China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 21 Aug 2026 03:29:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย https://thestandard.co/anwar-backs-china-taiwan-condemns/ Fri, 21 Aug 2026 03:27:26 +0000 https://thestandard.co/anwar-backs-china-taiwan-condemns/ ภาพนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ […]

The post ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย

หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่แถลงการณ์ผ่าน X ว่าจีนแสดงความชื่นชมต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในการให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว Al Jazeera เมื่อเร็วๆ นี้ โดยแสดงการสนับสนุนหลักการ ‘จีนเดียว’ ของปักกิ่ง รวมถึงสิทธิในการใช้กำลัง หากการรวมชาติอย่างสันติประสบความล้มเหลว

 

“จีนชื่นชมความเห็นของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม เกี่ยวกับประเด็นไต้หวันในจุดยืนที่แน่วแน่ของเขาต่อหลักการจีนเดียว” แถลงการณ์ระบุ และเสริมว่าท่าทีของผู้นำมาเลเซียสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชน และความมุ่งมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อจุดยืนนี้ “จะไม่สั่นคลอน” พร้อมทั้งยืนยันว่า “ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งจีนจากการรวมชาติได้”

 

ด้านสำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ในการแถลงข่าวประจำวันพุธ (19 สิงหาคม) ที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวย้ำว่า “การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวสะท้อนถึงความรู้สึกของประชาชนและเป็นการยืนอยู่ข้างสิ่งที่ถูกต้อง”

 

“มีเพียงจีนเดียวในโลก และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้” หลินกล่าวถึงความคิดเห็นของอันวาร์

 

ท่าทีของอันวาร์ มีขึ้นหลังจากเขาถูกถามเกี่ยวกับมุมมองต่อความลังเลของไต้หวันที่จะยอมรับการปกครองของจีน

 

โดยผู้สื่อข่าว Al Jazeera ถามว่า “ทั่วโลกส่วนใหญ่ยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน คุณก็เช่นกัน แต่คุณถูกมองว่าเป็นคนที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย เพื่อความปรารถนาของประชาชน เจตจำนงของประชาชนชาวไต้หวันไม่สำคัญหรือ เพราะผลสำรวจครั้งแล้วครั้งเล่าแสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องการถูกปกครองโดยปักกิ่ง?” ขณะที่อันวาร์ตอบว่า “ต้องพิจารณาเหตุผลทางประวัติศาสตร์ โดยเน้นย้ำว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างแท้จริง”

 

“ผมมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน จบ”

 

“เราอาจไม่เห็นด้วยกับ… มีบางอย่างที่เกินเลยไป ใช่ แสดงความคิดเห็นของคุณได้ แต่ต้องอยู่ในบริบทนั้น จีนเป็นหนึ่งเดียว ทุกคนยอมรับ” เขากล่าว

 

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับจุดยืนของจีนที่สงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังหากการรวมชาติอย่างสันติกับไต้หวันล้มเหลว อันวาร์ ได้ตอบคำถามโดยยกตัวอย่างกรณีของมาเลเซีย

 

“ผมจะยกมาเลเซียเป็นตัวอย่าง ถ้าหากจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งตัดสินใจแยกตัวออกไป เราจะใช้กำลังหรือไม่? ผมคิดว่าผมจะปกป้องความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นเอกภาพของชาติ” เขากล่าว และเมื่อถูกถามว่านั่นหมายความว่า เขาจะใช้กำลังในกรณีที่อาจมีการแยกตัวออกไปหรือไม่ อันวาร์ตอบว่า “ใช่ มิฉะนั้น (ประเทศ) จะแตกแยก”

 

ทั้งนี้ ในปี 2025 กระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับจีน โดยระบุว่า มาเลเซียยอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนว่า เป็น “รัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวของจีน” และอธิบายว่า “ไต้หวันเป็นดินแดนที่ไม่อาจโอนถ่ายได้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน” และ “เพื่อให้จีนบรรลุการรวมชาติ มาเลเซียจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน”

 

ไต้หวันประณามคำพูดอันวาร์ เตือนผลกระทบเชิงลบ

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ประณามคำพูดของอันวาร์ในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (18 สิงหาคม) โดยระบุว่า อันวาร์ได้กล่าวถ้อยคำที่ “เป็นเท็จ” จากการกล่าวเป็นนัยว่า ไต้หวันเป็นมณฑลที่แยกตัวเป็นอิสระของจีน และให้เหตุผลต่อสาธารณะถึงท่าทีของจีนในการรวมไต้หวันด้วยกำลัง

 

โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันยังเตือนว่าจุดยืนของอันวาร์ ที่สนับสนุนจีน อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการลงทุนของไต้หวันในมาเลเซียด้วย

 

“เนื่องจากความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างอธิปไตยของชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนจีนของอันวาร์ อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจไต้หวันที่ลงทุนในมาเลเซีย” กระทรวงฯ ระบุ

 

ด้านฟาห์มี ฟัดซิล โฆษกรัฐบาลมาเลเซียและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารของมาเลเซีย กล่าวเมื่อวันพุธว่า คำพูดของอันวาร์ “ไม่ได้ถูกนำมาหารือ” ในการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์

 

วานนี้ อันวาร์ยังได้ย้ำมุมมองของเขาอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่า “จุดยืนของมาเลเซียเกี่ยวกับหลักการจีนเดียว ยังคงสอดคล้องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอับดุล ราซัค ฮุสเซน ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่สองของมาเลเซียตั้งแต่ปี 1970 จนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1976

 

“ดังนั้น ผมจึงเพียงแค่แสดงจุดยืนที่สอดคล้องกัน” อันวาร์กล่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ New Straits Times

 

“ในมุมมองของผม นโยบายนั้นยังคงมีผลบังคับใช้ และเรายังคงยึดมั่นในนโยบายนั้น และแน่นอน เราต้องการแสวงหาทางออกอย่างสันติ” อันวาร์กล่าว และเสริมว่า “หลักการจีนเดียว ได้รับการยอมรับภายในองค์การสหประชาชาติ”

 

แฟ้มภาพ : FAZRY ISMAIL/Pool via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ปักกิ่งชื่นชมอันวาร์ หนุน ‘จีนเดียว-สิทธิใช้กำลังรวมชาติ’ ไต้หวันประณาม เตือนผลกระทบเชิงลบต่อมาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน https://thestandard.co/zhu-rongji-china-reformer-premier/ Thu, 13 Aug 2026 06:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1241375 ภาพถ่ายของจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไ […]

The post จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายของจูหรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีจีน

“แม้เบื้องหน้าจะเป็นทุ่นระเบิดหรือหุบเหว ผมก็จะเดินตรงไปข้างหน้าแบบไม่ลังเล ไม่หันหลังกลับ” และ “เตรียมโลงศพ 100 โลง โดย 99 โลงสำหรับเจ้าหน้าที่ทุจริต และอีกหนึ่งโลงสำหรับตัวผมเอง ถ้าผมทำผิด” 

 

ทั้ง 2 ประโยคนี้ คือ คำกล่าวของผู้นำจีนนักปฏิรูปที่ผู้เขียนชื่นชมมากที่สุด ชื่นชมในความกล้าหาญรื้อระบบเก่า ไม่กลัวแรงต้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า เขาคือ  จูหรงจี (Zhu Rongji) ผู้ล่วงลับ 

 

อดีตนายกรัฐมนตรีจีนเป็นผู้นำนักปฏิรูปสายแข็งของจีน เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชิงหวา และขึ้นเป็นนายกฯ จีนในช่วงปี 1998-2003 ด้วยบุคลิกตรงไปตรงมา ทำงานแบบเน้นผลลัพธ์ พูดตรง ใจร้อน ไม่เกรงใจผู้มีอำนาจเก่า กล้าลุยกับกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้านการเปลี่ยนแปลง  

 

จูหรงจี คือ มือปราบ ‘เงินเฟ้อ’ ในจีนที่เคยพุ่งกว่า 27 % ด้วยการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทุบเงินเฟ้อจนอยู่หมัด และกล้ารื้อ ‘รัฐวิสาหกิจ’ ในสภาพซอมบี้ มีหนี้สินสะสมรุงรัง กล้าทุบ ‘ข้าวชามเหล็ก’ ที่ทำให้คนจีนนั่งๆ นอนๆ ไม่กระตือรือร้น กล้าลุยปราบ ‘ทุจริตคอร์รัปชัน’ ด้วยความเด็ดขาด แม้จะมีแรงต้าน และสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัย 

 

แน่นอนว่า ด้วยแนวทางแข็งกร้าว กล้าล้างบางกลุ่มอิทธิพลเช่นนี้ ย่อมจะสร้างศัตรูไว้ไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์เดิม ทั้งในส่วนกลางและในส่วนท้องถิ่น

 

จูหรงจีมี mindset ทัศนะที่มองโลกแบบไม่คร่ำครึ ไม่ต่อต้านตะวันตกแบบหน้ามืดตามัว แต่ต้องการใช้ประโยชน์แสวงหาโอกาสจากระเบียบโลกเดิม จึงเน้นผลักดันให้จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อหวังใช้เงื่อนไขการเปิดเสรีเป็น ‘แรงกดดันจากภายนอก’ มาเป็นแรงผลักให้ธุรกิจในจีนต้องปรับตัวแบบยกเครื่อง ไม่งอแงรอคอยเพียงแค่ความช่วยเหลือของรัฐ ไม่ปรับไม่รอด  

 

นอกจากนี้ ในยุคจูหรงจี คือ จุดเริ่มต้นที่จีนหันมาให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน ด้วยวิสัยทัศน์จูหรงจีที่ตระหนักถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน เพื่อใช้เป็นตลาดใหม่ของจีน กระจายความเสี่ยง/ลดการพึ่งพาชาติตะวันตกที่เป็นตลาดหลักดั้งเดิมของจีนในขณะนั้น ในปี 2000 จีนจึงได้ผลักดันการทำ FTA ระหว่างจีน-อาเซียนจนสำเร็จในที่สุด   

 

มาวันนี้ อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน (แซงหน้าคู่ค้าเดิมของจีนอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่เริ่มไม่เป็นมิตรกับจีน กีดกันจีน) 

 

ตลอดชีวิตการทำงาน จูหรงจีกล้าทุบโครงสร้างเก่าในหลายด้าน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับฐานราก แต่สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบกับคนหลายกลุ่ม มีชาวจีนจำนวนมากต้องตกงาน สูญเสียตำแหน่งหน้าที่การงาน สูญเสียหลักประกันเดิม และเผชิญกับความไม่แน่นอนจากการปรับใหญ่แบบขุดรากถอนโคนของจูหรงจี

 

จากบทเรียนจากชีวิตและผลงานจูหรงจี สะท้อนให้เห็นว่า “การปฏิรูปย่อมมีต้นทุน และความกล้าเดินหน้าเปลี่ยนประเทศ ย่อมมีแรงต้าน” ทุกการเปลี่ยนแปลงจะสร้างทั้งโอกาสและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน  

 

เมื่อจูหรงจีต้องวางมือจากการเมืองในปี 2003 (ตามเงื่อนไขไม่เกิน 2 วาระ) เขาก็ไม่ยื้ออำนาจ ยอมก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ของจีนอย่างสง่างาม และปล่อยให้ผู้นำจีนรุ่นต่อไป สานต่อในสิ่งที่เขาได้วางรากฐานไว้ 

 

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผลงานของจูหรงจี ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนมีความแข็งแกร่งจากภายใน สามารถฝ่าฟันทุกวิกฤตโลกมาได้ในที่สุด ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตโควิด-19 สงครามการค้า และวิกฤตภายในของจีนเอง เช่น  วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ แม้จีนต้องเผชิญกับปัญหาหนักหน่วงไม่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ แต่เศรษฐกิจจีนก็ไม่พังทลายล่มจม 

 

วันที่ 12 สิงหาคม 2026 อดีตนายกฯ จูหรงจีถึงแก่อสัญกรรมไปด้วยวัยชรา (อายุ 98 ปี) โดยได้ฝากผลงานโดดเด่นให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม ด้วยความกล้าทุบทำลาย ปรับโครงสร้างเก่า ช่วยฉุดดึงเศรษฐกิจจีนให้พ้นจากความผิดพลาดในอดีต กล้าผลักประตูให้จีนเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เน้นผสมผสาน ‘กลไกตลาด’ ควบคู่ไปกับ ‘กลไกเศรษฐกิจโลก’ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เข้มข้นนำไปสู่การปรับตัวให้มีประสิทธิภาพ  ภายใต้การรักษา ‘เสถียรภาพ’ โดยกลไกพรรคคอมมิวนิสต์

 

ภาพ: REUTERS / Andy Mettler / File Photo

The post จูหรงจี ผู้นำนักปฏิรูป กล้าเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไม่กลัวแรงต้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันประณามจีนดึงเรือรบอินโดฯ ร่วมซ้อมรบนอกชายฝั่งตะวันออก หวังอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ https://thestandard.co/taiwan-condemns-china-indonesia-drill/ Wed, 12 Aug 2026 05:05:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1241145 เรือพิฆาตติดขีปนาวุธของจีนในทะเล

รัฐบาลไต้หวันออกแถลงการณ์ประณามจีนจากกรณีที่เตรียมจัดกา […]

The post ไต้หวันประณามจีนดึงเรือรบอินโดฯ ร่วมซ้อมรบนอกชายฝั่งตะวันออก หวังอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือพิฆาตติดขีปนาวุธของจีนในทะเล

รัฐบาลไต้หวันออกแถลงการณ์ประณามจีนจากกรณีที่เตรียมจัดการซ้อมรบทางเรือร่วมกับเรือรบอินโดนีเซียในบริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันออกของเกาะไต้หวัน ชี้เป็นพฤติการณ์ ‘อันตราย’ และเป็นการยั่วยุทางการทหารเพื่อสร้างภาพให้ประชาคมโลกเข้าใจว่าจีนมีอำนาจปกครองเหนือน่านน้ำดังกล่าว

 

กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยว่า การฝึกซ้อมดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้ ในบริเวณน่านน้ำทางตะวันออกของไต้หวัน โดยระบุว่าเป็นเพียง “การฝึกซ้อมเดินเรือ” ร่วมกับเรือของกองทัพเรืออินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าไม่ปกติ เนื่องจากจีนแทบไม่เคยซ้อมรบร่วมกับกองทัพต่างชาติในพื้นที่ใกล้เคียงกับไต้หวันมาก่อน

 

ขณะที่สภากิจการแผ่นดินใหญ่ (MAC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำหนดนโยบายเกี่ยวกับจีนของไต้หวัน ระบุว่า แผนการซ้อมรบดังกล่าวถือเป็น “การยั่วยุทางการทหาร” พร้อมเรียกร้องให้จีนหยุดการกระทำที่บ่อนทำลายสถานภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในทันที พร้อมชี้ว่าพฤติการณ์นี้มีเจตจำนงทางการเมืองในลักษณะ “อ้างฝึกซ้อม แต่แท้จริงคือการขยายอิทธิพล” เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้ชาวโลก

 

ขณะที่ พลเรือตรี อู๋เทียนเหริน ผู้ช่วยรองเสนาธิการฝ่ายข่าวกรองของไต้หวัน ได้ชี้แจงต่อสภาในวันนี้ว่า เรือรบอินโดนีเซียลำที่จีนระบุว่าจะมาร่วมซ้อมรบนั้น อยู่ในเส้นทางเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของไต้หวันออกไปในมหาสมุทรแปซิฟิกราว 70-80 ไมล์ทะเล ไม่ได้เจาะจงเดินทางมาเพื่อซ้อมรบกับจีนโดยเฉพาะ

 

“ในมิติทางการทหาร เรื่องนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไต้หวัน แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง” อู๋เทียนเหริน กล่าว

 

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันได้ยื่นเรื่องไปยังทางการอินโดนีเซียเพื่อขอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้ว ขณะที่กองทัพเรือและกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้

 

แฟ้มภาพ: VCG / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post ไต้หวันประณามจีนดึงเรือรบอินโดฯ ร่วมซ้อมรบนอกชายฝั่งตะวันออก หวังอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น https://thestandard.co/china-embassy-warns-citizens-thailand/ Mon, 10 Aug 2026 03:52:48 +0000 https://thestandard.co/china-embassy-warns-citizens-thailand/ ภาพธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่คู่กัน

เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศ […]

The post สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่คู่กัน

เมื่อวานนี้ (9 สิงหาคม) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกประกาศเตือนพลเมืองจีน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาอย่างมีอารยธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

นับตั้งแต่เข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนของจีน ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาขนาดใหญ่ขึ้นหลากหลายรูปแบบ เช่น การแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา และงานพบปะศิลปิน ซึ่งดึงดูดพลเมืองจีนให้เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย จึงขอแจ้งเตือนพลเมืองจีน ดังต่อไปนี้

 

1. ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีอารยธรรมและเป็นระเบียบ

 

ระหว่างพำนักอยู่ในประเทศไทย โปรดปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของไทยอย่างเคร่งครัด เคารพความเชื่อทางศาสนา ขนบธรรมเนียม และประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนปฏิบัติตามความเป็นระเบียบและข้อบังคับในการควบคุมดูแล ณ สถานที่จัดงานอย่างเคร่งครัด ท่องเที่ยวอย่างมีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น และแสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ดีของพลเมืองจีน

 

2. เคารพประชาชนท้องถิ่น และร่วมรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างจีน-ไทย

 

ในการปฏิสัมพันธ์กับชาวไทย ควรยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน ไมตรีจิต ความเท่าเทียม และความโอบอ้อมอารี ส่งมอบมิตรภาพอย่างสร้างสรรค์ หวงแหนและร่วมกันปกป้องสายสัมพันธ์อันดีตามแนวคิด ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างกัน

 

3. เตรียมตัวล่วงหน้า และศึกษากฎระเบียบของงาน

 

