China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 31 May 2026 06:56:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ญี่ปุ่นโต้จีนกลางเวทีแชงกรีลา ปัดข้อหาสร้าง ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ ชี้ปักกิ่งสะสมอาวุธ ขาดความโปร่งใส https://thestandard.co/japan-china-militarism-shangri-la/ Sun, 31 May 2026 06:56:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1212923 รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมแชงกรีลา

ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ตอบโต้ […]

The post ญี่ปุ่นโต้จีนกลางเวทีแชงกรีลา ปัดข้อหาสร้าง ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ ชี้ปักกิ่งสะสมอาวุธ ขาดความโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมแชงกรีลา

ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ตอบโต้จีนบนเวทีประชุมความมั่นคงแชงกรีลาว่า ญี่ปุ่นไม่ได้กลับสู่ยุค ‘ลัทธิทหารนิยม’ ดังที่ถูกกล่าวหา พร้อมวิจารณ์ว่า จีนเป็นฝ่ายที่เร่งขยายขีดความสามารถทางทหารอย่างขาดความโปร่งใส ถือเป็นการตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

โต้แย้งจีนเรื่องลัทธิทหารนิยม

 

วันนี้ (31 พฤษภาคม) โคอิซุมิกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีประชุมแชงกรีลา (Shangri-La Dialogue) ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยพุ่งเป้ากล่าวถึงข้อกล่าวหาของทางการจีนและสื่อของปักกิ่งที่โจมตีว่า ญี่ปุ่นกำลังหวนคืนสู่ลัทธิทหารนิยมเหมือนในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังแก้ไขเอกสารยุทธศาสตร์ชาติ และเพิ่มงบกระทรวงกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เอ่ยถึงตรงๆ

 

“บางท่านอาจเคยได้ยินคำว่า ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ แต่ไม่มีอะไรจะห่างไกลจากความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว” โคอิซุมิย้ำว่า บางประเทศมีคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธประเภทนี้เลย พร้อมตั้งคำถามว่า ญี่ปุ่นสมควรถูกเรียกว่า ลัทธิทหารนิยมหรือไม่

 

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวถึงประวัติศาสตร์ว่า ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นคือชาติรักสันติภาพ ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และพยายามรักษาและเสริมสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่เสรี

 

“เส้นทางในฐานะประเทศที่รักสันติภาพของญี่ปุ่น ได้รับการยอมรับจากภูมิภาคและประชาคมโลก ญี่ปุ่นไม่สั่นคลอนด้วยข้อมูลเท็จและการบิดเบือนข้อมูล”

 

โคอิซุมิยังกล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้พบกับผู้แทนของจีนในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจาก ตง จุน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมความมั่นคงแชงกรีลาเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้ว

 

ไต้หวันและทะเลจีนใต้กำลังเผชิญภัยคุกคาม

 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นยังระบุว่า เขามองเห็นภัยคุกคามในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่ง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีกำลังพาญี่ปุ่นเข้าสู่บทบาทใหม่ คือ ผู้จัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศหลักให้แก่ภูมิภาค

 

เขาแย้งว่า ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความพยายามเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) ด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับฝ่ายเดียว ควบคู่ไปกับการบีบบังคับทางเศรษฐกิจและการนำทุกสิ่งทุกอย่างมาใช้เป็นอาวุธ

 

จากจุดนี้ โคอิซุมิเห็นว่า เส้นแบ่งระหว่างช่วงเวลาปกติกับวิกฤตเริ่มมีความคลุมเครือมากขึ้นเรื่อยๆ ญี่ปุ่นจึงต้องเสริมสร้างขีดความสามารถด้านป้องกันประเทศ ซึ่งรวมถึงระบบไซเบอร์ อวกาศ และระบบไร้คนขับ โดยเน้นย้ำว่า ไม่ได้มีเจตนายกระดับความรุนแรง แต่เป็นการปรับตัวเหมือนกับประเทศต่างๆ เพื่อตอบสนองความท้าทายใหม่

 

เขาได้ยกตัวอย่างว่า ญี่ปุ่นยังส่งมอบยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศภายในภูมิภาค เช่น เรือฟริเกตชั้นโมกามิกับทางการออสเตรเลีย หรือการส่งมอบเรดาร์และเรือตรวจการณ์ให้แก่ฟิลิปปินส์ ตลอดจนความร่วมมือทางเรือที่กำลังพัฒนาร่วมกับนิวซีแลนด์และอินโดนีเซีย

 

ภาพ: Caroline Chia / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นโต้จีนกลางเวทีแชงกรีลา ปัดข้อหาสร้าง ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ ชี้ปักกิ่งสะสมอาวุธ ขาดความโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ https://thestandard.co/china-taiwan-pressure-one-china/ Tue, 26 May 2026 07:26:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1211092 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ และสีจิ้นผิง โดยมีแผนที่ไต้หวันลายธงชาติอยู่ตรงกลาง และมีธงชาติสหรัฐฯ-จีนเป็นพื้นหลัง

เพียงไม่กี่วันหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิง และโดนัลด์ ท […]

The post จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ และสีจิ้นผิง โดยมีแผนที่ไต้หวันลายธงชาติอยู่ตรงกลาง และมีธงชาติสหรัฐฯ-จีนเป็นพื้นหลัง

เพียงไม่กี่วันหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูเหมือนจะช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ โลกกลับต้องหันมาจับตาช่องแคบไต้หวันอีกครั้ง เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณว่า เขาพร้อมพูดคุยโดยตรงกับไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันคนปัจจุบัน ในขณะที่ไล่ชิงเต๋อ ก็แสดงความยินดีและพร้อมคุยกับทรัมป์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ปักกิ่งตอบโต้แทบจะทันที พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ควร ‘เล่นกับไฟ’ ในประเด็นไต้หวัน ขณะที่สถานทูตจีนในหลายประเทศ รวมถึงไทย เริ่มเดินเกมสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น เพื่อย้ำว่า ประเด็น ‘จีนเดียว’ คือเส้นแดงที่ไม่อาจต่อรองได้

 

ท่าทีขึงขังของปักกิ่ง ที่อาจสั่นสะเทือนบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ อีกครั้ง สะท้อนว่า เรื่องไต้หวัน กำลังกลายเป็นสนามวัดอิทธิพลของระเบียบโลกใหม่ ขณะเดียวกันยังนำมาสู่ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง คือโอกาสที่สถานะความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างจีนและไต้หวัน จะยิ่งทวีความตึงเครียดหรืออาจลุกลามบานปลายไปถึงขั้นเกิดสงครามรวมชาติได้หรือไม่?

 

สำหรับประเทศไทย แรงกดดันเรื่องไต้หวันและการยอมรับในหลักการจีนเดียว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากท่าทีและการแสดงออก อาจนำมาซึ่งผลกระทบ และไทยอาจเสี่ยงถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตรายของประเทศมหาอำนาจ

 

จีนกำลังส่งสัญญาณอะไร ผ่านการค้านสหรัฐฯ คุยตรงไต้หวัน

 

ในทางหนึ่ง ปฏิกิริยาของจีนต่อการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปักกิ่งตอบโต้แทบทุกครั้ง เมื่อมีการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับไทเป ไม่ว่าจะเป็นการเยือนของนักการเมืองสหรัฐฯ การขายอาวุธ หรือการเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ไต้หวัน

 

ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ท่าทีของจีนรอบนี้ “ไม่ได้ผิดปกติ” เพราะที่ผ่านมา จีนพูดลักษณะนี้แทบทุกครั้งที่เกิดประเด็นไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณใกล้ชิดกับไต้หวันมากขึ้น เช่นกรณีของแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ที่เยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในปี 2022 ขณะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ หรือกรณีที่ประเทศยุโรปหรือประเทศใดๆ ที่เปิดรับให้ผู้นำหรือนักการเมืองไต้หวันเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับปักกิ่ง ประเด็นไต้หวันไม่ใช่เพียงเรื่องอธิปไตย หากแต่คือ “แกนกลางของความชอบธรรมทางการเมือง” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะแนวคิด “การรวมชาติ” ถูกผูกเข้ากับโครงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีนในยุคสีจิ้นผิงอย่างชัดเจน

 

การที่ผู้นำสหรัฐฯ เปิดทาง ‘คุยตรง’ กับผู้นำไต้หวัน จึงถูกมองว่า เป็นมากกว่าแค่การสื่อสารทางการเมือง แต่คือการทำให้ไต้หวันมี ‘สถานะทางการเมือง’ ใกล้เคียงรัฐอธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจีนไม่สามารถยอมรับได้

 

ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจ อ้ายจง มองว่า สิ่งที่จีนกำลังทำคือการส่งสารว่า “แม้จีนจะพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า หรือพลังงาน แต่ไต้หวันยังคงเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามข้ามเด็ดขาด”

 

เขามองว่าจีนต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า ในโลกนี้มีเพียง ‘จีนเดียว’ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ซึ่งในมุมนึงก็ไม่ใช่ท่าทีที่ผิดปกติ เพราะจีนแสดงออกเช่นนี้มาโดยตลอด แต่ในส่วนของการคุยกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำของไต้หวัน ที่จีนมองว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ถือเป็นปัญหาเนื่องจากมีการดำเนินการทางการทูตเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ผิด

 

น่าสนใจว่า การตอบโต้ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ ที่ปักกิ่งเพียงไม่กี่วัน ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า บรรยากาศเชิงบวกที่เกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจนั้น อาจมีความเปราะบางกว่าที่คิดหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม การแสดงท่าทีแข็งกร้าวของจีนต่อประเด็นไต้หวัน ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เองก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤตสงครามในอิหร่าน ซึ่ง ดร.ภากร มองว่า นี่เป็นจังหวะที่จีนเล่นเกมระยะยาว คือรอให้สหรัฐฯ เพี่ยงพล้ำและติดหล่มสถานการณ์ความขัดแย้ง และพร้อมจะแสดงบทบาทต่อประเด็นไต้หวันได้โดยไม่กลัวที่จะโดนตั้งข้อกังขาจากนานาชาติ

 

ดร.ภากร ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 2 ปีในการรับตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันของไล่ชิงเต๋อ โดยมีการอ้างถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไต้หวัน ว่า 60.8% รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการบริหารงานของรัฐบาลไล่ และ 51% ไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของไล่ชิงเต๋อ

 

พร้อมกันนี้ ยังโจมตีการกำหนดนโยบายของไล่ ที่ยั่วยุเรื่องเอกราชของไต้หวัน ว่าทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้น และอ้างว่าผลสำรวจนี้ กำลังสะท้อนว่าจริงๆ แล้ว ประชาชนไต้หวันรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ต่างต้องการจะเห็นผลประโยชน์และสวัสดิภาพจริงๆ ในช่องแคบไต้หวัน

 

ไทยควรทำอย่างไร เมื่อปักกิ่งเรียกร้องหนุนภารกิจรวมชาติ-ยึดมั่นจีนเดียว

 

ทั้งนี้ ดร.ภากร มองว่า สิ่งที่ดูจะไม่ปกติสำหรับท่าทีของจีน คือการใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงและแข็งกร้าวมากๆ

 

ตัวอย่างหนึ่งที่ต้องจับตามอง คือการที่สถานทูตจีนในไทยส่งบทความถึงสื่อไทย โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนภารกิจ ‘รวมชาติ’ ของจีน และยึดมั่นในหลักการจีนเดียว ซึ่ง ดร.ภากร ชี้ว่า การที่สถานทูตจีนไม่ได้เพียงระบุว่า ให้ไทยยอมรับในหลักการจีนเดียวแต่ยังเชิญชวนให้ร่วมต่อต้านการเป็นเอกราชของไต้หวันด้วย ถือเป็นมุมที่ค่อนข้างแข็งก้าวมากๆ และไม่ปกติในเวทีการทูตระหว่างประเทศ

 

การส่งสารของจีนในลักษณะนี้ สะท้อนถึงความจริงจังต่อประเด็นไต้หวัน ซึ่งดร.ภากรมองว่า สำหรับรัฐบาลไทย ควรยืนยันจุดยืนตามหลักการทูตเดิม คือยอมรับนโยบายจีนเดียวตามมติสหประชาชาติ แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

 

“ไทยก็ต้องเดินเกมเหมือนกับที่สหรัฐฯ หรือหลายประเทศทั่วโลกทำ คือยืนยันตามหลักการทูตระหว่างประเทศ ว่าในฐานะประเทศที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ก็คือยึดในหลักการจีนเดียว แต่อย่าไปแตะในประเด็นที่ว่าเรามีกระบวนการอย่างไร เพราะไทยอาจจะโดนดึงไปสู่เรื่องของการแบ่งฝ่าย ซึ่งเราเองก็ต้องวางตัวเป็นกลาง”

 

ด้าน ผศ.ดร.วาสนามองว่า แม้วิธีการดังกล่าวถือว่า “ค่อนข้างแหวกธรรมเนียมการทูต” แต่สำหรับจีนนั้น การดำเนินการที่ผิดระเบียบและอาจถือได้ว่า เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงในประเทศอื่นๆ เป็นสิ่งที่จีนทำมาโดยตลอดและไม่ใช่สิ่งที่แปลก

 

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า การเรียกร้องของจีนในเรื่องการเคารพหลักการจีนเดียวนั้นไม่ผิดกฎหมาย และทำได้ในประเทศไทยที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งการที่รัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนก็ถือเป็นการยอมรับในหลักการว่ามีจีนเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ว่านอกเหนือจากท่าทีของรัฐบาล ทั้งสื่อ ประชาชนและนักวิชาการไทย ก็สามารถที่จะแสดงออกหรือบอกได้ว่าไต้หวันเป็นประเทศได้โดยไม่ผิดกฎหมายไทยเช่นกัน

 

