China – THE STANDARD https://thestandard.co/category/news/china/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 25 Jan 2026 10:23:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จีนปลด ‘จาง โยวเซี่ย’ เบอร์ 2 กองทัพ พร้อมสอบสวน ‘หลิว เจิ้นหลี่’ ชี้ละเมิดวินัยร้ายแรง https://thestandard.co/china-generals-corruption-purge/ Sun, 25 Jan 2026 10:23:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1169231 แฟ้มภาพ: ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ยืนตรวจแถวกองทัพ

กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยปลด จาง โยวเซี่ย รองประธานคณะกรร […]

The post จีนปลด ‘จาง โยวเซี่ย’ เบอร์ 2 กองทัพ พร้อมสอบสวน ‘หลิว เจิ้นหลี่’ ชี้ละเมิดวินัยร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ: ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำจีน ยืนตรวจแถวกองทัพ

กระทรวงกลาโหมจีนเปิดเผยปลด จาง โยวเซี่ย รองประธานคณะกรรมการกลางด้านการทหาร (Central Military Commission: CMC) ลำดับที่ 1 ขณะที่ดำเนินการสอบสวน หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) สมาชิก CMC ในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง

 

สำนักข่าว Xinhua และ China Daily ยืนยันว่า ทางการจีนปลดจาง และดำเนินการสอบสวนหลิว ถือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบภายในกองทัพจีนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยทั้งคู่เข้าข่ายมีความผิดฐานละเมิดวินัยและกฎหมายร้ายแรง ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงคดีคอร์รัปชัน

 

ทั้งนี้ จางเป็นพันธมิตรทางทหารที่ใกล้ชิดที่สุดของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยได้รับการกล่าวขานว่า เป็น ‘เบอร์ 2 กองทัพจีน’ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธาน CMC และสมาชิกกรมการเมือง (Politburo) หรือองค์กรตัดสินใจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

ขณะที่หลิวเป็นนายพลรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอย่างรวดเร็ว โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ผู้บัญชาการกองทัพบก และเคยเป็นนายทหารที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับยศพลเอกในขณะนั้น ซึ่งทั้งคู่เป็นทหารที่มีประสบการณ์รบจริง เช่น เคยรบในสงครามจีน-เวียดนาม

 

คริสโตเฟอร์ เค. จอห์นสัน (Christopher K. Johnson) อดีตนักวิเคราะห์ของ CIA ที่ติดตามการเมืองชนชั้นนำจีนระบุผ่าน New York Times ว่า การสอบสวนจางเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์กองทัพจีน และเท่ากับเป็นการทำลายโครงสร้างผู้บัญชาการระดับสูงอย่างสิ้นเชิง

 

“การกวาดล้างแม้กระทั่งเพื่อนวัยเด็กอย่างจางแสดงให้เห็นว่า แคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันของสีจิ้นผิง ไม่มีเส้นแบ่งใดๆ อีกต่อไป” จอห์นสันยังระบุว่า ปัญหาภายในกองทัพอาจฝังรากลึกเกินไปกว่าผู้นำระดับสูงชุดเดิมจะจัดการกันได้ และเหตุการณ์นี้เป็นการเปิดทางให้กลุ่มนายทหารรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประวัติด่างพร้อยเข้ามาดำรงตำแหน่ง

 

นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ สีจิ้นผิง ได้ใช้มาตรการต่อต้านคอร์รัปชันในหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยระยะหลังมุ่งเป้าไปที่กองทัพเป็นพิเศษ โดยผู้นำจีนเคยระบุว่าคอร์รัปชันคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน และการต่อสู้กับปัญหานี้ยังคงซับซ้อนและรุนแรง ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์เห็นต่างว่า การสอบสวนคอร์รัปชันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง

 

ปัจจุบัน CMC มีสมาชิกเหลือเพียง 2 คน ได้แก่ สีจิ้นผิง ในฐานะประธาน และ จาง เซิ่งหมิน เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของกองทัพ

 

แฟ้มภาพ: JASON LEE / Reuters

อ้างอิง:

The post จีนปลด ‘จาง โยวเซี่ย’ เบอร์ 2 กองทัพ พร้อมสอบสวน ‘หลิว เจิ้นหลี่’ ชี้ละเมิดวินัยร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ยุติธรรม นำทีม DSI-อุทยานฯ บุกทลายโกดังไม้เถื่อนข้ามชาติยึดของกลางมูลค่าส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เตรียมส่งขายจีน-เวียดนาม https://thestandard.co/seize-illegal-timber-cross-border/ Wed, 21 Jan 2026 03:53:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1167629 พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ DSI กรมอุทยานฯ ตรวจสอบกองไม้ของกลางภายในโกดัง

วานนี้ (20 มกราคม) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.ยุติธรรม นำทีม DSI-อุทยานฯ บุกทลายโกดังไม้เถื่อนข้ามชาติยึดของกลางมูลค่าส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เตรียมส่งขายจีน-เวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ DSI กรมอุทยานฯ ตรวจสอบกองไม้ของกลางภายในโกดัง

วานนี้ (20 มกราคม) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงผลการบูรณาการกำลังร่วมระหว่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินเครือข่ายขบวนการลักลอบค้าไม้มีค่าข้ามชาติ ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบนำไม้จากเขตป่าอนุรักษ์เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย

 

จากการสืบสวนสอบสวนร่วมกันจนปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีกลุ่มขบวนการลักลอบค้าไม้ผิดกฎหมาย ดำเนินการในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรม โดยมีขั้นตอนการกระทำความผิดตั้งแต่การลักลอบลำเลียงไม้จากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ นำมารวบรวมไว้ ณ โกดังในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะขนย้ายไปยังจังหวัดหนองคายเพื่อจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ และลำเลียงต่อมายังโกดังสินค้าภายในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำพรางการขนส่งและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ก่อนส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 2 จุดสำคัญ ดังนี้:

 

จุดที่ 1: บริษัท ออโรร่า ฮาร์ดวูด (ไทยแลนด์) จำกัด (ตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เลขที่ 15/2569 ลงวันที่ 14 มกราคม 2569)

 

  • ผลการตรวจค้น: ตรวจยึดไม้ท่อนและไม้แปรรูป รวมปริมาตร 481.419 ลูกบาศก์เมตร
  • มูลค่าความเสียหายรัฐ: 18,307,430.86 บาท

 

จุดที่ 2: บริษัท ธราทราน (ประเทศไทย) จำกัด (ตามหมายค้นศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เลขที่ 16/2569 ลงวันที่ 14 มกราคม 2569)

 

  • ผลการตรวจค้น: ตรวจยึดไม้ท่อนและไม้แปรรูป รวมปริมาตร 1,117.51 ลูกบาศก์เมตร
  • มูลค่าความเสียหายรัฐ: 74,184,716.79 บาท

 

รวมปริมาตรไม้ของกลางทั้งสิ้น 1,598.929 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐกว่า 93 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม้จำนวนดังกล่าวถูกลักลอบส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ จะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 2,500 ล้านบาท

 

ก่อนหน้านี้ กองกิจการอำนวยความยุติธรรม ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับเครือข่ายดังกล่าวมาเป็นลำดับ โดยสามารถยึดและอายัดไม้ของกลางในพื้นที่จังหวัดตากและจังหวัดหนองคาย รวมปริมาตร 296.816 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีมูลค่าตลาดส่งออกประมาณ 300 ล้านบาท

The post รมว.ยุติธรรม นำทีม DSI-อุทยานฯ บุกทลายโกดังไม้เถื่อนข้ามชาติยึดของกลางมูลค่าส่งออกกว่า 2,500 ล้านบาท เตรียมส่งขายจีน-เวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก https://thestandard.co/us-china-rivalry-world-map/ Thu, 08 Jan 2026 13:21:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1163042 The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอ หลังประกาศเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาแล […]

The post สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
The original headline already follows this specific spacing rule because there are no proper nouns immediately following a verb. **Original Headline:** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก **Reformatted (no change needed based on the rule provided):** สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก

สหรัฐฯ ไม่รีรอ หลังประกาศเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลาและควบคุมบ่อน้ำมันแบบเบ็ดเสร็จแล้ว ก็เหยียบคันเร่งหมายจะครอบครองกรีนแลนด์ต่อทันที มีออปชั่นต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะ ตั้งแต่การจ่ายเงินซื้อแบบถูกกฎหมาย ไปจนถึงการใช้กำลังทางทหารเพื่อฮุบดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีที่ตั้งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีสถานะปกครองตนเองภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวล เป้าหมายปลายทางของโดนัลด์ ทรัมป์และสหรัฐฯ คือจีน และเป็นจีนมาโดยตลอด ประเทศที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์อันดับ 1 ที่สหรัฐฯ ต้องวัดกำลังต่อกรด้วยตลอดหลายสิบปีหรือนับศตวรรษข้างหน้า แน่นอนว่า การที่สหรัฐฯ จะยืนระยะได้นั้น ก็ต้องมีหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงแหล่งทรัพยากรมหาศาลเพื่อป้อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสุดท้ายคือที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์การทหารของสหรัฐฯ ในอนาคต

 

หากเปรียบสหรัฐฯ เป็นพระอาทิตย์ ก็เป็นพระอาทิตย์ที่เลยจุดสูงสุดบนท้องฟ้า คือพ้นเที่ยงวันไปแล้ว แต่แดดช่วงบ่ายคือช่วงที่แผดเผาที่สุด ในขณะที่จีนเป็นพระอาทิตย์ขาขึ้น กำลังอยู่ในช่วง 10.45 น. รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉายภาพการแข่งขันของสองชาติมหาอำนาจบนหน้าปัดนาฬิกาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความดุเดือดและต่างก็ไม่ลดราวาศอกต่อกัน

 

การผงาดขึ้นมาของจีนอย่างมีนัยสำคัญกลายเป็นภัยคุกคามที่สหรัฐฯ หวาดระแวงและไม่อาจอยู่นิ่งเฉย ในแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2017 ต่อเนื่องจนถึงรัฐบาลโจ ไบเดน และฉบับล่าสุดที่ทรัมป์ประกาศเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า จีนคือภัยคุกคามหมายเลข 1 ของสหรัฐอเมริกา

 

‘เส้นทางสายไหมใหม่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการริเริ่ม ‘แถบและเส้นทาง’ (BRI) ของสีจิ้นผิงที่กินอาณาเขตจากเอเชียไปจนจรดยุโรป และต่อมาได้ขยายเป็น Global Development Initiative (GDI) ที่เชื่อมโยงครอบคลุมไปทั่วโลกนั้น ทำให้อิทธิพลของจีนทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจได้แผ่ขยายไปยังทุกซอกทุกมุม ในขณะที่วอชิงตัน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปักหมุดเอเชีย-แปซิฟิกหวังจะปิดล้อมปักกิ่ง กลับกลายเป็นว่าวันนี้ต้องมาพะวงหลังบ้าน โดยเฉพาะในลาตินอเมริกาที่หลายประเทศตกอยู่ใต้เงาอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะเวเนซุเอลา และมีหลายประเทศผูกโยงเศรษฐกิจกับจีนลึกซึ้งมากขึ้นจากการค้าข้ามแปซิฟิกอย่างชิลีและเปรู

 

เราจึงได้ยินทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศพูดถึงคำว่า Sphere of Influence อยู่บ่อยๆ ในช่วงนี้ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า พื้นที่อิทธิพลของสหรัฐฯ ใครอย่ามายุ่ง โดยเฉพาะในทวีปลาตินอเมริกา อเมริกากลาง ไปจนถึงเหนือสุดของแคนาดาในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งล้วนถูกปักธงเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น

 

ทรัมป์ยังปลุก ‘หลักการมอนโร’ (Monroe Doctrine) ปี 1823 ที่สหรัฐฯ เคยนำมาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาใช้อีก ซึ่งเป็นการกันท่าประเทศอื่นกลายๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจภายนอกว่าอย่าเข้ามาแทรกแซงอย่างเด็ดขาด

 

การส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษชั้นอีลิทอย่าง Delta Force ไปอุ้มประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซุเอลาถึงทำเนียบที่พักในกรุงการากัสหลังพ้นปีใหม่มาไม่นานนั้น ฉากหน้าคือการกวาดล้างยาเสพติด แต่ฉากหลังเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ล้วนๆ เพราะการแถลงของทรัมป์หลังปฏิบัติการ Absolute Resolve เสร็จสิ้นนั้น ทรัมป์ให้แอร์ไทม์กับเรื่องของการบริหารประเทศและควบคุมแหล่งน้ำมันในเวเนซุเอลาเป็นหลัก ไม่มีอะไรปกปิดสิ่งที่อเมริกาต้องการอีกต่อไป

 

เราทราบดีว่ามาดูโรเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นและมีสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่ซื้อขายน้ำมันกันในช่วงหลายปีหลัง เนื่องจากเวเนซุเอลาถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่สหรัฐฯ จะปล่อยเป็นเช่นนั้นไม่ได้อีก และต้องการทวงคืนสิ่งที่สหรัฐฯ เคยมีผลประโยชน์ที่นั่น ซึ่งหลังจากนี้บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง ExxonMobil และ Chevron ที่เคยถูกเวเนซุเอลาตะเพิดออกไป ก็จะหวนคืนสู่แหล่งน้ำมันสำรองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกนี้อีกครั้ง เป็นหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะมีความมั่นคงทางพลังงานในเชิงยุทธศาสตร์ไปอีกนาน

 

นอกจากพลังงานหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและการทหารแล้ว ถ้าเราดูแผนที่โลกจะเห็นว่าเวเนซุเอลาตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญบนส่วนบนสุดของทวีปอเมริกาใต้ เหนือขึ้นไปเป็นคอคอดปานามา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงอเมริกากลางที่เชื่อมต่อกับอเมริกาเหนือ โดยช่วงหลายปีหลัง จีนเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากผ่านการค้าบริเวณคลองปานามาที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ดังนั้นในปีที่แล้วเราจึงเห็นว่าทรัมป์พยายามอย่างมากในการชิงคลองปานามาที่เป็นจุดยุทธศาสตร์นี้กลับมาอยู่ในครอบครองให้จงได้

 

แต่นอกจากปานามา จีนยังมีท่าเรือสำคัญในชิลีและเปรู ซึ่งอยู่ทางซ้ายของทวีปอเมริกาใต้ติดกับแปซิฟิก และถัดลงมาจากเวเนซุเอลา ก็เป็นบราซิล ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ และเป็นพันธมิตรกับจีนในกลุ่ม BRICS

 

ในความเห็นของ รศ.ดร.ปิติ พื้นที่เหล่านี้ซึ่งต่อลงมาจากอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบียนนั้น เปรียบเหมือนสวนหลังบ้านของสหรัฐฯ พวกเขาจึงอยู่ไม่เป็นสุข การได้เวเนซุเอลามาอยู่ใต้อาณัติจึงเป็นหนึ่งในหมากสำคัญของทรัมป์

 

จากเปอร์โตริโกที่เป็นของสหรัฐฯ แล้ว เวลานี้มีเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นมาอีก และกลายเป็นยุทธศาสตร์ ‘คีมหนีบ’ สำคัญ โดยทางเหนือมีสหรัฐฯ ทางใต้มีเวเนซุเอลาที่เป็นฐานทรัพยากร ทำให้สหรัฐฯ พร้อมที่จะทำสงครามในระยะยาวในพื้นที่อเมริกากลาง

 

ก้าวถัดไปที่ทรัมป์ขู่จะจัดการในบริเวณนี้คือโคลอมเบียที่อยู่ติดกับเวเนซุเอลา ซึ่งก็มีปัญหากับสหรัฐฯ คล้ายกันคือถูกทรัมป์หมายหัวว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดและส่งไปทำลายอเมริกา ส่วนคิวบา อีกหนึ่งอริของสหรัฐฯ ทรัมป์บอกว่าจะล่มสลายด้วยตัวเองในไม่ช้า โดยที่สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงด้วยการทหาร

 

อีกความเห็นที่น่าสนใจมาจาก พ.อ.นันทสิทธิ์ คล้ายสีเงิน ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งมองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการขยายอำนาจแบบยึดครองในโคลอมเบียและปานามา แต่สหรัฐฯ ต้องการสร้างแนวพื้นที่ที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพต่อเนื่องรอบเส้นทางยุทธศาสตร์ โดยโคลอมเบียจะทำหน้าที่เป็นประเทศกันชนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปานามาคือหัวใจของระบบการค้าโลกผ่านคลองปานามา สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคือการประกันว่าเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะไม่กลายเป็นจุดอ่อนในยามวิกฤต

 

นอกจากปานามาและโคลอมเบีย นิการากัวก็เป็นอีกพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ในเรดาร์ของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ในอดีตดินแดนนี้ถูกแทรกแซงจากสหรัฐฯ หลายครั้ง ถ้ารัฐบาลคิดขุดคลองลัดระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิกที่จะกลายเป็นคู่แข่งของคลองปานามา เพราะสหรัฐฯ เคยควบคุมและบริหารจัดการคลองปานามาอยู่ ก่อนจะส่งมอบคืนให้รัฐบาลปานามาในปี 1999 อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังจีนมีความพยายามเข้ามาช่วยขุดคลองให้นิการากัว ซึ่งสหรัฐฯ จะยอมให้จีนเข้ามามีอิทธิพลไม่ได้ ดังนั้นพื้นที่นี้จึงเป็นอีกจุดยุทธศาสตร์น่าจับตาในอนาคต

 

ทางเหนือถัดขึ้นไปจากแคนาดา เป็นขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือและการค้าที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ทางขวาของแคนาดามีกรีนแลนด์ ดินแดนในเรดาร์ของทรัมป์ โดยสหรัฐฯ ไม่สบายใจที่เห็นเรือของจีนและรัสเซียเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณนี้จำนวนมาก

 

สำหรับจีนถือเป็นเส้นทางสำคัญที่จะลัดเลาะสู่แอตแลนติกได้โดยไม่ต้องลงใต้ผ่านช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย และอ้อมขึ้นเหนือสู่มหาสมุทรแอตแลนติกผ่านแหลมกู๊ดโฮปทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา แต่สามารถผ่านขึ้นไปจากเมืองท่าเทียนจินทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านวลาดิวอสตอก เลาะตามชายฝั่งของรัสเซีย ผ่านอะแลสกา ไปยังแคนาดา และทะลุไปสแกนดิเนเวียได้ ซึ่งการที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายมากขึ้น ทำให้พื้นที่เหล่านี้จะสามารถเดินเรือได้มากขึ้นในอนาคต โดยร่นระยะทางขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรปได้สั้นลง และใช้เป็นเส้นทางขนส่งยุทธภัณฑ์ในยามมีศึกสงครามได้เร็วขึ้นด้วย

 

อาจารย์ปิติบอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีสภาพเหมือนถูกแซนด์วิชหรือขนาบด้วยจีนกับรัสเซีย จากเดิมที่ต้องการจะไปปิดล้อมจีนด้วยยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก แต่เวลานี้สหรัฐฯ ต้องปรับยุทธศาสตร์ หันมาให้ความสำคัญกับแอตแลนติก-แปซิฟิกมากขึ้นแทน

 

หากสหรัฐฯ คุมกรีนแลนด์ได้ไม่ว่าด้วยหนทางใด จะทำให้ยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เป็นจุดตัดของอเมริกาเหนือ ยุโรป และอาร์กติก ทำให้สามารถควบคุมเส้นทางคมนาคมทางอากาศที่สำคัญ รวมถึงเส้นทางเดินเรือในแอตแลนติกเหนือ และประตูสู่มหาสมุทรอาร์กติก โดยทางใต้ของกรีนแลนด์ยังมีช่องว่าง GIUK ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างกรีนแลนด์ ไอซ์แลนด์ และสหราชอาณาจักรด้วย ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของเรือรบรัสเซีย

 

นอกจากนี้กรีนแลนด์ยังอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติในรูปพลังงาน และมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธมหาศาลที่รอการสำรวจ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สำหรับเทคโนโลยีป้องกันประเทศและพลังงานสะอาด พ.อ.นันทสิทธิ์ ชี้ว่า กรีนแลนด์ยังมีบทบาทในฐานะจุดเชื่อมของสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลระหว่างอเมริกาเหนือกับยุโรป ดังนั้นกรีนแลนด์จึงมีความสำคัญมากในเชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตามกรอบแผนยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวไว้น่าคิดว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคของการขยายอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ ไปสู่ยุคของการบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเทศมหาอำนาจไม่ได้ตั้งคำถามว่า ควรเข้าไปที่ใด มากเท่ากับว่า จุดใดหากปล่อยให้หลุดมือแล้วจะกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของพวกเขา

 

ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อซีกโลกตะวันตก จึงไม่อาจแยกออกจากหลักการมอนโร ซึ่งยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับการแทรกแซงของมหาอำนาจภายนอกในภูมิภาคนี้ แม้บริบทโลกจะเปลี่ยนไป แต่แก่นของหลักการดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการต่อต้านการล่าอาณานิคม ไปสู่การป้องกันการวางรากฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Entrenchment) ของคู่แข่งทางยุทธศาสตร์

 

จากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย ปานามา นิการากัว ไปกรีนแลนด์ ยังมี Ocean Gateway ที่อาจารย์ปิติชวนจับตาในระยะสั้นนี้คือ เส้นทางระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ซึ่งมีแผ่นดินอิสราเอลกับปาเลสไตน์กั้นอยู่ ทรัมป์เคยมีแนวคิดจะให้สหรัฐฯ เข้าไปครอบครองพื้นที่กาซา เพื่อขุดคลองเชื่อม ซึ่งก็ต้องดูว่า ชาติอาหรับและอิหร่านจะผนึกกำลังกันต้านทานอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้ขนาดไหน ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังคุกรุ่นเป็นระลอกๆ

 

ในอดีตสหรัฐฯ พยายามปิดล้อมการขยายอำนาจของจีนมาตลอด ซึ่งทางกายภาพ สหรัฐฯ ใช้ยุทธศาสตร์ ‘โซ่หมู่เกาะชั้นแรก’ (first island chain) ในการปิดล้อม โดยลากมาจากหมู่เกาะของญี่ปุ่น ผ่านไต้หวัน ฟิลิปปินส์ตอนเหนือ และสิ้นสุดที่เกาะบอร์เนียว โดยสหรัฐฯ มีฐานทัพกระจายอยู่ทั่วบริเวณนี้ รวมถึงใช้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีแนว ‘โซ่หมู่เกาะชั้นที่สอง’ (second island chain) ที่ลากจากหมู่เกาะโองาซาวาระ ทางใต้ของญี่ปุ่น ผ่านเกาะกวมของสหรัฐฯ ลงมาถึงเกาะปาเลาและไมโครนีเซีย ซึ่งจีนก็พยายามฝ่าแนวล้อมด้วยการขยายอิทธิพลผ่านทางการค้าบนภาคพื้นทวีปผ่าน BRI รวมถึง GCI ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การซ้อมรบใหญ่ตอบโต้ไต้หวันของจีนในช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐฯ ดูนิ่งเฉยผิดปกตินั้น เป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับไต้หวัน เพราะเวลานี้สหรัฐฯ อาจจะง่วนอยู่กับการจัดการหลังบ้านและหน้าบ้านมากกว่า ในขณะที่จีนยืนกรานในแผนการรวมชาติ และมีการขีดปฏิทินไว้ที่ปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่จีนมีกองทัพที่มีศักยภาพพร้อมแล้ว ดังนั้นสงครามใหญ่บริเวณช่องแคบไต้หวันจึงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกังวล และเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องตามต่อ

 

ในขณะที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์นั้น น่าจะกลับมาอยู่ในความสนใจของนานาชาติ เมื่อฟิลิปปินส์ได้เป็นประธานอาเซียนปีนี้ และน่าจะผลักดันเป็นวาระสำคัญในการประชุมตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อว่า จะมีแนวปฏิบัติเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

 

โลกอาจเปรียบได้กับกระดานหมากล้อมของมหาอำนาจที่กำลังชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น ไทยเองก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดและวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือเช่นกัน เป็นโจทย์การต่างประเทศที่ไม่มีประเทศไหนเลี่ยงได้ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญเชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับแปซิฟิกนั้น ย่อมอยู่ในสายตาของมหาอำนาจแน่นอน และบทเรียนที่เราเห็นจากหลายประเทศคือ หากมีความไร้เสถียรภาพและความเปราะบางจากภายใน ย่อมกลายเป็นช่องว่างให้มหาอำนาจเข้าแทรกแซงได้ง่าย

 

ภาพ: ShutterStock

The post สหรัฐฯ-จีน ใครล้อมใคร บนกระดานแผนที่โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? https://thestandard.co/xi-jinping-2026-china-aggressive/ Wed, 07 Jan 2026 10:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1162329 ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองท […]

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าแผน สีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีน จะดุขึ้นหรือไม่?

ทั่วโลกเพิ่งจะเห็น ‘ความดุ’ ของจีนส่งท้ายปีที่แล้ว กองทัพจีนมีการซ้อมรบครั้งใหญ่ด้วยกระสุนจริง (Live-fire) รอบเกาะไต้หวันในระหว่างวันที่ 29–31 ธันวาคม ภายใต้ภารกิจ ’Justice Mission 2025’ มีการซ้อมรบแบบบูรณาการของเหล่าทัพต่างๆ (บก, เรือ, อากาศ และหน่วยยิงจรวด) โดยจำลองสถานการณ์ปิดล้อม (Blockade) ท่าเรือสำคัญและเส้นทางคมนาคมรอบเกาะไต้หวัน เพื่อส่งคำเตือนที่รุนแรงของจีนต่อกองกำลังที่สนับสนุน ‘การแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน’ และเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธล็อตใหญ่ให้แก่ไต้หวัน

 

 

หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ในปีม้า 2026 นี้ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ กว่าเดิมหรือไม่ บทความนี้จะ ‘ผ่าแผนสีจิ้นผิง’ ในปี 2026 เพื่อตอบคำถามนี้ ขอเริ่มต้นเกริ่นด้วย 3 เหตุการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในประเทศจีน ในปี 2026 เริ่มจาก

 

  • ต้นเดือนมีนาคม สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (National People’s Congress : NPC) จะประกาศใช้ ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ ฉบับใหม่ คือ ฉบับที่ 15 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นเสมือน ‘พิมพ์เขียว’ ทิศทางการพัฒนาของจีนในอีก 5 ปีจากนี้ (ปี 2026-2030) หัวใจหลักของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ นอกจากจะขับเคลื่อนด้วยพลังการผลิต New Quality Productive Forces : NQPF รัฐบาลจีนจะเร่งพัฒนา ‘พื้นที่ทำมาหากินใหม่’ ของจีน นั่นคือ เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-Altitude Economy : LAE) เช่น อุตสาหกรรมโดรน/อากาศยานไร้คนขับ UAV และเดินหน้า ‘ฟื้นฟูชนบท’ ต่อไป โดยเน้นการพัฒนาแบบ High Quality ในระดับต่างๆ (ทั้งในเมืองและในชนบท) สำหรับแผนการกระตุ้นการบริโภค สีจิ้นผิงจะไม่เหวี่ยงแหแก้ปัญหาแบบ ‘แจกเงินฟรี’ รัฐบาลจีนจะไม่โปรยเงิน Helicopter Money แต่จะเน้นกระตุ้นแบบตรงจุด และยึดโยงกับเป้าหมายระยะยาวของจีน โดยจะยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และอัดฉีดงบผ่านนโยบายการคลังในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการเร่งสร้างงานใหม่อีกหลายสิบล้านตำแหน่ง เพื่อรองรับนักศึกษาจบใหม่

 

  • ในเดือนเมษายน (หากไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอื่นๆ มาแทรก) คาดว่า จะเกิด big event ระดับโลกในกรุงปักกิ่ง นั่นคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ จะได้เดินทางไปเยือนจีน สมหวังดังใจที่ทรัมป์รอคอยมานาน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่า จะเกิดซีนชื่นมื่นระหว่างสองผู้นำชาติมหาอำนาจของโลกหรือไม่ และจะมีข้อตกลงสำคัญที่จะทำให้โลกได้ตื่นเต้นหรือไม่

 

  • ปิดท้ายปลายปี เดือนพฤศจิกายน จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน APEC Summit 2026 ที่เมืองเซินเจิ้น สีจิ้นผิงตั้งใจเลือกเซินเจิ้นเป็นเมืองหลักในการจัดงาน APEC เพื่ออวดโชว์ความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเซินเจิ้นให้ทั่วโลกได้ตะลึง (เพื่อลบภาพจำของเมืองเซินเจิ้นที่เต็มไปด้วยสินค้าก๊อบปี้ไร้คุณภาพ) และเป็นโมเดลการสร้างความทันสมัยแบบจีน (China Modernization) จากอดีตหมู่บ้านชาวประมงยากจน ภายใน 40 ปี เซินเจิ้นกลายมาเป็นเมืองไฮเทคสุดล้ำในระดับโลก ตัวอย่างบริษัทจีนที่มีชื่อเสียงระดับโลกล้วนมาจากเมืองเซินเจิ้น เช่น Huawei, Tencent, BYD, DJI และ UBtech Robotics

 

สำหรับการวิเคราะห์ในประเด็นจีนจะ ‘ดุขึ้น’ หรือไม่ มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งในด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี รวมทั้งด้านเสถียรภาพการเมืองภายใน ดังนี้

 

ประการแรก ด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

หากมีชาติใดมาพูดจายั่วยุหรือล้ำเส้นสิ่งที่เป็น ‘เส้นแดง’ ตามคำประกาศของสีจิ้นผิง จีนจะดุขึ้นอย่างแน่นอน และพร้อมตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน คำกล่าววันปีใหม่ 2026 ของสีจิ้นผิง มีการตอกย้ำว่า “การรวมชาติกับไต้หวันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” และจีนไม่ยอมให้มีการ “แทรกแซงจากภายนอก” อย่าริอ่านมาล้ำเส้นแดงของจีนในเรื่องไต้หวัน

 

ดังนั้น ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ จีนจะดุขึ้นในแง่ความแข็งกร้าวในการตอบโต้แบบทันท่วงที หากประเทศมหาอำนาจอื่น (เช่น สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น) จะมาล้ำเส้นแดงของจีน หรือมีท่าที/ใช้คำพูดท้าทายผลประโยชน์หลักของจีน จีนพร้อมโต้กลับด้วยท่าที assertive ที่เด็ดเดี่ยวและเด็ดขาดกับมหาอำนาจเหล่านั้น รวมทั้งการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังของจีนในการคว่ำบาตรหรือตอบโต้ (ดังเช่นกรณีนายกฯ หญิงของญี่ปุ่นกล่าวพาดพิงในประเด็นไต้หวันในปีที่ผ่านมา)

 

อย่างไรก็ดี จีนน่าจะระมัดระวัง ‘ไม่เป็นฝ่ายเปิดทำสงครามก่อน’ หากไต้หวันยังไม่ล้ำเส้นถึงขั้น “ประกาศเอกราช” อย่างเป็นทางการ จีนก็น่าจะอดกลั้นยังไม่ใช้กำลังบุกไต้หวันในปี 2026 เนื่องจากผู้นำจีนยังคงต้องการรักษาภาพลักษณ์ของจีนในระดับโลก และตระหนักดีว่า การเริ่มทำสงครามไม่ยาก แต่ผลกระทบที่จะตามมานั้น จบไม่ง่าย ดังนั้น การดุขึ้นของจีน น่าจะปรากฏให้เห็นในลักษณะของ “การขยับเชิงป้องปราม” เช่น การซ้อมรบใหญ่เต็มรูปแบบด้วยกระสุนจริงและอาวุธที่ทันสมัย เพื่อให้คู่กรณีไม่กล้าเผชิญหน้าทางทหารกับจีน

 

กองทัพจีนมีศักยภาพที่จะ ‘ดุขึ้น’ ในการใช้อาวุธทันสมัย เพื่อเพิ่มการปฏิบัติการเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งกร้าวขึ้น และมีการแสดงกำลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำอำนาจทางการทหารของจีน ทั้งทางทะเลและทางอากาศ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินขับไล่ล่องหน ระบบขีปนาวุธข้ามทวีป และระบบโดรนใต้น้ำพิสัยทำการไกลถึง 10,000 ไมล์ทะเล (ซึ่งอาจเข้าถึงชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ) การซ้อมรบและลาดตระเวนของกองทัพจีนเน้นบริเวณรอบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่จุดวาบไฟ (Flash Point) ที่มีความเสี่ยงสูงของภูมิภาคนี้

 

สำหรับท่าทีจีนต่อประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่คู่แข่งหรือคู่ท้าทายกับจีนโดยตรง (เช่น ประเทศไทย) จีนจะเน้นผูกมิตรด้วยการใช้การทูตเศรษฐกิจ และแสดงบทบาทนำในภูมิภาคเอเชีย พร้อมเดินหน้าเป็นผู้เล่นสำคัญในกลุ่ม BRICS เพื่อเร่งขยายพันธมิตรในประเทศโลกขั้วใต้ (โดยเฉพาะประเทศในละตินอเมริกาที่ไม่พอใจความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์)

 

นอกจากนี้ จีนน่าจะหันมาดำเนินนโยบาย ‘การทูตเทคโนโลยี’ (Tech Diplomacy) มากขึ้น ด้วยการให้ความช่วยเหลือและส่งออกเทคโนโลยี/แพลตฟอร์มจีนไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขยาย supply chain และสร้าง ecosystem ของเทคโนโลยีจีนให้ครอบคลุมแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ให้มากที่สุด

 

ประการถัดมา ด้านเศรษฐกิจ การค้าและเทคโนโลยี

 

ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป รวมทั้งชาติตะวันตกทั้งหลาย จีนพร้อมที่จะใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ หากมีใครมาทำให้ผลประโยชน์ของจีนถูกกระทบที่สำคัญ จีนจะไม่ยอมถูกบูลลี่และไม่ยอมก้มหัวให้กับการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของทรัมป์ นอกเหนือจากการใช้แร่หายากเป็นหมัดเด็ดในการตอบโต้แล้ว จีนยังมี ‘กระสุน’ ในมืออีกหลายอย่าง (เช่น การเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ และจีนถือครองทองคำสำรองอันดับต้นของโลก)

 

ที่ต้องจับตา คือ ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ (และพันธมิตรของสหรัฐฯ) ในปีนี้ จีนน่าจะใช้มาตรการ ‘คุ้มครอง’ อุตสาหกรรมของจีนมากขึ้น และอุดหนุน/กระตุ้นภาคเอกชนจีนด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 ในการ ‘ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ’ โดยสมบูรณ์

 

ในระยะกลางและระยะยาว สีจิ้นผิงมีแผนการใหญ่ที่จะมาต่อยอดยุทธศาสตร์ Made in China 2025 เช่น เป้าหมาย AI 2030 และยุทธศาสตร์ China Standard 2035 จีนตั้งเป้าที่จะเป็น ‘ผู้กำหนดมาตรฐาน’ ของ Next Generation Technology ในระดับโลก การบูรณาการ AI plus และระบบ 6G ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมชิปชั้นสูงและเซมิคอนดักเตอร์ และการคิดค้น Quantum Computing เป็นต้น

 

นอกจากนี้ จีนจะมีการส่งออกโดรนเพื่อการทหารมากขึ้น สอดคล้องกับหลักการ Dual Use ของอุตสาหกรรมโดรน นั่นคือ การที่เทคโนโลยีโดรนสามารถนำไปใช้งานได้ ทั้งในทางพลเรือน (เช่น เกษตรกรรม, โลจิสติกส์, ถ่ายภาพ) และทางทหาร (เช่น การสอดแนม, ลาดตระเวน, โจมตี) ทั้งหมดนี้เป็นหัวใจของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ LAE ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 และล่าสุด จีนกลายเป็น ‘มหาอำนาจโดรนในระดับโลก’ ทั้งในแง่การผลิตและการส่งออก สัดส่วนการส่งออกโดรนและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของจีนมากกว่า 45–50% ของการส่งออกโดรนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในการจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่ยังคงค้างคา รัฐบาลจีนต้องเร่งแก้ไขต่อไป เช่น ปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่น ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ยังเคลียร์ไม่จบ ปัญหาการลงทุนจากต่างชาติลดลง ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ ปัญหาการบริโภคภายในจีนยังไม่คึกคักมากนัก ปัญหาความกังวลและขาดความมั่นใจของภาคการลงทุน และปัญหาสังคมสูงวัย เป็นต้น

 

อย่างไรก็ดี แม้จะเหนื่อยมากขึ้น แต่เศรษฐกิจจีนในปีม้าก็ยังไปต่อ จีนยังคงมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในหลายเรื่อง ทั้งในแง่ตลาดภายในขนาดใหญ่ ศักยภาพของชนชั้นกลางของจีนที่มีมากกว่า 550 ล้านคน และรายได้เฉลี่ยของคนจีนที่เพิ่มขึ้นทะลุหลัก 13,000 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี สิ่งที่รัฐบาลจีนต้องทำ คือ เร่งสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคจีนเหล่านี้กล้าจับจ่ายใช้สอยให้มากขึ้น

 

รวมทั้งจีนมีจุดแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีและคิดค้นนวัตกรรมของจีนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้จีนสามารถยืนบนขาตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ จีนไม่มีปัญหาพลังงานเหมือนยุโรป จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด และยังได้เตรียมการรับมือกับยุค ‘AI กินไฟ’ ด้วยการพัฒนาพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) ของจีน นั่นคือ โครงการ Linglong-1 ของ China National Nuclear Corporation (CNNC) บนเกาะไห่หนาน จะเริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2026 และจีนเตรียมส่งออกโรงไฟฟ้า SMR ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มี Data Center จำนวนมากและมีความต้องการใช้ไฟฟ้าในยุค AI มากขึ้น

 

ประการสุดท้าย ด้านเสถียรภาพและการเมืองภายในประเทศ

 

ในปี 2026 นี้ สีจิ้นผิงยังคงเน้นรักษาเสถียรภาพ Stability First ผู้นำจีนไม่ต้องการเห็น ‘ความไร้เสถียรภาพ’ และความไร้ระเบียบในสังคมจีน (รวมทั้งไม่ต้องการเห็นการลุกฮือประท้วงของ Gen Z ดังที่เกิดขึ้นในบางประเทศ) ดังนั้น สีจิ้นผิงจะยังคงเน้น ‘ตัดไฟแต่ต้นลม’ และคาดว่า จะ ‘ดุขึ้น’ ในการจัดระเบียบทางสังคมอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

นอกจากนี้ จีนจะออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้มาตรการควบคุม/ป้องกัน เพื่อกำกับดูแลอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น กฎระเบียบการใช้โดรน/อากาศยานไร้คนขับ ภายใต้เศรษฐกิจการบินต่ำ LAE และการ regulate เพื่อป้องกันความเสี่ยง/ผลกระทบด้านลบของเทคโนโลยี AI plus (เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์)

 

โดยสรุป จีนจะ ‘ดุขึ้น’ ในแง่ของการเข้ามาจัดระเบียบของรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงภายในทุกรูปแบบ และเพื่อความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั่นเอง

 