ก่อนเดินทาง โปรดทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องซึ่งออกโดยผู้จัดงาน เช่น เงื่อนไขการเข้างาน ข้อห้ามเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และสิ่งของที่อนุญาตให้นำเข้า รวมถึงระมัดระวังข้อบังคับอื่นๆ ในสถานที่จัดงาน เช่น การห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มภายนอกเข้ามา หรือการจำกัดพื้นที่ถ่ายภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่อประสบการณ์หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจกฎระเบียบ

 

4. ปกป้องสิทธิ์อย่างมีเหตุผลตามกฎหมาย และขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางทางการ

 

หากเกิดข้อขัดแย้งหรือถูกละเมิดสิทธิ์อันชอบธรรม โปรดตั้งสติและปกป้องสิทธิ์ของตนเองอย่างมีเหตุผลตามกฎหมาย โดยแจ้งเหตุต่อผู้จัดงาน เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือตำรวจท้องที่ทันที และสามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลจีนประจำประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือได้

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างไทยและจีนในด้านต่างๆ มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเดินทางไปมาหาสู่กันของประชาชนมีความใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ ‘ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ คือ สมบัติอันมีค่าที่ประชาชนทั้งสองประเทศ ร่วมกันทะนุถนอม

 

สถานทูตหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พลเมืองจีนที่เดินทางมายังประเทศไทย จะเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาต่างๆ อย่างมีอารยธรรม มีเหตุผล และเป็นระเบียบ ได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและทัศนียภาพอันงดงามของไทยอย่างเต็มที่ ร่วมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมิตรภาพและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับชาวไทยอย่างแข็งขัน เพื่อแสดงภาพลักษณ์ที่ดีของพลเมืองจีน และมีส่วนร่วมในการกระชับความร่วมมืออันดี ตลอดจนมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: Charnsitr / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สถานทูตจีน เตือนพลเมืองจีนที่ท่องเที่ยว-เข้าร่วมกิจกรรมในไทยให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ มีอารยธรรม สุภาพต่อผู้อื่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/china-japan-nuclear-weapons/ Sun, 09 Aug 2026 08:39:19 +0000 https://thestandard.co/china-japan-nuclear-weapons/ ธงชาติจีนและญี่ปุ่นบนพื้นผิวที่แตกร้าว สื่อถึงความตึงเครียด

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางการญี่ปุ่นยุต […]

The post จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและญี่ปุ่นบนพื้นผิวที่แตกร้าว สื่อถึงความตึงเครียด

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ทางการญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยอ้างถึงผลสำรวจความคิดเห็นที่ระบุว่า ประชาชนชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ‘คัดค้าน’ การสะสมอาวุธและต้องการรักษา ‘หลักการปลอดนิวเคลียร์’ อย่างเคร่งครัด พร้อมเตือนให้หยุด ‘เล่นกับไฟ’ ในประเด็นนี้

 

หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนอ้างอิงผลสำรวจล่าสุดจากสมาคมวิจัยความคิดเห็นสาธารณะแห่งญี่ปุ่น (Japan Association for Public Opinion Research) ที่ระบุว่า ร้อยละ 76 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ‘สนับสนุน’ ให้ยึดมั่นในหลักการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ 3 ประการ นั่นคือ ไม่ผลิต ไม่ครอบครอง และไม่อนุญาตให้นำเข้าอาวุธนิวเคลียร์ และ ร้อยละ 77 ‘คัดค้าน’ แนวคิด ‘การแบ่งปันอาวุธนิวเคลียร์’ (Nuclear Sharing) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะอนุญาตให้สหรัฐอเมริกานำอาวุธนิวเคลียร์มาประจำการในญี่ปุ่น

 

จีนชี้ว่า ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รักในสันติภาพและความรุ่งเรืองที่ได้มาอย่างยากลำบาก สวนทางกับท่าทีของเจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลญี่ปุ่นที่พยายามสนับสนุน ‘ทางเลือกนิวเคลียร์’ (Nuclear Option) และฝ่าฝืนหลักการไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

 

จีนยังระบุว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัดในญี่ปุ่นเป็นการแสดงออกถึงความทะเยอทะยานทางการทหารและการเมืองที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือน ‘การนำอนาคตของประชากรญี่ปุ่นกว่า 100 ล้านคนไปเดิมพัน’

 

รัฐบาลจีนจึงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในการที่จะไม่ยอมรับ ผลิต ครอบครอง หรือแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และไม่ก้าวซ้ำรอยประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์โลกอันเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์รักสันติภาพของประชาชน

 

แฟ้มภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติการพิจารณาครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันสั่ง อว. ตรวจสอบปมมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจีนส่อเอื้อทุนเทา-วีซ่าแฝง ชี้หากพบผิดดำเนินคดีทันที ไม่มีเลือกปฎิบัติ https://thestandard.co/university-chinese-students-gray-capital-visa/ Wed, 05 Aug 2026 09:32:47 +0000 https://thestandard.co/university-chinese-students-gray-capital-visa/ ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันนี้ (5 สิงหาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมน […]

The post ยศชนันสั่ง อว. ตรวจสอบปมมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจีนส่อเอื้อทุนเทา-วีซ่าแฝง ชี้หากพบผิดดำเนินคดีทันที ไม่มีเลือกปฎิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันนี้ (5 สิงหาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อกล่าวหาผ่านสื่อเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรับนักศึกษาชาวจีนของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน การดำเนินหลักสูตร และการขอวีซ่านักศึกษา เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนข้ามชาติหรือทุนเทาว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกประเด็นโดยเร็ว พร้อมประสานให้มหาวิทยาลัยชี้แจงข้อเท็จจริงและอำนวยความสะดวกแก่คณะผู้ตรวจสอบอย่างเต็มที่

 

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า กระทรวงให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษาไทย รวมถึงการรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากผลการตรวจสอบพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือระเบียบของกระทรวง จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ละเว้น เพื่อรักษามาตรฐานการอุดมศึกษาและความน่าเชื่อถือของประเทศไทย

 

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยจะเรียกข้อมูลจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลการรับสมัครและการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา ข้อมูลการเข้าเมืองและการขอวีซ่านักศึกษา ตลอดจนรายละเอียดของหลักสูตรที่เปิดดำเนินการ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างครบถ้วน

 

ทั้งนี้ หากเป็นหลักสูตรประเภท Degree ที่นำไปสู่การได้รับปริญญา จะตรวจสอบว่าการจัดการศึกษาสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษา หลักเกณฑ์การเปิดหลักสูตร และข้อกำหนดของกระทรวง อว. หรือไม่ ส่วนกรณีเป็นหลักสูตร Non-degree จะตรวจสอบว่าการดำเนินการเป็นไปตามแนวปฏิบัติและประกาศของกระทรวง อว. ที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบการดำเนินงานในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรับนักศึกษาต่างชาติ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน

 

“การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสาธารณชน สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการอุดมศึกษาไทย และยืนยันว่าการรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจะต้องเป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐาน และหลักธรรมาภิบาล หากพบข้อบกพร่องหรือการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จะดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

The post ยศชนันสั่ง อว. ตรวจสอบปมมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาจีนส่อเอื้อทุนเทา-วีซ่าแฝง ชี้หากพบผิดดำเนินคดีทันที ไม่มีเลือกปฎิบัติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA https://thestandard.co/chinese-trucks-durian-illegal-gms-cbta/ Wed, 05 Aug 2026 07:48:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1238443 ภาพรถบรรทุกสินค้ากำลังขนส่งทุเรียนและมังคุด

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากกรณีที่มีการตรวจพบ ‘รถบรรท […]

The post ‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถบรรทุกสินค้ากำลังขนส่งทุเรียนและมังคุด

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากกรณีที่มีการตรวจพบ ‘รถบรรทุกสัญชาติจีน’ ลักลอบขับออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต โดยมุ่งหน้าลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ของประเทศไทย เพื่อรับซื้อผลไม้เศรษฐกิจอย่าง ทุเรียน และ มังคุด โดยตรง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

 

 
 

เหตุการณ์นี้ทำให้ กรมการขนส่งทางบก และ ตำรวจทางหลวง ต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยรถบรรทุกต่างชาติที่ฝ่าฝืนจะถูกแจ้งข้อหา ขับรถบรรทุกออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และจะถูกเปรียบเทียบปรับทุกครั้งที่ตรวจพบ

 

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมรถบรรทุกจีนถึงเข้ามาวิ่งในไทยได้? และข้อจำกัดที่แท้จริงคืออะไร? THE STANDARD ขอพาไปดูที่มาที่ไป และทำความเข้าใจ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS CBTA) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

 

ทำความรู้จัก GMS CBTA ปลดล็อกพรมแดน เชื่อมโยงเศรษฐกิจ

 

ความตกลง GMS CBTA (Cross-Border Transport Agreement) มีเป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีกลไกสำคัญ 7 ประการ

 

  • การปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน: ทำให้กฎหมายและขั้นตอนการข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศเรียบง่ายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย
  • การดำเนินพิธีการศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (Single Window Inspection: SWI): บูรณาการเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน (ศุลกากร, ตม., ปศุสัตว์, สาธารณสุข ฯลฯ) มาทำงานร่วมกันในจุดเดียว
  • การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (Single Stop Inspection: SSI): เจ้าหน้าที่ของ 2 ประเทศร่วมกันตรวจสอบ ณ จุดตรวจของประเทศขาเข้า ภายในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (CCA) เพื่อลดความซ้ำซ้อน
  • การกำหนดระบบการจราจรผ่านแดน (Transit Traffic Regimes): ยกเว้นการตรวจสินค้าทางกายภาพ ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันภาระภาษีศุลกากร (Customs bond) และงดเว้นภาษีขาเข้าสำหรับการเคลื่อนย้ายชั่วคราว
  • การแลกเปลี่ยนสิทธิการจราจร (Exchange of Traffic Rights): ภายใต้ระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) แต่ละประเทศสามารถออกใบอนุญาต (GMS Road Transport Permit) ให้รถบรรทุก/รถโดยสารของตนได้ สูงสุดประเทศละ 500 คัน โดยรถเหล่านี้สามารถวิ่งข้ามแดนและพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยว
  • การใช้เอกสารการนำเข้าชั่วคราว (Temporary Admission Document: TAD): ใช้แทนการวางเงินค้ำประกันศุลกากร เพื่อให้รถและตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกได้ง่ายขึ้น
  • การกำหนดมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานและพาหนะ: กำหนดสเปกยานพาหนะ ถนน สะพาน และป้ายจราจรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ทำไม ‘ลงใต้’ ถึงผิดกฎหมาย?

 

แม้ GMS CBTA จะเปิดกว้าง แต่ใน ระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) รถบรรทุกสัญชาติจีนได้รับอนุญาตให้ใช้ด่านพรมแดนเพียง 6 แห่ง และเดินรถได้จำกัดเพียง 9 เส้นทาง ซึ่งครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เท่านั้น ทั้งนี้ไม่มีเส้นทางใดเลยที่อนุญาตให้เดินรถลงสู่พื้นที่ภาคใต้ของไทย

 

หากกางแผนที่จุดผ่านแดนหลักของไทยที่เชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจ GMS จะประกอบด้วยด่านสำคัญ

 

  • ภาคเหนือ: ด่านเชียงของ, ด่านแม่สาย (เชียงราย) และด่านแม่สอด (ตาก)
  • ภาคอีสาน: ด่านมุกดาหาร, ด่านนครพนม, ด่านหนองคาย และด่านช่องเม็ก (อุบลราชธานี)
  • ภาคตะวันออก: ด่านอรัญประเทศ (สระแก้ว) และด่านหาดเล็ก (ตราด)

 

สำหรับ เส้นทางเดินรถทั้ง 9 เส้นทาง ที่รถบรรทุกจีนสามารถวิ่งได้ ประกอบด้วย:

 

ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Corridor: NSEC)

 

  • เส้นทางที่ 1 (R3A): คุนหมิง – ม่อหาน – บ่อเต็น – ห้วยทราย – ด่านเชียงของ – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 2 (R3B): คุนหมิง – เชียงรุ้ง – เชียงตุง – ด่านแม่สาย – กรุงเทพฯ (ปัจจุบันอนุญาตเฉพาะช่วง เชียงตุง-แม่สาย-กรุงเทพฯ)

 

ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor: EWEC)

 

  • เส้นทางที่ 3: เมาละแหม่ง – เมียวดี – ด่านแม่สอด – พิษณุโลก – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 4: มุกดาหาร – ด่านมุกดาหาร – สะหวันนะเขต – แดนสะหวัน – ลาวบาว – ดานัง

 

ระเบียงเศรษฐกิจใต้ (Southern Corridor: SEC)

 

  • เส้นทางที่ 5: กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – ด่านอรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ – วุงเต่า
  • เส้นทางที่ 6: กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง – ด่านอรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ – วุงเต่า

 

ระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งตอนใต้ (Southern Coastal Corridor)

 

  • เส้นทางที่ 7: กรุงเทพฯ – ตราด – ด่านหาดเล็ก – เกาะกง – กำปอต – คาเมา – นามคาน

 

เส้นทางเชื่อมโยงอื่น ๆ

 

  • เส้นทางที่ 8: นาเตย – อุดมไซย – หลวงพระบาง – เวียงจันทน์ – ท่านาแล้ง – ด่านหนองคาย – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 9: จำปาสัก – วังเตา – ด่านช่องเม็ก

 

ความตกลง GMS CBTA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เติบโตร่วมกัน แต่การที่ผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสฝ่าฝืนเงื่อนไข วิ่งออกนอกเส้นทางลงสู่ภาคใต้เพื่อรับซื้อผลไม้ตัดหน้าผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางการค้าภายในประเทศ

 

The post ‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? https://thestandard.co/china-ai-wave-thailand-readiness/ Wed, 05 Aug 2026 05:19:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1238336 ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก […]

The post ‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก ‘กระแสคลื่น AI จีน’ กำลังก่อตัวและถาโถมเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘การทูต AI’ (AI Diplomacy) อย่างเต็มรูปแบบ

 

 
 

ปัจจุบันจีนกำลังยกระดับตัวเองจากผู้ผลิตเทคโนโลยี (AI Producer) ขึ้นเป็น ‘ผู้กำหนดกติกา’ (Rule Shaper) ด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลก ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ และการก่อตั้งองค์การด้าน AI ระดับโลกที่เป็นรูปธรรมอย่าง ‘องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก’ (World Artificial Intelligence Cooperation Organization: WAICO)

 

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นทั้ง ‘โอกาสครั้งสำคัญ’ และ ‘โจทย์ท้าทาย’ ที่ยากจะหลีกเลี่ยงสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ว่าจะเลือกขยับตัวอย่างไรเพื่อป้องกันการเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ และยกระดับประเทศขึ้นในระบบนิเวศเทคโนโลยีใหม่ที่จีนกำลังพยายามก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกานี้

 

สีจิ้นผิงกับ ‘การทูต AI’

 

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นำ ‘การทูต AI’ มาใช้สร้างพันธมิตรในประชาคมโลก เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายหลัก นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ การผลักดัน AI ให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ และต่อต้านการผูกขาด รวมถึงการใช้ AI เป็นข้อเสนอทางการทูตใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจของจีน

 

ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า การทูตของจีนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการเน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น รถไฟ ถนน ท่าเรือ ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ไปสู่การเชื่อมโยงด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล มาตรฐานทางเทคโนโลยี และมาสู่การทูต AI ในท้ายที่สุด

 

จีนได้ปรับแนวคิดจาก ‘Made in China’ หรือ ‘Made by China’ มาเป็น ‘Build with China’ ซึ่งหมายถึงการที่จีนไม่ได้แค่นำ AI ของตนมาขาย แต่เข้าไปช่วยประเทศอื่นสร้าง AI หรือ AI Agent ของตนเองขึ้นมา

 

อาจารย์ชาดายังมองอีกว่า AI กำลังกลายเป็น ‘Soft Power’ รูปแบบใหม่ของจีน เพราะเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่คนทั่วโลก รวมถึงนักศึกษาในทวีปต่างๆ ต้องใช้งานทุกวัน โดยมีวิศวกรหรือคนเขียนโค้ดชาวจีนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ AI ระดับโลกหลายตัว

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน (Marco Chen) ที่ปรึกษาบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการด้านธุรกิจ กฎหมาย และดิจิทัลชั้นนำระดับโลกอย่าง Corporation Service Company (CSC) แสดงความเห็นผ่าน THE STANDARD ว่า อาจจะต้องระวังเล็กน้อยกับการเรียก AI ทั้งหมดว่าเป็น ‘Soft Power’ เพราะตัวเทคโนโลยีเองไม่จำเป็นต้องเป็น Soft Power แต่เมื่อ AI ทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่าเทคโนโลยีจีน ‘ใช้งานได้จริง ราคาเข้าถึงได้ และช่วยแก้ปัญหาได้’ ตรงนี้จะเริ่มกลายเป็น ‘อำนาจดึงดูด’ (Attraction) ซึ่งเข้าใกล้แนวคิด Soft Power มากขึ้น เมื่อต่างชาติเข้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย จะนำไปสู่การผูกพันในระบบนิเวศ (Ecosystem) ทางเทคโนโลยีของจีน ที่มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่การซื้อขายสินค้า

 

มาร์โก เฉินยังระบุว่า นอกเหนือจากการแข่งขันระหว่าง DeepSeek Vs ChatGPT ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพแทนของการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ บริษัทด้านเทคโนโลยี AI ของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, ByteDance, Tencent, Baidu, DeepSeek และ AI สตาร์ทอัพอื่นๆ ก็กำลังแข่งขันกันเองภายในจีนด้วย โดยเขามองว่า การแข่งขันภายในจีนนี่เองที่เป็นหนึ่งใน ‘เครื่องเร่งนวัตกรรมของจีน’ ในปัจจุบัน

 

WAICO: องค์การ AI โลก ภายใต้การนำของจีน

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับรายงานสรุปผลการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2026

 

