China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน https://thestandard.co/china-new-jobs-economy-future/ Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1236857 ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไห […]

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไหน วิธีที่ง่ายและชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือลองเปิดดู ‘บัญชีรายชื่ออาชีพใหม่’ ที่รัฐบาลจีนประกาศล่าสุด

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน (MHRSS) ได้ออกประกาศรายชื่ออาชีพใหม่ 12 อาชีพ และประเภทงานใหม่อีก 22 รายการสำหรับปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของพญามังกรท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘ไฮเทค’ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารจัดการ “แรงงานสูงวัย” ที่กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในอนาคตของจีนด้วยจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

หากพิจารณาจากรายชื่ออาชีพใหม่และประเภทงานใหม่ จะพบ 3 สัญญาณสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงานจีนไปตลอดกาลครับ

 

สัญญาณแรกคือ การเข้าสู่ยุค ‘Digital Twin’ และ ‘Physical AI’ อาชีพใหม่กลุ่มแรกในประกาศคือ ‘กลุ่มคนทำงานเชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ’ จีนกำลังขยับจากการเป็น ‘โรงงานของโลก’ แบบเดิม ไปสู่การเป็น ‘โรงงานอัจฉริยะ’ ที่ตัวโรงงานตั้งอยู่ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือนพร้อมกัน

 

อาชีพใหม่ที่น่าสนใจมากคือ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรมดิจิทัลทวิน’ (Digital Twin Engineering Technicians) หน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างแบบร่างจำลองของสิ่งของในโลกจริงขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สะพาน หรือโครงข่ายท่อระบายน้ำในเมือง เพื่อจำลองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ

 

นอกจากนี้ ในรายการยังมีอาชีพ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิคการเทรนหุ่นยนต์’ (Embodied AI Robot Application Technicians) คนในอาชีพนี้ต้องทำหน้าที่ฝึกสอนให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกทางกายภาพ เช่น การแยกแยะพัสดุในโกดัง หรือการปรับตัวให้เข้ากับฝูงชนในห้างสรรพสินค้า

 

สัญญาณนี้ชัดเจนมากครับว่า จีนไม่ได้มองดิจิทัลเป็นเพียงเรื่องของ ‘ซอฟต์แวร์’ อีกต่อไป แต่คือการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมกระบวนการผลิตและบริการใหม่ทั้งหมดโดยการเชื่อมโลกเสมือนเข้ากับโลกกายภาพ

 

สัญญาณที่สองคือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low Altitude Economy) และ ‘เศรษฐกิจสีเงิน’ (Silver Economy)

 

ในรายการอาชีพใหม่ปี 2026 เราเริ่มเห็นอาชีพอย่างพนักงานโลจิสติกส์การบินต่ำ และผู้จัดการระบบเครือข่ายอัจฉริยะสำหรับการบินต่ำ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับยุคโดรนส่งสินค้าและแท็กซี่บินได้

 

ส่วน ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวกับ ‘ไฮโดรเจน’ ทั้งการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงและการควบคุมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพลังงานระยะยาวของประเทศจีน

 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ ‘นักออกแบบเพื่อการปรับปรุงพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ’ นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของการที่จีนพยายามเปลี่ยน ‘วิกฤตสังคมสูงวัย’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือคือการสร้างงานใหม่ใน ‘Silver Economy’ นั่นเอง

 

สัญญาณที่สามจากประกาศใหม่ของรัฐบาลจีนคือ การคุ้มครองแรงงานสูงวัย ท่ามกลางการเปิดตัวอาชีพไฮเทค จีนยังได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานที่เกินเกณฑ์เกษียณอายุ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจีนต้องหันมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้? เหตุผลตรงไปตรงมาก็คือ จีนต้องการดึงดูดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (กลุ่ม “Young-old” ประมาณ 150 ล้านคน) กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยน ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ให้กลายเป็น ‘พลังการผลิตใหม่’ เพื่อเพิ่มรายได้และการบริโภคให้คนกลุ่มนี้

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การบังคับให้บริษัทต้องทำสัญญาจ้าง มีสวัสดิการ และจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำให้แรงงานสูงวัย ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองคนแก่เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพื้นที่งานของคนหนุ่มสาวด้วย

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าบริษัทจ้างคนเกษียณได้ในราคาถูกมากโดยไม่มีสวัสดิการ ตลาดจะเลือกจ้างแต่คนแก่จนเบียดบังโอกาสของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การเพิ่มต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุ จึงเป็นการสร้างจุดสมดุล (Balance Point) ไม่ให้ต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุกับหนุ่มสาวแตกต่างกันเกินไปด้วย

 

ดังนั้น จากภาพรวมของอาชีพใหม่และกฎระเบียบแรงงานใหม่ข้างต้น จึงส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการกล่าวคือ จีนกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ผสานกายภาพกับโลกเสมือน อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างโดรนและ AI กำลังลงลึกไปถึงระดับทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ และจีนกำลังเตรียมระบบนิเวศเพื่อรองรับ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในฐานะผู้บริโภคและแรงงานศักยภาพสูง

 

บัญชีอาชีพใหม่ของจีนจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงานทั้งระบบว่า อาชีพเก่าหลายๆ อย่างกำลังค่อยๆ หายไป แต่ก็กำลังมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

 

กุญแจสำคัญคือระบบการศึกษาปรับตัวได้ทันในการผลิตคนป้อนเข้าสู่อาชีพใหม่ๆ เหล่านี้หรือไม่ และคนในอาชีพเดิมเองพร้อมเรียนรู้ใหม่เพื่อคว้าโอกาสในอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญ นี่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับ ‘แรงงานผู้สูงวัย’ ด้วยในการหวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเทคโนโลยีมากมายในยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายแม้กำลังวังชาจะอ่อนแรงลง เพียงอยู่ที่ว่าผู้สูงวัยเหล่านี้พร้อมที่จะเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือไม่

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ https://thestandard.co/us-china-robot-ban/ Thu, 30 Jul 2026 08:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1236535 ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โ […]

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจากจีนเป็นหลัก แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

 
 

สถานการณ์ตลาดปัจจุบันนี้ จีนถือเป็นเจ้าตลาดและผู้ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุด โดยครอบครองสัดส่วนการจัดส่งทั่วโลกสูงถึง 85-90% ในขณะที่บริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI ยังคงประสบปัญหาเรื่องการเริ่มต้นสายการผลิตแบบจำนวนมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คำสั่งแบนนี้จะมีผลกระทบ ‘น้อยมาก’ ในระยะยาว เพราะจีนมีฐานการผลิตที่ใหญ่ ลดต้นทุนได้เร็ว และบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มเบนเข็มไปทำตลาดในยุโรปแทนแล้ว

 

Omdia เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านความสามารถในการผลิตที่ชัดเจนมาก โดยระบุว่าจากยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกประมาณ 15,000 ตัวในปี 2025 บริษัทจีนอย่าง Unitree และ AGIBOT จัดส่งได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อบริษัท ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI สามารถจัดส่งได้เพียงหลักร้อยตัวหรือน้อยกว่านั้น

 

ทางด้านองค์กร Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

ทำไม สหรัฐฯ ถึงสั่งแบนหุ่นยนต์จากจีน?

 

  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการจารกรรม

 

รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลว่าหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจลักลอบเก็บข้อมูล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีหรือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลต่างชาติใช้ เพื่อสอดแนมชาวอเมริกัน หรือแม้กระทั่งเข้ายึดและควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล

 

อีกทั้งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของจีนอย่าง Unitree มีความเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพจีน ส่งผลให้บริษัทถูกรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า เป็นความเสี่ยงและถูกสั่งห้ามทำสัญญาใดๆ กับกระทรวงกลาโหม

 

  • ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ

 

FCC กังวลว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ต่างชาติ ทั้งหุ่นยนต์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ จะเป็น ‘จุดอ่อนของห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งสามารถถูกโจมตีทางไซเบอร์ สั่งปิดการทำงาน หรือคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและเศรษฐกิจได้

 

  • การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

คังยู่เซียว หลี่ นักวิเคราะห์จาก Morningstar บริษัทวิจัยและจัดอันดับทางการเงินระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลอย่างมากในโลกการลงทุน มองว่า นี่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการปกป้องบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ไม่ให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา (Price Competition) เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถขยายขนาดการผลิตและลดต้นทุนได้เร็วกว่าคู่แข่งทั่วโลกมาก

 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การสั่งแบนนี้จะไม่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนยังมีฐานการผลิตในประเทศที่ใหญ่มากและมีตลาดส่งออกอื่นๆ รองรับ

 

  • การรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสถานะความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี AI และต้องการชะลอการพัฒนาทางทหารของจีน ประกอบกับเทคโนโลยี AI ของจีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ซูเมน มอนดอล นักวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Counterpoint Research ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาของการสั่งแบนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนหลายราย รวมถึง Unitree กำลังเตรียมตัวเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้ ซึ่งการ ‘สกัดดาวรุ่ง’ นี้จะสร้างผลประโยชน์อย่างมากให้กับบริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla, Figure และ Boston Dynamics

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ กำลังนำเรื่องความมั่นคงของชาติมาใช้เป็น ‘ข้ออ้างเกินจริง’ เพื่อกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้า พร้อมเตือนว่า ทางการจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: IM Imagery / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? https://thestandard.co/thailand-china-22-balance/ Sat, 25 Jul 2026 09:52:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1235076 ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐม […]

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรอบนี้ มีการเซ็น MoU หลายฉบับและเกิดกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ อวกาศ ไปจนถึงความมั่นคง แต่ที่อยู่ในสปอตไลต์และมีการตั้งคำถามตามมา คือ กลไก ‘2+2’ ซึ่งเป็นเวทีประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีนและไทย

 

 
 

เพจไทยคู่ฟ้าระบุว่า เป็นการเสนอจากฝ่ายไทย เพื่อให้เป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กลไกนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน

 

ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมองเห็นความจำเป็นของการที่จีนและไทยต้องรักษาการติดต่อระดับสูงอย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์แบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามตามมาว่ากลไกนี้จะยิ่งผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้นหรือไม่? ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งกับกัมพูชา ตลอดจนบริบทที่ญี่ปุ่นกำลังแสดงบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

หน้าที่กลไกใหม่นี้คืออะไร ทำไมต้องมี 2+2 ในเวลานี้ มีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์เบื้องหลังหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบผ่านมุมมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

2+2 คืออะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล เพราะกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมเป็นกรอบปกติที่หลายประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อประสานการทำงานข้ามกระทรวงอยู่แล้ว ไทยกับสหรัฐฯ ก็มีกลไกแบบนี้มาหลายปีแล้ว

 

ข้อมูลที่ THE STANDARD ได้รับจากกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ‘2+2’ ที่เพิ่งจัดตั้งคือกลไกการทำงานและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมชองไทยและจีน ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่ม โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายกับที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

 

การหารือในกรอบนี้จะครอบคลุมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศ เช่น โครงการความร่วมมือ การฝึก การศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไปจนถึงการปฏิบัติการร่วม ในภารกิจต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

 

สำหรับองค์ประชุมนั้น กระทรวงกลาโหมให้ข้อมูลว่า โดยทั่วไปจะจัดในรูปแบบกรรมการ มีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงเป็นประธาน มีผู้แทนด้านนโยบายและแผนเป็นฝ่ายเลขาฯ และผู้แทนที่มีบทบาทสำคัญ (key man) ของหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กระทรวงนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศจะนำแนวทางนโยบายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการหารือไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

 

กับคำถามว่าการประชุม 2+2 จะเกิดขึ้นเมื่อไร พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ยังต้องผ่านการหารือของฝ่ายเลขาฯ ของทั้งสองประเทศก่อน ส่วนการมาเยือนไทยของต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีนช่วงสุดสัปดาห์นี้ ยังไม่ถือเป็นการประชุมในกรอบ 2+2

 

ความจำเป็นของ 2+2 ทำไมต้องมี?

 

ประโยชน์ที่เห็นได้จากกลไกนี้ กระทรวงกลาโหมระบุว่า ด้วยหน้าที่ของมันจะเป็นการบูรณาการงานของกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการทำงานร่วม โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายนำ ซึ่งหัวใจสำคัญคือเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมี ‘การต่างประเทศนำการทหาร’

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า กลไกนี้จะช่วยแก้ปัญหาการทำงานแบบแท่งแยกส่วน (Silo) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาเรามีเวทีการประชุมระดับภูมิภาคที่แยกส่วนกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจะประชุมในเวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมจะร่วมประชุมเวทีรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) ซึ่งพอกลับมามักขาดการประสานงานในระดับปฏิบัติการ

 

แต่การมีกลไก 2+2 จะช่วยเชื่อมการทำงานข้ามกระทรวงในเรื่องความมั่นคงที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยาเสพติด เป็นต้น เพราะปัจจุบันหน่วยงานในไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงมีหลายสิบหน่วยงาน และหลายกรณีเกิดปัญหาทำงานไม่ประสานกัน หรือทำงานแยกกันตามกฎหมายหรือกระทรวงของตัวเอง

 

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องยาเสพติดอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงต่างประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยที่ต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่สามารถกำกับและสั่งการหน่วยงานด้านตำรวจ ทหาร พลเรือน ข่าวกรอง ตรวจคนเข้าเมือง ไซเบอร์ และ DSI ได้อย่างครอบคลุม ก็จะทำให้ไทยสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามข้ามชาติผ่านกรอบกลไก 2+2 ร่วมกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีนหรือสหรัฐฯ ได้รวดเร็วและมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น

 

มีปัจจัยบีบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

 

ในอาเซียน จีนมีกลไก 2+2 กับกัมพูชาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการประชุมกรอบดังกล่าวระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศของจีนและกัมพูชาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามว่า การที่กัมพูชามีกลไก 2+2 กับจีนเป็นปัจจัยที่บีบให้ไทยต้องมีด้วยหรือไม่ เพราะกัมพูชาเป็นคู่ขัดแย้งกับไทยในเรื่องพรมแดนทางบกและทะเล ซึ่งที่ผ่านมาจีนก็แสดงตัวพร้อมเป็นประเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา

 

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เหตุผลที่ไทยและจีนเพิ่งจะมีกลไก 2+2 นั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากแรงกดดันจากกรณีที่จีนเริ่มมีความร่วมมือ 2+2 กับกัมพูชา ซึ่งทำให้ฝ่ายจีนและฝ่ายความมั่นคงไทยพูดคุยตกลงร่วมกันที่จะต้องขยับไปมีความร่วมมือแบบเดียวกันบ้าง

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ก็มองคล้ายกันว่า ปัจจัยข้างต้นอาจมีส่วนแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โดยมองปัจจัยภายในด้วยว่า ไทยมีหน่วยงานความมั่นคงซ้อนกันอยู่ถึง 15–20 หน่วยงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้การทำงานข้ามกระทรวงสอดประสานกันมากขึ้นและสอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน ในขณะที่กัมพูชาจัดตั้งและขับเคลื่อนกลไกนี้ได้เร็วกว่า เนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงน้อยกว่าไทย

 

ส่วนเหตุผลที่จีนเห็นพ้องในการยกระดับกลไก 2+2 นี้ร่วมกับไทยนั้น รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ฝ่ายจีนเองก็ต้องการรักษาภาพของการ ‘คบทั้งคู่’ โดยไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสำหรับจีนแล้ว ไทยและกัมพูชามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนทั้งคู่ (แต่ในคนละมิติ) หากสองประเทศขัดแย้งกันในพื้นที่ที่จีนมองเป็น ‘สนามหลังบ้าน’ ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อจีน เพราะจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

 

“จีนเดินเกมแบบ ‘คบทั้งคู่’ ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม (right timing) สำหรับจีน เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่นายกฯ ไทยไปเยือนจีน ในขณะที่ ต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ก็เดินทางมาเยือนไทยช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่สถานทูตจีนจัดงานครบรอบ 99 ปีแห่งการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม” รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

 

อีกปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผู้เชี่ยวชาญมองเห็นตรงกันคือ การมีบทบาทมากขึ้นของญี่ปุ่นในภูมิภาค

 

ญี่ปุ่นในยุคนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทาคาอิชิ ซึ่งมีท่าทีขวาจัดเริ่มขยับหลายเรื่องที่ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่าท้าทาย ‘เขตอิทธิพลจีน’ ทั้งเรื่องไต้หวัน และรวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นส่งเรือตรวจการณ์ให้กัมพูชา และญี่ปุ่นยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือไทยในเรื่องที่เป็นกระแสต่อต้านจีนในไทย เช่น เรื่องสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก ตัวแปรญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยผลักให้จีนเร่งตั้งกลไก 2+2 กับไทย

 

