LIFE | FOOD & DRINK – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-food-drink/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 09 Mar 2026 07:03:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Friends and Duck คาเฟ่สนามเป้าติด BTS นั่งทำงานได้ทั้งวัน https://thestandard.co/life/friends-duck-cafe-sanam-pao-bts-work/ Mon, 09 Mar 2026 07:03:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1185786 บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS

ใครที่เป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้งจะรู้ดีว่าย่านอารีย์เต็มไปด้วย […]

The post Friends and Duck คาเฟ่สนามเป้าติด BTS นั่งทำงานได้ทั้งวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS

ใครที่เป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้งจะรู้ดีว่าย่านอารีย์เต็มไปด้วยคาเฟ่ที่ผลัดกันเปิดตัวไม่พัก ในที่สุดก็ถึงเวลาของฝั่งสนามเป้าบ้างแล้วที่จะมีพื้นที่พักใจกับเพื่อนเป็นของตัวเองบ้าง

 

Friends and Duck เลยเป็นจุดหมายล่าสุดที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้น 2 ของตึกเดียวกับร้าน Bekku Tonkatsu ทันทีที่เดินลงจาก BTS สนามเป้า ทางออก 4 ก็จะพบกับสเปซที่ตั้งใจออกแบบให้เป็นเหมือนพื้นที่พักระหว่างวัน ภายใต้คอนเซปต์ที่เรียบง่ายแต่กินใจอย่าง A place to stay a bit longer ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณตั้งใจให้คุณได้ทิ้งตัวลงนั่งและใช้เวลาอีกนิดในย่านที่แสนวุ่นวาย

 

จากหน้าบ้านที่ดูเหมือนจะเป็นร้านขนาดเล็ก แต่เมื่อก้าวเข้าไปข้างในกลับพบกับสเปซที่กว้างขวางและโปร่งโล่งกว่าที่คิด ตัวอาคารรีโนเวตมาจากโครงสร้างเก่า โดยใช้ผนังสีขาวเรียบตัดกับกรอบหน้าต่างไม้บานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาเต็มๆ ทำให้บรรยากาศดูไม่อุดอู้และมีลมพัดเย็นสบายตลอดวัน ไม่ว่าคุณจะแวะมาจิบกาแฟแก้วโปรดในตอนเช้า หรือจะหิ้วคอมพิวเตอร์มาหามุมทำงานระหว่างวัน ที่นี่ก็ตอบโจทย์ด้วยปลั๊กไฟที่จัดเตรียมไว้ให้พร้อมสำหรับสาย Work from Cafe

 

บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 1บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 2บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 3

 

The Vibe

 

เสน่ห์ของ Friends and Duck คือไวบ์ที่เปลี่ยนไปตามเวลาและฟังก์ชันการใช้งาน ในตอนกลางวันร้านให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นบ้านเพื่อนมากกว่าคาเฟ่ทั่วไป ภายในตกแต่งด้วยโทนไม้และเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เรียบง่าย มีทั้งโซฟา โต๊ะทำงาน และมุมชั้นหนังสือที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่น มุมที่นั่งริมหน้าต่างคือสปอตที่ดีที่สุด เพราะสามารถมองออกไปเห็นวิวต้นไม้และสระน้ำด้านนอก ช่วยให้ได้พักสายตาจากความวุ่นวายของเมืองได้เป็นอย่างดี

 

พอพระอาทิตย์ตกดิน ร้านจะเปลี่ยนโหมดเล็กน้อยสู่การเป็นบาร์เบียร์ บรรยากาศจะค่อยๆ ผ่อนคลายขึ้นด้วยเสียงเพลงจากดีเจ (ในบางวัน) ที่มาช่วยเติมเต็มมู้ดแอนด์โทนยามค่ำคืน เหมาะมากสำหรับสายแฮงเอาต์ที่อยากหาที่นั่งชิลหลังเลิกงานยาวๆ จนถึงเที่ยงคืนโดยไม่ต้องย้ายโลเคชันไปไหน

 

บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 4บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 5

 

The Taste

 

เครื่องดื่มและของทานเล่นที่นี่เน้นความตรงไปตรงมาและราคาที่เป็นมิตร สำหรับคอกาแฟสามารถเริ่มต้นเช้าวันใหม่ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 64 บาท ทั้งสายกาแฟคลาสสิกและเมนูพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน หรือจะเลือกจิบเบียร์คราฟต์นุ่มๆ ในช่วงค่ำก็มีให้เลือกสรรตามความชอบ

 

บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 6

 

Matcha Latte (114 บาท) มัทฉะลาเต้เย็นรสชาติกลมกล่อม นัวนม จิบได้เรื่อยๆ และอีกแก้ว Duck King (134 บาท) เมนูพิเศษที่นำเอสเปรสโซช็อตมามิกซ์กับน้ำยูซุเข้มข้นได้อย่างลงตัว ให้ความสดชื่นและมีมิติของรสชาติที่น่าสนใจ

 

บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 7

 

ส่วนของทานเล่นก็มีเบเกอรี่ที่ให้เลือกสรรหลากหลาย เราได้ลอง Soft Cookie Choc Chip (94 บาท) ขนมหวานทานเล่นสไตล์โฮมเมดที่เข้ากันได้ดีกับทั้งกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ

 

ยังมีเมนูกาแฟอย่าง Iced Latte (84 บาท) หรือ Yuzu Soduck (94 บาท) ให้เลือกเติมความสดชื่น

 

บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 8บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 9บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 10บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 11บรรยากาศภายในคาเฟ่ Friends and Duck ย่านสนามเป้า ที่มีดีไซน์โฮมมี่ โปร่งโล่ง พร้อมมุมทำงานใกล้ BTS 12

 

Good for

 

ใครที่มองหาคาเฟ่โซนสนามเป้า-อารีย์ที่เดินทางสะดวกแบบที่สุด เพราะร้านอยู่ติดรถไฟฟ้าแบบเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงเลย เหมาะสำหรับกลุ่มเพื่อนที่อยากหาสถานที่แฮงเอาต์ ที่นั่งชิลได้ทั้งวัน หรือใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศที่ทำงานมาเป็นพื้นที่เปิดโล่งรับลมธรรมชาติพร้อมวิวสีเขียว Friends and Duck จะทำให้คุณรู้สึกว่าการได้นั่งอยู่ที่นี่นานอีกนิดคุณจะได้ดื่มด่ำทั้งกาแฟและเบียร์ในเวลาเดียวกัน

 

Friends and Duck

Address: ชั้น 2 ตึกเดียวกับ Bekku Tonkatsu (BTS สนามเป้า ทางออก 4 )

Open: เปิดให้บริการทุกวัน 

  • วันจันทร์ / พุธ-ศุกร์เวลา 07.00-24.00 น.
  • วันอังคารเวลา 07.00-19.00 น.
  • วันเสาร์-อาทิตย์เวลา 09.00-24.00 น.

Contact: Friends and Duck

Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

 

 

 

The post Friends and Duck คาเฟ่สนามเป้าติด BTS นั่งทำงานได้ทั้งวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rocket Coffeebar สาขาใหม่ ข้างสวนลุมฯ เหมาะแวะกินบรันช์หลังวิ่ง https://thestandard.co/life/rocket-coffeebar-lumpini-brunch/ Fri, 06 Mar 2026 09:02:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1185097 ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน

หากจะพูดถึงร้านบรันช์แรกๆ ในกรุงเทพฯ Rocket Coffeebar ค […]

The post Rocket Coffeebar สาขาใหม่ ข้างสวนลุมฯ เหมาะแวะกินบรันช์หลังวิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน

หากจะพูดถึงร้านบรันช์แรกๆ ในกรุงเทพฯ Rocket Coffeebar คือชื่อที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ตลอดระยะเวลากว่า 13 ปีที่ผ่านมา ด้วยคอนเซปต์เพื่อนบ้านที่ชัดเจน ร้านจึงตั้งใจนำความอบอุ่นแบบเดิมมาสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์คอมมูนิตี้หลากหลาย โดยเลือกติดกับสวนลุมพินี ทั้งคนรักสุขภาพ ชาวออฟฟิศ และนักศึกษา เพื่อสร้างนิยามของ ‘เพื่อนบ้านแบบใหม่’ ให้กลายเป็นพื้นที่พักใจที่ทุกคนสามารถแวะมาใช้ชีวิตได้ท่ามกลางย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ

 

ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 1ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 2ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 3ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 4

 

The Vibe

 

บรรยากาศที่นี่คล้ายบ้านสวีดิช 3 ชั้นที่เชื่อมต่อคนและสวนเข้าด้วยกัน การออกแบบในสาขาลุมพินียังคงเอกลักษณ์สีขาว-ฟ้า ตัดกับโทนไม้ที่ให้ความรู้สึกสะอาด อบอุ่น และเข้าถึงง่าย แต่สิ่งที่พิเศษขึ้นคือการจัดสรรพื้นที่บนอาคารรวม 3 ชั้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดกับทีมงานมากขึ้น

 

การออกแบบที่นี้ได้แรงบรรดาลใจมากจากรถเข็นขายของในสวน เลยให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง เหมาะทั้งการใส่สูทแวะมาสั่งอเมริกาโน่ หรือสวมชุดวิ่งกางเกงขาสั้นมากางแล็ปท็อปนั่งทำงานเงียบๆ ได้ทั้งวัน แถมคุณจะได้เห็นบรรยากาศสวนลุมจากมุมผ่านหน้าต่างชั้น 2 หรือโซนระเบียงที่ชั้น 3 ที่กำลังจะเปิดให้บริการ

 

ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 5ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 6

 

The Taste

 

ที่นี่เสิร์ฟเมนูบรันช์ตลอดทั้งวัน สายบันช์ถูกใจแน่นอนเพราะร้านเน้นการใช้วัตถุดิบคุณภาพและเมนูที่ผ่านการคิดมาอย่างดีแล้ว

 

เมนูแรกเราแนะนำ ITALIAN (320 บาท) ขนมปังฟอกาเซียแบบทอด กรอบนอกนุ่มใน ทานคู่กับบูราต้าชีส พาม่าแฮม ผักร็อกเก็ต มีซอสเพสโต้และมะเขือเทศตากแห้งเป็นการรวมรสชาติอิตาเลียนที่ลงตัวในจานเดียว

 

ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 7

 

สำหรับสายหวานต้องลอง FRENCH TOAST (290 บาท) เฟรนช์โทสต์ที่มาพร้อมเบอร์รี่สด ครีมสูตรเฉพาะ Rocket และวิปมาสคาร์โปนเนื้อละมุน

 

ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 8

 

ไฮไลต์ของสาขานี้มีเมนู DIY BREAKFAST (ราคาเริ่มต้น 150 บาท) เปิดโอกาสให้คุณเลือกมิกซ์ส่วนผสมที่ชอบได้ตามใจชอบ ตั้งแต่เลือกขนมปังไม่ว่าจะเป็นซาวโดว์ ขนมปังขาวหรืออิงลิชมัฟฟิน และไข่ในแบบที่ชอบ สามารถเลือกเครื่องเคียงหลากหลาย ตั้งแต่ครึ่งอะโวคาโด (+90 บาท) กราฟลักซ์แซลมอน (+90 บาท/60g) เบคอน (+90 บาท/3 ชิ้น) ไปจนถึงไส้กรอกโฮมเมดประเภทต่างๆ นอกจากนี้ยังมีซาวโดว์แซนวิชแน่นๆ หลากหลากไส้ ที่เป็นเมนูโปรดของใครหลายคนที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ

 

BANGO (220 บาท) สมูทตี้ที่มิกซ์มะม่วง กะทิ กล้วย และน้ำส้มสดเข้าด้วยกัน หรือจะเลือกจิบ ICE LATTE (110 บาท) เราเลือกเมล็ด MOSAIR OCHER คั่วกลาง ให้รสชาติแบบช็อกโกแลตนม แมคคาเดเมียและกลิ่นน้ำผึ้ง เสริมด้วยความสดชื่นของโทนผลไม้

 

ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 9ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 10ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 11ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 12ภาพบรรยากาศร้าน Rocket Coffeebar สาขาใหม่ข้างสวนลุมฯ ที่ตกแต่งสไตล์สวีดิช พร้อมเมนูบรันช์น่ารับประทาน 13

 

Good for

 

สายวิ่งที่สวนช่วงเช้าๆ แล้วอยากเลี้ยวมาจิบกาแฟเติมพลัง หรือทานบรันช์ในบรรยากาศร่มรื่น รวมถึงชาวออฟฟิศและคนทำงานที่มองหาพื้นที่ปั่นงานหรือประชุมทีมในไวบ์ที่ไม่ตึงเครียด เพราะสุดท้ายแล้วที่นี่ไม่ได้อยากเป็นแค่ร้านกาแฟดีๆ แต่ตั้งใจจะเป็นเพื่อนบ้านคนใหม่ที่พร้อมเติบโตและหลงรักย่านนี้ไปพร้อมกัน

 

Rocket Coffeebar Lumpini

 

Address: ถนนสารสิน ติดสวนลุมพินี (สวนลุมพินี ประตู 6)

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 08:00-17:00 น.

Contact: Rocket BKK

Budget: ราคา 200-500 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/jTsDgqFi6XkSMUF57

 


 

The post Rocket Coffeebar สาขาใหม่ ข้างสวนลุมฯ เหมาะแวะกินบรันช์หลังวิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮอร์ชีย์ ฉลองวันสตรีสากลด้วยไอเดียใจฟูชูแคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ [Advertorial] https://thestandard.co/life/hersheys-love-every-bar/ Fri, 06 Mar 2026 07:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1184891 ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR

‘ช็อกโกแลต’ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์มานับพัน […]

The post เฮอร์ชีย์ ฉลองวันสตรีสากลด้วยไอเดียใจฟูชูแคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR

‘ช็อกโกแลต’ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์มานับพันปี ตั้งแต่อารยธรรมโบราณ จากของขวัญแต่งงานของราชวงษ์ในฐานะสัญลักษณ์ของความหรูหรา ความมั่งคั่ง และอำนาจ สู่สัญลักษณ์ของความรัก ความเคารพ ความใกล้ชิด และคำขอบคุณของผู้คนทั่วโลก

 

ที่ญี่ปุ่น การให้ช็อกโกแลตเพื่อแสดงความเคารพและขอบคุณถือเป็นที่ปฎิบัติกันเป็นวัฒนธรรม ที่เริ่มทำกันมาตั้งแต่ยุค 1980 เรียกว่า กิริช็อกโก (Giri-choco) หรือช็อกโกแลตแห่งพันธะหน้าที่ ซึ่งผู้หญิงจะมอบให้ผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ รุ่นน้อง หัวหน้า เพื่อนที่โรงเรียน แม้แต่ลูกค้า ในทางกลับกันถ้าผู้ชายเป็นฝ่ายมอบให้ผู้หญิงจะเรียกว่า เกียะคุช็อกโก (Gyaku-choco) เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับการดูแลและให้ความเคารพในความสัมพันธ์ทางธุรกิจ

 

และยังมีธรรมเนียมการให้ช็อกโกแลตแทนการบอกรักในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น โทะโมช็อกโก (Tomo -choco) ช็อกโกแลตที่มอบให้กันระหว่างเพื่อนกับเพื่อน หรือ จิบุนช็อกโก (Jibun choco) ช็อกโกแลตให้เพื่อขอบคุณตัวเอง

 

ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR 1

 

ส่งความรักที่จริงใจให้ทุกคน ได้ทุกวัน

 

ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนั้น แต่มีแบรนด์หนึ่งที่สามารถผูกโยงการเฉลิมฉลองและการยกย่องผู้หญิงกับการมอบ ‘ช็อกโกแลต’ ได้อย่างน่าทึ่ง นั่นก็คือ Hershey’s (เฮอร์ชีส์)

 

นับตั้งแต่ปี 2566 ที่เฮอร์ชีย์คิกออฟแคมเปญ ‘HerShe’ ในประเทศไทย และอีก 3 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อยกย่องและชื่นชมผู้หญิงที่สร้างแรงบันดาลใจจากทุกสาขาอาชีพ ผ่านการเปิดตัวช็อกโกแลตบาร์อันเป็นอัตลักษณ์ของเฮอร์ชีส์ในแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชัน เพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของการให้เกียรติและแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อสตรีทั้งหลายที่สร้างแรงบันดาลใจ และมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน

 

จนถึงวันนี้ เฮอร์ชีย์ ยังคงทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจที่ทรงพลังและเติมพลังบวกให้กับสังคมและชุมชนได้เป็นอย่างดีเสมอมา ตามความตั้งใจของแบรนด์ที่ต้องการเดินหน้าสนับสนุนแคมเปญ HerShe เนื่องใน ‘วันสตรีสากล’ (International Women’s Day) ที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี

 

เริ่มจากการสร้างแรงบันดาลใจผ่านเรื่องราวของเหล่าชีโร่ ผู้หญิงธรรมดาที่ทำสิ่งไม่ธรรมดาให้สังคมและเป็นพลังใจให้คนอีกมากมาย ด้วยการเชิดชูชีโร่ 4 ท่าน จาก 4 ประเทศ ตีแผ่เรื่องราวของชีโร่ผ่านแพ็คเกจลิมิเต็ดเอดิชันในแคมเปญปี 2566

 

ตอกย้ำพลังความดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนของเหล่าชีโร่ พร้อมปลุกพลังการเฉลิมฉลองให้กับชีโร่ทั้งในตัวเรา และชีโร่ที่อยู่รอบตัวเราอีกครั้งในแคมเปญปี 2567 สนับสนุนและชื่นชมเหล่าชีโร่จาก 4 ประเทศในอาเซียน ด้วยแพ็กเกจลิมิเต็ดเอดิชันอีกครั้ง

 

ก่อนที่จะขยายพลังใจไปยังผู้หญิงทุกคนภายใต้ธีม ‘Celebrate HerShe’ ชื่นชมเธอผู้เป็นแรงบันดาลใจ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุคคลมีชื่อเสียง เซเลบ หรือคนดัง แต่พวกเธอคือคนรอบตัวเรา ซึ่งความรัก ความเมตตา และการสนับสนุนที่เธอมอบให้นั้น ควรค่าแก่การได้รับคำชื่นชม ในแคมเปญปี 2568

 