โดยระบุว่า ในการเยือนครั้งนี้ผู้นำรัฐบาลของไทย ได้เข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026) ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งสีจิ้นผิงได้ประกาศจัดตั้งองค์การ AI โลกอย่าง WAICO ขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะให้โควตาฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 คนแก่ประเทศกำลังพัฒนา และเตรียมจัดตั้งศูนย์ประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศสำหรับอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยอย่างมาก

 

อนุทินยังได้แสดงความยินดีและสนับสนุนข้อริเริ่มของจีนในการจัดตั้งองค์การ WAICO โดยพร้อมร่วมมือกับจีนในการสร้างระบบ ‘ธรรมาภิบาล AI ระดับโลก’ ที่เปิดกว้าง ยุติธรรม และสมเหตุสมผล ทั้งยังกล่าวว่า การพัฒนา AI ควรอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน การปลดปล่อยศักยภาพ และการร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับความคิดริเริ่มของสีจิ้นผิง ที่มุ่งเน้นให้การพัฒนา AI มีความปลอดภัย ควบคุมได้ ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

โดยอนุทินและสีจิ้นผิง ‘เห็นพ้อง’ ที่จะยึดมั่นในความเปิดกว้าง และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ลดช่องว่างทางดิจิทัลผ่านความร่วมมือพหุภาคี และสร้างระบบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลร่วมกัน

 

WAICO มีสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกใต้ โดย 5 จากทั้งหมด 11 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกองค์การนี้แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยยังไม่ได้เข้าร่วมองค์การ WAICO ภายใต้การนำของจีน

 

THE STANDARD พูดคุยกับ อาจารย์ ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนและเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระแสคลื่น AI จีน และองค์การ WAICO

 

อาจารย์ภากรมองว่า จีนแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง และได้วางยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมีเป้าหมายค่อยๆ ลดช่องว่างและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้าน AI ภายในปี 2030 ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่า ‘มีการแบ่งขั้วแล้ว’ ระหว่าง 2 ค่ายยักษ์ใหญ่นี้ แม้จีนจะบอกว่า เป็นการพัฒนาแบบพหุภาคี (Multilateral) ที่ร่วมมือกันได้หมด แต่ความจริงคือ จีนกำลังเดินรอยตามสหรัฐฯในอดีต โดยพยายามสร้างและ ‘จัดระเบียบโลกด้านธรรมาภิบาล AI’ (Global AI Governance) ของตนเอง เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลางและคานอำนาจกับฝั่งตะวันตก

 

องค์การ WAICO เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ ของจีน ซึ่งจีนพยายามใช้ AI เป็นเครื่องมือทางการทูต โดยดึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ เข้ามาร่วมก่อตั้งองค์การนี้ เพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่า จีนคือผู้นำอย่างแท้จริงในกลุ่มประเทศเหล่านี้

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งองค์การ WAICO นั้น อาจารย์ภากรระบุว่า การที่ไทยยังไม่เข้าร่วมในทันที อาจเป็นเพราะว่าไทยต้องการ ‘การคานอำนาจ’ (Balancing) ระหว่างมหาอำนาจ เนื่องจากในความเป็นจริง ไทยก็ยังต้องพึ่งพาและมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกในมูลค่ามหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรคาดว่า ในอนาคตไทยมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมองค์การนี้ เพราะไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่ได้เป็นสมาชิกก่อตั้ง แต่ก็อาจสามารถอยู่ในสถานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ (Observer) หรือ ‘พันธมิตรหุ้นส่วน’ (Partner) ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ จีนก็ไม่ได้รอให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิกก่อน เพราะปัจจุบันทุนจีนได้เข้ามาเตรียมลงทุนสร้าง AI Data Center ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ชลบุรี และระยอง

 

โอกาส และความท้าทายของไทย ท่ามกลางคลื่น AI จีน

 

อาจารย์ชาดามองว่า การเข้ามาของกระแสคลื่น AI จีน ทำให้ไทยมีทางเลือกในการเป็น ‘ผู้บริโภค’ ที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นโอกาสที่ไทยจะดึงบริษัทจีนเข้ามาร่วมพัฒนา AI หรือทำวิจัยเพื่อฝึกฝนบุคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถทางด้าน AI เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน มองเห็นโอกาสจากสงครามราคา AI โดย ประเมินว่าการแข่งขัน AI ในปัจจุบันไม่ใช่แค่แข่งว่า “ใครมีโมเดลที่ฉลาดที่สุด” แต่เป็นการแข่งขันด้าน ความฉลาด (Intelligence) × ความเร็ว (Speed) × ต้นทุน (Cost) พร้อมกัน โดยทิศทางของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งกันสร้างโมเดล ไปสู่สงครามราคา และการนำ AI ไปติดตั้งใช้งานจริงในวงกว้าง นำไปสู่การเปลี่ยนคำถามครั้งสำคัญในโลกธุรกิจ

 

การปรากฏตัวของโมเดล AI จีนอย่าง DeepSeek, Qwen และ Kimi ได้สร้างมาตรฐานใหม่ที่ว่า AI ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเสมอไป หากโมเดลสามารถทำงานได้เก่งระดับ 90-95% ของโมเดลแนวหน้า แต่มีต้นทุนที่ถูกกว่าหลายเท่า ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก นี่จึงเป็นโอกาสทองที่องค์กรในไทยจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในราคาที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เร็วที่สุด เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่แข่งขันกันว่า “ใครสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมได้เร็วกว่ากัน”

 

เมื่อ AI ราคาถูกลง องค์กรจะไม่ถามว่า “ควรใช้ AI หรือไม่” แต่จะถามว่า “จะเอา AI ไปแทรกในกระบวนการทำงานตรงไหนได้บ้าง” มาร์โกมองว่า โอกาสของภาคธุรกิจและภาครัฐไทยคือ การนำ AI ราคาถูกเหล่านี้ไปใช้เพื่อจัดการงานที่เป็นลำดับขั้นตอนและมีปริมาณมหาศาล (Complete Multi-Step Workflows at Scale) เช่น ระบบบริการลูกค้า การวิเคราะห์เอกสาร การแปลภาษา งานบัญชี โลจิสติกส์ และการศึกษา แทนที่จะใช้เป็นแค่แชตบอตถาม-ตอบทั่วไป

 

ส่วนประเด็นเรื่องความท้าทายในมุมมองของอาจารย์ชาดานั้น ปัญหาหลักคือ คนไทยเป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ (User) แต่ไม่เคยเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เมื่อเทียบกับระบบการศึกษาในทั้งสองประเทศ จีนมุ่งเน้นพัฒนา Soft Skill ให้เด็กกล้าตั้งคำถามและถกเถียง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการป้อนคำสั่ง Prompt ให้ AI ในขณะที่เด็กไทยส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการตั้งคำถาม และมักใช้ AI เป็นเพียงแชตบอตไว้คุยเล่นหรือดูดวง มากกว่าที่จะใช้เพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือเขียนโค้ด

 

ปัจจุบันประเทศจีนได้พัฒนาจากประเทศที่เคยรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นในยุคทศวรรษ 1980s มาสู่การเป็นผู้สร้าง และกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้กำหนดกติกา AI ของโลก

 

มาร์โก เฉินยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ปัจจุบันกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติกลับเทน้ำหนักไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและสิงคโปร์มากกว่า สาเหตุสำคัญมาจากประเทศเหล่านั้นมีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลและระบบที่ตรงไปตรงมา ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านภาพลักษณ์จากกระแส ‘ธุรกิจสีเทา’ ซึ่งทำให้กลุ่มนักลงทุนรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมอาจมีความเสี่ยงในการลงทุน

 

ด้านอาจารย์ภากร ยังมองว่า หาก AI จีนเข้ามาทำตลาดด้วยราคาที่ถูกและเข้าถึงง่าย (Low Cost / Open Source) จะมีความเสี่ยงที่สตาร์ทอัพไทยอาจจะพึ่งพาจีนมากเกินไป คล้ายกับกรณีอุตสาหกรรม EV ที่จีนใช้กลยุทธ์ข้อได้เปรียบด้านราคา (Absolute Advantage) เข้ามาเจาะตลาดแข่งกับเจ้าอื่นๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

 

ไทยควรรับมือกับ ‘คลื่น AI จีน’ อย่างไร

 

อาจารย์ภากรเสนอว่า ทางออกคือ ไทยไม่จำเป็นต้องต่อต้านคลื่น AI จีน แต่ต้อง ‘รักษาสมดุล’ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากทั้งจีนและตะวันตก ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างผู้ประกอบการและสร้างโมเดล AI ของตนเอง เพื่อไม่ให้ขาดดุลทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในอาเซียนที่ก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้

 

อาจารย์ยังได้เผยถึงข้อมูลเชิงลึกจากการเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายคลังสมองอาเซียน-จีน (Network of ASEAN-China Think Tanks: NACT) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประชุม World AI ที่เซี่ยงไฮ้ โดยเป็นการพูดคุยในมิติของการกำกับดูแลดิจิทัล (Digital Governance) และการกำกับดูแลธรรมาภิบาล AI (AI Governance)

 

อาจารย์พบว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เริ่มมีการวางนโยบายที่ชัดเจนและจริงจังแล้วว่าจะร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนอย่างไรในด้าน AI โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีการจัดทำแผนงานและแผนแม่บท (Master Plan) รองรับอย่างเป็นระบบว่า ตนเองจะนำระบบ AI เข้าไปเชื่อมโยงกับอาเซียนและจีนอย่างไร อีกทั้งยังใช้วิธีบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ยอมปล่อยให้เรื่องของ AI เป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัล (DE) หรือกระทรวง ICT เพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมือนกับการทำงานแบบไซโล (Silo) อย่างในอดีตที่ต่างคนต่างทำ แยกกันทำงานอย่างชัดเจน

 

อาจารย์ภากรมองว่า ไทยยังคงขาดการวางนโยบายและแผนการเชื่อมโยงที่เป็นเอกภาพ รวมถึงยังขาดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเหมือนอย่างที่อินโดนีเซียทำ ไทยจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง และต้องเร่งวางนโยบาย กฎระเบียบ เพื่อให้ไทยสามารถรับประโยชน์และถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากทุนจีนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียง ‘ผู้ให้เช่าที่ดิน’ หรือเป็นแค่ ‘ทางผ่าน’ ของการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องมีการตั้งเงื่อนไขที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น การตั้งศูนย์วิจัยในไทย การจ้างนักวิจัยชาวไทย การร่วมพัฒนาโมเดล AI และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไทยเป็นเจ้าของร่วมด้วย

 

อาจารย์ยังเสนอแนะว่า การตั้ง Data Center ใช้พลังงานสูงและมีผลต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลควรจัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้ชัดเจนว่า พื้นที่ใดเหมาะสมและปลอดภัย เช่นเดียวกับจีนที่นำ Data Center ไปตั้งในเขตภูเขาตะวันตก เพื่อใช้พลังงานสะอาด และเลี่ยงพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทั้งยังจะต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน (Upskill / Reskill) รวมถึงพัฒนาบุคลากรเฉพาะกลุ่ม (Segment) อย่างชัดเจน ทั้งการต่อยอดให้กับผู้เชี่ยวชาญ AI เดิม และการสอนผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพอื่นให้นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในสายงานของตน (Domain Expert) รวมถึงการที่ไทยต้องสร้าง AI ของตัวเอง เพื่อนำไปต่อยอด ‘จุดแข็ง’ เดิมของประเทศ เช่น ด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว

 

‘สอดคล้อง’ กับความเห็นของอาจารย์ชาดาที่มองว่า ไทยต้องนำ AI มาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและมีเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเอง ควรเรียนรู้จากจีนที่นำ AI มาผูกกับชีวิตประจำวันของคนได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไทยต้องกลับมาทบทวนความพร้อมของตัวเองก่อนว่า ระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และบุคลากรของเราพร้อมที่จะไปร่วมพัฒนา AI ในระดับนั้นแล้วหรือไม่ ไทยต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องเล่นบทบาทในการเป็น ‘สะพานเชื่อม’ (Bridge) ระหว่างจีน ตะวันตก และอาเซียน ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

 

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนไทยยังคงใช้ AI เป็นเพียงแค่แชตบอต อีก 10 ปีข้างหน้าเราก็จะยังเป็นแค่ ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ต่อไป ไทยต้องถอดบทเรียนจากจีน ที่เมื่อกว่า 40 ปีก่อนเคยเป็นเพียงประเทศยากจนที่ต้องรับเทคโนโลยีจากต่างชาติ แต่ปัจจุบันจีนสามารถยกระดับเป็นผู้ผลิต ผู้สร้าง และผู้กำหนดกติกาโลกได้

 

เป้าหมายสำคัญ ‘ไม่ใช่’ การปรับตัวเพื่อเป็นแบบจีน แต่เพื่อเปลี่ยนตัวเองจาก ‘ผู้ใช้’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เด็กไทยรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมให้ได้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Reuters / Shutterstock

 

The post ‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร https://thestandard.co/us-china-ban-data-center-equipment/ Wed, 05 Aug 2026 05:14:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1238332 ภาพอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลใน Data Center

เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะ […]

The post เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลใน Data Center

เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา (FCC) กำลังร่างมาตรการแบนการนำเข้าอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รุ่นใหม่จากจีน

 

 
 

มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ ‘อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัล’ (Optical Transceivers) ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วแสงผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงภายใน Data Center โดยเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า จะประกาศใช้มาตรการแบนนี้ภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการร่างและอาจถูกปรับเปลี่ยนหรือระงับในภายหลังได้

 

การร่างมาตรการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ FCC ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

สหรัฐฯ เตรียมสั่งแบนอุปกรณ์ Data Center จีน เพราะอะไร

 

Data Center ของสหรัฐฯ เป็นสถานที่จัดเก็บและรันชิปสำคัญที่ใช้สำหรับฝึกฝนโมเดล AI รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทั้งยังมองว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณเหล่านี้มีความเสี่ยง โดยอาจเปิดโอกาสให้บริษัทจีนสามารถขโมยข้อมูล ติดตั้งมัลแวร์ หรือขัดขวางการทำงานของ Data Center ในสหรัฐฯ ได้

 

ดิฟยานช์ คอชิก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย AI จาก Beacon Global Strategies ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ระบุว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลนั้น ‘มีความเสี่ยงอย่างแน่นอน’ พร้อมชี้แนะว่า ในขณะที่การก่อสร้าง Data Center กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่า ซัพพลายเชนของ Data Center มีความปลอดภัยมาตั้งแต่เริ่มต้น

 

อีกทั้งยังมีแรงกระเพื่อมจากกลุ่ม ‘China Hawks’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ‘สายเหยี่ยวต่อจีน’ ในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวคิดแข็งกร้าวและผลักดันนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการยกกรณีศึกษาของ Huawei มาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าในอดีตอุปกรณ์ของ Huawei เคยเข้าไปฝังลึกในโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ จนทำให้การรื้อถอนในภายหลังทำได้ล่าช้า มีค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ พวกเขาจึงผลักดันให้ต้องรีบสกัดกั้นอุปกรณ์ Data Center รุ่นใหม่ของจีนในทันทีก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

 

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลด้านความก้าวหน้าของจีนในด้าน AI, การผลิตชิป และหุ่นยนต์ ทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนและสร้างความกังวลด้านความมั่นคงและซัพพลายเชนให้แก่สหรัฐฯ อีกด้วย

 

หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไร?

