LIFE | FOOD & DRINK – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 04 Apr 2025 09:10:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ‘ไอศครีมจรัส’ ร้านไอศกรีมทอดน้องใหม่ย่านบรรทัดทองจากทีม Guss Damn Good https://thestandard.co/life/charuss-ice-cream Fri, 04 Apr 2025 09:10:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1060727 Charuss-ice-cream

บรรทัดทองไม่เคยสิ้นร้านใหม่ เพราะล่าสุดมีร้านไอศกรีมทอด […]

The post ‘ไอศครีมจรัส’ ร้านไอศกรีมทอดน้องใหม่ย่านบรรทัดทองจากทีม Guss Damn Good appeared first on THE STANDARD.

]]>
Charuss-ice-cream

บรรทัดทองไม่เคยสิ้นร้านใหม่ เพราะล่าสุดมีร้านไอศกรีมทอดมาเปิดให้รีบแวะไปชิมกันอีกแล้ว แถมยังเป็นร้านจากทีม Guss Damn Good แบรนด์ไอศกรีมขวัญใจวัยรุ่นอีกต่างหาก

 

ร้านใหม่แห่งนี้มีชื่อว่า ‘ไอศครีมจรัส’ เปิดอยู่ริมถนนบรรทัดทองไม่ไกลจากร้านหนึ่ง นม นัว โดยพระเอกของร้านก็คือเมนูไอศกรีมทอดที่มาในคอนเซปต์ร้านไอศกรีมรถเข็น รสชาติไอศกรีมของร้านจรัสจึงเน้นความเข้าถึงง่าย ไม่ว่าวัยไหนก็ต้องชอบและคุ้นเคย แน่นอนว่าต้องเครื่องแน่นด้วย ไอศกรีมทุกถ้วยจึงมาพร้อมทองม้วนแผ่นกรอบๆ แต่ถ้าใครยังไม่สะใจก็สั่งท็อปปิ้งเพิ่มได้

 

โดยเมนูจะมีให้เลือกตั้งแต่ไอศกรีม 2-3 ลูก สามารถเลือกใส่ถ้วย โคน หรือขนมปังก็ได้ โดยราคา 89-129 บาท หรือถ้าเป็นไอศกรีมทอด ราคา 1 ลูก 95 บาท, 2 ลูก 169 บาท และ 4 ลูก 329 บาท

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูไฮไลต์ที่ต้องลากเพื่อนมาแบ่งกันด้วย คือ จักรวาลไอศกรีมจรัส ราคา 369 บาท เลือกไอศกรีมรสที่ชอบได้ 7 ลูก พร้อมท็อปปิ้งตามใจคนสั่งอีก 7 อย่าง

 

ส่วนรสชาติไอศกรีมที่น่าสนใจก็อย่างเช่น รสมะนาวเขียวที่ใช้น้ำมะนาวแป้นจากลูก รสกะทิสดที่ใช้กะทิจากทับสะแก หรือไอศกรีมช็อกโกแลตและนมหมีที่ชิมแล้วรับรองว่าต้องคิดถึงวัยเด็กกันแน่นอน

 

“รสชาติของไอศศรีมจรัสเป็นรสชาติที่เราคิดถึง แต่ไม่ได้กินบ่อยๆ เราเลยอยากหยิบมาทำให้อร่อยถึงใจ และกินได้เวลาอยากกิน ไม่ต้องรอรถไอติมมา ทั้งหมดนี้เราใช้เครื่องมือที่ครัวกัสส์ รับรองว่าไอศกรีมเรานุ่ม เนียน และใส่ใจในรายละเอียดเหมือนเดิม เป็นไอศกรีมที่จริงใจ” ระริน เจ้าของแบรนด์ Guss Damn Good และผู้อยู่เบื้องหลังร้านไอศกรีมจรัสบอก

ตอนนี้ร้านเปิดให้บริการแล้ว ทุกคนสามารถตามไปชิมได้เลย โดยร้านเปิดทุกวัน เวลา 16.30 – 23.30 น.

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Charuss Icecream – ไอศครีมจรัส 

The post ‘ไอศครีมจรัส’ ร้านไอศกรีมทอดน้องใหม่ย่านบรรทัดทองจากทีม Guss Damn Good appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชฟแพม พิชญา แห่ง POTONG ชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัล The World’s Best Female Chef 2025 https://thestandard.co/life/chef-pam-worlds-best-2025 Thu, 03 Apr 2025 10:29:06 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1060239 chef-pam-worlds-best-2025

หลังจากประกาศรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมประจำแต่ละภาคพื้นท […]

The post เชฟแพม พิชญา แห่ง POTONG ชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัล The World’s Best Female Chef 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
chef-pam-worlds-best-2025

หลังจากประกาศรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมประจำแต่ละภาคพื้นทวีปเป็นที่เรียบร้อย เวทีต่อไปที่เชฟและนักชิมหลายคนเฝ้ารออยู่ก็คือ The World’s Best Restaurants 2025 รางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับโลกที่นับคะแนนรวมทั้งหมดแบบไม่แบ่งแยก

 

ทว่าก่อนเราจะไปตื่นเต้นกับรางวัลนั้นที่จะทำการประกาศในเดือนมิถุนายนนี้ เราว่าตอนนี้ทุกคนต้องลุกปรบมือดังๆ ให้กับรางวัลพิเศษที่เวที 50 Best เพิ่งทำการประกาศออกมากันดีกว่า

 

เนื่องจากเชฟหญิงจากประเทศไทย แพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ ผู้ก่อตั้งร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งไทย-จีน POTONG ในย่านเยาวราช เพิ่งคว้ารางวัล The World’s Best Female Chef 2025 หรือ เชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับโลกประจำปี 2025 มาได้สำเร็จแบบสวยๆ! เพราะรางวัลนี้ทำให้เธอกลายเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ชนะรางวัลนี้ด้วย

 

เชฟแพมเริ่มต้นเปิดร้าน POTONG เมื่อปี 2021 ในตึกของบรรพบุรุษที่เคยเป็นห้างขายยาจีนมาก่อน ในฐานะผู้สืบทอดตึกรุ่นที่ 5 เธอจึงเข้ามารีโนเวทตึกเก่าร้อยปีแห่งนี้ให้กลายเป็นร้านอาหารที่จะบอกเล่าเรื่องราวของลูกหลานครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ด้วยการตั้งใจเก็บดีเทลสำคัญของตึกแห่งนี้เอาไว้ พร้อมด้วยเมนูอาหารที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความไทย-จีนและย่านเยาวราช

 

และหลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน เชฟแพมก็คว้ารางวัลสำคัญมากมาย ทั้งดาวมิชลิน ตำแหน่งร้านอาหารเปิดใหม่แห่งปีโดยมิชลินไกด์

 

ก่อนจะได้รับอีกรางวัลใหญ่ต่อมาอย่าง Asia’s Best Female Chef Award 2024 ที่ทำให้เธอกลายเป็นเชฟหญิงชาวไทยคนแรกในรอบ 10 ปีที่คว้ารางวัลนี้

 

ส่วนร้านอาหารของเธอ POTONG  ได้เข้ามามีชื่อบนลิสต์ Asia’s 50 Best Restaurants ครั้งแรกเมื่อปี 2023 โดยคว้าอันดับที่ 35 ก่อนขยับมาอันดับ 17 และอันดับ 13 ในปีล่าสุด อีกทั้งร้านยังมีชื่อบนลิสต์ The World’s 50 Best Restaurants เช่นกัน โดยในปีแรก 2023 ร้านอยู่ที่อันดับ 88 ก่อนขยับขึ้นมาอันดับ 57 และพวกเราต้องมาลุ้นพร้อมๆ กันว่าในปีนี้ร้าน POTONG จะคว้าอันดับที่เท่าไหร่บนลิสต์ร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับโลกซึ่งจะประกาศผลที่เมือง Turin ประเทศอิตาลี

 

THE STANDARD LIFE ขอแสดงความยินดีกับเชฟหญิงคนเก่งอีกครั้ง และมาร่วมส่งกำลังใจให้เชฟแพมและทีมไปคว้ารางวัลใหญ่ระดับโลกด้วยกัน!

The post เชฟแพม พิชญา แห่ง POTONG ชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัล The World’s Best Female Chef 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Arva และ 1872 Lounge สองห้องอาหารใหม่ที่ Aman Nai Lert Bangkok https://thestandard.co/life/arva-1872-lounge-aman-nai-lert-bangkok Tue, 01 Apr 2025 00:37:50 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1058916 Aman Nai Lert Bangkok

โรงแรมจากเครือ Aman แห่งแรกในกรุงเทพฯ ‘Aman Nai Lert Ba […]

The post Arva และ 1872 Lounge สองห้องอาหารใหม่ที่ Aman Nai Lert Bangkok appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aman Nai Lert Bangkok

โรงแรมจากเครือ Aman แห่งแรกในกรุงเทพฯ ‘Aman Nai Lert Bangkok (อมัน นายเลิศ กรุงเทพ)’ กำลังจะเปิดตัวในวันที่ 2 เมษายนนี้แล้ว นอกจากงานออกแบบ ดีเทลการตกแต่งต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์สไตล์ Aman อีกสิ่งที่เราเชื่อว่าทุกคนอยากรู้เพราะอยากลองก็คือ ห้องอาหารด้านใน Aman Nai Lert ที่อาจกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติ

 

วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปรู้จัก 2 ห้องอาหารใหม่จาก Aman Nai Lert กันคร่าวๆ เผื่อใครเล็งร้านไหนไว้และอยากรีบตามไปชิมทันทีที่โรงแรมเปิดตัว

 

ห้องอาหารแรกคือ Arva (อาร์วา) เป็นห้องอาหารอิตาเลียนซิกเนเจอร์ของ Aman ที่มีอยู่ในโรงแรมของ Aman ในหลายๆ เมือง อาทิ นิวยอร์ก เวนิส เซี่ยงไฮ้ โตเกียว หรือภูเก็ต ความน่าสนใจของ Arva อยู่ตรงการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล ปรุงโดยยึดแนวคิดตามวัฒนธรรมอาหารอิตาเลียนดั้งเดิม สำหรับ Arva กรุงเทพฯ จะตั้งอยู่บนชั้น 9 ของโรงแรม นำโดยเชฟชาวอิตาเลียน เอโดอาร์โด ทราเวอร์โซ (Edoardo Traverso) ส่วนเมนูอาหารจะเสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น เมนูเด่นๆ จะเป็นจานคลาสสิกของชาวอิตาเลียน อาทิ Pizzette พิซซ่าไซส์เล็กที่กินเล่นคนเดียวได้ หรือเมนูเนื้อและพาสต้าแฮนด์เมด

 

ส่วน 1872 Lounge ซึ่งตั้งชื่อตามปีเกิดของนายเลิศ เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชื่นชอบทั้งอาหารไทย อาหารตะวันตก รวมถึง Afternoon Tea และค็อกเทลจะเสิร์ฟ ณ ที่นี้เช่นกัน 1872 จึงเปิดให้บริการตั้งแต่ตอนเช้าจนค่ำ ความน่าสนใจอีกอย่างคือบรรยากาศที่จะห้อมล้อมด้วยประติมากรรมต้นไม้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสวนปาร์คนายเลิศ อีกทั้งทุกคนยังสามารถชมวิวเมืองและพระอาทิตย์ตกได้จากที่นี่อีก

 

ทั้งสองห้องอาหารจะเปิดให้บริการพร้อมโรงแรม Aman Nai Lert Bangkok ในวันที่ 2 เมษายน 2568 โดยต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น

 

โดย Arva เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 12.00 – 14.30 น. และ 17.30 – 22.00 น. สำรองที่นั่งได้ทาง http://www.sevenrooms.com/reservations/arvabangkok

 

1872 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 23.00 น. สำรองที่นั่งได้ทาง http://www.sevenrooms.com/reservations/1872

 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Aman Nai Lert Bangkok 

 

ภาพ: Aman

The post Arva และ 1872 Lounge สองห้องอาหารใหม่ที่ Aman Nai Lert Bangkok appeared first on THE STANDARD.