ที่ผ่านมา การผลักดันหลักการจีนเดียวของปักกิ่ง มักเกิดขึ้นผ่านช่องทางทางการ เช่น การหารือระหว่างรัฐบาล การออกแถลงการณ์ร่วม หรือการประท้วงทางการทูตเมื่อมีประเทศใดขยับความสัมพันธ์กับไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม กรณีบทความที่ส่งถึงสื่อไทย กำลังสะท้อนว่า จีนไม่ได้ต้องการสื่อสารกับรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายาม ‘กำหนดกรอบการรับรู้’ ของสังคมไทยต่อประเด็นไต้หวันด้วย โดยเฉพาะการตอกย้ำว่า การสนับสนุนหลักการจีนเดียวคือเรื่องของ ‘เสถียรภาพ’ และ ‘ความถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ’ ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ของจีนฝ่ายเดียว

 

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของแนวโน้ม Wolf Warrior Diplomacy หรือ ‘การทูตนักรบหมาป่า’ ที่จีนใช้มากขึ้นหลังยุคโควิด ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ การสื่อสารตรง ใช้ภาษาชัดเจน แข็งกร้าว และพร้อมตอบโต้ต่อประเด็นที่จีนมองว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรือผลประโยชน์แห่งชาติ

 

สำหรับไทย ความละเอียดอ่อนของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ไทยเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน จีนยังเป็นทั้งคู่ค้าและนักลงทุนรายสำคัญ และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สำคัญของไทยเช่นกัน

 

ดังนั้น ทุกการส่งสัญญาณของมหาอำนาจเกี่ยวกับไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง และการที่ไทยถูกคาดหวังให้ ‘แสดงจุดยืน’ มากขึ้นตามไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

 

ยุทธศาสตร์ ‘ไม้แข็ง-ไม้อ่อน’ ของจีนต่อไต้หวัน

 

ดร.ภากร ชี้ว่าท่าทีของจีนในประเด็นไต้หวันนั้น เป็นไปในลักษณะของยุทธศาสตร์ โดยมีการวางกลยุทธ์ทั้ง ‘ไม้แข็ง’ และ ‘ไม้อ่อน’

 

ไม้แข็งที่ว่านี้ คือท่าทีระหว่างประเทศที่แข็งกร้าวและส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อย่าล้ำเส้นในประเด็นไต้หวัน ซึ่งในยุคของสี ย้ำมาตลอดว่า การรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันถือเป็นเป้าหมายสำคัญตามแนวคิด ความฝันของจีน (Chinese Dream) หรือการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน

 

ส่วนไม้อ่อนคือความพยายามทำให้เห็นว่า จีนและไต้หวันยังสามารถเจรจากันได้ เช่น การเชิญเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านของไต้หวัน ไปเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 6 วัน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า เป็นภารกิจเพื่อสันติภาพ และสีจิ้นผิง ยังให้การต้อนรับด้วยตนเอง และเน้นย้ำว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน และเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพและความร่วมมือระหว่างกัน

 

ดร.ภากร ชี้ว่าจีนนั้น เดินหมากในเรื่องไต้หวันนอกจากในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ยังมุ่งเน้นไปที่การเมืองในไต้หวันด้วย โดยมองเห็นโอกาสที่เป็นไปได้ของพรรคก๊กมินตั๋ง หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปของไต้หวันครั้งล่าสุดในปี 2024 เริ่มปรากฎความหลากหลาย ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้แพ้หมดรูป และพรรค DPP ของไล่ชิงเต๋อ ก็ไม่ได้ชนะถล่มทลาย ในขณะที่ยังมีพรรคทางเลือกที่ 3 อย่างพรรค TPP ปรากฎขึ้นด้วย

 

ไต้หวัน อุตสาหกรรมชิป และดีลอาวุธ หมากในเกมภูมิรัฐศาสตร์จีน-สหรัฐฯ

 

ประเด็นไต้หวัน สำหรับสหรัฐฯ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากเป็นทั้งฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และเป็นแนวป้องกันอิทธิพลจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

โดยสำหรับจีน การปล่อยให้ไต้หวันขยับเข้าใกล้สหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ทางทหารและการซื้อขายอาวุธ เท่ากับเป็นการยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาท้าทายอำนาจอธิปไตยของตัวเองโดยตรง

 

“ไต้หวันเองก็เป็นหมากตัวนึงในเกมภูมิศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เพราะถ้าหากจีนลดความดุดันลง หมายความว่าอาจจะเสียโมเมนตัมให้กับสหรัฐฯ ในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามจีนอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของจุดยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงทางทะเล ตลอดจนเรื่องของตลาดชิปเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างต้องการที่จะครอบครองและต้องการผลประโยชน์ในเรื่องนี้” ดร.ภากร กล่าว

 

ทั้งนี้ นโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน ในปัจจุบัน ตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ คือ

 

1.กฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง

 

2.แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นชุดข้อตกลงที่วอชิงตันให้การรับรองทางการทูตแก่ปักกิ่งและยอมรับจุดยืนของจีนที่ว่ามีจีนเดียว

 

  • คำมั่นสัญญา 6 ประการ ซึ่งนำมาใช้ในสมัยรัฐบาลเรแกนในช่วงทศวรรษ 1980 หนึ่งในนั้นคือคำมั่นสัญญาว่า วอชิงตันจะไม่ปรึกษาปักกิ่งก่อนอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน

 

ในเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันนั้น ล่าสุด รัฐบาลไทเปยังคงเฝ้ารอการอนุมัติจากสหรัฐฯ ในดีลซื้อขายอาวุธล็อตใหญ่ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จนถึงวันนี้ยังถูกระงับดำเนินการไว้ชั่วคราว โดย ฮุง เชา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ตอบคำถามในการพิจารณาของสภาคองเกรส อ้างว่า เป็นการระงับเพื่อสงวนอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน

 

ขณะที่ ดร.ภากร ชี้ว่า ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ ในการขายอาวุธแก่ไต้หวัน นั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างกระอักกระอ่วน เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และจีนเองยังคงต้องคุยกันและตัดกันไม่ขาดในแง่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

โอกาสเกิดสงครามต่ำ จีนยังเน้นการค้าเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ แม้การตอบโต้ของจีนจะเป็นไปอย่างแข็งกร้าว แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า โอกาสที่จีนจะเปิดฉากบุกไต้หวันในเร็วๆ นี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น

 

ดร.ภากร มองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนยังไม่เปิดฉากสงครามบุกไต้หวัน เพราะจีนและสหรัฐฯ ยังมีพื้นที่ให้พูดคุยกันได้ ซึ่งการที่สหรัฐฯ เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญนั้น เนื่องจากบทบาทและความเชื่อมโยงกับไต้หวัน โดยเฉพาะในกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวัน อีกทั้งทรัมป์ ก็ไม่อยากที่จะให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลวร้ายมากกว่านี้ และยังไม่พร้อมที่จะติดพันกับสงครามอื่นๆ ในขณะที่สงครามในตะวันออกกลางก็ยังไม่จบ

 

ส่วนจีนเอง ดร.ภากร เชื่อว่าจีนก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้นเช่นกัน เนื่องจากตอนนี้รัฐบาลปักกกิ่งมุ่งเน้นในเรื่องของการค้าและเศรษฐกิจเป็นหลัก และการเปิดฉากทำสงครามด้วยเหตุผลในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายที่จีนร่างขึ้นมาเองนั้น อาจจะไม่มีน้ำหนักรองรับที่มากพอ และอาจทำให้จีนขาดพันธมิตรอย่างมาก ซึ่งไม่เหมือนกรณีการทำสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ยกเหตุผลข้อกังขาเรื่องภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ แม้ทั่วโลกจะรู้ว่าเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ

 

“ดังนั้นผมมองว่าจีนเองก็พยายามจะหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด คือจีนยังเชื่อว่าถ้าเปิดฉากบุกหรือเกิดการปะทะ นั่นคือหายนะทางเศรษฐกิจมหาศาลและก็เสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่นกัน” ดร.ภากร กล่าว

 

พร้อมกันนี้ เขาเสริมว่า จีนยังมีข้อกังขาในเรื่องแสนยานุภาพทางทหารเช่นกัน โดยแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการแสดงแสนยานุภาพด้วยการโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย แต่ในสงครามจริงยังไม่เคยมีการพิสูจน์แบบเปิดเผย ไม่นับรวมข่าวลือที่ว่าจีนได้ส่งอาวุธไปช่วยในสงครามรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งก็ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน

 

อ้างอิง:

 

The post จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน https://thestandard.co/police-rescue-chinese-call-center-victims/ Tue, 26 May 2026 04:16:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1210930 ตำรวจแถลงข่าวการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระ […]

The post ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจแถลงข่าวการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ (ดอนเมือง) พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) เป็นประธานการประชุมและแถลงผลการช่วยเหลือชาวจีนจำนวน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปบังคับใช้แรงงานในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ณ ประเทศเมียนมา

 

การแถลงข่าวครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ ศตคม.ตร. ได้รับการประสานงานจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย แจ้งเหตุชาวจีนถูกกักขังในประเทศเมียนมา นำมาสู่การสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนและประสานความร่วมมือระหว่างทางการไทย จีน และเมียนมา เพื่อกดดันเครือข่ายดังกล่าวอย่างหนัก จนกระทั่งชาวจีนทั้ง 4 รายได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จากการสืบสวนขยายผลและตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของเจ้าหน้าที่พบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ชาวจีนกลุ่มนี้ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยให้การว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ตามการชักชวนของเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด

 

ในเวลาต่อมา บุคคลกลุ่มนี้กลับถูกพาเดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมาผ่านยานพาหนะที่เครือข่ายจัดเตรียมไว้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐานในเบื้องต้น ยังไม่พบร่องรอยการถูกลักพาตัว กักขัง หรือใช้กำลังบังคับควบคุมตัวในระหว่างที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย

 

ปัจจุบันผู้เสียหายทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

 

พลตำรวจเอก ธัชชัย ได้เน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติว่า แม้ประเทศไทยจะมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและมีพรมแดนธรรมชาติที่ง่ายต่อการลักลอบเดินทาง แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และจะไม่ยินยอมให้ผู้กระทำความผิดใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านหรือส่วนหนึ่งของกระบวนการกระทำความผิดโดยเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อพิจารณาดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแอปพลิเคชันและรถยนต์รับจ้างที่ไม่มีใบอนุญาต เพื่อตัดวงจรการขนส่งที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนการค้ามนุษย์

 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมเตือนภัยผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ให้ดำเนินการขอวีซ่าทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพึงระมัดระวังข้อเสนอการจ้างงานที่อำนวยความสะดวกเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยให้เดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา (Free Visa) เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงได้

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันจุดยืนในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือผู้เสียหาย แต่จะเดินหน้าสืบสวนขยายผลร่วมกับทางการจีน เพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้รับส่ง ไปจนถึงผู้สั่งการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป

The post ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-strategic-stability-competition/ Tue, 26 May 2026 02:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210884 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหา […]

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนระดมกู้ภัยเร่งช่วยเหยื่อแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน มณฑลส่านซี ยอดเสียชีวิตพุ่งอย่างน้อย 90 คน https://thestandard.co/china-coal-mine-explosion-deaths/ Sat, 23 May 2026 07:29:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1210267 เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน

เกิดเหตุแก๊สระเบิดขึ้นที่เหมืองถ่านหินหลิวเฉินหยู ในมณฑ […]

The post จีนระดมกู้ภัยเร่งช่วยเหยื่อแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน มณฑลส่านซี ยอดเสียชีวิตพุ่งอย่างน้อย 90 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน

เกิดเหตุแก๊สระเบิดขึ้นที่เหมืองถ่านหินหลิวเฉินหยู ในมณฑลส่านซี ทางตอนเหนือของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 90 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงาน 247 คนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเหมือง

 

โดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19:29 น. วานนี้ (22 พฤษภาคม) ตามเวลาท้องถิ่น

 

ซึ่งล่าสุดกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 340 คน เข้าช่วยเหลือ และนำตัวผู้บาดเจ็บกว่า 100 ส่งโรงพยาบาลแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

 

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้แพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาผู้บาดเจ็บและค้นหาผู้รอดชีวิต พร้อมทั้งสั่งการให้รัฐบาลสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุที่แน่ชัด และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ สื่อทางการจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเหมืองถ่านหินแห่งนี้ถูกควบคุมตัวแล้ว ส่วนสาเหตุที่เกิดแก๊สระเบิดยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่มีรายงานว่า ระดับของคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษร้ายแรงไม่มีกลิ่นภายในเหมืองนั้น สูงเกินขีดจำกัด

 

สำหรับมณฑลส่านซี เป็นหนึ่งในมณฑลที่ยากจนของจีน และเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงแห่งการทำเหมืองถ่านหินของประเทศ

 

ขณะที่จีนเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินมากที่สุดในโลกและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นบ่อยครั้งในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินของจีน ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยได้รับการควบคุมให้เข้มงวดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

 

ภาพ : cnsphoto via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post จีนระดมกู้ภัยเร่งช่วยเหยื่อแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน มณฑลส่านซี ยอดเสียชีวิตพุ่งอย่างน้อย 90 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟความเร็วสูงจีน 26 ปีแห่งการพัฒนาจนกลายเป็นที่สุดของโลก https://thestandard.co/china-high-speed-rail-debt/ Fri, 22 May 2026 08:51:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1210053 รถไฟความเร็วสูงฟู่ซิงของจีนกำลังวิ่งอยู่บนราง

รถไฟความเร็วสูงในจีนนอกจากจะใช้เพื่อการขนส่งผู้คนและสิน […]

The post รถไฟความเร็วสูงจีน 26 ปีแห่งการพัฒนาจนกลายเป็นที่สุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถไฟความเร็วสูงฟู่ซิงของจีนกำลังวิ่งอยู่บนราง

รถไฟความเร็วสูงในจีนนอกจากจะใช้เพื่อการขนส่งผู้คนและสินค้าแล้ว ในแง่ของสัญลักษณ์ยังเป็นการแสดงถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ ความทะเยอทะยาน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย และยังสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญและการประกาศตัวเป็นประเทศมหาอำนาจ เช่นเดียวกับรถไฟชินคันเซ็นในช่วงทศวรรษ 1960 ที่เคยประกาศความยิ่งใหญ่ให้กับญี่ปุ่น

 

 

26 ปี จากศูนย์ถึงเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ย้อนกลับไปก่อนยุค Y2K (ปี 2000) ประชากรจีนยังใช้บริการรถไฟธรรมดาที่ให้ความรู้สึก “ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง” แต่เส้นทางปักกิ่ง-กว่างโจวเป็นหนึ่งในเส้นทางที่สะท้อนให้เห็นภาพการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงของอดีตกับปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยทางรถไฟจากเหนือสู่ใต้ที่มีระยะทางกว่า 2,200 กิโลเมตรนี้ จากที่เคยใช้เวลา 30-40 ชั่วโมงในวันนั้น กลับกลายมาเป็น “ทริปคืนเดียว” ตามคอนเซ็ปต์ “นอนจากสถานีต้นทางและตื่นที่สถานีปลายทาง” (Sleep and Arrive) ในวันนี้

 

ตั้งแต่ปี 2000 จีนเริ่มวางแผนการสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในยุคของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา โดยการเปิดประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และแคนาดา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าบริษัทเหล่านั้นต้องมาเป็นบริษัทร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งหมดให้กับวิศวกรจีน

 

ภายในเวลา 3-5 ปี จีนได้รถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกที่ชื่อว่า “เหอเสีย” (和谐号) ที่แปลว่า “สามัคคี” เพราะเทคโนโลยีของรถไฟความเร็วสูงรุ่นนี้คือการดึงเอาความโดดเด่นจากของทุกประเทศที่เป็นคู่ค้ามารวมอยู่ในรถไฟความเร็วสูงรุ่นนี้และเริ่มเดินรถในปี 2007

 

จนถึงปี 2008 จีนได้เปิดตัวรถไฟความเร็วสูงสายแรก ปักกิ่ง-เทียนจิน ต้อนรับโอลิมปิกปักกิ่ง เป็นรถไฟความเร็วสูงที่ให้บริการเชิงพาณิชย์สายแรกที่วิศวกรจีนนำเทคโนโลยีของประเทศร่วมค้ามาพัฒนาต่อยอดและสามารถทำความเร็วได้ถึง 350 กม./ชม.

