News – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Feb 2026 13:35:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย 27 ก.พ. ให้ กกต. ส่งเอกสารชี้แจงปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง https://thestandard.co/ombudsman-ect-barcode-election-deadline/ Fri, 20 Feb 2026 13:35:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1180500 ภาพข่าวแสดงถึงผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตายให้ กกต. ชี้แจงปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) สำนักงานส […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย 27 ก.พ. ให้ กกต. ส่งเอกสารชี้แจงปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข่าวแสดงถึงผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตายให้ กกต. ชี้แจงปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) สำนักงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ระบุว่า

 

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับหนังสือขอขยายเวลาจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำชี้แจงพร้อมเอกสารหลักฐานออกไปอีก 7 วัน นับแต่วันครบกำหนดเดิม (วันที่ 23 กุมภาพันธ์) โดยให้เหตุผลว่าข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดจำนวนมาก

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

และในวันเดียวกันนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว เห็นควรว่า การขอขยายเวลากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องร้องเรียนที่มีความสำคัญ กระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์โดยเร็ว

 

อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง (1) จึงได้มีหนังสือขอให้สำนักงาน กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียนมายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569

 

ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและพิจารณาวินิจฉัย ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

 

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินขอยืนยันว่าจะดำเนินการพิจารณาเรื่องนี้ ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และรอบคอบ เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญอย่างสูงสุด

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นตาย 27 ก.พ. ให้ กกต. ส่งเอกสารชี้แจงปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทย-หัตถกรรมชุมชนภาคใต้ และพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ https://thestandard.co/sirivannavari-thai-fabric-southern-crafts/ Fri, 20 Feb 2026 13:23:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1180497 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) เวลา 13.13 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธ […]

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทย-หัตถกรรมชุมชนภาคใต้ และพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) เวลา 13.13 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคใต้ จัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

 

โอกาสนี้ มีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ คณะทูตานุทูตจาก 47 ประเทศ ตลอดจนผู้ประกอบการและสมาชิกศิลปาชีพจากหลายจังหวัดเฝ้ารับเสด็จ

 

ภายในงานจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนจาก 30 กลุ่มทั่วภาคใต้ อาทิ ผ้าบาติก ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ งานจักสานย่านลิเภา งานกระจูด และงานหัตถศิลป์พื้นบ้านจากจังหวัดกระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ภูเก็ต ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยทรงพระราชทานพระวินิจฉัยผลงาน พร้อมมีพระราชดำริแนะแนวการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

 

จากนั้น ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าทอโบราณพื้นเมืองภาคใต้ โดยเฉพาะ “ผ้ายกพุมเรียง” หรือผ้าไหมพุมเรียง ศิลปหัตถกรรมชั้นสูงจากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีลวดลายประณีตด้วยการทอยกดอกไหมและดิ้นเงินดิ้นทอง อาทิ ลายดอกพิกุล ลายก้านต่อดอก และลายราชวัตรโคม นิยมใช้ในงานพิธีสำคัญ

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเวิร์กช็อปสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ให้คณะทูตและกงสุลต่างประเทศ พร้อมคู่สมรส และผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ร่วมเรียนรู้และทดลองปฏิบัติจริง อาทิ การเพนต์ลายบาติก การทำเครื่องเซรามิก และการทำผ้าบาติกมัดย้อม

 

ในโอกาสเดียวกัน ทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะทูตและกงสุลประจำประเทศไทย พร้อมคู่สมรส และพระราชทานแบบผ้าลายพระราชทานบุปผาบรมราชินีนาถ ประเภทผ้าบาติก ให้แก่ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและกลุ่มช่างหัตถกรรมจากหลายจังหวัด เพื่อนำไปสร้างสรรค์ผลงานต่อยอดผสานลวดลายโบราณในแต่ละภูมิภาค อันเป็นการฟื้นฟูภูมิปัญญาดั้งเดิมและยกระดับมาตรฐานงานหัตถศิลป์ไทย

 

สำหรับผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ เป็นลายพระราชทานประจำปี 2569 ทรงต่อยอดจากดอกไม้พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประกอบด้วยลวดลายดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ลายบัวควีนสิริกิติ์ ลายกุหลาบควีนสิริกิติ์ ลายกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ และลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

 

ก่อนเสด็จกลับ ทรงทอดพระเนตรการแสดงวัฒนธรรมพื้นบ้านชุด ‘ใต้ร่มพระบารมี ศิลป์ปักษ์ใต้งามวิจิตร พัสตราภรณ์’ โดยคณะนักเรียนและนักศึกษาชมรมนาฏศิลป์จาก 12 สถาบันการศึกษาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 177 คน ถ่ายทอดอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ผ่านการแสดงตารีกีปัสและรองเง็ง บรรเลงประกอบด้วยดนตรีพื้นบ้านโดยวงอัสลีมาลา

 

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 1สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 2สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 3สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 4สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 5สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 6สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 7สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทอดพระเนตรงานผ้าไทยและหัตถกรรมพื้นบ้านภาคใต้ พร้อมพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ 8

The post เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทย-หัตถกรรมชุมชนภาคใต้ และพระราชทานผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดวงอาทิตย์ตก หลังพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้ง https://thestandard.co/sunset-wat-paknam-phasi-charoen/ Fri, 20 Feb 2026 12:27:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1180486 ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) เวลาประมาณ 18.00 น. ช่างภาพข่าว […]

The post ดวงอาทิตย์ตก หลังพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) เวลาประมาณ 18.00 น. ช่างภาพข่าว THE STANDARD เก็บภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงตำแหน่งยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญพอดี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และปลายเดือนตุลาคม

 

บรรยากาศในพื้นที่พบนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงช่างภาพจำนวนมาก เดินทางมาเฝ้ารอเก็บภาพตั้งแต่ช่วงเย็น โดยจุดถ่ายภาพยอดนิยมที่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์อยู่หลังองค์พระได้อย่างพอดี คือบริเวณพื้นที่โดยรอบที่อยู่ห่างออกไป เช่น สะพานลอย ถนนลาดหญ้า และ สะพานลอย สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ เป็นจุดที่มองเห็นองค์พระพร้อมกับวิวแม่น้ำ

 

สำหรับพระพุทธธรรมกายเทพมงคล ปัจจุบันกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพมหานครที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว ซึ่งช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในย่านภาษีเจริญและพื้นที่ใกล้เคียงให้คึกคักเป็นพิเศษ

 

ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 1ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 2ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 3ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 4ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 5ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 6ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 7ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 8ภาพดวงอาทิตย์ตกลงตรงยอดพระเกศของพระพุทธธรรมกายเทพมงคล หรือพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 9

The post ดวงอาทิตย์ตก หลังพระใหญ่ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสังคม เผยผลรับฟังความเห็นร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ด สปส. ยอดทะลุ 1.2 ล้านครั้ง เตรียมสรุปผลเสนอ รมว.แรงงาน มีนาคมนี้ https://thestandard.co/sso-board-election-public-hearing/ Fri, 20 Feb 2026 12:19:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1180474 ภาพแสดงผลการรับฟังความเห็นร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ยอดรวม 1.2 ล้านครั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงาน […]

The post ประกันสังคม เผยผลรับฟังความเห็นร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ด สปส. ยอดทะลุ 1.2 ล้านครั้ง เตรียมสรุปผลเสนอ รมว.แรงงาน มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงผลการรับฟังความเห็นร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ยอดรวม 1.2 ล้านครั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. …. ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ให้ความสนใจร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยมียอดรวมการแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 1,244,260 ครั้ง

 

จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆ พบว่า ผู้เกี่ยวข้องนิยมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยร้อยละ 56.21 ดำเนินการผ่านระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) รองลงมาร้อยละ 36.26 ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม และอีกร้อยละ 7.53 เดินทางมาแสดงความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

 

ในส่วนของกลุ่มผู้มีส่วนร่วม พบว่าผู้ประกันตนมาตรา 33 มีสัดส่วนการเข้าถึงสูงสุดที่ร้อยละ 73.74 รองลงมาคือผู้ประกันตนมาตรา 39 (ร้อยละ 10.99) ประชาชนทั่วไป (ร้อยละ 8.88) ผู้ประกันตนมาตรา 40 (ร้อยละ 3.89) และนายจ้าง (ร้อยละ 1.80) ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความตื่นตัวและการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญในการพัฒนากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของตนเอง

 

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานฯ ให้ความสำคัญกับทุกข้อเสนอแนะและจะดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 เพื่อให้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นสะท้อนเจตนารมณ์ของผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ กระบวนการสรุปผลจะถูกนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบฯ และคณะกรรมการประกันสังคมภายในเดือนมีนาคม 2569 ก่อนจะเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามกฎหมายต่อไป

The post ประกันสังคม เผยผลรับฟังความเห็นร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ด สปส. ยอดทะลุ 1.2 ล้านครั้ง เตรียมสรุปผลเสนอ รมว.แรงงาน มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกหลักกาลามสูตร ชี้เลือกตั้งไม่โมฆะเพราะบาร์โค้ด ล้มได้ต่อเมื่อโกงกันทั้งประเทศ https://thestandard.co/bawornsak-election-barcode-not-void/ Fri, 20 Feb 2026 11:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1180469 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อธิบายเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนต […]

The post เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกหลักกาลามสูตร ชี้เลือกตั้งไม่โมฆะเพราะบาร์โค้ด ล้มได้ต่อเมื่อโกงกันทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อธิบายเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์ส่วนตัวเกี่ยวกับกรณีการใช้ QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกูรูหลายฝ่ายที่มองว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 85 ซึ่งบัญญัติให้การเลือกตั้ง สส. ต้องเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ

 

บวรศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีกูรูมากมาย มีเรื่องอะไรก็ออกมาให้ความเห็นกันอย่างแพร่หลาย ผมขอออกตัวเสียก่อนว่าไม่ใช่กูรู และผมไม่เชื่อกูรูคนใดทั้งสิ้น ผมเชื่อกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า อย่าเชื่อข่าวลือ อย่าเชื่อตรรกะ อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่อเพราะเป็นกูรู (ครู) อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดาฯลฯ แต่ให้เชื่อเมื่อพิจารณาด้วยปัญญาจนรู้ได้ด้วยตนเองว่าสิ่งนั้นดี หรือชั่ว เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

เรื่อง QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง กูรูหลายคนให้ความเห็นว่า ขัดต่อหลักในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่าการเลือกตั้งส.ส. “ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยโดยตรงและลับ” กูรูบางคนไปไกลเข้าทำนองเหาะเกินลงกาว่า ลับหมายถึงลับทั้งโลก ไม่ให้มีใครรู้เลยทั้งโลก

 