]]>
I-Sang (อิ-ซัง) เปิดประสบการณ์ใหม่ของอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่ง https://thestandard.co/life/i-sang Mon, 31 Mar 2025 10:12:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1058727 I-Sang

เวลาพูดถึงอาหารเกาหลี เรามักจะนึกถึงแต่เมนูเกาหลีสไตล์ค […]

The post I-Sang (อิ-ซัง) เปิดประสบการณ์ใหม่ของอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
I-Sang

เวลาพูดถึงอาหารเกาหลี เรามักจะนึกถึงแต่เมนูเกาหลีสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ดที่คุ้นเคย แต่เมื่อได้มาลอง I-Sang (อิ-ซัง) ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเกาหลีแห่งใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไป เราก็รู้ในทันทีว่าโลกของอาหารเกาหลีนี่มันไปได้ไกลกว่าที่คิด (มาก)

 

I-Sang (อิ-ซัง) ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเกาหลีแนวโมเดิร์นแห่งใหม่ล่าสุดของกรุงเทพฯ มาพร้อมการผสมผสานต้นตำรับของอาหารเกาหลีเข้ากับเทคนิคร่วมสมัย ภายใต้การนำของเชฟ Steve Sanggun Lee เชฟหนุ่มไฟแรงผู้คว้ารางวัล Young Chef Award จาก Michelin Guide Hong Kong & Macau ในปี 2023 เชฟได้นำพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าเชฟที่ Hansik Goo (ร้านอาหารเกาหลีมิชลิน 1 ดาวในฮ่องกง) มาปลุกปั้นให้เกิดเป็น I-Sang ที่หมายความว่า ‘อุดมคติ’ ในภาษาเกาหลี เพื่อนำเสนออาหารเกาหลีมุมมองใหม่ๆ หลังจากที่สร้างกระแส K-Culture ไปทั่วโลก

 

เชฟ Steve Sanggun Lee

 

The Vibe

 

 

ร้านตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคาร Vivre ถนนหลังสวน ตกแต่งโทนสีครีมอบอุ่นเรียบหรู สไตล์เกาหลีมินิมอลที่แปลกตา ให้ฟีลถึงร้านเกาหลีไฟน์ไดนิ่งในกรุงโซล ที่มีครัวเปิดทำให้เรามองเห็นการทำงานของเชฟ โต๊ะถูกจัดเรียงอย่างดี และต้องบอกว่าร้านนี้จัดไฟสวยมาก เรียกได้ว่าถ่ายภาพออกมาสวยแน่นอนทั้งคนและอาหาร เราชอบที่มีโซนไพเวทสำหรับมาเป็นกลุ่มด้วย

 

 

The Taste

 

เมนูของ I-Sang เป็นการเดินทางผ่านความทรงจำและวัฒนธรรมเกาหลี ที่กินแล้วก็ชวนให้นึกถึงรสชาติของเมนูนู่นนี่ที่เคยกินมา และต้องบอกว่าวัตถุดิบนั้นเชฟใช้ทั้งวัตถุดิบจากไทยและเกาหลี ดังนั้นกินๆ ไปบางทีเราอาจจะเจอสมุนไพรหรือผักไทยซ่อนอยู่ในอาหารมื้อนี้ด้วย เริ่มจาก SAMGYE TANG & CHOGYE SALAD TART ซุปไก่โสมเกาหลี รสเข้มข้นหอมกรุ่นซดคล่องคอ มาคู่กับทาร์ตผักฮอร์สแรดิชโรยไก่หยอง จานนี้ต้องบอกว่าตัวซุปทำได้ดีมากทั้งกลิ่นและรสชาติ

 

ซุปไก่โสมเกาหลี

 

ต่อด้วย HWEH ที่เชฟเอาปลากะมงพร้าวดิบห่อใบชะพลู ด้านบนเป็นพริกไทยเสฉวน มากับทาร์ทาร์เนื้อออสเตรเลียเสียบไม้ ที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เสิร์ฟพร้อมพริกชิชิโตะ ต่อด้วยคอร์สที่เราชอบมากนั่นคือ จินปัง ขนมของชาวเกาหลีที่คล้ายซาลาเปานึ่งใส่ไส้ขนุนที่รสสัมผัสคล้ายเนื้อหมู ปรุงรสออกมาได้ดีเลย

 

HWEH

 

 

จินปัง

 

MUK ที่ทำมาจากเส้นวุ้นถั่วเขียวเกาหลี เสริมรสชาติและรสสัมผัสด้วยแตงกวา ลูกแพร์ เนื้อมะเขือเทศอบแห้ง และคาเวียร์ ส่วนซอสของจานนี้เป็นโคชูจังที่ชาวไทยรู้จักดี

 

MUK

 

อีกหนึ่งจานโปรดคือ PERILLA OIL GUKSU ซึ่งเป็นเส้นบะหมี่คล้ายพาสต้าหรือราเมนเส้นเล็กเรียว ที่ทำจากมูสกุ้ง โรยด้วยเส้นผักอย่างซูกีนี และตัวน้ำมัน Perilla ที่เชฟถือว่าเป็นสุดยอดน้ำมันจากเกาหลี มอบรสออกถั่วๆ นัวๆ กินเพลินมาก

 

PERILLA OIL GUKSU

 

ถัดไปเป็น THE BIRTH ที่เชฟตีความเป็นซุปสาหร่ายที่ชาวเกาหลีนิยมกินในวันเกิด มาพร้อมปลาเก๋านึ่งและข้าวเหนียวทอด และระหว่างรอเมนูจานต่อไป เชฟสตีฟได้เซอร์ไพรส์พวกเราด้วย KOREAN STYLE SOFT-SHELL CRAB ปูนิ่มทอดซอสเกาหลี เนื้อปูนิ่มทอดกรอบทั้งตัว ราดด้วยซอสเกาหลีรสหวานเผ็ด ที่มีกลิ่นหอมของพริกโคชูจัง ทอดมาร้อนๆ กินเพลินมาก

 

 

 

THE BIRTH และ KOREAN STYLE SOFT-SHELL CRAB

 

ส่วนเมนคอร์สเป็น THE FEAST มาพร้อมหมูสองส่วนได้แก่ คอหมูย่างหมักซอสซัมจัง และหมูสามชั้นหมักถั่วเหลืองที่มีรสเผ็ด และที่ขาดไม่ได้คือเครื่องเคียงสไตล์เกาหลี ที่เติมได้ไม่อั้น ส่วนข้าวทางร้านใช้เป็นข้าวสายพันธุ์เกาหลีที่ปลูกโดยอปป้าที่อาศัยอยู่ในเชียงราย ตัวข้าวมีความหอมหนึบจนแทบไม่น่าเชื่อว่าปลูกในไทย ถือเป็นจานหลักที่เรียบง่ายแต่ลงตัวมาก

 

THE FEAST

 

ส่วนขนมหวานมาเป็น GINGER & HONEYCOMB พานาคอตต้าน้ำผึ้งตกแต่งด้วยไอศกรีมขิงคาราเมล ราดซอสลูกแพร์ และ DAGWA ชีสเค้กเต้าเจี้ยวหมักและคาราเมลพริก เสิร์ฟพร้อมชาดอกดาหลาจากแม่ฮ่องสอน

 

 

GINGER & HONEYCOMB

 

Good for…

 

I-Sang เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการค้นหาประสบการณ์อาหารใหม่ๆ อย่างอาหารเกาหลีในมุมมองที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่กิมจิหรือบาร์บีคิวที่เราคุ้นเคย แต่เป็นการตีความใหม่ของอาหารเกาหลีดั้งเดิมผ่านเทคนิคร่วมสมัย เหมาะกับมื้ออาหารที่ต้องการมากกว่าแค่ความอร่อย แต่ยังได้เรียนรู้เรื่องราวและวัฒนธรรมผ่านอาหารแต่ละจาน

 

I-Sang

Location: 34, อาคาร vivre 3 ถ. หลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

Open: วันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: 08 2090 4999

Budget: 3,980++บาท

The post I-Sang (อิ-ซัง) เปิดประสบการณ์ใหม่ของอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
11 ประเทศที่มีร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย จากเวที Asia’s 50 Best Restaurants 2025 https://thestandard.co/life/asias-50-best-restaurants-2025-country-list Wed, 26 Mar 2025 11:26:00 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1056918 Asia’s 50 Best Restaurants 2025

#สรุปทั่วเอเชีย 11 ประเทศที่มีร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอ […]

The post 11 ประเทศที่มีร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย จากเวที Asia’s 50 Best Restaurants 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Asia’s 50 Best Restaurants 2025

#สรุปทั่วเอเชีย 11 ประเทศที่มีร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย จากเวที Asia’s 50 Best Restaurants 2025 

 

ประกาศผลรางวัลจบไปแล้วเมื่อคืนนี้ กับเวทีจัดอันดับร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย หรือ Asia’s 50 Best Restaurants 2025 ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยมีร้านอาหารติดอันดับทั้งหมด 15 แห่งด้วยกัน ทั้งบนลิสต์ 50 Best และอันดับพิเศษ 51-100 โดยร้านอาหารดีที่สุดในเอเชียปีนี้ก็คือ Gaggan จากประเทศไทย

 

แต่ถ้าใครอยากรู้ว่า ประเทศไหนมีร้านอะไรเด็ดน่าบินตามไปเก็บบ้าง วันนี้ THE STANDARD LIFE สรุป 50 บาร์ยอดเยี่ยมจากทุกประเทศมาให้แล้ว รีบเซฟเก็บไว้สำหรับทริปตามชิมของอร่อยในครั้งหน้าเลย!

 

The post 11 ประเทศที่มีร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย จากเวที Asia’s 50 Best Restaurants 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BAAN MANEE เปลี่ยนบ้านเก่าสมัย ร.5 สู่ที่พักและคาเฟ่ไวบ์ดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา https://thestandard.co/life/baan-manee-boutique-hotel-cafe-chao-phraya-river Wed, 26 Mar 2025 00:41:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1056585 BAAN MANEE บูติกโฮเทลและคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา รีโนเวตจากบ้านเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ในย่านบางยี่ขัน

คุณเชื่อไหมว่าเราเป็นแขกคนแรกที่เข้าพักยัง บ้านมณี (BAA […]

The post BAAN MANEE เปลี่ยนบ้านเก่าสมัย ร.5 สู่ที่พักและคาเฟ่ไวบ์ดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
BAAN MANEE บูติกโฮเทลและคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา รีโนเวตจากบ้านเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ในย่านบางยี่ขัน

คุณเชื่อไหมว่าเราเป็นแขกคนแรกที่เข้าพักยัง บ้านมณี (BAAN MANEE) ที่พักไวบ์ดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เปลี่ยนบ้านเก่ารุ่นคุณทวดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ให้กลายเป็นบูติกโฮเทลไว้ต้อนรับแขก ที่นี่เพิ่งตกแต่งได้ไม่นาน และอยู่ในช่วง Soft Opening แม้หลายคนจะเริ่มรู้จักบ้านมณีในฐานะคาเฟ่ริมน้ำบ้างแล้ว แต่เชื่อเราเถอะว่ามีไม่กี่คนหรอกที่รู้ว่าบนชั้น 2 ของคาเฟ่มีที่พักหลบซ่อนอยู่

 

 

Why here?

 

บ้านมณี (BAAN MANEE) ตั้งอยู่สุดทางของชุมชนวัดดาวดึงษารามในย่านบางยี่ขัน การเข้าถึงต้องเดินผ่านตรอกเล็กที่มีแต่มอเตอร์ไซค์และการเดินเท้าเท่านั้น ระหว่างทางคุณจะเจอผู้คนในชุมชน เจอร้านขายของชำแบบบ้านๆ ฯลฯ ชนิดที่ว่าใกล้ชิดกับชุมชนมากกว่าที่พักแห่งไหนๆ

 

อันที่จริงแรกเริ่มไอเดียของ ‘บ้านมณี’ คือการรีโนเวตบ้านเก่า หลังเดิมของคุณย่าทวดที่ตกทอดมาสู่ ‘รดา-รดามณี รอดเกิด’ เจ้าของคนปัจจุบัน เธอเล่าให้ฟังว่าก่อนมาเป็นบ้านริมน้ำดังเช่นทุกวันนี้ บ้านหลังนี้เคยเป็นทั้งอดีตโรงต่อเรือที่รายล้อมด้วยสวนมะกอก เป็นคลินิกชื่ออุดมแพทย์รักษาคนในชุมชนตามคุณยายที่เป็นพยาบาล และคุณตาซึ่งเป็นหมอ ก่อนถูกทิ้งร้างจนทรุดโทรม ทำให้เธอและครอบครัวตัดสินใจรีโนเวตในเวอร์ชันปัจจุบัน โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นไวบ์ที่อบอุ่นเหมือนบ้าน และไม่ดูน่ากลัว กุ๊กกู๋

 

BAAN MANEE บูติกโฮเทลและคาเฟ่ริมน้ำเจ้าพระยา รีโนเวตจากบ้านเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 ในย่านบางยี่ขัน

 

Worth it

 

ที่นี่ให้บริการเพียงแค่ 4 ห้องนอน โดยมีคาแรกเตอร์และธีมสีล้อไปกับชื่ออัญมณี 4 ชนิด ที่เป็นชื่อของคุณย่าและคุณย่าทวด ได้แก่ ‘มรกต’ ห้องพักขนาด 4 คน มีชั้นลอย ติดอยู่ริมน้ำและมีชานบ้านไว้นั่งพักผ่อน, ‘พลอย’ ห้องนี้อยู่บนชั้น 2 จุดเด่นคือระเบียงรับลมด้านนอกที่มองเห็นวิวท้องน้ำเจ้าพระยา, ถัดมาคือ ‘ทับทิม’ เด่นด้วยกระจกบานโตที่มอบวิวคลองและสวนสันติชัยปราการแบบเต็มตาไม่มีหมกเม็ด ให้คุณพักผ่อน นอนเล่น ราวกับบ้านชานน้ำทว่าเย็นฉ่ำในห้องแอร์ และสุดท้าย ‘ชมพูนุท’ แม้ห้องนี้ไม่มีวิวคลองให้มุมสูง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนนอนเล่นกลางป่าจาก ปลีกวิเวกและเป็นส่วนตัว

 

นอกจากห้องพักที่น่ารักและบรรยากาศดีเสมือนนอนเล่นยังบ้านเพื่อน สิ่งที่เราไม่อยากให้คุณพลาดคือ ‘คาเฟ่’ ที่อยู่บริเวณชั้น 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งห้องรับแขก ที่กินอาหาร และร้านกาแฟเสิร์ฟเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้แก่แขกเข้าพักและแขกขาจร ซึ่งเครื่องดื่มแก้วเด่นได้หนึ่งในหุ้นส่วน ‘อิงค์-วรรณวลี วงศ์สวรรค์’ มาดูแล แก้วที่แนะนำให้สั่ง ได้แก่ Chompoonut กาแฟสไตล์เวียนนาหน้าสวยใส่คาราเมล ท็อปด้วย Einspanner Cream และ Honeycomb Toffee ส่วนสาย Non-Coffee แนะนำ ‘Tubtim’ ชาไวด์เบอร์รี น้ำทับทิม และเลมอน ดื่มแล้วสดชื่น คลายร้อน

