China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 Jul 2026 07:42:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรารู้อะไรบ้าง และทำไมโลกต้องกังวล https://thestandard.co/china-submarine-missile-test/ Wed, 08 Jul 2026 07:42:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1228234 ภาพขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 กรกฏาคม) กองทัพเรือจีนประสบค […]

The post จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรารู้อะไรบ้าง และทำไมโลกต้องกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 กรกฏาคม) กองทัพเรือจีนประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธทิ้งตัวระยะไกล (Ballistic Missile) จากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงขีดความสามารถและทักษะที่รุดหน้าของปักกิ่งภายใต้ยุทธศาสตร์การป้องปรามทางนิวเคลียร์

 

 

ขณะเดียวกัน การทดสอบดังกล่าวเป็นชนวนเหตุให้เกิดการประท้วงจากสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่จีนยิงขีปนาวุธทิ้งตัวลงสู่น่านน้ำสากล

 

แม้ปักกิ่งจะแจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังบางประเทศในภูมิภาคแล้ว แต่หลายประเทศมองว่าเป็นการแจ้งกระชั้นชิดเกินไป ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทดสอบนี้ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ความตึงเครียดในเอเชียที่กำลังเผชิญกับการสะสมกำลังทางทหารอยู่ก่อนแล้ว

 

และนี่คือสิ่งที่เรารู้และยังไม่รู้เกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธในครั้งนี้

 

แกะรอยประเภทขีปนาวุธที่ปักกิ่งยังปิดเงียบ

 

จีนประกาศเรื่องการทดสอบขีปนาวุธดังกล่าวในวันจันทร์ แต่เป็นการเปิดเผยหลังจากที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว โดยระบุว่าขีปนาวุธถูกยิงเข้าไปยังมหาสมุทรแปซิฟิก

 

ทั้งนี้ การยิงขีปนาวุธในน่านน้ำสากลถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะเคยทำการทดสอบยิงขีปนาวุธของตัวเองในลักษณะเดียวกัน

 

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนออกแถลงการณ์สั้นๆ ว่า การยิงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมประจำปีตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล อีกทั้งไม่ได้มุ่งเจาะจงประเทศหรือเป้าหมายใดโดยเฉพาะ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของขีปนาวุธ ขณะที่มีรายงานว่า ขีปนาวุธดังกล่าวติดตั้งหัวรบจำลอง ไม่ใช่หัวรบนิวเคลียร์จริง

 

ต่อมาในวันอังคาร สำนักข่าวซินหัวได้เผยแพร่ภาพถ่ายของขีปนาวุธดังกล่าวโดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ด้านผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจเป็นขีปนาวุธรุ่น JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งต่างก็เป็นขีปนาวุธทิ้งตัวที่ยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM) แต่ภาพที่ปรากฏยังไม่ชัดเจนพอที่จะระบุรุ่นได้อย่างแน่ชัด

 

ด้าน Global Times สื่อแท็บลอยด์ของรัฐบาลจีน รายงานว่า ขีปนาวุธนี้น่าจะเป็นรุ่น JL-3 มากที่สุด ซึ่งมีพิสัยทำการไกลกว่า 10,000 กิโลเมตร ส่วนรุ่น JL-2 จะมีพิสัยทำการที่สั้นกว่า

 

นานาประเทศรุมประท้วง

 

ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ต่างพากันประท้วง แม้จีนจะออกมาตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยขอให้ประเทศต่างๆ “หลีกเลี่ยงการตีความเกินจริง” แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความกังวลของนานาประเทศนั้นมีเหตุผลรองรับ

 

ดรูว์ ธอมป์สัน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน S. Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ชี้ว่า ความกังวลส่วนใหญ่เกิดจากการขาดข้อมูลที่ชัดเจน “การยกระดับกองทัพให้ทันสมัยและการเสริมสร้างกำลังทหารของจีนเกิดขึ้นโดยปราศจากความโปร่งใส ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของปักกิ่ง”

 

นายกรัฐมนตรี แอนโทนี อัลบานีซี ของออสเตรเลีย กล่าวว่า จีนไม่ได้แจ้งเตือนรัฐบาลออสเตรเลียล่วงหน้ามากพอ

 

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการกระทำที่ยั่วยุและบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค” อัลบานีซีกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร ระหว่างเยือนกรุงโฮนีอารา ประเทศหมู่เกาะโซโลมอน

 

“นี่คือการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ โดยยิงจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะโลกของเราต้องการลดอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่เพิ่ม และการที่ทดสอบโดยแจ้งเตือนเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างแท้จริง” อัลบานีซีกล่าวเสริม

 

เช่นเดียวกับนิวซีแลนด์ โดย วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า การกระทำนี้ “ไม่เป็นที่ยอมรับและน่ากังวลอย่างยิ่ง”

 

นอกจากนี้ รัฐบาลนิวซีแลนด์ระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงเข้ามาในเขตทะเลตามสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แปซิฟิกใต้ (South Pacific Nuclear Free Zone Treaty) ซึ่งถือเป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของข้อตกลง

 

เขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามสนธิสัญญารารอตองกา (Treaty of Rarotonga) ปี 1986 ซึ่งห้ามไม่ให้ทั่วทั้งภูมิภาคครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยจีนได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันในพิธีสารดังกล่าวเมื่อปี 1987 พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ภายในเขตนี้ หรือข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธดังกล่าวกับประเทศภาคีที่มีดินแดนในภูมิภาค

 

ด้านนายกรัฐมนตรี แมทธิว เวล แห่งหมู่เกาะโซโลมอน แถลงต่อสื่อมวลชนที่กรุงโฮนีอาราในวันอังคารว่า “จีนเป็นมิตรที่ดีของหมู่เกาะโซโลมอน แต่สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มิตรเขาทำกัน และไม่ใช่เรื่องดีสำหรับภูมิภาคของเราเลย”

 

“เราไม่อยากเห็นประเทศใดๆ ไม่ว่าจะจีน อเมริกา หรือใครก็ตาม มาทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ในภูมิภาคหมู่เกาะแปซิฟิก จงเป็นมิตรของเรา แต่อย่าคุกคามเรา” เวลกล่าวเสริม

 

เกมสะสมกำลังทหารในเอเชียเพื่อคานอำนาจจีน

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน กำหนดให้การปรับปรุงกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ให้ทันสมัยเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดในการบริหารประเทศ

 

ปัจจุบันจีนมีกองทัพบกและกองทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนจะยังตามหลังสหรัฐฯ และรัสเซีย แต่จีนกำลังเดินหน้าขยายจำนวนหัวรบนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเร่งพัฒนาขีปนาวุธระยะไกลรุ่นใหม่และโดรนที่ทันสมัย

 

งบประมาณด้านกลาโหมของจีนเติบโตขึ้นราว 7% ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยคาดว่าจะสูงถึง 2.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ผลวิเคราะห์อิสระชี้ว่า ตัวเลขการใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่านั้นมาก โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ประมาณการตัวเลขรวมในปี 2024 ไว้สูงถึง 3.137 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ความกังวลว่ากองทัพจีนจะเปิดฉากสงครามหรือไม่นั้น ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่ไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์ว่าเป็นดินแดนของตน และไม่เคยปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ นอกจากนี้ จีนยังส่งเครื่องบินรบและเรือรบไปยังน่านน้ำรอบเกาะไต้หวันเป็นประจำ ซึ่งทางการจีนระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมรบทางทหาร

 

เพื่อตอบโต้การขยายอิทธิพลทางทหารของจีน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคจึงได้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของตนเองเช่นกัน รวมถึงญี่ปุ่นที่ยอมทลายเพดานงบประมาณที่เคยจำกัดไว้ไม่เกิน 1% ของ GDP มาเป็นเวลานาน เพื่อเพิ่มงบประมาณขึ้นสองเท่าเป็น 2%

 

ในขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์ได้บรรลุข้อตกลงอนุญาตให้สหรัฐฯ ขยายกำลังพลทางทหารในประเทศ โดยเพิ่มสิทธิ์การเข้าถึงฐานทัพอีก 4 แห่ง

 

“การยิงขีปนาวุธของจีนยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียวที่ตึงเครียดอยู่แล้วย่ำแย่ลงไปอีก นับตั้งแต่ความเห็นของ นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทากาอิจิ เมื่อปีที่แล้วที่ส่งสัญญาณว่าญี่ปุ่นจะเข้าร่วมในความขัดแย้งเกี่ยวกับไต้หวัน จีนก็ได้ยกระดับการควบคุมการส่งออกไปยังญี่ปุ่น และกล่าวหาญี่ปุ่นว่ากำลังเข้าสู่ ‘ยุคใหม่ของลัทธิทหาร'” เอ็มมา ชานเล็ตต์-เอเวอรี ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองและความมั่นคงจาก Asia Society Policy Institute กล่าวสรุป

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

อ้างอิง:

The post จีนทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ เรารู้อะไรบ้าง และทำไมโลกต้องกังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ กำลังส่งสัญญาณถึงใคร? https://thestandard.co/china-missile-submarine-test-us-signal/ Tue, 07 Jul 2026 05:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1227618 ภาพเรือดำน้ำกำลังยิงขีปนาวุธขึ้นสู่ท้องฟ้า

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร […]

The post จีนยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ กำลังส่งสัญญาณถึงใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือดำน้ำกำลังยิงขีปนาวุธขึ้นสู่ท้องฟ้า

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก นับเป็นครั้งแรกที่จีนเปิดเผยการทดสอบลักษณะนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไต้หวัน ต่างแสดงความกังวลว่า การทดสอบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

 
 

วันนี้ (7 กรกฎาคม) สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Navy) ยิงขีปนาวุธซึ่งติดตั้งหัวรบจำลองจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เมื่อเวลา 12.01 น. ตามเวลาปักกิ่ง โดยตกลงในน่านน้ำสากลของมหาสมุทรแปซิฟิก

 

กองทัพเรือจีนระบุว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกประจำปี ดำเนินการตามกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล และไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดเป็นการเฉพาะ ขณะที่ เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนหวังว่าประเทศต่างๆ จะไม่ตีความเหตุการณ์ดังกล่าวเกินความเป็นจริง

 

ด้าน The Washington Post ระบุว่า การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการแสดงขีดความสามารถด้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ 3 ระบบ (Nuclear Triad) ได้แก่ ภาคพื้นดิน ทางอากาศ และเรือดำน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งด้วยอาวุธนิวเคลียร์

 

ทั้งนี้ จีนได้เปิดเผยการสาธิตขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์แล้ว 2 ใน 3 ระบบ ได้แก่ การทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) จากฐานยิงบนบกในปี 2024 ซึ่งตกในน่านน้ำใกล้เฟรนช์โปลินีเซีย รวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำในครั้งนี้ ทำให้เหลือเพียงการสาธิตขีดความสามารถจากระบบทางอากาศเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้ยืนยันว่า ขีปนาวุธที่ใช้ในการทดสอบเป็นรุ่นใด แต่สื่อทางการและนักวิเคราะห์คาดว่า น่าจะเป็น JL-2 หรือ JL-3 ซึ่งเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปที่ยิงจากเรือดำน้ำ (Submarine-Launched Ballistic Missile: SLBM)

 

อนึ่ง ขีปนาวุธตระกูล JL มีพิสัยยิงราว 5,000-8,000 ไมล์ ทำให้สามารถโจมตีเมืองสำคัญของสหรัฐฯ ได้ หากยิงจากตำแหน่งที่เหมาะสมในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

นานาชาติแสดงความกังวล

 

การทดสอบครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการขยายบทบาททางทหารของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเมื่อปี 2025 กองเรือจีนได้จัดการฝึกยิงจริงนอกชายฝั่งออสเตรเลีย ขณะที่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จีนจัดการฝึกซ้อมทางทหารรอบไต้หวันครั้งใหญ่ที่สุด หลังสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สหรัฐฯ ระบุว่า กำลังติดตามการทดสอบดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง ขณะที่ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ต่างแสดงความกังวลว่าการทดสอบดังกล่าวอาจกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

 

เพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียระบุว่า การทดสอบเกิดขึ้นท่ามกลางการขยายกำลังทางทหารของจีนอย่างรวดเร็ว ซึ่งยังขาดความโปร่งใสและความชัดเจนเกี่ยวกับเจตนารมณ์

 

ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่นานก่อนการยิง พร้อมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมทางทหารของจีน ขณะที่ วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ระบุว่า ไม่ต้องการให้มหาสมุทรแปซิฟิกใต้กลายเป็นพื้นที่ทดสอบขีปนาวุธ

 

ทำไมจีนจึงทดสอบขีปนาวุธในเวลานี้

 

แม้จีนจะยืนยันว่าเป็นการฝึกตามปกติ แต่ช่วงเวลาที่เลือกทดสอบทำให้หลายฝ่ายมองว่า การยิงครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์มากกว่าการซ้อมรบทั่วไป

 

Reuters อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์ว่า การยิงครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ มากกว่าประเทศในภูมิภาค โดยเกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิกทวีความเข้มข้น ทั้งในช่วงที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพการฝึกทางทหาร RIMPAC และในวันเดียวกับที่ออสเตรเลียกับฟิจิลงนามในสนธิสัญญาป้องกันร่วม

 

ขณะที่ ถง จ้าว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธนิวเคลียร์ของจีนจากสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ให้สัมภาษณ์กับ The Washington Post ว่า ยุทธศาสตร์ของจีนคือการแสดงศักยภาพด้านนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สหรัฐฯ ตระหนักถึงอำนาจทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นของจีน และรับรู้ถึงต้นทุนที่สูงขึ้น หากตัดสินใจเข้าแทรกแซงความขัดแย้งครั้งใหญ่กับจีน

 

จ้าวยังระบุว่า เส้นทางการบินของขีปนาวุธพาดผ่านบริเวณใกล้ฐานติดตามขีปนาวุธของสหรัฐฯ ในเกาะกวมและหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า การยิงครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมระบุว่า การที่จีนเลือกเส้นทางดังกล่าวสะท้อนว่า ปักกิ่งไม่ได้กังวลว่าสหรัฐฯ จะสามารถเก็บข้อมูลทางเทคนิคของขีปนาวุธได้

 

ส่วน ไลล์ มอร์ริส นักวิจัยอาวุโสจาก Asia Society Policy Institute ประเมินว่า หากขีปนาวุธชนิดนี้ถูกนำมาใช้จริง เป้าหมายหลักจะเป็นสหรัฐฯ มากกว่าไต้หวันหรือประเทศอื่นในภูมิภาค

 

แฟ้มภาพ: CHINA STRINGER NETWORK / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จีนยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ กำลังส่งสัญญาณถึงใคร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการสูงสุดเยือนจีน กระชับความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย https://thestandard.co/thai-ag-china-justice-cooperation/ Fri, 03 Jul 2026 09:10:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1226371 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดไทย และคณะ พบ อิง หยง อัยการสูงสุดจีน เพื่อหารือความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสู […]

The post อัยการสูงสุดเยือนจีน กระชับความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดไทย และคณะ พบ อิง หยง อัยการสูงสุดจีน เพื่อหารือความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด และคณะพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด ได้เดินทางเยือนสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง ตามคำเชิญอย่างเป็นทางการของสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ในโอกาสนี้ อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมคณะ ได้เข้าพบ อิง หยง (Mr. Ying Yong) อัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างทั้งสองประเทศ

 

โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการร่วมมือในประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายในระดับทวิภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปราบปราบขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งสองประเทศ

 

