China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 05 Sep 2026 10:31:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Reuters เผย สีจิ้นผิงเตรียมนำคณะนักธุรกิจจีนรายใหญ่เยือนสหรัฐฯ 24 กันยายน https://thestandard.co/xi-jinping-china-business-us-visit/ Sat, 05 Sep 2026 05:37:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1251243 ภาพ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ประธานา […]

The post Reuters เผย สีจิ้นผิงเตรียมนำคณะนักธุรกิจจีนรายใหญ่เยือนสหรัฐฯ 24 กันยายน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน เตรียมนำคณะผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ร่วมในทริปเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 24 กันยายนนี้ โดยถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เนื่องจากท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังคงไม่ไว้วางใจการลงทุนจากจีน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลปักกิ่งกับภาคเอกชนที่ยังคงตึงเครียด

 

ที่ผ่านมา สีจิ้นผิงไม่ค่อยเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับผู้บริหารจากภาคธุรกิจ อีกทั้งปรากฎรายงานข่าวนักธุรกิจรายใหญ่ของจีนหลายคน ถูกทางการดำเนินคดีและไม่เป็นที่โปรดปรานจากรัฐบาลปักกิ่ง หลังจากมาตรการควบคุมด้านกฎระเบียบในภาคเทคโนโลยี การศึกษา และอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2020

 

ขณะที่การประชุมสุดยอดระหว่างสีและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเกิดขึ้นนั้น ยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าจะมีผู้บริหารหรือคณะผู้แทนภาคธุรกิจคนใดได้เข้าร่วมหรือไม่

 

ทั้งนี้ การพาคณะนักธุรกิจจีนเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ ของสี ถูกจับตามองว่า อาจมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งสัญญาณความเต็มใจของจีนที่จะสนับสนุนความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านการค้าและลงทุน ขณะเดียวกันก็เสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นไปได้แก่ทำเนียบขาวก่อนที่จะถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอม

 

อย่างไรก็ตาม ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการลงทุนและการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ

 

ขณะที่รัฐบาลวอชิงตันได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากร 100% สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นำเข้าจากจีน และห้ามการนำเข้าโดรน เราเตอร์ และหุ่นยนต์จากต่างประเทศ และบีบบังคับให้ TikTok แพลตฟอร์มคลิปสั้นยอดนิยมที่มีบริษัทแม่ในจีนอย่าง ByteDance ขายกิจการในสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังได้ขึ้นบัญชีหลายบริษัทเทคโนโลยีจีนรายใหญ่ไว้ในรายชื่อบริษัทหรือองค์กรที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และอยู่ในบัญชีดำของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ ครั้งล่าสุดที่สีนำคณะนักธุรกิจขนาดใหญ่เยือนสหรัฐฯ คือในปี 2015 ซึ่งรวมถึง แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba , โพนี หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent และผู้บริหารจากธนาคารและบริษัทของรัฐของจีน

 

ระหว่างการเยือนครั้งนั้น จีนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเครื่องบินโบอิ้งจำนวน 300 ลำ และสี ได้พบกับผู้บริหารด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ รวมถึง ทิม คุก จาก Apple, มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก จาก Meta และเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Evan Vucci/Pool/File Photo

 

อ้างอิง:

 

The post Reuters เผย สีจิ้นผิงเตรียมนำคณะนักธุรกิจจีนรายใหญ่เยือนสหรัฐฯ 24 กันยายน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? https://thestandard.co/china-dear-friends-tough-countries/ Tue, 01 Sep 2026 08:03:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1249388 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นท […]

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนและผู้นำคิมจองอึนของเกาหลีเหนือ

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน

 

บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น “น้องรัก” พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน” ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับจีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีนอย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน นอกจากนี้บางประเทศก็เป็นสมาชิกกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) ที่มีจีนเป็นแกนนำ และสีจิ้นผิงบินไปประชุม SCO Summit ด้วยตนเอง

 

1) เริ่มจาก “เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลีเหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น “ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

 

2) ถัดมาคือ “อิหร่าน” น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว

 

ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization (SCO) เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดดเดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ

 

ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และเปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน

 

ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็นเครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างเปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ)

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆ ด้วย

 

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น “พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า” (Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย

 

แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ในระดับ “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์” (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder

 

นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor (CPEC) ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึกกวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

 

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็นเสมือน “หน้าด่านสายแข็ง” ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชนเผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ

 

จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา

 

ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วยความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

 

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดันในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วมกลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo)

 

อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯ กลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ

 

จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยวจากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ “ระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน

 

ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีปยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้างรถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) – กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

 

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติดกับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันลาดตระเวนปราบปรามลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมาทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลังปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

 

ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน “สนธิสัญญามิตรภาพและความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร” (Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียงของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

 

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน “กัมพูชา” ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้าอีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ “เลือกข้างจีน” อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย

 

กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพกัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก 

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”

จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร
26 มิ.ย. 2569 | 12:05

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

 

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ “เมียนมา” เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาลทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง “ท่อน้ำเลี้ยงหลัก” และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล

 

ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ “เจียวเพียว” ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมันและท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรองในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ

 

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น “เพื่อนรัก” สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้งสองประเทศยกระดับความสัมพันธ์ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุกมิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ

อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท “ซื้อใจจีน” และกลายเป็น “คู่ซี้” สีจิ้นผิง”

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง
20 พ.ค. 2569 | 19:44

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ “เลี้ยงต้อย” มาอย่างยาวนาน จีนซุ่มให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการคุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลายประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อมตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน “สมรภูมิรบ” และพร้อมเป็น “เสียงของจีน” ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก

 

ภาพ: Kremlin Press Office / Anadolu via Getty Images

The post ประเทศตัวตึงสายแข็ง ‘น้องรักของจีน’ มีใครบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 นักกีฬาดังต่างชาติที่น่าจับตาในเอเชียนเกมส์ 2026 https://thestandard.co/top-foreign-athletes-asian-games/ Tue, 01 Sep 2026 07:12:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1249311 ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026

ในเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ซึ่งกำลังจะมาถึง นอก […]

The post 10 นักกีฬาดังต่างชาติที่น่าจับตาในเอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026

ในเอเชียนเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกยา ซึ่งกำลังจะมาถึง นอกจากนักกีฬาไทยที่แฟนๆ จะร่วมเชียร์ ร่วมให้กำลังใจกันแล้ว ยังมีนักกีฬาระดับโลกอีกหลายคนที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

 

และนี่คือ 10 รายชื่อนักกีฬาดาวดังที่ THE STANDARD SPORT ยกตัวอย่างให้เห็นว่า เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 นี้ เต็มไปด้วยนักกีฬาระดับโลกอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Alex Livesey, NurPhoto, Martin Rickett – PA Images, Shi Tang, Christian Petersen, Kevin Voigt, DI YIN, Elsa, Cameron Spencer, Robert Prange / Getty Images

 

ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 1ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 2ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 3ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 4ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 5ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 6ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 7ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 8ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 9ภาพปกบทความ 10 นักกีฬาดังต่างชาติในเอเชียนเกมส์ 2026 10

The post 10 นักกีฬาดังต่างชาติที่น่าจับตาในเอเชียนเกมส์ 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย https://thestandard.co/china-thailand-wolf-warrior-diplomacy/ Sat, 22 Aug 2026 12:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1245303 ภาพประกอบแสดงถึงการทูตของจีนในประเทศไทยและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ แต […]

The post ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงการทูตของจีนในประเทศไทยและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

มีสัญญาณว่าความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังเผชิญบททดสอบสำคัญ แต่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าอยู่บนจุดสูงสุดทางการทูต หากแต่เป็นความสัมพันธ์ระดับประชาชนของสองประเทศที่ควรจะเป็นรากฐานสำคัญ แต่วันนี้เส้นกราฟดูเหมือนกำลังวิ่งลงสวนทาง

 

 
 

เกิดคำถามเกี่ยวกับความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกันในหมู่ประชาชนบางกลุ่ม กระแสต้านจีนในไทยเริ่มก่อตัวอย่างมีนัยสำคัญและโหมกระพือในโซเชียลมีเดียในช่วงหลัง และกำลังสร้างโมเมนตั้มมากขึ้นเรื่อยๆ จากประเด็นร้อนหลายเรื่องที่ถาโถมเป็นระลอกๆ ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นความท้าทายสำหรับรัฐบาลจีนและไทยในการรีเซ็ตให้บรรยากาศกลับมาเป็นปกติ

 

บทความนี้มุ่งทำความเข้าใจถึงวิธีคิดและวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังของนโยบายการทูตจีนที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียง และต้องการชี้ให้เห็นว่าทั้งจีนและไทยต่างก็มีโจทย์และบทบาทที่ต้องเล่นหลังจากนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน ในขณะที่สองประเทศเพิ่งผ่านหมุดหมายครึ่งศตวรรษ (51 ปี) แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยังมีความท้าทายมากมายรออยู่ข้างหน้า

 

เกิดอะไรขึ้นในความสัมพันธ์ระดับประชาชน

 

“ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ประโยคนี้มีความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์ยาวนาน และเป็นคำที่ฝ่ายจีนมักชูขึ้นเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและใกล้ชิดระหว่างจีนและไทยในหลายโอกาส แต่ในมิติหนึ่ง วาทกรรมเชิงเครือญาตินี้ถูกย้อนถามกลับในทางการเมืองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ในหมู่ประชาชนว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

 

ถ้าถามคนรุ่นเจน X, Y หรือย้อนไปถึงรุ่น Baby Boomers ยังมีคนจำนวนมากที่อาจรู้สึกเช่นนั้น อาจจะด้วยความผูกพันทางสายเลือด เพราะมีคนไทยจำนวนหนึ่งสืบเชื้อสายจีน หรือมีบรรพบุรุษที่อพยพจากจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งรกรากในไทย

 

แต่ถ้าถามคนเจน Z ลงมา หรือที่เกิดตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นไป ในเชิงการรับรู้หรือความรู้สึก คนส่วนใหญ่ไม่ได้คล้อยตามวาทกรรมนี้ มิหนำซ้ำภาพลักษณ์จีนยังดูติดลบด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือหัวก้าวหน้า

 

มีปัญหาสั่งสมหลายเรื่องที่บั่นทอนภาพลักษณ์ของจีนในสายตาคนไทยอยู่แล้ว อย่างเช่นปัญหาทุนเทา ปัญหาสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก หรือแม้แต่ปัญหาโรงงานศูนย์เหรียญ ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม และมีคนไทยจำนวนมากสูญเสียประโยชน์ในทางเศรษฐกิจกับจีน จากเดิมที่เสียเปรียบดุลการค้าให้กับมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์สองของโลกอยู่แล้ว

 

วันนี้บาดแผลยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหลากเรื่อง ไล่ตั้งแต่ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกที่จุดชนวนให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวประท้วงที่หน้าสถานกงสุลจีนในเชียงใหม่และสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม มีรายงานว่าต้นตอของมลพิษปนเปื้อนเกิดจากธุรกิจเหมืองแร่ของบริษัทจีนที่ตั้งอยู่ในเมียนมา เรื่องราวลุกลามกลายเป็นประเด็นใหญ่โตเมื่อคนของสถานทูตจีนกดดันนักข่าวให้ลบรูปผู้ประท้วงที่สวมหน้ากากล้อเลียนประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จนเกิดคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงเสรีภาพของสื่อมวลชนนอกดินแดนอธิปไตยของจีน

 

ต่อมาไม่นานนักยังมีประเด็นเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวันในไทยที่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สถานทูตได้ขอให้ทางผู้จัดงานของไทยลบรูปโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันออกจากสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เช่น บนโปสเตอร์และแบคดร็อปในงานด้วย ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในกรุงเทพฯ ก็ได้รับการยืนยันว่า เรื่องแบบนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่จัดงานมาแล้ว 7 ครั้ง ซึ่งสำหรับจีนแล้ว เมื่อมีการสถาปนาความสัมพันธ์การทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศใดแล้ว ก็มักมีการเฝ้าระวังประเด็นอ่อนไหว หากปรากฏกิจกรรมหรือสัญลักษณ์ที่สามารถตีความได้ว่ามีการยอมรับไต้หวันในฐานะรัฐอธิปไตยในประเทศนั้นๆ

 

อีกกรณีที่สร้างความไม่พอใจจนเกิดความขัดแย้งขึ้นในโลกออนไลน์คือกรณีที่สถานทูตจีนโพสต์ข้อความกดดันให้หน่วยงานไทยตรวจสอบการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ไทยที่กระทำต่อแฟนคลับหญิงชาวจีนที่ไปร่วมกิจกรรมรวมพลศิลปินในมหกรรมนิยายนานาชาติที่จัดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อตรวจสอบภายหลังแล้ว ปรากฏว่าเป็นฝ่ายพลเมืองจีนที่แทรกตัวเข้าไปนั่งในพื้นที่ที่แฟนคลับชาวไทยจับจองก่อน และเธอไม่ให้ความร่วมมือเมื่อถูกเชิญออก แถมยังไปใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน ซึ่งเกิดคำถามตามมาถึงบทบาทที่เหมาะสมของสถานทูตจีนครั้งนี้

 

และล่าสุดยังเกิดกรณีที่แฟนคลับซีรีส์วายชาวจีนติดตามศิลปินจนฝ่าฝืนกฎระเบียบความปลอดภัยในสนามบินสุวรรณภูมิจนถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง และมีประเด็นดราม่าต่อเนื่องกับการที่เจ้าหน้าที่ไทยในสนามบินบางคนทำท่าเหยียดกลุ่มคนจีนเหล่านี้

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงที่จางเจี้ยนเว่ยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แน่นอนว่าเขาจึงตกเป็น ‘จำเลยทางสังคม’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับคำถามตัวโตๆ ว่า การขับเคลื่อนนโยบายการทูตเชิงรุกเขา หรือที่บางคนนิยามว่า ‘การทูตหมาป่า’ นี้ กำลังทำให้ความสัมพันธ์ระดับประชาชนของสองประเทศถดถอยลงหรือไม่

 

นี่ยังไม่รวมมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงที่วันนี้มีกระแสความกังวลจากคนไทยจำนวนหนึ่งที่อาจมองว่าจีนให้การสนับสนุนกัมพูชาด้านอาวุธในการทำสงครามกับไทยหรือไม่ ซึ่งเพิ่มความหวาดระแวงที่มีต่อจีนมากขึ้นไปอีก ถึงแม้ว่าจีนจะยืนกรานมาตลอดว่า จีนต้องการให้ไทยและกัมพูชาแก้ปัญหาโดยสันติวิธี โดยที่จีนพร้อมอำนวยความสะดวกในการเจรจาระดับทวิภาคีระหว่างสองประเทศก็ตาม

 

จีนกับนิยาม ‘การทูตนักรบหมาป่า’ ของตะวันตก และการเมืองระหว่างประเทศ

 

ทำไมจีนจึงดูแข็งกร้าวขึ้น? นโยบายการทูตที่เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาของทูตคนใหม่นี้กำลังส่งสัญญาณอะไรจากปักกิ่งหรือไม่? และท่ามกลางมรสุมการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ไทยควรวางตัวหรือดำเนินนโยบายอย่างไรต่อจีน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำลายมิตรภาพระหว่างกัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำถามชวนคิด และบทความนี้พยายามจะหาคำตอบ

 

‘การทูตนักรบหมาป่า’ หรือ Wolf Warrior Diplomacy เป็นคำนิยามจากตะวันตกที่หมายถึงรูปแบบนโยบายการต่างประเทศเชิงรุกและมุ่งเผชิญหน้า มีลักษณะเด่นคือการใช้วาทกรรมตอบโต้ที่ดุดัน โฉ่งฉ่าง ตรงไปตรงมา และเด็ดขาดผ่านแถลงการณ์ทางการ การให้สัมภาษณ์สื่อ และการโพสต์บนโซเชียลมีเดียของนักการทูตและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน

 

Lowy Institute สถาบันวิจัยอิสระหรือคลังสมองด้านนโยบายระหว่างประเทศชั้นนำที่ตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ของออสเตรเลีย ระบุว่า ชื่อ ‘การทูตนักรบหมาป่า’ นี้มีที่มาจากภาพยนตร์แนวชาตินิยมจีนเรื่อง Wolf Warrior ซึ่งสไตล์การทูตแบบนี้มักใช้วาทกรรมที่เจ็บแสบ เสียดสี และบางครั้ง ‘ตั้งใจยั่วยุ’ โดยไม่ยึดติดกับกรอบธรรมเนียม มารยาท หรือพิธีการทางการทูตแบบดั้งเดิม