 

 

Good for…

 

เราว่าใครที่กำลังหาที่ Staycation หรือหาคาเฟ่ริมน้ำไว้นั่งพักผ่อนให้ลองแวะมาบ้านมณีก่อน ไม่ว่าคุณแพลนจะนั่งชิลในช่วง Weekday หรือหาที่พักผ่อนในช่วง Weekend เราว่าที่นี่เหมาะ แถมยังเดินทางสะดวกอยู่ใกล้เมืองเก่า สามารถออกไปเที่ยวยังเกาะรัตนโกสินทร์ได้ง่ายๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงสำหรับการพักผ่อนที่นี่

หรือเสียงเรือในยามค่ำคืน และการอยู่ร่วมกับชุมชนวัดดาวดึงษารามที่เราต้องเคารพและไม่สร้างความเดือดร้อนแก่คนพื้นที่

 

BAAN MANEE

Location: ชุมชนวัดดาวดึงษาราม บางยี่ขัน

Budget: เริ่มต้นที่ 4,700 บาทต่อคืน

Facebook: www.facebook.com/baanmaneebkk

Instagram: www.instagram.com/baanmaneebkk

Map: 

 

The post BAAN MANEE เปลี่ยนบ้านเก่าสมัย ร.5 สู่ที่พักและคาเฟ่ไวบ์ดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIST: อัปเดตราคา 51 ร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วกรุงเทพฯ ในปี 2025 https://thestandard.co/life/fine-dining-bangkok-2025 Wed, 26 Mar 2025 00:00:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1054647 fine-dining-bangkok-2025

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง กับอัปเดตราคาปัจจุบันของร้ […]

The post LIST: อัปเดตราคา 51 ร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วกรุงเทพฯ ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
fine-dining-bangkok-2025

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง กับอัปเดตราคาปัจจุบันของร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วกรุงเทพฯ เนื่องจากเวลาผ่านไปเพียงปีเดียว พวกเราก็มีร้านอาหารใหม่ๆ น่าสนใจเพิ่มขึ้นมากมาย ส่วนร้านที่น่าจับตามองและเป็นที่หมายปองอยู่แล้วก็ดูจะฮอตฮิตขึ้นไปอีก เพราะแต่ละคนกวาดรางวัลเข้าร้านไม่หยุด

 

ฉะนั้น พวกเราจึงมั่นใจว่าหลายคนอาจกำลังเลือกไม่ถูกว่าจะกดจองโต๊ะร้านไหนดี เพื่อช่วยให้ทุกคนเลือกง่ายขึ้น วันนี้พวกเราจึงรวม ‘51 ร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วกรุงเทพฯ’ มาแนะนำพร้อมราคาปัจจุบัน เผื่อว่าใครกำลังหาร้านใหม่ที่ยังไม่เคยลอง หรือมีร้านไหนน่ากลับไปหลังจากไม่ได้แวะไปชิมมานาน

 

ถ้าใครพร้อมแล้ว มาดูกันเลยว่าร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วกรุงเทพฯ ที่เราเลือกมา จะมีที่ไหนน่ากดจองเลยเดี๋ยวนี้บ้าง!

 


 

Sorn

 

Sorn

 

ร้านอาหารไทยของ เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการเป็นร้านอาหารไทยแห่งแรกของโลกที่คว้ารางวัลดาวมิชลิน 3 ดวงได้สำเร็จ จากงานประกาศรางวัล MICHELIN Guide ประจำประเทศไทยปี 2025

 

‘ศรณ์’ ขึ้นชื่อเรื่องการเสิร์ฟอาหารไทยภาคใต้ด้วยจุดมุ่งหมายที่อยากทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักอาหารใต้มากกว่าที่เคยเป็นอยู่ โดยเน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากตอนล่างของประเทศไทย และนำเสนออาหารปักษ์ใต้ในรูปแบบใหม่ที่สร้างสรรค์ ไม่มีใครเหมือน จนกระทั่งกลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารจองยากมาจนถึงทุกวันนี้

 

ปัจจุบันราคาคอร์สละ 7,200++ บาท ร้านจะเปิดให้จองที่นั่งทางออนไลน์ทุกวันที่ 25 ของทุกเดือนผ่านเว็บไซต์ TableCheck (แต่หากวันที่ 25 ตรงกับวันเสาร์ ร้านจะเปิดให้จองวันที่ 24)

 

Open: วันอาทิตย์-ศุกร์ (ปิดวันเสาร์) เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Contact: Sorn ศรณ์ 

Address: ซอยสุขุมวิท 26

 


 

Akkee

 

Akkee

 

ร้านอาหารไทยย่านปากเกร็ดที่เพิ่งเดบิวต์เข้าสู่วงการมิชลินด้วยการคว้าดาว 1 ดวง พร้อมอีกรางวัลใหญ่ที่มอบให้เชฟรุ่นใหม่ผู้โดดเด่น (MICHELIN Young Chef Award 2025) ซึ่งคว้ามาโดยหัวหน้าเชฟประจำร้านแห่งนี้ นั่นก็คือ เชฟอู๋-สิทธิกร จันทป

 

สำหรับร้าน ‘อัคคี’ พวกเขาพยายามนำเสนออาหารไทยจากตำราโบราณที่หากินยาก นำเสนอด้วยสูตรใกล้เคียงเดิม หรือนำมาดัดแปลงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย ทว่าสิ่งที่เชฟอู๋ต้องการผลักดันมากที่สุดก็คือการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทั่วประเทศไทยเพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายเล็ก พวกเขาจึงเดินทางไปยังแหล่งวัตถุดิบด้วยตัวเอง ก่อนนำสิ่งที่หาได้มาเสิร์ฟให้พวกเราชิมผ่านคอร์สเมนูสไตล์สำรับ

 

โดยราคาคอร์สละ 2,350++ บาท มีทั้งหมด 10 เมนู และแนะนำเบียร์แพร์ริ่งซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพสชันของเชฟ

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-23.00 น. เป็นต้นไป (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดรอบกลางวัน เวลา 12.00-15.00 น.)

Contact: AKKEE Thai Delicacies & Tasting Counter 

Address: ปากเกร็ด

 


 

Restaurant Potong

 

Restaurant Potong

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งไทย-จีน เจ้าของดาวมิชลิน 1 ดวง และร้านเปิดใหม่ยอดเยี่ยมแห่งปี 2023 พร้อมกับมีชื่ออยู่บนลิสต์ Asia’s 50 Best Restaurants 2024 ในอันดับที่ 17 นำโดยเชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ ผู้ได้รับรางวัล Asia’s Best Female Chef 2024 จากเวที World’s 50 Best 

 

ร้านเปิดอยู่ในตึกเก่าร้อยปีซึ่งเคยเป็นห้างขายยาสมัยบรรพบุรุษของเชฟแพม ก่อนเชฟเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านอาหารที่บอกเล่าเรื่องราวของลูกหลานคนจีนได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับคอร์สเมนูปัจจุบัน ‘revolution’ นำเสนอประสบการณ์ทั้งหมด 12+ คอร์ส ในราคา 6,300++ บาท

 

Open: วันพฤหัส-อังคาร (ปิดวันพุธ) เวลา 16.30-23.00 น.

Contact: Restaurant.Potong  

Address: เยาวราช-สำเพ็ง

 


 

Baan Tepa Culinary Space

 

Baan Tepa Culinary Space

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งที่มาแรงในทุกเวที เจ้าของรางวัลมิชลิน 2 ดาว พร้อมด้วยมิชลินกรีนสตาร์ในปีล่าสุด นำโดยเชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ เจ้าของรางวัล Young Chef Award 2024 และ Asia’s Best Female Chef 2025 ผู้ผลักดันให้บ้านเทพาเป็นมากกว่าร้านอาหาร เพราะนอกจากการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่เธอมุ่งมั่นทำมาตั้งแต่เปิดบ้านเทพาใหม่ๆ ปัจจุบันเชฟตามยังหาวิธีลดขยะในครัวอย่างจริงจังจนได้รางวัลแห่งความยั่งยืนจากมิชลินอีกด้วย

 

โดยปัจจุบันบ้านเทพานำเสนอเมนู 7 คอร์ส ราคา 6,200++ บาท

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: Baan Tepa Culinary Space   

Address: รามคำแหง

 


 

GOAT Bangkok

 

GOAT Bangkok

 

ร้านอาหารไทย-จีนที่เพิ่งคว้าดาวมิชลิน 1 ดวงมาได้ในปีล่าสุด ที่นี่นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์ของเชฟแทน-ภากร โกสิยพงษ์ ผู้ตั้งใจใช้วัตถุดิบในประเทศไทย 100% เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและชาวประมงท้องถิ่น ก่อนนำมาร้อยเรียงเป็นคอร์สเมนูที่ตั้งชื่อแต่ละจานอาหารตามชื่อจังหวัดของวัตถุดิบ

 

ปัจจุบันร้านมีเมนูให้เลือก คือ 13 คอร์ส 4,590++ บาท (มีเมนูมังสวิรัติให้เลือก) หรือ 14 คอร์ส 5,200++ บาท 

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: GOAT Bangkok   

Address: ซอยเอกมัย 10 แยก 2

 


 

Nawa Thai Cuisine

 

Nawa Thai Cuisine 

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัล MICHELIN Opening of the Year 2024 และได้รับ 1 ดาวมิชลินตั้งแต่ปีแรกของการเปิดร้าน นำโดย เชฟโจ-ณพล จันทรเกตุ และ เชฟซากิ โฮชิโนะ สองคู่รักผู้อยากผลักดันอาหารไทยไปพร้อมๆ กับการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศไทย

 

ปัจจุบันร้านเสิร์ฟเมนู Nawa Experience ราคา 4,800++ บาทต่อคน

 

Open: วันพฤหัส-จันทร์ เวลา 18.00-22.30 น.

Contact: Nawa Thai Cuisine   

Address: โครงการปาร์คเลน เอกมัย

 


 

MOTOÏ Bangkok

 

MOTOÏ Bangkok

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งชื่อดังจากเกียวโตที่ได้ดาวมิชลินติดต่อกันถึง 10 ปีซ้อน และตอนนี้เชฟ Motoi Maeda เจ้าของร้านที่ว่าก็มาเปิดร้านถึงเมืองไทยแล้ว โดยนำเสนออาหารกลิ่นอายฝรั่งเศส-จีน-ญี่ปุ่นในรูปแบบ Tasting Menu ที่เชฟขอเรียกว่า ‘Selection de la Saison’ เนื่องจากเมนูจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและวัตถุดิบที่หาได้ในช่วงเวลานั้นๆ ทั้งจากในประเทศไทยและทั่วโลก

 

โดยเมนูปัจจุบันเสิร์ฟอาหาร 15 คอร์ส ราคา 4,200++ บาท

 

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00 น.)

Contact: MOTOÏ Bkk   

Address: ซอยสุขุมวิท 49

 


 

Nothing Sacred

 

Nothing Sacred

 

Chef’s Table แห่งใหม่ย่านถนนเสือป่า ที่นี่เป็นร้านสไตล์ Experimental & Sound Lab ที่ให้อะไรมากกว่าสิ่งที่อยู่บนเมนู เพราะฉะนั้นใครอยากชิมอาหารที่นี่ เราอยากให้ลองเปิดใจและตั้งใจฟัง ทั้งอาหารที่เชฟต้องการเสิร์ฟและเสียงดนตรีที่เชฟตั้งใจเปิดคู่ไปกับอาหารแต่ละจาน เพราะเชฟเจ้าของร้าน Alex Jarvis เป็นถึงนักดนตรีรางวัล GRAMMY Awards เขาตัดสินใจบินมาประเทศไทยและเปิดร้านนี้ร่วมกับ Nicole Scott ภรรยาผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งในวงการเพลงและวงการทำอาหารมาตั้งแต่สมัยอยู่แคนาดาด้วยกัน

 

ร้านเสิร์ฟอาหาร 10 คอร์สในราคา 3,500++ บาท โดยพวกเขาเน้นทำวัตถุดิบหลายๆ อย่างเองด้วยการหมักดอง และบางวัตถุดิบก็เริ่มหมักมานานตั้งแต่พวกเขายังอยู่ที่ต่างประเทศ

 

Open: วันพุธ-เสาร์ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป

Contact: Nothing Sacred

Address: ถนนเจ้าคำรบ ย่านถนนเสือป่า

 


 

Duet by David Toutain

 

Duet by David Toutain

 

นี่อาจจะเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่นักชิมหลายคนเฝ้ารอมากที่สุด เพราะผู้อยู่เบื้องหลังคือเชฟชาวฝรั่งเศส เดวิด ทูแทง (David Toutain) เจ้าของร้านอาหาร 2 ดาวมิชลินในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้รางวัล MICHELIN Green Star ควบคู่ด้วย โดยเชฟบินมาเปิดร้านอาหารแห่งแรกในประเทศไทยในชื่อ Duet by David Toutain อยู่ในโรงแรมใหม่ที่กำลังฮอตสุดๆ ไม่แพ้กันอย่าง The Ritz-Carlton, Bangkok

 

ทุกคนจะได้ชิมอาหารฝรั่งเศสสมัยใหม่ในรูปแบบ Duet ผ่านเมนู 6 คอร์ส 4,800++ บาท และ 8 คอร์ส 5,800++ บาท โดยมีวัตถุดิบอย่างผักและสมุนไพรเป็นไฮไลต์ ที่นี่จึงมีรูปวัตถุดิบประจำคอร์สโชว์บนการ์ดให้ทุกคนได้ทำความรู้จักด้วย

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-22.00 น. 

