China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 20 Oct 2026 05:29:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 F-16V เขี้ยวเล็บใหม่ไต้หวันในการเผชิญหน้าจีน เป็น ‘ตัวพลิกเกม’ ดุลอำนาจทางทหารในช่องแคบหรือไม่ https://thestandard.co/taiwan-receives-f-16v-fighter-jets/ Tue, 20 Oct 2026 05:29:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1270104 เครื่องบินขับไล่ F-16V สองลำแรกที่ส่งมอบให้กองทัพอากาศไต้หวันลงจอด ณ ฐานทัพอากาศจื้อหาง

เสียงคำรามของเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 สองลำแรกจา […]

The post F-16V เขี้ยวเล็บใหม่ไต้หวันในการเผชิญหน้าจีน เป็น ‘ตัวพลิกเกม’ ดุลอำนาจทางทหารในช่องแคบหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินขับไล่ F-16V สองลำแรกที่ส่งมอบให้กองทัพอากาศไต้หวันลงจอด ณ ฐานทัพอากาศจื้อหาง

เสียงคำรามของเครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 สองลำแรกจากสหรัฐฯ ที่บินมาแตะรันเวย์ ณ ฐานทัพอากาศจื้อหางในเมืองไถตงของไต้หวันนั้น ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานหลายปีจากปัญหาห่วงโซ่การผลิตที่ทำให้การส่งมอบล่าช้าเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันยังทำให้บรรยากาศบริเวณช่องแคบไต้หวันคุกรุ่นขึ้นด้วย ท่ามกลางความตึงเครียดของการเผชิญหน้าระหว่างจีนและไต้หวัน

 

 
 

อีกด้านหนึ่ง การมาของเครื่องบินรบล็อตแรกจากจำนวนทั้งหมด 66 ลำในสัญญาจัดหามูลค่ากว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงการ Peace Phoenix Soaring นี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า เขี้ยวเล็บใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเรดาร์และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยนี้จะกลายเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ (Game Changer) ที่ยกระดับศักยภาพทางอากาศของไทเปขึ้นมาต่อกรกับปักกิ่งได้จริงหรือไม่? หรือจะทำให้ดุลอำนาจทางทหารบริเวณนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

 

เพื่อหาคำตอบของโจทย์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์การทหารนี้ เราประเมินผ่านมุมมองของ อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระและแอดมินเพจ Thaiarmedforce.com แบบรอบด้าน

 

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2026 เครื่องบินขับไล่ F-16V Block 70 จำนวน 2 ลำ หมายเลขเครื่อง 6727 และ 6728 เดินทางจากสหรัฐอเมริกา ผ่านฮาวายและเกาะกวม มาถึงบ้านใหม่ที่ฐานทัพอากาศจื้อหาง (Chihhang Air Base) ในเมืองไถตง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการได้รับเครื่องบินขับไล่ที่ผลิตขึ้นใหม่หลังมีการอนุมัติจัดหาตั้งแต่ปี 2019

 

เดิมทีเครื่องบินล็อตแรกมีกำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2023 แต่ต้องเผชิญความล่าช้าหลายครั้ง ทั้งจากการย้ายสายการผลิตของบริษัท Lockheed Martin⁠ จากรัฐเท็กซัสไปยังรัฐเซาท์แคโรไลนา ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนข้อจำกัดทางเทคนิคและการปรับปรุงซอฟต์แวร์

 

การส่งมอบครั้งนี้ไม่เพียงเป็นหมุดหมายความสำเร็จในการจัดหายุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความต่อเนื่องของความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่งยังเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้จะผ่อนคลายลงบ้างในช่วงหลังก็ตาม

 

F-16V ความหวังใหม่ของกองทัพอากาศไต้หวัน?

 

ความสำคัญของการได้ F-16V ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่มีการอัปเกรดเพียงอย่างเดียว แต่คือการเพิ่มจำนวนเครื่องบินขับไล่ที่พร้อมรองรับภารกิจป้องกันน่านฟ้าของไต้หวันในระยะยาวด้วย

 

อนาลโยอธิบายว่า ไต้หวันไม่ได้จัดหาเครื่องบินขับไล่ที่ผลิตขึ้นใหม่เข้าประจำการมานานกว่าสองทศวรรษ ขณะที่กำลังรบหลักก่อนหน้านี้ยังคงประกอบด้วยเครื่องบินขับไล่แบบ F-16A/B ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะแล้ว เครื่องบินรบแบบ Mirage 2000 จากฝรั่งเศส และเครื่องบิน F-CK-1 Ching-kuo ซึ่งไต้หวันพัฒนาขึ้นเอง

 

เมื่อ F-16V Block 70 ทั้ง 66 ลำทยอยเข้าประจำการครบหมดแล้ว จะทำให้ไต้หวันมีกำลังรบทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอนาลโยประเมินว่าจำนวนเครื่องบินขับไล่ทั้งหมดอาจอยู่ที่ประมาณ 400 ลำ หากนับรวมฝูงบินรุ่นเดิมที่ยังใช้งานอยู่ ซึ่งจะช่วยให้ไต้หวันสามารถดูแลน่านฟ้าครอบคลุมทั่วทั้งเกาะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินภาพรวม ไม่ใช่จำนวนเครื่องบินที่พร้อมปฏิบัติการพร้อมกันทั้งหมด เพราะยังขึ้นอยู่กับการปลดประจำการเครื่องบินรุ่นเก่าในอนาคตด้วย

 

ตามข้อมูลของ Focus Taiwan ไต้หวันมีฝูง F-16A/B Block 20 ที่อัปเกรดเป็นมาตรฐาน F-16V ไปแล้ว 139 ลำ ทว่าอนาลโยชี้ว่า แม้เครื่องบินฝูงเก่าผ่านการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์แล้ว แต่ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่อายุการใช้งานของโครงสร้างเครื่องบิน

 

ด้วยเหตุนี้การได้เครื่องบินใหม่จะช่วยให้ไต้หวันสามารถรักษากำลังรบทางอากาศในระยะยาวได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องบินรุ่นเก่าที่ต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรเพิ่มขึ้นในการซ่อมบำรุง

 

นอกจากนี้ การเลือก F-16 ยังมีข้อได้เปรียบด้านความต่อเนื่อง เพราะนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของไต้หวันมีประสบการณ์กับเครื่องบินตระกูลนี้อยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดระบบการฝึก การซ่อมบำรุง และการส่งกำลังบำรุงได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนไปใช้เครื่องบินแบบใหม่ทั้งหมด

 

แต่หากพิจารณาในเชิงคุณภาพ คำถามสำคัญกว่าจำนวนเครื่องบินคือ F-16V Block 70 มีอะไรที่ทำให้มันแตกต่างจากเครื่องบินขับไล่ที่ไต้หวันใช้งานอยู่?

 

เจาะเทคโนโลยี F-16V ทำไมเรดาร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์จึงสำคัญ?

 

แม้ F-16 จะเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีต้นกำเนิดในช่วงยุคสงครามเย็น แต่ F-16V Block 70 ถือเป็นหนึ่งในรุ่นที่ทันสมัยที่สุดของเครื่องบินตระกูลนี้

 

บริษัทผู้ผลิตระบุว่า Block 70/72 ได้รับการออกแบบให้มีขีดความสามารถด้านระบบตรวจจับและการรับรู้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับเทคโนโลยีบางส่วนของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 แม้ตัวเครื่องบินยังคงจัดอยู่ในกลุ่มเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หรือที่มักเรียกกันว่า Generation 4.5

 

หัวใจสำคัญของการพัฒนาครั้งนี้อยู่ที่ระบบเรดาร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เราลองไล่ดูไปทีละอย่างกัน

 

  • เรดาร์ AN/APG-83 SABR

 

F-16V ติดตั้งเรดาร์ AN/APG-83 Scalable Agile Beam Radar (SABR) ซึ่งเป็นเรดาร์แบบ Active Electronically Scanned Array หรือ AESA พัฒนาโดยบริษัท Northrop Grumman

 

ความแตกต่างสำคัญจากเรดาร์รุ่นเก่าคือ การใช้ชุดส่งและรับสัญญาณจำนวนมากในการควบคุมลำคลื่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แทนการอาศัยกลไกหมุนหรือกวาดจานเรดาร์เป็นหลัก

 

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้เรดาร์สามารถเปลี่ยนทิศทางการตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ติดตามเป้าหมายหลายเป้าหมายได้พร้อมกัน และเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับในสภาพแวดล้อมที่มีการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเรดาร์รุ่นนี้ยังใช้เทคโนโลยีบางส่วนร่วมกับระบบเรดาร์ที่ติดตั้งใน F-22 และ F-35 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเครื่องบินรบยุคที่ 5 ด้วย

 

อนาลโยอธิบายว่า ประโยชน์สำคัญของเรดาร์ AESA ไม่ใช่เพียงการมองเห็นเป้าหมายได้ไกลขึ้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ฝ่ายตรงข้ามพยายามรบกวนสัญญาณ

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในสงครามทางอากาศยุคใหม่ การตรวจพบเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามก่อนเป็นเรื่องสำคัญ แต่การรักษาความสามารถในการตรวจจับและติดตามเป้าหมายระหว่างถูกโจมตีด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

 

  • ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Viper Shield

 

อีกหนึ่งระบบที่อนาลโยให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ AN/ALQ-254(V)1 Viper Shield ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท L3Harris

 

ระบบดังกล่าวได้รับการออกแบบเพื่อช่วยตรวจจับ วิเคราะห์ และตอบโต้ภัยคุกคามจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเรดาร์ตรวจจับของฝ่ายตรงข้าม หรือเรดาร์ที่ใช้สนับสนุนการนำวิถีของอาวุธ

 

ในทางปฏิบัติ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์จะเปรียบเสมือนเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งของเครื่องบิน ช่วยให้นักบินรับรู้ภัยคุกคามและมีทางเลือกในการตอบสนองมากขึ้น

 

โดยกระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า Viper Shield รุ่น AN/ALQ-254(V)1 เป็นระบบแบบติดตั้งภายในสำหรับ F-16 Block 70 ที่ผลิตขึ้นใหม่ และได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับเรดาร์ AN/APG-83 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

อนาลโยมองว่า เทคโนโลยีด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ถือเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่สำคัญที่สุดของ F-16V เพราะการเผชิญหน้ากับกองทัพจีนในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านความเร็วหรือความคล่องตัวของเครื่องบินอีกต่อไป แต่ยังเป็นการแข่งขันเพื่อควบคุมข้อมูลและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสนามรบด้วย

 

  • เครื่องยนต์ใหม่และถังเชื้อเพลิง CFT

 

F-16V Block 70 ของไต้หวันใช้เครื่องยนต์ General Electric F110-GE-129 ซึ่งให้แรงขับสูงสุดประมาณ 29,500 ปอนด์

 

เครื่องบินยังสามารถติดตั้งถังเชื้อเพลิงแนบลำตัว หรือ Conformal Fuel Tank (CFT) ซึ่งเป็นถังเชื้อเพลิงที่ออกแบบให้ติดตั้งบริเวณด้านข้างส่วนบนของลำตัวเครื่องบิน

 

ข้อได้เปรียบคือสามารถเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงโดยไม่ต้องใช้ตำแหน่งติดตั้งอาวุธใต้ปีก และช่วยขยายระยะเวลาที่เครื่องบินสามารถปฏิบัติภารกิจอยู่ในอากาศได้นานขึ้น นอกจากนี้ F-16V ยังติดตั้งระบบแสดงผลในห้องนักบินที่ทันสมัย และระบบหมวกเล็งเป้า JHMCS II ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถกำหนดเป้าหมายผ่านทิศทางการมองได้

 

เมื่อพิจารณาร่วมกัน เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ช่วยให้ F-16V มีขีดความสามารถสูงกว่า F-16 รุ่นดั้งเดิมอย่างชัดเจน

 

เทียบขีดความสามารถกำลังรบทางอากาศกับจีน

 

หากย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีก่อน ไต้หวันเคยมีข้อได้เปรียบด้านคุณภาพของเครื่องบินขับไล่เหนือจีนในหลายด้าน เพราะในเวลานั้น กองทัพอากาศจีนยังพึ่งพาเครื่องบินรุ่นเก่าจำนวนมาก ขณะที่ไต้หวันมี F-16 และ Mirage 2000 ซึ่งใช้เทคโนโลยีจากตะวันตก แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

ความแตกต่างสำคัญคือ ต่อให้ F-16V ได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยเพียงใด ก็ยังไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 ที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าอยู่ดี ในขณะที่จีนมีการพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 5 อย่างต่อเนื่องและนำเข้าประจำการแล้วเป็นจำนวนมาก

 

อนาลโยจึงสรุปว่า F-16V อาจช่วยลดช่องว่างด้านขีดความสามารถด้านกำลังรบทางอากาศระหว่างสองฝ่ายลงได้บางส่วน แต่ไม่มากพอที่จะเปลี่ยนสถานะความได้เปรียบโดยรวมของจีนได้

 

จีนไม่ได้มีเพียงจำนวนเครื่องบินรบที่มากกว่าเท่านั้น แต่ยังพัฒนาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ได้เอง ทั้ง J-10C, J-16 และเครื่องบินขับไล่ล่องหน J-20 และ J-35 นอกจากนี้จีนยังอยู่ในขั้นพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 6 แล้ว ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางทหารของจีนได้เป็นอย่างดี

 

จุดนี้ทำให้อนาลโยมองว่า การมี F-16V ของไต้หวันไม่ได้ทำให้จีนสูญเสียความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเหตุผลสำคัญคือ F-16V ยังคงเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 ขณะที่จีนมีเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ซึ่งออกแบบให้มีคุณสมบัติลดการตรวจจับด้วยเรดาร์ตั้งแต่ต้น

 

และแม้เรดาร์ AN/APG-83 ของไต้หวันจะมีความทันสมัยสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถตรวจจับและโจมตีเครื่องบินล่องหนได้อย่างง่ายดาย เพราะผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย เช่น ระยะทาง มุมตรวจจับ ระบบสนับสนุน และสภาพแวดล้อมในการรบด้วย

 

F-16V ไม่ได้มีดีแค่ป้องกันน่านฟ้า แต่ยังโจมตีเป้าหมายบนแผ่นดินใหญ่จีนได้หรือไม่?

 

แม้ภารกิจหลักของ F-16V จะเป็นการป้องกันน่านฟ้าตนเอง แต่เครื่องบินรุ่นนี้ยังมีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินและทางทะเลด้วย

 

สิ่งที่ทำให้ F-16V Block 70 น่าสนใจคือความสามารถในการบรรทุกเชื้อเพลิงเพิ่มเติมผ่านถัง CFT ซึ่งช่วยเพิ่มพิสัยปฏิบัติการได้ไกลขึ้น

 

อนาลโยประเมินว่า การติดตั้ง CFT สามารถเพิ่มระยะบินได้อย่างมีนัยสำคัญ และหากใช้ร่วมกับถังเชื้อเพลิงภายนอก ก็อาจขยายขอบเขตการปฏิบัติการออกไปได้อีก

 

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องแยกระหว่างระยะบินสูงสุด (Range) กับรัศมีปฏิบัติการรบ (Combat Radius) ซึ่งหมายถึงระยะทางที่เครื่องบินสามารถบินออกไปปฏิบัติภารกิจและกลับฐานได้ โดยยังมีเชื้อเพลิงเพียงพอตามเงื่อนไขของภารกิจ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ค่าตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงตามน้ำหนักอาวุธ ความสูง ความเร็ว เส้นทางการบิน และระยะเวลาที่ต้องใช้ในการต่อสู้ด้วย

 

ดังนั้น แม้ F-16V จะสามารถขยายระยะปฏิบัติการได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบินเข้าไปโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ของจีนได้โดยปราศจากความเสี่ยง

 

ด้วยเหตุนี้ประเด็นที่น่าสนใจกว่าระยะบินคือ อาวุธที่ F-16V สามารถนำไปใช้ในภารกิจโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม

 

หนึ่งในอาวุธที่อนาลโยจับตาคือ AGM-88 HARM หรือ High-speed Anti-Radiation Missile ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีแหล่งกำเนิดสัญญาณเรดาร์

 

ในทางยุทธวิธี อาวุธประเภทนี้มีบทบาทสำคัญในภารกิจ Suppression of Enemy Air Defenses (SEAD) หรือการกดดันและลดประสิทธิภาพระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม

 

เพราะระบบป้องกันภัยทางอากาศสมัยใหม่จำเป็นต้องพึ่งพาเรดาร์สำหรับค้นหา ติดตาม และสนับสนุนการยิงอาวุธ หากเรดาร์สำคัญถูกทำลายหรือถูกบังคับให้หยุดส่งสัญญาณ ก็อาจส่งผลต่อความสามารถในการตรวจจับและโจมตีเป้าหมายของระบบนั้น

 

อย่างไรก็ตามต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การทำลายเรดาร์เพียงหนึ่งชุดไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศทั้งหมดหยุดทำงาน เพราะระบบสมัยใหม่สามารถใช้เรดาร์หลายชุด ระบบสำรอง และข้อมูลจากเครือข่ายตรวจจับอื่นร่วมกันได้

 

นอกจากขีปนาวุธโจมตีแหล่งกำเนิดสัญญาณเรดาร์แล้ว ข้อมูลจาก Focus Taiwan ระบุว่า F-16V Block 70 สามารถติดตั้งอาวุธได้หลากหลาย ทั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศแบบ AIM-9X และ AIM-120D รวมถึงระเบิดร่อนนำวิถีแบบ AGM-154C, ระเบิดนำวิถี JDAM และขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบ Harpoon ด้วย

