ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในโลก Hustle culture หรือ […]
The post Slowmaxxing เมื่อโลกหมุนไว ลองปล่อยให้หัวใจได้เดินช้าลง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในโลก Hustle culture หรือวัฒนธรรมการทำงานหนัก เราหลีกไม่พ้นที่ต้องคอนเน็กต์กับโลกออนไลน์ตลอดเวลา อาจทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินขีดจำกัด สมองของเราคุ้นเคยกับการเปิดแท็บเบราว์เซอร์ไว้หลายๆ หน้า และการพยายามทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันจนความวุ่นวายกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต (ซึ่งมันไม่ควรถึงขั้นนั้น) ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งวิถีชีวิตแบบนี้ทำให้ LIFE อยากชวนมองแนวคิดที่เรียกว่า Slowmaxxing ที่ตอนนี้เริ่มก้าวเข้ามาเป็นเหมือนอ้อมกอดอุ่นๆ ที่คอยปลอบประโลมและบอกเราว่า การใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้างก็ไม่เป็นไร
คำว่า Slowmaxxing มีจุดเริ่มต้นจากโพสต์ไวรัลบนทวิตเตอร์ในปี 2022 ซึ่ง The Gauntlet ได้ระบุว่าคำนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยผู้ใช้ Twitter (X) ชื่อ @robyns_quill (ปัจจุบันโพสต์นี้ถูกลบไปแล้ว) ซึ่งเขาโพสต์ว่า “คุณต้องเริ่มทำ Slowmaxxing คุณต้องอ่านหนังสือเล่มหนาๆ คุณต้องทำคุกกี้ช็อกโกแลตชิปที่ใช้เวลาหมัก 48 ชั่วโมง คุณต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการเฝ้ามองสัตว์ป่า คุณต้องใช้เวลา 15 นาทีขึ้นไปในการชงกาแฟ คุณต้องช้าลง”
แม้จะมีความคล้ายคลึงกับปรัชญา Slow Living ที่สอนให้เราเลือกจังหวะชีวิตของตัวเองอย่างอิสระ แต่ Slowmaxxing จะมีจุดเน้นที่ลึกซึ้งไปถึงการฝึกฝนระบบประสาทของเราใหม่ เพราะเมื่อเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องตื่นตัวและเร่งด่วนมานาน สมองจะเรียนรู้ไปเองว่าความสงบนิ่งคือเรื่องน่าระแวงหรือความไม่ปลอดภัย ดังนั้น การตั้งใจทำสิ่งต่างๆ ให้ช้าลง จึงไม่ใช่แค่การแอบอู้หรือการขี้เกียจ แต่คือการพักผ่อนเพื่อปรับสมดุลระบบประสาทให้ร่างกายรับรู้ว่า เราสามารถหยุดพักได้อย่างปลอดภัย
แหล่งข้อมูลอธิบายไว้ว่า การค่อยๆ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเมื่อเราเครียด และช่วยลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟ (Burnout) ได้อย่างมีนัยสำคัญ การเปลี่ยนมาจดจ่อกับการทำทีละอย่าง อย่างตั้งใจ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และลดความผิดพลาดได้ดีกว่าการพยายามทำหลายอย่างพร้อมกันที่บั่นทอนประสิทธิภาพไปถึง 40% นอกจากนี้ การไม่เร่งรีบยังช่วยเปิดพื้นที่ให้เราเชื่อมโยงกับผู้คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นฮีลใจและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเองในแต่ละวัน นี่คือ 4 กิจวัตรง่ายๆ สไตล์ Slowmaxxing ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
ลองชงและดื่มกาแฟยามเช้าช้าๆ โดยมองออกไปนอกหน้าต่าง หรือทำกิจวัตรธรรมดาๆ อย่างการพับผ้า แปรงฟัน โดยไม่ต้องเปิดพอดแคสต์หรือทีวีทิ้งไว้เป็นเพื่อน การจดจ่อกับสิ่งที่ทำทีละอย่าง จะช่วยลดความเหนื่อยล้าและเติมความสดชื่นให้สมอง
กำหนดขอบเขตการใช้เทคโนโลยีอย่างชัดเจน เช่น การสร้างโซนในบ้านที่ไม่มีมือถือหรือทีวี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดจังหวะจากเสียงแจ้งเตือนที่คอยกระตุ้นโดปามีน และเปิดพื้นที่ให้ความสงบได้ทำงานเต็มที่
ลองไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่เดินกลับบ้านช้าๆ โดยไม่ต้องใส่หูฟัง ปล่อยใจให้ซึมซับกับธรรมชาติ สังเกตสีสันและเสียงรอบตัว โดยไม่ต้องสนใจว่าจะเดินไปถึงจุดหมายเร็วแค่ไหนหรือเผาผลาญแคลอรีไปเท่าไหร่
แม้ในเวลาทำงานที่ยุ่งเหยิง คุณก็สามารถพักเบรกสั้นๆ เพียง 1-2 นาทีเพื่อหลับตาและหายใจลึกๆ ได้ การหยุดพักเล็กๆ นี้เปรียบเสมือนการสับสวิตช์เบรกเกอร์ตัดความเครียด ช่วยให้สมองได้ตั้งหลักและดึงสติกลับมาก่อนที่จะก้าวต่อไป
ในช่วงแรกที่คุณเริ่มก้าวให้ช้าลง คุณอาจจะรู้สึกอึดอัดหรือกระวนกระวายใจ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เพราะร่างกายกำลังปรับตัวจากการอยู่ในโหมดเอาชีวิตรอดตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้คุณใจดีกับตัวเอง และค่อยๆ ฝึกไปทีละนิด
เพราะอิสรภาพที่แท้จริงของการมีชีวิต ไม่ใช่การพยายามวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อควบคุมทุกอย่าง แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้เป็นผู้กำหนด ‘จังหวะชีวิต’ และได้ซึมซับความสวยงามของเส้นทางข้างหน้าด้วยหัวใจของคุณเอง
The post Slowmaxxing เมื่อโลกหมุนไว ลองปล่อยให้หัวใจได้เดินช้าลง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่งท้ายปลายเดือนกรกฎาคมด้วยความคึกคักแบบจัดเต็ม เพราะสั […]
The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 22-28 กรกฎาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ส่งท้ายปลายเดือนกรกฎาคมด้วยความคึกคักแบบจัดเต็ม เพราะสัปดาห์นี้กรุงเทพฯ และพิกัดใกล้เคียงมีถึง 17 กิจกรรม ที่พร้อมชวนทุกคนออกจากบ้านไปเติมเอนเนอร์จีกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
แน่นอนว่าพี่นักวิ่งเตรียมรองเท้าให้พร้อม เพราะมีทั้งงานฉลองครบรอบของรันคลับ กิจกรรมต้อนรับคอลเล็กชันใหม่ ซิตี้รันกับน้องหมา ไปจนถึงการวิ่งต่อด้วยเซสชันไอซ์บาธเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ส่วนสายไลฟ์สไตล์และเวลเนสก็เลือกได้ตั้งแต่ซาวด์บาธพร้อมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา โยคะรับลมทะเลที่พัทยา ตลาดคราฟต์ในบรรยากาศย่านเก่าทรงวาด เวิร์กช็อปอาหาร ไปจนถึงการดูหนังช่วงเย็นที่คอมมูนิตี้สเปซ
LIFE This Week สัปดาห์นี้จึงอยากชวนทุกคนออกไปขยับร่างกาย พบปะคอมมูนิตี้ใหม่ๆ และใช้เวลากับประสบการณ์ดีๆ เลือกกิจกรรมที่ใช่ แล้วปักหมุดออกไปใช้ชีวิตกันได้เลย!

รีเซ็ตร่างกายและจิตใจในช่วงกลางสัปดาห์กับงานคอลแลบส์พิเศษร่วมกับ Still Wave Born ที่ชวนคุณมาปล่อยวางความเหนื่อยล้า ชะลอจังหวะชีวิต และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองอีกครั้ง
สัมผัสประสบการณ์คลื่นเสียงบำบัดและแรงสั่นสะเทือนอันนุ่มนวล ที่จะค่อยๆ พาคุณเข้าสู่ภาวะผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง ท่ามกลางแสงพระอาทิตย์ตกและวิวแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามาจากชั้น 26 พร้อมเติมความสดชื่นด้วยน้ำผลไม้คั้นสดและน้ำดื่มตลอดเซสชัน
Time: เวลา 18.00-19.30 น.
When: วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569
Where: Royal Orchid Sheraton Riverside Hotel Bangkok
Ticket: บัตร Early Bird ราคาเริ่มต้น 999 บาท
More Info: Royal Orchid Sheraton

Workshop ก๋วยจั๊บญวน: ซาว x ร้านอินโดจีน (อุบลราชธานี)
หากพูดถึงร้านอาหารเวียดนามระดับตำนานของอุบลราชธานี ชื่อของ ‘อินโดจีน’ คงเป็นร้านแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ร้านอาหารที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2515 และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ เชฟหน่อย-ขยันวิทย์ ศรีสกุลวรรณ ทายาทรุ่นที่ 3 เจ้าของรางวัล Bib Gourmand จาก Michelin Guide Thailand ผู้ยังคงยึดมั่นกับการทำเส้นสดด้วยมือและสูตรอาหารที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี
ครั้งนี้เชฟหน่อยบินตรงมามาจัดเวิร์กช็อปถ่ายทอดเสน่ห์แห่งงานคราฟต์เส้นและซุปแบบดั้งเดิม ให้ทุกคนได้เรียนรู้กระบวนการทำตั้งแต่การนวดและขึ้นรูปเส้นสดด้วยมือตามวิถีชาวบ้าน ไปจนถึงการเคี่ยวน้ำซุปรสเข้มข้นกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร เป็นเวิร์กช็อปที่ไม่ควรพลาด
Time: เวลา 11.00-14.00 น.
When: วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569
Where: Zao Ekkamai เอกมัย 10 แยก 6 หรือ ปรีดีพนมยงค์ 25
Price: ราคา 2,450 บาทต่อท่าน (จำกัดเพียง 15 ที่นั่ง)
More Info: zaoisan

เปลี่ยนคืนวันพฤหัสบดีให้กลายเป็น Movie Night กับ Thursday Sunset Film Club ที่ theCOMMONS Cloud 11 ซึ่งชวน Documentary Club มาคัดสรรภาพยนตร์คุณภาพให้ชมในโรงภาพยนตร์บรรยากาศอบอุ่นภายใน PlayYard
สัปดาห์นี้พบกับ Aftersun ภาพยนตร์ดราม่าที่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลก ถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำระหว่างพ่อและลูกสาวผ่านทริปพักร้อนในตุรกีเมื่อกว่า 20 ปีก่อน หนังที่ค่อยๆ เล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดและอารมณ์ที่ชวนให้คนดูเก็บไปคิดต่อ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหากิจกรรมหลังเลิกงาน หรืออยากใช้เวลาช่วงค่ำกับหนังดีในบรรยากาศเป็นกันเอง พร้อมของว่างและป๊อปคอร์นจาก POPPA
Time: เวลา 19.00-21.00 น.
When: วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2569
Where: PlayYard, theCOMMONS Cloud 11
Ticket: ราคา 350 บาท (รับฟรีป๊อปคอร์นจาก POPPA)
Booking: https://www.ticketmelon.com/
More Info: theCOMMONS Cloud 11

Beyond The Vines ชวนทุกคนมาสัมผัสคอลเล็กชันใหม่ Stretch Studio ผ่านป๊อปอัพสุดพิเศษที่ Ice House Rooftop Baths พื้นที่ที่ผสานการออกกำลังกาย การฟื้นฟูร่างกาย และการใช้ชีวิตแบบ Active Lifestyle เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว
ตลอด 3 วันของกิจกรรม ผู้เข้าร่วมจะได้ทำความรู้จักกับ Stretch Studio Tote กระเป๋าผ้านีโอพรีนกันน้ำที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เข้ายิม ไปจนถึงเซสชัน Recovery พร้อมร่วมสนุกกับ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับส่วนลดและของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก Beyond The Vines รวมถึง Pull-Up Challenge ที่ผู้ทำ Pull-up ได้มากที่สุดตลอดกิจกรรมจะได้รับ Stretch Studio Tote กลับบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถจอง Contrast Therapy เพื่อสัมผัสประสบการณ์ Ice Bath, Panoramic Sauna และ Magnesium Hot Bath ได้
Time: เวลา 14.00-22.00 น.
When: วันที่ 23-25 กรกฎาคม 2569
Where: Ice House Rooftop Baths, The Fig Lobby Hotel
Ticket: เข้าร่วมงานฟรี / Contrast Therapy ราคา 590 บาทต่อคน (แนะนำให้จองล่วงหน้า)
Booking: www.theicehouse.co
More Info: Beyond The Vines , ICE HOUSE

ใครกำลังมองหาเหตุผลดีๆ ในการแวะไปเดินเล่นย่านทรงวาดช่วงนี้ ลองปักหมุด The Hidden Quarter Market ตลาดที่ซ่อนตัวอยู่ในโกดังริมน้ำบริเวณตรอกประตูไม้ 100 ปี ชวนทุกคนมาใช้เวลากับการเดินเลือกซื้อของวินเทจ งานคราฟต์ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน และสินค้า Upcycled Design จากหลากหลายร้าน พร้อมนั่งชิลล์ริมแม่น้ำ ถ่ายรูป และรอชมพระอาทิตย์ตก
Time: เวลา 10.00-20.00 น.
When: วันที่ 21 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2569
Where: ตรอกประตูไม้ 100 ปี ทรงวาด โกดังริมน้ำ (ตรงข้าม Adidas)
More Info: Outdoor BKK time

ลืมภาพการแข่งขันที่จริงจังไปก่อน เพราะ Sabai Run Club อยากชวนทุกคนกลับมาสนุกกับการเล่นกีฬาอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมที่หยิบแรงบันดาลใจจาก Hybrid Fitness มาใส่ ‘ความสบาย’ ลงไป ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์หรือซ้อมมาก่อน แค่ชวนเพื่อนมาจับทีม แล้วออกไปลองก็พอ
นอกจาก Hybrid Fitness Challenge แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกตลอดเช้า ไม่ว่าจะเป็น Pickleball, Beach Volleyball, Mini Golf, เซสชันไอซ์บาธ โดย Big Chill พร้อมดีเจเปิดเพลงสร้างบรรยากาศ และเครื่องดื่มฟรีตลอดงาน เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นวันเสาร์ด้วยการออกกำลังกายแบบไม่กดดัน พร้อมใช้เวลาร่วมกับคอมมูนิตี้ที่รักการเคลื่อนไหวเหมือนกัน
Time: ลงทะเบียน 06.00 น. (กิจกรรมสิ้นสุด 10.00 น.)
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: Asoke Sports Club
Dress Code: โทนสีขาว น้ำเงิน หรือเหลือง (หรือเสื้อ Sabai)
More Info: Sabai Run Club

หนึ่งปีที่ผ่านมา RollingRunClub ไม่ได้สร้างแค่รันคลับ แต่สร้างคอมมูนิตี้ที่เติบโตจากการออกไปวิ่งด้วยกันทุกสัปดาห์ จนกลายเป็นที่มาของคำว่า ‘OUR’ ชื่องานฉลองครบรอบหนึ่งปีที่อยากบอกว่าที่นี่เป็นพื้นที่ของทุกคนที่เคยร่วมออกเดินทาง ไม่ว่าจะเพิ่งมาวิ่งครั้งแรก หรืออยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันแรก
เช้าวันเสาร์นี้ ทุกคนจะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งกับการวิ่งระยะประมาณ 5 กิโลเมตร ก่อนใช้เวลาพูดคุย พบปะ และฉลองช่วงเวลาดีๆ ที่สร้างร่วมกันตลอดหนึ่งปี เพราะสำหรับพวกเขาไม่ได้แค่ชวนคนออกมาวิ่ง แต่เชื่อว่า “We don’t just run – we roll”
Time: นัดพบเวลา 06.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: The Wireless Club, One Bangkok
More Info: RollingRunClub

ชวนเปลี่ยนเช้าวันเสาร์ให้สดชื่นกว่าเดิมกับ Herban Era Run 2026 งานวิ่งที่ผสมผสานการออกกำลังกายเข้ากับเสน่ห์ของสมุนไพรไทย พร้อมเปิดตัว BREW Run Club กับกิจกรรม Luxury Social Run ครั้งแรกในสวนลุมพินี และแขกรับเชิญพิเศษ เจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่จะมาร่วมวิ่งและใช้เวลาตลอดช่วงเช้ากับทุกคน
นอกจากการวิ่งระยะ 2.5 และ 5 กิโลเมตร ภายในงานยังมีกิจกรรมที่ชวนให้รู้จักสมุนไพรไทยในมุมใหม่ ทั้ง Herban Experience Zone สำหรับทดลองผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ออกแบบมาเพื่อนักวิ่ง, Herban Food & Drink Zone ที่เสิร์ฟเมนูและเครื่องดื่มจากสมุนไพรไทย รวมถึง Race Pack ที่มาพร้อมเสื้อ BIB เหรียญรางวัล และ Running Kit เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นวันหยุดด้วยการวิ่ง พร้อมเปิดประสบการณ์เวลเนสในบรรยากาศสบายๆ
Time: เวลา 06.00-09.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: ลานแอโรบิก สวนลุมพินี
More Info: Brew Run Club