“จีนไม่ได้มองแค่ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา แต่จะมองภาพใหญ่กว่านั้นในการคบกับกัมพูชาและไทย ทั้งเรื่องทะเลจีนใต้และการที่มหาอำนาจอื่นขยายอิทธิพลในสนามหลังบ้านของจีน ฝ่ายจีนจึงเดินเกมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับทั้งไทยและกัมพูชาต่อไป ในขณะนี้ จีนมองญี่ปุ่นในยุคขวาจัดว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าทรัมป์เสียอีก โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้ เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นก็เพิ่งเป็นหนึ่งในแกนนำชวน 14 ชาติออกแถลงการณ์ในวันครบรอบ 10 ปีที่อนุญาโตตุลาการออกคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้ในกรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยุคนี้กำลังท้าทายจีนในด้านความมั่นคง” อาจารย์จากธรรมศาสตร์ให้ความเห็น

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการทหารและความมั่นคงแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงกัมพูชา ซึ่งเป็นความพยายามในการคานอิทธิพลจีนของญี่ปุ่น และต้องการดึงกัมพูชาออกจากวงโคจรของจีนบ้าง

 

“เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เริ่มขยับและเข้ามามีบทบาทในประเทศรอบบ้านมากขึ้น จีนจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยเร่งกระชับความสัมพันธ์กับไทยผ่านกลไกเชิงโครงสร้างอย่าง 2+2 ซึ่งเป็นการดึงทั้งไทยและกัมพูชาเข้าหาจีน โดยไม่ปล่อยให้ชาติอื่นดึงไทยหรือกัมพูชาไปฝ่ายเดียว” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

 

กลไกนี้จะผลักไทยไปหาจีนมากขึ้นหรือไม่

 

มีความกังวลว่า การดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงหลังมีลักษณะโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งกลไก 2+2 กับจีนก็เป็นหนึ่งในความกังวลนั้น

 

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า 2+2 เกิดจากทั้งแรงผลักและแรงดึง ซึ่งแรงผลักก็เกิดจากความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมี เพื่อรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป แต่อาจารย์เตือนให้ระวังแรงดึงจากมหาอำนาจอย่างจีนด้วย โดยชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘สมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์’ โดยไม่ปล่อยให้มหาอำนาจเป็นฝ่ายดึงเราไปข้างเดียว แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขและดึงมหาอำนาจเข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยด้วย

 

อาจารย์ปณิธานยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามว่า สามารถขยับขึ้นมาเป็นตัวปรับสมดุลใหม่ในภูมิภาคได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ไทยยังติดกับดักเรื่องโครงสร้างการบริหารภายในที่ล่าช้า ซึ่งกลไกใหม่หากนำไปสู่การปรับโครงสร้างการทำงานข้ามกระทรวงได้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทย

 

ในส่วนของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบรักษาสมดุลนั้น รศ.ดร.ปณิธานมองว่าการที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางไปฮาวาย และได้พบกับพลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) ก่อนที่จะมีการตั้งกลไก 2+2 กับกลาโหมจีนในเวลาต่อมานั้น ถือเป็นการเดินเกมการทูตที่ดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับสองมหาอำนาจ และสอดคล้องกับความเห็นของรศ.ดร.อักษรศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มองว่า ไทยต้องเดินเกมคบกับทั้งสองมหาอำนาจ แม้ว่าผลลัพธ์จากการประชุมที่ฮาวายจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

 

โดยสรุปคือการจัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมไทย-จีน เป็นเรื่องที่ไทยเห็นความจำเป็นในเชิงความมั่นคงและยุทธศาสตร์ แต่ในมุมมองนักวิชาการนั้น ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปโครงสร้างการประสานงานภายในไทยด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจด้วย เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือดึงไทยเข้าหาฝ่ายเดียวจนถูกมองว่าเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

 

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ https://thestandard.co/thailand-china-taiwan-one-china-protest/ Thu, 23 Jul 2026 09:18:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1234164 ภาพธงชาติไทย จีน และไต้หวัน สื่อถึงท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อนโยบายจีนเดียว

“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ […]

The post สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทย จีน และไต้หวัน สื่อถึงท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อนโยบายจีนเดียว

“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”

 

 

กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับข้อความที่แสดงจุดยืนล่าสุดของรัฐบาลไทยต่อนโยบายจีนเดียว ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ประท้วง โดยสิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือทิศทางความสัมพันธ์ไม่เป็นทางการระหว่างไทยกับไต้หวัน รวมถึงโจทย์ท้าทายในด้านภูมิรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ท่ามกลางการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับไต้หวันที่แข็งกร้าวขึ้นของจีน

 

และนี่คือรายละเอียดของแถลงการณ์ที่ออกมา และท่าทีจากแต่ละฝ่ายจนถึงตอนนี้

 

จุดยืนหนุนจีน-ไต้หวันรวมชาติ

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ‘ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ ระบุถึงผลสำเร็จจากการเยือนว่า

 

“ผู้นำทั้งสองประเทศได้แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – จีน ซึ่งตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน”

 

นอกจากนี้ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า ระหว่างการสร้างประชาคมไทย – จีน ที่มีอนาคตร่วมกัน โดยจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และสถาบันต่างๆ

 

ในประเด็นความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาตินั้น ข้อความในแถลงการณ์ระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยืนยันการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย”

 

โดยจีนย้ำความเคารพต่อเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนไทยอย่างหนักแน่นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ” ในขณะที่ไทยก็ยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว และสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติระหว่างจีนและไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าว แตกต่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและจีนปี 2025 ที่เผยแพร่ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2025 ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับแพทองธาร ระบุว่า “ทั้งสองฝ่าย (ไทยและจีน) ย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย

 

“จีนจะเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนเส้นทางพัฒนาประเทศของไทยที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในกิจการระดับภูมิภาคและระดับโลก

 

ส่วนไทยจะยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใด ๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”

 

ไต้หวันยืนยันเป็นประเทศอธิปไตย ผิดหวังไทยคล้อยตามจีน

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ประท้วงทันที ว่าไต้หวัน “ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างเท็จของจีนและไทยเกี่ยวกับการลดทอนอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน” และแสดงความผิดหวังที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและยอมจำนนต่อการที่จีน ‘ดูหมิ่น’ อธิปไตยของไต้หวัน

 

“หลังจากการพบปะกับสีจิ้นผิง ในประเทศจีนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการสร้างประชาคมจีน-ไทย ที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

 

แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้’ และ ‘ไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน’ นอกจากนี้ ‘ไทยจะสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีน

 

คำกล่าวเหล่านี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรงต่อการเผยแพร่ข้อความเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน ซึ่งบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังแสดงความผิดหวังและเสียใจต่อการที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและดำเนินการคล้อยตามจีนในการลดทอนสถานะอธิปไตยของไต้หวัน

 

กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นประเทศอธิปไตยและเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวันจะไม่ยอมรับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีน ผ่านแถลงการณ์ทวิภาคี และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ฝ่ายเดียว ผ่านสงครามด้านการรับรู้” แถลงการณ์ระบุ และเตือนว่า

 

“ไต้หวันและไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่ใกล้ชิด ไต้หวันขอให้ไทยหวงแหนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศและงดเว้นจากการร่วมมือกับความพยายามในการกดดันไต้หวันของจีน มิเช่นนั้น ไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคของจีนในท้ายที่สุด”

 

ไทยหนุนจีนเดียว ไม่ใช่เรื่องใหม่

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์หลังกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์ดังกล่าว โดยย้ำว่า ที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่

 

ขณะที่เรื่องความร่วมมือต่างๆ กับไต้หวันนั้น เขาชี้ว่าไม่ได้ขัดต่อนโยบายดังกล่าว และไทยไม่ได้ปิดกั้นความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่สำหรับประเทศไทยมีจุดยืนตามนโยบายจีนเดียว

 

ส่วนท่าทีของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลไทยนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นท่าทีของไต้หวันที่ไทยรับทราบ พร้อมย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจน” และเชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือความร่วมมือระหว่างไทยกับไต้หวัน

 

สำหรับคำถามว่า ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจหรือทำหนังสือชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ อนุทินยืนยันว่าไทยและไต้หวัน “เข้าใจกันอยู่แล้ว” และกล่าวย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจนอยู่แล้ว”

 

ส่วนกรณีที่ไต้หวันอาจมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า นโยบายของไทยคือจีนเดียว “ไม่มีเอียง” ขณะที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรากฎบนโซเชียลมีเดีย

 

ประวัติศาสตร์สถานะไต้หวัน และจุดยืนการรวมชาติของจีน

 

ที่ผ่านมา ไต้หวันยืนยันสถานะในการเป็นประเทศอธิปไตยมายาวนาน โดยตามประวัติศาสตร์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณรัฐจีน (Republic of China : ROC) ภายใต้การนำของเจียงไคเช็ก และพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งขณะนั้นยังปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ร่วมกับประเทศผู้ชนะสงคราม คือสหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) และได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1945

 

กระทั่งในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเรืองอำนาจ ทำให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องพาประชาชนกว่า 1.5 ล้านคน อพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะไต้หวัน

 

หลังจากนั้นสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China : PRC) ก็ได้ก่อตั้งขึ้นบนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในช่วงเวลานั้นรัฐบาล ROC และรัฐบาล PRC ต่างแย่งกันเป็นกระบอกเสียงของประชาชนจีนในเวทีโลก แต่เสียงของนานาประเทศส่วนใหญ่เกรงอิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงให้การยอมรับรัฐบาล PRC มากกว่า

 

โดยในช่วงแรก จีนภายใต้การนำของ PRC ได้คว่ำบาตรหรือถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่สาธารณรัฐจีนยังคงเป็นสมาชิกอยู่ อาทิ สหภาพไปรษณีย์สากลและองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งส่งผลให้สาธารณรัฐจีนถูกโดดเดี่ยวจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ยังคงสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในที่นั่งสมาชิก UN ของสาธารณรัฐจีน ในฐานะรัฐบาลจีนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว แต่สหภาพโซเวียตที่เป็นพันธมิตรของรัฐบาล PRC ได้ประท้วงคัดค้านการกีดกันสาธารณรัฐประชาชนจีน ใน UN โดยตัวแทนของสหภาพโซเวียตได้คว่ำบาตร UN ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 1950

 

ตั้งแต่ปี 1950 ประเทศที่เป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่นแอลเบเนีย ได้เสนอมติประจำปีในสมัชชาใหญ่เพื่อขับไล่ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ และอนุญาตให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติ โดยแม้ว่าจะถูกขัดขวางทุกปี แต่การสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กระทั่งวันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติที่ 2758 (XXVI) รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าเป็น ‘ผู้แทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนในสหประชาชาติ’ เพียงผู้เดียว และมีมติขับ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ ออกจากสหประชาชาติ

 

ภายหลังการผ่านมติดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีอิทธิพลในนานาชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนได้ใช้สิ่งนี้เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของตนในสหประชาชาติ โดยผลักดันการตีความมติที่ 2758 ที่มองว่าเป็นการยืนยัน ‘หลักการจีนเดียว’ ของสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน พยายามประกาศมาโดยตลอดว่า ไต้หวันนั้นเป็นดินแดนหรือมณฑลหนึ่งของจีนมาโดยตลอด และยืนยันถึงการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เคยประกาศในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปี 2022 ว่า การแก้ไขปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องที่ประชาชนจีนต้องตัดสินใจ และจีนจะไม่ละทิ้งสิทธิในการใช้กำลัง แต่จะมุ่งมั่นหาทางออกอย่างสันติ

 

“เรายืนยันที่จะมุ่งมั่นเพื่อการรวมชาติอย่างสันติด้วยความจริงใจและความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เราจะไม่สัญญาว่าจะละทิ้งการใช้กำลัง และสงวนสิทธิ์ที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด”

 

จีนเพิ่มความเข้มข้น ขับเคลื่อนหลักการ ‘จีนเดียว’ ในไทย

 

ความพยายามขับเคลื่อนหลักการจีนเดียวและแนวคิดการรวมชาติกับไต้หวัน ยังเพิ่มระดับความเข้มข้นในหลายประเทศ รวมถึงไทย

 

โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย มีข้อความว่า หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน-ไทย และชี้ว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้าด้วย

 

พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตจีนยังเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทย หันมายึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

 

“ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

 

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนเอกราชไต้หวัน

 

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

 

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน”

 

ท่าทีของทูตจีนถูกมองว่าเป็นการยกระดับความเข้มข้นของสารเกี่ยวกับการรวมชาติ ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการกดดันหน่วยงานและภาคประชาสังคมไทยในกรณีไต้หวันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

จึงน่าจับตาว่า ความตึงเครียดจากปัญหาจีน-ไต้หวัน และจุดยืนของไทยจะนำไปสู่อะไร ท่ามกลางโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

อ้างอิง :

The post สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม https://thestandard.co/thailand-china-cooperation-expo/ Wed, 22 Jul 2026 13:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1233909 อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้ […]

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2026 โดยภายหลังเสร็จสิ้น ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของปาฐกถา ดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณอุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่ได้กล่าวชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของการร้องเพลง “เถียนมี่มี่” พร้อมกล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ส่งผลให้ทุกประเทศต้องทบทวนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

 

สำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองประเทศมีรากฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนาน จากความผูกพันระหว่างประชาชนสู่ประชาชน จึงสามารถต่อยอดความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมั่นคง

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปีที่ผ่านมา แต่สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีรากฐานมายาวนานนับพันปี บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเกื้อกูลกัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และพร้อมก้าวสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการวิจัย การพัฒนา และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้พบหารือกับผู้นำจีนและผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำ โดยทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และพร้อมขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น

 

รัฐบาลเชื่อมั่นต่อการลงทุนจากภาคเอกชนจีน เนื่องจากไม่เพียงช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงาน แต่ยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อนักลงทุนและประชาชนไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ได้ขยายการลงทุนและสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก

 

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนอย่างเต็มที่ ผ่านการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

 

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งขจัดอุปสรรคจากขั้นตอนทางราชการและการทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าข้าราชการทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง

 

ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความมั่นคงภายใน การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีศักยภาพในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเมือง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักลงทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบธุรกิจในประเทศ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์การทำงานในฝ่ายบริหารมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของภาคธุรกิจ และพร้อมกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานของรัฐร่วมกันอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน และเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนสำคัญอย่างจีนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

 

พร้อมระบุว่า งาน Thailand-China Cooperation Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายธุรกิจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และต่อยอดความร่วมมือจากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันของทั้งไทยและจีนในอนาคต

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต https://thestandard.co/china-ev-ai-thailand-supply-chain/ Mon, 20 Jul 2026 06:50:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1232826 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่

หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป […]

The post เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่

หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EV ของโลกกำลังมุ่งไปทางไหน ส่วนหนึ่งเราอาจจับเทรนด์ได้จากงาน Auto China (Beijing Auto Show) ที่จัดไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานด้วย และได้เห็นพัฒนาการเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับ EV,​ AI และหุ่นยนต์ที่จีนให้ความสำคัญอย่างมาก และอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนด้วย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

จากแผนที่โลก เราจะเริ่มที่ปักกิ่งเพื่อหาคำตอบว่า จีนกำลังเดิมพันกับอะไร แผนยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลจีนมองอุตสาหกรรม EV อย่างไร จะไปต่อหรือไม่ ก่อนจะย้อนกลับมาดูกรุงเทพฯ ว่าไทยอยู่ตรงไหนในสมการ และจะคว้าโอกาสอย่างไรในสายพานการผลิตที่ทอดยาวสู่อนาคต ในวันที่ความมั่นคงทางพลังงานและเทคโนโลยีสีเขียวเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

 

โชว์เคส ‘รถใหญ่พลังงานทางเลือก’ แบตเตอรี่เล็กลง วิ่งได้ไกลกว่า

 

ปูพื้นฐานก่อนว่างาน Auto Show หรืองานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนจะจัดที่กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้สลับกันแบบปีเว้นปี แต่ก็มีงานย่อยๆ เล็กลงมาอย่างเช่นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และเมืองอื่นๆ ซึ่งแบรนด์ที่เข้าร่วมจัดแสดงก็จะน้อยกว่างานหลักๆ

 

สิ่งที่เราจะเห็นใน Auto China แต่ละปีก็จะแตกต่างกัน โดยในปีก่อนๆ เราอาจเห็นเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ปีต่อๆ มาก็อาจได้เห็นอีกเทคโนโลยีหนึ่ง ก็คล้ายกับงาน CES (Consumer Electronics Show) งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่มีการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ และทำให้เราได้เห็นเทรนด์ว่าเทคโนโลยีกำลังขยับไปทางไหน

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 1

 

สำหรับ Auto China 2026 อรรถพล ทะแพงพันธ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ iMoD สื่อด้านยานยนต์ชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้าน EV ที่เดินทางไปกับคณะครั้งนี้ด้วย บอกว่า โมเดลรถ EV ขนาดใหญ่กำลังได้รับความสนใจและกลายเป็นไฮไลต์ของงานปีนี้

 

จีนแบ่งรถออกเป็นซีรีส์ไล่จาก 3 ไปถึง 9 ซึ่งสามารถจัดเป็นกลุ่มย่อย ได้แก่ ซีรีส์ 3 เป็นรถขนาดเล็ก ซีรีส์ 5 ขนาดกลาง ซีรีส์ 7 ขนาดใหญ่ และซีรีส์ 9 ขนาดใหญ่มาก

 

ในงานปีนี้ แบรนด์ EV ค่ายยักษ์ใหญ่ของจีนต่างนำรถซีรีส์ 8-9 มาเปิดตัวกันมากเป็นพิเศษ มีคำถามว่าทำไมเทรนด์ถึงมาทางนี้ แล้วรถขนาดใหญ่เหล่านี้ขนเทคโนโลยีอะไรน่าสนใจมา?