ปี 2569 เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จ ‘Celebrate #HerSHE’ และ ‘She Inspires’ แคมเปญเนื่องใน ‘วันสตรีสากล’ ที่เคยได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ผ่านแคมเปญล่าสุด ‘Love for Every Bar’ ชวนทุกคนส่งต่อความรัก แรงบันดาลใจ และพลังบวกให้กับผู้หญิงและคนสำคัญรอบตัวในวันสตรีสากล และในทุกๆวัน

 

แต่บางครั้งการพูดความรู้สึกที่อยู่ในใจอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เฮอร์ชีส์ จึงยกระดับ Hershey’s Limited Edition พลิกโฉมช็อกโกแลตแท่งคลาสสิคให้กลายเป็นผืนผ้าแคนวาสดิจิทัล นำเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟที่ช่วยเปลี่ยนถ้อยคำแห่งกำลังใจให้กลายเป็นข้อความเฉพาะบุคคลที่มีความหมาย เพื่อส่งต่อให้คนที่คุณรัก และเก็บไว้เป็นความทรงจำตลอดไป

 

ภาพช็อกโกแลตแท่งเฮอร์ชีย์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันพร้อมสัญลักษณ์แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ที่เกี่ยวข้องกับวันสตรีสากลและการใช้เทคโนโลยี AI/AR 2

 

‘Say It Your Way with Hershey’s’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ

 

แคมเปญ ‘Love for Every Bar’ สะท้อนแนวคิดการให้ของขวัญในยุคใหม่ ที่ผสานความสุขจากช็อกโกแลตเข้ากับพลังของเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้บอกเล่าเรื่องราวของผู้หญิงที่มีความหมายในชีวิต ผ่านถ้อยคำที่จริงใจและเป็นตัวของตัวเอง เฮอร์ชีส์ขอชวนทุกคนถ่ายทอด ‘ความหวานจากใจ’ ในแบบของตัวเอง เพราะพลังของคำพูดที่จริงใจ สามารถอยู่ในความทรงจำได้นานกว่าความหวานของช็อกโกแลต

 

เพียงสแกน QR Code บนแพ็กเกจรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน เพื่อเข้าไปที่แพลตฟอร์ม https://celebratehershe.com/th แล้วไปสนุกกับ 2 ฟีเจอร์สุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อส่งต่อความรู้สึกดีๆ ได้แก่

 

  • เปลี่ยนรูปถ่ายเป็นการ์ดการ์ตูนสุดคิวท์ด้วย AI: อัปโหลดรูปตัวเองแล้วให้ AI แปลงโฉมเป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนน่ารักๆ พร้อมใส่ข้อความส่วนตัวให้ตัวการ์ตูนพูดแทนใจ แล้วสามารถมอบเฮอร์ชีส์รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น เพื่อสแกน QR code เปิดดูการ์ดสุดจริงใจ จะดาวน์โหลดเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้
  • เซอร์ไพรส์ด้วยข้อความ AR สุดว้าว: เติมความหวานด้วยเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) แค่เลือกข้อความโดนใจ แล้วให้ผู้รับสแกน Hershey’s Limited Edition ความพิเศษก็จะปรากฏขึ้นมาแบบเสมือนจริง บอกเลยว่าโมเมนต์นี้ประทับใจจนต้องกดแชร์

 

ความรู้สึกดีๆ ส่งต่อได้ไม่สิ้นสุด

 

สำหรับแฟนๆ เฮอร์ชีย์ เตรียมปักหมุดฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคมนี้ ชวนทุกคนมาสร้างโมเมนต์สุดพิเศษที่ Siam Square One รับ Hershey Limited Edition และของรางวัลอีกมากมายในงาน! พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำกับการสร้าง AI Cartoon Character ในแบบของคุณเอง

 

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาด เพราะคาแรกเตอร์และข้อความที่คุณสร้าง จะไปปรากฏบนจอยักษ์ใจกลางสยามสแควร์ เป็นการเชื่อมต่อโลกจริงและโลกดิจิทัลที่น่าจดจำ

 

นอกจากกิจกรรมออฟไลน์ Hershey Thailand ยังชวนร่วมสนุกผ่านกิจกรรม Lucky Draw บน Facebook และ Instagram ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพียงซื้อช็อกโกแลตเฮอร์ชีส์ หรือแชร์ E-Card ที่คุณสร้าง ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเฮอร์ชีส์

 

ติดตามรายละเอียดการร่วมกิจกรรมและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทาง ผ่าน https://www.facebook.com/HersheysThailand และ https://www.instagram.com/hersheysth/

 

อ้างอิง:

The post เฮอร์ชีย์ ฉลองวันสตรีสากลด้วยไอเดียใจฟูชูแคมเปญ ‘Love for Every Bar’ ให้เฮอร์ชีส์แทนความในใจ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Butter Bakery บุกอโศก! เสิร์ฟความหอมส่งตรงถึงชาวออฟฟิศ เริ่มเปิดร้าน 10 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/life/butter-bakery-asoke-opening/ Fri, 06 Mar 2026 06:11:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1184967 ขนมอบและเบเกอรี่หลากชนิดจาก Butter Bakery สาขา อโศก

จากความสำเร็จของสาขาแรกที่สาทร 10 ที่สร้างชื่อด้วยดีไซน […]

The post Butter Bakery บุกอโศก! เสิร์ฟความหอมส่งตรงถึงชาวออฟฟิศ เริ่มเปิดร้าน 10 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขนมอบและเบเกอรี่หลากชนิดจาก Butter Bakery สาขา อโศก

จากความสำเร็จของสาขาแรกที่สาทร 10 ที่สร้างชื่อด้วยดีไซน์ร้านสุดเนี้ยบ และการขยับขยายไปเปิดบ้านหลังใหญ่ที่ลาดพร้าว 18 ในชื่อ Butter Bakery Kitchen ที่จัดเต็มทั้งบรันช์และที่จอดรถ ล่าสุด Butter Bakery พร้อมเปิดตัวบ้านหลังที่ 3 และถือเป็นสาขาที่ 4 ของเครือรวม Butter and Bourbon ปักหมุดใจกลางอโศกเพื่อเอาใจคนตื่นเช้าโดยเฉพาะ เตรียมให้เช็กอินพร้อมกันวันที่ 10 มีนาคม 2569 นี้

 

โลเคชั่นใหม่นี้ตั้งอยู่ ณ อาคารเลครัชดา คอมเพล็กซ์ (Lake Rajada Office Complex) ตอบโจทย์ชาวอโศกและคลองเตยแบบเต็มตัว เปิดประตูเสิร์ฟความอร่อยตั้งแต่ 07.00 น. เหมาะสำหรับแวะซื้อขนมปังและกาแฟก่อนเข้างาน แม้ขนาดร้านจะกะทัดรัดกว่าสาขาลาดพร้าว แต่ยังคงคอนเซปต์ครัวเปิด ให้เราเห็นการอบขนมสดใหม่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ

 

ใครที่เคยประทับใจกับความโฮมมี่ของสาขาสาทร หรือความอลังการของสาขาลาดพร้าว สาขาอโศกนี้จะมาในไวบ์ที่กระฉับกระเฉงขึ้น เน้นการบริการแบบ Takeaway เป็นหลัก แต่ยังคงมีมุมที่นั่งเล็กๆ ให้พอได้นั่งพักจิบกาแฟ แน่นอนว่าตัวร้านถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เร่งรีบ แต่ยังต้องการคุณภาพอาหารที่พิถีพิถัน

 

และรสมือที่เป็นหัวใจหลักของ Butter Bakery ยังคงเป็นเมนูขนมอบที่หลากหลาย ขนมปังและเบเกอรี่ที่อบสดใหม่วันต่อวัน มีให้เลือกตั้งแต่มินิมอลไปจนถึงเมนูที่มีดีเทลซับซ้อน สำหรับสายกาแฟที่นี่มีเมล็ดกาแฟให้เลือกหลายตัว หรือใครไม่ดื่มกาแฟก็มีเครื่องดื่มรสชาติละมุนของที่นี่ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน

 

ภาพ: Butter Bakery

The post Butter Bakery บุกอโศก! เสิร์ฟความหอมส่งตรงถึงชาวออฟฟิศ เริ่มเปิดร้าน 10 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MATCHA PARTY Ep.3 ปาร์ตี้มัทฉะเจ้าแรกใจกลางเมือง ที่คนเก๋ไม่ควรพลาด https://thestandard.co/life/matcha-party-bangkok-event/ Thu, 05 Mar 2026 01:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1184352 ภาพบรรยากาศงาน MATCHA PARTY Ep.3 ที่ What’s Happened? EMSPHERE

ลืมภาพจำการนั่งจิบมัทฉะในคาเฟ่ไปได้เลย เพราะวันเสาร์ที่ […]

The post MATCHA PARTY Ep.3 ปาร์ตี้มัทฉะเจ้าแรกใจกลางเมือง ที่คนเก๋ไม่ควรพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน MATCHA PARTY Ep.3 ที่ What’s Happened? EMSPHERE

ลืมภาพจำการนั่งจิบมัทฉะในคาเฟ่ไปได้เลย เพราะวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 นี้ What’s Happened? บาร์สุดฮิปของบอย ปกรณ์ จับมือกับ MTCH ร้านมัทฉะเบอร์ต้นของไทย จัดงาน MATCHA PARTY Ep.3 Golden Hour Is Ready

 

หากใครเคยจอยปาร์ตี้กาแฟมาแล้ว บอกเลยว่าปาร์ตี้มัทฉะครั้งนี้จะให้ไวบ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เป็นความลงตัวระหว่างความละมุนของชาเขียวเกรดพรีเมียม กับคาแรกเตอร์ความสนุกและดนตรีที่จัดจ้านในแบบฉบับของ What’s Happened? จนกลายเป็นปาร์ตี้ที่คุณสามารถจิบไป เต้นไปได้แบบเก๋ๆ

 

สำหรับไฮไลต์ คุณได้สัมผัสความละมุนของมัทฉะเกรดพรีเมียมจาก MTCH ที่มีให้เลือกตั้งแต่ออริจินัลอย่างมัทฉะลาเต้ และเพียวมัทฉะไปจนถึงเมนูพิเศษอย่าง มัทฉะค็อกเทล ครีเอทขึ้นมาโดยเฉพาะ พร้อมปล่อยใจให้คุณได้โยกไปกับจังหวะดนตรีแนว Soul และ Hip-Hop สุดชิคตามสไตล์ What’s Happened?

 

แน่นอนว่าช่วงสายถึงบ่ายวันนั้นจะเต็มไปด้วยพลังงานของความสนุกที่ไม่ซ้ำใคร นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นพื้นที่สำหรับพบปะเพื่อนใหม่สายคูลที่มีสไตล์เดียวกัน พร้อมมุมถ่ายรูปสุดฮิตที่ได้แรงบันดาลใจจากลิซ่า ให้คุณได้กดชัตเตอร์อัปรูปลงโซเชียลกันแบบรัวๆ และได้เวลาเตรียมปัดฝุ่นชุดตามธีม แล้วมาจอยกับคนคูลใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนหมดเดือนนี้

 

EVENT DETAILS

Location: What’s Happened? ชั้น 5, EMSPHERE

Date: วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569

Time: 10:30-15:00 น.

Dress Code: Gold, Milk, Oat & Matcha

Tickets: LINE Official @whatshappened

 

ภาพ: What’s Happened?

The post MATCHA PARTY Ep.3 ปาร์ตี้มัทฉะเจ้าแรกใจกลางเมือง ที่คนเก๋ไม่ควรพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
FRAN’S Phuket ปักหมุดบ้านหลังใหม่ เมืองเก่าภูเก็ต 10 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/life/frans-phuket-old-town-open/ Wed, 04 Mar 2026 09:59:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1184263 ภาพโลโก้ FRAN’S - Brunch & Greens ร้านบรันช์ชื่อดัง

หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าร้านบ […]

The post FRAN’S Phuket ปักหมุดบ้านหลังใหม่ เมืองเก่าภูเก็ต 10 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ FRAN’S - Brunch & Greens ร้านบรันช์ชื่อดัง

หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าร้านบรันช์คิวทองอย่าง FRAN’S – Brunch & Greens กำลังซุ่มวางแผนจะไปเช็กอินที่ไข่มุกแห่งอันดามัน ในที่สุดวันนี้ชาวภูเก็ตและเหล่าฟู้ดดี้รอคอยก็มาถึง เพราะ FRAN’S Phuket ได้ประกาศยืนยันวันเปิดบ้านหลังใหม่ในวันที่ 10 มีนาคม 2569 นี้

 

การเดินทางลงใต้ครั้งนี้ FRAN’S เลือกทำเลที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และประวัติศาสตร์อย่าง ย่านเมืองเก่าภูเก็ต (Phuket Old Town) เป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยพิกัดที่ตั้งแบบระบุพิกัดเป๊ะๆ ออกมาในตอนนี้ แต่แค่ชื่อย่านเมืองเก่าก็ทำให้นึกถึงภาพการนั่งทานบรันช์ในอาคารสุดคลาสสิกที่ถูกเนรมิตใหม่ให้เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวตามแบบฉบับของแบรนด์

 

แน่นอนว่ารสมือที่คุ้นเคย ในบรรยากาศที่ ‘ไม่ได้ธรรมดาเหมือนเดิม’ สิ่งที่ทำให้ FRAN’S ครองใจคนรักบรันช์มาตลอด 10 ปี ไม่ใช่แค่หน้าตาอาหารที่ถ่ายรูปสวย แต่คือรสมือที่มีความประณีตในทุกจาน ตั้งแต่เมนูไข่ที่นุ่มนวลไปจนถึงการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงที่ยังคงมาตรฐานความอร่อยแบบต้นตำรับไว้ไม่เปลี่ยนแปลง การเปิดบ้านใหม่ที่ภูเก็ตครั้งนี้ จึงน่าติดตามว่ารสมือที่คุ้นเคยนี้ เมื่อมาอยู่ในบรรยากาศเมืองเก่าจะมอบประสบการณ์ที่พิเศษและแตกต่างจากเดิมอย่างไร

 

ใครที่มีแพลนจะไปภูเก็ตช่วงกลางกลางเดือนมีนาคม หรือชาวภูเก็ตที่อยากลิ้มลอง เตรียมรอติดตามประกาศสถานที่และช่องทางการจองโต๊ะให้ดี เพราะเชื่อว่าบ้านหลังนี้จะกลายเป็นจุดเช็กอินที่ฮอตที่สุดในย่านเมืองเก่าทันทีที่เปิดประตู

 

ภาพ: FRAN’S – Brunch & Greens

The post FRAN’S Phuket ปักหมุดบ้านหลังใหม่ เมืองเก่าภูเก็ต 10 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ที่เตรียมจ่อเข้าไทยในปี 2026 https://thestandard.co/life/5-japanese-restaurants-thailand-2026/ Tue, 03 Mar 2026 09:13:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1183881 ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026

ช่วงนี้รู้สึกไหมว่า ร้านดังจากญี่ปุ่นหลายร้าน กำลังจ่อเ […]

The post 5 ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ที่เตรียมจ่อเข้าไทยในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026

ช่วงนี้รู้สึกไหมว่า ร้านดังจากญี่ปุ่นหลายร้าน กำลังจ่อเข้าไทยกันจ้าละหวั่น ทั้งซูชิสายพานระดับพรีเมียม ทั้งข้าวหน้าด้งชื่อดังที่ไปสาขาไหนก็คิวยาว หรือแม้แต่แบรนด์แกงกะหรี่สายแฟอย่างก็ยังต่อคิวมาเปิดในปีนี้ พอนับๆ ดูก็หลายร้านอยู่นะ และเพื่อให้นักชิมวางแผนการกินได้อย่างครบถ้วน โดยกระเป๋าเงินไม่ฉีกไปเสียก่อน เราจึงรวบรวมร้านมาให้คุณในคราวเดียว ให้คุณภาพรวมกว้างๆ แล้วปักหมุดเตรียมตัวไปกินได้อย่างทันท่วงที

 

ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026 1

 

Tsujihan

 

หนึ่งร้านระดับท็อปจากญี่ปุ่น ที่น่าจะได้รับความนิยมมากเมื่อเปิดสาขาในไทย หลังหนึ่งในผู้บริหารจาก Meattion Group ผู้นำเข้า Saemaeul Sikdang, BHC Chicken และ Solsot ลงภาพการเซ็นสัญญาแล้วบอกว่าเจอกันเร็วๆ นี้

 

Tsujihan เปิดร้านครั้งแรกในปี 2012 ในย่าน ‘Nihonbashi’ ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของโตเกียว ด้วยแนวคิดที่อยากยกระดับ ‘ข้าวหน้าปลาดิบ’ ให้กลายเป็นมื้ออาหารที่สะท้อนคุณภาพของวัตถุดิบทะเลญี่ปุ่น โดยโฟกัสที่ข้าวหน้าปลาดิบรวมแบบ Kaisendon สิ่งที่ทำให้ Tsujihan โดดเด่นและแตกต่างจากร้านข้าวด้งทั่วไป คือวิธีการเสิร์ฟที่ออกแบบประสบการณ์การกินให้มีลำดับขั้น ลูกค้าจะได้เริ่มจากการชิมปลาดิบสด จากนั้นจึงค่อยเปลี่ยนเป็นข้าวหน้าทะเลเต็มรูปแบบ และปิดท้ายด้วยการเติมน้ำซุปปลาไท่ร้อนๆ กลายเป็น Ochazuke รสละมุนในช่วงสุดท้าย

 

ปัจจุบัน Tsujihan มีร้านทั้งหมด 7 แห่งในญี่ปุ่น และ 3 สาขาในไต้หวันและฮ่องกง สำหรับสาขาในประเทศไทย จะลงหลักเปิดที่ไหนนั้น เราจะรีบแจ้งให้คุณทราบทันทีที่เรารู้ข่าว

 

Open: ภายในปี 2026

Location: ยังไม่ทราบแน่ชัด

 

ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026 2

 

Kaiten Sushi Ginza Onodera

 

ซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากกินซ่า โตเกียว ที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานวัตถุดิบและเทคนิคแบบโอมากาเสะ เพราะนี่ไม่ใช่เชนสายพานทั่วไป แต่เป็นแบรนด์ในเครือ Ginza Onodera ที่ขึ้นชื่อเรื่องด้านซูชิระดับสูง โดยทางแบรนด์นำคอนเซปต์ ‘ซูชิสายพาน’ มาปรับให้พรีเมียมขึ้น ทั้งคุณภาพปลา ข้าว และการควบคุมรสชาติ ขณะเดียวกันบรรยากาศร้านออกแบบโมเดิร์น เรียบเท่ และเปิดให้เห็นการทำงานของเชฟอย่างใกล้ชิด ทำให้ประสบการณ์ดูพรีเมียมขึ้นกว่าสายพานทั่วไป ร้านนี้จึงเหมาะกับคนที่อยากได้ความสนุกแบบ casual dining แต่ยังคาดหวังคุณภาพระดับสูง

 

Open: Q3/2026

Location: Central World

 

ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026 3

 

Ippe Koppe

 

ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นชื่อดังจากโตเกียวในเครือ Tonkatsu AOKI ร้านทงคัตสึระดับท็อปที่สายหมูทอดรู้จักกันดี จุดแข็งของแบรนด์นี้คือการจับคู่ ‘ทงคัตสึคุณภาพสูง’ เข้ากับ ‘น้ำแกงกะหรี่สูตรเข้มข้น’ ที่เคี่ยวจนได้รสกลมกล่อม ลึก แต่ไม่หนักเลี่ยน ความกรอบของหมูทอดกับซอสที่หอมเครื่องเทศพอดีคำคือเหตุผลที่ทำให้ร้านติดอันดับ Top 100 ร้านแกงกะหรี่ยอดเยี่ยมของญี่ปุ่นจาก Tabelog หลายปีต่อเนื่อง

 

สำหรับสาขาในไทย Ippe Koppe เตรียมเปิดในเดือนเมษายน 2026 ที่ Central World โดยวางตัวเป็นร้าน comfort food สไตล์ญี่ปุ่นที่กินง่าย แต่คุณภาพจริงจัง เหมาะทั้งมื้อเร่งด่วนของคนทำงาน และคนที่อยากชิมรสแกงกะหรี่ต้นตำรับแบบที่คนญี่ปุ่นต่อคิวกันกิน

 

Open: เมษายน 2026

Location: Central World

 

ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026 4

 

Curry Up

 

ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นจากย่านฮาราจูกุ โตเกียว ที่มีภาพลักษณ์ต่างจากร้านแกงกะหรี่ทั่วไป เพราะเป็นแบรนด์ที่ผสมวัฒนธรรมสตรีทแฟชั่นเข้ากับ Comfort Food ร้านนี้ก่อตั้งโดย NIGO® ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่น Human Made และ A Bathing Ape (BAPE) ทำให้ Curry Up ไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปและแฟชั่นญี่ปุ่นยุคใหม่ จุดเด่นของ Curry Up คือแกงกะหรี่สไตล์ญี่ปุ่นรสเข้มข้น เนื้อเนียน ละมุน และไม่เผ็ดจัดจนเกินไป เมนูมีทั้งหมู ไก่ กุ้ง ไปจนถึงเวอร์ชันมังสวิรัติ เสิร์ฟในสไตล์เรียบง่ายแบบญี่ปุ่นแท้ๆ แต่บรรยากาศร้านและแพ็กเกจจิ้งมีความเท่แบบสตรีทคัลเจอร์

 

สำหรับประเทศไทย Curry Up เตรียมเปิดสาขาแรกที่ Central Embassy ในรูปแบบ Dual-Concept Space ร่วมกับ Human Made ให้คุณช้อปแฟชั่นแล้วต่อด้วยจานแกงกะหรี่ในพื้นที่เดียวกัน

 

Open: Q1 2026

Location: Central Embassy

 

ภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่น 5 แห่ง เตรียมเปิดในไทยปี 2026 5

 

Niku Niku Oh Kome

 

ปิดท้ายด้วยร้านแฮมเบิร์กเจ้าดังจากเซี่ยงไฮ้ที่กำลังมาแรงในเอเชีย กับคอนเซปต์ชัดเจน ‘เนื้อกับข้าวต้องดีที่สุด’ (Niku = เนื้อ, Kome = ข้าว) แบรนด์นี้พัฒนาโดย Monogatari Corporation กลุ่มธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่จากญี่ปุ่นที่มีเครือร้านมากกว่า 700 สาขา จุดเด่นของ Niku Niku Oh! Kome คือแฮมเบิร์กเนื้อบดสดใหม่ ปั้นและย่างบนกระทะร้อน เสิร์ฟคู่ข้าวญี่ปุ่นหุงใหม่ทุกวัน และไข่ดองซอสที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นในทุกคำ

 

ความว้าวของร้านอยู่ที่ประสบการณ์แบบ interactive เพราะเนื้อบางส่วนจะถูกย่างหรือจัดการความสุกตรงหน้า ทำให้ได้ทั้งกลิ่นหอม เสียงฉ่าบนจานร้อน และความสนุกในการปรุงรสเอง บรรยากาศร้านดูโมเดิร์น เข้าถึงง่าย แต่ยังคงความจริงจังเรื่องวัตถุดิบ

 

Open: 27 มีนาคม 2026

Location: Siam Center (ชั้น 2)

 

ภาพ: Courtesy of Brand

The post 5 ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง ที่เตรียมจ่อเข้าไทยในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 Places in Wan Chai ปักหมุด ‘กิน – เที่ยว’ ย่านว่านไจ๋ ตามคำแนะนำกูรู https://thestandard.co/wan-chai-hong-kong-eat-travel-guide/ Tue, 03 Mar 2026 02:33:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1183716 ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง

เดี๋ยวนี้ Wan Chai เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายยอดนิยมของคนมาเท […]

The post 9 Places in Wan Chai ปักหมุด ‘กิน – เที่ยว’ ย่านว่านไจ๋ ตามคำแนะนำกูรู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง

เดี๋ยวนี้ Wan Chai เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายยอดนิยมของคนมาเที่ยวฮ่องกง เพราะเป็นย่านที่เป็นส่วนผสมของตึกเก่า และความเป็นเมืองสมัยใหม่ ที่สำคัญย่านนี้คนไม่แออัดและพลุกพล่านเท่า Central แต่มีร้านอาหารอร่อยๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอยเต็มไปหมด สำหรับพิกัดลิสต์นี้เราได้คำแนะนำร้านอาหารบางส่วนมาจาก ‘พี่แป๋ว – Eat Like 852’ กูรูท้องถิ่นสายกินจากฮ่องกง ที่แม้ว่าตอนนี้จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ก็ยังบินกลับมาอัปเดตร้านใหม่อยู่เรื่อยๆ นำมาบวกกับสถานที่เราไปลองมาแล้วว่าดีและน่าสนใจ เอาล่ะ เราจะไม่สาธยายเยอะอีกต่อไปแล้ว ไปดูเลยว่า มีที่ไหนที่ควรปักหมุดกันบ้าง

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 1

 

Seventh Son Restaurant

 

มาว่านไจ๋ ต้องมาลองหมูหันของ Seventh Son หมูหันระดับมิชลิน 1 ดาว ที่จองยากมาก และคิวแน่นตลอดปี! ก่อตั้งโดย Chui Tak Hing เชฟกวางตุ้งระดับตำนาน อดีต Executive Chef แห่ง Fook Lam Moon ผู้มีประสบการณ์ในครัวอาหารจีนระดับโรงแรมหรูยาวนานหลายทศวรรษ สำหรับเมนูเด็ดที่นี่คือ Roasted Suckling Pig หรือหมูหันทั้งตัว หนังบางกรอบ สีแดงเงาสวย กัดแล้วแตกกรุบเบาๆ แต่เนื้อด้านในยังชุ่มฉ่ำ ไม่แห้ง ไม่มันเกินไป เสิร์ฟมาเป็นชิ้นพอดีคำแบบเรียบง่าย เน้นรสชาติจริงๆ ของการย่างไฟที่แม่นยำ ถ้ามาหลายคนเราแนะนำให้สั่งทั้งตัว หรือจะสั่งเป็นจานก็ได้ถ้ามากันไม่เยอะ นอกจากหมูหัน เมนูอาหารกวางตุ้งสไตล์คลาสสิกอื่นๆ ก็ทำได้เนี้ยบและอร่อยมาก เป็นหนึ่งร้านที่เราอยากให้ไป ถ้ามีโอกาส

 

Located: 3F, Wharney Hotel

 

Open: ทุกวัน เวลา 11.30 – 15.00 น. และ 18.00 – 22.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/ALihkqg4paiT1qt2A

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 2

 

FAT J Char Siu

 

ร้านมาแรงประจำย่าน ที่มัดใจนักชิมได้แบบอยู่หมัดกับ FAT J Char Siu ร้านลูกของ Flower Drum ที่เน้นของย่างสไตล์กวางตุ้ง หลายคนบอกว่านี่คือร้าน Flower Drum ในเวอร์ชั่นที่ Casual กว่า สบายใจกว่ารวมถึงเงินในกระเป๋าด้วย เมนูหลักที่คนนิยมสั่งกันคือ Char Siu หมูแดงย่างหั่นชิ้นหนา ได้ทั้งความฉ่ำและเนื้อสัมผัสที่ดี เสิร์ฟพร้อมข้าวหรือบะหมี่แบบเรียบง่าย นอกจากหมูแดงแล้ว เมนูเด็ดอีกอย่าง คือ ไก่ซีอิ๊วสูตรพิเศษผสมเหล้าเหมาไถ (Maotai soy sauce chicken) และห่านย่างที่หลายคนบอกว่าอร่อยไม่แพ้หมูแดงเลย

 

Location: Landale Street

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00 – 16.00 และ 17.00 – 21.00

 

Map: https://maps.app.goo.gl/RBU5bNU85rW8QGXN7

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 3

 

Bakehouse

 

ทาร์ตไข่เจ้าดังขวัญใจคนไทยที่มีสาขา 7 แห่ง ในฮ่องกง ทว่าสาขาออริจินัลอยู่ที่ Wan Chai ร้านนี้ก่อตั้งโดย Grégoire Michaud เชฟชาวสวิสผู้หลงใหลในการทำขนมอบ ตัวเชฟผ่านงานในโรงแรมและร้านอาหารดังมากมาย ก่อนตัดสินใจปักหลักยังฮ่องกงเพื่อยกระดับวงการเบเกอรีของเมืองนี้ เมนูยอดนิยมแน่นอนว่าต้องเป็น Egg Tart โดยทาร์ตไข่ของที่นี่ทำฐานด้วยแป้งซาวโดว์ (Sourdough) แป้งกรอบเป็นชั้น มีโครงสร้างแน่น ตัดกับคัสตาร์ดเนียนนุ่ม หอมเนย กินตอนอุ่นๆ จะได้สัมผัสดีที่สุด

 

Location: Tai Wong Street East

 

Open: ทุกวัน เวลา 12.00 – 16.00 และ 17.00 – 21.00

 

Map: https://maps.app.goo.gl/2nh4Zh93Z2JDqjQE8

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 4

 

Wan Chai Pak Tai Temple

 

พักเบรกของกินมาไหว้พระกันบ้าง วัดเก่าแก่ในย่านว่านไจ๋ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1863 เพื่อบูชา ‘ปักไท่’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เทพเจ้าแห่งท้องทะเล’ ที่ช่วยปัดเปาสิ่งชั่วร้าย ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม หลังคากระเบื้องสีเขียว ด้านในมีงานไม้ปิดทองสมัยราชวงศ์ชิง และมีดาบเหล็กรัชสมัยราชวงศ์ซ่ง ภายในประดิษฐานองค์ปักไท่ทำจากทองแดงขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อว่ามีอายุมากกว่าตัววัด ชาวฮ่องกงนิยมมาวัดนี้เพื่อแก้ดวง แก้ชงประจำปี เพราะมี ‘เทพเจ้าเปลี่ยนใจ’ สามารถเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร

 

Location: Lung On St

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

Map: https://share.google/JxAjxCbowkJrk1B5G

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 5

 

Blue House

 

หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของ Wan Chai ที่ใครมาก็ต้องแวะมาถ่ายรูป อาคารสีฟ้าสดที่สร้างขึ้นช่วงทศวรรษ 1920 และเป็นตัวอย่างของตึกแบบ Tong Lau หรืออาคารพาณิชย์จีนยุคต้นศตวรรษที่ 20 ที่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้ได้ครบถ้วน ทั้งระเบียงเหล็ก หน้าต่างไม้ และบันไดเก่า ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์ ‘Viva Blue House’ ที่รักษาอาคารพร้อมชุมชนดั้งเดิมเอาไว้โดยไม่ได้รีโนเวตให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด ปัจจุบันบางส่วนเปิดเป็นพื้นที่จัดแสดงเล็กๆ เล่าเรื่องประวัติชุมชน Wan Chai และการอยู่อาศัยแบบเก่าในฮ่องกง

 

Location: Stone Nullah Ln

 

Open: ทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น. (ปิดวันพุธ)

 

Map: https://maps.app.goo.gl/bFi9QapUZE9M9Az76

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 6

 

Ho Wah Coffee & Tea Room

 

ร้านน้ำชาสไตล์ฮ่องกงดั้งเดิมประจำย่านที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1952 ตั้งอยู่บนถนน Johnston ห่างจากสถานี Wan Chai ไปไม่ไกลนัก ที่นี่เน้นขายน้ำชา และอาหารจานเดียวง่ายๆ เช่น สปาเก็ตตี แซนด์วิช เฟรนช์โทสต์ จุดเด่นของร้านอยู่ที่ชานมแบบฮ่องกง ที่เจ้าของร้านยังคงใช้สูตรลับผสมใบชาด้วยตัวเอง ต่างจากร้านส่วนใหญ่ที่ซื้อแบบสำเร็จรูป ทำให้ได้รสชาที่หอม อร่อย นัว ไม่เหมือนใคร เป็นหนึ่งร้านที่คนท้องถิ่นแวะมากินกันเป็นปกติ โดยเฉพาะช่วงเช้าและกลางวัน

 

Location: 216 Johnston Road

 

Open: ทุกวัน 05.00 – 19.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/WirThERrxvRYLmBF9

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 7

 

Kee Wah Tearoom

 

อีกหนึ่งร้านเบเกอรีท้องถิ่นที่อยู่คู่ฮ่องกงมานานกว่า 80 ปี แบรนด์ขนมโลคัลที่นักเดินทางทั้งชาวไทยและฮ่องกงมักซื้อกลับเป็นของฝาก ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้อัลมอนด์ ขนมไหว้พระจันทร์ หรือพายท้องถิ่น สำหรับสาขาว่านไจ๋ เป็น Flagship Store ที่ใช้พื้นที่อาคารโบราณที่ได้รับขึ้นการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์เป็นสถานที่ตั้ง ชั้น 1 เปิดเป็นช็อปสำหรับขายของฝาก หรือเลือกขนมซื้อกลับบ้าน, ส่วนชั้น 2 เปิดเป็นคาเฟ่ เสิร์ฟของหวาน เครื่องดื่ม และสุดท้ายชั้น 3 ทำหน้าที่เป็น สตูดิโอสำหรับจัดเวิร์กช็อป สอนทำขนมท้องถิ่นยอดนิยมอย่าง Wife Cake, ทาร์ตไข่, ขนมปังสับปะรด และขนมไหว้พระจันทร์

 

Location: Queen’s Road East

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/xUmjRDCcX2eu1qqT8

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 8

 

Soft Thunder Bakery and Coffee

 

ร้านเบเกอรีขนาดเล็กใน Kenedy Town ที่มาเปิดสาขา Flagship ในว่านไจ๋ ที่นี่เน้นงานเพสตรีสไตล์ฝรั่งเศส โดยมีเมนูเด่นของร้านคือครัวซองต์ และล่าสุดกับเมนูทาร์ตไข่ ‘รสโมจิกาแฟ’ จุดเด่นของขนมอบที่นี่คือเทคนิคการรีดแป้งและควบคุมอุณหภูมิ ทำให้ครัวซองต์ออกมาเป็นชั้นบางสม่ำเสมอ ด้านนอกกรอบเบา ด้านในยังมีความชุ่ม ไม่แห้งแตกเป็นผง ตัวร้านมีพื้นที่ไม่มาก บรรยากาศเรียบง่าย สาขานี้คนชอบมานั่งเล่นเพราะมองเห็นถนนวิวกว้าง ช่วงสายถึงบ่ายของหมดค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะครัวซองต์บางรส อ้อ ลืมบอกว่าทาร์ตไข่ร้านนี้หวานมันมาก เพราะฉะนั้นใครที่กลัวหวาน แนะนำให้ซื้อมาลองกินสักชิ้นก่อน

 

Location: Queen’s Road East

 

Open: ทุกวัน เวลา 07.30 – 19.30 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/mikNjb5X3Rom32g5A

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 9

Photo: Tuynvolkmm H

 

Sun King Yuen Curry

 

ถ้าเดินไปตามถนน Spring Garden Lane ในช่วงสายๆ แล้วเจอคนต่อแถวคิวยาวเหยียด ขอให้รู้ว่านี่คือแถวของร้าน Sun King Yuen Curry ร้านโลคัลแบบฮ่องกงที่เด่นเรื่องหมูทอด โดยเฉพาะเมนูข้าวแกงกะหรี่พอร์คช็อป (Pork Chop Curry Rice) หมูทอดชิ้นใหญ่ กรอบนอกนุ่มใน จุ่มซอสแกงกะหรี่รสเข้ม หอมเครื่องเทศแบบครีมมี่ กินง่ายแต่รสชัด อีกหนึ่งจานที่หลายคนสั่งคือ ผัดหมี่เนื้อหอฟ่าน (Dry Fried Beef Ho Fun) ที่ผัดด้วยไฟแรงตามแบบฉบับจีนกวางตุ้ง เนื้อวัวนุ่ม เส้นหอมกะทะมาก

 

Location: G/F, 20 Spring Garden Lane

 

Open: จันทร์-เสาร์ เวลา 11.30-14.30 และ 18.30-20.30 (หยุดวันอาทิตย์)

 

Map: https://maps.app.goo.gl/FK4AmRpUsn7AwXKS8

 

ภาพรวม 9 พิกัดกินเที่ยวในย่านว่านไจ๋ ฮ่องกง 10

 

Bowrington Hotpot

 

ขอปิดท้ายด้วยร้านฮอตพอตในละแวก Wan Chai-Causeway Bay ตัวร้านตั้งอยู่บนถนน Jaffe Road ไม่ไกลจาก Bowrington Road Market ร้านนี้ขึ้นชื่อทั้งบรรยากาศและรสชาติ (ที่สำคัญคนไทยยังไม่ไปกินมากนัก) ด้านในร้านตกแต่งสไตล์ย้อนยุคแบบฮ่องกงดั้งเดิม ใช้โคมไฟแดง โต๊ะเก้าอี้ไม้ และลวดลายอักษรจีนแบบที่เห็นในงานแต่งงาน ทำให้เวลากินรู้สึกเหมือนย้อนเวลากลับไปช่วงฮ่องกงยุคก่อน นอกจากบรรยากาศ จุดเด่นของร้านอยู่ที่น้ำซุปซิกเนเจอร์หลากหลายสูตร และดีต่อสุขภาพ เช่น ซุปไก่มะพร้าว ซุปหมาล่า ซุปสะเต๊ะ ฯลฯ ส่วนเครื่องต่างๆ ก็มีให้เลือกเยอะ เนื้อวัวคุณภาพ ซีฟู้ดสดใหม่ และผักหลากชนิดที่เข้ากับหม้อไฟทุกแบบ

 

ใครอยากหาร้านหม้อไฟกินในฮ่องกง ถ้าเบื่อ Big JJ Seafood หรือ Lau Haa ก็แวะมากินได้ รับรองว่าอร่อยจริง!

