China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 05 Mar 2026 09:42:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย https://thestandard.co/fake-thai-coconut-water-china/ Thu, 05 Mar 2026 09:42:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1184684 น้ำมะพร้าวปลอม

หลายเดือนที่ผ่านมา ‘มะพร้าวไทย’ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเก […]

The post ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้ำมะพร้าวปลอม

หลายเดือนที่ผ่านมา ‘มะพร้าวไทย’ กลายเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของราคาหน้าสวนที่ตกต่ำจากเดิม ลูกละ 20-40 บาท เหลือเพียงลูกละ 2-7 บาท จนเกิดเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร แล้วแตะไปยังโครงสร้างใหญ่ทั้งระบบอย่างกลไกราคา กฎหมายควบคุมสินค้า การปราบปรามล้งเถื่อน ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ เพราะตอนนี้มะพร้าวไทยกว่า 80% ถูกส่งไปยังประเทศจีน แบบที่เราไม่มีตลาดอื่นรองรับสินค้าจำนวนมหาศาล

 

การมีจีนเป็นตลาดใหญ่เพียงตลาดเดียว ส่งผลให้ปลายทางของห่วงโซ่มะพร้าวเป็นผู้กุมอำนาจในการกำหนดราคา จนทำให้ตลาดมะพร้าวไทยมีความเปราะบางสูง ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อธิบายว่าราคาที่เกษตรกรได้รับจำนวนหนึ่งเกิดจากการคำนวณย้อนกลับจากราคาปลายทางในตลาดต่างประเทศ เช่น หากตลาดปลายทางต้องการสินค้าที่ราคา 10 บาทต่อลูก โรงงานหรือผู้ส่งออกก็ต้องนำราคานั้นมาคำนวณต้นทุนทั้งหมดตั้งแต่ค่าคัดแยก บรรจุภัณฑ์ ขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนการรับซื้อจากสวน ทำให้ราคาที่กลับมาถึงเกษตรกรลดลงเหลือเพียงไม่กี่บาทต่อผล หรืออาจจะเป็นราคา 2-4 บาท ตามที่เห็นในหน้าข่าว

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ อย่างถึงกลุ่มธุรกิจจากจีนบางกลุ่มที่มองหาโอกาสในประเทศไทยด้วยการเข้ามาทำล้ง รับบทพ่อค้าคนกลางแต่ไม่ได้ทำตามกฎหมายไทยอย่างครบถ้วนจนเกิดเป็น ‘ล้งเถื่อน’ จำนวนมาก และพวกเขาไม่ได้เพียงแค่เข้ามาสร้างความปั่นป่วนซับพลายเชนไทยด้วยการกินรวบทั้งระบบ แต่ยังรวมถึงการทำ ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ ในนามมะพร้าวไทยอีกด้วย

 

  • น้ำมะพร้าวปลอม จีนทำแต่ใช้ชื่อมะพร้าวไทย

 

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องราคาและโครงสร้างตลาด ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง และอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวไทยในระยะยาว นั่นคือปัญหา ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมะพร้าวแท้ 100% แต่ถูกนำออกจำหน่ายในลักษณะที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นน้ำมะพร้าวแท้

 

ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจระบุว่า มีนักธุรกิจจีนเข้ามาทำล้งและโรงงานผลิตน้ำมะพร้าวในไทย หลายเจ้ามีวิธีการทำที่แตกต่างกัน บางโรงงานนำมะพร้าวน้ำกะทิจากอินโดนีเซียเข้ามาแปรรูปเป็นหัวเชื้อแล้วผสมกับน้ำมะพร้าวหรือผสมกับน้ำเปล่าให้ดูเป็นกลิ่นมะพร้าว บางเจ้าใช้น้ำมะพร้าวจากสายพันธุ์อื่นที่มีราคาถูกกว่ามะพร้าวที่ระบุอยู่ในฉลากข้างขวด หรือนำวัตถุดิบอื่นมาปรุงแต่งให้มีรสชาติใกล้เคียงน้ำมะพร้าวน้ำหอม ผลิตเครื่องดื่มเลียนแบบน้ำมะพร้าวโดยตรง

 

เมื่อได้สินค้าตามต้องการก็จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างจีน ภายหลังรัฐบาลจีนตรวจจับสินค้าปลอมได้บ่อยขึ้น และมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับสินค้าบางส่วน แต่เรื่องนี้สร้างผลกระทบต่อวงจรมะพร้าวไทยมากๆ โดยเฉพาะกับภาคส่งออก

 

ผู้บริโภคอาจสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสินค้าโดยรวม เพราะเมื่อสินค้าถูกส่งไปยังตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่จีน คนจะไม่ได้แยกว่าสินค้านี้เป็นผู้ผลิตเจ้าไหน แต่ทั้งหมดจะถูกเรียกว่าเป็น ‘น้ำมะพร้าวจากไทย’ ส่งผลต่อภาพลักษณ์สินค้าในระดับอุตสาหกรรม และหากตลาดปลายทางมองว่าสินค้าไทยมีความเสี่ยงบ่อยเข้า อาจนำไปสู่มาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นหรือแม้แต่การจำกัดการนำเข้า ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้น่ากังวลยิ่งขึ้นคือปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเครื่องดื่มเลียนแบบสามารถทำให้รสชาติใกล้เคียงน้ำมะพร้าวจริง จนผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยการชิมเพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถตรวจสอบส่วนประกอบของเครื่องดื่มได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์คุณภาพสินค้า

 

  • รัฐต้องเร่งปราบปรามล้งเถื่อน โรงงานน้ำมะพร้าวปลอม

 

ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย นั่นคือความจำเป็นในการยกระดับระบบตรวจสอบ และมาตรฐานสินค้าทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างสวนมะพร้าวไปจนถึงปลายน้ำอย่างโรงงานแปรรูปและการส่งออก

 

ผู้ประกอบการในห่วงโซ่มะพร้าวไทยมองว่าทางออกของปัญหานี้อยู่ที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากภาครัฐมีเครื่องมือในการควบคุมดูแลทั้งด้านมาตรฐานการผลิตอาหาร การตรวจสอบคุณภาพสินค้า และการคุ้มครองผู้บริโภค สามารถใช้กฎหมายควบคู่กับลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการแล้วสุ่มตรวจสินค้าในตลาด เพื่อป้องกันการทำสินค้าปลอมปนตั้งแต่ต้นทาง หากพบว่ามีการจำหน่ายสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ก็สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมหรือดำเนินคดีได้

 

ถึงแม้ว่าการควบคุมและการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา แต่ความท้าทายที่สำคัญคือการรักษาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพราะเมื่อความเชื่อมั่นต่อสินค้าเสียไปแล้ว การสร้างภาพลักษณ์กลับคืนมาอาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งเกษตรกรไทยจำนวนมากรวมถึง SMEs อาจไม่สามารถรอได้นานถึงขนาดนั้น ผู้ประกอบการจึงสะท้อนความต้องการไปยังรัฐบาลว่า หากสามารถทำให้ระบบการผลิตและการตรวจสอบมีความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีมาตรฐานที่ชัดเจน ก็จะช่วยลดช่องว่างที่อาจนำไปสู่การปลอมปนหรือการบิดเบือนข้อมูลสินค้าได้

 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว หลายฝ่ายเสนอว่าปัญหาของอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยไม่ได้มีแค่มิติของราคา แต่ต้องดูกระบวนการทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่พัฒนามาตรฐานสินค้าให้ชัดเจน หาวิธีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เลิกพึ่งพาตลาดใหญ่เพียงประเทศเดียวแล้วการกระจายสินค้าส่งออกไปยังตลาดแหล่งใหม่

 

แม้วิกฤตราคามะพร้าวอาจเป็นปัญหาที่ผันผวนไปตามกลไกตลาด แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถือเป็นทุนสำคัญของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก การรักษาคุณภาพ ความโปร่งใส และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งอุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ ‘น้ำมะพร้าวไทย’ ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

ภาพ: พนาธร ไชยกุล

The post ‘น้ำมะพร้าวปลอม’ จีนผลิตสวมสิทธิน้ำมะพร้าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ https://thestandard.co/luckin-starbucks-china-coffee-battle/ Fri, 27 Feb 2026 05:20:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1182328 ป้ายหน้าร้าน Luckin Coffee สาขาแฟลกชิปที่ 30,000 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับจาก […]

The post สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป้ายหน้าร้าน Luckin Coffee สาขาแฟลกชิปที่ 30,000 ในเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน

Luckin Coffee เชนร้านกาแฟรายใหญ่ที่สุดของจีนเมื่อนับจากจำนวนสาขา กำลังพุ่งเป้าท้าชนกับร้านกาแฟระดับไฮเอนด์ของ Starbucks ด้วยการเปิดตัวร้านแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ในเมืองเซินเจิ้นที่เน้นขายเครื่องดื่มระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ

 

การเปิดร้านสาขานี้ถือเป็นการฉีกกรอบกลยุทธ์เดิมของ Luckin Coffee ที่เคยมุ่งเน้นแต่การเปิดร้านกาแฟขนาดเล็กราคาประหยัด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยช่วยให้บริษัทสามารถทำยอดจำนวนสาขาแซงหน้า Starbucks ในจีนมาแล้ว

 

ในขณะที่บริษัทคู่แข่งจากสหรัฐฯ กำลังเจรจาขายสัดส่วน 60% ของธุรกิจในจีนให้กับบริษัทลงทุนท้องถิ่นอย่าง Boyu Capital โดยยังคงถือหุ้น 40% การขยับตัวครั้งนี้ของ Luckin Coffee จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขากลับมาได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม หลังจากเคยเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมแปลงตัวเลขรายได้ในปี 2020 จนถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq แต่บริษัทก็ยังคงเปิดดำเนินการสาขาส่วนใหญ่ต่อไป และไม่ได้เปลี่ยนชื่อหรือโลโก้แต่อย่างใด

 

ร้าน Luckin Coffee Origin Flagship แบบสองชั้นนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 8 ก.พ. ที่ผ่านมาในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ติดกับฮ่องกง และยังนับเป็นสาขาที่ 30,000 ของแบรนด์อีกด้วย

 

จากปกติที่เมนูอเมริกาโนหรือลาเต้ของ Luckin จะมีราคาเพียงแค่ 1 ถึง 2 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ถึง 62 บาท) แต่สำหรับร้านแฟลกชิปแห่งนี้ได้มีการขยับราคาให้สูงขึ้นสำหรับเมนูกาแฟดริป (Pour-over) และกาแฟสกัดเย็น (Cold brew)

 

ลูกค้าสามารถเลือกเมล็ดกาแฟที่ส่งตรงมาจากบราซิล, เอธิโอเปีย หรือมณฑลยูนนานของจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Luckin Coffee กำลังหยิบยกจุดขายเรื่อง ‘แหล่งกำเนิด’ ของวัตถุดิบมาใช้ ซึ่งเป็นธีมที่เป็นที่นิยมในหมู่ Starbucks และแบรนด์กาแฟอื่นๆ

 

หลี่ ฮุย (Li Hui) ประธานของ Luckin Coffee กล่าวในพิธีเปิดว่า “ร้านแห่งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการดื่มกาแฟเท่านั้น มันคือจุดเริ่มต้นของการพาลูกค้าไปสัมผัสรสชาติกาแฟจากทั่วโลก และถือเป็นการยกระดับวิสัยทัศน์ของ Luckin Coffee ไปอีกขั้น”

 

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียของจีนอย่าง Xiaohongshu รายงานว่าร้านแห่งนี้ยังมีเมนูพิเศษอย่าง ‘ทีรามิสุลาเต้’ ที่ท็อปปิ้งด้วยขนมอบด้านบน โดยนับตั้งแต่เปิดทดลองให้บริการ (Soft launch) เมื่อวันที่ 20 มกราคม ลูกค้าต้องรอคิวซื้อเครื่องดื่มนานถึง 1 ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

 

ร้านกาแฟขนาด 420 ตารางเมตรแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในตลาดจีนนั้นรุนแรงเพียงใดสำหรับ Starbucks เพราะย้อนกลับไปในปี 2017 ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ รายนี้เคยเลือกเซี่ยงไฮ้เป็นที่ตั้งสำหรับร้าน Reserve Roastery หรือ ‘เมกะสโตร์’ แห่งที่สองของโลก

 

แต่เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มเติบโตในประเทศที่ผู้คนนิยมดื่มชาเป็นหลักอย่างจีน Starbucks ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งมากมาย ตั้งแต่คาเฟ่บูติกไปจนถึงเชนร้านกาแฟอย่าง Cotti Coffee และ Manner ซึ่งมักจะขายเครื่องดื่มในราคาถูกกว่า Starbucks ถึงครึ่งหนึ่ง

 

ความสำเร็จของ Luckin Coffee สะท้อนผ่านรายได้ 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.82 หมื่นล้านบาท) ในช่วงสามเดือนซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2025 โดยพุ่งสูงขึ้นเกือบ 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ Starbucks มีสาขาในจีนเพียง 8,000 กว่าแห่ง และรายงานรายได้ในจีนที่ 831.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.59 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเดียวกัน

 

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จินอี้ กัว (Jinyi Guo) ซีอีโอของ Luckin Coffee ได้ส่งสัญญาณว่าบริษัทมีแผนจะกลับไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ อีกครั้ง แม้จะยังไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนก็ตาม

 

จุดแข็งที่ทำให้ Luckin Coffee โดดเด่นกว่าใครคือความสามารถในการสร้างฐานลูกค้าอันแข็งแกร่งผ่านแอปพลิเคชันสั่งอาหารบนสมาร์ทโฟน โดยลูกค้าจะเลือกเมนูและจ่ายเงินผ่านแอปฯ โดยตรงแทนที่จะต้องไปยืนสั่งกับพนักงานที่หน้าเคาน์เตอร์

 

ฐานลูกค้าหลักของ Luckin Coffee คือคนรุ่นใหม่อายุ 20-35 ปี ทั้งพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ นักศึกษา และผู้ดื่มกาแฟหน้าใหม่ในเมืองรอง นอกจากนี้ Luckin Coffee ยังดึงดูดลูกค้าผ่านการคอลแลบที่สร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกับแบรนด์เหล้าพรีเมียมอย่าง Moutai, ตัวการ์ตูน Minions หรือเกม Black Myth: Wukong ที่เปิดตัวเพียงไม่กี่วันก่อนจะกลายเป็นปรากฏการณ์

 

การมีสาขาจำนวนมากยังช่วยให้ Luckin สั่งซื้อวัตถุดิบได้ทีละมากๆ ซึ่ง แซนดี้ ลิม (Sandy Lim) ผู้อำนวยการของ S&P Global Ratings มองว่าสิ่งนี้ช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองและบริหารต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

