลไกที่เป็นอิสระจริง ผมพูดชัด แต่ไม่ได้พูดถึงชื่อพรรคการเมืองเท่านั้นเอง” จุลพันธ์กล่าว

 

เมื่อถามว่า แปลว่าระเบียบเลือกตั้ง 1 เลือก 7 อาจจะใช้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ (กรกฎาคม 69) ส่วนครั้งหน้าจะปรับเปลี่ยนหรือไม่ จุลพันธ์กล่าวว่า จะพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้ แต่ตนยอมรับว่ามีบางประเด็นที่เป็นจุดโหว่จริงๆ ส่วนจะเดินหน้าอย่างไร เดี๋ยวไปคุยกัน

 

ไม่แทรกแซงคดีตึก SKYY9

 

จุลพันธ์ยังกล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบการซื้อตึก SKYY9 อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะทำงาน ซึ่งขณะนี้มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ตนไม่อาจตอบได้ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ และคงจะไม่เข้าไปแทรกแซง ก็ต้องให้เวลาท่านไปทํางานเติมตามกระบวนการ ส่วนเรื่องนี้จะจบภายในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีหรือไม่นั้น มีเวลา 4 ปี ที่ดูแลเรื่องนี้

 

มอบนโยบายเร่งช่วยเหลือแรงงานในตะวันออกกลาง-ลดเงินสมทบ

 

  • การช่วยเหลือแรงงานเร่งด่วน โดยเฉพาะแรงงานที่ได้รับผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังทำงานอยู่จำนวนมาก มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสำรวจความต้องการเดินทางกลับเพิ่มเติม และเร่งช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
  • ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น กระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมอบหมายให้กำหนดมาตรการช่วยเหลือแรงงานให้มากที่สุด เช่น การลดการสมทบของลูกจ้างผู้ประกันตน เพื่อลดภาระแรงงานทั้งประเทศ
  • การคงการจ้างงานเพื่อรองรับให้แรงงานยังคงมีการจ้างงานต่อเนื่อง พร้อมจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณดูแล
  • ภารกิจของแต่ละหน่วยงาน เช่น กรมการจัดหางาน โดยเฉพาะตลาดแรงงานในตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก จะต้องหาตลาดอื่นทดแทน ส่วนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะการต่ออายุกรณีที่หลุดจากระบบเนื่องจากต่อทะเบียนไม่ทัน จึงให้มีการลงทะเบียนต่ออายุชั่วคราว
  • แรงงานต่างด้าวนอกระบบให้เข้าระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่ออยู่ในความดูแลของรัฐ
  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานให้เข้าไปพบปะแก้ไขปัญหาในทุกมิติโดยเร็ว
  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่ง UpReSkill ขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างกระทรวง เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) การพัฒนาทักษะฝีมือด้าน AI Robotic เพิ่มขีดความสามารถระหว่างประเทศ, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยให้เข้าสู่เกษตรแม่นยำ smart farmer
  • ส่วนการอบรมต้องเป็นการฝึกอบรมที่มีเป้าหมาย เพิ่มมูลค่าให้คนไทยและการตลาด ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะต้องประคับประคองเพื่อให้มีรายได้และฝึกจบไปพร้อมคุณภาพฝีมือแรงงานที่มากขึ้น
  • การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมให้ใช้กรอบระยะเวลาเดิมในการเลือกตั้งและใช้สูตรการเลือกตั้งปัจจุบัน คือ 1 เลือก 7 ส่วนการบริหารกองทุนฯ ต้องเป็นไปอย่างอิสระไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองใด และอยากปฏิรูปดำเนินการอย่างเป็นกลาง ควรปรับเปลี่ยนให้มืออาชีพเข้ามาดำเนินการ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตนและทุกคนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

