China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 18 Jun 2026 06:07:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 https://thestandard.co/g7-china-rare-earths-reliance-cut/ Thu, 18 Jun 2026 06:07:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1219981 ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ร่วมประชุมหารือ

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนลดการพึ่งพา ‘แร่หายาก’ (Ra […]

The post G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ร่วมประชุมหารือ

ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนลดการพึ่งพา ‘แร่หายาก’ (Rare Earths) ให้ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 พร้อมทั้งมีเป้าหมายสูงสุด คือ ลดการพึ่งพาให้ต่ำกว่า 50% ให้เร็วที่สุด โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency: IEA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในอนาคต เพื่อต้านอิทธิพลจากจีน

 

 

กลุ่ม G7 วางแผนจัดการแร่หายากอย่างไร

 

วันนี้ (18 มิถุนายน) Reuters และ Bloomberg รายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศ G7 ประกาศแผนกระจายความเสี่ยงการจัดการแร่ธาตุสำคัญ หลังบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า จะไม่มีประเทศไหนครองสัดส่วนแร่หายากเกินกว่า 60% ของกลุ่มภายในปี 2030 เพื่อแก้ไขปัญหาความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานและการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ

 

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะบังคับใช้กับแร่หายากและแม่เหล็กถาวร พร้อมตั้งเงื่อนไขว่า ในปี 2030 จะลดสัดส่วนการพึ่งพาให้เหลือไม่เกิน 50% ส่วนระบบการตรวจสอบที่มาจะเริ่มนำร่องจากแร่ธาตุสำคัญ 2 ชนิด คือ ลิเธียมและนิกเกิล

 

“เราจะเริ่มต้นจากแร่ธาตุสำคัญนำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ลิเธียม และ นิกเกิล ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันหรือการสร้างภาระต้นทุนที่มากเกินไป” ผู้นำ G7 ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า จะขยายผลครอบคลุมแร่เพิ่มขึ้นปีละ 5 ชนิด โดยเน้นกลุ่มแร่หายากเป็นหลัก

 

อนึ่ง เจ้าหน้าที่กลุ่มประเทศ G7 รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า แผนการจัดการแร่ธาตุสำคัญเป็นประเด็นเดียวที่ผู้นำประเทศเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ท่ามกลางวาระการประชุมที่ถูกนำด้วยประเด็นข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยมองว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องกระจายแหล่งนำเข้าแร่เพื่อลดความเปราะบาง หากเกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเปิดเผยว่า กลุ่มประเทศ G7 จะร่วมมือกับ OECD และ IEA เพื่อสร้างระบบตรวจสอบที่มาของแร่สำคัญอย่างโปร่งใส วิเคราะห์สถานการณ์ตลาด และส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า หากเกิดสถานการณ์ไม่สู้ดีในตลาด ผ่านแพลตฟอร์มกลางอย่าง G7 Platform for Critical Minerals Cooperation

 

เบื้องต้น ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า กลุ่มผู้นำประเทศ G7 ได้ตกลงกันในกรอบความร่วมมือที่หลากหลาย โดยหวังทำงานใกล้ชิดมากขึ้น และวางแนวทางกระจายทรัพยากร

 

ทำไม G7 ถึงวางแผนจัดการไม่ให้เกิดการผูกขาดแร่หายาก

 

แม้ในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุถึงประเทศใดโดยตรง หากแต่ใช้ถ้อยคำกว้างๆ ว่า เป็นการลดการผูกขาด หรือป้องกันการนำแร่หายากมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศต่างชี้ตรงกันว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายสกัดกั้นมาตรการควบคุมการส่งออกของจีน

 

ทั้งนี้ รายงานประจำปี 2025 ของ IEA ระบุว่า จีนควบคุมส่วนแบ่งตลาดในกระบวนการกลั่นแร่ธาตุสำคัญส่วนใหญ่สูงถึงราว 70% ขณะที่แร่ธาตุบางชนิด จีนยังมีอิทธิพลเหนือตลาด เช่น ผลิตโคบอลต์แปรรูป (Processed Cobalt) ถึง 85% และแกลเลียมขั้นปฐมภูมิ (Primary Gallium) สูงถึง 99% ของโลก

 

ข้อได้เปรียบของจีนถูกนำมาใช้ในการเมืองระหว่างประเทศหลายครั้ง เช่น ในต้นปี 2026 จีนสั่งแบนการส่งออกสินค้าที่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงพลเรือนและเชิงทหาร (Dual-Use Items) ไปยังญี่ปุ่น หลังจากเผชิญความขัดแย้งปมไต้หวัน ขณะที่เคยจำกัดการส่งออกแม่เหล็กถาวรในปี 2025 จนส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมโลกในวงกว้าง

 

ขณะที่ เนฮา มูเคอร์จี ผู้จัดการฝ่ายวิจัยจากบริษัทที่ปรึกษา Benchmark Mineral Intelligence วิเคราะห์ว่า การที่จีนควบคุมการผลิตแร่หายากประเภทแปรรูปและแม่เหล็ก 90% ทั่วโลก ทำให้เป้าหมายของ G7 ที่จะลดการพึ่งพาสัดส่วนถึง 60% ภายในปี 2030 เป็นเรื่องท้าทาย

 

ส่วนบทวิเคราะห์ Bloomberg มองว่า เป็นเรื่องยาก เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการขุดแร่หายากกำลังชะลอโครงการออกไป เพราะเหตุผลด้านเงินทุนไม่เพียงพอ ข้อจำกัดทางกฎหมาย การต่อต้านจากชุมชน และอุปสรรคทางเทคนิค โดยเจ้าหน้าที่ G7 ให้ความเห็นว่า อาจต้องมีการกำหนดโควตาบังคับอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 

ภาพ: Christian Hartmann / Reuters

อ้างอิง:

The post G7 ผนึกกำลังสกัดอิทธิพลจีน ตั้งเป้าลดสัดส่วนพึ่งพา ‘แร่หายาก’ ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ ถอดรหัส ‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง ทำไมจีนไม่กดดันเกาหลีเหนือเรื่องนิวเคลียร์? https://thestandard.co/xi-jinping-pyongyang-north-korea-nuclear/ Wed, 17 Jun 2026 08:58:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1219604 ภาพสีจิ้นผิงและคิม จองอึน จับมือและยิ้มให้กันระหว่างการเยือนเกาหลีเหนือ

ภาพการจับมือและรอยยิ้มชื่นมื่นระหว่าง ‘สีจิ้นผิง’ กับ ‘ […]

The post ‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ ถอดรหัส ‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง ทำไมจีนไม่กดดันเกาหลีเหนือเรื่องนิวเคลียร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสีจิ้นผิงและคิม จองอึน จับมือและยิ้มให้กันระหว่างการเยือนเกาหลีเหนือ

ภาพการจับมือและรอยยิ้มชื่นมื่นระหว่าง ‘สีจิ้นผิง’ กับ ‘คิม จองอึน’ ในการเยือนเกาหลีเหนือ อาจดูเหมือนการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองชาติสหายร่วมอุดมการณ์ โดยมีฉากหน้าคือวาระเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ‘สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน’ ในปี 2026 ถือเป็นสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหารเพียงฉบับเดียวที่จีนยังมีอยู่กับต่างประเทศ

 

 
 

ทว่าเบื้องหลังภาพการทูตอันสวยหรูนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ตาเห็น จุดที่น่าสังเกตที่สุด คือ ผู้นำจีนเลือกที่จะไม่แตะประเด็น ‘การปลดอาวุธนิวเคลียร์’ (Denuclearization) เลยแม้แต่น้อย นับเป็นภาพสะท้อนถึงความกระอักกระอ่วนใจลึกๆ ของปักกิ่ง เมื่อเปียงยางยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธร้ายแรง พร้อมทั้งกระชับมิตรกับรัสเซียอย่างแนบแน่น ถึงขั้นส่งกำลังทหารนับหมื่นนายไปช่วยรบในยูเครน

 

กล่าวได้ว่า การเยือนของสีจิ้นผิงในครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการส่งสัญญาณเพื่อรักษาสมดุล และย้ำเตือนสถานะของตนเองในฐานะมิตรประเทศผู้ให้การอุปถัมภ์ค้ำชูเกาหลีเหนือมาโดยตลอด แต่เหตุใดมหาอำนาจระดับโลกจึงต้องยอมโอนอ่อนให้ประเทศเล็กๆ ที่มักจะเล่นบท ‘เด็กดื้อ’ ทางนิวเคลียร์มานานหลายสิบปี?

 

THE STANDARD อ่านเกมจีนเยือนเกาหลีเหนือผ่านมุมมองของ ศ.ดร. สิทธิพล เครือรัฐติกาล อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญการเมืองในเอเชียตะวันออก เพื่อไขรหัสความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน และทิศทางอนาคตของเกาหลีเหนือในฐานะรัฐนิวเคลียร์ที่ยังคงใช้ไพ่ใบนี้ต่อรองบนเวทีโลก

 

ทำไมสีจิ้นผิงเยือนเกาหลีเหนือ

 

ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า ปี 2026 มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ เนื่องจากตรงกับวาระครบรอบ 65 ปี สนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Co-operation, and Mutual Assistance) ถือเป็นสนธิสัญญาทางทหารฉบับเดียวที่ปักกิ่งทำข้อตกลงกับประเทศอื่น ตั้งแต่ปี 1961 จนถึงปัจจุบัน

 

อาจารย์มองว่า วาระดังกล่าวเป็นโอกาสอันดีสำหรับสีจิ้นผิงในการเยือนเกาหลีเหนือ หากแต่ก็ไม่ใช่จุดประสงค์หลักเพียงอย่างเดียว เนื่องจากบริบทระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนจึงต้องการตอกย้ำอิทธิพลเหนือเปียงยางว่า ปักกิ่งยังสำคัญในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุด และผู้ให้การช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำชูมาตลอด

 

ในประเด็นดังกล่าว ศ.ดร.สิทธิพลขยายความว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมักทดลองขีปนาวุธตั้งแต่ปี 2006 ทำให้นานาชาติและองค์การสหประชาชาติ (UN) คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ประเทศที่ทำให้เกาหลีเหนืออยู่รอดได้ ก็คือจีน เพราะทำการค้ามากที่สุดถึง 90%

 

ขณะที่การเกิดขึ้นของสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ยังทำให้เกาหลีเหนือสนิทสนมกับรัสเซียเป็นพิเศษ เช่น มีการส่งทหารไปร่วมรบไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน หรือล่าสุด มีการก่อตั้งอนุสรณ์สถานทหารพลีชีพในสงครามครั้งนี้

 

“การที่ในช่วงสัก 4-5 ปีมานี้ เกาหลีเหนือดูจะมีความสัมพันธ์กับรัสเซียที่แนบแน่นมากขึ้น ถึงขั้นส่งทหารออกไปช่วยรบเลย มันก็ย่อมทำให้จีนรู้สึกว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือ มันอาจจะหย่อนไปกว่าเดิม ไม่เข้มข้น ไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิมหรือเปล่า”

 

อ.สิทธิพลอธิบายว่า ประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับจีน เนื่องจากคาบสมุทรเกาหลีถือเป็น ‘ประตูบ้าน’ ของปักกิ่ง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางยุทธศาสตร์ที่จีนให้สำคัญมานานแล้ว

 

‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ จีน-เกาหลีเหนือ มีความสัมพันธ์อย่างไร

 

‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ (Close but Uncomfortable) คือนิยามความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือในมุมมองของ ศ.ดร.สิทธิพล แม้ทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์พิเศษภายใต้วาทกรรม ‘สหายร่วมรบ’ และ ‘สหายร่วมอุดมการณ์’ สมัยสงครามเกาหลีปี 1950-1953 ในการต่อสู้ต้านลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน สะท้อนจากการที่จีนส่งทหารนับล้านนายเข้าสู่สมรภูมิ

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ในระดับผู้นำของจีนและเกาหลีเหนือ มีทั้ง ‘ขึ้น’ และ ‘ลง’ แม้โลกภายนอกมักชอบมองว่า เกาหลีเหนือเป็น ‘ลูกน้อง’ จีน เนื่องจากอุดมการณ์สังคมนิยมเหมือนกัน ขณะที่จีนให้การช่วยเหลือ และเกาหลีเหนือต้องพึ่งพาจีนเกือบทุกอย่าง

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา เกาหลีเหนือยึดอุดมการณ์ ‘จูเช’ (Juche) หรือหลักการพึ่งพาตนเองเพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจภายนอกบงการเข้ามา ทำให้นโยบายต่างประเทศของเปียงยางไม่เน้นการผูกติดหรือพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกิน เพราะกลัวว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจอธิปไตยและความเป็นอิสระ

 

“เกาหลีเหนือจะมีด้านหนึ่งที่ผูกมิตรกับมหาอำนาจอย่างจีน สหภาพโซเวียต หรือรัสเซียในปัจจุบัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เกาหลีเหนือจะมีความวิตกกังวลเหมือนกันว่า การพึ่งพามหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งมากเกินไป จะทำให้เกาหลีเหนือสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดทิศทางของประเทศ”

 

ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า แนวคิดดังกล่าวดำเนินมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เช่น เติ้ง เสี่ยวผิง พยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือเปิดและปฏิรูปประเทศเหมือนกับจีน แต่เกาหลีเหนือก็ไม่ทำตาม เพราะใช้ระบบสืบทอดอำนาจทางสายเลือด ทำให้การเปลี่ยนแปลงใดๆ จะทำลายฐานความชอบธรรมของตัวเอง

 

ขณะที่จีนพยายามผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Denuclearization) ในคาบสมุทรเกาหลีตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา แต่เปียงยางก็ยังดื้อรั้นและพัฒนาอาวุธร้ายแรงมาจนถึงทุกวันนี้

 

อาจารย์มองว่า ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศแปลกประหลาด โดยเฉพาะหากพิจารณาตามทฤษฎีการพึ่งพา (Interdependence) เกาหลีเหนือพึ่งพาจีนมากที่สุด ซึ่งโดยหลักแล้ว ฝ่ายที่พึ่งพามากกว่าต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายได้ แต่ในกรณีของจีนและเกาหลีเหนือ เปียงยางสามารถเล่นบท ‘เด็กดื้อ’ มานานหลายสิบปี ขณะที่ปักกิ่งก็อึดอัดใจ แต่ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้