 

หลังจากนั้นในปี 2017 จีนได้เปิดตัวรถไฟความเร็วสูงรุ่น “ฟู่ซิง” (复兴号) ที่เป็นเทคโนโลยีจีนแท้ 100% และใช้มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะให้บริการอำนวยความสะดวกทั้งส่งคนและส่งของแล้ว เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง “ฟู่ซิง” ยังกลายเป็นสินค้าส่งออกของจีนไปยังประเทศต่างๆ เช่น อินโดนีเซีย สปป.ลาว เซอร์เบีย ฮังการี เป็นต้น

 

ความยิ่งใหญ่ที่สะดวก รวดเร็ว ทางเลือกใหม่และราคาที่จับต้องได้

 

มาร์ค สมิธ (Mark Smith) อดีตผู้จัดการสถานีรถไฟในลอนดอนและผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางด้วยรถไฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก เจ้าของเว็บไซต์ The Man in Seat 61 เคยพูดถึงรถไฟความเร็วสูงในจีนว่า “คนจีนสร้างเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน – หลายครั้งที่เดินทางได้เร็วกว่าและแน่นอนกว่าเที่ยวบินภายในประเทศ”

 

รถไฟความเร็วสูงของจีนมีจำนวนสถานีอยู่กว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 95% ของเมืองในประเทศจีน ตามนโยบาย 1 เมืองใหญ่ (มีประชากร 5 แสน – 1 ล้านคนขึ้นไป) ต้องมีอย่างน้อย 1 สถานี แต่หากเป็นเมืองระดับมหานครอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ก็จะมีมากกว่า 1 สถานี แบ่งตามทิศและเส้นทางเดินรถ

 

ในแต่ละวันจะมีการเดินรถอยู่ที่กว่า 10,000 ขบวน และขนส่งผู้โดยสารกว่า 11-16 ล้านคน ราคาตั๋วต่ำที่สุดอยู่ที่ประมาณ 10 หยวน ต่อเที่ยว (ที่มีระยะทางน้อยกว่า 50 กิโลเมตร)

 

ปัจจุบันรถไฟความเร็วสูงของจีนมีระยะทางรวม 50,400 กิโลเมตร หากนำมาเรียงต่อกันสามารถวิ่งรอบโลกได้ 1 รอบกว่าๆ และมีนโยบายที่จะสร้างเพิ่มจนถึง 70,000 กิโลเมตรภายในปี 2035

 

ด้วยความเร็วสูงสุด 350-400 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหลายเส้นทาง รถไฟความเร็วสูงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการเดินทางระหว่างเมืองหรือต่างมณฑล ลดการผูกขาดของสายการบิน รวมถึงเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าสู่ตัวเมืองที่มากกว่าในขณะที่ราคาก็มีความใกล้เคียงกัน เช่น เส้นทางปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ ตั๋วรถไฟความเร็วสูงและตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดจะมีราคาที่เกือบจะเท่ากัน เมื่อรวมเวลาเช็กอินของสายการบิน และระยะทางจากสนามบินเข้าเมืองก็จะใกล้เคียงกับเวลาของรถไฟความเร็วสูง แต่รถไฟความเร็วสูงจะมีที่นั่งที่สบายกว่า สามารถลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถและเล่นอินเทอร์เนตได้ จึงเป็นทางเลือกที่คนจีนส่วนใหญ่นิยมใช้เดินทางโดยเฉพาะในช่วงเทศกาล

 

ปัจจุบันการซื้อตั๋วและตรวจตั๋วของรถไฟความเร็วสูงในจีนเป็นระบบดิจิทัล 100% ผู้โดยสารสามารถจองตั๋วผ่านแอปพลิเคชัน 12306 ของการรถไฟจีน หรือ mini program ในแอปพลิเคชัน WeChat/Alipay ได้ล่วงหน้าเป็นเวลา 7 วัน เพียงแค่ใช้บัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (สำหรับคนต่างชาติ) ก็สามารถสแกนผ่านประตูอัตโนมัติเพื่อขึ้นรถไฟได้โดยไม่ต้องพิมพ์ตั๋วออกมา

 

นอกจากนั้นในปี 2025 รถไฟความเร็วสูงของจีนยังได้เพิ่มบริการรับจ้างคนขนสัมภาระ (轻装行) จากหน้าประตูบ้านถึงตู้โดยสาร และขนส่งสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของไปด้วย หรือสัตว์เลี้ยงเดินทางเองด้วยกรงพิเศษ

 

หนี้สิน อุปทาน และความทะเยอทะยานที่มากเกินไป

 

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของรถไฟความเร็วสูงจีนมาพร้อมกับการสร้างภาระหนี้ก้อนโตให้กับกลุ่มการรถไฟจีนที่ตั้งเป้าหมายไว้สูง แต่ไม่สัมพันธ์กับตัวเลขผู้ใช้บริการจริง เส้นทางเดินรถที่แม้จะครอบคลุมเกือบทั้งประเทศแต่มีเพียง 5% ของเส้นทางทั้งหมดที่สร้างรายได้ ปัจจุบันการรถไฟจีนมียอดหนี้สินรวมอยู่ที่ 6.2 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 4% ของ GDP รวมทั้งประเทศ

 

ในอดีตปัญหาการเติบโตที่เร็วเกินไปของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมที่เมืองเวินโจวในเดือนกรกฎาคม ปี 2011 เนื่องจากการละเลยเรื่องความปลอดภัยทำให้รถไฟสองขบวนชนกันและตกรางมีผู้เสียชีวิต 40 ราย และบาดเจ็บเกือบ 200 คน

 

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจีนได้ปรับปรุงระบบความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูงครั้งใหญ่ทำให้รถไฟความเร็วสูงของจีนได้ชื่อว่าปลอดภัยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่การขยายตัวที่มากเกินไปและเร็วเกินไป โดยเฉพาะในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงกลายเป็นตัวชี้วัดผลงานของรัฐบาลท้องถิ่นโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความจำเป็น หรือความต้องการที่แท้จริง เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ไม่ยอมรับและยังคงดึงดันที่จะทำต่อก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวเช่นกัน

 

ทุกวันนี้มีเพียงเส้นทางจากมหานครใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกว่างโจวเท่านั้นที่สร้างรายได้และเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายทั้งโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงในจีน

 

ภาพของสถานีรถไฟความเร็วสูงที่ร้างอยู่กลางทุ่งนา อยู่ในพื้นที่ทะเลทราย หรือกลางหิมะที่มีผู้ใช้บริการไม่ถึง 30% ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนต้องชะลอความไวแบบจีนลงโดยสั่งให้ทบทวนโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะไกลที่อาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ก่อนที่การรถไฟจีนจะมีหนี้มากไปกว่านี้

 

อ้างอิง:

The post รถไฟความเร็วสูงจีน 26 ปีแห่งการพัฒนาจนกลายเป็นที่สุดของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. สั่งโอนคดีแก๊งตำรวจอุ้มชาวจีนสระแก้วให้ส่วนกลาง ประกาศใช้ยาแรง กวาดล้างสีกากีนอกรีต สั่งให้ออกจากราชการทันที https://thestandard.co/police-chief-rogue-police-chinese-sa-kaeo/ Thu, 21 May 2026 06:31:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1209631 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีตำรวจอุ้มชาวจีน

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ […]

The post ผบ.ตร. สั่งโอนคดีแก๊งตำรวจอุ้มชาวจีนสระแก้วให้ส่วนกลาง ประกาศใช้ยาแรง กวาดล้างสีกากีนอกรีต สั่งให้ออกจากราชการทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีตำรวจอุ้มชาวจีน

วันนี้ (21 พฤษภาคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการนำเสนอข่าวผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุว่ากลุ่มผู้ต้องหาชาวต่างชาติชาวจีน 5 ราย ได้ให้การซัดทอดว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ผู้กองตี๋) คอยส่งเสบียงอาหารให้ตลอดเวลา แต่ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วกลับรายงานไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอต่อการเอาผิดนั้น

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เปิดเผยว่า เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใสและรัดกุม ได้สั่งการให้รายงานเรื่องดังกล่าวมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยตรง ซึ่งทาง ตร. อาจพิจารณาดำเนินการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้เอง เบื้องต้นตนได้รับรายงานจากทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แล้ว

 

พร้อมระบุว่าตนได้รับทราบข้อมูลเบาะแสจากทางผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ตั้งแต่ก่อนที่จะตกเป็นข่าว ซึ่งได้สั่งการกำชับอย่างเด็ดขาดไปว่า จะไม่ปล่อยปละละเลยเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดแม้แต่รายเดียว โดยเปรียบเทียบว่าสิ่งที่เป็นเสมือนเห็บหมัด ในองค์กร จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หรือ ยาแรง เข้าดำเนินการและจับกุมในทันที

 

ผบ.ตร. ระบุเพิ่มเติมว่า ทีมสืบสวนของ สตม. และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้ดำเนินการตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด นำมาสู่การเข้าจับกุมผู้กระทำผิด แม้ผู้ก่อเหตุจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัยและทางอาญา ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแต่กลุ่มผู้กระทำผิดพยายามปกปิดพฤติการณ์การหน่วงเหนี่ยวกักขังอย่างมิดชิดไม่ให้บุคคลภายนอกรับทราบ

 

อย่างไรก็ตาม จากพฤติการณ์และเหตุการณ์ที่ปรากฏ มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง แต่การพิจารณาโทษต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายไปแล้วว่า หากพฤติการณ์ ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายสอดคล้องและเข้าข่ายความผิด ให้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนในทันที

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ปกป้องและไม่เอาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไว้เด็ดขาด โดยเฉพาะคดีนี้ที่มีเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องให้ ตร. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเอง พร้อมยืนยันนโยบายในการทำคดีทุกคดีว่าจะไม่มีการช่วยเหลือพวกพ้อง และจะดำเนินการสืบสวนหาหลักฐานเพื่อเอาผิดขั้นเด็ดขาดอย่างจริงจัง

 

กรณีขบวนการเจ้าหน้าที่ตำรวจประพฤติมิชอบ ก่อเหตุอุ้มรีดทรัพย์ชาวจีนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ล่าสุด ร.ต.อ. ประยูร หรือที่รู้จักในชื่อ ผู้กองตี๋ ได้เดินทางเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจภูธรวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายหลังจากที่กลุ่มผู้เสียหายชาวต่างชาติสัญชาติจีนจำนวน 5 ราย ได้ชี้ตัวยืนยันอย่างชัดเจนว่า ร.ต.อ. ประยูร เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการสำคัญ โดยทำหน้าที่ในการสั่งการ ตลอดจนคอยส่งเสบียงอาหารและเครื่องดื่มให้ในระหว่างที่มีการกักขังหน่วงเหนี่ยว

 

สำหรับพฤติการณ์แห่งคดีที่นำมาสู่การเข้ามอบตัวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ก่อเหตุได้ร่วมกันกระทำการอุกอาจ ด้วยการกักขังหน่วงเหนี่ยวและใช้เครื่องพันธนาการกับกลุ่มผู้เสียหายชาวจีน พร้อมทั้งข่มขู่เรียกเงินค่าไถ่เพื่อแลกกับอิสรภาพในอัตรา 300,000 บาทต่อราย จากพยานหลักฐานและการชี้ตัวที่แน่ชัด พนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาหนักแก่ ร.ต.อ. ประยูร รวม 4 ฐานความผิด

 

ประกอบด้วย การร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น, การเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ, การข่มขืนใจเรียกรับทรัพย์ และการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีทางอาญา ทางผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดได้พิจารณาความผิดที่ปรากฏ จึงได้มีคำสั่งขั้นเด็ดขาดให้ ร.ต.อ. ประยูร ออกจากราชการไว้ก่อน ในทันที เพื่อไม่ให้เข้ามาแทรกแซงพยานหลักฐานและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่จะมีการเข้ามอบตัว คดีดังกล่าวได้เกิดประเด็นข้อกังขาในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น เมื่อกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วเคยมีรายงานระบุว่า พยานหลักฐานยังไม่มีความเพียงพอที่จะสามารถเอาผิด ร.ต.อ. ประยูร ได้ ในเวลาต่อมา สื่อมวลชนและเพจข่าวสารออนไลน์ได้ร่วมกันตีแผ่ข้อเท็จจริงและเปิดโปงพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งประเด็นดังกล่าวทราบถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้สั่งการด่วนให้โอนคดีและลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบเครือข่ายนี้อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจ

