China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 11 May 2026 09:06:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ​ สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ https://thestandard.co/chinese-turkistan-arms-cache-chonburi/ Mon, 11 May 2026 09:02:52 +0000 https://thestandard.co/chinese-turkistan-arms-cache-chonburi/ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคั […]

The post ​ สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

ความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ขยายผลจากการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ของชาวต่างชาติพลิกคว่ำ เข้าทำการตรวจค้นบ้านพักของ หมิงเฉิน ซัน ชายสัญชาติจีน อายุ 31 ปี ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จนนำไปสู่การตรวจพบวัตถุระเบิด อาวุธปืนสงคราม และระเบิดสังหารชนิดกับดักจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่นั้น

 

วันนี้ (11 พฤษภาคม) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้เปิดเผยถึงแนวทางการสืบสวนว่า ขณะนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงมาเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และกำกับดูแลคดีนี้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับชาติ

 

ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าร่วมบูรณาการการสืบสวน โดยจะมุ่งเน้นไปที่การแกะรอยข้อมูลทางโทรศัพท์มือถือและการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันได้มีการแบ่งมอบหน้าที่การทำงานอย่างชัดเจน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, กองบัญชาการตำรวจนครบาล รวมถึงชุดปฏิบัติการด้านความมั่นคง ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เพื่อนำพยานหลักฐานและข้อมูลข่าวสารทั้งหมดมาประกอบกัน ก่อนที่จะประเมินและสรุปแรงจูงใจว่า ผู้ต้องหารายนี้มีวัตถุประสงค์ใดในการครอบครองอาวุธร้ายแรงในประเทศไทย

 

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขอยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ ส่วนข้อสงสัยที่ว่าผู้ต้องหาเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติหรือไม่นั้น ขณะนี้ทางตำรวจมีข้อมูลเบื้องต้นบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่อยากด่วนสรุปหรือฟันธง จนกว่าพยานหลักฐานจะชัดเจน

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า ในขั้นตอนปัจจุบัน สำนวนคดีดังกล่าวยังคงอยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 2 เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่ยังคงมีศักยภาพในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังไม่มีการพิจารณาโอนสำนวนคดีมาให้ทางกองบังคับการปราบปรามรับผิดชอบแต่อย่างใด จนกว่าจะมีการประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมในอนาคต

The post ​ สอบสวนกลางร่วมสางคดีทุนจีนซุกคลังแสงชลบุรี ผบช.ก. สั่งเจาะเส้นทางเงิน-ข้อมูลโทรศัพท์ ย้ำยังไม่โอนคดีให้กองปราบฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ เยือนจีน 13-15 พฤษภาคม จับตาคุยสีจิ้นผิง ปมไต้หวัน นิวเคลียร์ อิหร่าน และ AI https://thestandard.co/trump-china-talks-taiwan-iran-ai/ Mon, 11 May 2026 04:24:32 +0000 https://thestandard.co/trump-china-talks-taiwan-iran-ai/ ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

สำนักข่าว Xinhua รายงานในวันนี้ (11 พฤษภาคม) ว่า ประธาน […]

The post ทรัมป์ เยือนจีน 13-15 พฤษภาคม จับตาคุยสีจิ้นผิง ปมไต้หวัน นิวเคลียร์ อิหร่าน และ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

สำนักข่าว Xinhua รายงานในวันนี้ (11 พฤษภาคม) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม

 

 

โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทรัมป์จะมีการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในหลายประเด็นสำคัญ รวมถึงกรณีอิหร่าน ไต้หวัน AI และอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาขยายข้อตกลงด้านแร่ธาตุสำคัญ (Critical Mineral) ด้วย

 

ทั้งนี้ ผู้นำสองประเทศมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะจัดการหารือแบบพบหน้ากันครั้งแรกในรอบกว่าหกเดือน ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์อันตึงเครียดจากประเด็นสงครามการค้า สงครามอิหร่าน และประเด็นความขัดแย้งอื่นๆ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

โดยทรัมป์ซึ่งจะไปเยือนจีนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธ (13 พฤษภาคม) ก่อนที่การพบหารือกับผู้นำจีนจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ (14-15 พฤษภาคม)

 

ดีลเครื่องบิน การเกษตร และการค้า

 

Reuters รายงานความเห็นเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และจีนคาดว่าจะตกลงจัดตั้งเวทีเพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยคาดว่าจีนจะประกาศการจัดซื้อเครื่องบินโบอิ้ง สินค้าเกษตร และพลังงานของสหรัฐฯ ด้วย

 

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวว่า สหรัฐฯ และจีนอาจประกาศแผนจัดตั้งคณะกรรมการการค้าและคณะกรรมการการลงทุนในการประชุมร่วมระหว่างสองผู้นำครั้งนี้ แต่กลไกดังกล่าวอาจต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมก่อนที่จะสามารถนำไปใช้ได้จริง

 

นอกจากนี้ทั้งสองประเทศจะหารือเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาการผ่อนปรนด้านภาษีและระงับการจำกัดการส่งออกแร่หายากจากจีนไปยังสหรัฐฯ ด้วย แต่ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องกำหนดเวลาที่ชัดเจน

 

จับตาหารือ ไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ AI

 

ทั้งนี้ คาดว่าทรัมป์ และสีจิ้นผิง จะหยิบยกประเด็นไต้หวัน สงครามอิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และประเด็น AI ขึ้นหารือในการพบกันครั้งนี้ด้วย ท่ามกลางการจับตามองท่าทีจากทั้งสองฝ่าย

 

โดยที่ผ่านมา จีนยังคงรักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านและยังคงเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน ซึ่งทรัมป์พยายามเรียกร้องจีนให้ใช้อิทธิพลกดดันรัฐบาลเตหะรานให้ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งและสงครามที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์

 

“ประธานาธิบดีได้พูดคุยกับสีจิ้นผิง หลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องอิหร่านและเรื่องรัสเซีย รวมถึงรายได้ที่จีนมอบให้แก่ทั้งสองประเทศ ตลอดจนสินค้าสองวัตถุประสงค์ ส่วนประกอบ และชิ้นส่วนต่างๆ โดยไม่นับรวมศักยภาพในการส่งออกอาวุธ” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าว

 

ส่วนกรณีไต้หวันนั้น ที่ผ่านมา สีจิ้นผิง รู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของวอชิงตันเกี่ยวกับไต้หวัน โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดสำหรับไต้หวัน ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งยืนกรานหนักแน่นว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Evelyn Hockstein/File Photo

 

อ้างอิง:

 

 

 

The post ทรัมป์ เยือนจีน 13-15 พฤษภาคม จับตาคุยสีจิ้นผิง ปมไต้หวัน นิวเคลียร์ อิหร่าน และ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีนในไทยเร่งสอบปม ‘คนจีนพกอาวุธเถื่อน’ ย้ำชัดไม่ปกป้องคนผิด-สั่งเคารพกฎหมายไทย https://thestandard.co/chinese-embassy-investigates-illegal-weapons-possession/ Mon, 11 May 2026 02:28:22 +0000 https://thestandard.co/chinese-embassy-investigates-illegal-weapons-possession/ สถานทูตจีนประจำประเทศไทย

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยเปิดเผยถึงกรณีพลเมืองจีนครอบครอ […]

The post สถานทูตจีนในไทยเร่งสอบปม ‘คนจีนพกอาวุธเถื่อน’ ย้ำชัดไม่ปกป้องคนผิด-สั่งเคารพกฎหมายไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีนประจำประเทศไทย

สถานทูตจีนประจำประเทศไทยเปิดเผยถึงกรณีพลเมืองจีนครอบครองอาวุธผิดกฎหมายว่า ทางการกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ชี้ยึดมั่นให้พลเมืองที่อาศัยในต่างประเทศปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับไทยอย่างเคร่งครัด

 

เมื่อวานนี้ (10 พฤษภาคม) Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ Facebook ถึงกรณีพลเมืองจีนครอบครองอาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังอยู่ในการสอบสวนว่า ทางสถานทูตมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างว่า

 

“สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณีดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายจีนอยู่ระหว่างการเร่งตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 

“รัฐบาลจีนยึดมั่นมาโดยตลอดในการกำชับให้พลเมืองจีนที่พำนักอยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศที่พำนักอยู่อย่างเคร่งครัด และไม่ปกป้องการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือความผิดอาญาในต่างประเทศของพลเมืองจีน โดยพร้อมสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเหมาะสม”

 

รัฐบาลจีนยังทิ้งท้ายว่า จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย และงานด้านตำรวจร่วมกับฝ่ายไทย เพื่อร่วมกันป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ตลอดจนส่งเสริมบรรยากาศที่เอื้อต่อความร่วมมือฉันท์มิตรและการติดต่อประสานงานตามปกติระหว่างสองประเทศ

 

อ้างอิง:

 

The post สถานทูตจีนในไทยเร่งสอบปม ‘คนจีนพกอาวุธเถื่อน’ ย้ำชัดไม่ปกป้องคนผิด-สั่งเคารพกฎหมายไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. ลงพื้นที่ชลบุรีติดตามคดีคลังแสงแก๊งต่างชาติ พร้อมชื่นชม ‘ส.ต.ท.’ จราจรตาไว ไหวพริบเยี่ยมสกัดภัยความมั่นคง https://thestandard.co/the-commissioner-general-of-police-visited-chonburi-to/ Sat, 09 May 2026 09:33:38 +0000 https://thestandard.co/the-commissioner-general-of-police-visited-chonburi-to/ ผบ.ตร. ลงพื้นที่ชลบุรีติดตามคดีคลังแสงแก๊งต่างชาติ พร้อมชื่นชม 'ส.ต.ท.' จราจรตาไว ไหวพริบเยี่ยมสกัดภัยความมั่นคง

วันนี้ (9 พฤษภาคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญ […]

The post ผบ.ตร. ลงพื้นที่ชลบุรีติดตามคดีคลังแสงแก๊งต่างชาติ พร้อมชื่นชม ‘ส.ต.ท.’ จราจรตาไว ไหวพริบเยี่ยมสกัดภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ตร. ลงพื้นที่ชลบุรีติดตามคดีคลังแสงแก๊งต่างชาติ พร้อมชื่นชม 'ส.ต.ท.' จราจรตาไว ไหวพริบเยี่ยมสกัดภัยความมั่นคง

วันนี้ (9 พฤษภาคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางลงพื้นที่ไปยังสถานีตำรวจภูธรนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีทลายคลังอาวุธสงครามของกลุ่มชาวต่างชาติ พร้อมทั้งมอบรางวัลและกล่าวชื่นชม ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ทองย้อย ผู้บังคับหมู่ (งานจราจร) สภ.นาจอมเทียน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจนนำไปสู่การขยายผลจับกุมครั้งใหญ่

 

เหตุการณ์สืบเนื่องมาจากการที่ ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ได้เข้าระงับเหตุและตรวจสอบกรณีรถยนต์ของชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ฝั่งมุ่งหน้าเมืองพัทยา ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ได้สังเกตเห็นความผิดปกติและพบพิรุธหลายประการภายในรถคันก่อเหตุ

 

จึงได้ตัดสินใจประสานงานกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเพื่อทำการขยายผลอย่างทันท่วงที จนนำไปสู่การขออนุมัติหมายค้นบ้านพักต้องสงสัยในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กระทั่งค้นพบอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน ซึ่งต่อมาได้มีการประสานเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด (EOD) เข้าทำการตรวจสอบและเก็บกู้ได้อย่างปลอดภัย

 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ต.ท.นิลพัฒน์ ว่า การทำงานด้วยความใส่ใจ ละเอียดรอบคอบ และช่างสังเกตสิ่งผิดปกติของเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้น้อยในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบและตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการทำงานเชิงรุก ซึ่งสามารถช่วยสกัดกั้นและป้องกันเหตุร้ายแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ตลอดจนสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้อย่างมหาศาล พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ยึดถือแนวทางดังกล่าวเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ รอบคอบ และเป็นมืออาชีพในทุกสถานการณ์

 

ในขณะเดียวกัน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้แถลงการณ์แสดงความชื่นชมและเชิดชูกำลังพลผู้ปฏิบัติงานทุกนาย ทั้งสายงานจราจร งานสืบสวน และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ที่ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ จนสามารถคลี่คลายสถานการณ์และกวาดล้างอาชญากรรมร้ายแรง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยสูงสุดของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

The post ผบ.ตร. ลงพื้นที่ชลบุรีติดตามคดีคลังแสงแก๊งต่างชาติ พร้อมชื่นชม ‘ส.ต.ท.’ จราจรตาไว ไหวพริบเยี่ยมสกัดภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสั่งประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกลาโหม 2 นาย ข้อหาคอร์รัปชัน รอลงอาญา 2 ปี https://thestandard.co/china-death-sentence-former-defense-ministers-corruption/ Sat, 09 May 2026 03:59:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1205359 ภาพแฟ้มการพิจารณาคดีหรือห้องพิจารณาคดีในประเทศจีน

จีนพิพากษาโทษประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม 2 นาย […]

The post จีนสั่งประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกลาโหม 2 นาย ข้อหาคอร์รัปชัน รอลงอาญา 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแฟ้มการพิจารณาคดีหรือห้องพิจารณาคดีในประเทศจีน

จีนพิพากษาโทษประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม 2 นายในข้อหาคอร์รัปชัน โดยประกาศรอการลงอาญาเป็น 2 ปี ซึ่งคาดว่า จะได้รับการลดหย่อนโทษเป็นการจำคุกตลอดชีวิต

 

วันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา Xinhua สื่อทางการจีนรายงานว่า ศาลทหารตัดสินโทษประหารชีวิต เว่ย เฟิ่งเหอ (Wei Fenghe) และ หลี่ ซั่งฝู (Li Shangfu) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในข้อหาคอร์รัปชันจากการรับสินบน โดยได้รับการรอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ซึ่งคาดว่า อาจได้รับการลดหย่อนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต แต่ไม่มีสิทธิได้รับการลดโทษหรือขอทัณฑ์บน

 

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า หลี่เป็นผู้ต้องสงสัยในการรับเงินสินบนมหาศาล และติดสินบนผู้อื่น ขณะที่ผลการสอบสวนยังพบว่า เขาไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทางการเมือง รวมถึงใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่น

 

ก่อนหน้านี้ เว่ยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีนในปี 2018-2023 ก่อนที่หลี่จะดำรงตำแหน่งต่อในเดือนมีนาคม 2023 แต่ถูกสั่งปลดในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า เขาหายตัวไปในหน้าสื่อและสาธารณชนถึง 2 เดือน จนนำไปสู่ข่าวคราวว่า หน่วยงานปราบปรามการทุจริตของกองทัพจีนเข้าตรวจสอบในเวลาต่อมา

 

การประกาศบทลงโทษครั้งนี้มีขึ้นหลังรัฐบาลจีนปลดบุคคลสำคัญระดับสูงในกองทัพหลายราย ท่ามกลางการปราบปรามขบวนการทุจริตอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ เช่น จาง โย่วเซี่ย นายพลระดับสูงของประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

 

ในเวลานั้น สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนประกาศว่า กองทัพกำลังผ่านการหล่อหลอมกระบวนการปฏิวัติเพื่อต่อสู้กับการทุจริต ถือเป็นแคมเปญตั้งแต่ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ ทว่านักวิจารณ์ก็มองว่า ขบวนการดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

 

แฟ้มภาพ: Adriano Machado & Caroline Chia / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จีนสั่งประหารชีวิตอดีตรัฐมนตรีกลาโหม 2 นาย ข้อหาคอร์รัปชัน รอลงอาญา 2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ? https://thestandard.co/iranian-foreign-minister-visits-beijing-an-opportunity-for/ Thu, 07 May 2026 12:24:19 +0000 https://thestandard.co/iranian-foreign-minister-visits-beijing-an-opportunity-for/ รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ?

อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน พบหารือกับหวัง […]

The post รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ?

อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน พบหารือกับหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่ง วานนี้ (6 พฤษภาคม) ท่ามกลางความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อเสนอเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพและยุติสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

 

 

การเยือนจีนของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านครั้งนี้ ตอกย้ำถึงผลประโยชน์และบทบาทที่สำคัญของรัฐบาลปักกิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

 

โดยนักวิเคราะห์มองว่า จีนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางความขัดแย้ง หรือแม้แต่ผลักดันให้อิหร่านและสหรัฐฯ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ทั่วโลกรอคอยได้

 

“เราเชื่อว่าการหยุดยิงอย่างครอบคลุมนั้นไม่ควรล่าช้า การกลับมาสู้รบอีกครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ และการเจรจาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” หวังกล่าวกับอะรอกชีในช่วงเริ่มต้นของการหารือ

 

การเยือนของอะรอกชีครั้งนี้ เกิดขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนที่ทรัมป์จะเดินทางไปเยือนปักกิ่งในวันที่ 14-15 พฤษภาคม โดยมีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ซึ่งคาดว่า ประเด็นสงครามอิหร่านและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือ

 

ขณะที่บรรยากาศในช่องแคบฮอร์มุซ ยังตึงเครียดมากจนถึงวันนี้ จากการที่อิหร่านจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบ ส่วนสหรัฐฯ ยังปิดล้อมท่าเรืออิหร่านหลังตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน เพื่อบีบให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไขเจรจา

 

การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันจำนวนมากจากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้จีนแสดงท่าทีกดดันอิหร่าน ให้ผ่อนปรนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

 

ท่าทีของจีนและผลลัพธ์ในการพูดคุยกับอิหร่านครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก และถูกจับตามองว่าอาจส่งผลต่อกระบวนการสันติภาพ ขณะที่ยังเป็นโอกาสอันดีที่ปักกิ่งจะใช้โอกาสนี้ ชูบทบาทอันโดดเด่นของตนในฐานะมหาอำนาจผู้ไกล่เกลี่ยและสลายความขัดแย้ง

 

บทบาทที่ ‘สมดุล’ ของจีน

 

ตลอดระยะเวลาที่เกิดสงครามขึ้นในตะวันออกกลาง จีนพยายามรักษาสมดุลในการแสดงท่าที ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาค

 

โดยสำนักข่าว Tasnim ของทางการอิหร่าน รายงานว่า ในระหว่างการหารือกับอะรอกชี หวังอี้ได้ย้ำท่าทีประณามการกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง ว่าเป็นการกระทำที่ ‘ไม่ชอบด้วยกฎหมาย’ ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของปักกิ่ง ที่พยายามชี้ว่าความขัดแย้งและการก่อสงครามของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ยังวิพากษ์วิจารณ์การลอบสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่อันตราย ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้การเมืองระหว่างประเทศกลับไปสู่ ‘กฎแห่งป่า’

 

โจดี เหวิน นักวิจัยศูนย์ความมั่นคงและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ (CISS) แห่มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) ในปักกิ่ง มองว่า การสื่อสารของจีนส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้เกิดความไร้เสถียรภาพเพิ่มขึ้นในพื้นที่รอบช่องแคบฮอร์มุซ

 

เหวินเชื่อว่า “จีนจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อโน้มน้าวอิหร่านให้กลับมาที่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เป็นเหมือนเดิม”

 

อิหร่านต้องการอะไรจากจีน?

 

จีนยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเตหะราน หลังจากที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้อิหร่านต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากจีนอย่างมาก

 

ขณะที่จีนซื้อน้ำมันส่วนใหญ่จากอิหร่าน โดยมักได้ราคาต่ำกว่าปกติในตลาดโลก ซึ่งรายได้ของอิหร่านส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อสินค้าและบริการจากจีน

 

ความพึ่งพานี้ยิ่งเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ทั้งสองประเทศลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ 25 ปี ในปี 2021 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การค้า และความร่วมมือด้านความมั่นคง

 

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงมองว่า การเยือนของอะรอกชี มีเป้าหมายเพื่อขอการสนับสนุนทางการทูตจากปักกิ่งในช่วงเวลาสำคัญท่ามกลางความขัดแย้ง

 

คริส ดอยล์ ผู้อำนวยการสภาเพื่อความเข้าใจระหว่างอาหรับและอังกฤษ (Council for Arab-British Understanding) มองว่า รัฐบาลเตหะรานน่าจะต้องการความชัดเจนว่าจีนจะให้การสนับสนุนอิหร่านได้มากน้อยเพียงใด หากอิหร่านตกลงที่จะลดความตึงเครียดในการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ

 

ดอยล์กล่าวว่า “รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านอาจเดินทางมาปักกิ่งเพื่อขอความชัดเจนจากปักกิ่งและขอความมั่นใจว่า หากอิหร่านตัดสินใจเปิดช่องแคบ ปักกิ่งอาจจะยังคงให้การสนับสนุนทางการทูตและสนับสนุนในสหประชาชาติต่อไป”

 

ขณะที่รัฐบาลเตหะรานอาจต้องการแรงสนับสนุนจากจีนในสหประชาชาติด้วย เพื่อขัดขวางมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังอาจต้องการการรับประกันเกี่ยวกับท่าทีของจีน ในการพบหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ในสัปดาห์หน้า

 

ดอยล์เชื่อว่า จังหวะเวลาในการเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากวอชิงตันกำลังพยายามให้ปักกิ่งใช้อิทธิพลที่มี กดดันอิหร่านให้มาเจรจายุติสงคราม และยุติการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

โดยนักวิเคราะห์ยังมองว่า สิ่งที่อิหร่านให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกน่าจะเป็นการได้รับคำรับรองจากจีน ว่าจะยังคงให้การสนับสนุนทางการทูตต่อไป หากอิหร่านตกลงที่จะลดการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซลง

 

จีนต้องการอะไรจากอิหร่าน?

 

หนึ่งในผลประโยชน์หลักของจีนคือเสถียรภาพในอ่าวเปอร์เซีย และสภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งการนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหัวใจสำคัญ

 

โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จีนจะแสดงบทบาทผลักดันให้รัฐบาลอิหร่านยอมเปิดเส้นทางการเดินเรือผ่านฮอร์มุซและกลับสู่การเจรจา

 

แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็มองว่าอิหร่านเป็นกำลังสำคัญในการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และยังไม่ต้องการเห็นรัฐบาลอิหร่านอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

ซึ่งนอกจากนี้ อิหร่านยังให้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์แก่จีนมากกว่าแค่เรื่องพลังงาน โดยเตหะรานได้พยายามส่งเสริมการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรมซื้อขายน้ำมันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสนับสนุนความพยายามของปักกิ่งในการขยายบทบาทเงินหยวนในระดับนานาชาติ เพื่อลดการครอบงำของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเป็นสกุลเงินหลักของโลก

 

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า จีนอาจมองเห็นวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตนในฐานะมหาอำนาจทางการทูตระดับโลก ที่สามารถเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลง

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลปากีสถานยังเรียกร้องให้จีนแสดงบทบาทไกล่เกลี่ยความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียให้มากขึ้น โดยจีนถูกมองว่า เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีบทบาทนำที่เชื่อถือได้ และน่าจะสามารถช่วยให้การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีเสถียรภาพมากขึ้นได้

 

โดยการแทรกแซงทางการทูตที่ประสบความสำเร็จ จะยิ่งส่งผลให้จีนมีอิทธิพลมากขึ้นในกลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

อย่างไรก็ตาม ดอยล์เตือนว่า สถานการณ์ที่ยังคงผันผวน ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างอาจผิดพลาดและไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังมีมาก และความไว้วางใจของแต่ละฝ่ายที่น้อยมาก ขณะที่ยังมีการเตรียมพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดเวลา สำหรับการสู้รบที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง

 

ภาพ : IRANIAN FOREIGN MINISTRY / HANDOUT via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post รมว.ต่างประเทศอิหร่านเยือนปักกิ่ง โอกาสจีนกำหนดทิศทางสงคราม ผลักดันสหรัฐฯ-อิหร่าน สู่ข้อตกลงสันติภาพ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมการเยือนต่างประเทศของผู้นำไต้หวัน จึงถูกจีนกดดันอย่างหนัก? https://thestandard.co/taiwan-leader-foreign-visit-china-pressure/ Mon, 04 May 2026 12:09:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1203680 ประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ชิงเต๋อ ในระหว่างการเยือนต่างประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากจีน

การเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีของไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบด […]

The post ทำไมการเยือนต่างประเทศของผู้นำไต้หวัน จึงถูกจีนกดดันอย่างหนัก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ชิงเต๋อ ในระหว่างการเยือนต่างประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากจีน

การเดินทางเยือนประเทศเอสวาตินีของไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนในเวทีโลกที่สะท้อนให้เห็นความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวันอย่างชัดเจน

 

เมื่อการเยือนต่างประเทศที่ดูเหมือนเป็นภารกิจปกติของผู้นำ แต่สำหรับประธานาธิบดีไต้หวันกลับต้องเผชิญแรงกดดันจากจีนอย่างหนัก โดยรัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาวิจารณ์การเยือนครั้งนี้อย่างรุนแรง ขณะที่ไทเปยืนยันสิทธิในการมีปฏิสัมพันธ์กับโลกที่ไม่อาจถูกปิดกั้น

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเดินทางของไล่ชิงเต๋อในครั้งนี้ไม่ได้มีประกาศแจ้งล่วงหน้า และเดิมทีกำหนดการควรจะอยู่ในช่วงปลายเดือนเมษายน แต่สาเหตุที่ต้องขยับมาเป็นช่วงนี้แทนเป็นเพราะประเทศเซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ ได้ยกเลิกใบอนุญาตทางการบินของเครื่องบินเช่าเหมาลำของไล่ชิงเต๋อโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งทางการไต้หวันออกมาระบุว่า การยกเลิกดังกล่าวเกิดจากแรงกดดันอย่างหนักจากจีน พร้อมเรียกการกระทำนี้ว่า “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประชาคมระหว่างประเทศ”

 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนเดินหน้ากดดันประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลไทเป ทำให้ปัจจุบันไต้หวันเหลือพันธมิตรทางการทูตอย่างเป็นทางการเพียง 12 ประเทศเท่านั้น ซึ่งรวมถึงกัวเตมาลา เฮติ นครรัฐวาติกัน และเอสวาตินี

 

แต่ถึงแม้จีนจะกดดันหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและยุโรปไม่ให้ผู้นำไต้หวันใช้น่านฟ้า แต่ท้ายที่สุดไล่ชิงเต๋อก็สามารถเดินทางถึงประเทศเอสวาตินีได้สำเร็จ ซึ่งเขาย้ำจุดยืนสำคัญว่าไต้หวันจะไม่ยอมละทิ้งการมีส่วนร่วมกับประชาคมโลก โดยระหว่างการเยือนไล่ชิงเต๋อได้เข้าพบกษัตริย์อึมสวาติที่ 3 (กษัตริย์แห่งเอสวาตีนี) พร้อมกับมีการลงนามข้อตกลงทางการค้า และได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการในระดับรัฐพิธี

 

การเยือนในครั้งนี้ได้จุดชนวนความไม่พอใจจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนวิจารณ์ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น “การแสดงที่น่าขบขัน” และกล่าวหาว่าผู้นำไต้หวันใช้เครื่องบินต่างชาติทำการ “ลักลอบ” ออกจากเกาะ

 

สาเหตุของแรงกดดัน

 