 

ซึ่งขีดความสามารถเหล่านี้เปิดทางให้ไต้หวันมีทางเลือกมากกว่าการส่งเครื่องบินขึ้นสกัดกั้นเครื่องบินรบจีนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การมีขีดความสามารถในการโจมตี ไม่ได้หมายความว่าไต้หวันจะเลือกใช้เครื่องบินเหล่านี้สำหรับปฏิบัติการเชิงรุก

 

ในทางกลับกัน ความสามารถในการโจมตีเป้าหมายทางทหารอาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยยับยั้ง เพราะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องคำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากตัดสินใจใช้กำลังกับไต้หวัน

 

แต่กระนั้น ในทางทฤษฎีหากไต้หวันใช้เครื่องบินรบในยุทธการเชิงรุกจริง จีนเองก็มีเครื่องมือรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศเช่นกัน

 

จีนสามารถใช้ระบบตรวจจับและอาวุธจากหลายแพลตฟอร์มร่วมกัน ทั้งเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า เครื่องบินขับไล่ เรือรบ และระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน สิ่งเหล่านี้ทำให้การประเมินกำลังรบไม่สามารถทำได้แค่การพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องบินรบสองรุ่นแบบตัวต่อตัวเพียงอย่างเดียว หรือพูดง่ายๆ ก็คือ แม้ F-16V จะมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับระบบการรบและการป้องกันภัยทางอากาศของจีนที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน

 

อนาลโยกล่าวว่า กองทัพจีนมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายระดับ เช่น HQ-9 สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศระยะไกล และ HQ-16 สำหรับการป้องกันภัยทางอากาศระยะกลาง

 

ขณะเดียวกัน เครื่องบินขับไล่จีนยังสามารถติดตั้งขีปนาวุธอากาศสู่อากาศระยะไกลอย่าง PL-15 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามที่พยายามเข้าใกล้พื้นที่ป้องกัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกัน อนาลโยยังมองว่า เครื่องบินจีนมีช่วงชกที่ยาวกว่า

 

อนาลโยยังมองว่า ในการเผชิญหน้าจริง จีนมีความได้เปรียบจากการผสมผสานระบบอาวุธหลายประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งเครื่องบินขับไล่ ขีปนาวุธ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ นั่นทำให้ F-16V ไม่สามารถอาศัยเทคโนโลยีบนตัวเครื่องบินเพียงอย่างเดียวเพื่อเจาะผ่านระบบป้องกันของจีนได้

 

ดังนั้นการปฏิบัติการต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวกรอง การประสานงานระหว่างหน่วยรบ และการสนับสนุนจากระบบอาวุธประเภทอื่นด้วย

 

กล่าวโดยสรุปคือ F-16V อาจเพิ่มขีดความสามารถในการโจมตีของไต้หวัน แต่ไม่ได้ทำให้ไต้หวันสามารถปฏิบัติการทางอากาศเหนือจีนได้อย่างอิสระ ดังนั้นจึงไม่ใช่ Game Changer หรือตัวพลิกเกมในสงคราม แต่ช่วยให้ไต้หวัน Stay in the Game หรือบีบช่องว่างให้แคบลงมากกว่า

 

ยุทธศาสตร์เม่น

 

ประเด็นสำคัญจึงกลับมาโฟกัสที่ตัวไต้หวันเองว่า F-16V จะช่วยให้ไต้หวันมีปราการป้องกันน่านฟ้าตัวเองที่ดีขึ้นเพียงไร เพื่อทำให้การปฏิบัติการทางทหารของจีนยากลำบากขึ้นกว่าแต่ก่อน

 

เพราะหากเกิดสงครามขึ้นจริง หนึ่งในภัยคุกคามสำคัญที่สุดต่อกองทัพอากาศไต้หวันอาจไม่ใช่การเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่ของจีนกลางอากาศ แต่คือการที่ฐานทัพอากาศและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อปฏิบัติการทางอากาศของไต้หวันตกเป็นเป้าถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นทางวิ่ง โรงเก็บเครื่องบิน ระบบเชื้อเพลิง หรือศูนย์ควบคุมปฏิบัติการ เพราะต่อให้เครื่องบินมีเทคโนโลยีทันสมัยเพียงใด หากไม่สามารถนำเครื่องบินขึ้นบินได้ ก็ย่อมไม่สามารถใช้ขีดความสามารถเหล่านั้นในการรบได้

 

ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิดที่เรียกว่า ‘ยุทธศาสตร์เม่น’ (Porcupine Strategy) ซึ่งมุ่งสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง โดยทำให้ฝ่ายที่มีอำนาจทางทหารเหนือกว่าต้องเผชิญกับต้นทุนและความเสี่ยงสูงหากตัดสินใจใช้กำลัง

 

สำหรับไต้หวันแล้ว อนาลโยมองว่า เป้าหมายแท้จริงอาจไม่ใช่การเอาชนะจีนในการทำสงครามทางอากาศเต็มรูปแบบ แต่เป็นการรักษาขีดความสามารถในการต่อต้านการโจมตี และทำให้จีนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางทหารได้อย่างรวดเร็วหรือโดยง่าย

 

ซึ่ง F-16V สามารถมีบทบาทในยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ ทั้งการสกัดกั้นเครื่องบินรบ การป้องกันน่านฟ้า การโจมตีเรือรบ และการคุกคามระบบเรดาร์หรือเป้าหมายทางทหารที่เกี่ยวข้อง

 

แต่ไต้หวันจะทำสิ่งเหล่านี้ได้นั้น การเพิ่มเครื่องบินรบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ไต้หวันยังจำเป็นต้องลงทุนในระบบป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน ระบบเตือนภัยล่วงหน้า อาวุธต่อต้านเรือ โดรน และการเพิ่มความอยู่รอดของฐานทัพอากาศ เพื่อให้สามารถรักษาขีดความสามารถในการรบได้แม้ถูกโจมตีอย่างหนัก

 

ดังน้ัน ผลลัพธ์ของการใช้งาน F-16V จึงขึ้นอยู่กับความสามารถของไต้หวันในการนำเครื่องบินเหล่านี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

 

กล่าวโดยสรุป การได้ F-16V จะเป็นทั้งการเสริมกำลังรบและการซื้อเวลาให้ไต้หวันสามารถรักษาศักยภาพในการป้องกันตนเองได้ ท่ามกลางการขยายขีดความสามารถทางทหารของจีนอย่างต่อเนื่อง แต่หากจะตอบคำถามว่า F-16V เป็น Game Changer สำหรับไต้หวันหรือไม่ คำตอบคืออาจจะยังไม่ใช่…

 

“ถ้าจะพูดว่าเป็น Game Changer ไหม ผมไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนเกม … มันช่วยให้ไต้หวัน Stay in the Game มากกว่า” นักสังเกตการณ์การทหารกล่าว

 

ภาพ: REUTERS / Ann Wang

The post F-16V เขี้ยวเล็บใหม่ไต้หวันในการเผชิญหน้าจีน เป็น ‘ตัวพลิกเกม’ ดุลอำนาจทางทหารในช่องแคบหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความกังวลของ ‘เดอะแบก’ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/china-generation-concerns-future-change/ Sun, 11 Oct 2026 08:32:02 +0000 https://thestandard.co/china-generation-concerns-future-change/ ภาพประกอบแสดงบรรยากาศในประเทศจีน สื่อถึงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ในวาระครบ […]

The post ความกังวลของ ‘เดอะแบก’ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงบรรยากาศในประเทศจีน สื่อถึงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ภาพการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ในวาระครบรอบ 77 ปี ‘จีนใหม่’ ในช่วงวันชาติจีนที่ผ่านมา รวมถึงเนื้อหาการรวมชาติ การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติจีนที่เป็นประเด็นหลักที่สื่อต่างชาติหยิบยกไปนำเสนอ อาจไม่ใช่ประเด็นหลักที่คนในชาติส่วนใหญ่ให้ความสนใจ แม้ประธานาธิบดีจีนจะบอกว่า การฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของชาติเป็นภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่คนส่วนใหญ่ในชาติที่เป็น ‘เดอะแบก’ ในยุคนี้กลับมีความกังวลและมองเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้า

 

 

รู้จัก ‘เดอะแบก’ ยุคนี้ของจีน

 

‘เดอะแบก’ ที่เรากำลังพูดถึงคือ คนจีนที่เกิดในยุคหลังปี 1970 และ 1980 (ที่คนจีนเรียกว่า 70后, 80后) คนกลุ่มนี้มีอายุระหว่าง 37-56 ปี แม้จะไม่ได้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ แต่คนกลุ่มนี้ก็เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมจีนตอนนี้ ปริมาณของคนกลุ่มนี้คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรจีนทั้งหมด หรือประมาณ 400 กว่าล้านคน คนกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นกำลังหลักของวัยทำงาน ยังเป็นกำลังหลักทางเศรษฐกิจในแง่การผลิตและการบริโภคของจีน นิยามของคำว่า ‘เดอะแบก’ หมายถึง การที่คนกลุ่มนี้ต้องรับผิดชอบเลี้ยงดูพ่อแม่ (คนรุ่นปี 1950-60) และลูก (เด็กที่เกิดหลังปี 2000) รวมถึงการทำงานหนัก ผลักดันให้เศรษฐกิจจีนเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

 

ความกังวลของ ‘เดอะแบก’

 

สิ่งที่คนกลุ่มนี้กำลังเป็นกังวลก็คือ เมื่อวันที่พวกเขาต้องเกษียณหรือวางมือออกจากสังคม สังคมจะตอบแทนและดูแลพวกเขาอย่างไร พวกเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ในวันที่จีนอยู่ในการดูแลของคนรุ่นหลัง เราต้องไม่ลืมว่า คนกลุ่มนี้เติบโตมาในช่วงการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน (改革开放时期) เป็นกำลังหลักในการก่อร่างสร้างประเทศจีนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด พวกเขาได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ ผ่านวันที่ยากลำบาก อดทนฟันฝ่าอุปสรรค คนกลุ่มนี้ได้ชื่อว่า เป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก ใช้จ่ายอย่างประหยัด และอดออมมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมาของจีน

 

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 ทางการจีนได้ประกาศให้ขยายเวลาเกษียณอายุออกไปอีกไม่เกิน 3 ปี ในเวลานั้นคนกลุ่มนี้มีคำถามว่า เมื่อเวลาของพวกเขามาถึง พวกเขาจะสามารถเกษียณได้จริงหรือไม่ หรือเวลาจะถูกขยายออกไปอีก และเมื่อมองภาพของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่ ทำให้มีทั้งคำถามและความกังวลว่า เมื่อถึงวันนั้นพวกเขาจะต้องเกษียณในสภาพแบบใด

 

‘เดอะแบก’ มองคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่รักสบาย อยากเป็นข้าราชการ

 

นายหลี่ อายุ 46 ปี ชาวปักกิ่ง ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว เปิดใจกับผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่า เขาค่อนข้างกังวลกับอนาคตของประเทศ เพราะย้อนกลับไปในช่วง 20 กว่าปีก่อน ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่นหลังจบมหาวิทยาลัย เขารู้สึกว่า เขาอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง เขาใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไล่ตามความฝัน จนประสบผลสำเร็จ เมื่อเทียบกับคนรุ่นใหม่ (ที่เกิดหลังปี 2000) ในยุคนี้ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ส่วนใหญ่ถ้ามีทุนทรัพย์หรือทางบ้านส่งเสียก็จะเรียนต่อปริญญาโท เมื่อเรียนจนไม่อยากเรียนแล้วก็จะอยู่บ้าน เพราะหางานทำไม่ได้ และคนสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็คิดว่าอยากทำงานราชการ แม้เงินเดือนจะน้อย แต่มั่นคงและอยู่ได้ยาวโดยไม่มีการไล่ออกหากไม่ทำผิดร้ายแรง แม้การสอบข้าราชการอาจต้องใช้ความพยายามในช่วงสอบแต่เมื่อเข้าทำงานแล้วก็ไม่ต้องพยายามมาก ถ้าคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คิดแต่จะทำงานราชการ ไม่มีใครมีความอดทน ไม่คิดสร้างเนื้อสร้างตัว สร้างชาติเหมือนคนรุ่นก่อนๆ คุณคิดว่า อนาคตจีนในอีก 15-20 ปี จะเป็นอย่างไร หลี่ทิ้งท้ายคำถามนี้ไว้ให้กับผู้สื่อข่าว THE STANDARD

 

จากสถิติพบว่า จำนวนผู้สอบเข้ารับราชการจีนเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2024 มีจำนวนผู้สมัครและผ่านคุณสมบัติมากกว่า 3 ล้านคน จนมาถึงปี 2026 มีจำนวนผู้สมัครและผ่านคุณสมบัติอยู่ที่ 3.7 ล้านคน อัตราการแข่งขันอยู่ที่ 98:1 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเข้ารับราชการในจีนยังคงเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมาก แม้ว่าหลายพื้นที่จะลดจำนวนข้าราชการลง แต่จำนวนผู้สมัครยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี

 

ในขณะเดียวกันตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในจีนกลับเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2024 โดยตัวเลขล่าสุดในเดือนสิงหาคมของปีนี้มีจำนวน ‘คนรุ่นใหม่’ ที่ว่างงานถึง 18.9% แม้ว่าทางรัฐบาลจะพยายามออกมาตรการภาษีและให้เงินอุดหนุนสำหรับการจ้างงานเพิ่มหลายรายการ รวมถึงการใช้วิธีการคำนวณโดยรวมผู้ที่ทำงานไม่ประจำเข้าไว้ในบัญชีผู้มีงานทำ แต่ตัวเลขการว่างงานของคนรุ่นใหม่จีนก็ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

‘เดอะแบก’ มองคนรุ่นใหม่ไม่เอาญาติ ต้องเตรียมพร้อมก่อนเกษียณ

 

ในขณะที่นางหลิว อายุ 52 ปี ชาวปักกิ่ง ประกอบธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ มีลูกสาว 1 คน (เกิดหลังปี 2000) พูดถึงความกังวลถึงการเปลี่ยนแปลงของจีนในช่วง 15-20 ปี ข้างหน้าว่า มีความกังวลเป็นอย่างมาก จากประสบการณ์ที่ตัวเองมีลูกสาวที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นจะเห็นได้ว่าคนจีนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับตัวเอง อยากมีอิสระ ไม่เอาญาติพี่น้อง ใช้อารมณ์นำเหตุผล ใช้เงินซื้อของตามความชอบ หลิวยกตัวอย่างกรณีวันตรุษจีนที่ในกลุ่ม Wechat ของครอบครัว วัยรุ่นจะไม่พูดอะไร มีแต่ผู้ใหญ่ที่ยังพูดคุยและส่งอั่งเปา หากวันหนึ่งที่ญาติผู้ใหญ่เหล่านั้นจากไป ความสัมพันธ์ก็จะเลือนหาย ญาติห่างๆ อาจกลายเป็นคนแปลกหน้า ซึ่งจากการสำรวจสภาพชนบทของจีนในปัจจุบันพบว่า หมู่บ้านขนาดกลาง (300-400 หลังคาเรือน) แทบจะไม่มีการจัดงานแต่งงาน ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดงานศพ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามนางหลิวว่า คาดหวังให้ลูกมาดูแลหลังเกษียณหรือไม่ นางหลิวตอบว่า ไม่ เพราะสังคมจีนปัจจุบันทำให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่หน้าที่ของลูก หลาน หรือคนในครอบครัวอีกต่อไป เรากำลังเข้าสู่ยุคที่จะต้องพึ่งพาเงิน ระบบและบริการในการดูแล หน้าที่ของเราก็คือ ต้องปรับตัวตามสังคมยุคใหม่ ปล่อยวาง เก็บออมเงินเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณ รักษาสมดุลระหว่างเงินออมกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

 

จากการสำรวจของสำนักข่าวซินหัวพบว่า คนรุ่นใหม่ของจีน 59.8% มองว่าตัวเองควรดูแลตัวเองตอนแก่เป็นหลัก และรัฐบาลจีนเองก็ได้วางแผนระดับชาติระยะกลางและระยะยาวสำหรับการรับมือกับประชากรผู้สูงวัยเชิงรุก โดยแผนระยะกลางจะเริ่มต้นในปี 2035 พยายามที่จะให้การดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นระบบบริการทางสังคม จากเดิมที่เคยพึ่งพาลูกหลานก็กลายเป็นพึ่งพารัฐ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ

 

คำกล่าวเกี่ยวกับวงจร 3 รุ่นที่ว่า “富不过三代” (ความมั่งคั่งอยู่ไม่เกิน 3 รุ่น) ทำให้เดอะแบกของจีนที่ได้มองเห็นชีวิตที่ผ่านมาของตัวเองเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ และเริ่มมองอนาคตในอีก 15-20 ปีข้างหน้า ที่การวางมือของ พวกเขาจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้งของจีนและจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้ คนจีนจำนวนมากในตอนนี้โดยเฉพาะกลุ่ม “เดอะแบก” กำลังเตรียมตัวและเตรียมใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

 

แฟ้มภาพ: Samurai R Photography / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ความกังวลของ ‘เดอะแบก’ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในอีก 15-20 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters รายงาน สหรัฐฯ เชื่อจีนยังไม่บุกไต้หวันปีหน้า เหตุกองทัพไมพร้อม-รอดูผลเลือกตั้งปี 2028 https://thestandard.co/us-china-taiwan-invasion-unlikely/ Fri, 02 Oct 2026 06:57:24 +0000 https://thestandard.co/us-china-taiwan-invasion-unlikely/ ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ จีน และไต้หวัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อว่า แนวโน้มที่จีนจะเปิดฉากบุกโจม […]