ในฐานะที่เป็นผู้สอนวิชากฏหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชนมา 40 ปี ผมก็ต้องมานั่งทบทวนความรู้ของตัวเอง ว่าอะไรคือการเลือกตั้งโดยลับ ‘secret vote’ การเลือกตั้งในอดีตเป็นการเลือกตั้งแบบเปิดเผย ยกมือกันในเวลาเลือกตั้ง ต่อมาออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่ให้ลงคะแนนโดยลับ ในปีคศ. 1850 ต่อมาขยายไปอังกฤษในปี 1872 และไปสหรัฐอเมริกาในปี 1884 และ 1891 จนเป็นหลักสากลที่นำไปบัญญัติ ไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไทย ฉบับพ.ศ. 2490 เป็นครั้งแรกโดยก่อนหน้านั้น  อยู่ในกฎหมายเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2475 

 

บวรศักดิ์ ระบุอีกว่า สังเกตให้ดีๆ 3 ประเทศที่เริ่มการเลือกตั้งโดยลับ คือออสเตรเลีย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งโดยลับ มีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นอิสระ และคุ้มครองเสรีภาพ ของผู้เลือกตั้ง ในการเลือกคนที่รัก พรรคที่ชอบ (Freedom of choice) คุ้มครองเสรีภาพในความคิดและเสรีภาพทางการเมือง และยังสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่ความเป็นผู้แทนราษฎรของผู้ได้รับเลือกตั้ง

 

ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นในระบอบการเมือง การคุ้มครองความเป็นอิสระและเสรีภาพเหล่านี้ ก็เพื่อไม่ให้ผู้เลือกตั้งตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อำนาจมืด อำนาจเงินของผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง คุ้มครองผู้เลือกตั้ง ให้พ้นจากความกลัวและการคุกคามของผู้สมัครและพรรคการเมือง

 

แต่การเมืองที่แข่งขันกันสูง ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างประเทศและในประเทศไทย ก็อาจใช้วิธีการทุกชนิดเพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง วิธีการเหล่านั้นจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม (Free and Fair Election) ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

 

ตัวอย่างเช่นในการเลือกตั้งเมื่อปี 2500 พรรคเสรีมีนังคศิลาชนะเลือกตั้ง โดยวิธีการเอาบัตรเลือกตั้งที่กาเองไปใส่ลงในหีบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่าไพ่ไฟ หรือ ขนคนให้ย้ายคนให้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตเลือกตั้งที่ตัวเองอาจแพ้ เพื่อลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเรียกว่าพลร่ม การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านมาสิบกว่าปี ก็มีข่าวว่าในจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ มีการเอาบัตรเลือกตั้งไปใส่หีบในหน่วยเลือกตั้งที่คนเลือกตั้งน้อย เมื่อใส่ลงไปในหีบแล้วไพ่ไฟของผู้โกงเลือกตั้ง กับบัตรดีที่ผู้เลือกตั้งใส่ไว้ในหีบตอนลงคะแนนก็ปะปนกัน ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นบัตรดีบัตรปลอม นี่จึงเป็นที่มาที่กกต.ตัดสินใจ ใส่ QR Code บาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง เพื่อแยกบัตรปลอมของผู้โกงเลือกตั้งออกจากบัตรดีของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

 

ถามว่า กกต.ไทย คิดแผลงๆ ใส่ QR Code หรือบาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้งที่เดียวในโลกใช่หรือไม่ คำตอบก็คือไม่ใช่ ประเทศที่เริ่มต้นการเลือกตั้งโดยลับประเทศแรกๆของโลก สามประเทศ คือออสเตรเลีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ต่างก็ใช้ QR Code หรือบาร์โค้ดทั้งสามประเทศ เวลานี้ก็ยังใช้อยู่ ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ อังกฤษเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา สหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดี

 

ยังมีประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ บราซิล เอสโตเนียแคนาดา บ้างก็ใช้กับการเลือกตั้งระดับชาติบ้างก็ใช้ระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ก็ยังมีข้อถกเถียง จึงทำให้หลายประเทศยกเลิกการใช้ แต่ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ดหรือ QR Code

 

เหตุที่ทำให้ การเลือกตั้งถูกเพิกถอน (ไม่ใช่เป็นโมฆะตามที่พูดกันอยู่) ทั้งประเทศได้ตามรัฐธรรมนูญไทยมีเหตุเดียวคือ การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ก็คือต้องโกงกันทั้งประเทศนั่นแหละ จึงจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่

 

นอกจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญสองครั้งคำวินิจฉัยแรก คือคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ซึ่งศาลเห็นว่าการกำหนดวันเลือกตั้ง การจัดคูหาเลือกตั้งที่ให้คนอื่นอาจเห็นการลงคะแนนได้ ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ และผลการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม จึงให้เพิกถอนการเลือกตั้ง สส. และจัดเลือกตั้งใหม่  และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2557 ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า การที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้ง 28 เขตเลือกตั้ง เพราะมีการชุมนุมขัดขวางการรับสมัครรับเลือกตั้ง  ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนจะจัดเลือกตั้งคสช. ก็ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

 

วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน พรุ่งนี้จะมาพูดเรื่องการเลือกตั้งโดยลับ กับปัญหา QR Code และบาร์โค้ด ผมเชื่อว่าผู้มีปัญญาและมีจิตใจเป็นกลาง จะอ่านโพสต์นี้และใช้ปัญญาตรึกตรองเอา ว่ามีเหตุผล มีความเห็นที่มีฐานเป็นความรู้ หรือเป็นความเห็นลอยๆ ส่วนทัวร์ใส่เสื้อสีทั้งหลาย เมื่อยึดมั่นถือมั่นในในสีที่ตัวชอบ ก็เชิญขนกันมาได้ครับ ยินดีเปิดที่จอดรถทัวร์ให้

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยกหลักกาลามสูตร ชี้เลือกตั้งไม่โมฆะเพราะบาร์โค้ด ล้มได้ต่อเมื่อโกงกันทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ส่งมอบโบราณวัตถุล้ำค่า 171 รายการ คืนสู่ทางการไทย เตรียมพัฒนาพื้นที่เดิมสู่พิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา https://thestandard.co/us-consulate-chiang-mai-artifacts-museum/ Fri, 20 Feb 2026 11:12:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1180466 พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจ […]

The post สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ส่งมอบโบราณวัตถุล้ำค่า 171 รายการ คืนสู่ทางการไทย เตรียมพัฒนาพื้นที่เดิมสู่พิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ จัดพิธีส่งมอบโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบภายในพื้นที่สถานกงสุลใหญ่ (แห่งเดิม) ให้แก่สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ เพื่อการอนุรักษ์และศึกษาทางวิชาการ โดยมี คีเลีย คัมมินส์ กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ เป็นผู้ส่งมอบให้แก่ ฉัตรลดา สินธุสอน ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ และมี พิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยาน

 

โบราณวัตถุดังกล่าวมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 171 รายการ ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2545 ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ภายในสถานกงสุลใหญ่แห่งเดิม ประกอบด้วยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ เศษเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาล้านนา (เวียงกาหลง, สันกำแพง และลำปาง) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 20–22 เศษเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ตลอดจนเต้ายาสูบ เต้าปูน และกระดูก ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมล้านนาริมฝั่งแม่น้ำปิงในอดีต

 

กงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ กล่าวว่า การส่งมอบในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมืออันดีระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทยในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยได้มอบทะเบียนรายการโบราณวัตถุทั้งหมดให้แก่สำนักศิลปากร เพื่อให้นำไปเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ต่อไป

 

ด้านผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ยืนยันว่าโบราณวัตถุชุดนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิภาค และจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักวิจัยและภาคประชาชน

 

สำหรับพื้นที่สถานกงสุลใหญ่แห่งเดิมขนาด 8 ไร่ มีกำหนดส่งคืนให้แก่กรมธนารักษ์ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ซึ่งในวันเดียวกัน กรมธนารักษ์จะดำเนินการส่งมอบพื้นที่ให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในอนาคต

 

นอกจากนี้ ภายในพิธีสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ ทั้งการบรรยายสรุปรายละเอียดโบราณวัตถุและการเสวนาในหัวข้อ ร่องรอยวิถีชีวิตและวัฒนธรรมล้านนาริมแม่น้ำปิง โดยนักวิชาการจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมถอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์จากวัตถุที่ค้นพบในครั้งนี้ด้วย

 

พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 1พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 2พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 3พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 4พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 5พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 6พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 7พิธีส่งมอบโบราณวัตถุ 171 รายการ โดยสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ คืนสู่ทางการไทย เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา 8

The post สถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ เชียงใหม่ ส่งมอบโบราณวัตถุล้ำค่า 171 รายการ คืนสู่ทางการไทย เตรียมพัฒนาพื้นที่เดิมสู่พิพิธภัณฑ์มรดกล้านนา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล https://thestandard.co/atthaya-thitikul-birthday/ Fri, 20 Feb 2026 10:41:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1180448 โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand

🏌🏻‍♀️🎉 สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล   […]

The post สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand

🏌🏻‍♀️🎉 สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล

 

โปรจีโน่-อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย มือ 1 ของโลก ฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 23 ปี ได้อย่างร้อนแรงในศึกใหญ่ของบ้านเราอย่าง Honda LPGA Thailand

 

โดยในรอบที่สอง โปรจีโน่ระเบิดฟอร์มทำวันเดียว 9 อันเดอร์พาร์ จาก 1 อีเกิลที่หลุม 7 และ 7 เบอร์ดี้ แบบโบกี้ฟรี เก็บสกอร์รวม 14 อันเดอร์พาร์ 230 ขยับขึ้นรั้งอันดับ 2 ของการแข่งขัน

 

THE STANDARD SPORT ขอร่วมฉลองวันเกิดให้กับโปรจีโน่ และขออวยพรให้ปีที่ 23 เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความมั่นใจ และอีกหลายช่วงเวลาแห่งความสำเร็จในเส้นทางอาชีพ

 

โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 1โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 3

The post สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามส่อปะทุ! ‘อรรถพล’ สั่งด่วนงัดกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซล รับมือตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน https://thestandard.co/attapon-orders-oil-fund-diesel/ Fri, 20 Feb 2026 10:08:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1180437 อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน สั่งตรึงราคาดีเซล รับมือความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘อรรถพล’ เร่งคุมเกมราคาน้ำ […]

The post สงครามส่อปะทุ! ‘อรรถพล’ สั่งด่วนงัดกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซล รับมือตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน สั่งตรึงราคาดีเซล รับมือความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ‘อรรถพล’ เร่งคุมเกมราคาน้ำมันโลกปั่นป่วน สั่งบอร์ด กบน.ประชุมด่วนรับมือวิกฤตสหรัฐฯ-อิหร่าน งัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนดีเซลเพื่อตรึงราคาทันที

 

วันที่ 20 ก.พ. อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้สั่งการเร่งด่วนให้จัดประชุมเพื่อหารือวาระเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีความกังวลว่าสหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านในไม่ช้านี้

 

หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการใช้กำลังทหาร หากการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านประสบความล้มเหลว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเกิดความผันผวนปรับตัวเพิ่มระลอกใหม่

 