 

บริษัทคอนซัลแทนท์อย่าง Euromonitor International ระบุว่าในปี 2025 ขนาดของตลาดกาแฟในจีนมีมูลค่าสูงเกือบ 1.5 แสนล้านหยวน (ราว 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 6.72 แสนล้านบาท) ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของบรรดาผู้เล่นในอุตสาหกรรม

 

นอกจากตลาดจีนแล้ว Luckin Coffee ยังเร่งเครื่องขยายสาขาไปทั่วโลก โดยปัจจุบันมีสาขาในสิงคโปร์ถึง 68 แห่งหลังจากเข้าไปบุกตลาดเมื่อเกือบ 3 ปีก่อน มีสาขาร่วมทุนในมาเลเซียอีก 45 แห่ง และเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา บริษัทยังได้เปิดตัวสาขาแรกในนิวยอร์กซิตี ก่อนจะขยายเพิ่มเป็นสาขาที่ 10 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.12 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

 

ภาพ: Andrei Iakhniuk / Shutterstock

อ้างอิง:

The post สมรภูมิกาแฟจีนระอุ เมื่อ Luckin Coffee ท้าชน Starbucks ในตลาดพรีเมียม ผ่านแฟลกชิปสโตร์สาขาที่ 3 หมื่น เน้นจุดขายเรื่องแหล่งกำเนิดเมล็ดกาแฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย https://thestandard.co/china-myanmar-gangs-death-penalty/ Thu, 26 Feb 2026 07:55:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1182001 ศาลจีน ตัดสินโทษประหารชีวิต 16 ราย แก๊งฉ้อโกงจากเมียนมาตอนเหนือ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรายงานในวันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ว่ […]

The post ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจีน ตัดสินโทษประหารชีวิต 16 ราย แก๊งฉ้อโกงจากเมียนมาตอนเหนือ

ศาลประชาชนสูงสุดของจีนรายงานในวันนี้ (26 กุมภาพันธ์) ว่าการพิจารณาคดีกลุ่มอาชญากรขนาดใหญ่สองกลุ่มซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมานั้นเสร็จสิ้นแล้ว พร้อมเผยว่า ศาลทั่วประเทศได้ตัดสินคดีชั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมทางตอนเหนือของเมียนมาไปแล้วกว่า 27,000 คดี เมื่อนับถึงสิ้นปี 2025 โดยมีผู้ต้องสงสัยที่ถูกส่งตัวกลับประเทศได้รับการตัดสินโทษแล้วกว่า 41,000 ราย

 

ในบรรดาคดีแก๊งอาชญากรที่ถูกขนานนามว่า ‘สี่ตระกูลใหญ่’ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั้งในจีนและต่างประเทศ มีคดีตระกูลหมิงและตระกูลไป๋ที่เสร็จสิ้นกระบวนการยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว และมีผู้ต้องหารวม 39 รายถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษหนักกว่านั้น ได้แก่ โทษตัดสินประหารชีวิต 16 ราย โดยแก๊งอาชญากรติดอาวุธข้ามพรมแดนทั้งสองแก๊งนี้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว นับเป็นการปราบปรามครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มอาชญากรทั้งในจีนและต่างประเทศ

 

ศาลจีนได้กำหนดบทลงโทษที่เข้มงวด มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมต่ออาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยระหว่างปี 2021-2025 ศาลทั่วประเทศได้พิจารณาคดีชั้นต้นเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์มากกว่า 1.59 แสนคดีเสร็จสิ้น และตัดสินลงโทษจำเลยมากกว่า 3.38 แสนราย

 

ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จและจำนวนจำเลยที่ถูกตัดสินโทษจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบปีต่อปี อยู่ที่ร้อยละ 48.4 และร้อยละ 38.6 ตามลำดับในปี 2023 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.4 และร้อยละ 26.7 ในปี 2024 แต่อัตราการเติบโตกลับชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2025 โดยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 และร้อยละ 4.5 ตามลำดับ ซึ่งแนวโน้มเชิงบวกนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของความพยายามของหน่วยงานยุติธรรมในการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบนี้

 

แฟ้มภาพ : Xinhua

The post ศาลจีนพิจารณาคดี ‘2 แก๊งอาชญากรใหญ่’ ในเมียนมาตอนเหนือเสร็จสิ้น ฟันโทษประหาร 16 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออสเตรเลียส่งเรือรบผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จีนจับตาใกล้ชิด ด้านโซเชียลไม่พอใจ https://thestandard.co/australia-warship-taiwan-strait-china/ Mon, 23 Feb 2026 07:39:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1180948 ภาพเรือรบ HMAS Toowoomba ของออสเตรเลียแล่นผ่าน ช่องแคบไต้หวัน

เรือรบของออสเตรเลียแล่นผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ เมื่อสัปดา […]

The post ออสเตรเลียส่งเรือรบผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จีนจับตาใกล้ชิด ด้านโซเชียลไม่พอใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบ HMAS Toowoomba ของออสเตรเลียแล่นผ่าน ช่องแคบไต้หวัน

เรือรบของออสเตรเลียแล่นผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฟากพันธมิตรสหรัฐอเมริกา ขณะที่โซเชียลจีนแสดงความไม่พอใจ และกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) ระบุว่า กำลังจับตามองท่าทีครั้งนี้

 

เมื่อวานนี้ (22 กุมภาพันธ์) Reuters รายงานถึงความเคลื่อนไหวของ ‘HMAS Toowoomba’ เรือฟริเกตชั้น Anzac ของกองทัพเรือออสเตรเลีย แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ในภารกิจ Regional Presence Deployment ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวคือการแล่นเรือตามปกติ เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ มีความปลอดภัย และเป็นมืออาชีพ ถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของออสเตรเลียที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกติกา รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือกับหุ้นส่วนและพันธมิตรในภูมิภาค

 

ทั้งนี้ พลเรือโท จัสติน โจนส์ ผู้บัญชาการปฏิบัติการร่วมระบุว่า ออสเตรเลียมีประวัติการปฏิบัติการในทะเลจีนใต้มายาวนาน ถือเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของประชาคมระหว่างประเทศ

 

“ภารกิจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราต่อความมั่นคงในภูมิภาค และการธำรงไว้ซึ่งทะเลจีนใต้ที่สงบ เปิดกว้างต่อการค้า” โจนส์ระบุ

 

อย่างไรก็ตาม มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยกลุ่มผู้สนใจด้านการทหารในโซเชียลมีเดียแสดงความคิดเห็นว่า เรือรบออสเตรเลียเริ่มเคลื่อนไหวถี่ขึ้นรอบพื้นที่ของจีนและทะเลจีนใต้ ถ้าเช่นนั้นเรือรบจีนก็ควรออกลาดตระเวนใกล้พื้นที่ของออสเตรเลียบ้าง

 

ขณะที่ Global Times สื่อทางการจีนระบุว่า PLA ได้ดำเนินการติดตาม ตรวจการณ์ และเฝ้าระวังการเดินเรือของออสเตรเลียตลอดเส้นทาง

 

ด้านกระทรวงกลาโหมไต้หวันออกแถลงการณ์ว่า ทางการติดตามความเคลื่อนไหวทางอากาศและทะเลอย่างใกล้ชิด พร้อมกับย้ำว่า ช่องแคบไต้หวันคือน่านน้ำสากลที่ทุกประเทศมีสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือ

 

“กระทรวงกลาโหมจะไม่เปิดเผยความเคลื่อนไหวของอากาศยานและเรือของประเทศพันธมิตร” แถลงการณ์ระบุโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

ในช่วงที่ผ่านมา เรือรบสหรัฐฯ แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันทุก 2-3 เดือน เช่นเดียวกับพันธมิตรสหรัฐฯ อย่างฝรั่งเศส ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และแคนาดา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับจีนแผ่นดินใหญ่

 

อย่างไรก็ดี จีนเคยส่ง ‘จุนอี้’ เรือพิฆาตชั้น Type 055 เดินทางรอบออสเตรเลีย และนอกชายฝั่งเวสเทิร์นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นจุดป้องกันประเทศที่มีความอ่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศด้วย

 

แฟ้มภาพ: U.S. Navy/Mass Communication Specialist 1st Class Holly L. Herline/Handout via REUTERS

 

อ้างอิง:

 

The post ออสเตรเลียส่งเรือรบผ่าน ‘ช่องแคบไต้หวัน’ จีนจับตาใกล้ชิด ด้านโซเชียลไม่พอใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก https://thestandard.co/china-capital-global-strategy/ Thu, 19 Feb 2026 10:00:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1180087 ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื […]

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์เงินหยวน สะท้อนการปรับตัวของทุนจีนในการบุกตลาดโลก

บริษัทจีนกำลังปรับตัวอย่างไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟังคำแนะนำของ ศ.เหอฟาน นักวิชาการชื่อดังจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยช่างไห่เจียวทง ต่อผู้ประกอบการจีนในการบุกตลาดโลก ทำให้เข้าใจทิศทางการปรับตัวของคลื่นทุนจีนมากขึ้น

 

ตอนนี้คำที่แพร่หลายในวงการธุรกิจจีนคือ “ชูไห่” ซึ่งแปลว่าออกทะเล มักแปลภาษาอังกฤษว่า Go Global ซึ่งความหมายต่างจากการออกมาของจีนก่อนหน้าที่เดิมมักโฟกัสที่ตลาดตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และยุโรป แต่ตอนนี้ยุทธศาสตร์การบุกต่างประเทศของบริษัทจีนคือการบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ การออกไปตั้งโรงงานและขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และแอฟริกา

 

เหตุผลดูเรียบง่าย ถ้าบริษัทจีนขายเข้าตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะภาษีสูง งั้นก็ไปผลิตที่ต่างประเทศเสียเลย แต่โลกความจริงมักซับซ้อนกว่าที่คิด สิ่งที่จีนกำลังเผชิญคือ ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายก็เริ่มมีกระแสต่อต้านสินค้าจีนและทุนจีน ไม่ต่างจากกระแสต่อต้านจีนในโลกตะวันตก เพราะความได้เปรียบเรื่องต้นทุนและสเกลของบริษัทจีน ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นแข่งขันไม่ได้

 

จึงไม่ใช่เพียงแค่สหรัฐฯ แต่ทั้งโลกกำลังตั้งกำแพงต่อสินค้า Made in China และ Made by China ตัวอย่างเช่นในเดือนธันวาคม รัฐสภาเม็กซิโกผ่านกฎหมายเตรียมเก็บภาษีสินค้าเอเชียหลายประเภท 5–50% ครอบคลุมรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ สิ่งทอ พลาสติก และเหล็ก โดยหลายรายการตั้งภาษีไว้สูงถึง 35%

 

ความท้าทายของจีนจึงไม่ใช่เพียงว่าจีนจะมีปัญหาทางการค้ากับประเทศตะวันตกเท่านั้น แต่จีนจะมีความขัดแย้งกับ “ประเทศกำลังพัฒนา” มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากข้อมูล WTO ชี้ชัดว่า การสอบสวน Anti-dumping และ Anti-subsidy ต่อสินค้าจีนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่ปี 2023 อยู่ที่ประมาณ 50 คดี แต่พอมาในปี 2024 เพิ่มเป็น 198 คดี ในนั้น 117 คดีมาจากประเทศกำลังพัฒนา เช่น อินเดีย บราซิล เม็กซิโก เวียดนาม และปากีสถาน

 

ท่ามกลางบริบทเหล่านี้ ศ.เหอฟาน ได้อธิบายแนวทางการปรับตัวของบริษัทจีน เริ่มจากกลยุทธ์การส่งออกสินค้าไปตลาดโลกนั้น จีนต้องปรับตัวมาเน้นการส่งออกสินค้าส่วนกลางของซัพพลายเชน กล่าวคือเน้นส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วน มากกว่าจะส่งออกสินค้าตอนปลายของซัพพลายเชนที่ประกอบและบรรจุภัณฑ์เป็นสินค้าสำเร็จแล้ว

 

ส่วนการไปลงทุนในต่างประเทศยิ่งน่าสนใจ เพราะ ศ.เหอฟาน เสนอกลยุทธ์ใหม่ให้กับบริษัทจีน เป็นสามขั้น

 

ขั้นแรก เน้นการเข้าพาร์ทเนอร์กับธุรกิจท้องถิ่น โดยยอมเป็นหุ้นส่วนน้อย (เพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์เรื่อง Transshipment และการกีดกันของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ต่อ Made by China ด้วย)

 

ขั้นสอง คือ หลังจากที่พาร์ทเนอร์กัน ก็ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีของบริษัทท้องถิ่น รวมทั้งช่วยบริษัทท้องถิ่นในการส่งออกและทำตลาดในสหรัฐฯ และยุโรป เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดสหรัฐฯ และยุโรปก็ยังเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

ขั้นสาม คือ เมื่อสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้เข้าแทนที่สินค้าจากจีนในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป สินค้าจากจีนเอง ก็สามารถส่งออกมาแทนที่สินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ในตลาดท้องถิ่นแทน ทำให้เกิดการปรับซัพพลายเชนโลกครั้งใหญ่โดยบริษัทจีน

 

แนวคิดใหม่นี้ทำให้ผมเองต้องนั่งคิดอยู่สามตลบ เพราะแปลว่า โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบขนานใหญ่ จากเดิมที่สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากจีน มากลายเป็น สหรัฐฯ ซื้อของถูกจากที่อื่นยกเว้นจีน (แต่ด้วยการร่วมผลิตของบริษัทจีนที่จะแทรกซึมอยู่ทั่วโลก) ส่วนสินค้าจีนก็จะเข้าแทนที่สินค้าท้องถื่นในตลาดประเทศกำลังพัฒนาแทน

 

แนวคิดนี้ยังมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ต่อให้จีนยึดตลาดประเทศกำลังพัฒนาได้หมด ก็ยังทดแทนกำลังซื้อของตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ดี แถมจะถูกบีบออกจากตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วยเพราะผู้เล่นในท้องถิ่นคงไม่มีใครยอมให้จีนกินเรียบ ดังนั้น แนวคิดก่อนหน้านี้ว่าจีนจะบุกตลาดประเทศกำลังพัฒนาเพื่อทดแทนตลาดตะวันตกที่เสียไป จึงมีแต่จะเป็นทางตันสองชั้น คือถูกกระแสต่อต้านจากตลาดตะวันตก ลามมาสู่กระแสต่อต้านในตลาดประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