 

หน่วยงานวิจัยอย่าง Counterpoint Research เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดที่ระบุว่า บริษัท Zhongji Innolight ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขายอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลสำหรับ Data Center ทั่วโลกสูงที่สุดถึง 27% และมีรายได้ที่พึ่งพาตลาดนอกประเทศสูงถึง 90% อีกทั้งบริษัทนี้เพิ่งถูกจัดอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจีนโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนในอนาคต มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทนี้โดยตรง

 

ขณะที่รายงานจาก Foundation for American Innovation (FAI) ชี้ว่า ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Coherent และ Lumentum ยังขาดกำลังการผลิต (Scale) ที่จะเข้ามาแทนที่คู่ค้าจากจีนได้ทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านกำลังการผลิตทดแทนตามมาในสหรัฐฯ

 

อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้บริษัทคลาวด์ของสหรัฐฯ อีกด้วย โดยบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web Services (AWS) อาจเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้ผู้ผลิตรายอื่น เช่น Coherent หรือ Lumentum ของสหรัฐฯ แทน

 

มาตรการแบนนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ประเทศอื่นๆ โดย FCC มีแผนที่จะประกาศแบนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรุ่นใหม่ทั้งหมดก่อน แล้วจึงจะทยอยยกเว้นข้อจำกัดให้กับผู้จัดจำหน่ายจากประเทศอื่นที่ไม่ได้มาจากจีนในภายหลัง

 

ส่วนท่าทีและการตอบโต้จากรัฐบาลจีนนั้น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรหยุดใส่ร้ายและข่มขู่บริษัทจีน พร้อมเตือนว่า จีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อการกระทำใดๆ ที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: Tayibaa / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เปิดเหตุผล สหรัฐฯ เตรียมแบนอุปกรณ์จีนใน Data Center ส่งผลกระทบอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ จี้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจ ปมดรามาสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำอย่าซ้ำเติมความขัดแย้ง https://thestandard.co/sihasak-china-ambassador-suvarnabhumi-drama/ Wed, 05 Aug 2026 04:47:21 +0000 https://thestandard.co/sihasak-china-ambassador-suvarnabhumi-drama/ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (5 สิงหาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตร […]

The post สีหศักดิ์ จี้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจ ปมดรามาสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำอย่าซ้ำเติมความขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์

วันนี้ (5 สิงหาคม) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความวุ่นวายที่เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังนักท่องเที่ยวชาวจีนประมาณ 20 คน ถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง และมีภาพเจ้าหน้าที่ประจำสนามบินของไทยแสดงพฤติกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้าข่ายเหยียดเชื้อชาติ จนกลายเป็นประเด็นร้อน ว่า เรื่องนี้หลัก ๆ แล้วต้องสอบถามกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

 

ส่วนในมิติของกระทรวงการต่างประเทศ สีหศักดิ์ระบุว่า ประเทศไทยต้องการให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามีความรู้สึกที่ดี ทั้งระหว่างพำนักในประเทศไทยและเมื่อเดินทางกลับประเทศ ขณะที่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอำนวยความสะดวกให้เป็นไปอย่างราบรื่น

 

เมื่อถามว่า ควรมีการทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวชาวจีนและเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับกฎระเบียบของประเทศไทยหรือไม่ สีหศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และส่งผลต่อความรู้สึกของคนไทย

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า ตนเคยหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นอ่อนไหว ดังนั้นเอกอัครราชทูตควรออกมาชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงปกป้องผลประโยชน์ของฝ่ายจีนเท่านั้น เพราะในฐานะเอกอัครราชทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทย มีหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองฝ่าย พร้อมระบุว่า

 

“ดังนั้น การแถลงของท่านทูตก็ต้องคำนึงถึงบทบาทหน้าที่ของท่านด้วย ไม่ใช่ไปซ้ำเติมกระแสความขัดแย้ง ผมเชื่อว่าท่านทูตก็เข้าใจ เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศจีน ที่ต้องทำหน้าที่รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ”

The post สีหศักดิ์ จี้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจ ปมดรามาสนามบินสุวรรณภูมิ ย้ำอย่าซ้ำเติมความขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร https://thestandard.co/china-military-taps-us-ai/ Sat, 01 Aug 2026 07:46:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1237165 ภาพระบบควบคุมโดรนและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เอกสารทางวิชาการและสิทธิบัตรของจีนมากกว่า 80 ฉบับ ที่ผ่ […]

The post Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระบบควบคุมโดรนและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เอกสารทางวิชาการและสิทธิบัตรของจีนมากกว่า 80 ฉบับ ที่ผ่านการตรวจสอบโดยสำนักข่าว Reuters เผยให้เห็นข้อมูลสำคัญที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนว่า นักวิจัยในสังกัดกองทัพจีนกำลังดึงผลลัพธ์และระบบการคิดจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับท็อปของสหรัฐฯ ทั้งจาก OpenAI และ Anthropic เพื่อนำมาฝึกฝนระบบ AI ภายในประเทศ หวังใช้เป็น ‘ทางลัด’ ในการยกระดับศักยภาพทางกลาโหม ตลอดจนลดช่องว่างกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการปิดกั้นการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงและเทคโนโลยีระดับยุทธศาสตร์อย่างเข้มงวดจากรัฐบาลวอชิงตัน

 

 
 

Model Distillation ทางลัดถอดกระบวนการคิด AI ตะวันตก

 

รายงานพิเศษโดย Reuters เผยว่า วิธีการที่จีนใช้คือ ‘Model Distillation’ หรือเทคนิคการนำผลลัพธ์และกระบวนการตอบของโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าที่มีพลังประมวลผลสูง (teacher model) มาเป็นต้นแบบในการฝึกฝน AI ขนาดเล็กที่ลงลึกเฉพาะทาง ทำให้จีนสามารถนำ AI ไปติดตั้งและใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรคำนวณมหาศาลเหมือนกับการพัฒนาโมเดลขั้นสูงระดับแนวหน้า (frontier AI) ขึ้นมาจากศูนย์

 

ซันนี เชิง นักวิจัยจาก Jamestown Foundation ในวอชิงตัน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมและวิเคราะห์เอกสารงานวิจัยเหล่านี้ ระบุว่า สิ่งที่กองทัพจีนต้องการไม่ใช่แค่คำตอบ แต่เป็นการแกะกลไกการวิเคราะห์เหตุผลเชิงตรรกะ (reasoning) ของ AI ฝั่งตะวันตก เพื่อนำไปใช้ในระบบสอดแนม สงครามไซเบอร์ และการตัดสินใจทางยุทธวิธี

 

“การสอนให้โมเดลตอบคำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสอนให้มันเข้าใจกระบวนการคิดเบื้องหลังคำตอบนั้นยากกว่ามาก เอกสารเหล่านี้ชี้ชัดเจนว่านักวิจัยกองทัพจีนกำลังถ่ายโอนกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะจากโมเดลตะวันตก ไปสู่ระบบขนาดเล็กที่พวกเขาสามารถรันและควบคุมได้เองภายในประเทศ” เชิงกล่าว

 

สู่การใช้งานจริง ตั้งแต่การเฝ้าระวังไปจนถึงยุทธการทางทหาร

 

ผลการตรวจสอบเอกสารวิชาการและกรณีศึกษาทางทหารมากกว่า 20 กรณี พบตัวอย่างการนำไปปรับใช้ในภารกิจจริง อาทิ

 

เฝ้าระวังโซเชียลมีเดีย: North University of China ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมอาวุธจีน ได้นำ Claude 3 Haiku ของ Anthropic มาสร้างชุดข้อมูลสังเคราะห์ เพื่อฝึกโมเดลจำแนกข้อความสำหรับการคัดกรองเนื้อหาและเฝ้าระวังบนโลกออนไลน์

 

วิเคราะห์ซอร์สโค้ดชั้นลับ: เอกสารของนักวิจัยจากหน่วย PLA 96941 ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองทางทหารและสงครามไซเบอร์ในปักกิ่ง ระบุว่า เนื่องจาก AI นอกประเทศไม่ปลอดภัยสำหรับข้อมูลลับ พวกเขาจึงใช้ GPT-3.5 ของ OpenAI ช่วยวิเคราะห์และสรุปซอร์สโค้ดทางทหาร จากนั้นนำข้อสรุปไปใช้ฝึกฝนโมเดลภายใน เพื่อให้ระบบทั้งหมดรันอยู่บนเครือข่ายปิดของกองทัพจีนได้อย่างสมบูรณ์

 

โดรนอัจฉริยะแบบออฟไลน์: นักวิจัยจาก National University of Defense Technology ใช้เทคนิค Model Distillation ย่อขนาด AI ประมวลผลภาพ เพื่อนำไปติดตั้งบนโดรน ช่วยให้โดรนสามารถประมวลผลวิดีโอแบบสด ๆ นำทาง และชี้เป้าหมายได้แบบเรียลไทม์ แม้ในสภาวะที่สัญญาณการสื่อสารถูกตัดขาด

 

ยุทธการทางทะเลจำลอง: สถาบัน Academy of Military Sciences นำเทคนิคนี้ไปรันโมเดลจดจำเป้าหมายบนฮาร์ดแวร์เชิงยุทธวิธี เพื่อใช้สั่งการในภารกิจจำลองยุทธการทางทะเลร่วมระหว่างโดรน เรือรบ และเรือดำน้ำไร้คนขับ

 

ชนวนขัดแย้งใหม่จีน-สหรัฐฯ 

 

ประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่การดึงข้อมูลเพื่อย่อขนาดโมเดล ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรม แต่เป็นเรื่องของการดึงข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน ว่าด้วยการกำกับดูแลและความปลอดภัยของ AI โดยสหรัฐฯ มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการดึงความสามารถของโมเดลอเมริกาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขัดต่อมาตรการควบคุมการส่งออกและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

 

ขณะที่ฝ่ายจีนออกมายันว่า วอชิงตันกำลังแสวงหา ‘ความเป็นใหญ่’ ทาง AI และโต้กลับว่าบริษัทสหรัฐฯ ก็ทำไม่ต่างกัน นอกจากนี้ สตาร์ตอัปจีนอย่าง Moonshot ก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าโมเดล Kimi K3 ของตนสร้างมาจากเทคนิค Model Distillation โดยยืนยันว่าเกิดจากนวัตกรรมที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

 

ด้านบริษัท Anthropic ออกมาชี้แจงว่า ไม่เคยเปิดให้บริการ Claude เชิงพาณิชย์ในจีน หรือเปิดทางให้บริษัทที่ควบคุมโดยรัฐบาลปักกิ่งเข้าถึงและใช้งานโมเดลของบริษัท พร้อมเตือนว่าโมเดลที่ถูกสกัดข้อมูลออกไปอาจสูญเสียกลไกความปลอดภัยเดิม จนเปิดช่องให้ขีดความสามารถที่เป็นอันตรายตกไปอยู่ในมือของระบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

 

ข้อจำกัดของ ‘ทางลัด’

 

จีนขานรับและนำเทคนิค Model Distillation มาใช้อย่างจริงจัง เนื่องจากต้องการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในด้าน AI ขั้นสูง ขณะที่ประเทศยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรประมวลผล อันเนื่องมาจากมาตรการควบคุมการส่งออกชิประดับไฮเอนด์ของวอชิงตัน โดยรัฐบาลกลางและท้องถิ่นของจีนได้จัดสรรเงินอุดหนุนและทุนวิจัยไปยังเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้โมเดล AI สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่มีพลังประมวลผลจำกัดอย่างโดรนหรือดาวเทียมได้ เช่น model lightweighting และ edge computing

 

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทำ Model Distillation ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยในมุมมองด้านความมั่นคง นักวิจัยจาก Army Engineering University ของจีนเองก็เริ่มแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงจากวิธี ‘Data-free distillation’ หรือการวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อดึงขีดความสามารถของโมเดลโดยไม่ต้องเข้าถึงพารามิเตอร์หลัก ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามแกะรอยตรรกะที่ซ่อนอยู่จากผลลัพธ์ที่อาจหลุดออกไปสู่สาธารณะได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้ โมเดลที่ถูกย่อขนาดจะรับเอามาเฉพาะขีดความสามารถที่เลือกไว้เท่านั้น และไม่สามารถเลียนแบบสติปัญญาทั้งหมดของโมเดล AI ขั้นสูง ซึ่งเทรเวอร์ โคเวอร์โก ผู้ร่วมก่อตั้ง Sapien บริษัทข้อมูล AI ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โมเดลที่ผ่านการกลั่นกรองยังคงมีขีดความสามารถต่ำกว่าโมเดลต้นแบบ 

 

“อธิบายได้เข้าใจง่ายๆ ว่า มันคือการดึงเอาเฉพาะขีดความสามารถบางอย่างไปใส่ไว้ในระบบที่ราคาถูกลงและควบคุมเองได้ในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพในการสร้าง AI ระดับแนวหน้าได้ด้วยตนเอง” เขากล่าวสรุป

 

ภาพ: tuzla via ShutterStock

 

อ้างอิง:

The post Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน https://thestandard.co/china-new-jobs-economy-future/ Fri, 31 Jul 2026 08:13:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1236857 ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไห […]

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนงานในโรงงานอัจฉริยะของจีน สื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและอาชีพใหม่

ถ้าเราอยากรู้ว่า ‘อนาคต’ ของเศรษฐกิจจีนกำลังเดินไปทางไหน วิธีที่ง่ายและชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือลองเปิดดู ‘บัญชีรายชื่ออาชีพใหม่’ ที่รัฐบาลจีนประกาศล่าสุด

 

กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมของจีน (MHRSS) ได้ออกประกาศรายชื่ออาชีพใหม่ 12 อาชีพ และประเภทงานใหม่อีก 22 รายการสำหรับปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของพญามังกรท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่อง ‘ไฮเทค’ เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารจัดการ “แรงงานสูงวัย” ที่กำลังจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในอนาคตของจีนด้วยจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างรวดเร็ว

 

หากพิจารณาจากรายชื่ออาชีพใหม่และประเภทงานใหม่ จะพบ 3 สัญญาณสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดแรงงานจีนไปตลอดกาลครับ

 

สัญญาณแรกคือ การเข้าสู่ยุค ‘Digital Twin’ และ ‘Physical AI’ อาชีพใหม่กลุ่มแรกในประกาศคือ ‘กลุ่มคนทำงานเชื่อมโลกดิจิทัลเข้ากับโลกกายภาพ’ จีนกำลังขยับจากการเป็น ‘โรงงานของโลก’ แบบเดิม ไปสู่การเป็น ‘โรงงานอัจฉริยะ’ ที่ตัวโรงงานตั้งอยู่ทั้งในโลกกายภาพและโลกเสมือนพร้อมกัน

 

อาชีพใหม่ที่น่าสนใจมากคือ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิควิศวกรรมดิจิทัลทวิน’ (Digital Twin Engineering Technicians) หน้าที่ของพวกเขาคือการสร้างแบบร่างจำลองของสิ่งของในโลกจริงขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สะพาน หรือโครงข่ายท่อระบายน้ำในเมือง เพื่อจำลองสถานการณ์และแก้ไขปัญหาก่อนที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นจริงในโลกกายภาพ

 

นอกจากนี้ ในรายการยังมีอาชีพ ‘เจ้าหน้าที่เทคนิคการเทรนหุ่นยนต์’ (Embodied AI Robot Application Technicians) คนในอาชีพนี้ต้องทำหน้าที่ฝึกสอนให้หุ่นยนต์เข้าใจโลกทางกายภาพ เช่น การแยกแยะพัสดุในโกดัง หรือการปรับตัวให้เข้ากับฝูงชนในห้างสรรพสินค้า

 

สัญญาณนี้ชัดเจนมากครับว่า จีนไม่ได้มองดิจิทัลเป็นเพียงเรื่องของ ‘ซอฟต์แวร์’ อีกต่อไป แต่คือการนำเทคโนโลยีมาพลิกโฉมกระบวนการผลิตและบริการใหม่ทั้งหมดโดยการเชื่อมโลกเสมือนเข้ากับโลกกายภาพ

 

สัญญาณที่สองคือ การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low Altitude Economy) และ ‘เศรษฐกิจสีเงิน’ (Silver Economy)

 

ในรายการอาชีพใหม่ปี 2026 เราเริ่มเห็นอาชีพอย่างพนักงานโลจิสติกส์การบินต่ำ และผู้จัดการระบบเครือข่ายอัจฉริยะสำหรับการบินต่ำ ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับยุคโดรนส่งสินค้าและแท็กซี่บินได้

 

ส่วน ‘อุตสาหกรรมสีเขียว’ ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะในสายงานที่เกี่ยวกับ ‘ไฮโดรเจน’ ทั้งการผลิตเซลล์เชื้อเพลิงและการควบคุมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพลังงานระยะยาวของประเทศจีน

 

แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเกิดขึ้นของอาชีพใหม่ ‘นักออกแบบเพื่อการปรับปรุงพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ’ นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของการที่จีนพยายามเปลี่ยน ‘วิกฤตสังคมสูงวัย’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือคือการสร้างงานใหม่ใน ‘Silver Economy’ นั่นเอง

 

สัญญาณที่สามจากประกาศใหม่ของรัฐบาลจีนคือ การคุ้มครองแรงงานสูงวัย ท่ามกลางการเปิดตัวอาชีพไฮเทค จีนยังได้ประกาศใช้กฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานที่เกินเกณฑ์เกษียณอายุ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมจีนต้องหันมาให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้? เหตุผลตรงไปตรงมาก็คือ จีนต้องการดึงดูดให้ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี (กลุ่ม “Young-old” ประมาณ 150 ล้านคน) กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยน ‘ภาระทางสวัสดิการ’ ให้กลายเป็น ‘พลังการผลิตใหม่’ เพื่อเพิ่มรายได้และการบริโภคให้คนกลุ่มนี้

 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การบังคับให้บริษัทต้องทำสัญญาจ้าง มีสวัสดิการ และจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำให้แรงงานสูงวัย ไม่ได้มีไว้เพื่อคุ้มครองคนแก่เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องพื้นที่งานของคนหนุ่มสาวด้วย

 

ลองคิดดูนะครับ ถ้าบริษัทจ้างคนเกษียณได้ในราคาถูกมากโดยไม่มีสวัสดิการ ตลาดจะเลือกจ้างแต่คนแก่จนเบียดบังโอกาสของคนรุ่นใหม่ ดังนั้น การเพิ่มต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุ จึงเป็นการสร้างจุดสมดุล (Balance Point) ไม่ให้ต้นทุนการจ้างผู้สูงอายุกับหนุ่มสาวแตกต่างกันเกินไปด้วย

 

ดังนั้น จากภาพรวมของอาชีพใหม่และกฎระเบียบแรงงานใหม่ข้างต้น จึงส่งสัญญาณสำคัญ 3 ประการกล่าวคือ จีนกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ผสานกายภาพกับโลกเสมือน อุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างโดรนและ AI กำลังลงลึกไปถึงระดับทักษะเฉพาะทางใหม่ๆ และจีนกำลังเตรียมระบบนิเวศเพื่อรองรับ ‘สังคมสูงวัย’ อย่างเป็นระบบ ทั้งในฐานะผู้บริโภคและแรงงานศักยภาพสูง

 

บัญชีอาชีพใหม่ของจีนจึงเป็นการส่งสัญญาณถึงภาคการศึกษาและตลาดแรงงานทั้งระบบว่า อาชีพเก่าหลายๆ อย่างกำลังค่อยๆ หายไป แต่ก็กำลังมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

 

กุญแจสำคัญคือระบบการศึกษาปรับตัวได้ทันในการผลิตคนป้อนเข้าสู่อาชีพใหม่ๆ เหล่านี้หรือไม่ และคนในอาชีพเดิมเองพร้อมเรียนรู้ใหม่เพื่อคว้าโอกาสในอาชีพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ที่สำคัญ นี่ยังเป็นโอกาสใหม่สำหรับ ‘แรงงานผู้สูงวัย’ ด้วยในการหวนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเทคโนโลยีมากมายในยุคปัจจุบันที่จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายแม้กำลังวังชาจะอ่อนแรงลง เพียงอยู่ที่ว่าผู้สูงวัยเหล่านี้พร้อมที่จะเรียนรู้และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือไม่

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post ถอดรหัสบัญชีรายชื่ออาชีพใหม่ของคนจีน เพื่อดูว่าเศรษฐกิจจีนกำลังไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ https://thestandard.co/us-china-robot-ban/ Thu, 30 Jul 2026 08:51:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1236535 ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โ […]

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจากจีนเป็นหลัก แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

 
 

สถานการณ์ตลาดปัจจุบันนี้ จีนถือเป็นเจ้าตลาดและผู้ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุด โดยครอบครองสัดส่วนการจัดส่งทั่วโลกสูงถึง 85-90% ในขณะที่บริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI ยังคงประสบปัญหาเรื่องการเริ่มต้นสายการผลิตแบบจำนวนมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คำสั่งแบนนี้จะมีผลกระทบ ‘น้อยมาก’ ในระยะยาว เพราะจีนมีฐานการผลิตที่ใหญ่ ลดต้นทุนได้เร็ว และบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มเบนเข็มไปทำตลาดในยุโรปแทนแล้ว

 

Omdia เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านความสามารถในการผลิตที่ชัดเจนมาก โดยระบุว่าจากยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกประมาณ 15,000 ตัวในปี 2025 บริษัทจีนอย่าง Unitree และ AGIBOT จัดส่งได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อบริษัท ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI สามารถจัดส่งได้เพียงหลักร้อยตัวหรือน้อยกว่านั้น

 

ทางด้านองค์กร Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

ทำไม สหรัฐฯ ถึงสั่งแบนหุ่นยนต์จากจีน?

