LIFE | PLACE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-place/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Apr 2026 10:45:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปสถานการณ์น้ำมัน สายการบินไหนปรับราคาขึ้นเท่าไหร่? https://thestandard.co/life/oil-price-airline-tickets-increase/ Mon, 06 Apr 2026 10:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1195238 ภาพแสดงสถานการณ์ราคาน้ำมันและตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวขึ้น

ช่วงนี้ใครกำลังเล็งตั๋วเครื่องบินวางแผนเที่ยวในช่วงครึ่ […]

The post สรุปสถานการณ์น้ำมัน สายการบินไหนปรับราคาขึ้นเท่าไหร่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงสถานการณ์ราคาน้ำมันและตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวขึ้น

ช่วงนี้ใครกำลังเล็งตั๋วเครื่องบินวางแผนเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง อาจเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมตั๋วราคาขึ้นเร็วและแพงจัง” นั่นไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นผลจากสถานการณ์โลกกำลังร้อนแรง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ที่ดันราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งต่อแรงกระเพื่อมมาถึงอุตสาหกรรมการบินแบบเลี่ยงไม่ได้

 

สายการบินทั่วโลกทั้ง Full Service และ Low Cost จึงเริ่มปรับตัวกันแบบรายสัปดาห์ ตั้งแต่การเพิ่ม ‘ภาษีน้ำมัน’ (Fuel Surcharge) ไปจนถึงการปรับโครงสร้าง ‘ราคาตั๋วใหม่’ ทำให้ราคาตั๋วช่วงนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ High หรือ Low Season อีกต่อไป แต่มี ‘สถานการณ์โลก’ เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญแบบเต็มตัว และนี่คือสิ่งที่นักเดินทางอย่างเราๆ ต้องรับภาระ ถ้าใจยังอยากไปเที่ยวอยู่

 

ส่วนสายการบินไหนจะปรับเพิ่มอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันได้ด้านล่าง เราสรุปมาให้แล้ว โดยเน้นเฉพาะสายการบินที่คนไทยนิยมบินเป็นประจำ

 

1. กลุ่มสายการบินประเทศไทย

 

  • Thai Airways: ปรับราคาตั๋วโดยสารรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% – 15% ทันทีพร้อมยื่นเรื่องขอปรับ ‘เพดานภาษีน้ำมัน’ ต่อ CAAT
  • Thai AirAsia & AirAsia X: ระงับบินในบางเส้นทางที่ไม่ทำกำไร และปรับราคาตั๋วขึ้นตามต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูง (ซึ่งน้ำมันคิดเป็น 30-40% ของต้นทุนสายการบิน Low-cost)
  • Bangkok Airways: ปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางยอดนิยมอย่างสมุยและมัลดีฟส์ตามทิศทางตลาดโลก

 

2. กลุ่มสายการบินเอเชียตะวันออก (ญี่ปุ่น, เกาหลี, ฮ่องกง)

 

  • All Nippon Airways, Japan Airlines และ Zipair: ปัจจุบัน (เม.ย.-พ.ค.) ยังใช้ภาษีเรทเดิม แต่ประกาศ ‘ปรับราคาขึ้นเท่าตัว’ สำหรับตั๋วที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
  • Korean Air: ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเส้นทางระยะไกลสูงขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤต
  • Cathay Pacific: ปรับภาษีน้ำมันขึ้นไปแล้ว 34% และเปลี่ยนนโยบายทบทวนราคาทุก 2 สัปดาห์เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์

 

3. กลุ่มสายการบินตะวันออกกลางและสิงคโปร์

 

  • Emirates / Qatar Airways / Etihad: มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน หรือ ‘Emergency Fuel Surcharge’ เพิ่มเติม และราคาตั๋วไปยุโรปแพงขึ้น 20-30% เนื่องจากต้องบินอ้อมพื้นที่ขัดแย้ง

 

4. กลุ่มสายการบินอาเซียน

 

  • Singapore Airlines (SIA): ปรับขึ้นภาษีน้ำมันตามราคากลางตลาดโลก พร้อมเริ่มภาษีเชื้อเพลิงยั่งยืนตามระยะทางและชั้นโดยสาร สำหรับตั๋วที่ออกตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
  • Scoot: เพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางระยะกลางและไกล (เช่น ไปญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย) เฉลี่ย 15% – 20% เพื่อพยุงต้นทุนส่วนต่าง
  • Malaysia Airlines: ประกาศปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันแบบ ‘ขั้นบันได’ ตามระยะทางบิน เส้นทางอาเซียน 350 – 600 บาท ส่วนเส้นทางระยะไกลไปยุโรป (ลอนดอน) ปรับขึ้นเกือบ 1,000 บาท ต่อเที่ยว
  • Vietnam Airlines: ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันในเส้นทางระหว่างประเทศ และ ‘ลดจำนวนเที่ยวบิน’ ลง 10% ในไตรมาสที่ 2 เพื่อบริหารจัดการฝูงบินให้คุ้มค่าน้ำมันที่สุด

 

จองอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?

 

  • รีบออกตั๋วก่อน 1 มิถุนายน: โดยเฉพาะสายการบินฝั่งญี่ปุ่น (ANA/JAL) ให้รีบจองและออกตั๋วภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อล็อกราคาภาษีน้ำมันชุดเก่า
  • เช็กราคาแบบ All-in Fare: อย่าดูเพียงแค่ราคาตั๋วเริ่มต้น ให้ดูราคาสุทธิที่รวมภาษีน้ำมันและค่าธรรมเนียมทุกอย่างแล้วในการเปรียบเทียบ
  • จองแบบ Non-Refundable: ในช่วงวิกฤต ตั๋วที่ยืดหยุ่นวันเดินทางได้จะมีราคาพุ่งสูงกว่าปกติมาก หากมั่นใจวันเดินทางแน่นอน การเลือกตั๋วประเภทเปลี่ยนไม่ได้จะช่วยประหยัดเงินได้มากกว่า

The post สรุปสถานการณ์น้ำมัน สายการบินไหนปรับราคาขึ้นเท่าไหร่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Mystique สัมผัสมนต์เสน่ห์ ที่พักเขาใหญ่สไตล์คฤหาสน์ https://thestandard.co/life/maison-mystique-khao-yai-mansion-hotel/ Thu, 02 Apr 2026 11:12:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1194162 Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต

เวลามาเขาใหญ่ เรามักจะมองหาคาเฟ่สวยๆ หรือร้านอาหารบรรยา […]

The post Maison Mystique สัมผัสมนต์เสน่ห์ ที่พักเขาใหญ่สไตล์คฤหาสน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต

เวลามาเขาใหญ่ เรามักจะมองหาคาเฟ่สวยๆ หรือร้านอาหารบรรยากาศดี แล้วกลับมาโรงแรมเพื่อพักผ่อน แต่ ‘Maison Mystique’ คือโรงแรมที่ทำให้เราอยากหยุดเวลาทิ้งไว้ แล้วซุกตัวอยู่ข้างในบ้านหลังนี้อย่างไม่รีบร้อน นี่ไม่ใช่เพียงแค่ที่พักเปิดใหม่สไตล์ยุโรป แต่นี่คือ ‘House of Imagination’ หรือบ้านแห่งจินตนาการที่มีชีวิต ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ท่ามกลางหุบเขาและสวน 4 ฤดูที่เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน เป็นสถานที่ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหน้ากระดาษของวรรณกรรมคลาสสิกที่ ค่อยๆ เปิดเผยความลับและเสน่ห์ของตัวเองออกมาทีละบท

 

จุดเริ่มต้นของ Maison Mystique เกิดจากความหลงใหลในสถาปัตยกรรมโลกเก่าของ เฟิร์น-เกศชนก ธาดาสีห์ ที่ตั้งคำถามว่า “จะเป็นไปได้ไหมที่จะสร้างสถานที่ที่มอบประสบการณ์เหมือนการค่อยๆ ค้นพบเรื่องราวในหนังสือคลาสสิก?” คำตอบนั้นจึงกลายเป็นคฤหาสน์หลังงามแห่งนี้

 

ที่นี่จึงไม่ใช่โรงแรมที่เปิดเผยเสน่ห์ทั้งหมดในทันที แต่เป็นบ้านที่เชื้อเชิญให้ผู้มาเยือนค่อยๆ สำรวจและซึมซับรายละเอียด ตั้งแต่เสียงลมพัดผ่านหุบเขาไปจนถึงการสัมผัสเฟอร์นิเจอร์แอนทีกที่คัดสรรมาจากยุโรปชิ้นต่อชิ้น เพื่อเปลี่ยนความรู้สึกจากผู้เข้าพักให้กลายเป็นผู้สำรวจในบ้านหลังนี้อย่างเต็มตัว

 

Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 1Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 2Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 3

 

Why here?

 

ปรัชญาของ Maison Mystique คือการมองว่า ‘Hospitality can be an art form’ หรือการต้อนรับคือรูปแบบหนึ่งของศิลปะ ทำให้ที่นี่ถูกออกแบบให้เป็นเสมือนงานศิลปะที่ผู้คนสามารถเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ได้ ตัวสถาปัตยกรรมได้รับแรงบันดาลใจจาก European Manor House ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ผสมผสานดีเทลความลึกลับของ Gothic Revival และความอ่อนช้อยแบบ Art Nouveau

 

ความพิเศษอยู่ที่การเล่าเรื่องผ่าน ‘Chapters’ ของบ้าน ตั้งแต่ห้องสมุดสีมรกต Bibliothèque d’Émeraude ไปจนถึงบาร์ลับ Bar Mystère และห้องอาหาร The Vivarium ทุกตารางนิ้วถูกคิดมาอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ผู้เข้าพักรู้สึกราวกับเป็น ‘ผู้สำรวจ’ ที่กำลังเดินทางย้อนเวลาไปในโลกกึ่งจริงกึ่งฝัน โดยมี Butler ส่วนตัวคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้คำว่า ‘House’ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นของคำว่า ‘Home’ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 4Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 5Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 6Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 7Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 8

 

Worth it 

 

  • The 22 Characters: ห้องพักทั้ง 22 ห้องถูกตกแต่งในธีมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น Botanical Obscura ที่ลึกลับแบบพฤกษศาสตร์ หรือ Celestial Lullaby ที่อ่อนโยนเหมือนบทเพลงกล่อมเด็ก ซึ่งทุกห้องอัดแน่นด้วยเฟอร์นิเจอร์แอนทีคและงานคราฟต์ที่เจ้าของร้านคัดสรรมาจากยุโรปด้วยตัวเอง
  • Six Senses Experience: ความใส่ใจในรายละเอียดคือสิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษตั้งแต่กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ เสียงดนตรีที่คลอเคล้าไปกับบรรยากาศตลอดทั้งวัน ไปจนถึง Amenities ระดับพรีเมียมอย่างผลิตภัณฑ์กลิ่นจาก Diptyque ยาสีฟัน Marvis และไดร์เป่าผม Dyson ซึ่งล้วนส่งเสริมให้ประสบการณ์การพักผ่อนสมบูรณ์แบบ
  • Unity of Design: ความคุ้มค่าที่สัมผัสได้คือความสอดประสานของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ยูนิฟอร์มของทีมงาน ชื่อห้อง ไปจนถึงรสชาติอาหารที่ถูกพัฒนาภายใต้ Design Vision เดียวกัน ทำให้ทุกวินาทีที่อยู่ที่นี่ไม่มีจุดไหนที่หลุดจากคอนเซปต์
  • Intimacy within Luxury: แม้พื้นที่จะกว้างใหญ่ แต่การจำกัดจำนวนห้องไว้เพียง 22 ห้อง ทำให้ที่นี่มอบความเป็นส่วนตัวขั้นสุด เหมาะแก่การมาใช้ชีวิตช้าและค้นหา Sense of Wonder เล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเองที่อาจหลงลืมไป

 

Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 9Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 10Maison Mystique คฤหาสน์หรูสไตล์ยุโรป ที่พักเขาใหญ่ เปรียบดั่งงานศิลปะที่มีชีวิต 11

 

Good for 

 

นักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ของโรงแรมที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนและมีเรื่องราวให้น่าค้นหา ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรักงานสถาปัตยกรรม สายเสพงานดีไซน์ยุโรปคลาสสิก หรือคนที่อยากหลบหนีจากความวุ่นวายมาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ชวนให้จินตนาการ เราเชื่อว่าที่นี่จะมอบความรู้สึกสงบ แรงบันดาลใจ และความทรงจำที่ติดตรึงอยู่ในใจไปอีกนานหลังจากเช็กเอาต์

 

Maison Mystique Khaoyai

Location: ปากช่อง-เขาใหญ่, นครราชสีมา

Budget: เริ่มต้นที่ 14,100 บาทต่อคืน

Instagram: Maison Mystique

 

maisonmystiquehotel.com 

Contact: 044-000-117

Line: @maisonmystique

 


 

 

ภาพ: สัญญา จันทร์เทศ

The post Maison Mystique สัมผัสมนต์เสน่ห์ ที่พักเขาใหญ่สไตล์คฤหาสน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด https://thestandard.co/life/sleep-tourism-new-travel-trend/ Sun, 29 Mar 2026 09:57:30 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1192508 ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด

ใครจะเชื่อว่าในยุคที่เราสามารถครอบครองความสะดวกสบายได้เ […]

The post ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด

ใครจะเชื่อว่าในยุคที่เราสามารถครอบครองความสะดวกสบายได้เพียงปลายนิ้ว สิ่งที่คนเมืองโหยหามากที่สุดกลับเป็น ‘การนอน’ นอนแบบครบชั่วโมง แบบมีคุณภาพ ตื่นมารู้สึกสดชื่น หัวไม่หนืด สมองเฟรช มีเรี่ยวแรงออกไปทำกิจกรรมแบบเต็มเปี่ยม ค่านิยมแบบ Hustle Culture และกงล้อของระบบทุนนิยมบีบคั้นให้คนเมืองวิ่งวุ่นทำงานหนักจนละเลยการพักผ่อน รู้ตัวอีกทีก็มีสารพัดโรคที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอมารุมเร้า

 

คำว่า ‘ความหรูหรา’ จึงถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่แค่การสวมใส่นาฬิกาเรือนแพงหรือการพักในวิลล่าหรูเพื่อถ่ายรูปอวดใคร แต่คือการได้ครอบครอง ‘เวลาว่าง’ ที่บริสุทธิ์และการได้นอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพ (Quality Sleep) ท่ามกลางกระแส Longevity ที่ผู้คนหันมาลงทุนกับอายุขัยที่ยืนยาว เทรนด์ Sleep Tourism จึงไม่ใช่แค่แฟชั่นชั่วคราวของนักเดินทาง แต่เป็นวิถีแห่งการเอาตัวรอดที่คนยุคนี้ยอมจ่ายเพื่อแลกกับความสดชื่นที่เงินเคยซื้อไม่ได้

 

 

ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 1

ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 2

เหตุใดการนอนจึงกลายเป็นวาระระดับโลกที่เราต้องดิ้นรนออกไปไขว่คว้าถึงต่างถิ่น?

 

ข้อมูลจากวารสาร Sleep Epidemiology เผยสถิติที่น่าตกใจว่า ประชากรผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 3 ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตการนอนไม่หลับ ซึ่งเป็นชนวนเหตุบ่อนทำลายระบบภูมิคุ้มกันไปจนถึงสภาวะทางอารมณ์ เมื่อ ‘บ้าน’ ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนอีกต่อไป เพราะถูกรบกวนด้วยแสงสีฟ้าจากหน้าจอและความเครียดที่ตามติดมาในสมาร์ทโฟน นักพักผ่อนยุคใหม่จึงต้องออกแสวงหา ‘Safe Zone’ แห่งใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) และพวกเขาเลือกเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นการฟื้นฟูจิตวิญญาณผ่านการหลับใหลอย่างแท้จริง

 

แต่เดิมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มักเน้นไปที่การทำสปา การเล่นโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก แต่ Sleep Tourism ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ ‘วิทยาศาสตร์การนอน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โรงแรมระดับโลกไม่ได้ทำแค่เลือกที่นอนนุ่มๆ แต่มีการลงทุนในเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม เช่น ปรับอุณภูมิให้ห้องให้เย็นประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส, จัดแสงไฟอย่างไรให้ไร้คลื่นแสงรบกวนเมลาโทนิน หรือแม้แต่การการใช้กลิ่นบำบัดที่ผ่านการทดลองทางคลินิกว่าช่วยให้คลื่นสมองสงบลง

 

การเปลี่ยนสถานที่ส่งผลต่อสมองอย่างไร?

 

นักจิตวิทยาชี้ให้เห็นว่าการเดินทางเพื่อไปนอนมีผลเชิงบวกต่อ ‘Neuroplasticity’ หรือความยืดหยุ่นของสมอง การนำตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมที่สมองจดจำว่าเป็นพื้นที่แห่งความเครียด เช่น ห้องนอนที่มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ข้างๆ ไปสู่สถานที่ใหม่ที่นิยามว่าเป็น ‘พื้นที่แห่งการพักผ่อน’ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ งานวิจัยจาก Stanford University ยังระบุว่าการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปยังที่ที่มีธรรมชาติรายล้อม ช่วยให้การนอนหลับลึก (Deep Sleep) ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดีที่สุด

 

ภาพปก: ‘Sleep Tourism’ เทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด 3

ภาพ:The Cadogan, A Belmond Hotel

 

ตัวอย่างรีสอร์ตและโรงแรมที่ทำให้เราหลับสบาย

 

เดิมทีการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) มักเน้นไปที่การทำสปา การเล่นโยคะ หรือการกินอาหารออร์แกนิก แต่ Sleep Tourism ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ ‘วิทยาศาสตร์การนอน’ เข้ามาเกี่ยวข้อง โรงแรมระดับโลกไม่ได้ทำแค่เลือกที่นอนนุ่มๆ แต่มีการลงทุนในเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิห้องที่เหมาะสม เช่น ปรับอุณภูมิให้ห้องให้เย็นประมาณ 18-20 องศาเซลเซียส, จัดแสงไฟอย่างไรให้ไร้คลื่นแสงรบกวนเมลาโทนิน หรือแม้แต่การการใช้กลิ่นบำบัดที่ผ่านการทดลองทางคลินิกว่าช่วยให้คลื่นสมองสงบลง และนี่ตัวอย่างโรงแรมที่จริงจังเรื่องการนอนเป็นที่สุด

 

1. The Cadogan, A Belmond Hotel

 

ลอนดอน, อังกฤษ

 

มีบริการ ‘Sleep Concierge’ อย่างเต็มรูปแบบ โดยร่วมมือกับนักสะกดจิตบำบัดชื่อดัง เพื่อสร้างไฟล์เสียงนำสมาธิก่อนนอน มีบริการเมนูหมอนที่มีความสูงและวัสดุต่างกันตามสรีระ รวมถึง ‘Bedtime Tea’ สูตรเฉพาะที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขก่อนเข้าสู่ภวังค์

 

2. Six Senses

 

ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

 

ถือเป็นผู้นำด้านนี้ด้วยโปรแกรม ‘Sleep With Six Senses’ ซึ่งก่อนที่แขกจะเข้าพัก จะมีการส่งแบบสอบถามเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการนอน จากนั้นโรงแรมจะเตรียมชุดเครื่องนอนผ้าฝ้ายออร์แกนิก เครื่องวัดคุณภาพการนอน (Sleep Tracker) และหากเลือกโปรแกรมระยะยาว จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยวิเคราะห์ข้อมูลการนอนรายวันเพื่อปรับโปรแกรมอาหารและการออกกำลังกายให้ส่งเสริมการนอนในคืนถัดไป

 

3. Hästens Sleep Spa

 

โกอิมบรา, โปรตุเกส

 

แบรนด์เตียงนอนที่แพงที่สุดในโลกจากสวีเดนเปิดโรงแรมของตัวเอง เพื่อให้แขกได้สัมผัสประสบการณ์การนอนบนเตียงราคาหลักล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและการออกแบบห้องพักที่เน้นเรื่องเสียงสะท้อน (Acoustics) เพื่อความเงียบสงัดระดับสูงสุด แม้ตอนนี้อยู่ภายใต้การบริหาร CBR Boutique Hotel โดยตรงแต่ที่นอนและบรรยากาศยังเหมือนเดิมเป๊ะ

 

4. Kamalaya Koh Samui

 

สมุย, ไทย

 

ที่นี่เชื่อว่าการนอนไม่หลับเป็นเพียงปลายเหตุของความไม่สมดุลในร่างกาย โปรแกรม Sleep Enhancement จึงเน้นวิถีองค์รวม (Holistic) โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างที่ปรึกษาด้านธรรมชาติบำบัด (Naturopath) และแพทย์แผนจีน เพื่อวิเคราะห์ว่าอะไรคือตัวขัดขวางการนอนที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดสะสม ฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน หรือระบบประสาทที่ตื่นตัวตลอดเวลา ผ่านการทำสมาธิ (Meditation), การฝึกลมหายใจ (Breathwork) ไปจนถึงโภชนาการบำบัดและสมุนไพร

