LIFE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Jul 2026 10:36:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ลาพักร้อนกันหรือยัง? เช็กวันหยุด วันควรลา ครึ่งปีหลัง 2569 https://thestandard.co/life/half-year-2026-leave-plan/ Thu, 02 Jul 2026 10:36:33 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226056 ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

เราเชื่อเสมอว่าการเดินทาง และการพักผ่อนที่สมดุลทำให้ร่า […]

The post ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ลาพักร้อนกันหรือยัง? เช็กวันหยุด วันควรลา ครึ่งปีหลัง 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569

เราเชื่อเสมอว่าการเดินทาง และการพักผ่อนที่สมดุลทำให้ร่างกาย จิตใจ รวมไปถึงประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น เผลอแป๊บเดียวเราก็ผ่านปี 2569 มาแล้วครึ่งปี เวลาหมดไปอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด เปิดดูวันลาก็พบว่าเหลืออีกเยอะมาก บางคนยังไม่เคยใช้วันลาในปีนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่เป็นไร เอาใหม่

 

2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยเจอเหตุการณ์หนักหน่วงหลายเหตุการณ์ และเราก็เชื่อว่าปีนี้เป็นอีกปีที่ทุกคนทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าในแง่ของรายได้ ชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ

 

และไม่ว่าครึ่งปีหลังจะเป็นเช่นไร เราอยากให้คุณอย่าลืมพักผ่อน หาเวลาออกเดินทางไปพบประสบการณ์และโลกใหม่ๆ เพราะนอกจากจะฮีลใจและกายเราเองแล้ว ยังช่วยส่งเสริมไอเดียใหม่ๆ และสร้างโอกาสให้เราด้วย

 

จงใช้วันลาอย่างคุ้มค่า เพราะเราทุกคนล้วนต้องการการพักผ่อนและเวลาส่วนตัว เพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงและเติมเต็มแรงใจในการใช้ชีวิต

 

และนี่คือวันหยุด-วันควรลา ครึ่งปี 2569 เพื่อให้คุณวางแผนเที่ยวได้อย่างไม่มีสะดุด

 

ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 1ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 2ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 3ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 4ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 5ภาพปฏิทินแสดงวันหยุดและวันควรลาพักร้อนสำหรับครึ่งปีหลัง 2569 6

The post ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ลาพักร้อนกันหรือยัง? เช็กวันหยุด วันควรลา ครึ่งปีหลัง 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเทคนิคเสกผิวโกลวฉ่ำระดับ K-Idol ด้วยเทคนิคจาก MAENG https://thestandard.co/life/maeng-k-idol-glow-skin-techniques/ Thu, 02 Jul 2026 00:58:12 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225777 เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ

ในงานเปิดตัวคอลเล็กชันระดับโลก CATHY DOLL x MAENG ในคอน […]

The post ส่องเทคนิคเสกผิวโกลวฉ่ำระดับ K-Idol ด้วยเทคนิคจาก MAENG appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ

ในงานเปิดตัวคอลเล็กชันระดับโลก CATHY DOLL x MAENG ในคอนเซปต์ Be Your Own Spotlight เมกอัพอาร์ติสต์ชื่อดังระดับโลก Lee Myung Sun หรือ แมง ผู้อยู่เบื้องหลังลุคผิวสมบูรณ์แบบของโกลบอลไอดอลมากมายโดยเฉพาะสาวๆ วง BLACKPINK ได้ผ่านฝีมือการแต่งหน้าของเธอมาแล้วทั้งนั้น ครั้งนี้แมงได้มาร่วมถ่ายทอดเทคนิค Top Secret ในการเนรมิตผิวโกลวทั้งผิวหน้าและผิวกาย นี่คือบทสรุปเคล็ดลับและปรัชญาการแต่งหน้าจากบทสัมภาษณ์ของแมง ที่คุณสามารถทำตามเพื่อสร้างแสงสปอตไลต์ให้ตัวเองได้ง่ายๆ ในทุกวัน  

 

 
 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 1

 

 

ความชุ่มชื้น คือหัวใจสำคัญของผิวโกลวออร่า

 


แมงเน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นการแต่งผิวหน้าหรือผิวกาย สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลผิวให้ดูโกลวและมีสุขภาพดีคือความชุ่มชื้น ก่อนที่จะเริ่มลงเมกอัพเบสใดๆ การเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวถือเป็นสเต็ปแรกที่ขาดไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชันนี้จึงถูกออกแบบมาให้มีความชุ่มชื้นสูง เพื่อรักษาสมดุลของผิว ทำให้ผิวเปล่งประกายและซึมซาบผลิตภัณฑ์ได้ดีเยี่ยม

 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 2

 

 

เทคนิคเสกผิวกายให้เจิดจรัส (Body Makeup)

 
สำหรับการปรับสีผิวกายให้สว่างใส แมงแนะนำให้เริ่มต้นด้วย Baby Doll Tone Up Lotion ซึ่งสามารถใช้แปรงเกลี่ยเพื่อให้ได้ผิวที่ดูโกลวขั้นสุด หรือจะใช้มือทาก็ทำได้ง่ายดายมาก เพราะตัวโลชั่นเนื้อเบา ซึมไว และไม่เหนอะหนะ จึงเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน (Daily Use)

 

ในวันพิเศษที่ต้องการความโดดเด่น คุณแมงแนะนำให้เลเยอร์ผิวเพิ่มด้วย Glow Pro Body Balm โดยมีเทคนิคคือ ให้เลือกลงเฉพาะจุดไฮไลต์ที่ต้องการให้เล่นแสง เช่น บริเวณหัวไหล่และไหปลาร้า เนื้อบาล์มที่มีอณูชิมเมอร์ละเอียดจะช่วยสะท้อนแสง ทำให้ผิวดูมีมิติ มีออร่าระยิบระยับอย่างเป็นธรรมชาติ และที่สำคัญคือสามารถเสกผิวให้ดูสุขภาพดีได้กับผู้ใช้งานทุกเฉดสีผิว

 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 3

 

งานผิวหน้าเนียนกริบแต่บางเบาด้วย Cushion

 
สำหรับการเตรียมผิวหน้า คุณแมงเลือกใช้ Skin Like Waterfall Cushion ที่ให้ฟินิชผิวฉ่ำ เรียบเนียน บางเบากลืนไปกับผิว นอกจากนี้ คุณแมงยังมีเทคนิคพิเศษคือ การใช้คุชชันเฉดสีที่เข้มกว่าผิวจริง (เช่น เบอร์ 5) มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างเฉดดิ้งและเก็บกรอบหน้าให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะดูเป็นธรรมชาติกว่าการใช้คอนทัวร์เนื้อหนักๆ

 

เมกอัพอาร์ติสต์ MAENG กำลังสาธิตเทคนิคการแต่งหน้าให้ผิวโกลวฉ่ำ 4

 

ปรัชญาความงามสไตล์ แมง

 

แต่งหน้าเหมือนการปรุงรส’ แมงเชื่อว่า เมกอัพที่ดีคือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชูความสง่างามและเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เรามีอยู่แล้วให้โดดเด่นขึ้น ไม่ใช่การพยายามปกปิดหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นคนอื่น การแต่งหน้าก็เหมือนกับการเติมเครื่องปรุงลงไป 1 ช้อนเพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับความสวยงามตามธรรมชาติที่คุณมี ดังนั้นเมกอัพสไตล์แมงจึงเน้นผลลัพธ์ที่ดูสุขภาพดี เข้าใจง่าย และดึงความเปล่งประกายในแบบของตัวเองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

The post ส่องเทคนิคเสกผิวโกลวฉ่ำระดับ K-Idol ด้วยเทคนิคจาก MAENG appeared first on THE STANDARD.