 

Location: Queen’s Road East

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

Map: https://maps.app.goo.gl/CPP3qVQqk7FrhbtX9

 

ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง, Shutterstock, Courtesy of Brand

#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing

#WanChai #DiscoverHongKong

The post 9 Places in Wan Chai ปักหมุด ‘กิน – เที่ยว’ ย่านว่านไจ๋ ตามคำแนะนำกูรู appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านใหม่ของ Fillets โอมากาเสะที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทุกเทคนิคการปรุงในหนึ่งมื้อ https://thestandard.co/life/fillets-omakase-kappo-one-bangkok/ Tue, 03 Mar 2026 01:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1183668 ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้

มากกว่าการเสิร์ฟอาหาร คือการส่งต่อความตั้งใจผ่านสารพัดเ […]

The post บ้านใหม่ของ Fillets โอมากาเสะที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทุกเทคนิคการปรุงในหนึ่งมื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้

มากกว่าการเสิร์ฟอาหาร คือการส่งต่อความตั้งใจผ่านสารพัดเทคนิคการปรุงรส และความทุ่มเทที่ใส่ลงไปในทุกๆ เมนู ของ ‘เชฟแรนดี้ – ชัยชัช นพประภา’ ผู้บุกเบิกโอมากาเสะในสไตล์ ‘Kappo’ คนแรกๆ ในบ้านเรา

 

ที่ ‘Fillets’ ทำให้ระยะห่างระหว่างเรากับเชฟค่อยๆ น้อยลง ผ่านคอร์สเมนูสุดพิเศษ อย่าง Fillets Signature Modernist ‘Kappo’ Omakase

 

ซึ่งตอนนี้ร้านมาเปิดสาขาอยู่ภายใน One Bangkok โซน The Storeys ชั้น 3 ทำให้เดินทางมาได้ง่ายกว่าเดิม เราจึงอยากพาทุกคนมาลองและดื่มด่ำบรรยากาศอันแสนพิเศษนี้ไปด้วยกัน

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 1

 

คำว่า ‘Kappo’ ก็คือกลวิธีการปรุงอาหาร ที่เชฟจะยืนทำงานอยู่ตรงเคาต์เตอร์ด้านหน้าของแขก แสดงทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มไปจนถึงการจัดจาน ให้เราได้สัมผัสทั้งรสชาติ กลิ่น เรื่องราว และการปรุงอย่างใกล้ชิด ครบทั้งย่าง ทอด ต้ม นึ่ง ซาชิมิ หมักดอง ยำแบบญี่ปุ่น ข้าว ซุป และเทคนิคการแร่ อยู่ภายในมื้อเดียว โดยแต่ละจานค่อยๆ ไต่ระดับรสสัมผัสจากเบาไปหนัก ผ่านวัตถุดิบตามฤดูกาล 

ที่ Fillets ได้ตีความโอมากาเสะในสไตล์นี้ใหม่ให้โมเดิร์นขึ้น แต่ยังคงรากฐานความละเมียดแบบญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน ชวนให้เราตกหลุมรักเสน่ห์ของอาหารญี่ปุ่นอีกครั้ง

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 2ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 3ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 4

 

เริ่มต้นกันที่หมวดแรก ‘OTSUKURI’ จานปลาซาชิมิตามฤดูกาล ซึ่งวัตถุดิบในแต่ละวันอาจแตกต่างกันไปตามการประมงในช่วงเวลานั้น ตอกย้ำความสดใหม่และความเป็นธรรมชาติของปลาแต่ละชนิด

 

วันที่เราไป ได้ลิ้มลองปลา 3 ชนิด ได้แก่ Hirame (ปลาตาเดียว), Amadai (ปลาอามะได) และ Kinmedai (ปลากะพงแดง) ที่สด หวาน เด้ง กินพร้อมกับมะเขือเทศดองที่เป็นซิกเนเจอร์ของเชฟ 

 

แล้วยังมี ‘Tairagai’ หรือหอยกาบเพชร ที่นำมาย่างบนเตาถ่านพอให้สะดุ้ง เนื้อหอยจึงยังคงความฉ่ำเด้ง ก่อนนำมาห่อด้วยสาหร่ายย่าง กินแล้วหอมกลิ่นรมควันมาก

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 5ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 6ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 7

 

ตามมาด้วยหมวด ‘OWAN’ จานซุปใสรสกลมกล่อมที่เชฟเลือกใช้ ดอกซุกินีจากจังหวัดเชียงใหม่ มาสอดไส้ด้วยหอย Hotate และเนื้อปูหิมะ Echizen Kani จนแน่นเต็มดอก ซึ่งเป็นถ้วยที่ซดแล้วคล่องคอพร้อมไปต่อคำถัดไป

‘Kuro Awabi’ จานซิกเนเจอร์ของเชฟ ที่มาจากหอยเป๋าฮื้อดำจาก Shimane เนื้อสัมผัสนุ่มเด้งสู้ฟัน ตัดกับความกรอบของแครอทฝอยทอดด้านบน เสิร์ฟคู่ซอสตับรสเข้มข้นหอมมันกำลังดี

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 8ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 9

 

มาถึงจานล้างปากกับ ‘SUNOMONO’ ยำสไตล์ญี่ปุ่นเปรี้ยวๆ ตัดเลี่ยนและรีเฟรชลิ้นให้สดชื่นขึ้น ซึ่งรวมเอาวัตถุดิบตัวท็อป 2 อย่าง ที่ Contrast กันสุดๆ อย่าง อูนิสัมผัสนุ่มละลายในปาก และไข่ปลาแฮร์ริ่งสีทองกรุบสู้ฟันไว้ด้วยกัน เมนูนี้เราชอบที่สุด

‘YAKIMONO’ จานย่างของ Nodoguro (ปลาคอดำ) ย่างด้วยถ่านจนหนังกรอบแต่เนื้อในชุ่มฉ่ำ กินคู่กับผักข้างเคียงที่อมเปรี้ยวๆ ไปด้วยกันได้ดีกับปลาสุดๆ และจานทอด ‘AGEMONO’ ของ Hotaru Ika (หมึกหิ่งห้อย) ชุบแป้งทอดบางกรอบเคี้ยวได้เพลินๆ เป็นคู่หูเมนูร้อนที่ดีมาก

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 10ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 11ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 12

 

มาถึงพาร์ทที่หลายคนรอคอย ‘NIGIRI SUSHI’ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลากหลายคำ แต่ที่เราชอบที่สุดคือ Chu-Toro ทูน่าส่วนท้อง, Isaki ปลาอิซากิ, Kuruma Ebi กุ้งลายเสือ, Iwashi ปลาซาร์ดีน และ Anago ปลาไหลทะเล

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 13ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 14ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 15ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 16

 

ต่อด้วย ‘MUSHIMONO’ จานนึ่งในรูปแบบไข่ตุ๋นเนื้อเนียนละเอียด และไฮไลต์อยู่ที่ Fugu Shirako ที่ขึ้นชื่อเรื่องความครีมมี่ขั้นสุด เป็นคำที่กินเข้าไปแล้วละลายในปากทันที 

 

เช่นเดียวกันกับ Castella Tamago เค้กสปันจ์ไข่หวานเนื้อนุ่มฟู เสิร์ฟเคียง Aka-Dashi Miso ซุปดาชิรสเข้มข้น ปรับสมดุลช่วงท้ายมื้อ เป็นอันส่งท้ายคอร์สของคาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 17ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 18

 

และปิดมื้อด้วยเมนูของหวาน อย่าง ‘Chestnut & Kyoto’ ไอศกรีมโฮจิฉะเย็นๆ มาพร้อมกับเนื้อเค้กเกาลัดนุ่มๆ และตัดด้วยความกรุบกรอบแผ่นข้าวเกรียบข้าวเหนียวดำบางกรอบ ใครที่ชอบรสชาติหวานน้อยต้องลองเลย

 

ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 19ภาพอาหารโอมากาเสะจากร้าน Fillets ที่ One Bangkok พร้อมนำเสนอเทคนิคการปรุงสไตล์ Kappo โดยเชฟแรนดี้ 20

 

Good for

 

สำหรับใครที่กำลังมองหาประสบการณ์คัปโปะโอมากาเสะระดับพรีเมียม ‘Fillets’ คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยการบริการอย่างใส่ใจ และรสชาติที่รังสรรค์มาอย่างประณีตในทุกคำ จึงหมาะกับทุกโอกาสพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น วันครบรอบหรือค่ำคืนที่อยากใช้เวลาดีๆ ร่วมกับคนพิเศษ ที่นี่จะเปลี่ยนมื้ออาหารธรรมดาๆ ให้กลายเป็นความทรงจำที่พิเศษและน่าจดจำอย่างแน่นอน

 

สามารถสำรองที่นั่งได้ที่ : https://www.tablecheck.com/th/fillets-bangkok/reserve

 

Fillets

Open: เปิดทุกวัน เวลา 12.00-14.00 และ 18.00-22.00 น. 

Contact: Fillets  

Address: ศูนย์การค้า One Bangkok โซน The Storeys ชั้น 3

Budget:  7,900++ และ 11,400++ บาท (แล้วแต่คอร์ส)

 

ภาพ: ภัณฑิลา วงษ์วรรณ , Fillets

The post บ้านใหม่ของ Fillets โอมากาเสะที่ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทุกเทคนิคการปรุงในหนึ่งมื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
CONTE DE TULEAR โฮมคาเฟ่ ‘ช็อกโกแลตมูส’ ในตำนานจากโซล ปักหมุดใจกลางสยามพารากอน https://thestandard.co/life/conte-de-tulear-siam-paragon/ Sat, 28 Feb 2026 05:30:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1182667 โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม

หากคุณเป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้งแบบเราที่หลงรักไวบ์คาเฟ่เกาหลี […]

The post CONTE DE TULEAR โฮมคาเฟ่ ‘ช็อกโกแลตมูส’ ในตำนานจากโซล ปักหมุดใจกลางสยามพารากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม

หากคุณเป็นสายคาเฟ่ฮอปปิ้งแบบเราที่หลงรักไวบ์คาเฟ่เกาหลี ชื่อของ CONTE DE TULEAR (คอนเต เดอ ตูเลียร์) ควรอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ อย่างแน่นอน จากแบรนด์ไลฟ์สไตล์และเครื่องหอมในกรุงโซลที่เริ่มต้นเส้นทางตั้งแต่ปี 2014 ก่อนจะขยับสู่คาเฟ่บรันช์ที่ผสมผสาน ‘กลิ่น’ เข้ากับ ‘รสชาติ’ ได้อย่างมีเอกลักษณ์

 

จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามของเมนูของหวาน Chocolate Mousse ที่ The Food School หลังเปิดป๊อปอัพเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จนกลายเป็นเมนูที่หลายคนตั้งใจไปตามล่าหามาชิม

 

จนในที่สุดก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่สยามพารากอน ชั้น 5 ยกบ้านอิฐสีแดงอันอบอุ่นจากย่านกังนัมมาไว้ใจกลางเมือง พร้อมสเปซที่รองรับทั้งโซนคาเฟ่และโซนโปรดักต์เครื่องหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

 

จริงๆ ชื่อร้านมีที่มาจากสุนัขพันธุ์ Coton de Tuléar สุนัขขนปุยสีขาวราวกับก้อนเมฆที่มีต้นกำเนิดในเมือง Tuléar บนเกาะมาดากัสการ์ที่มีคาแรกเตอร์อบอุ่น ขนนุ่ม เป็นมิตร ภาพลักษณ์นี้ถูกถ่ายทอดสู่ตัวร้าน ทั้งโทนอิฐแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ความฟูของช็อกโกแลตมูส ไปจนถึงบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนก้อนเมฆที่จับต้องได้

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 1โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 2โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 3

 

The Vibe

 

การตกแต่งที่นี่เป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์คาเฟ่เกาหลีเข้ากับกลิ่นอายตะวันตก โดยของตกแต่งทุกชิ้นภายในร้าน เจ้าของแบรนด์เป็นคนเดินทางไปเลือกด้วยตัวเองทั้งหมด ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูมีความเป็น ‘บ้าน’ ที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจในทุกมุม

 

พื้นที่ภายในร้านเน้นความโปร่งสบาย มีผนังอิฐสีแดงเป็นจุดเด่นและงานไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็มีการสอดแทรกวัสดุอย่างสเตนเลสเข้ามาเพื่อเพิ่มความโมเดิร์น ไม่ว่าคุณจะแวะมาเพื่อเลือกซื้อ Diffuser กลิ่นโปรด หรือนั่งรอ Chocolate Mousse ในตำนาน พื้นที่ตรงนี้ก็ทำหน้าที่ได้ครบ

 

The Taste

 

เมนูอาหารที่นี่ใช้สูตรเดียวกับที่เกาหลีแบบไม่มีผิดเพี้ยน แต่มีความน่าสนใจตรงที่เลือกใช้วัตถุดิบในไทยมาปรับเปลี่ยนได้อย่างมีชั้นเชิง โดยแต่ละจานมาในพอร์ชันที่ใหญ่มาก เหมาะกับการชวนเพื่อนหรือครอบครัวมาแชร์ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 4โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 5

 

เมนูแรกที่เราแนะนำให้สั่ง Lemon Anchovy Oil Pasta (350 บาท) พาสต้าสไตล์อิตาเลียนที่เน้นอโรม่าความหอมเป็นตัวนำ ปลาแอนโชวีก็ถูกเคี่ยวจนกลายเป็นซอสครีมเข้มข้นเคลือบเส้นสปาเก็ตตี้อย่างทั่วถึง ตัดรสด้วยความเค็มและเผ็ดปลายจากพริกป่น ความพิเศษคือใช้ ‘คะน้าอ่อน’ แทนก้านต้นกระเทียมของเกาหลีเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบเข้ากับซอสนัวๆ ได้อย่างลงตัว

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 6โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 7

 

จานนี้ไม่สั่งไม่ได้ Kimchi Fried Rice (500 บาท) ข้าวผัดกิมจิที่เป็นนิยามของ ‘โปรตีนบอมบ์’ ตัวกิมจิถูกนำไปผัดกับข้าวชุ่มๆ ก่อนจะคลุกเคล้ากับเนื้อ Beef Brisket ที่สุกกำลังพอดี ทำให้รสชาติเนื้อแทรกซึมอยู่ในทุกคำ ท็อปด้วยไข่ข้นเนื้อละเอียดและอะโวคาโดสด

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 8

 

Spicy Tteok-Bokki (470 บาท) เมนูสตรีตฟู้ดที่ถูกยกระดับสู่จานบรันช์ มีทั้งเส้นต๊อกและเส้นรามยอนในหนึ่งจาน รสชาติครีมมี่และหวานนำตามสไตล์เกาหลีแท้ สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือการเสิร์ฟคู่กับ ‘ปาท่องโก๋’ แทนปลาเส้น เข้ากับซอสเข้มข้ เราแนะนำให้ทานคู่กับใบงาเพื่อเพิ่มมิติของกลิ่นที่สดชื่นขึ้น

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 9

 

Brioche Egg Waffle & Bacon (510 บาท) วาฟเฟิลจากแป้งบริออชเนื้อนุ่ม ท็อปด้วยไข่ข้นผสมมอซซาเรลลาชีสจนยืดนัว ส่วนเบคอนใช้ชิ้นหนาพิเศษเซียกับโรสแมรีจนหอมฟุ้ง ให้สัมผัสที่เต็มคำและหอมกลิ่นสมุนไพร

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 10

 

และสำหรับสายเฮลตี้ Burrata Salad (470 บาท) สลัดที่ชูโรงด้วยบูร์ราตาชีสลูกใหญ่ ทานคู่กับผักร็อกเกต มะเขือเทศเชอร์รี่ เพิ่มความหวานฉ่ำด้วยองุ่นเขียวและความกรุบกรอบจากวอลนัต ราดด้วยน้ำมันเลม่อนที่ช่วยชูรสชาติของวัตถุดิบทุกอย่างให้โดดเด่น

 

ในส่วนของเครื่องดื่ม เราได้ลอง Tulear Latte (230 บาท) เมนูพิเศษของร้านที่นำกาแฟคั่วเข้ม เบลนด์ไทย-บราซิล แต่ที่นี่เลือกใช้ ‘นมกล้วย’ จากเกาหลี สำหรับเราเป็นรสชาติที่มีความนุ่มนวล หอมหวานของนมหล้วย ตบท้ายด้วยกลิ่นกาแฟโทนถั่ว อีกแก้วสำหรับสายชาเขียว Green Latte (200 บาท) ร้านจะใช้เบสเป็นชาเขียวมากกว่ามัทฉะผสมสาหร่ายบลูสไปรูลินาสีฟ้าสวยงาม รสชาติเข้มข้นและกลมกล่อม ดื่มได้เรื่อยๆ

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 11โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 12โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 13

 

ปิดท้ายด้วยของหวาน Chocolate Mousse (290 บาท) ที่เป็นตัวเอกตามชื่อร้าน มูสช็อกโกแลตที่นี่โดดเด่นด้วยการบาลานซ์รสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป แต่ยังคงความเข้มข้นของช็อกโกแลตแท้ มีเท็กซ์เจอร์ที่กึ่งแน่นกึ่งหนึบ ตัดกับความเบาฟูของวิปครีมสดด้านบน เป็นรสชาติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสมคำร่ำลือ แนะนำว่าได้มาให้ทานเลยตอนเย็นๆ ยิ่งเพิ่มอรรถรส

 

โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 14โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 15โฮมคาเฟ่ CONTE DE TULEAR สยามพารากอน เสิร์ฟช็อกโกแลตมูสในตำนาน อาหารและเครื่องดื่ม 16

 

Good for

 

ใครที่หลงรักคาเฟ่เกาหลีที่ไม่ได้มีดีแค่ถ่ายรูปสวย หลงรักที่ร้านให้ความสำคัญกับรสชาติอาหารที่จริงจังและบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม CONTE DE TULEAR ถือเป็นจุดหมายที่ควรค่าแก่การแวะมา ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนคลับแบรนด์อยู่แล้ว หรือเป็นคนรัก Chocolate Mousse ที่พลาดช่วงป๊อปอัปไป นี่คือโอกาสที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับที่กังนัม รับรองว่าไวบ์ที่นี่จะทำให้คุณมีความสุขกลับไปแน่นอน

 


 

CONTE DE TULEAR

Address: ชั้น 5 สยามพารากอน (โซน Nextopia)

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 10:00-22:00 น.