จากนั้น ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 อิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด พร้อมคณะผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เดินทางเยือนนครเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้รับการต้อนรับจาก เหิง เซียวฟาน (Mr. Heng Xiaofan) กรรมการประจำคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์นครเทียนจิน และเลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายของนครเทียนจิน และ หวัง กวางฮุ่ย (Mr. Wang Guanghui) อัยการสูงสุดแห่งสำนักงานอัยการประชาชนนครเทียนจิน ณ เรือนรับรองรัฐบาลเทียนจิน

 

โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรม การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนพนักงานอัยการในการฝึกอบรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม อัยการสูงสุดและคณะ ได้เข้าเยี่ยมชม Forensic Center of the People’s Procuratorate of Tianjin Municipality หรือ ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์แห่งสำนักงานอัยการประชาชนนครเทียนจิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน เพื่อสนับสนุนการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ โดยมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน ซึ่งการที่ศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ฯ อยู่ภายใต้สำนักงานอัยการประชาชนนครเทียนจินช่วยให้กระบวนการตรวจพิสูจน์และการนำผลทางนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบการดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

 

การเยือนเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของอัยการสูงสุดและคณะในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดไทยและสำนักงานอัยการสูงสุดสาธารณรัฐประชาชนจีน ในมิติด้านกฎหมาย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป

The post อัยการสูงสุดเยือนจีน กระชับความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมอวยพรพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 105 ปี และฉลองสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 51 ปี https://thestandard.co/thai-china-parties-cpc-anniversary/ Fri, 03 Jul 2026 00:27:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1226137 ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย

วานนี้ (2 กรกฎาคม) สถานทูตจีนจัดงานเสวนาในโอกาสครบรอบ 1 […]

The post ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมอวยพรพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 105 ปี และฉลองสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 51 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย

วานนี้ (2 กรกฎาคม) สถานทูตจีนจัดงานเสวนาในโอกาสครบรอบ 105 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม เช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคกล้าธรรม และพรรคไทรวมพลัง นอกจากนี้ยังมีตัวแทนนักวิชาการและสื่อมวลชนร่วมแชร์มุมมองด้วย



ดูภาพข่าว
 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เล่าเส้นทางการพัฒนากว่า 70 ปีของจีนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมประกาศความสำเร็จในการทำให้ประชาชนกว่า 100 ล้านคนในประเทศหลุดพ้นจากเส้นความยากจนของสหประชาชาติ ขณะเดียวกันก็ยืนยันแนวทางของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการสานต่อเส้นทางพัฒนาสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัย รวมถึงตอกย้ำจุดยืนที่จะร่วมมือกับนานาประเทศด้วยหลักการเคารพซึ่งกันและกัน และยึดถือผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญของจีน

 

ขณะที่ตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ได้กล่าวอวยพรและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของจีนในการเปลี่ยนจากประเทศยากจนสู่ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก พร้อมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันที่มีความผันผวนและมีความท้าทายต่างๆ ขณะที่ทูตจีนได้กล่าวถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนสื่อสารผ่านกลไกระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

 

ช่วงเปิดให้สื่อมวลชนซักถาม ตัวแทนสื่อไทยได้ถามถึงโอกาสที่ไทยและจีนจะร่วมมือกันในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI และดิจิทัล ซึ่งทูตจีนกล่าวว่า ไทยและจีนมีขอบเขตความร่วมมือที่ครอบคลุมทุกมิติอยู่แล้ว รวมถึงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย โดยปัจจุบันความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในจุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และที่ผ่านมาบริษัทจีนก็ลงทุนในห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์ รวมถึงแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ในไทย ซึ่งช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ทูตจางยังกล่าวถึงการจัดประชุมว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระหว่างประเทศที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในเดือนกรกฎาคมนี้ พร้อมเชิญไทยเข้าร่วมด้วย

 

ตัวแทนสื่อไทยยังได้ถามเกี่ยวกับกรณีที่ทูตจีนแสดงความไม่สบายใจที่คนจีนถูกเหมารวมว่าเป็นจีนเทา ซึ่งทูตจีนตอบว่า ไม่อยากให้ตีตราหรือเหมารวมคนจีนด้วยคำว่า ‘จีนเทา’ เนื่องจากทุกประเทศก็มีทุนสีเทาหรือทุนผิดกฎหมาย โดยทางการจีนพร้อมสนับสนุนหรือให้ความร่วมมือในการปราบปรามการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย พร้อมกล่าวว่า การเหมารวมดังกล่าวอาจกระทบต่อบริษัทที่เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย รวมถึงประชาชนคนจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทยด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยเอง

 

 

ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 1ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 2ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 3ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 4ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 5ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 6ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 7ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 8ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 9ตัวแทนพรรคการเมืองไทยร่วมงานเสวนาฉลองครบรอบพรรคคอมมิวนิสต์จีนและสัมพันธ์ไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมด้วย 10

The post ตัวแทนพรรคการเมืองร่วมอวยพรพรรคคอมมิวนิสต์จีนครบ 105 ปี และฉลองสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 51 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย https://thestandard.co/china-thailand-cpc-anniversary/ Wed, 01 Jul 2026 07:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1225549 ธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่เคียงข้างกันบนพื้นหลังผ้าไหม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้ง […]

The post ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติจีนและธงชาติไทยอยู่เคียงข้างกันบนพื้นหลังผ้าไหม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นวันครบรอบ 105 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และวันครบรอบ 51 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย

 

105 ปีแห่งการเดินทางกรำแดดกรำฝน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้นำพาประชาชนชาวจีนผ่านพ้นความยากลำบากและความท้าทายต่างๆ นานา ไปสู่ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จากการลุกขึ้นยืนสู่ความมั่งคั่ง ไปสู่ความแข็งแกร่ง ได้สร้างปาฏิหาริย์สองประการ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การประชุมสมัชชาแห่งชาติพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 เป็นต้นมา จีนได้ขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้สำเร็จในประวัติศาสตร์ และได้ก้าวเข้าสู่ยุคการพัฒนาคุณภาพสูงอย่างเต็มตัว รักษาตำแหน่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เสริมสร้างบทบาทในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ และบูรณาการกับโลกอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนสร้างประโยชน์ร่วมกันและโอกาสในการพัฒนาอย่างกว้างขวางสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระและมุ่งเน้นสันติภาพมาโดยตลอด โดยยึดมั่นในหลักการแสวงหาความสุขให้แก่ประชาชน ฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาติ และความปรองดองร่วมกันของโลก ภายใต้การนำของแนวคิดทางการทูตของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง จีนเชิดชูธงแห่งการสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกันอย่างสูงส่ง ดำเนินความริเริ่มระดับโลกที่สำคัญทั้ง 4 ประการอย่างแข็งขัน โดยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรูปแบบใหม่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ความเป็นธรรม และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน และมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะเป็นผู้สร้างสันติภาพโลก ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโลก ผู้ปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ และผู้ให้บริการสินค้าสาธารณะแก่โลก อีกทั้งยังเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของประเทศไทยมาโดยตลอด

 

51 ปีแห่งความทุ่มเท ความพยายามและผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จที่งดงาม ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จีนและไทยก็ยืนหยัดการเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ทั้งสองประเทศเคารพเส้นทางการพัฒนาของกันและกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างมั่นคงในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของชาติ ความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จ

 

โดยการค้าทวิภาคีเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 เท่า เมื่อเทียบตอนต้นของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต จีนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกัน 13 ปี และยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย เป็นแหล่งลงทุนหลัก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ทั้งสองประเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในกิจการระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติ และร่วมกันแก้ไขความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆ จนกลายเป็นกำลังสำคัญในซีกโลกใต้

 

ในปี 2025 จีนและไทยได้ร่วมกันฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บรรลุฉันทมติสำคัญใหม่ในการกระชับความร่วมมือเพื่อสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ภายใต้การนำเชิงยุทธศาสตร์ของประมุขทั้งสองประเทศ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นปีนี้ ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เป็นครั้งแรกที่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ของจีนได้ลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศไทย และบริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ชั้นนำหลายแห่งได้ขยายการลงทุนในประเทศไทย ช่วยให้อุตสาหกรรมไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอัจฉริยะ

 

การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็มีความคึกคัก โดยนับจนถึงวันที่ 20 มิถุนายนปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเยือนประเทศไทยมีจำนวนถึง 2.54 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ครองอันดับหนึ่งในบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปท่องเที่ยวจีนก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

ด้านปัญญาประดิษฐ์ การศึกษาอัจฉริยะ การสำรวจอวกาศห้วงลึก และอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ กำลังกลายเป็นจุดเติบโตใหม่สำหรับการความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยในกระบวนการพัฒนาให้ทันสมัยของทั้งสองประเทศและนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน

 

ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นของ “50 ปีทอง” ครั้งใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย ภายใต้การนำที่เข้มแข็งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งมิตรภาพ ความจริงใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และยอมรับความแตกต่างในนโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคและโลกผ่านการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการเปิดกว้างในระดับสูง

 

ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย รักษามิตรภาพอันดีงามที่มีมายาวนาน และกระชับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ผลของการพัฒนาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศในวงกว้างยิ่งขึ้น ร่วมกันส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค เขียนบทใหม่ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่แห่งความทันสมัยสำหรับทั้งสองประเทศ

 

ภาพ: Cha29 via ShutterStock

The post ยืนอยู่ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ ก้าวสู่การเดินทางครั้งใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์จีนและไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ https://thestandard.co/china-japan-export-control-military/ Mon, 29 Jun 2026 04:04:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1224462 ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าของจีนไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น

จีนสั่งควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 […]

The post จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการควบคุมการส่งออกสินค้าของจีนไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น

จีนสั่งควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 แห่ง โดยระบุว่า หน่วยงานเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกระดับขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น อย่างการฟื้นบทบาททางทหารและความพยายามในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

 

วันนี้ (29 มิถุนายน) กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า ได้ควบคุมการส่งออกสินค้าไปยังหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่ง เพื่อยับยั้งการฟื้นบทบาททางทหารของญี่ปุ่น และความพยายามในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยมาตรการดังกล่าวทำให้บริษัทจีนไม่สามารถส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหารให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ได้ หากไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า

 

ทั้งนี้ ทางการจีนระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องความมั่นคงและผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมถึงปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เช่น การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย และมุ่งเป้าเฉพาะ ‘หน่วยงานญี่ปุ่นจำนวนหนึ่ง’ เท่านั้น โดยครอบคลุมเฉพาะสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร (Dual-Use Items)

 

“มาตรการเหล่านี้จะไม่กระทบต่อการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและการค้าตามปกติระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และหน่วยงานญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตและปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีอะไรต้องกังวล” โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าว

 

ประกาศของกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า หน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่งที่ถูกเพิ่มเข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออกส่วนหนึ่ง ได้แก่ สถาบัน Institute for Defence Studies ตลอดจนบริษัทย่อยของ Mitsubishi, Komatsu และ Fujitsu

 

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จีนยังเพิ่มหน่วยงานญี่ปุ่นอีก 20 แห่งเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทาง หรือวัตถุประสงค์ของการใช้สินค้าประเภท Dual-Use Items

 

Reuters ระบุว่า บัญชีเฝ้าระวังจะสร้างแรงกดดันต่อการค้ากับหน่วยงานดังกล่าว เพราะผู้ส่งออกที่ต้องการทำธุรกิจด้วยจะต้องยื่นรายงานประเมินความเสี่ยง และหนังสือรับรองว่าจะไม่นำสินค้ากลุ่มนี้ไปใช้ในวัตถุประสงค์ใดๆ ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางทหารของญี่ปุ่น

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับญี่ปุ่น โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนเคยเพิ่มหน่วยงานญี่ปุ่น 20 แห่ง รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก และเพิ่มอีก 20 แห่งเข้าสู่บัญชีเฝ้าระวัง เพื่อเพิ่มการตรวจสอบการค้าสินค้าบางประเภท และสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อโตเกียว

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับจีน รวมถึงการที่โตเกียวตัดสินใจเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ส่งผลให้ปักกิ่งเริ่มใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้ากลุ่ม Dual-Use Items ต่อญี่ปุ่นตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Andy.LIU / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จีนคุมส่งออก 20 หน่วยงานญี่ปุ่น อ้างฟื้นบทบาททหาร-ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง https://thestandard.co/china-beijing-plane-crash-censorship/ Sun, 28 Jun 2026 02:59:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1223976 ภาพอาคาร CITIC Tower ในกรุงปักกิ่ง หลังเกิดเหตุเครื่องบินเล็กชน

ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน หรือเกือบ 24 ชั่วโมง […]

The post จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร CITIC Tower ในกรุงปักกิ่ง หลังเกิดเหตุเครื่องบินเล็กชน

ช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน หรือเกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกจงกั๋วจุน (中国尊) หรือ CITIC Tower ใจกลางกรุงปักกิ่ง ผู้สื่อข่าวของ THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจบริเวณจุดเกิดเหตุและพบว่าพื้นที่บริเวณถนนกวงหัวฝั่งตะวันตกด้านหน้าของอาคาร CITIC Tower ยังคงปิดการจราจร โดยมีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ด้านนอกและอนุญาตให้เฉพาะการเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุเท่านั้น

 

 
 

เมื่อมองขึ้นไปบนอาคารจะพบว่ามีพนักงาน 2 คนกำลังซ่อมแซมอาคารจากภายนอก ผู้สื่อข่าวฯ ได้พบกับชาวจีนจำนวนหนึ่งที่เดินทางมาดูและถ่ายภาพจุดเกิดเหตุ เมื่อเข้าไปพูดคุยส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่า “รู้สึกไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในปักกิ่ง เมืองที่ได้ชื่อว่ามีความปลอดภัยสูงสุด” และคนจีนบางคนก็แสดงความคิดเห็นว่า “แม้แต่น้ำเปล่าขวดเดียวถือเข้าสถานีรถไฟใต้ดินยังถูกตรวจจึงไม่อยากจะเชื่อว่าเครื่องบินจะเล็ดลอดการตรวจความปลอดภัยของปักกิ่งได้”

 

ผู้สื่อข่าวฯ ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณบอย (นามสมมุติ) คนไทยที่ทำงานอยู่ใกล้กับตึกเกิดเหตุ โดยคุณบอยเล่าให้ฟังว่า “ช่วงเวลาดังกล่าว (เกือบ 6 โมงเย็น) เป็นช่วงเวลาเลิกงาน ผมกำลังจะไปเอารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่จอดอยู่ใกล้ตึก CITIC ผมได้ยินเสียงระเบิดดังมาก ดังมากๆ ดังจนทุกคนที่อยู่แถวนั้นต้องเงยหน้าขึ้นไปมองพร้อมกัน ผมเห็นกลุ่มควันสีดำ เห็นเศษวัสดุทั้งใหญ่ทั้งเล็กจำนวนมากลอยลงมาจากฟ้า ซึ่งตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นลูกไฟตกลงมา ตอนนั้นคิดว่าต้องรีบหลบก่อนเพราะรู้สึกว่าอันตรายมาก”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวฯ ถามถึงความคิดของคุณบอยในตอนนั้น คุณบอยตอบว่า “คิดว่าก่อการร้ายเพราะทั้งคนจีนและคนที่ทำงานแถวนี้ต่างรู้ดีว่าพื้นที่ชั้นสูงๆ ของตึก CITIC เป็นพื้นที่ของฝ่ายความมั่นคงของจีน ผมมองขึ้นไปรู้สึกว่าจุดที่ชนไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดของตึกแต่ก็เป็นชั้นที่สูงมาก”

 

คุณบอยเล่าต่อว่าได้ออกจากพื้นที่ก่อนจะปิดถนนและคิดว่าจะกลับไปติดตามข่าวที่บ้าน แต่เมื่อกลับถึงบ้านคุณบอยกลับพบว่าไม่มีการรายงานข่าวนี้ทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ของจีน