The post ผบ.ตร. สั่งโอนคดีแก๊งตำรวจอุ้มชาวจีนสระแก้วให้ส่วนกลาง ประกาศใช้ยาแรง กวาดล้างสีกากีนอกรีต สั่งให้ออกจากราชการทันที appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย ย้ำจุดยืน ‘จีนเดียว’ เรียกร้องไทย-ทุกฝ่ายสนับสนุนภารกิจรวมชาติ https://thestandard.co/china-ambassador-one-china-thailand-support/ Thu, 21 May 2026 05:36:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1209592 จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เน้นย้ำผ่ […]

The post เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย ย้ำจุดยืน ‘จีนเดียว’ เรียกร้องไทย-ทุกฝ่ายสนับสนุนภารกิจรวมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เน้นย้ำผ่านบทความที่เผยแพร่โดยสถานทูตถึงจุดยืนของรัฐบาลปักกิ่งต่อประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่า ไม่มีอะไรขัดขวางการรวมชาติจีนได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและทุกภาคส่วนในสังคมไทย ยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และสนับสนุนภารกิจการรวมชาติของจีนอย่างแข็งขัน

 

วันนี้ (21 พฤษภาคม) จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความคิดเห็นผ่านบทความที่เผยแพร่ถึงจุดยืนของจีนต่อไต้หวัน ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญจากทางการปักกิ่ง หลังผ่านการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา โดยได้สื่อสารใน 3 ประเด็นหลักสำคัญดังต่อไปนี้

 

  • การรวมชาติจีนไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้ โดยอ้างอิงถึงการพบกันระหว่าง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี และ เจิ้งลี่เหวิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งว่า ได้แสดงความมุ่งมั่นของประชาชาติจีน โดยสีจิ้นผิงได้ชี้ให้เห็นว่า พี่น้องสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประชาชาติจีน และสร้างพหุชนชาติที่งดงามภายใต้ความเชื่อร่วมกันว่า แผ่นดินจีนต้องไม่แบ่งแยก ประเทศจีนต้องไม่วุ่นวาย ประชาชาติจีนจะไม่แตกแยก และอารยธรรมจีนต้องรับการสืบทอด
  • ประเด็นไต้หวันคือรากฐานความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยระบุว่า ไต้หวันเป็นกิจการภายในของจีนและเป็นข้อต่อรองที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยอ้างอิงถ้อยแถลงการณ์ของ หวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน ที่เตือนว่า หากจัดการปัญหานี้อย่างไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง

 

นอกจากนี้ มีการกล่าวถึงท่าทีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังการเยือนกรุงปักกิ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังระบุว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการทำสงครามเพื่อไต้หวัน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า ประชาคมโลกไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน

 

  • การย้ำจุดยืนทางประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูตจีนได้อ้างอิงถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ เช่น ปฏิญญาไคโร ปฏิญญาพ็อทซ์ดัม และมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ในปี 1971 เพื่อยืนยันสถานะทางกฎหมายว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ โดยระบุว่า แนวทางเดียวในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคคือการต่อต้านการประกาศเอกราชของไต้หวัน
  • ข้อเรียกร้องโดยตรงต่อประเทศไทย จาง เจี้ยนเว่ย ได้กล่าวชื่นชมจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ผ่านมา โดยเฉพาะการอ้างอิงถึงแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลจีนและไทยในปี 2025 ที่ไทยยืนยันนโยบายจีนเดียว อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตจีนได้แสดงท่าทีเชิงรุกโดยมีข้อเรียกร้อง 3 ประการต่อสังคมไทย

 

1.ขอให้คนไทยและชาวจีนโพ้นทะเลส่งเสียงสนับสนุนหลักการจีนเดียวอย่างเปิดเผย และคัดค้านการแทรกแซงจากภายนอก

 

  • ขอให้ร่วมกันสร้างแนวป้องกันการแบ่งแยกดินแดน เพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
  • ขอให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนภารกิจการรวมชาติของจีนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่า การรวมชาติของจีนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แฟ้มภาพ: Embassy of The People’s Republic of China in The Kingdom of Thailand

The post เอกอัครราชทูตจีนประจำไทย ย้ำจุดยืน ‘จีนเดียว’ เรียกร้องไทย-ทุกฝ่ายสนับสนุนภารกิจรวมชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง https://thestandard.co/putin-china-territory-friendship/ Wed, 20 May 2026 12:44:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1209425 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้ […]

The post ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จับมือกัน

สื่อทั่วโลกจับตาภาพความชื่นมื่นระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางมาเยือนกรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 19 -20 พฤษภาคมนี้ หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเดินทางออกจากจีนเพียงแค่ 4 วัน

 

บทความนี้จะมาย้อนทบทวนความสัมพันธ์จีน-รัสเซียบนเส้นทางแห่งมิตรภาพเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์แนบแน่นแค่ไหนและอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากที่ปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีนตั้งแต่ปี 2008

 

ปูติน ผู้นำที่ไม่ธรรมดาของรัสเซียเคยเป็นอดีตสายลับจากหน่วยข่าวกรองเคจีบี (KGB) และเป็นผู้นำที่ครองอำนาจมานานกว่า 2 ทศวรรษ ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของรัสเซีย (บางช่วงสลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลข้อจำกัดวาระตำแหน่งประธานาธิบดี) และในปี 2012 ปูตินก็กลับมาเป็นประธานาธิบดีรัสเซียอีกครั้ง

 

ส่วนทางฝ่ายจีน สีจิ้นผิงขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนครั้งแรก วันที่ 14 มีนาคม 2013 และอีกไม่กี่วันจากนั้น ช่วง 22-24 มีนาคม ก็เลือกเดินทางไปเยือนรัสเซียเป็นประเทศแรก มาจนถึงวันนี้ ทั้งคู่พบปะคุยกันกว่า 40 ครั้ง (ทั้งแบบ on-site และ online) ก่อนหน้านี้ ก็เคยเจอกันหลายครั้ง ตั้งแต่สีจิ้นผิงเป็นรองประธานาธิบดีของจีน

 

ประเด็นแรก ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ยิ่งคบยิ่งแนบแน่น

 

ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่ยาวกว่า 13 กว่าปี สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้

 

ระยะที่ 1: 2013–2018

 

ทั้งคู่เริ่มสร้างความไว้วางใจส่วนตัว หลังจากที่ได้พบปะกันที่กรุงมอสโก จากการเดินทางไปเยือนรัสเซียของสีจิ้นผิง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สีจิ้นผิง-ปูตินพบกันบ่อยและถี่มากขึ้น เน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และการค้า มีความร่วมมือในกรอบ Belt and Road Initiative : BRI ที่จีนผลักดัน และร่วมสร้างแกนยุทธศาสตร์ยูเรเชีย รวมทั้งด้านความมั่นคงในกรอบ Shanghai Cooperation Organization: SCO

 

ระยะที่ 2: 2019–2021

 

ฝ่ายรัสเซียเริ่มหันเข้าพึ่งพาจีนมากขึ้น หลังจากปูตินโดนตะวันตกกดดันมากขึ้น ทั้งคู่เริ่มจับมือกันคานอำนาจและอิทธิพลกับสหรัฐฯ อย่างชัดเจนขึ้น และมีความร่วมมือเทคโนโลยีและการทหารเพิ่มขึ้น ทั้งคู่ร่วมผลักดันการใช้กรอบ BRICS สร้างเพื่อนในประเทศโลกขั้วใต้ (Global South)

 

ระยะที่ 3: 2022–ปัจจุบัน

 

ความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้น หลังจากที่สีจิ้นผิง-ปูตินร่วมลงนามในแถลงการณ์ “Friendship without limits” ระหว่างจีน-รัสเซีย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2022 แม้ว่าเอกสารนี้ “ไม่ใช่สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร” แต่เป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมือง–ยุทธศาสตร์ที่มีนัยทางการทูตสูงมาก ทั้งคู่ลงนามในระหว่างที่ปูตินเดินทางไปร่วมพิธีเปิด Beijing Winter Olympics ปี 2022 ที่กรุงปักกิ่ง (ไม่กี่วัน ก่อนปูตินบุกยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์) และหลังจากเกิดสงครามยูเครน เมื่อรัสเซียโดนคว่ำบาตรจากหลายประเทศ จีนก็กลายได้เป็น “หลังพิงหลัก” ของรัสเซีย ปูตินต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การเงิน และเทคโนโลยี

 

ประเด็นที่สอง ปูตินเดินเกมยกดินแดนพิพาทบางส่วน เพื่อซื้อใจจีน

 

จีนมีข้อพิพาททางพรมแดนกับรัสเซียมาอย่างยาวนานหลายร้อยปีตั้งแต่ยุคจักรวรรดิรัสเซีย–ราชวงศ์ชิง และรุนแรงมากในยุคสหภาพโซเวียต (เคยเกิดการปะทะกันในปี 1969 บริเวณเกาะเจินเป่า/ดามันสกี) จนกระทั่งในยุคที่ปูตินขึ้นเป็นผู้นำรัสเซีย ในช่วงปี 2004–2008 ฝ่ายรัสเซียได้ยอมตกลงโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้ฝ่ายจีน  โดยมีพื้นที่หลัก คือ บริเวณแม่น้ำอามูร์และอุซซูรี ได้แก่ (1) เกาะ Tarabarov (Yinlong Island) ซึ่งรัสเซียโอนให้จีนทั้งหมด และ (2) เกาะ Bolshoy Ussuriysky (Heixiazi Island) รัสเซียแบ่งครึ่งเกาะให้จีน รวมพื้นที่ประมาณ 337 ตารางกิโลเมตร

 

ย้อน Timeline ช่วง 2004-2008 รัสเซียยุคปูติน การยินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน

 

ปี 2004 : รัสเซียและจีนลงนามข้อตกลง “Complementary Agreement on the Eastern Section of the China–Russia Boundary” ทั้งนี้ ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลของปูตินกับรัฐบาลจีนสมัยหูจิ่นเทา

 

ปี 2005 : ทั้งสองฝ่ายให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการ

 

ปี 2008 : การส่งมอบพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตรให้จีนเสร็จสมบูรณ์

 

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่รัสเซียกับจีนสามารถ “ยุติข้อพิพาทชายแดน” ได้อย่างเป็นทางการ โดยฝ่ายจีนประกาศหลังปี 2008 ว่า “ปัญหาชายแดนจีน–รัสเซียได้รับการแก้ไขโดยสมบูรณ์แล้ว” หลังจากที่มีข้อพิพาทมานานหลายร้อยปี

 

ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทบางส่วนให้จีน?

 

เหตุผลหลักที่ปูตินเลือกเดินเกม “ประนีประนอม” เชิงภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ เพื่อซื้อใจฝ่ายจีน และบริบทในขณะนั้น หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย เมื่อขึ้นมาเป็นผู้นำรัสเซีย ปูตินต้องเผชิญปัญหาใหญ่หลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจอ่อนแอ ภัยคุกคามจากกลุ่ม NATO ขยายอิทธิพล รัสเซียจึงต้องการรักษาเสถียรภาพชายแดนตะวันออกที่ติดกับจีน และต้องการสร้าง “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” กับจีน เพื่อต้านแรงกดดันจากโลกตะวันตก ดังนั้น ปูตินจึงเลือกเดินเกม “ยุติปัญหาชายแดนกับจีน” ยอมประนีประนอมบางส่วน จึงสรุปเหตุผลหลัก 2 ประเด็น ดังนี้

 

1) เพื่อยุติ ปิดปัญหาค้างคากับจีน

 

หลังจากสิ้นสุดยุคความขัดแย้งจีน-สหภาพโซเวียต ปูตินตระหนักดีว่า จีนมีศักยภาพสูงมากเพียงใด จึงไม่ต้องการให้ชายแดนจีนเป็นจุดเสี่ยงในความสัมพันธ์ของสองฝ่ายอีกต่อไป

 

2) ต้องการเป็นเพื่อนกับจีน ซื้อใจจีน

 

นับตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 2000 ปูตินเริ่มไม่ไว้ใจฝั่งยุโรป เริ่มมองว่า กลุ่ม NATO จะขยายอิทธิพลและเป็นภัยคุกคามที่หนุนโดยฝ่ายสหรัฐฯ ปูตินต้องการดึงจีนมาเป็นพันธมิตรในเชิงยุทธศาสตร์ จึงเลือกเดินเกมประนีประนอมกับจีน ยอมโอนพื้นที่เพียงแค่ 300 กว่าตารางเมตร เพื่อ “ซื้อใจจีน” ในเชิงสัญลักษณ์และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ได้มากกว่าการเก็บรักษาพื้นที่เล็กๆ นี้ไว้เอง

 

หลังจากที่ยอมเสียดินแดนพิพาทไปเล็กน้อย สิ่งที่รัสเซียได้กลับมา คือ เสถียรภาพชายแดน และความร่วมมือพลังงานกับจีน รวมทั้งผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจอื่นๆ  โอกาสจากตลาดจีน และที่สำคัญ คือ การสร้างแนวร่วมสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศ ในยุคที่โลกตะวันตกเริ่มไม่เป็นมิตรกับรัสเซีย

 

ดังนั้น การยอมยุติข้อพิพาทชายแดนบางส่วนกับจีน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย ทำให้เกิดความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ต่างๆ มากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO ในปี 2001 มีการประสานทางทหาร และความร่วมมือด้านพลังงาน ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของจีน-รัสเซียที่จับมือกันสร้างแกนถ่วงดุลสหรัฐฯ

 

สำหรับฝ่ายจีน แม้ว่าจะยังคงมีพื้นที่ส่วนอื่นส่วนอื่นที่เป็นดินแดนพิพาททางประวัติศาสตร์กับรัสเซีย แต่หลังจากที่รัสเซียยอมคืนดินแดนพิพาทมาบางส่วน ฝ่ายจีนก็ “ไม่เรียกร้อง” ดินแดนส่วนอื่นๆ จากรัสเซียในทางการทูต ปรับมาเน้นให้น้ำหนักสร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียมากกว่าการหาเรื่องทะเลาะขัดแย้งกัน