Contact: CONTE DE TULEAR Thailand

Budget: ราคา 500-1,000 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/xapZqy7iTFk8xYJw6

The post CONTE DE TULEAR โฮมคาเฟ่ ‘ช็อกโกแลตมูส’ ในตำนานจากโซล ปักหมุดใจกลางสยามพารากอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟที่แผ่วไม่เป็น พาทุกคนย้อนเวลากลับไปซ่าในปี 2016 https://thestandard.co/life/morning-affair-vol6-2016-emsphere/ Fri, 27 Feb 2026 09:13:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1182455 ภาพบรรยากาศงาน Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟย้อนยุค 2016

สุดสัปดาห์นี้ใครยังไม่มีแพลนไปไหน เตรียมหยิบชุดเก่งแล้ว […]

The post Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟที่แผ่วไม่เป็น พาทุกคนย้อนเวลากลับไปซ่าในปี 2016 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟย้อนยุค 2016

สุดสัปดาห์นี้ใครยังไม่มีแพลนไปไหน เตรียมหยิบชุดเก่งแล้วออกไปขยับร่างกายตอนกลางวัน เพราะ RISE Coffee x TICTACTOE Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟเจ้าดังกำลังจะกลับมาทำลายทุกขีดจำกัดอีกครั้ง หลังจากที่สร้างปรากฏการณ์ Sold Out ไปถึง 5 ครั้งติดต่อกัน คราวนี้พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ แต่กลับมาในสเกลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ภาพบรรยากาศงาน Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟย้อนยุค 2016 1

 

ความพิเศษของ Vol.6 มาในธีม Take Me Back to 2016 พาทุกคนย้อนเวลากลับไปในปี 2016 ยุคที่ฟิลเตอร์ Tumblr และแฟชั่นแนว Grunge (กรันจ์) ครองเมือง ช่วงเวลาที่ความคลาสสิกของ Gen Y มาปะทะกับความกล้าลองของ Gen Z อย่างลงตัว ผ่าน 2 สเตจใหญ่บนชั้น 5 ของ Emsphere

 

ภาพบรรยากาศงาน Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟย้อนยุค 2016 2

 

Pung-Mak (ปังมาก) Stage at Sphere Hall

 

เปลี่ยนฮอลล์ขนาดใหญ่ให้กลายเป็นกาแล็กซีนีออนสุดล้ำ พาคุณย้อนเวลาไปในช่วงวันที่เรายังเป็นอิสระและไร้ขีดจำกัด พร้อมโปรดักชันแสงสีเสียงระดับเวิลด์คลาสและไลน์อัปดีเจและศิลปินรับเชิญสุดพิเศษอย่าง Tilly Birds ที่จะทำให้คุณเต้นเหมือนอยู่ท่ามกลางดวงดาว

 

 

ภาพบรรยากาศงาน Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟย้อนยุค 2016 3

 

Jubu Jubu (จุ๊บุจุ๊บุ) Stage at TICTACTOE

 

ครั้งแรกกับการเปลี่ยนพื้นที่ TICTACTOEให้กลายเป็นสีชมพูนีออนไฟฟ้า เพื่อถ่ายทอดความซ่าสะบัดในแบบฉบับปี 2016 เตรียมพบกับความสุข ความสนุกท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่คุ้นเคย แต่เพิ่มเติมคือความรู้สึกที่คุณไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

 

นอกจากดนตรีที่พาเราย้อนวัย ยังจัดเต็มเรื่องกินดื่ม ด้วย Specialty Coffee จาก RISE เหมือนเดิม พร้อมร้านโปรดที่ยกขบวนมาเสิร์ฟให้คุณอิ่มท้องยาวๆ ตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 2 ทุ่ม ได้เวลาปัดฝุ่นชุดเก่งสไตล์ 2016 เตรียม OOTD สีขาวให้พร้อม แล้วมาสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกันอีกครั้ง

 

EVENT DETAILS

Location: TICTACTOE & Sphere Hall, ชั้น 5 Emsphere

Date: วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569

Time: 10:30-20:30 น.

Dress Code: White (สีขาว)

Tickets: Ticketmelon 

  • Early Bird: Sphere Hall 590.- / All Stages 990.-
  • At Door: Sphere Hall 690.- / All Stages 1,090.-

 

Line OA: @tictactoebangkok

 

ภาพ: TICTACTOE

The post Morning Affair Vol.6 ปาร์ตี้กาแฟที่แผ่วไม่เป็น พาทุกคนย้อนเวลากลับไปซ่าในปี 2016 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tropic City บาร์ดังย่านเจริญกรุง ประกาศปิดตำนาน 8 ปี เตรียมอำลาปลาย เม.ย.นี้ https://thestandard.co/life/tropic-city-bar-closes/ Fri, 27 Feb 2026 01:10:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1182185 Tropic City บาร์ค็อกเทลชื่อดังย่านเจริญกรุงที่ประกาศปิดกิจการ

‘Tropic City’ หนึ่งในบาร์ที่อยู่คู่ซีนค็อกเทลไทยมายาวนา […]

The post Tropic City บาร์ดังย่านเจริญกรุง ประกาศปิดตำนาน 8 ปี เตรียมอำลาปลาย เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Tropic City บาร์ค็อกเทลชื่อดังย่านเจริญกรุงที่ประกาศปิดกิจการ

Tropic Cityหนึ่งในบาร์ที่อยู่คู่ซีนค็อกเทลไทยมายาวนาน ประกาศปิดบ้านอย่างเป็นทางการสิ้นเดือนเมษายน 2026 หลังเปิดให้บริการและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้บาร์ในกรุงเทพฯ มานาน 8 ปีเต็ม

 

จากความฝันเล็กๆ ของการเปิดบาร์ของตัวเอง Tropic City เติบโตเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ช่วยผลักดันภาพลักษณ์ค็อกเทลไทยให้ก้าวหน้า ทั้งการบุกเบิกสไตล์เครื่องดื่มใหม่ๆ การให้ดนตรีเป็นหัวใจของประสบการณ์ในบาร์ และการเป็นส่วนหนึ่งของการปลุกย่านประวัติศาสตร์ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

ทีมงานเผยว่านี่คือการตัดสินใจที่ยาก แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจในเส้นทางที่ผ่านมา แม้จะปิดสาขาปัจจุบัน แต่ทางทีมบาร์ยืนยันว่า ‘นี่ไม่ใช่จุดจบของ Tropic City’ เพียงแค่ปิดหนึ่งฉากเพื่อรอการเดินทางครั้งใหม่เท่านั้น ก่อนอำลาอย่างเป็นทางการ Tropic City เตรียมเปิดตัวเมนูค็อกเทลใหม่ ปิดท้ายด้วยงาน Farewell Party 3 วัน ระหว่างวันที่ 24–26 เมษายน ชวนแฟนๆ มาร่วมดื่มด่ำช่วงเวลาสุดท้ายของบาร์

 

ใครที่มีความทรงจำกับบาร์ทรอปิคอลแห่งนี้ อาจถึงเวลานัดเพื่อนอีกครั้ง ก่อนแสงไฟบนถนนเจริญกรุงจะดับลงชั่วคราวในปลายเดือนนี้

 

ภาพ: Tropic City

The post Tropic City บาร์ดังย่านเจริญกรุง ประกาศปิดตำนาน 8 ปี เตรียมอำลาปลาย เม.ย.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 HOURS LIFE with WJMILD กับวันว่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต https://thestandard.co/life/4-hours-life-with-wjmild/ Thu, 26 Feb 2026 01:04:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1181798

4 ชั่วโมงที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต   ถ้าพูดถึง WJMI […]

The post 4 HOURS LIFE with WJMILD กับวันว่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>

4 ชั่วโมงที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต

 

ถ้าพูดถึง WJMILD ภาพจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นการยืนอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ต ท่ามกลางเสียงเพลง เพราะมายด์เป็นคนที่รักการดูคอนเสิร์ตมาก และยังคงหาเวลาไปดูได้เสมอ แม้ในช่วงที่ชีวิตจะเต็มไปด้วยงาน ทั้งการถ่ายละคร ตารางงานที่แน่น รวมถึงการเตรียมงานแต่งที่ทำให้แต่ละวันยุ่งเป็นพิเศษก็ตาม

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

แต่ในวันที่ไม่ได้อยู่ท่ามกลางเสียงดนตรี ไลฟ์สไตล์ของมายด์กลับเรียบง่ายและเป็นระบบ เธอใช้ชีวิตอยู่ในย่านที่คุ้นเคยอย่างพระราม 9 เอกมัย ทองหล่อ สุขุมวิท ซึ่งกิจกรรมในแต่ละวันของเธอมีทั้งการดูแลธุรกิจร้านขนม การหาร้านอร่อยๆกิน และการจัดสรรเวลาออกกำลังกายเพื่อดูแลร่างกายให้พร้อมกับทุกบทบาทของชีวิต

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล) WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

สำหรับมายด์ ความสุขในวันธรรมดาเกิดจากสิ่งใกล้ตัว เช่น อาหารจานโปรดในวันที่เหนื่อย การออกกำลังกายที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น รวมถึงการหันมาใส่ใจสุขภาพจากภายในมากกว่าที่เคย เพื่อให้เธอสามารถรับมือกับตารางชีวิตที่วุ่นวายได้อย่างสมดุล

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

4 HOURS LIFE with WJMILD ในครั้งนี้ เราเลยอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักมายด์ในอีกมุมหนึ่ง ผ่าน 4 ชั่วโมงของชีวิตประจำวันที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต แต่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเธอได้อย่างชัดเจน ก่อนจะพาไปทำความรู้จักแต่ละสถานที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของวันธรรมดานี้

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

Chez Shibata 365

 

ร้านขนมหวานสไตล์ฝรั่งเศสที่ผสานกลิ่นอายความละเอียดแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 38 และเป็นหนึ่งในร้านขนมที่หลายคนแวะมาเพราะคุณภาพของวัตถุดิบและหน้าตาของขนมที่ดูสวยงามทุกชิ้น Chez Shibata 365 ก่อตั้งโดยเชฟชาวญี่ปุ่นจากเมืองนาโกย่า ก่อนจะมาเปิดสาขาในประเทศไทย และค่อยๆ กลายเป็นร้านขนมที่มีฐานแฟนประจำในหมู่คนรักของหวาน

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล) WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

สำหรับมายด์ ร้านนี้ไม่ใช่แค่ร้านขนมของเธอเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สื่อถึงความชอบส่วนตัวของเธอ เพราะเธอเป็นคนที่อินกับการทำและกินขนมมาตั้งแต่เด็ก เมนูที่เธอชอบเป็นพิเศษคือ Chocolate Signature (ราคา 350 บาท) ที่ได้ทั้งความเข้มข้นของช็อกโกแลตด้านบนและเนื้อสัมผัสที่หนึบกำลังดี ส่วนซิกเนเจอร์ของร้านอย่าง Yuzu tart (ราคา 260 บาท) ก็เป็นอีกเมนูที่มายด์แนะนำ เพราะรสเปรี้ยวหวานสดชื่น ไม่หวานเกินไป และกินได้เรื่อยๆ แบบไม่เลี่ยน ซึ่งทางร้านยังมีเค้ก signature อีกมากมาย ใครเป็นสายขนมหวานคุณควรแวะไปที่ร้านนี้สักครั้ง 

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

Open: ทุกวัน เวลา 08.30-20.00 น.

Address: สุขุมวิท 38

Budget: 200-400 บาท

Map: maps.app.goo.gl

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

Figure 8 Pilates

 

สตูดิโอพิลาทิสที่ตั้งอยู่ใน RQ Residence 14 ซอยสุขุมวิท 49/9 และเป็นที่ที่มายด์เลือกดูแลร่างกายอย่างจริงจังมาเป็นเวลาหลายปี Figure 8 Pilates โดดเด่นด้วยการสอนแบบใกล้ชิด ครูผู้สอนจะประเมินร่างกายของผู้เรียนตั้งแต่ครั้งแรก และออกแบบท่าให้เหมาะกับแต่ละคน ทำให้การออกกำลังกายที่นี่ไม่ใช่แค่การขยับร่างกาย แต่เป็นการฟื้นฟูและพัฒนาไปพร้อมกัน

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล) WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

มายด์เล่าว่าพิลาทิสเป็นกีฬาที่ตอบโจทย์เธอมากที่สุด เพราะช่วยทั้งเรื่องความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของแกนกลางลำตัว จากคนที่เคยตัวแข็ง กลายเป็นคนที่รู้สึกว่าร่างกายสมดุลขึ้น และแทบไม่มีปัญหาปวดหลัง แม้ต้องยืนดูคอนเสิร์ตเป็นเวลานาน พิลาทิสจึงกลายเป็นกิจวัตรสำคัญที่เธอขาดไม่ได้ ถึงขั้นมีอุปกรณ์ตั้งไว้เล่นต่อที่บ้านในวันที่ตารางงานแน่น

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

Open: ทุกวัน เวลา 07.00-19.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ เปิดเวลา 08.00-16.00 น.

Address: สุขุมวิท 49/9

Map: maps.app.goo.gl

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

ข้าวต้มกุ๊ยรวยมิตร

 

ที่นี่คือร้านข้าวต้มกุ๊ยเจ้าประจำของมายด์ เพราะด้วยรสชาติที่จัดจ้านและกินได้ทุกวัน ข้าวต้มของที่นี่โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ส่วนตัวข้าวก็ต้มมาพอดี ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะทั้งมื้อเที่ยงและมื้อเย็นในวันที่อยากกินอะไรเบาๆ แต่ยังอร่อย

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล) WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

เมนูที่มายด์สั่งเป็นประจำคือ หมูสับผัดหนำเลี๊ยบ (ราคา 150 บาท) ที่มีเอกลักษณ์ตรงหมูสับละเอียด กรุบกรอบ และอีกเมนูที่ขาดไม่ได้นั่นคือ หมูสับต้มอุเมะ (ราคา 170/270 บาท) ที่รสเปรี้ยวเค็มกำลังดี เธอบอกว่าเมนูนี้ต้องกินคู่กับข้าวต้มเท่านั้นถึงจะอร่อยที่สุด สำหรับมายด์ ข้าวต้มกุ๊ยคืออาหารที่ช่วยให้วันวุ่นวายรู้สึกผ่อนลง และเป็นความสบายใจที่เรียบง่ายแต่สำคัญมาก

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

Open: ทุกวัน เวลา 11.00-00.00 น. 

Address: สุขุมวิท 61 / สาทร 10

Budget: 300-500 บาท

Map:  maps.app.goo.gl

maps.app.goo.gl

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

ปุ๊ เย็นตาโฟ

 

และร้านสุดท้ายคือร้านเย็นตาโฟรสจัดจ้านที่มายด์รู้จักมานานตั้งแต่สมัยร้านยังอยู่แถว RCA ก่อนจะย้ายมาอยู่ย่านพระราม 9 ปุ๊ เย็นตาโฟขึ้นชื่อเรื่องน้ำซุปและซอสที่จัดจ้านกว่าหลายร้าน ทำให้กลายเป็นตัวเลือกแรกๆ เวลาคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล) WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

มายด์บอกว่าถ้าเป็นเย็นตาโฟ ต้องสั่งเป็น เย็นตาโฟต้มยำ (ราคา 60 บาท) เท่านั้น และเลือกบะหมี่แบนที่เข้ากับรสซอสของร้านมากที่สุด เธอเป็นคนชอบกินรสจัด เปรี้ยวนำ เค็มตาม ซึ่งตรงกับสไตล์ของร้านนี้พอดี นอกจากนี้ยังมีขนมถ้วยที่กินคู่กันได้แบบเพลินๆ ทำให้มื้อก๋วยเตี๋ยวธรรมดากลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสบายๆ ในวันธรรมดาของเธอ

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

Open: ทุกวัน เวลา 09.00-20.00 น. 