 

อรรถพลอธิบายว่า เดิมหากคนอยากได้รถ EV ที่วิ่งได้ไกล ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ ระดับ 150-200 kWh แต่ถ้าแบตใหญ่ แปลว่าน้ำหนักรถก็ยิ่งมาก ทำให้วิ่งได้ระยะทางไม่ไกลตามที่ต้องการ อีกปัญหาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แบตเตอรี่จะมีปัญหาหดตัว ทำให้รถไม่สามารถวิ่งได้ตามระยะทาง 100%

 

เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น จีนจึงหันมาพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่นในรถขนาดใหญ่เพื่อให้วิ่งได้ไกลขึ้นและใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเราได้เห็นโมเดล ‘รถปลั๊กอินไฮบริด’ หรือ PHEV ซึ่งค่าย BYD เรียก ‘ซูเปอร์ไฮบริด’ มีแบตเตอรี่ขนาด 800-900 โวลต์และชาร์จเร็วเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า และอีกโมเดลคือกลุ่ม REEV (Range-Extended EV) ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นของ Auto China ปีนี้

 

REEV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่มีเครื่องยนต์สันดาปติดตั้งมาด้วย แต่เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อโดยตรง แต่เป็นเหมือน ‘เครื่องปั่นไฟ’ เพื่อผลิตกระแสไฟไปเก็บในแบตเตอรี่อีกทีหนึ่ง ดังนั้นเมื่อขับขี่ก็ยังมีความเงียบ ให้ความรู้สึกเหมือนขับ EV เช่นเดิม

 

“REEV คือพระเอกของรถไซส์ใหญ่ในตอนนี้ ระบบนี้จะลดขนาดแบตเตอรี่ลงเพื่อคุมต้นทุน แต่ยังให้แบตเตอรี่มาในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ผู้ขับขี่ได้ประสบการณ์ใช้งานเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่ได้ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อโดยตรง” ซีอีโอ iMoD กล่าว

 

“นอกจากนี้ REEV ยังลดความซับซ้อนของระบบเกียร์และเครื่องยนต์ลงเมื่อเทียบกับ PHEV แบบเดิม และช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือการหาที่ชาร์จเวลาเดินทางไกลอีกต่อไป”

 

อีกจุดเด่นหนึ่งคือเมื่อมีไฟฟ้าเหลือเฟือจากเครื่องยนต์ปั่นไฟ รถขนาดใหญ่เหล่านี้จึงสามารถใส่ฟีเจอร์เพิ่มเข้ามาได้มากมายแบบรถไฟฟ้าทั่วไป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เช่น ฟีเจอร์ Camp Mode ที่สายผจญภัยมองหา

 

อรรถพลกล่าวอีกว่า REEV ได้เปิดรูปแบบการเซ็ตอัพใหม่ที่ดึงพลังแรงม้าได้สูงระดับ 800 ถึง 1,000 แรงม้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเพลา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือเกียร์ที่ซับซ้อนเหมือนกับรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

 

ที่ Beijing Auto Show ปีนี้มี REEV และ PHEV หลายโมเดลที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน โดย OMODA & JAECOO ในเครือ CHERY ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองอู๋หู มณฑลอันฮุย ได้เปิดตัวรถยนต์ SUV โมเดล JAECOO 6T REEV ส่วน AION จากค่าย Guangzhou Automobile Group (GAC) นำรถ SUV โมเดล AION i60 ที่ขยายระยะทางเป็น REEV มาโชว์ ขณะที่ Geely ก็ส่ง PHEV โมเดล Starray EM-i และอีกหลายโมเดลเข้าประกวด

 

ในงาน TECH DAY ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งจัดโดย OMODA & JAECOO และมีการเปิดตัวรถ JAECOO 6T REEV ด้วยนั้น เซดริก ชุย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ย้ำแผนกลยุทธ์ว่า บริษัทกำลังโฟกัสไปที่การพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ที่นำ AI มาบูรณาการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งการนำรถโมเดล J6T นี้มาทำการตลาดในไทยนั้น ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยที่สอดคล้องกับเทรนด์ EV ในจีนด้วย คือ ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดครอบครัวที่ขับได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องพะวงกับการที่ต้องคอยชาร์จไฟ ขณะเดียวกันก็มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 2

 

AI พลิกโฉมยานยนต์: จากห้องโดยสารอัจฉริยะ สู่ Digital Chassis

 

หากย้อนไปปีก่อนๆ เทคโนโลยี AI ในรถยนต์อาจจำกัดการใช้งานอยู่แค่ในห้องโดยสาร (Cabin) เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือระบบความบันเทิงภายในรถ แต่ในช่วงปีหลังๆ โดยเฉพาะปี 2026 นี้เทคโนโลยี AI ได้ถูกฝังเข้าไปควบคุมระบบโครงสร้างส่วนล่างของรถยนต์ จนเรียกว่า ‘ดิจิทัลแชสซี’ (Digital Chassis) รวมถึงเข้าไปควบคุมระบบขับขี่ เช่น มอเตอร์และเครื่องยนต์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย

 

อรรถพลอธิบายเสริมว่า ค่ายรถยนต์จีนได้นำ AI มาประสานการทำงานร่วมกับเซนเซอร์ กล้อง เรดาร์ และไลดาร์ (ตัววัดระยะทาง) เพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นผิวถนน สิ่งกีดขวาง และพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ โดย AI จะคำนวณ ประมวลผล และสั่งการปรับแต่งระบบช่วงล่างแบบมิลลิวินาที เช่น การยืด-ยุบของโช้คอัพอัจฉริยะ หรือการปรับสมดุลตัวรถขณะเข้าโค้งบนถนนที่ลาดเอียง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและปลอดภัยสูงสุด

 

นอกจากนี้ ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติทั้งการขับ จอดรถ และเรียกรถมารับ (Autonomous Driving) ก็ล้วนเป็นส่วนที่นำ AI มาช่วยประมวลผลและควบคุมมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ ค่ายรถยนต์จีนต่างก็ขยับไปพูดถึงมาตรฐาน Level 3 และ Level 4 ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกันแล้ว

 

“การพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะเหล่านี้มีความก้าวหน้าเร็วมากจนสามารถไล่บี้ผู้นำระดับโลกอย่าง Tesla ได้อย่างน่าจับตา” ซีอีโอ iMoD กล่าว

 

Geely อีกค่ายรถยักษ์ใหญ่ของจีนได้โชว์รถต้นแบบ Galaxy Light Gen II ในงาน Auto China ซึ่งก็ชูจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ระบบภายในห้องโดยสาร (AI Cabin) การบริหารพลังงานและสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า (AI Hybrid) ไปจนถึงการควบคุมการขับขี่และการตอบสนองของตัวรถช่วงล่าง (AI Digital Chasis/Off-road)

 

ซึ่งในภาพรวมนั้นจะเห็นว่า Geely กำลังผลักดันแนวคิดการใช้ AI ครอบคลุมทั้งคันรถ (Full-Domain AI) เหมือนกับค่ายรถอื่นๆ ที่พยายามประสานการทำงานของ AI กับยานยนต์แห่งอนาคต

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 3

 

บนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทิศทางบริษัทในงาน TECH DAY เซดริก ชุย แห่ง OMODA & JAECOO บอกว่า เวลานี้ CHERY ในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 2.0 ที่ต้องการเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ใช้ที่มีต่อแบรนด์ที่แต่เดิมมองผ่าน ‘เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์’ ไปสู่การรับรู้ผ่าน ‘เทคโนโลยีแบรนด์’ โดยแนวคิดสำคัญของการพัฒนายานยนต์ใหม่คือ รถจะต้อง ‘ปลอดภัยกว่าและชาญฉลาดกว่ามนุษย์ขับเอง’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชุยยืนยันว่า ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ในทุกสถานการณ์

 

แน่นอนว่า การจะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น AI คือตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ หรือ Game Changer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชั่นระบบนิเวศพลังงาน 2.0

 

สงครามชิปประมวลผล: สมองกลที่ค่ายรถจีนเริ่มซุ่มพัฒนาเอง

 

เมื่อซอฟต์แวร์และ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างหรือจุดขายได้ในอนาคตคือ ‘ฮาร์ดแวร์’ โดยเฉพาะชิปประมวลผลอัจฉริยะ (AI Chip) ซึ่งในอดีตค่ายรถยนต์จีนมักพึ่งพาชิปจากซัพพลายเออร์ระดับโลกอย่าง NVIDIA ที่โดดเด่นเรื่องการ์ดจอประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่และกราฟิก และ Snapdragon ที่เด่นเรื่องระบบควบคุมกลางหรือ CPU

 

แต่ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ระดับท็อปของจีนเริ่มเดินตามรอย Tesla ด้วยการพัฒนาชิปประมวลผลเป็นของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

 

โดยผู้ก่อตั้ง iMoD เผยว่า ปัจจุบันมีสองค่ายใหญ่ๆ ที่พัฒนาชิปเองจนเป็นรูปธรรมชัดเจน ได้แก่ XPeng ที่พัฒนาชิป AI Turing และ NIO ที่ซุ่มพัฒนาชิปอัจฉริยะของตัวเองเช่นกัน ซึ่งการมีชิปเป็นของตัวเองทำให้ค่ายรถสามารถปรับแต่ง (Optimize) ซอฟต์แวร์ระบบช่วยขับขี่ให้ทำงานร่วมกับตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการที่สหรัฐฯ พยายามแยกห่วงโซ่เทคโนโลยีออกจากจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ก็กลายเป็นโจทย์ท้าทายของจีนในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน EV อย่างเต็มตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าชิปเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี AI ในขณะที่สหรัฐฯ ก็จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แม้บรรยากาศระหว่างสองมหาอำนาจจะดีขึ้นในช่วงหลังก็ตาม

 

ในช่วงการสัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังงานเปิดตัว JAECOO 6T REEV ที่ไทย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต ซึ่งก็ดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่ผลกระทบที่รุนแรงและเห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับ CHERY GROUP คือภาคส่วนของ AI ชุยกล่าวว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการผลิตชิป เพราะราคาของเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งนี่ถือเป็นปัจจัยหลักและเป็นความท้าทายสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน มากกว่าผลกระทบทางตรงจากสงครามเสียอีก

 

จีน vs สหรัฐฯ: ใครคือผู้นำสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่?

 

จากการตั้งข้อสังเกตของอรรถพล เทคโนโลยีหลายๆ ด้านของยานยนต์จีนในปัจจุบันก้าวแซงหน้าสหรัฐอเมริกาและยุโรปไปหลายก้าวแล้ว แม้ว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Tesla จะเป็นผู้เริ่มต้นไอเดียหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ตาม แต่จีนมีจุดเด่นอย่างมากในเรื่องของความเร็วและการนำมาพัฒนาต่อยอด (Adapt and Execute)

 

“คนจีนยอมรับเองว่าเขาอาจไม่ได้เป็นคนคิดค้นคอมพิวเตอร์หรือยานอวกาศเป็นคนแรก แต่ถ้ามีเทคโนโลยีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว จีนสามารถพัฒนาตามทันและทำได้ทุกอย่าง ยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีการผลิตแบบ Smart Factory ที่ลดการใช้แรงงานคนแล้วแทนที่ด้วยโรบอตอัจฉริยะ ทำให้ค่ายรถจีน โดยเฉพาะ BYD สามารถผลิตและส่งมอบรถยนต์ได้ปีละนับล้านคัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ผู้เชี่ยวชาญ EV จาก iMoD ให้ความเห็น

 

ในมุมมองด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่นั้น จีนถือเป็นมหาอำนาจโลกอย่างแท้จริงผ่านบริษัทผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง CATL จีนพัฒนาแบตเตอรี่โดยลดการพึ่งพาแร่หายาก (Rare Earth) แต่ใช้กระบวนการทางเคมีและซอฟต์แวร์จัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จเร็วขึ้น ทนทานขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาล ส่วนระบบขับขี่อัตโนมัติและการเข้าจอดอัจฉริยะ (Valet Parking) จีนก็ทำได้โดดเด่นไม่แพ้ฝั่งอเมริกา

 

EV ยังอยู่ในแผนพัฒนาของจีนหรือไม่ แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหนในซัพพลายเชน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพ EV จีนจอดเกลื่อนท่าเรือและสงครามราคาที่ทุบรถคู่แข่งจากชาติอื่นจนไม่สามารถแข่งขันในหลายประเทศได้ กลายเป็นรอยด่างพร้อยสำหรับอุตสาหกรรม EV จีนไม่น้อย มีคำถามว่า เมื่อเกิดภาวะอุปทานล้นทั่วโลกและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาฟองสบู่แล้ว รัฐบาลจีนจะยังทุ่มเดิมพันอุ้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านี้ต่อหรือไม่

 

เมื่อเราแง้มดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนที่เริ่มต้นในปีนี้ จะพบว่า มีหลายข้อความที่บ่งชี้ว่าจีนยังคงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอยู่

 

หนึ่งในเหตุผลคือโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน โดยวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้จีนยิ่งตระหนักว่ายังต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีระบบนิเวศ EV เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการอุปทานของพลังงานอย่างปลอดภัยและมั่นคง

 

ในจีนเองยังมีโจทย์ที่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ถึงจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ก่อนปี 2060 ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานใหม่ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเคยเสนอในปี 2014

 
คำถามคือ แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากแผนพัฒนาฉบับใหม่และซัพพลายเชนของจีน?
 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังงานใหม่ โดยชี้ว่าเป็นโอกาสให้ไทยและจีนได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในไทยเพื่อตั้งฐานผลิต การแบ่งปันเทคโนโลยี และการทำให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดด้วยต้นทุนที่ถูกลง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 4

 

“ยานยนต์พลังงานใหม่เป็นพื้นที่สำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนและไทย บริษัทจีนได้นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่มาสู่ประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เอกอัครราชทูตจางกล่าวในพิธีเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม

 

มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน EV ในไทย ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยหรือมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากเท่าที่ควร เนื่องจากมีการจ้างงานคนจีนจำนวนมาก ใช้วัตถุดิบจีน และใช้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบแล้วส่งออกเป็นหลัก

 

เรื่องนี้ทูตจีนกางข้อมูลแย้งว่า จนถึงปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีน 8 แห่งเข้ามาลงทุนและสร้างโรงงานในไทย ด้วยเม็ดเงินรวมกันกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโรงงานทั้งหมดมีกำลังการผลิตรวมกันต่อปีสูงกว่า 500,000 คัน สร้างตำแหน่งงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และยังมีส่วนช่วยพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคให้กับไทยประมาณ 2,000 คน

 

ผมสอบถามเพิ่มเติมไปยังแบรนด์ OMODA & JAECOO ที่ทำการตลาดและตั้งโรงงานในไทย ซึ่งให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานภายในโรงงานมากกว่า 1,200 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคนไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ที่อยู่ในไลน์การผลิต

 

ในประเด็นรัฐบาลจีนอุดหนุน EV จนถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาดนั้น ทูตจีนโต้แย้งว่า สิ่งที่ทำให้ EV จีนมีความสามารถในการแข่งขันได้ มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านวัสดุใหม่ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยปัจจุบัน อรรถพลจาก iMoD มองว่า ปรากฏการณ์ ‘EV ล้นตลาด’ หรือ ‘สงครามราคา’ ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากการที่ผู้บริโภคในไทยมีพฤติกรรมที่ฉลาดเลือกมากขึ้น ค่ายรถยนต์ไม่สามารถเอาเทคโนโลยีตกรุ่นมาขายได้อีกต่อไป แม้ว่ามีการทำโปรโมชั่นหรือทำราคาแข่งกันก็ตาม จนบางรุ่นก็ขายไม่ออก เกิดปัญหารถล้นตลาด