ภาพ: Kevin Frayer / Getty Images

The post ผ่าแผนสีจิ้นผิง 2026 ปีม้า: จีนจะดุขึ้นหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ https://thestandard.co/xi-jinpings-new-year-message/ Thu, 01 Jan 2026 07:12:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1160802 สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อ […]

The post สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ ณ กรุงปักกิ่งเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (31 ธันวาคม) เนื่องในโอกาสวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

 

ผู้นำจีนเน้นย้ำว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 โดยระบุว่าการเริ่มต้นที่ดีต้องมาจากแผนงานที่ยอดเยี่ยมและเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง เร่งการปฏิรูป และเปิดกว้างในทุกมิติ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันให้แก่ทุกคน

 

สรุปประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของสีจิ้นผิง มีดังนี้

 

การรวมชาติ ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเกิดขึ้นหลังการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวัน ผู้นำจีนย้ำชัดว่า “การรวมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” โดยที่ผ่านมาจีนยืนหยัดอ้างสิทธิ์เหนืออธิปไตยของไต้หวันมาโดยตลอด และมุ่งมั่นที่จะรวมไต้หวันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ โดยไม่ตัดประเด็นการใช้กำลังหากมีความจำเป็น

 

“พี่น้องชาวจีนทั้งสองฝั่งช่องแคบไต้หวันต่างมีสายเลือดเดียวกัน และมีความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร การรวมชาติของมาตุภูมิคือกระแสแห่งยุคสมัยที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้” สีจิ้นผิง กล่าว

 

นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับวันคืนชาติไต้หวัน (Taiwan Retrocession Day) เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบการสิ้นสุดการปกครองของจักรวรรดิญี่ปุ่นเหนือเกาะไต้หวันในปี 1945 ซึ่งในปี 2025 ที่ผ่านมา ไต้หวันได้ผ่านกฎหมายรับรองให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการ

 

ส่วนกรณีของฮ่องกงและมาเก๊า ผู้นำจีนมองว่านโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็ง พร้อมสนับสนุนให้ทั้งสองเขตปกครองพิเศษบูรณาการเข้ากับการพัฒนาภาพรวมของประเทศ เพื่อรักษาความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงในระยะยาว

 

พรรคคอมมิวนิสต์เข้มแข็ง

 

“มีเพียงพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เข้มแข็งเท่านั้น ที่จะนำพาชาติของเราไปสู่ความแข็งแกร่งได้” สีจิ้นผิง กล่าว

 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้การปกครองตนเองอย่างเข้มงวด ผ่านมาตรการที่น่าเชื่อถือ และส่งเสริมการปฏิวัติตนเองเพื่อต่อสู้กับการทุจริต และส่งเสริมการปกครองที่ดี

 

“ด้วยเหตุนี้ การดำเนินงานของพรรคและรัฐบาลของเราจึงพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราต้องยึดมั่นในอุดมการณ์เริ่มแรกและภารกิจในการก่อตั้งของเรา และมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายด้วยความเพียรพยายามและความทุ่มเท” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ปี 2025 จีนก้าวหน้าอย่างมั่นคง

 

ปี 2025 เป็นปีที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีนเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งสีจิ้นผิงได้กล่าวชื่นชมว่า จีนบรรลุเป้าหมายในแผนดังกล่าว และมีความก้าวหน้าอย่างมั่นคงบนเส้นทางใหม่ที่จะพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น

 

“ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศ และความแข็งแกร่งของชาติโดยรวม ล้วนก้าวไปสู่ระดับใหม่” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ขณะเดียวกัน เขาได้กล่าวยกย่องความก้าวหน้าของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงตลอดปีที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงหุ่นยนต์ต่อยมวย และภารกิจสำรวจดาวหางเทียนเหวิน-2 ที่ปล่อยขึ้นสู่ห้วงอวกาศในเดือนพฤษภาคม

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความสำเร็จของการเผยแพร่วัฒนธรรมจีนไปสู่ระดับโลกผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น วิดีโอเกม Black Myth: Wukong และภาพยนตร์แอนิเมชันนาจา 2 ด้วย

 

ทั้งนี้ สีจิ้นผิง กล่าวว่า ประชาชนชาวจีนได้ร่วมมือกันสร้างชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขไปด้วยกัน

 

“ไม่มีปัญหาใดของประชาชนที่เล็กเกินไป เราดูแลใบไม้ทุกใบและบำรุงทุกกิ่งก้าน ในสวนแห่งความเป็นอยู่ของประชาชน” เขากล่าว “เมื่อเสียงแห่งความสุขในชีวิตประจำวันเติมเต็มทุกบ้าน ครอบครัวใหญ่ของชาติเราจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

 

จีนพร้อมเปิดกว้างในทุกมิติ

 

สีจิ้นผิงกล่าวว่า ตลอดปีที่ผ่านมา จีน “โอบกอดโลกด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง” พร้อมเน้นย้ำถึงการประชุมพหุภาคีที่จีนทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลายครั้งในปีนี้ รวมถึงการประชุมสุดยอดความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ในเดือนสิงหาคม ซึ่งผู้นำโลกหลายคนได้มารวมตัวกันที่เมืองเทียนจิน อาทิ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย และเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี

 

“จีนยืนอยู่บนด้านที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์เสมอ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและการพัฒนาของโลก” สีจิ้นผิง กล่าว

 

ภาพ: Xinhua/Yan Yan

 

อ้างอิง:

 

The post สารปีใหม่สีจิ้นผิง ชี้ รวมชาติไต้หวัน ‘ไม่อาจหยุดยั้งได้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน https://thestandard.co/china-justice-mission-2025-taiwan-drills/ Tue, 30 Dec 2025 03:23:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1159925 จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

จีนเริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันภายใต้รหัส […]

The post จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน

จีนเริ่มปฏิบัติการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันภายใต้รหัส ‘Justice Mission 2025’ เมื่อวานนี้ (29 ธันวาคม) โดยรูปแบบการซ้อมรบ เป็นการระดมกำลังจากทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองกำลังจรวด เพื่อจำลองสถานการณ์การ ‘ยึดและปิดล้อม’ พื้นที่สำคัญของไต้หวัน รวมไปถึงการซ้อมยิงกระสุนจริง

 

กองทัพจีนระบุว่า วัตถุประสงค์ของการซ้อมรบครั้งนี้คือ การเตือน ‘กลุ่มกองกำลังแบ่งแยกดินแดน’ และเปรียบปฏิบัติการนี้ว่าเป็น ‘เกราะแห่งความยุติธรรม’ (Shield of Justice) ที่จะทำลายผู้ที่วางแผนประกาศเอกราช โดยการซ้อมรบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ หยางจื้อปิน (Yang Zhibin) ผู้บัญชาการคนใหม่ของกองบัญชาการภาคตะวันออก

 

ส่วนสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นความตึงเครียดระลอกนี้ เกิดขึ้นจากการตอบโต้ทางการเมืองและการทหาร หลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท) ซึ่งทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและประกาศคว่ำบาตรบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ

 

อีกทั้งจีนยังมองว่า ท่าทีของ ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เป็น ‘พวกแบ่งแยกดินแดน’ โดยจีนกล่าวหาว่า เขากำลังแสวงหาเอกราช ในขณะที่ไล่ยืนยันว่า ไต้หวันเป็นประเทศที่มีอธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องประกาศเอกราชอีก

 

ทางด้านกระทรวงกลาโหมไต้หวันตรวจพบเครื่องบินทหารจีน 89 ลำ และเรือรบ 28 ลำรอบเกาะ โดยไต้หวันได้ยกระดับการเฝ้าระวังขั้นสูง (High Alert) และส่งกองกำลังพร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ เพื่อปกป้องประชาชน ก่อนหน้านี้ไต้หวันก็ได้จัดซ้อมรบประจำปี ‘Han Kuang’ ครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อเตรียมรับมือการโจมตีเช่นกัน

 

การซ้อมรบของจีน ส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางบินทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่อันตราย ซึ่งกระทบผู้โดยสารกว่า 100,000 คน

 

ไล่ระบุว่า รัฐบาลของเขายึดมั่นใน ‘การรักษาสถานะปัจจุบัน’ (Status Quo) และจะไม่ยั่วยุจีน แต่จำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อเพิ่ม ‘ต้นทุน’ หรือเพิ่มความยากลำบากให้แก่จีน หากจีนคิดจะบุก

 

ภาพ: Eastern Theatre Command / Handout via Reuters

อ้างอิง:

The post จีนเปิดปฏิบัติการ Justice Mission 2025 ซ้อมรบใหญ่รอบเกาะไต้หวัน ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน https://thestandard.co/sihasak-wang-yi-discuss-china/ Sat, 27 Dec 2025 08:19:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1159119 อนุทิน เผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่ จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน

วันนี้ (27 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน เผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่ จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน

วันนี้ (27 ธันวาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงมติการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสประชาชนบางส่วนไม่เห็นด้วยกับการลงนามปฏิญญาร่วมกับกัมพูชา โดยระบุว่า การประชุมเป็นไปตามขั้นตอนปกติ กองทัพมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน และรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

อนุทินกล่าวว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ากองทัพสามารถดำเนินการสถาปนาบูรณภาพแห่งดินแดนในทุกพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งได้มีการรายงานในที่ประชุมสมช. ขณะเดียวกัน การดำเนินการด้านการทูตเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)

 

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 ธันวาคม หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เชิญ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางไปหารือที่นครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพูดคุยแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดน โดยย้ำว่าการทหารและการทูตเป็นคนละส่วน แต่เดินควบคู่กันได้

 

สำหรับเหตุปะทะตามแนวชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อนุทินระบุว่า กองทัพไทยยึดกฎการปะทะอย่างเคร่งครัด และดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยไม่มีนโยบายรุกรานประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมยืนยันว่าอธิปไตยของไทยจะไม่ถูกล่วงล้ำแม้เพียงตารางนิ้วเดียว

 

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อการเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดน อนุทินกล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบ เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบและแนวทางรองรับสถานการณ์ไว้อย่างชัดเจนแล้ว หากพื้นที่ใดมีปัญหาด้านความมั่นคงก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด โดยรัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

The post อนุทินเผย ‘สีหศักดิ์’ เตรียมหารือ ‘หวังอี้’ ที่จีน ย้ำแยกบทบาทการทหาร-การทูต มั่นใจไม่กระทบเลือกตั้งชายแดน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน https://thestandard.co/china-announced-sanctions-against-us/ Sat, 27 Dec 2025 04:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1159006 จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโห […]

The post จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน

กระทรวงการต่างประเทศของจีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐอเมริกาจำนวน 20 แห่ง และบุคคลอีกจำนวน 10 คน ซึ่งรวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท Anduril Industries และผู้บริหารระดับสูง โดยบริษัทที่ถูกเพ่งเล็ง รวมถึง Boeing สาขาเซนต์หลุยส์ ที่เน้นงานด้านกลาโหม, Northrop Grumman และ L3Harris

 

การคว่ำบาตรนี้ส่งผลให้มีการอายัดทรัพย์สินของบริษัทและบุคคลดังกล่าวในจีน ห้ามองค์กรในจีนทำธุรกิจด้วย และ ห้ามบุคคลที่อยู่ในรายชื่อเดินทางเข้าประเทศจีน

 

การเคลื่อนไหวของจีนมีขึ้น เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ ประกาศขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 11.1 billion) เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถือเป็นแพ็กเกจอาวุธที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่สหรัฐฯ เคยขายให้ไต้หวัน จีนระบุว่าประเด็นไต้หวันคือ ‘ผลประโยชน์หลัก’ (Core Interest) และเป็น ‘เส้นตายแรก’ (First Red Line) ที่ห้ามก้าวล่วงในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า การกระทำของจีนดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมากกว่า เพราะจีนแทบไม่มีการทำธุรกิจกับบริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม Boeing (ฝ่ายพาณิชย์) กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาขายเครื่องบินพลเรือนกว่า 500 ลำให้กับจีน ซึ่งเป็นตลาดการบินที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

ทางด้านสหรัฐฯ คัดค้านการตอบโต้ของจีน โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าสหรัฐฯ มี พันธะทางกฎหมาย ในการสนับสนุนให้ไต้หวันมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นนโยบายที่ทำต่อเนื่องกันมาถึง 9 รัฐบาล และเรียกร้องให้จีนหันมาเจรจากับไต้หวันแทนการกดดันทางทหารและเศรษฐกิจ

 

แฟ้มภาพ: Johannes Neudecker / Picture Alliance via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post จีนประกาศคว่ำบาตรบริษัทด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ตอบโต้ดีลใหญ่ขายอาวุธให้ไต้หวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี https://thestandard.co/2026-china-new-tech-strategy/ Tue, 23 Dec 2025 04:57:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1157160 ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร […]

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี

เราต่างรู้กันว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ ในเรื่องเซมิคอนดัคเตอร์ ข้อถกเถียงมักอยู่ที่ว่าจีนตามหลังสหรัฐฯ อยู่กี่ปีกันแน่ บ้างก็บอกว่า 10 ปี บ้างก็บอกว่า 5 ปี บ้างก็ว่าน้อยกว่านั้นอีก และจีนกำลังทุ่มเทเต็มที่ที่จะไล่กวดตามให้ทันสหรัฐฯ ให้ได้

 

แต่ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีจีนที่สำคัญยิ่งกว่าการไล่กวดในอุตสาหกรรมที่จีนตามมาทีหลัง คือการเร่งขึ้นเกียร์ขยับนำหน้าให้ได้ในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ทั้งหลายที่วันนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้นำที่ชัดเจน ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างเริ่มต้นที่ศูนย์พร้อมกัน และยังเป็นอุตสาหกรรมทารกและรอการปฏิวัติวงการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับโลก

 

ลองนึกดูครับว่า ถ้าจีนเกิดทำสำเร็จเรื่องควอนตัม จีนก็คงไปบอกสหรัฐฯ ว่าจะใช้ควอนตัมไหม หากจะใช้ ก็ช่วยขายชิปให้จีนด้วยแลกกัน นี่จึงเป็นเกมการสร้างอำนาจต่อรองและไพ่ใบใหม่ของจีน

 

ในแผน 5 ปี ฉบับใหม่ของจีนที่จะประกาศใช้ในปี 2026 จึงได้กำหนดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมายใหม่แตกต่างจากเดิม จีนไม่ได้เน้นย้ำเพียงอุตสาหกรรมที่เราคุ้นชินเช่น Generative AI, รถยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, โซลาร์เซลล์เหมือนในแผนฉบับเก่า แต่หันมาเน้นเรื่องใหม่ๆ อย่างควอนตัม การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) และ 6G

 

เราลองมาดูความสำคัญของแต่ละเรื่องกันครับ

 

  • อุตสาหกรรมควอนตัม ตัวการคำนวณควอนตัม (Quantum computing) หากสำเร็จอาจทำลายระบบเข้ารหัสดั้งเดิม และเปิดทางให้กับการคำนวณที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์วันนี้ยังทำไม่ได้ หากจีนสามารถคุมโครงสร้างพื้นฐานชุดนี้ได้ก่อน จีนจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยีมหาศาล

 

  • การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) คือการใช้เซลล์ เอนไซม์ หรือสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วเป็น ‘วัตถุดิบในการผลิต’ จนสามารถผลิตยา วัคซีน วัสดุชีวภาพ พลาสติกย่อยสลายได้ โปรตีนทางเลือก อาหารใหม่ๆ หากเปรียบเศรษฐกิจแบบเดิมของจีนเป็น ‘โรงงานเหล็กและปูน’ การผลิตชีวภาพก็กำลังกลายเป็น ‘โรงงานเซลล์และดีเอ็นเอ’ ที่เสริมอีกเสาให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจจีนหมุนต่อไปในยุคหลังอุตสาหกรรมหนัก

 

  • ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์ จีนกำลังวาง ‘เดิมพันยาว’ กับสองเทคโนโลยีพลังงานที่ยังไม่สุกงอมเต็มที่ แต่ถ้าเวิร์กจะกลายเป็น Game Changer ของโลกพลังงาน

 

  • การเชื่อมโยงระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Interfaces) คือเทคโนโลยีเชื่อมสัญญาณสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือเครื่องกล ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมแขนกล วีลแชร์ หรือแป้นพิมพ์ด้วยความคิด ใช้ในเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประสาทวิทยา สุขภาพจิต และในระยะยาว อาจต่อยอดไปถึงการเรียนรู้ การเสริมความจำ หรือ gaming รูปแบบใหม่ รวมทั้งมีนัยต่อความมั่นคงและการพัฒนาอาวุธยุคใหม่ด้วย

 

  • ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) ช่วงหลังเรามักพูดถึง AI ในฐานะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือแชตบอต แต่ที่จีนกำลังเน้น ‘Embodied AI’ – AI ที่มีร่างกาย เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มองเห็น ฟังเสียง และเดินในโรงงาน ทำงานในบ้าน โรงพยาบาล โกดังสินค้า รัฐบาลจีนมองว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะเป็นหัวใจของ ‘กำลังการผลิตคุณภาพใหม่’ (new quality productive forces) ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

 

  • 6G Mobile Communications ในขณะที่ 5G ยังไม่ทันใช้เต็มศักยภาพ โลกก็พูดถึง 6G แล้ว ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ ‘เน็ตเร็วกว่าเดิม’ แต่คือ การใช้คลื่นความถี่ที่สูงขึ้น ดีเลย์ต่ำมากระดับมิลลิวินาที ซึ่งจะทำให้เกิดการผสาน ‘สื่อสาร + คำนวณ + เซนส์ซิง’ ในเครือข่ายเดียว สำหรับจีน 6G คือ ‘โครงข่ายประสาท’ ที่จะเชื่อมทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ โรงงานอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่และเมืองอัจฉริยะทั้งเมือง โดยตั้งเป้าว่า 6G จะเริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ในต้นทศวรรษ 2030

 

ถ้ามองรวมกัน เราจะเห็นว่าทั้งหมดข้างต้นมีลักษณะเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน (general-purpose) ที่เป็นรากฐานให้กับธุรกิจและอุตสาหกรรมได้อีกหลากหลาย ควอนตัมและ 6G เปลี่ยนวิธีส่งข้อมูลและคำนวณ การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing) เปลี่ยนวิธีผลิตอาหารและยา ไฮโดรเจนและนิวเคลียร์ฟิวชันเพาเวอร์เปลี่ยนระบบพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Embodied AI) เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์–เครื่องจักร หากจีนสามารถปฏิวัติวงการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้ ย่อมจะมีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่คุณค่าทั่วโลกมากกว่าเพียงการผลิตสินค้าอย่างเดียว

 

ที่สำคัญ นี่เป็นการรีเซ็ตโครงสร้างเศรษฐกิจจีนจากอุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มล้นตลาด แผน 5 ปีฉบับใหม่ (2026–2030) ของจีนจึงเริ่มลดน้ำหนักอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ที่ถูกผลักดันอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า จนเกิดปัญหากำลังการผลิตเกินตัว (oversupply) และนำมาสู่แรงกดดันทางการค้า ดังนั้นในแผนใหม่จีนจึงจะเริ่มขยับน้ำหนักไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ข้างต้นแทน

 

วันนี้ไทยจึงไม่ได้แข่งกับจีนเพียงเรื่องต้นทุนค่าแรงหรือความสามารถด้านการผลิตอีกต่อไป แต่ต้องตัดสินใจว่าจะเชื่อมตัวเองเข้าไปใน ecosystem เทคโนโลยีใหม่ของจีนได้อย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ของจีนในการช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจขั้นต่อไปของไทยเองด้วย

 

เราพร้อมหรือยังที่จะอัปเกรดระบบวิจัย การศึกษา และกติกากฎหมายของเรา ให้รองรับยุคที่ ‘สมองคน – หุ่นยนต์ – ดวงอาทิตย์เทียม – และควอนตัม’ กำลังถูกเขียนเข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศใหญ่

 

ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา ไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้ ผู้ซื้อ ผู้รับจ้างผลิต หรือไทยจะเริ่มพัฒนาจุดแข็งเฉพาะตัวที่จีน (และสหรัฐฯ) ต้องการมา ‘ต่อจิ๊กซอว์’ กับเรา

The post ปี 2026: เมื่อจีนขึ้นเกียร์ใหม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์เทคโนโลยี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? https://thestandard.co/who-is-norodom-chakravuth/ Mon, 22 Dec 2025 09:34:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1156883 นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ?

