LIFE | BODY & MIND – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/life-body-mind/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 26 Mar 2026 11:10:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หยุด Toxic Positivity และยอมรับว่า “บางวันก็แย่ได้” https://thestandard.co/life/stop-toxic-positivity/ Fri, 27 Mar 2026 01:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1191744 ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี

Toxic Positivity คือแนวคิดที่ผลักให้เราต้องคิดบวกไว้ก่อ […]

The post หยุด Toxic Positivity และยอมรับว่า “บางวันก็แย่ได้” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี

Toxic Positivity คือแนวคิดที่ผลักให้เราต้องคิดบวกไว้ก่อน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม แม้ในสถานการณ์ที่ยากหรือเจ็บปวดจริงๆ เชื่อว่าหลายคนอาจรู้ว่านี่มันฟังดูเหมือนเป็นพลังบวกก็จริงนะ แต่ทำไมมันกลับทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่มีพื้นที่สำหรับความเศร้า ความกลัว หรือความเหนื่อยเลย ทั้งๆ ที่อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้คือสิ่งที่สะท้อนว่าเรายังคงเป็นมนุษย์คนหนึ่งนะ พอต้องฝืนคิดบวกหรือมองโลกแง่ดีตลอดเวลา มันทำให้เราค่อยๆ ตัดขาดเราจากความรู้สึกจริงของตัวเอง แล้วทำไมเราไม่ลองหยุด Toxic Positivity และยอมรับว่า “บางวันก็แย่ได้” เพื่อให้เราได้รู้สึกกับตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

 

เวลาเราเหนื่อยๆ หรือรู้สึกท้อแท้ เมื่อเปิดหากำลังใจตามฟีดโซเชียล อาจพบว่ามันช่างเต็มไปด้วยคำแนะนำให้รู้สึกดีอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น
“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”​
“อย่าคิดมากเลย”
หรือ “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเหตุผลของมันแหละ”

 

แนวคิดเหล่านี้ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากความหวังดี ซึ่งต้องยอมรับว่าในบางสถานการณ์การมองโลกในแง่ดี และคิดในแง่บวกเข้าไว้ มันสามารถช่วยให้เราผ่านช่วงเวลายากๆ ไปได้จริง แต่เมื่อเราไปนิยามความคิดบวกให้กลายเป็นสิ่งเดียวที่ถูกต้อง (ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น

 

ข้อมูลจาก Medical News Today อธิบายเรื่องนี้ในทางจิตวิทยาว่า Toxic Positivity เป็นการพยายามรักษาความคิดเชิงบวกไว้ตลอดเวลา แม้ในสถานการณ์ที่ควรมีความรู้สึกด้านลบเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ความสูญเสีย ความผิดหวัง หรือความกลัว มันไม่ใช่แค่การมองโลกในแง่ดี แต่คือการไม่อนุญาตให้ตัวเองหรือคนอื่นรู้สึกในอีกด้านหนึ่งเลย

 

บางครั้งมันมาในรูปแบบที่ดูอ่อนโยน เช่น การบอกให้ใครสักคนที่กำลังเสียใจ
“อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็ผ่านไป”
หรือการรีบหามุมดีให้กับเหตุการณ์ที่ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจ แม้คำพูดเหล่านี้จะไม่ได้ตั้งใจทำร้าย แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกถูกมองข้าม เพราะแทนที่เราจะได้ถูกฟัง เรากลับถูกปรับอารมณ์ให้เข้ากับสิ่งที่ดูเหมาะสมมากกว่า

 

Psychology Today อธิบายว่า พฤติกรรมลักษณะนี้คือการหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธอารมณ์ด้านลบ ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้เราไม่สามารถประมวลผลความรู้สึกของตัวเองได้อย่างแท้จริง และเมื่ออารมณ์ไม่ได้ถูกเข้าใจ มันก็ไม่ได้หายไป การกดทับความรู้สึก เช่น ความเศร้าหรือความโกรธ อาจทำให้เกิดความเครียดสะสม และส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้ นี่คือเหตุผลที่หลายครั้ง เรารู้สึกเหนื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ หรือรู้สึกว่างเปล่าทั้งที่ชีวิตก็ไม่ได้มีปัญหาใหญ่ เพราะบางสิ่งในใจ ยังไม่ได้ถูกยอมรับตั้งแต่แรก

 

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Toxic Positivity ไม่ได้เกิดจากตัวเราเท่านั้น แต่มักถูกเสริมแรงจากสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในโลกโซเชียล ที่เต็มไปด้วยภาพของชีวิตที่ดูดีอยู่เสมอ เราจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่า ความรู้สึกด้านลบไม่ควรถูกแสดงออก และเริ่มกดมันไว้โดยอัตโนมัติ แต่ความจริงคือ อารมณ์ของมนุษย์ไม่เคยมีแค่ด้านเดียว ความเศร้าไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอ ความเหนื่อยไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว และวันที่ไม่โอเค ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราพัง

 

ในหลายเคส อารมณ์เหล่านี้คือสัญญาณที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่าอะไรสำคัญ อะไรเกินกำลัง หรืออะไรที่ควรถูกปรับเปลี่ยน การที่เรารู้จักให้พื้นที่กับความรู้สึกของตัวเอง จึงไม่ใช่การจมอยู่กับมัน แต่คือการรับรู้มันอย่างตรงไปตรงมา อาจไม่ต้องพยายามหาความหมายอะไรมากมาย ไม่ต้องรีบดีขึ้น ไม่ต้องอธิบายว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แค่ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น และปล่อยให้มันค่อยๆ ผ่านไปในจังหวะของมันเอง

 

เพราะการดูแลใจที่เวิร์กที่สุด อาจหมายถึงการที่เรายังอยู่กับตัวเองได้
แม้ในวันที่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น

 

ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 1ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 2ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 3ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 4ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 5ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 6ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 7ภาพประกอบแนวคิด Toxic Positivity และการยอมรับความรู้สึกด้านลบเพื่อสุขภาพจิตที่ดี 8

 

The post หยุด Toxic Positivity และยอมรับว่า “บางวันก็แย่ได้” appeared first on THE STANDARD.

]]>
Circadian Skincare รู้จักวิธีดูแลผิวตามนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย https://thestandard.co/life/circadian-rhythm-skincare/ Thu, 26 Mar 2026 02:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1191425 ภาพประกอบแนวคิด Circadian Skincare การดูแลผิวตามนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย

คำว่า Circadian Rhythm เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการ Wel […]

The post Circadian Skincare รู้จักวิธีดูแลผิวตามนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิด Circadian Skincare การดูแลผิวตามนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย

คำว่า Circadian Rhythm เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการ Wellness และ Beauty เพราะงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ร่างกายของเราไม่ได้ทำงานแบบสุ่ม แต่มีจังหวะเวลาที่ชัดเจนในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหลั่งฮอร์โมน อุณหภูมิร่างกาย หรือแม้แต่การซ่อมแซมเซลล์ผิว ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง

 

Harvard Medical School อธิบายว่า Circadian Rhythm คือระบบนาฬิกาภายในที่ควบคุมวงจร 24 ชั่วโมงของร่างกาย และเมื่อวงจรนี้สมดุล ระบบต่างๆ รวมถึงผิว ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางกลับกัน หากนอนดึก พักผ่อนไม่พอ หรือใช้ชีวิตไม่สอดคล้องกับจังหวะธรรมชาติของร่างกาย ผิวก็จะเริ่มแสดงสัญญาณ เช่น หมองคล้ำ แห้ง หรือเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ ผิวของเราไม่ได้มีหน้าที่เดียวตลอดทั้งวัน แต่เปลี่ยนบทบาทไปตามช่วงเวลา

 

ในตอนเช้า ผิวจะอยู่ในโหมดปกป้องตัวเอง

 

ผิวของเราจะปกป้องตัวเองจากสิ่งแวดล้อมในตอนเช้า ไม่ว่าจะเป็นแสง UV มลภาวะ หรือฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการใช้กันแดดและสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง Vitamin C จึงมีความสำคัญในช่วงนี้ เพราะมันช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ผิวรับมือกับโลกภายนอกได้ดีขึ้น

 

ช่วงกลางวันผิวทำหน้าที่เป็น Barrier


ผิวยังคงทำหน้าที่เป็น Barrier ปกป้องร่างกายอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องเข้าใจว่าระหว่างวันผิวก็เริ่มสูญเสียความชุ่มชื้นจากสภาพแวดล้อมไปเรื่อยๆ เช่นกัน ทำให้สกินแคร์ที่ช่วยเติมน้ำ เช่น Hyaluronic Acid หรือสเปรย์น้ำแร่ กลายเป็นตัวช่วยที่ทำให้ผิวไม่อ่อนล้าระหว่างวัน

 

ช่วงกลางคืนผิวเข้าโหมดซ่อมแซมและฟื้นฟู


เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน ผิวจะเปลี่ยนเข้าสู่โหมดซ่อมแซมและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ การไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้น และกระบวนการผลัดเซลล์ผิวทำงานสูงสุด งานวิจัยใน Journal Of Investigative Dermatology เคยชี้ว่า การแบ่งตัวของเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นมากในช่วงกลางคืน นี่จึงเป็นเหตุผลที่สกินแคร์อย่าง Retinol หรือส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟูผิวมักถูกแนะนำให้ใช้ในเวลาก่อนนอน

 

เมื่อเข้าใจจังหวะเหล่านี้ การดูแลผิวจึงไม่ใช่แค่การเลือกของที่ดี แต่คือการใช้ให้ตรงเวลา

 

สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การมีสกินแคร์ครบทุกขั้นตอน แต่คือการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพของตัวเองมากขึ้น เช่น การนอนให้เพียงพอ การลดแสงหน้าจอก่อนนอน หรือการออกไปเจอแสงแดดยามเช้า เพราะทั้งหมดนี้คือสกินแคร์จากภายในที่ทรงพลังที่สุด

The post Circadian Skincare รู้จักวิธีดูแลผิวตามนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Perplexity Health คืออะไร? เมื่อข้อมูลสุขภาพจาก Wearable และ AI ถูกใช้ร่วมกัน https://thestandard.co/life/perplexity-health-wearable-ai-data/ Thu, 26 Mar 2026 01:44:13 +0000 https://thestandard.co/life/perplexity-health-wearable-ai-data/ ภาพประกอบ Perplexity Health แสดงการผสานข้อมูลสุขภาพจาก Wearable และ AI เพื่อวิเคราะห์

สรุปให้ฟัง Perplexity Health คืออะไร? เมื่อ AI เริ่มเข้ […]

The post Perplexity Health คืออะไร? เมื่อข้อมูลสุขภาพจาก Wearable และ AI ถูกใช้ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ Perplexity Health แสดงการผสานข้อมูลสุขภาพจาก Wearable และ AI เพื่อวิเคราะห์

สรุปให้ฟัง Perplexity Health คืออะไร? เมื่อ AI เริ่มเข้ามาช่วยดูแลสุขภาพเราแบบเจาะลึกขึ้น

 

ช่วงนี้ต้องยอมรับว่ากระแสสุขภาพและ AI มาแรงมาก ล่าสุด Perplexity AI ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Perplexity Health ซึ่งรอบนี้ไม่ได้มาแค่ตอบคำถามทั่วไป แต่ขยับเข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น เพราะสามารถให้ข้อมูลที่ลึกขึ้น และเป็นส่วนบุคคลยิ่งขึ้น

 

Perplexity Health คืออะไร?

 

พูดให้เข้าใจง่าย นี่คือการทำให้ AI ฉลาดขึ้นด้วยการเชื่อมต่อ ข้อมูลสุขภาพจริงของเรา เข้ากับฐานข้อมูลการแพทย์ เพราะปกติเวลาเราถาม AI เรื่องสุขภาพ AI จะตอบแบบกว้างๆ เหมือนอ่านตำรามาตอบ หรือเป็นข้อมูลที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในโลกออนไลน์ แต่ตัวนี้จะเอาข้อมูลจากร่างกายเราจริงๆ มาช่วยวิเคราะห์เป็นคำตอบให้ อาศัยการประมวลข้อมูลจากแหล่งต่างๆ

 

แล้วทำอะไรได้บ้าง?

 

  • สามารถดึงข้อมูลจากนาฬิกา/แหวนอัจฉริยะ: ใครใส่ Apple Watch, Garmin Whoop หรือ Oura Ring ตัว AI สามารถดึงสถิติการนอน การก้าวเดิน การออกกำลังกาย หรืออัตราการเต้นหัวใจ ฯลฯ มาดูเทรนด์ได้เลย
  • อ่านผลแล็บ/ผลเลือด: โดยการอัปโหลดผลตรวจสุขภาพเข้าไป เพื่อให้ AI ช่วยสรุปศัพท์แพทย์ยากๆ หรืออธิบายว่าค่าต่างๆ ของเราอยู่ในเกณฑ์ไหน
  • ระบุที่มาของคำตอบ: จุดเด่นของ Perplexity คือจะไม่กล่าวอ้างลอยๆ แต่โชว์เลยว่าข้อมูลนี้เอามาจากวารสารการแพทย์เล่มไหน งานวิจัยอะไร เพื่อให้เรามั่นใจในระดับหนึ่งว่าไม่ได้คิดคำตอบขึ้นเอง มีความน่าเช่ือถือ

 

แต่สิ่งอย่าเพิ่งเชื่อในทุกอย่างที่ได้รับ

 

เพราะ Perplexity Health เน้นวิเคราะห์ ไม่ได้วินิจฉัย ไม่ได้มาแทนที่คุณหมอ แต่ช่วยสรุปข้อมูล ทำให้เราเห็นภาพรวมสุขภาพตัวเองชัดขึ้น เพื่อที่เราจะได้เอาข้อมูลชุดนี้ไปปรึกษาคุณหมอต่อไป

 

และสิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่องคือความเป็นส่วนตัว แม้ทางผู้พัฒนาได้ระบุว่าว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเข้ารหัสไว้ และไม่เอาไปใช้เทรน AI ต่อ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้

 

สำหรับเราแล้ว Perplexity Health จึงเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยให้เรารู้จักร่างกายดีขึ้น เข้าใจดาต้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เหมาะกับสาย Tech, สายสุขภาพ หรือสาย Performance ทางกีฬา ที่อยากได้เครื่องมือที่จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