สำหรับพี่นักวิ่งคนไหนที่หลงไหลสนีกเกอร์ และวัฒนธรรมเกม The Grey Console นี้คือกิจกรรมที่รวมทั้งสามสิ่งไว้ด้วยกัน ผ่านการเปิดตัว adidas Adizero EVO SL “The Grey Console” by CARNIVAL รองเท้ารุ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก การกดปุ่ม Start บนเครื่องเกม และการออกวิ่งที่ทุกก้าวคือการเริ่มต้นครั้งใหม่
ผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองวิ่งระยะ 6 กิโลเมตรบนเส้นทางที่เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ Carnival One Bangkok ก่อนปิดท้ายช่วงเช้าด้วย Post-run Coffee Party พร้อมพบปะคอมมูนิตี้นักวิ่งและคนรักสนีกเกอร์ งานนี้เปิดสิทธิ์เฉพาะผู้ที่ซื้อรองเท้า adidas Adizero EVO SL “The Grey Console” by CARNIVAL ตามเงื่อนไขที่กำหนด และลงทะเบียนเข้าร่วมล่วงหน้าเท่านั้นนะ
Time: เวลา 06.00-10.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: Carnival One Bangkok
Registration: สำหรับผู้ซื้อรองเท้า adidas Adizero EVO SL “The Grey Console” by CARNIVAL ระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569 (จำกัด 100 สิทธิ์ และลงทะเบียนตามลำดับก่อนหลัง)
More Info: CARNIVAL Running

หากเช้าวันเสาร์ของคุณไม่ได้อยากจบแค่การวิ่ง ลองเพิ่มความท้าทายด้วย 10 KM INTO THE FREEZE กิจกรรมที่ชวนออกไปเก็บระยะ ก่อนปิดท้ายด้วยการแช่น้ำเย็นและซาวน่าเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่ Ice Bath Club Bangkok สถานที่ไอซ์บาธแก่งใหม่ย่านนานา
นอกจากการวิ่งแล้ว ผู้เข้าร่วมยังจะได้สัมผัสประสบการณ์ Recovery แบบครบเซสชัน ทั้ง Ice Bath และ Sauna พร้อมรับ Collector’s Chip และของที่ระลึกจากกิจกรรม เหมาะสำหรับนักวิ่งที่อยากรู้จักศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย หรือกำลังมองหาเช้าวันเสาร์ที่แตกต่างจากการออกไปวิ่งตามปกติ
Time: เวลา 06.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: Ice Bath Club Nana, JLK Tower
Ticket: 600 บาท (จำกัดเพียง 40 คน)
Booking: Google Forms
More Info: The Ice Bath Club

หากสุดสัปดาห์ของคุณมักเริ่มต้นพร้อมสายจูงและเจ้าสี่ขา DOGS & THE PARK คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด เพราะงานนี้ชวนเจ้าของและน้องหมาออกมาใช้เวลาในสวนเบญจกิติ เดินรับอากาศยามเช้าไปพร้อมกับคอมมูนิตี้คนรักสุนัขบนเส้นทางระยะ 3.4 กิโลเมตร ซึ่งระหว่างทางยังมีมุมถ่ายรูปและโอกาสได้พบปะเพื่อนใหม่ทั้งคนและน้องหมา เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มเช้าวันหยุดแบบเรียบง่าย พร้อมปล่อยให้เจ้าตัวโปรดได้ออกมาวิ่งเล่นและเข้าสังคมบ้าง
Time: เวลา 06.00-08.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: สวนเบญจกิติ
Booking: https://luma.com/07a2qir4
More Info: BKK DOG SCTY.

แน่นอนว่าพี่นักวอ่งแบบเราเชื่อว่าถ้าได้ดื่มกาแฟหลังวิ่งคือรางวัลที่ดีที่สุดของเช้าวันหยุด ถ้าอย่างนั้นคุณต้องมาลองวิ่งงาน Pistachio & Coffee Run เมื่อ theWHOLESOME Run Club จากทีมเดอะคอมม่อน จับมือกับ Meep Meep Run Club ชวนออกไปวิ่งรอบสวนลุมพินี ก่อนกลับมาปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มและขนมจาก Roots และ Pista & Co.
ไม่ว่าจะเลือกวิ่ง จ็อกกิ้ง หรือเดิน ก็สามารถร่วมกิจกรรมได้ทั้งหมด ไฮไลต์อยู่ที่เมนูพิเศษอย่าง Rose Pistachio Latte พร้อมขนมอบสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม โดย 30 คนแรกที่ลงทะเบียนล่วงหน้าจะได้รับเครื่องดื่มและขนมฟรี ส่วนผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนก็สามารถ Walk-in มาร่วมวิ่งและใช้เวลายามเช้ากับคอมมูนิตี้ได้เช่นกัน
Time: นัดเวลา 06.30 น. / เริ่มวิ่ง 07.00-08.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: theCOMMONS Saladaeng
Ticket: เข้าร่วมฟรี (Walk-in ได้)
More Info: theCOMMONS Saladaeng

สำหรับใครหลายคน รันคลับไม่ได้เป็นแค่ที่นัดกันออกมาวิ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ได้เจอเพื่อนใหม่ มีคนคอยทักทุกเช้าวันเสาร์ และค่อยๆ กลายเป็นความเคยชินที่ขาดไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่ MORI Run Club เลือกใช้คำว่า Homecoming ในงานฉลองครบรอบ 1 ปี เพราะนี่ไม่ใช่แค่งานวันเกิด แต่เป็นการชวนทุกคนกลับมาที่ ‘บ้าน’ ของคอมมูนิตี้อีกครั้ง
ตลอดช่วงเย็น ผู้เข้าร่วมจะได้วิ่งก่อนต่อด้วยคลาส BodyCombat, Sound Therapy, Silent Disco และ Poolside Party พร้อมเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่ทำเฉพาะงานนี้ ปิดท้ายด้วยปาร์ตี้วันเกิดริมสระในบรรยากาศสบายๆ เหมาะทั้งสำหรับสมาชิกประจำและคนที่อยากรู้จัก MORI Run Club เป็นครั้งแรก
Time: เริ่มเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป
When: วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569
Where: House Lagom สุขุมวิท 20
Ticket: 349 บาท (จำกัด 100 คน)
Booking: Google Forms
More Info: MORI RUN CLUB BKK

ถ้าอยากรู้ว่าภาคเหนือวันนี้ไม่ได้มีแค่ร้านกาแฟหรือวิวภูเขา ลองแวะมาที่ TOOB NORTH พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่ภายใน Cloud 11 Park ที่รวบรวมเชฟ ช่างฝีมือ ศิลปิน นักออกแบบ และคอมมูนิตี้จากภาคเหนือมาไว้ในที่เดียว ผ่านนิทรรศการ เวิร์กช็อป และบทสนทนาที่ทำให้เห็นว่างานคราฟต์ยังคงพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่
โปรแกรมรอบนี้มาในธีม The Human Hand กับกิจกรรมกว่า 16 รายการ ตั้งแต่งานคราฟต์จากดินเผา การย้อมสีธรรมชาติ ลูกปัดจากเมล็ดกาแฟ ไปจนถึงโชว์เคสและเวิร์กช็อปที่ชวนเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านสองมือของผู้สร้างสรรค์ เหมาะสำหรับคนที่สนใจงานออกแบบ ศิลปะ และวัฒนธรรมร่วมสมัย รวมถึงใครที่อยากใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์กับกิจกรรมที่ได้ลงมือทำจริง
สามารถดูกิจกรรมทั้งหมดได้ทาง https://www.instagram.com/mnna.creative/
When: วันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569
Where: TOOB NORTH ชั้น 5, Cloud 11 Park
Registration: ลงทะเบียนโดย DM ไปยังผู้จัดแต่ละกิจกรรม
More Info: mnna.creative , Cloud 11 Bangkok

เปลี่ยนเช้าวันอาทิตย์ให้สดใสกว่าที่เคยกับกิจกรรมที่ชวนออกมาขยับร่างกายพร้อมดูแลเส้นผมไปในเวลาเดียวกัน เมื่อ Fullhouse Wellness Club จับมือกับ MISE en SCÈNE จัด Morning Wellness Session ที่รวมทั้งการวิ่ง การยืดเหยียด และแอโรบิกไว้ในเช้าเดียว
ผู้เข้าร่วมจะได้เริ่มต้นด้วย Community Run กับ Coach M ต่อด้วย Stretch Session กับ ครูพลอย PTK ก่อนปิดท้ายด้วยคลาสแอโรบิก พร้อมรับ Perfect Kit จาก MISE en SCÈNE และลุ้นของรางวัลเพิ่มเติมผ่านกิจกรรม เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มวันใหม่ด้วยการออกกำลังกายแบบสนุกๆ พร้อมกลับบ้านด้วยไอเดียการดูแลเส้นผมหลังออกกำลังกาย
Time: เวลา 06.00-09.00 น.
When: วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569
Where: อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Dress Code: โทนสีส้ม ครีม หรือขาว
Ticket: เข้าร่วมฟรี (จำกัด 150 คน)
More Info: Fullhouse Wellness Club

ถ้าการวิ่งเช้าวันอาทิตย์ยังไม่พิเศษพอ ลองเปลี่ยนมาออกตามหา ‘พี่เสือ’ กับกิจกรรมสนุกๆ จาก Neighborfoot. x Tiger Balm ที่หยิบคาแรกเตอร์ของยาหม่องตราเสือมาเปลี่ยนเป็นเกมระหว่างการวิ่ง พร้อมพานักวิ่งขึ้นไปวอร์มอัพบน Mahanakhon SkyWalk ชั้น 78 ก่อนออกวิ่งรอบเมืองในระยะ 6.5 กิโลเมตร
หลังเข้าเส้นชัย ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ร่วมเปิด Mystery Box ตามหาเสือหลุดพร้อมรับของรางวัลจาก Tiger Balm และปิดท้ายด้วยช่วงคูลดาวน์ที่ Mahanakhon Square เป็นอีกหนึ่ง Social Run ที่ไม่ได้แข่งกับเวลา แต่ชวนออกมาวิ่ง พบปะผู้คน และเติมสีสันให้เช้าวันหยุด
Time: นัดพบ 06.00 น.
When: วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569
Where: King Power Mahanakhon
Dress Code: สีขาว, ดำ, ส้ม
Ticket: จำกัด 50 คน (ประกาศรายชื่อ 23 กรกฎาคม)
Booking: Google Forms
More Info: Neighborfoot.

หนีเมืองกรุงไปรีเซ็ตพลังกายและใจในบรรยากาศสุดลักชัวรีริมชายหาดพัทยากับ The Ocean Rituals กิจกรรม Wellness Experience จาก Porsche Centre Pattaya, MASON Pattaya และ JOJAI Club ที่ผสานการเคลื่อนไหว ดนตรี อาหาร และไลฟ์สไตล์ไว้ในวันเดียว พร้อมเปิดให้เลือกสัมผัสบรรยากาศได้ทั้งช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
ช่วงเช้าเริ่มต้นด้วย Sunrise Yoga-Barre ท่ามกลางวิวทะเลยามเช้า ต่อด้วยอาหารเช้าเพื่อสุขภาพและ Ice Face Rituals ส่วนช่วงเย็นเปลี่ยนชายหาดให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับ Sunset Barre ที่ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับ Live DJ ก่อนปิดท้ายด้วยคานาเป้และม็อกเทล พร้อมประสบการณ์ทดลองขับ Porsche โดยแต่ละเซสชันรับเพียง 25 คน จึงเหมาะกับคนที่อยากพักจากความวุ่นวาย แล้วใช้เวลาหนึ่งวันกับการเคลื่อนไหว ความสงบ และบรรยากาศริมทะเลอย่างเต็มที่
Time: ตามรอบเวลาที่เลือก (รอบเช้า 05.30-10.00 น. / รอบเย็น 17.00-20.30 น.)
When: วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569
Where: MASON Pattaya
Dress Code: โทนสีเบจ, สีดำ และ สีเขียวโอลีฟ
Ticket: Early Bird 2,680 บาท / ราคาปกติ 3,280 บาท (จำกัด 25 คนต่อเซสชัน)
Booking: https://luma.com/a9fk7gij
More Info: Jojai.club , MASON PATTAYA
The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 22-28 กรกฎาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงการเที่ยวทะเลของเกาะภูเก็ต หลายคนคงคุ้นเคยกั […]
The post PISCES คาตามารันลำใหม่ ที่ชวนใช้ชีวิตบนทะเลภูเก็ตให้ช้าลงและน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึงการเที่ยวทะเลของเกาะภูเก็ต หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพการตื่นแต่เช้า นั่งสปีดโบ๊ตออกไปตามเกาะต่างๆ ลงเล่นน้ำ ถ่ายรูป แล้วรีบเดินทางต่อเพื่อให้ทันเกาะถัดไป
แต่ PISCES คาตามารันลำใหม่จาก Cape Odyssey เลือกตีความการเที่ยวทะเลอีกแบบ แทนที่จะพยายามพาไปให้ได้หลายเกาะที่สุดภายในหนึ่งวัน กลับชวนให้ผู้โดยสารใช้เวลากับการเดินทางมากขึ้น ตั้งแต่นอนเล่นรับลมบนดาดฟ้า กินอาหารกลางวันแบบไม่ต้องรีบ ไปจนถึงนั่งชมพระอาทิตย์ตกบนเรือระหว่างเดินทางกลับฝั่ง
PISCES เป็นเรือ Power Catamaran ความยาว 26 เมตร หรือประมาณ 86 ฟุต ภายในถูกแบ่งออกเป็นหลายพื้นที่เพื่อให้แขกสามารถเลือกใช้เวลาได้ในแบบของตัวเอง


แม้จะเป็นเรือขนาดใหญ่ แต่ตัวเรือผลิตจากไฟเบอร์กลาสเพื่อให้มีน้ำหนักเบากว่าเรือโครงสร้างเหล็ก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 550 แรงม้า 2 เครื่อง และเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 10-18 น็อต ซึ่งความเร็วในที่นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเร่งเก็บจุดหมายให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ระหว่างเกาะ และคืนเวลาให้ผู้โดยสารได้อยู่ในแต่ละพื้นที่นานกว่าเดิม
เบื้องหลังโปรเจกต์นี้คือ ไผ่-พงศ์วรุตม์ ปังศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Cape Odyssey ซึ่งเติบโตมากับทะเลอันดามันและการล่องเรือตั้งแต่วัยเด็ก ความตั้งใจของเขาคือการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากทริปสปีดโบ๊ตทั่วไป ให้การนั่งเรือกลายเป็นจุดหมายของวันหยุดจริงๆ
ส่วนชื่อ PISCES ก็มาจากราศีมีน ซึ่งเป็นราศีเกิดของผู้ก่อตั้งและพี่ชายฝาแฝด สะท้อนถึงสัญลักษณ์ปลาสองตัวที่หมายถึงความสมดุล อิสระ และการออกเดินทาง ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับแบรนด์ Cape Odyssey



ขนาดของเรือเป็นสิ่งแรกที่เราสะดุดตา แต่จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบพื้นที่มากกว่าความใหญ่โต พื้นที่ภายนอกปูด้วยไม้สักแท้และออกแบบให้เปิดรับวิวทะเล ตั้งแต่ดาดฟ้าด้านหน้า พื้นที่รับประทานอาหาร เตียงอาบแดด ไปจนถึงฟลายบริดจ์ด้านบนที่เหมาะกับการนั่งพักในช่วงเย็น
ถัดเข้ามาภายในเป็นซาลูนปรับอากาศขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยหน้าต่างบานกว้าง จึงยังมองเห็นวิวแบบพาโนรามาได้แม้เลือกหลบร้อนอยู่ด้านใน นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง บูธดีเจ และห้องพักส่วนตัวพร้อมห้องน้ำในตัว สำหรับแขกที่ต้องการพื้นที่สงบระหว่างการเดินทาง โดยบนเรือมีห้องสวีตพร้อมห้องน้ำจำนวน 2 ห้อง
เมื่อเรือจอดกลางทะเล ยังสามารถลงเล่นน้ำหรือเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ทั้งแพดเดิลบอร์ด เจ็ตเซิร์ฟ ดำน้ำตื้น และ Floating Ocean Pool สระลอยน้ำพร้อมตาข่ายกั้นด้านท้ายเรือ รวมถึงสามารถขอจัดเตรียมกิจกรรมทางน้ำแบบใช้เครื่องยนต์เพิ่มเติมได้