ระยะหลังมานี้ ผู้เกาะติดกระแสการเมืองกัมพูชาเริ่มมีการพ […]

The post นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ?

ระยะหลังมานี้ ผู้เกาะติดกระแสการเมืองกัมพูชาเริ่มมีการพูดทำนองว่า “รัฐบาลฮุนมาเนตพยายามจะเอียงไปหาสหรัฐฯ มากขึ้น อาจจะไม่จงรักภักดีกับจีนมากเหมือนในอดีต ทำให้มีการร่ำลือกันว่า จีนอาจจะสนับสนุนขั้วอำนาจอื่นมาปกครองกัมพูชาแทนที่ตระกูลฮุน รวมทั้งปัญหาแก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจสีเทาที่เชื่อมโยงกับตระกูลนี้ ทำให้คนจีนต้องตกเป็นเหยื่อ รัฐบาลจีนจึงไม่พอใจ” จึงมีการเชื่อมโยงพูดถึงชื่อ ‘นโรดม จักราวุธ’ กันมากขึ้น บทความนี้ จะมาวิเคราะห์ว่า นโรดม จักราวุธ คือ ตัว Secret ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ?

 

ประเด็นแรก นโรดม จักราวุธ คือใคร? 

 

นโรดม จักราวุธ เป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์กัมพูชาที่ลงมาเล่นการเมืองในฐานะประธานพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC) ในแง่สถานะในราชสกุลนโรดม เจ้าจักราวุธเป็นหลานของกษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี และเป็นหลานปู่ของอดีตกษัตริย์นโรดม สีหนุ เนื่องจากเจ้าจักราวุธเป็นโอรสของเจ้านโรดม รณฤทธิ์ (พระราชโอรสของกษัตริย์นโรดม สีหนุ)

 

พรรคฟุนซินเปกเป็นพรรคการเมืองที่ก่อตั้งโดยกษัตริย์นโรดม สีหนุ (ประธานพรรคฟุนซินเปกคนแรก) เจ้านโรดม รณฤทธิ์ ก็เคยเป็นประธานพรรคฟุนซินเปก และเมื่อสิ้นเจ้านโรดม รณฤทธิ์ เจ้าจักราวุธมารับตำแหน่งประธานพรรคฯ คนถัดมา จึงชัดเจนว่า ฝ่ายราชสกุลนโรดมยังคงพยายามรักษาพื้นที่ทางการเมืองในกัมพูชา

 

ในอดีต พรรคฟุนซินเปกเคยมีบทบาทสำคัญในยุคหลังสงครามกลางเมืองกัมพูชาและถือเป็นตัวแทนของราชวงศ์ในระบบการเมืองสมัยใหม่ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน พรรคฟุนซินเปกภายใต้การนำของเจ้าจักราวุธไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองมากนัก เนื่องจากพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของตระกูลฮุนมีการคุมอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาไว้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คุมทั้งกองทัพ และกลไกราชการทั้งหมด

 

นอกจากนี้ เจ้าจักราวุธตระหนักดีว่า พรรคฟุนซินเปก “เคยเจ็บ” มาแล้วจากที่เคยท้าทายอำนาจกับตระกูลฮุน ท่าทีของเจ้าจักราวุธจึงไม่ใช้วาทกรรมที่รุนแรงต่อต้านรัฐบาลหรือตระกูลฮุน แต่จะเล่นเกมยาว เน้นรักษาความชอบธรรมและบทบาทเชิงสัญลักษณ์ โดยเลี่ยงไม่ท้าทายอำนาจของตระกูลฮุนโดยตรง เพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมือง และในสายตาของฮุนเซนมองว่า เจ้าจักราวุธ คือ เชื้อพระวงศ์ที่ “ควบคุมได้” และเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่แข็งขืน ไม่มีฐานทหาร และไม่มีมวลชนในมือที่มากพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของตระกูลฮุน

 

ในแง่นี้ เจ้าจักราวุธจึงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอำนาจ และไม่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจในกัมพูชาได้เอง นอกจากนี้ เจ้าจักราวุธมีบุคลิกที่ค่อนข้างสุภาพ ประนีประนอม ไม่แข็งกร้าว เจ้าจักราวุธมีจุดเด่น/จุดด้อยที่แตกต่างกับฮุนมาเนตในหลายด้าน ดังสรุปในตาราง

 

นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? 1

 

ประเด็นถัดมา ความสัมพันธ์ของจีนกับราชวงศ์กัมพูชา

 

ในยุคสงครามเย็น กษัตริย์กัมพูชาในราชสกุลนโรดมเคยลี้ภัยไปอยู่จีนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยกษัตริย์นโรดม สีหนุ มาจนถึงยุคของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ก็ยังเสด็จเยือนจีนอยู่เสมอ (มีพระตำหนักส่วนพระองค์ในกรุงปักกิ่ง) ทำให้ราชสกุลนโรดมมีความสนิทสนมกับจีนเป็นอย่างมาก สำหรับจีน ราชวงศ์กัมพูชาคือ “เพื่อนเก่าของปักกิ่ง” และเปรียบเสมือน Soft Power ของกัมพูชาที่จีนคุ้นเคยมานาน

 

ในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าภาพของเจ้าจักราวุธอาจจะดูไม่ค่อยใกล้ชิดกับจีนมากนัก (ไปใช้ชีวิตในฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่) แต่ในทางการเมือง เจ้าจักราวุธในฐานะประธานพรรคฟุนซินเปกได้กลับมาสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน และประกาศว่า “พรรคฟุนซินเปกยึดมั่นในนโยบายมิตรภาพที่ดีต่อจีนที่ริเริ่มโดยกษัตริย์นโรดม สีหนุ” ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับจีน เจ้าจักราวุธจึงเล่นบทบาท ‘ผู้สานต่อ’ ความร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีน

 

ประเด็นสุดท้าย เจ้าจักราวุธ มีศักยภาพเป็น ‘ตัว Secret’ ของจีนหรือไม่?

 

มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า จีนอาจจะมีบทบาทซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังฉากในการสนับสนุน ‘ตัว Secret’ ในกัมพูชา เพื่อเป้าหมายบางอย่างในระยะยาว และในเชิงยุทธศาสตร์ จีนมักจะไม่ผูกอนาคตไว้กับคนกลุ่มเดียว แม้ว่าในขณะนี้ ตระกูลฮุนยังคงจงรักภักดีกับจีนอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลฮุนมาเนตมีท่าทีเอียงไปหาสหรัฐฯ มากขึ้น สำหรับจีนจึงไม่จำเป็นต้องหนุนฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว จีนอาจจะใช้ยุทธศาสตร์ ‘วางหมากหลายตัว’ ในกัมพูชา เพื่อใช้เป็น ‘ช่องทางสำรอง’ นอกเหนือจากตระกูลฮุน

 

นอกจากนี้ มีกระแสความไม่พอใจการที่ตระกูลฮุนกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและกินรวบในวงการต่างๆ รวมทั้งมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ทั้งเรื่องสแกมเมอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ คาสิโน ตลอดจนการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ทำให้มีคนจีนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก และมีแก๊งจีนเทาอยู่ในกัมพูชา หลายฝ่ายจึงวิเคราะห์ว่า เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจตระกูลฮุน รัฐบาลจีนมีท่าทีเด็ดขาดในการจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ และเรื่องผิดกฎหมายเหล่านั้น

 

สำหรับศักยภาพของเจ้าจักราวุธ แม้ว่าจะไม่มีอำนาจทหารในมือ และไม่มีกลไกของตัวเองในระดับรัฐ แต่เจ้าจักราวุธมีจุดเด่นในแง่ ‘ความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์’ ในฐานะเชื้อพระวงศ์ และในฐานะประธานพรรคฟุนซินเปก จึงมีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า จีนอาจจะให้การสนับสนุนเจ้าจักราวุธในทางลับ เพื่อใช้เป็น ‘ตัว Secret’ เพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

การเลือกสนับสนุนเจ้าจักราวุธจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับระบบการปกครองของกัมพูชาในปัจจุบัน และช่วยลดแรงเสียดทานทางการทูตกับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และยุโรปได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งแม้ว่ากัมพูชาจะอยู่ภายใต้กรอบประชาธิปไตยแบบราชาธิปไตย หากแต่กษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบันค่อนข้างอ่อนแอ ไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง ทุกอย่างอยู่ภายใต้อำนาจของพ่อลูกตระกูลฮุน

 

ดังนั้น หากจีนเลือกที่จะสนับสนุนเจ้าจักราวุธ ก็จะไม่เสี่ยงกับแรงกดดันจากตะวันตกเรื่องความเป็นเผด็จการ เนื่องจากพรรคฟุนซินเปกเป็นพรรคเก่าแก่สายราชวงศ์และผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว เจ้าจักราวุธไม่ใช่ทหารแบบฮุนมาเนต จึงมีภาพที่ประนีประนอมกว่า ทำให้โลกตะวันตกน่าจะยอมรับมากกว่าเมื่อเทียบกับพรรค CPP ของตระกูลฮุนที่ใช้ความเผด็จการปราบฝ่ายค้าน และคุมกองกำลังทหารทั้งหมดของกัมพูชา

 

ที่สำคัญ เจ้าจักราวุธไม่ใช่เป็นแค่ ‘นักการเมือง’ แต่คือสัญลักษณ์ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของจีนกับราชวงศ์กัมพูชา พรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาลจีนให้เกียรติสถาบันกษัตริย์และราชสกุลนโรดมของกัมพูชามาโดยตลอด และเจ้าจักราวุธมีศักยภาพที่จะเป็นเสมือนสะพานเชื่อมราชวงศ์กับการเมืองสมัยใหม่ จึงมีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่า เจ้าจักราวุธอาจจะเป็น asset ทางการเมืองที่ใช้เป็นตัวสำรองของจีนในคราวจำเป็น

 

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในสื่อสาธารณะจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่า จีนให้การสนับสนุนเจ้าจักราวุธ เพื่อเป็นขั้วอำนาจใหม่ (แม้ว่าหลิวเจี้ยนเชา รัฐมนตรีว่าการกิจการการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เคยพบปะกับเจ้าจักราวุธ และฉวี่ชิงซาน สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน เคยนำคณะผู้แทนพรรคฯ เยือนกัมพูชา และได้เคยพบกับเจ้าจักราวุธ พร้อมกับผู้นำกัมพูชาคนอื่นๆ เช่นกัน)

 

จากแนวทางปฏิบัติของจีนที่มักจะไม่ปิด ‘ทางเลือก’ โดยไม่จำเป็น ในมุมมองส่วนตัว จึงคิดว่า ในขณะนี้ ความเป็นไปได้ที่จีนน่าจะเลือกทำมากกว่า คือ ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายต่อไป โดยเลือกใช้ประโยชน์จากแต่ละฝ่าย ในแต่ละบทบาทที่แตกต่างกัน จีนเปิดประตูพูดคุยกับทุกฝ่ายในลักษณะ ‘ไม่ผูกมัด’

 

ที่สำคัญ จีนไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งในแต่ละกลุ่มที่ตนมีอิทธิพล (ทั้งฝ่ายตระกูลฮุนและฝ่ายเจ้าจักราวุธ) ดังนั้น ไม่ว่าใครจะขี้นมากุมอำนาจในกัมพูชา สิ่งที่จีนต้องการเห็นมากกว่า คือ ‘กัมพูชาที่มีเสถียรภาพ’ และมีความสัมพันธ์กับจีนแข็งแกร่ง ’ดุจดั่งเหล็กกล้า’ เช่นนี้ตลอดไป เพื่อหวังจะใช้กัมพูชาเป็น ‘เสียงของจีน’ ในเวทีอาเซียน และในการเดินเกมภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้ต่อไปนั่นเอง

The post นโรดม จักราวุธ คือใคร ‘ตัว Secret’ ของจีนในกัมพูชาจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน https://thestandard.co/chinese-special-envoy-arrived-thailand/ Thu, 18 Dec 2025 03:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1155902 ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศระบุว่า […]

The post ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศระบุว่า ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศจีนจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันนี้ (18 ธันวาคม) เพื่อไกล่เกลี่ยการปะทะบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย

 

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน โดยได้พยายามไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทอย่างแข็งขันด้วยวิธีการของตนเพื่อช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์

 

ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้ง เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว

 

แฟ้มภาพ: V-A-Butenkov / Shutterstock

อ้างอิง:

  • สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย

The post ทูตพิเศษจีนเดินทางมาไทย-กัมพูชาวันนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเหตุปะทะ หลังยืดเยื้อนานกว่า 10 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด? https://thestandard.co/china-arms-geopolitical-market/ Tue, 16 Dec 2025 02:21:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1155144 ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด?

จากรายงานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 กองทัพไทยยืนยันว่า […]

The post ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด?

จากรายงานเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2025 กองทัพไทยยืนยันว่า สามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถีสัญชาติจีน หลังเข้าตีฐานกัมพูชาบนเนิน 500 ซึ่งเป็นรุ่น GAM-102 (จะมีรุ่น GAM-102LR (มีรหัส LR) ด้วยหรือไม่ รอยืนยัน)

 

โดยพบว่า ขีปนาวุธต่อต้านรถถังที่ยึดมาได้นั้น ผลิตโดยบริษัทจีน คือ Poly Defence (สาย GAM/Bolas) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Poly Technologies สังกัดรัฐวิสาหกิจจีน

 

คำถามตามมาคือ บริษัทส่งออกอาวุธของจีนมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธมากเพียงใด?

 

ภูมิหลัง

 

Poly Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 เป็นบริษัทในเครือ China Poly Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐจีนอย่างใกล้ชิด

 

บริษัทมีบทบาทหลักในการส่งออกอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางทหาร รวมถึงการให้บริการฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์

 

Poly Technologies มีการส่งออกอาวุธหลากหลายประเภท เช่น รถถัง ยานเกราะปืนใหญ่ ระบบจรวด ขีปนาวุธระยะสั้น–กลาง อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ระบบเรดาร์และ C4ISR รวมทั้งอาวุธเบาและกระสุน เป็นต้น

 

ในขณะนี้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ top 5 ของโลก

 

ทั้งนี้ในระบบการเมืองของจีน การส่งออกอาวุธ ถือเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ใช่กิจกรรมตลาดเสรี

 

Poly Technologies มีบทบาทสำคัญที่ทำให้จีนสามารถสร้างพันธมิตรทางทหาร และขยายอิทธิพลในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศโลกขั้วใต้ (Global South) ตัวอย่างประเทศลูกค้าหลัก เช่น ประเทศในเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

 

จุดเด่นของบริษัทส่งออกอาวุธของจีน คือ การมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าชาติตะวันตก เช่น ไม่ผูกเงื่อนไขด้านประชาธิปไตย/สิทธิมนุษยชน ขายอาวุธในราคาที่เข้าถึงได้ มีการโอนเทคโนโลยีบางส่วน พร้อมแพ็กเกจฝึกอบรมและซ่อมบำรุง

 

ทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้จีนสามารถเจาะตลาดหลายประเทศที่ถูกสหรัฐฯ และยุโรปจำกัดการขายอาวุธ

 

Key Message

 

Poly Technologies มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจขายอาวุธหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐและกองทัพกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA)

 

คำตอบ

 

Poly Technologies ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธ แต่มีอิสระเชิงพาณิชย์และเทคนิคภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และ PLA

 

การขายอาวุธของบริษัทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน มากกว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด

 

โครงสร้างการตัดสินใจ

 

1) ระดับพรรคและรัฐ

 

การกำหนดกรอบนโยบายการขายอาวุธอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งกำหนดว่า จีนจะขายอาวุธให้ประเทศใด ในระดับใด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศหรือไม่

 

2) ระดับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทำหน้าที่คัดกรองด้านความมั่นคง กำหนดการลดสเปกอาวุธเพื่อการส่งออก และควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีอำนาจยับยั้งดีลที่กระทบความมั่นคงของจีน

 

3) ระดับกลไกรัฐบาลพลเรือน

 

หน่วยงานด้านการค้าและการควบคุมการส่งออกของจีนดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร

 

4) ระดับองค์กร: บทบาทของ Poly Technologies

 

บริษัทมีอิสระในการเจรจาราคา การจัดแพ็กเกจ การบริหารสัญญา และบริการหลังการขาย แต่ไม่มีอิสระในการเลือกประเทศลูกค้าเอง

 

ดังนั้น นัยเชิงนโยบาย การเจรจากับ Poly Technologies จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการเจรจากับรัฐจีน และการซื้อหรือรับอาวุธจากบริษัทจีนมักมาพร้อมความผูกพันทางการเมืองและความมั่นคงระยะยาว เช่น ประเทศผู้รับอาวุธอาจเกิดการพึ่งพามาตรฐาน อะไหล่ และการฝึกจากจีน

 

Poly Technologies ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ภายใต้คำสั่งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและกองทัพจีน การตัดสินใจขายอาวุธจึงไม่ใช่ผลจากตลาดเสรี แต่เป็นผลจากการคำนวณด้านอำนาจ อิทธิพล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน

 

สรุปเรื่อง Poly Technologies

 

– มีอิสระเชิงพาณิชย์ อยู่ภายใต้กรอบรัฐ แต่ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์

 

– มีบทบาทด้านต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐโดยตรง

 

– การขายอาวุธของจีนสะท้อนผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด

 

ภาพ: กองทัพบก

The post ทำไมบริษัทส่งออกอาวุธของจีนยึดโยงผลประโยชน์เชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน https://thestandard.co/sco-secretary-general-taiwan/ Sun, 07 Dec 2025 08:17:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1152079 เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของ จีน

นูร์ลัน เยร์เม็กบาเยฟ เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยง […]

The post เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของ จีน

นูร์ลัน เยร์เม็กบาเยฟ เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าวซินหัวเกี่ยวกับกรณีวิวาทะระหว่างจีน-ญี่ปุ่น จากปมไต้หวัน โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลตามกฎหมายเพียงผู้เดียวที่เป็นตัวแทนของแผ่นดินจีนทั้งหมด และไต้หวันเป็น ‘ส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน’

 

วิวาทะดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นตึงเครียดขึ้นอย่างมาก เนื่องจากจีนมองว่า ประเด็นไต้หวันเป็นเส้นแดงที่ทุกประเทศไม่ควรล้ำเส้น

 

เยร์เม็กบาเยฟยังกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก และการก่อตั้งสหประชาชาติ โดยผู้นำรัฐสมาชิก SCO ได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมสุดยอด SCO ที่เทียนจิน

 

เลขาธิการ SCO อ้างถึงแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวที่ระบุว่า การอดทนอดกลั้นต่อลัทธินาซี, ลัทธิฟาสซิสต์, ลัทธิทหารนิยม, และการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง, ความเป็นปฏิปักษ์ และการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ, ชาติพันธุ์ และศาสนาจะนำมาซึ่งอันตรายอันใหญ่หลวง ในขณะที่ชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันของทุกประเทศที่รักสันติภาพ

 