 

รัฐบาลจีนคุมเข้มเก็บกวาดข้อมูลข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์จีนภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

 

หลังจากเกิดเหตุในเวลา 17:55 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้ขอความร่วมมือจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ไม่ให้ถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอรวมถึงการนำไปเผยแพร่ต่อ แต่ก็ยังมีคลิปวิดีโอและภาพนิ่งที่ถูกบันทึกไว้จำนวนมากถูกเผยแพร่เข้าสู่สื่อสังคมออนไลน์ของจีนอย่างบัญชี Wechat, Rednote (小红书), Douyin (抖音) หรือ TikTok เวอร์ชั่นจีน

 

แต่ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมง รูปภาพและคลิปต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็ถูกลบทิ้งทั้งหมด คำที่เกี่ยวข้อง เช่น ชื่อของตึก CITIC (北京中国尊) คำว่าโจมตี (被撞) และคำอื่นๆ ในภาษาจีนที่เกี่ยวข้องเฉพาะเจาะจงกับเหตุการณ์นี้ ไม่สามารถส่งต่อระหว่างบัญชี Wechat บุคคล รวมถึงไม่สามารถแสดงผลในการค้นหาจาก Search Engine ของจีน อย่างเวยป๋อ, ไป่ตู้ ฯลฯ ทำให้ชาวจีนจำนวนมากแม้กระทั่งคนที่อยู่ในปักกิ่งไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

 

จนกระทั่งในช่วงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 27 มิถุนายน เกือบ 24 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ บัญชี Wechat ทางการของเขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง (北京朝阳) และบัญชีของสื่อท้องถิ่นอย่างเป่ยจิงเดลี่ (北京日报) ได้เผยแพร่ข้อมูลของเหตุการณ์ดังกล่าวโดยระบุเพียงสั้นๆ ว่า “เวลา 17:55 น. ของวันที่ 26 มิถุนายน เครื่องบินขนาดเล็กแบบเครื่องยนต์เดียวสองที่นั่งชนกับอาคารสูงใกล้กับถนนวงแหวนรอบที่สามฝั่งตะวันออกในเขตเฉาหยาง นักบิน 1 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 13 คน ขณะนี้ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

 

จำนวนผู้เข้าชมข้อมูลดังกล่าวมีกว่าแสนคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง แต่ข่าวดังกล่าวไม่ได้เปิดช่องคอมเมนต์ให้ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็น

 

อุบัติเหตุหรือความหละหลวมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง?

 

ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง (Beijing Air Defense System) ถือเป็นหนึ่งในระบบที่คุมเข้ม ล้ำสมัย และเจาะทะลวงยากที่สุดในโลก แบ่งการป้องกันออกเป็น 3 ระยะคือ ไกล กลาง ใกล้ ครอบคลุมน่านฟ้าทั้งหมดในกรุงปักกิ่ง แต่ช่องโหว่ก็คือระบบดังกล่าวออกแบบมาเพื่อจัดการกับอาวุธของศัตรูไม่ใช่เครื่องบินพลเรือน

 

จากข้อมูลของ Flightradar 24 และหางเครื่องบินที่ตกลงมาในที่เกิดเหตุทำให้ระบุได้ว่าเครื่องบินที่เกิดเหตุลำดังกล่าวเป็นรุ่น Sunward SA 60L Aurora หมายเลขทะเบียน B-12PP ของบริษัทตงฉือชวงเยว่ (ปักกิ่ง) เจเนอรัลเอวิเอชัน (东时双悦(北京)通用航空) ซึ่งจดทะเบียนเป็นเครื่องบินพลเรือนเพื่อการกีฬา/ฝึกบินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นเครื่องบินลำนี้จึงไม่ใช่เป้าหมายโจมตีทางทหาร

 

และด้วยระยะเวลาอันสั้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (น้อยกว่า 10 นาที ในช่วงเข้าถึงพื้นที่วงแหวนรอบที่ 3) ประกอบกับการอยู่ในพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ใจกลางกรุงปักกิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก รวมถึงการขาดประสบการณ์ในการตัดสินใจสั่งการเนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาก่อนจึงทำให้ดูเหมือนว่าเกิดความหละหลวมในระบบป้องกันภัยทางอากาศของกรุงปักกิ่ง

 

นอกจากระบบแล้วปักกิ่งยังมีกฎระเบียบเกี่ยวกับน่านฟ้าที่เข้มงวดมาก เช่นล่าสุดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม มีการประกาศห้ามบินโดรน ห้ามนำเข้า ห้ามซื้อขายโดรนในพื้นที่ ใครฝ่าฝืนมีโทษถึงขั้นจำคุก แต่ข้อบังคับดังกล่าวทำได้เพียงควบคุมตอนที่ยังไม่ได้ขึ้นบิน แต่เมื่อบินอยู่ในอากาศแล้วเกิดความผิดพลาดกฎระเบียบดังกล่าวก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

 

เครื่องขัดข้อง หรือ คนขัดข้อง?

 

ในขณะที่ทางการกรุงปักกิ่งยังไม่ได้ประกาศชื่อของนักบินผู้เสียชีวิตรวมถึงสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่ในสื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศจีนกลับระบุถึงชื่อของ หลิว จวิ้นหัว (刘俊华) ผู้จัดการทั่วไปของ CITIC Wealth Management ว่าเป็นผู้ขับเครื่องบินในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีแรงจูงใจจากการสูญเสียรายได้ที่เธอลงทุนในบริษัท ทำให้ในช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายนทางต้นสังกัดของหลิวได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของเธอเกี่ยวกับกลยุทธ์การพัฒนาของบริษัทที่ทางต้นสังกัดระบุว่าเพิ่งให้สัมภาษณ์ในวันนี้ เพื่อจะบอกเป็นนัยว่าเธอไม่ใช่คนที่สื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศกำลังพูดถึง

 

นอกจากนั้นชาวเน็ตในสื่อสังคมออนไลน์นอกประเทศยังชี้เป้าไปที่ค่ายฤดูร้อนเพื่อการศึกษา ( 黎明营地教育夏令营) ซึ่งมีคอร์สราคา 880 หยวน ใช้เวลาบิน 7-8 นาทีต่อครั้ง โดยมีฐานฝึกบินอยู่ที่สนามบินซือโฝซื่อ (北京石佛寺机场) ซึ่งเป็นสนามบินที่ถูกระบุว่าเป็นจุดขึ้นของเครื่องบินลำที่เกิดเหตุและอยู่ห่างจากตึก CITIC ประมาณ 70 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องออกมาให้การปฏิเสธว่าไม่ใช่คอร์สของเรา เพราะคอร์สนี้ไม่สามารถบินได้ไกลขนาดนั้น

 

แม้ทางการกรุงปักกิ่งจะเปิดเผยข้อมูลว่านักบินได้เสียชีวิตแล้ว แต่คนจำนวนมากก็ยังคงมีคำถามถึงสาเหตุ หรือแรงจูงใจของเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็นอุบัติเหตุ เป็นการ “แก้แค้นสังคม” (献忠) หรือเป็นอะไรกันแน่ คำตอบก็คงต้องขึ้นอยู่กับการสอบสวนและให้ข้อมูลของทางการต่อไป

 

ตึกจงกั๋วจุน (中国尊) เป็นตึกที่สูงที่สุดในปักกิ่ง ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 尊 ชื่อเรียก ‘คนโท’ ที่ใช้ใส่สุราที่ใช้ในพิธีสักการะฟ้าดิน ทำให้ตัวตึกมีลักษณะคล้ายคนโทและแตกต่างจากตึกทั่วไป เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของปักกิ่งที่สะท้อนถึง “ความรุ่งเรือง ศักดิ์ศรี และเกียรติยศของประเทศจีน”

 

ภาพ: REUTERS / Maxim Shemetov

The post จีนให้เราเห็นอะไรบ้างจากเหตุการณ์เครื่องบินเล็กชนตึกกลางกรุงปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุน เซน พบสีจิ้นผิง ย้ำกัมพูชาและจีนเป็น ‘มิตรแท้’ เสนอจีนหนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป https://thestandard.co/hun-sen-xi-jinping-cambodia-china-support/ Fri, 26 Jun 2026 09:53:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1223326 สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา […]

The post ฮุน เซน พบสีจิ้นผิง ย้ำกัมพูชาและจีนเป็น ‘มิตรแท้’ เสนอจีนหนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนจีน อย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ภายหลังเข้าพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เช้าวันนี้ (26 มิถุนายน) โดยระบุว่า “ในการหารือกันครั้งนี้ สีจิ้นผิง แสดงความพึงพอใจและยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมิตรภาพอันแข็งแกร่งระหว่างกัมพูชาและจีนมาจนถึงปัจจุบัน”

 

พร้อมกันนี้ เขายังเน้นย้ำว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและจีนนั้นแข็งแกร่ง” และแสดงความขอบคุณต่อการต้อนรับอย่างอบอุ่นของประธานาธิบดีจีน

 

“กัมพูชาและจีนเป็นมิตรแท้ แม้โลกและสภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงไป แต่มิตรภาพระหว่างกัมพูชาและจีนก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง” ฮุน เซน กล่าว

 

โดยเขายังกล่าวต่อผู้นำจีนว่า กัมพูชาถือว่า จีนเป็นมิตรแท้ที่เก่าแก่และน่าเชื่อถือของชาวกัมพูชา

 

สำหรับประเด็นในการหารือ ทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการขยายความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยฮุน เซน เสนอให้จีนสนับสนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป และชี้ว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจในกัมพูชา เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อบทบาทของจีน

 

ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือกัน เกี่ยวกับการเสริมสร้างกรอบความมั่นคงระหว่างกัมพูชาและจีน ด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ทั้งสองผู้นำยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งฮุน เซน ย้ำว่าเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองภายในกรอบระหว่างพรรครัฐบาล

 

ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยชี้ว่า สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กัมพูชาและจีนต้องทำงานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น

 

สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 1สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 2สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 3สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 4สมเด็จ ฮุน เซน และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จับมือกันระหว่างการหารือที่กรุงปักกิ่ง 5

The post ฮุน เซน พบสีจิ้นผิง ย้ำกัมพูชาและจีนเป็น ‘มิตรแท้’ เสนอจีนหนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชาต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก https://thestandard.co/china-15th-five-year-plan-global-impact/ Fri, 26 Jun 2026 07:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1223247 ภาพกราฟิกแสดงแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum ฉบับฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า Summer […]

The post แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum ฉบับฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียนของจีนในปีนี้มีหลายเวทีน่าสนใจที่ทำให้เห็นภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจโลกภายใต้ฉากทัศน์ต่างๆ จากมุมมองของผู้นำที่เป็นผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศ โดยหนึ่งในการประชุมเสวนา Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 ที่ว่าด้วย ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน’ นั้น เป็นหนึ่งในหัวข้อที่อยู่ในสปอตไลต์ เนื่องจากจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และแผนฉบับนี้จะทำให้เราเห็นเป้าหมายและการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในระยะต่อไป ซึ่งจีนกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม การบริโภคภายในประเทศ การยกระดับอุตสาหกรรม พลังงานสีเขียว และการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แน่นอนว่า เมื่อเรารู้ว่าจีนจะขยับไปทางไหนก็ย่อมทำให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย สามารถมองหาโอกาสต่างๆ ในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ภายใต้โจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ซึ่งบทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากเวทีดังกล่าว

 

การเสวนาในหัวข้อ “15th Five-Year Plan, Unpacked” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์กันว่า แผนพัฒนาฉบับใหม่ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2026-2030 จะเป็นกรอบกำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ผู้ร่วมเสวนาอธิบายว่า แผนพัฒนา 5 ปีของจีนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกรอบนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางนโยบาย สำหรับภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรระหว่างประเทศอีกด้วย

 

เดินหน้าพัฒนาคุณภาพเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

กั๋ว หลานเฟิง ประธานสมาคมปฏิรูปเศรษฐกิจแห่งประเทศจีน กล่าวว่า จีนจะยังคงยึดการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก โดยมีการพัฒนาที่มีคุณภาพ การปฏิรูป และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

เขาระบุว่ามี 3 ประเด็นที่จีนต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

 

  • การเสริมสร้างรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร
  • การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

กั๋วยังกล่าวว่า จุดแข็งของจีนคือ ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ศักยภาพด้านนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปและเปิดประเทศ

 

โลกจับตาแผน 5 ปีของจีนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

 

อดัม ทูซ ผู้อำนวยการสถาบันยุโรป มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวถึงความสนใจของนานาชาติที่มีต่อแผนพัฒนาฉบับนี้ว่า

 

“วันนี้เราอยู่ในปี 2026 และกำลังมานั่งพูดคุยกันถึงแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หลายคนเคยคาดคิดว่าศตวรรษที่ 21 จะดำเนินไปในลักษณะนี้”

 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่เคยเห็นแผนพัฒนา 5 ปีฉบับใดได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากเท่านี้

 

ทูซมองว่า แผนพัฒนา 5 ปีของจีนได้พัฒนาจากการเป็นเพียงเอกสารวางแผน ไปสู่ เครื่องมือในการกำกับดูแลประเทศ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และเชื่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมและศักยภาพด้านการส่งออกของจีนจะยังคงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด

 

เปลี่ยนผ่านสู่ “การเติบโตคุณภาพสูง”

 

หยวน หยวน อัง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 14 และ 15 เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน การส่งออก และภาคก่อสร้าง ไปสู่โมเดลใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพสูง

 

เธอกล่าวว่า จีนกำลังผลักดันนวัตกรรมขั้นพื้นฐาน (0 to 1 Innovation) พร้อมกับทำให้นวัตกรรมสามารถสร้างการจ้างงาน นำไปใช้เชิงพาณิชย์ และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้จริง

 

พลังงานสีเขียวเข้าสู่ยุคขับเคลื่อนด้วยตลาด

 

อู๋ จูอวี่ ประธานบริษัท HiTHIUM กล่าวว่า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานรูปแบบใหม่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐ ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด

 

เขาระบุว่า ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังงานสะอาดมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

การบริโภคภายในประเทศ คือหัวใจของโมเดลเศรษฐกิจใหม่

 

ผู้ร่วมเสวนายังหารือถึงความสำคัญของอุปสงค์ภายในประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป

 

กั๋วกล่าวว่า หากต้องการกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือน จำเป็นต้อง

 

  • สร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
  • เสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
  • เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ครัวเรือน
  • ยกระดับสภาพแวดล้อมด้านการบริโภค

 

เขากล่าวว่า “หากเราต้องการกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือนอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย”

 

ด้านอังกล่าวเสริมว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยรองรับกำลังการผลิตขั้นสูงของจีน และทำให้รูปแบบการเติบโตมีความสมดุลมากขึ้น

 

ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ควบคู่การสร้างพันธมิตรในท้องถิ่น

 

ผู้ร่วมเสวนายังหารือถึงแนวทางที่บริษัทจีนสามารถขยายธุรกิจไปต่างประเทศ พร้อมกับสร้างความร่วมมือกับประเทศเจ้าบ้าน

 

อู๋กล่าวว่า บริษัทที่มีศักยภาพในการแข่งขันจำเป็นต้องพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ร่วมมือกับพันธมิตรในต่างประเทศ และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาของประเทศเจ้าบ้าน

 

เขากล่าวว่า “ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญ”

 

ขณะที่กั๋วระบุว่า นโยบายเปิดประเทศของจีนจะยังคงปรับตัวให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยผสานทั้งการลงทุน เทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจ ทั้งขาเข้าและขาออก

 

กล่าวโดยสรุปก็คือ วงเสวนานี้ชี้ว่า จีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เน้นคุณภาพ โดยมีการเสริมสร้างการบริโภคภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากกว่าเดิม