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายในประเทศที่กำลังเร่งฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ที่ประชุม กบน.วันนี้ (20 ก.พ.2569) ได้มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 45 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมที่จัดเก็บเข้ากองทุนฯ 15 สตางค์ต่อลิตร เปลี่ยนเป็นลดการจัดเก็บลงและปรับมาเป็นการอุดหนุนราคาดีเซลเพิ่มเป็น 30 สตางค์ต่อลิตร

 

ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลคงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร เพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบต่อค่าครองชีพ โดยการอุดหนุนนี้จะส่งผลต่อรายรับประเภทน้ำมันดีเซลลดลงวันละ 29.52 ล้านบาท แต่ในภาพรวมฐานะกองทุนน้ำมันฯ ยังรองรับได้เพราะบัญชีน้ำมันยังคงเป็นบวก

 

“กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างใกล้ชิดเพราะผลของสถานการณ์ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีความผันผวนโดยในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังเร่งฟื้นตัว”

 

โดย กบน. เร่งใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เข้าบริหารจัดการทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้น เนื่องจากดีเซลถือเป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

 

ทั้งนี้ การตรึงราคาดีเซลในครั้งนี้ มีเป้าหมาย ไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และไม่ให้เกิดภาวะสะดุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

 

รัฐบาลพร้อมใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อดูแลเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างรอบคอบและทันท่วงที

 

ปัจจุบัน ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทุนน้ำมันฯ เป็นบวกอยู่ที่ 1,772 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 39,951 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,179 ล้านบาท

 

ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซล จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 29.52 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 10.80 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันละ 18.72 ล้านบาท

The post สงครามส่อปะทุ! ‘อรรถพล’ สั่งด่วนงัดกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาดีเซล รับมือตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ https://thestandard.co/election-annulment-economic-impact/ Fri, 20 Feb 2026 09:54:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1180431 ภาพประกอบแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น ความเชื่อมั่นนักลงทุน การย้ายฐานการผลิต และ GDP

KResearch กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น ความเชื่อมั่นนักลงทุน การย้ายฐานการผลิต และ GDP

KResearch กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระบวนการงบประมาณ และการเจรจาการค้า แต่ก็ไม่น่าทำให้ GDP ปี 2569 หดตัวถึงขั้นติดลบได้ อย่างไรก็ตาม ก็มองว่า โอกาสที่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะจะเป็นโมฆะ จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปนั้นมีค่อนข้างน้อย เช่นเดียวกับ InnovestX ที่มองโอกาส ‘โมฆะ’ แทบเป็นศูนย์ แต่ยังห่วง ‘สุญญากาศ’ ช่วงตั้งรัฐบาลฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีแรก

 

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนในแง่มุมต่างๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจจะหายไป ทำให้กระบวนงบประมาณสะดุด อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

อย่างไรก็ตาม บุรินทร์ประเมินว่า โอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปนั้นมีค่อนข้างน้อย และไม่ได้ถูกนำมาประเมินเป็นกรณีฐาน (Base Case) ในประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยสังเกตได้จากปฏิกิริยาของตลาดหุ้นที่ยังไม่ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นนี้

 

กระนั้น บุรินทร์ยังกล่าวต่อว่า แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะหายไปทันที เนื่องจากเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเปลี่ยนแผน ย้ายฐานการผลิตหรือเม็ดเงินลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน

 

นอกจากนี้ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ การลงทุนของภาครัฐและการเบิกจ่ายงบประมาณจะต้องถูกเลื่อนออกไปตามกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะยิ่งทำให้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแย่ลง

 

บุรินทร์กล่าวต่อว่า หากเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็พร้อมปรับเปลี่ยนประมาณการเศรษฐกิจ แต่เบื้องต้น คาดว่า หากการเลือกเป็นโมฆะก็จะไม่ถึงขั้นทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ (GDP) ติดลบ แต่มีความเสี่ยงสูงที่การเติบโตของ GDP ในบางไตรมาสจะหดตัวจนติดลบได้

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า GDP ปีนี้ 2569 จะขยายตัว 1.9% (ขึ้นจาก 1.6% ที่คาดการณ์เมื่อธันวาคม) โดยภายใต้ประมาณการนี้ KResearch คาดว่า กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีแนวโน้มเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนให้งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มบังคับใช้ได้ทันภายในไตรมาสที่ 4 ตามที่ประเมินไว้

 

สำหรับผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ บุรินทร์มองว่า หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือการเจรจาการค้าระดับประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ จะดำเนินการต่อไม่ได้ เนื่องจากประเทศจะตกอยู่ในสภาวะที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่มีอำนาจเต็มในการเจรจาหรือเซ็นอนุมัติ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่

 

InnovestX มองโอกาส ‘โมฆะ’ แทบเป็นศูนย์ ปรับเป้า GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 1.7%

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ทีมวิจัยเศรษฐกิจและฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด (InnovestX) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า โอกาสที่ศาลฯ จะตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก หรือมองว่ามีโอกาสแทบจะเป็นศูนย์

 

ดร.ปิยศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยม ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในรอบ 20-30 ปี โดยเฉพาะตัวเลขจำนวน สส. ที่ได้ถึง 193 ที่นั่ง ทำให้เสถียรภาพในสภาฯ มีความมั่นคงสูงมาก และเอื้อต่อการผลักดันนโยบายต่างๆ

 

ทั้งนี้จากความชัดเจนทางการเมือง InnovestX ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ขึ้นจากเดิม 1.4% เป็น 1.7% โดยปัจจัยหลักมาจากการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีขึ้นนัก

 

ดร.ปิยศักดิ์ ยังชี้ว่า หากรัฐบาลใหม่สามารถผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นรูปธรรม อาจเป็น Upside ที่ช่วยดัน GDP จาก 1.7% เพิ่มอีก 0.5% ให้โตได้ถึงระดับ 2.0% ต้นๆ ได้ด้วย

 

จับตา ‘สุญญากาศ’ ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำกว่า 1%

 

แม้ภาพรวมทั้งปีจะดูดีขึ้น แต่ไส้ในของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกปีนี้ น่ากังวลอย่างมาก โดย ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า ไตรมาส 1/2569 GDP อาจโตเพียง 1% กว่าๆ และไตรมาส 2 อาจแผ่วลงเหลือ 0% กว่าๆ ส่งผลให้ GDP ครึ่งแรกปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่า 1% ซึ่งเกิดจากปัจจัยลบ 3 ประการ ดังนี้

 

  • ภาวะเกียร์ว่างของรัฐบาลรักษาการ ในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลปัจจุบันมีสถานะรักษาการโดยพฤตินัย ทำให้ไม่สามารถอนุมัติโครงการใหญ่หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ เกิดภาวะชะงักงันในการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐ
  • หมดรอบมาตรการ EV ความคึกคักของการบริโภคในไตรมาส 4 ปีก่อน เป็นผลจากมาตรการ EV 3.0 ที่กำลังจะหมดอายุ ทำให้เกิดการเร่งซื้อ (One-time off) ไปแล้ว ดีมานด์รถยนต์ในช่วงต้นปีนี้จึงหายไป ส่งผลกระทบต่อตัวเลขการบริโภค
  • ภาพลวงตาการส่งออก (Transshipment) แม้ตัวเลขการส่งออกดูเหมือนจะฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อดูไส้ในพบว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาเพื่อส่งออกต่อ (Transshipment) แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มการผลิตในประเทศ โดยเห็นได้จากตัวเลขนำเข้าจากจีนและไต้หวันที่สูงพอๆ กับยอดส่งออก

 

อย่างไรก็ดีคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังปีนี้มีโอกาสจะฟื้นกลับมาขยายตัวในระดับประมาณ 2% ส่งผลให้ทั้งปี 2569 GDP ของไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 1.7%

 

สำหรับความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ดร.ปิยศักดิ์ มองไปที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้าออกไปประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งแม้จะไม่รุนแรงเท่าปีก่อนๆ แต่ก็จะกระทบต่อเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4/2569 ประมาณ 0.1-0.2%

 

ทั้งนี้ประมาณการเศรษฐกิจรายไตรมาส ปี 2569 จากการประเมินของ InnovestX คาดการณ์ทิศทาง GDP รายไตรมาส ดังนี้

 

  • ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1.7% ชะลอตัวจากฐานสูงและการเร่งใช้จ่ายปีก่อน
  • ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 0.9% จุดต่ำสุดจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง
  • ไตรมาส 3/2569 ขยายตัว 1.9% เริ่มฟื้นตัวหลังมีรัฐบาลใหม่
  • ไตรมาส 4/2569 ขยายตัว 2.2% เร่งตัวขึ้น แต่อาจสะดุดเล็กน้อยหากงบประมาณล่าช้า

 

ดร.ปิยศักดิ์ สรุปว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีความหวังอยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการเร่งเครื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นกุญแจสำคัญ

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอปสตีนไฟล์คืออะไร? ชำแหละเอกสารล้านหน้าที่ (อาจ) เอาผิดใครไม่ได้ https://thestandard.co/epstein-files-human-trafficking-investigation/ Fri, 20 Feb 2026 09:50:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1180427 ภาพเอกสาร “เอปสตีนไฟล์” และสัญลักษณ์ที่สื่อถึงคดีความและบุคคลสำคัญ

“เขาไม่เคยเป็นเจ้าชายสำหรับเรา… และสำหรับผู้รอดชี […]

The post เอปสตีนไฟล์คืออะไร? ชำแหละเอกสารล้านหน้าที่ (อาจ) เอาผิดใครไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเอกสาร “เอปสตีนไฟล์” และสัญลักษณ์ที่สื่อถึงคดีความและบุคคลสำคัญ

“เขาไม่เคยเป็นเจ้าชายสำหรับเรา… และสำหรับผู้รอดชีวิตทุกหนแห่ง โปรดรู้ไว้ว่า สิ่งที่เวอร์จิเนียทำ เธอทำเพื่อพวกคุณทุกคน”

 

นี่คือเสียงสะท้อนจากครอบครัวของ เวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) เหยื่อผู้ล่วงลับ และผู้หญิงที่ลุกขึ้นต่อสู้ในคดีล่วงละเมิดทางเพศกับ แอนดรูว์ เมานต์แบทเทน-วินด์เซอร์ ถึงสถานการณ์ล่าสุด หลังเมื่อวานนี้ (19 กุมภาพันธ์) ตำรวจสหราชอาณาจักรจับกุมอดีตเจ้าชายในข้อหา ‘ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่’ จากการปล่อยเอกสารลับของทางการให้ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กและค้ามนุษย์ ขณะดำรงตำแหน่งทูตการค้าอังกฤษ

 

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ กล่าวได้ว่า ‘เอปสตีนไฟล์’ (Epstein Files) ไม่ใช่เพียงบันทึกอาชญากรรมของเอปสตีน แต่เป็น ‘ไดอารี่แห่งอำนาจ’ ที่บันทึกเส้นสายความสัมพันธ์ของชนชั้นนำระดับโลกไว้อย่างละเอียด จนกลายเป็นบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมและความโปร่งใสในยุคใหม่

 

ดังคำกล่าวของ อังคุช คาโดรี (Ankush Khardori) นักเขียนอาวุโส และอดีตอัยการรัฐบาลกลางประจำกระทรวงยุติธรรม ผู้เขียนบทความกฎการอ่านเอปสตีนไฟล์ 5 ข้อใน Politico ว่า หากจะตัดสินว่า บุคคลสำคัญมีความใกล้ชิดกับเอปสตีนมากน้อยเพียงใด จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการตรวจสอบบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกก่อน

 

เอปสตีนไฟล์คืออะไร มีอะไรที่ต้องระวังในการรับสาร แล้วหลักฐานเหล่านี้เพียงพอจะเอาผิดใครได้จริงหรือไม่? THE STANDARD ชำแหละเอกสารล้านหน้าและคำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบ

 

จาก ‘ครูสอนคณิตศาสตร์’ สู่ ‘มหาเศรษฐีค้ามนุษย์’ เจฟฟรีย์ เอปสตีน คือใคร?