การเพิกเฉยต่อบทเรียนทางประวัติศาสตร์ย่อมนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง และการรักษาและนำเสนอความจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นกลาง เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นที่สำคัญในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นซ้ำ การรักษาไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคง และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

 

เลขาธิการ SCO ระบุว่า รัฐสมาชิกมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันสำหรับทั้งอดีตและอนาคตในการช่วยให้ชนรุ่นหลังรอดพ้นจากภัยพิบัติของสงคราม และไม่ละความพยายามในการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นอีก พร้อมยึดมั่นต่อวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และกฎบัตร SCO ตลอดจนหลักการและบรรทัดฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอื่นๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการเคารพซึ่งกันและกันต่ออำนาจอธิปไตยของชาติ, ความเป็นอิสระ, บูรณภาพแห่งดินแดน และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

 

เยร์เม็กบาเยฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมคาซัคสถาน ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้นำรัฐสมาชิกให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ SCO ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 มีวาระการดำรงตำแหน่งนาน 3 ปี

 

แฟ้มภาพ: Tong Yu / China News Service / VCG via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เลขาธิการองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ย้ำ ไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบสแกมเมอร์กับไทย แย้มจีนเปิดประตูร่วมมือแรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ https://thestandard.co/china-thailand-fight-scammers-rare-earth/ Tue, 25 Nov 2025 00:31:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1147017 ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบ สแกมเมอร์ กับ ไทย แย้ม จีนเปิดประตูร่วมมือ แรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประ […]

The post ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบสแกมเมอร์กับไทย แย้มจีนเปิดประตูร่วมมือแรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบ สแกมเมอร์ กับ ไทย แย้ม จีนเปิดประตูร่วมมือ แรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ

วานนี้ (24 พฤศจิกายน) จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ตอบคำถามสื่อมวลชนหลังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมสถานเอกอัครราชทูตจีน กรุงเทพฯ

 

โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและจีนในการปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ เนื่องด้วยเป็นหนึ่งในประเด็นท้าทายความสัมพันธ์ไทย-จีนในโอกาสครบรอบ 50 ปีในปีนี้ ซึ่งทูตจีนตอบว่า ช่วงปีที่ผ่านมา สองฝ่ายมีความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์เป็นอย่างดี โดยมีการส่งตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กลับจีนแล้วจำนวน 5,000 คน และอีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือก่อนหน้าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของในหลวง 1 วัน ทางการไทยมีการส่งตัว เสอจื้อเจียง ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในชเวโก๊กโก่ของเมียนมาและถูกจองจำอยู่ที่ไทย กลับไปดำเนินคดีที่จีนได้สำเร็จ ซึ่งเคสนี้เอกอัครราชทูตกล่าวว่าได้สร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างสองฝ่ายก่อนการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของในหลวง

 

เอกอัครราชทูตจีนยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยภายใต้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ส่งตัวนักโทษกลับประเทศจีนครั้งนี้ พร้อมย้ำว่า การปราบปรามขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ถือเป็นหน้าที่ของทั้งรัฐบาลจีนและไทย และเป็นประเด็นความร่วมมือที่สำคัญของทั้งสองฝ่ายในอนาคตด้วย โดยฝ่ายจีนจะประสานกับฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิดและใช้มาตรการที่เข้มข้นเพื่อปราบปรามสแกมเมอร์ โดยเฉพาะในเมียวดีของเมียนมา

 

อีกคำถามที่อยู่ในความสนใจเป็นเรื่องเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับไทยที่มีการประกาศในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามเอกอัครราชทูตจีนนอกรอบว่า นายกฯ อนุทิน ซึ่งติดตามในหลวงระหว่างเสด็จฯ เยือนจีนครั้งนี้นั้น มีการพูดคุยกับผู้นำจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้หรือไม่ และทางการจีนมองเรื่อง MoU นี้อย่างไร

 

เอกอัครราชทูตจางตอบว่า ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของในหลวงครั้งนี้ สองฝ่ายมุ่งเน้นพูดคุยในประเด็นมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างไทยและจีนเป็นหลัก ไม่ได้คุยเรื่อง MoU แร่หายากระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด และจนถึงปัจจุบันจีนก็ไม่มีท่าทีในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ทูตจางกล่าวว่า จีนได้ติดตามพัฒนาการในเรื่องนี้เช่นกัน

 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในอนาคตจีนจะเปิดทางให้มีความร่วมมือด้านแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธระหว่างไทยกับจีนหรือไม่ โดยแรร์เอิร์ธเป็นแร่ธาตุสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงชิป AI ยานอวกาศ และอาวุธยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย

 

เอกอัครราชทูตจางตอบว่า เขาเชื่อว่าหากไทยและจีนมีความต้องการสอดคล้องกันในเรื่องนี้ จีนก็พร้อมเปิดประตูสำหรับความร่วมมือดังกล่าว

The post ทูตจีนย้ำจุดยืนร่วมปราบสแกมเมอร์กับไทย แย้มจีนเปิดประตูร่วมมือแรร์เอิร์ธ หากสองฝ่ายต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน https://thestandard.co/ambassador-king-queen-china-relations/ Mon, 24 Nov 2025 14:08:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1146991 ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของ ในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ […]

The post ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของ ในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน

เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย และ ‘50 ปีทองแห่งมิตรภาพจีน-ไทย’ และนับเป็นการเสด็จฯ เยือนประเทศจีนครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทย นับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันนั้น

 

จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้บรรยายสรุป ณ ห้องประชุมสถานเอกอัครราชทูตจีนวันนี้ (24 พฤศจิกายน) ว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และบรรลุฉันทมติสำคัญเพื่อการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย

 

ทูตจางกล่าวว่า ทั้งสองเห็นพ้องร่วมกันที่จะสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันและนำพาประชาคมให้ก้าวหน้าในอีก 50 ปีข้างหน้า และร่วมกันเขียนบทใหม่ของมิตรภาพจีน-ไทย โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้จัดพิธีถวายการต้อนรับและงานเลี้ยงพระกระยาหารอย่างยิ่งใหญ่แด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

นอกจากนี้ หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนก็ได้พบปะหารือกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างการเสด็จฯ เยือนจีนด้วย

 

โดยในระหว่างการเสด็จฯ เยือนจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน และทรงเยี่ยมชมสถานที่สำคัญในกรุงปักกิ่ง เพื่อทรงเข้าใจถึงความสำเร็จในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยของจีนอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรม

 

ทูตจีนกล่าวว่า การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทุกภาคส่วนของสังคมทั้งจีนและไทย ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” เสริมสร้างไมตรีจิตระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความกระตือรือร้นในการกระชับความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งสร้างแรงผลักดันที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต

 

“การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามและเหนือความคาดหมายอย่างมาก ในฐานะเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมการและตามเสด็จฯ ตลอดการเสด็จฯ เยือนประเทศจีน ในโอกาสนี้ ผมขอแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกบางประการ” ทูตจีนกล่าว

 

“ประการแรก ความเข้าใจสำคัญที่สุดจากการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้คือ การนำของประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดและเป็นหลักประกันพื้นฐานสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เยือนประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ โดยได้บรรลุฉันทมติสำคัญกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ขั้นใหม่ ทำให้รากฐานมิตรภาพระหว่างสองประเทศมีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น และแรงผลักดันความร่วมมือมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงใส่พระทัยและสนับสนุนมิตรภาพจีน-ไทยมาอย่างยาวนาน โดยมีบทบาทชี้นำพิเศษในการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคี สิ่งที่ประทับใจฝ่ายจีนเป็นพิเศษคือ หลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและอยู่ในช่วงน้อมถวายความอาลัยทั่วประเทศในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยืนยันที่จะเสด็จฯ เยือนจีนตามหมายกำหนดการ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์จีน-ไทย”

 

จางเจี้ยนเว่ย กล่าวต่อว่า “ระหว่างการเสด็จฯ เยือน ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นโดยภาพรวมและประเด็นเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-ไทย ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า นับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป จีนและไทยยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นญาติมิตรที่ดี มิตรสหายที่ดี และหุ้นส่วนที่ดีอย่างแท้จริง ประมุขแห่งรัฐทั้งสองเห็นพ้องกันว่า ในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งสองฝ่ายควรเสริมสร้างการเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น”

 

“การทูตประมุขแห่งรัฐได้นำพาความสัมพันธ์จีน-ไทยสู่ยุคสมัยใหม่ ณ จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์จีน-ไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเพื่อนำไปสู่ ​​“50 ปีทอง” อันรุ่งโรจน์ยิ่งขึ้นอีกวาระหนึ่ง”

 

 

“ประการที่สอง ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้คือการกำหนดแนวทางและแผนพัฒนาความสัมพันธ์ทวิภาคีในอนาคต ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวว่า การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 4 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ได้พิจารณาและอนุมัติข้อเสนอ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 15” ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงและการขยายการเปิดประเทศกว้างในระดับสูง จีนยินดีที่จะเสริมสร้างการประสานยุทธศาสตร์กับไทย ส่งเสริมความร่วมมือในโครงการสำคัญอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรถไฟจีน-ไทย ขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรคุณภาพสูงของไทย และขยายความร่วมมือในสาขาใหม่ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจดิจิทัล และการบินและการบินอวกาศ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า ไทยและจีนมีมิตรภาพที่ใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และมีความร่วมมือที่กว้างขวางและลึกซึ้งซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกัน ความร่วมมือไทย-จีนเป็นความร่วมมือแบบพี่น้อง ไทยยินดีที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์การพัฒนาของจีน ขยายความร่วมมือกับจีนในหลากหลายสาขา เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และกระชับมิตรภาพระหว่างไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

 

“ประมุขแห่งรัฐทั้งสองประเทศได้กำหนดแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย ผลักดันความร่วมมือฉันมิตรระหว่างสองประเทศให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เรารับทราบว่าเมื่อกลับจากการตามเสด็จฯ เยือนจีน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสริมสร้างการประสานงานกับฝ่ายจีน และผลักดันความร่วมมือในด้านต่างๆ จีนขอชื่นชมในการปฏิบัติการนี้เป็นอย่างยิ่ง เรายินดีที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับไทยเพื่อปฏิบัติตามฉันทมติสำคัญที่ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้บรรลุร่วมกันอย่างจริงจัง และยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสองประเทศให้ดียิ่งขึ้น” ทูตจีนกล่าว

 

“ประการที่สาม ช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดของการเสด็จฯเยือนครั้งนี้คือปฏิสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง ในพิธีถวายการต้อนรับ การพบปะอย่างเป็นทางการ และงานเลี้ยงต้อนรับ ประมุขแห่งรัฐทั้งสองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างลึกซึ้งในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตร ต่างมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น วลีที่ว่า ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ กลายเป็นคำที่มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งระหว่างราชวงศ์ไทยและรัฐบาลจีน พร้อมยกย่องบทบาทสำคัญของราชวงศ์ไทยในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทย”

 

“ประธานาธิบดีกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรแลกเปลี่ยนเยือนกันอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัว และยินดีต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ให้เสด็จฯ เยือนจีนบ่อยขึ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้ชื่นชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ โดยแสดงความตั้งใจของฝ่ายจีนที่จะให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันและเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบรรเทาความยากจนกับไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศไทย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและน้อมถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน พร้อมทั้งทรงยกย่องทั้งสองประเทศว่าเป็น ‘ญาติสนิทที่สุด’ และทรงแสดงความยินดีและภาคภูมิใจอย่างจริงใจในความสัมพันธ์จีน-ไทยที่พัฒนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

 

ทูตจีนเผยว่า หลังพิธีถวายการต้อนรับเสร็จสิ้น ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้กราบบังคมทูลถึงประวัติและรูปแบบสถาปัตยกรรมของจัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ จัตุรัสประตูตะวันออกของมหาศาลาประชาชน ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังได้กราบบังคมทูลเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่แสดงถึงแกนกลางของกรุงปักกิ่งในห้องประชุม สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง และผ่อนคลาย ในงานเลี้ยงต้อนรับที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว บทเพลง ‘ใกล้รุ่ง’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงประพันธ์ ได้บรรเลงอย่างกึกก้องไปทั่วห้อง สื่อถึงความรักใคร่และเครือญาติอันใกล้ชิดระหว่างจีนและไทย

 

“ปฏิสัมพันธ์ฉันมิตรเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความไว้วางใจอันลึกซึ้งระหว่างประมุขแห่งรัฐทั้งสอง และจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพัฒนาการเชิงบวกของความสัมพันธ์จีน-ไทย อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสายสัมพันธ์ “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ที่มีมายาวนาน” ทูตจีนกล่าว

 

“ประการที่สี่ การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้เต็มไปด้วยกิจกรรมและเนื้อหาอันเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการเสด็จฯ เยือนแห่งมิตรภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสด็จฯ เยือนแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสด็จฯ เยือนแห่งวัฒนธรรม และเสด็จฯ เยือนแห่งการศึกษา ด้วยการเตรียมการอย่างพิถีพิถันของฝ่ายจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์อัจฉริยะในอุตสาหกรรมการผลิต การแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ไบโอนิก การปฏิบัติงานระยะไกล และการใช้ชีวิตในบ้าน พระองค์ยังทรงเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีอวกาศแห่งประเทศจีนและศูนย์ฝึกอบรมนักบินอวกาศแห่งประเทศจีน และทรงสนทนาแบบเรียลไทม์จากพื้นดินสู่อวกาศกับนักบินอวกาศเสินโจว-21 ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจในอวกาศ ณ ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศปักกิ่ง นับเป็นการจัดเตรียมพิเศษที่ฝ่ายจีนได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือน พระองค์ได้ทรงแสดงความยินดีกับจีนในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีอวกาศ และทรงซักถามด้วยสนพระทัยยิ่งเกี่ยวกับสภาพการทำงานและที่พักอาศัยของนักบินอวกาศ การประชุมทางวิดีโอที่วางแผนไว้เดิมใช้เวลา 7 หรือ 8 นาที แต่กลับใช้เวลาเกือบ 20 นาที ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและยกระดับเศรษฐกิจอย่างแข็งขัน การเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทอดพระเนตรเห็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของจีน รวมถึงความสำเร็จด้านนวัตกรรมอันล้ำสมัย ผมเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ การสำรวจอวกาศลึก และการบินอวกาศ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นไฮไลท์สำหรับความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างจีนและไทย” ทูตจีนกล่าว

 

“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใส่พระทัยอย่างยิ่งต่อการศึกษา ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการจีน และทอดพระเนตรชั้นเรียนภาษาอังกฤษแบบโต้ตอบแบบเรียลไทม์ทางไกล ซึ่งจัดโดยโรงเรียนประถมศึกษาสองแห่งในกรุงปักกิ่งและไหหลำ ผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาอัจฉริยะ การดำเนินการเช่นนี้จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านการศึกษาอัจฉริยะระหว่างสองประเทศ และมีส่วนช่วยการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศไทย พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมวัดหลิงกวงเป็นพิเศษเพื่อสักการะพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้ว และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพิธีเปิดนิทรรศการโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมจีน-ไทย ณ พิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณของจีน กิจกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างจีนและไทย และเสริมสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสอง”

 

“ประการที่ห้า ประโยชน์สำคัญที่ไม่คาดคิดจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้คือ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลามในประเทศจีน การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างสูงจากทุกภาคส่วนของสังคมจีน พระบารมีและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันอันงดงามสง่าของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีสร้างความประทับใจให้กับชาวเน็ตชาวจีนเป็นอย่างมาก ดึงดูดแฟนๆ จำนวนมาก และจุดประกายให้เกิด ‘กระแสการท่องเที่ยวไทยบูม’ ในประเทศจีน เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่งผลให้ชาวจีนมีความประทับใจในไทยมากขึ้น หัวใจของประชาชนทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ ‘จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน’ ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของประชาชนมากยิ่งขึ้น”

 

“เป็นที่น่าสังเกตว่าการเสด็จฯเยือนครั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทั้งจีนและไทยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดตลอดมา โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของทั้งสองฝ่าย ต่างก็เคารพขนบธรรมเนียมประเพณีทางวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่าย เพื่อแสดงความเสียใจและถวายความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฝ่ายจีนได้จัดเตรียมสถานที่อย่างพิถีพิถัน โดยตกแต่งสถานที่อย่างเรียบง่ายแต่สง่างาม สะท้อนบรรยากาศที่เคร่งขรึมและสง่างาม พนักงานต้อนรับชาวจีนทุกคนสวมชุดสีเข้มเพื่อแสดงความเคารพต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและฝ่ายไทย ผมขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อสำนักพระราชวัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของไทย ความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของทั้งจีนและไทย จึงทำให้การเสด็จฯเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์”

 

ช่วงท้าย ทูตจางเจี้ยนเว่ยได้กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนทั้งจีนและไทยสำหรับความร่วมมืออย่างดีและการรายงานข่าวอย่างสมบูรณ์และเข้มข้น ภาพของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวร่วมตรวจแถวกองเกียรติยศ เดินเคียงข้างกันเข้าสู่สถานที่จัดงาน และสนทนาอย่างเป็นกันเอง เป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวาง การจัดขบวนรถจีน เครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ และมาตรการรักษาความปลอดภัยที่พิถีพิถัน ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง ชาวเน็ตไทยต่างยกย่องความสมพระเกียรติอย่างยิ่งที่ฝ่ายจีนถวายต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ นอกจากนี้ชาวเน็ตยังแสดงความคิดเห็นด้วยวลีที่ซาบซึ้งใจ ที่มากที่สุดก็คือ “ขอบคุณประเทศจีนสำหรับการถวายการต้อนรับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสมพระเกียรติ” “ขอบคุณประเทศจีนให้ความเคารพและนับถืออย่างสูงสุดต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและระบอบการเมืองไทย” และ “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน “เมื่อรายงานข่าวเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชน สื่อมวลชนไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญพิเศษของการทรงวางพวงมาลา และยกย่องความไว้วางใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างจีนและไทย นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุดถึงมิตรภาพอันใกล้ชิดและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจีนและไทย

 

ทูตจีนกล่าวสรุปว่า การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีได้เติมเต็มช่องว่างทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์จีน-ไทย และเป็นหมุดหมายที่มีความสำคัญยิ่งยวด การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ได้สานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความไว้วางใจทางการเมือง ส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน กระชับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และทำให้แนวคิด “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ฝังรากลึกในจิตใจประชาชนมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และสร้างรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับความสัมพันธ์จีน-ไทยในอีก 50 ปีข้างหน้า

 

“ผมเชื่อมั่นว่าอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทยจะยิ่งสดใสยิ่งขึ้น” ทูตจีนกล่าว

The post ทูตจีนบรรยายสรุปการเสด็จฯ เยือนจีนของในหลวงและพระบรมราชินี ‘เป็นก้าวสำคัญ’ ความสัมพันธ์ไทย-จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power https://thestandard.co/borderless-dragon-soft-power/ Thu, 20 Nov 2025 07:59:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1145469 Based on the Khaosod/Thairath spacing rule as specified (adding a space before proper nouns that follow a verb), no changes are needed in this headline. Heres why: 1. **มังกรไร้พรมแดน**: ไร้ (without/lacking) is a verb, but พรมแดน (border) is a common noun, not a proper noun. 2. **จากโรงงานโลก**: โลก (world) could be considered a proper noun in some contexts (the Earth), but it follows โรงงาน (factory), which is a noun, not a verb. 3. **สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power**: Soft Power is a proper noun (a specific concept), but it follows วัฒนธรรม (culture), which is a noun, not a verb. Since there are no instances of a proper noun directly following a verb, the headline remains unchanged. **Original Headline (already follows the rule as specified):** มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power

จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งในการเมืองระหว […]

The post มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power appeared first on THE STANDARD.