]]>
CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสสุดล้ำใจกลางศาลาแดง กับคอนเซปต์ ‘Dine in the Kitchen’ https://thestandard.co/life/cuisine-saladaeng-dine-kitchen/ Wed, 01 Jul 2026 13:12:41 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225720 ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ร้านอาหารทั่วโลกเริ่มขยับจากการซ่ […]

The post CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสสุดล้ำใจกลางศาลาแดง กับคอนเซปต์ ‘Dine in the Kitchen’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ร้านอาหารทั่วโลกเริ่มขยับจากการซ่อนครัวไว้หลังประตู สู่การเปิดพื้นที่ให้คนได้เห็นทุกขั้นตอนในหนึ่งจาน เพราะสิ่งที่สร้างคุณค่าไม่ได้อยู่ที่การเก็บสูตรลับอีกต่อไป แต่อยู่ที่ฝีมือ ความจริงใจ และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

CUISINE ร้านอาหารฝรั่งเศสสไตล์บิสโทรและไวน์บาร์แห่งใหม่บนชั้น 3 ของอาคารย่านศาลาแดง จึงตีความแนวคิดนี้ออกมาอย่างชัดเจน ผ่านคอนเซปต์ Nothing to Hide ที่ไม่ได้หมายถึงครัวเปิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการเปิดเผยสูตรอาหาร วิธีปรุง และรายละเอียดของแต่ละจานในเมนู ให้ทุกคนได้อ่านราวกับกำลังเปิดตำรา ก่อนตัดสินใจสั่งอาหาร

 

ร้านนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ Morgan Danie กับ Franck Le Bayon เชฟและเจ้าของร้านผู้อยู่เบื้องหลัง iODE, Scuba และ Kras ที่อยากเปลี่ยนการกินอาหารนอกบ้านจากการนั่งรอเสิร์ฟ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนรู้สึกเหมือนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมครัว จึงออกแบบพื้นที่ให้สเตชันทำอาหารโอบล้อมโต๊ะอาหารไว้ตรงกลาง พร้อมเปิดให้เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบ ปรุงอาหาร ไปจนถึงสเตชันล้างจาน โดยไม่มีฉากกั้นระหว่างเชฟกับคนกิน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 1ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 2

 

เจ้าของร้านเล่าให้เราฟังว่า การเลือกเปิดร้านในซอยศาลาแดงเกิดจากการมองเห็นศักยภาพของพื้นที่ซึ่งเชื่อมต่อทั้งสีลมและสาทร สะดวกสำหรับคนทำงานและฟู้ดดี้ที่มองหาร้านบิสโทรคุณภาพดีในบรรยากาศสบายๆ ซึ่งยังมีไม่มากนักในละแวกนี้

 

แถมในอนาคต CUISINE ยังเตรียมต่อยอดพื้นที่ชั้นล่างของอาคารให้กลายเป็นคาเฟ่ที่เข้าถึงง่ายขึ้น เสิร์ฟแซนด์วิช กาแฟสเปเชียลตี้ น้ำผลไม้สกัด และคราฟต์เบียร์ ขณะที่ชั้น 3 จะยังคงเป็นพื้นที่สำหรับมื้อค่ำที่เต็มไปด้วยไวน์ และอาหารเหมือนเดิม

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 3ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 4ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 5ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 6

 

The Vibe

 

แม้ร้านจะใช้สเตนเลสเป็นวัสดุหลักจนชวนให้นึกถึงห้องทดลองแบบหนังไซไฟ แต่เมื่อเดินเข้ามากลับให้ความรู้สึกอบอุ่นกว่าที่คิด โต๊ะอาหารถูกจัดวางไว้กลางครัว รายล้อมด้วยเชฟที่กำลังทำงาน เสียงกระทะ เสียงพูดคุย และจังหวะการเสิร์ฟทำให้บรรยากาศมีชีวิตชีวา ราวกับกำลังนั่งอยู่ใน Kitchen Party มากกว่าร้านอาหารแบบดั้งเดิม

 

ร้านยังจัดแสงไฟสลัวช่วยเพิ่มความเป็นกันเอง ทำให้ร้านเหมาะทั้งสำหรับการนัดเพื่อนมาแชร์อาหารหลายจาน หรือจะเลือกเป็นร้านเดตในค่ำคืนสบายๆ ก็ให้บรรยากาศที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 7ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 8ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 9

 

The Taste

 

เมนูอาหารของ CUISINE เป็นแบบฝรั่งเศสสไตล์บิสโทรที่ตีความใหม่ให้ร่วมสมัย เน้นเมนูสำหรับแชร์และรสชาติที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงรายละเอียดในการปรุงแบบฝรั่งเศสไว้อย่างครบถ้วน ส่วนใครที่ชื่นชอบเมนูจากร้านอย่าง iODE หรือ Scuba น่าจะคุ้นเคยกับแนวทางอาหารได้ไม่ยาก

 

เปิดต่อมรับรสกับจานแรกอย่าง Oyster ‘Kys’ (420 บาท) หอยนางรมเสิร์ฟสดๆ แบบ Shucked to Order เชฟชูรสชาติอันละเอียดอ่อนด้วยน้ำส้มสายชูดอกดาวเรือง ที่หมักจากกลีบดอกดาวเรืองสดกับไวน์ขาว น้ำส้มสายชูและน้ำตาล เติมมิติความเปรี้ยวด้วยมะนาวคาเวียร์ และตัดเลเยอร์สุดท้ายด้วยน้ำมันทาร์รากอน เป็นจานที่สดชื่นและมีกลิ่นสมุนไพร

 

Chutoro (790 บาท) เมนูไฮไลต์ในหมวดจานเย็นที่สร้างความตื่นเต้นได้ดีมากๆ เชฟใช้เนื้อส่วนชูโทโร่สดพรีเมียม แล่มาในความหนาที่พอเหมาะ ท็อปด้านบนด้วยอูนิมารุฮิเดะสายพันธุ์บาฟุน เพิ่มความครีมมี่และกลิ่นอายทะเล มีซอสพิตาชิโอวาซาบิมายองเนสที่ให้ความหอมมันของถั่วคู่กับความฉุนขึ้นจมูกบางเบา ตัดมิติรสชาติด้วยความอูมามิเข้มข้นของซอสมีทจูส์และน้ำมันเนยสีน้ำตาล เป็นความขัดแย้งของรสชาติฝั่งทะเลและฝั่งบกที่เบลนด์เข้ากันได้อย่างนุ่มนวล

 

ตามด้วย Scallop (580 บาท) หอยเชลล์ฮอกไกโดสดเนื้อหวานสไลซ์บางขนาด วางเลเยอร์สลับกับหน่อไม้ฝรั่งขาว ที่มีทั้งแบบสดฝานบางและแบบหมักแลคโตเฟอร์เมนต์เพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสและกรดที่ต่างกัน รองฐานด้วยซอสนาจตะไคร้ที่เคี่ยวเคียงกับหอมแดง กระเทียม ขิง ไวน์ขาว และน้ำสต็อกปลา ก่อนสเปรย์ปิดท้ายด้วยน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นและเกลือเกล็ด