แก่นของแรงกดดันนี้มาจากหลักการ “จีนเดียว” ที่รัฐบาลปักกิ่งยึดถือมาตลอด แม้ในหลายครั้ง ไต้หวันจะอ้างสิทธิในการปกครองตนเอง แต่จีนยังคงยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน และเพราะเหตุนี้จึงมองว่า “ไต้หวันไม่มีสิทธิมีความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ” และได้พยายามกดดันประเทศต่างๆ ให้ยุติความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทเป ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลไต้หวันโต้แย้งอย่างหนักแน่น

 

ไล่ชิงเต๋อ ระบุบนแพลตฟอร์ม X ว่า “เขาเดินทางถึงเอสวาตินีเพื่อยืนยันมิตรภาพอันยาวนานของเรา พร้อมย้ำว่าไต้หวันจะไม่มีวันยอมจำนนต่อแรงกดดันจากภายนอก ความมุ่งมั่นและพันธะของเราตั้งอยู่บนความเข้าใจว่า ไต้หวันจะยังคงมีส่วนร่วมกับโลกต่อไป ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายใด” ซึ่งในภายหลัง ไล่ได้กล่าวขอบคุณกษัตริย์เอสวาตินีที่ยังคงยืนหยัดเคียงข้างไต้หวัน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจจากจีนก็ตาม

 

ทางด้านของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้โดยระบุว่า “การเยือนในครั้งนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลวเสมอ และจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน” พร้อมเรียกร้องให้เอสวาตินีและประเทศอื่น ๆ มองให้เห็นทิศทางของประวัติศาสตร์ และหยุดทำหน้าที่สนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

 

สำหรับเอสวาตินีนั้น เป็นประเทศเดียวในทวีปแอฟริกาที่ยังคงให้การรับรองไต้หวันอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแนวโน้มที่หลายประเทศหันไปสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนแทน และในขณะเดียวกันเอสวาตินีก็กลายเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ไม่ได้รับสิทธิการเข้าถึงตลาดจีนแบบปลอดภาษี เนื่องจากยังคงมีความสัมพันธ์กับไต้หวัน

 

การเดินทางที่ไม่ใช่เพียงแค่การเยือน

 

หากย้อนมองในอดีตที่ผ่านมา จะพบว่า การเดินทางเยือนของบุคคลสำคัญหรือผู้นำทางการเมืองระหว่างไต้หวันกับประเทศอื่นๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “เครื่องมือทางยุทธศาสตร์” ที่แต่ละฝ่ายมักใช้เพื่อส่งสัญญาณทางการทูตเสมอ และมีความหมายใน “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อย่างมาก

 

ตัวอย่างสำคัญคือ เหตุการณ์เยือนไต้หวันของแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา ในปี 2022 ซึ่งนำไปสู่การซ้อมรบขนาดใหญ่ของจีน และยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นได้ประณามรัฐบาลสหรัฐฯ และเรียกการเยือนในครั้งนั้นว่า “ละเมิดหลักการจีนเดียวอย่างร้ายแรง”

 

ส่วนการเยือนจีนของเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำก๊กมินตั๋งหรือฝ่ายค้านไต้หวัน และได้พบกับสีจิ้นผิงเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีนัยสำคัญที่ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงในสังคมไต้หวัน ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยการเยือนครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่นักการเมืองระดับสูงที่ยังอยู่ในตำแหน่งของไต้หวันมาเยือนจีนแผ่นดินใหญ่

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่รัฐบาลพรรค DPP กำลังพิจารณาอนุมัติงบประมาณกลาโหมจำนวนมากเพื่อจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกาเพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันดินแดน ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งของเจิ้งลี่เหวิน พยายามชะลอและคัดค้านมาตรการดังกล่าวในสภา จึงนำไปสู่ข้อสงสัยจากฝ่ายรัฐบาลว่าอาจมี “ผลประโยชน์ทางการเมือง” บางอย่างที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์พบปะผู้นำจีน

 

ท้ายที่สุดแล้ว จะเห็นได้ว่า ทุกการเดินทางของบุคคลระดับสูงล้วนมีนัยทางการเมืองที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ และบ่อยครั้งได้เกี่ยวข้องกับการต่อรองทางอำนาจและขอบเขตอิทธิพลบนเวทีโลก และได้สะท้อนถึง “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จีน “ยอมรับได้” สำหรับไต้หวัน

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ประเด็นที่ควรจับตามองอย่างใกล้ชิดในอนาคตคือ รัฐบาลของไล่ชิงเต๋อจะมีทิศทางในการยืนหยัดจุดยืนของตนอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจีนที่เข้มข้นมากขึ้นในระยะยาว

 

ภาพ: Taiwan Presidential Office/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมการเยือนต่างประเทศของผู้นำไต้หวัน จึงถูกจีนกดดันอย่างหนัก? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ชมไต้หวัน ชี้เยือนเอสวาตินีเป็นเรื่องปกติ จีนต่อสายเตือน ‘รูบิโอ’ https://thestandard.co/us-taiwan-eswatini-china-rubio/ Mon, 04 May 2026 05:18:44 +0000 https://thestandard.co/us-taiwan-eswatini-china-rubio/ ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดี ไต้หวัน ในการเยือน เอสวาตินี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงความคิดเห็นต่อการเย […]

The post สหรัฐฯ ชมไต้หวัน ชี้เยือนเอสวาตินีเป็นเรื่องปกติ จีนต่อสายเตือน ‘รูบิโอ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดี ไต้หวัน ในการเยือน เอสวาตินี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงความคิดเห็นต่อการเยือนเอสวาตินีของ ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันว่า เป็นพันธมิตรที่ ‘เชื่อถือได้’ และ ‘มีความสามารถ’ โดยย้ำว่า ความสัมพันธ์ของไทเปบนเวทีก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อสายคุยกับ หวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน

 

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุถึงไต้หวันว่า เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและมีความสามารถสำหรับสหรัฐฯ โดยย้ำว่า ความสัมพันธ์ของไต้หวันบนเวทีโลกมีประโยชน์กับพลเมืองในประเทศต่างๆ รวมถึงเอสวาตินีในการเยือนครั้งล่าสุด

 

นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ยังย้ำว่า ประธานาธิบดีไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ล้วนเคยเดินทางไปเยือนต่างประเทศเพื่อพบปะกับพันธมิตรทางการทูตของไต้หวัน เช่น อดีตประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ก็เคยเดินทางไปเยือนเอสวาตินีในปี 2018 และ 2023

 

“การเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องปกติและไม่ควรถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมือง” สหรัฐฯ ย้ำทิ้งท้าย

 

อนึ่ง ท่าทีของสหรัฐฯ เกิดขึ้น หลังทางการไต้หวันยกเลิกการเดินทางเยือนเอสวาตินีเพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี การขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์มสวาติที่ 3 เพราะ 3 ประเทศในแอฟริกา ได้แก่ เซเชลส์ มอริเชียส และมาดากัสการ์ เพิกถอนใบอนุญาตทำการบินข้ามน่านฟ้า โดยสำนักงานประธานาธิบดีไต้หวันระบุว่า จีนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด และกดดันทางเศรษฐกิจให้ประเทศในแอฟริกาทำตาม

 

อย่างไรก็ดี ไล่ ชิงเต๋อ เดินทางเยือนเอสวาตินีสำเร็จ โดยทางการไต้หวันระบุว่า การเดินทางครั้งใหม่เตรียมการอย่างรอบคอบและระมัดระวังเป็นเวลาหลายวัน โดยไม่เปิดเผยเส้นทางหรือรายละเอียดว่า เขาเดินทางไปด้วยวิธีใด

 

“ผมหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะมีส่วนช่วยกระชับมิตรภาพระหว่างไต้หวันและเอสวาตินีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านความเชื่อมโยงทางด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม วัฒนธรรม และการศึกษาที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศของไต้หวันด้วย” ผู้นำไต้หวันกล่าว

 

จีนต่อสายหาสหรัฐฯ – กดดันเอสวาตินี

 

ทั้งนี้ มีรายงานจาก AP ว่า รูบิโอและ หวัง อี้ ต่อสายตรงคุยกัน โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ตัดสินใจในประเด็นไต้หวันอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้องเสถียรภาพของทั้งสองชาติ

 

อนึ่ง การสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า หรือวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งคาดว่า ประเด็นไต้หวันจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการหารือ นอกเหนือจากประเด็นสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลก

 

นอกจากนี้ ทางการจีนประณามการเยือนเอสวาตินีครั้งนี้ว่า เป็น ‘ละครฉากตลก’ ที่ไต้หวันลักลอบเดินทางหนี โดยย้ำว่า ไทเปเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน และไม่มีสิทธิดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตรัฐต่อรัฐ

 

“ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) จะสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังภายนอก หรือพยายามกว้านซื้อความภักดีจากผู้อื่นในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนเป็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์ และไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนได้” กระทรวงต่างประเทศจีนระบุ

 

ขณะที่ทางการปักกิ่งยังเรียกร้องให้เอสวาตินีมองเห็นภาพรวมของประวัติศาสตร์ให้ชัดเจน โดยย้ำว่า อย่ายอมเสี่ยงเอาตัวเข้าแลกเพื่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่ต้องการ ‘เอกราชไต้หวัน’ เพียงหยิบมือเดียว

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา จีนได้ประกาศยกเลิกภาษีศุลกากรให้กับประเทศในแอฟริกาทั้งหมด ยกเว้นประเทศเอสวาตินี

 

ภาพ: Taiwan Presidential Office/Handout via REUTERS

อ้างอิง:

 

The post สหรัฐฯ ชมไต้หวัน ชี้เยือนเอสวาตินีเป็นเรื่องปกติ จีนต่อสายเตือน ‘รูบิโอ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาประชุมสุดยอด จีน-สหรัฐฯ เมื่อ ‘ไต้หวัน’ คือเป้าหมายสูงสุดของสีจิ้นผิง https://thestandard.co/china-us-summit-taiwan-xi-trump/ Thu, 30 Apr 2026 08:33:30 +0000 https://thestandard.co/china-us-summit-taiwan-xi-trump/ โดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง ในภาพประกอบเชิงเปรียบเทียบกับ ประธานาธิบดี ไต้หวัน

โลกกำลังนับถอยหลังสู่การพบปะทางการทูตที่น่าจับตามองมากท […]

The post จับตาประชุมสุดยอด จีน-สหรัฐฯ เมื่อ ‘ไต้หวัน’ คือเป้าหมายสูงสุดของสีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง ในภาพประกอบเชิงเปรียบเทียบกับ ประธานาธิบดี ไต้หวัน

โลกกำลังนับถอยหลังสู่การพบปะทางการทูตที่น่าจับตามองมากที่สุดแห่งปี เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอด จีน-สหรัฐฯ (หรือ Xi-Trump Summit) อย่างเป็นทางการในวันที่ 14-15 พฤษภาคม หลังต้องเลื่อนกำหนดการเดิมจากเดือนเมษายน เนื่องด้วยความผันผวนของวิกฤตสงครามในอิหร่าน

 

 

แม้วาระการประชุมจะถูกรายล้อมด้วยประเด็นร้อนอย่างวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ แต่สำนักข่าว Reuters รายงานชัดเจนว่า ‘ไต้หวัน’ คือวาระสูงสุดที่ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดจีน ต้องการคำมั่นสัญญาใหม่จากสหรัฐฯ โดยอาจเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวและชัดเจนยิ่งกว่าการพบปะครั้งก่อนในเกาหลีใต้

 

THE STANDARD ชวนจับตามองสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ และท่าทีของไต้หวันในการรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า

 

ทำไม ‘ไต้หวัน’ คือประเด็นหลักสำหรับจีน

 

ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในแถลงการณ์ชัดเจนว่า ไต้หวันคือผลประโยชน์แห่งชาติของจีน และเป็นรากฐานทางการเมืองในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า คำว่า ‘เอกราชของไต้หวัน’ และ ‘สันติภาพในช่องแคบไต้หวัน’ เข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับไฟ

 

บทวิเคราะห์จาก Wall Street Journal มองว่า ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ สีอาจใช้การเดินทางของ เจิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งในช่วงที่ผ่านมา มากดดันทรัมป์ว่า เป็น ‘เรื่องภายในครอบครัว’ และคนจำนวนมากต้องการมีความสุขกับระบอบการปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่

 

รายงานยังระบุว่า สีต้องการให้สหรัฐฯ เปลี่ยนจุดยืนประเด็นการประกาศเอกราชของไต้หวัน จาก ‘ไม่สนับสนุน’ (Not Support) เป็น ‘คัดค้าน’ (Oppose) โดยระบุว่า ความหมายของ 2 คำนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะคำว่าคัดค้านมีความหมายหนักแน่นยิ่งกว่า ถือเป็นการตีตราชัดเจนว่า ไต้หวันเป็นฝ่ายผิด หากต้องการประกาศเอกราช ขณะที่เป็นการสร้างความชอบธรรมต่อจีน หากเปิดฉากบุกไต้หวันจริงๆ

 

อนึ่ง เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ปี 2024 โดยสีจิ้นผิงขอให้ โจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปลี่ยนถ้อยแถลงจากประโยค ‘ไม่สนับสนุน’ ว่า สหรัฐฯ ‘คัดค้าน’ การประกาศเอกราชของไต้หวัน

 

ทั้งนี้ อู๋ ซินโป คณบดีสถาบันนานาชาติศึกษา มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น และที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศจีนให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า ตรรกะของจีนในประเด็นไต้หวันต่อสหรัฐฯ คาดเดาง่ายมาก คือ หากสหรัฐฯ ไม่ต้องการทำสงครามใหญ่กับจีน ก็ไม่ควรสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน

 

“ทรัมป์ไม่มีความสนใจที่จะทำสงครามกับจีน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงที่อาจดึงสหรัฐฯ เข้าไปพัวพัน เขาควรแสดงให้ชัดเจนว่า จะไม่สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นการส่งเสริมวาระทางการเมืองของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ซินโประบุ