จีนจึงต้องหันมาใช้ตำราวิทยายุทธ์แทรกลมปราณ จาก “ขายของให้เขา” มาเป็น “ร่วมและช่วยเขาส่งออก” และแทนที่จะเข้าไป “แย่งตลาด” ในประเทศกำลังพัฒนา แต่ต้องไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้วย บริษัทจีนที่ไปต่างประเทศ ต้องไม่ใช่เพื่อหาเงินจากตลาดนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยประเทศนั้น “หาเงินจากโลก” ร่วมกับจีนด้วย

 

หากทำได้อย่างนี้จริง ผลลัพธ์คือโมเดลสามฝ่ายชนะ (Triple Win) คือผู้บริโภคตะวันตกยังได้สินค้าราคาถูก ประเทศกำลังพัฒนาได้โอกาสส่งออก และบริษัทจีนได้จัดโครงสร้าง supply chain โลกใหม่

 

ตัวอย่างเคสจริงที่มักถูกยกมาคือ บริษัท Chery ของจีนที่ไปตั้งสายการผลิตในสเปน สิ่งที่ Chery ทำ ไม่เหมือนบริษัทจีนรุ่นก่อน โดย Chery ตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น ใช้แบรนด์ Ebro ของสเปน ผลิตสำหรับขายในยุโรป และ Chery ยอมถือหุ้นเพียง 40%

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนกระแสการเริ่มปรับตัวใหม่ของคลื่นทุนจีน แต่ทั้งหมดนี้ย่อมขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศและความสามารถในการเจรจาการค้าและธุรกิจกับจีนอย่างมีชั้นเชิงด้วย หากเราเข้าใจภาพการเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปได้นี้ ย่อมจะทำให้เราสามารถตั้งต้นในการเจรจาการค้าและความร่วมมือทางธุรกิจกับจีนได้อย่างสมประโยชน์มากขึ้น เพราะการร่วมมือกันในโมเดลใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อบริษัทจีนเองมากกว่าด้วย และจะเป็นโมเดลใหม่ที่เปลี่ยนจากมองทุนจีนเป็น competition มาใช้จีนร่วม co-creation เพื่อยกระดับภาคการผลิตท้องถื่นและบุกตลาดโลกร่วมกัน

 

ภาพ Sabura via ShutterStock

The post การปรับตัวครั้งใหม่ของคลื่นทุนจีนในการบุกโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ https://thestandard.co/imf-china-overproduction-exports-warning/ Thu, 19 Feb 2026 08:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1180003 โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้า […]

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ แนะรัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ออกมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของจีนอย่างเผ็ดร้อนผ่านรายงาน Article IV Consultation ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจชุดปัจจุบันของจีนกำลังก่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองในประเทศ และสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่นๆ พร้อมแนะให้รัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ’

 

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงของจีน ซึ่ง ‘ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้า’ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของการส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจาก ‘การอ่อนค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหยวน’ เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ IMF ที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจของจีน ยังสอดคล้องกับข้อวิจารณ์ของสหรัฐฯ ในหลายรัฐบาล และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ รวมถึงคำเตือนเรื่องผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้าของจีน ยังมีทิศทางเดียวกันกับการประเมินเมื่อเดือนพฤศจิกายนของนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs อีกด้วย

 

ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีนในคณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ออกมาแย้งคำวิจารณ์ดังกล่าว ผ่านแถลงการณ์แยกอีกฉบับว่า การส่งออกของจีนที่เติบโตอย่างมากในปี 2025 ‘ถูกขับเคลื่อนจากขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมเป็นหลัก’ ควบคู่การเร่งส่งออก (front-loading) ซึ่งเป็นผลของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารของ IMF โดยรวมยังคงเรียกร้องให้จีนเปลี่ยนกรอบนโยบายครั้งใหญ่ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress: NPC) จะมีการประชุมประจำปี ซึ่งจะมีการประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจประจำปี 2026 ในงานประชุมดังกล่าว และยังเป็นคำเตือนท่ามกลางเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของจีนอีกด้วย

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF ระบุว่า การปรับโมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของจีน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมและนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ’ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งดำเนินมาตรการตอบสนองที่ ‘ครอบคลุมและเข้มข้นมากขึ้น โดยเพิ่มการสนับสนุนผ่านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

IMF ยังเสนอให้จีนใช้ ‘มาตรการแบบผ่อนคลายมากขึ้น’ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการคลัง โดยระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะฟื้นฟูมากขึ้น หากรัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณมาแก้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาค้างการก่อสร้างอยู่ได้

 

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะชะลอลงสู่ระดับ 4.5% ในปีนี้ หลังจากที่ขยายตัว 5% ในปี 2025 ตามเป้าหมายทางการของรัฐบาลจีน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่า จีนจะกำหนดเป้าหมายการเติบโตปี 2026 ในกรอบ 4.5-5%

 

IMF ชี้ ‘ความไม่สมดุล’

 

รายงานประจำปีของ IMF ใช้คำว่า ‘ความไม่สมดุลภายนอก (external imbalances)’ มากกว่า 10 ครั้ง เทียบกับรายงานฉบับปี 2024 ที่ไม่ได้กล่าวถึงคำดังกล่าวเลย โดย IMF ประเมินว่า จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 3.3% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าระดับ 1.5% ที่เคยคาดไว้ในรายงานปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีน ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ‘ดูเหมือนจะสูงเกินไป’

 

อย่างไรก็ดี จากการคำนวณของ Bloomberg โดยอิงตามข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่า จีนอาจเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 3.7% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากดุลการค้าที่เกินดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่า จีนอาจเกินดุลเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1% ของ GDP โลก ในอีกสามปี ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของประเทศใดก็ตามเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

 

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า การค้าที่เกินดุลจะค่อยๆ แคบลงในระยะกลาง สู่ระดับ 2.2% ของ GDP จีนในปี 2030 แม้ยังคงสูงกว่าระดับ ‘ปกติ’ ที่ประเมินไว้ราว 0.9% อย่างมีนัยสำคัญ

 

ไม่เพียงเท่านี้ IMF ยังชี้ว่า การอ่อนค่าของเงินหยวน เมื่อวัดในรูปอัตราแลกเปลี่ยนถ่วงน้ำหนักการค้าและปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว ส่งผลให้สินค้าจีนได้เปรียบด้านราคาบนเวทีโลก ขณะที่การนำเข้าซบเซาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง โดย IMF ประเมินว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานราว 16% ภายในกรอบประเมิน 12.1% ถึง 20.7%

 

นโยบายที่สูญเปล่า

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF เรียกร้องให้จีนเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน’ ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันว่า นโยบายค่าเงินของจีนมีความชัดเจนและสม่ำเสมออยู่แล้ว โดยอิงให้กลไกตลาดเป็นตัว ‘ชี้ขาด’

 

จีนยังไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าหน้าที่ IMF เกี่ยวกับขนาดและความสิ้นเปลืองของนโยบายอุตสาหกรรมเช่นกัน ซึ่ง IMF คำนวณว่า ต้นทุนทางการคลังของมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็นราว 4% ของ GDP ณ ปี 2023

 

ทั้งนี้ แม้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศทำได้ยาก แต่ IMF ชี้ว่า เงินอุดหนุนภาครัฐของสหภาพยุโรปในปี 2022 อยู่ที่ราว 1.5% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่ากว่าจีนครึ่งหนึ่ง

 

เจ้าหน้าที่ IMF ประเมินว่า การลดมาตรการอุตสาหกรรมที่ ‘ไม่จำเป็น’ ลงราว 2% ของ GDP ในระยะกลาง จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และลดภาระทางการคลัง

 

รายงานของ IMF ยังชี้ว่า เกือบหนึ่งในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้วมาจากการส่งออกสุทธิ ความพึ่งพาดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเรื่องกำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Overcapacity) ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการทางการค้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของจีน

 

IMF ยังแสดงความกังวลต่อการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับราคาในจีน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ โดยคำว่า ‘เงินฝืด’ หรือ ‘แรงกดดันเงินฝืด’ ปรากฏมากกว่า 60 ครั้งในรายงาน

 

“หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า แรงกดดันเงินฝืดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะจากการปรับฐานอย่างต่อเนื่องของภาคอสังหาริมทรัพย์” IMF ระบุพร้อมย้ำว่า ภาระหนี้จำนวนมากของรัฐบาลท้องถิ่นยังจำกัดความสามารถในการกระตุ้นอุปสงค์เพิ่มเติมอีกด้วย

 

IMF ประเมินว่า หนี้ภาครัฐของจีนจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2025 จนแตะเกือบ 127% ของ GDP หรือเพิ่มขึ้นราว 10 จุดร้อยละจากปี 2024 และมีแนวโน้มขยับขึ้นมากกว่า 135% ในปีนี้ ก่อนจะปรับเพิ่มต่อเนื่องไปจนถึงปี 2034

 

อ้างอิง:

 

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องมาตรการจีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง https://thestandard.co/sanae-takaichi-taiwan-china-retaliation/ Tue, 17 Feb 2026 12:59:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1179496 ภาพมาตรการตอบโต้ของจีนต่อญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน

นับตั้งแต่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นแ […]

The post ส่องมาตรการจีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมาตรการตอบโต้ของจีนต่อญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน

นับตั้งแต่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นแสดงจุดยืนเกี่ยวกับกรณีไต้หวันอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างญี่ปุ่นและจีน และทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศถดถอยลงอย่างมากในรอบหลายปี

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เธอได้รับเสียงสนับสนุนอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดการณ์ว่า การลดทอนความตึงเครียดของทั้งสองประเทศในอนาคตอันใกล้นี้อาจเป็น ‘เรื่องที่ทำได้ยาก’ และอาจ ‘ไม่ฟื้นตัวในเร็วๆ นี้’

 

จีนมองว่า ประเด็นไต้หวัน เป็น ‘เส้นแดง’ ที่ประเทศอื่นๆ ไม่ควรก้าวล่วง จึงได้เพิ่มแรงกดดันและดำเนินมาตรการตอบโต้ญี่ปุ่นในหลายด้าน และนี่คือ ภาพรวมมาตรการที่จีนใช้ตอบโต้ญี่ปุ่น กรณีปมไต้หวัน

 

ภาพมาตรการตอบโต้ของจีนต่อญี่ปุ่น หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเรื่องไต้หวัน 1

 

อ้างอิง:

The post ส่องมาตรการจีนตอบโต้ญี่ปุ่น หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความเห็นเกี่ยวกับไต้หวันอย่างต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน https://thestandard.co/anamai-poll-dust-chinese-new-year/ Mon, 16 Feb 2026 03:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1178801 ประชาชนงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีน ลดฝุ่น PM2.5 ตามผลสำรวจอนามัยโพล

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิ […]

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทองช่วงตรุษจีน ลดฝุ่น PM2.5 ตามผลสำรวจอนามัยโพล

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประจำปี 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า กรมอนามัยได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านอนามัยโพล ระหว่างวันที่ 1–31 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,044 คน

 

พบว่าพฤติกรรมของประชาชนมีความหลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 50.8 มีแผนที่จะออกไปจับจ่ายซื้อของไหว้ในวันจ่าย และร้อยละ 49.0 มีแผนจะประกอบพิธีไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ในขณะที่ร้อยละ 31.1 ระบุว่าไม่มีแผนทำกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมปัจจุบัน

 

สำหรับเกณฑ์การเลือกซื้อของไหว้ ประชาชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 68.9) ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้าน ความสะอาดและความปลอดภัย ของแหล่งจำหน่ายเป็นอันดับแรก (ร้อยละ 32.1) รองลงมาคือ แหล่งที่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจากราชการ (ร้อยละ 26.8) และความน่าเชื่อถือของร้านค้า (ร้อยละ 10.8) โดยสถานที่ยอดนิยมในการเลือกซื้อสินค้าคือ ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต (ร้อยละ 73.2) รองลงมาคือ ตลาดสด (ร้อยละ 68.4) และช่องทางออนไลน์ (ร้อยละ 18.2)

 

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากอาหารเป็นพิษและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลังเสร็จสิ้นพิธีไหว้ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มักนำอาหารมาอุ่นร้อนก่อนบริโภค (ร้อยละ 60.5) กรมอนามัยขอแนะนำให้ประชาชนยึดหลักปฏิบัติตามสุขาภิบาลอาหาร 4 ล. ดังนี้

 

1. ล. เลือก: เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือมีป้ายรับรองมาตรฐาน

 

2. ล. ล้าง: ล้างผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ให้สะอาดก่อนนำมาปรุง

 

3. ล. เลี่ยง: เลี่ยงการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันหรือไขมันปริมาณมาก และต้องปรุงให้สุกทั่วถึง

 

4. ล. ลด: ลดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล ควรเลือกรับประทานอาหารแบบ Low Carb เน้นโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีกากใยสูง

 

ด้าน นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนมักตรงกับช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูงในหลายจังหวัด ซึ่งจากผลสำรวจพบว่ายังมีประชาชนบางส่วนทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น ได้แก่ การจุดธูปเทียน (ร้อยละ 12.3) การเผากระดาษเงินกระดาษทอง (ร้อยละ 10.1) และการจุดประทัด (ร้อยละ 7.0)

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการป้องกันตนเอง โดยร้อยละ 65.0 เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการจุดธูปหรือเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อลดแหล่งกำเนิดฝุ่น รองลงมาคือการสวมหน้ากากป้องกัน (ร้อยละ 61.4) และการทำความสะอาดที่พักอาศัย (ร้อยละ 60.1)

 

กรมอนามัยจึงขอความร่วมมือให้ประชาชนร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลือกใช้วิธีการประกอบพิธีกรรมที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เพื่อให้การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข

The post อนามัยโพลเผย ประชาชนร้อยละ 65 ตระหนักภัยฝุ่น เลือกงดจุดธูป-เผากระดาษเงินกระดาษทอง ในช่วงเทศกาลตรุษจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือรับตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข สามัคคี ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง https://thestandard.co/anutin-chinese-new-year-shrine-pray/ Thu, 12 Feb 2026 03:42:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1177649 อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เดินทางไปไหว้ ศาลเจ้าพ่อเสือในช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่วัดราชบ […]

The post นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือรับตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข สามัคคี ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เดินทางไปไหว้ ศาลเจ้าพ่อเสือในช่วงเทศกาลตรุษจีน

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ทรงศักดิ์ ทองศรี และ ศักดา วิเชียรศิลป์ รวมถึงผู้บริหารจากกระทรวงมหาดไทย ได้เดินเท้าไปไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ได้บนบานขอให้ชนะเลือกตั้งหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า มาไหว้เป็นประจำเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนได้ขอพรอะไรหรือไม่นั้น อนุทิน กล่าวว่า “ขอให้ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง ส่วนคนที่คิดไม่ดีกับประเทศไทย ต้องพังพินาศ พร้อมขอให้ประชาชนคนไทยมีความสุข มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคง มีความร่ำรวย มีความสามัคคี ขอแค่นี้”

