China – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 08 Jan 2026 14:35:40 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก https://thestandard.co/us-china-rivalry-world-map/ Thu, 08 Jan 2026 13:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1163042 The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว หลังประกาศเข้าไปบริหารป […]

The post สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว หลังประกาศเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาและควบคุมบ่อน้ำมันแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ได้เหยียบคันเร่งหมายจะครอบครองกรีนแลนด์ต่อทันที ด้วยออปชั่นต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะ ตั้งแต่การจ่ายเงินซื้อแบบถูกกฎหมาย ไปจนถึงการใช้กำลังทางทหารเพื่อฮุบดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีสถานะปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล เป้าหมายปลายทางของโดนัลด์ ทรัมป์และสหรัฐฯ คือจีน และเป็นจีนมาโดยตลอด ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อันดับ 1 ที่สหรัฐฯ ต้องวัดกำลังต่อกรด้วยตลอดหลายสิบปีหรือนับศตวรรษข้างหน้า แน่นอนว่า การที่สหรัฐฯ จะยืนระยะได้นั้น ก็ต้องมีหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงแหล่งทรัพยากรมหาศาลเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสุดท้ายคือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ในอนาคต

 

หากเปรียบสหรัฐฯ เป็นพระอาทิตย์ ก็เป็นพระอาทิตย์ที่เลยจุดสูงสุดบนท้องฟ้า คือพ้นเที่ยงวันไปแล้ว แต่แดดช่วงบ่ายคือช่วงที่แผดเผาที่สุด ในขณะที่จีนเป็นพระอาทิตย์ขาขึ้น กำลังอยู่ในช่วง 10.45 น. รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉายภาพการแข่งขันของสองชาติมหาอำนาจบนหน้าปัดนาฬิกาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความดุเดือดและต่างก็ไม่ลดราวาศอกต่อกัน

 

การผงาดขึ้นมาของจีนอย่างมีนัยสำคัญกลายเป็นภัยคุกคามที่สหรัฐฯ หวาดระแวงและไม่อาจอยู่นิ่งเฉย ในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลโจ ไบเดน และฉบับล่าสุดที่ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จีนคือภัยคุกคามหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา

 

‘เส้นทางสายไหมใหม่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการริเริ่ม ‘แถบและเส้นทาง’ (BRI) ของสีจิ้นผิงที่กินอาณาเขตจากเอเชียไปจนจรดยุโรป และต่อมาได้ขยายเป็น Global Development Initiative (GDI) ที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วโลกนั้น ทำให้อิทธิพลของจีนทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจได้แผ่ขยายไปยังทุกซอกทุกมุม ในขณะที่วอชิงตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปักหมุดเอเชีย-แปซิฟิกหวังจะปิดล้อมปักกิ่ง กลับกลายเป็นว่าวันนี้ต้องมาพะวงหลังบ้าน โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาที่หลายประเทศตกอยู่ใต้เงาอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะเวเนซุเอลา และมีหลายประเทศผูกโยงเศรษฐกิจกับจีนลึกซึ้งมากขึ้นจากการค้าข้ามแปซิฟิกอย่างชิลีและเปรู

 

เราจึงได้ยินทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศพูดถึงคำว่า Sphere of Influence อยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า พื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ ใครอย่ามายุ่ง โดยเฉพาะในทวีปลาตินอเมริกา อเมริกากลาง ไปจนถึงเหนือสุดของแคนาดาในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งล้วนถูกปักธงเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

 

ทรัมป์ยังปลุก ‘หลักการมอนโร’ (Monroe Doctrine) ปี 1823 ที่สหรัฐฯ เคยนำมาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาใช้อีก ซึ่งเป็นการกันท่าประเทศอื่นกลายๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจภายนอกว่าอย่าเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด

 

การส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษชั้นอีลิทอย่าง Delta Force ไปอุ้มประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาถึงทำเนียบที่พักในกรุงการากัสหลังพ้นปีใหม่มาไม่นานนั้น ฉากหน้าคือการกวาดล้างยาเสพติด แต่ฉากหลังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ล้วนๆ เพราะการแถลงของทรัมป์หลังปฏิบัติการ Absolute Resolve เสร็จสิ้นนั้น ทรัมป์ให้แอร์ไทม์กับเรื่องของการบริหารประเทศและควบคุมแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาเป็นหลัก ไม่มีอะไรปกปิดสิ่งที่อเมริกาต้องการอีกต่อไป

 

เราทราบดีว่ามาดูโรเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและมีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่ซื้อขายน้ำมันกันในช่วงหลายปีหลัง เนื่องจากเวเนซุเอลาถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่สหรัฐฯ จะปล่อยเป็นเช่นนั้นไม่ได้อีก และต้องการทวงคืนสิ่งที่สหรัฐฯ เคยมีผลประโยชน์ที่นั่น ซึ่งหลังจากนี้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง ExxonMobil และ Chevron ที่เคยถูกเวเนซุเอลาตะเพิดออกไป ก็จะหวนคืนสู่แหล่งน้ำมันสำรองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนี้อีกครั้ง เป็นหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะมีความมั่นคงทางพลังงานในเชิงยุทธศาสตร์ไปอีกนาน

 

นอกจากพลังงานหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการทหารแล้ว ถ้าเราดูแผนที่โลกจะเห็นว่าเวเนซุเอลาตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนส่วนบนสุดของทวีปอเมริกาใต้ เหนือขึ้นไปเป็นคอคอดปานามา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงอเมริกากลางที่เชื่อมต่อกับอเมริกาเหนือ โดยช่วงหลายปีหลัง จีนเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากผ่านการค้าบริเวณคลองปานามาที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ดังนั้นในปีที่แล้วเราจึงเห็นว่าทรัมป์พยายามอย่างมากในการชิงคลองปานามาที่เป็นจุดยุทธศาสตร์นี้กลับมาอยู่ในครอบครองให้จงได้

 

แต่นอกจากปานามา จีนยังมีท่าเรือสำคัญในชิลีและเปรู ซึ่งอยู่ทางซ้ายของทวีปอเมริกาใต้ติดกับแปซิฟิก และถัดลงมาจากเวเนซุเอลา ก็เป็นบราซิล ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ และเป็นพันธมิตรกับจีนในกลุ่ม BRICS

 

ในความเห็นของ รศ.ดร.ปิติ พื้นที่เหล่านี้ซึ่งต่อลงมาจากอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบียนนั้น เปรียบเหมือนสวนหลังบ้านของสหรัฐฯ พวกเขาจึงอยู่ไม่เป็นสุข การได้เวเนซุเอลามาอยู่ใต้อาณัติจึงเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของทรัมป์

 

จากเปอร์โตริโกที่เป็นของสหรัฐฯ แล้ว เวลานี้มีเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นมาอีก และกลายเป็นยุทธศาสตร์ ‘คีมหนีบ’ สำคัญ โดยทางเหนือมีสหรัฐฯ ทางใต้มีเวเนซุเอลาที่เป็นฐานทรัพยากร ทำให้สหรัฐฯ พร้อมที่จะทำสงครามในระยะยาวในพื้นที่อเมริกากลาง

 

ก้าวถัดไปที่ทรัมป์ขู่จะจัดการในบริเวณนี้คือโคลอมเบียที่อยู่ติดกับเวเนซุเอลา ซึ่งก็มีปัญหากับสหรัฐฯ คล้ายกันคือถูกทรัมป์หมายหัวว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดและส่งไปทำลายอเมริกา ส่วนคิวบา อีกหนึ่งอริของสหรัฐฯ ทรัมป์บอกว่าจะล่มสลายด้วยตัวเองในไม่ช้า โดยที่สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงด้วยการทหาร

 

อีกความเห็นที่น่าสนใจมาจาก พ.อ.นันทสิทธิ์ คล้ายสีเงิน ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการขยายอำนาจแบบยึดครองในโคลอมเบียและปานามา แต่สหรัฐฯ ต้องการสร้างแนวพื้นที่ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพต่อเนื่องรอบเส้นทางยุทธศาสตร์ โดยโคลอมเบียจะทำหน้าที่เป็นประเทศกันชนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปานามาคือหัวใจของระบบการค้าโลกผ่านคลองปานามา สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือการประกันว่าเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะไม่กลายเป็นจุดอ่อนในยามวิกฤต

 

นอกจากปานามาและโคลอมเบีย นิการากัวก็เป็นอีกพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ในเรดาร์ของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ในอดีตดินแดนนี้ถูกแทรกแซงจากสหรัฐฯ หลายครั้ง หากรัฐบาลคิดที่จะขุดคลองลัดระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ซึ่งจะกลายเป็นคู่แข่งของคลองปานามา เพราะสหรัฐฯ เคยควบคุมและบริหารจัดการคลองปานามาอยู่ ก่อนจะส่งมอบคืนให้รัฐบาลปานามาในปี 1999 อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังจีนมีความพยายามเข้ามาช่วยขุดคลองให้นิการากัว ซึ่งสหรัฐฯ จะยอมให้จีนเข้ามามีอิทธิพลไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่นี้จึงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์น่าจับตาในอนาคต

 

ทางเหนือถัดขึ้นไปจากแคนาดา เป็นขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือและการค้าที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ทางขวาของแคนาดามีกรีนแลนด์ ดินแดนในเรดาร์ของทรัมป์ โดยสหรัฐฯ ไม่สบายใจที่เห็นเรือของจีนและรัสเซียเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณนี้จำนวนมาก

 

สำหรับจีนถือเป็นเส้นทางสำคัญที่จะลัดเลาะสู่แอตแลนติกได้โดยไม่ต้องลงใต้ผ่านช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย และอ้อมขึ้นเหนือสู่มหาสมุทรแอตแลนติกผ่านแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา แต่สามารถผ่านขึ้นไปจากเมืองท่าเทียนจินทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านวลาดิวอสตอก เลาะตามชายฝั่งของรัสเซีย ผ่านอะแลสกา ไปยังแคนาดา และทะลุไปสแกนดิเนเวียได้ ซึ่งการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ทำให้พื้นที่เหล่านี้จะสามารถเดินเรือได้มากขึ้นในอนาคต โดยร่นระยะทางขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปได้สั้นลง และใช้เป็นเส้นทางขนส่งยุทธภัณฑ์ในยามมีศึกสงครามได้เร็วขึ้นด้วย

 

อาจารย์ปิติบอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีสภาพเหมือนถูกแซนด์วิชหรือขนาบด้วยจีนกับรัสเซีย จากเดิมที่ต้องการจะไปปิดล้อมจีนด้วยยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แต่เวลานี้สหรัฐฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์ หันมาให้ความสำคัญกับแอตแลนติก-แปซิฟิกมากขึ้นแทน

 

หากสหรัฐฯ คุมกรีนแลนด์ได้ไม่ว่าด้วยหนทางใด จะทำให้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดตัดของอเมริกาเหนือ ยุโรป และอาร์กติก ทำให้สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมทางอากาศที่สำคัญ รวมถึงเส้นทางเดินเรือในแอตแลนติกเหนือ และประตูสู่มหาสมุทรอาร์กติก โดยทางใต้ของกรีนแลนด์ยังมีช่องว่าง GIUK ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักรด้วย ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของเรือรบรัสเซีย

 

นอกจากนี้กรีนแลนด์ยังอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติในรูปพลังงาน และมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธมหาศาลที่รอการสำรวจ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเทคโนโลยีป้องกันประเทศและพลังงานสะอาด พ.อ.นันทสิทธิ์ ชี้ว่า กรีนแลนด์ยังมีบทบาทในฐานะจุดเชื่อมของสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรป ดังนั้นกรีนแลนด์จึงมีความสำคัญมากในเชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตามกรอบแผนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวไว้น่าคิดว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคของการขยายอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ไปสู่ยุคของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศมหาอำนาจไม่ได้ตั้งคำถามว่า ควรเข้าไปที่ใด มากเท่ากับว่า จุดใดหากปล่อยให้หลุดมือแล้วจะกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของพวกเขา

 

ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อซีกโลกตะวันตก จึงไม่อาจแยกออกจากหลักการมอนโร ซึ่งยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอกในภูมิภาคนี้ แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนไป แต่แก่นของหลักการดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการต่อต้านการล่าอาณานิคม ไปสู่การป้องกันการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Entrenchment) ของคู่แข่งทางยุทธศาสตร์

 

จากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย ปานามา นิการากัว ไปกรีนแลนด์ ยังมี Ocean Gateway ที่อาจารย์ปิติชวนจับตาในระยะสั้นนี้คือ เส้นทางระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ซึ่งมีแผ่นดินอิสราเอลกับปาเลสไตน์กั้นอยู่ ทรัมป์เคยมีแนวคิดจะให้สหรัฐฯ เข้าไปครอบครองพื้นที่กาซา เพื่อขุดคลองเชื่อม ซึ่งก็ต้องดูว่า ชาติอาหรับและอิหร่านจะผนึกกำลังกันต้านทานอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ขนาดไหน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังคุกรุ่นเป็นระลอกๆ

 

ในอดีตสหรัฐฯ พยายามปิดล้อมการขยายอำนาจของจีนมาตลอด ซึ่งทางกายภาพ สหรัฐฯ ใช้ยุทธศาสตร์ ‘โซ่หมู่เกาะชั้นแรก’ (first island chain) ในการปิดล้อม โดยลากมาจากหมู่เกาะของญี่ปุ่น ผ่านไต้หวัน ฟิลิปปินส์ตอนเหนือ และสิ้นสุดที่เกาะบอร์เนียว โดยสหรัฐฯ มีฐานทัพกระจายอยู่ทั่วบริเวณนี้ รวมถึงใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีแนว ‘โซ่หมู่เกาะชั้นที่สอง’ (second island chain) ที่ลากจากหมู่เกาะโองาซาวาระ ทางใต้ของญี่ปุ่น ผ่านเกาะกวมของสหรัฐฯ ลงมาถึงเกาะปาเลาและไมโครนีเซีย ซึ่งจีนก็พยายามฝ่าแนวล้อมด้วยการขยายอิทธิพลผ่านทางการค้าบนภาคพื้นทวีปผ่าน BRI รวมถึง GCI ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การซ้อมรบใหญ่ตอบโต้ไต้หวันของจีนในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ ดูนิ่งเฉยผิดปกตินั้น เป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับไต้หวัน เพราะเวลานี้สหรัฐฯ อาจจะง่วนอยู่กับการจัดการหลังบ้านและหน้าบ้านมากกว่า ในขณะที่จีนยืนกรานในแผนการรวมชาติ และมีการขีดปฏิทินไว้ที่ปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่จีนมีกองทัพที่มีศักยภาพพร้อมแล้ว ดังนั้นสงครามใหญ่บริเวณช่องแคบไต้หวันจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องตามต่อ

 

ในขณะที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์นั้น น่าจะกลับมาอยู่ในความสนใจของนานาชาติ เมื่อฟิลิปปินส์ได้เป็นประธานอาเซียนปีนี้ และน่าจะผลักดันเป็นวาระสำคัญในการประชุมตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อว่า จะมีแนวปฏิบัติเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

 

โลกอาจเปรียบได้กับกระดานหมากล้อมของมหาอำนาจที่กำลังชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น ไทยเองก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือเช่นกัน เป็นโจทย์การต่างประเทศที่ไม่มีประเทศไหนเลี่ยงได้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกนั้น ย่อมอยู่ในสายตาของมหาอำนาจแน่นอน และบทเรียนที่เราเห็นจากหลายประเทศคือ หากมีความไร้เสถียรภาพและความเปราะบางจากภายใน ย่อมกลายเป็นช่องว่างให้มหาอำนาจเข้าแทรกแซงได้ง่าย

 

ภาพ: ShutterStock

The post สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? https://thestandard.co/xi-jinping-2026-china-aggressive/ Wed, 07 Jan 2026 10:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1162329 ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองท […]

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองทัพจีนมีการซ้อมรบครั้งใหญ่ด้วยกระสุนจริง (Live-fire) รอบเกาะไต้หวันในระหว่างวันที่ 29–31 ธันวาคม ภายใต้ภารกิจ ’Justice Mission 2025’ มีการซ้อมรบแบบบูรณาการของเหล่าทัพต่างๆ (บก, เรือ, อากาศ และหน่วยยิงจรวด) โดยจำลองสถานการณ์ปิดล้อม (Blockade) ท่าเรือสำคัญและเส้นทางคมนาคมรอบเกาะไต้หวัน เพื่อส่งคำเตือนที่รุนแรงของจีนต่อกองกำลังที่สนับสนุน ‘การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน’ และเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน

 

 

หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ในปีม้า 2026 นี้ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ กว่าเดิมหรือไม่ บทความนี้จะ ‘ผ่าแผนสีจิ้นผิง’ ในปี 2026 เพื่อตอบคำถามนี้ ขอเริ่มต้นเกริ่นด้วย 3 เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีน ในปี 2026 เริ่มจาก

 

  • ต้นเดือนมีนาคม สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (National People’s Congress : NPC) จะประกาศใช้ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ ฉบับใหม่ คือ ฉบับที่ 15 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเสมือน ‘พิมพ์เขียว’ ทิศทางการพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026-2030) หัวใจหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ นอกจากจะขับเคลื่อนด้วยพลังการผลิต New Quality Productive Forces : NQPF รัฐบาลจีนจะเร่งพัฒนา ‘พื้นที่ทำมาหากินใหม่’ ของจีน นั่นคือ เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy : LAE) เช่น อุตสาหกรรมโดรน/อากาศยานไร้คนขับ UAV และเดินหน้า ‘ฟื้นฟูชนบท’ ต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบ High Quality ในระดับต่างๆ (ทั้งในเมืองและในชนบท) สำหรับแผนการกระตุ้นการบริโภค สีจิ้นผิงจะไม่เหวี่ยงแหแก้ปัญหาแบบ ‘แจกเงินฟรี’ รัฐบาลจีนจะไม่โปรยเงิน Helicopter Money แต่จะเน้นกระตุ้นแบบตรงจุด และยึดโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีน โดยจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอัดฉีดงบผ่านนโยบายการคลังในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเร่งสร้างงานใหม่อีกหลายสิบล้านตำแหน่ง เพื่อรองรับนักศึกษาจบใหม่

 

  • ในเดือนเมษายน (หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ มาแทรก) คาดว่า จะเกิด big event ระดับโลกในกรุงปักกิ่ง นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะได้เดินทางไปเยือนจีน สมหวังดังใจที่ทรัมป์รอคอยมานาน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่า จะเกิดซีนชื่นมื่นระหว่างสองผู้นำชาติมหาอำนาจของโลกหรือไม่ และจะมีข้อตกลงสำคัญที่จะทำให้โลกได้ตื่นเต้นหรือไม่

 

  • ปิดท้ายปลายปี เดือนพฤศจิกายน จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC Summit 2026 ที่เมืองเซินเจิ้น สีจิ้นผิงตั้งใจเลือกเซินเจิ้นเป็นเมืองหลักในการจัดงาน APEC เพื่ออวดโชว์ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเซินเจิ้นให้ทั่วโลกได้ตะลึง (เพื่อลบภาพจำของเมืองเซินเจิ้นที่เต็มไปด้วยสินค้าก๊อบปี้ไร้คุณภาพ) และเป็นโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบจีน (China Modernization) จากอดีตหมู่บ้านชาวประมงยากจน ภายใน 40 ปี เซินเจิ้นกลายมาเป็นเมืองไฮเทคสุดล้ำในระดับโลก ตัวอย่างบริษัทจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลกล้วนมาจากเมืองเซินเจิ้น เช่น Huawei, Tencent, BYD, DJI และ UBtech Robotics

 

สำหรับการวิเคราะห์ในประเด็นจีนจะ ‘ดุขึ้น’ หรือไม่ มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งด้านเสถียรภาพการเมืองภายใน ดังนี้

 

ประการแรก ด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

หากมีชาติใดมาพูดจายั่วยุหรือล้ำเส้นสิ่งที่เป็น ‘เส้นแดง’ ตามคำประกาศของสีจิ้นผิง จีนจะดุขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน คำกล่าววันปีใหม่ 2026 ของสีจิ้นผิง มีการตอกย้ำว่า “การรวมชาติกับไต้หวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” และจีนไม่ยอมให้มีการ “แทรกแซงจากภายนอก” อย่าริอ่านมาล้ำเส้นแดงของจีนในเรื่องไต้หวัน

 

ดังนั้น ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ จีนจะดุขึ้นในแง่ความแข็งกร้าวในการตอบโต้แบบทันท่วงที หากประเทศมหาอำนาจอื่น (เช่น สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น) จะมาล้ำเส้นแดงของจีน หรือมีท่าที/ใช้คำพูดท้าทายผลประโยชน์หลักของจีน จีนพร้อมโต้กลับด้วยท่าที assertive ที่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดกับมหาอำนาจเหล่านั้น รวมทั้งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังของจีนในการคว่ำบาตรหรือตอบโต้ (ดังเช่นกรณีนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นกล่าวพาดพิงในประเด็นไต้หวันในปีที่ผ่านมา)

 

อย่างไรก็ดี จีนน่าจะระมัดระวัง ‘ไม่เป็นฝ่ายเปิดทำสงครามก่อน’ หากไต้หวันยังไม่ล้ำเส้นถึงขั้น “ประกาศเอกราช” อย่างเป็นทางการ จีนก็น่าจะอดกลั้นยังไม่ใช้กำลังบุกไต้หวันในปี 2026 เนื่องจากผู้นำจีนยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ของจีนในระดับโลก และตระหนักดีว่า การเริ่มทำสงครามไม่ยาก แต่ผลกระทบที่จะตามมานั้น จบไม่ง่าย ดังนั้น การดุขึ้นของจีน น่าจะปรากฏให้เห็นในลักษณะของ “การขยับเชิงป้องปราม” เช่น การซ้อมรบใหญ่เต็มรูปแบบด้วยกระสุนจริงและอาวุธที่ทันสมัย เพื่อให้คู่กรณีไม่กล้าเผชิญหน้าทางทหารกับจีน

 

กองทัพจีนมีศักยภาพที่จะ ‘ดุขึ้น’ ในการใช้อาวุธทันสมัย เพื่อเพิ่มการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งกร้าวขึ้น และมีการแสดงกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำอำนาจทางการทหารของจีน ทั้งทางทะเลและทางอากาศ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ล่องหน ระบบขีปนาวุธข้ามทวีป และระบบโดรนใต้น้ำพิสัยทำการไกลถึง 10,000 ไมล์ทะเล (ซึ่งอาจเข้าถึงชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ) การซ้อมรบและลาดตระเวนของกองทัพจีนเน้นบริเวณรอบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่จุดวาบไฟ (Flash Point) ที่มีความเสี่ยงสูงของภูมิภาคนี้

 

สำหรับท่าทีจีนต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่แข่งหรือคู่ท้าทายกับจีนโดยตรง (เช่น ประเทศไทย) จีนจะเน้นผูกมิตรด้วยการใช้การทูตเศรษฐกิจ และแสดงบทบาทนำในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเดินหน้าเป็นผู้เล่นสำคัญในกลุ่ม BRICS เพื่อเร่งขยายพันธมิตรในประเทศโลกขั้วใต้ (โดยเฉพาะประเทศในละตินอเมริกาที่ไม่พอใจความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์)

 

นอกจากนี้ จีนน่าจะหันมาดำเนินนโยบาย ‘การทูตเทคโนโลยี’ (Tech Diplomacy) มากขึ้น ด้วยการให้ความช่วยเหลือและส่งออกเทคโนโลยี/แพลตฟอร์มจีนไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขยาย supply chain และสร้าง ecosystem ของเทคโนโลยีจีนให้ครอบคลุมแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ให้มากที่สุด

 

ประการถัดมา ด้านเศรษฐกิจ การค้าและเทคโนโลยี

 

ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติตะวันตกทั้งหลาย จีนพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ หากมีใครมาทำให้ผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบที่สำคัญ จีนจะไม่ยอมถูกบูลลี่และไม่ยอมก้มหัวให้กับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของทรัมป์ นอกเหนือจากการใช้แร่หายากเป็นหมัดเด็ดในการตอบโต้แล้ว จีนยังมี ‘กระสุน’ ในมืออีกหลายอย่าง (เช่น การเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ และจีนถือครองทองคำสำรองอันดับต้นของโลก)

 

ที่ต้องจับตา คือ ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ (และพันธมิตรของสหรัฐฯ) ในปีนี้ จีนน่าจะใช้มาตรการ ‘คุ้มครอง’ อุตสาหกรรมของจีนมากขึ้น และอุดหนุน/กระตุ้นภาคเอกชนจีนด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ในการ ‘ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ’ โดยสมบูรณ์

 

ในระยะกลางและระยะยาว สีจิ้นผิงมีแผนการใหญ่ที่จะมาต่อยอดยุทธศาสตร์ Made in China 2025 เช่น เป้าหมาย AI 2030 และยุทธศาสตร์ China Standard 2035 จีนตั้งเป้าที่จะเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ของ Next Generation Technology ในระดับโลก การบูรณาการ AI plus และระบบ 6G ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมชิปชั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ และการคิดค้น Quantum Computing เป็นต้น

 

นอกจากนี้ จีนจะมีการส่งออกโดรนเพื่อการทหารมากขึ้น สอดคล้องกับหลักการ Dual Use ของอุตสาหกรรมโดรน นั่นคือ การที่เทคโนโลยีโดรนสามารถนำไปใช้งานได้ ทั้งในทางพลเรือน (เช่น เกษตรกรรม, โลจิสติกส์, ถ่ายภาพ) และทางทหาร (เช่น การสอดแนม, ลาดตระเวน, โจมตี) ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ LAE ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 และล่าสุด จีนกลายเป็น ‘มหาอำนาจโดรนในระดับโลก’ ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออก สัดส่วนการส่งออกโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของจีนมากกว่า 45–50% ของการส่งออกโดรนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงค้างคา รัฐบาลจีนต้องเร่งแก้ไขต่อไป เช่น ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเคลียร์ไม่จบ ปัญหาการลงทุนจากต่างชาติลดลง ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ ปัญหาการบริโภคภายในจีนยังไม่คึกคักมากนัก ปัญหาความกังวลและขาดความมั่นใจของภาคการลงทุน และปัญหาสังคมสูงวัย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี แม้จะเหนื่อยมากขึ้น แต่เศรษฐกิจจีนในปีม้าก็ยังไปต่อ จีนยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในหลายเรื่อง ทั้งในแง่ตลาดภายในขนาดใหญ่ ศักยภาพของชนชั้นกลางของจีนที่มีมากกว่า 550 ล้านคน และรายได้เฉลี่ยของคนจีนที่เพิ่มขึ้นทะลุหลัก 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องทำ คือ เร่งสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคจีนเหล่านี้กล้าจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น

 

รวมทั้งจีนมีจุดแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมของจีนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนสามารถยืนบนขาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ จีนไม่มีปัญหาพลังงานเหมือนยุโรป จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด และยังได้เตรียมการรับมือกับยุค ‘AI กินไฟ’ ด้วยการพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ของจีน นั่นคือ โครงการ Linglong-1 ของ China National Nuclear Corporation (CNNC) บนเกาะไห่หนาน จะเริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2026 และจีนเตรียมส่งออกโรงไฟฟ้า SMR ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มี Data Center จำนวนมากและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในยุค AI มากขึ้น

 

ประการสุดท้าย ด้านเสถียรภาพและการเมืองภายในประเทศ

 

ในปี 2026 นี้ สีจิ้นผิงยังคงเน้นรักษาเสถียรภาพ Stability First ผู้นำจีนไม่ต้องการเห็น ‘ความไร้เสถียรภาพ’ และความไร้ระเบียบในสังคมจีน (รวมทั้งไม่ต้องการเห็นการลุกฮือประท้วงของ Gen Z ดังที่เกิดขึ้นในบางประเทศ) ดังนั้น สีจิ้นผิงจะยังคงเน้น ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ และคาดว่า จะ ‘ดุขึ้น’ ในการจัดระเบียบทางสังคมอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนจะออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้มาตรการควบคุม/ป้องกัน เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบการใช้โดรน/อากาศยานไร้คนขับ ภายใต้เศรษฐกิจการบินต่ำ LAE และการ regulate เพื่อป้องกันความเสี่ยง/ผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี AI plus (เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์)

 

โดยสรุป จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในแง่ของการเข้ามาจัดระเบียบของรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงภายในทุกรูปแบบ และเพื่อความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ https://thestandard.co/xi-jinpings-new-year-message/ Thu, 01 Jan 2026 07:12:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1160802 สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อ […]

The post สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (31 ธันวาคม) เนื่องในโอกาสวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 

ผู้นำจีนเน้นย้ำว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่าการเริ่มต้นที่ดีต้องมาจากแผนงานที่ยอดเยี่ยมและเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง เร่งการปฏิรูป และเปิดกว้างในทุกมิติ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันให้แก่ทุกคน

 

สรุปประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิง มีดังนี้

 

การรวมชาติ ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเกิดขึ้นหลังการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวัน ผู้นำจีนย้ำชัดว่า “การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” โดยที่ผ่านมาจีนยืนหยัดอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยของไต้หวันมาโดยตลอด และมุ่งมั่นที่จะรวมไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ โดยไม่ตัดประเด็นการใช้กำลังหากมีความจำเป็น

 

“พี่น้องชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างมีสายเลือดเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร การรวมชาติของมาตุภูมิคือกระแสแห่งยุคสมัยที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้” สีจิ้นผิง กล่าว

 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับวันคืนชาติไต้หวัน (Taiwan Retrocession Day) เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบการสิ้นสุดการปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นเหนือเกาะไต้หวันในปี 1945 ซึ่งในปี 2025 ที่ผ่านมา ไต้หวันได้ผ่านกฎหมายรับรองให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ

 

ส่วนกรณีของฮ่องกงและมาเก๊า ผู้นำจีนมองว่านโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็ง พร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองเขตปกครองพิเศษบูรณาการเข้ากับการพัฒนาภาพรวมของประเทศ เพื่อรักษาความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงในระยะยาว

 

พรรคคอมมิวนิสต์เข้มแข็ง

 

“มีเพียงพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เข้มแข็งเท่านั้น ที่จะนำพาชาติของเราไปสู่ความแข็งแกร่งได้” สีจิ้นผิง กล่าว

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้การปกครองตนเองอย่างเข้มงวด ผ่านมาตรการที่น่าเชื่อถือ และส่งเสริมการปฏิวัติตนเองเพื่อต่อสู้กับการทุจริต และส่งเสริมการปกครองที่ดี

 

“ด้วยเหตุนี้ การดำเนินงานของพรรคและรัฐบาลของเราจึงพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราต้องยึดมั่นในอุดมการณ์เริ่มแรกและภารกิจในการก่อตั้งของเรา และมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายด้วยความเพียรพยายามและความทุ่มเท” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ปี 2025 จีนก้าวหน้าอย่างมั่นคง

 

ปี 2025 เป็นปีที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งสีจิ้นผิงได้กล่าวชื่นชมว่า จีนบรรลุเป้าหมายในแผนดังกล่าว และมีความก้าวหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางใหม่ที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น

 

“ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ และความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม ล้วนก้าวไปสู่ระดับใหม่” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ขณะเดียวกัน เขาได้กล่าวยกย่องความก้าวหน้าของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงตลอดปีที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงหุ่นยนต์ต่อยมวย และภารกิจสำรวจดาวหางเทียนเหวิน-2 ที่ปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในเดือนพฤษภาคม

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความสำเร็จของการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนไปสู่ระดับโลกผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น วิดีโอเกม Black Myth: Wukong และภาพยนตร์แอนิเมชันนาจา 2 ด้วย

 

ทั้งนี้ สีจิ้นผิง กล่าวว่า ประชาชนชาวจีนได้ร่วมมือกันสร้างชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขไปด้วยกัน

 

“ไม่มีปัญหาใดของประชาชนที่เล็กเกินไป เราดูแลใบไม้ทุกใบและบำรุงทุกกิ่งก้าน ในสวนแห่งความเป็นอยู่ของประชาชน” เขากล่าว “เมื่อเสียงแห่งความสุขในชีวิตประจำวันเติมเต็มทุกบ้าน ครอบครัวใหญ่ของชาติเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

 

จีนพร้อมเปิดกว้างในทุกมิติ

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีน “โอบกอดโลกด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง” พร้อมเน้นย้ำถึงการประชุมพหุภาคีที่จีนทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลายครั้งในปีนี้ รวมถึงการประชุมสุดยอดความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งผู้นำโลกหลายคนได้มารวมตัวกันที่เมืองเทียนจิน อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย และเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี

 

“จีนยืนอยู่บนด้านที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์เสมอ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาของโลก” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ภาพ: Xinhua/Yan Yan

 

อ้างอิง:

 

The post สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน https://thestandard.co/china-justice-mission-2025-taiwan-drills/ Tue, 30 Dec 2025 03:23:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1159925 จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

จีนเริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันภายใต้รหัส […]

The post จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

จีนเริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันภายใต้รหัส ‘Justice Mission 2025’ เมื่อวานนี้ (29 ธันวาคม) โดยรูปแบบการซ้อมรบ เป็นการระดมกำลังจากทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังจรวด เพื่อจำลองสถานการณ์การ ‘ยึดและปิดล้อม’ พื้นที่สำคัญของไต้หวัน รวมไปถึงการซ้อมยิงกระสุนจริง

 

กองทัพจีนระบุว่า วัตถุประสงค์ของการซ้อมรบครั้งนี้คือ การเตือน ‘กลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดน’ และเปรียบปฏิบัติการนี้ว่าเป็น ‘เกราะแห่งความยุติธรรม’ (Shield of Justice) ที่จะทำลายผู้ที่วางแผนประกาศเอกราช โดยการซ้อมรบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ หยางจื้อปิน (Yang Zhibin) ผู้บัญชาการคนใหม่ของกองบัญชาการภาคตะวันออก

 

ส่วนสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นความตึงเครียดระลอกนี้ เกิดขึ้นจากการตอบโต้ทางการเมืองและการทหาร หลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท) ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและประกาศคว่ำบาตรบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ

 

อีกทั้งจีนยังมองว่า ท่าทีของ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เป็น ‘พวกแบ่งแยกดินแดน’ โดยจีนกล่าวหาว่า เขากำลังแสวงหาเอกราช ในขณะที่ไล่ยืนยันว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชอีก

 

ทางด้านกระทรวงกลาโหมไต้หวันตรวจพบเครื่องบินทหารจีน 89 ลำ และเรือรบ 28 ลำรอบเกาะ โดยไต้หวันได้ยกระดับการเฝ้าระวังขั้นสูง (High Alert) และส่งกองกำลังพร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ เพื่อปกป้องประชาชน ก่อนหน้านี้ไต้หวันก็ได้จัดซ้อมรบประจำปี ‘Han Kuang’ ครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อเตรียมรับมือการโจมตีเช่นกัน

 

การซ้อมรบของจีน ส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางบินทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตราย ซึ่งกระทบผู้โดยสารกว่า 100,000 คน

 

ไล่ระบุว่า รัฐบาลของเขายึดมั่นใน ‘การรักษาสถานะปัจจุบัน’ (Status Quo) และจะไม่ยั่วยุจีน แต่จำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อเพิ่ม ‘ต้นทุน’ หรือเพิ่มความยากลำบากให้แก่จีน หากจีนคิดจะบุก

 

ภาพ: Eastern Theatre Command / Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน https://thestandard.co/sihasak-wang-yi-discuss-china/ Sat, 27 Dec 2025 08:19:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1159119 อนุทิน เผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่ จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน

วันนี้ (27 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่ จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน

วันนี้ (27 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงมติการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการลงนามปฏิญญาร่วมกับกัมพูชา โดยระบุว่า การประชุมเป็นไปตามขั้นตอนปกติ กองทัพมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

อนุทินกล่าวว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ากองทัพสามารถดำเนินการสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนในทุกพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งได้มีการรายงานในที่ประชุมสมช. ขณะเดียวกัน การดำเนินการด้านการทูตเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 ธันวาคม หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เชิญ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปหารือที่นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพูดคุยแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดน โดยย้ำว่าการทหารและการทูตเป็นคนละส่วน แต่เดินควบคู่กันได้

 

สำหรับเหตุปะทะตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อนุทินระบุว่า กองทัพไทยยึดกฎการปะทะอย่างเคร่งครัด และดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยไม่มีนโยบายรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยืนยันว่าอธิปไตยของไทยจะไม่ถูกล่วงล้ำแม้เพียงตารางนิ้วเดียว

 

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดน อนุทินกล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบและแนวทางรองรับสถานการณ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว หากพื้นที่ใดมีปัญหาด้านความมั่นคงก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด โดยรัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

The post อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน https://thestandard.co/china-announced-sanctions-against-us/ Sat, 27 Dec 2025 04:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1159006 จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโห […]

The post จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจำนวน 20 แห่ง และบุคคลอีกจำนวน 10 คน ซึ่งรวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท Anduril Industries และผู้บริหารระดับสูง โดยบริษัทที่ถูกเพ่งเล็ง รวมถึง Boeing สาขาเซนต์หลุยส์ ที่เน้นงานด้านกลาโหม, Northrop Grumman และ L3Harris

 

การคว่ำบาตรนี้ส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินของบริษัทและบุคคลดังกล่าวในจีน ห้ามองค์กรในจีนทำธุรกิจด้วย และ ห้ามบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเดินทางเข้าประเทศจีน

 

การเคลื่อนไหวของจีนมีขึ้น เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 11.1 billion) เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจอาวุธที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยขายให้ไต้หวัน จีนระบุว่าประเด็นไต้หวันคือ ‘ผลประโยชน์หลัก’ (Core Interest) และเป็น ‘เส้นตายแรก’ (First Red Line) ที่ห้ามก้าวล่วงในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การกระทำของจีนดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่า เพราะจีนแทบไม่มีการทำธุรกิจกับบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Boeing (ฝ่ายพาณิชย์) กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาขายเครื่องบินพลเรือนกว่า 500 ลำให้กับจีน ซึ่งเป็นตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

ทางด้านสหรัฐฯ คัดค้านการตอบโต้ของจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าสหรัฐฯ มี พันธะทางกฎหมาย ในการสนับสนุนให้ไต้หวันมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำต่อเนื่องกันมาถึง 9 รัฐบาล และเรียกร้องให้จีนหันมาเจรจากับไต้หวันแทนการกดดันทางทหารและเศรษฐกิจ

 

แฟ้มภาพ: Johannes Neudecker / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี https://thestandard.co/2026-china-new-tech-strategy/ Tue, 23 Dec 2025 04:57:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1157160 ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร […]

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร์ ข้อถกเถียงมักอยู่ที่ว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ อยู่กี่ปีกันแน่ บ้างก็บอกว่า 10 ปี บ้างก็บอกว่า 5 ปี บ้างก็ว่าน้อยกว่านั้นอีก และจีนกำลังทุ่มเทเต็มที่ที่จะไล่กวดตามให้ทันสหรัฐฯ ให้ได้

 

แต่ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีจีนที่สำคัญยิ่งกว่าการไล่กวดในอุตสาหกรรมที่จีนตามมาทีหลัง คือการเร่งขึ้นเกียร์ขยับนำหน้าให้ได้ในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ทั้งหลายที่วันนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้นำที่ชัดเจน ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน และยังเป็นอุตสาหกรรมทารกและรอการปฏิวัติวงการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับโลก

 

ลองนึกดูครับว่า ถ้าจีนเกิดทำสำเร็จเรื่องควอนตัม จีนก็คงไปบอกสหรัฐฯ ว่าจะใช้ควอนตัมไหม หากจะใช้ ก็ช่วยขายชิปให้จีนด้วยแลกกัน นี่จึงเป็นเกมการสร้างอำนาจต่อรองและไพ่ใบใหม่ของจีน

 

ในแผน 5 ปี ฉบับใหม่ของจีนที่จะประกาศใช้ในปี 2026 จึงได้กำหนดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมายใหม่แตกต่างจากเดิม จีนไม่ได้เน้นย้ำเพียงอุตสาหกรรมที่เราคุ้นชินเช่น Generative AI, รถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์เหมือนในแผนฉบับเก่า แต่หันมาเน้นเรื่องใหม่ๆ อย่างควอนตัม การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และ 6G

 

เราลองมาดูความสำคัญของแต่ละเรื่องกันครับ

 

  • อุตสาหกรรมควอนตัม ตัวการคำนวณควอนตัม (Quantum computing) หากสำเร็จอาจทำลายระบบเข้ารหัสดั้งเดิม และเปิดทางให้กับการคำนวณที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์วันนี้ยังทำไม่ได้ หากจีนสามารถคุมโครงสร้างพื้นฐานชุดนี้ได้ก่อน จีนจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีมหาศาล

 

  • การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) คือการใช้เซลล์ เอนไซม์ หรือสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเป็น ‘วัตถุดิบในการผลิต’ จนสามารถผลิตยา วัคซีน วัสดุชีวภาพ พลาสติกย่อยสลายได้ โปรตีนทางเลือก อาหารใหม่ๆ หากเปรียบเศรษฐกิจแบบเดิมของจีนเป็น ‘โรงงานเหล็กและปูน’ การผลิตชีวภาพก็กำลังกลายเป็น ‘โรงงานเซลล์และดีเอ็นเอ’ ที่เสริมอีกเสาให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจจีนหมุนต่อไปในยุคหลังอุตสาหกรรมหนัก

 

  • ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ จีนกำลังวาง ‘เดิมพันยาว’ กับสองเทคโนโลยีพลังงานที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่ถ้าเวิร์กจะกลายเป็น Game Changer ของโลกพลังงาน

 

  • การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) คือเทคโนโลยีเชื่อมสัญญาณสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องกล ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมแขนกล วีลแชร์ หรือแป้นพิมพ์ด้วยความคิด ใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประสาทวิทยา สุขภาพจิต และในระยะยาว อาจต่อยอดไปถึงการเรียนรู้ การเสริมความจำ หรือ gaming รูปแบบใหม่ รวมทั้งมีนัยต่อความมั่นคงและการพัฒนาอาวุธยุคใหม่ด้วย

 

  • ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ช่วงหลังเรามักพูดถึง AI ในฐานะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือแชตบอต แต่ที่จีนกำลังเน้น ‘Embodied AI’ – AI ที่มีร่างกาย เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มองเห็น ฟังเสียง และเดินในโรงงาน ทำงานในบ้าน โรงพยาบาล โกดังสินค้า รัฐบาลจีนมองว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะเป็นหัวใจของ ‘กำลังการผลิตคุณภาพใหม่’ (new quality productive forces) ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

 

  • 6G Mobile Communications ในขณะที่ 5G ยังไม่ทันใช้เต็มศักยภาพ โลกก็พูดถึง 6G แล้ว ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ ‘เน็ตเร็วกว่าเดิม’ แต่คือ การใช้คลื่นความถี่ที่สูงขึ้น ดีเลย์ต่ำมากระดับมิลลิวินาที ซึ่งจะทำให้เกิดการผสาน ‘สื่อสาร + คำนวณ + เซนส์ซิง’ ในเครือข่ายเดียว สำหรับจีน 6G คือ ‘โครงข่ายประสาท’ ที่จะเชื่อมทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ โรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่และเมืองอัจฉริยะทั้งเมือง โดยตั้งเป้าว่า 6G จะเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในต้นทศวรรษ 2030

 

ถ้ามองรวมกัน เราจะเห็นว่าทั้งหมดข้างต้นมีลักษณะเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน (general-purpose) ที่เป็นรากฐานให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลาย ควอนตัมและ 6G เปลี่ยนวิธีส่งข้อมูลและคำนวณ การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) เปลี่ยนวิธีผลิตอาหารและยา ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์เปลี่ยนระบบพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–เครื่องจักร หากจีนสามารถปฏิวัติวงการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ ย่อมจะมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่คุณค่าทั่วโลกมากกว่าเพียงการผลิตสินค้าอย่างเดียว

 

ที่สำคัญ นี่เป็นการรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจจีนจากอุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มล้นตลาด แผน 5 ปีฉบับใหม่ (2026–2030) ของจีนจึงเริ่มลดน้ำหนักอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ที่ถูกผลักดันอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า จนเกิดปัญหากำลังการผลิตเกินตัว (oversupply) และนำมาสู่แรงกดดันทางการค้า ดังนั้นในแผนใหม่จีนจึงจะเริ่มขยับน้ำหนักไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ข้างต้นแทน

 

วันนี้ไทยจึงไม่ได้แข่งกับจีนเพียงเรื่องต้นทุนค่าแรงหรือความสามารถด้านการผลิตอีกต่อไป แต่ต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อมตัวเองเข้าไปใน ecosystem เทคโนโลยีใหม่ของจีนได้อย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ของจีนในการช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจขั้นต่อไปของไทยเองด้วย

 

เราพร้อมหรือยังที่จะอัปเกรดระบบวิจัย การศึกษา และกติกากฎหมายของเรา ให้รองรับยุคที่ ‘สมองคน – หุ่นยนต์ – ดวงอาทิตย์เทียม – และควอนตัม’ กำลังถูกเขียนเข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหญ่

 

ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้ ผู้ซื้อ ผู้รับจ้างผลิต หรือไทยจะเริ่มพัฒนาจุดแข็งเฉพาะตัวที่จีน (และสหรัฐฯ) ต้องการมา ‘ต่อจิ๊กซอว์’ กับเรา

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? https://thestandard.co/who-is-norodom-chakravuth/ Mon, 22 Dec 2025 09:34:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1156883 นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ?

ระยะหลังมานี้ ผู้เกาะติดกระแสการเมืองกัมพูชาเริ่มมีการพ […]

The post นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ?

ระยะหลังมานี้ ผู้เกาะติดกระแสการเมืองกัมพูชาเริ่มมีการพูดทำนองว่า “รัฐบาลฮุนมาเนตพยายามจะเอียงไปหาสหรัฐฯ มากขึ้น อาจจะไม่จงรักภักดีกับจีนมากเหมือนในอดีต ทำให้มีการร่ำลือกันว่า จีนอาจจะสนับสนุนขั้วอำนาจอื่นมาปกครองกัมพูชาแทนที่ตระกูลฮุน รวมทั้งปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาที่เชื่อมโยงกับตระกูลนี้ ทำให้คนจีนต้องตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจีนจึงไม่พอใจ” จึงมีการเชื่อมโยงพูดถึงชื่อ ‘นโรดม จักราวุธ’ กันมากขึ้น บทความนี้ จะมาวิเคราะห์ว่า นโรดม จักราวุธ คือ ตัว Secret ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ?

 

ประเด็นแรก นโรดม จักราวุธ คือใคร? 

 

นโรดม จักราวุธ เป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์กัมพูชาที่ลงมาเล่นการเมืองในฐานะประธานพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) ในแง่สถานะในราชสกุลนโรดม เจ้าจักราวุธเป็นหลานของกษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี และเป็นหลานปู่ของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ เนื่องจากเจ้าจักราวุธเป็นโอรสของเจ้านโรดม รณฤทธิ์ (พระราชโอรสของกษัตริย์นโรดม สีหนุ)

 

พรรคฟุนซินเปกเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยกษัตริย์นโรดม สีหนุ (ประธานพรรคฟุนซินเปกคนแรก) เจ้านโรดม รณฤทธิ์ ก็เคยเป็นประธานพรรคฟุนซินเปก และเมื่อสิ้นเจ้านโรดม รณฤทธิ์ เจ้าจักราวุธมารับตำแหน่งประธานพรรคฯ คนถัดมา จึงชัดเจนว่า ฝ่ายราชสกุลนโรดมยังคงพยายามรักษาพื้นที่ทางการเมืองในกัมพูชา

 

ในอดีต พรรคฟุนซินเปกเคยมีบทบาทสำคัญในยุคหลังสงครามกลางเมืองกัมพูชาและถือเป็นตัวแทนของราชวงศ์ในระบบการเมืองสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน พรรคฟุนซินเปกภายใต้การนำของเจ้าจักราวุธไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากนัก เนื่องจากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของตระกูลฮุนมีการคุมอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาไว้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คุมทั้งกองทัพ และกลไกราชการทั้งหมด

 

นอกจากนี้ เจ้าจักราวุธตระหนักดีว่า พรรคฟุนซินเปก “เคยเจ็บ” มาแล้วจากที่เคยท้าทายอำนาจกับตระกูลฮุน ท่าทีของเจ้าจักราวุธจึงไม่ใช้วาทกรรมที่รุนแรงต่อต้านรัฐบาลหรือตระกูลฮุน แต่จะเล่นเกมยาว เน้นรักษาความชอบธรรมและบทบาทเชิงสัญลักษณ์ โดยเลี่ยงไม่ท้าทายอำนาจของตระกูลฮุนโดยตรง เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมือง และในสายตาของฮุนเซนมองว่า เจ้าจักราวุธ คือ เชื้อพระวงศ์ที่ “ควบคุมได้” และเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่แข็งขืน ไม่มีฐานทหาร และไม่มีมวลชนในมือที่มากพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของตระกูลฮุน

 

ในแง่นี้ เจ้าจักราวุธจึงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอำนาจ และไม่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจในกัมพูชาได้เอง นอกจากนี้ เจ้าจักราวุธมีบุคลิกที่ค่อนข้างสุภาพ ประนีประนอม ไม่แข็งกร้าว เจ้าจักราวุธมีจุดเด่น/จุดด้อยที่แตกต่างกับฮุนมาเนตในหลายด้าน ดังสรุปในตาราง

 

นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? 1

 

ประเด็นถัดมา ความสัมพันธ์ของจีนกับราชวงศ์กัมพูชา

 

ในยุคสงครามเย็น กษัตริย์กัมพูชาในราชสกุลนโรดมเคยลี้ภัยไปอยู่จีนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยกษัตริย์นโรดม สีหนุ มาจนถึงยุคของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ก็ยังเสด็จเยือนจีนอยู่เสมอ (มีพระตำหนักส่วนพระองค์ในกรุงปักกิ่ง) ทำให้ราชสกุลนโรดมมีความสนิทสนมกับจีนเป็นอย่างมาก สำหรับจีน ราชวงศ์กัมพูชาคือ “เพื่อนเก่าของปักกิ่ง” และเปรียบเสมือน Soft Power ของกัมพูชาที่จีนคุ้นเคยมานาน

 

ในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าภาพของเจ้าจักราวุธอาจจะดูไม่ค่อยใกล้ชิดกับจีนมากนัก (ไปใช้ชีวิตในฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่) แต่ในทางการเมือง เจ้าจักราวุธในฐานะประธานพรรคฟุนซินเปกได้กลับมาสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และประกาศว่า “พรรคฟุนซินเปกยึดมั่นในนโยบายมิตรภาพที่ดีต่อจีนที่ริเริ่มโดยกษัตริย์นโรดม สีหนุ” ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับจีน เจ้าจักราวุธจึงเล่นบทบาท ‘ผู้สานต่อ’ ความร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีน

 

ประเด็นสุดท้าย เจ้าจักราวุธ มีศักยภาพเป็น ‘ตัว Secret’ ของจีนหรือไม่?

 

มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า จีนอาจจะมีบทบาทซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังฉากในการสนับสนุน ‘ตัว Secret’ ในกัมพูชา เพื่อเป้าหมายบางอย่างในระยะยาว และในเชิงยุทธศาสตร์ จีนมักจะไม่ผูกอนาคตไว้กับคนกลุ่มเดียว แม้ว่าในขณะนี้ ตระกูลฮุนยังคงจงรักภักดีกับจีนอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลฮุนมาเนตมีท่าทีเอียงไปหาสหรัฐฯ มากขึ้น สำหรับจีนจึงไม่จำเป็นต้องหนุนฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว จีนอาจจะใช้ยุทธศาสตร์ ‘วางหมากหลายตัว’ ในกัมพูชา เพื่อใช้เป็น ‘ช่องทางสำรอง’ นอกเหนือจากตระกูลฮุน

 

นอกจากนี้ มีกระแสความไม่พอใจการที่ตระกูลฮุนกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและกินรวบในวงการต่างๆ รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ทั้งเรื่องสแกมเมอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ คาสิโน ตลอดจนการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ทำให้มีคนจีนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก และมีแก๊งจีนเทาอยู่ในกัมพูชา หลายฝ่ายจึงวิเคราะห์ว่า เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจตระกูลฮุน รัฐบาลจีนมีท่าทีเด็ดขาดในการจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ และเรื่องผิดกฎหมายเหล่านั้น

 

สำหรับศักยภาพของเจ้าจักราวุธ แม้ว่าจะไม่มีอำนาจทหารในมือ และไม่มีกลไกของตัวเองในระดับรัฐ แต่เจ้าจักราวุธมีจุดเด่นในแง่ ‘ความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์’ ในฐานะเชื้อพระวงศ์ และในฐานะประธานพรรคฟุนซินเปก จึงมีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า จีนอาจจะให้การสนับสนุนเจ้าจักราวุธในทางลับ เพื่อใช้เป็น ‘ตัว Secret’ เพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

การเลือกสนับสนุนเจ้าจักราวุธจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับระบบการปกครองของกัมพูชาในปัจจุบัน และช่วยลดแรงเสียดทานทางการทูตกับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และยุโรปได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งแม้ว่ากัมพูชาจะอยู่ภายใต้กรอบประชาธิปไตยแบบราชาธิปไตย หากแต่กษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ทุกอย่างอยู่ภายใต้อำนาจของพ่อลูกตระกูลฮุน

 

ดังนั้น หากจีนเลือกที่จะสนับสนุนเจ้าจักราวุธ ก็จะไม่เสี่ยงกับแรงกดดันจากตะวันตกเรื่องความเป็นเผด็จการ เนื่องจากพรรคฟุนซินเปกเป็นพรรคเก่าแก่สายราชวงศ์และผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว เจ้าจักราวุธไม่ใช่ทหารแบบฮุนมาเนต จึงมีภาพที่ประนีประนอมกว่า ทำให้โลกตะวันตกน่าจะยอมรับมากกว่าเมื่อเทียบกับพรรค CPP ของตระกูลฮุนที่ใช้ความเผด็จการปราบฝ่ายค้าน และคุมกองกำลังทหารทั้งหมดของกัมพูชา

 

ที่สำคัญ เจ้าจักราวุธไม่ใช่เป็นแค่ ‘นักการเมือง’ แต่คือสัญลักษณ์ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของจีนกับราชวงศ์กัมพูชา พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนให้เกียรติสถาบันกษัตริย์และราชสกุลนโรดมของกัมพูชามาโดยตลอด และเจ้าจักราวุธมีศักยภาพที่จะเป็นเสมือนสะพานเชื่อมราชวงศ์กับการเมืองสมัยใหม่ จึงมีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า เจ้าจักราวุธอาจจะเป็น asset ทางการเมืองที่ใช้เป็นตัวสำรองของจีนในคราวจำเป็น

 

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในสื่อสาธารณะจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า จีนให้การสนับสนุนเจ้าจักราวุธ เพื่อเป็นขั้วอำนาจใหม่ (แม้ว่าหลิวเจี้ยนเชา รัฐมนตรีว่าการกิจการการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เคยพบปะกับเจ้าจักราวุธ และฉวี่ชิงซาน สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เคยนำคณะผู้แทนพรรคฯ เยือนกัมพูชา และได้เคยพบกับเจ้าจักราวุธ พร้อมกับผู้นำกัมพูชาคนอื่นๆ เช่นกัน)

 

จากแนวทางปฏิบัติของจีนที่มักจะไม่ปิด ‘ทางเลือก’ โดยไม่จำเป็น ในมุมมองส่วนตัว จึงคิดว่า ในขณะนี้ ความเป็นไปได้ที่จีนน่าจะเลือกทำมากกว่า คือ ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายต่อไป โดยเลือกใช้ประโยชน์จากแต่ละฝ่าย ในแต่ละบทบาทที่แตกต่างกัน จีนเปิดประตูพูดคุยกับทุกฝ่ายในลักษณะ ‘ไม่ผูกมัด’

 

ที่สำคัญ จีนไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งในแต่ละกลุ่มที่ตนมีอิทธิพล (ทั้งฝ่ายตระกูลฮุนและฝ่ายเจ้าจักราวุธ) ดังนั้น ไม่ว่าใครจะขี้นมากุมอำนาจในกัมพูชา สิ่งที่จีนต้องการเห็นมากกว่า คือ ‘กัมพูชาที่มีเสถียรภาพ’ และมีความสัมพันธ์กับจีนแข็งแกร่ง ’ดุจดั่งเหล็กกล้า’ เช่นนี้ตลอดไป เพื่อหวังจะใช้กัมพูชาเป็น ‘เสียงของจีน’ ในเวทีอาเซียน และในการเดินเกมภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ต่อไปนั่นเอง

The post นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน https://thestandard.co/chinese-special-envoy-arrived-thailand/ Thu, 18 Dec 2025 03:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1155902 ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศระบุว่า […]

The post ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศระบุว่า ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันนี้ (18 ธันวาคม) เพื่อไกล่เกลี่ยการปะทะบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน โดยได้พยายามไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทอย่างแข็งขันด้วยวิธีการของตนเพื่อช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์

 

ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้ง เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว

 

แฟ้มภาพ: V-A-Butenkov / Shutterstock

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

The post ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด? https://thestandard.co/china-arms-geopolitical-market/ Tue, 16 Dec 2025 02:21:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1155144 ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด?

จากรายงานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 กองทัพไทยยืนยันว่า […]

The post ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด?

จากรายงานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 กองทัพไทยยืนยันว่า สามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถีสัญชาติจีน หลังเข้าตีฐานกัมพูชาบนเนิน 500 ซึ่งเป็นรุ่น GAM-102 (จะมีรุ่น GAM-102LR (มีรหัส LR) ด้วยหรือไม่ รอยืนยัน)

 

โดยพบว่า ขีปนาวุธต่อต้านรถถังที่ยึดมาได้นั้น ผลิตโดยบริษัทจีน คือ Poly Defence (สาย GAM/Bolas) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Poly Technologies สังกัดรัฐวิสาหกิจจีน

 

คำถามตามมาคือ บริษัทส่งออกอาวุธของจีนมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธมากเพียงใด?

 

ภูมิหลัง

 

Poly Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เป็นบริษัทในเครือ China Poly Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐจีนอย่างใกล้ชิด

 

บริษัทมีบทบาทหลักในการส่งออกอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางทหาร รวมถึงการให้บริการฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์

 

Poly Technologies มีการส่งออกอาวุธหลากหลายประเภท เช่น รถถัง ยานเกราะปืนใหญ่ ระบบจรวด ขีปนาวุธระยะสั้น–กลาง อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ระบบเรดาร์และ C4ISR รวมทั้งอาวุธเบาและกระสุน เป็นต้น

 

ในขณะนี้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ top 5 ของโลก

 

ทั้งนี้ในระบบการเมืองของจีน การส่งออกอาวุธ ถือเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ใช่กิจกรรมตลาดเสรี

 

Poly Technologies มีบทบาทสำคัญที่ทำให้จีนสามารถสร้างพันธมิตรทางทหาร และขยายอิทธิพลในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) ตัวอย่างประเทศลูกค้าหลัก เช่น ประเทศในเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

 

จุดเด่นของบริษัทส่งออกอาวุธของจีน คือ การมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าชาติตะวันตก เช่น ไม่ผูกเงื่อนไขด้านประชาธิปไตย/สิทธิมนุษยชน ขายอาวุธในราคาที่เข้าถึงได้ มีการโอนเทคโนโลยีบางส่วน พร้อมแพ็กเกจฝึกอบรมและซ่อมบำรุง

 

ทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้จีนสามารถเจาะตลาดหลายประเทศที่ถูกสหรัฐฯ และยุโรปจำกัดการขายอาวุธ

 

Key Message

 

Poly Technologies มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจขายอาวุธหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐและกองทัพกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)

 

คำตอบ

 

Poly Technologies ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธ แต่มีอิสระเชิงพาณิชย์และเทคนิคภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และ PLA

 

การขายอาวุธของบริษัทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน มากกว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด

 

โครงสร้างการตัดสินใจ

 

1) ระดับพรรคและรัฐ

 

การกำหนดกรอบนโยบายการขายอาวุธอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งกำหนดว่า จีนจะขายอาวุธให้ประเทศใด ในระดับใด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศหรือไม่

 

2) ระดับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทำหน้าที่คัดกรองด้านความมั่นคง กำหนดการลดสเปกอาวุธเพื่อการส่งออก และควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีอำนาจยับยั้งดีลที่กระทบความมั่นคงของจีน

 

3) ระดับกลไกรัฐบาลพลเรือน

 

หน่วยงานด้านการค้าและการควบคุมการส่งออกของจีนดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร

 

4) ระดับองค์กร: บทบาทของ Poly Technologies

 

บริษัทมีอิสระในการเจรจาราคา การจัดแพ็กเกจ การบริหารสัญญา และบริการหลังการขาย แต่ไม่มีอิสระในการเลือกประเทศลูกค้าเอง

 

ดังนั้น นัยเชิงนโยบาย การเจรจากับ Poly Technologies จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการเจรจากับรัฐจีน และการซื้อหรือรับอาวุธจากบริษัทจีนมักมาพร้อมความผูกพันทางการเมืองและความมั่นคงระยะยาว เช่น ประเทศผู้รับอาวุธอาจเกิดการพึ่งพามาตรฐาน อะไหล่ และการฝึกจากจีน

 

Poly Technologies ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ภายใต้คำสั่งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและกองทัพจีน การตัดสินใจขายอาวุธจึงไม่ใช่ผลจากตลาดเสรี แต่เป็นผลจากการคำนวณด้านอำนาจ อิทธิพล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน

 

สรุปเรื่อง Poly Technologies

 

– มีอิสระเชิงพาณิชย์ อยู่ภายใต้กรอบรัฐ แต่ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์

 

– มีบทบาทด้านต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐโดยตรง

 

– การขายอาวุธของจีนสะท้อนผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด

 

ภาพ: กองทัพบก

The post ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน https://thestandard.co/sco-secretary-general-taiwan/ Sun, 07 Dec 2025 08:17:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1152079 เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของ จีน

นูร์ลัน เยร์เม็กบาเยฟ เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยง […]

The post เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของ จีน

นูร์ลัน เยร์เม็กบาเยฟ เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าวซินหัวเกี่ยวกับกรณีวิวาทะระหว่างจีน-ญี่ปุ่น จากปมไต้หวัน โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงผู้เดียวที่เป็นตัวแทนของแผ่นดินจีนทั้งหมด และไต้หวันเป็น ‘ส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน’

 

วิวาทะดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เนื่องจากจีนมองว่า ประเด็นไต้หวันเป็นเส้นแดงที่ทุกประเทศไม่ควรล้ำเส้น

 

เยร์เม็กบาเยฟยังกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก และการก่อตั้งสหประชาชาติ โดยผู้นำรัฐสมาชิก SCO ได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมสุดยอด SCO ที่เทียนจิน

 

เลขาธิการ SCO อ้างถึงแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวที่ระบุว่า การอดทนอดกลั้นต่อลัทธินาซี, ลัทธิฟาสซิสต์, ลัทธิทหารนิยม, และการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง, ความเป็นปฏิปักษ์ และการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ชาติพันธุ์ และศาสนาจะนำมาซึ่งอันตรายอันใหญ่หลวง ในขณะที่ชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันของทุกประเทศที่รักสันติภาพ

 

การเพิกเฉยต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง และการรักษาและนำเสนอความจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นกลาง เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นซ้ำ การรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

 

เลขาธิการ SCO ระบุว่า รัฐสมาชิกมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันสำหรับทั้งอดีตและอนาคตในการช่วยให้ชนรุ่นหลังรอดพ้นจากภัยพิบัติของสงคราม และไม่ละความพยายามในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอีก พร้อมยึดมั่นต่อวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎบัตร SCO ตลอดจนหลักการและบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอื่นๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการเคารพซึ่งกันและกันต่ออำนาจอธิปไตยของชาติ, ความเป็นอิสระ, บูรณภาพแห่งดินแดน และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

 

เยร์เม็กบาเยฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมคาซัคสถาน ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้นำรัฐสมาชิกให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ SCO ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 มีวาระการดำรงตำแหน่งนาน 3 ปี

 

แฟ้มภาพ: Tong Yu / China News Service / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบสแกมเมอร์กับไทย แย้มจีนเปิดประตูร่วมมือแรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ https://thestandard.co/china-thailand-fight-scammers-rare-earth/ Tue, 25 Nov 2025 00:31:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1147017 ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบ สแกมเมอร์ กับ ไทย แย้ม จีนเปิดประตูร่วมมือ แรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประ […]

The post ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบสแกมเมอร์กับไทย แย้มจีนเปิดประตูร่วมมือแรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบ สแกมเมอร์ กับ ไทย แย้ม จีนเปิดประตูร่วมมือ แรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมสถานเอกอัครราชทูตจีน กรุงเทพฯ

 

โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในการปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ เนื่องด้วยเป็นหนึ่งในประเด็นท้าทายความสัมพันธ์ไทย-จีนในโอกาสครบรอบ 50 ปีในปีนี้ ซึ่งทูตจีนตอบว่า ช่วงปีที่ผ่านมา สองฝ่ายมีความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์เป็นอย่างดี โดยมีการส่งตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กลับจีนแล้วจำนวน 5,000 คน และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของในหลวง 1 วัน ทางการไทยมีการส่งตัว เสอจื้อเจียง ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในชเวโก๊กโก่ของเมียนมาและถูกจองจำอยู่ที่ไทย กลับไปดำเนินคดีที่จีนได้สำเร็จ ซึ่งเคสนี้เอกอัครราชทูตกล่าวว่าได้สร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างสองฝ่ายก่อนการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของในหลวง

 

เอกอัครราชทูตจีนยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยภายใต้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ส่งตัวนักโทษกลับประเทศจีนครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า การปราบปรามขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ถือเป็นหน้าที่ของทั้งรัฐบาลจีนและไทย และเป็นประเด็นความร่วมมือที่สำคัญของทั้งสองฝ่ายในอนาคตด้วย โดยฝ่ายจีนจะประสานกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิดและใช้มาตรการที่เข้มข้นเพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ โดยเฉพาะในเมียวดีของเมียนมา

 

อีกคำถามที่อยู่ในความสนใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับไทยที่มีการประกาศในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามเอกอัครราชทูตจีนนอกรอบว่า นายกฯ อนุทิน ซึ่งติดตามในหลวงระหว่างเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้นั้น มีการพูดคุยกับผู้นำจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้หรือไม่ และทางการจีนมองเรื่อง MoU นี้อย่างไร

 

เอกอัครราชทูตจางตอบว่า ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของในหลวงครั้งนี้ สองฝ่ายมุ่งเน้นพูดคุยในประเด็นมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นหลัก ไม่ได้คุยเรื่อง MoU แร่หายากระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด และจนถึงปัจจุบันจีนก็ไม่มีท่าทีในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ทูตจางกล่าวว่า จีนได้ติดตามพัฒนาการในเรื่องนี้เช่นกัน

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในอนาคตจีนจะเปิดทางให้มีความร่วมมือด้านแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธระหว่างไทยกับจีนหรือไม่ โดยแรร์เอิร์ธเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงชิป AI ยานอวกาศ และอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย

 

เอกอัครราชทูตจางตอบว่า เขาเชื่อว่าหากไทยและจีนมีความต้องการสอดคล้องกันในเรื่องนี้ จีนก็พร้อมเปิดประตูสำหรับความร่วมมือดังกล่าว

The post ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบสแกมเมอร์กับไทย แย้มจีนเปิดประตูร่วมมือแรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestandard.co/ambassador-king-queen-china-relations/ Mon, 24 Nov 2025 14:08:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1146991 ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของ ในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ […]

The post ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของ ในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และ ‘50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ และนับเป็นการเสด็จฯ เยือนประเทศจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันนั้น

 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้บรรยายสรุป ณ ห้องประชุมสถานเอกอัครราชทูตจีนวันนี้ (24 พฤศจิกายน) ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และบรรลุฉันทมติสำคัญเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

 

ทูตจางกล่าวว่า ทั้งสองเห็นพ้องร่วมกันที่จะสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันและนำพาประชาคมให้ก้าวหน้าในอีก 50 ปีข้างหน้า และร่วมกันเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้จัดพิธีถวายการต้อนรับและงานเลี้ยงพระกระยาหารอย่างยิ่งใหญ่แด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

นอกจากนี้ หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนก็ได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างการเสด็จฯ เยือนจีนด้วย

 

โดยในระหว่างการเสด็จฯ เยือนจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน และทรงเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในกรุงปักกิ่ง เพื่อทรงเข้าใจถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของจีนอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรม

 

ทูตจีนกล่าวว่า การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วนของสังคมทั้งจีนและไทย ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เสริมสร้างไมตรีจิตระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความกระตือรือร้นในการกระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต

 

“การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามและเหนือความคาดหมายอย่างมาก ในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมการและตามเสด็จฯ ตลอดการเสด็จฯ เยือนประเทศจีน ในโอกาสนี้ ผมขอแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกบางประการ” ทูตจีนกล่าว

 

“ประการแรก ความเข้าใจสำคัญที่สุดจากการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้คือ การนำของประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดและเป็นหลักประกันพื้นฐานสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ โดยได้บรรลุฉันทมติสำคัญกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ขั้นใหม่ ทำให้รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และแรงผลักดันความร่วมมือมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงใส่พระทัยและสนับสนุนมิตรภาพจีน-ไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทชี้นำพิเศษในการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี สิ่งที่ประทับใจฝ่ายจีนเป็นพิเศษคือ หลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและอยู่ในช่วงน้อมถวายความอาลัยทั่วประเทศในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันที่จะเสด็จฯ เยือนจีนตามหมายกำหนดการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย”

 

จางเจี้ยนเว่ย กล่าวต่อว่า “ระหว่างการเสด็จฯ เยือน ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นโดยภาพรวมและประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-ไทย ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนและไทยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นญาติมิตรที่ดี มิตรสหายที่ดี และหุ้นส่วนที่ดีอย่างแท้จริง ประมุขแห่งรัฐทั้งสองเห็นพ้องกันว่า ในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรเสริมสร้างการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น”

 

“การทูตประมุขแห่งรัฐได้นำพาความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ยุคสมัยใหม่ ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์จีน-ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพื่อนำไปสู่ ​​“50 ปีทอง” อันรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นอีกวาระหนึ่ง”

 

 

“ประการที่สอง ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้คือการกำหนดแนวทางและแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวว่า การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ได้พิจารณาและอนุมัติข้อเสนอ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15” ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการขยายการเปิดประเทศกว้างในระดับสูง จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์กับไทย ส่งเสริมความร่วมมือในโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรถไฟจีน-ไทย ขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย และขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการบินและการบินอวกาศ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า ไทยและจีนมีมิตรภาพที่ใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และมีความร่วมมือที่กว้างขวางและลึกซึ้งซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกัน ความร่วมมือไทย-จีนเป็นความร่วมมือแบบพี่น้อง ไทยยินดีที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์การพัฒนาของจีน ขยายความร่วมมือกับจีนในหลากหลายสาขา เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และกระชับมิตรภาพระหว่างไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

 

“ประมุขแห่งรัฐทั้งสองประเทศได้กำหนดแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ผลักดันความร่วมมือฉันมิตรระหว่างสองประเทศให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เรารับทราบว่าเมื่อกลับจากการตามเสด็จฯ เยือนจีน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสริมสร้างการประสานงานกับฝ่ายจีน และผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ จีนขอชื่นชมในการปฏิบัติการนี้เป็นอย่างยิ่ง เรายินดีที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับไทยเพื่อปฏิบัติตามฉันทมติสำคัญที่ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้บรรลุร่วมกันอย่างจริงจัง และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น” ทูตจีนกล่าว

 

“ประการที่สาม ช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดของการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง ในพิธีถวายการต้อนรับ การพบปะอย่างเป็นทางการ และงานเลี้ยงต้อนรับ ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ต่างมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น วลีที่ว่า ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ กลายเป็นคำที่มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งระหว่างราชวงศ์ไทยและรัฐบาลจีน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญของราชวงศ์ไทยในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทย”

 

“ประธานาธิบดีกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรแลกเปลี่ยนเยือนกันอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัว และยินดีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ให้เสด็จฯ เยือนจีนบ่อยขึ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้ชื่นชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ โดยแสดงความตั้งใจของฝ่ายจีนที่จะให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันและเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบรรเทาความยากจนกับไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและน้อมถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน พร้อมทั้งทรงยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็น ‘ญาติสนิทที่สุด’ และทรงแสดงความยินดีและภาคภูมิใจอย่างจริงใจในความสัมพันธ์จีน-ไทยที่พัฒนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

 

ทูตจีนเผยว่า หลังพิธีถวายการต้อนรับเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กราบบังคมทูลถึงประวัติและรูปแบบสถาปัตยกรรมของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ จัตุรัสประตูตะวันออกของมหาศาลาประชาชน ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้กราบบังคมทูลเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่แสดงถึงแกนกลางของกรุงปักกิ่งในห้องประชุม สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และผ่อนคลาย ในงานเลี้ยงต้อนรับที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บทเพลง ‘ใกล้รุ่ง’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงประพันธ์ ได้บรรเลงอย่างกึกก้องไปทั่วห้อง สื่อถึงความรักใคร่และเครือญาติอันใกล้ชิดระหว่างจีนและไทย

 

“ปฏิสัมพันธ์ฉันมิตรเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความไว้วางใจอันลึกซึ้งระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์จีน-ไทย อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสายสัมพันธ์ “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ที่มีมายาวนาน” ทูตจีนกล่าว

 

“ประการที่สี่ การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมและเนื้อหาอันเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการเสด็จฯ เยือนแห่งมิตรภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสด็จฯ เยือนแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสด็จฯ เยือนแห่งวัฒนธรรม และเสด็จฯ เยือนแห่งการศึกษา ด้วยการเตรียมการอย่างพิถีพิถันของฝ่ายจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ไบโอนิก การปฏิบัติงานระยะไกล และการใช้ชีวิตในบ้าน พระองค์ยังทรงเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีนและศูนย์ฝึกอบรมนักบินอวกาศแห่งประเทศจีน และทรงสนทนาแบบเรียลไทม์จากพื้นดินสู่อวกาศกับนักบินอวกาศเสินโจว-21 ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ณ ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศปักกิ่ง นับเป็นการจัดเตรียมพิเศษที่ฝ่ายจีนได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือน พระองค์ได้ทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศ และทรงซักถามด้วยสนพระทัยยิ่งเกี่ยวกับสภาพการทำงานและที่พักอาศัยของนักบินอวกาศ การประชุมทางวิดีโอที่วางแผนไว้เดิมใช้เวลา 7 หรือ 8 นาที แต่กลับใช้เวลาเกือบ 20 นาที ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของจีน รวมถึงความสำเร็จด้านนวัตกรรมอันล้ำสมัย ผมเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ การสำรวจอวกาศลึก และการบินอวกาศ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นไฮไลท์สำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างจีนและไทย” ทูตจีนกล่าว