]]>
Based on the Khaosod/Thairath spacing rule as specified (adding a space before proper nouns that follow a verb), no changes are needed in this headline. Heres why: 1. **มังกรไร้พรมแดน**: ไร้ (without/lacking) is a verb, but พรมแดน (border) is a common noun, not a proper noun. 2. **จากโรงงานโลก**: โลก (world) could be considered a proper noun in some contexts (the Earth), but it follows โรงงาน (factory), which is a noun, not a verb. 3. **สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power**: Soft Power is a proper noun (a specific concept), but it follows วัฒนธรรม (culture), which is a noun, not a verb. Since there are no instances of a proper noun directly following a verb, the headline remains unchanged. **Original Headline (already follows the rule as specified):** มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power

จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่มีอิทธิพลทั้งในการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของโลก แต่ไม่ใช่ด้วย Hard Power เท่านั้น แต่จีนกำลังสร้างอนาคตผ่าน ‘Soft Power’ ผ่านเรื่องเล่าและเรื่องราวต่างๆ แบบจีน แต่มีคำถามว่าจีนทำได้อย่างไร ในเมื่อจีนเคยถูกปรามาสว่าเป็นเพียง ‘โรงงานผลิตสินค้าของโลก’

 

คำตอบคือ ศิลปะวัฒนธรรมที่สร้างอัตลักษณ์แบบจีน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากอดีตกาล ซึ่งบทความนี้จะพาทำความเข้าใจอัตลักษณ์แบบจีนที่ทำให้จีนกลายมาเป็นโรงงานผลิตวัฒนธรรมของโลก

 

รากเหง้าและความต่อเนื่อง: ปักกิ่ง เมืองแห่งอดีตสู่อนาคต

 

หากจะหาตัวอย่างที่แสดงให้เห็นการผสานอดีตเข้ากับปัจจุบันได้อย่างลงตัว ปักกิ่ง คือภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด เมืองหลวงของจีนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของหลายราชวงศ์ และยังคงเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศในปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ปักกิ่งไม่ได้ถูกตรึงไว้ด้วยอดีตเพียงอย่างเดียว เมืองนี้ถูกออกแบบให้ ‘เติบโตไปข้างหน้า’ โดยไม่ละทิ้งรากฐานของตัวเอง

 

หนึ่งในสัญลักษณ์ของการผสานอดีตกับอนาคต คือ หูท่ง (胡同) ตรอกซอยเก่าแก่ที่รายล้อมปักกิ่งชั้นใน แต่ละซอยเต็มไปด้วยบ้านเรือนโบราณที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คน ปัจจุบันรัฐบาลปักกิ่งไม่ได้เลือกจะรื้อถอนหูท่งเหล่านี้เพื่อสร้างตึกสูงทันสมัย แต่กลับเลือกที่จะบูรณะและเติมความมีชีวิตชีวาใหม่ๆ ให้กับพื้นที่ ตรอกเก่าหลายแห่งถูกปรับเป็นแหล่งรวมร้านกาแฟ ศูนย์ศิลปะ และสตูดิโอออกแบบ เกิดเป็น Creative Hub ที่เชื่อมคนรุ่นใหม่เข้ากับรากเหง้าของตนเอง

 

อีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจนคือ ร้านหนังสือในปักกิ่ง ที่ถูกเปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่ขายหนังสือธรรมดา กลายเป็น Cultural Space ที่ผสมผสานงานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศดั้งเดิม ร้านหนังสือเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงชั้นวางหนังสือ แต่ยังมีพื้นที่จัดกิจกรรมเสวนา นิทรรศการ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม ทำให้ “ร้านหนังสือ” ไม่ได้เป็นเพียงที่ซื้อของ แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน

 

และหากพูดถึงการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ให้อยู่ในรูปแบบสินค้าร่วมสมัย คอลเล็กชันลิปสติกของกู้กง (พระราชวังต้องห้าม) คงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าจดจำที่สุด เปิดตัวในปี 2018 คอลเล็กชันนี้ใช้ลวดลายและสัญลักษณ์จากเครื่องใช้ในราชสำนักหมิงและชิงมาตีความใหม่ กลายเป็นลิปสติกดีไซน์หรูหราที่คนรุ่นใหม่หลงรัก ผลลัพธ์คือขายหมดกว่า 100,000 แท่งในเวลาเพียง 4 วัน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการตลาด แต่คือการพิสูจน์ว่าประวัติศาสตร์สามารถกลายเป็น สินค้าที่จับต้องได้ และสร้างไวรัลในโลกดิจิทัล ได้เช่นเดียวกัน

 

ประสบการณ์คือหัวใจ: การตลาดวัฒนธรรมจากเสฉวน

 

การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปักกิ่ง มณฑลเสฉวนเป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ รัฐบาลท้องถิ่นลงทุนสร้างเขตอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่รวมทั้งศิลปะ บันเทิง และอาหารเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์จีนคือ เค้กรูปหมีแพนด้าและหน้ากากงิ้ว ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับประสบการณ์การบริโภคร่วมสมัย

 

ผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกซื้อเค้กเพราะ “รสชาติ” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่พวกเขาซื้อเพราะอยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่แตกต่าง เค้กหน้ากากงิ้วจึงไม่ใช่แค่ของหวาน แต่เป็นเรื่องเล่าและความทรงจำ ที่แชร์ต่อได้ในโซเชียลมีเดีย กระแส FOMO (Fear of Missing Out) ทำให้ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่อยากพลาดการมีส่วนร่วมในสิ่งที่กำลังเป็นกระแส นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สินค้าธรรมดากลายเป็นไวรัลและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาล

 

วัฒนธรรมร่วมสมัยจีนกับตลาดโลก: Pop Mart และ LABUBU

 

จากอาหารมาสู่อุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะเล็ก แต่กลับสร้างอิทธิพลระดับโลกได้จริง นั่นคือ 潮玩 (Chao Wan หรือ Designer Toy) โดยมีแบรนด์จีนอย่าง Pop Mart เป็นผู้เล่นหลักที่ส่งออกคาแรกเตอร์อย่าง LABUBU ไปทั่วโลก

 

ในประเทศไทย กระแสของเล่นจีนได้รับการตอบรับอย่างดี เหตุผลหลักมาจากหลายปัจจัย หนึ่งคือกระแสสะสมของเล่นดีไซน์ใหม่ที่กำลังเติบโตทั่วโลก โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตแบบ Limited Edition ที่กระตุ้นความต้องการของนักสะสม สองคือการที่คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับวัฒนธรรมจีนผ่านสื่อบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ภาพยนตร์ หรือแอนิเมชัน สามคือการออกแบบของเล่นจีนที่ผสมผสานความเป็นเอเชียกับความเป็นสากล ทำให้ดูแปลกใหม่และเข้าถึงง่าย และสี่คือ จีนเป็นฐานการผลิตของเล่นรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว

 

สิ่งที่ทำให้ Pop Mart แตกต่างคือ การเล่าเรื่องผ่านตัวละคร แต่ละคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตาน่ารัก แต่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคไม่เพียง “ซื้อของ” แต่ยัง “ซื้อเรื่องราว” ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขาเอง และเมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ มันก็ยิ่งสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริโภคกับแบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น

 

China Chic และการสร้าง Brand China

 

ความสำเร็จของ Pop Mart และ LABUBU ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของของเล่นดีไซน์ แต่ยังสะท้อนถึงปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรียกว่า China Chic (国潮 หรือ 国朝) ซึ่งหมายถึงกระแสการบริโภคที่ผสมผสานความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนเข้ากับแฟชั่นและรสนิยมร่วมสมัย กระแสนี้เริ่มชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อคนรุ่นใหม่หันกลับมาสนใจสินค้าที่มี “ความเป็นจีน” แต่ถูกออกแบบให้ทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน

 

China Chic ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แฟชั่นเสื้อผ้า แต่ขยายไปสู่เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ และแม้แต่ของเล่น ตัวอย่างเช่น การออกแบบชุดกีฬาที่ใช้ลวดลายโบราณ การสร้างลิปสติกที่ได้แรงบันดาลใจจากกู้กง หรือการทำ Pop Mart ที่ใช้สัญลักษณ์เอเชียผสานกับความน่ารักสากล ล้วนทำให้สินค้าจีนถูกมองว่า “เท่” และ “ร่วมสมัย” มากกว่าจะเป็นเพียงสินค้าราคาถูกที่ผลิตเพื่อการส่งออก

 

นี่คือการสร้าง Brand China ขึ้นมาใหม่ ทำให้สินค้า Made in China ไม่ได้ถูกจำกัดความหมายว่า “ของถูก” อีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์แบบจีน ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและตลาดโลก China Chic จึงเป็น Soft Power เชิงวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “การบริโภคแบบจีน” ที่มีอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแท้จริง

 

เทคโนโลยีและบันเทิงดิจิทัล: Wukong ก้าวกระโดดสู่ AAA Game ผลลัพธ์สำคัญเชื่อมวัฒนธรรมและเทคโนโลยี ภายใต้ความพยายามของจีนในยุทธศาสตร์ Made in China 2025 สู่ AI Vision 2030

 

หากพูดถึง Soft Power จีนที่ก้าวไปไกลเกินกว่าตลาดในประเทศ ไม่มีกรณีไหนน่าจับตามองเท่า Black Myth: Wukong เกมสัญชาติจีนที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก เกมนี้พัฒนาโดยสตูดิโอจีน และเป็นเกมระดับ AAA เกมแรกที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิกอย่างไซอิ๋ว (西游记) เรื่องราวของซุนหงอคงที่ทั้งชาวจีนและชาวเอเชียต่างคุ้นเคย

 

ทันทีที่เปิดตัว เกมมียอดผู้เล่นทะลุ 1 ล้านคนบน Steam ภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จเชิงธุรกิจ แต่เป็นการประกาศให้โลกเห็นว่า จีนสามารถสร้างเกมคุณภาพสูงระดับโลกได้ และยังใช้เกมเป็นเครื่องมือเผยแพร่วัฒนธรรมของตัวเองได้อย่างมีพลัง

 

Wukong คือ หนึ่งในผลผลิต Soft Power จีนที่ทรงพลังในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงนำเสนอเรื่องเล่าแบบจีนในรูปแบบที่ร่วมสมัย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้เล่นทั่วโลกที่แสวงหาคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเกมฝั่งตะวันตก เกมนี้พิสูจน์ว่า การเล่าเรื่องแบบจีน สามารถก้าวข้ามพรมแดนวัฒนธรรมและสื่อสารกับผู้เล่นนานาชาติได้อย่างลึกซึ้ง

 

และถ้าวิเคราะห์ต่อเนื่องจากข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่า หาก China Chic และ Brand China เป็นการสร้างพลังเชิงวัฒนธรรมและการบริโภคภายในประเทศ ความสำเร็จด้านเทคโนโลยีอย่างเกม Wukong ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความสามารถของนักพัฒนา แต่ยังเป็นผลจากยุทธศาสตร์ระดับชาติของจีนที่วางรากฐานไว้ชัดเจน นั่นคือ Made in China 2025 และ AI Vision 2030

 

โครงการ Made in China 2025 ถูกประกาศในปี 2015 เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและเปลี่ยนจากภาพจำที่คนทั่วโลกมองจีนว่า เป็นโรงงานโลก แหล่งผลิตสินค้าถูกอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิตนวัตกรรม และ AI Vision 2030 ที่ประกาศในปี 2017 หลังจาก Made in China 2015 เพียง 2 ปี ก็ยิ่งสะท้อนถึงความพยายามของจีนในเรื่องนี้ และยิ่งทำให้จีนมีทิศทางชัดเจนว่าจะเป็น ผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกภายในปี 2030

 

ดังนั้น ความสำเร็จอย่าง Wukong หรือการเติบโตของอุตสาหกรรมเกมและเทคโนโลยีบันเทิงของจีน จึงสะท้อนว่าเบื้องหลัง Soft Power เชิงวัฒนธรรม มี ยุทธศาสตร์ชาติด้านเทคโนโลยี คอยหนุนหลังอยู่ และเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ใหญ่ที่จีนกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจนวัตกรรมของโลก

 

วัฒนธรรมเชื่อมโลก: จากสายไหมโบราณสู่สายไหมศตวรรษที่ 21

 

หากเรามองภาพของ “มังกรไร้พรมแดน” ในเชิงนโยบายระดับโลก โครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) หรือ BRI คือหนึ่งในเครื่องมือที่จีนใช้สร้างความเชื่อมโยงอย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ริเริ่มในปี 2013 โดยประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และระบุว่าเป็น เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 เพื่อต่อยอดมาจากเส้นทางสายไหมโบราณที่รุ่งเรืองที่สุดในสมัยราชวงศ์ถัง โดยมีเมืองซีอานเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

 

ผู้เขียนเองเคยใช้ชีวิตที่ซีอานในช่วงที่จีนลุย BRI อย่างหนัก และได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองนี้อย่างชัดเจน ซีอานไม่เพียงถูกบูรณะให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจในโครงการ BRI เพื่อเชื่อมโยงจีนตะวันตกเฉียงเหนือกับโลกภายนอกอีกครั้ง เส้นทางสายไหมที่เคยเป็นช่องทางค้าขายสินค้าจีนโบราณ วันนี้กลายเป็นช่องทางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

 

เมื่อครบรอบ 10 ปี BRI จีนได้เผยแพร่ “สมุดปกขาว” เพื่อสื่อสารกับโลกถึงผลลัพธ์ของโครงการ โดยชูประเด็นว่า “ริเริ่มโดยจีน แต่เป็นของทั้งโลก” ภายในสิบปีหลังการก่อตั้ง BRI จีนลงนามความร่วมมือ BRI มากกว่า 200 ฉบับ กับกว่า 150 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศกว่า 30 องค์กร แม้ว่าจีนจะถูกสหรัฐฯ และชาติตะวันตกบางประเทศวิจารณ์ว่า BRI ได้ก่อให้เกิดกับดักหนี้กับประเทศที่ร่วมมือด้วย แต่จีนก็ตอบโต้ด้วยข้อมูลว่า ภายใน 10 ปี หลังก่อตั้ง การค้าสะสมระหว่างจีนกับประเทศที่เข้าร่วม BRI สูงเกิน 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ยปีละ 6.4% และอ้างอิงการคาดการณ์ของธนาคารโลก ว่า BRI จะช่วยให้ประชากร 7.6 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรง และอีก 32 ล้านคนพ้นจากความยากจนปานกลางภายในปี 2573

 

จาก BRI สู่ GCI: Global Civilization Initiative (GCI)

 

หาก BRI เป็นโครงการที่เน้นการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน Global Civilization Initiative (GCI) ที่สีจิ้นผิงเสนอในปี 2023 คือการขยายแนวคิดนั้นไปสู่ระดับอารยธรรมและวัฒนธรรมโลก GCI เกิดขึ้นต่อเนื่องจาก Global Development Initiative (GDI) ในปี 2021 และ Global Security Initiative (GSI) ในปี 2022 ทำให้ทั้งสามข้อริเริ่มถูกนำเสนอเป็น “สินค้าสาธารณะระดับโลก” ที่จีนบอกว่าพร้อมแบ่งปันให้กับมนุษยชาติ

 

แกนกลางของ GCI คือการสร้าง “ประชาคมโลกที่มีอนาคตร่วมกัน” โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ร่วมกันของอารยธรรม ไม่ใช่การแบ่งแยกหรือการเผชิญหน้า ในจดหมายแสดงความยินดีต่อการประชุม Global Civilizations Dialogue Ministerial Meeting ที่จัดขึ้นที่ปักกิ่งในเดือนกรกฎาคม 2024 สีจิ้นผิงกล่าวชัดว่า “ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วนสอดประสานกัน มนุษยชาติต้องก้าวข้ามความแปลกแยกด้วยการแลกเปลี่ยน และก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน”

 

ในปีเดียวกัน องค์การสหประชาชาติยังได้ประกาศให้วันที่ 10 มิถุนายนเป็น วันสากลแห่งการเสวนาระหว่างอารยธรรม (International Day for Dialogue among Civilizations) ตามข้อเสนอของจีนและการสนับสนุนร่วมจากกว่า 80 ประเทศ การยกระดับแนวคิดนี้ขึ้นสู่เวที UN ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะผู้ผลักดันการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่ยังแสดงให้เห็นความพยายามที่จะทำให้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือเชื่อมโลกในระดับที่กว้างกว่าเศรษฐกิจ

 

หาก BRI เป็นโครงการที่ปูทางเดินทางเศรษฐกิจและการค้า GCI ก็คือโครงการที่ปูทางเดินทางวัฒนธรรมและการเสวนา มันแสดงให้เห็นว่า จีนกำลังพยายามใช้ทั้ง “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “โครงสร้างทางอารยธรรม” เพื่อสร้างเครือข่ายโลกที่ไม่ได้จำกัดแค่การพัฒนา แต่ยังรวมถึงความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

 

สูตรสำเร็จมังกรจีน Heritage + Innovation + Globalization

 

เมื่อพิจารณาทุกกรณีศึกษาที่กล่าวมา เราจะพบสูตรสำเร็จที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของจีน ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นสามแกนหลักที่ทำงานควบคู่กันอย่างเป็นระบบ
ประการแรกคือ Heritage หรือมรดกทางวัฒนธรรม จีนมีรากฐานประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหูท่ง งิ้ว กู้กง หรือวรรณกรรมคลาสสิกอย่างไซอิ๋ว สิ่งเหล่านี้กลายเป็นวัตถุดิบทางวัฒนธรรมที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้ และถูกนำมาสร้างคุณค่าใหม่ในโลกยุคปัจจุบัน

 

ถัดมาคือ Innovation หรือนวัตกรรม ความสำเร็จของจีนไม่ได้หยุดเพียงการอนุรักษ์ แต่คือการตีความมรดกเก่าให้สอดคล้องกับยุคสมัย ตัวอย่างชัดเจนคือร้านหนังสือที่ถูกเปลี่ยนเป็น Cultural Space ที่มีชีวิตชีวา ลิปสติกที่ออกแบบจากลวดลายโบราณจนกลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือเกม Wukong ที่พลิกจากวรรณกรรมจีนสู่สื่ออินเตอร์แอคทีฟระดับโลก สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นการ “ฟื้นชีวิตใหม่” ให้กับอดีต

 

สุดท้ายคือ Globalization หรือโลกาภิวัตน์ ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นแนวคิดที่อเมริกาเป็นผู้ผลักดัน แต่ปัจจุบันจีนกลับหยิบโลกาภิวัตน์มาใช้เป็นข้อถกเถียงกับอเมริกา โดยอ้างว่าจีนต่างหากที่กำลังเป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี และประสบการณ์กับโลกอย่างแท้จริง ผ่านโครงการ BRI และ GCI ที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงการแลกเปลี่ยนทางอารยธรรม ขณะเดียวกันในระดับวัฒนธรรมร่วมสมัย จีนยังใช้การตลาดดิจิทัล การออกแบบสากล และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อเข้าถึงและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคทั่วโลก

 

ดังนั้น การพัฒนาวัฒนธรรมของจีนในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการเก็บรักษามรดกเก่า แต่คือการผสานอดีตเข้ากับนวัตกรรมใหม่ และใช้โลกาภิวัตน์เป็นเวทีในการขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมออกไปสู่ระดับสากลอย่างมั่นคง

 

