China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 30 Mar 2026 18:17:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก https://thestandard.co/china-surgical-robot-brain-efficiency/ Sun, 29 Mar 2026 11:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1192520 แพทย์กำลังตรวจสอบภาพเอกซเรย์สมองของมนุษย์ ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง YDHB-NS01 ของจีน

คณะนักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ช่ว […]

The post หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แพทย์กำลังตรวจสอบภาพเอกซเรย์สมองของมนุษย์ ประกอบเนื้อหาเกี่ยวกับหุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง YDHB-NS01 ของจีน

คณะนักวิจัยชาวจีนประสบความสำเร็จในการพัฒนา ‘หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด’ สำหรับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองที่มีความซับซ้อน โดยตามผลการศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปีนี้ระบุว่า หุ่นยนต์นี้สามารถทำงานได้เร็วกว่าวิธีการผ่าตัดด้วยมือแบบดั้งเดิมถึง 29 เปอร์เซ็นต์

 

ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นหุ่นยนต์ช่วยการผ่าตัดหลอดเลือดสมองเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

 

การทดสอบนี้จัดขึ้นที่โรงพยาบาล PUMCH หรือ Peking Union Medical College Hospital ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำของจีน โดยศัลยแพทย์รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบหุ่นยนต์สามารถลดเวลาที่ต้องใช้ในการผ่าตัดมาตรฐานลงได้ถึง 9 นาทีเมื่อเทียบกับวิธีปกติ

 

นายแพทย์ จ้าว หยวนลี่ (Zhao Yuanli) ผู้นำการวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Chinese Neurosurgical Journal เมื่อวันที่ 30 มกราคม โดยระบุถึงประสิทธิภาพที่น่าสนใจของระบบหุ่นยนต์รุ่น YDHB-NS01 นี้

 

“การประยุกต์ใช้ทางคลินิกเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าระบบหุ่นยนต์มีความเป็นไปได้สำหรับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองเพื่อการวินิจฉัย ทั้งยังมีข้อบ่งชี้เบื้องต้นด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับวิธีดั้งเดิม” นายแพทย์จ้าวระบุ

 

ยกระดับการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

 

การถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคทางสมองหลายชนิด แต่วิธีการนี้ก็เป็นกระบวนการที่ยากลำบากและมีความท้าทายสูงสำหรับทั้งตัวผู้ป่วยและแพทย์ผู้ทำการรักษา

 

ในวิธีการแบบดั้งเดิม แพทย์ระบบประสาทจะต้องใช้มือสอดลวดนำทางขนาดเล็กจากบริเวณต้นขาของผู้ป่วย ขึ้นไปยังหลอดเลือดในสมองภายใต้การใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปีอย่างระมัดระวัง

 

การผ่าตัดด้วยมือมีข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น อาการมือสั่นที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้แพทย์ยังต้องสวมเสื้อคลุมและปลอกคอตะกั่วที่หนักอึ้งเพื่อป้องกันรังสี ซึ่งเพิ่มความเหนื่อยล้าทางร่างกาย

 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องสัมผัสกับรังสีเป็นระยะเวลานานในการผ่าตัดแต่ละครั้ง ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาวต่อตัวแพทย์ผู้ทำการรักษาเองอีกด้วย

 

ระบบหุ่นยนต์เข้ามาช่วยขจัดปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถทำงานได้อย่างเสถียรและไม่มีข้อผิดพลาดทางกลไกหรือระบบเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติงาน

 

ผู้ใช้งานรายงานว่าการส่งสายสวนและลวดนำทางเป็นไปอย่างราบรื่น การยึดจับของแขนกลมีความมั่นคง ด้ามจับควบคุมตอบสนองได้ดี และมีระบบตอบสนองต่อแรงสัมผัสที่ดี

 

ในการศึกษานี้ ทีมวิจัยพบว่าหลังจากการฝึกอบรมเพียง 2 ครั้ง ศัลยแพทย์คนเดิมสามารถเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกระบวนการได้ พร้อมทั้งลดเวลาผ่าตัดลงได้ 29 เปอร์เซ็นต์ หรือจากเฉลี่ย 38 นาทีเหลือเพียง 27 นาที

 

ผลลัพธ์ทางคลินิกที่แม่นยำและก้าวหน้ากว่าขีดจำกัดมนุษย์

 

ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมปี 2025 มีผู้ป่วย 25 คนเข้ารับการถ่ายภาพรังสีด้วยหุ่นยนต์ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 25 คนเข้ารับการผ่าตัดด้วยมือโดยศัลยแพทย์คนเดียวกันที่ PUMCH เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์

 

การทดสอบนี้ใช้ศัลยแพทย์ระบบประสาทรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานอิสระด้านนี้มาไม่ถึง 3 ปี แต่ผลลัพธ์กลับพบว่าแขนกลอัจฉริยะสามารถทำงานได้ดีกว่าการใช้มือมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด

 

ในการใช้หุ่นยนต์ แพทย์สามารถควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอและแขนกลระยะไกลจากห้องที่อยู่ติดกันได้อย่างปลอดภัย ช่วยขจัดปัญหาความเหนื่อยล้าและการสัมผัสรังสีโดยตรงที่พบในวิธีดั้งเดิม

 

การผ่าตัดในผู้ป่วยทั้ง 50 รายจากทั้ง 2 กลุ่มเสร็จสมบูรณ์อย่างราบรื่น โดยมีอัตราความสำเร็จทางเทคนิคและทางคลินิกสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแสดงภาพหลอดเลือดเป้าหมายได้อย่างชัดเจนตามเกณฑ์การวินิจฉัย

 

สื่อวิทยาศาสตร์ Interesting Engineering รายงานคำกล่าวของนายแพทย์จ้าวว่า “ไม่พบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มในด้านเวลาการฉายรังสี ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ ปริมาณสารทึบรังสี หรือเวลาโดยรวมในห้องตรวจ”

 

นายแพทย์จ้าวยังอธิบายเพิ่มว่า งานวิจัยนี้ยังคงเป็นการศึกษาเบื้องต้นในศูนย์การแพทย์เพียง 1 แห่งที่มีผู้ป่วยจำนวนจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกในระดับที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันความปลอดภัยต่อไป

 

ระบบหุ่นยนต์ YDHB-NS01 ถูกพัฒนาขึ้นภายในประเทศจีนและผลิตในมณฑลเหอเป่ย ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจในฐานะหุ่นยนต์ช่วยแทรกแซงหลอดเลือดสมองเครื่องแรกของโลกที่ได้รับการรับรอง

 

ก่อนหน้านี้ในปี 2020 ระบบดังกล่าวยังเคยผ่านการทดสอบถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดสมองมาแล้วถึง 257 ครั้งในศูนย์การแพทย์ของจีน 3 แห่ง โดยประสบความสำเร็จแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม

 

ภาพ : Only_NewPhoto / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post หุ่นยนต์ผ่าตัด ‘YDHB-NS01’ ของจีนมีประสิทธิภาพเหนือกว่ามนุษย์ ลดเวลาในการถ่ายภาพสมองลง 29% เซฟหมอจากรังสี-ลดอาการมือสั่นสู้เคสยาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? https://thestandard.co/china-five-year-plan-thai-economy/ Fri, 27 Mar 2026 09:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1192023 ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ปร […]

The post แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน ที่ประกาศใช้เมื่อมีนาคม ปี 2026 ไม่ได้เป็นแค่ “แผนพัฒนา” แต่ยังได้สะท้อนทิศทางการขยับเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026–2030) แล้วแผนฉบับนี้ของจีนจะเป็น ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย และจะมี ‘คำเตือน’ ผู้วางนโยบายของไทยหรือมีข้อพึงตระหนักจากแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ของจีนอย่างไร บทความนี้เป็นการรวบรวมคำตอบที่ผู้เขียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในแต่ละประเด็น

 

รวมทั้งการวิเคราะห์แนวทาง stability-first development ของจีน ที่เน้นรักษาเสถียรภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอน จากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางและเกิดวิกฤตพลังงานกระทบไปทั่วโลก แต่จีนกลับพิสูจน์ให้เห็นว่า กลยุทธ์เน้น Energy Security ทำให้จีนสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานรอบนี้ได้อย่างไร แล้วประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร

 

คำถามแรก ในสายตาของนักเศรษฐศาสตร์ แผนฯ 5 ปีของจีนฉบับนี้ คือ ‘แผนพัฒนา’ หรือ ‘ยุทธศาสตร์มหาอำนาจ’?

 

คำตอบ: แผนฯ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนถูกประกาศใช้ในช่วงรอยต่อเข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความไม่แน่นอน แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ จึงเป็นมากกว่า ‘แผนเศรษฐกิจ’ ในแนวทางแบบเดิมของจีน เนื่องจากแผนฉบับ 15 นี้ สะท้อนทั้งมิติการพัฒนาในประเทศ และการเดินเกมยุทธศาสตร์ในระดับโลก

 

หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับที่ 15 คือ ‘แผนพัฒนา’ ที่ยังคงยึดโยงกับการเติบโตเชิงคุณภาพและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (economic security) เน้นสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ลดการพึ่งพาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเน้นสร้างเทคโนโลยีของตนเอง เดินหน้าพลังงานสีเขียว กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้จีนแข็งแกร่งขึ้น สามารถกำหนดกติกาของตนเอง และมีบทบาทนำในระดับโลก ดังนั้น หากมองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์ แผนฯ ฉบับนี้ ยังได้สะท้อนความเป็น ‘แผนการใหญ่ระดับโลก’ เพื่อให้จีนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลกอย่างเต็มตัวและพร้อมที่จะเป็นผู้วางกติกาโลกใหม่

 

ประการแรก ในแง่การเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนฯ ฉบับนี้ยังคงเป็นกรอบหลักหรือ ‘เข็มทิศ’ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจจีน เช่น การปรับโครงสร้างสู่การบริโภคภายในประเทศมากขึ้น, การลงทุนในนวัตกรรมและสร้างเทคโนโลยีของจีน (technology self-reliance), การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (green transition) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างความมั่นคงทางอาหาร (food security) และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องของการเติบโต แม้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แผนฯ ฉบับนี้จึงถูกออกแบบเพื่อการพัฒนาแบบ stability-first development

 

ประการถัดมา ในแง่การเป็น แผนยุทธศาสตร์ระดับโลกของจีน แผนฯ ฉบับนี้เป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของจีน ภายใต้โลกที่จีนมองว่า มีความเสี่ยงไม่แน่นอนและแข่งขันสูง (มีข้อความระบุในแผนฯ เช่น “ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้น”) แผนฯ ฉบับนี้ จึงถูกออกแบบภายใต้บริบทโลกแบบ great power competition และเนื้อหาในแผนฯ สะท้อนชัดเจนว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคต คือ สนามแข่งขันของมหาอำนาจ

 

นอกจากนี้ จีนต้องการสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรมครอบคลุมทั่วโลก และการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน/ระบบแบบจีนไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยการผลักดัน ‘การสร้างความทันสมัยแบบจีน’ (Chinese Modernization) ให้เป็นตัวเลือกเส้นทางพัฒนาของประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) (ไม่ได้มีแค่แนวทางการพัฒนาแบบเดิมๆ ที่ชาติตะวันตกเป็นผู้กำหนด) จีนจึงเล่นบท ‘ผู้นำ’ ในระดับโลก พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศอื่น ทั้งในด้านการทูตเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ

 

คำถามที่สอง ในโลกที่เศรษฐกิจกำลังแบ่งขั้ว แผนฯ ฉบับ 15 คือความพยายามของจีนที่จะ “อยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร” หรือคือการ “ออกแบบกติกาโลกใหม่” เอง?

 

คำตอบ: แนวทางแบบจีนเน้น stability-first development เพื่อรักษาเสถียรภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยภายนอก ควบคู่ไปกับคิดการใหญ่/วางแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ในระดับโลก ดังนั้น แนวทางการวางแผนฉบับนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ จึงมีทั้งการวางแผนเชิงรับ ป้องกันความเสี่ยงและการอยู่รอดในโลกที่ไม่เป็นมิตร และวางแผนเชิงรุก เพื่อใช้โอกาสจากโลกที่ไม่เหมือนเดิมและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพื่อออกแบบกติกา/ตั้งมาตรฐาน/สร้างระบบใหม่ที่จีนมีบทบาทนำ

 

ในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จีนได้ตระหนักถึงบริบทเศรษฐกิจโลกมีการแยกขั้ว (decoupling) และสถานการณ์โลกที่ไม่เป็นมิตรกับจีน สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้มาตรการกีดกันจีนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดังนั้น แก่นของแผนฯ ฉบับที่ 15 จึงเน้นสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ให้กับจีน สะท้อนจากเป้าหมายในการลดการพึ่งพาต่างประเทศ และการสร้างเทคโนโลยีของจีนเองเพื่อ Self-Reliance และเพื่อ ‘ความอยู่รอด’ ของจีนในสภาพแวดล้อมที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ในขณะเดียวกัน จีนก็ไม่ได้มีเพียงแค่แผนการตั้งรับ แต่นัยของแผนฯ ฉบับนี้ สะท้อนบทบาทจีนในอนาคตโดยเฉพาะจีนคิดใหญ่ที่ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก สะท้อนแนวโน้มที่จะเกิด Tech Decoupling หรือการแยกขั้วทางเทคโนโลยีระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้ออกแบบสร้างกติกาใหม่ๆ ในระดับโลก และเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ไม่เป็นผู้เดินตามมาตรฐานของคนอื่นเหมือนในอดีต รวมทั้งการขยายบทบาทนำของจีนในสถาบันระหว่างประเทศ/องค์กรในระดับพหุภาคีต่างๆ

 

ดังนั้น เป้าหมายของแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีนจึงไม่ใช่แค่เชิงตั้งรับ เพื่อการอยู่รอด แต่เพื่อเชิงรุก คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดกติกาใหม่แทนที่ระเบียบโลกเดิมๆ หรือระบบแบบเดิมที่ชาติตะวันตกครอบงำมานาน

 

คำถามที่สาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีนคือ ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน?