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทางที่เดินไปยังศาลเจ้าพ่อเสือ มีประชาชน วินจักรยานยนต์ คนขับสามล้อ รวมถึงเจ้าของร้านค้าและร้านอาหารในบริเวณดังกล่าว เข้ามาทักทายและขอถ่ายรูป โดยบางคนบอกว่ารู้สึกดีใจที่ได้เจอนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทย และวันนี้มีโอกาสได้เจอ จึงรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก อยากขอถ่ายรูปกับนายกฯ

The post นายกฯ ไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือรับตรุษจีน ขอพรให้คนไทยมีความสุข สามัคคี ประเทศไทยเป็นที่ยำเกรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก https://thestandard.co/china-thai-election-global-role/ Thu, 05 Feb 2026 12:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174339 ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย

เข้าสู่ทางตรงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยศึกเลือกตั้งชี้ชะตากา […]

The post เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย

เข้าสู่ทางตรงสุดท้ายก่อนถึงเส้นชัยศึกเลือกตั้งชี้ชะตาการเมืองไทยที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งหลายประเทศจับตาว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลใหม่ พร้อมจับสัญญาณทิศทางนโยบาย โดยหนึ่งในคำถามคือการเปลี่ยนแปลงผู้นำจะส่งผลต่อการวางบทบาทของไทยในเวทีโลก และการรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างไร

 

 

บทความนี้ได้ถามความเห็นจากนักวิเคราะห์ในจีน ซึ่งเชี่ยวชาญและติดตามการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อดูว่าจีนมองการเลือกตั้งนี้อย่างไร และคาดหวังอะไร

 

ภูมิทัศน์เลือกตั้งและทิศทางการเมืองไทยในมุมนักวิเคราะห์จีน

 

อวี๋ไห่ชิว (余海秋) ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน มองว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ชิงชัยกัน 500 ที่นั่งนั้น เป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจใหญ่ในเวลานี้ นั่นคือ ขั้วฝ่ายปฏิรูปของพรรคประชาชนกับฝ่ายอนุรักษนิยมของภูมิใจไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่อาจมองข้ามขั้วที่ 3 ของเพื่อไทยในฐานะ ‘ฝ่ายสายกลาง’ และเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง และเสถียรภาพของสังคมไทย

 

ฝ่ายปฏิรูปนั้นชูนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปราบปรามการทุจริต และปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานเสียงชนชั้นกลางในเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอาศัยฐานเสียงจากกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและข้อได้เปรียบทางโครงสร้าง ชูนโยบายเน้นความมั่นคงและชาตินิยม เพื่อรักษาฐานเสียงกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มจารีตนิยม ขณะที่ฝ่ายสายกลางคือเพื่อไทย มีฐานเสียงหนาแน่นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชูนโยบายปฏิรูปเชิงรุกแบบค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นพลังสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

 

ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย 1

อวี๋ไห่ชิว (余海秋) ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน ประเทศจีน

 

แต่อวี๋ไห่ชิวมองว่าพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างประชาธิปัตย์ก็เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ และจะมีบทบาทในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้

 

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ยังมีการทำประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีประเด็นที่ต่อสู้กันทางความคิดในรายละเอียดของสองขั้วอำนาจ แม้พรรคส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ตาม โดยภูมิใจไทยคัดค้านการแตะต้องหมวด 1 และ 2 ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาด แต่พรรคประชาชนก็ตอบโต้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถยกร่างทั้งฉบับได้ แต่ต้องไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขอย่างแน่นอน

 

ขณะที่ รศ.พานเยี่ยนเสียน (潘艳贤) จากวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในกระบวนการพัฒนาการเมืองของไทย นัยสำคัญอยู่ที่การสร้างฉันทมติทางการเมืองและการวางรากฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนในสังคมไทยต่างคาดหวัง

 

แต่ผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนทิศทางประเทศมากน้อยแค่ไหนนั้น รศ.พานเยี่ยนเสียน เชื่อว่า ไม่ว่าโครงสร้างทางการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่ความต้องการพื้นฐานของทุกภาคส่วนจะยังไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และการผลักดันการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งทุกพรรคการเมืองจะต้องฟังเสียงประชาชนมากขึ้นในการกำหนดนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภายในประเทศและเพิ่มความร่วมมือในระดับภูมิภาค

 

อวี๋ไห่ชิวชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการเผชิญหน้าครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษนิยมของไทย ซึ่งแบกรับความคาดหวังของประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงข้อจำกัดทางสถาบันและโครงสร้าง ซึ่งไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง ก็มีแนวโน้มสูงที่ไทยจะได้รัฐบาลผสมต่อไป โดยที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างข้อเรียกร้องในการปฏิรูปและการรักษาเสถียรภาพ

 

“การเมืองไทยจะยังคงอยู่ในระยะของ ‘การค่อยๆ ปรับตัว’ มากกว่า ‘การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน’” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ผลเลือกตั้งส่งผลต่อบทบาทและอิทธิพลไทยในอาเซียนหรือไม่?

 

การเมืองภายในย่อมส่งผลต่อการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศ แน่นอนว่านักวิเคราะห์ต่างชาติก็จับสัญญาณเช่นกันว่าแต่ละพรรคมีนโยบายอย่างไร และจะส่งผลต่อบทบาทไทยในเวทีโลกมากน้อยแค่ไหน

 

ในมุมมองต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น อวี๋ไห่ชิวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะส่งผลแบบจำกัดต่อบทบาทและอิทธิพลของไทยในอาเซียน โดยหลักๆ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลจะยังคงมีแนวนโยบายสนับสนุน ‘ความเป็นแกนกลางของอาเซียน’ และสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ

 

“อย่างไรก็ตาม ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ แนวทางนโยบายหลัก รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ จะส่งผลต่อระดับความเข้มข้นในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการมีส่วนร่วมและการสร้างอำนาจการต่อรองในความร่วมมือระดับภูมิภาค” นักวิเคราะห์แห่งสถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน ให้ความเห็น

 

เช่นเดียวกับ พานเยี่ยนเสียน ที่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ประเทศไทยในฐานะผู้ก่อตั้งอาเซียนและมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ศูนย์กลางภูมิภาคจะยังมีสถานะเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน และสถานะนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือสั่นคลอนในระยะสั้นนี้

 

รองศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยอาเซียนศึกษาในกว่างซี มองว่าเสถียรภาพทางการเมืองของไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อสันติภาพและการพัฒนาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากกระบวนการเลือกตั้งราบรื่น จะช่วยเสริมสร้างรากฐานภายในของอาเซียนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะที่จุดยืนของไทยในการยึดถือความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน รวมถึงการผลักดันความเชื่อมโยงและความร่วมมือในภูมิภาคนั้นจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

“จีนหวังว่าไทยจะยังคงบทบาทนำในอาเซียน ผลักดันความสามัคคีและความร่วมมือ และรักษาความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค” รศ.พาน กล่าว

 

ภาพนักวิเคราะห์จีนผู้เชี่ยวชาญด้านไทยศึกษา ให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งไทย 2

รศ.พานเยี่ยนเสียน (潘艳贤) วิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ ประเทศจีน

 

ทิศทางความสัมพันธ์ไทย-จีนหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร?

 

ทั้ง อวี๋ไห่ชิว และ พานเยี่ยนเสียน ต่างเห็นตรงกันว่า โครงสร้างพื้นฐานของความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมั่นคง และจะได้รับผลกระทบจากผลการเลือกตั้งในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น ทั้งสองยกคำพูด “ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ว่าเป็นประโยคที่จีนพูดถึงไทยเสมอมา ซึ่งสะท้อนภาพความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ฝังรากลึกในสังคมไทยและจีน

 

“รากฐานทางยุทธศาสตร์ของความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นมั่นคง สถานะพื้นฐานนี้จะไม่สั่นคลอนเพียงเพราะผลการเลือกตั้งของไทย” พานเยี่ยนเสียนกล่าว พร้อมกับยกเหตุการณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2025 ว่าได้วางรากฐานความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ยั่งยืนและมั่นคงระหว่างสองประเทศ

 

ขณะที่อวี๋ไห่ชิวระบุว่า จีนให้ความสำคัญกับ ‘ความต่อเนื่องของนโยบาย’ ของรัฐบาลไทย เพื่อหวังสานต่อโครงการความร่วมมือต่างๆ อย่างไรก็ตาม แม้มีการเปลี่ยนตัวรัฐบาลก็ไม่ได้เปลี่ยนโทนความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ

 

“พรรคการเมืองหลักของไทยล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับจีน ดังนั้นทิศทางจึงไม่น่าเปลี่ยน แต่ข้อแตกต่างอาจอยู่ที่จังหวะเวลาของความร่วมมือ ซึ่งรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพจะเอื้อต่อการผลักดันความร่วมมือที่ต่อเนื่อง แต่หากเกิดความระส่ำระสายขึ้นจากภายใน ก็อาจส่งผลให้โครงการความร่วมมือต่างๆ ชะงักงัน” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ในมุมมองของผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษาในยูนนานนั้น ถ้ารัฐบาลใหม่นำโดยฝ่ายอนุรักษนิยมของภูมิใจไทยจะช่วยให้ความร่วมมือกับจีนรุดหน้าได้เร็วขึ้น ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายปฏิรูปอาจมีแนวนโยบายที่พยายามรักษาสมดุลในความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

 

นอกจากความสัมพันธ์ในทางการเมืองแล้ว จีนและไทยยังมีความผูกพันทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งในฐานะที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับต้นๆ ระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดดุลการค้า 2.2 ล้านล้านบาทของไทยในปีที่แล้วได้กลายเป็นความท้าทายในความสัมพันธ์ที่ถูกมองว่าไม่สมดุล ซึ่งไทยก็ต้องการขายสินค้าให้จีนมากขึ้น ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้จีนส่งออกไปสหรัฐฯ ยากขึ้น และจีนก็หันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้นแทน

 

แต่สำหรับจีนแล้ว อวี๋ไห่ชิวมองถึงโอกาสในความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ

 

“รัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงและความร่วมมือทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันโครงการทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญและการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก” อวี๋ไห่ชิวกล่าว

 

ขณะที่พานเยี่ยนเสียนชี้ว่า จีนครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องกัน 12 ปี ไม่ว่าพรรคการเมืองใดก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้านระหว่างไทย-จีนจะยังคงเดินหน้าต่อไป โดยไทยและจีนสามารถร่วมมือกันในหลายเวทีผ่านกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP), ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวมถึงโครงการสำคัญอย่างทางรถไฟไทย-จีน และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

 

ส่วนในด้านการลงทุน อวี๋ไห่ชิวเชื่อว่าผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของคนจีนเพียงระยะสั้น แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนในระยะยาว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งจีนต้องการคว้าโอกาสในห่วงโซ่คุณค่าใหม่ๆ ในภูมิภาค เพื่อรับมือกับความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก

 

พานเยี่ยนเสียนแสดงความคาดหวังด้วยว่า จีนและไทยจะกระชับความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยที่สามารถแสดงบทบาทร่วมกันรักษาเสถียรภาพและสันติภาพ ตลอดจนส่งเสริมการรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้

 

ไทยต้องเลือกข้างจีนหรือสหรัฐฯ หรือไม่?

 

ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นและรุนแรง ไทยเผชิญแรงกดดันให้เลือกข้างเพิ่มขึ้น แต่อวี๋ไห่ชิวระบุว่า ด้วยประเพณีทางการทูตและยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจของไทย จะทำให้ไทยควบคุมสถานการณ์ได้ และจะไม่ ‘เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง’ อย่างง่ายดาย

 

“หัวใจสำคัญคือการรักษาสมดุลแบบพลวัตระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เพื่อหลีกเลี่ยงการผูกติดกับขั้วอำนาจเดียว แม้แรงกดดันจะสูงขึ้น แต่ยุทธศาสตร์การสร้างสมดุลของไทยยังมีความยืดหยุ่น โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ใช้กลไกพหุภาคี และความร่วมมือที่หลากหลายในการกระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาความมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของตนเอง” ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์ยูนนาน กล่าว

 

ในเรื่องนี้ รศ.พาน มีความเห็นที่สอดคล้องกัน โดยมองว่าไทยยึดถือแนวทางการทูตแบบ ‘เศรษฐกิจนำ’ และ ‘สร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ’ มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ไทยยังยืนหยัดในนโยบายการต่างประเทศที่เป็นอิสระ ซึ่งจุดยืนนี้ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะไม่เปลี่ยนแปลง

 

ส่วนนักวิเคราะห์จากวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยกว่างซีหมินจู๋ มองว่าความต้องการหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ สันติภาพ การพัฒนา ความร่วมมือ และผลประโยชน์ร่วมกัน โดยทุกประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค และผลักดันความร่วมมือที่เปิดกว้างและครอบคลุม ซึ่งจีนก็ยืนหยัดในเส้นทางที่คล้ายกัน โดยยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกัน เสมอภาค และแบ่งปันผลประโยชน์

 

“ดังนั้นเมื่อไทยได้รัฐบาลใหม่จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่ส่งเสริมภูมิภาคนี้โดยรวม มากกว่าที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าและความตึงเครียดกับมหาอำนาจภายนอก” พานเยี่ยนเสียนกล่าว

 

“จีนคาดหวังว่าไทยจะยังคงยึดมั่นในนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ โดยใช้เศรษฐกิจเป็นแกนหลักในการทูต เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์กับนานาประเทศ”

 

ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยต่อมหาอำนาจ

 

ในมุมมองของอวี๋ไห่ชิว ไทยจะมีสถานะเป็น ‘จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจทดแทนได้’ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ผ่าน 3 บทบาทหลัก คือ ผู้สร้างสมดุลหลักของอาเซียน, ศูนย์กลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ และจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

 

“หัวใจสำคัญคือการสานต่อแนวทางการสร้างสมดุลเชิงรุกโดยไม่เลือกข้างและเน้นความมีอิสระของการดำเนินนโยบาย ด้วยกลยุทธ์ผสมผสานระหว่างการพึ่งพาเศรษฐกิจจีน สร้างสมดุลในความมั่นคง และประสานความร่วมมือพหุภาคี เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย” ผู้อำนวยการศูนย์ไทยศึกษาในยูนนาน กล่าว

 