Contact: Duet by David Toutain

Address: ในโรงแรม The Ritz-Carlton, Bangkok

 


 

IGNIV Bangkok

 

IGNIV Bangkok

 

ห้องอาหารคอนเซปต์แชริ่งจากสวิตเซอร์แลนด์ที่บินมาเปิดร้านแห่งแรกนอกบ้านเกิดที่ประเทศไทย อีกทั้งที่นี่ยังได้รางวัลมิชลิน 1 ดาวไปครองทุกปี โดยผู้อยู่เบื้องหลังคือเชฟแอนเดรียส คามินาดา เจ้าของร้านอาหาร 3 ดาวในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดแบรนด์ IGNIV และสำหรับร้านที่ประเทศไทย นำทีมโดย เชฟอาเน่ รีน ผู้อยู่กับร้านแห่งนี้มาตั้งแต่วันแรก

 

สำหรับคอร์สเมนูปัจจุบัน ‘Spring’ เชฟอาเน่นำเสนอกลิ่นอายและวัตถุดิบของฤดูใบไม้ผลิจากแถบยุโรป พร้อมรสชาติสดชื่นที่เต็มไปด้วยสีสัน นำเสนอผ่านอาหาร 19 จาน ในราคา 5,500++ บาทต่อคน โดยมีเมนูวีแกน เมนูมังสวิรัติ เมนูอะลาคาร์ต และเมนูสำหรับเด็กด้วย

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: IGNIV Bangkok  

Address: โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ

 


 

Côte by Mauro Colagreco

 

Côte by Mauro Colagreco

 

ห้องอาหารฝรั่งเศสเจ้าของ 2 ดาวมิชลินที่มีผู้อยู่เบื้องหลังคือ เชฟเมาโร โคลาเกรโค หนึ่งในเชฟยอดเยี่ยมระดับโลก เจ้าของร้านอาหาร Mirazur รางวัล 3 ดาวมิชลิน ที่นี่เชฟนำกลิ่นอายอาหารฝรั่งเศสสไตล์ดินแดนริเวียรามาเสิร์ฟให้ทุกคนชิม ผ่านฝีมือของศิษย์เอก เชฟดาวิเด การาวาเกลีย เฮดเชฟประจำห้องอาหาร Côte

 

คอร์สเมนูเสิร์ฟในสไตล์ Carte Blanche ที่ทุกคนจะไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าเชฟจะทำอะไรให้ชิมเช่นเดิม โดยมีให้เลือกทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ราคาเริ่มต้น 4 คอร์ส 3,300++ บาท และ 9 คอร์ส 7,800++ บาท

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 12.00-12.00 น. และ 18.00-22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดรอบกลางวัน เวลา 12.00-15.00 น.)

Contact: Côte by Mauro Colagreco  

Address: โรงแรมคาเพลลา กรุงเทพฯ

 


 

Blue by Alain Ducasse

 

Blue by Alain Ducasse

 

ร้านอาหารฝรั่งเศสริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บรรยากาศโมเดิร์น โรแมนติก และมีวิวสวยๆ ให้นั่งชมตลอดมื้อ ที่นี่เป็นอีกร้านติดดาวมิชลินที่มี เชฟอลัง ดูคาส เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเขาคือหนึ่งในเชฟฝีมือยอดเยี่ยมระดับโลกและเป็นนักล่าดาวตัวยง โดยผู้ทำหน้าที่เฮดเชฟ ณ ร้านอาหารแห่งนี้คือ เชฟวิลฟริด อ็อกเก ผู้ได้รับการปลูกปั้นโดยเชฟอลัง ดูคาส มาเองกับมือ

 

คอร์สเมนูที่เสิร์ฟอยู่ตอนนี้มีให้เลือกทั้งมื้อกลางวัน 3 คอร์ส 2,950++ บาท และมื้อเย็น ราคาเริ่มต้น 6 คอร์ส 6,500++ บาท และ 8 คอร์ส 8,500++ บาท 

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00-22.00 น.

Contact: Blue by Alain Ducasse   

Address: ไอคอนสยาม

 


 

Gaggan at Louis Vuitton

 

Gaggan at Louis Vuitton

 

ร้านอาหารแห่งแรกในแถบเอเชียใต้ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลกที่เลือกคอลแลบกับเชฟชาวอินเดียชื่อดังอย่าง กากัน อนันต์ ให้เป็นผู้รับหน้าที่ดึงตัวตน ความสนุก และรสชาติของแบรนด์ Louis Vuitton ให้ออกมาเป็นมื้ออาหาร

 

สำหรับเมนูจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยปัจจุบันมีให้เลือกคือ มื้อกลางวัน 9 คอร์ส ราคา 6,000++ บาท และมื้อเย็น 13 คอร์ส ราคา 10,000++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00-14.30 น. และ 17.30-23.00 น.

Contact: 061-413-6295 หรือ [email protected]

Address: LV The Place Bangkok ศูนย์การค้าเกษรอัมรินทร์

 


 

Samrub Samrub Thai

 

Samrub Samrub Thai

 

ร้านอาหารไทยที่เสิร์ฟเมนูเก่าแก่ตามตำราและมีรางวัล 1 ดาวมิชลินเป็นเครื่องการันตี อีกทั้งมีชื่ออยู่บนลิสต์ Asia’s 50 Best Restaurants ในปี 2024 ที่อันดับ 29 ที่นี่เลื่องลือทั้งด้านรสชาติและความดั้งเดิมแบบที่ไม่มีใครเหมือน นำโดยเชฟปริญญ์ ผลสุข เชฟรสมือดีผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารไทยจนใครต่อใครก็อยากชิมฝีมือ 

 

สำหรับตอนนี้ร้านเสิร์ฟคอร์สเมนูชื่อ ‘สำรับอีสานรอรัวเมืองบัวอุบล’ โดยจะอยู่ถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน ในราคา 4,290++ บาทต่อคน

 

Open: วันอังคาร-เสาร์ เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป

Contact: Samrub Samrub Thai สำรับสำหรับไทย  

Address: ถนนศาลาแดง ซอยยมราช

 


 

Nusara

 

Nusara

 

ร้านอาหารไทยชื่อดังโดยเชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ที่ตอนนี้ยกร้านมาปักหมุดใหม่อยู่ในย่านท่าเตียน ร้านแห่งนี้จึงมาพร้อมวิววัดโพธิ์อันสวยสะกดยามค่ำคืน เสิร์ฟคู่กับอาหารไทยหลากรส หลากสีสัน ที่เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากคุณยายนุสรา

 

สำหรับเมนูปัจจุบัน ร้านเสิร์ฟอาหาร 12 คอร์ส ในราคา 5,990++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: Nusara – นุสรา  

Address: ถนนมหาราช

 


 

Terroir

 

Terroir

 

Terroir เป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่เน้นใช้วัตถุดิบเรียบง่ายอย่าง ‘ผัก’ มาเป็นพระเอกในการทำอาหาร เสิร์ฟเมนูในสไตล์ Progressive Kaiseki เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากอาหารไคเซกิของชาวญี่ปุ่น จึงมีทั้งจานต้ม นึ่ง ทอด ย่าง และจบด้วยข้าว แต่ละเมนูเสริมเทคนิคการทำอาหารแบบฝรั่งเศสและใช้วัตถุดิบของไทยแทบทุกจาน 

 

คอร์สเมนูนำเสนอวัตถุดิบตามฤดูกาล เสิร์ฟให้ชิมหน้าเคาน์เตอร์ 12 ที่นั่ง และมีให้เลือกทั้งมื้อกลางวัน 7 คอร์ส 2,800++ บาท และมื้อเย็น 12 คอร์ส 4,900++ บาท

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.30-22.30 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น.)

Contact: Terroir Restaurant Bangkok 

Address: โครงการ ACMEN EKAMAI ซอยเอกมัย 13-15

 


 

Gaa

 

Gaa

 

ร้านอาหารอินเดีย 2 ดาวมิชลิน นำโดยเชฟการิมา อะโรรา เชฟหญิงคนแรกที่คว้าดาวมิชลินมาครองได้สำเร็จ รวมถึงเคยได้รับรางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award ในปี 2022 เชฟการิมาโดดเด่นด้วยการยกระดับทุกเมนูจากบ้านเกิดให้กลายเป็นอาหารหรูได้อย่างน่าตื่นเต้น เสิร์ฟให้นั่งชิมในบรรยากาศบ้านไม้ทรงไทยอายุ 60 ปีใจกลางสุขุมวิท หรือห้องนั่งเล่นที่ห้อมล้อมด้วยสวน

 

สำหรับคอร์สเมนูตอนนี้เสิร์ฟอาหาร 11 คอร์ส ในราคา 4,900++ บาท 

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-15.00 น.)

Contact: Gaa  

Address: ซอยสุขุมวิท 53

 


 

Cannubi by Umberto Bombana

 

Cannubi by Umberto Bombana

 

ห้องอาหารอิตาเลียนแห่งใหม่ในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ได้ ‘ราชาแห่งไวต์ทรัฟเฟิล’ อย่างเชฟ Umberto Bombana มาเป็นที่ปรึกษา พร้อมส่งมือขวาอย่าง Andrea Susto จากเมืองเมราโน ทางเหนือของอิตาลี มาเป็นหัวหน้าพ่อครัวใหญ่ โดยที่นี่เชฟนำเสนอเมนูประจำฤดูกาลที่ผสมผสานความดั้งเดิมของอิตาลีเข้ากับเทคนิคร่วมสมัย

 

โดยมีเทสติ้งเมนูให้เลือกในราคา 5,500++ บาท เสิร์ฟอาหารทั้งหมด 7 เมนู

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 12.00-14.30 น. และ 18.00-22.00 น. 

Contact: Cannubi by Umberto Bombana 

Address: ในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

 


 

Patt Bangkok

 

Patt Bangkok

 

จากความสำเร็จของ ‘อยากทำแต่ไม่อยากกิน’ และ ‘อยากย่าง’ วันนี้ เชฟบิ๊ก-อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล เจ้าของตำแหน่ง TOP CHEF Thailand Winner 2023 ปลูกปั้นสิ่งใหม่ให้เราได้ตื่นเต้นกันอีกครั้งกับ Patt Bangkok ประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งระดับมาสเตอร์พีซในรูปแบบ Contemporary French ที่สะท้อนความเป็นไทย-จีนอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งสถานที่ก็ไม่ใช่ที่ไหนไกล แต่เป็นโรงพิมพ์ที่เปรียบเสมือนมรดกสำคัญของครอบครัวที่ดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 41 ปี

 

โดยเมนูที่เสิร์ฟตอนนี้มีให้เลือกระหว่าง 6 คอร์ส 3,468 บาท และ 8 คอร์ส 4,468 บาท

 

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00-22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.00 น.)

Contact: Patt Bangkok   

Address: เจริญราษฎร์ ซอย 7 แยก 7-61

 

 


 

 

Aksorn

 

Aksorn

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งโดย เดวิด ทอมป์สัน เชฟชาวออสเตรเลียผู้หลงรักอาหารไทย โดยเขาเป็นผู้ก่อตั้งร้านอาหาร Nahm ณ กรุงลอนดอน ร้านอาหารไทยร้านแรกที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินด้วย

 

โดยคอร์สเมนูปัจจุบันราคา 3,400++ บาท ที่นี่เชฟเดวิดเน้นปลุกรสชาติในตำราเก่า นำมาปรุงใหม่โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และเสิร์ฟเมนคอร์สแบบสำรับกับข้าวอย่างที่คนไทยอาจหลงลืม 

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-22.00 น.

Contact: Aksorn    

Address: เจริญกรุง ด้านใน Central: The Original Store 

 


 

Sra Bua by Kim Kiin

 

Sra Bua by Kiin Kiin

 

เชฟผู้อยู่เบื้องหลังห้องอาหารนี้คือ เฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน เชฟเจ้าของร้านอาหารไทยติดดาว Kiin Kiin ในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ที่นี่จะนำเสนออาหารไทยในรูปแบบใหม่ซึ่งตีความโดยเชฟเฮนริค ผสมผสานทั้งเทคนิคและการนำเสนอที่น่าตื่นเต้น รวมถึงบอกเล่าวัฒนธรรมอาหารบ้านเราผ่านรสชาติได้อย่างน่าสนุก

 

ตอนนี้ห้องอาหารเสิร์ฟ ‘Winter Journey’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากอาหารไทย ญี่ปุ่น และยุโรป มีให้บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อเย็น ราคาเริ่มต้น 8 คอร์ส 2,900++ บาท, 10 คอร์ส 3,500++ บาท และ 16 คอร์ส 4,300++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป

Contact: Sra Bua by Kiin Kiin    

Address: Siam Kempinski Hotel Bangkok  

 


 

Sühring

 

Sühring

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งของเชฟฝาแฝดชาวเยอรมัน โธมัสและแมทธิอัส ซูห์ริง ที่ยังคงเป็นหนึ่งในร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่หลายคนชื่นชอบตลอดกาล เพราะตั้งแต่เชฟทั้งสองเข้ามาสร้างสีสันให้กับวงการอาหารและยกระดับไฟน์ไดนิ่งในประเทศไทย ที่นี่ก็ยังคคงเป็นร้านอาหารเยอรมันที่ดีที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ และจนถึงตอนนี้ Sühring ก็ยังคงโดดเด่น มีเอกลักษณ์ เป็นหนึ่งในร้านที่นักชิมควรมาลองด้วยตัวเองสักครั้ง

 

คอร์สเมนูตอนนี้ราคา 7,800++ บาท และ 9,800++ บาท สำหรับมื้อกลางวันราคา 4,800++ บาท

 

ภาพ: @diegoarenasphoto_

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป (วันพฤหัส-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-13.30 น.)