 

ในบทความของนิก บิสลีย์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและศาสตราจารย์สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง La Trobe University ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ Lowy Institute ยังยกตัวอย่างลักษณะการทูตหมาป่าของจีนจาก 2 เหตุการณ์ในอดีต คือในปี 2019 เอกอัครราชทูตจีนประจำสวีเดนเคยกล่าวไว้ว่า “สำหรับมิตร เรามีไวน์ชั้นดีไว้ต้อนรับ แต่สำหรับศัตรู เรามีปืนลูกซองให้” และปี 2020 จ้าวลี่เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เคยทวีตภาพวาดแนวล้อเลียนเป็นรูปทหารออสเตรเลียกำลังใช้มีดจ่อทำร้ายเด็กชาวอัฟกานิสถาน

 

เพื่อทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่จีนเลือกใช้แนวทางการทูตนี้กับบางประเทศ ภากร กัทชลี ผู้เชี่ยวชาญนโยบายจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า จีนจะแสดงท่าทีตอบโต้ที่แข็งกร้าวและชัดเจน (Assertive) ทันทีเมื่อรู้สึกว่าอธิปไตย ศักดิ์ศรี หรือผลประโยชน์หลัก (Core Interests) ของตนกำลังถูกท้าทายก่อน และจีนรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เป็นมิตร หรือเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรระบุว่า จีนมองวาทกรรม ‘การทูตนักรบหมาป่า’ เป็นเพียง ‘กับดักทางวาทกรรม’ ที่สหรัฐฯ และพันธมิตรสร้างขึ้นเพื่อตีตราจีน ในขณะที่จีนยืนยันมาตลอดว่า ไม่ต้องการเข้ารุกรานหรือข่มขู่ใคร

 

สำหรับจีนแล้ว มีเส้นแดงที่จีนขีดไว้ว่าเป็นผลประโยชน์ระดับแกนกลางที่ห้ามล้ำอย่างเด็ดขาด ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ทิเบต และซินเจียง นอกจากนี้ยังมีประเด็นพิพาทเรื่องเขตทางทะเลในน่านน้ำทะเลจีนใต้ที่จีนมักใช้นโยบายเผชิญหน้ากับหลายประเทศในอาเซียนที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

 

ซึ่งในกรณีของทะเลจีนใต้นั้น จีนลากเส้นประ 9 เส้นคร่อมเหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของโดยอ้างการครอบครองที่สืบต่อมาทางประวัติศาสตร์ ซึ่งศาลอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก เคยมีคำตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะคดีที่เป็นข้อพิพาทกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยวินิจฉัยว่าการอ้างสิทธิ์ของจีนไม่มีฐานทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และการกระทำของจีนเป็นการละเมิดสิทธิ์อธิปไตยของฟิลิปปินส์ แต่จีนปฏิเสธ และปัญหาความขัดแย้งนี้ก็ยังลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

 

จาก ‘หานจื้อเฉียง’ สู่ ‘จางเจี้ยนเว่ย’ ถอดรหัสสัญญาณจากปักกิ่ง และประเด็นไต้หวัน

 

จางเจี้ยนเว่ยเข้ามารับช่วงต่อในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยแทนหานจื้อเฉียงที่หมดวาระเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ดูเหมือนแนวทางการดำเนินนโยบายของเขาจะดูดุดันกว่าทูตคนก่อนอย่างเห็นได้ชัด

 

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สะท้อนการทูตเชิงรุกในประเด็นไต้หวันและหลักการจีนเดียวของทูตจาง คือการที่เขาเขียนบทความและส่งให้สื่อมวลชนเผยแพร่ โดยเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการจีนเดียวและเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ และต่อต้านการแบ่งแยกไปสู่เอกราชของไต้หวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสารของทูตคนก่อนๆ เพราะครอบคลุมข้อเรียกร้องถึงภาคประชาชน เอกชน และสื่อมวลชนในไทย กลายเป็นคำถามตามมาว่าทูตจีนพยายามกดดันไทยมากเกินไปหรือไม่

 

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นไม่นานก่อนที่ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็มีแถลงการณ์ร่วมจีน-ไทยตามมาเกี่ยวกับหลักการจีนเดียว โดยมีถ้อยคำที่ดูเป็นส่วนต่อขยายและไม่เคยปรากฏในแถลงการณ์ร่วมฉบับก่อนๆ อย่างเช่น ‘การสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ’ ซึ่งต่อมาไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวอย่างรุนแรง

 

กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ถ้อยคำต่างๆ ที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าวล้วนอยู่ในกรอบคำนิยาม ‘หลักการจีนเดียว’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขอันดับแรกระหว่างจีนกับทุกประเทศทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เพียงแต่การบรรจุคำต่างๆ ลงไปนั้นเป็นไปตามบริบทหรือสถานการณ์การเมืองโลกในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งผ่านการพูดคุยเจรจาระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย เหมือนกับที่จีนทำกับประเทศต่างๆ

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า “ในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยและจีนครั้งนี้ ส่วนที่กล่าวถึงนโยบายจีนเดียวมีการเพิ่มถ้อยคำใหม่เพิ่มเติมจากครั้งก่อนๆ ในอดีต เช่น การที่ไทยระบุถึงการสนับสนุน ‘การรวมชาติอย่างสันติ’ หรือการสนับสนุนกรอบ ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ซึ่งเป็นภาษาทางการทูตที่จีนต้องการ”

 

ส่วนเหตุผลว่า ทำไมกระทรวงการต่างประเทศถึงยอมเพิ่มถ้อยคำบางอย่างเข้าไปจากเดิมนั้น ในมุมมองของอาจารย์อาร์มวิเคราะห์ว่า รัฐบาลภายใต้อนุทินอาจมองว่า การเพิ่มคำเหล่านี้ไม่ได้ต่างจากหลักการจีนเดียวที่ไทยเคยยึดถือมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามการเติมข้อความเพิ่มจากเดิมเหล่านี้ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการปรับจุดยืนของไทยให้เข้าใกล้จีนมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ทว่าอาจารย์อาร์มเชื่อว่า ฝ่ายไทยเองก็อาจมีความพยายามที่จะปรับถ้อยคำให้มีความรัดกุมขึ้นในระหว่างการเจรจา เช่น มีคำว่า ‘อย่างสันติ’ ขยายคำว่ารวมชาติ เป็นต้น

 

กลับมาสู่คำถามว่า ทำไมทูตจีนคนใหม่ในไทยจึงมีนโยบายที่ดูแข็งกร้าวขึ้นเกี่ยวกับไต้หวัน รวมถึงในประเด็นอื่นๆ อย่างเช่นปัญหาทุนเทาที่ตัวทูตเคยออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอย่าเรียกเหมารวมคนจีนด้วยคำว่า ‘จีนเทา’

 

อาจารย์ภากรเปรียบเทียบแนวทางการทูตของหานจื้อเฉียงและจางเจี้ยนเว่ยโดยให้มองผ่านกรอบใหญ่นโยบายการต่างประเทศของจีนในระดับโลกที่มีแรงขับเคลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ยุค คือยุคหลังการระบาดของโควิด และยุคที่การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์มีความผันผวนและเข้มข้นขึ้น

 

หานจื้อเฉียงมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตในช่วงที่จีนต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ หลังถูกโจมตีอย่างหนักจากทั่วโลกว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของเชื้อ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มองว่าช่วงนี้จีนต้องการแสวงหาพันธมิตรในภูมิภาค และมีความพยายามที่จะใช้นโยบายการทูตวัคซีนเพื่อเพิ่มความร่วมมือกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ยังไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนของตะวันตก ตัวทูตหานเองก็มีแนวทางที่ประนีประนอมและชูวาทกรรม ‘ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ อย่างมากในช่วงนี้ เพื่อดึงไทยไว้เป็นพันธมิตรหลัก

 

แต่ในยุคของจางเจี้ยนเว่ย เขาเข้ามาในวันที่โครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความตึงเครียดถึงขีดสุด ทั้งจากสงครามเทคโนโลยี สงครามการค้า สงครามในตะวันออกกลาง และประเด็นช่องแคบไต้หวันที่ร้อนระอุขึ้น ดังนั้นจางเจี้ยนเว่ยจึงเข้ามาพร้อมกับภารกิจในการ ‘กระชับพื้นที่’ ประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทยให้ยึดมั่นอยู่ในกรอบของปักกิ่งอย่างเคร่งครัด

 

อาจารย์ภากรวิเคราะห์ว่า จางเจี้ยนเว่ยอาจไม่ได้ตั้งใจมาเป็น ‘Wolf Warrior’ เต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรก เพราะเขายังคงขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) อย่างเข้มแข็ง แต่จุดต่างคือ เมื่อเกิดประเด็นที่กระทบผลประโยชน์ของจีน ทูตจางเลือกใช้การสื่อสารแบบ Proactive และรวดเร็ว เพื่อตีกรอบและปกป้องจุดยืนของปักกิ่งทันที โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘หลักการจีนเดียว’ และภาพลักษณ์ของนักลงทุนและพลเมืองจีน แต่เมื่อสั่งสมหลายกรณีเข้า ก็กลายเป็นทำให้เกิด “ช่องโหว่ขนาดใหญ่” ในความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน (People-to-People: P2P) แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการควบคุมท่าทีของรัฐบาลไทยก็ตาม

 

อีกสิ่งสำคัญที่ทำให้แนวทางการทูตแตกต่างกันคือแบคกราวด์ของทูตทั้งสอง

 

พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกามองว่า ภูมิหลังของทั้งสองเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการทำงานของทั้งคู่ เพราะหานจื้อเฉียงมาจากสายงานกระทรวงการต่างประเทศ จึงรู้ธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตมากกว่า ในขณะที่จางเจี้ยนเว่ยมาจากสายงานพรรคคอมมิวนิสต์โดยตรง จึงไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทูตมากนัก

 

ทูตพิศาลมองว่า เมื่อเขาไม่ได้มาจากสายงานนักการทูตอาชีพของกระทรวงการต่างประเทศจีน แต่เป็นข้าราชการที่เติบโตมาจากสายงานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ธงในการทำงานของเขาจึงไม่ได้มุ่งสร้างความนิยมชมชอบในหมู่ประชาชนคนไทยเป็นหลัก แต่มุ่งตอบสนองกรอบนโยบายการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ในปักกิ่ง

 

แน่นอนว่า ถึงแม้จางเจี้ยนเว่ยจะเผชิญกระแสต่อต้านถึงขั้นมีกระแสเรียกร้องในโลกออนไลน์ให้มีการเปลี่ยนตัวทูต แต่ก็ไม่ได้สร้างความกังวลให้มากนัก ตราบใดที่เขายังสามารถรักษาและปกป้องผลประโยชน์ของจีนได้สำเร็จตามที่พรรคสั่งการ เขาก็ถือว่าปลอดภัยและประสบความสำเร็จในหน้าที่แล้ว

 

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญจีนอีกคนซึ่งไม่ประสงค์ออกนามก็มองคล้ายคลึงกัน โดยเปรียบเทียบว่า ถ้ามองในสายตาของคนในพรรคคอมมิวนิสต์จีนแล้ว ทูตคนเก่าอย่างหานจื้อเฉียงอาจดูละมุนละม่อมหรือประนีประนอมเกินไป เพราะในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง กระแสต่อต้านจีนในไทยเรื่อง ‘ทุนจีนสีเทา’ และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติพุ่งขึ้นสูงมาก จนทำให้ภาพลักษณ์ของจีนดูแย่ และแนวทางประนีประนอมของเขาก็ไม่ได้ช่วยยับยั้งกระแสต้านจีนในหมู่ประชาชนคนไทยเลย

 

ในทางกลับกัน เมื่อเปลี่ยนมาเป็นจางเจี้ยนเว่ย แม้ผลลัพธ์ในไทยอาจไม่แตกต่าง คือกระแสต่อต้านจีนยังคงมีอยู่หรืออาจจะมีเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ในมิติการเมืองภายในพรรคนั้น จางเจี้ยนเว่ยจะไม่ถูกวิจารณ์จากคนในพรรคเลย เนื่องจากเขาได้ทำหน้าที่อย่างเด็ดขาด มีความแข็งกร้าว และปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ นี่คือวิธีคิดแบบข้าราชการพรรคที่เน้นตอบโจทย์สายการบังคับบัญชาในปักกิ่งเป็นหลัก

 

นอกจากนี้แหล่งข่าวคนเดียวกันยังชี้ให้เห็นว่า จางเจี้ยนเว่ยเคยดำรงตำแหน่งทางการทูตในประเทศขนาดเล็กกว่าอย่างคูเวต ซึ่งสไตล์การทูตที่เขาใช้อาจมองผ่านเลนส์ของมหาอำนาจที่มีต่อประเทศขนาดเล็กกว่า ซึ่งมักจะคาดหวังให้เจ้าบ้านยอมรับและเกรงใจจีนในฐานะมหาอำนาจ แต่แนวทางนี้อาจใช้ไม่ได้กับไทย เนื่องจากบริบทโครงสร้างสังคม ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนไทยนั้นมีความซับซ้อน ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์ในไทยก็เปิดกว้างกว่า จึงทำให้เกิดแรงเสียดทานตามมาทันที

 

อย่างไรก็ตาม ทูตพิศาลมองว่า ทูตจีนจำเป็นต้องปรับตัวเช่นกัน โดยเปรียบเทียบกับวังเหวินปิน ทูตจีนประจำประเทศกัมพูชาว่าทำหน้าที่นักการทูตที่สร้าง ‘ศรัทธา’ ได้ดี พร้อมแนะว่า ทูตจีนควรเรียนรู้จากเขา

 

ที่ผ่านมา วังเหวินปิน อดีตโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ทำให้คนเชื่อมั่นว่าจีนและกัมพูชาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ‘ดุจเหล็กกล้า’ และพยายามแสดงให้เห็นความจริงใจผ่านการลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนผู้ประสบภัย และสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เกิดขึ้นในใจของคนท้องถิ่น ไม่ใช่การใช้อำนาจกดดันจนสร้างความรู้สึกบาดหมาง

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรชี้ว่า จีนก็มีการเรียนรู้และแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดอยู่ตลอดเช่นกัน ถึงแม้รัฐบาลจีนจะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติในการออกมาขอโทษต่อสาธารณะ เพราะจีนมีวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการรักษาหน้า โดยที่ไม่ยอมถูกมองว่าพรรคคอมมิวนิสต์ทำอะไรผิดพลาด แต่จีนจะรับฟีดแบคเพื่อนำปัญหาไปแก้ไขอย่างเงียบๆ

 

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยกตัวอย่างช่วงโควิดว่า จีนไม่เคยออกมารับผิดชอบว่าเป็นต้นตอการแพร่ระบาด แต่จีนก็พยายามแก้ไขด้วยการพัฒนาวัคซีนและสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศในเรื่องนี้แทน

 

อีกกรณีที่เห็นได้ชัดคือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้ทูตจีนแสดงบทบาทสร้างความเข้าใจกับพลเมืองของตนเกี่ยวกับกฎหมายและข้อปฏิบัติในการเดินทางมาไทย ซึ่งหลังจากผ่านไปไม่นาน สถานทูตจีนก็มีการออกคำแนะนำเกี่ยวกับข้อปฏิบัติสำหรับพลเมืองจีนในไทยตามมา ซึ่งเป็นการลดแรงเสียดทานจากสังคมอย่างเงียบๆ

 

โจทย์ไทยในวันที่ต้องสร้างสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ

 

การเมืองเป็นเรื่องของการต่อรองผลประโยชน์ การเมืองระหว่างประเทศก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมีผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมักถูกตั้งคำถามว่า ประชาชนหรือประเทศไทยได้อะไรหรือเสียเปรียบหรือไม่จากการทำข้อตกลงกับมหาอำนาจ ซึ่งแถลงการณ์ร่วมที่ไทยลงนามกับจีนก็ถูกตั้งคำถามว่ามีการคล้อยตามจีนหมดทุกเรื่องจนสูญเสียไพ่ต่อรองในมือหรือไม่

 

ไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียนและ 30 ของโลก มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาอำนาจต่างหมายปอง ดังนั้นทูตพิศาลจึงเชื่อว่าไทยมีไพ่ต่อรองอยู่ในมือสูงมาก อยู่ที่ว่าจะใช้มันอย่างไร

 