เปิดให้บริการ 2 รูปแบบ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทาง ตั้งแต่ผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์บนเรือลำนี้เป็นครั้งแรก ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการเหมาลำสำหรับโอกาสพิเศษ
1. Exclusive Shared Voyages (ทริปเส้นทางอ่าวพังงา)
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางมาเป็นกลุ่มใหญ่ หรือผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์โดยไม่จำเป็นต้องเหมาลำทั้งลำ โดยทั้งทริปใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ออกเดินทางจากอ่าวปอช่วง 11.00 น. และกลับถึงท่าเรือประมาณ 19.00 น. เส้นทางพาเข้าสู่อ่าวพังงา ผ่านเกาะนาคา เกาะห้อง เขาตะปูหรือ James Bond Island และพื้นที่หน้าผาหินปูน ถ้ำทะเล และลากูนต่างๆ ก่อนจบวันด้วยการชมพระอาทิตย์ตกระหว่างเดินทางกลับ
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงรายชื่อเกาะ แต่เป็นการจัดพื้นที่ให้แขกแต่ละกลุ่มมีมุมของตัวเอง แทนการวางที่นั่งเรียงแน่นเหมือนเรือทัวร์ทั่วไป บรรยากาศบนเรือถูกวางให้อยู่ระหว่างการพักผ่อนริมทะเลกับเสียงเพลงแบบ Beach Groove มากกว่าจะเป็นโบ๊ตปาร์ตี้เต็มรูปแบบ
ความแตกต่างจากเรือทั่วไปของ PISCES คือเลือกจำกัดผู้โดยสารเพียง 45 ท่าน (จากความจุจริงที่รองรับได้ถึง 70-80 ท่าน)
แพ็กเกจ Standard ราคาเริ่มต้น 6,900 บาทสุทธิต่อคน และ VIP ราคา 7,900 บาทสุทธิต่อคน รวมบริการรับ-ส่งจากโรงแรม อาหารบนเรือ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ผลไม้ อุปกรณ์ดำน้ำ เจ็ตเซิร์ฟ แพดเดิลบอร์ด สระลอยน้ำ ผ้าเช็ดตัว ประกันอุบัติเหตุ และเสื้อชูชีพ
สำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น สามารถอัปเกรดห้องพัก Private Cabin เพิ่มในราคา 10,000 บาทสุทธิสำหรับ 2 คน
2. Premium Private Charter (เหมาลำส่วนตัว)
อีกรูปแบบสำหรับกลุ่มที่ต้องการเหมาลำและกำหนดการเดินทางด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทริปครอบครัว การเฉลิมฉลอง ปาร์ตี้ส่วนตัว หรือการรับรองแขกและลูกค้าขององค์กร
เส้นทางสามารถปรับได้ตามความต้องการ ตั้งแต่การล่องในอ่าวพังงา ไปจนถึงเกาะพีพี เกาะราชา เกาะไข่ หรือเกาะไม้ท่อน รวมถึงเลือกจุดรับแขกจากโรงแรม ชายหาด หรือท่าเรือที่สะดวกได้ โดยอาจมีค่า Relocation เพิ่มเติมตามระยะทาง
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 250,000 บาทสำหรับการใช้งาน 8 ชั่วโมง ภายในแพ็กเกจประกอบด้วยอาหารบนเรือ เครื่องดื่ม อุปกรณ์ทางน้ำ ทีมงาน ห้องครัวส่วนตัว รวมถึงสามารถปรับเมนูและเส้นทางให้เหมาะกับโอกาสนั้นๆ ได้


ด้านอาหารบน PISCES ก็ไม่ได้ถูกจัดให้เป็นแค่เพียงมื้อระหว่างทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ตลอดวัน ซึ่งเมนูมีตั้งแต่อาหารไทย เมดิเตอร์เรเนียน และยุโรปร่วมสมัย ไปจนถึงซูชิแฮนด์โรลที่ปรุงสดบนเรือ สำหรับทริปส่วนตัวยังสามารถสั่งเมนูพรีเมียมอย่าง Seafood Tower เพิ่มล่วงหน้าได้
ด้านเครื่องดื่มก็มีทั้งค็อกเทล ไวน์ แชมเปญ และเครื่องดื่มที่ออกแบบให้เข้ากับบรรยากาศของแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่มื้อกลางวันกลางแดด โดยพื้นที่บาร์และบริการอาหารสามารถปรับให้เหมาะกับงานเฉลิมฉลองหรือโอกาสพิเศษได้เช่นกัน



ท้ายที่สุด PISCES สะท้อนให้เราเห็นว่าความหมายของการเที่ยวทะเลแบบลักชัวรีกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่อาจวัดกันด้วยจำนวนเกาะหรือกิจกรรมที่ทำได้ภายในหนึ่งวัน สู่การมีพื้นที่มากขึ้น ผู้คนน้อยลง และมีเวลาพอที่จะใช้ชีวิตกับทะเลโดยไม่ต้องรีบ
PISCES PHUKET
Exclusive Shared Voyage
Premium Private Charter
Bookings: [email protected]
Call: (+66) 084 393 4531
LINE Official: @piscesphuket
Instagram: PISCES PHUKET
Website: https://piscesphuket.com/
ภาพ: PISCES
The post PISCES คาตามารันลำใหม่ ที่ชวนใช้ชีวิตบนทะเลภูเก็ตให้ช้าลงและน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่คนรุ่นใหม่ถูกรายล้อมด้วยความเร่งรีบต่างๆ จนเกิด […]
The post ทำความรู้จัก Ceiling Service ศิลปะแห่งความเชื่องช้า และเทรนด์นอนนิ่งๆ ฮีลใจคนเมืองในกรุงโซล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่คนรุ่นใหม่ถูกรายล้อมด้วยความเร่งรีบต่างๆ จนเกิดความเหนื่อยล้าสะสม เมืองหลวงที่หมุนไวติดจรวดอย่างกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ กำลังเกิดความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า Architecture of Slowness หรือการออกแบบพื้นที่และประสบการณ์ที่ชวนให้ผู้คนหยุดพักจากจังหวะอันเร่งรีบของเมือง และหนึ่งในโปรเจกต์ที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ที่สุดก็คือ Ceiling Service อีเวนต์ดนตรีบำบัดจากโซลที่เดินทางจัดงานในสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง และเพิ่งจัดงานครั้งที่ 10 เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ชื่อของ Ceiling Service มีแนวคิดมาจากคำในภาษาดัตช์ว่า plafondservice ซึ่งใช้เรียกช่วงเวลาที่เรานอนตาค้างอยู่บนเตียง จ้องมองเพดานในคืนที่นอนไม่หลับ แต่โปรเจกต์นี้เลือกหยิบเอาประสบการณ์อันแสนทรมานนั้นมาพลิกความหมายใหม่ จากเดิมที่เคยจ้องเพดานด้วยความกระวนกระวาย กลายเป็นการเอนหลัง นอนราบ และปล่อยตัวเองไปกับพื้นที่ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้เราได้หยุดพักอย่างแท้จริง


Ceiling Service จึงไม่ใช่คอนเสิร์ต ไม่ใช่นิทรรศการ และไม่ใช่คลาสทำสมาธิแบบที่มีขั้นตอนให้ต้องปฏิบัติตาม หากเป็นประสบการณ์ที่อยู่ระหว่างทั้งสามสิ่ง โดยใช้เสียง พื้นที่ และความนิ่งมาประกอบกัน ผู้เข้าร่วมไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนหรือจับจ้องไปยังเวที
แต่สามารถนอนลงบนที่นอน มองขึ้นไปบนเพดาน ฟังดนตรี อ่านหนังสือ งีบหลับ หรือเพียงใช้เวลาอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ
ภายในพื้นที่จัดงานมีที่นอนพรีเมียมเรียงเต็มพื้น โดย Simmons เป็นหนึ่งในแบรนด์พาร์ตเนอร์ที่มีส่วนทำให้รูปแบบการรับชมในแนวราบกลายเป็นภาพจำของโปรเจกต์ จากพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรีจึงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นห้องพักผ่อนขนาดใหญ่ ซึ่งผู้คนสามารถเลือกใช้เวลาได้ตามชอบ

ซึ่งในภาษาเกาหลี บางคนเรียกประสบการณ์ลักษณะนี้อย่างขำขันว่า 합법적 눕방 (ฮับบอบจ็อก นุบปัง) หรือการมีพื้นที่ให้นอนเล่นได้อย่างถูกกฎหมาย แต่ภายใต้คำเรียกที่ดูสนุกนั้นกลับซ่อนความรู้สึกที่คนเมืองจำนวนไม่น้อยเข้าใจร่วมกัน เพราะในชีวิตประจำวันที่ทุกชั่วโมงถูกแบ่งให้กับการทำงาน การเดินทาง การออกกำลังกาย และการพัฒนาตัวเอง การนอนนิ่งๆ โดยไม่มีเป้าหมาย กลับกลายเป็นเรื่องที่หลายคนรู้สึกว่าต้องขออนุญาตตัวเองเสียก่อน
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Ceiling Service แตกต่างจากกิจกรรม Sound Bath หรือ Meditation ทั่วไป คือความจริงจังในการคัดเลือกศิลปิน ผู้แสดงไม่ได้ถูกเชิญมาเพียงเพื่อสร้างเสียงที่ฟังสบาย แต่ล้วนเป็นศิลปินที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเสียง ความสงบ จิตใจ และการเยียวยาผ่านผลงานของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง



หนึ่งในศิลปินหลักของ Vol.10 คือ Yogetsu Akasaka พระนิกายเซนจากกรุงโตเกียว ผู้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากผลงาน Heart Sutra Live Looping Remix ซึ่งนำบทสวด Heart Sutra มาผสมผสานกับจังหวะบีตบ็อกซ์และเสียงที่สร้างขึ้นผ่าน Loop Station สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้มองผลงานเหล่านี้เป็นเพียงการทดลองทางดนตรี แต่เป็นรูปแบบหนึ่งของการเยียวยาและลดความทุกข์ของผู้ฟังผ่านเสียง
อีกหนึ่งศิลปินหลักคือ Cifika ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ชาวเกาหลีใต้ อดีตกราฟิกดีไซเนอร์ที่เริ่มต้นเรียนรู้การทำดนตรีด้วยตัวเองผ่านโปรแกรม Ableton ก่อนพัฒนาภาษาทางดนตรีของตัวเองขึ้นมาจากห้องนอน และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของเกาหลี ผลงานของเธอมักสำรวจความสมดุลระหว่างความหนักและความเบา ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้จัดเลือกให้มาร่วมสร้างประสบการณ์ใน Ceiling Service
แม้ Cifika และ Yogetsu Akasaka จะมีภูมิหลังและวิธีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมาก คนหนึ่งมาจากดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัย อีกคนมาจากการปฏิบัติแบบเซน แต่จุดที่ทั้งคู่เชื่อมโยงกันคือการใช้เสียงเพื่อสร้างสภาวะบางอย่างให้เกิดขึ้นภายในตัวผู้ฟัง มากกว่าการสร้างการแสดงที่เรียกร้องให้ทุกสายตาจับจ้องอยู่บนเวที
รอบๆ ศิลปินหลักทั้งสองคนยังมีศิลปินแอมเบียนต์จากทั้งเกาหลีและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น K.O.P. 32, sooom, Lim Yong Ju และ Notep มาร่วมสร้างภูมิทัศน์ทางเสียงให้กับงาน ดนตรีแต่ละช่วงจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่ช่วยเปลี่ยนวิธีที่ผู้ร่วมงานรับรู้พื้นที่ เวลา และร่างกายของตัวเอง
เมื่อมองให้กว้างกว่าอีเวนต์เพียงสองวัน Ceiling Service ยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่วัฒนธรรมของกรุงโซล จากเดิมที่การออกไปข้างนอกมักเชื่อมโยงกับการทำกิจกรรม การกินดื่ม และการหาประสบการณ์ กลับเริ่มมีพื้นที่ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัก การฟัง และไม่ต้องมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นมากขึ้น ทั้ง Tea House, Sound Bath, Meditation Space ไปจนถึงโปรเจกต์ที่มองว่า ‘การไม่ทำอะไร’ ก็สามารถเป็นประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบอย่างจริงจังได้
แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าโปรเจกต์ลักษณะนี้จะกลายเป็นรูปแบบการพักผ่อนที่อยู่กับเมืองในระยะยาว หรือเป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราวของคนรุ่นหนึ่ง แต่การเดินทางมาถึงครั้งที่ 10 ก็แสดงให้เห็นว่า ความต้องการพื้นที่ซึ่งไม่ได้เรียกร้องอะไรจากผู้คนอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
ในวันที่โลกพยายามเร่งให้เราทำทุกอย่างได้เร็วขึ้น Ceiling Service เสนอคำตอบที่เรียบง่ายให้กับความเหนื่อยล้าของคนเมือง นั่นคือห้องหนึ่ง เสียงบางอย่าง และการอนุญาตให้ตัวเองอยู่ตรงนั้นต่ออีกสักพัก เพราะบางทีความหรูหราที่หาได้ยากที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งของราคาแพงหรือประสบการณ์อันหวือหวา แต่คือ เวลาและพื้นที่ที่อนุญาตให้เราอยู่นิ่งๆ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
สามารถติดตามการประกาศจัดงานครั้งถัดไปได้ทาง Instagram: ceiling service
ภาพ: ceiling service
The post ทำความรู้จัก Ceiling Service ศิลปะแห่งความเชื่องช้า และเทรนด์นอนนิ่งๆ ฮีลใจคนเมืองในกรุงโซล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึง ‘Longevity’ หรือการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เ […]
The post 7 เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากที่หมอชิว ‘ยิ้มยิงฟัน’ อยากให้ทุกคนรู้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึง ‘Longevity’ หรือการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เรามักจะนึกถึงการทานอาหาร ออกกำลังกาย ตลอดจนการพึ่งพานวัตกรรมต่างๆ แต่ที่จริงแล้ว สิ่งใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับ Longevity โดยตรงก็คือ ‘ฟัน’ อวัยวะด่านแรกของร่างกายที่หากดูแลไม่ดี อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม และในบางกรณีอาจรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
Longevity Lab EP นี้ หมอชิว-ทพ.วุฒิพงษ์ เหล่าอมต (ท.8102) ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมจัดฟัน และเจ้าของเพจ ‘ยิ้มยิงฟัน’ ชวนทุกคนสำรวจ 7 เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากที่หลายคนอาจมองข้าม ตั้งแต่ฟันผุที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ไปจนถึงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อสุขภาพและการมีอายุยืนกว่าที่คิด

“ฟันผุเกิดจากการติดเชื้อ มีเชื้อโรคในช่องปากที่ทำให้ฟันเป็นรู แล้วรูนั้นก็เป็นโพรงที่เชื้อโรคเข้าไปอาศัยอยู่ได้ ทำไมฟันผุถึงอันตรายถึงชีวิต เพราะเส้นเลือดในร่างกายเราเชื่อมถึงกันหมด เลือดทุกหยดต้องผ่านหัวใจ
บางครั้งเชื้อโรคอาจหลุดเข้าไปเกาะที่ลิ้นหัวใจ หรือการติดเชื้อจนเกิดหนองบริเวณฟันล่าง หนองอาจบวมไปกดหลอดลม ทำให้หายใจไม่ออกและเสียชีวิตได้”

“เราอาจลืมไปแล้วว่าด่านแรกของการรับสารอาหารเข้าสู่ร่างกายคือการบดเคี้ยว ถ้าฟันน้อยลง เคี้ยวอาหารได้ไม่ดี อาหารที่ลงสู่กระเพาะก็ไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม กระเพาะอาจทำงานหนักหรือย่อยอาหารได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อสารอาหารที่จะเข้ามาหล่อเลี้ยงร่างกาย รวมถึงไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพและอายุขัยของเรา”
“การจิบกาแฟเป็นระยะเวลานานส่งผลเสียมากกว่า เพราะความเป็นกรดจะคงอยู่ในช่องปากหลายชั่วโมง สีของกาแฟก็สัมผัสอยู่บนพื้นผิวฟัน ฟันก็มีโอกาสสีเข้มขึ้น
แนะนำว่าดื่มให้หมดในระยะเวลาที่ไม่นาน แล้วดื่มน้ำเปล่าตามหรือบ้วนปาก จะเป็นมิตรกับฟันและสุขภาพช่องปากมากกว่า”

“หลังรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม พวกจุลชีพในช่องปากจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นกรด ซึ่งทำให้ผิวเคลือบฟันอ่อนแอลงชั่วคราว ถ้าใช้แปรงสีฟันไปขัดทันที อาจทำให้ผิวนอกสุดของเคลือบฟันถลอกได้
วิธีที่ถูกต้องคือรอให้ความเป็นกรดกลับมาเป็นกลางก่อน อาจบ้วนน้ำหรือดื่มน้ำเปล่าตาม แล้วรอประมาณ 30 นาทีจึงค่อยแปรงฟัน”
“เหงือกอักเสบเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรีย แบคทีเรียจะปล่อยสารพิษออกมา ทำให้ผนังเส้นเลือดฝอยที่เหงือกเปราะและแตกง่าย จึงมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน
เส้นเลือดฝอยที่เปราะและแตกก็เหมือนเป็นแผลเล็กๆ ที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ เช่นเดียวกับฟันผุ”