กล่าวโดยสรุป “มังกรไร้พรมแดน” คือสัญลักษณ์ของจีนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่ได้หมายถึงพรมแดนทางภูมิศาสตร์ที่ขยายออกไป แต่หมายถึงวัฒนธรรมจีนที่กำลังไร้พรมแดน สามารถเดินทางจากตรอกหูท่งสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล จากพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามสู่โต๊ะเครื่องแป้งของคนรุ่นใหม่ จากเค้กงิ้วและแพนด้าสู่โลกโซเชียล และจากวรรณกรรมไซอิ๋วสู่เกม AAA ที่คนทั้งโลกพร้อมจะเล่น

 

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คืออัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผสมผสาน อดีตกับอนาคต และใช้ประสบการณ์เป็นสะพานเชื่อม ทำให้ผู้คนไม่เพียงบริโภคสินค้า แต่ยังรู้สึกว่าได้ “สัมผัส” และ “เป็นส่วนหนึ่ง” ของวัฒนธรรมจีนด้วย

 

แต่ความท้าทายใหญ่ของจีน ซึ่งก็คือคำถามที่ทั่วโลกต่างจับจ้อง นั่นคือ Soft Power จีน ผ่านการขยายวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลเช่นนี้ จะไปได้ไกลเพียงไหน จะสามารถครอบคลุมทั่วโลกได้เหมือนกับวัฒนธรรมบันเทิงเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ทำสำเร็จหรือไม่ ซึ่งคิดว่า ยังคงต้องติดตามเส้นทางมังกรไร้พรมแดนของจีนต่อไปอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: ProStockStudio via ShutterStock

The post มังกรไร้พรมแดน: จากโรงงานโลก สู่อู่วัฒนธรรม Soft Power appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร https://thestandard.co/china-weapon-tests-india-pakistan-us-report/ Wed, 19 Nov 2025 07:55:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1145020 รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร

รายงานประจำปีของคณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงระห […]

The post รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร

รายงานประจำปีของคณะกรรมการทบทวนเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ-จีน (US-China Economic and Security Review Commission: USCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งโดย รัฐสภาสหรัฐอเมริกา (Congress) อ้างว่า จีนได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอินเดียและปากีสถานในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ให้เป็น ‘สนามทดสอบจริง’ สำหรับระบบอาวุธและระบบข่าวกรองที่ทันสมัยของจีน

 

รายงานระบุว่า จีนได้ใช้ประโยชน์จากความขัดแย้ง เพื่อทดสอบและโฆษณาความซับซ้อนของอาวุธจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อ กระตุ้นยอดขายด้านการป้องกันทั่วโลก และบั่นทอนยอดขายอาวุธของชาติตะวันตก โดยการปะทะกันในช่วงวันที่ 7–10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็น ‘การทดลองภาคสนามในโลกจริง’ เนื่องจากเป็น ครั้งแรกที่มีการนำระบบอาวุธสมัยใหม่ของจีนมาใช้ในการสู้รบจริง

 

ระบบอาวุธที่เปิดตัวในการรบครั้งนั้น ได้แก่ เครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศ HQ-9, ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลเกินระยะสายตา PL-15 รวมถึง เครื่องบินขับไล่ J-10C

 

การตลาดเชิงรุกและการบิดเบือนข้อมูล

 

รายงานกล่าวอ้างว่า สถานทูตจีนได้เน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของอาวุธจีนในความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เพื่อ ‘สนับสนุนยอดขายอาวุธ’ ขณะที่ปากีสถานอ้างว่า ได้ใช้เครื่องบินขับไล่ J-10C ที่ผลิตร่วมกับจีน ยิงเครื่องบินของอินเดียตกอย่างน้อย 5 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Rafales ที่ผลิตในฝรั่งเศสด้วย

 

การที่ปากีสถานใช้ อาวุธจีนยิงเครื่องบินขับไล่ Rafale ของฝรั่งเศสที่อินเดียใช้งาน กลายเป็น ‘จุดขายที่สำคัญ’ เป็นพิเศษ สำหรับความพยายามในการขายอาวุธของสถานทูตจีน (แม้ว่ารายงานจะระบุว่าอาจมีเครื่องบินอินเดียถูกยิงตกเพียงสามลำ และอาจไม่ใช่เครื่องบิน Rafales ทั้งหมด)

 

รายงานฉบับนี้ยังได้อ้างถึงหน่วยข่าวกรองของฝรั่งเศส โดยอ้างว่า จีนได้เปิดตัวปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล (Disinformation Campaign) เพื่อขัดขวางการขายเครื่องบิน Rafales ของฝรั่งเศส และสนับสนุนเครื่องบิน J-35 ของจีนเอง

 

โดยปฏิบัติการดังกล่าวได้ใช้บัญชีโซเชียลมีเดียปลอมเผยแพร่ภาพที่สร้างโดย AI และภาพจากวิดีโอเกมที่ถูกอ้างว่าเป็น ‘ซากปรักหักพัง’ ของเครื่องบินอินเดียที่ถูกทำลายด้วยอาวุธจีน

 

รายงานยังอ้างว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนยังได้โน้มน้าวให้อินโดนีเซียยุติการซื้อเครื่องบิน Rafale ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อขยายอิทธิพลของจีนในการจัดซื้อทางทหารของประเทศอื่นในภูมิภาค

 

ความสัมพันธ์อินเดีย-ปากีสถาน-จีน

 

ที่ผ่านมา ปากีสถานยังคง ‘พึ่งพาอาวุธจีนอย่างมาก’ โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (SIPRI) ระบุว่า อาวุธของจีนคิดเป็น 81% ของการนำเข้าอาวุธทั้งหมดของปากีสถานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยจีนเสนอขายเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้า J-35 จำนวน 40 ลำ รวมถึงเครื่องบิน KJ-500 และระบบป้องกันขีปนาวุธให้กับปากีสถานในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

ขณะที่อินเดีย-ปากีสถานมีปัญหาพิพาทกันบ่อยครั้ง โดยอินเดียยังไม่ได้ยืนยันจำนวนเครื่องบินที่สูญเสียไปจากเหตุขัดแย้งกับปากีสถานอย่างชัดเจน แม้ว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสของอินเดียจะยอมรับว่ากองทัพอากาศได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะกันในช่วงเวลานั้น

 

โดยประเด็นสำคัญที่รายงานด้านความมั่นคงของหน่วยงานสหรัฐฯ ฉบับนี้เน้นย้ำคือ การที่จีนได้ใช้ความขัดแย้งระดับภูมิภาคเป็นเหมือน ห้องปฏิบัติการกลางแจ้ง เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ทางทหารของตน และใช้ผลลัพธ์เหล่านั้นเป็นเครื่องมือในการทำสงครามการตลาด เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งจากผู้ผลิตอาวุธตะวันตก

 

ภาพ: Rehan Waheed / Shutterstock

อ้างอิง:

The post รายงานสหรัฐฯ ระบุ จีนใช้ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน เป็นสนามทดสอบอาวุธ-ส่งเสริมความสามารถทางทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น https://thestandard.co/50-years-thai-china-relations/ Wed, 19 Nov 2025 04:28:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1144883 ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น

การเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทส […]

The post ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น

การเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ของสยาม ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ได้ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน

 

ดร. อดิศร ชัยรัตนกนก เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ให้มุมมองว่า ว่า การเสด็จฯ ในครั้งนี้ถือเป็น Strategic Symbolism ที่เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การต้อนรับในระดับสูงสุดจากผู้นำจีน รวมถึงการให้เกียรติของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต่อพระองค์ทั้งสอง เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความสำคัญ

 

ผลตอบรับในจีนพบว่า ทุกแพลตฟอร์มของจีน ไม่ว่าจะเป็น SEO หรือฟีดแบ็กต่างๆ ได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 และเป็น Positive Comment ทั้งหมด นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ ปัญหาภาพลักษณ์เชิงลบ ที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความปลอดภัย หรือเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ได้ หายไปหมด ภายใน 3 – 4 วันที่ผ่านมา

 

นอกจากมิติการท่องเที่ยวแล้ว การเสด็จฯ เยือนศูนย์ด้านฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) และเทคโนโลยีต่างๆ ยังเป็นการกระชับความสำคัญด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก เหตุการณ์นี้ได้ตอกย้ำคำว่า ‘จงไท่อิจาชิง’ หรือ จีนไทยเป็นพี่น้องกัน ในทุกๆ แพลตฟอร์มของจีน

 

ซอฟต์พาวเวอร์ชุดไทย ปัจจัยเร่งการตัดสินใจเดินทาง

 

สิ่งที่กระตุ้นกระแสเชิงบวกอย่างรวดเร็วคือ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ฉลองพระองค์ชุดไทย ได้รับการตอบรับและชื่นชมอย่างมากจากชาวจีน ชาวจีนแสดงความคิดเห็นว่า พระองค์ทรงเป็นสุภาพสตรีที่สามารถบ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นไทย

 

กระแสนี้เกิดขึ้นได้ถูกจังหวะ เนื่องจากผลสำรวจล่าสุดของ CTA (China Tourism Academy) ชี้ว่า 58.1% ของการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบัน มีผู้หญิงเป็นผู้นำ ในการตัดสินใจ ในหลายประเด็น เช่น

  • กระแสชุดไทยทำให้เกิดการเชื่อมโยงบนแพลตฟอร์มของจีนว่า ‘ฉันต้องมาประเทศไทย ต้องใส่ชุดไทยง และ ‘อยากมีความงามแบบสตรีไทย’
  • สิ่งนี้เป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยต้องนำมาต่อยอดด้วยการ ร้อยเรียงเรื่องซอฟต์พาวเวอร์
  • ล่าสุด บริษัททัวร์จีนที่ขายแพ็กเกจประเทศไทยได้เริ่มทำ ไลฟ์ขายแพ็กเกจ 24 ชั่วโมง แล้ว และพบว่ากระแสมีความคึกคักและกระหึ่มอย่างมาก ซึ่งถือเป็นทิศทางเชิงบวกด้านแคมเปญการตลาด

 

คาดนักท่องเที่ยวจีนปีหน้ามาไทยพุ่ง 9 ล้านคน

 

จากกระแสเชิงบวกที่เกิดขึ้น ดร.อดิศร ได้ปรับประมาณการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนสำหรับปีนี้และปีหน้า

  • ปี 2568 ยังคงคาดหวังว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนจะ จบที่ 5 ล้านคน ได้
  • สัญญาณตลาด ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วจนถึงสิ้นปี ตัวเลขโหลดแฟกเตอร์ (Load Factor) ได้กระโดดขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ
  • ราคาตั๋วเครื่องบินจากไทยไปจีน ในบางเส้นทางได้ เพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือ 3 เท่า โดยเฉพาะในช่วงพีคซีซัน
  • ปี 2569 หากกระแสเชิงบวกนี้ยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงตรุษจีน คาดว่าปีหน้าประเทศไทยจะสามารถคาดหวังนักท่องเที่ยวจีนได้สูงถึง 9 ล้านคน
  • ปี 2570 คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะกลับสู่ระดับ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19

 

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น 1

ภาพ : ดร. อดิศร ชัยรัตนกนก เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA)

 

ข้อเสนอแนะ ภาคเอกชนต้องสร้างภูมิคุ้มกันด้วย ‘คุณภาพและความปลอดภัย’
เพื่อรักษาและต่อยอดกระแสเชิงบวกนี้ ดร. อดิศร ได้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ภาคเอกชนและประชาชนไทยควรทำ

  • ความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้องสร้างมิติของการเป็นเจ้าบ้านที่ดี และที่สำคัญคือการ แบ่งแยกระหว่างคนดีกับคนไม่ดี (เช่น กลุ่มจีนเทา) พร้อมทั้งเป็นฝ่ายระแวดระวังภัยให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางมาประเทศไทย
  • คุณภาพการบริการและความปลอดภัย คนไทยต้องช่วยกันดูแล และเน้นเรื่อง คุณภาพการบริการ ปัจจุบัน ATTA กำลังรณรงค์แคมเปญเรื่องการ สร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยในทุกมิติ ให้แก่นักท่องเที่ยว
  • สร้างภูมิคุ้มกันอุตสาหกรรม คุณภาพถือเป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
  • เป้าหมายร่วมกัน (Win-Win) ต้องมีเป้าหมายของประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ขาย ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยว การยึดหลักความปลอดภัย คุณภาพ และเป้าหมายร่วมกัน จะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต

 

ช่วยฟื้นความสัมพันธ์ไทย-จีน แนบแน่นหลายมิติทางเศรษฐกิจ

 

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน และสมาชิกหอการค้าฯ ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จีนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับมิติทางการเมือง มาก่อนมิติทางเศรษฐกิจ การที่กษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนประเทศจีนในครั้งนี้ เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ ทางการเมืองในระดับประมุข ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์ ในมิติเศรษฐกิจตามมาในหลายด้าน ได้แก่

 

– มิติการท่องเที่ยว ในการที่ในหลวง และพระราชินีเสด็จฯ เยือนจีนในครั้งนี้ ทางการจีนได้มีการเผยแพร่ข่าวเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวไทยในเชิงบวกมากขึ้น ต่อประชาชนจีน ซึ่งจะส่งผลดีต่อ การท่องเที่ยวในวงกว้าง เริ่มตั้งแต่ปลายปีนี้ จนถึงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล หลังจากที่ตลอดปีนี้ไทยกับจีน มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจีนกังวลที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย
สืบเนื่องจากปัญหาสแกมเมอร์ ทำให้เกิดข่าวเชิงลบต่อการท่องเที่ยวไทย ในหมู่คนจีน

 

– มิติการค้า ล่าสุดจีนรับซื้อข้าว 500,000 ตัน สะท้อนว่าจีน ให้ความสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาร่วมกับฝ่ายไทย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ประเทศไทยควรร้องขอ แต่ก่อนหน้านี้ในการประชุมเราไม่กล้าขอต่อรองดีลใหญ่ๆ คาดว่า จีนจะยอมซื้อในราคามิตรภาพเพื่อแสดงน้ำใจต่อไทย นอกจากนี้เรายังเห็น เพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทย เปิดการขยายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับรังนก

 

– มิติการลงทุน พอมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี ก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่น ในหมู่นักลงทุนดีขึ้นตาม เชื่อมโยงไปยังมิติที่เกี่ยวเนื่องซึ่งค้างคากันอยู่ เช่น การสร้างทางรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างกัน การซื้อเรือดำน้ำ ได้รับการปลดล็อค

 

– มิติการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ในการเสด็จเยือนประเทศจีนครั้งนี้ นอกจากทั้งสองพระองค์ จะเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์แล้ว ยังทอดพระเนตร ดูงานนวัตรกรรมเทคโนโลยีของจีน เช่น ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ปักกิ่ง (Beijing Humanoid Robotics Innovation Centre) และศูนย์ควบคุมการบิน และอวกาศจีน( Beijing Aerospace Control Centre)

 

ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวก ให้ประเทศไทยตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาระบบนิเวศให้รอบด้าน เพื่อรองรับการลงทุนจากจีนในอนาคต ซึ่งจะทำให้ การพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของไทย เดินหน้าเร็วขึ้น เป็นการจุดกระแส ความสนใจ กระตุ้นภาครัฐให้เร่งลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และภาคเอกชนไทย ร่วมลงทุนกับธุรกิจจีน หากเกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่ของไทย แต่จะยั่งยืนมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่ความร่วมมือของรัฐบาล และเอกชน

 

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น 2

ภาพ : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน

 

แนะรัฐบาลเดินหน้านโยบายต่อยอดไปยังมิติอื่น

 

วันนี้มิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชัดเจนแล้ว ดร. ไพจิตร แนะนำว่ารัฐบาลควรต่อยอดไปยังมิติอื่น เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

 

– มิติการท่องเที่ยว ไทยควรต่อยอดกระแส พลิกฟื้นความเชื่อมั่นสร้างข่าวเชิงบวก ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชั้นดี วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาที่เป็น soft power เพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากจีนมาไทย ทำให้ความปลอดภัยเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ด้วยการบูรณาการจัดระเบียบการท่องเที่ยว ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง ธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง พอบรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นเชิงบวก ก็จะกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวอยากใช้จ่ายเพิ่มขึ้น บรรเทาผลกระทบแหล่งช็อปปิ้ง และดิวตี้ฟรีที่รายได้ลดลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีน

 

“นักท่องเที่ยวจีนที่หดหายไป ไม่ใช่แค่ในเชิงของปริมาณ แต่หดหายในเชิงคุณภาพด้วย” ดร.ไพจิตรกล่าว

 

– มิติการค้า ไทยต้องสร้างคณะผู้แทนการค้า สำรวจตลาด ลู่ทางการสร้างโอกาส เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อขยายตลาดให้เป็นรูปธรรม เมื่อเข้าใจ ธรรมชาติของตลาด พฤติกรรม ผู้บริโภคก็จะทำให้สินค้าไทย ทำการตลาด ในจีนได้เหมาะสม ปัจจุบันการค้าของจีน อยู่ในช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ คู่ขนานกันไป แต่โอกาสของสินค้าไทย คือเราต้องขยับตัวเอง ไปสู่ การค้าขาย ออนไลน์ มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงคนจีน เช่น Douyin, Xiaohongshu และ Wechat สร้างช่องทางประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเข้าถึงง่าย

 

– มิติการลงทุน ทำอย่างไร ให้ประเทศไทยพร้อมรับโอกาส การลงทุนจากจีน ต้องพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐาน แก้ไขกฎการระเบียบ การลงทุน การให้สิทธิประโยชน์ เพื่ออำนวยความสะดวก การลงทุนมากยิ่งขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะประเทศจีน

 

“ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความเป็นมืออาชีพ และโปร่งใส นักลงทุนจะมาเอง
เขาอยากมาอยู่แล้ว ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ก็ยากที่จะเกิดประโยชน์
ในมิติเศรษฐกิจ” ดร.ไพจิตรกล่าว

 

วันนี้มิติความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน นิ่งแล้ว รัฐบาลไทยต้องรู้จัก ต่อยอดให้เกิดสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ได้ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี

 

ทั้งในเชิงวิชาการ ระดับรัฐบาลและภาคเอกชน ถ้าทำสิ่งนี้ไปสักระยะ เศรษฐกิจจะเกิดการเคลื่อนตัวไทยและจีนจะเข้าใจกันมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่อง ไปยังเศรษฐกิจทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม มิติด้านการแลกเปลี่ยน เทคโนโลยี การลงทุนจะเห็นผลลัพธ์ช้ากว่า การท่องเที่ยวและการค้า

 

ภาพ: charnsitr/Shutterstock

The post ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ ไทย-จีน แน่นแฟ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค https://thestandard.co/nuclear-subs-china-strategy-korea/ Wed, 19 Nov 2025 00:57:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1144811 เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อม จีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค

เรือดำน้ำในแง่หนึ่งเป็นเครื่องมือแสดงแสนยานุภาพทางทหารข […]

The post เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อม จีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค

เรือดำน้ำในแง่หนึ่งเป็นเครื่องมือแสดงแสนยานุภาพทางทหารของชาติมหาอำนาจ แต่ความสำคัญแท้จริงคืออำนาจป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ที่ช่วยยับยั้งไม่ให้ชาติปฏิปักษ์ทำการโจมตีก่อน (First Strike)

 

 

เพราะการมีเรือดำน้ำเป็นหลักประกันความมั่นคงว่าประเทศนั้นมีขีดความสามารถในการโจมตีกลับครั้งที่ 2 (Second-Strike Capability) ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิคทางการทหารที่หมายความว่า หากมีประเทศใดโจมตีประเทศที่ครอบครองเรือดำน้ำ ประเทศนั้นก็มีความเสี่ยงถูกโจมตีกลับด้วยขีปนาวุธทำลายล้างสูงจากเรือดำน้ำที่เราไม่รู้ตำแหน่งหรือพิกัดของมันแน่ชัดว่าอยู่แห่งหนใดของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ดังนั้นหากใครคิดโจมตีก่อนย่อมต้องคิดหนักถึงผลลัพธ์ร้ายแรงที่จะตามมา