 

ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2026–2030) ให้ความสำคัญกับด้านนวัตกรรม การกระตุ้นการบริโภค การยกระดับภาคอุตสาหกรรม พลังงานสีเขียว และการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมิติต่างๆ ดังกล่าวจะกลายเป็นช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายที่สอดรับกัน

 

สำหรับการเสวนาครั้งนี้สะท้อนแนวคิดหลักของการประชุม Annual Meeting of the New Champions 2026 ภายใต้ธีม “Innovating at Scale” ด้วยการมุ่งเน้นว่านวัตกรรมจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ช่วยพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างไร

 

อ้างอิง:

  • World Economic Forum

The post แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร https://thestandard.co/china-cambodia-hun-sen-thailand-ties/ Fri, 26 Jun 2026 05:05:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1223131 สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน

ในขณะนี้ จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แน […]

The post จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีน

ในขณะนี้ จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่แนบแน่นเป็นพิเศษ นอกจากจะมีผู้นำกัมพูชาเดินทางไปเยือนจีนอย่างต่อเนื่อง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ได้เดินทางเยือนกัมพูชาแล้ว 2 ครั้ง (ปี 2016 และปี 2025) และสีจิ้นผิงมักจะเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น ‘มิตรภาพที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า’ มีความผูกพันเชิงยุทธศาสตร์ที่แน่นแฟ้นและ ‘ไม่สั่นคลอน’ (ขณะที่ สีจิ้นผิงเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับไทยดุจญาติมิตร โดยใช้คำว่า ‘Zhong Tai Yi Jia Qin’ จีนและไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน)

 

 
 

บทความนี้จะวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบว่า จีนคบไทยแบบไหน และจีนคบกัมพูชาแบบไหน มีวาระซ่อนเร้นอะไร และที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุนเซนผู้นำตัวจริงของกัมพูชาได้ตอบสนอง ‘รับใช้’ ผลประโยชน์ของจีนอย่างไร

 

ประเด็นแรก จีนคบกัมพูชาแบบไหน

 

ภายใต้บริบทการเมืองกัมพูชาที่ฮุนเซนรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และตระกูลฮุนมีความพร้อมที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคนี้ (โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้) จึงมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่า จีนมีความสัมพันธ์กับกัมพูชาในฐานะ ‘Client State’ ในลักษณะผู้มีอำนาจกับผู้ใต้บังคับบัญชา (เจ้านายกับลูกน้อง) จีนต้องการพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากที่สุดในอาเซียน เพื่อใช้เป็น ‘ตัวตึง’ ในการส่งเสียงปกป้องผลประโยชน์ และ ‘รับใช้’ จีนในเวทีอาเซียน ดังเช่นบทบาทของฮุนเซนในปี 2012 ที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จนเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า Phnom Penh Incident

 

หากย้อนพิจารณาเหตุการณ์ Phnom Penh Incident ในปี 2012 ซึ่งเป็นช่วงที่กัมพูชาดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนและเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่กรุงพนมเปญ แต่กลับเกิดปัญหาจากกรณีที่ฟิลิปปินส์พยายามผลักดันให้ระบุถึงข้อพิพาทบริเวณ Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้ไว้ในแถลงการณ์ร่วมของอาเซียน อย่างไรก็ดี กัมพูชาในฐานะเจ้าภาพได้ใช้สิทธิคัดค้านและตัดประเด็นดังกล่าวออกจากร่างแถลงการณ์ร่วม ส่งผลให้การประชุมครั้งนั้น อาเซียนไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร

 

หลังจากเหตุการณ์ในปี 2012 พฤติกรรมปกป้องจีนของกัมพูชา ทำให้ถูกตีตราจากนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศว่าเป็น ‘Client State’ หรือรัฐตัวแทนของจีนในอาเซียน (ทั้งนี้ ในภายหลัง ยังมีรายงานทางการทูตพบว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ส่ง ‘ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน’ ไปให้สถานทูตจีนตรวจสอบก่อนล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีข้อความใดที่ทำให้ปักกิ่งไม่พอใจ) บทบาทของกัมพูชาในการปกป้องจีนในครั้งนั้น ได้สร้างจุดด่างพร้อยครั้งสำคัญที่บั่นทอนความเป็น ASEAN Unity ของภูมิภาคนี้

 

ประเด็นที่สอง ฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว บทบาทของฮุนเซน (ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาในขณะนั้น) ในการปกป้องและ ‘รับใช้’ จีน ทั้งๆ ที่ในฐานะประธานอาเซียน กัมพูชาควรจะมีความเป็นกลางและส่งเสริมฉันทามติของสมาชิก แต่ฮุนเซนกลับใช้อำนาจเจ้าภาพตัดประเด็นทะเลจีนใต้ออกจากแถลงการณ์ร่วม โดยอ้างว่า Scarborough Shoal ในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องสองประเทศ (จีน-ฟิลิปปินส์) ไม่ควรนำเข้ามาระบุในแถลงการณ์ร่วมฯ ท่าทีของฮุนเซนดังกล่าวจึงถูกตีความว่า เป็นการช่วยจีนลดแรงกดดันจากอาเซียน และทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนเกิดรอยร้าวครั้งสำคัญ

 

ในช่วงเวลานั้น ฝ่ายจีนอัดฉีดเงินกู้ และเงินช่วยเหลือมหาศาลให้กัมพูชา รวมทั้งทุ่มงบก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเป็นผู้บริจาครายใหญ่สุดให้กับกองทัพกัมพูชา จึงชัดเจนว่า แรงจูงใจสำคัญของฮุนเซนในการปกป้องจีน คือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง ฮุนเซนมักจะกล่าวยกย่องจีนว่าเป็น ‘เพื่อนแท้’ ที่ให้การช่วยเหลือกัมพูชา โดยไม่ตั้งเงื่อนไขมากมายเหมือนความช่วยเหลือของประเทศตะวันตกที่มักจะผูกเงื่อนไขด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือธรรมาภิบาล ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า การกระทำของฮุนเซนในการประชุมดังกล่าว คือการตอบแทนบุญคุณจีน ในฐานะ ‘พันธมิตรที่ภักดีต่อจีน’ เพื่อปกป้องแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ผูกติดกับจีนอย่างแนบแน่น

 

ประเด็นที่สาม ทำไมจีนเลือกใช้กัมพูชา

 

จีนเลือกใช้กัมพูชาเป็น ‘เสียงของจีน’ ในอาเซียน เพราะควบคุมได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ และให้ผลตอบแทนทางภูมิรัฐศาสตร์สูง ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

 

1) กัมพูชาควบคุมง่าย ดีลได้ง่าย

 

กัมพูชาเป็นประเทศขนาดเล็ก เศรษฐกิจยากไร้ ยังต้องพึ่งพาทุนและความช่วยเหลือจากต่างประเทศ จีนจึงใช้ต้นทุนไม่มาก แต่สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย อีกทั้งระบบการเมืองแบบรวบอำนาจของกัมพูชา ทำให้มีเสถียรภาพและ ‘คาดการณ์ได้’ ตระกูลฮุนครองอำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จในกัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคของฮุนเซนและต่อเนื่องมาถึงฮุนมาเนต จีนจึงมองว่ารัฐบาลกัมพูชามีศูนย์อำนาจที่ชัดเจนและสามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว การเจรจาทำดีลได้ง่าย

 

ในมุมมองของจีน กัมพูชาจึงควบคุมได้ง่ายกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในอาเซียน เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย การเมืองไร้เสถียรภาพ นโยบายมีความผันผวน เสียงประชาชนมีผลต่อการเมือง จึงดีลได้ยากกว่า

 

2) จุดยืนของกัมพูชา ‘ไม่ต่อต้านจีน’ และพร้อมสนับสนุนจีนในทุกรูปแบบ

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนหลักการ ‘จีนเดียว’ อย่างชัดเจน และไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์จีนในประเด็นอ่อนไหวใดๆ รวมทั้งในหลายครั้ง กัมพูชายังมีบทบาทช่วยลดแรงกดดันต่อจีนในอาเซียน ส่วนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจีน เนื่องจากอาเซียนใช้ ‘หลักฉันทามติ’ หากมีเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งให้การสนับสนุนจีน ก็สามารถช่วยปกป้องผลประโยชน์ของจีนในเวทีอาเซียนได้ โดยเฉพาะประเด็นทะเลจีนใต้

 

นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งของกัมพูชาอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทะเลจีนใต้-อ่าวไทย แม้กัมพูชาจะไม่ใช่มหาอำนาจทางทะเล แต่มีความสำคัญเชิงที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือหลัก และที่สำคัญ กัมพูชายอมให้เรือรบจีนเข้ามาจอดเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในลักษณะการให้สิทธิเข้าถึงแบบ Preferential & Exclusive Access โดยใช้ชื่อความร่วมมือว่า ‘Cambodia-China Joint Logistics and Training Center’ (เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญของกัมพูชาที่ระบุว่า ห้ามตั้งฐานทัพต่างชาติบนแผ่นดินกัมพูชา และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาทางกฎหมายระหว่างประเทศ)

 

ทั้งนี้ จีนยังได้ลงทุนก่อสร้างสะพานท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ยาวกว่า 650 เมตรที่ฐานทัพเรือเรียมของกัมพูชา ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นสำหรับเรือรบทั่วไป แต่เป็นขนาดใหญ่พอที่จะพร้อมรองรับการจอดเทียบท่าของเรือขนาดใหญ่อย่าง ‘เรือบรรทุกเครื่องบินของจีน’ ดังนั้น กัมพูชาสามารถตอบสนองผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน ช่วยให้กองทัพเรือจีนมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการทอดสมอและซ่อมบำรุงเรือรบ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากช่องแคบมะละกา

 

สำหรับฝ่ายกัมพูชา ก็ย่อมจะคาดหวังการสนับสนุนทางการทหารจากจีน โดยยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาใช้งานฐานทัพเรือเรียม เพื่อแลกกับการขอรับความช่วยเหลือทางการทหารในรูปแบบต่างๆ จากจีน เพื่อมาช่วยพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหารของกองทัพกัมพูชา ในบริบทของความขัดแย้งและข้อพิพาทพรมแดนกับประเทศไทยที่ยังคงยืดเยื้อ มีโอกาสที่จะเกิดการสู้รบกันอีกครั้ง

 

3) กัมพูชาตอบสนองผลประโยชน์จีนในทางเศรษฐกิจ

 

ในด้านเศรษฐกิจอนุภูมิภาค กัมพูชามีความสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของลุ่มแม่น้ำโขงและกลุ่ม CLMV รวมทั้งเป็นพื้นที่รองรับโครงการ Belt and Road Initiative :BRI ของจีน

 

นอกจากนี้ กัมพูชาเปิดรับทุนจีนอย่างเต็มที่แบบไร้ข้อจำกัด (หรือมีข้อจำกัดน้อยมาก) ฮุนเซนต้องการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจกัมพูชาให้เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเน้นปริมาณโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพ และมีมาตรการกำกับดูแลที่หละหลวมไม่เข้มงวด ส่งผลให้ทุนจีนหลากหลายกลุ่มเข้าไปลงทุนในกัมพูชาได้โดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่ม ‘ทุนจีนสีเทา’ จำนวนมากเข้าไปตักตวงแสวงหาประโยชน์ในกัมพูชาได้อย่างสะดวก สามารถใช้เงินสร้างสายสัมพันธ์กับเครือข่ายชนชั้นนำทางการเมืองในกัมพูชา ทำให้กัมพูชากลายเป็นแหล่งสแกมเมอร์ที่เป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก

 

ประเด็นสุดท้าย จีนคบกับไทยแบบไหน

 

ในมุมมองจีน การเจรจาและดำเนินความสัมพันธ์กับไทยมีความซับซ้อนมากกว่ากัมพูชา เพราะประเทศไทยไม่ใช่กัมพูชา จีนจะมาควบคุมหรือสั่งการไทยไม่ได้ การดีลกับไทยยากกว่ากัมพูชา อีกทั้งไทยเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต (Major Non-NATO Ally) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางการทหารกับสหรัฐฯ ที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายต่างประเทศที่เน้นรักษาสมดุล และไม่ได้เอนเอียงไปทางจีนอย่างเต็มตัวเหมือนกัมพูชา

 

ที่สำคัญ ไทยเป็น ‘ประเทศแกนกลางของอาเซียน’ ที่จีนจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้ให้ดี ท่าทีและอำนาจต่อรองของไทยมีน้ำหนักมากกว่ากัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ ดังนั้น จีนจึงมองไทยในฐานะ ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์และพันธมิตรทางเศรษฐกิจ’ รวมทั้งไทยมีจุดแข็ง ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน ทำเลที่ตั้ง การเชื่อมโยงภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐาน และมีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาค

 

ในมิติเศรษฐกิจ จีนจึงต้องการใช้ไทยเป็น“ฐานการผลิต”ของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า EV บริษัทชั้นนำของจีนอย่าง BYD, GWM และ Chang An จึงเลือกไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญในภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นแค่แหล่งลงทุนในลักษณะ Low Tech หรือลงทุนโดยหวังผลระยะสั้น ในแบบที่ทุนจีนส่วนใหญ่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา

 

โดยสรุป จีนมองไทยด้วยสายตาและมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างจากกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบกับกัมพูชาซึ่งจีนมองเป็น ‘รัฐในอุปถัมภ์ที่สั่งการและควบคุมได้’ จีนไม่ได้มองไทยเป็นลูกน้อง หากแต่มองไทยเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ ที่สำคัญในอาเซียน

 

อาจจะเปรียบเทียบด้วยภาษาเข้าใจง่ายว่า จีนเลือกคบกับกัมพูชาในลักษณะ ‘เลี้ยงต้อย’ โดยใช้ต้นทุนไม่สูงมากก็สามารถสร้างอิทธิพลได้ง่าย และพร้อมตอบสนองผลประโยชน์ของจีนในเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างมาก กัมพูชายอมเป็น ‘เสียงสนับสนุนจีน’ ในอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าสูงทางการเมืองสำหรับจีน พูดง่ายๆ ในภาษาเชิงธุรกิจ กัมพูชาคือประเทศที่ ‘ต้นทุนต่ำ แต่ให้ yield ทางภูมิรัฐศาสตร์สูง’ สำหรับจีนนั่นเอง

The post จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ https://thestandard.co/thai-auto-workers-ev-china-crisis/ Thu, 25 Jun 2026 09:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1222832 ภาพโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีหุ่นยนต์ทำงาน แสดงถึงผลกระทบต่อแรงงานยานยนต์ไทยจากเทคโนโลยี EV

​เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังก […]

The post ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีหุ่นยนต์ทำงาน แสดงถึงผลกระทบต่อแรงงานยานยนต์ไทยจากเทคโนโลยี EV

​เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังกลายเป็น ‘ยาเร่ง’ ที่บดขยี้โครงสร้างแรงงานดั้งเดิมกว่า 750,000 ชีวิตให้ ‘ตายทั้งเป็น’ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของ ทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังยอดจดทะเบียนรถ EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือคราบน้ำตาของแรงงานไทยในอุตสาหกรรมสันดาป

 

 

‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ สัญญาณชีพที่แผ่วลงของแรงงานสันดาป

 

​จากอุตสาหกรรมที่เป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ และสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ วันนี้เมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนกำลังเข้าปกคลุมโรงงานผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ทศพรฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า หลายค่ายเริ่มปรับตัวด้วยการลดชั่วโมงการทำงาน ลดยอดการผลิต และที่ร้ายแรงที่สุดคือเริ่มมีการ ‘ยุบกะทำงาน’ จากสองกะเหลือเพียงกะเดียว

 