The post Reuters รายงาน สหรัฐฯ เชื่อจีนยังไม่บุกไต้หวันปีหน้า เหตุกองทัพไมพร้อม-รอดูผลเลือกตั้งปี 2028 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ จีน และไต้หวัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อว่า แนวโน้มที่จีนจะเปิดฉากบุกโจมตีไต้หวันก่อนปี 2028 นั้นมีความเป็นไปได้น้อยลงเรื่อยๆ แม้ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเคยมีคำสั่งให้กองทัพเตรียมขีดความสามารถให้พร้อมเข้ายึดเกาะไต้หวันด้วยกำลังทหารภายในปี 2027 หากจำเป็นก็ตาม

 

 

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 ราย อดีตเจ้าหน้าที่ 1 ราย และผู้ที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปักกิ่งยังชะลอการใช้กำลังมาจากความล่าช้าในการเตรียมความพร้อมทางทหาร ซึ่งได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างการทุจริตคอร์รัปชันภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงการที่ปักกิ่งกำลังจับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันในปี 2028 อย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่จีนบางส่วนหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลชุดใหม่ที่ยอมโอนอ่อนมากขึ้นกับการอยู่ภายใต้การปกครองของจีน

 

จับตาเลือกตั้งไต้หวัน ชี้ชะตายุทธการจีน

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเตือนว่า ปักกิ่งอาจหันมาใช้กำลังทหารเข้มข้นขึ้นตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป หากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งไต้หวันได้เป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ สามารถชนะเลือกตั้งและรักษาเก้าอี้ได้อีกสมัย

 

“หากสถานการณ์ออกมาในรูปแบบนั้น ผมคิดว่าปี 2028 จะกลายเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดและสุ่มเสี่ยงอย่างมาก” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าว โดยขอไม่เปิดเผยนามเช่นเดียวกับแหล่งข่าวรายอื่น

 

ไล่ชิงเต๋อ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อ 2 ปีก่อน พร้อมด้วยพรรครัฐบาล DPP ยืนหยัดในจุดยืนชูอัตลักษณ์ที่แยกต่างหากของไต้หวันออกจากจีนมาโดยตลอด ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งอย่างรุนแรงเนื่องจากถือว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ ขณะที่ไต้หวันปฏิเสธการกล่าวอ้างสิทธิ์ของจีนอย่างสิ้นเชิง และยืนยันว่าอนาคตของไต้หวันต้องตัดสินโดยประชาชนชาวไต้หวันเท่านั้น

 

กัวหย่าฮุ่ย (Karen Kuo) โฆษกสำนักประธานาธิบดีไต้หวัน ออกแถลงการณ์ระบุว่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ไต้หวันไม่เพียงเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง แต่จะยังคงประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรประชาธิปไตย รวมถึงสหรัฐฯ เพื่อรักษาสถานะดั้งเดิม (Status Quo) ยับยั้งภัยคุกคามด้วยความเข้มแข็ง และปกป้องสันติภาพ

 

“เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย ความเจริญรุ่งเรือง และสวัสดิภาพของประชาชน ไต้หวันจะไม่ยอมละทิ้งความมุ่งมั่นต่อประชาธิปไตยและเสรีภาพ ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามทางทหารรูปแบบใดก็ตาม” โฆษกสำนักประธานาธิบดีไต้หวันเน้นย้ำ

 

ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อรายงานข่าวนี้ โดยปัจจุบัน สหรัฐฯ ถือเป็นผู้สนับสนุนและผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ที่สุดให้แก่ไต้หวัน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยยุทธศาสตร์หลักของสหรัฐฯ ตลอดหลายทศวรรษคือการเสริมศักยภาพให้ไต้หวันสามารถต้านทานการบุกของกองทัพจีนได้นานพอที่สหรัฐฯ และพันธมิตรจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ทัน

 

สหรัฐฯ ประเมินใหม่ ไทม์ไลน์จีนบุกไต้หวัน

 

รายงานการประเมินชุดนี้ถือเป็นการปรับมุมมองครั้งสำคัญของฝั่งสหรัฐฯ จากความเข้าใจเดิมตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า สีจิ้นผิงต้องการให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) พร้อมสำหรับการยึดไต้หวันในปี 2027 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพ ทั้งนี้ แม้จีนจะไม่เคยตัดตัวเลือกการใช้กำลังทหารออก แต่ก็ไม่เคยยืนยันคำสั่งเตรียมพร้อมปี 2027 ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ

 

ที่ผ่านมา หมุดหมายปี 2027 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ หลายสมัยในการวางกลยุทธ์รับมือและคานอำนาจจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ดี จากการประเมินล่าสุด นักวิเคราะห์มองว่า ไทม์ไลน์ดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมทางทหารของกองทัพจีนมากกว่าที่จะเป็นกรอบเวลาสำหรับการบุกจริง

 

การวิเคราะห์ดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานประเมินภัยคุกคามประจำปีโดยหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ที่มีการเปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมว่า จีนยังไม่มีแผนบุกไต้หวันในระยะอันใกล้ และยังคงให้ความสำคัญกับทางเลือกในการยึดครองไต้หวันโดยไม่ใช้กำลังทหารก่อนหากเป็นไปได้

 

ขณะที่ล่าสุดในสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์โดยเอ่ยถึงประเด็นไต้หวันว่า จีนยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติเพื่อบรรลุเป้าหมาย “การรวมชาติ”

 

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยออกมาสยบกระแสคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จีนจะบุกไต้หวัน โดยกล่าวเมื่อปีที่แล้วว่า สีจิ้นผิงเคยยืนยันกับเขาเองว่าจะไม่เปิดฉากบุกไต้หวันตราบใดที่เขายังดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อยู่ และหลังจากเปิดทำเนียบขาวต้อนรับผู้นำจีนที่กรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์กล่าวเพียงว่าได้มีการยกประเด็นไต้หวันขึ้นมาพูดคุยกัน และสีจิ้นผิงเข้าใจจุดยืนของเขาดี

 

เอฟเฟกต์กวาดล้างคอร์รัปชัน สะเทือนความพร้อมกองทัพจีน

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อว่า สีจิ้นผิยังไม่ยกเลิกเป้าหมายการยกระดับกองทัพให้พร้อมบุกไต้หวัน แต่ติดที่การเตรียมความพร้อมไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันของจีน

 

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 สีจิ้นผิงเดินหน้ากวาดล้างการทุจริตและจัดระเบียบวินัยอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ระดับสูงนับล้านคนในระบบราชการ พรรคคอมมิวนิสต์ และกองทัพ ถูกสอบสวนและปลดออกจากตำแหน่ง

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกลายเป็นเป้าหมายหลักของการปราบปราม โดยการสอบสวนและปลดผู้บริหารระดับสูงส่งผลให้ปัจจุบันเหลือสมาชิกที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission) เพียง 2 คน จากทั้งหมด 7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือตัวสีจิ้นผิงเองในฐานะประธานกรรมาธิการ

 

ถอดบทเรียนจากสงครามยุคใหม่: สั้น เฉียบขาด จบไว

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุด้วยว่า การซ้อมรบของจีนในปีที่ผ่านมามีขนาดเล็กลงและลดการคุกคามลงเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน แม้จะเริ่มกลับมาเพิ่มความเข้มข้นขึ้นบ้างในปีนี้ แต่ผู้นำกองทัพจีนยังคงไม่พอใจกับระดับความพร้อมของตนเอง

 

สหรัฐฯ เชื่อว่า จีนได้ถอดบทเรียนสำคัญจากสงครามในอิหร่านและยูเครน นั่นคือ หากตัดสินใจเปิดฉากบุก จะต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการติดหล่มในสงครามยืดเยื้อ

 

อย่างไรก็ตาม จีนยังคงมีภารกิจอีกมากที่ต้องก้าวผ่านก่อนจะพร้อมเปิดศึกใหญ่

 

“ยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางสำหรับการปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นยุทธการที่ยากที่สุดเท่าที่กองทัพใดในโลกเคยพยายามทำ นับตั้งแต่การยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว

 

ภาพ: REUTERS / Evelyn Hockstein

 

อ้างอิง:

The post Reuters รายงาน สหรัฐฯ เชื่อจีนยังไม่บุกไต้หวันปีหน้า เหตุกองทัพไมพร้อม-รอดูผลเลือกตั้งปี 2028 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพจีนเปิดฐานบินแห่งใหม่ใน สปป.ลาว ขยายอิทธิพลทางทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ https://thestandard.co/the-chinese-military-has-opened-a-new-air/ Thu, 01 Oct 2026 05:51:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1262539 ภาพประกอบข่าวการเปิดฐานทัพจีนใน สปป.ลาว

กระทรวงกลาโหมจีนแถลงเมื่อวันอังคาร (29 กันยายน) ว่าได้เ […]

The post กองทัพจีนเปิดฐานบินแห่งใหม่ใน สปป.ลาว ขยายอิทธิพลทางทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการเปิดฐานทัพจีนใน สปป.ลาว

กระทรวงกลาโหมจีนแถลงเมื่อวันอังคาร (29 กันยายน) ว่าได้เปิด ‘ศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-ลาว’ และ ‘โรงเรียนการบินมิตรภาพจีน-ลาว’ ที่สนามบินบ้านเกิน (Ban Keun) ซึ่งเป็นฐานทหารแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเวียงจันทน์ ไปทางทิศเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร

 

โดยกระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า ศูนย์สนับสนุนและสนามบินแห่งใหม่นี้จะถูกใช้สำหรับการช่วยยกระดับฝึกอบรมแก่นักบินกองทัพอากาศลาว และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านฝ่ายที่สามแต่อย่างใด และจะได้รับการดูแลรักษาโดยทั้งสองประเทศร่วมกัน พร้อมกับการเปิดตัวสถาบันการบินมิตรภาพจีน-ลาวอย่างเป็นทางการ

 

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่า การก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2025 และยังคงดำเนินงานอยู่จนถึงช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งจากเดิมที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมสีเขียว ปัจจุบันกลับปรากฏให้เห็นรันเวย์ลาดยางขนาดใหญ่ และลานจอดเครื่องบิน รวมถึงอาคารสิ่งปลูกสร้างใหม่จำนวนมาก

 

ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 พื้นที่ตั้งสนามบินแห่งนี้ เคยถูกสหรัฐฯ ใช้ประโยชน์ในช่วงสงครามในลาว รวมถึงเวียดนามและกัมพูชาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน

 

ราเชล แวนเดนบริงก์ (Rachel Vandenbrink) นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลีย (Australian Strategic Policy Institute) วิเคราะห์ว่า “การที่สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วม บ่งชี้ว่ากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจต้องการสิทธิ์ในการเข้าถึงศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกำลังพลที่จะหมุนเวียนเข้ามาใน สปป.ลาว โดยอาจรวมถึงการมีหน่วยสนับสนุนภาคสนามขนาดเล็กประจำการอยู่ด้วย”

 

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดศูนย์แห่งนี้จะช่วยเพิ่มเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในต่างประเทศของจีนที่มีจำนวนไม่มากแต่กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จีนมีความสามารถในการแสดงแสนยานุภาพนอกพรมแดนของตนเองเพิ่มมากขึ้น

 

โดยก่อนหน้านี้จีนได้เปิดฐานทัพในต่างประเทศแห่งแรกอย่างเป็นทางการที่ประเทศจิบูตีเมื่อปี 2560 และตามด้วยศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน-กัมพูชาที่ท่าเรือเรียมของกัมพูชาเมื่อปี 2568 ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งสองแห่งนี้ได้สร้างความกังวลให้กับวอชิงตันและชาติตะวันตกอื่น ๆ เกี่ยวกับการแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารของปักกิ่งในระดับโลก

 

ภาพ : Vantor/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post กองทัพจีนเปิดฐานบินแห่งใหม่ใน สปป.ลาว ขยายอิทธิพลทางทหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
77 ปี วันชาติจีน สีจิ้นผิง ย้ำต้อฝ่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมสานเป้าหมายรวมชาติ https://thestandard.co/on-the-77th-anniversary-of-chinas-national-day/ Thu, 01 Oct 2026 03:54:35 +0000 https://thestandard.co/on-the-77th-anniversary-of-chinas-national-day/ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน

สีจิ้นผิงส่งสารวันชาติจีน ย้ำความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ แ […]

The post 77 ปี วันชาติจีน สีจิ้นผิง ย้ำต้อฝ่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมสานเป้าหมายรวมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน

สีจิ้นผิงส่งสารวันชาติจีน ย้ำความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ แม้เผชิญแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้บรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจปีนี้ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ ชี้จะไม่ยอมจำนนต่อประเด็นไต้หวัน

 

เมื่อวานนี้ (30 กันยายน) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสครบรอบ 77 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนวันชาติจีน 1 ตุลาคม พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศและสถานการณ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน

 

สีเรียกร้องให้จีนเร่งบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี โดยระบุว่า แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและระหว่างประเทศที่ซับซ้อน เศรษฐกิจจีนยังคงเดินหน้าภายใต้แรงกดดัน และแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและพลังอย่างแข็งแกร่ง

 

เขาย้ำว่า จีนจะต้องเดินหน้าสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพ ส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนดูแลและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมผลักดันให้บรรลุเป้าหมายและภารกิจที่กำหนดไว้สำหรับปีนี้

 

อีกประเด็นสำคัญในสุนทรพจน์คือไต้หวัน โดยสีระบุว่า จีนควรขยายการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือข้ามช่องแคบ พร้อมย้ำว่า จะ ‘ต่อสู้อย่างเด็ดขาด’ กับกลุ่มที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน และคัดค้านการแทรกแซงจากกองกำลังภายนอก

 

ขณะเดียวกัน เขายังกล่าวถึงการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ และเดินหน้าสู่เป้าหมายการรวมชาติ

 

ภาพ: Florence Lo / Reuters

 

อ้างอิง:

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 1ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 2ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 3ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรองวันชาติจีน 4

The post 77 ปี วันชาติจีน สีจิ้นผิง ย้ำต้อฝ่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมสานเป้าหมายรวมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตือน ‘แรงแทรกแซงจากนอกภูมิภาค’ กระทบความร่วมมือจีน-อาเซียน เสี่ยงกลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ https://thestandard.co/china-asean-interference-geopolitics/ Tue, 29 Sep 2026 09:56:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1261488 ภาพประกอบแสดงถึงความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากภายนอกภูมิภาค

จีนเตือนว่า ‘แรงแทรกแซงจากภายนอกภูมิภาค’ กำลังเป็นความท […]

The post จีนเตือน ‘แรงแทรกแซงจากนอกภูมิภาค’ กระทบความร่วมมือจีน-อาเซียน เสี่ยงกลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากภายนอกภูมิภาค

จีนเตือนว่า ‘แรงแทรกแซงจากภายนอกภูมิภาค’ กำลังเป็นความท้าทายสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน โดยที่การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายไปสู่สมรภูมิ AI ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้น พร้อมแนะให้ประเทศต่างๆ ส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคและคงความมีอิสระในการกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเอง

 

ในการประชุมระหว่างผู้แทนกรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และคณะนักข่าวจากชาติอาเซียน ณ อาคารที่ทำการกระทรวงการต่างประเทศจีน กรุงปักกิ่ง เมื่อวานนี้ (28 กันยายน) THE STANDARD ได้ส่งคำถามล่วงหน้าถามว่า หากมองความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างจีน-อาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า อะไรคือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดต่อความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน และทั้งสองฝ่ายควรดำเนินมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรมเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว?