การส่งทูต ‘สายเหยี่ยว’ มาดำรงตำแหน่งในไทย ทูตพิศาลไม่ได้ตีความเป็นอื่น นอกจากมองว่าไทยเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์สูงมากสำหรับจีน ดังนั้นจึงต้องส่งทูตสายพรรคมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติโดยตรง คำถามคือ เมื่อจีนทำหน้าที่ของเขาแล้ว ไทยเองได้ทำหน้าที่ในการปกป้องประโยชน์ของชาติมากพอแล้วหรือไม่ หากรู้สึกว่าไทยสูญเสียผลประโยชน์จากนโยบายของจีน

 

อดีตแคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งปี 2026 มองว่า ไทยมักทำให้จีนรู้สึกว่า “ยังไงก็ได้” ด้วยความเกรงอกเกรงใจจนอาจเข้าขั้น ‘นอบน้อม’ ของผู้นำและฝ่ายการเมืองไทยในหลายยุคสมัย ทำให้จีนประเมินว่าไทยเป็นประเทศที่ยอมรับเงื่อนไขได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องผ่อนปรนหรือประนีประนอมด้วยมากนัก ยิ่งไทยเกรงใจ จีนก็จะยิ่งกระชับพื้นที่และเรียกร้องเพิ่มขึ้น

 

ในส่วนของแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับแถลงการณ์ร่วมไทย-จีนเรื่องหลักการจีนเดียวว่า เบื้องหลังการปรับเพิ่มถ้อยคำอาจมาจากการเจรจาที่ไทยยอมแลกเพื่อให้จีนเพิ่มถ้อยคำที่เป็นคุณกับฝ่ายไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แต่ถึงกระนั้นผู้เชี่ยวชาญจีนคนนี้มองว่า การต่อรองโดยการขอไม่ปรับเปลี่ยนถ้อยคำจากแถลงการณ์เดิมก่อนหน้า ก็สามารถทำได้เช่นกัน และเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ก็พยายามทำกับจีนมาตลอด นั่นคือการรับประกันขั้นต่ำว่าจะไม่ทำให้อะไรแย่ลงไปกว่านี้ ซึ่งสำหรับจีนแล้ว การรักษาสถานภาพเดิมเอาไว้ ก็อาจเป็นสิ่งที่จีนพึงพอใจแล้วเช่นกัน

 

ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ยังเตือนว่า การผูกมัดด้วยถ้อยคำหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมจะเพิ่มความเสี่ยง เพราะในอนาคต หากสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น ไทยจะไม่สามารถตัดคำเหล่านี้ออกจากแถลงการณ์ฉบับถัดๆ ไปโดยที่ไม่ถูกจีนมองว่าตีตนออกห่างหรือกำลังปรับเปลี่ยนนโยบายต่อปักกิ่งได้เลย ซึ่งถือเป็นการสูญเสียความยืดหยุ่นทางการทูตโดยไม่จำเป็น

 

ส่วนการสื่อสารกับทูตจีนคนปัจจุบันนั้น เขามองว่า จากกรณีที่รองนายกฯ สีหศักดิ์ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจกับคนจีนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายไทย ไม่ใช่มุ่งปกป้องแต่ผลประโยชน์ของพลเมืองจีนเพียงอย่างเดียวนั้น ได้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยเองก็เริ่มรับรู้ถึงความสุ่มเสี่ยงนี้ และจีนเองก็จำเป็นต้องทบทวนผลลัพธ์ของการทูตลักษณะนี้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศหลังจากนี้คลายความตึงเครียดลงได้บ้าง

 

แต่แน่นอนว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนในระดับประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่น ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ ไปจนถึงปัญหาทุนสีเทา การสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก และการมาตั้งโรงงานโดยที่แรงงานและธุรกิจไทยได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

ทูตพิศาลให้ข้อเสนอแนะว่า ทางออกของไทยคือ ไม่ใช่การไปแข็งกร้าวหรือประกาศตัวเป็นศัตรูกับจีน แต่ไทยต้องวางตัวแบบ ‘นิ่มนวลแต่ไม่นอบน้อม‘ และ ’แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว’

 

“อะไรที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ไทยพร้อมทำ แต่ถ้าสิ่งไหนที่จีนได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว แล้วไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลก็ต้องกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยความจริงใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ในระดับประชาชนด้วย” อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ กล่าว

 

ทูตพิศาลเสนอว่า ไทยต้องใช้ประโยชน์จากกระแสมวลชนและภาคประชาสังคม (NGO) ให้เป็นไพ่ต่อรองทางการทูต เช่น กรณีปัญหามลพิษในแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำกก ฝ่ายการเมืองไทยสามารถอ้างกระแสความไม่พอใจของประชาชน เพื่อเพิ่มน้ำหนักในการเจรจากับปักกิ่งว่า “เรื่องนี้หากจีนไม่ลงมาช่วยแก้ปัญหา จะกระทบต่อภาพลักษณ์และมิตรภาพระยะยาวของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะเป็นเหตุผลทางการทูตที่มีพลังอย่างยิ่ง”

 

อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างการทูตที่สมดุลระหว่าง G2G และ P2P (Bridging the G2G-P2P Gap) ทูตพิศาลและอาจารย์ภากรมองในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลไทยและสถานทูตจีนควรตระหนักว่า ในยุคโซเชียลมีเดีย ความสัมพันธ์ระดับ G2G ที่ดี ไม่เพียงพอที่จะค้ำยันความมั่นคงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกต่อไป ฝ่ายไทยต้องกล้าสื่อสารกับฝ่ายจีนอย่างตรงไปตรงมาในเชิงรับและเชิงรุกว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดต่อทุนเทาและคนจีนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่การ ‘ต่อต้านคนจีน’ แต่เป็นการ ‘ปกป้องมาตรฐานนิติรัฐ’ ซึ่งจะช่วยคัดกรองทุนจีนคุณภาพดี และช่วยสร้างบรรยากาศ P2P ที่เป็นมิตรและยั่งยืนในระยะยาว

 

ความสัมพันธ์ไทย-จีนจะมีความยั่งยืนได้นั้น ไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องยอมจำนนให้อีกฝ่ายหนึ่งด้วยความหวาดกลัวหรือเกรงใจ หากแต่เกิดจากความเข้าใจในผลประโยชน์ของกันและกัน

 

ในยุคที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาท้าทายบัลลังก์มหาอำนาจเบอร์หนึ่งท่ามกลางสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยมีโจทย์ต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจเพื่อลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นร่วมกับประเทศอำนาจขนาดกลางและอาเซียน โดยยึดมั่นการทูตที่กล้าปกป้องผลประโยชน์ของชาติบนพื้นฐานของมิตรภาพที่เท่าเทียม

The post ถอดรหัสการทูตจีน, นิยาม ‘นักรบหมาป่า’ และโจทย์ถ่วงดุลมหาอำนาจ รักษาผลประโยชน์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย https://thestandard.co/anwar-backs-china-taiwan-condemns/ Fri, 21 Aug 2026 03:27:26 +0000 https://thestandard.co/anwar-backs-china-taiwan-condemns/ ภาพนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ […]

The post ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน X ว่าจีนแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในการให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว Al Jazeera เมื่อเร็วๆ นี้ โดยแสดงการสนับสนุนหลักการ ‘จีนเดียว’ ของปักกิ่ง รวมถึงสิทธิในการใช้กำลัง หากการรวมชาติอย่างสันติประสบความล้มเหลว

 

“จีนชื่นชมความเห็นของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เกี่ยวกับประเด็นไต้หวันในจุดยืนที่แน่วแน่ของเขาต่อหลักการจีนเดียว” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่าท่าทีของผู้นำมาเลเซียสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน และความมุ่งมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อจุดยืนนี้ “จะไม่สั่นคลอน” พร้อมทั้งยืนยันว่า “ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งจีนจากการรวมชาติได้”

 

ด้านสำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ในการแถลงข่าวประจำวันพุธ (19 สิงหาคม) ที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวย้ำว่า “การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนและเป็นการยืนอยู่ข้างสิ่งที่ถูกต้อง”

 

“มีเพียงจีนเดียวในโลก และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้” หลินกล่าวถึงความคิดเห็นของอันวาร์

 

ท่าทีของอันวาร์ มีขึ้นหลังจากเขาถูกถามเกี่ยวกับมุมมองต่อความลังเลของไต้หวันที่จะยอมรับการปกครองของจีน

 

โดยผู้สื่อข่าว Al Jazeera ถามว่า “ทั่วโลกส่วนใหญ่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน คุณก็เช่นกัน แต่คุณถูกมองว่าเป็นคนที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย เพื่อความปรารถนาของประชาชน เจตจำนงของประชาชนชาวไต้หวันไม่สำคัญหรือ เพราะผลสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าแสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องการถูกปกครองโดยปักกิ่ง?” ขณะที่อันวาร์ตอบว่า “ต้องพิจารณาเหตุผลทางประวัติศาสตร์ โดยเน้นย้ำว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างแท้จริง”

 

“ผมมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน จบ”

 

“เราอาจไม่เห็นด้วยกับ… มีบางอย่างที่เกินเลยไป ใช่ แสดงความคิดเห็นของคุณได้ แต่ต้องอยู่ในบริบทนั้น จีนเป็นหนึ่งเดียว ทุกคนยอมรับ” เขากล่าว

 

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจุดยืนของจีนที่สงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังหากการรวมชาติอย่างสันติกับไต้หวันล้มเหลว อันวาร์ ได้ตอบคำถามโดยยกตัวอย่างกรณีของมาเลเซีย

 

“ผมจะยกมาเลเซียเป็นตัวอย่าง ถ้าหากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งตัดสินใจแยกตัวออกไป เราจะใช้กำลังหรือไม่? ผมคิดว่าผมจะปกป้องความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นเอกภาพของชาติ” เขากล่าว และเมื่อถูกถามว่านั่นหมายความว่า เขาจะใช้กำลังในกรณีที่อาจมีการแยกตัวออกไปหรือไม่ อันวาร์ตอบว่า “ใช่ มิฉะนั้น (ประเทศ) จะแตกแยก”

 

ทั้งนี้ ในปี 2025 กระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับจีน โดยระบุว่า มาเลเซียยอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า เป็น “รัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของจีน” และอธิบายว่า “ไต้หวันเป็นดินแดนที่ไม่อาจโอนถ่ายได้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน” และ “เพื่อให้จีนบรรลุการรวมชาติ มาเลเซียจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน”

 

ไต้หวันประณามคำพูดอันวาร์ เตือนผลกระทบเชิงลบ

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ประณามคำพูดของอันวาร์ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (18 สิงหาคม) โดยระบุว่า อันวาร์ได้กล่าวถ้อยคำที่ “เป็นเท็จ” จากการกล่าวเป็นนัยว่า ไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวเป็นอิสระของจีน และให้เหตุผลต่อสาธารณะถึงท่าทีของจีนในการรวมไต้หวันด้วยกำลัง

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันยังเตือนว่าจุดยืนของอันวาร์ ที่สนับสนุนจีน อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการลงทุนของไต้หวันในมาเลเซียด้วย

 

“เนื่องจากความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างอธิปไตยของชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนจีนของอันวาร์ อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจไต้หวันที่ลงทุนในมาเลเซีย” กระทรวงฯ ระบุ

 

ด้านฟาห์มี ฟัดซิล โฆษกรัฐบาลมาเลเซียและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพูดของอันวาร์ “ไม่ได้ถูกนำมาหารือ” ในการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์

 

วานนี้ อันวาร์ยังได้ย้ำมุมมองของเขาอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่า “จุดยืนของมาเลเซียเกี่ยวกับหลักการจีนเดียว ยังคงสอดคล้องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอับดุล ราซัค ฮุสเซน ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซียตั้งแต่ปี 1970 จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1976

 

“ดังนั้น ผมจึงเพียงแค่แสดงจุดยืนที่สอดคล้องกัน” อันวาร์กล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ New Straits Times

 

“ในมุมมองของผม นโยบายนั้นยังคงมีผลบังคับใช้ และเรายังคงยึดมั่นในนโยบายนั้น และแน่นอน เราต้องการแสวงหาทางออกอย่างสันติ” อันวาร์กล่าว และเสริมว่า “หลักการจีนเดียว ได้รับการยอมรับภายในองค์การสหประชาชาติ”

 

แฟ้มภาพ : FAZRY ISMAIL/Pool via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน https://thestandard.co/zhu-rongji-china-reformer-premier/ Thu, 13 Aug 2026 06:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1241375 ภาพถ่ายของจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไ […]

The post จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายของจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ” และ “เตรียมโลงศพ 100 โลง โดย 99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง ถ้าผมทำผิด” 

 

ทั้ง 2 ประโยคนี้ คือ คำกล่าวของผู้นำจีนนักปฏิรูปที่ผู้เขียนชื่นชมมากที่สุด ชื่นชมในความกล้าหาญรื้อระบบเก่า ไม่กลัวแรงต้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า เขาคือ  จูหรงจี (Zhu Rongji) ผู้ล่วงลับ 

 

อดีตนายกรัฐมนตรีจีนเป็นผู้นำนักปฏิรูปสายแข็งของจีน เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิงหวา และขึ้นเป็นนายกฯ จีนในช่วงปี 1998-2003 ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ทำงานแบบเน้นผลลัพธ์ พูดตรง ใจร้อน ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจเก่า กล้าลุยกับกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้านการเปลี่ยนแปลง  

 

จูหรงจี คือ มือปราบ ‘เงินเฟ้อ’ ในจีนที่เคยพุ่งกว่า 27 % ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทุบเงินเฟ้อจนอยู่หมัด และกล้ารื้อ ‘รัฐวิสาหกิจ’ ในสภาพซอมบี้ มีหนี้สินสะสมรุงรัง กล้าทุบ ‘ข้าวชามเหล็ก’ ที่ทำให้คนจีนนั่งๆ นอนๆ ไม่กระตือรือร้น กล้าลุยปราบ ‘ทุจริตคอร์รัปชัน’ ด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีแรงต้าน และสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัย 

 

แน่นอนว่า ด้วยแนวทางแข็งกร้าว กล้าล้างบางกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิม ทั้งในส่วนกลางและในส่วนท้องถิ่น

 

จูหรงจีมี mindset ทัศนะที่มองโลกแบบไม่คร่ำครึ ไม่ต่อต้านตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว แต่ต้องการใช้ประโยชน์แสวงหาโอกาสจากระเบียบโลกเดิม จึงเน้นผลักดันให้จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อหวังใช้เงื่อนไขการเปิดเสรีเป็น ‘แรงกดดันจากภายนอก’ มาเป็นแรงผลักให้ธุรกิจในจีนต้องปรับตัวแบบยกเครื่อง ไม่งอแงรอคอยเพียงแค่ความช่วยเหลือของรัฐ ไม่ปรับไม่รอด  

 

นอกจากนี้ ในยุคจูหรงจี คือ จุดเริ่มต้นที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน ด้วยวิสัยทัศน์จูหรงจีที่ตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน เพื่อใช้เป็นตลาดใหม่ของจีน กระจายความเสี่ยง/ลดการพึ่งพาชาติตะวันตกที่เป็นตลาดหลักดั้งเดิมของจีนในขณะนั้น ในปี 2000 จีนจึงได้ผลักดันการทำ FTA ระหว่างจีน-อาเซียนจนสำเร็จในที่สุด   

 

มาวันนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (แซงหน้าคู่ค้าเดิมของจีนอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่เริ่มไม่เป็นมิตรกับจีน กีดกันจีน) 

 

ตลอดชีวิตการทำงาน จูหรงจีกล้าทุบโครงสร้างเก่าในหลายด้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม มีชาวจีนจำนวนมากต้องตกงาน สูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน สูญเสียหลักประกันเดิม และเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการปรับใหญ่แบบขุดรากถอนโคนของจูหรงจี

 

จากบทเรียนจากชีวิตและผลงานจูหรงจี สะท้อนให้เห็นว่า “การปฏิรูปย่อมมีต้นทุน และความกล้าเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ย่อมมีแรงต้าน” ทุกการเปลี่ยนแปลงจะสร้างทั้งโอกาสและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน  

 

เมื่อจูหรงจีต้องวางมือจากการเมืองในปี 2003 (ตามเงื่อนไขไม่เกิน 2 วาระ) เขาก็ไม่ยื้ออำนาจ ยอมก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ของจีนอย่างสง่างาม และปล่อยให้ผู้นำจีนรุ่นต่อไป สานต่อในสิ่งที่เขาได้วางรากฐานไว้ 

 