 

“ผมไม่ใช่ผู้กระทำความผิดทางเพศ ผมเป็นแค่ ‘ผู้กระทำผิด’ เท่านั้น”

 

นี่คือคือสิ่งที่เอปสตีนเคยให้สัมภาษณ์กับ New York Times ในปี 2011 ว่า คำทั้งสองต่างกันเหมือนกับคำว่า ‘ฆาตกร’ และ ‘คนที่ขโมยเบเกิล’ นับเป็นประโยคสั้นๆ ที่ทำให้โลกรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น

 

เอปสตีนเกิดในปี 1953 ที่บรูคลิน มหานครนิวยอร์ก เขาเข้าเรียนด้านฟิสิกส์ที่ Cooper Union และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) แต่ไม่ได้รับปริญญาจากทั้งสองแห่ง โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการจากตัวเขาเอง

 

เอปสตีนเริ่มต้นอาชีพในฐานะครูสอนคณิตศาสตร์ที่ Dalton School โรงเรียนเอกชนชื่อดังของครอบครัวผู้มีฐานะในนิวยอร์ก แต่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง เนื่องจากผลงานการสอนไม่เป็นที่น่าพอใจ ทว่าเส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่วงการการศึกษา เอปสตีนก้าวเข้าสู่โลกการเงิน หลังผู้ปกครองนักเรียนรายหนึ่งแนะนำให้เขารู้จักกับ เอซ กรีนเบิร์ก ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารเพื่อการลงทุน Bear Stearns ก่อนที่จะได้ร่วมงาน และไต่เต้าขึ้นเป็นหุ้นส่วนของสถาบันการเงินระดับโลกแห่งนี้

 

เอปสตีนก่อตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของตนเอง คือ J Epstein & Co. ในปี 1982 เขาเริ่มสร้างเครือข่ายกับมหาเศรษฐี นักการเมือง และคนดัง โดยหนึ่งในนั้นคือ เลสลี เว็กซ์เนอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกัน และอดีต CEO Victoria’s Secret ทำให้เขามีอำนาจทางการเงินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ในช่วงทศวรรษ 1990-2000 เอปสตีนเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ใช้ชีวิตหรูหรา มีคฤหาสน์ในแมนฮัตตัน ปาล์มบีช ฟาร์มในนิวเม็กซิโก และเกาะส่วนตัวอย่างลิตเติลเซนส์เจมส์ ขณะที่คบหากับ กิสเลน แม็กซ์เวลล์ (Ghislaine Maxwell) ชนชั้นสูงเชื้อสายอังกฤษ-ฝรั่งเศส หรือลูกสาวของ โรเบิร์ต แม็กซ์เวลล์ (Robert Maxwell) มหาเศรษฐีอังกฤษ

 

จุดเริ่มต้นของคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศของเจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) ถูกเปิดเผยในปี 2005 เมื่อผู้ปกครองเด็กหญิงวัย 14 ปี แจ้งตำรวจเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดาว่า เขาจ่ายเงินให้ลูกสาว ‘ทำงานนวด’

 

การสอบสวนดำเนินอยู่ราว 3 ปี ซึ่งพบว่า เด็กผู้หญิงมากกว่า 30 คนถูกล่วงละเมิดทางเพศ ต่อมาสำนักงานอัยการสหรัฐฯ เขตฟลอริดาตอนใต้ ทำข้อตกลงเสนอลดโทษกับเอปสตีน โดยให้รับสารภาพข้อหา 2 กระทงและโทษจำคุก

 

เอปสตีนรับสารภาพในปี 2008 ถูกตัดสินจำคุก 18 เดือน และได้รับการปล่อยตัวในเดือนกรกฎาคม 2009 แต่แล้ว คดีดังกล่าวก็กลับมาเป็นประเด็นในปี 2018 หลัง Miami Herald หนังสือพิมพ์ชื่อดัง ตีพิมพ์บทความเจาะลึกเบื้องหลังคดีในปี 2006-2008 ทำให้กระแสกดดันสาธารณะพุ่งสูง จนในปี 2019 เอปสตีนถูกจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศเยาวชน

 

อย่างไรก็ดี เอปสตีนเสียชีวิตในเรือนจำ Metropolitan Correctional Center ระหว่างรอพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2019 โดยรายงานของนิติเวชระบุว่า เขาตัดสินใจปลิดชีพด้วยการแขวนคอในคืนวันนั้น แม้จะมีคำถามและข้อสงสัยตามมาจากสาธารณชนอีกมาก

 

เอปสตีนไฟล์คืออะไร ทำไมได้รับความสนใจจากทั่วโลก?

 

‘เอปสตีนไฟล์’ คือคำเรียกรวมของชุดเอกสาร และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน โดยอัยการและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวบรวมมาตั้งแต่ปี 2005 หลังเขาถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดเด็กหญิงในรัฐฟลอริดา

 

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปล่อยเอกสารดังกล่าว 3-3.5 ล้านหน้า ครอบคลุมการสอบสวนอาญา 2 ระยะหลัก คือ คดีในฟลอริดาระหว่างปี 2006–2008 และคดีรัฐบาลกลางในนิวยอร์กปี 2019 ภายใต้กฎหมาย Epstein Files Transparency Act ที่สภาคองเกรสอนุมัติ โดยทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตเห็นพ้องทั้งสองฝ่าย (Bipartisan)

 

ในเอปสตีนไฟล์ประกอบด้วยจดหมาย อีเมล โทรสาร บันทึกทางการเงิน ข้อมูลการเดินทาง ภาพถ่าย วิดีโอ และบันทึกการติดต่อสื่อสาร ซึ่งสะท้อนทั้งเส้นทางการเงิน เครือข่ายบุคคล และกระบวนการสอบสวนของรัฐ

 

สาเหตุที่เอกสารชุดนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ใช่แค่เพราะความร้ายแรงของขบวนการค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ แต่เนื้อหายังเชื่อมโยงถึงบุคคลผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเงิน การเมือง และสังคมชั้นสูง เช่น

 

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และอดีตเพื่อนสนิท
  • แอนดรูว์ เมานต์แบทเทน-วินด์เซอร์ พระอนุชาของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3
  • บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ
  • เอฮุด บารัก อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล
  • ปีเตอร์ แมนเดอร์สัน อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐอเมริกา
  • สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์
  • ซาราห์ เฟอร์กูสัน อดีตภรรยาแอนดรูว์
  • บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft
  • อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของ Tesla และ X
  • นอม ชอมสกี นักภาษาศาสตร์และนักปรัชญา
  • ไมเคิล แจ็กสัน ราชาเพลงป๊อปตลอดกาล

 

นอกจากนี้มีการประเมินว่า ผู้เสียหายในคดีดังกล่าวมีจำนวนมาก และมาจากหลายประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือเหยื่อผู้ล่วงลับอย่าง เวอร์จิเนีย จุฟเฟร อดีตพนักงานในรีสอร์ทมาร์อาลาโกของทรัมป์ที่ออกมาเปิดเผยว่า เธอถูกแอนดรูว์และชนชั้นนำหลายคน ข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

 

อนึ่ง การปล่อยเอกสารดังกล่าวก็มีผลลัพธ์ที่เป็นลบ เพราะมีการเปิดเผยตัวตนเหยื่อ แม้บางส่วนถูกขีดฆ่าทิ้งแต่ก็ยังอ่านได้ โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า กำลังเร่งแก้ไขและปกปิดข้อมูลเพิ่มเติม

 

ขณะที่ฟากเดโมแครตยังตั้งคำถามกับรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า เพราะเหตุใดกระทรวงยุติธรรมจึงปล่อยเอกสารเพียง 3.5 ล้านหน้า จากทั้งหมด 6 ล้านหน้า ซึ่งเชื่อกันว่า ทางการยังถือครองเอกสารอีก 2.5 ล้านหน้าอยู่

 

แม้จะมีการเปิดเอปสตีนไฟล์ตามแรงกดดันของสาธารณะ แต่คำถามยังคงอยู่ว่า ข้อมูลชุดล่าสุดเป็นที่สิ้นสุดแล้วจริงหรือไม่ หลายฝ่ายโดยเฉพาะฐานเสียงของทรัมป์เชื่อว่า มีความพยายามปกปิดเอกสารเพื่อปกปิดความผิดให้กับชนชั้นนำ หรือ ‘กลุ่ม Deep State’

 

อย่างไรก็ตาม ท็อดด์ แบลนช์ รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ตอบคำถามว่า นอกเหนือจากเอกสารบางส่วนที่ต้องรอคำสั่งศาล การทบทวนเอปสตีนไฟล์ถือเป็นหน้าที่ที่สิ้นสุดของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แล้ว

 

ไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นแบบที่คิดและเห็น คือสิ่งที่ต้องระวังในการอ่านเอปสตีนไฟล์

 

น่าสนใจว่า Politico ออกบทความ ‘กฎทั้ง 5 ข้อในการอ่านเอปสตีนไฟล์’ ที่มีผู้เขียน คือ คาโดรี อดีตอัยการรัฐบาลกลางประจำกระทรวงยุติธรรม โดยมองว่า การเผยแพร่ไฟล์ดิบจากคดีอาญาระดับโลกเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ควรรีบด่วนสรุป และไม่ควรปล่อยให้ ‘การเมือง’ ชี้นำการตีความ พร้อมออกคำแนะนำในการอ่านดังต่อไปนี้

 

1. อย่าอ่านแล้วตีความเองทันที – การดูแค่อีเมลหรือข้อความบางส่วนโดยปราศจากบริบทรอบด้าน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ขณะที่ผู้อ่านควรหลีกเลี่ยงเอกสารที่มาจากโซเชียลมีเดีย ภาพถ่ายหน้าจอ แต่ต้องเลือกรับสารจากสื่อที่น่าเชื่อถือ และสำนักข่าวที่เชี่ยวชาญในการทำงานสืบสวน

 

2. เข้าใจประเภทของเอกสารที่กำลังอ่าน – เนื่องจากเอกสารบางส่วนเป็นบันทึกการสัมภาษณ์ของ FBI โดยสรุปสิ่งที่พยานพูด ไม่ได้หมายความว่า ข้อความเหล่านั้นเป็นความจริง และเป็นไปได้ว่า พยานอาจกล่าวโทษคนอื่นหรือคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้น