 

ความน่าสนใจในมุมมองของอรรถพล คือ ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ของผู้บริโภค และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนหลายค่าย เช่น Chang’an และ BYD จึงไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดสำหรับขายรถ แต่ตั้งใจปักหมุดให้ไทยเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) การผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปทั่วโลก

 

สำหรับแบรนด์ OMODA & JAECOO ผู้บริหารยืนยันว่า บริษัทมีแผนที่จะผลิตรถในไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนท้องถิ่น เป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาชิ้นส่วนด้วยข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและอัปสกิลแรงงาน ทั้งทีมงานในประเทศ วิศวกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงพาร์ทเนอร์ด้านการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวม

 

เซดริก ชุย ย้ำว่า แบรนด์ CHERY GROUP ไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดที่เพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการผลิตและเติบโตในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีพลังงานใหม่

 

ตรงนี้เป็นโจทย์สำหรับไทยว่าเราจะมีแผนยุทธศาสตร์ นโยบาย และการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ของจีนและประเทศอื่นๆ เพื่อไม่ให้เราตกขบวนซัพพลายเชนแห่งอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ติดตามนโยบายส่งเสริม EV ในไทยมาอย่างใกล้ชิดมองว่า หากจีนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถพวงมาลัยขวาได้จริงก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ แต่โรงงานใหญ่ที่จีนเองก็มีโจทย์เรื่องผลกำไรเช่นกัน ซึ่งหากโรงงานเหล่านี้ตัดสินใจผลิตรถพวงมาลัยขวาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแล้วส่งมาขายตัดราคากับไทย ก็จะทำให้ไทยยังเสียประโยชน์

 

มีข้อเสนอแนะจากอาจารย์วีระยุทธที่น่าสนใจด้วยว่า การกำหนด Local Content ในไทยที่เป็นเงื่อนไขสำหรับบริษัทจีนก็ควรมีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ อย่างเช่นการกำหนดวิธีนับคอนเทนต์ เช่น ชิ้นส่วนไหนต้องผลิตในไทย ไม่ใช่แค่การประกอบอย่างเดียวจนเกิดปัญหาสวมสิทธิ์อย่างที่ผ่านๆ มา

 

ส่วนปัญหาจากสิทธิประโยชน์ที่รถจีนได้จากรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ที่รัฐส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการให้เงินอุดหนุน ลดภาษีนำเข้า และลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาด EV ในไทยอย่างรวดเร็วนั้น อาจารย์วีระยุทธตั้งคำถามในแง่ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในไทยว่า ปัจจุบันจีนยังไม่สามารถผลิตรถในไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าทั้งหมดได้ตามเงื่อนไขเส้นตายที่ผูกไว้ และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากทำไม่ได้ จีนจะต้องคืนเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายให้สูงสุด 150,000 ต่อคัน รวมถึงคืนเงินภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตที่ลดให้ย้อนหลังด้วย

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองยังชี้ให้เห็นปัญหาในดีมานด์ EV ในไทยที่ปัจจุบันไม่รองรับมากพอ หากจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ตามเป้าด้วย

 

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ OMODA & JAECOO ให้ข้อมูลว่า ความต้องการรถในปัจจุบันยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทางบริษัทก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งที่โรงงานในนิคมพัฒนา จังหวัดระยองนั้น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ประมาณ 6,000–7,000 คันต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ยอดการผลิตทั้งปีสูงถึง 72,000-84,000 คัน ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 ภายในปี 2027

 

แม้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดีมานด์ในรถ EV สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมตลาด EV ยังคงมีภาวะชะลอตัวจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจนธนาคารไม่ปล่อยกู้ รวมถึงสงครามราคาที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ หากค่ายรถเร่งผลิตให้ครบตามเงื่อนไข ก็ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะไม่มีคนซื้อมากพอ รถก็จะล้นตลาดอยู่ดี

 

อาจารย์วีระยุทธชี้ว่า ในเมื่อ EV แบบรถนั่งไม่มีดีมานด์มากพอ ทางออกคือควรหันไปส่งเสริมการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือรถบัสไฟฟ้าที่ยังพอมีช่องว่างของดีมานด์ ให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ซึ่งอาจได้ประโยชน์มากกว่าการผลิตรถนั่งไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา แม้มีความท้าทายในซัพพลายเชน EV จีนจากมุมมองข้างต้น แต่หากมองภาพใหญ่ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น การเตรียมพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในระบบนิเวศของไทยก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังหลอมรวมเข้ากับคลื่นลูกใหญ่อย่างระบบอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ นำมาสู่คำถามสำคัญในระดับภูมิภาคว่า ไทยและอาเซียนพร้อมแค่ไหน

 

เมื่ออนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ ไทยและอาเซียนควรขยับอย่างไร?

 

ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยล้ออย่างเต็มตัว และหลายบริษัทก็กำลังมองหาความร่วมมือใหม่ๆ ในซัพพลายเชนท้องถิ่นทั้งในไทยและอาเซียนที่มีข้อได้เปรียบด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ ผมมองเห็นความเชื่อมโยงกับประเด็นที่ได้ฟังจากเวทีระดับภูมิภาคอย่าง Nikkei Asia Forum APAC 2026 ที่จัดในกรุงเทพฯ

 

เวทีนี้ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมมีโพลน่าสนใจที่สำรวจความเห็นจากผู้ฟังในงาน โดยหนึ่งในคำถามถามว่า ในมิติของ AI และหุ่นยนต์นั้น เทคโนโลยีของจีนหรือสหรัฐฯ มีความสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า ซึ่งผลโหวตส่วนใหญ่ (มากกว่า 60%) ชี้ว่า เทคโนโลยีของทั้งคู่มีความสำคัญ ขณะที่ราว 25% มองว่า เทคโนโลยีของจีนสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า และ 13% มองว่าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ สำคัญกว่า โพลนี้สะท้อนมุมมองของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเอกชนและสื่อมวลชนว่า เทคโนโลยีจีนในสนามแข่งขันกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้าน AI และหุ่นยนต์นั้น มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 5

 

หัวข้อหนึ่งที่พูดคุยบนเวที Nikkei Asia Forum คือ AI and Robotics: Scaling Adoption Under Energy Constraints, Talent Gaps ซึ่งมีโจทย์ว่า ภายใต้ความต้องการ AI และหุ่นยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ภูมิภาคนี้ควรเตรียมพร้อมด้านพลังงานและบุคลากรอย่างไร เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center หรือสมองกลของหุ่นยนต์นั้นกินพลังงานมหาศาล ในขณะที่ประเด็นการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของภูมิภาคที่มีการแชร์กันในเวทีนี้

 

แน่นอนว่า การเตรียมแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่งสมรภูมินวัตกรรมยุคใหม่จะขับเคลื่อนไปไม่ได้เลยหากปราศจาก ‘คน’ ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน รวมถึงไทยกำลังเผชิญปัญหาช่องว่างทางบุคลากร (Talent Gaps) โดยเฉพาะวิศวกรสายปฏิบัติการที่จะนำซอฟต์แวร์ AI และหุ่นยนต์ไปติดตั้งและประยุกต์ใช้งานจริง

 

เวทีนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานเดิม (Up-skill/Re-skill) ให้เร็วที่สุด เช่น การเปลี่ยนวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปให้กลายเป็นวิศวกร AI เพื่อรองรับการไหลเข้าของอุตสาหกรรมไฮเทค รวมถึงบริษัท EV จากจีนด้วย

 

อาจารย์วีระยุทธ์ให้ความเห็นว่า ภาครัฐเองก็ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในส่วนของการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานในอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย แม้ที่ผ่านมาจะมีโครงการส่งเสริมการฝึกอบรมที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้การเทรนนิงแรงงานมีงบสนับสนุนต่อหัวเพียงไม่กี่วัน และครอบคลุมแรงงานในระบบไม่มาก พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้สมดุลกว่านี้ จากเดิมที่เทไปสนับสนุนในส่วนของดีมานด์มากจนเกินไป ไปเป็นการเพิ่มในส่วนของซัพพลายด้านแรงงานมากขึ้นแทน เพื่อพัฒนาคนให้พร้อมกับการมีส่วนร่วมในไลน์ผลิตรถ EV มากขึ้น

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า นโยบายการอัปสกิลและรีสกิลในปัจจุบันทำให้แรงงานมีทักษะพอที่จะซ่อมแบตเตอรี่หรือซ่อมรถ EV ได้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตไม่มากพอ

 

การเตรียมคนให้พร้อมในมิตินี้ จะไม่ใช่แค่ประโยชน์สำหรับภาคยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังจะเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถปลั๊กอินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียว เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนในซัพพลายเชนระดับโลก

 

ในด้านการเตรียมพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานนั้น การลงทุนตั้ง Data Center จากต่างชาติในไทยด้วยเม็ดเงินมหาศาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจมองเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในไทยด้วย โดยเฉพาะการเชื่อมต่อคลาวด์กับระบบขับขี่อัตโนมัติของผู้ใช้ที่จะเกิดปัญหาความหน่วงต่ำกว่า หากเทียบกับการเชื่อมต่อ Data Center ในต่างประเทศ

 

เทรนด์ยานยนต์ในอีกหลายปีข้างหน้า รถยนต์จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่พาเราจากจุด A ไปจุด B และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่รถกำลังกลายเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ โต้ตอบได้ และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ในชีวิตประจำวันของเราแบบไร้รอยต่อ และสมรภูมินี้… จีนที่ได้เปรียบทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และสเกลกำลังกำหนดทิศทางของโลก

 

แต่ผู้ชนะไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว หากเราวางยุทธศาสตร์ให้ถูกและลงมือทำตั้งแต่วันนี้

 

ภาพ: OMODA & JAECOO, สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ Nikkei Asia

The post เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย https://thestandard.co/thailand-china-70bn-investment/ Sun, 19 Jul 2026 03:21:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1232358 ภาพกราฟิกแสดงรัฐบาลไทยปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (19 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐม […]

The post รัฐบาลปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงรัฐบาลไทยปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (19 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทัพทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเปิดโต๊ะเจรจาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จ

 

ทั้งนี้ คาดว่าจะกวาดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ

 

นอกจากนี้ ในวันนี้ (19 กรกฎคม) บีโอไอยังจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้กับนักธุรกิจไทยที่เดินทางมาร่วมเปิดสำนักงานบีโอไอที่เฉิงตู เพื่อให้นักธุรกิจไทยและจีนได้หารือความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

 

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นคลื่นการลงทุนลูกใหม่ ที่สามารถเทียบชั้นได้กับยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งกลุ่มทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนเกิดเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในรอบนี้คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยี AI ยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์อัจฉริยะ สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีระดับโลก” เอกนิติ กล่าว

 

สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปของจีน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึงผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้ว 40 ราย

 

ขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี (InnoLight Technology) ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานการผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน

 

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปตอลิงก์ เทคโนโลยี (Eoptolink Technology) ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดระยอง และกำลังขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

 

รวมถึง บริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในไทย ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) โดยชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชนกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

The post รัฐบาลปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘การทูต AI’ เครื่องมือใหม่ของจีน หวังพลิกกระดานขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก https://thestandard.co/china-ai-diplomacy-global-leader/ Fri, 17 Jul 2026 04:18:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1231771 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุม AI

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างม […]

The post รู้จัก ‘การทูต AI’ เครื่องมือใหม่ของจีน หวังพลิกกระดานขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุม AI

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างมหาอำนาจ จีนกำลังเปลี่ยนเวทีการประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ ให้กลายเป็นเวทีประลองกำลังทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ

 

 
 

การเข้าร่วมประชุมของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศศักยภาพทางเทคโนโลยีที่จีนมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘การทูต AI’ (AI Diplomacy) ซึ่งมุ่งหวังที่จะเข้าไปมีบทบาทหลักในการกำหนดทิศทางกฎเกณฑ์ของปัญญาประดิษฐ์ระดับสากล พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้เป็นข้อเสนอใหม่ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับนานาประเทศ

 

เวทีประชุม AI ระดับโลกนี้คืออะไร สำคัญอย่างไร

 

งานประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก (World Artificial Intelligence Conference: WAIC) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยสีจิ้นผิงได้เข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับ AI ทั้งในแง่การเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก

 

งานนี้เป็นพื้นที่จัดแสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจีนที่พัฒนาขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา เช่น Huawei เปิดตัวระบบประมวลผล AI ขนาดใหญ่ ‘Atlas 950 SuperPoD’ ที่ใช้ชิป Ascend ของตนเองแทนชิปจากบริษัท Nvidia ของสหรัฐฯ รวมไปถึงการแสดงศักยภาพของโมเดล AI ภายในประเทศ เช่น DeepSeek และโมเดลจากสตาร์ทอัพอย่าง Moonshot ที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงกับของสหรัฐฯ

 

งาน WAIC ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่จีนใช้ ‘กำหนดวิสัยทัศน์’ ของตนในการแข่งขัน เพื่อสร้างอิทธิพลเหนือกฎเกณฑ์ AI ของโลก โดยเกิดขึ้นในช่วงที่จีนและสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเตรียมการเจรจาระดับรัฐบาลด้าน AI เป็นครั้งแรก

 

ในช่วงก่อนเริ่มงานปีนี้ มี 29 ประเทศ เช่น รัสเซีย บราซิล อินโดนีเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศในเอเชียและแอฟริกา ได้ร่วมลงนามก่อตั้ง ‘องค์การความร่วมมือด้าน AI ระดับโลก’ (World AI Cooperation Organization: WAICO) โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งองค์กรนี้จะช่วยเพิ่มอิทธิพลให้กับจีนในการเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานสากลด้าน AI

 

งาน WAIC ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 17 กรกฎาคม โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และผู้นำประเทศอื่นๆ ร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

 

แนวคิด ‘การทูต AI’ ของสีจิ้นผิงเป็นอย่างไร?

 

ในปัจจุบัน ประเด็นด้าน AI Governance ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ เพื่อแย่งชิงอิทธิพลในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาด้าน AI ของโลก

 

‘การทูต AI’ เสมือนเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่สีจิ้นผิงนำมาใช้สร้างพันธมิตรและซื้อใจประชาคมโลก เพื่อนำไปสู่ เป้าหมายหลัก นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI Governance ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ

 

  • ผลักดัน AI ให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ และต่อต้านการผูกขาด

 

ขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การแข่งขัน จีนกลับวางตำแหน่งโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส (Open-Source) ที่มีต้นทุนต่ำของตนให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ (Public Good) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทาง AI ของโลก โดยสื่อของรัฐอย่าง People’s Daily เน้นย้ำว่า “AI ต้องไม่มุ่งไปสู่การผูกขาดทางเทคโนโลยี แต่ต้องทำเพื่อรับใช้มนุษยชาติ”

 

  • ดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South)

 

จีนใช้ AI เป็นข้อเสนอทางการทูตใหม่ เพื่อดึงดูดประเทศในซีกโลกใต้ หรือประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการแข่งขันด้าน AI ให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจของจีน ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียที่คาดหวังว่า การเข้าร่วม WAICO จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศได้

 

นโยบายการทูตนี้ยังได้ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจด้วย เพราะโมเดล AI ของจีนมีราคาที่ถูกกว่าและมีศักยภาพสูงขึ้น ส่งผลให้แม้แต่บริษัทในตะวันตกอย่าง DoorDash, Siemens หรือ Airbnb ก็เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีของจีนแทน โดยมีปัจจัยผลักดันจากการที่สหรัฐฯ ควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ซึ่งทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว

 

บทบาทของจีนบนเวที WAIC สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีนไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่พึ่งพาตนเองเพื่อหลุดพ้นจากเงาของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้นำ’ ในการกำหนดระเบียบและมาตรฐาน AI ของโลก ผ่านการขับเคลื่อน ‘การทูต AI’ ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพันธมิตร

 

สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ต่อจากนี้อาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความก้าวหน้าทางนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังชี้วัดกันที่ว่า มหาอำนาจใดจะสามารถสร้างแนวร่วมและครองใจประชาคมโลกได้สำเร็จ

 

ภาพ: Ng Han Guan / Pool via Reuters

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘การทูต AI’ เครื่องมือใหม่ของจีน หวังพลิกกระดานขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เรียก มท.-ตร.-พณ. ถกด่วนก่อนบินจีน เร่งฟันโกงสอบท้องถิ่น ลุยคดีที่ดินภูเก็ต-นอมินี https://thestandard.co/pm-meeting-corruption-land-nominee/ Thu, 16 Jul 2026 15:59:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1231645 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในระหว่างการประชุม

วันนี้ (16 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรั […]

The post นายกฯ เรียก มท.-ตร.-พณ. ถกด่วนก่อนบินจีน เร่งฟันโกงสอบท้องถิ่น ลุยคดีที่ดินภูเก็ต-นอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในระหว่างการประชุม

วันนี้ (16 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุม อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและเร่งรัดการดำเนินคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของหลายหน่วยงาน

 

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น การบุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นหรือประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

 

สำหรับคดีทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น รัฐบาลยังเดินหน้าเร่งรัดการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้ง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมกำชับให้ติดตามและรายงานความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ขณะที่วันที่ 17 กรกฎาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งข้อมูลให้ กสถ. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาและดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอนคำสั่งบรรจุหรือมาตรการอื่น โดยยืนยันว่าตนไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของคณะกรรมการ พร้อมย้ำหลักการว่า “ทำชอบก็รับชอบ ทำผิดก็รับผิด” และทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและผลการพิจารณาของ กสถ.