“มันมีคำคำนึงนะ ที่เราใช้กันอยู่ตลอดในหมู่พวกเรา ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ รายได้ของคนยานยนต์ เดือนหนึ่งจะมาจากโอทีกับค่ากะ เงินก้อนจะมาจากโบนัส พอโอทีมันหายไป รายได้ที่เขาเคยมีอยู่มันจะหายไปครึ่งต่อครึ่ง จากที่เคยรับ 40,000 บาท มันก็จะเหลือแค่ 18,000-20,000 บาท แล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร”

 

สิ่งที่​สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในประเทศ คือ ตัวเลขประมาณการยอดผลิตรถยนต์ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยแตะระดับเกือบ 2 ล้านคันต่อปี ปัจจุบันถูกหั่นคาดการณ์ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะถูกปรับลดลงอีกในไตรมาสที่ 3 หลังจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า และ อีซูซุ ปรับลดเป้าหมายลงตามสภาวะตลาดชะลอตัว

 

​แม้ในเวลานี้ ผู้ประกอบการฝั่งญี่ปุ่นจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อรักษาพนักงานไว้ แต่ทศพรเตือนว่าหากสถานการณ์ยังลากยาวไปมากกว่านี้ กลุ่มพนักงานซับคอนแทรค (Subcontract) จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับการเลิกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

​ซัพพลายเชน ‘ดองเค็ม’ และภาพจำใหม่ที่ระยอง: ‘โรงงาน EV จีน ที่ไม่มีคนไทย’

 

​ความแตกต่างทางเทคโนโลยีระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรุนแรง รถยนต์สันดาปหนึ่งคันต้องใช้ชิ้นส่วนในการประกอบมากถึงประมาณ 30,000 ชิ้น ในขณะที่รถ EV ใช้ชิ้นส่วนเพียง 3,000-5,000 ชิ้นเท่านั้น ชิ้นส่วนที่หายไปกว่า 80% หมายถึงความตายของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 เช่น ผู้ผลิตท่อไอเสีย หม้อน้ำ หรือระบบเบรก

 

“มันเหมือนตายทั้งเป็นอ่ะ มันเลือดเย็น ดองเค็มกันไปเรื่อยๆ ถ้านโยบายภาครัฐยังเปิดอ้าซ่าไว้แบบนี้อยู่ มันเหมือนเป็นตัวที่มาฆ่าเครื่องยนต์สันดาปแบบทันท่วงที โดยไม่ยืดระยะเวลาให้แรงงานและซัพพลายเชนได้ปรับตัวตามกลไกตลาด”

 

​ยิ่งไปกว่านั้น การเข้ามาตั้งฐานการผลิตของกลุ่มทุน EV จากจีน ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลับไม่ได้ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบแรงงานไทยอย่างที่ควรจะเป็น ทศพรเล่าถึงประสบการณ์ตรงจากการลงพื้นที่เซอเวย์ในแถบพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไว้อย่างเจ็บปวดว่า

 

“ถ้ามีพรรคพวกอยู่แถวอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยอง ลองไปลงพื้นที่ดูได้เลย คุณจะเห็นแถวนั้น โรงงาน EV จีน ไม่มีคนไทยเลย แม้แต่เมนูอาหารในร้านอาหารตามสั่งยังเป็นเมนูภาษาจีน ปัจจุบันซัพพลายเชนก็ไม่มีไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในโรงงานนอกเหนือจากสเตปแรกที่เขาจ้างแรงงานไทยแบบชั่วคราวสัญญาจ้าง 3 เดือนแล้วเลิกเลย ที่เหลือที่เขาจ้างยาวๆ ก็คือ รปภ. กับแม่บ้านเท่านั้น”

 

​ทศพรยังเปรียบเทียบเค้กส่วนแบ่งการตลาดที่เปลี่ยนไปว่า “เมื่อก่อน รถ 100 คัน จะเป็นสัดส่วนของ อีซูซุ โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ แย่งกันอยู่แค่ค่ายญี่ปุ่น แต่ ณ ปีนี้ รถ 100 คัน EV จีนแย่งเอาไปแล้ว 30 คัน เหลือ 70 คันให้คนสันดาปมาแบ่งกัน จีนผลิต ไทยซื้อ แถมจีนได้ BOI ได้ส่วนลดกระตุ้นอะไรเยอะแยะไปหมด เราเลยมองว่ามันไม่เป็นธรรมกับคน (ธุรกิจยานยนต์สันดาป) ที่สร้างฐานเศรษฐกิจให้ประเทศมา 50 ปี”

 

​4 ข้อเรียกร้องยื่นกระทรวงแรงงาน ยื้อลมหายใจคนยานยนต์

 

​เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยต้องล่มสลาย สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าได้เข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่เร่งด่วน 4 ประการ

 

  • ​ทบทวนนโยบาย BOI: ขอให้หยุดมาตรการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าไว้ที่เวอร์ชัน 3.5 เท่านั้น และต้องไม่มีการคลอดเวอร์ชัน 4.0 ออกมาอีก เพื่อชะลอการเข้ามาแบบก้าวกระโดดที่กำลังบดขยี้อุตสาหกรรมดั้งเดิม
  • ​กำหนดโควตาจ้างงานแรงงานไทย: ออกกฎหมายบังคับให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนต้องมีสัดส่วนการจ้างงานแรงงานไทยในสายการผลิตเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจน และควบคุมการใช้สัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่เป็นธรรม
  • ​มาตรการอุ้มรถยนต์สันดาปและไฮบริด: เสนอให้รัฐบาลคลอดมาตรการช่วยเหลือฝั่งรถยนต์สันดาปและไฮบริดที่ช่วยพยุงแรงงานไทยอยู่ เช่น โครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ แบบไม่จำกัดประเภทรถยนต์แค่เฉพาะ EV หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างเวทีการแข่งขันที่เท่าเทียม
  • ​เพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้างเป็น 2 เท่า: ขอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากแรงงานต้องถูกเลิกจ้างจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือระบบอัตโนมัติ (AI & EV) ให้ได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (เช่น จากสูงสุด 400 วัน เพิ่มเป็น 800 วัน) เพื่อให้พนักงานมีเงินก้อนสุดท้ายกลับไปตั้งหลักในภาคเกษตรกรรมที่ต่างจังหวัด โดยรัฐต้องช่วยรองรับตลาดผลผลิตด้วย

 

​ความหวังสุดท้ายบนสังเวียน ‘ไฮบริด’ และคำเตือนถึง ‘หมูอ้วน’

 

​อย่างไรก็ตาม ทศพรมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในไทยจะยังไม่สูญพันธุ์ไปในทันที เนื่องจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และตั้งเป้าให้ไทยเป็น ‘Hub การผลิตรถยนต์สันดาปแหล่งสุดท้ายของโลก’ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและแอฟริกายังไม่มีความพร้อมด้านสถานีชาร์จและระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EV แบบ 100% โดยกลยุทธ์หลักของค่ายญี่ปุ่นหลังจากนี้คือการขยับไปสู่ยานยนต์ ‘ไฮบริด’ (Hybrid)

 

ทศพรยังฝากคำเตือนและข้อคิดสำคัญส่งตรงถึงพี่น้องแรงงานยานยนต์ไทยทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้ามา

 

“วินัยทางการเงินเราต้องปรับใหม่หมด ตอนนี้เราไม่ใช่ ‘หมูอ้วน’ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อุตสาหกรรมนี้มันพร้อมที่จะเกิด Accident เลิกจ้างเราได้ตลอดเวลา ความมั่นคงในอาชีพยานยนต์ไม่เหมือน 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือทุกคนต้องตื่นตัว เร่ง Upskill/Reskill ตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด และเตรียมแผนสำรองให้กับชีวิตเสมอ”

 

​หลังจากนี้ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์ฯ มีกำหนดการขยายแนวร่วมเพื่อเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนหน้า โดยจะเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), รัฐสภา, คณะกรรมาธิการการแรงงาน และผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อส่งเสียงเตือนของแรงงานไทยให้ดังไปถึงทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ลมหายใจของคนยานยนต์ไทยจะหมดลงไปจริงๆ

 

ภาพ: เมื่อโอทีหาย…

 

 

The post ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อวสาน ‘ทางลัด’ เลี่ยงกำแพงภาษี? สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการสกัดสินค้าจีนผ่านเวียดนาม บีบทุนใหญ่ปรับทัพธุรกิจ https://thestandard.co/us-china-vietnam-trade-shortcut-ends/ Thu, 25 Jun 2026 04:54:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1222605 ภาพประกอบเกี่ยวกับสงครามการค้าและการส่งออกสินค้าผ่านเวียดนาม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่าเป็น ‘ทางลัด’ ของผ […]

The post อวสาน ‘ทางลัด’ เลี่ยงกำแพงภาษี? สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการสกัดสินค้าจีนผ่านเวียดนาม บีบทุนใหญ่ปรับทัพธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเกี่ยวกับสงครามการค้าและการส่งออกสินค้าผ่านเวียดนาม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามถูกมองว่าเป็น ‘ทางลัด’ ของผู้ผลิตจีนในการหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังสงครามการค้าระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งเริ่มต้นขึ้นในปี 2018 บริษัทจีนจำนวนมากย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเวียดนาม หวังใช้ประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้เป็นประตูส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ ด้วยภาษีที่ต่ำกว่า

 

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Jasan Group บริษัทผู้ผลิตสิ่งทอรายใหญ่ของจีน ซึ่งย้ายฐานการผลิตหลักไปยังเวียดนามตั้งแต่ปี 2017 และได้รับประโยชน์จากต้นทุนภาษีที่ลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีแรก อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่เคยดูเหมือนประสบความสำเร็จกลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว เมื่อบริษัทตัดสินใจยกเลิกโครงการลงทุนใหม่มูลค่า 180 ล้านหยวนในเวียดนามเมื่อต้นปีนี้ หลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านการส่งออกและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป

 

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการจีนจำนวนมากในเวียดนาม เมื่อสหรัฐฯ เริ่มหันมาจับตาเวียดนามในฐานะช่องทางส่งผ่านสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดอเมริกา

 

ในช่วงแรกของสงครามการค้า บริษัทจีนที่ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะมาตรการกดดันทางการค้าของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่จีนโดยตรง แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่เวียดนามกลับกลายเป็นประเทศที่ถูกเพ่งเล็งมากขึ้น

 

หลังจากที่เวียดนามแซงหน้าจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงที่สุดในช่วงต้นปีนี้ วอชิงตันได้เริ่มใช้มาตรการตรวจสอบทางการค้าหลายรูปแบบต่อฮานอย รวมถึงการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กำลังการผลิต และมาตรฐานแรงงาน

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการลงโทษสินค้าที่ใช้วิธี ‘สวมสิทธิ์’ หรือเปลี่ยนแหล่งกำเนิดสินค้า โดยกำหนดภาษีสูงถึง 40% สำหรับสินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก แต่มีเพียงการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี แม้จะไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดโดยตรง แต่หลายฝ่ายมองว่ามาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังสินค้าจีนที่ส่งออกผ่านเวียดนามอย่างชัดเจน

 

ผลกระทบเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว บริษัทจีนหลายแห่งทยอยทบทวนแผนลงทุนในเวียดนาม ตัวอย่างเช่น Jinko Solar ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์รายใหญ่ของโลก ได้ยกเลิกโครงการลงทุนมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเวียดนาม หลังถูกกล่าวหาว่าทุ่มตลาดในสหรัฐฯ และถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจระหว่างประเทศเตือนว่า ยุคของการย้ายฐานการผลิตเพียงเพื่อเปลี่ยนฉลากประเทศต้นกำเนิดกำลังสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย หรือเม็กซิโก ประเทศเหล่านี้ล้วนมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของมาตรการทางการค้าสหรัฐฯ หากถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางอ้อม” สำหรับสินค้าจีน

 

แทนที่จะมองหาประเทศใหม่เพื่อหลบเลี่ยงภาษี ผู้ประกอบการควรหันมาเพิ่มมูลค่าการผลิตในท้องถิ่น สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่ลงทุน และปฏิบัติตามกฎแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างแท้จริง เพราะกลยุทธ์ ‘China Plus One’ ที่เคยได้รับความนิยม อาจไม่สามารถใช้เป็นคำตอบได้อีกต่อไป

 

 

ทุนใหญ่จีนปรับกลยุทธ์ หันลงทุนในท้องถิ่น

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนเองก็เริ่มส่งสัญญาณให้บริษัทต่างๆ ปรับตัวเช่นกัน โดยออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจจีนดำเนินกลยุทธ์

 

‘โลกาภิวัตน์อย่างแท้จริง’ มากกว่าการย้ายฐานการผลิตแบบฉาบฉวย โดยเน้นการจ้างบุคลากรท้องถิ่น สร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศปลายทาง และกระจายตลาดไปยังภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ

 

นักวิเคราะห์มองว่า เวียดนามยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก และรัฐบาลฮานอยจะพยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์ทั้งกับสหรัฐฯ และจีน แต่สำหรับบริษัทจีน การพึ่งพาเวียดนามในฐานะ “ทางอ้อมสู่ตลาดอเมริกา” อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป

 

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ ในโลกการค้าที่กำลังเผชิญการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น การย้ายฐานการผลิตเพื่อหลบภาษีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกแล้ว ผู้ชนะในระยะยาวจะเป็นบริษัทที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศที่เข้าไปลงทุน และปรับตัวเข้ากับกฎการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้จริง มากกว่าการวิ่งหาช่องโหว่ทางภาษีแห่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

 

ภาพ: Zapp2Photo / Shutterstock

อ้างอิง:

The post อวสาน ‘ทางลัด’ เลี่ยงกำแพงภาษี? สหรัฐฯ ยกระดับมาตรการสกัดสินค้าจีนผ่านเวียดนาม บีบทุนใหญ่ปรับทัพธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮุนเซนเดินทางเยือนจีน เตรียมพบสีจิ้นผิง กระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ https://thestandard.co/hun-sen-china-strategic-cooperation/ Thu, 25 Jun 2026 04:41:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1222586 ภาพ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา […]

The post ฮุนเซนเดินทางเยือนจีน เตรียมพบสีจิ้นผิง กระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา ออกเดินทางจากกรุงพนมเปญเช้าวันนี้ (25 มิถุนายน) เพื่อเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน ตามคำเชิญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)

 

ในระหว่างการเยือน ฮุน เซน มีกำหนดการหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

 

และจะร่วมประชุมกับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และจ้าว เล่อจี้ ประธานคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน

 

นอกจากนี้ เขายังมีกำหนดเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชา ซึ่งกำลังประทับอยู่ในประเทศจีนเพื่อพักฟื้น หลังจากการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็ง

 

ก่อนหน้านี้ วุฒิสภากัมพูชาออกแถลงการณ์ ระบุว่า การเยือนจีนของฮุนเซนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาและจีนที่จะเสริมสร้างมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและกระชับความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม ขณะเดียวกันยังส่งเสริมการสร้างประชาคมกัมพูชา-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน ในยุคสมัยใหม่

 

ทั้งนี้ Chhot Bunthang นักวิเคราะห์การเมืองกัมพูชา มองว่า การเยือนจีนของฮุนเซนในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากกัมพูชากำลังพยายามขยายและเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

 

ขณะที่เขากล่าวเสริมว่า ท่ามกลางข้อพิพาทระหว่างกัมพูชาและไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่พนมเปญจะต้องรักษามิตรภาพกับจีนที่มีมายาวนาน ไปพร้อมๆ กับการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ

 

อ้างอิง :