The post Perplexity Health คืออะไร? เมื่อข้อมูลสุขภาพจาก Wearable และ AI ถูกใช้ร่วมกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Hermès Plein Air รองพื้นรุ่นแรกของเมซงที่มีเบสสกินแคร์สูงถึง 82% https://thestandard.co/life/hermes-plein-air-foundation-skincare/ Wed, 25 Mar 2026 06:38:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1191151 รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง

Hermès แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผล […]

The post รู้จัก Hermès Plein Air รองพื้นรุ่นแรกของเมซงที่มีเบสสกินแคร์สูงถึง 82% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง

Hermès แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตอานม้า (Saddlery)และเครื่องหนังมาตั้งแต่ปี 1837 ไม่เคยทำอะไรโดยไม่มีเหตุผล และการที่ Hermès ตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการรองพื้นเป็นครั้งแรกก็ไม่ต่างกัน ต้องยอมรับว่าตอนที่ทราบข่าวว่า Hermès จะเปิดตัวรองพื้นรุ่นแรก ความรู้สึกแรกคือตื่นเต้นมาก เพราะการก้าวเข้ามาในเกมเมกอัพของแบรนด์ระดับเมซงนั้นเป็นเรื่องสุดท้าทาย แต่ Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ก็พิสูจน์แล้วการรอคอยที่ยาวนานก็คุ้มค่าเสมอ

 

 
 

ภายใต้การดูแลของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Gregoris Pyrpylis รองพื้นขวดนี้ไม่ได้พยายามแข่งขันกับใคร แต่เลือกที่จะนิยามคำว่า ‘แมตต์’ ใหม่ทั้งหมด โดยทำให้เป็น Luminous Matte ที่ผิวยังมีมิติและดูมีชีวิตชีวา ไม่แห้งตึง ไม่ดร็อประหว่างวัน และไม่ทำให้ผิวดูแบน ด้วยเบสสกินแคร์สูงถึง 82% ผสาน White Mulberry Extract ที่ปกป้องผิวจากมลภาวะและฟื้นฟูความยืดหยุ่น, Hyaluronic Acid เติมความชุ่มชื้นตลอดวัน และ Niacinamide ที่ค่อยๆ ปรับผิวให้กระจ่างใสขึ้นเมื่อใช้สม่ำเสมอ

 

 
รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง 1
 

 

มีจุดเด่นจากส่วนผสมสกินแคร์สูงถึง 82%

 

จุดที่น่าสนใจที่สุดของสูตรรองพื้นรุ่นแรกคือการที่ Hermès เลือกให้สกินแคร์เป็นแกนหลัก โดยมีเบสสกินแคร์สูงถึง 82% และมีเม็ดสีเพียง 12% ซึ่งทำให้เนื้อสัมผัสบางเบาผิดคาด เกลี่ยลื่นและกลืนเข้ากับผิวในไม่กี่วินาที ให้ฟีลเหมือนมีผิวชั้นที่สอง (Second Skin Effect) มากกว่าจะรู้สึกว่ามีอะไรโปะทับอยู่บนหน้า

 

Hero Ingredient ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เสมอมาในหลายๆ ผลิตภัณฑ์คือ White Mulberry Extract หรือสารสกัดจากหม่อนขาว (Morus alba L.) ที่ทำหน้าที่เป็น Antioxidant ชั้นเลิศ ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะและฟื้นฟูความยืดหยุ่น ควบคู่กับ Hyaluronic Acid ที่เติมความชุ่มชื้นให้ผิวเราตลอดวัน และ Niacinamide ที่ค่อยๆ ปรับผิวให้กระจ่างใสขึ้นเมื่อใช้สม่ำเสมอ พอรวมกันแล้วรู้สึกได้เลยว่านี่คือรองพื้นที่มอบการดูแลผิวไปพร้อมๆ กันเป็นทีม หนึ่งสิ่งที่ต้องรู้ไว้ก่อนใช้คือ สัดส่วนสกินแคร์สูง เนื้อผลิตภัณฑ์จึงมีการแยกชั้นกันตามธรรมชาติ ก่อนใช้รองพื้นจึงต้องเขย่าขวดก่อนทุกครั้งด้วยนะ

 

 
รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง 2
 

 

15 เฉดสีที่เข้าใจผิวเอเชีย

 

รองพื้น Hermès ทำออกมาทั้งหมด 34 เฉดสี และสำหรับไทยกับตลาดเอเชียคัดมาแล้ว 15 เฉดที่ตอบโจทย์ที่สุด แบ่งตามอันเดอร์โทน Cool (C), Neutral (N) และ Warm (W) สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษคือโทน Neutral ที่บาลานซ์ระหว่างเม็ดสีชมพูและเหลืองได้อย่างลงตัว ไม่ทำให้หน้าเทาหรือดร็อปตลอดวัน ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายคนเจอกับรองพื้นราคาสูงบางเจ้าอยู่เหมือนกัน

 

ส่วนบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบโดย Pierre Hardy ก็ไม่น้อยหน้า ขวดแก้วทรงสี่เหลี่ยมตัดกับฝาโลหะประดับตรา ex-libris สีทอง วางบนโต๊ะเครื่องแป้งแล้วสวยมากจนเหมือนเป็นไอเท็มเก๋ๆ แต่งโต๊ะเครื่องแป้งได้เลย

 
รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง 3
 
 

จับคู่กับไพรเมอร์เพื่อที่สุดของความลงตัว

 

ถ้าอยากได้งานผิวที่โปรที่สุด Hermès แนะนำให้เริ่มด้วย Perfecting Primer ไพรเมอร์เนื้อฟลูอิดที่ช่วยคุมมันและเบลอรูขุมขนให้ดูซาติน (สำหรับสาวผิวแห้ง ลองลงเฉพาะ T-Zone ดูก่อน)

 
รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง 4
 

เก็บงานด้วย Le Perfecteur Brush แปรงทรงตัดเฉียงที่ได้แรงบันดาลใจจากกีบม้า ขนแปรงนุ่มไม่กินเนื้อรองพื้น เกลี่ยได้เนียนและประณีตกว่านิ้วมือชัดเจน

 

 
รองพื้น Hermès Plein Air Luminous Matte Skincare Foundation ขวดแก้วพร้อมฝาทอง 5
 

ราคา: Luminous Matte Skincare Foundation 4,900 บาท, Perfecting Primer 3,900 บาท, Le Perfecteur Brush 4,800 บาท ที่เคาน์เตอร์ Hermès Beauty ทุกสาขา

 

 

The post รู้จัก Hermès Plein Air รองพื้นรุ่นแรกของเมซงที่มีเบสสกินแคร์สูงถึง 82% appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ่นฟิตไม่ได้แปลว่าไร้โรค! 5 ความจริงที่หมอแอร์ หมอหัวใจและกีฬา อยากเตือนคนชอบออกโหมหนัก https://thestandard.co/life/longevity-lab-ep14-dr-air/ Wed, 25 Mar 2026 00:44:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1190929 หมอแอร์ นพ.อักกนิตย์ ศรีสุขวัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและกีฬา เตือนเรื่องโรคแฝงในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก

คนที่ภายนอกดูฟิตเปรี๊ยะ กล้ามแน่น ซ้อมวิ่งมาราธอนและดูแ […]

The post หุ่นฟิตไม่ได้แปลว่าไร้โรค! 5 ความจริงที่หมอแอร์ หมอหัวใจและกีฬา อยากเตือนคนชอบออกโหมหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอแอร์ นพ.อักกนิตย์ ศรีสุขวัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและกีฬา เตือนเรื่องโรคแฝงในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก

คนที่ภายนอกดูฟิตเปรี๊ยะ กล้ามแน่น ซ้อมวิ่งมาราธอนและดูแลตัวเองดีมาตลอด กลับล้มฟุบและเสียชีวิตกะทันหันขณะออกกำลังกาย นั่นเป็นเพราะสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องของความแข็งแรงภายนอก แต่มันคือ ‘โรคแฝง’ ที่ซ่อนลึกลงไปถึงระดับหลอดเลือด

 

 

 

Longevity Lab อีพีนี้ หมอแอร์-นพ.อักกนิตย์ ศรีสุขวัฒนา (ว.25403) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและกีฬา จะมาเจาะลึกถึงแก่นแท้ของความฟิต พร้อมแนะแนวทางการออกกำลังกายที่ถูกต้อง การฟังเสียงเตือนจากร่างกาย และการตรวจสุขภาพเชิงลึกที่สายแอ็กทีฟควรต้องทำเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน และนี่คือ 5 ความจริงที่สายออกกำลังกายจำเป็นต้องรู้

 

 
หมอแอร์ นพ.อักกนิตย์ ศรีสุขวัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและกีฬา เตือนเรื่องโรคแฝงในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก 1
  

 

1. ภายนอกดูฟิต ไม่ได้แปลว่าข้างใน ‘ไร้โรคแฝง’

 

“คนธรรมดาทั่วไป ถ้าไม่มีโรคหัวใจซ่อน ไปออกกำลังกายหนักมากๆ เต็มที่คือเป็นลม แต่คนที่มีโรคประจำตัว หลอดเลือดจะมี Plaque (คราบไขมัน) เยอะมากๆ 

 

การออกกำลังกายทำให้ความดันในหลอดเลือดสูงขึ้น Plaque ที่อักเสบหลุดไปอุดเส้นเลือด ทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะฉับพลันแล้วเสียชีวิตได้

 
หมอแอร์ นพ.อักกนิตย์ ศรีสุขวัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและกีฬา เตือนเรื่องโรคแฝงในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก 2
 

2. กฎ 600 นาที: ยิ่งออกโหมและนานเกินไป หัวใจยิ่งพัง

 

“เมื่อไรก็ตามเราออกกำลังกายเกิน 600 นาทีต่อสัปดาห์ต่อเนื่องกัน อันนี้มีโอกาสเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ บางส่วนทำให้หัวใจโตมากขึ้น โตในทางที่มันไม่ดี พออายุ 50-60 จะเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ กลุ่มนี้ทำให้เกิด Stroke ได้เลย”

 

3. คาร์ดิโอ Zone 2 คือพื้นฐานที่ห้ามละเลย

 

“ถ้าไปดูพีระมิดการออกกำลังกาย ฐานแรกคือ Aerobic Zone 2 ทำให้ได้ไมโทคอนเดรีย หัวใจแข็งแรง ไขมันลด ฐานต่อมาคือ Strength Training เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ ถัดมาคือ Balance/Flexibility พวกโยคะ และบนสุดคือ HIIT 

 

ถ้าบางคนชอบเล่นพิลาทิส โยคะ 4 วัน แต่ไม่มีคาร์ดิโอ ถือว่าเสียโอกาส เพราะคาร์ดิโอทำให้หัวใจ หลอดเลือดแข็งแรง ซึ่งเป็นหัวใจในการลด NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง)”

 

 
หมอแอร์ นพ.อักกนิตย์ ศรีสุขวัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและกีฬา เตือนเรื่องโรคแฝงในผู้ที่ออกกำลังกายหนัก 3
  

4. ค่า HRV ตกต่อเนื่อง สัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลัง Overtrain

 

“ถ้าเกิดว่าวันดีคืนดี HRV เราตกลง หมายความว่าระบบประสาทควบคุมความเครียด (Sympathetic Nervous System) มันทำงานได้มากกว่าปกติ ถ้าตกไปเรื่อยๆ แสดงว่าน่าจะมีปัญหาการวางตารางซ้อมหรือร่างกายฟื้นฟูไม่ทัน”

 

5. วัดความฟิตด้วย VO2 Max ต้องควบคู่กับ CT Calcium Score”

 

“การที่บอกว่าหัวใจแข็งแรง VO2 Max สูง ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีโรคซ่อนอยู่ การตรวจ CT Calcium Score เป็นการดูทางอ้อมว่าหลอดเลือดเรามีคราบไขมันหรือเปล่า มันช่วยชีวิตนักกีฬาได้เลย”

The post หุ่นฟิตไม่ได้แปลว่าไร้โรค! 5 ความจริงที่หมอแอร์ หมอหัวใจและกีฬา อยากเตือนคนชอบออกโหมหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิกัดใหม่ Happening Hair and Nail Spa ที่เน้นดูแลความงามแบบ Holistic ผสาน Longevity https://thestandard.co/life/happening-hair-nail-spa-holistic-longevity/ Tue, 24 Mar 2026 09:41:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1190713 ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม

ใครเคยเป็นขาประจำร้านทำเล็บสุดฮิตย่านทองหล่อ คงรู้จัก H […]

The post พิกัดใหม่ Happening Hair and Nail Spa ที่เน้นดูแลความงามแบบ Holistic ผสาน Longevity appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม

ใครเคยเป็นขาประจำร้านทำเล็บสุดฮิตย่านทองหล่อ คงรู้จัก Happening Hair and Nail Spa กันดี แต่ล่าสุดแบรนด์ที่อยู่คู่สาวๆ มากกว่า 12 ปี เพิ่งเปิดสาขาใหม่ที่สุขุมวิท 49 ในคอนเซ็ปต์ที่ครบกว่าเดิม ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ใช่แค่ทำเล็บสวยแล้วกลับ แต่คือประสบการณ์ดูแลตัวเองแบบ Holistic ที่รวมทั้งผม ผิว เล็บ และขนตาไว้ในที่เดียว และรวมจุดเด่นของแนวคิด Longevity มาผสานเข้ากับบริการความงามอย่างน่าสนใจ มาดูกันว่าที่นี่มีอะไรน่าลองบ้าง

 

ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม 1

 


WHAT IS IT?