 

  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการจารกรรม

 

รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลว่าหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจลักลอบเก็บข้อมูล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีหรือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลต่างชาติใช้ เพื่อสอดแนมชาวอเมริกัน หรือแม้กระทั่งเข้ายึดและควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล

 

อีกทั้งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของจีนอย่าง Unitree มีความเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพจีน ส่งผลให้บริษัทถูกรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า เป็นความเสี่ยงและถูกสั่งห้ามทำสัญญาใดๆ กับกระทรวงกลาโหม

 

  • ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ

 

FCC กังวลว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ต่างชาติ ทั้งหุ่นยนต์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ จะเป็น ‘จุดอ่อนของห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งสามารถถูกโจมตีทางไซเบอร์ สั่งปิดการทำงาน หรือคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและเศรษฐกิจได้

 

  • การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

คังยู่เซียว หลี่ นักวิเคราะห์จาก Morningstar บริษัทวิจัยและจัดอันดับทางการเงินระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลอย่างมากในโลกการลงทุน มองว่า นี่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการปกป้องบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ไม่ให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา (Price Competition) เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถขยายขนาดการผลิตและลดต้นทุนได้เร็วกว่าคู่แข่งทั่วโลกมาก

 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การสั่งแบนนี้จะไม่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนยังมีฐานการผลิตในประเทศที่ใหญ่มากและมีตลาดส่งออกอื่นๆ รองรับ

 

  • การรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสถานะความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี AI และต้องการชะลอการพัฒนาทางทหารของจีน ประกอบกับเทคโนโลยี AI ของจีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ซูเมน มอนดอล นักวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Counterpoint Research ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาของการสั่งแบนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนหลายราย รวมถึง Unitree กำลังเตรียมตัวเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้ ซึ่งการ ‘สกัดดาวรุ่ง’ นี้จะสร้างผลประโยชน์อย่างมากให้กับบริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla, Figure และ Boston Dynamics

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ กำลังนำเรื่องความมั่นคงของชาติมาใช้เป็น ‘ข้ออ้างเกินจริง’ เพื่อกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้า พร้อมเตือนว่า ทางการจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: IM Imagery / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? https://thestandard.co/thailand-china-22-balance/ Sat, 25 Jul 2026 09:52:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1235076 ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐม […]

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบกลไก 2+2 ระหว่างไทยและจีน

ทริปเยือนจีนอย่างเป็นทางการของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีรอบนี้ มีการเซ็น MoU หลายฉบับและเกิดกลไกความร่วมมือใหม่ๆ ที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ อวกาศ ไปจนถึงความมั่นคง แต่ที่อยู่ในสปอตไลต์และมีการตั้งคำถามตามมา คือ กลไก ‘2+2’ ซึ่งเป็นเวทีประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของจีนและไทย

 

 
 

เพจไทยคู่ฟ้าระบุว่า เป็นการเสนอจากฝ่ายไทย เพื่อให้เป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า กลไกนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน

 

ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมองเห็นความจำเป็นของการที่จีนและไทยต้องรักษาการติดต่อระดับสูงอย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากกลไกการหารือเชิงยุทธศาสตร์แบบ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผล และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ให้ก้าวไปสู่ระดับที่สูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามตามมาว่ากลไกนี้จะยิ่งผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้นหรือไม่? ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งกับกัมพูชา ตลอดจนบริบทที่ญี่ปุ่นกำลังแสดงบทบาทมากขึ้นในภูมิภาคภายใต้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

หน้าที่กลไกใหม่นี้คืออะไร ทำไมต้องมี 2+2 ในเวลานี้ มีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์เบื้องหลังหรือไม่ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบผ่านมุมมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

2+2 คืออะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล เพราะกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมเป็นกรอบปกติที่หลายประเทศจัดตั้งขึ้นเพื่อประสานการทำงานข้ามกระทรวงอยู่แล้ว ไทยกับสหรัฐฯ ก็มีกลไกแบบนี้มาหลายปีแล้ว

 

ข้อมูลที่ THE STANDARD ได้รับจากกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ‘2+2’ ที่เพิ่งจัดตั้งคือกลไกการทำงานและความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมชองไทยและจีน ซึ่งไทยเป็นผู้ริเริ่ม โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายกับที่ไทยมีร่วมกับประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

 

การหารือในกรอบนี้จะครอบคลุมในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับงานต่างประเทศ เช่น โครงการความร่วมมือ การฝึก การศึกษา การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไปจนถึงการปฏิบัติการร่วม ในภารกิจต่างๆ เช่น การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น

 

สำหรับองค์ประชุมนั้น กระทรวงกลาโหมให้ข้อมูลว่า โดยทั่วไปจะจัดในรูปแบบกรรมการ มีผู้บริหารระดับปลัดกระทรวงเป็นประธาน มีผู้แทนด้านนโยบายและแผนเป็นฝ่ายเลขาฯ และผู้แทนที่มีบทบาทสำคัญ (key man) ของหน่วยงานอื่นๆ ภายใต้กระทรวงนั้นๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจากทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศจะนำแนวทางนโยบายซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการหารือไปขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

 

กับคำถามว่าการประชุม 2+2 จะเกิดขึ้นเมื่อไร พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า ยังต้องผ่านการหารือของฝ่ายเลขาฯ ของทั้งสองประเทศก่อน ส่วนการมาเยือนไทยของต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีนช่วงสุดสัปดาห์นี้ ยังไม่ถือเป็นการประชุมในกรอบ 2+2

 

ความจำเป็นของ 2+2 ทำไมต้องมี?

 

ประโยชน์ที่เห็นได้จากกลไกนี้ กระทรวงกลาโหมระบุว่า ด้วยหน้าที่ของมันจะเป็นการบูรณาการงานของกระทรวงการต่างประเทศและกลาโหมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการทำงานร่วม โดยมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นฝ่ายนำ ซึ่งหัวใจสำคัญคือเพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยมี ‘การต่างประเทศนำการทหาร’

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า กลไกนี้จะช่วยแก้ปัญหาการทำงานแบบแท่งแยกส่วน (Silo) พร้อมยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาเรามีเวทีการประชุมระดับภูมิภาคที่แยกส่วนกัน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจะประชุมในเวทีรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (AMM) ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมจะร่วมประชุมเวทีรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน (ADMM) ซึ่งพอกลับมามักขาดการประสานงานในระดับปฏิบัติการ

 

แต่การมีกลไก 2+2 จะช่วยเชื่อมการทำงานข้ามกระทรวงในเรื่องความมั่นคงที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้นมาก เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยาเสพติด เป็นต้น เพราะปัจจุบันหน่วยงานในไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงมีหลายสิบหน่วยงาน และหลายกรณีเกิดปัญหาทำงานไม่ประสานกัน หรือทำงานแยกกันตามกฎหมายหรือกระทรวงของตัวเอง

 

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องยาเสพติดอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งอยู่ใต้กระทรวงยุติธรรม ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงต่างประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศด้วยที่ต้องอาศัยการประสานงานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศด้วย

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงที่สามารถกำกับและสั่งการหน่วยงานด้านตำรวจ ทหาร พลเรือน ข่าวกรอง ตรวจคนเข้าเมือง ไซเบอร์ และ DSI ได้อย่างครอบคลุม ก็จะทำให้ไทยสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามข้ามชาติผ่านกรอบกลไก 2+2 ร่วมกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีนหรือสหรัฐฯ ได้รวดเร็วและมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น

 

มีปัจจัยบีบทางภูมิรัฐศาสตร์หรือไม่?

 

ในอาเซียน จีนมีกลไก 2+2 กับกัมพูชาก่อนหน้านี้ ซึ่งมีการประชุมกรอบดังกล่าวระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมและต่างประเทศของจีนและกัมพูชาไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการตั้งคำถามว่า การที่กัมพูชามีกลไก 2+2 กับจีนเป็นปัจจัยที่บีบให้ไทยต้องมีด้วยหรือไม่ เพราะกัมพูชาเป็นคู่ขัดแย้งกับไทยในเรื่องพรมแดนทางบกและทะเล ซึ่งที่ผ่านมาจีนก็แสดงตัวพร้อมเป็นประเทศที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา

 

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า เหตุผลที่ไทยและจีนเพิ่งจะมีกลไก 2+2 นั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากแรงกดดันจากกรณีที่จีนเริ่มมีความร่วมมือ 2+2 กับกัมพูชา ซึ่งทำให้ฝ่ายจีนและฝ่ายความมั่นคงไทยพูดคุยตกลงร่วมกันที่จะต้องขยับไปมีความร่วมมือแบบเดียวกันบ้าง

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน ก็มองคล้ายกันว่า ปัจจัยข้างต้นอาจมีส่วนแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด โดยมองปัจจัยภายในด้วยว่า ไทยมีหน่วยงานความมั่นคงซ้อนกันอยู่ถึง 15–20 หน่วยงาน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกนี้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้การทำงานข้ามกระทรวงสอดประสานกันมากขึ้นและสอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน ในขณะที่กัมพูชาจัดตั้งและขับเคลื่อนกลไกนี้ได้เร็วกว่า เนื่องจากเป็นประเทศเล็ก มีโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงน้อยกว่าไทย

 

ส่วนเหตุผลที่จีนเห็นพ้องในการยกระดับกลไก 2+2 นี้ร่วมกับไทยนั้น รศ.ดร.อักษรศรี ชี้ว่า ฝ่ายจีนเองก็ต้องการรักษาภาพของการ ‘คบทั้งคู่’ โดยไม่เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะสำหรับจีนแล้ว ไทยและกัมพูชามีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ต่อจีนทั้งคู่ (แต่ในคนละมิติ) หากสองประเทศขัดแย้งกันในพื้นที่ที่จีนมองเป็น ‘สนามหลังบ้าน’ ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อจีน เพราะจะกลายเป็นการเปิดช่องว่างให้มหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายขึ้น

 

“จีนเดินเกมแบบ ‘คบทั้งคู่’ ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม (right timing) สำหรับจีน เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่นายกฯ ไทยไปเยือนจีน ในขณะที่ ต่งจวิน รัฐมนตรีกลาโหมจีน ก็เดินทางมาเยือนไทยช่วงสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงที่สถานทูตจีนจัดงานครบรอบ 99 ปีแห่งการสถาปนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม” รศ.ดร.อักษรศรี กล่าว

 

อีกปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผู้เชี่ยวชาญมองเห็นตรงกันคือ การมีบทบาทมากขึ้นของญี่ปุ่นในภูมิภาค

 

ญี่ปุ่นในยุคนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทาคาอิชิ ซึ่งมีท่าทีขวาจัดเริ่มขยับหลายเรื่องที่ รศ.ดร.อักษรศรี มองว่าท้าทาย ‘เขตอิทธิพลจีน’ ทั้งเรื่องไต้หวัน และรวมถึงกรณีที่ญี่ปุ่นส่งเรือตรวจการณ์ให้กัมพูชา และญี่ปุ่นยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือไทยในเรื่องที่เป็นกระแสต่อต้านจีนในไทย เช่น เรื่องสารพิษข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก ตัวแปรญี่ปุ่นจึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยผลักให้จีนเร่งตั้งกลไก 2+2 กับไทย

 

“จีนไม่ได้มองแค่ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา แต่จะมองภาพใหญ่กว่านั้นในการคบกับกัมพูชาและไทย ทั้งเรื่องทะเลจีนใต้และการที่มหาอำนาจอื่นขยายอิทธิพลในสนามหลังบ้านของจีน ฝ่ายจีนจึงเดินเกมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับทั้งไทยและกัมพูชาต่อไป ในขณะนี้ จีนมองญี่ปุ่นในยุคขวาจัดว่าเป็นภัยคุกคามมากกว่าทรัมป์เสียอีก โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้ เมื่อไม่นานมานี้ญี่ปุ่นก็เพิ่งเป็นหนึ่งในแกนนำชวน 14 ชาติออกแถลงการณ์ในวันครบรอบ 10 ปีที่อนุญาโตตุลาการออกคำตัดสินเรื่องทะเลจีนใต้ในกรอบ UNCLOS ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยุคนี้กำลังท้าทายจีนในด้านความมั่นคง” อาจารย์จากธรรมศาสตร์ให้ความเห็น

 

ขณะที่ รศ.ดร.ปณิธาน มองว่าญี่ปุ่นเริ่มเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือและการสนับสนุนทางการทหารและความมั่นคงแก่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงกัมพูชา ซึ่งเป็นความพยายามในการคานอิทธิพลจีนของญี่ปุ่น และต้องการดึงกัมพูชาออกจากวงโคจรของจีนบ้าง

 

“เมื่อมหาอำนาจอื่นอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เริ่มขยับและเข้ามามีบทบาทในประเทศรอบบ้านมากขึ้น จีนจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยเร่งกระชับความสัมพันธ์กับไทยผ่านกลไกเชิงโครงสร้างอย่าง 2+2 ซึ่งเป็นการดึงทั้งไทยและกัมพูชาเข้าหาจีน โดยไม่ปล่อยให้ชาติอื่นดึงไทยหรือกัมพูชาไปฝ่ายเดียว” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

 

กลไกนี้จะผลักไทยไปหาจีนมากขึ้นหรือไม่

 

มีความกังวลว่า การดำเนินชุดนโยบายของรัฐบาลไทยในช่วงหลังมีลักษณะโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมิติการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งกลไก 2+2 กับจีนก็เป็นหนึ่งในความกังวลนั้น

 

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่า 2+2 เกิดจากทั้งแรงผลักและแรงดึง ซึ่งแรงผลักก็เกิดจากความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมี เพื่อรับมือกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป แต่อาจารย์เตือนให้ระวังแรงดึงจากมหาอำนาจอย่างจีนด้วย โดยชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘สมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์’ โดยไม่ปล่อยให้มหาอำนาจเป็นฝ่ายดึงเราไปข้างเดียว แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขและดึงมหาอำนาจเข้ามาสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยด้วย

 

อาจารย์ปณิธานยกตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามว่า สามารถขยับขึ้นมาเป็นตัวปรับสมดุลใหม่ในภูมิภาคได้อย่างโดดเด่น ในขณะที่ไทยยังติดกับดักเรื่องโครงสร้างการบริหารภายในที่ล่าช้า ซึ่งกลไกใหม่หากนำไปสู่การปรับโครงสร้างการทำงานข้ามกระทรวงได้ดีขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไทย

 

ในส่วนของการดำเนินนโยบายการต่างประเทศแบบรักษาสมดุลนั้น รศ.ดร.ปณิธานมองว่าการที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เดินทางไปฮาวาย และได้พบกับพลเรือเอก ซามูเอล ปาปาโร ผู้บัญชาการกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) ก่อนที่จะมีการตั้งกลไก 2+2 กับกลาโหมจีนในเวลาต่อมานั้น ถือเป็นการเดินเกมการทูตที่ดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์ด้านการทหารกับสองมหาอำนาจ และสอดคล้องกับความเห็นของรศ.ดร.อักษรศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มองว่า ไทยต้องเดินเกมคบกับทั้งสองมหาอำนาจ แม้ว่าผลลัพธ์จากการประชุมที่ฮาวายจะยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนักก็ตาม

 

โดยสรุปคือการจัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมไทย-จีน เป็นเรื่องที่ไทยเห็นความจำเป็นในเชิงความมั่นคงและยุทธศาสตร์ แต่ในมุมมองนักวิชาการนั้น ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับการปฏิรูปโครงสร้างการประสานงานภายในไทยด้วย ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องรักษาสมดุลกับมหาอำนาจด้วย เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือดึงไทยเข้าหาฝ่ายเดียวจนถูกมองว่าเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป

 

The post 2+2 คืออะไร? กลไกไทยคานกัมพูชา หรือผลักไทยเข้าหาจีนมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ https://thestandard.co/thailand-china-taiwan-one-china-protest/ Thu, 23 Jul 2026 09:18:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1234164 ภาพธงชาติไทย จีน และไต้หวัน สื่อถึงท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อนโยบายจีนเดียว

“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ […]

The post สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพธงชาติไทย จีน และไต้หวัน สื่อถึงท่าทีของแต่ละฝ่ายต่อนโยบายจีนเดียว

“ไทยยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”

 

 

กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ สำหรับข้อความที่แสดงจุดยืนล่าสุดของรัฐบาลไทยต่อนโยบายจีนเดียว ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ประท้วง โดยสิ่งที่น่าจับตามองหลังจากนี้คือทิศทางความสัมพันธ์ไม่เป็นทางการระหว่างไทยกับไต้หวัน รวมถึงโจทย์ท้าทายในด้านภูมิรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ท่ามกลางการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับไต้หวันที่แข็งกร้าวขึ้นของจีน

 