The post ฮุนเซนเดินทางเยือนจีน เตรียมพบสีจิ้นผิง กระชับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรศักดิ์ชี้เลิกฟรีวีซ่าคัดกรองนักท่องเที่ยวแฝงได้ เผยทูตจีนขออย่าเหมารวมเรียก ‘จีนเทา’ ทั้งหมด ชี้เหมือนถูกเหยียดทั้งประเทศ https://thestandard.co/surasak-visa-chinese-tourists/ Tue, 23 Jun 2026 05:02:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1221731 สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (23 มิถุนายน) ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ สุรศักดิ์ พันธ์ […]

The post สุรศักดิ์ชี้เลิกฟรีวีซ่าคัดกรองนักท่องเที่ยวแฝงได้ เผยทูตจีนขออย่าเหมารวมเรียก ‘จีนเทา’ ทั้งหมด ชี้เหมือนถูกเหยียดทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (23 มิถุนายน) ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุม กรอ. จะเดินหน้าเรื่องการท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ ว่า เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาว่า จะมุ่งที่มูลค่ามากกว่าจำนวน โดยจะยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวทุกระดับ ไม่ใช่เน้นเฉพาะ High end หรือ Luxury เพื่อสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวในทุกมิติ สร้างตัวเลขที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามไม่ได้มุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวกลับมาอยู่ที่ 39 ล้านคนก่อนโควิด แต่ตั้งใจที่จะนำกลับมาในช่วงพีค สร้างประสบการณ์ใหม่ ยกระดับคุณภาพ มาตรฐานของการบริการของการท่องเที่ยวทั้งระบบ

 

ส่วนระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพ สุรศักดิ์กล่าวว่า วันนี้เรายกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันไปแล้ว ซึ่งมีบางประเทศที่ไม่มีการผ่อนผัน เชื่อว่า เบื้องต้นการคัดกรองเบื้องต้นด้วยวีซ่าที่ลดจำนวนวันลงจะทำให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริงไม่อยากจะเดินทางมา เพราะบางคนไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่ใช้ช่องทางของวีซ่าเข้ามาทำอย่างอื่น

 

ส่วนเรื่องการปราบนอมินี นักท่องเที่ยวที่ทำผิดกฎหมาย ขณะนี้ตำรวจท่องเที่ยวกำลังใช้กล้อง Ai ติดตั้งในสถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดท่องเที่ยว เช่น ท่าเรือเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถจับภาพถ่ายผู้ที่อยู่เกินกำหนดได้ ทั้งนี้ความปลอดภัยเรื่องการท่องเที่ยวไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องบูรณาการกันเหมือนกับการปราบปรามยาเสพติด เจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

ทั้งนี้ กรณีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก โดยสั่งการว่าต้องติดตามไม่ใช่ไปแล้วหายเงียบ รัฐมนตรีต้องลงไปช่วยดู อะไรที่ไม่ถูกต้องต้องเคลียร์ให้หมด

 

สุรศักดิ์กล่าวว่า ตนได้เจอเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งได้พูดกับตนว่า ถ้าเจอนักท่องเที่ยวจีนทำผิดให้บอก แต่อย่าใช้คำว่า จีนเทา เพราะเขารู้สึกว่าประเทศไทยไม่เป็นมิตรกับเขา แม้คนจีนบางส่วนทำผิด แต่คนจีนที่เข้ามาใช้เงินในประเทศไทยก็มีจำนวนมาก มีทั้งคนดีและไม่ดี

 

“คำว่า จีนเทา มันตราหน้า เหมือนกับเหยียดเขาทั้งประเทศ ไปเหมารวมทั้งหมด ตราหน้ายกเข่ง ทั้งที่มีทั้งคนดีและไม่ดี ผมจึงบอกว่า ถ้ากระทำผิดเราก็ต้องดำเนินการ ส่วนกรณีมีคนจีนมาเปิดบริษัทไรเดอร์ส่งของให้คนจีนโดยเฉพาะนั้น อันนี้ผิดกฎหมายอยู่แล้ว กวาดล้างแน่นอน โดยต้องทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ไม่เช่นนั้นจะไม่สำเร็จ” สุรศักดิ์กล่าว

The post สุรศักดิ์ชี้เลิกฟรีวีซ่าคัดกรองนักท่องเที่ยวแฝงได้ เผยทูตจีนขออย่าเหมารวมเรียก ‘จีนเทา’ ทั้งหมด ชี้เหมือนถูกเหยียดทั้งประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 https://thestandard.co/g7-china-rare-earths-reliance-cut/ Thu, 18 Jun 2026 06:07:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1219981 ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ร่วมประชุมหารือ

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนลดการพึ่งพา ‘แร่หายาก’ (Ra […]

The post G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ร่วมประชุมหารือ

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนลดการพึ่งพา ‘แร่หายาก’ (Rare Earths) ให้ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 พร้อมทั้งมีเป้าหมายสูงสุด คือ ลดการพึ่งพาให้ต่ำกว่า 50% ให้เร็วที่สุด โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคต เพื่อต้านอิทธิพลจากจีน

 

 

กลุ่ม G7 วางแผนจัดการแร่หายากอย่างไร

 

วันนี้ (18 มิถุนายน) Reuters และ Bloomberg รายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนกระจายความเสี่ยงการจัดการแร่ธาตุสำคัญ หลังบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่มีประเทศไหนครองสัดส่วนแร่หายากเกินกว่า 60% ของกลุ่มภายในปี 2030 เพื่อแก้ไขปัญหาความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานและการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ

 

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะบังคับใช้กับแร่หายากและแม่เหล็กถาวร พร้อมตั้งเงื่อนไขว่า ในปี 2030 จะลดสัดส่วนการพึ่งพาให้เหลือไม่เกิน 50% ส่วนระบบการตรวจสอบที่มาจะเริ่มนำร่องจากแร่ธาตุสำคัญ 2 ชนิด คือ ลิเธียมและนิกเกิล

 

“เราจะเริ่มต้นจากแร่ธาตุสำคัญนำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ลิเธียม และ นิกเกิล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันหรือการสร้างภาระต้นทุนที่มากเกินไป” ผู้นำ G7 ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า จะขยายผลครอบคลุมแร่เพิ่มขึ้นปีละ 5 ชนิด โดยเน้นกลุ่มแร่หายากเป็นหลัก

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่กลุ่มประเทศ G7 รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า แผนการจัดการแร่ธาตุสำคัญเป็นประเด็นเดียวที่ผู้นำประเทศเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ท่ามกลางวาระการประชุมที่ถูกนำด้วยประเด็นข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องกระจายแหล่งนำเข้าแร่เพื่อลดความเปราะบาง หากเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเปิดเผยว่า กลุ่มประเทศ G7 จะร่วมมือกับ OECD และ IEA เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่มาของแร่สำคัญอย่างโปร่งใส วิเคราะห์สถานการณ์ตลาด และส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ไม่สู้ดีในตลาด ผ่านแพลตฟอร์มกลางอย่าง G7 Platform for Critical Minerals Cooperation

 

เบื้องต้น ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า กลุ่มผู้นำประเทศ G7 ได้ตกลงกันในกรอบความร่วมมือที่หลากหลาย โดยหวังทำงานใกล้ชิดมากขึ้น และวางแนวทางกระจายทรัพยากร

 

ทำไม G7 ถึงวางแผนจัดการไม่ให้เกิดการผูกขาดแร่หายาก

 

แม้ในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุถึงประเทศใดโดยตรง หากแต่ใช้ถ้อยคำกว้างๆ ว่า เป็นการลดการผูกขาด หรือป้องกันการนำแร่หายากมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศต่างชี้ตรงกันว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายสกัดกั้นมาตรการควบคุมการส่งออกของจีน

 

ทั้งนี้ รายงานประจำปี 2025 ของ IEA ระบุว่า จีนควบคุมส่วนแบ่งตลาดในกระบวนการกลั่นแร่ธาตุสำคัญส่วนใหญ่สูงถึงราว 70% ขณะที่แร่ธาตุบางชนิด จีนยังมีอิทธิพลเหนือตลาด เช่น ผลิตโคบอลต์แปรรูป (Processed Cobalt) ถึง 85% และแกลเลียมขั้นปฐมภูมิ (Primary Gallium) สูงถึง 99% ของโลก

 

ข้อได้เปรียบของจีนถูกนำมาใช้ในการเมืองระหว่างประเทศหลายครั้ง เช่น ในต้นปี 2026 จีนสั่งแบนการส่งออกสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงพลเรือนและเชิงทหาร (Dual-Use Items) ไปยังญี่ปุ่น หลังจากเผชิญความขัดแย้งปมไต้หวัน ขณะที่เคยจำกัดการส่งออกแม่เหล็กถาวรในปี 2025 จนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมโลกในวงกว้าง

 

ขณะที่ เนฮา มูเคอร์จี ผู้จัดการฝ่ายวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษา Benchmark Mineral Intelligence วิเคราะห์ว่า การที่จีนควบคุมการผลิตแร่หายากประเภทแปรรูปและแม่เหล็ก 90% ทั่วโลก ทำให้เป้าหมายของ G7 ที่จะลดการพึ่งพาสัดส่วนถึง 60% ภายในปี 2030 เป็นเรื่องท้าทาย

 

ส่วนบทวิเคราะห์ Bloomberg มองว่า เป็นเรื่องยาก เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการขุดแร่หายากกำลังชะลอโครงการออกไป เพราะเหตุผลด้านเงินทุนไม่เพียงพอ ข้อจำกัดทางกฎหมาย การต่อต้านจากชุมชน และอุปสรรคทางเทคนิค โดยเจ้าหน้าที่ G7 ให้ความเห็นว่า อาจต้องมีการกำหนดโควตาบังคับอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

ภาพ: Christian Hartmann / Reuters

อ้างอิง:

The post G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ ถอดรหัส ‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง ทำไมจีนไม่กดดันเกาหลีเหนือเรื่องนิวเคลียร์? https://thestandard.co/xi-jinping-pyongyang-north-korea-nuclear/ Wed, 17 Jun 2026 08:58:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1219604 ภาพสีจิ้นผิงและคิม จองอึน จับมือและยิ้มให้กันระหว่างการเยือนเกาหลีเหนือ

ภาพการจับมือและรอยยิ้มชื่นมื่นระหว่าง ‘สีจิ้นผิง’ กับ ‘ […]

The post ‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ ถอดรหัส ‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง ทำไมจีนไม่กดดันเกาหลีเหนือเรื่องนิวเคลียร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสีจิ้นผิงและคิม จองอึน จับมือและยิ้มให้กันระหว่างการเยือนเกาหลีเหนือ

ภาพการจับมือและรอยยิ้มชื่นมื่นระหว่าง ‘สีจิ้นผิง’ กับ ‘คิม จองอึน’ ในการเยือนเกาหลีเหนือ อาจดูเหมือนการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองชาติสหายร่วมอุดมการณ์ โดยมีฉากหน้าคือวาระเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ‘สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน’ ในปี 2026 ถือเป็นสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารเพียงฉบับเดียวที่จีนยังมีอยู่กับต่างประเทศ

 

 
 

ทว่าเบื้องหลังภาพการทูตอันสวยหรูนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตาเห็น จุดที่น่าสังเกตที่สุด คือ ผู้นำจีนเลือกที่จะไม่แตะประเด็น ‘การปลดอาวุธนิวเคลียร์’ (Denuclearization) เลยแม้แต่น้อย นับเป็นภาพสะท้อนถึงความกระอักกระอ่วนใจลึกๆ ของปักกิ่ง เมื่อเปียงยางยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธร้ายแรง พร้อมทั้งกระชับมิตรกับรัสเซียอย่างแนบแน่น ถึงขั้นส่งกำลังทหารนับหมื่นนายไปช่วยรบในยูเครน

 

กล่าวได้ว่า การเยือนของสีจิ้นผิงในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการส่งสัญญาณเพื่อรักษาสมดุล และย้ำเตือนสถานะของตนเองในฐานะมิตรประเทศผู้ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูเกาหลีเหนือมาโดยตลอด แต่เหตุใดมหาอำนาจระดับโลกจึงต้องยอมโอนอ่อนให้ประเทศเล็กๆ ที่มักจะเล่นบท ‘เด็กดื้อ’ ทางนิวเคลียร์มานานหลายสิบปี?

 

THE STANDARD อ่านเกมจีนเยือนเกาหลีเหนือผ่านมุมมองของ ศ.ดร. สิทธิพล เครือรัฐติกาล อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญการเมืองในเอเชียตะวันออก เพื่อไขรหัสความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน และทิศทางอนาคตของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐนิวเคลียร์ที่ยังคงใช้ไพ่ใบนี้ต่อรองบนเวทีโลก

 

ทำไมสีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือ

 

ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า ปี 2026 มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Co-operation, and Mutual Assistance) ถือเป็นสนธิสัญญาทางทหารฉบับเดียวที่ปักกิ่งทำข้อตกลงกับประเทศอื่น ตั้งแต่ปี 1961 จนถึงปัจจุบัน

 

อาจารย์มองว่า วาระดังกล่าวเป็นโอกาสอันดีสำหรับสีจิ้นผิงในการเยือนเกาหลีเหนือ หากแต่ก็ไม่ใช่จุดประสงค์หลักเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริบทระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนจึงต้องการตอกย้ำอิทธิพลเหนือเปียงยางว่า ปักกิ่งยังสำคัญในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด และผู้ให้การช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำชูมาตลอด

 

ในประเด็นดังกล่าว ศ.ดร.สิทธิพลขยายความว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมักทดลองขีปนาวุธตั้งแต่ปี 2006 ทำให้นานาชาติและองค์การสหประชาชาติ (UN) คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประเทศที่ทำให้เกาหลีเหนืออยู่รอดได้ ก็คือจีน เพราะทำการค้ามากที่สุดถึง 90%

 

ขณะที่การเกิดขึ้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ยังทำให้เกาหลีเหนือสนิทสนมกับรัสเซียเป็นพิเศษ เช่น มีการส่งทหารไปร่วมรบไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน หรือล่าสุด มีการก่อตั้งอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพในสงครามครั้งนี้

 

“การที่ในช่วงสัก 4-5 ปีมานี้ เกาหลีเหนือดูจะมีความสัมพันธ์กับรัสเซียที่แนบแน่นมากขึ้น ถึงขั้นส่งทหารออกไปช่วยรบเลย มันก็ย่อมทำให้จีนรู้สึกว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ มันอาจจะหย่อนไปกว่าเดิม ไม่เข้มข้น ไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือเปล่า”

 

อ.สิทธิพลอธิบายว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับจีน เนื่องจากคาบสมุทรเกาหลีถือเป็น ‘ประตูบ้าน’ ของปักกิ่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์ที่จีนให้สำคัญมานานแล้ว

 

‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ จีน-เกาหลีเหนือ มีความสัมพันธ์อย่างไร

 

‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ (Close but Uncomfortable) คือนิยามความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในมุมมองของ ศ.ดร.สิทธิพล แม้ทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์พิเศษภายใต้วาทกรรม ‘สหายร่วมรบ’ และ ‘สหายร่วมอุดมการณ์’ สมัยสงครามเกาหลีปี 1950-1953 ในการต่อสู้ต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน สะท้อนจากการที่จีนส่งทหารนับล้านนายเข้าสู่สมรภูมิ

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ในระดับผู้นำของจีนและเกาหลีเหนือ มีทั้ง ‘ขึ้น’ และ ‘ลง’ แม้โลกภายนอกมักชอบมองว่า เกาหลีเหนือเป็น ‘ลูกน้อง’ จีน เนื่องจากอุดมการณ์สังคมนิยมเหมือนกัน ขณะที่จีนให้การช่วยเหลือ และเกาหลีเหนือต้องพึ่งพาจีนเกือบทุกอย่าง