Address: พระราม 9

Budget: 60-100 บาท

Map: maps.app.goo.gl

 

หลังจากได้ใช้เวลากับร้านอาหารและสถานที่ที่มายด์เลือกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราจะเห็นอีกหนึ่งด้านที่เธอทำอยู่เสมอ นั่นคือการชาร์จพลังให้ตัวเอง ผ่านการดูคอนเสิร์ต และการไปเทศกาลดนตรี วันนี้เราเลยอยากจะพาทุกคนมาพบกับจุดเริ่มต้นของการตกหลุมรักโลกของคอนเสิร์ตตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัสมันด้วยตัวเองของมายด์กัน

 

WJMILD (มายด์-ลภัสลัล)

 

คอนเสิร์ตแรกที่เปลี่ยนโลกของมายด์

 

คอนเสิร์ตแรกของมายด์คือการได้ดู Korn วงเมทัลจากสหรัฐอเมริกาที่เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกแนว Nu Metal ดนตรีหนักหน่วงที่ผสมความดิบของเมทัลเข้ากับอัลเทอร์เนทีฟและฮิปฮอป เพลงของ Korn เต็มไปด้วยพลังและอารมณ์เข้มข้นจากประสบการณ์ชีวิตจริง เพลงอย่าง Blind หรือ Freak on a Leash คือภาพจำของวง และในปี 2015 มายด์ได้สัมผัสพลังนั้นเป็นครั้งแรกที่คอนเสิร์ตซึ่งจัดขึ้นย่านประตูน้ำ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอรู้สึกว่าโลกของการดูคอนเสิร์ตกว้างกว่าที่เคยคิดไว้มาก

 

มายด์เล่าว่าสิ่งที่ทำให้คืนนั้น เปิดโลก ไม่ใช่แค่ดนตรีบนเวที แต่คือพลังของผู้ชมรอบตัว ทั้งการเซิร์ฟคน การโยนตัวไปตามจังหวะ และโมเมนต์ที่คนแปลกหน้าซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลับพร้อมใจกันดูแลกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่คอนเสิร์ตครั้งนั้นเธอไปคนเดียว ในช่วงที่เพิ่งย้ายมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ และยังไม่มีเพื่อนที่ฟังเพลงแนวเดียวกัน แต่แทนที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว มันกลับกลายเป็นคืนที่สนุกและอิสระอย่างคาดไม่ถึง และหลังจากวันนั้น มายด์ก็รู้ตัวทันทีว่าเธอหลงรักการดูคอนเสิร์ตเข้าแล้ว

 

The post 4 HOURS LIFE with WJMILD กับวันว่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในคอนเสิร์ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Omakase Test: พิสูจน์เคมีคู่เดตให้รู้เรื่องใน 2 ชั่วโมง ด้วยโอมากาเสะ https://thestandard.co/life/omakase-date-chemistry-test/ Wed, 25 Feb 2026 03:44:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1181497 ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต

หลายคนบอกว่าอยากรู้จักใครให้ลองไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกั […]

The post Omakase Test: พิสูจน์เคมีคู่เดตให้รู้เรื่องใน 2 ชั่วโมง ด้วยโอมากาเสะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต

หลายคนบอกว่าอยากรู้จักใครให้ลองไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน แต่ในทุกวันนี้โลกของความสัมพันธ์ที่หมุนไวขึ้นทุกวัน เราอาจไม่ต้องรอถึงทริปยาวๆ เพราะแค่การนั่งสบตากันหน้าบาร์ไม้ฮิโนกิสัก 2 ชั่วโมง ในบรรยากาศที่ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างประณีตอย่าง ‘โอมากาเสะ’ ก็อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจวัดเคมีและความเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

 

สำหรับเราแล้ว โอมากาเสะจึงไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่มันคือการสร้างพื้นที่จำลองของความสัมพันธ์ ภายใต้แสงไฟนวลตาและช่วงเวลาของมื้ออาหารที่เชฟเป็นผู้กำหนด เราจะได้เห็นตัวตนของอีกฝ่ายผ่านรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่ความใส่ใจเรื่องสิ่งที่เราทานไม่ได้ก่อนเริ่มจองโต๊ะ ไปจนถึงวิธีที่เขารับมือกับความเงียบในพื้นที่ที่หลบสายตากันไม่ได้

 

และยังรวมถึงวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนรอบข้างในช่วงที่ต้องรอคำถัดไป เพราะในความสัมพันธ์ที่ดีไม่ควรทำให้ใครต้องเดา และต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกตัวเล็กลง แม้ในมื้ออาหารที่หรูหราที่สุดก็ตาม หากจบคอร์สแล้วบทสนทนายังลื่นไหลจนลืมมองนาฬิกา คุณอาจกำลังพบความสัมพันธ์ที่รสชาติกลมกล่อม ยิ่งกว่าอูนิคำสุดท้ายที่เพิ่งทานหมดไป

 

LIFE เลยคัด 5 ร้านโอมากาเสะที่แตกต่างทั้งบรรยากาศและเรื่องราว มาให้คุณเลือกใช้เป็นพื้นที่เช็กเคมีในเดตถัดไป

 

ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต 1

 

Sushi Masato

 

หนึ่งในตำนานโอมากาเสะของกรุงเทพฯ ที่ได้รับมิชลินสตาร์ และถูกพูดถึงในฐานะร้านซูชิระดับแถวหน้าของวงการมาอย่างยาวนาน โดยเชฟมาซาโตะ ชิมิสุ ผู้ยึดมั่นในศาสตร์ซูชิสไตล์ Edomae สไตล์เก่าดั้งเดิมอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การบ่มปลา การปรับอุณหภูมิข้าว ไปจนถึงจังหวะการเสิร์ฟที่คำนวณมาอย่างแม่นยำ

 

วัตถุดิบส่วนใหญ่ส่งตรงจากตลาดปลาในญี่ปุ่นตามฤดูกาล คอร์สโอมากาเสะจึงถูกจัดเรียงลำดับรสชาติอย่างละเอียด ทุกคำเน้นความสมดุลระหว่างปลาและข้าวในแบบที่เรียบง่าย และกลายเป็นหมุดหมายของคนที่อยากสัมผัสโอมากาเสะแบบจริงจังในไทย

 

บรรยากาศของร้านค่อนข้างเงียบ มีความเป็นส่วนตัวสูง เคาน์เตอร์ขนาดเล็กทำให้ทุกที่นั่งใกล้ชิดกับเชฟและทุกขั้นตอนของการรังสรรค์อาหาร เป็นร้านที่ไม่เน้นความหวือหวา เน้นความนิ่ง ความแม่นยำ และความตั้งใจในทุกองค์ประกอบ

 

เหมาะกับเดตที่อยากได้ประสบการณ์โอมากาเสะระดับตำนาน และบทสนทนาที่จริงจังในพื้นที่ที่สงบและโฟกัสกับสิ่งตรงหน้า

 

Address: ซอยสุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี 1)

Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ มื้อกลางวันเวลา 12.00 น. / มื้อค่ำเวลา 17.00 น. / 19.30 น.

Contact: Sushi Masato

Budget: เริ่มต้น 4,000++ บาทต่อคน

 

ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต 2

 

Umi

 

อีกหนึ่งในร้านโอมากาเสะที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน และมีฐานลูกค้าประจำชัดเจน ซึ่งเป็นร้านที่หลายคนรู้จักในฐานะจุดเริ่มต้นของการทำความรู้จักโอมากาเสะของไทย

 

เชฟเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล โดยเน้นความสดและความสมดุลของรสชาติในทุกคำ คอร์สถูกจัดเรียงอย่างเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป แต่ยังคงความละเมียดในแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ทำให้เป็นร้านที่ทั้งมือใหม่และคนที่คุ้นเคยกับโอมากาเสะอยู่แล้วสามารถนั่งทานได้อย่างสบายใจ

 

ด้วยบรรยากาศของร้านให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเองมากกว่าความเคร่งขรึม ตัวเคาน์เตอร์ไม่ใหญ่ ทำให้เกิดบทสนทนาได้ง่าย และไม่กดดันจนเกินไปสำหรับเดตแรก

 

ก็เหมาะกับคู่เดตที่อยากเช็กเคมีในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย แต่ยังได้มาตรฐานโอมากาเสะที่ไว้ใจได้

 

Address: มี 2 สาขา ที่ Gaysorn Village และ Velaa Sindhorn Village

Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 12.00-14.00 น. / 17.30-19.30 น.

Contact: Umi

Budget: เริ่มต้น 3,800++ บาทต่อคน

 

ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต 3

 

Sushi Ichizu

 

เชฟเลือกใช้วัตถุดิบในสไตล์โอมากาเสะญี่ปุ่นแท้แบบ Edomae สไตล์เก่าดั้งเดิม โดยเสิร์ฟคอร์สซูชิที่เปลี่ยนตามฤดูกาลและเลือกวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่น เช่น Uni จากฮอกไกโดหรือปลาทูน่าคัดพิเศษ และมีตัวเลือกทั้ง Nigiri Course, Mini Omakase และ Full Omakase ที่ระดับสูงกว่าเดิม

 

บรรยากาศของร้านออกแบบให้รู้สึกเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ด้วยสไตล์ญี่ปุ่นแบบมินิมอลและเคาน์เตอร์ที่ไม่ใหญ่ ทำให้เป็นหนึ่งในร้านโอมากาเสะที่ได้รับคำชมว่ามีทั้งคุณภาพวัตถุดิบและการบริการที่ดี ซึ่งต้องจองล่วงหน้าเสมอเพราะจำนวนที่นั่งมีจำกัด

 

เหมาะกับเดตที่อยากได้ประสบการณ์พิเศษของโอมากาเสะที่สงบและละเมียดละไมแบบญี่ปุ่นแท้

 

Address: ซอยเพชรบุรี 38/1 (ท้ายซอยสุขุมวิท 39)

Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ มื้อกลางวันเวลา 12.00 น. / 13.00 น. / มื้อค่ำเวลา 17.30 น. / 19.30 น. / 20.00 น.

Contact: Sushi Ichizu

Budget: เริ่มต้น 2,500++ บาทต่อคน

 

ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต 4

 

Sushi Saryu

 

โอมากาเสะระดับพรีเมียมที่ได้รับการแนะนำใน Michelin Guide ของกรุงเทพฯ เชฟ Seiji Sudo จะรังสรรค์ คอร์สโอมากาเสะประมาณ 15 คำ พร้อมวัตถุดิบส่งตรงจากตลาดปลาโทโยสุในโตเกียว

 

บรรยากาศของร้านออกแบบให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและมินิมอล ด้วยเคาน์เตอร์ไม้ฮิโนกิที่เชฟทำอาหารตรงหน้าแขก ทำให้ทุกคำสัมผัสได้ทั้งรสชาติและความตั้งใจของผู้เสิร์ฟ โดยมีที่นั่งจำกัดเพียง 6-8 คนต่อรอบเท่านั้น ดังนั้นการจองล่วงหน้าจึงสำคัญมาก

 

Address: ชั้น G, Kronos Building Sathorn

Open: เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 18.00-22:00 น.

Contact: Sushi Saryu

Budget: เริ่มต้น 8,000++ บาทต่อคน

 

ภาพประกอบร้านโอมากาเสะทั้ง 5 แห่งที่แนะนำในบทความ เพื่อพิสูจน์เคมีคู่เดต 5

 

Sushi Zo

 

ร้านโอมากาเสะที่โดดเด่นในแนวคิด Ittaikan หรือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างอาหารทะเลและข้าวซูชิ ให้ทั้งสององค์ประกอบกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ที่ก่อตั้งโดยเชฟ เคอิโซ เซกิ ชาวโอซาก้า นำเสนอซูชิแบบเอโดะมาเอะจากโตเกียว ก่อนเดินทางไปเปิดสาขาแรกที่ลอสแอนเจลิส และได้รับการการันตีด้วย มิชลินสตาร์ 2 ดวง จากลอสแอนเจลิส ปี 2009 และนิวยอร์ก ปี 2016

 

โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของซูชิแบบเอโดะมาเอะไว้อย่างชัดเจน ทั้งในลำดับคอร์ส รสชาติ และจังหวะของมื้ออาหาร เหมาะกับเดตที่อยากสัมผัสโอมากาเสะแบบจริงจัง

 

ในบรรยากาศที่เน้นรายละเอียดและความตั้งใจในทุกคำ

 

Address: ชั้น G, Athenee Tower

Open: เปิดทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 12:00 น. / 17:30 น. / 19.30 น.

Contact: Sushi Zo

Budget: เริ่มต้น 7,000++ บาทต่อคน

 

ภาพ: Courtesy of the restaurant

The post Omakase Test: พิสูจน์เคมีคู่เดตให้รู้เรื่องใน 2 ชั่วโมง ด้วยโอมากาเสะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Aether รูฟท็อปใหม่ละแวกสีลม เล่าเรื่องค่ำคืนผ่านดีไซน์และค็อกเทลแบบ Progressive https://thestandard.co/life/aether-rooftop-bar-silom-cocktail/ Tue, 24 Feb 2026 10:38:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1181379 บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก

ถ้าเอ่ยถึง Rooftop Bar นาทีนี้ไม่มีที่ไหนฮอตไปกว่า ‘Aet […]

The post Aether รูฟท็อปใหม่ละแวกสีลม เล่าเรื่องค่ำคืนผ่านดีไซน์และค็อกเทลแบบ Progressive appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก

ถ้าเอ่ยถึง Rooftop Bar นาทีนี้ไม่มีที่ไหนฮอตไปกว่า ‘Aether’ บาร์ชั้นสูงสุดของตึก Central Park Offices ที่มอบวิวเมืองแบบ 360 องศา มองเห็นทั้งเส้นขอบฟ้าและผืนเขียวของสวนลุมพินี นี่คือโปรเจกต์ล่าสุดของ Watermelon Group ที่ตั้งใจนิยามคำว่า Rooftop ใหม่ ครบเครื่องทั้งงานดีไซน์ บรรยากาศ แสงดี ไปจนถึงดริงก์ค็อกเทล

 

บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก 1บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก 2

 

The Vibe

 

‘Aether’ (อีเธอร์) มาจากชื่อของเทพเจ้าแห่งแสงและชั้นบรรยากาศในตำนานกรีก โดย Watermelon Group หยิบเอามาเป็นแรงบันดาลใจก่อนถ่ายทอดลงมาเป็นบาร์บนชั้นดาดฟ้ากึ่งเลานจ์กึ่งฟลอร์เต้นรำที่เล่นกับแสง เสียง และดีไซน์แบบฟิวเจอริสติก ลำโพงสีเงินขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านราวกับประติมากรรมล้ำยุค เฟอร์นิเจอร์เรียบหรูแต่ชวนให้นั่งยาวๆ ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้พาอารมณ์ค่อยๆ ไต่ระดับเหมือนการเคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศ

 

แสงคือองค์ประกอบสำคัญของที่นี่ ไล่เฉดไปตามช่วงเวลา ตั้งแต่ช่วงเย็นที่ให้ฟีลอบอุ่นโทนส้มอมชมพูของแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก่อนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นส้มแสดตัดกับท้องฟ้าสีดำสนิทโดยมีฉากหลังเป็นกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน

 

บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก 3

 

The Taste

 

สำหรับเครื่องดื่ม มีทั้งเมนูทั่วไปอย่างไวน์ แชมเปญ ไปจนถึงค็อกเทลสูตรพิเศษที่ได้ ‘เดปป์-นพป์เศรษฐ์ หิรัญวาทิต’ Head Bartender จาก Rabbit Hole มาดูแลให้ โดยเน้นไปแนว Progressive ที่ให้ความสำคัญกับศาสตร์และศิลป์ของการผสมเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการกลั่น การควบคุมอุณหภูมิอย่างละเอียดแม่นยำ ไปจนถึงการสกัดรสจากวัตถุดิบเพื่อดึงคาแรกเตอร์ที่ชัดที่สุดออกมา ทุกขั้นตอนถูกคิดมาเพื่อให้ค็อกเทลแต่ละแก้วมีโครงสร้าง มีชั้นเชิง และมีจังหวะของตัวเอง

 

เมนูถูกออกแบบให้เล่าเรื่องเป็น 3 ลำดับ ราวกับการค่อยๆ เคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศของค่ำคืน เริ่มต้นที่ Ground State จุดตั้งต้นของอารมณ์ ดริงก์แนะนำในหมวดนี้คือ ‘Awaken.ing’ ที่ใช้เทคนิคการหมักและการรมควันเป็นแกนหลัก กลิ่นสมุนไพรลอยชัดแต่ไม่รบกวน รสสัมผัสนุ่มลึก ค่อยๆ ปลุกประสาทรับรสให้ตื่นขึ้นอย่างสุขุม เหมาะกับช่วงหัวค่ำที่บทสนทนายังไหลอย่างสบาย

 

จากนั้นไต่ระดับขึ้นมาหน่อย ‘City Flora’ เป็นตัวแทนของช่วง Transcend ช่วงเวลาที่พลังงานเริ่มขยับ ดอกไม้และความสดใสของซิตรัสช่วยเพิ่มความสนุกและคึกคักโดยยังไม่ทิ้งความละเมียดละไม

 

ปิดท้ายด้วย Exosphere.Beyond บทสรุปที่นิ่งและสง่างาม ดริงก์แนะนำในหมวดนี้ คือ ‘AETHERIA’ มาในโทนดอกไม้บางเบา สะอาด และสมดุล ราวกับปล่อยให้ทุกอย่างค่อยๆ คลี่คลาย เหลือเพียงความรู้สึกเบาสบายที่ติดปลายลิ้น

 

บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก 4บรรยากาศ Aether รูฟท็อปบาร์ใหม่ย่านสีลม พร้อมค็อกเทลสร้างสรรค์และการออกแบบสไตล์ฟิวเจอริสติก 5

 

Good for…

 

ใครที่เบื่อรูฟท็อปแบบเดิมๆ และอยากได้ประสบการณ์ที่มากกว่าวิวสวย ลองเอา Aether เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ที่นี่ตอบโจทย์ทั้งสายดีไซน์และสายค็อกเทลที่ชอบดื่มแบบมีโครงสร้าง เมนูถูกออกแบบเป็นลำดับอารมณ์ตั้งแต่เบาไปหนัก ทำให้การนั่งดื่มมีจังหวะ ไม่เร่งรีบ จะมานั่งชมวิวช่วงพระอาทิตย์ตก หรือจะมาสนุกช่วง Deep House ก็ได้ทั้งนั้น ด้วยทำเลบนชั้น 44 ของ Central Park Offices ที่นี่เหมาะทั้งสำหรับเดตแบบมีสไตล์ แฮงเอาต์กับเพื่อนหลังเลิกงาน หรือโอกาสพิเศษอย่างวันเกิดและคืนเคานต์ดาวน์

 

ใครที่มองหา Night Out แบบมีบาลานซ์ระหว่างวิว ดนตรี และรสชาติในแก้ว ÆTHER คืออีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ของสีลมที่ควรลองสักครั้ง

 

Aether BKK

 

Location: ชั้น 44 Central Park Offices

Open: ทุกวัน เวลา 17.00-02.00 น.