Contact: Sühring 

Address: ซอยเย็นอากาศ ช่องนนทรี

 


 

Mezzaluna

 

Mezzaluna

 

ห้องอาหารฝรั่งเศสดีกรี 2 ดาวมิชลิน บนชั้น 65 ของโรงแรมเลอบัว ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสุดยอดห้องอาหารที่นักชิมทุกคนอยากลองสัมผัส นำโดยเชฟชาวญี่ปุ่น ริวกิ คาวาซากิ อาหารฝรั่งเศสที่ Mezzaluna จึงมีกลิ่นอายจากแดนอาทิตย์อุทัยผสมอยู่ด้วย

 

คอร์สเมนูปัจจุบันราคา 8,000++ บาท เสิร์ฟอาหาร 7 คอร์สที่เปลี่ยนวัตถุดิบตามฤดูกาล

 

Open: วันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

Contact: Mezzaluna Restaurant  

Address: ชั้น 65 โรงแรมเลอบัว

 


 

Chef's Table

 

Chef’s Table 

 

เชฟส์เทเบิลฝรั่งเศสสุดหรูหราเจ้าของรางวัลมิชลิน 2 ดาว ที่นี่เปิดอยู่บนชั้น 61 ของโรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ นำโดยเชฟ Vincent Thierry ชาวฝรั่งเศสผู้หลงใหลในการทำอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยและนำเสนอทุกจานอย่างมีศิลปะ

 

เมนูมีให้เลือก 2 รูปแบบ คือ Creation menu ราคา 6,800++ บาท และ Signature Menu ราคา 9,200++ บาท

 

Open: วันอังคาร- อาทิตย์ เวลา 18.00-00.00 น.

Contact: Chef’s Table by lebua 

Address: สีลม-เจริญกรุง ในโรงแรมเลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์

 


 

Savelberg

 

Savelberg

 

ร้านอาหารฝรั่งเศส 1 ดาวมิชลินโดย เชฟเฮงค์ ซาเวลเบิร์ก (Henk Savelberg) ผู้ทำอาหารสไตล์ฝรั่งเศสทันสมัย ผสมกลิ่นอายดัตช์ที่เป็นบ้านเกิด สำหรับคอร์สเมนูปัจจุบัน Savelberg Prestige มีให้เลือกระหว่าง 6 คอร์ส ราคา 6,900++ บาท และ 4 คอร์ส ราคา 3,800++ บาท

 

Open: วันศุกร์-วันพุธ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป (ปิดวันพฤหัส) เปิดมื้อกลางวันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 12.00-14.00 น.

Contact: Savelberg Thailand  

Address: ซอยเย็นอากาศ 2

 


 

Elements, Inspired by Ciel Bleu

 

Elements, Inspired by Ciel Bleu

 

ความโดดเด่นของห้องอาหารนี้คือการผสมผสานวัตถุดิบญี่ปุ่นเข้ากับอาหารฝรั่งเศส ทำให้หลายๆ จานของ Elements มีหน้าตาเหมือนอาหารยุโรป แต่กลับชิมแล้วมีรสชาติเบา สดชื่น เป็นเอกลักษณ์ นำโดยเชฟเจอราร์ด ฮอร์คาโญ ผู้เคยทำงานกับเชฟใหญ่แห่งห้องอาหาร Ciel Bleu ร้านอาหารดาวมิชลินที่เป็นแรงบันดาลใจของ Elements

 

สำหรับคอร์สเมนูปัจจุบัน มีให้เลือกตั้งแต่ Ku-Ki 4 คอร์ส ราคา 3,700++ บาท, Chikyu 6 คอร์ส ราคา 4,900++ บาท และ Mizu 8 คอร์ส ราคา 6,400++ บาท

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.00-22.30 น.

Contact: Elements, Inspired by Ciel Bleu   

Address: โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

 


 

Ōre

 

Ōre

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งแห่งใหม่ที่นำเสนอรสชาติแท้จริงของวัตถุดิบ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทำให้เหนือระดับด้วยการผสมผสานที่แปลกใหม่ และมีไฮไลต์คือการใช้น้ำพุใกล้น้ำตกไทรโยคในการทำอาหาร นำโดยเชฟดีมี่ (Dimitrios Moudios) ผู้บอกว่า สำหรับ #Orebkk เขาไม่ได้ทำอาหารสัญชาติไหนเป็นพิเศษ เพราะเขาแค่อยากจับสิ่งต่างๆ ที่เขาเรียนรู้ตลอดอาชีพการเป็นเชฟมาใส่เข้าไว้ด้วยกัน

 

สำหรับเมนูปัจจุบัน เชฟจะเสิร์ฟอาหาร 20 คอร์ส ในราคา 6,590++ บาท (หลังวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ราคาจะปรับเป็น 7,500++ บาท)

 

Open: วันพฤหัส-จันทร์ 2 รอบเวลา คือ 18.00 น. และ 20.15 น.

Contact: www.instagram.com/ore.bkk

Address: ถนนสาธุประดิษฐ์ ช่องนนทรี

 


 

AVANT

 

AVANT

 

ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่ผสานกลิ่นอายเอเชีย นำโดย เชฟไฮคาล โจฮารี (Haikal Johari) ผู้คว้าดาวมิชลินมาประดับร้านได้สำเร็จทันทีที่กลับมาโชว์ฝีมือในวงการอาหารไฟน์ไดนิ่งประเทศไทยหลังจากหายไปนานกว่าสิบปี

 

คอร์สเมนูที่เสิร์ฟตอนนี้มีให้เลือกระหว่าง มื้อค่ำ ‘AVANT Experience’ 9 คอร์ส ราคา 5,900++ บาท และมื้อกลางวัน ‘AVANT Discovery’ 7 คอร์ส ราคา 4,200++ บาท

 

Open: วันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป (วันศุกร์-เสาร์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00 น.)

Contact: www.kimptonmaalaibangkok.com/bangkok-restaurants/avant/

Address: ในโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ

 


 

Mia

 

Mia

 

ร้านอาหารยุโรปกลิ่นอายเอเชียที่ครอง 1 ดาวมิชลิน นำโดยสองเชฟคู่รัก ท็อป-พงษ์ชาญ รัสเซล และ มิเชล โก ความโดดเด่นของที่นี่คือการนำเสนอเมนูตามฤดูกาลของทวีปยุโรป แต่ใช้วัตถุดิบจากฝั่งเอเชีย ทำให้รสชาติและสัมผัสในแต่ละจานมีเอกลักษณ์น่าสนใจ อีกทั้ง ในที่สุดพวกเขาก็ได้รางวัล 1 ดาวมิชลินแล้วในปีที่ผ่านมา

 

คอร์สเมนูปัจจุบันมีให้เลือกระหว่าง มื้อค่ำ 5 คอร์ส 4,650++ บาท และ 8 คอร์ส 5,450++ บาท ส่วนมื้อกลางวันเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ราคา 2,550++ บาท โดยมีคอร์สเมนูมังสวิรัติและวีแกนด้วย

 

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.00-23.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.00 น.)

Contact: Mia restaurant  

Address: ซอยอรรถกวี 1

 


 

Clara

 

Clara

 

ร้านอาหารอิตาเลียนบรรยากาศโรแมนติกในย่านสาทร ที่ราวกับพาเราไปนั่งอยู่ในแกลเลอรี อีกทั้งที่นี่ยังเคยติดอันดับ 50 Best Italian Restaurants in the World เมื่อปี 2022 ด้วย นำโดยเชฟคริสเตียน มาร์เตน่า และ คลาร่า มาร์เตน่า ผู้เป็นภรรยาและที่มาของชื่อร้าน

 

คอร์สเมนูปัจจุบันมีให้เลือกระหว่าง 6 คอร์ส ราคา 3,880++ บาท และ 8 คอร์ส 4,880++ บาท

 

Open: วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 17.00-23.00 น. และวันเสาร์ เวลา 12.00-15.00 น. / 18.00-23.00 น.

Contact: CLARA   

 


 

80/20

 

80/20 

 

ร้านอาหารไทยที่โฟกัสวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาล นำทีมโดยเชฟแทฟ พุทธวงศ์ ชาว สปป.ลาว ที่เกิดในเบลเยียมและเติบโตในอังกฤษ 80/20 ในยุคของเชฟแทฟจึงเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมที่เขาคุ้นเคยเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งไทย ลาว และอังกฤษ

 

โดยคอร์สเมนูปัจจุบันเสิร์ฟอาหาร 14 จาน ราคา 4,200++ บาท

 

Open: วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: 80/20bkk    

Address: เจริญกรุง

 


 

Villa Frantzen

 

Villa Frantzén

 

ร้านอาหารสัญชาติสวีเดนที่มาพร้อมบรรยากาศอบอุ่น และครัวแบบเปิดในบ้านหลังใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังร้านแห่งนี้คือ เชฟบยอร์น ฟรันต์เซน (Björn Frantzén) เจ้าของร้านอาหาร Frantzén ดีกรี 3 ดาวมิชลินในสวีเดน แต่สำหรับที่นี่เชฟต้องการเสิร์ฟอาหารนอร์ดิกให้ทุกคนรู้จัก จึงเสิร์ฟอาหารในรูปแบบแชริ่งให้กินด้วยกัน อีกทั้งทุกคนยังสามารถเลือกเมนูในแต่ละคอร์สได้เอง นำทีมโดยเชฟนิลัส (Nilas Corneliussen) ผู้ยืนประจำครัวในร้านแห่งนี้

 

เมนูจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลหรือวัตถุดิบ ปัจจุบันเสิร์ฟอาหารจำนวน 6 คอร์ส ในราคา 4,200++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-23.30 น.

Contact: Villa Frantzén    

Address: ซอยเย็นอากาศ 3

 


 

Yu Ting Yuan

 

Yu Ting Yuan

 

ห้องอาหารจีนซึ่งเคยเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่คว้ารางวัลดาวมิชลิน ที่นี่เสิร์ฟอาหารจีนกวางตุ้งโดยฝีมือของเชฟ Tommy Cheung ชาวฮ่องกงผู้เคยทำงานอยู่ในครัวร้านอาหารจีน 2 ดาวมิชลิน ก่อนมารับบทเอ็กเซ็คคิวทีฟเชฟที่ร้าน Ya Ge ซึ่งมีดาวมิชลินประดับ 1 ดวง

 

สำหรับที่ Yu Ting Yuan เชฟทอมมี่จะนำรสชาติอาหารกวางตุ้งต้นตำรับมาเสิร์ฟให้ชิมผ่านเทสติ้งเมนูราคา 3,800++ บาท และ 6,500++ บาท และคอร์สเมนูที่ทำให้หลายคนติดใจจนอยากกลับมาอีก Dim Sum Set Lunch เซ็ตเมนูรวมติ่มซำอันเลื่องชื่อ ราคา 1,800++ บาทต่อคน

 

Open: ทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.30 น.

Contact: Four Seasons Hotel Bangkok 

Address: ถนนเจริญกรุง ในโรงแรมโฟร์ ซีซั่นส์ กรุงเทพ

 


 

J'aime by Jean-Michel Lorain

 

J’aime by Jean-Michel Lorain

 

ร้านอาหารฝรั่งเศสคลาสสิกที่มีเชฟฌอง-มิเชล โลรองต์ (Jean-Michel Lorain) อีกหนึ่งเชฟ 3 ดาวมิชลินระดับตำนานเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ปัจจุบันห้องอาหารแห่งนี้นำทีมโดยเชฟรุ่นใหม่ Nicolas Keller ชาวฝรั่งเศสที่เคยทำงานใกล้ชิดกับเชฟมิเชล เขาจึงได้รับหน้าที่บินมานำเสนอรสชาติสไตล์ฝรั่งเศสที่เข้ากับสมัย และไม่เข้าถึงยากจนเกินไปให้คนไทยได้ชิม

 

คอร์สเมนูมีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ 5 คอร์ส ราคา 2,800++ บาท, 8 คอร์ส 3,600++ บาท และ 10 คอร์ส 4,000++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00-14.00 น. และ 18.00-20.30 น.

Contact: J’AIME by Jean-Michel Lorain  

Address: โรงแรม U Sathorn กรุงเทพฯ

 


 

Restaurant Stage

 

Restaurant Stage

 

ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยของ เชฟเจย์-สายนิสา แสงสิงแก้ว กลับมาเปิดอีกครั้งในย่านสาทร พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้พิเศษยิ่งขึ้นด้วยการนำเสนออาหารฝรั่งเศสทันสมัยในรูปแบบ Tasting Menu แต่ละคอร์สใช้เทคนิคการทำอาหารฝรั่งเศสดั้งเดิมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ และใช้วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมทั้งจากในประเทศและทั่วโลก รวมถึงการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตามฤดูกาลและความยั่งยืนด้วยแนวคิด Zero Waste ที่ทำให้แต่ละจานมีความซับซ้อนทางรสชาติ แต่กลมกล่อมลงตัว

 

โดยปัจจุบันเสิร์ฟอาหาร 8 คอร์สในราคา 4,800++ บาท

 

Open: วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 18.00-22.00 น.