 


ลองนึกภาพเดินเข้าไปในร้านแล้วได้กลิ่นอายของสปา ไม่ใช่ซาลอนทั่วไป นั่นคือสิ่งแรกที่จะรู้สึกได้เมื่อก้าวเข้า Happening Hair and Nail Spa สาขา Townhall สุขุมวิท 49 ซึ่งตั้งอยู่ใน Marriott Executive Apartments, Bangkok Townhall พื้นที่ถูกออกแบบให้โปร่ง สว่าง และสงบ มีกระจกสูงบานใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวสีเขียวจากต้นไม้ภายนอก ทำให้แม้จะอยู่กลางเมือง ก็รู้สึกเหมือนหลุดจากความวุ่นวายได้ชั่วขณะ บรรยากาศโดยรวมให้ฟีลสะอาด มินิมัล แต่อบอุ่น ไม่เคร่งเครียด เหมาะกับการมานั่งพักใจระหว่างดูแลตัวเองไปด้วย

 

ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม 2

 


HIGHLIGHT

 

จุดที่ทำให้สาขานี้ต่างจากสาขาอื่นคือแนวคิด Longevity ที่ถูกนำมาผสานเข้ากับบริการความงามอย่างชาญฉลาด หนึ่งในนั้นคือการนำ Himalayan Pink Salt มาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่และบริการ เพื่อช่วยสร้างสมดุล ขจัดสารพิษ และฟื้นบำรุงร่างกาย ซึ่งต้องบอกว่าไม่ค่อยเห็นบ่อยๆ ในร้านทำผมและเล็บทั่วไป

 

บริการที่มีให้เลือกครอบคลุมแทบทุก Zone ของร่างกาย ทั้งทรีตเมนต์ผมโดยใช้ผลิตภัณฑ์จาก Paul Mitchell แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านเส้นผมระดับโลก, บริการทำเล็บและสปามือเท้าด้วยยาทาเล็บเจลจาก Gelly Fit แบรนด์เกาหลีที่ขึ้นชื่อเรื่องสีสวยและความทนทาน รวมถึงบริการขนตาและแว็กซ์ที่ช่วยให้การดูแลตัวเองในทริปเดียวครบได้จริงๆ

 

ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม 3

 


TRY

 

ประสบการณ์ใช้บริการที่นี่โดดเด่นตรงที่ความละเมียดและความใส่ใจของทีมช่าง ไม่ว่าจะเป็น การทำเล็บเจลที่สีเรียบเนียน งานประณีตถูกใจสุดๆ หรือถ้าใครอยากดูแลเส้นผม ก็มีบริการหลากหลายไม่ว่าจะเป็น การทรีตเมนต์ผมที่พนักงานวิเคราะห์สภาพเส้นผมก่อนแนะนำโปรแกรมที่เหมาะสม หรือการทำสีที่ใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีและปลอดภัยต่อหนังศีรษะ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมของ Happening เองก็น่าใช้น่าลองมากๆ เพราะทำได้ดีไม่แพ้แบรนด์แฮร์แคร์ดังๆ เลย ทั้งกลิ่นและส่วนผสมที่ช่วยทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมได้อย่างดี

 

ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม 4

 


GOOD FOR

 

เหมาะมากสำหรับคนที่อยากใช้เวลาวันหยุดดูแลตัวเองแบบเต็มๆ ไม่ต้องวิ่งหลายที่ เพราะที่นี่จัดการได้ครบในเซสชันเดียว โลเคชันสุขุมวิท 49 เดินทางง่าย ทั้งรถยนต์และ BTS (ลงสถานีทองหล่อแล้วต่อรถ) และด้วยบรรยากาศที่ไม่จุกจิก ใครจะมาคนเดียว มากับเพื่อน หรือแฟน ก็ไม่รู้สึกแปลกเลย เพราะหนุ่มๆ ที่อยากดูแลตัวเองก็มาใช้บริการได้เช่นกัน นอกจากสาขาสุขุมวิท 49 แล้ว Happening ยังมีให้เลือกอีก 2 สาขา ได้แก่ สาขาดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 1 และ So Happening สาขาเอกมัย 12

 

 

ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม 6

ภาพภายใน Happening Hair and Nail Spa สาขาสุขุมวิท 49 แสดงบรรยากาศโปร่งสบาย เน้นการดูแลความงามแบบองค์รวม 5

 

 

​Location: Happening Hair and Nail Spa, Townhall (Sukhumvit 49)
Tel:
065 565 2462
Instagram: @happeninghairandnailspa

 

 

The post พิกัดใหม่ Happening Hair and Nail Spa ที่เน้นดูแลความงามแบบ Holistic ผสาน Longevity appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัวแล้ว! Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนแบบ High Precision Biostimulator ด้วยเทคโนโลยี P(LA-CL) จาก Aesthetics by Menarini Thailand [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/revitalise-biostimulator-collagen-menarini/ Tue, 24 Mar 2026 03:30:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1190169 ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand

Menarini บริษัทยาและเวชภัณฑ์ระดับโลกจากอิตาลี จัดงานเปิ […]

The post เปิดตัวแล้ว! Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนแบบ High Precision Biostimulator ด้วยเทคโนโลยี P(LA-CL) จาก Aesthetics by Menarini Thailand [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand

Menarini บริษัทยาและเวชภัณฑ์ระดับโลกจากอิตาลี จัดงานเปิดตัว ‘Revitalise – The Next Generation Biostimulator’ ตอบรับเทรนด์​ Natural Beauty หรือความงามอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ตะโกน และยั่งยืน ที่กำลังมาแรงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด Activate Beauty from Within ที่ชวนให้เรากลับมามองการดูแลผิวในมิติที่ลึกขึ้น ไม่ใช่แค่ผิวภายนอก แต่คือการเสริมสร้าง ‘โครงสร้างผิว’ ให้แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และแขกคนสำคัญในแวดวงความงามที่มาเข้าร่วมงาน

 

ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand 1

 

ภายในงานได้เปิดเผยความน่าสนใจของ Revitalise P(LA-CL) 

 

(Poly (L-lactide-co-ε-caprolactone))  นวัตกรรมฟื้นฟูผิวระดับโครงสร้าง ที่ผสาน 2 สารสำคัญอย่าง Poly L-Lactic Acid (PLLA) ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เสริมความกระชับให้ผิวแข็งแรง และ Polycaprolactone (PCL) เติมความยืดหยุ่นให้ผิวฟู เด้ง นุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกระตุ้นการทำงานของ Fibroblasts ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินอย่างต่อเนื่อง  ทำให้คุณภาพผิวค่อย ๆ ดีขึ้นจากภายใน และสะท้อนออกมาภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand 2

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ การพัฒนา Revitalise ให้เป็น High Precision Biostimulator ในรูปแบบ Solid Form ที่มีขนาดเล็กระดับเส้นผม โดยจุดเด่นคือความแม่นยำในการรักษา โดยจะอยู่เฉพาะในตำแหน่งที่ต้องการ ไม่ไหล ไม่กระจาย และไม่จับตัวเป็นก้อน ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและควบคุมได้ง่าย แพทย์สามารถออกแบบผลลัพธ์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคลอย่างละเอียด ผลลัพธ์เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรก และจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยสามารถคงอยู่ได้นานถึง ประมาณ 18 เดือน

 

 

 

ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand 3

 

Revitalise ยังตอบโจทย์การดูแลผิวในหลากหลายช่วงวัย ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการดูแลผิวเชิงป้องกันด้วยแนวคิด Collagen Banking หรือการสะสมคอลลาเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ ไปจนถึงผู้ที่ต้องการฟื้นฟูและซ่อมแซมโครงสร้างผิว เพื่อให้ผิวกลับมาดูสดใส แข็งแรง และมีชีวิตชีวามากขึ้น

 

ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand 4ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand 5

 

ปิดท้ายงานด้วยกิจกรรม Terrarium Workshop ที่ชวนให้ผู้เข้าร่วมใช้เวลากับรายละเอียดเล็ก ๆ ตรงหน้า ภายใต้บรรยากาศที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย เป็นภาพสะท้อนของแนวคิด Activate Beauty from Within ได้อย่างลงตัว ว่าความงามที่ยั่งยืน อาจไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่คือการค่อย ๆ ดูแล เติมเต็มจากภายในพร้อมเปล่งประกายสู่ภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ

 

ภาพงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนจาก Aesthetics by Menarini Thailand 6

The post เปิดตัวแล้ว! Revitalise นวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนแบบ High Precision Biostimulator ด้วยเทคโนโลยี P(LA-CL) จาก Aesthetics by Menarini Thailand [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCENT SELECTION: 10 น้ำหอมผู้หญิงที่เบาสบายเหมาะกับฤดูร้อน https://thestandard.co/life/10-women-perfume-summer/ Sun, 22 Mar 2026 06:20:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1189945 ภาพน้ำหอมผู้หญิง 10 ขวด จัดวางอย่างสวยงาม เหมาะสำหรับฤดูร้อน

ชี้เป้า 10 น้ำหอมผู้หญิงที่เหมาะกับฤดูร้อน เพราะไม่มีอะ […]

The post SCENT SELECTION: 10 น้ำหอมผู้หญิงที่เบาสบายเหมาะกับฤดูร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพน้ำหอมผู้หญิง 10 ขวด จัดวางอย่างสวยงาม เหมาะสำหรับฤดูร้อน

ชี้เป้า 10 น้ำหอมผู้หญิงที่เหมาะกับฤดูร้อน เพราะไม่มีอะไรแย่ไปกว่ากลิ่นหอมที่หนักจมูกและอบอ้าวเมื่ออากาศร้อนชื้น น้ำหอมฤดูร้อนที่ดีต้องเบาสบายพอที่จะไม่รู้สึกหนักอึดอัด แต่สดใสพอที่จะยังคงอยู่กับคุณตลอดวัน THE STANDARD LIFE จึงคัดสรรมา 10 น้ำหอมที่ผสานทั้งความสดชื่นของผลไม้ ความบริสุทธิ์ของดอกไม้สีขาว และความสว่างใสของโน้ตซิตรัส ที่ไม่เพียงแค่หอม แต่ยังเป็นตัวเลือกดีๆ ที่ช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวาแม้อากาศเมืองไทยจะร้อนระอุแค่ไหนก็ตาม

 

  • Glossier You Soie กลิ่นใหม่ล่าสุดที่จะทำให้คุณอยากจองทริปทันที เปิดด้วย กลิ่น Bergamot สดใสสดชื่น ตามด้วยหัวใจฟลอรัลครีมมี่แบบ Solar จาก Rice Milk, Tiare Water และ Evening Jasmine ปิดท้ายด้วยมัสก์อบอุ่น

 

  • Byredo Blanche Eau de Parfum ถ่ายทอดความหมายของสีขาวบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา เปิดด้วย Aldehyde, Pink Pepper และ White Rose เป็นแนวกลิ่นที่ให้ฟีลสะอาดสดชื่นเรียบง่ายแต่หรูหรา

 

  • Emporio Armani Power of You EDP กลิ่นหอมเอ็กโซติกที่ชวนหลงใหลสไตล์ Kendall Jenner ผสานเสาวรสฉ่ำสดชื่นเข้ากับวานิลลาหอมละมุนเย้ายวน มีเสน่ห์ได้ตั้งแต่กลางวันยันค่ำคืน 

 

  • Maison Margiela Replica Never-Ending Summer กลิ่นนี้ชวนให้นึกถึงฤดูร้อนบนชายฝั่ง Amalfi Coast หอมติดผิวราวกับแสงแดดที่อบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศเมดิเตอร์เรเนียนสุดชิล

 

  • Burberry My Burberry Blush EDP ได้แรงบันดาลใจจากเทรนช์โค้ตไอคอนิกของแบรนด์ เด่นด้วยกลิ่น Fruity Floral เพิ่มเสน่ห์สำหรับผู้หญิงที่ทันสมัยแต่คลาสสิก

 

  • OUAI Melrose Place EDP กลิ่นกุหลาบเบาบาง ได้แรงบันดาลใจจากย่านเท่ที่สุดใน LA ผสาน Champagne, Pink Peppercorn, Berry และ Lychee เปิดโน้ตบน หัวใจของ Peony, Rose, Freesia, Jasmine และ Bergamot 

 

  • DIOR Addict Purple Glow Eau De Parfum กลิ่นหอมที่ชวนหลงใหลสไตล์ลูกคุณหนู เด่นด้วยกลิ่นจากดอกไอริสทัสคานี เสริมด้วยราสเบอร์รี่หวานละมุน เหมาะกับสาวหวานที่อยากคงความน่ารักเอาไว้

 

  • Le Labo LAVANDE 31 กลิ่นลาเวนเดอร์ในมิติใหม่ที่คัดสรรดอกลาเวนเดอร์แบบตูมเพื่อสร้างมิติเข้มข้น ผสาน Bergamot และ Neroli เติมความสดชื่นบางเบา ได้ฟีลสไตล์คลาสสิกย้อนยุคที่ทั้งสะอาดและน่าค้นหา

 

  • YSL BEAUTY Libre Berry Crush EDP กลิ่น Fruity Floral สุดจัดจ้านที่ผสานความฉ่ำของราสเบอร์รี่เข้ากับ Lavender จากฝรั่งเศสและ Orange Blossom จากโมร็อกโก เหมาะกับสาวที่รักอิสระ

 

  • Marc Jacobs Daisy Murakami Limited Edition น้ำหอมคอลแล็บสุดพิเศษที่ผสานศิลปะดอกไม้ยิ้มสีสันจัดจ้านของ Murakami เข้ากับกลิ่นฟลอรัลนุ่มละมุนจากมะพร้าวและพีโอนีขาว กลิ่นหวานกำลังดี  

The post SCENT SELECTION: 10 น้ำหอมผู้หญิงที่เบาสบายเหมาะกับฤดูร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เข้าใจเรื่องผิวให้ลึกผ่านมุมมอง AA Signature By Allergan เพราะผิวสวยไม่ใช่แค่สกินแคร์ แต่ต้องดูแลทั้งระบบ https://thestandard.co/life/skin-care-360-allergan-beauty/ Fri, 20 Mar 2026 10:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1188779 ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย

ค่านิยามความเชื่อที่ว่า การดูแลผิวด้วยการใช้สกินแคร์อย่ […]

The post เข้าใจเรื่องผิวให้ลึกผ่านมุมมอง AA Signature By Allergan เพราะผิวสวยไม่ใช่แค่สกินแคร์ แต่ต้องดูแลทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย

ค่านิยามความเชื่อที่ว่า การดูแลผิวด้วยการใช้สกินแคร์อย่างสม่ำเสมอเพื่อปรนนิบัติและปลอบประโลมผิวด้วยความใส่ใจให้แลดูดีอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการดูแลสุภาพแบบมวลรวม ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ และเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นหลักปฏิบัติที่ถูกต้องแทบจะทุกองค์ประกอบ

 

อย่างไรก็ดี ลำพังแค่การดูแลผิวผ่านการใช้สกินแคร์ การทานอาหาร การใส่ใจสุขภาพ หรือการทำหัตถการ หากทำแค่ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” ผลลัพธ์ที่ปรากฏบนผิวของคุณก็อาจจะไม่ถูกใจและเป็นไปตามที่ต้องการเสมอไป

 

เพราะในความเป็นจริงแล้ว หากคุณใส่ใจที่จะดูแลผิวอย่างแท้จริง และมีจุดมุ่งหมายปลายทางที่ชัดเจน วิธีที่ดีที่สุดคือ “การดูแลอย่างรอบด้าน” ไม่ใช่แค่วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่หมายถึงทั้งหมด

 

เพราะผิวที่สวยจริง ยกกระชับ เห็นผลอยู่ได้ยาวนาน และเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ต้องการ ต้องการการใส่ใจที่มากกว่านั้น

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 1

 

การดูแลผิวแบบ 360° Beauty ต่างจากการดูแลผิวทั่วไปอย่างไร?