เธอทิ้งท้ายว่า ตำแหน่งที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทยจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความสำเร็จของ ‘การสร้างสมดุล’ จะขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะสามารถรักษาเส้นแบ่ง “การไม่เลือกข้างและปกป้องผลประโยชน์หลัก” ได้หรือไม่ แต่ตราบใดที่ไทยและจีนยึดถือผลประโยชน์ร่วมกันและเคารพกันและกัน ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีและความร่วมมือระดับภูมิภาคมีความมั่นคงและพัฒนาไปในทางที่ดีได้

The post เลือกตั้ง 2569 : นักวิเคราะห์จีนมองเลือกตั้งไทย ทิศทางความสัมพันธ์และบทบาทไทยในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา 11 คน เดินหน้ากวาดล้างตระกูลมาเฟียทุนเทา https://thestandard.co/china-executes-myanmar-scammers-mafia-crackdown/ Fri, 30 Jan 2026 03:22:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1171360 ทางการจีน ดำเนินการประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา เพื่อกวาดล้างกลุ่มทุนเทา

จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมาจำนวน 11 คน เ […]

The post จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา 11 คน เดินหน้ากวาดล้างตระกูลมาเฟียทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางการจีน ดำเนินการประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา เพื่อกวาดล้างกลุ่มทุนเทา

จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมาจำนวน 11 คน เมื่อวานนี้ (29 มกราคม) หลังจากศาลเมืองเวินโจวมีคำตัดสินประหารชีวิตไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ในบรรดาผู้ถูกประหารชีวิต มีสมาชิกของตระกูลหมิง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชญากรรมผู้ทรงอิทธิพลในเขตโกก้างรวมอยู่ด้วย

 

กลุ่มผู้ถูกประหารมีความผิดฐานฆ่าคนโดยเจตนา ทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ฉ้อโกง และเปิดบ่อนคาสิโนผิดกฎหมาย ธุรกิจของพวกเขามักเป็นการหลอกลวงผู้อื่นให้ตกหลุมรักและหลอกให้ลงทุน (Pig-butchering) ซึ่งกวาดเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อทั่วโลก และมีการทารุณกรรมแรงงานในศูนย์สแกมเมอร์อย่างโหดร้าย มีชาวจีนเสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก

 

4 ตระกูลมาเฟียในเขตโกก้าง

 

ธุรกิจสีเทาในเมืองเล่าก์ก่าย (Laukkaing) เขตปกครองตนเองโกก้าง รัฐฉาน ถูกควบคุมโดยตระกูลมาเฟีย 4 ตระกูลหลัก ได้แก่ ตระกูลหมิง ตระกูลเปา ตระกูลเว่ย และตระกูลหลิว ซึ่งขึ้นมามีอำนาจตั้งแต่ปี 2009 จากการสนับสนุนของกองทัพเมียนมา ภายใต้การนำของ พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมาคนปัจจุบัน

 

ตระกูลมาเฟียเหล่านี้เปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากเดิมที่เน้นผลิตฝิ่นและยาบ้า ได้เปลี่ยนมาทำธุรกิจคาสิโนและการหลอกลวงออนไลน์ ในสเกลอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ประมาณการว่า มีคนทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมาสูงถึง 120,000 คน และในกัมพูชาอีกราว 100,000 คน ธุรกิจนี้ดูดเงินเหยื่อจากทั่วโลกไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ปัจจุบันขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้ได้ขยายตัวไปยังอเมริกาใต้ แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรปแล้ว

 

จุดแตกหักและการกวาดล้าง

 

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้จีนต้องจัดการขั้นเด็ดขาด เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2023 ที่ ‘Crouching Tiger Villa’ หรือศูนย์กลางเครือข่ายสแกมเมอร์ของตระกูลหมิง เมื่อยามรักษาความปลอดภัยสังหารชาวจีนระหว่างพยายามหลบหนี จีนจึงเปิดทางให้กองกำลัง MNDAA เข้าโจมตีเพื่อกวาดล้างธุรกิจนี้และจับกุมหัวหน้าตระกูลส่งให้ทางการจีน

 

แม้จีนจะร่วมมือกับไทยและเมียนมาในการปราบปรามและส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศนับพันคน แต่ธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ยังคงปรับตัวและย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ใหม่ รวมถึงในประเทศกัมพูชา แม้ว่าศูนย์ใหญ่ๆ บางแห่งจะถูกสั่งปิดไปแล้วก็ตาม

 

ภาพ: CCTV

อ้างอิง:

The post จีนประหารชีวิต เครือข่ายสแกมเมอร์ในเมียนมา 11 คน เดินหน้ากวาดล้างตระกูลมาเฟียทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน https://thestandard.co/china-military-purge-xi-taiwan/ Thu, 29 Jan 2026 03:30:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1170893 ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในพิธีตรวจแถวกองทัพ

การปลดผู้นำกองทัพจีนอย่างจางโหย่วเสียถือเป็นแผ่นดินไหวข […]

The post จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ในพิธีตรวจแถวกองทัพ

การปลดผู้นำกองทัพจีนอย่างจางโหย่วเสียถือเป็นแผ่นดินไหวขนาดมโหฬารในการเมืองจีน เขาเป็นเบอร์ 2 ของกองทัพจีน แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นทหารที่ใหญ่ที่สุดเพราะเบอร์ 1 คือสีจิ้นผิง นับเป็นการล้างบางผู้นำทหารระดับสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่สมัยประธานเหมา

 

มีข้อสังเกตเบื้องต้น 2 ข้อ จากคำแถลงที่เป็นทางการของรัฐบาลจีน ข้อแรกคือ เหตุผลหลักของการปลดคือการไม่ฟังคำสั่งของสีจิ้นผิง เพราะในประกาศการปลดแถลงชัดว่า เหตุคือไม่ปฏิบัติตามหลักการของระบบสั่งการของกองทัพที่ประธานและพรรคเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

 

ก่อนหน้านี้สีจิ้นผิงเคยปลดผู้นำระดับสูงของกองทัพไปแล้วหลายคน จนตอนนี้ในคณะกรรมการสูงสุดของกองทัพจีนที่แต่เดิมมี 7 คน เหลือสมาชิกเพียง 2 คน เท่านั้น คือสีจิ้นผิงกับกรรมการที่รับผิดชอบเรื่องการสอบวินัย แต่ในการปลดผู้นำกองทัพระดับสูงครั้งก่อนๆ เหตุผลหลักจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ได้ให้เหตุผลชัดเจนเหมือนกรณีในครั้งนี้ว่ามาจากการไม่ปฏิบัติตามระบบการสั่งการที่พรรค (และสีจิ้นผิงที่เป็นเบอร์ 1 ของพรรค) อยู่เหนือทหาร

 

ในคำแถลงยังกล่าวถึงการสร้างเครือข่ายของตนเองของจางโหย่วเสียภายในกองทัพและการเล่นพรรคเล่นพวก ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าที่มาของการปลดในครั้งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายของสีจิ้นผิงและของพรรค กล่าวคือสีจิ้นผิงและพรรคอาจสั่งอย่างหนึ่ง แต่ไม่เกิดผลอะไร

 

ยังมีรายงานจากสื่อตะวันตก (Wall Street Journal) อ้างแหล่งข่าวระดับสูงของจีนว่า จางโหย่วเสียถูกปลดเพราะคาบความลับเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของจีนไปบอกหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ นักวิเคราะห์การเมืองจีนส่วนใหญ่มองว่านี่น่าจะเป็นข่าวปล่อย และโอกาสความเป็นไปได้ต่ำ

 

อีกข้อสังเกตคือ เริ่มมีข่าวลือว่าจางโหย่วเสียอาจกำลังถูกสอบสวนตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ก่อน เนื่องจากไม่ปรากฎเขาเข้าร่วมการประชุมสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีน คำแถลงของทางการจีนออกตามมาเร็วมากหลังจากที่ข่าวลือแพร่สะพัดเพียง 2-3 วัน

 

แตกต่างจากในกรณีอื่นๆ ในอดีตที่ผู้นำระดับสูงของจีนอาจไม่ปรากฎตัวในที่สาธารณะเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีคำแถลงออกมาว่าถูกปลดหรือถูกดำเนินการทางวินัย ระยะเวลาที่หายตัวไปอาจเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยาวระหว่างกระบวนการสอบสวน แต่ในกรณีนี้ถือว่าเรื่องเกิดขึ้นรวดเร็วและผลหรือการสื่อสารทางการออกตามมาเร็วมาก

 

สะท้อนว่า มีความจำเป็นที่จะต้องรีบประกาศเรื่องนี้ให้สาธารณะและภายในกองทัพทราบอย่างเป็นทางการ ต้องรีบเอาคนนี้ออกจากอำนาจ หรือรีบทำให้ทุกคนรู้ว่าคนนี้ไม่อยู่ในอำนาจอีกต่อไปแล้ว และสีจิ้นผิงควบคุมสถานการณ์อยู่

 

มีนักวิเคราะห์มองว่า การปลดครั้งนี้จะสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวทั่วไปในระบบ เพราะหากคนระดับยังถูกเช็คบิลได้ ย่อมไม่มีใครที่ปลอดภัยต่อไปอีก จางโหย่วเสียเป็นลูกของอดีตผู้นำกองทัพที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหมาเจ๋อตง ตัวจางโหย่วเสียเองก็เคยร่วมรบในสงครามเวียดนาม เป็นผู้นำกองทัพจีนคนเดียวที่มีประสบการณ์การทำสงครามจริง และยังเป็นเพื่อนอนุบาลกับสีจิ้นผิง ก่อนหน้านี้หลายคนก็มองว่าเขามีความสนิทสนมใกล้ชิดกับสีจิ้นผิงมาโดยตลอด

 

ในประกาศทางการของรัฐบาลจีนก็มีคำพูดทำนองนี้ชัดเจนว่า ไม่มีใครสูงจนแตะต้องไม่ได้ ความดีในอดีตไม่สามารถลบล้างความผิด ฯลฯ แถมข้อหาที่บอกว่าเขาสร้างเครือข่ายพวกพ้องในระบบ ยังมีคำถามตามมาว่าจะมีการตามกวาดล้างเครือข่ายพวกพ้องเหล่านี้ด้วยอีกไหม

 

แต่คำถามใหญ่กว่านั้นที่ทุกคนควรสนใจคือ เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรกับเรื่องใหญ่ที่สุดของกองทัพจีนอย่างเรื่องไต้หวัน ข้อนี้มีการมองไปทั้งสองแนว

 

แนวแรกคือ จีนไม่น่ามีความพร้อมในระยะสั้น เพราะคงต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยก่อน ตอนนี้สีจิ้นผิงคงต้องทุ่มเทความสนใจในการจัดระเบียบกองทัพให้เรียบร้อยและเอาการเมืองภายในให้อยู่ ไม่น่ามีพลังไปสนใจเรื่องข้างนอกมาก

 

แต่มีความเห็นตรงกันข้าม ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเด็นไต้หวันน่ากังวลขึ้น เพราะถึงแม้เราจะไม่รู้จริงๆ ว่าที่จางโหย่วเสียไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านประธานและของพรรคนั้นคือเรื่องอะไร แต่นักวิเคราะห์ไม่น้อยถามว่า จะใช่เรื่องการเตรียมพร้อมในการรบกรณีไต้หวันหรือไม่

 

มีนักวิเคราะห์ไปค้นดูพบว่า ในขณะที่สีจิ้นผิงย้ำเน้นเสมอว่ากองทัพจีนต้องมีขีดความสามารถที่พร้อมรบ (แม้ไม่ได้บอกว่าจะไปรบที่ไหน) ให้ทันในปี 2027 แต่จางโหย่วเสียไม่เคยออกมาพูดสนับสนุนแนวคิดนี้อย่างเป็นทางการในที่สาธารณะ หลายคนเชื่อว่าจางโหย่วเสีย ซึ่งมีประสบการณ์ในสงครามเวียดนามและเคยเห็นความโหดร้ายของสงคราม น่าจะเป็นฝ่ายที่ค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการทำสงคราม และเห็นความไม่พร้อมหลายอย่างของกองทัพจีน

 

ความอันตรายคือ ท่ามกลางความหวาดกลัวที่อาจแพร่หลายในระบบ ท่านประธานสูงสุดจะได้รับคำแนะนำทั้งสองด้านอย่างเหมาะสมหรือไม่ หรือจะไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือแสดงความเห็นแย้งท่านประธานอีกต่อไป ซึ่งก็จะเป็นเรื่องที่อันตรายในการกำหนดนโยบายและทิศทางต่างๆ ต่อจากนี้

 

ถ้าถามผม ผมเกรงว่า ประเด็นความเสี่ยงเรื่องไต้หวันในระยะยาวดูจะสูงขึ้นกว่าเดิมหลังจากการกระชับอำนาจของสีจิ้นผิงในครั้งนี้ครับ

 

ภาพ: REUTERS / Tingshu Wang / File Photo

The post จับสัญญาณแผ่นดินไหวในกองทัพจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนปลด ‘จาง โยวเซี่ย’ เบอร์ 2 กองทัพ พร้อมสอบสวน ‘หลิว เจิ้นหลี่’ ชี้ละเมิดวินัยร้ายแรง https://thestandard.co/china-generals-corruption-purge/ Sun, 25 Jan 2026 10:23:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1169231 แฟ้มภาพ: ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ยืนตรวจแถวกองทัพ

กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยปลด จาง โยวเซี่ย รองประธานคณะกรร […]

The post จีนปลด ‘จาง โยวเซี่ย’ เบอร์ 2 กองทัพ พร้อมสอบสวน ‘หลิว เจิ้นหลี่’ ชี้ละเมิดวินัยร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ: ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ยืนตรวจแถวกองทัพ

กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยปลด จาง โยวเซี่ย รองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร (Central Military Commission: CMC) ลำดับที่ 1 ขณะที่ดำเนินการสอบสวน หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) สมาชิก CMC ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

 

สำนักข่าว Xinhua และ China Daily ยืนยันว่า ทางการจีนปลดจาง และดำเนินการสอบสวนหลิว ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบภายในกองทัพจีนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยทั้งคู่เข้าข่ายมีความผิดฐานละเมิดวินัยและกฎหมายร้ายแรง ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงคดีคอร์รัปชัน

 

ทั้งนี้ จางเป็นพันธมิตรทางทหารที่ใกล้ชิดที่สุดของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยได้รับการกล่าวขานว่า เป็น ‘เบอร์ 2 กองทัพจีน’ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธาน CMC และสมาชิกกรมการเมือง (Politburo) หรือองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

ขณะที่หลิวเป็นนายพลรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างรวดเร็ว โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ผู้บัญชาการกองทัพบก และเคยเป็นนายทหารที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับยศพลเอกในขณะนั้น ซึ่งทั้งคู่เป็นทหารที่มีประสบการณ์รบจริง เช่น เคยรบในสงครามจีน-เวียดนาม

 