และนี่คือรายละเอียดของแถลงการณ์ที่ออกมา และท่าทีจากแต่ละฝ่ายจนถึงตอนนี้

 

จุดยืนหนุนจีน-ไต้หวันรวมชาติ

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า ‘ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ ระบุถึงผลสำเร็จจากการเยือนว่า

 

“ผู้นำทั้งสองประเทศได้แสดงความพึงพอใจต่อพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – จีน ซึ่งตั้งอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน”

 

นอกจากนี้ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีก 50 ปีข้างหน้า ระหว่างการสร้างประชาคมไทย – จีน ที่มีอนาคตร่วมกัน โดยจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงและการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และสถาบันต่างๆ

 

ในประเด็นความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของชาตินั้น ข้อความในแถลงการณ์ระบุว่า “ทั้งสองฝ่ายยืนยันการสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย”

 

โดยจีนย้ำความเคารพต่อเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนไทยอย่างหนักแน่นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และแนวทางการพัฒนาที่สำคัญ” ในขณะที่ไทยก็ยืนยันคำมั่นอันแน่วแน่ต่อนโยบายจีนเดียว และสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติระหว่างจีนและไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าว แตกต่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทยและจีนปี 2025 ที่เผยแพร่ภายหลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของแพทองธาร ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2025 ในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับแพทองธาร ระบุว่า “ทั้งสองฝ่าย (ไทยและจีน) ย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นผลประโยชน์หลักและข้อห่วงกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย

 

“จีนจะเคารพเอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และสนับสนุนเส้นทางพัฒนาประเทศของไทยที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในกิจการระดับภูมิภาคและระดับโลก

 

ส่วนไทยจะยึดมั่นในนโยบายจีนเดียวอย่างแน่วแน่ โดยยอมรับว่ารัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของจีนทั้งปวง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ รวมทั้งจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใด ๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน นอกจากนี้ ไทยจะสนับสนุนนโยบาย ‘หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีนด้วย”

 

ไต้หวันยืนยันเป็นประเทศอธิปไตย ผิดหวังไทยคล้อยตามจีน

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ประท้วงทันที ว่าไต้หวัน “ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างเท็จของจีนและไทยเกี่ยวกับการลดทอนอำนาจอธิปไตยของไต้หวัน” และแสดงความผิดหวังที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและยอมจำนนต่อการที่จีน ‘ดูหมิ่น’ อธิปไตยของไต้หวัน

 

“หลังจากการพบปะกับสีจิ้นผิง ในประเทศจีนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐบาลราชอาณาจักรไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรื่องการสร้างประชาคมจีน-ไทย ที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

 

แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้’ และ ‘ไทยสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ และจะไม่สนับสนุนการเรียกร้องใดๆ เรื่องเอกราชของไต้หวัน’ นอกจากนี้ ‘ไทยจะสนับสนุนนโยบาย หนึ่งประเทศ สองระบบ’ ของจีน

 

คำกล่าวเหล่านี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ขอประท้วงและประณามอย่างรุนแรงต่อการเผยแพร่ข้อความเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลจีน ซึ่งบ่อนทำลายอธิปไตยของไต้หวันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังแสดงความผิดหวังและเสียใจต่อการที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและดำเนินการคล้อยตามจีนในการลดทอนสถานะอธิปไตยของไต้หวัน

 

กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำว่า สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เป็นประเทศอธิปไตยและเป็นอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของสาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวันจะไม่ยอมรับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จซ้ำแล้วซ้ำเล่าของจีน ผ่านแถลงการณ์ทวิภาคี และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ฝ่ายเดียว ผ่านสงครามด้านการรับรู้” แถลงการณ์ระบุ และเตือนว่า

 

“ไต้หวันและไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่ใกล้ชิด ไต้หวันขอให้ไทยหวงแหนมิตรภาพอันยาวนานระหว่างสองประเทศและงดเว้นจากการร่วมมือกับความพยายามในการกดดันไต้หวันของจีน มิเช่นนั้น ไทยเองก็จะตกเป็นเหยื่อของการบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคของจีนในท้ายที่สุด”

 

ไทยหนุนจีนเดียว ไม่ใช่เรื่องใหม่

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์หลังกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันออกแถลงการณ์ดังกล่าว โดยย้ำว่า ที่ผ่านมาไทยดำเนินนโยบายจีนเดียวมาโดยตลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่

 

ขณะที่เรื่องความร่วมมือต่างๆ กับไต้หวันนั้น เขาชี้ว่าไม่ได้ขัดต่อนโยบายดังกล่าว และไทยไม่ได้ปิดกั้นความร่วมมือใดๆ ทั้งสิ้น แต่สำหรับประเทศไทยมีจุดยืนตามนโยบายจีนเดียว

 

ส่วนท่าทีของไต้หวันที่แสดงความผิดหวังต่อรัฐบาลไทยนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นท่าทีของไต้หวันที่ไทยรับทราบ พร้อมย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจน” และเชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์หรือความร่วมมือระหว่างไทยกับไต้หวัน

 

สำหรับคำถามว่า ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจหรือทำหนังสือชี้แจงท่าทีของไทยไปยังไต้หวันหรือไม่ อนุทินยืนยันว่าไทยและไต้หวัน “เข้าใจกันอยู่แล้ว” และกล่าวย้ำว่า “นโยบายของไทยมีความชัดเจนอยู่แล้ว”

 

ส่วนกรณีที่ไต้หวันอาจมองว่าไทยเอนเอียงไปทางจีน นายกรัฐมนตรียืนยันว่า นโยบายของไทยคือจีนเดียว “ไม่มีเอียง” ขณะที่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรากฎบนโซเชียลมีเดีย

 

ประวัติศาสตร์สถานะไต้หวัน และจุดยืนการรวมชาติของจีน

 

ที่ผ่านมา ไต้หวันยืนยันสถานะในการเป็นประเทศอธิปไตยมายาวนาน โดยตามประวัติศาสตร์ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สาธารณรัฐจีน (Republic of China : ROC) ภายใต้การนำของเจียงไคเช็ก และพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งขณะนั้นยังปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ ได้ร่วมกับประเทศผู้ชนะสงคราม คือสหภาพโซเวียต สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ (UN) และได้เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1945

 

กระทั่งในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเรืองอำนาจ ทำให้รัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต้องพาประชาชนกว่า 1.5 ล้านคน อพยพหนีออกจากแผ่นดินใหญ่ไปยังเกาะไต้หวัน

 

หลังจากนั้นสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China : PRC) ก็ได้ก่อตั้งขึ้นบนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งในช่วงเวลานั้นรัฐบาล ROC และรัฐบาล PRC ต่างแย่งกันเป็นกระบอกเสียงของประชาชนจีนในเวทีโลก แต่เสียงของนานาประเทศส่วนใหญ่เกรงอิทธิพลของจีนแผ่นดินใหญ่ จึงให้การยอมรับรัฐบาล PRC มากกว่า

 

โดยในช่วงแรก จีนภายใต้การนำของ PRC ได้คว่ำบาตรหรือถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่สาธารณรัฐจีนยังคงเป็นสมาชิกอยู่ อาทิ สหภาพไปรษณีย์สากลและองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ซึ่งส่งผลให้สาธารณรัฐจีนถูกโดดเดี่ยวจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น ยังคงสนับสนุนการอ้างสิทธิ์ในที่นั่งสมาชิก UN ของสาธารณรัฐจีน ในฐานะรัฐบาลจีนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว แต่สหภาพโซเวียตที่เป็นพันธมิตรของรัฐบาล PRC ได้ประท้วงคัดค้านการกีดกันสาธารณรัฐประชาชนจีน ใน UN โดยตัวแทนของสหภาพโซเวียตได้คว่ำบาตร UN ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 1950

 

ตั้งแต่ปี 1950 ประเทศที่เป็นมิตรกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เช่นแอลเบเนีย ได้เสนอมติประจำปีในสมัชชาใหญ่เพื่อขับไล่ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ และอนุญาตให้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนของจีนในสหประชาชาติ โดยแม้ว่าจะถูกขัดขวางทุกปี แต่การสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

กระทั่งวันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติที่ 2758 (XXVI) รับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าเป็น ‘ผู้แทนที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนในสหประชาชาติ’ เพียงผู้เดียว และมีมติขับ ‘ผู้แทนของเจียงไคเช็ก’ ออกจากสหประชาชาติ

 

ภายหลังการผ่านมติดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีอิทธิพลในนานาชาติเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จีนได้ใช้สิ่งนี้เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของตนในสหประชาชาติ โดยผลักดันการตีความมติที่ 2758 ที่มองว่าเป็นการยืนยัน ‘หลักการจีนเดียว’ ของสหประชาชาติ

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน พยายามประกาศมาโดยตลอดว่า ไต้หวันนั้นเป็นดินแดนหรือมณฑลหนึ่งของจีนมาโดยตลอด และยืนยันถึงการรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เคยประกาศในพิธีเปิดการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปี 2022 ว่า การแก้ไขปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องที่ประชาชนจีนต้องตัดสินใจ และจีนจะไม่ละทิ้งสิทธิในการใช้กำลัง แต่จะมุ่งมั่นหาทางออกอย่างสันติ

 

“เรายืนยันที่จะมุ่งมั่นเพื่อการรวมชาติอย่างสันติด้วยความจริงใจและความพยายามอย่างเต็มที่ แต่เราจะไม่สัญญาว่าจะละทิ้งการใช้กำลัง และสงวนสิทธิ์ที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด”

 

จีนเพิ่มความเข้มข้น ขับเคลื่อนหลักการ ‘จีนเดียว’ ในไทย

 

ความพยายามขับเคลื่อนหลักการจีนเดียวและแนวคิดการรวมชาติกับไต้หวัน ยังเพิ่มระดับความเข้มข้นในหลายประเทศ รวมถึงไทย

 

โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่บทความ “จีนต้องรวมชาติ และไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้” ในสื่อไทย มีข้อความว่า หลักการจีนเดียวคือหลักการอันเด็ดขาดที่ไม่อาจท้าทาย และเป็นรากฐานอันมั่นคงของมิตรภาพจีน-ไทย และชี้ว่า การยึดมั่นหลักการจีนเดียวไม่เพียงปกป้องความยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ยังวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้าด้วย

 

พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตจีนยังเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของไทย หันมายึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจรวมชาติเป็นเอกภาพของจีน

 

“ข้าพเจ้าขอเรียกร้องอย่างจริงจังต่อบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์จากทุกภาคส่วนของไทย รวมถึงชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย ให้ร่วมส่งเสียงและยืนหยัดไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

 

ประการแรก ขอให้ทุกท่านร่วมกันส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียว ยึดมั่นในจุดยืนที่เป็นกลางและยุติธรรม เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนโดยสมบูรณ์ ไม่อาจยอมให้มีการแทรกแซงจากภายนอกได้ พร้อมสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลจีนในปัญหาไต้หวันอย่างมั่นคง และคัดค้านการกระทำใด ๆ ที่ส่งเสริมหรือสนับสนุนเอกราชไต้หวัน

 

ประการที่สอง ขอให้ทุกท่านร่วมกันสร้างแนวป้องกันต่อต้านการแบ่งแยก การยึดมั่นในหลักการจีนเดียวคือการปกป้องเส้นแดงแห่งความยุติธรรมของประชาคมระหว่างประเทศและหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการพิทักษ์สันติภาพ ความรุ่งเรือง และเสถียรภาพของช่องแคบไต้หวัน คือการสนับสนุนอนาคตเอเชียแปซิฟิกที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

 

ประการที่สาม ขอให้ทุกท่านร่วมเป็นสักขีพยานและสนับสนุนการบรรลุการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของจีน ขอให้เป็นผู้ส่งเสริมที่มั่นคงและผู้มีส่วนร่วมเชิงบวกต่อภารกิจการรวมชาติเป็นเอกภาพของจีนต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์จะผันผวนหรือเผชิญคลื่นลมเพียงใด จีนจะต้องรวมชาติ และจะสามารถรวมชาติเป็นเอกภาพได้อย่างแน่นอน”

 

ท่าทีของทูตจีนถูกมองว่าเป็นการยกระดับความเข้มข้นของสารเกี่ยวกับการรวมชาติ ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสวิจารณ์เกี่ยวกับการกดดันหน่วยงานและภาคประชาสังคมไทยในกรณีไต้หวันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

จึงน่าจับตาว่า ความตึงเครียดจากปัญหาจีน-ไต้หวัน และจุดยืนของไทยจะนำไปสู่อะไร ท่ามกลางโจทย์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

อ้างอิง :

The post สรุปท่าทีไทย-จีน-ไต้หวัน หลังรัฐบาลประกาศหนุนนโยบาย ‘จีนเดียว’ รวมชาติอย่างสันติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม https://thestandard.co/thailand-china-cooperation-expo/ Wed, 22 Jul 2026 13:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1233909 อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้ […]

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดงาน Thailand-China Cooperation Expo 2026

วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand-China Cooperation Expo 2026 โดยภายหลังเสร็จสิ้น ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญของปาฐกถา ดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณอุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่ได้กล่าวชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับความเหมาะสมของการร้องเพลง “เถียนมี่มี่” พร้อมกล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ส่งผลให้ทุกประเทศต้องทบทวนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางความร่วมมือกับมิตรประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

 

สำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองประเทศมีรากฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนาน จากความผูกพันระหว่างประชาชนสู่ประชาชน จึงสามารถต่อยอดความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมั่นคง

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปีที่ผ่านมา แต่สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีรากฐานมายาวนานนับพันปี บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเกื้อกูลกัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และพร้อมก้าวสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการวิจัย การพัฒนา และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้พบหารือกับผู้นำจีนและผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำ โดยทุกฝ่ายต่างเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และพร้อมขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น

 

รัฐบาลเชื่อมั่นต่อการลงทุนจากภาคเอกชนจีน เนื่องจากไม่เพียงช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงาน แต่ยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

 

พร้อมยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อนักลงทุนและประชาชนไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ได้ขยายการลงทุนและสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก

 

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนอย่างเต็มที่ ผ่านการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการ Thailand FastPass ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ

 

พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งขจัดอุปสรรคจากขั้นตอนทางราชการและการทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าข้าราชการทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง

 

ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความมั่นคงภายใน การคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน

 

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีศักยภาพในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเมือง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักลงทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบธุรกิจในประเทศ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อบังคับใช้กฎหมาย ดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์การทำงานในฝ่ายบริหารมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของภาคธุรกิจ และพร้อมกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานของรัฐร่วมกันอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน และเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนสำคัญอย่างจีนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้

 

พร้อมระบุว่า งาน Thailand-China Cooperation Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายธุรกิจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และต่อยอดความร่วมมือจากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันของทั้งไทยและจีนในอนาคต

The post อนุทิน เปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ย้ำ ‘ไทย-จีน’ พันธมิตรเศรษฐกิจแห่งอนาคต เดินหน้าดึงลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต https://thestandard.co/china-ev-ai-thailand-supply-chain/ Mon, 20 Jul 2026 06:50:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1232826 ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่

หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป […]

The post เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่

หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EV ของโลกกำลังมุ่งไปทางไหน ส่วนหนึ่งเราอาจจับเทรนด์ได้จากงาน Auto China (Beijing Auto Show) ที่จัดไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานด้วย และได้เห็นพัฒนาการเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับ EV,​ AI และหุ่นยนต์ที่จีนให้ความสำคัญอย่างมาก และอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนด้วย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

จากแผนที่โลก เราจะเริ่มที่ปักกิ่งเพื่อหาคำตอบว่า จีนกำลังเดิมพันกับอะไร แผนยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลจีนมองอุตสาหกรรม EV อย่างไร จะไปต่อหรือไม่ ก่อนจะย้อนกลับมาดูกรุงเทพฯ ว่าไทยอยู่ตรงไหนในสมการ และจะคว้าโอกาสอย่างไรในสายพานการผลิตที่ทอดยาวสู่อนาคต ในวันที่ความมั่นคงทางพลังงานและเทคโนโลยีสีเขียวเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

 

โชว์เคส ‘รถใหญ่พลังงานทางเลือก’ แบตเตอรี่เล็กลง วิ่งได้ไกลกว่า

 

ปูพื้นฐานก่อนว่างาน Auto Show หรืองานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนจะจัดที่กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้สลับกันแบบปีเว้นปี แต่ก็มีงานย่อยๆ เล็กลงมาอย่างเช่นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และเมืองอื่นๆ ซึ่งแบรนด์ที่เข้าร่วมจัดแสดงก็จะน้อยกว่างานหลักๆ

 

สิ่งที่เราจะเห็นใน Auto China แต่ละปีก็จะแตกต่างกัน โดยในปีก่อนๆ เราอาจเห็นเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ปีต่อๆ มาก็อาจได้เห็นอีกเทคโนโลยีหนึ่ง ก็คล้ายกับงาน CES (Consumer Electronics Show) งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่มีการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ และทำให้เราได้เห็นเทรนด์ว่าเทคโนโลยีกำลังขยับไปทางไหน

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 1

 

สำหรับ Auto China 2026 อรรถพล ทะแพงพันธ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ iMoD สื่อด้านยานยนต์ชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้าน EV ที่เดินทางไปกับคณะครั้งนี้ด้วย บอกว่า โมเดลรถ EV ขนาดใหญ่กำลังได้รับความสนใจและกลายเป็นไฮไลต์ของงานปีนี้

 

จีนแบ่งรถออกเป็นซีรีส์ไล่จาก 3 ไปถึง 9 ซึ่งสามารถจัดเป็นกลุ่มย่อย ได้แก่ ซีรีส์ 3 เป็นรถขนาดเล็ก ซีรีส์ 5 ขนาดกลาง ซีรีส์ 7 ขนาดใหญ่ และซีรีส์ 9 ขนาดใหญ่มาก

 

ในงานปีนี้ แบรนด์ EV ค่ายยักษ์ใหญ่ของจีนต่างนำรถซีรีส์ 8-9 มาเปิดตัวกันมากเป็นพิเศษ มีคำถามว่าทำไมเทรนด์ถึงมาทางนี้ แล้วรถขนาดใหญ่เหล่านี้ขนเทคโนโลยีอะไรน่าสนใจมา?