The post จุลพันธ์เคาะใช้สูตร 1 เลือก 7 เลือกตั้งบอร์ด สปส. ยันไม่แทรกแซง ขอฝ่ายการเมืองหยุดสร้างขั้วในประกันสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤต ‘Dislike’ ลามทุ่ง ทำไมมวยปล้ำ WWE คุณภาพตกต่ำเกินควร? https://thestandard.co/wwe-quality-decline-triple-h-dislike/ Tue, 07 Apr 2026 05:51:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1195450 ภาพนักมวยปล้ำ WWE บนเวที พร้อมสัญลักษณ์ 'Dislike' และโลโก้ Triple H สื่อถึงวิกฤตคุณภาพของ WWE

ทันทีที่เห็น Pat McAfee ปรากฏตัวในบทคู่เอกของ WrestleMa […]

The post วิกฤต ‘Dislike’ ลามทุ่ง ทำไมมวยปล้ำ WWE คุณภาพตกต่ำเกินควร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักมวยปล้ำ WWE บนเวที พร้อมสัญลักษณ์ 'Dislike' และโลโก้ Triple H สื่อถึงวิกฤตคุณภาพของ WWE

ทันทีที่เห็น Pat McAfee ปรากฏตัวในบทคู่เอกของ WrestleMania 42 ระหว่าง Cody Rhodes และ Randy Orton ความรู้สึกเอือมระอาก็ผุดขึ้นมาทันที จนถึงขั้นที่ทำให้ผมไม่อยากเปิดดูรายการ SmackDown ตอนล่าสุดเลยแม้แต่น้อย

 

ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันเกิดจากปัญหาที่สะสมมานาน นับตั้งแต่ Cody Rhodes ‘Finish The Story’ ใน WrestleMania 40 ดูเหมือนว่ากราฟคุณภาพด้านบทและแมตช์มวยปล้ำของ WWE จะดิ่งลงอย่างต่อเนื่องชนิดที่น่าตกใจในภาพรวม

 

แฟนๆ เคยมีความหวังสูงลิ่วเมื่อ Triple H ก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนด้านความคิดสร้างสรรค์ ภาพจำอันยอดเยี่ยมจากยุค NXT Gold & Black ทำให้แฟนๆ เชื่อว่า WWE จะเข้าสู่ยุคทองแห่งคุณภาพ

 

แต่ความเป็นจริงกลับน่าผิดหวัง สิ่งเดียวที่ HHH ดูจะสืบทอดมาได้คือการปรับปรุงโครงสร้างอีเวนต์ Premium Live Event (PLE) ให้กระชับ เหลือเพียง 4-5 คู่ เพื่อให้แต่ละคู่มีเวลาเล่าเรื่อง แต่ทว่า… ไส้ในของเรื่องราวนั้นกลับกลวงเปล่า ขาดเสน่ห์และพลังอย่างที่เคยเป็น

 

จนคนดูต้องหันมาตั้งคำถามว่า ไหนล่ะคือ ‘New Era’ ที่เคยขายฝันเอาไว้? เพราะการเขียนบทที่ไร้ทิศทาง ไร้เสน่ห์ และย่ำอยู่กับที่แบบนี้ มันชวนให้ตั้งข้อสงสัยจริงๆ ว่า สรุปแล้วมันคือยุคใหม่กี่โมงกันแน่?

 

สิ่งที่ซ้ำเติมความรู้สึกของคนดูเข้าไปอีกก็คือ ความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดในขณะที่ Triple H พยายามลดจำนวนคู่ในศึกใหญ่เพื่อให้แมตช์มีคุณภาพ แต่ในรายการประจำสัปดาห์อย่าง Raw และ SmackDown กลับเต็มไปด้วยแมตช์ที่สั้นกุด ถูกบีบเวลา และคั่นด้วยการตัดเข้าโฆษณาบ่อยๆ จนแฟนมวยปล้ำแทบไม่ได้เสพมวยปล้ำที่มีคุณภาพในรายการทีวีเลย

 

หากต้องการหลักฐานว่าแฟนๆ รู้สึกอย่างไร ตัวเลขยอด Dislike ที่ถล่มทลายใน YouTube ของ WWE โดยเฉพาะกับเส้นเรื่องสำคัญๆ คือเสียงสะท้อนของความไม่พอใจในหลายประเด็น รวมถึงสิ่งที่ถูกมองว่า WWE จัดการได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างนั้นคือ