 

หวังเสี่ยวหลง หนึ่งในที่ปรึกษากรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน ซึ่งอยู่ในที่ประชุมตอบว่า ในมุมมองของเขา ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนในปัจจุบัน คือ “การแทรกแซงและรบกวนจากอิทธิพลภายนอกภูมิภาค”

 

เขากล่าวต่อว่า บางประเทศนอกภูมิภาคกำลังพยายามสร้างกลุ่มหรือวงความร่วมมือขนาดเล็กที่มีลักษณะกีดกันประเทศอื่น ซึ่งความเคลื่อนไหวเช่นนี้จะส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็น “สนามแข่งขันหรือเวทีเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์”

 

ที่ปรึกษากรมเอเชียยกตัวอย่างถึงการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่า ประเทศอาเซียนบางประเทศกำลังถูกกดดันหรือบีบบังคับให้ “เลือกข้าง” ในเรื่องการพัฒนา AI คำตอบดังกล่าวยังสะท้อนถึงความกังวลของจีนด้วยว่า การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายตัวไปสู่พื้นที่ความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียนในด้าน AI ด้วย

 

แม้หวังเสี่ยวหลงจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศที่บีบให้เลือกข้างโดยตรง แต่ชัดเจนว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว Reuters เคยเผยแพร่ร่างจดหมายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เตรียมส่งถึง 35 ประเทศภาคี โดยมีเนื้อหาบีบให้พันธมิตรเลือกข้างในศึก AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

 

จดหมายระบุว่าประเทศที่เข้าร่วมกรอบความร่วมมือของจีนจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากกลุ่มพันธมิตร AI ที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความริเริ่ม Pax Silica ที่สหรัฐฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน AI ที่ครอบคลุมเรื่องแร่ธาตุสำคัญ และเซมิคอนดักเตอร์

 

เพื่อรับมือความท้าทายจากแรงอิทธิพลนอกภูมิภาค ที่ปรึกษากรมเอเชียเสนอว่า จีนและประเทศอาเซียนควรเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (strategic independence) ตลอดจนส่งเสริม ‘คุณค่า’ ของเอเชียที่ให้ความสำคัญกับสันติภาพ ความร่วมมือ การเปิดกว้าง และการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม

 

หวังกล่าวว่า “อาเซียนต้องรักษาความสามารถในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจด้วยตนเอง โดย ไม่ปล่อยให้การแข่งขันหรือแรงกดดันจากภายนอกเป็นตัวกำหนดทิศทางของภูมิภาค”

 

จีนยังเสนอภาพของระเบียบภูมิภาคที่ไม่แบ่งออกเป็นกลุ่มหรือค่ายที่แข่งขันกัน และไม่สร้างกลไกความร่วมมือที่กีดกันประเทศใดประเทศหนึ่งออกไป แต่ควรเดินหน้าการบูรณาการทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และต่อต้านสิ่งที่เป็นการแทรกแซงจากภายนอก

 

ท้ายที่สุดที่ปรึกษากรมเอเชียยังเสนอให้ใช้ “ความร่วมมือจีน-อาเซียนในระดับสูง” เป็นแรงขับเคลื่อนความร่วมมือในเอเชียตะวันออกในภาพรวม

 

หวังเสี่ยวหลงยังกล่าวถึงภาพรวมความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนว่า ปัจจุบันครอบคลุมเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยนับตั้งแต่เริ่มความสัมพันธ์ในฐานะคู่เจรจาเมื่อปี 1991 ความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะยกระดับสู่การเป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม’ ในปี 2021

 

ในด้านเศรษฐกิจ หวังระบุว่า จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกัน 17 ปี ขณะที่อาเซียนก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกัน 6 ปี โดยการค้าระหว่างกันในปี 2025 มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้สองฝ่ายยังได้ลงนามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน หรือ FTA 3.0 ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันด้วย

 

ความร่วมมือยังครอบคลุมด้านอุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงการขนส่ง เช่น ทางรถไฟจีน-ลาว และเส้นทางการค้าระหว่างประเทศทางบกและทางทะเล หวังกล่าวว่า ผลประโยชน์ไม่ได้ปรากฏเพียงในตัวเลขการค้า แต่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทั้งผลไม้จากอาเซียนที่ส่งไปถึงผู้บริโภคในพื้นที่ตอนในของจีน และรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้าสู่ตลาดอาเซียน

 

สำหรับการประชุมครั้งนี้ นอกจากหวังเสี่ยวหลงแล้ว ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศจีนยังมีหวังเต๋อซิน ที่ปรึกษากรมเอเชีย, จางย่าฉี เลขานุการโท กรมเอเชีย และหลัวเจินเจิน รองผู้อำนวยการ กองการทูตสาธารณะ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีน เข้าร่วม ส่วนสื่ออาเซียนประกอบด้วยนักข่าวจากไทย เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย และติมอร์-เลสเต

The post จีนเตือน ‘แรงแทรกแซงจากนอกภูมิภาค’ กระทบความร่วมมือจีน-อาเซียน เสี่ยงกลายเป็นสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนดัน ‘การทูตอวกาศ’ พานักบินปากีสถานขึ้นสู่สถานีอวกาศเทียนกง สะท้อนอะไร https://thestandard.co/china-space-diplomacy-pakistan/ Mon, 28 Sep 2026 08:57:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1260857 ภาพจำลองสถานีอวกาศเทียนกงของจีน

จีนผลักดัน ‘การทูตอวกาศ’ (Space Diplomacy) ผ่านความร่วม […]

The post จีนดัน ‘การทูตอวกาศ’ พานักบินปากีสถานขึ้นสู่สถานีอวกาศเทียนกง สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองสถานีอวกาศเทียนกงของจีน

จีนผลักดัน ‘การทูตอวกาศ’ (Space Diplomacy) ผ่านความร่วมมือด้านอวกาศครั้งสำคัญระหว่างจีนกับปากีสถาน โดยจีนจะส่งนักบินชาวปากีสถานขึ้นสู่สถานีอวกาศเทียนกงเป็นครั้งแรก ซึ่งขณะนี้มีนักบินที่ผ่านการคัดเลือกสองคนกำลังเข้ารับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดในประเทศจีน

 

 
 

นักบินชาวปากีสถาน 2 คนนั้นได้แก่ ซีชาน อาลี และคูร์รัม ดาอูด ซึ่งทั้งคู่จะต้องเรียนรู้ทั้งภาษาจีนกลาง การฝึกแรงเหวี่ยง และระบบยานอวกาศ ซึ่งภารกิจบนสถานีอวกาศเทียนกงนี้จะมีระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยคาดว่า จะมีการคัดเลือกขั้นสุดท้ายในช่วงกลางถึงปลายเดือนตุลาคมนี้

 

นักบินอวกาศที่ได้รับเลือกจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญประจำภารกิจ (Payload Specialist) เพื่อดูแลงานทดลองทางชีววิทยาระดับนานาชาติ 4 โครงการของปากีสถาน ซึ่งเน้นการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือภายใต้ ข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งที่ผ่านมามีความร่วมมือทั้งการส่งดาวเทียม ระบบนำทางด้วยดาวเทียมร่วมกัน รวมถึงการส่งหุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์ (Rover) ที่พัฒนาโดยปากีสถานไปพร้อมกับภารกิจ ฉางเอ๋อ-8 (Chang’e 8) ของจีนในปี 2028

 

การทูตอวกาศของจีนครั้งนี้ สะท้อนอะไร?

 

แม้จะมีเพียง 3 ประเทศในโลก ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐฯ และจีน ที่สามารถส่งยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมได้เองเดินทางไปสู่ห้วงอวกาศ แต่การเตรียมส่งนักบินอวกาศปากีสถานครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่จีนจะพานักบินหรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติขึ้นสู่อวกาศ ไปยังสถานีอวกาศเทียนกงของตนเอง

 

การทูตอวกาศครั้งนี้ของจีน ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศพันธมิตรอย่างปากีสถานซึ่งยังไม่มีจรวดส่งหรือยานอวกาศของตนเอง ต้องพึ่งพาจีนในทุกมิติ ทั้งตัวยานอวกาศ ฐานปล่อย ครูฝึก ตลอดจนการใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสารบนวงโคจร

 

อีกทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มยกระดับเทคโนโลยีอวกาศให้ประเทศกำลังพัฒนา และเป็นการเปิดโอกาสให้เทคโนโลยีและงานวิจัยของประเทศพันธมิตรได้รับการยอมรับและได้รับการทดสอบบนเวทีระดับสากล

 

ความร่วมมือด้านอวกาศระหว่างจีนและปากีสถานผ่านบทบาท ‘การทูตอวกาศ’ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย เพื่อตอบโจทย์วิกฤตความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์และการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีในระดับภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในระยะยาว โครงการนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกต้องจับตามองต่อไปว่า รูปแบบการสร้างพันธมิตรผ่านเทคโนโลยีและสถานีอวกาศเช่นนี้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ของบรรดารัฐมหาอำนาจในการขยายเขตอิทธิพลและสร้างพันธมิตร นอกเหนือจากพื้นที่บนโลกหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Long Wei / Feature China / Future Publishing via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จีนดัน ‘การทูตอวกาศ’ พานักบินปากีสถานขึ้นสู่สถานีอวกาศเทียนกง สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ผิงผิง-ฝูซวง การทูตแพนด้า เชื่อมสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร สะท้อนอะไร https://thestandard.co/ping-ping-fu-shuang-panda-diplomacy/ Mon, 28 Sep 2026 04:41:11 +0000 https://thestandard.co/ping-ping-fu-shuang-panda-diplomacy/ ภาพแพนด้ายักษ์ ‘ผิงผิง’ และ ‘ฝูซวง’ สองทูตสันติภาพจากจีน

เมื่อวานนี้ (27 กันยายน) สวนสัตว์แอตแลนตาในรัฐจอร์เจีย […]

The post รู้จัก ผิงผิง-ฝูซวง การทูตแพนด้า เชื่อมสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแพนด้ายักษ์ ‘ผิงผิง’ และ ‘ฝูซวง’ สองทูตสันติภาพจากจีน

เมื่อวานนี้ (27 กันยายน) สวนสัตว์แอตแลนตาในรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ต้อนรับ แพนด้ายักษ์คู่ใหม่ ชื่อว่า ‘ผิงผิง’ (Ping Ping) และ ‘ฝูซวง’ (Fu Shuang) ซึ่งเดินทางมาจากประเทศจีนด้วยเที่ยวบินพิเศษ เพื่อเริ่มต้นสัญญาเช่าระยะเวลา 10 ปี

 

 

แพนด้ายักษ์คู่ใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย ‘การทูตแพนด้า’ (Panda Diplomacy) ที่จีนพยายามมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์

 

รู้จัก ‘ผิงผิง-ฝูซวง’

 

ทั้ง ‘ผิงผิง’ แพนด้าตัวผู้ และ ‘ฝูซวง’ แพนด้าตัวเมีย เดินทางมาจากศูนย์วิจัยและขยายพันธุ์แพนด้ายักษ์เฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน โดยเดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษ ‘FedEx Panda Express’ (Boeing 777) ลงจอดที่สนามบินนานาชาติฮาร์ทสฟิลด์-แจ็คสัน แอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย

 

ผิงผิง เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2020 ชื่อมีความหมายว่า ‘สันติภาพ’ หรือ ‘ความราบรื่น’ มีวงกลมสีดำรอบดวงตาเข้ม ชื่นชอบการปีนต้นไม้ นิสัยกล้าหาญและอ่อนโยน ชอบกินผลไม้ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล

 

ฝูซวง เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2020 ชื่อมีความหมายว่า ‘พรคู่อันประเสริฐ’ หรือ ‘โชคลาภสองเท่า’ มีจุกขนบนหัว หน้าผากยื่นเล็กน้อย หาอาหารเก่ง และชอบกินน้ำผึ้ง

 

แพนด้ายักษ์ทั้งสองตัวอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุรักษ์ระยะเวลา 10 ปี ระหว่างสวนสัตว์แอตแลนตากับสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าของจีน (China Wildlife Conservation Association) มีค่าธรรมเนียมการยืมประมาณ 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี และหากมีลูกแพนด้าเกิดขึ้นในต่างประเทศจะต้องส่งกลับจีน

 

ปัจจุบันแพนด้าทั้งสองอยู่ในช่วงกักกันโรค (Quarantine) ในพื้นที่ปลอดภัยทางชีวภาพเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ก่อนจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม ซึ่งสวนสัตว์ได้ขยายพื้นที่ส่วนแสดงให้กว้างขวางขึ้นและเตรียมไผ่ไว้อย่างเพียงพอ

 

สวนสัตว์แอตแลนตาเคยเลี้ยงแพนด้ายักษ์มาแล้วคือ หลุนหลุน และ หยางหยาง ซึ่งมีลูกด้วยกัน 7 ตัว ตั้งแต่ปี 1999 ถึง 2024 และเพิ่งส่งกลับจีนไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 โดยการมาถึงของแพนด้ายักษ์คู่ใหม่นี้ ทำให้แอตแลนตากลายเป็น 1 ใน 3 สวนสัตว์ในสหรัฐฯ ที่มีแพนด้ายักษ์ ร่วมกับสวนสัตว์ซานดิเอโก และ National Zoo ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

 

การทูตแพนด้า สำคัญอย่างไร

 

จีนใช้แพนด้ายักษ์เป็น ‘ทูตแห่งมิตรภาพ’ (Envoy of Friendship) มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ เพื่อสร้าง กระชับสัมพันธ์ และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประชาชนจีนและสหรัฐฯ รวมถึงประเทศอื่นๆ โดยธรรมเนียมการทูตนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1972 เมื่อ เหมาเจ๋อตง ผู้นำจีนในขณะนั้นได้มอบแพนด้ายักษ์ให้สหรัฐฯ หลังการเยือนของ ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

โดยโครงการให้ยืมหรือเช่าแพนด้านี้ ช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและการวิจัยอนุรักษ์สัตว์ป่าระหว่างผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแพนด้าทุกตัวในโลก และใช้รูปแบบการให้ยืมแก่สวนสัตว์ต่างประเทศ

 

การทูตแพนด้าครั้งนี้ สะท้อนถึงอะไร

 

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนประกาศการส่งแพนด้า ‘ผิงผิง-ฝูซวง’ ระหว่างการประชุมสุดยอดกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมไม่กี่ประการ จากการเยือนครั้งนี้ที่แสดงถึงความปรารถนาดีระหว่างสองประเทศ

 

ผิงผิง-ฝูซวง ยังเป็นดัชนีชี้วัดทางการเมืองและการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจทั้งสองประเทศ โดยการส่งมอบแพนด้ายักษ์มีส่วนช่วยผ่อนคลายบรรยากาศความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นทั้งในสงครามการค้า การพัฒนา AI และในมิติอื่นๆ

 

โดยจีนมักใช้แพนด้าเป็นเครื่องมือทางการทูต โดยจะส่งแพนด้าไปเมื่อต้องการแสดงไมตรีจิต และปล่อยให้สัญญาหมดอายุลงโดยไม่ต่อสัญญา เมื่อเกิดความตึงเครียดทางการเมือง

 

การมาถึงของ ‘ผิงผิง-ฝูซวง’ ที่สวนสัตว์แอตแลนตา ไม่ได้เป็นเพียงการต้อนรับดาวเด่นคู่ใหม่ขวัญใจมหาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของ ‘การทูตแพนด้า’ ในยุคสมัยใหม่

 

แม้ทูตสี่ขาคู่นี้จะช่วยสร้างบรรยากาศอันมิตรและเปิดพื้นที่ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง แต่คำถามสำคัญที่ยังคงต้องติดตามต่อไปตลอดระยะเวลาข้อตกลง 10 ปีนี้คือ สัญลักษณ์แห่งสันติภาพและพรคู่อันประเสริฐนี้ จะสามารถต้านทานความผันผวนทางการเมืองโลก และนำไปสู่ความเข้าใจอันยั่งยืนระหว่างสองมหาอำนาจได้มากน้อยเพียงใด

 

ภาพ: Everything Georgia / X

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก ผิงผิง-ฝูซวง การทูตแพนด้า เชื่อมสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ สำคัญอย่างไร สะท้อนอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำแพงเมืองจีนเตรียมรับนักท่องเที่ยวช่วงหยุดยาววันชาติ https://thestandard.co/great-wall-china-national-day-holiday/ Mon, 28 Sep 2026 01:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1260553 นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง

บรรยากาศที่กำแพงเมืองจีนบริเวณด่าน ‘จวียงกวน’ กรุงปักกิ […]

The post กำแพงเมืองจีนเตรียมรับนักท่องเที่ยวช่วงหยุดยาววันชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง

บรรยากาศที่กำแพงเมืองจีนบริเวณด่าน ‘จวียงกวน’ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน ตรงกับช่วงวันหยุดเทศกาลไหว้พระจันทร์ โดยมีนักท่องเที่ยวคึกคัก ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ

 

โดยหลังจากกลับมาทำงานในวันจันทร์แล้ว จีนก็จะเข้าสู่การหยุดยาว หรือ Golden Week 7 วัน ในช่วงวันชาติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวที่กำแพงเมืองจีนอย่างล้นหลาม ซึ่งนอกจากด่านจวียงกวนแล้ว ยังมีจุดเช็คอินยอดนิยมอย่างด่านปาตาหลิ่ง, มู่เถียนอวี่ และซือหม่าไถ

 

กำแพงเมืองจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี เริ่มต้นสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ยุคชุนชิว-จ้านกั๋ว ประมาณช่วงศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล โดยแต่ละแคว้นได้สร้างกำแพงหินและดินขึ้นมาเพื่อป้องกันการรุกรานจากเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือ รวมถึงป้องกันศึกระหว่างแคว้นด้วยกันเอง จนกระทั่งในสมัยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ (ราชวงศ์ฉิน) ได้ทำการเชื่อมต่อกำแพงของแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันให้เป็นป้อมปราการหนึ่งเดียว

 

อย่างไรก็ตาม สภาพกำแพงเมืองจีนอิฐปูนอลังการที่พบล้อมรอบกรุงปักกิ่งและปรากฏในภาพถ่ายส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นผลงานการบูรณะ บำรุงรักษา และสร้างต่อเติมครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์หมิง (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-17) เพื่อสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่งรับมือกับกองทัพมองโกลและแมนจู จนกลายเป็นสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์และสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยิ่งใหญ่อย่างที่เห็นในทุกวันนี้

 

ภาพ: คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล

 

นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 1นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 2นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 3นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 4นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 5นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 6นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 7นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 8นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 9นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 10นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 11นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 12นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 13นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 14นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 15นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 16นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 17นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 18นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 19นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 20นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 21นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 22นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 23นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 24นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 25นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 26นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 27นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 28นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 29นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 30นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 31นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 32นักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บนกำแพงเมืองจีนบริเวณด่านจวียงกวน กรุงปักกิ่ง 33

The post กำแพงเมืองจีนเตรียมรับนักท่องเที่ยวช่วงหยุดยาววันชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ผู้นำ 5 ยุค ย้อนรอยการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีน https://thestandard.co/china-us-leaders-visits/ Fri, 25 Sep 2026 04:22:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1259216 ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา

“การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน และการทำให้อเมริกากลับ […]