 

ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า ในยุทธศาสตร์ของจีน คาบสมุทรเกาหลีมีความสำคัญต่อประเทศมาก ต่อให้เกาหลีเหนือจะเล่นบทเด็กดื้อแค่ไหน ปักกิ่งก็ไม่มีทางตัดขาดญาติมิตรกับเกาหลีเหนือ เพราะกลัวเปียงยางอยู่ใน ‘สภาวะสั่นคลอน’ ซึ่งเกาหลีเหนือก็รู้จุดอ่อนข้อนี้เป็นอย่างดี

 

“สภาวะสั่นคลอน คือ เกิดการล่มสลายของระบอบเกาหลีเหนือ และฝันร้ายที่สุดที่จีนไม่อยากให้เกิดก็คือว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เข้าไปกลืนเกาหลีเหนือ ไม่ใช่ว่าจะกลืนด้วยการทำสงคราม แต่มันคือการรวมชาติคล้ายเยอรมนีตะวันออกกับเยอรมนีตะวันตก”

 

จากประเด็นดังกล่าว จีนมองว่า หากสองเกาหลีรวมชาติ สหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรของเกาหลีใต้ จะเข้ามายุ่งเกี่ยวในคาบสมุทรเกาหลี และมีอิทธิพลเหนือเกาหลีเหนือ จีนจึงไม่ยอมให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นอันขาด ดังนั้น เปียงยางจึงมีความมั่นใจที่จะเล่นบทเด็กดื้อได้เต็มที่ เพราะมี ‘ไพ่เด็ด’ ทำให้จีนตัดขาดสัมพันธ์ไม่ได้

 

บทสรุปจีนเยือนเกาหลีเหนือ ทำไมสีจิ้นผิงไม่แตะประเด็น ‘ปลดอาวุธนิวเคลียร์’

 

ก่อนหน้านี้ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตว่า สีจิ้นผิงไม่แตะประเด็นการปลดอาวุธนิวเคลียร์ในการเยือนเกาหลีเหนือครั้งนี้ โดยระบุสั้นๆ ว่า เขายินดีทำงานร่วมกับ คิม จองอึนเพื่อรักษาการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และนำพาความสัมพันธ์ทวิภาคีไปสู่ความก้าวหน้าระดับใหม่

 

ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า ในประเด็นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สีจิ้นผิงต้องการเอาใจเกาหลีเหนือ เพื่อทำให้สหรัฐฯ เห็นความแนบแน่นของพันธมิตรสามฝ่ายอย่างจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซีย ขณะที่การพูดถึงวาระปลดอาวุธนิวเคลียร์อาจกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้สบายใจกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ สะท้อนจากบทบาทของปักกิ่งในทศวรรษ 2000 จีนเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 6 ฝ่าย (Six-Party Talks) ถึง 6 ครั้งเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

 

“ลึก ๆ แล้ว จีนมีความไม่สบายใจที่เกาหลีเหนือยังเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะหากปล่อยให้เกาหลีเหนือยังคงมีนิวเคลียร์ได้ต่อไป มันเป็นปัญหาต่อจีนในระยะยาว”

 

อาจารย์มองว่า ปัญหาระยะยาวของเกาหลีเหนือสำหรับจีน คือ การทำให้อิทธิพลของสหรัฐฯ เข้มข้นในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวคือ หากเกาหลีเหนือยังครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ เช่น ยอมให้สหรัฐฯ นำเรือดำน้ำติดหัวรบนิวเคลียร์เข้ามา หรือแม้แต่การที่ญี่ปุ่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อกลับมามีกองทัพเต็มตัว ไปจนถึงการขยายบทบาททางการทหาร

 

“มันก็เป็นภาพสะท้อนว่า ประเทศเกาหลีเหนือเป็นประเทศเล็กๆ แต่มันมีความสามารถทำให้ประเทศมหาอำนาจทำตามวาระของตนเองได้ … มีหนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงนโยบายของเกาหลีเหนือ แล้วก็ตั้งชื่อว่า ‘Tyranny of the Weak (อำนาจของผู้อ่อนแอ) ว่า เป็นประเทศที่อ่อนแอ ต้องแบมือขอเงินจีน ขอเงินรัสเซีย แต่ก็สามารถที่จะมีวิธีที่บีบให้จีนยอมได้ในเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้”

 

มองอนาคตเกาหลีเหนือในฐานะ ‘รัฐนิวเคลียร์’

 

ศ.ดร.สิทธิพลยังมองว่า นโยบายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ผูกติดกับเปียงยางตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ภายใต้บริบทระหว่างประเทศที่เป็น ‘ฝันร้าย’ หลังสหภาพโซเวียตและจีนเปิดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีเหนือรู้สึกโดดเดี่ยว และพยายามหาอำนาจต่อรองบนเวทีโลก

 

อาจารย์ยังมองว่า ต่อให้ไม่มีสงครามตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือก็ไม่มีทางล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์ เพราะเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเกาหลีเหนือ คือ การหยิบอาวุธนิวเคลียร์ใช้เป็นข้อต่อรองประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

 

ในประเด็นนี้ ศ.ดร.สิทธิพลขยายความว่า เกาหลีเหนือใช้การพัฒนานิวเคลียร์ เป็นข้อต่อรองเพื่อแลกกับสนธิสัญญาสันติภาพกับสหรัฐฯ แม้ วิเวียน พาลกฤษณัน (Vivian Balakrishnan) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ที่เพิ่งไปเยือนเกาหลีเหนือระบุว่า เปียงยางไม่ได้คิดมีสนธิสัญญาสันติภาพ แต่อาจารย์วิเคราะห์ว่า เป็นกลยุทธ์ ‘ยืมปาก’ ฝากบอกสหรัฐฯ ในทางตรงกันข้ามมากกว่า

 

“ผมคิดว่า จริงๆ แล้ว เกาหลีเหนือรู้ดีว่า ตนเองจะไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ในระยะยาวเลย ถ้าไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพกับสหรัฐฯ เพราะสงครามเกาหลีจบลงในปี 1953 ด้วยข้อตกลงสงบศึก แต่ไม่มีสนธิสัญญาสันติภาพ

 

“ดังนั้น ถ้าเกาหลีเหนือจะพัฒนา จะปฏิรูปเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตได้ ก็ต้องลดงบประมาณทางด้านการทหารลงไป เพราะตราบใดที่คุณยังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ คุณก็จะถูกคว่ำบาตร มาตรการการแบนของ UN ก็ไม่คลี่คลาย”

 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.สิทธิพลระบุว่า จีนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือในอนาคต เพราะปักกิ่งคงไม่ยอมปล่อยผลประโยชน์สำคัญอย่างเปียงยางไป โดยยกตัวอย่างว่า หากสักวันหนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ มีความสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน ก็อาจกลายเป็นปัญหาสำหรับจีนได้

 

นอกจากนี้ในทางนิตินัย จีนถือเป็น 1 ใน 3 ภาคีที่ลงนามในข้อตกลงสงบศึกปี 1953 ร่วมกับกองกำลัง UN และเกาหลีเหนือ ปักกิ่งจึงมีความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ที่จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาสันติภาพในอนาคต

 

ส่วนประเด็นผู้นำใหม่ของเกาหลีเหนือ ศ.ดร.สิทธิพลมองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน เพราะเรื่องนี้ ‘พลิกล็อก’ กันได้ง่ายมาก สะท้อนจากเหตุการณ์ในทศวรรษที่ 1970 คิม อิลซุง อดีตผู้นำประเทศ พา คิม ซองแอ ภรรยาคนที่สอง (แม่เลี้ยง คิม จองอิล) ออกงานบ่อยครั้ง จนมีการคาดเดากันว่า เธอมีอำนาจมาก และบุตรชายของเธออย่าง คิม พยองอิล อาจขึ้นเป็นผู้นำคนต่อไป แต่ภายหลังในทศวรรษ 1980 คิม ซองแอ ถูกลดบทบาท เนื่องจาก คิม จองอิล ชนะการแย่งอำนาจภายใน จนขึ้นเป็นทายาทสืบทอดทางการเมือง

 

อาจารย์ระบุว่า ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มชนชั้นนำ (Elite) ในเกาหลีเหนือ เป็นพื้นที่ปิดลับ การประเมินสถานการณ์ต่างๆ จึงมักอาศัยการคาดเดา (Speculation) เป็นหลัก แม้แต่หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้เองก็ยังต้องใช้วิธีการวิเคราะห์ผ่านการสังเกตการณ์เป็นส่วนใหญ่

 

อาจารย์ยังเปรียบเทียบว่า การวิเคราะห์โครงสร้างการเมืองเกาหลีเหนือในปัจจุบัน มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ‘โซเวียตศึกษา’ (Sovietology) ในยุคสหภาพโซเวียตสมัย โจเซฟ สตาลิน หรือ นิกิตา ครุสชอฟ เช่น ใครยืนข้างผู้นำสูงสุดมากที่สุด หรือใครหายตัวออกไปจากหน้าสื่อ

 

ภาพ: KCNA / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ‘ใกล้ชิด แต่อึดอัด’ ถอดรหัส ‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง ทำไมจีนไม่กดดันเกาหลีเหนือเรื่องนิวเคลียร์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ? https://thestandard.co/min-aung-hlaing-myanmar-china-visit/ Wed, 17 Jun 2026 02:28:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1219349

การเดินทางเยือนจีนของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ในสัปดาห […]

The post มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเดินทางเยือนจีนของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ในสัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งที่สองของมินอ่องหล่าย หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา และหลังจากที่เพิ่งปิดฉากทริปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรกเมื่อต้นเดือนนี้

 

 
 

การเยือนจีนเป็นเวลา 5 วัน ในระหว่างวันที่ 15 – 19 มิ.ย. จึงถูกมองว่าสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลเมียนมาในการกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเพื่อนบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์ภายในประเทศที่ยังคงเปราะบางจากสงครามกลางเมืองที่ถูกจุดชนวนขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อปี 2021

 

โดยนับตั้งแต่การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของอองซานซูจีเมื่อห้าปีก่อน เมียนมาต้องเผชิญกับแรงกดดันและการโดดเดี่ยวจากนานาชาติมาตลอด

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงเมียนมาที่ถูกจับตา แต่จีนเองก็ถูกประเมินท่าทีเช่นกันว่า มีแผนการอย่างไรในการเปิดบ้านต้อนรับผู้นำที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพของเมียนมาจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

 

จากการถูกโดดเดี่ยว สู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์

 

เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย.) สื่อทางการเมียนมาเผยแพร่ภาพ มินอ่องหล่าย โบกมือขณะก้าวขึ้นเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง ขณะที่สื่อทางการจีนรายงานข่าวการเดินทางมาถึงของเขาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

 

ในการเยือนครั้งนี้ ผู้นำเมียนมามีกำหนดเข้าพบและหารือกับประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน

 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเปิดเผยว่า นอกจากประธานาธิบดีสีแล้ว มินอ่องหล่ายยังจะได้พบปะหารือกับนายกรัฐมนตรี หลี่เฉียง และประธานสภาประชาชนแห่งชาติ จ้าวเล่อจี้ ด้วย

 

ขณะเดียวกัน สื่อทางการเมียนมารายงานว่า มินอ่องหล่ายจะเยี่ยมชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงของจีน และเข้าร่วมการประชุมด้านเศรษฐกิจในระหว่างการเยือนครั้งนี้

 

ก่อนหน้านี้ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ปักกิ่งหวังใช้โอกาสนี้เพื่อฟื้นฟูมิตรภาพอันดีกับเมียนมา รวมทั้งกระชับ “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติ” ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

การจับกุมนักวิเคราะห์การเมือง

 

อีกประเด็นที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้รับความสนใจ คือกรณีที่ทางการจีนควบคุมตัว มิน ซิน พลเมืองสหรัฐฯ เชื้อสายเมียนมา ซึ่งทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเมืองประจำสถาบันคลังสมองแห่งหนึ่งที่มุ่งศึกษาวิจัยประเด็นเกี่ยวกับเมียนมา

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า มิน ซิน ผู้ก่อตั้งสถาบันยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (Institute for Strategy and Policy Myanmar) ถูกดำเนินมาตรการบังคับทางอาญา เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมจารกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของจีน

 

สถาบันดังกล่าวเป็นองค์กรวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับพลวัตทางการเมือง ทรัพยากร และสถานการณ์ความขัดแย้งภายในเมียนมา

 

ความมั่นคงชายแดน คือผลประโยชน์ของชาติ

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารในปี 2021 เมียนมาต้องตกอยู่ในสงความกลางเมือง ท่ามกลางการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มทั่วประเทศ

 

สำหรับจีน สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาถือเป็นประเด็นด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญโดยตรง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันเป็นระยะทางถึง 2,100 กิโลเมตร

 

ด้วยความกังวลต่อภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองดังกล่าว จีนจึงพยายามเข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมและลดบทบาทของกลุ่มต่อต้านที่กำลังต่อสู้กับกองทัพเมียนมา

 

นอกจากนี้ ปักกิ่งยังแสดงท่าทีสนับสนุนการเลือกตั้งเมียนมาที่จัดขึ้นเมื่อต้นปีนี้อย่างชัดเจน ซึ่งผลก็ออกมาแบบเดียวกับที่ทั่วโลกคาดการณ์ นั่นคือกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรของกองทัพเมียนมาคว้าชัยชนะไปอย่างง่ายดาย

 

โดยเมื่อเดือนเมษายน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ได้พบหารือกับ มินอ่องหล่าย ที่กรุงเนปิดอว์ และยืนยันว่าจีนจะสนับสนุนเมียนมาในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

 

อย่างไรก็ดี การที่จีนให้การสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารเมียนมานั้น ถูกมองว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และสร้างเสถียรภาพตามแนวชายแดน มากกว่ามุ่งผลักดันให้เมียนมาเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้ แม้มินอ่องหล่ายจะเปลี่ยนผ่านจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี หลังบริหารประเทศภายใต้กองทัพมานานห้าปี แต่กลุ่มผู้สังเกตการณ์ด้านประชาธิปไตยต่างมองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเพียงแค่การ “เปลี่ยนป้ายชื่อใหม่” ของการปกครองโดยระบอบทหารเท่านั้น