 

คำตอบ: ในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ไทย แผนฯ ฉบับนี้ของจีนสะท้อนทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย รวมทั้งทิศทางนโยบายรัฐบาลไทยที่จะเตรียมพร้อมเพื่อแสวงหาประโยชน์จากจีนได้อย่างไร

 

ในประเด็น ‘โอกาส’ สะท้อนจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนที่มุ่งเพื่อ high-quality development ถ้าหากแผนฯ ฉบับนี้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในระยะ 5 ปี จีนก็จะเติบโตเชิงคุณภาพ และมีกลุ่มชนชั้นกลางขยายใหญ่ขึ้น ราว 800 ล้านคน ผู้บริโภคจีนมีรายได้สูงขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น ย่อมจะมีอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทยที่ผลิตสินค้าคุณภาพมีมาตรฐาน/มีมูลค่าสูง เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น (มากกว่าเพียงแค่การส่งออกสินค้าเกษตร/ผักผลไม้ของไทยที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ดังเช่นทุกวันนี้)

 

อย่างไรก็ดี ในแง่ ‘แรงกดดัน’ และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังคงผลิตสินค้าคุณภาพต่ำ หรือผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาสินค้าเกษตร/สินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ ก็จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากคู่แข่งจากจีน เนื่องจากแผนฯ ฉบับที่ 15 นี้ มุ่งเน้นการผลิต New Quality Productive Force เช่น สินค้าเทคโนโลยีที่มีมาตรฐานสูง

 

ดังนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยจะต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นอาจเสียโอกาสทั้งด้านการค้าและการลงทุนกับจีน เช่น การเร่งปรับตัวในกลุ่มสินค้าเกษตรดั้งเดิม และสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ควรปรับจากการแข่งด้านราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าหากภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวได้เร็วและยกระดับสินค้าและบริการเข้าสู่มาตรฐานเชิงคุณภาพของจีน และปรับตัวให้เข้ากับนวัตกรรม/เทคโนโลยีจีนที่ทันสมัยขึ้น ก็จะมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น เพื่อให้สามารถแสวงหาประโยชน์จากตลาดจีนขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อมากขึ้น

 

คำถามที่สี่ การมาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ของจีน จะต้องส่ง ‘คำเตือน’ ไปยังผู้กำกับนโยบายเศรษฐกิจไทยในเรื่องใดบ้าง?

 

คำตอบ: ในแง่ ‘คำเตือน’ หรือข้อพึงตระหนักของผู้วางนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่เรียนรู้จากแผนฯ ฉบับที่ 15 ของจีน และทิศทางโลกในอีก 5 ปี มีดังนี้

 

  • ประเด็นการผูกโยงกับเศรษฐกิจจีนมากเกินไป ไทยจึงควรที่จะกระจายความเสี่ยง เร่งแสวงหาตลาดใหม่ๆ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และกระจายห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศในภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

 

  • ประเด็นการแข่งขันเชิงเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ ภายใต้แผนฯ ฉบับใหม่นี้ จีนกำลังยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ไทยจึงต้องเร่งปรับตัว/ลงทุนในการวิจัย R&D และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ทันกับความต้องการใหม่ของตลาดจีน ไม่เช่นนั้นสินค้าดั้งเดิมของไทย (เช่น ข้าว, ยางพารา, มันสำปะหลัง) จะถูกกดดันและสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่งในจีนและคู่แข่งจากประเทศอาเซียนอื่น

 

  • ประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก หากการแข่งขันของมหาอำนาจรุนแรงและสร้างความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ไทยอาจถูกกระทบทั้งด้านการค้า การลงทุน และค่าเงิน ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในให้มากขึ้น และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยไม่เปราะบางกับปัจจัยภายนอกมากเกินไป สร้างภูมิคุ้มกันและมีความมั่นคง ยืนได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งการ ‘สร้างจุดแข็ง’ ที่สามารถใช้เป็นอำนาจต่อรองในโลกที่แข่งขันสูงและไม่แน่นอน

 

คำถามสุดท้าย ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหนระหว่างจีน–สหรัฐฯ และในโลกที่แข่งขันสูงและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากไทยถูกกดดันให้เลือกข้าง ควรตัดสินใจอยู่บนหลักการอะไร

 

คำตอบ: สิ่งที่ไทยควรทำ ไม่ใช่การเลือกข้าง แต่ต้องเดินเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นรักษาสมดุลโดยยึดโยงกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเป็นแกนหลัก แล้วเราจะรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับสองมหาอำนาจโลกนี้อย่างไร เพื่อรักษา/เพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติของไทย และเพื่อไม่ให้เสียประโยชน์จากทั้งสองฝ่าย นี่คือ โจทย์ยากของรัฐบาลไทย

 

แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ ‘ฝั่งจีน’ หรือ ‘ฝั่งสหรัฐฯ’ อย่างชัดเจน แต่เศรษฐกิจไทยก็มีจุดอ่อนที่ยังต้องพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ มากจนเกินไป (over-dependence) เช่น การพึ่งพาจีนในด้านการท่องเที่ยว/การลงทุน และพึ่งพาสหรัฐฯ ในการเป็นตลาดส่งออกหลัก ดังนั้น ภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ประเทศไทยจำเป็นต้อง ‘ลดการพึ่งพา’ มหาอำนาจเหล่านี้ลงบ้าง เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านภูมิรัฐศาสตร์ และด้านความมั่นคง เพื่อไม่ให้ไทยตกอยู่ในสถานะที่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และใช้ประโยชน์จากกลไกพหุภาคีต่างๆ และกลไกอาเซียน เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกภูมิภาค

 

สำหรับหลักการที่ผู้วางนโยบายไทยควรยึดถือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศ เช่น หลักการสมดุลผลประโยชน์ (Balance of Interests) และหลักการกระจายความเสี่ยง (Diversification) เพื่อสร้างทางเลือกหลายทาง ‘สร้างภูมิคุ้มกัน’ ไม่ให้เศรษฐกิจไทยถูกผูกติดกับประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อไม่ให้ไทยถูกบีบจากการควบคุมทางเทคโนโลยีของมหาอำนาจทั้งหลาย

 

ในกรณีที่ต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจแต่ละฝ่าย รัฐบาลไทยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถ มีประสบการณ์และมีศิลปะในการเจรจาต่อรอง เพื่อรับมือและแสวงหาประโยชน์จากมหาอำนาจเหล่านี้ โดยไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง และที่สำคัญ ไทยต้องเจรจาด้วยจุดยืนที่อยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ และต้องสร้างจุดแข็งของไทย เพื่อสร้าง credibility ของไทยในสายตาต่างประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนามและมาเลเซีย

 

จากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนผ่านแผนพัฒนาฯ ฉบับใหม่ของจีน หัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยยืนได้ด้วยตัวของตัวเอง คือ การเร่งสร้างเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง (ไม่ใช่พึ่งพาแค่แรงงานราคาถูกหรือทรัพยากรธรรมชาติ)

 

นอกจากนี้ กรณีวิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลาง ประเทศไทยสามารถเรียนรู้แนวทางการวางแผนพัฒนาของจีนที่เน้น Stability-First Development ด้วยการเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่มากเกินไป กระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงานที่หลากหลาย และเร่งสร้างการผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศให้มากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

 


 

ภาพสะท้อนแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

ภาพ: REUTERS / Go Nakamura

The post แผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: ‘โอกาส’ หรือ ‘แรงกดดัน’ ต่อเศรษฐกิจไทย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น? https://thestandard.co/china-energy-shock-middle-east-war/ Mon, 23 Mar 2026 09:45:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1190338 ภาพแสดงการรับมือวิกฤตพลังงานของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกผันผวน

“หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจริง พลังงานย่อมมีความสำคัญอย่า […]

The post ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการรับมือวิกฤตพลังงานของจีน ท่ามกลางสถานการณ์โลกผันผวน

“หากต้องการพัฒนาเศรษฐกิจจริง พลังงานย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง และพลังงานต้องอยู่ในมือของเราเอง”

 

วิสัยทัศน์ของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตั้งแต่ปี 2021 กลายเป็นภาพสะท้อนความจริงอันทรงพลังในวันนี้ เมื่อโลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่จากสงครามตะวันออกกลางที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในจุดคอขวดของระบบพลังงานระหว่างประเทศ

 

 

ท่ามกลางวิกฤต ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังจีน ในฐานะมหาอำนาจที่ต้องใช้พลังงานมหาศาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากท่าทีที่ดู ‘นิ่งสงบ’ กว่าหลายประเทศในเอเชียด้วยกันเอง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ ‘เจ็บหนัก’ จากการปิดเส้นทางพลังงานของโลกมากที่สุด

 

ทั้งนี้ เซบาสเตียน มัลลาบี (Sebastian Mallaby) นักวิจัยอาวุโสด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศจาก Council on Foreign Relations (CFR) วิเคราะห์ไว้ว่า จีนคือหลุมหลบภัยด้านพลังงานของโลก เนื่องจากการออกแบบระบบล่วงหน้าเพื่อรับมือวิกฤตมาอย่างยาวนาน ทั้งการสะสมคลังน้ำมันสำรองมหาศาลและการสร้างเครือข่ายกระจายความเสี่ยงที่ซับซ้อน

 

ขณะที่ คัลลัม โจนส์ (Callum Jones) รองบรรณาธิการข่าวธุรกิจจาก The Guardian ชี้ว่า สถานการณ์ของจีน ‘มั่นคง’ กว่าประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นผลลัพธ์จากการเตรียมการล่วงหน้าหลายปีเพื่อไม่ให้ชะตากรรมทางเศรษฐกิจต้องฝากไว้กับความผันผวนของโลกที่ควบคุมไม่ได้

 

ถอดบทเรียนพี่ใหญ่แห่งเอเชีย: ทำไมจีนรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีกว่าชาติอื่น?

 

จากวิกฤตตะวันออกกลางที่เรื้อรังตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันจากเส้นเลือดดังกล่าว จะเห็นได้จากหลายประเทศเริ่มออกมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือวิกฤต เช่น ฟิลิปปินส์ประกาศวันทำงานเพียง 4 วันเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิง ขณะที่อินโดนีเซียเร่งหาทางหลีกเลี่ยงการใช้คลังสำรองที่มีอยู่จำกัดเพียงไม่กี่สัปดาห์

 

แต่ปรากฏว่า จีนดูสงบนิ่งกว่าเพื่อนบ้านในเอเชียหลายประเทศ เพราะมี ‘แต้มต่อ’ จากการเตรียมความพร้อมหลายปีเพื่อรับมือพลังงานโลก

 

ทั้งนี้ มัลลาบี ผู้เชี่ยวชาญจาก CFR วิเคราะห์ในรายการ The Spillover ว่า สงครามอิหร่านกำลังเผยให้เห็นบทบาทที่น่าสนใจของจีน เพราะขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนก ทว่าจีนกลายเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ที่ปลอดภัย โดยสรุปคำตอบเป็นเหตุผลหลัก 4 ข้อด้วยกัน

 

1.จีนมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ ปัจจุบัน จีนมีน้ำมันสำรองกักตุนไว้มากพอที่จะสามารถรองรับการบริโภคภายในประเทศได้นานถึง 100 วันโดยไม่ต้องนำเข้าน้ำมันจากภายนอก ซึ่งคลังสำรองนี้มีขนาดใหญ่กว่าของเกาหลีใต้ เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกถึง 12 เท่า

 

มัลลาบีเล่าว่า เขามีประสบการณ์ไปเยือนจีน 8 วันเมื่อไม่นานนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องผลกระทบจากสงครามหรือวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แม้แต่การประชุมสองสภา เพราะประเทศมีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาล คนจีนจึงยังไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากวิกฤต และรอดูสถานการณ์ข้างหน้าไปก่อนได้

 

2.จีนกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานและแหล่งพลังงานอย่างรัดกุม แม้จีนจะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางถึง 50% แต่ก็ยังน้อยกว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นที่พึ่งพาทรัพยากรดังกล่าวถึง 90% ขณะที่จีนยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพียง 10% ของสัดส่วนพลังงาน ถือว่าต่ำกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถึงครึ่งหนึ่ง

 

นอกจากนี้ จีนยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากกว่าครึ่งหนึ่งจากท่อส่งก๊าซรัสเซีย ทำให้หลีกเลี่ยงผลกระทบจากการที่เส้นทางขนส่งทางเรือถูกโจมตีหรือปิดกั้นได้

 

3. ความเชื่อเรื่องรัฐบาลจีนพร้อมแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพ มีการวิเคราะห์ว่า แม้จีนจะเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ แต่ตลาดการเงินและค่าเงินทรงตัวได้ดีกว่าประเทศอื่น (รวมถึงประเทศผู้ส่งออก) เพราะตลาดเชื่อว่า รัฐบาลจีนจะเข้าแทรกแซง หากเกิดความผันผวนที่รุนแรง

 

ทั้งนี้ รีเบคกา แพตเทอร์สัน (Rebecca Patterson) นักลงทุนและนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคจาก CFR และผู้ดำเนินรายการร่วมระบุว่า แม้การแทรกแซงไม่ใช่ระบบที่กันกระแทกได้ 100% แต่ก็เป็นแต้มต่อทำให้จีนมี ‘พื้นที่ในการตั้งรับ’ มากกว่าประเทศอื่น

 

4.กลยุทธ์เพิ่มห่วงโซ่อุปทานสำรองให้มากที่สุด มีการฉายภาพให้เห็นว่า ในวิกฤตหลายครั้งที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักหาทางออกด้วยการดึงฐานการผลิตกลับประเทศเพื่อพึ่งพาตนเอง (Reshoring) แต่จีนกลับทำในสิ่งตรงกันข้าม คือการสร้างและพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกให้มีจำนวนมากที่สุดอย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อให้มั่นใจว่า หากมีเส้นทางใดถูกตัดขาด จีนจะต้องมีช่องทางอื่นมาทดแทนเสมอ

 

การวางแผนสำรองของจีนไม่ใช่แค่รับมือวิกฤตด้านพลังงานอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงประเด็นแร่หายาก (Rare Earth) อีกด้วย โดยมัลลาบีย้ำว่า จีนได้คิดทบทวนและวางแผนกลยุทธ์เชิงรุกภายใต้กรอบภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ประเทศตกเป็นเป้าของการโจมตีทางห่วงโซ่อุปทาน

 