 

“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใส่พระทัยอย่างยิ่งต่อการศึกษา ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการจีน และทอดพระเนตรชั้นเรียนภาษาอังกฤษแบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ทางไกล ซึ่งจัดโดยโรงเรียนประถมศึกษาสองแห่งในกรุงปักกิ่งและไหหลำ ผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะ การดำเนินการเช่นนี้จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษาอัจฉริยะระหว่างสองประเทศ และมีส่วนช่วยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมวัดหลิงกวงเป็นพิเศษเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้ว และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพิธีเปิดนิทรรศการโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมจีน-ไทย ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณของจีน กิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างจีนและไทย และเสริมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสอง”

 

“ประการที่ห้า ประโยชน์สำคัญที่ไม่คาดคิดจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลามในประเทศจีน การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างสูงจากทุกภาคส่วนของสังคมจีน พระบารมีและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันอันงดงามสง่าของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีสร้างความประทับใจให้กับชาวเน็ตชาวจีนเป็นอย่างมาก ดึงดูดแฟนๆ จำนวนมาก และจุดประกายให้เกิด ‘กระแสการท่องเที่ยวไทยบูม’ ในประเทศจีน เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ชาวจีนมีความประทับใจในไทยมากขึ้น หัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น”

 

“เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสด็จฯเยือนครั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทั้งจีนและไทยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของทั้งสองฝ่าย ต่างก็เคารพขนบธรรมเนียมประเพณีทางวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่าย เพื่อแสดงความเสียใจและถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฝ่ายจีนได้จัดเตรียมสถานที่อย่างพิถีพิถัน โดยตกแต่งสถานที่อย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม สะท้อนบรรยากาศที่เคร่งขรึมและสง่างาม พนักงานต้อนรับชาวจีนทุกคนสวมชุดสีเข้มเพื่อแสดงความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทย ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสำนักพระราชวัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของไทย ความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของทั้งจีนและไทย จึงทำให้การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์”

 

ช่วงท้าย ทูตจางเจี้ยนเว่ยได้กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนทั้งจีนและไทยสำหรับความร่วมมืออย่างดีและการรายงานข่าวอย่างสมบูรณ์และเข้มข้น ภาพของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวร่วมตรวจแถวกองเกียรติยศ เดินเคียงข้างกันเข้าสู่สถานที่จัดงาน และสนทนาอย่างเป็นกันเอง เป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวาง การจัดขบวนรถจีน เครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่พิถีพิถัน ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตไทยต่างยกย่องความสมพระเกียรติอย่างยิ่งที่ฝ่ายจีนถวายต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ นอกจากนี้ชาวเน็ตยังแสดงความคิดเห็นด้วยวลีที่ซาบซึ้งใจ ที่มากที่สุดก็คือ “ขอบคุณประเทศจีนสำหรับการถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติ” “ขอบคุณประเทศจีนให้ความเคารพและนับถืออย่างสูงสุดต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและระบอบการเมืองไทย” และ “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน “เมื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน สื่อมวลชนไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญพิเศษของการทรงวางพวงมาลา และยกย่องความไว้วางใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างจีนและไทย นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจีนและไทย

 

ทูตจีนกล่าวสรุปว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีได้เติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จีน-ไทย และเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญยิ่งยวด การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้สานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน กระชับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และทำให้แนวคิด “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ฝังรากลึกในจิตใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และสร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทยในอีก 50 ปีข้างหน้า

 

“ผมเชื่อมั่นว่าอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทยจะยิ่งสดใสยิ่งขึ้น” ทูตจีนกล่าว

The post ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power https://thestandard.co/borderless-dragon-soft-power/ Thu, 20 Nov 2025 07:59:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1145469 Based on the Khaosod/Thairath spacing rule as specified (adding a space before proper nouns that follow a verb), no changes are needed in this headline. Heres why: 1. **มังกรไร้พรมแดน**: ไร้ (without/lacking) is a verb, but พรมแดน (border) is a common noun, not a proper noun. 2. **จากโรงงานโลก**: โลก (world) could be considered a proper noun in some contexts (the Earth), but it follows โรงงาน (factory), which is a noun, not a verb. 3. **สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power**: Soft Power is a proper noun (a specific concept), but it follows วัฒนธรรม (culture), which is a noun, not a verb. Since there are no instances of a proper noun directly following a verb, the headline remains unchanged. **Original Headline (already follows the rule as specified):** มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power

จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งในการเมืองระหว […]

The post มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the Khaosod/Thairath spacing rule as specified (adding a space before proper nouns that follow a verb), no changes are needed in this headline. Heres why: 1. **มังกรไร้พรมแดน**: ไร้ (without/lacking) is a verb, but พรมแดน (border) is a common noun, not a proper noun. 2. **จากโรงงานโลก**: โลก (world) could be considered a proper noun in some contexts (the Earth), but it follows โรงงาน (factory), which is a noun, not a verb. 3. **สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power**: Soft Power is a proper noun (a specific concept), but it follows วัฒนธรรม (culture), which is a noun, not a verb. Since there are no instances of a proper noun directly following a verb, the headline remains unchanged. **Original Headline (already follows the rule as specified):** มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power

จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งในการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของโลก แต่ไม่ใช่ด้วย Hard Power เท่านั้น แต่จีนกำลังสร้างอนาคตผ่าน ‘Soft Power’ ผ่านเรื่องเล่าและเรื่องราวต่างๆ แบบจีน แต่มีคำถามว่าจีนทำได้อย่างไร ในเมื่อจีนเคยถูกปรามาสว่าเป็นเพียง ‘โรงงานผลิตสินค้าของโลก’

 

คำตอบคือ ศิลปะวัฒนธรรมที่สร้างอัตลักษณ์แบบจีน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีตกาล ซึ่งบทความนี้จะพาทำความเข้าใจอัตลักษณ์แบบจีนที่ทำให้จีนกลายมาเป็นโรงงานผลิตวัฒนธรรมของโลก

 

รากเหง้าและความต่อเนื่อง: ปักกิ่ง เมืองแห่งอดีตสู่อนาคต

 

หากจะหาตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการผสานอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างลงตัว ปักกิ่ง คือภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด เมืองหลวงของจีนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของหลายราชวงศ์ และยังคงเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ปักกิ่งไม่ได้ถูกตรึงไว้ด้วยอดีตเพียงอย่างเดียว เมืองนี้ถูกออกแบบให้ ‘เติบโตไปข้างหน้า’ โดยไม่ละทิ้งรากฐานของตัวเอง

 

หนึ่งในสัญลักษณ์ของการผสานอดีตกับอนาคต คือ หูท่ง (胡同) ตรอกซอยเก่าแก่ที่รายล้อมปักกิ่งชั้นใน แต่ละซอยเต็มไปด้วยบ้านเรือนโบราณที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน ปัจจุบันรัฐบาลปักกิ่งไม่ได้เลือกจะรื้อถอนหูท่งเหล่านี้เพื่อสร้างตึกสูงทันสมัย แต่กลับเลือกที่จะบูรณะและเติมความมีชีวิตชีวาใหม่ๆ ให้กับพื้นที่ ตรอกเก่าหลายแห่งถูกปรับเป็นแหล่งรวมร้านกาแฟ ศูนย์ศิลปะ และสตูดิโอออกแบบ เกิดเป็น Creative Hub ที่เชื่อมคนรุ่นใหม่เข้ากับรากเหง้าของตนเอง

 

อีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจนคือ ร้านหนังสือในปักกิ่ง ที่ถูกเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่ขายหนังสือธรรมดา กลายเป็น Cultural Space ที่ผสมผสานงานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศดั้งเดิม ร้านหนังสือเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงชั้นวางหนังสือ แต่ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมเสวนา นิทรรศการ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ทำให้ “ร้านหนังสือ” ไม่ได้เป็นเพียงที่ซื้อของ แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน

 

และหากพูดถึงการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ให้อยู่ในรูปแบบสินค้าร่วมสมัย คอลเล็กชันลิปสติกของกู้กง (พระราชวังต้องห้าม) คงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าจดจำที่สุด เปิดตัวในปี 2018 คอลเล็กชันนี้ใช้ลวดลายและสัญลักษณ์จากเครื่องใช้ในราชสำนักหมิงและชิงมาตีความใหม่ กลายเป็นลิปสติกดีไซน์หรูหราที่คนรุ่นใหม่หลงรัก ผลลัพธ์คือขายหมดกว่า 100,000 แท่งในเวลาเพียง 4 วัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการตลาด แต่คือการพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์สามารถกลายเป็น สินค้าที่จับต้องได้ และสร้างไวรัลในโลกดิจิทัล ได้เช่นเดียวกัน

 

ประสบการณ์คือหัวใจ: การตลาดวัฒนธรรมจากเสฉวน

 

การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปักกิ่ง มณฑลเสฉวนเป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ รัฐบาลท้องถิ่นลงทุนสร้างเขตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่รวมทั้งศิลปะ บันเทิง และอาหารเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์จีนคือ เค้กรูปหมีแพนด้าและหน้ากากงิ้ว ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับประสบการณ์การบริโภคร่วมสมัย

 

ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกซื้อเค้กเพราะ “รสชาติ” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาซื้อเพราะอยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่แตกต่าง เค้กหน้ากากงิ้วจึงไม่ใช่แค่ของหวาน แต่เป็นเรื่องเล่าและความทรงจำ ที่แชร์ต่อได้ในโซเชียลมีเดีย กระแส FOMO (Fear of Missing Out) ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่อยากพลาดการมีส่วนร่วมในสิ่งที่กำลังเป็นกระแส นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สินค้าธรรมดากลายเป็นไวรัลและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาล

 

วัฒนธรรมร่วมสมัยจีนกับตลาดโลก: Pop Mart และ LABUBU

 

จากอาหารมาสู่อุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะเล็ก แต่กลับสร้างอิทธิพลระดับโลกได้จริง นั่นคือ 潮玩 (Chao Wan หรือ Designer Toy) โดยมีแบรนด์จีนอย่าง Pop Mart เป็นผู้เล่นหลักที่ส่งออกคาแรกเตอร์อย่าง LABUBU ไปทั่วโลก

 

ในประเทศไทย กระแสของเล่นจีนได้รับการตอบรับอย่างดี เหตุผลหลักมาจากหลายปัจจัย หนึ่งคือกระแสสะสมของเล่นดีไซน์ใหม่ที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตแบบ Limited Edition ที่กระตุ้นความต้องการของนักสะสม สองคือการที่คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนผ่านสื่อบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือแอนิเมชัน สามคือการออกแบบของเล่นจีนที่ผสมผสานความเป็นเอเชียกับความเป็นสากล ทำให้ดูแปลกใหม่และเข้าถึงง่าย และสี่คือ จีนเป็นฐานการผลิตของเล่นรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว

 

สิ่งที่ทำให้ Pop Mart แตกต่างคือ การเล่าเรื่องผ่านตัวละคร แต่ละคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตาน่ารัก แต่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคไม่เพียง “ซื้อของ” แต่ยัง “ซื้อเรื่องราว” ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขาเอง และเมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ มันก็ยิ่งสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น

 

China Chic และการสร้าง Brand China

 

ความสำเร็จของ Pop Mart และ LABUBU ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของของเล่นดีไซน์ แต่ยังสะท้อนถึงปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า China Chic (国潮 หรือ 国朝) ซึ่งหมายถึงกระแสการบริโภคที่ผสมผสานความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนเข้ากับแฟชั่นและรสนิยมร่วมสมัย กระแสนี้เริ่มชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อคนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจสินค้าที่มี “ความเป็นจีน” แต่ถูกออกแบบให้ทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

 

China Chic ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟชั่นเสื้อผ้า แต่ขยายไปสู่เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ และแม้แต่ของเล่น ตัวอย่างเช่น การออกแบบชุดกีฬาที่ใช้ลวดลายโบราณ การสร้างลิปสติกที่ได้แรงบันดาลใจจากกู้กง หรือการทำ Pop Mart ที่ใช้สัญลักษณ์เอเชียผสานกับความน่ารักสากล ล้วนทำให้สินค้าจีนถูกมองว่า “เท่” และ “ร่วมสมัย” มากกว่าจะเป็นเพียงสินค้าราคาถูกที่ผลิตเพื่อการส่งออก

 

นี่คือการสร้าง Brand China ขึ้นมาใหม่ ทำให้สินค้า Made in China ไม่ได้ถูกจำกัดความหมายว่า “ของถูก” อีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์แบบจีน ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและตลาดโลก China Chic จึงเป็น Soft Power เชิงวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “การบริโภคแบบจีน” ที่มีอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแท้จริง

 

เทคโนโลยีและบันเทิงดิจิทัล: Wukong ก้าวกระโดดสู่ AAA Game ผลลัพธ์สำคัญเชื่อมวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ภายใต้ความพยายามของจีนในยุทธศาสตร์ Made in China 2025 สู่ AI Vision 2030

 

หากพูดถึง Soft Power จีนที่ก้าวไปไกลเกินกว่าตลาดในประเทศ ไม่มีกรณีไหนน่าจับตามองเท่า Black Myth: Wukong เกมสัญชาติจีนที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก เกมนี้พัฒนาโดยสตูดิโอจีน และเป็นเกมระดับ AAA เกมแรกที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่างไซอิ๋ว (西游记) เรื่องราวของซุนหงอคงที่ทั้งชาวจีนและชาวเอเชียต่างคุ้นเคย

 

ทันทีที่เปิดตัว เกมมียอดผู้เล่นทะลุ 1 ล้านคนบน Steam ภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จเชิงธุรกิจ แต่เป็นการประกาศให้โลกเห็นว่า จีนสามารถสร้างเกมคุณภาพสูงระดับโลกได้ และยังใช้เกมเป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างมีพลัง

 

Wukong คือ หนึ่งในผลผลิต Soft Power จีนที่ทรงพลังในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงนำเสนอเรื่องเล่าแบบจีนในรูปแบบที่ร่วมสมัย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นทั่วโลกที่แสวงหาคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเกมฝั่งตะวันตก เกมนี้พิสูจน์ว่า การเล่าเรื่องแบบจีน สามารถก้าวข้ามพรมแดนวัฒนธรรมและสื่อสารกับผู้เล่นนานาชาติได้อย่างลึกซึ้ง

 

และถ้าวิเคราะห์ต่อเนื่องจากข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่า หาก China Chic และ Brand China เป็นการสร้างพลังเชิงวัฒนธรรมและการบริโภคภายในประเทศ ความสำเร็จด้านเทคโนโลยีอย่างเกม Wukong ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความสามารถของนักพัฒนา แต่ยังเป็นผลจากยุทธศาสตร์ระดับชาติของจีนที่วางรากฐานไว้ชัดเจน นั่นคือ Made in China 2025 และ AI Vision 2030

 

โครงการ Made in China 2025 ถูกประกาศในปี 2015 เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและเปลี่ยนจากภาพจำที่คนทั่วโลกมองจีนว่า เป็นโรงงานโลก แหล่งผลิตสินค้าถูกอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิตนวัตกรรม และ AI Vision 2030 ที่ประกาศในปี 2017 หลังจาก Made in China 2015 เพียง 2 ปี ก็ยิ่งสะท้อนถึงความพยายามของจีนในเรื่องนี้ และยิ่งทำให้จีนมีทิศทางชัดเจนว่าจะเป็น ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกภายในปี 2030

 

ดังนั้น ความสำเร็จอย่าง Wukong หรือการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมและเทคโนโลยีบันเทิงของจีน จึงสะท้อนว่าเบื้องหลัง Soft Power เชิงวัฒนธรรม มี ยุทธศาสตร์ชาติด้านเทคโนโลยี คอยหนุนหลังอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ใหญ่ที่จีนกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจนวัตกรรมของโลก

 

วัฒนธรรมเชื่อมโลก: จากสายไหมโบราณสู่สายไหมศตวรรษที่ 21

 

หากเรามองภาพของ “มังกรไร้พรมแดน” ในเชิงนโยบายระดับโลก โครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) หรือ BRI คือหนึ่งในเครื่องมือที่จีนใช้สร้างความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ริเริ่มในปี 2013 โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และระบุว่าเป็น เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 เพื่อต่อยอดมาจากเส้นทางสายไหมโบราณที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์ถัง โดยมีเมืองซีอานเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

 

ผู้เขียนเองเคยใช้ชีวิตที่ซีอานในช่วงที่จีนลุย BRI อย่างหนัก และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองนี้อย่างชัดเจน ซีอานไม่เพียงถูกบูรณะให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจในโครงการ BRI เพื่อเชื่อมโยงจีนตะวันตกเฉียงเหนือกับโลกภายนอกอีกครั้ง เส้นทางสายไหมที่เคยเป็นช่องทางค้าขายสินค้าจีนโบราณ วันนี้กลายเป็นช่องทางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

 

เมื่อครบรอบ 10 ปี BRI จีนได้เผยแพร่ “สมุดปกขาว” เพื่อสื่อสารกับโลกถึงผลลัพธ์ของโครงการ โดยชูประเด็นว่า “ริเริ่มโดยจีน แต่เป็นของทั้งโลก” ภายในสิบปีหลังการก่อตั้ง BRI จีนลงนามความร่วมมือ BRI มากกว่า 200 ฉบับ กับกว่า 150 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศกว่า 30 องค์กร แม้ว่าจีนจะถูกสหรัฐฯ และชาติตะวันตกบางประเทศวิจารณ์ว่า BRI ได้ก่อให้เกิดกับดักหนี้กับประเทศที่ร่วมมือด้วย แต่จีนก็ตอบโต้ด้วยข้อมูลว่า ภายใน 10 ปี หลังก่อตั้ง การค้าสะสมระหว่างจีนกับประเทศที่เข้าร่วม BRI สูงเกิน 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ยปีละ 6.4% และอ้างอิงการคาดการณ์ของธนาคารโลก ว่า BRI จะช่วยให้ประชากร 7.6 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรง และอีก 32 ล้านคนพ้นจากความยากจนปานกลางภายในปี 2573

 

จาก BRI สู่ GCI: Global Civilization Initiative (GCI)

 

หาก BRI เป็นโครงการที่เน้นการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน Global Civilization Initiative (GCI) ที่สีจิ้นผิงเสนอในปี 2023 คือการขยายแนวคิดนั้นไปสู่ระดับอารยธรรมและวัฒนธรรมโลก GCI เกิดขึ้นต่อเนื่องจาก Global Development Initiative (GDI) ในปี 2021 และ Global Security Initiative (GSI) ในปี 2022 ทำให้ทั้งสามข้อริเริ่มถูกนำเสนอเป็น “สินค้าสาธารณะระดับโลก” ที่จีนบอกว่าพร้อมแบ่งปันให้กับมนุษยชาติ

 

แกนกลางของ GCI คือการสร้าง “ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน” โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ร่วมกันของอารยธรรม ไม่ใช่การแบ่งแยกหรือการเผชิญหน้า ในจดหมายแสดงความยินดีต่อการประชุม Global Civilizations Dialogue Ministerial Meeting ที่จัดขึ้นที่ปักกิ่งในเดือนกรกฎาคม 2024 สีจิ้นผิงกล่าวชัดว่า “ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วนสอดประสานกัน มนุษยชาติต้องก้าวข้ามความแปลกแยกด้วยการแลกเปลี่ยน และก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน”

 

ในปีเดียวกัน องค์การสหประชาชาติยังได้ประกาศให้วันที่ 10 มิถุนายนเป็น วันสากลแห่งการเสวนาระหว่างอารยธรรม (International Day for Dialogue among Civilizations) ตามข้อเสนอของจีนและการสนับสนุนร่วมจากกว่า 80 ประเทศ การยกระดับแนวคิดนี้ขึ้นสู่เวที UN ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะผู้ผลักดันการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่ยังแสดงให้เห็นความพยายามที่จะทำให้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือเชื่อมโลกในระดับที่กว้างกว่าเศรษฐกิจ

 

หาก BRI เป็นโครงการที่ปูทางเดินทางเศรษฐกิจและการค้า GCI ก็คือโครงการที่ปูทางเดินทางวัฒนธรรมและการเสวนา มันแสดงให้เห็นว่า จีนกำลังพยายามใช้ทั้ง “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “โครงสร้างทางอารยธรรม” เพื่อสร้างเครือข่ายโลกที่ไม่ได้จำกัดแค่การพัฒนา แต่ยังรวมถึงความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

สูตรสำเร็จมังกรจีน Heritage + Innovation + Globalization

 

เมื่อพิจารณาทุกกรณีศึกษาที่กล่าวมา เราจะพบสูตรสำเร็จที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของจีน ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นสามแกนหลักที่ทำงานควบคู่กันอย่างเป็นระบบ
ประการแรกคือ Heritage หรือมรดกทางวัฒนธรรม จีนมีรากฐานประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหูท่ง งิ้ว กู้กง หรือวรรณกรรมคลาสสิกอย่างไซอิ๋ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวัตถุดิบทางวัฒนธรรมที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ และถูกนำมาสร้างคุณค่าใหม่ในโลกยุคปัจจุบัน

 

ถัดมาคือ Innovation หรือนวัตกรรม ความสำเร็จของจีนไม่ได้หยุดเพียงการอนุรักษ์ แต่คือการตีความมรดกเก่าให้สอดคล้องกับยุคสมัย ตัวอย่างชัดเจนคือร้านหนังสือที่ถูกเปลี่ยนเป็น Cultural Space ที่มีชีวิตชีวา ลิปสติกที่ออกแบบจากลวดลายโบราณจนกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือเกม Wukong ที่พลิกจากวรรณกรรมจีนสู่สื่ออินเตอร์แอคทีฟระดับโลก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นการ “ฟื้นชีวิตใหม่” ให้กับอดีต

 

สุดท้ายคือ Globalization หรือโลกาภิวัตน์ ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นแนวคิดที่อเมริกาเป็นผู้ผลักดัน แต่ปัจจุบันจีนกลับหยิบโลกาภิวัตน์มาใช้เป็นข้อถกเถียงกับอเมริกา โดยอ้างว่าจีนต่างหากที่กำลังเป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และประสบการณ์กับโลกอย่างแท้จริง ผ่านโครงการ BRI และ GCI ที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงการแลกเปลี่ยนทางอารยธรรม ขณะเดียวกันในระดับวัฒนธรรมร่วมสมัย จีนยังใช้การตลาดดิจิทัล การออกแบบสากล และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อเข้าถึงและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคทั่วโลก

 

ดังนั้น การพัฒนาวัฒนธรรมของจีนในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการเก็บรักษามรดกเก่า แต่คือการผสานอดีตเข้ากับนวัตกรรมใหม่ และใช้โลกาภิวัตน์เป็นเวทีในการขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมออกไปสู่ระดับสากลอย่างมั่นคง

 

กล่าวโดยสรุป “มังกรไร้พรมแดน” คือสัญลักษณ์ของจีนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่ได้หมายถึงพรมแดนทางภูมิศาสตร์ที่ขยายออกไป แต่หมายถึงวัฒนธรรมจีนที่กำลังไร้พรมแดน สามารถเดินทางจากตรอกหูท่งสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล จากพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามสู่โต๊ะเครื่องแป้งของคนรุ่นใหม่ จากเค้กงิ้วและแพนด้าสู่โลกโซเชียล และจากวรรณกรรมไซอิ๋วสู่เกม AAA ที่คนทั้งโลกพร้อมจะเล่น

 

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คืออัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผสมผสาน อดีตกับอนาคต และใช้ประสบการณ์เป็นสะพานเชื่อม ทำให้ผู้คนไม่เพียงบริโภคสินค้า แต่ยังรู้สึกว่าได้ “สัมผัส” และ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของวัฒนธรรมจีนด้วย

 

แต่ความท้าทายใหญ่ของจีน ซึ่งก็คือคำถามที่ทั่วโลกต่างจับจ้อง นั่นคือ Soft Power จีน ผ่านการขยายวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลเช่นนี้ จะไปได้ไกลเพียงไหน จะสามารถครอบคลุมทั่วโลกได้เหมือนกับวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ทำสำเร็จหรือไม่ ซึ่งคิดว่า ยังคงต้องติดตามเส้นทางมังกรไร้พรมแดนของจีนต่อไปอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: ProStockStudio via ShutterStock

The post มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร https://thestandard.co/china-weapon-tests-india-pakistan-us-report/ Wed, 19 Nov 2025 07:55:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1145020 รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร

รายงานประจำปีของคณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงระห […]

The post รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร

รายงานประจำปีของคณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ-จีน (US-China Economic and Security Review Commission: USCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งโดย รัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Congress) อ้างว่า จีนได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถานในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้เป็น ‘สนามทดสอบจริง’ สำหรับระบบอาวุธและระบบข่าวกรองที่ทันสมัยของจีน

 

รายงานระบุว่า จีนได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้ง เพื่อทดสอบและโฆษณาความซับซ้อนของอาวุธจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อ กระตุ้นยอดขายด้านการป้องกันทั่วโลก และบั่นทอนยอดขายอาวุธของชาติตะวันตก โดยการปะทะกันในช่วงวันที่ 7–10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็น ‘การทดลองภาคสนามในโลกจริง’ เนื่องจากเป็น ครั้งแรกที่มีการนำระบบอาวุธสมัยใหม่ของจีนมาใช้ในการสู้รบจริง

 

ระบบอาวุธที่เปิดตัวในการรบครั้งนั้น ได้แก่ เครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศ HQ-9, ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลเกินระยะสายตา PL-15 รวมถึง เครื่องบินขับไล่ J-10C

 

การตลาดเชิงรุกและการบิดเบือนข้อมูล

 

รายงานกล่าวอ้างว่า สถานทูตจีนได้เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของอาวุธจีนในความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เพื่อ ‘สนับสนุนยอดขายอาวุธ’ ขณะที่ปากีสถานอ้างว่า ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ J-10C ที่ผลิตร่วมกับจีน ยิงเครื่องบินของอินเดียตกอย่างน้อย 5 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Rafales ที่ผลิตในฝรั่งเศสด้วย

 

การที่ปากีสถานใช้ อาวุธจีนยิงเครื่องบินขับไล่ Rafale ของฝรั่งเศสที่อินเดียใช้งาน กลายเป็น ‘จุดขายที่สำคัญ’ เป็นพิเศษ สำหรับความพยายามในการขายอาวุธของสถานทูตจีน (แม้ว่ารายงานจะระบุว่าอาจมีเครื่องบินอินเดียถูกยิงตกเพียงสามลำ และอาจไม่ใช่เครื่องบิน Rafales ทั้งหมด)

 

รายงานฉบับนี้ยังได้อ้างถึงหน่วยข่าวกรองของฝรั่งเศส โดยอ้างว่า จีนได้เปิดตัวปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล (Disinformation Campaign) เพื่อขัดขวางการขายเครื่องบิน Rafales ของฝรั่งเศส และสนับสนุนเครื่องบิน J-35 ของจีนเอง

 

โดยปฏิบัติการดังกล่าวได้ใช้บัญชีโซเชียลมีเดียปลอมเผยแพร่ภาพที่สร้างโดย AI และภาพจากวิดีโอเกมที่ถูกอ้างว่าเป็น ‘ซากปรักหักพัง’ ของเครื่องบินอินเดียที่ถูกทำลายด้วยอาวุธจีน

 

รายงานยังอ้างว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนยังได้โน้มน้าวให้อินโดนีเซียยุติการซื้อเครื่องบิน Rafale ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อขยายอิทธิพลของจีนในการจัดซื้อทางทหารของประเทศอื่นในภูมิภาค

 

ความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน-จีน

 

ที่ผ่านมา ปากีสถานยังคง ‘พึ่งพาอาวุธจีนอย่างมาก’ โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่า อาวุธของจีนคิดเป็น 81% ของการนำเข้าอาวุธทั้งหมดของปากีสถานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยจีนเสนอขายเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้า J-35 จำนวน 40 ลำ รวมถึงเครื่องบิน KJ-500 และระบบป้องกันขีปนาวุธให้กับปากีสถานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

ขณะที่อินเดีย-ปากีสถานมีปัญหาพิพาทกันบ่อยครั้ง โดยอินเดียยังไม่ได้ยืนยันจำนวนเครื่องบินที่สูญเสียไปจากเหตุขัดแย้งกับปากีสถานอย่างชัดเจน แม้ว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสของอินเดียจะยอมรับว่ากองทัพอากาศได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะกันในช่วงเวลานั้น

 

โดยประเด็นสำคัญที่รายงานด้านความมั่นคงของหน่วยงานสหรัฐฯ ฉบับนี้เน้นย้ำคือ การที่จีนได้ใช้ความขัดแย้งระดับภูมิภาคเป็นเหมือน ห้องปฏิบัติการกลางแจ้ง เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ทางทหารของตน และใช้ผลลัพธ์เหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการทำสงครามการตลาด เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งจากผู้ผลิตอาวุธตะวันตก

 

ภาพ: Rehan Waheed / Shutterstock

อ้างอิง:

The post รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น https://thestandard.co/50-years-thai-china-relations/ Wed, 19 Nov 2025 04:28:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1144883 ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น

การเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทส […]

The post ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น

การเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ของสยาม ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน

 

ดร. อดิศร ชัยรัตนกนก เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ให้มุมมองว่า ว่า การเสด็จฯ ในครั้งนี้ถือเป็น Strategic Symbolism ที่เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การต้อนรับในระดับสูงสุดจากผู้นำจีน รวมถึงการให้เกียรติของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต่อพระองค์ทั้งสอง เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความสำคัญ

 

ผลตอบรับในจีนพบว่า ทุกแพลตฟอร์มของจีน ไม่ว่าจะเป็น SEO หรือฟีดแบ็กต่างๆ ได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 และเป็น Positive Comment ทั้งหมด นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ ปัญหาภาพลักษณ์เชิงลบ ที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความปลอดภัย หรือเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ได้ หายไปหมด ภายใน 3 – 4 วันที่ผ่านมา

 

นอกจากมิติการท่องเที่ยวแล้ว การเสด็จฯ เยือนศูนย์ด้านฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) และเทคโนโลยีต่างๆ ยังเป็นการกระชับความสำคัญด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก เหตุการณ์นี้ได้ตอกย้ำคำว่า ‘จงไท่อิจาชิง’ หรือ จีนไทยเป็นพี่น้องกัน ในทุกๆ แพลตฟอร์มของจีน

 

ซอฟต์พาวเวอร์ชุดไทย ปัจจัยเร่งการตัดสินใจเดินทาง

 

สิ่งที่กระตุ้นกระแสเชิงบวกอย่างรวดเร็วคือ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ฉลองพระองค์ชุดไทย ได้รับการตอบรับและชื่นชมอย่างมากจากชาวจีน ชาวจีนแสดงความคิดเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นสุภาพสตรีที่สามารถบ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นไทย

 

กระแสนี้เกิดขึ้นได้ถูกจังหวะ เนื่องจากผลสำรวจล่าสุดของ CTA (China Tourism Academy) ชี้ว่า 58.1% ของการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบัน มีผู้หญิงเป็นผู้นำ ในการตัดสินใจ ในหลายประเด็น เช่น

  • กระแสชุดไทยทำให้เกิดการเชื่อมโยงบนแพลตฟอร์มของจีนว่า ‘ฉันต้องมาประเทศไทย ต้องใส่ชุดไทยง และ ‘อยากมีความงามแบบสตรีไทย’
  • สิ่งนี้เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยต้องนำมาต่อยอดด้วยการ ร้อยเรียงเรื่องซอฟต์พาวเวอร์
  • ล่าสุด บริษัททัวร์จีนที่ขายแพ็กเกจประเทศไทยได้เริ่มทำ ไลฟ์ขายแพ็กเกจ 24 ชั่วโมง แล้ว และพบว่ากระแสมีความคึกคักและกระหึ่มอย่างมาก ซึ่งถือเป็นทิศทางเชิงบวกด้านแคมเปญการตลาด

 

คาดนักท่องเที่ยวจีนปีหน้ามาไทยพุ่ง 9 ล้านคน

 

จากกระแสเชิงบวกที่เกิดขึ้น ดร.อดิศร ได้ปรับประมาณการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนสำหรับปีนี้และปีหน้า

  • ปี 2568 ยังคงคาดหวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะ จบที่ 5 ล้านคน ได้
  • สัญญาณตลาด ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงสิ้นปี ตัวเลขโหลดแฟกเตอร์ (Load Factor) ได้กระโดดขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ
  • ราคาตั๋วเครื่องบินจากไทยไปจีน ในบางเส้นทางได้ เพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือ 3 เท่า โดยเฉพาะในช่วงพีคซีซัน
  • ปี 2569 หากกระแสเชิงบวกนี้ยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงตรุษจีน คาดว่าปีหน้าประเทศไทยจะสามารถคาดหวังนักท่องเที่ยวจีนได้สูงถึง 9 ล้านคน
  • ปี 2570 คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะกลับสู่ระดับ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19

 

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น 1

ภาพ : ดร. อดิศร ชัยรัตนกนก เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA)

 

ข้อเสนอแนะ ภาคเอกชนต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วย ‘คุณภาพและความปลอดภัย’
เพื่อรักษาและต่อยอดกระแสเชิงบวกนี้ ดร. อดิศร ได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ภาคเอกชนและประชาชนไทยควรทำ

  • ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้องสร้างมิติของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และที่สำคัญคือการ แบ่งแยกระหว่างคนดีกับคนไม่ดี (เช่น กลุ่มจีนเทา) พร้อมทั้งเป็นฝ่ายระแวดระวังภัยให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมาประเทศไทย
  • คุณภาพการบริการและความปลอดภัย คนไทยต้องช่วยกันดูแล และเน้นเรื่อง คุณภาพการบริการ ปัจจุบัน ATTA กำลังรณรงค์แคมเปญเรื่องการ สร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยในทุกมิติ ให้แก่นักท่องเที่ยว
  • สร้างภูมิคุ้มกันอุตสาหกรรม คุณภาพถือเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
  • เป้าหมายร่วมกัน (Win-Win) ต้องมีเป้าหมายของประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว การยึดหลักความปลอดภัย คุณภาพ และเป้าหมายร่วมกัน จะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต

 

ช่วยฟื้นความสัมพันธ์ไทย-จีน แนบแน่นหลายมิติทางเศรษฐกิจ

 

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และสมาชิกหอการค้าฯ ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จีนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับมิติทางการเมือง มาก่อนมิติทางเศรษฐกิจ การที่กษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนประเทศจีนในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ ทางการเมืองในระดับประมุข ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์ ในมิติเศรษฐกิจตามมาในหลายด้าน ได้แก่

 

– มิติการท่องเที่ยว ในการที่ในหลวง และพระราชินีเสด็จฯ เยือนจีนในครั้งนี้ ทางการจีนได้มีการเผยแพร่ข่าวเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวไทยในเชิงบวกมากขึ้น ต่อประชาชนจีน ซึ่งจะส่งผลดีต่อ การท่องเที่ยวในวงกว้าง เริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้ จนถึงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล หลังจากที่ตลอดปีนี้ไทยกับจีน มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจีนกังวลที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย
สืบเนื่องจากปัญหาสแกมเมอร์ ทำให้เกิดข่าวเชิงลบต่อการท่องเที่ยวไทย ในหมู่คนจีน

 

– มิติการค้า ล่าสุดจีนรับซื้อข้าว 500,000 ตัน สะท้อนว่าจีน ให้ความสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับฝ่ายไทย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ประเทศไทยควรร้องขอ แต่ก่อนหน้านี้ในการประชุมเราไม่กล้าขอต่อรองดีลใหญ่ๆ คาดว่า จีนจะยอมซื้อในราคามิตรภาพเพื่อแสดงน้ำใจต่อไทย นอกจากนี้เรายังเห็น เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทย เปิดการขยายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรังนก

 

– มิติการลงทุน พอมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี ก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่น ในหมู่นักลงทุนดีขึ้นตาม เชื่อมโยงไปยังมิติที่เกี่ยวเนื่องซึ่งค้างคากันอยู่ เช่น การสร้างทางรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างกัน การซื้อเรือดำน้ำ ได้รับการปลดล็อค

 

– มิติการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ในการเสด็จเยือนประเทศจีนครั้งนี้ นอกจากทั้งสองพระองค์ จะเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์แล้ว ยังทอดพระเนตร ดูงานนวัตรกรรมเทคโนโลยีของจีน เช่น ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปักกิ่ง (Beijing Humanoid Robotics Innovation Centre) และศูนย์ควบคุมการบิน และอวกาศจีน( Beijing Aerospace Control Centre)

 

ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวก ให้ประเทศไทยตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบนิเวศให้รอบด้าน เพื่อรองรับการลงทุนจากจีนในอนาคต ซึ่งจะทำให้ การพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของไทย เดินหน้าเร็วขึ้น เป็นการจุดกระแส ความสนใจ กระตุ้นภาครัฐให้เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และภาคเอกชนไทย ร่วมลงทุนกับธุรกิจจีน หากเกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่ของไทย แต่จะยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่ความร่วมมือของรัฐบาล และเอกชน

 

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น 2

ภาพ : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

 

แนะรัฐบาลเดินหน้านโยบายต่อยอดไปยังมิติอื่น

 

วันนี้มิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชัดเจนแล้ว ดร. ไพจิตร แนะนำว่ารัฐบาลควรต่อยอดไปยังมิติอื่น เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

 

– มิติการท่องเที่ยว ไทยควรต่อยอดกระแส พลิกฟื้นความเชื่อมั่นสร้างข่าวเชิงบวก ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชั้นดี วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาที่เป็น soft power เพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากจีนมาไทย ทำให้ความปลอดภัยเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการบูรณาการจัดระเบียบการท่องเที่ยว ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง ธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง พอบรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นเชิงบวก ก็จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวอยากใช้จ่ายเพิ่มขึ้น บรรเทาผลกระทบแหล่งช็อปปิ้ง และดิวตี้ฟรีที่รายได้ลดลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีน

 

“นักท่องเที่ยวจีนที่หดหายไป ไม่ใช่แค่ในเชิงของปริมาณ แต่หดหายในเชิงคุณภาพด้วย” ดร.ไพจิตรกล่าว

 

– มิติการค้า ไทยต้องสร้างคณะผู้แทนการค้า สำรวจตลาด ลู่ทางการสร้างโอกาส เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อขยายตลาดให้เป็นรูปธรรม เมื่อเข้าใจ ธรรมชาติของตลาด พฤติกรรม ผู้บริโภคก็จะทำให้สินค้าไทย ทำการตลาด ในจีนได้เหมาะสม ปัจจุบันการค้าของจีน อยู่ในช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ คู่ขนานกันไป แต่โอกาสของสินค้าไทย คือเราต้องขยับตัวเอง ไปสู่ การค้าขาย ออนไลน์ มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงคนจีน เช่น Douyin, Xiaohongshu และ Wechat สร้างช่องทางประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเข้าถึงง่าย

 

– มิติการลงทุน ทำอย่างไร ให้ประเทศไทยพร้อมรับโอกาส การลงทุนจากจีน ต้องพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน แก้ไขกฎการระเบียบ การลงทุน การให้สิทธิประโยชน์ เพื่ออำนวยความสะดวก การลงทุนมากยิ่งขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะประเทศจีน

 

“ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความเป็นมืออาชีพ และโปร่งใส นักลงทุนจะมาเอง
เขาอยากมาอยู่แล้ว ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ก็ยากที่จะเกิดประโยชน์
ในมิติเศรษฐกิจ” ดร.ไพจิตรกล่าว

 

วันนี้มิติความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน นิ่งแล้ว รัฐบาลไทยต้องรู้จัก ต่อยอดให้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ได้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี

 

ทั้งในเชิงวิชาการ ระดับรัฐบาลและภาคเอกชน ถ้าทำสิ่งนี้ไปสักระยะ เศรษฐกิจจะเกิดการเคลื่อนตัวไทยและจีนจะเข้าใจกันมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่อง ไปยังเศรษฐกิจทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม มิติด้านการแลกเปลี่ยน เทคโนโลยี การลงทุนจะเห็นผลลัพธ์ช้ากว่า การท่องเที่ยวและการค้า

 

ภาพ: charnsitr/Shutterstock

The post ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค https://thestandard.co/nuclear-subs-china-strategy-korea/ Wed, 19 Nov 2025 00:57:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1144811 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อม จีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค

เรือดำน้ำในแง่หนึ่งเป็นเครื่องมือแสดงแสนยานุภาพทางทหารข […]

The post เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อม จีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค

เรือดำน้ำในแง่หนึ่งเป็นเครื่องมือแสดงแสนยานุภาพทางทหารของชาติมหาอำนาจ แต่ความสำคัญแท้จริงคืออำนาจป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ที่ช่วยยับยั้งไม่ให้ชาติปฏิปักษ์ทำการโจมตีก่อน (First Strike)

 

 

เพราะการมีเรือดำน้ำเป็นหลักประกันความมั่นคงว่าประเทศนั้นมีขีดความสามารถในการโจมตีกลับครั้งที่ 2 (Second-Strike Capability) ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิคทางการทหารที่หมายความว่า หากมีประเทศใดโจมตีประเทศที่ครอบครองเรือดำน้ำ ประเทศนั้นก็มีความเสี่ยงถูกโจมตีกลับด้วยขีปนาวุธทำลายล้างสูงจากเรือดำน้ำที่เราไม่รู้ตำแหน่งหรือพิกัดของมันแน่ชัดว่าอยู่แห่งหนใดของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ดังนั้นหากใครคิดโจมตีก่อนย่อมต้องคิดหนักถึงผลลัพธ์ร้ายแรงที่จะตามมา

 

ขณะเดียวกันการมีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่าเรือดำน้ำดีเซลแบบในอดีตยังช่วยเพิ่มความได้เปรียบในแง่ของระยะเวลาในการปฏิบัติการใต้น้ำที่นานกว่าด้วย

 

ในสัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวสำคัญที่อยู่ในเรดาร์แวดวงการทหารและนักวิชาการสายความมั่นคง เมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศบรรลุข้อตกลงในการร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาสร้างเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

 

ความร่วมมือนี้บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ยกระดับใกล้ชิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความวิตกกังวลว่าอาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาค ท่ามกลางความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีที่เกาหลีใต้เผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือ และการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีน

 

เหตุผลของการมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้นั้นตรงไปตรงมา ประธานาธิบดีอีแจ-มยอง บอกกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในระหว่างการประชุมสุดยอด APEC เมื่อเดือนที่แล้วว่าเกาหลีใต้จำเป็นต้องมีเรือดำน้ำเพื่อต่อกรกับภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ

 

ขณะที่ อันกยูแพค รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้ ย้ำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เรือดำน้ำนิวเคลียร์จะเป็น ‘ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ’ สำหรับเกาหลีใต้ และเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการเสริมเขี้ยวเล็บป้องกันประเทศเพื่อต้านทานเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของเรือดำน้ำนิวเคลียร์เกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางยุทธศาสตร์นั้นมีนัยต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในบริเวณที่จีนมีอิทธิพลทางทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

 

นัยสำคัญของดีลเรือดำน้ำนิวเคลียร์ต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของภูมิภาค และการปิดล้อมจีน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ คล้ายสีเงิน ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า ข้อตกลงเรือดำน้ำนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าโครงสร้างความมั่นคงในเอเชียตะวันออกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ซับซ้อนกว่าเดิม ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาความร่วมมือทางทหาร แต่เป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ว่าเกาหลีใต้ไม่ได้อยู่ในสถานะผู้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่เริ่มขยับขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ในฐานะผู้ร่วมสร้างสมดุลของภูมิภาคร่วมกับสหรัฐฯ

 

ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้จะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นชาติที่ 7 ของโลกที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ประจำการ ต่อจากสหรัฐฯ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอินเดีย โดยเอกสารแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกาหลีใต้เพื่อสนับสนุนสิ่งจำเป็นต่างๆ สำหรับโครงการนี้ รวมถึงช่องทางในการจัดหาเชื้อเพลิงป้อนเตาปฏิกรณ์ด้วย

 

ในอดีตที่ผ่านมา ถึงแม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่สำหรับเรือดำน้ำนิวเคลียร์นั้น สหรัฐฯ ไม่เคยส่งออกให้ใครเลย แม้สหรัฐฯ จะมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์มานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม เพราะถือเป็นชั้นความลับขั้นสูงสุด ด้วยเหตุนี้ นาวาตรี ดร.บดินทร์ สันทัด นักศึกษา วปอ.บอ.2 และนักวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ จึงมองว่ากรณีนี้ถือเป็น Rare Case หรือกรณีที่พบเห็นได้ยากยิ่ง

 

สอดคล้องกับ พ.อ.นันทสิทธิ์ ที่มองว่า “เทคโนโลยีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่ประเทศมหาอำนาจมักปกปิดอย่างเข้มงวด และเลือกถ่ายทอดให้เฉพาะพันธมิตรที่มีความไว้วางใจสูงเป็นพิเศษ การตัดสินใจถ่ายทอดให้เกาหลีใต้จึงสะท้อนระดับความเชื่อมั่นทางยุทธศาสตร์ที่ลึกมากกว่าที่เคย”

 

“เมื่อเกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์แล้ว จะเปิดพื้นที่ปฏิบัติการใหม่ ทั้งในทะเลจีนตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สหรัฐฯ และจีนแข่งขันกันอย่างเข้มข้น การมีส่วนร่วมของเกาหลีใต้ในพื้นที่เหล่านี้ย่อมมีนัยที่ช่วยปรับสมดุลทางอำนาจในระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวเสริม

 

ขณะที่ นาวาตรี ดร.บดินทร์ มองว่า ข้อตกลงร่วมสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ- เกาหลีใต้นี้ เป็นการขยายวงหรือต่อยอดมาจากกรอบความร่วมมือกลุ่ม AUKUS ซึ่งเป็นดีลถ่ายทอดเทคโนโลยีอาวุธคล้ายๆ กันระหว่างสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย และสำเร็จไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดย AUKUS เป็นความพยายามปิดล้อมจีนทางใต้ ส่วนความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO มุ่งปิดล้อมจีนและรัสเซียทางตะวันตก ขณะที่โครงการความร่วมมือกับเกาหลีใต้นี้เป็นการวางหมากปิดล้อมจีนทางตะวันออก

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า ดีลนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีเรือดำน้ำเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณว่าภูมิภาคกำลังก้าวไปสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงแบบใหม่ที่ประเทศในภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีตอีกต่อไป

 

ดุลอำนาจใหม่บนคาบสมุทรเกาหลี?

 

เมื่อจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แชร์น่านน้ำร่วมกันในบริเวณคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงทะเลที่มีอาณาเขตติดต่อกัน การมีอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่ย่อมส่งผลต่อดุลอำนาจทางทหารในบริเวณดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

 

อนาลโย กอสกุล ผู้สังเกตการณ์การทหารอิสระ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เรือดำน้ำนิวเคลียร์จะเปลี่ยนดุลยภาพกำลังรบในคาบสมุทรเกาหลีอย่างแน่นอน ถึงแม้การต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้จะมุ่งตอบสนองโดยตรงต่อโครงการต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเพื่อให้ดุลยภาพทางทหารกลับสู่จุดเดิมก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยนสมการในภูมิภาคใหม่ และถ้ามองในทางกลับกัน การที่เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ก็อาจทำให้ดุลยภาพทางทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีความสมดุลยิ่งขึ้น เพราะเท่ากับว่าเกาหลีใต้ก็จะมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ใช้งานเหมือนกับจีนและรัสเซียด้วย

 

นาวาตรี ดร.บดินทร์ มองว่า ดีลนี้ถือเป็น Arms Dynamics ที่เหนือกว่าการซื้ออาวุธทั่วไป แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถที่เดิมเกาหลีใต้ต่อเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าได้อยู่แล้ว ให้เป็นเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ได้ด้วย

 

แต่ในระยะสั้น นาวาตรี ดร.บดินทร์ ยังมองไม่เห็นพลวัตที่ชัดเจนมากนัก เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงการระยะยาว และเป็นเรื่องของ Technology Transfer ไม่ใช่การซื้อขายตามปกติ แต่เมื่อโครงการสำเร็จแล้ว เกาหลีใต้จะสามารถต่อเองได้ในประเทศ การครอบครองเรือดำน้ำที่เป็นอาวุธยุทธศาสตร์น่าจะสร้างความหวาดระแวงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ผ่านมา จีนเองก็เริ่มตอบโต้ด้วยการต่อเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำในประเทศเช่นกัน

 

“แต่ด้วยจีนมีพื้นฐานเทคโนโลยีจากรัสเซียและจากการวิจัยพัฒนาด้วยตนเอง อัตราเร่งของการพัฒนาจึงช้ากว่าการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศที่มีระดับเทคโนโลยีขั้นสูงที่สุกงอมแล้วแบบสหรัฐฯ” นาวาตรี ดร.บดินทร์ กล่าว

 

และคล้ายกัน ตามความเห็นของ พ.อ.นันทสิทธิ์ นั้น การที่เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นของตนเอง จะทำให้ดุลอำนาจใต้น้ำบนคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนไปอย่างมากตั้งแต่ในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว

 

โดยจุดเด่นของเรือดำน้ำนิวเคลียร์อยู่ที่ความเงียบ ความเร็วใต้น้ำ และระยะเวลาปฏิบัติการที่แทบไม่จำกัด ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราน่านน้ำเกาหลีเหนือได้อย่างต่อเนื่องจนเกาหลีเหนือคาดการณ์ได้ยากขึ้น

 

ซึ่งความได้เปรียบตรงนี้ทำให้เกาหลีเหนือสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยใต้น้ำ จากที่เคยใช้ซ่อนเรือดำน้ำติดขีปนาวุธ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของเปียงยาง และถูกมองเป็นภัยคุกคามคาบสมุทรเรื่อยมา

 

อย่างไรก็ดี พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวว่า หากมองในภาพกว้าง ดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ยังคงอยู่ในมือของระบอบเกาหลีเหนือส่วนหนึ่ง เพราะขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์และระบบยิงหลายแบบของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยที่กำหนดความเสี่ยงหลักบนคาบสมุทร แม้การมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้จะเพิ่มความได้เปรียบเชิงปฏิบัติการ แต่ยังไม่สามารถลดน้ำหนักของภัยคุกคามระบบนิวเคลียร์ได้ในทันที

 

เช่นเดียวกับ อนาลโย ที่มองว่า ถึงแม้เรือดำน้ำนิวเคลียร์เกาหลีใต้จะเปลี่ยนสมการทางทหารในภูมิภาคค่อนข้างแน่ แต่จะไม่ส่งผลให้ดุลยภาพทางทหารเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ยกเว้นเมื่อเกิดกรณีที่สหรัฐฯ ตัดสินใจขายหัวรบนิวเคลียร์พร้อมขีปนาวุธติดเรือดำน้ำให้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น รัสเซียและจีนก็อาจมองว่าสหรัฐฯ ใช้เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในกลไกด้านความมั่นคงที่ยกระดับขึ้นในเอเชียตะวันออก

 

ดีลเรือดำน้ำนิวเคลียร์เกาหลีใต้ในสายตาจีนและเกาหลีเหนือ

 

ไม่นานนักหลังเกาหลีใต้ประกาศความร่วมมือสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ เกาหลีเหนือก็ออกมาเตือนผ่านสื่อทางการอย่าง KCNA ว่า ข้อตกลงระหว่างโซลกับวอชิงตันจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘โดมิโนนิวเคลียร์’ และประณามว่าดีลนี้จะทำลายเสถียรภาพความมั่นคงทางทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ไม่ใช่แค่คาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น อีกทั้งก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมนิวเคลียร์ในระดับโลกได้

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวว่า จากมุมมองของระบอบเกาหลีเหนือนั้น ข้อตกลงนี้จะถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศของตนกำลังถูกล้อมรอบด้วยศัตรูมากขึ้น ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เกาหลีเหนือใช้สนับสนุนการคงอยู่ของอาวุธนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว เกาหลีเหนือมีแนวโน้มตอบสนองด้วยการทดสอบขีปนาวุธ การสาธิตเทคโนโลยีอาวุธใหม่ หรือการยกระดับถ้อยแถลงด้านความมั่นคง เพื่อรักษาภาพลักษณ์การทำเพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการสื่อต่อทั้งประชาชนภายในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

 

ส่วนรัฐบาลจีนมองข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ครั้งนี้ว่ามีความหมายมากกว่าการพัฒนาอาวุธของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการขยายขอบเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ เข้ามาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จีนพยายามควบคุมมายาวนาน การมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ในอนาคตจะทำให้จีนต้องประเมินความสามารถในการเคลื่อนกำลังเรือดำน้ำของตนใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ด้านบรรทัดฐานทางนิวเคลียร์นั้น พ.อ.นันทสิทธิ์ ชี้ว่า จีนอาจมีข้อกังวลว่าดีลนี้จะทำให้ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น มองว่าตนก็มีสิทธิในการเรียกร้องเทคโนโลยีแบบเดียวกัน ซึ่งจะกระทบต่อโครงสร้างความมั่นคงในเอเชียตะวันออกในระยะยาว

 

แนวโน้มการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคและความเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่

 

มีคำเตือนจากเปียงยางต่อดีลเรือดำน้ำระหว่างวอชิงตันและโซลว่า ผลลัพธ์ของมันอาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคอย่างดุเดือด

 

ข้อมูลจาก Statista หากนับเฉพาะเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการนั้น สหรัฐฯ มีเรือดำน้ำประเภทนี้มากที่สุด จำนวน 66 ลำ ตามมาด้วยรัสเซีย 31 ลำ จีน 12 ลำ สหราชอาณาจักร 10 ลำ ฝรั่งเศส 9 ลำ และอินเดีย 2 ลำ

 

ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็กำลังพิจารณาเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อปลดล็อกให้ประเทศสามารถเข้าร่วมสงครามได้ ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มเติมว่า การแข่งขันสะสมอาวุธในเอเชียแปซิฟิกจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น และการที่เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ก็อาจทำให้ญี่ปุ่นอยากมีบ้างเช่นกัน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวว่า สัญญาณภาพรวมบ่งชี้ว่าการแข่งขันทางทหารในเอเชียตะวันออกจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนอาวุธแบบเดิมเท่านั้น เพราะเกาหลีใต้กำลังยกระดับความสามารถใต้น้ำ ขณะที่ญี่ปุ่นก็กำลังเพิ่มงบด้านความมั่นคงและพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล ส่วนจีนก็จำเป็นต้องเสริมกำลังเรือดำน้ำและระบบต่อต้านเรือดำน้ำ เพื่อรักษาความมั่นคงของตน เมื่อพิจารณาถึงปัญหาช่องแคบไต้หวันและความขัดแย้งทางทะเลระหว่างจีนกับญี่ปุ่นด้วย ดังนั้นความเคลื่อนไหวในคาบสมุทรเกาหลีจึงไม่ใช่กลไกความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นเอกเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมความมั่นคงหลายชั้นที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด

 

ในประเด็นว่าญี่ปุ่นจะตกขบวนหรือไม่นั้น นาวาตรี ดร.บดินทร์ ให้ความเห็นว่า สถานะของกองทัพของเกาหลีใต้มีความแอคทีฟมากกว่ากองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังส่งออกอาวุธได้สะดวกกว่า ขณะที่ญี่ปุ่นถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้เกาหลีใต้ไม่ต้องเกรงใจญี่ปุ่นมากนักในการเจรจาข้อตกลงพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถือเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคของสหรัฐฯ แม้เกาหลีใต้มีประวัติศาสตร์การถูกญี่ปุ่นยึดครองมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างมีศัตรูร่วม (Common Enemy) คือจีน ทั้งคู่อาจเห็นว่าจำเป็นต้องวางอดีตลงและเผชิญกับภัยตรงหน้ามากกว่า และเมื่อถึงวันที่ความขัดแย้งปะทุ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็อาจร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการสร้างแนวปิดล้อมฝั่งตะวันออกต่อจีน แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็อาจทำให้สงครามขยายวงรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้และอาจทำให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในความเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่คือ การครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่ใช้กับเรือดำน้ำ ซึ่งเกาหลีใต้ยังไม่มีขีดความสามารถในการพัฒนาขีปนาวุธเหล่านี้ แต่หากสถานการณ์ไปถึงจุดที่สหรัฐฯ มองว่าจำเป็นต้องติดอาวุธนิวเคลียร์ให้เกาหลีใต้เพื่อต้านทานเกาหลีเหนือ เมื่อนั้นก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์การแข่งขันดุเดือดมากขึ้นและเปราะบางยิ่งขึ้นจนเสี่ยงเกิดเป็นสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งอนาลโยมองว่า จีนจะออกมาคัดค้านไม่ให้เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอย่างแน่นอน เพราะมองว่าไม่เป็นผลดีกับจีน และสิ่งนี้จะทำลายดุลอำนาจทางทหารในภูมิภาคอย่างถาวร

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า ภูมิภาคนี้กำลังก้าวสู่ภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์สามแนวรบในเอเชียตะวันออก ได้แก่ คาบสมุทรเกาหลี ทะเลจีนตะวันออก และช่องแคบไต้หวัน ทั้งสามพื้นที่เป็นจุดที่ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ทับซ้อนกัน ทำให้การเคลื่อนไหวด้านการทหารของประเทศหนึ่งจะส่งผลต่ออีกสองพื้นที่โดยอัตโนมัติ

 

ส่วนผมอาจเรียกสามพื้นที่นี้ว่า ‘รอยเลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงพลัง’ และมีแนวโน้มจะปะทุเป็นสงครามใหญ่ได้ทุกเมื่อ

 

ภาพ: BAE Systems via Getty Images

อ้างอิง:

The post เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย https://thestandard.co/china-travel-warning-japan-taiwan-tensions/ Sat, 15 Nov 2025 11:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1143770 จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตน […]

The post จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตนให้ระงับการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการตอบโต้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความเห็นเกี่ยวกับเกาะไต้หวัน จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างทั้งสองประเทศ

 

คำเตือนนี้ถือเป็นการตอบโต้ที่จับต้องได้และมีนัยสำคัญที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง ต่อคำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แม้ว่าการดำเนินการนี้อาจเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแนวทางอื่น แต่ก็บ่งชี้ว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เข้ามาเป็นเครื่องมือกดดันในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในถ้อยแถลงเมื่อวานนี้ว่า “คำกล่าวที่ยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ ‘สร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน… และสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” กระทรวงฯ และคณะผู้แทนของจีนจึง “เตือนพลเมืองจีนให้ระงับการเดินทางเข้าญี่ปุ่นไว้ก่อนในขณะนี้”

 

มาตรการนี้เป็นการแสดงความไม่พอใจครั้งล่าสุดของจีน ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ทาคาอิจิได้ตอบกระทู้ถามในรัฐสภาญี่ปุ่นว่า การที่จีนบุกโจมตีไต้หวันจะถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น’ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของญี่ปุ่นได้

 

จีนมองว่า ไต้หวันเป็นดินแดนของตน และประกาศว่าจะยึดคืนเกาะดังกล่าว หากจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร สำหรับจีนแล้ว อธิปไตยของไต้หวันถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามล้ำเส้น
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของจีนได้เตือนว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้อง ‘เผชิญความพ่ายแพ้ที่ยับเยิน’ หากกล้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

 

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่อ้างถึงโดยสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจากจีนเกือบ 7.5 ล้านคนเดินทางเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

 

ภาพ: Takashi Images / Shutterstock

อ้างอิง:

The post จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง https://thestandard.co/king-meets-china-premier-beijing/ Sat, 15 Nov 2025 03:59:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1143630 นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

เช้าวานนี้ (14 พฤศจิกายน) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เข้ […]

The post นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

เช้าวานนี้ (14 พฤศจิกายน) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่ง

 

หลี่เฉียงกล่าวว่า จีนและไทยเป็นญาติที่ดี เพื่อนที่ดีและหุ้นส่วนที่ดี ขณะที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรลุความรับรู้ร่วมกันสำคัญ ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล’ จะรักษาการไปมาหาสู่กันชั้นสูงกับไทย เสริมสร้างมิตรไมตรีความปรองดอง สนับสนุนต่อกันอย่างแน่วแน่ กระชับความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์แก่กันให้ลงลึกยิ่งขึ้น ผลักดันให้การสร้างสรรค์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีนกับไทยประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น สร้างความผาสุกมากยิ่งขึ้นให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวว่า เศรษฐกิจจีนและไทยมีส่วนเกื้อกูลกันค่อนข้างสูง จีนยินดีร่วมกับฝ่ายไทย ขยายการค้าทวิภาคีและการลงทุนต่อกัน ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบินและการบินอวกาศ เป็นต้น โดยจีนและไทยอยู่ใกล้กัน มีวัฒนธรรมที่คล้ายกัน สองฝ่ายควรกระชับความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สร้างพื้นฐานมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

 

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า ไทยกับจีนมีมิตรภาพที่สืบทอดกันมาอย่างแน่นแฟ้น ผลสำเร็จของความร่วมมือในด้านต่างๆ มีมากมาย มีอนาคตกว้างขวาง ไทยชื่นชมเศรษฐกิจและสังคมจีนที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในปีหลังๆ นี้ ยินดีเสริมการไปมาหาสู่กันอย่างเป็นมิตรกับจีน กระชับความร่วมมือที่มุ่งสู่หนทางของการพัฒนาร่วมกัน

 

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์จีน-อาเซียน https://thestandard.co/nanning-guangxi-asean-gateway/ Fri, 14 Nov 2025 13:06:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1143528 รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์ จีน-อาเซียน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและหลายประเทศสมาชิกในอาเซียนแน่นแ […]

The post รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์จีน-อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์ จีน-อาเซียน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและหลายประเทศสมาชิกในอาเซียนแน่นแฟ้นและพัฒนามาอย่างยาวนานในหลากหลายมิติ เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้เดินทางเยือนประเทศพันธมิตรในอาเซียนอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

 

ปัจจุบัน สีจิ้นผิงยังได้จัดพิธีถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ซึ่งเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน โดยการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ สะท้อนชัดถึงความสำคัญของสายสัมพันธ์ไทย-จีน และคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเสด็จฯ เยือนจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ โดยหากพูดถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพและสามารถเป็นประตูแห่งโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างจีน-อาเซียน และสร้าง ‘ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน’ หนึ่งในพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้คือ ‘เขตปกครองตนเองกว่างซี’ (Guangxi) ซึ่งสีจิ้นผิง และคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้ความสำคัญอย่างมาก และมุ่งหวังให้มีส่วนช่วยขยายการเปิดประเทศทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง

 

รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์ จีน-อาเซียน 1

 

หนานหนิง-กว่างซี จะเป็นประตูแห่งโอกาสได้อย่างไร

 

กว่างซีมีพื้นที่ทั้งหมดราว 2.37 แสนตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 50 ล้านคน และเป็นเขตปกครองตนเองที่มีประชากรเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุมากที่สุดในประเทศจีน มีความโดดเด่นและมีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ โดยกว่างซีเป็นพื้นที่เดียวของจีนที่มีการเชื่อมต่อกับอาเซียนทั้งทางบกและทางทะเล กว่างซีจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยงโอกาสในมิติต่างๆ ระหว่างจีนและอาเซียน โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจ ตลาดการค้าและการลงทุน

 

ผศ. ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง อธิบายว่า พื้นที่ทางตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะกว่างซีถูกกำหนดให้เป็น ประตูสู่อาเซียน (Gate to ASEAN) ในเชิงยุทธศาสตร์ของจีน อีกทั้งเมืองเอกอย่างหนานหนิง (Nanning) ยังเป็นเมืองหลักสำหรับการเจรจาเกี่ยวกับอาเซียนอีกด้วย โดยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดและงานมหกรรมอย่าง China-ASEAN EXPO (CAEXPO) มาแล้วถึง 22 ครั้งติดต่อกัน

 

โดยอาจารย์ชาดามองว่า กว่างซีมีข้อได้เปรียบทางโลจิสติกส์ พื้นที่เหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่ตลาดสินค้าอาเซียนอย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ มีชายแดนติดกับเวียดนามและมีทางออกสู่ทะเล ซึ่งสามารถขนส่งสินค้าไปยังไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้

 

ขณะที่ ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ กล่าวว่า หนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซี หรือที่คนไทยคุ้นในชื่อ ‘กวางสี’ เป็นพื้นที่ที่มีบทบาทต่ออาเซียนและไทยมายาวนานแล้ว ไม่ได้เพิ่งโดดเด่นเฉพาะช่วงที่จีนผลักดันยุทธศาสตร์ใหญ่ๆ อย่าง Belt and Road Initiative หรือ AI Vision 2030 หากแต่มีความสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมาตั้งแต่เป็นประตูการค้าทางบกจากไทยสู่จีน

 

เส้นทาง R9 และ R12 จากภาคอีสานของไทย ผ่าน สปป.ลาวและเวียดนาม เข้าสู่ด่านในกว่างซี เช่น ด่านโย่วอี้กวาน ซึ่งถือเป็น ‘เส้นเลือดหลัก’ ของการขนส่งผลไม้และสินค้าเกษตรจากไทยสู่จีนตอนใต้ ใครเคยส่งทุเรียน ลำไย หรือมังคุดไปจีนจะรู้จักด่านนี้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันก็พัฒนาไปไกล กลายเป็น ‘ด่านขนส่งอัจฉริยะ’ ที่มีการใช้รถไร้คนขับ (Intelligent Guided Vehicles: IGV) และระบบยกตู้สินค้าอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลารอคิวอย่างมาก

 

แต่บทบาทของหนานหนิง-กว่างซีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ ‘เส้นทางการค้า’ เท่านั้น หากยังถูกยกระดับให้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับอาเซียนในมิติต่างๆ ตั้งแต่ดิจิทัล เทคโนโลยี จนถึงนวัตกรรมใหม่ๆ

 

รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์ จีน-อาเซียน 2

 

หนานหนิงกับศูนย์ความร่วมมือ AI จีน-อาเซียน

 

หนานหนิงถือเป็นเมืองเอก และเป็นหนึ่งใน 14 นครระดับจังหวัดของกว่างซี โดยในปี 2024 หนานหนิงได้รับการจัดอันดับโดย Springer Nature หนึ่งในผู้จัดพิมพ์วารสารวิชาการที่ใหญ่ที่สุดในโลก ให้เป็นหนึ่งใน 200 อันดับแรกของเมืองด้านวิทยาศาสตร์ของโลก (Science Cities 2024)

 

ที่เมืองแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ ‘ศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ระหว่างจีน-อาเซียน’ (CAAIC) เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่มีบทบาทเชิงรุก เพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) แห่งชาติ และแผนรวมในการสร้างประชาคมจีน-อาเซียนที่มีอนาคตร่วมกัน ด้วยวิสัยทัศน์ ‘การสร้างสรรค์ระบบนิเวศ AI ใหม่, การแบ่งปันโอกาสทางดิจิทัลใหม่’

 

CAAIC มีแผนทยอยจัดตั้งศูนย์สาขาในประเทศสมาชิกอาเซียนและเมืองหลักของจีน ตามแนวทาง ‘หนึ่งจุดเชื่อม, สองเขต, หลายศูนย์‘ (One Node, Two Zones, Multiple Centers) โดยโมเดลความร่วมมือข้ามพรมแดนนี้ก่อตั้งขึ้นภายใต้ ข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของกว่างซีในการพัฒนา AI ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ (1) มากกว่า (More): โดยเฉพาะในมิติของการเชื่อมต่อที่มากขึ้น, (2) เร็วกว่า (Faster): โดยเฉพาะในมิติของการขนส่งและการสื่อสาร, (3) ดีกว่า (Better): โดยเฉพาะในมิติของแอปพลิเคชันและการบริการ และ (4) น้อยกว่า (Less): โดยเฉพาะในมิติเรื่องของต้นทุนและเวลา CAAIC จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยเชื่อมสัมพันธ์ทางดิจิทัล เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างจีนและอาเซียน

 

อาจารย์ภากรกล่าวว่า นอกจากศูนย์ความร่วมมือ AI จีน–อาเซียนแล้ว จีนยังได้จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือดิจิทัล และโครงการด้านเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับ Belt and Road Initiative ในเมืองหนานหนิง ทำให้พื้นที่นี้เป็นเหมือน ‘ห้องทดลองความร่วมมือจีน–อาเซียน’ ที่ส่งผลโดยตรงต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า สปป.ลาว เวียดนาม รวมถึงไทยและมาเลเซีย

 

รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์ จีน-อาเซียน 3

 

โย่วอี้กวาน ด่านมิตรภาพเชื่อมจีน-อาเซียน

 

ด่านโย่วอี้กวาน (Youyiguan Border Gate) ตั้งอยู่ที่เมืองผิงเสียง (Pingxiang) ในนครฉงจั่ว (Chongzou) ของกว่างซี เป็นด่านมิตรภาพ (Friendship Pass) ที่มีพรมแดนติดกับเวียดนาม ทั้งยังเป็นด่านบกที่ใหญ่ที่สุดและมีปริมาณการค้ามากที่สุดในการค้าขายระหว่างจีนกับเวียดนาม และเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าจากกว่างซีออกสู่ตลาดอาเซียน

 

ด่านแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของกิโลเมตรที่ 0 ของจีน และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor) ที่เชื่อมโยงจีนตะวันตกเข้ากับท่าเรือในอ่าวเป่ยปู้ (Beibu Gulf) และส่งต่อไปยังเวียดนามและประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอีกด้วย

 

ศุลกากรด่านโย่วอี้กวานระบุว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา ปริมาณการขนส่งสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออกผ่านด่านโย่วอี้กวาน ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า โดยปริมาณการขนส่งสินค้ารวม ในปีที่แล้วสูงถึง 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าและส่งออกรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9 แตะระดับ 4.78 แสนล้านหยวน (ราว 2.17 ล้านล้านบาท)

 

ส่วนมูลค่าการนำเข้าและส่งออกรวมกับกลุ่มประเทศอาเซียนที่ผ่านด่านนี้ในปี 2024 สูงถึงราว 4.73 แสนล้านหยวน (ราว 2.16 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 98.9 ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของด่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ากับเวียดนาม ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 แตะที่ 3.94 แสนล้านหยวน (ราว 1.8 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 83.4 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดกับประเทศอาเซียน

 

รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์ จีน-อาเซียน 4

 

คลองผิงลู่ เมกะโปรเจกต์คลองขุดของจีน

 

คลองผิงลู่ (Pinglu Canal) เป็นโครงการขุดคลองเดินเรือขนาดใหญ่ที่มีความยาวมากถึง 134.2 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมทางน้ำ ตั้งแต่อ่างเก็บน้ำเหิงโจว ของเมืองหนานหนิง ให้มีทางออกสู่ทะเลทางตอนใต้ บริเวณอ่าวเป่ยปู้ โดยได้รับการออกแบบให้มีด่านปรับระดับน้ำ ทั้งหมด 3 ด่าน ได้แก่ ด่านหม่าต้าว, ด่านฉี่ซื่อ และด่านชิงเหนียนเพื่อแก้ไขปัญหาระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน และช่วยให้เรือขนส่งสามารถเดินทางต่อไปได้โดยง่าย ใช้งบประมาณ 7.27 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.3 แสนล้านบาท) นับเป็นโครงการคลองขุดขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่

 

คลองผิงลู่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยทำให้จีนมีทางออกสู่ทะเลที่สั้นมากยิ่งขึ้น โดยการขุดคลองเชื่อมลำน้ำที่มีอยู่เดิมให้มีทางออกเชื่อมกับอ่าวเป่ยปู้ (อ่าวตังเกี๋ย) ซึ่งจะสามารถร่นระยะทางขนส่งสินค้าระหว่างจีนกับภูมิภาคอาเซียนลงได้อย่างมาก คาดการณ์ว่า คลองแห่งนี้จะช่วยร่นระยะทางเดินเรือในแม่น้ำได้มากกว่า 560 กิโลเมตร และทำให้เศรษฐกิจของกว่างซีจ้วง โดยเฉพาะภาคการส่งออกคล่องตัว และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสามารถรองรับเรือขนส่งที่มีระวางบรรทุกสูงสุดถึง 5,000 ตัน และยังสามารถบุกเบิกเป็นเส้นทางเดินเรือท่องเที่ยวได้อีกด้วย โครงการนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในสิ้นปี 2026

 

อาจารย์ภากรระบุว่า บทบาทของกว่างซีชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ซึ่งทำให้จีนหันมาลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานตะวันตก และเพิ่มการเชื่อมต่อกับอาเซียนแทน ทั้งเพื่อกระจายความเสี่ยง และเพื่อเปิดตลาดใหม่สำหรับเทคโนโลยี ‘Made in CHINA’ รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือ AI ที่จีนต้องการผลักดันออกสู่ภูมิภาค

 

หนานหนิงจึงไม่ใช่เพียงเมืองใหญ่ของกว่างซี แต่กำลังกลายเป็น ‘ประตูหลัก’ ของจีนในการเจาะเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในทางกลับกัน ก็เป็นทางผ่านสำคัญที่ทำให้สินค้า บริการ และเทคโนโลยีของอาเซียน โดยเฉพาะไทย สามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้ลึกกว่าเดิม

 

ทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงบางส่วนที่ช่วยยืนยันได้ว่า หนานหนิง-กว่างซีคือ ประตูแห่งโอกาส ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสัมพันธ์จีน-อาเซียนในมิติต่างๆ เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันและยั่งยืน

 

อ้างอิง:

The post รู้จัก หนานหนิง-กว่างซี ประตูแห่งโอกาส เชื่อมสัมพันธ์จีน-อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองความสำคัญในหลวงเสด็จฯ เยือนจีน โอกาสความร่วมมือ ความหมายเชิงการทูต และอนาคตสัมพันธ์ ไทย-จีน https://thestandard.co/king-visit-china-cooperation-diplomacy/ Fri, 14 Nov 2025 10:25:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1143447 มองความสำคัญในหลวงเสด็จฯ เยือน จีน โอกาสความร่วมมือ ความหมายเชิงการทูต และอนาคตสัมพันธ์ ไทย-จีน

“การเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในวาระพิเศษ 50 […]

The post มองความสำคัญในหลวงเสด็จฯ เยือนจีน โอกาสความร่วมมือ ความหมายเชิงการทูต และอนาคตสัมพันธ์ ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองความสำคัญในหลวงเสด็จฯ เยือน จีน โอกาสความร่วมมือ ความหมายเชิงการทูต และอนาคตสัมพันธ์ ไทย-จีน

“การเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้ นอกจากจะเป็นในวาระพิเศษ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ยังเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเสด็จฯ เยือนจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจโลกขณะนี้ ในขณะที่สื่อทั่วโลกก็นำเสนอภาพและข้อมูลต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถดึงให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้โดดเด่นขึ้นในเชิงภูมิรัฐศาสตร์”

 

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าไม่เพียงเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความลึกซึ้งระหว่างสายสัมพันธ์ไทย-จีน ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังสะท้อนถึงมิติความผูกพันและความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านต่างๆ

 