คริสโตเฟอร์ เค. จอห์นสัน (Christopher K. Johnson) อดีตนักวิเคราะห์ของ CIA ที่ติดตามการเมืองชนชั้นนำจีนระบุผ่าน New York Times ว่า การสอบสวนจางเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์กองทัพจีน และเท่ากับเป็นการทำลายโครงสร้างผู้บัญชาการระดับสูงอย่างสิ้นเชิง

 

“การกวาดล้างแม้กระทั่งเพื่อนวัยเด็กอย่างจางแสดงให้เห็นว่า แคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันของสีจิ้นผิง ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ อีกต่อไป” จอห์นสันยังระบุว่า ปัญหาภายในกองทัพอาจฝังรากลึกเกินไปกว่าผู้นำระดับสูงชุดเดิมจะจัดการกันได้ และเหตุการณ์นี้เป็นการเปิดทางให้กลุ่มนายทหารรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประวัติด่างพร้อยเข้ามาดำรงตำแหน่ง

 

นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ สีจิ้นผิง ได้ใช้มาตรการต่อต้านคอร์รัปชันในหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยระยะหลังมุ่งเป้าไปที่กองทัพเป็นพิเศษ โดยผู้นำจีนเคยระบุว่าคอร์รัปชันคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน และการต่อสู้กับปัญหานี้ยังคงซับซ้อนและรุนแรง ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์เห็นต่างว่า การสอบสวนคอร์รัปชันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

 

ปัจจุบัน CMC มีสมาชิกเหลือเพียง 2 คน ได้แก่ สีจิ้นผิง ในฐานะประธาน และ จาง เซิ่งหมิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของกองทัพ

 

แฟ้มภาพ: JASON LEE / Reuters

อ้างอิง:

The post จีนปลด ‘จาง โยวเซี่ย’ เบอร์ 2 กองทัพ พร้อมสอบสวน ‘หลิว เจิ้นหลี่’ ชี้ละเมิดวินัยร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ยุติธรรม นำทีม DSI-อุทยานฯ บุกทลายโกดังไม้เถื่อนข้ามชาติยึดของกลางมูลค่าส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เตรียมส่งขายจีน-เวียดนาม https://thestandard.co/seize-illegal-timber-cross-border/ Wed, 21 Jan 2026 03:53:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1167629 พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ DSI กรมอุทยานฯ ตรวจสอบกองไม้ของกลางภายในโกดัง

วานนี้ (20 มกราคม) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.ยุติธรรม นำทีม DSI-อุทยานฯ บุกทลายโกดังไม้เถื่อนข้ามชาติยึดของกลางมูลค่าส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เตรียมส่งขายจีน-เวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ DSI กรมอุทยานฯ ตรวจสอบกองไม้ของกลางภายในโกดัง

วานนี้ (20 มกราคม) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงผลการบูรณาการกำลังร่วมระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินเครือข่ายขบวนการลักลอบค้าไม้มีค่าข้ามชาติ ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบนำไม้จากเขตป่าอนุรักษ์เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย

 

จากการสืบสวนสอบสวนร่วมกันจนปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีกลุ่มขบวนการลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมาย ดำเนินการในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรม โดยมีขั้นตอนการกระทำความผิดตั้งแต่การลักลอบลำเลียงไม้จากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ นำมารวบรวมไว้ ณ โกดังในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะขนย้ายไปยังจังหวัดหนองคายเพื่อจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ และลำเลียงต่อมายังโกดังสินค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำพรางการขนส่งและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ก่อนส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 2 จุดสำคัญ ดังนี้:

 

จุดที่ 1: บริษัท ออโรร่า ฮาร์ดวูด (ไทยแลนด์) จำกัด (ตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เลขที่ 15/2569 ลงวันที่ 14 มกราคม 2569)

 

  • ผลการตรวจค้น: ตรวจยึดไม้ท่อนและไม้แปรรูป รวมปริมาตร 481.419 ลูกบาศก์เมตร
  • มูลค่าความเสียหายรัฐ: 18,307,430.86 บาท

 

จุดที่ 2: บริษัท ธราทราน (ประเทศไทย) จำกัด (ตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เลขที่ 16/2569 ลงวันที่ 14 มกราคม 2569)

 

  • ผลการตรวจค้น: ตรวจยึดไม้ท่อนและไม้แปรรูป รวมปริมาตร 1,117.51 ลูกบาศก์เมตร
  • มูลค่าความเสียหายรัฐ: 74,184,716.79 บาท

 

รวมปริมาตรไม้ของกลางทั้งสิ้น 1,598.929 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐกว่า 93 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม้จำนวนดังกล่าวถูกลักลอบส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 2,500 ล้านบาท

 

ก่อนหน้านี้ กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่ายดังกล่าวมาเป็นลำดับ โดยสามารถยึดและอายัดไม้ของกลางในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดหนองคาย รวมปริมาตร 296.816 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีมูลค่าตลาดส่งออกประมาณ 300 ล้านบาท

The post รมว.ยุติธรรม นำทีม DSI-อุทยานฯ บุกทลายโกดังไม้เถื่อนข้ามชาติยึดของกลางมูลค่าส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เตรียมส่งขายจีน-เวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก https://thestandard.co/us-china-rivalry-world-map/ Thu, 08 Jan 2026 13:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1163042 The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอ หลังประกาศเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาแล […]

The post สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอ หลังประกาศเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาและควบคุมบ่อน้ำมันแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ก็เหยียบคันเร่งหมายจะครอบครองกรีนแลนด์ต่อทันที มีออปชั่นต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะ ตั้งแต่การจ่ายเงินซื้อแบบถูกกฎหมาย ไปจนถึงการใช้กำลังทางทหารเพื่อฮุบดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีสถานะปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล เป้าหมายปลายทางของโดนัลด์ ทรัมป์และสหรัฐฯ คือจีน และเป็นจีนมาโดยตลอด ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อันดับ 1 ที่สหรัฐฯ ต้องวัดกำลังต่อกรด้วยตลอดหลายสิบปีหรือนับศตวรรษข้างหน้า แน่นอนว่า การที่สหรัฐฯ จะยืนระยะได้นั้น ก็ต้องมีหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงแหล่งทรัพยากรมหาศาลเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสุดท้ายคือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ในอนาคต

 

หากเปรียบสหรัฐฯ เป็นพระอาทิตย์ ก็เป็นพระอาทิตย์ที่เลยจุดสูงสุดบนท้องฟ้า คือพ้นเที่ยงวันไปแล้ว แต่แดดช่วงบ่ายคือช่วงที่แผดเผาที่สุด ในขณะที่จีนเป็นพระอาทิตย์ขาขึ้น กำลังอยู่ในช่วง 10.45 น. รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉายภาพการแข่งขันของสองชาติมหาอำนาจบนหน้าปัดนาฬิกาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความดุเดือดและต่างก็ไม่ลดราวาศอกต่อกัน

 

การผงาดขึ้นมาของจีนอย่างมีนัยสำคัญกลายเป็นภัยคุกคามที่สหรัฐฯ หวาดระแวงและไม่อาจอยู่นิ่งเฉย ในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลโจ ไบเดน และฉบับล่าสุดที่ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จีนคือภัยคุกคามหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา

 

‘เส้นทางสายไหมใหม่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการริเริ่ม ‘แถบและเส้นทาง’ (BRI) ของสีจิ้นผิงที่กินอาณาเขตจากเอเชียไปจนจรดยุโรป และต่อมาได้ขยายเป็น Global Development Initiative (GDI) ที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วโลกนั้น ทำให้อิทธิพลของจีนทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจได้แผ่ขยายไปยังทุกซอกทุกมุม ในขณะที่วอชิงตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปักหมุดเอเชีย-แปซิฟิกหวังจะปิดล้อมปักกิ่ง กลับกลายเป็นว่าวันนี้ต้องมาพะวงหลังบ้าน โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาที่หลายประเทศตกอยู่ใต้เงาอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะเวเนซุเอลา และมีหลายประเทศผูกโยงเศรษฐกิจกับจีนลึกซึ้งมากขึ้นจากการค้าข้ามแปซิฟิกอย่างชิลีและเปรู

 

เราจึงได้ยินทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศพูดถึงคำว่า Sphere of Influence อยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า พื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ ใครอย่ามายุ่ง โดยเฉพาะในทวีปลาตินอเมริกา อเมริกากลาง ไปจนถึงเหนือสุดของแคนาดาในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งล้วนถูกปักธงเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

 

ทรัมป์ยังปลุก ‘หลักการมอนโร’ (Monroe Doctrine) ปี 1823 ที่สหรัฐฯ เคยนำมาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาใช้อีก ซึ่งเป็นการกันท่าประเทศอื่นกลายๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจภายนอกว่าอย่าเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด

 

การส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษชั้นอีลิทอย่าง Delta Force ไปอุ้มประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาถึงทำเนียบที่พักในกรุงการากัสหลังพ้นปีใหม่มาไม่นานนั้น ฉากหน้าคือการกวาดล้างยาเสพติด แต่ฉากหลังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ล้วนๆ เพราะการแถลงของทรัมป์หลังปฏิบัติการ Absolute Resolve เสร็จสิ้นนั้น ทรัมป์ให้แอร์ไทม์กับเรื่องของการบริหารประเทศและควบคุมแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาเป็นหลัก ไม่มีอะไรปกปิดสิ่งที่อเมริกาต้องการอีกต่อไป

 

เราทราบดีว่ามาดูโรเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและมีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่ซื้อขายน้ำมันกันในช่วงหลายปีหลัง เนื่องจากเวเนซุเอลาถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่สหรัฐฯ จะปล่อยเป็นเช่นนั้นไม่ได้อีก และต้องการทวงคืนสิ่งที่สหรัฐฯ เคยมีผลประโยชน์ที่นั่น ซึ่งหลังจากนี้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง ExxonMobil และ Chevron ที่เคยถูกเวเนซุเอลาตะเพิดออกไป ก็จะหวนคืนสู่แหล่งน้ำมันสำรองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนี้อีกครั้ง เป็นหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะมีความมั่นคงทางพลังงานในเชิงยุทธศาสตร์ไปอีกนาน

 

นอกจากพลังงานหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการทหารแล้ว ถ้าเราดูแผนที่โลกจะเห็นว่าเวเนซุเอลาตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนส่วนบนสุดของทวีปอเมริกาใต้ เหนือขึ้นไปเป็นคอคอดปานามา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงอเมริกากลางที่เชื่อมต่อกับอเมริกาเหนือ โดยช่วงหลายปีหลัง จีนเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากผ่านการค้าบริเวณคลองปานามาที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ดังนั้นในปีที่แล้วเราจึงเห็นว่าทรัมป์พยายามอย่างมากในการชิงคลองปานามาที่เป็นจุดยุทธศาสตร์นี้กลับมาอยู่ในครอบครองให้จงได้

 

แต่นอกจากปานามา จีนยังมีท่าเรือสำคัญในชิลีและเปรู ซึ่งอยู่ทางซ้ายของทวีปอเมริกาใต้ติดกับแปซิฟิก และถัดลงมาจากเวเนซุเอลา ก็เป็นบราซิล ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ และเป็นพันธมิตรกับจีนในกลุ่ม BRICS

 

ในความเห็นของ รศ.ดร.ปิติ พื้นที่เหล่านี้ซึ่งต่อลงมาจากอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบียนนั้น เปรียบเหมือนสวนหลังบ้านของสหรัฐฯ พวกเขาจึงอยู่ไม่เป็นสุข การได้เวเนซุเอลามาอยู่ใต้อาณัติจึงเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของทรัมป์

 

จากเปอร์โตริโกที่เป็นของสหรัฐฯ แล้ว เวลานี้มีเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นมาอีก และกลายเป็นยุทธศาสตร์ ‘คีมหนีบ’ สำคัญ โดยทางเหนือมีสหรัฐฯ ทางใต้มีเวเนซุเอลาที่เป็นฐานทรัพยากร ทำให้สหรัฐฯ พร้อมที่จะทำสงครามในระยะยาวในพื้นที่อเมริกากลาง

 

ก้าวถัดไปที่ทรัมป์ขู่จะจัดการในบริเวณนี้คือโคลอมเบียที่อยู่ติดกับเวเนซุเอลา ซึ่งก็มีปัญหากับสหรัฐฯ คล้ายกันคือถูกทรัมป์หมายหัวว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดและส่งไปทำลายอเมริกา ส่วนคิวบา อีกหนึ่งอริของสหรัฐฯ ทรัมป์บอกว่าจะล่มสลายด้วยตัวเองในไม่ช้า โดยที่สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงด้วยการทหาร

 

อีกความเห็นที่น่าสนใจมาจาก พ.อ.นันทสิทธิ์ คล้ายสีเงิน ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการขยายอำนาจแบบยึดครองในโคลอมเบียและปานามา แต่สหรัฐฯ ต้องการสร้างแนวพื้นที่ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพต่อเนื่องรอบเส้นทางยุทธศาสตร์ โดยโคลอมเบียจะทำหน้าที่เป็นประเทศกันชนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปานามาคือหัวใจของระบบการค้าโลกผ่านคลองปานามา สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือการประกันว่าเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะไม่กลายเป็นจุดอ่อนในยามวิกฤต

 

นอกจากปานามาและโคลอมเบีย นิการากัวก็เป็นอีกพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ในเรดาร์ของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ในอดีตดินแดนนี้ถูกแทรกแซงจากสหรัฐฯ หลายครั้ง ถ้ารัฐบาลคิดขุดคลองลัดระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิกที่จะกลายเป็นคู่แข่งของคลองปานามา เพราะสหรัฐฯ เคยควบคุมและบริหารจัดการคลองปานามาอยู่ ก่อนจะส่งมอบคืนให้รัฐบาลปานามาในปี 1999 อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังจีนมีความพยายามเข้ามาช่วยขุดคลองให้นิการากัว ซึ่งสหรัฐฯ จะยอมให้จีนเข้ามามีอิทธิพลไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่นี้จึงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์น่าจับตาในอนาคต

 

ทางเหนือถัดขึ้นไปจากแคนาดา เป็นขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือและการค้าที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ทางขวาของแคนาดามีกรีนแลนด์ ดินแดนในเรดาร์ของทรัมป์ โดยสหรัฐฯ ไม่สบายใจที่เห็นเรือของจีนและรัสเซียเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณนี้จำนวนมาก

 