“เวลาที่เราเคี้ยวอาหารแล้วรู้สึกว่ามันกรอบ เพราะเส้นสลิงระหว่างเคลือบรากฟันกับกระดูกมีเส้นประสาทส่งความสั่นสะเทือนไปแปลผลที่สมองว่า ‘กรอบ’ และ ‘อร่อย’
หมอจึงพยายามบอกคนไข้ทุกคนว่า ‘เก็บฟันธรรมชาติไว้เถอะ’ เพราะต่อให้เป็นรากฟันเทียมที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ก็ไม่อาจจำลองการส่งผ่านความสั่นสะเทือนและความกรอบไปสู่สมองได้”
“นักว่ายน้ำอาจไม่ได้มีฟันผุจากเชื้อโรคโดยตรง แต่มีโอกาสเกิดฟันกร่อนจากสารเคมี เพราะเราไม่ได้ว่ายน้ำในแม่น้ำหรือทะเล เราว่ายน้ำในสระ ซึ่งมีคลอรีนที่เติมลงไปเพื่อกำจัดเชื้อโรค แต่คลอรีนเป็นสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูงมาก นักว่ายน้ำที่ฝึกซ้อมเป็นประจำจึงสัมผัสคลอรีนกับผิวฟันตลอดเวลา และส่งผลให้ฟันกร่อนได้”
ภาพ: เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล
The post 7 เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากที่หมอชิว ‘ยิ้มยิงฟัน’ อยากให้ทุกคนรู้ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างสีสันให้กับงาน The Secret Sauce B […]
The post ISAN SHOWCASE รวมไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์แดนอีสานในงาน #tssbwอีสาน2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างสีสันให้กับงาน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 ที่เพิ่งจบลงไป คือ ISAN SHOWCASE พื้นที่ที่รวบรวมผู้ประกอบการ นักออกแบบ และแบรนด์สร้างสรรค์จากภาคอีสานมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่า วัตถุดิบ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์จากท้องถิ่น สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจที่แข่งขันได้ในระดับประเทศและระดับโลก
ตลอดช่วงเวลาของงาน โซนนี้เต็มไปด้วยสินค้า งานคราฟต์ นวัตกรรม อาหาร เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการชมการเพ้นท์เซรามิกสด ชิมขนมเทียนแก้วสูตรดั้งเดิมกว่า 70 ปี จิบกาแฟพร้อม Sound Experience ชิม Craft Cocktail จากวัตถุดิบอีสาน ทดลองทำ Art Toy จากขยะทะเล และชิมนวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากผู้ประกอบการไทย



นอกจากการเดินเลือกชมสินค้า ISAN SHOWCASE ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริโภค นักลงทุน และผู้สนใจธุรกิจสร้างสรรค์ ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสานงานออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งาน ความยั่งยืน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน
สำหรับใครที่ได้มาร่วมงานในปีนี้ ISAN SHOWCASE คืออีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนพลังของผู้ประกอบการอีสานได้อย่างชัดเจน ส่วนใครที่พลาดไป ปีหน้าอย่าลืมปักหมุดรอ เพราะพื้นที่แห่งนี้ยังมีเรื่องราวและไอเดียใหม่ๆ ให้ค้นหาอีกมาก
แล้วพบกันใหม่ใน The Secret Sauce Business Weekend อีสาน ครั้งถัดไป















The post ISAN SHOWCASE รวมไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์แดนอีสานในงาน #tssbwอีสาน2026 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่หลายคนต้องแวะทุกครั้งเมื่อ […]
The post THE BARISTRO คาเฟ่ลูกรักชาวเชียงใหม่ สู่สาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงร้านกาแฟหรือคาเฟ่ที่หลายคนต้องแวะทุกครั้งเมื่อไปเชียงใหม่ ชื่อของ The Baristro น่าจะอยู่ในลิสต์แรกๆ ของใครหลายคนแน่นอน ล่าสุดได้เปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ แล้วที่ Market Place Thonglor พร้อมพาบรรยากาศที่หลายคนคุ้นเคย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา The Baristro โดย ต่อ-ธนิต สุวณิชย์ ที่เติบโตจากร้านกาแฟเล็กๆ ในเชียงใหม่ จนกลายเป็นหนึ่งในร้านสเปเชียลตี้คอฟฟี่ที่ได้รับความนิยมที่สุดแห่งหนึ่ง ด้วยการคัดเลือกเมล็ดกาแฟอย่างจริงจัง คั่วกาแฟเอง และออกแบบแต่ละสาขาให้มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน ทำให้หลายคนไม่ได้แวะมาเพียงเพื่อดื่มกาแฟ แต่ยังแวะมาเพื่อสัมผัสบรรยากาศของร้านในแต่ละโลเคชันด้วย
แม้ว่าในกรุงเทพฯ จะมีร้านกาแฟสเปเชียลตี้เปิดใหม่แทบทุกเดือน แต่การมาของ The Baristro ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะนี่ไม่ใช่แบรนด์หน้าใหม่ หากเป็นหนึ่งในร้านที่มีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมคาเฟ่ของเชียงใหม่ และเป็นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติแวะเวียนกันไปนานหลายปี




บรรยากาศของสาขาทองหล่อยังคงรักษาลายเซ็นของแบรนด์ไว้ด้วยงานออกแบบสไตล์โมเดิร์น มินิมัลใช้โทนสีอ่อน กระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ และเฟอร์นิเจอร์ที่เรียบง่าย ทำให้ร้านดูโปร่ง นั่งสบาย
ส่วนเมนูของสาขานี้ยังคงให้ความสำคัญกับกาแฟเป็นหลัก โดยมีเมล็ดกาแฟสเปเชียลตี้ให้เลือกหลากหลายคาแรกเตอร์ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับบาร์มัทฉะขนาดเล็ก เครื่องดื่ม Non-Coffee และเบเกอรี่อบสดใหม่ทุกวัน โดยมีแก้วไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด อย่าง Iced Americano (95 บาท) กาแฟดำเย็นที่สะท้อนคาแรกเตอร์สะอาด สดชื่น รสชาติสมดุล ดื่มง่ายได้ในทุกวัน
Aerocano (125 บาท) เมนูทวิสต์ไอเดียใหม่ที่ผสานเอสเปรสโซเข้ากับไมโครโฟมเนียนละเอียดด้วยเทคนิคเฉพาะ จนได้เนื้อสัมผัสนุ่มฟูคล้ายการดื่ม Nitro Cold Brew แต่ยังคงความเข้มข้นชัดเจนตามแบบฉบับเอสเปรสโซ
Soft Matcha (185 บาท) เมนูซิกเนเจอร์สำหรับคนรักชาเขียว มัทฉะเข้มข้นเสิร์ฟมาพร้อมซอฟต์ครีมเนื้อเนียนนุ่ม หอมมัน หวานกำลังดี


Baristro Beer (140 บาท) เมนูขายดีที่ครองใจทุกเพศทุกวัย ดึงความหวานหอมสดชื่นของน้ำเก๊กฮวยมาจับคู่กับท็อปเลเยอร์ครีมชีสรสเค็มมันนัว เกิดเป็นมิติรสชาติใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์
Pink Panther (145 บาท) เครื่องดื่มม็อกเทลสีชมพูสดใส เบลนด์รสชาติของสาลี่ สตรอว์เบอร์รี และกลิ่นหอมละมุนของกุหลาบเข้าไว้ด้วยกัน ช่วยรีเฟรชร่างกายได้เป็นอย่างดี
ส่วนเบเกอรี่อบสดใหม่กลิ่นหอมฟุ้ง อย่าง Almond Croissant (140 บาท) ครัวซองต์เนยสดผิวนอกกรอบ สอดไส้อัลมอนด์ครีมเนื้อเนียน และ Sweet Potato Bun (80 บาท) ขนมปังมันม่วงเนื้อนุ่มหนึบสไตล์เกาหลี สอดไส้มันหวานญี่ปุ่นรสหวานธรรมชาติ



THE BARISTRO thonglor
Location: ชั้น 2 โครงการ Market Place ทองหล่อ
Open: เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น.
Website: The Baristro
Budget: ราคา 200-500 บาท ต่อคน
ภาพ: The Baristro
The post THE BARISTRO คาเฟ่ลูกรักชาวเชียงใหม่ สู่สาขาใหม่ใจกลางทองหล่อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซึ่งปรัชญาฮีลใจสไตล์ญี่ปุ่นทั้ง 5 ข้อนี้ ลึกๆ แล้วล้วนห […]
The post ค้นพบ 5 ปรัชญาฮีลใจที่ได้จาก หนังสือ ‘มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ซึ่งปรัชญาฮีลใจสไตล์ญี่ปุ่นทั้ง 5 ข้อนี้ ลึกๆ แล้วล้วนหล่อหลอมมาจากสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิต จะเข้ามาเป็นเหมือนอ้อมกอดที่ช่วยปลดล็อกเราจากความเครียด สอนให้เราใจดีกับตัวเองมากขึ้น และค้นพบรอยยิ้มเล็กๆ ในแต่ละวันได้อีกครั้ง
1. คินสึงิ (Kintsugi)
โอบกอดบาดแผลและรอยแตกอันสมบูรณ์แบบ เมื่อถ้วยชามแตกหัก คนส่วนใหญ่มักคิดถึงถังขยะ แต่ชาวญี่ปุ่นมีศิลปะที่เรียกว่า ‘คินสึงิ’ ซึ่งคือการซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านั้นด้วยเส้นทองคำ โดยไม่คิดจะปกปิดมัน ปรัชญานี้กำลังกระซิบบอกเราว่า โลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เมื่อชีวิตล้มเหลว ผิดพลาด หรือหัวใจแตกสลาย เราไม่จำเป็นต้องซุกซ่อนร่องรอยเหล่านั้นไว้ใต้พรม อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอบ้าง และค่อยๆ ซ่อมแซมบาดแผลนั้นด้วยความจริงใจ เพราะรอยร้าวเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราไร้ค่า แต่มันคือ ‘เส้นทองคำ’ ที่บอกเล่าเรื่องราวว่าเราอดทนและเติบโตมาได้อย่างงดงามแค่ไหน
2. วะบิ-ซะบิ (Wabi-Sabi)
มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์และกาลเวลา มนุษย์เรามักหวาดกลัวความร่วงโรยและการเปลี่ยนแปลง แต่ ‘วะบิ-ซะบิ’ ชวนให้เรามองว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว หากแต่คือความงามที่แท้จริง โต๊ะไม้ที่มีรอยขีดข่วน หรือใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี ล้วนมีลมหายใจแห่งเวลา ร่างกายของเราก็เช่นกัน รอยเหี่ยวย่นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ และความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ลองวางความคาดหวังที่หนักอึ้งลง โอบกอดร่องรอยแห่งกาลเวลา แล้วเราจะพบว่าความไม่สมบูรณ์นี่แหละ คือความสมบูรณ์แบบที่สุดในแบบของมันเอง
3. อิคิไก (Ikigai)
เหตุผลเล็กๆ ที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้ ‘อิคิไก’ คือคุณค่าและเหตุผลที่ทำให้เราอยากมีชีวิตอยู่ หลายคนมักกดดันตัวเองว่าคุณค่าของชีวิตต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ระดับเปลี่ยนโลก หรือต้องประสบความสำเร็จจนใครๆ ยอมรับ แต่จริงๆ แล้ว อิคิไกอาจเป็นเพียงแค่การตื่นมาทำอาหารจานโปรดให้คนที่เรารัก การได้รดน้ำต้นไม้ หรือการจัดบ้านให้น่าอยู่ การทำสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ด้วยความรักและเป็นกุศล ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยเติมเต็มความหมายให้ชีวิต โดยไม่ต้องเอาหัวใจไปผูกติดกับความสำเร็จที่สังคมกำหนด
4. กะมัน (Gaman)
สงบงามในวันที่พายุกระหน่ำ ในวันที่ชีวิตเจอมรสุมลูกใหญ่ ‘กะมัน’ ไม่ได้สอนให้เราฝืนกัดฟันสู้จนตัวตาย หรืออดทนอย่างแห้งแล้ง แต่มันคือการรักษาความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรี ท่ามกลางความยากลำบาก เป็นความสงบงามที่คล้ายกับหลักขันติและอุเบกขา ปรัชญานี้ปลอบประโลมเราว่า ไม่เป็นไรเลยที่จะร้องไห้หรือล้มลง สิ่งสำคัญคือการรู้จัก ‘รอคอยอย่างสงบ’ ไม่ปล่อยให้ความสิ้นหวังมาทำลายจิตใจ และเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า ‘ขึ้นชื่อว่าท้องฟ้า ย่อมมีวันที่จะกลับมาสว่างใหม่เสมอ’
5. ชินริน-โยกุ (Shinrin-Yoku)
ให้ธรรมชาติช่วยกอดปลอบโยน ในยุคที่หน้าจอและเสียงแจ้งเตือนดึงพลังงานเราไปจนหมดสิ้น การพาตัวเองไป ‘อาบป่า’ หรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ คือการเยียวยาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ลองหาเวลาไปเดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เดินให้ช้าลง สัมผัสความเย็นของสายลม สูดกลิ่นดินชื้น และฟังเสียงใบไม้พัดพลิ้ว ปล่อยให้เวลาหยุดชะงักลงชั่วครู่ ธรรมชาติจะช่วยรีเซ็ตระบบประสาทที่ว้าวุ่น พาหัวใจที่หลงทางกลับมาอยู่กับ ‘ปัจจุบัน’ และลมหายใจของตัวเองอย่างแท้จริง
ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ก็มีความสุขได้ ปรัชญาญี่ปุ่นทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่ใช่กฎกติกาที่บังคับให้เราต้องทำตาม แต่เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยเตือนสติว่า ‘เราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง’ เราแตกหักได้ อ่อนแอได้ และเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อนุญาตให้ตัวเองได้พักหายใจ โอบรับทุกร่องรอยของชีวิตอย่างอ่อนโยน แล้วเราจะพบว่าความร่มเย็นในจิตใจนั้น เกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัน
อ้างอิง:
The post ค้นพบ 5 ปรัชญาฮีลใจที่ได้จาก หนังสือ ‘มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เต็มที่ทุกตารางนิ้ว” คือแนวคิดการออกแบบของ AP Condo ที […]
The post เบื้องหลังแนวคิด ‘AP Condo เต็มที่ทุกตารางนิ้ว’ ทำไมคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้วัดที่ขนาดห้องอย่างเดียว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เต็มที่ทุกตารางนิ้ว” คือแนวคิดการออกแบบของ AP Condo ที่หลอมรวม 3 ไอเดียหลักไว้ด้วยกัน ได้แก่ ความสุนทรีย์ (Aesthetics & Comfort), พื้นที่หลากหลายที่ใช้งานได้จริง (Diversity & Choice) และความสะดวก คงทน ปลอดภัย (Seamless & Safety) โดยไอเดียเหล่านี้เกิดจากการเข้าใจปัญหาผู้อยู่อาศัย เพราะ AP Condo เชื่อว่า คุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้มาจากห้องที่กว้างขวางเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการออกแบบที่เข้าใจชีวิตคนอย่างแท้จริง
เคยเจอเรื่องเหล่านี้บ้างไหมในการใช้ชีวิตคอนโด
เปิดม่านตอนเช้าแล้วเจอแค่กำแพงตึกข้างๆ ไม่มีวิวให้ใจได้พัก
กลับบ้านมาอยากมีมุมนั่งทำงานเงียบๆ แต่ห้องมีแค่โซฟานั่งเล่นกับเตียงนอน
ฝนตกหนักทีไร อดคิดไม่ได้ว่าน้ำจะไหลย้อนเข้าตึกอีกหรือเปล่า
เพราะปัญหาคับอกคับใจ ไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ที่มี แต่อยู่ที่การออกแบบ AP Condo จึงเริ่มต้นดีไซน์จากการฟังเสียงคนอยู่อาศัยให้ลึกลงไปกว่าเสียงที่ได้ยิน แต่เป็นเสียงภายในที่สะท้อนพฤติกรรมและความกังวล (Unspoken Need) แล้วมาปรับใช้เป็น ‘AP CODE’ มาตรฐานการออกแบบที่เชื่อมโยงกับ Code of Empathy ตั้งแต่ทำเล พื้นที่อยู่อาศัย ไปจนถึงบริการหลังการขาย
บางคนบอกว่าวันที่เหนื่อยที่สุด แค่ได้นั่งมองอะไรสวยๆ สักพักก็ผ่อนคลายขึ้น นี่คือสิ่งที่เสาหลักแรก ความสุนทรีย์ที่สมบูรณ์แบบ (Aesthetics & Comfort) ให้ความสำคัญ ผ่านการคัดสรรทำเลและมุมมองอาคารอย่างตั้งใจ เพื่อให้ทุกห้องได้วิวที่ดีที่สุดเท่าที่ทำเลนั้นจะให้ได้ เช่น:
LIFE พระราม 4 – อโศก: มองออกไปเห็นเส้นโค้งน้ำบางกะเจ้าโอบล้อมเมืองสุขุมวิท พร้อมอากาศบริสุทธิ์จากสวนเบญจกิติ
THE ADDRESS สยาม – ราชเทวี: อยู่ใจกลางความคึกคักของเมือง แต่ยังมีมุมสงบไว้พักใจได้เต็มที่
ASPIRE อิสรภาพ สเตชั่น: วิววัดอรุณฯ แบบพาโนรามา นั่งชมพลุเทศกาลสำคัญได้จากพื้นที่ของตัวเอง



ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ชีวิตเหมือนกัน บางคนต้องการมุมทำงานเงียบๆ บางคนอยากได้พื้นที่ผ่อนคลายหลังเลิกงาน เสาหลักที่สอง พื้นที่หลากหลายที่ใช้งานได้จริง (Diversity & Choice) จึงตอบโจทย์ด้วย Layout ห้องกว่า 100 แบบ จากทุกคอนโด ทั้งห้องแบบ Simplex และ Vertiplex พร้อม Free Space Zone ที่ปรับเป็นมุมทำงาน มุมพักผ่อน หรือมุมส่วนตัวได้ตามใจ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ที่ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น

ความใส่ใจนี้ยังรวมไปถึงพื้นที่ส่วนกลาง ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Private in Public ตั้งแต่ Stand-alone Facilities ที่ LIFE รัชดา – พระราม 9 ไปจนถึง Verticle Facilities ส่วนกลาง 10 ชั้นใจกลางเอกมัยของ RHYTHM เอกมัย – เอสเตท ที่จัดวางมุมพักผ่อนให้รู้สึกเป็นส่วนตัว แต่ยังเปิดให้เจอผู้คนได้เมื่ออยากเจอ


ถ้าแต่ละวันไม่ต้องกังวลว่าจะมีเหตุร้ายอะไรในคอนโด ก็คงใช้ชีวิตได้หายห่วง เสาหลักที่สาม ความสะดวก คงทน ปลอดภัย (Seamless & Safety) คือเสาที่ AP Condo ให้ความสำคัญ และสะท้อนผ่านงานออกแบบที่ช่วยให้ลูกบ้านคลายกังวล:
และสำหรับใครที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัวอีกคน AP Condo ก็ให้ความสำคัญกับแนวคิด Pet-Friendly อย่างเต็มที่ เช่น ASPIRE สุขุมวิท 103 ที่ใส่ใจตั้งแต่การใช้พื้น SPC ทนรอยขีดข่วน, สี Organic Care, เครื่องปรับอากาศระบบ nanoe
X , ห้อง Pet Pal Suite, การแยกอาคาร Pet Friendly ไปจนถึงปุ่มแจ้งเตือน Pet-in-Elevator ในลิฟต์ เพื่อไม่ให้น้องหลุดออกไปโดยไม่ตั้งใจ

เพราะคำว่าคุณภาพชีวิตที่ดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนแค่ต้องการวิวที่มองแล้วใจสงบ บางคนแค่อยากมีหลากหลายมุมในห้อง AP Condo จึงฟังความต้องการของแต่ละคนด้วยความใส่ใจ และสร้างมาตรฐานการออกแบบที่ “เต็มที่ทุกตารางนิ้ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” เพื่อให้ที่อยู่ตอบโจทย์ชีวิตของแต่ละคนที่สุด
AP Condo เต็มที่ทุกตารางนิ้ว เพราะคุณภาพของทุกตารางนิ้ว คือที่สุดของคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัย
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://apthai.ly/MzMfJa
The post เบื้องหลังแนวคิด ‘AP Condo เต็มที่ทุกตารางนิ้ว’ ทำไมคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้วัดที่ขนาดห้องอย่างเดียว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
Anastasia Beverly Hills Kiss Theory Lip Balm คือลิปไฮบร […]
The post รู้จัก Kiss Theory Lip Balm กับสิ่งใหม่ที่เรียกว่านวัตกรรมไฮบริดเจล-บาล์ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
Anastasia Beverly Hills Kiss Theory Lip Balm คือลิปไฮบริดเจล-บาล์ม ที่รวมคุณสมบัติของลิปสติก ลิปกลอส และลิปบาล์มไว้ในแท่งเดียว ให้สีสันชัดเจน ปากฉ่ำเงา ไม่เหนียวเหนอะหนะ พร้อมบำรุงด้วย Hyaluronic Acid และ Vitamin E มีให้เลือก 14 เฉดสี ราคา 700 บาท วางจำหน่ายที่ Sephora
ใครเคยเจอปัญหาน่าปวดหัวเวลาแต่งหน้าแล้วต้องเลือกระหว่างทาลิปสติกสีชัดแต่แอบหนักปาก กับทาลิปกลอสปากฉ่ำแต่เหนียวหนึบบ้าง?
ลืมความวุ่นวายเหล่านั้นไปได้เลย เพราะวันนี้ LIFE จะพาไปรู้จักไอเท็มใหม่ล่าสุดที่เพิ่งแลนดิ้งถึงไทยสดๆ ร้อนๆ เมื่อ Anastasia Beverly Hills เปิดตัว Kiss Theory Lip Balm ไอเท็มนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเกิดมาเพื่อฉีกกฎการทาลิปแบบเดิมๆ ด้วยคอนเซปต์มากกว่าลิปบาล์ม เบากว่าลิปสติก เป็นนวัตกรรมไฮบริดเจล-บาล์ม ที่ควบรวมความเป๊ะของทั้ง 3 ไอเท็มไว้ด้วยกัน คือให้สีสันชัดเจนมีมิติแบบลิปสติก ให้ความฉ่ำเงาราวกระจกแบบลิปกลอส และให้การบำรุงเบาสบายแบบลิปบาล์ม ครบจบในแท่งเดียว, เนื้อสัมผัสมีความนุ่มฟู บางเบา ไม่หนัก ไม่ลื่นจนเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่เหนียวเหนอะหนะเลย เอดิเตอร์ลองแล้วบอกเลยว่าปาดรอบเดียวสีชัดสวย แถมทาเติมระหว่างวันได้ชิลๆ แบบไม่ต้องพึ่งกระจก
แล้วไม่ต้องกลัวปากแห้งด้วยนะ เพราะมีการบำรุงจาก Hyaluronic Acid ล็อกความชุ่มชื้นให้ปากอิ่มฟู Vitamin E เติมความนุ่มเรียบเนียน และ Candelilla Wax ช่วยให้เนื้อเนียนลื่นสีสดชัด มาพร้อมกลิ่นหอมวานิลลา เป็นสูตรวีแกน ปราศจากพาราเบนและแอลกอฮอล์ ในไทยมีให้เลือกจัดเต็ม 14 เฉดสี (700 บาท) ตั้งแต่นู้ดละมุน Nudeish ไปจนถึงแดงสด Riddle Red จะทาเดี่ยวๆ ก็สวยฉ่ำ หรือจับคู่กับ Anastasia Beverly Hills Lip Liner เพื่อวาดรูปปากให้มีมิติก็เลิศสุดๆ สาวๆ สามารถไปลองปาดเนื้อสัมผัสจริงกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้เลยที่ร้าน Sephora ทุกสาขา
The post รู้จัก Kiss Theory Lip Balm กับสิ่งใหม่ที่เรียกว่านวัตกรรมไฮบริดเจล-บาล์ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmo […]
The post ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อโลกยุคปัจจุบันขับเคลื่อนทุกอย่างด้วยความเร็ว Belmond กลับเลือกที่จะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ช้าลง นี่คือบทสนทนาว่าด้วยเวลา การพักผ่อน และรถไฟที่สวยที่สุด
เมื่อเรามีโอกาสได้คุยกับ Gary Franklin ผู้รับผิดชอบเป็น Senior Vice President, Trains & Cruises ของ Belmond แบรนด์ลักชัวรีในเครือ LVMH เขาคนนี้เป็นผู้ดูแลประสบการณ์การเดินทางของรถไฟและเรือสำราญระดับไอคอนิกหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็น Venice Simplon-Orient-Express, Eastern & Oriental Express, Royal Scotsman รวมถึง Britannic Explorer รถไฟนอนลักชัวรีสายแรกของอังกฤษและเวลส์ที่เปิดตัวในปี 2025

Gary เชื่อว่าเวลาคือความหรูหราที่มีค่ามากที่สุดในยุคนี้ และเป็นเหตุผลที่แนวคิด Slow Luxury กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ใช่แค่การเดินทางที่ช้าลง แต่คือการได้ใช้เวลากับตัวเอง กับผู้คนรอบข้าง และกับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่
และนี่คือความเปลี่ยนแปลงของนักเดินทางลักชัวรี ความหมายของ Slow Luxury และเหตุผลที่เวลากำลังกลายเป็น Ultimate Luxury ของโลกยุคใหม่
“หลังโควิด ผู้คนให้คุณค่ากับเวลามากขึ้นอย่างชัดเจน วันนี้เวลาคือ Ultimate Luxury ที่ Belmond เราเชื่อว่าผู้คนไม่ได้แค่ใช้เวลา แต่กำลังลงทุนกับเวลา
ช่วงที่ทุกคนต้องหยุดอยู่บ้าน หลายคนได้ทบทวนชีวิตและกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่มีความหมายจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือการใช้เวลาร่วมกัน อีกอย่างที่เราเห็นคือ นักเดินทางลักชัวรีมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับเวลา และเลือกลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างมีคุณค่ามากขึ้น”
“ผมคิดว่ามันมีหลายเหตุผล อย่างแรกคือผู้คนเริ่มใส่ใจการออกแบบรูปแบบการเดินทางของตัวเองมากขึ้น พวกเขามองหาประสบการณ์ที่ช้าลง แต่ยังคงมีคุณค่าและความหมาย ทุกวันนี้การเดินทางไม่ใช่แค่การพาตัวเองไปถึงจุดหมาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทั้งหมด
คนรุ่นใหม่เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรู้ว่าการเดินทางด้วยรถไฟเป็นมิตรกับโลกมากกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน
แต่ถ้าจะให้ผมตอบสั้นๆ เหตุผลหลักก็คือ มันเป็นการเดินทางที่สวยงาม คุณได้นั่งอยู่ในห้องพักส่วนตัว มองวิวเมืองและธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง ได้เห็นมุมที่ไม่มีวันเห็นจากเครื่องบิน นั่นคือประสบการณ์ที่แตกต่างจริงๆ”

“สำหรับผม Slow Luxury คือการได้วางโทรศัพท์ลง กลับมาใช้ชีวิตแบบอนาล็อก อ่านหนังสือ พูดคุยกับคนรอบตัว และใช้เวลากับสิ่งตรงหน้า ซึ่งการเดินทางด้วยรถไฟทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คุณมีเวลาพัก มีเวลามองวิว มีเวลาพูดคุยกับผู้ร่วมเดินทาง หรือแม้แต่แต่งตัวไปดินเนอร์โดยไม่ต้องเร่งรีบ นอกจากนั้นคุณยังมีพื้นที่ส่วนตัวในห้องพัก นอนหลับสบาย ตื่นเช้ามาพร้อมวิวธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดเส้นทาง สำหรับผม นั่นคือความหรูหราที่แท้จริง”
“ผมอยากใช้คำว่า ‘ลงทุน’ มากกว่าคำว่า ‘จ่าย’ วันนี้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของการเดินทางแบบ Slow Travel มากขึ้น พวกเขาเลือกใช้เวลาอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้า และมองเห็นผลตอบแทนจากเวลาที่ลงทุนไป ทั้งในรูปของความสุข ความทรงจำ และคุณค่าที่จะอยู่กับพวกเขาไปอีกนาน
อีกอย่างคือ Slow Luxury เปิดโอกาสให้ผู้คนค้นพบความสนใจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกระหว่างการเดินทาง หรือการลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจกลายเป็นความหลงใหลที่ติดตัวไปตลอดชีวิต”


“ผมคิดว่าพวกเขาต้องการความเรียบง่าย และไม่อยากต้องตัดสินใจทุกเรื่องในชีวิต ทุกวันนี้คนจำนวนมากเผชิญกับ Decision Fatigue พวกเขาจึงมองหาแบรนด์ที่สามารถดูแลรายละเอียดต่างๆ ให้ได้ เพื่อให้ตัวเองได้พักจากการตัดสินใจบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนก็ยังต้องการความ Authentic พวกเขาอยากสัมผัสสถานที่จริง ผู้คนจริง และวัฒนธรรมจริง
ยกตัวอย่าง Britannic Explorer เมื่อรถไฟเดินทางไป Cornwall อาหารที่เสิร์ฟก็มาจากฟาร์มในพื้นที่ หรือเมื่อเดินทางเข้าสู่ Wales ซีฟู้ดที่รับประทานก็มาจากชาวประมงในชุมชนเดียวกับที่คุณกำลังเดินทางผ่าน สำหรับผม นั่นคือความหมายของความ Authentic
ความหรูหรา คือประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกและกลายเป็นความทรงจำ เป็นเรื่องที่คุณยังอยากเล่าให้คนอื่นฟัง แม้เวลาจะผ่านไปอีกหลายปี ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้คนกำลังมองหา และมันยังส่งผลต่อความสุขและ Well-being ของพวกเขาด้วย”

“ผมคิดว่าโลกจะยิ่งหมุนเร็วขึ้น ดังนั้นคำถามที่ว่า ‘เราจะลงทุนกับเวลาของตัวเองอย่างไร’ จะยิ่งสำคัญขึ้น อีกเรื่องคือ Human Connection ทุกวันนี้ชีวิตของเราผ่านหน้าจอมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายครั้งเราไม่รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว
ผมเชื่อว่าในอนาคต ผู้คนจะยิ่งให้คุณค่ากับการได้ใช้เวลาร่วมกันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รัก เพื่อนใหม่ หรือแม้แต่ทีมงานที่คอยดูแลระหว่างการเดินทาง เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์ก็ยังต้องการปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากัน และช่วงเวลาเหล่านี้จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ”
The post ทำไมมหาเศรษฐียอมจ่ายแพงเพื่อเดินทางช้าลง? อ่านคำตอบจาก Belmond appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่า ควรนอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงต่อ […]
The post นอนครบชั่วโมง แต่ทำไม Deep Sleep ต่ำ ตื่นมาไม่สดชื่น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่า ควรนอนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับพบว่าแม้นอนครบตามเกณฑ์แล้ว ตื่นเช้ามาก็ยังรู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีแรง หรือเหมือนได้นอนไม่เต็มอิ่ม และสำหรับใครที่มี Smartwatch ก็มักจะพบว่า ค่า Deep Sleep (ช่วงหลับลึก) มีเพียงไม่กี่นาที จนอดสงสัยไม่ได้ว่า “หรือเรากำลังมีปัญหาการนอนจริงๆ…?”
ความจริงแล้ว Deep Sleep ไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมดของคุณภาพการนอน และข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ก็เป็นเพียงการประเมิน ไม่ใช่การวินิจฉัยทางการแพทย์
แต่ถึงอย่างนั้น ช่วงการนอนนี้ก็มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการจัดระเบียบความทรงจำของสมอง โดยทั่วไป ผู้ใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 10-25% ของเวลานอนทั้งหมดอยู่ในช่วงหลับลึก
หากคุณนอนครบชั่วโมง แต่ Deep Sleep ต่ำอยู่บ่อยครั้ง ก็อาจมีปัจจัยบางอย่างกำลังรบกวนคุณภาพการนอนของคุณอยู่
เมื่อสมองยังไม่ยอมปิดโหมดตื่นตัว
สาเหตุที่ทำให้ Deep Sleep ลดลงมีได้หลายอย่าง ตั้งแต่ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) การดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ในช่วงเย็น ไปจนถึงสิ่งที่คนเมืองจำนวนมากเผชิญร่วมกัน นั่นคือ ‘ความเครียดสะสม’
เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้ระบบประสาทตกอยู่ในภาวะตื่นตัว (Hyperarousal) แม้ว่าเราจะปิดไฟและล้มตัวลงนอนแล้วก็ตาม ผลที่ตามมาคือ หัวใจยังคงเต้นเร็ว สมองไม่ยอมพัก ทำให้เราหลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย และจมอยู่กับช่วงหลับตื้นเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายต่อให้นอนครบชั่วโมง ร่างกายก็ไม่ได้ฟื้นฟูอย่างที่ควรจะเป็น
เขียนสิ่งที่กังวลหรือสิ่งที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้นลงบนกระดาษ การระบายเรื่องค้างคาออกจากหัวจะช่วยลดการคิดวน และทำให้สมองยอมปล่อยวางเมื่อถึงเวลาเข้านอน
เผื่อเวลาสักหนึ่งชั่วโมงก่อนนอนในการผ่อนจังหวะชีวิต ลดการทำงานและงดไถโซเชียล แล้วเปลี่ยนเป็นกิจกรรมเบาๆ อย่างการอ่านหนังสือ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ หรือฟังเพลงคลอ
เมื่อล้มตัวลงนอนแล้ว ให้ลองหายใจเข้า 4 วินาที กลั้นหายใจ 7 วินาที และผ่อนลมหายใจออกยาวๆ 8 วินาที วิธีนี้จะช่วยปรับระบบประสาทและดึงร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อนทันที
บรรยากาศที่เอื้อต่อการหลับลึกควรมืดสนิท เงียบ และมีอุณหภูมิที่เย็นสบาย เพื่อช่วยลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายและกระตุ้นการหลั่งเมลาโทนินตามธรรมชาติ
Smartwatch เป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับติดตาม ‘แนวโน้ม’ ของการนอน แต่ไม่ควรยึดติดกับตัวเลข Deep Sleep เพียงอย่างเดียว เพราะอุปกรณ์แต่ละรุ่นมีวิธีประเมินที่แตกต่างกัน และยังไม่สามารถใช้แทนการตรวจการนอนหลับได้
หากคุณนอนครบชั่วโมงแต่ยังตื่นมาไม่สดชื่นต่อเนื่อง หลับๆ ตื่นๆ เป็นประจำ ง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน หรือมีอาการกรนเสียงดังร่วมกับสะดุ้งหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจการนอนหลับหรือไม่
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขบนหน้าจอ คือการตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าร่างกายและสมองได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
ภาพ: AI-generated
อ้างอิง:
The post นอนครบชั่วโมง แต่ทำไม Deep Sleep ต่ำ ตื่นมาไม่สดชื่น? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้ เมืองเยียนไถ (Yantai) เมืองชายฝั่งทางตะวันออก […]
The post พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันนี้ เมืองเยียนไถ (Yantai) เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศจีน กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสมัยใหม่ เมื่อเมืองขยายตัว เทศบาลจึงต้องการสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมทะเลที่ไม่ได้เป็นเพียงอาคารสวยงาม แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สะท้อนอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของเมือง ก่อนที่สตูดิโอสถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง OPEN Architecture จะได้รับเลือกให้รับหน้าที่ออกแบบโครงการแห่งนี้
แทนที่จะสร้างอาคารร่วมสมัยทั่วไป ทีมออกแบบเลือกหยิบหนึ่งในรากวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของเยียนไถกลับมาตีความใหม่ นั่นคือประเพณีการบูชาดวงอาทิตย์ ซึ่งเคยฝังรากอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มานานหลายพันปี ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา และถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่านอาคารคอนกรีตทรงกรวยคว่ำสูง 50 เมตรในชื่อ Sun Tower ที่เปลี่ยนดวงอาทิตย์จากเพียงองค์ประกอบของธรรมชาติ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม
ตัวอาคารตั้งอยู่ในเขต Yantai Economic and Technological Development Area (YEDA) โครงสร้างประกอบด้วยเปลือกคอนกรีตสองชั้นที่เชื่อมต่อกันด้วยทางลาดหมุนวนขึ้นสู่ด้านบน ขณะที่ฝั่งอาคารซึ่งหันหน้าออกสู่ทะเลถูกเฉือนเปิดออกอย่างตั้งใจ เพื่อเปิดรับแสง ลม และทัศนียภาพของมหาสมุทรเข้าสู่ภายในอาคาร ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติตลอดการเดินชมพื้นที่
สิ่งที่ทำให้ Sun Tower แตกต่างจากสถาปัตยกรรมทั่วไป คือการคำนวณตำแหน่งและองศาของอาคารให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ตลอดทั้งปี ราวกับให้อาคารทั้งหลังทำหน้าที่เป็นนาฬิกาแดดขนาดยักษ์