 

◾แผนลาวงการที่ย่ำแย่ของ John Cena เพราะตำนานอย่างเขา ควรจะได้รับการอำลาที่สมเกียรติและน่าจดจำ แต่บทกลับวางแผนได้ยอดแย่ ขาดความใส่ใจ เอาเขาไปเทิร์น Heel จนแปดเปื้อน สุดท้ายก็ต้องรีบกลับมาเป็น Face ก่อนลาวงการอยู่ดี … นั่นทำให้คุณค่าของการอำลาลดน้อยถอยลงอย่างน่าเสียดาย

 

◾การอำลาที่ไม่สมภูมิของ AJ Styles ‘The Phenomenal One’ คือนักมวยปล้ำระดับโลกที่สมควรได้รับแมตช์อำลาที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำ แต่ WWE กลับปฏิบัติกับเขาเหมือนนักมวยปล้ำธรรมดาๆ ขาดความเคารพต่อตำนานที่สร้างชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

 

อีกปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ HHH คือการ ‘กั๊กแมตช์’ และ ‘ไม่กล้าเสี่ยงกับคนรุ่นใหม่’ เราเห็นยอดฝีมือระดับพระกาฬอย่าง Sami Zayn, Carmelo Hayes, Finn Bálor หรือแม้แต่ Bron Breakker อนาคตแชมป์โลกที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายปี 2025 แต่พอตัดภาพมาปี 2026 กลับต้องมานอนให้ CM Punk แบบสู้ไม่ได้ จนถูกมองว่านี่คือการทำลายความมั่นใจและทำลายโอกาสในการสร้าง ‘สตาร์หน้าใหม่’ อย่างน่าเสียดาย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การตัดสินใจดัน Jey Uso ขึ้นมาเป็นแชมป์โลกของค่ายในปีที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องว่างในมาตรฐานคุณภาพ เพราะในขณะที่เขามีฐานแฟนคลับคอย ‘Yeet’ และความมั่นใจเต็มเปี่ยม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘ทักษะบนสังเวียน’ ของเขายังห่างไกลจากการเป็นแชมป์โลกที่ต้องแบกแมตช์คุณภาพระดับสูง

 

ทุกวันนี้เรายังเห็นเขามีจังหวะผิดพลาดในท่าง่ายๆ จนกลายเป็น ‘มีม’ ล้อเลียนในโซเชียลอยู่บ่อยครั้ง สวนทางกับเหล่ายอดฝีมือในค่ายที่ปล้ำถวายหัวแต่กลับไม่ได้รับโอกาสที่คู่ควร

 

นอกจากนั้น HHH มักจะเลือกทางที่ปลอดภัยด้วยการจบแมตช์แบบ DQ แทบทุกสัปดาห์ หรือหันไปดึงตัวสตาร์เก่าๆ มาค้ำจุนยอดขายบัตร ทำลูปเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาจนถึง WrestleMania 42 ที่กำลังจะมาถึง ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแชมป์โลกจาก Drew McIntyre ที่กำลังมีมิติและน่าสนใจ กลับไปให้ Cody Rhodes ที่เริ่มโดนคนดูโห่และถูกมองว่าเป็น ‘Cody Hogan’

 

แถม Jacob Fatu, LA Knight ที่สามารถเป็นอนาคตของค่าย ก็ไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจังเสียที เพราะ WWE ยังคงเสพติดการกินบุญเก่ากับมหากาพย์ ‘The Bloodline’ พวกเขาใช้เวลาแอร์ไทม์ส่วนใหญ่อย่างฟุ่มเฟือยไปกับนักมวยปล้ำจากสตอรีนี้จนทำให้บทสรุปของคนอื่นๆ ในค่ายกลายเป็นเพียง ‘ตัวประกอบ’ ที่ไม่มีเวลาเล่าเรื่อง และทำให้มวยปล้ำทั้งรายการหมุนรอบอยู่แค่คนไม่กี่กลุ่ม

 