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของจูหรงจี ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่งจากภายใน สามารถฝ่าฟันทุกวิกฤตโลกมาได้ในที่สุด ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตโควิด-19 สงครามการค้า และวิกฤตภายในของจีนเอง เช่น  วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แม้จีนต้องเผชิญกับปัญหาหนักหน่วงไม่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ แต่เศรษฐกิจจีนก็ไม่พังทลายล่มจม 

 

วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อดีตนายกฯ จูหรงจีถึงแก่อสัญกรรมไปด้วยวัยชรา (อายุ 98 ปี) โดยได้ฝากผลงานโดดเด่นให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ด้วยความกล้าทุบทำลาย ปรับโครงสร้างเก่า ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจีนให้พ้นจากความผิดพลาดในอดีต กล้าผลักประตูให้จีนเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เน้นผสมผสาน ‘กลไกตลาด’ ควบคู่ไปกับ ‘กลไกเศรษฐกิจโลก’ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เข้มข้นนำไปสู่การปรับตัวให้มีประสิทธิภาพ  ภายใต้การรักษา ‘เสถียรภาพ’ โดยกลไกพรรคคอมมิวนิสต์

 

ภาพ: REUTERS / Andy Mettler / File Photo

The post จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันประณามจีนดึงเรือรบอินโดฯ ร่วมซ้อมรบนอกชายฝั่งตะวันออก หวังอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ https://thestandard.co/taiwan-condemns-china-indonesia-drill/ Wed, 12 Aug 2026 05:05:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1241145 เรือพิฆาตติดขีปนาวุธของจีนในทะเล

รัฐบาลไต้หวันออกแถลงการณ์ประณามจีนจากกรณีที่เตรียมจัดกา […]

The post ไต้หวันประณามจีนดึงเรือรบอินโดฯ ร่วมซ้อมรบนอกชายฝั่งตะวันออก หวังอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือพิฆาตติดขีปนาวุธของจีนในทะเล

รัฐบาลไต้หวันออกแถลงการณ์ประณามจีนจากกรณีที่เตรียมจัดการซ้อมรบทางเรือร่วมกับเรือรบอินโดนีเซียในบริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกของเกาะไต้หวัน ชี้เป็นพฤติการณ์ ‘อันตราย’ และเป็นการยั่วยุทางการทหารเพื่อสร้างภาพให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าจีนมีอำนาจปกครองเหนือน่านน้ำดังกล่าว

 

กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยว่า การฝึกซ้อมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ในบริเวณน่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน โดยระบุว่าเป็นเพียง “การฝึกซ้อมเดินเรือ” ร่วมกับเรือของกองทัพเรืออินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ปกติ เนื่องจากจีนแทบไม่เคยซ้อมรบร่วมกับกองทัพต่างชาติในพื้นที่ใกล้เคียงกับไต้หวันมาก่อน

 

ขณะที่สภากิจการแผ่นดินใหญ่ (MAC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายเกี่ยวกับจีนของไต้หวัน ระบุว่า แผนการซ้อมรบดังกล่าวถือเป็น “การยั่วยุทางการทหาร” พร้อมเรียกร้องให้จีนหยุดการกระทำที่บ่อนทำลายสถานภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในทันที พร้อมชี้ว่าพฤติการณ์นี้มีเจตจำนงทางการเมืองในลักษณะ “อ้างฝึกซ้อม แต่แท้จริงคือการขยายอิทธิพล” เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้ชาวโลก

 

ขณะที่ พลเรือตรี อู๋เทียนเหริน ผู้ช่วยรองเสนาธิการฝ่ายข่าวกรองของไต้หวัน ได้ชี้แจงต่อสภาในวันนี้ว่า เรือรบอินโดนีเซียลำที่จีนระบุว่าจะมาร่วมซ้อมรบนั้น อยู่ในเส้นทางเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิกราว 70-80 ไมล์ทะเล ไม่ได้เจาะจงเดินทางมาเพื่อซ้อมรบกับจีนโดยเฉพาะ

 

“ในมิติทางการทหาร เรื่องนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไต้หวัน แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง” อู๋เทียนเหริน กล่าว

 

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันได้ยื่นเรื่องไปยังทางการอินโดนีเซียเพื่อขอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่กองทัพเรือและกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้

 

แฟ้มภาพ: VCG / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ไต้หวันประณามจีนดึงเรือรบอินโดฯ ร่วมซ้อมรบนอกชายฝั่งตะวันออก หวังอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น https://thestandard.co/china-embassy-warns-citizens-thailand/ Mon, 10 Aug 2026 03:52:48 +0000 https://thestandard.co/china-embassy-warns-citizens-thailand/ ภาพธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่คู่กัน

เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศ […]

The post สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่คู่กัน

เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกประกาศเตือนพลเมืองจีน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาอย่างมีอารยธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาขนาดใหญ่ขึ้นหลากหลายรูปแบบ เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา และงานพบปะศิลปิน ซึ่งดึงดูดพลเมืองจีนให้เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย จึงขอแจ้งเตือนพลเมืองจีน ดังต่อไปนี้

 

1. ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีอารยธรรมและเป็นระเบียบ

 

ระหว่างพำนักอยู่ในประเทศไทย โปรดปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เคารพความเชื่อทางศาสนา ขนบธรรมเนียม และประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนปฏิบัติตามความเป็นระเบียบและข้อบังคับในการควบคุมดูแล ณ สถานที่จัดงานอย่างเคร่งครัด ท่องเที่ยวอย่างมีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น และแสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ดีของพลเมืองจีน

 

2. เคารพประชาชนท้องถิ่น และร่วมรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีน-ไทย

 

ในการปฏิสัมพันธ์กับชาวไทย ควรยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ไมตรีจิต ความเท่าเทียม และความโอบอ้อมอารี ส่งมอบมิตรภาพอย่างสร้างสรรค์ หวงแหนและร่วมกันปกป้องสายสัมพันธ์อันดีตามแนวคิด ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างกัน

 

3. เตรียมตัวล่วงหน้า และศึกษากฎระเบียบของงาน

 

ก่อนเดินทาง โปรดทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องซึ่งออกโดยผู้จัดงาน เช่น เงื่อนไขการเข้างาน ข้อห้ามเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และสิ่งของที่อนุญาตให้นำเข้า รวมถึงระมัดระวังข้อบังคับอื่นๆ ในสถานที่จัดงาน เช่น การห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มภายนอกเข้ามา หรือการจำกัดพื้นที่ถ่ายภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อประสบการณ์หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกฎระเบียบ

 

4. ปกป้องสิทธิ์อย่างมีเหตุผลตามกฎหมาย และขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางทางการ

 

หากเกิดข้อขัดแย้งหรือถูกละเมิดสิทธิ์อันชอบธรรม โปรดตั้งสติและปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างมีเหตุผลตามกฎหมาย โดยแจ้งเหตุต่อผู้จัดงาน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือตำรวจท้องที่ทันที และสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลจีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือได้

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในด้านต่างๆ มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเดินทางไปมาหาสู่กันของประชาชนมีความใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ ‘ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ คือ สมบัติอันมีค่าที่ประชาชนทั้งสองประเทศ ร่วมกันทะนุถนอม

 

สถานทูตหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลเมืองจีนที่เดินทางมายังประเทศไทย จะเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาต่างๆ อย่างมีอารยธรรม มีเหตุผล และเป็นระเบียบ ได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและทัศนียภาพอันงดงามของไทยอย่างเต็มที่ ร่วมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมิตรภาพและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับชาวไทยอย่างแข็งขัน เพื่อแสดงภาพลักษณ์ที่ดีของพลเมืองจีน และมีส่วนร่วมในการกระชับความร่วมมืออันดี ตลอดจนมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Charnsitr / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/china-japan-nuclear-weapons/ Sun, 09 Aug 2026 08:39:19 +0000 https://thestandard.co/china-japan-nuclear-weapons/ ธงชาติจีนและญี่ปุ่นบนพื้นผิวที่แตกร้าว สื่อถึงความตึงเครียด

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางการญี่ปุ่นยุต […]

The post จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและญี่ปุ่นบนพื้นผิวที่แตกร้าว สื่อถึงความตึงเครียด

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางการญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยอ้างถึงผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า ประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ‘คัดค้าน’ การสะสมอาวุธและต้องการรักษา ‘หลักการปลอดนิวเคลียร์’ อย่างเคร่งครัด พร้อมเตือนให้หยุด ‘เล่นกับไฟ’ ในประเด็นนี้

 

หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนอ้างอิงผลสำรวจล่าสุดจากสมาคมวิจัยความคิดเห็นสาธารณะแห่งญี่ปุ่น (Japan Association for Public Opinion Research) ที่ระบุว่า ร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ‘สนับสนุน’ ให้ยึดมั่นในหลักการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ 3 ประการ นั่นคือ ไม่ผลิต ไม่ครอบครอง และไม่อนุญาตให้นำเข้าอาวุธนิวเคลียร์ และ ร้อยละ 77 ‘คัดค้าน’ แนวคิด ‘การแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์’ (Nuclear Sharing) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะอนุญาตให้สหรัฐอเมริกานำอาวุธนิวเคลียร์มาประจำการในญี่ปุ่น

 

จีนชี้ว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รักในสันติภาพและความรุ่งเรืองที่ได้มาอย่างยากลำบาก สวนทางกับท่าทีของเจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลญี่ปุ่นที่พยายามสนับสนุน ‘ทางเลือกนิวเคลียร์’ (Nuclear Option) และฝ่าฝืนหลักการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

 

จีนยังระบุว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดในญี่ปุ่นเป็นการแสดงออกถึงความทะเยอทะยานทางการทหารและการเมืองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือน ‘การนำอนาคตของประชากรญี่ปุ่นกว่า 100 ล้านคนไปเดิมพัน’

 

รัฐบาลจีนจึงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในการที่จะไม่ยอมรับ ผลิต ครอบครอง หรือแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และไม่ก้าวซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์โลกอันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์รักสันติภาพของประชาชน

 

แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันสั่ง อว. ตรวจสอบปมมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจีนส่อเอื้อทุนเทา-วีซ่าแฝง ชี้หากพบผิดดำเนินคดีทันที ไม่มีเลือกปฎิบัติ https://thestandard.co/university-chinese-students-gray-capital-visa/ Wed, 05 Aug 2026 09:32:47 +0000 https://thestandard.co/university-chinese-students-gray-capital-visa/ ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันนี้ (5 สิงหาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนันสั่ง อว. ตรวจสอบปมมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจีนส่อเอื้อทุนเทา-วีซ่าแฝง ชี้หากพบผิดดำเนินคดีทันที ไม่มีเลือกปฎิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันนี้ (5 สิงหาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกล่าวหาผ่านสื่อเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับนักศึกษาชาวจีนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน การดำเนินหลักสูตร และการขอวีซ่านักศึกษา เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนข้ามชาติหรือทุนเทาว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็นโดยเร็ว พร้อมประสานให้มหาวิทยาลัยชี้แจงข้อเท็จจริงและอำนวยความสะดวกแก่คณะผู้ตรวจสอบอย่างเต็มที่

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษาไทย รวมถึงการรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากผลการตรวจสอบพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบของกระทรวง จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ละเว้น เพื่อรักษามาตรฐานการอุดมศึกษาและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

 

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยจะเรียกข้อมูลจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลการรับสมัครและการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ข้อมูลการเข้าเมืองและการขอวีซ่านักศึกษา ตลอดจนรายละเอียดของหลักสูตรที่เปิดดำเนินการ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน

 

ทั้งนี้ หากเป็นหลักสูตรประเภท Degree ที่นำไปสู่การได้รับปริญญา จะตรวจสอบว่าการจัดการศึกษาสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษา หลักเกณฑ์การเปิดหลักสูตร และข้อกำหนดของกระทรวง อว. หรือไม่ ส่วนกรณีเป็นหลักสูตร Non-degree จะตรวจสอบว่าการดำเนินการเป็นไปตามแนวปฏิบัติและประกาศของกระทรวง อว. ที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการดำเนินงานในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรับนักศึกษาต่างชาติ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

 

“การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสาธารณชน สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการอุดมศึกษาไทย และยืนยันว่าการรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐาน และหลักธรรมาภิบาล หากพบข้อบกพร่องหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

The post ยศชนันสั่ง อว. ตรวจสอบปมมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจีนส่อเอื้อทุนเทา-วีซ่าแฝง ชี้หากพบผิดดำเนินคดีทันที ไม่มีเลือกปฎิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA https://thestandard.co/chinese-trucks-durian-illegal-gms-cbta/ Wed, 05 Aug 2026 07:48:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1238443 ภาพรถบรรทุกสินค้ากำลังขนส่งทุเรียนและมังคุด

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากกรณีที่มีการตรวจพบ ‘รถบรรท […]

The post ‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถบรรทุกสินค้ากำลังขนส่งทุเรียนและมังคุด

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากกรณีที่มีการตรวจพบ ‘รถบรรทุกสัญชาติจีน’ ลักลอบขับออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต โดยมุ่งหน้าลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ของประเทศไทย เพื่อรับซื้อผลไม้เศรษฐกิจอย่าง ทุเรียน และ มังคุด โดยตรง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

 

 
 

เหตุการณ์นี้ทำให้ กรมการขนส่งทางบก และ ตำรวจทางหลวง ต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยรถบรรทุกต่างชาติที่ฝ่าฝืนจะถูกแจ้งข้อหา ขับรถบรรทุกออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และจะถูกเปรียบเทียบปรับทุกครั้งที่ตรวจพบ

 

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมรถบรรทุกจีนถึงเข้ามาวิ่งในไทยได้? และข้อจำกัดที่แท้จริงคืออะไร? THE STANDARD ขอพาไปดูที่มาที่ไป และทำความเข้าใจ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS CBTA) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

 

ทำความรู้จัก GMS CBTA ปลดล็อกพรมแดน เชื่อมโยงเศรษฐกิจ

 

ความตกลง GMS CBTA (Cross-Border Transport Agreement) มีเป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีกลไกสำคัญ 7 ประการ

 

  • การปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน: ทำให้กฎหมายและขั้นตอนการข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศเรียบง่ายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย
  • การดำเนินพิธีการศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (Single Window Inspection: SWI): บูรณาการเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน (ศุลกากร, ตม., ปศุสัตว์, สาธารณสุข ฯลฯ) มาทำงานร่วมกันในจุดเดียว
  • การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (Single Stop Inspection: SSI): เจ้าหน้าที่ของ 2 ประเทศร่วมกันตรวจสอบ ณ จุดตรวจของประเทศขาเข้า ภายในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (CCA) เพื่อลดความซ้ำซ้อน
  • การกำหนดระบบการจราจรผ่านแดน (Transit Traffic Regimes): ยกเว้นการตรวจสินค้าทางกายภาพ ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันภาระภาษีศุลกากร (Customs bond) และงดเว้นภาษีขาเข้าสำหรับการเคลื่อนย้ายชั่วคราว
  • การแลกเปลี่ยนสิทธิการจราจร (Exchange of Traffic Rights): ภายใต้ระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) แต่ละประเทศสามารถออกใบอนุญาต (GMS Road Transport Permit) ให้รถบรรทุก/รถโดยสารของตนได้ สูงสุดประเทศละ 500 คัน โดยรถเหล่านี้สามารถวิ่งข้ามแดนและพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยว
  • การใช้เอกสารการนำเข้าชั่วคราว (Temporary Admission Document: TAD): ใช้แทนการวางเงินค้ำประกันศุลกากร เพื่อให้รถและตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกได้ง่ายขึ้น
  • การกำหนดมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานและพาหนะ: กำหนดสเปกยานพาหนะ ถนน สะพาน และป้ายจราจรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ทำไม ‘ลงใต้’ ถึงผิดกฎหมาย?