 

ที่ผ่านมา คนมักแยกปัญหาเรื่องผิว หรือประเด็นการดูแลผิวออกเป็นส่วน ๆ เป็นเรื่อง ๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อมีสิวก็จะมุ่งไปที่การรักษาสิวอย่างเดียว

 

หรือเมื่อผิวหน้าหมองคล้ำ มีจุดด่างดำไม่สม่ำเสมอปรากฏบนใบหน้า ก็มักจะมุ่งไปที่โซลูชันการทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสเพียงอย่างเดียว

 

ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ผิวคืออวัยวะที่มีเลเยอร์หลายชั้น ตั้งแต่โครงสร้างคอลลาเจน ชั้นไขมัน จนถึง Skin Barrier (ผิวชั้นนอก) ซึ่งหากเราดูแลผิวได้ไม่ครบวงจร ผลลัพธ์ของการมุ่งรักษาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือด้านใดด้านเดียวก็จะไม่ยั่งยืนนั่นเอง

 

นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ AA Signature By Allergan พัฒนาหลักคิดการดูแลผิวแบบ 360° Beauty ที่ไม่ได้มองผิวแค่บนพื้นผิว แต่มองลึกลงไปถึงโครงสร้างและระบบภายในแบบ 360 องศา ครอบคลุม 3 แกนหลักสำคัญ ประกอบไปด้วย

 

1. Structure : โครงสร้างผิวโดยรวม, ความแน่นกระชับ, คอลลาเจน และโครงสร้างใต้ผิว

 

2. Surface : ผิวในชั้นพื้นผิว ได้แก่ สีผิว, ความเรียบเนียน และรูขุมขน

 

3, System : การดูแลในเชิงระบบปัจจัยภายนอกที่ส่งผลโดยตรงกับเรื่องผิว เช่น การนอนหลับ, โภชนาการ, ฮอร์โมน และการจัดการความเครียด

 

เมื่อทั้งสามแกนทำงานสอดคล้องกัน และเราให้ความสำคัญกับ 360° Beauty อย่างรอบด้านมากเพียงพอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “สวยชั่วคราว” หรือดูดีแบบชั่วครู่ หากแต่คือผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงด้านผิวในทิศทางที่น่าพึงพอใจอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 2

 

Preventive is better than fixing ความเชื่อที่ผิด ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักเริ่มต้นดูแลผิวเมื่อมีปัญหาแทนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

 

คนส่วนใหญ่มักรอให้ผิวปรากฏปัญหา หรือส่งสัญญานความน่ากังวลมากกว่าลงมือป้องกันเพื่อดูแลก่อนจะเกิดปัญหา

 

ทั้ง ๆ ที่ในเชิงหลักคิดของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เราควรให้ความสำคัญกับการดูแลผิวตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงปัญหาไม่พึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันระวังตั้งตัว

 

และโดยหลักแล้ว อายุที่เหมาะสมที่เราควรจะตื่นตัวดูแลเรื่องผิวของตัวเองอย่างจริงจังคือช่วงอายุ “25 ปีขึ้นไป เนื่องจากช่วงวัยนี้จะเป็นช่วงเริ่มต้นที่ร่างกายของเราจะเริ่มสูญเสียคอลลาเจนปีละประมาณ 1%* ไปเรื่อย ๆ จนเสื่อมสภาพในที่สุด (หากไม่มีการดูแลอย่างจริงจัง คอลลาเจนก็จะเสื่อมจนทำให้ผิวหน้าไม่ตึงกระชับ จนหย่อนคล้อยและยากจะหวนกลับ)

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 3

 

ดังนั้น หลักคิดการดูแลผิวเชิงป้องกันแบบ Preventive Care จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญแต่เนิ่น ๆ โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดก่อน ซึ่งการใช้สกินบูสเตอร์ (Skin Booster) หรือการทำหัตถการฉีดสารบำรุง ก็เป็นอีกหนึ่งในกรรมวิธีที่สามารถใช้เพื่อดูแลผิวแบบ Preventive ได้

 

หลักคิดนี้ก็ไม่ต่างจากการเริ่มเก็บออมเพื่อการเกษียณ ยิ่งอดออมเร็ว วางแผนเกษียณไว้อย่างรัดกุม ก็ยื่งทำให้ปลายทางในวันที่ตัดสินใจเกษียณของคุณไร้อุปสรรคปัญหาหรือความน่ากังวลใจในการใช้ชีวิต

 

ไม่ต่างกัน ยิ่งเริ่มใส่ใจดูแลผิวตนเองเร็วเท่าไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะทำให้คุณใช้ทรัพยากรน้อยกว่า ผลลัพธ์ดีกว่า และดูธรรมชาติกว่าคนทั่วไปที่เริ่มต้นเมื่อเกิดปัญหาผิวจนยากจะเยียวยา

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 4

 

เทคโนโลยีการดูแลผิวที่น่าสนใจและมาแรงแบบ 360° Beauty

 

สำหรับคนที่มีจุดประสงค์ในการอยากยกกระชับผิว ทำให้โครงสร้างใบหน้าดูฟิต กระชับ และลดวัยอย่างเป็นธรรมชาติ ปัจจุบันมีเทคนิคการทำหัตถการที่น่าสนใจอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ฟิลเลอร์ที่มีส่วนผสมของ Vycross Technology HA ช่วยเติมปริมาตรและปรับรูปหน้า ให้หน้าดูมีมิติและเป็นธรรมชาติ
  • สารกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนผสมของ Calcium Hydroxyapatite (CaHA) & Hyarulonic Acid (HA) กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนจากภายใน ผสานพลังผิว ให้ผิวมีความแน่นกระชับ ลดความหย่อนคล้อย แลดูอ่อนเยาว์ แบบ Harmony Skin
  • การฉีดสารลดเลือนริ้วรอยบริเวณลำคอเพื่อลดเส้นแนวตั้งบริเวณลำคอ ให้รูปหน้าดูยกกระชับขึ้น
  • เทคนิคการรักษาด้วยคลื่นอัลตราซาวน์โฟกัสลึก (HIFU) – ที่ส่งพลังงานเข้าถึงชั้นลึกของผิว กระตุ้นการยกตัวอย่างมีระบบ

 

นอกเหนือจากเทคโนโลยีการดูแลผิวที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ณ ปัจจุบัน ในวงการการแพทย์และความสวยความงามยังได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการดูแลยกกระชับเรือนร่างอีกด้วย โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้คือ Cryolipolysis หรือการสลายไขมันด้วยความเย็นแบบถาวร

 

ภาพแสดงแนวคิดการดูแลผิว 360 องศา โดย AA Signature By Allergan ที่ครอบคลุมทั้งโครงสร้าง ชั้นผิว และระบบภายในร่างกาย 5

 

เทคโนโลยีสลายไขมันใต้คางด้วยความเย็น (Cryolipolysis) สามารถทำได้เพื่อลดเหนียง เสริมความชัดเจนของกรอบใบหน้า ช่วยให้หน้ากระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น โดยใช้เวลาเพียง 35 นาทีต่อครั้ง และไม่ทิ้งรอยแผลหลังการรักษา**

 

นอกเหนือจากบริเวณกรอบใบหน้า การทำ Cryolipolysis ยังสามารถทำได้ในบริเวณอื่น ๆ ของร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น หน้าท้อง, เอว, ปีกนางฟ้า, เนินอก, กล้ามอกผู้ชาย, ต้นแขน, ต้นขา, ขาใน-ขานอก, รักแร้ และใต้แก้มก้น เป็นต้น ซึ่งถือเป็นเทคนิคการรักษาและการยกกระชับผิวให้เฟิร์มชัดเจน เหมาะสำหรับคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่ยังมีไขมันสะสมในบางจุดที่ไม่ตอบสนองต่อการออกกำลังกาย

 

แต่เห็นแบบนี้แล้ว หลายคนอาจจะเกิดคำถามสงสัยว่า การผสานหลายเทคนิคของการดูแลผิวในเคสเดียว จะเป็นวิธีการดูแลผิวที่ปลอดภัยหรือไม่?

 

คำตอบคือ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยหากได้รับการประเมินอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

และในความเป็นจริงแล้ว การดูแลผิวแบบ 360° Beauty ไม่ได้หมายความว่า คุณต้องทำทุกอย่างพร้อมกันแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่สำคัญและหลักคิดที่ถูกต้องมากกว่าในมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คือ “การจัดลำดับ” ความสำคัญก่อนหลังในการรักษา

 

ตัวอย่างเช่น เริ่มจากปรับคุณภาพผิวด้วย RF ก่อน แล้วเว้นระยะค่อยทำหัตถการในกลุ่ม Biostimulator

 

ดังนั้นการเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน ใช้เครื่องมือที่ผ่านการรับรอง และดูแลโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งในแง่ความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่มั่นใจได้

 

เพราะการดูแลผิวที่ดีที่สุด คือ การดูแลผิวอย่างใส่ใจ ครอบคลุมทุกมิติ 360 องศา ไม่ใช่แค่โฟกัสที่ผิว แต่หมายรวมถึงปัจจัยอื่น ๆ รอบด้าน ที่สำคัญต้องเร่ิมต้นดูแลอย่างจริงจังก่อนจะเกิดปัญหาแบบ Preventive Care

 

ตลอดจนการให้ความสำคัญกับคลินิกที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ โดยการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

 

เพียงเท่านี้ ผิวที่ดีก็จะเป็นของคุณทุกคนแล้ว

 

*Reference: Am J Pathol. 2006 Jun;168(6):1861–1868.

** Reference:

– Allergan.CoolSculpting system (CoolSculpting ELITE) user manual. CS-UM-CM3-01-EN-C. May 2021.

– Ref2: Klein KB, et al. Surg Med 2009;41(10):785-90.

The post เข้าใจเรื่องผิวให้ลึกผ่านมุมมอง AA Signature By Allergan เพราะผิวสวยไม่ใช่แค่สกินแคร์ แต่ต้องดูแลทั้งระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก 7 บทเรียนชีวิตที่แมวสอนเราในชีวิตประจำวัน https://thestandard.co/life/7-life-lessons-cats-teach/ Fri, 20 Mar 2026 06:23:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1189499 ภาพประกอบแมวหลากหลายอิริยาบถ สื่อถึงบทเรียนชีวิตประจำวันที่เราเรียนรู้จากพวกมัน

บางครั้งบทเรียนที่ลึกที่สุดในชีวิต ไม่ได้มาจากหนังสือเล […]

The post รู้จัก 7 บทเรียนชีวิตที่แมวสอนเราในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแมวหลากหลายอิริยาบถ สื่อถึงบทเรียนชีวิตประจำวันที่เราเรียนรู้จากพวกมัน

บางครั้งบทเรียนที่ลึกที่สุดในชีวิต ไม่ได้มาจากหนังสือเล่มหนา หรือคำพูดของใครที่ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่มาจากสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่นอนขดอยู่ข้างเราในวันที่เราเหนื่อยที่สุดแมวไม่เคยพยายามสอนอะไรเราเลย แต่ถ้าเราสังเกตดีๆ มันกำลังสอนเราอยู่ตลอดเวลา ผ่านท่าทางเล็กๆ ที่เรียบง่ายของมันเอง และนี่คือ 7 บทเรียนจากแมว ที่ทั้งน่ารัก และจริงกับชีวิตมากกว่าที่คิด

 

1. อยู่กับปัจจุบันให้เป็น

แมวไม่เคยกังวลกับวันพรุ่งนี้ และไม่ย้อนคิดถึงเมื่อวาน เวลามันเล่น มันเล่นจริงๆ เวลานอน มันก็นอนอย่างเต็มที่ การอยู่กับแมวทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าตอนนี้ คือพื้นที่เดียวที่เรามีจริงๆ ไม่แปลกที่แค่ได้นั่งลูบขนแมวเงียบๆ จะช่วยให้เราสงบลง เพราะร่างกายจะเริ่มหลั่งสารอย่าง Serotonin และ Oxytocin ที่ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลาย บางทีความสุขก็ไม่ได้ซับซ้อน แค่เรากลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้าให้เต็มที่เหมือนกับแมว

 

2. ความสบายใจไม่ต้องเสียงดัง

แมวไม่เคยพยายามเรียกร้องความรักตลอดเวลา พอจะเข้าโหมด Introvert เราแทบหาตัวมันไม่เจอ แต่พอมันรู้สึกสบายใจเมื่อไหร่ มันจะเดินมานั่งข้างๆ เงียบๆ และส่งเสียงเพอร์เบาๆ เสียงนั้นไม่ใช่แค่ความน่ารัก แต่เป็นคลื่นความถี่ที่ช่วยให้ระบบประสาทเราผ่อนคลาย ลดความเครียด และทำให้หัวใจเต้นช้าลงอย่างเป็นธรรมชาติ มันเหมือนกำลังบอกเราว่า ความใส่ใจที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องแสดงออกให้ยิ่งใหญ่เสมอไป แค่การอยู่ข้างๆ กันในจังหวะที่ใช่ ก็เพียงพอแล้ว

 

3. พักโดยไม่รู้สึกผิด

แมวนอนวันละหลายชั่วโมงโดยไม่เคยรู้สึกผิดเลย มันอาจไม่รู้หรอกว่าความขี้เกียจ คืออะไร? การนอนเฉยๆ สำหรับแมวคือสิ่งที่มันทำได้เลยถ้าต้องการ ตรงข้ามกับมนุษย์ที่เรามักถูกสอนให้ต้อง Productive ตลอดเวลา แมวค่อยๆ สอนเราว่าการหยุดพักไม่ใช่การขี้เกียจ หรือก้าวถอยหลังเสมอไป แต่คือการเติมพลังเพื่อไปต่อ และบางครั้งการได้นอนนิ่งๆ หรือปล่อยใจว่างๆ ก็เป็นการรีเซ็ตตัวเองที่ดีที่สุดโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย

 