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 10ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 11ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 12

 

เริ่มเข้าจานหลัก Flatbread Pissaladiere (460 บาท) แฟลตเบรดอบร้อนจนขอบกรอบ ท็อปด้านบนด้วยหอมใหญ่คาราเมไลซ์ที่ผ่านการเคี่ยวอย่างช้าๆ นานเกือบชั่วโมงจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทองหวานฉ่ำ ตัดรสเค็มมันนัวอย่างรุนแรงด้วยเนื้อปลาแองโชวีกองตาเบรีย มะกอกดำฉีก และน้ำมันเนยสีน้ำตาล ที่มีเสน่ห์สไตล์บิสโทรฝรั่งเศสตอนใต้

 

กุ้งลายเสือไซส์ใหญ่ 2 ตัว Tiger Prawn x2 (630 บาท) นำมาผ่าหลังรักษากระดองเพื่อเก็บรักษารสชาติ นำไปย่างไฟจนเนื้อเด้งกรอบพอดิบพอดี แล้วราดซอสเนยสีน้ำตาลเสาวรส ที่ผสมเนื้อและน้ำเสาวรสสดเข้ากับเนยจืด น้ำผึ้ง และน้ำมะนาว ให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานตัดความหอมมันของเนยสีน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมเลมอนย่างไฟชาร์โคล

 

จานนี้ค่อนข้างว้าวทีเดียว Chicken (620 บาท) นำเนื้อไก่ครึ่งตัวที่ผ่านการบ่มน้ำเกลือร่วมกับเครื่องเทศ ใบอ่าว กระเทียม หอมใหญ่ เลมอน ไลม์ และส้ม นาน 15 ชั่วโมง นำไปรมควันและย่างจนหนังกรอบแต่เนื้อข้างในยังฉ่ำ เคลือบด้วยซอสเทพาเช่รีดักชัน ที่เคี่ยวจากสับปะรดและน้ำตาลทรายแดงจนข้นหนืด เสิร์ฟคู่กับมัสตาร์ดซอสรสละมุนเข้มข้น และพริกจาลาปิโนหมัก

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 13ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 14ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 15

 

พอกำลังจะเริ่มอิ่มเชฟก็เสิร์ฟของหวานมาต่อเลย Chou “Snickers” (350 บาท) อบมาใหม่จนเนื้อฟูเบา สอดไส้พีนัทบัตเตอร์ครีมที่ตีจากครีมชีสและพีนัทบัตเตอร์จนเนียนแน่น สปูนด้วยคาราเมลพีนัทกรุบกรอบรสเข้มข้น ซ่อนไอศกรีมวานิลลาไว้ด้านใน ก่อนจะราดซอสช็อกโกแลตเข้มข้นรสชาติหวานมัน เข้มข้นสะใจ

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 16ภาพบรรยากาศภายในร้าน CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสย่านศาลาแดง ที่มีโต๊ะอาหารตั้งอยู่กลางครัว 17

 

นอกจากอาหารแล้ว ไวน์ยังเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของร้าน กับลิสต์กว่า 100 เลเบลที่คัดเลือกมาเพื่อการจับคู่รสชาติอย่างตั้งใจ เสริมให้ทุกค่ำคืนเต็มไปด้วยบทสนทนาและการแชร์อาหารบนโต๊ะ มากกว่าจะเป็นการนั่งกินมื้อค่ำแบบเงียบๆ

 

Good for

 

ถ้าคุณกำลังมองหาร้านสำหรับนั่งยาวในค่ำคืนที่ไม่เร่งรีบ CUISINE คืออีกหนึ่งร้านใหม่ของย่านศาลาแดงที่ควรแวะมา ด้วยบรรยากาศไวน์บาร์ที่มีชีวิตชีวา อาหารฝรั่งเศสที่กินง่าย เหมาะกับการแชร์ และคอนเซปต์ที่ทำให้ทุกคนได้สัมผัส เหมาะทั้งสำหรับสายฟู้ดดี้ คนที่หาร้านเดต หรือมาสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน

 

CUISINE BKK

 

Address: ถนนศาลาแดง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ

Open: ร้านเปิดวันจันทร์-วันพฤหัสบดี 17.30-23.00 น. และวันศุกร์-วันเสาร์ 17.30-01.00 น. (ปิดวันอาทิตย์)

Parking: มีบริการ Valet Parking

Booking: https://cuisinebkk.com/

Instagram: cuisine.bkk 

Budget: 700-2,500 บาทต่อคน

Map: https://maps.app.goo.gl/Nvzkv2a5EYa2euMw8

 

The post CUISINE บิสโทรฝรั่งเศสสุดล้ำใจกลางศาลาแดง กับคอนเซปต์ ‘Dine in the Kitchen’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Baby Mode ใช่คุณไหม เมื่ออยู่ต่อหน้าแฟนก็ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง https://thestandard.co/life/baby-mode-relationships-psychology/ Wed, 01 Jul 2026 11:58:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225688 คู่รักหนุ่มสาวชาวเอเชียกำลังกอดกันอย่างมีความสุข

ใช่คุณไหม? คนที่เป็นผู้นำ ตัดสินใจเก่ง และดูเข้มแข็งนอก […]

The post Baby Mode ใช่คุณไหม เมื่ออยู่ต่อหน้าแฟนก็ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่รักหนุ่มสาวชาวเอเชียกำลังกอดกันอย่างมีความสุข

ใช่คุณไหม?
คนที่เป็นผู้นำ ตัดสินใจเก่ง และดูเข้มแข็งนอกบ้าน กลับกลายเป็นคนขี้อ้อน ชอบกอด พูดเสียงน่ารัก หรือทำตัวมุ้งมิ้งเมื่ออยู่กับแฟน พฤติกรรมนี้ถูกเรียกกันบนโซเชียลว่า Baby Mode แม้จะไม่ใช่ศัพท์ทางจิตวิทยาโดยตรง แต่สามารถอธิบายได้ด้วยหลายแนวคิดทางจิตวิทยา

 

หนึ่งในนั้นคือ Attachment Theory ของ John Bowlby ที่อธิบายว่า มนุษย์ต้องการ พื้นที่ปลอดภัย (Secure Base) ในความสัมพันธ์ เมื่อเรารู้สึกว่าคนตรงหน้าพร้อมรับฟังและไม่ตัดสิน เราจะกล้าเผยด้านที่อ่อนโยนและเปราะบางของตัวเองมากขึ้น งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ในผู้ใหญ่ก็ชี้ว่า คนที่มี Secure Attachment มักเปิดเผยความรู้สึก ขอความช่วยเหลือ และแสดงความน่ารักกับคนรักได้อย่างเป็นธรรมชาติ

 

นักจิตวิทยายังอธิบายว่าเมื่ออยู่กับคนที่ไว้ใจ ระบบประสาทจะเข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย หรือ Co-regulation ทำให้เราไม่จำเป็นต้องคอยรับบทคนเก่งหรือควบคุมทุกอย่างตลอดเวลา จึงดูเหมือนเปลี่ยนเป็นเด็กได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

 