 

แม้ GMS CBTA จะเปิดกว้าง แต่ใน ระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) รถบรรทุกสัญชาติจีนได้รับอนุญาตให้ใช้ด่านพรมแดนเพียง 6 แห่ง และเดินรถได้จำกัดเพียง 9 เส้นทาง ซึ่งครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เท่านั้น ทั้งนี้ไม่มีเส้นทางใดเลยที่อนุญาตให้เดินรถลงสู่พื้นที่ภาคใต้ของไทย

 

หากกางแผนที่จุดผ่านแดนหลักของไทยที่เชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจ GMS จะประกอบด้วยด่านสำคัญ

 

  • ภาคเหนือ: ด่านเชียงของ, ด่านแม่สาย (เชียงราย) และด่านแม่สอด (ตาก)
  • ภาคอีสาน: ด่านมุกดาหาร, ด่านนครพนม, ด่านหนองคาย และด่านช่องเม็ก (อุบลราชธานี)
  • ภาคตะวันออก: ด่านอรัญประเทศ (สระแก้ว) และด่านหาดเล็ก (ตราด)

 

สำหรับ เส้นทางเดินรถทั้ง 9 เส้นทาง ที่รถบรรทุกจีนสามารถวิ่งได้ ประกอบด้วย:

 

ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Corridor: NSEC)

 

  • เส้นทางที่ 1 (R3A): คุนหมิง – ม่อหาน – บ่อเต็น – ห้วยทราย – ด่านเชียงของ – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 2 (R3B): คุนหมิง – เชียงรุ้ง – เชียงตุง – ด่านแม่สาย – กรุงเทพฯ (ปัจจุบันอนุญาตเฉพาะช่วง เชียงตุง-แม่สาย-กรุงเทพฯ)

 

ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor: EWEC)

 

  • เส้นทางที่ 3: เมาละแหม่ง – เมียวดี – ด่านแม่สอด – พิษณุโลก – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 4: มุกดาหาร – ด่านมุกดาหาร – สะหวันนะเขต – แดนสะหวัน – ลาวบาว – ดานัง

 

ระเบียงเศรษฐกิจใต้ (Southern Corridor: SEC)

 

  • เส้นทางที่ 5: กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – ด่านอรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ – วุงเต่า
  • เส้นทางที่ 6: กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง – ด่านอรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ – วุงเต่า

 

ระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งตอนใต้ (Southern Coastal Corridor)

 

  • เส้นทางที่ 7: กรุงเทพฯ – ตราด – ด่านหาดเล็ก – เกาะกง – กำปอต – คาเมา – นามคาน

 

เส้นทางเชื่อมโยงอื่น ๆ

 

  • เส้นทางที่ 8: นาเตย – อุดมไซย – หลวงพระบาง – เวียงจันทน์ – ท่านาแล้ง – ด่านหนองคาย – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 9: จำปาสัก – วังเตา – ด่านช่องเม็ก

 

ความตกลง GMS CBTA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เติบโตร่วมกัน แต่การที่ผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสฝ่าฝืนเงื่อนไข วิ่งออกนอกเส้นทางลงสู่ภาคใต้เพื่อรับซื้อผลไม้ตัดหน้าผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางการค้าภายในประเทศ

 

The post ‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? https://thestandard.co/china-ai-wave-thailand-readiness/ Wed, 05 Aug 2026 05:19:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1238336 ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก […]

The post ‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก ‘กระแสคลื่น AI จีน’ กำลังก่อตัวและถาโถมเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘การทูต AI’ (AI Diplomacy) อย่างเต็มรูปแบบ

 

 
 

ปัจจุบันจีนกำลังยกระดับตัวเองจากผู้ผลิตเทคโนโลยี (AI Producer) ขึ้นเป็น ‘ผู้กำหนดกติกา’ (Rule Shaper) ด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลก ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ และการก่อตั้งองค์การด้าน AI ระดับโลกที่เป็นรูปธรรมอย่าง ‘องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก’ (World Artificial Intelligence Cooperation Organization: WAICO)

 

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นทั้ง ‘โอกาสครั้งสำคัญ’ และ ‘โจทย์ท้าทาย’ ที่ยากจะหลีกเลี่ยงสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ว่าจะเลือกขยับตัวอย่างไรเพื่อป้องกันการเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ และยกระดับประเทศขึ้นในระบบนิเวศเทคโนโลยีใหม่ที่จีนกำลังพยายามก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกานี้

 

สีจิ้นผิงกับ ‘การทูต AI’

 

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นำ ‘การทูต AI’ มาใช้สร้างพันธมิตรในประชาคมโลก เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายหลัก นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ การผลักดัน AI ให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ และต่อต้านการผูกขาด รวมถึงการใช้ AI เป็นข้อเสนอทางการทูตใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจของจีน

 

ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า การทูตของจีนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการเน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น รถไฟ ถนน ท่าเรือ ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ไปสู่การเชื่อมโยงด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล มาตรฐานทางเทคโนโลยี และมาสู่การทูต AI ในท้ายที่สุด

 

จีนได้ปรับแนวคิดจาก ‘Made in China’ หรือ ‘Made by China’ มาเป็น ‘Build with China’ ซึ่งหมายถึงการที่จีนไม่ได้แค่นำ AI ของตนมาขาย แต่เข้าไปช่วยประเทศอื่นสร้าง AI หรือ AI Agent ของตนเองขึ้นมา

 

อาจารย์ชาดายังมองอีกว่า AI กำลังกลายเป็น ‘Soft Power’ รูปแบบใหม่ของจีน เพราะเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่คนทั่วโลก รวมถึงนักศึกษาในทวีปต่างๆ ต้องใช้งานทุกวัน โดยมีวิศวกรหรือคนเขียนโค้ดชาวจีนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ AI ระดับโลกหลายตัว

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน (Marco Chen) ที่ปรึกษาบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการด้านธุรกิจ กฎหมาย และดิจิทัลชั้นนำระดับโลกอย่าง Corporation Service Company (CSC) แสดงความเห็นผ่าน THE STANDARD ว่า อาจจะต้องระวังเล็กน้อยกับการเรียก AI ทั้งหมดว่าเป็น ‘Soft Power’ เพราะตัวเทคโนโลยีเองไม่จำเป็นต้องเป็น Soft Power แต่เมื่อ AI ทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่าเทคโนโลยีจีน ‘ใช้งานได้จริง ราคาเข้าถึงได้ และช่วยแก้ปัญหาได้’ ตรงนี้จะเริ่มกลายเป็น ‘อำนาจดึงดูด’ (Attraction) ซึ่งเข้าใกล้แนวคิด Soft Power มากขึ้น เมื่อต่างชาติเข้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย จะนำไปสู่การผูกพันในระบบนิเวศ (Ecosystem) ทางเทคโนโลยีของจีน ที่มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่การซื้อขายสินค้า

 

มาร์โก เฉินยังระบุว่า นอกเหนือจากการแข่งขันระหว่าง DeepSeek Vs ChatGPT ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพแทนของการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ บริษัทด้านเทคโนโลยี AI ของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, ByteDance, Tencent, Baidu, DeepSeek และ AI สตาร์ทอัพอื่นๆ ก็กำลังแข่งขันกันเองภายในจีนด้วย โดยเขามองว่า การแข่งขันภายในจีนนี่เองที่เป็นหนึ่งใน ‘เครื่องเร่งนวัตกรรมของจีน’ ในปัจจุบัน

 

WAICO: องค์การ AI โลก ภายใต้การนำของจีน

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับรายงานสรุปผลการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2026

 

โดยระบุว่า ในการเยือนครั้งนี้ผู้นำรัฐบาลของไทย ได้เข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026) ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งสีจิ้นผิงได้ประกาศจัดตั้งองค์การ AI โลกอย่าง WAICO ขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะให้โควตาฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 คนแก่ประเทศกำลังพัฒนา และเตรียมจัดตั้งศูนย์ประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศสำหรับอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยอย่างมาก

 

อนุทินยังได้แสดงความยินดีและสนับสนุนข้อริเริ่มของจีนในการจัดตั้งองค์การ WAICO โดยพร้อมร่วมมือกับจีนในการสร้างระบบ ‘ธรรมาภิบาล AI ระดับโลก’ ที่เปิดกว้าง ยุติธรรม และสมเหตุสมผล ทั้งยังกล่าวว่า การพัฒนา AI ควรอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน การปลดปล่อยศักยภาพ และการร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับความคิดริเริ่มของสีจิ้นผิง ที่มุ่งเน้นให้การพัฒนา AI มีความปลอดภัย ควบคุมได้ ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

โดยอนุทินและสีจิ้นผิง ‘เห็นพ้อง’ ที่จะยึดมั่นในความเปิดกว้าง และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ลดช่องว่างทางดิจิทัลผ่านความร่วมมือพหุภาคี และสร้างระบบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลร่วมกัน

 

WAICO มีสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกใต้ โดย 5 จากทั้งหมด 11 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกองค์การนี้แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยยังไม่ได้เข้าร่วมองค์การ WAICO ภายใต้การนำของจีน

 

THE STANDARD พูดคุยกับ อาจารย์ ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนและเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระแสคลื่น AI จีน และองค์การ WAICO

 

อาจารย์ภากรมองว่า จีนแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง และได้วางยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมีเป้าหมายค่อยๆ ลดช่องว่างและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้าน AI ภายในปี 2030 ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่า ‘มีการแบ่งขั้วแล้ว’ ระหว่าง 2 ค่ายยักษ์ใหญ่นี้ แม้จีนจะบอกว่า เป็นการพัฒนาแบบพหุภาคี (Multilateral) ที่ร่วมมือกันได้หมด แต่ความจริงคือ จีนกำลังเดินรอยตามสหรัฐฯในอดีต โดยพยายามสร้างและ ‘จัดระเบียบโลกด้านธรรมาภิบาล AI’ (Global AI Governance) ของตนเอง เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลางและคานอำนาจกับฝั่งตะวันตก

 

องค์การ WAICO เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ ของจีน ซึ่งจีนพยายามใช้ AI เป็นเครื่องมือทางการทูต โดยดึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ เข้ามาร่วมก่อตั้งองค์การนี้ เพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่า จีนคือผู้นำอย่างแท้จริงในกลุ่มประเทศเหล่านี้

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งองค์การ WAICO นั้น อาจารย์ภากรระบุว่า การที่ไทยยังไม่เข้าร่วมในทันที อาจเป็นเพราะว่าไทยต้องการ ‘การคานอำนาจ’ (Balancing) ระหว่างมหาอำนาจ เนื่องจากในความเป็นจริง ไทยก็ยังต้องพึ่งพาและมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกในมูลค่ามหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรคาดว่า ในอนาคตไทยมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมองค์การนี้ เพราะไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่ได้เป็นสมาชิกก่อตั้ง แต่ก็อาจสามารถอยู่ในสถานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ (Observer) หรือ ‘พันธมิตรหุ้นส่วน’ (Partner) ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ จีนก็ไม่ได้รอให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิกก่อน เพราะปัจจุบันทุนจีนได้เข้ามาเตรียมลงทุนสร้าง AI Data Center ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ชลบุรี และระยอง

 

โอกาส และความท้าทายของไทย ท่ามกลางคลื่น AI จีน

 

อาจารย์ชาดามองว่า การเข้ามาของกระแสคลื่น AI จีน ทำให้ไทยมีทางเลือกในการเป็น ‘ผู้บริโภค’ ที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นโอกาสที่ไทยจะดึงบริษัทจีนเข้ามาร่วมพัฒนา AI หรือทำวิจัยเพื่อฝึกฝนบุคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถทางด้าน AI เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน มองเห็นโอกาสจากสงครามราคา AI โดย ประเมินว่าการแข่งขัน AI ในปัจจุบันไม่ใช่แค่แข่งว่า “ใครมีโมเดลที่ฉลาดที่สุด” แต่เป็นการแข่งขันด้าน ความฉลาด (Intelligence) × ความเร็ว (Speed) × ต้นทุน (Cost) พร้อมกัน โดยทิศทางของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งกันสร้างโมเดล ไปสู่สงครามราคา และการนำ AI ไปติดตั้งใช้งานจริงในวงกว้าง นำไปสู่การเปลี่ยนคำถามครั้งสำคัญในโลกธุรกิจ

 

การปรากฏตัวของโมเดล AI จีนอย่าง DeepSeek, Qwen และ Kimi ได้สร้างมาตรฐานใหม่ที่ว่า AI ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเสมอไป หากโมเดลสามารถทำงานได้เก่งระดับ 90-95% ของโมเดลแนวหน้า แต่มีต้นทุนที่ถูกกว่าหลายเท่า ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก นี่จึงเป็นโอกาสทองที่องค์กรในไทยจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในราคาที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เร็วที่สุด เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่แข่งขันกันว่า “ใครสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมได้เร็วกว่ากัน”

 

เมื่อ AI ราคาถูกลง องค์กรจะไม่ถามว่า “ควรใช้ AI หรือไม่” แต่จะถามว่า “จะเอา AI ไปแทรกในกระบวนการทำงานตรงไหนได้บ้าง” มาร์โกมองว่า โอกาสของภาคธุรกิจและภาครัฐไทยคือ การนำ AI ราคาถูกเหล่านี้ไปใช้เพื่อจัดการงานที่เป็นลำดับขั้นตอนและมีปริมาณมหาศาล (Complete Multi-Step Workflows at Scale) เช่น ระบบบริการลูกค้า การวิเคราะห์เอกสาร การแปลภาษา งานบัญชี โลจิสติกส์ และการศึกษา แทนที่จะใช้เป็นแค่แชตบอตถาม-ตอบทั่วไป

 

ส่วนประเด็นเรื่องความท้าทายในมุมมองของอาจารย์ชาดานั้น ปัญหาหลักคือ คนไทยเป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ (User) แต่ไม่เคยเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เมื่อเทียบกับระบบการศึกษาในทั้งสองประเทศ จีนมุ่งเน้นพัฒนา Soft Skill ให้เด็กกล้าตั้งคำถามและถกเถียง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการป้อนคำสั่ง Prompt ให้ AI ในขณะที่เด็กไทยส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการตั้งคำถาม และมักใช้ AI เป็นเพียงแชตบอตไว้คุยเล่นหรือดูดวง มากกว่าที่จะใช้เพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือเขียนโค้ด

 

ปัจจุบันประเทศจีนได้พัฒนาจากประเทศที่เคยรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นในยุคทศวรรษ 1980s มาสู่การเป็นผู้สร้าง และกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้กำหนดกติกา AI ของโลก

 

มาร์โก เฉินยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ปัจจุบันกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติกลับเทน้ำหนักไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและสิงคโปร์มากกว่า สาเหตุสำคัญมาจากประเทศเหล่านั้นมีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลและระบบที่ตรงไปตรงมา ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านภาพลักษณ์จากกระแส ‘ธุรกิจสีเทา’ ซึ่งทำให้กลุ่มนักลงทุนรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมอาจมีความเสี่ยงในการลงทุน

 

ด้านอาจารย์ภากร ยังมองว่า หาก AI จีนเข้ามาทำตลาดด้วยราคาที่ถูกและเข้าถึงง่าย (Low Cost / Open Source) จะมีความเสี่ยงที่สตาร์ทอัพไทยอาจจะพึ่งพาจีนมากเกินไป คล้ายกับกรณีอุตสาหกรรม EV ที่จีนใช้กลยุทธ์ข้อได้เปรียบด้านราคา (Absolute Advantage) เข้ามาเจาะตลาดแข่งกับเจ้าอื่นๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

 

ไทยควรรับมือกับ ‘คลื่น AI จีน’ อย่างไร

 

อาจารย์ภากรเสนอว่า ทางออกคือ ไทยไม่จำเป็นต้องต่อต้านคลื่น AI จีน แต่ต้อง ‘รักษาสมดุล’ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากทั้งจีนและตะวันตก ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างผู้ประกอบการและสร้างโมเดล AI ของตนเอง เพื่อไม่ให้ขาดดุลทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในอาเซียนที่ก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้

 

อาจารย์ยังได้เผยถึงข้อมูลเชิงลึกจากการเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายคลังสมองอาเซียน-จีน (Network of ASEAN-China Think Tanks: NACT) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประชุม World AI ที่เซี่ยงไฮ้ โดยเป็นการพูดคุยในมิติของการกำกับดูแลดิจิทัล (Digital Governance) และการกำกับดูแลธรรมาภิบาล AI (AI Governance)

 

อาจารย์พบว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เริ่มมีการวางนโยบายที่ชัดเจนและจริงจังแล้วว่าจะร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนอย่างไรในด้าน AI โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีการจัดทำแผนงานและแผนแม่บท (Master Plan) รองรับอย่างเป็นระบบว่า ตนเองจะนำระบบ AI เข้าไปเชื่อมโยงกับอาเซียนและจีนอย่างไร อีกทั้งยังใช้วิธีบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ยอมปล่อยให้เรื่องของ AI เป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัล (DE) หรือกระทรวง ICT เพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมือนกับการทำงานแบบไซโล (Silo) อย่างในอดีตที่ต่างคนต่างทำ แยกกันทำงานอย่างชัดเจน

 