The post 5 ผู้นำ 5 ยุค ย้อนรอยการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา

“การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชาติจีน และการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สามารถเดินไปพร้อมกันได้”

 

เป็นหนึ่งในถ้อยคำของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ระหว่างพิธีต้อนรับที่ทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 24 กันยายน ในการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการครั้งที่ 2 โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้การต้อนรับ ก่อนที่ผู้นำทั้งสองจะเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำในช่วงวันเดียวกัน

 

นอกจากสารทางการเมืองและผลลัพธ์บนโต๊ะเจรจาแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่ผู้นำจีนเดินทางเยือนสหรัฐฯ มักทิ้ง ‘ภาพจำ’ ที่สะท้อนบรรยากาศความสัมพันธ์ของสองประเทศในแต่ละยุค ตั้งแต่ เติ้ง เสี่ยวผิง สวมหมวกคาวบอยในรัฐเท็กซัสเมื่อปี 1979 ไปจนถึงภาพล่าสุดของสีจิ้นผิงและทรัมป์ ณ ทำเนียบขาวในปี 2026

 

เหล่านี้สะท้อนจากเมนูบนโต๊ะอาหาร หลังทำเนียบขาวเลือกเปิดมื้อค่ำด้วย Schramsberg Blanc de Noir สปาร์กลิงไวน์จากสหรัฐฯ เพื่อย้อนถึง ‘การยกแก้วเพื่อสันติภาพ’ (Toast to Peace) ระหว่าง ริชาร์ด นิกสัน และ โจว เอินไหล ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อปี 1972 ก่อนเสิร์ฟซุปฟักทองเหลือง ปลากะพงชุบงา และปิดท้ายด้วยวานิลลาเครมูซ์กับไอศกรีมน้ำผึ้งจากทำเนียบขาว

 

THE STANDARD รวบรวมการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนแต่ละยุคว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง และทิ้งภาพจำอะไรไว้ในประวัติศาสตร์จีน-สหรัฐฯ

 

ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา 1

 

ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา 2

 

ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา 3

 

ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา 4

 

ภาพผู้นำจีน 5 ยุค ตั้งแต่เติ้ง เสี่ยวผิง ถึงสีจิ้นผิง ขณะเยือนสหรัฐอเมริกา 5

 

อ้างอิง:

 

The post 5 ผู้นำ 5 ยุค ย้อนรอยการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก เผิงลี่หยวน สตรีหมายเลขหนึ่ง ผู้ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์จีนบนเวทีโลก https://thestandard.co/peng-liyuan-china-first-lady-soft-power/ Fri, 25 Sep 2026 03:35:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1259183 เผิงลี่หยวน สตรีหมายเลขหนึ่งของจีน ในชุดเดรสสีเทาพร้อมผ้าพันคอสีชมพูอ่อน

การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของ สีจิ้นผิง […]

The post รู้จัก เผิงลี่หยวน สตรีหมายเลขหนึ่ง ผู้ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์จีนบนเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผิงลี่หยวน สตรีหมายเลขหนึ่งของจีน ในชุดเดรสสีเทาพร้อมผ้าพันคอสีชมพูอ่อน

การเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการทูตครั้งสำคัญที่ถูกจับตามองจากทั่วโลก หนึ่งในสปอตไลต์ดวงใหญ่ได้สาดส่องไปที่ เผิงลี่หยวน สตรีหมายเลขหนึ่งของจีน

 

 
 

ทันทีที่เธอปรากฏตัวในชุดเดรสสีเทาตัดเย็บด้วยคอจีนอย่างประณีต เคล้าผ้าพันคอสีชมพูอ่อน สายตาของสื่อมวลชนและสาธารณชนต่างถูกดึงดูดด้วย ‘ความสง่างามที่สำรวม’ (Reserved Elegance) ซึ่งหลีกเลี่ยงแบรนด์หรูจากชาติตะวันตก แล้วหันมาถ่ายทอดภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์จีนแทน

 

ภาพของเธอบนแผ่นดินอเมริกาไม่เพียงสร้างสีสันให้กับการทูตพหุภาคีและงานเลี้ยงระดับรัฐบาลที่ทำเนียบขาวเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เผิงลี่หยวน ได้เปลี่ยนบทบาทสตรีหมายเลขหนึ่งของจีนให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ (Soft Power) ทางวัฒนธรรมและแฟชั่นที่สร้างภาพลักษณ์ของจีนยุคใหม่บนเวทีโลก

 

เผิงลี่หยวน คือใคร

 

เผิงลี่หยวน เกิดวันที่ 20 พฤศจิกายน 1962 ในมณฑลซานตง แม่ของเธอเป็นนักแสดงงิ้วจีน จึงทำให้เธอฝึกฝนการร้องเพลงพื้นเมืองและโซปราโนมาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม พ่อของเธอเคยถูกจัดประเภทว่าเป็น ‘ผู้ต่อต้านปฏิวัติ’ เนื่องจากมีญาติรับราชการในกองทัพไต้หวัน

 

เมื่ออายุ 14 ปี เธอเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปะซานตง ต่อมาในปี 1980 ขณะอายุ 18 ปี ได้เข้าร่วมกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ในฐานะ ‘นักรบศิลปะและวัฒนธรรม’ โดยสังกัดวงดนตรี PLA และก้าวขึ้นสู่การดำรงตำแหน่งระดับสูงในสถาบันวัฒนธรรมและสถาบันศิลปะของกองทัพ

 

เธอสร้างชื่อเสียงจนกลายเป็นซูเปอร์สตาร์เพลงพื้นเมืองและงิ้วระดับประเทศ ด้วยพลังเสียงที่สูงทรงพลังและบทเพลงปลุกใจชาติ เธอเคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายการประกวดร้องเพลงทางโทรทัศน์ระดับชาติครั้งแรก มีผลงานที่เป็นที่จดจำอย่าง People from Our Village และ On the Plains of Hope ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

 

ในปี 1986 เธอได้พบกับ สีจิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นเขาดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองเซี่ยเหมิน และผ่านการหย่าร้างมาแล้ว ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1987 และมีบุตรสาวคือ สีหมิงเจ๋อ ในปี 1992

 

บทบาทหน้าที่ในฐานะ ‘สตรีหมายเลขหนึ่งของจีน’

 

เธอเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรกในยุคพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ฉายภาพลักษณ์โดดเด่น สง่างาม และแต่งกายทันสมัยบนเวทีโลก แตกต่างจากภริยาผู้นำจีนในอดีตอย่างสิ้นเชิง

 

ในปี 2011 เธอได้รับแต่งตั้งเป็น Goodwill Ambassador หรือ ทูตขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อรณรงค์เรื่องวัณโรคและโรคเอดส์ และในปี 2014 UNESCO ได้แต่งตั้งเธอเป็น ผู้แทนพิเศษเพื่อส่งเสริมการศึกษาของเด็กหญิงและสตรี

 

นอกจากนี้ การดำรงตำแหน่งสำคัญในสถาบันการดนตรีและศิลปะของกองทัพจีน ทำให้เธอมีฐานอำนาจและบารมีเฉพาะตัวในสถาบันการเมืองและกองทัพ นอกเหนือจากการเป็นภริยาผู้นำจีน อีกทั้งยังได้รับความรักจากประชาชนชาวจีน จนได้รับฉายาว่า ‘มาม่าเผิง’ (Mama Peng)

 

ส่วนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้นั้น สปอร์ตไลต์จับจ้องมาที่เธออย่างมากจากกำหนดการทางการทูตที่แน่นขนัด เธอเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธีที่ทำเนียบขาว และมีภารกิจแยกกับ สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เช่น การเยือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชียสมิธโซเนียนร่วมกับ เมลาเนีย ทรัมป์

 

เผิงลี่หยวน เปลี่ยนการแต่งกายให้กลายเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมของจีน โดยเธอเลี่ยงการสวมใส่แบรนด์หรูและโลโก้ของชาติตะวันตก เลือกสวมเสื้อผ้าจากดีไซเนอร์และแบรนด์ในประเทศจีน เช่น หม่าเค่อ (Ma Ke)

 

เธอมักปรากฏตัวด้วยชุดกี่เพ้าตัดเย็บประณีต เสื้อคอจีน และผ้าพันคอโทนสีนุ่มนวล แฟชั่นของเธอสื่อถึงความมั่นใจจากภายในโดยไม่ต้องโอ้อวด สะท้อนถึงจิตวิญญาณของชาวจีน

 

การแต่งกายของเธอสร้างปรากฏการณ์ในจีนมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในการเยือนรัสเซียปี 2013 ชุดเสื้อโค้ตและผ้าพันคอสีฟ้าของเธอถูกค้นหาอย่างหนักบน Weibo และสินค้าสไตล์เดียวกันถูกขายหมดบน Taobao อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เธอยังได้รับการจัดอันดับใน Vanity Fair’s Best Dressed List ปี 2013 และถือเป็นผู้จุดกระแสแฟชั่น ‘Neo-Chinese’ ของคนรุ่น Gen Z ในปัจจุบันอีกด้วย

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก เผิงลี่หยวน สตรีหมายเลขหนึ่ง ผู้ขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์จีนบนเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? https://thestandard.co/xi-jinping-us-visit-power-game/ Thu, 24 Sep 2026 03:16:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1258763 สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

จีนจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ? คำตอบคือ สีจิ […]

The post สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ

จีนจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ? คำตอบคือ สีจิ้นผิง ได้ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่ซีนแรกที่เหยียบแผ่นดินอเมริกา โดยทรัมป์ และภรรยามาต้อนรับที่สนามบินด้วยตัวเอง (ปกติ ผู้นำสหรัฐฯ จะไม่ทำเช่นนี้) และจีนได้รับการปฏิบัติในสถานะ The Great Power ทัดเทียมกับสหรัฐฯ

 

นี่คือ message ที่มีนัยต่อการเมืองภายในของจีนและเวทีระดับโลก พรรคคอมมิวนิสต์จีน ต้องการนำภาพเชิงสัญลักษณ์นี้ไปใช้สื่อสารให้กับคนจีนทั้งประเทศได้ภาคภูมิใจในตัวผู้นำสูงสุดของพรรคฯ (เพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปอีกวาระ) และเพื่อให้ทั้งโลกได้รู้ว่า “ประเทศคอมมิวนิสต์จีน ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ ได้อย่างแท้จริงแล้ว”

 

การเยือนครั้งนี้จึงมี ‘ความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์’ สำหรับสีจิ้นผิง โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีผลการประชุมที่มีสาระสำคัญอะไรมากนัก

 

ในการเยือนสหรัฐฯครั้งนี้ จีนยังต้องการให้ทรัมป์ยืนยันถึงกรอบความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯที่สีจิ้นผิงเป็นฝ่ายนิยามคำเรียกใหม่ว่า “Constructive Strategic Stability” (中美建设性战略稳定关系 Zhōng měi jiànshè xìng zhànlüè wěndìng guānxì)

 

สำหรับประเด็นสำคัญยิ่งยวดในใจของแต่ละฝ่าย มีดังนี้

 

  • ในมุมทรัมป์ 🇺🇸 ต้องการให้สีจิ้นผิงช่วยพูดเคลียร์กับอิหร่าน เพื่อจะได้จบสงครามที่ยืดเยื้อซะที (คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงระนาวด้วยความผิดพลาดเรื่องอิหร่าน)

 

  • ในมุมสีจิ้นผิง จีนต้องการทำให้ทรัมป์ ไม่ขวางในประเด็นไต้หวัน (เป้าหมายสีจิ้นผิง คือ การทำภารกิจรวมชาติ ให้จบในยุคที่ทรัมป์ยังเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะจีนน่าจะเคลียร์ได้ง่ายกว่าคนอื่นขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯ)

 

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น การขยายเวลาพักรบสงครามภาษี ประเด็นแร่หายาก ประเด็น AI และอื่นๆ ก็เป็นแค่เรื่องที่พอจะต่อรองกันได้ จีนอาจจะยอมให้สหรัฐฯ มากหน่อย เพื่อ ‘ซื้อใจ’ ทรัมป์ (จะได้เอาไปอวดโม้เรียกคะแนนนิยม เพื่อผลเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ) แต่เป้าหมายใหญ่ของจีน คือ “อย่ามาขวางภารกิจรวมชาติกับไต้หวัน”

 

 

ความชื่นมื่นที่เห็นเป็นแค่เกมซื้อเวลา มันเป็นไปไม่ได้ที่โลกจะมีพระอาทิตย์สองดวง อยู่บนฟ้าเดียวกัน

 

ประเด็นสำคัญปิดท้าย ในการมาพบปะเจอกันบ่อยระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ แม้จะมีซีนของสองผู้นำที่ดูเสมือนจะชื่นมื่นมากแค่ไหน แต่มันก็เป็นแค่ ‘เกมซื้อเวลา’ ของสองมหาอำนาจเท่านั้น ลึกๆ แล้ว ทั้งคู่ยังมีความหวาดระแวงต่อกัน ต่างฝ่ายต่างต้องการเป็น ‘เบอร์หนึ่ง’ ของโลก และ “มันเป็นไปไม่ได้ที่โลกจะมีพระอาทิตย์สองดวง อยู่บนฟ้าเดียวกัน”

 

Note : สีจิ้นผิงค่อนข้างประสบความสำเร็จในการกล่อมทรัมป์ จากทริปเยือนปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ หลังจบทริป ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox ว่า “จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีอำนาจมาก ในขณะที่ไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ เท่านั้น ทรัมป์จึงไม่ต้องการ “เดินทางไกลถึง 9,500 ไมล์เพื่อทำสงคราม” ในขณะที่ไต้หวันอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ของจีนเพียง 59 ไมล์

 

ทรัมป์กล่าวหาอีกว่า “ไต้หวันแย่งชิงอุตสาหกรรมชิปของเราไป” และหลังจากทริปปักกิ่ง ทรัมป์กำลังชะลอการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน ทั้งๆ ที่ได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรสแล้ว มูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์

The post สีจิ้นผิงจะได้อะไรจากทริปเยือนสหรัฐฯ ใครจะเป็นผู้ชนะกันแน่ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงเชื่อมั่นจีน-สหรัฐฯ สามารถหาแนวทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน https://thestandard.co/xi-jinping-china-us-coexist/ Thu, 24 Sep 2026 03:12:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1258758 ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนขณะเยือนสหรัฐอเมริกา

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน […]

The post สีจิ้นผิงเชื่อมั่นจีน-สหรัฐฯ สามารถหาแนวทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนขณะเยือนสหรัฐอเมริกา

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ได้เผยแพร่สุนทรพจน์ฉบับลายลักษณ์อักษรภายหลังเดินทางถึงฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส นอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในทริปการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า “จีนและสหรัฐฯ ในฐานะสองประเทศใหญ่สามารถแสวงหาแนวทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกันในยุคใหม่” โดยปี 2026 ถือเป็นปีสำคัญสำหรับการพัฒนาของจีนและสหรัฐฯ

 

สีระบุว่า ตนเองและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างการเยือนจีนของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งมอบแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต

 

สียังระบุว่า จีนและสหรัฐฯ ควรทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์อันมั่นคงที่มีความร่วมมือเป็นกระแสหลัก การแข่งขันในระดับเหมาะสม ความแตกต่างที่สามารถจัดการได้ และสันติภาพที่คาดหวังได้

 

ภาพ : REUTERS/Jonathan Ernst

 

อ้างอิง: Xinhua

The post สีจิ้นผิงเชื่อมั่นจีน-สหรัฐฯ สามารถหาแนวทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวี๋ จื่อตี๋ เด็กหญิงวัย 13 ปี ที่กำลังว่ายเข้าใกล้สถิติโลก https://thestandard.co/yu-zidi-asian-games-gold-record/ Tue, 22 Sep 2026 05:19:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1258001 อวี๋ จื่อตี๋ นักว่ายน้ำชาวจีนฉลองเหรียญทองบนโพเดียมในเอเชียนเกมส์

หลังแตะขอบสระเป็นคนแรกในรอบชิงชนะเลิศ ผีเสื้อ 200 เมตรห […]

The post อวี๋ จื่อตี๋ เด็กหญิงวัย 13 ปี ที่กำลังว่ายเข้าใกล้สถิติโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวี๋ จื่อตี๋ นักว่ายน้ำชาวจีนฉลองเหรียญทองบนโพเดียมในเอเชียนเกมส์

หลังแตะขอบสระเป็นคนแรกในรอบชิงชนะเลิศ ผีเสื้อ 200 เมตรหญิง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ อวี๋ จื่อตี๋ (于子迪) มองผลงาน 2 นาที 5.08 วินาที ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของเอเชียนเกมส์ ก่อนประเมินการแข่งขันของตัวเองด้วยคำสั้นๆ ว่า “ก็แค่พอใช้”

 

 
 

หนึ่งวันต่อมา เด็กหญิงวัย 13 ปีจากจีนกลับมาคว้าเหรียญทอง 200 เมตรเดี่ยวผสม พร้อมทำสถิติเอเชีย 2 นาที 6.10 วินาที คราวนี้เธออยู่ห่างจากสถิติโลกเพียง 0.40 วินาที

 

นี่จึงอาจไม่ใช่เรื่องของ ‘เด็กมหัศจรรย์’ ที่เก่งเกินวัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะตัวเลขกำลังบอกว่า อวี๋เริ่มว่ายเข้าใกล้มาตรฐานของนักว่ายน้ำหญิงที่เร็วที่สุดในโลกแล้ว

 

อายุ 13 ปี แต่กำลังทำเวลาระดับโลก

 