อ้างอิง: https://www.mdpi.com/2227-9032/13/23/3105?utm_source=chatgpt.com

The post Baby Mode ใช่คุณไหม เมื่ออยู่ต่อหน้าแฟนก็ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 1-7 กรกฎาคม 2569 https://thestandard.co/life/bangkok-events-this-week/ Wed, 01 Jul 2026 06:32:09 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225487 ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์

เดือนใหม่มักเป็นช่วงที่หลายคนอยากเริ่มอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจ […]

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 1-7 กรกฎาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์

เดือนใหม่มักเป็นช่วงที่หลายคนอยากเริ่มอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาออกกำลังกาย หาแรงบันดาลใจ หรือแค่หาเวลาพาตัวเองออกไปสูดอากาศเปลี่ยนบรรยากาศจากชีวิตประจำวัน เราเลยคัดกิจกรรมน่าไปทั่วกรุงเทพฯ มาให้เลือกตั้งแต่งานศิลปะ คอมมูนิตี้ เวลเนส ไปจนถึงดินเนอร์มื้อพิเศษ

 

LIFE This Week สัปดาห์นี้เลยอยากชวนทุกคนสลัดความเหนื่อยล้า แล้วออกไปเติมเอนดอร์ฟินผ่านหลากหลายกิจกรรม เริ่มตั้งแต่การออกไปเดินทอดน่องดูงานแสงสีสุดเก๋เย่านทรงวาด หรือจะสลัดความเครียดแล้วออกไปสับฝีเท้าร่วมกับแก๊งพี่นักวิ่งที่เน้นวิ่งสบายๆ รับลมเช้า ไปจนถึงการล้อมวงจิบค็อกเทลฟังทอล์กสร้างแรงบันดาลใจในบาร์ที่ทองหล่อ และกิจกรรมฮิปๆ ชวนไปนั่งเหม่อปล่อยใจกลางสวน นั่งอ่านหนังสือแบบไร้โทรศัพท์ หรือปิดท้ายค่ำคืนด้วยมื้ออาหารดีๆ หากคุณพอมีเวลาว่าง งั้นก็มาออกแบบสัปดาห์นี้ให้เป็นช่วงเวลาที่คุณได้เฉลิมฉลอง ดูแล และรักตัวเองในแบบที่ใช่กัน

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 1

 

Awakening Song Wat 2026

 

กลับมาปลุกถนนให้มีชีวิตชีวาอีกครั้งกับเทศกาลศิลปกรรมไฟและดิจิทัลอาร์ตครั้งที่ 2 ที่ทุกคนต่างรอคอย โดยปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ (S)ONGEVITY ชวนมองย่านผ่านแนวคิดการอยู่อย่างยืนยาว Longevity)เพื่อรักษา ตีความใหม่ และส่งต่อจิตวิญญาณของทรงวาดอย่างมีคุณค่า เตรียมพบกับผลงานประติกรรมแสงและดิจิทัลอาร์ตจากศิลปินหลากสไตล์ที่จะถูกนำไปจัดแสดงทั่วย่านทรงวาด-สำเพ็ง เปลี่ยนตึกเก่าและตรอกซอกซอยให้เป็นแกลเลอรีกลางแจ้ง ชวนเดินเล่นถ่ายรูป จิบค็อกเทล และสำรวจเมืองในมุมมองใหม่ยาวๆ ตลอด 10 คืนเต็ม

 

ซึ่งปีนี้คุณจะได้ชมงานทั้งหมด 21 ผลงาน จัดแสดงใน 14 โลเคชัน อย่าง โซวทรงวาด โกดังเจริญวัฒนา และอาคารเก่าแก่ตามตรอกและซอยต่างๆ ทั่วทรงวาด

 

Time: เวลา 18.00-23.00 น.

When: วันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569

Where: ถนนทรงวาด – สำเพ็ง

More Info: Awakening Festivals

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 2

 

Against the Grain Exhibition

 

ปักหมุดแลนด์มาร์กศิลปะแห่งใหม่ย่านวงเวียนโอเดียนกับ Adult Material อาร์ตแกลเลอรีร่วมสมัยน้องใหม่ในบรรยากาศตึกเก่าซอยเยาวราช 1 ที่ก่อตั้งโดย Olivier Chow นักวิจารณ์ศิลปะและนักมนุษยธรรมชาวสวิส-จีน ประเดิมนิทรรศการกลุ่มครั้งแรกในชื่อ Against the Grain ชวนให้มาตั้งคำถามและเปิดมุมมองที่ว่าด้วยเรื่องของเควียร์ (Queer) ความลื่นไหล และการท้าทายขนบความคิดเดิมๆ ผ่านผลงานประติกรรม ภาพถ่าย ศิลปะจัดวางและงานออกแบบจาก 5 ศิลปินทั้งไทยและต่างชาติ ได้แก่ Shen Wei (นิวยอร์ก), โอ้ต มณเฑียร (กรุงเทพฯ), Dylan Chan (สิงคโปร์), Gregor Jahner (เบอร์ลิน) และธามม์ นีลพนากูล (กรุงเทพฯ)

 

ไฮไลต์ห้ามพลาดคือผลงานภาพถ่ายชุด Broken Sleeve ของ Shen Wei ที่หยิบยกตำนานความรักร่วมเพศในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฮั่นมาตีความและสะท้อนมุมมองเชิงร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้งและมีนัยยะ

 

Time: เปิดบริการวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 11.00-19.00 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร)

When: ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 15 สิงหาคม 2569

Where: Adult Material (ซอยเยาวราช 1 ย่านเยาวราช)

More Info: Adult Material

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 3

 

Public Park Run

 

เอาใจคนตื่นยากที่ไม่ถนัดตื่นมาวิ่งตอนเช้ากับคลับวิ่ง Mitrmiles Runclub จัดพาร์ทวิ่งยามเย็น Public Park Run ที่จะพาทุกคนไปเปลี่ยนบรรยากาศวิ่งชมวิวช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เสพโมเมนต์สวยๆ ของช่วงกาลเวลา Golden Hour ไปด้วยกัน ท่ามกลางคอมมูนิตี้และมิตรภาพที่อบอุ่นเป็นกันเองเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือได้ไวบ์ฟีลลิ่งยามค่ำคืนที่ผ่อนคลาย ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพาตัวเองออกไปขยับร่างกาย ยืดเส้นยืดสายสลัดความเครียดจากการทำงานสะสมมาตลอดทั้งสัปดาห์ พร้อมเปิดโอกาสให้ได้พบปะเพื่อนใหม่ๆ ร่วมเส้นทาง สามารถแวะมาจอยกันได้

 

Time: เวลา 18.15-19.30 น

When: วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569

Where: สวนลุมพินี (บริเวณลานเต้นแอโรบิก ประตู 4)

More Info: Mitrmiles Runclub

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 4

 

City Run “12K Running Cat”

 