 

5. Chiva-Som Hua Hin

 

หัวหิน, ไทย

 

นำเสนอทางออกในเชิงการแพทย์ที่เข้มข้นสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนเรื้อรังกับโปรแกรม Sleep Enhancement ที่ตรวจไปถึงการตรวจวัดสัญญาณชีพและการหายใจขณะหลับ รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนเมลาโทนินและคอร์ติซอลในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน เพื่อหาจุดที่นาฬิกาชีวิตผิดเพี้ยนไป ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะนำผลตรวจมาสร้างโรดแมปใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมก่อนนอน (Sleep Hygiene) ไปจนถึงการปรับไลฟ์สไตล์ในระยะยาว

 

ในอนาคตอันใกล้ Sleep Tourism จะไม่ใช่เรื่องของคนรวยเท่านั้น แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมโรงแรม ตั้งแต่ระดับบูทีคโฮเทลไปจนถึงโฮสเทล ที่ต้องเริ่มพิจารณาเรื่องการป้องกันเสียงรบกวน (Soundproofing) และคุณภาพของแสงไฟ เพราะนักเดินทางยุค 2026 ไม่ได้มองหาแค่ ‘ที่ซุกหัวนอน’ แต่พวกเขามองหา ‘การฟื้นคืนชีพ’ (Restoration) เพื่อให้พร้อมกลับไปเผชิญหน้ากับโลกที่วุ่นวายอีกครั้ง การลงทุนกับทริปนอนหลับจึงไม่ใช่การเสียเวลาเปล่า แต่มันคือการลงทุนกับทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ ‘พลังงานและสุขภาพจิต’ ของเรานั่นเอง

 

ภาพ: Shutterstock, The Cadogan, A Belmond Hotel, พลอยจันทร์ สุขคง

The post ทำไม ‘Sleep Tourism’ ถึงกลายเทรนด์ท่องเที่ยวที่คนยุคนี้ต้องการมากที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พี่นักวิ่งเตรียมเฮ! ‘สะพานเขียว’ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญจกิติ จ่อเปิดให้วิ่งต่อเนื่อง 1 พฤษภาคมนี้ https://thestandard.co/green-bridge-lumpini-benjakitti-open/ Sat, 28 Mar 2026 02:58:56 +0000 https://thestandard.co/life/green-bridge-lumpini-benjakitti-open/ ภาพสะพานเขียวเชื่อมสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ เตรียมเปิดให้ประชาชนเดินวิ่งออกกำลังกาย

กรุงเทพมหานคร เตรียมส่งมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้คนเมือง กับ […]

The post พี่นักวิ่งเตรียมเฮ! ‘สะพานเขียว’ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญจกิติ จ่อเปิดให้วิ่งต่อเนื่อง 1 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะพานเขียวเชื่อมสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ เตรียมเปิดให้ประชาชนเดินวิ่งออกกำลังกาย

กรุงเทพมหานคร เตรียมส่งมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้คนเมือง กับโครงการปรับปรุงสะพานเขียว ตรงสวนลุมพินี ที่จะเปลี่ยนโฉมการเชื่อมต่อระหว่างสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ ยาว 250 เมตร ให้กลายเป็นเส้นทางออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่ง

 

โครงการนี้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2568 และตามกำหนดการจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมปีนี้ แต่ข่าวดีคือคาดว่าจะมีการเปิดใช้งานอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้เหล่าพี่นักวิ่งและคนรักสุขภาพได้เข้าไปทดสอบเส้นทางกันก่อน ทั้งนี้ประชาชนสามารถเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานได้อย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนเส้นทางเชื่อมเดิมก็ปรับปรุงให้มีความปลอดภัย มีความสว่างไสวเพิ่ม เข้าถึงง่าย และมีความแข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ทำให้สะพานเขียวโฉมใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางผ่าน แต่เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจที่คุณสามารถมานั่งรับลมหรือเสพงานดีไซน์ทางสถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับธรรมชาติได้ตลอดทั้งวัน

 

และทางกรุงเทพมหานคร ต้องการที่จะขยายขอบเขตพื้นที่ความสุขของคนกรุงอย่างแท้จริง ต่อไปนี้การวิ่ง City Run ระยะยาวจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แถมยังได้บรรยากาศที่ร่มรื่นและปลอดภัย ใครที่เล็งรูทวิ่งใหม่ๆ ไว้ วันแรงงานนี้เจอกันที่สะพานเขียว

 

ภาพ: กรุงเทพมหานคร

The post พี่นักวิ่งเตรียมเฮ! ‘สะพานเขียว’ เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญจกิติ จ่อเปิดให้วิ่งต่อเนื่อง 1 พฤษภาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Upper House Chengdu โรงแรมที่ทำให้เราอยากอยู่เฉิงตูนานขึ้น https://thestandard.co/life/upper-house-chengdu-hotel/ Tue, 24 Mar 2026 14:11:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1190913 ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่

เฉิงตู เมืองที่มีจังหวะชีวิตต่างจากเมืองอื่นของจีนอย่าง […]

The post Upper House Chengdu โรงแรมที่ทำให้เราอยากอยู่เฉิงตูนานขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่

เฉิงตู เมืองที่มีจังหวะชีวิตต่างจากเมืองอื่นของจีนอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่โลกภายนอกหมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่เฉิงตูกลับขึ้นชื่อเรื่องวิถีชีวิตแบบ Slow Life ที่เรียบง่ายและไม่พลุกพล่าน ภาพของผู้คนใช้เวลาไปกับการจิบชา พูดคุยสังสรรค์ หรือเดินทอดน่องในลานบ้านโบราณที่ยังหลงเหลืออยู่ตามมุมต่างๆ ได้กลายเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวเห็นกันอย่างชินตา ซึ่งจะค่อนข้างขัดแย้งกับความทันสมัยและการเป็นแหล่งช้อปปิ้งของบรรดาแบรนด์ระดับไฮเอนด์ต่างๆ

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 1ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 2

 

Taikoo Li และ วัดต้าฉือ (Daci Temple)

 

ดังนั้น หากจะมีโรงแรมสักแห่งที่สามารถสะท้อนตัวตนและจังหวะชีวิตของเฉิงตูได้อย่างชัดเจนที่สุด Upper House Chengdu จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เรามักนึกถึง

 

Why here?

 

Upper House Chengdu เปิดตัวในปี 2015 และได้มิชลิน 1 คีย์ ปักหลักอยู่ใจกลางโครงการ Taikoo Li ซึ่งเป็นย่านไลฟ์สไตล์และจิตวิญญาณหลักของเมือง รวมถึงเป็นที่ตั้งของวัดต้าฉือ (Daci Temple) วัดเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,600 ปี ที่รายล้อมด้วยอาคารประวัติศาสตร์อีก 6 หลัง

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 3

 

แนวคิดของ Upper House Chengdu จึงไม่ได้เป็นแค่โรงแรมที่สร้างขึ้นใหม่ทับที่เดิม แต่เป็นการชุบชีวิตโบราณสถานให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของที่พักผ่อนได้อย่างกลมกลืน เช่น บริเวณล็อบบี้ที่เป็นอาคารสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) ที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต โดยยังคงโครงสร้างไม้และอิฐแบบดั้งเดิมเอาไว้ ก่อนดัดแปลงให้กลายมาเป็นห้องสมุดและแกลเลอรีจัดแสดงงานศิลปะ

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 4

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 5

 

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ของโรงแรม เราจะสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก และผ่อนคลายด้วยพื้นที่เปิดโล่งที่ทำให้ทุกอย่างช้าลง

 

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 6

ห้องสมุด

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 7

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 8

 

ที่นี่ไม่ได้ตกแต่งในสไตล์ลักชัวรีโอ่อ่าเตะตา หรือตะโกนเรียกร้องความสนใจ เพราะ Upper House Chengdu ให้ความรู้สึกเหมือนการมาบ้านหลังใหญ่ที่ต้อนรับเราด้วยความอบอุ่น อยากให้เราได้ผ่อนคลาย ทิ้งตัว และมีพื้นที่สงบเป็นของตัวเอง โดยที่ยังคงรักษางานบริการระดับ 5 ดาว และความสะดวกสบายแทบทุกอย่างที่คุณต้องการจากโรงแรมระดับอัลตราลักชัวรี

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 9

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 10

 

เราชอบห้องพักที่กว้างขวางและดีไซน์ที่หรูหราโดยไม่ต้องเสียงดัง ให้ความรู้สึกถึงการอยู่บ้านหรืออพาร์ตเมนต์มากกว่าโรงแรม ที่สัมผัสได้จากการออกแบบห้องพัก การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ ขนาดของห้องพักซึ่งเริ่มต้นที่ 60 ตารางเมตรถือว่ากว้างขวางมาก การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ และสีแนวเอิร์ธโทน ฯลฯ ทำให้เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว เราไม่ได้รู้สึกอยากออกไปไหนอีก

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 11

 

Worth it

 

  • Mi Xun Teahouse ร้านอาหารจีนมังสวิรัติเจ้าของรางวัล 1 ดาวมิชลินและ Michelin Green Star หรือหากใครอยากลองอาหารอิตาเลียนคลาสสิก Tivano ก็เป็นตัวเลือกที่ไว้ใจได้เสมอ

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 12

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 13

Mi Xun Teahouse

 

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 14

Tivano

 

  • นอกจากนี้ยังมี Jing บาร์สไตล์ Speakeasy ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค Jazz Age ซึ่งหยิบเอาเครื่องเทศท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มที่น่าสนใจอย่าง Sichuan Negroni

 

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 15

Jing

 

  • ทำเลที่ตั้งใจกลางแหล่งรวมร้านค้าและร้านอาหารกว่า 300 แบรนด์ เรียกว่าชอปปิงเสร็จแล้วสามารถเดินกลับมาเก็บของที่ห้องพัก ก่อนจะออกไปเดินเล่นต่อได้สบายๆ

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 16

 

  • พื้นที่สปาแบบเปิดโล่ง มีสระว่ายน้ำในร่มและสวนสีเขียวกลางโรงแรมที่เป็นเหมือนโอเอซิสให้เราได้รีชาร์จพลังงาน

 

ภาพภายในและภายนอก Upper House Chengdu โรงแรมหรูใจกลางเฉิงตูที่ผสานสถาปัตยกรรมโบราณเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ 17

 

Good for…

 

Upper House Chengdu อาจไม่ใช่โรงแรมที่พยายามสร้างความประทับใจแขกด้วยความอลังการ เพราะความลักชัวรีของที่นี่คือการสร้างบรรยากาศที่สงบ มีดีไซน์ที่คิดมาอย่างละเอียดและทำให้โรงแรมรู้สึกเหมือนบ้านมากกว่าสถานที่พักชั่วคราว

 

เหมาะกับคนที่ชอบโรงแรมที่มีดีไซน์เรียบ ไม่หวือหวา แต่มีเรื่องราวและรากของวัฒนธรรมฝังอยู่และอยากได้ที่พักย่านใจกลางเมือง ร้านรวงชอปปิงทั้งแบรนด์นอกและโลคัล บาร์และคาเฟ่ฮิปๆ ร้านอาหารที่ตั้งเรียงรายสองข้างทางตั้งแต่เช้ายันดึก Upper House Chengdu ตอบโจทย์นั้นได้ดีทีเดียว

 

 

 

 

The post Upper House Chengdu โรงแรมที่ทำให้เราอยากอยู่เฉิงตูนานขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore Changi Airport คว้า ‘สนามบินที่ดีที่สุดในโลก’ อีกครั้ง โดย Skytrax https://thestandard.co/life/changi-airport-best-world-skytrax/ Tue, 24 Mar 2026 10:20:05 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1190742 ภาพสนามบิน Changi Airport สิงคโปร์ ผู้ได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกจาก Skytrax

ช่วงนี้มีงานประกาศผลรางวัลมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ‘The […]

The post Singapore Changi Airport คว้า ‘สนามบินที่ดีที่สุดในโลก’ อีกครั้ง โดย Skytrax appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสนามบิน Changi Airport สิงคโปร์ ผู้ได้รับรางวัลสนามบินที่ดีที่สุดในโลกจาก Skytrax

ช่วงนี้มีงานประกาศผลรางวัลมากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ‘The World’s Best Airport 2026’ งานจัดอันดับสนามบินยอดเยี่ยมของโลก โดย Skytrax สถาบันจัดอันดับมาตรฐานสายการบินที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งผลปีนี้ก็ไม่ผิดโผแต่อย่างไร เพราะ Singapore Changi Airport จากประเทศสิงคโปร์ ยังคงคว้าอันดับ 1 เช่นเคย

 

สำหรับผลคะแนนจากนี้ รวบรวมผลโหวตจากผู้ใช้สนามบินกว่า 100 สัญชาติทั่วโลก 575 สนามบิน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยประเมินประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่การเช็กอิน การมาถึง การเปลี่ยนเครื่อง การช้อปปิ้ง การรักษาความปลอดภัย การตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงการออกเดินทางที่ประตูขึ้นเครื่อง ซึ่งผลก็คือ Singapore Changi Airport ยังครองใจนักเดินทางเป็นอันดับ 1 ตามติดมาด้วย Incheon International Airport ในอันดับ 2, Tokyo Haneda Airport ลำดับ 3, Hong Kong International Airport อันดับ 4 และ Narita International Airport อยู่อันดับ 5

 

ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิบ้านเรา ปีนี้อยู่อันดับที่ 36 ขึ้นมา 3 ลำดับจากปีที่แล้ว สิ่งที่น่าสนใจในปีนี้คือ 5 อันดับแรกเป็นสนามบินในเอเชียทั้งหมด ขณะที่อันดับ 6-10 เป็นสนามบินจากยุโรปและอเมริกาเหนือ

 

10 อันดับสนามบินที่ดีที่สุดในโลก ดูได้จากลิสต์ด้านล่าง ส่วนอันดับอื่นๆ สามารถเข้าไปชมได้ที่ https://www.worldairportawards.com/worlds-top-100-airports-2026

 

10 อันดับ สนามบินที่ดีที่สุดในโลก ปี 2026 โดย Skytrax

 

  • Singapore Changi Airport
  • Incheon International Airport
  • Tokyo Haneda Airport
  • Hong Kong International Airport
  • Narita International Airport
  • Paris Charles de Gaulle
  • Rome Fiumicino Airport
  • Istanbul Airport
  • Munich Airport
  • Vancouver International Airport

 

ภาพ: Shutterstock

The post Singapore Changi Airport คว้า ‘สนามบินที่ดีที่สุดในโลก’ อีกครั้ง โดย Skytrax appeared first on THE STANDARD.

]]>
15 สถานที่แฮงก์เอาต์ของแม่และเด็ก ที่สนุกได้ด้วยกันทั้งครอบครัว https://thestandard.co/life/15-family-friendly-places/ Mon, 23 Mar 2026 07:20:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1190251 ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก

พอถึงวันหยุดทีไร เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวก็คงหนีไม่พ้นคำถ […]

The post 15 สถานที่แฮงก์เอาต์ของแม่และเด็ก ที่สนุกได้ด้วยกันทั้งครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก

พอถึงวันหยุดทีไร เชื่อว่าหลายๆ ครอบครัวก็คงหนีไม่พ้นคำถามยอดฮิตที่วนมาเสมออย่าง ‘จะพาลูกไปไหนดีนะ?’ ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงก็อาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดในบางที

 

วันนี้เราจึงได้รวบรวมพิกัดที่เที่ยวสไตล์ฟาร์มคาเฟ่ สนามเด็กเล่น หรือสวนสัตว์เล็กๆ เรียกได้ว่าเป็น ‘พื้นที่ของครอบครัว’ จริงๆ อยู่ได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ ตอบโจทย์ทั้งความสนุกให้เด็กๆ ได้วิ่งเล่น ปีนป่าย หรือเรียนรู้ธรรมชาติอย่างเต็มที่ ขณะที่ผู้ใหญ่ก็มีมุมให้ได้นั่งพักผ่อนอย่างสบายใจไปพร้อมๆ กัน

 

ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง เตรียมจดลิสต์แล้วตามไปเช็กอินกันได้เลย!

 

ลูกเติบโตได้เพราะครอบครัว เติบโตด้วย พบเทคนิคการเตรียมพร้อมสำหรับการเลี้ยงลูกยุคใหม่ กับงาน ‘Alpha Skills Summit 2026’ วันที่ 8–10 พฤษภาคม 2569 ICONSIAM Hall ชั้น 7 และ ICON Art & Culture Space ชั้น 8

 

ซื้อคู่ถูกกว่า! FAMILY TICKET แพ็ก 2 ใบ เพียง 2,990.- (ประหยัดถึง 990.-)

กดบัตรได้แล้วทาง Zipevent  กดบัตร ›

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 1

 

Barakat lunla land

 

ที่นี่เป็นฟาร์มคาเฟ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเด็กๆ สายเอาท์ดอร์มาก เพราะน้องๆ หนูๆ จะได้วิ่งเล่นได้อย่างเต็มที่บนลานหญ้ากว้าง แล้วถ้าหากว่าเหนื่อยก็แวะมานั่งพักรับลมเย็นๆ มองวิวทุ่งนาเขียวขจีได้สบายๆ 

 

ไฮไลต์เด็ดน่าลอง มีหลายอย่าง เช่น การป้อนอาหารสัตว์ใน Mini Zoo ทั้งกระต่าย แพะ และสิงโต!, สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง, ขับ ATV ลุยเนินดิน, ยิงธนู, ขี่ม้า และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายถูกใจแก๊งฟันน้ำนมแน่นอน ซึ่งแม่ๆ ยังสามารถเล่นกิจกรรมต่างๆ ไปพร้อมกันกับลูกได้ด้วย แล้วยิ่งถ้ามาในช่วงเย็นแดดร่มลมตก ก็สามารถนั่งยาวๆ รอดูวิวพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมชมฝูงค้างคาวแม่ไก่บินผ่านทุ่งนาได้ฟินๆ

 

Address: ถนนคู้คลองสิบ, แขวงคลองสิบ, เขตหนองจอก

Open: เปิดวันจันทร์, พุธ-ศุกร์ เวลา 11.00-19.00 น. และ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-21.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

Contact: https://www.facebook.com/profile.php?id=61558591191159

Map: https://share.google/3l4RqFoeMw88EIwIU

IG tag: @barakat_land 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 2

 

Wild Duck Cafe

 

ฟาร์มคาเฟ่เน้นธรรมชาติ ความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ สระน้ำกว้างๆ ที่มีปลาคาร์ปคอยแต่งแต้มสีสัน และเติมเต็มความมีชีวิตชีวาด้วย ‘น้องเป็ด’ ที่ชัดเจนตั้งแต่ชื่อแล้วว่าน้องเป็นพระเอก! ของที่นี่แน่นอน โดยเราจะได้ป้อนอาหารฝูงน้องเป็ดกลุ่มใหญ่ที่เดินเล่นอยู่ทั่วคาเฟ่อย่างใกล้ชิด

 

Address: ร้านตั้งอยู่ซอยนิมิตใหม่ (ย่านมีนบุรี-คลองสามวา), ถนนราษฎร์อุทิศ (ฝั่งคู้ขวา), แขวงแสนแสบ, เขตมีนบุรี

Open: เปิดวันพุธ-จันทร์ เวลา 10.00-18.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร)

Contact: http://www.facebook.com/Wildduckbangkok

Map: https://share.google/E3pFe7g64aEKAqteo

IG tag: @wildduck_cafe 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 3

 

The Zookeeper Thailand 

 

เอาใจสาย ‘เอ็กโซติก’ กันสักหน่อย! กับ The Zookeeper Thailand คาเฟ่ที่ไม่ได้มีดีแค่เครื่องดื่มและมุมถ่ายรูป แต่เป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้สัตว์พิเศษ (Exotic Animal)’ หรือจะเรียกว่าเป็นมินิซูขนาดย่อมๆ ที่เป็นไลฟ์สไตล์สเปซเน้นความสะอาด โปร่ง และแบ่งเป็นโซนอย่างลงตัว ให้เราได้เดินดูและทำความรู้จักสัตว์หลากหลายชนิด ผ่านการสัมผัสและป้อนอาหารอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นน้องเมียร์แคท กิ้งก่ากิล่ามอนสเตอร์ จระเข้ นก และสัตว์เลื้อยคลานอีกมากมาย

 

Address: ซอยวิภาวดีรังสิต 41, ดอนเมือง

Open: เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.30-18.30 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

Contact: https://www.facebook.com/wildcomplete

Map: https://share.google/GbiJdJ5iqNhYu9HiP

IG tag: @zookeeperthailand 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 4

 

SevenSisters Home Cafe & Halal Cuisine 

 