อวี๋ จื่อตี๋ อาจจะเป็นนักกีฬาไม่กี่คนในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ที่เกิดหลังปี 2010 เธแเป็นชาวเมือง เป่าติ้ง แต่จุดเริ่มต้นของเธอกับกีฬาว่ายน้ำเกิดขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ 6 ขวบ เมื่อคุณพ่อพาไปเล่นสวนน้ำในช่วงฤดูร้อน ก่อนความสามารถของเธอจะไปเข้าตาโค้ชว่ายน้ำ

 

ชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงหลังชัยชนะในเดี่ยวผสม 200 เมตรหญิง ซึ่งอาจจะเป็นการแข่งขันที่ทำให้โลกต้องหันกลับมามองอวี๋อย่างจริงจัง เพราะเธอไล่จากด้านหลัง ก่อนแตะขอบสระด้วยเวลา 2 นาที 6.10 วินาที เอาชนะ อวี๋ อี้ถิง แชมป์เก่าและเพื่อนร่วมทีมที่ทำ 2 นาที 7.99 วินาทีไปกว่า 1 วินาที

 

เวลาของอวี๋เร็วที่สุดในโลกของปี 2026 ณ เวลานั้น และทำลายสถิติเอเชียนเกมส์เดิมถึง 0.72 วินาที แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่าคือ 0.40 วินาที

 

เพราะนั่นคือระยะเวลาที่แยกเด็กหญิงวัย 13 ปีออกจากสถิติโลก 2 นาที 5.70 วินาทีของ ซัมเมอร์ แมคอินทอช

 

สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักชื่อ อวี๋ จื่อตี๋ จากเอเชียนเกมส์ สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเธอไม่ได้เพิ่งปรากฏตัวบนเวทีระดับโลก เพราะหนึ่งปีก่อนหน้านี้ ในวัยเพียง 12 ปี เธอลงแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์โลกที่สิงคโปร์ และจบอันดับ 4 ถึงสามรายการประเภทบุคคล

 

ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงจากผลัดฟรีสไตล์ 4×200 เมตร และกลายเป็นนักว่ายน้ำอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้เหรียญจากรายการชิงแชมป์โลก

 

ดังนั้น เอเชียนเกมส์ ไอจิ-นาโกยา 2026 จึงไม่ใช่ทัวร์นาเมนต์แรกที่สร้างชื่อของอวี๋ขึ้นมา แต่มันคือเวทีที่ยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 

จากเด็กที่เกือบได้เหรียญชิงแชมป์โลก สู่คนที่ชนะเจ้าของเหรียญโอลิมปิก

 

พัฒนาการของอวี๋หลังรายการชิงแชมป์โลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยช่วงต้นปี 2026 เธอสร้างความสนใจอีกครั้งด้วยการเอาชนะ เรแกน สมิธ นักว่ายน้ำชาวอเมริกันในผีเสื้อ 200 เมตร ในการแข่งขันที่จีน

 

สมิธ คือเจ้าของเหรียญเงินรายการนี้จากโอลิมปิก ปารีส 2024 และเป็นหนึ่งในนักว่ายน้ำหญิงระดับแนวหน้าของโลก

 

สำหรับอวี๋ ชัยชนะครั้งนั้นจึงเป็นมากกว่าการทำเวลาได้ดี แต่มันเป็นหลักฐานว่าเด็กที่เคยเกือบได้เหรียญในศึกชิงแชมป์โลก เริ่มสามารถเอาชนะนักกีฬาที่อยู่บนโพเดียมโอลิมปิกได้แล้ว และทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะอายุ 14 ปีเสียอีก

 

ขณะที่ในเอเชียนเกมส์ อวี๋เปิดตัวด้วยชัยชนะ 200 เมตรผีเสื้อ 2 นาที 5.08 วินาที ทำลายสถิติการแข่งขันเดิมของจาง อวี่เฟย รุ่นพี่ร่วมชาติเกือบครึ่งวินาที และทิ้งอันดับ 2 มากกว่า 3 วินาที

 

มันคือเหรียญทองรายการใหญ่ประเภทบุคคลครั้งแรกของเธอ แต่คำตอบหลังการแข่งขันกลับสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจของเด็กวัย 13 ปีคนนี้

 

อวี๋เรียกผลงานตัวเองว่า “เฉยๆ ก็แค่พอใช้” และบอกว่าเทคนิคท่าผีเสื้อของเธอยังมีข้อบกพร่อง ก่อนตั้งเป้าว่าต้องการว่ายให้เร็วกว่านี้อีก

 

สำหรับนักกีฬาที่เพิ่งทำลายสถิติเอเชียนเกมส์ คำพูดนั้นอาจดูทะเยอทะยาน แต่หนึ่งวันต่อมา เธอก็แสดงให้เห็นว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้กับตัวเองสูงเพียงใด

 

เดี่ยวผสม 200 เมตร คือการแข่งขันที่เปลี่ยนคำว่า ‘อนาคต’ ให้เป็น ‘ปัจจุบัน’

 

หากเหรียญทองผีเสื้อ 200 เมตร บอกว่าอวี๋คือดาวรุ่ง เดี่ยวผสม 200 เมตร อาจบอกว่าเธอก้าวพ้นคำว่า “ดาวรุ่ง” ไปแล้ว เพราะเวลา 2 นาที 6.10 วินาทีไม่ใช่เวลาที่น่าประทับใจเพราะผู้ทำมีอายุ 13 ปี แต่มันก็ยังน่าประทับใจแม้ว่าจะไม่มีอายุมาเกี่ยวข้องเลยก็ตาม

 

เพราะนี่คือสถิติเอเชีย เป็นเวลาที่เร็วที่สุดของโลกในปีนี้ ณ เวลานั้น และห่างสถิติโลกไม่ถึงครึ่งวินาที

 

อวี๋จึงไม่ได้กำลังถูกเปรียบเทียบกับนักว่ายน้ำรุ่นเดียวกันอีกต่อไป เพราะเมื่อเวลานี้ปรากฏ อวี๋ก็ถูกนำเวลาไปเทียบกับจุดสูงสุดของโลกใบนี้แล้ว และชื่อที่รออยู่ข้างหน้าคือ ซัมเมอร์ แมคอินทอช

 

ความน่าสนใจคือสามรายการหลักของอวี๋ ได้แก่ ผีเสื้อ 200 เมตร, เดี่ยวผสม 200 เมตร และ เดี่ยวผสม 400 เมตร ตรงกับสามรายการที่ ซัมเมอร์ คว้าเหรียญทองใน ปารีส 2024

 

และนักว่ายน้ำแคนาดายังถือสถิติโลก ทั้งสามรายการ ไล่ตั้งแต่ ผีเสื้อ 200 เมตร ที่เวลา 2 นาที 1.65 วินาที, เดี่ยวผสม 200 เมตร ที่ 2 นาที 5.70 วินาที และ เดี่ยวผสม 400 เมตร ที่ 4 นาที 23.65 วินาที

 

ดังนั้นหากพัฒนาการของอวี๋ยังดำเนินต่อไป เส้นทางของทั้งสองคนแทบหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ พวกเธออาจได้เจอกันตั้งแต่ว่ายน้ำชิงแชมป์โลกที่บูดาเปสต์ในปีหน้า ก่อนตามมาด้วยเป้าหมายใหญ่ที่สุดอย่างโอลิมปิก แอลเอ 2028

 

อย่าเพิ่งรีบให้เด็ก 13 ปีแบกคำว่า แอลเอ 2028

 

ความเร็วของพัฒนาการทำให้การพูดถึงโอลิมปิกเกมส์เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงยาก เพราะเมื่อถึงแอลเอ 2028 อวี๋จะมีอายุเพียงประมาณ 15 ปี และหากเวลาของเธอยังคงดีขึ้น การเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงเหรียญย่อมถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ การเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นความคาดหวังเร็วเกินไป เพราะขนาดอวี๋เองยังย้ำหลังการแข่งขันว่า มีรายละเอียดอีกหลายจุดที่ต้องเรียนรู้ และบางอย่างเธอทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำอย่างเป็นธรรมชาติทุกครั้ง

 

คำพูดนี้เตือนว่า ต่อให้เวลาบนหน้าปัดบอกว่าเธออยู่ใกล้ยอดโลกแค่ไหน เธอก็ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาตัวเอง เพราะอย่าลืมว่าการเป็น ‘เด็กมหัศจรรย์’ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

 

ประวัติศาสตร์กีฬามีนักกีฬาวัยเด็กจำนวนมากที่ก้าวขึ้นมาสร้างผลงานอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ยากกว่าการขึ้นมาถึงระดับสูง คือการรักษาพัฒนาการนั้นไว้เมื่อร่างกายและชีวิตเปลี่ยนไป

 

สำหรับอวี๋ ความท้าทายหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงทำลายสถิติต่อไป แต่รวมถึงการจัดการฝึกซ้อมอย่างเป็นระบบ, การฟื้นฟูร่างกาย และแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นพร้อมชื่อเสียง

 

ยิ่งเธอว่ายเร็วมากแค่ไหน สายตาที่จับจ้องก็จะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการดูแลเด็กหญิงวัย 13 ปีให้สามารถเติบโตอย่างเหมาะสม จึงอาจสำคัญไม่แพ้การถามว่าเธอจะทำลายสถิติโลกได้เมื่อไร

 

จากอันดับ 4 ของโลก สู่ 2 ทองเอเชียนเกมส์ในหนึ่งปี

 

ย้อนกลับไปเพียงหนึ่งปี ภาพของอวี๋คือเด็กหญิงวัย 12 ปีที่จบอันดับ 4 สามรายการใน ชิงแชมป์โลก แต่วันนี้เธอเอาชนะ เรแกน สมิธ มาแล้ว และยังคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2 รายการภายใน 2 วัน แถมยังทำลายทั้งสถิติการแข่งขันและสถิติเอเชีย ที่สำคัญที่สุด ใน เดี่ยวผสม 200 เมตร เธออยู่ห่างจากสถิติโลก เพียง 0.40 วินาที

 

เส้นทางทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เด็กวัยเดียวกันส่วนใหญ่ยังอยู่ในโรงเรียน นั่นทำให้คำถามเกี่ยวกับอวี๋เริ่มเปลี่ยนจาก “เด็กคนนี้เก่งแค่ไหน?” เป็น “เพดานของเธออยู่ตรงไหน?”

 

วันนี้อาจยังไม่สามารถล้ม ซัมเมอร์ แมคอินทอช แต่ระยะห่างกำลังลดลง เพราะแม้เจ้าของสถิติโลกจากแคนาดา ยังคงเป็นบรรทัดฐานที่อวี๋ต้องไล่ตาม ทั้งจากผลงานโอลิมปิก และสถิติโลก ในสามรายการที่ทั้งคู่ถนัดเหมือนกัน

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นที่นาโกย่าทำให้ชื่อของ อวี๋ จื่อตี๋ เริ่มถูกวางอยู่ในบทสนทนาเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กหญิงที่อายุเพียง 13 ปี ยังมีเวลาอีกมากสำหรับการเรียนรู้ เทคนิค ร่างกาย และประสบการณ์การแข่งขัน

 

และบางที สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดอาจไม่ใช่การที่เธออยู่ห่างจากสถิติโลกเพียง 0.40 วินาทีในวันนี้ แต่คือเราแทบไม่รู้เลยว่า เมื่อเธอเติบโตขึ้นอีกสองปี ตัวเลขนั้นจะเหลือเท่าไร

 

เพราะ เอเชียนเกมส์ 2026 อาจไม่ใช่เอเชียนเกมส์ที่โลกได้เห็นว่า อวี๋สามารถคว้าเหรียญทองได้ แต่มันอาจเป็นการแข่งขันที่โลกเริ่มเห็นว่า เด็กหญิงคนนี้สามารถไปได้ไกลกว่านั้นมาก

 

ภาพ: Atsushi Tomura / Getty Images

The post อวี๋ จื่อตี๋ เด็กหญิงวัย 13 ปี ที่กำลังว่ายเข้าใกล้สถิติโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจมรดกเครื่องเคลือบเต๋อฮว่า ที่เดินทางจากฝูเจี้ยนสู่โลก https://thestandard.co/dehua-ceramics-fujian-china-heritage/ Tue, 22 Sep 2026 02:01:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1257857 เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

THE STANDARD พาเยือนพิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบเต๋อฮว่า (De […]

The post สำรวจมรดกเครื่องเคลือบเต๋อฮว่า ที่เดินทางจากฝูเจี้ยนสู่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

THE STANDARD พาเยือนพิพิธภัณฑ์เครื่องเคลือบเต๋อฮว่า (Dehua Ceramics Museum / 德化陶瓷博物馆) ในตำบลเต๋อฮว่า เมืองฉวนโจว มณฑลฝูเจี้ยน พื้นที่รวบรวมและบอกเล่าพัฒนาการของอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของเมือง ตั้งแต่โบราณวัตถุจากยุคต่างๆ เทคนิคการผลิต ไปจนถึงผลงานร่วมสมัย โดยพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาเครื่องเคลือบและวัตถุที่เกี่ยวข้องมากกว่า 8,000 ชิ้น

ดูภาพข่าว 

หนึ่งในจุดเด่นของคอลเล็กชันคือ เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่า (德化白瓷) ซึ่งมีชื่อเสียงจากเนื้อสีขาว พื้นผิวละเอียด และลักษณะคล้ายหยก เครื่องเคลือบประเภทนี้เป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกในชื่อ Blanc de Chine หรือ ‘China White’ และกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่สร้างชื่อให้กับเต๋อฮว่าในประวัติศาสตร์เครื่องเคลือบจีน

 

พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเครื่องเคลือบจากหลายยุคสมัย ซึ่งช่วยให้เห็นพัฒนาการของเต๋อฮว่าจากแหล่งผลิตในท้องถิ่นสู่ส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน ซึ่งมีการส่งเครื่องเคลือบเหล่านี้ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเลไปยังดินแดนต่างๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนสินค้าบน เส้นทางสายไหมทางทะเล

 

อีกส่วนสำคัญคือ ประติมากรรมเครื่องเคลือบขาว โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับ เหอเฉาจง ช่างเครื่องเคลือบคนสำคัญในสมัยราชวงศ์หมิง ผู้มีชื่อเสียงจากการสร้างประติมากรรมบุคคลและรูปเคารพทางพุทธศาสนา เช่น พระโพธิสัตว์กวนอิม ผลงานในแนวทางของเขาโดดเด่นด้วยการใช้คุณสมบัติของเครื่องเคลือบขาวสร้างรายละเอียดของใบหน้า เครื่องแต่งกาย และเส้นสายของประติมากรรม และมีอิทธิพลต่อศิลปะเครื่องเคลือบเต๋อฮว่าในยุคต่อมา

 

นอกจากการจัดแสดงโบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ยังทำหน้าที่รวบรวม อนุรักษ์ และศึกษามรดกเครื่องเคลือบของเต๋อฮว่า ตลอดจนถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและพัฒนาการของอุตสาหกรรมในแต่ละยุค ทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงเก็บรักษาผลงานสำคัญ แต่ยังช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างงานหัตถกรรม เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ของเมือง

 

เหลียงซานซาน เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่บรรยายให้ข้อมูลกับเรา บอกกับ THE STANDARD ด้วยว่า เครื่องเคลือบจากเต๋อฮว่ามีความเชื่อมโยงกับไทยมาแต่โบราณ โดยไทยอยู่ในเส้นทางการค้าทางทะเลที่สำคัญ เนื่องจากมีท่าเรือขนาดใหญ่ และเรือสินค้าจีนมักจะแวะพักก่อนจะนำเครื่องเคลือบกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

จากเตาเผาในพื้นที่ภูเขาของฝูเจี้ยน สู่สินค้าบนเรือพาณิชย์ที่เดินทางข้ามทะเล เครื่องเคลือบเต๋อฮว่าสะท้อนอีกมิติหนึ่งของการเชื่อมโยงจีนกับโลกในอดีต ขณะที่สิ่งของที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ช่วยต่อภาพให้เห็นว่า เครื่องเคลือบหนึ่งชิ้นไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะ หากยังเป็นหลักฐานของเทคโนโลยี การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ดำเนินต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ

 

ภาพ: คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล

 

 

เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 1เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 2เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 3เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 4เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 5เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 6เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 7เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 8เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 9เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 10เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 11เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 12เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 13เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 14เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 15เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 16เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 17เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 18เครื่องเคลือบขาวเต๋อฮว่าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ 19

The post สำรวจมรดกเครื่องเคลือบเต๋อฮว่า ที่เดินทางจากฝูเจี้ยนสู่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘เรือคือบ้าน’ สู่ชีวิตใหม่หลัง ‘ขึ้นฝั่ง’ เรื่องราวชาวประมงในฝูเจี้ยน กับแนวคิดแก้ปัญหายากจนของสีจิ้นผิง https://thestandard.co/fujian-fishermen-poverty-xi-jinping/ Mon, 21 Sep 2026 01:33:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1257391 ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง

ครั้งหนึ่งชาวประมงที่เรียกว่า ‘เหลียนเจียฉวนหมิน’ (连家船民 […]

The post จาก ‘เรือคือบ้าน’ สู่ชีวิตใหม่หลัง ‘ขึ้นฝั่ง’ เรื่องราวชาวประมงในฝูเจี้ยน กับแนวคิดแก้ปัญหายากจนของสีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง

ครั้งหนึ่งชาวประมงที่เรียกว่า ‘เหลียนเจียฉวนหมิน’ (连家船民) ในมณฑลฝูเจี้ยน ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเคยใช้ชีวิตอยู่บนเรือมาหลายชั่วอายุคน สำหรับพวกเขา เรือไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทำมาหากินเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของสมาชิกทั้งครอบครัว บางลำใช้ชีวิตร่วมกัน 3 รุ่น ลอยลำอยู่กลางทะเลเป็นส่วนใหญ่ จนพวกเขาเรียกตัวเองว่า ‘ชาวเรือ’ (船民) มากกว่า ‘ชาวประมง’ (渔民) ซึ่งก็หมายถึงการขาดแคลนทั้งที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ไฟฟ้า น้ำประปา และสิ่งจำเป็นพื้นฐาน หลายครอบครัวอยู่ในภาวะยากจนมาอย่างยาวนาน

 

สถานที่ที่เราได้มาเยือนคือ ‘หมู่บ้านเซี่ยฉี’ (下岐村) ในเมืองหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวเรือเหล่านี้เคยอาศัยอยู่นอกชายฝั่ง และที่แห่งนี้ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนยุคคอมมิวนิสต์หรือจีนสมัยใหม่ด้วย

 

จุดเริ่มต้นสำคัญของเรื่องราวนี้ย้อนกลับไปในช่วงปี 1988-1990 ซึ่งเวลานั้นสีจิ้นผิงดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน (中共宁德地委书记) ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้นำพรรคระดับเขตในขณะนั้น

 

ข้อมูลจากหอนิทรรศการในหมู่บ้านเซี่ยฉีระบุว่า หนิงเต๋อ (宁德) ในเวลานั้นยังเป็นพื้นที่ชายฝั่งที่พัฒนาค่อนข้างช้า เศรษฐกิจมีขนาดเล็กที่สุดในมณฑลฝูเจี้ยน โดย 6 จาก 9 อำเภอในเมืองถูกจัดเป็นอำเภอยากจน ดังนั้นการได้สัมผัสชีวิตที่ยากลำบากของชาวประมงที่อาศัยอยู่บนเรือในช่วงที่สีจิ้นผิงทำงานที่นี่ จึงกลายเป็นหนึ่งในที่มาของแนวคิดที่จะช่วยให้พวกเขา ‘ขึ้นฝั่งและตั้งหลักปักฐาน’

 

หลายปีต่อมา สีจิ้นผิงได้ก้าวขึ้นมาทำงานในระดับมณฑล โดยในช่วงปี 1996-1999 ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน (中共福建省委副书记) โดยในเดือนมิถุนายน 1997 ระหว่างดำรงตำแหน่งดังกล่าว เขาเดินทางกลับไปสำรวจพื้นที่ชายฝั่งฝูติ่งเพื่อติดตามสภาพชีวิตของชาวประมง ซึ่งนิทรรศการบันทึกคำกล่าวของเขาในเวลานั้นว่า แม้สาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งมาเกือบ 50 ปีแล้ว แต่ประชาชนบางส่วนยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของพวกเขาให้ได้

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 1

 

ในช่วง ปี 1997-1999 หมู่บ้านเซี่ยฉีจึงเริ่มโครงการระยะแรกในการย้ายชาวประมงขึ้นฝั่ง โดยจัดหาที่ดิน วางผัง ก่อสร้าง และจัดสรรบ้านอย่างเป็นระบบ โดยบ้านแต่ละหลังมีพื้นที่ประมาณ 40 ตารางเมตร พร้อมเงินช่วยเหลือ 13,000 หยวนต่อคน ซึ่งในพื้นที่ตำบลเซี่ยไป๋สือและวานอ้าว มีการสร้างบ้าน 339 หลัง รองรับ 511 ครัวเรือน หรือประชาชน 2,310 คน พร้อมสร้างหมู่บ้านชาวประมงใหม่ 2 แห่ง และจุดตั้งถิ่นฐานอีก 6 แห่ง

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 2

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 3

 

ต่อมาในเดือนธันวาคม 1998 สีจิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลฝูเจี้ยน เดินทางมายังหมู่บ้านเซี่ยฉี เพื่อติดตามสภาพที่อยู่อาศัยของชาวประมงริมแม่น้ำไป๋หม่า แต่สิ่งที่พบเห็นคือบ้านไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ภายในมืดและชื้น และแทบไม่มีเครื่องใช้ในครัวเรือน ภาพการลงพื้นที่ครั้งนั้นจึงสะท้อนสภาพของชาวประมงที่เคยใช้เรือลำเล็กเป็นบ้าน ต้องเผชิญทั้งลมฝนและความไม่มั่นคงในชีวิตมาหลายชั่วอายุคน แต่ชีวิตหลังมีบ้านก็ยังคงยากลำบาก

 

การ ‘ขึ้นฝั่ง’ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะโจทย์ต่อมาคือทำอย่างไรให้คนที่มีบ้านแล้วสามารถ ‘ตั้งหลัก’ และ ‘สร้างฐานะ’ ได้ ชุมชนจึงเริ่มขยายอาชีพจากการจับปลาแบบดั้งเดิมไปสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำฟาร์มในทะเล การก่อสร้าง ไปจนถึงการทำการค้า นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ชาวบ้านเหล่านี้นำเรือประมงบางส่วนไปใช้ด้านการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ในรูปแบบอื่น เช่น การให้เช่า เพื่อให้ชาวบ้านได้มีงานทำและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้

 

เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจของชุมชนจึงเปลี่ยนโฉมไปอย่างมาก ข้อมูลที่จัดแสดงระบุว่า ปัจจุบันมีเรือประมงและเรือสนับสนุนการทำประมงจำนวน 420 ลำ พื้นที่เพาะเลี้ยงหอยนางรมกว่า 1,300 หมู่* การเลี้ยงปลาจวดเหลือง (yellow croaker / 黄鱼) ขนาดใหญ่กว่า 2,000 กระชัง และพื้นที่ปลูกสาหร่ายกว่า 1,500 หมู่ ขณะที่ในปี 2025 รายได้เฉลี่ยต่อหัวของผู้ประกอบอาชีพประมงอยู่ที่ 39,798 หยวน นอกจากนี้ยังมีคนในชุมชนเข้าสู่อุตสาหกรรมก่อสร้าง และมากกว่า 300 ครัวเรือนประกอบธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ประมง ร้านอาหาร บริการ อีคอมเมิร์ซ และการค้า (*หมู่คือหน่วยวัดพื้นที่ของจีน โดย 1 หมู่มีขนาดประมาณ 25 ไร่)

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 4

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 5

 

ในเดือนพฤศจิกายน 2000 สีจิ้นผิงกลับมาที่ห้องทำงานในหมู่บ้านเซี่ยฉี เมืองหนิงเต๋ออีกครั้ง และกล่าวไว้ว่า “เราไม่เพียงทำให้พวกเขาย้ายขึ้นฝั่งและตั้งหลักปักฐานเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้พวกเขามีฐานะที่ดีขึ้น สามารถอยู่อาศัยอย่างมั่นคง ประกอบอาชีพอย่างเป็นสุข และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแท้จริง” ถ้อยคำนี้สะท้อนว่าโจทย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการย้ายผู้คนจากเรือขึ้นสู่แผ่นดิน แต่ครอบคลุมไปถึงการสร้างอาชีพ รายได้ และความมั่นคงในชีวิตระยะยาวด้วย

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 6

ห้องทำงานที่เคยเป็นของสีจิ้นผิงในสมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตหนิงเต๋อ ปี 1988-1990 ซึ่งหมู่บ้านเซี่ยฉีรักษาไว้และจัดแสดงภายในหอนิทรรศการ

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 7

สีจิ้นผิงกลับมาห้องทำงานเก่าในหมู่บ้านเซี่ยฉีอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 8

ถ้อยคำที่สีจิ้นผิงกล่าวไว้หลังกลับมาเยี่ยมหมู่บ้านในปี 2000

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 9

 

ในหอนิทรรศการมีการจัดแสดงภาพถ่ายครอบครัวชาวประมงหนึ่งซึ่งถ่ายในปี 1984, 1998, 2008, 2018 และ 2020 ทำหน้าที่ฉายภาพช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านจากวันที่มีเพียงเรือ 1 ลำกับแห 1 ผืน คนสามชั่วอายุอยู่ร่วมเรือลำเดียว ไปสู่การมีบ้านบนฝั่ง พัฒนาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตที่มั่นคงกว่าเดิม

 

ที่นี่ให้ความสำคัญกับคำว่า ‘ขึ้นฝั่ง’ (上岸) หรือ ‘ซ่างอั้น’ เป็นอย่างมาก เราจะเห็นคำนี้ปรากฏอยู่ตามป้ายสถานที่ต่างๆ หรือของที่ระลึก จนดูเหมือนเป็นคำขวัญประจำหมู่บ้าน มีร้านคาเฟ่หนึ่งที่ผู้เขียนได้ไปลองชิมกาแฟพลัม ซึ่งเป็นกาแฟซิกเนเจอร์ของร้าน ก็มีการตั้งชื่อร้านว่า ‘ซ่างอั้นคาเฟ่’ เช่นกัน เป็นหนึ่งในจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต้องมาแวะถ่ายรูป

 

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าที่นี่แม้เป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยแต่ละปีจะมีผู้มาเยือนราว 2,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาตามรอยประวัติศาสตร์ โดยมณฑลฝูเจี้ยนเป็นบ้านเกิดของสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน และที่นี่ยังเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิดสีจิ้นผิงในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับฐานะให้กับชาวบ้าน

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 10

 

เจิ้งเยวี่ยเอ๋อ ผู้นำตำบลกล่าวกับ THE STANDARD ว่า คำว่า ‘ซ่างอั้น’ หรือ ‘ขึ้นฝั่ง’ แฝงความหมายว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา หรือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาความแร้นแค้น นอกจากนี้คำคำนี้ยังใช้ในการอวยพรเพื่อขอให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้นด้วย

 

ภาพหมู่บ้านเซี่ยฉีในฝูเจี้ยนที่ชาวประมงย้ายขึ้นมาตั้งถิ่นฐานบนฝั่ง 11

The post จาก ‘เรือคือบ้าน’ สู่ชีวิตใหม่หลัง ‘ขึ้นฝั่ง’ เรื่องราวชาวประมงในฝูเจี้ยน กับแนวคิดแก้ปัญหายากจนของสีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองจีนใช้ Music Festival กระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านงาน Very Thai 2026 https://thestandard.co/china-music-festival-secondary-cities/ Fri, 18 Sep 2026 04:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1256647 ภาพบรรยากาศงาน Very Thai Music Festival 2026 ที่เมืองหูโจว ประเทศจีน

ตั้งแต่ปี 2024 หนึ่งในกลยุทธ์ที่จีนใช้ในการจูงใจให้คนจี […]

The post มองจีนใช้ Music Festival กระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านงาน Very Thai 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Very Thai Music Festival 2026 ที่เมืองหูโจว ประเทศจีน

ตั้งแต่ปี 2024 หนึ่งในกลยุทธ์ที่จีนใช้ในการจูงใจให้คนจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials เดินทางท่องเที่ยวในประเทศ นั่นก็คือ การจัดงานเทศกาลดนตรี หรือ Music Festival จีนเปลี่ยน ‘คนมาดูคอนเสิร์ต’ ให้กลายเป็น ‘นักท่องเที่ยว’

 

 

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 จากข้อมูลของ China Association of Performing Arts (中国演出行业协会) พบว่า ตัวเลขงานแสดงที่มีขนาดใหญ่ มีคนดูเกิน 5 พันคน ของทั่วประเทศมีอยู่ 1,300 งาน เฉพาะในช่วงวันหยุดวันแรงงานที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีนเปิดเผยว่า งานคอนเสิร์ตและ Music Festival เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยมีการจัดการแสดง 32,000 งาน รวมงานเล็กและงานใหญ่ สร้างรายได้ถึง 2.476 พันล้านหยวน

 

มองโมเดลจีนใช้ Music Festival กระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านงาน Very Thai 2026

 

วันที่ 5-6 กันยายนที่ผ่านมา มีการจัดงาน Very Thai Music Festival 2026 (泰嗨巅峰音乐节) ที่เมืองหูโจว มณฑลเจ้อเจียง โดยบริษัทสัญชาติไทยที่ประกอบธุรกิจในจีนอย่าง TCP Red Bull งานดังกล่าวมีผู้เข้าชมงานทั้ง 2 วัน รวมเกือบ 1 แสนคน

 

ศุภชัย จุนเกียรติ ประธานกรรมการกลุ่มธุรกิจ TCP ประเทศจีน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของ THE STANDARD ว่า “งาน Very Thai ในปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แล้ว ทาง TCP อยากให้งาน ‘Very Thai Music Festival 2026’ เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรี เป็นแพลตฟอร์มระยะยาวที่เปิดพื้นที่ให้พลังสร้างสรรค์ของไทยและจีนได้มาพบและเชื่อมต่อกัน แสดงศักยภาพของศิลปินจากทั้งสองประเทศบนเวทีของเรา”

 

งานในครั้งนี้มีการขนทัพศิลปินไทย-จีน กว่า 15 ชีวิต มาเสิร์ฟความบันเทิงให้กับแฟนเพลง ไม่ว่าจะเป็น BAMBAM, 4 EVE, F.HERO หรือ ศิลปินจีนที่คนไทยรู้จักกันดีอย่างโจวเซิน (周深), ซูหมิงฮ่าว (徐明浩) หรือ The 8 อดีตสมาชิกวง Seventeen ซึ่งนอกจากการแสดงของแต่ละศิลปินแล้ว ยังมีการทำโชว์ร่วมกันระหว่าง F.HERO ของไทย และ เมนนี่มันนี่ (门尼MONEY) ของจีนอีกด้วย

 

กลยุทธ์ดึงคนมาเที่ยว ‘เมืองรอง’

 

จากสถิติการจัดงานเทศกาลดนตรีในจีนตั้งแต่ปี 2024-ปัจจุบัน พบว่า การใช้เมืองรองเป็นสถานที่จัดงานสามารถดึงดูดผู้ชมจากต่างเมืองและต่างมณฑลได้มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะสร้างแลนด์มาร์กหรือลงทุนจำนวนมากในสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองรอง การร่วมมือกับภาคเอกชนนำศิลปินที่มีฐานแฟนทั่วประเทศมาดึงดูดนักท่องเที่ยวก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จีนใช้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

 

และสำหรับการจัดงาน Very Thai Music Festival 2026 ในครั้งนี้ ศุภชัย จุนเกียรติ ประธานกรรมการกลุ่มธุรกิจ TCP ประเทศจีนเปิดเผยว่า “สาเหตุที่เลือกเมืองหูโจว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ค่าครองชีพไม่สูง แต่การเดินทางค่อนข้างสะดวก ถ้าเราเลือกจัดเมืองใหญ่ก็อาจจะไม่ต่างจากที่เขาบินไปดูที่ประเทศไทย เราอยากพาเมืองไทย อยากพาศิลปินไทย พาเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาใกล้ชิดกับกลุ่มคนที่ห่างไกลและยังเข้าไม่ถึงประเทศไทยมากยิ่งขึ้น”

 

แม้จะเป็นเมืองเล็ก แต่การจัดงานในจีนโดยเฉพาะงานที่เป็น Large-Scale Public Event ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมงานของศุภชัยเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ทางรัฐบาลท้องถิ่นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แม้จะมีการจำกัดพื้นที่ตามสัดส่วน (หมายความว่าปริมาณพื้นที่ : จำนวนคน) ซึ่งเป็นนโยบายความปลอดภัยที่มาจากส่วนกลาง แต่ทางผู้บริหารท้องถิ่นก็อำนวยความสะดวกให้กับงานเป็นอย่างมาก ทั้งในเรื่องการเพิ่มเส้นทางการเดินทาง จัดกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแลความเรียบร้อย งานนี้ใช้เจ้าหน้าที่กว่า 500 คน โดยผู้บริหารของทางการท้องถิ่นได้แสดงความชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในระดับชาติ

 

ยก ‘ความเป็นไทยสมัยใหม่’ มาใกล้ชิดคนจีนมากยิ่งขึ้น

 

แม้คนไทยจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกว่า คนจีนรู้จักคนไทยเป็นอย่างดี แต่ในความเป็นจริงจากประชากรพันกว่าล้านคนของจีน ยังมีคนจีนอีกมากที่ไม่รู้จักประเทศไทย หรือรู้จักประเทศไทยจากข่าวในมุมที่ไม่ดีนักที่เผยแพร่ตามสื่อสังคมออนไลน์ของจีนในปัจจุบัน

 

งาน Very Thai Music Festival 2026 ในครั้งนี้ นอกจากจะมีการนำทัพศิลปินไทยมาแสดงบนเวทีใหญ่แล้ว ภายในงานยังมีการนำทีมนักแสดงศิลปะประยุกต์ร่วมสมัยอย่าง ‘ศิลป์สินี’ และศิลปินผู้รังสรรค์ Art Toys จาก 6 แบรนด์ของไทยมาร่วมทำกิจกรรมให้คนจีนรู้จักความเป็นไทยยุคใหม่อีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการออกร้านอาหารไทยของร้าน ‘รักไทย’ (爱泰风) ร้านไทยชื่อดังในกรุงปักกิ่ง

 