 

3. ความเลวร้ายทางศีลธรรม ≠ อาชญากรรม – ส่วนนี้น่าสนใจ คาโดรีมองว่า จุดประสงค์ของการเปิดเผยเอปสตีนไฟล์ตั้งแต่แรก คือ การเปิดโปงชนชั้นนำที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมและหลีกเลี่ยงความผิด ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่า การใกล้ชิดกับเอปสตีนหรือพฤติกรรมที่น่ารังเกียจบางอย่างผิดกฎหมาย เช่น การเป็นเพื่อนกับผู้กระทำความผิด

 

บทความชี้ว่า การรับรู้ความผิดและไม่ทำอะไรเลย ถือเป็น ‘ความเลวร้ายทางศีลธรรม’ แต่อาชญากรรมตามกฎหมาย คือ มีส่วนช่วยเหลือหรือปกปิดความผิดอย่างรู้เห็น

 

4. ตั้งคำถามเยอะๆ กับการปล่อยเอปสตีนไฟล์ – บทความมองว่า ไม่มีอะไรการันตีว่า รัฐบาลทรัมป์จะไม่วางแผน หรือจัดลำดับข้อมูลเปิดเผยเพื่อหวังผลทางการเมือง เป็นไปได้ว่า อาจปล่อยข้อมูลที่เป็นโทษกับฝ่ายตรงข้ามก่อน แล้วค่อยหักล้างภายหลัง

 

คาโดรีหมายเหตุไว้ว่า รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนท่าทีเรื่องเอปสตีนไฟล์มาตลอด จึงยากที่จะเชื่อถือในประเด็นดังกล่าว

 

5. ถามตัวเองว่า ‘ทรัมป์’ อยู่ไหนในสมการนี้ – คาโดรีมองว่า เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ควรถูกเปิดเผยได้ง่ายสุด เพราะเขาไม่ได้อยู่ในการสอบสวนครั้งใหม่ แต่กลับมีรายงานว่า FBI โดนสั่งให้ทำเครื่องหมายชี้ทุกจุดที่เอ่ยถึงทรัมป์ จึงมีความเป็นไปได้ว่า มีการกันข้อมูลอะไรบางอย่างไว้หรือไม่

 

“หากเราจะตัดสินว่า บุคคลสำคัญเหล่านั้นมีความใกล้ชิดกับเอปสตีนมากน้อยเพียงใด จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด คือการตรวจสอบบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกก่อน” คาโดรีทิ้งท้ายในบทความ

 

เปิดเผยมากมาย แต่สุดท้ายเอาผิดใครไม่ได้: เรื่องจริง (อันน่าเศร้า) ของเอปสตีนไฟล์

 

แม้จะมีการปล่อยเอปสตีนไฟล์เป็นล้านหน้า แต่รองอัยการสูงสุดสหรัฐฯ ชี้ชัดว่า จะไม่มีการตั้งข้อหาใหม่เพิ่ม เพราะแม้จะมีอีเมล รูปถ่าย ข้อมูล หรือหลักฐานมากมาย แต่ไม่มากพอที่จะ ‘เอาผิด’

 

“เราต้องแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน คือการมีไฟล์เอปสตีนกับการมีใครที่เราจะสามารถดำเนินคดีได้” แบลนช์กล่าวในรายการ State of the Union

 

แดเนียล เบนสกี นักบัลเลต์ผู้เป็นเหยื่อ ออกมาให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า การที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลออกมาโดยมีชื่อของเหยื่อหลายคนปรากฏในเอกสาร ทำให้พวกเธอรู้สึกโกรธมาก แม้จะได้รับคำมั่นว่ารัฐจะปกป้องพวกเธอ

 

“ถ้าคุณไม่ได้ปกป้องผู้รอดชีวิต แล้วคุณกำลังปกป้องใคร?” เธอตั้งคำถาม

 

ขณะที่มีการเปรียบเทียบสถานการณ์ในยุโรปว่า สื่อและสังคมพยายามกดดันให้มีการรับผิดทางกฎหมายและจริยธรรม เช่น กรณีสหราชอาณาจักรจับกุมแอนดรูว์ หรือ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษสั่งสอบสวนความเกี่ยวข้องของแมนเดอร์สันในเอปสตีนไฟล์

 

เช่นเดียวกันกับทางการฝรั่งเศส หลังอัยการเปิดสอบสวนสองคดีการล่วงละเมิดทางเพศและการกระทำผิดทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีน โดยใช้เอกสารที่ปล่อยจากสหรัฐฯ เป็นฐานข้อมูล

 

ปัจจุบัน สหรัฐฯ พยายามกดดันให้เกิดการลงโทษอย่างเป็นทางการ โดย โธมัส แมสซี สส.รีพับลิกันเขียนข้อความบน X ว่า แอนดรูว์เพิ่งถูกจับกุม และสหรัฐฯ ต้องการความยุติธรรม

 

ภาพ: Jonathan Raa / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เอปสตีนไฟล์คืออะไร? ชำแหละเอกสารล้านหน้าที่ (อาจ) เอาผิดใครไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์เร่งเจรจา FTA แคนาดา ปิดดีลปีนี้ หวังเชื่อมการค้าอเมริกาเหนือ ลดอุปสรรคภาษีและไม่ใช่ภาษี https://thestandard.co/commerce-fta-canada-north-america/ Fri, 20 Feb 2026 09:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1180424 ภาพประกอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและแคนาดา

‘พาณิชย์’ เร่งเดินหน้าเจรจา FTA ‘อาเซียน-แคนาดา’ เผยคืบ […]

The post พาณิชย์เร่งเจรจา FTA แคนาดา ปิดดีลปีนี้ หวังเชื่อมการค้าอเมริกาเหนือ ลดอุปสรรคภาษีและไม่ใช่ภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและแคนาดา

‘พาณิชย์’ เร่งเดินหน้าเจรจา FTA ‘อาเซียน-แคนาดา’ เผยคืบหน้ากว่า 50% ตั้งเป้าสรุปผลภายในปี 2569 รวมถึงไทย-แคนาดา ‘ศุภจี’ ชี้หากไทยสามารถเจรจากับแคนาดาได้สำเร็จจะเป็น FTA แรกที่ไทยทำกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี เปิดประตูการค้าภูมิภาค พร้อมเตรียมเปิดเที่ยวบินตรง “แวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ” หนุนส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

 

โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า แคนาดาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-แคนาดา (ACAFTA TNC) รอบที่ 17 ระหว่างวันที่ 9-11 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง ACAFTA ให้สามารถสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569 ตามที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดาได้ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันของทั้งสองภูมิภาค โดยเฉพาะด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุน ท่ามกลาง การค้าโลกที่มีความไม่แน่นอนและความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมมุ่งเน้นการติดตามและประเมินความคืบหน้า การเจรจาของคณะทำงานภายใต้ ACAFTA ตามแผนงานการเจรจาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันการเจรจามีความคืบหน้ามากกว่า 50% ของการเจรจาทั้งหมด โดยได้ข้อสรุปแล้ว 10 บท

 

แม้ว่าการเจรจา ACAFTA จะมีความคืบหน้าที่ดี แต่ยังคงมีประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นที่แตกต่างในหลายประเด็น อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิคและกระบวนการตรวจสอบและรับรอง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุน และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

โดยเชื่อว่าการเจรจาในรอบที่เหลืออยู่ในเดือนเมษายนและกรกฎาคม 2569 จะมีความเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากทั้งอาเซียนและแคนาดาจะต้อง พยายามเร่งรัดเพื่อให้ได้ข้อสรุปตามเป้าหมายที่กำหนด

 

อย่างไรก็ตาม ไทยให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งจะเป็น FTA แรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือ

 

ทั้งนี้ ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,915.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 อยู่ที่ 21.44% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ได้พบหารือ มานินเดอร์ ซิดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและแคนาดา

 

ความสัมพันธ์ ไทย-แคนาดามีพลวัตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ไทยพร้อมร่วมมือกับแคนาดาในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกันทั้งในระดับภูมิภาค คือ อาเซียน-แคนาดา และระดับทวิภาคี คือ ไทย-แคนาดา โดยอยากให้การเจรจาแล้วเสร็จภายในปีนี้หากเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มสูงขึ้น

 

“หากไทยสามารถเจรจากับแคนาดาได้สำเร็จจะเป็น FTA แรกที่ไทยทำกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี และยังช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน ส่งเสริมการเป็นประตูการค้าระหว่างภูมิภาคซึ่งกันและกันอีกด้วย”

 

ศุภจี กล่าวว่า นอกจากแคนาดาจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค จึงได้มีการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างแวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงที่จะทำให้การเดินทางระหว่างกันสะดวกมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ แคนาดายังสนใจที่จะขยายการค้ากับไทย โดยเฉพาะในเรื่องสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ด้วย ซึ่งไทยเองก็พร้อมที่จะส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารให้กับแคนาดา อาทิ ข้าว ไก่ปรุงสุก อาหารสัตว์เลี้ยง ซอส และอาหารทะเลแปรรูป

 

แคนาดายังให้ความสนใจเรื่องความร่วมมือภายใต้กรอบ ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานและการเชื่อมโยง เศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน จะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainability) อีกด้วย

The post พาณิชย์เร่งเจรจา FTA แคนาดา ปิดดีลปีนี้ หวังเชื่อมการค้าอเมริกาเหนือ ลดอุปสรรคภาษีและไม่ใช่ภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิตจับมือเอกชน 18 แห่งเ ชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน ยกระดับการจัดเก็บภาษี รองรับ Carbon Tax https://thestandard.co/excise-oil-data-tax-carbon/ Fri, 20 Feb 2026 09:36:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1180420 ภาพตัวแทนกรมสรรพสามิตและผู้ประกอบการเอกชน 18 แห่ง ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน

กรมสรรพสามิตจับมือเอกชนเชื่อมโยงข้อมูลอุตสาหกรรมน้ำมัน […]

The post สรรพสามิตจับมือเอกชน 18 แห่งเ ชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน ยกระดับการจัดเก็บภาษี รองรับ Carbon Tax appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนกรมสรรพสามิตและผู้ประกอบการเอกชน 18 แห่ง ลงนาม MOU เชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน

กรมสรรพสามิตจับมือเอกชนเชื่อมโยงข้อมูลอุตสาหกรรมน้ำมัน 18 แห่ง ยกระดับการจัดเก็บภาษีสู่ดิจิทัล เริ่มทดลองระบบ 20 มีนาคมนี้ ก่อนใช้จริงกลางปี เพื่อเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงรองรับ Carbon Tax

 

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมสรรพสามิต ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันรวม 18 บริษัท เพื่อพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่รับเข้า-จ่ายออกจากโรงอุตสาหกรรม

 