 

ขณะที่ประเด็นการบุกรุกที่ดินในจังหวัดภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งวาระที่รัฐบาลเร่งรัด หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพล รวมถึงการถือครองทรัพย์สินผ่านโครงสร้างบริษัทอำพราง ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเอกสารสิทธิ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และดำเนินคดีหากพบการกระทำผิด

 

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการปราบปรามขบวนการใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติ ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

 

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC 2026) ที่นครเซี่ยงไฮ้ พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และผู้นำรัฐบาลจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคง

 

ตลอดจนดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ประเทศไทย โดยการเรียกประชุมเร่งรัดคดีสำคัญก่อนการเดินทางครั้งนี้ ยังสะท้อนการส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลและบรรยากาศการลงทุนของประเทศ

The post นายกฯ เรียก มท.-ตร.-พณ. ถกด่วนก่อนบินจีน เร่งฟันโกงสอบท้องถิ่น ลุยคดีที่ดินภูเก็ต-นอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ปีคำตัดสินข้อพิพาททะเลจีนใต้ วันนี้ท่าทีนานาชาติเป็นอย่างไร https://thestandard.co/south-china-sea-ruling-china-international/ Wed, 15 Jul 2026 01:38:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1230781 ภาพประกอบแผนที่ทะเลจีนใต้ แสดงเส้นประ 9 เส้นและธงชาติที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท

ประเด็นข้อพิพาทในน่านน้ำทะเลจีนใต้กลับมาร้อนแรงและเป็นท […]

The post 10 ปีคำตัดสินข้อพิพาททะเลจีนใต้ วันนี้ท่าทีนานาชาติเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแผนที่ทะเลจีนใต้ แสดงเส้นประ 9 เส้นและธงชาติที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท

ประเด็นข้อพิพาทในน่านน้ำทะเลจีนใต้กลับมาร้อนแรงและเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อกลุ่มประเทศพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสหภาพยุโรป (EU) ออกแถลงการณ์กดดันให้รัฐบาลปักกิ่งปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของคำตัดสินศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้ ขณะที่จีนออกมาตอบโต้ โดยยืนยันไม่ยอมรับคำชี้ขาดดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นเพียง “เศษกระดาษ” และกล่าวหาชาตินอกภูมิภาคว่ากำลังแทรกแซงและเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่

 

 
 

ย้อนรอยคำตัดสินประวัติศาสตร์

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2016 ศาลอนุญาโตตุลาการ (Arbitral Tribunal) ซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้ภาคผนวกที่ 7 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) มีคำตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะในคดีที่ยื่นฟ้องคัดค้านการอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยของจีนในทะเลจีนใต้

 

ผลการตัดสินชี้ขาดระบุว่า การอ้างสิทธิ์ของจีนเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ “ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ”

 

อย่างไรก็ดี รัฐบาลปักกิ่งปฏิเสธที่จะยอมรับและเพิกเฉยต่อคำตัดสินดังกล่าวมาโดยตลอด ส่งผลให้ฟิลิปปินส์และจีนยังคงเผชิญหน้ากันในทะเลหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์กล่าวหาจีนว่าดำเนินกิจกรรมที่เป็นอันตรายภายในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของตน

 

14 ชาติพันธมิตรประสานเสียง “คำตัดสินเป็นที่สุดและมีผลผูกพัน”

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2026 กลุ่มประเทศพันธมิตรรวม 14 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร แคนาดา เอสโตเนีย เยอรมนี อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย นิวซีแลนด์ โรมาเนีย และสโลวีเนีย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของคำตัดสินดังกล่าว โดยมีใจความสำคัญระบุว่า:

 

  • การอ้างสิทธิ์ของจีนไม่มีผลทางกฎหมาย: แถลงการณ์ย้ำว่าการอ้างสิทธิ์ทางทะเลของจีนในทะเลจีนใต้ไม่มีกฎหมายรองรับ

 

  • คำตัดสินมีผลผูกพัน: 14 ชาติยืนยันร่วมกันว่า คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เป็นคำตัดสินขั้นสุดท้าย และมีผลผูกพันทางกฎหมายต่อทั้งจีนและฟิลิปปินส์

 

EU ย้ำจุดยืน “สนับสนุนเสรีภาพการเดินเรือและกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

ในวันเดียวกัน สหภาพยุโรป (EU) ได้ออกแถลงการณ์แยกอีกฉบับผ่านผู้แทนระดับสูงด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคง เพื่อย้ำจุดยืนต่อสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

  • เรียกร้องให้ปฏิบัติตามคำตัดสิน: EU ระบุว่าคำตัดสินชี้ขาดปี 2016 เป็นกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีที่เป็นกลางและเป็นอิสระ ดังนั้น คู่กรณีทั้งสองฝ่ายต้องเคารพและนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน

 

  • ปกป้องเสรีภาพการเดินเรือ: สหภาพยุโรปยืนหยัดในหลักการของ UNCLOS ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายสากลในการดำเนินกิจกรรมทางทะเล พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่าน ซึ่งจำเป็นต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือโลก

 

  • กังวลสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากขึ้น: EU แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์เผชิญหน้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการดำเนินการฝ่ายเดียวที่อาจบ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาค รวมถึงระเบียบระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่า ความตึงเครียดและข้อพิพาททั้งหมดต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจาและสันติวิธี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีกฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเป็นหลักสำคัญ

 

  • สนับสนุนการจัดทำแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้: ขณะเดียวกัน EU ได้ยืนยันการสนับสนุนความพยายามร่วมกันระหว่างอาเซียนและจีน ในการจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in the South China Sea) ที่มีประสิทธิภาพ มีสาระสำคัญ และมีผลผูกพันทางกฎหมาย สอดคล้องกับ UNCLOS

 

จีนประกาศกร้าวไม่รับคำตัดสินศาล ชี้เป็นแค่ “เศษกระดาษ”

 

ฝ่ายจีนออกมาตอบโต้แถลงการณ์ของกลุ่มประเทศพันธมิตรและสหภาพยุโรปในทันที โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (13 กรกฎาคม) ยืนยันว่า คำชี้ขาดของศาลอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2016 “เป็นเพียงเศษกระดาษที่ผิดกฎหมาย เป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพัน” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเคารพสิทธิด้านดินแดนและสิทธิทางทะเลของจีน และยุติการดำเนินการที่บ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาค

 

นอกจากนี้ จีนยังได้ยื่นประท้วงต่อหลายประเทศที่ร่วมออกแถลงการณ์ โดยเรียกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงปักกิ่ง รวมถึงผู้แทนสหภาพยุโรปและประเทศยุโรปที่เกี่ยวข้องเข้าพบ เพื่อแสดงความไม่พอใจ พร้อมกล่าวหาว่าชาตินอกภูมิภาค โดยเฉพาะสหรัฐฯ และพันธมิตร กำลังแทรกแซงกิจการในทะเลจีนใต้และเป็นปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

 

ด้าน หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้แถลงตอบโต้ยุโรป โดยระบุว่า ยุโรปไม่ใช่ภาคีในทะเลจีนใต้ จึงไม่มีสถานะที่จะมาแสดงความเห็นที่ไม่รับผิดชอบ อีกทั้งยังใช้ “สองมาตรฐาน” ซึ่งมีแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเอง พร้อมเตือนให้ยุโรปวางตัวอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์และความร่วมมือกับจีน

 

ขณะที่ในวันจันทร์ (14 กรกฎาคม) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศจีน “เกี่ยวกับการปลุกปั่นกระแสของบางประเทศในโอกาสครบรอบ 10 ปี คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการว่าด้วยทะเลจีนใต้” ซึ่งสรุปจุดยืนของจีนไว้ 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

  • ยืนยันอำนาจอธิปไตยเหนือทะเลจีนใต้: จีนมีอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะตงซา ซีซา จงซา และหนานซา รวมถึงน่านน้ำที่เกี่ยวข้อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และไหล่ทวีป พร้อมอ้างว่าสิทธิและผลประโยชน์ของจีนในทะเลจีนใต้มีพื้นฐานจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน และได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศมาโดยตลอด

 

  • ชี้สหรัฐฯ และชาตินอกภูมิภาคเป็นต้นเหตุความตึงเครียด: จีนยืนยันว่าเสรีภาพในการเดินเรือและการบินในทะเลจีนใต้ไม่เคยเป็นปัญหา พร้อมระบุว่าการเพิ่มกำลังทางทหารและการยั่วยุของสหรัฐฯ และประเทศนอกภูมิภาคเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ขณะที่มาตรการของจีนเป็นการปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

  • ไม่ยอมรับกระบวนการอนุญาโตตุลาการภายใต้ UNCLOS: จีนระบุว่าข้อพิพาทด้านอาณาเขตไม่อยู่ในขอบเขตของ UNCLOS และจีนได้ใช้สิทธิยกเว้นกระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับตามมาตรา 298 ตั้งแต่ปี 2006 พร้อมยืนยันว่าข้อพิพาทควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจาโดยตรงกับคู่กรณี

 

  • ยืนยันไม่รับรองคำชี้ขาดปี 2016: จีนเห็นว่ากระบวนการพิจารณาคดีและคำชี้ขาดของศาลละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและขัดต่อ UNCLOS จึงไม่ยอมรับหรือรับรองคำวินิจฉัย รวมถึงปฏิเสธข้อเรียกร้องใดๆ ที่อ้างอิงจากคำชี้ขาดดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าจะปกป้องอำนาจอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของจีนต่อไป

 

  • กล่าวหาว่าคำชี้ขาดถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: จีนระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คำชี้ขาดไม่ได้ช่วยคลี่คลายข้อพิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ แต่กลับถูกใช้เพื่อสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ของฟิลิปปินส์ เปิดทางให้ชาตินอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซง และเพิ่มความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเคารพอำนาจอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของจีน และยุติการกระทำที่บ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

 

น่าจับตาต่อว่าพัฒนาการในเรื่องนี้จะนำไปสู่อะไร เมื่อฝ่ายจีนยังคงอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้แบบไม่ลดราวาศอก ในขณะที่ฟิลิปปินส์และพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปต่างยืนยันให้ยึดกติกาตามกฎหมายระหว่างประเทศที่มีคำตัดสินออกมาเมื่อสิบปีก่อน ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กิจกรรมทางทหารในบริเวณดังกล่าวทำให้เสี่ยงเกิดการเผชิญหน้าและบานปลายเป็นสงคราม

 

ภาพ: Tomasz Makowski via ShutterStock

 

อ้างอิง:

 

The post 10 ปีคำตัดสินข้อพิพาททะเลจีนใต้ วันนี้ท่าทีนานาชาติเป็นอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรารู้อะไรบ้าง และทำไมโลกต้องกังวล https://thestandard.co/china-submarine-missile-test/ Wed, 08 Jul 2026 07:42:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1228234 ภาพขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 กรกฏาคม) กองทัพเรือจีนประสบค […]

The post จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรารู้อะไรบ้าง และทำไมโลกต้องกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 กรกฏาคม) กองทัพเรือจีนประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธทิ้งตัวระยะไกล (Ballistic Missile) จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงขีดความสามารถและทักษะที่รุดหน้าของปักกิ่งภายใต้ยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์

 

 

ขณะเดียวกัน การทดสอบดังกล่าวเป็นชนวนเหตุให้เกิดการประท้วงจากสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่จีนยิงขีปนาวุธทิ้งตัวลงสู่น่านน้ำสากล

 

แม้ปักกิ่งจะแจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังบางประเทศในภูมิภาคแล้ว แต่หลายประเทศมองว่าเป็นการแจ้งกระชั้นชิดเกินไป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทดสอบนี้ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ความตึงเครียดในเอเชียที่กำลังเผชิญกับการสะสมกำลังทางทหารอยู่ก่อนแล้ว

 

และนี่คือสิ่งที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธในครั้งนี้

 

แกะรอยประเภทขีปนาวุธที่ปักกิ่งยังปิดเงียบ

 

จีนประกาศเรื่องการทดสอบขีปนาวุธดังกล่าวในวันจันทร์ แต่เป็นการเปิดเผยหลังจากที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยระบุว่าขีปนาวุธถูกยิงเข้าไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก

 

ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธในน่านน้ำสากลถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะเคยทำการทดสอบยิงขีปนาวุธของตัวเองในลักษณะเดียวกัน

 

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนออกแถลงการณ์สั้นๆ ว่า การยิงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมประจำปีตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล อีกทั้งไม่ได้มุ่งเจาะจงประเทศหรือเป้าหมายใดโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของขีปนาวุธ ขณะที่มีรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวติดตั้งหัวรบจำลอง ไม่ใช่หัวรบนิวเคลียร์จริง

 

ต่อมาในวันอังคาร สำนักข่าวซินหัวได้เผยแพร่ภาพถ่ายของขีปนาวุธดังกล่าวโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ด้านผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจเป็นขีปนาวุธรุ่น JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งต่างก็เป็นขีปนาวุธทิ้งตัวที่ยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) แต่ภาพที่ปรากฏยังไม่ชัดเจนพอที่จะระบุรุ่นได้อย่างแน่ชัด

 

ด้าน Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐบาลจีน รายงานว่า ขีปนาวุธนี้น่าจะเป็นรุ่น JL-3 มากที่สุด ซึ่งมีพิสัยทำการไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร ส่วนรุ่น JL-2 จะมีพิสัยทำการที่สั้นกว่า

 

นานาประเทศรุมประท้วง

 

ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ต่างพากันประท้วง แม้จีนจะออกมาตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยขอให้ประเทศต่างๆ “หลีกเลี่ยงการตีความเกินจริง” แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความกังวลของนานาประเทศนั้นมีเหตุผลรองรับ

 

ดรูว์ ธอมป์สัน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน S. Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ชี้ว่า ความกังวลส่วนใหญ่เกิดจากการขาดข้อมูลที่ชัดเจน “การยกระดับกองทัพให้ทันสมัยและการเสริมสร้างกำลังทหารของจีนเกิดขึ้นโดยปราศจากความโปร่งใส ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของปักกิ่ง”

 

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบานีซี ของออสเตรเลีย กล่าวว่า จีนไม่ได้แจ้งเตือนรัฐบาลออสเตรเลียล่วงหน้ามากพอ

 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการกระทำที่ยั่วยุและบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค” อัลบานีซีกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร ระหว่างเยือนกรุงโฮนีอารา ประเทศหมู่เกาะโซโลมอน

 

“นี่คือการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ โดยยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะโลกของเราต้องการลดอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่เพิ่ม และการที่ทดสอบโดยแจ้งเตือนเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างแท้จริง” อัลบานีซีกล่าวเสริม

 

เช่นเดียวกับนิวซีแลนด์ โดย วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การกระทำนี้ “ไม่เป็นที่ยอมรับและน่ากังวลอย่างยิ่ง”

 

นอกจากนี้ รัฐบาลนิวซีแลนด์ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงเข้ามาในเขตทะเลตามสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แปซิฟิกใต้ (South Pacific Nuclear Free Zone Treaty) ซึ่งถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของข้อตกลง

 

เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญารารอตองกา (Treaty of Rarotonga) ปี 1986 ซึ่งห้ามไม่ให้ทั่วทั้งภูมิภาคครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยจีนได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันในพิธีสารดังกล่าวเมื่อปี 1987 พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ภายในเขตนี้ หรือข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธดังกล่าวกับประเทศภาคีที่มีดินแดนในภูมิภาค

 

ด้านนายกรัฐมนตรี แมทธิว เวล แห่งหมู่เกาะโซโลมอน แถลงต่อสื่อมวลชนที่กรุงโฮนีอาราในวันอังคารว่า “จีนเป็นมิตรที่ดีของหมู่เกาะโซโลมอน แต่สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มิตรเขาทำกัน และไม่ใช่เรื่องดีสำหรับภูมิภาคของเราเลย”