ชวนคนตื่นเช้ามาขยับร่างกายทำ Long Run ระยะกำลังดี 12 กิโลเมต ความน่ารักของรอบนี้คือการพากันวิ่งลัดเลาะเกาะรัตนโกสินทร์และตรอกซอกซอยย่านเมืองเก่า บิดเลี้ยวตามเส้นทางเพื่อให้ GPS ลากบนแอป Strava ออกมาเป็นรูป ‘น้องแมว’ สุดน่ารัก เริ่มต้นสตาร์ทจาก สวนวังสราญรมณ์ ไปวัดพระแก้ว ผ่านเสาชิงช้า เข้าคลองโอ่งอ่าง จนได้รูทภาพแมว โดยเน้นวิ่งแบบคุมโซน Pace 6-8 ไปด้วยกันแบบไม่ทิ้งใคร มีจุดแวะพักถ่ายรูปเก็บบรรยากาศเมืองเก่าช่วงเช้าตรู่หลักๆ 4 จุด และแวะพักใหญ่จุดเดียวที่ 7-Eleven ช่วงกิโลเมตรที่ 6.5 ก่อนจะวิ่งยาวในครึ่งหลัง 

 

เมื่อจบวิ่งแล้วมาล้อมวงเติมพลังและคาเฟอีนกันต่อที่ร้านกาแฟโบราณระดับตำนานอย่าง โกปี๊เฮี๊ยะไถ่กี่ ณ สราญรมณ์ โดยทางงานมีบริการเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ผู้เข้าร่วมคนละ 1 แก้วด้วย (จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียง 25 คน เพื่อความคล่องตัวและดูแลความปลอดภัยอย่างทั่วถึง) สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ผ่าน Google Forms

 

Time: เวลา 05.00-08.00 น.

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: สวนวังสราญรมณ์ (นัดเจอที่ลานน้ำพุด้านในสวน / สามารถจอดรถได้บริเวณข้างสวน)

More Info: Untitled Run , Kope HyaTaiKee

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 5

 

Rave The Dusk (Night Run)

 

เตรียมไปปลดปล่อยพลังงานยามเย็นกับ RAVE THE DUSK อีเวนต์ที่ทำให้การวิ่งรันเมืองไหลลื่นไปสู่ปาร์ตี้ริมทะเลสาบสุดมันส์พากันวิ่งครูซผ่านเส้นทางวิวสวยรับลมช่วงพระอาทิตย์ตกดิน โดยมีระยะทางให้เลือกตามใจชอบทั้งรูท 3.9 กิโลเมตร และรูท 6.6 กิโลเมตร คุมความเร็ว Pace 7-9 แบบเป็นกันเอง วิ่งเสร็จแล้วคูลดาวน์ร่างกายด้วยสารพัดประสบการณ์ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ รับเครื่องดื่มเย็น ๆ ฉลองที่เส้นชัย และปิดท้ายค่ำคืนด้วยการแดนซ์กระจายไปกับเสียงเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์จากดีเจชื่อดังริมทะเลสาบ (จำกัดนักวิ่งร่วมสนุกเพียง 120 คนเท่านั้น และผู้เข้าร่วมต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป) สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ผ่าน Google Forms

 

กิจกรรมภายในงาน

  • Recovery Experiences บริการไอซ์บาธฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากแบรนด์ Arctic Well บริการนวดผ่อนคลายฟรีจาก RLAX และรับโปรตีนฟื้นฟูร่างกายจาก MOOVE
  • Finish Line Treats รับโยเกิร์ตแสนอร่อยจากแบรนด์ iwannaeatyogurt.bkk และรับส่วนลดพิเศษสำหรับร้านอาหารที่คัดสรรภายในโครงการ The Lake Club
  • Live DJ ปาร์ตี้หลังจบการวิ่งไปกับเซ็ตเพลงสุดเดือดเปิดแผ่นสดโดย DJ PITT และ DJ BASE10

Time: เวลา 16.30-21.00 น.

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: The Lake Club

Dress Code: สีขาว

Ticket: บัตรราคา 299 บาท

More Info: ROADLANN Run Club

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 6

 

MELLOW SUNDAE x NOXNOX SPECIAL CITY RUN

 

ชวนสายซิตี้รันมาวิ่งท้าแดดรับเช้าวันอาทิตย์กับกิจกรรม Special City Run ระยะสั้นกำลังดี 4 กิโลเมตร ปักหมุดย่านสีลม-สาทร ความพิเศษของงานวิ่งนี้คือการเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมทดลองผลิตภัณฑ์แว่นกันแดดสุดเท่จากแบรนด์ NOXNOX ระหว่างการวิ่งจริงเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใช้งานจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมายภายในงานจบทริปแล้วสามารถแวะเช็กอินจิบคราฟต์กาแฟต่อได้ทันที ที่ Togeta Coffee สาขาสีลม

 

Time: เวลา 06.15-08.30 น.

When: วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Where: Togeta Coffee Flagship Store สาขาสีลม

More Info: Mellow Sundae

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 7

 

“นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย” โดย Commons and Bonfire

 

อีเวนต์ประชดชีวิตกึ่งทดลองทางสังคมที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคนี้ที่สุด เมื่อกลุ่ม Commons and Bonfire ชวนหอบเสื่อ วางมือจากสมาร์ทโฟน แล้วมาประกาศตัวเป็น ‘ภาระต่อ GDP ของประเทศ’ ร่วมกันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็ม เพื่อต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานตลอดเวลา กฎเหล็กมีข้อเดียวคือ ‘ห้ามทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน’ ไม่มีหนังสือ ไม่มีสมุดจด ไม่มีสิ่งรบกวน ไม่มี Networking ไม่มีวิทยากร และไม่มีอะไรเลยตามคอนเซ็ปต์งาน เหมาะสำหรับคนที่รู้สึกว่าชีวิตขับเคลื่อนเร็วเกินไปจนอยากลองกดปุ่ม Pause เพื่อหนีจากหน้าจอและหันกลับมาอยู่กับตัวเองเงียบๆ ในเย็นวันเสาร์

 

เซสชันปล่อยใจตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม

  • 30 นาทีแรก (Silent Session) นั่งเหม่อและจมอยู่กับความเงียบโดยไม่ทำอะไรเลยร่วมกันกลางสนามหญ้า
  • 30 นาทีหลัง (Reflection & Share) ล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนแบบสบายๆ ว่าระหว่างที่นั่งเฉยๆ ไปครึ่งชั่วโมงนั้น แต่ละคนได้ตระหนัก รู้สึก หรือสัมผัสถึงอะไรในใจบ้าง

 

กดเพิ่มกิจกรรมลง Google Calendar และเข้ากลุ่มไลน์นัดหมายพิกัดที่ Line OpenChat

 

Time: เวลา 17.00-18.00 น.

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: สวนลุมพินี

More Info: Commons & Bonfire

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 8

 

Bangkok Offline Reading Club EP.18

 

สลัดความวุ่นวายบนโลกออนไลน์แล้วหันกลับมาหาความรื่นรมย์จากการอ่าน การขีดเขียน และการพูดคุยกันแบบไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากหน้าจอโทรศัพท์มารบกวน กับคอมมูนิตี้คนรักหนังสือที่จัดโดย Bangkok Literature & Readers Festival ชวนทุกคนพกหนังสือเล่มโปรดหรือ E-reader ของตัวเองมานั่งอ่านในบรรยากาศเงียบ ๆ สบาย ๆ ร่วมกันเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเต็มในพื้นที่ห้ามใช้โทรศัพท์ เพื่อดื่มด่ำกับสมาธิและเสียงพลิกหน้ากระดาษอย่างแท้จริง ก่อนจะเปิดเซสชันล้อมวงสนทนาเล็ก ๆ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับวรรณกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้เรียนรู้จากหนังสือที่กำลังอ่านเพื่อสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงใหม่ๆ ร่วมกัน

 

กิจกรรมภายในงาน

  • พกหนังสือเล่มโปรดหรือ Kindle ของตัวเองมานั่งอ่านร่วมกันเพื่อฝึกสมาธิและอยู่กับปัจจุบัน
  • สามารถติดหนังสือเล่มเก่าที่อยากส่งต่อมา 1-2 เล่ม เพื่อร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนหนังสือกับเพื่อนนักอ่านคนอื่น ๆ ภายในงานได้
  • ร่วมวงพูดคุยและแบ่งปันความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องเล่า นิทาน วรรณกรรม และสิ่งที่ได้รับจากการอ่านอย่างเป็นกันเอง

 

Time: เวลา 16.00-18.00 น.