คาเฟ่และร้านอาหารฮาลาลย่านกรุงเทพกรีฑาที่จัดเต็มสเปซ เอาใจเด็กๆ ด้วยสนามเด็กเล่นขนาดย่อมๆ ที่รับรองว่าจะต้องติดใจ เพราะเขามีกิจกรรมให้ทำเพียบ อย่างโซนเอาท์ดอร์ก็จะมี ‘สนามจักรยานขาไถ (Balance Bike)’ ให้เด็กๆ ได้ซิ่งกันแบบปลอดภัย มีซิปไลน์ให้โหนสไลด์สนุกๆ แถมยังมีมุม mini zoo ให้ได้เข้าไปป้อนอาหารสัตว์น่ารักๆ อย่างแพะและน้องเต่าด้วย 

 

ส่วนจิตกรตัวน้อยก็มีมุมกิจกรรมอย่าง ระบายสีปูนปั้นให้ได้นั่งทำกันเพลินๆ หรือถ้าใครหิวแล้วก็สามารถสั่งอาหารฮาลาลทั้งคาว หวาน และเบเกอรี่ มานั่งกินรับลมชิลๆ ได้ครบจบในที่เดียว

 

Address: ย่านกรุงเทพกรีฑา (ตั้งอยู่ในซอยโรงเรียนนานาชาติไบรตัน) แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ

Open: เปิดทุกวัน เวลา 06.30-21.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/profile.php?id=61551121139105

Map: https://share.google/HDQzbREIIwQXXgb5I

IG tag: @sevensisters_halal_bkk

 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 5

 

Sea Life Bangkok

 

หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่โลกใต้น้ำ ‘SEA LIFE Bangkok Ocean World’ อะควาเรียมที่อยู่ใจกลางสยามพารากอน

 

เซฟโซนที่หลายๆ ครอบครัวชอบพาเด็กๆ มากันที่นี่เพราะเดินทางสะดวก แอร์เย็นฉ่ำ ทางเดินกว้างมีพื้นที่เข็นรถเข็นเด็กได้คล่องตัวสุดๆ ด้านในมีหลากหลายโซนให้เดินชมเพียบ ไม่ว่าจะเป็นโซน Rockpool ที่เปิดให้เราได้ลองสัมผัสปลาดาวและปลิงทะเลตัวเป็นๆ หรือโซนเพนกวินสุดน่ารักที่เห็นแล้วต้องใจละลาย แต่ที่พลาดไม่ได้เลยคือโซนอุโมงค์กระจกใต้น้ำ ที่มองเห็ปลาได้รอบด้าน 360°

 

Address:  สยามพารากอน, ชั้น B1-B2 (BTS ลงสถานีสยาม)

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/SEALIFEBangkokOceanWorld

Map: https://share.google/0QTtRtY96ssNBvOu9

IG tag: @sealifebangkok_official 

 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 6

 

Little Den Cafe 

 

มาลองคาเฟ่สัตว์แบบห้องแอร์เย็นฉ่ำกันบ้างที่ Little Den Cafe คาเฟ่สัตว์พิเศษ (Exotic Pet Cafe) นำทัพโดยแก๊ง ‘แพรี่ด็อก’ ตัวอ้วนกลมที่ชอบยืนสองขาขอขนม แก๊งเมียร์แคท แรคคูน จิ้งจอกทะเลทราย ชินชิล่า รวมถึงหนูอ้น ซึ่งน้องๆ เฟรนด์ลี่มาก สามารถอุ้มได้ ลูบได้ ป้อนอาหารได้ด้วย หรือบางตัวก็พร้อมปีนขึ้นตักขึ้นไหล่เราเองเลย

 

และที่สำคัญ ที่นี่มีการจำกัดคนเข้าเป็นรอบๆ (รอบละ 1 ชม.) เพื่อไม่ให้น้องสัตว์เครียด และให้ทุกคนได้เล่นกันแบบทั่วถึงจริงๆ

 

Address: Crystal Design Center (CDC) โซนลาดพร้าว 87 เลียบด่วนรามอินทรา

Open: เปิดทุกวัน วันจันทร์-พุธ และ ศุกร์ เวลา 11.00-20.00 น. / วันพฤหัสบดี เวลา 13.00-19.00 น. / วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/littledencafe

Map: https://share.google/v6ax6e9KkhWK0rllq

IG tag: @littledencafe 

 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 7

 

บ้านกัปตันเรือ

 

มาลองเข้าโรลเป็นกะลาสีตัวจิ๋วที่รักธรรมชาติกันบ้าง กับคาเฟ่และร้านอาหารฟีลแฟมิลี่ ที่มี ‘เรือลำยักษ์’ รวมถึงสนามเด็กเล่น ลานทรายกว้างๆ ตั้งอยู่ตรงกลางของร้าน ให้เด็กๆ ได้แวะไปปล่อยพลังกันก่อน (แนะนำให้แม่ๆ พกชุดของเล่นตักทรายมาด้วยนะ) นอกจากนี้ยังมีมินิฟาร์มที่เด็กๆ สามารถเดินไปป้อนอาหารทักทายน้องแพะปิ๊กมี่น่ารักๆที่แต่งตัวหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามเทศกาล หมูแคระ และฝูงเป็ดไก่ได้อีกด้วย!

 

Address: ซอยรามอินทรา 5 แยก 3-4 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน

Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.30-00.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/Bancaptainruea.official

Map: https://share.google/YcOdDcDQqp31VbdZC

IG tag: @bancaptainruea 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 8

 

สวนสัตว์ เพื่อน เดรัจฉาน 

 

แม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่สวนสัตว์ใหญ่ที่เดินได้ทั้งวัน แต่บรรยากาศข้างในกลับอบอุ่นและเต็มไปด้วยมวลความเมตตามหาศาล เรียกได้ว่าเป็นสเปซเล็กๆ ที่กล่อมเกลาให้เราได้รู้จักความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และความอ่อนโยน ต่อเพื่อนสัตว์ร่วมโลกได้อย่างเต็มหัวใจ เพราะที่นี่เน้นเรื่องการดูแลและช่วยเหลือสัตว์ ทั้งสัตว์ป่วย สัตว์ถูกทอดทิ้ง หรือสัตว์หายากบางชนิด จึงนิยามได้ว่าเป็น ‘บ้านของสัตว์’ มากกว่าสถานที่ท่องเที่ยว

 

มาที่นี่เราจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์ต่างๆ มีทั้งสัตว์เล็ก สัตว์เลื้อยคลาน ไปจนถึงสัตว์แปลกๆ อีกด้วย อีกทั้งยังเข้าชมฟรี หรือถ้าใครอยากสมทบทุนค่าอาหารสัตว์ก็ได้เช่นเดียวกัน

 

Address: ซอยรามอินทรา 5 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน

Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

Contact: https://www.facebook.com/peuanderatchan

Map: https://share.google/wL5GGe7h9viv0tDfN

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 9

 

Little Zoo Garden Capybara Cafe Bangkok 

 

มาถึงร้านคาเฟ่สัตว์สุดน่ารักที่ทำเอาหลายๆ คนต้องใจละลายกันตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา กับดาวเด่นของที่นี่อย่างน้อง ‘คาปิบารา’ หรือที่เรียกกันว่าหมามะพร้าวนั่นเอง ซึ่งเราสามารถเข้าไปให้อาหาร ลูบตัว และถ่ายรูปกับน้องได้อย่างใกล้ชิดมากๆ นอกจากนี้ยังมีสัตว์อื่นๆ อย่างเมียร์แคท แพะ ห่าน หรือสัตว์เล็กสุดคิวต์อีกเพียบ 

 

หากใครเป็นทาสความมึนแต่น่ารักของแก๊งหมามะพร้าว ต้องรีบพุ่งตัวมาเช็กอินที่นี่กันเลย

 

Address: ซอยอ่อนนุช 17 (สุขุมวิท 77)

Open: เปิดทุกวัน เวลา 11.00-18.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/littlezoogarden

Map: https://share.google/9Bzc9GJsMUnB6GHYU

IG tag: @littlezoogarden

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 10

 

All Weather Farm 

 

ฟาร์มคาเฟ่สุดกว้างที่ให้ฟีลเหมือนพาเด็กๆ หนีเมืองไปใช้ชีวิตลุยๆ ท่ามกลางธรรมชาติแบบเต็มวัน มีการแบ่งโซนกิจกรรมไว้อย่างชัดเจนทั้งโซนอินดอร์สำหรับพักผ่อนสบายๆ และเอาท์ดอร์ที่เน้นความโล่ง โปร่ง รายล้อมด้วยต้นไม้ สนามหญ้า โซนกิจกรรมกลางแจ้งที่มีโกคาร์ทขนาดพอดีตัวเด็กๆ โซนฟาร์มสัตว์ที่สามารถเข้าไปให้อาหาร ทั้งแพะ กระต่าย คาปิบาร่า หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ โซนสนามเด็กเล่นและแซนด์บ็อกซ์ขนาดใหญ่ ให้เด็กๆ ได้เล่นสนุกแบบไม่ต้องกลัวมอม

 

Address: ซอยเทียนทะเล 20/1 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน

Open: เปิดวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 10.30-21.00 น. และวันศุกร์-อาทิตย์ 09.00-21.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

Contact: https://www.facebook.com/AllWeatherFarmTH

Map: https://share.google/rDLhZ5ev5aU6JyH16

IG tag: @allweatherfarm 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 11

 

Wonder Woods Co-learning space & Kids Cafe 

 

คาเฟ่และพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ! ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณแม่ยุคใหม่แบบสุดๆ เพราะที่นี่มีคอนเซปต์ ‘เรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-based learning)’ ที่แบ่งโซน playground ออกเป็นทั้งอินดอร์และเอาท์ดอร์อย่างชัดเจน 

 

ด้านนอกจะมีลานทรายกว้างๆ มุมสนามหญ้าเทียมที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่น ทั้งรถขาไถ ม้าโยก บ้านจำลอง และสะพานเชือกให้ปีนป่ายสไตล์แอดเวนเจอร์ให้ได้ลุยกันเต็มที่ ส่วนด้านในก็จัดเต็มด้วยของเล่นเสริมสร้างพัฒนาการ มีมุมนิทาน และบทบาทสมมติให้แก๊งฟันน้ำนมได้ใช้จินตนาการกันอย่างอิสระ

 

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีมุม Water Sensory อย่างสวนน้ำ Splash Pool และ SUMMER SPLASH ให้เด็กๆ ได้เพลิดเพลินกับการเล่นน้ำกันให้ชุ่มฉ่ำรับซัมเมอร์นี้ (แม่ๆ เตรียมชุดและผ้าเช็ดตัวมาสแตนด์บายได้เลย)  

 

Address: ซอยพัฒนาการ 51 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง

Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.00-19.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/wonderwoodskidscafe

Map: https://share.google/UhCmd48iXUiuuQZ8j

IG tag: @wonderwoodskidscafe 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 12

 

MELAND

 

สวนสนุกในร่มระดับเวิลด์คลาส ที่เปรียบเสมือนอาณาจักรแห่งจินตนาการขนาดยักษ์! ที่รวบรวมความสนุกไว้มากมาย เช่น Cloudtop Jungle Gym โซนปีนป่ายที่สูงทะลุเพดานถึง 5 ชั้น, Mini City Roleplay เมืองจำลองจัดเต็มพร็อพให้เด็กๆ ได้ทดลองสวมบทบาทเป็นมากกว่า 20 อาชีพในฝัน, โซนเครื่องเล่นสุดล้ำอย่าง ม้าหมุนใต้ทะเลลึก ไปจนถึงบ่อบอลยักษ์และบ่อทรายไม้ ที่สะอาดปลอดภัยขั้นสุด แถมดีไซน์สวยทุกมุม ให้คุณพ่อคุณแม่เดินตามถ่ายรูปลูกเก็บเป็นความทรงจำได้อย่างเต็มที่ ถือเป็นพิกัด One-stop edutainment ที่เล่นได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ

 

Address: สยามพารากอน, ชั้น 5 โซน North (BTS ลงสถานีสยาม)

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/meland.th

Map: https://share.google/EMhXRVnnPadZvlLcb

IG tag: @meland.th 

 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 13

 

Harajuku Thailand

 

เปลี่ยนมู้ดจากคาเฟ่ มาเล่นสนุกแบบจัดเต็มกันที่หมู่บ้านญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ กันดีกว่า มาที่นี่เราจะได้ทำกิจกรรมกันแบบไม่มีพัก ซึ่งเราจะขอแบ่งโซนกิจกรรมหลักๆ ออก ดังนี้

 

‘โซนหมู่บ้านญี่ปุ่น’ จะมีชุดกิโมโนหรือยูกาตะน่ารักๆ ให้เช่าใส่เดินเล่นถ่ายรูปท่ามกลางวิวหมู่บ้านเกียวโตโบราณ จากนั้นตื่นตาตื่นใจกับ ‘โซนปางช้าง’ ที่ทุกคนจะได้ป้อนอาหารและใกล้ชิดกับช้างตัวโตแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ แล้วยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงซัมเมอร์ยิ่งต้องพุ่งตัวมาดับร้อนกันที่ ‘โซนสวนน้ำ’ เลย เพราะเขามีสไลเดอร์เป่าลมให้ได้กระโดดเล่นกันให้ชุ่ม หรือถ้าหากว่าชอบความตื่นเต้นก็ต้องมาที่ ‘โซนแอดเวนเจอร์’ เพราะเขามีรถโกคาร์ท (Go-Kart) และโหนซิปไลน์ (Zipline)ให้ได้เล่นกัน แล้วถ้าหากว่าหิวกันแล้ว ก็มี ‘โซนสตรีทฟู้ด’ ซึ่งจัดเต็มทั้งร้านอาหาร ชาบู คาเฟ่ และของกินเล่นตลอดสองข้างทางให้ได้เติมพลังกัน

 

บอกเลยว่าพาครอบครัวมาเช็กอินที่นี่ที่เดียว ได้ทั้งรูปสวยๆ สนุกกับกิจกรรมจุกๆ และได้ใช้เวลาในวันหยุดร่วมกันแบบคุ้มค่าแน่นอน!

 

Address: ถนนสุวินทวงศ์ 110 แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

Open: เปิดทุกวัน จันทร์-พฤหัสบดี เวลา 10.30-21.00 น. และศุกร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. (ส่วนปางช้างเปิดเวลา 09.00-17.00 น.)

Contact: https://www.facebook.com/harajukuth

Map: https://share.google/ZoOeE4IRBi5G8M2Op

IG tag: @harajukuth 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 14

 

Baantonkla Cafe

 

คาเฟ่ที่นิยามตัวเองชัดเจนว่าเป็น ‘พื้นที่ของเด็ก’ จริงๆ มากกว่าคาเฟ่นั่งชิลทั่วไป เพราะไฮไลต์ของที่นี่คือโซน playground ขนาดใหญ่ที่มีทั้งบ่อทราย สไลเดอร์ให้ปีนป่าย ไปจนถึงโซนเล่นน้ำสระตื้นๆ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถนั่งกินอาหารหรือจิบกาแฟอยู่ใกล้ๆ โดยที่ลูกๆ ยังวิ่งเล่นอยู่ในระยะที่มองเห็นได้ตลอด แบบไม่ต้องคอยเดินตามให้เหนื่อย จึงเรียกได้ว่าเป็นการจับคู่พื้นที่สนุกสุดเหวี่ยงของวัยซนและมุมพักผ่อนของพ่อแม่ไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

 

Address: ซอยศรีนครินทร์ 24 แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

Open: เปิดทุกวันพุธ-จันทร์ เวลา 11.00-20.00 น. (หยยุดทุกวันอังคาร)

Contact: https://www.facebook.com/baantonklacafe

Map: https://share.google/qJNwKA3Olzvg9Fuyf

IG tag: @baantonkla.cafe 

 

ครอบครัวกำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมหลากหลาย ณ สถานที่แฮงก์เอาต์สำหรับแม่และเด็ก 15

 

Thainosaur Museum

 

น้องๆ หนูๆ คนไหนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ไดโนเสาร์ ต้องมาที่ Thainosaur Museum (พิพิธภัณฑ์ไทยโนซอร์) กันสักครั้ง! แลนด์มาร์กใหม่ตั้งอยู่ใจกลางเอเชียทีค ที่เต็มไปด้วย ‘ไดโนเสาร์สายพันธุ์ไทย’ ในยุคโลกล้านปี ให้ได้เดินดูกัน 

 

ไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ ไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงที่สร้างขึ้นตามหลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาแบบเป๊ะๆ ทั้งผิวหนัง เส้นขน และการเคลื่อนไหวแบบ Immersive สมจริงสุดๆ อีกทั้งยังมีฟอสซิลของจริงให้ได้ศึกษาด้วย รวมถึงเราจะได้ประจันหน้ากับ ‘ไทยทัน (Thaitan)’ หุ่นจำลองโครงกระดูกไดโนเสาร์พันธุ์ไทยขนาดยักษ์ที่มีความยาวถึง 27 เมตร เลยทีเดียว

 

บอกเลยว่านี่จะเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย แบบที่ทั้งสนุกและตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน

 

Address: Asiatique The Riverfront Destination, ชั้น 1 อาคาร Skyflyer

Open: เปิดทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.

Contact: https://www.facebook.com/ThainosaurMuseum

Map: https://share.google/8q95pD2y1IScmP88V

IG tag: @thainosaurmuseum 

 

ภาพ: Courtesy of Brands

The post 15 สถานที่แฮงก์เอาต์ของแม่และเด็ก ที่สนุกได้ด้วยกันทั้งครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมตัว! Disney Adventure เรือสำราญดิสนีย์ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย บุกสิงคโปร์ https://thestandard.co/life/disney-adventure-cruise-singapore/ Fri, 20 Mar 2026 03:41:48 +0000 https://thestandard.co/disney-adventure-cruise-singapore/ ภาพเรือสำราญ Disney Adventure ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังเทียบท่าที่สิงคโปร์

เตรียมตัวพบกับประสบการณ์พักผ่อนระดับโลกที่ส่งตรงจากดิสน […]

The post เตรียมตัว! Disney Adventure เรือสำราญดิสนีย์ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย บุกสิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือสำราญ Disney Adventure ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังเทียบท่าที่สิงคโปร์

เตรียมตัวพบกับประสบการณ์พักผ่อนระดับโลกที่ส่งตรงจากดิสนีย์สู่สิงคโปร์กับเรือสำราญ Disney Adventure เรือลำที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล Disney Cruise Line ซึ่งพร้อมเนรมิตมหาสมุทรให้กลายเป็นสวนสนุกลอยน้ำสุดตระการตา

 

ภาพเรือสำราญ Disney Adventure ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังเทียบท่าที่สิงคโปร์ 1

 

ความโดดเด่นของเรือลำนี้อยู่ที่การแบ่งพื้นที่ออกเป็น 7 โซนธีมหลัก ที่รวบรวมเรื่องราวจาก Disney, Pixar และ Marvel เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นสวนสวยใจกลางเรืออย่าง Imagination Garden หรือโซน Marvel Landing ที่พร้อมพาทุกคนไปสัมผัสความตื่นเต้นกับ Ironcycle Test Run รถไฟเหาะบนเรือสำราญที่ยาวที่สุดในโลก

 

ภาพเรือสำราญ Disney Adventure ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังเทียบท่าที่สิงคโปร์ 2

 

สิ่งที่ทำให้การล่องเรือครั้งนี้แตกต่างและไม่เหมือนใคร คือเอกลักษณ์การบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดตามแบบฉบับดิสนีย์ ตั้งแต่ห้องพักที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายของครอบครัว ไปจนถึงระบบ Rotational Dining ที่ให้คุณได้หมุนเวียนไปอิ่มอร่อยกับร้านอาหารธีมต่างๆ ในแต่ละคืน โดยมีพนักงานเสิร์ฟชุดเดิมคอยดูแลคุณไปตลอดการเดินทาง

 

ภาพเรือสำราญ Disney Adventure ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังเทียบท่าที่สิงคโปร์ 3

 

นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์ความบันเทิงระดับบรอดเวย์ การแสดงพลุกลางทะเลที่เป็นเอกลักษณ์ และโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับเหล่าตัวละครขวัญใจอย่าง มิกกี้ เมาส์, เหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์ และซูเปอร์ฮีโร่จากอเวนเจอร์ส ที่จะปรากฏตัวให้เราได้เซอร์ไพรส์ตลอดวัน

 

ภาพเรือสำราญ Disney Adventure ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังเทียบท่าที่สิงคโปร์ 4

 

สำหรับใครที่อยากสัมผัสเวทมนตร์ครั้งนี้ Disney Adventure มีแพ็กเกจล่องเรือเริ่มต้นที่ 3-4 คืน ราคาเริ่มต้นที่ $958 USD (ประมาณ 33,000 – 34,000 บาท) สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน ในห้องพักประเภท Inside Stateroom ซึ่งราคานี้ได้รวมค่าอาหาร ความบันเทิง และกิจกรรมเกือบทั้งหมดบนเรือไว้แล้ว แค่แพ็กกระเป๋าไปรอที่ Marina Bay Cruise Centre ประเทศสิงคโปร์ ก็เช็กอินเตรียมสนุกกับเรือสำราญลำนี้ได้เลยใครสนใจสามารถสำรองห้องพักล่วงหน้าได้ผ่านทางเว็บไซต์ disneycruise.com หรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