 

ส่วน เคิร์ต แคมป์เบลล์ (Kurt Campbell) อดีตนักการทูตและอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จีนมีความทะเยอทะยานในประเด็นไต้หวันเป็นพิเศษ โดยแสดงความกังวลว่า สีอาจกดดันให้ทรัมป์ประกาศจุดยืนคัดค้านการเป็นเอกราชของไต้หวันแบบเปิดเผย

 

แคมป์เบลล์วิเคราะห์ว่า ทรัมป์จะเดินหน้าเจรจาข้อตกลงทางธุรกิจครั้งใหญ่กับจีน รวมถึงผลักดันให้ปักกิ่งขยายการสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่สีก็อาจใช้โอกาสนี้กดดันด้วยเช่นกัน

 

อดีตนักการทูตยังเผยว่า เป็นเรื่องน่าแปลกที่จีนไม่ได้แสดงความกังวลอะไรกับการมาเยือนครั้งนี้เลย โดยเฉพาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งชี้ชัดว่า จีนมีแผนการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว

 

อนึ่งน่าสนใจว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์พยายามย้ำกับจีนว่า นโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนรัฐบาลปักกิ่งก็รับรู้ว่า สหรัฐฯ ยุคทรัมป์ขายอาวุธให้ไต้หวันมากกว่าที่ไบเดนเคยทำตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

 

ไต้หวันจับตามองอย่างไรบ้าง

 

เซิน ยู่จุง รัฐมนตรีช่วยสภากิจการแผ่นดินใหญ่ไต้หวันระบุว่า ไทเปกำลังเฝ้าดูสถานการณ์ว่า สหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงจุดยืนในประเด็นช่องแคบไต้หวันจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้หรือไม่ ขณะที่ อู๋ จื้อจง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า ไต้หวันกลัวกลายเป็น ‘เหยื่อ’ หรือ ‘เมนู’ บนโต๊ะเจรจาระหว่างทรัมป์กับสี ซึ่งจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น

 

เมื่อถูกถามว่า สหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นหรือไม่ว่า จะไม่มีการเปลี่ยนถ้อยคำในนโยบายไต้หวัน อู๋ตอบเพียงว่า ไม่มีอะไรที่แน่นอน 100% แต่ก็ยังคงมองโลกในแง่ดีว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนมหาศาลของไต้หวันในสหรัฐฯ จะช่วยให้ผลประโยชน์ของสองชาติแนบแน่น จนไต้หวันไม่ถูกนำไปแลกเปลี่ยนได้ง่ายๆ

 

ทรัมป์จะทำอย่างไรต่อ

 

เรย์มอนด์ กรีน นักการทูตระดับสูงของสหรัฐฯ ในไต้หวัน ยืนยันว่า พันธสัญญาสหรัฐฯ-ไต้หวัน ยังแข็งแกร่งเหมือนหินผา โดยเฉพาะการขายอาวุธตามกฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act)

 

ขณะที่ โรเบิร์ต โอไบรอัน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ให้ความเห็นว่า ทรัมป์คงไม่อยากเป็นประธานาธิบดีอเมริกันคนแรกที่เสียไต้หวันไป เพราะนั่นไม่ใช่เกียรติประวัติที่เขาต้องการ

 

อนึ่ง Reuters ยังระบุว่า สหรัฐฯ มีเดิมพันด้านยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก คือการใช้ประโยชน์จากไทเปด้วยการดักฟังจีนจากภูเขาสูงของไต้หวัน โดยแหล่งข่าวความมั่นคงรายหนึ่งถึงตั้งคำถามกลับว่า สหรัฐฯ ต้องการจะเสียทำเลที่ดีที่สุดในการเก็บข้อมูลข่าวกรองจากจีนไปจริงๆ หรือไม่

 

นอกจากนี้ Bloomberg ยังระบุว่า แม้ทรัมป์มักจะพูดถึงสีในแง่ดีเสมอ แต่เขาก็มีที่ปรึกษาสายเหยี่ยวคอยสกัดกั้นการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับจีน เช่น การคัดค้านไม่ให้จีนซื้อชิปขั้นสูง Blackwell ของ Nvidia

 

อย่างไรก็ตาม เหล่าคนสนิทของทรัมป์ยอมรับว่า ไม่มีใครรู้ว่าการประชุมครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร เพราะทรัมป์มักใช้สัญชาตญาณและการเจรจาเฉพาะหน้าเป็นหลัก (หมายเหตุ: Bloomberg ยังวงเล็บว่า คนสนิทของทรัมป์อาจแกล้งทำเป็นไม่รู้ด้วยก็ได้)

 

จับตาการเจรจาจีน-สหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรในอนาคต

 

Foreign Policy มองว่า วาระในการพูดคุยในปี 2026 ควรเน้นการค้า การลงทุน และการจัดการวิกฤต โดยปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนหารือตั้งคณะกรรมการการค้า (Board of Trade) และคณะกรรมการการลงทุน (Board of Investment) หวังสร้างกระบวนการจัดการข้อพิพาททางเศรษฐกิจเพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีไว้

 

ขณะที่บทความยังเตือนทรัมป์ว่า เป้าหมายการเยือนครั้งนี้ไม่ใช่การยุติการเป็นคู่แข่งกับจีน แต่เป็นการสร้างระเบียบในการแข่งขัน โดยสิ่งที่โลกต้องการ คือ มีสิ่งที่คาดเดาได้ เช่น มีเส้นแดงหรือเรื่องต้องห้ามชัดเจน สหรัฐฯ และจีนมีช่องทางการสื่อสารที่น่าเชื่อถือ และมีความเข้าใจตรงกันในหลายประเด็น เช่น AI และไต้หวัน

 

ภาพ: Evelyn Hockstein & Ann Wang / Reuters

อ้างอิง:

 

The post จับตาประชุมสุดยอด จีน-สหรัฐฯ เมื่อ ‘ไต้หวัน’ คือเป้าหมายสูงสุดของสีจิ้นผิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมจีนยกเว้นภาษี 53 ประเทศในแอฟริกา จีนได้อะไร? https://thestandard.co/china-africa-trade-tariffs-benefits/ Thu, 30 Apr 2026 05:06:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1202627 ภาพประกอบแสดงการค้าระหว่างประเทศจีนและทวีปแอฟริกา สื่อถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและวัตถุดิบ

วันนี้ (30 เมษายน) จีนประกาศเตรียมยกเว้นภาษีนำเข้าให้กั […]

The post ทำไมจีนยกเว้นภาษี 53 ประเทศในแอฟริกา จีนได้อะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการค้าระหว่างประเทศจีนและทวีปแอฟริกา สื่อถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและวัตถุดิบ

วันนี้ (30 เมษายน) จีนประกาศเตรียมยกเว้นภาษีนำเข้าให้กับ 53 ประเทศในแอฟริกา ครอบคลุมเกือบทุกประเทศ ยกเว้นเพียงเอสวาตินีที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน โดยเริ่มทยอยให้สิทธิกับ 33 ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 และจะขยายครอบคลุมอีก 20 ประเทศไปจนถึงเดือนเมษายน 2028

 

 
 

‘ผลประโยชน์ต่างตอบแทน’ ของจีนและแอฟริกา?

 

นโยบายนี้ช่วยให้จีนมีแหล่งนำเข้าวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติที่มั่นคง เช่น น้ำมันดิบจากแองโกลา และแร่หายากจากนามิเบีย อีกทั้งยังเป็นการขยายอิทธิพลของจีนในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อคานอำนาจและรับมือกับนโยบายกีดกันทางการค้าของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่กำลังใช้มาตรการภาษีอย่างเข้มงวด

 

ขณะเดียวกัน นโยบายก็ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของแอฟริกา ผู้นำในแอฟริกาหลายประเทศตอบรับนโยบายนี้ด้วยความคาดหวังสูง ตัวอย่างเช่น เคนยาได้เริ่มจัดส่งสินค้าเกษตรปลอดภาษี เช่น อะโวคาโด กาแฟ และถั่วไปยังจีนแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ส่งออก ส่วนกานาคาดหวังว่า สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างโกโก้และสิ่งทอจะสามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

 

อุปสรรคและความท้าทาย

 

ปัญหาใหญ่ของการส่งออกในแอฟริกาคือ ‘โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พัฒนา’ ซึ่งทำให้ต้นทุนการค้าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 50% เพื่อสนับสนุนเรื่องนี้ จีนได้เร่งลงทุนผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) โดยในปีที่ผ่านมาแอฟริกาเป็นภูมิภาคที่ได้รับเงินลงทุนและสัญญาการก่อสร้างจากโครงการนี้มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนโยบายปลอดภาษี แต่จีนยังคงได้เปรียบดุลการค้ากับแอฟริกาอย่างมหาศาล โดยในปี 2025 จีนเกินดุลการค้าถึง 1.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 60% จากปี 2024 นอกจากนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าช่องว่างนี้จะลดลงหรือไม่ เพราะจีนยังคงเร่งส่งออกผลิตภัณฑ์พลังงานหมุนเวียน รวมถึงสินค้าส่วนเกินที่ผลิตล้นตลาดในประเทศไปยังแอฟริกาอย่างต่อเนื่อง

 

แฟ้มภาพ: Mister Din / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมจีนยกเว้นภาษี 53 ประเทศในแอฟริกา จีนได้อะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน https://thestandard.co/durian-china-market-growth/ Wed, 29 Apr 2026 02:23:04 +0000 https://thestandard.co/durian-china-market-growth/ ทุเรียนสดในตลาด ณ ประเทศจีน

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมือ […]

The post ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทุเรียนสดในตลาด ณ ประเทศจีน

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ ‘ราชาแห่งผลไม้’ จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ ‘ฤดูทุเรียน’ โดยระบบโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นที่พัฒนาดีขึ้น ห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่สู่การรวมกลุ่มซื้อและตลาดเมืองรอง

 

โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีมานี้ โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังคงค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานานของทุเรียนไทยยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม

 

ข้อมูลจากสำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีนระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กอปรกับระบบมาตรฐานของอุตสาหกรรมทุเรียนในประเทศเหล่านี้ทยอยพัฒนาดีขึ้น

 

สำหรับมุมมองของผู้บริโภค ความต้องการทุเรียนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการบริโภคในจีน โดยหวังเจิ้งโป ประธานบริษัทกว่างซี อวิ้นตัวตัว ซัพพลายเชน เมเนจเมนต์ จำกัด เผยว่าจำนวนผู้บริโภคทุเรียนในจีนเพิ่มขึ้นจากหลักสิบล้านเป็นหลักร้อยล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพการบริโภคในเมืองรองระดับสองระดับสามจนถึงระดับอำเภอ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยขยายตลาดคือคนมีรายได้สูงขึ้น อุปทานทุเรียนเพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานห่วงโซ่ความเย็นพัฒนาดีขึ้น

 

ขณะเดียวกันความนิยมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลงไป โดย นิติ ประทุมวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง ชี้ว่าผู้บริโภคชาวจีนกำลังเปลี่ยนจุดให้ความสำคัญจากเรื่อง ‘ราคา’ เป็นเรื่อง ‘คุณภาพ’ โดยเฉพาะความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานของแหล่งผลิต และการตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดทุเรียนของจีนยากยิ่งขึ้น

 

สำหรับด้านอุปทาน เงินทุนจากจีนและองค์กรธุรกิจของจีนได้เร่งลงทุนในการเพาะปลูกทุเรียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูกในท้องถิ่นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตัวอย่างเช่นหลิวจวิ้นหง นักธุรกิจจากกว่างซี ได้ลงพื้นที่ในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และที่อื่นๆ ก่อนสุดท้ายจะดำเนินโครงการเพาะปลูกทุเรียนในจังหวัดกำปอดของกัมพูชา โดยหลิวเล็งไปที่สายพันธุ์หนามดำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการแข่งขันของสายพันธุ์เดียวกันในอนาคต

 

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงกำไรเพิ่มขึ้นเสมอไป โดยหวังเจิ้งโปกล่าวว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนนั้นยาวและเกี่ยวพันกับหลายจุด ต้นทุนเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงวางขาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายยังคงสูง โดยอุตสาหกรรมทุเรียนมีความแตกต่างที่ชัดเจน ผู้ควบคุมทรัพยากรต้นน้ำและผู้ค้ารายใหญ่ค่อนข้างมั่นคง แต่รายเล็กรายน้อยเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของราคา

 

ผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าความผันผวนของราคาทุเรียนในตลาดจีนเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งผลิตอย่างไทย เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อชาวจีนพยายามเข้าถึงแหล่งผลิตโดยตรงมากขึ้น ต้นทุนการขนส่งผ่านห่วงโซ่ความเย็นสูงขึ้น และการตรวจสอบของท่าด่านเข้มงวดยิ่งขึ้น ทว่าแม้มีความผันผวนในระยะสั้น แต่ตลาดจีนยังคงเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก

 

บรรดานักวิเคราะห์มองว่าตลาดทุเรียนของจีนยังอยู่ห่างไกลจากจุดอิ่มตัวอีกมาก แต่มีกลไกการตรวจสอบคัดกรองที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ ขาดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน หรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะค่อยๆ หายไปจากตลาดจีน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการเพาะปลูก และกำกับดูแลคุณภาพ เพื่อเสริมความได้เปรียบในตลาดต่อไป

 

ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนมีแนวโน้มขยายตัว โดยความต้องการสัมผัสประสบการณ์ตรงถึงแหล่งผลิตของผู้บริโภค ทำให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุเรียนที่ผสมผสานประสบการณ์เก็บทุเรียนและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งหลิวจวิ้นหงเล็งจะทดลองโมเดล ‘ทุเรียน+การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ ในกัมพูชาเหมือนในไทยและมาเลเซีย