 

การเดินทางเยือนจีนของมินอ่องหล่ายในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงความต้องการของเมียนมาในการแสวงหาการสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการเมืองจากประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในภูมิภาค ขณะที่จีนเองก็ต้องการรักษาเสถียรภาพตามแนวชายแดนและปกป้องผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของตน

 

ภาพ: Lintao Zhang / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนจีน มีนัยอย่างไรต่อทั้งสองประเทศ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai Fest 2026 ยกประเทศไทยมาไว้ในจีน https://thestandard.co/thai-fest-china-success/ Wed, 17 Jun 2026 00:55:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1219287 ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพัน […]

The post Thai Fest 2026 ยกประเทศไทยมาไว้ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ที่แม้ในปี 2568 จะได้รับการยกระดับให้เป็นปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน แต่ต้องยอมรับว่าความสัมพันธ์ของสองประเทศในปีที่ 51 มีความแตกต่างไปจากเมื่อ 50 ปีก่อนอย่างมาก จากเดิมที่ทั้ง 2 ประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนาในยุคที่จีนยังต้องพึ่งพาไทย ยังมีความรู้สึก “ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นพี่น้องกัน” เมื่อตัดภาพกลับมาในยุคปัจจุบันที่จีนเติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์สองของโลก ในขณะที่ไทยกลับเป็นฝ่ายต้องพึ่งพาจีนเกือบทุกด้าน จีนที่เคยเป็นเพื่อนเก่าแก่กลับเติบโตและมีเพื่อนมากขึ้น

 

 
 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 สถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนพลเมืองจีนให้เพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัยในการเดินทางมาและพำนักในประเทศไทย แม้ในประกาศจะไม่ได้พูดถึงการท่องเที่ยวโดยตรงแต่ก็ส่งผลให้คนจีนจำนวนมากมีความกังวลและตัดสินใจที่จะไม่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่คำเตือนดังกล่าวไม่สามารถห้ามความรู้สึก ความโหยหาอาหารไทย ผลไม้ไทย ความคิดถึงเมืองไทยในใจคนจีนส่วนหนึ่งได้

 

งานเทศกาลไทย (泰国风情节) ในจีน

 

วันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงกลางเดือนและปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมืองใหญ่ในจีนอย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง ได้จัดงานเทศกาลไทย หรือ Thai Festival 2026 โดยธัชพร สุนทราจารย์ กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ว่าธีมของงานในปีนี้คือ Creative Life & Creative Heartbeat อยากให้คนจีนและคนต่างชาติในเซี่ยงไฮ้รู้จักคนไทย รู้จักเมืองไทยมากกว่าการเป็น Land of Smiles

 

“เราอยากให้คนจีนและคนต่างชาติที่นี่มีประสบการณ์กับเมืองไทยในฐานะประเทศที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักสนุก มีพลังขับเคลื่อนตลอดเวลา อยากให้เห็นความโมเดิร์นของประเทศไทย” ธัชพรกล่าว

 

ด้าน อาจารี วงแหวน ที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง แม่งานในการจัดงานเทศกาลไทยทั้งในปักกิ่งและมองโกเลีย รวมถึงเป็นอดีตผู้จัดงานเทศกาลไทยในกรุงโตเกียวมองว่างานเทศกาลไทยก็คือการยกประเทศไทยมาให้คนท้องถิ่นได้สัมผัสถึงความเป็นไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

 

การจัดงานเทศกาลไทยของทั้งนครเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งในปีนี้นับว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม คนจีนให้ความสนใจเข้าร่วมงานมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้เซี่ยงไฮ้จะมีข้อจำกัดในด้านสถานที่ตามข้อกำหนดของทางเขตที่จำกัดให้คนเข้าร่วมงานได้เพียงรอบละ 500 คน แต่ภายในระยะเวลา 2 วันก็มีผู้เข้าร่วมงานกว่าหมื่นคน ในขณะที่กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงกว่า 36 องศา แดดที่ร้อนระอุในสวนสาธารณะเฉาหยาง กลับมีคนจีนและต่างชาติเข้าร่วมงานกว่า 2 หมื่นคน มากกว่าปี 2025 เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

 

ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม 1

 

อาหารและผลไม้ไทยยังคงยืนหนึ่งในใจคนจีน

 

ธัชพร กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พูดถึงสินค้าที่ขายดีในงานเทศกาลไทยของเซี่ยงไฮ้ ว่าคงหนีไม่พ้นอาหารและผลไม้ไทย โดยในปีนี้มีร้านอาหารไทยในเซี่ยงไฮ้มาออกร้านกว่าสิบราย รวมถึงทางทีมประเทศไทยที่ได้นำผลไม้สดเช่นทุเรียน และมังคุด จากตลาด อตก.ของไทยมาจัดจำหน่ายในงาน “เราคาดหวังผลในระยะยาว มาทานในงานแล้วอร่อยก็ต้องกลับมาทานซ้ำที่ร้านอาหารไทยที่ได้รับ Thai select หรือจะปรุงเองที่บ้านโดยซื้อวัตถุดิบที่นำเข้าจากไทย หรือจะไปทานที่เมืองไทยก็ยิ่งดี”

 

ในขณะที่งานเทศกาลไทยในปักกิ่งมีร้านอาหารไทยมาร่วมเกือบ 30 ร้าน โดยอาจารีเปิดเผยว่าท่านทูตฉัตรชัย วิริยะเวชกุล มีนโยบายที่อยากให้คนจีนได้ทานอาหารไทยในราคาที่เหมาะสม โดยแต่ละร้านจะมีเมนูอาหารไทยที่ต่างกัน แต่ด้วยกฏของเขตเฉาหยาง (สถานที่จัดงาน) จะไม่อนุญาตให้ขายส้มตำเนื่องจากความกังวลด้านสุขอนามัย รวมถึงไม่อนุญาตให้ใช้ถ่านในการประกอบอาหารเพื่อป้องกันเหตุอัคคีภัย

 

หนึ่งในร้านอาหารไทยที่คนจีนต่อคิวยาวที่สุดในงานคงหนีไม่พ้นร้าน “รักไทย” ร้านอาหารไทยในกรุงปักกิ่ง พิมพ์ชนก ภัทรภูมิภักดี เจ้าของร้านเล่าว่า “จำนวนลูกค้าที่มางานในปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเป็นเท่าตัว ต้องจัดพนักงาน 1 คนมาอยู่บริเวณหน้าร้านเพื่อจัดคิวลูกค้าโดยเฉพาะ มีลูกค้าจำนวนมากที่รอคิวในงานไม่ไหวก็ตามไปทานที่ร้าน”

 

พิมพ์ชนกบอกว่าคนจีนเปิดใจกับอาหารไทยในหลายเมนูไม่จำกัดแค่ต้มยำกุ้ง ซึ่งที่ร้านของเธอก็นำเมนูอย่างไส้กรอกอีสาน ไก่ทอดหาดใหญ่ มาขาย

 

พิมพ์ชนกมองว่าเคล็ดลับที่ทำให้ร้านของเธอขายดีมาจากรสชาติอาหารไทยแท้จากฝีมือแม่ครัวคนไทยและวัตถุดิบที่ส่งตรงมาจากประเทศไทย

 

งานฝีมือสร้างสรรค์ (Craft & Creative) ดาวรุ่งในงานเทศกาลไทย

 

นอกจากอาหารและผลไม้จะเป็นสินค้าขายดีในงานเทศกาลไทยแล้ว สินค้าประเภทงานฝีมือที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นหนึ่งในประเภทสินค้าขายดีของงานเทศกาลไทยในปีนี้ ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ที่พา SMEs ไทยจำนวน 10 รายมาออกร้านในงานเทศกาลไทยที่นครเซี่ยงไฮ้

 

อภิเษก นรินทร์ชัยรังษี เจ้าของแบรนด์ Apisek Studio นำเครื่องประดับที่ทำจากถ้วยชามเบญจรงค์ที่ชำรุดเสียหายในลักษณะการเพิ่มมูลค่า (Upcycling) จากชุมชนอัมพวามาออกงานในครั้งนี้ เขาให้สัมภาษณ์ว่า “เครื่องเบญจรงค์เหล่านี้มีพื้นฐานมาจากจีนทำให้เข้าถึงคนจีนได้ไม่ยาก และเครื่องประดับแต่ละชิ้นก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” อภิเษกนำสินค้าของเขามาจีนเป็นครั้งที่ 3 โดยในแต่ละครั้งผลตอบรับดีมาก ลูกค้ามีกำลังซื้อ อยากฝากถึงภาครัฐให้ช่วยสร้างโอกาสในการขยายไปต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น

 

ด้านอาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักอุตสาหกรรมสินค้าและบริการสร้างสรรค์ CEA ที่พาผู้ประกอบการไปออกงานเทศกาลไทยในกรุงปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว (2025) และในปีนี้ได้พาผู้ประกอบการจำนวน 10 รายมาออกร้านในงานเทศกาลไทยในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่าการมาเซี่ยงไฮ้ในปีนี้ค่อนข้างราบรื่นเนื่องจากทาง CEA ได้นำบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมาจัดให้มีการอบรม เตรียมตัวผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะเดินทางมางาน และภายในงานได้มีการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกทั้งในด้านภาษา การแก้ปัญหาต่างๆ ที่พบเจอบ่อย เช่น ปัญหาการชำระเงิน โดยให้เจ้าหน้าที่ 1 คน ดูแลผู้ประกอบการ 3-4 ราย

 

สินค้าไทยขายดีแต่ต้องมีใบรับรอง

 

เกศรินทร์ อริยพงศ์ รองเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน มองว่าการใช้งานเทศกาลไทยเป็นเวทีในการนำเสนอสินค้าไทยให้คนจีนเป็นทั้งการรับรองว่าสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าไทยแท้ และยังเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของไทย โดยมองผลที่ได้รับเป็น 3 ระยะคือ ระยะสั้นที่สามารถสร้างรายได้ในทันที ระยะกลางเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ และระยะยาวที่สามารถทำให้คนที่รู้จักสินค้าไทยแบบผิวเผินสามารถรู้จักสินค้าไทยได้ดียิ่งขึ้น

 

ด้านอาจารี ให้ข้อมูลว่าในช่วงที่ผ่านมาทางสถานทูตไทยในปักกิ่งได้รับการติดต่อจากภาคเอกชนของไทยจำนวนมากที่อยากนำสินค้ามาจำหน่ายในงานเทศกาลไทย แต่ด้วยกฏระเบียบของประเทศจีน สินค้าทุกอย่างที่จำหน่ายในงานจะต้องผ่านมาตรฐานการรับรองของจีน โดยอาจารีแนะนำว่าถ้าภาคเอกชนที่ต้องการจะนำสินค้ามาร่วมงานในปีหน้า แนะนำให้ติดต่อผ่านหน่วยงานรัฐอย่าง CEA หรือ OTOP หากเป็นสินค้าทั่วไปก็สามารถติดต่อหอการค้าไทยในจีนจะสามารถให้คำแนะนำได้

 

ภาพบรรยากาศงาน Thai Fest ในจีน ผู้คนจำนวนมากร่วมชม ชิม ช้อปสินค้าไทย และการแสดงวัฒนธรรม 2

 

นอกจากการมารับประทานอาหารและซื้อของไทยในงานเทศกาลไทยแล้ว ในงานยังมีการแสดงแบบไทยๆ รวมถึงศิลปะการต่อสู้แบบ “มวยไทย” ที่ในปีนี้งานเทศกาลไทยในเซี่ยงไฮ้ได้บัวขาว บัญชาเมฆ มาทำกิจกรรมร่วมกับแฟนๆ ชาวจีนที่มารอเจอนักมวยในดวงใจอย่างล้นหลาม ในขณะที่งานในปักกิ่งก็ได้ ครูดิน ครูมวยชื่อดังจากค่ายลานนาไฟท์ติ้งมาช่วยเวิร์คชอปให้กับคนจีนที่มาร่วมงานอย่างใกล้ชิด

 

ธัชพร กงสุลใหญ่ประจำนครเซี่ยงไฮ้มองว่า งานเทศกาลไทยในจีนเป็นอีกหนึ่งงานที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ในด้านประชาชนให้เข้มแข็งและจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ที่ทำให้ไทยและจีนสามารถกระชับความสัมพันธ์ได้ในทุกมิติ

The post Thai Fest 2026 ยกประเทศไทยมาไว้ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มินอ่องหล่ายพบสีจิ้นผิง ในการเยือนจีนครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง หนุนขยายสัมพันธ์จีน-เมียนมา https://thestandard.co/min-aung-hlaing-china-visit/ Tue, 16 Jun 2026 08:13:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1219070 พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน กำลังพบหารือกัน

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา พบหารือประ […]

The post มินอ่องหล่ายพบสีจิ้นผิง ในการเยือนจีนครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง หนุนขยายสัมพันธ์จีน-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน กำลังพบหารือกัน

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา พบหารือประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ในระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 5 วัน โดยถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ ภายหลังชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสต่อต้านและถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและยุติธรรม

 

รัฐบาลปักกิ่งจัดพิธีต้อนรับผู้นำเมียนมาอย่างเป็นทางการที่มหาศาลาประชาชน ก่อนที่ทั้งสองผู้นำ จะเริ่มการประชุมแบบปิดลับซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง

 

จากนั้นจึงได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามเอกสารความร่วมมือ 18 ฉบับ ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การคมนาคมข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง การค้าเสรี การช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนความร่วมมือด้านสาธารณสุข และด้านสื่อ

 

ทั้งนี้ สีได้ประกาศให้การสนับสนุนความเป็นผู้นำทางการเมืองของมินอ่องหล่าย และกล่าวถึงการมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในภูมิภาคผ่านความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ

 

“ผมยินดีที่จะเสริมสร้างความเป็นผู้นำของเราต่อไป และสานต่อมิตรภาพฉันพี่น้องระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” สีจิ้นผิง กล่าวกับประธานาธิบดีเมียนมาตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน

 

ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรต่างชาติที่สำคัญที่สุดของกองทัพเมียนมา ภายหลังก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021