 

“เราไม่อยากเห็นประเทศใดๆ ไม่ว่าจะจีน อเมริกา หรือใครก็ตาม มาทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ในภูมิภาคหมู่เกาะแปซิฟิก จงเป็นมิตรของเรา แต่อย่าคุกคามเรา” เวลกล่าวเสริม

 

เกมสะสมกำลังทหารในเอเชียเพื่อคานอำนาจจีน

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน กำหนดให้การปรับปรุงกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ให้ทันสมัยเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดในการบริหารประเทศ

 

ปัจจุบันจีนมีกองทัพบกและกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนจะยังตามหลังสหรัฐฯ และรัสเซีย แต่จีนกำลังเดินหน้าขยายจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเร่งพัฒนาขีปนาวุธระยะไกลรุ่นใหม่และโดรนที่ทันสมัย

 

งบประมาณด้านกลาโหมของจีนเติบโตขึ้นราว 7% ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยคาดว่าจะสูงถึง 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์อิสระชี้ว่า ตัวเลขการใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่านั้นมาก โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ประมาณการตัวเลขรวมในปี 2024 ไว้สูงถึง 3.137 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ความกังวลว่ากองทัพจีนจะเปิดฉากสงครามหรือไม่นั้น ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์ว่าเป็นดินแดนของตน และไม่เคยปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ นอกจากนี้ จีนยังส่งเครื่องบินรบและเรือรบไปยังน่านน้ำรอบเกาะไต้หวันเป็นประจำ ซึ่งทางการจีนระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมรบทางทหาร

 

เพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลทางทหารของจีน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคจึงได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของตนเองเช่นกัน รวมถึงญี่ปุ่นที่ยอมทลายเพดานงบประมาณที่เคยจำกัดไว้ไม่เกิน 1% ของ GDP มาเป็นเวลานาน เพื่อเพิ่มงบประมาณขึ้นสองเท่าเป็น 2%

 

ในขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ได้บรรลุข้อตกลงอนุญาตให้สหรัฐฯ ขยายกำลังพลทางทหารในประเทศ โดยเพิ่มสิทธิ์การเข้าถึงฐานทัพอีก 4 แห่ง

 

“การยิงขีปนาวุธของจีนยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียวที่ตึงเครียดอยู่แล้วย่ำแย่ลงไปอีก นับตั้งแต่ความเห็นของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ เมื่อปีที่แล้วที่ส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นจะเข้าร่วมในความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน จีนก็ได้ยกระดับการควบคุมการส่งออกไปยังญี่ปุ่น และกล่าวหาญี่ปุ่นว่ากำลังเข้าสู่ ‘ยุคใหม่ของลัทธิทหาร'” เอ็มมา ชานเล็ตต์-เอเวอรี ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองและความมั่นคงจาก Asia Society Policy Institute กล่าวสรุป

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

อ้างอิง:

The post จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรารู้อะไรบ้าง และทำไมโลกต้องกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ กำลังส่งสัญญาณถึงใคร? https://thestandard.co/china-missile-submarine-test-us-signal/ Tue, 07 Jul 2026 05:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1227618 ภาพเรือดำน้ำกำลังยิงขีปนาวุธขึ้นสู่ท้องฟ้า

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร […]

The post จีนยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ กำลังส่งสัญญาณถึงใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือดำน้ำกำลังยิงขีปนาวุธขึ้นสู่ท้องฟ้า

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก นับเป็นครั้งแรกที่จีนเปิดเผยการทดสอบลักษณะนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไต้หวัน ต่างแสดงความกังวลว่า การทดสอบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

 
 

วันนี้ (7 กรกฎาคม) สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Navy) ยิงขีปนาวุธซึ่งติดตั้งหัวรบจำลองจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อเวลา 12.01 น. ตามเวลาปักกิ่ง โดยตกลงในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิก

 

กองทัพเรือจีนระบุว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประจำปี ดำเนินการตามกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล และไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดเป็นการเฉพาะ ขณะที่ เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนหวังว่าประเทศต่างๆ จะไม่ตีความเหตุการณ์ดังกล่าวเกินความเป็นจริง

 

ด้าน The Washington Post ระบุว่า การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการแสดงขีดความสามารถด้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ 3 ระบบ (Nuclear Triad) ได้แก่ ภาคพื้นดิน ทางอากาศ และเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์

 

ทั้งนี้ จีนได้เปิดเผยการสาธิตขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์แล้ว 2 ใน 3 ระบบ ได้แก่ การทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) จากฐานยิงบนบกในปี 2024 ซึ่งตกในน่านน้ำใกล้เฟรนช์โปลินีเซีย รวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำในครั้งนี้ ทำให้เหลือเพียงการสาธิตขีดความสามารถจากระบบทางอากาศเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้ยืนยันว่า ขีปนาวุธที่ใช้ในการทดสอบเป็นรุ่นใด แต่สื่อทางการและนักวิเคราะห์คาดว่า น่าจะเป็น JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงจากเรือดำน้ำ (Submarine-Launched Ballistic Missile: SLBM)

 

อนึ่ง ขีปนาวุธตระกูล JL มีพิสัยยิงราว 5,000-8,000 ไมล์ ทำให้สามารถโจมตีเมืองสำคัญของสหรัฐฯ ได้ หากยิงจากตำแหน่งที่เหมาะสมในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

นานาชาติแสดงความกังวล

 

การทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายบทบาททางทหารของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเมื่อปี 2025 กองเรือจีนได้จัดการฝึกยิงจริงนอกชายฝั่งออสเตรเลีย ขณะที่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนจัดการฝึกซ้อมทางทหารรอบไต้หวันครั้งใหญ่ที่สุด หลังสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สหรัฐฯ ระบุว่า กำลังติดตามการทดสอบดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ขณะที่ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ต่างแสดงความกังวลว่าการทดสอบดังกล่าวอาจกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

 

เพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียระบุว่า การทดสอบเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายกำลังทางทหารของจีนอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังขาดความโปร่งใสและความชัดเจนเกี่ยวกับเจตนารมณ์

 

ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานก่อนการยิง พร้อมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางทหารของจีน ขณะที่ วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้มหาสมุทรแปซิฟิกใต้กลายเป็นพื้นที่ทดสอบขีปนาวุธ

 

ทำไมจีนจึงทดสอบขีปนาวุธในเวลานี้

 

แม้จีนจะยืนยันว่าเป็นการฝึกตามปกติ แต่ช่วงเวลาที่เลือกทดสอบทำให้หลายฝ่ายมองว่า การยิงครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์มากกว่าการซ้อมรบทั่วไป

 

Reuters อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ว่า การยิงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ มากกว่าประเทศในภูมิภาค โดยเกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกทวีความเข้มข้น ทั้งในช่วงที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพการฝึกทางทหาร RIMPAC และในวันเดียวกับที่ออสเตรเลียกับฟิจิลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วม

 

ขณะที่ ถง จ้าว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ของจีนจากสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post ว่า ยุทธศาสตร์ของจีนคือการแสดงศักยภาพด้านนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สหรัฐฯ ตระหนักถึงอำนาจทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นของจีน และรับรู้ถึงต้นทุนที่สูงขึ้น หากตัดสินใจเข้าแทรกแซงความขัดแย้งครั้งใหญ่กับจีน

 

จ้าวยังระบุว่า เส้นทางการบินของขีปนาวุธพาดผ่านบริเวณใกล้ฐานติดตามขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในเกาะกวมและหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า การยิงครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมระบุว่า การที่จีนเลือกเส้นทางดังกล่าวสะท้อนว่า ปักกิ่งไม่ได้กังวลว่าสหรัฐฯ จะสามารถเก็บข้อมูลทางเทคนิคของขีปนาวุธได้

 

ส่วน ไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจาก Asia Society Policy Institute ประเมินว่า หากขีปนาวุธชนิดนี้ถูกนำมาใช้จริง เป้าหมายหลักจะเป็นสหรัฐฯ มากกว่าไต้หวันหรือประเทศอื่นในภูมิภาค

 

แฟ้มภาพ: CHINA STRINGER NETWORK / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จีนยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ กำลังส่งสัญญาณถึงใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการสูงสุดเยือนจีน กระชับความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย https://thestandard.co/thai-ag-china-justice-cooperation/ Fri, 03 Jul 2026 09:10:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1226371 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดไทย และคณะ พบ อิง หยง อัยการสูงสุดจีน เพื่อหารือความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสู […]

The post อัยการสูงสุดเยือนจีน กระชับความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดไทย และคณะ พบ อิง หยง อัยการสูงสุดจีน เพื่อหารือความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด และคณะพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เดินทางเยือนสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง ตามคำเชิญอย่างเป็นทางการของสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ในโอกาสนี้ อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมคณะ ได้เข้าพบ อิง หยง (Mr. Ying Yong) อัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างทั้งสองประเทศ

 

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการร่วมมือในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในระดับทวิภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปราบขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งสองประเทศ

 

จากนั้น ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เดินทางเยือนนครเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้รับการต้อนรับจาก เหิง เซียวฟาน (Mr. Heng Xiaofan) กรรมการประจำคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเทียนจิน และเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายของนครเทียนจิน และ หวัง กวางฮุ่ย (Mr. Wang Guanghui) อัยการสูงสุดแห่งสำนักงานอัยการประชาชนนครเทียนจิน ณ เรือนรับรองรัฐบาลเทียนจิน

 

โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรม การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนพนักงานอัยการในการฝึกอบรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม อัยการสูงสุดและคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม Forensic Center of the People’s Procuratorate of Tianjin Municipality หรือ ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์แห่งสำนักงานอัยการประชาชนนครเทียนจิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ โดยมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน ซึ่งการที่ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ฯ อยู่ภายใต้สำนักงานอัยการประชาชนนครเทียนจินช่วยให้กระบวนการตรวจพิสูจน์และการนำผลทางนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบการดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

 

การเยือนเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของอัยการสูงสุดและคณะในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดไทยและสำนักงานอัยการสูงสุดสาธารณรัฐประชาชนจีน ในมิติด้านกฎหมาย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป

The post อัยการสูงสุดเยือนจีน กระชับความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมอวยพรพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 105 ปี และฉลองสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 51 ปี https://thestandard.co/thai-china-parties-cpc-anniversary/ Fri, 03 Jul 2026 00:27:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1226137 ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย

วานนี้ (2 กรกฎาคม) สถานทูตจีนจัดงานเสวนาในโอกาสครบรอบ 1 […]

The post ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมอวยพรพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 105 ปี และฉลองสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 51 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย

วานนี้ (2 กรกฎาคม) สถานทูตจีนจัดงานเสวนาในโอกาสครบรอบ 105 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง นอกจากนี้ยังมีตัวแทนนักวิชาการและสื่อมวลชนร่วมแชร์มุมมองด้วย



ดูภาพข่าว
 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เล่าเส้นทางการพัฒนากว่า 70 ปีของจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมประกาศความสำเร็จในการทำให้ประชาชนกว่า 100 ล้านคนในประเทศหลุดพ้นจากเส้นความยากจนของสหประชาชาติ ขณะเดียวกันก็ยืนยันแนวทางของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการสานต่อเส้นทางพัฒนาสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัย รวมถึงตอกย้ำจุดยืนที่จะร่วมมือกับนานาประเทศด้วยหลักการเคารพซึ่งกันและกัน และยึดถือผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญของจีน

 

ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ได้กล่าวอวยพรและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของจีนในการเปลี่ยนจากประเทศยากจนสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก พร้อมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความผันผวนและมีความท้าทายต่างๆ ขณะที่ทูตจีนได้กล่าวถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนสื่อสารผ่านกลไกระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

 

ช่วงเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม ตัวแทนสื่อไทยได้ถามถึงโอกาสที่ไทยและจีนจะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI และดิจิทัล ซึ่งทูตจีนกล่าวว่า ไทยและจีนมีขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติอยู่แล้ว รวมถึงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย โดยปัจจุบันความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในจุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และที่ผ่านมาบริษัทจีนก็ลงทุนในห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์ รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ในไทย ซึ่งช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ทูตจางยังกล่าวถึงการจัดประชุมว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างประเทศที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมเชิญไทยเข้าร่วมด้วย

 

ตัวแทนสื่อไทยยังได้ถามเกี่ยวกับกรณีที่ทูตจีนแสดงความไม่สบายใจที่คนจีนถูกเหมารวมว่าเป็นจีนเทา ซึ่งทูตจีนตอบว่า ไม่อยากให้ตีตราหรือเหมารวมคนจีนด้วยคำว่า ‘จีนเทา’ เนื่องจากทุกประเทศก็มีทุนสีเทาหรือทุนผิดกฎหมาย โดยทางการจีนพร้อมสนับสนุนหรือให้ความร่วมมือในการปราบปรามการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า การเหมารวมดังกล่าวอาจกระทบต่อบริษัทที่เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงประชาชนคนจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทยด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยเอง

 

 

ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 1ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 2ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 3ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 4ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 5ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 6ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 7ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 8ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 9ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 10

The post ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมอวยพรพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 105 ปี และฉลองสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 51 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย https://thestandard.co/china-thailand-cpc-anniversary/ Wed, 01 Jul 2026 07:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1225549 ธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่เคียงข้างกันบนพื้นหลังผ้าไหม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้ง […]

The post ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่เคียงข้างกันบนพื้นหลังผ้าไหม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และวันครบรอบ 51 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย

 

105 ปีแห่งการเดินทางกรำแดดกรำฝน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำพาประชาชนชาวจีนผ่านพ้นความยากลำบากและความท้าทายต่างๆ นานา ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จากการลุกขึ้นยืนสู่ความมั่งคั่ง ไปสู่ความแข็งแกร่ง ได้สร้างปาฏิหาริย์สองประการ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การประชุมสมัชชาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เป็นต้นมา จีนได้ขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้สำเร็จในประวัติศาสตร์ และได้ก้าวเข้าสู่ยุคการพัฒนาคุณภาพสูงอย่างเต็มตัว รักษาตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เสริมสร้างบทบาทในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ และบูรณาการกับโลกอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนสร้างประโยชน์ร่วมกันและโอกาสในการพัฒนาอย่างกว้างขวางสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระและมุ่งเน้นสันติภาพมาโดยตลอด โดยยึดมั่นในหลักการแสวงหาความสุขให้แก่ประชาชน ฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และความปรองดองร่วมกันของโลก ภายใต้การนำของแนวคิดทางการทูตของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จีนเชิดชูธงแห่งการสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกันอย่างสูงส่ง ดำเนินความริเริ่มระดับโลกที่สำคัญทั้ง 4 ประการอย่างแข็งขัน โดยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรม และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน และมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะเป็นผู้สร้างสันติภาพโลก ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลก ผู้ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ และผู้ให้บริการสินค้าสาธารณะแก่โลก อีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของประเทศไทยมาโดยตลอด

 

51 ปีแห่งความทุ่มเท ความพยายามและผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จที่งดงาม ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนและไทยก็ยืนหยัดการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ทั้งสองประเทศเคารพเส้นทางการพัฒนาของกันและกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคงในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติ ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จ

 

โดยการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 เท่า เมื่อเทียบตอนต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกัน 13 ปี และยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย เป็นแหล่งลงทุนหลัก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกิจการระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติ และร่วมกันแก้ไขความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆ จนกลายเป็นกำลังสำคัญในซีกโลกใต้

 

ในปี 2025 จีนและไทยได้ร่วมกันฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บรรลุฉันทมติสำคัญใหม่ในการกระชับความร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของประมุขทั้งสองประเทศ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นปีนี้ ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นครั้งแรกที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของจีนได้ลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย และบริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ชั้นนำหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในประเทศไทย ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอัจฉริยะ

 

การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็มีความคึกคัก โดยนับจนถึงวันที่ 20 มิถุนายนปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเยือนประเทศไทยมีจำนวนถึง 2.54 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ครองอันดับหนึ่งในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปท่องเที่ยวจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

ด้านปัญญาประดิษฐ์ การศึกษาอัจฉริยะ การสำรวจอวกาศห้วงลึก และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ กำลังกลายเป็นจุดเติบโตใหม่สำหรับการความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาให้ทันสมัยของทั้งสองประเทศและนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน

 

ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นของ “50 ปีทอง” ครั้งใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย ภายใต้การนำที่เข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งมิตรภาพ ความจริงใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และยอมรับความแตกต่างในนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคและโลกผ่านการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการเปิดกว้างในระดับสูง

 

ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย รักษามิตรภาพอันดีงามที่มีมายาวนาน และกระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลของการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในวงกว้างยิ่งขึ้น ร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค เขียนบทใหม่ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่แห่งความทันสมัยสำหรับทั้งสองประเทศ