 

สำหรับด้านผลิตภัณฑ์ การแปรรูปเชิงลึกและการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่แตกย่อยเพิ่มเติมกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพูทุเรียนแช่แข็งและเค้กทุเรียนไปยังขนมและอาหารหลากหลายเมนู โดยหวังเจิ้งโปทิ้งท้ายว่าอุตสาหกรรมทุเรียนกำลังเปลี่ยนแปลง ‘สินค้าเฉพาะกลุ่ม’ เป็น ‘สินค้ากระแสหลัก’ ขณะบางส่วนบอกว่าแม้รสชาติยังคงเหมือนเดิม แต่การเดินทางจากแหล่งผลิตมาถึงโต๊ะนั้นแตกต่างจากเดิมมากยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: สำนักข่าวซินหัว

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

 

The post ตลาดบริโภค ‘ทุเรียน’ ในจีนโตต่อเนื่อง กระตุ้นแหล่งผลิตในอาเซียนปรับแผนแข่งขัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
AiMOGA เปิดตัวหุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะ แบ่งเบาภาระตำรวจจราจรในจีน https://thestandard.co/aimoga-robot-police-china/ Tue, 28 Apr 2026 01:30:58 +0000 https://thestandard.co/aimoga-robot-police-china/ หุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะ AiMOGA กำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยงานตำรวจจราจรบนถนนในประเทศจีน

จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยแบ่งเบาภาระตำร […]

The post AiMOGA เปิดตัวหุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะ แบ่งเบาภาระตำรวจจราจรในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะ AiMOGA กำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยงานตำรวจจราจรบนถนนในประเทศจีน

จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถใช้เทคโนโลยีช่วยแบ่งเบาภาระตำรวจจราจรและสร้างระบบจราจรแห่งอนาคตด้วยตำรวจอัจฉริยะ (Intelligent Police Robot) ซึ่งวันนี้ใกล้ความเป็นจริงแล้ว

 

ในงาน AiMOGA Global Release Conference 2026 ‘Driven by Scenarios : United for Growth’ ที่เมืองอู๋หู มณฑลอันฮุย ประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 เมษายน บริษัท AiMOGA Robotics จับมือ OMODA & JAECOO แบรนด์รถ EV จากจีน นำหุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะมาอวดโฉมต่อโลกอย่างเป็นทางการ

 

แต่ก่อนหน้านี้หุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะของ AiMOGA มีการใช้งานจริงและทดลองใช้ในบางพื้นที่ในหลายเมืองทั่วประเทศจีน ครอบคลุมภารกิจสนับสนุนการจราจรในเขตโรงเรียน การแนะแนวทางจราจร และการรักษาความปลอดภัยในงานกิจกรรมสำคัญ

 

ตัวหุ่นยนต์ทำงานผ่านระบบนำทางแบบ Multi-sensor Fusion และโมเดลประมวลผลขนาดใหญ่ (Large Model) สำหรับการจัดการจราจรโดยเฉพาะ สามารถเคลื่อนที่ด้วย 4 ล้อ ทำให้หุ่นยนต์สามารถลาดตระเวนแบบอัจฉริยะ ตรวจจับการละเมิดกฎจราจร และประสานงานสัญญาณไฟ ซึ่งช่วยลดภาระของตำรวจจราจรได้เป็นอย่างมาก

 

โดยปัจจุบัน AiMOGA อยู่ระหว่างเจรจาร่วมมือกับอีกกว่า 50 เมืองทั่วประเทศจีน เพื่อนำหุ่นยนต์ตำรวจจราจรอัจฉริยะไปใช้งานจริง ซึ่งอนาคตที่เราจะไ้ด้เห็นการใช้ระบบจราจรอัจฉริยะเต็มรูปแบบอาจไม่ไกลเกินจริง

 

นอกจากหุ่นยนต์ตำรวจแล้ว AiMOGA ยังร่วมพัฒนาฮิวแมนนอยด์ ‘Mornine’ และหุ่นยนต์สี่ขา ‘Argos’ ที่มีการนำออกแสดงที่บูธ AiMOGA ข้างบูธ OMODA & JAECOO ภายในงาน Auto China 2026 ที่ปักกิ่งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย เป็นการสาธิตการผสานเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะเข้ากับระบบนิเวศยานยนต์ โดยมีการนำเทคโนโลยีจากห้องโดยสารอัจฉริยะและระบบช่วยขับขี่ของ OMODA & JAECOO มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้หุ่นยนต์ของ AiMOGA Robotics มีความสามารถในการรับรู้สภาพแวดล้อมระดับเดียวกับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการระบุตำแหน่งที่แม่นยำระดับเซนติเมตร การหลบหลีกสิ่งกีดขวางแบบไดนามิก และการรับรู้พื้นที่ 3 มิติในสถานการณ์ที่ซับซ้อน นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีระบบไฟฟ้า 3-Electric System และแบตเตอรี่ Solid-state จาก Chery เพื่อรองรับการทำงานอย่างต่อเนื่องด้วย

The post AiMOGA เปิดตัวหุ่นยนต์ตำรวจอัจฉริยะ แบ่งเบาภาระตำรวจจราจรในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการอาวุโสชี้ หวังอี้เยือนไทยสะท้อน ‘อาเซียนคือหลังบ้านของจีน’ https://thestandard.co/wang-yi-thailand-china-asean-backyard/ Mon, 27 Apr 2026 11:48:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1201689 ภาพ ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เสร็จสิ้นแล้ว สำหรับภารกิจต้อนรับ หวังอี้ สมาชิกกรมการเ […]

The post นักวิชาการอาวุโสชี้ หวังอี้เยือนไทยสะท้อน ‘อาเซียนคือหลังบ้านของจีน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เสร็จสิ้นแล้ว สำหรับภารกิจต้อนรับ หวังอี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23-25 เมษายนที่ผ่านมา

 

หนึ่งในข้อสรุปที่สำคัญที่เกิดขึ้นคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างกัน และปีที่ผ่านมาได้ฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ขณะที่หวังอี้ยังกล่าวว่าความสัมพันธ์นี้เป็น ‘แบบอย่างที่ดี’ ของความสัมพันธ์ที่จีนอยากจะมีกับอาเซียนทุกประเทศ

 

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเผยว่า ในการหารือกับหวังอี้ ไทยพยายามที่จะมองไปข้างหน้า และจะจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเป็นแนวทางสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยจะครอบคลุมความสัมพันธ์ในทุกมิติ รวมทั้งความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ถึงนัยของการเดินทางเยือนครั้งนี้

 

อาจารย์สุรชาติมองว่า การที่ หวังอี้ เดินทางมาเยือนไทย รวมถึงเพื่อนบ้านในอาเซียนในช่วงเวลานี้ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า จีนมอง ‘ผลประโยชน์ในเอเชีย’ ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ได้แก่ การเจรจาระหว่างสีจิ้นผิงกับโดนัลด์ ทรัมป์ที่ปักกิ่ง ซึ่งจีนไม่ต้องการให้ปัญหาในอิหร่านมาเป็นอุปสรรคต่อการเจรจานี้ จึงอยู่ในสภาวะที่เคลื่อนไหวอะไรมากไม่ได้
  • ผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ดั้งเดิมคือ ปัญหาไต้หวันและปัญหาหมู่เกาะในทะเลจีนใต้
  • ผลประโยชน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนนี้ ‘มีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ’

 

โดยการมาเยือนของหวังอี้เป็นการยืนยันว่า จีนมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ‘อาเซียน’ เป็น ‘หลังบ้าน’ เช่นเดียวกับที่ ‘ลาตินอเมริกา’ เป็นหลังบ้านของสหรัฐฯ หากทรัมป์บุกเวเนซุเอลาบน ‘หลักการมอนโร’ จีนก็ขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บนหลักการลักษณะเดียวกันนี้

 

อาจารย์สุรชาติทิ้งท้ายว่า นี่เป็นมิติที่ประเทศไทยและสังคมไทยต้องขบคิดให้มากขึ้น เพราะการตกอยู่ในสถานะ ‘หลังบ้าน’ ของมหาอำนาจย่อมมีความสุ่มเสี่ยง และหมายความว่านโยบายต่างประเทศของประเทศเล็กๆ ในภูมิภาคนี้กำลังถูกพันธนาการด้วยการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องคิดให้รอบคอบและเท่าทันสถานการณ์โลก

 

อ้างอิง:

 

 

The post นักวิชาการอาวุโสชี้ หวังอี้เยือนไทยสะท้อน ‘อาเซียนคือหลังบ้านของจีน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากสันติภาพสู่ประชาชน: การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงของเอเชีย https://thestandard.co/china-asia-security-model-track-ii/ Thu, 23 Apr 2026 07:59:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1200496 ภาพประกอบแนวตั้งสำหรับบทความ opinion แสดงข้อความ ‘จากสันติภาพสู่ประชาชน การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงเอเชีย’

เมื่อวันที่ 20-21 เมษายน 2026 มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจ […]

The post จากสันติภาพสู่ประชาชน: การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวตั้งสำหรับบทความ opinion แสดงข้อความ ‘จากสันติภาพสู่ประชาชน การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงเอเชีย’

เมื่อวันที่ 20-21 เมษายน 2026 มหาวิทยาลัยการต่างประเทศจีน (CFAU) ได้จัดการประชุม China-Cambodia-Thailand Track II Dialogue ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “การดำเนินการตามฉันทามติฝู่เซียนและการส่งเสริมสภาพแวดล้อมความคิดเห็นสาธารณะที่สงบสุข (Implementing the Fuxian Consensus and Fostering a Peaceful Public Opinion Environment)”

 

ภายหลังความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทยทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงกลางปี ​​2025 จีนได้พยายามไกล่เกลี่ยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างทั้ง 2 ประเทศ โดยในเดือนธันวาคม 2025 รัฐมนตรีต่างประเทศและผู้นำหน่วยงานทางการทหารจากจีน กัมพูชา และไทย ได้จัดการประชุมที่ทะเลสาบฝู่เซียน (Fuxian) ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งได้บรรลุฉันทามติ 5 ประการเกี่ยวกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 CFAU ได้จัดการประชุมเสวนาแบบ Track II ครั้งแรกระหว่างจีน กัมพูชา และไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเสวนาในหมู่นักคิดและนักวิชาการจากทั้งสามประเทศ และให้การสนับสนุนทางปัญญาสำหรับการดำเนินการตามฉันทามติฝู่เซียน

 

การประชุมเสวนาครั้งที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ก้าวไปข้างหน้า จากการประชุมระดับชนชั้นนำไปสู่การประชุมระดับสังคม และเปลี่ยนจุดสนใจจากประเด็นสันติภาพไปสู่ประเด็นของประชาชน ผู้เข้าร่วมการประชุมไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนจากนักคิดและนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวแทนจากสื่อมวลชน องค์กรด้านมนุษยธรรม และองค์กรภาคประชาสังคมด้วย

 

หัวข้อการประชุมเปลี่ยนจากการเสริมสร้างความมั่นคงของการหยุดยิงและการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไปสู่การชี้นำความคาดหวังของประชาชนและการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความตึงเครียด การกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนในพื้นที่ชายแดน และการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พลัดถิ่น

 

ที่ประชุมได้มีการส่งเสริมความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับบทบาทของสื่อในกระบวนการสันติภาพ พร้อมทั้งได้เสนอแนะมาตรการหลายประการเพื่อช่วยลดความไม่ไว้วางใจ ข้อมูลเท็จ และคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง บรรเทาความไม่พอใจของประชาชน และสร้างกลไกเพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างชุมชนสื่อของกัมพูชาและไทย ตลอดจนส่งเสริมบรรยากาศเชิงบวกและความเป็นมิตร

 

นอกจากนี้ยังได้สำรวจอุปสรรคที่ขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยตระหนักว่า เงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการกลับมาแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความปรารถนาดีทางการเมืองและเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในการประชุมเสวนาแบบ Track II ยังได้มีการพิจารณาแนวคิดใหม่ๆ ตั้งแต่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นในพื้นที่ชายแดนเพื่อคุ้มครองพลเรือน ดูแลผู้พลัดถิ่น และรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ไปจนถึงช่องทางการเจรจาเฉพาะสำหรับประเด็นด้านมนุษยธรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมของอาเซียนและพันธมิตรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในระดับภูมิภาค

 

ความพยายามในการไกล่เกลี่ยของจีนแสดงให้เห็นถึง ‘โมเดลความมั่นคงในเอเชีย’ ของจีน

 

โมเดลความมั่นคงแห่งเอเชียเป็นกระบวนทัศน์ใหม่สำหรับการกำกับดูแลความมั่นคงระดับภูมิภาค ซึ่งจีนได้เสนออย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนเมษายน 2025 ในการประชุมกลางว่าด้วยงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน (Central Conference on Work Related to Neighboring Countries)

 

โมเดลนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นทางเลือกแทนพันธมิตรทางทหารดั้งเดิมแบบตะวันตก โดยมีหลักการสำคัญคือ “แบ่งปันความสุขและความทุกข์ แสวงหาจุดร่วมในขณะที่ละทิ้งความแตกต่าง และให้ความสำคัญกับการเจรจาและการปรึกษาหารือ”

 

โมเดลนี้แสดงถึงการนำแนวคิดความมั่นคงแห่งเอเชียไปใช้เพิ่มเติม ซึ่งเน้นความมั่นคงร่วมกันอย่างครอบคลุม ความร่วมมือ และยั่งยืน

 

ประการแรก การแบ่งปันความสุขและความทุกข์เป็นแรงขับเคลื่อนพื้นฐานและเป้าหมายหลักของการเจรจา โดยถือว่าชะตากรรมของประเทศต่างๆ นั้นเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด และความมั่นคงของประเทศหนึ่งไม่สามารถบรรลุได้โดยแลกกับความมั่นคงของอีกประเทศหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องก้าวข้ามความคิดแบบผลรวมเป็นศูนย์