 

กระทรวงการต่างประเทศของจีนยืนยันว่า “จีนสนับสนุนเมียนมาในการรวมพลังทางการเมืองภายในประเทศและฟื้นฟูเสถียรภาพ”

 

โดยที่ผ่านมา ปักกิ่งได้ลงทุนในโครงการต่างๆ ในเมียนมา ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) ซึ่งรวมถึงการสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซที่ตัดผ่านเมียนมา และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือน้ำลึก

 

ภาพ : China. Lintao Zhang/Pool via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post มินอ่องหล่ายพบสีจิ้นผิง ในการเยือนจีนครั้งแรกหลังชนะเลือกตั้ง หนุนขยายสัมพันธ์จีน-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง https://thestandard.co/china-arrests-myanmar-american-scholar-espionage/ Sun, 14 Jun 2026 08:02:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1218203 ภาพประกอบข่าวการจับกุม อูมินซิน นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมาในจีน

หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันศุกร […]

The post จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการจับกุม อูมินซิน นักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมาในจีน

หลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันศุกร์ (12 มิถุนายน) ที่ผ่านมาว่า ทางการจีนได้จับกุม อูมินซิน นักวิชาการชาวอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ผู้มีบทบาทเคลื่อนไหวและเขียนเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การเมืองเมียนมาและนโยบายต่างประเทศของจีน โดยกล่าวหาว่าเขาสอดแนมและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติจีน

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า นักวิชาการผู้นี้ “มีส่วนร่วมในกิจกรรมจารกรรมที่คุกคามความมั่นคงของชาติจีน”

 

กรณีการจับกุมนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง และพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด

 

นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมาที่รู้จักมิน ซิน เผยว่า “มินซินหายตัวไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน หลังจากเดินทางไปยังเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานของจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุม”

 

ขณะที่นักกิจกรรมอีกรายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเกรงว่าจะถูกรัฐบาลจีนลงโทษและจับกุม กล่าวว่า “มินซินเคยเดินทางไปจีนมาแล้วหลายครั้ง”

 

ด้านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า มินซิน ถูกควบคุมตัวระหว่างการเดินทางไปมณฑลยูนนาน

 

เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยว่า “เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ได้เข้าเยี่ยมเขาแล้ว และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังให้ความช่วยเหลือด้านกงสุลอย่างเหมาะสมทุกประการ”

 

“เรากำลังประสานงานกับเจ้าหน้าที่จีนในกรณีนี้”

 

ทั้งนี้ มินซิน เป็นนักกิจกรรมนักศึกษาในการลุกฮือของเมียนมาปี 1988 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่ถูกรัฐบาลในขณะนั้นตอบโต้ด้วยกำลังทหาร

 

มิน ซิน เป็นที่รู้จักในฐานะนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมา ช่วงปี 1988 โดยเขาหนีมายังประเทศไทยเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมโดยรัฐบาลทหาร และต่อมาได้ขอลี้ภัยไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ และกลับมาเมียนมาอีกครั้งในปี 2010

 

New York Times รายงานว่า ปัจจุบัน มิน ซิน ซึ่งอาศัยอยู่ในไทย ยังใช้เวลาอยู่ทั้งในสหรัฐฯ และเมียนมา โดยเขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยยุทธศาสตร์และนโยบายเมียนมา (ISP-Myanmar) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในประเทศไทยที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องบทบาทของจีนในเมียนมา รวมถึงเรื่องผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ และอิทธิพลของจีนในภูมิภาค

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขายังได้เขียนเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีนและการค้ากับเมียนมา โดยสถาบันวิจัยแห่งนี้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสถาบันวิจัยของจีนเป็นประจำ และได้ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น การส่งออกแร่หายากของเมียนมาไปยังจีน

 

ทั้งนี้ ตามรายงานของศูนย์นวัตกรรมทางสังคมและนโยบายต่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันเขายังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ด้วย

 

ด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยตัวมิน ซิน ทันที

 

โดยโจ ฟรีแมน นักวิจัยด้านเมียนมาของ แอมเนสตี้ กล่าวว่า “สถานการณ์เกี่ยวกับการจับกุมมินซิน อย่างลึกลับนั้น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับข้อกล่าวหาเรื่องการจารกรรมที่ปรากฏขึ้น”

 

อ้างอิง:

The post จีนจับกุมนักวิชาการอเมริกันเชื้อสายเมียนมา ตั้งข้อหาสอดแนม-ภัยความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OpenAI เผย จีนใช้ ChatGPT โฆษณาชวนเชื่อ ปั่นกระแสความไม่พอใจนโยบายภาษีทรัมป์ จุดชนวนแตกแยกปม AI และ Data Center ในหมู่ชาวอเมริกัน https://thestandard.co/openai-china-chatgpt-us-propaganda/ Thu, 11 Jun 2026 04:49:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1217020 ภาพประกอบแสดงการใช้ ChatGPT ของจีนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ

OpenAI เผยแพร่รายงานการตรวจสอบ พบว่าจีนพยายามใช้ ChatGP […]

The post OpenAI เผย จีนใช้ ChatGPT โฆษณาชวนเชื่อ ปั่นกระแสความไม่พอใจนโยบายภาษีทรัมป์ จุดชนวนแตกแยกปม AI และ Data Center ในหมู่ชาวอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการใช้ ChatGPT ของจีนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ

OpenAI เผยแพร่รายงานการตรวจสอบ พบว่าจีนพยายามใช้ ChatGPT เพื่อโฆษณาชวนเชื่อและปลุกปั่นความไม่พอใจต่อนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในโซเชียลมีเดียอย่าง X และยังพยายามจุดชนวนความแตกแยกในหมู่ชาวอเมริกัน ในการถกเถียงประเด็นเกี่ยวกับ AI และ Data Center

 

โดยทีมข่าวกรองภัยคุกคามของ OpenAI ได้ติดตามตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของ 2 กลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับจีน และโพสต์เนื้อหาที่ดูเหมือนจะออกแบบมาเพื่อปลุกปั่นความโกรธเคืองในประเด็นที่สร้างความแตกแยก

 

กลุ่มแรกที่เรียกว่า ‘Data Center Bandwagon’ ใช้ ChatGPT ในการสร้างภาพและข้อความบนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่า การก่อสร้าง Data Center ทำให้ราคาไฟฟ้าสำหรับชาวอเมริกันสูงขึ้น

 

ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้ ChatGPT ในการสร้างภาพการ์ตูนและข้อความโพสต์ลงใน X วิพากษ์วิจารณ์นโยบายภาษีทรัมป์ โดยเป็นภาพการ์ตูนทรัมป์ ที่กำลังประพฤติตัวก่อกวนในเวทีโลก เช่น การใช้ค้อนทุบกำแพงที่มีป้ายเขียนว่า ‘อนาคตโลก’ หรือการเลื่อยบันไดที่เขายืนอยู่

 

กลุ่มเดียวกันนี้ยังใช้ ChatGPT ในการสร้างคอมเมนต์ภาษาจีนเพื่อใช้ในส่วนแสดงความคิดเห็นต่อบทความภาษาจีน รวมถึงเนื้อหาในภาษาอิตาลีและญี่ปุ่นที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียด้วย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลการตรวจสอบของ OpenAI พบว่า ผู้ที่สร้างเนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าว เริ่มต้น prompt คำสั่งให้ ChatGPT ใส่เฉพาะภาพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงไปในการ์ตูน โดยไม่รวมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน

 

ในทั้งสองกรณี OpenAI กล่าวว่าผู้ดำเนินการ “น่าจะมีต้นกำเนิด” มาจากประเทศจีน โดยเนื้อหาต่อต้าน Data Center ในสหรัฐฯ ถูกสืบย้อนไปถึงบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนที่ไม่ระบุชื่อ ซึ่งมีสัญญากับรัฐบาลจีน และทั้งสองกลุ่มใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด โดยใช้ ChatGPT เป็นภาษาจีนตัวย่อ และขอผลลัพธ์ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ขณะเดียวกันก็แอบอ้างเป็นชาวอเมริกันบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น X และ YouTube

 

“นี่ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการปฏิบัติการแทรกแซงจากต่างประเทศที่ฉวยโอกาสจากข้อถกเถียงภายในประเทศที่มีอยู่แล้ว และพยายามบิดเบือนโดยใช้บัญชีปลอมแอบอ้างเป็นชาวอเมริกัน” เบน นิมโม หัวหน้าผู้ตรวจสอบของ OpenAI และผู้เขียนรายงานกล่าว

 

ทั้งนี้ รายงานของ OpenAI ไม่ได้ระบุว่า กระแสต่อต้าน Data Center ในหมู่ชาวอเมริกันนั้นถูกขับเคลื่อนหรือสนับสนุนโดยการโฆษณาชวนเชื่อจากต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์

 

โดย OpenAI ระบุว่าความพยายามดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปลายปี 2025 และต้นปี 2026 ซึ่งแม้จะดูเหมือนไม่มีผลอะไรมากนัก แต่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ว่า Generative AI หรือ AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นภาพ ข้อความ วิดีโอ หรือเสียง กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญในแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อและสร้างอิทธิพลทางดิจิทัล

 

“ผมอยากจะชี้แจงให้ชัดเจนตรงนี้ว่า นี่ไม่ใช่กรณีของการปฏิบัติการแทรกแซงเพื่อสร้างการถกเถียง การถกเถียงนั้นมีอยู่แล้ว นี่เป็นการปฏิบัติการแทรกแซงจากจีนที่พยายามเข้ามาแทรกแซง เราไม่เห็นสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามันประสบความสำเร็จ” นิมโมกล่าว

 

ทางด้านสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตัน ให้ความเห็นตอบโต้ต่อรายงานการตรวจสอบดังกล่าวว่า “แม้จะไม่คุ้นเคยกับงานวิจัยของ OpenAI แต่จีนคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการโจมตีหรือใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีมูลความจริง” และ “รัฐบาลจีนกำลังดำเนินงานเพื่อทำให้มั่นใจว่า AI จะเป็นพลังแห่งความดีและเพื่อประชาชนทุกคน”

 

ภาพ : REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

 

อ้างอิง :

The post OpenAI เผย จีนใช้ ChatGPT โฆษณาชวนเชื่อ ปั่นกระแสความไม่พอใจนโยบายภาษีทรัมป์ จุดชนวนแตกแยกปม AI และ Data Center ในหมู่ชาวอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหม แจงปมจีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ เตือนฮุนเซนจะใช้กำลังต้องคิดให้รอบคอบ https://thestandard.co/defense-minister-warns-hun-sen/ Wed, 10 Jun 2026 04:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1216613 พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

วันนี้ (10 มิถุนายน) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว […]

The post รมว.กลาโหม แจงปมจีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ เตือนฮุนเซนจะใช้กำลังต้องคิดให้รอบคอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

วันนี้ (10 มิถุนายน) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงกรณีทางการจีนได้ขอเข้าพบหลังส่งรถถัง T59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ว่า เมื่อวานตนเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศเวียดนาม ไปร่วมประชุมและพาผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และมีโอกาสได้พบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องปกติในโอกาสที่ตนได้รับตำแหน่งใหม่

 

เมื่อถามถึงกรณีที่จีนส่งมอบรถถังให้กับกัมพูชา ทางจีนอธิบายเรื่องนี้ให้กับฝ่ายไทยฟังอย่างไรบ้าง พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า จีนและกัมพูชามีการฝึกร่วมกันมานาน ตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเป็นรถถังเก่าที่จีนได้รีโนเวทขึ้นมาใหม่ และไทยก็รับทราบมาว่าทางกัมพูชามียุทโธปกรณ์ใหม่ ซึ่งนำมาใช้ในการป้องกันประเทศ

 

เมื่อถามว่าการส่งมอบรถถังในครั้งนี้จะมีผลต่อการป้องกันชายแดนไทยหรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า คงต้องดูว่ากัมพูชานำมาไว้ที่ไหน ตอนนี้ทางการข่าวรับทราบว่ามีการนำเข้ามาที่ท่าเรือของกัมพูชาแล้ว แต่ยังไม่ได้นำมาที่ชายแดน และขณะนี้เรามี Joint Statement ในเรื่องของการนำยุทธโธปกรณ์ และกำลังพลเข้ามาพื้นที่ชายแดน

 

เมื่อถามว่าการส่งมอบครั้งนี้ถือเป็นดีลเก่าระหว่างจีนและกัมพูชาใช่หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ ระบุว่า

 

เป็นดีลเดิมแต่เราไม่ได้ประมาท เรารู้ว่าเป็นดีลเดิมในการฝึกร่วมกัน ที่มีการรับปากกันว่าจะมีการนำยุทโธปกรณ์บางส่วน ซึ่งก็คือรถถัง T59D

 

เมื่อถามว่าไทยจะมีการโต้แย้งหรือหารือจีนในประเด็นนี้หรือไม่ เพราะตามสัญญาจะมีการส่งมอบรถถังถึง 93 คัน พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องดูว่ากัมพูชานำมาแล้ว เอามาไว้ในพื้นที่ชายแดนหรือไม่ และทางจีนก็ยังบอกว่าจะมีการส่งมอบเรือให้กับกัมพูชาด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มา

 

เมื่อถามว่าจะมีการเดินทางหารือกับจีน ในประเด็นนี้หรือไม่ พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า หลังจากนี้ตนน่าจะได้เดินทางไปพบในโอกาสที่รับหน้าที่ใหม่ ซึ่งจะต้องพบทุกประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปฝรั่งเศสมา และเวียดนาม รวมถึงรัสเซีย ที่จะเดินทางไปอีกรอบหนึ่ง

 

เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมกัมพูชาถึงมีอาวุธเข้ามาตอนนี้ พล.ท.อดุลย์ มองว่า ตอนที่มีการสู้รบกัน หากเราสังเกตดูหลังจากสู้รบกับไทยจบ เรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบในพื้นที่ เราทราบกันอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่กัมพูชาพยายามจะสร้างกระแสความรักชาติ ให้เกิดขึ้นในประเทศหรือการหาเสียงของเขาภายในประเทศ เราห้ามเขาพูด เขาทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ามีผลคุกคามกับไทยในทางนโยบาย ซึ่งเราจะสังเกตว่านายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้เดินสายในลักษณะการทูตเชิงรุกกับทุกประเทศ ตั้งแต่ฝรั่งเศส เวียดนาม และขณะนี้กำลังเดินทางไปญี่ปุ่น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เคยเกิดแบบนี้มาก่อน เป็นงานการทูตเชิงรุกที่ทำควบคู่กับงานด้านความมั่นคง จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ตนก็มีหน้าที่ของเรื่องนโยบาย และในเรื่องของความพร้อม ขอให้เชื่อว่า กองทัพกองกำลัง และหน่วยในพื้นที่ มีความพร้อม ส่วนการยั่วยุมันมีอยู่แล้ว กัมพูชาต้องการให้เราทำตามในสิ่งที่ต้องการ แต่เราก็ต้องทำตามเจตนารมณ์ เดิมในการพูดคุยตาม Joint Statement ต้องยืนยันตามนี้ กัมพูชาอยากให้มีการพูดคุยในวง JBC และ GBC แต่หากกัมพูชาไม่ทำตาม Joint Statement เรายืนยันว่า ขอให้มั่นใจในศักยภาพกองทัพ ในตัวรัฐบาล และทุกหน่วย

 

เมื่อถามว่ามีการนำประเด็นดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่สมเด็จฮุนเซนประกาศทวงคืนดินแดนจากฝ่ายไทย พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่า สมเด็จฮุนเซนพูดจริงหรือไม่จริง ในเรื่องการทวงพื้นที่ ทั้งด้านการทูตและการใช้กำลัง แต่ถ้าใช้กำลังหากมีการคิดในเชิงนี้ เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรี ก็บอกแล้วว่าให้ท่านคิดดีๆ

 

เมื่อถามว่าจะให้ความมั่นใจกับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนอย่างไร พล.ท.อดุลย์กล่าวย้ำว่า ตนก็บอกแล้วว่า ถ้าท่านจะใช้กำลังก็ให้ท่านคิดดีๆ

The post รมว.กลาโหม แจงปมจีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา เป็นดีลเก่า ใช้ซ้อมรบ เตือนฮุนเซนจะใช้กำลังต้องคิดให้รอบคอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ช่วยทูตทหารจีนยอมรับส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน แจงเป็นโครงการช่วยเหลือก่อนเกิดสู้รบ https://thestandard.co/china-tanks-cambodia-aid-project/ Wed, 10 Jun 2026 01:35:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1216506 ภาพกราฟิกข่าวผู้ช่วยทูตทหารจีนยอมรับส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา

วันนี้ (9 มิถุนายน) จากกรณีที่มีการนำเสนอคลิปจีนได้ส่งร […]

The post ผู้ช่วยทูตทหารจีนยอมรับส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน แจงเป็นโครงการช่วยเหลือก่อนเกิดสู้รบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกข่าวผู้ช่วยทูตทหารจีนยอมรับส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา

วันนี้ (9 มิถุนายน) จากกรณีที่มีการนำเสนอคลิปจีนได้ส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน และกัมพูชาส่งเข้าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ผู้ช่วยทูตทหารจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้ากระทรวงกลาโหม โดยไม่ได้มีการนัดหมายล่วงหน้า โดยมีผู้แทนกระทรวงกลาโหมให้การต้อนรับเพื่อเข้าพูดคุยในหลายประเด็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านทหาร พร้อมทั้งระบุถึงกรณีจีนส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา จำนวน 39 คัน ซึ่งเป็นล็อตแรก จากทั้งหมดจำนวน 93 คัน รถถัง T-59D กัมพูชาได้รับการช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามโครงการความร่วมมือทางทหารในทุกปี

 

สำหรับรถถัง T-59D ที่จีนส่งมอบให้กัมพูชาในครั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาขนาดปืนใหญ่รถถังจากขนาด 100 มม. เป็นขนาด 105 มม. และกล้องมองภาพความร้อนทำให้สามารถมองเห็นเป้าหมายในเวลากลางคืน และระบบป้องกันตัวของรถถัง เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม เช่น จรวดต่อต้านรถถัง หรือขีปนาวุธนำวิถี

 

สำหรับ พล.อ. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ. ธาราพงษ์ มาลาคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ติดภารกิจร่วมคณะ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเยือนประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 69

The post ผู้ช่วยทูตทหารจีนยอมรับส่งรถถัง T-59D ให้กัมพูชา 39 คัน จาก 93 คัน แจงเป็นโครงการช่วยเหลือก่อนเกิดสู้รบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สี-คิม เห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ยืนยันไม่ทิ้งพันธสัญญาปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน https://thestandard.co/china-north-korea-relations-upgrade/ Tue, 09 Jun 2026 04:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1216145 ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและผู้นำคิมจองอึนพบปะกัน

สำนักข่าว KCNA สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิมจองอึน […]

The post สี-คิม เห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ยืนยันไม่ทิ้งพันธสัญญาปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและผู้นำคิมจองอึนพบปะกัน

สำนักข่าว KCNA สื่อทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด ณ กรุงเปียงยาง วานนี้ (8 มิถุนายน) โดยตกลงที่จะขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และเห็นพ้องที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีไปสู่บทใหม่

 

KCNA รายงานว่า คิม ได้กล่าวกับสีในระหว่างการประชุมว่า เขาจะสนับสนุน ‘หลักการจีนเดียว’ อย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนในประเด็นไต้หวัน

 

ในขณะที่สี ซึ่งเดินทางเยือนเกาหลีเหนือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี กล่าวกับคิมว่า เขาจะใช้การเยือนครั้งนี้ เป็นโอกาสในการสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสองประเทศ

 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะกระชับการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ผ่านการเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย

 

สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีน รายงานว่าสี แสดงความเต็มใจที่จะขยายความร่วมมือระหว่างจีนและเกาหลีเหนือในหลากหลายด้าน รวมถึงการค้า เกษตรกรรม การก่อสร้าง และเทคโนโลยี

 

โดยสีกล่าวว่า ทั้งสองประเทศควรเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตนอย่างมั่นคง

 

ขณะที่คิม ยืนยันว่าเกาหลีเหนือและจีนจะรักษามิตรภาพไว้ในฐานะ “ภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด”

 

ทั้งนี้ สีให้คำมั่นว่า ปักกิ่งจะไม่ละทิ้งพันธสัญญาในการปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันกับเกาหลีเหนือ และจะไม่ลดการสนับสนุนคิม

 

นอกจากนี้ คิม ยังเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงต้อนรับสี และคณะผู้แทนจากจีนอย่างยิ่งใหญ่ โดยสี กล่าวสุนทรพจน์ว่า เขายินดีที่ได้ ‘แบ่งปันมิตรภาพ’ กับผู้นำเกาหลีเหนือ และแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

 

“เนื่องในโอกาสครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาความร่วมมือ ความช่วยเหลือ และความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีเหนือได้ก้าวไปสู่จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ใหม่แล้ว” สำนักข่าว KCNA รายงานคำกล่าวของสี

 

อย่างไรก็ตาม สื่อทางการเกาหลีเหนือไม่ได้ระบุว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเปียงยางหรือความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาหรือไม่

 

ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าผู้นำทั้งสองจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในวันนี้หรือไม่ โดยมีรายงานว่า สีอาจไปเยือนหอแห่งมิตรภาพจีน-เกาหลี ในกรุงเปียงยาง เพื่อรำลึกถึงทหารจีนที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลี และคาดว่าสี จะเดินทางกลับจีนในบ่ายวันนี้

 

ภาพ : KCNA via REUTERS

อ้างอิง :

The post สี-คิม เห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์จีน-เกาหลีเหนือ ยืนยันไม่ทิ้งพันธสัญญาปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อเกาหลีเหนืออ้างคำพูดสีจิ้นผิง ระบุจีน-เกาหลีเหนือ จะร่วมมือต่อสู้ ‘อำนาจครอบงำ’ และการฟื้น ‘ลัทธิทหารนิยม’ https://thestandard.co/china-north-korea-fight-hegemony-militarism/ Mon, 08 Jun 2026 04:11:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1215647 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

หนังสือพิมพ์โรดงซินมุน (Rodong Sinmun) ของเกาหลีเหนือ เ […]

The post สื่อเกาหลีเหนืออ้างคำพูดสีจิ้นผิง ระบุจีน-เกาหลีเหนือ จะร่วมมือต่อสู้ ‘อำนาจครอบงำ’ และการฟื้น ‘ลัทธิทหารนิยม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

หนังสือพิมพ์โรดงซินมุน (Rodong Sinmun) ของเกาหลีเหนือ เผยแพร่บทความ

 

ที่ระบุคำพูดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน ซึ่งกล่าวว่า “นโยบายที่แน่วแน่ของจีน คือการยกระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ และทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันต่อสู้กับอำนาจครอบงำ (Hegemony) และความพยายามฟื้นฟูลัทธิทหารนิยม (Militarism)

 

“เราต้องต่อต้านอำนาจครอบงำ ลัทธิเผด็จการ และความพยายามและการสมคบคิดทั้งหมดที่จะฟื้นฟูลัทธิทหารนิยม ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค”

 

บทความดังกล่าวถูกเผยแพร่ในวันนี้ (8 มิถุนายน) ก่อนที่สี จะเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 7 ปี

 

สีกล่าวในบทความว่า ทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านจะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนในทุกด้าน เพื่อเพิ่มแรงผลักดันที่แข็งแกร่งในการพัฒนาความสัมพันธ์และปกป้องระเบียบโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน

 

เขายังให้คำมั่นว่า จะทำงานร่วมกับเกาหลีเหนือเพื่อส่งเสริมระบบพหุภาคีที่เป็นธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย และโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อโลกในการสร้างประชาคมของมนุษยชาติที่แบ่งปันโชคชะตาร่วมกัน

 

แฟ้มภาพ : KCNA via REUTERS

อ้างอิง :

The post สื่อเกาหลีเหนืออ้างคำพูดสีจิ้นผิง ระบุจีน-เกาหลีเหนือ จะร่วมมือต่อสู้ ‘อำนาจครอบงำ’ และการฟื้น ‘ลัทธิทหารนิยม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายมาทีนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนคนใหม่ https://thestandard.co/prince-mateen-brunei-foreign-minister/ Sat, 06 Jun 2026 07:25:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1215205 เจ้าชายอับดุล มาทีนแห่งบรูไน ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร

เจ้าชายอับดุล มาทีนแห่งบรูไน ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำร […]

The post เจ้าชายมาทีนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายอับดุล มาทีนแห่งบรูไน ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหาร

เจ้าชายอับดุล มาทีนแห่งบรูไน ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบรูไนคนใหม่ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำรุ่นใหม่ ท่ามกลางความกังวลเรื่องพระพลานามัย หลังจากทรงเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและทรงปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะน้อยลงในปีนี้

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

โดยการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 และเกิดขึ้นก่อนงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (Diamond Jubilee) ในปี 2027

 

เจ้าชายมาทีน คือใคร

 

เจ้าชายอับดุล มาทีน ทรงเป็นหนึ่งในพระราชโอรสที่มีพระชนมายุน้อยที่สุด (34 พรรษา) ในสมเด็จพระราชาธิบดีฯ แห่งบรูไน อีกทั้งยังอยู่ในลำดับที่ 5 ของการสืบทอดราชบัลลังก์ของบรูไน โดยพระองค์ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งและบทบาทสำคัญระดับสูงที่ก่อนหน้านี้สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงเคยดูแลด้วยพระองค์เอง

 

การแต่งตั้งในครั้งนี้พิจารณาจากความถนัดและการได้เรียนรู้งานบริหารของรัฐบาลบรูไนมาตั้งแต่ต้น โดยที่ผ่านมา เจ้าชายมาทีนมักจะตามเสด็จพระบิดาไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดทางการทูตที่สำคัญอยู่เสมอ

 

พระองค์ทรงเป็นนายทหารแห่งกองทัพบรูไนที่ผ่านการฝึกจากสหราชอาณาจักรและทรงเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ทางทหารต่อไป ควบคู่ไปกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ

 

ส่วนชีวิตส่วนพระองค์นั้น เจ้าชายมาทีนทรงโปรดปรานการเล่นกีฬาโปโล และเพิ่งเข้าพิธีเสกสมรสอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2024

 

นอกจากเจ้าชายมาทีนแล้ว ยังมีสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของบรูไนเช่นเดียวกัน เช่น เจ้าชายอับดุล มาลิก พระราชโอรสองค์รอง ทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของพระองค์ ขณะที่ อัล-มุห์ตาดี บิลละห์ มกุฎราชกุมารแห่งบรูไน ทรงดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีอาวุโสประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อไปตามเดิม ส่วนสมเด็จพระราชาธิบดีฯ จะยังคงทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลัก ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้มีผู้หญิงเข้ารับตำแหน่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 3 ตำแหน่ง

 

ขณะนี้บรูไนกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานโลก อันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง (สหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน) แม้ประเทศบรูไนจะได้ประโยชน์จากการส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนมหาศาลในการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศให้คงระดับต่ำ

 

มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อรับมือกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และบรูไนยังได้เริ่มมาตรการเข้มงวดกับรถยนต์ทะเบียนต่างประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนข้ามพรมแดน

 

นักวิเคราะห์มองว่า เจ้าชายมาทีนทรงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ ‘เจ้าชายอินสตาแกรม’ ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 3 ล้านคน ทำให้เจ้าชายมาทีนทรงเป็นตัวแทน ‘ภาพลักษณ์ที่ทันสมัยของราชวงศ์’ การก้าวขึ้นมารับตำแหน่งของเจ้าชายมาทีนในครั้งนี้ จึงถูกมองว่า เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ ‘การผลัดใบสู่ผู้นำรุ่นใหม่’ ของบรูไน

 

แฟ้มภาพ: Ezra Acayan / Pool via Reuters

อ้างอิง:

The post เจ้าชายมาทีนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงเตรียมเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ วันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ สำคัญอย่างไร https://thestandard.co/xi-kim-north-korea-visit/ Sat, 06 Jun 2026 05:44:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1215089 ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและผู้นำคิมจองอึน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนมีกำหนดการเดินทางเยือนเกาหลีเห […]