จากวิกฤตมลพิษสู่ยุทธศาสตร์พลังงาน มองจีนในฐานะต้นแบบแห่งพลังงานสะอาด

 

คัลลัม โจนส์ รองบรรณาธิการกองข่าวธุรกิจจาก The Guardian ยังชี้ให้เห็นว่า สีจิ้นผิง เตรียมการรับมือวิกฤตเช่นนี้มานานหลายปี โดยอ้างอิงการเยือนวาทะระหว่างการเยือนเหมืองน้ำมันเซิ่งลี่ แหล่งผลิตน้ำมันใหญ่อันดับสองของจีนในปี 2021 ว่า จีนในฐานะประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า แหล่งพลังงานต้องอยู่ในมือของตนเองเพื่อพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากปริมาณสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และอุปทานภายในที่แข็งแกร่ง จีนยังมีจุดแข็งสำคัญอย่าง ‘พลังงานทางเลือก’ เช่น พลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ หลังประเทศต้องเผชิญวิกฤตมลพิษและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐาน น้ำปนเปื้อน ดินเสื่อมโทรม ไปจนถึงความไม่มั่นคงทางพลังงาน จนนำไปสู่แรงกดดันทั้งในการเมืองภายในและนานาชาติในฐานะประเทศผู้ปล่อยคาร์บอนมากที่สุดในโลก

 

จากบทเรียนในวันนั้น จีนจึงพยายามแก้ไขปัญหาจากระดับโครงสร้าง เริ่มจากการกระจายแหล่งพลังงานและสะสมปริมาณน้ำมันจำนวนมหาศาล ขณะที่ยังลงทุนกับแหล่งพลังงานสะอาด เช่น การลงทุนพลังงานแสงอาทิตย์และลมมากที่สุดในโลก, พัฒนาแบตเตอรีและรถไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งยังครองห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดเกือบทั้งหมด เพื่อหวังลดการพึ่งพาฟอสซิลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในฐานะผู้ส่งออกเทคโนโลยีสีเขียว

 

นอกจากนี้ Bloomberg ยังชี้ว่า จีนยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก โดยทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาการนำเข้า

 

ทั้งนี้ เพนนี เฉิน ผู้อำนวยการอาวุโสของ Fitch Ratings ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของจีนมีประสิทธิภาพสูงกว่าหลายประเทศ ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพ ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในช่วงที่ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟจำนวนมากอย่าง AI และการผลิต

 

วิกฤตพลังงานกระทบหนัก แม้แต่ต้นแบบแห่งพลังงานสะอาดยังเสี่ยง

 

อย่างไรก็ตาม มัลลาบีชี้ว่า จีนอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในสงครามตะวันออกกลาง เพราะแม้จะมีคลังน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 100 วัน แต่ก็ยังคงเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ หรือคิดเป็นน้ำมันจำนวน 40% ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

ขณะที่โจนส์ชี้ว่า หากวิกฤตยังยืดเยื้อต่อไป ความท้าทายก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น และไม่มีประเทศใดหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยย้ำว่า จีนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยากกว่าที่คิด และที่ผ่านมา จีนเคยทำได้ครั้งเดียวภายใต้เงื่อนไข 2 อย่าง คือ น้ำมันขาดแคลนหนักและราคาพุ่งสูง

 

“หากสถานการณ์หยุดชะงักระยะสั้น จีนก็ยังพอรับมือได้ แต่หากยืดเยื้อต่อไปและราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ก็อาจเริ่มสร้างความกังวลในปักกิ่ง” มิคาล ไมดาน หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานจีนจาก Oxford Institute for Energy Studies ระบุ

 

ภาพ: Go Nakamura / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมจีนไม่แพนิค รับมือ Energy Shock ในสงครามตะวันออกกลางดีกว่าประเทศอื่น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน มอบประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน https://thestandard.co/thai-china-executive-program/ Sun, 22 Mar 2026 06:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1189989 พิธีมอบประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนร่วมเป็นประธาน

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วม […]

The post สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน มอบประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีมอบประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนร่วมเป็นประธาน

เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดพิธีมอบประกาศนียบัตรการจบหลักสูตรให้แก่ผู้เรียนหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (บทจ.2) และหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program 2) ประจำปีการศึกษา 2568 โดยได้รับเกียรติจาก จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานมอบประกาศนียบัตร ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ

 

หลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตจีนฯ หอการค้าไทย-จีน และศูนย์เอเชีย-แอฟริกา China Media Group (CMG)

 

นอกจากนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ยังได้ร่วมกับ China Media Group จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดสารคดี/ภาพยนตร์สั้น ภายใต้หัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทย–จีน ในมุมมองของคนรุ่นใหม่” โดยมีแจ๊กกี้ แซ่เฉิน อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และนายกสมาคมพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน เป็นผู้มอบรางวัล เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและคนทำงานสื่อสารมวลชนได้สะท้อนมุมมองเชิงสร้างสรรค์ต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศผ่านสื่อมัลติมีเดีย

 

โดย รางวัลที่ 1 จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร ผู้ได้รับรางวัลคือ สุพรรณษา สีแก้ว นักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

รางวัลที่ 2 จะได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท ผู้ได้รับรางวัลคือ ชุติกาญจน์ เพิงรัตน์, ปิยวรรณ แก้วประเสริฐ, ลภัสรดา สุจริต, รุจีรัตน์ คูณเมือง, วุ้นเส้น อุปชา นักเรียนจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปทุมธานี โดยมี ภัทรสุดา เงินยวง และ พิชิต พิมโคตร เป็นครูที่ปรึกษา

 

และ รางวัลที่ 3 จะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท ผู้ได้รับรางวัลคือ ธีชยุฒศภ์ เมธาศิฐิวัตม์ และธรณินทร์ เทพวงค์ สื่อมวลชน

 

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ การศึกษา และสื่อมวลชน เพื่อเสริมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ไทย-จีนให้เข้มแข็ง สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน

The post สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน มอบประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา https://thestandard.co/china-two-sessions-development/ Sun, 22 Mar 2026 06:39:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1189970 ภาพรวมการประชุมสองสภาของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ที่กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 การประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชา […]

The post มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมการประชุมสองสภาของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ที่กล่าวถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 การประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 14 ครั้งที่ 4 และการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนชุดที่ 14  ครั้งที่ 4 ได้จัดขึ้นอย่างประสบความสำเร็จ ณ กรุงปักกิ่ง การประชุมทั้งสองสภาของจีนได้หารือกันอย่างลึกซึ้งในประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การพัฒนาพลังการผลิตรูปแบบใหม่ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเปิดประเทศในระดับสูง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

การประชุมสองสภาได้ทบทวนและรับรองเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น รายงานการทำงานของรัฐบาล ซึ่งชี้แจงเป้าหมายการพัฒนาสำหรับปี 2026 และทิศทางสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นการกำหนดทิศทางสำคัญของการพัฒนาจีนในยุคใหม่ และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทั่วโลกในการทำความเข้าใจถึงการพัฒนาของจีนและแบ่งปันโอกาสต่างๆ

 

ผมขอแบ่งปันความเข้าใจของผมเกี่ยวกับการประชุมสองสภาของจีนกับเพื่อนชาวไทย โดยใช้คำสำคัญบางคำ

 

ประการแรก เป้าหมายการพัฒนาคือการบรรลุความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพ

 

การประชุมสองสภาของจีนได้กำหนดภารกิจหลักของการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ในขอบเขตที่เหมาะสมระหว่าง 4.5% ถึง 5% และให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่มั่นคง ราคาที่มั่นคง และความคาดหวังที่มั่นคงเป็นทิศทางสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ถึงแนวทางการพัฒนาของจีนที่มุ่งเน้นความก้าวหน้าควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน

 

จีนจะวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นและแรงผลักดันให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจโลกผ่านยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น การขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การส่งเสริมนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การพัฒนาพลังการผลิตรูปแบบใหม่ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง

 

ประการที่สอง คือ การวางผังอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการยกระดับ

 

การประชุมสองสภาของจีนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีควรเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยมีเศรษฐกิจภาคการผลิตเป็นรากฐาน เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงและการยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม การพัฒนาและการขยายตัวของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ และการวางผังอุตสาหกรรมในอนาคตที่มุ่งไปข้างหน้า เพื่อเร่งการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ​​ตั้งแต่ความเป็นผู้นำระดับโลกในด้านยานยนต์พลังงานใหม่และอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ ไปจนถึงความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีควอนตัม และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่อนาคต เช่น การผลิตทางชีวภาพและปัญญาประดิษฐ์แบบมีร่างกาย นวัตกรรมกำลังกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งจาก “ผลิตในจีน” ไปสู่ ​​”การผลิตอัจฉริยะในจีน”

 

ประการที่สาม มีนโยบายด้านการดำรงชีวิตที่มุ่งส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกัน

 

จีนยึดมั่นในปรัชญาการพัฒนาที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางมาโดยตลอด โดยถือว่าความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเป็นค่านิยมพื้นฐาน จีนได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชน เช่น การจ้างงาน การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ผู้แทนและสมาชิกที่เข้าร่วมการประชุมสองสภาได้นำเสียงจากระดับประชาชนมาสู่การประชุม และรายงานการทำงานของรัฐบาลได้รวบรวมความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดกลไกที่ครบวงจรจากความคิดเห็นของประชาชนไปสู่การดำเนินนโยบาย แสดงให้เห็นถึงพลังของประชาธิปไตยของประชาชนตลอดกระบวนการทั้งหมดอย่างเต็มที่

 

ประการที่สี่ ยุทธศาสตร์การเปิดประเทศที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและได้ประโยชน์ทุกฝ่าย

 

การประชุมสองสภาในจีนได้ส่งสัญญาณอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การขยายการเปิดกว้างเชิงสถาบัน การยึดมั่นในระบบการค้าพหุภาคี และการร่วมกันพัฒนาโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่มีคุณภาพสูง ตั้งแต่มาตรการยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวแก่ 50 ประเทศ ไปจนถึงการดำเนินการยกเว้นภาษีศุลกากร 100% สำหรับสินค้าจากแอฟริกาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของจำนวนวิสาหกิจต่างชาติที่ลงทุนในจีน ไปจนถึงการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง จีนได้เปิดรับโลกด้วยทัศนคติที่เปิดกว้างเสมอมา ทำให้ตลาดจีนเป็นตลาดโอกาสร่วมกันสำหรับทั่วโลก

 

ประการที่ห้า จีนยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้องในการดำเนินนโยบายการทูตในฐานะประเทศขนาดใหญ่

 

เมื่อเผชิญกับความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลางและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทางเลือกทางการทูตของจีนยังคงแน่วแน่ โดยปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเด็ดเดี่ยว ยึดมั่นในหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ ต่อต้านการใช้อำนาจบาตรใหญ่และการข่มขู่รังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์

 

ปี 2026 เป็นปีแห่งเอเปคของจีน จีนจะใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำเอเปคอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อส่งเสริมการสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก โดยร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก และสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและวุ่นวาย

 

จีนและไทยเป็นญาติที่ดี มิตรที่ดี และเป็นหุ้นส่วนที่ดี ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการ และประมุขของทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติที่สำคัญเกี่ยวกับการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โครงการความร่วมมือกำลังเร่งดำเนินการและมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศอยู่ในระดับสูง และความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์

 

จีนสนับสนุนไทยอย่างแน่วแน่ในการดำเนินเส้นทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของประเทศ และยินดีที่จะเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ของไทยเสมอ เพื่อร่วมกันส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน

 

เสียงสะท้อนจากการประชุมสองสภาของจีน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของจีน และเป็นการเชิญชวนให้ทั่วโลกร่วมมือกัน ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยอย่างแน่นอน

 

จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์การพัฒนากับไทย ส่งเสริมการพัฒนาโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอย่างมีคุณภาพ และสร้างความร่วมมือที่โดดเด่นยิ่งขึ้นในสาขาเกิดใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมมือกันเพื่อก้าวไปสู่ ​​50 ปีทองแห่งมิตรภาพของความสัมพันธ์จีน-ไทยอีกวาระหนึ่ง

The post มองอนาคตการพัฒนาของจีนผ่านการประชุมสองสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขอเลื่อนประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ชี้ต้องอยู่คุมสถานการณ์ ‘สงครามอิหร่าน’ https://thestandard.co/trump-postpones-china-visit-iran-war/ Tue, 17 Mar 2026 03:41:30 +0000 https://thestandard.co/trump-postpones-china-visit-iran-war/ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวประเด็นสงครามอิหร่านและการเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณขอเลื่ […]

The post ทรัมป์ขอเลื่อนประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ชี้ต้องอยู่คุมสถานการณ์ ‘สงครามอิหร่าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวประเด็นสงครามอิหร่านและการเยือนจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งสัญญาณขอเลื่อนการเยือนจีนออกไปอีก 1 เดือน หลังสงครามกับอิหร่านทวีความตึงเครียด โดยก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ เคยส่งสัญญาณว่าอาจเลื่อนการเดินทาง หากจีนไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ

 

เมื่อวานนี้ (16 มีนาคม) ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า เขามีแผนจะเลื่อนการเดินทางไปเยือนจีนในวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน ออกไป 1 เดือน เนื่องจากกำลังติดพันอยู่กับสงครามอิหร่าน

 

“เพราะสงคราม ผมอยากอยู่ที่นี่ ผมจำเป็นต้องอยู่ที่นี่ ผมรู้สึกแบบนั้น ดังนั้นเราจึงขอเลื่อนออกไปประมาณหนึ่งเดือน” ทรัมป์ระบุ

 

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาเสนอเลื่อนการเดินทางเพื่อให้แน่ใจว่า ตนจะสามารถบริหารในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ตั้งหน้าตั้งตารอพบสีจิ้นผิง โดยย้ำว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำสูงสุดจีนมาก

 

“มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย มันง่ายมาก เรากำลังอยู่ในภาวะสงคราม ผมคิดว่า การที่ผมอยู่ที่นี่เป็นสิ่งสำคัญ” ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำ

 

ขณะที่ หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า การทูตระดับผู้นำไม่สามารถถูกแทนที่ได้ โดยทั้งสองประเทศยังคงติดต่อกันอยู่ ส่วน BBC รายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนในกรุงวอชิงตันรับทราบประเด็นดังกล่าว แต่ยังไม่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติม

 

ก่อนหน้านี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า การเลื่อนการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ขอให้จีนช่วยแก้ไขปัญหาในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหรือความขัดแย้งทางการค้า

 

“ประธานาธิบดีต้องการอยู่ในวอชิงตันเพื่อประสานงานความพยายามด้านสงคราม…การเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาเช่นนี้อาจไม่เหมาะสม” เบสเซนต์กล่าว

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post ทรัมป์ขอเลื่อนประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ชี้ต้องอยู่คุมสถานการณ์ ‘สงครามอิหร่าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน ส่ง เครื่องบินรบ เข้าใกล้ ไต้หวัน เพิ่มขึ้น หลังหายไปหลายสัปดาห์ https://thestandard.co/china-taiwan-fighter-jets-increase/ Mon, 16 Mar 2026 09:40:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1188203 เครื่องบินขับไล่แบบสเตลท์ J-20 ของกองทัพอากาศจีน

จากกรณีที่จำนวนการบินเข้าใกล้ไต้หวันโดยเครื่องบินรบของจ […]

The post จีน ส่ง เครื่องบินรบ เข้าใกล้ ไต้หวัน เพิ่มขึ้น หลังหายไปหลายสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินขับไล่แบบสเตลท์ J-20 ของกองทัพอากาศจีน

จากกรณีที่จำนวนการบินเข้าใกล้ไต้หวันโดยเครื่องบินรบของจีนลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้า จนเหล่านักสังเกตการณ์การทหารตั้งข้อสังเกตและกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียว่าจีนหายไปไหน ล่าสุดกระทรวงกลาโหมไต้หวันเปิดเผยเมื่อวานนี้ (15 มีนาคม) ว่า ตรวจพบการบินของฝูงบินขับไล่จีนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

โดยเมื่อวันเสาร์ (14 มีนาคม) ทางการไต้หวันตรวจพบเครื่องบินทหารของจีนรวม 26 ลำรอบเกาะ โดยในจำนวนนี้มี 16 ลำที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ทั้งทางตอนเหนือ ตอนกลาง และตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ นอกจากนี้ยังตรวจพบเรือรบอีก 7 ลำแล่นอยู่รอบๆ

 

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์พากันสงสัยว่ากองทัพจีนกำลังวางแผนหรือเตรียมการอะไรอยู่หรือไม่ เนื่องจากในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 5 มีนาคมที่ผ่านมา ไต้หวันไม่พบเครื่องบินรบจีนบินข้ามเส้นมัธยฐาน (Median Line) เข้ามาในเขตแสดงตนเลยแม้แต่ลำเดียว และตรวจพบเพียง 2 ลำเมื่อวันที่ 6 มีนาคม จากนั้นท้องฟ้าก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งในช่วง 4 วันถัดมา ซึ่งถือว่าผิดสังเกต อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนเริ่มกลับมาเคลื่อนไหว โดยส่งเครื่องบินบินประปรายเมื่อวันพุธถึงวันศุกร์ที่แล้ว

 

สำหรับสาเหตุที่ความเคลื่อนไหวทางทหารลดลงนั้น นักวิเคราะห์มองว่า อาจเป็นช่วงเวลาที่จีนกำลังจัดการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งโดยปกติจีนมักจะลดกิจกรรมทางทหารในช่วงที่มีงานสำคัญหรือวันหยุดยาว อย่างไรก็ดี การลดลงในปีนี้ก็ถือว่าผิดปกติกว่าที่เคยเป็นมา

 

นักวิเคราะห์มองว่าการประชุมสภาฯ อาจไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียว แต่อีกปัจจัยที่เป็นไปได้คือ ความต้องการที่จะลดอุณหภูมิความตึงเครียดกับรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยทำเนียบขาวระบุว่ากำหนดการเยือนจีนจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน แม้ทางปักกิ่งจะไม่มีการยืนยันกำหนดการดังกล่าวก็ตาม

 

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็ตั้งข้อสังเกตว่า การเงียบหายไปอาจเป็นเพราะการปรับเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์เพื่อเข้าสู่เฟสใหม่ของการฝึกซ้อม ซึ่งดูเหมือนว่ากองทัพจีนอาจกำลังทดลองอะไรใหม่ๆ ในการฝึกซ้อมร่วมกันระหว่างเหล่าทัพ

 

แฟ้มภาพ: J-20 เครื่องบินขับไล่แบบสเตลท์ของกองทัพอากาศจีน

The post จีน ส่ง เครื่องบินรบ เข้าใกล้ ไต้หวัน เพิ่มขึ้น หลังหายไปหลายสัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม่ ‘K2O’ เจาะฐานแฟน K-Pop ที่กำลังโตแรง https://thestandard.co/s2o-k2o-expand-asia-kpop/ Mon, 16 Mar 2026 06:35:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1188081 ภาพผู้บริหาร วุฒิธร มิลินทจินดา และ ปุลิน มิลินทจินดา ผู้จัดงาน S2O และ K2O

แม้ภาพรวมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็ม […]

The post นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม่ ‘K2O’ เจาะฐานแฟน K-Pop ที่กำลังโตแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร วุฒิธร มิลินทจินดา และ ปุลิน มิลินทจินดา ผู้จัดงาน S2O และ K2O

แม้ภาพรวมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยังคงลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้จัด S2O Songkran Music Festival งานเทศกาลดนตรีที่เคยดึงดูดชาวจีนเข้ามาจำนวนมาก ได้ปรับกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาแทน 

 

วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาล S2O Songkran Music Festival กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ปี 2569 ยังไม่เห็นสัญญาณบวกมากนัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและนโยบายในจีนที่สนับสนุนให้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น มิหนำซ้ำยังมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภาคตะวันออกเข้ามาทำให้หลายประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบรอบด้าน 

 

ในฐานะของผู้จัด S2O Songkran Music Festival ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเพื่อช่วยกระตุ้นการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้นักท่องเที่ยวจีนจะไม่มา แต่งานยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่สนใจในเทศกาลดนตรีและนิยมเดินทางเข้ามาร่วมเทศกาลดนตรีในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 

 

ขณะเดียวกันการจัดงานในปีนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 เมษายน นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่อีกหนึ่งปี ในพื้นที่ใหม่บริเวณถนนรัชดาภิเษก ตรงข้าม อสมท. ภายใต้ชื่อ S2O Land ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้ถึง 30,000 คนต่อวัน และหนึ่งในไฮไลต์ของงานปีนี้คือโต๊ะ VVIP ราคา 15 ล้านบาทต่อวัน รองรับผู้เข้างานกลุ่มใหญ่ 70–75 คน อยู่ในโซนใกล้เวทีหรือ DJ มากที่สุด ซึ่งหลังจากเปิดจำหน่ายบัตรแบบ 3 วันและบัตร VIP ขายหมดเร็วมาก 

 

ประเมินว่าผู้เข้าร่วมงานจะเป็นคนไทยประมาณ 60% และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40% และจะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 2,200 ล้านบาท อ้างอิงจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ในปีที่ผ่านมาประมาณ 22,000 บาทต่อคนต่อวัน

 

อีกทั้งยังสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง และหวังว่าอีเวนต์ระดับนานาชาติอย่าง S2O จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับสำคัญในการดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงที่ตลาดบางส่วนยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่

 

ด้าน ปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทยังได้เปิดตัวเทศกาลดนตรีใหม่ ภายใต้ชื่อ K2O Songkran Music Festival ซึ่งถือเป็นการแตกแบรนด์ครั้งแรกภายใต้จักรวาล S2O เพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มแฟนคลับ K-Pop ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตลาดเอเชีย

 

โดยเทศกาลใหม่จะยังคง DNA ของ S2O ที่มีบรรยากาศสงกรานต์แบบไทย แต่ผสานเข้ากับสไตล์โชว์ของเกาหลี ด้วยไลน์อัปศิลปินประกอบด้วย RIIZE, KISS OF LIFE, FIFTY FIFTY, LNGSHOT รวมถึงศิลปิน T-POP อย่าง Daou Pittaya และ Special Guest Offroad Kantapon

 

“จริงๆแล้วการเปิดตัว K2O เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ในการขยายธุรกิจต่อจาก S2O และได้เห็นศักยภาพของตลาด K-Pop ในไทยที่แข็งแรงมาก และเชื่อว่าการนำเสนอในรูปแบบสงกรานต์แบบ S2O จะทำให้ K2O กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด” ปุลิน ย้ำ 

 

ในอนาคตมีแผนขยายแบรนด์เทศกาลดนตรีไปยังแนวเพลงอื่น เช่น POP, ROCK และ T-POP ตามความต้องการของตลาด และขณะเดียวกันยังเดินหน้าผลักดัน S2O Songkran Music Festival ให้เป็นแบรนด์ไทยที่สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบัน S2O ได้ขยายการจัดงานไปยังหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีแผนขยายไปยังภูมิภาคละตินอเมริกาในอนาคต

 

ผู้จัดงานยังชี้แจงถึงประเด็น ‘บัตรรีเซล’ ซึ่งมีผู้กว้านซื้อบัตรคอนเสิร์ตเพื่อนำไปขายต่อในราคาสูงเกินจริง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรอีเวนต์อย่าง Eventpop พัฒนาระบบ ‘ตลาดซื้อขายบัตรมือสอง’ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการขายต่อดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ของแพลตฟอร์มเท่านั้น โดยมีการลงทะเบียนและใช้บัตรจริงที่เชื่อมกับระบบ ซึ่งสามารถกำหนดเพดานราคาการขายต่อได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์

 

ทั้งนี้ เมื่อบัตรเข้าสู่ระบบตลาดซื้อขาย ราคาจะปรับตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ซื้อและผู้ขาย แม้ว่าผู้จัดงานจะตั้งราคาจำหน่ายช่วงแรกให้เข้าถึงได้ง่าย แต่เมื่อมีการขายต่อในตลาดรอง ราคาที่ปรับสูงขึ้นจึงไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด เนื่องจากรูปแบบการขายบัตรของงานต้องออกแบบให้ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เช่น ไม่ต้องระบุชื่อผู้ถือบัตร เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงบัตรได้สะดวก คล้ายๆ การซื้อตั๋วภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ในบางกรณีเกิดการนำบัตรไปขายต่อในตลาดมือสองได้ง่าย

 

วุฒิธร กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทศกาลดนตรี S2O เติบโตมาจนถึงวันนี้ คือประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ ทั้งความสนุก บรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์, ศิลปิน, โชว์และโปรดักชันระดับโลก รวมถึงการบริหารจัดการ และการนำอัตลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยมาผสานกับดนตรีระดับโลก ทำให้ S2O แตกต่างจากเทศกาลดนตรีทั่วไป และสามารถขยายการเติบโตไปสู่ต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

The post นักท่องเที่ยวจีนหาย S2O หันดึง มาเลเซีย เวียดนาม เข้าไทย พร้อมแตกแบรนด์ใหม่ ‘K2O’ เจาะฐานแฟน K-Pop ที่กำลังโตแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตฮอร์มุซป่วนประชุมสุดยอด ‘จีน-สหรัฐฯ’ ทรัมป์ขอปักกิ่งช่วยคุ้มกันเส้นทางพลังงาน ชี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน https://thestandard.co/trump-hormuz-china-us-summit/ Mon, 16 Mar 2026 04:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1187963 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเผยกับ Financial […]

The post วิกฤตฮอร์มุซป่วนประชุมสุดยอด ‘จีน-สหรัฐฯ’ ทรัมป์ขอปักกิ่งช่วยคุ้มกันเส้นทางพลังงาน ชี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเผยกับ Financial Times ว่า ตนอาจเลื่อนการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน หากจีนไม่ช่วยรับประกันความปลอดภัยในการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ย้ำประเทศที่ได้รับประโยชน์ควร ‘ช่วยกันดูแล’

 

วันนี้ (16 มีนาคม) ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า สหรัฐฯ อาจเลื่อนการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน เนื่องจากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก หลังเตหะรานตอบโต้เพื่อหวังสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

 

ทรัมป์กล่าวว่า ประเทศไหนที่ได้รับประโยชน์จากการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ควรช่วยกันดูแลความปลอดภัย โดยกล่าวว่า จีนก็ควรมีส่วนร่วมช่วยเหลือเช่นกัน เพราะนำเข้าน้ำมัน เป็นจำนวนมากจากเส้นทางดังกล่าว จึงต้องรับผิดชอบและรักษาความปลอดภัย มากกว่าให้สหรัฐฯ แบกรับอยู่ฝ่ายเดียว

 

“เราอาจเลื่อนการประชุมออกไป” ทรัมป์กล่าวกับ Financial Times โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

ขณะที่ทรัมป์ยังส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มประเทศพันธมิตร NATO ว่า หากไม่ช่วยเหลือสหรัฐฯ ครั้งนี้ อนาคตของยุโรปจะถึงคราว ‘แย่’ พร้อมกล่าวว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ช่วยเหลือยูเครนในสงครามตลอด ตอนนี้ถึงคราวที่พันธมิตรตะวันตกจะช่วยเหลือสหรัฐฯ บ้าง

 

คำกล่าวครั้งนี้ของทรัมป์มีขึ้นในช่วงที่เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงสหรัฐฯ และจีน กำลังหารือกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถูกมองว่า เป็นการเจรจาปูทางสู่การเยือนจีนของทรัมป์ในสิ้นเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ จีน, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือมาคุมกันการโจมตีของอิหร่าน

 

ทั้งนี้ BloomBerg วิเคราะห์ว่า เบื้องหลังการกดดันของสหรัฐฯ ต่อชาติพันธมิตร คือ ความต้องการควบคุมราคาน้ำมันดิบไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศโดยตรง โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งมิดเทอม 2026 ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรครีพับลิกัน

 

อนึ่ง Global Times สื่อจีนรายงานโดยอ้างคำพูดของนักวิเคราะห์จีนว่า สหรัฐฯ กำลัง บิดเบือนตรรกะของปัญหา ด้วยการพยายามดึงประเทศอื่นๆ เข้าสู่ความขัดแย้ง ทั้งที่ต้นเหตุของการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซมาจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