สุธาสินี ขวัญใจ หัวหน้าทีมศิลป์สินี เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การมาแสดงในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของคณะฯ ที่แสดงในประเทศจีน ทุกครั้งที่มาแสดงจะรู้สึกว่า คนจีนให้การตอบรับเป็นอย่างดีและในครั้งนี้ได้นำการแสดงมาถึง 5 ชุด ซึ่งเป็นการแสดงที่คิดค้นใหม่ทั้งหมดเพื่องานนี้ โดยเฉพาะการแสดงชุด Let’ ม่วน Let’ เซิ้ง ที่จะผสมผสานเครื่องดนตรีพิณและแคนให้เข้ากับงาน Music Festival

 

ในส่วนของศิลปิน Art Toys ที่มาเปิดบูธโชว์ผลงาน วิน ตั้งสกุลสถาพร เจ้าของแบรนด์ Chebbear ตัวแทนศิลปินให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เคยทำงานร่วมกับแบรนด์หวังเหล่าจี๋ในประเทศจีนมาก่อน การมาจีนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ส่วนตัวรวมถึงศิลปินอีก 5 คน ก็รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาโชว์ผลงานและมาทำกิจกรรมด้านศิลปะร่วมกับคนจีนในงานนี้และหวังว่า ผลิตภัณฑ์ Art Toys ของไทยจะมีโอกาสเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น

 

ในขณะที่ ประพิณศรี ทับแก้ว หรือ ‘เชฟแอน’ จากร้านรักไทย บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เป็นความภูมิใจของร้านที่ได้มีโอกาสนำอาหารไทยรสชาติไทยแท้มาร่วมในงานนี้ ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้นำอาหารไทยมาใกล้ชิดคนจีนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

 

สูตรการคำนวณ ‘เทศกาลดนตรีกระตุ้นเศรษฐกิจ’

 

สื่อหลายสำนักของจีนมีการอ้างอิงสูตรจาก China Association of Performing Arts (中国演出行业协会) ที่ระบุว่า ‘1∶4.8’ หมายความว่า ค่าตั๋ว 1 หยวน จะกระตุ้นการบริโภครอบข้างในช่วงเดียวกันได้ประมาณ 4.8 หยวน ซึ่งตัวเลข 4.8 หยวนนี้ จะหมายถึง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และการจับจ่ายใช้สอยอื่นๆ

 

สำหรับค่าตั๋วของงาน Very Thai Music Festival 2026 ในครั้งนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 728 หยวน/ 2 วัน (ตั๋ว 1 วัน มี 3 ระดับราคา คือ 388, 558 และ 658 หยวน) ซึ่งหากประเมินตามสูตรดังกล่าวก็น่าจะมีค่าใช้จ่ายโดยรอบอีกประมาณ 3,495 หยวน/คน จากการเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้

 

แต่สิ่งที่ผู้สื่อข่าวเห็นจากการลงพื้นที่ทำข่าวในครั้งนี้คือ มีแฟนเพลงกลุ่มหนึ่งมาปักหลักรอศิลปินที่บริเวณหน้างานก่อนงานเริ่มเป็นเวลา 3 วัน โดยมีการตั้งเต็นท์ที่พักยาวตลอด 2 ข้างทางของถนน แม้จะมีจำนวนเพียงหลักร้อยคนจากจำนวนคนดูทั้งหมดเกือบแสนคน แต่ก็เป็นการสะท้อนภาพคนรุ่นใหม่ของจีนส่วนหนึ่งที่มองว่า ทุกการเดินทางไม่จำเป็นที่จะต้องพักโรงแรมเสมอไป ซึ่งการตั้งเต็นท์ของบรรดาแฟนเพลงในครั้งนี้ก็ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ในพื้นที่นั่นก็คือ ธุรกิจฝากของ บรรดาสัมภาระของแฟนเพลงจะถูกฝากไว้ในวันสุดท้ายจนจบการแสดง ซึ่งค่ารับฝากทั้งวันจะอยู่ในหลักสิบหยวนน้อยกว่าการพักโรงแรมที่ขั้นต่ำจะอยู่ในหลักร้อยหยวน แม้คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้ใช้จ่ายมากเท่าสูตรการคำนวณ 1:48 แต่เชื่อว่า การจัดงาน Very Thai Music Festival 2026 ครั้งนี้น่าจะมีตัวเลขการบริโภคในเมืองหูโจวไม่ต่ำกว่า 3 ร้อยล้านหยวน โดยเฉพาะการช่วยสร้างโอกาสใหม่ ความร่วมมือใหม่ๆ รวมถึงความเข้าใจซึ่งกันและกันที่ถูกต้องระหว่างไทยกับจีนให้เกิดขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้

 

The post มองจีนใช้ Music Festival กระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านงาน Very Thai 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
China-ASEAN Expo ที่หนานหนิงคึกคัก พาณิชย์พาผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน อาหาร ขนม สินค้าแฟชั่นเป็นที่นิยม https://thestandard.co/china-asean-expo-thai-trade-nanning/ Fri, 18 Sep 2026 03:02:50 +0000 https://thestandard.co/china-asean-expo-thai-trade-nanning/ บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก

THE STANDARD พาชมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 ( […]

The post China-ASEAN Expo ที่หนานหนิงคึกคัก พาณิชย์พาผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน อาหาร ขนม สินค้าแฟชั่นเป็นที่นิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก

THE STANDARD พาชมงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) ที่เมืองหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อวานนี้ (17 กันยายน) โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการไทยมาออกบูธมากกว่า 100 รายบนพื้นที่ Thailand Pavilion ขนาด 2,000 ตารางเมตร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีคนเข้าชมเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ

 

พรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า China-ASEAN Expo เป็นงานที่สำคัญมากสำหรับไทย ในขณะที่เมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองที่จัดงานนั้นถือเป็นประตูค้าขายระหว่างจีนและอาเซียนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอด 23 ครั้งที่ผ่านมา งานมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีประเทศเข้าร่วมมากขึ้น ไม่เพียงแต่อาเซียนเท่านั้น

 

นอกจากสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรแล้ว รองอธิบดี DITP ระบุว่า สินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และสินค้าแฟชั่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่รอเข้าคิวมาออกบูธผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ผู้ประกอบการไทยที่มาออกบูธในงานปีนี้แบ่งเป็นสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าสุขภาพและความงาม,​ สินค้าแฟชั่น อัญมณีและเครื่องประดับ, ของใช้และของแต่งบ้าน และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ Soft Power โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายทันทีในงานนี้ถึง 36 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดการณ์ภายใน 1 ปีจำนวน 230 ล้านบาท

 

พรวิชกล่าวกับ THE STANDARD ด้วยว่า อยากให้ผู้ประกอบการไทยมองหนานหนิงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจาะตลาดเข้าสู่จีน เพราะที่นี่มีความคุ้นเคยกับสินค้าและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี โดยภาษาจ้วงซึ่งเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ในมณฑลกว่างซีนั้นมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทยอย่างมาก ดังนั้นคนที่นี่จึงเปิดรับสินค้าและบริการจากไทย

 

นอกจากนี้รองอธิบดีมองว่า การที่จีนเปิดใช้คลองผิงลู่ในกว่างซี ซึ่งเป็นโครงการคลองขุดแห่งแรกที่เชื่อมแม่น้ำกับทะเลนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ถือเป็นอีกช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าจากไทยมายังจีนได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการขนส่ง และทำให้ค่าขนส่งถูกลง 15-30% ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการส่งออกของไทย

 

นอกจากบูธสินค้าของไทยแล้ว ภายในงานยังมีบูธของจีน ชาติอาเซ๊ยน และอีกหลายประเทศทั่วโลก มีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโครงการต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม การสื่อสารดิจิทัล การพัฒนาสีเขียว ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีพื้นที่เกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะ ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ นอกจากนี้ยังมีโชว์เคสด้านการคมนาคม โลจิสติกส์อัจฉริยะ AI การบริหารจัดการเมือง และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้จีนและอาเซียนกำลังเร่งดำเนินการตามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 (CAFTA 3.0 Upgrade Protocol) ซึ่งลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยครอบคลุมความร่วมมือในหลายสาขา รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาสีเขียว

 

สำหรับคณะผู้แทนไทยที่เดินทางมาร่วมงานครั้งนี้นำโดย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP)

 

China-ASEAN Expo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 กันยายน โดยข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า มีบริษัทมากกว่า 3,400 แห่ง จากกว่า 70 ประเทศและดินแดนเข้าร่วม ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงประมาณ 170,000 ตารางเมตร ขณะที่จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 5.3% จากงานครั้งก่อน

 

ภาพ: คมปทิต คงศักดิ์ศรีสกุล

 

บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 1บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 2บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 3บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 4บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 5บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 6บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 7บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 8บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 9บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 10บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 11บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 12บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 13บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 14บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 15บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 16บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 17บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 18บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 19บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 20บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 21บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 22บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 23บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 24บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 25บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 26บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 27บรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ที่หนานหนิง ผู้คนเดินชมบูธสินค้าไทยอย่างคึกคัก 28

The post China-ASEAN Expo ที่หนานหนิงคึกคัก พาณิชย์พาผู้ประกอบการไทยบุกตลาดจีน อาหาร ขนม สินค้าแฟชั่นเป็นที่นิยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 เปิดฉาก พาณิชย์ชี้ เพิ่มโอกาสไทยเจาะตลาดจีน มองหนานหนิงเป็นประตูสำคัญ https://thestandard.co/china-asean-expo-thailand-nanning-market/ Fri, 18 Sep 2026 00:52:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1256493 ภาพบรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน

งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Expo […]

The post China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 เปิดฉาก พาณิชย์ชี้ เพิ่มโอกาสไทยเจาะตลาดจีน มองหนานหนิงเป็นประตูสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 ที่เมืองหนานหนิง ประเทศจีน

งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Expo หรือ CAEXPO) เปิดฉากขึ้นเมื่อวานนี้ (17 กันยายน) ที่เมืองหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน โดยปีนี้จีนมุ่งเน้นการนำเสนอโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area: CAFTA) 3.0 ในขณะที่ไทยนำผู้ประกอบการออกบูธมากกว่า 100 ราย

 

สำหรับพิธีเปิดมีการกล่าวเปิดงานโดยติงเซวียเสียง รองนายกรัฐมนตรีจีน และมีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศขึ้นกล่าวด้วย ได้แก่ ฟ่าม ยา ตุก รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม, ยู ซอ รองประธานาธิบดีเมียนมา,​ สะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และเกากึมฮวน เลขาธิการอาเซียน

 

สำหรับคณะผู้แทนไทยที่เดินทางมาร่วมพิธีเปิดครั้งนี้นำโดย ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP)

 

พรวิชมองว่า China-ASEAN Expo เป็นงานที่สำคัญมากสำหรับไทย ในขณะที่เมืองหนานหนิง ซึ่งเป็นเมืองที่จัดงานนั้นถือเป็นประตูค้าขายระหว่างจีนและอาเซียนที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยตลอด 23 ครั้งที่ผ่านมา งานมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีประเทศเข้าร่วมมากขึ้น ไม่เพียงแต่อาเซียนเท่านั้น

 

นอกจากสินค้าประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์เกษตรแล้ว รองอธิบดี DITP ระบุว่า สินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และสินค้าแฟชั่นก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่รอเข้าคิวมาออกบูธผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนอกจากงานนี้แล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์ยังมีบทบาทช่วยทำ Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีนตลอดทั้งปีด้วย

 

 

พรวิชกล่าวกับ THE STANDARD ด้วยว่า อยากให้ผู้ประกอบการไทยมองหนานหนิงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเจาะตลาดเข้าสู่จีน เพราะที่นี่มีความคุ้นเคยกับสินค้าและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี โดยภาษาจ้วงซึ่งเป็นภาษาชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ในมณฑลกว่างซีนั้นมีความคล้ายคลึงกับภาษาไทยอย่างมาก ดังนั้นคนที่นี่จึงเปิดรับสินค้าและบริการจากไทย

 

นอกจากนี้รองอธิบดีมองว่า การที่จีนเปิดใช้คลองผิงลู่ในกว่างซี ซึ่งเป็นโครงการคลองขุดแห่งแรกที่เชื่อมแม่น้ำกับทะเลนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ถือเป็นอีกช่องทางสำคัญในการขนส่งสินค้าจากไทยมายังจีนได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการขนส่ง และทำให้ค่าขนส่งถูกลง 15-30% ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการส่งออกของไทย

 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้จำนวน 107 บริษัทบนพื้นที่จัดแสดง 2,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าสุขภาพและความงาม,​ สินค้าแฟชั่น อัญมณีและเครื่องประดับ, ของใช้และของแต่งบ้าน และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับ Soft Power โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าซื้อขายทันที 36 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดการณ์ภายใน 1 ปี 230 ล้านบาท

 

นอกจากสินค้าข้างต้นแล้ว ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโครงการต่างๆ จากหลายประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม การสื่อสารดิจิทัล การพัฒนาสีเขียว ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีพื้นที่เกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะ ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ นอกจากนี้ยังมีโชว์เคสด้านการคมนาคม โลจิสติกส์อัจฉริยะ AI การบริหารจัดการเมือง และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้จีนและอาเซียนกำลังเร่งดำเนินการตามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน 3.0 (CAFTA 3.0 Upgrade Protocol) ซึ่งลงนามเมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยครอบคลุมความร่วมมือในหลายสาขา รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาสีเขียว

 

CGTN รายงานว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในปี 2025 แตะระดับ 1.05 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนอยู่ที่ 744.41 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วน 21.8% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของจีน โดยจีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกันเป็นปีที่ 17 ขณะที่อาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนติดต่อกันเป็นปีที่ 6

 

สำหรับ China-ASEAN Expo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 กันยายน โดยข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า มีบริษัทมากกว่า 3,400 แห่ง จากกว่า 70 ประเทศและดินแดนเข้าร่วม ครอบคลุมพื้นที่จัดแสดงประมาณ 170,000 ตารางเมตร ขณะที่จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้น 5.3% จากงานครั้งก่อน

 

นอกจากงานแสดงสินค้าแล้ว ยังมีการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน ครั้งที่ 23 (China-ASEAN Business and Investment Summit) จัดขึ้นควบคู่กับงานเอ็กซ์โปครั้งนี้ด้วย ขณะเดียวกันยังมีกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนมากกว่า 50 กิจกรรมที่มีกำหนดจัดระหว่างงาน โดยมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน การบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดน

The post China-ASEAN Expo ครั้งที่ 23 เปิดฉาก พาณิชย์ชี้ เพิ่มโอกาสไทยเจาะตลาดจีน มองหนานหนิงเป็นประตูสำคัญ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพเรือลงนามข้อตกลงความช่วยเหลือทางทหารกับจีน ดันโครงการเรือดำน้ำ S26T เดินหน้าตามเป้าหมาย https://thestandard.co/thai-navy-china-s26t-submarine-deal/ Thu, 17 Sep 2026 12:33:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1256468 ภาพกราฟิกแสดงเรือดำน้ำ S26T และการลงนามข้อตกลงความช่วยเหลือทางทหารระหว่างกองทัพเรือไทยกับจีน

วันนี้ (17 กันยายน) ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พ […]

The post กองทัพเรือลงนามข้อตกลงความช่วยเหลือทางทหารกับจีน ดันโครงการเรือดำน้ำ S26T เดินหน้าตามเป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเรือดำน้ำ S26T และการลงนามข้อตกลงความช่วยเหลือทางทหารระหว่างกองทัพเรือไทยกับจีน

วันนี้ (17 กันยายน) ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต. ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.ร.อ. ต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางทหาร เพื่อสนับสนุนโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T ของกองทัพเรือ

 

ในการนี้ พล.ร.อ. นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ในนามกองบัญชาการกองทัพไทย ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติปักกิ่ง (Beijing International Convention Center: BICC) ระหว่างการประชุม Beijing Xiangshan Forum ครั้งที่ 13 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

การลงนามครั้งนี้นับเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญของโครงการจัดหาเรือดำน้ำแบบ S26T และเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของความร่วมมือทางทหารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ ซึ่งต่างให้ความสำคัญและร่วมกันสนับสนุนการดำเนินโครงการ เพื่อให้กองทัพเรือไทยมีเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพ มีความพร้อมในการปฏิบัติการ และสามารถเข้าประจำการได้ตามเป้าหมาย อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในระยะยาว

 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพเรือได้กำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการประสานงานกันของทั้งสองประเทศ การแก้ไขประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อแผนงาน และการรักษาผลประโยชน์ของกองทัพเรือและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและบรรลุผลตามกรอบเวลาที่กำหนด

 

ภายหลังการลงนาม กองทัพเรือจะได้เดินหน้าติดตามการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรัดการบริหารโครงการในทุกด้าน ทั้งด้านเทคนิค การก่อสร้าง การทดสอบระบบ การฝึกอบรมกำลังพล และการเตรียมความพร้อมด้านการส่งกำลังบำรุง โดยมีเป้าหมายให้สามารถส่งมอบเรือดำน้ำได้ทันตามกำหนด หรือหากสามารถดำเนินการได้ ให้เร็วกว่ากำหนด ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา มาตรฐานทางเทคนิค และหลักความปลอดภัยอย่างครบถ้วน

 

กองทัพเรือยืนยันว่า จะบริหารโครงการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เรือดำน้ำแบบ S26T มีประสิทธิภาพและความพร้อมสูงสุดก่อนเข้าประจำการ สามารถเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตย และการคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความสำเร็จของโครงการครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ

The post กองทัพเรือลงนามข้อตกลงความช่วยเหลือทางทหารกับจีน ดันโครงการเรือดำน้ำ S26T เดินหน้าตามเป้าหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>