สำหรับจีนถือเป็นเส้นทางสำคัญที่จะลัดเลาะสู่แอตแลนติกได้โดยไม่ต้องลงใต้ผ่านช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย และอ้อมขึ้นเหนือสู่มหาสมุทรแอตแลนติกผ่านแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา แต่สามารถผ่านขึ้นไปจากเมืองท่าเทียนจินทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านวลาดิวอสตอก เลาะตามชายฝั่งของรัสเซีย ผ่านอะแลสกา ไปยังแคนาดา และทะลุไปสแกนดิเนเวียได้ ซึ่งการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ทำให้พื้นที่เหล่านี้จะสามารถเดินเรือได้มากขึ้นในอนาคต โดยร่นระยะทางขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปได้สั้นลง และใช้เป็นเส้นทางขนส่งยุทธภัณฑ์ในยามมีศึกสงครามได้เร็วขึ้นด้วย

 

อาจารย์ปิติบอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีสภาพเหมือนถูกแซนด์วิชหรือขนาบด้วยจีนกับรัสเซีย จากเดิมที่ต้องการจะไปปิดล้อมจีนด้วยยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แต่เวลานี้สหรัฐฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์ หันมาให้ความสำคัญกับแอตแลนติก-แปซิฟิกมากขึ้นแทน

 

หากสหรัฐฯ คุมกรีนแลนด์ได้ไม่ว่าด้วยหนทางใด จะทำให้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดตัดของอเมริกาเหนือ ยุโรป และอาร์กติก ทำให้สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมทางอากาศที่สำคัญ รวมถึงเส้นทางเดินเรือในแอตแลนติกเหนือ และประตูสู่มหาสมุทรอาร์กติก โดยทางใต้ของกรีนแลนด์ยังมีช่องว่าง GIUK ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักรด้วย ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของเรือรบรัสเซีย

 

นอกจากนี้กรีนแลนด์ยังอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติในรูปพลังงาน และมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธมหาศาลที่รอการสำรวจ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเทคโนโลยีป้องกันประเทศและพลังงานสะอาด พ.อ.นันทสิทธิ์ ชี้ว่า กรีนแลนด์ยังมีบทบาทในฐานะจุดเชื่อมของสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรป ดังนั้นกรีนแลนด์จึงมีความสำคัญมากในเชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตามกรอบแผนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวไว้น่าคิดว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคของการขยายอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ไปสู่ยุคของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศมหาอำนาจไม่ได้ตั้งคำถามว่า ควรเข้าไปที่ใด มากเท่ากับว่า จุดใดหากปล่อยให้หลุดมือแล้วจะกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของพวกเขา

 

ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อซีกโลกตะวันตก จึงไม่อาจแยกออกจากหลักการมอนโร ซึ่งยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอกในภูมิภาคนี้ แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนไป แต่แก่นของหลักการดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการต่อต้านการล่าอาณานิคม ไปสู่การป้องกันการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Entrenchment) ของคู่แข่งทางยุทธศาสตร์

 

จากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย ปานามา นิการากัว ไปกรีนแลนด์ ยังมี Ocean Gateway ที่อาจารย์ปิติชวนจับตาในระยะสั้นนี้คือ เส้นทางระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ซึ่งมีแผ่นดินอิสราเอลกับปาเลสไตน์กั้นอยู่ ทรัมป์เคยมีแนวคิดจะให้สหรัฐฯ เข้าไปครอบครองพื้นที่กาซา เพื่อขุดคลองเชื่อม ซึ่งก็ต้องดูว่า ชาติอาหรับและอิหร่านจะผนึกกำลังกันต้านทานอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ขนาดไหน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังคุกรุ่นเป็นระลอกๆ

 

ในอดีตสหรัฐฯ พยายามปิดล้อมการขยายอำนาจของจีนมาตลอด ซึ่งทางกายภาพ สหรัฐฯ ใช้ยุทธศาสตร์ ‘โซ่หมู่เกาะชั้นแรก’ (first island chain) ในการปิดล้อม โดยลากมาจากหมู่เกาะของญี่ปุ่น ผ่านไต้หวัน ฟิลิปปินส์ตอนเหนือ และสิ้นสุดที่เกาะบอร์เนียว โดยสหรัฐฯ มีฐานทัพกระจายอยู่ทั่วบริเวณนี้ รวมถึงใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีแนว ‘โซ่หมู่เกาะชั้นที่สอง’ (second island chain) ที่ลากจากหมู่เกาะโองาซาวาระ ทางใต้ของญี่ปุ่น ผ่านเกาะกวมของสหรัฐฯ ลงมาถึงเกาะปาเลาและไมโครนีเซีย ซึ่งจีนก็พยายามฝ่าแนวล้อมด้วยการขยายอิทธิพลผ่านทางการค้าบนภาคพื้นทวีปผ่าน BRI รวมถึง GCI ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การซ้อมรบใหญ่ตอบโต้ไต้หวันของจีนในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ ดูนิ่งเฉยผิดปกตินั้น เป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับไต้หวัน เพราะเวลานี้สหรัฐฯ อาจจะง่วนอยู่กับการจัดการหลังบ้านและหน้าบ้านมากกว่า ในขณะที่จีนยืนกรานในแผนการรวมชาติ และมีการขีดปฏิทินไว้ที่ปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่จีนมีกองทัพที่มีศักยภาพพร้อมแล้ว ดังนั้นสงครามใหญ่บริเวณช่องแคบไต้หวันจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องตามต่อ

 

ในขณะที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์นั้น น่าจะกลับมาอยู่ในความสนใจของนานาชาติ เมื่อฟิลิปปินส์ได้เป็นประธานอาเซียนปีนี้ และน่าจะผลักดันเป็นวาระสำคัญในการประชุมตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อว่า จะมีแนวปฏิบัติเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

 

โลกอาจเปรียบได้กับกระดานหมากล้อมของมหาอำนาจที่กำลังชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น ไทยเองก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือเช่นกัน เป็นโจทย์การต่างประเทศที่ไม่มีประเทศไหนเลี่ยงได้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกนั้น ย่อมอยู่ในสายตาของมหาอำนาจแน่นอน และบทเรียนที่เราเห็นจากหลายประเทศคือ หากมีความไร้เสถียรภาพและความเปราะบางจากภายใน ย่อมกลายเป็นช่องว่างให้มหาอำนาจเข้าแทรกแซงได้ง่าย

 

ภาพ: ShutterStock

The post สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? https://thestandard.co/xi-jinping-2026-china-aggressive/ Wed, 07 Jan 2026 10:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1162329 ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองท […]

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองทัพจีนมีการซ้อมรบครั้งใหญ่ด้วยกระสุนจริง (Live-fire) รอบเกาะไต้หวันในระหว่างวันที่ 29–31 ธันวาคม ภายใต้ภารกิจ ’Justice Mission 2025’ มีการซ้อมรบแบบบูรณาการของเหล่าทัพต่างๆ (บก, เรือ, อากาศ และหน่วยยิงจรวด) โดยจำลองสถานการณ์ปิดล้อม (Blockade) ท่าเรือสำคัญและเส้นทางคมนาคมรอบเกาะไต้หวัน เพื่อส่งคำเตือนที่รุนแรงของจีนต่อกองกำลังที่สนับสนุน ‘การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน’ และเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน

 

 

หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ในปีม้า 2026 นี้ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ กว่าเดิมหรือไม่ บทความนี้จะ ‘ผ่าแผนสีจิ้นผิง’ ในปี 2026 เพื่อตอบคำถามนี้ ขอเริ่มต้นเกริ่นด้วย 3 เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีน ในปี 2026 เริ่มจาก

 

  • ต้นเดือนมีนาคม สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (National People’s Congress : NPC) จะประกาศใช้ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ ฉบับใหม่ คือ ฉบับที่ 15 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเสมือน ‘พิมพ์เขียว’ ทิศทางการพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026-2030) หัวใจหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ นอกจากจะขับเคลื่อนด้วยพลังการผลิต New Quality Productive Forces : NQPF รัฐบาลจีนจะเร่งพัฒนา ‘พื้นที่ทำมาหากินใหม่’ ของจีน นั่นคือ เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy : LAE) เช่น อุตสาหกรรมโดรน/อากาศยานไร้คนขับ UAV และเดินหน้า ‘ฟื้นฟูชนบท’ ต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบ High Quality ในระดับต่างๆ (ทั้งในเมืองและในชนบท) สำหรับแผนการกระตุ้นการบริโภค สีจิ้นผิงจะไม่เหวี่ยงแหแก้ปัญหาแบบ ‘แจกเงินฟรี’ รัฐบาลจีนจะไม่โปรยเงิน Helicopter Money แต่จะเน้นกระตุ้นแบบตรงจุด และยึดโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีน โดยจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอัดฉีดงบผ่านนโยบายการคลังในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเร่งสร้างงานใหม่อีกหลายสิบล้านตำแหน่ง เพื่อรองรับนักศึกษาจบใหม่

 

  • ในเดือนเมษายน (หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ มาแทรก) คาดว่า จะเกิด big event ระดับโลกในกรุงปักกิ่ง นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะได้เดินทางไปเยือนจีน สมหวังดังใจที่ทรัมป์รอคอยมานาน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่า จะเกิดซีนชื่นมื่นระหว่างสองผู้นำชาติมหาอำนาจของโลกหรือไม่ และจะมีข้อตกลงสำคัญที่จะทำให้โลกได้ตื่นเต้นหรือไม่

 

  • ปิดท้ายปลายปี เดือนพฤศจิกายน จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC Summit 2026 ที่เมืองเซินเจิ้น สีจิ้นผิงตั้งใจเลือกเซินเจิ้นเป็นเมืองหลักในการจัดงาน APEC เพื่ออวดโชว์ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเซินเจิ้นให้ทั่วโลกได้ตะลึง (เพื่อลบภาพจำของเมืองเซินเจิ้นที่เต็มไปด้วยสินค้าก๊อบปี้ไร้คุณภาพ) และเป็นโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบจีน (China Modernization) จากอดีตหมู่บ้านชาวประมงยากจน ภายใน 40 ปี เซินเจิ้นกลายมาเป็นเมืองไฮเทคสุดล้ำในระดับโลก ตัวอย่างบริษัทจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลกล้วนมาจากเมืองเซินเจิ้น เช่น Huawei, Tencent, BYD, DJI และ UBtech Robotics

 

สำหรับการวิเคราะห์ในประเด็นจีนจะ ‘ดุขึ้น’ หรือไม่ มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งด้านเสถียรภาพการเมืองภายใน ดังนี้

 

ประการแรก ด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

หากมีชาติใดมาพูดจายั่วยุหรือล้ำเส้นสิ่งที่เป็น ‘เส้นแดง’ ตามคำประกาศของสีจิ้นผิง จีนจะดุขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน คำกล่าววันปีใหม่ 2026 ของสีจิ้นผิง มีการตอกย้ำว่า “การรวมชาติกับไต้หวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” และจีนไม่ยอมให้มีการ “แทรกแซงจากภายนอก” อย่าริอ่านมาล้ำเส้นแดงของจีนในเรื่องไต้หวัน

 

ดังนั้น ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ จีนจะดุขึ้นในแง่ความแข็งกร้าวในการตอบโต้แบบทันท่วงที หากประเทศมหาอำนาจอื่น (เช่น สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น) จะมาล้ำเส้นแดงของจีน หรือมีท่าที/ใช้คำพูดท้าทายผลประโยชน์หลักของจีน จีนพร้อมโต้กลับด้วยท่าที assertive ที่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดกับมหาอำนาจเหล่านั้น รวมทั้งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังของจีนในการคว่ำบาตรหรือตอบโต้ (ดังเช่นกรณีนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นกล่าวพาดพิงในประเด็นไต้หวันในปีที่ผ่านมา)

 

อย่างไรก็ดี จีนน่าจะระมัดระวัง ‘ไม่เป็นฝ่ายเปิดทำสงครามก่อน’ หากไต้หวันยังไม่ล้ำเส้นถึงขั้น “ประกาศเอกราช” อย่างเป็นทางการ จีนก็น่าจะอดกลั้นยังไม่ใช้กำลังบุกไต้หวันในปี 2026 เนื่องจากผู้นำจีนยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ของจีนในระดับโลก และตระหนักดีว่า การเริ่มทำสงครามไม่ยาก แต่ผลกระทบที่จะตามมานั้น จบไม่ง่าย ดังนั้น การดุขึ้นของจีน น่าจะปรากฏให้เห็นในลักษณะของ “การขยับเชิงป้องปราม” เช่น การซ้อมรบใหญ่เต็มรูปแบบด้วยกระสุนจริงและอาวุธที่ทันสมัย เพื่อให้คู่กรณีไม่กล้าเผชิญหน้าทางทหารกับจีน

 

กองทัพจีนมีศักยภาพที่จะ ‘ดุขึ้น’ ในการใช้อาวุธทันสมัย เพื่อเพิ่มการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งกร้าวขึ้น และมีการแสดงกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำอำนาจทางการทหารของจีน ทั้งทางทะเลและทางอากาศ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ล่องหน ระบบขีปนาวุธข้ามทวีป และระบบโดรนใต้น้ำพิสัยทำการไกลถึง 10,000 ไมล์ทะเล (ซึ่งอาจเข้าถึงชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ) การซ้อมรบและลาดตระเวนของกองทัพจีนเน้นบริเวณรอบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่จุดวาบไฟ (Flash Point) ที่มีความเสี่ยงสูงของภูมิภาคนี้

 

สำหรับท่าทีจีนต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่แข่งหรือคู่ท้าทายกับจีนโดยตรง (เช่น ประเทศไทย) จีนจะเน้นผูกมิตรด้วยการใช้การทูตเศรษฐกิจ และแสดงบทบาทนำในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเดินหน้าเป็นผู้เล่นสำคัญในกลุ่ม BRICS เพื่อเร่งขยายพันธมิตรในประเทศโลกขั้วใต้ (โดยเฉพาะประเทศในละตินอเมริกาที่ไม่พอใจความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์)

 

นอกจากนี้ จีนน่าจะหันมาดำเนินนโยบาย ‘การทูตเทคโนโลยี’ (Tech Diplomacy) มากขึ้น ด้วยการให้ความช่วยเหลือและส่งออกเทคโนโลยี/แพลตฟอร์มจีนไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขยาย supply chain และสร้าง ecosystem ของเทคโนโลยีจีนให้ครอบคลุมแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ให้มากที่สุด

 

ประการถัดมา ด้านเศรษฐกิจ การค้าและเทคโนโลยี

 

ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติตะวันตกทั้งหลาย จีนพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ หากมีใครมาทำให้ผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบที่สำคัญ จีนจะไม่ยอมถูกบูลลี่และไม่ยอมก้มหัวให้กับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของทรัมป์ นอกเหนือจากการใช้แร่หายากเป็นหมัดเด็ดในการตอบโต้แล้ว จีนยังมี ‘กระสุน’ ในมืออีกหลายอย่าง (เช่น การเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ และจีนถือครองทองคำสำรองอันดับต้นของโลก)