Contact: Restaurant Stage  

Address: ซอยสาทร 9

 


 

Cadence by Dan Bark

 

Cadence by Dan Bark

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งแนว Progressive American Cuisine ที่นำโดยเชฟแดน บาร์ก ชาวเกาหลี-อเมริกันที่ดึงประสบการณ์และความทรงจำส่วนตัวมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำอาหาร แต่ละเมนูบอกเล่าถึงการเดินทาง รสชาติที่ซับซ้อน และการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมที่ลงตัว โดยนำเสนอผ่านคอร์สเมนูมื้อกลางวัน 6 คอร์ส 2,800++ บาท และมื้อเย็น 11 คอร์ส ราคา 5,300++ บาท

 

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป (วันพฤหัส-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-15.00 น.)

Contact: Cadence Restaurant by Dan Bark 

Address: ซอยปรีดีพนมยงค์ 25

 


 

Chim by Siam Wisdom

 

Chim by Siam Wisdom

 

ร้านอาหารไทยที่ครองดาวมิชลินติดกันได้นาน 8 ปีซ้อน นำโดยเชฟหนุ่ม-ธนินธร จันทรวรรณ ผู้เคยทำงานอยู่ในครัวร้านอาหารไทยในลอนดอน ก่อนกลับมานำเสนออาหารไทยที่ผสมผสานกับอาหารต่างชาติได้อย่างลงตัว พร้อมกับนำเสนอวัตถุดิบไทยและอาหารไทย 4 ภาคในรูปแบบสำรับ เสิร์ฟให้ทุกคนชิมในบรรยากาศบ้านเก่าสไตล์โคโลเนียลที่อบอุ่นเป็นกันเอง

 

คอร์สเมนูเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยมื้อกลางวันราคา 3,250++ บาท และมื้อค่ำราคา 4,250++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-21.30 น.

Contact: Chim by Siam Wisdom

Address: ซอยองค์รักษ์ 13 เขตดุสิต

 


 

Coda

 

Coda

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว โดยเชฟแท็ป-ศุภสิทธิ์ ก๊กผล ผู้เติบโตมาในครอบครัวเจ้าของร้านมหาชัยซีฟู้ด (แต่ปัจจุบันส่งต่อให้คนอื่นดูแลแล้ว) เขาจึงคลุกคลีกับอาหารมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นจึงเข้าทำงานในร้านอาหารดังมากมายเพื่อฝึกฝีมือ ก่อนจะมาเปิดร้านนี้เป็นของตัวเอง และนำรสชาติอาหารที่ตัวเองชอบมาเป็นแรงบันดาลใจ

 

คอร์สเมนูปัจจุบันเสิร์ฟอาหารจำนวน 8 คอร์ส ในราคา 3,450++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-22.30 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-15.30 น.)

Contact: Coda Bangkok 

Address: ถนนวิทยุ

 


 

Saawaan

 

Saawaan

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งที่นำเสนอวัตถุดิบในประเทศ ผ่านคอร์สเมนูที่ชูเทคนิคการทำอาหารแบบไทยๆ นำโดย เชฟเอิร์ธ-ศริตวรรธน์ วันวิชิตกูร ผู้รับหน้าที่รังสรรค์อาหารคาว และเชฟเปเปอร์-อริสรา จงพาณิชกุล เพสทรีเชฟฝีมือดีผู้รังสรรค์ทุกเมนูของหวาน

 

คอร์สเมนูที่เสิร์ฟตอนนี้เชฟนำอาหารไทยๆ มาปรับโฉมใหม่ให้จัดจ้าน สวยงาม และมีรสชาติน่าสนใจ โดยราคาปัจจุบัน 8 คอร์ส ราคา 2,790++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-23.30 น.

Contact: Saawaan  

Address: ซอยสวนพลู

 


 

Wana Yook

 

Wana Yook

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่ง 1 ดาวมิชลิน และเจ้าของอันดับที่ 81 บนลิสต์ Asia’s 50 Best Restaurants 2025 นำโดยเชฟชาลี กาเดอร์ ผู้นำเมนูข้าวแกงไทยมายกระดับใหม่ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และเสิร์ฟให้ชิมในบรรยากาศบ้านทรงไทยโบราณย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

สำหรับคอร์สเมนูปัจจุบันนำเสนออาหาร 9 คอร์ส ในราคา 4,500++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: Wana Yook 

Address: ในโรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล (BTS สนามกีฬาฯ)

 


 

Resonance

 

Resonance

 

ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งของเชฟชาวญี่ปุ่น ชุนสุเกะ ชิโมมุระ ที่ได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดยที่นี่เชฟต้องการนำเสนออาหารไร้พรมแดน หรือ Boundless Cuisine การปรุงอาหารจึงใช้เทคนิคหลากหลาย ทั้งจากฝั่งยุโรปและเอเชีย รวมถึงการออกแบบคอร์สอาหารที่ไล่มาหลายชาติ ทำให้เราเดาทางไม่ค่อยถูกว่าจานต่อไปจะเป็นอย่างไร 

 

เมนูที่เสิร์ฟตอนนี้มีให้เลือกระหว่างมื้อค่ำ 12 คอร์ส ราคา 4,500++ บาท และ 14 คอร์ส ราคา 6,500++ บาท ส่วนมื้อกลางวันเสิร์ฟเฉพาะวันเสาร์ 7 คอร์ส ราคา 2,900++ บาท

 

Open: วันอังคาร-เสาร์ เวลา 18.00-22.00 น. (วันเสาร์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น.)

Contact: Restaurant Resonance   

Address: ซอยสุขุมวิท 65

 


 

Le Du

 

Le Du

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งรางวัล 1 ดาวมิชลิน และเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในประเทศและในทวีปเอเชียเมื่อปี 2023 จากครองตำแหน่งสูงสุดที่อันดับ 1 บนลิสต์​ Asia’s 50 Best Restaurant 2023 นำโดย เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เจ้าของร้านอาหารดังอีกหลายแห่ง อาทิ นุสรา ที่ครองอันดับ 3 บนลิสต์ในปีเดียวกัน

 

สำหรับคอร์สเมนูปัจจุบันมีให้เลือกระหว่าง Le Du Journey จำนวน 4 คอร์ส 4,500++ บาท และ LE Du Experience จำนวน 6 คอร์ส 5,500++ บาท

 

Open: เปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.00-22.00 น. (วันพฤหัส-เสาร์ เปิดรอบกลางวัน เวลา 12.00-15.00 น.

Contact: Le Du   

Address: สีลมซอย 7

 


 

Inddee

 

Inddee

 

ร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งแห่งใหม่ที่คว้าดาวมิชลินดวงแรกมาได้อย่างรวดเร็ว นำทีมโดยเชฟชาวอินเดีย ซาชิน พูจารี ผู้เคยนำทีมครัวร้านอาหารญี่ปุ่น Wasabi ในเมืองมุมไบบ้านเกิด ทำให้อาหารอินเดียที่ร้านแห่งนี้มีกลิ่นอายอาหารญี่ปุ่นผสมอยู่บางๆ อย่างเช่นรสชาติที่สดชื่นในบางเมนู หรือความเบาที่ไม่ทำให้หนักจนเลี่ยน 

 

ร้านเสิร์ฟเมนู 7 คอร์ส ในราคา 3,500++ บาท และ 9 คอร์ส ในราคา 4,200++ บาท หรือเมนูมังสวิรัติ 9 คอร์ส 3,500++ บาท นอกจากนี้ยังมีเมนู Add-on ให้สั่งเพิ่มได้ 

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-23.30 น.

Contact: Inddee    

Address: ซอยหลังสวน

 


 

Restaurant Int

 

Restaurant Int

 

ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งในรูปร่างหน้าตาอาหารฝรั่งเศส นำทีมโดยเชฟน็อค-พัทธ์อินทร์ พรหมสวัสดิ์ ผู้ต้องการโฟกัสกับการทำอาหารไทยด้วยเทคนิคสมัยใหม่ และเปลี่ยนเมนูไทยๆ ที่เราคุ้นเคยให้น่าสนุกแบบไร้กรอบ 

 

เมนูปัจจุบันมีชื่อว่า Whispers of The Forest เสิร์ฟอาหาร 8 คอร์ส ในราคา 3,490++ บาท และ 10 คอร์ส ราคา 4,490++ บาท

 

Open: วันพฤหัส-อังคาร เวลา 17.30-23.00 น.

Contact: Restaurant Int  

Address: บนโรงแรม Best Western Sukhumvit 20 (ซอยสุขุมวิท 20)

 


 

Taan

 

Taan

 

ห้องอาหารไทยที่ไม่ควรมองข้าม เพราะที่นี่เปลี่ยนวัตถุดิบธรรมดาๆ ให้น่าสนใจ ดึงเมนูและรสชาติที่ทุกคนคุ้นเคยมานำเสนอใหม่ได้น่าสนุก นำโดยเชฟเทพ-มนต์เทพ กมลศิลป์ ผู้รักในการตามหาวัตถุดิบ และตั้งใจใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรท้องถิ่นหรือผู้ผลิตรายเล็กที่มีของดี

 

คอร์สเมนูปัจจุบันชื่อว่า ‘อยุธยา’ เสิร์ฟอาหาร 5 คอร์ส 2,690++ บาท และ 9 คอร์ส ในราคา 3,390++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: TAAN Bangkok 

Address: ในโรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเทล (BTS สนามกีฬาฯ)

 


 

ADHOC

 

ADHOC

 

ร้านอาหารไทยร่วมสมัยสไตล์ Private dining ที่ซ่อนตัวในย่านพร้อมพงษ์ และเป็นอีกร้านที่เปิดมาอย่างยาวนาน มีขาประจำเวียนกลับไปกินอยู่เรื่อยๆ เพราะติดใจในรสชาติที่ครบเครื่อง แม้จะนำเสนอในแบบไฟน์ไดนิ่งก็ตาม นำโดยเชฟป๊อป-พิชชากร รามบุตร เชฟหญิงผู้เติบโตมาในครอบครัวไทยและได้แรงบันดาลใจในการทำอาหารมาจากความทรงจำวัยเด็กที่ซึมซับมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชและกำแพงเพชร

 

เมนูปัจจุบันเป็นอาหารไทยโมเดิร์น นำเสนอทั้งหมด 9 คอร์ส ราคา 3,900++ บาท

 

Open: วันพุธ-จันทร์ เวลา 17.00-22.30 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 12.00-14.30 น.)

Contact: ADHOC BKK 

Address: ซอยสุขุมวิท 39

 


 

Maison Dunand

 

Khaan

 

ร้านอาหารไทยโดยของเชฟอ้อม-สุจิรา พงษ์มอญ เจ้าของรางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award คนแรกของประเทศไทยเมื่อปี 2020 สำหรับร้านแห่งนี้ เชฟนำเสนอรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แถมยังน่าสนใจมากๆ ด้วย เพราะเชฟจะเปลี่ยนวัตถุดิบไปตามสิ่งที่ได้มาจากชาวประมงหรือเกษตรกรในแต่ละวัน รวมถึงนำเสนอรสชาติอาหารไทยที่ลึกขึ้น จนอาจเป็นสิ่งที่ทุกคนยังไม่เคยชิมจากที่ไหนมาก่อน

 

สำหรับเมนูปัจจุบัน เสิร์ฟอาหารไทยสตรีตฟู้ด 11 คอร์ส ในราคา 3,850++ บาท

 

Open: วันอังคาร-เสาร์ เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

Contact: KHAAN Bangkok 

Address: ซอยสมคิด

 


 

Maison Dunand

 

Maison Dunand

 

เชฟอาโน ดูนัง นำบ้านเกิดของเขามาใส่อยู่ในร้านอาหารแห่งนี้ ตั้งแต่บรรยากาศ รสชาติ และวัตถุดิบ อาหารฝรั่งเศสที่นี่จะมีความเป็นตัวตนของเชฟชัดเจน เพราะเชฟบอกว่าเขาจะทำทุกอย่างที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดจาน การปรุง หรือรสชาติที่หลายคนคิดถึง

 

คอร์สเมนูปัจจุบันมีให้เลือกทั้งมื้อกลางวัน 3 คอร์ส 3,100++ บาท และมื้อค่ำ 4 คอร์ส 4,100++ บาท, 6 คอร์ส 5,500++ บาท และ 8 คอร์ส 7,500++ บาท

 

Open: วันพฤหัส-จันทร์ เวลา 12.00-15.00 น. และ 18.30-23.00 น.

Contact: Maison Dunand 

Address: ซอยสาทร 10

 


 

Haoma

 

Haoma

 

ร้านอาหารนีโอ-อินเดียนดีกรีดาวมิชลิน 1 ดวง พ่วงด้วยดาวสีเขียวรักษ์โลก นำโดยเชฟดีแพนเกอร์ โคสร่า หรือเชฟดีเค ชาวอินเดียผู้ตั้งใจนำเสนอวัฒนธรรมอาหารอินเดียให้คนทั่วไปได้รู้จัก ผ่านอาหารสไตล์เทสติ้งเมนูระดับไฟน์ไดนิ่ง โดยมีสวนผักและสมุนไพรปลูกเองหลังร้านเป็นอีกวัตถุดิบภูมิใจนำเสนอ

 

ปัจจุบันมีให้เลือกทั้งคอร์สเมนูปกติและเมนูมังสวิรัติ โดยราคา 10 คอร์ส 4,990++ บาท ส่วนมื้อกลางวันเฉพาะวันอาทิตย์ ราคา 6 คอร์ส 3,290++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-23.00 น. (วันอาทิตย์ เปิดมื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น.)