 

ด้วยเหตุนี้ การเจรจาจึงแยกประเด็นด้านมนุษยธรรมและการดำรงชีวิตออกจากข้อพิพาทเรื่องอธิปไตย ดังที่ผู้เข้าร่วมประชุมหลายท่านได้ชี้ให้เห็น รัฐบาลทั้งสองควรจัดตั้งช่องทางสำหรับการปรึกษาหารือด้านมนุษยธรรมและการดำรงชีวิตที่เป็นอิสระจากการเจรจาเรื่องอธิปไตย โดยให้ความสำคัญกับการค้าข้ามพรมแดน ความช่วยเหลือทางการแพทย์ และการเคลื่อนย้ายขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อลดต้นทุนทางสังคมของความขัดแย้ง

 

การสร้างรากฐานของความไว้วางใจขึ้นใหม่โดยการปรับปรุงการดำรงชีวิตและสายสัมพันธ์ทางสังคมในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

 

ผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะเฉพาะเจาะจง ได้แก่

 

  • การฟื้นฟูการขนส่งสินค้าและบริการโลจิสติกส์อย่างเป็นระเบียบ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

  • การฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ด้านการดำรงชีวิตในชุมชนชายแดน รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงาน การดำเนินงานของตลาดท้องถิ่น และการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม

 

  • การปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้พลัดถิ่นโดยให้ความสำคัญกับที่พักพิงที่ปลอดภัย น้ำดื่มสะอาด อาหาร และการดูแลทางการแพทย์ขั้นพื้นฐาน

 

  • การให้การสนับสนุนด้าน ‘ฮาร์ดแวร์’ รวมถึงโรงพยาบาลสนามแบบโมดูลาร์ บ้านสำเร็จรูป อุปกรณ์กรองน้ำ และทีมป้องกันและควบคุมโรคระบาด

 

ประการที่สอง การแสวงหาจุดร่วมในขณะที่ละทิ้งความแตกต่างเป็นหลักการสำคัญของการร่วมมือ โดยสนับสนุนให้ละทิ้งความแตกต่างเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความมั่นคงร่วมกัน

 

การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทยในปัจจุบันไม่ใช่คำถามว่า “จะหยุดยิงหรือไม่” อีกต่อไป แต่เป็นคำถามว่า “จะเปลี่ยนเสถียรภาพชั่วคราวให้กลายเป็นสันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร”

 

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมความคิดเห็นสาธารณะภายในประเทศเป็นอย่างมาก ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นพ้องต้องกันว่าสื่อเป็นพลังที่มองไม่เห็นซึ่งกำหนดความสัมพันธ์ทวิภาคี การหยุดยิงไม่ใช่เพียงแค่การหยุดยิง แต่ยังรวมถึงการลดระดับวาทกรรมที่ปลุกปั่นด้วย

 

ควรมีการกำหนดมาตรฐานการรายงานข่าวที่มุ่งเน้นสันติภาพเพื่อเปลี่ยนสื่อจากอาวุธแห่งการแบ่งแยกให้กลายเป็นสะพานแห่งความเข้าใจ

 

ในบริบทนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่

 

  • การจัดตั้งเครือข่ายนักข่าวข้ามพรมแดนอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเปิดใช้งานการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อของทั้งสองประเทศ

 

  • การจัดตั้งจุดติดต่อเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงข้ามพรมแดน (Cross-Border Fact-Checking Contact Points)

 

  • การป้องกันข่าวลือที่ปลุกปั่นไม่ให้แพร่กระจาย

 

  • การพัฒนากฎเกณฑ์การปฏิบัติที่ยืดหยุ่นและสมัครใจสำหรับสื่อและอินฟลูเอนเซอร์ (Online Influencers) ซึ่งสนับสนุนการหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ และลดกรอบการรายงานที่ปลุกปั่นความขัดแย้ง

 

นักวิชาการบางท่านเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า ลัทธิชาตินิยม ข้อมูลเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ และการนำเสนอภาพลักษณ์ในแง่ลบในตำราประวัติศาสตร์ เป็นอุปสรรคสำคัญ

 

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องควบคุมข้อมูลเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ ปรับปรุงตำราประวัติศาสตร์เพื่อขจัดลัทธิชาตินิยม และเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับชาติจาก ‘การป้องกันดินแดน’ ไปสู่เรื่องราวที่มุ่งเน้นสันติภาพ เช่น ‘การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’

 

ประการที่สาม การเจรจาและการปรึกษาหารือเป็นวิธีการหลักในการบรรลุความมั่นคง โดยสนับสนุนให้แก้ไขข้อพิพาทและจัดการความเสี่ยงผ่านการสื่อสารอย่างสันติและการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

 

นอกเหนือจากช่องทางการทูตอย่างเป็นทางการแล้ว ควรจัดตั้งและรักษาช่องทางการสื่อสารอย่างต่อเนื่องสำหรับกลุ่มนักคิด สื่อ และตัวแทนภาคประชาสังคม

 

การเจรจา Track II นี้ ได้สร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทยผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ

 

ในฐานะผู้ริเริ่มและสนับสนุนการเจรจา งานนี้ช่วยสร้างและรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างแวดวงวิชาการ สื่อ และองค์กรด้านมนุษยธรรมของกัมพูชาและไทย แม้ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ระหว่างสองประเทศตึงเครียดอย่างมาก

 

งานนี้ยังริเริ่มกระบวนการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สร้างความไว้วางใจ และรักษาการเจรจาระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งสาระสำคัญคือการขจัดอุปสรรค สร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย และให้การสนับสนุนการเจรจาอย่างเป็นทางการ

 

นักวิชาการชาวกัมพูชาและไทยชื่นชมความพยายามของ CFAU ในการจัดการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ พวกเขาเน้นย้ำว่า ในช่วงเวลาวิกฤตนี้ การเจรจาระหว่างนักวิชาการมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ค้นหาแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม และสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยและแรงผลักดันที่ยั่งยืนสำหรับกระบวนการอย่างเป็นทางการ

 

พวกเขามองว่า งานนี้เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงโมเดลความมั่นคงแห่งเอเชีย ซึ่งเป็นแนวทางของเอเชียที่จีนนำเสนอเพื่อแก้ไขความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่ซับซ้อน โดยอาศัยภูมิปัญญาทางประวัติศาสตร์ของเอเชีย

 

โมเดลนี้พยายามแก้ไขความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคผ่านความร่วมมือและการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า นำเสนอแนวคิดใหม่สำหรับการกำกับดูแลความมั่นคงในภูมิภาค

The post จากสันติภาพสู่ประชาชน: การทูต Track II และโมเดลความมั่นคงของเอเชีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำใหม่เวียดนามเยือนจีน พบสีจิ้นผิง หนุนความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน – AI ยกสัมพันธ์จีนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ https://thestandard.co/vietnam-china-infrastructure-ai-cooperation/ Fri, 17 Apr 2026 02:36:46 +0000 https://thestandard.co/vietnam-china-infrastructure-ai-cooperation/ โต เลิม เยือน จีน พบ สี จิ้นผิง ชูสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์

โต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ของเ […]

The post ผู้นำใหม่เวียดนามเยือนจีน พบสีจิ้นผิง หนุนความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน – AI ยกสัมพันธ์จีนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โต เลิม เยือน จีน พบ สี จิ้นผิง ชูสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์

โต เลิม ประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนาม ได้พบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อวันพุธ (15 เมษายน) ที่ผ่านมา ในระหว่างการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน โดยเป็นทริปการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเขา ภายหลังจากที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญต่อจีนในนโยบายการต่างประเทศ และความพยายามในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ

 

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า สี ได้กล่าวในระหว่างการพบปะผู้นำเวียดนามว่า “การปกป้องระบอบสังคมนิยมและตำแหน่งการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกันที่สำคัญที่สุดระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนและเวียดนาม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยืนหยัดในความเชื่อมั่นต่อเส้นทางและระบอบการปกครองของตนเอง และดำเนินการปฏิรูปประเทศต่อไปโดยไม่เปลี่ยนทิศทาง

 

สี ยังสนับสนุนให้มีการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกับเวียดนาม และความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่กำลังเติบโต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์

 

ทั้งนี้ ผู้นำเวียดนามกล่าวว่า การพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนเป็นความต้องการที่สำคัญ เป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ และลำดับความสำคัญสูงสุด และชี้ว่ารัฐบาลเวียดนามยินดีที่จะยกระดับความร่วมมือในด้านต่างๆ กับจีน รวมถึงการค้า การลงทุน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

 

โดยผู้นำทั้งสองยังได้เข้าร่วมพิธีลงนามเอกสารความร่วมมือ ซึ่งครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การแลกเปลี่ยนระหว่างพรรคการเมืองและความมั่นคงสาธารณะ ไปจนถึงเทคโนโลยีและคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำใหม่เวียดนามเยือนจีน พบสีจิ้นผิง หนุนความร่วมมือโครงสร้างพื้นฐาน – AI ยกสัมพันธ์จีนสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน https://thestandard.co/china-taiwan-incentives-flights-travel/ Sun, 12 Apr 2026 11:03:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1197439 ภาพแสดงข้อเสนอ 10 มาตรการใหม่จาก จีน ให้แก่ ไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผยมาตรการจู […]

The post จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อเสนอ 10 มาตรการใหม่จาก จีน ให้แก่ ไต้หวัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า รัฐบาลจีนได้เปิดเผยมาตรการจูงใจใหม่ 10 ข้อสำหรับไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการท่องเที่ยว การอนุญาตให้ฉายละครโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเหมาะสม และการอำนวยความสะดวกในการขายอาหาร

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายของการเยือนจีนของเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน โดยเธอยังได้พบกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง และหารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความปรองดองระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

ภายใต้มาตรการทั้ง 10 ข้อ ยังมุ่งเน้นเรื่องการจัดตั้งกลไกการสื่อสารที่สม่ำระหว่างพรรคก๊กมินตั๋ง และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขณะที่จะมีการเปิดเที่ยวบินระหว่างจีนและไต้หวันอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง และรัฐบาลจีนยังอนุญาตให้ประชาชนจากเซี่ยงไฮ้และมณฑลฝูเจี้ยน เดินทางไปเยือนไต้หวันได้

 

นอกจากนี้ ฝ่ายจีนจะมีการจัดตั้งกลไกเพื่อผ่อนปรนมาตรฐานการตรวจสอบสินค้าอาหารและผลิตภัณฑ์ประมงจากไตเหวัน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานทางการเมืองที่ “ต่อต้านการแยกตัวเป็นอิสระของไต้หวัน”

 

สำหรับมาตรการเกี่ยวกับเนื้อหาละครโทรทัศน์ สารคดี และแอนิเมชั่นของไต้หวันจะได้รับอนุญาตให้ฉายได้ ตราบใดที่มีเนื้อหาที่ถูกต้องเหมาะสม มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพการผลิตสูง

 

ด้านสภาการกิจการแผ่นดินใหญ่ของรัฐบาลไต้หวัน ซึ่งรับผิดชอบนโยบายเกี่ยวกับจีนออกแถลงการณ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลปักกิ่งเรียกว่า “การผ่อนปรนฝ่ายเดียว” นั้นเป็นเพียง “ยาพิษที่บรรจุอยู่ในของขวัญอันแสนเอื้อเฟื้อ

 

โดยรัฐบาลไต้หวันสนับสนุนการแลกเปลี่ยนที่ดีระหว่างสองฝ่าย แต่ไม่ควรอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือเป้าหมายทางการเมือง

 

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋ง ออกแถลงการณ์ต้อนรับประกาศของรัฐบาลจีน โดยมองว่าเป็น ‘ของขวัญ’ สำหรับประชาชนชาวไต้หวัน

 

ทั้งนี้ จีนปฏิเสธที่จะพูดคุยกับประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน โดยกล่าวว่าเขาเป็น ‘ผู้แบ่งแยกดินแดน’ จากท่าทีปฏิเสธการอ้างอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวัน

 

ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปเที่ยวไต้หวัน ลดลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ไต้หวันเคยร้องเรียนเกี่ยวกับการที่จีนจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรและสัตว์น้ำบางชนิดจากไต้หวัน และยังชี้ว่าในบางกรณี จีนมีการใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นธรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของศัตรูพืชและโรคต่างๆ

 

ภาพ : CTI via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post จีนประกาศ 10 มาตรการจูงใจใหม่สำหรับไต้หวัน รวมเปิดเที่ยวบิน-ผ่อนปรนข้อจำกัดท่องเที่ยว หลังการเยือนของผู้นำฝ่ายค้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? https://thestandard.co/kmt-china-taiwan-visit/ Fri, 10 Apr 2026 06:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1196655 สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำ พรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน ที่กรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับการมาเยือนของ เจิ้งลี่ […]

The post จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำ พรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน ที่กรุงปักกิ่ง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ต้อนรับการมาเยือนของ เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน โดยกล่าวว่า ประชาชนสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพและความร่วมมือ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองนัยยะการเยือนครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งปรับสนามการเมือง หากสามารถผลักดันวาทกรรมสันติภาพได้สำเร็จ

 

วันนี้ (10 เมษายน) สื่อต่างประเทศหลายแห่งรายงานสถานการณ์ล่าสุด หลัง เจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 6 วัน โดยระบุว่า เป็นภารกิจเพื่อสันติภาพ ขณะที่สีจิ้นผิงให้การต้อนรับเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองช่องแคบ ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้แทนฝั่งไต้หวันเยือนจีนในรอบ 10 ปี

 

อย่างไรก็ดี ในการพบกันที่มหาศาลาประชาชน สีจิ้นผิงกล่าวกับเจิ้งลี่เหวินว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันยังไม่สงบ และสันติภาพถือเป็นสิ่งล้ำค่า ประชากรของสองช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน เป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพ การพัฒนา การแลกเปลี่ยน และการร่วมมือ

 

“นี่คือเสียงร่วมของประชาชนของเรา ผู้นำของทั้งสองพรรคมาพบกันในวันนี้เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพของบ้านเกิดร่วมกัน ส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ และเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้มีอนาคตที่สดใสและงดงาม”

 

สีจิ้นผิงยังกล่าวว่า จีนยินดียึดมั่นบนพื้นฐานทางการเมืองร่วมกันในการต่อต้านเอกราชไต้หวัน และจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและการเจรจากับพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง เพื่อให้อนาคตของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอยู่ในมือของประชาชนจีนเองอย่างมั่นคง

 

ขณะที่เจิ้งลี่เหวินกล่าวกับสีจิ้นผิงว่า ด้วยความพยายามของทั้งสองฝ่าย ช่องแคบไต้หวันจะไม่เป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้งอีกต่อไป และจะไม่เป็น ‘กระดานหมาก’ ให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามาแทรกแซง พร้อมย้ำว่า ทั้งสองฝ่ายควรร่วมกันวางแผนและสร้างกลไกการเจรจาและความร่วมมือที่มีความเป็นระบบและยั่งยืนมากขึ้น

 

ภารกิจเพื่อสันติภาพหรือแผนสกัดจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ?