แฟ้มภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post วิกฤตฮอร์มุซป่วนประชุมสุดยอด ‘จีน-สหรัฐฯ’ ทรัมป์ขอปักกิ่งช่วยคุ้มกันเส้นทางพลังงาน ชี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย https://thestandard.co/fake-thai-coconut-water-china/ Thu, 05 Mar 2026 09:42:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1184684 น้ำมะพร้าวปลอม

หลายเดือนที่ผ่านมา ‘มะพร้าวไทย’ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเก […]

The post ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมะพร้าวปลอม

หลายเดือนที่ผ่านมา ‘มะพร้าวไทย’ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของราคาหน้าสวนที่ตกต่ำจากเดิม ลูกละ 20-40 บาท เหลือเพียงลูกละ 2-7 บาท จนเกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร แล้วแตะไปยังโครงสร้างใหญ่ทั้งระบบอย่างกลไกราคา กฎหมายควบคุมสินค้า การปราบปรามล้งเถื่อน ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ เพราะตอนนี้มะพร้าวไทยกว่า 80% ถูกส่งไปยังประเทศจีน แบบที่เราไม่มีตลาดอื่นรองรับสินค้าจำนวนมหาศาล

 

การมีจีนเป็นตลาดใหญ่เพียงตลาดเดียว ส่งผลให้ปลายทางของห่วงโซ่มะพร้าวเป็นผู้กุมอำนาจในการกำหนดราคา จนทำให้ตลาดมะพร้าวไทยมีความเปราะบางสูง ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อธิบายว่าราคาที่เกษตรกรได้รับจำนวนหนึ่งเกิดจากการคำนวณย้อนกลับจากราคาปลายทางในตลาดต่างประเทศ เช่น หากตลาดปลายทางต้องการสินค้าที่ราคา 10 บาทต่อลูก โรงงานหรือผู้ส่งออกก็ต้องนำราคานั้นมาคำนวณต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่ค่าคัดแยก บรรจุภัณฑ์ ขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนการรับซื้อจากสวน ทำให้ราคาที่กลับมาถึงเกษตรกรลดลงเหลือเพียงไม่กี่บาทต่อผล หรืออาจจะเป็นราคา 2-4 บาท ตามที่เห็นในหน้าข่าว

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อย่างถึงกลุ่มธุรกิจจากจีนบางกลุ่มที่มองหาโอกาสในประเทศไทยด้วยการเข้ามาทำล้ง รับบทพ่อค้าคนกลางแต่ไม่ได้ทำตามกฎหมายไทยอย่างครบถ้วนจนเกิดเป็น ‘ล้งเถื่อน’ จำนวนมาก และพวกเขาไม่ได้เพียงแค่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนซับพลายเชนไทยด้วยการกินรวบทั้งระบบ แต่ยังรวมถึงการทำ ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ ในนามมะพร้าวไทยอีกด้วย

 

  • น้ำมะพร้าวปลอม จีนทำแต่ใช้ชื่อมะพร้าวไทย

 

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องราคาและโครงสร้างตลาด ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง และอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวไทยในระยะยาว นั่นคือปัญหา ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมะพร้าวแท้ 100% แต่ถูกนำออกจำหน่ายในลักษณะที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นน้ำมะพร้าวแท้

 

ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจระบุว่า มีนักธุรกิจจีนเข้ามาทำล้งและโรงงานผลิตน้ำมะพร้าวในไทย หลายเจ้ามีวิธีการทำที่แตกต่างกัน บางโรงงานนำมะพร้าวน้ำกะทิจากอินโดนีเซียเข้ามาแปรรูปเป็นหัวเชื้อแล้วผสมกับน้ำมะพร้าวหรือผสมกับน้ำเปล่าให้ดูเป็นกลิ่นมะพร้าว บางเจ้าใช้น้ำมะพร้าวจากสายพันธุ์อื่นที่มีราคาถูกกว่ามะพร้าวที่ระบุอยู่ในฉลากข้างขวด หรือนำวัตถุดิบอื่นมาปรุงแต่งให้มีรสชาติใกล้เคียงน้ำมะพร้าวน้ำหอม ผลิตเครื่องดื่มเลียนแบบน้ำมะพร้าวโดยตรง

 

เมื่อได้สินค้าตามต้องการก็จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างจีน ภายหลังรัฐบาลจีนตรวจจับสินค้าปลอมได้บ่อยขึ้น และมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับสินค้าบางส่วน แต่เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อวงจรมะพร้าวไทยมากๆ โดยเฉพาะกับภาคส่งออก

 

ผู้บริโภคอาจสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสินค้าโดยรวม เพราะเมื่อสินค้าถูกส่งไปยังตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่จีน คนจะไม่ได้แยกว่าสินค้านี้เป็นผู้ผลิตเจ้าไหน แต่ทั้งหมดจะถูกเรียกว่าเป็น ‘น้ำมะพร้าวจากไทย’ ส่งผลต่อภาพลักษณ์สินค้าในระดับอุตสาหกรรม และหากตลาดปลายทางมองว่าสินค้าไทยมีความเสี่ยงบ่อยเข้า อาจนำไปสู่มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นหรือแม้แต่การจำกัดการนำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้น่ากังวลยิ่งขึ้นคือปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มเลียนแบบสามารถทำให้รสชาติใกล้เคียงน้ำมะพร้าวจริง จนผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการชิมเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถตรวจสอบส่วนประกอบของเครื่องดื่มได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คุณภาพสินค้า

 

  • รัฐต้องเร่งปราบปรามล้งเถื่อน โรงงานน้ำมะพร้าวปลอม

 

ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย นั่นคือความจำเป็นในการยกระดับระบบตรวจสอบ และมาตรฐานสินค้าทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างสวนมะพร้าวไปจนถึงปลายน้ำอย่างโรงงานแปรรูปและการส่งออก

 

ผู้ประกอบการในห่วงโซ่มะพร้าวไทยมองว่าทางออกของปัญหานี้อยู่ที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากภาครัฐมีเครื่องมือในการควบคุมดูแลทั้งด้านมาตรฐานการผลิตอาหาร การตรวจสอบคุณภาพสินค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถใช้กฎหมายควบคู่กับลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการแล้วสุ่มตรวจสินค้าในตลาด เพื่อป้องกันการทำสินค้าปลอมปนตั้งแต่ต้นทาง หากพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ก็สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมหรือดำเนินคดีได้

 

ถึงแม้ว่าการควบคุมและการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการรักษาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะเมื่อความเชื่อมั่นต่อสินค้าเสียไปแล้ว การสร้างภาพลักษณ์กลับคืนมาอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งเกษตรกรไทยจำนวนมากรวมถึง SMEs อาจไม่สามารถรอได้นานถึงขนาดนั้น ผู้ประกอบการจึงสะท้อนความต้องการไปยังรัฐบาลว่า หากสามารถทำให้ระบบการผลิตและการตรวจสอบมีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานที่ชัดเจน ก็จะช่วยลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การปลอมปนหรือการบิดเบือนข้อมูลสินค้าได้

 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว หลายฝ่ายเสนอว่าปัญหาของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยไม่ได้มีแค่มิติของราคา แต่ต้องดูกระบวนการทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่พัฒนามาตรฐานสินค้าให้ชัดเจน หาวิธีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เลิกพึ่งพาตลาดใหญ่เพียงประเทศเดียวแล้วการกระจายสินค้าส่งออกไปยังตลาดแหล่งใหม่

 

แม้วิกฤตราคามะพร้าวอาจเป็นปัญหาที่ผันผวนไปตามกลไกตลาด แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถือเป็นทุนสำคัญของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก การรักษาคุณภาพ ความโปร่งใส และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ ‘น้ำมะพร้าวไทย’ ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: พนาธร ไชยกุล

The post ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ https://thestandard.co/luckin-starbucks-china-coffee-battle/ Fri, 27 Feb 2026 05:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1182328 ป้ายหน้าร้าน Luckin Coffee สาขาแฟลกชิปที่ 30,000 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับจาก […]

The post สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายหน้าร้าน Luckin Coffee สาขาแฟลกชิปที่ 30,000 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับจากจำนวนสาขา กำลังพุ่งเป้าท้าชนกับร้านกาแฟระดับไฮเอนด์ของ Starbucks ด้วยการเปิดตัวร้านแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ในเมืองเซินเจิ้นที่เน้นขายเครื่องดื่มระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ

 

การเปิดร้านสาขานี้ถือเป็นการฉีกกรอบกลยุทธ์เดิมของ Luckin Coffee ที่เคยมุ่งเน้นแต่การเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กราคาประหยัด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยช่วยให้บริษัทสามารถทำยอดจำนวนสาขาแซงหน้า Starbucks ในจีนมาแล้ว

 

ในขณะที่บริษัทคู่แข่งจากสหรัฐฯ กำลังเจรจาขายสัดส่วน 60% ของธุรกิจในจีนให้กับบริษัทลงทุนท้องถิ่นอย่าง Boyu Capital โดยยังคงถือหุ้น 40% การขยับตัวครั้งนี้ของ Luckin Coffee จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขากลับมาได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม หลังจากเคยเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมแปลงตัวเลขรายได้ในปี 2020 จนถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq แต่บริษัทก็ยังคงเปิดดำเนินการสาขาส่วนใหญ่ต่อไป และไม่ได้เปลี่ยนชื่อหรือโลโก้แต่อย่างใด

 

ร้าน Luckin Coffee Origin Flagship แบบสองชั้นนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมาในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ติดกับฮ่องกง และยังนับเป็นสาขาที่ 30,000 ของแบรนด์อีกด้วย

 

จากปกติที่เมนูอเมริกาโนหรือลาเต้ของ Luckin จะมีราคาเพียงแค่ 1 ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ถึง 62 บาท) แต่สำหรับร้านแฟลกชิปแห่งนี้ได้มีการขยับราคาให้สูงขึ้นสำหรับเมนูกาแฟดริป (Pour-over) และกาแฟสกัดเย็น (Cold brew)

 

ลูกค้าสามารถเลือกเมล็ดกาแฟที่ส่งตรงมาจากบราซิล, เอธิโอเปีย หรือมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Luckin Coffee กำลังหยิบยกจุดขายเรื่อง ‘แหล่งกำเนิด’ ของวัตถุดิบมาใช้ ซึ่งเป็นธีมที่เป็นที่นิยมในหมู่ Starbucks และแบรนด์กาแฟอื่นๆ

 

หลี่ ฮุย (Li Hui) ประธานของ Luckin Coffee กล่าวในพิธีเปิดว่า “ร้านแห่งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการดื่มกาแฟเท่านั้น มันคือจุดเริ่มต้นของการพาลูกค้าไปสัมผัสรสชาติกาแฟจากทั่วโลก และถือเป็นการยกระดับวิสัยทัศน์ของ Luckin Coffee ไปอีกขั้น”

 

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Xiaohongshu รายงานว่าร้านแห่งนี้ยังมีเมนูพิเศษอย่าง ‘ทีรามิสุลาเต้’ ที่ท็อปปิ้งด้วยขนมอบด้านบน โดยนับตั้งแต่เปิดทดลองให้บริการ (Soft launch) เมื่อวันที่ 20 มกราคม ลูกค้าต้องรอคิวซื้อเครื่องดื่มนานถึง 1 ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ร้านกาแฟขนาด 420 ตารางเมตรแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดจีนนั้นรุนแรงเพียงใดสำหรับ Starbucks เพราะย้อนกลับไปในปี 2017 ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ รายนี้เคยเลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งสำหรับร้าน Reserve Roastery หรือ ‘เมกะสโตร์’ แห่งที่สองของโลก

 

แต่เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มเติบโตในประเทศที่ผู้คนนิยมดื่มชาเป็นหลักอย่างจีน Starbucks ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งมากมาย ตั้งแต่คาเฟ่บูติกไปจนถึงเชนร้านกาแฟอย่าง Cotti Coffee และ Manner ซึ่งมักจะขายเครื่องดื่มในราคาถูกกว่า Starbucks ถึงครึ่งหนึ่ง

 

ความสำเร็จของ Luckin Coffee สะท้อนผ่านรายได้ 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.82 หมื่นล้านบาท) ในช่วงสามเดือนซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2025 โดยพุ่งสูงขึ้นเกือบ 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ Starbucks มีสาขาในจีนเพียง 8,000 กว่าแห่ง และรายงานรายได้ในจีนที่ 831.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.59 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเดียวกัน

 

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จินอี้ กัว (Jinyi Guo) ซีอีโอของ Luckin Coffee ได้ส่งสัญญาณว่าบริษัทมีแผนจะกลับไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อีกครั้ง แม้จะยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนก็ตาม

 

จุดแข็งที่ทำให้ Luckin Coffee โดดเด่นกว่าใครคือความสามารถในการสร้างฐานลูกค้าอันแข็งแกร่งผ่านแอปพลิเคชันสั่งอาหารบนสมาร์ทโฟน โดยลูกค้าจะเลือกเมนูและจ่ายเงินผ่านแอปฯ โดยตรงแทนที่จะต้องไปยืนสั่งกับพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์

 

ฐานลูกค้าหลักของ Luckin Coffee คือคนรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี ทั้งพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ นักศึกษา และผู้ดื่มกาแฟหน้าใหม่ในเมืองรอง นอกจากนี้ Luckin Coffee ยังดึงดูดลูกค้าผ่านการคอลแลบที่สร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกับแบรนด์เหล้าพรีเมียมอย่าง Moutai, ตัวการ์ตูน Minions หรือเกม Black Myth: Wukong ที่เปิดตัวเพียงไม่กี่วันก่อนจะกลายเป็นปรากฏการณ์

 

การมีสาขาจำนวนมากยังช่วยให้ Luckin สั่งซื้อวัตถุดิบได้ทีละมากๆ ซึ่ง แซนดี้ ลิม (Sandy Lim) ผู้อำนวยการของ S&P Global Ratings มองว่าสิ่งนี้ช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองและบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

 

บริษัทคอนซัลแทนท์อย่าง Euromonitor International ระบุว่าในปี 2025 ขนาดของตลาดกาแฟในจีนมีมูลค่าสูงเกือบ 1.5 แสนล้านหยวน (ราว 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.72 แสนล้านบาท) ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของบรรดาผู้เล่นในอุตสาหกรรม

 