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับฐานการจัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปดิจิทัล เอื้อต่อการจัดเก็บภาษีที่แม่นยำ ตลอดจนช่วยให้กรมสรรพสามิตสามารถตรวจสอบและคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยลดการจัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน และลดภาระของภาคเอกชน

 

“ที่ผ่านมา มีสินค้าสำเร็จรูปบางรายการที่นำสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมาผลิตต่อ ทำให้การจัดเก็บภาษีมีความซ้ำซ้อน ซึ่งหากข้อมูลมีความแม่นยำ ก็จะสามารถคำนวณการคืนภาษีได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ในระยะต่อไป เมื่อกรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษี ณ โรงอุตสาหกรรมปลายทางได้ กรมสรรพสามิตอาจไม่ต้องคืนเงินภาษีเลยก็ได้ เพราะระบบจะคำนวณหักลบให้เลย” พรชัยกล่าว

 

นอกจากนี้ พรชัยระบุอีกด้วยว่า ฐานข้อมูลที่จัดเก็บได้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับการกำหนดสัดส่วนราคาคาร์บอนต่อหน่วย หรือ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ได้อีกด้วย เพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

 

ทั้งนี้ พรชัยระบุว่า จะเริ่มทดลองเชื่อมระบบข้อมูลในวันที่ 20 มีนาคม และคาดว่าระบบจะเปิดใช้ได้จริงในช่วงกลางปีนี้

 

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ครอบคลุมกลุ่มบริษัทน้ำมัน 13 บริษัท ผู้ให้บริการขนส่งน้ำมัน 4 บริษัท และผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน 1 บริษัท รวมทั้งสิ้น 18 บริษัท

 

1. บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

 

2. บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

3. บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน)

 

4. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 

5. บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)

 

6. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

 

7. บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด

 

8. บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)

 

9. บริษัท ไซโนเปค ซัสโก้ จำกัด

 

10. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

11. บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

 

12. บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด

 

13. บริษัท สตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

 

14. บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด

 

15. บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด

 

16. บริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

 

17. บริษัท บาส์ฟขนส่งทางท่อ จำกัด

 

18. บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

The post สรรพสามิตจับมือเอกชน 18 แห่งเ ชื่อมโยงข้อมูลน้ำมัน ยกระดับการจัดเก็บภาษี รองรับ Carbon Tax appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาสติด! ทรูโชว์ฟอร์มปี 68 กวาดกำไรสุทธิ 9.2 พันล้านบาท พร้อมควักกระเป๋าจ่ายปันผลรวมหมื่นล้าน https://thestandard.co/true-profit-dividends-2025/ Fri, 20 Feb 2026 09:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1180417 โลโก้ True Corporation และกราฟแสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง พร้อมตัวเลขกำไรสุทธิและเงินปันผล

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนิน […]

The post กำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาสติด! ทรูโชว์ฟอร์มปี 68 กวาดกำไรสุทธิ 9.2 พันล้านบาท พร้อมควักกระเป๋าจ่ายปันผลรวมหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ True Corporation และกราฟแสดงผลประกอบการที่แข็งแกร่ง พร้อมตัวเลขกำไรสุทธิและเงินปันผล

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4 ปี 2568 โดยสามารถทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีได้ 4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการรักษากำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน และเมื่อปรับปรุงรายการพิเศษจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.1 พันล้านบาท

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำไตรมาสจำนวน 4.1 พันล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมเงินปันผลตลอดทั้งปี 2568 อยู่ที่ 1.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของ NPAT ตามรายงาน และ 56% ของ NPAT หลังปรับปรุงรายการพิเศษ

 

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนผลประกอบการที่เป็นบวกมาจากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายซึ่งลดลงถึง 28.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

สาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าคลื่นความถี่กับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายยังปรับตัวลดลง 27.5% ซึ่งเป็นผลจากการประหยัดต้นทุนหลังการควบรวมและการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่

 

แม้ความสามารถในการทำกำไรจะปรับตัวดีขึ้น แต่รายได้รวมในไตรมาส 4 ลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ขณะที่รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายลดลงเล็กน้อยที่ 1.0% จากการชะลอตัวของธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก

 

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ในไตรมาสนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในช่วงปลายปี

 

ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่าผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเป็นผลจากการยกระดับโครงข่าย One Network ให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการนำ AI First Program มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในองค์กร โดยบริษัทฯ จะมุ่งเน้นการขยายฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพ และลดการพึ่งพากลุ่มลูกค้าแบบหมุนเวียน หรือ Rotational Gross Adds เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความมั่นคงระยะยาว

 

การปรับกลยุทธ์ไปสู่การเน้นลูกค้าคุณภาพส่งผลให้ฐานผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ณ สิ้นไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นประมาณ 578,000 เลขหมาย รวมเป็น 47.5 ล้านเลขหมาย โดยในจำนวนนี้เป็นกลุ่มผู้ใช้งาน 5G ถึง 17.1 ล้านเลขหมาย ขณะที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.0% จากไตรมาสก่อนหน้า รวมเป็น 3.3 ล้านราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้านทานต่อปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

 

ในด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทฯ มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 4 อยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ EBITDA ตลอดทั้งปี 2568 ขยับขึ้นไปที่ 1.05 แสนล้านบาท เติบโต 7.0%

 

โดยอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการในไตรมาสนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 67.5% ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างต้นทุนที่ลดลงอย่างชัดเจนภายหลังการควบรวมกิจการ

 

นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายด้วยกำไรสุทธิหลังหักภาษี 9.2 พันล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงวินัยทางการดำเนินงานและการมุ่งเน้นการเติบโตที่มีกำไร

 

โดยบริษัทฯ ได้กำหนดทิศทางการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนและการบริหารงบดุล ท่ามกลางค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาส 4 ที่ระดับ 1.15 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาระดับโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับแผนการเติบโตในอนาคต

The post กำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาสติด! ทรูโชว์ฟอร์มปี 68 กวาดกำไรสุทธิ 9.2 พันล้านบาท พร้อมควักกระเป๋าจ่ายปันผลรวมหมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตุฯ เตือนรับมือพายุฤดูร้อน 23-25 ก.พ. นี้ ระวังฝนฟ้าคะนอง-ลูกเห็บตก เริ่มจากอีสานก่อนเข้าปกคลุมทั่วไทยตอนบน https://thestandard.co/thailand-summer-storm-warning/ Fri, 20 Feb 2026 09:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1180413 ภาพประกอบข่าว พายุฤดูร้อน เตือนประชาชนระวังฝนฟ้าคะนอง ลูกเห็บตก และลมกระโชกแรง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ […]

The post อุตุฯ เตือนรับมือพายุฤดูร้อน 23-25 ก.พ. นี้ ระวังฝนฟ้าคะนอง-ลูกเห็บตก เริ่มจากอีสานก่อนเข้าปกคลุมทั่วไทยตอนบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว พายุฤดูร้อน เตือนประชาชนระวังฝนฟ้าคะนอง ลูกเห็บตก และลมกระโชกแรง

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 1 แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ประเทศไทยตอนบนให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุฤดูร้อน ซึ่งจะส่งผลกระทบในช่วงวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์นี้ โดยจะมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง มีลูกเห็บตกและฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงอาจเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าในบางพื้นที่

 

สาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีน เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากอ่าวไทยเข้าปกคลุมภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออก ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด

 

ประกอบกับจะมีคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มส่งผลกระทบในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนเป็นลำดับแรก ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป

 

กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและเสริมความแข็งแรงให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรและโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา www.tmd.go.th หรือสอบถามที่สายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง

The post อุตุฯ เตือนรับมือพายุฤดูร้อน 23-25 ก.พ. นี้ ระวังฝนฟ้าคะนอง-ลูกเห็บตก เริ่มจากอีสานก่อนเข้าปกคลุมทั่วไทยตอนบน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. ติดกล้อง AI คุมแยกจราจร 74 จุดทั่วกรุง เตรียมขยายเพิ่มอีก 50 แยกปีนี้ https://thestandard.co/bma-ai-traffic-control-bangkok/ Fri, 20 Feb 2026 08:48:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1180404 ภาพกล้อง AI ตรวจจับการจราจรบริเวณสี่แยกในกรุงเทพฯ เพื่อบริหารจัดการสัญญาณไฟ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กรุงเทพมหานครเดินหน้าขับเคลื่อนน […]

The post กทม. ติดกล้อง AI คุมแยกจราจร 74 จุดทั่วกรุง เตรียมขยายเพิ่มอีก 50 แยกปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกล้อง AI ตรวจจับการจราจรบริเวณสี่แยกในกรุงเทพฯ เพื่อบริหารจัดการสัญญาณไฟ

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กรุงเทพมหานครเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการบริหารจัดการจราจรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนระบบสัญญาณไฟจากรูปแบบตั้งเวลาตายตัว (Fix Time) ไปสู่ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Signal Control) ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกล้อง CCTV ประมวลผลปริมาณรถแบบ Real Time เพื่อแก้ไขปัญหารถติดขัดและเพิ่มความคล่องตัวบนท้องถนนอย่างเป็นรูปธรรม

 

ปัจจุบันพื้นที่กรุงเทพมหานครมีทางแยกในความดูแลรวมทั้งสิ้น 746 ทางแยก โดยแบ่งเป็นทางแยกที่มีสัญญาณไฟจราจร 578 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 433 แห่งยังคงใช้ระบบตั้งเวลาแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2567-2568 ที่ผ่านมา กทม. ได้เร่งติดตั้งระบบ Adaptive รูปแบบใหม่ที่ทำงานร่วมกับกล้อง CCTV อัจฉริยะไปแล้ว 74 ทางแยก ครอบคลุมถนนสายหลักที่มีความหนาแน่นสูง อาทิ ถนนสุขุมวิท พระราม 4 พหลโยธิน สาทร สีลม และพระราม 9

 

ซึ่งจากการประเมินผลการใช้งานพบว่าสามารถลดความล่าช้าในการเดินทางได้เฉลี่ยร้อยละ 10 ถึง 41 โดยเฉพาะที่แยกพระโขนง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ พบว่าสามารถลดรอบสัญญาณไฟจราจรจากเดิม 12 นาที เหลือเพียง 6 นาที ช่วยให้การเคลื่อนตัวของรถดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

หัวใจสำคัญของระบบ Adaptive CCTV คือการนำข้อมูลจากกล้องตรวจวัดปริมาณรถในแต่ละทิศทางมาคำนวณและปรับเปลี่ยนเวลาไฟเขียว-ไฟแดงให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรจริงในขณะนั้น ช่วยขจัดปัญหาไฟเขียวว่าง หรือสถานการณ์ที่ฝั่งหนึ่งว่างแต่ระบบยังปล่อยไฟเขียวทิ้งไว้ ในขณะที่อีกฝั่งรถติดสะสมยาวนาน

 

นอกจากนี้ระบบยังช่วยลดโอกาสการเกิดรถติดค้างกลางแยก (Grid Lock) และลดภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในการปรับตั้งค่าสัญญาณไฟด้วยมือ ทำให้การบริหารจัดการจราจรมีความแม่นยำและเป็นวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น