4. รู้จักเลือกคน และเซ็ตพื้นที่ของตัวเอง

แมวไม่ได้เข้าหาทุกคน และไม่ได้พยายามเป็นที่รักของทุกคน มันเลือกเองว่าอยากอยู่กับใคร และจะเปิดใจให้ใครเข้ามาใกล้ นั่นทำให้เราได้เรียนรู้เรื่อง Boundaries โดยไม่ต้องมีคำอธิบายยาวๆ ว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องเปิดให้ทุกคนเข้ามาเสมอไป ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ใช่จำนวนคนที่เรามี แต่คือคนที่อยู่แล้วเรารู้สึกปลอดภัยพอจะเป็นตัวเอง

 

5. ความเรียบง่ายก็เติมเต็มได้

แมวสามารถมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ อย่างกล่องกระดาษ ต้นหญ้าอ่อน แสงแดดยามบ่าย หรือของเล่นชิ้นเดิมๆ มันไม่ได้ต้องการอะไรซับซ้อนเพื่อจะรู้สึกดี นั่นทำให้เราค่อยๆ ฉุกคิดว่า บางทีความสุขของชีวิตอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งใหม่หรือสิ่งใหญ่เสมอไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการรับรู้ความสุขจากสิ่งธรรมดาที่อยู่รอบตัวเราในทุกวัน

 

6. การเยียวยาไม่ต้องซับซ้อน

มีวันที่เราไม่อยากพูด ไม่อยากอธิบายอะไรให้ใครฟัง แต่แมวก็ยังอยู่ตรงนั้น นั่งเงียบๆ ข้างเราโดยไม่ถามอะไร แค่การลูบขนมันเบาๆ ก็ช่วยให้ร่างกายลดระดับความเครียดลง และทำให้ใจเราค่อยๆ นิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว มันสอนเราว่าการฮีลใจไม่จำเป็นต้องมีคำตอบหรือวิธีการที่ซับซ้อน แค่การได้อยู่กับใครสักคนโดยไม่ต้องพยายาม ก็เพียงพอแล้ว

 

7. เป็นตัวเอง

แมวไม่เคยพยายามเป็นอะไรที่มันไม่ใช่ มันมีทั้งมุมขี้อ้อน ขี้งอน และเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจนได้อย่างอิสระ และนั่นเองที่ทำให้แมวมีเสน่ห์ มันค่อยๆ สอนเราว่า เราไม่จำเป็นต้องปรับตัวจนสูญเสียตัวตนเพื่อให้ใครยอมรับ เพราะคนที่ใช่จริงๆ จะรักเราในแบบที่เราเป็นอยู่แล้ว เหมือนแมวบางตัวที่แม้จะโลกส่วนตัวสูง หรือดื้อแค่ไหน ถ้าทาสจะรัก เขาก็รักอยู่ดี

The post รู้จัก 7 บทเรียนชีวิตที่แมวสอนเราในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พฤติกรรมที่อาจแปลว่าเขาบอกรัก แม้ไม่มีคำว่า “รัก” https://thestandard.co/life/love-without-words/ Thu, 19 Mar 2026 06:09:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1189123 ภาพคู่รักแสดงความรักผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน

การได้รับความรักจากใครสักคน บางทีก็ไม่ได้วัดจากคำพูดที่ […]

The post พฤติกรรมที่อาจแปลว่าเขาบอกรัก แม้ไม่มีคำว่า “รัก” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคู่รักแสดงความรักผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน

การได้รับความรักจากใครสักคน บางทีก็ไม่ได้วัดจากคำพูดที่ฟังดูสวยงาม แต่อาจวัดได้จากการกระทำเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน แฟนบางคนอาจไม่ถนัดพูดประโยคโรแมนติก แต่เลือกแสดงความรู้สึกผ่านสิ่งที่ทำให้เราแทน เพราะการกระทำที่สม่ำเสมอในชีวิตคือหนึ่งในภาษาความรักที่ชัดที่สุด เพราะมันสะท้อนว่าใครสักคนให้ความสำคัญกับเราในโลกจริง ไม่ใช่แค่ในคำพูด ต่อไปนี้คือสัญญาณเล็กๆ ที่บอกว่าเรามีความหมายสำหรับใครบางคนมากกว่าที่คิด

 

1. เขาชวนคุณออกกำลังกาย

 

การที่เขาชวนเราไปทำกิจกรรมดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ เช่น ชวนไปเดินเล่นตอนเย็น หรือชวนไปวิ่ง บางครั้งก็ส่งคลิปหรือบทความสุขภาพมาให้คุณดูเป็นระยะ สิ่งเหล่านี้คือการบอกว่าเขาอยากเห็นเรามีสุขภาพที่ดีในระยะยาว การดูแลสุขภาพร่วมกันจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมธรรมดา แต่คือการเดินไปในทิศทางเดียวกันของชีวิต มันไม่ต่างจากการบอกว่า “เพราะฉันรักเธอ อยากอยู่กับเธอไปนานๆ เธอต้องแข็งแรงนะ ฉันก็จะแข็งแรงมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กับเธอ”​ รู้ไหมว่ารายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตประจำวันแบบนี้แหละที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคนสองคนแข็งแรงขึ้น

 

2. เขาบ่น เมื่อคุณกินของไม่มีประโยชน์

 

เวลาที่คุณกินของไม่มีประโยชน์ นอนดึก หรือทำงานหนักเกินไป แล้วมีเสียงหนึ่งบอกว่า “กินผักบ้างสิ” หรือ “ดึกแล้วยังจะทำงานอีก พักบ้างเถอะ” สิ่งนั้นอาจฟังดูเหมือนการดุ แต่แท้จริงแล้วคือความห่วงใยในรูปแบบหนึ่ง ในหนังสือ The Course of Love มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า “Care is rarely glamorous. It often appears in ordinary concern.” ความใส่ใจในชีวิตจริงมักมาในรูปแบบธรรมดา ไม่ได้ดูโรแมนติกเสมอไป การที่เขาบ่นคุณ ก็เพราะรักและเป็นห่วงคุณนั่นแหละ

 

3. เขาช่วยล้างจาน หรือช่วยงานบ้านโดยไม่ต้องขอ

 

ปัญหาโลกแตกที่มักเป็นกันหลายคู่คือ ทะเลาะกันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น “ทำไมเธอไม่ช่วยฉันทำงานบ้านหรือล้างจานเลย” ไม่ต้องล้างทั้งกองก็ได้นะ ล้างแค่ที่ตัวเองใช้ใส่อาหารกินก็พอใจแล้ว ซึ่งการช่วยกันจัดการเรื่องเล็กๆ ในบ้านก็เป็นอีกหนึ่งภาษาที่บ่งบอกความรู้สึกได้ มันคือการแสดงออกว่า “ฉันรู้ว่าเหนื่อยกับงานบ้านพวกนี้ ฉันจะช่วยแบ่งเบางานของเธอเองนะ” ไม่ใช่ปล่อยให้ใครคนหนึ่งต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว มันดีกว่าการที่แฟนคุณเดินมาโอบกอดคุณด้านหลังเหมือนในซีรีส์แล้วบอกว่า “เธอล้างจานเก่งจังที่รัก” แล้วเขาก็กลับไปนอนเหยียดบนโซฟาเพื่อดูบอลต่อ ซึ่งมีงานวิจัยของ Harvard Study of Adult Development ซึ่งติดตามชีวิตคู่ยาวนานกว่า 80 ปี พบว่าความสัมพันธ์ที่ยืนยาวมักเกิดจากการดูแลกันในเรื่องเล็กๆ ของชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ

 

4. เขาจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคุณได้

 

บางทีแค่เขาจำได้ว่า “คุณไม่ชอบกินอะไร หรือคุณแพ้อาหารอะไร” แค่นี้ก็โรแมนติกแล้วนะ เพราะมีหลายคู่รักที่แม้จะคบกันมานานหลายปี แต่กลับจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่ายไม่ได้เลย บางทีการที่เขาจำได้ว่าคุณชอบขนมร้านไหน สั่งกาแฟแบบไหน หรือเพลงอะไรที่คุณชอบเปิดฟังตอนขับรถไปทำงาน แล้ววันหนึ่งทำสิ่งเหล่านั้นให้คุณด้วยตัวเอง มันเป็นอะไรที่แสดงออกถึงความรักความใส่ใจ มันแสนเรียบง่ายและอบอุ่นสุดๆ เหมือนที่ประโยคหนึ่งบอกเอาไว้ว่า “People Will Forget What You Said, But They Will Never Forget How You Made Them Feel.”
รายละเอียดเล็กๆ ที่ถูกจดจำ มักทำให้ใครสักคนรู้สึกมีคุณค่าอย่างลึกซึ้ง

 

5. ถามคำถามธรรมดา แต่ทำให้อบอุ่นหัวใจ

 

“วันนี้เหนื่อยไหม”
“กินข้าวหรือยัง”
“พักผ่อนบ้างนะ”​
คำถามเหล่านี้อาจดูเรียบง่ายจนแทบจะเป็นประโยคอัตโนมัติในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ มันกำลังบอกบางอย่างที่ลึกกว่านั้นว่า เขายังนึกถึงคุณอยู่ในระหว่างวัน มันคือการส่งสัญญาณว่าคุณสำคัญพอให้เขาอยากรู้ว่าโลกของคุณเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ในวันที่ดี แต่รวมถึงวันที่คุณเหนื่อยหรือไม่โอเคด้วย

 

6. เขามีคุณอยู่ในแผนชีวิตเสมอ

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กอย่างเลือกดูหนังเรื่องอะไร ไปกินร้านไหนในวันหยุด หรือเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างการวางแผนทริป การตัดสินใจบางอย่างในชีวิต ถ้าเขามักจะหันมาถามคุณเสมอ นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้เป็นแค่คนที่ “อยู่ด้วย” แต่เป็นคนที่ “อยู่ในความคิด” ของเขา การมีคุณอยู่ในทุกแผน ไม่ได้แปลว่าเขาต้องพึ่งพาคุณตลอดเวลา แต่คือการที่เขาอยากให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต นักจิตวิทยา Esther Perel เคยพูดไว้ว่า ความใกล้ชิดไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ
“เลือกกันและกันซ้ำๆ ในรายละเอียดของชีวิต” และการที่เขายังคงเลือกให้คุณอยู่ในสมการนั้นเสมอ ก็คือหนึ่งในการกระทำที่ชัดเจนที่สุด โดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติมเลย

 

7. ในวันที่คุณไม่โอเค เขายังอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณเสมอ

 

บางครั้งคุณอาจไม่ได้ต้องการคำแนะนำ ไม่ต้องการคำปลอบใจ แค่อยากมีใครสักคนนั่งอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ การไม่หายไปไหนในวันที่เรายากลำบาก คือการกระทำที่มีความหมายที่สุดก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของความรัก อย่าลืมว่าความสัมพันธ์ที่ดีอาจไม่ได้เต็มไปด้วยคำพูดที่โรแมนติก แต่เต็มไปด้วยการกระทำเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกวัน และบางทีสิ่งเหล่านั้นก็กำลังบอกทุกอย่างอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องพูดคำว่ารักออกมาเลยแม้แต่คำเดียว

The post พฤติกรรมที่อาจแปลว่าเขาบอกรัก แม้ไม่มีคำว่า “รัก” appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากไวรัลกิน Olive Oil Shot สู่เทรนด์เล็บสีมะกอกกำลังมาแรง https://thestandard.co/life/olive-green-nails-trend/ Wed, 18 Mar 2026 01:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1188542 เทรนด์เล็บสี Olive Green ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ให้ลุคสุขุมแบบ Quiet Luxury

ถ้าใครติดตามโลก Wellness ช่วงนี้ คงเห็นไวรัลกินน้ำมันมะ […]

The post จากไวรัลกิน Olive Oil Shot สู่เทรนด์เล็บสีมะกอกกำลังมาแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์เล็บสี Olive Green ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ให้ลุคสุขุมแบบ Quiet Luxury

ถ้าใครติดตามโลก Wellness ช่วงนี้ คงเห็นไวรัลกินน้ำมันมะกอก 1 ช้อนตอนเช้า หรือที่เรียกว่า Olive Oil Shot ที่ถูกพูดถึงกันทั่ว Tiktok และ Instagram แต่ล่าสุดกระแส Olive ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในครัวอีกต่อไป เพราะมันกำลังกลายเป็นโทนสีใหม่ในโลกบิวตี้ด้วย

 

เทรนด์เล็บสี Olive Green กำลังถูกหยิบมาใช้มากขึ้นในหมู่สายแฟและสายบิวตี้ เพราะเป็นโทนเขียวที่ดูสุขุม นุ่มลึก และมีความ Earthy แบบธรรมชาติ ทำให้มือดูแพงแบบ Understated Luxury โทนมะกอกยังเข้ากับเทรนด์ความงามปี 2026 ที่กำลังหันกลับไปหาแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ สีแนว Botanical และ Organic Tone ที่ดูสงบ สบายตา และเข้ากับผิวหลายโทน

 

นอกจากนั้น Olive ยังเป็นสีที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัว คือไม่สดเกินไปเหมือนเขียวมะนาว และไม่หม่นเกินไปเหมือนเขียวทหาร จึงให้ฟีล Sophisticated แบบ Quiet Luxury ได้อย่างพอดี ในโลกแฟชั่น สี Olive ก็เป็นโทนที่ถูกใช้บ่อยในเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีมาตลอด แต่การกลับมาในรูปแบบ Olive Nails ครั้งนี้ทำให้มันดูทันสมัยและ Playful มากขึ้น ถ้าใครกำลังหาโทนเล็บใหม่ที่ดูเก๋แบบไม่พยายามมาก สี Olive อาจเป็นตัวเลือกที่น่าลองสุดๆ ในชั่วโมงนี้

 

The post จากไวรัลกิน Olive Oil Shot สู่เทรนด์เล็บสีมะกอกกำลังมาแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวม 7 คอนซีลเลอร์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผิวจริงของคุณดูดีขึ้น https://thestandard.co/life/7-modern-concealers-skin-better/ Tue, 17 Mar 2026 05:13:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1188415 ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว

คอนซีลเลอร์ยุคใหม่ไม่ใช่แค่เครื่องมือซ่อนจุดบกพร่องบนผิ […]

The post รวม 7 คอนซีลเลอร์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผิวจริงของคุณดูดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว

คอนซีลเลอร์ยุคใหม่ไม่ใช่แค่เครื่องมือซ่อนจุดบกพร่องบนผิว แต่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสานเมกอัพและสกินแคร์เข้าด้วยกัน ด้วยสูตรที่อุดมไปด้วยส่วนผสมบำรุงผิวทรงพลัง ทั้งเปปไทด์ ไฮยาลูโรนิก นีอะซินาไมด์ และคาเฟอีน ที่ทำงานซ่อมแซมและปรับปรุงผิวใต้ตาทุกครั้งที่ใช้ THE STANDARD LIFE จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับคอนซีลเลอร์ยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผิวของคุณดูดีขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีที่ผสานการปกปิดและการบำรุงผิวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เริ่มจาก

 

  • Prada Conceal จากแบรนด์ Prada Beauty นี่คือคอนซีลเลอร์ไมโครคอเร็กติ้งสูตร 80% Skincare Base ผสาน Peptide Complex และ Squalane ที่ทำงานบำรุงผิวอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่ใช้ พร้อมเทคโนโลยี Micro-Filter Pearls™ ที่ช่วยกระจายแสงอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้แล้วรู้สึกผิวเบลอราวกับผ่านฟิลเตอร์
  • Hourglass Vanish Airbrush ปกปิดเต็มบางเบาดุจแอร์บรัศ กันน้ำไร้ร่องรอย อุดมด้วย Microspherical Powders ที่ช่วยเบลอรูขุมขน ริ้วรอยละเอียด และรอยย่นให้ผิวดูเรียบเนียน เป็นไอเท็มที่ขายดีมากของแบรนด์เลย
  • NARS Radiant Creamy คลาสสิกที่ให้ทั้งการปกปิดและประกายโกลวพร้อมเบลอริ้วรอย ผสาน Multiactive Botanical Blend ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้น กระชับผิว ลดรอยแดง และเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว
  • Haus Labs คอนซีลเลอร์จากตัวแม่ Lady Gaga ที่เก่งเรื่องช่วยลดบวมใต้ตาหลังใช้ 2 สัปดาห์ อุดมไปด้วย Niacinamide, Fermented Arnica และ Hyaluronic Acid Complex พร้อมฟินิชบางเบาสบายผิวตลอดวัน
  • Kosas Revealer ฟอร์มูลาคลีนบิวตี้ที่พิสูจน์ทางคลินิกว่าปรับปรุงคุณภาพผิวได้เริ่ด อุดมไปด้วย Hyaluronic Acid, Peptides และ Caffeine ลดริ้วรอยละเอียดและให้ผิวกระจ่างขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำ
  • Fenty Beauty Pro Filt’r Instant Retouch Concealer โชว์ความจึ้งด้วยเฉดสีที่ครอบคลุมทุกโทนสีผิว กันเหงื่อกันน้ำได้ บางเบาให้การปกปิดระดับปานกลางถึงสูง บิ้วด์อัพได้ พร้อมฟินิชซอฟต์แมตต์
  • Maybelline Lifter Serum คอนซีลเลอร์สูตร 78% ที่ผสานสกินแคร์ในตัว มอบความสว่างให้ใต้ตาทั้งทันทีเหมือนคนนอนเต็มอิ่ม ด้วย 2% Peptide Blend และ Caffeine ที่พิสูจน์ทางคลินิกว่าช่วยให้ผิวใต้ตากระจ่างขึ้นจริง

 

ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 1ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 2ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 3ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 4ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 5ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 6ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 7ภาพรวมผลิตภัณฑ์คอนซีลเลอร์ 7 แบรนด์ดังที่ผสานคุณสมบัติสกินแคร์บำรุงผิว 8

The post รวม 7 คอนซีลเลอร์ยุคใหม่ ที่ช่วยให้ผิวจริงของคุณดูดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สวยสะดุดตา! The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้านแห่งใหม่ย่านสาธุประดิษฐ์ https://thestandard.co/life/lobb-club-sport-social-sathu-pradit/ Tue, 17 Mar 2026 04:54:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1188398 ภาพ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้าน โทนสีแดงอิฐ ส้ม ฟ้า ย่านสาธุประดิษฐ์

สวยสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สำหรับ The Lobb Club สปอร์ตและ […]

The post สวยสะดุดตา! The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้านแห่งใหม่ย่านสาธุประดิษฐ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้าน โทนสีแดงอิฐ ส้ม ฟ้า ย่านสาธุประดิษฐ์

สวยสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สำหรับ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับแห่งใหม่ในย่านสาธุประดิษฐ์ โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบสุด Photogenic ในโทนสีแดงอิฐ ส้ม และฟ้า ภายใต้คอนเซปต์ ‘Play, Balance, Belong’ ที่ตั้งใจสร้างพื้นที่ให้ ‘กีฬาและการใช้ชีวิต’ มาบรรจบกันอย่างลงตัว 

 

ภาพ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้าน โทนสีแดงอิฐ ส้ม ฟ้า ย่านสาธุประดิษฐ์ 1

 

ภายในคลับอัดแน่นด้วย Facilities ครบวงจรที่พร้อมให้บริการแล้ว ทั้ง Indoor Tennis Court 2 สนาม, Tennis Simulator 5 ห้องสำหรับการฝึกซ้อมแบบส่วนตัว และ Indoor Pickleball 1 สนาม นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์อย่าง The Lobbar พื้นที่ All-day Dining ดีไซน์เก๋ที่เสิร์ฟครบตั้งแต่กาแฟยามเช้าไปจนถึงไวน์บาร์ในช่วงค่ำ พร้อมโซนคลับเฮาส์และ Wellness Space ที่กำลังพัฒนาเพิ่มเติมอย่าง Ice Bath เพื่อตอบโจทย์การ Recovery ร่างกายแบบครบสูตร

 

ภาพ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้าน โทนสีแดงอิฐ ส้ม ฟ้า ย่านสาธุประดิษฐ์ 2

 

ถือเป็นอีกหนึ่ง Community Club ที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายแอ็กทีฟที่ต้องการออกกำลังกายจริงจัง คนทำงานที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งหาไอเดียใหม่ๆ หรือกลุ่มเพื่อนที่นัดพบปะพูดคุยกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง 

 

ใครที่กำลังมองหาพื้นที่ Active Lifestyle แห่งใหม่ที่ถ่ายรูปสวยและใช้งานได้จริง ต้องรีบแวะมาเช็กอินกันหน่อยแล้ว!

 

ภาพ The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้าน โทนสีแดงอิฐ ส้ม ฟ้า ย่านสาธุประดิษฐ์ 3

 

ภาพ: The Lobb Club

 

 

The post สวยสะดุดตา! The Lobb Club สปอร์ตและโซเชียลคลับดีไซน์จัดจ้านแห่งใหม่ย่านสาธุประดิษฐ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rest & Reset: ก้อย อรัชพร กับมายด์เซ็ตการพักและเริ่มต้นใหม่ https://thestandard.co/life/goy-arachaporn-rest-reset/ Mon, 16 Mar 2026 07:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1188013 ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า

THE STANDARD LIFE ได้พบกับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ที่งาน […]

The post Rest & Reset: ก้อย อรัชพร กับมายด์เซ็ตการพักและเริ่มต้นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า

THE STANDARD LIFE ได้พบกับ ก้อย-อรัชพร โภคินภากร ที่งานเปิดตัวน้ำหอม YSL Libre Berry Crush สุดเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากจะชวนเธอเล่าถึงกลิ่นใหม่ที่หยิบเอาความสดของผลเบอร์รี่มาผสมกับเอกลักษณ์ความเป็น Libre ได้อย่างลงตัวแล้ว เรายังชวนเธอแบ่งปัน Mindset ในแบบของตัวเอง ซึ่งเธอบอกตรงๆ ว่าตอนนี้ทำงานเหนื่อย แต่ก็ยังโอเค ประโยคนั้นสั้นและเรียบง่าย ซึ่งสะท้อนตัวตนของเธอได้เป็นอย่างดี เธอคือหนึ่งในผู้หญิงรุ่นใหม่ที่เรียนรู้ชีวิตในโลกของการทำงานมาแล้วว่า “ถ้าเหนื่อย ก็แค่พัก การพักไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ไปต่อได้” เธอพูดถึงวิธีดูแลพลังงานตัวเอง การรู้จักสัญญาณของความเครียด และบทเรียนชีวิตที่มีความหมายในทุกวัน

 


 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 1

 

ก้อยเลือกจัดการพลังงาน ไม่ใช่จัดการเวลา

 

เมื่อถูกตั้งคำถามว่าในวันที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน มีวิธีรักษาพลังงานของตัวเองอย่างไร คำตอบข้อแรกคือนอน

 

“ข้อแรกต้องนอนก่อนค่ะ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ข้อสองคือการนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยสัก 5-10 นาทีต่อวัน มันคือการ Being At Rest อาจจะไม่ใช่การทำสมาธิแบบเป็นทางการ แต่เป็นการปล่อยให้หัวว่างจริงๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรเลยสักครู่”  

 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 2

 

สัญญาณอะไรที่บอกว่าพลังงานกำลังหมด

 

“สำหรับก้อยมันไม่ได้มาในรูปของความเครียดชัดๆ เสมอไป แต่มักมาในรูปของความตึงที่คอ บ่า ไหล่ รวมไปถึงคุณภาพการนอนหลับที่เริ่มไม่ปกติ หรือถ้าเมื่อไหร่ที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ นั่นคือสัญญาณที่ชัดที่สุดสำหรับก้อยเลย บางทีอารมณ์หรือฮอร์โมนก็อาจจะแกว่งได้ค่ะ”​

 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 3

 

กลิ่นหอมคือ Remote Control ของอารมณ์

 

หนึ่งในวิธี Reset ที่ก้อยชอบมากที่สุดคือการจุดเทียนและการใช้น้ำหอม เธอเชื่อว่ากลิ่นที่ดีมีพลังมากกว่าที่คิด ทั้งกลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และกลิ่นที่พาความทรงจำดีๆ กลับมา ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยในชั่วขณะนั้น



“กลิ่นที่ดี หรือกลิ่นที่ทำให้เรารู้สึกจดจำอะไรบางอย่างที่เราให้เรารู้สึก Safe มันช่วย Reset ได้ค่ะ หรือแม้กระทั่งน้ำหอมที่เราใช้มัน Outside in นะคะ เช่นบางทีเราเหนื่อย รู้สึกไม่มีแรง ความหอมมันช่วยได้ ก้อยรู้สึกว่าปกติ YSL จะมีความ Cool ความเท่ มีความ Mature สไตล์ Working Woman ใช้แล้วรู้สึกมัน Dept หรือมีไฟทำงาน แต่สำหรับกลิ่นใหม่ที่เปิดตัวอย่าง YSL Libre Berry Crush ก็จะให้ฟีลที่สนุกขึ้น ความสดชื่นจากผลเบอร์รี่ที่นำมาผสมเข้ากับเอกลักษณ์ความเป็น Libre อันนี้มันทำให้รู้สึกว่าเราทำงานด้วยความสุขขึ้นนะ”

 

กล้า Say No ให้เร็วขึ้น วงสังคมให้เล็กลง

 

เมื่อถามถึงสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก้อยพูดถึง 3 สิ่งที่เชื่อมโยงกัน หนึ่งคือการรู้จักพักมากขึ้น สองคือการกล้าพูดว่าไม่กับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเองได้เร็วขึ้น และสามคือการคุยกับตัวเองเยอะขึ้น



“ก้อยคิดว่าวงสังคมที่แคบลงทำให้ความสัมพันธ์ของเรามีคุณภาพมากขึ้น” และนั่นคือ Trade-Off ที่เธอเลือกอย่างตั้งใจ

 

ก้อย อรัชพร แบ่งปันมุมมองและเคล็ดลับการพักผ่อนเพื่อรีเซ็ตตัวเองจากความเหนื่อยล้า 4

 

หนังสือที่เธออยากแนะนำให้ทุกคนอ่าน

 

“เล่มแรกคือ กล้าที่จะถูกเกลียด ของ คิชิมิ อิชิโร และโคะกะ ฟุมิทะเกะ นักจิตวิทยาชาวญี่ปุ่นที่พูดถึงปรัชญา Alfred Adler ที่พูดเรื่องการไม่เอาความสุขของตัวเองไปผูกติดกับคำวิจารณ์ของคนอื่น เล่มที่สองคือ The Subtle Art Of Not Giving A F*Ck ที่ขยายแนวคิดเดียวกันในอีกมิติหนึ่ง พูดถึงการเลือกใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต และเลิกให้ค่ากับเรื่องอื่นๆ หรือความคาดหวังที่ไม่จำเป็น” 

 

เมื่อ Burnout ให้ออกจาก Comfort Zone เพื่อหาพลังใหม่

 

สำหรับคนที่กำลังเหนื่อยหรือ Burnout อยู่ คำแนะนำแรกของก้อยยังคงเป็นเรื่องเดิม นั่นคือพักให้จริง แต่เธอยังเสริมอีกมุมมองที่น่าคิดว่า บางทีการอยู่กับพลังงานเดิมๆ ก็กลายเป็น Comfort Zone ที่ดูดเราไว้โดยไม่รู้ตัว

 

“อยากให้คนที่กำลังเหนื่อยหรือ Burnout ลองก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เพื่อไปเจอแหล่งพลังงานใหม่ๆ ก้อยมองว่ามันช่วยได้มาก และถ้าพลังของตัวเองยังไม่พอ ก็ลองวิ่งไปหาคนที่มีไฟ เพราะก้อยเชื่อว่าไฟหรือพลังงานดีๆ มันติดต่อกันได้”

The post Rest & Reset: ก้อย อรัชพร กับมายด์เซ็ตการพักและเริ่มต้นใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dawdle Therapy แค่นั่งเหม่อ ปล่อยเวลาไหลไป ก็ฮีลใจได้แล้ว https://thestandard.co/life/dawdle-therapy-mental-health-healing/ Sun, 15 Mar 2026 03:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1187461 ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย

มีบางวันที่เราไม่ได้อยากทำอะไรเลย แค่อยากนั่งมองออกไปนอ […]

The post Dawdle Therapy แค่นั่งเหม่อ ปล่อยเวลาไหลไป ก็ฮีลใจได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย

มีบางวันที่เราไม่ได้อยากทำอะไรเลย แค่อยากนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย

 

แต่แทนที่จะยอมให้ตัวเองพักสักครู่ เรากลับรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีด หรือนึกถึง To-do list ที่ค้างอยู่ในหัว เพราะในโลกที่พร่ำบอกว่าทุกนาทีต้อง “ได้อะไรบางอย่าง” การไม่ทำอะไรเลยจึงกลายเป็นความผิดที่ยอมรับไม่ได้

 