แถมภายใน Sun Tower ยังได้รับการออกแบบให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การใช้งานในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงฉากหลังของอาคาร




นอกจากการใช้ดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบแล้ว Sun Tower ยังนำหลัก Passive Design มาใช้เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง อุโมงค์ลมและช่องระบายอากาศด้านบนช่วยสร้างการไหลเวียนอากาศตามธรรมชาติ ขณะที่ผนังคอนกรีตหนาทำหน้าที่เป็นฉนวนความร้อน ช่วยรักษาอุณหภูมิภายในอาคารให้เย็นในฤดูร้อนและอบอุ่นในฤดูหนาว ส่งผลให้พื้นที่จัดแสดงหลักสามารถลดการพึ่งพาระบบปรับอากาศได้อย่างมาก
Sun Tower แสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องสร้างประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลหรือจอภาพเสมอไป แต่สามารถใช้แสงแดด เงา ลม ฝน เสียงคลื่น และการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ซึ่งมีอยู่แล้วในธรรมชาติ มาเป็นวัสดุสำคัญของการออกแบบได้อย่างทรงพลัง
ผลลัพธ์คืออาคารที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกชั่วโมง ทุกฤดูกาล และทุกสภาพอากาศ จนไม่มีวันเหมือนเดิม นั่นทำให้ Sun Tower ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วัฒนธรรมหรือแลนด์มาร์กแห่งของเมืองยานไถ แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตซึ่งทำงานร่วมกับธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา และชวนให้ผู้คนกลับมาสังเกตสิ่งเล็กๆ รอบตัวที่เราอาจหลงลืมไปในชีวิตประจำวัน
ภาพ: Iwan Baan, Jonathan Leijonhufvud

The post พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ‘Sun Tower’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ใช้ดวงอาทิตย์ ลม และคลื่นทะเล เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ appeared first on THE STANDARD.
]]>
รู้หรือไม่ว่าความรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขเวลาที่สาวๆ […]
The post Beauty Dopamine: ทำไมแค่ซื้อเครื่องสำอางใหม่ ก็มีความสุขไปทั้งวัน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
รู้หรือไม่ว่าความรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขเวลาที่สาวๆ ได้แกะกล่องลิปสติกแท่งใหม่ หรือปาดเนื้ออายแชโดว์สีสวยลงบนเปลือกตา มันไม่ใช่แค่เรื่องของความรักสวยรักงามเพียงอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันคือวิทยาศาสตร์ทางสมอง ที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกของเราโดยตรง เมื่อเราได้สัมผัสหรือใช้งานเครื่องสำอาง สมองจะหลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขและรางวัล ทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดี มีความสุข และมีพลังงานบวกเพิ่มขึ้นได้ถึง 25% แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นเราแต่งหน้าก็ตาม นี่คือประเด็นเจาะลึกทางจิตวิทยาและประสาทวิทยาที่จะมาไขความลับว่าทำไม เครื่องสำอางถึงเป็นมากกว่าแค่สีสันบนใบหน้า
คงไม่มีใครเถียงว่าการช้อปปิ้งเครื่องสำอางสามารถเพิ่มความสุขให้กับสาวๆ อย่างเห็นได้ชัด มีงานวิจัยพบว่าการซื้อพาเลตต์อายแชโดว์สามารถกระตุ้นอารมณ์เชิงบวกให้ผู้ซื้อได้สูงถึง 62% นักจิตวิทยาอธิบายกลไกนี้ผ่านมุมมองทางวิวัฒนาการว่า มนุษย์ถูกสร้างมาให้คำนึงถึงความขาดแคลน การได้ครอบครองสิ่งของใหม่ๆ (โดยเฉพาะของลดราคาหรือลิมิเต็ดเอดิชัน) จึงเป็นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานและช่วยปัดเป่าความกังวลในอนาคต ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและมีความสุข ยังมีอีกนะ เขาบอกว่าความสุขยังเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เราคาดหวังว่าจะได้รับของสิ่งนั้นด้วยล่ะ ซึ่งมันเป็นกลไกที่กระตุ้นให้สมองหลั่งโดปามีนและสร้างแรงจูงใจให้เราทำพฤติกรรมนี้ซ้ำๆ
เราเคยได้ยินมาเยอะแล้วเกี่ยวกับ Lipstick Effect ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันจริงนะ หากย้อนกลับไปรีแคปความสุขในราคาเข้าถึงได้ในยามวิกฤตอย่างช่วงโควิด หรือช่วงที่เราสงสัยว่าทำไมเวลาเศรษฐกิจย่ำแย่หรือชีวิตมีความเครียด ยอดขายลิปสติกกลับพุ่งสูงขึ้น? สิ่งนี้เรียกว่า Lipstick Effect ในช่วงที่ผู้คนต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเงินหรือความเครียด การซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นเล็กๆ อย่างลิปสติก จะช่วยมอบความรู้สึกว่าเรายังควบคุมสถานการณ์ชีวิตได้อยู่ มันเป็นวิธีที่ประหยัดและรวดเร็วในการบูสต์ความมั่นใจและเยียวยาจิตใจ โดยไม่ต้องสร้างภาระทางการเงินก้อนใหญ่
งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สมองจาก Shiseido ได้เผยความลับที่น่าทึ่งว่า สมองของเรามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเครื่องสำอางชิ้นโปรด คล้ายคลึงกับเวลาที่เรามองหน้าคนรักหรือคนในครอบครัว โดยเปรียบเหมือน
พิธีกรรมหน้ากระจก ไม่ใช่แค่ตอนซื้อเท่านั้น แต่เนื้อสัมผัสของเครื่องสำอางมีผลโดยตรงต่อสมอง ความรู้สึกของเนื้อครีมที่หลงเหลือบนผิวหลังจากทาเสร็จ (After-feel) เช่น ความเนียนนุ่ม สามารถกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินอารมณ์เชิงบวกและรางวัล เช่น Amygdala และ Nucleus accumbens ทำให้ผู้รับสัมผัสรู้สึกพึงพอใจ ยิ่งไปกว่านั้น การทำท่าทางซ้ำๆ หน้ากระจก เช่น การเกลี่ยรองพื้น การปัดแก้ม หรือการกรีดอายไลเนอร์ ยังเปรียบเสมือนพิธีกรรม (Ritual) ส่วนตัว ที่ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ลงได้ ซึ่งให้ผลลัพธ์ทางสรีรวิทยาที่คล้ายคลึงกับการทำสมาธิ (Mindfulness)
จะเห็นว่าเครื่องสำอางไม่ใช่หน้ากากที่ใช้สวมใส่เพื่อปกปิดจุดบกพร่อง แต่มันคือเครื่องมือทรงพลังที่ใช้ในการสื่อสารพลังงานและปรับสมดุลอารมณ์ ทุกครั้งที่เราเลือกซื้อเครื่องสำอางชิ้นใหม่ หรือใช้เวลาหน้ากระจกเพื่อแต่งหน้า เรากำลังสร้าง Beauty Dopamine เพื่อมอบความสุข มอบรางวัล และตอกย้ำความรักที่เรามีให้กับการดูแลตัวเอง (Self-care) ในทุกๆ วัน จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแค่ได้ซื้อเมกอัพหรือสกินแคร์ใหม่ ได้ทาหรือใช้เครื่องสำอางที่เราชอบ แค่นั้นก็ทำให้มีความสุขไปได้ทั้งวันเลย
The post Beauty Dopamine: ทำไมแค่ซื้อเครื่องสำอางใหม่ ก็มีความสุขไปทั้งวัน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่ร้านอาหารต่างแข่งขันกันสร้างความตื่นตาตื่นใจ mi […]
The post minimalmeal คอร์สชา ‘Siamese Summer’ เมื่อฤดูร้อนของไทยถูกเล่าในรูปแบบ Tea Table appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่ร้านอาหารต่างแข่งขันกันสร้างความตื่นตาตื่นใจ minimalmeal กลับเลือกทำสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการลดทุกองค์ประกอบให้เหลือเพียงชา วัตถุดิบ และความเงียบ
Tea Table ขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นสองของอาคาร ย่านทองหล่อ ไม่ได้เป็นร้านชาที่คุณแวะมานั่งดื่มแล้วกลับ แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ใช้ชีวิตลงสัก 2 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านคอร์สชาและของหวานประจำฤดูกาลชุดใหม่ Siamese Summer ที่ตีความฤดูร้อนของไทยด้วยผลไม้ ชา และรสชาติที่ค่อยๆ คลี่คลายไปทีละลำดับ
เบื้องหลังพื้นที่แห่งนี้คือ เชฟพีท-วรศานต์ ผู้ใช้ชีวิตอยู่ที่นิวซีแลนด์เกือบ 30 ปี ก่อนกลับเมืองไทยพร้อมความตั้งใจที่จะเล่าเรื่องชาในแบบที่ต่างออกไป เขานำพื้นฐานด้าน Fine Arts มาผสานกับประสบการณ์การเป็นเชฟ จนเกิดเป็น Tea Table ที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำที่ใช้ชงชา ภาชนะ การจัดวาง ไปจนถึงจังหวะการเสิร์ฟ ทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้ดื่มมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากที่สุด
แต่แทนที่จะเรียกประสบการณ์นี้ว่า Tea Course เชฟพีทเลือกใช้คำว่า Tea Table เพราะอยากให้ชาเป็นศูนย์กลางของโต๊ะ ทุกแก้ว ทุกจาน และทุกช่วงเวลาถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นเพียงการเสิร์ฟเครื่องดื่มตามลำดับคอร์ส




สิ่งแรกที่สัมผัสได้เมื่อเดินเข้ามาในพื้นที่ไม่ใช่กลิ่นชา แต่เป็นความเงียบที่เข้ามาต้อนรับ ภายในห้องชาร่วมสมัยแห่งนี้แทบไม่มีองค์ประกอบใดที่เกินความจำเป็น มีแค่ผนังสีขาว โต๊ะไม้เรียบๆ และโล่งสบายตา ช่วยตัดขาดความวุ่นวายของทองหล่อออกไปอย่างสิ้นเชิง บรรยากาศสงบพอให้ได้ยินเสียงน้ำร้อนที่ค่อยๆ รินลงบนใบชา
เชฟพีทแต่งกายด้วยชุดสีดำเรียบสนิท ค่อยๆ อธิบายวัตถุดิบ วิธีการชง และเหตุผลของการเลือกภาชนะแต่ละใบอย่างไม่เร่งรีบ ตลอดทั้งคอร์ส คุณแทบไม่รู้สึกอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าก็น่าสนใจกว่าหน้าจอเสียอีก


ครั้งนี้เราก็ได้มาลองเมนูประจำฤดูกาลชุดใหม่ล่าสุด Siamese Summer ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบคอร์สที่มีการเรียงร้อยเลเยอร์รสชาติอย่างประณีตและเน้นวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ผ่านผลไม้ตามฤดูกาล ชาจากหลายแหล่งปลูก และของหวานที่ค่อยๆ พาผู้ดื่มเดินทางจากความสดชื่นไปสู่รสชาติที่ลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ
เริ่มต้นคอร์สด้วย MANGoSTEEN น้ำมังคุดสกัดเย็นที่ผ่านกระบวนการ Clarified จนใสราวกับน้ำแร่ ความหวานธรรมชาติยังอยู่ครบ แต่สัมผัสกลับเบาและสะอาดอย่างน่าประหลาดใจ เสิร์ฟในแก้วใสที่วางหมิ่นเหม่อยู่บนขอบโต๊ะ กลายเป็นภาพจำที่หลายคนคุ้นตาจาก minimalmeal และเป็นการเปิดคอร์สที่เรียบง่ายแต่ชวนให้หยุดมอง
ต่อด้วย MINT เครื่องดื่มสีเขียวสดที่เบลนด์มัทฉะสายพันธุ์ Kirari และ Gokasho เข้ากับใบมินต์สด ก่อนปิดท้ายด้วย Cacao Air ที่เพิ่มทั้งกลิ่นและมิติของรสชาติ ทำให้มัทฉะแก้วนี้สดชื่นกว่าที่คาดไว้

MANGoSTEEN


MINT
ของหวานจานแรกคือ MIZU WARABI วาราบิโมจิที่ใช้แป้ง Hon Warabi จากจังหวัดมิยาซากิ เนื้อสัมผัสนุ่มเด้งละลายในปาก รับประทานคู่กับน้ำตาลดำ Kokuto จากโอกินาวา ความหวานไม่จัด แต่มีความหอมลึกที่ช่วยดึงรสชาติของวาราบิออกมาอย่างลงตัว
ช่วงกลางคอร์ส เชฟเสิร์ฟ KoCHA ชาดำสายพันธุ์ Mei Li Hong จากเชียงรายในถ้วยเซรามิกสีขาว พร้อมแผ่นบ๊วยดอง Ume Noshi ที่ช่วยรีเซ็ตลิ้น
เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของคอร์ส อุณหภูมิและรสชาติค่อยๆ เปลี่ยนกลับมาสู่ความสดชื่นอีกครั้งกับ SUIKA เกล็ดหิมะแตงโมเนื้อละเอียด เสิร์ฟคู่ส้มโอ ทับทิมสยาม และผิวส้มซ่า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังทานผลไม้ในบ่ายฤดูร้อนของไทย


MIZU WARABI

KoCHA

SUIKA
คอร์สก็ค่อยๆ เปลี่ยนจังหวะอีกครั้งกับ MANDoKoRo ชา Cold Brew ที่เบลนด์ใบชา Hira Bancha จากจังหวัดชิงะ และ Kondowase จากชิซูโอกะ ความเย็นช่วยขับความหวานตามธรรมชาติของใบชาออกมาได้อย่างนุ่มนวล ให้บุคลิกที่เบา สะอาด และดื่มง่าย เป็นเหมือนช่วงพักหายใจของคอร์สก่อนเข้าสู่ของหวานช่วงท้าย
ส่วน Gooseberry คือเมนูที่สนุกที่สุดของคอร์ส ด้วยการนำชาจีน Shui Xian มาผสมกับ Cape Gooseberry โทนิก เติมความหวานด้วย Wild Honey และกลิ่นจาก Lemon Air เกิดเป็น Tea & Tonic ที่ทั้งสดชื่น ซับซ้อน และดื่มง่ายกว่าที่คิด
ปิดท้ายด้วยไอศกรีมมัทฉะโฮมเมดที่เบลนด์ใบชา Samidori จากเมือง Joyo และ Yabukita จาก Tsujiki ให้รสมัทฉะเข้มแต่ไม่ขมจนเกินไป สามารถเลือกจับคู่กับ Usucha หรือมัทฉะเย็นได้ตามความชอบ เป็นการจบคอร์สที่เรียบง่าย แต่ทิ้งความหอมของชาไว้ในปากได้อย่างยาวนาน