นอกจากนี้ยังฉายให้เห็นความสำคัญในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยการเสด็จฯ เยือนจีน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ยังทำให้โลกได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าไทยยังคงยืนบนหลัก ‘รักษาสมดุลมหาอำนาจ’

 

ความสำคัญของการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้

 

ดร.อักษรศรี ให้ความเห็นว่าการเสด็จฯ เยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายที่่สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งในมิติเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ จากการเสด็จฯ ไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น เสด็จไปทรงสักการะพระเขี้ยวแก้วและเสด็จทอดพระเนตรพระราชวังต้องห้าม

 

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ ทอดพระเนตรศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปักกิ่ง (Beijing Humanoid Robotics Innovation Centre) สถาบันอะคาเดมีเทคโนโลยีอวกาศจีน (China Academy of Space Technology) ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์และการฝึกมนุษย์อวกาศจีน (China Astronaut Scientific Research and Training Centre) และศูนย์ควบคุมการบินและอวกาศจีน( Beijing Aerospace Control Centre)

 

โดยดร.อักษรศรี มองว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ เหล่านี้ ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้ไทยเห็นถึงโอกาสของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอนาคต

 

ขณะที่การเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อทั้งจีนและนานาชาติ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยโดดเด่นขึ้นในเวทีโลกและตอกย้ำบทบาทของไทยในภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเกิดขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

 

ความหมายเชิงการทูต

 

ดร.อักษรศรี มองว่า ในเชิงการทูต การเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการเยือนตามพิธีการ เพราะจีนให้ความสำคัญกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอย่างยิ่ง สะท้อนผ่านการยกย่องเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น การที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มอบเหรียญมิตราภรณ์แก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดระดับนานาชาติสำหรับชาวต่างชาติ

“ในภาพใหญ่จะเห็นได้ว่าผู้นำจีน ยกย่องและชื่นชมสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยมาโดยตลอด เห็นได้จากตั้งแต่ครั้งวาระครบรอบ 70 ปีสร้างชาติจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ได้มอบเหรียญมิตตราภรณ์ ให้กับมิตรประเทศที่สำคัญยิ่งของจีน โดยมีชาวต่างชาติเพียง 6 คนที่ได้รับ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็เป็นหนึ่งในนั้น”

 

“ในเชิงสัญลักษณ์ทางการทูตนั้นเป็นอำนาจอีกรูปแบบนึงที่เราอาจจะมองไม่เห็น แต่สามารถส่งผลต่อสถานะของประเทศไทย เป็นทุนเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้ประเทศไทยมีแต้มต่อหรือสร้างความได้เปรียบของประเทศ” ดร.อักษรศรี กล่าว

 

เธอให้ความเห็น “การเสด็จฯ เยือน ยังทำหน้าที่เสมือนการทูตเชิงสัญลักษณ์ที่มีพลังมากกว่า Soft Power เพราะสามารถสร้างความไว้วางใจในระดับที่การทูตปกติไม่สามารถทำได้ อีกทั้งความสนใจจากสื่อทั่วโลกยังทำให้ประเทศไทยได้รับการนำเสนอในเชิงบวกในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แข่งขันกันด้านอิทธิพลระหว่างประเทศมหาอำนาจ

 

การที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนจีนในห้วงเวลานี้จึงมีคุณค่าทางการทูตสูงมาก เพราะช่วยขยายบทบาทของไทยในเวทีโลก เสริมสถานะประเทศ และทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นรัฐที่สามารถรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจได้อย่างสมดุลและสง่างาม

 

ก้าวต่อไปความสัมพันธ์ไทย-จีน

 

สำหรับทิศทางต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน หลังการเสด็จฯ เยือน ดร.อักษรศรี มองว่า ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลไทยจะต่อยอดโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้ โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก

 

“ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ไทย-จีน ถ้าหากรัฐบาลไทยสานต่อจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะพบว่า เรามีโอกาสที่จะร่วมมือกับจีน ไทยจีนที่มากกว่าการส่งทุเรียนไปขายจีน หรือการค้าขายสินค้าเกษตรระหว่างกัน แต่ยังสะท้อนถึงโอกาสที่ไทยกับจีน จะได้ร่วมมือกันทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยก้าวต่อไปในความร่วมมือของไทยและจีนจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทย ว่าจะนำสิ่งต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ริเริ่มไว้แล้วในการร่วมมือกับจีน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก” ดร.อักษรศรี กล่าว

 

“มันเป็นความร่วมมือที่จะได้ประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย เพราะจีนมีพลังอำนาจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงมาก รวมถึงเทคโนโลยีอวกาศ และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราควรจะผลักดันให้เกิดรูปธรรมความร่วมมือกันต่อไป”

 

การเสด็จฯ เยือนจีน กับมิติภูมิรัฐศาสตร์

 

ดร.อักษรศรี ยังให้ข้อมูลว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนในครั้งนี้ แม้จะถูกหลายฝ่ายตั้งคำถามว่าเชื่อมโยงกับสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา และการที่สหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐบาลทรัมป์ กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นหรือไม่ แต่ในเชิงข้อเท็จจริง การเตรียมการนั้นเกิดขึ้นล่วงหน้ามานาน ตั้งแต่ช่วงต้นปี และมีการหารือเรื่องนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

 

โดยในการเชิญพระเขี้ยวแก้วจากจีนมายังประเทศไทยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็มีการพูดคุยถึงเรื่องการเสด็จฯ เยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม การเสด็จฯ เยือนเกิดขึ้น ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เริ่มอ่อนไหวมากขึ้นอีกในตอนนี้ และท่าทีของสหรัฐฯ ที่ขยายบทบาทเข้ามาในภูมิภาค ทั้งในเรื่อง MOU แรร์เอิร์ธ และการมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการเจรจาถ้อยแถลงร่วมฯ ระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งถูกมองว่า กำลังก่อให้เกิดแรงกดดันหรือความพยายามกำกับท่าทีของไทย

 

ประเด็นเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเสด็จฯ เยือนจีนจึงมีความหมายอย่างมากในเชิงสัญลักษณ์ เพราะทำให้โลกได้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ไทยยังคงพยายามยืนบนหลัก ‘รักษาสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ และจีน

 

“การเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้ เป็นจังหวะเวลาที่ทำให้โลกได้เห็นว่าไทยก็พยายามที่จะรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจต่างๆ บนโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน” ดร.อักษรศรี กล่าว

 

ภาพ : Xinhua

The post มองความสำคัญในหลวงเสด็จฯ เยือนจีน โอกาสความร่วมมือ ความหมายเชิงการทูต และอนาคตสัมพันธ์ ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่องในหลวงเสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ https://thestandard.co/royal-thai-visit-china/ Fri, 14 Nov 2025 08:27:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1143374 รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่อง **ในหลวง** เสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสม […]

The post รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่องในหลวงเสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่อง **ในหลวง** เสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เป็นที่สนใจอย่างยิ่งสำหรับสื่อและประชาชนชาวจีน โดยมีการเผยแพร่ข่าวและบทความที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จฯ เยือนอย่างกว้างขวาง

 

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า “จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและเป็นมิตร และเป็นประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า ทั้งสองประเทศเปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน และยังคงใกล้ชิดกันเหมือนที่ผ่านมา”

 

“ปีนี้เป็นปีครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย และ ‘กาญจนาภิเษกแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ จีนมุ่งหวังที่จะสืบสานมิตรภาพอันดีงาม เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง กระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและบรรลุความก้าวหน้าในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน”

 

ขณะที่นักวิชาการจีนหลายคนแสดงความเห็นต่อการเสด็จฯ เยือน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยซู ลี่ผิง (Xu Liping) ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์จีน มองว่า “การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือเป็นการยกระดับแนวคิด ‘จีนและไทยในฐานะครอบครัวเดียวกัน’ ขึ้นไปอีกขั้น” และ “เน้นย้ำถึงความไว้วางใจอย่างลึกซึ้งที่ไทยมีต่อจีนและบทบาทสำคัญของจีนในทางการทูตไทย”

 

ด้าน ซ่ง ชิงหรุน (Song Qingrun) ศาสตราจารย์จากคณะเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง กล่าวว่า “การเสด็จเยือนครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นแรงผลักดันเชิงนโยบายที่สำคัญยิ่งต่อการบรรลุแผนงานอันยิ่งใหญ่สำหรับประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน”

 

ขณะที่กู่ เสี่ยวซง (Gu Xiaosong) คณบดีสถาบันวิจัยอาเซียนมหาวิทยาลัยมหาสมุทรเขตร้อนไหหลำ ให้ความเห็นว่า “การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งสารที่ชัดเจนไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคว่า จีนเป็นเพื่อนบ้าน พันธมิตรที่เชื่อถือได้ และมิตรที่ไว้ใจได้”

 


 

รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่อง **ในหลวง** เสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ 1

 


 

รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่อง **ในหลวง** เสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ 2

 


 

รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่อง **ในหลวง** เสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ 3

 


 

รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่อง **ในหลวง** เสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ 4

 

อ้างอิง:

 

The post รัฐบาล-นักวิชาการจีน ยกย่องในหลวงเสด็จฯ เยือน ส่งเสริมประชาคมจีน-ไทย ที่มี ‘อนาคตร่วมกัน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือนประเทศจีน https://thestandard.co/world-kings-visit-china/ Fri, 14 Nov 2025 08:12:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1143366 จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือน ประเทศจีน

‘บทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ คือบทบรรณาธิการของ Global Ti […]

The post จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือนประเทศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือน ประเทศจีน

‘บทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ คือบทบรรณาธิการของ Global Times ยกย่องเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
ในระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน หลังทรงตอบรับคำทูลเชิญจาก สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

 

การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่มีระยะเวลายาวนานกว่า 50 ปี หากแต่ยังเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนพลังของ ‘การทูตเชิงมิตรภาพ’ ซึ่งหยั่งรากอยู่ในมิติของวัฒนธรรม สังคม และผู้คนของสองชาติ ดังคำเปรียบเปรยว่า ‘จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’

 

เนื่องในโอกาสการเยือนครั้งสำคัญ THE STANDARD ชวนย้อนพินิจเหตุการณ์การเยือนประเทศจีนของพระมหากษัตริย์ทั่วโลก เมื่อราชสำนักเปิดประตูกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตในแดนมังกร

 


 

จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือน ประเทศจีน 1

 

ภาพประกอบ: สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post จาก ‘ไทย’ ถึง ‘สเปน’ ย้อนพินิจเหตุการณ์ ‘กษัตริย์ทั่วโลก’ เสด็จเยือนประเทศจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปมไต้หวัน https://thestandard.co/china-japan-war-risk-assessment-taiwan-dispute/ Fri, 14 Nov 2025 05:27:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1143276 ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปม ไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นส่อเค้าตึงเครียดอย่างหนัก […]

The post ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปม ไต้หวัน

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นส่อเค้าตึงเครียดอย่างหนัก หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นไต้หวันในที่ประชุมรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน โดยระบุว่า หากมีเรือรบหรือการใช้กำลังกับไต้หวัน ก็อาจถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด’ (Survival-Threatening Situation) ของญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร หากจีนตัดสินใจบุกไต้หวัน

 

คำกล่าวของทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจให้กับทางการจีน โดยกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ‘ถือเป็นเรื่องร้ายแรง’ ขณะที่ เสวี่ยเจี้ยน กงสุลใหญ่ของจีนในเมืองโอซาก้า ได้แชร์บทความข่าวเกี่ยวกับคำกล่าวของทาคาอิชิบน X พร้อมเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวในทำนองที่ว่า ‘ศีรษะสกปรกที่ยื่นออกมาต้องถูกตัดออก’ ข้อความดังกล่าวได้รับการตีความอย่างแพร่หลาย โดยบางคนมองว่า เป็นการขู่จะตัดศีรษะผู้นำญี่ปุ่น และถึงแม้ว่าเจตนาของคำพูดดังกล่าว ‘อาจไม่ชัดเจน’ แต่ก็ถูกมองว่า ‘ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง’ นำไปสู่การส่งจดหมายประท้วงกันและกัน และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศคุกรุ่นขึ้นอีกครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

 

การเมืองญี่ปุ่นกับจุดยืนด้านความมั่นคง

 

ผศ. ดร.นรุตม์ เจริญศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า ซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นผู้นำจากฝ่ายขวาของพรรค LDP ซึ่งก้าวขึ้นมามีบทบาทที่โดดเด่น หลังการล่มสลายของก๊กต่างๆ ในพรรค เนื่องจากปมปัญหาเรื่องเงินสนับสนุนพรรคการเมือง โดยที่เธอถูกจัดเป็นพวก ‘สายเหยี่ยว’ ที่แสดงจุดยืนเน้นความเป็นชาตินิยม และต้องการเพิ่มงบประมาณทางด้านการทหารของญี่ปุ่น

 

อาจารย์นรุตม์มองว่า ความเป็นฝ่ายขวาของผู้นำญี่ปุ่น มีส่วนทำให้เกิดการกระชับสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้จากบรรยากาศที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบปะกับทาคาอิจิเป็นไปอย่างราบรื่นและชื่นมื่น โดยทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต่างเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไต้หวัน ขณะที่ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อก็มองว่า สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดเช่นเดียวกัน

 

ส่วนคำกล่าวของทาคาอิจิที่พูดในทำนองที่ว่า ภัยคุกคามของไต้หวัน อาจเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด และส่งผลต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น ซึ่งอาจทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจใช้กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Force: SDF) ในการตอบโต้ภัยคุกคามดังกล่าวนั้น เป็นผลมาจาก ‘กฎหมายความมั่นคงปี 2015’ ที่อนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถใช้กองกำลังป้องกันตนเองในลักษณะป้องกันร่วมกัน (Collective Self-Defense) เพื่อช่วยเหลือพันธมิตรและตอบสนองต่อภัยคุกคามนั้นได้ หากภัยนั้นคุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

 

ขณะที่ชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำกล่าวของทาคาอิจิว่า ความเห็นของทาคาอิจิเข้าใกล้กับการอ้างว่า วิกฤตการณ์ไต้หวันคือวิกฤตการณ์ของญี่ปุ่นอย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นชุดก่อนๆ ต่างหลีกเลี่ยงการประกาศอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับไต้หวันอย่างไร

 

ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น

 

อาจารย์นรุตม์มองว่า ความตึงเครียดที่ปรากฏในรูปแบบของวิวาทะระหว่างญี่ปุ่นกับจีนนั้น จะไม่บานปลายหรือนำไปสู่การทำสงครามใหญ่และการตอบโต้ขั้นรุนแรงระหว่างกัน เนื่องจากทุกฝ่ายได้คำนวณผลได้ผลเสียแล้ว ความไม่พอใจนี้เป็นเพียงเรื่องของความขุ่นข้องหมองใจ หรือการกระทบกระทั่งกันในระยะสั้นที่ไม่นานก็จะจบลง

 

นอกจากนี้ อาจารย์นรุตม์ยังเชื่อว่า สถานการณ์ความตึงเครียดปัจจุบัน จะไม่นำไปสู่การคว่ำบาตร หรือการตัดความสัมพันธ์ทางการค้า เช่น การตัดส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) เนื่องจากจีนและญี่ปุ่นต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ

 

สอดคล้องกับ ผศ. ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังที่มองว่า ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของกันและกัน ความสัมพันธ์นี้เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองประเทศไม่อยากทำสงครามระหว่างกัน เพราะมีต้นทุนมหาศาลทางเศรษฐกิจ

 

อาจารย์ชาดายังระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นหวาดระแวงจีน คือการที่กำลังทหารจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว จีนสามารถยิงขีปนาวุธถึงญี่ปุ่นได้ในไม่กี่นาที อีกทั้งญี่ปุ่นยังเสี่ยงต่อการโดนคว่ำบาตรและโจมตีไซเบอร์ได้ ขณะที่สิ่งที่จีนหวาดระแวงญี่ปุ่น คือการที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ โดยที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นอาจถูกใช้เป็นสะพานบุกกลับถ้าเกิดสงครามจีน-ไต้หวัน และหากจีนโจมตีญี่ปุ่น สหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะเข้าร่วมสงครามทันที

 

นอกจากนี้ เหตุผลที่ทำให้อาจารย์ชาดาเชื่อว่า วิวาทะเดือดครั้งนี้จะไม่นำไปสู่สงครามใหญ่ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น มาจากปัจจัยเรื่องข้อจำกัดภายในของจีน โดยขณะนี้จีนต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาภายในและมุ่งสู่แผน China Standard 2035 ซึ่งสงครามจะกระทบต่อเป้าหมาย China Dream ที่จีนตั้งไว้

 

อีกทั้งคนจีนจำนวนมากยังคงชื่นชมญี่ปุ่น โดยมองว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและมารยาท และนิยมไปเที่ยว ไปศึกษาต่อ หรือซื้อบ้านในญี่ปุ่น หากมีการคว่ำบาตรเกิดขึ้น จะกระทบต่อประชาชนจีนเองด้วย

 

ขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นซบเซามานาน โดยประสบปัญหาเงินเฟ้อต่ำ ค่าเงินอ่อน และสังคมสูงวัย จึงยังต้องพึ่งการค้ากับจีนและอาเซียนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงมีแนวโน้มสูงมากที่อาจต้องการเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือทำสงครามใหญ่กันโดยตรง

 

จีนกับการรวมชาติไต้หวัน

 

อาจารย์ชาดาอธิบายว่า จีนยึดหลักการที่ว่า ‘ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน’ (One China Principle) และมองว่าการรวมชาติเป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ของจีนสมัยใหม่ โดยจีนเสนอให้มีการรวมชาติแบบ ‘หนึ่งประเทศสองระบบ’ คล้ายกับโมเดลฮ่องกงและมาเก๊า แต่จะปรับให้เข้ากับบริบทของไต้หวัน

 

ที่ผ่านมา จีนใช้ยุทธศาสตร์การกดดันทางทหาร เช่น การซ้อมรบรอบเกาะ และการส่งเครื่องบินรบข้ามเส้นแบ่งช่องแคบไต้หวัน นอกจากนี้ยังใช้การดึงดูดเชิงเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี เพื่อดึงดูดคนไต้หวันให้รู้สึกว่ามีอนาคตร่วมกับจีน

 

ขณะที่อาจารย์นรุตม์ระบุว่า ปัจจัยที่จะกระตุ้นการรวมชาติไต้หวันอย่างแท้จริง มักมาจาก ปัจจัยภายใน ของจีนและไต้หวันเอง เช่น การเปลี่ยนแปลงของพรรคการเมืองไต้หวัน หรือการที่ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างชัดเจน ไม่ใช่ จากปัจจัยภายนอกอย่างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นหรือสหรัฐฯ ทั้งยังเชื่อว่า การรักษาสถานะเดิม (Status Quo) ของไต้หวัน น่าจะยังเป็นสถานการณ์ที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

 

ผลกระทบต่ออาเซียนและไทย

 

อาจารย์ชาดาคาดการณ์ว่า จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน ต่างเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานชิป หากเกิดสงครามในช่องแคบไต้หวัน อาจทำให้เกิดภาวะชิปขาดตลาด (Supply Shock) ในอาเซียน อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า EV และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาเซียนจะได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางที่ใกล้ไต้หวัน ซึ่งความตึงเครียดจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อ ส่วนตลาดการท่องเที่ยวไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ล้วนเป็นตลาดใหญ่ของไทย

 

ทางด้านอาจารย์นรุตม์กล่าวว่า ปัญหาความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ปัญหาไต้หวัน จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนในเรื่องหลักคือ การเดินเรือ การขนส่งสินค้า รวมถึงบรรยากาศของการลงทุนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้อาเซียนและไทยเองอาจถูกมหาอำนาจพยายามบีบให้เลือกข้าง ท้ายที่สุดแล้ว อาเซียนจะเลือกแสดงความเป็นกลาง และไม่เข้าข้างใคร ขณะที่ไทยในฐานะ มหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ควรเลือกดำรงความสัมพันธ์ที่เป็นกลางเช่นเดียวกัน ไม่แสดงความใกล้ชิดกับใครเป็นพิเศษ เพื่อรักษาผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศเป็นสำคัญ

 

แฟ้มภาพ: Kyodo via Reuters

 

อ้างอิง:

The post ประเมินความเสี่ยงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จะเกิดหรือไม่ หลังวิวาทะเดือด ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ https://thestandard.co/global-times-king-china-thailand/ Fri, 14 Nov 2025 03:53:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1143207 Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’

Global Times สำนักข่าวของทางการจีนเผยแพร่บทความแสดงความ […]

The post Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’

Global Times สำนักข่าวของทางการจีนเผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นจากกองบรรณาธิการ ในหัวข้อ “การเสด็จเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทยคาดว่าจะเปิดหน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย” โดยระบุเนื้อหาเกี่ยวกับการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อยู่ในความสนใจของประชาคมโลก โดยมีการรายงานข่าวอย่างกว้างขวางจากทั้งสื่อจีน สื่อไทย และสื่อต่างประเทศ

 

Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ 1

 

เนื้อหาฉบับเต็มของบทความมีดังนี้

 

ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งราชอาณาจักรไทย เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการระหว่างวันพฤหัสบดี ถึงวันจันทร์ (13-17 พฤศจิกายน) การเสด็จเยือนครั้งนี้ได้รับรายงานอย่างกว้างขวางจากทั้งสื่อจีนและสื่อไทย รวมถึงความสนใจอย่างมากจากสื่อต่างประเทศ ซึ่งเหตุใดการเสด็จเยือนครั้งนี้จึงอยู่ในความสนใจของประชาคมโลก

 

Thai PBS World รายงานว่า การเสด็จเยือนครั้งประวัติศาสตร์นี้จะ “เขียนบทใหม่ในมิตรภาพจีน-ไทย” นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1975 ราชวงศ์ไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-ไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ได้รับเหรียญมิตรภาพของจีน ได้เสด็จเยือนประเทศจีนมาแล้วมากกว่า 50 ครั้ง

 

การเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ไทยในรัชกาลปัจจุบันเสด็จเยือนจีน นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งนับเป็นการเติมเต็มช่องว่างสำคัญในประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ

 

Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ 2

 

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2016 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียว คือ ประเทศภูฏาน โดยจีนเป็นประเทศใหญ่ประเทศแรกที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนอย่างเป็นทางการ นี่แสดงให้เห็นถึงประเพณีแห่งมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ราชวงศ์ไทยมีต่อประเทศจีน

 

เกอ หงเหลียง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยชนชาติกว่างซี (Guangxi University for Nationalities) ให้สัมภาษณ์กับ Global Times ว่า ปี 2025 จะเป็นวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย ซึ่งถือเป็น ‘กาญจนาภิเษกแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’

 

“การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งประวัติศาสตร์นี้ แสดงให้เห็นว่าแนวคิด จีนและไทยใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน ได้ยกระดับสู่ความแน่นแฟ้นใหม่ที่สูงขึ้นกว่าเดิม” เกอกล่าว

 

เหตุใดความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศจึงถูกเรียกว่า ‘ครอบครัวเดียวกัน’ และยังคงพัฒนาอย่างแข็งแกร่งตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา? เกอ ระบุว่าสิ่งนี้เป็นผลมาจากแนวคิดปฏิบัตินิยมที่ทั้งสองฝ่ายยึดมั่น โดยในปี 1975 ทั้งสองประเทศได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งการปฏิบัตินิยม ด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ก้าวข้ามข้อจำกัดจากสงครามเย็นและความแตกต่างทางอุดมการณ์ นับแต่นั้นมา แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทย แต่ความสัมพันธ์จีน-ไทยก็ยังคงแข็งแกร่ง

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภายใต้การนำของผู้นำระดับสูงด้านยุทธศาสตร์ แนวคิด “จีนและไทยใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” ได้แปรเปลี่ยนเป็นกำลังในการขับเคลื่อนที่ทรงพลังสำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

ประเทศไทยได้ส่งเสริมความร่วมมือหลายแง่มุม ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนกับจีน

 

ในด้านความมั่นคง จีนและไทยได้จัดการฝึกซ้อมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ในด้านเศรษฐกิจ ไทยเป็นประเทศอาเซียนประเทศแรกที่ดำเนินการตามข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน

 

ในด้านการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนสู่ประชาชน ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในทุกหนแห่ง

 

ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่เป็นการสานต่อมิตรภาพอันดีงามตามประเพณีเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญต่อประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ว่าจีนเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของทุกประเทศในภูมิภาคมาโดยตลอด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

 

Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ 3

 

จีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทูตในภูมิภาค ให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้ในวาระทางการทูตเสมอมา และยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างมิตรภาพและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้คาดว่าจะยกระดับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยไปสู่อีกขั้นหนึ่งของการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงขึ้น

 

กำหนดการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งรวมถึงการเสด็จเยือนเมืองอวกาศแห่งกรุงปักกิ่ง (Beijing Aerospace City) และศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Innovative Center of Humanoid Robotics) อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือใหม่ๆ ในด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านการพัฒนาของทั้งสองประเทศ

 

จีนมีความได้เปรียบทางเทคโนโลยีในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีการบินและอวกาศ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานสีเขียว ขณะที่ไทยกำลังส่งเสริมยุทธศาสตร์ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ อย่างแข็งขัน ทั้งสองฝ่ายมีขอบเขตความร่วมมือที่กว้างขวางในกระบวนการเปลี่ยนแปลงและยกระดับ

 

การเสด็จเยือนของพระมหากษัตริย์ไทยส่งสารที่ชัดเจนไปยังทั่วโลกว่า จีนคือ “เพื่อนบ้านที่ไม่หวั่นไหว” และเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาร่วมกัน

 

แนวทางนี้ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานความเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ จะไม่เพียงแต่เขียนบทใหม่ให้กับโชคชะตาร่วมกันของจีนและไทยเท่านั้น แต่ยังมอบภูมิปัญญาตะวันออกที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วสำหรับปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ

 

อ้างอิง:

The post Global Times ยกย่องการเสด็จฯ เยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของในหลวง เปิด ‘หน้าบทใหม่แห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี https://thestandard.co/king-queen-arrive-in-china/ Fri, 14 Nov 2025 00:57:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1143146 ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน เวลา 10.20 น. พระบาทสมเด็จพระเ […]

The post ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน เวลา 10.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังท่าอากาศยานทหาร ดอนเมือง เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่งของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ ทีจี 8886 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ (State Visit) ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนในครั้งนี้ จะเป็นการกระชับสัมพันธไมตรีที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศทั้งสองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้เพิ่มพูนยิ่งขึ้น อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือจะเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบ 50 ปี

 

เวลา 16.03 น. (เวลาท้องถิ่น) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยเครื่องบินพระที่นั่งของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เที่ยวบินที่ ทีจี 8886 ถึงยังท่าอากาศยานนานาชาติกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายฉัตรชัย วิริยเวชกุล เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และกราบบังคมทูลเบิก นายหง เหล่ย (Mr. Hong Lei) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอธิบดีกรมพิธีการทูต สาธารณรัฐประชาชนจีน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลเชิญเสด็จลงจากเครื่องบินพระที่นั่ง

 

โดยมี นายหวัง อี้ (Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูง สาธารณรัฐประชาชนจีน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

 

ในโอกาสนี้ เด็กชายชาวจีนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายช่อดอกไม้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเด็กหญิงชาวจีนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายช่อดอกไม้แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

 

เสร็จแล้ว ทรงพระดำเนินผ่านแถวกองทหารเกียรติยศ เสร็จแล้ว นายหวัง อี้ (Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงแรมไชนาเวิลด์ กรุงปักกิ่ง (China World Hotel, Beijing) ซึ่งสาธารณรัฐประชาชนจีนจัดถวายเป็นที่ประทับแรม

 

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 1ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 2ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 3ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 4ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 5ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 6ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 7ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 8ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 9ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ ไทย-จีน 50 ปี 10

The post ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ ถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเสด็จฯ เยือนอย่างเป็นทางการ สานสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ เพื่อสานต่อมิตรภาพจีน-ไทย https://thestandard.co/china-thailand-renewed-ties/ Wed, 12 Nov 2025 05:59:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1142392 จีน-ไทย

ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2025 พระบาทสมเด็จพระวชิรเ […]

The post เขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ เพื่อสานต่อมิตรภาพจีน-ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน-ไทย

ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2025 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบ 50 ปีนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนประเทศมหาอำนาจอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สะท้อนชัดว่าผู้นำสูงสุดของไทยให้ความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

 

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยที่แข็งแกร่งและมั่นคง ราชวงศ์ไทยทรงสนับสนุนความสัมพันธ์จีน-ไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 1975 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้นำจีนหลายท่านเข้าเฝ้าฯ เช่น เติ้งเสี่ยวผิง, เจียงเจ๋อหมิน, หลี่เผิง, หูจิ่นเทา และเวินเจียเป่า เป็นต้น

 

ในปี 1978 รองนายกรัฐมนตรีจีน เติ้งเสี่ยวผิง ได้เยือนประเทศไทย และได้เข้าร่วมพระราชพิธีทรงผนวชในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาสัมพันธ์จีน-ไทย ในปี 2000 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีได้เสด็จแทนพระองค์เยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และในระหว่างปี 1987 ถึง 1998 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จเยือนจีนถึง 4 ครั้ง โดยได้พบกับผู้นำจีนหลายท่าน และเสด็จพระราชดำเนินเยือนกว่า 10 มณฑล เมืองและเขตปกครองตนเองในประเทศจีน เช่น ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, เจียงซู, ซินเจียง, และซึจั้ง เป็นต้น

 

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังได้เสด็จเยือนจีนมาแล้วกว่า 50 ครั้ง และทรงเป็นมิตรที่ใกล้ชิดของจีนและเป็นทูตสันถวไมตรีที่โดดเด่นระหว่างจีน-ไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ รัฐมิตรภรณ์ แด่กรมสมเด็จพระเทพฯ

 

สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จเยือนจีนหลายครั้งเพื่อจัดคอนเสิร์ต ‘สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน’ พร้อมทรงบรรเลงกู่เจิงด้วยพระองค์เอง อีกทั้งทรงมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อส่งเสริมความร่วมมือจีน-ไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่นๆ พระบรมวงศานุวงศ์ไทยทรงมีไมตรีจิตอันจริงใจและทรงปฏิบัติอย่างแข็งขัน เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น และส่งเสริมความผูกพันระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

 

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เจริญก้าวหน้า โดยในปี 2011 ฯพณฯ สีจิ้นผิงซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีน ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และในปี 2012 จีนและไทยได้ประกาศ ‘ความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างครอบคลุม’ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ในปี 2016 และในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี 2019 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้ส่งสาส์นถวายพระพร และแสดงความตั้งใจที่จะร่วมมือกับพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ต่อมาในปี 2022 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ และได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี

 

ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันผลักดันความสัมพันธ์จีน-ไทยให้เข้าสู่ระดับใหม่ของ ‘ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน’ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย และ ‘50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จฯ ร่วมกิจกรรมเฉลิมฉลองที่สำคัญระหว่างจีนไทยตั้งแต่ปี 2024 อาทิ การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งจีน-ไทย และพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากวัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง มาประดิษฐานในประเทศไทย เป็นต้น และด้วยการสนับสนุนอย่างมั่นคงของพระบรมวงศานุวงศ์ไทยต่อมิตรภาพจีน–ไทย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพัฒนาในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง คำว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จึงยิ่งฝังแน่นอยู่ในหัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศ

 

ด้วยการวางยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อนร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยจึงสามารถพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างต่อเนื่อง เดือนตุลาคมปีนี้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชสาส์นแสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เนื่องในโอกาสครบรอบ 76 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้แสดงพระราชประสงค์ว่า ภายใต้จุดเริ่มต้นใหม่ของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–จีน ไทยมีความยินดีที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับฝ่ายจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกสาขาให้ลึกซึ้งและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้กล่าวในการพบปะกับนายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อไม่นานมานี้ว่า จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน เมื่อยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรสืบสานสิ่งดีงามในอดีตและสร้างสรรค์อนาคต ร่วมกันผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีน-ไทยให้ลึกซึ้งและมั่นคงยิ่งขึ้น ส่งเสริมกระบวนการสร้างความทันสมัยของกันและกัน และมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น

 

ปัจจุบัน รัฐบาลและประชาชนจีนต่างตั้งตารอการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทย จีนมุ่งหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน’ ระหว่างจีน-ไทยเกิดผลลัพธ์ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสืบสานมิตรภาพอันดีของสองประเทศและเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ พร้อมผลักดันความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ 50 ปีถัดไปที่รุ่งเรืองยิ่งขึ้น

 

ภาพ: สำนักพระราชวัง

The post เขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ เพื่อสานต่อมิตรภาพจีน-ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น-จีนตึงเครียด หลังคำพูดทาคาอิจิจุดชนวนวิวาทะ ปมไต้หวัน https://thestandard.co/japan-china-tension-taiwan/ Wed, 12 Nov 2025 04:26:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1142339 ญี่ปุ่น - จีน ตึงเครียด หลัง คำพูด ทาคาอิจิ จุดชนวน วิวาทะ ปม ไต้หวัน

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นแล […]

The post ญี่ปุ่น-จีนตึงเครียด หลังคำพูดทาคาอิจิจุดชนวนวิวาทะ ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่น - จีน ตึงเครียด หลัง คำพูด ทาคาอิจิ จุดชนวน วิวาทะ ปม ไต้หวัน

ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีนเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงเครียด หลังเกิดวิวาทะระหว่างกัน ความตึงเครียดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ได้เสนอแนะในที่ประชุมรัฐสภาของญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยกำลังทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน

 

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้น หลังทาคาอิจิถูกถามว่า สถานการณ์ใด รอบๆ ไต้หวันที่จะถือเป็นสถานการณ์ที่ ‘คุกคามการอยู่รอด’ (Survival-Threatening Situation) ของญี่ปุ่น โดยทาคาอิจิตอบว่า หากมีเรือรบและการใช้กำลัง ก็อาจถือเป็นสถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดได้

 

‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอด’ เป็นศัพท์ทางกฎหมายภายใต้กฎหมายความมั่นคงปี 2015 ของญี่ปุ่น หมายถึงการโจมตีด้วยอาวุธต่อพันธมิตรของญี่ปุ่นที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศ และในสถานการณ์เช่นนี้ ญี่ปุ่นสามารถใช้กองกำลังป้องกันตนเอง เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามได้

 

การตอบโต้และคำขู่จากนักการทูตจีน

 

คำกล่าวของทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจให้กับทางการจีน โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศของจีนที่ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ‘ถือเป็นเรื่องร้ายแรง’

 

ก่อนที่ เสวี่ยเจี้ยน กงสุลใหญ่ของจีนในเมืองโอซาก้า ได้แชร์บทความข่าวเกี่ยวกับคำกล่าวของทาคาอิชิบน X พร้อมเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวในทำนองที่ว่า ศีรษะสกปรกที่ยื่นออกมาต้องถูกตัดออก โดยความเห็นนี้ได้รับการตีความอย่างแพร่หลาย โดยบางคนมองว่า เป็นการขู่จะตัดศีรษะทาคาอิจิ และถึงแม้ว่าเจตนาของคำพูดดังกล่าว ‘อาจไม่ชัดเจน’ แต่ก็ถูกมองว่า ‘ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง’

 

รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างยื่นหนังสือประท้วงอย่างรุนแรงต่อกัน โดยรัฐบาลจีนประท้วงคำพูดของทาคาอิจิ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ประท้วงคำพูดของเสวี่ยเจี้ยน โดยเมื่อวานนี้ (11 พฤศจิกายน) ทาคาอิชิปฏิเสธที่จะถอนคำพูดของเธอ พร้อมยืนยันว่า คำพูดดังกล่าว สอดคล้องกับจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่า จะระมัดระวังในการให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะเจาะจงนับจากนี้

 

จุดยืนของทาคาอิจิกับบริบททางประวัติศาสตร์

 

ความบาดหมางระหว่างจีนและญี่ปุ่นเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โดยย้อนกลับไปถึงความขัดแย้งทางอาวุธในยุคทศวรรษ 1800s และแคมเปญทางการทหารที่โหดร้ายของญี่ปุ่นในจีนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง บาดแผลทางประวัติศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในความสัมพันธ์ทวิภาคี

 

ทาคาอิจิถือเป็นศิษย์รักของชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ ซึ่งมีท่าทีการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าว (สายเหยี่ยว) ต่อจีน และสนับสนุนไต้หวันมานาน เธอได้ให้คำมั่นที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมของญี่ปุ่น และก่อนหน้านี้เธอก็เคยกล่าวว่า การปิดล้อมเกาะไต้หวันอาจคุกคามญี่ปุ่น และญี่ปุ่นสามารถระดมกำลังทหาร เพื่อยับยั้งการรุกรานของจีนได้

 

การละทิ้ง ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’

 

จีนมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยจีน และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อยึดคืนเกาะดังกล่าว

 

นักวิชาการจำนวนหนึ่งมองว่า คำกล่าวล่าสุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถือเป็นการเปลี่ยนจาก ‘จุดยืนที่คลุมเครือ’ (Equivocal Position) ที่ญี่ปุ่นเคยยึดถือเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบาย ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Ambiguity) ที่สหรัฐฯ ใช้มานาน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าปัญหาไต้หวันจะได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านการเจรจา และเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นมักจะหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงไต้หวันในการอภิปรายด้านความมั่นคง

 

ในเหตุการณ์ล่าสุดนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า คำพูดของทาคาอิจิ ถือเป็นการ ‘แทรกแซงอย่างโจ่งแจ้งต่อกิจการภายในของจีน’ (A Gross Interference in China’s Internal Affairs) โดยย้ำว่า ‘ไต้หวันคือไต้หวันของจีน’ และจีนจะไม่ทนต่อการแทรกแซงจากต่างชาติใดๆ ในประเด็นนี้

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยังตั้งคำถามว่า ผู้นำญี่ปุ่นกำลังพยายามส่งสัญญาณอะไรไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการเอกราชของไต้หวัน และญี่ปุ่นพร้อมที่จะท้าทายผลประโยชน์หลักของจีนและหยุดการรวมชาติ หรือไม่

 

วิวาทะที่เกิดขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและจีนนี้ ทำให้เกิดบรรยากาศตึงเครียดระลอกใหม่ในแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งอาจจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า วิวาทะเดือดในครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์บานปลายไปในทิศทางใดหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Chung Sung-Jun / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ญี่ปุ่น-จีนตึงเครียด หลังคำพูดทาคาอิจิจุดชนวนวิวาทะ ปมไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด ประกาศศักดามหาอำนาจทางทะเล แข่งขันกับสหรัฐฯ https://thestandard.co/china-fujian-aircraft-carrier-emals-hainan-south-china-sea/ Sat, 08 Nov 2025 08:01:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1141033 จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด ประกาศศักดามหาอำนาจทางทะเล แข่งขันกับสหรัฐฯ

จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่มีเทคโนโล […]

The post จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด ประกาศศักดามหาอำนาจทางทะเล แข่งขันกับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด ประกาศศักดามหาอำนาจทางทะเล แข่งขันกับสหรัฐฯ

จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในมณฑลไห่หนาน ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศในการแข่งขันทางการทหารกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกรณีข้อพิพาทการครอบครองทะเลจีนใต้

 

เมื่อวานนี้ (7 พฤศจิกายน) CCTV สื่อท้องถิ่นระบุว่า จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ ที่จะประจำการ ณ เมืองซานยา มณฑลไหหลำ พร้อมกับเปิดตัวเครื่องบินรบ 3 ลำ ได้แก่ J-35, J-15T และ KJ-600 โดยมีเรือบรรทุกเครื่องบินอีกลำอย่างชานตงอยู่ข้างๆ

 

ทั้งนี้ ฝูเจี้ยนคือเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่สามของจีน ซึ่งเปิดตัวในปี 2022 และเริ่มปฏิบัติการทางทะเลในปี 2024 โดยได้รับการกล่าวขานว่า ‘ทันสมัย’ ที่สุด และถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของชาติ ที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารได้อย่างทัดเทียมกับสหรัฐฯ

 

หนึ่งในเทคโนโลยีล้ำหน้าของฝูเจี้ยน คือ มีระบบ EMALS (Electromagnetic Catapult System) หรือเทคโนโลยีดีดส่งเครื่องบินด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งก่อนหน้านี้ มีเพียงเรือบรรทุกเครื่องบินลำเดียวของโลกที่สามารถทำได้ คือ USS Gerald R Ford ของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนได้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวฝูเจี้ยน ท่ามกลางเจ้าหน้าที่นับพันนาย โดยมีพิธีการเข้าร่วมกับกองเกียรติยศ เยี่ยมชมเรือ และทดลองกดปุ่มปล่อยเรือ ฯลฯ ท่ามกลางความสนใจจากโซเชียลมีเดียในประเทศ โดยแฮชแท็กเรื่องเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ มีผู้เข้าชมมากว่า 10 ล้านครั้งภายใน 1 ชั่วโมง

 

การเปิดตัวเรือบรรทุกลำใหม่ของจีนถูกมองว่า เป็นการประกาศศักดามหาอำนาจทางการทหาร โดยเฉพาะการอ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ ซึ่งอาวุธยุทโธกรณ์ และเทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการแผ่ขยายอิทธิพลและสร้างความได้เปรียบในพื้นที่พิพาท

 

ภาพ: Visual China Group / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนประจำการ ‘ฝูเจี้ยน’ เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุด ประกาศศักดามหาอำนาจทางทะเล แข่งขันกับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน https://thestandard.co/chinese-modernization-shared-future/ Fri, 07 Nov 2025 08:08:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1140693 เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบ จีน และร่วมกันสร้าง อนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน

ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 การประชุมเต็มคณะครั้งที […]

The post เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบ จีน และร่วมกันสร้าง อนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน

ระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคม 2568 การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ได้จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ในที่ประชุมมีการอภิปรายและรับรอง ‘ข้อเสนอของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกี่ยวกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15’

 

แผนนี้เป็นแนวทางและพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนที่จะต่อยอดแรงผลักดันและเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีนต่อไป ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทิศทางในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างกว้างขวาง ในฐานะเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก แผนพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า และแนวทางรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวน จึงเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก

 

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จีนได้รับมือกับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 รวมถึงความเสี่ยงและความท้าทายหลายประการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนก้าวสู่ระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 4 ปีแรกของแผนฯ ฉบับที่ 14 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี และคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศจะสูงถึงประมาณ 140 ล้านล้านหยวนภายในปี 2568 และมีสัดส่วนช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมากถึง 30% ความเป็นอยู่ของประชาชนยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้สุทธิต่อหัวเติบโตเฉลี่ย 5.5% ต่อปี สอดคล้องกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

จีนได้สร้างระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และระบบประกันสังคมที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีนได้สร้างระบบพลังงานหมุนเวียนและห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการลดอัตราการสิ้นเปลืองการใช้พลังงานได้เร็วที่สุดในโลก ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกำลังประเทศโดยรวมของจีนได้ก้าวสู่ระดับสูงขึ้นอีกระดับ การพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

 

หลังจากเสร็จสิ้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 การพัฒนาของจีนก็ได้มาถึงจุดเริ่มต้นใหม่ และการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีนก็กำลังจะเริ่มต้น เครื่องยนต์เต็มสูบพร้อมเดินทางครั้งใหม่ รับไม้วิ่งผลัด โดยยึดมั่นในเป้าหมายการพัฒนาให้ทันสมัยแบบจีน

 

การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เป็นวิทยาศาสตร์และการดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นแนวทางสำคัญสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการบริหารประเทศ และเป็นข้อได้เปรียบทางการเมืองที่สำคัญของระบอบสังคมนิยมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน ประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนใหม่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั้ง 14 ฉบับ

 

โดยมีแก่นเรื่องหลักคือการสร้างประเทศจีนให้เป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 จะแล้วเสร็จในปีนี้ การประชุมครั้งนี้ได้เสนอเป้าหมายการพัฒนาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ได้แก่ ความสำเร็จที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพสูง การพัฒนาที่สำคัญในระดับการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการปฏิรูปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การพัฒนาที่สำคัญในระดับอารยธรรมสังคม การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน ความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการสร้างประเทศจีนที่งดงาม และความมั่นคงแห่งชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานนี้ จีนจะมุ่งมั่นต่อไปอีก 5 ปี เพื่อให้บรรลุถึงการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความแข็งแกร่งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความแข็งแกร่งด้านการป้องกันประเทศ ความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม และบทบาทในเวทีโลกยกระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2578 โดยให้ GDP ต่อหัวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศพัฒนาปานกลาง และสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการบรรลุถึงการพัฒนาประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม จีนจะยังคงเขียนบทใหม่ให้กับปาฏิหาริย์สองประการ ซึ่งได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว มีคุณูปการในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

 

การผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูงและการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพัฒนาคุณภาพสูงเป็นภารกิจหลักของจีนในการสร้างประเทศทันสมัยในระบบสังคมนิยม สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสูงเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการสร้างเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก และยึดแนวคิดการพัฒนาใหม่เป็นทิศทางการพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและแข็งแรง รวมถึงความก้าวหน้าทางสังคมอย่างรอบด้าน

 

สิ่งสำคัญที่สุดของการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพสูงคือการเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีระดับสูงเพื่อการพัฒนาพลังการผลิตใหม่ๆ พลังแห่งความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ที่การประยุกต์ใช้ จีนจะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างรอบด้าน พัฒนาอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างแข็งขัน และวางแผนเชิงรุกสำหรับอุตสาหกรรมในอนาคต เร่งสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และพัฒนาเส้นทางใหม่ กล่าวคือใช้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีใหม่ไปพัฒนานวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและใช้นวัตกรรมทางอุตสาหกรรมไปกระตุ้นนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนกำลังยกระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวบรวมพลังแห่งนวัตกรรม และสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม นำมาซึ่งพลังและโมเมนตัมที่มากขึ้นให้กับการพัฒนาของตนเองและเศรษฐกิจโลก “จีนแห่งนวัตกรรม” ที่ก้าวหน้า มั่นใจ และเปิดกว้างมากขึ้น จะสร้างสะพานเชื่อมโยงการพัฒนาและความก้าวหน้าให้กับภูมิภาคและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

 

ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาและส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างมั่นคง การสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่งของชาติ เป็นจุดมุ่งหมายพื้นฐานของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการสร้างความสามัคคีประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์และนำพาประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศในการต่อสู้ทุกรูปแบบ และเป็นข้อกำหนดสำคัญในการกำหนดแนวทางการพัฒนาของจีนในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 นับตั้งแต่การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 18 จีนได้ดำเนินมาตรการที่เข้มแข็งเพื่อสร้างหลักประกันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เอาชนะการต่อสู้กับความยากจนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และสร้างสังคมที่มั่งคั่งปานกลางในทุกด้าน สร้างรากฐานที่มั่นคงที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างความมั่งคั่งร่วมกัน จีนจะยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการสร้างมั่งคั่งร่วมกัน โดยดำเนินการส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณภาพสูงและเต็มที่ จัดการการศึกษาที่ดีตอบสนองความต้องการของประชาชน เร่งสร้างประเทศจีนที่มีสุขภาวะที่ดี และให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน จัดทำนโยบายและมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงอย่างเท่าเทียมกันเพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาที่ประชาชนชื่นใจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ยึดมั่นในการเปิดกว้างและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน

 

การเปิดกว้างในระดับสูงเป็นแรงผลักดันอันทรงพลังสำหรับการพัฒนาของจีนเองและเพื่อประโยชน์ของโลกอีกด้วย จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของกว่า 150 ประเทศและภูมิภาค ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การค้าสินค้าและบริการของจีนอยู่ในอันดับที่หนึ่งและสองของโลก โดยมีการลงทุนในต่างประเทศเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 5% ต่อปี สร้างงานในท้องถิ่นจำนวนมาก และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความทันสมัยของทั้งสองฝ่ายอย่างแข็งขัน นโยบายยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียวของจีนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเปิดกว้างที่เป็นอิสระและเปิดกว้างฝ่ายเดียวของจีนกำลังขยายตัวอย่างเป็นระเบียบ เขตการค้าเสรี 22 แห่งของจีนมีมาตรฐานสูงที่สามารถสอดรับกับกฎระเบียบการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ประตูสู่โลกภายนอกของจีนจะไม่มีวันปิดลง มีแต่จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น จีนมีตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีพลวัตมากที่สุดในโลก และกำลังกลายเป็นสนามทดสอบความร่วมมือระดับโลกและผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ เป็นเวทีแบ่งปันผลกำไร และเป็นพื้นที่ประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรม จีนเต็มใจที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อสร้างโอกาส ส่งเสริมการพัฒนาที่เปิดกว้าง และบรรลุผลสำเร็จที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทุกฝ่าย

 

ปลายเดือนตุลาคม จีนและอาเซียนได้ลงนามในพิธีสารเพื่อยกระดับเขตการค้าเสรีเป็นเวอร์ชัน 3.0 พิธีสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทใหม่เกี่ยวกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจสีเขียวเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในแนวปฏิบัติการค้าเสรีของแต่ละฝ่าย นอกจากนี้ยังกำหนดกรอบการทำงานที่เป็นระบบและข้อตกลงเชิงสถาบันสำหรับมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า “บนชายแดน” และความร่วมมือในด้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ “หลังชายแดน” เช่น ความร่วมมือด้านดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นสูงสุดจากแนวปฏิบัติการค้าเสรีของจีนและอาเซียน

 

จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรสหายที่ดี ญาติมิตรที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี มิตรภาพระหว่างสองประเทศสืบทอดกันมานับพันปี และแนวคิด “จีน ไทย พี่น้องกัน” มีมาช้านานและทวีคุณค่ามากขึ้น การเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในปี 2565 ได้นำพาความก้าวหน้าครั้งใหม่ในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทย รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศเข้มแข็งยิ่งขึ้น และแรงขับเคลื่อนความร่วมมือแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่อง 12 ปี โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2567 สูงถึง 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้า จีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่เป็นอันดับสองของไทย คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย จากสถิติของไทย การส่งออกผลไม้ไปยังจีนคิดเป็น 97% ของมูลค่าการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย จีนยังเป็นแหล่งลงทุนจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และไทยเป็นประเทศที่มีกำลังการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของจีนในต่างประเทศมากที่สุด บริษัทไทยที่มีชื่อเสียงหลายรายเข้าร่วมงาน China International Import Expo (CIIE) อย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณธุรกรรมที่คาดการณ์ไว้สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ความร่วมมือด้านรถไฟจีน-ไทยได้ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและส่งเสริมการเชื่อมโยง ห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำลังเฟื่องฟู

 

สำหรับอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน ขยายการเปิดกว้างในระดับสูงอย่างมั่นคง สร้างภูมิทัศน์ใหม่ของความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และส่งเสริมการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับมวลมนุษยชาติ แผนงานและการดำเนินงานเหล่านี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย ซึ่งเปิดโอกาสความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งมิติการค้า พลังงานใหม่ เศรษฐกิจดิจิทัล และการเกษตรสมัยใหม่จะมีโอกาสความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการพัฒนาความทันสมัยของทั้งสองประเทศ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

 

ภาพ: Reuters / ShutterStock

The post เดินหน้าพัฒนาความทันสมัยแบบจีน และร่วมกันสร้างอนาคตใหม่สำหรับการพัฒนาร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือนเซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์ https://thestandard.co/china-rice-soft-power-expansion/ Tue, 04 Nov 2025 10:56:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1139710 พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือน เซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์

รัฐบาลปิดดีลข้าวสิงคโปร์สำเร็จ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจ […]

The post พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือนเซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือน เซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์

รัฐบาลปิดดีลข้าวสิงคโปร์สำเร็จ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจาขายข้าว G to G จีน 5 แสนตัน ต่อเนื่อง คาดชัดเจนปีนี้ พร้อมนำทัพผู้ประกอบการไทยบุกงาน CIIE ที่เซี่ยงไฮ้ ขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากที่เอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อเสริมความสัมพันธ์ครบรอบโอกาส 50 ปี ไทย-จีน

 

และขณะประชุมเอเปค นายกรัฐมนตรี ก็ได้เจอกับ หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี จีน ซึ่ง ท่านอนุทินได้คุยทั้งระดับนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี จีน

 

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ตรวจในระบบสั่งซื้อข้าวไทยของจีน มีการส่งเรื่องนี้ขึ้นไปแล้ว จึงคิดว่าไม่น่าติดอะไร

 

ทั้งนี้ ขั้นตอนการขายข้าวและจำนวนนั้น ศุภจี เผยว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา กรณีข้าว G to G ปริมาณ 5 แสนตัน เพราะยังไม่ได้เห็นเอกสารจากทางการจีน ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้เรื่องนี้ได้ส่งไปยังปักกิ่งแล้ว

 

ส่วนจะมีความชัดเจนภายในปี 2568 หรือไม่ ศุภจี ยืนยันว่า ‘แน่นอน’ แต่รูปแบบการขายข้าวจะเป็นล็อตเดียวหรือไม่นั้น ก็ต้องรอหารือและเจรจาอีกครั้ง

 

ศุภจี ระบุว่า คืนนี้ (4 พ.ย.) มีกำหนดการเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้า China International Import Expo (CIIE) ซึ่งเป็นงานมหกรรมนำเข้า ระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของจีน ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็น ‘Honorable Country’ หรือประเทศเกียรติยศในการจัดงาน CIIE 2025 ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ

 

ในงาน CIIE คณะผู้แทนไทยจะนำผู้ประกอบการไทยกว่า 60 – 80 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและศักยภาพของไทยใน ‘Thai Pavilion’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงสินค้าและนวัตกรรม

 

โดยเน้นสินค้ากลุ่ม Soft Power อาทิ อาหาร ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และธุรกิจบริการเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป

 

การเข้าร่วมงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าชาวจีนและจากทั่วโลก

 

ทั้งนี้ เมื่อเดินทางกลับจากภารกิจที่ประเทศจีน จะมีการแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการเสนอ ครม. ทั้งหมด 20 โครงการ และ 70 กิจกรรม ซึ่งจะเป็นแผนงานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป โครงการและกิจกรรมเหล่านี้ครอบคลุมหลากหลายมิติ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ จำนวนคำ: 111

 

ครม.ไฟเขียวขายข้าวไทย​- สิงคโปร์​ 100,000​ ตัน สัญญา 5 ปี

 

ด้านสิริพงศ์​ อังคสกุลเกียรติ​ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี​ ว่า​ ที่ประชุมวันนี้​เห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ในเรื่องบันทึกความร่วมมือ เรื่องการค้าข้าวระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาล​สิงคโปร์​

 

โดยร่างความร่วมมือดังกล่าวเป็นเรื่องการซื้อข้าว จำนวน 100,000 ตัน ในระยะเวลาสัญญา 5 ปี ทั้งนี้ การที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเยือนสิงคโปร์ในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ ก็คาดการณ์ว่าจะเป็นหนึ่งในร่าง ที่มีการลงนามระหว่างไทยและสิงคโปร์

 

นอกจากนี้ครม. ยังเห็นชอบโครงการสลากการกุศลเพิ่มเติม เนื่องจากกระทรวงการคลัง ขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์ ในบางรายการของการออกสลาก การกุศลเพิ่มเติม

 

โดยเดิม 7 มกราคม 2568 ครม.มีการออกสลากเพิ่มเติม เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษาและสาธารณสุขและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จากวงเงิน 10,000 ล้านบาท และที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้ว 7 โครงการใช้เงินไปแล้วกว่า 5,308 ล้าน ทำให้ปัจจุบันเหลือวงเงิน 4,691​ ล้านบาทโดยกระทรวงการคลังขอเพิ่มวัตถุประสงค์ในหมวด ศิลปะวัฒนธรรมไทยเพิ่มไปด้วย

The post พาณิชย์ลุ้นดีลขายข้าวจีน 5 แสนตัน ‘ศุภจี’ เยือนเซี่ยงไฮ้ รุกขยายตลาด Soft Power อาหาร ไลฟ์สไตล์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก https://thestandard.co/xi-jinping-5-apec-proposals/ Fri, 31 Oct 2025 09:49:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1138218 สีจิ้นผิงผลักดัน ข้อเสนอ 5 ประการ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้าง ประชาคมเอเชียแปซิฟิก

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ […]

The post สีจิ้นผิงผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงผลักดัน ข้อเสนอ 5 ประการ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้าง ประชาคมเอเชียแปซิฟิก

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ เพื่อส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจอันเป็นประโยชน์และครอบคลุมในระดับสากล รวมถึงการสร้าง ‘ประชาคมเอเชียแปซิฟิก’ ขณะกล่าวสุนทรพจน์หัวข้อ ‘การสร้างเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้างครอบคลุมทุกฝ่าย’ ณ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC ครั้งที่ 32 รอบที่ 1 ในเมืองคยองจูของเกาหลีใต้วันนี้ (31 ตุลาคม)

 

สีจิ้นผิงระบุว่า APEC เป็นผู้นำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผงาดขึ้นสู่แนวหน้าของการพัฒนาแบบเปิดกว้างในระดับโลก และทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นส่วนที่มีพลวัตมากที่สุดของเศรษฐกิจโลก นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

 

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยปรากฏในรอบศตวรรษอย่างรวดเร็ว และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนและที่บั่นทอนเสถียรภาพในการพัฒนามากขึ้น ซึ่งท่ามกลางคลื่นลมมรสุมที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมเช่นนี้ เหล่าสมาชิก APEC ต้องร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น

 

สีจิ้นผิงเรียกร้องสมาชิก APEC ยึดมั่นพันธกิจตั้งต้นของ APEC เพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาแบบเปิดกว้างที่ทุกฝ่ายมีโอกาสและก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะร่วมกัน พร้อมกระตุ้นความพยายามส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์และครอบคลุมในระดับสากล รวมถึงการสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก

 

โดยสีจิ้นผิงได้ผลักดันข้อเสนอ 5 ประการ ดังนี้

 

ประการที่ 1 สีจิ้นผิงเรียกร้องความพยายามร่วมกัน ‘ปกป้องระบบการค้าพหุภาคี’ กระตุ้นสมาชิก APEC ปฏิบัติตามลัทธิพหุภาคีที่แท้จริง เสริมสร้างอำนาจและประสิทธิภาพของระบบการค้าพหุภาคี โดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก และปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์อันชอบธรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

 

ประการที่ 2 สีจิ้นผิงเรียกร้องการสร้าง ‘สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง’ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กระตุ้นสมาชิก APEC ส่งเสริมการเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน กระชับความร่วมมือทางการคลังและการเงิน ผลักดันการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมความสอดคล้องต้องกันและความก้าวหน้าร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างพลังการพัฒนาเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิก

 

ประการที่ 3 สีจิ้นผิงเรียกร้อง ‘สมาชิก APEC ทำงานร่วมกัน’ เพื่อรักษาเสถียรภาพ ความราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน โดยสมาชิก APEC ควรจับมือเดินไปด้วยกันมากกว่าแยกทางกัน เสริมสร้างจุดเชื่อมโยงมากกว่าตัดขาด ขยายผลประโยชน์ร่วมและสนับสนุนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เปิดกว้างอย่างแข็งขัน พยายามบรรลุผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมจับต้องได้ในการเชื่อมโยงทางกายภาพ องค์กร และระหว่างประชาชน เพื่อเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาแบบเปิดกว้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

ประการที่ 4 สีจิ้นผิงเรียกร้องการเดินหน้า ‘การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวหรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของการค้า’ กระตุ้นความพยายามทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เป็นตัวเร่งอันแข็งแกร่งสำหรับการค้าข้ามพรมแดน ขจัดอุปสรรคที่เกี่ยวข้องต่างๆ และขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และแร่ธาตุสีเขียว

 

ประการที่ 5 สีจิ้นผิงเรียกร้อง ‘ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกทำงานร่วมกัน’ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอันเป็นประโยชน์และครอบคลุมในระดับสากล กระตุ้นความพยายามร่วมกันยึดมั่นปรัชญาการพัฒนาที่ ‘ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ ให้ความสำคัญกับความไม่สมดุลในการพัฒนา และบ่มเพาะโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกคนในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า จีนกำลังทำงานร่วมกับฝ่ายต่างๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และมุ่งมั่นบรรลุการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันกับทุกประเทศ โดยจีนมุ่งดำเนินนโยบายรัฐขั้นพื้นฐานของการเปิดกว้างมาโดยตลอด และดำเนินการส่งเสริมเศรษฐกิจโลกที่เปิดกว้างอย่างจริงจัง

 

จีนจะใช้โอกาสจากการที่การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ชุดที่ 20 รับรองคำแนะนำสำหรับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 มาดำเนินการปฏิรูปอย่างรอบด้านและขยายการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูงยิ่งขึ้น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโลกผ่านความสำเร็จล่าสุดของการสร้างความทันสมัยแบบจีน

 

ภาพ: สำนักข่าวซินหัว

อ้างอิง:

  • สำนักข่าวซินหัว

The post สีจิ้นผิงผลักดัน ‘ข้อเสนอ 5 ประการ’ ในที่ประชุม APEC หนุนสร้างประชาคมเอเชียแปซิฟิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks ยุคใหม่ ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์ เน้นเดลิเวอรี ปั้นรายได้-กำไร โต พร้อมเปิดเงื่อนไขขายหุ้นบางส่วนในจีน https://thestandard.co/starbucks-new-era-vision-delivery/ Fri, 31 Oct 2025 04:37:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1137880 Starbucks ยุคใหม่ ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์ เน้นเดลิเวอรี ปั้นรายได้-กำไร โต พร้อมเปิดเงื่อนไขขายหุ้นบางส่วนใน จีน

Starbucks เดินหน้าขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการทั่วโลก หลัง […]

The post Starbucks ยุคใหม่ ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์ เน้นเดลิเวอรี ปั้นรายได้-กำไร โต พร้อมเปิดเงื่อนไขขายหุ้นบางส่วนในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks ยุคใหม่ ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์ เน้นเดลิเวอรี ปั้นรายได้-กำไร โต พร้อมเปิดเงื่อนไขขายหุ้นบางส่วนใน จีน

Starbucks เดินหน้าขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูกิจการทั่วโลก หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด สิ้นสุดเดือนกันยายน 2025 สาขาเดิม (same-store sales) กลับมาสร้างยอดขายเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือน สะท้อนให้เห็นสัญญาณบวกต่อแผนพลิกฟื้นธุรกิจของเชนกาแฟรายใหญ่ที่สุดในโลกที่กำลังเจอความท้าทายอย่างหนักหน่วง ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดแถมยังต้องแบกรับต้นทุนสูง

 

ในฝั่งตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ทำรายได้อันดับสอง รองจากสหรัฐฯ เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยยอดขายเทียบเคียงระหว่างสาขาเดิมในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า แม้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จลดลง 7% เนื่องจากจีนยังอยู่ในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ก็ยังสร้างรายได้อยู่ที่ 831.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า

 

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้ากลยุทธ์ ‘Back to Starbucks’ เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในจีน ในไตรมาสล่าสุดได้ปิดร้านไป 40 แห่ง เนื่องจากได้ประเมินแล้วว่าร้านบางแห่งไม่สามารถรักษามาตรฐานการบริการและเป็นสาขาที่ไม่ทำกำไรให้กับบริษัท

 

แคเธอรีน พาร์ก รองประธานฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ระบุว่า ธุรกิจในจีนมีความยืดหยุ่นสูง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ประกอบกับเมนูกาแฟลาเต้ ได้รับการตอบรับดี ทั้งช่องทางหน้าร้านและเดลิเวอรี

 

จากนั้น ‘ไบรอัน นิโคล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Starbucks ได้กล่าวชื่นชมทีมงานในจีนที่สามารถพลิกฟื้นยอดขายในตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากคู่แข่งอย่าง Luckin Coffee คู่แข่งรายนี้มีสาขาในจีนมากกว่า 26,000 แห่ง ขณะที่ Starbucks มีสาขาในจีนอยู่ 8,011 แห่ง

 

เปิดเงื่อนไขขายหุ้นบางส่วนในธุรกิจจีน

 

ท่ามกลางกระบวนการฟื้นฟู Starbucks ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาขายหุ้นบางส่วนในตลาดจีน เพื่อดึงพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้ามาร่วมลงทุน โดยบริษัทวาง 3 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่

 

1. ผู้ร่วมทุนต้องมีการลงทุนล่วงหน้าที่ชัดเจน

 

2. Starbucks ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า

 

3. บริษัทจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ (royalty) ต่อเนื่องในอนาคต

 

ซีอีโอ Starbucks ย้ำว่า จะไม่ขายกิจการทั้งหมด แต่จะคงถือหุ้นส่วนใหญ่ไว้เพื่อรักษาอิทธิพลในการบริหาร ซึ่งหลังจากที่ประกาศออกไปก็มีพันธมิตรหลายราย แสดงความสนใจในดีลดังกล่าว

 

สอดรับกับรายงานจากบลูมเบิร์กระบุว่า Boyu Capital บริษัทเอกชนด้านการลงทุนของจีน เป็นผู้มีโอกาสในการคว้าดีลนี้สูงสุด โดยมูลค่าอาจสูงกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว แต่ทาง Boyu Capital ยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยต่อเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ

 

ตลาดสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัว–ดันเดลิเวอรีโตแตะพันล้านดอลลาร์

 

ข้ามมาที่ตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานธุรกิจหลักของ Starbucks เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน ในไตรมาสล่าสุดยอดขายของสาขาเดิมกลับมาทรงตัว ซึ่งนับเป็นการสิ้นสุดภาวะยอดขายซบเซาต่อเนื่องกว่า 7 ไตรมาสติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แม้จำนวนลูกค้าจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม

 

ทั้งนี้ อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเติบโตของช่องทางเดลิเวอรี ทั้ง Uber Eats, DoorDash และ Grubhub สร้างยอดขายรวมตลอดปีอยู่ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 30% ในไตรมาสสุดท้ายเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ไบรอัน นิโคล ระบุว่า แม้ตลาดสหรัฐฯ จะโตช้ากว่าตลาดจีน แต่ผู้บริโภคกาแฟในสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวหันมาใช้บริการเดลิเวอรีกันมากขึ้น โดยมองว่าช่องทางนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ในระยะยาว เพราะมูลค่าออเดอร์เฉลี่ยของลูกค้าที่สั่งเดลิเวอรีสูงเกือบสองเท่า ถ้าเทียบกับการซื้อหน้าร้าน และคำสั่งซื้อกว่า 40% ของออเดอร์ สั่งทั้งกาแฟและเบเกอรีเข้ามาควบคู่กัน

 

โดยตลอดทั้งปี บริษัทได้เดินหน้าตามแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ และปิดสาขาทั่วโลกไปกว่า 627 แห่ง ซึ่งกว่า 90% อยู่ในอเมริกาเหนือ และปลดพนักงานฝั่งสำนักงานออก 900 คน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และในช่วงเวลาเดียวกันยังลงทุนปรับปรุงร้าน พร้อมกับปรับเมนูให้เรียบง่ายขึ้น และเพิ่มงบจ้างบาริสต้าเข้ามาทำให้คุณภาพของกาแฟและการบริการดีขึ้นกว่าเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้างส่งผลให้กำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดลดลง 85% เหลือ 133 ล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิทั้งปีหดตัวครึ่งหนึ่งเหลือ 1,800 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 9 4% ลดลง 5% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะเมล็ดกาแฟและภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

แคธี สมิธ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ยอมรับว่าในระยะสั้นกำไรของบริษัทจะฟื้นตัวช้ากว่ายอดขาย เนื่องจากอยู่ระหว่างการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างต่างๆ แต่เชื่อว่าแผนดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

 

ธุรกิจยุคใหม่ ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์ เน้นเดลิเวอรี ปั้นสมดุลเร่ง ‘โต-ทำกำไร’

 

ซีอีโอ Starbucks ทิ้งท้ายว่า Starbucks กำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของการพลิกฟื้นกิจการ ต่อจากนี้จะเดินหน้าใช้เงินลงทุนอย่างมีวิสัยทัศน์ และลดต้นทุนในการขยาย แต่จะหันมาขยายช่องทางการขายใหม่ๆ ทั้งในร้านเดิมและเดลิเวอรี เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นสองตลาดหลักที่ทำรายได้กว่า 61% ของยอดขายทั้งหมดจากทั่วโลก ซึ่งสาขาเกือบ 41,000 แห่ง โดยมองว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจในสองตลาดหลักนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้แบรนด์เติบโตได้ในทศวรรษหน้า

 

อ้างอิง:

The post Starbucks ยุคใหม่ ลงทุนแบบมีวิสัยทัศน์ เน้นเดลิเวอรี ปั้นรายได้-กำไร โต พร้อมเปิดเงื่อนไขขายหุ้นบางส่วนในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจิ้งลี่เหวิน’ หญิงนักปฏิรูป ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งคนใหม่ สีจิ้นผิงแสดงความยินดี ท่ามกลางข้อกล่าวหาจีน ‘แทรกแซง’ การเลือกตั้ง https://thestandard.co/cheng-li-wun-kmt-new-leader/ Mon, 20 Oct 2025 03:31:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1132652 ‘เจิ้งลี่เหวิน’ หญิงนักปฏิรูป ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง คนใหม่

พรรคก๊กมินตั๋งได้ เจิ้งลี่เหวิน (Cheng Li-wun) นักการเม […]

The post ‘เจิ้งลี่เหวิน’ หญิงนักปฏิรูป ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งคนใหม่ สีจิ้นผิงแสดงความยินดี ท่ามกลางข้อกล่าวหาจีน ‘แทรกแซง’ การเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจิ้งลี่เหวิน’ หญิงนักปฏิรูป ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง คนใหม่

พรรคก๊กมินตั๋งได้ เจิ้งลี่เหวิน (Cheng Li-wun) นักการเมืองหญิงเจ้าของฉายา ‘นักปฏิรูป’ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้าน สีจิ้นผิง ผู้นำจีนแผ่นดินใหญ่แสดงความยินดี พร้อมเรียกร้องการ ‘รวมชาติ’ จากฝ่ายค้านไต้หวัน ท่ามกลางข้อกล่าวหาว่า จีนแทรกแซงการเลือกตั้งครั้งนี้

 

วันที่ 18 ตุลาคม 2025 เฉิงลี่หวุน ได้รับการโหวตเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งคนใหม่ด้วยคะแนน 50.2% ซึ่งเอาชนะ ห่าวหลุงปิน (Hau Lung-bin) อดีตนายกเทศมนตรีไทเปวัย 73 ปี และแคนดิเดตอีก 4 คน โดยเธอจะดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่กำลังจะถึง

 

ทั้งนี้ เฉิงลี่หวุนกล่าวในสุนทรพจน์รับชัยชนะว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือการรวมทุกคนให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี่ไม่ใช่การรวมก๊กมินตั๋ง แต่เป็นการรวมคนในไต้หวันเข้าไว้ด้วยกัน

 

“พรรคก๊กมินตั๋งจะทำให้บ้านของเราเป็นที่พักพิงแข็งแกร่งที่สุด สำหรับทุกคนที่เผชิญมรสุมชีวิต เพราะเราจะปกป้องสันติภาพทั่วช่องแคบไต้หวัน” เฉิงลี่หวุนย้ำว่า ภายใต้การนำของเธอ ไต้หวันจะต้องไม่เป็น ‘ผู้สร้างปัญหา’ และ ‘ผู้สังเวยทางภูมิรัฐศาสตร์’

 

ขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงได้ส่งข้อความแสดงความยินดีต่อการเลือกผู้นำคนใหม่ในครั้งนี้ ว่า ทั้งพรรคคอมมิวนิสต์และก๊กมินตั๋ง ควรเสริมสร้างรากฐานทางการเมือง รวมคนในไต้หวันเพื่อสร้างการแลกเปลี่ยน และความร่วมมือ รวมถึงผลักดัน ‘การรวมชาติ’ ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ได้พูดถึงโดยตรง แต่ใช้คำว่า คนในช่องแคบไต้หวันคือคนจีน

 

อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวหาว่า จีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง โดยเลือกสนับสนุนเฉิง แต่หาทางบ่อนทำลายห่าว ซึ่ง ไช่หมิงเยน (Tsai Ming-yen) หัวหน้าสำนักงานความมั่นคงในไต้หวันระบุว่า พบคลิปวิดีโอใน TikTok มากกว่า 1,000 วิดีโอ ที่โพสต์เรื่องเลือกตั้งหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง แต่ครึ่งหนึ่งมาจากนอกไต้หวัน ซึ่งคาดว่า เป็นกระบวนการจากจีนแผ่นดินใหญ่

 

ขณะที่ อู๋เจิง (Wu Cheng) โฆษกพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าไต้หวัน (Democratic Progressive Party: DPP) ออกมาเตือนว่า การแทรกแซงของจีนมีความชัดเจนมาก และพรรคก๊กมินตั๋งควรจับตามอง โดยหวังว่า หัวหน้าพรรคคนใหม่จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของไต้หวันมากกว่าผลประโยชน์ของพรรค

 

รู้จัก ‘เฉิงลี่หวุน’ นักปฏิรูปแห่งพรรคก๊กมินตั๋ง

 

เฉิงเป็นนักการเมืองหญิงวัย 55 ปี มีพื้นเพครอบครัวจากมณฑลยูนนาน จีนแผ่นดินใหญ่ โดยเธอสำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายที่ National Taiwan University ในระดับชั้นปริญญาตรี และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจาก University of Cambridge ในระดับชั้นปริญญาเอก

 

อันที่จริง เฉิงเริ่มเส้นทางการเมืองจากการเป็นสมาชิกพรรค DPP ในระหว่างปี 1996-2000 ก่อนจะลาออก หลังมีการเปิดโปงว่า คนในพรรคล่วงละเมิดทางเพศพนักงานในร้านอาหาร

 

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนประจำเกาสง เธอเข้าร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋งอย่างเป็นทางการในปี 2005 โดยเส้นทางทางการเมืองของเธอเติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เช่น เป็นสส. หลายสมัย ไปจนถึงรองเลขาธิการพรรคก๊กมินตั๋ง

 

เฉิงขึ้นชื่อว่าเป็น ‘หญิงนักปฏิรูป’ เธออยู่ฝ่ายค้านในพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งตั้งปณิธานว่า จะเปลี่ยนพรรคจาก ‘แกะ’ ให้กลายเป็น ‘สิงโต’ และกอบกู้จิตวิญญาณที่แท้จริงของพรรค พร้อมสู้กับพรรค DPP

 

ว่าที่หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งคนใหม่มีจุดยืนสนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น สนับสนุนฉันทมติปี 1992 ที่เน้นย้ำหลักการ ‘จีนเดียว’ หรือทำแคมเปญกระตุ้นให้คนไต้หวันออกมาพูดอย่างเต็มปากว่า ‘ฉันคือคนจีน’

 

นอกจากนี้ เฉิงยังต่อต้านนโยบายเพิ่มงบประมาณทางทหาร 5% ของ ไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวัน โดยให้เหตุผลว่า หากแข่งขันในประเด็นนี้ ไต้หวันจะเป็นฝ่ายแพ้เสมอ