อาจารย์ภากรมองว่า ไทยยังคงขาดการวางนโยบายและแผนการเชื่อมโยงที่เป็นเอกภาพ รวมถึงยังขาดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเหมือนอย่างที่อินโดนีเซียทำ ไทยจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง และต้องเร่งวางนโยบาย กฎระเบียบ เพื่อให้ไทยสามารถรับประโยชน์และถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากทุนจีนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียง ‘ผู้ให้เช่าที่ดิน’ หรือเป็นแค่ ‘ทางผ่าน’ ของการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องมีการตั้งเงื่อนไขที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น การตั้งศูนย์วิจัยในไทย การจ้างนักวิจัยชาวไทย การร่วมพัฒนาโมเดล AI และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไทยเป็นเจ้าของร่วมด้วย

 

อาจารย์ยังเสนอแนะว่า การตั้ง Data Center ใช้พลังงานสูงและมีผลต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลควรจัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้ชัดเจนว่า พื้นที่ใดเหมาะสมและปลอดภัย เช่นเดียวกับจีนที่นำ Data Center ไปตั้งในเขตภูเขาตะวันตก เพื่อใช้พลังงานสะอาด และเลี่ยงพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทั้งยังจะต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน (Upskill / Reskill) รวมถึงพัฒนาบุคลากรเฉพาะกลุ่ม (Segment) อย่างชัดเจน ทั้งการต่อยอดให้กับผู้เชี่ยวชาญ AI เดิม และการสอนผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพอื่นให้นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในสายงานของตน (Domain Expert) รวมถึงการที่ไทยต้องสร้าง AI ของตัวเอง เพื่อนำไปต่อยอด ‘จุดแข็ง’ เดิมของประเทศ เช่น ด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว

 

‘สอดคล้อง’ กับความเห็นของอาจารย์ชาดาที่มองว่า ไทยต้องนำ AI มาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและมีเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเอง ควรเรียนรู้จากจีนที่นำ AI มาผูกกับชีวิตประจำวันของคนได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไทยต้องกลับมาทบทวนความพร้อมของตัวเองก่อนว่า ระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และบุคลากรของเราพร้อมที่จะไปร่วมพัฒนา AI ในระดับนั้นแล้วหรือไม่ ไทยต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องเล่นบทบาทในการเป็น ‘สะพานเชื่อม’ (Bridge) ระหว่างจีน ตะวันตก และอาเซียน ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

 

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนไทยยังคงใช้ AI เป็นเพียงแค่แชตบอต อีก 10 ปีข้างหน้าเราก็จะยังเป็นแค่ ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ต่อไป ไทยต้องถอดบทเรียนจากจีน ที่เมื่อกว่า 40 ปีก่อนเคยเป็นเพียงประเทศยากจนที่ต้องรับเทคโนโลยีจากต่างชาติ แต่ปัจจุบันจีนสามารถยกระดับเป็นผู้ผลิต ผู้สร้าง และผู้กำหนดกติกาโลกได้

 

เป้าหมายสำคัญ ‘ไม่ใช่’ การปรับตัวเพื่อเป็นแบบจีน แต่เพื่อเปลี่ยนตัวเองจาก ‘ผู้ใช้’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เด็กไทยรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมให้ได้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Reuters / Shutterstock

 

The post ‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร https://thestandard.co/us-china-ban-data-center-equipment/ Wed, 05 Aug 2026 05:14:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1238332 ภาพอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลใน Data Center

เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะ […]

The post เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลใน Data Center

เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา (FCC) กำลังร่างมาตรการแบนการนำเข้าอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รุ่นใหม่จากจีน

 

 
 

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ ‘อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัล’ (Optical Transceivers) ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วแสงผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงภายใน Data Center โดยเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า จะประกาศใช้มาตรการแบนนี้ภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการร่างและอาจถูกปรับเปลี่ยนหรือระงับในภายหลังได้

 

การร่างมาตรการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ FCC ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

สหรัฐฯ เตรียมสั่งแบนอุปกรณ์ Data Center จีน เพราะอะไร

 

Data Center ของสหรัฐฯ เป็นสถานที่จัดเก็บและรันชิปสำคัญที่ใช้สำหรับฝึกฝนโมเดล AI รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทั้งยังมองว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณเหล่านี้มีความเสี่ยง โดยอาจเปิดโอกาสให้บริษัทจีนสามารถขโมยข้อมูล ติดตั้งมัลแวร์ หรือขัดขวางการทำงานของ Data Center ในสหรัฐฯ ได้

 

ดิฟยานช์ คอชิก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย AI จาก Beacon Global Strategies ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ระบุว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลนั้น ‘มีความเสี่ยงอย่างแน่นอน’ พร้อมชี้แนะว่า ในขณะที่การก่อสร้าง Data Center กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่า ซัพพลายเชนของ Data Center มีความปลอดภัยมาตั้งแต่เริ่มต้น

 

อีกทั้งยังมีแรงกระเพื่อมจากกลุ่ม ‘China Hawks’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ‘สายเหยี่ยวต่อจีน’ ในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวคิดแข็งกร้าวและผลักดันนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการยกกรณีศึกษาของ Huawei มาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าในอดีตอุปกรณ์ของ Huawei เคยเข้าไปฝังลึกในโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ จนทำให้การรื้อถอนในภายหลังทำได้ล่าช้า มีค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ พวกเขาจึงผลักดันให้ต้องรีบสกัดกั้นอุปกรณ์ Data Center รุ่นใหม่ของจีนในทันทีก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

 

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลด้านความก้าวหน้าของจีนในด้าน AI, การผลิตชิป และหุ่นยนต์ ทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนและสร้างความกังวลด้านความมั่นคงและซัพพลายเชนให้แก่สหรัฐฯ อีกด้วย

 

หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไร?

 

หน่วยงานวิจัยอย่าง Counterpoint Research เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดที่ระบุว่า บริษัท Zhongji Innolight ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขายอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลสำหรับ Data Center ทั่วโลกสูงที่สุดถึง 27% และมีรายได้ที่พึ่งพาตลาดนอกประเทศสูงถึง 90% อีกทั้งบริษัทนี้เพิ่งถูกจัดอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจีนโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนในอนาคต มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทนี้โดยตรง

 

ขณะที่รายงานจาก Foundation for American Innovation (FAI) ชี้ว่า ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Coherent และ Lumentum ยังขาดกำลังการผลิต (Scale) ที่จะเข้ามาแทนที่คู่ค้าจากจีนได้ทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านกำลังการผลิตทดแทนตามมาในสหรัฐฯ

 

อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้บริษัทคลาวด์ของสหรัฐฯ อีกด้วย โดยบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web Services (AWS) อาจเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้ผู้ผลิตรายอื่น เช่น Coherent หรือ Lumentum ของสหรัฐฯ แทน

 

มาตรการแบนนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ประเทศอื่นๆ โดย FCC มีแผนที่จะประกาศแบนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรุ่นใหม่ทั้งหมดก่อน แล้วจึงจะทยอยยกเว้นข้อจำกัดให้กับผู้จัดจำหน่ายจากประเทศอื่นที่ไม่ได้มาจากจีนในภายหลัง

 

ส่วนท่าทีและการตอบโต้จากรัฐบาลจีนนั้น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรหยุดใส่ร้ายและข่มขู่บริษัทจีน พร้อมเตือนว่า จีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อการกระทำใดๆ ที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: Tayibaa / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ จี้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจ ปมดรามาสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำอย่าซ้ำเติมความขัดแย้ง https://thestandard.co/sihasak-china-ambassador-suvarnabhumi-drama/ Wed, 05 Aug 2026 04:47:21 +0000 https://thestandard.co/sihasak-china-ambassador-suvarnabhumi-drama/ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (5 สิงหาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตร […]

The post สีหศักดิ์ จี้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจ ปมดรามาสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำอย่าซ้ำเติมความขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (5 สิงหาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 20 คน ถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง และมีภาพเจ้าหน้าที่ประจำสนามบินของไทยแสดงพฤติกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้าข่ายเหยียดเชื้อชาติ จนกลายเป็นประเด็นร้อน ว่า เรื่องนี้หลัก ๆ แล้วต้องสอบถามกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

 

ส่วนในมิติของกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ระบุว่า ประเทศไทยต้องการให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามีความรู้สึกที่ดี ทั้งระหว่างพำนักในประเทศไทยและเมื่อเดินทางกลับประเทศ ขณะที่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอำนวยความสะดวกให้เป็นไปอย่างราบรื่น

 

เมื่อถามว่า ควรมีการทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวชาวจีนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกฎระเบียบของประเทศไทยหรือไม่ สีหศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า ตนเคยหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นอ่อนไหว ดังนั้นเอกอัครราชทูตควรออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงปกป้องผลประโยชน์ของฝ่ายจีนเท่านั้น เพราะในฐานะเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่าย พร้อมระบุว่า

 

“ดังนั้น การแถลงของท่านทูตก็ต้องคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของท่านด้วย ไม่ใช่ไปซ้ำเติมกระแสความขัดแย้ง ผมเชื่อว่าท่านทูตก็เข้าใจ เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีน ที่ต้องทำหน้าที่รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ”

The post สีหศักดิ์ จี้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจ ปมดรามาสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำอย่าซ้ำเติมความขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร https://thestandard.co/china-military-taps-us-ai/ Sat, 01 Aug 2026 07:46:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1237165 ภาพระบบควบคุมโดรนและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เอกสารทางวิชาการและสิทธิบัตรของจีนมากกว่า 80 ฉบับ ที่ผ่ […]

The post Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระบบควบคุมโดรนและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เอกสารทางวิชาการและสิทธิบัตรของจีนมากกว่า 80 ฉบับ ที่ผ่านการตรวจสอบโดยสำนักข่าว Reuters เผยให้เห็นข้อมูลสำคัญที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนว่า นักวิจัยในสังกัดกองทัพจีนกำลังดึงผลลัพธ์และระบบการคิดจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับท็อปของสหรัฐฯ ทั้งจาก OpenAI และ Anthropic เพื่อนำมาฝึกฝนระบบ AI ภายในประเทศ หวังใช้เป็น ‘ทางลัด’ ในการยกระดับศักยภาพทางกลาโหม ตลอดจนลดช่องว่างกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการปิดกั้นการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงและเทคโนโลยีระดับยุทธศาสตร์อย่างเข้มงวดจากรัฐบาลวอชิงตัน

 

 
 

Model Distillation ทางลัดถอดกระบวนการคิด AI ตะวันตก

 

รายงานพิเศษโดย Reuters เผยว่า วิธีการที่จีนใช้คือ ‘Model Distillation’ หรือเทคนิคการนำผลลัพธ์และกระบวนการตอบของโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าที่มีพลังประมวลผลสูง (teacher model) มาเป็นต้นแบบในการฝึกฝน AI ขนาดเล็กที่ลงลึกเฉพาะทาง ทำให้จีนสามารถนำ AI ไปติดตั้งและใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรคำนวณมหาศาลเหมือนกับการพัฒนาโมเดลขั้นสูงระดับแนวหน้า (frontier AI) ขึ้นมาจากศูนย์

 

ซันนี เชิง นักวิจัยจาก Jamestown Foundation ในวอชิงตัน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมและวิเคราะห์เอกสารงานวิจัยเหล่านี้ ระบุว่า สิ่งที่กองทัพจีนต้องการไม่ใช่แค่คำตอบ แต่เป็นการแกะกลไกการวิเคราะห์เหตุผลเชิงตรรกะ (reasoning) ของ AI ฝั่งตะวันตก เพื่อนำไปใช้ในระบบสอดแนม สงครามไซเบอร์ และการตัดสินใจทางยุทธวิธี

 

“การสอนให้โมเดลตอบคำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสอนให้มันเข้าใจกระบวนการคิดเบื้องหลังคำตอบนั้นยากกว่ามาก เอกสารเหล่านี้ชี้ชัดเจนว่านักวิจัยกองทัพจีนกำลังถ่ายโอนกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะจากโมเดลตะวันตก ไปสู่ระบบขนาดเล็กที่พวกเขาสามารถรันและควบคุมได้เองภายในประเทศ” เชิงกล่าว

 

สู่การใช้งานจริง ตั้งแต่การเฝ้าระวังไปจนถึงยุทธการทางทหาร

 

ผลการตรวจสอบเอกสารวิชาการและกรณีศึกษาทางทหารมากกว่า 20 กรณี พบตัวอย่างการนำไปปรับใช้ในภารกิจจริง อาทิ

 

เฝ้าระวังโซเชียลมีเดีย: North University of China ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมอาวุธจีน ได้นำ Claude 3 Haiku ของ Anthropic มาสร้างชุดข้อมูลสังเคราะห์ เพื่อฝึกโมเดลจำแนกข้อความสำหรับการคัดกรองเนื้อหาและเฝ้าระวังบนโลกออนไลน์

 

วิเคราะห์ซอร์สโค้ดชั้นลับ: เอกสารของนักวิจัยจากหน่วย PLA 96941 ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองทางทหารและสงครามไซเบอร์ในปักกิ่ง ระบุว่า เนื่องจาก AI นอกประเทศไม่ปลอดภัยสำหรับข้อมูลลับ พวกเขาจึงใช้ GPT-3.5 ของ OpenAI ช่วยวิเคราะห์และสรุปซอร์สโค้ดทางทหาร จากนั้นนำข้อสรุปไปใช้ฝึกฝนโมเดลภายใน เพื่อให้ระบบทั้งหมดรันอยู่บนเครือข่ายปิดของกองทัพจีนได้อย่างสมบูรณ์

 

โดรนอัจฉริยะแบบออฟไลน์: นักวิจัยจาก National University of Defense Technology ใช้เทคนิค Model Distillation ย่อขนาด AI ประมวลผลภาพ เพื่อนำไปติดตั้งบนโดรน ช่วยให้โดรนสามารถประมวลผลวิดีโอแบบสด ๆ นำทาง และชี้เป้าหมายได้แบบเรียลไทม์ แม้ในสภาวะที่สัญญาณการสื่อสารถูกตัดขาด

 

ยุทธการทางทะเลจำลอง: สถาบัน Academy of Military Sciences นำเทคนิคนี้ไปรันโมเดลจดจำเป้าหมายบนฮาร์ดแวร์เชิงยุทธวิธี เพื่อใช้สั่งการในภารกิจจำลองยุทธการทางทะเลร่วมระหว่างโดรน เรือรบ และเรือดำน้ำไร้คนขับ

 

ชนวนขัดแย้งใหม่จีน-สหรัฐฯ 

 

ประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่การดึงข้อมูลเพื่อย่อขนาดโมเดล ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรม แต่เป็นเรื่องของการดึงข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน ว่าด้วยการกำกับดูแลและความปลอดภัยของ AI โดยสหรัฐฯ มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการดึงความสามารถของโมเดลอเมริกาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขัดต่อมาตรการควบคุมการส่งออกและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

 

ขณะที่ฝ่ายจีนออกมายันว่า วอชิงตันกำลังแสวงหา ‘ความเป็นใหญ่’ ทาง AI และโต้กลับว่าบริษัทสหรัฐฯ ก็ทำไม่ต่างกัน นอกจากนี้ สตาร์ตอัปจีนอย่าง Moonshot ก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าโมเดล Kimi K3 ของตนสร้างมาจากเทคนิค Model Distillation โดยยืนยันว่าเกิดจากนวัตกรรมที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

 

ด้านบริษัท Anthropic ออกมาชี้แจงว่า ไม่เคยเปิดให้บริการ Claude เชิงพาณิชย์ในจีน หรือเปิดทางให้บริษัทที่ควบคุมโดยรัฐบาลปักกิ่งเข้าถึงและใช้งานโมเดลของบริษัท พร้อมเตือนว่าโมเดลที่ถูกสกัดข้อมูลออกไปอาจสูญเสียกลไกความปลอดภัยเดิม จนเปิดช่องให้ขีดความสามารถที่เป็นอันตรายตกไปอยู่ในมือของระบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

 

ข้อจำกัดของ ‘ทางลัด’

 

จีนขานรับและนำเทคนิค Model Distillation มาใช้อย่างจริงจัง เนื่องจากต้องการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในด้าน AI ขั้นสูง ขณะที่ประเทศยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรประมวลผล อันเนื่องมาจากมาตรการควบคุมการส่งออกชิประดับไฮเอนด์ของวอชิงตัน โดยรัฐบาลกลางและท้องถิ่นของจีนได้จัดสรรเงินอุดหนุนและทุนวิจัยไปยังเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้โมเดล AI สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่มีพลังประมวลผลจำกัดอย่างโดรนหรือดาวเทียมได้ เช่น model lightweighting และ edge computing