MANDoKoRo


MANDoKoRo

ICE CREAM

เราว่าสิ่งที่ทำให้ minimalmeal แตกต่างจาก Tea Course ทั่วไป คงไม่ใช่จำนวนเมนูหรือความหายากของวัตถุดิบ แต่เป็นจังหวะของการเสิร์ฟ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ ไม่มีความเร่งรีบ มีเสียงดนตรีคลอเบาๆ คอยสร้างบรรยากาศ บทสนทนาของเชฟ กลิ่นของชา และเสียงน้ำร้อนที่รินลงบนในถ้วย ทำให้เรากลับมาโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ยิ่งในทุกวันนี้ที่ชีวิตเต็มไปด้วยการแจ้งเตือนและความเร่งรีบ การใช้เวลาสองชั่วโมงครึ่งนั่งดื่มชาอาจฟังดูยาวนาน แต่เมื่อคอร์สจบลง คุณอาจรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิด
คนที่หลงใหลวัฒนธรรมการดื่มชา ชอบร้านเงียบๆ และอยากพักจากความวุ่นวาย รวมถึงคนที่กำลังมองหาประสบการณ์ Tea Table ที่ไม่ได้เน้นความหวือหวา แต่ใช้ความเรียบง่ายเป็นพระเอก การมาลองประสบการณ์ของ minimalmeal ก็เป็นอีกที่ที่ประทับใจไม่แพ้กัน
Address: ชั้น 2 ตึก We Space ซอยทองหล่อ 5
Open: เปิดตามรอบที่จอง
Contact: minimalmeal
Bookings: Line Official @minimalmeal
Budget: ราคา 2,800 บาท ต่อคน
Map: https://maps.app.goo.gl/b5MKrGWSBSX4A37a9
The post minimalmeal คอร์สชา ‘Siamese Summer’ เมื่อฤดูร้อนของไทยถูกเล่าในรูปแบบ Tea Table appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงไอเท็มลูกรักที่เป็นทั้งสกินแคร์เตรียมผิวและไพร […]
The post เจาะลึกเหตุผลที่ Bobbi Brown อัปเกรด Face Base+ ตอบโจทย์ผิวยุคใหม่อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าพูดถึงไอเท็มลูกรักที่เป็นทั้งสกินแคร์เตรียมผิวและไพรเมอร์ในตำนาน หลายคนต้องนึกถึงกระปุกเหลืองจาก Bobbi Brown อย่างแน่นอน แต่คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัยคือในเมื่อสูตรเดิมก็ดีและเป็นที่รักของผู้คนทั่วโลกอยู่แล้ว ทำไมแบรนด์ถึงตัดสินใจปรับสูตรใหม่?
LIFE จะพาสาวๆ มาเจาะลึกเหตุผลเบื้องหลังแนวคิด The Art of Protecting an Icon ที่เปลี่ยนกระปุกเหลืองในตำนานให้ก้าวไปอีกขั้นกับ Vitamin Enriched Face Base+ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และผิวของพวกเราในยุคนี้กัน

ผิวยุคใหม่เผชิญมลภาวะ จึงต้องพลัสวิตามินบำรุงถึง 5 เท่า Bobbi Brown ยึดมั่นในปรัชญาที่ว่า ‘เมกอัพที่ดี เริ่มต้นจากผิวที่สวยสุขภาพดี’ การอัปเกรดครั้งนี้จึงเน้นไปที่การยกระดับประสิทธิภาพการบำรุงผิวขั้นสุด ด้วย SuperVitamin Blend ที่เพิ่มวิตามินมากขึ้นถึง 5 เท่า เพื่อให้สกินแคร์ทำงานได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น
Teresa Kitfield รองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลกของ Bobbi Brown ได้ให้เหตุผลสำคัญไว้ว่า “นี่ไม่ใช่แค่การปรับสูตร แต่คือการทำให้ผลิตภัณฑ์ทำงานได้ดียิ่งขึ้นเพื่อผิว”

ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ต้องการความติดทน สูตรพลัสนี้จึงถูกพัฒนาให้ช่วยล็อกเมกอัพยาวนานถึง 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งบูสต์ความชุ่มชื้นให้ผิวทันทีที่ใช้ถึง +122% แต่ถึงแม้ส่วนผสมจะอัดแน่นขึ้น แบรนด์ก็รู้ใจสาวๆ ว่าเรารักสัมผัสเดิมแค่ไหน จึงยังคงเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนดุจเนย ซึมแนบสนิทไปกับผิว พร้อมกลิ่นหอมสดชื่นปลุกผิวจากเกรปฟรุตและดอกเจอราเนียมเอาไว้ครบถ้วน ที่สำคัญคือยังคงความเบาสบาย ไม่อุดตันรูขุมขน และไม่ก่อให้เกิดสิว

เหตุผลสุดท้ายคือการตอกย้ำความเป็นไอเท็มที่โปรเฟสชันนอลไว้วางใจ Nikki DeRoest (Bobbi Brown Global Artist in Residence) ยืนยันว่ากระปุกนี้คือไอเท็มสำคัญในกระเป๋าแต่งหน้า “Vitamin Enriched Face Base+ ไม่ได้แค่เตรียมผิว แต่ช่วยปลุกผิวให้ดูมีชีวิต เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดเพื่อให้ผิวดูสดใส และสวยอย่างเป็นธรรมชาติ” สอดคล้องกับคุณ Sara Foster (Global Ambassador) ที่บอกว่านี่คือเคล็ดลับจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะวันแต่งหน้าจัดเต็มหรือเปลือยผิวหน้าสดก็ตาม
เห็นเหตุผลแบบนี้แล้ว ไม่แปลกใจเลยใช่ไหมสาวๆ ว่าทำไมการมาถึงของ Vitamin Enriched Face Base+ ถึงเป็นก้าวใหม่ที่น่าจับตาที่สุดของแบรนด์ ใครที่อยากสัมผัสงานผิวที่ได้รับการบำรุงแบบพลัสๆ ต้องไปลองเนื้อสัมผัสจริงกันแล้วนะ
The post เจาะลึกเหตุผลที่ Bobbi Brown อัปเกรด Face Base+ ตอบโจทย์ผิวยุคใหม่อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากร้านเล็กๆ ในย่าน Nihonbashi ใจกลางกรุงโตเกียว ที่สร้ […]
The post Tsujihan จากนิฮงบาชิสู่กรุงเทพฯ Zeitaku Don ร้านดังที่หลายคนยอมต่อคิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
จากร้านเล็กๆ ในย่าน Nihonbashi ใจกลางกรุงโตเกียว ที่สร้างชื่อด้วยเมนูเดียวอย่าง ‘Zeitaku Don’ หรือ ‘ข้าวหน้าปลาดิบรวมระดับพรีเมียม’ ขยับขยายสาขาจนกลายเป็นร้านที่นักท่องเที่ยวหลายคนปักหมุดไว้ในลิสต์ ‘ต้องกินสักครั้งเมื่อไปญี่ปุ่น’ และด้วยแนวคิดที่ต่างจากไคเซ็นด้งทั่วไป ทั้งการคัดเลือกวัตถุดิบ วิธีจัดเสิร์ฟ และลำดับการรับประทานที่ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ ทำให้ Tsujihan ได้รับความนิยมมากจนมีสาขายังต่างประเทศ และล่าสุดร้าน Zeitaku Don มาเปิดที่ไทยแล้ว และพร้อมเปิดร้านให้ชิมวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ วันแรก

แม้จะเป็นสาขาแรกในประเทศไทย แต่บรรยากาศยังคงกลิ่นอายแบบร้านต้นตำรับในโตเกียวได้ดี ตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 5 ของ Central Park ด้านในตกแต่งด้วยไม้ธรรมชาติ มีแสงแดดอบอุ่น และเคาน์เตอร์เปิดที่มองเห็นเชฟกำลังจัดเตรียมอาหาร ช่วยให้ร้านดูเรียบง่ายแต่มีชีวิตชีวา
พื้นที่ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ให้ความรู้สึกเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นคุณภาพมากกว่าความหวือหวา ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ชามลายเส้นสีน้ำเงิน ถาดไม้ ไปจนถึงเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาพร้อมกัน ล้วนสะท้อนความพิถีพิถันของร้านที่เลือกโฟกัสเพียงเมนูเดียว จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

Tsujihan เสริฟเมนูเดียวคือ Zeitaku Don ข้าวหน้าปลาดิบรวมระดับพรีเมียม โดย Zeitaku Don แตกต่างจากไคเซ็นด้งที่เราคุ้นเคย เพราะแทนที่จะเรียงปลาดิบเป็นชิ้นๆ บนข้าว ร้านเลือกนำอาหารทะเลหลายชนิดมาสับ คลุกเคล้า แล้วจัดวางเป็นทรงสูง ก่อนปิดท้ายด้วยไข่ปลาแซลมอน อูนิ หรือเนื้อปูตามระดับของแต่ละเมนู ทำให้ทุกคำเต็มไปด้วยรสสัมผัสที่หลากหลาย ทั้งความหวานของปลา ความมันของอูนิ และความกรุบแตกของไข่ปลาแซลมอน
ร้านแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Ume, Take, Matsu และ Tokujo (Supreme) ราคาเริ่มต้น 390 บาท โดยเพิ่มวัตถุดิบพรีเมียมขึ้นตามแต่ละระดับ ถ้าใครอยากได้แบบจัดเต็ม แนะนำให้สั่ง Tokujo จัดเต็มทั้งอูนิ เนื้อปู และไข่ปลาแซลมอน เสิร์ฟมาแบบพูนๆ ชามแบบข้าวหน้าล้นที่เห็นแล้วชวนน้ำลายสอทันที
สิ่งที่เราชอบที่สุดของ Zeitaku Don เวอร์ชั่น Tsujihan คือแม้วัตถุดิบทั้งหมดจะถูกคลุกเคล้ารวมกัน แต่รสชาติของแต่ละอย่างยังแยกตัวชัดเจน เนื้อปลาหวานสด อูนิให้ความมันแบบนุ่มนวล ไม่กลบวัตถุดิบอื่น ขณะที่ไข่ปลาแซลมอนช่วยเติมความเค็มกำลังดี ทำให้แต่ละคำมีมิติและไม่รู้สึกจำเจ

แต่ถ้าถามว่าช่วงไหนของมื้อที่ประทับใจที่สุด…คำตอบของเราคือ ตอนที่เหลือข้าวประมาณหนึ่งในสามของชาม เพราะนั่นคือจังหวะที่พนักงานจะนำน้ำซุปปลาร้อนๆ มาเทลงบนข้าว เปลี่ยน Zeitaku Don ให้กลายเป็น Ochazuke ตามแบบฉบับของ Tsujihan และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ร้านนี้มีแฟนประจำมากมาย
จากข้าวหน้าปลาดิบที่อร่อยอยู่แล้ว น้ำซุปร้อนกลับช่วยดึงรสหวานของอาหารทะเลออกมาอีกระดับ กลิ่นหอมของน้ำซุปทำให้รสชาติทุกอย่างกลมกล่อมขึ้น ข้าวที่เคยเย็นกลายเป็นอาหารจานอุ่นที่ให้ความรู้สึกสบายอย่างน่าประหลาด Ochazuke ชามนี้จึงไม่ใช่แค่การเติมน้ำซุปลงไปในชาม แต่เหมือนเราได้กินอาหารอีกหนึ่งเมนูโดยใช้วัตถุดิบชุดเดิม
นอกจากนี้ทุกคอร์สยังเสิร์ฟพร้อมซาชิมิตามฤดูกาล ราดซอสงาญี่ปุ่น 4 ชิ้น โดยทางร้านแนะนำให้กินแค่ 2 ชิ้นแรก และเก็บ 2 ชิ้นสุดท้ายไว้กินกับ Ochazuke ความร้อนจากซุปจะช่วยดึงรสชาติและความหอมของปลาในอีกรูปแบบหนึ่ง


ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่เคยต่อคิวกิน Tsujihan ที่ญี่ปุ่น หรือเพิ่งได้รู้จักร้านนี้เป็นครั้งแรก เราคิดว่าที่นี่มีเหตุผลให้ลองทั้งคู่ คนที่เคยกินจะได้กลับมาสัมผัสรสชาติที่คิดถึงอีกครั้ง ส่วนคนที่ยังไม่เคยลองก็น่าจะสนุกกับการค้นพบว่า Zeitaku Don แตกต่างจากไคเซ็นด้งทั่วไปอย่างไร เพราะเสน่ห์ของร้านไม่ได้อยู่แค่ความสดของวัตถุดิบ แต่รวมถึงการออกแบบประสบการณ์การกินในทุกขั้นตอน ตั้งแต่คำแรกไปจนถึงการปิดท้ายด้วย Ochazuke ที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงยอมต่อคิวเพื่อร้านเล็กๆ แห่งนี้ในย่านนิฮงบาชิ
Location: ชั้น 5, Central Park
Budget: เริ่มต้นที่ 390 บาทต่อเซต
Instagram: www.instagram.com/tsujihan.th
Facebook: www.facebook.com/TsujihanThailand
Map: https://maps.app.goo.gl/6qxMWMSKhePSa8Ry6
ภาพ: พลอยจันทร์ สุขคง
The post Tsujihan จากนิฮงบาชิสู่กรุงเทพฯ Zeitaku Don ร้านดังที่หลายคนยอมต่อคิว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยเป็นไหม? ฟีลแบบดีใจสุดๆ แต่จู่ๆ ก็น้ำตาซึม เช่น วันเ […]
The post กอดความรู้สึก Bittersweet สุขปนเศร้าก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะใจเรากำลังเติบโต appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยเป็นไหม? ฟีลแบบดีใจสุดๆ แต่จู่ๆ ก็น้ำตาซึม เช่น วันเรียนจบที่ได้ถ่ายรูปกับเพื่อนแก๊งเดิม วันที่ต้องย้ายออกจากหอพักที่อยู่มาหลายปี หรือตอนที่ศิลปินคนโปรดร้องเพลงสุดท้ายในคอนเสิร์ต อารมณ์ที่ทั้ง ‘ใจฟู’ และ ‘ใจหวิว’ ไปพร้อมกันนี้เรียกว่าความรู้สึกแบบ Bittersweet บางคนอาจจะสับสนว่า ตกลงเราแฮปปี้หรือเราเศร้ากันแน่? วันนี้อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจตัวเองใหม่ ว่าอารมณ์นี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือความงดงามของการเป็นมนุษย์
เวลาที่เราทั้งยิ้มและร้องไห้ สมองเราไม่ได้กำลังรวนหรือสลับอารมณ์สับไปสับมาเหมือนกดรีโมตทีวีนะ แต่งานวิจัยทางประสาทวิทยาพบว่า เวลาที่เราอยู่ในโหมด Bittersweet สมองส่วนจัดการอารมณ์ (Amygdala) และส่วนจัดการรางวัลและความสุข (Nucleus accumbens) จะทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นรูปแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แปลว่าร่างกายเราถูกออกแบบมาให้รับมือกับความสุขและความเศร้าพร้อมๆ กันได้แบบชิลๆ
ทำไมตอนจะเรียนจบ หรือตอนที่รู้ว่าจะต้องแยกย้ายกับเพื่อน เราถึงรู้สึกรักเพื่อนมากกว่าปกติ? ทฤษฎีทางจิตวิทยาบอกว่า เมื่อเรารู้สึกได้ถึง ‘ข้อจำกัดของเวลา’ หรือจุดสิ้นสุดที่กำลังจะมาถึง เราจะเลิกโฟกัสเรื่องจุกจิก แล้วหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความหมายต่อจิตใจจริงๆ ความตระหนักรู้ว่าช่วงเวลาดีๆ นี้กำลังจะผ่านไป (และเราเอามันกลับมาไม่ได้แล้ว) คือตัวการสำคัญที่ทำให้ความสุขตรงหน้าถูกผสมเข้ากับความเศร้า กลายเป็นความรัญจวนใจ (Poignancy) นั่นเอง
โลกยุคนี้ชอบกดดันให้เราต้องคีพลุค Good Vibes Only คิดบวกสิ ห้ามเศร้านะ ซึ่งบางครั้งมันกลายเป็น Toxic Positivity หรือการคิดบวกที่เป็นพิษ ทำให้เรารู้สึกผิดเวลาที่ตัวเองเศร้า แต่ในมุมของวัฒนธรรมตะวันออก (แบบบ้านเรา) เราถูกปลูกฝังการมองโลกแบบพึ่งพากัน ที่มองว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กันและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ การยอมรับว่า ‘สุขและเศร้าอยู่ร่วมกันได้’ จึงทำให้เราจัดการกับความรู้สึกขัดแย้งในใจได้ดีกว่า โดยไม่ต้องฝืนยิ้มตลอดเวลา
รู้ไหมว่าความรู้สึก Bittersweet คือวัตถุดิบชั้นดีของความสร้างสรรค์และการเติบโตการยอมรับความโศกเศร้าและความโหยหา จะช่วยเปิดประตูให้เราเข้าใจความหมายของชีวิตได้ลึกซึ้งขึ้น ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เราเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คอนเนกต์กับคนรอบข้างได้ดีขึ้น และงานวิจัยยังชี้ว่าคนที่เปิดรับอารมณ์ผสมผสานแบบนี้ จะมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่มีความหมายและบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเอง (Eudaimonic wellbeing) ได้ดีกว่าด้วย
วันไหนที่รู้สึก Bittersweet ไม่ต้องพยายามกดความเศร้าทิ้งไป หรือสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร ปล่อยให้ตัวเองได้อินไปกับมัน เพราะการที่เราเศร้าที่ต้องสูญเสียบางสิ่งไป นั่นแปลว่าสิ่งนั้นหรือคนคนนั้น เคยสร้างความสุขและความหมายให้กับชีวิตเรามากจริงๆ ทุกการเติบโตมักจะมีความเจ็บปวดปะปนอยู่เสมอ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราสมกับเป็นชีวิตของมนุษย์จริงๆ
The post กอดความรู้สึก Bittersweet สุขปนเศร้าก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะใจเรากำลังเติบโต appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงย่านอิกซอนดง หลายคนอาจนึกถึงตรอกเล็กๆ ในกรุงโซ […]
The post Openface คาเฟ่บรันช์เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่นำกลิ่นอายอิกซอนดงมาไว้ในบ้านหลังใหญ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงย่านอิกซอนดง หลายคนอาจนึกถึงตรอกเล็กๆ ในกรุงโซลที่เต็มไปด้วยฮันอกโบราณซึ่งถูกรีโนเวตให้กลายเป็นคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านดีไซน์ร่วมสมัย ในที่สุดบรรยากาศแบบนั้นก็เดินทางมาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ผ่าน Openface ร้าน All-Day Brunch เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ด้วยการตีความสถาปัตยกรรมเอเชียร่วมสมัยใหม่ ตั้งแต่การนำเข้ากระเบื้องหลังคาจากเกาหลี ไปจนถึงพื้นที่เปิดโล่งที่ชวนให้นึกถึงบ้านหลังใหญ่ซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเมือง
เบื้องหลังร้านแห่งนี้เกิดจากความหลงใหลในการเดินทางของกลุ่มผู้ก่อตั้ง โดยเฉพาะความประทับใจที่มีต่อย่านอิกซอนดง ซึ่งสามารถรักษาเสน่ห์ของอาคารเก่าไว้ พร้อมเติมชีวิตใหม่ผ่านร้านอาหารและคาเฟ่ร่วมสมัย แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาต่อยอดเป็นร้านที่ตั้งใจให้สถาปัตยกรรม อาหาร และบรรยากาศเล่าเรื่องเดียวกัน
หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ณ-ณชพล เกษมสุวรรณ สถาปนิกที่จบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้รับหน้าที่ออกแบบร้านด้วยตัวเอง โดยเลือกใช้บ้านหลังใหญ่สีขาวโอบล้อมพื้นที่กลางแจ้งของร้าน พร้อมนำเข้ากระเบื้องหลังคาแบบดั้งเดิมจากเกาหลี เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดของสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอิกซอนดงอย่างตั้งใจ