 

อรรถพลอธิบายว่า เดิมหากคนอยากได้รถ EV ที่วิ่งได้ไกล ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ ระดับ 150-200 kWh แต่ถ้าแบตใหญ่ แปลว่าน้ำหนักรถก็ยิ่งมาก ทำให้วิ่งได้ระยะทางไม่ไกลตามที่ต้องการ อีกปัญหาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แบตเตอรี่จะมีปัญหาหดตัว ทำให้รถไม่สามารถวิ่งได้ตามระยะทาง 100%

 

เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น จีนจึงหันมาพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่นในรถขนาดใหญ่เพื่อให้วิ่งได้ไกลขึ้นและใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเราได้เห็นโมเดล ‘รถปลั๊กอินไฮบริด’ หรือ PHEV ซึ่งค่าย BYD เรียก ‘ซูเปอร์ไฮบริด’ มีแบตเตอรี่ขนาด 800-900 โวลต์และชาร์จเร็วเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า และอีกโมเดลคือกลุ่ม REEV (Range-Extended EV) ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นของ Auto China ปีนี้

 

REEV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่มีเครื่องยนต์สันดาปติดตั้งมาด้วย แต่เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อโดยตรง แต่เป็นเหมือน ‘เครื่องปั่นไฟ’ เพื่อผลิตกระแสไฟไปเก็บในแบตเตอรี่อีกทีหนึ่ง ดังนั้นเมื่อขับขี่ก็ยังมีความเงียบ ให้ความรู้สึกเหมือนขับ EV เช่นเดิม

 

“REEV คือพระเอกของรถไซส์ใหญ่ในตอนนี้ ระบบนี้จะลดขนาดแบตเตอรี่ลงเพื่อคุมต้นทุน แต่ยังให้แบตเตอรี่มาในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ผู้ขับขี่ได้ประสบการณ์ใช้งานเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่ได้ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อโดยตรง” ซีอีโอ iMoD กล่าว

 

“นอกจากนี้ REEV ยังลดความซับซ้อนของระบบเกียร์และเครื่องยนต์ลงเมื่อเทียบกับ PHEV แบบเดิม และช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือการหาที่ชาร์จเวลาเดินทางไกลอีกต่อไป”

 

อีกจุดเด่นหนึ่งคือเมื่อมีไฟฟ้าเหลือเฟือจากเครื่องยนต์ปั่นไฟ รถขนาดใหญ่เหล่านี้จึงสามารถใส่ฟีเจอร์เพิ่มเข้ามาได้มากมายแบบรถไฟฟ้าทั่วไป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เช่น ฟีเจอร์ Camp Mode ที่สายผจญภัยมองหา

 

อรรถพลกล่าวอีกว่า REEV ได้เปิดรูปแบบการเซ็ตอัพใหม่ที่ดึงพลังแรงม้าได้สูงระดับ 800 ถึง 1,000 แรงม้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเพลา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือเกียร์ที่ซับซ้อนเหมือนกับรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต

 

ที่ Beijing Auto Show ปีนี้มี REEV และ PHEV หลายโมเดลที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน โดย OMODA & JAECOO ในเครือ CHERY ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองอู๋หู มณฑลอันฮุย ได้เปิดตัวรถยนต์ SUV โมเดล JAECOO 6T REEV ส่วน AION จากค่าย Guangzhou Automobile Group (GAC) นำรถ SUV โมเดล AION i60 ที่ขยายระยะทางเป็น REEV มาโชว์ ขณะที่ Geely ก็ส่ง PHEV โมเดล Starray EM-i และอีกหลายโมเดลเข้าประกวด

 

ในงาน TECH DAY ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งจัดโดย OMODA & JAECOO และมีการเปิดตัวรถ JAECOO 6T REEV ด้วยนั้น เซดริก ชุย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ย้ำแผนกลยุทธ์ว่า บริษัทกำลังโฟกัสไปที่การพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ที่นำ AI มาบูรณาการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งการนำรถโมเดล J6T นี้มาทำการตลาดในไทยนั้น ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยที่สอดคล้องกับเทรนด์ EV ในจีนด้วย คือ ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดครอบครัวที่ขับได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องพะวงกับการที่ต้องคอยชาร์จไฟ ขณะเดียวกันก็มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 2

 

AI พลิกโฉมยานยนต์: จากห้องโดยสารอัจฉริยะ สู่ Digital Chassis

 

หากย้อนไปปีก่อนๆ เทคโนโลยี AI ในรถยนต์อาจจำกัดการใช้งานอยู่แค่ในห้องโดยสาร (Cabin) เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือระบบความบันเทิงภายในรถ แต่ในช่วงปีหลังๆ โดยเฉพาะปี 2026 นี้เทคโนโลยี AI ได้ถูกฝังเข้าไปควบคุมระบบโครงสร้างส่วนล่างของรถยนต์ จนเรียกว่า ‘ดิจิทัลแชสซี’ (Digital Chassis) รวมถึงเข้าไปควบคุมระบบขับขี่ เช่น มอเตอร์และเครื่องยนต์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย

 

อรรถพลอธิบายเสริมว่า ค่ายรถยนต์จีนได้นำ AI มาประสานการทำงานร่วมกับเซนเซอร์ กล้อง เรดาร์ และไลดาร์ (ตัววัดระยะทาง) เพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นผิวถนน สิ่งกีดขวาง และพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ โดย AI จะคำนวณ ประมวลผล และสั่งการปรับแต่งระบบช่วงล่างแบบมิลลิวินาที เช่น การยืด-ยุบของโช้คอัพอัจฉริยะ หรือการปรับสมดุลตัวรถขณะเข้าโค้งบนถนนที่ลาดเอียง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและปลอดภัยสูงสุด

 

นอกจากนี้ ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติทั้งการขับ จอดรถ และเรียกรถมารับ (Autonomous Driving) ก็ล้วนเป็นส่วนที่นำ AI มาช่วยประมวลผลและควบคุมมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ ค่ายรถยนต์จีนต่างก็ขยับไปพูดถึงมาตรฐาน Level 3 และ Level 4 ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกันแล้ว

 

“การพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะเหล่านี้มีความก้าวหน้าเร็วมากจนสามารถไล่บี้ผู้นำระดับโลกอย่าง Tesla ได้อย่างน่าจับตา” ซีอีโอ iMoD กล่าว

 

Geely อีกค่ายรถยักษ์ใหญ่ของจีนได้โชว์รถต้นแบบ Galaxy Light Gen II ในงาน Auto China ซึ่งก็ชูจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ระบบภายในห้องโดยสาร (AI Cabin) การบริหารพลังงานและสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า (AI Hybrid) ไปจนถึงการควบคุมการขับขี่และการตอบสนองของตัวรถช่วงล่าง (AI Digital Chasis/Off-road)

 

ซึ่งในภาพรวมนั้นจะเห็นว่า Geely กำลังผลักดันแนวคิดการใช้ AI ครอบคลุมทั้งคันรถ (Full-Domain AI) เหมือนกับค่ายรถอื่นๆ ที่พยายามประสานการทำงานของ AI กับยานยนต์แห่งอนาคต

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 3

 

บนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทิศทางบริษัทในงาน TECH DAY เซดริก ชุย แห่ง OMODA & JAECOO บอกว่า เวลานี้ CHERY ในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 2.0 ที่ต้องการเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ใช้ที่มีต่อแบรนด์ที่แต่เดิมมองผ่าน ‘เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์’ ไปสู่การรับรู้ผ่าน ‘เทคโนโลยีแบรนด์’ โดยแนวคิดสำคัญของการพัฒนายานยนต์ใหม่คือ รถจะต้อง ‘ปลอดภัยกว่าและชาญฉลาดกว่ามนุษย์ขับเอง’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชุยยืนยันว่า ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ในทุกสถานการณ์

 

แน่นอนว่า การจะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น AI คือตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ หรือ Game Changer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชั่นระบบนิเวศพลังงาน 2.0

 

สงครามชิปประมวลผล: สมองกลที่ค่ายรถจีนเริ่มซุ่มพัฒนาเอง

 

เมื่อซอฟต์แวร์และ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างหรือจุดขายได้ในอนาคตคือ ‘ฮาร์ดแวร์’ โดยเฉพาะชิปประมวลผลอัจฉริยะ (AI Chip) ซึ่งในอดีตค่ายรถยนต์จีนมักพึ่งพาชิปจากซัพพลายเออร์ระดับโลกอย่าง NVIDIA ที่โดดเด่นเรื่องการ์ดจอประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่และกราฟิก และ Snapdragon ที่เด่นเรื่องระบบควบคุมกลางหรือ CPU

 

แต่ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ระดับท็อปของจีนเริ่มเดินตามรอย Tesla ด้วยการพัฒนาชิปประมวลผลเป็นของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

 

โดยผู้ก่อตั้ง iMoD เผยว่า ปัจจุบันมีสองค่ายใหญ่ๆ ที่พัฒนาชิปเองจนเป็นรูปธรรมชัดเจน ได้แก่ XPeng ที่พัฒนาชิป AI Turing และ NIO ที่ซุ่มพัฒนาชิปอัจฉริยะของตัวเองเช่นกัน ซึ่งการมีชิปเป็นของตัวเองทำให้ค่ายรถสามารถปรับแต่ง (Optimize) ซอฟต์แวร์ระบบช่วยขับขี่ให้ทำงานร่วมกับตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการที่สหรัฐฯ พยายามแยกห่วงโซ่เทคโนโลยีออกจากจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ก็กลายเป็นโจทย์ท้าทายของจีนในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน EV อย่างเต็มตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าชิปเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี AI ในขณะที่สหรัฐฯ ก็จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แม้บรรยากาศระหว่างสองมหาอำนาจจะดีขึ้นในช่วงหลังก็ตาม

 

ในช่วงการสัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังงานเปิดตัว JAECOO 6T REEV ที่ไทย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต ซึ่งก็ดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่ผลกระทบที่รุนแรงและเห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับ CHERY GROUP คือภาคส่วนของ AI ชุยกล่าวว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการผลิตชิป เพราะราคาของเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งนี่ถือเป็นปัจจัยหลักและเป็นความท้าทายสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน มากกว่าผลกระทบทางตรงจากสงครามเสียอีก

 

จีน vs สหรัฐฯ: ใครคือผู้นำสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่?

 

จากการตั้งข้อสังเกตของอรรถพล เทคโนโลยีหลายๆ ด้านของยานยนต์จีนในปัจจุบันก้าวแซงหน้าสหรัฐอเมริกาและยุโรปไปหลายก้าวแล้ว แม้ว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Tesla จะเป็นผู้เริ่มต้นไอเดียหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ตาม แต่จีนมีจุดเด่นอย่างมากในเรื่องของความเร็วและการนำมาพัฒนาต่อยอด (Adapt and Execute)

 

“คนจีนยอมรับเองว่าเขาอาจไม่ได้เป็นคนคิดค้นคอมพิวเตอร์หรือยานอวกาศเป็นคนแรก แต่ถ้ามีเทคโนโลยีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว จีนสามารถพัฒนาตามทันและทำได้ทุกอย่าง ยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีการผลิตแบบ Smart Factory ที่ลดการใช้แรงงานคนแล้วแทนที่ด้วยโรบอตอัจฉริยะ ทำให้ค่ายรถจีน โดยเฉพาะ BYD สามารถผลิตและส่งมอบรถยนต์ได้ปีละนับล้านคัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ผู้เชี่ยวชาญ EV จาก iMoD ให้ความเห็น

 

ในมุมมองด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่นั้น จีนถือเป็นมหาอำนาจโลกอย่างแท้จริงผ่านบริษัทผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง CATL จีนพัฒนาแบตเตอรี่โดยลดการพึ่งพาแร่หายาก (Rare Earth) แต่ใช้กระบวนการทางเคมีและซอฟต์แวร์จัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จเร็วขึ้น ทนทานขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาล ส่วนระบบขับขี่อัตโนมัติและการเข้าจอดอัจฉริยะ (Valet Parking) จีนก็ทำได้โดดเด่นไม่แพ้ฝั่งอเมริกา

 

EV ยังอยู่ในแผนพัฒนาของจีนหรือไม่ แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหนในซัพพลายเชน

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพ EV จีนจอดเกลื่อนท่าเรือและสงครามราคาที่ทุบรถคู่แข่งจากชาติอื่นจนไม่สามารถแข่งขันในหลายประเทศได้ กลายเป็นรอยด่างพร้อยสำหรับอุตสาหกรรม EV จีนไม่น้อย มีคำถามว่า เมื่อเกิดภาวะอุปทานล้นทั่วโลกและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาฟองสบู่แล้ว รัฐบาลจีนจะยังทุ่มเดิมพันอุ้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านี้ต่อหรือไม่

 

เมื่อเราแง้มดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนที่เริ่มต้นในปีนี้ จะพบว่า มีหลายข้อความที่บ่งชี้ว่าจีนยังคงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอยู่

 

หนึ่งในเหตุผลคือโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน โดยวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้จีนยิ่งตระหนักว่ายังต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีระบบนิเวศ EV เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการอุปทานของพลังงานอย่างปลอดภัยและมั่นคง

 

ในจีนเองยังมีโจทย์ที่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ถึงจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ก่อนปี 2060 ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานใหม่ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเคยเสนอในปี 2014

 
คำถามคือ แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากแผนพัฒนาฉบับใหม่และซัพพลายเชนของจีน?
 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังงานใหม่ โดยชี้ว่าเป็นโอกาสให้ไทยและจีนได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในไทยเพื่อตั้งฐานผลิต การแบ่งปันเทคโนโลยี และการทำให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดด้วยต้นทุนที่ถูกลง

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 4

 

“ยานยนต์พลังงานใหม่เป็นพื้นที่สำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนและไทย บริษัทจีนได้นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่มาสู่ประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เอกอัครราชทูตจางกล่าวในพิธีเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม

 

มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน EV ในไทย ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยหรือมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากเท่าที่ควร เนื่องจากมีการจ้างงานคนจีนจำนวนมาก ใช้วัตถุดิบจีน และใช้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบแล้วส่งออกเป็นหลัก

 

เรื่องนี้ทูตจีนกางข้อมูลแย้งว่า จนถึงปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีน 8 แห่งเข้ามาลงทุนและสร้างโรงงานในไทย ด้วยเม็ดเงินรวมกันกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโรงงานทั้งหมดมีกำลังการผลิตรวมกันต่อปีสูงกว่า 500,000 คัน สร้างตำแหน่งงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และยังมีส่วนช่วยพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคให้กับไทยประมาณ 2,000 คน

 

ผมสอบถามเพิ่มเติมไปยังแบรนด์ OMODA & JAECOO ที่ทำการตลาดและตั้งโรงงานในไทย ซึ่งให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานภายในโรงงานมากกว่า 1,200 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคนไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ที่อยู่ในไลน์การผลิต

 

ในประเด็นรัฐบาลจีนอุดหนุน EV จนถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาดนั้น ทูตจีนโต้แย้งว่า สิ่งที่ทำให้ EV จีนมีความสามารถในการแข่งขันได้ มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านวัสดุใหม่ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยปัจจุบัน อรรถพลจาก iMoD มองว่า ปรากฏการณ์ ‘EV ล้นตลาด’ หรือ ‘สงครามราคา’ ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากการที่ผู้บริโภคในไทยมีพฤติกรรมที่ฉลาดเลือกมากขึ้น ค่ายรถยนต์ไม่สามารถเอาเทคโนโลยีตกรุ่นมาขายได้อีกต่อไป แม้ว่ามีการทำโปรโมชั่นหรือทำราคาแข่งกันก็ตาม จนบางรุ่นก็ขายไม่ออก เกิดปัญหารถล้นตลาด

 

ความน่าสนใจในมุมมองของอรรถพล คือ ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ของผู้บริโภค และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนหลายค่าย เช่น Chang’an และ BYD จึงไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดสำหรับขายรถ แต่ตั้งใจปักหมุดให้ไทยเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) การผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปทั่วโลก

 

สำหรับแบรนด์ OMODA & JAECOO ผู้บริหารยืนยันว่า บริษัทมีแผนที่จะผลิตรถในไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนท้องถิ่น เป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาชิ้นส่วนด้วยข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและอัปสกิลแรงงาน ทั้งทีมงานในประเทศ วิศวกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงพาร์ทเนอร์ด้านการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวม

 

เซดริก ชุย ย้ำว่า แบรนด์ CHERY GROUP ไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดที่เพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการผลิตและเติบโตในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีพลังงานใหม่

 

ตรงนี้เป็นโจทย์สำหรับไทยว่าเราจะมีแผนยุทธศาสตร์ นโยบาย และการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ของจีนและประเทศอื่นๆ เพื่อไม่ให้เราตกขบวนซัพพลายเชนแห่งอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

 

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ติดตามนโยบายส่งเสริม EV ในไทยมาอย่างใกล้ชิดมองว่า หากจีนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถพวงมาลัยขวาได้จริงก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ แต่โรงงานใหญ่ที่จีนเองก็มีโจทย์เรื่องผลกำไรเช่นกัน ซึ่งหากโรงงานเหล่านี้ตัดสินใจผลิตรถพวงมาลัยขวาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแล้วส่งมาขายตัดราคากับไทย ก็จะทำให้ไทยยังเสียประโยชน์

 

มีข้อเสนอแนะจากอาจารย์วีระยุทธที่น่าสนใจด้วยว่า การกำหนด Local Content ในไทยที่เป็นเงื่อนไขสำหรับบริษัทจีนก็ควรมีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ อย่างเช่นการกำหนดวิธีนับคอนเทนต์ เช่น ชิ้นส่วนไหนต้องผลิตในไทย ไม่ใช่แค่การประกอบอย่างเดียวจนเกิดปัญหาสวมสิทธิ์อย่างที่ผ่านๆ มา