The post สีจิ้นผิงเตรียมเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ วันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและผู้นำคิมจองอึน

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนมีกำหนดการเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งจีนยังคงเป็นคู่ค้าและผู้ให้ความช่วยเหลือรายใหญ่ที่สุดของเกาหลีเหนือ โดยทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดกันและมีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกัน ซึ่งครบรอบ 65 ปีในปีนี้

 

 

การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่สีจิ้นผิงเพิ่งให้การต้อนรับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่กรุงปักกิ่ง

 

ก่อนหน้าการเยือนครั้งนี้ เกาหลีเหนือเพิ่งเปิดเผยเรื่องโรงงานผลิตวัสดุนิวเคลียร์แห่งใหม่ โดย คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือประกาศว่า จะเพิ่มกำลังอาวุธนิวเคลียร์ ‘อย่างก้าวกระโดด’ และระบุว่า ศักยภาพการผลิตวัสดุนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากนี้ คิมจองอึน ยังได้ประกาศยุติความพยายามในการรวมชาติกับเกาหลีใต้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 โดยเรียกชาวเกาหลีใต้ว่าเป็นศัตรู และตัดการสื่อสารในทุกระดับ

 

การเดินทางเยือนครั้งนี้สำคัญอย่างไร

 

นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของสีจิ้นผิง มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์และการทูตในหลายมิติ เช่น

 

การดึงอิทธิพลของจีนกลับคืนมา (Geopolitical Reassertion)

 

เพราะในช่วงที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้หันไปกระชับความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างแนบแน่น ถึงขั้นส่งทหารและอาวุธไปช่วยรัสเซียทำสงครามในยูเครน แม้จีนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ แต่สีจิ้นผิง ก็มีความระมัดระวังต่อการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างคิมจองอึน และปูติน การเยือนครั้งนี้จึงเป็นความพยายามของจีนในการตอกย้ำอิทธิพลของตนเหนือเปียงยางและปกป้องผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

 

การเจรจาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ

 

แม้จะใกล้ชิดรัสเซีย แต่จีนยังคงเป็น ‘เส้นเลือดใหญ่’ ทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่กำลังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนัก นักวิเคราะห์คาดว่า คิมจองอึนจะใช้โอกาสนี้ แสวงหาโอกาสเรื่องการค้าชายแดนเพิ่มเติมและดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน ให้มาเยือนรีสอร์ตและสกีรีสอร์ตแห่งใหม่ของตน

 

ความหวังในการเป็น ‘คนกลาง’ ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง

 

เกาหลีใต้มีความหวังว่า สีจิ้นผิงจะรับบทบาทเป็น ‘คนกลาง’ เพื่อโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือกลับมาสู่โต๊ะเจรจากับทั้งเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา รวมถึงอาจมีการหยิบยกประเด็นโครงการนิวเคลียร์มาหารือ อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกและนักวิเคราะห์กำลังจับตาดูว่า จีนจะแสดงท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับการเรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากจุดยืนของจีนในเรื่องนี้อ่อนลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

  • การเสริมสร้างภาพลักษณ์และอำนาจต่อรองให้คิมจองอึน

 

สำหรับเกาหลีเหนือ การต้อนรับผู้นำจีนมีคุณค่ามหาศาลในแง่ของการโฆษณาชวนเชื่อ คิมจองอึน ต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศและอาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ต้องยอมก้มหัวให้สหรัฐฯ

 

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คิมต้องการได้รับการยอมรับจากนานาชาติในฐานะ ‘รัฐนิวเคลียร์ อย่างเป็นทางการก่อนการเยือนของสีจิ้นผิง เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และกดดันให้สหรัฐฯ เลิกตั้งเงื่อนไขให้เกาหลีเหนือต้องปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อนเริ่มการเจรจา

 

หลายฝ่ายเฝ้าจับตามองว่า ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการพบปะและหารือกันระหว่างสีจิ้นผิงและคิมจองอึนจะเป็นอย่างไร และสร้างแรงกระเพื่อมให้กับการเมืองระหว่างประเทศได้มากน้อยแค่ไหน

 

แฟ้มภาพ: Florence Lo / File Photo / Reuters

อ้างอิง:

 

The post สีจิ้นผิงเตรียมเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ วันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไล่ ชิงเต๋อ ร่วมรำลึก 37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน จี้จีนยอมรับความจริง-เผชิญหน้าบาดแผลในประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/lai-ching-te-tiananmen-china-truth/ Thu, 04 Jun 2026 03:41:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1214364 ภาพประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน

ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน โพสต์ข้อความบน Facebook […]

The post ไล่ ชิงเต๋อ ร่วมรำลึก 37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน จี้จีนยอมรับความจริง-เผชิญหน้าบาดแผลในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ แห่งไต้หวัน

ไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน โพสต์ข้อความบน Facebook ถึงจีนว่า ควรยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อ 37 ปีก่อน ชี้ต้องเยียวยาความเจ็บปวดและเปิดประตูสู่การปรองดอง

 

วันนี้ (4 มิถุนายน) ไล่ ชิงเต๋อ โพสต์ข้อความบน Facebook ร่วมรำลึกครบรอบ 37 ปี เหตุการณ์การสลายการชุมนุมหน้าจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยกล่าวว่า เวลา 37 ปีที่ผ่านมา สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สร้างครอบครัว สร้างเนื้อสร้างตัว และมีเส้นทางชีวิตสว่างไสวได้ แต่วันนี้ในอดีต กลับมีหนุ่มสาวหลายพันคน ถูกทหารและรถถังยิงทิ้ง ถูกบดขยี้อย่างโหดเหี้ยมในกรุงปักกิ่ง จัตุรัสเทียนอันเหมิน และทั่วประเทศ

 

“สิ่งที่ถูกยิงและบดขยี้ในปีนั้น ไม่ใช่แค่ชีวิตและวัยหนุ่มสาวของผู้เข้าร่วมขบวนการประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปรารถนาและการกระทำเพื่อแสวงหาเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนจีนทั้งรุ่น

 

“ประเทศที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ควรงมงายอยู่กับแสนยานุภาพทางการทหารหรือการใช้กำลังอาวุธ แต่ควรเปิดรับเสียงที่แตกต่าง ปกป้องสิทธิของประชาชนในการไล่ล่าความฝัน และกล้าเผชิญหน้ากับบาดแผลในประวัติศาสตร์”

 

ผู้นำไต้หวันยังย้ำว่า เขาหวังว่า จีนจะสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ 4 มิถุนายนได้ โดยต้องยอมรับความจริง เยียวยาความเจ็บปวด เปิดประตูสู่การปรองดอง และการพูดคุยหารือให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่สมควรได้รับการรับฟัง เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติ

 

ไล่ ชิงเต๋อยังทิ้งท้ายว่า ไต้หวันจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ที่แสวงหาเสรีภาพและประชาธิปไตยทุกคน จนกว่าความจริงจะปรากฏ บาดแผลจะได้รับการเยียวยา และจะไม่มีใครต้องสูญเสียชีวิต เพราะการเรียกร้องเสรีภาพอีกต่อไป

 

“เพราะประเทศที่เคารพประชาชน ปกป้องเสรีภาพ และนำประชาธิปไตยมาปฏิบัติจริงเท่านั้น จึงจะเป็นประเทศที่ควรค่าแก่การเคารพยกย่องอย่างแท้จริง” ไล่ ชิงเต๋อกล่าวทิ้งท้าย

 

อนึ่ง ปกติแล้ว ผู้นำไต้หวันมักออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตยและเหยื่อในเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน ไม่ว่าจะเป็นอดีตประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party: DPP) หรือแม้แต่ หม่า อิงจิ่ว จากพรรคก๊กมินตั๋งที่มีแนวทางประนีประนอมกับจีนก็ตาม

 

ภาพ: Ann Wang / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ไล่ ชิงเต๋อ ร่วมรำลึก 37 ปี เหตุการณ์เทียนอันเหมิน จี้จีนยอมรับความจริง-เผชิญหน้าบาดแผลในประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ซัดจีน ชี้ไร้ความจริงใจแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ ปักกิ่งโต้กลับขู่ทบทวนความช่วยเหลือด้านพลังงาน https://thestandard.co/philippines-china-south-china-sea-energy/ Wed, 03 Jun 2026 03:10:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1214136 กิลแบร์โต เทโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ กำลังให้สัมภาษณ์

กิลแบร์โต เทโอโดโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส […]

The post รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ซัดจีน ชี้ไร้ความจริงใจแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ ปักกิ่งโต้กลับขู่ทบทวนความช่วยเหลือด้านพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กิลแบร์โต เทโอโดโร รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ กำลังให้สัมภาษณ์

กิลแบร์โต เทโอโดโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ วิจารณ์จีนในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า เป็นภัยคุกคามร้ายแรงในประเด็นทะเลจีนใต้ และไร้ความจริงใจในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนตอบโต้ ชี้คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเอง พร้อมตั้งคำถามว่า จีนจะช่วยเหลือด้านพลังงานให้กับฟิลิปปินส์ต่อไปอย่างไร

 

เทโอโดโรให้สัมภาษณ์กับ Reuters ซัดจีนไร้ความจริงใจ

 

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา เทโอโดโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ให้สัมภาษณ์กับ Reuters นอกการประชุมความมั่นคงแชงกรีลาว่า เป็นเรื่องปกติที่สหรัฐอเมริกาและจีนจะพยายามผ่อนคลายความตึงเครียดจากสถานการณ์ล่าสุด แต่ไม่ใช่สำหรับฟิลิปปินส์ เพราะจีนยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงทั้งในแง่ดินแดนและการเมือง

 

“เราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นต่อต้านการรุกรานของจีน” เทโอโดโรย้ำว่า ฟิลิปปินส์ยังได้รับการสนับสนุนจากชาติพันธมิตรอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งหมายความว่า ยิ่งอาเซียนมีผู้เล่นมากเท่าไร สหรัฐฯ ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในมิติการป้องปราม เพราะภูมิภาคต่างมีภัยคุกคามร่วมกัน

 

เทโอโดโรยังกล่าวว่า นโยบายของฟิลิปปินส์ที่มีต่อจีน คือการสร้างความเข้มแข็งด้วยการต้านทานแรงกดดัน เสริมสร้างความเป็นพันธมิตรตามความจำเป็น และเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ ในแนวทางที่ทำได้จริงและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ยังย้ำว่า ปัญหาทะเลจีนใต้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้จีนจะเสนอให้ปุ๋ยและเชื้อเพลิงแก่ฟิลิปปินส์ แต่ปักกิ่งไม่ได้แสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาระยะยาว เป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมแอบแฝง

 

กระทรวงต่างประเทศจีนตอบโต้อย่างไร

 

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า เทโอโดโรเป็นคนที่ชอบใส่ร้ายป้ายสีจีนเป็นทุนเดิม โดยคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่กลับเพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

 

“หากปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ทำตามอำเภอใจ จีนจะยังคงให้ความช่วยเหลือและจัดหาสิ่งของให้แก่ฟิลิปปินส์ต่อไปได้อย่างไร ใครควรเป็นผู้รับผลกรรม? ผลประโยชน์ของใครที่จะตกอยู่ในความเสี่ยง?” เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร

 

กระทรวงการต่างประเทศจีนยังระบุว่า ผู้นำฟิลิปปินส์ได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะจัดการสถานการณ์กับจีนอย่างเหมาะสม และไปในทิศทางบรรเทาความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทวิภาคี โดยจีนหวังว่า ฟิลิปปินส์จะปฏิบัติตามคำพูดด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม รวมถึงควบคุมคำพูดหรือพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ให้อยู่ในกรอบ และไม่ปล่อยให้บุคคลบางคนทำลายความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการสร้างความสัมพันธ์มีเสถียรภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

มองจุดยืนกลาโหมฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้

 

ในระหว่างการสัมภาษณ์กับ CNA สื่อสิงคโปร์ เทโอโดโรยังได้กล่าวถึงการซ้อมรบทางทหารประจำปีอย่าง ‘บาริกาตัน’ (Balikatan) ร่วมกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ โดยกล่าวว่ าการฝึกซ้อมเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประเทศและขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคาม

 

“มีการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของเราทั้งในทะเลตะวันออกและทะเลจีนใต้ และนั่นคือความเป็นจริงที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เราต้องทำเพื่อปกป้องตัวเราเอง” เทโอโดโรกล่าว

 

รัฐมนตรีกลาโหมฟิลิปปินส์ระบุว่า จีนเป็นเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ออกมาแสดงความกังวลการซ้อมรบบาริกาตัน เพราะรัฐบาลปักกิ่งมีเจตนาวางแผนล่วงหน้าเพื่อต่อต้านเขตเศรษฐกิจจำเพาะของฟิลิปปินส์

 

“ตัวอย่างเช่น เส้นประ 9 เส้น นั่นคือแผนการของจีนที่จะยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมดของทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลจีนใต้ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการอ้างสิทธิ์ของพวกเขาที่เราไม่สามารถยอมรับได้” เทโอโดโรยังระบุว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพราะ ‘ลัทธิขยายอำนาจ’ ของจีน

 

ภาพ: Caroline Chia / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รมว.กลาโหมฟิลิปปินส์ซัดจีน ชี้ไร้ความจริงใจแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ ปักกิ่งโต้กลับขู่ทบทวนความช่วยเหลือด้านพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นโต้จีนกลางเวทีแชงกรีลา ปัดข้อหาสร้าง ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ ชี้ปักกิ่งสะสมอาวุธ ขาดความโปร่งใส https://thestandard.co/japan-china-militarism-shangri-la/ Sun, 31 May 2026 06:56:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1212923 รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมแชงกรีลา

ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ตอบโต้ […]

The post ญี่ปุ่นโต้จีนกลางเวทีแชงกรีลา ปัดข้อหาสร้าง ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ ชี้ปักกิ่งสะสมอาวุธ ขาดความโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมแชงกรีลา

ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ตอบโต้จีนบนเวทีประชุมความมั่นคงแชงกรีลาว่า ญี่ปุ่นไม่ได้กลับสู่ยุค ‘ลัทธิทหารนิยม’ ดังที่ถูกกล่าวหา พร้อมวิจารณ์ว่า จีนเป็นฝ่ายที่เร่งขยายขีดความสามารถทางทหารอย่างขาดความโปร่งใส ถือเป็นการตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

 

โต้แย้งจีนเรื่องลัทธิทหารนิยม

 

วันนี้ (31 พฤษภาคม) โคอิซุมิกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีประชุมแชงกรีลา (Shangri-La Dialogue) ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยพุ่งเป้ากล่าวถึงข้อกล่าวหาของทางการจีนและสื่อของปักกิ่งที่โจมตีว่า ญี่ปุ่นกำลังหวนคืนสู่ลัทธิทหารนิยมเหมือนในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังแก้ไขเอกสารยุทธศาสตร์ชาติ และเพิ่มงบกระทรวงกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เอ่ยถึงตรงๆ

 

“บางท่านอาจเคยได้ยินคำว่า ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ แต่ไม่มีอะไรจะห่างไกลจากความจริงไปมากกว่านี้อีกแล้ว” โคอิซุมิย้ำว่า บางประเทศมีคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ญี่ปุ่นไม่มีอาวุธประเภทนี้เลย พร้อมตั้งคำถามว่า ญี่ปุ่นสมควรถูกเรียกว่า ลัทธิทหารนิยมหรือไม่

 

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวถึงประวัติศาสตร์ว่า ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นคือชาติรักสันติภาพ ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และพยายามรักษาและเสริมสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่เสรี

 

“เส้นทางในฐานะประเทศที่รักสันติภาพของญี่ปุ่น ได้รับการยอมรับจากภูมิภาคและประชาคมโลก ญี่ปุ่นไม่สั่นคลอนด้วยข้อมูลเท็จและการบิดเบือนข้อมูล”

 

โคอิซุมิยังกล่าวว่า เขารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้พบกับผู้แทนของจีนในการประชุมครั้งนี้ เนื่องจาก ตง จุน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีน ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมความมั่นคงแชงกรีลาเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้ว

 

ไต้หวันและทะเลจีนใต้กำลังเผชิญภัยคุกคาม

 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่นยังระบุว่า เขามองเห็นภัยคุกคามในช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่ง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีกำลังพาญี่ปุ่นเข้าสู่บทบาทใหม่ คือ ผู้จัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศหลักให้แก่ภูมิภาค

 

เขาแย้งว่า ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกกำลังเผชิญกับความพยายามเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) ด้วยการใช้กำลังหรือการบีบบังคับฝ่ายเดียว ควบคู่ไปกับการบีบบังคับทางเศรษฐกิจและการนำทุกสิ่งทุกอย่างมาใช้เป็นอาวุธ

 

จากจุดนี้ โคอิซุมิเห็นว่า เส้นแบ่งระหว่างช่วงเวลาปกติกับวิกฤตเริ่มมีความคลุมเครือมากขึ้นเรื่อยๆ ญี่ปุ่นจึงต้องเสริมสร้างขีดความสามารถด้านป้องกันประเทศ ซึ่งรวมถึงระบบไซเบอร์ อวกาศ และระบบไร้คนขับ โดยเน้นย้ำว่า ไม่ได้มีเจตนายกระดับความรุนแรง แต่เป็นการปรับตัวเหมือนกับประเทศต่างๆ เพื่อตอบสนองความท้าทายใหม่

 

เขาได้ยกตัวอย่างว่า ญี่ปุ่นยังส่งมอบยุทโธปกรณ์ด้านการป้องกันประเทศภายในภูมิภาค เช่น เรือฟริเกตชั้นโมกามิกับทางการออสเตรเลีย หรือการส่งมอบเรดาร์และเรือตรวจการณ์ให้แก่ฟิลิปปินส์ ตลอดจนความร่วมมือทางเรือที่กำลังพัฒนาร่วมกับนิวซีแลนด์และอินโดนีเซีย

 

ภาพ: Caroline Chia / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่นโต้จีนกลางเวทีแชงกรีลา ปัดข้อหาสร้าง ‘ลัทธิทหารนิยมใหม่’ ชี้ปักกิ่งสะสมอาวุธ ขาดความโปร่งใส appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ https://thestandard.co/china-taiwan-pressure-one-china/ Tue, 26 May 2026 07:26:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1211092 ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ และสีจิ้นผิง โดยมีแผนที่ไต้หวันลายธงชาติอยู่ตรงกลาง และมีธงชาติสหรัฐฯ-จีนเป็นพื้นหลัง

เพียงไม่กี่วันหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิง และโดนัลด์ ท […]

The post จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัลด์ ทรัมป์ และสีจิ้นผิง โดยมีแผนที่ไต้หวันลายธงชาติอยู่ตรงกลาง และมีธงชาติสหรัฐฯ-จีนเป็นพื้นหลัง

เพียงไม่กี่วันหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูเหมือนจะช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ โลกกลับต้องหันมาจับตาช่องแคบไต้หวันอีกครั้ง เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณว่า เขาพร้อมพูดคุยโดยตรงกับไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันคนปัจจุบัน ในขณะที่ไล่ชิงเต๋อ ก็แสดงความยินดีและพร้อมคุยกับทรัมป์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ปักกิ่งตอบโต้แทบจะทันที พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ควร ‘เล่นกับไฟ’ ในประเด็นไต้หวัน ขณะที่สถานทูตจีนในหลายประเทศ รวมถึงไทย เริ่มเดินเกมสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น เพื่อย้ำว่า ประเด็น ‘จีนเดียว’ คือเส้นแดงที่ไม่อาจต่อรองได้

 

ท่าทีขึงขังของปักกิ่ง ที่อาจสั่นสะเทือนบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ อีกครั้ง สะท้อนว่า เรื่องไต้หวัน กำลังกลายเป็นสนามวัดอิทธิพลของระเบียบโลกใหม่ ขณะเดียวกันยังนำมาสู่ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง คือโอกาสที่สถานะความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างจีนและไต้หวัน จะยิ่งทวีความตึงเครียดหรืออาจลุกลามบานปลายไปถึงขั้นเกิดสงครามรวมชาติได้หรือไม่?

 

สำหรับประเทศไทย แรงกดดันเรื่องไต้หวันและการยอมรับในหลักการจีนเดียว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากท่าทีและการแสดงออก อาจนำมาซึ่งผลกระทบ และไทยอาจเสี่ยงถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตรายของประเทศมหาอำนาจ

 

จีนกำลังส่งสัญญาณอะไร ผ่านการค้านสหรัฐฯ คุยตรงไต้หวัน

 

ในทางหนึ่ง ปฏิกิริยาของจีนต่อการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปักกิ่งตอบโต้แทบทุกครั้ง เมื่อมีการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับไทเป ไม่ว่าจะเป็นการเยือนของนักการเมืองสหรัฐฯ การขายอาวุธ หรือการเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ไต้หวัน

 

ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ท่าทีของจีนรอบนี้ “ไม่ได้ผิดปกติ” เพราะที่ผ่านมา จีนพูดลักษณะนี้แทบทุกครั้งที่เกิดประเด็นไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณใกล้ชิดกับไต้หวันมากขึ้น เช่นกรณีของแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ที่เยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในปี 2022 ขณะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ หรือกรณีที่ประเทศยุโรปหรือประเทศใดๆ ที่เปิดรับให้ผู้นำหรือนักการเมืองไต้หวันเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ

 

สำหรับปักกิ่ง ประเด็นไต้หวันไม่ใช่เพียงเรื่องอธิปไตย หากแต่คือ “แกนกลางของความชอบธรรมทางการเมือง” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะแนวคิด “การรวมชาติ” ถูกผูกเข้ากับโครงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีนในยุคสีจิ้นผิงอย่างชัดเจน

 

การที่ผู้นำสหรัฐฯ เปิดทาง ‘คุยตรง’ กับผู้นำไต้หวัน จึงถูกมองว่า เป็นมากกว่าแค่การสื่อสารทางการเมือง แต่คือการทำให้ไต้หวันมี ‘สถานะทางการเมือง’ ใกล้เคียงรัฐอธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจีนไม่สามารถยอมรับได้

 

ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจ อ้ายจง มองว่า สิ่งที่จีนกำลังทำคือการส่งสารว่า “แม้จีนจะพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า หรือพลังงาน แต่ไต้หวันยังคงเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามข้ามเด็ดขาด”

 

เขามองว่าจีนต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า ในโลกนี้มีเพียง ‘จีนเดียว’ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ซึ่งในมุมนึงก็ไม่ใช่ท่าทีที่ผิดปกติ เพราะจีนแสดงออกเช่นนี้มาโดยตลอด แต่ในส่วนของการคุยกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำของไต้หวัน ที่จีนมองว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ถือเป็นปัญหาเนื่องจากมีการดำเนินการทางการทูตเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ผิด

 

น่าสนใจว่า การตอบโต้ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ ที่ปักกิ่งเพียงไม่กี่วัน ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า บรรยากาศเชิงบวกที่เกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจนั้น อาจมีความเปราะบางกว่าที่คิดหรือไม่

 

อย่างไรก็ตาม การแสดงท่าทีแข็งกร้าวของจีนต่อประเด็นไต้หวัน ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เองก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤตสงครามในอิหร่าน ซึ่ง ดร.ภากร มองว่า นี่เป็นจังหวะที่จีนเล่นเกมระยะยาว คือรอให้สหรัฐฯ เพี่ยงพล้ำและติดหล่มสถานการณ์ความขัดแย้ง และพร้อมจะแสดงบทบาทต่อประเด็นไต้หวันได้โดยไม่กลัวที่จะโดนตั้งข้อกังขาจากนานาชาติ

 

ดร.ภากร ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 2 ปีในการรับตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันของไล่ชิงเต๋อ โดยมีการอ้างถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไต้หวัน ว่า 60.8% รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการบริหารงานของรัฐบาลไล่ และ 51% ไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของไล่ชิงเต๋อ

 

พร้อมกันนี้ ยังโจมตีการกำหนดนโยบายของไล่ ที่ยั่วยุเรื่องเอกราชของไต้หวัน ว่าทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้น และอ้างว่าผลสำรวจนี้ กำลังสะท้อนว่าจริงๆ แล้ว ประชาชนไต้หวันรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ต่างต้องการจะเห็นผลประโยชน์และสวัสดิภาพจริงๆ ในช่องแคบไต้หวัน

 

ไทยควรทำอย่างไร เมื่อปักกิ่งเรียกร้องหนุนภารกิจรวมชาติ-ยึดมั่นจีนเดียว

 

ทั้งนี้ ดร.ภากร มองว่า สิ่งที่ดูจะไม่ปกติสำหรับท่าทีของจีน คือการใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงและแข็งกร้าวมากๆ

 

ตัวอย่างหนึ่งที่ต้องจับตามอง คือการที่สถานทูตจีนในไทยส่งบทความถึงสื่อไทย โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนภารกิจ ‘รวมชาติ’ ของจีน และยึดมั่นในหลักการจีนเดียว ซึ่ง ดร.ภากร ชี้ว่า การที่สถานทูตจีนไม่ได้เพียงระบุว่า ให้ไทยยอมรับในหลักการจีนเดียวแต่ยังเชิญชวนให้ร่วมต่อต้านการเป็นเอกราชของไต้หวันด้วย ถือเป็นมุมที่ค่อนข้างแข็งก้าวมากๆ และไม่ปกติในเวทีการทูตระหว่างประเทศ

 

การส่งสารของจีนในลักษณะนี้ สะท้อนถึงความจริงจังต่อประเด็นไต้หวัน ซึ่งดร.ภากรมองว่า สำหรับรัฐบาลไทย ควรยืนยันจุดยืนตามหลักการทูตเดิม คือยอมรับนโยบายจีนเดียวตามมติสหประชาชาติ แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

 

“ไทยก็ต้องเดินเกมเหมือนกับที่สหรัฐฯ หรือหลายประเทศทั่วโลกทำ คือยืนยันตามหลักการทูตระหว่างประเทศ ว่าในฐานะประเทศที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ก็คือยึดในหลักการจีนเดียว แต่อย่าไปแตะในประเด็นที่ว่าเรามีกระบวนการอย่างไร เพราะไทยอาจจะโดนดึงไปสู่เรื่องของการแบ่งฝ่าย ซึ่งเราเองก็ต้องวางตัวเป็นกลาง”

 

ด้าน ผศ.ดร.วาสนามองว่า แม้วิธีการดังกล่าวถือว่า “ค่อนข้างแหวกธรรมเนียมการทูต” แต่สำหรับจีนนั้น การดำเนินการที่ผิดระเบียบและอาจถือได้ว่า เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงในประเทศอื่นๆ เป็นสิ่งที่จีนทำมาโดยตลอดและไม่ใช่สิ่งที่แปลก

 

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า การเรียกร้องของจีนในเรื่องการเคารพหลักการจีนเดียวนั้นไม่ผิดกฎหมาย และทำได้ในประเทศไทยที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งการที่รัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนก็ถือเป็นการยอมรับในหลักการว่ามีจีนเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ว่านอกเหนือจากท่าทีของรัฐบาล ทั้งสื่อ ประชาชนและนักวิชาการไทย ก็สามารถที่จะแสดงออกหรือบอกได้ว่าไต้หวันเป็นประเทศได้โดยไม่ผิดกฎหมายไทยเช่นกัน

 

ที่ผ่านมา การผลักดันหลักการจีนเดียวของปักกิ่ง มักเกิดขึ้นผ่านช่องทางทางการ เช่น การหารือระหว่างรัฐบาล การออกแถลงการณ์ร่วม หรือการประท้วงทางการทูตเมื่อมีประเทศใดขยับความสัมพันธ์กับไต้หวัน

 

อย่างไรก็ตาม กรณีบทความที่ส่งถึงสื่อไทย กำลังสะท้อนว่า จีนไม่ได้ต้องการสื่อสารกับรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายาม ‘กำหนดกรอบการรับรู้’ ของสังคมไทยต่อประเด็นไต้หวันด้วย โดยเฉพาะการตอกย้ำว่า การสนับสนุนหลักการจีนเดียวคือเรื่องของ ‘เสถียรภาพ’ และ ‘ความถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ’ ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ของจีนฝ่ายเดียว