 

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทำ Model Distillation ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยในมุมมองด้านความมั่นคง นักวิจัยจาก Army Engineering University ของจีนเองก็เริ่มแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงจากวิธี ‘Data-free distillation’ หรือการวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อดึงขีดความสามารถของโมเดลโดยไม่ต้องเข้าถึงพารามิเตอร์หลัก ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามแกะรอยตรรกะที่ซ่อนอยู่จากผลลัพธ์ที่อาจหลุดออกไปสู่สาธารณะได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้ โมเดลที่ถูกย่อขนาดจะรับเอามาเฉพาะขีดความสามารถที่เลือกไว้เท่านั้น และไม่สามารถเลียนแบบสติปัญญาทั้งหมดของโมเดล AI ขั้นสูง ซึ่งเทรเวอร์ โคเวอร์โก ผู้ร่วมก่อตั้ง Sapien บริษัทข้อมูล AI ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โมเดลที่ผ่านการกลั่นกรองยังคงมีขีดความสามารถต่ำกว่าโมเดลต้นแบบ 

 

“อธิบายได้เข้าใจง่ายๆ ว่า มันคือการดึงเอาเฉพาะขีดความสามารถบางอย่างไปใส่ไว้ในระบบที่ราคาถูกลงและควบคุมเองได้ในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพในการสร้าง AI ระดับแนวหน้าได้ด้วยตนเอง” เขากล่าวสรุป

 

ภาพ: tuzla via ShutterStock

 

อ้างอิง:

The post Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน https://thestandard.co/china-new-jobs-economy-future/ Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1236857 ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไห […]

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไหน วิธีที่ง่ายและชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือลองเปิดดู ‘บัญชีรายชื่ออาชีพใหม่’ ที่รัฐบาลจีนประกาศล่าสุด

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน (MHRSS) ได้ออกประกาศรายชื่ออาชีพใหม่ 12 อาชีพ และประเภทงานใหม่อีก 22 รายการสำหรับปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของพญามังกรท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘ไฮเทค’ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารจัดการ “แรงงานสูงวัย” ที่กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในอนาคตของจีนด้วยจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

หากพิจารณาจากรายชื่ออาชีพใหม่และประเภทงานใหม่ จะพบ 3 สัญญาณสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงานจีนไปตลอดกาลครับ

 

สัญญาณแรกคือ การเข้าสู่ยุค ‘Digital Twin’ และ ‘Physical AI’ อาชีพใหม่กลุ่มแรกในประกาศคือ ‘กลุ่มคนทำงานเชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ’ จีนกำลังขยับจากการเป็น ‘โรงงานของโลก’ แบบเดิม ไปสู่การเป็น ‘โรงงานอัจฉริยะ’ ที่ตัวโรงงานตั้งอยู่ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือนพร้อมกัน

 

อาชีพใหม่ที่น่าสนใจมากคือ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรมดิจิทัลทวิน’ (Digital Twin Engineering Technicians) หน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างแบบร่างจำลองของสิ่งของในโลกจริงขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สะพาน หรือโครงข่ายท่อระบายน้ำในเมือง เพื่อจำลองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ

 

นอกจากนี้ ในรายการยังมีอาชีพ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิคการเทรนหุ่นยนต์’ (Embodied AI Robot Application Technicians) คนในอาชีพนี้ต้องทำหน้าที่ฝึกสอนให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกทางกายภาพ เช่น การแยกแยะพัสดุในโกดัง หรือการปรับตัวให้เข้ากับฝูงชนในห้างสรรพสินค้า

 

สัญญาณนี้ชัดเจนมากครับว่า จีนไม่ได้มองดิจิทัลเป็นเพียงเรื่องของ ‘ซอฟต์แวร์’ อีกต่อไป แต่คือการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมกระบวนการผลิตและบริการใหม่ทั้งหมดโดยการเชื่อมโลกเสมือนเข้ากับโลกกายภาพ

 

สัญญาณที่สองคือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low Altitude Economy) และ ‘เศรษฐกิจสีเงิน’ (Silver Economy)

 

ในรายการอาชีพใหม่ปี 2026 เราเริ่มเห็นอาชีพอย่างพนักงานโลจิสติกส์การบินต่ำ และผู้จัดการระบบเครือข่ายอัจฉริยะสำหรับการบินต่ำ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับยุคโดรนส่งสินค้าและแท็กซี่บินได้

 

ส่วน ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวกับ ‘ไฮโดรเจน’ ทั้งการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงและการควบคุมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพลังงานระยะยาวของประเทศจีน

 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ ‘นักออกแบบเพื่อการปรับปรุงพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ’ นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของการที่จีนพยายามเปลี่ยน ‘วิกฤตสังคมสูงวัย’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือคือการสร้างงานใหม่ใน ‘Silver Economy’ นั่นเอง

 

สัญญาณที่สามจากประกาศใหม่ของรัฐบาลจีนคือ การคุ้มครองแรงงานสูงวัย ท่ามกลางการเปิดตัวอาชีพไฮเทค จีนยังได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานที่เกินเกณฑ์เกษียณอายุ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจีนต้องหันมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้? เหตุผลตรงไปตรงมาก็คือ จีนต้องการดึงดูดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (กลุ่ม “Young-old” ประมาณ 150 ล้านคน) กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยน ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ให้กลายเป็น ‘พลังการผลิตใหม่’ เพื่อเพิ่มรายได้และการบริโภคให้คนกลุ่มนี้

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การบังคับให้บริษัทต้องทำสัญญาจ้าง มีสวัสดิการ และจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำให้แรงงานสูงวัย ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองคนแก่เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพื้นที่งานของคนหนุ่มสาวด้วย

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าบริษัทจ้างคนเกษียณได้ในราคาถูกมากโดยไม่มีสวัสดิการ ตลาดจะเลือกจ้างแต่คนแก่จนเบียดบังโอกาสของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การเพิ่มต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุ จึงเป็นการสร้างจุดสมดุล (Balance Point) ไม่ให้ต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุกับหนุ่มสาวแตกต่างกันเกินไปด้วย

 

ดังนั้น จากภาพรวมของอาชีพใหม่และกฎระเบียบแรงงานใหม่ข้างต้น จึงส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการกล่าวคือ จีนกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ผสานกายภาพกับโลกเสมือน อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างโดรนและ AI กำลังลงลึกไปถึงระดับทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ และจีนกำลังเตรียมระบบนิเวศเพื่อรองรับ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในฐานะผู้บริโภคและแรงงานศักยภาพสูง

 

บัญชีอาชีพใหม่ของจีนจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงานทั้งระบบว่า อาชีพเก่าหลายๆ อย่างกำลังค่อยๆ หายไป แต่ก็กำลังมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

 

กุญแจสำคัญคือระบบการศึกษาปรับตัวได้ทันในการผลิตคนป้อนเข้าสู่อาชีพใหม่ๆ เหล่านี้หรือไม่ และคนในอาชีพเดิมเองพร้อมเรียนรู้ใหม่เพื่อคว้าโอกาสในอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญ นี่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับ ‘แรงงานผู้สูงวัย’ ด้วยในการหวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเทคโนโลยีมากมายในยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายแม้กำลังวังชาจะอ่อนแรงลง เพียงอยู่ที่ว่าผู้สูงวัยเหล่านี้พร้อมที่จะเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือไม่

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ https://thestandard.co/us-china-robot-ban/ Thu, 30 Jul 2026 08:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1236535 ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โ […]

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจากจีนเป็นหลัก แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

 
 

สถานการณ์ตลาดปัจจุบันนี้ จีนถือเป็นเจ้าตลาดและผู้ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุด โดยครอบครองสัดส่วนการจัดส่งทั่วโลกสูงถึง 85-90% ในขณะที่บริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI ยังคงประสบปัญหาเรื่องการเริ่มต้นสายการผลิตแบบจำนวนมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คำสั่งแบนนี้จะมีผลกระทบ ‘น้อยมาก’ ในระยะยาว เพราะจีนมีฐานการผลิตที่ใหญ่ ลดต้นทุนได้เร็ว และบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มเบนเข็มไปทำตลาดในยุโรปแทนแล้ว

 

Omdia เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านความสามารถในการผลิตที่ชัดเจนมาก โดยระบุว่าจากยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกประมาณ 15,000 ตัวในปี 2025 บริษัทจีนอย่าง Unitree และ AGIBOT จัดส่งได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อบริษัท ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI สามารถจัดส่งได้เพียงหลักร้อยตัวหรือน้อยกว่านั้น

 

ทางด้านองค์กร Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

ทำไม สหรัฐฯ ถึงสั่งแบนหุ่นยนต์จากจีน?

 

  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการจารกรรม

 

รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลว่าหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจลักลอบเก็บข้อมูล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีหรือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลต่างชาติใช้ เพื่อสอดแนมชาวอเมริกัน หรือแม้กระทั่งเข้ายึดและควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล

 

อีกทั้งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของจีนอย่าง Unitree มีความเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพจีน ส่งผลให้บริษัทถูกรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า เป็นความเสี่ยงและถูกสั่งห้ามทำสัญญาใดๆ กับกระทรวงกลาโหม

 

  • ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ

 

FCC กังวลว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ต่างชาติ ทั้งหุ่นยนต์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ จะเป็น ‘จุดอ่อนของห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งสามารถถูกโจมตีทางไซเบอร์ สั่งปิดการทำงาน หรือคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและเศรษฐกิจได้

 

  • การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

คังยู่เซียว หลี่ นักวิเคราะห์จาก Morningstar บริษัทวิจัยและจัดอันดับทางการเงินระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลอย่างมากในโลกการลงทุน มองว่า นี่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการปกป้องบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ไม่ให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา (Price Competition) เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถขยายขนาดการผลิตและลดต้นทุนได้เร็วกว่าคู่แข่งทั่วโลกมาก

 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การสั่งแบนนี้จะไม่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนยังมีฐานการผลิตในประเทศที่ใหญ่มากและมีตลาดส่งออกอื่นๆ รองรับ

 

  • การรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสถานะความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี AI และต้องการชะลอการพัฒนาทางทหารของจีน ประกอบกับเทคโนโลยี AI ของจีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ซูเมน มอนดอล นักวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Counterpoint Research ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาของการสั่งแบนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนหลายราย รวมถึง Unitree กำลังเตรียมตัวเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้ ซึ่งการ ‘สกัดดาวรุ่ง’ นี้จะสร้างผลประโยชน์อย่างมากให้กับบริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla, Figure และ Boston Dynamics

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ กำลังนำเรื่องความมั่นคงของชาติมาใช้เป็น ‘ข้ออ้างเกินจริง’ เพื่อกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้า พร้อมเตือนว่า ทางการจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: IM Imagery / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? https://thestandard.co/thailand-china-22-balance/ Sat, 25 Jul 2026 09:52:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1235076 ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐม […]

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรอบนี้ มีการเซ็น MoU หลายฉบับและเกิดกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ อวกาศ ไปจนถึงความมั่นคง แต่ที่อยู่ในสปอตไลต์และมีการตั้งคำถามตามมา คือ กลไก ‘2+2’ ซึ่งเป็นเวทีประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีนและไทย

 

 
 

เพจไทยคู่ฟ้าระบุว่า เป็นการเสนอจากฝ่ายไทย เพื่อให้เป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กลไกนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน

 

ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมองเห็นความจำเป็นของการที่จีนและไทยต้องรักษาการติดต่อระดับสูงอย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์แบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามตามมาว่ากลไกนี้จะยิ่งผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้นหรือไม่? ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งกับกัมพูชา ตลอดจนบริบทที่ญี่ปุ่นกำลังแสดงบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

หน้าที่กลไกใหม่นี้คืออะไร ทำไมต้องมี 2+2 ในเวลานี้ มีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์เบื้องหลังหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบผ่านมุมมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

2+2 คืออะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล เพราะกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมเป็นกรอบปกติที่หลายประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อประสานการทำงานข้ามกระทรวงอยู่แล้ว ไทยกับสหรัฐฯ ก็มีกลไกแบบนี้มาหลายปีแล้ว

 

ข้อมูลที่ THE STANDARD ได้รับจากกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ‘2+2’ ที่เพิ่งจัดตั้งคือกลไกการทำงานและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมชองไทยและจีน ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่ม โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายกับที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

 

การหารือในกรอบนี้จะครอบคลุมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศ เช่น โครงการความร่วมมือ การฝึก การศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไปจนถึงการปฏิบัติการร่วม ในภารกิจต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

 

สำหรับองค์ประชุมนั้น กระทรวงกลาโหมให้ข้อมูลว่า โดยทั่วไปจะจัดในรูปแบบกรรมการ มีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงเป็นประธาน มีผู้แทนด้านนโยบายและแผนเป็นฝ่ายเลขาฯ และผู้แทนที่มีบทบาทสำคัญ (key man) ของหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กระทรวงนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศจะนำแนวทางนโยบายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการหารือไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

 

กับคำถามว่าการประชุม 2+2 จะเกิดขึ้นเมื่อไร พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ยังต้องผ่านการหารือของฝ่ายเลขาฯ ของทั้งสองประเทศก่อน ส่วนการมาเยือนไทยของต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีนช่วงสุดสัปดาห์นี้ ยังไม่ถือเป็นการประชุมในกรอบ 2+2

 

ความจำเป็นของ 2+2 ทำไมต้องมี?

 

ประโยชน์ที่เห็นได้จากกลไกนี้ กระทรวงกลาโหมระบุว่า ด้วยหน้าที่ของมันจะเป็นการบูรณาการงานของกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการทำงานร่วม โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายนำ ซึ่งหัวใจสำคัญคือเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมี ‘การต่างประเทศนำการทหาร’

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า กลไกนี้จะช่วยแก้ปัญหาการทำงานแบบแท่งแยกส่วน (Silo) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาเรามีเวทีการประชุมระดับภูมิภาคที่แยกส่วนกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจะประชุมในเวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมจะร่วมประชุมเวทีรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) ซึ่งพอกลับมามักขาดการประสานงานในระดับปฏิบัติการ

 

แต่การมีกลไก 2+2 จะช่วยเชื่อมการทำงานข้ามกระทรวงในเรื่องความมั่นคงที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยาเสพติด เป็นต้น เพราะปัจจุบันหน่วยงานในไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงมีหลายสิบหน่วยงาน และหลายกรณีเกิดปัญหาทำงานไม่ประสานกัน หรือทำงานแยกกันตามกฎหมายหรือกระทรวงของตัวเอง

 

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องยาเสพติดอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงต่างประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยที่ต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่สามารถกำกับและสั่งการหน่วยงานด้านตำรวจ ทหาร พลเรือน ข่าวกรอง ตรวจคนเข้าเมือง ไซเบอร์ และ DSI ได้อย่างครอบคลุม ก็จะทำให้ไทยสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามข้ามชาติผ่านกรอบกลไก 2+2 ร่วมกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีนหรือสหรัฐฯ ได้รวดเร็วและมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น

 

มีปัจจัยบีบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

 

ในอาเซียน จีนมีกลไก 2+2 กับกัมพูชาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการประชุมกรอบดังกล่าวระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศของจีนและกัมพูชาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามว่า การที่กัมพูชามีกลไก 2+2 กับจีนเป็นปัจจัยที่บีบให้ไทยต้องมีด้วยหรือไม่ เพราะกัมพูชาเป็นคู่ขัดแย้งกับไทยในเรื่องพรมแดนทางบกและทะเล ซึ่งที่ผ่านมาจีนก็แสดงตัวพร้อมเป็นประเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา

 

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เหตุผลที่ไทยและจีนเพิ่งจะมีกลไก 2+2 นั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากแรงกดดันจากกรณีที่จีนเริ่มมีความร่วมมือ 2+2 กับกัมพูชา ซึ่งทำให้ฝ่ายจีนและฝ่ายความมั่นคงไทยพูดคุยตกลงร่วมกันที่จะต้องขยับไปมีความร่วมมือแบบเดียวกันบ้าง

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ก็มองคล้ายกันว่า ปัจจัยข้างต้นอาจมีส่วนแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โดยมองปัจจัยภายในด้วยว่า ไทยมีหน่วยงานความมั่นคงซ้อนกันอยู่ถึง 15–20 หน่วยงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้การทำงานข้ามกระทรวงสอดประสานกันมากขึ้นและสอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน ในขณะที่กัมพูชาจัดตั้งและขับเคลื่อนกลไกนี้ได้เร็วกว่า เนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงน้อยกว่าไทย