นอกจากตลาดจีนแล้ว Luckin Coffee ยังเร่งเครื่องขยายสาขาไปทั่วโลก โดยปัจจุบันมีสาขาในสิงคโปร์ถึง 68 แห่งหลังจากเข้าไปบุกตลาดเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน มีสาขาร่วมทุนในมาเลเซียอีก 45 แห่ง และเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บริษัทยังได้เปิดตัวสาขาแรกในนิวยอร์กซิตี ก่อนจะขยายเพิ่มเป็นสาขาที่ 10 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.12 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ: Andrei Iakhniuk / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย https://thestandard.co/china-myanmar-gangs-death-penalty/ Thu, 26 Feb 2026 07:55:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1182001 ศาลจีน ตัดสินโทษประหารชีวิต 16 ราย แก๊งฉ้อโกงจากเมียนมาตอนเหนือ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรายงานในวันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ว่ […]

The post ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีน ตัดสินโทษประหารชีวิต 16 ราย แก๊งฉ้อโกงจากเมียนมาตอนเหนือ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรายงานในวันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ว่าการพิจารณาคดีกลุ่มอาชญากรขนาดใหญ่สองกลุ่มซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมานั้นเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมเผยว่า ศาลทั่วประเทศได้ตัดสินคดีชั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมทางตอนเหนือของเมียนมาไปแล้วกว่า 27,000 คดี เมื่อนับถึงสิ้นปี 2025 โดยมีผู้ต้องสงสัยที่ถูกส่งตัวกลับประเทศได้รับการตัดสินโทษแล้วกว่า 41,000 ราย

 

ในบรรดาคดีแก๊งอาชญากรที่ถูกขนานนามว่า ‘สี่ตระกูลใหญ่’ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในจีนและต่างประเทศ มีคดีตระกูลหมิงและตระกูลไป๋ที่เสร็จสิ้นกระบวนการยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว และมีผู้ต้องหารวม 39 รายถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษหนักกว่านั้น ได้แก่ โทษตัดสินประหารชีวิต 16 ราย โดยแก๊งอาชญากรติดอาวุธข้ามพรมแดนทั้งสองแก๊งนี้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว นับเป็นการปราบปรามครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มอาชญากรทั้งในจีนและต่างประเทศ

 

ศาลจีนได้กำหนดบทลงโทษที่เข้มงวด มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมต่ออาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยระหว่างปี 2021-2025 ศาลทั่วประเทศได้พิจารณาคดีชั้นต้นเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์มากกว่า 1.59 แสนคดีเสร็จสิ้น และตัดสินลงโทษจำเลยมากกว่า 3.38 แสนราย

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จและจำนวนจำเลยที่ถูกตัดสินโทษจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ร้อยละ 48.4 และร้อยละ 38.6 ตามลำดับในปี 2023 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 และร้อยละ 26.7 ในปี 2024 แต่อัตราการเติบโตกลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 และร้อยละ 4.5 ตามลำดับ ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของความพยายามของหน่วยงานยุติธรรมในการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบนี้

 

แฟ้มภาพ : Xinhua

The post ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียส่งเรือรบผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จีนจับตาใกล้ชิด ด้านโซเชียลไม่พอใจ https://thestandard.co/australia-warship-taiwan-strait-china/ Mon, 23 Feb 2026 07:39:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1180948 ภาพเรือรบ HMAS Toowoomba ของออสเตรเลียแล่นผ่าน ช่องแคบไต้หวัน

เรือรบของออสเตรเลียแล่นผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ เมื่อสัปดา […]

The post ออสเตรเลียส่งเรือรบผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จีนจับตาใกล้ชิด ด้านโซเชียลไม่พอใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบ HMAS Toowoomba ของออสเตรเลียแล่นผ่าน ช่องแคบไต้หวัน

เรือรบของออสเตรเลียแล่นผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฟากพันธมิตรสหรัฐอเมริกา ขณะที่โซเชียลจีนแสดงความไม่พอใจ และกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) ระบุว่า กำลังจับตามองท่าทีครั้งนี้

 

เมื่อวานนี้ (22 กุมภาพันธ์) Reuters รายงานถึงความเคลื่อนไหวของ ‘HMAS Toowoomba’ เรือฟริเกตชั้น Anzac ของกองทัพเรือออสเตรเลีย แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ในภารกิจ Regional Presence Deployment ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวคือการแล่นเรือตามปกติ เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ มีความปลอดภัย และเป็นมืออาชีพ ถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของออสเตรเลียที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกติกา รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือกับหุ้นส่วนและพันธมิตรในภูมิภาค

 

ทั้งนี้ พลเรือโท จัสติน โจนส์ ผู้บัญชาการปฏิบัติการร่วมระบุว่า ออสเตรเลียมีประวัติการปฏิบัติการในทะเลจีนใต้มายาวนาน ถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของประชาคมระหว่างประเทศ

 

“ภารกิจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราต่อความมั่นคงในภูมิภาค และการธำรงไว้ซึ่งทะเลจีนใต้ที่สงบ เปิดกว้างต่อการค้า” โจนส์ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยกลุ่มผู้สนใจด้านการทหารในโซเชียลมีเดียแสดงความคิดเห็นว่า เรือรบออสเตรเลียเริ่มเคลื่อนไหวถี่ขึ้นรอบพื้นที่ของจีนและทะเลจีนใต้ ถ้าเช่นนั้นเรือรบจีนก็ควรออกลาดตระเวนใกล้พื้นที่ของออสเตรเลียบ้าง

 

ขณะที่ Global Times สื่อทางการจีนระบุว่า PLA ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจการณ์ และเฝ้าระวังการเดินเรือของออสเตรเลียตลอดเส้นทาง

 

ด้านกระทรวงกลาโหมไต้หวันออกแถลงการณ์ว่า ทางการติดตามความเคลื่อนไหวทางอากาศและทะเลอย่างใกล้ชิด พร้อมกับย้ำว่า ช่องแคบไต้หวันคือน่านน้ำสากลที่ทุกประเทศมีสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือ

 

“กระทรวงกลาโหมจะไม่เปิดเผยความเคลื่อนไหวของอากาศยานและเรือของประเทศพันธมิตร” แถลงการณ์ระบุโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

ในช่วงที่ผ่านมา เรือรบสหรัฐฯ แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันทุก 2-3 เดือน เช่นเดียวกับพันธมิตรสหรัฐฯ อย่างฝรั่งเศส ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และแคนาดา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับจีนแผ่นดินใหญ่

 

อย่างไรก็ดี จีนเคยส่ง ‘จุนอี้’ เรือพิฆาตชั้น Type 055 เดินทางรอบออสเตรเลีย และนอกชายฝั่งเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดป้องกันประเทศที่มีความอ่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศด้วย

 

แฟ้มภาพ: U.S. Navy/Mass Communication Specialist 1st Class Holly L. Herline/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ออสเตรเลียส่งเรือรบผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จีนจับตาใกล้ชิด ด้านโซเชียลไม่พอใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก https://thestandard.co/china-capital-global-strategy/ Thu, 19 Feb 2026 10:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1180087 ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื […]

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟังคำแนะนำของ ศ.เหอฟาน นักวิชาการชื่อดังจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยช่างไห่เจียวทง ต่อผู้ประกอบการจีนในการบุกตลาดโลก ทำให้เข้าใจทิศทางการปรับตัวของคลื่นทุนจีนมากขึ้น

 

ตอนนี้คำที่แพร่หลายในวงการธุรกิจจีนคือ “ชูไห่” ซึ่งแปลว่าออกทะเล มักแปลภาษาอังกฤษว่า Go Global ซึ่งความหมายต่างจากการออกมาของจีนก่อนหน้าที่เดิมมักโฟกัสที่ตลาดตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป แต่ตอนนี้ยุทธศาสตร์การบุกต่างประเทศของบริษัทจีนคือการบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ การออกไปตั้งโรงงานและขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกา

 

เหตุผลดูเรียบง่าย ถ้าบริษัทจีนขายเข้าตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะภาษีสูง งั้นก็ไปผลิตที่ต่างประเทศเสียเลย แต่โลกความจริงมักซับซ้อนกว่าที่คิด สิ่งที่จีนกำลังเผชิญคือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็เริ่มมีกระแสต่อต้านสินค้าจีนและทุนจีน ไม่ต่างจากกระแสต่อต้านจีนในโลกตะวันตก เพราะความได้เปรียบเรื่องต้นทุนและสเกลของบริษัทจีน ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นแข่งขันไม่ได้

 

จึงไม่ใช่เพียงแค่สหรัฐฯ แต่ทั้งโลกกำลังตั้งกำแพงต่อสินค้า Made in China และ Made by China ตัวอย่างเช่นในเดือนธันวาคม รัฐสภาเม็กซิโกผ่านกฎหมายเตรียมเก็บภาษีสินค้าเอเชียหลายประเภท 5–50% ครอบคลุมรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ พลาสติก และเหล็ก โดยหลายรายการตั้งภาษีไว้สูงถึง 35%

 

ความท้าทายของจีนจึงไม่ใช่เพียงว่าจีนจะมีปัญหาทางการค้ากับประเทศตะวันตกเท่านั้น แต่จีนจะมีความขัดแย้งกับ “ประเทศกำลังพัฒนา” มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากข้อมูล WTO ชี้ชัดว่า การสอบสวน Anti-dumping และ Anti-subsidy ต่อสินค้าจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 50 คดี แต่พอมาในปี 2024 เพิ่มเป็น 198 คดี ในนั้น 117 คดีมาจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย บราซิล เม็กซิโก เวียดนาม และปากีสถาน

 

ท่ามกลางบริบทเหล่านี้ ศ.เหอฟาน ได้อธิบายแนวทางการปรับตัวของบริษัทจีน เริ่มจากกลยุทธ์การส่งออกสินค้าไปตลาดโลกนั้น จีนต้องปรับตัวมาเน้นการส่งออกสินค้าส่วนกลางของซัพพลายเชน กล่าวคือเน้นส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วน มากกว่าจะส่งออกสินค้าตอนปลายของซัพพลายเชนที่ประกอบและบรรจุภัณฑ์เป็นสินค้าสำเร็จแล้ว

 

ส่วนการไปลงทุนในต่างประเทศยิ่งน่าสนใจ เพราะ ศ.เหอฟาน เสนอกลยุทธ์ใหม่ให้กับบริษัทจีน เป็นสามขั้น

 

ขั้นแรก เน้นการเข้าพาร์ทเนอร์กับธุรกิจท้องถิ่น โดยยอมเป็นหุ้นส่วนน้อย (เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์เรื่อง Transshipment และการกีดกันของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ต่อ Made by China ด้วย)

 

ขั้นสอง คือ หลังจากที่พาร์ทเนอร์กัน ก็ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีของบริษัทท้องถิ่น รวมทั้งช่วยบริษัทท้องถิ่นในการส่งออกและทำตลาดในสหรัฐฯ และยุโรป เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปก็ยังเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

ขั้นสาม คือ เมื่อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้เข้าแทนที่สินค้าจากจีนในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป สินค้าจากจีนเอง ก็สามารถส่งออกมาแทนที่สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ในตลาดท้องถิ่นแทน ทำให้เกิดการปรับซัพพลายเชนโลกครั้งใหญ่โดยบริษัทจีน

 

แนวคิดใหม่นี้ทำให้ผมเองต้องนั่งคิดอยู่สามตลบ เพราะแปลว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบขนานใหญ่ จากเดิมที่สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากจีน มากลายเป็น สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากที่อื่นยกเว้นจีน (แต่ด้วยการร่วมผลิตของบริษัทจีนที่จะแทรกซึมอยู่ทั่วโลก) ส่วนสินค้าจีนก็จะเข้าแทนที่สินค้าท้องถื่นในตลาดประเทศกำลังพัฒนาแทน

 

แนวคิดนี้ยังมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ต่อให้จีนยึดตลาดประเทศกำลังพัฒนาได้หมด ก็ยังทดแทนกำลังซื้อของตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ดี แถมจะถูกบีบออกจากตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยเพราะผู้เล่นในท้องถิ่นคงไม่มีใครยอมให้จีนกินเรียบ ดังนั้น แนวคิดก่อนหน้านี้ว่าจีนจะบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนาเพื่อทดแทนตลาดตะวันตกที่เสียไป จึงมีแต่จะเป็นทางตันสองชั้น คือถูกกระแสต่อต้านจากตลาดตะวันตก ลามมาสู่กระแสต่อต้านในตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

จีนจึงต้องหันมาใช้ตำราวิทยายุทธ์แทรกลมปราณ จาก “ขายของให้เขา” มาเป็น “ร่วมและช่วยเขาส่งออก” และแทนที่จะเข้าไป “แย่งตลาด” ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ต้องไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้วย บริษัทจีนที่ไปต่างประเทศ ต้องไม่ใช่เพื่อหาเงินจากตลาดนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยประเทศนั้น “หาเงินจากโลก” ร่วมกับจีนด้วย

 

หากทำได้อย่างนี้จริง ผลลัพธ์คือโมเดลสามฝ่ายชนะ (Triple Win) คือผู้บริโภคตะวันตกยังได้สินค้าราคาถูก ประเทศกำลังพัฒนาได้โอกาสส่งออก และบริษัทจีนได้จัดโครงสร้าง supply chain โลกใหม่

 

ตัวอย่างเคสจริงที่มักถูกยกมาคือ บริษัท Chery ของจีนที่ไปตั้งสายการผลิตในสเปน สิ่งที่ Chery ทำ ไม่เหมือนบริษัทจีนรุ่นก่อน โดย Chery ตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น ใช้แบรนด์ Ebro ของสเปน ผลิตสำหรับขายในยุโรป และ Chery ยอมถือหุ้นเพียง 40%

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนกระแสการเริ่มปรับตัวใหม่ของคลื่นทุนจีน แต่ทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศและความสามารถในการเจรจาการค้าและธุรกิจกับจีนอย่างมีชั้นเชิงด้วย หากเราเข้าใจภาพการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้นี้ ย่อมจะทำให้เราสามารถตั้งต้นในการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางธุรกิจกับจีนได้อย่างสมประโยชน์มากขึ้น เพราะการร่วมมือกันในโมเดลใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อบริษัทจีนเองมากกว่าด้วย และจะเป็นโมเดลใหม่ที่เปลี่ยนจากมองทุนจีนเป็น competition มาใช้จีนร่วม co-creation เพื่อยกระดับภาคการผลิตท้องถื่นและบุกตลาดโลกร่วมกัน