แต่ถ้าจริงๆ แล้วการนั่งเหม่อลอย หรือการใช้เวลาอย่างเนิบนาบโดยไม่มีเป้าหมาย คือสิ่งที่จิตใจของเราโหยหามากที่สุดล่ะ? หากเป็นเช่นนั้น เรามาทำความรู้จักกับแนวคิด Dawdle Therapy ศิลปะแห่งการปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความเชื่องช้ากันเถอะ

 


 

ทำความรู้จัก Dawdle Therapy

 

Dawdle หมายถึงการอยู่เฉยๆ การนั่งเหม่อ เดินทอดน่อง หรือการใช้เวลาอย่างอ้อยอิ่ง ซึ่งฟังดูเหมือนนิสัยที่เราถูกสอนมาตลอดว่าไม่ดี แต่ Dawdle Therapy คือการพลิกมุมมองนั้น เปลี่ยนการ “เสียเวลา” ให้กลายเป็นการ “ดูแลจิตใจ” อย่างตั้งใจ

 

มันคือการอนุญาตให้ตัวเองได้นั่งอาบแดดอุ่นๆ ยามเช้า จิบชาร้อนช้าๆ หรือนอนมองเพดานไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องแสร้งทำเป็นว่ากำลังทำสมาธิ นี่ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นการพักอย่างสงบที่เปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้ใคร่ครวญ สังเกตสิ่งรอบข้าง และรีเซ็ตระบบประสาทอย่างเป็นธรรมชาติ

 

เพราะสมองก็ต้องการเวลา ‘วิ่งเล่น’

 

งานวิจัยจากศูนย์สุขภาพ Henry Ford Health อธิบายว่า บางครั้งเราจำเป็นต้องดับเครื่องยนต์บ้าง เพราะการหยุดพักที่ถูกจังหวะสามารถเพิ่มความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และตัดสินใจได้อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ต่างจากกล้ามเนื้อที่ต้องพักระหว่างเซต สมองก็ต้องการช่วงเวลาที่ไม่ต้องประมวลผลข้อมูลใดๆ เช่นกัน

 

ในทางวิทยาศาสตร์ การปล่อยให้จิตใจว่างจะกระตุ้น Default Mode Network (DMN) ในสมอง ซึ่งเชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตน การจัดเรียงความทรงจำ และการประมวลผลข้อมูลเชิงสร้างสรรค์ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมไอเดียดีๆ มักผุดขึ้นมาตอนเราอาบน้ำ หรือเดินเล่นไร้จุดหมาย ไม่ใช่ตอนที่เรานั่งขมวดคิ้วกดดันตัวเองอยู่หน้าจอ

 

บอกลาความเครียดที่สะสมอยู่ในทุก Notification

 

นักจิตบำบัดชี้ว่าในสังคมที่ให้รางวัลกับคนที่ Productivity สูงที่สุด ต้นทุนที่แอบซ่อนอยู่คือความรู้สึก ‘Burnout’ จากภายใน เมื่อเราชะลอตัวลง ร่างกายจะเข้าถึงสารสื่อประสาทที่ช่วยให้เกิดความสงบอย่าง GABA ซึ่งช่วยให้เราตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ด้วยสติและความตั้งใจ (Intention) มากกว่าปฏิกิริยาอัตโนมัติจากความเครียด

 

ศิลปะของการไม่ทำอะไร

 

Dawdle Therapy ไม่มีสูตรตายตัว ไม่ต้องตั้งเวลา ไม่ต้องนั่งท่าพิเศษ และไม่ต้องจดบันทึกลง Journal เพราะสาระสำคัญคือการปล่อยใจไปกับความเนิบนาบโดยไม่รู้สึกผิด ลองหาช่วงเวลาเล็กๆ ในวันธรรมดา เช่น ตอนที่กาแฟยังร้อนอยู่บนโต๊ะ หรือตอนเย็นที่แสงแดดเริ่มอ่อนลง แทนที่จะรีบหยิบโทรศัพท์ ลองนั่งอยู่กับความเงียบสักครู่ มองออกไปไกลๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยไม่ต้องควบคุม ความช้านั้นเองที่ทำให้เราสัมผัสถึงปัจจุบันขณะได้ชัดเจนที่สุด

 

ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการดูแลตัวเอง

 

สิ่งที่ Dawdle Therapy สอนเราคือการแยกแยะระหว่างการไม่ทำอะไร กับการพักผ่อน เพราะการนั่งเหม่อที่มาพร้อมความรู้สึกผิด (Guilt) ไม่ได้ช่วยเยียวยาอะไรเลย แต่การยอมรับว่า “ตอนนี้ฉันไม่ต้องทำอะไรก็ได้” นั่นแหละคือยาฮีลใจที่ดีที่สุดครั้งหน้าที่รู้สึกอยากนั่งเหม่อ ไม่ต้องรีบหาอะไรทำ และไม่ต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็น Self-care Ritual ที่ต้องดูดีมีสาระ แค่นั่งลง มองออกไป และปล่อยให้เวลาไหลไป เพราะบางทีสิ่งที่จิตใจต้องการมากที่สุด ก็คือการ “ไม่ต้องต้องการอะไรเลย”

 

ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 1ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 2ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 3ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 4ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 5ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 6ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 7ภาพประกอบ Dawdle Therapy: ผู้หญิงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอย่างผ่อนคลาย 8

The post Dawdle Therapy แค่นั่งเหม่อ ปล่อยเวลาไหลไป ก็ฮีลใจได้แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Office Syndrome Melt-Away’ ทรีตเมนต์จาก Athenee Spa ที่เกิดมาเพื่อชาวปวดหลัง https://thestandard.co/life/office-syndrome-melt-away-athenee-spa/ Sun, 15 Mar 2026 02:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1187510 ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง

ผ่านพ้นต้นปีมาได้แค่สามเดือนก็หลังแข็ง หลังตึง ปวดร้าวไ […]

The post ‘Office Syndrome Melt-Away’ ทรีตเมนต์จาก Athenee Spa ที่เกิดมาเพื่อชาวปวดหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง

ผ่านพ้นต้นปีมาได้แค่สามเดือนก็หลังแข็ง หลังตึง ปวดร้าวไปทั้งเส้นตั้งแต่บ่าจรดเอว ใครกำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ เราอยากให้ลองพาตัวเองไปผ่อนคลายกับสปาดีๆ บ้าง อย่างล่าสุดที่เรามีโอกาสได้ไปลอง Office Syndrome Melt-Away ทรีตเมนต์พิเศษที่ Athenee Spa ที่แค่เห็นชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าเหมาะกับใคร

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 1

 

What is it?

 

Athenee Spa เป็นสปากลิ่นอายไทยที่ตั้งอยู่บนชั้น 5 ของโรงแรม The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok ที่นี่โดดเด่นเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากท้องถิ่น ไร้ซึ่งสารเคมี และยังมีศาสตร์การนวดหลากหลายรูปแบบไปจนถึงสปาแบบครบวงจร

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 2ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 3ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 4

 

ที่นี่มีห้องทรีตเมนต์ทั้งหมด 7 ห้อง แบ่งเป็นห้องเดี่ยว 4 ห้อง ห้องคู่ 2 ห้อง และห้องสำหรับนวดแผนไทย 1 ห้อง พร้อมโซนพักผ่อนแยกเป็นสัดส่วน บรรยากาศการตกแต่งสะท้อนเสน่ห์ของสยามในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 หรือยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางด้วยโทนสีทอง ไม่ว่าจะเป็นงานฉลุลายทองเหลืองหรือแผ่นทองคำเปลว ให้ความรู้สึกเหมือนชาววังสมัยก่อนเลยทีเดียว

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 5ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 6ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 7ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 8

 

สำหรับทรีตเมนต์ที่เรามาลองในครั้งนี้อย่าง Office Syndrome Melt-Away นั้นถือเป็นทรีตเมนต์พิเศษที่ทางสปาได้ร่วมรังสรรค์กับ Pyong MD แบรนด์ภายใต้ PYONG Rehabilitation Group ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการดูแลอาการปวด ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพของการรักษาในแนวทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยใช้ผลิตภัณฑ์ตัวชูโรงอย่าง ‘MELT’

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 9

 

ครีมบรรเทาอาการปวดที่มีจุดเด่นเรื่องคุณสมบัติในการส่งความร้อนลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและระบบประสาทมาผสมผสานกับน้ำมันนวดซิกเนเจอร์ของทางสปาที่มีกลิ่นให้เลือกตามเดือนเกิด

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 10

 

ความเก๋ของทรีตเมนต์นี้คือ เรายังจะได้รับผลิตภัณฑ์ MELT หลอดใหม่ที่ใช้เหลือจากการนวดกลับบ้านไปอีกด้วย

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 11

 

Experience

 

เริ่มจากการทำความสะอาดเท้าและผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนด้วยผงเมล็ดกาแฟบดละเอียด จากนั้นก็เข้าสู่ชั่วโมงของการถอดสมอง วางทุกความหนักอึ้งในใจ แล้วปล่อยกายหลับใหลไปกับทรีตเมนต์ตลอด 90 นาที

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 12

 

ทางเทอราพิสต์จะเริ่มนวดจากขาไล่ขึ้นมาส่วนบนของร่างกายด้วยการผสมผสานน้ำมันกลิ่นที่เราเลือกกับตัวครีม และเน้นในส่วนที่เราปวดตึงหรือเมื่อยเป็นพิเศษ

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 13

 

หากระหว่างนวดเรารู้สึกอยากให้เพิ่มหรือลดน้ำหนักมือในส่วนไหนก็สามารถแจ้งเทอราพิสต์ได้ตลอด

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 14

 

Result

 

เป็น 90 นาทีที่ไม่อยากให้จบลง โดยเฉพาะช่วงที่เทอราพิสต์เน้นนวดบ่าและไหล่ ซึ่งสะสมความตึงเครียดจากการนั่งทำงานมานานจนรู้สึกได้ถึงความเบาสบาย อีกความประทับใจคือตัวครีมที่ให้สัมผัสอ่อนโยน ไม่ทำให้แสบร้อนผิว

 

ปิดท้ายความฟินด้วยการแวะมานั่งจิบชาร้อนๆ พร้อมทานขนมซิกเนเจอร์ของทางโรงแรม เป็นการส่งท้ายชั่วโมงพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ

 

ภาพบรรยากาศการทำทรีตเมนต์ Office Syndrome Melt-Away ที่ Athenee Spa ช่วยบรรเทาอาการปวดหลัง 15

 

Good for

 

นอกจากจะเหมาะกับมนุษย์เงินเดือนที่นั่งหลังขดหลังแข็งหน้าจอเป็นเวลานานๆ จนบ่าตึงลามไปถึงเอวแล้ว ยังตอบโจทย์สายแอ็กทีฟที่ออกกำลังกายหนักแต่ ยืดกล้ามเนื้อไม่ถึงจนเกิดความตึงเครียดสะสม ทรีตเมนต์นี้จะเข้าไปช่วยละลายจุดปวดลึกๆ ได้อย่างตรงจุด

 

Athenee Spa

 

Open: ทุกวัน 11.00 – 21.00 น.

Address: The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok

Tel: 02 650 8800

Budget:

  • 3,900 บาท ต่อ 60 นาที
  • 4,900 บาท ต่อ 90 นาที

 

*ทุกทรีตเมนต์จะได้รับผลิตภัณฑ์ Full Size มูลค่า 1,800 บาท

**เฉพาะวันนี้ – 31 มีนาคม

 

Website: https://www.marriott.com/en-us/hotels/bkkla-the-athenee-hotel-a-luxury-collection-hotel-bangkok/experiences/

Facebook: https://www.facebook.com/AtheneeSpa

Instagram: https://www.instagram.com/theatheneehotel/

Map: https://maps.app.goo.gl/cZqPzufhe45ExkDx6

 

#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing #AtheneeSpa #PYONGMD #OfficeSyndromeMeltAway

 

The post ‘Office Syndrome Melt-Away’ ทรีตเมนต์จาก Athenee Spa ที่เกิดมาเพื่อชาวปวดหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 แนวคิดจากญี่ปุ่น ที่ช่วยให้ชีวิตช้าลง และมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น https://thestandard.co/life/japanese-concepts-slow-life-happiness/ Fri, 13 Mar 2026 06:05:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1187091 ภาพประกอบแนวคิดญี่ปุ่นเพื่อชีวิตที่ช้าลงและมีความสุข

บางวัฒนธรรมสร้างเทคโนโลยี บางวัฒนธรรมสร้างวิธีมองชีวิต […]

The post 6 แนวคิดจากญี่ปุ่น ที่ช่วยให้ชีวิตช้าลง และมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดญี่ปุ่นเพื่อชีวิตที่ช้าลงและมีความสุข

บางวัฒนธรรมสร้างเทคโนโลยี บางวัฒนธรรมสร้างวิธีมองชีวิต ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคำเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยปรัชญาลึกเกี่ยวกับความหมายของการใช้ชีวิต หลายแนวคิดถูกหยิบมาใช้ในโลก Well-Being เพื่อเตือนให้เราช้าลง และกลับมาเห็นคุณค่าของช่วงเวลาธรรมดา ต่อไปนี้คือ 6 แนวคิดจากญี่ปุ่น ที่ช่วยให้ชีวิตช้าลง และมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น

 

1. อิคิไก (Ikigai) เหตุผลเล็กๆ ที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้า

 

Ikigai แปลตรงตัวได้ว่า ‘เหตุผลของการมีชีวิตอยู่’ หรือสิ่งที่ทำให้เราอยากลุกจากเตียงในตอนเช้า ไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายใหญ่ระดับเปลี่ยนโลกเสมอไป บางคนพบ Ikigai ในงาน บางคนในงานอดิเรก ครอบครัว หรือการดูแลต้นไม้หน้าบ้าน แนวคิดนี้สอนว่า ความหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จใหญ่ๆ แต่อยู่ในสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้แต่ละวันมีคุณค่า

 

2. วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi) ความงามของสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ
Wabi-Sabi คือปรัชญาญี่ปุ่นที่มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ ความเก่า และร่องรอยของเวลา เช่น ถ้วยชาที่มีรอยร้าวเล็กๆ หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้หรือหนังที่มีลวดลายจากการใช้งานมายาวนาน แนวคิดนี้เตือนให้เรายอมรับว่า ทั้งชีวิต สิ่งของ และตัวเราเอง ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเสมอไป เพราะความไม่เพอร์เฟกต์เองก็มีเสน่ห์ในแบบของมัน

 