และที่น่าช้ำใจที่สุดคือ บรรดาแชมป์ US ที่ออกมาเปิด Challenge ทุกสัปดาห์ อย่าง Ilja Dragunov และ Carmelo Hayes ที่แบกรายการประจำสัปดาห์มาตลอด กลับดูเหมือนจะไม่มีแมตช์ใน WrestleMania นี่หรือคือรางวัลของคนทำงานหนัก? มันคือการส่งสัญญาณที่ไปยังนักมวยปล้ำทุกคนว่า ต่อให้ขยันแค่ไหน ถ้าไม่ใช่สตาร์เก่าที่ขายตั๋วดึงดูดผู้ชมในศึกใหญ่ได้ ก็แทบไม่มีทางได้ยืนบนจุดสูงสุดใน WWE ยุค HHH

 

นอกจากเรื่องการบริหารตัวบุคคลแล้ว นี่ยังไม่นับรวมปัญหา ‘ภาวะเข็มขัดเฟ้อ’ ที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศและแฟนๆ เริ่มส่ายหน้า เพราะพวกเขาขยันสร้างแชมป์และจัดทัวร์นาเมนต์ใหม่ๆ ขึ้นมาประดับรายการ แต่ไม่สามารถเขียนบทสรุปหรือสร้างเนื้อเรื่องให้มันทรงคุณค่า สุดท้ายเข็มขัดแชมป์เหล่านั้นก็เป็นได้แค่พร็อปประกอบฉากที่ไม่ได้ช่วยยกระดับนักมวยปล้ำเลยแม้แต่น้อย

 

ความกังวลยังลามไปถึงการแทรกแซงจาก TKO (บริษัทแม่ของ WWE) ที่มีข่าวว่าเริ่มเข้ามามีบทบาทในบทมวยปล้ำ การส่ง Pat McAfee มาแจมในคู่เอกโดยไม่ถามความเห็นแฟนๆ คือตัวอย่างชัดเจนของการให้ความสำคัญกับ ‘กระแส’ และ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ มากกว่านักมวยปล้ำอาชีพที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก

 

หาก WWE ยังคงหวังพึ่งพิงแต่สตาร์เก่าๆ อย่าง Roman Reigns, CM Punk, Seth Rollins, Cody Rhodes หรือ Randy Orton บอกเลยว่าเหนื่อยแน่นอน หากยังไม่กล้าแม้แต่จะผลักดันคนของตัวเองอย่างจริงจัง

 

ยิ่งในยุคที่แฟนมวยปล้ำมีทางเลือกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ All Elite Wrestling (AEW) ที่ปัจจุบันยืนอยู่ในจุดที่เป็นค่ายหมายเลข 2 ของโลกอย่างเต็มตัว โดยชูจุดขายที่การนำเสนอ ‘คุณภาพการปล้ำ’ และความสนุกที่ตอบโจทย์แฟนๆ ที่ชอบความเร้าใจ ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่แตกต่างจากแนวทางความบันเทิงกระแสหลักของ WWE อย่างชัดเจน

 

หาก WWE ยังไม่รีบกู้ศรัทธาด้วยการยกระดับคุณภาพของโปรดักต์ให้คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่แฟนๆ เสียไป ในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่ายอด Dislike ใน YouTube นั่นคือการปฏิเสธจาก ‘ผู้บริโภคตัวจริง’ ที่เริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า

 

โดยเฉพาะในยุค TKO ที่ราคาตั๋วพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจนแทบจะกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย สวนทางกับมาตรฐานความสนุกบนสังเวียนที่ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งไว้เพียงเพื่อรอรับกำไรมหาศาลจากสปอนเซอร์เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามูฟสำคัญหลังศึก WrestleMania 42 จะเป็นจุดตัดสินสำคัญว่า WWE จะเดินไปในทิศทางไหน? หากพวกเขายังคงทำแบบขอไปที เน้นแต่การตลาดฉาบฉวย หรือกระแสคนดังปล้ำไม่เป็น ขาดความใส่ใจในคุณภาพมวยปล้ำ

 