 

ที่ต้องจับตา คือ ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ (และพันธมิตรของสหรัฐฯ) ในปีนี้ จีนน่าจะใช้มาตรการ ‘คุ้มครอง’ อุตสาหกรรมของจีนมากขึ้น และอุดหนุน/กระตุ้นภาคเอกชนจีนด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ในการ ‘ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ’ โดยสมบูรณ์

 

ในระยะกลางและระยะยาว สีจิ้นผิงมีแผนการใหญ่ที่จะมาต่อยอดยุทธศาสตร์ Made in China 2025 เช่น เป้าหมาย AI 2030 และยุทธศาสตร์ China Standard 2035 จีนตั้งเป้าที่จะเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ของ Next Generation Technology ในระดับโลก การบูรณาการ AI plus และระบบ 6G ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมชิปชั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ และการคิดค้น Quantum Computing เป็นต้น

 

นอกจากนี้ จีนจะมีการส่งออกโดรนเพื่อการทหารมากขึ้น สอดคล้องกับหลักการ Dual Use ของอุตสาหกรรมโดรน นั่นคือ การที่เทคโนโลยีโดรนสามารถนำไปใช้งานได้ ทั้งในทางพลเรือน (เช่น เกษตรกรรม, โลจิสติกส์, ถ่ายภาพ) และทางทหาร (เช่น การสอดแนม, ลาดตระเวน, โจมตี) ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ LAE ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 และล่าสุด จีนกลายเป็น ‘มหาอำนาจโดรนในระดับโลก’ ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออก สัดส่วนการส่งออกโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของจีนมากกว่า 45–50% ของการส่งออกโดรนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงค้างคา รัฐบาลจีนต้องเร่งแก้ไขต่อไป เช่น ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเคลียร์ไม่จบ ปัญหาการลงทุนจากต่างชาติลดลง ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ ปัญหาการบริโภคภายในจีนยังไม่คึกคักมากนัก ปัญหาความกังวลและขาดความมั่นใจของภาคการลงทุน และปัญหาสังคมสูงวัย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี แม้จะเหนื่อยมากขึ้น แต่เศรษฐกิจจีนในปีม้าก็ยังไปต่อ จีนยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในหลายเรื่อง ทั้งในแง่ตลาดภายในขนาดใหญ่ ศักยภาพของชนชั้นกลางของจีนที่มีมากกว่า 550 ล้านคน และรายได้เฉลี่ยของคนจีนที่เพิ่มขึ้นทะลุหลัก 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องทำ คือ เร่งสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคจีนเหล่านี้กล้าจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น

 

รวมทั้งจีนมีจุดแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมของจีนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนสามารถยืนบนขาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ จีนไม่มีปัญหาพลังงานเหมือนยุโรป จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด และยังได้เตรียมการรับมือกับยุค ‘AI กินไฟ’ ด้วยการพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ของจีน นั่นคือ โครงการ Linglong-1 ของ China National Nuclear Corporation (CNNC) บนเกาะไห่หนาน จะเริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2026 และจีนเตรียมส่งออกโรงไฟฟ้า SMR ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มี Data Center จำนวนมากและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในยุค AI มากขึ้น

 

ประการสุดท้าย ด้านเสถียรภาพและการเมืองภายในประเทศ

 

ในปี 2026 นี้ สีจิ้นผิงยังคงเน้นรักษาเสถียรภาพ Stability First ผู้นำจีนไม่ต้องการเห็น ‘ความไร้เสถียรภาพ’ และความไร้ระเบียบในสังคมจีน (รวมทั้งไม่ต้องการเห็นการลุกฮือประท้วงของ Gen Z ดังที่เกิดขึ้นในบางประเทศ) ดังนั้น สีจิ้นผิงจะยังคงเน้น ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ และคาดว่า จะ ‘ดุขึ้น’ ในการจัดระเบียบทางสังคมอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนจะออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้มาตรการควบคุม/ป้องกัน เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบการใช้โดรน/อากาศยานไร้คนขับ ภายใต้เศรษฐกิจการบินต่ำ LAE และการ regulate เพื่อป้องกันความเสี่ยง/ผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี AI plus (เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์)

 

โดยสรุป จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในแง่ของการเข้ามาจัดระเบียบของรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงภายในทุกรูปแบบ และเพื่อความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ https://thestandard.co/xi-jinpings-new-year-message/ Thu, 01 Jan 2026 07:12:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1160802 สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อ […]

The post สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (31 ธันวาคม) เนื่องในโอกาสวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 

ผู้นำจีนเน้นย้ำว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่าการเริ่มต้นที่ดีต้องมาจากแผนงานที่ยอดเยี่ยมและเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง เร่งการปฏิรูป และเปิดกว้างในทุกมิติ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันให้แก่ทุกคน

 

สรุปประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิง มีดังนี้

 

การรวมชาติ ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเกิดขึ้นหลังการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวัน ผู้นำจีนย้ำชัดว่า “การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” โดยที่ผ่านมาจีนยืนหยัดอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยของไต้หวันมาโดยตลอด และมุ่งมั่นที่จะรวมไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ โดยไม่ตัดประเด็นการใช้กำลังหากมีความจำเป็น

 

“พี่น้องชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างมีสายเลือดเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร การรวมชาติของมาตุภูมิคือกระแสแห่งยุคสมัยที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้” สีจิ้นผิง กล่าว

 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับวันคืนชาติไต้หวัน (Taiwan Retrocession Day) เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบการสิ้นสุดการปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นเหนือเกาะไต้หวันในปี 1945 ซึ่งในปี 2025 ที่ผ่านมา ไต้หวันได้ผ่านกฎหมายรับรองให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ

 

ส่วนกรณีของฮ่องกงและมาเก๊า ผู้นำจีนมองว่านโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็ง พร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองเขตปกครองพิเศษบูรณาการเข้ากับการพัฒนาภาพรวมของประเทศ เพื่อรักษาความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงในระยะยาว

 

พรรคคอมมิวนิสต์เข้มแข็ง

 

“มีเพียงพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เข้มแข็งเท่านั้น ที่จะนำพาชาติของเราไปสู่ความแข็งแกร่งได้” สีจิ้นผิง กล่าว

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้การปกครองตนเองอย่างเข้มงวด ผ่านมาตรการที่น่าเชื่อถือ และส่งเสริมการปฏิวัติตนเองเพื่อต่อสู้กับการทุจริต และส่งเสริมการปกครองที่ดี

 

“ด้วยเหตุนี้ การดำเนินงานของพรรคและรัฐบาลของเราจึงพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราต้องยึดมั่นในอุดมการณ์เริ่มแรกและภารกิจในการก่อตั้งของเรา และมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายด้วยความเพียรพยายามและความทุ่มเท” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ปี 2025 จีนก้าวหน้าอย่างมั่นคง

 

ปี 2025 เป็นปีที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งสีจิ้นผิงได้กล่าวชื่นชมว่า จีนบรรลุเป้าหมายในแผนดังกล่าว และมีความก้าวหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางใหม่ที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น

 

“ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ และความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม ล้วนก้าวไปสู่ระดับใหม่” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ขณะเดียวกัน เขาได้กล่าวยกย่องความก้าวหน้าของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงตลอดปีที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงหุ่นยนต์ต่อยมวย และภารกิจสำรวจดาวหางเทียนเหวิน-2 ที่ปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในเดือนพฤษภาคม

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความสำเร็จของการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนไปสู่ระดับโลกผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น วิดีโอเกม Black Myth: Wukong และภาพยนตร์แอนิเมชันนาจา 2 ด้วย

 

ทั้งนี้ สีจิ้นผิง กล่าวว่า ประชาชนชาวจีนได้ร่วมมือกันสร้างชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขไปด้วยกัน

 

“ไม่มีปัญหาใดของประชาชนที่เล็กเกินไป เราดูแลใบไม้ทุกใบและบำรุงทุกกิ่งก้าน ในสวนแห่งความเป็นอยู่ของประชาชน” เขากล่าว “เมื่อเสียงแห่งความสุขในชีวิตประจำวันเติมเต็มทุกบ้าน ครอบครัวใหญ่ของชาติเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

 

จีนพร้อมเปิดกว้างในทุกมิติ

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีน “โอบกอดโลกด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง” พร้อมเน้นย้ำถึงการประชุมพหุภาคีที่จีนทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลายครั้งในปีนี้ รวมถึงการประชุมสุดยอดความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งผู้นำโลกหลายคนได้มารวมตัวกันที่เมืองเทียนจิน อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย และเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี

 

“จีนยืนอยู่บนด้านที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์เสมอ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาของโลก” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ภาพ: Xinhua/Yan Yan

 

อ้างอิง:

 

The post สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน https://thestandard.co/china-justice-mission-2025-taiwan-drills/ Tue, 30 Dec 2025 03:23:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1159925 จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

จีนเริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันภายใต้รหัส […]

The post จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

จีนเริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันภายใต้รหัส ‘Justice Mission 2025’ เมื่อวานนี้ (29 ธันวาคม) โดยรูปแบบการซ้อมรบ เป็นการระดมกำลังจากทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังจรวด เพื่อจำลองสถานการณ์การ ‘ยึดและปิดล้อม’ พื้นที่สำคัญของไต้หวัน รวมไปถึงการซ้อมยิงกระสุนจริง

 

กองทัพจีนระบุว่า วัตถุประสงค์ของการซ้อมรบครั้งนี้คือ การเตือน ‘กลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดน’ และเปรียบปฏิบัติการนี้ว่าเป็น ‘เกราะแห่งความยุติธรรม’ (Shield of Justice) ที่จะทำลายผู้ที่วางแผนประกาศเอกราช โดยการซ้อมรบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ หยางจื้อปิน (Yang Zhibin) ผู้บัญชาการคนใหม่ของกองบัญชาการภาคตะวันออก

 

ส่วนสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นความตึงเครียดระลอกนี้ เกิดขึ้นจากการตอบโต้ทางการเมืองและการทหาร หลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท) ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและประกาศคว่ำบาตรบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ

 

อีกทั้งจีนยังมองว่า ท่าทีของ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เป็น ‘พวกแบ่งแยกดินแดน’ โดยจีนกล่าวหาว่า เขากำลังแสวงหาเอกราช ในขณะที่ไล่ยืนยันว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชอีก

 

ทางด้านกระทรวงกลาโหมไต้หวันตรวจพบเครื่องบินทหารจีน 89 ลำ และเรือรบ 28 ลำรอบเกาะ โดยไต้หวันได้ยกระดับการเฝ้าระวังขั้นสูง (High Alert) และส่งกองกำลังพร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ เพื่อปกป้องประชาชน ก่อนหน้านี้ไต้หวันก็ได้จัดซ้อมรบประจำปี ‘Han Kuang’ ครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อเตรียมรับมือการโจมตีเช่นกัน

 

การซ้อมรบของจีน ส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางบินทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตราย ซึ่งกระทบผู้โดยสารกว่า 100,000 คน

 

ไล่ระบุว่า รัฐบาลของเขายึดมั่นใน ‘การรักษาสถานะปัจจุบัน’ (Status Quo) และจะไม่ยั่วยุจีน แต่จำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อเพิ่ม ‘ต้นทุน’ หรือเพิ่มความยากลำบากให้แก่จีน หากจีนคิดจะบุก

 

ภาพ: Eastern Theatre Command / Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน https://thestandard.co/sihasak-wang-yi-discuss-china/ Sat, 27 Dec 2025 08:19:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1159119 อนุทิน เผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่ จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน

วันนี้ (27 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่ จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน

วันนี้ (27 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงมติการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการลงนามปฏิญญาร่วมกับกัมพูชา โดยระบุว่า การประชุมเป็นไปตามขั้นตอนปกติ กองทัพมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

อนุทินกล่าวว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ากองทัพสามารถดำเนินการสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนในทุกพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งได้มีการรายงานในที่ประชุมสมช. ขณะเดียวกัน การดำเนินการด้านการทูตเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 ธันวาคม หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เชิญ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปหารือที่นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพูดคุยแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดน โดยย้ำว่าการทหารและการทูตเป็นคนละส่วน แต่เดินควบคู่กันได้

 

สำหรับเหตุปะทะตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อนุทินระบุว่า กองทัพไทยยึดกฎการปะทะอย่างเคร่งครัด และดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยไม่มีนโยบายรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยืนยันว่าอธิปไตยของไทยจะไม่ถูกล่วงล้ำแม้เพียงตารางนิ้วเดียว

 

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดน อนุทินกล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบและแนวทางรองรับสถานการณ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว หากพื้นที่ใดมีปัญหาด้านความมั่นคงก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด โดยรัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

The post อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน https://thestandard.co/china-announced-sanctions-against-us/ Sat, 27 Dec 2025 04:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1159006 จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโห […]

The post จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจำนวน 20 แห่ง และบุคคลอีกจำนวน 10 คน ซึ่งรวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท Anduril Industries และผู้บริหารระดับสูง โดยบริษัทที่ถูกเพ่งเล็ง รวมถึง Boeing สาขาเซนต์หลุยส์ ที่เน้นงานด้านกลาโหม, Northrop Grumman และ L3Harris

 

การคว่ำบาตรนี้ส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินของบริษัทและบุคคลดังกล่าวในจีน ห้ามองค์กรในจีนทำธุรกิจด้วย และ ห้ามบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเดินทางเข้าประเทศจีน

 

การเคลื่อนไหวของจีนมีขึ้น เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 11.1 billion) เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจอาวุธที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยขายให้ไต้หวัน จีนระบุว่าประเด็นไต้หวันคือ ‘ผลประโยชน์หลัก’ (Core Interest) และเป็น ‘เส้นตายแรก’ (First Red Line) ที่ห้ามก้าวล่วงในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การกระทำของจีนดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่า เพราะจีนแทบไม่มีการทำธุรกิจกับบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Boeing (ฝ่ายพาณิชย์) กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาขายเครื่องบินพลเรือนกว่า 500 ลำให้กับจีน ซึ่งเป็นตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

ทางด้านสหรัฐฯ คัดค้านการตอบโต้ของจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าสหรัฐฯ มี พันธะทางกฎหมาย ในการสนับสนุนให้ไต้หวันมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำต่อเนื่องกันมาถึง 9 รัฐบาล และเรียกร้องให้จีนหันมาเจรจากับไต้หวันแทนการกดดันทางทหารและเศรษฐกิจ

 

แฟ้มภาพ: Johannes Neudecker / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>