 

โดยสรุป ภายใต้การนำของปูติน รัสเซียเลือกเดินเกมประนีประนอม เพื่อซื้อใจจีน ยอมโอน/แบ่งพื้นที่พิพาทบางส่วนให้จีน จึงถือเป็น Turning Point สำคัญอีกด้านที่มีส่วนเปิดประตูแห่งโอกาสพัฒนาสู่ความสัมพันธ์สีจิ้นผิง-ปูติน ที่แนบแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

The post ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาทซื้อใจจีนและกลายเป็นคู่ซี้สีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปูตินเยือนปักกิ่ง หารือสีจิ้นผิง ชูสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ยกระดับสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน https://thestandard.co/putin-xi-russia-china-relations/ Wed, 20 May 2026 07:08:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1209226 ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่า […]

The post ปูตินเยือนปักกิ่ง หารือสีจิ้นผิง ชูสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ยกระดับสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งของจีน อย่างเป็นทางการ ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่หน้ามหาศาลาประชาชน ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมการประชุมหารือกัน ช่วงเช้าวันนี้ (20 พฤษภาคม)

 

การพบกันของทั้งสองผู้นำ มีขึ้นท่ามกลางการจับตามองจากทั่วโลก หลังจากที่สีเพิ่งให้การต้อนรับและหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในสถานที่เดียวกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

บรรยากาศการต้อนรับเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยปูติน และสี จับมือทักทายกันก่อนจะร่วมเดินพรมแดงตรวจแถวเหล่าทหาร ในขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงชาติรัสเซียและจีนเพื่อต้อนรับ และมีเด็กนักเรียนโบกธงชาติรัสเซียและจีน พร้อมตะโกนว่า “ยินดีต้อนรับ!” เป็นภาษาจีน ก่อนที่ทั้งสองผู้นำจะเดินเข้าไปในมหาศาลาประชาชน

 

การประชุมหารือระหว่างทั้งสองฝ่าย เริ่มต้นด้วยการประชุมแบบจำกัดวงเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อนในเวลาสั้นๆ ก่อนที่ทั้งสองผู้นำจะจัดการประชุมหารือแบบวงกว้างพร้อมคณะผู้แทน

 

สี กล่าวเปิดการประชุมว่า “จีนและรัสเซียควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศ พร้อมเสริมว่าโลกกำลังตกอยู่ในอันตรายที่จะกลับไปสู่กฎแห่งป่า และชี้ว่าการครอบงำฝ่ายเดียวกำลังแพร่ระบาดในโลก

 

สี ยังกล่าวกับปูติน ถึงเหตุผลที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียพัฒนามาถึงระดับนี้เพราะทั้งสองประเทศสามารถกระชับความไว้วางใจทางการเมืองและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง” และเรียกร้องให้ปักกิ่งและมอสโกสร้างระบบการปกครองโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น”

 

“ในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและมหาอำนาจโลกที่สำคัญ จีนและรัสเซียควรใช้มุมมองเชิงกลยุทธ์ระยะยาว และร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบการปกครองโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น” สี กล่าว

 

สียังกล่าวถึงสถานการณ์สงครามในอิหร่าน โดยย้ำว่า “การสู้รบเพิ่มเติมในตะวันออกกลางนั้นไม่เหมาะสม และการหยุดยิงอย่างครอบคลุมเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด”

 

ทางด้านปูตินกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนอยู่ในระดับที่สูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน” พร้อมทั้งชี้ว่า “ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศแสดงให้เห็นถึงพลวัตที่ดี และรัสเซียยังคงเป็นผู้จัดหาพลังงานที่เชื่อถือได้ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง”

 

ขณะที่ปูตินยังได้เชิญสี ให้ไปเยือนรัสเซียในปีหน้า พร้อมเสริมว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและมอสโกนั้น ช่วยส่งเสริมเสถียรภาพระดับโลก”

 

ภายหลังการหารือ ทั้งสองผู้นำมีกำหนดเข้าร่วมพิธีลงนามในเอกสารความร่วมมือทวิภาคีพร้อมด้วยแถลงการณ์ร่วมรวมทั้งหมด 21 ฉบับ ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์เกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างครอบคลุมและการปฏิสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และแถลงการณ์เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของโลกหลายขั้วและรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

อ้างอิง :

ภาพ: REUTERS/Maxim Shemetov/Pool

ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 1ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 2ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 3ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 4ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 5ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 6ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 7ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 8ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 9ประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จับมือทักทายกันระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง 10

The post ปูตินเยือนปักกิ่ง หารือสีจิ้นผิง ชูสัมพันธ์รัสเซีย-จีน ยกระดับสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ พบสีจิ้นผิง วันที่สอง เดินชมสวน จิบชาหารือ ปิดดีลจีนซื้อโบอิ้ง 200 ลำ https://thestandard.co/trump-xi-china-boeing-deal/ Fri, 15 May 2026 07:26:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1207516 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้พบกับประธานาธิบ […]

The post ทรัมป์ พบสีจิ้นผิง วันที่สอง เดินชมสวน จิบชาหารือ ปิดดีลจีนซื้อโบอิ้ง 200 ลำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (15 พฤษภาคม) โดยเป็นการพบหารือกันก่อนที่ทรัมป์จะปิดฉากการเยือนและเดินทางกลับสหรัฐฯ ในช่วงบ่ายตามเวลาท้องถิ่น

 

ทรัมป์ และสี ได้พบปะกันที่จงหนานไห่ (Zhongnanhai) เขตที่ทำการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ใช้ต้อนรับแขกและผู้นำคนสำคัญจากต่างประเทศซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวังต้องห้าม

 

โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส เป็นหนึ่งในผู้นำที่ได้ไปเยือนสถานที่แห่งนี้เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนสุดท้ายที่ได้รับการต้อนรับที่นี่คือ บารัค โอบามา ในปี 2014

 

ทรัมป์ และสี เดินพูดคุยกันพร้อมกับชมความงามของสวนและสถาปัตยกรรมจีนที่สวยงามนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ซึ่งทรัมป์ กล่าวชื่นชมดอกกุหลาบในสวนแห่งนี้ว่า “สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ขณะที่สี กล่าวกับทรัมป์ว่าจะส่งเมล็ดกุหลาบให้

 

หลังจากนั้นทั้งสองได้ร่วมการประชุมหารือ พร้อมดื่มชาและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยทรัมป์ กล่าวกับสื่อมวลชนภายหลังว่า การเยือนจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และเขาประทับใจมาก พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่จะรักษาการสื่อสารที่จริงใจกับสี และหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับเขาในวอชิงตัน

 

ทรัมป์ ยังเปิดเผยว่า ในการหารือกันครั้งสุดท้ายนี้ เขาได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยมกับสี

 

“มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย เราได้ทำข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ” ทรัมป์กล่าว แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดของข้อตกลง

 

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News เขาบอกว่าข้อตกลงสำคัญข้อหนึ่งคือ จีนตกลงที่จะซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 200 ลำ และยังเผยว่าจีนแสดงความสนใจที่จะซื้อน้ำมันและถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ

 

“เราได้แก้ไขปัญหาต่างๆ มากมายที่คนอื่นๆ ไม่สามารถแก้ไขได้” ทรัมป์กล่าว

 

ในประเด็นความขัดแย้งกับอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่าตนและสี “มีความรู้สึกที่คล้ายกันมาก” เกี่ยวกับสงครามอิหร่าน

 

“เราได้พูดคุยกันเรื่องอิหร่าน เรามีความรู้สึกคล้ายกันมาก (เกี่ยวกับ) อิหร่าน เราต้องการให้สงครามยุติลง เราไม่ต้องการให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ เราต้องการให้ช่องแคบเปิด เราต้องการให้พวกเขาจบเรื่องนี้เสีย เพราะมันเป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ที่ค่อนข้างบ้า และมันไม่ดี มันไม่ควรเกิดขึ้น” เขากล่าว และเผยว่า “ผู้นำจีนได้ให้คำมั่นสัญญาแล้วว่า จีนไม่ได้เตรียมที่จะให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่เตหะราน”

 

“เขาอยากเห็นช่องแคบฮอร์มุซเปิด และกล่าวว่า ถ้าผมสามารถช่วยเหลืออะไรได้ ผมก็ยินดีที่จะช่วย” ทรัมป์กล่าวเสริม

 

ท่าทีดังกล่าว มีขึ้นในขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์เช้าวันนี้ โดยชี้ว่า “เส้นทางการเดินเรือควรเปิดใหม่โดยเร็วที่สุด” และ “สงครามอิหร่าน “ไม่ควรเกิดขึ้น”

 

ด้านสีกล่าวถึงการเยือนจีนของทรัมป์ว่า เป็น ‘การเยือนครั้งสำคัญ’ และทั้งสองฝ่ายได้สร้าง ‘ความสัมพันธ์ทวิภาคีใหม่’ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แห่งความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 1ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 2ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 3ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 4ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 5ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 6ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 7ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินชมสวนและหารือกัน 8

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: REUTERS/Evan Vucci

The post ทรัมป์ พบสีจิ้นผิง วันที่สอง เดินชมสวน จิบชาหารือ ปิดดีลจีนซื้อโบอิ้ง 200 ลำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สายมู? ทำไมถึงเลือกไป ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’ ขณะเยือนจีน https://thestandard.co/trump-temple-heaven-china-visit/ Fri, 15 May 2026 05:50:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1207479 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้าหอสักการะฟ้าเทียนถาน

หนี่งในสถานที่สำคัญที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอ […]

The post ทรัมป์สายมู? ทำไมถึงเลือกไป ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’ ขณะเยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนอยู่หน้าหอสักการะฟ้าเทียนถาน

หนี่งในสถานที่สำคัญที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ไปเยือน ขณะเยือนจีนอย่างเป็นทางการ (13-15 พฤษภาคม) นั่นคือ ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’ (Temple of Heaven) ในกรุงปักกิ่ง โดยทรัมป์นับเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 2 ที่ได้ไปเยือนสถานที่นี้อย่างเป็นทางการขณะดำรงตำแหน่งอยู่ ต่อจาก เจอรัลด์ ฟอร์ด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงเวลานั้นที่เคยมาเยือนในปี 1975

 

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้อธิบายให้ทรัมป์ และครอบครัวฟังถึงแนวคิดเรื่อง ‘ความประสานสอดคล้องระหว่างสรรพสิ่ง’ และ ‘การเคารพในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ’ ซึ่งผูกโยงอยู่กับหอสักการะฟ้าแห่งนี้

 

ทำไมทรัมป์ถึงเลือกไป ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’

 

หอสักการะฟ้าเทียนถาน เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่มีอายุมากกว่า 600 ปี เป็นที่ที่จักรพรรดิในราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงเคยมาสวดภาวนาเพื่อให้การเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์ และประกอบพิธีกรรมอันวิจิตรบรรจง ซึ่งเชื่อมโยงกับอำนาจของจักรพรรดิและระเบียบแห่งจักรวาล

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงนัยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเยือนหอสักการะฟ้าแห่งนี้ของทรัมป์

 

อาจารย์ปิติกล่าวว่า การเยือนหอสักการะฟ้าเทียนถานของทรัมป์ในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยและ ‘พลังจักรวาล’ โดยทรัมป์เป็นนักธุรกิจมีความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยและพลังจักรวาลอย่างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากการออกแบบตึกต่างๆ ของเขา เช่น Trump Tower

 

อาจารย์ยังอธิบายอีกว่า กรุงปักกิ่งก็ถูกสร้างขึ้นบนชุดความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยที่ดีที่สุดในโลก โดยมีพระราชวังโบราณอยู่ใจกลาง มีภูเขาหนุนด้านใต้ของพระราชวังโบราณ และมีทะเลสาบจงหนานไห่ทางตะวันตกซึ่งเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีจีนในปัจจุบัน

 

หอสักการะฟ้าแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อโบราณของจีนในยุคก่อนขงจื๊อและเต๋า ซึ่งผสมผสานทั้งการนับถือผี ฮวงจุ้ย และคติโอรสแห่งสวรรค์ ภายในบริเวณนั้นมีต้นไม้อายุเก่าแก่ถึง 1,600-1,700 ปีที่ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่ง เช่น ในหอประชุมขุนนาง หากฮ่องเต้ไปยืนตรงจุดศูนย์กลางแล้วปรบมือเพียง 1 ครั้ง เสียงจะสามารถสะท้อนกลับมาได้ถึง 7 ครั้ง

 

ตามความเชื่อโบราณ แผ่นดินเป็นสี่เหลี่ยมและท้องฟ้าเป็นวงกลม ผังพระราชวังจึงเป็นสี่เหลี่ยม เมื่อ ‘โอรสแห่งสวรรค์’ หรือ ‘ฮ่องเต้’ ต้องการสื่อสารกับวิญญาณบนฟ้า จะต้องเดินทางจากพระราชวังไปที่หอสักการะฟ้าเทียนถาน ซึ่งสถาปัตยกรรมทุกอย่างเป็นวงกลม โดยอาคารโดมที่เป็นสัญลักษณ์ซึ่งคนนิยมไปถ่ายรูปนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่จุดที่มีพลังจักรวาล แต่อยู่ที่ลานกว้างซึ่งมี ‘แท่นบูชาที่เป็นวงกลมและมีหินอยู่ตรงกลาง’ จุดนี้คือจุดรับพลังจักรวาลอย่างแท้จริง

 

อาจารย์ปิติมองว่า การเยือนสถานที่แห่งนี้จึงเสมือนการส่งสัญลักษณ์เชิง ‘สายมู’ ว่า ผู้ที่ยิ่งใหญ่กำลังมาเยือนเพื่อรับพลังจักรวาล ซึ่งแม้จะไม่ใช่ความเชื่ออย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ก็เป็นความเชื่อที่ทรงพลังอย่างมาก

 