3. ชินริน-โยคุ (Shinrin-Yoku) การอาบป่าเพื่อรีเซ็ตใจ
Shinrin-Yoku หรือที่หลายคนเรียกว่า Forest Bathing คือการใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างตั้งใจ ไม่ใช่การเดินป่าเพื่อออกกำลังกาย แต่คือการเดินช้าๆ สูดอากาศ ฟังเสียงลม และรับรู้สิ่งรอบตัวด้วยทุกประสาทสัมผัส ในญี่ปุ่น แนวคิดนี้ถูกใช้เป็นหนึ่งในวิธีดูแลสุขภาพใจ เพราะการอยู่กับธรรมชาติช่วยลดความเครียดและความเหนื่อยล้าทางจิตใจได้

 

4. ไคเซ็น (Kaizen) ดีขึ้นวันละนิดก็พอ
Kaizen แปลว่า ‘การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น’ เป็นแนวคิดที่เน้นการพัฒนาตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไป แทนที่จะพยายามเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ในวันเดียว ปรัชญานี้เชื่อว่าการปรับปรุงเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือเพิ่มวันละไม่กี่หน้า หรือออกกำลังกายเพิ่มวันละไม่กี่นาที สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ในระยะยาว

 

5. อิจิโกะ อิจิเอะ (Ichigo Ichie) ทุกช่วงเวลาจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
Ichigo Ichie เป็นแนวคิดจากพิธีชงชาญี่ปุ่นที่เตือนให้เราตระหนักว่า ทุกช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจะไม่เกิดซ้ำในรูปแบบเดิมอีก การพบกัน มื้ออาหาร หรือบทสนทนาในวันนี้ อาจไม่เหมือนเดิมในวันพรุ่งนี้ เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ เราจะเริ่มให้ค่ากับช่วงเวลาปกติในชีวิตมากขึ้น และใช้เวลานั้นอย่างตั้งใจ

 

6.มตไตไน (Mottainai) อย่าใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลือง
Mottainai คือแนวคิดเกี่ยวกับความรู้สึกเสียดายเมื่อสิ่งของหรือทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า จึงเตือนให้เราใช้ชีวิตอย่างรู้คุณค่า ไม่ฟุ่มเฟือย และเคารพสิ่งที่มีอยู่ แนวคิดนี้ไม่ได้พูดถึงแค่การใช้ของอย่างคุ้มค่า แต่ยังรวมถึงการใช้เวลา พลังงาน และโอกาสในชีวิตอย่างมีความหมายด้วย

The post 6 แนวคิดจากญี่ปุ่น ที่ช่วยให้ชีวิตช้าลง และมีความสุขกับตัวเองมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 Days to HYROX: 5 วิธีคุมสติและร่างกายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง https://thestandard.co/life/hyrox-final-week-preparation/ Fri, 13 Mar 2026 05:23:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1187072 นักกีฬาฟิตเนสกำลังเตรียมร่างกายและจิตใจในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการแข่งขัน HYROX

นับถอยหลังอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงวันที่เหล่าสายฟิตร […]

The post 7 Days to HYROX: 5 วิธีคุมสติและร่างกายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักกีฬาฟิตเนสกำลังเตรียมร่างกายและจิตใจในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการแข่งขัน HYROX

นับถอยหลังอีกเพียงหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงวันที่เหล่าสายฟิตรอคอยกับ HYROX การแข่งขันฟิตเนสระดับโลก ซึ่งช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงสนามจริงนี่เองที่มักท้าทายจิตใจมากที่สุด หลายคนเริ่มรู้สึกลนหรืออยากเร่งอัดซ้อมให้หนักขึ้น แต่หากไม่ระวัง การฝืนมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายล้าหรือบาดเจ็บได้

 

เพื่อให้คุณพร้อมลงแข่งอย่างเต็มร้อย ลองใช้ 5 วิธีนี้ช่วยประคองทั้งร่างกายและจิตใจให้พร้อม แล้วไปปล่อยพลังในวันแข่งกันให้สุดไปเลย!

 

  • เชื่อมั่นในแผนซ้อมที่ทำมาตลอดหลายเดือน

 

อย่าให้ความตื่นเต้นทำให้รู้สึกว่าซ้อมไม่พอ จนเผลอไปเพิ่มความเข้มข้นหรือลองเทคนิคใหม่ๆ สัปดาห์นี้เป็นเวลาของการประคองสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุด ให้ยึดตามแผนเดิมที่ซ้อมมา เพราะนั่นคือสิ่งที่ร่างกายคุ้นชินและมั่นใจที่สุด

 

  • ฟังเสียงร่างกายให้มาก

 

ถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกระบม ล้าผิดปกติ หรือเริ่มมีอาการจี๊ดที่ข้อต่อ ให้หยุดพักทันที การพัก 1-2 วันในสัปดาห์นี้ไม่ทำให้ความฟิตหายไปไหน แต่มันคือการชาร์จแบต ให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูได้ทันเวลา ในทางตรงกันข้าม การฝืนซ้อมจนบาดเจ็บตอนนี้อาจทำให้ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดเสียเปล่าไปได้ง่ายๆ

 

  • เติมพลังงานให้พร้อมก่อนวันแข่ง

 

เลือกทานอาหารที่ร่างกายคุ้นเคย เน้นเมนูที่ย่อยง่ายเป็นหลัก ในช่วง 2-3 วันก่อนการแข่งขันค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้ร่างกายมีพลังงานสำรองอย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการทดลองอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยใช้มาก่อน เพราะอาการไม่คาดคิดในวันแข่งอาจทำให้แผนที่เตรียมไว้ทั้งหมดพังได้

 

  • ออมแรงไว้ปล่อยของในวันจริง

 

ลดปริมาณการซ้อมลง 30-50% เน้นขยับตัวเบาๆ ยืดเหยียด และรักษาจังหวะ (Pace) ที่จะใช้แข่งจริงสั้นๆ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อล้า แล้วเก็บความพร้อมไปใช้ในสนามแข่งให้เต็มที่

 

 

HYROX คือการแข่งกับตัวเอง อย่ามัวแต่ดูคนอื่นซ้อมหนักจนเกิดความกังวล สัปดาห์นี้โฟกัสที่การนอนหลับให้เต็มอิ่ม จิบน้ำสม่ำเสมอ และเตรียมลำดับความคิดว่าในแต่ละ Station ต้องทำอะไรบ้าง จุดไหนต้องระวัง รวมถึงเช็กกติกาให้ดีอีกครั้ง เมื่อสมาธินิ่งและร่างกายพร้อม คุณก็เข้าใกล้ชัยชนะไปกว่าครึ่งแล้ว

 

อ้างอิง:

 

#TheStandardLife #TheUrbanGuidetoWellbeing #HYROX #HYROXThailand

The post 7 Days to HYROX: 5 วิธีคุมสติและร่างกายในสัปดาห์สุดท้ายก่อนแข่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Xin Xe Goi x GANDA ศิลปะของกลิ่นและอาหารที่ซอยนานา เยาวราช เปิดถึง เมษายน 2569 เท่านั้น https://thestandard.co/life/xin-xe-goi-ganda-art-scent-food/ Thu, 12 Mar 2026 11:10:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1186903 ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช

ท่ามกลางตึกแถวประวัติศาสตร์อายุกว่า 100 ปี ในซอยนานา เย […]

The post Xin Xe Goi x GANDA ศิลปะของกลิ่นและอาหารที่ซอยนานา เยาวราช เปิดถึง เมษายน 2569 เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช

ท่ามกลางตึกแถวประวัติศาสตร์อายุกว่า 100 ปี ในซอยนานา เยาวราช มีร้าน ซินแซโกย (Xin Xe Goi) ร้านอาหารสไตล์ Modern Chinese Cookshop ได้ลุกขึ้นมาเล่าเรื่องราวของพื้นที่ผ่าน ‘กลิ่น’ ซึ่งชื่อร้าน ‘ซินแซโกย’ ก็แปลตรงตัวว่าถนนของหมอยา เพื่อแสดงความเคารพต่อรากเหง้าของซอยนานาที่เป็นแหล่งรวมร้านยาจีนในอดีต และเมนูพิเศษในโปรเจกต์ XXG x GD นี้มีจำหน่ายเพียงถึง เมษายน 2569 เท่านั้น

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 1

 

ครั้งนี้เราได้มาร่วมงานโปรเจกต์ XXG x GD ที่แบรนด์เครื่องหอม GANDA scent & object ตีความแนวคิด Respect & Vibrant โดยหยิบเอาความเคารพต่อโครงสร้างตึกเก่า มาผสมผสานกับสีสันความสนุกยามค่ำคืน จนเกิดเป็นกลิ่นอัตลักษณ์ใหม่ที่ปรุงโดย กานดา สายทุ้ม นักออกแบบกลิ่นจาก GANDA ที่ต้องการให้กลิ่นนี้เป็นองค์ประกอบเชิงสถาปัตยกรรมที่ช่วยย้ำตัวตนของร้านและสร้างความทรงจำที่สัมผัสได้ เรียกได้ว่าเป็นการนำจิตวิญญาณ ‘ถนนสายหมอยา’ กลับมาให้ได้สัมผัส

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 2ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 3ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 4

 

The Vibe

 

ตัวร้านแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายส่วนเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ต่างกันออกไป ตั้งแต่โซนที่นั่งหน้าร้านรับบรรยากาศที่มีเสน่ห์ของซอยนานา ภายในชั้น 1 ถูกเนรมิตให้กลายเป็นร้านเครื่องหอมขนาดย่อมที่มี Reed Diffuser และ Room Spray วางจำหน่ายภายในร้าน ส่วนชั้น 2 พื้นที่สำหรับรับประทานอาหารที่โอบล้อมด้วยกลิ่นอายประวัติศาสตร์ และชั้นดาดฟ้าที่เปิดรับลมเย็นใจกลางเยาวราช ที่นี่มีการติดตั้ง Scent Installation จากวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นงานศิลปะทำหน้าที่กระจายความหอมไปทั่วร้าน ไม่ว่าจะเป็น

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 5

 

‘งานศิลปะจากผักตบชวาแห้ง’ (The Hyacinth Frame) นำผักตบชวาแห้งมาวางบนเฟรมภาพทำหน้าที่ดูดซับและกระจายกลิ่นหอม

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 6

 

‘ประติมากรรมจากไม้ยางพาราหมดอายุ’ (The Rubberwood Sculpture) มาดัดแปลงเป็นรูปทรงต่างๆ เพื่อเป็นกระจายความหอม

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 7

 

และ ‘งานภาพถ่ายที่นำมาขยำ’ (Crumpled Photo Art) จัดวางใหม่ในรูปแบบ Kinetic Art ที่ขยับตามแรงลม ที่พร้อมปล่อยกลิ่นหอมที่ฉีดไว้บนกระดาษภาพถ่าย

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 8

 

The Taste

 

สำหรับเราแล้วเป็นประสบการณ์ที่ ‘กลิ่น’ เป็นตัวนำทาง ‘รสชาติ’ แน่นอนว่าความพิเศษสุดคือเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ถูกดีไซน์มาเพื่อต่อเติมรอยต่อของกลิ่นโดยเฉพาะ ซึ่งเมนูของโปรเจกต์นี้มีจำหน่ายถึง เมษายน 2569 เท่านั้น

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 9

 

XXG 001 – A Bold Beginning (เมนูนี้ไม่มีขายนะ) กลิ่นอายสมุนไพรจีนโทนตรงไปตรงมา เสิร์ฟคู่กับสลัดมะเขือเทศสามแบบ มอสซาเรลลาชีสสด และน้ำสลัดสมุนไพรจีน

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 11

 

XXG 002 – It’s a Secret Seed (280 บาท) มีกลิ่นสมุนไพรโมเดิร์น เสิร์ฟคู่กับพูเรถั่วลันเตาเนื้อละเอียด ท็อปด้วยเห็ดผัด กุนเชียง และลูกผักชี

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 11

 

XXG 003 – Memory of Smoke (480 บาท) เมนูนี้ถูกเลือกเป็นกลิ่นประจำร้านด้วย กลิ่นที่ใส่ความสนุกของค่ำคืนไว้ เสิร์ฟคู่กับเมนูสะเต๊ะไก่ผัดไฟลุกสไตล์ Wok ท็อปบนผักบ็อกฉ่อยและ กวางตุ้งไต้หวัน ให้กลิ่นรมควันที่สอดประสานกับกลิ่นหอมประจำร้าน

 

นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มซิกเนเจอร์สำหรับโปรเจกต์นี้ แก้วแรก Cigarette’s Kiss (Spirit Forward) (350 บาท) การผสมผสานที่เข้มข้นระหว่าง Mezcal และ Gin เพิ่มมิติด้วยหยด Flavour Bomb สูตรลับ 3 หยด

 

อีกแก้ว FIRECRACKERS (350 บาท) ความสดชื่นของ Mezcal และ Gin ที่เติมความยาวด้วยโซดา สัมผัสความหวานจางๆ จากวานิลลา และปิดท้ายด้วย Flavour Bomb 3 หยด

 

 

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 12

ประสบการณ์ศิลปะกลิ่นและอาหารของ Xin Xe Goi x GANDA ที่ซอยนานา เยาวราช 13

 

 

Good for

 

สายฟู้ดดี้และคนที่หลงรักงานดีไซน์ที่อยากสัมผัสประสบการณ์การกินรูปแบบใหม่ เราว่าคุณต้องลองไปชมโปรเจกต์ XXG x GD ที่เปลี่ยนร้านอาหารให้กลายเป็นพื้นที่วัฒนธรรม เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ แนะนำให้แวะมาในช่วงก่อนค่ำเพื่อชมแสงสีส้มที่ตัดกับตัวตึก พร้อมทานอาหารและจิบค็อกเทล แล้วคุณจะจดจำซอยนานาในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

 

Xin Xe Goi x Ganda Scent & Object

 

Address: ร้านซินแซโกย (Xin Xe Goi) ซอยนานา เยาวราช

Open: เปิดให้บริการทุกวันเวลา 17.00-00.00 น.

Contact: Ganda Scent & Object , XIN XE GOI

Budget: ราคา 500-1,000 บาทต่อคน

Map:https://maps.app.goo.gl/R3xr5hGyNmA3oD9n9

 


 

 

ภาพ: Ganda Scent & Object

The post Xin Xe Goi x GANDA ศิลปะของกลิ่นและอาหารที่ซอยนานา เยาวราช เปิดถึง เมษายน 2569 เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>