Budget: เริ่มต้น 500 – 1,000 บาทต่อคน

Facebook: https://www.facebook.com/AetherBKK.Official

Instagram: https://www.instagram.com/aether_bkk

Website: https://www.aetherbkk.com

Map: https://maps.app.goo.gl/X8AcS2zJHR3fDKmp6

 

 

ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา, Aether

The post Aether รูฟท็อปใหม่ละแวกสีลม เล่าเรื่องค่ำคืนผ่านดีไซน์และค็อกเทลแบบ Progressive appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hiori เทปันยากิญี่ปุ่น เสิร์ฟวากิวฮิตาชิพร้อมสาเกสูตรพิเศษของที่นี่ https://thestandard.co/life/hiori-teppanyaki-wagyu/ Mon, 23 Feb 2026 00:57:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1180828 ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าร้านเทปันยากิส่วนใหญ่จะเน้นที่ความเล่ […]

The post Hiori เทปันยากิญี่ปุ่น เสิร์ฟวากิวฮิตาชิพร้อมสาเกสูตรพิเศษของที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ

ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าร้านเทปันยากิส่วนใหญ่จะเน้นที่ความเล่นใหญ่ หรือการโชว์หน้าเตา มากกว่ารสชาติและวัตถุดิบ ต้องบอกว่าเทปันยากิที่ Hiori โรงแรมอมัน นายเลิศ กรุงเทพ จะอยู่ขั้วตรงข้ามกันเลย เพราะเทปันยากิของ Hiori มาในแนวคุมไฟ คุมเวลา และใช้วัตถุดิบที่ดี เพื่อสร้างบาลานซ์ที่ลงตัวระหว่างสามองค์ประกอบที่เล่าไป

 

ซึ่งเราค่อนข้างชอบเทปันยากิที่มาในสไตล์นี้มากกว่าความเอะอะหน้าเตา เพราะเราสามารถชิมแต่ละเมนูได้ตามความเร็วของเรา โดยไม่ได้รู้สึกถูกกดดันให้ต้องกินหมดไวๆ และด้วยชื่อของ Hiori ที่แปลว่าการทอของเปลวไฟ ที่นี่จึงให้ความสำคัญกับความละเมียดละไม ที่เราสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของทีมเชฟได้อย่างเพลินตา

 

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 1

เชฟโยจิ คิตายามะ

 

The Vibe

 

Hiori ซ่อนตัวอยู่ในโซน Aman Club ที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ภายในร้านมีที่นั่งรอบเคาน์เตอร์ไม้ฮิโนกิจำนวน 14 ที่นั่ง ล้อมเตาย่าง 3 เตา ค่อนข้างใกล้ชิด ทำให้เรามองเห็นการทำงานของเชฟได้ทุกขั้นตอน ได้ยินเสียงเนื้อโดนกระทะร้อนๆ และมีกลิ่นหอมลอยมาเบาๆ ช่วยกระตุ้นต่อมความหิวได้เป็นอย่างดี

 

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 2

 

ส่วนการตกแต่งมาในสไตล์เรียบง่าย เน้นความน้อย นิ่ง มองไปเห็นวิวด้านนอกที่แสงตอนรอบ 18:30 น. จะสวยเป็นพิเศษ เราชอบที่บรรยากาศภายในร้านไม่เอะอะจนเกินไป ทำให้ยังสามารถพูดคุยกับเพื่อนที่ไปด้วยได้ หรือไม่ได้ถูกเร่งให้ต้องตื่นตัวตลอดเวลา

 

The Taste

 

แม้ร้านนี้จะเน้นเมนูประจำฤดูกาลของญี่ปุ่น แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นเทปันยากิตรงที่ใช้วัตถุดิบดี เทคนิคที่แม่นยำ และการปรุงที่ไม่หนักจนเกินไป หลายๆ อย่างภายในร้านทำขึ้นมาเอง ไม่ได้ใช้ของสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นมิโสะ ซอส หรือผักดอง ดังนั้นรสชาติที่ได้จึงค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่เจนจัดจนเกินไป ซึ่งก็เป็นสไตล์การทำอาหารเชฟโยจิ คิตายามะ ที่เน้นวัตถุดิบเป็นพระเอก

 

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 3

 

เทปันยากิของที่นี่จะมาเป็นคอร์สเรียกว่า Hiori Journey เริ่มจากจานเรียกน้ำย่อย 5 คอร์ส เราชอบคอนซูเม่วากิวที่จับคู่กับปลาและทรัฟเฟิล กับหอยเชลล์ฮอกไกโดกับครีมคาเวียร์ ส่วนจานหลักเลือกได้ว่าจะเป็น เนื้อวากิวฮิตาชิจังหวัดอิราบากิส่วนสันนอก ซอสกระเทียม ที่ไม่มันเลี่ยนจนเกินไป ได้ความหอมของเนื้อชัดเจน หรือสุกี้ยากี้ใช้เนื้อวากิวฮิตาชิส่วนริบอาย นำมาสไลด์บาง ยกมาพร้อมไข่ดิบ (หากใครอยากสั่งมากินพร้อมข้าวญี่ปุ่นก็ขอเพิ่มได้) หรือล็อบสเตอร์​แคนาดานำมาย่างเนยคิโนเมะหอมกรุ่น

 

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 4

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 5

 

หลังจากนั้นจะเป็นจานข้าวหรือคาร์บ เลือกได้ว่าจะเป็นข้าวผัดกระเทียม, ข้าวแกงกะหรี่ลิ้นวากิวตุ๋น หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวสำหรับคนไม่อยากกินข้าว เราเลือกข้าวแกงกระหรี่ที่รสชาติลงตัวทีเดียว ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างเค้กสตอวเบอรี่

 

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 6

ภาพรวมบรรยากาศภายในร้าน Hiori เทปันยากิ พร้อมเชฟกำลังปรุงวากิวฮิตาชิและเมนูพิเศษ 7

 

ส่วนใครเป็นสายดื่ม ที่นี่ยังมีค็อกเทลสูตรพิเศษสไตล์ญี่ปุ่นนำเสนอ ด้วยถึงสาเกหลากหลายตัว เช่น Kid Junmai Daiginjo จากจังหวัดวากายามะ ซึ่งผลิตพิเศษเพื่ออมัน นายเลิศ กรุงเทพ โดยเฉพาะ ส่วนเราลองเป็นแอลกอฮอลล์แพร์ริ่ง 4 แก้ว มีทั้งไวน์และสาเก เราว่ามันลงตัวนะ ช่วยชะล้างความมันเลี่ยนได้ดีเลย

 

Good for…

 

แน่นอนว่าเหมาะกับคนชอบเทปันยากิ แต่อยากได้ความเป็นส่วนตัว เน้นรสชาติ ฝีมือ และวัตถุดิบ มากกว่าความตื่นเต้นหวือหวา สามารถพูดคุยกับเพื่อนหรือเดทพิเศษได้ ใช้เวลาต่อรอบไม่นาน นั่นหมายความว่าคุณยังมีเวลาเหลือเฝือ สำหรับการออกไปดริ้งค์ต่อด้านนอก พร้อมฟังดนตรีที่ Aman Lounge ที่อยู่ติดกัน

 

Hiori

Location: ชั้น 19 Aman Nai Lert Bangkok ซอยสมคิด

Open: ดินเนอร์ ทุกวัน 17:30–23:00 น. / มื้อกลางวัน ศุกร์–เสาร์ 12:00–14:00 น.

Contact: [email protected]

Budget: คอร์ส Hiori Journey 8,900++ บาท/ท่าน Alcohol pairing 3,500++

 

 

The post Hiori เทปันยากิญี่ปุ่น เสิร์ฟวากิวฮิตาชิพร้อมสาเกสูตรพิเศษของที่นี่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง https://thestandard.co/life/save-deep-sleep/ Fri, 20 Feb 2026 08:57:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1180411 ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ

เผลอแปบๆ วันศุกร์อีกแล้ว และเย็นวันศุกร์มักมาคู่กับการด […]

The post ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ

เผลอแปบๆ วันศุกร์อีกแล้ว และเย็นวันศุกร์มักมาคู่กับการดื่ม!

 

ในยุคที่ผู้คนหันมาดูแลตัวเอง เราต่างรู้ดีกว่าแอลกอฮอล์เป็นศัตรูตัวฉกาจของการนอนหลับ แต่เราชาว LIFE ผู้เชื่อว่าสุขภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตต้องเคร่งครัดแบบไม้บรรทัด เพราะความสนุกเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลใจ คำถามคือ ถ้าคืนนี้อยากออกไปปาร์ตี้ อยากไปดื่มไปดริงก์กับเพื่อนฝูง เราจะดื่มอย่างไรไม่ให้ ‘การนอน’ ของเราพังไม่ท่า

 

จริงๆ แล้วหลายคนมีประสบการณ์เหมือนกัน คือ แม้จะดื่มเล็กน้อย แต่เช้าวันถัดมากลับตื่นมาไม่สดชื่น ตอนกลางคืนก็หลับๆ ตื่นๆ หรือฝันแปลกๆ ทั้งคืน หรือบางคนนอนนานแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักจริงๆ ทั้งที่เมื่อคืนดูเหมือนจะหลับเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ

 

ความจริงคือ แอลกอฮอล์อาจช่วยให้เราง่วงและหลับง่ายขึ้นในช่วงแรก แต่กลับเป็นตัวรบกวน ‘คุณภาพการนอนหลับ’ ในช่วงสำคัญที่สุดของคืน โดยเฉพาะช่วงหลับลึก (Deep Sleep) และช่วง REM Sleep ซึ่งเป็นเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง และสมองจัดการความทรงจำรวมถึงอารมณ์

 

ข่าวดีคือ ถ้าเรารู้จังหวะและวิธีดื่มให้เหมาะ ก็สามารถลดผลกระทบต่อการนอนได้มากกว่าที่คิด

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 1

 

ทำไมแอลกอฮอล์ถึงทำให้หลับไม่ลึก?

 

เวลาที่เราดื่มร่างกายจะเข้าสู่โหมด ‘กำจัดแอลกอฮอล์’ ทันที เพราะมันถูกมองว่าเป็นสารที่ต้องรีบจัดการ ส่งผลให้ร่างกายยังคงทำงานอยู่ในช่วงที่ควรพัก

 

ผลที่มักเกิดขึ้นคือ

 

  • ช่วงแรกอาจหลับเร็วขึ้น (เหมือนหลับง่าย)
  • แต่ช่วงครึ่งหลังของคืนมักตื่นง่ายขึ้น
  • ช่วงหลับลึก (Deep Sleep) มีแนวโน้มถูกรบกวน
  • REM Sleep มักถูกกดในช่วงแรก และบางคนอาจฝันชัดหรือฝันเยอะหลังฤทธิ์หมด
  • ตื่นกลางดึกง่ายขึ้น หัวใจเต้นแรงขึ้น เหงื่อออกมากขึ้น

 

หลายคนจึงรู้สึกว่า ‘หลับครบชั่วโมง แต่เหมือนไม่ได้พัก’

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 2

 

แล้วถ้าอยากดื่ม แต่ไม่อยากทำร้ายการนอน ควรทำอย่างไร?

 

1. ดื่มให้เร็วขึ้น ไม่ใช่ดื่มให้น้อยลงอย่างเดียว

 

หลายคนเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่ ‘ปริมาณ’ อย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว ‘เวลา’ สำคัญพอๆ กัน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากระบบ ถ้าเราดื่มชิดเวลานอนมากเท่าไร ร่างกายก็ยิ่งรบกวนการนอนมากเท่านั้น

 

ทริกง่ายๆ คือ พยายามหยุดดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปิดจ็อบก่อนถึงเวลาหลับจริง ฉะนั้น ถ้าเรารู้ว่าจะนอนเที่ยงคืน ก็ควรจบการดื่มประมาณ 20.30-21.00 น. เป็นอย่างน้อย

 

2. เลือก ‘ปริมาณที่พอดี’ แทนการดื่มจนเมา

 

แอลกอฮอล์ยิ่งมาก ยิ่งมีแนวโน้มรบกวน Deep Sleep และ REM Sleep มากขึ้น โดยทั่วไป บางคนดื่ม 1 ดริงก์อาจแทบไม่รู้สึกถึงผลกระทบมากนัก แต่เมื่อเพิ่มเป็น 2–3 ดริงก์ขึ้นไป คุณภาพการนอนมักเริ่มตกลงแบบรู้สึกได้ แนวคิดคือ ดื่มพอสนุก กรึ่มเล็กๆ พอ อย่าไต่ไปถึงจุดเมาหนัก เพราะยิ่งเมาหนัก ร่างกายก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้น แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปพักกัน

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 3

 

3. เลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้หลับยากกว่าเดิม

 

ไม่ใช่แอลกอฮอล์ทุกแบบส่งผลเท่ากัน แน่นอนว่าแอลกอฮอล์นั้นว่าร้ายแล้ว แต่ถ้ามีลูกสมุนอื่นที่รบกวนการนอนมากขึ้นยิ่งไปกันใหญ่ เช่น ค็อกเทลหวานจัด น้ำตาลสูง ทำให้ตื่นง่าย, เครื่องดื่มผสมคาเฟอีนอย่าง Espresso Martini ที่อาจทำให้หลับยากขึ้นไปอีก หรือลักษณะการดื่มหนักแบบรวดเร็ว จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักเต้นแรงตอนดึก ถ้าเลือกได้ เราแนะนำให้ดื่มเบาๆ เช่น Low-ABV Cocktail หรือไวน์แก้วเดียว มักเป็นมิตรกับการนอนมากกว่า

 

4. กินอะไรเล็กน้อยก่อนดื่ม ไม่ดื่มตอนท้องว่าง

 

การดื่มตอนท้องว่างทำให้แอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือดเร็ว ผลคือ เมาเร็ว หลับเร็ว แต่หลับไม่ดี การกินอะไรรองท้องก่อนดื่ม จะช่วยชะลอแอลกอลฮอล์เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งอาหารที่ช่วยได้ ก็อย่างเช่น โปรตีนเบาๆ ไขมันดีเล็กน้อย หรืออาหารไม่เผ็ดจัด และอย่ากินจนแน่นท้องเกินไป เพราะแทนที่จะชวนให้ร่างกายจัดระเบียบแอลกอฮอล์ได้ดีขึ้น กลับทำให้ร่างกายทำงานหนัก รบกวนการนอนยิ่งกว่าเดิม

 

5. ดื่มน้ำสลับไปด้วย

 

นี่ไม่ใช่แค่คำปลอบใจ แต่เป็นวิธีที่ช่วยร่างกายที่ง่ายและได้ผลที่สุด แอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และความขาดน้ำนี่เองที่ทำให้ตื่นมาเพลีย ปากแห้ง ปวดหัว ทริกง่ายๆ คือ แอลกอฮอล์ 1 แก้ว = น้ำ 1 แก้ว ช่วยให้หลับต่อได้ดีขึ้น และลดการตื่นกลางคืน

 

ภาพผู้คนกำลังสังสรรค์ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในยามค่ำคืน แต่ยังใส่ใจเรื่องคุณภาพการนอนหลับ 4

 

6. คืนนี้ดื่มแล้ว…เช้าวันรุ่งขึ้นแก้เกมอย่างไรดี?

 

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ลองช่วยร่างกายแบบนี้

 

  • รับแสงแดดตอนเช้าเพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพ
  • ดื่มน้ำมากขึ้น
  • งีบสั้นไม่เกิน 20 นาที
  • คืนถัดไปนอนให้พอ อย่าดื่มซ้ำติดกันหลายวัน

 

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าวันใดที่คุณอยากปาร์ตี้กับเพื่อน อยากออกไปดริงก์ที่ไม่กวนสุขภาพมากนัก ลองเอาวิธีการนี้ไปใช้ดู เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ เวลา ปริมาณ และความตั้งใจ ถ้าเรารู้จังหวะ รู้ขีดจำกัด และเลือกดูแลตัวเองระหว่างทางได้ คืนที่อยากชนแก้ว กับเช้าที่อยากตื่นมาสดใส…ก็อาจไปด้วยกันได้เหมือนกัน

 

ภาพ: Shutterstock, พรวลี จ้วงพุฒซา

The post ดื่มอย่างไรไม่ให้โดนขโมย ‘Deep Sleep’ เมื่อการดื่ม (อาจไม่) เท่ากับการนอนพัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Pinki’s Deli’ ร้านซาวโดวจ์ชิ้นใหญ่ไส้แน่นที่สายบรันช์ต้องมาซ้ำ https://thestandard.co/life/pinkis-deli-sourdough-brunch/ Fri, 20 Feb 2026 07:06:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1180357 ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน

ใครที่เป็นสาวก Sourdough ต้องเลิฟที่นี่ ‘Pinki’s Deli’ […]

The post ‘Pinki’s Deli’ ร้านซาวโดวจ์ชิ้นใหญ่ไส้แน่นที่สายบรันช์ต้องมาซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน

ใครที่เป็นสาวก Sourdough ต้องเลิฟที่นี่ ‘Pinki’s Deli’ ร้านขนมปังซาวโดวจ์ไส้แน่นอิ่มครบจบในมื้อเดียว ที่เพิ่งมาเปิดใหม่ในโครงการ Earth Ekamai

 

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 1ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 2ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 3

 

มาที่นี่เมนูที่พลาดไม่ได้เลยคือ ‘The Essential Platter (325 บาท)’ เซตรวมขนมปังซาวโดจน์ 3 แบบ เสิร์ฟพร้อมกับครีมชีสถึง 7 รสชาติในจานเดียว ซึ่งความสนุกอยู่ตรงที่เราสามารถจับคู่ครีมชีส ครีเอทรสชาติใหม่ๆ ในแบบฉบับของเราได้ หรือใครจะกินเดี่ยวๆ ก็อร่อยเหมือนกัน ซึ่งรสที่แนะนำให้ลอง ได้แก่ มิโสะทรัฟเฟิล, เมนไทโกะครีมชีส และบิสคอฟครีมชีส

 

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 1

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 4

 

นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอื่นๆ ที่ก็อร่อยและไส้แน่นมากๆ ไม่แพ้กัน เช่น ‘Brûlée Ham & Brie Melt (250 บาท)’ แซนด์วิชไส้แฮมและครีมชีสรสเค็ม ตัดกับรสหวานของคาราเมลที่กริลล์เคลือบมาด้านบนแผ่นขนมปังได้ลงตัวพอดี กัดเข้าไปแล้วกรอบมาก เมนูนี้เราชอบที่สุดเลย

 

เช่นเดียวกันกับ ‘The OG Melt (240 บาท)’ แซนด์วิชไส้ทูน่าที่มาพร้อมซอสเพสโต้และชีสฉ่ำๆ รวมถึงมีรสเปรี้ยวสดชื่นจากเลมอน ทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น

 

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 5

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 6ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 7

 

ปิดท้ายด้วยน้ำผลไม้สกัดเย็นดื่มคู่กัน อย่าง ‘Greens With Benefits (160 บาท)’ ใครที่ชอบกินเซอราลี่ต้องชอบเมนูนี้แน่นอน และ ‘Citrus Slay (150 บาท)’ น้ำส้มส ดื่มแล้วสดชื่นมาก ยิ่งกินคู่กันกับขนมปังแซนวิชซาวโดว์บอกเลยว่าเข้ากันสุดๆ

 

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 8

ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 9ภาพบรรยากาศร้าน Pinki's Deli และเมนูซาวโดวจ์ไส้แน่นน่ารับประทาน 10

 

 

Pinki’s Deli เปิดทุกวัน เวลา 07.15-16.00 น. ร้านตั้งอยู่ในโครงการ Earth Ekamai สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Pinki’s Deli

 

ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา, ภัณฑิลา วงษ์วรรณ

The post ‘Pinki’s Deli’ ร้านซาวโดวจ์ชิ้นใหญ่ไส้แน่นที่สายบรันช์ต้องมาซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ROAS+8RY คาเฟ่ใหม่ย่านทรงวาด จากบาริสต้าแชมป์โลก https://thestandard.co/life/roas8ry-cafe-song-wat-champion-barista/ Thu, 19 Feb 2026 00:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1179825 ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม

ท่ามกลางกระแสคาเฟ่เปิดใหม่ที่เกิดขึ้นแทบทุกเดือนในกรุงเ […]

The post ROAS+8RY คาเฟ่ใหม่ย่านทรงวาด จากบาริสต้าแชมป์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม

ท่ามกลางกระแสคาเฟ่เปิดใหม่ที่เกิดขึ้นแทบทุกเดือนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านทรงวาดที่กลายเป็นถนนของคนรักเครื่องดื่มและวัฒนธรรม แน่นอนว่ามีเพียงไม่กี่ร้านที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในคนในย่านได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิด

 

ROAS+8RY เป็นหนึ่งในคาเฟ่นั้น ด้วยชื่อที่หลายคนคุ้นเคยของ roast8ry ร้านกาแฟจากถนนนิมมาน จังหวัดเชียงใหม่ ที่เติบโตมาพร้อมเวทีการแข่งขันระดับโลก ต๋อง-อานนท์ ธิติประเสริฐ (ผู้ก่อตั้ง roast8ry) บาริสต้าคนไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โลกลาเต้อาร์ต และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในโลกที่ผ่านเวทีการแข่งขันระดับสูงสุดของวงการกาแฟมาแล้วถึง 3 รายการ

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 1

 

สำหรับคนที่ติดตามคาเฟ่นี้มาตั้งแต่ที่เชียงใหม่ จะรู้ว่าที่นี่ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ หลังจากคว้าแชมป์โลก เขาเริ่มเดินทางไปยังแหล่งปลูก ทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก คัดเลือกเมล็ดด้วยตัวเอง ก่อนนำกลับมาคั่วและชงในแบบที่สะท้อนตัวตนของเขา เมนูกาแฟที่นี่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม หากเป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ ทดลอง และสะสมประสบการณ์มาตลอดหลายปี แน่นอนว่าสำหรับสายคาเฟ่ฮอปปิ้ง ที่นี่คือจุดหมายใหม่โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปถึงเชียงใหม่

 

แน่นอนว่าการเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ที่ชื่อ ROAS+8RY มีเครื่องหมาย + เพิ่มขึ้นมา ต๋องได้เล่าให้เราฟังว่า “ + มันเกิดจากเส้นสี่เส้นตัดกันครับ ผมอยากให้เป็นตัวแทนของคนสี่กลุ่มที่ทำให้กาแฟหนึ่งแก้วเกิดขึ้น ได้แก่ ผู้ปลูก, ผู้คั่ว, บาริสต้า และคนดื่ม แนวคิดนี้สำหรับผมไม่ได้อยู่แค่ในชื่อนะครับ ผมอยากที่จะถ่ายทอดผ่านร้านของผม เพื่อย่นระยะทางระหว่างจากผู้ปลูกกาแฟกับลูกค้าให้ใกล้กันมากขึ้นครับ”

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 2ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 3

 

ซึ่งนิยามร้านผ่าน 3 หัวใจหลักที่ทำให้สาขานี้พิเศษกว่าที่อื่น

 

High-Quality Coffee: กาแฟระดับไฮเอนด์ที่เขาลงพื้นที่ไปคัดสรรและกระบวนการต่างๆ คู่กับโปรดิวเซอร์ชื่อดังระดับโลกด้วยตัวเอง

 

Champion Barista: แน่นอนว่าผมมีมาตรฐานการชงจากทีมบาริสต้าระดับโลก ที่กวาดรางวัลมาแล้วทุกเวที

 

Friendly Hospitality: ที่สำคัญคือการบริการที่อบอุ่นและเป็นกันเอง แม้เนื้อหาของกาแฟจะดูซีเรียสแต่ความรู้สึกของคนดื่มที่ได้กลับไปต้องผ่อนคลายและสนุก

 

และเหตุผลที่เขาเลือกทรงวาดแทนที่จะเป็นใจกลางเมืองหรือศูนย์การค้า เป็นเพราะเขาหลงรักวัฒนธรรมของทรงวาด ที่มีรอยต่อของคนรุ่นเก่า พวกเขายังคงใช้ชีวิตดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมความสร้างสรรค์

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 4

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 5

 

The Vibe

 

เช้าวันธรรมดาช่วง 11 โมง ที่เราแวะไปย่านอนุวงศ์-ทรงวาด มองจากด้านนอก ร้านอาจดูนิ่งและสุขุม ทว่าทันทีที่ก้าวเข้าไป สิ่งที่สัมผัสได้คือความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ในทุกรายละเอียด

 

พื้นที่ภายในถูกออกแบบโดยยังคงตัวอาคารคอนกรีตเดิมไว้ เสริมสเตนเลส ไม้ และกระจก เป็นองค์ประกอบหลัก โดยวางบาร์กาแฟไว้เป็นแกนกลางของร้าน ทำให้ไม่ว่าเราจะเลือกนั่งตรงไหนของชั้น 1 สายตาก็มักจะกลับมามองบาริสต้าที่กำลังรังสรรค์กาแฟ

 

ตัวร้านมีทั้งหมด 2 ชั้น พร้อมที่นั่งรองรับค่อนข้างเยอะพอสมควร ในแต่ละมุมเราจะเห็นลูกเล่นของแสงที่สะท้อนผ่านกระจก หรือพื้นผิวของวัสดุที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงสัญลักษณ์เครื่องหมาย ‘+’ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วร้าน ซึ่งทุกองค์ประกอบตั้งแต่การวางเลย์เอาต์ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนแนวคิดการบรรจบกันของคนทั้งสี่กลุ่ม อันประกอบไปด้วย ‘ไม้’ แทนผู้ปลูก ‘คอนกรีตสกัด’ แทนโรงคั่ว ‘สเตนเลส’ แทนบาริสต้า และ ‘กระจกเงา’ ที่เป็นตัวแทนเสียงสะท้อนจากลูกค้า

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 6

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 7

 

The Taste

 

เมื่อมาถึงถิ่นแชมป์โลกทั้งที เมนูที่ต้องสั่งคงหนีไม่พ้น UNICORN LATTE (250 บาท) ร้านใช้เทคนิคเดียวกับที่แชมป์ กาแฟคั่วเข้มที่รสชาติออกมานุ่ม กลมกล่อม และต่อเนื่อง กาแฟกับนมรวมกันอย่างพอดี ไม่มีส่วนไหนโดดออกมาเกินไป ยิ่งปล่อยให้กาแฟเริ่มเย็นลงก็ยังอร่อย เป็นแก้วที่ดื่มง่ายเลยไม่แปลกใจว่าทำไมแก้วนี้ถึงได้แชมป์

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 8

 

อีกแก้วที่เราได้ลองคือ Ice Long Black (140 บาท) กาแฟคั่วเข้มที่ให้รสสัมผัสต่างออกไปอย่างชัดเจน ด้วยโทนรสชาติที่สะอาด ไม่มีความขมไหม้แบบที่หลายคนคุ้นเคย และรสที่ติดลิ้นหลังจิบ ยังคงอบอวลอยู่ในปากอีกพักใหญ่หลังจากดื่มหมด

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 9

 

เราสั่ง Hot Flat White (150 บาท) กาแฟคั่วกลางอีกหนึ่งแก้ว กาแฟใส่นมที่ดูเรียบง่าย แต่ร้านใส่ใจรายละเอียด อย่างอุณหภูมิและการบาลานซ์ของนม ทำให้รสชาติออกมานุ่มนวลกว่าที่คาดไว้ เป็นแก้วที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องกาแฟลึกซึ้งก็สามารถสัมผัสถึงคุณภาพได้ทันที

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 10

นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์อีกหลายตัวให้ได้ลอง และที่นี่ยังมีคุกกี้ ที่ถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับรสของกาแฟแต่ละแหล่งปลูก อย่าง Earl Grey cookie ซอฟต์คุกกี้รสชาตินี้จะออกหวานหน่อย กินคู่กับกาแฟคือลงตัวเลย มีกลิ่นหอมของเบอร์กามอต ซึ่งเป็นหนึ่งในโน้ตสำคัญของกาแฟเกชาจากปานามา มีแมคคาเดเมียลูกโตให้เคี้ยวด้วย

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 11

 

ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 12 ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 13 ภาพบรรยากาศ ROAS+8RY คาเฟ่บาริสต้าแชมป์โลกย่านทรงวาด ทั้งการตกแต่ง เมนูกาแฟ และบรรยากาศโดยรวม 14

 

Good for

 

สายคาเฟ่ฮอปปิ้งที่ตามล่าหาคาเฟ่เปิดใหม่อยู่เสมอ ยิ่งร้านนี้ที่มีเรื่องราวมากกว่าความสวยงาม ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ควรแวะมาลองสักครั้ง ไม่ว่าคุณอยากจะลองลาเต้ที่ได้แชมป์โลก หรือคนที่ดื่มกาแฟดำประจำอยู่แล้ว เมื่อมาอยู่ในย่านทรงวาดที่เต็มไปด้วยร้านรุ่นใหม่ ก็ยิ่งกลายเป็นจุดเช็กอินที่แตกต่างออกไป ทำให้เราอยากกลับไปลองเมนูใหม่อยู่เรื่อยๆ

 

ROAS+8RY

Address: ถนนอนุวงศ์-ทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์

Open: เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09:00-18:00 น.

Contact: ROAS+8RY 

Budget: ราคา 120-500 บาทต่อคน

 

 

 

ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา, สัญญา จันทร์เทศ

The post ROAS+8RY คาเฟ่ใหม่ย่านทรงวาด จากบาริสต้าแชมป์โลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Noé Bar แชมเปญบาร์ไวบ์ดีในตึก 100 ปี ที่ตกแต่งด้วยกระเป๋าจาก Louis Vuitton https://thestandard.co/life/noe-bar-louis-vuitton/ Wed, 18 Feb 2026 06:20:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1179687 บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton

ช่วงนี้ละแวกเมืองเก่านั้นคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการมาข […]

The post Noé Bar แชมเปญบาร์ไวบ์ดีในตึก 100 ปี ที่ตกแต่งด้วยกระเป๋าจาก Louis Vuitton appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton

ช่วงนี้ละแวกเมืองเก่านั้นคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการมาของ Louis Vuitton Hotel ที่ทำให้ตึกเก่าอายุร้อยกว่าปีอย่างบ้านตรอกถั่วงอก กลายเป็นสถานที่เช็กอินที่ฮอตที่สุดในยามนี้ ทว่าสิ่งที่เราอยากแนะนำในวันนี้ไม่ใช่ป็อปอัปโฮเทลของแบรนด์ดัง หากแต่แชมเปญบาร์ไวบ์ดีบนชั้น 3 ที่ทำให้ไวบ์ของการดื่มการดริงก์ราวกับย้อนไปในยุค 30s

 

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 1บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 2

 

The Vibe

 

ด้วยความที่เป็นส่วนหนึ่งของ Louis Vuitton Hotel ทำให้บรรยากาศด้านในของ Noé Bar ถูกคุมโทนด้วยสีน้ำตาลเฉดเดียวกับแบรนด์ และเต็มไปด้วยของตกแต่งจากหลุยส์ วิตตอง โดยทางบาร์ได้นำแรงบันดาลใจของ Noé Bag ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นไอคอนิกมาเป็นแรงบันดาลใจหลักในการตกแต่ง

 

ย้อนกลับไปในปี 1932 Gaston Louis Vuitton ซึ่งดูแลแบรนด์ในขณะนั้น ได้รับออร์เดอร์พิเศษจากผู้ผลิตแชมเปญรายใหญ่ให้ช่วยออกแบบกระเป๋าสำหรับบรรจุขวดไวน์และแชมเปญเพื่อเป็นของขวัญ โดยมีข้อแม้ว่าต้องทนทาน หรูหรา สามารถใส่ขวดแนวตั้งได้หลายใบโดยที่ไม่แตก ตั้งแต่นั้นมากระเป๋ารุ่น Noé จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมกลายเป็นต้นแบบของกระเป๋าทรงบักเก็ตของวงการแฟชั่นยุคปัจจุบัน

 

ฉะนั้นอย่าแปลกใจ ถ้าเราจะเห็นกระเป๋าหลุยส์ รุ่น Noé อยู่ตามมุมต่างๆ ของร้าน ไม่ว่าจะเป็นผนัง วางไว้บนชั้นโชว์สวยๆ หรือแม้ตามเคาน์เตอร์บาร์ เพื่อให้คนที่มาดื่มมาดริงก์แวะไปลองหยิบลองจับกันได้ระหว่างรอเครื่องดื่ม รวมถึงมีประวัติและภาพโปสเตอร์ที่เกี่ยวกับหลุยส์ตกแต่งตอกย้ำบรรยากาศในยุค 30s เพิ่มขึ้นไปอีก

 

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 3

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 4

 

The Taste

 

Noé Bar เสิร์ฟเมนูเพียง 5 เมนู แบบไม่ซับซ้อนและจำไม่ยาก ได้แก่ Champagne, Cocktail, Tea, Coffee และ Mocktail โดยทุกเมนูยกเว้นแชมเปญคิดค้นสูตรและดูแลโดยทีมบาร์ของ Messengerservice ไว้ใจได้เลยทั้งเรื่องรสชาติและบริการ

 

ด้วยความที่ Noé Bag ถือกำเนิดมาจากกระเป๋าใส่ขวดแชมเปญ ทำให้เมนูเด่นของร้านหนีไม่พ้น Champagne by Glass (950++ บาท) ที่คุณสามารถสั่งมาจิบพลางชมกระเป๋าได้ โดยที่นี่ใช้ Ruinart Blanc de Blancs ซึ่งแชมเปญพรีเมียมจาก Maison Ruinart หนึ่งใน Champagne House ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

 

ตัวถัดมา Cocktail (580++) แก้วนี้เป็นส่วนผสมของจิน, เวอร์มุท, โอโลโรโซ เชอร์รี, สตรอว์เบอร์รี่ และบัลซามิก ให้ฟีลเรียบง่าย แต่หรูหรา มีความเซ็กซี่เล็กๆ เหมาะสำหรับคนชอบดื่มรสเข้ม ที่ไม่เข้มจนเกินไป

 

ส่วนใครที่ไม่ชอบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทางบาร์มีให้เลือก 3 เมนู ได้แก่ Mocktail (480++ บาท) ตัวนี้รสชาติเปรี้ยวอมหวาน ดื่มง่าย สดชื่น หอมกลิ่นผลไม้หน่อยๆ, Coffee (380++ บาท) ส่วนผสมของกาแฟเอสเปรสโซ ลิ้นจี่ ชาคอมมูฉะ และน้ำเชื่อม Orgeat เป็นกาแฟที่ดื่มเพลินกำลังดี และตัวสุดท้าย Tea (380+ บาท) ชาแก้วใสที่มีส่วนผสมของชาดำ พีช หญ้าแฝกหอม และดอกหอมหมื่นลี้ ดื่มแล้วหายร้อน หอมสดชื่นมาก

 

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 5

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 6

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 7

 

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 8

 

บรรยากาศภายใน Noé Bar แชมเปญบาร์ในตึกเก่าแก่ 100 ปี ตกแต่งด้วยกระเป๋า Louis Vuitton 9

 

Good for…

 

นอกจากเมนูหลักแล้ว นักดื่มทุกคนยังสามารถสั่งเครื่องดื่มจากเมนูเต็มของ Messengerservice ได้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็นนักดื่ม หรือนักอยากจะดื่มที่อยากแวะมา Louis Vuitton Hotel อยู่แล้ว หรืออยากลอง Messengerservice ในมู้ดของ Noé Bar สามารถแวะมาได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 มีนาคม 2569

 

Noé Bar

 

Location: ชั้น 3 บ้านตรอกถั่วงอก

Open: ตั้งแต่วันนี้ – 15 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 – 20.00 น. (จันทร์-พฤหัสบดี) และ 10.00 – 21.00 น. (ศุกร์-อาทิตย์)

 

 

อ่านเพิ่มเติม:

 

The post Noé Bar แชมเปญบาร์ไวบ์ดีในตึก 100 ปี ที่ตกแต่งด้วยกระเป๋าจาก Louis Vuitton appeared first on THE STANDARD.

]]>