 

 

ภาพ: Disney Adventure

 

The post เตรียมตัว! Disney Adventure เรือสำราญดิสนีย์ลำใหญ่ที่สุดในเอเชีย บุกสิงคโปร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังและไวน์บาร์แห่งใหม่ ในตึกเก่า 70 ปี ใจกลางสีลม https://thestandard.co/life/sala-saneha-cinema-wine-bar-silom/ Thu, 19 Mar 2026 12:46:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1189325 ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม

Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังอิสระ ไวน์บาร์ ร้านหนัง […]

The post Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังและไวน์บาร์แห่งใหม่ ในตึกเก่า 70 ปี ใจกลางสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม

Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังอิสระ ไวน์บาร์ ร้านหนังสือ และห้องสมุดใหม่เอี่ยมที่ซ่อนตัวอยู่ในตึกเก่าบนถนนเดโช ย่านสีลม โดยที่ยังคงโครงสร้างและบรรยากาศดั้งเดิมไว้ ให้ทั้งความรู้สึกสงบ อบอุ่น และเปี่ยมด้วยมนตร์ขลังของอาคารอายุ 70 ปี ทำให้ผู้ที่แวะเวียนมาสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่อยากให้พื้นที่นี้เป็นจดหมายรักมอบให้แก่คนกรุงเทพฯ

 

เริ่มต้นจากความหลงใหลของทีมผู้ก่อตั้ง นำโดย ‘ณัฐ-ณัฐชนน วะนา’ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่อยากให้การดูหนังไม่ใช่แค่การจ้องมองจอ แต่เป็นการเสพสุนทรียภาพผ่าน รูป รส กลิ่น และเสียง โดยเลือกใช้บ้านเก่าที่เคยเป็นร้านเพชรมาเนรมิตใหม่ แต่ยังคงเสน่ห์เดิมอย่างพื้นไม้และรอยสีผนังไว้อย่างดี เพื่อสร้างพื้นที่วัฒนธรรมภาพยตร์ให้กับคนเมือง ผ่านการร่วมมือของเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและศิลปะกว่า 15 ชีวิต อย่าง ‘บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ และ ‘ก้อย-อรัชพร โภคินภากร’

 

ส่วนชื่อ ‘ศาลาสเน่หา’ ก็สะท้อนถึงจิตวิญญาณของพื้นที่ได้อย่างลึกซึ้ง คำว่า ‘ศาลา’ หมายถึงศาลาพักใจหรือพื้นที่สำหรับการรวมตัว ส่วน ‘เสน่หา’ แปลตรงตัวเลยคือความรักและความผูกพัน

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 1ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 2ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 3

 

The Vibe

 

ตัวพื้นที่ถูกออกแบบให้มี 3 ชั้นที่เรียงร้อยความทรงจำและสุนทรียะ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกัน

 

เริ่มจากชั้น 2 มีโซนที่เป็นห้องสมุดขนาดย่อม จะมีหนังสือบริจาคจากเหล่าผู้ก่อตั้งและผองเพื่อน ทั้งด้านการเมือง สังคม และศิลปวัฒนธรรมให้หยิบยืมอ่านกันได้ ในเรื่องของการตกแต่งที่นี่จะใช้งานไม้เป็นส่วนใหญ่ พร้อมงานศิลปะจากศิลปินชั้นนำที่หมุนเวียนมาจัดแสดง

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 4

 

ถัดมาคือโซนร้านอาหารที่ช่วงกลางวันเตรียมจะเสิร์ฟชาจีนหอมกรุ่น ส่วนกลางคืนจะเปลี่ยนเป็นบาร์ที่มีไวน์กว่า 2,000 ขวดจากทั่วโลก ไฮไลต์ที่เราชอบที่สุดคือ ‘รางม่านทรงกลม’ ขนาดใหญ่ตรงกลางห้อง ซึ่งเป็นไอเดียที่อยากสร้างองค์ประกอบมาเบรกสายตาจากโครงสร้างพื้นที่รอบๆ มาพร้อมกับบรรยากาศที่สื่อถึงความรู้สึกโรแมนติก ล้อมรอบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าและร่องรอยของตัวตึก

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 5ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 6

 

ส่วนชั้น 3 โรงภาพยนตร์ขนาด 25 ที่นั่ง ที่ออกแบบด้วยแนวคิด ‘อยากให้โรงหนังกลับมาโรแมนติกอีกครั้ง’ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากบาร์แจ๊ส ที่มีเก้าอี้สุดเก๋าพร้อมโต๊ะสำหรับวางอาหารและเครื่องดื่ม ให้คุณจิบไวน์ไปพร้อมกับชมหนังอินดี้ หนังไทยนอกกระแส หรือหนังไทยคลาสสิกที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีวันละ 2 รอบ และด้านนอกตัวโรงหนังก็ตกแต่งโดยใช้สังกะสี ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฟอร์มหน้าต่างเดิมของตึก นำมาเรียงต่อกันจนดูเหมือนยานอวกาศขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในบ้านเก่า

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 7ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 8

 

The Taste

 

ในส่วนของอาหารที่นี่เลือกนำเสนอสไตล์ ‘กุ๊กช็อป’ หรือเมนูฝรั่งในความทรงจำสมัยยุค 80s-90s มาประยุกต์ให้มีความทันสมัยขึ้น โดยยังคงใช้เทคนิคและวัตถุดิบท้องถิ่นที่คุ้นเคย ทุกจานถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมรสชาติของไวน์โดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเครื่องดื่มที่ปรุงจากสุราไทยที่ดึงจุดเด่นของวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ

 

ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 9ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 10ภาพบรรยากาศ Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงภาพยนตร์และไวน์บาร์ในตึกเก่าใจกลางสีลม 11

 

Good for

 

ใครที่เบื่อการดูหนังในห้างหรืออยากที่จะเปลี่ยนบรรยากาศดูหนังแบบสแตนด์อโลนที่เป็นส่วนตัว หรือสายดื่มที่อยากแวะมาจิบไวน์คุยเรื่องหนังในบาร์แบบที่ไม่ต้องรีบไปไหน และคนที่ชื่นชอบงานดีไซน์อยากสัมผัสกลิ่นอายตึกเก่าที่มีเสน่ห์ บอกเลยว่าที่นี่ตอบโจทย์มาก

 

Sala Saneha | ศาลาเสน่หา

Address: 9/1 ถนนเดโช สีลม

Open: เปิดให้บริการวันพฤหัสบดี-วันจันทร์ เวลา 18:00-00:00 น.

Parking: Pullman Hotel Silom

Contact: Sala Saneha

Budget: 350-2,000 บาทต่อคน

 

The post Sala Saneha ‘ศาลาเสน่หา’ โรงหนังและไวน์บาร์แห่งใหม่ ในตึกเก่า 70 ปี ใจกลางสีลม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนีเมืองไปพักใจที่ ‘KAI Okuhida’ เรียวกังในหมู่บ้านออนเซนกลาง Japan Alps https://thestandard.co/life/kai-okuhida-japan-alps-ryokan-onsen/ Mon, 16 Mar 2026 05:08:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1188007 ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน

สำหรับคนไทยการมาแช่บ่อน้ำพุร้อนในญี่ปุ่น อาจเป็นกิจกรรม […]

The post หนีเมืองไปพักใจที่ ‘KAI Okuhida’ เรียวกังในหมู่บ้านออนเซนกลาง Japan Alps appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน

สำหรับคนไทยการมาแช่บ่อน้ำพุร้อนในญี่ปุ่น อาจเป็นกิจกรรมที่ชวนขวยเขินกันสักหน่อย เพราะเราไม่คุ้นชินกับการแก้ผ้าอาบน้ำรวมร่วมกัน แต่สำหรับคนที่มาญี่ปุ่นบ่อยครั้งและติดใจการแช่ออนเซนอย่างเรา การได้มาหมู่บ้านออนเซนเล็กๆ กลางหุบเขา ถือเป็นการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ เงียบสงบ ได้พักผ่อนแบบเต็มร้อย ตื่นเช้ามากินข้าวท่ามกลางวิวทิวเขาอันเต็มไปด้วยหิมะ สายๆ ออกไปเดินสำรวจเมืองกินอาหารท้องถิ่น ตกบ่ายหย่อนตัวลงบ่อน้ำแร่ร้อนให้ตัวเบาหวิว ก่อนปิดท้ายวันด้วยมื้ออาหารแบบไคเซกิ สุขกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

 

และเมื่อตัดสินใจแวะมาพักผ่อนยังออนเซน เราจึงปักหมุดยัง ‘KAI Okuhida’ เรียวกังออนเซ็นในเครือ Hoshino Resorts ที่ตั้งอยู่ใน ‘Okuhida Onsen Village’ หมู่บ้านออนเซ็นเล็กๆ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาเจแปนแอลป์ ขึ้นชื่อเรื่องน้ำพุร้อนธรรมชาติ และเป็นหนึ่งในแหล่งออนเซ็นที่มีปริมาณน้ำพุร้อนมากที่สุดในญี่ปุ่น

 

ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 1ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 2

 

Why here?

 

ด้วยมีแนวคิดที่ว่า ‘Wake up to the serenity of a mountain hot spring’ ทำให้จุดเด่นของ KAI Okuhida คือการแช่ออนเซนที่มองเห็นวิวเขา ตัวโรงแรมอยู่ห่างจาก Hirayu Bus Terminal เพียง 4 นาทีเดิน จึงเดินทางสะดวกมาก ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดย Sakakura Associates โดยวางผังรวมให้เหมือน ‘หมู่บ้านออนเซ็นขนาดย่อม’ ที่ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย โรงอาบน้ำ และอาคารอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกันด้วยลานกว้างและตรอกทางเดินเล็กๆ ทำให้แขกสามารถเดินสำรวจพื้นที่ได้เหมือนกำลังเดินอยู่ในหมู่บ้านน้ำพุร้อนจริงๆ

 

ที่นี่ไม่ได้น่าสนใจแค่โลเคชันกลางภูเขา แต่ภายในห้องพักและพื้นที่ต่างๆ ของโรงแรมยังเต็มไปด้วยงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่สอดแทรกเรื่องราวของเมืองฮิดะผ่านการออกแบบ เช่น งานเครื่องเขิน Hida-shunkei ที่เผยให้เห็นลายไม้ธรรมชาติ หมอนอิงย้อมสีแบบ Hida-zome เทคนิคดั้งเดิมของเมืองทาคายามะ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ดัดด้วยเทคนิค mageki ที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคฮิดะ การใช้วัสดุไม้ธรรมชาติในหลายพื้นที่ช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวได้อย่างกลมกลืน

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ที่นี่พิเศษคือระดับความสูงราว 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทำให้สามารถสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลได้ชัดเจนกว่าพื้นที่ราบ ไม่ว่าจะเป็นสีเขียวสดของฤดูร้อน ใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง หรือหิมะขาวที่ปกคลุมภูเขาในฤดูหนาว

 

ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 3ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 4ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 5

 

Worth it

 

  • มานอนเรียวกัง ไฮไลท์สำคัญสำคัญย่อมต้องเป็นออนเซนและห้องพัก โดยห้องพักทั้ง 49 ห้อง ถูกออกแบบให้เป็น KAI Signature Rooms ที่เน้นความสงบเรียบง่ายของไม้ธรรมชาติ พร้อมหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เปิดรับวิวภูเขา โดยห้องที่น่าจองที่สุดคือ ‘Western Style Room with Outdoor Onsen’ ซึ่งมาพร้อมระเบียงและบ่อออนเซ็นกลางแจ้งส่วนตัว ทำให้สามารถแช่น้ำพุร้อนพร้อมชมวิวภูเขาได้โดยไม่ต้องออกจากห้อง
  • แช่ในห้องแล้วก็อย่าลืมไปแช่บ่อรวม ออนเซนของ KAI Okuhida มีน้ำร้อนธรรมชาติไหลผ่านมากถึงประมาณ 440 ลิตรต่อนาที ทำให้น้ำถูกเปลี่ยนตลอดเวลา ที่นี่มีบ่อกลางแจ้งที่มีโครงสร้างเหมาะแก่การดูดาว แนะนำให้แช่ช่วงกลางคืนท่ามกลางอากาศเย็นๆ ไวบ์ดีมาก
  • นอกจากนี้ ยังมีบ่อแช่เท้า กิจกรรมจิบชาในบ้านแบบอิกลู และเวิร์คช็อปอื่นๆ ให้ทำตลอดวัน

 

ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 6ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 7ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 9

 

  • ด้านอาหารค่ำ โรงแรมเสิร์ฟไคเซกิสไตล์ท้องถิ่นที่นำวัตถุดิบจากภูมิภาคมาใช้ โดยมีเมนูเด่นคือ Hida Beef วากิวชื่อดังของจังหวัดกิฟุที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อสัมผัสนุ่มและไขมันคุณภาพดี
  • และหากคุณพักหลายวันและอยากแวะไปเที่ยวหมู่บ้านโบราณ Shirakawa-go ทางที่พักก็มีบริการรถรับ-ส่งฟรีเกือบทุกวัน แนะนำให้สอบถามตารางเดินรถล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน

 

ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 10ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 11ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 12ภาพเรียวกัง KAI Okuhida ท่ามกลางหิมะในหมู่บ้านออนเซน Okuhida Onsen ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน 13

 

Good for…

 

KAI Okuhida เหมาะกับคนที่อยากพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและสัมผัสประสบการณ์เรียวกังแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายออนเซน คนรักภูเขา หรือคนที่อยากชะลอจังหวะชีวิตจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ การตื่นเช้ามาพร้อมหมอกบนภูเขา แช่ออนเซ็นอุ่นๆ และปล่อยให้ธรรมชาติค่อยๆ พาเราออกจากความเร่งรีบ คือเสน่ห์ที่ทำให้หลายคนหลงรัก

 

KAI Okuhida

Location: Takayama, Gifu, Japan 

Budget: เริ่มประมาณ 31,000 เยนต่อคน ต่อคืน (รวมอาหารเช้าและอาหารเย็น)

Instagram: www.instagram.com/hoshinoresorts.kai 

Website: https://hoshinoresorts.com/en/hotels/kaiokuhida/ 

 

 

 

The post หนีเมืองไปพักใจที่ ‘KAI Okuhida’ เรียวกังในหมู่บ้านออนเซนกลาง Japan Alps appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park https://thestandard.co/life/lululemon-central-park-new-store-community/ Mon, 16 Mar 2026 05:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1187992 วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park

เมื่อ lululemon เปิดสาขาใหม่ที่ Central Park พร้อมออกแบ […]

The post วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park

เมื่อ lululemon เปิดสาขาใหม่ที่ Central Park พร้อมออกแบบพื้นที่ให้เป็นมากกว่าร้านค้า แต่เป็นจุดเชื่อมต่อของคอมมูนิตี้คนรักการเคลื่อนไหว

 

ต้องบอกว่า lululemon Central Park สาขานี้ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ให้ไวบ์ที่ต่างจากสาขาอื่นๆ เพราะได้แรงบันดาลใจจากภูมิภาค Pacific Northwest บ้านเกิดของแบรนด์ ผ่านพื้นผิวสไตล์ Rustic รายละเอียดไม้แบบ Debossed และกระจกฝ้าลวดลายเทคนิค ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย แต่ยังคงความพรีเมียม โปร่งโล่ง น่าหยิบจับสินค้า

 

วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park

 

นอกจากนั้น สาขานี้ยังเน้นไปที่การสร้างคอมมูนิตี้ด้วยกิจกรรม bi-weekly community ที่ชวนนักวิ่งและเหล่าคนรักการเคลื่อนไหวมาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ lululemon Central Park 

 

ภาพบรรยากาศร้าน lululemon สาขา Central Park ที่เน้นการตกแต่งแบบ Rustic และพื้นที่ทำกิจกรรม 2ภาพบรรยากาศร้าน lululemon สาขา Central Park ที่เน้นการตกแต่งแบบ Rustic และพื้นที่ทำกิจกรรม 3

 

พร้อมเปิดตัวคอลเล็กชัน Spring 2026 Run ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักวิ่งยุคใหม่ ด้วยเสื้อผ้าและอุปกรณ์วิ่งน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี มีประสิทธิภาพสูง ในสไตล์ Preppy โทนสีคลาสสิคและลวดลายกราฟิกแปลกตา ที่ถือเป็นมู้ดใหม่ๆ ของแบรนด์นี้เช่นกัน 

 

ภาพบรรยากาศร้าน lululemon สาขา Central Park ที่เน้นการตกแต่งแบบ Rustic และพื้นที่ทำกิจกรรม 4

The post วิ่งให้สุด แล้วหยุดที่สาขาใหม่ lululemon Central Park appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินทางย้อนเวลาไปกับ ‘บทเพลง YOURS’ บันทึกความสุขของคนไทยที่มีศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาเคียงข้างมาตลอด 45 ปี [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/yours-central-pattana/ Fri, 13 Mar 2026 09:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1182596 ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย

‘ความทรงจำ’ อันแสนอบอุ่นและ ‘รอยยิ้ม’ ของช่วงวัยล้วนถูก […]

The post เดินทางย้อนเวลาไปกับ ‘บทเพลง YOURS’ บันทึกความสุขของคนไทยที่มีศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาเคียงข้างมาตลอด 45 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย

‘ความทรงจำ’ อันแสนอบอุ่นและ ‘รอยยิ้ม’ ของช่วงวัยล้วนถูกบันทึกไว้ตามสถานที่ที่เราคุ้นเคยเสมอ

 

ตลอดระยะเวลา 45 ปีการเดินทางของคนไทยมีศูนย์การค้าภายใต้การดูแลของ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ คอยทำหน้าที่โอบรับทุกจังหวะชีวิตอย่างใกล้ชิด ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ สำหรับทุกคนที่ #โตมากับเซ็นทรัล ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นบทเพลงส่งท้ายแคมเปญ ‘45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา’ ที่จะทำให้คำว่า ‘ฉันรักความสุขของเธอ’ กลายเป็นคำบอกรักที่โรแมนติกตลอดกาล

 

รากฐานอันมั่นคงจากวิสัยทัศน์ของ ‘สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์’ ได้รับการสานต่อผ่านผู้บริหารทุกยุคสมัยจนกลายเป็น ‘Centre of Life’ ศูนย์กลางการใช้ชีวิตอย่างเต็มภาคภูมิ

 

ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย 1

 

พื้นที่แห่งนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมโยงวิถีชีวิต ธุรกิจ และสังคมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน คำมั่นสัญญาภายใต้แนวคิด ‘Imagining better futures for all’ ยังคงตอกย้ำความตั้งใจที่จะยืนหยัดเป็นหัวใจของเมืองและพร้อมเติบโตไปกับทุกคน

 

ความรู้สึกรื่นรมย์ ความผูกพัน ในวันวานถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งผ่านปลายปากกาของ ‘บอย-โกสิยพงษ์’ ผู้รับหน้าที่ถ่ายทอดบทเพลง ‘YOURS’ ด้วยบรรยากาศแห่งความสุข มวลความรู้สึกของการเดินเล่นพักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์กับครอบครัวถูกนำมาจำลองลงในท่วงทำนองอย่างพิถีพิถัน เสียงเพลงนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องบันทึกเวลาที่พาทุกคนย้อนกลับไปสัมผัสความอบอุ่นและรอยยิ้มในวัยเยาว์ได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

 

 

“แรงบันดาลใจหลักเกิดจากการนึกถึงความรู้สึกช่วงวัยเด็กตอนไปเดินศูนย์การค้ากับครอบครัว สิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสารคือ “ความสุขของทุกคนคือความภูมิใจอย่างสูงสุด”ผมตั้งใจใช้คอร์ดเดียวกับเพลงลมหายใจที่เคยทำไว้เมื่อนานมาแล้ว ผมพยายามแต่งเพลงจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิต และหวังให้เพลงนี้ถูกเปิดเพื่อประกอบโมเมนต์อันหลากหลายของทุกคน”

 

ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย 2

 

เนื้อร้องที่งดงามถูกส่งต่อให้ ‘ป๊อด-ธนชัย อุชชิน’ เป็นผู้ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ การทำงานครั้งนี้เสมือนการปลุกความทรงจำเมื่อ 31 ปีก่อนตอนร้องเพลงลมหายใจให้กลับมามีชีวิตชีวา

 

จังหวะดนตรีที่สอดคล้องกับจังหวะการก้าวเดินถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความรู้สึกดีงาม การจับไมค์ร้องเพลงที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุขจึงสร้างความอิ่มเอมใจให้ผู้ฟังได้อย่างลงตัว

 

“รู้สึกดีใจที่ได้ร้องเพลงที่มีความสุข ตอนร้องผมรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปตอนบันทึกเสียงเพลงแรกในชีวิตเมื่อ 31 ปีก่อน เพลงนี้พูดถึงความสุขแบบเรียบง่ายที่มีรายละเอียดเล็กน้อยซ่อนอยู่อย่างพิเศษ อารมณ์ของเพลงฟังแล้วรู้เลยว่าพี่บอยดึงความรู้สึกตัวเองเมื่อ 32 ปีที่แล้วออกมา และจังหวะที่ใส่มาก็เข้ากับจังหวะการเดินในศูนย์การค้าอย่างมาก”