 

ภาพ: CNA

 

อ้างอิง:

The post ‘เจิ้งลี่เหวิน’ หญิงนักปฏิรูป ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งคนใหม่ สีจิ้นผิงแสดงความยินดี ท่ามกลางข้อกล่าวหาจีน ‘แทรกแซง’ การเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูตจีนชู ‘ธรรมาภิบาลโลก’ ของ สีจิ้นผิง ย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีนเพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก https://thestandard.co/china-global-governance-peace-xi/ Sun, 19 Oct 2025 07:06:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1132490 เอกอัครราชทูตจีนชู ‘ธรรมาภิบาลโลก’ ของสีจิ้นผิง ย้ำ ความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเ […]

The post เอกอัครราชทูตจีนชู ‘ธรรมาภิบาลโลก’ ของ สีจิ้นผิง ย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีนเพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูตจีนชู ‘ธรรมาภิบาลโลก’ ของสีจิ้นผิง ย้ำ ความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ชูแนวคิดธรรมาภิบาลโลกของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมย้ำหลักการ 5 ข้อ เพื่อสร้างสันติภาพของโลก และเน้นย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ในการขับเคลื่อนความร่วมมือไปสู่เป้าหมายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

 

ในการกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน กับธรรมาภิบาลโลก” ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เอกอัคราชทูตจาง ชี้ว่า จีนและไทยเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี ญาติที่ดี และหุ้นส่วนที่ดี’ ซึ่งทั้งสองชาติต่างมีความต้องการที่จะรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

 

โดย ‘ธรรมาภิบาลโลก’ มีความเกี่ยวข้องกับสันติภาพของมนุษยชาติและอนาคตของโลกทั้งใบ ดังนั้นจีนชี้ว่าความร่วมมือกับไทยในเรื่องธรรมาภิบาลโลกจึงมีความสำคัญยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศปัจจุบันที่มีความผันผวน

 

ทูตจางกล่าวว่า ในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก และการก่อตั้งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของอนาคตร่วมกันของไทยและจีน

 

โอกาสนี้ทูตจางยังได้ยกดำริของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ได้เสนอความคิดริเริ่มเรื่องธรรมาภิบาลโลก (GGI) มากล่าวโดยเน้นหลักการสำคัญ 5 มิติ ได้แก่ การธำรงไว้ซึ่งความเท่าเทียมทางอธิปไตย หลักนิติธรรมระหว่างประเทศ ระบบพหุภาคีนิยม แนวทางที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และหลักการที่ปฏิบัติได้จริงของธรรมาภิบาลโลก

 

ในส่วนของการยึดมั่นในระบบพหุนิยมของโลกนั้น ทูตจางยังได้กล่าวถึงความสำคัญขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) และความร่วมมือในกรอบ BRICS ว่าช่วยสร้างการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนให้แก่ประเทศสมาชิกและหุ้นส่วนด้วย

 

สำหรับเป้าหมายสูงสุดของธรรมาภิบาลโลกนั้น จางเจี้ยนเว่ยกล่าวว่า คือการทำให้ประชาชนของทุกประเทศมีความสุข ความมั่นคง และมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจีนยึดแนวคิดการพัฒนาเพื่อประชาชน อาศัยประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประชาชน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างความผาสุกและความมั่นคงแก่ประชาชนทั่วโลก

 

ทูตจีนกล่าวว่า ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาที่ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการต่อกัน จีนและไทยได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด มีความเคารพซึ่งกันและกัน และเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เท่าเทียมและเกื้อกูล

 

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ในโครงการริเริ่ม ‘แถบและเส้นทาง (BRI)’ และเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก คำว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน” ไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพอันยั่งยืน และเท่าเทียม

 

ทูตจีนย้ำช่วงท้ายว่า แนวคิดธรรมาภิบาลโลก เปิดพื้นที่ใหม่ให้ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยก้าวหน้าอย่างมั่นคง เป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างธรรมาภิบาลด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างมาตุภูมิที่สวยงามและสงบสุขต่อไป

 

สำหรับพิธีกล่าวปาฐกถาเนื่องในโอกาสฉลองความสัมพันธ์ไทย-จีนครบ 50 ปีครั้งนี้ จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ China Media Group (CMG) โดยนอกจากเอกอัครราชทูตจางเจี้ยนเว่ยที่เป็นองค์ปาฐกแล้ว พิธีนี้ยังมีผู้ขึ้นกล่าวหลายคน ได้แก่ ชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภา, ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และมีผู้บริหาร คณาจารย์ สื่อมวลชน นักศึกษาของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และผู้เรียนหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย–จีน (บทจ.) ร่วมฟัง ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ด้วย

The post เอกอัครราชทูตจีนชู ‘ธรรมาภิบาลโลก’ ของ สีจิ้นผิง ย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีนเพื่อส่งเสริมสันติภาพโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคคอมมิวนิสต์จีนขับนายพลระดับสูง 9 คน ชี้ละเมิดวินัยพรรค และก่ออาชญากรรมทางการเงินอย่างร้ายแรง https://thestandard.co/china-generals-purged-corruption/ Sun, 19 Oct 2025 05:33:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1132454 พรรคคอมมิวนิสต์จีนขับ นายพลระดับสูง 9 คน ชี้ละเมิด วินัยพรรค และก่ออาชญากรรมทางการเงินอย่างร้ายแรง

พรรคคอมมิวนิสต์จีน ขับนายพลระดับสูง 9 คน ระบุละเมิดวินั […]

The post พรรคคอมมิวนิสต์จีนขับนายพลระดับสูง 9 คน ชี้ละเมิดวินัยพรรค และก่ออาชญากรรมทางการเงินอย่างร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคคอมมิวนิสต์จีนขับ นายพลระดับสูง 9 คน ชี้ละเมิด วินัยพรรค และก่ออาชญากรรมทางการเงินอย่างร้ายแรง

พรรคคอมมิวนิสต์จีน ขับนายพลระดับสูง 9 คน ระบุละเมิดวินัยพรรค และก่ออาชญากรรมทางการเงินอย่างร้ายแรง ถือเป็นการกวาดล้างภาคส่วนกองทัพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า นายพลระดับสูง 9 คน ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะกรรมาธิการทหารกลาง (Central Military Commission: CMC) และทหารบางส่วน ละเมิดวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์ร้ายแรง โดยก่อทุจริตจำนวนเงินมหาศาล และมีความผิดก่ออาชญากรรมทางการเงิน ได้แก่

 

1.เหอเว่ยตง (Hei Weidong) รองประธาน CMC

 

2. เมียวฮวา (Miao Hua) ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของ CMC

 

3. เหอหงจวิน (He Hongjun) รองผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของ CMC

 

4. หวังซิวปิน (Wang Xiubin) รองผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการร่วม CMC

 

5. หลินเซียงหยาง (Lin Xiangyang) ผู้บัญชาการกองทัพภาคตะวันออก

 

6. ฉินซู่ถง (Qin Shutong) ผู้บัญชาการฝ่ายการเมืองกองทัพบก

 

7. หยวนฮวาจื้อ (Yuan Huazhi) ผู้บัญชาการฝ่ายการเมืองกองทัพเรือ

 

8. หวังโฮวปิน (Wang Houbin) ผู้บัญชาการกองกำลังจรวด

 

9. หวังชุนหนิง (Wang Chunning) ผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจ

 

ในบรรดาผู้มีความผิด 9 คน เหอเว่ยตงถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากเขามีความสำคัญทางการเมืองจีนมาก เป็นคนใกล้ตัวของสีจิ้นผิง มียศสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกองทัพจีน และอยู่ในโปลิตบูโร (Politburo) โดยครั้งหนึ่ง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เคยระบุว่า อดีตนายพลนี้มีบทบาทสำคัญในแผนการซ้อมรบขู่ไต้หวัน หลัง แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เยือนไต้หวันในเดือนสิงหาคม 2022

 

อนึ่ง มีผู้พบเห็นอดีตรองประธาน CMC ครั้งสุดท้ายในเดือนมีนาคม และหายตัวไปตลอดเกือบทั้งปี ซึ่งคาดว่า เขาถูกควบคุมตัวสอบสวนกับคดีทุจริตครั้งนี้

 

จากปรากฏการณ์ครั้งนี้ ทำให้เหอเว่ยตงเป็นนายพลคนแรกใน CMC ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งในรอบหลายทศวรรษ นับตั้งแต่เหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมปี 1966-1967 โดยกระทรวงกลาโหมจีนเรียกว่า การปราบปรามครั้งนี้ ถือเป็น ‘ความสำเร็จ’ ต่อแคมเปญต้านคอร์รัปชันของพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพ

 

เชื่อกันว่า ประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการสับเปลี่ยนตำแหน่งของสมาชิก CMC ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันก่อนการประชุมเต็มคณะสมัยที่ 4 (Fourth Plenum) โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมมากกว่า 300 คน เพื่อหารือหรือทบทวนแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

 

ทั้งนี้ เหวินตี้ซุง (Wen-Ti Sung) นักวิชาการจาก Global China Hub มองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า สีจิ้นผิง กำลัง ‘ล้างบาง’ ครั้งใหญ่ ซึ่งการปลด เหอเว่ยตง และ เมียวฮวา หมายความว่า ผู้นำจีนกำลังเลือกสมาชิก CMC คนใหม่ในเร็วๆ นี้

 

ภาพ: XC2000 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post พรรคคอมมิวนิสต์จีนขับนายพลระดับสูง 9 คน ชี้ละเมิดวินัยพรรค และก่ออาชญากรรมทางการเงินอย่างร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนวิจารณ์ ไล่ชิงเต๋อ ‘ขายตัวเอง’ ให้ชาติตะวันตก หลังหนุนทรัมป์ได้โนเบลสันติภาพ หากโน้มน้าว สีจิ้นผิง เลิกใช้กำลังกับไต้หวัน https://thestandard.co/china-criticize-lai-ching-te-prostituting-trump-nobel/ Thu, 09 Oct 2025 04:57:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1128441 china-criticize-lai-ching-te-prostituting-trump-nobel

เมื่อวานนี้ (8 ตุลาคม 2025) สำนักกิจการไต้หวันของจีนออก […]

The post จีนวิจารณ์ ไล่ชิงเต๋อ ‘ขายตัวเอง’ ให้ชาติตะวันตก หลังหนุนทรัมป์ได้โนเบลสันติภาพ หากโน้มน้าว สีจิ้นผิง เลิกใช้กำลังกับไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-criticize-lai-ching-te-prostituting-trump-nobel

เมื่อวานนี้ (8 ตุลาคม 2025) สำนักกิจการไต้หวันของจีนออกแถลงการณ์วิจารณ์ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันว่า ‘ขายตนเอง’ ให้ชาติตะวันตก กรณีสนับสนุนให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาได้รางวัลโนเบลสันติภาพ หากโน้มน้าวให้ สีจิ้นผิง ผู้นำจีน เลิกใช้กำลังรุกรานไต้หวันได้

 

ทั้งนี้ ไล่ชิงเต๋อ แสดงความคิดเห็นในรายการพอดแคสต์ The Clay Travis and Buck Sexton โดยในตอนหนึ่ง บทสนทนาดำเนินถึงเรื่องเล่าจากทรัมป์ว่า สีจิ้นผิง บอกกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า จีนจะไม่รุกรานไต้หวัน ตราบใดที่ทรัมป์ยังนั่งเก้าอี้ผู้นำอยู่

 

“ผมหวังว่า จะได้รับแรงสนับสนุนจากประธานาธิบดีทรัมป์ ถ้าเขาโน้มน้าวให้ สีจิ้นผิง หยุดใช้กำลังรุกรานไต้หวัน ทรัมป์จะได้รางวัลโนเบลสันติภาพอย่างแน่นอน”

 

นอกจากนี้ ผู้นำไต้หวันยังถูกถามคำแนะนำสำหรับทรัมป์ หากต้องพบกับ สีจิ้นผิง ซึ่ง ไล่ชิงเต๋อแนะนำว่า ทรัมป์ควรจะใส่ใจกับสิ่งที่ สีจิ้นผิง กำลังทำอยู่ เพราะขณะนี้ จีนไม่ได้แค่ซ้อมรบขนานใหญ่ในช่องแคบไต้หวัน แต่กำลังขยายกำลังทางทหารในทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้

 

อย่างไรก็ตาม สำนักกิจการไต้หวันภายใต้จีนออกแถลงการณ์โต้กลับ โดยระบุว่า ไล่ชิงเต๋อ กำลังพูดจา ‘ไร้สาระ’ แสดงตัวตนที่แท้จริงในฐานะผู้สร้างวิกฤต และทำลายสันติภาพ โดยตั้งแต่รับตำแหน่งมา ก็มักจะสร้างข่าวปลอมที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และ ‘ขายตนเอง’ ให้กับชาติตะวันตก

 

“ไล่ชิงเต๋อ เอาอกเอาใจต่างชาติอย่างไร้หลักการ และขายไต้หวันอย่างไร้ขอบเขต เขาทำลายชีวิตและประชาชน ขายตนเองและร่วมมือกับกองกำลังต่างชาติ”

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังระบุปิดท้ายว่า ไล่ชิงเต๋อ และกองกำลังไต้หวัน เป็นเพียง ‘มด’ ที่เขย่าต้นไม้ใหญ่ เพราะในท้ายที่สุด ทุกฝ่ายจะถูกกวาดลงในถังขยะแห่งประวัติศาสตร์​​ โดยสื่อเป็นนัยว่า ใครก็ตามที่พยายามร่วมมือกับต่างชาติ เพื่อแสวงหาเอกราช จะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน

 

ทั้งนี้ สีจิ้นผิง และ ทรัมป์ จะพบกันในการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ปลายเดือนตุลาคมนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หลังจากทั้งสองผู้นำพบกันตัวต่อตัวครั้งสุดท้ายในการประชุม G20 ที่ญี่ปุ่นในปี 2019 ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า เป็นช่วงเวลาที่ ‘เหมาะเจาะ’ ในการหารือ

 

ภาพ: jamesonwu1972 / Shutterstock

 

อ้างอิง

 

The post จีนวิจารณ์ ไล่ชิงเต๋อ ‘ขายตัวเอง’ ให้ชาติตะวันตก หลังหนุนทรัมป์ได้โนเบลสันติภาพ หากโน้มน้าว สีจิ้นผิง เลิกใช้กำลังกับไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส DNA วัฒนธรรมจีน บทเรียนประวัติศาสตร์การทูต เพื่อเข้าใจแก่นแท้การเจรจากับจีน https://thestandard.co/chinese-diplomacy-dna/ Sun, 05 Oct 2025 05:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1126701 โจวเอินไหลและคิสซินเจอร์ในการเจรจาทางการทูตจีน-สหรัฐ จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

หัวข้อในเนื้อหานี้   หลักการที่ 1: กลับไปสู่หลักกา […]

The post ถอดรหัส DNA วัฒนธรรมจีน บทเรียนประวัติศาสตร์การทูต เพื่อเข้าใจแก่นแท้การเจรจากับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจวเอินไหลและคิสซินเจอร์ในการเจรจาทางการทูตจีน-สหรัฐ จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

เรื่องราวการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนกับเฮนรี คิสซินเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาในปี 1971 ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนคลาสสิกทางการทูตในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก การเจรจาครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์กันมาหลายทศวรรษ และนำไปสู่การเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ และได้พบกับประธานเหมาเจ๋อตง

 

ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกเคสนี้มาเล่าในระหว่างการบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘ถอดรหัสวัฒนธรรมจีนกับการทูตและการเจรจาธุรกิจ’ ในหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีนรุ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

อาจารย์กล่าวว่า ความท้าทายแรกของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในเวลานั้นคือ จะติดต่อกันอย่างไร ในเมื่อทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน?

 

คำตอบคือการหา ‘ผู้แนะนำ’ ที่เหมาะสม

 

หลังจากสหรัฐฯ พิจารณาอย่างรอบคอบ คิสซินเจอร์ได้เลือกผู้นำปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีนในเวลานั้นมาเป็นตัวกลาง นี่แสดงให้เห็นหลักการสำคัญข้อแรกนั่นคือ ในการเจรจากับจีน ผู้แนะนำมีความสำคัญยิ่งยวด

 

คิสซินเจอร์เดินทางลับไปยังจีนโดยผ่านปากีสถานในปีนั้น และได้พบกับโจวเอินไหล ที่นั่นเองที่ทำให้คิสซิงเจอร์ได้เรียนรู้วิธีการเจรจาการทูตกับจีน ซึ่งมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาต่อมา และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการทูตรุ่นหลัง

 

อาจารย์อาร์มอธิบายว่า มีหลักการ 4 ข้อของการเจรจาแบบจีนที่ถอดมาได้จากการสนทนาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างโจวเอินไหลกับคิสซิงเจอร์

 

หลักการที่ 1: กลับไปสู่หลักการพื้นฐาน 

 

เมื่อคิสซินเจอร์มาถึงปักกิ่ง เขาได้เตรียมเอกสารมาเป็นตั้ง และใช้เวลาครึ่งวันในการบรรยายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ต่างประเทศของสหรัฐฯ สงครามเวียดนาม และสิ่งที่อเมริกาต้องการ

 

โจวเอินไหลนั่งฟังอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ จนกระทั่งคิสซินเจอร์พูดจบ ทันใดนั้น โจวกล่าวประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า “คุณพูดมานานมากแล้ว แต่ขอให้เราเริ่มจากหลักการพื้นฐาน คุณต้องการโลกแบบไหน?”

 

คำถามนี้ทำให้คิสซินเจอร์ตกตะลึง อาจารย์อาร์มกล่าวว่า มันสะท้อนวัฒนธรรมการเจรจาของจีนที่มุ่งเน้นไปที่

 

  • ปรัชญาพื้นฐาน มากกว่ารายละเอียดปลีกย่อย
  • วิสัยทัศน์ระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
  • มุมมองโลก มากกว่าผลประโยชน์แค่สองประเทศ

 

อาจารย์ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า เวลาผู้นำไทยพูด จะพูดผ่านมุมมองของไทยเป็นหลัก เช่น พูดว่าประเทศไทยดีแบบไหน เพื่อเชิญชวนนานาชาติมาลงทุน แต่เวลาผู้นำสิงคโปร์พูด เขาจะพูดด้วยมุมมองของเอเชีย ไม่ใช่แค่สิงคโปร์ ส่วนจีนและสหรัฐฯ พูดในบริบทและมุมมองของโลก (สหรัฐฯ ต้องการโลกที่มีเสรีภาพ ส่วนจีนต้องการโลกที่มีความหลากหลาย)

 

สิ่งสำคัญที่อาจารย์อาร์มพยายามชี้ให้เห็นคือ เวลาเจรจากับจีน จะต้องจูนคลื่นให้ตรงกัน โดยเฉพาะการปรับโลกทัศน์หรือมุมมองให้อยู่ในกรอบเดียวกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพูดคุยต่อไปได้

 

หลักการที่ 2: ความชัดเจนในประเด็นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด 

 

หลังจากถามคำถามเชิงปรัชญา โจวเอินไหลก็พูดตรงไปตรงมาว่า “หากประเด็นไต้หวันไม่ได้รับการแก้ไข ประเด็นอื่นๆ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องรอง”

 

นี่คือ Core Interest หรือผลประโยชน์แห่งชาติหลักที่จีนไม่ยอมเจรจา มันเป็นเส้นแดงที่จีนขีดไว้ชัดเจน และไม่สามารถต่อรองได้

 

จีนยืนยันตั้งแต่เริ่มต้นการพูดคุยว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน เน้นย้ำในหลักการ ‘จีนเดียว’ ซึ่งหากสหรัฐฯ ไม่ยอมรับหลักการนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเจรจาเรื่องอื่นใดต่อ

 

โจวเอินไหลแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะปิดประเทศต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประเทศก็ได้ หากไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นพื้นฐานนี้

 

หลักการที่ 3: ความยืดหยุ่นและรักษาหน้า  

 

แม้จีนจะยืนกรานในหลักการพื้นฐาน แต่ก็แสดงความยืดหยุ่นในรายละเอียดบางอย่าง อาจารย์อาร์มกล่าวว่า การพูดคุยระหว่างโจวเอินไหลและคิสซิงเจอร์ลงเอยด้วย ‘First Communiqué’ (แถลงการณ์ฉบับแรก) ที่ระบุว่า

 

  • ทั้งสองฝั่งของช่องแคบไต้หวัน (จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน) ต่างเห็นพ้องว่ามี ‘จีนเดียว’ และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน
  • สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อโต้แย้งกับความคิดนี้

 

ดร.อาร์มชี้ให้เห็นนัยที่ซ่อนอยู่ในแถลงการณ์ฉบับนี้คือ ไม่มีการระบุชัดว่า ‘จีน’ ที่ถูกต้องคือจีนไหน (ปักกิ่งหรือไทเป) ซึ่งแต่ละฝ่ายสามารถตีความได้ตามที่ตนต้องการ โดยที่ทุกฝ่ายสามารถ ‘รักษาหน้า’ ได้

 

นี่คือ Strategic Ambiguity หรือความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ เพราะจีนสามารถตีความว่า จีนที่ถูกต้องคือปักกิ่ง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ส่วนสหรัฐฯ ตีความได้ว่า จีนกับไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจีนไหนเป็นตัวแทนที่ถูกต้อง ส่วนไต้หวันสามารถตีความว่า จีนที่ถูกต้องคือไต้หวัน

 

อาจารย์ชี้ว่า วัฒนธรรมจีนยอมรับความคลุมเครือหากมันช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ เพราะการแตกหักในบางเรื่องอาจทำให้เสียประโยชน์ ดังนั้นคำกล่าวของอดีตผู้นำจีนอย่างเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า “ปล่อยให้คนรุ่นหลังตัดสินใจ” ก็สะท้อนปรัชญานี้ได้ดี ซึ่งรวมถึงกรณีไต้หวันที่สามารถรอเวลาให้คนรุ่นหลังแก้ไขได้

 

หลักการที่ 4: การมองระยะยาว (Playing the Long Game) 

 

ดร.อาร์มยกอีกเหตุการณ์ที่โด่งดังในวงเจรจา เมื่อคิสซินเจอร์พยายาม ‘ชวนคุย’ โดยถามโจวเอินไหลเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส (ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1789)

 

ซึ่งโจวเอินไหลตอบกลับด้วยประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า “มันเร็วเกินไปที่จะบอกว่าผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างไร”

 

อาจารย์อาร์มกล่าวว่า คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองแบบจีนว่า เขามองประวัติศาสตร์ผ่านกรอบเวลา 4,000 ปี ในขณะที่สหรัฐฯ ที่เพิ่งก่อตั้งประเทศได้ไม่กี่ร้อยปี จะมองผ่านกรอบเวลาอีกแบบหนึ่ง

 

“Chinese negotiators think in decades, not quarters.” คำกล่าวนี้สะท้อนการมองระยะยาว ดังนั้นจีนจึงมีแนวคิดเรี่องความอดทนสูง ดังจะเห็นได้จากการเจรจาการค้ากับโดนัลด์ ทรัมป์ที่จีนสามารถอดทนเพื่อเล่นเกมยาว โดยรอได้ 10, 20 หรือ 30 ปี ในขณะที่ตะวันตกต้องการความชัดเจนและการตัดสินใจทันที และมองในกรอบเวลาไตรมาส ไม่ใช่หลักทศวรรษ

 

องค์ประกอบเสริมของการเจรจากับจีน 

 

ดร.อาร์ม กล่าวว่า การเจรจาเรื่องใดๆ กับจีนยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก การใช้ Soft Power ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งคิสซินเจอร์เคยบันทึกว่าเขาไม่เคยเจรจากับผู้นำประเทศคนใดที่พูดเรื่องประวัติศาสตร์ 4,000 ปีระหว่างเจรจา แถมมีการอธิบายเรื่องชาจีนและวัฒนธรรมอย่างละเอียด แม้แต่อาหารทุกจานก็มีเรื่องราวและตำนานที่หยิบยกมาเล่าบนโต๊ะ

 

อาจารย์กล่าวเสริมว่า จีนใช้วัฒนธรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้รับเกียรติและการเคารพ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้าง ‘ความนุ่มนวล’ ที่ห่อหุ้มด้วยความแข็งแกร่ง เพราะแม้ภายนอกจะดูนุ่มนวล แต่จีนก็พร้อมเดินออกจากโต๊ะเจรจาทันทีหากผิดต่อหลักการที่กล่าวมาข้างต้น

 

หนึ่งในตัวอย่าง Soft Power ที่จีนนำมาใช้ในการสานสัมพันธ์ ก็คือ การทูตแพนด้า ซึ่งเริ่มต้นจากที่โจวเอินไหลถามภริยาของนิกสันเมื่อเห็นกล่องไม้ขีดไฟรูปแพนด้าวางบนโต๊ะว่าต้องการแพนด้าจริงๆ ไหม จากนั้นจีนก็ส่งแพนด้าให้สหรัฐฯ จริงๆ

 

การประยุกต์ใช้กับการเจรจาธุรกิจ 

 

บทเรียนการเจรจาการทูตกับจีนที่กล่าวมาข้างต้นสามารถประยุกต์ใช้ในวงเจรจาธุรกิจได้ หากเราไม่เคยพบหรือรู้จักคู่เจรจา เราจำเป็นต้องหาผู้แนะนำที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสองฝ่าย โดยควรเป็นคนที่ฝ่ายจีนให้ความเคารพและไว้วางใจ

 

ต่อมาเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานคือ ‘การรักษาหน้า’ ซึ่งหมายรวมถึงการต้อนรับขับสู้อย่างดี การแสดงความเคารพต่อแขก การหาทางออกที่ทุกฝ่าย ‘ไม่เสียหน้า’ และการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงหากไม่จำเป็น

 

ต่อมาคือเราต้องเข้าใจว่าความนิ่งและการฟังเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมจีน ซึ่งอาจจะแตกต่างจากการสนทนากับคนตะวันตกที่มีการโต้ตอบเสมอ คนจีนจะฟังก่อน เพื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายว่าต้องการอะไร จากนั้นก็มีการสังเกตจุดอ่อนและจุดแข็ง เพื่อที่จะเตรียมตัว ก่อนโต้ตอบอย่างมีกลยุทธ์ หากเราเข้าใจวัฒนธรรมการเจรจาแบบจีน ก็จะทำให้มีโอกาสเจรจาลุล่วงสูง

 

อาจารย์ย้ำว่า เราอย่าเริ่มต้นเจรจากับจีนด้วยรายละเอียดยืดยาว แต่ให้พูดถึงเป้าหมายร่วมและประโยชน์ต่อภาพใหญ่ จากนั้นก็สร้างความชัดเจนใน Core Interest ว่าสิ่งไหนเป็นเส้นแดงที่ต่อรองไม่ได้ แต่เรื่องรองๆ ลงมาหากสามารถต่อรองได้ ก็หาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ หรือก็คือการยอมรับในความคลุมเครือที่สร้างสรรค์

 

นอกจากนี้คนจีนก็ให้ความสำคัญกับการมองระยะยาว พร้อมที่จะลงทุนเวลาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ โดยคิดถึงผลประโยชน์ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ดังนั้นการเจรจากับคนจีนโดยมองไปถึงอนาคตยาวๆ จะทำให้อีกฝ่ายเกิดความไว้วางใจ และการสานสัมพันธ์กันในระยะยาวก็จะเป็นผลดีต่อการทำธุรกิจในอนาคตด้วย

 

ภาพ:  White House via CNP / Getty Images

The post ถอดรหัส DNA วัฒนธรรมจีน บทเรียนประวัติศาสตร์การทูต เพื่อเข้าใจแก่นแท้การเจรจากับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีนยืนยัน ไม่ได้ส่งอุปกรณ์ทางทหารให้กัมพูชา เพื่อใช้สู้กับไทย พร้อมเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวเท็จ https://thestandard.co/china-nomilitaryaid-thaicambodia-clash/ Fri, 03 Oct 2025 02:38:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1125905 China-NoMilitaryAid-ThaiCambodia-Clash

โฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อวาน […]

The post สถานทูตจีนยืนยัน ไม่ได้ส่งอุปกรณ์ทางทหารให้กัมพูชา เพื่อใช้สู้กับไทย พร้อมเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
China-NoMilitaryAid-ThaiCambodia-Clash

โฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ (2 ตุลาคม) โดยเน้นย้ำว่า นับตั้งแต่การเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในฐานะเพื่อนบ้านฉันท์มิตรของไทยและกัมพูชา จีนได้พยายามทำงานเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ด้วยวิธีของตนเอง จีน ‘ไม่ได้ส่งอุปกรณ์ทางทหารใดๆ ให้กับกัมพูชา เพื่อใช้ในเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา’ อุปกรณ์ทางทหารจากจีนที่กัมพูชามีอยู่ในปัจจุบัน ล้วนมาจากโครงการความร่วมมือระหว่างจีน-กัมพูชา ‘ที่มีอยู่แล้ว’

 

จีนไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และได้สนับสนุนอาเซียนที่ส่งเสริมการแก้ปัญหาทางการเมืองตาม ‘วิถีอาเซียน’ จีนยินดีที่จะสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการเสริมสร้างการหยุดยิงอย่างยั่งยืนและฟื้นฟูความสงบสุขของบริเวณชายแดน

 

โฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทยยังเรียกร้องให้ บุคคลที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และความผาสุขของประชาชน และทำสิ่งที่เป็นบวกและสร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา แทนที่จะเผยแพร่ข่าวเท็จอย่างมีเจตนาเลวร้ายและปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย 

 

แฟ้มภาพ: Cha29 / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย

The post สถานทูตจีนยืนยัน ไม่ได้ส่งอุปกรณ์ทางทหารให้กัมพูชา เพื่อใช้สู้กับไทย พร้อมเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวเท็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงวางพวงมาลาช่วงวันชาติจีน 2025 มุ่งมั่นเดินหน้าสร้าง ‘ความทันสมัยแบบจีน’ https://thestandard.co/xi-jinping-china-national-day-2025/ Wed, 01 Oct 2025 06:44:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1125121 วันชาติจีน 2025

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พร้อมด้วยคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิ […]

The post สีจิ้นผิงวางพวงมาลาช่วงวันชาติจีน 2025 มุ่งมั่นเดินหน้าสร้าง ‘ความทันสมัยแบบจีน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันชาติจีน 2025

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน พร้อมด้วยคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาเพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสละชีวิต ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ใจกลางกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อวานนี้ (30 กันยายน) ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนถึง ‘วันชาติจีน’ ในวันนี้ (1 ตุลาคม) 

 

มีการจัดพิธีเชิญธงชาติจีนขึ้นสู่ยอดเสา เนื่องในวาระครบรอบ 76 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน (PRC) ซึ่งถือเป็นวันชาติจีน โดยมีประชาชนเดินทางมาร่วมรับชมพิธีการดังกล่าวกันอย่างเนืองแน่น

 

โดยสีจิ้นผิงยังได้กล่าวสนับสนุนประชาชนชาวจีนตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบและก้าวไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น เพื่อผลักดันการสร้าง ‘ความทันสมัยแบบจีน’ อย่างต่อเนื่อง

 

 

ภาพ: สำนักข่าวซินหัว

อ้างอิง: 

  • สำนักข่าวซินหัว

The post สีจิ้นผิงวางพวงมาลาช่วงวันชาติจีน 2025 มุ่งมั่นเดินหน้าสร้าง ‘ความทันสมัยแบบจีน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำแพงสูงหรือการต่อรอง: นโยบายควบคุมการส่งออกชิปสหรัฐฯ จากไบเดนสู่ทรัมป์ https://thestandard.co/us-china-chip-war-biden-trump/ Tue, 23 Sep 2025 08:15:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1121822 us-china-chip-war-biden-trump

ชิปคือเส้นเลือดใหญ่ของยุคดิจิทัล ทุกการคำนวณ ทุกโมเดลปั […]

The post กำแพงสูงหรือการต่อรอง: นโยบายควบคุมการส่งออกชิปสหรัฐฯ จากไบเดนสู่ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-china-chip-war-biden-trump

ชิปคือเส้นเลือดใหญ่ของยุคดิจิทัล ทุกการคำนวณ ทุกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ ทุกระบบอาวุธอัจฉริยะ ล้วนต้องอาศัยชิป เมื่อสหรัฐฯ เลือกจะควบคุมการส่งออกชิปไปยังจีน ก็เท่ากับเลือกจะกดดันคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ทำให้จีนพัฒนาเทคโนโลยีได้ช้าลงและหวังให้ช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทิ้งระยะกว้างขึ้น 

 

การควบคุมนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า แต่คือการกำหนดอนาคตของสมรภูมิการแข่งขันเทคโนโลยีว่าใครกันแน่จะเป็นผู้กุมชะตาเทคโนโลยีโลก 

 

แม้ไบเดนและทรัมป์จะมีนโยบายการควบคุมชิป แต่นโยบายยุคไบเดนมีความเข้มข้นและหนักกว่าของทรัมป์มาก นโยบายเรื่องนี้ของไบเดนมีลักษณะเป็นการตั้งกำแพงสูงชนิดยอมไม่ได้ แต่ทรัมป์มองว่าการควบคุมชิปเป็นเรื่องที่เอามาเป็นไพ่เจรจาต่อรองได้และพร้อมผ่อนคลายกฎเกณฑ์หากสอดคล้องกับผลประโยชน์

 

ปี 2565 เป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลไบเดนตัดสินใจห้ามส่งออกชิปประสิทธิภาพสูงไปยังจีน หลายคนมองว่าเป็นการประกาศสงครามทางเทคโนโลยีอย่างชัดเจนที่สุดต่อจีน และทำให้จีนเห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยากที่จะหวนกลับคืนสู่อดีต เพราะบัดนี้กลายเป็นสงครามเทคโนโลยีที่จะตัดสินว่าใครเป็นมหาอำนาจหลักต่อไปของโลก

 

ไบเดนและทีมงานเชื่อว่า หากปล่อยให้จีนพัฒนา AI ได้เร็วเกินไป เท่ากับปล่อยให้คู่แข่งมีอาวุธยุคใหม่ในมือ เพราะ AI ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ตอบคำถาม แต่คือสมองของระบบอาวุธ การข่าวกรอง และการควบคุมสังคมสมัยใหม่อีกด้วย การควบคุมชิปจึงเปรียบได้กับการตัดเส้นเลือดไม่ให้ไปเลี้ยงสมองของอีกฝ่าย

 

ยุทธศาสตร์ไบเดนถูกสรุปด้วยวลี “สนามเล็ก แต่รั้วสูงมาก” (“small yard, high fence”) ไบเดนย้ำว่าเขาจะจำกัดจีนไม่ให้เข้าถึงเฉพาะเทคโนโลยีหัวใจสำคัญไม่กี่อย่าง โดยจะใช้มาตรการที่เข้มงวดที่สุดกับเทคโนโลยีเหล่านี้ แต่นอกเหนือจากนั้นสำหรับเทคโนโลยีอื่นๆ ส่วนใหญ่ทั่วไปสหรัฐฯ ยังคงยินดีจะค้าขายและร่วมมือทางเทคโนโลยีกับจีนเช่นเดิม 

 

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลไบเดนบังคับให้บริษัท Nvidia ต้องขออนุญาตก่อนส่งออกชิปรุ่น A100 และ H100 และขยายเขตอำนาจของสหรัฐฯ ผ่านกฎ FDPR ไปครอบคลุมโรงงานในต่างประเทศที่ใช้ชิ้นส่วนหรือ know-how ของสหรัฐฯ และบังคับให้โรงงานเหล่านั้นจำกัดการขายชิปให้แก่จีนด้วย

 

พันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์แม้จะลังเลในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าร่วมขบวนการจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีน ที่สำคัญ นโยบายไบเดนมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อปิดช่องทางเลี่ยงต่างๆ ในปี 2566 ชิปดัดแปลงอย่าง A800 และ H800 ถูกห้ามขาย และในปี 2568 รัฐบาลไบเดนก่อนหมดวาระไม่นานยังได้ออกกฎ “AI diffusion” เพื่อครอบคลุมการซื้อขายชิป AI ทั่วโลก เปรียบเสมือนการสร้างแนวป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่า ไม่ให้ศัตรูมีช่องทางทะลุทะลวง

 

แต่พอมาถึงยุครัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ในสมัยที่สองในปีนี้ ภาพก็กลับตาลปัตร จากกำแพงสูง กลายเป็นไพ่ต่อรองบนโต๊ะเจรจา นโยบายควบคุมชิปกลายเป็นธุรกรรมการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าและธุรกิจ เพราะทรัมป์เป็นพ่อค้า ไม่ใช่นักอุดมการณ์ 

 

ตัวอย่างที่ชัดคือ รัฐบาลทรัมป์ตกลงที่จะยกเลิกการห้ามขายชิป H20 ของ Nvidia ให้จีน แลกกับการเรียกเก็บส่วนแบ่ง 15% จากรายได้การขายของ Nvidia รัฐบาลทรัมป์อ้างเหตุผลเดียวกับที่บริษัท Nvidia ให้ว่านี่เป็นชิปชั้นสามชั้นสี่ ห่างไกลมากจากชิปที่ดีที่สุด ซึ่งของดีที่สุดยังไงก็ไม่ขายให้กับจีนอยู่แล้ว

 

แต่หาก Nvidia ไม่ได้รับอนุญาตให้ขายชิปเกรดล่างลงมาอย่างชิป H20 ให้จีน แม้จะเป็นการบีบคอให้จีนเจ็บหนักและคงจะชะลอการพัฒนาด้าน AI ของจีนไปได้มาก แต่ก็อาจส่งผลร้ายในระยะยาวคือจีนก็จะหันมาพยายามวิจัยและพัฒนาผลิตชิปด้วยตัวเองให้สำเร็จให้ได้ ดังนั้น สหรัฐฯ จึงควรปล่อยของชั้นล่างให้จีนใช้และให้จีนพึ่งพาสหรัฐฯ ต่อไป

 

ที่สำคัญ นี่เป็นแหล่งรายได้ก้อนมหึมาของ Nvidia ซึ่งตลาดจีนเป็นตลาดที่สำคัญและใหญ่โตมากของบริษัท และหากสูญเสียรายได้ก้อนนี้ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อแหล่งเงินทุนที่จะไหลกลับมาลงทุนในการทำการวิจัยและพัฒนาชิปรุ่นต่อๆ ไปอีกในอนาคต 

 

นอกจากนั้น รัฐบาลทรัมป์ยังฉีกกฎ “AI diffusion” ของรัฐบาลไบเดนทิ้ง ต่อมารัฐบาลทรัมป์ยกเลิกการห้ามส่งออกซอฟแวร์ดีไซน์ชิปให้จีน หลังจากที่จีนตกลงกลับมาขายแร่หายากให้สหรัฐฯ มีคนเปรียบเทียบว่าการควบคุมที่เคยเป็นกลไกความมั่นคงถูกใช้เหมือนชิปโป๊กเกอร์ วางบนโต๊ะเพื่อแลกกับทรัพยากรที่ขาดแคลน

 

ขณะนี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดที่ทุกคนกำลังจับตามอง คือ การตัดสินใจของทรัมป์เกี่ยวกับชิป B300 รุ่นใหม่ล่าสุดของ Nvidia ซึ่ง Nvidia ต้องการที่จะขายชิปรุ่นใหม่นี้ให้กับตลาดจีนด้วย โดยชิปที่ขายให้ตลาดจีนจะถูกลดประสิทธิภาพลง 30–50% ทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ แต่เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาพร้อมที่จะพิจารณาข้อเสนอนี้ของ Nvidia หากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับประโยชน์สมน้ำสมเนื้ออย่างเหมาะสม

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชี้ว่า ชิป B300 ที่ลดประสิทธิภาพลง 30-50% ก็ยังมีพลังการประมวลผลเหนือกว่าชิป H100 ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ซึ่งที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลไบเดนมีการจำกัดการส่งออกชิป H100 ไปยังจีนอย่างเข้มงวด หลายคนจึงชี้ว่าหากทรัมป์ยอมตามข้อเสนอของ Nvidia ในเรื่องนี้ จะเสมือนการเปิดประตูเมืองที่เคยปิดตายไว้ ไม่ต่างจากการรื้อกำแพงที่ไบเดนสร้างขึ้นมาทั้งหมด 

 

ในทางยุทธศาสตร์ นี่จะเป็นการคืน “กุญแจสำคัญ” ให้จีนในการเร่งพัฒนา AI ซึ่งจะมีผลยาวนานต่อความสมดุลของอำนาจโลกได้เลย

ภาพ: Maderla via ShutterStock

The post กำแพงสูงหรือการต่อรอง: นโยบายควบคุมการส่งออกชิปสหรัฐฯ จากไบเดนสู่ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยายพิเศษ พรบ.การแข่งขันทางการค้า เสริมความรู้สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน https://thestandard.co/trade-competition-law-seminar-thai-china/ Tue, 23 Sep 2025 07:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1121799 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล บรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน

เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา หลักสูตรผู้บริหารรุ่นให […]

The post บรรยายพิเศษ พรบ.การแข่งขันทางการค้า เสริมความรู้สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล บรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน

เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program บทจ. 2) ได้จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การแข่งขันทางการค้ากับสงครามการค้าโลก” โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า มาเป็นวิทยากรให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่เปรียบเสมือน “เกราะและอาวุธ” สำหรับภาคธุรกิจไทยในยุคเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและสงครามการค้าที่ดุเดือด

 

หลักสูตรนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนอย่างยั่งยืน

 

​ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญของ พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ว่ามีขึ้นเพื่อคุ้มครองกลไกการแข่งขัน โดยกฎหมายนี้จะให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการทุกระดับตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงรายใหญ่

 

​กฎหมายการแข่งขันทางการค้าไม่บังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ, ธุรกิจที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมและสหกรณ์ รวมถึงธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจการบิน ธนาคาร พลังงาน และประกันภัย เป็นต้น

 

​วิทยากรยังได้เจาะลึกถึงกฎหมายมาตราสำคัญต่างๆ ที่ธุรกิจควรรู้ ดังนี้

 

1) มาตรา 50: การใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม

 

กำหนดเกณฑ์พิจารณาจากส่วนแบ่งตลาด (รายเดียวมากกว่า 50% หรือ 3 รายแรกรวมกันมากกว่า 75%) และรายได้ (มากกว่า 1,000 ล้านบาท) โดยห้ามใช้ความได้เปรียบนี้ไปบีบราคา, กำหนดเงื่อนไขการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือกีดกันคู่แข่ง ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ

 

2) มาตรา 51: การควบรวมธุรกิจ

 

กำหนดให้ธุรกิจต้องแจ้งต่อคณะกรรมการฯ ภายใน 7 วันหลังการควบรวม หากไม่แจ้งมีโทษปรับทางปกครอง

 

3) มาตรา 54 และ 55: การฮั้ว หรือ การตกลงร่วมกันเพื่อผูกขาด

 

หากเป็นการฮั้วที่ร้ายแรง เช่น ตกลงราคาหรือฮั้วประมูล จะเข้าข่ายมาตรา 54 ที่มีโทษทางอาญา ส่วนการตกลงที่ไม่ร้ายแรงมากนัก เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้า จะเข้าข่ายมาตรา 55 ที่มีโทษทางปกครอง

 

4) มาตรา 57 และ 58: การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

มาตรา 57 ห้ามการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อคู่ค้าที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ส่วนมาตรา 58 ห้ามการทำข้อตกลงกับธุรกิจต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในประเทศอย่างร้ายแรง

 

​การบรรยายครั้งนี้ย้ำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นถึงความสำคัญของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า ซึ่งไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อลงโทษ แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสมดุลและความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการไทย-จีนและผู้บริโภคชาวไทยในระยะยาว

The post บรรยายพิเศษ พรบ.การแข่งขันทางการค้า เสริมความรู้สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มสธ. จับมือสถาบันสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU เสริมความร่วมมือวิชาการและธุรกิจ https://thestandard.co/stou-thai-chinese-institute-mou-academic-business-collab/ Thu, 18 Sep 2025 04:03:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1120149

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จับมือ สถาบันสื่อแล […]

The post มสธ. จับมือสถาบันสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU เสริมความร่วมมือวิชาการและธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จับมือ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสื่อและบริหารธุรกิจระหว่างไทย–จีน

 

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์แกรนด์ รัชดา เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพัทธ์ สมิตานนท์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รักษาราชการแทนอธิการบดี มสธ. เป็นผู้แทนฝั่งมหาวิทยาลัย และคันธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เป็นผู้แทนฝั่งสถาบัน

 

บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ครอบคลุมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งบุคลากร สถานที่ และอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน การวิจัย และการให้คำปรึกษาทางวิชาการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและผู้เรียนให้สามารถทำงานร่วมกันในบริบทไทย–จีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนมพัทธ์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ การจับมือกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน จะช่วยเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาและการวิจัย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชนและธุรกิจระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศได้อย่างแท้จริง

 

คันธรส กล่าวว่า ความร่วมมือกับ มสธ. ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมพลังความรู้จากภาคการศึกษาไทยกับประสบการณ์การทำงานของนักวิชาชีพสื่อและธุรกิจในจีน เราเชื่อว่าจะช่วยเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย เข้าใจพลวัตเศรษฐกิจและการสื่อสารในบริบทไทย–จีนอย่างลึกซึ้ง และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้าน ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจไทย–จีน กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ เกิดจากดำริของ ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ที่มุ่งหวังอยากจะให้โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้สื่อข่าวไทย–จีน ให้เข้าใจในมิติการสื่อสารและบริหารธุรกิจอย่างรอบด้าน

 

“ผมเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นสะพานแห่งความรู้และโอกาสที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งต่อผู้เรียน ผู้สอน และผู้ประกอบวิชาชีพในอนาคต ซึ่งกันลงบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงพิธีการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะขับเคลื่อนองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ ทั้งในมิติทางวิชาการ เศรษฐกิจ และสังคม” ดร.สืบพงษ์ กล่าว

 

ดร.สืบพงษ์ กล่าวอีกว่า บันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งสองฝ่ายย้ำว่าจะดำเนินกิจกรรมเชิงวิชาการและพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเครือข่ายความรู้และความเข้าใจอันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–จีน และยกระดับมาตรฐานด้านสื่อสารมวลชนและบริหารธุรกิจไทย–จีนให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

 

ด้าน ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน กล่าวว่า สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน เป็นสถาบันภายใต้การสนับสนุนของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวและนักธุรกิจจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย

 

“โครงการนี้เกิดขึ้นจากโจทย์ที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวกับปัญหาการประสานงานของกลุ่มนักธุรกิจจีนที่มาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกับองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะภาครัฐ ดังนั้น สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีนจึงจัดหลักสูตรนี้ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการประสานงานกับองค์กรภาครัฐของนักธุรกิจจีน และเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน”

 

ดร.กำพล กล่าวต่อว่า การก้าวสู่ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพของผู้สื่อข่าวทั้งไทยและจีน รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจไทย–จีน

 

“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนของสถานทูตจีนประจำประเทศไทย สมาคมฯ ได้ส่งกลุ่มผู้สื่อข่าวไปอบรมและเรียนรู้ที่ประเทศจีนเป็นระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ เพื่อเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ด้านสื่อสารระหว่างประเทศ และในอนาคต เราวางแผนจัดโครงการรุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3 โดยได้รับการอนุมัติหลักการและสนับสนุนงบประมาณจากสถานทูตจีน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชจะช่วยยกระดับศักยภาพผู้สื่อข่าวไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น” นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีนกล่าว

The post มสธ. จับมือสถาบันสื่อ–บริหารธุรกิจไทย–จีน ลงนาม MOU เสริมความร่วมมือวิชาการและธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเก่งค้าขาย มีจุดเริ่มต้นจากไหน เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโดยตรงหรือไม่? https://thestandard.co/chinese-culture-trade-history/ Mon, 15 Sep 2025 05:13:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1119342

มีคำกล่าวว่า “เกษตรกรรมทำให้จีนมั่นคง อุตสาหกรรมทำให้จี […]

The post จีนเก่งค้าขาย มีจุดเริ่มต้นจากไหน เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโดยตรงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

มีคำกล่าวว่า “เกษตรกรรมทำให้จีนมั่นคง อุตสาหกรรมทำให้จีนเข้มแข็ง และพาณิชย์ทำให้จีนร่ำรวย” 

 

เมื่อพูดถึงชนชาติที่ค้าขายเก่งที่สุดในโลก การรับรู้ของคนทั่วไปนั้นจะมีชนชาติจีนรวมอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน หลายคนมองว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือด หรือมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมจีนตั้งแต่สมัยอดีตกาล

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษามองว่า สิ่งนี้ไม่ได้มาจากวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว

 

ศาสตราจารย์ ดร.หลี่ เหรินเหลียง

 

ศาสตราจารย์ ดร.หลี่ เหรินเหลียง รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ประชาคมอาเซียนศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า จีนในสมัยโบราณเป็นประเทศที่เน้นเกษตรกรรมเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นหลัก โดยให้คุณค่าสูงต่อการทำการเกษตร และจวบจนปัจจุบันรัฐบาลจีนภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังสะท้อนให้เห็นจากเอกสารหมายเลข 1 ของรัฐบาลที่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและชนบท และความเป็นอยู่ของเกษตรกร เป็นหมุดหมายสำคัญลำดับแรกของรัฐบาล

 

จะเห็นได้ว่า แม้จีนเป็นประเทศกว้างใหญ่ แต่มีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรคิดเป็น 7% ของโลกเท่านั้น เพื่อหล่อเลี้ยงประชากร 1,400 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของโลก ดังน้ันภาคการเกษตรจึงเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนสังคมจีนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

 

ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘วัฒนธรรมจีนกับการค้าขายในสายเลือด’ เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ดร.หลี่ เหรินเหลียง อธิบายเพิ่มเติมว่า อุดมคติของชาวจีนโบราณคือการรับราชการ เป็นขุนนาง หรือการสอบจอหงวน ในขณะที่อาชีพพ่อค้าถูกมองว่าไร้เกียรติ ลัทธิขงจื๊อที่เป็นรากฐานวัฒนธรรมจีนเน้นเรื่องคุณธรรมมากกว่าการแสวงหากำไร ส่งผลให้พ่อค้าในอดีตถูกจำกัดสิทธิ์และถูกดูหมิ่น

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางสังคมทำให้ชาวจีนค่อยๆ พัฒนาความสามารถด้านการค้า ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสมทักษะมาตั้งแต่สมัยโบราณ การที่ประชากรหนาแน่นจนต้องเลือกค้าขายเพื่อความอยู่รอด บทบาทของครอบครัวที่ร่วมมือกันทำธุรกิจ (กงสี) รวมถึงอิทธิพลจากตะวันตกในช่วงปลายราชวงศ์ชิง จนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทำให้พ่อค้าและผู้ประกอบการได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคม โดยมองเรื่องของผลกำไรว่ามีความชอบธรรมมากขึ้น แม้จะขัดกับความเชื่อในลัทธิขงจื้อในอดีตก็ตาม

 

ดร.หลี่ ยังชี้ให้เห็นลักษณะการค้าของชาวจีนที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคด้วย เช่น พ่อค้าจีนทางเหนือเน้นการสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ ขณะที่พ่อค้าจีนทางภาคตะวันออกเน้นความพิถีพิถันและสนใจนวัตกรรม ส่วนพ่อค้าจีนตอนใต้มีลักษณะกล้าเสี่ยงและเชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศ และพ่อค้าจีนทางตะวันตกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่น

 

การบรรยายครั้งนี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program บทจ.2) ได้สะท้อนให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจแก่นแท้วัฒนธรรมการค้าของจีนมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับพันธมิตรชาวจีนในแต่ละภูมิภาค

 

หลักสูตรนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนอย่างยั่งยืน

 

ภาพ: OlhaKu via ShutterStock

The post จีนเก่งค้าขาย มีจุดเริ่มต้นจากไหน เกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโดยตรงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาเหรดจีน กับทิศทางสงครามมิติใหม่ https://thestandard.co/china-parade-and-new-warfare/ Thu, 04 Sep 2025 05:16:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1115387

การสวนสนามฉลองครบรอบวาระ 80 ปี ชัยชนะต่อญี่ปุ่นและฟาสซิ […]

The post พาเหรดจีน กับทิศทางสงครามมิติใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การสวนสนามฉลองครบรอบวาระ 80 ปี ชัยชนะต่อญี่ปุ่นและฟาสซิสต์ของจีนนั้นถูกจับตาไม่เพียงแต่การวิเคราะห์การส่งสัญญาณทางการเมืองระหว่างประเทศของมหาอำนาจอย่างจีนเท่านั้น แต่การสวนสนามยังเป็นการแสดงแสนยานุภาพและเปิดเผยเทคโนโลยีทางทหารแบบใหม่ต่อประชาชนชาวจีนและผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะการส่งสัญญาณว่าจีนพร้อมแล้วที่จะก้าวจากกองทัพที่เน้นใช้ปริมาณแต่มีคุณภาพต่ำ มาสู่กองทัพที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งพร้อมจะท้าทายขั้วอำนาจหลักทางทหารของโลกในปัจจุบันอย่างสหรัฐอเมริกา

 

ในทุกการสวนสนามของจีนนั้นจะใช้เป็นโอกาสในการเปิดตัวขีดความสามารถทางการทหารใหม่ๆ โดยจีนมักจะเปิดตัวระบบอาวุธที่เพิ่งพัฒนาสำเร็จในการสวนสนามในวาระต่างๆ และในวาระสำคัญนี้ จีนก็ไม่พลาดที่นำเสนอเทคโนโลยีทางทหารใหม่ของจีนที่แสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมแล้วสำหรับการเป็นกองทัพสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

 

การเปิดตัวขีปนาวุธแบบใหม่พร้อมกันถึง 4 แบบนั้นอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการให้ความสำคัญกับกองทัพเรือมาเป็นอันดับหนึ่ง หลังจีนเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับกองทัพเรือก่อนกองทัพบก เนื่องจากมีการวิเคราะห์ว่าภัยคุกคามต่อจีนนั้นจะมาจากทางทะเลมากกว่าทางบก เนื่องจากขีปนาวุธทั้ง 4 แบบนั้นคือขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ

 

ขีปนาวุธทั้ง 4 แบบนี้ประกอบไปด้วยขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงแบบ YJ-15 และขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงขั้นสูงหรือไฮเปอร์โซนิกแบบ YJ-17, YJ-19 และ YJ-20 ซึ่งเรายังไม่มีข้อมูลมากนัก แต่เท่าที่ปรากฏพบว่าทั้งสี่แบบนี้เป็นจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ ซึ่งคาดว่าจะเน้นไปที่การทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการวางกำลังและการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐอเมริกา ขีปนาวุธเหล่านี้บางส่วนยิงจากพื้นดิน แต่บางส่วนก็สามารถยิงจากเรือรบได้ ซึ่งเป็นกลยุทธที่สำคัญของจีนในการทำลายการปิดล้อมทางทะเล ซึ่งจีนคาดว่าประเทศตะวันตกจะนำมาใช้ถ้าเกิดสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย และด้วยความที่เป็นจรวดไฮเปอร์โซนิกซึ่งมีความเร็วสูงกว่ามัค 5 หรือสูงกว่าความเร็วเสียง 5 เท่า ทำให้เป็นเรื่องยากที่เรือเป้าหมายจะสกัดกั้นจรวดได้

 

นอกจากขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำแล้ว จีนยังเปิดตัวยานไร้คนขับใต้น้ำ AJX002 ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายเรือดำน้ำแต่ไม่มีคนบังคับ และมีความยาวถึง 65 ฟุต ซึ่งเชื่อกันว่าใช้เครื่องยนต์นิวเคลียร์ในการขับเคลื่อนเพื่อให้ยานไร้คนขับใต้น้ำลำนี้สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนโดยไม่ต้องแวะกลับมาเติมเชื้อเพลิง แม้ว่าขีดความสามารถจะยังจำกัดอยู่เพียงการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการข่าว ยังไม่สามารถใช้อาวุธได้จึงทำให้ยังทดแทนเรือดำน้ำจริงๆ ไม่ได้ แต่การใช้งานโดรนใต้น้ำก็ถือว่าเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่ช่วยเสริมการทำงานของเรือดำน้ำได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากโดรนใต้น้ำแล้ว จีนยังขนยานรบไร้คนขับที่ใช้งานบนบก หุ่นยนต์สุนัข รวมถึงโดรนผิวน้ำ โดรนอากาศและเครื่องบินไร้คนขับมาโชว์ในงานนี้ด้วย ซึ่งก็สะท้อนถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นของจีน ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำทิศทางของอาวุธใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวพลิกเกมในสงครามรูปแบบใหม่

 

ระบบอาวุธอีกแบบหนึ่งที่จีนนำมาสวนสนามก็คือ HQ-29 ซึ่งเป็นจรวดต่อต้านขีปนาวุธและต่อต้านดาวเทียมรุ่นใหม่ของจีน ซึ่งนอกจากจะมีขีดความสามารถในการยิงทำลายขีปนาวุธตั้งแต่ในช่วงกลางของการบินคือตั้งแต่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความเป็นไปได้สูงสุดในการทำลายโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบรรยากาศหรือพื้นดินจากหัวรบที่ตกลงมาแล้ว ยังมีขีดความสามารถในการทำลายดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลก ซึ่งดาวเทียมเหล่านี้มีทั้งดาวเทียมจารกรรม ดาวเทียมถ่ายภาพ ไปจนถึงดาวเทียมในเครือข่ายดาวเทียมเพื่อการนำทาง เพราะถ้าทำลายดาวเทียมเหล่านี้ได้ ก็หมายถึงการทำลายตาและเครื่องนำทางของข้าศึกซึ่งจะลดประสิทธิภาพในการทำการรบและโจมตีจีนในที่สุด

 

จีนยังนำขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์มาร่วมในการสวนสนาม โดยมีความพิเศษก็คือเป็นครั้งแรกที่จีนนำขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงจากอากาศ ทะเล และบนบกมาเข้าร่วมการสวนสนามพร้อมกัน ซึ่งน่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญว่าจีนมีขีดความสามารถในทุกๆ มิติในการใช้หัวรบนิวเคลียร์ทั้งเพื่อการป้องปราบและโจมตีประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อจีน ขีปนาวุธเหล่านี้บางแบบสามารถยิงได้ไกลมากกว่า 10,000 กิโลเมตร ทำให้แทบจะไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่จีนไม่สามารถยิงขีปนาวุธไปถึงได้ 

 

นอกจากนั้นการเปิดตัวขีปนาวุธข้ามทวีปแบบใหม่คือ DF-61 ก็ยังแสดงให้เห็นว่าจีนยังให้ความสำคัญและพัฒนากองทัพจรวดแห่งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนซึ่งแยกเหล่าทัพออกมาจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง

 

สุดท้ายแล้ว จีนยังแสดงระบบอาวุธที่เป็นระบบอาวุธแห่งอนาคตซึ่งหลายประเทศกำลังพัฒนาอยู่นั่นก็คืออาวุธเลเซอร์ LY-1 ซึ่งจีนพัฒนามาเพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธ โดยหลักการของอาวุธแบบนี้คือการใช้พลังงานเลเซอร์ในการเผาทำลายเซนเซอร์ตรวจจับหรือแม้แต่ทำลายโครงสร้างของโดรนและขีปนาวุธเป้าหมายด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์อย่างต่อเนื่องหลายวินาทีจนเกิดความร้อนสูงและเกิดการเผาไม้ที่เป้าหมาย ซึ่งข้อได้เปรียบของอาวุธเลเซอร์ก็คือมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการที่ถูก เนื่องจากไม่ต้องใช้กระสุนหรือจรวด ตราบใดที่มีไฟฟ้าป้อนอย่างเพียงพอ ก็สามารถใช้งานระบบอาวุธแบบนี้ในการป้องกันตนเองจากโดรนหรือขีปนาวุธได้

 

ทั้งหมดนี้คือบางส่วนของอาวุธแบบใหม่ๆ ที่จีนนำมาจัดแสดง ซึ่งจะสังเกตว่าการสวนสนามในครั้งนี้จีนใช้อาวุธที่ออกแบบและผลิตเองเป็นส่วนใหญ่แล้ว ต่างจากในการสวนสนามในอดีตที่อาวุธส่วนใหญ่จะเป็นอาวุธที่ลอกแบบมาจากโซเวียตหรือยุโรป สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการสวนสนามทางอากาศครั้งนี้ เครื่องบินที่จีนออกแบบเองอย่าง J-10 J-35 หรือ J-20 นั้นมีจำนวนมากกว่าเครื่องบินที่จีนลอกแบบมาอย่าง J-11 ที่สำคัญคือเครื่องบินเหล่านี้จีนสามารถผลิตองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งได้ก็คือเครื่องยนต์ ทำให้จีนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์จากรัสเซียอีกต่อไป

 

นี่อาจจะเป็นสารที่จีนต้องการจะสื่อว่า ปัจจุบันนี้จีนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ 100% ในทุกๆ มิติของกองทัพและการป้องกันประเทศ 

 

จีนยังใช้โอกาสสวนสนามปีนี้เปิดตัวกองกำลังในโดเมนใหม่ๆ เช่น กองกำลังอวกาศ กำลังไซเบอร์สเปซ และหน่วยสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสารด้วย สะท้อนว่าโลกเข้าสู่สมรภูมิที่ไม่จำกัดเฉพาะทางบก ทางทะเล และทางอากาศอีกต่อไป แต่ยังมีมิติของอวกาศ ไซเบอร์สเปซ และสงครามข้อมูลข่าวสาร ซึ่ง 6 มิตินี้เชื่อมโยงกัน และมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันแล้ว

 

ดังนั้นงานพาเหรดครั้งนี้ก็ทำหน้าที่เป็นเวทีให้ชาวโลกได้เห็นว่า จีนที่มีเทคโนโลยีทางทหารทุกด้าน พร้อมที่จะกระโดดเข้าสู่สงครามในทุกๆ มิติของการรบ ไม่ว่าจะมาจากทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ บนอวกาศ หรือแม้แต่ในไซเบอร์สเปซ และจีนยังอยู่ในเส้นทางของความพยายามในการเป็นกองทัพที่ดีที่สุดในโลกภายในปี 2049

The post พาเหรดจีน กับทิศทางสงครามมิติใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงย้ำ การผงาดของจีน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ มุ่งพัฒนากองทัพให้ทันสมัย https://thestandard.co/xi-jinping-chinese-army-parade/ Wed, 03 Sep 2025 06:47:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1115041 xi-jinping-chinese-army-parade

“การฟื้นฟูชาติจีนอันยิ่งใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได […]

The post สีจิ้นผิงย้ำ การผงาดของจีน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ มุ่งพัฒนากองทัพให้ทันสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
xi-jinping-chinese-army-parade

“การฟื้นฟูชาติจีนอันยิ่งใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน กล่าวในสุนทรพจน์ระหว่างพิธีสวนสนามครบรอบ 80 ปีสิ้นสุด ‘สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น’ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งวันนี้ (3 กันยายน)

 

ผู้นำจีนยังตอกย้ำแนวทางการสร้างกองทัพจีนให้เป็น ‘กองทัพระดับโลก’ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์การพัฒนากองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ให้ทันสมัย เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพจีนจะสามารถ ‘รบและชนะสงคราม’ ได้

 

การสวนสนามปีนี้ จีนยังเปิดตัวกำลังรบในโดเมนใหม่อย่างกองกำลังอวกาศและกองกำลังไซเบอร์ สู่สายตาสาธารณชนในงานพาเหรดครั้งแรก ซึ่งตอกย้ำเทรนด์โลกที่กำลังให้ความสำคัญกับสมรภูมิในมิติใหม่นอกเหนือจากการรบทางบก ทางอากาศ และทางทะเล โดยเพิ่มมิติอวกาศ และไซเบอร์สเปซเข้าไปด้วย นอกจากนี้จีนยังโชว์ระบบอาวุธที่ใช้รับมือภัยคุกคามและทำสงครามรูปแบบใหม่ เช่น ระบบเลเซอร์ ระบบการทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ โดรน และระบบอาวุธไร้คนขับบนบก ผิวน้ำ และใต้น้ำ 

 

พิธีสวนสนามครั้งนี้ซึ่งมีทหารเข้าร่วมกว่า 10,000 คนนั้น มีผู้นำโลกใต้ (Global South) มาร่วมเป็นสักขีพยานหลายคน เช่น ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นแขกผู้นำที่จีนให้ความสำคัญสูงสุด นอกจากนี้ยังมีผู้นำจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ประเทศในเอเชียกลางเข้าร่วมด้วย ซึ่งตอกย้ำภาพการแบ่งขั้วของโลกที่เด่นชัดขึ้น ระหว่างโลกเหนือนำโดยตะวันตก และโลกใต้ที่นำโดยจีน ขณะที่ผู้นำเคยกล่าวในหลายโอกาสก่อนหน้านี้ถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างระเบียบโลกใหม่

 

ภาพ: REUTERS / Tingshu Wang

The post สีจิ้นผิงย้ำ การผงาดของจีน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ มุ่งพัฒนากองทัพให้ทันสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง ปูติน คิมจองอึน พร้อมผู้นำโลกหลายคน ร่วมชมพาเหรดจีนฉลอง 80 ปีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 https://thestandard.co/xi-putin-kim-china-victory-parade/ Wed, 03 Sep 2025 04:14:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1114949 พาเหรดจีน ฉลอง 80 ปี

พิธีสวนสนามฉลองครบรอบ 80 ปี ‘วันแห่งชัยชนะ’ (Victory Da […]

The post สีจิ้นผิง ปูติน คิมจองอึน พร้อมผู้นำโลกหลายคน ร่วมชมพาเหรดจีนฉลอง 80 ปีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาเหรดจีน ฉลอง 80 ปี

พิธีสวนสนามฉลองครบรอบ 80 ปี ‘วันแห่งชัยชนะ’ (Victory Day) เหนือกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงแสนยานุภาพ โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเดินทางมาเป็นประธานในพิธี พร้อมผู้นำโลกหลายคน เช่น ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือโดยถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสามอยู่ในเฟรมเดียวกันด้วย

 

นอกจาก สีจิ้นผิง ปูติน และคิมจองอึนแล้ว ยังมีผู้นำโลกที่เข้าร่วมหลายคนประกอบด้วย เชห์บาซ ชาริฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน, มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน, ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย, อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย รวมถึงผู้นำกัมพูชา, คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, ทาจิกิสถาน, คีร์กีซสถาน, สโลวาเกีย, เซอร์เบีย, คิวบา, มัลดีฟส์ และมองโกเลีย

 

สำหรับการสวนสนามครั้งนี้จีนใช้ทหารเข้าร่วมกว่า 10,000 คน และนำอาวุธยุทโธปกรณ์ที่พัฒนาเองมาอวดสายตาชาวโลกจำนวนมาก รวมถึงเครื่องบินขับไล่สเตลธ์อย่าง J-20 และ J-35 ที่นำออกแสดงในงานพาเหรดครั้งแรกด้วย

 

 

ภาพ: Reuters

 

The post สีจิ้นผิง ปูติน คิมจองอึน พร้อมผู้นำโลกหลายคน ร่วมชมพาเหรดจีนฉลอง 80 ปีชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมขนอาวุธโชว์แสนยานุภาพพาเหรดกองทัพ ฉลอง 80 ปี วันแห่งชัยชนะ เรารู้อะไรบ้าง? https://thestandard.co/key-messages-china-military-parade/ Tue, 02 Sep 2025 13:31:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1114778

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพทางทหารและความเป็นมหาอำนาจโลกของ […]

The post จีนเตรียมขนอาวุธโชว์แสนยานุภาพพาเหรดกองทัพ ฉลอง 80 ปี วันแห่งชัยชนะ เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

จีนเตรียมแสดงแสนยานุภาพทางทหารและความเป็นมหาอำนาจโลกของตนเอง ผ่านพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี ชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือที่ชาวจีนเรียกว่า ‘สงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น’ ที่จะจัดขึ้นในกรุงปักกิ่ง วันพรุ่งนี้ (3 กันยายน)

 

ไฮไลต์ของงานนี้ คือขบวนพาเหรดทางทหารอันยิ่งใหญ่ ที่จีนจะขนกำลังทหารหลายพันนายร่วมเดินสวนสนาม พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยที่นำมาจัดแสดง ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเป็นผู้ตรวจแถว ท่ามกลางผู้นำและประมุขแห่งรัฐจาก 25 ประเทศ รวมถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย, คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ และมีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมชมขบวนพาเหรดกว่า 5 หมื่นคน

 

งานนี้สำหรับสี เป็นมากกว่าแค่พิธีฉลองวันแห่งชัยชนะ แต่ยังเป็นอีเวนต์สำคัญในรอบปีที่สะท้อนชัยชนะทางการทูตของจีน โดยจัดขึ้นต่อเนื่องจากงานประชุมสุดยอดผู้นำองค์กรความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO Summit 2025 ที่นครเทียนจิน ซึ่งมีผู้นำโลกเข้าร่วมกว่า 20 คน

 

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ และรัฐบาลตะวันตกอื่นๆ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมชมขบวนพาเหรด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรากฏตัวของปูติน จึงทำให้งานนี้ไม่ต่างอะไรจากการรวมตัวกันของผู้นำโลกที่ส่วนใหญ่มีแนวคิดต่อต้านตะวันตก

 

และนี่คือรายละเอียดที่เรารู้เกี่ยวกับงานนี้

 

ใครเข้าร่วมบ้าง?

 

นอกจากรัสเซีย เกาหลีเหนือ และเมียนมาแล้ว ยังมีผู้นำอิหร่าน มองโกเลีย ซิมบับเว และหลายประเทศในเอเชียกลาง ส่วนผู้นำชาติตะวันตก มีเพียง 2 ประเทศคือเซอร์เบียและสโลวาเกีย

 

ขณะที่ผู้นำชาติอาเซียนอื่นๆ อาทิ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย, ทองลุน สีสุลิดประธานาธิบดี สปป.ลาว ที่ได้รับเชิญไปร่วมงานด้วย

 

ส่วนอินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีปราโบโว ซูเบียนโต ตัดสินใจยกเลิกทริปเยือนจีนภายหลังเกิดเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ ในขณะที่กัมพูชา มีพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชาที่เสด็จไปร่วมชมขบวนพาเหรดและอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยหลากหลายชนิดของจีน

 

จีนเตรียมโชว์อะไรบ้าง?

 

ทหารกองทัพปลดปล่อยประชาชน (People’s Liberation Army: PLA) จำนวนหลายพันนาย จะร่วมเดินสวนสนามผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันพรุ่งนี้ และคาดว่าจะกินเวลานานประมาณ 70 นาที

 

รัฐบาลจีนเผยว่า นอกจากกำลังพลแล้วขบวนพาเหรดนี้จะมีเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินกองทัพมากกว่า 100 ลำ รถถัง รถหุ้มเกราะและอาวุธภาคพื้นดินอีกหลายร้อยชิ้น ตลอดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธ HQ-19, HQ-26 และ HQ-29 ซึ่งทั้งหมดผลิตในประเทศและพร้อมใช้ในการรบ

 

พลตรี หวู่ ซีเคอ รองผู้อำนวยการฝ่ายจัดการขบวนพาเหรด ระบุว่า อาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ที่นำมาแสดง สะท้อนถึงภารกิจด้านข้อมูลและข่าวกรองในระดับสูง และเน้นย้ำถึงศักยภาพของกองทัพในการปรับตัวให้เข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและรูปแบบการรบที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อเอาชนะความขัดแย้งในอนาคต”

 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญทางทหารยังจับตาดูขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ของจีน ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ๆ

 

ชินจิ ยามากูจิ นักวิจัยอาวุโสประจำแผนกจีนศึกษา สถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาด้านการป้องกันประเทศของรัฐบาลญี่ปุ่น (Japanese government’s National Institute for Defense Studies) ชี้ว่า ขีปนาวุธดังกล่าวของจีนถือเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อเรือรบสหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

 

ยามากูจิคาดการณ์ว่า จีนจะนำโดรนไร้คนขับ และโดรนทางทะเล มาแสดงในขบวนพาเหรดทางทหารครั้งนี้ด้วย เนื่องจากโดรนถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญในการรบสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่สงครามในยูเครน

 

นอกจากนี้ ยังมีจับตามองเครื่องบินขับไล่ของจีนว่า น่าจะได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน หลังจากที่ในเหตุขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม รัฐบาลปากีสถานระบุว่าได้ใช้เครื่องบิน J-10C ที่ผลิตโดยจีน ในการยิงเครื่องบินขับไล่ Rafale ของอินเดียตก

 

โดยนักวิเคราะห์ยังชี้ว่า ขบวนพาเหรดทางทหารในวันพรุ่งนี้ จะถูกจับตามองจากทั่วโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นการส่งสัญญาณของจีนในการยกระดับกำลังทหาร และอาจเป็นนัยยะพิเศษที่โยงไปถึงการโจมตีไต้หวัน

 

จีนเตรียมพร้อมอะไรบ้าง?

 

การจัดแสดงขบวนพาเหรดทางทหารในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของจีนนับตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งยังได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 70 ปี การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง

 

โดยกรุงปักกิ่ง มีการคุมเข้มมาตรการความปลอดภัยในระดับสูง ช่วงหลายสัปดาห์ก่อนพิธี ขณะที่มีการฝึกซ้อมขบวนพาเหรดทางทหารในช่วงกลางดึกระหว่างสัปดาห์ โดยเป็นการฝึกซ้อมอย่างลับๆ

 

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องสแกน รักษาความปลอดภัยที่ทางเข้าอาคารสำนักงานบางแห่ง และห้ามการบินโดรนทุกชนิด ขณะที่ทางการได้ติดตามตรวจสอบหรือไปพบนักข่าวต่างประเทศบางคนถึงที่พัก อีกทั้งยังมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำการตลอด 24 ชั่วโมง บริเวณทางขึ้นสะพานลอยและสะพานต่างๆ เพื่อป้องกันการประท้วง ซึ่งบางคนสวมเครื่องแบบทหาร

 

พาเหรดวันแห่งชัยชนะสำคัญอย่างไร?