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: Public House ซอยสุขุมวิท 31

Booking: https://luma.com/tt8j3o5q

More Info: Bangkok Literature & Readers Festival

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 9

 

Led Active Series & Ashtanga Yoga Talk by Yoga Shala BKK x AYA

 

คลาสโยคะและทอล์กสุดพิเศษต้อนรับเช้าวันเสาร์ที่จะชวนทุกคนมาร่วมฝึกในเซสชัน Led Active Series และล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในหัวข้อ Ashtanga Yoga Talk ว่าด้วยเรื่องการสร้างสรรค์แนวทางการฝึกฝนโยคะอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องและเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตจริง โดยจับมือร่วมกับแบรนด์ AYA ภายใต้แนวคิด Awaken your awareness ร่วมสำรวจมิติของความตระหนักรู้ทั้งในระหว่างการฝึกและบทสนทนาหลังคลาส พร้อมปิดท้ายด้วยการนั่งพักผ่อนแชร์ความเห็น พูดคุยถามตอบอย่างเป็นกันเอง พร้อมดื่มด่ำไปกับเครื่องดื่มสุขภาพจาก AYA และขนมอร่อยๆ จากร้าน Luka Bangkok

 

Time: เวลา 09.00-11.00 น.

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: Yoga Shala BKK ทองหล่อ 23

Booking: https://www.yogashalabkk.com/

More Info: The Yoga Shala

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 10

 

Sipminar – One Drink & We Go On: EP 1 – FALL NOT FAIL

 

เตรียมพบกับครั้งแรกของงาน Sipminar (Sip + Seminar) ในรูปแบบ Talk & Drink Experience ที่เปิดโอกาสให้ทุกบทสนทนาเกิดขึ้นและลื่นไหลอย่างเป็นกันเอง พร้อมเครื่องดื่มในมือและเรื่องราวที่จริงใจจากแขกรับเชิญทั้งสามคน โดยประเดิมอีพีแรกด้วยหัวข้อ FALL NOT FAIL ชวนมาร่วมล้อมวงฟังเรื่องราวและแนวคิดการฝ่าฟันอุปสรรคจากมุมมองของ 3 คนดังหลากหลายวงการ ทั้ง โอ๊ต ปราโมทย์, ดิว วีรวัฒน์ และ กวง ณัฐนันท์ ที่จะพาย้อนเส้นทางของความผิดพลาด บทเรียนล้ำค่า และช่วงเวลาสำคัญที่ผลักดันให้พวกเขาก้าวมาถึงทุกวันนี้ ในบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟและเป็นส่วนตัว ณ Bar335 สเปซลับย่านสุขุมวิท 39 มาร่วมรับแรงบันดาลใจและแชร์ประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกันในบ่ายวันอาทิตย์

Time: เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

When: วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Where: Black Cabin (ทองหล่อ 16)

More Info: Black Cabin

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 11

 

Mobella Soft Opening x MOJO

 

สายแต่งบ้านและคนรักงานดีไซน์ต้องแวะมาเช็กอินกับงานฉลองเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมใจกลางเอกมัยของ Mobella Galeria แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทยที่นำเอกลักษณ์ระดับสากลมาตีความร่วมสมัย ไฮไลต์สำคัญในงานเปิดตัวคือการเผยโฉม ‘Thai Dessert Collection’ เฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากขนมไทยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นขนมชั้น ขนมใส่ไส้ และชิ้น Key Piece อย่างโซฟาข้าวต้มมัดรุ่น ‘Much’ ที่เคยเดินทางไปจัดแสดงในงาน Milan Design Week และการันตีด้วยรางวัล DEmark Winner 2026 สาขาเฟอร์นิเจอร์เมื่อเมษายนที่ผ่านมา โดยในวันเสาร์-อาทิตย์ของสัปดาห์นี้ 

 

ความพิเศษคือการคอลแลปส์ร่วมกับแบรนด์ไอศกรีม MOJO แจกไอศกรีมรสพิเศษ ‘รสข้าวต้มมัด’ พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอปทำ Bag Charm พวงกุญแจข้าวต้มมัดแฮนด์เมดน่ารักๆ ให้ได้ออกแบบตามสไตล์ตัวเองและนำกลับบ้านเป็นที่ระลึก

When: วันที่ 3-13 กรกฎาคม 2569 (กิจกรรมพิเศษแจกไอศกรีมและเวิร์กชอปจัดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดช่วง Soft Opening 3-13 กรกฎาคม)

Where: Mobella New Showroom (ตั้งอยู่ระหว่างซอยเอกมัย 13 และ 15)

More Info: Mobella

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 12

 

QUIRKY SAT “Where Quirkiness Connects” Week 2: Keyboard Session by CASIO × Vanich House

 

คอมมูนิตี้สำหรับคนชอบความต่างและหลงใหลในเสียงดนตรีเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 2 กับงาน QUIRKY SAT ที่รอบนี้จับมือคอลแลปส์ร่วมกับแบรนด์ระดับตำนานอย่าง CASIO Music เนรมิตพื้นที่ด้วยเสียงดนตรีคีย์บอร์ดและเปียโน พร้อมเปิด Flea Market ขนทัพร้านค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายสไตล์มาให้เดินชิล ไฮไลต์ห้ามพลาดคือคลาสเวิร์กชอปสุดพิเศษ Master of Piano Teach You to: Play Any Songs in Any Styles นำทีมโดย อาจารย์สามารถ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สอนยาวนานกว่า 20 ปี ที่จะมาแชร์ทักษะการเล่นเปียโนและคีย์บอร์ดแบบเข้าใจง่าย ชวนทุกคนมาดื่มด่ำกับเสียงเพลง จิบคราฟต์เครื่องดื่ม และแชร์ความสุขในวันหยุดร่วมกัน

 

กิจกรรมภายในงาน

  • CASIO Piano Workshop คลาสเรียนเปียโนและคีย์บอร์ดฟรีโดยอาจารย์ชื่อดัง มีเครื่องดนตรีจาก CASIO จัดเตรียมไว้ให้พร้อมเรียน (จัดเฉพาะวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม เวลา 16.00-17.00 น. จำกัดจำนวนสิทธิ์ ต้องทักจองสำรองที่นั่งล่วงหน้า)
  • Quirky Flea Market เดินช้อปสินค้าคราฟต์สุดยูนีค ทั้งร้านน้ำหอมเครื่องหอมบรรเทาความเครียด OBAIDORI สวนขวดแก้วย่อส่วน Mossary.terrarium ของแต่งบ้านเทสดีมือหนึ่งมือสอง Decor.dthings และงานคราฟต์ดีไซน์เห็ดสุดน่ารักจากแบรนด์ Hetiyang

 

Time: เวลา 10.30-18.00 น. (เวิร์กชอปเปียโนจัดวันเสาร์ 16.00 – 17.00 น.)