 

ภาพจำของความรักที่เติบโตข้ามผ่านกาลเวลาถูกเนรมิตให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นผ่านฝีมือของผู้กำกับแถวหน้า พงษ์ ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี เรื่องราวความสัมพันธ์ถูกร้อยเรียงผ่านจินตนาการอันบริสุทธิ์ของเด็กหญิงและเด็กชายที่นั่งคุยถึงภาพฝันของชีวิตคู่

 

บทสนทนาเล็กๆ นี้เองได้พาทุกคนเดินทางข้ามเวลาไปสำรวจการเติบโตของความรักในช่วง 10, 20, 30 และ 45 ปีอย่างละมุนละไม

 

ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย 3

 

การถ่ายทอดความรู้สึกตั้งแต่เดตแรกไปจนถึงการสร้างครอบครัวได้ ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์ และ เจนเย่ จีรนรภัทร มาร่วมสร้างสรรค์โมเมนต์เปี่ยมความหมาย โดยมีศูนย์การค้าทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่คอยยืนหยัดเคียงข้างคู่รักที่เติบโตมาด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ

 

“เวลาฟังเพลงและคิดงานผมมักจะเชื่อความรู้สึกแรกเสมอ เพลงนี้ฟังแล้วรู้สึกจังหวะสนุกสนานจนอยากเต้นและเดินเล่น ชิ้นงานที่ออกมาจึงควรมีความเคลื่อนไหวและเห็นการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา แคมเปญเฉลิมฉลอง 45 ปีทำให้ผมนึกถึงคู่รักที่คบกันมายาวนาน การเล่าเรื่องผ่านมุมมองจินตนาการของเด็กๆ จึงช่วยทำให้ภาพรวมออกมาน่ารักและกลมกล่อม”

 

ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย 4

 

“ตอนได้รับบรีฟแรกแอบแปลกใจเล็กน้อยเพราะคิดว่าน่าจะได้ทำงานที่มีความเป็นองค์กรสูง แต่พอได้ฟังรายละเอียดกลับสัมผัสถึงความตั้งใจที่อยากขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ผมอยากให้คนดูได้ชมงานชิ้นนี้แล้วรู้สึกสนุกเพลิดเพลินไปกับเพลง ผ่านประสบการณ์ของตัวละครที่ได้มาผูกพันและใช้ชีวิตผ่านพื้นที่ของเซ็นทรัลพัฒนา”

 

ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย 5ภาพประกอบบทเพลง ‘YOURS’ แคมเปญ 45 ปี เซ็นทรัลพัฒนา บันทึกความสุขและเรื่องราวความผูกพันของคนไทย 6

 

มวลความสุขที่ถูกบ่มเพาะมาตลอด 45 ปีจึงทำหน้าที่บันทึกความทรงจำและเฉลิมฉลองความผูกพันอันยาวนานระหว่างผู้คนกับ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เสียงเพลงแห่งความสุขเปรียบเสมือนตัวแทนที่คอยยืนยันว่าพื้นที่แห่งนี้พร้อมเป็นคนคนหนึ่งที่อยู่ในทุกช่วงชีวิต

 

ความตั้งใจที่จะดูแลและโอบกอดทุกรอยยิ้มจะยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ท้ายที่สุดแล้วคำสัญญาที่ว่าจะ ‘ให้สัญญา จะรักเธอ ทุกเวลา’ จะคอยบอกรักและสร้างความสุขให้ทุกคนตลอดไป

The post เดินทางย้อนเวลาไปกับ ‘บทเพลง YOURS’ บันทึกความสุขของคนไทยที่มีศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาเคียงข้างมาตลอด 45 ปี [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Loft Eyes ปักหมุดสยามสแควร์! เปิดมัลติแบรนด์สโตร์ รวม 120 แบรนด์ไทยดีไซน์เนอร์ https://thestandard.co/life/loft-eyes-opens-siam-square/ Thu, 12 Mar 2026 03:31:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1186668 ภาพบรรยากาศภายใน Loft Eyes New Flagship Store สยามสแควร์ ที่รวบรวมสินค้าจาก 20 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย

หากพูดถึงเสน่ห์ของสยามสแควร์ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือก […]

The post Loft Eyes ปักหมุดสยามสแควร์! เปิดมัลติแบรนด์สโตร์ รวม 120 แบรนด์ไทยดีไซน์เนอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายใน Loft Eyes New Flagship Store สยามสแควร์ ที่รวบรวมสินค้าจาก 20 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย

หากพูดถึงเสน่ห์ของสยามสแควร์ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือการเป็นศูนย์รวมแฟชั่นและงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และในวัน นี้ แลนด์มาร์กแห่งนี้กำลังจะคึกคักยิ่งขึ้นกับการเปิดตัว Loft Eyes New Flagship Store มัลติแบรนด์สโตร์สัญชาติไทยที่ตั้งใจจะเป็นหมุดหมายสำคัญของคนที่หลงรักงานออกแบบจากดีไซเนอร์ไทย

 

ท่ามกลางกระแส Fast Fashion ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว Loft Eyes เลือกที่จะหยิบยื่นประสบการณ์ที่แตกต่างผ่านแนวคิด ‘Curated Selection’ โดยการหยิบแบรนด์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของวัสดุและเรื่องราวมาไว้ด้วยกัน เช่น การนำงาน Upcycle สุดคูลจาก Madmatter มาวางคู่กับรองเท้าสนีกเกอร์เรียบเท่จาก Mustard Sneakers แมตช์กับชุดว่ายน้ำดีไซน์วินเทจจาก Aprilpoolday หรือเลือกเครื่องประดับชิ้นน้อยแต่มากจาก Yvis.s และ Lick and Promise เพื่อคอมพลีทลุค

 

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ที่เน้นงานคราฟต์และดีไซน์เฉพาะตัวอย่าง Ciclo, Afternoon Sunday, Maison Gee, Coworker, Brookray, Seri, Daily Squad และ Flaws ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างมีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น การมารวมตัวกันที่นี่จึงทำให้ Loft Eyes กลายเป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ของคนเมืองที่มองหาความแตกต่าง

 

ส่วนการออกแบบร้านใน Flagship Store แห่งใหม่นี้ยังสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ด้วยการสร้างบรรยากาศที่ดูโปร่งโล่ง แต่แฝงไปด้วยรายละเอียดการจัดวางที่คิดมาอย่างดี ทำให้การเดินเลือกซื้อของที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การชอปปิ้ง แต่คือการเสพงานศิลปะที่สวมใส่ได้ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

 

Loft Eyes ตั้งใจจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างดีไซเนอร์ไทยกับกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เริ่มหันมาให้ความสนใจในแบรนด์ไทยมากขึ้นเรื่อยๆ การเปิดตัวในทำเลทองอย่างสยามสแควร์จึงเป็นการปักหมุดที่ชัดเจนว่า งานดีไซน์ไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวเข้าไปในใจทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย

 

ภาพ: Loft Eyes

The post Loft Eyes ปักหมุดสยามสแควร์! เปิดมัลติแบรนด์สโตร์ รวม 120 แบรนด์ไทยดีไซน์เนอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 การรูดม่านปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบและการเริ่มต้นขึ้นของแรงใจแห่งความสุขยามเหนื่อยล้า https://thestandard.co/life/music-in-park-33rd-finale/ Mon, 09 Mar 2026 08:25:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1185720 ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

เมื่อไรก็ตามที่วาระของการจัดงาน “ดนตรีในสวน” เวียนมาถึง […]

The post ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 การรูดม่านปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบและการเริ่มต้นขึ้นของแรงใจแห่งความสุขยามเหนื่อยล้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

เมื่อไรก็ตามที่วาระของการจัดงาน “ดนตรีในสวน” เวียนมาถึง ภาพจำที่ปรากฏขึ้นมาในมโนภาพของกองบรรณาธิการ THE STANDARD LIFE เสมอมา คือ บรรยากาศแห่งความสุข การรวมตัวกันของครอบครัว เพื่อนฝูง คู่รัก

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

เสียงจอแจของผู้คนที่บ้างก็คุยกันออกรสชาติ บ้างก็ฮัมเพลงอยู่กลาย ๆ สลับกันกับเสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้ากระทบผืนหญ้าของเหล่าเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นสนุกด้วยความซุกซน เคล้าคลอด้วยเสียงดนตรีบรรเลง ขับขานด้วยเหล่านักร้องคุณภาพ พร้อมด้วยแสงแดดอ่อน ๆ รำไรที่ทำหน้าที่เป็นฉากหลังในบรรยากาศวันหยุดพักผ่อนสุดสัปดาห์ที่แสนจะอบอุ่นอิ่มเอิบใจ

 

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือ ความประทับใจที่เรามีต่อดนตรีในสวนในความทรงจำ และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ไม่มากก็น้อย ผู้อ่าน THE STANDARD LIFE ที่เคยมีโอกาสเข้าร่วมงานดนตรีในสวนด้วยตนเองก็น่าจะมีภาพจำแห่งความประทับใจไม่ต่างกันกับเรา

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 ประมวลโมเมนท์แห่งความสุขและช่วงเวลาอบอุ่นใจที่ถูกขับกล่อมโดยดนตรีคลาสสิกร่วมสมัย

 

งานดนตรีในสวนของปีนี้ซึ่งถือเป็นการจัดงานครั้งที่ 33 โดยที่ตัวงานเพิ่งรูดม่านผ่านพ้นไปล่าสุดในช่วงหัวค่ำวันอาทิตย์ที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนลุมพินี

 

ครั้งนี้ก็เป็นอีกปีที่งานดังกล่าวยังคงสร้างกราฟความประทับใจและดันบาร์ความสุขให้กับผู้ที่เข้าร่วมได้สูงอย่างคงเส้นคงวา

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

 

เทศกาลดนตรีในสวนวีคสุดท้ายในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ยูรี ตคาเชนโก วาทยากรชื่อดังจากรัสเซีย และศิลปินโครงการ “Russian Seasons” มาร่วมบรรเลงเพลงคลาสสิกกลิ่นอายแจ๊สกับวง RBSO กว่า 70 ชีวิต เพื่อรังสรรค์โมเมนท์ที่น่าจดจำให้กับผู้คนที่ตั้งใจมาใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนแบบ Quality Time ร่วมกับคนที่พวกเขารัก

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

 

และตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ของเทศกาลดนตรีในสวน มีศิลปินชื่อดังของไทยที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมามอบความสุขให้แฟนเพลง โดยนำบทเพลงยอดฮิตในยุคสมัยต่างๆ รวมถึงบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพลงประกอบภาพยนตร์ เพลงคลาสิก มาเรียบเรียงและทำใหม่ในเวอร์ชันดนตรีบรรเลงฉบับออร์เคสตร้า

 

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไวยากรณ์ที่สื่อถึงการปรับตัวของดนตรีคลาสสิกกับการนำมาทำให้สนุก เข้าถึงง่าย และร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ในทุกกระเบียดนิ้ว

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

 

ต้องยอมรับเลยว่า ตลอด 8 สัปดาห์ของเทศกาลดนตรีในสวน งาน ๆ นี้ได้ทำหน้าที่ของการเป็นแพลตฟอร์มส่งต่อความสุข ความอบอุ่นใจ และช่วงโมเมนท์ที่แสนดีงามให้กับผู้ฟังอย่างทรงพลังมาตลอด รวมถึงการเปิดโอกาสให้น้องๆเยาวชนจากโรงเรียนดนตรี RBSS ได้มีพื้นที่ในการโชว์ศักยภาพผ่านการสร้างสรรค์ผลงานและเสียงดนตรีที่พวกเขารัก

 

สำหรับเทศกาลดนตรีในสวน ครั้งที่ 33 จัดขึ้นโดยมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า (RBSO) ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ร่วมกับกรุงเทพมหานคร โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และพันธมิตร มอบความสุขให้ผู้ชมได้เข้าชมฟรีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 สัปดาห์ 

ส่วนใครที่พลาดโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาความสุขของงานดนตรีในสวนในปีนี้ สามารถติดตามข่าวสารและการจัดแสดงครั้งต่อไปในปีหน้า ได้ที่ Facebook: Royal Bangkok Symphony Orchestra หรือ https://www.facebook.com/royalbangkoksymphony/?locale=th_TH

 

ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 ดนตรีในสวนครั้งที่ 33

The post ดนตรีในสวนครั้งที่ 33 การรูดม่านปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบและการเริ่มต้นขึ้นของแรงใจแห่งความสุขยามเหนื่อยล้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore Yachting Festival 2026 อีเวนต์ที่คนอยากมีเรือยอชต์เป็นบ้านหลังที่สองต้องเช็กอิน! https://thestandard.co/life/singapore-yachting-festival-thailand-superyacht/ Sun, 08 Mar 2026 01:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1185420 ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026

ถ้าคุณเคยฝันถึงการจิบแชมเปญบนดาดฟ้าเรือส่วนตัวกลางทะเลอ […]

The post Singapore Yachting Festival 2026 อีเวนต์ที่คนอยากมีเรือยอชต์เป็นบ้านหลังที่สองต้องเช็กอิน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026

ถ้าคุณเคยฝันถึงการจิบแชมเปญบนดาดฟ้าเรือส่วนตัวกลางทะเลอันดามัน งาน Singapore Yachting Festival 2026 คือคำตอบที่บอกว่าไลฟ์สไตล์ระดับมหาเศรษฐีนั้นไปไกลถึงไหนแล้ว เพราะปีนี้ไม่ใช่แค่การโชว์เรือ แต่เป็นการประกาศศักดาของประเทศไทยที่ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนในวงการซูเปอร์ยอชต์ จนทีมผู้จัดต้องบินลัดฟ้ามาจัดงานพรีวิวสุดเอ็กซ์คลูซีฟในกรุงเทพฯ เมื่อปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 1

 

ภายในงานคุณจะได้สัมผัสอาณาจักรเรือยอชต์กว่า 70 ลำ พร้อมการรวมตัวของแบรนด์ระดับโลกที่คนรักเรือเห็นแล้วต้องใจสั่น ทั้ง Azimut Yachts, Princess, Sunseeker, Ferretti Yachts, Leopard Catamarans และ San LorenzoONE°15 Marina Sentosa Cove ระหว่างวันที่ 23-26 เมษายน 2569 ซึ่งถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองว่าเรือคือ บ้านหลังที่สองบนผืนน้ำ ภายใต้แนวคิด ‘Marine Living’ ที่ยกระดับจากการเป็นเจ้าของเรือสู่การสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ เชื่อมโยงทั้งการเดินทาง ที่พักอาศัยริมน้ำ และไลฟ์สไตล์สุดหรูเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

 

ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 2ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 3

 

นอกจากเรือรุ่นท็อปแล้ว ภายในงานยังมีโซนกิจกรรมและกีฬาทางน้ำมาเอาใจสายแอ็กทีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  Electric Paddle และ Underwater รวมทั้ง e-foiling, e-surfing, พายเรือคายัค, ดำน้ำแบบสนอร์เกิล, ตกปลา และโดรนใต้น้ำ ไปจนถึงประสบการณ์เดินเรือใบกระโดงสูงในตำนานอย่าง Vega พร้อมเปิดตัว Spotlight Zone พื้นที่รวมมาสเตอร์คลาสและเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 

 

ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 4

 

ใครไม่อยากตกเทรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพันล้าน สามารถเช็กตารางกิจกรรมและจองบัตรได้ที่ singaporeyachtingfestival.com

The post Singapore Yachting Festival 2026 อีเวนต์ที่คนอยากมีเรือยอชต์เป็นบ้านหลังที่สองต้องเช็กอิน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere https://thestandard.co/life/europe-ski-trip-club-med-france-italy/ Sat, 07 Mar 2026 01:00:43 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1184750 สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere

หากพูดถึงจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์การเล่นสกีท่ามกลางธรร […]

The post สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere

หากพูดถึงจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์การเล่นสกีท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามตระการตา ‘ยุโรป’ คงเป็นพิกัดอันดับต้นๆ ในใจที่ใครหลายคนอยากไปเยือน เพราะขนาดมองผ่านหน้าจอก็ยังสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ที่ชวนให้อุทานคำว่าสวยอยู่ซ้ำๆ

 

เมื่อต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราถือโอกาสเดินทางไปพิสูจน์ความตระการตานั้นด้วยตาตัวเอง และเพื่อให้คุ้มค่ากับการเดินทาง ทริปนี้เราเลยเช็กอินสองบรรยากาศในทริปเดียวที่ Club Med Serre Chevalier ฝรั่งเศส และ Club Med Pragelato Sestriere อิตาลี 

 

 

มาลองสำรวจไปพร้อมกันว่า แต่ละพิกัดมีไฮไลต์อะไรที่ซ่อนอยู่ และเสน่ห์แบบไหนที่จะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับทริปสกีครั้งหน้าของคุณ

 

Why Here?

 

การปักหมุดมา Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere ในช่วงต้นกุมภาพันธ์นั้นเรียกว่าเป็นจังหวะทองที่ดีที่สุดของฤดูกาลสกีด้วยคุณภาพหิมะที่มีความนุ่ม แน่น และสมูท ให้ฟีลที่แตกต่างจากการเล่นสกีที่อื่น และแน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ทริปนี้ไร้กังวลคือการกินอยู่แบบ All-inclusive คอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Club Med จ่ายทีเดียวจบ ดูแลครบตั้งแต่ที่พัก Ski Pass ค่าเรียนและอุปกรณ์ อาหาร สารพันเครื่องดื่ม เรียกว่าเราจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเทือกเขาแอลป์ และโฟกัสกับความสุขตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ 

 


“The purpose of life is to be happy. The place to be happy is here. The time to be happy is now.” 