 

ส่วนเหตุผลที่จีนเห็นพ้องในการยกระดับกลไก 2+2 นี้ร่วมกับไทยนั้น รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ฝ่ายจีนเองก็ต้องการรักษาภาพของการ ‘คบทั้งคู่’ โดยไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสำหรับจีนแล้ว ไทยและกัมพูชามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนทั้งคู่ (แต่ในคนละมิติ) หากสองประเทศขัดแย้งกันในพื้นที่ที่จีนมองเป็น ‘สนามหลังบ้าน’ ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อจีน เพราะจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

 

“จีนเดินเกมแบบ ‘คบทั้งคู่’ ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม (right timing) สำหรับจีน เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่นายกฯ ไทยไปเยือนจีน ในขณะที่ ต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ก็เดินทางมาเยือนไทยช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่สถานทูตจีนจัดงานครบรอบ 99 ปีแห่งการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม” รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

 

อีกปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผู้เชี่ยวชาญมองเห็นตรงกันคือ การมีบทบาทมากขึ้นของญี่ปุ่นในภูมิภาค

 

ญี่ปุ่นในยุคนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทาคาอิชิ ซึ่งมีท่าทีขวาจัดเริ่มขยับหลายเรื่องที่ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่าท้าทาย ‘เขตอิทธิพลจีน’ ทั้งเรื่องไต้หวัน และรวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นส่งเรือตรวจการณ์ให้กัมพูชา และญี่ปุ่นยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือไทยในเรื่องที่เป็นกระแสต่อต้านจีนในไทย เช่น เรื่องสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก ตัวแปรญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยผลักให้จีนเร่งตั้งกลไก 2+2 กับไทย

 

“จีนไม่ได้มองแค่ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา แต่จะมองภาพใหญ่กว่านั้นในการคบกับกัมพูชาและไทย ทั้งเรื่องทะเลจีนใต้และการที่มหาอำนาจอื่นขยายอิทธิพลในสนามหลังบ้านของจีน ฝ่ายจีนจึงเดินเกมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับทั้งไทยและกัมพูชาต่อไป ในขณะนี้ จีนมองญี่ปุ่นในยุคขวาจัดว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าทรัมป์เสียอีก โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้ เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นก็เพิ่งเป็นหนึ่งในแกนนำชวน 14 ชาติออกแถลงการณ์ในวันครบรอบ 10 ปีที่อนุญาโตตุลาการออกคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้ในกรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยุคนี้กำลังท้าทายจีนในด้านความมั่นคง” อาจารย์จากธรรมศาสตร์ให้ความเห็น

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการทหารและความมั่นคงแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงกัมพูชา ซึ่งเป็นความพยายามในการคานอิทธิพลจีนของญี่ปุ่น และต้องการดึงกัมพูชาออกจากวงโคจรของจีนบ้าง

 

“เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เริ่มขยับและเข้ามามีบทบาทในประเทศรอบบ้านมากขึ้น จีนจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยเร่งกระชับความสัมพันธ์กับไทยผ่านกลไกเชิงโครงสร้างอย่าง 2+2 ซึ่งเป็นการดึงทั้งไทยและกัมพูชาเข้าหาจีน โดยไม่ปล่อยให้ชาติอื่นดึงไทยหรือกัมพูชาไปฝ่ายเดียว” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

 

กลไกนี้จะผลักไทยไปหาจีนมากขึ้นหรือไม่

 

มีความกังวลว่า การดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงหลังมีลักษณะโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งกลไก 2+2 กับจีนก็เป็นหนึ่งในความกังวลนั้น

 

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า 2+2 เกิดจากทั้งแรงผลักและแรงดึง ซึ่งแรงผลักก็เกิดจากความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมี เพื่อรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป แต่อาจารย์เตือนให้ระวังแรงดึงจากมหาอำนาจอย่างจีนด้วย โดยชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘สมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์’ โดยไม่ปล่อยให้มหาอำนาจเป็นฝ่ายดึงเราไปข้างเดียว แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขและดึงมหาอำนาจเข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยด้วย

 

อาจารย์ปณิธานยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามว่า สามารถขยับขึ้นมาเป็นตัวปรับสมดุลใหม่ในภูมิภาคได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ไทยยังติดกับดักเรื่องโครงสร้างการบริหารภายในที่ล่าช้า ซึ่งกลไกใหม่หากนำไปสู่การปรับโครงสร้างการทำงานข้ามกระทรวงได้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทย

 

ในส่วนของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบรักษาสมดุลนั้น รศ.ดร.ปณิธานมองว่าการที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางไปฮาวาย และได้พบกับพลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) ก่อนที่จะมีการตั้งกลไก 2+2 กับกลาโหมจีนในเวลาต่อมานั้น ถือเป็นการเดินเกมการทูตที่ดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับสองมหาอำนาจ และสอดคล้องกับความเห็นของรศ.ดร.อักษรศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มองว่า ไทยต้องเดินเกมคบกับทั้งสองมหาอำนาจ แม้ว่าผลลัพธ์จากการประชุมที่ฮาวายจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

 

โดยสรุปคือการจัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมไทย-จีน เป็นเรื่องที่ไทยเห็นความจำเป็นในเชิงความมั่นคงและยุทธศาสตร์ แต่ในมุมมองนักวิชาการนั้น ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปโครงสร้างการประสานงานภายในไทยด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจด้วย เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือดึงไทยเข้าหาฝ่ายเดียวจนถูกมองว่าเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

 

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ https://thestandard.co/thailand-china-taiwan-one-china-protest/ Thu, 23 Jul 2026 09:18:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1234164 ภาพธงชาติไทย จีน และไต้หวัน สื่อถึงท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อนโยบายจีนเดียว

“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ […]

The post สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทย จีน และไต้หวัน สื่อถึงท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อนโยบายจีนเดียว

“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”

 

 

กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับข้อความที่แสดงจุดยืนล่าสุดของรัฐบาลไทยต่อนโยบายจีนเดียว ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ประท้วง โดยสิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือทิศทางความสัมพันธ์ไม่เป็นทางการระหว่างไทยกับไต้หวัน รวมถึงโจทย์ท้าทายในด้านภูมิรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ท่ามกลางการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับไต้หวันที่แข็งกร้าวขึ้นของจีน

 

และนี่คือรายละเอียดของแถลงการณ์ที่ออกมา และท่าทีจากแต่ละฝ่ายจนถึงตอนนี้

 

จุดยืนหนุนจีน-ไต้หวันรวมชาติ

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ‘ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ ระบุถึงผลสำเร็จจากการเยือนว่า

 

“ผู้นำทั้งสองประเทศได้แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – จีน ซึ่งตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน”

 

นอกจากนี้ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า ระหว่างการสร้างประชาคมไทย – จีน ที่มีอนาคตร่วมกัน โดยจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และสถาบันต่างๆ

 

ในประเด็นความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาตินั้น ข้อความในแถลงการณ์ระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยืนยันการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย”

 

โดยจีนย้ำความเคารพต่อเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนไทยอย่างหนักแน่นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ” ในขณะที่ไทยก็ยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว และสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติระหว่างจีนและไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าว แตกต่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและจีนปี 2025 ที่เผยแพร่ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2025 ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับแพทองธาร ระบุว่า “ทั้งสองฝ่าย (ไทยและจีน) ย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย

 

“จีนจะเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนเส้นทางพัฒนาประเทศของไทยที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในกิจการระดับภูมิภาคและระดับโลก

 

ส่วนไทยจะยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใด ๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”

 

ไต้หวันยืนยันเป็นประเทศอธิปไตย ผิดหวังไทยคล้อยตามจีน

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ประท้วงทันที ว่าไต้หวัน “ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างเท็จของจีนและไทยเกี่ยวกับการลดทอนอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน” และแสดงความผิดหวังที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและยอมจำนนต่อการที่จีน ‘ดูหมิ่น’ อธิปไตยของไต้หวัน

 

“หลังจากการพบปะกับสีจิ้นผิง ในประเทศจีนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการสร้างประชาคมจีน-ไทย ที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

 

แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้’ และ ‘ไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน’ นอกจากนี้ ‘ไทยจะสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีน

 

คำกล่าวเหล่านี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรงต่อการเผยแพร่ข้อความเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน ซึ่งบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังแสดงความผิดหวังและเสียใจต่อการที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและดำเนินการคล้อยตามจีนในการลดทอนสถานะอธิปไตยของไต้หวัน

 

กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นประเทศอธิปไตยและเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวันจะไม่ยอมรับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีน ผ่านแถลงการณ์ทวิภาคี และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ฝ่ายเดียว ผ่านสงครามด้านการรับรู้” แถลงการณ์ระบุ และเตือนว่า

 

“ไต้หวันและไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่ใกล้ชิด ไต้หวันขอให้ไทยหวงแหนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศและงดเว้นจากการร่วมมือกับความพยายามในการกดดันไต้หวันของจีน มิเช่นนั้น ไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคของจีนในท้ายที่สุด”

 

ไทยหนุนจีนเดียว ไม่ใช่เรื่องใหม่

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์หลังกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์ดังกล่าว โดยย้ำว่า ที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่

 

ขณะที่เรื่องความร่วมมือต่างๆ กับไต้หวันนั้น เขาชี้ว่าไม่ได้ขัดต่อนโยบายดังกล่าว และไทยไม่ได้ปิดกั้นความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่สำหรับประเทศไทยมีจุดยืนตามนโยบายจีนเดียว

 

ส่วนท่าทีของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลไทยนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นท่าทีของไต้หวันที่ไทยรับทราบ พร้อมย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจน” และเชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือความร่วมมือระหว่างไทยกับไต้หวัน

 

สำหรับคำถามว่า ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจหรือทำหนังสือชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ อนุทินยืนยันว่าไทยและไต้หวัน “เข้าใจกันอยู่แล้ว” และกล่าวย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจนอยู่แล้ว”

 

ส่วนกรณีที่ไต้หวันอาจมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า นโยบายของไทยคือจีนเดียว “ไม่มีเอียง” ขณะที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรากฎบนโซเชียลมีเดีย

 

ประวัติศาสตร์สถานะไต้หวัน และจุดยืนการรวมชาติของจีน

 

ที่ผ่านมา ไต้หวันยืนยันสถานะในการเป็นประเทศอธิปไตยมายาวนาน โดยตามประวัติศาสตร์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณรัฐจีน (Republic of China : ROC) ภายใต้การนำของเจียงไคเช็ก และพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งขณะนั้นยังปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ร่วมกับประเทศผู้ชนะสงคราม คือสหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) และได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1945

 

กระทั่งในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเรืองอำนาจ ทำให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องพาประชาชนกว่า 1.5 ล้านคน อพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะไต้หวัน

 

หลังจากนั้นสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China : PRC) ก็ได้ก่อตั้งขึ้นบนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในช่วงเวลานั้นรัฐบาล ROC และรัฐบาล PRC ต่างแย่งกันเป็นกระบอกเสียงของประชาชนจีนในเวทีโลก แต่เสียงของนานาประเทศส่วนใหญ่เกรงอิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงให้การยอมรับรัฐบาล PRC มากกว่า

 

โดยในช่วงแรก จีนภายใต้การนำของ PRC ได้คว่ำบาตรหรือถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่สาธารณรัฐจีนยังคงเป็นสมาชิกอยู่ อาทิ สหภาพไปรษณีย์สากลและองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งส่งผลให้สาธารณรัฐจีนถูกโดดเดี่ยวจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ยังคงสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในที่นั่งสมาชิก UN ของสาธารณรัฐจีน ในฐานะรัฐบาลจีนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว แต่สหภาพโซเวียตที่เป็นพันธมิตรของรัฐบาล PRC ได้ประท้วงคัดค้านการกีดกันสาธารณรัฐประชาชนจีน ใน UN โดยตัวแทนของสหภาพโซเวียตได้คว่ำบาตร UN ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 1950

 

ตั้งแต่ปี 1950 ประเทศที่เป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่นแอลเบเนีย ได้เสนอมติประจำปีในสมัชชาใหญ่เพื่อขับไล่ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ และอนุญาตให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติ โดยแม้ว่าจะถูกขัดขวางทุกปี แต่การสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กระทั่งวันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติที่ 2758 (XXVI) รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าเป็น ‘ผู้แทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนในสหประชาชาติ’ เพียงผู้เดียว และมีมติขับ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ ออกจากสหประชาชาติ

 

ภายหลังการผ่านมติดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีอิทธิพลในนานาชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนได้ใช้สิ่งนี้เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของตนในสหประชาชาติ โดยผลักดันการตีความมติที่ 2758 ที่มองว่าเป็นการยืนยัน ‘หลักการจีนเดียว’ ของสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน พยายามประกาศมาโดยตลอดว่า ไต้หวันนั้นเป็นดินแดนหรือมณฑลหนึ่งของจีนมาโดยตลอด และยืนยันถึงการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เคยประกาศในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปี 2022 ว่า การแก้ไขปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องที่ประชาชนจีนต้องตัดสินใจ และจีนจะไม่ละทิ้งสิทธิในการใช้กำลัง แต่จะมุ่งมั่นหาทางออกอย่างสันติ

 

“เรายืนยันที่จะมุ่งมั่นเพื่อการรวมชาติอย่างสันติด้วยความจริงใจและความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เราจะไม่สัญญาว่าจะละทิ้งการใช้กำลัง และสงวนสิทธิ์ที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด”

 

จีนเพิ่มความเข้มข้น ขับเคลื่อนหลักการ ‘จีนเดียว’ ในไทย

 

ความพยายามขับเคลื่อนหลักการจีนเดียวและแนวคิดการรวมชาติกับไต้หวัน ยังเพิ่มระดับความเข้มข้นในหลายประเทศ รวมถึงไทย

 

โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย มีข้อความว่า หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน-ไทย และชี้ว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้าด้วย

 

พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตจีนยังเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทย หันมายึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

 

“ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

 

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนเอกราชไต้หวัน

 

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

 

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน”

 

ท่าทีของทูตจีนถูกมองว่าเป็นการยกระดับความเข้มข้นของสารเกี่ยวกับการรวมชาติ ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการกดดันหน่วยงานและภาคประชาสังคมไทยในกรณีไต้หวันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

จึงน่าจับตาว่า ความตึงเครียดจากปัญหาจีน-ไต้หวัน และจุดยืนของไทยจะนำไปสู่อะไร ท่ามกลางโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

อ้างอิง :

The post สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม https://thestandard.co/thailand-china-cooperation-expo/ Wed, 22 Jul 2026 13:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1233909 อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้ […]

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2026 โดยภายหลังเสร็จสิ้น ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของปาฐกถา ดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณอุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่ได้กล่าวชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของการร้องเพลง “เถียนมี่มี่” พร้อมกล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ส่งผลให้ทุกประเทศต้องทบทวนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

 

สำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองประเทศมีรากฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนาน จากความผูกพันระหว่างประชาชนสู่ประชาชน จึงสามารถต่อยอดความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมั่นคง

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปีที่ผ่านมา แต่สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีรากฐานมายาวนานนับพันปี บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเกื้อกูลกัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และพร้อมก้าวสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการวิจัย การพัฒนา และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้พบหารือกับผู้นำจีนและผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำ โดยทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และพร้อมขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น

 

รัฐบาลเชื่อมั่นต่อการลงทุนจากภาคเอกชนจีน เนื่องจากไม่เพียงช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงาน แต่ยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อนักลงทุนและประชาชนไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ได้ขยายการลงทุนและสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก

 

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนอย่างเต็มที่ ผ่านการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

 

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งขจัดอุปสรรคจากขั้นตอนทางราชการและการทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าข้าราชการทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง

 

ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความมั่นคงภายใน การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีศักยภาพในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเมือง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักลงทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบธุรกิจในประเทศ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์การทำงานในฝ่ายบริหารมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของภาคธุรกิจ และพร้อมกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานของรัฐร่วมกันอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน และเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนสำคัญอย่างจีนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

 

พร้อมระบุว่า งาน Thailand-China Cooperation Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายธุรกิจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และต่อยอดความร่วมมือจากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันของทั้งไทยและจีนในอนาคต

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>