 

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 กรุงเทพมหานครมีเป้าหมายขยายการติดตั้งระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะเพิ่มอีก 50 ทางแยก เพื่อยกระดับการเดินทางให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและจุดตัดสำคัญทั่วกรุง โดยมุ่งหวังที่จะคืนเวลาชีวิต ให้แก่คนกรุงเทพฯ ผ่านการลดระยะเวลาที่ต้องติดอยู่บนท้องถนน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้าง Smart City เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

The post กทม. ติดกล้อง AI คุมแยกจราจร 74 จุดทั่วกรุง เตรียมขยายเพิ่มอีก 50 แยกปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 แกนนำ คดีม.112 กรณีปราศรัยชุมนุมราบ 11 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องมาตรา 116 ‘ทราย https://thestandard.co/raab-11-leaders-jailed/ Fri, 20 Feb 2026 08:41:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1180401 ภาพอาคารศาลอาญา รัชดาภิเษก กรณีพิพากษาคดีชุมนุมราบ 11

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำ […]

The post ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 แกนนำ คดีม.112 กรณีปราศรัยชุมนุมราบ 11 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องมาตรา 116 ‘ทราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารศาลอาญา รัชดาภิเษก กรณีพิพากษาคดีชุมนุมราบ 11

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) ที่ ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 7 ราย จากกรณีการชุมนุมปลดอาวุธศักดินาไทย บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งถูกฟ้องในความผิดหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116 พร้อมข้อหาอื่นๆ ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ

 

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ในส่วนของข้อหาตามมาตรา 112 นั้น อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และพรหมศร วีระธรรมจารี มีความผิดจริงตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ส่วนณัฎฐธิดา มีวังปลา ให้ยกฟ้องในข้อหานี้

 

ขณะที่ข้อหาตามมาตรา 116 ศาลมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยทุกคนเนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานพฤติการณ์ยุยงปลุกปั่นหรือเหตุความรุนแรง โดยเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ สำหรับความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลสั่งปรับจำเลย 5 ราย ได้แก่ อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ, พรหมศร และณัฎฐธิดา รวมเป็นเงินคนละ 15,200 บาท

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 ส่งผลให้ อานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และ พรหมศร ถูกลงโทษจำคุกสุทธิคนละ 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา พร้อมโทษปรับพินัยคนละ 10,200 บาท

 

ในขณะที่ณัฎฐธิดาคงเหลือโทษปรับ 10,200 บาท และในส่วนของอินทิรา เจริญปุระ ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในทุกข้อกล่าวหา

 

ต่อมาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ในระหว่างการอุทธรณ์คดี โดยจำเลยทั้ง 3 รายจะได้รับการปล่อยตัวจากศาลอาญาในวันนี้ ภายใต้เงื่อนไขตามที่ศาลกำหนดต่อไป

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1GW8wAH6TF/

The post ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 แกนนำ คดีม.112 กรณีปราศรัยชุมนุมราบ 11 คนละ 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องมาตรา 116 ‘ทราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สธ.-สวรส. กางผลวิจัย 2 เดือนแรกปลดล็อกเวลาขายสุรา พบร้านอาหารยอดพุ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังทรงตัว https://thestandard.co/alcohol-sales-research-economy/ Fri, 20 Feb 2026 08:17:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1180396 การแถลงข่าวผลวิจัยการปลดล็อกเวลาขายสุรา โดย สธ. และ สวรส.

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิ […]

The post สธ.-สวรส. กางผลวิจัย 2 เดือนแรกปลดล็อกเวลาขายสุรา พบร้านอาหารยอดพุ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังทรงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแถลงข่าวผลวิจัยการปลดล็อกเวลาขายสุรา โดย สธ. และ สวรส.

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) แถลงความคืบหน้าการติดตามประเมินผลมาตรการยกเลิกเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วง 14.00–17.00 น. หลังดำเนินการทดลองมาแล้วกว่า 60 วัน พบข้อมูลเบื้องต้นเยาวชนตกเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ทางการค้า พร้อมเตรียมสังเคราะห์ข้อมูลรอบด้านเสนอคณะกรรมการนโยบายฯ ตัดสินใจหลังครบกำหนด 180 วัน

 

สืบเนื่องจากที่รัฐบาลได้มีนโยบายปลดล็อกช่วงเวลาห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (14.00-17.00 น.) โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นระยะเวลาทดลอง 180 วัน เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวได้นำมาสู่ข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเด็นผลกระทบด้านสุขภาพและความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งผลสำรวจจากศูนย์วิจัยปัญหาสุราฯ พบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 82.8 ยังคงมีความกังวลในประเด็นอุบัติเหตุ

 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานติดตามและประเมินผลกระทบฯ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามความคืบหน้างานวิจัยจากมูลนิธิเพื่อการประเมินนโยบายและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สวรส. ในการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

 

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. เปิดเผยผลวิเคราะห์เบื้องต้น (75 วันแรก) พบประเด็นสำคัญดังนี้:

 

  • ด้านเศรษฐกิจ: รายได้รวมจากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่พบว่ายอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารบางกลุ่มมีการปรับตัวดีขึ้น
  • ด้านสังคมและสุขภาพ: แม้อัตราการดื่มแล้วขับในภาพรวมยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีฐาน แต่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาพบความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าช่วงปกติถึง 4-5 เท่า
  • กลุ่มเสี่ยง: มีข้อสังเกตว่ากลุ่มเยาวชนกลายเป็นเป้าหมายใหม่ทางการตลาดของผู้ขายในช่วงเวลาที่มีการปลดล็อก

 

 

เพื่อให้การตัดสินใจภายหลังครบกำหนด 180 วันเป็นไปอย่างรอบด้าน คณะทำงานฯ ได้เตรียมประสานข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานหลัก อาทิ:

 

  • ข้อมูลสุขภาพ: ระบบ RTIDC และ HDC (อุบัติเหตุและห้องฉุกเฉิน) และค่ารักษาพยาบาลจาก สปสช.
  • ข้อมูลสังคม: สถิติคดีเมาแล้วขับและอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเรื่องร้องเรียนจากกรมการปกครอง
  • ข้อมูลเศรษฐกิจ: รายได้จากการท่องเที่ยวและข้อมูลภาษีจากกรมสรรพสามิตและกรมสรรพากร

 

 

นอกจากนี้ คณะทำงานฯ ยังเสนอให้มีการติดตามสื่อ (Media Monitoring) เพื่อวิเคราะห์กระแสสังคมควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder Analysis) ทุกกลุ่ม

 

รองผู้อำนวยการ สวรส. เน้นย้ำว่า การวิจัยครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเป้าเพียงเพื่อคัดค้านหรือสนับสนุน แต่เพื่อหาทางเลือกเชิงนโยบาย ที่เหมาะสม หากจะมีการขยายเวลาเป็นการถาวร จะต้องมีมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบทางสังคมและสุขภาพควบคู่กันไป โดย สวรส. จะดำเนินการกำกับและประเมินผลอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สมดุลที่สุดระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน

The post สธ.-สวรส. กางผลวิจัย 2 เดือนแรกปลดล็อกเวลาขายสุรา พบร้านอาหารยอดพุ่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังทรงตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : สว. เปิดพื้นที่ถกปม ‘ประกันสังคม’ เชิญตัวแทนนายจ้าง-ผู้ประกันตัว แจงเหตุผลประชาพิจารณ์ล่าช้า https://thestandard.co/social-security-public-hearing-delay/ Fri, 20 Feb 2026 08:08:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1180391 การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิก […]

The post เลือกตั้ง 2569 : สว. เปิดพื้นที่ถกปม ‘ประกันสังคม’ เชิญตัวแทนนายจ้าง-ผู้ประกันตัว แจงเหตุผลประชาพิจารณ์ล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี นรเศรษฐ์ ปรัญชากร สว. เป็นประธานกรรมาธิการฯ วาระพิจารณาศึกษารูปแบบการเลือกคณะกรรมการประกันสังคม

 

กรรมาธิการได้เชิญปลัดกระทรวงแรงงาน, ประธานคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564, พล.อ. สิงห์ศึก สิงห์ไพร อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รวมถึงผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อดีตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้า เข้าให้ข้อมูลต่อที่ประชุม

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

นรเศรษฐ์เปิดเผยก่อนการประชุมว่า เนื่องจากมีข้อสับสนและข้อถกเถียงในสังคม เราจึงเชิญทั้ง 2 ฝั่งในตัวแทนของผู้ประกันตนและฝั่งนายจ้าง รวมถึงปลัดกระทรวงแรงงาน และตัวแทนของปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ามาร่วมการประชุมด้วย จะได้ศึกษาและสอบถามข้อมูลเจตนารมย์ในการศึกษาข้อเสนอในการเปลี่ยนกติกาการเลือกตัวแทนของบอร์ดผู้ประกันตนด้วย

 

ด้วยเหตุนี้ จึงคิดว่าหลายประเด็นที่ทางสังคมมีข้อซักถามและสงสัยทั้งข้อมูลต่างๆที่ผู้ประกันตน อาจจะได้รับทราบน้อยมาก รวมถึงสาเหตุหลักจริงๆ ที่มีการเปลี่ยนกติกา เปลี่ยนด้วยเหตุผลใด และทางผู้ประกันตนจะได้ประโยชน์ใดจากการเปลี่ยนกติกาในครั้งนี้ จึงอยากจะพยายามหาคำตอบรวมถึงผู้มีความเห็นต่างว่าการเปลี่ยนกติกาครั้งนี้จะไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนด้วย จึงเป็นพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยน และแสดงเหตุผลกันในที่ประชุม

 

นอกจากนี้ มีการเชิญทางสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำประชาพิจารณ์ ฉะนั้น ในข้อสงสัยและข้อสังเกตที่อาจจะมีการทำบอทหรือไม่ ก็จะมีโอกาสได้สอบถาม

 

นรเศรษฐ์ยังกล่าวว่า จะมีการสอบถามแน่นอนว่าได้ทราบผลการทำประชาพิจารณ์แล้วหรือไม่ และเพราะเหตุใด ผ่านการทำประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายวันแต่ผลก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

 

ขณะที่ษัษฐรัมย์กล่าวว่า คำร้องที่ตนได้ยื่นให้ทางกรรมาธิการฯ ตรวจสอบ เป็นคำร้องให้ตรวจสอบขั้นตอนการได้มาซึ่งการทำประชาพิจารณ์ตัวระเบียบเลือกตั้งใหม่ของประกันสังคม ซึ่งเห็นว่ามีกระบวนการที่มีปัญหาตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้ทักท้วงไปแล้วตั้งแต่การประชุมบอร์ดประกันสังคม รวมถึงเนื้อหาในกติกาเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นข้อสังเกตสำคัญที่ว่า เป็นการลดทอนอำนาจของผู้ประกันตนและการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามมีจุดมุ่งหมายที่จำเพาะชัดเจน

 