ถึงจุดนั้น WWE ที่เคยยิ่งใหญ่และครองโลกมวยปล้ำมาอย่างยาวนาน อาจกลายเป็นเพียงอดีต แม้จะมีมูลค่าสูงในตัวเลขการตลาด แต่คุณภาพของ ‘มวยปล้ำ’ ที่ตกต่ำก็ยากที่จะทำให้แฟนๆ ยอมรับและสนับสนุนได้ตลอดไป

The post วิกฤต ‘Dislike’ ลามทุ่ง ทำไมมวยปล้ำ WWE คุณภาพตกต่ำเกินควร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝุ่น PM2.5 ยังเกินเกณฑ์ 44 จังหวัด รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฯ คุมเข้มไฟป่า ตั้งเป้าปิดจบควันพิษก่อนสงกรานต์ https://thestandard.co/pm25-wildfire-control-songkran/ Tue, 07 Apr 2026 05:32:51 +0000 https://thestandard.co/pm25-wildfire-control-songkran/ ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าในไทย

วันนี้ (7 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากา […]

The post ฝุ่น PM2.5 ยังเกินเกณฑ์ 44 จังหวัด รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฯ คุมเข้มไฟป่า ตั้งเป้าปิดจบควันพิษก่อนสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าในไทย

วันนี้ (7 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ เมื่อเวลา 07.00 น. พบว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาพรวมของประเทศยังคงพบค่าเกินมาตรฐานกระจายตัวอยู่ใน 44 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

 

สถานการณ์ในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ พบว่า ภาคเหนือ ยังคงได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยคุณภาพอากาศส่วนใหญ่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ระหว่าง 53.8 – 197.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จังหวัดที่มีค่าฝุ่นสูงสุด 5 อันดับแรก

 

ได้แก่ แม่ฮ่องสอน (94.1-197.2 มคก./ลบ.ม.), เชียงใหม่ (66.3-196.3 มคก./ลบ.ม.), เชียงราย (99.1-132.4 มคก./ลบ.ม.), น่าน (92.0-120.7 มคก./ลบ.ม.) และพะเยา (114.0 มคก./ลบ.ม.) นอกจากนี้ยังพบค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ในจังหวัดลำปาง ลำพูน พิษณุโลก แพร่ พิจิตร อุทัยธานี อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสุโขทัย

 

ส่วน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณภาพอากาศส่วนใหญ่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ 27.9 – 124.1 มคก./ลบ.ม. เช่นเดียวกับ ภาคกลางและตะวันตก ที่เกินเกณฑ์เป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 23.3 – 69.9 มคก./ลบ.ม. สำหรับ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบพื้นที่เกินค่ามาตรฐาน 12 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 25.9 – 43.6 มคก./ลบ.ม.

 

ขณะที่ ภาคตะวันออก คุณภาพอากาศภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (22.1 – 37.1 มคก./ลบ.ม.) และ ภาคใต้ เป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่มีคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี (17.3 – 21.5 มคก./ลบ.ม.)

 

ในด้านข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) ข้อมูล ณ วันที่ 6 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 2,269 จุด โดยกว่าร้อยละ 65 หรือ 1,470 จุด เกิดขึ้นในพื้นที่ป่า ซึ่งจังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ กาญจนบุรี ชัยภูมิ แม่ฮ่องสอน ตาก และลำปาง

 

เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหา โดยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้าภาคเหนือ) เพื่อบูรณาการการทำงานในพื้นที่ 17 จังหวัดอย่างเบ็ดเสร็จ

 

มีเป้าหมายสำคัญคือ การปิดจบปัญหาไฟป่าให้ได้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ลักลอบเผาป่า ซึ่งจากมาตรการเชิงรุกนี้ ส่งผลให้จุดความร้อนทั่วประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 55% ภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน โดยลดลงจาก 5,083 จุด (4 เม.ย.) เหลือ 2,927 จุด (5 เม.ย.) และเหลือ 2,269 จุด (6 เม.ย.)