Contact: Haoma   

Address: ซอยสุขุมวิท 31

 


 

North Restaurant

 

North Restaurant

 

ร้านอาหารไทยภาคเหนือที่นำเมนูท้องถิ่นมายกระดับและเสิร์ฟแบบไฟน์ไดนิ่ง เสน่ห์ของที่นี่คือการนำวัตถุดิบภาคเหนือ อาหารเหนือ และรสชาติของคนท้องถิ่นมายกระดับได้อย่างน่าสนใจ ทันสมัย และเข้าใจง่าย เสิร์ฟในบรรยากาศบ้านสไตล์ล้านนาที่ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ใจกลางย่านสุขุมวิท

 

คอร์สเมนูปัจจุบันเสิร์ฟทั้งหมด 9 คอร์ส ในราคา 3,288++ บาท

 

Open: ทุกวัน เวลา 18.00-23.00 น.

Contact: North Restaurant  

Address: ซอยสุขุมวิท 33

 


 

I-Sang

 

I-Sang 

 

ร้านอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่งที่เพิ่งเปิดใหม่สดๆ ร้อนๆ นำโดยเชฟ Lee Sang Gun เชฟเกาหลีรุ่นใหม่ผู้เคยเป็นเฮดเชฟอาหารเกาหลีที่ร้าน Hansik Goo ร้านอาหารเกาหลีไฟน์ไดนิ่งรางวัลมิชลิน 1 ดาวในฮ่องกง ซึ่งเป็นร้านในเครือเดียวกับร้านดังอย่าง Migles ที่ครองมิชลิน 3 ดาวในประเทศเกาหลี อีกทั้งเขายังเคยได้รางวัล MICHELIN Young Chef Award ประจำ Hong Kong & Macau เมื่อปี 2023 อีกด้วย

 

โดยเชฟอยากนำเสนอวัฒนธรรมอาหารเกาหลีให้คนไทยได้รู้จัก นำเสนอผ่านเทสติ้งเมนู 8 คอร์ส ในราคา 3,980++ บาท

 

Open: วันจันทร์-เสาร์ เวลา 18.00-23.30 น. 

Contact: www.instagram.com/isangbkk/

Address: ในโครงการ Vivre ซอยหลังสวน

The post LIST: อัปเดตราคา 51 ร้านไฟน์ไดนิ่งทั่วกรุงเทพฯ ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gaggan คว้าอันดับ 1 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย! ใน Asia’s 50 Best Restaurants 2025 https://thestandard.co/life/gaggan-ranked-no-1-asias-best-restaurants-2025 Tue, 25 Mar 2025 13:06:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1056508 Gaggan

9 ร้านจากไทยติดอันดับ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมที่สุดในเอเช […]

The post Gaggan คว้าอันดับ 1 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย! ใน Asia’s 50 Best Restaurants 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gaggan

9 ร้านจากไทยติดอันดับ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมที่สุดในเอเชีย อันดับ 1 ตกเป็นของ Gaggan จากกรุงเทพฯ

อีกหนึ่งรางวัลใหญ่ของวงการเชฟและร้านอาหาร Asia’s 50 Best Restaurants 2025 หรือ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย ได้ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยในปีนี้มีร้านอาหารจากประเทศไทยติดอันดับ 9 ร้าน ได้แก่

 

  • อันดับ 1: Gaggan (Best Restaurant in Thailand & Best Restaurants in Asia)
  • อันดับ 6: Nusara
  • อันดับ 11: Sühring
  • อันดับ 13: Potong
  • อันดับ 16: Sorn
  • อันดับ 20: Le Du
  • อันดับ 31: Gaggan at Louis Vuitton (New Entry)
  • อันดับ 42: Baan Tepa
  • อันดับ 47: Samrub Samrub Thai

 

และ ‘เชฟเดช คิ้วคชา’ ยังได้รางวัลพิเศษ Asia’s Best Pastry Chef Award 2025, sponsored by Valrhona อีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้ ทางงานมีการประกาศรางวัลพิเศษ Asia’s Best Female Chef 2025 หรือรางวัลเชฟหญิงยอดเยี่ยมระดับเอเชีย และผู้ที่ได้รับรางวัลนี้ก็คือ ‘เชฟตาม-ชุดารี เทพาคำ’ แห่งร้านอาหาร Baan Tepa (บ้านเทพา) เจ้าของอันดับที่ 42 บนลิสต์ Asia’s 50 Best Restaurants ในปีนี้

 

แล้วยังมีร้านอาหารอีก 6 แห่งจากประเทศไทยที่ติดอันดับ 51-100 ด้วย ซึ่งมีการประกาศผลไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยร้านที่มีชื่อบนลิสต์ ได้แก่ Gaa อันดับที่ 65, Côte by Mauro Colagreco อันดับที่ 75, Blue by Alain Ducasse อันดับที่ 80, Wana Yook อันดับที่ 81, Bo.Lan อันดับที่ 98 และ Ms. Maria & Mr. Singh อันดับที่ 99

 

THE STANDARD LIFE ขอแสดงความยินดีกับร้านอาหารทั้งหมดที่ติดอันดับในครั้งนี้ด้วย ส่วนใครเป็นแฟนคลับร้านไหนเป็นพิเศษ มาร่วมแสดงความยินดีกับพวกเขาในโพสต์นี้ก็ได้นะ

The post Gaggan คว้าอันดับ 1 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย! ใน Asia’s 50 Best Restaurants 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAD FACE เทศกาลอาหารชวนหิว ปีนี้จัดในร่มที่เซ็นทรัลชิดลม เริ่ม 25 มี.ค. – 6 เม.ย. นี้ https://thestandard.co/life/mad-face Sat, 22 Mar 2025 02:30:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1054914 MAD FACE

กลับมาแล้วในรูปแบบใหม่คล้ายเดิม กับเทศกาลอาหาร ‘MAD FAC […]

The post MAD FACE เทศกาลอาหารชวนหิว ปีนี้จัดในร่มที่เซ็นทรัลชิดลม เริ่ม 25 มี.ค. – 6 เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAD FACE

กลับมาแล้วในรูปแบบใหม่คล้ายเดิม กับเทศกาลอาหาร ‘MAD FACE’ ที่ปีนี้ย้ายมาจัดในร่ม แถมยังอยู่ใจกลางเมืองเลย เพราะฉะนั้นงานนี้ไปง่ายขึ้นแน่นอน ถ้าใครเป็นแฟนคลับเทศกาลรวมตัวคนหิวเก่ง รีบเตรียมตัวไปเจอประสบการณ์ใหม่ๆ กันได้ในงานนี้

 

ปีนี้เทศกาล MAD FACE กลับมาในชื่อใหม่เพราะไม่ได้จัดแค่สุดสัปดาห์ แต่งานจัดยาวๆ ถึง 12 วันเต็มในศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม เพราะฉะนั้นไม่ต้องตกใจว่าเทศกาล MAD FACE FOOD WEEK หายไปไหน พวกเขาแค่ย้ายเข้าเมืองให้ทุกคนมาจอยได้ง่ายขึ้น ส่วนคอนเซปต์งานยังเต็มไปด้วยของกินและกิจกรรมแน่นๆ เช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ ร้านของชำ ดนตรี หรือมื้ออาหารพิเศษ ทว่าจะมีการเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใครเข้ามา

 

ซึ่งประสบการณ์ที่ว่าก็อย่างเช่น ‘การจัดแสดงขนมอบและของหวาน’ ผู้เข้าร่วมจะได้ชิมขนมหวานที่รูปลักษณ์และรสชาติไม่เหมือนใคร ‘การจัดแสดงการหมัก’ โชว์ความสวยงามและความน่าสนใจของอาหารหมักดอง เช่น กิมจิ คอมบูชา และขนมปังซาวโดว์

 

‘มุมร้านชำ’ นำเสนอผลผลิตจากเกษตรกรที่มีความยั่งยืน ซึ่งทุกคนสามารถซื้อวัตถุดิบคุณภาพสูงจากเกษตรกรได้โดยตรง ‘บาร์เครื่องดื่มอิสระ’ พื้นที่ที่คัดสรรเครื่องดื่มประเภทโซดา ค็อกเทล ไวน์ธรรมชาติ และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ให้ทุกคนได้ลองคัสตอมเครื่องดื่มที่ใช่ของตัวเอง

 

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเสียงดนตรี ในงานนี้ทุกคนจะได้พบกับกิจกรรม เช่น ‘การแสดงสดและศิลปะดิจิทัล’ โชว์ดนตรีสดแนวอิเล็กทรอนิกส์และซินธิไซเซอร์ พร้อมกับงานศิลปะดิจิทัลที่ตอบสนองกับเสียงดนตรี หรือ ‘คืนปาร์ตี้สุดสัปดาห์’ ที่จะจัดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์หลังจบมื้ออาหารพิเศษ

 

‘เวิร์กช็อป Beyond Food’ ทุกคนจะได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการชิมอาหารที่ไม่ได้มีแค่รสชาติ ‘ห้องฉายภาพยนตร์’ พื้นที่ที่ผสมผสานอาหาร ภาพยนตร์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร และ ‘มื้อค่ำสุดพิเศษ’ ประสบการณ์มื้อค่ำแบบส่วนตัวที่ผสมผสานภาพและเสียง เปิดสัมผัสเต็มรูปแบบในทุกมิติ โดยมื้อนี้จะมีเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น

 

งานนี้เข้าร่วมฟรีเฉพาะพื้นที่กิจกรรมและนิทรรศการส่วนกลางเท่านั้น สำหรับบัตรเข้าร่วมกิจกรรมมีให้เลือกดังนี้

 

  • บัตร Tasting Pass ราคา 300 บาท: สามารถชิมอาหารได้บางเมนู (สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หน้างาน) และเข้าชมโซนพิเศษได้
  • บัตร Premium Pass ราคา 700 บาท: ได้รับของที่ระลึก สามารถเข้าชมโซนพิเศษได้ พร้อมทั้งชิมอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดได้ รวมถึงเข้าร่วมปาร์ตี้สุดสัปดาห์ พร้อมได้รับเครื่องดื่มและสิทธิเข้าชมศิลปินพิเศษ
  • บัตร All-Inclusive Pass ราคา 3,500 บาท: ได้รับของที่ระลึกชิ้นพิเศษ สามารถเข้าชมโซนพิเศษและเข้าร่วมกิจกรรมได้ทั้งหมด เพิ่มเติมคือได้รับ VIP Access สำหรับเข้าร่วมกิจกรรมทุกโปรแกรม รวมถึงเวิร์กช็อปต่างๆ และสิทธิเลือกประสบการณ์มื้อค่ำสุดพิเศษที่ออกแบบโดยเชฟจาก MAD FACE

 

MAD FACE ปีนี้มาในธีม NERVES AND SENSES พร้อมพาทุกคนไปสนุกกับเทศกาลอาหารหลากมิติ ด้วยการเปิดประสบการณ์การรับรู้ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และการสัมผัส โดยเทศกาลจะจัดขึ้น ณ Event Hall ชั้น 2 ในเซ็นทรัลชิดลม เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 เวลา 11.00-22.00 น.