 

ขบวนพาเหรดทางทหาร นอกจากจะเป็นการแสดงถึงความแข็งแกร่งของจีนและอิทธิพลของสีในฐานะผู้นำโลก แต่ยังเป็นการส่งข้อความที่สำคัญต่อประชาชนภายในประเทศจีนที่ชัดเจน นั่นคือ ความภาคภูมิใจและความรักชาติ

 

โดยมรดกจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวระหว่างญี่ปุ่นและจีน ซึ่งคาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิต ทั้งทางทหารและพลเรือนราว 20 ถึง 35 ล้านคน ในระหว่างที่ญี่ปุ่นรุกรานและยึดครองจีนเป็นเวลา 14 ปี ซึ่งจีนเรียกว่าสงครามต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น

 

ขณะที่ ทอมป์สัน (Thompson) อดีตผู้อำนวยการด้านจีน ไต้หวัน และมองโกเลีย ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มองว่า “ขบวนพาเหรดนี้มุ่งเป้าไปที่ประชาชนชาวจีนเช่นเดียวกับศัตรูต่างชาติ”

 

“มันเป็นการปลุกปั่นความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ในสายตาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประชาชนชาวจีนกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว”

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ออกฉายในจีน ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้กับการรุกรานของญี่ปุ่น ซึ่งบางเรื่องทำรายได้ถล่มทลาย โดยสื่อทางการจีนยังมีการเผยแพร่รายงาน ที่ระบุจุดมุ่งหมายเพื่อ “ส่งเสริมมุมมองที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2”

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ มีการเรียกร้องให้หลายประเทศยุโรปและเอเชีย งดเข้าร่วมขบวนพาเหรดครั้งนี้ ส่งผลให้จีนยื่นข้อร้องเรียนทางการทูตเพื่อเป็นการประท้วง

 

ภาพ: Kevin Frayer/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนเตรียมขนอาวุธโชว์แสนยานุภาพพาเหรดกองทัพ ฉลอง 80 ปี วันแห่งชัยชนะ เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพอากาศจีนซ้อมบินโชว์ ครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 https://thestandard.co/china-air-force-ww2-anniversary-parade/ Sun, 24 Aug 2025 09:19:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1110695 กองทัพอากาศจีน

กองทัพอากาศจีน ซ้อมบินโชว์แสนยานุภาพของกองทัพ ในโอกาสคร […]

The post กองทัพอากาศจีนซ้อมบินโชว์ ครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทัพอากาศจีน

กองทัพอากาศจีน ซ้อมบินโชว์แสนยานุภาพของกองทัพ ในโอกาสครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายนนี้ ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน โดยกองทัพเปิดเผยว่า จะมีเครื่องบินหลายร้อยลำ รวมถึงเครื่องบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิด รวมทั้งอาวุธเทคโนโลยีสูง เช่น อาวุธโจมตีที่มีความแม่นยำสูงซึ่งสามารถบินได้เร็วกว่าเสียงถึง 5 เท่า มาร่วมขบวนเฉลิมฉลองด้วย 

 

อาวุธยุทโธปกรณ์และเครื่องบินรบที่จะเข้าร่วมขบวนพาเหรดครั้งนี้ล้วนผลิตในประเทศจีน และมีหลายอย่างที่ยังไม่เคยถูกนำมาแสดงต่อสาธารณะมาก่อน โดยสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนจะเป็นผู้ตรวจพลทหารที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน และคาดว่า จะมีผู้แทนจากหลายประเทศ รวมถึงวลาดิเมีย ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เข้าร่วมด้วย

 

กองทัพอากาศจีน

 

อ้างอิง:

The post กองทัพอากาศจีนซ้อมบินโชว์ ครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีนบินกว่างโจว ดูงานระบบรางกว่างโจว-โรงงานยานยนต์ไฟฟ้า AION https://thestandard.co/china-rail-innovation-vision/ Sat, 16 Aug 2025 10:53:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1108125 china-rail-innovation-vision

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาชิกหลักสูตรผู้บริหาร […]

The post หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีนบินกว่างโจว ดูงานระบบรางกว่างโจว-โรงงานยานยนต์ไฟฟ้า AION appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-rail-innovation-vision

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา สมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (บทจ. Young Executive Program 2) ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้และสร้างมุมมองใหม่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยคณะได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยวิศวกรรมแห่งชาติเพื่อความปลอดภัยและการประกันการปฏิบัติงานของระบบขนส่งทางรางในเขตเมือง ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของจีนในการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและระบบควบคุมการเดินรถไฟในเขตเมือง

 

คณะได้รับเกียรติจาก เหอ จื้อซิน รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ในการบรรยายภาพรวม วิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมระบบรางของจีน รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันพันธมิตรชั้นนำอย่างมหาวิทยาลัยชิงหัว และมหาวิทยาลัยจงซาน

 

บทจ.2 ศึกษาดูงานกว่างโจว

 

นอกจากนี้ คณะเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ยังได้นำเสนอระบบปฏิบัติการรางอัจฉริยะ Swifton OS 2.0 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นจากแนวคิดแบบเปิด โดยใช้เทคโนโลยีสำคัญ เช่น การควบคุมอุตสาหกรรม, อินเทอร์เน็ต, IoT และคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อเชื่อมโยงอุปกรณ์และระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน และได้พาเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและผลงานวิจัยอื่นๆ เช่น ระบบสแกนชำระเงินด้วยฝ่ามือ และระบบตรวจสอบรางรถไฟอัจฉริยะ

 

บทจ.2 ศึกษาดูงานกว่างโจว

 

ต่อมาช่วงบ่ายในวันเดียวกัน คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานและโชว์รูม GAC Aion New Energy Automobile เพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์อัจฉริยะ โดย GAC Aion เป็นบริษัทในเครือของบริษัท กว่างโจว ออโตโมบิล กรุ๊ป จำกัด (Guangzhou Automobile Group Co., Ltd. หรือ GAC Group) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิต EV ชั้นนำของจีนในปัจจุบัน

 

คณะฯ ได้รับการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม รวมถึงสายการผลิตที่ทันสมัย โดยได้ชมรถยนต์รุ่นต่างๆ ของ Aion และเทคโนโลยีที่โดดเด่น เช่น แพลตฟอร์ม AEP 3.0 ที่ออกแบบมาสำหรับรถ EV โดยเฉพาะ และเทคโนโลยี Magazine Battery ซึ่งผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการยิงทะลุแบตเตอรี่โดยที่แบตเตอรี่ไม่เกิดการติดไฟ นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมสายการประกอบหลักที่ใช้หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ รวมถึงสายการผลิตรถซูเปอร์คาร์ Hyper SSR ที่มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 2.3 วินาที

 

GAC Group มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2024 มีรายได้รวมสูงถึง 4.01 แสนล้านหยวน และได้ขยายตลาดไปแล้วในหลายประเทศ เช่น ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ตุรกี และเบลเยียม การเยี่ยมชมครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของ GAC Aion ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก

 

บทจ.2 ศึกษาดูงานกว่างโจว

 

ต่อจากเยี่ยมชมศูนย์ GAC Group ทางคณะฯ ยังเดินทางไปร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิดป้ายสำนักงานผู้แทนสมาคมพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน (ASEAN SME Economic & Trade Association) ในเขตหนานซา โดยถือเป็นการประกาศตั้งสำนักงานในหนานซาอย่างเป็นทางการ 

 

กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างหนานซากับอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเพิ่มพลังขับเคลื่อนใหม่ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูงของภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอบสนองต่อข้อริเริ่ม ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ แต่ยังเป็นการดำเนินการเชิงรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคด้วย

 

พิธีนี้ดำเนินรายการโดยเซี่ย เสี่ยวฮุ่ย รองประธานการประชุมปรึกษาการเมืองของเขตหนานซาและผู้อำนวยการสำนักพาณิชย์เขตหนานซา โดยมีผู้นำหลายคนเข้าร่วมในงานอย่างพร้อมเพรียง นำโดย เฉิน เจี๋ยเคอ ประธานสมาคมพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน และเซี่ย เว่ย รองเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเทศบาลนครกว่างโจว รองเลขาธิการพรรคคณะกรรมการเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีหนานซา (เขตการค้าเสรีหนานซา) และรองผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหาร ซึ่งร่วมกันเปิดป้ายสำนักงานอย่างเป็นทางการ

 

นอกจากนี้ ยังมีจู อวี้ รองประธานบริหารสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศจีน ตัวแทนสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยจำนวนมากมาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญนี้

 

การศึกษาดูงานครั้งนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และสามารถนำไปสู่การต่อยอดพัฒนาโครงการระบบรางและโครงสร้างพื้นฐานของไทยในอนาคต โดยหลักสูตร บทจ. Young 2 นี้ จัดขึ้นจากความร่วมมือของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย–จีน, สมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน และหอการค้าไทย–จีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ China Media Group เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย–จีนอย่างยั่งยืน

 

อ้างอิง:

  • สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน

The post หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีนบินกว่างโจว ดูงานระบบรางกว่างโจว-โรงงานยานยนต์ไฟฟ้า AION appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กต. เผยผลประชุมแม่โขง-ล้านช้างที่จีน ‘น่าพอใจ’ ยืนยัน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมผู้นำปลายปีนี้ https://thestandard.co/mlc-10th-meeting-thai-proposals/ Fri, 15 Aug 2025 10:24:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1107804 mlc-10th-meeting-thai-proposals

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป […]

The post รมว.กต. เผยผลประชุมแม่โขง-ล้านช้างที่จีน ‘น่าพอใจ’ ยืนยัน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมผู้นำปลายปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
mlc-10th-meeting-thai-proposals

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนว่า ผลการประชุมเป็นที่น่าพึงพอใจ 

 

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีประเทศต่างๆ ก็ได้แสดงความยินดีที่การประชุมในครั้งนี้มีความก้าวหน้า เพราะปีนี้ถือเป็นปีที่ 10 ที่อนุภูมิภาคได้ร่วมมือกัน ซึ่ง MLC ไม่ได้มีบทบาทแค่ในเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงมิติอื่นๆ อย่างครอบคลุมและมีพลวัตมากที่สุด ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญและยืนยันความร่วมมือระหว่างกันที่จะพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ความร่วมมือส่งผลโดยตรงไปยังประชาชน เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และสามารถเอาชนะความท้าทายจากความไม่แน่นอนของบริบทโลกในปัจจุบัน

 

มาริษกล่าวว่า ในที่ประชุมตนได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือ 3 เรื่องสำคัญ เพื่อสร้างผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน ได้แก่ 

 

  1. ความมั่นคงมนุษย์ เนื่องจากเกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด สแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งบั่นทอนความเจริญของภูมิภาค ประเทศชาติ และประชาชน ขณะเดียวกันก็ได้เสนอให้พัฒนาบุคลากรควบคู่ไปด้วย เพราะถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสามารถก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในท้ายที่สุด

 

  1. การบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ฉะนั้นเราต้องร่วมมือกันต่อไปในอนาคต เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีที่สุด รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

 

  1. การแสวงหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นต้นน้ำของซัพพลายเชนให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญต่อประชาชนและประเทศชาติ

 

นอกจากนี้ มาริษยังกล่าวต่อว่า ตนพยายามที่จะเชื่อมโยงแพลตฟอร์มและองค์กรต่างๆ เช่น อาเซียน, ACMECS และ MRC ที่จะทำให้เราสามารถกระชับความร่วมมือและองค์ความรู้ต่างๆ ให้เกิดประโยชน์และสอดคล้องกับความประสงค์ของสมาชิก MLC ให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น พร้อมยังได้ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งได้รับการตอบรับและยืนยันจากหลายประเทศแล้วว่า ผู้นำจะเข้าร่วมการประชุมที่ประเทศไทยปลายปีนี้

The post รมว.กต. เผยผลประชุมแม่โขง-ล้านช้างที่จีน ‘น่าพอใจ’ ยืนยัน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมผู้นำปลายปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวังอี้หารือรัฐมนตรีต่างประเทศไทย ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน https://thestandard.co/wang-yi-thai-foreign-minister-shared-future/ Fri, 15 Aug 2025 08:12:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1107729 พรรคคอมมิวนิสต์จีน

หวังอี้ กรรมการกรมการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิ […]

The post หวังอี้หารือรัฐมนตรีต่างประเทศไทย ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคคอมมิวนิสต์จีน

หวังอี้ กรรมการกรมการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เข้าพบ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เมื่อวานนี้ (14 สิงหาคม) ซึ่งเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศในกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ครั้งที่ 10 ที่เมืองอานหนิง มณฑลยูนนาน

 

หวังอี้ กล่าวว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และ ‘50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทั้งสองฝ่ายต่างให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหลากหลายสาขา แนวคิด ‘จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ ได้หยั่งรากลึกลงในหัวใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น 

 

ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย เพื่อปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้บรรลุไว้ เพื่อกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันจีน-ไทยให้ประสบความสำเร็จใหม่ มีบทบาทสำคัญในการนำพาความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขงก้าวหน้าขึ้นอีกระดับ และเสริมสร้างพลังใหม่ในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายควรธำรงไว้ซึ่งการแลกเปลี่ยนเยือนของผู้นำระดับสูง เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงครึ่งปีหลังให้สำเร็จลุล่วง และเสริมสร้างรากฐานของความเป็นมิตรของประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น 

 

จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างทางรถไฟจีน-ไทย ส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ เข้าไปลงทุนและทำธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ใช้ประโยชน์จากศักยภาพของความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่การผลิตและอุปทานในภูมิภาค จีนหวังว่าไทยจะให้การสนับสนุนด้านนโยบายและอำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับบริษัทจีน

 

หวังอี้ ยังกล่าวอีกว่าความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงเป็นกลไกความร่วมมือที่เน้นการปฏิบัติจริง มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ร่วมกัน และได้กลายเป็นกลไกความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 กำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญของการต่อยอดความสำเร็จในอดีตและนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต 

 

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองอานหนิง ประเทศจีน คำว่า ‘อานหนิง’ มีความหมายที่ดี  หมายถึง ‘สันติภาพ ความสามัคคี และความปรองดอง’ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยในฐานะประธานร่วม เพื่อให้การประชุมประสบความสำเร็จ รักษาความสามัคคีและความร่วมมือที่ดี และพิทักษ์สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

 

ทางด้าน มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีน ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาได้ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมมือกับจีน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง กระชับมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และบรรลุผลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีในอีก 50 ปีข้างหน้า โดยอานหนิงเป็นเมืองที่สวยงาม ทันสมัย สะท้อนปรัชญาและความสำเร็จด้านการพัฒนาของจีน มีคุณค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง และเชื่อมั่นว่าภายใต้การชี้นำเชิงยุทธศาสตร์ของจีน ความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขงจะลงลึกและก้าวไกลมากยิ่งขึ้น มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพในภูมิภาค

 

ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหวังอี้ กล่าวว่า จีนสนับสนุนทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาในการเสริมสร้างการเจรจาและการปรึกษาหารือ ฟื้นฟูความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลับมาคืนดีกัน โดยจีนสนับสนุนอาเซียนในการแก้ไขปัญหาภายในตามแนวทางของอาเซียน อีกทั้งจีนยังยินดีให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นตามความประสงค์ของทั้งสองฝ่าย โดย มาริษ ยังได้กล่าวชื่นชมจุดยืนที่เป็นธรรมและเป็นกลางของจีน รวมถึงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้อีกด้วย

 

ภาพ: Chinese Embassy Bangkok / Facebook

อ้างอิง:

  • Chinese Embassy Bangkok / Facebook

 

The post หวังอี้หารือรัฐมนตรีต่างประเทศไทย ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจง กรณีบริจาคโดรนให้กัมพูชา ‘ไม่เป็นความจริง’ https://thestandard.co/chinese-embassy-denies-drone-rumor/ Wed, 06 Aug 2025 04:57:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1104256 chinese-embassy-denies-drone-rumor

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจงต่อสื่อมวลชน กร […]

The post สถานทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจง กรณีบริจาคโดรนให้กัมพูชา ‘ไม่เป็นความจริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
chinese-embassy-denies-drone-rumor

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจงต่อสื่อมวลชน กรณีที่มีรายงานจากสื่อบางแห่งว่า จีนได้บริจาคโดรนให้กับกัมพูชา เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยหลังจากที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว สถานทูตจีนระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ‘ไม่เป็นความจริง’ 

 

ส่วนภาพที่ปรากฏในรายงานเหล่านั้น เป็นภาพจากกิจกรรมสาธิตการบินของบริษัท China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC) ซึ่งจัดขึ้นที่กัมพูชา เมื่อเดือนมกราคม 2024 และ ‘ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ’ กับสถานการณ์ในปัจจุบัน

 

ฝ่ายจีนขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการคลี่คลายสถานการณ์ตามแนวทางของตนเอง จีนไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ จากสถานการณ์นี้ และสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ผ่านแนวทางแบบอาเซียน

 

จีนพร้อมที่จะรักษาการสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย กัมพูชา และมาเลเซีย เพื่อมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการรักษาข้อตกลงหยุดยิง รวมถึงฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพให้กลับมาโดยเร็วที่สุด

 

แฟ้มภาพ: Destina Design / Shutterstock

 

อ้างอิง: Chinese Embassy Bangkok 

The post สถานทูตจีนประจำประเทศไทยชี้แจง กรณีบริจาคโดรนให้กัมพูชา ‘ไม่เป็นความจริง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก ควรมุ่งสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ https://thestandard.co/thailand-service-based-economy/ Sun, 03 Aug 2025 08:29:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1103132 thailand-service-based-economy

ผลจากข้อตกลงการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้อัตร […]

The post นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก ควรมุ่งสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-service-based-economy

ผลจากข้อตกลงการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้อัตราภาษีนำเข้าไทยที่ 19% ทำให้ไทยโล่งใจไปได้เพียงเปราะเดียวเท่านั้น โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เตือนว่า ถึงแม้ดีลการค้าของสหรัฐฯ จะช่วยไม่ให้เกิดการย้ายฐานการผลิตภายในประเทศกลุ่มอาเซียน เนื่องจากหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และเวียดนาม ต่างได้เรตภาษีในอัตราเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับไทย แต่ในระยะยาวอาจเกิดความท้าทายด้านขนาดซัพพลายเชนที่ผู้ผลิตอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ เพราะจะสามารถส่งออกไปขายได้ทั่วโลกด้วยภาษี 0% ตามที่หลายประเทศตกลงกับทรัมป์ไว้ 

 

ในการบรรยายพิเศษหัวช้อ ‘สงครามการค้าจีน–สหรัฐฯ และผลกระทบต่อไทย’ ซึ่งจัดโดยหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย–จีน ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สมภพ ชี้ด้วยว่า ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือและคว้าโอกาส ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและการแข่งขันที่มีแนวโน้มดุเดือดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน

 

ดร.สมภพ กล่าวว่า สหรัฐฯ มีความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในด้านเทคโนโลยีของจีน โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านดิจิทัล และ AI ส่งผลให้การแข่งขันหลังจากนี้จะมีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น โดยที่จีนตามมาแบบหายใจรดต้นคอ 

 

นอกจาก AI แล้ว สหรัฐฯ ยังต้องการฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีสูงๆ สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียม และมีการทำข้อตกลงให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในสหรัฐฯ โดยที่รายหลังจะเน้นหนักไปที่อุตสาหกรรมต่อเรือ เพราะปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นรองเพียงจีนเท่านั้นในด้านการต่อเรือ และที่ผ่านมาก็รับจ้างผลิตให้สหรัฐฯ 

 

ดร.สมภพ มองว่า ความเคลื่อนไหวในยุคทรัมป์มีลักษณะเป็นการนำพาสหรัฐฯ ถอยกลับไปสู่เศรษฐกิจที่อาศัยทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource Based Economy) และภาคการผลิต (Production Based Economy) แบบในอดีต เพราะสหรัฐฯ มีความกังวลด้านความมั่นคงว่า หากเกิดสงครามใหญ่กับจีนขึ้น จะไม่สามารถพึ่งพาระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการเงิน (Sevice & Finance Based Economy) แบบในปัจจุบันได้ ดังนั้นจึงต้องเร่งฟื้นภาคการผลิตในประเทศ โดยตั้งกำแพงภาษีทั่วโลก เพื่อดึงบริษัทต่างๆ ย้ายกลับมาตั้งฐานผลิตในสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็สร้างหลักประกันในด้านทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การกลับมาเน้นขุดเจาะน้ำมัน และหาแหล่งแร่แรร์เอิร์ธอื่นๆ มาป้อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อลดการพึ่งพาจีน

 

สำหรับจีนนั้น ดร.สมภพมองว่า กำลังเดินสวนทางกับสหรัฐฯ โดยจีนกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากประเทศอุตสาหกรรมการผลิต หรือ ‘โรงงานโลก’ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการเงินแบบที่สหรัฐฯ ทำสำเร็จในปัจจุบัน 

 

จะเห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว กีฬา บันเทิง และบริการด้านสุขภาพ (Wellness) โดยที่โมเดลแบบจีนนั้นเป็นสิ่งที่ไทยควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะ ดร.สมภพ มองว่าไทยมีศักยภาพและจุดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม และการแพทย์ ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญ มากกว่าไปเน้นการส่งออกที่มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้น

 

ดร.สมภพกล่าวว่า ไทยต้องมุ่งไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ (Service Based Economy) ให้ได้ ซึ่งถ้าไทยทำให้ภาคบริการโตได้ ก็จะช่วยส่งเสริมให้ภาคการผลิตเติบโตตามไปด้วย เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์ ยา วัตถุดิบอาหาร เป็นต้น เพื่อใช้ในภาคบริการ

 

ในการบรรยายครั้งนี้ ดร.สมภพ ยังยกตัวอย่างความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ และจีนว่าทั้งสองประเทศล้วนมีการพัฒนาใน 7 ด้านเป็นรากฐานเหมือนกัน ได้แก่ การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง, ระบบการสื่อสาร, เทคโนโลยี, การเงิน, การมีเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อตลาด, การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการเมืองที่มีเสถียรภาพ ซึ่งสามารถนำมาเป็นโมเดลในการพัฒนาประเทศไทยเพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันได้

The post นักวิชาการเตือน ดีลทรัมป์ไทยได้ประโยชน์ไม่มาก ควรมุ่งสู่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยภาคบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือนศรัทธาแดนมังกร! เจ้าอาวาส ‘ซือหย่งซิน’ แห่งวัดเส้าหลิน ถูกสอบสวนข้อหายักยอกทรัพย์-มีสัมพันธ์กับสตรีเพศ https://thestandard.co/shi-yongxin-shaolin-abbot-scandal/ Thu, 31 Jul 2025 04:43:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1102036

วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ซึ่งเป็นอารามหลวงในตำนานอา […]

The post สะเทือนศรัทธาแดนมังกร! เจ้าอาวาส ‘ซือหย่งซิน’ แห่งวัดเส้าหลิน ถูกสอบสวนข้อหายักยอกทรัพย์-มีสัมพันธ์กับสตรีเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วัดเส้าหลิน (Shaolin Temple) ซึ่งเป็นอารามหลวงในตำนานอายุกว่า 1,500 ปี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (27 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า ซือหย่งซิน (Shi Yongxin) เจ้าอาวาส ผู้โด่งดัง และดำรงตำแหน่งมานานหลายทศวรรษ กำลังถูกทางการสอบสวนในข้อหาฉกรรจ์ ทั้งการยักยอกทรัพย์สินและประพฤติผิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง

 

ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ข้อกล่าวหาต่อ ซือหย่งซิน วัย 59 ปี ประกอบด้วยการยักยอกเงินทุนและทรัพย์สินของวัด รวมถึงการละเมิดพระธรรมวินัยอย่างรุนแรงจากการมีสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับสตรีเพศและมีบุตรนอกสมรส

 

ซึ่งหลังจากนั้น สมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การกำกับของรัฐ ก็ได้ออกมาประณามการกระทำของเขาว่า ‘เป็นการประพฤติผิดอย่างร้ายแรง’ และมีมติให้ถอดถอนสมณศักดิ์ของเขาทันที

 

ข่าวอื้อฉาวนี้ได้แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วในโลกโซเชียลของจีน โดยแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ซือหย่งซิน บนแพลตฟอร์ม Weibo มียอดเข้าชมสูงกว่า 860 ล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน

 

ประชาชนจำนวนมากต่างตั้งคำถามด้วยความกังขาว่า “เมื่อ 10 ปีก่อนก็เคยมีคนร้องเรียนเขาแล้ว ใครกันที่คอยปกป้องเขาในตอนนั้น?” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการตรวจสอบและความเชื่อว่าอาจมีการปกปิดความผิดในอดีต

 

ซือหย่งซิน หรือที่สื่อท้องถิ่นขนานนามว่า ‘เจ้าอาวาส CEO’ เป็นที่รู้จักจากวิถีชีวิตที่ขัดกับหลักปฏิบัติของสงฆ์อย่างสิ้นเชิง เขามักปรากฏตัวพร้อมกับ iPhone, เดินทางด้วยรถยนต์หรู (รวมถึงเคยรับรถยนต์มูลค่ากว่า 1 ล้านหยวน หรือประมาณ 4.55 ล้านบาท จากรัฐบาลท้องถิ่น) และพบปะกับบุคคลผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ไปจนถึง ทิม คุก ซีอีโอของ Apple

 

ซือหย่งซิน เข้าสู่วัดเส้าหลินตั้งแต่ปี 1981 ขณะอายุเพียง 16 ปี ในช่วงเวลาที่วัดยังยากจนและทรุดโทรม แต่ด้วยความสามารถเชิงบริหาร เขาก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมกิจการของวัดโดยพฤตินัยตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการในปี 1999 และได้เริ่มต้นการปฏิรูปครั้งประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนวัดเส้าหลินไปตลอดกาล

 

ภายใต้การนำของ ซือหย่งซิน วัดเส้าหลินได้ถูกเปลี่ยนโฉมจากสถานปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบให้กลายเป็นอาณาจักร ‘ธุรกิจ’ ที่มีมูลค่ามหาศาล เขาได้นำชื่อเสียงด้านกังฟูมาต่อยอดในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการจัดการแสดงกังฟูทั่วโลก, ขายสินค้าที่ระลึก และระดมทุนเพื่อสร้างสาขาในต่างประเทศ

 

โดยครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างเสียงฮือฮาด้วยการเซ็นเช็คมูลค่า 3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 98 ล้านบาท) เพื่อสร้างวัดเส้าหลินสาขาในประเทศออสเตรเลีย

 

แน่นอนว่าแนวทางดังกล่าวได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณของวัดเส้าหลินด้วยลัทธิทุนนิยม แต่ ซือหย่งซิน ก็ได้ออกมาปกป้องแนวทางของตนเองมาโดยตลอด

 

โดยให้เหตุผลว่านี่คือสิ่งจำเป็นเพื่อให้วัดสามารถอยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่และเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาไปในตัว “มันไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมศาสนา แต่ยังช่วยแก้ปัญหาปากท้องของเราด้วย แล้วทำไมถึงจะไม่ชอบล่ะ?” เขาเขียนไว้ในบันทึกความทรงจำ

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซือหย่งซิน ต้องเผชิญข้อกล่าวหา ‘อื้อฉาว’ เช่นนี้ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เขาเคยถูกร้องเรียนในข้อหาที่คล้ายคลึงกันมาแล้ว ทั้งเรื่องการยักยอกเงิน, การมีสัมพันธ์สวาท และการมีบุตรนอกสมรส แต่ท้ายที่สุดแล้วทางการก็ได้สั่งยุติการสอบสวนไปในปี 2017 โดยให้เหตุผลว่ามีหลักฐานไม่เพียงพอ

 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรคือชนวนที่ทำให้เกิดการสอบสวนครั้งใหม่นี้ขึ้น แต่มีรายงานจากนิตยสาร Caixin ว่าทางการได้สั่งห้าม ซือหย่งซิน เดินทางออกนอกประเทศหลังจากที่เขากลับมาจากการเดินทางในต่างแดนเมื่อช่วงต้นปี ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาควบคุมการบริหารจัดการภายในวัดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าการสอบสวนครั้งนี้มีความจริงจังกว่าในอดีตมาก

 

ภาพ: Cancan Chu/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post สะเทือนศรัทธาแดนมังกร! เจ้าอาวาส ‘ซือหย่งซิน’ แห่งวัดเส้าหลิน ถูกสอบสวนข้อหายักยอกทรัพย์-มีสัมพันธ์กับสตรีเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ว่าที่เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ เดินทางถึงไทย เพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว https://thestandard.co/chinese-ambassador-arrives-thailand-2025/ Wed, 30 Jul 2025 06:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1101678 จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อวานนี้ (29 กรกฎาคม) จางเจี้ยนเว่ย ว่าที่เอกอัครราช […]

The post ว่าที่เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ เดินทางถึงไทย เพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อวานนี้ (29 กรกฎาคม) จางเจี้ยนเว่ย ว่าที่เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ พร้อมด้วย เหมียวไห่เยี่ยน ภริยา เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเข้ารับตำแหน่ง โดยมีเพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศของไทย และนักการทูตสถานทูตจีนประจำประเทศไทยให้การต้อนรับที่สนามบิน

 

เอกอัครราชทูตจางกล่าวว่า “จีนและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร มีประวัติศาสตร์และมิตรภาพอันยาวนาน ทั้งสองประเทศได้ทำงานร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นที่ว่า ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ ได้อย่างดี

 

ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และ ‘50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ จีนกำลังผลักดันการสร้างประเทศที่เข้มแข็งและการฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของประชาชาติจีนอย่างรอบด้าน ด้วยการพัฒนาจีนให้ทันสมัยตามแบบฉบับของจีน และประเทศไทยที่กำลังเร่งปฏิรูปและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

 

ข้าพเจ้าได้เดินทางมาประเทศไทยในฐานะเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าภารกิจของข้าพเจ้านั้นยิ่งใหญ่และมีความรับผิดชอบสูง ข้าพเจ้ายินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนของประเทศไทย ดำเนินการตามฉันทามติสำคัญระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศอย่างจริงจัง ผลักดันการสร้างประชาคมร่วมอนาคตระหว่างจีน-ไทยให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม”

 

ทางด้าน เพ็ญโสม เลิศสิทธิชัย รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศของไทยกล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตจางในการเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกล่าวว่าฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน และยินดีที่จะอำนวยความสะดวกให้เอกอัครราชทูตจางในการปฏิบัติหน้าที่

 

ภาพ: Chinese Embassy Bangkok / Facebook

อ้างอิง: 

  • Chinese Embassy Bangkok / Facebook

The post ว่าที่เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยคนใหม่ เดินทางถึงไทย เพื่อเข้ารับตำแหน่งแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซัพพลายเออร์จีนยอม ‘เฉือนเนื้อตัวเอง’! ลดราคามือถือ-เกมหนัก แบกรับภาษีทรัมป์เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ https://thestandard.co/chinese-suppliers-slash-prices/ Sat, 26 Jul 2025 07:23:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1100316

ข้อมูลทางการล่าสุดของจีนเผยให้เห็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า บ […]

The post ซัพพลายเออร์จีนยอม ‘เฉือนเนื้อตัวเอง’! ลดราคามือถือ-เกมหนัก แบกรับภาษีทรัมป์เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข้อมูลทางการล่าสุดของจีนเผยให้เห็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า บรรดาซัพพลายเออร์จีนกำลังใช้กลยุทธ์ ‘ยอมเฉือนเนื้อตัวเอง’ ด้วยการลดราคาขายสินค้าที่ส่งไปยังสหรัฐฯ อย่างหนัก เพื่อแบกรับภาระภาษีจากรัฐบาลทรัมป์และรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้

 

Nikkei Asia รายงานข้อมูลอ้างอิงจากกรมศุลกากรจีนที่แสดงให้เห็นว่า ราคาต่อหน่วยของสมาร์ทโฟนที่ส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ลดลงถึง 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ราคาเครื่องเล่นวิดีโอเกมลดลง 23% ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพที่ชัดเจนของสงครามการค้า

 

โทรุ นิชิฮามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัย Dai-ichi Life ให้ความเห็นว่า “ผู้ผลิตและพันธมิตรทางธุรกิจของจีนอาจกำลัง ‘แบกรับภาระภาษี’ ส่วนหนึ่งไว้เอง” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในขณะเดียวกันผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ก็มี ‘ทางเลือกไม่มากนัก’ สำหรับสินค้าหลายประเภทนอกจากผลิตภัณฑ์จากจีน ทำให้ยังคงถูกบีบให้ต้องนำเข้าสินค้าจากจีนในระดับหนึ่ง ซึ่งเปิดช่องให้กลยุทธ์การลดราคาของจีนยังคงดำเนินต่อไปได้

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลดราคาเพื่อจูงใจ แต่ปริมาณการส่งออกโดยรวมกลับลดลงอย่างน่าใจหาย โดยการส่งออกสมาร์ทโฟนไปยังสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน ลดลงถึง 71% ขณะที่การส่งออกเครื่องเล่นเกมลดลง 48% ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากำแพงภาษีได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการค้าอย่างรุนแรง

 

แต่ก็มีสินค้าบางรายการที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับภาพรวม เช่น ดอกไม้ไฟ ซึ่งจีนเป็นผู้ครองตลาดส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 90% มีราคาพุ่งขึ้นถึง 51% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการเร่งส่งออกสินค้าที่เคยถูกชะลอไว้ก่อนหน้านี้

 

กลยุทธ์การแบกรับต้นทุนภาษีนี้ถือเป็น ‘ความเสี่ยงในระยะยาว’ สำหรับเศรษฐกิจจีน หากกำแพงภาษียังคงอยู่ต่อไปและส่งผลกระทบต่อผลกำไรของบริษัท ก็อาจนำไปสู่การเลิกจ้างงานและความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะตามมาได้

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้ ยังคงมีความหวังในการ ‘เจรจาในนาทีสุดท้าย’ โดย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีกำหนดจะพบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนที่กรุงสตอกโฮล์มในสัปดาห์หน้า เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม เพื่อหารือถึงการขยายเวลาพักรบภาษีที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

 

ภาพ: Zhang Hengwei/China News Service via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ซัพพลายเออร์จีนยอม ‘เฉือนเนื้อตัวเอง’! ลดราคามือถือ-เกมหนัก แบกรับภาษีทรัมป์เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนแสดงความกังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หวังสองฝ่ายเจรจาแก้ปัญหา https://thestandard.co/china-concerned-thailand-cambodia-border/ Thu, 24 Jul 2025 08:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1099321 china-concerned-thailand-cambodia-border

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ในวันนี้ (24 กรกฎาคม […]

The post จีนแสดงความกังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หวังสองฝ่ายเจรจาแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-concerned-thailand-cambodia-border

กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ในวันนี้ (24 กรกฎาคม) ว่า รัฐบาลจีนมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนกัมพูชา และหวังว่าสองฝ่ายจะแก้ไขปัญหาผ่านการพูดคุยและหารือกัน

 

กัวเจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนจะแสดงบทบาทสร้างสรรค์ในการลดความขัดแย้ง พร้อมย้ำจุดยืนของจีนว่าจะวางตัวเป็นกลาง

 

ภาพ: Johannes Neudecker / picture alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนแสดงความกังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หวังสองฝ่ายเจรจาแก้ปัญหา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลิกมองสั้น หนังสือที่ผู้นำรัฐบาลควรอ่าน https://thestandard.co/recommended-book-for-thai-leaders/ Thu, 17 Jul 2025 05:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1097285 หนังสือ “สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” ฉบับภาษาไทย ที่แนะนำให้ผู้นำไทยอ่านเพื่อเสริมวิสัยทัศน์และแนวคิดการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ประเทศไหนที่มีผู้บริหารประเทศไร้วิสัยทัศน์ ขาดภาวะผู้นำ […]

The post เลิกมองสั้น หนังสือที่ผู้นำรัฐบาลควรอ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนังสือ “สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ” ฉบับภาษาไทย ที่แนะนำให้ผู้นำไทยอ่านเพื่อเสริมวิสัยทัศน์และแนวคิดการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ประเทศไหนที่มีผู้บริหารประเทศไร้วิสัยทัศน์ ขาดภาวะผู้นำ และไม่มีความรู้ความสามารถในการจัดการกับวิกฤตต่างๆ ที่รุมล้อมประเทศชาติ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง นับเป็นปมสำคัญทำให้ประเทศต้องย่ำอยู่กับที่ อยู่ไปวันๆ แบบไร้ทิศทาง และจมอยู่ในวังวนของปัญหาเดิมๆ

 

โดยเฉพาะในยุคที่โลกปั่นป่วน สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูง ผู้บริหารประเทศต้องเลิกมองสั้น ควรเรียนรู้ศาสตร์แห่งการเป็นผู้นำให้มากกว่านี้ และควรเติมอาหารสมองเรียนรู้ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาวิกฤตชาติของผู้นำในประเทศอื่นด้วย ควรเรียนรู้ว่า ทำไมผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ และมีการวางแผนระยะยาว รวมทั้งการลงมือทำอย่างจริงจัง จะสามารถนำพาประเทศฝ่าฟันวิกฤตและจัดการปัญหาต่างๆ ของชาติบ้านเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทความนี้จึงขอแนะนำหนังสือที่ผู้นำรัฐบาลไทยควรอ่าน และมีหลายส่วนของหนังสือนี้ที่น่าจะนำไปปรับประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการบริหารประเทศ โดยคำนึงถึงบริบทภายในด้วย (ไม่ใช่การลอกเลียนแบบหรือก๊อปปี้ไปใช้ทั้งหมด เพราะระบบการปกครองและบริบทภายในของแต่ละประเทศย่อมมีความแตกต่างกัน)

 

ดิฉันได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ‘Xi Jinping: The Governance of China’ ที่ได้รับการแปลมากกว่า 40 ภาษาทั่วโลก รวมทั้งเวอร์ชั่นที่แปลเป็นภาษาไทย ภายใต้ชื่อหนังสือว่า ‘สีจิ้นผิง ยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ’ ซึ่งมี 2 เล่ม คือ เล่มแรก ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน เมื่อมิถุนายน 2014 และเล่มที่สอง โดยศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน ตีพิมพ์เมื่อตุลาคม 2017 เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มีหลายประเด็นที่ผู้นำรัฐบาลไทยควรเรียนรู้ สรุปดังนี้

 

ประเด็นแรก จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ การชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารประเทศจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ และมีการวางแผนระยะยาวอย่างเป็นระบบ กรณีของผู้นำจีน ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกในปี 2013 สีจิ้นผิงก็ได้ประกาศ ‘ความฝันของจีน’ (Zhong Guo Meng) และเป้าหมายในการ ‘ฟื้นฟูชาติ’ (Fuxing) ให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง 

 

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และสามารถเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาว รวมทั้งมีแผนปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ไม่มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามผลประโยชน์ของกลุ่มการเมือง ย่อมจะทำให้ประเทศสามารถเดินหน้าพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลงานเป็นรูปธรรมจับต้องได้

 

ประเด็นที่สอง ความกล้าหาญที่จะปรับโครงสร้างประเทศแบบยกเครื่องหรือการปฏิรูปเชิงระบบ แล้วลงมือทำอย่างจริงจัง ในกรณีของจีน สิ่งที่สีจิ้นผิงลงมือทำ คือ ‘การปฏิรูปเชิงลึกรอบด้าน’ (comprehensive deepening reform) ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ เช่น การลดการพึ่งพาภาคต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี การขจัดความยากจน การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนระบบราชการ และภาคการศึกษา เป็นต้น โดยจีนจะใช้วิธีทดลองในระดับท้องถิ่นก่อนจะขยายผลไปทั่วประเทศ ในหนังสือเล่มนี้ มีการบอกเล่าถึงกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในหลายท้องถิ่นของจีน

 

ดังนั้น บทเรียนสำหรับผู้นำรัฐบาลไทย คือ ต้องมีเป้าหมายอย่างชัดเจน ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูปเชิงระบบในลักษณะ structural reform แบบยกเครื่อง ไม่ใช่เป็นเพียงการปรับปรุงเล็กน้อย หรือการปรับแก้เฉพาะหน้าไปวันๆ ต้องไม่เป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูก ทำงานแบบไร้ทิศทาง 

 

ทั้งนี้ ภายใต้ระบบที่แตกต่างกับระบบแบบจีน หากภาครัฐของไทยจะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของประเทศ จำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจร่วมกับสังคมผ่านการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการเท่านั้น

 

ประเด็นที่สาม ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) เนื้อหาในหนังสือยกตัวอย่างกรณีของจีนที่มีการขับเคลื่อน Green Transition ใช้นโยบายที่รัฐเป็นผู้นำและลงมือทำอย่างจริงจัง จึงเป็นอีกตัวอย่างของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ไทยควรเรียนรู้ และควรกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวระดับประเทศ ไม่ใช่แค่แผนระดับกระทรวง รวมทั้งการเน้นสร้างความเป็นเอกภาพในการดำเนินการ 

 

หนังสือเล่มนี้ถ่ายทอดมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของผู้นำจีนในการมุ่งส่งเสริมการพัฒนาแบบ ‘ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม’ และผลักดันให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น คาร์บอนเครดิต การสร้างพลังงานหมุนเวียนระดับหมู่บ้าน เป็นต้น แนวคิดที่จีนได้ขยายผลอย่างเป็นระบบ และบรรจุในนโยบายระดับชาติและมีตัวชี้วัดเชิงบังคับให้ต้องทำให้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น เป้าหมาย Carbon Neutrality และการสร้าง Green Development Zones เป็นต้น 

 

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาหลายบทที่เน้นว่า “ประเด็น Green Transition ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศอย่างครบวงจร” สีจิ้นผิงผลักดันให้มีการสร้าง ‘อารยธรรมเชิงนิเวศ’ (Ecological Civilization) เป็นหนึ่งในเป้าหมายของจีนยุคใหม่ เน้น ‘การเติบโตที่ไม่ก่อมลพิษ’ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจของการพัฒนา ในการเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง รวมทั้งการร่วมมือระหว่างประเทศ

 

สีจิ้นผิงพูดถึงบทบาทของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่ต้องร่วมมือกับประเทศอื่นๆ ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยกล่าวว่า “จีนจะดำเนินนโยบายที่รับผิดชอบต่อโลก ปกป้องสิ่งแวดล้อมร่วมกันกับนานาชาติ เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง” 

 

ประเด็นที่สี่ การดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก ในกรณีของจีน สีจิ้นผิงได้เดินเกมใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือทางการทูตในเชิงรุกภายใต้ข้อริเริ่ม ‘Belt and Road Initiative: BRI’ หนังสือเล่มนี้รวบรวมคำกล่าวของสีจิ้นผิง แนวคิดและแนวนโยบายที่สีจิ้นผิงใช้สร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจและการทูตในมิติต่างๆ เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอย่างเป็นระบบ ทำให้จีนมีความโดดเด่นในฐานะประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกเคียงคู่มหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ได้อย่างชัดเจน

 

บทเรียนสำหรับไทย แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศขนาดกลาง แต่ก็เป็นประเทศแถวหน้าในกลุ่มอาเซียน จึงสามารถเรียนรู้แนวทางหลายด้านจากหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก และเน้นนโยบายสร้างเพื่อนใหม่ (Make Friends) ให้ครอบคลุมมากกว่านี้ ไม่จำกัดเพียงแค่ความร่วมมือในระดับภูมิภาคหรือระดับอนุภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ควรขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มโลกขั้วใต้ (Global South) ให้มากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการกระจาย (diversify) การส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ ผู้นำไทยสามารถเรียนรู้ประสบการณ์ของจีนด้านการต่างประเทศได้จากหนังสือเล่มนี้

 

ประเด็นสุดท้าย ข้อสังเกตจากหนังสือเล่มนี้ ในด้านการเมือง มีบางประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการตะวันตก โดยเฉพาะในเรื่องการกระชับอำนาจบริหาร แต่ผู้นำจีนก็พยายามสร้างความชอบธรรมผ่านผลงานที่เป็นรูปธรรม ทำให้ประชาชนจีนจำนวนมากยังคงให้การสนับสนุนผู้นำของตน 

 

ตัวอย่างเช่น ความแน่วแน่ในการขจัดความยากจนในประเทศจีนได้สำเร็จ ช่วยให้ผู้ยากไร้ในชนบท 98.99 ล้านคนมีรายได้พ้นเส้นแบ่งความยากจน และรัฐบาลจีนก็ไม่ได้หยุดภารกิจเพียงแค่นี้ ยังคงเดินหน้าดำเนินการแก้ปัญหาระยะต่อไป ด้วยการใช้นโยบาย ‘ฟื้นฟูชนบท’ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับชาวจีนในชนบท เพื่อไม่ให้กลับไปยากจนอีก ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน 

 

หนังสือเล่มนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำสามารถสร้างความชอบธรรมด้วยการสร้าง ‘ผลลัพธ์ที่ประชาชนจับต้องได้’ ผลงานที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง จะช่วยให้ผู้นำได้รับศรัทธาและการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น 

 

โดยสรุป หนังสือเล่มนี้ คือ ศาสตร์ในการบริหารประเทศที่ผู้นำรัฐบาลควรเรียนรู้ และปรับประยุกต์นำไปใช้ ในกรณีของจีน การมีเป้าหมายชาติที่ชัดเจน ประเทศจะไปทางไหน และการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง สามารถระดมพลังจากทั้งสังคมได้ แต่ขอย้ำว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำราสำหรับลอกเลียนแบบ แต่เป็นกรณีศึกษาประสบการณ์ของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และปฏิบัติจริง จนเห็นผลที่เป็นรูปธรรม ผู้นำรัฐบาลไทยสามารถเลือกเรียนรู้ในมุมที่เหมาะกับบริบทภายในของประเทศ หนังสือเล่มนี้เป็นอาหารสมองชั้นเลิศ ช่วยชี้แนวทางในการสร้างภาวะผู้นำ และเรียนรู้ว่า ศาสตร์ในการบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพควรเป็นอย่างไร 

The post เลิกมองสั้น หนังสือที่ผู้นำรัฐบาลควรอ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Financial Times เผย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตร ให้ชี้แจงบทบาทตัวเอง หากเกิดสงครามไต้หวัน https://thestandard.co/us-allies-taiwan-war-stance/ Sat, 12 Jul 2025 11:42:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1095821

สำนักข่าว Financial Times เผย กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา […]

The post Financial Times เผย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตร ให้ชี้แจงบทบาทตัวเอง หากเกิดสงครามไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Financial Times เผย กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา กดดันพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและออสเตรเลียว่า พวกเขาจะมีบทบาทอย่างไร หากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเกี่ยวกับไต้หวัน ซึ่งทำให้พันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกทั้งสองประเทศรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีดังกล่าว

 

เอลบริดจ์ คอลบี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายได้ผลักดันประเด็นนี้ในการประชุมกับเจ้าหน้าที่กลาโหมของญี่ปุ่นและออสเตรเลียในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยความพยายามนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนผลักดันพันธมิตรในภูมิภาคให้เสริมสร้างการยับยั้งและเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับไต้หวัน

 

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับคำขอเรื่องไต้หวัน แต่เน้นย้ำว่าหัวใจของการหารือของคอลบีกับประเทศพันธมิตรคือ “เร่งรัดและเสริมสร้างความเข้มแข็งของการยับยั้งอย่างสมดุลและเป็นธรรม”

 

การเจรจาหารือดังกล่าว ยังรวมถึงการโน้มน้าวให้บรรดาประเทศพันธมิตรเพิ่มงบประมาณกลาโหม ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับภัยคุกคามของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะต่อไต้หวัน แต่คำขอให้พันธมิตรให้คำมั่นเกี่ยวกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวันถือเป็นความต้องการใหม่จากสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวของ Financial Times ระบุว่า คำขอดังกล่าวของสหรัฐฯ นี้ทำให้ญี่ปุ่นและออสเตรเลียรู้สึกประหลาดใจ เพราะสหรัฐฯ เองก็ไม่ได้ให้การรับประกันแบบไม่จำกัดแก่ไต้หวัน โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีนโยบาย ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’ ที่ไม่ระบุชัดเจนว่าจะปกป้องไต้หวันหรือไม่ แม้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะเคยกล่าวหลายต่อหลายครั้งว่า สหรัฐฯ จะเข้าช่วยเหลือไต้หวัน แต่มาในสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ กลับไม่เคยระบุว่าจะทำอย่างไรต่อประเด็นนี้

 

แซ็ก คูเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียกล่าวว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะให้พันธมิตรระบุรายละเอียดว่าจะทำอะไรในกรณีเกิดความขัดแย้งที่ไต้หวัน เมื่อพวกเขาเองก็ไม่รู้บริบทของสถานการณ์หรือการตอบสนองของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะปกป้องไต้หวัน ดังนั้นการที่สหรัฐฯ ยืนยันให้พันธมิตรให้คำมั่นชัดเจนจึง ‘ไม่สมเหตุสมผล’

 

ทางด้านกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะตอบคำถามสมมติฐานเกี่ยวกับ ‘สถานการณ์ฉุกเฉินของไต้หวัน’ และการตอบสนองใดๆ จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายภายในประเทศ ขณะที่หน่วยงานของออสเตรเลียแม้จะยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ แต่ก็น่าจะมีความเห็นสอดคล้องกับญี่ปุ่น

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยอมรับว่า การพูดคุยเรื่องงบประมาณกลาโหมเป็นเรื่องยาก แต่ก็เชื่อว่าจะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในสถานะที่ดีกว่านี้ ทั้งยังมั่นใจว่า ญี่ปุ่นและออสเตรเลียจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมได้รวดเร็วกว่าพันธมิตรยุโรปที่สหรัฐฯ เองก็ต้องการให้ยุโรปเพิ่มงบกลาโหมและให้ความสำคัญกับภูมิภาคยุโรป-แอตแลนติกมากยิ่งขึ้น

 

แม้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะได้รับสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการเพิ่มงบประมาณจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย แต่ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญคือต้องเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน โดยสหรัฐฯ พร้อมทำงานกับพันธมิตร เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ร่วมกันในแนวทางที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

 

ภาพ: Win McNamee / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Financial Times เผย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตร ให้ชี้แจงบทบาทตัวเอง หากเกิดสงครามไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน พาสมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำในจังหวัดชลบุรี https://thestandard.co/young2-chonburi-visit/ Tue, 08 Jul 2025 01:58:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1094024 young2-chonburi-visit

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้เข้าอบรมหลัก […]

The post สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน พาสมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำในจังหวัดชลบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
young2-chonburi-visit

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา คณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (Young 2) เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโลกทัศน์ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี พร้อมเรียนรู้จากองค์กรชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

 

ในช่วงสาย คณะได้เยี่ยมชมโรงงานของบริษัท บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KAO Industrial (Thailand) หนึ่งในผู้นำด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้ดำเนินธุรกิจในไทยอย่างยาวนาน บริษัทคาโอมีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมการผลิตสินค้าเพื่อสุขอนามัยและความงาม เช่น ผงซักฟอก แชมพู โฟมล้างหน้า ผ้าอนามัย และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน

 

คาโอ มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพและล้ำสมัย เพื่อนำความพึงพอใจและความสะดวกสบายสูงสุดมาสู่ผู้บริโภคชาวไทย มามากว่า 50 ปี พร้อมการส่งเสริมสวัสดิการของพนักงานและการตอบแทนสังคม โดยมีโรงงานผลิตในจังหวัดชลบุรี และสำนักงานขายพร้อมศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศไทย

 

ช่วงบ่าย คณะผู้อบรมได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตในอำเภอศรีราชา ของบริษัท เอส โวลต์ เอเนอร์จี เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SVOLT Energy Technology (Thailand) บริษัทสัญชาติจีนผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนระดับโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองฉางโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูงสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมส่งมอบให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ อาทิ ORA Good Cat, HAVAL H6, HAVAL JOLION, GWM TANK 500 เป็นต้น

 

SVOLT ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์พลังงานแห่งอนาคต และมุ่งส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

The post สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน พาสมาชิกหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ เยี่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำในจังหวัดชลบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ จีนชี้ BRICS ควรเป็นกองหน้า หนุนนำการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก https://thestandard.co/brics-global-governance-reform-china-lead/ Mon, 07 Jul 2025 10:54:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1093901 หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสุดยอด BRICS ณ บราซิล

หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เข้าร่วมการประชุมเต็มคณะ หัวข […]

The post นายกฯ จีนชี้ BRICS ควรเป็นกองหน้า หนุนนำการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสุดยอด BRICS ณ บราซิล

หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เข้าร่วมการประชุมเต็มคณะ หัวข้อ ‘สันติภาพ ความมั่นคง และการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก’ ของการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ BRICS ครั้งที่ 17 ณ เมืองรีโอเดจาเนโรของบราซิล กล่าวว่ากลุ่ม BRICS ควรพยายามก้าวขึ้นเป็นกองหน้าในการเดินหน้านำการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก พร้อมคุ้มครองสันติภาพและสันติสุขของโลก รวมถึงส่งเสริมการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ

 

หลี่กล่าวว่า ปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบศตวรรษอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กฎและระเบียบระหว่างประเทศกำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง อำนาจและประสิทธิผลของกลุ่มสถาบันพหุภาคีเสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง ขณะวิสัยทัศน์ด้านธรรมาภิบาลโลกที่เสนอโดย สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งมีคุณลักษณะเด่นที่การปรึกษาหารือวงกว้าง การมีส่วนร่วม และผลประโยชน์ร่วม ได้สะท้อนคุณค่าร่วมสมัยและนัยสำคัญอันเป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น

 

ในช่วงเวลาที่เผชิญกับความขัดแย้งและความแตกต่างที่เพิ่มขึ้น การยกระดับการปรึกษาหารือวงกว้างบนหลักความเท่าเทียมและความเคารพซึ่งกันและกันคือสิ่งจำเป็น ในช่วงเวลาที่เผชิญกับผลประโยชน์ร่วมที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง การแสวงหาการมีส่วนร่วมผ่านความสามัคคีคือสิ่งจำเป็น และในช่วงเวลาที่เผชิญกับโอกาสการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน การมีใจเปิดกว้างเพื่อแสวงหาความสำเร็จและผลประโยชน์ร่วมกันคือสิ่งจำเป็น

 

กลุ่ม BRICS ในฐานะกำลังสำคัญของโลกใต้ (Global South) ควรยึดมั่นความเป็นอิสระและการพึ่งพาตนเอง แสดงความรับผิดชอบ และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการสร้างฉันทามติและการทำงานร่วมกัน โดยหลี่เรียกร้องให้กลุ่ม BRICS ยึดมั่นศีลธรรมและความยุติธรรม ตลอดจนเสาะหาแนวทางแก้ไขปัญหาขั้นพื้นฐานตามความสมควรของแต่ละปัญหาเป็นหลัก

 

กลุ่ม BRICS ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาและสนับสนุนตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงควรเป็นกองหน้าของความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากศักยภาพการเติบโตของภาคส่วนเกิดใหม่อย่างแข็งขัน

 

ปี 2025 จีนจะจัดตั้งศูนย์วิจัยจีน- BRICS ด้านกำลังการผลิตใหม่ที่มีคุณภาพ และจัดสรรทุนการศึกษาสำหรับกลุ่ม BRICS เพื่อเกื้อหนุนการบ่มเพาะผู้มีความรู้ความสามารถในภาคส่วนต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมและการสื่อสารโทรคมนาคม

 

กลุ่ม BRICS ควรส่งเสริมความครอบคลุมและเดินหน้าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างอารยธรรม โดยหลี่เรียกร้องกลุ่มประเทศบริกส์ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของนานาอารยธรรม มุ่งรับรองว่าอารยธรรมที่หลากหลายจะเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกันผ่านการเสริมกำลังซึ่งกันและกัน

 

ทั้งนี้ จีนพร้อมจะร่วมมือกับ กลุ่ม BRICS เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลกในทิศทางที่ยุติธรรม เท่าเทียม มีประสิทธิภาพ และเป็นระเบียบยิ่งขึ้น พร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม

 

คณะผู้นำประเทศที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ระบุว่า กลไกความร่วมมือกลุ่ม BRICS มีความแข็งแกร่ง ความเป็นตัวแทน และอิทธิพลระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มประเทศ BRICS ถือเป็นเวทีสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ในการปกป้องสิทธิการพัฒนา รักษาความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ และมีส่วนร่วมในการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลโลก

 

ในช่วงเวลาที่โลกแปรปรวนเพิ่มขึ้นตามเอกภาพนิยมหรือการกระทำฝ่ายเดียวและการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้น กลุ่มประเทศ  BRICS ควรยกระดับความสามัคคีและการประสานงาน รักษาเป้าประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักพหุภาคี และมีส่วนส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน ปรับปรุงธรรมาภิบาลโลก ตลอดจนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนในโลก โดยการประชุมครั้งนี้มีมติรับรองแถลงการณ์รีโอเดจาเนโร ประจำการประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 17 อีกด้วย

 

ภาพ: สำนักข่าวซินหัว

อ้างอิง: 

  • สำนักข่าวซินหัว

The post นายกฯ จีนชี้ BRICS ควรเป็นกองหน้า หนุนนำการปฏิรูปธรรมาภิบาลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจจีน 2025: แข็งนอก อ่อนใน รอวันรีเซ็ต https://thestandard.co/china-economy-strong-outside-weak-within/ Sat, 28 Jun 2025 03:18:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1090238

แม้ตัวเลขส่งออกจะยังทรงตัว แม้ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจยั […]

The post เศรษฐกิจจีน 2025: แข็งนอก อ่อนใน รอวันรีเซ็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้ตัวเลขส่งออกจะยังทรงตัว แม้ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจยังได้ตามเป้าหมาย แม้เทคโนโลยีจีนจะก้าวหน้าไล่ทันโลก แต่เบื้องหลังความแข็งแกร่งคือความเปราะบางของภาคบริโภค ความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้น และโจทย์ใหญ่เรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกแตะ

 

วันที่ 24-26 มิถุนายน 2568 การประชุม Annual Meeting of the New Champions 2025 หรือ Summer Davos ณ เมืองเทียนจิน ประเทศจีน บนเวทีหารือ ‘China’s Economy: Analysed’ นักวิชาการ และซีอีโอระดับนานาชาติได้ร่วมกันถอดรหัส ‘ความจริง’ เบื้องหลังเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

 

ในวันที่จีนถูกมองว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของโลกตะวันตก ทั้งในเทคโนโลยี การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งที่อาจมองข้ามไปคือความท้าทายภายในที่ยังฝังลึก จากระดับการบริโภคที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก สู่ภาคบริการที่ยังไม่เปิดเต็มที่ และแรงงานรุ่นใหม่ที่ยังไม่เห็นอนาคต

 

ในขณะที่ AI อย่าง DeepSeek กำลังเขย่าวงการผลิต จีนอาจดู ‘แข็งนอก’ แต่กำลัง ‘อ่อนใน’ และรอคอยจังหวะ ‘รีเซ็ต’ ตัวเองครั้งใหม่

 

‘Decoupling’ เป็นเพียงภาพลวงตา?

 

แม้ตัวเลขการค้าจีน-สหรัฐฯ โดยตรงจะลดลงเล็กน้อย แต่ความเชื่อมโยงทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทานกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ‘ประเทศที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเพิ่มมากที่สุดในช่วงหลัง กลับเป็นประเทศที่จีนส่งออกมากขึ้น’ ศ.จินเคออวี่ จาก London School of Economics (LSE) ชี้ให้เห็นว่า การค้าระหว่างจีนและโลกไม่ได้ ‘ลดลง’ แต่กำลัง ‘ปรับทิศทางใหม่’ ผ่านพาร์ตเนอร์ทางอ้อม

 

ศ.จินเคออวี่ จาก London School of Economics (LSE) 

 

จูหมิน อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เสริมว่า ตัวเลขดุลการค้ากับสหรัฐฯ ยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2018 ถึงปี 2025 “เราส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 5 แสนล้านดอลลาร์ นำเข้า 2 แสนล้าน และยังเกินดุล 3 แสนล้านดอลลาร์เช่นเดิม” ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ ‘ความสามารถในการแข่งขัน’ ของจีน แต่ยังชี้ถึง ‘โครงสร้างความพึ่งพิง’ ที่ฝังรากลึก

 

จูหมิน อดีตรองผู้ว่าการธนาคารกลางจีน

 

“คำถามคือ พวกเขาจะเหยียบเท้ากันเอง หรือจะหันมาเต้นรำด้วยกัน” ศาสตราจารย์ เอสวาร์ ปราซาด (Eswar Prasad) แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลกล่าวในเวที พร้อมย้ำว่าแม้จะยากที่จะเห็นทั้งสองฝ่าย “เต้นรำ” กันได้ในเร็ววัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถแยกจากกันได้ง่าย

 

DeepSeek: จุดเปลี่ยนของภูมิทัศน์ดิจิทัลจีน

 

ภายใต้พื้นผิวของเศรษฐกิจมหภาค จีนกำลังผลักดันจุดเปลี่ยนที่สำคัญในภาคเทคโนโลยีด้วย DeepSeek โมเดล AI แบบ Open-Source ที่สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรม

 

“จีนมีข้อได้เปรียบหายาก: ทั้งอัลกอริทึมล้ำหน้า ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ และกำลังการผลิตในระดับมหาศาล” จินกล่าว พร้อมเน้นว่า DeepSeek ช่วยให้ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือของยักษ์ใหญ่ แต่เป็น ‘คลื่นลูกใหม่’ ที่องค์กรขนาดกลางก็เข้าถึงได้ (AI+)

 

จูหมินอธิบายว่า จีนมีพร้อมทั้ง:

 

  • นโยบายข้อมูล (Data 20th) ที่เปิดให้เอกชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ
  • เซิร์ฟเวอร์ของ Huawei รองรับการประมวลผลในประเทศ
  • อัลกอริทึมระดับโลกจาก DeepSeek และนักพัฒนาท้องถิ่น

 

“ผมเชื่อว่าอีกไม่เกิน 24 เดือน จะมีซอฟต์แวร์แบบ DeepSeek เกิดขึ้นอีกเป็นร้อย” จูกล่าว พร้อมระบุว่า AI+ จะเปลี่ยนเศรษฐกิจจีนอย่างลึกซึ้งในแทบทุกอุตสาหกรรม

 

อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าดังกล่าวไม่ได้มาโดยไร้ต้นทุน โจ ไง (Joe Ngai) จาก McKinsey เตือนว่า AI สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน แต่กลับสร้าง ‘ความกังวล’ ในกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะเรื่องการจ้างงานที่อาจถูกแทนที่

 

การบริโภค’ คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง

 

แม้ GDP ของจีนจะเติบโตอย่างมั่นคง แต่จุดอ่อนใหญ่ยังคงอยู่ที่ สัดส่วนการบริโภคภายในประเทศที่ต่ำ ปัจจุบันการบริโภคของครัวเรือนจีนอยู่ที่ราว 39% ของ GDP ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ

 

“จีนจะไม่มีวันเป็นประเทศร่ำรวยได้ หากไม่กลายเป็นประเทศที่บริโภค” จินกล่าวอย่างตรงไปตรงมา พร้อมชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจของจีนยังคง ‘ให้รางวัลกับการผลิต’ มากกว่าการใช้จ่าย

 

จูหมินให้ข้อมูลว่า การบริโภคสินค้าวัตถุ (Material Goods) ของจีนแตะระดับสูงแล้ว แต่บริการต่างๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา และการท่องเที่ยวยัง ‘ต่ำเกินไป’ จึงต้องเปิดภาคบริการให้เอกชนแข่งขันมากขึ้น พร้อมสร้างโครงสร้างราคาที่เหมาะสม

 

ความมั่นใจ: สินทรัพย์ที่ต้องฟื้นฟู

 

ในมุมของเอกชน นักธุรกิจต่างประเทศยังมองจีนเป็นฐานนวัตกรรมที่ทรงพลัง

 

อิลแฮม คาดรี (Ilham Kadri) ซีอีโอของ Syensqo บริษัทเคมีจากเบลเยียม กล่าวว่า “จีนเคยเป็นแค่ประเทศที่ผลิตได้เยอะ ตอนนี้กลายเป็นประเทศที่คิดค้นได้ด้วย” และเธอได้เชิญบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ของจีนให้ไปลงทุนในยุโรป

 

แต่ในทางกลับกัน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายภายในก็ยังทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไม่กล้าลงทุน แม้รัฐบาลจะเริ่มส่งสัญญาณเปิดรับภาคเอกชนผ่านการพบปะกับผู้นำธุรกิจ ก็ยังมีข้อกังขาว่า “คำพูด” จะกลายเป็น “การกระทำ” จริงหรือไม่

 

บทสรุป: จีนในยุครีเซ็ต ไม่ใช่แค่รีรัน

 

ในช่วงท้ายของเวที ผู้ร่วมอภิปรายเห็นพ้องว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ใช่แค่การ ‘เติบโต’ แต่เป็นการ ‘ปรับโครงสร้าง’

 

“อุตสาหกรรมเก่ากำลังจะล่ม อุตสาหกรรมใหม่กำลังจะเกิด ความผันผวนคือส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้” จินกล่าว

 

เอสวาร์ ปราซาด เน้นย้ำว่าจีนต้องใช้ช่วงเวลาที่ ‘สงบนิ่งชั่วคราว’ นี้ในการกลับมาเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบสวัสดิการ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลาง-ท้องถิ่น และการเปิดภาคบริการให้กับภาคเอกชน “โอกาสมีมาก แต่รัฐบาลจีนต้องมองระยะยาว และกล้า Reform โครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันเวลา”

 

ศ.เอสวาร์ ปราซาด แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล

 

จูหมินสรุปอย่างชัดเจนว่า “โลกาภิวัตน์ยังอยู่ ไม่เคยจากไป แต่จีนต้องดึงพลังการเติบโตกลับเข้าภายในมากขึ้น และต้องพร้อมรับคลื่นลูกใหม่ของ AI+ อุตสาหกรรมที่กำลังจะเปลี่ยนโลก”

 

ส่วนจินเคออวี่สรุปทิ้งท้ายว่า อย่ามองจีนผ่านอดีต แต่ให้มองอนาคต พร้อมหายใจเข้าสู่ ‘โลกใหม่’

 

ภาพ: World Economic Forum

The post เศรษฐกิจจีน 2025: แข็งนอก อ่อนใน รอวันรีเซ็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนในเกมสงครามอิหร่าน https://thestandard.co/opinion-chinas-role-in-iran-war/ Thu, 26 Jun 2025 13:42:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1089740

ไม่มีใครรู้แน่ว่าสมรภูมิสงครามอิหร่านจะยืดเยื้อต่อไปยาว […]

The post จีนในเกมสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไม่มีใครรู้แน่ว่าสมรภูมิสงครามอิหร่านจะยืดเยื้อต่อไปยาวนานเพียงใด แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี จะพยายามสื่อสารว่าต้องการจบให้เร็ว กดดันให้ทั้งอิหร่านและอิสราเอลหยุดยิง แต่ไม่มีใครรู้ว่าถึงหยุดยิงกันได้จะเพียงพักรบชั่วคราวหรือถาวร

 

และไม่มีใครรู้ว่าอิหร่านจะแก้แค้นเอาคืนสหรัฐฯ ที่โดดเข้าร่วมสงครามและทิ้งระเบิดฐานทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่านเพิ่มอีกไหม ด้วยวิธีการใด และจะเอาคืนเมื่อใด ตอนนี้ที่ยังไม่เอาคืนหรือที่บอกว่าโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ตอบโต้คืนแล้ว (โดยที่สหรัฐฯ บอกป้องกันได้หมดและไม่เกิดความเสียหายเลย) แต่จริงๆ ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าอิหร่านจะกลับมาหาจังหวะและตอบโต้ใหม่แรงกว่านี้ หรือกลับมาแก้แค้นด้วยวิธีการอื่นอีกไหมในอนาคต

 

ถ้าเราดูประวัติศาสตร์ของสงคราม ไม่มีสงครามครั้งไหนที่ปลูกฝังความแค้นความเกลียดชังฝังรากระหว่างกันเช่นนี้แล้วจะสามารถจบสงครามได้เร็ว ดูอย่างรัสเซียบุกยูเครนก็ยากจะจบเร็วดังที่รัสเซียหวัง ยืดเยื้อยาวนานมาจนปัจจุบัน การเข้าร่วมสงครามของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานและอิรักในอดีตเองก็ลากยาวเกินกว่าที่กองทัพสหรัฐฯ ประเมินไว้เมื่อตอนเริ่มต้นสงครามมาก

 

คำถามคือ ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนมองสมรภูมิอิหร่านที่กำลังลุกเป็นไฟนี้อย่างไร สำหรับจีน โลกที่ปั่นป่วนขึ้นย่อมไม่ดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของจีน แต่ในขณะเดียวกัน สมรภูมิใหม่นี้ก็ย่อมเบี่ยงเบนความสนใจของสหรัฐฯ ออกจากจีนและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

สมาธิของสหรัฐฯ จะเสียไปกับปัญหาใหม่ที่ตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อลุกลาม นอกเหนือจากแนวรบยูเครน-รัสเซีย ซึ่งก็ยังจบลงไม่ได้ สหรัฐฯ ก็จะมีเรื่องปวดหัวเพิ่ม การรวมสมาธิและพลังในการจัดการจีนโดยตรงของสหรัฐฯ ย่อมลดลง

 

ตอนนี้มีความหวาดกลัวว่าอิหร่านอาจแก้เผ็ดสหรัฐฯ โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่น้ำมันปริมาณถึงร้อยละ 20 ของโลกต้องลำเลียงผ่านช่องแคบนี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาบอกว่าจีนต้องช่วยกดดันอิหร่าน และจีนต้องบอกกับอิหร่านให้ชัดเจนว่าห้ามปิดช่องแคบฮอร์มุซเด็ดขาด เพราะคนที่จะเสียหายมากที่สุดคือจีนและประเทศในตะวันออกกลาง จีนจะเสียหายมากเพราะขนน้ำมันมาใช้ไม่ได้ ส่วนประเทศตะวันออกกลางก็ส่งน้ำมันออกขายไม่ได้เช่นกัน

 

ฝรั่งจะวิเคราะห์ว่า คนที่จะเสียหายมากที่สุดหากปิดช่องแคบฮอร์มุซก็คือจีน ที่เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านและตะวันออกกลาง ส่วนคนที่จะอาจได้ประโยชน์โดยเปรียบเทียบที่สุดกลับจะเป็นสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯ จะขายน้ำมันได้มากขึ้น และยุโรปเองก็จะต้องหันพึ่งพลังงานสหรัฐฯ มากขึ้นเมื่อแหล่งน้ำมันอื่นติดขัดในการขนส่ง

 

แต่จริงๆ สหรัฐฯ เองก็จะเจ็บหนักจากราคาน้ำมันที่จะพุ่งช็อกโลกและเศรษฐกิจโลกที่จะปั่นป่วนกันหมดเช่นเดียวกัน เรื่องนี้จึงเป็นเกมวัดใจ เพราะจีนเองถึงพึ่งน้ำมันจากอิหร่านจริง แต่ก็คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดของจีน ถึงส่งมาไม่ได้จีนก็ไม่ถึงกับตาย แต่สหรัฐฯ ที่ตลาดหุ้นอาจฟองสบู่แตกจากความปั่นป่วน อาจมีอะไรที่ต้องเสียมากกว่าก็ได้ในเกมที่ทุกคนพร้อมจะพังไปด้วยกัน

 

ถัดมามีคนถามว่าสมรภูมิอิหร่านที่ร้อนแรงขึ้น หมายความอย่างไรต่อสมรภูมิทะเลจีนใต้และไต้หวัน อย่างในทะเลจีนใต้ก็มีข่าวว่าขณะที่สหรัฐฯ เรียกเรือรบลาดตระเวนกลับเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ความผันผวนในตะวันออกกลาง จีนเองก็ยกระดับปฏิบัติการในทะเลจีนใต้ขึ้นมาทันที

 

ส่วนสมรภูมิไต้หวันนั้น มีคำถามว่าจีนจะอาศัยจังหวะชุลมุนหรือจังหวะที่สหรัฐฯ พัวพันสงครามในตะวันออกกลาง เปิดแนวรบใหม่เพิ่มที่ไต้หวันหรือไม่ โดยจีนอาจคาดหวังว่าสหรัฐฯ จะมาช่วยไม่ทันหรือไม่มีกำลังเพียงพอจะรับศึกหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งถ้าจีนเดินหมากนี้จริง เราคงเรียกว่าเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เลย

 

แต่ผมไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น เพราะสีจิ้นผิงมีวิธีเดินหมากที่แตกต่างจากทรัมป์อย่างสิ้นเชิง ขณะที่ทรัมป์ชอบเดิมพันและชอบเดินหมากเสี่ยง ดังที่เขาเสี่ยงเอาสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามอิหร่านในครั้งนี้และเข้าร่วมระเบิดฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพราะเขาเดิมพันว่าอิหร่านถึงจุดอ่อนแอขีดสุดและอิหร่านไม่มีกำลังเพียงพอจะตอบโต้สหรัฐฯ หรือถึงตอบโต้ การตอบโต้ก็จะจำกัดวงได้ สหรัฐฯ รับมือได้ และจะไม่ลุกลามใหญ่โต

 

แต่สีจิ้นผิงนั้นเป็นสไตล์ตรงกันข้าม คือชอบเดินเกมช้าแต่ชัวร์ จะไม่ทำอะไรจนกว่าจะมั่นใจแน่นอนว่าตนเอาอยู่และชนะได้แน่ เราเห็นชัดจากตัวอย่างจากการรับมือวิกฤตโควิดที่จีนเลือกที่จะไม่เสี่ยงใดๆ เลยด้วยการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มข้น และจะเปิดเมืองเมื่อคิดว่าปลอดภัยและความสูญเสียต่ำแล้วเท่านั้น ศึกไต้หวันก็เช่นกัน จีนจะเปิดฉากสงครามก็ต่อเมื่อมั่นใจแล้วว่าจะชนะได้แน่ ซึ่งตอนนี้จีนยังไม่มั่นใจพอ

 

ยิ่งต้องต่อกรกับทรัมป์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้และคาดเดาได้ยาก ย่อมทำให้จีนประเมินลำบากว่าหากเปิดศึกไต้หวันแล้ว สหรัฐฯ จะมาช่วยหรือไม่อย่างไร ทรัมป์ที่กลับไปกลับมาได้ตลอดดังที่เราก็เห็นในเรื่องอิหร่าน ที่ช่วงแรกทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯ จะไม่ยุ่ง แต่จบด้วยสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามและทิ้งระเบิดอิหร่าน ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทรัมป์นั้นประเมินยาก และพร้อมเปลี่ยนทุกนาที

 

ในไต้หวันเองหลายคนจึงชอบใจที่ทรัมป์สนับสนุนพันธมิตรอิสราเอลอย่างเต็มที่ ไม่ทิ้งกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายการต่างประเทศของทรัมป์ ก็ไม่ใช่นโยบายโดดเดี่ยวไม่ยุ่งกับโลก แบบที่หลายคนคิดว่าทรัมป์ทิ้งยูเครน ทิ้ง NATO เสียทีเดียว แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญของทรัมป์ก็คือนโยบาย ‘สันติภาพมาจากความแข็งแกร่ง’ (Peace Through Strength) ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ ต้องพร้อมโชว์พาวเวอร์และแสนยานุภาพด้านการทหารให้ทุกคนยำเกรง จนไม่กล้าหือหรือต่อกรกับสหรัฐฯ

 

แต่ในที่สุดแล้ว หากสมรภูมิอิหร่านลุกลามและไม่จบเร็วแบบที่ทรัมป์หวัง (ซึ่งผมมองไปในทิศทางนั้น) และทรัมป์ต้องการให้จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันและเป็นกระเป๋าเงินใบใหญ่ของอิหร่านช่วยสหรัฐฯ ในการกดดันให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ หรือหลีกเลี่ยงที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซให้โลกปั่นป่วนกันหมด อิหร่านก็อาจเป็นไพ่อีกใบของจีนที่จะใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ ในเกมสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ เช่นเดียวกับไพ่เกาหลีเหนือและไพ่รัสเซียที่จีนเองก็มีอำนาจต่อรองระดับหนึ่งต่อเพื่อนเหล่านี้ที่พึ่งพาจีนเป็นอย่างมาก