 Gérard Blitz, Founder of Club Med

 

โปรแกรมทริปนี้ที่แบ่งเป็นการพักที่ฝรั่งเศส 3 คืน และอิตาลี 4 คืน เริ่มจากการบินตรงจากกรุงเทพฯ ที่ให้เราหลับยาว 12 ชม. ถึงสนามบิน Milan Malpensa แล้วต่อรถอีกราว 3 ชั่วโมงมุ่งหน้าสู่ Club Med Serre Chevalier โดยมีรถจากรีสอร์ตมารับถึงที่

 

 

มาถึงโซนล็อบบี้ ทางผู้จัดการ และ G.O (Gentle Organizer) ของรีสอร์ตต่างต้อนรับเราด้วย Welcome Drink ก่อนที่จะแจกจ่ายคีย์การ์ดในรูปแบบ Wristband ให้เราไปพักผ่อนตามอัธยาศัย 

 

 

สิ่งแรกที่เราสะดุดตาคือดีไซน์แบบ Modern Alpine ที่หยิบเอาเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใสมาวางตัดกับงานไม้ ให้ความรู้สึกสนุกสนานแต่ยังคงความโฮมมี่ ทำให้พื้นที่ส่วนกลางดูมีชีวิตชีวา ชวนให้เราอยากนั่งเอนหลังพักผ่อน 

 

 

เหลือบไปด้านข้างในบริเวณเดียวกันจะเจอกับบูติกของทาง Club Med ที่มีทั้งชุด อุปกรณ์ แอ็กเซสเซอรีส์คุณภาพเยี่ยมสำหรับสกีจำหน่ายครบ หมดห่วงเรื่องการลืมอุปกรณ์ไปได้เลย 

 

 

ถัดไปอีกเล็กน้อยจะเจอกับเคาน์เตอร์บาร์ทอดยาวที่ให้เราสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ทั้งวัน 

 

 

ก่อนจะไปสำรวจอะไรเพิ่มเติม ขอแวะไป Freshen Up ตัวเองหลังจากนั่งเครื่องมานานๆ เล็กน้อย 

 

ผลักประตูเข้าห้องพักไปเป็นต้องว้าวกับการตกแต่งของห้องที่เน้นความสนุกสดใสสไตล์ Pop of Colors ด้วยคู่สีส้ม-น้ำเงินที่จัดจ้าน

 

 

ห้องที่เราเห็นนี้เป็นไทป์ Junior Family Superior Rooms พร้อมระเบียง และตัวห้องยังสามารถเชื่อมต่อกับห้องข้างๆ ได้ด้วย ตอบโจทย์สำหรับใครที่มากับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่  

 

 

หัวเตียงไม้ถูกดีไซน์เป็นรูปทรงพระอาทิตย์ หมอนอิงลายปักนักสกี บนเตียงนอนมีของที่ระลึกน่ารักๆ จาก Club Med และยังมีมุมโซฟาให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ 

 

 

ห้องน้ำมีการตกแต่งที่โดดเด่นด้วยกระจกคู่ทรงกลมที่ออกแบบขอบไม้ให้มีลักษณะคล้ายเฟือง ตัดกับผนังสีน้ำเงินเข้มอย่างลงตัว และยังมีราวแขวนผ้าเช็ดตัวแบบทำความร้อนได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ตอบโจทย์เหล่าสกีเยอร์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะความสะดวกในการตากถุงเท้าสกีหรือผ้าชิ้นเล็กให้แห้งไว พร้อมใช้งานในเช้าวันถัดไป 

 

 

นอกจากนี้ยังมี Bathtub ให้ได้แช่ตัวหลังคลายเมื่อยจากสกี ส่วนห้องน้ำในส่วนของชักโครกจะถูกแยกออกเป็นอีกห้องหนึ่งอย่างเป็นสัดส่วน ถือเป็นเลย์เอาต์ที่สะดวกไปอีกแบบ 

 

ลองสำรวจผลิตภัณฑ์อาบน้ำก็พบว่ามันแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Club Med ในจีนที่เราเคยไปมา ที่นี่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Savoir-Faire ที่มีจุดเด่นเรื่อง Hydration และกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น เหมาะจะรีเฟรชร่างกายหลังการเล่นสกีเป็นอย่างดี  

 

อ่านเพิ่มเติม: Club Med Changbaishan สกีรีสอร์ตพรีเมียมในจีนที่ครอบครัวและมือใหม่หัดสกีต้องรัก

 

 

จุดที่ประทับใจมากเป็นพิเศษคือ วิวจากระเบียงห้อง ภาพทุกอย่างตรงหน้าถูกเคลือบด้วยสีขาวโพลนเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในฉากหนังช่วงคริสต์มาส ลมเย็นปะทะใบหน้าพร้อมอากาศบริสุทธิ์ที่เราสามารถสูดหายใจได้เต็มปอดแบบไม่ต้องกังวลเรื่อง PM2.5 

 

 

อากาศที่สดชื่นและธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความตั้งใจของ Club Med ในการรักษาพื้นที่รอบๆ รีสอร์ตให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการออกแบบอาคารให้เป็น Eco-Resort ที่เป็นมิตรต่อโลกจนได้รับมาตรฐาน Green Globe  

 

 

มาในส่วนปากท้องกันบ้าง ห้องอาหารของ Club Med จะเป็นแบบ All-You-Can-Eat ทุกมื้อ โดยมีห้องอาหารหลักที่ Le Vauban ที่จะเสิร์ฟเมนูยอดนิยมสไตล์อัลไพน์กับอาหารนานาชาติ และจะเวียนเปลี่ยนไปในทุกวัน 

 

 

ช่วงเช้าเราจะเจอกับมุมซีเรียล, Omelette Station, โยเกิร์ต เบเกอรี่เรียงรายมากมาย และบางวันเราจะเจอกับกองทัพเบเกอรี่ที่มีความยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ 

 

ไม่ว่าจะด้วยวัตถุดิบหรือขนาด การันตีว่าคนรักคาร์บต้องตาวาวแน่นอน

 

 

หรือถ้าใครเป็นสายผลไม้ก็ยิ้มได้กับมุมผลไม้สดที่ยกมาทั้งสวน ซึ่งผลไม้ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของทางรีสอร์ตที่อยากสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นไปพร้อมๆ กับการลดมลพิษจากการขนส่งระยะไกล 

 

 

ส่วนมื้อกลางวันจะมีความหลากหลายขึ้น อาทิ พาสต้า, พิซซ่า, Poke Bowl หรือเนื้อสัตว์เองที่น่าจะถูกใจสายโปรตีนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างที่เสิร์ฟมาทั้งตัว เนื้อย่าง ไก่อบ เป็นต้น

 

 

ใครที่มื้อกลางวันอาจจะกินไม่ได้เยอะมาก แล้วไปหิวเอาช่วงเย็น 4-5 โมง ที่นี่ก็มีบาร์ขนมเสิร์ฟแบบจัดเต็มอีกเช่นกัน เมนูที่ทำให้เราประทับใจแบบไม่ลืมเลือนคือ Hot Chocolate ที่หน้าตาเหมือน Ravioli ไส้ช็อกโกแลตเยิ้มๆ เสิร์ฟในช็อกโกแลตร้อน ท็อปด้วยวิปครีมพูนๆ เป็นนาทีที่ต้องลืมเรื่องแคลอรีไปก่อน แล้วปล่อยใจไปกับความอร่อยที่ฟินจนหยดสุดท้าย 

 

 

ส่วนดินเนอร์ที่จะมีความแกรนด์ต่างกันในแต่ละวัน อย่างช่วงที่เราไปจะเจอกับ Seafood on Ice และฟัวกราส์ สเตชันสุดฮอตที่แถวยาวเหยียดตลอด 

 

 

หากใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาดื่มด่ำกับมื้อค่ำที่ดูเป็นส่วนตัวขึ้นอีกนิด แนะนำให้จองห้องอาหาร Specialty อย่าง La Meije ที่เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นในรูปแบบการแชร์ริ่ง โดยมีไฮไลต์เป็น Wild Garlic Fondue หรือเมนูหินร้อน (Stone Cooking) ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ประจำภูมิภาค 

 

 

สำหรับกิจกรรมหรรษา ถ้าไม่มีก็คงไม่ใช่ Club Med ที่นี่จะมีตารางกิจกรรมที่ผลัดเปลี่ยนไปในแต่ละวัน อย่างช่วงที่เรามาจะมี Champagne Fountain & Fireworks ให้ได้ชนแก้วดูพลุสุดตระการตา 

 

 

หรือถ้าใครอิ่มจากดินเนอร์แล้วยังไม่อยากเข้านอนก็สามารถแวะนั่งดูโชว์ จิบเครื่องดื่มชิลๆ ได้ 

 

 

มาที่นี่ทั้งที พาร์ตที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องสกี วันแรกที่มาถึง ทางรีสอร์ตจะแนะนำให้ไปที่ Ski Pro Shop เพื่อฟิตติ้งรองเท้าและอุปกรณ์สำหรับการเล่นสกีในวันถัดไป 

 

ถ้าพูดถึงเรื่องอุปกรณ์ ที่นี่เลือกใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Rossignol ซึ่งการันตีความพรีเมียมด้วยมาตรฐานฝรั่งเศสที่นักกีฬาทั่วโลกไว้วางใจ ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยให้เล่นสกีได้สนุกขึ้นและดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยวเวลาอยู่บนลานหิมะ

 

 

สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อยคือการถูกถามน้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งปกติเราไม่เคยเจอ แต่ที่นี่เก็บข้อมูลละเอียดเพื่อปรับตั้งค่าสปริงสกีให้พอดีกับตัวเราที่สุด เป็นดีเทลความปลอดภัยที่ช่วยลดการบาดเจ็บและทำให้เรามั่นใจก่อนออกไปลุยลานหิมะจริงๆ

 

 

เมื่อฟิตติ้งอุปกรณ์ครบแล้ว เราสามารถนำไปเก็บที่ล็อกเกอร์เลขเดียวกับห้องพักได้เลย ซึ่งโซนล็อกเกอร์ที่นี่กว้างขวางจนแอบทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกตประมาณหนึ่ง

 

 

มาถึงช่วงเวลาที่รอคอยกับการเรียนสกี ความพิเศษของ Club Med Serre Chevalier คือการใช้ทีมครูฝึกจาก ESF ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนสกีที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี และขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการสอนระดับโลก 

 

 

คลาสสกีจะแบ่งเป็นสองช่วงคือเช้า-บ่าย มีพักเที่ยงชม.กว่า คลาสในช่วงเช้า ครูให้เราขึ้นกระเช้าไปยังสโลปที่ติดกับตัวรีสอร์ต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Serre Chevalier Vallée ลานสกีระดับโลกที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศส 

 

ความเจ๋งคือเส้นทางที่เชื่อมต่อหลายหมู่บ้านเข้าด้วยกัน ทำให้มีสโลปให้เลือกเล่นจุใจ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงเส้นทางท้าทายกลางหุบเขา

 

 

เมื่อขึ้นมาถึง วิวขาวโพลนของภูเขาหิมะก็ทำให้เราใจตุ้มต่อมเบาๆ พร้อมกับอาการ ‘หิวน้ำ’ ที่ตามมาทันที ด้วยอากาศบนเขาที่มีความชื้นต่ำและออกซิเจนน้อย ร่างกายจะสูญเสียน้ำเร็วกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว ใครที่จะมาเล่นสกีบนที่สูงแบบนี้ เราแนะนำให้ดื่มน้ำตุนไว้เยอะๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มคลาส 

 

 

เริ่มแรกครูให้เราวอร์มร่างก่อนเล็กน้อยด้วยการฝึกบนสโลประยะสั้นๆ ก่อนจะพาขึ้นไป Easy Boarder ซึ่งต้องใช้ T-Bar พาขึ้นไป 

 

 

T-Bar เป็นอะไรใหม่ๆ สำหรับใครหลายคนในทริปนี้ ด้วยความที่ต้องเอาบาร์หนีบไว้ระหว่างขาแล้วให้มันดึงเราขึ้นไปด้านบน ถ้าเผลอทรงตัวไม่ดีก็มีโอกาสหลุดร่วงจาก T-Bar ได้ 

 

 

ด้วยความที่ในกรุ๊ปมีเพื่อนที่ไม่เคยเล่นสกีมาก่อน ครูเลยพามาประเดิมกันที่สโลประดับง่ายเพื่อปรับพื้นฐาน ซึ่งสำหรับเราที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง สโลปนี้อาจไม่ยากนักแต่ก็มีจุด Bumpy ให้ได้ลุ้นเป็นระยะ ถ้าจังหวะเบรกไม่ดีก็มีสิทธิ์ล้มกลิ้งได้ (เช่นเรา)  

 

ในช่วงพักกลางวัน ที่นี่มีธรรมเนียม Après-ski สุดคึกคักให้เราได้ปาร์ตี้เอาต์ดอร์ท่ามกลางความหนาว อิ่มอร่อยกับเมนูหลากหลายทั้ง Cold Cut และ Kebab ร้อนๆ ที่ปรุงกันสดๆ พร้อมดนตรีจากดีเจที่เปิดบิลด์อารมณ์ให้ได้เต้นสนุกกันกลางแจ้ง เป็นช่วงเวลาเติมพลังที่ฟีลกู๊ดมาก

 

 

ในช่วงบ่ายเราเลยยังซ้อมกันอยู่ที่เดิมเพื่อให้พื้นฐานแน่นพอสำหรับสโลปที่ท้าทายกว่าในวันถัดไป 

 

สำหรับวันที่สอง ครึ่งเช้าครูยังให้เราฝึกที่สโลปเดิม ถือเป็นการแก้ตัวที่ล้มไปเมื่อวาน พอเข้าช่วงบ่าย ครูก็พาเรานั่งรถบัสออกมาเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสสโลปในมุมอื่นของ Serre Chevalier Vallée เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของที่นี่

 

ภาพ: serre-chevalier

ภาพ: serre-chevalier

 

การขึ้นสู่ยอดเขาที่นี่เราต้องต่อกระเช้าถึง 2 ช่วง โดยเริ่มต้นนั่ง Gondola จากฐาน Chantemerle ขึ้นมายังสถานีกลาง ก่อนจะเปลี่ยนไปขึ้น Cable Car สไตล์วินเทจ ทรงป้อมสีครีมสุดคลาสสิกที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1941 ซึ่งให้ฟีลย้อนยุคและตื่นเต้นไปพร้อมกันด้วยความโคลงเคลงและเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ จนเราแอบส่งสายตาล้อเล่นกับผู้ร่วมทริปว่านี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน

 

 

หลังจากนั้นเรามาต่อ Chairlift จากสถานี Aravet เพื่อไต่ระดับความสูงขึ้นสู่ Cote Chevalier ที่ระดับกว่า 2,000 เมตร 

 

 

ทันทีที่ขึ้นมาถึง ภาพตรงหน้าทำเอาเราตื้นตันจนน้ำตาคลอ ทิวทัศน์ของเทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ตระการตาราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ การได้เห็นความอลังการด้วยตาเนื้อในจุดที่สูงที่สุดในชีวิต ท่ามกลางลมหนาวที่ปะทะร่างตลอดเวลา มันมีแต่ความรู้สึกขอบคุณที่ครั้งหนึ่งได้มายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ 

 

 

ตรงนี้คือจุดถ่ายรูปที่ทั้งสูงชันและหวาดเสียว แต่ความสวยงามของมันก็สะกดจนเราลืมความกลัวไปเลย ระหว่างที่ยืนเก็บภาพ ก็มีเหล่านักสกีมือโปรพุ่งตัวลงไปตามความลาดชันในจุดเดียวกับที่เรายืนอยู่ เห็นแล้วก็อดเสียวแทนไม่ได้ 

 

 

เมื่อเก็บภาพความประทับใจจนหนำใจแล้ว ครูก็พาเราเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่ด้วยการสกีลง Blue Slope ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟวิวสุดอลังของเทือกเขาแอลป์ให้ดูแบบเต็มตาแล้ว ยังทำให้เราใจเต้นแรงแทบหลุด โดยเฉพาะช่วงท้ายของสโลปที่มีจังหวะความชันจนคุมความเร็วได้ยากพอสมควร ถ้าสมาธิหลุดหรือเบรกไม่ทันเพียงนิดเดียว ก็มีสิทธิ์ได้ล้มลงไปคลุกหิมะเย็นฉ่ำแน่นอน

 

 

ถ้าใครเล่นสกีเสร็จแล้วยังมีแรงเหลือ ที่นี่ก็มียิมและสระว่ายน้ำให้ไปยืดเส้นยืดสายกันต่อ หรือถ้าหมดแรงแล้วอยากหาที่ผ่อนคลาย แนะนำให้แวะไปสปาของ Payot แบรนด์ดังจากฝรั่งเศสที่พร้อมดูแลคุณหัวจรดเท้า

 

 

ส่วนใครที่พาลูกน้อยมาด้วยก็หายห่วงได้เลย เพราะ Club Med มี Mini Club คอยดูแลน้องๆ ให้สนุกได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่

 

 

ถือเป็นการจบทริปที่ฝรั่งเศสได้อย่างสวยงาม ก่อนจะย้ายเมือง เราแวะเที่ยว Briançon เมืองป้อมปราการที่สูงที่สุดในยุโรป ซึ่งอยู่ห่างจากรีสอร์ตเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น เสน่ห์ของที่นี่คือความเป็นเมืองมรดกโลก UNESCO ที่มีทางเดินหินคลาสสิกและร้านรวงน่ารักๆ ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย

 

 

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือจุดถ่ายรูปบริเวณสะพานหินเก่าแก่ที่ทอดข้ามหุบเขา ตรงนี้จะได้ภาพป้อมปราการตั้งตระหง่านตัดกับยอดเขาหิมะและแนวสน เป็นมุมที่สวยสะกดจนต้องหยุดกดชัตเตอร์รัวๆ ก่อนที่เราจะนั่งรถต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อข้ามพรมแดนไปยัง Club Med Pragelato Sestriere ฝั่งอิตาลี

 

 

ทันทีที่เดินทางมาถึง Club Med Pragelato Sestriere บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์

 

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือโดมใสทรงเรขาคณิตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลาน  สเปซแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้เข้ามาทำ Easy Check-in กันอย่างสะดวกสบายหรือจะเข้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจก็ได้เช่นกัน

 

 

ทันทีที่รับกุญแจห้องซึ่งยังคงรูปแบบดอกกุญแจจริงๆ มาไว้ในมือ ก็สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ความคลาสสิกที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นหมู่บ้านอิตาลีแท้

 

ห้องพักของที่นี่จะมาในรูปแบบชาเลต์ไม้ (Chalet) หลังเล็กหลังน้อยที่กระจายตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา Piedmont ซึ่งห้องของเราเป็นไทป์ Superior Room พร้อมระเบียงส่วนตัว ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่เขยิบห่างจากล็อบบี้ออกมาเล็กน้อย ทำให้ระหว่างทางเดินเข้าที่พัก เราได้เดินชมเสน่ห์และรายละเอียดที่น่ารักของบ้านไม้แต่ละหลังไปด้วยในตัว

 

 

เพียงเปิดประตูเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากเสน่ห์ของบ้านไม้ที่ตกแต่งอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเพดานลาดเอียงโชว์คานไม้จริง ผสานกับการเลือกใช้โทนสีและแสงไฟที่นุ่มนวล  

 

 

ภายในห้องน้ำแยกโซนเปียกแห้งได้อย่างดี โดยที่นี่จะเป็นแบบฝักบัว ในขณะที่ชักโครกถูกแยกไปไว้อีกห้องหนึ่งเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศส  

 

 

ลองเปิดประตูระเบียงไปสูดอากาศก็จะเจอกับวิวหมู่บ้านหิมะสุดคลาสสิก บรรยากาศเงียบสงบ และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเทือกเขาแอลป์ 

 

 

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ไหนๆ ก็เป็นทางผ่านก่อนไปล็อบบี้แล้วก็แวะสำรวจยิมสักหน่อย ยิมที่นี่ตั้งอยู่ในบ้านไม้ที่รวบตึงอุปกรณ์สำหรับ Cardio และ Strengthening เข้าด้วยกัน ค่อนข้างครบครันและสะดวกดีทีเดียว 

 

 

ถ้าใครไม่เน้นเบิร์น แต่เน้นเพลิน ก็สามารถแวะไปสปาข้างๆ ได้ ที่นี่ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จาก Payot เช่นกัน 

 

 

มุ่งหน้าสู่ Ski Pro Shop ต่อ เพราะครั้งนี้เราจะเปลี่ยนไปเล่นสโนว์บอร์ดแทน บรรยากาศในห้องเก็บอุปกรณ์ของที่นี่มีความ Old School ชวนให้นึกถึงล็อกเกอร์ในโรงเรียนประจำที่ดูเท่และคลาสสิก 

 

 

หากใครลืมอุปกรณ์สกีก็สามารถแวะที่บูติกได้ ที่นี่มีอุปกรณ์สวยๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย

 

 

แวะมาดูในส่วนของห้องอาหารกันบ้าง ห้องอาหารหลักที่เสิร์ฟความอร่อยแบบ All-You-Can-Eat ของที่นี่คือ Il Piemonte โดยไลน์อาหารจะเป็นการผสมผสานอาหารพื้นเมืองของอิตาลีกับสไตล์นานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน 

 

 

ภายในตกแต่งในบรรยากาศร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากขุนเขา ให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยงานไม้สุดคลาสสิก

 

 

และยังมีโซนสำหรับคนที่อยากดื่มด่ำมื้ออาหารในบรรยากาศที่ไพรเวตขึ้นอีกด้วย 

 

 

มื้อเช้าที่นี่นับว่าเป็นการเริ่มต้นวันที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสลัดผักสด โยเกิร์ตธรรมชาติ หรือบรรดาเบเกอรี่ที่อบใหม่จนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง โดยเฉพาะครัวซองต์แอปริคอตที่เราแนะนำมากๆ (ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึง)  

 

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูที่หาได้ยากและไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนอย่าง Porridge Au Chocolat หรือพอร์ริดจ์ช็อกโกแลตอุ่นๆ ซึ่งเป็นการนำข้าวมาเคี่ยวจนเนื้อเนียนนุ่มผสมผสานกับช็อกโกแลตเข้มข้น 

 

เมนูนี้ถือเป็นการหยิบเอาของดีประจำแคว้น Piedmont ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดี และเมืองหลวงแห่งช็อกโกแลตของอิตาลีมามิกซ์กันได้อย่างลงตัว กลายเป็นเมนูที่ให้พลังงานและเติมความอบอุ่นก่อนออกไปลุยหิมะได้ดีทีเดียว

 

 

ในขณะที่มื้อกลางวัน ไลน์อาหารจะเพิ่มความหลากหลายด้วยพาสต้าเส้นสดและเมนูเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่ Serre Chevalier แต่จานเด็ดที่ทำให้เราต้องกลับมาซ้ำทุกวันคือ Beef Patty ด้วยเนื้อที่มันน้อย ผสานกับเท็กซ์เจอร์ที่ย่างจนหอมกรุ่นเตะจมูก ถือเป็นเมนูเติมพลังช่วงพักเที่ยงที่ดีเยี่ยม  

 

 

ในส่วนของความอลังการ ต้องยกให้มื้อเย็นที่นี่จริงๆ  เพราะไลน์อาหารจัดเต็มครบทั้งซีฟู้ด เนื้อ คาร์บ และผักที่มีให้เลือกอย่างครบครัน รวมถึงเมนูไฮไลต์อย่างฟัวกราส์ ซึ่งสูตรของฝั่งอิตาลีจะแตกต่างจากที่ Serre Chevalier เล็กน้อย แต่ก็ให้รสสัมผัสที่อร่อยไปอีกแบบ  

 

 