 

ภาพ Sabura via ShutterStock

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ https://thestandard.co/imf-china-overproduction-exports-warning/ Thu, 19 Feb 2026 08:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1180003 โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้า […]

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ แนะรัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ออกมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของจีนอย่างเผ็ดร้อนผ่านรายงาน Article IV Consultation ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจชุดปัจจุบันของจีนกำลังก่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองในประเทศ และสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่นๆ พร้อมแนะให้รัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ’

 

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงของจีน ซึ่ง ‘ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้า’ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของการส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจาก ‘การอ่อนค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหยวน’ เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ IMF ที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจของจีน ยังสอดคล้องกับข้อวิจารณ์ของสหรัฐฯ ในหลายรัฐบาล และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ รวมถึงคำเตือนเรื่องผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้าของจีน ยังมีทิศทางเดียวกันกับการประเมินเมื่อเดือนพฤศจิกายนของนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs อีกด้วย

 

ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีนในคณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ออกมาแย้งคำวิจารณ์ดังกล่าว ผ่านแถลงการณ์แยกอีกฉบับว่า การส่งออกของจีนที่เติบโตอย่างมากในปี 2025 ‘ถูกขับเคลื่อนจากขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมเป็นหลัก’ ควบคู่การเร่งส่งออก (front-loading) ซึ่งเป็นผลของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารของ IMF โดยรวมยังคงเรียกร้องให้จีนเปลี่ยนกรอบนโยบายครั้งใหญ่ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress: NPC) จะมีการประชุมประจำปี ซึ่งจะมีการประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจประจำปี 2026 ในงานประชุมดังกล่าว และยังเป็นคำเตือนท่ามกลางเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของจีนอีกด้วย

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF ระบุว่า การปรับโมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของจีน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมและนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ’ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งดำเนินมาตรการตอบสนองที่ ‘ครอบคลุมและเข้มข้นมากขึ้น โดยเพิ่มการสนับสนุนผ่านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

IMF ยังเสนอให้จีนใช้ ‘มาตรการแบบผ่อนคลายมากขึ้น’ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการคลัง โดยระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะฟื้นฟูมากขึ้น หากรัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณมาแก้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาค้างการก่อสร้างอยู่ได้

 

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะชะลอลงสู่ระดับ 4.5% ในปีนี้ หลังจากที่ขยายตัว 5% ในปี 2025 ตามเป้าหมายทางการของรัฐบาลจีน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่า จีนจะกำหนดเป้าหมายการเติบโตปี 2026 ในกรอบ 4.5-5%

 

IMF ชี้ ‘ความไม่สมดุล’

 

รายงานประจำปีของ IMF ใช้คำว่า ‘ความไม่สมดุลภายนอก (external imbalances)’ มากกว่า 10 ครั้ง เทียบกับรายงานฉบับปี 2024 ที่ไม่ได้กล่าวถึงคำดังกล่าวเลย โดย IMF ประเมินว่า จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 3.3% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าระดับ 1.5% ที่เคยคาดไว้ในรายงานปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีน ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ‘ดูเหมือนจะสูงเกินไป’

 

อย่างไรก็ดี จากการคำนวณของ Bloomberg โดยอิงตามข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่า จีนอาจเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 3.7% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากดุลการค้าที่เกินดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่า จีนอาจเกินดุลเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1% ของ GDP โลก ในอีกสามปี ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของประเทศใดก็ตามเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

 

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า การค้าที่เกินดุลจะค่อยๆ แคบลงในระยะกลาง สู่ระดับ 2.2% ของ GDP จีนในปี 2030 แม้ยังคงสูงกว่าระดับ ‘ปกติ’ ที่ประเมินไว้ราว 0.9% อย่างมีนัยสำคัญ

 

ไม่เพียงเท่านี้ IMF ยังชี้ว่า การอ่อนค่าของเงินหยวน เมื่อวัดในรูปอัตราแลกเปลี่ยนถ่วงน้ำหนักการค้าและปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว ส่งผลให้สินค้าจีนได้เปรียบด้านราคาบนเวทีโลก ขณะที่การนำเข้าซบเซาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง โดย IMF ประเมินว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานราว 16% ภายในกรอบประเมิน 12.1% ถึง 20.7%

 

นโยบายที่สูญเปล่า

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF เรียกร้องให้จีนเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน’ ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันว่า นโยบายค่าเงินของจีนมีความชัดเจนและสม่ำเสมออยู่แล้ว โดยอิงให้กลไกตลาดเป็นตัว ‘ชี้ขาด’

 

จีนยังไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าหน้าที่ IMF เกี่ยวกับขนาดและความสิ้นเปลืองของนโยบายอุตสาหกรรมเช่นกัน ซึ่ง IMF คำนวณว่า ต้นทุนทางการคลังของมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็นราว 4% ของ GDP ณ ปี 2023

 

ทั้งนี้ แม้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศทำได้ยาก แต่ IMF ชี้ว่า เงินอุดหนุนภาครัฐของสหภาพยุโรปในปี 2022 อยู่ที่ราว 1.5% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่ากว่าจีนครึ่งหนึ่ง

 

เจ้าหน้าที่ IMF ประเมินว่า การลดมาตรการอุตสาหกรรมที่ ‘ไม่จำเป็น’ ลงราว 2% ของ GDP ในระยะกลาง จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และลดภาระทางการคลัง

 

รายงานของ IMF ยังชี้ว่า เกือบหนึ่งในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้วมาจากการส่งออกสุทธิ ความพึ่งพาดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเรื่องกำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Overcapacity) ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการทางการค้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของจีน

 

IMF ยังแสดงความกังวลต่อการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับราคาในจีน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ โดยคำว่า ‘เงินฝืด’ หรือ ‘แรงกดดันเงินฝืด’ ปรากฏมากกว่า 60 ครั้งในรายงาน

 

“หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า แรงกดดันเงินฝืดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะจากการปรับฐานอย่างต่อเนื่องของภาคอสังหาริมทรัพย์” IMF ระบุพร้อมย้ำว่า ภาระหนี้จำนวนมากของรัฐบาลท้องถิ่นยังจำกัดความสามารถในการกระตุ้นอุปสงค์เพิ่มเติมอีกด้วย

 

IMF ประเมินว่า หนี้ภาครัฐของจีนจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2025 จนแตะเกือบ 127% ของ GDP หรือเพิ่มขึ้นราว 10 จุดร้อยละจากปี 2024 และมีแนวโน้มขยับขึ้นมากกว่า 135% ในปีนี้ ก่อนจะปรับเพิ่มต่อเนื่องไปจนถึงปี 2034

 

อ้างอิง:

 

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการจีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง https://thestandard.co/sanae-takaichi-taiwan-china-retaliation/ Tue, 17 Feb 2026 12:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1179496 ภาพมาตรการตอบโต้ของจีนต่อญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน

นับตั้งแต่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นแ […]

The post ส่องมาตรการจีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมาตรการตอบโต้ของจีนต่อญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน

นับตั้งแต่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นแสดงจุดยืนเกี่ยวกับกรณีไต้หวันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างญี่ปุ่นและจีน และทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศถดถอยลงอย่างมากในรอบหลายปี

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เธอได้รับเสียงสนับสนุนอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดการณ์ว่า การลดทอนความตึงเครียดของทั้งสองประเทศในอนาคตอันใกล้นี้อาจเป็น ‘เรื่องที่ทำได้ยาก’ และอาจ ‘ไม่ฟื้นตัวในเร็วๆ นี้’

 

จีนมองว่า ประเด็นไต้หวัน เป็น ‘เส้นแดง’ ที่ประเทศอื่นๆ ไม่ควรก้าวล่วง จึงได้เพิ่มแรงกดดันและดำเนินมาตรการตอบโต้ญี่ปุ่นในหลายด้าน และนี่คือ ภาพรวมมาตรการที่จีนใช้ตอบโต้ญี่ปุ่น กรณีปมไต้หวัน

 

ภาพมาตรการตอบโต้ของจีนต่อญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน 1

 

อ้างอิง:

The post ส่องมาตรการจีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน https://thestandard.co/anamai-poll-dust-chinese-new-year/ Mon, 16 Feb 2026 03:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1178801 ประชาชนงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีน ลดฝุ่น PM2.5 ตามผลสำรวจอนามัยโพล

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิ […]

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีน ลดฝุ่น PM2.5 ตามผลสำรวจอนามัยโพล

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กรมอนามัยได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านอนามัยโพล ระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,044 คน

 

พบว่าพฤติกรรมของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 มีแผนที่จะออกไปจับจ่ายซื้อของไหว้ในวันจ่าย และร้อยละ 49.0 มีแผนจะประกอบพิธีไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ในขณะที่ร้อยละ 31.1 ระบุว่าไม่มีแผนทำกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน

 

สำหรับเกณฑ์การเลือกซื้อของไหว้ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.9) ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ความสะอาดและความปลอดภัย ของแหล่งจำหน่ายเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 32.1) รองลงมาคือ แหล่งที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากราชการ (ร้อยละ 26.8) และความน่าเชื่อถือของร้านค้า (ร้อยละ 10.8) โดยสถานที่ยอดนิยมในการเลือกซื้อสินค้าคือ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต (ร้อยละ 73.2) รองลงมาคือ ตลาดสด (ร้อยละ 68.4) และช่องทางออนไลน์ (ร้อยละ 18.2)

 

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากอาหารเป็นพิษและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลังเสร็จสิ้นพิธีไหว้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักนำอาหารมาอุ่นร้อนก่อนบริโภค (ร้อยละ 60.5) กรมอนามัยขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติตามสุขาภิบาลอาหาร 4 ล. ดังนี้

 

1. ล. เลือก: เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีป้ายรับรองมาตรฐาน

 

2. ล. ล้าง: ล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ให้สะอาดก่อนนำมาปรุง

 

3. ล. เลี่ยง: เลี่ยงการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันหรือไขมันปริมาณมาก และต้องปรุงให้สุกทั่วถึง

 

4. ล. ลด: ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ควรเลือกรับประทานอาหารแบบ Low Carb เน้นโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีกากใยสูง

 

ด้าน นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนมักตรงกับช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูงในหลายจังหวัด ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ายังมีประชาชนบางส่วนทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น ได้แก่ การจุดธูปเทียน (ร้อยละ 12.3) การเผากระดาษเงินกระดาษทอง (ร้อยละ 10.1) และการจุดประทัด (ร้อยละ 7.0)

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง โดยร้อยละ 65.0 เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจุดธูปหรือเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่น รองลงมาคือการสวมหน้ากากป้องกัน (ร้อยละ 61.4) และการทำความสะอาดที่พักอาศัย (ร้อยละ 60.1)

 

กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกใช้วิธีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือรับตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข สามัคคี ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง https://thestandard.co/anutin-chinese-new-year-shrine-pray/ Thu, 12 Feb 2026 03:42:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1177649 อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เดินทางไปไหว้ ศาลเจ้าพ่อเสือในช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่วัดราชบ […]

The post นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือรับตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข สามัคคี ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เดินทางไปไหว้ ศาลเจ้าพ่อเสือในช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ทรงศักดิ์ ทองศรี และ ศักดา วิเชียรศิลป์ รวมถึงผู้บริหารจากกระทรวงมหาดไทย ได้เดินเท้าไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ได้บนบานขอให้ชนะเลือกตั้งหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า มาไหว้เป็นประจำเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนได้ขอพรอะไรหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า “ขอให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง ส่วนคนที่คิดไม่ดีกับประเทศไทย ต้องพังพินาศ พร้อมขอให้ประชาชนคนไทยมีความสุข มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคง มีความร่ำรวย มีความสามัคคี ขอแค่นี้”

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทางที่เดินไปยังศาลเจ้าพ่อเสือ มีประชาชน วินจักรยานยนต์ คนขับสามล้อ รวมถึงเจ้าของร้านค้าและร้านอาหารในบริเวณดังกล่าว เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูป โดยบางคนบอกว่ารู้สึกดีใจที่ได้เจอนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย และวันนี้มีโอกาสได้เจอ จึงรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก อยากขอถ่ายรูปกับนายกฯ

The post นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือรับตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข สามัคคี ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก https://thestandard.co/china-thai-election-global-role/ Thu, 05 Feb 2026 12:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174339 ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย

เข้าสู่ทางตรงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยศึกเลือกตั้งชี้ชะตากา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย

เข้าสู่ทางตรงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยศึกเลือกตั้งชี้ชะตาการเมืองไทยที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งหลายประเทศจับตาว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลใหม่ พร้อมจับสัญญาณทิศทางนโยบาย โดยหนึ่งในคำถามคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำจะส่งผลต่อการวางบทบาทของไทยในเวทีโลก และการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างไร

 

 

บทความนี้ได้ถามความเห็นจากนักวิเคราะห์ในจีน ซึ่งเชี่ยวชาญและติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อดูว่าจีนมองการเลือกตั้งนี้อย่างไร และคาดหวังอะไร

 

ภูมิทัศน์เลือกตั้งและทิศทางการเมืองไทยในมุมนักวิเคราะห์จีน

 

อวี๋ไห่ชิว (余海秋) ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน มองว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ชิงชัยกัน 500 ที่นั่งนั้น เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจใหญ่ในเวลานี้ นั่นคือ ขั้วฝ่ายปฏิรูปของพรรคประชาชนกับฝ่ายอนุรักษนิยมของภูมิใจไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อาจมองข้ามขั้วที่ 3 ของเพื่อไทยในฐานะ ‘ฝ่ายสายกลาง’ และเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง และเสถียรภาพของสังคมไทย

 

ฝ่ายปฏิรูปนั้นชูนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปราบปรามการทุจริต และปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานเสียงชนชั้นกลางในเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอาศัยฐานเสียงจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและข้อได้เปรียบทางโครงสร้าง ชูนโยบายเน้นความมั่นคงและชาตินิยม เพื่อรักษาฐานเสียงกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มจารีตนิยม ขณะที่ฝ่ายสายกลางคือเพื่อไทย มีฐานเสียงหนาแน่นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชูนโยบายปฏิรูปเชิงรุกแบบค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นพลังสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

 

ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย 1

อวี๋ไห่ชิว (余海秋) ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน ประเทศจีน

 

แต่อวี๋ไห่ชิวมองว่าพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างประชาธิปัตย์ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ และจะมีบทบาทในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้

 

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ยังมีการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีประเด็นที่ต่อสู้กันทางความคิดในรายละเอียดของสองขั้วอำนาจ แม้พรรคส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ตาม โดยภูมิใจไทยคัดค้านการแตะต้องหมวด 1 และ 2 ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาด แต่พรรคประชาชนก็ตอบโต้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถยกร่างทั้งฉบับได้ แต่ต้องไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างแน่นอน

 

ขณะที่ รศ.พานเยี่ยนเสียน (潘艳贤) จากวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนการพัฒนาการเมืองของไทย นัยสำคัญอยู่ที่การสร้างฉันทมติทางการเมืองและการวางรากฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต่างคาดหวัง

 

แต่ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนทิศทางประเทศมากน้อยแค่ไหนนั้น รศ.พานเยี่ยนเสียน เชื่อว่า ไม่ว่าโครงสร้างทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ความต้องการพื้นฐานของทุกภาคส่วนจะยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และการผลักดันการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งทุกพรรคการเมืองจะต้องฟังเสียงประชาชนมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภายในประเทศและเพิ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาค

 

อวี๋ไห่ชิวชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษนิยมของไทย ซึ่งแบกรับความคาดหวังของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงข้อจำกัดทางสถาบันและโครงสร้าง ซึ่งไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง ก็มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะได้รัฐบาลผสมต่อไป โดยที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างข้อเรียกร้องในการปฏิรูปและการรักษาเสถียรภาพ

 

“การเมืองไทยจะยังคงอยู่ในระยะของ ‘การค่อยๆ ปรับตัว’ มากกว่า ‘การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน’” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ผลเลือกตั้งส่งผลต่อบทบาทและอิทธิพลไทยในอาเซียนหรือไม่?