 

อย่างไรก็ตาม การเยือนของเจิ้งลี่เหวินถูกวิพากษ์วิจารณ์จากพรรครัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) รวมถึงสร้างความกังวลภายในบางส่วนของก๊กมินตั๋งเอง สะท้อนความอ่อนไหวทางการเมืองไต้หวันจากการมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ ท่ามกลางความตึงเครียดข้ามช่องแคบที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ พรรค DPP มองว่า การเยือนของผู้นำก๊กมินตั๋งเกิดขึ้นในบริบทที่ไต้หวันกำลังเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองครั้งสำคัญ หลังรัฐบาลกำลังพิจารณาอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1.3-1.4 ล้านล้านบาท) ซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งรับมือแรงกดดันจากจีน

 

ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งพยายามขัดขวางการจัดซื้อในอาวุธในรัฐสภา ทำให้เกิดความสงสัยจากรัฐบาลว่า อาจมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บางอย่างระหว่างที่เจิ้งลี่เหวินพบกับสีจิ้นผิง

 

อนึ่ง ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันเคยเตือนว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับปักกิ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยง ขณะที่พรรค DPP ระบุว่า หากการพบกันเกิดขึ้นจริง ฝ่ายจีนแผ่นดินใหญ่จะกำกับควบคุมทั้งหมด โดยอาจใช้อิทธิพลแทรกซึมจุดยืนของพรรคก๊กมินตั๋งผ่านนโยบายกลาโหม บั่นทอนความมั่นคงของไต้หวัน และทำให้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อ่อนแอลง

 

อย่างไรก็ดี เจิ้งลี่เหวินปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยย้ำว่า พรรคก๊กมินตั๋งกำลังสนับสนุนการรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองและความร่วมมือกับวอชิงตัน พร้อมเรียกร้องความโปร่งใสมากขึ้นในนโยบายกลาโหม

 

ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งอธิบายบทบาทของไต้หวันว่า กำลังเปลี่ยนจาก ‘แนวหน้าสงครามเย็น’ ไปเป็น ‘ห่วงโซ่แห่งสันติภาพ’ โดยเห็นว่า การเจรจาและความร่วมมือไม่ใช่การแข่งขันแบบแพ้หรือชนะ แต่ควรเป็นแนวทางของความสัมพันธ์ในภูมิภาค

 

หนิว เจ๋อซวิน ศาสตราจารย์จาก Chinese Culture University ในไทเปให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า การเดินทางของเจิ้งลี่เหวินอาจเป็นโอกาสให้พรรคก๊กมินตั๋งปรับสนามหรือทิศทางการเมืองของไต้หวัน หากสามารถผลักดันวาทกรรมสันติภาพได้สำเร็จ

 

“หากวาทกรรมสันติภาพได้รับการยอมรับ ก็อาจไม่เพียงทำลายจุดยืน ‘ต่อต้านจีน’ ของ DPP แต่ยังดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางได้ด้วย” เขากล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่า เจิ้งลี่เหวินจะสามารถรักษาจุดยืนของพรรค พร้อมกับนำผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมกลับมาให้ไต้หวันได้หรือไม่ ซึ่งอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ว่า พรรคก๊กมินตั๋งมีความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบมากกว่า

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน เพราะหากพรรคก๊กมินตั๋งไม่สามารถยืนหยัดในจุดยืน หรือไม่สามารถนำผลประโยชน์รูปธรรมกลับสู่ไต้หวันได้ พรรค DPP จะแข็งแกร่งในการเสริมสร้างวาทกรรมต่อต้านจีน และครองความได้เปรียบอีกครั้ง

 

ทั้งนี้มีรายงานว่า พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) พรรคฝ่ายค้านขนาดเล็ก เตรียมจับมือลงเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งอาจปูทางไปสู่ความร่วมมือในการเลือกตั้งระดับชาติในปี 2028 โดยหวังเอาชนะคู่แข่งสำคัญอย่างพรรค DPP

 

ภาพ: cnsphoto via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

 

The post จับตาพรรคก๊กมินตั๋งเยือนจีน เดิมพันสันติภาพหรือแผนสกัดค้านงบซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนคุมเข้ม ‘มนุษย์เสมือน’ ห้ามเยาวชนมีแฟน AI พร้อมสกัดกั้นเนื้อหาบ่อนทำลายชาติ https://thestandard.co/china-virtual-human-ai-ban-youth/ Sun, 05 Apr 2026 09:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1195000 ภาพกราฟิกมนุษย์เสมือนและเทคโนโลยี AI พร้อมธงชาติจีน สื่อถึงมาตรการควบคุมของจีน

หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้เสนอร่างกฎระเบียบใ […]

The post จีนคุมเข้ม ‘มนุษย์เสมือน’ ห้ามเยาวชนมีแฟน AI พร้อมสกัดกั้นเนื้อหาบ่อนทำลายชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกมนุษย์เสมือนและเทคโนโลยี AI พร้อมธงชาติจีน สื่อถึงมาตรการควบคุมของจีน

หน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์ของจีนได้เสนอร่างกฎระเบียบใหม่ เพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายในอุตสาหกรรม ‘มนุษย์เสมือน’ หรือ ‘มนุษย์ดิจิทัล’ (Digital Humans) โดยมองว่าเป็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ ประโยชน์ส่วนรวม และเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างปลอดภัยภายใต้ค่านิยมของประเทศ

 

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การ ‘ปกป้องเด็กและเยาวชน’ โดยสั่งห้ามไม่ให้มนุษย์เสมือนนำเสนอเนื้อหาที่หลอกลวงหรือมอมเมาเด็กและเยาวชน จนเกิดอาการเสพติด รวมถึงสั่งห้ามให้บริการในลักษณะ ‘แฟน AI’ หรือ ‘แฟนเสมือนจริง’ (Virtual Intimate Relationships) กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ กฎระเบียบดังกล่าวยังกำหนดให้เนื้อหาที่เป็นมนุษย์เสมือนทั้งหมด ซึ่งสามารถพูดคุยหรือโต้ตอบได้คล้ายกับมนุษย์จริง ต้องแสดงสัญลักษณ์หรือมีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานสับสน พร้อมทั้งห้ามนำข้อมูลส่วนบุคคลมาสร้างตัวตนเสมือนโดยไม่ได้รับอนุญาต และห้ามนำไปใช้ปลอมแปลง เพื่อหลบเลี่ยงระบบยืนยันตัวตน

 

ในด้านความมั่นคง จีนยังคุมเข้มไม่ให้ใช้มนุษย์เสมือนเผยแพร่เนื้อหาที่กระทบต่อความปลอดภัยของชาติ ปลุกปั่นการล้มล้างอำนาจรัฐ หรือสร้างความแตกแยก รวมถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น เรื่องเพศ ความรุนแรง และการเหยียดเชื้อชาติ อย่างไรก็ตาม รัฐยังสนับสนุนให้ผู้ให้บริการมีระบบตรวจจับและส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าช่วยเหลือทันที หากพบว่าผู้ใช้งานมีแนวโน้มที่จะทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น โดยร่างกฎระเบียบนี้กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะไปจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคมนี้

 

อ้างอิง:

 

The post จีนคุมเข้ม ‘มนุษย์เสมือน’ ห้ามเยาวชนมีแฟน AI พร้อมสกัดกั้นเนื้อหาบ่อนทำลายชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก https://thestandard.co/china-surgical-robot-brain-efficiency/ Sun, 29 Mar 2026 11:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1192520 แพทย์กำลังตรวจสอบภาพเอกซเรย์สมองของมนุษย์ ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง YDHB-NS01 ของจีน

คณะนักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ช่ว […]

The post หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์กำลังตรวจสอบภาพเอกซเรย์สมองของมนุษย์ ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง YDHB-NS01 ของจีน

คณะนักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด’ สำหรับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองที่มีความซับซ้อน โดยตามผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้ระบุว่า หุ่นยนต์นี้สามารถทำงานได้เร็วกว่าวิธีการผ่าตัดด้วยมือแบบดั้งเดิมถึง 29 เปอร์เซ็นต์

 

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นหุ่นยนต์ช่วยการผ่าตัดหลอดเลือดสมองเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

 

การทดสอบนี้จัดขึ้นที่โรงพยาบาล PUMCH หรือ Peking Union Medical College Hospital ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำของจีน โดยศัลยแพทย์รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบหุ่นยนต์สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการผ่าตัดมาตรฐานลงได้ถึง 9 นาทีเมื่อเทียบกับวิธีปกติ

 

นายแพทย์ จ้าว หยวนลี่ (Zhao Yuanli) ผู้นำการวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Chinese Neurosurgical Journal เมื่อวันที่ 30 มกราคม โดยระบุถึงประสิทธิภาพที่น่าสนใจของระบบหุ่นยนต์รุ่น YDHB-NS01 นี้

 

“การประยุกต์ใช้ทางคลินิกเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าระบบหุ่นยนต์มีความเป็นไปได้สำหรับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองเพื่อการวินิจฉัย ทั้งยังมีข้อบ่งชี้เบื้องต้นด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวิธีดั้งเดิม” นายแพทย์จ้าวระบุ

 

ยกระดับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

 

การถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคทางสมองหลายชนิด แต่วิธีการนี้ก็เป็นกระบวนการที่ยากลำบากและมีความท้าทายสูงสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษา

 

ในวิธีการแบบดั้งเดิม แพทย์ระบบประสาทจะต้องใช้มือสอดลวดนำทางขนาดเล็กจากบริเวณต้นขาของผู้ป่วย ขึ้นไปยังหลอดเลือดในสมองภายใต้การใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปีอย่างระมัดระวัง

 

การผ่าตัดด้วยมือมีข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น อาการมือสั่นที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้แพทย์ยังต้องสวมเสื้อคลุมและปลอกคอตะกั่วที่หนักอึ้งเพื่อป้องกันรังสี ซึ่งเพิ่มความเหนื่อยล้าทางร่างกาย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องสัมผัสกับรังสีเป็นระยะเวลานานในการผ่าตัดแต่ละครั้ง ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวต่อตัวแพทย์ผู้ทำการรักษาเองอีกด้วย

 

ระบบหุ่นยนต์เข้ามาช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำงานได้อย่างเสถียรและไม่มีข้อผิดพลาดทางกลไกหรือระบบเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน

 

ผู้ใช้งานรายงานว่าการส่งสายสวนและลวดนำทางเป็นไปอย่างราบรื่น การยึดจับของแขนกลมีความมั่นคง ด้ามจับควบคุมตอบสนองได้ดี และมีระบบตอบสนองต่อแรงสัมผัสที่ดี

 

ในการศึกษานี้ ทีมวิจัยพบว่าหลังจากการฝึกอบรมเพียง 2 ครั้ง ศัลยแพทย์คนเดิมสามารถเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกระบวนการได้ พร้อมทั้งลดเวลาผ่าตัดลงได้ 29 เปอร์เซ็นต์ หรือจากเฉลี่ย 38 นาทีเหลือเพียง 27 นาที

 

ผลลัพธ์ทางคลินิกที่แม่นยำและก้าวหน้ากว่าขีดจำกัดมนุษย์

 

ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมปี 2025 มีผู้ป่วย 25 คนเข้ารับการถ่ายภาพรังสีด้วยหุ่นยนต์ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 25 คนเข้ารับการผ่าตัดด้วยมือโดยศัลยแพทย์คนเดียวกันที่ PUMCH เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์

 

การทดสอบนี้ใช้ศัลยแพทย์ระบบประสาทรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานอิสระด้านนี้มาไม่ถึง 3 ปี แต่ผลลัพธ์กลับพบว่าแขนกลอัจฉริยะสามารถทำงานได้ดีกว่าการใช้มือมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด

 

ในการใช้หุ่นยนต์ แพทย์สามารถควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอและแขนกลระยะไกลจากห้องที่อยู่ติดกันได้อย่างปลอดภัย ช่วยขจัดปัญหาความเหนื่อยล้าและการสัมผัสรังสีโดยตรงที่พบในวิธีดั้งเดิม

 

การผ่าตัดในผู้ป่วยทั้ง 50 รายจากทั้ง 2 กลุ่มเสร็จสมบูรณ์อย่างราบรื่น โดยมีอัตราความสำเร็จทางเทคนิคและทางคลินิกสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแสดงภาพหลอดเลือดเป้าหมายได้อย่างชัดเจนตามเกณฑ์การวินิจฉัย