สำหรับสายหวาน บอกเลยว่าต้องประทับใจไลน์ขนมที่นี่เช่นเดียวกับเราแน่ เพราะมีทั้งเค้ก ชูครีม เอแคลร์หลากรสที่ทำสดใหม่วางเรียงรายจนละลานตา หรือจะเลือกเป็นฟองดูว์ช็อกโกแลตพรีเมียมกินคู่กับสตรอว์เบอร์รีสดหวานลูกโตก็เป็นอะไรที่อร่อยสาแก่ใจจริงๆ

 

 

หากมาพักหลายคืนแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศดินเนอร์ ที่นี่ก็มี Specialty Restaurant อย่าง La Tana ไว้รองรับ โดยคุณจะได้ดื่มด่ำกับเมนูซิกเนเจอร์ของแคว้น Piedmont อย่าง Piedmontese Fondue ที่ใช้ชีส Fontina เนื้อเนียนนุ่มเข้มข้น ซึ่งถือเป็นรสชาติต้นตำรับของภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงจานเนื้อที่ให้เราย่างกันสดๆ ที่โต๊ะ นอกจากนี้ ที่นี่ก็ยังเป็น Wine Bar ในตัว ซึ่งมีตัวเลือกไวน์จากหลายแหล่งมาให้สายดื่มได้เลือกกันอย่างถูกใจ

 

 

มาถึงอิตาลีทั้งที ถ้าไม่ได้ลิ้มรสพิซซ่าต้นตำรับก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่นี่มี La Trattoria ร้านพิซซ่าเตาถ่านไวบ์เก๋ให้คุณได้เอ็นจอยกับพิซซ่าถาดโต​ (คนเดียว) คู่กับไวน์ที่ใช่ในบรรยากาศส่วนตัว 

 

 

เมนูที่ลองแล้วต้องบอกต่อคือหน้า Siciliana ที่อัดแน่นด้วยกุ้งตัวโต ผสานซอสสูตรพิเศษและซอสเพสโต้หอมกรุ่น ท็อปด้วยผักร็อกเกตสดเพิ่มมิติของรสชาติ 

 

 

แค่คำแรกที่ตักเข้าปากก็ต้องอุทาน มันอร่อยจนตะลึง เท็กซ์เจอร์แป้งเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นเตาถ่าน รสชาติกลมกล่อม ให้ความรู้สึกเหมือนมันกุ้งแต่ได้ความหอมของเพสโต้ชัดเจน เป็นมื้อที่ฟินจนอยากกลับมาซ้ำอีกรอบ

 

ในระหว่างที่เรากำลังเอ็นจอยกับมื้ออาหาร ก็มีทีม G.O ของ Club Med แวะเวียนมาร้องเพลงและเต้นรำอย่างสนุกสนาน ช่วยสร้างสีสันและเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้ดูครึกครื้นขึ้นมาทันที เป็นเสน่ห์ความสนุกแบบเป็นกันเองที่หาได้เฉพาะที่นี่จริงๆ

 

 

อิ่มท้องแล้วจะเข้านอนเลยก็เหมือนมาไม่ถึง Club Med อีกเช่นกัน เลยแวะไปสำรวจบาร์สักหน่อย ที่นี่มีบาร์อยู่สองโซน โซนแรกเป็น Borgata ซึ่งตั้งอยู่ติดกับร้านพิซซ่า เหมาะกับการแวะมานั่งชิลๆ ในมุมสงบ คืนที่เราแวะไปมี Live Saxophone Jazz ซึ่งบอกเลยว่าเพลงดีมาก สามารถนั่งฟังได้ยาวๆ

 

 

แต่ถ้าเป็นสาย Extrovert เน้นความคึกครื้น ต้องแวะไปที่ The Lanterna บาร์หลักของรีสอร์ตซึ่งตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ส่วนกลาง ให้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ช่วงเย็นจะมีวงดนตรีมาคัฟเวอร์เพลงเพราะๆ ให้ฟัง และต้องขอชมว่านักร้องเสียงดีจริงๆ ขนาดว่าเพลงระดับ Diva อย่าง Adele ก็ยังเอาอยู่ 

 

หรือถ้าเน้นปาร์ตี้ก็ไม่ควรพลาดช่วงกลางคืน เพราะ Club Med จะมีการแสดงและเซสชันให้ทุกคนได้แดนซ์เบิร์นแคลฯ กันแน่นอน

 

 

นอกจากนี้บางวันก็จะมี In-house Artist ของทางรีสอร์ตแวะมาวาดรูป Portrait น่ารักๆ ให้กับเราเป็นที่ระลึกอีกด้วย แถมยังใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น  

 

 

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เราตั้งตารออย่างการเล่นสโนว์บอร์ด หากเทียบกับสกีแล้ว สกิลสำหรับสโนว์บอร์ดเราน่าจะเป็นศูนย์ จะเรียกว่าเริ่มเรียนใหม่ก็ว่าได้ 

 

ทริปนี้เราเลยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Beginner ที่เป็นมือใหม่จริงๆ ช่วงเช้าครูจะพาเราขึ้น Gondola ไปยังสโลประดับเบบี๋เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งโรงเรียนสอนสกีของที่นี่จะไม่ใช่คนของ Club Med โดยตรง แต่เป็นของโรงเรียนสกีในย่านนี้ ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพสูงเช่นกัน

 

 

ในวันแรก ครูให้เราฝึกท่าพื้นฐานอย่าง Heel-edge, Toe-edge วนไปอยู่แบบนั้นทั้งวัน ด้วยคอนดิชันหิมะที่ดีและการสอนที่เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถทำท่าได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง 

 

 

วันที่สอง ครูพาเราขึ้นบัสไปสโลปที่ชื่อว่า Jolly ซึ่งเป็นสโลปที่มีความยาก-ง่ายหลายระดับ แต่วันนี้ครูให้เราฝึกกับสโลปที่ง่ายที่สุดเพื่อให้ท่าเป๊ะยิ่งขึ้น

 

 

ในช่วงเบรก เราจะเจอกับ Apres-Ski ที่ให้ความสนุกไปอีกแบบ สเปซตรงกลางที่อยู่ติดกับโดมใสจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่สังสรรค์ในบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมมีวงดนตรีสดมาสร้างความคึกครื้นให้เหล่านักสกีได้ผ่อนคลายกันอย่างเต็มที่

 

 

สำหรับการเรียนสโนว์บอร์ดวันสุดท้าย อาจจะด้วยความที่เป็นวันทิ้งทวน เราเลยรีเควสให้ครูพาไปลุย Blue Slope ซึ่งหลังจากครูพิจารณาสภาพนักเรียนทุกคนแล้ว…ครูก็จัดให้ 

 

พอได้มาลองสโนว์บอร์ดแบบเต็มตัวบนสโลปนี้ ก็ถึงบางอ้อทันทีว่าภาวะที่ต้นขาเบิร์นขั้นสุดจนต้องไปนั่งกองกับพื้นมันเป็นอย่างไร 

 

 

การเรียนสโนว์บอร์ดที่นี่เป็นความประทับใจที่เกินคาดสำหรับเรา ด้วยเทคนิคการสอนของครูที่เข้าใจง่าย ทำให้เราพัฒนาได้ไวและปลดล็อกสกิลใหม่จนได้รู้จักร่างกายตัวเองดียิ่งขึ้น  

 

 

มากกว่าการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คือการได้พบปะเพื่อนใหม่จากคนละซีกโลกที่บังเอิญโคจรมาเจอกัน 

 

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การได้มาแบ่งปันแพสชันเดียวกันท่ามกลางหิมะแบบนี้ ก็กลายเป็นมิตรภาพที่น่าประทับใจและเป็นประสบการณ์ที่เราคงไม่มีวันลืม

 

 

Worth it

 

  • ประสบการณ์สกีวิวล้าน: ดื่มด่ำความงามของเทือกเขาแอลป์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร
  • สวรรค์ของฟู้ดดี้: อิ่มอร่อยกับอาหารคุณภาพเยี่ยมและเครื่องดื่มที่เอ็นจอยได้ไม่อั้นตลอดทริป
  • พักผ่อนอย่างมีสไตล์: ห้องพักสะดวกสบายที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไปในแต่ละที่
  • ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์: ไม่ว่าจะสายลุยสกีหรือสายชิลนั่งจิบกาแฟชมวิว ก็มีกิจกรรมรองรับครบทุกสไตล์
  • อบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน: ทีมงานทุกคนเฟรนลี่และต้อนรับอย่างใส่ใจตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย
  • มิตรภาพไร้พรมแดน: การได้พบเจอเพื่อนใหม่จากทั่วโลกที่มีแพสชันเดียวกัน ทำให้ทุกช่วงเวลาน่าจดจำยิ่งขึ้น

 

Club Med Alps

Tel: 02 035 6788

Booking: Club Med Pragelato Sestriere พร้อมเปิดให้บริการสำหรับการเข้าพักระยะสั้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2026 เป็นต้นไป จากปกติที่จะมีการกำหนดการเข้าพักขั้นต่ำประมาณ 1 สัปดาห์

(ยกเว้นช่วงสัปดาห์ที่มีความต้องการเข้าพักสูง เช่น วันที่ 27 ธันวาคม และ 14 กุมภาพันธ์) 

โดยมีรูปแบบการเข้าพักที่กำหนดไว้ดังนี้:

  • แพ็กเกจ 3 คืน (วันอาทิตย์-วันพุธ)
    • บริการคลาสสกีแบบกลุ่ม: ให้บริการในวันจันทร์, อังคาร และพุธ
  • แพ็กเกจ 4 คืน (วันพุธ-วันอาทิตย์)
    • บริการคลาสสกีแบบกลุ่ม: ให้บริการในวันพุธ, พฤหัสบดี และศุกร์ 

(หมายเหตุ: สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานการสกีแล้วเท่านั้น ไม่รับผู้เริ่มต้นใหม่)

 

  • Winter 2027 Sales Opening

สำรองที่พักล่วงหน้าเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับแพ็กเกจฤดูหนาวปี 2027 โดยขณะนี้ได้เริ่มเปิดให้สำรองที่พักในโซนญี่ปุ่น ยุโรป และแคนาดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับรีสอร์ตในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งหมดจะเริ่มเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมนี้เป็นต้นไป

 

Website: 

Instagram: https://www.instagram.com/clubmedalpes/  

Facebook: https://www.facebook.com/ClubMedThailand

 

 

The post สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere appeared first on THE STANDARD.

]]>
พร้อมหรือยัง เหล่าโจรสลัด! เพราะพรุ่งนี้สวนลุมพินีแปลงร่างเป็น ‘แกรนด์ไลน์’ https://thestandard.co/life/one-piece-grand-line-lumphini/ Fri, 06 Mar 2026 11:23:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1185146 ภาพปลาวาฬยักษ์ ‘ลาบูน’ ลอยเด่นกลางทะเลสาบสวนลุมพินี ในกิจกรรมโปรโมต ONE PIECE Live-Action

พร้อมหรือยัง เหล่าโจรสลัด! เพราะพรุ่งนี้สวนลุมพินีอาจไม […]

The post พร้อมหรือยัง เหล่าโจรสลัด! เพราะพรุ่งนี้สวนลุมพินีแปลงร่างเป็น ‘แกรนด์ไลน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปลาวาฬยักษ์ ‘ลาบูน’ ลอยเด่นกลางทะเลสาบสวนลุมพินี ในกิจกรรมโปรโมต ONE PIECE Live-Action

พร้อมหรือยัง เหล่าโจรสลัด! เพราะพรุ่งนี้สวนลุมพินีอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

Netflix ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เนรมิตสวนลุมพินีให้กลายเป็นโลกแห่งการผจญภัยของเหล่าโจรสลัด เปลี่ยนสวนลุมให้กลายเป็น ‘แกรนด์ไลน์’ โลกทะเลกว้างใหญ่จากการ์ตูนระดับตำนาน ONE PIECE เพื่อโปรโมตซีรีส์ Live-Action Season 2 โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก ทั้งฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่สำหรับประเทศไทยจัดเต็มในสไตล์ ‘Thailand Grand Style’ ที่เพิ่มสีสันและบรรยากาศให้แฟนๆ ได้อินกับโลกของ ONE PIECE มากยิ่งขึ้น

 

ไฮไลต์อยู่ที่คือการปรากฏตัวของ ‘ลาบูน’ ปลาวาฬยักษ์ ที่ลอยเด่นอยู่กลางทะเลสาบราวกับหลุดออกมาจากซีรีย์ เปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ถ่ายภาพและสัมผัสบรรยากาศการออกเดินทางสู่แกรนด์ไลน์ พร้อมกิจกรรมต่างๆ ในธีมโจรสลัด ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเรือถีบเพื่อชมลาบูนแบบใกล้ๆ การถ่ายรูปกับคาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง ลูฟี่ และ ช็อปเปอร์ ไปจนถึงมุมนั่งปิกนิกชิลๆ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงที่ถูกแต่งแต้มให้มีกลิ่นอายของโลก ONE PIECE

 

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการโปรโมตซีรีส์ แต่ยังกลายเป็นแลนด์มาร์กชั่วคราวของกรุงเทพฯ ที่แฟน ONE PIECE และนักท่องเที่ยวสามารถมาเช็กอิน ถ่ายรูป และแชร์โมเมนต์สนุกๆ ลงโซเชียลได้ตลอดช่วงจัดงาน

 

ใครสนใจแวะไปเลยที่สวนลุมพินี (โซนทะเลสาบ) ตั้งแต่วันที่ 7 – 16 มีนาคม 2569

 

ภาพ: สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

The post พร้อมหรือยัง เหล่าโจรสลัด! เพราะพรุ่งนี้สวนลุมพินีแปลงร่างเป็น ‘แกรนด์ไลน์’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 HOURS LIFE with พุฒ พุฒิชัย กับวันที่ต้องมาดูแลบ้านคนสำคัญแล้วก็รักตัวเอง https://thestandard.co/life/4-hours-life-with-push-puttichai-lifestyle/ Thu, 05 Mar 2026 10:12:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1184217 ดีเจ พุฒ

4 HOURS LIFE with พุฒ พุฒิชัย กับวันที่ต้องดูแลบ้าน และ […]

The post 4 HOURS LIFE with พุฒ พุฒิชัย กับวันที่ต้องมาดูแลบ้านคนสำคัญแล้วก็รักตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีเจ พุฒ

4 HOURS LIFE with พุฒ พุฒิชัย กับวันที่ต้องดูแลบ้าน และคนสำคัญ พร้อมกับรักตัวเอง

 

ช่วงนี้ดีเจพุฒ พุฒิชัย หันมาให้เวลากับไลฟ์สไตล์อีกด้านมากขึ้น ทั้งการดูแลบ้านดูแลครอบครัว และดูแลตัวเองควบคู่กันไป จากวันที่ชีวิตเร่งรีบ วันนี้เขาเลือกใช้เวลาว่างกับสิ่งใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การกินอย่างสมดุล หรือการใช้เวลาคุณภาพกับคนสำคัญในชีวิต

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 1ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 2

 

หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเขาในช่วงนี้ คือบ้านสวนที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อเติมพื้นที่สีเขียวให้ชีวิต บ้านหลังเล็กท่ามกลางธรรมชาติที่รวมทั้งสวนสวยและโซนเกษตรไว้ด้วยกัน กลายเป็นพื้นที่พักใจให้ทั้งตัวเองและครอบครัว ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเรียบง่าย ตั้งแต่กิจกรรมกลางแจ้งไปจนถึงมุมโปรดที่ช่วยให้บ้านน่าอยู่ยิ่งขึ้น

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 3ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 4

 

4 HOURS LIFE ครั้งนี้ เราจะพาไปซึมซับวันสบายๆ ของ ดีเจพุฒ กับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์ ตั้งแต่การคัดสรรของแต่งบ้านชิ้นโปรด กิจกรรมดูแลสุขภาพ ไปจนถึงมื้ออร่อยที่เติมพลังให้กับร่างกาย โดยมีบัตรเครดิตยูโอบี เป็นเพื่อนคู่ใจที่ช่วยให้ทุกโมเมนต์ของการพักผ่อนสมบูรณ์แบบและคุ้มค่ายิ่งกว่าที่เคย 

 

บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 5

 

CHANINTR CRAFT 

 

เริ่มต้นกันที่สถานที่แรกอย่าง CHANINTR CRAFT พื้นที่รวมไอเดียแต่งบ้านที่สะท้อนตัวตนของคนรักความอบอุ่นและธรรมชาติ โดยเฉพาะสาขานี้ที่เน้นไปที่งานไม้และของตกแต่งสไตล์โฮมมี่ ภาพรวมสินค้าดูมีกลิ่นอายของงานดีไซน์แบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเจพุฒชื่นชอบ โดยเขามักจะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้มาตั้งแต่บ้านหลังแรกจนถึงบ้านสวนหลังล่าสุดที่เขากำลังตั้งใจทำให้เป็นพื้นที่พักใจของครอบครัว สำหรับเขา การเลือกเฟอร์นิเจอร์ไม่ใช่แค่เรื่องดีไซน์ แต่คือการเลือกสิ่งที่อยู่แล้วสบายใจและเข้ากับบรรยากาศของบ้านจริง ๆ

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 6ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 7

 

ดีเจพุฒเล่าว่าเขาเป็นคนคลั่งไคล้งานไม้ เห็นโต๊ะไม้สวยๆ เป็นต้องหยุดดู เพราะเสน่ห์ของลายไม้ ความไม่สมบูรณ์แบบ และผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ทำให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน ยิ่งเป็นไม้แผ่นเดียวแบบไม่ต่อ ยิ่งรู้สึกถูกใจเป็นพิเศษ ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เขาแวะมาทุกครั้ง ที่ต้องการของแต่งบ้านที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความรู้สึก

 

เลือกเฟอร์นิเจอร์เท่ๆ สำหรับแต่งบ้าน ชำระผ่านบัตรเครดิตยูโอบี สามารถแบ่งชำระ 0% นาน 3เดือน พร้อมรับบัตรของขวัญเพิ่มรวมสูงสุด 15% ตั้งแต่ 1 มี.ค. 69 – 31 ธ.ค. 69

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

* บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
* ดอกเบี้ย 0% เมื่อลูกค้าชำระเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนดชำระ

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 8

 

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-19.00 น. 

Address: ทองหล่อ

Map: https://maps.app.goo.gl/BbinXeNt5MS199Gy8

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 9

 

Au Bon Pain Luxe

 

เมื่อการดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การเลือกกินก็ต้องบาลานซ์ทั้งสุขภาพและความสุข ดีเจพุฒมองว่าการกินไม่จำเป็นต้องเคร่งจนเกินไป แต่ควรเลือกสิ่งที่ทำให้ร่างกายรู้สึกดีและสดชื่น คาเฟ่ที่มีเมนูเพื่อสุขภาพอย่าง Au Bon Pain Luxe จึงเป็นอีกหนึ่งจุดแวะระหว่างวัน 

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 10ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 11

 

เขาเลือกเมนูที่ช่วยรีเฟรชร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกันอย่าง Extra C-Boost Acerola Cherry เมนูนี้เป็นสมูทตี้จากผลไม้หลากหลายชนิดทั้งเชอร์รี มะม่วง สับปะรด และกินคู่กับเมนู Salmon Rocket Focaccia ซึ่งเป็นแซนด์วิชที่กินแล้วไม่รู้สึกหนักเกินไป และสองเมนูนี้ยังช่วยรีเซ็ตตัวเองก่อนกลับไปทำกิจกรรมอื่นต่อในวันนั้น

 

สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบี รับส่วนลด 10%* ที่ Au Bon Pain เมื่อทานครบ 300 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป และแลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่มสูงสุด 20%* เมื่อใช้คะแนนสะสมยูโอบี รีวอร์ด เท่ากับยอดใช้จ่ายสุทธิ (เฉพาะบัตรที่ร่วมรายการ) 15 ต.ค. 68 -15 ต.ค. 69 

 
* เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
* บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

 

Open: เปิดทุกวัน เวลา 07.30-20.30 น. 

Address: EmQuatier

Map: https://maps.app.goo.gl/gMtUtYMuEzbzFBaM9

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 13

 

FitWhey Gym

 

การออกกำลังกายคือหนึ่งในสิ่งที่ดีเจพุฒให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น เขาเชื่อว่าการมีกล้ามเนื้อและความแข็งแรงเป็นเรื่องของการดูแลตัวเองในระยะยาว ไม่ใช่แค่เพื่อรูปร่าง แต่เพื่อให้ยังใช้ชีวิต ทำงาน และใช้เวลากับครอบครัวได้อย่างเต็มที่ในทุกวัน การเข้าฟิตเนสจึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาสร้างหุ่น แต่เป็นการลงทุนกับสุขภาพในอนาคต

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 14ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 15

 

FitWhey Gym คือหนึ่งในสถานที่ที่เขาเลือกมาออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะตอบโจทย์การฝึกแบบจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งเวทเทรนนิ่งที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อแบบครบทุกส่วน และการคาร์ดิโอเพื่อเสริมความแข็งแรงของหัวใจ ดีเจพุฒเล่าว่ารูทีนของเขาคือการเข้ายิมสัปดาห์ละ 2–3 วัน สลับกับการออกกำลังกายที่บ้านในวันที่ไม่มีเทรนเนอร์ ทำให้การดูแลร่างกายไม่รู้สึกกดดัน แต่กลายเป็นกิจวัตรที่ทำได้จริงและอยู่กับชีวิตประจำวันได้ในระยะยาว

 

Open: เปิดทุกวัน เวลา 08.00-23.00 น. 