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา เกาหลีเหนือยึดอุดมการณ์ ‘จูเช’ (Juche) หรือหลักการพึ่งพาตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจภายนอกบงการเข้ามา ทำให้นโยบายต่างประเทศของเปียงยางไม่เน้นการผูกติดหรือพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกิน เพราะกลัวว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยและความเป็นอิสระ

 

“เกาหลีเหนือจะมีด้านหนึ่งที่ผูกมิตรกับมหาอำนาจอย่างจีน สหภาพโซเวียต หรือรัสเซียในปัจจุบัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกาหลีเหนือจะมีความวิตกกังวลเหมือนกันว่า การพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป จะทำให้เกาหลีเหนือสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดทิศทางของประเทศ”

 

ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า แนวคิดดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง พยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือเปิดและปฏิรูปประเทศเหมือนกับจีน แต่เกาหลีเหนือก็ไม่ทำตาม เพราะใช้ระบบสืบทอดอำนาจทางสายเลือด ทำให้การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำลายฐานความชอบธรรมของตัวเอง

 

ขณะที่จีนพยายามผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Denuclearization) ในคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แต่เปียงยางก็ยังดื้อรั้นและพัฒนาอาวุธร้ายแรงมาจนถึงทุกวันนี้

 

อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศแปลกประหลาด โดยเฉพาะหากพิจารณาตามทฤษฎีการพึ่งพา (Interdependence) เกาหลีเหนือพึ่งพาจีนมากที่สุด ซึ่งโดยหลักแล้ว ฝ่ายที่พึ่งพามากกว่าต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายได้ แต่ในกรณีของจีนและเกาหลีเหนือ เปียงยางสามารถเล่นบท ‘เด็กดื้อ’ มานานหลายสิบปี ขณะที่ปักกิ่งก็อึดอัดใจ แต่ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้

 

ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า ในยุทธศาสตร์ของจีน คาบสมุทรเกาหลีมีความสำคัญต่อประเทศมาก ต่อให้เกาหลีเหนือจะเล่นบทเด็กดื้อแค่ไหน ปักกิ่งก็ไม่มีทางตัดขาดญาติมิตรกับเกาหลีเหนือ เพราะกลัวเปียงยางอยู่ใน ‘สภาวะสั่นคลอน’ ซึ่งเกาหลีเหนือก็รู้จุดอ่อนข้อนี้เป็นอย่างดี

 

“สภาวะสั่นคลอน คือ เกิดการล่มสลายของระบอบเกาหลีเหนือ และฝันร้ายที่สุดที่จีนไม่อยากให้เกิดก็คือว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เข้าไปกลืนเกาหลีเหนือ ไม่ใช่ว่าจะกลืนด้วยการทำสงคราม แต่มันคือการรวมชาติคล้ายเยอรมนีตะวันออกกับเยอรมนีตะวันตก”

 

จากประเด็นดังกล่าว จีนมองว่า หากสองเกาหลีรวมชาติ สหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรของเกาหลีใต้ จะเข้ามายุ่งเกี่ยวในคาบสมุทรเกาหลี และมีอิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือ จีนจึงไม่ยอมให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นอันขาด ดังนั้น เปียงยางจึงมีความมั่นใจที่จะเล่นบทเด็กดื้อได้เต็มที่ เพราะมี ‘ไพ่เด็ด’ ทำให้จีนตัดขาดสัมพันธ์ไม่ได้

 

บทสรุปจีนเยือนเกาหลีเหนือ ทำไมสีจิ้นผิงไม่แตะประเด็น ‘ปลดอาวุธนิวเคลียร์’

 

ก่อนหน้านี้ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตว่า สีจิ้นผิงไม่แตะประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในการเยือนเกาหลีเหนือครั้งนี้ โดยระบุสั้นๆ ว่า เขายินดีทำงานร่วมกับ คิม จองอึนเพื่อรักษาการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีไปสู่ความก้าวหน้าระดับใหม่

 

ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า ในประเด็นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สีจิ้นผิงต้องการเอาใจเกาหลีเหนือ เพื่อทำให้สหรัฐฯ เห็นความแนบแน่นของพันธมิตรสามฝ่ายอย่างจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ขณะที่การพูดถึงวาระปลดอาวุธนิวเคลียร์อาจกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้สบายใจกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ สะท้อนจากบทบาทของปักกิ่งในทศวรรษ 2000 จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 6 ฝ่าย (Six-Party Talks) ถึง 6 ครั้งเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

“ลึก ๆ แล้ว จีนมีความไม่สบายใจที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะหากปล่อยให้เกาหลีเหนือยังคงมีนิวเคลียร์ได้ต่อไป มันเป็นปัญหาต่อจีนในระยะยาว”

 

อาจารย์มองว่า ปัญหาระยะยาวของเกาหลีเหนือสำหรับจีน คือ การทำให้อิทธิพลของสหรัฐฯ เข้มข้นในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวคือ หากเกาหลีเหนือยังครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ เช่น ยอมให้สหรัฐฯ นำเรือดำน้ำติดหัวรบนิวเคลียร์เข้ามา หรือแม้แต่การที่ญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อกลับมามีกองทัพเต็มตัว ไปจนถึงการขยายบทบาททางการทหาร

 

“มันก็เป็นภาพสะท้อนว่า ประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศเล็กๆ แต่มันมีความสามารถทำให้ประเทศมหาอำนาจทำตามวาระของตนเองได้ … มีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงนโยบายของเกาหลีเหนือ แล้วก็ตั้งชื่อว่า ‘Tyranny of the Weak (อำนาจของผู้อ่อนแอ) ว่า เป็นประเทศที่อ่อนแอ ต้องแบมือขอเงินจีน ขอเงินรัสเซีย แต่ก็สามารถที่จะมีวิธีที่บีบให้จีนยอมได้ในเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้”

 

มองอนาคตเกาหลีเหนือในฐานะ ‘รัฐนิวเคลียร์’

 

ศ.ดร.สิทธิพลยังมองว่า นโยบายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ผูกติดกับเปียงยางตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ภายใต้บริบทระหว่างประเทศที่เป็น ‘ฝันร้าย’ หลังสหภาพโซเวียตและจีนเปิดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีเหนือรู้สึกโดดเดี่ยว และพยายามหาอำนาจต่อรองบนเวทีโลก

 

อาจารย์ยังมองว่า ต่อให้ไม่มีสงครามตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือก็ไม่มีทางล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ เพราะเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเกาหลีเหนือ คือ การหยิบอาวุธนิวเคลียร์ใช้เป็นข้อต่อรองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

 

ในประเด็นนี้ ศ.ดร.สิทธิพลขยายความว่า เกาหลีเหนือใช้การพัฒนานิวเคลียร์ เป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับสนธิสัญญาสันติภาพกับสหรัฐฯ แม้ วิเวียน พาลกฤษณัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่เพิ่งไปเยือนเกาหลีเหนือระบุว่า เปียงยางไม่ได้คิดมีสนธิสัญญาสันติภาพ แต่อาจารย์วิเคราะห์ว่า เป็นกลยุทธ์ ‘ยืมปาก’ ฝากบอกสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้ามมากกว่า

 

“ผมคิดว่า จริงๆ แล้ว เกาหลีเหนือรู้ดีว่า ตนเองจะไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ในระยะยาวเลย ถ้าไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพกับสหรัฐฯ เพราะสงครามเกาหลีจบลงในปี 1953 ด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพ

 

“ดังนั้น ถ้าเกาหลีเหนือจะพัฒนา จะปฏิรูปเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ก็ต้องลดงบประมาณทางด้านการทหารลงไป เพราะตราบใดที่คุณยังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ คุณก็จะถูกคว่ำบาตร มาตรการการแบนของ UN ก็ไม่คลี่คลาย”

 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า จีนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือในอนาคต เพราะปักกิ่งคงไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์สำคัญอย่างเปียงยางไป โดยยกตัวอย่างว่า หากสักวันหนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีความสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน ก็อาจกลายเป็นปัญหาสำหรับจีนได้

 

นอกจากนี้ในทางนิตินัย จีนถือเป็น 1 ใน 3 ภาคีที่ลงนามในข้อตกลงสงบศึกปี 1953 ร่วมกับกองกำลัง UN และเกาหลีเหนือ ปักกิ่งจึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสันติภาพในอนาคต

 

ส่วนประเด็นผู้นำใหม่ของเกาหลีเหนือ ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน เพราะเรื่องนี้ ‘พลิกล็อก’ กันได้ง่ายมาก สะท้อนจากเหตุการณ์ในทศวรรษที่ 1970 คิม อิลซุง อดีตผู้นำประเทศ พา คิม ซองแอ ภรรยาคนที่สอง (แม่เลี้ยง คิม จองอิล) ออกงานบ่อยครั้ง จนมีการคาดเดากันว่า เธอมีอำนาจมาก และบุตรชายของเธออย่าง คิม พยองอิล อาจขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป แต่ภายหลังในทศวรรษ 1980 คิม ซองแอ ถูกลดบทบาท เนื่องจาก คิม จองอิล ชนะการแย่งอำนาจภายใน จนขึ้นเป็นทายาทสืบทอดทางการเมือง

 

อาจารย์ระบุว่า ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มชนชั้นนำ (Elite) ในเกาหลีเหนือ เป็นพื้นที่ปิดลับ การประเมินสถานการณ์ต่างๆ จึงมักอาศัยการคาดเดา (Speculation) เป็นหลัก แม้แต่หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้เองก็ยังต้องใช้วิธีการวิเคราะห์ผ่านการสังเกตการณ์เป็นส่วนใหญ่

 

อาจารย์ยังเปรียบเทียบว่า การวิเคราะห์โครงสร้างการเมืองเกาหลีเหนือในปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ‘โซเวียตศึกษา’ (Sovietology) ในยุคสหภาพโซเวียตสมัย โจเซฟ สตาลิน หรือ นิกิตา ครุสชอฟ เช่น ใครยืนข้างผู้นำสูงสุดมากที่สุด หรือใครหายตัวออกไปจากหน้าสื่อ

 

ภาพ: KCNA / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ ถอดรหัส ‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง ทำไมจีนไม่กดดันเกาหลีเหนือเรื่องนิวเคลียร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ? https://thestandard.co/min-aung-hlaing-myanmar-china-visit/ Wed, 17 Jun 2026 02:28:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1219349

การเดินทางเยือนจีนของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ในสัปดาห […]

The post มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเดินทางเยือนจีนของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ในสัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของมินอ่องหล่าย หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา และหลังจากที่เพิ่งปิดฉากทริปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกเมื่อต้นเดือนนี้

 

 
 

การเยือนจีนเป็นเวลา 5 วัน ในระหว่างวันที่ 15 – 19 มิ.ย. จึงถูกมองว่าสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเพื่อนบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์ภายในประเทศที่ยังคงเปราะบางจากสงครามกลางเมืองที่ถูกจุดชนวนขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อปี 2021

 

โดยนับตั้งแต่การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจีเมื่อห้าปีก่อน เมียนมาต้องเผชิญกับแรงกดดันและการโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาตลอด

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเมียนมาที่ถูกจับตา แต่จีนเองก็ถูกประเมินท่าทีเช่นกันว่า มีแผนการอย่างไรในการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของเมียนมาจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

 

จากการถูกโดดเดี่ยว สู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์

 

เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) สื่อทางการเมียนมาเผยแพร่ภาพ มินอ่องหล่าย โบกมือขณะก้าวขึ้นเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง ขณะที่สื่อทางการจีนรายงานข่าวการเดินทางมาถึงของเขาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

 

ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำเมียนมามีกำหนดเข้าพบและหารือกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน

 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า นอกจากประธานาธิบดีสีแล้ว มินอ่องหล่ายยังจะได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรี หลี่เฉียง และประธานสภาประชาชนแห่งชาติ จ้าวเล่อจี้ ด้วย

 

ขณะเดียวกัน สื่อทางการเมียนมารายงานว่า มินอ่องหล่ายจะเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงของจีน และเข้าร่วมการประชุมด้านเศรษฐกิจในระหว่างการเยือนครั้งนี้

 

ก่อนหน้านี้ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ปักกิ่งหวังใช้โอกาสนี้เพื่อฟื้นฟูมิตรภาพอันดีกับเมียนมา รวมทั้งกระชับ “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติ” ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

การจับกุมนักวิเคราะห์การเมือง

 

อีกประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้รับความสนใจ คือกรณีที่ทางการจีนควบคุมตัว มิน ซิน พลเมืองสหรัฐฯ เชื้อสายเมียนมา ซึ่งทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเมืองประจำสถาบันคลังสมองแห่งหนึ่งที่มุ่งศึกษาวิจัยประเด็นเกี่ยวกับเมียนมา

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มิน ซิน ผู้ก่อตั้งสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (Institute for Strategy and Policy Myanmar) ถูกดำเนินมาตรการบังคับทางอาญา เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมจารกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

 

สถาบันดังกล่าวเป็นองค์กรวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง ทรัพยากร และสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา

 

ความมั่นคงชายแดน คือผลประโยชน์ของชาติ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 เมียนมาต้องตกอยู่ในสงความกลางเมือง ท่ามกลางการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มทั่วประเทศ

 

สำหรับจีน สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาถือเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญโดยตรง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางถึง 2,100 กิโลเมตร

 

ด้วยความกังวลต่อภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าว จีนจึงพยายามเข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมและลดบทบาทของกลุ่มต่อต้านที่กำลังต่อสู้กับกองทัพเมียนมา

 

นอกจากนี้ ปักกิ่งยังแสดงท่าทีสนับสนุนการเลือกตั้งเมียนมาที่จัดขึ้นเมื่อต้นปีนี้อย่างชัดเจน ซึ่งผลก็ออกมาแบบเดียวกับที่ทั่วโลกคาดการณ์ นั่นคือกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรของกองทัพเมียนมาคว้าชัยชนะไปอย่างง่ายดาย

 

โดยเมื่อเดือนเมษายน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ได้พบหารือกับ มินอ่องหล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ และยืนยันว่าจีนจะสนับสนุนเมียนมาในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

 

อย่างไรก็ดี การที่จีนให้การสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเมียนมานั้น ถูกมองว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดน มากกว่ามุ่งผลักดันให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ แม้มินอ่องหล่ายจะเปลี่ยนผ่านจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังบริหารประเทศภายใต้กองทัพมานานห้าปี แต่กลุ่มผู้สังเกตการณ์ด้านประชาธิปไตยต่างมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงแค่การ “เปลี่ยนป้ายชื่อใหม่” ของการปกครองโดยระบอบทหารเท่านั้น

 

การเดินทางเยือนจีนของมินอ่องหล่ายในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงความต้องการของเมียนมาในการแสวงหาการสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการเมืองจากประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในภูมิภาค ขณะที่จีนเองก็ต้องการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและปกป้องผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของตน

 

ภาพ: Lintao Zhang / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai Fest 2026 ยกประเทศไทยมาไว้ในจีน https://thestandard.co/thai-fest-china-success/ Wed, 17 Jun 2026 00:55:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1219287 ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพัน […]

The post Thai Fest 2026 ยกประเทศไทยมาไว้ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่แม้ในปี 2568 จะได้รับการยกระดับให้เป็นปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน แต่ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ของสองประเทศในปีที่ 51 มีความแตกต่างไปจากเมื่อ 50 ปีก่อนอย่างมาก จากเดิมที่ทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนาในยุคที่จีนยังต้องพึ่งพาไทย ยังมีความรู้สึก “ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นพี่น้องกัน” เมื่อตัดภาพกลับมาในยุคปัจจุบันที่จีนเติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลก ในขณะที่ไทยกลับเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาจีนเกือบทุกด้าน จีนที่เคยเป็นเพื่อนเก่าแก่กลับเติบโตและมีเพื่อนมากขึ้น

 