อาจารย์กล่าวอีกว่า ครั้งนี้สหรัฐฯ เป็นฝ่ายร้องขอเยือนสถานที่แห่งนี้โดยตรง และสีจิ้นผิงก็เลือกที่จะเป็นผู้นำชมด้วยตัวเอง สิ่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเจอกันระหว่างผู้นำที่ยิ่งใหญ่และมีความทะเยอทะยานสูงมากๆ ทั้งสองคน

 

นอกจากนี้อาจารย์ปิติยังมองว่า ทรัมป์มองสีจิ้นผิงเป็น ‘แรงบันดาลใจ’ (Inspiration) ในแง่ของการกุมอำนาจ เพราะนับตั้งแต่ยุคเติ้งเสี่ยวผิงเป็นต้นมา จีนมีกฎให้ผู้นำอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 สมัย (10 ปี) แต่สีจิ้นผิงสามารถฝืนกฎนี้และรวบรวมอำนาจจนได้อยู่ต่อในสมัยที่ 3 และอาจยาวไปถึงสมัยที่ 4 ในปี 2027 สิ่งนี้คือ ‘สุดยอดความปรารถนา’ ที่ทรัมป์เองก็พยายามหาช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อที่จะได้อยู่ในอำนาจต่อไปเช่นกัน ทรัมป์จึงอาจอยาก ‘เป็นเหมือนสีจิ้นผิง’

 

ขณะที่ในมุมของจีนนั้น หวังตี้ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมาเก๊า ให้สัมภาษณ์กับ Channel NewsAsia (CNA) โดยมองว่า สถานที่ทางประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของ ‘กลยุทธ์ทางการทูตของจีน’ มาอย่างยาวนาน สถานที่แห่งนี้สะท้อนถึงแง่มุมประวัติศาสตร์ ความมั่นใจในวัฒนธรรม ความหวังในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความสำคัญที่จีนมอบให้กับการเยือนของทรัมป์ อีกทั้งยังมองว่า ความคลุมเครือของสัญลักษณ์ทางการทูตนี้ เป็นกลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้ปักกิ่งส่งข้อความได้หลากหลายแง่มุมพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับทรัมป์

 

ภาพ: Evan Vucci / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์สายมู? ทำไมถึงเลือกไป ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’ ขณะเยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์พบสี พาจีน-สหรัฐฯ ก้าวข้าม ‘กับดักทิวซิดิดีส’ ได้หรือไม่? https://thestandard.co/trump-xi-jinping-discuss-thucydides-trap/ Fri, 15 May 2026 03:35:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1207376 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบปะหารือกัน

วานนี้ (14 พฤษภาคม) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ปร […]

The post ทรัมป์พบสี พาจีน-สหรัฐฯ ก้าวข้าม ‘กับดักทิวซิดิดีส’ ได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบปะหารือกัน

วานนี้ (14 พฤษภาคม) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ประชุมหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง

 

 

ข้ามกับดักทิวซิดิดีส สร้างสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่?

 

สี จิ้นผิง กล่าวในระหว่างหารือกับทรัมป์ ว่า “ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ สถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น จีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้าม “กับดักทิวซิดิดีส (Thucydides Trap )” และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่ได้หรือไม่ และจะสามารถร่วมกันรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเพิ่มเสถียรภาพให้แก่โลกได้หรือไม่ รวมถึงจะสามารถยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและอนาคตของมนุษยชาติเพื่อร่วมกันสร้างอนาคตอันสดใสของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ได้หรือไม่”

 

คำถามเหล่านี้เป็นทั้งคำถามของประวัติศาสตร์ คำถามของทั่วโลก และคำถามของประชาชน อีกทั้งยังเป็นโจทย์สำคัญแห่งยุคสมัยที่ผู้นำมหาอำนาจต้องร่วมกันเขียนคำตอบ

 

สีกล่าวว่า “ตนยินดีร่วมกับประธานาธิบดีทรัมป์ในการนำพาและกำหนดทิศทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้มั่นคง เพื่อให้ปี 2026 นี้ กลายเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ในยุคใหม่”

 

ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

 

สี จิ้นผิง เน้นย้ำว่า จีนมุ่งมั่นผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้มีเสถียรภาพ มีความเข้มแข็ง และยั่งยืน โดยตนและทรัมป์เห็นพ้องที่จะกำหนด “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ” ให้เป็นนิยามใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะเป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐในช่วง 3 ปีข้างหน้าและระยะยาวต่อไป พร้อมเชื่อว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนทั้งสองประเทศและประชาคมโลก

 

“เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ ควรเป็นเสถียรภาพเชิงบวกที่ยึดความร่วมมือเป็นหลัก เป็นเสถียรภาพที่การแข่งขันอยู่ในขอบเขตเหมาะสม เป็นเสถียรภาพปกติที่ความขัดแย้งอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ และเป็นเสถียรภาพระยะยาวที่คาดหวังสันติภาพได้

 

ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ ไม่ควรเป็นเพียงคำขวัญ แต่ต้องสะท้อนผ่านการปฏิบัติร่วมกันของทั้งสองฝ่าย”

 

ความสัมพันธ์เศรษฐกิจ-การค้า คือได้ประโยชน์ร่วมกัน

 

สี จิ้นผิง กล่าวอีกว่า แก่นแท้ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ คือการได้ประโยชน์ร่วมกัน เมื่อเผชิญความเห็นต่างหรือความขัดแย้ง การเจรจาอย่างเท่าเทียมคือทางเลือกที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว พร้อมระบุว่า เมื่อวันพุธ (13 พฤษภาคม) ทีมเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองประเทศสามารถบรรลุผลเชิงบวกที่สมดุลโดยรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศและต่อโลก ทั้งสองฝ่ายสมควรปกป้องแนวโน้มที่ดีที่ได้มาอย่างยากลำบากในปัจจุบัน

 

สียังกล่าวว่า “จีนจะเปิดประเทศมากยิ่งขึ้นต่อไป และธุรกิจจากสหรัฐฯ ก็กำลังมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน และจีนยินดีต้อนรับสหรัฐฯ ให้ขยายความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน”

 

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังระบุว่า ทั้งสองฝ่ายควรดำเนินการตามฉันทามติสำคัญที่บรรลุร่วมกัน พร้อมใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารทั้งด้านการเมือง การทูต และการทหารให้มากขึ้น รวมถึงขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข เกษตรกรรม การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น

 

ไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่ต้อง ‘จัดการอย่างเหมาะสม’

 

เกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน สี จิ้นผิง ย้ำว่า ปัญหาไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ หากจัดการได้อย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศก็จะสามารถรักษาเสถียรภาพโดยรวมไว้ได้ แต่หากจัดการไม่ดี อาจกระทบกระทั่งหรือขัดแย้งกันได้ ซึ่งจะผลักให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง

 

เขาระบุว่า “เอกราชไต้หวัน” ไม่อาจอยู่ร่วมกับสันติภาพในช่องแคบไต้หวันได้ และการรักษาสันติภาพกับเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันคือจุดร่วมสูงสุดของจีนและสหรัฐฯ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายสหรัฐฯ ดำเนินการต่อประเด็นไต้หวันด้วยความระมัดระวังสูงสุด

 

ทรัมป์ ย้ำสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนอยู่ในระดับที่ดี

 

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมกล่าวว่า ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนอยู่ในระดับที่ดี ตนและประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ยาวนานและดีที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ทั้งยังสามารถสื่อสารกันอย่างเป็นมิตรและแก้ไขปัญหาสำคัญหลายประการได้

 

ทรัมป์ กล่าวว่า สี จิ้นผิง เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และจีนก็เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ตนให้ความเคารพต่อประธานาธิบดีสีและประชาชนจีนอย่างสูง พร้อมระบุว่าการพบปะหารือในวันนี้เป็นการพบปะสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง

 

เขากล่าวว่า “ตนยินดีร่วมกับ สี จิ้นผิง ในการเสริมสร้างการสื่อสารและความร่วมมือ แก้ไขความเห็นต่างอย่างเหมาะสม เปิดศักราชแห่งความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นของทั้งสองประเทศ”

 

ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีนเป็นสองประเทศที่สำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ความร่วมมือระหว่างสองประเทศสามารถสร้างสิ่งดีงามและเรื่องสำคัญมากมายให้แก่ทั้งสองประเทศและต่อโลก โดยในการเยือนครั้งนี้ ได้นำคณะผู้แทนภาคธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯ ร่วมเดินทางมาด้วย ซึ่งทุกคนต่างให้ความสำคัญและเคารพจีน และตนจะสนับสนุนให้พวกเขาขยายความร่วมมือกับจีนต่อไป

 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี ตลอดจนประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระดับโลกอื่น ๆ

 

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และการประชุมสุดยอด G20 ที่จะจัดขึ้นภายในปีนี้

 

ภาพ : REUTERS/Evan Vucci

อ้างอิง :

  • สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

The post ทรัมป์พบสี พาจีน-สหรัฐฯ ก้าวข้าม ‘กับดักทิวซิดิดีส’ ได้หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันขอบคุณจุดยืนสหรัฐฯ เมินคำขู่จีน ‘รูบิโอ’ ย้ำประเด็นขายอาวุธไม่ใช่หัวข้อหารือหลัก ‘ทรัมป์-สี’ https://thestandard.co/taiwan-thanks-us-stance-amid-china-threats/ Fri, 15 May 2026 03:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1207372 ภาพการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน

ไต้หวันขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนสันติภาพและความมั่น […]

The post ไต้หวันขอบคุณจุดยืนสหรัฐฯ เมินคำขู่จีน ‘รูบิโอ’ ย้ำประเด็นขายอาวุธไม่ใช่หัวข้อหารือหลัก ‘ทรัมป์-สี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน

ไต้หวันขอบคุณสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนสันติภาพและความมั่นคง ย้ำสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศต่อไต้หวัน ถือเป็นท่าทีล่าสุดต่อการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ เข้าวันที่ 2 ของการหารือ

 

วันนี้ (15 พฤษภาคม) หลิน เจียหลง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ออกแถลงการณ์ขอบคุณสหรัฐฯ ที่แสดงจุดยืนสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายต่างประเทศต่อไต้หวัน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุเพิ่มเติมว่า กองทัพจีนยังคงปฏิบัติการรอบเกาะไต้หวันเพื่อ ‘คุกคาม’ และ ‘ข่มขู่’ ถือเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลปักกิ่งคือความเสี่ยงหลักต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

 

แถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นท่าทีต่อการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ เข้าสู่วันที่ 2 โดยก่อนหน้านี้ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีนได้ระบุกับทรัมป์ว่า หากจัดการความเห็นต่างเรื่องไต้หวันอย่างไม่เหมาะสม อาจผลักดันความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศไปสู่อันตราย

 

อย่างไรก็ดี มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ประเด็นสหรัฐฯ ขายอาวุธให้ไต้หวัน ไม่ใช่ประเด็นในการหารือครั้งนี้ หลังผู้สื่อข่าว NBC ถามว่า สีจิ้นผิงขอให้ทรัมป์ไม่ขายอาวุธให้ไต้หวันหรือไม่

 

รูบิโอกล่าวว่า สหรัฐฯ ทราบอยู่แล้วว่า จุดยืนของจีนในเรื่องนี้คืออะไร ซึ่งที่ผ่านมา จีนโกรธมากที่มีสหรัฐฯ อนุมัติค้าอาวุธให้ไต้หวัน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

“มันไม่ได้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการหารือวันนี้ เรารู้อยู่แล้วว่า จุดยืนของพวกเขาในเรื่องนี้คืออะไร” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำ

 

รูบิโอยังกล่าวว่า การที่กองทัพจีนเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องยากที่จะมองข้าม พร้อมย้ำว่า การขยายอำนาจทางทหารของปักกิ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องไต้หวัน เพราะจีนมีความทะเยอทะยาน ต้องการแผ่อำนาจไปทั่วโลกไปที่สหรัฐฯ เคยทำในอดีต

 

ภาพ: Ann Wang & Evan Vucci / Reuters

อ้างอิง:

The post ไต้หวันขอบคุณจุดยืนสหรัฐฯ เมินคำขู่จีน ‘รูบิโอ’ ย้ำประเด็นขายอาวุธไม่ใช่หัวข้อหารือหลัก ‘ทรัมป์-สี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุ้มครองสันติภาพ-เสถียรภาพ ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จุดร่วมใหญ่สุดของจีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-taiwan-strait-peace-stability/ Thu, 14 May 2026 08:49:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1207202 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบปะหารือกัน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ท […]

The post คุ้มครองสันติภาพ-เสถียรภาพ ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จุดร่วมใหญ่สุดของจีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบปะหารือกัน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในกรุงปักกิ่งวันนี้ (14 พฤษภาคม) ว่า การคุ้มครองสันติภาพและเสถียรภาพใน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ เป็นจุดร่วมใหญ่ที่สุดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า ปัญหาไต้หวันเป็น ‘ประเด็นสำคัญที่สุด’ ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งหากจัดการอย่างเหมาะสม ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยรวมจะมีความมั่นคง แต่หากจัดการอย่างไม่เหมาะสม ทั้งสองประเทศจะเกิดการปะทะและอาจถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง

 

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงย้ำว่า ‘เอกราชไต้หวัน’ และ ‘สันติภาพข้ามช่องแคบ’ นั้นเข้ากันไม่ได้เหมือน ‘ไฟกับน้ำ’

 

การเน้นย้ำจุดยืนของผู้นำจีนครั้งนี้เกิดขึ้น ขณะที่ทรัมป์ พร้อมด้วยสมาชิกคณะรัฐมนตรี และบรรดาผู้นำธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกในสหรัฐฯ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 3 วัน (13-15 พฤษภาคม) นับเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2017

 

ทรัมป์กล่าวว่า เขารอคอยจะได้ ‘หารือครั้งใหญ่’ กับสีจิ้นผิง ผู้คนบางส่วนบอกว่านี่อาจเป็นการประชุมสุดยอดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยทรัมป์ยังได้กล่าวชื่นชมว่า สีจิ้นผิงคือผู้นำที่ยิ่งใหญ่

 

นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวถึงคณะผู้แทนระดับสูงจากแวดวงธุรกิจของสหรัฐฯ ที่เดินทางมาพร้อมกับเขา โดยทรัมป์ระบุว่า การร่วมเดินทางเยือนจีนของพวกเขาถือเป็นการแสดงความเคารพต่อจีนและคณะผู้นำของจีน และพวกเขารอคอยจะได้ทำการค้าและธุรกิจกับจีน ทั้งยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นมิตรสหายกัน และความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังจะดียิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

 

ภาพ: Brendan Smialowski / Reuters

 

อ้างอิง: สำนักข่าวซินหัว

The post คุ้มครองสันติภาพ-เสถียรภาพ ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จุดร่วมใหญ่สุดของจีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนปูพรมแดงต้อนรับทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่ง รองประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับสมเกียรติ https://thestandard.co/trump-china-arrival/ Wed, 13 May 2026 13:45:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1206932 โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมคณะผู้ติดตาม […]

The post จีนปูพรมแดงต้อนรับทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่ง รองประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พร้อมคณะผู้ติดตาม ซึ่งรวมถึงเอริค ทรัมป์ บุตรชาย และลารา ทรัมป์ ลูกสะใภ้ ตลอดจนซีอีโอบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ อย่าง เจนเซน หวง จาก Nvidia, อีลอน มัสก์ จาก Tesla และทิม คุก จาก Apple เดินทางถึงสนามบินกรุงปักกิ่ง ท่ามกลางการจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติจากรัฐบาลจีน โดยมีการปูพรมแดงและเสียงดนตรีจากวงแตรวง พร้อมด้วยการโบกธงต้อนรับจากเด็กๆ ชาวจีน

 

รองประธานาธิบดี หาน เจิ้ง ของจีนเป็นผู้ให้การต้อนรับและมอบดอกไม้แก่ทรัมป์ ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน ก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปบนพรมแดงด้วยกัน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากเสียงเชียร์ของเด็กๆ ที่ตะโกนเป็นภาษาจีนกลางว่า “ยินดีต้อนรับ” ในขณะที่ทรัมป์ ชูกำปั้นตอบรับ ก่อนจะเดินไปขึ้นขบวนรถและออกไปจากสนามบิน

 

การเยือนครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 ที่ทรัมป์เคยไปเยือนจีนในช่วงต้นของการรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก

 

ขณะที่ทั่วโลกต่างจับตามองการพบหารือกัน ระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ที่จะเกิดขึ้นในเช้าวันพรุ่งนี้ (14 พฤษภาคม) และในวันศุกร์ (15 พฤษภาคม) ซึ่งคาดว่าประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ รวมถึงเรื่องไต้หวัน สงครามอิหร่าน การค้า และ AI

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 1โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 2โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 3โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 4โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 5โดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวลงจากเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนให้การต้อนรับบนพรมแดงที่สนามบินปักกิ่ง 6

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: REUTERS/Evan Vucci

The post จีนปูพรมแดงต้อนรับทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่ง รองประธานาธิบดีจีนให้การต้อนรับสมเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘นิกสัน’ ถึง ‘ทรัมป์ ย้อนประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ เยือนจีน https://thestandard.co/us-presidents-china-visits-history/ Wed, 13 May 2026 05:31:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1206626 ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต

การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐอเมริกา กำลังจะเปิดฉากขึ้น […]

The post จาก ‘นิกสัน’ ถึง ‘ทรัมป์ ย้อนประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ เยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต

การประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐอเมริกา กำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกเดินทางจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 12 พฤษภาคมตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในช่วงค่ำของวันนี้ (13 พฤษภาคม)

 

การเดินทางครั้งนี้ทำให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ที่เยือนแผ่นดินจีนใหญ่ ถือเป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่การเยือนสมัยแรกในปี 2017 ท่ามกลางวาระการหารือที่คาดว่า จะดุเดือดบนโต๊ะเจรจา สิ่งที่สื่อทั่วโลกต่างให้ความสนใจไม่แพ้กันคือ ‘ภาพการทูตเชิงสัญลักษณ์’

 

ย้อนกลับไปในอดีต ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เปิดประตูทางการทูตกับจีน ได้สร้างภาพจำระดับโลกจากการไปเยือน ‘กำแพงเมืองจีน’ มาแล้ว โดยในการประชุมสุดยอดปี 2026 นี้ ทางการจีนก็ได้เปิดเผยกำหนดการสำคัญว่า ทรัมป์และประธานาธิบดี สีจิ้นผิง จะร่วมจิบน้ำชาและเดินชมความงดงามของ ‘หอสักการะฟ้าเทียนถาน’ ถือเป็นการต้อนรับที่แฝงนัยสำคัญทางการทูตอย่างลึกซึ้ง

 

THE STANDARD พาทุกคนย้อนหน้าประวัติศาสตร์ สำรวจรอยเท้าของผู้นำสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ว่า มีใครเคยเดินทางมาเยือนจีนบ้าง และพวกเขาได้ทิ้งภาพจำอะไรไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ

 


 

ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 1ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 2ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 3ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 4ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 5ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 6ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 7ภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เยือนจีนในอดีต 8

 

อ้างอิง:

The post จาก ‘นิกสัน’ ถึง ‘ทรัมป์ ย้อนประวัติศาสตร์ผู้นำสหรัฐฯ เยือนจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ออกเดินทางไปจีน เตรียมคุยสีจิ้นผิง ปมอิหร่าน ไต้หวัน การค้า ย้ำสองประเทศความตึงเครียดลด ความสัมพันธ์ดีเยี่ยม https://thestandard.co/trump-china-iran-taiwan-trade/ Wed, 13 May 2026 03:29:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1206510 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเดินทางไปเยือนจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกเดินทางไปยังกรุ […]

The post ทรัมป์ออกเดินทางไปจีน เตรียมคุยสีจิ้นผิง ปมอิหร่าน ไต้หวัน การค้า ย้ำสองประเทศความตึงเครียดลด ความสัมพันธ์ดีเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเดินทางไปเยือนจีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งของจีนแล้วในวันนี้ (13 พฤษภาคม) เพื่อเข้าร่วมการประชุมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งคาดว่าทั้งสองจะหารือในหลายประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการค้าและเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นไต้หวันและสงครามอิหร่าน

 

โดยทรัมป์ มีกำหนดเดินทางถึงปักกิ่งในคืนวันนี้ และจะพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งการเดินทางเยือนจีนครั้งล่าสุดของทรัมป์คือในปี 2017 ในช่วงสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง

 

ก่อนออกเดินทางจากทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ รวมถึงเรื่องการค้านั้นลดลง และเรียกประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าเป็น “คนที่ดีเยี่ยม” และเป็น “เพื่อน” ของเขา และกล่าวว่าความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างสองประเทศนั้นดีมาก

 

“เราจะมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมไปอีกหลายทศวรรษ ความสัมพันธ์ของผมกับประธานาธิบดีสีนั้นยอดเยี่ยมมาก เราเข้ากันได้ดีเสมอมา และเราก็ทำได้ดีมากกับจีน และการทำงานร่วมกับจีนก็ดีมาก ดังนั้นเราจึงตั้งตารอที่จะได้พบกันอีก”

 

สำหรับแนวโน้มการหารือในประเด็นอิหร่าน ทรัมป์กล่าวว่า “ผู้นำจีนอาจช่วยให้สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ แต่เขาไม่ต้องการมัน” และอ้างว่า สหรัฐฯ “ควบคุมอิหร่านได้เป็นอย่างดีแล้ว”

 

ทั้งนี้ ทรัมป์จะเดินทางไปเยือนพร้อมกับคณะผู้แทนภาคธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยซีอีโอของบริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่กว่าสิบบริษัท รวมถึงอีลอน มัสก์ จาก Tesla, ทิม คุก จาก Apple โดยผู้แทนภาคธุรกิจคณะนี้ จะมีขนาดเล็กกว่าเมื่อครั้งที่ทรัมป์ไปเยือนปักกิ่งในปี 2017

 

นอกเหนือจากเรื่องการค้า ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า เขาจะหารือกับสี เกี่ยวกับประเด็นการขายอาวุธให้กับไต้หวันและกรณีการดำเนินคดีจิมมี ไล เจ้าพ่อสื่อและนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกงที่ถูกจำคุกด้วย

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ครอบครัวของชาวอเมริกันสองคนที่ถูกจำคุกในจีนมานานกว่าทศวรรษ ก็เรียกร้องให้ทรัมป์พยายามขอให้รัฐบาลปักกิ่งปล่อยตัวทั้งสองคน

 

ภาพ : REUTERS/Evan Vucci

อ้างอิง :

The post ทรัมป์ออกเดินทางไปจีน เตรียมคุยสีจิ้นผิง ปมอิหร่าน ไต้หวัน การค้า ย้ำสองประเทศความตึงเครียดลด ความสัมพันธ์ดีเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ต้องการอะไรจากทริปเยือนจีน และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่? https://thestandard.co/trump-xi-china-summit-taiwan-trade/ Wed, 13 May 2026 01:31:36 +0000 https://thestandard.co/trump-xi-china-summit-taiwan-trade/ ภาพกราฟิกแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำ 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ […]

The post ทรัมป์ต้องการอะไรจากทริปเยือนจีน และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำ 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน กำลังจะเกิดขึ้น ในวันที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังไร้ทางออก และส่งผลบั่นทอนเสถียรภาพโลกอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บทบาทของจีน ที่เป็นทั้งพันธมิตรของอิหร่านและคู่แข่งตัวฉกาจของสหรัฐฯ ยังคงมีความสำคัญที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

 

 
 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดพบหารือกันที่กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ โดยการประชุมสุดยอดครั้งนี้ถูกเลื่อนจากเดือนมีนาคม หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากสงครามโจมตีอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม ทริปนี้นับเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรก

 

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า ไต้หวัน สงครามอิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้

 

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับผลกระทบ ทั้งจากราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงคุกรุ่น แม้จะดูสงบลงบ้างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

สิ่งที่โลกจะได้เห็นจากการนั่งประจันหน้าพูดคุยกันของทั้งสองผู้นำมหาอำนาจโลกรอบนี้คืออะไร ความสัมพันธ์และบทบาทของทั้งสองประเทศจะเดินหน้าหรือขยับขยายไปในทิศทางไหน ยังเป็นคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สหรัฐฯ ต้องการอะไรจากการเยือนจีนครั้งนี้?

 

เอ็ดการ์ด ดี. คาแกน ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการ Freeman Chair in China Studies ของศูนย์ศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies : CSIS) มองว่าทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเขากับสี สามารถนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เป็นรูปธรรมแก่สหรัฐฯ ได้

 

โดยทรัมป์ ต้องการแรงสนับสนุนจากจีนสำหรับความพยายามในการบรรลุข้อตกลงที่ยอมรับได้จากอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

 

ขณะที่เขายังต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่สามารถสร้างความเสมอภาคในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน และอาจจะขอคำมั่นสัญญาจากจีนในการซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ในปริมาณมาก โดยเฉพาะการซื้อสินค้าที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคส่วนสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงภาคเกษตรกรรม ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน แห่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ชี้ว่าในตอนนี้ จีนถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ

 

โดยนับตั้งแต่ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว เขามีท่าทีชัดเจนมากว่า สนใจและอยากจะไปเยือนจีนเพื่อเจอกับสี

 

ท่าทีของทรัมป์ ที่พูดถึงจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะ “คู่แข่ง” และในฐานะประเทศขนาดใหญ่ที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย สะท้อนว่า จีนได้กลายเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ต่อยุทธศาสตร์ของวอชิงตันในหลายมิติ

 

เดิมที แผนการเยือนจีนของทรัมป์ถูกวางไว้เร็วกว่านี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปหลังวิกฤตสงครามอิหร่านปะทุขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก

 

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี มองว่า การเลื่อนทริปเยือนจีนมาในช่วงเวลานี้ กลายเป็นการเพิ่มแต้มต่อให้กับสีในการพูดคุยเจรจากับทรัมป์

 

ภาพสะท้อนเรื่องนี้ ปรากฏบนปกนิตยสาร The Economist ที่เป็นภาพสี ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังทรัมป์ พร้อมกับข้อความประกอบว่า “อย่าขัดจังหวะศัตรูของคุณ ในยามที่เขากำลังทำผิดพลาด”

 

ขณะเดียวกัน โลกก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าหลายประเทศกำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับจีนมากขึ้น แม้บางประเทศจะเคยมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับปักกิ่งก็ตาม แต่ตอนนี้กลับหันเข้าหาจีน จนทำให้เกิดคำอธิบายทางการทูตว่า “ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่จีน”

 

“พูดง่ายๆ ว่า ความผิดพลาดของทรัมป์ คือโอกาสของสี ทุกอย่างมันชัดเจนผู้นำหลายประเทศทั่วโลก ต่างก็เดินทางไปเยือนจีน จนเขาใช้คำว่า ถนนทุกสายมุ่งไปสู่จีน หลายประเทศที่มีปัญหากับจีน เช่นแคนาดา ที่มีปัญหากับจีนมา 8 ปี แต่ในที่สุดนายกรัฐมนตรีแคนาดาคนล่าสุดก็ไปเยือนจีน และมีความสัมพันธ์อันชื่นมื่น หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษก็เพิ่งไปเยือนจีน”

 

ในช่วงสงครามอิหร่านที่ผ่านมา จีนยังพยายามวางตัวเองในฐานะ “ตัวกลาง” ทางการทูต โดยหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ต่อสายพูดคุยกับหลายประเทศ ทั้งประเทศในโลกอาหรับและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย อย่างซาอุดีอาระเบีย เพื่อแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการคลี่คลายความตึงเครียด

 

ในอีกด้าน จีนส่งสัญญาณว่า วิกฤตพลังงานโลกไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประเทศมากเท่าที่หลายฝ่ายคาด โดยแม้ว่าจีนจะนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนมาก แต่ปักกิ่งมีทั้งคลังสำรองพลังงาน เส้นทางขนส่งทางเลือก และการลงทุนระยะยาวด้านพลังงานสะอาดที่ช่วยลดความเปราะบางลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า จีนเตรียมพร้อมเรื่องความมั่นคงทางพลังงานมานานแล้ว

 

โดยการที่จีนยังรับมือปัญหาพลังงานได้ ในขณะที่สหรัฐฯ กลับไม่สามารถปิดเกมสงครามอิหร่านได้เร็วเหมือนที่คิด ผลลัพธ์จึงกลายเป็นทรัมป์เองที่ตอนนี้ต้องหันกลับมาวิงวอนให้จีนช่วยพูดกับอิหร่าน

 

“เพราะฉะนั้น กลายเป็นว่าการเดินเกมของจีนในหลายๆ เรื่อง ทำให้สหรัฐฯ ยิ่งต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น”

 

ทั้งนี้ หากถามว่า ทริปนี้ทรัมป์ต้องการเอาอะไรเป็นเมนูวางบนโต๊ะเจรจากับสี ในมุมความมั่นคงแน่นอนว่าคือเรื่องอิหร่าน ส่วนในมุมเศรษฐกิจ สิ่งที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งจีนคือเรื่องแร่สำคัญ (Critical Mineral) อย่างแร่หายาก หรือ Rare Earth

 

ก่อนหน้านี้จีนใช้วิธีการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของสหรัฐฯ โดยสิ่งสำคัญมากๆ คือ กระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ด้วย เนื่องจากแร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต และในสงครามอิหร่าน สหรัฐฯ มีการใช้อาวุธไปเยอะมากชนิดที่เรียกว่า “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

 

“ตอนนี้จีนคุมซัพพลายเชนของแร่หายากทั้งหมด ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทรัมป์ต้องการไปคุยกับสี แต่หากถามว่าจีนจะยอมหรือไม่นั้น แน่นอนว่าถ้าผู้นำจีนมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า เช่น เรื่องไต้หวัน สีจิ้นผิงก็อาจจะยอมทรัมป์ในการลดการจำกัดการส่งออกแร่หายากไปให้สหรัฐฯ เพื่อให้สหรัฐฯ ดูเหมือนว่าได้ชัยชนะ และเป็นฝ่ายได้มากกว่า”

 

ผลลัพธ์การเยือนจีนของทรัมป์ จะเป็นอย่างไร?