 

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของแนวโน้ม Wolf Warrior Diplomacy หรือ ‘การทูตนักรบหมาป่า’ ที่จีนใช้มากขึ้นหลังยุคโควิด ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ การสื่อสารตรง ใช้ภาษาชัดเจน แข็งกร้าว และพร้อมตอบโต้ต่อประเด็นที่จีนมองว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรือผลประโยชน์แห่งชาติ

 

สำหรับไทย ความละเอียดอ่อนของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ไทยเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน จีนยังเป็นทั้งคู่ค้าและนักลงทุนรายสำคัญ และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สำคัญของไทยเช่นกัน

 

ดังนั้น ทุกการส่งสัญญาณของมหาอำนาจเกี่ยวกับไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง และการที่ไทยถูกคาดหวังให้ ‘แสดงจุดยืน’ มากขึ้นตามไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

 

ยุทธศาสตร์ ‘ไม้แข็ง-ไม้อ่อน’ ของจีนต่อไต้หวัน

 

ดร.ภากร ชี้ว่าท่าทีของจีนในประเด็นไต้หวันนั้น เป็นไปในลักษณะของยุทธศาสตร์ โดยมีการวางกลยุทธ์ทั้ง ‘ไม้แข็ง’ และ ‘ไม้อ่อน’

 

ไม้แข็งที่ว่านี้ คือท่าทีระหว่างประเทศที่แข็งกร้าวและส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อย่าล้ำเส้นในประเด็นไต้หวัน ซึ่งในยุคของสี ย้ำมาตลอดว่า การรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันถือเป็นเป้าหมายสำคัญตามแนวคิด ความฝันของจีน (Chinese Dream) หรือการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน

 

ส่วนไม้อ่อนคือความพยายามทำให้เห็นว่า จีนและไต้หวันยังสามารถเจรจากันได้ เช่น การเชิญเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านของไต้หวัน ไปเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 6 วัน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า เป็นภารกิจเพื่อสันติภาพ และสีจิ้นผิง ยังให้การต้อนรับด้วยตนเอง และเน้นย้ำว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน และเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพและความร่วมมือระหว่างกัน

 

ดร.ภากร ชี้ว่าจีนนั้น เดินหมากในเรื่องไต้หวันนอกจากในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ยังมุ่งเน้นไปที่การเมืองในไต้หวันด้วย โดยมองเห็นโอกาสที่เป็นไปได้ของพรรคก๊กมินตั๋ง หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปของไต้หวันครั้งล่าสุดในปี 2024 เริ่มปรากฎความหลากหลาย ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้แพ้หมดรูป และพรรค DPP ของไล่ชิงเต๋อ ก็ไม่ได้ชนะถล่มทลาย ในขณะที่ยังมีพรรคทางเลือกที่ 3 อย่างพรรค TPP ปรากฎขึ้นด้วย

 

ไต้หวัน อุตสาหกรรมชิป และดีลอาวุธ หมากในเกมภูมิรัฐศาสตร์จีน-สหรัฐฯ

 

ประเด็นไต้หวัน สำหรับสหรัฐฯ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากเป็นทั้งฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และเป็นแนวป้องกันอิทธิพลจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

โดยสำหรับจีน การปล่อยให้ไต้หวันขยับเข้าใกล้สหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ทางทหารและการซื้อขายอาวุธ เท่ากับเป็นการยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาท้าทายอำนาจอธิปไตยของตัวเองโดยตรง

 

“ไต้หวันเองก็เป็นหมากตัวนึงในเกมภูมิศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เพราะถ้าหากจีนลดความดุดันลง หมายความว่าอาจจะเสียโมเมนตัมให้กับสหรัฐฯ ในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามจีนอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของจุดยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงทางทะเล ตลอดจนเรื่องของตลาดชิปเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างต้องการที่จะครอบครองและต้องการผลประโยชน์ในเรื่องนี้” ดร.ภากร กล่าว

 

ทั้งนี้ นโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน ในปัจจุบัน ตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ คือ

 

1.กฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง

 

2.แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นชุดข้อตกลงที่วอชิงตันให้การรับรองทางการทูตแก่ปักกิ่งและยอมรับจุดยืนของจีนที่ว่ามีจีนเดียว

 

  • คำมั่นสัญญา 6 ประการ ซึ่งนำมาใช้ในสมัยรัฐบาลเรแกนในช่วงทศวรรษ 1980 หนึ่งในนั้นคือคำมั่นสัญญาว่า วอชิงตันจะไม่ปรึกษาปักกิ่งก่อนอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน

 

ในเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันนั้น ล่าสุด รัฐบาลไทเปยังคงเฝ้ารอการอนุมัติจากสหรัฐฯ ในดีลซื้อขายอาวุธล็อตใหญ่ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จนถึงวันนี้ยังถูกระงับดำเนินการไว้ชั่วคราว โดย ฮุง เชา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ตอบคำถามในการพิจารณาของสภาคองเกรส อ้างว่า เป็นการระงับเพื่อสงวนอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน

 

ขณะที่ ดร.ภากร ชี้ว่า ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ ในการขายอาวุธแก่ไต้หวัน นั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างกระอักกระอ่วน เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และจีนเองยังคงต้องคุยกันและตัดกันไม่ขาดในแง่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

โอกาสเกิดสงครามต่ำ จีนยังเน้นการค้าเป็นหลัก

 

ทั้งนี้ แม้การตอบโต้ของจีนจะเป็นไปอย่างแข็งกร้าว แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า โอกาสที่จีนจะเปิดฉากบุกไต้หวันในเร็วๆ นี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น

 

ดร.ภากร มองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนยังไม่เปิดฉากสงครามบุกไต้หวัน เพราะจีนและสหรัฐฯ ยังมีพื้นที่ให้พูดคุยกันได้ ซึ่งการที่สหรัฐฯ เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญนั้น เนื่องจากบทบาทและความเชื่อมโยงกับไต้หวัน โดยเฉพาะในกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวัน อีกทั้งทรัมป์ ก็ไม่อยากที่จะให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลวร้ายมากกว่านี้ และยังไม่พร้อมที่จะติดพันกับสงครามอื่นๆ ในขณะที่สงครามในตะวันออกกลางก็ยังไม่จบ

 

ส่วนจีนเอง ดร.ภากร เชื่อว่าจีนก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้นเช่นกัน เนื่องจากตอนนี้รัฐบาลปักกกิ่งมุ่งเน้นในเรื่องของการค้าและเศรษฐกิจเป็นหลัก และการเปิดฉากทำสงครามด้วยเหตุผลในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายที่จีนร่างขึ้นมาเองนั้น อาจจะไม่มีน้ำหนักรองรับที่มากพอ และอาจทำให้จีนขาดพันธมิตรอย่างมาก ซึ่งไม่เหมือนกรณีการทำสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ยกเหตุผลข้อกังขาเรื่องภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ แม้ทั่วโลกจะรู้ว่าเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ

 

“ดังนั้นผมมองว่าจีนเองก็พยายามจะหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด คือจีนยังเชื่อว่าถ้าเปิดฉากบุกหรือเกิดการปะทะ นั่นคือหายนะทางเศรษฐกิจมหาศาลและก็เสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่นกัน” ดร.ภากร กล่าว

 

พร้อมกันนี้ เขาเสริมว่า จีนยังมีข้อกังขาในเรื่องแสนยานุภาพทางทหารเช่นกัน โดยแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการแสดงแสนยานุภาพด้วยการโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย แต่ในสงครามจริงยังไม่เคยมีการพิสูจน์แบบเปิดเผย ไม่นับรวมข่าวลือที่ว่าจีนได้ส่งอาวุธไปช่วยในสงครามรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งก็ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน

 

อ้างอิง:

 

The post จับสัญญาณปักกิ่ง ส่งสารถึง ‘ทรัมป์-ไทย’ ประเด็นไต้หวัน ที่อาจไม่ใช่แค่คำเตือน แต่กำลังกดดันโลกรับหลักการ ‘จีนเดียว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน https://thestandard.co/police-rescue-chinese-call-center-victims/ Tue, 26 May 2026 04:16:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1210930 ตำรวจแถลงข่าวการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระ […]

The post ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจแถลงข่าวการช่วยเหลือชาวจีน 4 ราย เหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมียนมา

วันนี้ (26 พฤษภาคม) ที่ศูนย์คัดแยกและส่งต่อผู้เสียหายระดับชาติ (ดอนเมือง) พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) เป็นประธานการประชุมและแถลงผลการช่วยเหลือชาวจีนจำนวน 4 ราย ที่ถูกหลอกลวงไปบังคับใช้แรงงานในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ณ ประเทศเมียนมา

 

การแถลงข่าวครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ ศตคม.ตร. ได้รับการประสานงานจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย แจ้งเหตุชาวจีนถูกกักขังในประเทศเมียนมา นำมาสู่การสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดตากและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสืบสวนและประสานความร่วมมือระหว่างทางการไทย จีน และเมียนมา เพื่อกดดันเครือข่ายดังกล่าวอย่างหนัก จนกระทั่งชาวจีนทั้ง 4 รายได้รับการปล่อยตัวอย่างปลอดภัยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

 

จากการสืบสวนขยายผลและตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของเจ้าหน้าที่พบว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ชาวจีนกลุ่มนี้ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยให้การว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาลู่ทางประกอบธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ตามการชักชวนของเพื่อนชาวจีน ซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวกและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักให้ทั้งหมด

 

ในเวลาต่อมา บุคคลกลุ่มนี้กลับถูกพาเดินทางมุ่งหน้าไปยังพื้นที่จังหวัดตาก และข้ามพรมแดนไปยังประเทศเมียนมาผ่านยานพาหนะที่เครือข่ายจัดเตรียมไว้ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและพยานหลักฐานในเบื้องต้น ยังไม่พบร่องรอยการถูกลักพาตัว กักขัง หรือใช้กำลังบังคับควบคุมตัวในระหว่างที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย

 

ปัจจุบันผู้เสียหายทั้ง 4 รายอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและคุ้มครองตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism: NRM) เพื่อประเมินสถานะและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงว่าเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตจีนเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

 

พลตำรวจเอก ธัชชัย ได้เน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกในการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติว่า แม้ประเทศไทยจะมีสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและมีพรมแดนธรรมชาติที่ง่ายต่อการลักลอบเดินทาง แต่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด และจะไม่ยินยอมให้ผู้กระทำความผิดใช้ดินแดนไทยเป็นทางผ่านหรือส่วนหนึ่งของกระบวนการกระทำความผิดโดยเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อพิจารณาดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแอปพลิเคชันและรถยนต์รับจ้างที่ไม่มีใบอนุญาต เพื่อตัดวงจรการขนส่งที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนการค้ามนุษย์

 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมเตือนภัยผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ให้ดำเนินการขอวีซ่าทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพึงระมัดระวังข้อเสนอการจ้างงานที่อำนวยความสะดวกเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยให้เดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือสิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา (Free Visa) เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงได้

 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันจุดยืนในการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง โดยคดีนี้จะไม่สิ้นสุดเพียงการช่วยเหลือผู้เสียหาย แต่จะเดินหน้าสืบสวนขยายผลร่วมกับทางการจีน เพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้รับส่ง ไปจนถึงผู้สั่งการ มาดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุดต่อไป

The post ตร. ช่วย 4 ชาวจีนเหยื่อคอลเซ็นเตอร์เมียนมา เร่งล่าแก๊งนายหน้า-จ่อฟันแอปฯ รถเถื่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-strategic-stability-competition/ Tue, 26 May 2026 02:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210884 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหา […]

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนระดมกู้ภัยเร่งช่วยเหยื่อแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน มณฑลส่านซี ยอดเสียชีวิตพุ่งอย่างน้อย 90 คน https://thestandard.co/china-coal-mine-explosion-deaths/ Sat, 23 May 2026 07:29:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1210267 เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน

เกิดเหตุแก๊สระเบิดขึ้นที่เหมืองถ่านหินหลิวเฉินหยู ในมณฑ […]

The post จีนระดมกู้ภัยเร่งช่วยเหยื่อแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน มณฑลส่านซี ยอดเสียชีวิตพุ่งอย่างน้อย 90 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กู้ภัยจีนกำลังปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน

เกิดเหตุแก๊สระเบิดขึ้นที่เหมืองถ่านหินหลิวเฉินหยู ในมณฑลส่านซี ทางตอนเหนือของจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 90 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า ขณะเกิดเหตุมีคนงาน 247 คนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเหมือง

 

โดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 19:29 น. วานนี้ (22 พฤษภาคม) ตามเวลาท้องถิ่น

 

ซึ่งล่าสุดกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 340 คน เข้าช่วยเหลือ และนำตัวผู้บาดเจ็บกว่า 100 ส่งโรงพยาบาลแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

 

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรียกร้องให้แพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการรักษาผู้บาดเจ็บและค้นหาผู้รอดชีวิต พร้อมทั้งสั่งการให้รัฐบาลสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุที่แน่ชัด และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

ทั้งนี้ สื่อทางการจีนรายงานว่า เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเหมืองถ่านหินแห่งนี้ถูกควบคุมตัวแล้ว ส่วนสาเหตุที่เกิดแก๊สระเบิดยังไม่ได้รับการเปิดเผย แต่มีรายงานว่า ระดับของคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษร้ายแรงไม่มีกลิ่นภายในเหมืองนั้น สูงเกินขีดจำกัด

 

สำหรับมณฑลส่านซี เป็นหนึ่งในมณฑลที่ยากจนของจีน และเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองหลวงแห่งการทำเหมืองถ่านหินของประเทศ

 

ขณะที่จีนเป็นประเทศที่บริโภคถ่านหินมากที่สุดในโลกและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นบ่อยครั้งในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินของจีน ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยได้รับการควบคุมให้เข้มงวดมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

 

ภาพ : cnsphoto via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post จีนระดมกู้ภัยเร่งช่วยเหยื่อแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหิน มณฑลส่านซี ยอดเสียชีวิตพุ่งอย่างน้อย 90 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>