 

ภาพ: Ken Ishii – Pool / Getty Images, FOTOGRIN via ShutterStock

The post จีนในเกมสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตรียมจัดพาเหรดกองทัพ ครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 คาดปูตินเข้าร่วม https://thestandard.co/china-ww-2-parade-putin-expected/ Wed, 25 Jun 2025 04:02:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1088816

จีนประกาศเตรียมจัดขบวนพาเหรดกองทัพอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงป […]

The post จีนเตรียมจัดพาเหรดกองทัพ ครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 คาดปูตินเข้าร่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>

จีนประกาศเตรียมจัดขบวนพาเหรดกองทัพอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง วันที่ 3 กันยายนปีนี้ โดยคาดว่า วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และผู้นำโลกคนอื่นๆ จะเข้าร่วมงานในครั้งนี้

 

ในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ประชาชนจีนหลายล้านคนเสียชีวิตจากสงครามที่ยืดเยื้อกับจักรวรรดิญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้จัดกิจกรรมสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อระลึกถึงการต่อต้านในช่วงสงคราม โดยมีคำมั่นว่า จีนจะไม่ถูกทำให้ตกต่ำเช่นนั้นอีกครั้ง

 

สงครามสิ้นสุดลงด้วยการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในปี 1945 ในขณะที่จีนก็เข้าสู่สงครามกลางเมืองที่สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1949 ประสบการณ์ในช่วงสงครามของจีนยังคงมีอิทธิพลต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตั้งแต่นั้นมา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของจีนกับญี่ปุ่น

 

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนและประธานคณะกรรมการทหารกลาง จะเป็นผู้ตรวจขบวนพาเหรดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งจะมีทั้งหน่วยทหารเดินสวนสนาม คอลัมน์รถถัง และการบินแสดงอากาศยาน รวมถึงการแสดงอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัย เช่น อาวุธความเร็วเหนือเสียงและระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

 

การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของจีน อีกทั้งยังแสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของกองทัพจีน และความพร้อมในการรับมือกับสงครามในอนาคต

 

เบื้องต้น เครมลินระบุว่า ปูตินจะเดินทางเข้าร่วมงานครั้งนี้ หลังความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียในปัจจุบันมีความใกล้ชิดและสนับสนุนกันในหลายมิติ โดยเฉพาะในเรื่องของการเมือง, เศรษฐกิจ, และความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งสองประเทศได้พัฒนาแนวทางการทำงานร่วมกันในลักษณะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่มีเป้าหมายในการสร้างความสมดุลในระดับโลก โดยเฉพาะการท้าทายอำนาจและอิทธิพลของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก

 

โดยปูตินเคยเข้าร่วมชมขบวนพาเหรดของกองทัพจีนมาแล้ว ในโอกาส ครบรอบ 70 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปี 2015 ขณะที่สีจิ้นผิงก็ได้เดินทางเข้าร่วมชมขบวนพาเหรดของกองทัพรัสเซีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี วันแห่งชัยชนะ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยเช่นเดียวกัน

 

แฟ้มภาพ: Sasha Mordovets / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนเตรียมจัดพาเหรดกองทัพ ครบรอบ 80 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 คาดปูตินเข้าร่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานหอการค้าไทย-จีนเตือน ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ สร้างภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย รับมือสงครามการค้ากับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป https://thestandard.co/thai-chinese-chamber-urges-policy-immunity/ Tue, 24 Jun 2025 02:34:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1088273

ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน […]

The post ประธานหอการค้าไทย-จีนเตือน ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ สร้างภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย รับมือสงครามการค้ากับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน เตือนว่า ในบริบทที่ไม่แน่นอนและซับซ้อนนี้ ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงสูงกับเศรษฐกิจโลก ต้องปรับบทบาทและวางจุดยืนทางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก โดยต้องสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย’ ที่แข็งแกร่ง ทั้งในมิติของการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร เพื่อพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

ในการบรรยายหัวข้อ ‘สงครามการค้ากับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป’ ดร.ณรงค์ศักดิ์นำเสนอภาพรวมและความท้าทายต่างๆ ที่เกิดจากการกระทบกระทั่งกันของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งฉายภาพบทบาทสำคัญของประเทศไทยในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

 

ประธานหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า โลกในศตวรรษที่ 21 กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระเบียบโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยพลวัต ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้ยึดโยงอยู่กับแค่มหาอำนาจเพียงหนึ่งหรือสองประเทศอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่โครงสร้าง ‘โลกหลายขั้ว’ (Multipolar World) ที่ไม่ได้มีเพียงจีนกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น หากแต่รวมถึงกลุ่มภูมิภาคและประเทศสำคัญอื่นๆ เช่น อาเซียน อินเดีย ลาตินอเมริกา หรือแม้กระทั่งกลุ่มความร่วมมืออย่างบริกส์ (BRICS) ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ความตึงเครียดทางการค้ากำลังเปลี่ยนสู่การแข่งขันของมหาอำนาจในการกำหนดกติกาและทิศทางของโลก

 

โดยปัจจุบันสหรัฐอเมริกากำลังพยายามดึงดูดการลงทุนกลับประเทศอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง และเซมิคอนดักเตอร์ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Reshoring หรือการย้ายฐานการผลิตหรือซัพพลายเชนจากต่างประเทศกลับมายังสหรัฐอเมริกา, Friendshoring หรือการย้ายการผลิตไปยังประเทศพันธมิตรที่น่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อลดการพึ่งพาคู่แข่ง และ Nearshoring ซึ่งหมายถึงการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่อยู่ใกล้ตลาดหลัก เพื่อให้บริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนมากยิ่งขึ้น

 

ดร.ณรงค์ศักดิ์ ระบุว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดบริบทโลกในปัจจุบัน ได้แก่ ความร่วมมือทางการค้าผ่านกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่หลากหลายและซับซ้อน เช่น WTO (องค์การการค้าโลก), FTA (ความตกลงการค้าเสรี), RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค), CPTPP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทางการค้าโลก อีกปัจจัยคือความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสมดุลทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านการค้า การลงทุน และการผลิตใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยขัดแย้งหลักในเวทีโลก ซึ่งรวมถึงการแย่งชิงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์) การแข่งขันด้านการลงทุนในพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นพลังงานแห่งอนาคต และความพยายามในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและซัพพลายเชนของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก

 

ในบริบทที่ไม่แน่นอนและซับซ้อนนี้ ดร.ณรงค์ศักดิ์ชี้ว่า ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทและวางจุดยืนทางยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน โดยต้องกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของชาติอย่างชัดเจน ด้วยการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็น ‘ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร’ หรือ ‘ฮับการผลิตและโลจิสติกส์ของอาเซียน’ รวมถึงการกำหนดจุดแข็งของตนเอง เช่น Soft Power ด้านวัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว โดยยึดหลักผลประโยชน์ของชาติ ความยั่งยืน และความสมดุลในการดำเนินนโยบายระหว่างขั้วอำนาจต่างๆ อย่างชาญฉลาด การพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับทิศทางโลกก็เป็นสิ่งสำคัญ ด้วยการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างจริงจัง, ยกระดับมาตรฐาน ESG (Environmental, Social, Governance) ให้เป็นสากล, และพัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

 

ดร.ณรงค์ศักดิ์ ยังมีข้อเสนอแนะให้กระจายความเสี่ยงในตลาดและซัพพลายเชน เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลัก เช่น สหรัฐอเมริกา หรือจีนเพียงรายเดียว ขณะเดียวกันก็เสริมบทบาทของไทยในอาเซียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพามหาอำนาจ ตลอดจนเร่งเจรจาและขยาย FTA กับประเทศหรือกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างหลากหลาย เพื่อเปิดตลาดใหม่ๆ และลดความเสี่ยง นอกจากนี้ ดร.ณรงค์ศักดิ์ ระบุว่า การเสริมสร้างศักยภาพภายในประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยการยกระดับแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของโลกยุคใหม่ ซึ่งเน้นทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยี รวมถึงการเตรียมการเพื่อรับมือกับความผันผวนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความล่าช้าด้านวัตถุดิบ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการเปลี่ยนแปลงทางภาษี ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

 

ส่วนความสัมพันธ์กับจีนนั้น ดร.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จีนซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ยังคงมีบทบาทสำคัญและเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้สำหรับประเทศไทย

 

เป็นที่คาดการณ์ว่าในปี 2025 มูลค่าการค้าโลกอาจหดตัวลงร้อยละ 0.2 และหากสถานการณ์กำแพงภาษียังคงยืดเยื้อ อาจหดตัวได้มากถึงร้อยละ 1.5 ซึ่งความไม่แน่นอนนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกสูง

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับจีนยังคงเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงสู่ตลาดโลกขนาดใหญ่ หรือการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน โดยไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก สามารถเชื่อมโยงจีน-เอเชียใต้-ตะวันออกกลาง และเป็น ‘ฮับโลจิสติกส์-ศูนย์กลางการแปรรูป’ ที่สำคัญได้

 

ไทยควรกระจายความเสี่ยงโดยการขยายตลาดส่งออก และเร่งเจรจา FTA ที่สำคัญ เช่น Thai-EU FTA และ CPTPP เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า ประกอบกับการที่จีนใช้นโยบายเศรษฐกิจ Dual Circulation และยุทธศาสตร์ BRI เพื่อกระชับความเชื่อมโยงในภูมิภาค ซึ่งอาจทำให้ไทยได้รับโอกาสทั้งการค้าและการลงทุนจากนโยบายเหล่านี้ของจีน

 

ดร.ณรงค์ศักดิ์ย้ำว่า จีนยังถือเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของไทย โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลกในอนาคต เศรษฐกิจไทยจึงต้องเร่งปรับตัว ลดการพึ่งพาตลาดเดิม เสริมความร่วมมือกับจีนอย่างสมดุล พร้อมใช้โอกาสพิเศษในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อผลักดันการเติบโต โดยความร่วมมือกับจีนควรอยู่บนพื้นฐานของ ‘หุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน’ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

 

ดร.ณรงค์ศักดิ์ เสริมว่า ประเทศไทยต้องสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย’ ที่แข็งแกร่ง ทั้งในมิติของการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร เพื่อพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและโปร่งใส และถึงแม้เศรษฐกิจโลกอาจอยู่ในช่วงขาลง แต่ไม่ใช่ทุกอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบ อาหารยังคงเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน และยังมีโอกาสอีกมาก หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรได้ เช่น การแปรรูปข้าวไทยให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและตอบโจทย์ตลาดโลกได้หลากหลายยิ่งขึ้น

 

สำหรับการบรรยายครั้งนี้อยู่ในหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (บทจ.2) และหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program 2) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยมีกรรมการบริหารสมาคมฯ สื่อมวลชน ผู้บริหาร และผู้เข้าเรียนในหลักสูตรกว่า 100 คน เข้าร่วมงาน ณ ห้องเพชรชมพู ชั้น 3 โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

 

ภาพ: Corona Borealis Studio via ShutterStock

The post ประธานหอการค้าไทย-จีนเตือน ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ สร้างภูมิคุ้มกันเชิงนโยบาย รับมือสงครามการค้ากับระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในตะวันออกกลางจริงหรือ? https://thestandard.co/china-middle-east-offensive/ Mon, 23 Jun 2025 06:12:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1087953

รัฐบาลจีนเดินเกมเชิงรุกในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน นับตั้ […]

The post จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในตะวันออกกลางจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลจีนเดินเกมเชิงรุกในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบีย และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด China-Arab States Summit และ China-Gulf Cooperation Council (GCC) Summit ในปี 2022 จีนมีความใกล้ชิดกับหลายประเทศมุสลิมในภูมิภาคนี้มากขึ้น จึงถือเป็นการเปิดยุคใหม่ของความสัมพันธ์จีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง  

 

ที่ผ่านมา ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จีนยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และมีความระมัดระวังในประเด็นด้านความมั่นคงและการเมือง จีนมักจะเน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยไม่ผูกกับอุดมการณ์ศาสนาหรือการเมือง แต่หลายครั้ง ด้วยท่าทีของจีนต่อประเด็นร้อนๆ และสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้มีบางคนมองว่า จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในภูมิภาคนี้ เช่น 

 

  • ประเด็นสงครามอิหร่าน-อิสราเอล และอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตี จีนประณามสหรัฐฯ และเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดยิง
  • ประเด็นปาเลสไตน์-อิสราเอล: จีนมีท่าทีสนับสนุนปาเลสไตน์ เรียกร้องให้มีการเจรจาสองรัฐ (Two-State Solution) และจีนเคยวิจารณ์การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอล 
  • ประเด็นนิวเคลียร์อิหร่าน: จีนมีท่าทีคัดค้านการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่ก็เรียกร้องให้อิหร่านร่วมมือกับ IAEA 
  • ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ: จีนได้ส่งเรือรบร่วมลาดตระเวน เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ร่วมกับรัสเซีย) ปกป้องเส้นทางขนส่งน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางทะเล

 

ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ : จีนส่งเรือรบร่วมลาดตระเวน เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ร่วมกับรัสเซีย) ปกป้องเส้นทางขนส่งน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางทะเล

ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ : จีนส่งเรือรบร่วมลาดตระเวน เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ร่วมกับรัสเซีย) ปกป้องเส้นทางขนส่งน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางทะเล

 

  • ประเด็นการซ้อมรบและการต่อต้านการก่อการร้าย: จีนมีการซ้อมรบกับหลายประเทศมุสลิมในภูมิภาคนี้ เช่น ซาอุ และมีการซ้อมรบทางทะเลร่วม จีน-อิหร่าน-รัสเซีย ที่อ่าวโอมาน รวมทั้งการร่วมมือกับหลายประเทศ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มสุดโต่งที่คุกคามเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

 

ทั้งนี้ จีนไม่ได้มีท่าทีเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน (ในลักษณะเดียวกับชาติตะวันตกบางประเทศ) แม้ว่าจีนมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปทางประเทศมุสลิมในหลายบริบท โดยเฉพาะในประเด็นปาเลสไตน์และอิหร่าน แต่จีนก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลเช่นกัน ในขณะนี้ จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของอิสราเอล และจีนเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของอิสราเอล เช่น โครงการท่าเรือ และร่วมมือด้านเทคโนโลยี เป็นต้น 

 

จีนพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคโดยตรง และเน้นรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย รัฐบาลจีนมักจะประกาศว่า “นโยบายต่างประเทศของจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับทุกประเทศในตะวันออกกลาง บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกัน” และสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ 

 

ดังนั้น จีนไม่ได้เลือกข้าง แต่ ‘เลือกผลประโยชน์’ จีนพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการทูตและทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นคู่สงครามใดๆ จีนก็ยังคงค้าขายกับทุกฝ่าย เช่น อิสราเอลและอิหร่านที่มีการปะทะกันอย่างหนักในขณะนี้ ต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญของจีน 

 

ผลประโยชน์จีนด้านเศรษฐกิจและพลังงาน จีนมีการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบร้อยละ 50 จากตะวันออกกลาง โดยมีประเทศซาอุ อิรัก โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นแหล่งนำเข้าหลัก และจีนได้เสนอให้มีการชำระเงินด้วยเงินสกุลหยวน (Yuan Settlement) ในการซื้อขายน้ำมัน เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ 

 

นอกจากนี้ จีนใช้การทูตเชิงรุกในการขยายความร่วมมือกับกลุ่มความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ GCC ซึ่งมีสมาชิก 6 ประเทศได้แก่ ซาอุ ยูเออี กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และโอมาน และเป็นกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โดยมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) มูลค่ามหาศาล กลุ่ม GCC นี้จึงมีบทบาทสำคัญทั้งด้านพลังงาน การเงิน และการทูตในโลกอาหรับและโลกมุสลิม 

 

ในขณะนี้ จีนกลายเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC และล่าสุด จีนกำลังเร่งเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มนี้ หากจัดทำได้สำเร็จ จะช่วยให้จีนส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้ง่ายขึ้น ในยุครัฐบาลทรัมป์เก็บภาษีโหดกับจีน ยิ่งต้องเน้นกระจาย (diversify) ตลาดใหม่ๆ ในโลกขั้วใต้ให้มากขึ้น  

 

จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของซาอุ ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการค้าขายน้ำมัน ขยายไปสู่การลงทุนร่วม และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น จีนได้เข้าไปดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงฮารามาอีน (Haramain High-Speed Railway) ในนครเมกกะห์ของซาอุ และเปิดใช้งานตั้งแต่ปลายปี 2019 เส้นทางรถไฟความเร็วสูง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสายนี้ก่อสร้างโดยบริษัท China Railway Construction Corp (CRCC) ของจีน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า “รถไฟแห่งศรัทธา” (Train of Faith) เนื่องจากเป็นรถไฟที่เชื่อมเมืองศักดิ์สิทธิ์ 4 แห่งของอิสลาม ช่วยลดระยะเวลาเดินทาง และสามารถรองรับผู้แสวงบุญได้มากถึง 60 ล้านคนต่อปี 

 

สีจิ้นผิงวางยุทธศาสตร์ที่จะใช้กลุ่มอ่าวอาหรับ GCC เพื่อเป็นประตูสู่ตะวันออกกลาง และเชื่อมโยงความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) ส่งผลให้จีนออกไปลงทุนในภูมิภาคนี้ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 23 ของการลงทุนต่างประเทศของจีนภายใต้ความร่วมมือ BRI มีทั้งการลงทุนในท่าเรือ รถไฟ ถนน ระบบโลจิสติกส์ เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าไปแอฟริกาและยุโรป เช่น ท่าเรือดูไบ เขตอุตสาหกรรมจีนในโอมาน รวมทั้งเมกะโปรเจกต์ NEOM ที่ซาอุได้เชิญฝ่ายจีนร่วมลงทุนด้วย

 

ที่สำคัญ ประเทศเศรษฐีน้ำมันเหล่านี้ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันที่ไม่ยั่งยืน จึงหันมาให้ความสนใจจับมือกับจีนในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียว เช่น เทคโนโลยีพลังงานโซลาร์ พลังงานลม โดยเฉพาะในโครงการสำคัญของซาอุ เช่น ‘Made in Saudi’ และ ‘Vision 2030’ ตลอดจนการใช้โครงข่ายเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย การร่วมมือกับจีนสร้าง Smart City และการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า EV ของจีนไปเจาะตลาดกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC

 

อีกด้านที่โดดเด่น คือ บทบาทของจีนทางการทูตในการเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย/คนกลางในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-ซาอุ จนสำเร็จในปี 2023 เพื่อแสดงให้โลกมุสลิมในตะวันออกกลางได้เห็นว่า จีนไม่ได้มีแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่พร้อมเป็นคนกลางผู้สร้างเสถียรภาพ (Stability Broker) ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้

 

ทั้งนี้ ในด้านความมั่นคง แม้ว่าจีนไม่ได้มีฐานทัพในตะวันออกกลาง แต่จีนก็มีการฝึกทหารร่วม (joint military exercise) และขายอาวุธและโดรนให้หลายกับประเทศ เช่น ซาอุ ยูเออี และอียิปต์ ในขณะนี้ จีนเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับ 2 ของตะวันออกกลาง (รองจากสหรัฐฯ) 

 

ที่น่าจับตาอีกด้าน คือ จีนมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโลกมุสลิมในกลุ่มประเทศอาหรับ กับกลุ่มอาเซียน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนสามารถผลักดันให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียนปี 2025) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดระดับผู้นำที่เรียกว่า “ASEAN – GCC – China Summit” ครั้งแรกจนสำเร็จ โดยคาดหวังว่า กลุ่มอาเซียนกับกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC ที่จับมือกัน (ภายใต้แรงสนับสนุนจากจีน) จะกลายเป็นตัวอย่างของความร่วมมือ South–South Cooperation ที่ไม่พึ่งพาประเทศพัฒนาแล้วเหมือนที่ผ่านมา และจีนจะสามารถใช้กลไกใหม่นี้เป็นเครื่องมือเชิงการทูตบนเวทีโลกต่อไป

 

มีข้อสังเกตว่า จีนเลือกที่จะให้มาเลเซียเป็นเจ้าภาพริเริ่มจัดการประชุมครั้งแรกนี้ เพื่อทำให้กลุ่มอาเซียนตอบรับได้ง่ายกว่าการที่จีนเดินหน้าเองโดยตรง และมาเลเซียเป็นประเทศมุสลิมที่มีจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC เพื่อช่วยสร้างแนวร่วมมุสลิมที่มีจุดยืนร่วมกัน ในลักษณะ“พันธมิตรโลกมุสลิม–เอเชีย”โดยมีจีนเป็นแกนกลาง 

 

โดยสรุป จีนเอียงข้างประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางในแง่การทูตและเศรษฐกิจ โดยมีความระมัดระวังในประเด็นด้านความมั่นคงและการเมือง จีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลควบคู่ไปด้วย และจีนมุ่งคบหาผูกมิตรกับประเทศตะวันออกกลาง เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การค้า การลงทุน และการเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีน ในยุคทรัมป์ป่วนโลก 

 

การเดินเกมของจีนในภูมิภาคนี้จึงใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวนำ โดยไม่ผูกกับอุดมการณ์ศาสนาหรือการเมือง ควบคู่ไปกับความพยายามที่จะส่งสัญญาณว่า ความร่วมมือของจีนกับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่จะเป็นการจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่จีนกำลังสร้างขึ้น และแสดงบทบาทเชิงรุกแทนที่สหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ พร้อมกับการปูทางไปสู่ระบบโลกแบบหลายขั้ว (multipolar world order) ต่อไป 

 

ภาพ: Reuters, ShutterStock

The post จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในตะวันออกกลางจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุปทูตจีนย้ำ รักษานโยบายเปิดประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอน ลดอุปสรรคนำเข้าสินค้าไทย หนุนการค้าการลงทุน https://thestandard.co/china-trade-policy-thai-imports/ Sat, 14 Jun 2025 04:23:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1084973 อุปทูตจีนกล่าวปาฐกถาพิเศษ ย้ำจีนหนุนสินค้าไทยและรักษานโยบายเปิดประเทศ

จางเซียวเซียว อุปทูตฝ่ายเศรษฐกิจและการค้าประจำสถานเอกอั […]

The post อุปทูตจีนย้ำ รักษานโยบายเปิดประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอน ลดอุปสรรคนำเข้าสินค้าไทย หนุนการค้าการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุปทูตจีนกล่าวปาฐกถาพิเศษ ย้ำจีนหนุนสินค้าไทยและรักษานโยบายเปิดประเทศ

จางเซียวเซียว อุปทูตฝ่ายเศรษฐกิจและการค้าประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ย้ำว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและสงครามการค้าของสหรัฐฯ รัฐบาลจีนจะยังคงรักษานโยบายเปิดประเทศไว้เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันจีนยังจับตาผลการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังให้คำมั่นว่าจีนจะส่งเสริมการนำเข้าสินค้าไทยมากขึ้น รวมถึงการลดอุปสรรคต่างๆ เช่น มีการพูดคุยระหว่างศุลกากรจีนกับกระทรวงเกษตร โดยจีนได้ลดอัตราการตรวจสอบสารตกค้าง Basic Yellow 2 ในทุเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้า 

 

ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษในพิธีเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (บจท.2)  และหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 (Young Executive Program 2) ของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมกับหอการค้าไทย-จีน ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น อุปทูตจีนเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างจีนและไทย โดยยกคำพูดของ หานจื้อเฉียง อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยที่เพิ่งหมดวาระที่เคยกล่าวไว้ว่า จีนและไทยไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน แต่เป็นพี่น้องที่เชื่อมโยงกันด้วยแม่น้ำ ภูเขา และมีอนาคตร่วมกัน

 

จางเซียวเซียว กล่าวว่า จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ เช่น ทุเรียน โดยในปี 2567 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% ขณะที่บริษัทจีนลงทุนในไทยผ่าน BOI 5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพการผลิตของไทยในระดับภูมิภาค

 

จีนมีสัดส่วนนำเข้าสินค้าเกษตร สินค้าทุน (capital goods) และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (intermediate goods) คิดเป็นกว่า 80% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อนำมาใช้ในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศ ก่อนจะส่งออกต่อไปยังต่างประเทศหรือผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเอง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของจีนโดยรวมสูงกว่า

 

อุปทูตจีนชี้ให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน แต่ไทยและจีนมีสามโอกาสที่สำคัญจากความสัมพันธ์ด้านการค้า ได้แก่ โอกาสจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน โอกาสจากความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว-เศรษฐกิจดิจิทัล และโอกาสสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกัน

 

ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 กับกว่า 150 ประเทศทั่วโลก มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจคิดเป็น 30% ของการเติบโตทั่วโลก โดยอุปทูตจีนกล่าวว่า บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในจีนมีรายได้เพิ่มขึ้น 9% ในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้จีนยังมีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้าประเทศมากถึง 64 ล้านคน เพิ่มขึ้น 83% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสที่ผู้คนทั่วโลกมองเห็นในจีน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

 

จางเซียวเซียวยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางการค้าผ่านทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศซึ่งรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริม โดยเฉพาะในด้านการนำเข้าและส่งออก โดยมีการจัดตั้งเขตนำร่องอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในหลายพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ประชาชนจีนสามารถนำเข้าสินค้าโดยได้รับยกเว้นภาษีวงเงินไม่เกิน 26,000 หยวนต่อปี ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนการค้าออนไลน์ข้ามประเทศ

 

นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยแต่ละมณฑลมีนโยบายจูงใจที่แตกต่างกันไปตามศักยภาพของพื้นที่ เช่น มณฑลไห่หนาน ซึ่งเป็นเกาะ ได้รับการส่งเสริมให้เป็นเขตปลอดภาษีสำหรับสินค้านำเข้า เมื่อนำเข้ามาผลิตแล้วสามารถส่งออกไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ได้โดยตรง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดนักลงทุน จางกล่าวว่า จีนในปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นแหล่งผลิตของโลก แต่ยังเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ ด้วยประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน โดยในปีที่ผ่านมา มียอดการบริโภคภายในประเทศสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจีนก็เปิดรับสินค้าคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ทุเรียนจากไทย

 

อุปทูตกล่าวว่า ปีที่แล้วมีปัญหาการตรวจพบสารตกค้างในทุเรียน แต่ในปีนี้ปริมาณทุเรียนจากไทยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล จึงได้มีการหารือระหว่างจีนและกระทรวงเกษตรของไทย โดยไทยจะส่งรายชื่อบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือให้จีนพิจารณา ซึ่งจีนก็ได้ลดอัตราการตรวจสอบสารตกค้าง Basic Yellow 2 ในทุเรียนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเข้า โดยมาตรการนี้จีนมอบให้เฉพาะประเทศไทย จนทำให้เวียดนามแสดงความไม่พอใจ


อุปทูตขยายความว่า แม้จีนกับเวียดนามจะมีความสัมพันธ์ที่ดี แต่จีนก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพและปริมาณการส่งออกของทุเรียนไทย ซึ่งมีมาตรฐานสูงและมีปริมาณส่งออกมากกว่าเวียดนามหลายเท่า โดยนอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้ผลิตไทยแล้ว ยังส่งผลดีต่อผู้บริโภคชาวจีนที่ได้บริโภคผลไม้คุณภาพดีด้วย


จางเซียวเซียวชี้ว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าจีนยินดีเปิดรับสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และมีความมุ่งมั่นในการลดอุปสรรคทางการค้า เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศ

 

อุปทูตยังชวนคนไทยไปเที่ยวชมงาน China International Import Expo (CIIE) ซึ่งเป็นงานมหกรรมที่เน้นการนำเข้าสินค้าต่างประเทศ โดยงานนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับคู่ค้าชาวจีนโดยตรง โดยทางจีนจะจัดหาผู้ซื้อภายในประเทศไปร่วมงาน เป็นการเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดเข้าสู่จีน

 

ส่วนโอกาสจากความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว-เศรษฐกิจดิจิทัลนั้น อุปทูตเผยข้อมูลที่รวบรวมโดยแผนกพาณิชย์ของสถานจีนประจำประเทศไทย ระบุว่าปัจจุบันมีบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทยมากกว่า 1,000 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตและดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี  บริษัทเหล่านี้หลายแห่งมีพาร์ตเนอร์ไทยในฐานะซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 หรือ Tier 2 อยู่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทจีนหน้าใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาจยังไม่มีเครือข่ายหรือพาร์ตเนอร์ไทย และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากการพูดคุยกับนักลงทุนจีน พบว่าหนึ่งในความท้าทายคือความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำงาน เช่น คนไทยมักไม่ทำงานนอกเวลาหลังเลิกงาน หรือไม่รับการติดต่อเรื่องงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งอาจต่างจากวัฒนธรรมการทำงานของจีน ทางสถานทูตจีนจึงได้แนะนำให้บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยปรับแนวคิดและพฤติกรรมการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทของไทย พร้อมเน้นย้ำว่าหากสองฝ่ายพยายามปรับตัวเข้าหากันก็จะสามารถสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนได้ 

 

ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎระเบียบนั้น อุปทูตย้ำว่า บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในไทยได้ดำเนินการภายใต้กรอบของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งกำหนดให้แรงงานอย่างน้อย 75% ต้องเป็นคนไทย โดยจากข้อมูลที่ได้รับ พบว่าหลายบริษัทจ้างแรงงานไทยมากถึง 90% หรือมากกว่า เช่น บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายหนึ่งที่มีสัดส่วนแรงงานไทยถึง 99%

 

อย่างไรก็ตาม อุปทูตชี้ว่า บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างหรือได้รับการรายงานผ่านสื่อ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีการนำเสนอข้อมูลเชิงบวกเหล่านี้เท่าที่ควร ขณะเดียวกัน ข่าวเชิงลบที่ปรากฏในบางกรณีอาจเป็นส่วนน้อย แต่กลับได้รับความสนใจในวงกว้างมากกว่า 

 

“ทางฝ่ายจีนให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทจีนในไทย โดยมีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับสมาคมธุรกิจจีนในประเทศไทย เพื่อให้บริษัทต่างๆ ปฏิบัติตามมาตรฐานที่เหมาะสม และเปิดรับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส” อุปทูต จางเซียวเซียว กล่าว

 

สำหรับโอกาสจากการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันนั้น จางเซียวเซียวกล่าวว่า จีนยังคงยึดมั่นในนโยบายเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยกล่าวไว้ว่า “การเปิดประเทศก็เหมือนการเปิดประตูบ้าน ซึ่งจะมีทั้งแสงแดด ลม และแมลงเข้ามา แต่เราก็ไม่ควรปิดประตูเพียงเพราะกลัวแมลง” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงแนวทางของจีนที่พร้อมเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสร้างโอกาสแก่ทุกฝ่ายในการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในบริบทของสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา หลายฝ่ายอาจสงสัยถึงท่าทีของไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จีนมองว่า ไทยมีท่าทีที่ดีที่แสดงความต้องการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

 

อุปทูตจีนแสดงความเชื่อมั่นว่า ผลการเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะส่งผลเชิงบวกต่อประเทศอื่นๆ ด้วย โดยจีนจะยืนหยัดคัดค้านมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การขึ้นภาษี และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน จีนเชื่อว่าการสร้างสังคมโลกที่มีระเบียบและยึดหลักกติกาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกประเทศ ในขณะที่การหันหลังให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศ จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้แก่โลก 

 

The post อุปทูตจีนย้ำ รักษานโยบายเปิดประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอน ลดอุปสรรคนำเข้าสินค้าไทย หนุนการค้าการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมอำลานายกรัฐมนตรี ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ https://thestandard.co/chinese-ambassador-bids-farewell/ Fri, 06 Jun 2025 05:04:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1082321

หานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ หวางฮวน […]

The post เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมอำลานายกรัฐมนตรี ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และ หวางฮวน ภริยา ได้เดินทางไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่ออำลา แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย โดยมี อู๋จื้ออู่ อัครราชทูต, เจียงเหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษา, พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายสัตวแพทย์ ชัย วัชรงค์ ผู้แทนการค้าไทย, เอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และคนอื่นๆ เข้าร่วม

 

เอกอัครราชทูตหานกล่าวชื่นชม การพัฒนาที่สำคัญของความสัมพันธ์จีน-ไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และขอบคุณนายกรัฐมนตรี สำหรับการให้ความสำคัญและให้การส่งเสริมความสัมพันธ์จีน-ไทย พร้อมเน้นย้ำว่า ความไว้วางใจทางการเมืองที่มั่นคง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และมิตรภาพแบบดั้งเดิมระหว่างสองประเทศ ล้วนเป็น ‘รากฐานที่สำคัญ’ สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะยังคงสืบสานประเพณีอันดีงามในการช่วยเหลือกันเสมือนลงเรือลำเดียวกันและทำงานร่วมกัน เพื่อการพัฒนาร่วมกัน ภายใต้สถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผันผวนต่อไป

 

ขณะที่ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์กับจีน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ร่วมทุกข์ร่วมสุขและเอาชนะความยากลำบากร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีไทยยังชื่นชมเอกอัครราชทูตหานเป็นอย่างยิ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีไปสู่ระดับใหม่ และได้รับคำชื่นชมอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับเอกอัครราชทูตหานและภริยาในฐานะเพื่อนที่ดีของประเทศไทยที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยบ่อยครั้งในอนาคต

 

ภาพ: สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

The post เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมอำลานายกรัฐมนตรี ในโอกาสพ้นจากหน้าที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนภัยคุกคามจากจีนต่อไต้หวัน เรียกร้องเอเชียเพิ่มงบการทหาร https://thestandard.co/us-china-threat-to-taiwan-asia/ Sun, 01 Jun 2025 05:15:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1080969

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศเตือนว่า จีน […]

The post รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนภัยคุกคามจากจีนต่อไต้หวัน เรียกร้องเอเชียเพิ่มงบการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกาประกาศเตือนว่า จีนเป็นภัยคุกคาม ‘ใกล้ตัว’ ต่อไต้หวัน และเรียกร้องให้ประเทศในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งสงคราม ขณะเข้าร่วมประชุมด้านความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์

 

เฮกเซธกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการสร้างสงครามหรือความขัดแย้งกับจีน ไม่ได้ต้องการครอบงำหรือบีบคั้นจีน แต่สหรัฐฯ จะไม่ยอมถูกผลักออกจากเอเชียหรือปล่อยให้พันธมิตรถูกข่มขู่ พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้จีนครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้

 

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังระบุว่า จีนต้องการเป็นมหาอำนาจที่หวังจะควบคุมหลายส่วนของเอเชีย ซึ่งจีนมีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านหลายประเทศในทะเลจีนใต้ โดยจีนเตรียมพร้อมที่จะใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนสมดุลอำนาจในเอเชีย และอ้างถึงเส้นตายปี 2027 ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงตั้งเป้าให้กองทัพจีนพร้อมบุกไต้หวัน แม้เส้นตายดังกล่าวจะเป็นข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ มานานหลายปีแล้ว แต่ทางการจีนไม่เคยยืนยันในประเด็นนี้

 

“หากจีนคอมมิวนิสต์พยายามยึดไต้หวันด้วยกำลัง จะเกิดผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและต่อโลก ภัยคุกคามจากจีนเป็นเรื่องจริง และอาจเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน เราหวังว่า สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปได้”

 

เฮกเซธยังชูเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐฯ และกล่าวถึงความร่วมมือใหม่ในอินโด-แปซิฟิก เช่น ศูนย์ซ่อมเรดาร์ในออสเตรเลียสำหรับเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลของสหรัฐฯ ที่พันธมิตรซื้อไป และสนับสนุนการผลิตโดรนไร้คนขับในภูมิภาค เขาเตือนประเทศในเอเชียไม่ให้พึ่งพาเศรษฐกิจจีนมากเกินไป เพราะปักกิ่งจะใช้เป็น ‘เครื่องต่อรอง’ เพื่อขยายอิทธิพล ซึ่งจะซับซ้อนต่อการตัดสินใจด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

ทางด้านสถานทูตจีนในสิงคโปร์โพสต์ Facebook ตอบโต้ว่า คำปราศรัยของเฮกเซธ “เต็มไปด้วยการยั่วยุและปลุกปั่น” และกล่าวว่าเฮกเซธ “โจมตีและใส่ร้ายจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

 

“ในความเป็นจริง สหรัฐฯ เองคือ ‘ตัวปัญหา’ ที่ใหญ่ที่สุดต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค” โดยยกตัวอย่างว่า สหรัฐฯ นำอาวุธโจมตีเข้ามาในทะเลจีนใต้ และสอดแนมเกาะและแนวปะการังของจีน พร้อมทั้งระบุว่า สิ่งที่สหรัฐฯ มอบให้โลกมากที่สุดตอนนี้คือ ‘ความไม่แน่นอน’” สถานทูตจีนกล่าว “ประเทศนี้อ้างว่าปกป้องสันติภาพและไม่ต้องการความขัดแย้ง เราได้ยินแล้ว มาดูกันว่าการกระทำจะเป็นอย่างไร”

 

คำปราศรัยของเฮกเซธเกิดขึ้นหลัง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เสนอให้ยุโรปเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงของเอเชีย ซึ่งเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม Shangri-La Dialogue ในปีนี้ด้วย ขณะที่จีนส่งคณะผู้แทนระดับต่ำกว่าปกติและยกเลิกการกล่าวสุนทรพจน์ที่วางแผนไว้ในวันอาทิตย์ (1 มิถุนายน) โดยไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Edgar Su / Reuters

 

อ้างอิง:

The post รมว.กลาโหมสหรัฐฯ เตือนภัยคุกคามจากจีนต่อไต้หวัน เรียกร้องเอเชียเพิ่มงบการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนังสั้น ‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ ปิดกล้องแล้ว! ย้อนรอย 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestandard.co/short-film-50-years-thailand-china/ Sat, 31 May 2025 07:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1080675

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน […]

The post หนังสั้น ‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ ปิดกล้องแล้ว! ย้อนรอย 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และมูลนิธิปัญญาวุฒิ ปิดกล้องภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิทยาเขตนครปฐม โดยหนังสั้นเรื่องนี้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อย้อนรอย 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแนวอิงประวัติศาสตร์ ดราม่า-โรแมนติก กำกับโดยผู้กำกับชื่อดัง ปรัชญา ปิ่นแก้ว และได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง มุก-วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ และ เอส-ชิษณุพงศ์ สกุลนันทิพัฒน์ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความผูกพันอันแน่นแฟ้นของสองแผ่นดิน

 

นอกจากนี้ หนังสั้น ‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ ยังได้รับเกียรติจาก คันธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากลยุทธ์และอบรมของสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และกรรมการหลักสูตรและเลขานุการของสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน มาร่วมเป็นแขกรับเชิญพิเศษในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์อีกด้วย

 

‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างไทยและจีน รอติดตามชมผลงานคุณภาพเรื่องนี้ได้เร็วๆ นี้!

 

The post หนังสั้น ‘สายใยรักสองแผ่นดิน’ ปิดกล้องแล้ว! ย้อนรอย 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมจีนไม่ยอมถูกบูลลี่ และไม่ยอมหมอบให้สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-vs-us-trade-war-analysis/ Wed, 28 May 2025 05:20:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1079329 ภาพแผนที่ตลาดส่งออกของจีนสู่ประเทศโลกขั้วใต้ และกราฟเทียบการพึ่งพาสหรัฐฯ

การเจรจาพักรบสงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกไปอีก 90 […]

The post ทำไมจีนไม่ยอมถูกบูลลี่ และไม่ยอมหมอบให้สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่ตลาดส่งออกของจีนสู่ประเทศโลกขั้วใต้ และกราฟเทียบการพึ่งพาสหรัฐฯ

การเจรจาพักรบสงครามภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกไปอีก 90 วัน เป็นแค่ ‘เกมซื้อเวลา’ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงหวาดระแวงการเติบใหญ่ของจีน ศึกระหว่างสองมหาอำนาจย่อมไม่จบง่ายๆ เพราะปมขัดแย้งที่แท้จริงไม่ใช่มีเพียงแค่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ประเด็นสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนมูลค่ามหาศาล  

 

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ปมขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจคืออะไรกันแน่ และทำไมสีจิ้นผิงกล้าชน ไม่ยอมหมอบ ไม่ยอมจำนนให้ทรัมป์

 

ดิฉันเพิ่งบินกลับมาจากการไปเข้าอบรมหลักสูตร CICG ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์จีนในกรุงปักกิ่งนาน 2 สัปดาห์ พบว่า นักศึกษาจีนและคนจีนที่พูดคุยด้วยส่วนใหญ่เชียร์ผู้นำของตัวเอง คนจีนส่วนใหญ่ร่วมเชียร์ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ในการสู้ศึกครั้งนี้  อย่าไปยอมจำนนให้ชาติอื่นมาบูลลี่จีน ในขณะที่คนอเมริกันไม่ใช่ทุกคนจะเชียร์ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คนอเมริกันนับแสนคนเคยออกมาร่วมประท้วงใหญ่ต่อต้านนโยบายสุดโต่งของทรัมป์ 

 

ความเห็นของศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนและผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจีน ตลอดจนสื่อใหญ่หลายสำนักของจีนที่มาเป็นวิทยากรในหลักสูตรนี้ (เช่น CGTN,  China Daily, Xinhua รวมทั้ง CMG) ต่างก็สนับสนุนท่าทีผู้นำจีนที่จะไม่ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐฯ ฝ่ายจีนประกาศชัดเจน “ไม่มีใครชนะ ในสงครามการค้า” และจีนไม่ได้เป็นฝ่ายเปิดศึกทำสงครามใดๆ กับสหรัฐฯ แต่ในเมื่อ ‘จีนถูกบูลลี่ก่อน จีนจึงไม่ยอมสยบ จีนพร้อมสู้กลับ’ รวมทั้งการโพสต์ประกาศออกสื่ออย่างแข็งกร้าวของสถานทูตจีนในวอชิงตัน ดี.ซี. “หากสหรัฐฯ ต้องการสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามภาษี สงครามการค้า หรือสงครามในรูปแบบใดก็ตาม จีนก็พร้อมที่จะสู้จนถึงที่สุด” จากการจับสัญญาณท่าทีของฝ่ายจีน มีหลายประเด็นที่สำคัญ ดังนี้

 

ประเด็นแรก อะไรคือปมขัดแย้งที่แท้จริงระหว่างสองมหาอำนาจ 

 

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าสองมหาอำนาจนี้จะขัดแย้งกันไปทำไม ในเมื่อทั้งสหรัฐฯ และจีนไม่ได้มีใครต้องการไปแย่งดินแดนของอีกฝ่าย จีนไม่ได้ต้องการไปยึดเกาะฮาวายหรือดินแดนใดๆ ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ต้องการไปบุกยึดดินแดนของจีนมาเป็นของตนเช่นกัน (แม้ว่าสหรัฐฯ จะสนับสนุนไต้หวัน) แล้วสองประเทศนี้จะทะเลาะกันไปทำไม จนทำให้ทั้งโลกต้องสะเทือนและปั่นป่วนตามไปด้วย

 

หากศึกษาแนวคิดเรื่อง Thucydides Trap หรือ ‘กับดักธูสิดีดิส’ น่าจะช่วยเป็นคำตอบที่ทำให้เข้าใจปมขัดแย้งสหรัฐฯ และจีนได้ชัดเจนขึ้น เนื้อหาในหนังสือ ‘Destined for War’ เขียนโดย ศ.เกรแฮม อัลลิสัน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้อธิบายในประเด็นนี้ว่า “มหาอำนาจเดิมมักจะหวั่นไหวและหวาดระแวงการเติบใหญ่ของมหาอำนาจใหม่ จนทำให้เกิดความไม่ไว้ใจกัน” และยังได้วิเคราะห์ด้วยว่า หากสองมหาอำนาจติดอยู่ใน ‘กับดักธูสิดีดิส’* ก็อาจนำไปสู่สงครามระหว่างกัน แล้วทั้งสหรัฐฯ และจีนจะหลีกเลี่ยงไม่ให้ติดกับดักแห่งอำนาจนี้ได้หรือไม่? 

 

ดังนั้นปมขัดแย้งหลักของสองมหาอำนาจก็คือศึกแห่งศักดิ์ศรี มหาอำนาจเดิมคือสหรัฐฯ เกิดความกลัวและหวั่นไหวกับการผงาดขึ้นมาของมหาอำนาจใหม่อย่างจีน  การเติบใหญ่อย่างรวดเร็วของจีน ยิ่งทำให้สหรัฐฯ หวาดระแวง โดยเฉพาะในยุคสีจิ้นผิง จีนกล้าประกาศความแข็งแกร่งในหลายด้าน ไม่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ ยังรวมไปถึงบทบาทและอิทธิพลจีนในระดับโลก ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศและด้านความมั่นคง จีนมีการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กองทัพจีนมีการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไฮเทคทันสมัย รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของจีนที่ล้ำหน้าอย่างก้าวกระโดด เป็นต้น

 

 

ประการที่สอง ทำไมจีนพร้อมสู้กลับ ไม่กลัวการบูลลี่ของสหรัฐฯ ที่ทำตามอำเภอใจฝ่ายเดียว (Unilateralism)

 

ในการสู้ศึกใหญ่รอบนี้ จีนค่อนข้างมีความพร้อมและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เคยถูกบีบให้ต้องทำสงครามการค้าในยุคทรัมป์สมัยแรก ในปี 2018 สีจิ้นผิงเคยใช้คำว่า ‘แรดเทา’ ในการพูดเตือนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า “จีนต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดคิด งานหนักของทุกคนคือการรักษาเสถียรภาพ ต้องเฝ้าระวังอย่างสุดชีวิต เพื่อมุ่งสกัด ‘แรดเทา’ ภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้สูง” ทุกคนต้องไม่ชะล่าใจ จีนต้องวางแผนรับมือกับภัยคุกคามคือศึกใหญ่หลวงจากสหรัฐฯ ดังนั้นในรอบนี้ เมื่อทรัมป์ชนะเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง จีนจึงพร้อมรับมือ/สู้ศึก จีนมีประสบการณ์แล้ว และพร้อมปะทะ/โต้กลับ (หากสนใจประเด็น ‘ทำไมทรัมป์ 2.0 คือแรดเทา แล้วจีนจะสู้กลับอย่างไร?’ สามารถคลิกไปอ่านบทความในเรื่องนี้ของดิฉันได้ที่ https://thestandard.co/trump-china-trade-tensions/)

 

ที่สำคัญจีนไม่ได้พึ่งพารายได้จากการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงมากเหมือนในอดีต ในยุคสีจิ้นผิง จีนปรับสู่โมเดล Xinomics หันมาเน้นขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ (consumption-driven economy) เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ จีนพยายามปรับโมเดลลดการพึ่งพาภาคส่งออกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในขณะนี้ จีนมี Export to GDP ratio ลดเหลือ 19.7%  

 

นอกจากนี้ จีนได้ซุ่มกระจายการส่งออกไปตลาดในโลกขั้วใต้ (Global South) มานานแล้ว โดยผ่านกลไกข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) หรือ ‘อี้ไต้อี้ลู่’ มาตั้งแต่ปี 2013 ส่งผลให้จีนสามารถกระจายการส่งออกยังตลาดใหม่ๆ ทดแทนตลาดสหรัฐฯ และจีนยังได้ออกไปลงทุนในประเทศโลกขั้วใต้เพิ่มสูงขึ้น เกิดกระแสทุนจีนบุกโลก พร้อมๆ ไปกับการแสวงหาพรรคพวกเข้าร่วมกลุ่ม BRI ที่มากขึ้น 

 

จีนยังได้สร้างแนวร่วมในกลุ่ม BRICS ที่ตอนนี้มีสมาชิก 10 ประเทศ และมีประเทศหุ้นส่วนอีก 13 ประเทศ (รวมทั้งไทย) ตลอดจนกลไกอื่นๆ ที่จีนผลักดันเพื่อสร้างพรรคพวก ทั้งด้านการค้าและการลงทุน เช่น กลไก Forum on China–Africa Cooperation (FOCAC) ในการจับมือกับ 53 ประเทศในทวีปแอฟริกา ในขณะที่ ฝ่ายสหรัฐฯ ขึ้นภาษีโหดทั่วโลก แต่ฝ่ายจีนกลับประกาศลดภาษีเหลือศูนย์ให้กับประเทศกำลังพัฒนาน้อยกว่า เพื่อจูงใจให้ประเทศที่ระดับการพัฒนาต่ำเหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกา ได้รับประโยชน์จากการมาเป็นพรรคพวกให้ความร่วมมือกับจีน (ทำนองว่า มาคบกับจีนแล้วคุณจะอยู่ดีกินดีขึ้นนะครับ) 

 

จีนยังมีกลไก China-CELAC Forum ในการจับมือกับ 33 ประเทศในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน เพื่อให้มาเป็นพรรคพวกของจีน โดยจีนเพิ่งประกาศขยายวงเงินเครดิตให้กลุ่มนี้สูงถึง 9.2 พันล้านดอลลาร์

 

แน่นอนว่ายังคงมีบางประเทศในโลกขั้วใต้ (เช่น บางประเทศในลาตินอเมริกา) ที่ยังระแวงจีนอยู่บ้าง แต่ในยุคทรัมป์ที่ไม่แคร์เพื่อน และชอบบูลลี่คนอื่น ก็ยิ่งผลักให้ประเทศที่โดนเทมาจากสหรัฐฯ เหล่านั้น สนใจจะมาจับมือกับจีนมากขึ้น ซึ่งฝ่ายจีนก็แสดงความพร้อมที่จะโอบรับและจับมือ/ร่วมมือกับประเทศเหล่านั้นเสมอ จีนประกาศว่า จะร่วมต่อต้าน ‘ลัทธิทำตามอำเภอใจฝ่ายเดียว’ (Unilateralism) ของรัฐบาลทรัมป์ และจะร่วมมือกันสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคี (Multilateralism) ภายใต้องค์การการค้าโลก WTO

 

พฤติกรรมของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ป่วนโลกและไม่แคร์เพื่อน จะกลายเป็นโอกาสของจีน เข้าทางจีนในการดึงประเทศโลกขั้วใต้เหล่านี้มาเป็นพรรคพวกของจีนให้มากขึ้น  ล่าสุด นิตยสาร The Economist ฉบับต้นเดือนเมษายน พาดหัวขึ้นปกด้วยข้อความว่า “ทรัมป์จะทำให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (Make China Great Again) และจะกลายเป็นโอกาสที่สวยงามของจีน” (A Big and Beautiful Opportunity for China)  ในการดึงประเทศอื่นมาเป็นพรรคพวก เพื่อสร้างอาณาจักรที่จะทำให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งนั่นเอง

 

กลไกสร้างพรรคพวกและแสวงหาความร่วมมือในโลกขั้วใต้ทั้งหลายนี้ ล้วนมีส่วนทำให้จีนสามารถกระจายความเสี่ยง (diversify) ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ผ่านการกระจายตลาดส่งออกจีนไปยังประเทศโลกขั้วใต้อย่างต่อเนื่อง จากสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา การส่งออกของจีนไปยังโลกขั้วใต้มีการขยายตัวมากกว่าและมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกไปตลาดดั้งเดิม เช่น ตลาดสหรัฐฯ ดังแสดงในรูปประกอบ 

 

จากข้อมูลปี 2024 การส่งออกของจีนไปตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนลดลงเหลือ 14.7% ของการส่งออกทั้งหมดของจีน (จากเดิมที่เคยมีสัดส่วนสูงมากกว่า 20% ของการส่งออกจีน) เนื่องจากจีนตั้งใจปรับโมเดลลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และเร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นๆ เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง 

 

อ้างอิง: https://asiatimes.com/2024/05/2-words-explain-china-export-surge-global-south/

 

เส้นสีฟ้าคือตลาดส่งออกของจีนในแถบโลกขั้วใต้ ได้แก่ อาเซียน เอเชียใต้ เอเชียกลาง ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาตอนเหนือ รวมทั้งรัสเซีย

 

เส้นสีส้มคือตลาดส่งออกดั้งเดิมของจีนที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

 

ในแง่ทิศทางในอนาคตของภูมิภาคเอเชีย เมื่อประเทศต่างๆ ต้องเผชิญกับมาตรการภาษีสูงลิ่วของทรัมป์ จึงคาดว่า ประเทศในเอเชียเหล่านี้จะหันมาค้าขายกันเองมากขึ้น  โดยเฉพาะญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ล้วนต้องเผชิญกับภาษีโหดของทรัมป์ และเริ่มสนใจจะร่วมมือกับจีนมากขึ้น จึงเข้าทางจีนที่ต้องการผลักดันให้เกิดข้อตกลงการค้าเสรี FTA แบบไตรภาคีระหว่างจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ โดยฝ่ายจีนคาดหวังว่า ภายในปลายปีนี้ในระหว่างการประชุม APEC Summit ที่กรุงโซล น่าจะมีการลงนาม FTA ไตรภาคีฉบับนี้ได้สำเร็จ

 

ประการที่สาม ภาคเอกชนจีนมุ่งมั่นที่จะ Disrupt ตัวเอง คือจุดแข็งของเศรษฐกิจจีน  

 

สีจิ้นผิงเชิดชูและชื่นชมภาคเอกชนจีนที่มีคุณูปการช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะบทบาทของสตาร์ทอัพจีนที่มีการ disrupt ตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อคิดค้นและต่อยอดในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง 

 

จากกรณีการเปิดตัว AI ของสตาร์ทอัพจีนคือ DeepSeek แล้วทำให้มูลค่าหุ้นบิ๊กเทค 7 นางฟ้าของสหรัฐฯ ต้องร่วงระนาว เพราะไม่คาดคิดมาก่อนว่า สตาร์ทอัพจีนในวัย 40 ปีและทีมงานทุกคนที่ไม่เคยไปเรียนต่อเมืองนอก จะใช้เวลาไม่นานในการทำ AI ต้นทุนต่ำออกมาให้ทุกคนได้ใช้งานฟรี และใช้ได้ดีไม่น้อยหน้า AI ต้นทุนสูงลิ่วของฝรั่ง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ ‘DeepSeek moment’ เทียบเคียงกับเหตุการณ์ Sputnik moment ในปี 1957 เมื่อสหภาพโซเวียตสามารถส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกที่ชื่อ Sputnik ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ ทำให้คนอเมริกันต้องตะลึง เพราะสหภาพโซเวียตไม่ได้ล้าหลังเหมือนที่พวกคนอเมริกันเหล่านั้นเคยถูกทำให้เข้าใจผิดมาโดยตลอด 

 

ตัวอย่างพัฒนาการที่น่าทึ่งของจีนอีกด้านที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และถูกพูดกันมากในขณะนี้คือการพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนและรถบินได้ ตลอดจนอุปกรณ์อัจฉริยะที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เรียกโดยรวมว่าเป็น ‘เศรษฐกิจในเขตน่านฟ้าระดับต่ำ’ (Low Altitude Economy) โดยจีนใช้คำเรียกย่อๆ ว่า ‘Di Kong Jingji’ คำว่า Di Kong (ตีคง) คือเขตน่านฟ้าในระดับต่ำ ส่วนคำว่า Jingji (จิงจี้) คือเศรษฐกิจ 

 

ในการประชุม 2 สภาของจีน (Two Sessions หรือ Liang Hui) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็มีการพูดถึงเศรษฐกิจในเขตน่านฟ้าระดับต่ำฯ อย่างกว้างขวาง ซึ่งมีมูลค่าตลาดฯ ที่สูงมากกว่า 5 แสนล้านหยวน (ปี 2023) ภาครัฐของจีนให้การส่งเสริมเศรษฐกิจในเขตน่านฟ้าระดับต่ำฯ อย่างเต็มที่ และตั้งเป้าหมายในปี 2030 ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 2 ล้านล้านหยวน ส่งผลให้รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นของจีนต่างกระตือรือร้น เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจในเขตน่านฟ้าต่ำฯ กลายเป็นพระเอกของภาคการผลิตใหม่ และเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนในยุค AI+ ให้เติบโตต่อไป

 

โดยสรุป จีนสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจากสหรัฐฯ ในทุกรูปแบบ ในยุคที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งสองมหาอำนาจไม่มีใครยอมใคร แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ก็คือการแยกขั้วของสหรัฐฯ และจีนแบบ ‘ต่างคน ต่างอยู่’ และประเทศต่างๆ จะถูกบีบให้ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น จะทำให้การลงทุน FDI เปลี่ยนทิศ หลายประเทศจะถูกบีบให้ตัดขาดจากห่วงโซ่อุปทานของจีน กระแสโลกาภิวัตน์ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ การค้าโลกจะเล็กลง ทำให้ประเทศเล็กๆ อย่างไทยที่พึ่งพาภาคต่างประเทศเป็นอย่างมาก (overdependence) ก็จะถูกกระทบอย่างหนัก ไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ต้องเจอกับการแข่งขันอย่างเข้มข้น ไทยต้องเจอศึกรอบด้าน แล้ววันนี้ ไทยมีความพร้อมแค่ไหนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงระดับพายุหมุนในรอบนี้?

 

สำหรับบทความในตอนต่อไป จะมาวิเคราะห์ว่า จีนมีหมัดเด็ดอะไรที่จะใช้สู้กลับและตอบโต้สหรัฐฯ และในแง่ข้อจำกัด เศรษฐกิจจีนมีจุดอ่อนที่น่ากังวลอะไรบ้างที่ยังสะสางและแก้ไขไม่สำเร็จ

 

ภาพ: REUTERS / Ken Cedeno,​ Sieges ueber Nazideutschland. Foto:The Kremlin Moscow via SVEN SIMON Fotoagentur GmbH & Co., Memory Stockphoto via ShutterStock

The post ทำไมจีนไม่ยอมถูกบูลลี่ และไม่ยอมหมอบให้สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Xiaomi ท้าชน Tesla ในจีน เปิดตัว YU7 รถไฟฟ้าระยะทางไกลกว่า พร้อมสู้รุ่นขายดีที่สุด https://thestandard.co/xiaomi-yu-7-challenges-tesla/ Tue, 27 May 2025 02:12:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1078883

Xiaomi บริษัทจีนที่เป็นที่รู้จักในด้านสมาร์ทโฟน เพิ่งเข […]

The post Xiaomi ท้าชน Tesla ในจีน เปิดตัว YU7 รถไฟฟ้าระยะทางไกลกว่า พร้อมสู้รุ่นขายดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Xiaomi บริษัทจีนที่เป็นที่รู้จักในด้านสมาร์ทโฟน เพิ่งเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้ไม่นาน และขณะนี้กำลังตั้งเป้าท้าทายรถยนต์รุ่นขายดีของ Tesla ในจีน

 

เพียงไม่ถึง 1 ปีหลังจากเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก Xiaomi เผยโฉมรถ SUV รุ่นใหม่ชื่อว่า YU7 พร้อมอ้างว่ารถรุ่นนี้จะสามารถวิ่งได้ไกลอย่างน้อย 760 กิโลเมตร (472 ไมล์) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ระยะทางขับขี่ของ YU7 สูงกว่ารุ่นขยายระยะทางของ Tesla Model Y ซึ่งระบุไว้ว่าวิ่งได้ 719 กิโลเมตรอย่างชัดเจน โดยระยะทางต่อการชาร์จยังคงเป็นจุดขายสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่กังวลเกี่ยวกับการต้องชาร์จแบตเตอรี่บ่อยครั้ง

 

Jeff Chung นักวิเคราะห์จาก Citi กล่าวในรายงานว่า “เราคาดว่า YU7 จะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดของ Tesla Model Y ในจีนอย่างมีนัยสำคัญ” Citi คาดว่า YU7 จะมีราคาขายอยู่ในช่วง 250,000-320,000 หยวน (ประมาณ 34,700-44,420 ดอลลาร์สหรัฐ) และคาดการณ์ยอดขายรายเดือนราว 30,000 คัน เมื่อยอดขายเริ่มเติบโต อาจแตะระดับ 300,000 ถึง 360,000 คันต่อปี

 

ช่วงราคาระดับนี้ทำให้ YU7 เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Tesla Model Y ซึ่งมีราคาเริ่มต้นในจีนที่ 263,500 หยวน โดย Xiaomi มีแผนจะประกาศราคาจำหน่ายของ YU7 อย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคมนี้

 

Elinor Leung กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตในเอเชียของ CLSA กล่าวว่า YU7 ถูกวางตำแหน่งเป็น “รถ SUV หรู” และคาดว่ายอดขายของรุ่นนี้อาจสูงกว่ารถ SU7 ซีดานรุ่นแรกของ Xiaomi

 

ปีที่แล้ว Xiaomi เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก SU7 ซีดาน ซึ่งมีราคาต่ำกว่ารถ Tesla Model 3 ณ เวลานั้นประมาณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยหลังจากนั้น Tesla ได้ปรับลดราคาของ Model 3 ลงเหลือ 235,500 หยวนเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังแพงกว่า SU7 ที่ราคา 215,900 หยวนอยู่ดี

 

Xiaomi สามารถส่งมอบรถ SU7 ได้มากกว่า 28,000 คันในเดือนเมษายน ลดลงเล็กน้อยจากสถิติสูงสุดที่มากกว่า 29,000 คันในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ยอดขายนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์รถ SU7 ประสบอุบัติเหตุในจีนจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน ส่งผลให้จีนออกข้อกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องระมัดระวังคำโฆษณาเกี่ยวกับระบบช่วยขับขี่มากขึ้น Xiaomi เปิดตัว YU7 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในช่วงท้ายงานเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นพรีเมียมที่ใช้ชิปใหม่ซึ่งบริษัทอ้างว่าสามารถทำคะแนนเหนือกว่า Apple ในบางด้านอีกด้วย

 

ภาพ: VCG / VCG via Getty Images

อ้างอิง:

The post Xiaomi ท้าชน Tesla ในจีน เปิดตัว YU7 รถไฟฟ้าระยะทางไกลกว่า พร้อมสู้รุ่นขายดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Xi Jinping พิจารณาแผน ‘Made-in-China’ ฉบับใหม่ แม้สหรัฐฯ เรียกร้องปรับสมดุลเศรษฐกิจ https://thestandard.co/xi-jinping-new-made-in-china-plan/ Tue, 27 May 2025 01:33:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1078879 Xi Jinping

รัฐบาลของประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังพิจารณาแผนแม่บทฉบ […]

The post Xi Jinping พิจารณาแผน ‘Made-in-China’ ฉบับใหม่ แม้สหรัฐฯ เรียกร้องปรับสมดุลเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Xi Jinping

รัฐบาลของประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังพิจารณาแผนแม่บทฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของจีนในการควบคุมภาคการผลิตอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ พยายามผลักดันให้โรงงานต่างๆ กลับไปตั้งในสหรัฐฯ มากขึ้น

 

เจ้าหน้าที่จีนกำลังร่างแผนใหม่ต่อยอดจากโครงการ “Made in China 2025” ของประธานาธิบดี Xi แผนในช่วง 10 ปีข้างหน้าจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์การผลิตชิป และอาจใช้ชื่อเรียกที่แตกต่างออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงวิจารณ์จากประเทศตะวันตก

 

นอกจากนี้ ผู้วางแผนนโยบายของจีนยังเตรียมแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่จะเริ่มในปี 2026 โดยตั้งเป้ารักษาสัดส่วนภาคการผลิตในระบบเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่มั่นคงในระยะยาว ซึ่งสะท้อนว่าความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะผลักดันให้จีนลดการพึ่งพาภาคการผลิต อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

แหล่งข่าวระบุว่า ในระหว่างการหารือ เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกันว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับ 5 ปีฉบับถัดไปควรกำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลขเกี่ยวกับสัดส่วนของการบริโภคต่อ GDP ของจีนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดูเหมือนว่าทางการจะยังไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ เนื่องจากกังวลว่าไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือน และไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับตัวเลขเป้าหมายที่ชัดเจน

 

การหารือล่าสุดในกรุงปักกิ่งบ่งชี้ว่าจีนมีแนวโน้มจะยึดกลยุทธ์โดยรวมแบบเดิมเป็นส่วนใหญ่ แม้จะถูกสหรัฐฯ และยุโรปวิพากษ์วิจารณ์ว่าก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางการค้าก็ตาม รัฐบาลของประธานาธิบดี Trump ผลักดันให้จีนหันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น พร้อมทั้งใช้นโยบายควบคุมการส่งออกและการขึ้นภาษีเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์ “แยกตัวเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Decoupling) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำให้สหรัฐฯ พึ่งพาตนเองในสาขาสำคัญ เช่น เหล็ก ยา และเซมิคอนดักเตอร์

 

การที่จีนปฏิเสธข้อเรียกร้องเหล่านี้ รวมถึงการคงมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก แสดงให้เห็นถึงความกังวลของจีนเองในด้านความมั่นคง และการที่สหรัฐฯ พยายามสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงชิปขั้นสูงและเทคโนโลยีอื่นๆ ผู้นำจีนยังได้กล่าวถึงความจำเป็นในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเงินฝืดและชดเชยการส่งออกที่คาดว่าจะลดลงจากผลกระทบของภาษีศุลกากรที่รัฐบาล Trump กำหนด

 

ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติประจำปี เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี Li Qiang ระบุว่า “การส่งเสริมการบริโภคอย่างจริงจัง” เป็นภารกิจสำคัญอันดับแรกของรัฐบาลในปีนี้ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อ “ทำให้การบริโภคภายในประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักและจุดยึดของการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

ทางด้านสหภาพยุโรป (EU) ประกาศว่าได้ตกลงที่จะเร่งการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้า ซึ่งสะท้อนถึงท่าทีที่เป็นมิตรยิ่งขึ้น เพียงไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาวิจารณ์ว่าทาง EU ใช้ประโยชน์จากสหรัฐฯ และถ่วงเวลาในการเจรจา

 

หลังการพูดคุยดังกล่าว Trump ได้ขยายเส้นตายการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปในอัตรา 50% ออกไปอีกกว่าหนึ่งเดือนจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเพิ่มเติม

 

การเจรจาที่ผ่านมาเต็มไปด้วยปัญหาหลากหลาย และยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการหาจุดกึ่งกลางที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้

 

ฝ่ายยุโรปแสดงความไม่พอใจว่าพวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่าสหรัฐฯ ต้องการอะไร หรือแม้แต่ใครเป็นผู้แทนที่พูดในนามของประธานาธิบดีอเมริกัน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ก็กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปเลือกปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกัน โดยใช้คดีความและกฎระเบียบในการกดดันอย่างไม่เป็นธรรม

 

ภาพ: Sun Meng / VCG via Getty Images, Costfoto / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post Xi Jinping พิจารณาแผน ‘Made-in-China’ ฉบับใหม่ แม้สหรัฐฯ เรียกร้องปรับสมดุลเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีลระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะมีหน้าตาอย่างไร? https://thestandard.co/us-china-deal-trump-reset-2025/ Wed, 21 May 2025 02:17:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1076555 ผู้นำจีน-สหรัฐ จับมือกันในเวทีเจรจา

ทรัมป์บอกว่าจะทำ ‘The Greatest Deal’ กับจีน นี่แหละครับ […]

The post ดีลระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะมีหน้าตาอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำจีน-สหรัฐ จับมือกันในเวทีเจรจา

ทรัมป์บอกว่าจะทำ ‘The Greatest Deal’ กับจีน นี่แหละครับที่มีคนบอกว่าใจความสำคัญของหนังสือ The Art of the Deal ของทรัมป์ก็คือสุดท้ายต้องมีดีล ถ้าสุดท้ายตกลงกันไม่ได้ คงไม่ใช่ศิลปะของการทำดีล

 

ทีมเจรจาของจีนและสหรัฐฯ ได้ตกลงกันที่เจนีวาเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะพักรบกัน 90 วัน เพื่อเจรจาการค้า ทรัมป์มีคำศัพท์ใหม่บอกว่าจะนำไปสู่ ‘Total Reset’ ในเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ความขัดแย้งที่ผ่านมาพร้อมลืม มาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงทำดีลยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ได้

 

คำถามคือ ประเด็นที่สองฝ่ายจะเจรจาต่อไปมีอะไรบ้าง สหรัฐฯ ต้องการอะไรจากจีน และจีนจะต้องการอะไรจากสหรัฐฯ

 

เริ่มจากสิ่งที่สหรัฐฯ จะขอจากจีนก่อน ตรงไปตรงมาอันดับแรกคือจีนต้องซื้อของสหรัฐฯ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร (ถั่วเหลือง ข้าวโพด ฯลฯ) พลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน) และเครื่องบิน Boeing (ที่จีนไม่ยอมรับมอบ ตอนนี้คงต้องสัญญาว่าจะสั่งซื้อเพิ่ม)

 

ถัดมาก็คือ จีนต้องประกาศจริงจังในเรื่องการปราบปรามสารตั้งต้นยาเสพติด (Fentanyl) ที่ระบาดในสหรัฐฯ ประเด็นนี้จริงๆ จีนบอกว่ารับปากมาตั้งแต่สมัยไบเดนแล้ว แต่ฝั่งสหรัฐฯ ยังไม่พอใจความคืบหน้าและการปฏิบัติของจีน 

 

สหรัฐฯ ยังต้องการให้จีนเปิดตลาด โดยเฉพาะในภาคบริการ เช่น ในด้านประกันภัย ธุรกิจการเงิน เป็นต้น ส่วนธุรกิจเทคโนโลยีอย่างโซเชียลมีเดียนั้น อาจยากหน่อย เพราะจีนบอกว่าจีนเปิดกว้างอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อคุณเข้ามาคุณต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดของรัฐบาลจีนในการจำกัดเนื้อหา ซึ่งโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มของสหรัฐฯ รับไม่ได้

 

สามข้อถัดมาที่สหรัฐฯ ต้องการจากจีนและจะยากขึ้นไปอีกที่จะตกลงกันได้ ข้อแรกคือให้จีนประกาศเข้าไปลงทุนสร้างงานในสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ต้องการให้จีนเข้าไปลงทุนในภาคการผลิตและสร้างโรงงานอัจฉริยะ พร้อมเงื่อนไขว่าทุนจีนต้องร่วมทุนเป็น Joint Venture กับทุนสหรัฐฯ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับทุนสหรัฐฯ 

 

เหมือนที่ในอดีตจีนเองก็เคยมีเงื่อนไขเช่นนี้มาก่อน ทุนสหรัฐฯ ที่เข้าไปในตลาดจีนในอดีต เพื่อแลกกับการเข้าถึงตลาดมหึมาของจีน ก็จำเป็นต้องร่วมทุนกับทุนจีนและถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ครั้งนี้ทิศทางกลับกัน คือสหรัฐฯ เองต้องการเทคโนโลยีจากจีน โดยเฉพาะในเรื่องรถยนต์ EV โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และระบบโรงงานอัจฉริยะ

 

ข้อสองที่สหรัฐฯ ต้องการจากจีนและทำได้ยากคือ สหรัฐฯ จะกดดันให้จีนปรับค่าเงิน เพื่อให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น ตามเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อน เพื่อประโยชน์ของการส่งออกของสหรัฐฯ และลดการขาดดุลการค้า

 

ข้อสุดท้ายที่ยากขึ้นไปอีกคือ สหรัฐฯ จะเรียกร้องให้จีนซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ สาเหตุที่ว่ายากเพราะช่วงที่ผ่านมา จีนมีแต่จะลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนมาซื้อทองคำเก็บแทน หลายคนวิเคราะห์ว่านี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ดันราคาทองพุ่งสูงแบบที่เป็นอยู่ในวันนี้

 

เพื่อแลกกับเรื่องต่างๆ เหล่านี้ จีนเองจะต้องการอะไรจากสหรัฐฯ บ้าง เฉพาะหน้าที่สุดคือสหรัฐฯ ต้องหยุดขึ้นกำแพงภาษีต่อสินค้าจีน และที่ได้ขึ้นมาใหม่ร้อยละ 30 ตั้งแต่ที่ทรัมป์รับตำแหน่ง ก็ควรจะเลิกด้วย

 

จีนบอกว่าจริงๆ แล้วต้องการไปลงทุนในสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ ควรต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในเรื่องความมั่นคง ไม่ใช่เอาทุนจีนในสหรัฐฯ เป็นตัวประกัน เวลาไม่พอใจก็กลั่นแกล้ง โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง หรือที่เคยขู่ไว้เอาแบบน่ากลัวสุดเช่นจะดีลิสต์ทุนจีนออกจากตลาดเลยหากไม่พอใจกัน

 

สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดที่จีนต้องการ คือ สหรัฐฯ ต้องปรับกฎเกณฑ์เรื่องการจำกัดการขายชิปให้จีน เพราะนี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนา AI และเทคโนโลยีก้าวต่อไปของจีน ในขณะที่จีนเองยังไม่สามารถผลิตชิปในคุณภาพ ปริมาณ และระดับพลังการประมวลผลทัดเทียมกับชิปของฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ 

 

ประเด็นต่างๆ ทั้งหมดนี้ ท่านทั้งหลายคิดว่าเขาจะตกลงกันได้ไหมครับ ผมทำนายว่า ดูจากทิศทางลม โดยเฉพาะลมปากของทรัมป์แล้ว ทรัมป์ซึ่งเป็นโชว์แมนและเซลส์แมนคงต้องการประกาศความสำเร็จโดยการมีข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์กับจีน 

 

ส่วนจากมุมจีนเอง ก็คงต้องการซื้อเวลาและผ่อนเวลาช็อกทางเศรษฐกิจจากการแตกหักกับสหรัฐฯ ในทันที ดังนั้นจีนคงยอมโอนอ่อนตกลงกับสหรัฐฯ ให้ทรัมป์ได้หน้า และปูทางให้สีจิ้นผิงและทรัมป์ได้จับมือกันผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับโลก

 

แต่ข้อตกลงที่จะออกมาสวยหรูนั้น คำถามคือ สุดท้ายจะทำได้จริงเพียงใด และจะหวนกลับมาแตกหักชี้หน้ากันว่าต่างฝ่ายต่างไม่รักษาสัญญาอีกครั้งเมื่อใด เพราะสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องการนั้น หลายอย่างทำจริงได้ยาก เพราะขัดแย้งกับประโยชน์พื้นฐานของตัวเอง 

 

หลายคนจึงอดไม่ได้ที่จะหวนย้อนนึกถึงข้อตกลงการค้าเฟส 1 กับจีนในปลายยุครัฐบาลทรัมป์ 1 ซึ่งตอนนั้นก็ตกลงกันไว้สวยหรู แล้วสุดท้ายก็ฉีกสัญญากันทั้งคู่กลับมาซัดกัน

The post ดีลระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะมีหน้าตาอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดปฐมนิเทศเข้มข้น หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 เสริมแกร่งผู้นำรุ่นใหม่รับความร่วมมือสองชาติ https://thestandard.co/thai-china-business-executive-program-batch-2-2025/ Sun, 18 May 2025 05:53:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1075434 บรรยากาศปฐมนิเทศหลักสูตรผู้บริหารไทย-จีน รุ่น 2

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับ สถาบันสื่อและบริหารธุรก […]