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี เชื่อว่าผลสรุปการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ น่าจะออกมาในภาพของความชื่นมื่นและการมีผลเชิงบวก แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่ ‘เกมซื้อเวลา’

 

“มันอาจจะดูดี และทำให้สถานการณ์หลายๆ เรื่องที่ติดขัด ดูเหมือนจะยุติลงบ้าง แต่ปมของปัญหา หรือสิ่งที่เป็นปมในใจของทั้ง 2 ฝ่าย จะยังไม่จบลง ความขัดแย้ง หรือการแข่งขันกันระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้ ยังคงเป็นหนังยาวที่เราต้องติดตามกันต่อไปอีกนาน”

 

ทางด้าน รัช โดชิ (Rush Doshi) นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียศึกษา และผู้อำนวยการโครงการริเริ่มยุทธศาสตร์จีนแห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations : CFR) มองว่าผลลัพธ์จาก “การประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะด้อยกว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2017 อย่างมาก”

 

โดยในปี 2017 นั้น สีได้จัดการต้อนรับ “การเยือนอย่างเป็นทางการแบบพิเศษ” ซึ่งรวมถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบส่วนตัวในพระราชวังต้องห้าม และขบวนพาเหรดผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน ตลอดจนพิธีในมหาศาลาประชาชน ก่อนที่จะมีการลงนามข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างทั้งสองประเทศมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์

 

แต่ในครั้งนี้ ทรัมป์จะพบกับผู้นำจีนด้วยความมั่นใจว่าสหรัฐฯ กำลัง ‘ได้เปรียบ’ ในขณะที่สีจิ้นผิง ก็มั่นใจว่า ‘ประเทศตะวันออกกำลังรุ่งเรือง’ ส่วน ‘ประเทศตะวันตกกำลังเสื่อมถอย’ และ ณ วันนี้ ทั้งเวลาและโมเมนตัมของสถานการณ์นั้น ‘ล้วนอยู่ข้างจีน’

 

ฉากหลังของการพบกันระหว่างทรัมป์ และสี ในครั้งนี้ จึงเป็นไปท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของการแข่งขันชิงไหวชิงพริบ โดยเฉพาะใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่น่าจะเป็นหัวใจหลักของการพูดคุย คือ วาระทางเศรษฐกิจ, ประเด็นไต้หวัน, สงครามอิหร่าน และเทคโนโลยี AI

 

ไต้หวันคือ ‘เมนูหลัก’ ของสี ในการคุยทรัมป์

 

ในการพูดคุยระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิง หลายครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ท่าทีของทรัมป์ นั้นมุ่งเน้นไปที่เรื่องเศรษฐกิจ ในขณะที่ท่าทีของสีจิ้นผิง มุ่งเน้นไปยังประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันมากขึ้นเรื่อยๆ

 

นักวิชาการจีนชี้ว่า จีนจะพยายามกดดันให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายต่อไต้หวันตามที่เคยประกาศจุดยืนไว้ โดยอยากให้สหรัฐฯ แสดงท่าทีต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน แทนที่จะ ‘ไม่สนับสนุน’

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี เชื่อว่าในการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ เมนูหลักที่สี จัดวางไว้บนโต๊ะเจรจา คือประเด็นไต้หวัน ที่ถือเป็นเงื่อนปมใหญ่ด้านความมั่นคงของจีน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนส่งเสียงย้ำในประเด็นความสัมพันธ์ของไต้หวันมาโดยตลอด ซึ่งในการพูดคุยระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิง หลายครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ท่าทีของสี เน้นย้ำว่าไต้หวันคือประเด็นสำคัญในทุกๆ ครั้ง

 

“การเยือนครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำจีนที่จะต้องให้มีประเด็นไต้หวันอยู่บนโต๊ะเจรจา” รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี กล่าว

 

โดยบทบรรณาธิการของ China Daily เมื่อไม่กี่วันนี้ ยังเน้นว่า ไต้หวันไม่ใช่แค่หนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองผู้นำจะคุยกัน แต่คือหัวใจของการพูดคุยและผลประโยชน์หลักของจีนกับสหรัฐฯ พร้อมทั้งใช้คำว่า “The Most Sensitive Red Line” หรือเส้นแดงที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

 

ขณะที่ย้ำว่า สหรัฐฯ จะต้องเคารพหลักการจีนเดียว (One China) และการพูดคุยกันจะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขพื้นฐานนี้ ขณะที่เตือนไปยังผู้วางนโยบาย (Policy Makers) ของสหรัฐฯ ว่าไม่ควรประมาทในประเด็นไต้หวัน เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นพื้นฐานของการมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

ในปีนี้ สีจิ้นผิงเดินเกมรุกในประเด็นไต้หวันค่อนข้างมาก จะเห็นได้จากการที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เชิญประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) พรรคฝ่ายค้านของไต้หวันไปเยือนจีน และสีก็พยายามใช้วิธีการแบบละมุนละม่อมในการรวมชาติกับไต้หวัน ผ่านการสื่อสารกับพรรคการเมืองของไต้หวันที่มีท่าทีเชิงบวกกับจีน

 

“สำหรับสี นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่จีนจะต้องรวมชาติกับไต้หวันให้จบ ให้สำเร็จ ในยุคที่ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เพราะสำหรับจีนแล้ว ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่จีน ‘จัดการได้’ และเคลียร์กับทรัมป์ได้ง่ายกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นๆ” รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี กล่าว และชี้ว่า “จีนอาจยอมในบางเรื่องที่สหรัฐฯ ต้องการ เพื่อซื้อใจทรัมป์ เช่น ยอมซื้อเครื่องบิน Boeing หรือถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มากขึ้น หรือยอมในเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้ทรัมป์รู้สึกเหมือนชนะจีน หรือรู้สึกเหมือนได้มากกว่าจีน”

 

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี มองว่า อีกประเด็นหนึ่งที่สีต้องการให้ทรัมป์ ยืนยัน คือเรื่องปัญหาการขายอาวุธให้กับไต้หวัน ซึ่งทรัมป์ ถือว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขายอาวุธให้กับไต้หวันเยอะมาก โดยสำหรับทรัมป์ ที่คิดแบบนักธุรกิจ ต้องการเงินและรายได้จากการขายอาวุธ แต่สำหรับจีนนั้น ต้องการคำมั่นสัญญาจากสหรัฐฯ ที่จะ ‘ไม่แทรกแซง’ ประเด็นไต้หวัน และต้องการคำยืนยันว่า สหรัฐฯ ‘คัดค้าน’ การประกาศเอกราชของไต้หวัน

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo/File Photo
อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ต้องการอะไรจากทริปเยือนจีน และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตนายกเทศมนตรีในแคลิฟอร์เนีย เป็น ‘สายลับจีน’ ช่วยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ จ่อเผชิญโทษจำคุก 10 ปี https://thestandard.co/former-mayor-california-china-spy/ Tue, 12 May 2026 07:31:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1206297 ไอลีน หวัง อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย แคลิฟอร์เนีย ผู้ยอมรับสารภาพว่าเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน

ไอลีน หวัง (Eileen Wang) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดี […]

The post อดีตนายกเทศมนตรีในแคลิฟอร์เนีย เป็น ‘สายลับจีน’ ช่วยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ จ่อเผชิญโทษจำคุก 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอลีน หวัง อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดีย แคลิฟอร์เนีย ผู้ยอมรับสารภาพว่าเป็นสายลับให้รัฐบาลจีน

ไอลีน หวัง (Eileen Wang) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดียในรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกมายอมรับว่า เป็น ‘สายลับ’ ให้รัฐบาลจีน ชี้เคยทำโฆษณาชวนเชื่อสนับสนุนรัฐบาลปักกิ่ง โดยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง และอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 10 ปีเต็ม

 

 
 

เมื่อคืนนี้ (11 พฤษภาคม) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานถึงกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DoJ) ประกาศตั้งข้อหานายกเทศมนตรีเมืองอาร์เคเดียในรัฐแคลิฟอร์เนียว่า ปฏิบัติหน้าที่เป็น ‘สายลับต่างชาติ’ ของจีนอย่างผิดกฎหมาย โดยในเวลาต่อมา เธอยื่นใบลาออกจากตำแหน่งและรับสารภาพในข้อหาความผิดร้ายแรง ซึ่งอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

 

ไอลีน หวัง สารภาพอะไรบ้าง?

 

หวังยอมรับว่า เธอ และ เหยาหนิง ซุน (Yaoning Sun) เผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อที่เป็นประโยชน์ต่อจีน โดยมีเจ้าหน้าที่ปักกิ่งคอยควบคุมเนื้อหาตั้งแต่ปี 2020-2022 ภายใต้เว็บไซต์ US News Center ที่พุ่งเป้าไปยังชาวอเมริกันเชื้อสายจีน

 

เช่น ในเดือนมิถุนายน 2021 เธอได้เผยแพร่บทความของกงสุลใหญ่จีนที่ตีพิมพ์ใน Los Angeles Times ลงบนเว็บไซต์ของตนเอง หลังเจ้าหน้าที่ปักกิ่งได้ส่งลิงก์มาให้ ซึ่งมีเนื้อหาปฏิเสธเรื่องการกดขี่ การใช้แรงงานบังคับ และการทารุณกรรมชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง

 

“ไม่เคยมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในซินเจียง หรือการบังคับใช้แรงงานในทุ่งฝ้ายหรือภาคส่วนอื่นใดในภูมิภาคนี้” รายงานของ CNN ระบุว่า หวังได้แชร์ลิงก์ดังกล่าวลงบนเว็บไซต์ข่าวของเธอภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

ขณะที่ซุนยอมรับสารภาพในข้อหาเดียวกันในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งขณะนี้กำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 4 ปี โดยหวังระบุว่า ซุนเคยเป็นคู่หมั้นของเธอ รวมถึงเคยเป็นเหรัญญิกในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของเธอเมื่อปี 2022 อีกด้วย

 

นอกจากนี้ อัยการยังระบุว่า หวังมีการติดต่อกับ จอห์น เฉิน บุคคลสำคัญในพรรคคอมมิวนิสต์จีน และสมาชิกหน่วยข่าวกรองระดับสูงที่สามารถติดต่อกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้โดยตรง ซึ่งถูกศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 20 เดือนในข้อหาเป็นสายลับเมื่อปี 2024

 

ประกาศลาออกและยอมรับความผิด

 

ล่าสุด หวังได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม โดยทนายความส่วนตัวระบุว่า อดีตนายกเทศมนตรีหญิงต้องการขอโทษในความผิดพลาดส่วนตัวครั้งนี้

 

ทนายความระบุว่า หวังเคยหมั้นกับซุน ก่อนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะสิ้นสุดลงในปี 2024 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งระบุตรงไปตรงมาในแถลงการณ์ว่า ความรักและความเชื่อใจที่มีให้ซุน คือความผิดพลาด และนำไปสู่ความหลงผิดครั้งใหญ่ของเธอ

 

“พฤติกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวของเธอเพียงอย่างเดียว คือแพลตฟอร์มสื่อที่เธอเคยทำร่วมกับคนที่เธอเชื่อว่าเป็นคู่หมั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับเลือกตั้งแต่อย่างใด” ทนายความระบุว่า หวังขอให้ชาวอาร์เคเดียเข้าใจ พร้อมย้ำว่า ความรักของเธอต่อชุมชนยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

 

อย่างไรก็ตาม จอห์น เอ. ไอเซนเบิร์ก (John A. Eisenberg) ผู้ช่วยอัยการสูงสุดฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติแสดงความกังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า หวังอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับความไว้วางใจจากพลเมืองสหรัฐฯ แต่กลับปฏิบัติตามคำสั่งของทางการจีน

 

ปัจจุบัน สถานทูตจีนในสหรัฐฯ ยังไม่ตอบกลับความคิดเห็นในทันที ขณะที่การดำเนินคดีครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปพบกับสีในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม

 

แฟ้มภาพ: City of Arcadia

 

อ้างอิง:

 

The post อดีตนายกเทศมนตรีในแคลิฟอร์เนีย เป็น ‘สายลับจีน’ ช่วยเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ จ่อเผชิญโทษจำคุก 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>