 

ส่วนปัญหาจากสิทธิประโยชน์ที่รถจีนได้จากรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ที่รัฐส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการให้เงินอุดหนุน ลดภาษีนำเข้า และลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาด EV ในไทยอย่างรวดเร็วนั้น อาจารย์วีระยุทธตั้งคำถามในแง่ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในไทยว่า ปัจจุบันจีนยังไม่สามารถผลิตรถในไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าทั้งหมดได้ตามเงื่อนไขเส้นตายที่ผูกไว้ และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากทำไม่ได้ จีนจะต้องคืนเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายให้สูงสุด 150,000 ต่อคัน รวมถึงคืนเงินภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตที่ลดให้ย้อนหลังด้วย

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองยังชี้ให้เห็นปัญหาในดีมานด์ EV ในไทยที่ปัจจุบันไม่รองรับมากพอ หากจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ตามเป้าด้วย

 

อย่างไรก็ตาม แบรนด์ OMODA & JAECOO ให้ข้อมูลว่า ความต้องการรถในปัจจุบันยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทางบริษัทก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งที่โรงงานในนิคมพัฒนา จังหวัดระยองนั้น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ประมาณ 6,000–7,000 คันต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ยอดการผลิตทั้งปีสูงถึง 72,000-84,000 คัน ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 ภายในปี 2027

 

แม้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดีมานด์ในรถ EV สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมตลาด EV ยังคงมีภาวะชะลอตัวจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจนธนาคารไม่ปล่อยกู้ รวมถึงสงครามราคาที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ หากค่ายรถเร่งผลิตให้ครบตามเงื่อนไข ก็ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะไม่มีคนซื้อมากพอ รถก็จะล้นตลาดอยู่ดี

 

อาจารย์วีระยุทธชี้ว่า ในเมื่อ EV แบบรถนั่งไม่มีดีมานด์มากพอ ทางออกคือควรหันไปส่งเสริมการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือรถบัสไฟฟ้าที่ยังพอมีช่องว่างของดีมานด์ ให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ซึ่งอาจได้ประโยชน์มากกว่าการผลิตรถนั่งไฟฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา แม้มีความท้าทายในซัพพลายเชน EV จีนจากมุมมองข้างต้น แต่หากมองภาพใหญ่ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น การเตรียมพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในระบบนิเวศของไทยก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังหลอมรวมเข้ากับคลื่นลูกใหญ่อย่างระบบอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ นำมาสู่คำถามสำคัญในระดับภูมิภาคว่า ไทยและอาเซียนพร้อมแค่ไหน

 

เมื่ออนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ ไทยและอาเซียนควรขยับอย่างไร?

 

ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยล้ออย่างเต็มตัว และหลายบริษัทก็กำลังมองหาความร่วมมือใหม่ๆ ในซัพพลายเชนท้องถิ่นทั้งในไทยและอาเซียนที่มีข้อได้เปรียบด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ ผมมองเห็นความเชื่อมโยงกับประเด็นที่ได้ฟังจากเวทีระดับภูมิภาคอย่าง Nikkei Asia Forum APAC 2026 ที่จัดในกรุงเทพฯ

 

เวทีนี้ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมมีโพลน่าสนใจที่สำรวจความเห็นจากผู้ฟังในงาน โดยหนึ่งในคำถามถามว่า ในมิติของ AI และหุ่นยนต์นั้น เทคโนโลยีของจีนหรือสหรัฐฯ มีความสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า ซึ่งผลโหวตส่วนใหญ่ (มากกว่า 60%) ชี้ว่า เทคโนโลยีของทั้งคู่มีความสำคัญ ขณะที่ราว 25% มองว่า เทคโนโลยีของจีนสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า และ 13% มองว่าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ สำคัญกว่า โพลนี้สะท้อนมุมมองของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเอกชนและสื่อมวลชนว่า เทคโนโลยีจีนในสนามแข่งขันกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้าน AI และหุ่นยนต์นั้น มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่จากงาน Auto China 2026 ที่แสดงเทคโนโลยี AI และพลังงานใหม่ 5

 

หัวข้อหนึ่งที่พูดคุยบนเวที Nikkei Asia Forum คือ AI and Robotics: Scaling Adoption Under Energy Constraints, Talent Gaps ซึ่งมีโจทย์ว่า ภายใต้ความต้องการ AI และหุ่นยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ภูมิภาคนี้ควรเตรียมพร้อมด้านพลังงานและบุคลากรอย่างไร เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center หรือสมองกลของหุ่นยนต์นั้นกินพลังงานมหาศาล ในขณะที่ประเด็นการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของภูมิภาคที่มีการแชร์กันในเวทีนี้

 

แน่นอนว่า การเตรียมแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่งสมรภูมินวัตกรรมยุคใหม่จะขับเคลื่อนไปไม่ได้เลยหากปราศจาก ‘คน’ ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน รวมถึงไทยกำลังเผชิญปัญหาช่องว่างทางบุคลากร (Talent Gaps) โดยเฉพาะวิศวกรสายปฏิบัติการที่จะนำซอฟต์แวร์ AI และหุ่นยนต์ไปติดตั้งและประยุกต์ใช้งานจริง

 

เวทีนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานเดิม (Up-skill/Re-skill) ให้เร็วที่สุด เช่น การเปลี่ยนวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปให้กลายเป็นวิศวกร AI เพื่อรองรับการไหลเข้าของอุตสาหกรรมไฮเทค รวมถึงบริษัท EV จากจีนด้วย

 

อาจารย์วีระยุทธ์ให้ความเห็นว่า ภาครัฐเองก็ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในส่วนของการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานในอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย แม้ที่ผ่านมาจะมีโครงการส่งเสริมการฝึกอบรมที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้การเทรนนิงแรงงานมีงบสนับสนุนต่อหัวเพียงไม่กี่วัน และครอบคลุมแรงงานในระบบไม่มาก พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้สมดุลกว่านี้ จากเดิมที่เทไปสนับสนุนในส่วนของดีมานด์มากจนเกินไป ไปเป็นการเพิ่มในส่วนของซัพพลายด้านแรงงานมากขึ้นแทน เพื่อพัฒนาคนให้พร้อมกับการมีส่วนร่วมในไลน์ผลิตรถ EV มากขึ้น

 

รองหัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า นโยบายการอัปสกิลและรีสกิลในปัจจุบันทำให้แรงงานมีทักษะพอที่จะซ่อมแบตเตอรี่หรือซ่อมรถ EV ได้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตไม่มากพอ

 

การเตรียมคนให้พร้อมในมิตินี้ จะไม่ใช่แค่ประโยชน์สำหรับภาคยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังจะเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถปลั๊กอินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียว เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนในซัพพลายเชนระดับโลก

 

ในด้านการเตรียมพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานนั้น การลงทุนตั้ง Data Center จากต่างชาติในไทยด้วยเม็ดเงินมหาศาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจมองเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในไทยด้วย โดยเฉพาะการเชื่อมต่อคลาวด์กับระบบขับขี่อัตโนมัติของผู้ใช้ที่จะเกิดปัญหาความหน่วงต่ำกว่า หากเทียบกับการเชื่อมต่อ Data Center ในต่างประเทศ

 

เทรนด์ยานยนต์ในอีกหลายปีข้างหน้า รถยนต์จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่พาเราจากจุด A ไปจุด B และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่รถกำลังกลายเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ โต้ตอบได้ และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ในชีวิตประจำวันของเราแบบไร้รอยต่อ และสมรภูมินี้… จีนที่ได้เปรียบทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และสเกลกำลังกำหนดทิศทางของโลก

 

แต่ผู้ชนะไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว หากเราวางยุทธศาสตร์ให้ถูกและลงมือทำตั้งแต่วันนี้

 

ภาพ: OMODA & JAECOO, สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ Nikkei Asia

The post เทรนด์ EV จีนไปทางไหน? AI กับพลังงานใหม่ และโจทย์ไทยในซัพพลายเชนเทคโนโลยีอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย https://thestandard.co/thailand-china-70bn-investment/ Sun, 19 Jul 2026 03:21:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1232358 ภาพกราฟิกแสดงรัฐบาลไทยปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (19 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐม […]

The post รัฐบาลปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงรัฐบาลไทยปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท

วันนี้ (19 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทัพทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเปิดโต๊ะเจรจาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จ

 

ทั้งนี้ คาดว่าจะกวาดเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ

 

นอกจากนี้ ในวันนี้ (19 กรกฎคม) บีโอไอยังจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ให้กับนักธุรกิจไทยที่เดินทางมาร่วมเปิดสำนักงานบีโอไอที่เฉิงตู เพื่อให้นักธุรกิจไทยและจีนได้หารือความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

 

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นคลื่นการลงทุนลูกใหม่ ที่สามารถเทียบชั้นได้กับยุคทศวรรษ 1980 ซึ่งกลุ่มทุนญี่ปุ่นแห่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในพื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดจนเกิดเป็นยุคโชติช่วงชัชวาล แต่ในรอบนี้คือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเทคโนโลยี AI ยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์อัจฉริยะ สอดคล้องกับรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ประเมินว่าประเทศไทยกำลังผงาดเป็นดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีระดับโลก” เอกนิติ กล่าว

 

สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปของจีน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึงผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้ว 40 ราย

 

ขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี (InnoLight Technology) ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานการผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน

 

นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปตอลิงก์ เทคโนโลยี (Eoptolink Technology) ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดระยอง และกำลังขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

 

รวมถึง บริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในไทย ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) โดยชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชนกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

The post รัฐบาลปิดดีลลงทุนจีนกว่า 7 หมื่นล้านบาท ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ปักหมุดไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘การทูต AI’ เครื่องมือใหม่ของจีน หวังพลิกกระดานขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก https://thestandard.co/china-ai-diplomacy-global-leader/ Fri, 17 Jul 2026 04:18:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1231771 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุม AI

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างม […]

The post รู้จัก ‘การทูต AI’ เครื่องมือใหม่ของจีน หวังพลิกกระดานขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุม AI

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระหว่างมหาอำนาจ จีนกำลังเปลี่ยนเวทีการประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ที่นครเซี่ยงไฮ้ ให้กลายเป็นเวทีประลองกำลังทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ

 

 
 

การเข้าร่วมประชุมของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศศักยภาพทางเทคโนโลยีที่จีนมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘การทูต AI’ (AI Diplomacy) ซึ่งมุ่งหวังที่จะเข้าไปมีบทบาทหลักในการกำหนดทิศทางกฎเกณฑ์ของปัญญาประดิษฐ์ระดับสากล พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้เป็นข้อเสนอใหม่ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับนานาประเทศ

 

เวทีประชุม AI ระดับโลกนี้คืออะไร สำคัญอย่างไร

 

งานประชุมปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก (World Artificial Intelligence Conference: WAIC) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยสีจิ้นผิงได้เข้าร่วมงานนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับ AI ทั้งในแง่การเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก

 

งานนี้เป็นพื้นที่จัดแสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจีนที่พัฒนาขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา เช่น Huawei เปิดตัวระบบประมวลผล AI ขนาดใหญ่ ‘Atlas 950 SuperPoD’ ที่ใช้ชิป Ascend ของตนเองแทนชิปจากบริษัท Nvidia ของสหรัฐฯ รวมไปถึงการแสดงศักยภาพของโมเดล AI ภายในประเทศ เช่น DeepSeek และโมเดลจากสตาร์ทอัพอย่าง Moonshot ที่มีขีดความสามารถใกล้เคียงกับของสหรัฐฯ

 

งาน WAIC ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่จีนใช้ ‘กำหนดวิสัยทัศน์’ ของตนในการแข่งขัน เพื่อสร้างอิทธิพลเหนือกฎเกณฑ์ AI ของโลก โดยเกิดขึ้นในช่วงที่จีนและสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังเตรียมการเจรจาระดับรัฐบาลด้าน AI เป็นครั้งแรก

 

ในช่วงก่อนเริ่มงานปีนี้ มี 29 ประเทศ เช่น รัสเซีย บราซิล อินโดนีเซีย รวมถึงกลุ่มประเทศในเอเชียและแอฟริกา ได้ร่วมลงนามก่อตั้ง ‘องค์การความร่วมมือด้าน AI ระดับโลก’ (World AI Cooperation Organization: WAICO) โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งองค์กรนี้จะช่วยเพิ่มอิทธิพลให้กับจีนในการเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานสากลด้าน AI

 

งาน WAIC ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 17 กรกฎาคม โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และผู้นำประเทศอื่นๆ ร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

 

แนวคิด ‘การทูต AI’ ของสีจิ้นผิงเป็นอย่างไร?

 

ในปัจจุบัน ประเด็นด้าน AI Governance ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ เพื่อแย่งชิงอิทธิพลในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาด้าน AI ของโลก

 

‘การทูต AI’ เสมือนเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่สีจิ้นผิงนำมาใช้สร้างพันธมิตรและซื้อใจประชาคมโลก เพื่อนำไปสู่ เป้าหมายหลัก นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI Governance ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ

 

  • ผลักดัน AI ให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ และต่อต้านการผูกขาด

 

ขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การแข่งขัน จีนกลับวางตำแหน่งโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส (Open-Source) ที่มีต้นทุนต่ำของตนให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ (Public Good) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทาง AI ของโลก โดยสื่อของรัฐอย่าง People’s Daily เน้นย้ำว่า “AI ต้องไม่มุ่งไปสู่การผูกขาดทางเทคโนโลยี แต่ต้องทำเพื่อรับใช้มนุษยชาติ”

 

  • ดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South)

 

จีนใช้ AI เป็นข้อเสนอทางการทูตใหม่ เพื่อดึงดูดประเทศในซีกโลกใต้ หรือประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการแข่งขันด้าน AI ให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจของจีน ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซียที่คาดหวังว่า การเข้าร่วม WAICO จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงภายในประเทศได้

 

นโยบายการทูตนี้ยังได้ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจด้วย เพราะโมเดล AI ของจีนมีราคาที่ถูกกว่าและมีศักยภาพสูงขึ้น ส่งผลให้แม้แต่บริษัทในตะวันตกอย่าง DoorDash, Siemens หรือ Airbnb ก็เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีของจีนแทน โดยมีปัจจัยผลักดันจากการที่สหรัฐฯ ควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ซึ่งทำให้บริษัทต่างๆ ต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว

 

บทบาทของจีนบนเวที WAIC สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีนไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่พึ่งพาตนเองเพื่อหลุดพ้นจากเงาของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘ผู้นำ’ ในการกำหนดระเบียบและมาตรฐาน AI ของโลก ผ่านการขับเคลื่อน ‘การทูต AI’ ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพันธมิตร

 

สมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ต่อจากนี้อาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความก้าวหน้าทางนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังชี้วัดกันที่ว่า มหาอำนาจใดจะสามารถสร้างแนวร่วมและครองใจประชาคมโลกได้สำเร็จ

 

ภาพ: Ng Han Guan / Pool via Reuters

อ้างอิง:

The post รู้จัก ‘การทูต AI’ เครื่องมือใหม่ของจีน หวังพลิกกระดานขึ้นเป็นผู้นำ AI โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เรียก มท.-ตร.-พณ. ถกด่วนก่อนบินจีน เร่งฟันโกงสอบท้องถิ่น ลุยคดีที่ดินภูเก็ต-นอมินี https://thestandard.co/pm-meeting-corruption-land-nominee/ Thu, 16 Jul 2026 15:59:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1231645 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในระหว่างการประชุม

วันนี้ (16 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรั […]

The post นายกฯ เรียก มท.-ตร.-พณ. ถกด่วนก่อนบินจีน เร่งฟันโกงสอบท้องถิ่น ลุยคดีที่ดินภูเก็ต-นอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในระหว่างการประชุม

วันนี้ (16 กรกฎาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียกประชุม อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามและเร่งรัดการดำเนินคดีสำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของหลายหน่วยงาน

 

การประชุมมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น การบุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือหุ้นหรือประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

 

สำหรับคดีทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น รัฐบาลยังเดินหน้าเร่งรัดการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้ง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมกำชับให้ติดตามและรายงานความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ขณะที่วันที่ 17 กรกฎาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้อง

 

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและส่งข้อมูลให้ กสถ. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาและดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอนคำสั่งบรรจุหรือมาตรการอื่น โดยยืนยันว่าตนไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงการตัดสินใจของคณะกรรมการ พร้อมย้ำหลักการว่า “ทำชอบก็รับชอบ ทำผิดก็รับผิด” และทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและผลการพิจารณาของ กสถ.

 

ขณะที่ประเด็นการบุกรุกที่ดินในจังหวัดภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งวาระที่รัฐบาลเร่งรัด หลังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพล รวมถึงการถือครองทรัพย์สินผ่านโครงสร้างบริษัทอำพราง ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเอกสารสิทธิ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ และดำเนินคดีหากพบการกระทำผิด

 

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการปราบปรามขบวนการใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติ ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

 

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Artificial Intelligence Conference (WAIC 2026) ที่นครเซี่ยงไฮ้ พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และผู้นำรัฐบาลจีน เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคง

 

ตลอดจนดึงดูดการลงทุนจากจีนเข้าสู่ประเทศไทย โดยการเรียกประชุมเร่งรัดคดีสำคัญก่อนการเดินทางครั้งนี้ ยังสะท้อนการส่งสัญญาณให้ทุกหน่วยงานเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาลและบรรยากาศการลงทุนของประเทศ

The post นายกฯ เรียก มท.-ตร.-พณ. ถกด่วนก่อนบินจีน เร่งฟันโกงสอบท้องถิ่น ลุยคดีที่ดินภูเก็ต-นอมินี appeared first on THE STANDARD.

]]>