The post สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดปฐมนิเทศเข้มข้น หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 เสริมแกร่งผู้นำรุ่นใหม่รับความร่วมมือสองชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศปฐมนิเทศหลักสูตรผู้บริหารไทย-จีน รุ่น 2

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดพิธีปฐมนิเทศนักศึกษาหลักสูตร ‘ผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2’ (Young Executive Program – BTC.2) ประจำปีการศึกษา 2568 อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ณ โรงแรม Arize Hotel อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 17-18 พฤษภาคม 2568 โดยมีคณะผู้บริหารสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ให้การต้อนรับและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมหลักสูตรอย่างครบถ้วน

 

บรรยากาศภายในงานปฐมนิเทศเต็มไปด้วยความคึกคักและมุ่งมั่นของผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งมาจากหลากหลายภาคส่วนของธุรกิจทั้งในประเทศไทยและผู้ที่สนใจในตลาดจีน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งแนะนำความเป็นมาของสมาคมฯ และเน้นย้ำถึงพันธกิจสำคัญในการเป็นสื่อกลางรายงานข่าวสารที่ถูกต้องและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ด้าน ผศ. ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน และที่ปรึกษาหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ได้กล่าวถึงรายละเอียดและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ‘ผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2’ ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจในบริบทที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดจีนอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้ารับการอบรม

 

คัณธรส หาญไชยพิบูลย์กุล กรรมการหลักสูตร และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากลยุทธ์และอบรม สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้ร่วมให้การต้อนรับและให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมและเนื้อหาการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นตลอดหลักสูตร โดยเน้นย้ำถึงโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เข้าร่วมจากหลากหลายอุตสาหกรรม

 

ขณะที่ แจ็คกี้ แซ่เฉิ่น อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้กล่าวต้อนรับสมาชิกผู้เข้าอบรมด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อันหลากหลาย และสามารถเติบโตไปพร้อมกันในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

หลักสูตร ‘ผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2’ เป็นความร่วมมือระหว่างสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และหอการค้าไทย-จีน โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย และ China Media Group ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจระหว่างสองประเทศ

 

การจัดอบรมในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการบริหารธุรกิจในบริบทไทย-จีน โดยครอบคลุมทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ กฎหมาย และโอกาสทางธุรกิจต่างๆ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่งระหว่างผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

 

อ้างอิง:

  • สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน

The post สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดปฐมนิเทศเข้มข้น หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 2 เสริมแกร่งผู้นำรุ่นใหม่รับความร่วมมือสองชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินรบจีนโชว์ศักยภาพในสงครามปากีสถาน-อินเดีย สัญญาณเตือนถึงไต้หวัน? https://thestandard.co/china-fighter-jets-pakistan-india-war/ Wed, 14 May 2025 05:26:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1074110 china-fighter-jets-pakistan-india-war

เครื่องบินขับไล่ J-10CE พร้อมจรวดที่จีนส่งมอบให้กองทัพป […]

The post เครื่องบินรบจีนโชว์ศักยภาพในสงครามปากีสถาน-อินเดีย สัญญาณเตือนถึงไต้หวัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-fighter-jets-pakistan-india-war

เครื่องบินขับไล่ J-10CE พร้อมจรวดที่จีนส่งมอบให้กองทัพปากีสถาน เป็นที่จับตามองจากทั่วโลก หลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในระหว่างการเผชิญหน้ากับฝูงบินรบของอินเดียที่ทำการโจมตีทางอากาศเข้าใส่หลายพื้นที่ของปากีสถานและแคว้นแคชเมียร์ในส่วนการปกครองของปากีสถาน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา 

 

รัฐบาลปากีสถานอ้างว่า เครื่องบินรบสัญชาติจีนดังกล่าว ซึ่งติดตั้งจรวดอากาศสู่อากาศพิสัยไกลแบบ PL-15E ที่ผลิตในจีนเช่นกัน สามารถยิงเครื่องบินรบอินเดียตกได้ 5 ลำ ในจำนวนนี้รวมถึงเครื่องบินรบ Rafale ที่ผลิตในฝรั่งเศสจำนวน 3 ลำ ส่วนอีก 2 ลำคือ MiG-29 และ Su-30 ที่ผลิตในรัสเซีย

 

โดยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของฝรั่งเศสยืนยันว่า มีเครื่องบิน Rafale ถูกยิงตกอย่างน้อย 1 ลำ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ขอไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า มีเครื่องบินรบของอินเดียอย่างน้อย 2 ลำถูกยิงตก หนึ่งในนั้นคือ Rafale แต่อินเดียยังไม่แสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าว

 

ในด้านการทหาร ข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นจุดสนใจของนานาชาติ เนื่องจากเครื่องบินรบ Rafale นั้นเป็นเครื่องบินรบยุค 4.5 ที่มีสมรรถนะทางการบินและเทคโนโลยีในระดับสูง ในขณะที่กองทัพปากีสถานใช้ทั้งเครื่องบินรบ และระบบตรวจจับอาวุธจากจีนเป็นหลัก ซึ่งเหตุการณ์นี้ ถือเป็นการสูญเสียเครื่องบิน Rafale ในสมรภูมิครั้งแรก เพราะที่ผ่านมา Rafale ยังไม่เคยมีประวัติถูกยิงตกมาก่อน

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมมองว่า ข่าวการยิงเครื่องบินรบอินเดียตกหลายลำ แสดงให้เห็นภาพความเป็นไปได้ของสิ่งที่อาจเกิดขึ้น หากความขัดแย้งระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันเกิดปะทุขึ้น จนมีการใช้กำลังต่อสู้กัน

 

สัญญาณเตือนถึงไต้หวัน

 

นักวิเคราะห์ไต้หวันมองว่า หากเครื่องบินรบของจีนมีศักยภาพสูงจริงแบบที่เป็นข่าว ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลไต้หวันต้องเตรียมพร้อมและปรับปรุงระบบอาวุธทั้งหมดของตน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากเทคโนโลยีอาวุธของจีน

 

ขณะที่ เฉินกวนถิง สมาชิกสภานิติบัญญัติไต้หวันจากพรรค DPP ของไต้หวัน ให้ความเห็นว่า กรณีที่ปากีสถานใช้ระบบอาวุธและเครื่องบินรบสัญชาติจีน ยิงเครื่องบินรบ Rafale ของอินเดียตกได้สำเร็จจริง ถือเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของไต้หวัน

 

เขากล่าวว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญในการประเมินสมรรถนะของอาวุธจีนในการเผชิญหน้ากับเทคโนโลยีอาวุธจากชาติตะวันตกโดยผลลัพธ์ของการสู้รบ จะมีผลต่อการตัดสินใจจัดซื้ออาวุธของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 

“สำหรับไต้หวัน เราต้องเข้าใจว่าภัยคุกคามของเราคืออะไร และเราควรลงทุนด้านใดอย่างเร่งด่วน”

 

ทางด้าน ซูเสี่ยวหวง นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันวิจัยความมั่นคงและการป้องกันแห่งชาติของไต้หวัน (INDSR) มองว่า เหตุการณ์นี้เป็นการแสดงออกถึงการทำสงครามแบบบูรณาการของจีนผ่านประเทศพันธมิตร

 

“ปากีสถาน ภายใต้การสนับสนุนของจีน ใช้ระบบเตือนภัยทางอากาศ KJ-500, เรดาร์ภาคพื้นดิน และเครือข่ายสั่งการดิจิทัล ซึ่งสามารถส่งข้อมูลเป้าหมายไปยังเครื่องบินรบ”

 

ด้วยระบบนี้ทำให้ J-10C สามารถยิงขีปนาวุธ PL-15E ได้โดยไม่ต้องเปิดเรดาร์ของตนเอง ซึ่งเรียกว่าการแยกฟังก์ชัน ‘เซ็นเซอร์’ กับ ‘การยิง’ (Sensor-Shooter Separation) โดยลดการถูกตรวจจับ ในขณะที่เพิ่มศักยภาพในการเปิดฉากโจมตีก่อน

 

“ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ตัวขีปนาวุธ แต่คือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังมัน”

 

โดยนักวิเคราะห์มองว่า ระบบเช่นนี้คือภัยคุกคามที่ไต้หวัน ‘ยังไม่พร้อมรับมือ’

 

อีริช ชีห์ นักวิเคราะห์การทหาร กล่าวว่า “นอกจากเรือพิฆาต Kidd-class ที่ไต้หวันได้จากสหรัฐฯ แทบไม่มีระบบอาวุธใดที่สามารถบูรณาการเข้ากับเครือข่ายควบคุมการยิงร่วมของไต้หวันได้”

 

เขาเสริมว่า แม้แต่เครื่องบินเตือนภัยทางอากาศ E-2K ที่สหรัฐฯ ขายให้ไต้หวัน ก็ยังขาดระบบสำหรับการปฏิบัติการร่วม โดยถือเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงในสงครามทางอากาศยุคใหม่

 

ข้อจำกัดนี้ยังรวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ F-16V ของไต้หวันมีเรดาร์ AESA ที่ทันสมัย 

 

ส่วนเครื่องบินอื่นอย่าง Indigenous Defence Fighter และ Mirage 2000-5 ยังขาดระบบรบอิเล็กทรอนิกส์และการเชื่อมต่อข้อมูลดิจิทัลที่ปลอดภัย

 

ซูจื่อหยุน นักวิเคราะห์ของ INDSR เตือนว่า “หากไม่มีการบูรณาการระบบอาวุธ ไต้หวันจะมีข้อจำกัดอย่างรุนแรงในการรับมือกับการโจมตีระยะไกลที่ประสานงานกัน

 

“เราต้องเพิ่มศักยภาพนักบินให้สามารถตอบโต้การรบแบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ และการล็อกเป้าด้วยเรดาร์ของศัตรูได้”

 

พล.ร.อ. หลานหนิงลี่ อดีตผู้บัญชาการทหารไต้หวันที่เกษียณอายุแล้ว มองว่าเหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักวางแผนของกองทัพไต้หวัน

 

“หลักนิยมแบบตะวันตกยังคงเน้นความเหนือกว่าของยุทโธปกรณ์ แต่นั่นล้าสมัยแล้ว เครื่องบินรบ Rafale อาจมีระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Spectra ที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับการซุ่มโจมตีแบบประสานงานกันของระบบอาวุธจีน ซึ่งขีปนาวุธเป็นแค่ขั้นตอนสุดท้ายของห่วงโซ่การสังหารที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน”

 

เขาย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปากีสถาน ไม่ใช่แค่การรบกลางอากาศธรรมดา แต่เป็นการแสดงศักยภาพการโจมตีทางอากาศตามแบบฉบับจีน

 

“ไต้หวันต้องสร้าง ‘ระบบ’ ไม่ใช่แค่ซื้อยุทโธปกรณ์ หากกองทัพปลดปล่อยจีน (PLA) ใช้ระบบ ISR และสงครามอิเล็กทรอนิกส์แบบเดียวกันในกรณีไต้หวัน ยุทโธปกรณ์ของเราจะถูกโจมตีก่อนที่จะได้ยิงตอบโต้ด้วยซ้ำ”

 

ขณะที่ไต้หวันกำลังเผชิญแรงกดดันจากจีนมากขึ้น ทั้งจากกิจกรรมสีเทาใกล้เขตอากาศแทบทุกวัน  โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าหากไม่เรียนรู้จากบทเรียนในเอเชียใต้ ไต้หวันอาจต้องจ่ายในราคาที่สูงมาก

 

อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวไต้หวันยังดูจะเพิกเฉยต่อเหตุการณ์นี้ โดยมีการพูดคุยเรื่องนี้ในโซเชียลมีเดียเพียงเล็กน้อย แม้สื่อท้องถิ่นหลายสำนัก จะรายงานข่าวนี้อย่างกว้างขวางพร้อมตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบที่อาจมีต่อไต้หวัน

 

ไต้หวันต้องเสริมเขี้ยวเล็บรับมือจีน?

 

อนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์เทคโนโลยีการทหาร มองว่าไต้หวันอาจต้องกลับมาพิจารณาการเสริมสร้างอาวุธของตนมากเป็นพิเศษ เพราะเครื่องบินรบและจรวดจากจีนที่กองทัพปากีสถานนำมาใช้นั้น ล้วนเป็นรุ่นส่งออกที่ลดประสิทธิภาพบางอย่าง แต่ไต้หวันต้องรับมือกับรุ่นที่มีขีดความสามารถตามปกติ และต้องรับมือกับอากาศยานรุ่นอื่นอย่าง J-20 ที่เป็นเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 อีกด้วย 

 

ในขณะที่โครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16V จากสหรัฐฯ จำนวน 66 ลำของไต้หวันดำเนินการไปค่อนข้างช้า และเพิ่งได้รับมอบเครื่องบินลำแรกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เท่านั้น

 

โดยรวมแล้ว อนาลโยมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสงครามปากีสถานและอินเดียทำให้ช่องว่างระหว่างกองทัพจีนและไต้หวันที่เคยกว้างอยู่แล้วนั้นกว้างขึ้นไปอีก ดังนั้นไต้หวันอาจต้องพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติม เช่น การพยายามจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่กว่า F-16V เช่น F-15EX หรือแม้แต่เครื่องบินขับไล่ F-35 ซึ่งสหรัฐฯ เคยปฏิเสธไม่ขายมาแล้ว รวมถึงอาจต้องพิจารณาจัดหาระบบป้องกันภัยทางอากาศและระบบอาวุธที่ใช้งานกับอากาศยานเพิ่มเติม เพื่อลดช่องว่างดังกล่าวให้มากที่สุด

 

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคหลักของไต้หวันก็คือ ปัจจุบันมีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยินดีขายอาวุธให้ เพราะประเทศอื่นๆ ล้วนเกรงว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันอาจทำให้จีนไม่พอใจจนนำไปสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไต้หวันต้องหาทางออกให้ได้

 

ภาพ: REUTERS/Athit Perawongmetha/File Photo

 

อ้างอิง: 

The post เครื่องบินรบจีนโชว์ศักยภาพในสงครามปากีสถาน-อินเดีย สัญญาณเตือนถึงไต้หวัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงย้ำชัด กระแสธารการรวมชาติของจีนมิอาจหยุดยั้งได้ https://thestandard.co/xi-jinping-china-unification/ Wed, 07 May 2025 12:11:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1072186 xi-jinping-china-unification

บทความฉบับลงนาม สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งเผยแพร่ผ่ […]

The post สีจิ้นผิงย้ำชัด กระแสธารการรวมชาติของจีนมิอาจหยุดยั้งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
xi-jinping-china-unification

บทความฉบับลงนาม สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ซึ่งเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์กาเซตต์ของรัสเซียในวันนี้ (7 พฤษภาคม) ก่อนเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการและเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะแห่งมหาสงครามผู้รักชาติหรือวันแห่งชัยชนะระบุว่า กระแสธารประวัติศาสตร์ที่ว่าจีนจะต้องบรรลุการรวมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มิอาจหยุดยั้งได้

 

สีจิ้นผิงระบุว่าปี 2025 ตรงกับวาระครบรอบ 80 ปี การฟื้นฟูไต้หวัน และการที่ไต้หวันหวนกลับคืนสู่จีนเป็นส่วนสำคัญของผลลัพธ์แห่งชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 และระเบียบระหว่างประเทศในยุคหลังสงคราม

 

เอกสารชุดหนึ่งที่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงปฏิญญาไคโรและแถลงการณ์พอตส์ดัม ได้ยืนยันอธิปไตยเหนือไต้หวันของจีน โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายเหล่านี้ไม่อาจโต้แย้งได้ และไม่อาจท้าทายอำนาจตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ได้เช่นกัน

 

ไม่ว่าสถานการณ์บนเกาะไต้หวันจะดำเนินไปอย่างไร และไม่ว่ากองกำลังภายนอกจะพยายามแทรกแซงอย่างไร กระแสธารประวัติศาสตร์ที่ว่าจีนจะต้องบรรลุการรวมชาตินั้นเป็นสิ่งที่มิอาจหยุดยั้งได้

 

สีจิ้นผิงเสริมว่า จีนและรัสเซียสนับสนุนซึ่งกันและกันในประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์หลักและข้อกังวลหลักของอีกฝ่าย โดยฝ่ายรัสเซียยืนยันการยึดมั่นในหลักการจีนเดียว ซึ่งยอมรับว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งที่มิอาจแบ่งแยกของแผ่นดินจีน พร้อมทั้งคัดค้าน ‘เอกราชไต้หวัน’ ทุกรูปแบบ และสนับสนุนทุกมาตรการของรัฐบาลจีนและประชาชนจีนในการบรรลุการรวมชาติ ซึ่งจีนชื่นชมจุดยืนนี้อย่างยิ่ง

 

แฟ้มภาพ: Tingshu Wang-Pool / Getty Images

 

อ้างอิง: 

  • สำนักข่าวซินหัว

The post สีจิ้นผิงย้ำชัด กระแสธารการรวมชาติของจีนมิอาจหยุดยั้งได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตจีนในไทยตอบประเด็นสีจิ้นผิงเยือน 3 ชาติอาเซียน และความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestandard.co/xi-jinping-asean-visit-thailand/ Sun, 27 Apr 2025 11:46:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1068719 xi-jinping-asean-visit-thailand

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามเกี่ยวกับประเ […]

The post สถานทูตจีนในไทยตอบประเด็นสีจิ้นผิงเยือน 3 ชาติอาเซียน และความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
xi-jinping-asean-visit-thailand

สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นการเยือน 3 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผู้นำจีนในปีนี้ โดยทริปดังกล่าวทำให้เกิดการตีความวิเคราะห์ไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของจีนในอาเซียน 

 

คำถามว่า การเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชาในครั้งนี้มีรายละเอียดสำคัญอย่างไร สถานทูตจีนตอบว่า “การเยือนของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถือเป็นการเปิดฉากทางการทูตของจีนในปีนี้ ภายใต้แนวคิดการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ยึดหลักมิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้าน ความจริงใจ เกื้อกูล และไม่แบ่งแยก พร้อมส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

“การเยือนครั้งนี้นำไปสู่ความสำเร็จในโครงการความร่วมมือมากกว่าร้อยโครงการ” โดยผู้นำทั้งสามประเทศให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แสดงสัญญาณถึงความสำคัญที่สามประเทศมีต่อความสัมพันธ์กับจีน และจีนก็ถือว่า การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และสร้างหมุดหมายใหม่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาค

 

กับคำถามว่า จุดเด่นสำคัญของการเยือนในครั้งนี้คืออะไร สถานทูตตอบว่า

 

  • จีน-เวียดนาม: ทั้งสองฝ่ายตกลงเร่งสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์ และเริ่มต้นกลไกความร่วมมือด้านทางรถไฟจีน-เวียดนาม เพื่อเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน เป็นโครงการสัญลักษณ์ของ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ที่มีคุณภาพสูง

 

  • จีน-มาเลเซีย และ จีน-กัมพูชา: ความสัมพันธ์ได้รับการยกระดับสู่ “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในระดับยุทธศาสตร์ที่มีคุณภาพสูง” และ “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในทุกสถานการณ์แห่งยุคใหม่” ตามลำดับ

 

  • จีนและกัมพูชาได้ลงนามเอกสารความร่วมมือ 37 ฉบับ สนับสนุนแผนพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนกัมพูชา

 

  • มีการยกระดับกลไกการหารือด้านการทูตและการป้องกันประเทศ ได้แก่:

 

    • จีน-เวียดนาม: “3+3” (ทูต-กลาโหม-ความมั่นคงภายใน) ระดับรัฐมนตรี
    • จีน-มาเลเซีย และ จีน-กัมพูชา: “2+2” (ทูต-กลาโหม)

 

คำถามต่อมาคือ การเยือนครั้งนี้มีความหมายพิเศษอย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้ากับสหรัฐฯ สถานทูตจีนตอบว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีศุลกากรอย่างไม่ถูกต้อง ส่งผลกระทบต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เน้นย้ำว่า จีนและประเทศเพื่อนบ้านควรเสริมสร้างการประสานงาน ต่อต้านลัทธิเอกภาคี และปกป้องระเบียบการค้าพหุภาคี

 

จีนประกาศขยายการเปิดประเทศในระดับสูง พร้อมต้อนรับสินค้าอาเซียนที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น และยืนยันจะเดินหน้าแบ่งปันโอกาสการพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้าน

 

สถานทูตจีนในไทย ระบุด้วยว่า ผู้นำของเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ต่างสนับสนุนจุดยืนของจีน เช่น

 

  • โต เลิมของเวียดนาม ขานรับความร่วมมือกับจีนเพื่อปกป้องกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ

 

  • นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กล่าวว่าจีนเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้

 

  • นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ยืนยันความพร้อมในการประสานงานกับจีนเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ส่วนคำถามว่า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าจะดำเนินไปอย่างไร สถานทูตตอบว่า จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา พร้อมยินดีต้อนรับสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นๆ ที่มีคุณภาพดีจากทั้งสามประเทศเข้าสู่ตลาดจีน อีกทั้งสนับสนุนการลงทุนโดยบริษัทจีนที่มีศักยภาพ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในภูมิภาค

 

ส่วนแนวทางความร่วมมือเฉพาะประกอบด้วย 

 

  • จีน-เวียดนาม: ใช้โครงการทางรถไฟเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมขยายความร่วมมือด้าน 5G, AI และการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

  • จีน-มาเลเซีย: ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สีเขียว สีน้ำเงิน และการท่องเที่ยว

 

  • จีน-กัมพูชา: ขับเคลื่อน “ระเบียงพัฒนาอุตสาหกรรม” และ “ระเบียงปลาและข้าว” เพื่อยกระดับการผลิตและการเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

 

คำถามสุดท้าย การเยือนครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างไรต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย สถานทูตตอบว่า การเยือนสามประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเน้นย้ำถึงความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และความไว้วางใจทางการเมืองระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีความหมายเชิงบวกต่อความสัมพันธ์จีน-ไทยด้วย

 

“จีนและไทยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุด”

 

“ท่ามกลางความท้าทายจากการใช้อำนาจฝ่ายเดียว จีนและไทยควรเสริมสร้างการสื่อสารและประสานงาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกัน และรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน”

 

นอกจากนี้จีนยังยืนยันที่จะเปิดตลาดที่มีขนาดใหญ่ของตนให้กว้างขึ้น และยินดีต้อนรับสินค้าคุณภาพดีจากไทยสู่ตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง

 

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย

The post สถานทูตจีนในไทยตอบประเด็นสีจิ้นผิงเยือน 3 ชาติอาเซียน และความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตือนประเทศใดช่วยสหรัฐฯ กดดัน-ลดการค้ากับจีน จะโต้กลับอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียม https://thestandard.co/china-warns-retaliation-us-trade-pressure/ Mon, 21 Apr 2025 05:39:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1066423 สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน กล่าวเตือนประเทศที่ร่วมมือกับ สหรัฐฯ กดดันทางการค้ากับจีน

จีน ประกาศเตือนประเทศต่างๆ ไม่ให้ทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจกั […]

The post จีนเตือนประเทศใดช่วยสหรัฐฯ กดดัน-ลดการค้ากับจีน จะโต้กลับอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี จีน กล่าวเตือนประเทศที่ร่วมมือกับ สหรัฐฯ กดดันทางการค้ากับจีน

จีน ประกาศเตือนประเทศต่างๆ ไม่ให้ทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจกับสหรัฐอเมริกาที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของจีน โดยเน้นย้ำว่า ประเทศใดช่วย สหรัฐฯ กดดันหรือลดปริมาณการค้ากับจีน ทำให้จีนเสียเปรียบ จีนจะโต้กลับอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียม

 

ท่าทีดังกล่าวของจีนมีขึ้นหลัง Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเตรียมกดดันประเทศต่างๆ ที่ต้องการขอลดหรือยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ ให้ลดการค้ากับจีน และอาจถึงขั้นใช้มาตรการลงโทษทางการเงิน หลังทรัมป์ได้เลื่อนการเก็บภาษีกับประเทศอื่นๆ ออกไป 90 วัน ยกเว้นจีนที่ถูกตั้งเป้าเก็บภาษีหนักที่สุด โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ 125% แต่ยังไม่เพิ่มเกินกว่านั้น

 

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า สหรัฐฯ ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบีบบังคับพันธมิตร โดยอ้างหลัก ‘ความเท่าเทียม’ แต่ในความเป็นจริงคือการบีบบังคับให้ทุกฝ่ายเจรจาภาษีตามที่สหรัฐฯ ต้องการ โดยจีนยืนยันว่ามีความมุ่งมั่นและศักยภาพในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตน และพร้อมร่วมมือกับทุกประเทศที่มีจุดยืนเดียวกัน

 

นักวิเคราะห์เชื่อว่า หลายประเทศโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พึ่งพาจีนสูงทั้งในด้านการลงทุน อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการบริโภค ซึ่งไม่น่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อีกทั้งในเชิงรุก จีนเตรียมจัดประชุมไม่เป็นทางการในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อหารือถึงกรณีที่สหรัฐฯ กำลังกลั่นแกล้งและทำลายบรรยากาศการพัฒนาและสันติภาพโลกด้วยการใช้นโยบายภาษีเป็นอาวุธ

 

โดยสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนที่เพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางเยือน 3 ประเทศพันธมิตรในอาเซียน เพื่อเสริมความร่วมมือ พร้อมเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรต่อต้านการกลั่นแกล้งแบบฝ่ายเดียว ได้เน้นย้ำอีกครั้งว่า ‘จะไม่มีผู้ชนะในสงครามการค้าและสงครามภาษี’

 

ภาพ: Ken Ishii – Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post จีนเตือนประเทศใดช่วยสหรัฐฯ กดดัน-ลดการค้ากับจีน จะโต้กลับอย่างเด็ดขาดและเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสของจีน เจาะเบื้องลึกสีจิ้นผิงเยือน 3 ประเทศอาเซียน มีนัยอะไร https://thestandard.co/xi-jinping-visits-three-asean-countries/ Sat, 19 Apr 2025 05:06:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1065923 สีจิ้นผิงเยือน 3 ประเทศอาเซียน ขยายอิทธิพลจีนท่ามกลางสงครามภาษีทรัมป์

โลกกำลังแบ่งขั้วแบบเข้มข้นอีกครั้ง หลังการกลับมาของ โดน […]

The post โอกาสของจีน เจาะเบื้องลึกสีจิ้นผิงเยือน 3 ประเทศอาเซียน มีนัยอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิงเยือน 3 ประเทศอาเซียน ขยายอิทธิพลจีนท่ามกลางสงครามภาษีทรัมป์

โลกกำลังแบ่งขั้วแบบเข้มข้นอีกครั้ง หลังการกลับมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้บรรยากาศการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเด่นชัดขึ้น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาอำนาจจับจ้องและเข้ามาขยายอิทธิพล ด้วยเหตุผลด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคง

 

สัปดาห์ที่ผ่านมาสีจิ้นผิงขยับก่อน 

 

การเดินทางเยือนเวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ไม่ใช่แค่การทูตมิตรภาพ หากแต่เป็นหมากยุทธศาสตร์ที่จีนชิงคว้า ‘โอกาสทอง’ เพื่อรักษาฐานอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง ในขณะที่ภูมิภาคนี้กำลังตกเป็นเป้าหมายกำแพงภาษีของทรัมป์ และหลายประเทศถูกบีบให้ต้องมองหาพันธมิตรอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง

 

เวียดนาม มิตรภาพเก่าในโลกใหม่

 

การเยือนเวียดนามของสีจิ้นผิง ถือเป็นจุดแวะที่ ‘จำเป็น’ ในทางการทูตของจีนในภูมิภาค ไม่ใช่แค่เพราะทั้งสองประเทศปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์เหมือนกัน แต่เพราะจีนและเวียดนามมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ 

 

ขณะเดียวกันจีนและเวียดนามก็เป็น ‘คู่แข่ง’ ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในยุคที่บริษัทต่างชาติทยอยย้ายฐานการผลิตออกจากจีนท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายทรัมป์ 2.0

 

รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า เวียดนามเป็นประเทศแรกๆ ที่ติดต่อสหรัฐฯ ทันทีที่มีประกาศการขึ้นภาษีตอบโต้จากทรัมป์เมื่อวันที่ 2 เมษายน ดังนั้นจึงเป็นอีกเหตุผลที่สีจิ้นผิงมองว่าควรรีบมากระชับสัมพันธ์กับเวียดนาม 

 

ที่ผ่านมาจีนและเวียดนามมีความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือการเป็นพี่น้องคอมมิวนิสต์ ที่จีนพร้อมเปิดช่องทางการพูดคุยกันระหว่างผู้นำระดับสูง โดยเน้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์การปกครองและการบริหารประเทศ

 

เวียดนามเพิ่งผ่านช่วงผลัดใบ หลังสิ้น เหงวียน ฟู้ จ่อง มาสู่ผู้นำคนใหม่อย่าง โต เลิม แม้ โต เลิม จะเป็นมือปราบคอร์รัปชัน เหมือนกับสีจิ้นผิง แต่ยังเทียบบารมีกับ เหงวียน ฟู้ จ่อง ไม่ได้

 

ฉะนั้นจึงนำไปสู่ประเด็นที่สีจิ้นผิง ได้มีการพูดคุยกับ โต เลิม เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ของเส้นทางประวัติศาสตร์ความเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ผ่านความร่วมมือที่เรียกว่า “P to P > People to People” 

 

นอกจากนี้ในการพบปะกัน จีนและเวียดนามยังยกระดับความร่วมมือระดับสูงด้วย เช่น ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี 

 

ส่วนประเด็นทะเลจีนใต้ แม้ทั้งสองประเทศยังมีข้อพิพาทต่อกัน แต่ต่างฝ่ายต่างเลือกใช้ท่าทีประนีประนอม โดยเน้นการพูดคุยมากกว่าการเผชิญหน้า เพื่อรักษาเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมกัน

 

รศ. ดร.ปิติ ยกคำพูดของเหมาเจ๋อตงที่เคยบอกว่า คนเรามี 10 นิ้ว ถ้าเสียไปหนึ่งนิ้ว ไม่ได้หมายความว่าอีก 9 นิ้ว จะใช้การไม่ได้ ดังนั้น ในบริบทการเจอกันของผู้นำ 2 ประเทศ ก็ยังมีเรื่องความมั่นคงที่ยังร่วมคุยกันได้ เพื่อเชื่อมไปยังประเด็นเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมองข้ามความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ไปก่อน

 

ขณะที่ รศ. ดร.ธนนันท์ บุ่นวรรณา อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มองว่า จีนเล็งเห็นเวียดนามมีความสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์มานานมากแล้ว เพราะในอดีตจีนมองว่าเวียดนามเป็นประตูสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

ในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ เวียดนามยังคงใช้กลยุทธ์อันชาญฉลาดที่เรียกว่า ‘นโยบายไผ่ลู่ลม’ นั่นคือการรักษาสมดุลอำนาจความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และจีนได้เป็นอย่างดี 

 

ซึ่งนโยบาย ‘ไผ่ลู่ลม’ นี้ รศ. ดร.ธนนันท์ อธิบายว่าเป็นแนวทางที่ประกาศใช้ตั้งแต่สมัย เหงวียน ฟู้ จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของเวียดนามคนก่อน 

 

เนื่องจากสถานการณ์โลกที่ผันผวนตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ใต้ทรัมป์ 2.0 ก็คาดเดาได้ยาก ดังนั้นการที่เวียดนามไม่เลือกข้าง และเลือกจะเป็นมิตรกับทุกประเทศนั้นก็เป็นการรักษาผลประโยชน์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเวียดนามในขณะนี้

 

เมื่อถามถึงมุมมองของเวียดนามว่า เวียดนามมอง ‘ความใกล้ชิด’ กับจีนเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือเป็นแรงกดดันทางการเมืองในระยะยาวหรือไม่นั้น รศ. ดร.ธนนันท์ มองว่านี่คือโอกาสทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เพราะการที่จีนไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง จีนย่อมต้องมองหาพันธมิตรซึ่งเวียดนามอยู่ใกล้จีนมากสุด ดังนั้น จึงเห็นได้จากการพบกันในครั้งนี้ สีจิ้นผิงได้เร่งรัดโครงการเส้นทางรถไฟ ซึ่งจะพยายามให้แล้วเสร็จในปีนี้ โดยเป็นเส้นทางรถไฟหล่าวกาย-ฮานอย-หายฟ่อง ผ่านด่านเคอโหว่ มณฑลยูนนาน ติดจังหวัดหล่าวกายของเวียดนามและวิ่งต่อมาถึงฮานอยและต่อไปถึงหายฟ่อง ซึ่งมีแหล่งนิคมอุตสาหกรรมอยู่บริเวณนั้น 

 

เมื่อแล้วเสร็จทางรถไฟนี้จะเป็นเส้นทางที่จีนสามารถขนส่งสินค้าต้นทุนต่ำเพื่อมาผลิตในโรงงานเวียดนามและส่งออกสู่ประตูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเวียดนามนั่นเอง 

 

มาเลเซีย 1 ในผู้นำโลกมุสลิมแห่งอาเซียน 

 

ถัดจากเวียดนาม หมุดหมายต่อไปของสีจิ้นผิงก็คือกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในการหารือระหว่างสองประเทศ ผู้นำทั้งสองเน้นประเด็นหลักทั้งด้านเศรษฐกิจและการค้า มีการเจรจาเชิงลึกเกี่ยวกับโครงการภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

 

จีนให้คำมั่นว่าจะลงทุนเพิ่มเติมในโครงการใหม่ๆ พร้อมเปิดประตูให้ภาคเอกชนจีนขยายบทบาทในมาเลเซีย 

 

ส่วนด้านการทูต สีจิ้นผิงเน้นเรื่อง “การเคารพอธิปไตยและไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน” และยังชูแนวคิด “อนาคตของเอเชียต้องนำโดยชาวเอเชีย” เป็นกรอบวิสัยทัศน์ร่วม

 

ด้าน อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นกันว่า มาเลเซียจะยังคง “รักษาความสัมพันธ์ที่สมดุลกับชาติมหาอำนาจ” และย้ำถึงนโยบายความเป็นกลางที่มาเลเซียยึดถือมาโดยตลอด

 

รศ. ดร.ปิติ กล่าวว่า หลายคนมองว่าโลกในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วคือ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย แต่ในมุมของอาจารย์มองว่า 3 ขั้วที่ว่านี้คือ สหรัฐฯ และชาติตะวันตก ขั้วที่ 2 คือจีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย ในกลุ่ม BRICS ส่วนขั้วที่ 3 คือโลกมุสลิม ซึ่งในเวทีอาเซียน มีประเทศที่พยายามจะวางบทบาทเป็นผู้นำในโลกมุสลิมด้วยนั่นก็คือมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยประกอบที่สีจิ้นผิง เลือกมาเยือนมาเลเซีย 

 

ด้าน รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายภาพของมาเลเซียในยุคนายกฯ อันวาร์ ว่ามีท่าทีเชิงบวกและมีใจให้กับจีน และมาเลเซียยังเป็นประเทศมุสลิมที่มีท่าทีแข็งกร้าวกับชาติตะวันตก โดยเฉพาะต่อชาวยิวอย่างชัดเจน  

 

สีจิ้นผิงจึงมองเห็นศักยภาพของมาเลเซียที่จะมีบทบาทในกลุ่มโลกขั้วใต้ Global South ร่วมกับจีน โดยสามารถร่วมกันคานอำนาจบาตรใหญ่ของมหาอำนาจสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ได้ ซึ่งวาระสำคัญหลังจากนี้คือการผลักดันให้มาเลเซียกลายเป็นสมาชิก BRICS แบบเต็มตัว หรือ Full Member ต่อไป

 

นอกจากบทบาททางการเมืองระหว่างประเทศแล้ว มาเลเซียยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ในการเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรม เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานขั้วใหม่  

 

มาเลเซียในยุคอันวาร์ ยังได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการลงทุนของจีนจำนวนมาก เช่น โครงการรถไฟ ECRL และมีบริษัทจีนชั้นนำหลายแห่งไปลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในมาเลเซีย    

 

นอกจากนี้ค่ายรถ Geely ของจีน ก็ไปช่วยลงทุนในค่ายรถ Proton ของมาเลเซียที่ขาดทุนหนัก และกลุ่มทุนใหญ่ของจีนยังได้ไปช่วยพยุงกองทุน 1MDB ของมาเลเซียที่มีปัญหาทางการเงิน 

 

กัมพูชา พันธมิตรที่มั่นคง

 

ส่วนหมุดหมายสุดท้ายของสีจิ้นผิงก็คือกัมพูชา โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างสีจิ้นผิง กับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกัมพูชา ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งต่อจากบิดา สมเด็จ ฮุน เซน ผู้นำที่อยู่ในอำนาจมานานเกือบ 4 ทศวรรษ 

 

การเปลี่ยนผ่านผู้นำกัมพูชารุ่นใหม่ อาจเป็นเหตุผลที่สีจิ้นผิงเลือกแวะกัมพูชา ทั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับพนมเปญให้แน่นแฟ้นหรือแนบแน่นยิ่งขึ้น

 

ทำไมกัมพูชาจึงมีความสำคัญต่อจีน?

 

ถ้าพูดถึงประเด็นความภักดีทางการเมือง ก่อนหน้านี้อาจพูดได้เต็มปากว่ากัมพูชามีท่าทีสนับสนุนจีนในเวทีอาเซียนมาโดยตลอด แม้ในประเด็นอ่อนไหว เช่น ทะเลจีนใต้ ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่มีค่าอย่างยิ่งในสายตาปักกิ่ง 

 

แต่ปัจจุบัน รศ. ดร.อักษรศรี อธิบายว่า ท่าทีของกัมพูชาต่อจีนอาจมีลักษณะไม่จงรักภักดีมากเท่ากับในยุคของสมเด็จฯ ฮุนเซน เพราะฮุน มาเนต ลูกชายเป็นผู้นำหัวสมัยใหม่ที่ได้รับการศึกษาและหล่อหลอมทางความคิดมาจากโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้จึงอาจปรับท่าที เพื่อไม่เอียงข้างจีนมากเกินไป และแสวงหาความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้น ดังนั้นสีจิ้นผิง จึงต้องมาเยือนกัมพูชาเพื่อกระชับสัมพันธ์ให้แนบแน่นในยุคลูก 

 

ส่วนตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ก็มีนัยสำคัญเช่นกัน เพราะกัมพูชาคือประตูสำคัญสู่อ่าวไทยและภูมิภาคอินโดจีน ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ก็ได้รับความช่วยเหลือจากจีน และเป็นจุดที่ถูกจับตาอย่างมากในแง่ของศักยภาพในการใช้งานทั้งพลเรือนและทางทหาร 

 

สำหรับจีน นี่คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่จะใช้ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลในภูมิภาคที่ยังถูกครอบงำโดยสหรัฐฯ

 

จากโลกาภิวัตน์สู่การค้าเพื่อความมั่นคง

 

เมื่อดูบริบททางการค้า จากเดิมที่นโยบายการค้าถูกขับเคลื่อนด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ เช่น ต้นทุนต่ำ ประสิทธิภาพแรงงาน และความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เป็นระบบซัพพลายเชนแบบ Just-in-Time คือเน้นลดต้นทุน แต่ปัจจุบัน โลกเข้าสู่ยุค ‘ภูมิเศรษฐศาสตร์’ (Geo-economics) ที่อำนาจทางเศรษฐกิจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคง 

 

รัฐบาลแต่ละประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปหันมาเน้นความมั่นคงของซัพพลายเชนมากกว่าต้นทุน จึงเกิดเป็นแนวคิด Just-in-Case คือลดการพึ่งพาประเทศศัตรู หรือประเทศที่มีความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ 

 

สีจิ้นผิง ไม่แวะไทย มีนัยหรือไม่? 

 

ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามต่อว่าแล้วไทยมองโจทย์นี้ต่อไปอย่างไร ที่สีจิ้นผิงไม่เลือกเยือนไทย ท่ามกลางห้วงเวลาแห่งความตึงเครียดของสงครามภาษีเช่นนี้ 

 

รศ. ดร.ปิติ มองว่าสิ่งนี้อาจเป็นคุณกับไทย โดยอธิบายว่า กรณีภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ส่วนหนึ่งอาจพิจารณาจากว่าประเทศไหนมีส่วนเกี่ยวข้องกับจีนมากที่สุด ก็จะถูกปรับอัตราภาษีตอบโต้เยอะสุด ซึ่งถ้าไทยสามารถใช้ช่วงเวลานี้ที่สีจิ้นผิงไม่ได้เลือกมาเยือนไทย เร่งชี้แจงไปยังสหรัฐฯ เพื่อแสดงจุดยืนว่าไทยมีความเป็นอิสระ ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ก็อาจส่งผลดีต่อไทยก็ได้

 

ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่สีจิ้นผิงเยือน 3 ประเทศในอาเซียนนั้น ไทยอาจจำเป็นต้องพิจารณาส่งคณะไปติดตามและพูดคุยกับสีจิ้นผิง เพื่อหารืออย่างใกล้ชิดเพื่อผลประโยชน์ของไทยเอง ในฐานะที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ซึ่ง รศ. ดร.ปิติ เสนอว่าไทยอาจทำทั้งสองสิ่งพร้อมกัน แบบเดียวกับนโยบาย ‘ไผ่ลู่ลม’ ของเวียดนาม

 

การเยือนทั้ง 3 ประเทศของสีจิ้นผิงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของยุคระเบียบโลกใหม่ครั้งนี้ คือภาพสะท้อนของเดินหมากรุกที่มีนัยสำคัญ

 

แนวทางของจีนคือการเร่งคว้าโอกาสทองโดยชิงเข้ามาปักธงในอาเซียนก่อนในช่วงที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ 2.0 กำลังสาละวนกับการตอบโต้ประเทศต่างๆ ด้วยกำแพงภาษี ขณะที่อาเซียนเองก็ไม่สามารถรอความชัดเจนจากมหาอำนาจใดได้ ทุกประเทศจำเป็นต้องหาทางเดินที่ “ปลอดภัยที่สุดในความไม่แน่นอน”

 

และภายใต้สถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ระดับโลกถูกกำหนดด้วย “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่ามิตรภาพเฉยๆ การเดินเกมแบบเลือกเยือน-ไม่เยือนไทย ก็อาจกลายเป็น ‘โอกาสซ่อนอยู่’ หากไทยรู้จักเล่นบทที่เหมาะสม คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “สีจิ้นผิง กำลังทำอะไร?” แต่คือ “ประเทศอื่น โดยเฉพาะสหรัฐฯ กำลังมองไทยอย่างไร ในวันที่เราไม่ได้อยู่ในตารางทัวร์ของผู้นำจีน

 

ภาพ: Agence Kampuchea Press / Handout via Reuters

The post โอกาสของจีน เจาะเบื้องลึกสีจิ้นผิงเยือน 3 ประเทศอาเซียน มีนัยอะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง ประกาศสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่แชร์อนาคตร่วมกัน ส่งท้ายทริปเยือน 3 ประเทศอาเซียน https://thestandard.co/xi-jinping-china-cambodia-community/ Fri, 18 Apr 2025 05:09:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1065639 สีจิ้นผิง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนประกาศสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาท […]

The post สีจิ้นผิง ประกาศสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่แชร์อนาคตร่วมกัน ส่งท้ายทริปเยือน 3 ประเทศอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนประกาศสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อเป็นทางเลือกของประวัติศาสตร์และประชาชนของทั้งสองประเทศ หลังเดินทางเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ส่งท้ายทริปเยือน 3 ประเทศอาเซียนในครั้งนี้ โดยมีกษัตริย์กัมพูชา, ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีคอยให้การต้อนรับ

 

ผู้นำจีนยังระบุอีกว่า จีนและกัมพูชาไม่เพียงเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด แต่ยังเป็น ‘มิตรแท้ที่แน่นแฟ้น’ โดยขณะนี้ทั้งสองประเทศต่างอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนาประเทศ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและความก้าวหน้าของมนุษยชาติ มุ่งมั่นเป็นตัวอย่างในการสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน และร่วมมือกันเป็นพลังขับเคลื่อนสันติภาพ เสถียรภาพ และความก้าวหน้าในโลกซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

จีนเชื่อมั่นว่า เส้นทางการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศของกัมพูชาจะกว้างไกลขึ้นเรื่อยๆ และจีนจะสนับสนุนพรรคประชาชนกัมพูชาในการนำพาประชาชนกัมพูชารักษาเสถียรภาพและพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนบทบาทของกัมพูชาในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ

 

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงยังกล่าวว่า ทั้งจีนและกัมพูชาควรใช้ประโยชน์จาก กลไกเจรจายุทธศาสตร์ ‘2+2’ ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหม ที่เพิ่งตั้งขึ้น เพื่อเสริมสร้างการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ และควรเดินหน้าขยายความร่วมมือในหลายสาขา เดินหน้าสร้าง ระเบียงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของกัมพูชา รวมถึง ระเบียงปลาและข้าว เสริมความร่วมมือด้านพลังงาน คมนาคม และอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ เพื่อให้กัมพูชาได้รับประโยชน์จากโอกาสการพัฒนาของจีนมากขึ้น

 

สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่า ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ของ โลกหลายขั้ว ความเป็นโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยไม่มีประเทศใดต้องการหันกลับไปสู่ความโดดเดี่ยวอีก 

 

สงครามการค้าและภาษี บ่อนทำลายระบบการค้าเสรีพหุภาคี และทำลายระเบียบเศรษฐกิจโลก สีจิ้นผิงจึงเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกัน รักษาอธิปไตยทางเศรษฐกิจและความมั่นคงไว้ในมือของตนเอง ยึดหลักเคารพซึ่งกันและกัน แสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน และพัฒนาร่วมกัน เพื่อร่วมกันสร้างประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน

 

ขณะที่เอเชียกำลังก้าวสู่ยุคฟื้นฟูร่วมกัน สีจิ้นผิงกล่าวว่าจีนจะยังคงดำเนินนโยบายมิตรภาพ ความจริงใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และการเปิดกว้าง รักษาเสถียรภาพทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้าน เสริมสร้างความร่วมมืออย่างลึกซึ้ง และ แบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาสมัยใหม่ของจีนอย่างกว้างขวางในภูมิภาค เพื่อร่วมกันสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน

 

ขณะที่สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่า การเดินทางเยือนกัมพูชาครั้งนี้ของสีจิ้นผิง มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกัมพูชา โดยที่ผ่านมา จีนเป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงที่สุดและหุ้นส่วนที่ไว้วางใจได้ที่สุดของกัมพูชา และการสนับสนุนจากจีนได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนกัมพูชา

 

กัมพูชาและจีนเป็นมิตรแท้แน่นแฟ้น และการตัดสินใจสร้าง ประชาคมจีน-กัมพูชาในยุคใหม่ จะส่งเสริมความก้าวหน้า พัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่สูงขึ้น โดยกัมพูชายินดีที่จะเสริมความร่วมมือกับจีนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายต่างๆ ร่วมกัน

 

ภาพ: Agence Kampuchea Press / Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post สีจิ้นผิง ประกาศสร้างประชาคมจีน-กัมพูชาที่แชร์อนาคตร่วมกัน ส่งท้ายทริปเยือน 3 ประเทศอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง เยือน กัมพูชา หนึ่งในพันธมิตรอาเซียนที่ใกล้ชิดจีนที่สุด https://thestandard.co/xi-jinping-cambodia-trip/ Thu, 17 Apr 2025 08:43:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1065291

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของ จีน เดินทางเยือน กัมพูชา อย่ […]

The post สีจิ้นผิง เยือน กัมพูชา หนึ่งในพันธมิตรอาเซียนที่ใกล้ชิดจีนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของ จีน เดินทางเยือน กัมพูชา อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายก่อนที่ผู้นำจีนจะปิดฉากทริปเดินทางเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนในครั้งนี้ โดยกัมพูชาถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรอาเซียนที่ใกล้ชิดจีนที่สุด อีกทั้งจีนยังเข้ามาร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชาอย่างมหาศาล

 

ในโอกาสนี้ สีจิ้นผิงได้เข้าเฝ้าฯ กษัตริย์กัมพูชา รวมถึงพบปะกับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อหารือถึงประเด็นความร่วมมือด้านต่างๆ โดยกัมพูชาถือเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่ถูกสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้สูงถึง 49% สูงสุดในกลุ่มอาเซียน 

 

การเดินทางเยือนกัมพูชาของผู้นำจีนในครั้งนี้จึงเป็นความหวังว่าจะนำไปสู่การร่วมมือกันในด้านต่างๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกัมพูชาต้องการให้จีนร่วมสนับสนุนการขุดลอกคลองฟูนันเตโช ซึ่งจะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชาและอาเซียนในอนาคต

 

ขณะที่ผู้นำจีนเตรียมแสดงความพร้อมเป็นพันธมิตรทางการค้าและเศรษฐกิจกับอาเซียน พร้อมเรียกร้องให้อาเซียนร่วมกันยืนหยัดต่อสู้กันมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามภาษี

 

 

ภาพ: Agence Kampuchea Press / Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post สีจิ้นผิง เยือน กัมพูชา หนึ่งในพันธมิตรอาเซียนที่ใกล้ชิดจีนที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนประจำประเทศไทยชี้ ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นการบีบบังคับคู่ค้า-หาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว https://thestandard.co/china-envoy-reciprocal-tariffs/ Thu, 17 Apr 2025 05:15:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1065223

หานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเท […]

The post ทูตจีนประจำประเทศไทยชี้ ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นการบีบบังคับคู่ค้า-หาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>

หานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยระบุว่า การเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เพื่อนๆ หลายคนได้สอบถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาอยากรู้ว่าชาวจีนมองเรื่องนี้อย่างไร และจะรับมืออย่างไร ข้าพเจ้าจึงขอแบ่งปันทัศนะส่วนตัว และเป็นการตอบคำถามสำหรับสาธารณชนที่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้

 

การได้เปรียบดุลการค้าเป็นความผิดหรือไม่? การค้าระหว่างประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรและข้อได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของแต่ละประเทศ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การค้าขายที่สมัครใจและเพื่อประโยชน์ร่วมกัน การที่บริษัทอเมริกันเลือกประเทศไทยเป็นฐานผลิตฮาร์ดดิสก์แล้วนำกลับไปขายในสหรัฐฯ ก็เพราะไทยมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า หากคิดว่าไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐ และตัดสินว่าไทยมีการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯและสมควรถูกขึ้นภาษี ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว การที่สหรัฐฯ เกินดุลในภาคการค้าบริการกับคู่ค้าทั่วโลกมากถึง 295,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาล จะถือว่าสหรัฐฯ ไม่เป็นธรรมต่อคู่ค้าทั่วโลกหรือไม่ และคู่ค้าทั่วโลกควรลงโทษสหรัฐฯ หรือไม่ ดังนั้น การขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ จึงไม่สอดคล้องกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

 

การแบ่งงานกันทำและการค้าเสรีระหว่างประเทศต่างๆ คือรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจโลก สหรัฐฯเองก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบการค้าโลก ผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้บริโภคสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่าจากทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ครองความได้เปรียบในภาคการเงิน เทคโนโลยี และด้านอื่นๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โอคอนโจ-อิเวอาลา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) เคยเขียนบทความระบุอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ คือผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดในเวทีการค้าโลก”

 

การเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ไม่ใช่ความยุติธรรม แต่คือการใช้อำนาจบีบบังคับ สหรัฐฯ ใช้ภาษีเป็นอาวุธในการบีบบังคับคู่ค้าจนถึงขีดสุดและแสวงหาผลประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว แท้จริงแล้ว นี่คือการใช้อำนาจการเมืองเข้าครอบงำเศรษฐกิจและการค้า อันเป็นการกดดันฝ่ายเดียวต่อคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรม ทั่วโลกมี 190 กว่าประเทศ ลองจินตนาการดูว่า หากทุกประเทศต่างคิดว่าประเทศของตนเองต้องมาก่อน และหลงเชื่อในสถานะที่มีอำนาจที่แข็งแกร่ง โลกนี้จะถอยกลับไปสู่ยุคแห่งกฎป่า ประเทศเล็กและประเทศที่อ่อนแอจะกลายเป็นผู้รับเคราะห์ และระเบียบกติกาสากลจะถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

 

สหรัฐฯ จุดชนวนสงครามภาษี ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสั่นคลอนไปทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงต่อการถดถอยอย่างหนัก จนถูกนานาประเทศประณามอย่างรุนแรง ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เรียกร้องให้ชาติอาเซียนอย่านิ่งนอนใจ, ลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เตือนว่าสิ่งที่สหรัฐฯ กำลังกระทำจะผลักดันให้โลกเข้าสู่ยุคใหม่ที่ใช้อำนาจโดยพลการมากขึ้น เต็มไปด้วยลัทธิการคุ้มครองการค้าและเป็นอันตราย ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน กล่าวต่อสาธารณะว่านโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และทำลายผลประโยชน์ของผู้บริโภคทั่วโลก นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์แห่งแคนาดากล่าวว่า เรื่องนี้คือ “โศกนาฏกรรมของการค้าโลก”

 

จีนจะรับมืออย่างไร? แก่นแท้ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯคือการได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญระหว่างกันทั้งด้านการค้าสินค้าและการค้าบริการ ตลอดจนการลงทุนระหว่างกัน การรักษาความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างสองประเทศไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อทั้งจีนและสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นคุณต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอีกด้วย ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า เมื่อจีนกับสหรัฐฯ ร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่หากปะทะกัน ย่อมเสียหายทั้งคู่ สงครามการค้าย่อมไม่มีผู้ชนะ ลัทธิคุ้มครองก็ไม่ใช่ทางออก ความสำเร็จของจีนและสหรัฐฯ ต่างเป็นโอกาสสำหรับอีกฝ่าย มิใช่ภัยคุกคามต่อกันอย่างแน่นอน

 

จีนไม่ประสงค์จะทำสงครามภาษี แต่หากมีคนบังคับเรียกเก็บภาษีอย่างไม่มีเหตุผลกับจีน จีนก็จำเป็นต้องตอบโต้อย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมา จีนได้ดำเนินมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ อย่างมีพลัง ทั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของจีน และเพื่อปกป้องระเบียบการค้าเสรีของโลก รวมถึงความยุติธรรมและความเป็นธรรมของมนุษยชาติ

 

สหรัฐฯ เป็นผู้เริ่มต้นสงครามการค้า ท้ายที่สุดกลับส่งผลเสียทั้งต่อผู้อื่นและตัวเอง ผู้บริโภคชาวอเมริกันจะเป็นผู้แบกรับผลกระทบเป็นอันดับแรก ผลการวิจัยของสถาบัน Peterson Institute for International Economics (PIIE) ระบุว่า ท้ายที่สุด ต้นทุนด้านภาษีกว่า 90% จะตกที่ผู้นำเข้า ธุรกิจปลายน้ำ และผู้บริโภคในสหรัฐฯ ความผันผวนของตลาดหุ้นและพันธบัตรสหรัฐฯ ที่เป็นเหมือนรถไฟเหาะในช่วงนี้ ก็ได้สะท้อนถึงความจริงข้อนี้แล้ว ประเทศจีนมีสำนวนโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ยกก้อนหินขึ้นมา แต่กลับหล่นทับขาตัวเอง” ข้าพเจ้าเชื่อว่า การที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีในทางที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่จะถูกต่อต้านจากนานาประเทศ ยังจะถูกคัดค้านโดยประชาชนชาวอเมริกันที่ชาญฉลาดอีกด้วย

 

มองความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-ไทยหลังจากนี้อย่างไร? จีน-ไทยมีภูมิประเทศที่เชื่อมต่อกัน มีอนาคตที่ร่วมกัน เป็นคู่ค้าสำคัญทั้งด้านการค้าและห่วงโซ่อุตสาหกรรม ท่ามกลางความปั่นป่วนของระบบเศรษฐกิจโลก จีนและไทยควรร่วมมือกัน ยึดมั่นในหลักการค้าเสรีและการเปิดกว้าง ยึดมั่นในการดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมการค้าระหว่างกันและการเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน เรายังควรปกป้องระเบียบการค้าโลก ร่วมมือใช้กลไกความร่วมมือจีน-อาเซียน องค์การการค้าโลกและเวทีอื่นๆ เรียกร้องให้ทุกประเทศยึดมั่นในหลักการที่ไม่กีดกัน เปิดกว้าง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เพื่อร่วมกันปกป้องและสร้างสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีความร่วมมืออย่างเปิดกว้าง

 

จีนจะยังคงเดินหน้าขยายการเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง และแบ่งปันโอกาสแห่งการพัฒนากับประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย จีนมีประชากร 1.4 พันล้านคน และมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่เกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เรายินดีต้อนรับผลิตภัณฑ์คุณภาพดีจากประเทศไทยให้เข้าสู่ตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น ฝ่ายจีนจะสนับสนุนให้รัฐบาลท้องถิ่น องค์กรภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น อีกทั้งจะสนับสนุนให้บริษัทจีนในประเทศไทยใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุตสาหกรรมในท้องถิ่นของไทยให้เต็มที่ ร่วมมือกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการพัฒนา เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย รวมถึงส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวของไทย จีนพร้อมจับมือกับไทยเพื่อสร้างต้นแบบแห่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน เพิ่มความมั่นคงภายใต้สถานการณ์โลกที่ไม่แน่นอน และเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่การเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 

แฟ้มภาพ: THE STANDARD

อ้างอิง: 

  • สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

The post ทูตจีนประจำประเทศไทยชี้ ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่สอดคล้องหลักเศรษฐศาสตร์ เป็นการบีบบังคับคู่ค้า-หาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านใจสีจิ้นผิง ทำไมเยือน 3 ชาติอาเซียน (ไม่มาไทย) https://thestandard.co/xi-jinping-asean-visit-analysis-why-skipped-thailand/ Thu, 17 Apr 2025 02:47:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1065184 สีจิ้นผิง

ช่วงวันที่ 14-18 เมษายน หลายท่านคงจะได้เห็นภาพสุดชื่นมื […]

The post อ่านใจสีจิ้นผิง ทำไมเยือน 3 ชาติอาเซียน (ไม่มาไทย) appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีจิ้นผิง

ช่วงวันที่ 14-18 เมษายน หลายท่านคงจะได้เห็นภาพสุดชื่นมื่นของผู้นำจีน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในการเดินทางไปเยือน 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของสีจิ้นผิงในปีนี้ด้วย การเดินทางเยือนอาเซียนของผู้นำจีน เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามภาษี และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

ในยุคทรัมป์ป่วนโลกอย่างหนัก ทำไมสีจิ้นผิงเลือกไปเยือน 3 ประเทศนี้ในกลุ่มอาเซียน การขยับของจีนครั้งนี้สะท้อนอะไร เหตุผลสำคัญในการเลือกเดินทางมาอาเซียนของสีจิ้นผิง คงไม่ได้มีแค่คำอธิบายในภาษาทางการที่เผยแพร่กันทั่วไป เช่น 

 

  • ไปเวียดนาม เพราะจะไปฉลองครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม และเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนในอาเซียน
  • ไปมาเลเซีย เพราะปีนี้ มาเลเซียเป็นประธานอาเซียน และจีนลงทุนมหาศาลในมาเลเซีย
  • ไปกัมพูชา เพราะเป็นพันธมิตรในสังกัดจีน และเอียงข้างจีนมานาน ฯลฯ

 

แล้วอะไรที่น่าจะเป็นเหตุผลเบื้องลึกมากกว่าสิ่งที่พูดกันทั่วไป บทความนี้จะมาไล่เรียงรายประเทศ ดังนี้

 

ประเทศแรกที่สีจิ้นผิงไปเยือน คือ เวียดนาม 

 

ในยุคสีจิ้นผิง รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับเวียดนามอย่างยิ่งยวด สองสหายคอมมิวนิสต์มีความแนบแน่นกันมานาน และก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่ออนาคต 

 

เมื่อมาถึงยุคทรัมป์ขึ้นภาษีมหาโหดกับเวียดนาม เพื่อความอยู่รอด เวียดนามจำเป็นต้องยอมหมอบให้สหรัฐฯ (เช่น รีบเสนอลดภาษีเหลือ 0 ให้สหรัฐฯ) ไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจเวียดนามจะถูกกระทบหนัก เพราะเวียดนามพึ่งพารายได้จากการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนที่สูงมาก 

 

ดังนั้น ในมุมจีน เพื่อไม่ให้เวียดนามเอนเอียงหรือยอมหมอบให้สหรัฐฯ ไปมากกว่านี้ สีจิ้นผิงจึงต้องการย้ำความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับสหายเวียดนาม และตอกย้ำความมีภราดรภาพ (brotherhood) กับสหายร่วมอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เราจึงเห็นภาพความใกล้ชิดชื่นมื่นระหว่างโตเลิม ผู้นำสูงสุดของเวียดนาม และสีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน รวมทั้งการปลุกกระแสความรักชาติยิ่งชีพ ไม่ยอมให้ใครมาย่ำยี มีการกล่าวตอกย้ำประสบการณ์ในการลุกฮือเพื่อต่อสู้กับลัทธิล่าอาณานิคม (Colonialism) และจักรวรรดินิยม (Imperialism)

 

ทั้งนี้ ลึกๆ แล้ว จีนก็อาจจะแอบกังวลว่า ท่าทีของเวียดนามในยุคโตเลิมเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญ (priority) หรือเทใจมาทางจีนมากเหมือนยุคของอดีตเลขาฯ เหงียนฝู่จ่อง ที่เพิ่งเสียชีวิตไป

 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และอิลอน มัสก์ ก็มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในเวียดนาม ครอบครัวทรัมป์โดย Trump Organization มีโครงการลงทุนมหาศาลกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างสนามกอล์ฟและโรงแรมรีสอร์ตในเมืองบ้านเกิดของโตเลิม และยังมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับนักธุรกิจใหญ่ในเวียดนาม (เช่น นางเหวียน เจ้าของสายการบิน Vietjet) 

 

ดังนั้น การไปเยือนเวียดนามรอบนี้ ฝ่ายจีนจึงเร่งรุกขยายความร่วมมือกับเวียดนาม และลงนามความร่วมมือระหว่างกันมากถึง 45 ฉบับ 

 

ประเทศที่สองที่สีจิ้นผิงไปเยือน คือ มาเลเซีย 

 

ในยุคนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม มาเลเซียมีท่าทีเชิงบวกและมีใจให้กับจีน และมาเลเซียยังเป็นประเทศมุสลิมที่มีท่าทีแข็งกร้าวกับชาติตะวันตก (ยิว) อย่างชัดเจน จีนจึงมองเห็นศักยภาพของมาเลเซียที่จะมีบทบาทในกลุ่มโลกขั้วใต้ (Global South) ร่วมกับจีน เพื่อร่วมกันคานอำนาจบาตรใหญ่ของมหาอำนาจสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจึงใช้จังหวะเวลานี้ไปเยือนมาเลเซีย เพื่อซื้อใจมาเลเซียที่เป็นประเทศมุสลิมสายแข็ง กล้าแข็งกร้าวกับชาติตะวันตกในประเด็นอิสราเอล-ฮามาส 

ที่สำคัญ มาเลเซียมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ในการเป็นฐานผลิตอุตสาหกรรมเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานขั้วใหม่ จีนจึงต้องการดึงมาเลเซียมาเป็นพรรคพวกในกลุ่มโลกขั้วใต้ โดยเฉพาะการผลักดันให้มาเลเซียกลายเป็นสมาชิก BRICS แบบ Full Member ต่อไป

 

นอกจากนี้ มาเลเซียยุคอันวาร์ ยังได้ให้การต้อนรับและส่งเสริมโครงการลงทุนของจีนจำนวนมาก เช่น โครงการรถไฟ ECRL เชื่อมมาเลเซียฝั่งตะวันออก และมีบริษัทจีนชั้นนำหลายแห่งไปลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์บนเกาะปีนังในมาเลเซีย ค่ายรถ Geely ของจีน ไปช่วยลงทุนในค่ายรถ Proton ของมาเลเซียที่ขาดทุนหนัก รวมทั้งกลุ่มทุนใหญ่ของจีนยังได้ไปช่วยพยุงกองทุน 1MDB ของมาเลเซียที่มีปัญหาทางการเงิน (ในขณะที่บางประเทศในอาเซียนมีกระแสต่อต้านทุนจีนอย่างหนัก)

 

ประเทศสุดท้ายที่สีจิ้นผิงไปเยือน คือ กัมพูชา

 

ในยุคนายกรัฐมนตรีฮุนมาเนต ท่าทีของกัมพูชาต่อจีนก็อาจจะไม่จงรักภักดีมากเท่ากับในยุคพ่อ คือ สมเด็จฯ ฮุนเซน เพราะฮุนมาเนตเป็นผู้นำหัวสมัยใหม่ รับการศึกษาและหล่อหลอมทางความคิดมาจากโลกตะวันตก จึงอาจจะปรับท่าที เพื่อไม่เอียงข้างจีนมากเกินไป (เหมือนยุคพ่อ) และแสวงหาความร่วมมือกับชาติตะวันตกมากขึ้น

 

ล่าสุด ผู้บริหาร SpaceX ของอิลอน มัสก์ เพิ่งไปพบนายกฯ ฮุนมาเนต เพื่อหารือความร่วมมือในการให้บริการ Starlink และอื่นๆ 

 

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจึงเลือกแวะไปกัมพูชาเป็นประเทศสุดท้ายในทริปนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับกัมพูชา โดยเฉพาะด้านความมั่นคง และเพื่อตอกย้ำให้กัมพูชายังคงอยู่ฝั่งจีนอย่างเหนียวแน่นต่อไป

 

สำหรับคำถามที่พูดกันมากว่า “ทำไมสีจิ้นผิงไม่มาไทย” หากอ่านใจสีจิ้นผิงในกรณีของไทย การแวะมาไทยไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น สีจิ้นผิงจึงใช้เวลาอันจำกัดไปทางอื่นดีกว่า จีนเลือกวิธีเก็บไทยไว้เป็นเพื่อนแบบที่เป็นอยู่ดีกว่า พูดกับไทยไม่ยาก จีนตระหนักดีจากท่าทีของรัฐบาลไทยชุดนี้ว่า ยังไงก็ไม่กล้าเอาใจออกห่างจากจีน 

 

ขอให้ตั้งใจไล่เรียงอ่านเหตุผลเบื้องลึกในการเยือน 3 ประเทศนี้ แล้วท่านก็จะพบคำตอบระหว่างบรรทัดอย่างชัดเจนแล้วว่า ทำไมไม่มาไทย

 

โดยสรุป เหตุผลสำคัญที่สีจิ้นผิงเลือกเยือน 3 ประเทศนี้ในอาเซียน ก็เพราะจีนต้องการสร้างพลังต่อรองกับคู่ชกหลัก คือ สหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจีนต้องการที่จะรักษาและทำให้มั่นใจว่าพันธมิตรทางการเมืองระหว่างประเทศของจีนจะแน่นแฟ้นและช่วยรักษาผลประโยชน์ของจีนได้นั่นเอง

 

ภาพ: Vincent Thian / Pool via REUTERS

The post อ่านใจสีจิ้นผิง ทำไมเยือน 3 ชาติอาเซียน (ไม่มาไทย) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมจีนพร้อมเล่นเกมลากยาวในสงครามการค้า https://thestandard.co/why-china-is-prepared-for-a-prolonged-trade-war/ Wed, 16 Apr 2025 11:44:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1065105 สงครามการค้า

ฟังจากทีมงานของทรัมป์ที่ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว ต่างมองว่า […]

The post ทำไมจีนพร้อมเล่นเกมลากยาวในสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามการค้า

ฟังจากทีมงานของทรัมป์ที่ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว ต่างมองว่าจีนคงจะทนเจ็บไม่ได้และอีกเดี๋ยวคงวิ่งมาเจรจา แต่ทั้งหมดนี้เป็นการประเมินที่ผิดพลาดและประเมินไพ่ของตัวเองสูงเกินไป

 

ทรัมป์และทีมมองว่า เศรษฐกิจจีนตอนนี้อ่อนแอมาก จีนเผชิญแรงกดดันไม่ไหว และจีนส่งออกไปสหรัฐฯ มากกว่าสหรัฐฯ ส่งออกไปจีนถึง 5 เท่าตัว ถ้าจีนจะไม่ขายของให้สหรัฐฯ โรงงานจีนจะปิดตัวมากมาย คนงานจีนจะตกงานมหาศาล พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่รักษาอำนาจได้ด้วยความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ก็จะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป

 

แต่สหรัฐฯ ไม่รู้ว่ากำลังเล่นกับไฟ เล่นกับศักดิ์ศรีและพลังชาตินิยมของคนจีน คนจีนมีประวัติศาสตร์ถูกฝรั่งรังแก ที่คนจีนเรียกกันว่าเป็นศตวรรษแห่งความอัปยศอดสู (One Hundred Years of Humiliation) และคนจีนให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าเป็นอันดับ 1 พร้อมตายดีกว่าถูกหยามหน้า

 

เศรษฐกิจจีนซบเซาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดนอีกสักดอกก็ทนกันต่อไป ล็อกดาวน์โควิดสองปีก็ทนกันมาได้ (บางคนบอกได้ซ้อมปิดประเทศเตรียมตัวมาแล้ว) แถมกลายเป็นว่าแรงกดดันต่อรัฐบาลจีนกลับลดลง เพราะคนจีนมองว่าที่เศรษฐกิจไม่ดีเพราะถูกสหรัฐฯ รังแก ไม่ใช่เพราะการบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาลจีน

 

ครั้งนี้จึงแตกต่างอย่างมากจากสงครามการค้ารอบแรก ตอนนั้นเศรษฐกิจจีนกำลังขาขึ้น คนจีนยังทนเจ็บไม่ได้ ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลจีนรีบไปเจรจาหาทางออก และสมัยนั้นยังคิดว่าสามารถเจรจาได้ อีกไม่นานเดี๋ยวทรัมป์ก็ไป โลกก็จะกลับมาเหมือนเดิม

 

แต่หลังจากทรัมป์ไป รัฐบาลไบเดนไม่ได้ยกเลิกกำแพงภาษีต่อสินค้าจีนเลย แถมยังกีดกันเทคโนโลยีจีนเพิ่มเติมยิ่งกว่าทรัมป์อีก และทรัมป์ก็ยังหวนกลับมาอีกรอบพร้อมซัดจีนหนักแบบนี้ คนจีนจึงมองว่านี่เป็นศึกระยะยาวแล้ว ไม่จบง่ายๆ ขืนไปเจรจาไปง้อเขาตอนนี้ เขาก็ซัดเราไม่จบอยู่ดี สู้เรากอดคอระเบิดกันไปทั้งคู่ให้ดูกันไปว่าฝ่ายสหรัฐฯ จะทนเจ็บไหวไหม

 

ฝั่งสหรัฐฯ ยังมองว่าจีนจะเจ็บหนักชนิดทนไม่ได้ แต่อาจไม่ทราบว่าจีนได้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปพอสมควร จีนเจ็บหนักนั้นหนักแน่ แต่หนักน้อยกว่าสงครามการค้ารอบแรก เพราะจีนพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง (จากร้อยละ 24 ของการส่งออกทั้งหมด เหลือร้อยละ 14.8) และปัจจุบันการส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็นประมาณร้อยละ 2 ของ GDP จีน

 

สหรัฐฯ ตั้งอัตราภาษีต่อสินค้าจีนร้อยละ 145 ทำให้สินค้าจีนไม่สามารถขายในสหรัฐฯ ได้ แต่จีนก็คงพยายามระบายสินค้าเหล่านี้ภายในประเทศ และพยายามส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาทดแทน คงพอจะดูดซับได้ส่วนหนึ่ง จีนคงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นเจ็บนั้นเตรียมใจพร้อมเจ็บ แต่รัฐบาลจีนบอกฟ้าไม่ถล่มแน่นอน

 

ทีมงานของทรัมป์ชอบให้สัมภาษณ์ว่า คนซื้อมีอำนาจต่อรอง ส่วนคนขายไม่มีอำนาจต่อรองหรอก เพราะไม่ขายให้สหรัฐฯ แล้วจะทำอย่างไร จะปิดโรงงาน จะให้คนตกงาน จะให้สหรัฐฯ หันไปสั่งเจ้าใหม่ จีนก็จะเสียลูกค้าไปตลอดกาล แล้วของส่วนใหญ่ที่จีนผลิต คนอื่นก็ทำแทนได้ ไม่ได้ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงอะไร แม้กระทั่งแร่แรร์เอิร์ธที่บอกว่าจีนผลิตได้มากกว่าร้อยละ 90 นั้น คนอื่นจะผลิตก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น

 

แต่นี่ก็เป็นการประเมินที่ผิดพลาด เพราะคนขายมีอำนาจต่อรองแน่ถ้าคนขายพร้อมยอมพังพินาศไปด้วยกันกับคนซื้อ สินค้าจากจีนที่ขายในสหรัฐฯ นั้น ไม่ได้หาแหล่งทดแทนได้ทันทีหรือได้ง่ายดาย ดังนั้น จะเกิดช็อกแน่นอนต่อผู้บริโภคสหรัฐฯ สินค้าขาดแคลน ราคาข้าวของสูงขึ้น แรร์เอิร์ธที่บอกว่าจริงๆ ใครก็ผลิตได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงทุนตั้งโรงงานและดำเนินการผลิต ระยะสั้นจะวิบัติหายนะแน่สำหรับสหรัฐฯ

 

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในสหรัฐฯ ล้วนมาจากจีน ดังที่ทรัมป์สุดท้ายต้องออกมายกเว้นกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากภาษีร้อยละ 145 ไปก่อน (ก่อนที่วันต่อมาทรัมป์บอกเตรียมจะกลับมาจัดเก็บใหม่ แค่จะย้ายหมวด) อีกกลุ่มที่จะกระทบมากคือยา เพราะวัตถุดิบในการผลิตยาในสหรัฐฯ นำเข้าจากจีนมากกว่าร้อยละ 90 ราคายาและความปั่นป่วนต่อระบบสาธารณสุขของสหรัฐฯ จะตามมาแน่ 

 

คำถามที่จีนถามกลับคือ สหรัฐฯ แน่ใจนะว่าจะทนไหว จีนไม่มีการเลือกตั้ง แต่สหรัฐฯ มีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งมิดเทอมก็ใกล้เข้ามา คนจีนตลาดหุ้นตก ก็มีกองทุนรัฐบาลเข้าไปซื้อพยุง และเงินเก็บคนจีนก็ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น แต่คนสหรัฐฯ นั้น เงินเก็บเกษียณอยู่ในตลาดหุ้น รับได้ไหมกับความปั่นป่วนในตลาด นี่ยังไม่นับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปั่นป่วนอีก แต่ทั้งหมดนี้ ไว้รอตลาดสินค้าราคาถูกใน Walmart ปั่นป่วนก่อน นั่นแหละจะวุ่นวายของจริง

 