 

อย่างไรก็ตาม แม้จุดความร้อนภายในประเทศจะลดลง แต่สถานการณ์ฝุ่นละอองกลับยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร เนื่องจากปัจจัยทางสภาพอุตุนิยมวิทยาและปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพบจุดความร้อนจำนวนมาก ได้แก่ เมียนมา (5,010 จุด), สปป.ลาว (4,261 จุด), เวียดนาม (807 จุด) และกัมพูชา (786 จุด) ภาครัฐจึงเร่งผนึกกำลังกับทุกภาคส่วน รวมถึงเครือข่ายอาสาสมัครภาคประชาชน เพื่อเฝ้าระวังและปฏิบัติการดับไฟอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งดำเนินการดัดแปรสภาพอากาศและประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อบรรเทาสถานการณ์

 

ทั้งนี้ ศกพ. ได้ขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกชนิด พร้อมแนะนำให้ดูแลรักษาสุขภาพ สวมใส่หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันตนเองเมื่อมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน และปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยประชาชนสามารถติดตามการรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิดได้ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th และแอปพลิเคชัน Air4Thai

The post ฝุ่น PM2.5 ยังเกินเกณฑ์ 44 จังหวัด รัฐบาลเร่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการฯ คุมเข้มไฟป่า ตั้งเป้าปิดจบควันพิษก่อนสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์เข้าก.แรงงานวันแรก เครือข่าย ม.39 บุกยื่นหนังสือล้มบำนาญสูตร CARE มองไม่เป็นธรรม พร้อมคืนเงินกงเต็กให้ สปส. ใช้ในปรโลก https://thestandard.co/section-39-protest-care-pension/ Tue, 07 Apr 2026 05:27:05 +0000 https://thestandard.co/section-39-protest-care-pension/ กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม

วันนี้ (7 เมษายน) ที่กระทรวงแรงงาน เวลา 09.00 น. ผู้สื่ […]

The post จุลพันธ์เข้าก.แรงงานวันแรก เครือข่าย ม.39 บุกยื่นหนังสือล้มบำนาญสูตร CARE มองไม่เป็นธรรม พร้อมคืนเงินกงเต็กให้ สปส. ใช้ในปรโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม

วันนี้ (7 เมษายน) ที่กระทรวงแรงงาน เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันแรก ซึ่งมีผู้เสียผลประโยชน์จากมาตรา 39 จำนวนหนึ่ง นำโดย สุขประเสริฐ ว่องวิกรัย นายสัตวแพทย์บูรณ์ อารยพล ผู้แทนกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์จากมาตรา 39 เข้ายื่นหนังสือต่อจุลพันธ์ พร้อมแนบบัญชีรายชื่อผู้เดือดร้อนชุดแรกจำนวน 149 ราย เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมกรณีสำนักงานประกันสังคมคำนวณเงินบำนาญชราภาพอย่างไม่เป็นธรรม

 

สุขประเสริฐกล่าวว่า เราขอให้จุลพันธ์รับเรื่องและดำเนินการดังนี้ 1. ช่วยสั่งการสำนักงานประกันสังคม ให้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ 3307/2567 ที่วินิจฉัยให้กลับไปใช้ฐานค่าจ้าง 60 เดือนสุดท้ายของมาตรา 33 ในการคำนวณเพื่อความเป็นธรรมสูงสุดในทันที 2. ขอให้หยุดการดำเนินการบำนาญสูตร CARE ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด เพราะมีการดึงมาตรา 33 ที่ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ได้มีความเดือดร้อนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมาตรา 39 ทำให้เราถูกลดบำนาญ 3. ขอให้มีการพิจารณาคืนสิทธิ์บำนาญย้อนหลังที่สูญเสียไป และ 4. ขอให้จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยมีตัวแทนกลุ่มเครือข่ายมาตรา 39 เข้าเป็นร่วมเป็นคณะทำงานด้วย

 