ษัษฐรัมย์กล่าวต่อไปว่า จะมีการเปิดเผยรายงานการประชุมในคณะกรรมการประกันสังคม 2 ครั้ง รวมถึงข้อมูลที่มีอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้มาว่ากระบวนการได้มาซึ่งระเบียบเลือกตั้งนี้มีข้อสงสัย มีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่จะมุ่งเป้าต่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าจนถึงวันนี้ แม้จะสิ้นสุดผลการทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว แต่ยังมีข้อสงสัยว่า ยังไม่ได้มีการเปิดผลการทำประชาพิจารณ์จากประกันสังคม รวมถึงข้อสังเกตที่ช่วงท้ายของการทำประชาพิจารณ์มีกระบวนการยิงบอท เว็บล่ม

 

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยผลประชาพิจารณ์จากสำนักงานที่น่าเชื่อถืออย่างสำนักงานกฤษฎีกา แต่ขณะเดียวกันก็มีผลการทำประชาพิจารณ์ ที่แฝงออกมาของสำนักงานอีกกว่า 4 แสนความเห็น ซึ่งจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ป้องกันการทำรัฐประหารประกันสังคม

 

ษัษฐรัมย์ระบุด้วยว่า วันนี้ตัวแทนทางสำนักงานเองก็มีคำตอบที่ตายตัวอยู่แล้ว แต่ประเด็นหลัก ที่อยากให้สังคมสนใจเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก นั่นคือระเบียบเลือกตั้งตัวนี้เป็นระเบียบเลือกตั้งที่ไม่มีเจ้าภาพ เป็นระเบียบเลือกตั้งผี เพราะเมื่อมีการนำเสนอในบอร์ดก็มีคำอธิบายว่าบอร์ดไม่มีอำนาจในการตั้งคำถาม สิ่งที่ตนตั้งคำถามต่อบอร์ดประกันสังคมง่ายๆ แต่ไม่ได้รับคำตอบ คือต้องการให้มีคำชี้แจง ต่อข้อคำถาม 4 หน้ากระดาษ A4 แต่ทางตัวแทนสำนักงานบอกว่าบอร์ดไม่มีอำนาจในการตั้งคำถาม ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีหน้าที่ในการตอบข้อสงสัยของตนเอง ที่เป็นข้อสงสัยที่ว่าลดอำนาจ ของผู้ประกันตนและข้อจำกัดที่ขัดต่อสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่มีคำตอบใดๆ

 

การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 1การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 2การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 3การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 4การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 5การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 6การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 7การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 8การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 9การประชุมคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ถกปม ‘ประกันสังคม’ และประชาพิจารณ์ล่าช้า 10
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : สว. เปิดพื้นที่ถกปม ‘ประกันสังคม’ เชิญตัวแทนนายจ้าง-ผู้ประกันตัว แจงเหตุผลประชาพิจารณ์ล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
On จับมือทีมกรีฑาอิตาลี เปิดตัวชุดทีมชาติยุคใหม่ https://thestandard.co/on-italian-athletics-kit-launch/ Fri, 20 Feb 2026 07:39:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1180370 ชุดแข่งขันกรีฑาทีมชาติอิตาลี ที่ On แบรนด์สวิส ร่วมเปิดตัว

On แบรนด์กีฬาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศความร่วมมือครั […]

The post On จับมือทีมกรีฑาอิตาลี เปิดตัวชุดทีมชาติยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุดแข่งขันกรีฑาทีมชาติอิตาลี ที่ On แบรนด์สวิส ร่วมเปิดตัว

On แบรนด์กีฬาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับสมาคมกรีฑาแห่งอิตาลี (FIDAL) พร้อมเปิดตัวชุดแข่งขันใหม่ของทีมกรีฑาทีมชาติอิตาลี

 

โดยดีไซน์ของชุดใหม่ยังคงยึดโยงกับเอกลักษณ์สำคัญของชาติอย่าง “Savoy Blue” สีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ประจำทีมชาติอิตาลี ผสานกับแนวคิดด้านความทนทานและความแกร่งภายใต้แรงกดดัน พร้อมเทคโนโลยีนวัตกรรมแบบสวิสที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์

 

อีกทั้งวีดีโอโปรโมตการเปิดตัวครั้งนี้ยังถ่ายทำท่ามกลางฉากหลังของเนินเขาทัสคานีสีทอง ณ Tuscany Camp ของ On สะท้อนภาพการก้าวสู่ยุคใหม่ของทีมกรีฑาอิตาลี

 

ชุดแข่งขันกรีฑาทีมชาติอิตาลี ที่ On แบรนด์สวิส ร่วมเปิดตัว 1ชุดแข่งขันกรีฑาทีมชาติอิตาลี ที่ On แบรนด์สวิส ร่วมเปิดตัว 2ชุดแข่งขันกรีฑาทีมชาติอิตาลี ที่ On แบรนด์สวิส ร่วมเปิดตัว 3ชุดแข่งขันกรีฑาทีมชาติอิตาลี ที่ On แบรนด์สวิส ร่วมเปิดตัว 4

The post On จับมือทีมกรีฑาอิตาลี เปิดตัวชุดทีมชาติยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตาลีบันออกกฎหมาย เปิดทางสามีลงโทษภรรยาและบุตร หากไม่ถึงขั้น ‘กระดูกหัก’ หรือ ‘แผลเปิด’ https://thestandard.co/taliban-husband-family-punishment/ Fri, 20 Feb 2026 07:21:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1180363 ภาพทหารตาลีบันและผู้หญิงอัฟกานิสถาน หลังตาลีบันออกกฎหมายให้สามีลงโทษภรรยาและบุตรได้

กลุ่มตาลีบันออกประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ เปิดทางให้ผู้ชา […]

The post ตาลีบันออกกฎหมาย เปิดทางสามีลงโทษภรรยาและบุตร หากไม่ถึงขั้น ‘กระดูกหัก’ หรือ ‘แผลเปิด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทหารตาลีบันและผู้หญิงอัฟกานิสถาน หลังตาลีบันออกกฎหมายให้สามีลงโทษภรรยาและบุตรได้

กลุ่มตาลีบันออกประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ เปิดทางให้ผู้ชายลงโทษภรรยาและบุตรได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้อีกฝ่าย ‘กระดูกหัก’ หรือ ‘มีแผลเปิด’ ส่วนกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเหยื่อบาดเจ็บร้ายแรง ผู้กระทำอาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 15 วัน

 

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) The Telegraph รายงานว่า ไฮบาตุลเลาะห์ อัคฮุนด์ซาดา ผู้นำสูงสุดของตาลีบัน ลงนามและประกาศใช้กฎหมายประมวลอาญาฉบับใหม่ที่มีความยาว 60 หน้า โดยแจกจ่ายให้ศาลทั่วอัฟกานิสถาน

 

ในตอนหนึ่งของกฎหมายระบุว่า สามีสามารถลงโทษภรรยาและบุตรได้ ตราบใดที่ไม่ทำให้เกิด ‘กระดูกหัก’ หรือ ‘แผลเปิด’ โดยถือเป็นโทษประเภท ‘ตะอ์ซีร์’ (Ta’zir) หรือโทษตามดุลพินิจผู้พิพากษา

 

รายงานตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายถูกเขียนในลักษณะที่เหยื่อแทบไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะตั้งเงื่อนไข 3 อย่างที่ยากจะเป็นไปได้ คือ ผู้หญิงต้องแสดงบาดแผลต่อผู้พิพากษาชาย, ผู้หญิงต้องปกปิดร่างกายเต็มรูปแบบ และผู้หญิงต้องมีผู้ปกครองชายไปศาลด้วย

 

ขณะที่กรณีที่ศาลพิสูจน์ได้ว่า มีการลงโทษจนถึงขั้นบาดเจ็บร้ายแรง ฝ่ายชายจะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 15 วัน

 

นาร์เกส อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองเฮรัตให้สัมภาษณ์ว่า กฎหมายใหม่นี้ไม่ใช่แค่กฎหมายทั่วไป แต่ทำให้ร่างกายของผู้หญิงกลายเป็นพื้นที่ควบคุมของผู้มีอำนาจ ไม่มีใครเห็นความเจ็บปวด เว้นแต่กระดูกจะหัก

 

“พวกเขากำลังทำให้ความกลัวถูกกฎหมาย เรากำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกลัวและความเงียบงัน” เธอกล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานของ The Telegraph ยังชี้ว่า ตาลีบันยังออกกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิมนุษยชนอีกจำนวนมาก

 

  • มาตรา 34: ห้ามหนีกลับบ้านพ่อแม่ โดยหากผู้หญิงคนใดกลับไปบ้านพ่อแม่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสามี (แม้จะหลีกหนีความรุนแรง) มีโทษจำคุกสูงสุด 3 เดือน
  • มาตรา 59: ห้ามการเต้นรำ โดยกำหนดให้การเต้นรำ ทั้งผู้แสดง ผู้เล่นดนตรี และผู้ชม เป็นความผิดทางอาญา แต่ไม่ได้ระบุนิยามของคำว่าเต้นรำอย่างชัดเจน
  • มาตรา 23: ดูหมิ่นผู้นำ หากใครดูหมิ่นผู้นำตาลีบันมีโทษเฆี่ยน 20 ครั้ง และจำคุก 6 เดือน ขณะที่ผู้ใดพบเห็นกิจกรรมต่อต้านและไม่รายงาน มีโทษจำคุก 2 ปี
  • มาตรา 17: ล้อเลียนศาสนา มีโทษจำคุก 2 ปี โดยระบุว่า การล้อเลียนหลักคำสอนอิสลามเป็นความผิด โดยไม่มีนิยามชัดเจน เปิดช่องให้ศาลตีความตามดุลพินิจ

 

นอกจากนี้ กฎหมายยังไม่มีบทบัญญัติรับรองสิทธิในการมีทนายความ ขณะที่โครงสร้างกระบวนการยุติธรรมแบบการพิจารณาคดีแบบปกติ ถูกแทนที่ด้วยดุลพินิจของผู้พิพากษาตาลีบัน ซึ่งไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ

 

อนึ่ง กฎหมายอาญาฉบับใหม่นี้ได้รื้อถอนกรอบกฎหมายเก่าของรัฐบาลชุดก่อน รวมถึงกฎหมายปี 2009 ที่เคยกำหนดให้การบังคับแต่งงาน การข่มขืน และความรุนแรงบนฐานเพศเป็นความผิดอาญา โดยมีโทษจำคุก 3 เดือนถึง 1 ปีสำหรับคดีความรุนแรงในครอบครัว

 

นับตั้งแต่กลับสู่อำนาจในเดือนสิงหาคม 2021 ตาลีบันพยายามจำกัดสิทธิสตรีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่บังคับคลุมหน้า, ห้ามเด็กหญิงเรียนหนังสือ, ห้ามพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่ญาติ, ห้ามพูดเสียงดังในบ้าน และจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎ

 

ภาพ: Pvince73 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ตาลีบันออกกฎหมาย เปิดทางสามีลงโทษภรรยาและบุตร หากไม่ถึงขั้น ‘กระดูกหัก’ หรือ ‘แผลเปิด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>