รอบนี้ ทรัมป์เล่นเกมเกินตัว หากทรัมป์ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีสิ่งที่เรียกร้องจากจีนชัดเจน และให้เกียรติจีน จีนคงไม่กล้าทนเจ็บและยอมมาเจรจา แต่ทรัมป์ก่อนหน้านี้ซัดจีนด้วยภาษีร้อยละ 20 ไปแล้วสองรอบ และซัดรอบใหญ่อีกครั้งพร้อมกันกับซัดทั่วโลก เพราะทรัมป์หวังเล่นเกมทุบแรง บีบให้ทุกคนวิ่งมาสวามิภักดิ์ แต่จีนดันเตรียมแผนสู้กลับ และปลุกพลังทั้งชาติให้เตรียมใจรับความยากลำบากและตั้งท่าลากเกมยาว ไม่ต่อสายคุย

 

นโยบายการขึ้นกำแพงภาษีของทรัมป์นั้น จุดประสงค์คือต้องการให้โรงงานกลับมาตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ แต่นโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้ นอกจากคุณจะต้องตั้งกำแพงภาษีแล้ว คุณยังต้องมีนโยบายสนับสนุนให้อุตสาหกรรมย้ายฐานกลับมา มีคนบอกว่าทรัมป์และทีมเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน นักกลยุทธ์ แต่ไม่มีใครเคยทำอุตสาหกรรมการผลิต จึงไม่มีใครเข้าใจซัพพลายเชน การขึ้นกำแพงภาษีจีนและทั่วโลก ทำให้การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบมาใช้ในการผลิตสูงขึ้น แล้วสหรัฐฯ จะได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตได้อย่างไร


และถ้าจะเล่นจีนแรงขนาดนี้ ก่อนอื่นคุณต้องค่อยๆ ปรับหาตลาดสินค้าใหม่ทดแทนหรือพยายามรื้อฟื้นการผลิตสินค้าในประเทศทดแทนก่อน แต่นี่คุณหยุดการนำเข้าสินค้าจีนทันที โดยยังไม่ทันมีอะไรมาแทน จีนเจ็บเพราะขายของไม่ได้ แต่คุณก็เจ็บหนักเพราะไม่มีข้าวของที่คุณจำเป็นต้องใช้

 

ทรัมป์เองคงคิดว่าอย่างไรเดี๋ยวก็ต้องเจรจา เพราะทนกันไม่ได้ทั้งคู่หรอก แต่ครั้งนี้เหมือนจีนจะลากเกมยาวเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า จีนทนได้ โลกปัจจุบันมีพระอาทิตย์สองดวงแล้ว ไม่ใช่สหรัฐฯ ทุบโต๊ะแล้วทุกคนต้องหมอบอีกต่อไป และคุณอาจคิดว่าผมเจ็บหนักกว่า แต่ผมจะแสดงให้คุณเห็นว่าผมทนได้นานกว่าคุณ

 

ดังที่มีภาพการ์ตูนล้อเลียนที่คมคายออกมา ทรัมป์ถือไพ่แล้วบอกสีจิ้นผิงว่า ไพ่ทั้งหมดอยู่ในมือผม ขณะที่สีจิ้นผิงตอบว่า ไพ่ที่คุณถือ Made in China 

 

ภาพ: Vincent Thian / Pool, Leah Millis via Reuters, e X p o s e via Shutterstock

The post ทำไมจีนพร้อมเล่นเกมลากยาวในสงครามการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีเป็น 84% มีผล 10 เม.ย. เพิ่มรายชื่อแบนบริษัทอเมริกัน https://thestandard.co/china-retaliates-us-tariffs/ Wed, 09 Apr 2025 12:38:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1062567 china-retaliates-us-tariffs

สงครามการค้าระหว่างสองยักษ์เศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ของโลก […]

The post จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีเป็น 84% มีผล 10 เม.ย. เพิ่มรายชื่อแบนบริษัทอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-retaliates-us-tariffs

สงครามการค้าระหว่างสองยักษ์เศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ของโลกทะลุองศาเดือด ล่าสุดจีนประกาศตอบโต้ด้วยกำแพงภาษีเป็น 84% กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ โดยมีผลตั้งแต่พรุ่งนี้ (10 เมษายน) ภายหลังจากรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเดินหน้าขึ้นภาษีกับจีนรวมเป็น 104% ก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความหวั่นวิตกไปทั่วโลกว่า การตอบโต้อย่างไม่ลดราวาศอกกันครั้งนี้จะไปจบที่ตรงไหน

 

กระทรวงการคลังจีนระบุว่า อัตราภาษีรวม 84% จะบังคับใช้กับสินค้าทั้งหมดที่นำเข้าจากสหรัฐฯ โดยมีผลตั้งแต่เวลา 12.01 น. (CST) ของวันที่ 10 เมษายน

 

นอกจากนี้กระทรวงการคลังจีนยังประกาศเพิ่มชื่อ 6 บริษัทจากสหรัฐฯ ในบัญชีองค์กรที่ ‘ไม่น่าไว้วางใจ’ ซึ่งครอบคลุมบริษัทในอุตสาหกรรมอวกาศและป้องกันประเทศ เช่น Sierra Nevada Corporation โดยก่อนหน้านี้มีบริษัทที่อยู่ในบัญชีนี้แล้ว เช่น PVH ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นดังอย่าง Calvin Klein และ Tommy Hilfiger โดยรายชื่อองค์กรที่ไม่น่าไว้วางใจนี้จะมีผลให้บริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจในจีนยากขึ้น รวมถึงอาจถูกลงโทษปรับหรือห้ามลงทุนในจีนด้วย

 

นอกจากบัญชีดังกล่าว จีนยังประกาศควบคุมการส่งออกของบริษัทสัญชาติอเมริกันอีก 12 บริษัท

 

ด้านคณะกรรมการด้านภาษีศุลกากรของคณะมนตรีแห่งรัฐจีนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ยกระดับกำแพงภาษีต่อจีนถือเป็นการทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ละเมิดสิทธิประโยชน์อันชอบธรรมของจีนอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังทำลายระบบการค้าพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา

 

โดยกระทรวงการคลังยังเผยด้วยว่า จีนยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) จากกรณีที่สหรัฐฯ ขึ้นกำแพงภาษีระลอกใหม่กับจีนก่อนหน้านี้ด้วย 

 

ภาพ: rzoze19 via ShutterStock

 

อ้างอิง:

The post จีนตอบโต้สหรัฐฯ ขึ้นภาษีเป็น 84% มีผล 10 เม.ย. เพิ่มรายชื่อแบนบริษัทอเมริกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตอบโต้ภาษีทรัมป์ เตรียมเก็บเท่ากันที่ 34% เริ่ม 10 เมษายนนี้ https://thestandard.co/china-retaliates-trump-tariff-2/ Fri, 04 Apr 2025 13:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1060839 china-retaliates-trump-tariff

จีนประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับส […]

The post จีนตอบโต้ภาษีทรัมป์ เตรียมเก็บเท่ากันที่ 34% เริ่ม 10 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-retaliates-trump-tariff

จีนประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับสินค้านำเข้าทุกประเภทจากสหรัฐฯ โดยเรียกเก็บที่อัตรา 34% เท่ากับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บกับจีนในรอบล่าสุด ส่งผลให้สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 1 และ 2 ตึงเครียดขึ้น และสร้างความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้ว 

 

คณะกรรมาธิการภาษีศุลกากรแห่งคณะรัฐมนตรีจีนระบุว่า การเก็บภาษีศุลกากรอัตราใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 เมษายนนี้ ซึ่งไล่เลี่ยกับช่วงเวลาที่อัตราภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจีนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน

 

คณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ ที่ประกาศมาตรการภาษีกับจีนก่อนหน้านี้ไม่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีนอย่างร้ายแรง และถือเป็นการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว

 

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์จีนยังประกาศสอบสวนการทุ่มตลาดสินค้าหลอดเอกซเรย์ที่ใช้ในทางการแพทย์ที่มาจากสหรัฐฯ และอินเดียด้วย

 

ขณะเดียวกันจีนยังควบคุมการส่งออกสินแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) 7 ชนิดไปยังสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงซาแมเรียม แกโดลิเนียม และเทอร์เบียม โดยแร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการตอบโต้ของฝั่งจีนก็ทำให้เกิดคำถามว่าจะกระทบเศรษฐกิจจีนเองมากแค่ไหน เนื่องจากเวลานี้เศรษฐกิจจีนก็อยู่ในภาวะชะลอตัว ขณะที่รัฐบาลจีนพยายามกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ และเวลานี้ยังมีแนวโน้มที่จะได้เผชิญกับสงครามการค้าระลอกใหม่ที่รุนแรงขึ้น

 

ภาพ: Lightspring via Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนตอบโต้ภาษีทรัมป์ เตรียมเก็บเท่ากันที่ 34% เริ่ม 10 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมกู้ภัยจีนเดินทางถึงย่างกุ้ง เตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเมียนมา https://thestandard.co/china-aids-myanmar-earthquake-victims/ Sat, 29 Mar 2025 06:03:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1057955 ทีมกู้ภัยจีน

ทีมกู้ภัยจากมณฑลยูนนานของจีนเดินทางถึงเมืองย่างกุ้งของเ […]

The post ทีมกู้ภัยจีนเดินทางถึงย่างกุ้ง เตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมกู้ภัยจีน

ทีมกู้ภัยจากมณฑลยูนนานของจีนเดินทางถึงเมืองย่างกุ้งของเมียนมาเช้าวันนี้ (29 มีนาคม) ก่อนปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เมียนมาเมื่อวานนี้ (28 มีนาคม)

 

สำหรับยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดพุ่งขึ้นเกือบ 700 คนแล้ว และคาดว่าตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก ขณะที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมา ได้ออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือจากนานาชาติ 

 

 

ภาพ: Xinhua

อ้างอิง:

  • Xinhua

The post ทีมกู้ภัยจีนเดินทางถึงย่างกุ้ง เตรียมช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
การแข่งขันสหรัฐฯ-จีน ขยายสู่เครื่องบินรบยุคที่ 6 https://thestandard.co/us-china-rivalry-sixth-generation-fighter-jets-f-47/ Wed, 26 Mar 2025 05:27:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1056714 เครื่องบินรบ F-47

สัปดาห์ที่แล้วเรดาร์ของนักสังเกตการณ์เทคโนโลยีการทหารจั […]

The post การแข่งขันสหรัฐฯ-จีน ขยายสู่เครื่องบินรบยุคที่ 6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องบินรบ F-47

สัปดาห์ที่แล้วเรดาร์ของนักสังเกตการณ์เทคโนโลยีการทหารจับไปที่โครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 ของสหรัฐฯ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า Boeing คือผู้ชนะเหนือ Lockheed Martin ในโครงการพัฒนาและผลิตเครื่องบินขับไล่แบบ F-47 ภายใต้โครงการ Next Generation Air Dominance (NGAD) ของสหรัฐฯ

 

การประกาศของทรัมป์ถือเป็นการยืนยันข้อมูลที่ชัดเจนที่สุดของโครงการ NGAD หลังจากที่สหรัฐฯ เก็บเป็นความลับมานานหลายปี

 

ที่ว่าลึกลับนั้นก็เพราะกองทัพอากาศสหรัฐฯ เพิ่งเปิดเผยว่าต้นแบบของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 ทั้งจากค่าย Boeing และ Lockheed Martin ต่างทดสอบบินมาแล้วหลายร้อยชั่วโมง รวมเวลา 5 ปีโดยที่ไม่มีใครรู้

 

แต่จากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยออกมาก็นับว่ายังน้อยอยู่ดี นอกจากภาพร่างของต้นแบบเครื่องบินที่ยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนนัก ดังนั้นโครงการนี้จึงจัดว่ายังลับสุดยอดมาก สิ่งที่เราทำได้คือการคาดคะเนด้านคุณสมบัติต่างๆ จนกว่าจะมีการเปิดเผยภาพออกมามากกว่านี้ 

 

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก่อนทรัมป์ประกาศผู้ชนะโครงการพัฒนา F-47 สื่อใหญ่อย่าง South China Morning Post รายงานว่ามีผู้พบเห็นและถ่ายภาพโปรโตไทป์ของ J-36 ของจีนได้อีกครั้ง หลังจากที่ J-36 เคยปรากฏตัวจนสร้างความฮือฮาในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยในวันนั้นมีคนถ่ายภาพเครื่องต้นแบบเครื่องบินรบยุคที่ 6 อีกรุ่นในสถานที่ต่างกันด้วย (J-XX)

 

แม้ทางการจีนยังไม่เคยยืนยันว่า J-36 เป็นเครื่องบินรบยุคที่ 6 แต่จากรูปร่างและการวิเคราะห์คุณสมบัติต่างๆ ทำให้นักวิเคราะห์ฟันธงว่ามันคือเครื่องบินรบเจนใหม่ที่มีคุณสมบัติหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ได้ดีขึ้น และเป็นแพลตฟอร์มการรบที่มีขีดความสามารถสูงกว่าเครื่องบินยุคที่ 5

 

แน่นอนว่า การที่สหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับ F-47 และการปรากฏตัวของ J-36 ในจีนก่อนหน้านี้ ย่อมถูกนำมาเปรียบเทียบ และทำให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในด้านเทคโนโลยีการทหารเด่นชัดขึ้นไปสู่มิติของการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเป็น Game Changer ในการครองอากาศในอนาคตอันใกล้ โดยที่ปี 2025 นั้นเป็นดั่งหมุดหมายหรือจุดสตาร์ทในเชิงสัญลักษณ์กลายๆ ของการวิ่งแข่ง ถึงแม้ว่าทั้งสองชาติจะเริ่มพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 6 มานานหลายปีแล้วก็ตาม

 

เรารู้อะไรแล้วบ้างเกี่ยวกับ F-47 และ J-36 

 

ทรัมป์เปิดเผยว่า F-47 จะทำความเร็วได้มากกว่ามัค 2 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเครื่องบินขับไล่ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ นอกจากนี้ยังบอกว่า F-47 จะมีเทคโนโลยีสเตลธ์ที่ล้ำสมัย “จนทำให้เราแทบมองไม่เห็นมันเลย” 

 

ขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ เผยข้อมูลว่า F-47 จะบินได้ไกลกว่า F-22 ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบที่สหรัฐฯ เตรียมจะปลดประจำการและนำ F-47 เข้าประจำการแทนที่ในอนาคต 

 

สำหรับคุณสมบัติพื้นฐานของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 ที่ F-47 ต้องมีก็คือความสามารถในการหลบหลีกเรดาร์หรือการถูกตรวจจับได้ยาก หรือที่เรียกว่า Stealth และต้องมีคุณสมบัตินี้เหนือกว่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ซึ่งเป็นเครื่องยุคก่อนหน้าอย่าง F-22 หรือ F-35 ด้วย หรือหากเทียบคู่แข่งจากชาติอื่น ก็ต้องเหนือกว่า Su-57 ของรัสเซีย รวมถึง J-20 และ J-35 ของจีนเช่นกัน

 

อีกคุณสมบัติเด่นของเครื่องบินรบยุคที่ 6 คือ การเป็น ‘เครื่องบินรบแบบร่วมปฏิบัติการ’ ที่ทำหน้าที่เป็นยานแม่คอยควบคุมโดรนเพื่อให้ทำภารกิจบางอย่างแทน เช่นการสั่งให้โดรนบินลาดตระเวน ปล่อยอาวุธ หรือทำภารกิจการข่าวอื่นๆ ซึ่ง อนาลโย กอสกุล นักสังเกตการณ์การทหารอิสระและแอดมินเพจ Thaiarmedforce.com ระบุว่า เครื่องบินขับไล่ยุค 6 เพียงลำเดียวสามารถสร้างอำนาจการยิงและปฏิบัติภารกิจได้เหมือนมีเครื่องบินหลายลำ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติแรกของ F-47 และเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6

 

โดยโดรนที่จะทำงานร่วมกับ F-47 ในอนาคตนั้น เวลานี้ยังอยู่ในขั้นประกวดแบบระหว่าง YFQ-44A Fury ของ Anduril Industries และ YFQ-42A Gambit ของ General Atomic ซึ่งยังต้องรอประกาศผู้ชนะ

 

หลังมีภาพร่างของ F-47 ออกมา สื่อทางการจีนอย่าง Global Times ได้นำเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับคุณสมบัติ F-47 ของผู้เชี่ยวชาญหลายคนด้วย ซึ่ง จางเสวี่ยเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีนมองว่า เมื่อดูจากลักษณะภายนอกของ F-47 มีความสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไม่มีแพนหางดิ่ง ซึ่งเป็นความพยายามในการเพิ่มสมรรถนะการล่องหนในทุกทิศทุกทาง นอกจากนี้ยังมีจมูกแบน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเครื่องบินขับไล่ยุคนี้ด้วย

 

เขาระบุด้วยว่า เครื่องบินรบยุคที่ 6 ต้องมีระบบควบคุมใหม่มาแทนหางดิ่ง เช่น ปลายปีกที่ขยับได้เพื่อควบคุมทิศทางการบิน อย่างไรก็ตาม จางตั้งข้อสังเกตว่า การที่ F-47 มีคานาร์ด (ปีกเล็กด้านหน้า) อยู่ด้านหน้าปีกหลักอาจส่งผลต่อสมรรถนะด้านการล่องหนไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นไปได้ว่า Boeing อาจขาดเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบควบคุมใหม่ๆ จึงต้องอาศัยคานาร์ด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเก่า 

 

ส่วน หวังหย่าหนาน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Aerospace Knowledge ที่มีสำนักงานอยู่ในปักกิ่ง ให้ความเห็นกับ Global Times ว่า เมื่อเปรียบเทียบขนาดของกระจกครอบห้องนักบินและล้อหน้าลงจอดแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ขนาดโดยรวมของ F-47 ไม่น่าจะใหญ่กว่า F-22 มากนัก ซึ่งหมายความว่า F-47 ยังคงเป็นเครื่องบินรบทางยุทธวิธี ไม่ใช่แพลตฟอร์มอากาศยานขนาดใหญ่แบบอเนกประสงค์ที่สามารถปฏิบัติภารกิจในระดับยุทธการเหมือนกับเครื่องบินของค่ายจีนที่มีรูปถ่ายปรากฏออกมาก่อนหน้านี้

 

อย่างไรก็ตาม หวังระบุว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงการวิเคราะห์จากภาพจำลอง ซึ่งเป็นแค่การร่างขึ้นเท่านั้น ยังไม่ใช่ภาพถ่ายจริง 

 

แต่หวังตั้งข้อสังเกตว่า การให้ Boeing พัฒนาโครงการนี้อาจมีความเสี่ยง เพราะก่อนหน้านี้ Boeing ก็แพ้ให้กับ Lockheed Martin ในโครงการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 และพอร์ตในปัจจุบันที่มีอยู่อย่าง F-15 และ F/A-18 ก็เป็นเครื่องบินที่เริ่มพัฒนาโดย McDonnell Douglas ที่ภายหลังเข้าควบรวมกับ Boeing นอกจากนี้ Boeing ยังเผชิญกับปัญหาอื้อฉาวมากมายในเครื่องบินพาณิชย์แบบ 737 MAX ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ข้ามมาที่คุณสมบัติของ J-36 บ้าง นักสังเกตการณ์วิเคราะห์จากภาพถ่ายก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นเครื่องบินรบยุคที่ 6 ด้วยคุณสมบัติเด่นที่ไม่ต่างจาก F-47 ที่กล่าวไว้ข้างต้น 

 

ในบทความ China’s 6th-Generation Fighter: Potential Game Changer for Air Superiority in Asia? ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ The Diplomat เมื่อเดือนกุมภาพันธ์วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า การเปิดตัว J-36 และ J-XX เป็นการแสดงถึงก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในการพัฒนาแสนยานุภาพทางอากาศของจีน และเป็นการส่งสัญญาณว่า จีนพร้อมเปลี่ยนโครงสร้างความมั่นคงหรือดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 

 

J-36 ใช้เครื่องยนต์ถึงสามเครื่อง ลำตัวเครื่องเป็นรูปทรงเพชรและออกแบบไร้แพนหางเพื่อปฏิบัติภารกิจในระยะไกลโดยที่สามารถหลบหลีกการถูกตรวจจับด้วยระบบของศัตรูได้ 

 

คาดว่าระยะปฏิบัติการของ J-36 อาจมีพิสัยเกินกว่า 2,500 กิโลเมตร ซึ่งหมายความว่าสามารถโจมตีไกลถึงฐานทัพสหรัฐฯ ที่เกาะกวม ดิเอโกการ์เซีย หรือแม้แต่รัฐอะแลสกาได้ 

 

นอกจากนี้อีกคุณสมบัติเด่นที่คาดว่าจะมีในเครื่องบินรุ่นนี้คือความเร็วเหนือเสียง (hypersonic) โดยสามารถทำความเร็วได้เกินมัค 2 และหากมีการปรับแต่งเพิ่มเติม อาจทำความเร็วเฉียดมัค 3 โดยเฉพาะในระดับความสูงที่อากาศเบาบาง 

 

อีกคุณสมบัติที่คล้าย F-47 คือ เครื่องบินเหล่านี้ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางการควบคุมฝูงอากาศยานไร้คนขับ โดยผสานระบบขับเคลื่อนแบบมีนักบินและไร้นักบินเข้าด้วยกัน เช่น UCAV (อากาศยานไร้คนขับที่ติดอาวุธ) ซึ่งทำให้จีนสามารถขยายระยะการปฏิบัติการรบได้อีกหลายร้อยกิโลเมตร

 

ต้นแบบ J-36 และ J-XX มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบิน F-35 และ F-22 ของสหรัฐฯ อย่างมาก จีนเชื่อว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ของสหรัฐฯ มีขนาดเล็กเกินไป ซึ่งจำกัดทั้งปริมาณเชื้อเพลิงและขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการรวมข้อมูลจากเซนเซอร์ (sensor fusion), การประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการควบคุมฝูง UCAV ในสงครามปฏิบัติการร่วม

 

นอกจากโครงการ NGAD ของสหรัฐฯ และโครงการ J-36 ของจีนแล้ว ยังมีหลายประเทศที่กำลังพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 6 เช่นกัน โดยฝรั่งเศส เยอรมนี และสเปน มีโครงการ Future Combat Air System (FCAS) ขณะที่สหราชอาณาจักร อิตาลี และญี่ปุ่น ร่วมมือกันพัฒนาโครงการ Global Combat Air Programme (GCAP) ส่วนรัสเซียก็มีรายงานจากสำนักข่าว TASS ว่ากำลังพยายามพัฒนาเครื่องบินรบยุค 6 เช่นกัน

 

จากนี้คาดว่าทั้ง F-47 และ J-36 จะใช้เวลาทดสอบระบบต่างๆ อีกหลายปี ก่อนที่จะพร้อมเข้าประจำการ ซึ่งการแข่งขันจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่จีนลดช่องว่างกับสหรัฐฯ ลงเรื่อยๆ ขณะที่ชาติอื่นๆ ที่หันมาพัฒนาเครื่องบินรบยุคที่ 6 ด้วยก็น่าจับตาไม่แพ้กัน

 

อ้างอิง:

The post การแข่งขันสหรัฐฯ-จีน ขยายสู่เครื่องบินรบยุคที่ 6 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้ ยอดขายรถยนต์ไทยลดไม่ได้เป็นผลจากปัญหารถ EV จีนล้น https://thestandard.co/thai-auto-sales-decline-not-related-to-chinese-ev-overflow/ Thu, 20 Mar 2025 12:22:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1054413 กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสาเหตุยอดขายรถยนต์ไทยลดลงไม่เกี่ยวกับรถ EV จีนล้นตลาด

กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้า […]

The post สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้ ยอดขายรถยนต์ไทยลดไม่ได้เป็นผลจากปัญหารถ EV จีนล้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับสาเหตุยอดขายรถยนต์ไทยลดลงไม่เกี่ยวกับรถ EV จีนล้นตลาด

กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD เกี่ยวกับภาพรวมของสถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย กับผลกระทบจากปัญหาการผลิตรถ EV ที่ล้นเกินจากจีน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตรถ EV สัญชาติจีนหลายค่าย ต้องหันมาระบายรถส่งขายในต่างประเทศ รวมถึงไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

กฤษฎา กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ภาพจำแรกของรถ EV ในไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องของปัญหาการผลิตที่ล้นเกินในจีน แล้วจึงเล็งเป้ามาที่ไทย เพราะเดิมทีไทยเองก็มีแผนดึงดูดให้จีนเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว”

 

ในช่วงที่ไทยเริ่มประกาศมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าระยะแรก หรือ แพ็กเกจ EV 3.0 เมื่อปี 2565 ขณะนั้น EV กำลังเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตอย่างมาก และไทยเองเล็งเห็นโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง มาในไทย โดยในตอนนั้นยังไม่มีใครพูดถึงปัญหา การผลิตที่ล้นเกินของรถ EV เพราะเทรนด์ของโลกกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปจากเดิม โดยที่ผ่านมา ทุกๆ ปี ยอดการผลิตรถ EV จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในปี 2568 นี้ ไทยมีเป้าหมายตาม นโยบาย 30@30 ที่จะผลิตรถยนต์ EV ประมาณ 10% ของยอดการผลิตทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 225,000 คัน แต่ปีที่แล้ว ยอดการผลิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 1.4 ล้านคัน จึงยังไม่ใกล้เคียงเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ราวๆ 2.25 ล้านคันภายในปี 2568 หมายความว่า ภาพรวมการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตรถ EV ใน 3-4 ปีข้างหน้า อาจจะยังไม่เติบโตไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ แต่ในขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าจะมีรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยี ปลั๊กอินไฮบริด และ Range-Extended EV ที่ใช้เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า มาทำตลาดมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับใช้ไลน์การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ กฤษฎามองว่า ต่อให้ไม่มีการเข้ามาของรถ EV อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยก็มีแนวโน้มยอดขายปรับลดลง ซึ่งเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง โดยในส่วนของรถสันดาป โดยเฉพาะในส่วนของรถกระบะนั้น กำลังการซื้อของลดลง และการปล่อยสินเชื่อก็ไม่คล่องอย่างในช่วงที่ผ่านมา ด้วยความกังวลของสัดส่วนหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นผลโดยตรงมาจากปัญหาการผลิต

 

ค่ายรถ EV จีนทะลัก โอกาสของไทยคืออะไร?

 

ในมุมมองของสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กฤษฎาคิดว่า มีโอกาสสำหรับไทยในการรับมือการเข้ามาของค่ายรถ EV จีน พร้อมทั้งนำเสนอให้ภาครัฐพิจารณานโยบายที่เสนอให้มีการร่วมทุนระหว่างนักลงทุนต่างชาติ กับซัพพลายเออร์ในประเทศ ในลักษณะที่เป็น Joint Venture มากขึ้น

 

โดยอาจมีการสร้างกฎระเบียบ เช่น ถ้าจะมาลงทุนในซัพพลายที่เป็นชิ้นส่วนรถยนต์ ควรเกิดการลงทุนร่วมกันกับซัพพลายเออร์ในประเทศที่มีอยู่ เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทย และถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันมากขึ้น หรือถ้าอยากได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้น ก็ต้องมาลงทุนร่วมกับไทย ด้วยการทำเทรนนิ่ง ทำวิจัยกับไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย สำหรับการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า เช่นสนับสนุนการผลิตและการใช้เครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ด้วยมาตรฐาน มอก. ให้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เป็นต้น

The post สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยชี้ ยอดขายรถยนต์ไทยลดไม่ได้เป็นผลจากปัญหารถ EV จีนล้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซินเจียงอุยกูร์สำคัญอย่างไร และอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก https://thestandard.co/xinjiang-uighur-importance-location/ Wed, 19 Mar 2025 14:33:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1054077 แผนที่แสดงตำแหน่งเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ในประเทศจีนพร้อมประเทศที่มีพรมแดนติดต่อ

ซินเจียงอุยกูร์เป็นเขตปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ […]

The post ซินเจียงอุยกูร์สำคัญอย่างไร และอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่แสดงตำแหน่งเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ในประเทศจีนพร้อมประเทศที่มีพรมแดนติดต่อ

ซินเจียงอุยกูร์เป็นเขตปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของจีน มีพื้นที่มากถึง 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ มีพรมแดนติดต่อกับหลายประเทศ เช่น รัสเซีย, มองโกเลีย, คาซัคสถาน และอินเดีย มีประชากรราว 25.8 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์ (44.96%) ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม มีภาษาและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีน้ำมันสำรองอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีน

 

รายงานเชิงลึกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2024 มูลค่า GDP ของเขตปกครองตนเองซินเจียงอยู่ที่ 1.45 ล้านล้านหยวน (ราว 6.75 ล้านล้านบาท) ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 18,811 หยวน (ราว 87,500 บาท) ส่วนสถิติจาก Global Trade Atlas ระบุว่า การค้าระหว่างไทย-ซินเจียงในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2024 มีมูลค่า 460.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนใหญ่ไทยนำเข้าสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์และเครื่องจักรไฟฟ้าจากซินเจียง (มูลค่ารวม 444.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยไปซินเจียงส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลและผลไม้ (มูลค่ารวม 16.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

 

อัปเดตและเผยแพร่ล่าสุด: 19 มีนาคม 2025

 

 

อ้างอิง:

The post ซินเจียงอุยกูร์สำคัญอย่างไร และอยู่ตรงไหนบนแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาร์ตทอยจีนโดนใจนักท่องเที่ยวไทย ดันพนักงาน POP MART จีนฝึกภาษาไทยเพื่อบริการ https://thestandard.co/arttoys-thailand/ Wed, 19 Mar 2025 03:47:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1053732 arttoys-thailand

หน้าร้านป๊อปมาร์ท (POP MART) ของศูนย์การค้าซุ่นเฉิงในเม […]

The post อาร์ตทอยจีนโดนใจนักท่องเที่ยวไทย ดันพนักงาน POP MART จีนฝึกภาษาไทยเพื่อบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
arttoys-thailand

หน้าร้านป๊อปมาร์ท (POP MART) ของศูนย์การค้าซุ่นเฉิงในเมืองคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้จีน มักมีมัคคุเทศก์หรือไกด์นำเที่ยวถือธงห้อยตุ๊กตาลาบูบู้ พร้อมด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยถือถุงช้อปปิ้งจากร้าน POP MART กันแทบทุกคน โดย จันทร์มณี นพมาก หนึ่งในไกด์นำเที่ยวกล่าวติดตลกว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นนักสู้ ถามหาร้าน POP MART ตลอดทาง จนกลายเป็นหนึ่งในจุดเช็กอินห้ามพลาดเวลามาคุนหมิง

 

บริษัทนำเที่ยวจำนวนมากจึงรีบคว้าโอกาสทางธุรกิจตามกระแสนิยม มีการเพิ่มร้าน POP MART เข้าแผนการเดินทางท่องเที่ยวเมืองต่างๆ ทั้งคุนหมิง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และฮาร์บิน โดยบรรดาพนักงานร้าน POP MART ในจีนเผยว่าช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนมาก ทำให้บางร้านชี้แนะพนักงานให้เรียนรู้ภาษาไทยพื้นฐาน เพื่อบริการลูกค้าผู้ชื่นชอบอาร์ตทอย (Art Toy) ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกลได้ดียิ่งขึ้น

 

นักท่องเที่ยวชาวไทยคนหนึ่งบอกว่า แม้ไทยมีร้าน POP MART เหมือนกัน แต่ร้าน POP MART ที่จีนมีสินค้าบางรุ่นที่ไม่มีขายในไทย สิ่งนี้สะท้อนพลังความนิยมแบรนด์อาร์ตทอยจีนซึ่งขยายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเปิดร้านสาขาในสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่นำเสนออาร์ตทอยที่ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ ทั้งศิลปะ การออกแบบ แฟชั่น ภาพวาด และประติมากรรม

 

ความนิยมชมชอบอาร์ตทอยจีนของนักท่องเที่ยวชาวไทยนั้นมีหลายปัจจัยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือนโยบายเอื้อสิทธิประโยชน์จากทั้งจีนและไทย โดยเฉพาะข้อตกลงยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทั่วไปของสองประเทศที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2023 ทำให้ด่านโม๋ฮันของอวิ๋นหนานรับรองผู้โดยสารชาวไทยในช่วงหนึ่งปีมากกว่า 32,000 คน ซึ่งมากกว่าร้อยละ 99 เดินทางเข้าประเทศแบบฟรีวีซ่า

 

ขณะเดียวกันโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาดีขึ้นช่วยให้นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทางรถไฟจีน-สปป.ลาว นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนไม่น้อยจะนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ของ สปป.ลาว และเดินทางเข้าสู่จีนด้วยการบริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างประเทศของทางรถไฟจีน-สปป.ลาว รวมถึงแพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งหรือไลฟ์ของ POP MART บนเว็บไซต์เถาเป่า (Taobao) ที่ดึงดูดชาวไทยให้รับชมและสั่งซื้ออาร์ตทอยกันอย่างคึกคัก

 

แฟ้มภาพ: Xinhua News Agency

 

อ้างอิง: 

  • Xinhua News Agency 

The post อาร์ตทอยจีนโดนใจนักท่องเที่ยวไทย ดันพนักงาน POP MART จีนฝึกภาษาไทยเพื่อบริการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนโต้สหรัฐฯ ย้ำไม่มีสิทธิ์แทรกแซงความร่วมมือไทย-จีน กรณีส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน https://thestandard.co/china-responds-uyghur-case/ Tue, 18 Mar 2025 04:42:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1053369 china-responds-uyghur-case

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ตอบโต้สหรัฐอเมร […]

The post จีนโต้สหรัฐฯ ย้ำไม่มีสิทธิ์แทรกแซงความร่วมมือไทย-จีน กรณีส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-responds-uyghur-case

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ตอบโต้สหรัฐอเมริกา หลัง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงนโยบายจำกัดวีซ่าของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับประเทศจีน พร้อมเน้นย้ำ ‘อธิปไตย’ ของทั้งสองประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์แทรกแซงความร่วมมือนี้

 

โฆษกจีนชี้แจงว่า ทั้งจีนและไทยในฐานะประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย ได้ร่วมมือกันปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย รวมถึงอาชญากรรมข้ามพรมแดนอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับทั้งกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่สหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เข้าแทรกแซง

 

ชาวจีนทั้ง 40 คนข้ามพรมแดนไปอย่างผิดกฎหมายและลงเอยด้วยการติดค้างอยู่ในประเทศไทย ถูกคุมขังนานกว่า 10 ปี รัฐบาลจีนมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการปกป้องพลเมืองของตน และช่วยให้พวกเขาได้กลับมาอยู่ร่วมกับครอบครัวและดำเนินชีวิตปกติอีกครั้ง

 

การนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นการเมืองนั้นแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ มีความสองมาตรฐานต่อประเด็นนี้ โดยหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) รายงานว่า สหรัฐฯ เนรเทศผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองมากกว่า 270,000 คน ไปยัง 192 ประเทศในปีงบประมาณ 2024 ซึ่งถือเป็นการเนรเทศในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 

 

สหรัฐฯ สั่งเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างไม่เลือกหน้า ในขณะที่สหรัฐฯ เองก็ตำหนิและกล่าวโจมตีประเทศอื่นๆ ที่ร่วมมือกันบนพื้นฐานของความถูกต้องทางกฎหมาย รวมถึงคว่ำบาตรและกดดันประเทศอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการกลั่นแกล้งกัน

 

จีนประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นและมาตรการคว่ำบาตรที่ผิดกฎหมายต่อทั้งจีนและไทย รวมถึงคัดค้านอย่างหนักแน่นต่อการที่สหรัฐฯ บิดเบือนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงโดยอ้างประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อแทรกแซงกิจการภายในของจีน รวมทั้งขัดขวางความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง จีนจะพัฒนาการสื่อสารและการประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้องต่อไปบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียมกัน เพื่อปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ตามกฎหมายของพลเมืองจีน รวมทั้งทำงานเพื่อให้ความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

แฟ้มภาพ: ​​Johannes Neudecker / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post จีนโต้สหรัฐฯ ย้ำไม่มีสิทธิ์แทรกแซงความร่วมมือไทย-จีน กรณีส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสจากประชุมสองสภา จีนกำลังเดินไปทางไหน https://thestandard.co/chinas-two-sessions-analysis-future-direction/ Fri, 14 Mar 2025 01:02:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1051979 Two Sessions

สัปดาห์ที่ผ่านมาจีนจัดการประชุมสองสภาหรือที่เรียกว่า Tw […]

The post ถอดรหัสจากประชุมสองสภา จีนกำลังเดินไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Two Sessions

สัปดาห์ที่ผ่านมาจีนจัดการประชุมสองสภาหรือที่เรียกว่า Two Sessions ซึ่งโดยปกติทั่วโลกจะจับสัญญาณหรือทิศทางของนโยบายจีนว่ากำลังจะมุ่งไปในทางไหนหรือให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสมรภูมิการค้าโลกที่กำลังร้อนระอุ หลังการมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใบเดิมที่เรารู้จัก

 

การประชุมของสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) และสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ (CPPCC) ที่เพิ่งปิดฉากไปมีอะไรน่าสนใจในปีนี้ อาจสรุปได้อยู่ 5 เรื่อง ซึ่งสะท้อนสิ่งที่รัฐบาลจีนกำลังให้ความสำคัญ

 

เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น

เรื่องเศรษฐกิจจีนจะไปอย่างไรต่อเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตาว่ารัฐบาลจีนจะผุดมาตรการอะไรออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา

 

ปีนี้จีนตั้งเป้า GDP โต 5% เท่ากับปีก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็มีการประกาศชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เงินอุดหนุนผู้บริโภค 300,000 ล้านหยวน การอัดฉีดเงินเข้าสถาบันการเงินของรัฐ 500,000 ล้านหยวน เพิ่มโควตาพันธบัตรพิเศษของรัฐบาลท้องถิ่นอีก 500,000 ล้านหยวน และปรับสัดส่วนขาดดุลงบประมาณต่อ GDP เป็น 4% จาก 3% ในปีก่อน

 

 

สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลคือปัญหาเดิมที่ยังหมักหมมอยู่โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงยืนยันว่า เศรษฐกิจจีนกำลังได้โมเมนตัมเพิ่มขึ้น หลังผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ส่งสัญญาณว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเมื่อปีที่แล้ว โดยรัฐมนตรีการเคหะเผยกับนักข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ขณะที่รัฐมนตรีทรัพยากรมนุษย์เผยว่าสถานการณ์การจ้างงานในจีนก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น

 

ส่งเสริมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

เรื่องเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญและบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวมาตลอด การมาของ DeepSeek กลายเป็นไพ่เด็ดในมือจีนอันเป็นผลิตผลจากแผนพัฒนาของจีนฉบับล่าสุด และทำให้จีนได้รับการจับตาว่าจะเป็นมหาอำนาจด้าน AI ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทผู้พัฒนา DeepSeek กลายเป็นจุดสนใจของการประชุม ‘สองสภา’ โดยมีเสียงชื่นชมแนวทาง Open Source ของบริษัทที่เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาศักยภาพของ AI และเป็นการแชร์ ’ภูมิปัญญาจีน’ กับโลกด้วย

 

นอกจาก DeepSeek แล้ว AI จีนอีกค่ายที่น่าจับตาคือ Manus ของ Alibaba ที่เพิ่งเปิดตัว และถูกหยิบมาเปรียบเทียบกับ AI ของ DeepSeek

 

อีกสิ่งที่น่าถอดรหัสจากการประชุมครั้งนี้คือการที่ผู้บริหารจากบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่าง เหลยจวิน จาก Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อัจฉริยะรายใหญ่ และเหอเสี่ยวเผิง ผู้ร่วมก่อตั้ง XPeng Motor ผู้ผลิตรถ EV ยักษ์ใหญ่ที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนภาคเอกชนในการกล่าววิสัยทัศน์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งก็สะท้อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่เริ่มเปิดกว้างและมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการสนับสนุนภาคเอกชนของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ซึ่งเดิมนักวิเคราะห์คาดหวังว่าจะมีการถกเกี่ยวกับกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจเอกชนในที่ประชุม NPC แต่ปรากฏว่าไม่อยู่ในวาระประชุม โดยโฆษกรายหนึ่งเผยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกบรรจุในการประชุมคณะกรรมการ NPC ในอนาคต ซึ่งเราคงต้องจับตากันต่อไป

 

เสริมความเข้มแข็งกองทัพ ปกป้องผลประโยชน์

จีนยังคงเดินหน้าเพิ่มงบกลาโหมต่อเนื่อง โดยปีนี้จะเพิ่มขึ้นแตะ 1.81 ล้านล้านหยวน (249,000 ล้านดอลลาร์) หรือ 7.2% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีน แต่หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีระบุในรายงานว่า การเพิ่มงบกลาโหมมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ‘ขีดความสามารถในการสู้รบ’ และ ‘รักษาอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ’

 

ขณะที่ Xinhua รายงานว่า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้พูดกับตัวแทนกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนและกองกำลังตำรวจติดอาวุธว่า ยังมีความท้าทายและปัญหาอีกมากที่พวกเขาต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นให้มี “การบริหารจัดการที่ทันสมัยและเป็นระบบ รวมถึงมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดเพื่อขจัดปัญหาคอร์รัปชันในกองทัพ

 

ส่วนประเด็นไต้หวัน โฆษกกองทัพจีนประกาศว่ากองทัพจีนต่อต้านขบวนการแบ่งแยกดินแดนไต้หวัน และเตือนว่า ยิ่งพรรครัฐบาลหมินจิ้นตั่ง (DPP) ในไต้หวันเคลื่อนไหวมากเท่าใด จีนก็จะมีมาตรการตอบโต้มากขึ้น

 

สร้างความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางสงครามภาษี

อีกสิ่งที่จีนให้ความสำคัญในการประชุมสองสภาปีนี้คือการสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงประชากร 1,400 ล้านคน แม้ปีที่แล้วจีนจะมีผลผลิตธัญพืชสูงเป็นประวัติการณ์ก็ตาม

 

หันจวิน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรเตือนว่าจีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ

 

ขณะที่สงครามการค้าก็เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความผันผวน และทำให้ต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองในด้านอาหาร 

 

รัฐมนตรีเกษตรย้ำว่า จีนต้องพึ่งตัวเองเพื่อเลี้ยงประชากร 1,400 ล้านคน “เราไม่สามารถพึ่งจมูกคนอื่นหายใจได้”

 

สารจากหวังอี้ และการต่างประเทศของจีน

การแถลงข่าวของหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ก็ถูกจับตามากเช่นกัน

 

จีนตอกย้ำว่ามีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างกัน การมาของทรัมป์ถูกจับตาว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งกับมอสโกหรือไม่ เพราะดูเหมือนทรัมป์ก็พยายามดึงปูตินออกมาจากสีจิ้นผิง

 

ท่ามกลางสงครามการค้าและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ จีนยังตอกย้ำภาพลักษณ์ตนเองว่าเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือโลกขั้วใต้ (Global South) และแสดงท่าทีพร้อมพูดคุยกับยุโรปและอินเดีย แม้ว่ายังมีประเด็นขัดแย้งที่ค้างคาอยู่ ซึ่งในยามที่สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์มีนโยบายที่ยึดผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มาก่อน ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกับหลายประเทศในหลายเรื่อง จีนแสดงให้เห็นว่าพร้อมอ้าแขนรับประเทศเหล่านี้ทุกเมื่อ

 

จีนยังแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของวอชิงตันที่โยงจีนกับการเป็นต้นทางของเฟนทานิลที่ใช้ผลิตยาเสพติด ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทรัมป์ใช้อ้างขึ้นภาษีจีน ขณะเดียวกันหวังอี้ยังวิจารณ์วอชิงตันว่า “ทำตัวสองหน้า” พร้อมยืนยันว่าไม่มีประเทศใดสามารถกดดันจีนในทางหนึ่ง แล้วหวังจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนในอีกทางหนึ่งได้

 

แต่ถึงแม้ด้านหนึ่งจีนจะแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็พร้อมเปิดประตูเจรจา ด้วยแนวคิดที่สีจิ้นผิงเคยกล่าวไว้ว่า โลกนี้กว้างใหญ่พอสำหรับจีนและสหรัฐฯ ในการอยู่ร่วมกันและเจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน

 

 

ภาพ: Han Haidan / China News Service / VCG via Getty Images

The post ถอดรหัสจากประชุมสองสภา จีนกำลังเดินไปทางไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: รายงาน UN ชี้ 30 ปีหลัง ปฏิญญาปักกิ่ง สิทธิของผู้หญิง ถดถอยลง | NEWS DIGEST #130 https://thestandard.co/news-digest-11032025/ Tue, 11 Mar 2025 11:11:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1051001

30 ปีที่แล้ว ผู้นำทั่วโลกให้คำมั่นว่าจะทำให้ผู้หญิงมีสิ […]

The post ชมคลิป: รายงาน UN ชี้ 30 ปีหลัง ปฏิญญาปักกิ่ง สิทธิของผู้หญิง ถดถอยลง | NEWS DIGEST #130 appeared first on THE STANDARD.

]]>

30 ปีที่แล้ว ผู้นำทั่วโลกให้คำมั่นว่าจะทำให้ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมผ่านปฏิญญาปักกิ่ง ข้อตกลงนี้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็น ‘พิมพ์เขียว’ ของความเสมอภาคทางเพศที่ทั่วโลกต้องเดินตาม แต่เมื่อผ่านไป 30 ปี ความเป็นจริงกลับสวนทางกับความคาดหวัง

 

จากรายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติพบว่า 1 ใน 4 ของรัฐบาลทั่วโลกลดทอนสิทธิของผู้หญิง ความรุนแรงในพื้นที่สงครามเพิ่มขึ้น 50% และค่าจ้างของผู้หญิงยังต่ำกว่าผู้ชาย แม้ทำงานในตำแหน่งเดียวกัน 30 ปีผ่านไปแล้ว ทำไมวันนี้สิทธิของผู้หญิงถึงถูกกลืนหายไป ติดตามทั้งหมดนี้ใน News Digest วันนี้กันค่ะ

The post ชมคลิป: รายงาน UN ชี้ 30 ปีหลัง ปฏิญญาปักกิ่ง สิทธิของผู้หญิง ถดถอยลง | NEWS DIGEST #130 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศ ‘พร้อมทำสงครามทุกรูปแบบ’ กับสหรัฐฯ พร้อมจริงไหม? https://thestandard.co/china-declares-war-readiness-us/ Thu, 06 Mar 2025 14:24:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1049427 จีน สงคราม สหรัฐ

สถานทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกาโพสต์ข้อความจากกระทรวงการต่า […]

The post จีนประกาศ ‘พร้อมทำสงครามทุกรูปแบบ’ กับสหรัฐฯ พร้อมจริงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน สงคราม สหรัฐ

สถานทูตจีนประจำสหรัฐอเมริกาโพสต์ข้อความจากกระทรวงการต่างประเทศจีนผ่านช่องทาง X โดยประกาศเตือนว่า จีนมีความพร้อมที่จะ ‘ทำสงครามรูปแบบใดก็ได้’ กับสหรัฐฯ หลังตอบโต้มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งปรับเพิ่มภาษีขึ้นอีก 10% รวมเป็น 20% 

 

“ถ้าสงครามคือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นสงครามภาษี สงครามการค้า หรือสงครามรูปแบบอื่นๆ เราพร้อมที่จะต่อสู้จนถึงที่สุด”

 

นอกจากท่าทีที่แข็งกร้าวนี้แล้ว จีนยังดำเนินมาตรการตอบโต้ทางภาษี โดยเตรียมขึ้นภาษีสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากสหรัฐฯ อีก 10-15% รวมทั้งจีนอาจร่วมมือกับประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างแคนาดาและเม็กซิโก ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์เช่นเดียวกัน เพื่อแสวงหาแนวทางร่วมที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 3 ประเทศ

 

ส่วนความเคลื่อนไหวสำคัญของกลาโหมจีนล่าสุด หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ประกาศว่า จีนจะเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมอีก 7.2% ในปีนี้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านนี้อาจสูงถึง 1.78 ล้านล้านหยวน (หรือราว 2.49 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเห็นในรอบทศวรรษกำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว 

 

ด้านสำนักข่าว Xinhua รายงานว่า ทางการจีนปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็นตัวเลขหนึ่งหลักต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยในช่วง 5 ปีล่าสุดปรับเพิ่มจาก 6.8% ในปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 7.1% ในปี 2022 และปรับเพิ่มขึ้นเป็น 7.2% ในช่วงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2023-2025) โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ความต้องการในการปรับปรุงการป้องกันประเทศ และความท้าทายด้านความมั่นคง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายด้านกลาโหมของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ถ้าจะทำสงครามกับสหรัฐฯ จีนพร้อมแค่ไหน?

 

รศ. ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า การที่ออกมาพูดว่าพร้อมสู้รบ พร้อมทำสงคราม ใครๆ ก็พูดได้ และถึงแม้จีนจะประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ บางจำพวกเพื่อตอบโต้ทรัมป์ แต่สิ่งที่ต้องตามดูคือสิ่งที่จีนตอบโต้นั้นเทียบได้ไหมกับสิ่งที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีน คำตอบของคำถามนี้ก็อาจสะท้อนได้แล้วว่าจีนจะสู้สหรัฐฯ ได้หรือไม่หากทำสงครามรูปแบบต่างๆ ระหว่างกัน

 

รศ. ดร.วาสนา อธิบายว่า ในประเด็นเรื่องการขึ้นภาษี สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจีนมาอย่างยาวนาน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็อิงอยู่กับการที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามหาศาล ถ้ามีสงครามภาษีเกิดขึ้น จะทำให้การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ น้อยลง ส่งผลให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจีนน้อยลง จีนจึงต้องเจ็บกว่ามากในสมรภูมิรบนี้ 

 

ถ้าหากจีนตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งทำให้สหรัฐฯ ค้าขายกับจีนน้อยลง และทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าจีนน้อยลงเข้าไปอีก รศ. ดร.วาสนา มองว่า สหรัฐฯ ถือไพ่เหนือกว่าจีนในขณะนี้ ถ้าต่างคนต่างขึ้นภาษีจะเจ็บทั้งสองประเทศ แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ จีนเจ็บกว่าแน่นอน

 

ส่วนประเด็นในแง่ความพร้อมของกองทัพจีน รศ. ดร.วาสนา ระบุว่า กองกำลังปลดแอกประชาชนจีน (PLA) เกิดความระส่ำระสายอย่างหนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีที่แล้ว จีนสั่งปลดรัฐมนตรีกลาโหมถึง 2 คน ยังไม่นับรวมนายพลระดับสูงในกองทัพอีกจำนวนหนึ่ง สะท้อนว่า ความพยายามในการปฏิรูปกองทัพของสีจิ้นผิง ตั้งแต่ปี 2015 มีแนวโน้มย่ำแย่ลง แม้ผ่านมานานเป็นสิบปี แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างเสถียรภาพภายในกองทัพได้ 

 

ดังนั้นคำถามที่ว่า จีนกับสหรัฐฯ จะรบหรือไม่รบกันนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าสีจิ้นผิงอยากรบหรือไม่ แต่อีกคำถามที่อาจจะต้องตอบให้ได้คือสีจิ้นผิงคุมกองทัพของตัวเองอยู่หรือเปล่า เพราะสถานการณ์ของกองทัพจีนในช่วงเวลานี้อาจไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จของสีจิ้นผิงอย่างที่หลายคนเข้าใจ

 

จีน-สหรัฐฯ: ความสัมพันธ์ ‘แบบพึ่งพาอาศัย’

 

ขณะที่ อ.ดร.สุธาสินี พรสกุลไพศาล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนตั้งข้อสังเกตว่า พอจีนมีสถานะที่ถูกมองว่า ‘เป็นรัฐมหาอำนาจ’ จึงเป็นการยากที่จีนจะบอกว่า ‘ไม่มีความพร้อม’ หากต้องสู้รบหรือทำสงครามด้านการทหารกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจด้วยกันเอง 

 

แต่ถึงแม้ว่าจีนจะแสดงความพร้อมในการทำสงครามมากน้อยแค่ไหน ประเด็นที่จีนพร้อมที่จะรับความเสี่ยงและตัดสินใจจะทำสงครามจริงๆ หรือไม่นั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะยังไม่แน่ชัด

 

ในขณะที่ถ้าหากเป็นสงครามภาษีหรือสงครามการค้า อ.ดร.สุธาสินี มองว่า มีความเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่จีนเองก็จะต้องคำนึงถึงปัญหาภายในประเทศมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนและค่าเงินหยวนกำลังอยู่ในช่วงขาลง จีนจึงต้องพยายามออกนโยบายมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

 

อ.ดร.สุธาสินี อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วจีนมีกำแพงภาษีต่อสินค้านำเข้าอยู่แล้ว การที่ประเทศอื่นๆ จะส่งสินค้าไปขายในจีนมีขั้นตอนซับซ้อน โดยท้องถิ่นของจีนจะต่างจากไทยตรงที่ ท้องถิ่นจีนมีอำนาจในการจัดเก็บภาษี ทำให้การนำสินค้าเข้าไปขายยังจีน ไม่ใช่เรื่องง่ายมากนัก ดังนั้นการเพิ่มกำแพงภาษีเพื่อสู้กับสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้ หากมองว่า เป็นนโยบายระยะสั้น เพราะขณะนี้จีนกำลังพยายามอุ้มจีน และลดการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศลงกว่าเมื่อครั้งอดีต

 

นอกจากนี้ อ.ดร.สุธาสินี ยังตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ทรัมป์ในช่วงเวลานี้เพิ่งกลับมามีอำนาจหลังชนะการเลือกตั้งเมื่อช่วงปลายปี 2024 ทำให้ในช่วงระยะแรกๆ นี้ ทรัมป์ต้องพยายามทำตามสิ่งที่เขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ในช่วงหาเสียง แต่ในความเป็นจริงจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และเราต้องไม่ลืมว่า ในการพูดคุยหารือกันในทางลับ ผู้นำทั้งสองประเทศอาจดีลตกลงกันแล้วในประเด็นต่างๆ เพราะถ้าเราย้อนกลับไปดูช่วงแรกๆ ในสมัยทรัมป์ 1.0 ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันนี้

 

พอก้าวขึ้นมามีอำนาจใหม่ๆ ทรัมป์พยายามจะทำตามแนวนโยบายกีดกันจีน ต่อต้านจีน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ทรัมป์จะมีแนวโน้มผ่อนปรนมากยิ่งขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ท้ายที่สุดแล้วเป็น ‘ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากัน’ ไม่มีประเทศไหนอยากล้ม อีกทั้งการล้มของฝ่ายหนึ่งจะส่งผลกระทบต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

ดังนั้น อ.ดร.สุธาสินี จึงเชื่อว่าการออกนโยบายต่างๆ อาทิ นโยบายทางด้านภาษี ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ‘อาจไม่ใช่นโยบายระยะยาว’ แต่เป็นเพียงนโยบายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะทรัมป์เองก็อาจจะทำไปเพื่อรักษาคำพูดสิ่งที่ตัวเองเคยหาเสียงไว้ ขณะที่จีนเอง ก็อาจจะทำเพื่อเศรษฐกิจจีน หันมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมากยิ่งขึ้น อีกทั้งฐานการผลิตสินค้าหลายชนิดของสหรัฐฯ ก็อยู่ในประเทศจีนด้วย ก็ยิ่งตอกย้ำภาพที่ทั้งสองประเทศจะได้รับผลกระทบ หากทำสงครามภาษีหรือสงครามการค้าระหว่างกัน

 

แฟ้มภาพ: Reuters, Shutterstock

อ้างอิง:

The post จีนประกาศ ‘พร้อมทำสงครามทุกรูปแบบ’ กับสหรัฐฯ พร้อมจริงไหม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สองสหายคอมมิวนิสต์จีน-เวียดนาม: ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่ออุดมการณ์ที่กินได้ https://thestandard.co/china-vietnam-communist-allies/ Thu, 06 Mar 2025 08:32:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1049311 china-vietnam-communist-allies

ความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม หากมองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์อาจจะ […]

The post สองสหายคอมมิวนิสต์จีน-เวียดนาม: ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่ออุดมการณ์ที่กินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-vietnam-communist-allies

ความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม หากมองจากมุมภูมิรัฐศาสตร์อาจจะเห็นภาพความขัดแย้งของสองประเทศเพื่อนบ้านนี้ โดยเฉพาะข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกัน รวมทั้งมีกระแสชาตินิยมของชาวเวียดนามบางกลุ่มที่ต่อต้านจีน เคยเกิดการประท้วงในเวียดนามในปี 2014 และปี 2018 ซึ่งประเด็นการประท้วงมีความเชื่อมโยงกับการลงทุนของจีนในเวียดนาม นอกจากนี้ทั้งสองประเทศมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานาน เวียดนามต้องอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์จีนเป็นเวลาหลายพันปี และในปี 1979 ทั้งสองประเทศก็เคยทำสงครามระหว่างกันที่เรียกว่า ‘สงครามสั่งสอน’

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในมุมมองด้านภูมิรัฐศาสตร์ สองประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีพรมแดนติดกันนี้จะมีรากฐานของความขัดแย้งระหว่างกัน หากแต่ในแง่เศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศกลับมีความเกี่ยวพันโยงใยกันมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุนและการค้าระหว่างกัน ไหนว่าไม่รักกัน แล้วทำไมเวียดนามและจีนหันมาคบกัน บทความนี้จะวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสองประเทศทั้งในมุมเศรษฐกิจและมุมภูมิรัฐศาสตร์ดังนี้

 

ประการแรก การค้าจีน-เวียดนาม พุ่งขึ้นมากกว่า 400% ในยุคสีจิ้นผิง

 

หากเปรียบเทียบในกลุ่มอาเซียน เวียดนามสามารถแซงทุกประเทศก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน ล่าสุดในปี 2024 มูลค่าการค้าจีน-เวียดนามสูงถึง 260,651 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในขณะที่การค้าไทย-จีน มีมูลค่าเพียงแค่ 133,982 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน) นอกจากนี้เวียดนามยังเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของจีนเมื่อเทียบระดับโลก (ส่วนไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 14 ของจีน)

 

ดังนั้นในยุคสีจิ้นผิง การค้าจีน-เวียดนามขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลในรอบ 12 ปี มูลค่าการค้าจีน-เวียดนามพุ่งสูงขึ้น 416.79% (เมื่อเปรียบเทียบปี 2012 ที่มีมูลค่าเพียงแค่ 50,441 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 260,651 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024)

 

ในแง่ดุลการค้าจีน-เวียดนาม พบว่าเวียดนามเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับจีน เนื่องจากเวียดนามต้องพึ่งพาการนำเข้าจากจีน โดยเฉพาะการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรต่างๆ ทำให้จีนกลายเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของเวียดนามด้วย

 

สำหรับสินค้าเวียดนามที่ส่งออกไปจีนมากที่สุดคือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ (เช่น สินค้าประเภทสมาร์ทโฟน) สัดส่วนสูงถึง 59.2% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนก็อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ คิดเป็นสัดส่วน 33% ของการนำเข้าทั้งหมดจากจีน

 

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเวียดนามและจีนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกันในการผลิตสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ โดยเฉพาะสินค้าสมาร์ทโฟนและชิ้นส่วน รวมทั้งทุนต่างชาติรายสำคัญที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามก็ล้วนเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและชิ้นส่วนที่สำคัญระดับโลก เช่น Samsung จากเกาหลีใต้ และ Foxconn จากไต้หวัน จึงเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลก (รองจากจีน)

 

นอกจากนี้การค้าชายแดนจีน-เวียดนาม นับเป็นช่องทางการค้าที่สำคัญระหว่างสองประเทศนี้ เนื่องจากเวียดนามมีพรมแดนทางบกติดต่อกับสองมณฑลสำคัญของจีน ได้แก่ มณฑลยูนนานและกวางสี จึงมีส่วนเอื้อให้การค้าชายแดนจีน-เวียดนามขยายตัวมากขึ้น

 

ประการที่สอง ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากปริมาณการค้าที่ขยายตัวมากขึ้นแล้ว ในยุคสีจิ้นผิงเน้นความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรกับเวียดนาม ทำให้ทุนจีนไหลเข้าเวียดนามเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ก็เป็นอีกปัจจัยเร่งให้ทุนจีนต้องขยายฐานการผลิตในเวียดนาม หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มขึ้นภาษีกับจีนตั้งแต่ปลายปี 2018 การลงทุนจากจีนในเวียดนามก็ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จีนในเวียดนาม การลงทุน

อ้างอิง: China speeds up investment in Việt Nam, China’s investments to Vietnam boom as Xi visits Hanoi, US spending down | Reuters, FDI disbursement in Vietnam in 2024 hits record high | Vietnam+ (VietnamPlus)

 

จากข้อมูลปี 2024 จีนเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 3 ในเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุน 4,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.37 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในเวียดนาม ในขณะที่ผู้ลงทุนอันดับ 1 และ 2 ในเวียดนาม คือสิงคโปร์และเกาหลีใต้

 

INFO-ตารางสรุปความเสี่ยงของผลกระทบทรัมป์-2.0-ต่อเวียดนามและไทย

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

 

ประการที่สาม สองสหายคอมมิวนิสต์ ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่ออุดมการณ์ที่กินได้

 

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-เวียดนามมีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศขยายตัวอย่างน่าทึ่ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคของสีจิ้นผิง ผู้นำคนสำคัญของจีนที่ขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่เดือนมีนาคม 2013 โดยเน้นนโยบายสมานฉันท์กับประเทศเพื่อนบ้านและใช้ความเป็นสหายคอมมิวนิสต์ในการกระชับความสัมพันธ์กับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

 

ตั้งแต่ขึ้นเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งของจีน สีจิ้นผิงได้เดินทางไปเยือนเวียดนามรวม 3 ครั้ง ได้แก่ ปี 2015, ปี 2017 และปี 2023 โดยเน้นบทบาทของสีจิ้นผิงในฐานะ ‘เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน’ เพื่อเดินทางไปพบปะหารือกับสหายฝ่ายเวียดนามคือ เหงียนฝูจ่อง (Nguyễn Phú Trọng) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เน้นสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และชูภาพความสัมพันธ์ของสองประเทศเพื่อนบ้านในฐานะเป็น ‘ประเทศคอมมิวนิสต์’ ด้วยกัน เพื่อสร้างความมั่นใจในการก้าวข้ามความขัดแย้ง ปรับเปลี่ยนมาเน้น ‘ความเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์’ เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยพยายามเลี่ยงไม่หยิบยกประเด็นปัญหาข้อพิพาทดินแดนในทะเลจีนใต้มาวางบนโต๊ะเจรจาให้เสียบรรยากาศ

 

ในแต่ละครั้งที่เยือนเวียดนาม สีจิ้นผิงจะเน้นความเป็นกันเองอย่างใกล้ชิดกับเหงียนฝูจ่อง ผู้นำฝ่ายเวียดนาม ตัวอย่างเช่น การเยือนเวียดนามของสีจิ้นผิงในปี 2017 สื่อจีน Xinhua รายงานว่า “สีจิ้นผิงได้ร่วมรับประทานมื้อเช้า จิบชา และเดินเล่นในสวน ภายใต้บรรยากาศที่ชื่นมื่นกับเหงียนฝูจ่อง” สีจิ้นผิงได้มอบของขวัญพิเศษให้กับเหงียนฝูจ่อง คือหนังสือพิมพ์ People Daily ฉบับเก่าสุดพิเศษที่มีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ โดยบอกว่า “นี่คือหนังสือพิมพ์ที่รายงานข่าวประธานาธิบดีโฮจิมินห์แห่งเวียดนามเยือนจีนเมื่อปี 1955 พวกเราพยายามเสาะหาหนังสือพิมพ์นี้มามอบให้ท่าน” ทำให้เหงียนฝูจ่องรู้สึกเซอร์ไพรส์และยินดีมาก

 

อ้างอิง: Xinhua

อ้างอิง: Xinhua

 

นอกจากนี้ การเมืองภายในของเวียดนามมีส่วนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์เวียดนาม-จีนมีความเป็นมิตรต่อกันมากขึ้น ผลของการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 12 ในปี 2016 เพื่อเลือกผู้นำพรรคชุดใหม่ ในขณะนั้นกลุ่มการเมืองเวียดนามแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือกลุ่มอนุรักษนิยมมีนโยบายใกล้ชิดกับจีนนำโดยเหงียนฝูจ่อง และกลุ่มฝ่ายปฏิรูปมีนโยบายเอนเอียงไปทางสหรัฐฯ นำโดย เหงียนเตินสุง ผลจากการลงคะแนนภายในพรรคปรากฏว่า กลุ่มของเหงียนฝูจ่องเป็นฝ่ายชนะ ทำให้ทิศทางของเวียดนามปรับไปมีนโยบายที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับจีนมากยิ่งขึ้น

 

ในช่วงต้นปี 2017 เหงียนฝูจ่อง ในฐานะเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามได้เดินทางเยือนจีนในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์เวียดนาม-จีน เอื้อให้บรรยากาศความสัมพันธ์สองทั้งสองฝ่ายมีท่าทีเป็นมิตรและผ่อนคลายมากขึ้น (ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2024 เหงียนฝูจ่องถึงแก่อสัญกรรมในวัย 80 ปี โดยมี โต เลิม (To Lam) ขึ้นรับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คนใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม)

 

ประการที่สี่ ความร่วมมือระบบรางกับจีน ขนส่งสินค้าเวียดนามไปไกลถึงยุโรป

 

เวียดนามเป็นประเทศพันธมิตรสำคัญของจีนภายใต้ ‘ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI)’ ของสีจิ้นผิง และมีหลายโครงการสำคัญที่ร่วมมือกัน โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าระบบรางผ่านเส้นทาง ‘รถไฟเวียดนาม-จีน-ยุโรป’ เริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 เวียดนาม-จีนเปิดให้บริการเส้นทางปฐมฤกษ์ เพื่อขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟ ‘ฮานอย-จีน-เบลเยียม’ จากต้นทางรถไฟในกรุงฮานอยของเวียดนาม ขนส่งสินค้าผ่านไปยังนครหนานหนิงของจีน จากนั้นก็ไปเชื่อมต่อกับระบบรางของจีน-ยุโรป ที่เรียกว่า China-Europe Railway Express ระยะทาง 10,000 กว่ากิโลเมตร ผ่านประเทศเวียดนาม-จีน-คาซัคสถาน-รัสเซีย-เบลารุส-โปแลนด์-เยอรมนี-เบลเยียม

 

ภาพแสดงแนวเส้นทางรถไฟ ‘เวียดนาม-จีน-เบลเยียม’ ปี 2021

 

ภาพแสดงแนวเส้นทางรถไฟ ‘เวียดนาม-จีน-เบลเยียม’ ปี 2021

 

เส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าสายนี้วิ่งผ่าน 8 ประเทศและขนาดของรางก็ไม่เท่ากัน แล้วจีน-เวียดนามบริหารจัดการได้อย่างไร? เช่น ช่วงในเวียดนามราง 1 เมตร ช่วงในจีนใช้ราง 1.435 เมตร (Standard Gauge) ในขณะที่อีก 3 ประเทศอดีตสหภาพโซเวียต คือ คาซัคสถาน รัสเซีย และเบลารุส ใช้รางรถไฟกว้างกว่าจีนขนาด 1.520 เมตร (Broad Gauge) พอไปถึงยุโรปที่โปแลนด์ใช้รางขนาด 1.435 เมตร ไปจนถึงประเทศปลายทาง แล้วรถไฟสายนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? คำตอบคือ แม้ว่าขนาดรางไม่เท่ากันไม่ใช่ปัญหา ฝ่ายจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักของรถไฟข้ามทวีปสายนี้สามารถบริหารจัดการด้วยการ Shift Mode ในช่วงรอยต่อขนส่งผ่านระบบรางระหว่างประเทศ โดยใช้วิธีการที่ทันสมัยในการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์ Modern Transhipment เพื่อนำตู้สินค้าไปวางบนแคร่และใช้รางของแต่ละประเทศที่พาดผ่าน เพื่อให้ประเทศเหล่านั้นได้รับค่าบริการ/ได้รับประโยชน์ด้วยกัน (กระจายผลประโยชน์ เพื่อลดแรงต้านในแต่ละประเทศด้วย) โดยมีบริษัทของฝ่ายจีนเป็นผู้บริหารจัดการ/ประสานงานตลอดเส้นทางที่ผ่านทั้ง 8 ประเทศนี้ นี่คือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ BRI ในยุคสีจิ้นผิงสมานฉันท์กับเวียดนาม

 

โดยสรุป ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-เวียดนามขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เวียดนามมีการพึ่งพาโยงใยทางเศรษฐกิจกับจีนเป็นอย่างมาก แม้ว่าในด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสองฝ่ายยังคงมีประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ และยังคงมีกลุ่มเวียดนามชาตินิยมที่อาจจะต่อต้านจีน หากแต่ความสัมพันธ์ในระดับพรรคและความใกล้ชิดระหว่างผู้นำ ส่งผลให้ทั้งสองประเทศเลือกที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และหันหน้าเข้าหากัน สื่อสารพูดคุย และเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจมากขึ้นในยุคสมานฉันท์ เพื่ออุดมการณ์ที่กินได้ กลายเป็นคู่ค้าสำคัญของกันและกัน รวมทั้งเวียดนามยังได้อ้าแขนต้อนรับการลงทุนจากจีนมากขึ้น และรู้จักฉกฉวยโอกาสจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ในการดึงดูดการลงทุนจากจีนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในเวียดนามมากขึ้น ทำให้จีนขยับขึ้นมาเป็นนักลงทุนอันดับต้นในเวียดนาม

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องศึกษาวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง ในสมรภูมิระหว่างประเทศไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ผู้นำที่ชาญฉลาดจะไม่นำประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นอุปสรรคในการร่วมมือกัน และกล้าที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง แปลงอุปสรรคให้เป็นโอกาส เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว

 

ภาพ: ANI Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post สองสหายคอมมิวนิสต์จีน-เวียดนาม: ก้าวข้ามความขัดแย้ง เพื่ออุดมการณ์ที่กินได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดประชุมสองสภา ตั้งเป้า GDP เติบโตราว 5% ในปี 2025 https://thestandard.co/china-two-sessions-gdp-target-2025/ Wed, 05 Mar 2025 07:04:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1048763 การประชุมสองสภา ของ จีน ที่ปักกิ่ง ตั้งเป้า GDP โต 5% ในปี 2025

จีนเปิด ‘การประชุมสองสภา’ อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นการประช […]

The post จีนเปิดประชุมสองสภา ตั้งเป้า GDP เติบโตราว 5% ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุมสองสภา ของ จีน ที่ปักกิ่ง ตั้งเป้า GDP โต 5% ในปี 2025

จีนเปิด ‘การประชุมสองสภา’ อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นการประชุมทางการเมืองระดับชาติที่สำคัญของจีนที่จะกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ ท่ามกลางฉากหลังของสภาพแวดล้อมอันสลับซับซ้อนและท้าทายในจีนและทั่วโลก โดยการประชุมประจำปีของคณะกรรมการแห่งชาติประจำสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของจีน เริ่มขึ้นเมื่อวานนี้ (4 มีนาคม) ส่วนการประชุมของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุด เริ่มขึ้นแล้วในวันนี้ (5 มีนาคม)

 

จีนตั้งเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ราว 5% ในปี 2025 ซึ่งโดยทั่วไปแล้วตัวเลขนี้ถือเป็นหนึ่งในตัวเลขที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดย GDP ไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดเศรษฐกิจ แต่ยังถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญขณะที่เศรษฐกิจของจีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพสูง

 

การประชุมสองสภาของจีนที่ปักกิ่ง ตั้งเป้าหมาย GDP โต 5% ในปี 2025 การประชุมสองสภาของจีนที่ปักกิ่ง ตั้งเป้าหมาย GDP โต 5% ในปี 2025

 

ภาพ: Xinhua

อ้างอิง:

The post จีนเปิดประชุมสองสภา ตั้งเป้า GDP เติบโตราว 5% ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนยืนยัน 40 ชาวจีนลักลอบเข้าไทยถูกส่งกลับแล้ว ด้านฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลส่งอุยกูร์กลับจีนอาจละเมิดอำนาจศาล-ขัดมาตรา 13 พ.ร.บ.อุ้มหาย https://thestandard.co/china-40-illegal-migrants/ Thu, 27 Feb 2025 09:22:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1046429

สำนักข่าว Xinhua รายงานข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณ […]

The post จีนยืนยัน 40 ชาวจีนลักลอบเข้าไทยถูกส่งกลับแล้ว ด้านฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลส่งอุยกูร์กลับจีนอาจละเมิดอำนาจศาล-ขัดมาตรา 13 พ.ร.บ.อุ้มหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Xinhua รายงานข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ระบุว่า ชาวจีน 40 คนที่เกี่ยวข้องกับการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายถูกส่งตัวกลับจากประเทศไทยในวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) โดยเป็นความพยายามร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดนและปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองจีน

 

รายงานระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการตามกฎหมายของจีนและไทย ตลอดจนกฎระเบียบระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับ พร้อมทั้งชี้ว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างไทยและจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าชาวจีนทั้ง 40 คนที่ปรากฏในรายงานนั้นเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์หรือไม่ โดยรายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ปรากฏรายงานข่าวรถบรรทุกของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต้องสงสัยว่าได้ขนส่งกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กว่า 40 คนออกจากห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพลูและอาจส่งตัวกลับไปจีน โดยมีเครื่องบินจากจีนเดินทางมารับที่สนามบินดอนเมือง 

 

ผลกระทบไทยส่ง อุยกูร์ ให้จีน

 

ด้าน ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ นักวิชาการจากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นต่อกรณีการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้ทางการจีน โดยมองว่า หากเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง ซึ่งในแง่ผลกระทบที่ตามมา อาจมองได้ 2 มิติ โดยในมุมกฎหมาย คืออาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เนื่องจากการส่งตัวกลุ่มชาวอุยกูร์ให้จีน เกิดขึ้นในระหว่างที่ศาลพิพากษาของไทยกำลังพิจารณาคำร้องปล่อยตัวชาวอุยกูร์เหล่านี้ 

 

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้อาจขัดต่อมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย

 

ขณะเดียวกันยังอาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งภาคประชาสังคมอาจมีการยื่นฟ้องรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หากมีการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้

 

ทั้งนี้ ฟูอาดี้ชี้ว่าไทยยังมีหน้าที่ในฐานะภาคีของ 2 อนุสัญญาระหว่างประเทศ คือภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี และภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ 

 

ขณะที่ผลกระทบในมิติด้านการเมืองรวมถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ โดยตุรกีและสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เหล่านี้กลับไปยังจีน ซึ่งมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ก่อนเข้ารับตำแหน่ง และเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจ 

 

โดยการส่งชาวอุยกูร์กลับไปให้จีนนั้นเขามองว่า ในแง่หนึ่งอาจเป็นการสื่อความหมายว่าไทยเลือกข้างจีนแล้วหรือไม่ ทั้งที่สหรัฐฯ ก็มีการเตือนและแสดงท่าทีว่าไม่อยากให้ทางการไทยส่งชาวอุยกูร์ให้จีน

 

อ้างอิง:

The post จีนยืนยัน 40 ชาวจีนลักลอบเข้าไทยถูกส่งกลับแล้ว ด้านฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลส่งอุยกูร์กลับจีนอาจละเมิดอำนาจศาล-ขัดมาตรา 13 พ.ร.บ.อุ้มหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>