 
 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนให้เพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัยในการเดินทางมาและพำนักในประเทศไทย แม้ในประกาศจะไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวโดยตรงแต่ก็ส่งผลให้คนจีนจำนวนมากมีความกังวลและตัดสินใจที่จะไม่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่คำเตือนดังกล่าวไม่สามารถห้ามความรู้สึก ความโหยหาอาหารไทย ผลไม้ไทย ความคิดถึงเมืองไทยในใจคนจีนส่วนหนึ่งได้

 

งานเทศกาลไทย (泰国风情节) ในจีน

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงกลางเดือนและปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมืองใหญ่ในจีนอย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ได้จัดงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 โดยธัชพร สุนทราจารย์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่าธีมของงานในปีนี้คือ Creative Life & Creative Heartbeat อยากให้คนจีนและคนต่างชาติในเซี่ยงไฮ้รู้จักคนไทย รู้จักเมืองไทยมากกว่าการเป็น Land of Smiles

 

“เราอยากให้คนจีนและคนต่างชาติที่นี่มีประสบการณ์กับเมืองไทยในฐานะประเทศที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักสนุก มีพลังขับเคลื่อนตลอดเวลา อยากให้เห็นความโมเดิร์นของประเทศไทย” ธัชพรกล่าว

 

ด้าน อาจารี วงแหวน ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง แม่งานในการจัดงานเทศกาลไทยทั้งในปักกิ่งและมองโกเลีย รวมถึงเป็นอดีตผู้จัดงานเทศกาลไทยในกรุงโตเกียวมองว่างานเทศกาลไทยก็คือการยกประเทศไทยมาให้คนท้องถิ่นได้สัมผัสถึงความเป็นไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

 

การจัดงานเทศกาลไทยของทั้งนครเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งในปีนี้นับว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม คนจีนให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้เซี่ยงไฮ้จะมีข้อจำกัดในด้านสถานที่ตามข้อกำหนดของทางเขตที่จำกัดให้คนเข้าร่วมงานได้เพียงรอบละ 500 คน แต่ภายในระยะเวลา 2 วันก็มีผู้เข้าร่วมงานกว่าหมื่นคน ในขณะที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงกว่า 36 องศา แดดที่ร้อนระอุในสวนสาธารณะเฉาหยาง กลับมีคนจีนและต่างชาติเข้าร่วมงานกว่า 2 หมื่นคน มากกว่าปี 2025 เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

 

ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม 1

 

อาหารและผลไม้ไทยยังคงยืนหนึ่งในใจคนจีน

 

ธัชพร กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พูดถึงสินค้าที่ขายดีในงานเทศกาลไทยของเซี่ยงไฮ้ ว่าคงหนีไม่พ้นอาหารและผลไม้ไทย โดยในปีนี้มีร้านอาหารไทยในเซี่ยงไฮ้มาออกร้านกว่าสิบราย รวมถึงทางทีมประเทศไทยที่ได้นำผลไม้สดเช่นทุเรียน และมังคุด จากตลาด อตก.ของไทยมาจัดจำหน่ายในงาน “เราคาดหวังผลในระยะยาว มาทานในงานแล้วอร่อยก็ต้องกลับมาทานซ้ำที่ร้านอาหารไทยที่ได้รับ Thai select หรือจะปรุงเองที่บ้านโดยซื้อวัตถุดิบที่นำเข้าจากไทย หรือจะไปทานที่เมืองไทยก็ยิ่งดี”

 

ในขณะที่งานเทศกาลไทยในปักกิ่งมีร้านอาหารไทยมาร่วมเกือบ 30 ร้าน โดยอาจารีเปิดเผยว่าท่านทูตฉัตรชัย วิริยะเวชกุล มีนโยบายที่อยากให้คนจีนได้ทานอาหารไทยในราคาที่เหมาะสม โดยแต่ละร้านจะมีเมนูอาหารไทยที่ต่างกัน แต่ด้วยกฏของเขตเฉาหยาง (สถานที่จัดงาน) จะไม่อนุญาตให้ขายส้มตำเนื่องจากความกังวลด้านสุขอนามัย รวมถึงไม่อนุญาตให้ใช้ถ่านในการประกอบอาหารเพื่อป้องกันเหตุอัคคีภัย

 

หนึ่งในร้านอาหารไทยที่คนจีนต่อคิวยาวที่สุดในงานคงหนีไม่พ้นร้าน “รักไทย” ร้านอาหารไทยในกรุงปักกิ่ง พิมพ์ชนก ภัทรภูมิภักดี เจ้าของร้านเล่าว่า “จำนวนลูกค้าที่มางานในปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเป็นเท่าตัว ต้องจัดพนักงาน 1 คนมาอยู่บริเวณหน้าร้านเพื่อจัดคิวลูกค้าโดยเฉพาะ มีลูกค้าจำนวนมากที่รอคิวในงานไม่ไหวก็ตามไปทานที่ร้าน”

 

พิมพ์ชนกบอกว่าคนจีนเปิดใจกับอาหารไทยในหลายเมนูไม่จำกัดแค่ต้มยำกุ้ง ซึ่งที่ร้านของเธอก็นำเมนูอย่างไส้กรอกอีสาน ไก่ทอดหาดใหญ่ มาขาย

 

พิมพ์ชนกมองว่าเคล็ดลับที่ทำให้ร้านของเธอขายดีมาจากรสชาติอาหารไทยแท้จากฝีมือแม่ครัวคนไทยและวัตถุดิบที่ส่งตรงมาจากประเทศไทย

 

งานฝีมือสร้างสรรค์ (Craft & Creative) ดาวรุ่งในงานเทศกาลไทย

 

นอกจากอาหารและผลไม้จะเป็นสินค้าขายดีในงานเทศกาลไทยแล้ว สินค้าประเภทงานฝีมือที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นหนึ่งในประเภทสินค้าขายดีของงานเทศกาลไทยในปีนี้ ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่พา SMEs ไทยจำนวน 10 รายมาออกร้านในงานเทศกาลไทยที่นครเซี่ยงไฮ้

 

อภิเษก นรินทร์ชัยรังษี เจ้าของแบรนด์ Apisek Studio นำเครื่องประดับที่ทำจากถ้วยชามเบญจรงค์ที่ชำรุดเสียหายในลักษณะการเพิ่มมูลค่า (Upcycling) จากชุมชนอัมพวามาออกงานในครั้งนี้ เขาให้สัมภาษณ์ว่า “เครื่องเบญจรงค์เหล่านี้มีพื้นฐานมาจากจีนทำให้เข้าถึงคนจีนได้ไม่ยาก และเครื่องประดับแต่ละชิ้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” อภิเษกนำสินค้าของเขามาจีนเป็นครั้งที่ 3 โดยในแต่ละครั้งผลตอบรับดีมาก ลูกค้ามีกำลังซื้อ อยากฝากถึงภาครัฐให้ช่วยสร้างโอกาสในการขยายไปต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น

 

ด้านอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ CEA ที่พาผู้ประกอบการไปออกงานเทศกาลไทยในกรุงปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว (2025) และในปีนี้ได้พาผู้ประกอบการจำนวน 10 รายมาออกร้านในงานเทศกาลไทยในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่าการมาเซี่ยงไฮ้ในปีนี้ค่อนข้างราบรื่นเนื่องจากทาง CEA ได้นำบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจัดให้มีการอบรม เตรียมตัวผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะเดินทางมางาน และภายในงานได้มีการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกทั้งในด้านภาษา การแก้ปัญหาต่างๆ ที่พบเจอบ่อย เช่น ปัญหาการชำระเงิน โดยให้เจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลผู้ประกอบการ 3-4 ราย

 

สินค้าไทยขายดีแต่ต้องมีใบรับรอง

 

เกศรินทร์ อริยพงศ์ รองเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน มองว่าการใช้งานเทศกาลไทยเป็นเวทีในการนำเสนอสินค้าไทยให้คนจีนเป็นทั้งการรับรองว่าสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าไทยแท้ และยังเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของไทย โดยมองผลที่ได้รับเป็น 3 ระยะคือ ระยะสั้นที่สามารถสร้างรายได้ในทันที ระยะกลางเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และระยะยาวที่สามารถทำให้คนที่รู้จักสินค้าไทยแบบผิวเผินสามารถรู้จักสินค้าไทยได้ดียิ่งขึ้น

 

ด้านอาจารี ให้ข้อมูลว่าในช่วงที่ผ่านมาทางสถานทูตไทยในปักกิ่งได้รับการติดต่อจากภาคเอกชนของไทยจำนวนมากที่อยากนำสินค้ามาจำหน่ายในงานเทศกาลไทย แต่ด้วยกฏระเบียบของประเทศจีน สินค้าทุกอย่างที่จำหน่ายในงานจะต้องผ่านมาตรฐานการรับรองของจีน โดยอาจารีแนะนำว่าถ้าภาคเอกชนที่ต้องการจะนำสินค้ามาร่วมงานในปีหน้า แนะนำให้ติดต่อผ่านหน่วยงานรัฐอย่าง CEA หรือ OTOP หากเป็นสินค้าทั่วไปก็สามารถติดต่อหอการค้าไทยในจีนจะสามารถให้คำแนะนำได้

 

ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม 2

 

นอกจากการมารับประทานอาหารและซื้อของไทยในงานเทศกาลไทยแล้ว ในงานยังมีการแสดงแบบไทยๆ รวมถึงศิลปะการต่อสู้แบบ “มวยไทย” ที่ในปีนี้งานเทศกาลไทยในเซี่ยงไฮ้ได้บัวขาว บัญชาเมฆ มาทำกิจกรรมร่วมกับแฟนๆ ชาวจีนที่มารอเจอนักมวยในดวงใจอย่างล้นหลาม ในขณะที่งานในปักกิ่งก็ได้ ครูดิน ครูมวยชื่อดังจากค่ายลานนาไฟท์ติ้งมาช่วยเวิร์คชอปให้กับคนจีนที่มาร่วมงานอย่างใกล้ชิด

 

ธัชพร กงสุลใหญ่ประจำนครเซี่ยงไฮ้มองว่า งานเทศกาลไทยในจีนเป็นอีกหนึ่งงานที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ในด้านประชาชนให้เข้มแข็งและจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ที่ทำให้ไทยและจีนสามารถกระชับความสัมพันธ์ได้ในทุกมิติ

The post Thai Fest 2026 ยกประเทศไทยมาไว้ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มินอ่องหล่ายพบสีจิ้นผิง ในการเยือนจีนครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง หนุนขยายสัมพันธ์จีน-เมียนมา https://thestandard.co/min-aung-hlaing-china-visit/ Tue, 16 Jun 2026 08:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1219070 พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน กำลังพบหารือกัน

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา พบหารือประ […]

The post มินอ่องหล่ายพบสีจิ้นผิง ในการเยือนจีนครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง หนุนขยายสัมพันธ์จีน-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน กำลังพบหารือกัน

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา พบหารือประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ในระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน โดยถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ภายหลังชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสต่อต้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและยุติธรรม

 

รัฐบาลปักกิ่งจัดพิธีต้อนรับผู้นำเมียนมาอย่างเป็นทางการที่มหาศาลาประชาชน ก่อนที่ทั้งสองผู้นำ จะเริ่มการประชุมแบบปิดลับซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง

 

จากนั้นจึงได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือ 18 ฉบับ ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การคมนาคมข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง การค้าเสรี การช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนความร่วมมือด้านสาธารณสุข และด้านสื่อ

 

ทั้งนี้ สีได้ประกาศให้การสนับสนุนความเป็นผู้นำทางการเมืองของมินอ่องหล่าย และกล่าวถึงการมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในภูมิภาคผ่านความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ

 

“ผมยินดีที่จะเสริมสร้างความเป็นผู้นำของเราต่อไป และสานต่อมิตรภาพฉันพี่น้องระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” สีจิ้นผิง กล่าวกับประธานาธิบดีเมียนมาตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน

 

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรต่างชาติที่สำคัญที่สุดของกองทัพเมียนมา ภายหลังก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021

 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่า “จีนสนับสนุนเมียนมาในการรวมพลังทางการเมืองภายในประเทศและฟื้นฟูเสถียรภาพ”

 

โดยที่ผ่านมา ปักกิ่งได้ลงทุนในโครงการต่างๆ ในเมียนมา ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ซึ่งรวมถึงการสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซที่ตัดผ่านเมียนมา และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือน้ำลึก

 

ภาพ : China. Lintao Zhang/Pool via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post มินอ่องหล่ายพบสีจิ้นผิง ในการเยือนจีนครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง หนุนขยายสัมพันธ์จีน-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง https://thestandard.co/china-arrests-myanmar-american-scholar-espionage/ Sun, 14 Jun 2026 08:02:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1218203 ภาพประกอบข่าวการจับกุม อูมินซิน นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมาในจีน

หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันศุกร […]

The post จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการจับกุม อูมินซิน นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมาในจีน

หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันศุกร์ (12 มิถุนายน) ที่ผ่านมาว่า ทางการจีนได้จับกุม อูมินซิน นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ผู้มีบทบาทเคลื่อนไหวและเขียนเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองเมียนมาและนโยบายต่างประเทศของจีน โดยกล่าวหาว่าเขาสอดแนมและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติจีน

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า นักวิชาการผู้นี้ “มีส่วนร่วมในกิจกรรมจารกรรมที่คุกคามความมั่นคงของชาติจีน”

 

กรณีการจับกุมนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง และพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด

 

นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมาที่รู้จักมิน ซิน เผยว่า “มินซินหายตัวไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน หลังจากเดินทางไปยังเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุม”

 

ขณะที่นักกิจกรรมอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเกรงว่าจะถูกรัฐบาลจีนลงโทษและจับกุม กล่าวว่า “มินซินเคยเดินทางไปจีนมาแล้วหลายครั้ง”

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มินซิน ถูกควบคุมตัวระหว่างการเดินทางไปมณฑลยูนนาน

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า “เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ได้เข้าเยี่ยมเขาแล้ว และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลอย่างเหมาะสมทุกประการ”

 

“เรากำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่จีนในกรณีนี้”

 

ทั้งนี้ มินซิน เป็นนักกิจกรรมนักศึกษาในการลุกฮือของเมียนมาปี 1988 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ถูกรัฐบาลในขณะนั้นตอบโต้ด้วยกำลังทหาร

 

มิน ซิน เป็นที่รู้จักในฐานะนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา ช่วงปี 1988 โดยเขาหนีมายังประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมโดยรัฐบาลทหาร และต่อมาได้ขอลี้ภัยไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ และกลับมาเมียนมาอีกครั้งในปี 2010

 

New York Times รายงานว่า ปัจจุบัน มิน ซิน ซึ่งอาศัยอยู่ในไทย ยังใช้เวลาอยู่ทั้งในสหรัฐฯ และเมียนมา โดยเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (ISP-Myanmar) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในประเทศไทยที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องบทบาทของจีนในเมียนมา รวมถึงเรื่องผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ และอิทธิพลของจีนในภูมิภาค

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขายังได้เขียนเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและการค้ากับเมียนมา โดยสถาบันวิจัยแห่งนี้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสถาบันวิจัยของจีนเป็นประจำ และได้ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น การส่งออกแร่หายากของเมียนมาไปยังจีน

 

ทั้งนี้ ตามรายงานของศูนย์นวัตกรรมทางสังคมและนโยบายต่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันเขายังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ด้วย

 

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยตัวมิน ซิน ทันที

 

โดยโจ ฟรีแมน นักวิจัยด้านเมียนมาของ แอมเนสตี้ กล่าวว่า “สถานการณ์เกี่ยวกับการจับกุมมินซิน อย่างลึกลับนั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องการจารกรรมที่ปรากฏขึ้น”

 

อ้างอิง:

The post จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>