“มาตรา 39 จะคิดฐานที่ 4,800 บาท ซึ่งมาจาก ฐานค่าแรงขั้นต่ำปี 2533 ที่ 90 บาท ผมมองว่าไม่เป็นธรรม และเหมือนถูกเอาเปรียบในยุคที่น้ำมันขึ้นราคาไปถึงลิตรละ 50 บาท” สุขประเสริฐกล่าว

 

ด้าน จุลพันธ์กล่าวว่า ตนขอรับเรื่องไปดู และข้อเสนอไปพิจารณาต่อ โดยระหว่างนั้นผู้ประกันตนรายหนึ่งพยายามมอบซองบำนาญ ที่เขียนหน้าซองว่า ‘บำนาญฉันคืนประกันสังคม’ ให้กับทางจุลพันธ์พร้อมระบุว่า ขอคืนบำนาญอันน้อยนิดให้กับประกันสังคม เพราะมั่นใจในตัวจุลพันธ์และมั่นใจในตัวพรรคเพื่อไทย ซึ่งจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้ขอรับเป็นด้วยแนวความคิดแต่ไม่ขอรับซอง โดยรับปากว่าจะดูให้เกิดความเป็นธรรม

 

ภายหลังจากการพูดคุยแล้ว กลุ่มเครือข่ายมาตรา 39 ได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องโดยมีการหยิบเงินออกจากซองบำนาญที่ยื่นให้จุลพันธ์ไปก่อนหน้านี้ปรากฏว่าเป็น เงินกงเต็ก พร้อมโปรยขึ้นกลางอากาศและกล่าวเสียงดังว่า “ขอคืนเงินบำนาญให้กับประกันสังคมเอาไปใช้ในปรโลก”

 

ทั้งนี้ ภายหลังรับหนังสือ จุลพันธ์ได้ขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงแรงงาน โดยระบุว่า การขับเคลื่อนกระทรวงแรงงานจะสามารถใช้ประสบการณ์และความรู้ของตนเองที่มีมามาทำประโยชน์ให้กับประชาชนตามที่ทุกคนคาดหวัง สำหรับการเข้ามาทำงานที่กระทรวงแรงงานวันแรกก็ได้รับการต้อนรับจากกลุ่มผู้ประกันตนตนเองจึงคิดว่ากระทรวงนี้แขกเยอะและคิดว่าหลังจากนี้จะคงมีผู้ชุมนุมเดินทางมาเรื่อยๆ

 

จุลพันธ์กล่าวต่อว่า ตนเองมีจุดเริ่มต้น จากการเป็น สส. เขตเป็นนักการเมือง ดังนั้นเสียงของประชาชนสำคัญที่สุด นโยบายแรกที่จะมอบ คือ ไม่มีใครมากระทรวงแรงงานถ้าไม่เดือดร้อน เพราะเราก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ให้เขา ฉะนั้นคนที่มาที่กระทรวงแรงงานทุกคนมาเพราะมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ จึงขอให้ทุกคนให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนทุกคนที่เข้ามาหาเรา และตนเองอยากเห็น KPI ของกระทรวงแรงงานด้วยการรับเรื่องร้องทุกข์และสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

 

ส่วนนโยบายที่สอง จุลพันธ์ระบุว่า วันนี้กระทรวงแรงงานมีเรื่องค้างคาอยู่เยอะหลายคนก็รู้กันอยู่ ซึ่งตนเองจะใช้เวลาไปนั่งพูดคุยกัน ให้มั่นใจว่าเรื่องเก่าต้องมาแก้ไข เพื่อให้เดินหน้าไปอย่างราบรื่น

 

กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 1กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 2กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 3กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 4กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 5กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 6กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 7กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 8กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 9กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 10กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 11กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 12กลุ่ม ม.39 บุก กระทรวงแรงงาน ยื่นหนังสือ จุลพันธ์ พร้อมโปรยเงินกงเต็กคืนประกันสังคม 13

The post จุลพันธ์เข้าก.แรงงานวันแรก เครือข่าย ม.39 บุกยื่นหนังสือล้มบำนาญสูตร CARE มองไม่เป็นธรรม พร้อมคืนเงินกงเต็กให้ สปส. ใช้ในปรโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>