When: วันที่ 4-5 กรกฎาคม 2569

Where: Vanich House

More Info: Vanich House

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 13

 

JOZAN Sake Dinner at MEZZALUNA by lebua

 

ค่ำคืนดินเนอร์สุดล้ำค่าสำหรับสาย Gastronomy เมื่อห้องอาหารดีกรี 2 ดาวมิชลิน Mezzaluna by lebua จับมือร่วมกับ Sakeseeker ผู้นำเข้าสาเกญี่ปุ่น และ Tokoyama Sake Brewery จากจังหวัดฟุคุอิ จัดดินเนอร์จับคู่สาเกและอาหารฝรั่งเศสพรีเมียมแบบ 6 คอร์ส โดยมี Shimpei Tokoyama ทายาทรุ่นที่ 9 และหัวหน้าทีมผลิตสาเกของแบรนด์ JOZAN เดินทางมาเล่าเรื่องราวและแนวคิดการทำสาเกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ฝั่งอาหารรังสรรค์โดย Executive Chef Ryuki Kawasaki รังสรรค์เมนูภายใต้แนวคิด Land and Sea ที่เชื่อมวัตถุดิบชั้นเลิศจากภูเขาและท้องทะเลเข้ากับคาแรกเตอร์ของสาเกแต่ละตัวอย่างประณีต ไฮไลต์สูงสุดคือการเปิดขวด Secret Label สาเกรุ่นพิเศษระดับแรร์ไอเท็มจากคอลเลกชันส่วนตัวของโรงกลั่นที่ไม่เคยเสิร์ฟที่ไหนในไทยมาก่อน จัดขึ้นเพียงคืนเดียวเท่านั้น

 

Time: เริ่มเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

When: วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569

Where: MEZZALUNA by lebua, Bangkok

Budget: ราคา 12,000++ บาท ต่อคน

More Info: Mezzaluna by lebua , Sakeseeker

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 14

 

The Cantonese Table: Four Celebrated Chefs Unite at Yu Ting Yuan

 

ค่ำคืนดินเนอร์สุดยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นเพียงคืนเดียวเท่านั้น เมื่อห้องอาหารจีนกวางตุ้ง Yu Ting Yuan ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้อนรับการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของ 4 ยอดปรมาจารย์เชฟอาหารจีนกวางตุ้งชื่อดังจากกรุงเทพฯ ฮ่องกง และสิงคโปร์ 

 

นำทีมโดย Chef Tommy Cheung แห่ง Yu Ting Yuan ร่วมด้วยโปรไฟล์ระดับตํานานอย่าง Chef Adam Wong จาก Forum Restaurant ห้องอาหารดีกรี 3 ดาวมิชลิน Chef Chan Yan Tak จากห้องอาหาร Lung King Heen โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ฮ่องกง และ Chef Alan Chan จากห้องอาหาร Jiang-Nan Chun โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ สิงคโปร์ ร่วมกันรังสรรค์คอร์สเมนูสุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองความลึกซึ้งและมิติอันหลากหลายของศาสตร์อาหารกวางตุ้งผ่านเมนูซิกเนเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์

 

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: Yu Ting Yuan, Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River

Budget: ราคา 15,000++ บาทต่อคน

More Info: Four Seasons Hotel Bangkok

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 15

 

Nashville Hot-Line

 

ยกบรรยากาศปาร์ตี้คันทรีสไตล์แนชวิลล์มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ชวนเหล่าคาวบอย คาวเกิร์ล และชาวเมืองมาปัดฝุ่นหัวเข็มขัดกับรองเท้าบูทคู่ใจแล้วออกสเต็ปแดนซ์ในงาน Nashville Hot-Line โดยมี Nicole จาก Nothing Sacred BKK มาสอนทักษะและจังหวะการเต้นให้ร่วมสนุกกันได้ทุกคนแบบไม่ต้องมีพื้นฐานมาก่อน คลอเคล้าไปกับไวน์ดีๆ คัดสรรโดย K Eye จาก Nobar Wine Bar & Salon Kiku ที่มาร่วมโฮสต์และเพิ่มความสนุกสไตล์คันทรีทวิสต์แบบไทยๆ 

 

นอกจากนี้บริเวณสวนด้านนอกยังมีเชฟ Alex Jarvis จาก Nothing Sacred BKK มารังสรรค์อาหารเมนู Southern Soul BBQ รสชาติออริจินัลให้ได้อิ่มอร่อยควบคู่ไปกับเครื่องดื่มและคราฟต์เบียร์ชั้นเยี่ยมจาก FV 39 ตลอดทั้งคืน งานนี้ใครแต่งตัวได้จัดเต็มและถูกใจกรรมการที่สุดมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลพิเศษกลับบ้านด้วย

 

Time: เริ่มเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

When: วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Where: FV 39 ชั้น 2 (ซอยสุขุมวิท 39)

Dress Code: สไตล์คาวบอย/คันทรี

Budget: ราคา 400 บาท (รวมเครื่องดื่มเบียร์ฟรี 1 แก้ว)

More Info: F.V Sukhumvit 39

 

ภาพรวมกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายในกรุงเทพฯ ประจำสัปดาห์ 16

 

Oyster World Cup Gastronomy Series 2026

 

ยกระดับความยิ่งใหญ่ขึ้นสู่เวทีอาหารระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบกับเทศกาลอาหารนานาชาติ Oyster World Cup Gastronomy Series 2026 ครั้งแรกของกรุงเทพฯ โดย ชาทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ เนรมิตพื้นที่ห้องอาหาร Etcha และสเปซรอบโรงแรมให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมอาหารและหอยนางรมระดับภูมิภาคยาวๆ ตลอด 8 สัปดาห์เต็ม ขนทัพ 16 กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีไฮไลต์ใหญ่ระดับประเทศอย่างการแข่งขันแกะหอยนางรม Thailand Grand Écailler Challenge ร่วมกับองค์กร Syndicat National des Écaillers จากประเทศฝรั่งเศส เพื่อเฟ้นหาแชมป์ตัวแทนประเทศไทยบินลัดฟ้าไปประกวดบนเวทีระดับโลกที่ประเทศฝรั่งเศส

 

สำหรับเดือนกรกฎาคมนี้ หลังจากพาร์ทการแข่งขันสุดเดือดจบลงไปแล้ว ไวบ์ของงานจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ซีรีส์กิจกรรมไลฟ์สไตล์ เวิร์กชอป และมื้ออาหารพรีเมียมให้คนทั่วไปและคนรักหอยนางรมได้สัมผัสความฟินกันแบบต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคลาสเวิร์กชอปสอนเทคนิคการแกะหอยนางรมสำหรับบุคคลทั่วไป การชิมหอยนางรมสายพันธุ์แรร์ไซส์ยักษ์คัดสรรพิเศษส่งตรงจากน่านน้ำชั้นนำทั่วโลก ดินเนอร์สุดพิเศษสไตล์ Four Hands จากไลน์อัปเชฟมิชลินสตาร์ระดับโลก และปิดท้ายความชิลกับพูลปาร์ตี้รับวิวเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ สัมผัสครบทั้งรสชาติและบรรยากาศความบันเทิงระดับเวิลด์คลาส