 

ภาพ: Cha29 via ShutterStock

The post ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/china-japan-export-control-military/ Mon, 29 Jun 2026 04:04:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1224462 ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าของจีนไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น

จีนสั่งควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 […]

The post จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าของจีนไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น

จีนสั่งควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 แห่ง โดยระบุว่า หน่วยงานเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น อย่างการฟื้นบทบาททางทหารและความพยายามในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 

วันนี้ (29 มิถุนายน) กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า ได้ควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่ง เพื่อยับยั้งการฟื้นบทบาททางทหารของญี่ปุ่น และความพยายามในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยมาตรการดังกล่าวทำให้บริษัทจีนไม่สามารถส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหารให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า

 

ทั้งนี้ ทางการจีนระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมถึงปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และมุ่งเป้าเฉพาะ ‘หน่วยงานญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง’ เท่านั้น โดยครอบคลุมเฉพาะสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร (Dual-Use Items)

 

“มาตรการเหล่านี้จะไม่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าตามปกติระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และหน่วยงานญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตและปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีอะไรต้องกังวล” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าว

 

ประกาศของกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า หน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่งที่ถูกเพิ่มเข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออกส่วนหนึ่ง ได้แก่ สถาบัน Institute for Defence Studies ตลอดจนบริษัทย่อยของ Mitsubishi, Komatsu และ Fujitsu

 

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนยังเพิ่มหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 แห่งเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทาง หรือวัตถุประสงค์ของการใช้สินค้าประเภท Dual-Use Items

 

Reuters ระบุว่า บัญชีเฝ้าระวังจะสร้างแรงกดดันต่อการค้ากับหน่วยงานดังกล่าว เพราะผู้ส่งออกที่ต้องการทำธุรกิจด้วยจะต้องยื่นรายงานประเมินความเสี่ยง และหนังสือรับรองว่าจะไม่นำสินค้ากลุ่มนี้ไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนเคยเพิ่มหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่ง รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก และเพิ่มอีก 20 แห่งเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง เพื่อเพิ่มการตรวจสอบการค้าสินค้าบางประเภท และสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อโตเกียว

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับจีน รวมถึงการที่โตเกียวตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ส่งผลให้ปักกิ่งเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้ากลุ่ม Dual-Use Items ต่อญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Andy.LIU / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง https://thestandard.co/china-beijing-plane-crash-censorship/ Sun, 28 Jun 2026 02:59:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1223976 ภาพอาคาร CITIC Tower ในกรุงปักกิ่ง หลังเกิดเหตุเครื่องบินเล็กชน

ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน หรือเกือบ 24 ชั่วโมง […]

The post จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร CITIC Tower ในกรุงปักกิ่ง หลังเกิดเหตุเครื่องบินเล็กชน

ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน หรือเกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกจงกั๋วจุน (中国尊) หรือ CITIC Tower ใจกลางกรุงปักกิ่ง ผู้สื่อข่าวของ THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุและพบว่าพื้นที่บริเวณถนนกวงหัวฝั่งตะวันตกด้านหน้าของอาคาร CITIC Tower ยังคงปิดการจราจร โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ด้านนอกและอนุญาตให้เฉพาะการเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น

 

 
 

เมื่อมองขึ้นไปบนอาคารจะพบว่ามีพนักงาน 2 คนกำลังซ่อมแซมอาคารจากภายนอก ผู้สื่อข่าวฯ ได้พบกับชาวจีนจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาดูและถ่ายภาพจุดเกิดเหตุ เมื่อเข้าไปพูดคุยส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่า “รู้สึกไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในปักกิ่ง เมืองที่ได้ชื่อว่ามีความปลอดภัยสูงสุด” และคนจีนบางคนก็แสดงความคิดเห็นว่า “แม้แต่น้ำเปล่าขวดเดียวถือเข้าสถานีรถไฟใต้ดินยังถูกตรวจจึงไม่อยากจะเชื่อว่าเครื่องบินจะเล็ดลอดการตรวจความปลอดภัยของปักกิ่งได้”

 

ผู้สื่อข่าวฯ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณบอย (นามสมมุติ) คนไทยที่ทำงานอยู่ใกล้กับตึกเกิดเหตุ โดยคุณบอยเล่าให้ฟังว่า “ช่วงเวลาดังกล่าว (เกือบ 6 โมงเย็น) เป็นช่วงเวลาเลิกงาน ผมกำลังจะไปเอารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จอดอยู่ใกล้ตึก CITIC ผมได้ยินเสียงระเบิดดังมาก ดังมากๆ ดังจนทุกคนที่อยู่แถวนั้นต้องเงยหน้าขึ้นไปมองพร้อมกัน ผมเห็นกลุ่มควันสีดำ เห็นเศษวัสดุทั้งใหญ่ทั้งเล็กจำนวนมากลอยลงมาจากฟ้า ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นลูกไฟตกลงมา ตอนนั้นคิดว่าต้องรีบหลบก่อนเพราะรู้สึกว่าอันตรายมาก”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวฯ ถามถึงความคิดของคุณบอยในตอนนั้น คุณบอยตอบว่า “คิดว่าก่อการร้ายเพราะทั้งคนจีนและคนที่ทำงานแถวนี้ต่างรู้ดีว่าพื้นที่ชั้นสูงๆ ของตึก CITIC เป็นพื้นที่ของฝ่ายความมั่นคงของจีน ผมมองขึ้นไปรู้สึกว่าจุดที่ชนไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดของตึกแต่ก็เป็นชั้นที่สูงมาก”

 

คุณบอยเล่าต่อว่าได้ออกจากพื้นที่ก่อนจะปิดถนนและคิดว่าจะกลับไปติดตามข่าวที่บ้าน แต่เมื่อกลับถึงบ้านคุณบอยกลับพบว่าไม่มีการรายงานข่าวนี้ทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

 

รัฐบาลจีนคุมเข้มเก็บกวาดข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์จีนภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

 

หลังจากเกิดเหตุในเวลา 17:55 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ขอความร่วมมือจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ไม่ให้ถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอรวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อ แต่ก็ยังมีคลิปวิดีโอและภาพนิ่งที่ถูกบันทึกไว้จำนวนมากถูกเผยแพร่เข้าสู่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนอย่างบัญชี Wechat, Rednote (小红书), Douyin (抖音) หรือ TikTok เวอร์ชั่นจีน

 

แต่ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง รูปภาพและคลิปต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็ถูกลบทิ้งทั้งหมด คำที่เกี่ยวข้อง เช่น ชื่อของตึก CITIC (北京中国尊) คำว่าโจมตี (被撞) และคำอื่นๆ ในภาษาจีนที่เกี่ยวข้องเฉพาะเจาะจงกับเหตุการณ์นี้ ไม่สามารถส่งต่อระหว่างบัญชี Wechat บุคคล รวมถึงไม่สามารถแสดงผลในการค้นหาจาก Search Engine ของจีน อย่างเวยป๋อ, ไป่ตู้ ฯลฯ ทำให้ชาวจีนจำนวนมากแม้กระทั่งคนที่อยู่ในปักกิ่งไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

 

จนกระทั่งในช่วงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 มิถุนายน เกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ บัญชี Wechat ทางการของเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง (北京朝阳) และบัญชีของสื่อท้องถิ่นอย่างเป่ยจิงเดลี่ (北京日报) ได้เผยแพร่ข้อมูลของเหตุการณ์ดังกล่าวโดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า “เวลา 17:55 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน เครื่องบินขนาดเล็กแบบเครื่องยนต์เดียวสองที่นั่งชนกับอาคารสูงใกล้กับถนนวงแหวนรอบที่สามฝั่งตะวันออกในเขตเฉาหยาง นักบิน 1 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 13 คน ขณะนี้ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

 

จำนวนผู้เข้าชมข้อมูลดังกล่าวมีกว่าแสนคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง แต่ข่าวดังกล่าวไม่ได้เปิดช่องคอมเมนต์ให้ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็น

 

อุบัติเหตุหรือความหละหลวมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง?

 

ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง (Beijing Air Defense System) ถือเป็นหนึ่งในระบบที่คุมเข้ม ล้ำสมัย และเจาะทะลวงยากที่สุดในโลก แบ่งการป้องกันออกเป็น 3 ระยะคือ ไกล กลาง ใกล้ ครอบคลุมน่านฟ้าทั้งหมดในกรุงปักกิ่ง แต่ช่องโหว่ก็คือระบบดังกล่าวออกแบบมาเพื่อจัดการกับอาวุธของศัตรูไม่ใช่เครื่องบินพลเรือน

 

จากข้อมูลของ Flightradar 24 และหางเครื่องบินที่ตกลงมาในที่เกิดเหตุทำให้ระบุได้ว่าเครื่องบินที่เกิดเหตุลำดังกล่าวเป็นรุ่น Sunward SA 60L Aurora หมายเลขทะเบียน B-12PP ของบริษัทตงฉือชวงเยว่ (ปักกิ่ง) เจเนอรัลเอวิเอชัน (东时双悦(北京)通用航空) ซึ่งจดทะเบียนเป็นเครื่องบินพลเรือนเพื่อการกีฬา/ฝึกบินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นเครื่องบินลำนี้จึงไม่ใช่เป้าหมายโจมตีทางทหาร

 

และด้วยระยะเวลาอันสั้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (น้อยกว่า 10 นาที ในช่วงเข้าถึงพื้นที่วงแหวนรอบที่ 3) ประกอบกับการอยู่ในพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ใจกลางกรุงปักกิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก รวมถึงการขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจสั่งการเนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อนจึงทำให้ดูเหมือนว่าเกิดความหละหลวมในระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง

 

นอกจากระบบแล้วปักกิ่งยังมีกฎระเบียบเกี่ยวกับน่านฟ้าที่เข้มงวดมาก เช่นล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม มีการประกาศห้ามบินโดรน ห้ามนำเข้า ห้ามซื้อขายโดรนในพื้นที่ ใครฝ่าฝืนมีโทษถึงขั้นจำคุก แต่ข้อบังคับดังกล่าวทำได้เพียงควบคุมตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นบิน แต่เมื่อบินอยู่ในอากาศแล้วเกิดความผิดพลาดกฎระเบียบดังกล่าวก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

 

เครื่องขัดข้อง หรือ คนขัดข้อง?

 

ในขณะที่ทางการกรุงปักกิ่งยังไม่ได้ประกาศชื่อของนักบินผู้เสียชีวิตรวมถึงสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่ในสื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศจีนกลับระบุถึงชื่อของ หลิว จวิ้นหัว (刘俊华) ผู้จัดการทั่วไปของ CITIC Wealth Management ว่าเป็นผู้ขับเครื่องบินในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีแรงจูงใจจากการสูญเสียรายได้ที่เธอลงทุนในบริษัท ทำให้ในช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนทางต้นสังกัดของหลิวได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของเธอเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาของบริษัทที่ทางต้นสังกัดระบุว่าเพิ่งให้สัมภาษณ์ในวันนี้ เพื่อจะบอกเป็นนัยว่าเธอไม่ใช่คนที่สื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศกำลังพูดถึง

 

นอกจากนั้นชาวเน็ตในสื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศยังชี้เป้าไปที่ค่ายฤดูร้อนเพื่อการศึกษา ( 黎明营地教育夏令营) ซึ่งมีคอร์สราคา 880 หยวน ใช้เวลาบิน 7-8 นาทีต่อครั้ง โดยมีฐานฝึกบินอยู่ที่สนามบินซือโฝซื่อ (北京石佛寺机场) ซึ่งเป็นสนามบินที่ถูกระบุว่าเป็นจุดขึ้นของเครื่องบินลำที่เกิดเหตุและอยู่ห่างจากตึก CITIC ประมาณ 70 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องออกมาให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่คอร์สของเรา เพราะคอร์สนี้ไม่สามารถบินได้ไกลขนาดนั้น

 

แม้ทางการกรุงปักกิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่านักบินได้เสียชีวิตแล้ว แต่คนจำนวนมากก็ยังคงมีคำถามถึงสาเหตุ หรือแรงจูงใจของเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็นอุบัติเหตุ เป็นการ “แก้แค้นสังคม” (献忠) หรือเป็นอะไรกันแน่ คำตอบก็คงต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนและให้ข้อมูลของทางการต่อไป

 

ตึกจงกั๋วจุน (中国尊) เป็นตึกที่สูงที่สุดในปักกิ่ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 尊 ชื่อเรียก ‘คนโท’ ที่ใช้ใส่สุราที่ใช้ในพิธีสักการะฟ้าดิน ทำให้ตัวตึกมีลักษณะคล้ายคนโทและแตกต่างจากตึกทั่วไป เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของปักกิ่งที่สะท้อนถึง “ความรุ่งเรือง ศักดิ์ศรี และเกียรติยศของประเทศจีน”

 

ภาพ: REUTERS / Maxim Shemetov

The post จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน เซน พบสีจิ้นผิง ย้ำกัมพูชาและจีนเป็น ‘มิตรแท้’ เสนอจีนหนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป https://thestandard.co/hun-sen-xi-jinping-cambodia-china-support/ Fri, 26 Jun 2026 09:53:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1223326 สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา […]

The post ฮุน เซน พบสีจิ้นผิง ย้ำกัมพูชาและจีนเป็น ‘มิตรแท้’ เสนอจีนหนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนจีน อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ภายหลังเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เช้าวันนี้ (26 มิถุนายน) โดยระบุว่า “ในการหารือกันครั้งนี้ สีจิ้นผิง แสดงความพึงพอใจและยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งระหว่างกัมพูชาและจีนมาจนถึงปัจจุบัน”

 

พร้อมกันนี้ เขายังเน้นย้ำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนนั้นแข็งแกร่ง” และแสดงความขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นของประธานาธิบดีจีน

 

“กัมพูชาและจีนเป็นมิตรแท้ แม้โลกและสภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มิตรภาพระหว่างกัมพูชาและจีนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง” ฮุน เซน กล่าว

 

โดยเขายังกล่าวต่อผู้นำจีนว่า กัมพูชาถือว่า จีนเป็นมิตรแท้ที่เก่าแก่และน่าเชื่อถือของชาวกัมพูชา

 

สำหรับประเด็นในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยฮุน เซน เสนอให้จีนสนับสนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป และชี้ว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจในกัมพูชา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อบทบาทของจีน

 

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือกัน เกี่ยวกับการเสริมสร้างกรอบความมั่นคงระหว่างกัมพูชาและจีน ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ทั้งสองผู้นำยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งฮุน เซน ย้ำว่าเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองภายในกรอบระหว่างพรรครัฐบาล

 

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยชี้ว่า สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กัมพูชาและจีนต้องทำงานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น

 

สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 1สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 2สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 3สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 4สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 5

The post ฮุน เซน พบสีจิ้นผิง ย้ำกัมพูชาและจีนเป็น ‘มิตรแท้’ เสนอจีนหนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก https://thestandard.co/china-15th-five-year-plan-global-impact/ Fri, 26 Jun 2026 07:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1223247 ภาพกราฟิกแสดงแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum ฉบับฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า Summer […]

The post แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum ฉบับฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียนของจีนในปีนี้มีหลายเวทีน่าสนใจที่ทำให้เห็นภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจโลกภายใต้ฉากทัศน์ต่างๆ จากมุมมองของผู้นำที่เป็นผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศ โดยหนึ่งในการประชุมเสวนา Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 ที่ว่าด้วย ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน’ นั้น เป็นหนึ่งในหัวข้อที่อยู่ในสปอตไลต์ เนื่องจากจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และแผนฉบับนี้จะทำให้เราเห็นเป้าหมายและการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในระยะต่อไป ซึ่งจีนกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม การบริโภคภายในประเทศ การยกระดับอุตสาหกรรม พลังงานสีเขียว และการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แน่นอนว่า เมื่อเรารู้ว่าจีนจะขยับไปทางไหนก็ย่อมทำให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย สามารถมองหาโอกาสต่างๆ ในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ภายใต้โจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ซึ่งบทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากเวทีดังกล่าว

 

การเสวนาในหัวข้อ “15th Five-Year Plan, Unpacked” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์กันว่า แผนพัฒนาฉบับใหม่ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2026-2030 จะเป็นกรอบกำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ผู้ร่วมเสวนาอธิบายว่า แผนพัฒนา 5 ปีของจีนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกรอบนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางนโยบาย สำหรับภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรระหว่างประเทศอีกด้วย

 

เดินหน้าพัฒนาคุณภาพเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

กั๋ว หลานเฟิง ประธานสมาคมปฏิรูปเศรษฐกิจแห่งประเทศจีน กล่าวว่า จีนจะยังคงยึดการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก โดยมีการพัฒนาที่มีคุณภาพ การปฏิรูป และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

เขาระบุว่ามี 3 ประเด็นที่จีนต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

 

  • การเสริมสร้างรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร
  • การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

กั๋วยังกล่าวว่า จุดแข็งของจีนคือ ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ศักยภาพด้านนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปและเปิดประเทศ

 

โลกจับตาแผน 5 ปีของจีนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

 

อดัม ทูซ ผู้อำนวยการสถาบันยุโรป มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวถึงความสนใจของนานาชาติที่มีต่อแผนพัฒนาฉบับนี้ว่า

 

“วันนี้เราอยู่ในปี 2026 และกำลังมานั่งพูดคุยกันถึงแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หลายคนเคยคาดคิดว่าศตวรรษที่ 21 จะดำเนินไปในลักษณะนี้”

 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่เคยเห็นแผนพัฒนา 5 ปีฉบับใดได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากเท่านี้

 

ทูซมองว่า แผนพัฒนา 5 ปีของจีนได้พัฒนาจากการเป็นเพียงเอกสารวางแผน ไปสู่ เครื่องมือในการกำกับดูแลประเทศ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และเชื่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมและศักยภาพด้านการส่งออกของจีนจะยังคงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด

 

เปลี่ยนผ่านสู่ “การเติบโตคุณภาพสูง”

 

หยวน หยวน อัง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 14 และ 15 เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน การส่งออก และภาคก่อสร้าง ไปสู่โมเดลใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพสูง

 

เธอกล่าวว่า จีนกำลังผลักดันนวัตกรรมขั้นพื้นฐาน (0 to 1 Innovation) พร้อมกับทำให้นวัตกรรมสามารถสร้างการจ้างงาน นำไปใช้เชิงพาณิชย์ และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้จริง

 

พลังงานสีเขียวเข้าสู่ยุคขับเคลื่อนด้วยตลาด

 

อู๋ จูอวี่ ประธานบริษัท HiTHIUM กล่าวว่า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานรูปแบบใหม่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐ ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด

 

เขาระบุว่า ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังงานสะอาดมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

การบริโภคภายในประเทศ คือหัวใจของโมเดลเศรษฐกิจใหม่

 

ผู้ร่วมเสวนายังหารือถึงความสำคัญของอุปสงค์ภายในประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป

 

กั๋วกล่าวว่า หากต้องการกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือน จำเป็นต้อง

 

  • สร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
  • เสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
  • เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ครัวเรือน
  • ยกระดับสภาพแวดล้อมด้านการบริโภค

 

เขากล่าวว่า “หากเราต้องการกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือนอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย”

 

ด้านอังกล่าวเสริมว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยรองรับกำลังการผลิตขั้นสูงของจีน และทำให้รูปแบบการเติบโตมีความสมดุลมากขึ้น

 

ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ควบคู่การสร้างพันธมิตรในท้องถิ่น

 

ผู้ร่วมเสวนายังหารือถึงแนวทางที่บริษัทจีนสามารถขยายธุรกิจไปต่างประเทศ พร้อมกับสร้างความร่วมมือกับประเทศเจ้าบ้าน

 

อู๋กล่าวว่า บริษัทที่มีศักยภาพในการแข่งขันจำเป็นต้องพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ร่วมมือกับพันธมิตรในต่างประเทศ และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาของประเทศเจ้าบ้าน

 

เขากล่าวว่า “ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญ”

 

ขณะที่กั๋วระบุว่า นโยบายเปิดประเทศของจีนจะยังคงปรับตัวให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยผสานทั้งการลงทุน เทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจ ทั้งขาเข้าและขาออก

 

กล่าวโดยสรุปก็คือ วงเสวนานี้ชี้ว่า จีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เน้นคุณภาพ โดยมีการเสริมสร้างการบริโภคภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากกว่าเดิม

 

ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2026–2030) ให้ความสำคัญกับด้านนวัตกรรม การกระตุ้นการบริโภค การยกระดับภาคอุตสาหกรรม พลังงานสีเขียว และการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมิติต่างๆ ดังกล่าวจะกลายเป็นช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายที่สอดรับกัน

 

สำหรับการเสวนาครั้งนี้สะท้อนแนวคิดหลักของการประชุม Annual Meeting of the New Champions 2026 ภายใต้ธีม “Innovating at Scale” ด้วยการมุ่งเน้นว่านวัตกรรมจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ช่วยพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างไร

 

อ้างอิง:

  • World Economic Forum

The post แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร https://thestandard.co/china-cambodia-hun-sen-thailand-ties/ Fri, 26 Jun 2026 05:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1223131 สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน

ในขณะนี้ จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แน […]

The post จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน

ในขณะนี้ จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่นเป็นพิเศษ นอกจากจะมีผู้นำกัมพูชาเดินทางไปเยือนจีนอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ได้เดินทางเยือนกัมพูชาแล้ว 2 ครั้ง (ปี 2016 และปี 2025) และสีจิ้นผิงมักจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น ‘มิตรภาพที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า’ มีความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและ ‘ไม่สั่นคลอน’ (ขณะที่ สีจิ้นผิงเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับไทยดุจญาติมิตร โดยใช้คำว่า ‘Zhong Tai Yi Jia Qin’ จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน)

 

 
 

บทความนี้จะวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบว่า จีนคบไทยแบบไหน และจีนคบกัมพูชาแบบไหน มีวาระซ่อนเร้นอะไร และที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุนเซนผู้นำตัวจริงของกัมพูชาได้ตอบสนอง ‘รับใช้’ ผลประโยชน์ของจีนอย่างไร

 

ประเด็นแรก จีนคบกัมพูชาแบบไหน

 

ภายใต้บริบทการเมืองกัมพูชาที่ฮุนเซนรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และตระกูลฮุนมีความพร้อมที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้ (โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้) จึงมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า จีนมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะ ‘Client State’ ในลักษณะผู้มีอำนาจกับผู้ใต้บังคับบัญชา (เจ้านายกับลูกน้อง) จีนต้องการพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุดในอาเซียน เพื่อใช้เป็น ‘ตัวตึง’ ในการส่งเสียงปกป้องผลประโยชน์ และ ‘รับใช้’ จีนในเวทีอาเซียน ดังเช่นบทบาทของฮุนเซนในปี 2012 ที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Phnom Penh Incident

 

หากย้อนพิจารณาเหตุการณ์ Phnom Penh Incident ในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงพนมเปญ แต่กลับเกิดปัญหาจากกรณีที่ฟิลิปปินส์พยายามผลักดันให้ระบุถึงข้อพิพาทบริเวณ Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้ไว้ในแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน อย่างไรก็ดี กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพได้ใช้สิทธิคัดค้านและตัดประเด็นดังกล่าวออกจากร่างแถลงการณ์ร่วม ส่งผลให้การประชุมครั้งนั้น อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร

 

หลังจากเหตุการณ์ในปี 2012 พฤติกรรมปกป้องจีนของกัมพูชา ทำให้ถูกตีตราจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่าเป็น ‘Client State’ หรือรัฐตัวแทนของจีนในอาเซียน (ทั้งนี้ ในภายหลัง ยังมีรายงานทางการทูตพบว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ส่ง ‘ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน’ ไปให้สถานทูตจีนตรวจสอบก่อนล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อความใดที่ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ) บทบาทของกัมพูชาในการปกป้องจีนในครั้งนั้น ได้สร้างจุดด่างพร้อยครั้งสำคัญที่บั่นทอนความเป็น ASEAN Unity ของภูมิภาคนี้

 

ประเด็นที่สอง ฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว บทบาทของฮุนเซน (ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในขณะนั้น) ในการปกป้องและ ‘รับใช้’ จีน ทั้งๆ ที่ในฐานะประธานอาเซียน กัมพูชาควรจะมีความเป็นกลางและส่งเสริมฉันทามติของสมาชิก แต่ฮุนเซนกลับใช้อำนาจเจ้าภาพตัดประเด็นทะเลจีนใต้ออกจากแถลงการณ์ร่วม โดยอ้างว่า Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องสองประเทศ (จีน-ฟิลิปปินส์) ไม่ควรนำเข้ามาระบุในแถลงการณ์ร่วมฯ ท่าทีของฮุนเซนดังกล่าวจึงถูกตีความว่า เป็นการช่วยจีนลดแรงกดดันจากอาเซียน และทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนเกิดรอยร้าวครั้งสำคัญ

 

ในช่วงเวลานั้น ฝ่ายจีนอัดฉีดเงินกู้ และเงินช่วยเหลือมหาศาลให้กัมพูชา รวมทั้งทุ่มงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเป็นผู้บริจาครายใหญ่สุดให้กับกองทัพกัมพูชา จึงชัดเจนว่า แรงจูงใจสำคัญของฮุนเซนในการปกป้องจีน คือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ฮุนเซนมักจะกล่าวยกย่องจีนว่าเป็น ‘เพื่อนแท้’ ที่ให้การช่วยเหลือกัมพูชา โดยไม่ตั้งเงื่อนไขมากมายเหมือนความช่วยเหลือของประเทศตะวันตกที่มักจะผูกเงื่อนไขด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือธรรมาภิบาล ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า การกระทำของฮุนเซนในการประชุมดังกล่าว คือการตอบแทนบุญคุณจีน ในฐานะ ‘พันธมิตรที่ภักดีต่อจีน’ เพื่อปกป้องแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผูกติดกับจีนอย่างแนบแน่น

 

ประเด็นที่สาม ทำไมจีนเลือกใช้กัมพูชา

 

จีนเลือกใช้กัมพูชาเป็น ‘เสียงของจีน’ ในอาเซียน เพราะควบคุมได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ และให้ผลตอบแทนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

 

1) กัมพูชาควบคุมง่าย ดีลได้ง่าย

 

กัมพูชาเป็นประเทศขนาดเล็ก เศรษฐกิจยากไร้ ยังต้องพึ่งพาทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ จีนจึงใช้ต้นทุนไม่มาก แต่สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย อีกทั้งระบบการเมืองแบบรวบอำนาจของกัมพูชา ทำให้มีเสถียรภาพและ ‘คาดการณ์ได้’ ตระกูลฮุนครองอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในกัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคของฮุนเซนและต่อเนื่องมาถึงฮุนมาเนต จีนจึงมองว่ารัฐบาลกัมพูชามีศูนย์อำนาจที่ชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว การเจรจาทำดีลได้ง่าย

 

ในมุมมองของจีน กัมพูชาจึงควบคุมได้ง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในอาเซียน เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย การเมืองไร้เสถียรภาพ นโยบายมีความผันผวน เสียงประชาชนมีผลต่อการเมือง จึงดีลได้ยากกว่า

 

2) จุดยืนของกัมพูชา ‘ไม่ต่อต้านจีน’ และพร้อมสนับสนุนจีนในทุกรูปแบบ

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนหลักการ ‘จีนเดียว’ อย่างชัดเจน และไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์จีนในประเด็นอ่อนไหวใดๆ รวมทั้งในหลายครั้ง กัมพูชายังมีบทบาทช่วยลดแรงกดดันต่อจีนในอาเซียน ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีน เนื่องจากอาเซียนใช้ ‘หลักฉันทามติ’ หากมีเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งให้การสนับสนุนจีน ก็สามารถช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวทีอาเซียนได้ โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้

 

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของกัมพูชาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทะเลจีนใต้-อ่าวไทย แม้กัมพูชาจะไม่ใช่มหาอำนาจทางทะเล แต่มีความสำคัญเชิงที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือหลัก และที่สำคัญ กัมพูชายอมให้เรือรบจีนเข้ามาจอดเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในลักษณะการให้สิทธิเข้าถึงแบบ Preferential & Exclusive Access โดยใช้ชื่อความร่วมมือว่า ‘Cambodia-China Joint Logistics and Training Center’ (เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญของกัมพูชาที่ระบุว่า ห้ามตั้งฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินกัมพูชา และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาทางกฎหมายระหว่างประเทศ)

 

ทั้งนี้ จีนยังได้ลงทุนก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ยาวกว่า 650 เมตรที่ฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นสำหรับเรือรบทั่วไป แต่เป็นขนาดใหญ่พอที่จะพร้อมรองรับการจอดเทียบท่าของเรือขนาดใหญ่อย่าง ‘เรือบรรทุกเครื่องบินของจีน’ ดังนั้น กัมพูชาสามารถตอบสนองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน ช่วยให้กองทัพเรือจีนมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการทอดสมอและซ่อมบำรุงเรือรบ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากช่องแคบมะละกา

 

สำหรับฝ่ายกัมพูชา ก็ย่อมจะคาดหวังการสนับสนุนทางการทหารจากจีน โดยยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาใช้งานฐานทัพเรือเรียม เพื่อแลกกับการขอรับความช่วยเหลือทางการทหารในรูปแบบต่างๆ จากจีน เพื่อมาช่วยพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหารของกองทัพกัมพูชา ในบริบทของความขัดแย้งและข้อพิพาทพรมแดนกับประเทศไทยที่ยังคงยืดเยื้อ มีโอกาสที่จะเกิดการสู้รบกันอีกครั้ง

 

3) กัมพูชาตอบสนองผลประโยชน์จีนในทางเศรษฐกิจ

 

ในด้านเศรษฐกิจอนุภูมิภาค กัมพูชามีความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำโขงและกลุ่ม CLMV รวมทั้งเป็นพื้นที่รองรับโครงการ Belt and Road Initiative :BRI ของจีน

 

นอกจากนี้ กัมพูชาเปิดรับทุนจีนอย่างเต็มที่แบบไร้ข้อจำกัด (หรือมีข้อจำกัดน้อยมาก) ฮุนเซนต้องการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเน้นปริมาณโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ และมีมาตรการกำกับดูแลที่หละหลวมไม่เข้มงวด ส่งผลให้ทุนจีนหลากหลายกลุ่มเข้าไปลงทุนในกัมพูชาได้โดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่ม ‘ทุนจีนสีเทา’ จำนวนมากเข้าไปตักตวงแสวงหาประโยชน์ในกัมพูชาได้อย่างสะดวก สามารถใช้เงินสร้างสายสัมพันธ์กับเครือข่ายชนชั้นนำทางการเมืองในกัมพูชา ทำให้กัมพูชากลายเป็นแหล่งสแกมเมอร์ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก

 

ประเด็นสุดท้าย จีนคบกับไทยแบบไหน

 

ในมุมมองจีน การเจรจาและดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมีความซับซ้อนมากกว่ากัมพูชา เพราะประเทศไทยไม่ใช่กัมพูชา จีนจะมาควบคุมหรือสั่งการไทยไม่ได้ การดีลกับไทยยากกว่ากัมพูชา อีกทั้งไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เน้นรักษาสมดุล และไม่ได้เอนเอียงไปทางจีนอย่างเต็มตัวเหมือนกัมพูชา

 

ที่สำคัญ ไทยเป็น ‘ประเทศแกนกลางของอาเซียน’ ที่จีนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี ท่าทีและอำนาจต่อรองของไทยมีน้ำหนักมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ ดังนั้น จีนจึงมองไทยในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์และพันธมิตรทางเศรษฐกิจ’ รวมทั้งไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ทำเลที่ตั้ง การเชื่อมโยงภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐาน และมีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาค

 

ในมิติเศรษฐกิจ จีนจึงต้องการใช้ไทยเป็น“ฐานการผลิต”ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า EV บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง BYD, GWM และ Chang An จึงเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นแค่แหล่งลงทุนในลักษณะ Low Tech หรือลงทุนโดยหวังผลระยะสั้น ในแบบที่ทุนจีนส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา

 

โดยสรุป จีนมองไทยด้วยสายตาและมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างจากกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับกัมพูชาซึ่งจีนมองเป็น ‘รัฐในอุปถัมภ์ที่สั่งการและควบคุมได้’ จีนไม่ได้มองไทยเป็นลูกน้อง หากแต่มองไทยเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ ที่สำคัญในอาเซียน

 

อาจจะเปรียบเทียบด้วยภาษาเข้าใจง่ายว่า จีนเลือกคบกับกัมพูชาในลักษณะ ‘เลี้ยงต้อย’ โดยใช้ต้นทุนไม่สูงมากก็สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย และพร้อมตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างมาก กัมพูชายอมเป็น ‘เสียงสนับสนุนจีน’ ในอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าสูงทางการเมืองสำหรับจีน พูดง่ายๆ ในภาษาเชิงธุรกิจ กัมพูชาคือประเทศที่ ‘ต้นทุนต่ำ แต่ให้ yield ทางภูมิรัฐศาสตร์สูง’ สำหรับจีนนั่นเอง

The post จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>