 

การเมืองภายในย่อมส่งผลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศ แน่นอนว่านักวิเคราะห์ต่างชาติก็จับสัญญาณเช่นกันว่าแต่ละพรรคมีนโยบายอย่างไร และจะส่งผลต่อบทบาทไทยในเวทีโลกมากน้อยแค่ไหน

 

ในมุมมองต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อวี๋ไห่ชิวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะส่งผลแบบจำกัดต่อบทบาทและอิทธิพลของไทยในอาเซียน โดยหลักๆ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลจะยังคงมีแนวนโยบายสนับสนุน ‘ความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ และสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ

 

“อย่างไรก็ตาม ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ แนวทางนโยบายหลัก รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ จะส่งผลต่อระดับความเข้มข้นในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการมีส่วนร่วมและการสร้างอำนาจการต่อรองในความร่วมมือระดับภูมิภาค” นักวิเคราะห์แห่งสถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน ให้ความเห็น

 

เช่นเดียวกับ พานเยี่ยนเสียน ที่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ก่อตั้งอาเซียนและมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ศูนย์กลางภูมิภาคจะยังมีสถานะเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน และสถานะนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสั่นคลอนในระยะสั้นนี้

 

รองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยอาเซียนศึกษาในกว่างซี มองว่าเสถียรภาพทางการเมืองของไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อสันติภาพและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากกระบวนการเลือกตั้งราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างรากฐานภายในของอาเซียนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะที่จุดยืนของไทยในการยึดถือความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงการผลักดันความเชื่อมโยงและความร่วมมือในภูมิภาคนั้นจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

“จีนหวังว่าไทยจะยังคงบทบาทนำในอาเซียน ผลักดันความสามัคคีและความร่วมมือ และรักษาความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค” รศ.พาน กล่าว

 

ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย 2

รศ.พานเยี่ยนเสียน (潘艳贤) วิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ ประเทศจีน

 

ทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีนหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร?

 

ทั้ง อวี๋ไห่ชิว และ พานเยี่ยนเสียน ต่างเห็นตรงกันว่า โครงสร้างพื้นฐานของความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมั่นคง และจะได้รับผลกระทบจากผลการเลือกตั้งในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น ทั้งสองยกคำพูด “ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ว่าเป็นประโยคที่จีนพูดถึงไทยเสมอมา ซึ่งสะท้อนภาพความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและจีน

 

“รากฐานทางยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมั่นคง สถานะพื้นฐานนี้จะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะผลการเลือกตั้งของไทย” พานเยี่ยนเสียนกล่าว พร้อมกับยกเหตุการณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2025 ว่าได้วางรากฐานความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ยั่งยืนและมั่นคงระหว่างสองประเทศ

 

ขณะที่อวี๋ไห่ชิวระบุว่า จีนให้ความสำคัญกับ ‘ความต่อเนื่องของนโยบาย’ ของรัฐบาลไทย เพื่อหวังสานต่อโครงการความร่วมมือต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม้มีการเปลี่ยนตัวรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนโทนความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

 

“พรรคการเมืองหลักของไทยล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับจีน ดังนั้นทิศทางจึงไม่น่าเปลี่ยน แต่ข้อแตกต่างอาจอยู่ที่จังหวะเวลาของความร่วมมือ ซึ่งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพจะเอื้อต่อการผลักดันความร่วมมือที่ต่อเนื่อง แต่หากเกิดความระส่ำระสายขึ้นจากภายใน ก็อาจส่งผลให้โครงการความร่วมมือต่างๆ ชะงักงัน” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ในมุมมองของผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษาในยูนนานนั้น ถ้ารัฐบาลใหม่นำโดยฝ่ายอนุรักษนิยมของภูมิใจไทยจะช่วยให้ความร่วมมือกับจีนรุดหน้าได้เร็วขึ้น ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายปฏิรูปอาจมีแนวนโยบายที่พยายามรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

 

นอกจากความสัมพันธ์ในทางการเมืองแล้ว จีนและไทยยังมีความผูกพันทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งในฐานะที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับต้นๆ ระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดดุลการค้า 2.2 ล้านล้านบาทของไทยในปีที่แล้วได้กลายเป็นความท้าทายในความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่าไม่สมดุล ซึ่งไทยก็ต้องการขายสินค้าให้จีนมากขึ้น ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ยากขึ้น และจีนก็หันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้นแทน

 

แต่สำหรับจีนแล้ว อวี๋ไห่ชิวมองถึงโอกาสในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ

 

“รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงและความร่วมมือทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันโครงการทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ขณะที่พานเยี่ยนเสียนชี้ว่า จีนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องกัน 12 ปี ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยไทยและจีนสามารถร่วมมือกันในหลายเวทีผ่านกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP), ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงโครงการสำคัญอย่างทางรถไฟไทย-จีน และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

 

ส่วนในด้านการลงทุน อวี๋ไห่ชิวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของคนจีนเพียงระยะสั้น แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจีนต้องการคว้าโอกาสในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ๆ ในภูมิภาค เพื่อรับมือกับความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก

 

พานเยี่ยนเสียนแสดงความคาดหวังด้วยว่า จีนและไทยจะกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยที่สามารถแสดงบทบาทร่วมกันรักษาเสถียรภาพและสันติภาพ ตลอดจนส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

 

ไทยต้องเลือกข้างจีนหรือสหรัฐฯ หรือไม่?

 

ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นและรุนแรง ไทยเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างเพิ่มขึ้น แต่อวี๋ไห่ชิวระบุว่า ด้วยประเพณีทางการทูตและยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจของไทย จะทำให้ไทยควบคุมสถานการณ์ได้ และจะไม่ ‘เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง’ อย่างง่ายดาย

 

“หัวใจสำคัญคือการรักษาสมดุลแบบพลวัตระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงการผูกติดกับขั้วอำนาจเดียว แม้แรงกดดันจะสูงขึ้น แต่ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลของไทยยังมีความยืดหยุ่น โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ใช้กลไกพหุภาคี และความร่วมมือที่หลากหลายในการกระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาความมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง” ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน กล่าว

 

ในเรื่องนี้ รศ.พาน มีความเห็นที่สอดคล้องกัน โดยมองว่าไทยยึดถือแนวทางการทูตแบบ ‘เศรษฐกิจนำ’ และ ‘สร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ’ มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ไทยยังยืนหยัดในนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระ ซึ่งจุดยืนนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

 

ส่วนนักวิเคราะห์จากวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ มองว่าความต้องการหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ สันติภาพ การพัฒนา ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทุกประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และผลักดันความร่วมมือที่เปิดกว้างและครอบคลุม ซึ่งจีนก็ยืนหยัดในเส้นทางที่คล้ายกัน โดยยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เสมอภาค และแบ่งปันผลประโยชน์

 

“ดังนั้นเมื่อไทยได้รัฐบาลใหม่จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่ส่งเสริมภูมิภาคนี้โดยรวม มากกว่าที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าและความตึงเครียดกับมหาอำนาจภายนอก” พานเยี่ยนเสียนกล่าว

 

“จีนคาดหวังว่าไทยจะยังคงยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ โดยใช้เศรษฐกิจเป็นแกนหลักในการทูต เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์กับนานาประเทศ”

 

ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยต่อมหาอำนาจ

 

ในมุมมองของอวี๋ไห่ชิว ไทยจะมีสถานะเป็น ‘จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจทดแทนได้’ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ผ่าน 3 บทบาทหลัก คือ ผู้สร้างสมดุลหลักของอาเซียน, ศูนย์กลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ และจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

 

“หัวใจสำคัญคือการสานต่อแนวทางการสร้างสมดุลเชิงรุกโดยไม่เลือกข้างและเน้นความมีอิสระของการดำเนินนโยบาย ด้วยกลยุทธ์ผสมผสานระหว่างการพึ่งพาเศรษฐกิจจีน สร้างสมดุลในความมั่นคง และประสานความร่วมมือพหุภาคี เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย” ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษาในยูนนาน กล่าว

 

เธอทิ้งท้ายว่า ตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทยจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความสำเร็จของ ‘การสร้างสมดุล’ จะขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะสามารถรักษาเส้นแบ่ง “การไม่เลือกข้างและปกป้องผลประโยชน์หลัก” ได้หรือไม่ แต่ตราบใดที่ไทยและจีนยึดถือผลประโยชน์ร่วมกันและเคารพกันและกัน ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือระดับภูมิภาคมีความมั่นคงและพัฒนาไปในทางที่ดีได้

The post เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา 11 คน เดินหน้ากวาดล้างตระกูลมาเฟียทุนเทา https://thestandard.co/china-executes-myanmar-scammers-mafia-crackdown/ Fri, 30 Jan 2026 03:22:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1171360 ทางการจีน ดำเนินการประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา เพื่อกวาดล้างกลุ่มทุนเทา

จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมาจำนวน 11 คน เ […]

The post จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา 11 คน เดินหน้ากวาดล้างตระกูลมาเฟียทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางการจีน ดำเนินการประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา เพื่อกวาดล้างกลุ่มทุนเทา

จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมาจำนวน 11 คน เมื่อวานนี้ (29 มกราคม) หลังจากศาลเมืองเวินโจวมีคำตัดสินประหารชีวิตไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ในบรรดาผู้ถูกประหารชีวิต มีสมาชิกของตระกูลหมิง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชญากรรมผู้ทรงอิทธิพลในเขตโกก้างรวมอยู่ด้วย

 

กลุ่มผู้ถูกประหารมีความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ฉ้อโกง และเปิดบ่อนคาสิโนผิดกฎหมาย ธุรกิจของพวกเขามักเป็นการหลอกลวงผู้อื่นให้ตกหลุมรักและหลอกให้ลงทุน (Pig-butchering) ซึ่งกวาดเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อทั่วโลก และมีการทารุณกรรมแรงงานในศูนย์สแกมเมอร์อย่างโหดร้าย มีชาวจีนเสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

 

4 ตระกูลมาเฟียในเขตโกก้าง

 

ธุรกิจสีเทาในเมืองเล่าก์ก่าย (Laukkaing) เขตปกครองตนเองโกก้าง รัฐฉาน ถูกควบคุมโดยตระกูลมาเฟีย 4 ตระกูลหลัก ได้แก่ ตระกูลหมิง ตระกูลเปา ตระกูลเว่ย และตระกูลหลิว ซึ่งขึ้นมามีอำนาจตั้งแต่ปี 2009 จากการสนับสนุนของกองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมาคนปัจจุบัน

 

ตระกูลมาเฟียเหล่านี้เปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากเดิมที่เน้นผลิตฝิ่นและยาบ้า ได้เปลี่ยนมาทำธุรกิจคาสิโนและการหลอกลวงออนไลน์ ในสเกลอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ประมาณการว่า มีคนทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมาสูงถึง 120,000 คน และในกัมพูชาอีกราว 100,000 คน ธุรกิจนี้ดูดเงินเหยื่อจากทั่วโลกไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ปัจจุบันขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ได้ขยายตัวไปยังอเมริกาใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรปแล้ว

 

จุดแตกหักและการกวาดล้าง

 

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้จีนต้องจัดการขั้นเด็ดขาด เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 ที่ ‘Crouching Tiger Villa’ หรือศูนย์กลางเครือข่ายสแกมเมอร์ของตระกูลหมิง เมื่อยามรักษาความปลอดภัยสังหารชาวจีนระหว่างพยายามหลบหนี จีนจึงเปิดทางให้กองกำลัง MNDAA เข้าโจมตีเพื่อกวาดล้างธุรกิจนี้และจับกุมหัวหน้าตระกูลส่งให้ทางการจีน

 

แม้จีนจะร่วมมือกับไทยและเมียนมาในการปราบปรามและส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศนับพันคน แต่ธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ยังคงปรับตัวและย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ใหม่ รวมถึงในประเทศกัมพูชา แม้ว่าศูนย์ใหญ่ๆ บางแห่งจะถูกสั่งปิดไปแล้วก็ตาม

 

ภาพ: CCTV

อ้างอิง:

The post จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา 11 คน เดินหน้ากวาดล้างตระกูลมาเฟียทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>