 

สื่อวิทยาศาสตร์ Interesting Engineering รายงานคำกล่าวของนายแพทย์จ้าวว่า “ไม่พบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มในด้านเวลาการฉายรังสี ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ ปริมาณสารทึบรังสี หรือเวลาโดยรวมในห้องตรวจ”

 

นายแพทย์จ้าวยังอธิบายเพิ่มว่า งานวิจัยนี้ยังคงเป็นการศึกษาเบื้องต้นในศูนย์การแพทย์เพียง 1 แห่งที่มีผู้ป่วยจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกในระดับที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันความปลอดภัยต่อไป

 

ระบบหุ่นยนต์ YDHB-NS01 ถูกพัฒนาขึ้นภายในประเทศจีนและผลิตในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจในฐานะหุ่นยนต์ช่วยแทรกแซงหลอดเลือดสมองเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการรับรอง

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2020 ระบบดังกล่าวยังเคยผ่านการทดสอบถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองมาแล้วถึง 257 ครั้งในศูนย์การแพทย์ของจีน 3 แห่ง โดยประสบความสำเร็จแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

 

ภาพ : Only_NewPhoto / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? https://thestandard.co/china-five-year-plan-thai-economy/ Fri, 27 Mar 2026 09:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1192023 ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ปร […]

The post แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ประกาศใช้เมื่อมีนาคม ปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่ “แผนพัฒนา” แต่ยังได้สะท้อนทิศทางการขยับเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026–2030) แล้วแผนฉบับนี้ของจีนจะเป็น ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย และจะมี ‘คำเตือน’ ผู้วางนโยบายของไทยหรือมีข้อพึงตระหนักจากแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ของจีนอย่างไร บทความนี้เป็นการรวบรวมคำตอบที่ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในแต่ละประเด็น

 

รวมทั้งการวิเคราะห์แนวทาง stability-first development ของจีน ที่เน้นรักษาเสถียรภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน จากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางและเกิดวิกฤตพลังงานกระทบไปทั่วโลก แต่จีนกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า กลยุทธ์เน้น Energy Security ทำให้จีนสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบนี้ได้อย่างไร แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร

 

คำถามแรก ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ แผนฯ 5 ปีของจีนฉบับนี้ คือ ‘แผนพัฒนา’ หรือ ‘ยุทธศาสตร์มหาอำนาจ’?

 

คำตอบ: แผนฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนถูกประกาศใช้ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ จึงเป็นมากกว่า ‘แผนเศรษฐกิจ’ ในแนวทางแบบเดิมของจีน เนื่องจากแผนฉบับ 15 นี้ สะท้อนทั้งมิติการพัฒนาในประเทศ และการเดินเกมยุทธศาสตร์ในระดับโลก

 

หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับที่ 15 คือ ‘แผนพัฒนา’ ที่ยังคงยึดโยงกับการเติบโตเชิงคุณภาพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic security) เน้นสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ลดการพึ่งพาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเน้นสร้างเทคโนโลยีของตนเอง เดินหน้าพลังงานสีเขียว กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้จีนแข็งแกร่งขึ้น สามารถกำหนดกติกาของตนเอง และมีบทบาทนำในระดับโลก ดังนั้น หากมองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับนี้ ยังได้สะท้อนความเป็น ‘แผนการใหญ่ระดับโลก’ เพื่อให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลกอย่างเต็มตัวและพร้อมที่จะเป็นผู้วางกติกาโลกใหม่

 

ประการแรก ในแง่การเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนฯ ฉบับนี้ยังคงเป็นกรอบหลักหรือ ‘เข็มทิศ’ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจจีน เช่น การปรับโครงสร้างสู่การบริโภคภายในประเทศมากขึ้น, การลงทุนในนวัตกรรมและสร้างเทคโนโลยีของจีน (technology self-reliance), การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (green transition) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร (food security) และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของการเติบโต แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แผนฯ ฉบับนี้จึงถูกออกแบบเพื่อการพัฒนาแบบ stability-first development

 

ประการถัดมา ในแง่การเป็น แผนยุทธศาสตร์ระดับโลกของจีน แผนฯ ฉบับนี้เป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของจีน ภายใต้โลกที่จีนมองว่า มีความเสี่ยงไม่แน่นอนและแข่งขันสูง (มีข้อความระบุในแผนฯ เช่น “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น”) แผนฯ ฉบับนี้ จึงถูกออกแบบภายใต้บริบทโลกแบบ great power competition และเนื้อหาในแผนฯ สะท้อนชัดเจนว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคต คือ สนามแข่งขันของมหาอำนาจ

 

นอกจากนี้ จีนต้องการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมครอบคลุมทั่วโลก และการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน/ระบบแบบจีนไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยการผลักดัน ‘การสร้างความทันสมัยแบบจีน’ (Chinese Modernization) ให้เป็นตัวเลือกเส้นทางพัฒนาของประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) (ไม่ได้มีแค่แนวทางการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่ชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนด) จีนจึงเล่นบท ‘ผู้นำ’ ในระดับโลก พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น ทั้งในด้านการทูตเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ

 

คำถามที่สอง ในโลกที่เศรษฐกิจกำลังแบ่งขั้ว แผนฯ ฉบับ 15 คือความพยายามของจีนที่จะ “อยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร” หรือคือการ “ออกแบบกติกาโลกใหม่” เอง?

 

คำตอบ: แนวทางแบบจีนเน้น stability-first development เพื่อรักษาเสถียรภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับคิดการใหญ่/วางแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ในระดับโลก ดังนั้น แนวทางการวางแผนฉบับนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ จึงมีทั้งการวางแผนเชิงรับ ป้องกันความเสี่ยงและการอยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร และวางแผนเชิงรุก เพื่อใช้โอกาสจากโลกที่ไม่เหมือนเดิมและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพื่อออกแบบกติกา/ตั้งมาตรฐาน/สร้างระบบใหม่ที่จีนมีบทบาทนำ

 

ในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จีนได้ตระหนักถึงบริบทเศรษฐกิจโลกมีการแยกขั้ว (decoupling) และสถานการณ์โลกที่ไม่เป็นมิตรกับจีน สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้มาตรการกีดกันจีนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดังนั้น แก่นของแผนฯ ฉบับที่ 15 จึงเน้นสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้กับจีน สะท้อนจากเป้าหมายในการลดการพึ่งพาต่างประเทศ และการสร้างเทคโนโลยีของจีนเองเพื่อ Self-Reliance และเพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของจีนในสภาพแวดล้อมที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ได้มีเพียงแค่แผนการตั้งรับ แต่นัยของแผนฯ ฉบับนี้ สะท้อนบทบาทจีนในอนาคตโดยเฉพาะจีนคิดใหญ่ที่ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก สะท้อนแนวโน้มที่จะเกิด Tech Decoupling หรือการแยกขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ออกแบบสร้างกติกาใหม่ๆ ในระดับโลก และเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ไม่เป็นผู้เดินตามมาตรฐานของคนอื่นเหมือนในอดีต รวมทั้งการขยายบทบาทนำของจีนในสถาบันระหว่างประเทศ/องค์กรในระดับพหุภาคีต่างๆ

 

ดังนั้น เป้าหมายของแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีนจึงไม่ใช่แค่เชิงตั้งรับ เพื่อการอยู่รอด แต่เพื่อเชิงรุก คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่แทนที่ระเบียบโลกเดิมๆ หรือระบบแบบเดิมที่ชาติตะวันตกครอบงำมานาน

 

คำถามที่สาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนคือ ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน?

 

คำตอบ: ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ไทย แผนฯ ฉบับนี้ของจีนสะท้อนทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย รวมทั้งทิศทางนโยบายรัฐบาลไทยที่จะเตรียมพร้อมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากจีนได้อย่างไร

 

ในประเด็น ‘โอกาส’ สะท้อนจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่มุ่งเพื่อ high-quality development ถ้าหากแผนฯ ฉบับนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในระยะ 5 ปี จีนก็จะเติบโตเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มชนชั้นกลางขยายใหญ่ขึ้น ราว 800 ล้านคน ผู้บริโภคจีนมีรายได้สูงขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น ย่อมจะมีอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยที่ผลิตสินค้าคุณภาพมีมาตรฐาน/มีมูลค่าสูง เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น (มากกว่าเพียงแค่การส่งออกสินค้าเกษตร/ผักผลไม้ของไทยที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังเช่นทุกวันนี้)

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ ‘แรงกดดัน’ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังคงผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ หรือผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาสินค้าเกษตร/สินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ก็จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากคู่แข่งจากจีน เนื่องจากแผนฯ ฉบับที่ 15 นี้ มุ่งเน้นการผลิต New Quality Productive Force เช่น สินค้าเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานสูง

 

ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นอาจเสียโอกาสทั้งด้านการค้าและการลงทุนกับจีน เช่น การเร่งปรับตัวในกลุ่มสินค้าเกษตรดั้งเดิม และสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ควรปรับจากการแข่งด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวได้เร็วและยกระดับสินค้าและบริการเข้าสู่มาตรฐานเชิงคุณภาพของจีน และปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรม/เทคโนโลยีจีนที่ทันสมัยขึ้น ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพื่อให้สามารถแสวงหาประโยชน์จากตลาดจีนขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อมากขึ้น

 

คำถามที่สี่ การมาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน จะต้องส่ง ‘คำเตือน’ ไปยังผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจไทยในเรื่องใดบ้าง?

 

คำตอบ: ในแง่ ‘คำเตือน’ หรือข้อพึงตระหนักของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่เรียนรู้จากแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีน และทิศทางโลกในอีก 5 ปี มีดังนี้

 

  • ประเด็นการผูกโยงกับเศรษฐกิจจีนมากเกินไป ไทยจึงควรที่จะกระจายความเสี่ยง เร่งแสวงหาตลาดใหม่ๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศในภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

 

  • ประเด็นการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ภายใต้แผนฯ ฉบับใหม่นี้ จีนกำลังยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ไทยจึงต้องเร่งปรับตัว/ลงทุนในการวิจัย R&D และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ทันกับความต้องการใหม่ของตลาดจีน ไม่เช่นนั้นสินค้าดั้งเดิมของไทย (เช่น ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง) จะถูกกดดันและสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งในจีนและคู่แข่งจากประเทศอาเซียนอื่น

 

  • ประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก หากการแข่งขันของมหาอำนาจรุนแรงและสร้างความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยอาจถูกกระทบทั้งด้านการค้า การลงทุน และค่าเงิน ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในให้มากขึ้น และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยไม่เปราะบางกับปัจจัยภายนอกมากเกินไป สร้างภูมิคุ้มกันและมีความมั่นคง ยืนได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งการ ‘สร้างจุดแข็ง’ ที่สามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองในโลกที่แข่งขันสูงและไม่แน่นอน

 

คำถามสุดท้าย ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนระหว่างจีน–สหรัฐฯ และในโลกที่แข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากไทยถูกกดดันให้เลือกข้าง ควรตัดสินใจอยู่บนหลักการอะไร

 

คำตอบ: สิ่งที่ไทยควรทำ ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องเดินเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นรักษาสมดุลโดยยึดโยงกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเป็นแกนหลัก แล้วเราจะรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับสองมหาอำนาจโลกนี้อย่างไร เพื่อรักษา/เพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติของไทย และเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย นี่คือ โจทย์ยากของรัฐบาลไทย

 

แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ ‘ฝั่งจีน’ หรือ ‘ฝั่งสหรัฐฯ’ อย่างชัดเจน แต่เศรษฐกิจไทยก็มีจุดอ่อนที่ยังต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ มากจนเกินไป (over-dependence) เช่น การพึ่งพาจีนในด้านการท่องเที่ยว/การลงทุน และพึ่งพาสหรัฐฯ ในการเป็นตลาดส่งออกหลัก ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประเทศไทยจำเป็นต้อง ‘ลดการพึ่งพา’ มหาอำนาจเหล่านี้ลงบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านความมั่นคง เพื่อไม่ให้ไทยตกอยู่ในสถานะที่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และใช้ประโยชน์จากกลไกพหุภาคีต่างๆ และกลไกอาเซียน เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค

 

สำหรับหลักการที่ผู้วางนโยบายไทยควรยึดถือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศ เช่น หลักการสมดุลผลประโยชน์ (Balance of Interests) และหลักการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพื่อสร้างทางเลือกหลายทาง ‘สร้างภูมิคุ้มกัน’ ไม่ให้เศรษฐกิจไทยถูกผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อไม่ให้ไทยถูกบีบจากการควบคุมทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจทั้งหลาย

 

ในกรณีที่ต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจแต่ละฝ่าย รัฐบาลไทยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ มีประสบการณ์และมีศิลปะในการเจรจาต่อรอง เพื่อรับมือและแสวงหาประโยชน์จากมหาอำนาจเหล่านี้ โดยไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง และที่สำคัญ ไทยต้องเจรจาด้วยจุดยืนที่อยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ และต้องสร้างจุดแข็งของไทย เพื่อสร้าง credibility ของไทยในสายตาต่างประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย

 

จากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีน หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยยืนได้ด้วยตัวของตัวเอง คือ การเร่งสร้างเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง (ไม่ใช่พึ่งพาแค่แรงงานราคาถูกหรือทรัพยากรธรรมชาติ)

 

นอกจากนี้ กรณีวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ประเทศไทยสามารถเรียนรู้แนวทางการวางแผนพัฒนาของจีนที่เน้น Stability-First Development ด้วยการเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มากเกินไป กระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และเร่งสร้างการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศให้มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

 


 

ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>