Address: Bravo Rama9

Map: https://maps.app.goo.gl/p4KdDFDJ6heGt4mA9

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 16

 

REV RUNNR

 

การวิ่งเป็นกีฬาที่อยู่กับดีเจพุฒมานานหลายปี ตั้งแต่ช่วงที่วิ่งสายสปีดจริงจัง ไปจนถึงวันที่ปรับมาเป็นการวิ่งเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน สำหรับเขาการวิ่งคือกิจกรรมที่เรียบง่าย แค่หยิบรองเท้า ใส่ แล้วออกไปลุยได้ทันที เป็นช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองและดูแลร่างกายไปพร้อมกัน

 

ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 17ภาพ พุฒ พุฒิชัย กับไลฟ์สไตล์การดูแลบ้าน ครอบครัว และตัวเอง 18

 

ซึ่งร้านที่เขามักจะแวะเข้าไปดูอุปกรณ์การวิ่งบ่อยๆ นั่นคือ REV RUNNR ร้านอุปกรณ์วิ่งที่ตอบโจทย์นักวิ่งจริง ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือสายจริงจัง ด้วยการรวบรวมรองเท้าวิ่งจากหลากหลายแบรนด์ พร้อมอุปกรณ์ที่ช่วยให้เลือกได้ตรงกับสไตล์การวิ่งของแต่ละคน ดีเจพุฒมองว่าการได้ลองรองเท้าหลายแบบในที่เดียว ทำให้เข้าใจความแตกต่างของรองเท้าแต่ละรุ่น ว่าแบบไหนเหมาะกับการวิ่งซิตี้รัน วิ่งสายสปีด หรือวิ่งระยะไกล การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสบาย แต่ช่วยให้การวิ่งสนุก ปลอดภัย และอยู่กับเราได้นานขึ้นในระยะยาว

 

สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตยูโอบี ชำระผ่าน Payment Link สามารถแบ่งชำระ 0% สูงสุด10 เดือนพร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25,000 บาท* 1 ม.ค. 69  – 31 มี.ค. 69 
* เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
* บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
* ดอกเบี้ย 0% เมื่อลูกค้าชำระเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนดชำระ

 

Open: เปิดทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. 

Address: Sukhumvit 24

Map: https://maps.app.goo.gl/gH5Mmu6oteHqU1tH9

The post 4 HOURS LIFE with พุฒ พุฒิชัย กับวันที่ต้องมาดูแลบ้านคนสำคัญแล้วก็รักตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Taiwan Lantern Festival 2026 ชวนเดินเล่นใต้แสงโคมที่เมืองเจียอี้ 13 คืนเต็ม https://thestandard.co/life/taiwan-lantern-festival-chiayi-2026/ Wed, 04 Mar 2026 11:13:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1184315 โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน

ถ้าต้นเดือนมีนาคมนี้คุณมีแพลนไปไต้หวัน อยากชวนเผื่อเวลา […]

The post Taiwan Lantern Festival 2026 ชวนเดินเล่นใต้แสงโคมที่เมืองเจียอี้ 13 คืนเต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน

ถ้าต้นเดือนมีนาคมนี้คุณมีแพลนไปไต้หวัน อยากชวนเผื่อเวลาไว้สักคืน แล้วแวะไปเดินเล่นที่งาน ‘Taiwan Lantern Festival 2026’ เทศกาลโคมไฟที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของไต้หวัน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 3–15 มีนาคม 2026 ที่เมือง Chiayi ทางตอนใต้ของประเทศ

 

เทศกาลนี้เริ่มจัดครั้งแรกตั้งแต่ปี 1990 เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลหยวนเซียว หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของเทศกาลโคม ก่อนจะพัฒนาเป็นอีเวนต์ระดับชาติที่หมุนเวียนไปยังเมืองต่างๆ ทุกปี และกลายเป็นช่วงเวลาที่ทั้งคนท้องถิ่นและนักเดินทางตั้งตารอ เพราะไม่ใช่แค่การแขวนโคมไฟตามประเพณี แต่คือการตีความวัฒนธรรมเดิมผ่านงานดีไซน์ แสง สี และเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม

 

โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 1โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 2

 

สำหรับปีนี้เทศกาลเวียนมาจัดที่เมือง Chiayi ในรอบ 8 ปี ภายใต้ธีม ‘Illuminating Taiwan, Lighting Up Chiayi’ นำเสนอเมืองเจียอี้ในมุมใหม่ที่ใช้รากฐานทางศิลปะ วัฒนธรรม เรื่องราวของเมือง ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ มาผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ชวนให้ถ่ายรูป เดินเพลิน และสนุกได้ทุกวัย 

 

ผู้มารวมงานจะได้ชมโคมไฟและอินสตอเลชั่นหลากรูปแบบกว่า 600 ชิ้น ทั้งแบบดั้งเดิม ไปจนถึงศิลปะร่วมสมัยและโชว์โดรนยามค่ำคืน ที่สำคัญงานนี้เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย วิธีการเดินทางก็ง่ายมาก แค่นั่งรถไฟมาลงสถานี THSR Chiayi Station, Chiayi Train Station แล้วต่อ Shuttle Bus รับส่งถึงงานฟรี

 

โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 3โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 4โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 5โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 6โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 7โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 8โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 9โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 10โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 11โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 12โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 13โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 14โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 15โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 16โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 17โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 18โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 19โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 20โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 21โคมไฟหลากสีสันส่องสว่างงดงามในงาน Taiwan Lantern Festival 2026 ที่เมืองเจียอี้ ประเทศไต้หวัน 22

 

ใครสนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://2026taiwanlanternfestival.org

 

อากาศต้นฤดูใบไม้ผลิกำลังสบาย แวะเดินชิล ถ่ายรูปเพลิน อย่าลืมพกร่มมาด้วยล่ะ เผื่อฝนตก 🌧✨

The post Taiwan Lantern Festival 2026 ชวนเดินเล่นใต้แสงโคมที่เมืองเจียอี้ 13 คืนเต็ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 Places in Wan Chai ปักหมุด ‘กิน – เที่ยว’ ย่านว่านไจ๋ ตามคำแนะนำกูรู https://thestandard.co/wan-chai-hong-kong-eat-travel-guide/ Tue, 03 Mar 2026 02:33:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1183716 ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง

เดี๋ยวนี้ Wan Chai เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายยอดนิยมของคนมาเท […]

The post 9 Places in Wan Chai ปักหมุด ‘กิน – เที่ยว’ ย่านว่านไจ๋ ตามคำแนะนำกูรู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง

เดี๋ยวนี้ Wan Chai เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายยอดนิยมของคนมาเที่ยวฮ่องกง เพราะเป็นย่านที่เป็นส่วนผสมของตึกเก่า และความเป็นเมืองสมัยใหม่ ที่สำคัญย่านนี้คนไม่แออัดและพลุกพล่านเท่า Central แต่มีร้านอาหารอร่อยๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอยเต็มไปหมด สำหรับพิกัดลิสต์นี้เราได้คำแนะนำร้านอาหารบางส่วนมาจาก ‘พี่แป๋ว – Eat Like 852’ กูรูท้องถิ่นสายกินจากฮ่องกง ที่แม้ว่าตอนนี้จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ก็ยังบินกลับมาอัปเดตร้านใหม่อยู่เรื่อยๆ นำมาบวกกับสถานที่เราไปลองมาแล้วว่าดีและน่าสนใจ เอาล่ะ เราจะไม่สาธยายเยอะอีกต่อไปแล้ว ไปดูเลยว่า มีที่ไหนที่ควรปักหมุดกันบ้าง

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 1

 

Seventh Son Restaurant

 

มาว่านไจ๋ ต้องมาลองหมูหันของ Seventh Son หมูหันระดับมิชลิน 1 ดาว ที่จองยากมาก และคิวแน่นตลอดปี! ก่อตั้งโดย Chui Tak Hing เชฟกวางตุ้งระดับตำนาน อดีต Executive Chef แห่ง Fook Lam Moon ผู้มีประสบการณ์ในครัวอาหารจีนระดับโรงแรมหรูยาวนานหลายทศวรรษ สำหรับเมนูเด็ดที่นี่คือ Roasted Suckling Pig หรือหมูหันทั้งตัว หนังบางกรอบ สีแดงเงาสวย กัดแล้วแตกกรุบเบาๆ แต่เนื้อด้านในยังชุ่มฉ่ำ ไม่แห้ง ไม่มันเกินไป เสิร์ฟมาเป็นชิ้นพอดีคำแบบเรียบง่าย เน้นรสชาติจริงๆ ของการย่างไฟที่แม่นยำ ถ้ามาหลายคนเราแนะนำให้สั่งทั้งตัว หรือจะสั่งเป็นจานก็ได้ถ้ามากันไม่เยอะ นอกจากหมูหัน เมนูอาหารกวางตุ้งสไตล์คลาสสิกอื่นๆ ก็ทำได้เนี้ยบและอร่อยมาก เป็นหนึ่งร้านที่เราอยากให้ไป ถ้ามีโอกาส

 

Located: 3F, Wharney Hotel

 

Open: ทุกวัน เวลา 11.30 – 15.00 น. และ 18.00 – 22.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/ALihkqg4paiT1qt2A

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 2

 

FAT J Char Siu

 

ร้านมาแรงประจำย่าน ที่มัดใจนักชิมได้แบบอยู่หมัดกับ FAT J Char Siu ร้านลูกของ Flower Drum ที่เน้นของย่างสไตล์กวางตุ้ง หลายคนบอกว่านี่คือร้าน Flower Drum ในเวอร์ชั่นที่ Casual กว่า สบายใจกว่ารวมถึงเงินในกระเป๋าด้วย เมนูหลักที่คนนิยมสั่งกันคือ Char Siu หมูแดงย่างหั่นชิ้นหนา ได้ทั้งความฉ่ำและเนื้อสัมผัสที่ดี เสิร์ฟพร้อมข้าวหรือบะหมี่แบบเรียบง่าย นอกจากหมูแดงแล้ว เมนูเด็ดอีกอย่าง คือ ไก่ซีอิ๊วสูตรพิเศษผสมเหล้าเหมาไถ (Maotai soy sauce chicken) และห่านย่างที่หลายคนบอกว่าอร่อยไม่แพ้หมูแดงเลย

 

Location: Landale Street

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00 – 16.00 และ 17.00 – 21.00

 

Map: https://maps.app.goo.gl/RBU5bNU85rW8QGXN7

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 3

 

Bakehouse

 

ทาร์ตไข่เจ้าดังขวัญใจคนไทยที่มีสาขา 7 แห่ง ในฮ่องกง ทว่าสาขาออริจินัลอยู่ที่ Wan Chai ร้านนี้ก่อตั้งโดย Grégoire Michaud เชฟชาวสวิสผู้หลงใหลในการทำขนมอบ ตัวเชฟผ่านงานในโรงแรมและร้านอาหารดังมากมาย ก่อนตัดสินใจปักหลักยังฮ่องกงเพื่อยกระดับวงการเบเกอรีของเมืองนี้ เมนูยอดนิยมแน่นอนว่าต้องเป็น Egg Tart โดยทาร์ตไข่ของที่นี่ทำฐานด้วยแป้งซาวโดว์ (Sourdough) แป้งกรอบเป็นชั้น มีโครงสร้างแน่น ตัดกับคัสตาร์ดเนียนนุ่ม หอมเนย กินตอนอุ่นๆ จะได้สัมผัสดีที่สุด

 

Location: Tai Wong Street East

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00 – 16.00 และ 17.00 – 21.00

 

Map: https://maps.app.goo.gl/2nh4Zh93Z2JDqjQE8

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 4

 

Wan Chai Pak Tai Temple

 

พักเบรกของกินมาไหว้พระกันบ้าง วัดเก่าแก่ในย่านว่านไจ๋ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1863 เพื่อบูชา ‘ปักไท่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เทพเจ้าแห่งท้องทะเล’ ที่ช่วยปัดเปาสิ่งชั่วร้าย ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม หลังคากระเบื้องสีเขียว ด้านในมีงานไม้ปิดทองสมัยราชวงศ์ชิง และมีดาบเหล็กรัชสมัยราชวงศ์ซ่ง ภายในประดิษฐานองค์ปักไท่ทำจากทองแดงขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อว่ามีอายุมากกว่าตัววัด ชาวฮ่องกงนิยมมาวัดนี้เพื่อแก้ดวง แก้ชงประจำปี เพราะมี ‘เทพเจ้าเปลี่ยนใจ’ สามารถเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร

 

Location: Lung On St

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

Map: https://share.google/JxAjxCbowkJrk1B5G

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 5

 

Blue House

 

หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของ Wan Chai ที่ใครมาก็ต้องแวะมาถ่ายรูป อาคารสีฟ้าสดที่สร้างขึ้นช่วงทศวรรษ 1920 และเป็นตัวอย่างของตึกแบบ Tong Lau หรืออาคารพาณิชย์จีนยุคต้นศตวรรษที่ 20 ที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้ได้ครบถ้วน ทั้งระเบียงเหล็ก หน้าต่างไม้ และบันไดเก่า ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์ ‘Viva Blue House’ ที่รักษาอาคารพร้อมชุมชนดั้งเดิมเอาไว้โดยไม่ได้รีโนเวตให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด ปัจจุบันบางส่วนเปิดเป็นพื้นที่จัดแสดงเล็กๆ เล่าเรื่องประวัติชุมชน Wan Chai และการอยู่อาศัยแบบเก่าในฮ่องกง

 

Location: Stone Nullah Ln

 

Open: ทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น. (ปิดวันพุธ)

 

Map: https://maps.app.goo.gl/bFi9QapUZE9M9Az76

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 6

 

Ho Wah Coffee & Tea Room

 

ร้านน้ำชาสไตล์ฮ่องกงดั้งเดิมประจำย่านที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1952 ตั้งอยู่บนถนน Johnston ห่างจากสถานี Wan Chai ไปไม่ไกลนัก ที่นี่เน้นขายน้ำชา และอาหารจานเดียวง่ายๆ เช่น สปาเก็ตตี แซนด์วิช เฟรนช์โทสต์ จุดเด่นของร้านอยู่ที่ชานมแบบฮ่องกง ที่เจ้าของร้านยังคงใช้สูตรลับผสมใบชาด้วยตัวเอง ต่างจากร้านส่วนใหญ่ที่ซื้อแบบสำเร็จรูป ทำให้ได้รสชาที่หอม อร่อย นัว ไม่เหมือนใคร เป็นหนึ่งร้านที่คนท้องถิ่นแวะมากินกันเป็นปกติ โดยเฉพาะช่วงเช้าและกลางวัน

 

Location: 216 Johnston Road

 

Open: ทุกวัน 05.00 – 19.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/WirThERrxvRYLmBF9

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 7

 

Kee Wah Tearoom

 

อีกหนึ่งร้านเบเกอรีท้องถิ่นที่อยู่คู่ฮ่องกงมานานกว่า 80 ปี แบรนด์ขนมโลคัลที่นักเดินทางทั้งชาวไทยและฮ่องกงมักซื้อกลับเป็นของฝาก ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้อัลมอนด์ ขนมไหว้พระจันทร์ หรือพายท้องถิ่น สำหรับสาขาว่านไจ๋ เป็น Flagship Store ที่ใช้พื้นที่อาคารโบราณที่ได้รับขึ้นการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์เป็นสถานที่ตั้ง ชั้น 1 เปิดเป็นช็อปสำหรับขายของฝาก หรือเลือกขนมซื้อกลับบ้าน, ส่วนชั้น 2 เปิดเป็นคาเฟ่ เสิร์ฟของหวาน เครื่องดื่ม และสุดท้ายชั้น 3 ทำหน้าที่เป็น สตูดิโอสำหรับจัดเวิร์กช็อป สอนทำขนมท้องถิ่นยอดนิยมอย่าง Wife Cake, ทาร์ตไข่, ขนมปังสับปะรด และขนมไหว้พระจันทร์

 

Location: Queen’s Road East

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/xUmjRDCcX2eu1qqT8

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 8

 

Soft Thunder Bakery and Coffee

 

ร้านเบเกอรีขนาดเล็กใน Kenedy Town ที่มาเปิดสาขา Flagship ในว่านไจ๋ ที่นี่เน้นงานเพสตรีสไตล์ฝรั่งเศส โดยมีเมนูเด่นของร้านคือครัวซองต์ และล่าสุดกับเมนูทาร์ตไข่ ‘รสโมจิกาแฟ’ จุดเด่นของขนมอบที่นี่คือเทคนิคการรีดแป้งและควบคุมอุณหภูมิ ทำให้ครัวซองต์ออกมาเป็นชั้นบางสม่ำเสมอ ด้านนอกกรอบเบา ด้านในยังมีความชุ่ม ไม่แห้งแตกเป็นผง ตัวร้านมีพื้นที่ไม่มาก บรรยากาศเรียบง่าย สาขานี้คนชอบมานั่งเล่นเพราะมองเห็นถนนวิวกว้าง ช่วงสายถึงบ่ายของหมดค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะครัวซองต์บางรส อ้อ ลืมบอกว่าทาร์ตไข่ร้านนี้หวานมันมาก เพราะฉะนั้นใครที่กลัวหวาน แนะนำให้ซื้อมาลองกินสักชิ้นก่อน

 

Location: Queen’s Road East

 

Open: ทุกวัน เวลา 07.30 – 19.30 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/mikNjb5X3Rom32g5A

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 9

Photo: Tuynvolkmm H

 

Sun King Yuen Curry

 

ถ้าเดินไปตามถนน Spring Garden Lane ในช่วงสายๆ แล้วเจอคนต่อแถวคิวยาวเหยียด ขอให้รู้ว่านี่คือแถวของร้าน Sun King Yuen Curry ร้านโลคัลแบบฮ่องกงที่เด่นเรื่องหมูทอด โดยเฉพาะเมนูข้าวแกงกะหรี่พอร์คช็อป (Pork Chop Curry Rice) หมูทอดชิ้นใหญ่ กรอบนอกนุ่มใน จุ่มซอสแกงกะหรี่รสเข้ม หอมเครื่องเทศแบบครีมมี่ กินง่ายแต่รสชัด อีกหนึ่งจานที่หลายคนสั่งคือ ผัดหมี่เนื้อหอฟ่าน (Dry Fried Beef Ho Fun) ที่ผัดด้วยไฟแรงตามแบบฉบับจีนกวางตุ้ง เนื้อวัวนุ่ม เส้นหอมกะทะมาก

 

Location: G/F, 20 Spring Garden Lane

 

Open: จันทร์-เสาร์ เวลา 11.30-14.30 และ 18.30-20.30 (หยุดวันอาทิตย์)

 

Map: https://maps.app.goo.gl/FK4AmRpUsn7AwXKS8

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 10

 

Bowrington Hotpot

 

ขอปิดท้ายด้วยร้านฮอตพอตในละแวก Wan Chai-Causeway Bay ตัวร้านตั้งอยู่บนถนน Jaffe Road ไม่ไกลจาก Bowrington Road Market ร้านนี้ขึ้นชื่อทั้งบรรยากาศและรสชาติ (ที่สำคัญคนไทยยังไม่ไปกินมากนัก) ด้านในร้านตกแต่งสไตล์ย้อนยุคแบบฮ่องกงดั้งเดิม ใช้โคมไฟแดง โต๊ะเก้าอี้ไม้ และลวดลายอักษรจีนแบบที่เห็นในงานแต่งงาน ทำให้เวลากินรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงฮ่องกงยุคก่อน นอกจากบรรยากาศ จุดเด่นของร้านอยู่ที่น้ำซุปซิกเนเจอร์หลากหลายสูตร และดีต่อสุขภาพ เช่น ซุปไก่มะพร้าว ซุปหมาล่า ซุปสะเต๊ะ ฯลฯ ส่วนเครื่องต่างๆ ก็มีให้เลือกเยอะ เนื้อวัวคุณภาพ ซีฟู้ดสดใหม่ และผักหลากชนิดที่เข้ากับหม้อไฟทุกแบบ

 

ใครอยากหาร้านหม้อไฟกินในฮ่องกง ถ้าเบื่อ Big JJ Seafood หรือ Lau Haa ก็แวะมากินได้ รับรองว่าอร่อยจริง!

 

Location: Queen’s Road East

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/CPP3qVQqk7FrhbtX9

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Shutterstock, Courtesy of Brand

#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing

#WanChai #DiscoverHongKong

The post 9 Places in Wan Chai ปักหมุด ‘กิน – เที่ยว’ ย่านว่านไจ๋ ตามคำแนะนำกูรู appeared first on THE STANDARD.

]]>