 

ขณะเดียวกันการมีเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ที่มีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่าเรือดำน้ำดีเซลแบบในอดีตยังช่วยเพิ่มความได้เปรียบในแง่ของระยะเวลาในการปฏิบัติการใต้น้ำที่นานกว่าด้วย

 

ในสัปดาห์นี้มีความเคลื่อนไหวสำคัญที่อยู่ในเรดาร์แวดวงการทหารและนักวิชาการสายความมั่นคง เมื่อรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศบรรลุข้อตกลงในการร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาสร้างเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์

 

ความร่วมมือนี้บ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ยกระดับใกล้ชิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความวิตกกังวลว่าอาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาค ท่ามกลางความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีที่เกาหลีใต้เผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือ และการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีน

 

เหตุผลของการมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้นั้นตรงไปตรงมา ประธานาธิบดีอีแจ-มยอง บอกกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในระหว่างการประชุมสุดยอด APEC เมื่อเดือนที่แล้วว่าเกาหลีใต้จำเป็นต้องมีเรือดำน้ำเพื่อต่อกรกับภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ

 

ขณะที่ อันกยูแพค รัฐมนตรีกลาโหมของเกาหลีใต้ ย้ำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เรือดำน้ำนิวเคลียร์จะเป็น ‘ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจ’ สำหรับเกาหลีใต้ และเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญในการเสริมเขี้ยวเล็บป้องกันประเทศเพื่อต้านทานเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของเรือดำน้ำนิวเคลียร์เกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางยุทธศาสตร์นั้นมีนัยต่อการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ในบริเวณที่จีนมีอิทธิพลทางทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

 

นัยสำคัญของดีลเรือดำน้ำนิวเคลียร์ต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของภูมิภาค และการปิดล้อมจีน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ คล้ายสีเงิน ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ว่า ข้อตกลงเรือดำน้ำนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าโครงสร้างความมั่นคงในเอเชียตะวันออกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ซับซ้อนกว่าเดิม ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาความร่วมมือทางทหาร แต่เป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ว่าเกาหลีใต้ไม่ได้อยู่ในสถานะผู้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่เริ่มขยับขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น ในฐานะผู้ร่วมสร้างสมดุลของภูมิภาคร่วมกับสหรัฐฯ

 

ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้จะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นชาติที่ 7 ของโลกที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ประจำการ ต่อจากสหรัฐฯ จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และอินเดีย โดยเอกสารแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับเกาหลีใต้เพื่อสนับสนุนสิ่งจำเป็นต่างๆ สำหรับโครงการนี้ รวมถึงช่องทางในการจัดหาเชื้อเพลิงป้อนเตาปฏิกรณ์ด้วย

 

ในอดีตที่ผ่านมา ถึงแม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่สำหรับเรือดำน้ำนิวเคลียร์นั้น สหรัฐฯ ไม่เคยส่งออกให้ใครเลย แม้สหรัฐฯ จะมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์มานานหลายสิบปีแล้วก็ตาม เพราะถือเป็นชั้นความลับขั้นสูงสุด ด้วยเหตุนี้ นาวาตรี ดร.บดินทร์ สันทัด นักศึกษา วปอ.บอ.2 และนักวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ จึงมองว่ากรณีนี้ถือเป็น Rare Case หรือกรณีที่พบเห็นได้ยากยิ่ง

 

สอดคล้องกับ พ.อ.นันทสิทธิ์ ที่มองว่า “เทคโนโลยีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่ประเทศมหาอำนาจมักปกปิดอย่างเข้มงวด และเลือกถ่ายทอดให้เฉพาะพันธมิตรที่มีความไว้วางใจสูงเป็นพิเศษ การตัดสินใจถ่ายทอดให้เกาหลีใต้จึงสะท้อนระดับความเชื่อมั่นทางยุทธศาสตร์ที่ลึกมากกว่าที่เคย”

 

“เมื่อเกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์แล้ว จะเปิดพื้นที่ปฏิบัติการใหม่ ทั้งในทะเลจีนตะวันออกและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สหรัฐฯ และจีนแข่งขันกันอย่างเข้มข้น การมีส่วนร่วมของเกาหลีใต้ในพื้นที่เหล่านี้ย่อมมีนัยที่ช่วยปรับสมดุลทางอำนาจในระดับภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวเสริม

 

ขณะที่ นาวาตรี ดร.บดินทร์ มองว่า ข้อตกลงร่วมสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ- เกาหลีใต้นี้ เป็นการขยายวงหรือต่อยอดมาจากกรอบความร่วมมือกลุ่ม AUKUS ซึ่งเป็นดีลถ่ายทอดเทคโนโลยีอาวุธคล้ายๆ กันระหว่างสหรัฐฯ อังกฤษ และออสเตรเลีย และสำเร็จไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดย AUKUS เป็นความพยายามปิดล้อมจีนทางใต้ ส่วนความร่วมมือกลุ่มพันธมิตรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO มุ่งปิดล้อมจีนและรัสเซียทางตะวันตก ขณะที่โครงการความร่วมมือกับเกาหลีใต้นี้เป็นการวางหมากปิดล้อมจีนทางตะวันออก

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า ดีลนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยีเรือดำน้ำเท่านั้น แต่เป็นสัญญาณว่าภูมิภาคกำลังก้าวไปสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงแบบใหม่ที่ประเทศในภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่ให้สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดทิศทางเพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีตอีกต่อไป

 

ดุลอำนาจใหม่บนคาบสมุทรเกาหลี?

 

เมื่อจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แชร์น่านน้ำร่วมกันในบริเวณคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงทะเลที่มีอาณาเขตติดต่อกัน การมีอาวุธทางยุทธศาสตร์ใหม่ย่อมส่งผลต่อดุลอำนาจทางทหารในบริเวณดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

 

อนาลโย กอสกุล ผู้สังเกตการณ์การทหารอิสระ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เรือดำน้ำนิวเคลียร์จะเปลี่ยนดุลยภาพกำลังรบในคาบสมุทรเกาหลีอย่างแน่นอน ถึงแม้การต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้จะมุ่งตอบสนองโดยตรงต่อโครงการต่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเพื่อให้ดุลยภาพทางทหารกลับสู่จุดเดิมก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเปลี่ยนสมการในภูมิภาคใหม่ และถ้ามองในทางกลับกัน การที่เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ก็อาจทำให้ดุลยภาพทางทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีความสมดุลยิ่งขึ้น เพราะเท่ากับว่าเกาหลีใต้ก็จะมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ใช้งานเหมือนกับจีนและรัสเซียด้วย

 

นาวาตรี ดร.บดินทร์ มองว่า ดีลนี้ถือเป็น Arms Dynamics ที่เหนือกว่าการซื้ออาวุธทั่วไป แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถที่เดิมเกาหลีใต้ต่อเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าได้อยู่แล้ว ให้เป็นเรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ได้ด้วย

 

แต่ในระยะสั้น นาวาตรี ดร.บดินทร์ ยังมองไม่เห็นพลวัตที่ชัดเจนมากนัก เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงการระยะยาว และเป็นเรื่องของ Technology Transfer ไม่ใช่การซื้อขายตามปกติ แต่เมื่อโครงการสำเร็จแล้ว เกาหลีใต้จะสามารถต่อเองได้ในประเทศ การครอบครองเรือดำน้ำที่เป็นอาวุธยุทธศาสตร์น่าจะสร้างความหวาดระแวงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ผ่านมา จีนเองก็เริ่มตอบโต้ด้วยการต่อเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำในประเทศเช่นกัน

 

“แต่ด้วยจีนมีพื้นฐานเทคโนโลยีจากรัสเซียและจากการวิจัยพัฒนาด้วยตนเอง อัตราเร่งของการพัฒนาจึงช้ากว่าการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศที่มีระดับเทคโนโลยีขั้นสูงที่สุกงอมแล้วแบบสหรัฐฯ” นาวาตรี ดร.บดินทร์ กล่าว

 

และคล้ายกัน ตามความเห็นของ พ.อ.นันทสิทธิ์ นั้น การที่เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์เป็นของตนเอง จะทำให้ดุลอำนาจใต้น้ำบนคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนไปอย่างมากตั้งแต่ในระยะกลางไปจนถึงระยะยาว

 

โดยจุดเด่นของเรือดำน้ำนิวเคลียร์อยู่ที่ความเงียบ ความเร็วใต้น้ำ และระยะเวลาปฏิบัติการที่แทบไม่จำกัด ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราน่านน้ำเกาหลีเหนือได้อย่างต่อเนื่องจนเกาหลีเหนือคาดการณ์ได้ยากขึ้น

 

ซึ่งความได้เปรียบตรงนี้ทำให้เกาหลีเหนือสูญเสียพื้นที่ปลอดภัยใต้น้ำ จากที่เคยใช้ซ่อนเรือดำน้ำติดขีปนาวุธ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสามารถเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของเปียงยาง และถูกมองเป็นภัยคุกคามคาบสมุทรเรื่อยมา

 

อย่างไรก็ดี พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวว่า หากมองในภาพกว้าง ดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ยังคงอยู่ในมือของระบอบเกาหลีเหนือส่วนหนึ่ง เพราะขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์และระบบยิงหลายแบบของเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยที่กำหนดความเสี่ยงหลักบนคาบสมุทร แม้การมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้จะเพิ่มความได้เปรียบเชิงปฏิบัติการ แต่ยังไม่สามารถลดน้ำหนักของภัยคุกคามระบบนิวเคลียร์ได้ในทันที

 

เช่นเดียวกับ อนาลโย ที่มองว่า ถึงแม้เรือดำน้ำนิวเคลียร์เกาหลีใต้จะเปลี่ยนสมการทางทหารในภูมิภาคค่อนข้างแน่ แต่จะไม่ส่งผลให้ดุลยภาพทางทหารเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ยกเว้นเมื่อเกิดกรณีที่สหรัฐฯ ตัดสินใจขายหัวรบนิวเคลียร์พร้อมขีปนาวุธติดเรือดำน้ำให้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น รัสเซียและจีนก็อาจมองว่าสหรัฐฯ ใช้เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในกลไกด้านความมั่นคงที่ยกระดับขึ้นในเอเชียตะวันออก

 

ดีลเรือดำน้ำนิวเคลียร์เกาหลีใต้ในสายตาจีนและเกาหลีเหนือ

 

ไม่นานนักหลังเกาหลีใต้ประกาศความร่วมมือสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ เกาหลีเหนือก็ออกมาเตือนผ่านสื่อทางการอย่าง KCNA ว่า ข้อตกลงระหว่างโซลกับวอชิงตันจะทำให้เกิดปรากฏการณ์ ‘โดมิโนนิวเคลียร์’ และประณามว่าดีลนี้จะทำลายเสถียรภาพความมั่นคงทางทหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ไม่ใช่แค่คาบสมุทรเกาหลีเท่านั้น อีกทั้งก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมนิวเคลียร์ในระดับโลกได้

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวว่า จากมุมมองของระบอบเกาหลีเหนือนั้น ข้อตกลงนี้จะถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศของตนกำลังถูกล้อมรอบด้วยศัตรูมากขึ้น ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เกาหลีเหนือใช้สนับสนุนการคงอยู่ของอาวุธนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว เกาหลีเหนือมีแนวโน้มตอบสนองด้วยการทดสอบขีปนาวุธ การสาธิตเทคโนโลยีอาวุธใหม่ หรือการยกระดับถ้อยแถลงด้านความมั่นคง เพื่อรักษาภาพลักษณ์การทำเพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลเกาหลีเหนือต้องการสื่อต่อทั้งประชาชนภายในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

 

ส่วนรัฐบาลจีนมองข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ครั้งนี้ว่ามีความหมายมากกว่าการพัฒนาอาวุธของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการขยายขอบเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ เข้ามาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จีนพยายามควบคุมมายาวนาน การมีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้ในอนาคตจะทำให้จีนต้องประเมินความสามารถในการเคลื่อนกำลังเรือดำน้ำของตนใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ด้านบรรทัดฐานทางนิวเคลียร์นั้น พ.อ.นันทสิทธิ์ ชี้ว่า จีนอาจมีข้อกังวลว่าดีลนี้จะทำให้ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น ญี่ปุ่น มองว่าตนก็มีสิทธิในการเรียกร้องเทคโนโลยีแบบเดียวกัน ซึ่งจะกระทบต่อโครงสร้างความมั่นคงในเอเชียตะวันออกในระยะยาว

 

แนวโน้มการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคและความเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่

 

มีคำเตือนจากเปียงยางต่อดีลเรือดำน้ำระหว่างวอชิงตันและโซลว่า ผลลัพธ์ของมันอาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคอย่างดุเดือด

 

ข้อมูลจาก Statista หากนับเฉพาะเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการนั้น สหรัฐฯ มีเรือดำน้ำประเภทนี้มากที่สุด จำนวน 66 ลำ ตามมาด้วยรัสเซีย 31 ลำ จีน 12 ลำ สหราชอาณาจักร 10 ลำ ฝรั่งเศส 9 ลำ และอินเดีย 2 ลำ

 

ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็กำลังพิจารณาเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เพื่อปลดล็อกให้ประเทศสามารถเข้าร่วมสงครามได้ ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มเติมว่า การแข่งขันสะสมอาวุธในเอเชียแปซิฟิกจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น และการที่เกาหลีใต้มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ก็อาจทำให้ญี่ปุ่นอยากมีบ้างเช่นกัน

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวว่า สัญญาณภาพรวมบ่งชี้ว่าการแข่งขันทางทหารในเอเชียตะวันออกจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนอาวุธแบบเดิมเท่านั้น เพราะเกาหลีใต้กำลังยกระดับความสามารถใต้น้ำ ขณะที่ญี่ปุ่นก็กำลังเพิ่มงบด้านความมั่นคงและพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล ส่วนจีนก็จำเป็นต้องเสริมกำลังเรือดำน้ำและระบบต่อต้านเรือดำน้ำ เพื่อรักษาความมั่นคงของตน เมื่อพิจารณาถึงปัญหาช่องแคบไต้หวันและความขัดแย้งทางทะเลระหว่างจีนกับญี่ปุ่นด้วย ดังนั้นความเคลื่อนไหวในคาบสมุทรเกาหลีจึงไม่ใช่กลไกความมั่นคงที่เกิดขึ้นเป็นเอกเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมความมั่นคงหลายชั้นที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด

 

ในประเด็นว่าญี่ปุ่นจะตกขบวนหรือไม่นั้น นาวาตรี ดร.บดินทร์ ให้ความเห็นว่า สถานะของกองทัพของเกาหลีใต้มีความแอคทีฟมากกว่ากองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังส่งออกอาวุธได้สะดวกกว่า ขณะที่ญี่ปุ่นถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้เกาหลีใต้ไม่ต้องเกรงใจญี่ปุ่นมากนักในการเจรจาข้อตกลงพัฒนาเรือดำน้ำนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ถือเป็นพันธมิตรหลักในภูมิภาคของสหรัฐฯ แม้เกาหลีใต้มีประวัติศาสตร์การถูกญี่ปุ่นยึดครองมาเป็นเวลานาน แต่ปัจจุบันทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างมีศัตรูร่วม (Common Enemy) คือจีน ทั้งคู่อาจเห็นว่าจำเป็นต้องวางอดีตลงและเผชิญกับภัยตรงหน้ามากกว่า และเมื่อถึงวันที่ความขัดแย้งปะทุ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็อาจร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการสร้างแนวปิดล้อมฝั่งตะวันออกต่อจีน แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็อาจทำให้สงครามขยายวงรุนแรงยิ่งขึ้นด้วย

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้และอาจทำให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในความเสี่ยงเกิดสงครามใหญ่คือ การครอบครองหัวรบนิวเคลียร์ที่ใช้กับเรือดำน้ำ ซึ่งเกาหลีใต้ยังไม่มีขีดความสามารถในการพัฒนาขีปนาวุธเหล่านี้ แต่หากสถานการณ์ไปถึงจุดที่สหรัฐฯ มองว่าจำเป็นต้องติดอาวุธนิวเคลียร์ให้เกาหลีใต้เพื่อต้านทานเกาหลีเหนือ เมื่อนั้นก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์การแข่งขันดุเดือดมากขึ้นและเปราะบางยิ่งขึ้นจนเสี่ยงเกิดเป็นสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งอนาลโยมองว่า จีนจะออกมาคัดค้านไม่ให้เกาหลีใต้มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอย่างแน่นอน เพราะมองว่าไม่เป็นผลดีกับจีน และสิ่งนี้จะทำลายดุลอำนาจทางทหารในภูมิภาคอย่างถาวร

 

พ.อ.นันทสิทธิ์ กล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า ภูมิภาคนี้กำลังก้าวสู่ภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์สามแนวรบในเอเชียตะวันออก ได้แก่ คาบสมุทรเกาหลี ทะเลจีนตะวันออก และช่องแคบไต้หวัน ทั้งสามพื้นที่เป็นจุดที่ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ทับซ้อนกัน ทำให้การเคลื่อนไหวด้านการทหารของประเทศหนึ่งจะส่งผลต่ออีกสองพื้นที่โดยอัตโนมัติ

 

ส่วนผมอาจเรียกสามพื้นที่นี้ว่า ‘รอยเลื่อนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทรงพลัง’ และมีแนวโน้มจะปะทุเป็นสงครามใหญ่ได้ทุกเมื่อ

 

ภาพ: BAE Systems via Getty Images

อ้างอิง:

The post เรือดำน้ำนิวเคลียร์ สมดุลใหม่คาบสมุทรเกาหลี ยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน และโจทย์ความมั่นคงภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย https://thestandard.co/china-travel-warning-japan-taiwan-tensions/ Sat, 15 Nov 2025 11:26:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1143770 จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตน […]

The post จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่นหลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตนให้ระงับการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการตอบโต้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความเห็นเกี่ยวกับเกาะไต้หวัน จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างทั้งสองประเทศ

 

คำเตือนนี้ถือเป็นการตอบโต้ที่จับต้องได้และมีนัยสำคัญที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง ต่อคำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แม้ว่าการดำเนินการนี้อาจเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแนวทางอื่น แต่ก็บ่งชี้ว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เข้ามาเป็นเครื่องมือกดดันในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในถ้อยแถลงเมื่อวานนี้ว่า “คำกล่าวที่ยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ ‘สร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน… และสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” กระทรวงฯ และคณะผู้แทนของจีนจึง “เตือนพลเมืองจีนให้ระงับการเดินทางเข้าญี่ปุ่นไว้ก่อนในขณะนี้”

 

มาตรการนี้เป็นการแสดงความไม่พอใจครั้งล่าสุดของจีน ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ทาคาอิจิได้ตอบกระทู้ถามในรัฐสภาญี่ปุ่นว่า การที่จีนบุกโจมตีไต้หวันจะถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น’ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของญี่ปุ่นได้

 

จีนมองว่า ไต้หวันเป็นดินแดนของตน และประกาศว่าจะยึดคืนเกาะดังกล่าว หากจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร สำหรับจีนแล้ว อธิปไตยของไต้หวันถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามล้ำเส้น
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของจีนได้เตือนว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้อง ‘เผชิญความพ่ายแพ้ที่ยับเยิน’ หากกล้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

 

ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่อ้างถึงโดยสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจากจีนเกือบ 7.5 ล้านคนเดินทางเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

 

ภาพ: Takashi Images / Shutterstock

อ้างอิง:

The post จีนเตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>