ชื่อร้าน Openface เองก็มาจากเมนู Open-face Sandwich ก่อนจะขยายความหมายไปสู่แนวคิดเรื่องความเปิดเผยและความจริงใจ ซึ่งสะท้อนผ่านการออกแบบครัวแบบเปิด การเลือกใช้วัสดุอย่างคอนกรีต สเตนเลส และไม้ รวมถึงการให้ลูกค้าเห็นทุกขั้นตอนของการทำอาหาร ตั้งแต่การนวดแป้ง รีดเส้นพาสต้า ไปจนถึงการจัดจานต่อหน้า
และในอนาคตเจ้าของร้านมีแผนขยายเวลาเปิดให้บริการเป็น All-day Dining พร้อมเพิ่มเมนูไวน์ โซจู และมีร้านมัทฉะสเปเชียลตี้บนชั้น 2 มาเปิดอีกด้วย
ทันทีที่เดินเข้ามาในร้านจะเห็นจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบพื้นที่ซึ่งแบ่งฟังก์ชันไว้อย่างชัดเจน แต่ยังเชื่อมต่อกันด้วยคอร์ตกลางแจ้งที่ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่ทุกมุมของอาคาร ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน และยังกลายเป็นมุมถ่ายภาพยอดฮิต
เริ่มจากด้านในเป็นโซน Dining ที่จัดโต๊ะในสไตล์ร้านอาหารเต็มรูปแบบ เหมาะสำหรับการนั่งบรันช์หรือมื้อกลางวันแบบจริงจัง ขณะที่ด้านนอกมีพื้นที่กึ่งเอาต์ดอร์เรียงรายตามทางเดิน ให้ความรู้สึกคล้ายคาเฟ่ในตรอกอิกซอนดง เหมาะสำหรับนั่งจิบกาแฟหรือของหวานในช่วงบ่าย
อีกมุมหนึ่งคือห้องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำงาน หรือ Work from Cafe ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งแยกออกจากพื้นที่หลักเล็กน้อย รองรับคนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งทำงาน พร้อมพื้นที่ที่ค่อนข้างเงียบ



เช่นเดียวกับงานออกแบบ ฝั่งอาหารก็หยิบแรงบันดาลใจจากเกาหลีมาผสมกับอาหารตะวันตกและเอเชียในสไตล์ Korean & Asian Twist โดยหลายองค์ประกอบของร้านทำขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นซาวโดวจ์ เส้นพาสต้าสด ซอส หรือไซรัปสำหรับเครื่องดื่ม
แม้ร้านจะนิยามตัวเองว่าเป็น All-Day Brunch แต่เมนูกลับมีความหลากหลายกว่าที่คิด ตั้งแต่ Open-face Sandwich, อาหารเรียกน้ำย่อย, ข้าว, พาสต้า ไปจนถึงเบเกอรีที่อบสดใหม่ทุกวัน
เราเริ่มด้วย Crispy Nori with Salmon Tartar Sauce (220 บาท) แผ่นไรซ์เปเปอร์และสาหร่ายทอดกรอบ ท็อปด้วยแซลมอนทาร์ทาร์ ผักดอง และสมุนไพรสด ให้สัมผัสหลายเลเยอร์ในคำเดียว
อีกเมนูที่เป็นเหมือนลายเซ็นของร้านคือ Open-face Sandwich ซึ่งมีให้เลือก 4 หน้า แต่เราเลือกลอง Salmon Avocado (300 บาท) และ Smoked Beef Brisket (370 บาท) เสิร์ฟบนซาวโดวจ์ที่ย่างมาหอมๆ โดยเวอร์ชันเนื้อใช้บริสเกตรมควันที่นุ่มกำลังดี เสิร์ฟคู่มันบดและมายองเนสกระเทียมดำ ส่วนเวอร์ชันแซลมอนมีฐานเป็นอะโวคาโด และนำแซลมอนไปเพิ่มรสเปรี้ยวจากบีตรูตดอง ที่ช่วยให้ไม่เลี่ยน เพิ่มอิคุระและดิลล์มายองเนส



จานที่ทุกคนบนโต๊ะยกให้เป็นเมนูโปรดคือ Mentaiko Pasta (380 บาท) พาสต้าเส้นสดเฟตตูชินีคลุกซอสเนื้อครีมเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมกุ้ง ไข่ปลาแซลมอน และสาหร่าย เพิ่มทั้งเนื้อสัมผัสและรสชาติในแต่ละคำที่ตัก
ส่วน Bacon & Kimchi Fried Rice (250 บาท) เป็นอีกเมนูที่เหมาะสำหรับคนชอบอาหารมื้อหนัก ข้าวผัดกิมจิผัดแห้งหอมกลิ่นกระทะ เสิร์ฟพร้อมเบคอนรมควัน โพชเอ็ก ถั่วงอกญี่ปุ่น และสาหร่าย
นอกจากอาหารที่จริงจังแล้ว ก็มีเครื่องดื่ม Coffee และ Non-Coffee ให้เลือกสรร ในหมวด Coffee ที่มีเมล็ดกาแฟโทน Nutty (110 บาท) และ Floral (130 บาท) ส่วนสาย Non-Coffee แนะนำ Chocolate Strawberry (150 บาท) ที่ใช้ไซรัปสตรอว์เบอร์รีโฮมเมดจับคู่กับช็อกโกแลตเข้มข้น หรือ Yuzu Sparkling (130 บาท) เครื่องดื่มรสเปรี้ยวซ่า ช่วยตัดเลี่ยนอาหารได้ดี
ปิดท้ายด้วยของหวานอย่าง Caramel Egg Tart (90 บาท) ทาร์ตไข่คาราเมลอบร้อน แป้งพัฟฟ์ฟูกรอบเนื้อคัสตาร์ดเนียนนุ่ม และ Tiramitsu Croissant (150 บาท) ครัวซองต์ที่มีครีมทิรามิสุเข้มข้นอยู่ด้านบน




ไม่ว่าจะเป็นสายคาเฟ่ฮอป หรือสายบรันช์ที่กำลังมองหาร้านบรรยากาศโฮมมี อบอุ่นเหมือนบ้านหลังที่สอง Openface ในย่านรามคำแหงก็ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับมากินบรันช์ในวันหยุด Work from Cafe หรือแม้แต่เดตในช่วงกลางวัน เป็นอีกหนึ่งร้านใหม่ที่ควรแวะไปสักครั้ง
Openface
Address: ซอยรามคำแหง 21 แยก 15
Open: จันทร์,พุธ-พฤหัส เวลา 08.00-17.00 น. และ ศุกร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-22.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)
Parking: มีที่จอดรถประมาณ 12++ คัน และสามารถจอดริมซอยหน้าร้านได้
Contact: openfacebkk
Budget: ราคา 200-1,000 บาทต่อคน
The post Openface คาเฟ่บรันช์เปิดใหม่ย่านรามคำแหง ที่นำกลิ่นอายอิกซอนดงมาไว้ในบ้านหลังใหญ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกจากจะเป็นที่พูดถึงกันในทุกกลุ่มของสายฟิตสายลุยแล้ว แ […]
The post ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกจากจะเป็นที่พูดถึงกันในทุกกลุ่มของสายฟิตสายลุยแล้ว แต่ ‘Hybrid Race’ กีฬาสายวิ่งผสมสายฟิตเนสก็กำลังเป็นเป้าหมายที่รอการพิชิตของใครหลาย ๆ คนอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าหลากหลายผู้พิชิตและหลากหลายทีมกำลังเตรียมตัวอย่างเข้มข้น รวมถึงที่ RYSE Arena เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมาที่เหล่า TeamUA หรือ Team Under Armour ทั้ง 22 คนก็ได้เริ่มออกมา Full Body Shake เรียกเหงื่อเรียกแรงกันอย่างเข้มข้น ในอีก 5 สัปดาห์ข้างหน้าที่จะให้สายฟิตทุกคนได้ท้าทายตัวเองกันอีกครั้งในปีนี้

ระยะเวลา 5 สัปดาห์ของแคมป์ฝึกซ้อม Team UA จะได้เจอกับโปรแกรมที่วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพร่างกายอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการปรับพื้นฐานการเคลื่อนไหวเพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนจะไต่ระดับความเข้มข้นไปสู่การจำลองสถานการณ์ในสนามแข่งจริง

ช่วงสัปดาห์แรกเริ่มด้วยการทดสอบ Movement Foundation เพื่อประเมินความพร้อม จากนั้นสร้าง Aerobic Base เสริมความทนทาน และยกระดับสู่ Strength Endurance สำหรับสถานีที่ใช้พละกำลัง พร้อมฝึกเทคนิค Transition การคุมเพซ และวางกลยุทธ์เฉพาะตัว

เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย จะเน้น Race Simulation เพื่อฝึกซ้อมภายใต้ความกดดันและความเหนื่อยล้าจริง ก่อนเข้าช่วง Taper เพื่อลดการซ้อม ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและสะสมพลังงานเต็มเปี่ยมสำหรับวันแข่ง

สำหรับสัปดาห์แรกของ Team Under Armour ทั้ง 22 คนได้มาพบหน้ากันเพื่อทำความรู้จักและ Ice Breaking แบบฉบับสายฟิตสายลุยที่จะมาทำความรู้จักกันขณะ Planking และ Squat เรียกเหงื่อ ซึ่งแต่ละคนเดินเข้ามาพร้อมเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งการทำลายสถิติเดิมของตัวเอง หรือกลับมาทวงฟอร์มหลังผ่านสนามมา
ไม่ว่าจะเป็น Junior (@ju.nio.r12) และ Jaynoppa (@jaynoppa), Emma Arocha (@emmarchh), Pim Pimkanok (@pimmypiam) Pipe Kamtapong (@pipekubkib) นอกจากนี้ยังมี ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ หนึ่งในนักกีฬา Under Armour มาเข้าร่วม Full Body Shakeout ในฐานะ Team UA ด้วย

โดยสำหรับคลาสสัปดาห์แรก TEAM UA เริ่มด้วย Easy Run ก่อนฝึกคุมแรงที่สถานี SkiErg และ RowErg ต่อด้วยโจทย์คู่อย่าง Sled Push ร่วมกับ Farmer Hold ที่ต้องถือ Kettlebell ให้มั่นคงขณะเพื่อนดัน Sled

ครึ่งหลังทวีความเข้มข้นด้วย Burpee Broad Jump, Wall Ball, Walking Lunge และท่าท้าทายใจอย่าง Sandbag Reverse Lunge, Ab-mat Sit-up กับ Bearhug Sandbag Carry ในเวลาจำกัด

แม้เป็นท่าที่คุ้นเคย แต่เมื่อฝึกต่อเนื่อง บททดสอบจริงคือการคุมหายใจและรักษาฟอร์มเพื่อออมแรง คลาสนี้ช่วยให้ทุกคนพบจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อเตรียมลุยต่อสำหรับการแข่งที่กำลังจะเข้ามา

หากใครอยากฝึกร่างกายให้พร้อมกับเวทีท้าทายตัวเองใน Hybrid Race แบบ Team UA ก็ไม่ต้องอิจฉาไป เพราะ Under Armour เปิดโอกาสให้ทุก ๆ คนที่อยากเตรียมตัวก่อนลง Hybrid Race ได้เข้ามาฝึกในระบบเดียวกันด้วย โดยโปรแกรมนี้ร่วมมือกับยิมพาร์ตเนอร์ 3 แห่ง ได้แก่ RYSE Arena, ONTRACK Campus (เขตพระโขนง) และ FIT:D Thailand

แต่ละคลาสจะเป็นการค่อย ๆ ทำความเข้าใจองค์ประกอบที่จำเป็นต่อ Hybrid Race ตั้งแต่การสร้าง Aerobic Base การเพิ่ม Strength Endurance การควบคุมเพซ ไปจนถึงการฝึก Transition ระหว่างการวิ่งและสถานีต่าง ๆ ก่อนนำทุกอย่างมาทดลองร่วมกันผ่าน Race Simulation

ผู้สนใจร่วมซ้อมแบบ Team UA สามารถรับ Training Class Pass (3 เครดิต) เมื่อซื้อสินค้าครบ 6,900 บาทที่ Under Armour Brand House เพื่อเข้าเซสชันกับยิมพาร์ตเนอร์และแบ่งปันให้เพื่อนได้ โดยผู้ที่เข้าครบ 3 คลาสตามเงื่อนไข จะได้รับสิทธิ์ลงทะเบียน Race Simulation เพื่อทดสอบความพร้อมของร่างกาย จังหวะเปลี่ยนสถานี และแผนการแบ่งแรงก่อนเจอสนามจริง สามารถรับรายละเอียดและโค้ดลงทะเบียนได้จากทีมงานหน้าร้าน
ในการฝึกซ้อมสัปดาห์แรกนี้ Under Armour ได้ให้การสนับสนุนผู้ท้าชิง Hybrid Race อย่างเต็มที่กับทุกคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยมีระบบสนับสนุนตลอดเส้นทาง ทั้งโปรแกรมฝึก โค้ช ยิมพาร์ตเนอร์ เสื้อผ้าอุปกรณ์ และการฟื้นฟูร่างกาย ทำให้แบรนด์เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการฝึก ความรู้ และคอมมูนิตี้ เพื่อผลักดันแนวคิด Make Athletes Better ให้เกิดขึ้นจริงผ่านการลงมือทำ

สำหรับใครที่กำลังมอง Hybrid Race เป็นเป้าหมายถัดไป อย่ารีรอให้ใกล้วันแข่ง เวลานี้คือเวลาที่ดีที่สุดแล้วที่จะได้ท้าทายตัวเอง และพัฒนาตัวเองไปในอีกขั้นก่อนการแข่งจริงในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้


The post ฟิตร่างกายลุย Hybrid Race กับโปรแกรมฝึกแบบ Team Under Armour appeared first on THE STANDARD.
]]>