 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ MAD FACE

 

ภาพ: MAD FACE

The post MAD FACE เทศกาลอาหารชวนหิว ปีนี้จัดในร่มที่เซ็นทรัลชิดลม เริ่ม 25 มี.ค. – 6 เม.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ Ryuji Ikoma เบื้องหลัง Sake Hundred และปรัชญา ‘เต็มร้อย’ https://thestandard.co/life/ryuji-ikoma-sake-hundred-interview Thu, 20 Mar 2025 12:34:47 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1054417 Ryuji Ikoma ผู้ก่อตั้ง Sake Hundred แบรนด์สาเกพรีเมียมจากโตเกียว ผู้นำเสนอปรัชญาความพึงพอใจ 100% และวิธีการผลิตที่ทำงานร่วมกับโรงบ่มชั้นนำทั่วญี่ปุ่น

ปีนี้เทรนด์การดื่มสาเกมาแรงในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นวงการ […]

The post คุยกับ Ryuji Ikoma เบื้องหลัง Sake Hundred และปรัชญา ‘เต็มร้อย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ryuji Ikoma ผู้ก่อตั้ง Sake Hundred แบรนด์สาเกพรีเมียมจากโตเกียว ผู้นำเสนอปรัชญาความพึงพอใจ 100% และวิธีการผลิตที่ทำงานร่วมกับโรงบ่มชั้นนำทั่วญี่ปุ่น

ปีนี้เทรนด์การดื่มสาเกมาแรงในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นวงการ Fine Dining ที่เริ่มนำมาแพริ่งกับอาหาร หรือบาร์เครื่องดื่มที่เริ่มขายสาเกเพื่อการสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ ท่ามกลางสาเกหลากหลายแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดบ้านเรา มีเจ้าหนึ่งที่ LIFE เห็นว่าน่าสนใจและมีกรรมวิธีการผลิตสาเกที่ไม่เหมือนใครนั่นคือ Sake Hundred สาเกพรีเมียมจากโตเกียวที่ดำเนินการโดยคนรุ่นใหม่ เริ่มแบรนด์เพียงไม่กี่ปี แถมยังไม่มีโรงบ่มสาเกเป็นของตัวเอง แต่สามารถครองใจนักดื่มได้ง่ายดาย จนโรงแรมและรีสอร์ตระดับอัลตราลักชัวรีเลือกเสิร์ฟให้แขกในมื้ออาหาร เมื่อเจอ Ryuji Ikoma ผู้ก่อตั้ง Sake Hundred ในอีเวนต์มื้อพิเศษที่ร่วมมือกับ Sakeseeker และ Wana Yook เราจึงชวนเขามาพูดคุยถึงราวความรักในสาเก วัฒนธรรมการกินดื่ม ไปจนถึงการสร้าง Sake Hundred ให้ถูกใจทั้งนักดื่มหน้าใหม่และนักดื่มสายดั้งเดิม

 

 

ความประทับใจของคุณกับสาเกครั้งแรกเป็นเช่นไร แล้วเมื่อไรที่คุณหันมาชอบสาเกแบบจริงจัง

 

Ryuji Ikoma: จุดเริ่มต้นของผมกับสาเกนั้นไม่ค่อยสวยงาม ผมเกิดที่โตเกียว ในครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสาเกเลย ซึ่งแตกต่างจากธรรมเนียมปฏิบัติที่เจ้าของแบรนด์สาเกมักเป็นลูกหลานสืบทอดกิจการ ผมดื่มสาเกครั้งแรกในงานเลี้ยงมหาวิทยาลัย นึกถึงวงเหล้าที่มีคนถูกทำโทษให้ดื่มสาเกเมื่อเล่นเกมแพ้หรือทำอะไรผิดพลาด ตอนนั้นผมดื่มจนแทบอาเจียน และรู้สึกไม่ดีต่อสาเกมากๆ 

 

ทว่าหลายปีต่อมา เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นทายาทร้านขายเหล้าสาเก เขาชวนผมไปทำธุรกิจด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธเขาไปเพราะใจอคติต่อสาเกไปแล้ว แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ เขานำสาเกขวดหนึ่งมาให้ลอง บอกว่าลองดื่มขวดนี้ก่อน สาเกขวดนั้นมีชื่อว่า ‘โคโระ’ จากคุมาโมโตะ พอผมได้จิบเข้าไปความรู้สึกที่มีต่อสาเกของผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่คิดว่าสาเกกลิ่นแรง รสชาติเฝื่อนบาดคอ แอลกอฮอล์แรง แต่โคโระกลับมีกลิ่นหอมละมุน รสชาตินุ่มนวล เป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยลืมเลย หลังจากนั้นผมจึงตัดสินใจศึกษาเกี่ยวกับสาเกอย่างจริงจัง แล้วพบว่าโลกของสาเกนั้นยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เข้าไม่ถึงคนรุ่นใหม่ และกลายเป็นเรื่องของคนรุ่นเก่าเท่านั้น

 

นั่นคือเหตุผลและแรงบันดาลใจให้คุณก่อตั้ง Sake Times

 

Ryuji Ikoma: ใช่ครับ ผมก่อตั้ง Sake Times ขึ้นในปี 2014 ด้วยความเชื่อมั่นว่า สื่อจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเกให้กับผู้คนในวงกว้างทั้งผู้ที่คุ้นเคยอยู่แล้วและผู้ที่ยังไม่เคยสัมผัสสาเกมาก่อน ตอนทำ Sake Times ผมได้พบผู้คนมากมาย ได้เยี่ยมชมโรงบ่มสาเกนับร้อย ผมมองเห็นความทุ่มเท ความหลงใหล ความพิถีพิถันในการผลิตสาเกแต่ละหยด แต่อีกด้านหนึ่ง ผมก็ได้ทราบถึงปัญหาและความท้าทายที่ผู้ผลิตหลายรายกำลังเผชิญ ทั้งในเรื่องผลกำไรที่น้อยลง และจำนวนผู้บริโภคสาเกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นคือจุดเริ่มต้นของแนวคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่

 

Ryuji Ikoma ผู้ก่อตั้ง Sake Hundred แบรนด์สาเกพรีเมียมจากโตเกียว ผู้นำเสนอปรัชญาความพึงพอใจ 100% และวิธีการผลิตที่ทำงานร่วมกับโรงบ่มชั้นนำทั่วญี่ปุ่น

 

จาก Sake Times มาสู่ Sake Hundred และปรัชญาความพึงพอใจ 100% ได้อย่างไร

 

Ryuji Ikoma: วันหนึ่งผมเดินทางไปฮ่องกง และเห็นสาเกญี่ปุ่นขวดหนึ่งถูกจำหน่ายในราคาสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ผมประหลาดใจมากและตระหนักได้ว่าผู้คนยินดีจ่ายให้กับสินค้าคุณภาพและมอบประสบการณ์พิเศษ นั่นหมายความว่าสาเกที่ผลิตในญี่ปุ่นอาจถูกประเมินค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ผมเลยคิดว่าแทนที่เราจะกังวลเรื่องจำนวนผู้ดื่มลดลง ทำไมเราไม่ลองนำเสนอสาเกในตลาดระดับไฮเอนด์ที่ผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อดื่มด่ำกับประสบการณ์พิเศษ นั่นคือแนวคิดหลักที่นำไปสู่การก่อตั้ง Sake Hundred ในปี 2018 

 

ซึ่งชื่อ Sake Hundred นั่นสะท้อนถึงนโยบายหลักของบริษัทเราครับ ว่าเรามุ่งหมายทำสาเกที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ และการมีส่วนร่วมกับชุมชน เรามุ่งหวังที่จะมอบความพึงพอใจอย่างเต็มที่ 100% ในทุกประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับจาก Sake Hundred

 

ประเทศญี่ปุ่นมีแบรนด์สาเกเยอะมาก แล้ว Sake Hundred แตกต่างจากสาเกแบรนด์อื่นอย่างไร

 

Ryuji Ikoma: โดยปกติแล้วผู้ผลิตสาเกในญี่ปุ่นมักมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าผู้ดื่มสาเกเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ Sake Hundred เราตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มองหาสิ่งที่ดีที่สุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือประสบการณ์ รวมถึงมีความสนใจในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่นเดียวกับการดื่มไวน์หรือแชมเปญ ตลาดนี้มีขนาดใหญ่ และเพื่อให้สามารถเข้าไปแข่งขันได้ ผลิตภัณฑ์ของเราจึงต้องมีคุณภาพสูงสุดและได้รับการยอมรับในฐานะสินค้าระดับสูง

 

 

คุณผลิตสาเกอย่างไร ในเมื่อไม่มีโรงบ่มสาเกเป็นของตนเอง

 

Ryuji Ikoma: เราไม่มีโรงบ่มเป็นของตัวเอง แต่ผมเลือกร่วมงานกับโรงบ่มที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์กว่า 8 แห่งในปัจจุบัน เหตุผลหลักคือต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมสาเกในวงกว้าง หาก Sake Hundred มีโรงบ่มของตัวเอง การเติบโตก็จะจำกัดอยู่แค่เรา แต่ถ้าทำงานร่วมกับโรงบ่มท้องถิ่น เราสามารถแบ่งปันคุณค่า และผลกำไรให้กับโรงบ่มเก่าแก่เหล่านั้นได้ ซึ่งส่งผลดีต่อการจ้างงานทั้งระบบ ทั้งในส่วนของผู้ผลิตข้าว และเกษตรกรท้องถิ่น นอกจากนี้ การร่วมมือกับโรงบ่มที่ต่างกันยังช่วยให้เราสามารถนำเสนอสาเกที่มีรสชาติและเอกลักษณ์ที่หลากหลายภายใต้แบรนด์ Sake Hundred เปรียบเสมือนร้านอาหารที่มีเมนูให้เลือกมากมาย 

 

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกโรงบ่มอย่างไร

 

Ryuji Ikoma: การผลิตสาเกของ Sake Hundred จะเริ่มต้นที่สูตรก่อน เราคิดค้นสูตรสาเกและคาแรกเตอร์ที่ต้องการ จากนั้นจึงเลือกโรงบ่มที่มีความเชี่ยวชาญและลักษณะเฉพาะที่เหมาะสมกับสูตรนั้นๆ เหนือสิ่งใด สิ่งสำคัญที่สุดคือความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดี ซึ่งผมได้สร้างขึ้นจากการทำ Sake Times เป็นเวลาหลายปี ทำให้ผมรู้จักและพูดคุยกับผู้ผลิตหลายร้อยรายได้โดยตรง

 

ตลาดสาเกพรีเมียมในประเทศไทยยังค่อนข้างใหม่ Sake Hundred มีกลยุทธ์ในการเข้าสู่ตลาดและแนะนำสาเกให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างไรบ้าง

 

Ryuji Ikoma: ผมรู้สึกประทับใจกับคนไทยมากครับ พวกเขาเปิดใจและชื่นชอบการรับประทานอาหารที่หลากหลาย และไม่กลัวที่จะลองจับคู่สาเกกับอาหารไทยรสจัดจ้าน นั่นเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรา แทนที่จะนำเสนอสาเกในฐานะเครื่องดื่มดั้งเดิมของญี่ปุ่น เราต้องการที่จะผสาน Sake Hundred เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในโอกาสพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด การเฉลิมฉลอง หรือแม้กระทั่งงานแต่งงาน ผมมองว่าการสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญของเราในการเติบโตในตลาดไทย

 

 

แล้วคุณคิดว่า Sake Hundred จะเข้ากันได้ดีกับร้านอาหาร Fine Dining ในประเทศไทยหรือเปล่า

 

Ryuji Ikoma: ผมเชื่อมั่นว่าคุณภาพและความหลากหลายของสาเกที่เรามีจะสามารถเข้าสู่ตลาด Fine Dining ในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน แต่เราก็ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและทำความเข้าใจรสนิยมของคนไทย เราทำงานร่วมกับ Sakeseeker ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของเราในไทย เรามีสิ่งที่เหมือนกันคือการให้ความสำคัญกับเรื่องราวและปรัชญาเบื้องหลังสาเกแต่ละขวด ไม่ใช่เทคนิคการบ่มเท่านั้น และเรายังต้องการ Feedback มากมาย เพื่อไปปรับปรุงและนำเสนอสาเกที่เหมาะสมที่สุด

 

สำหรับผู้ที่ยังใหม่ต่อโลกของสาเก คุณมีคำแนะนำอย่างไรในการเริ่มต้น และแนะนำสาเกตัวไหนของ Sake Hundred เป็นพิเศษ

 

Ryuji Ikoma: สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับโลกของสาเก ผมอยากจะเชิญชวนให้ลองเปิดใจสัมผัสประสบการณ์รสชาติใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยลิ้มลองมาก่อน สาเกเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และสามารถยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้พิเศษได้ ด้วยปริมาณอูมามิที่สูงกว่าไวน์ ทำให้สามารถจับคู่กับอาหารรสเลิศได้เป็นอย่างดี

 

สำหรับผู้เริ่มต้น ผมขอแนะนำ Shinsei (真星) หนึ่งในสาเกสปาร์กลิงของเรา ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลองสิ่งใหม่ๆ และด้วยสภาพอากาศที่ร้อนของประเทศไทย สาเกสปาร์กลิงที่เสิร์ฟเย็นจะมอบความสดชื่นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ผมเชื่อว่าผู้ที่ยังไม่เคยดื่มสาเกมาก่อนอาจจะคุ้นเคยกับไวน์มากกว่า และ Shinsei ก็มีทั้งความซับซ้อนและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์คล้ายคลึงกับไวน์ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ จริงๆ แล้ว Hakko ซึ่งเป็นสาเกสปาร์กลิงอีกตัวของเราก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่ Shinsei อาจจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น

 

Ryuji Ikoma ผู้ก่อตั้ง Sake Hundred แบรนด์สาเกพรีเมียมจากโตเกียว ผู้นำเสนอปรัชญาความพึงพอใจ 100% และวิธีการผลิตที่ทำงานร่วมกับโรงบ่มชั้นนำทั่วญี่ปุ่น

 

คำถามสุดท้าย คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารไทยและตลาดไทยโดยรวม

 

Ryuji Ikoma: ผมประทับใจคนไทยมากครับ อย่างแรกเลยคือพวกเขาชื่นชอบการรับประทานอาหาร และเปิดใจให้กับอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแกง ซูชิ หรืออาหารอื่นๆ พวกเขายินดีที่จะลอง และที่สำคัญคือ พวกเขาไม่กลัวที่จะจับคู่สาเกกับอาหารไทยรสจัดจ้าน การเปิดรับความหลากหลายนี้เป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก เพราะในญี่ปุ่นอาจจะมีความคิดที่ค่อนข้างตายตัวเกี่ยวกับการจับคู่อาหารกับสาเกมากกว่า การที่คนไทยสนุกกับการรับประทานอาหารที่หลากหลายในแต่ละวันเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากครับ ผมรักประเทศไทยครับ

 

สำหรับใครที่สนใจ Sake Hundred สามารถหาซื้อในไทยได้ผ่าน Sakeseeker (LINE OA @sakeseeker) ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://sakeseeker.com, https://jp.sake100.com 

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, อนุวัฒ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา

The post คุยกับ Ryuji Ikoma เบื้องหลัง Sake Hundred และปรัชญา ‘เต็มร้อย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>