 

กิจกรรมตลอดเดือนกรกฎาคม

  • ลิ้มรสเมนูพิเศษจากเชฟแถวหน้าระดับสากล อาทิ เชฟโฮ ชี บูน (Ho Chee Boon) เจ้าพ่ออาหารจีนกวางตุ้ง, อัลวิน เหลียง (Alvin Leung) Demon Chef เจ้าของสองดาวมิชลิน และเชฟดีปานเคอร์ โคสลา (Deepak Khosla) แห่งร้านฮาโอม่า กรุงเทพฯ
  • ตื่นตาไปกับศิลปะการแล่ปลาทูน่าโดยเชฟทาคุยะ อิกุมะ (Takuya Iguma) และปิดท้ายด้วยขนมหวานฝรั่งเศสคลาสสิกผสานเทคนิคเอเชียร่วมสมัยโดยเชฟอ็อตโต จูร์ชา (Otto Jurscha)
  • แพ็กเกจห้องพักสุดคุ้มสำหรับสายสเตย์เคชัน ราคาเริ่มต้น 6,999 บาทต่อคืน รวมห้องพักสำหรับ 2 ท่าน อาหารเช้า และสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมในเทศกาลฟรี 1 รายการ (เลือกได้ทั้งพูลปาร์ตี้ ค็อกเทลเทสติ้ง หรือดินเนอร์เชฟรับเชิญ)

When: ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 กรกฎาคม 2569

Where: โรงแรมชาทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ

More Info: Chatrium Grand Bangkok

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 1-7 กรกฎาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักความสัมพันธ์แบบ Gyeol (คยอล) เคมีของการอยู่ใกล้ๆ คนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ https://thestandard.co/life/gyeol-comfort-relationship/ Tue, 30 Jun 2026 09:13:08 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225180 ภาพคนสองคนนั่งอยู่ด้วยกันอย่างผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ

ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงเคมีระหว่างคนสองคน ภาพแรกที่หลายค […]

The post รู้จักความสัมพันธ์แบบ Gyeol (คยอล) เคมีของการอยู่ใกล้ๆ คนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนสองคนนั่งอยู่ด้วยกันอย่างผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ

ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงเคมีระหว่างคนสองคน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็นความตื่นเต้น ความหวือหวา หรือแรงดึงดูดแบบโรแมนติก แต่ในภาษาเกาหลีมีอีกคำหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น นั่นคือ คยอล (Gyeol) คำนี้ไม่ได้อธิบายความสัมพันธ์ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้หัวใจค่อยๆ สงบลง

 

เมื่อใช้คำว่าคยอลกับคน ความหมายจะขยายไปถึงจังหวะ วิธีคิด บุคลิก และพลังงานที่เป็นธรรมชาติของแต่ละคน ซึ่งจะรับรู้ผ่านพลังงานความสบายใจ เปรียบเหมือนพื้นผิวที่ทำให้แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นสิ่งที่สัมผัสได้มากกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด เมื่อได้อยู่ใกล้ใครสักคนแล้ว ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพยายาม และไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับ

 

จึงทำให้ Gyeol แตกต่างจากคำว่าเคมีที่เราคุ้นเคย เพราะมันไม่ได้วัดจากความตื่นเต้นหรือความหวือหวา แต่วัดจากความรู้สึกสบายใจ หลายครั้งคนที่มี Gyeol ตรงกับเราอาจไม่ใช่คนที่ทำให้หัวใจเต้นแรงที่สุด แต่เป็นคนที่ทำให้เราหายใจได้เต็มปอด รู้สึกผ่อนคลาย และเป็นตัวเองได้อย่างสบายใจ

 

แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับงานวิจัยด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์ที่พบว่า ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพไม่ได้เกิดจากแรงดึงดูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึกปลอดภัย ความไว้วางใจ และการเป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่กับอีกฝ่าย นักวิจัยมองว่าสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญของ Chemistry ที่ยั่งยืน มากกว่าความหลงใหลในช่วงแรกของการเริ่มต้นความสัมพันธ์

 

ที่น่าสนใจคือ Gyeol ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรักแบบคู่รักเท่านั้น แต่ยังใช้กับเพื่อน คนในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงาน บางคนอาจไม่ได้พูดเก่ง ไม่ได้เป็นคนที่สร้างความประทับใจตั้งแต่นาทีแรก แต่เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันกลับรู้สึกว่าบทสนทนาไหลลื่น ความเงียบไม่ชวนอึดอัด อยู่ด้วยแล้วรู้สึกโคตรสบายใจเลย ถ้าคุณเจอคนนั้นแล้วรักษาเขาไว้ดีๆ นะ

 

The post รู้จักความสัมพันธ์แบบ Gyeol (คยอล) เคมีของการอยู่ใกล้ๆ คนนี้แล้วรู้สึกสบายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SUK!iSM ร้านสุกี้ลับย่านเอกมัย อร่อยจัดจ้านไร้ผงชูรส https://thestandard.co/life/sukiism-suki-ekkamai-msg-free/ Tue, 30 Jun 2026 08:49:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225149 ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน

มีเหตุผลที่ทำให้ ‘สุกี้’ เป็นหนึ่งในเมนูที่อยู่ในใจของใ […]

The post SUK!iSM ร้านสุกี้ลับย่านเอกมัย อร่อยจัดจ้านไร้ผงชูรส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน

มีเหตุผลที่ทำให้ สุกี้ เป็นหนึ่งในเมนูที่อยู่ในใจของใครหลายคนเสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นวันที่เหนื่อย วันที่ฝนตก หรือวันที่ไม่รู้จะกินอะไร สุดท้ายก็มักจบลงที่ชามสุกี้ร้อนๆ ที่ทั้งอิ่มท้องและสบายใจ

 

ความรู้สึกนั้นเอง คือสิ่งที่ SUK!iSM อยากส่งต่อ ภายในบ้านหลังเก่ากลางซอยเอกมัยที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ร้านสุกี้แห่งนี้อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นความฝันของสองเชฟพาร์ตเนอร์อย่าง เชฟแบงค์-วรพจน์ ตันสกุล และ แนตตี้-ธนภรณ์ วรวัฒนนุทัย ที่หยิบเมนูสุกี้มาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้น

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 1ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 2ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 3

 

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน คงไม่มีใครคิดว่าบ้านหลังนี้จะกลายเป็นร้านสุกี้ เพราะเดิมทีเชฟแบงค์และเชฟแนตตี้ตั้งใจให้ที่นี่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับชวนเพื่อนๆ มาทำอาหาร นั่งกินกับแกล้ม และใช้เวลาร่วมกันในวันสบายๆ

 

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนสนิทที่กำลังจะเปิดร้านสุกี้ในภาคอีสาน ขอให้เชฟแบงค์ช่วยคิดสูตรซอสประจำร้าน เชฟจึงนำซอสสูตรนั้นมาลองทำเป็นเมนูสุกี้เสิร์ฟในวงปาร์ตี้ ปรากฏว่าท่ามกลางอาหารหลายอย่างบนโต๊ะ ปรากฏว่าท่ามกลางอาหารและกับแกล้มหลายอย่าง ‘สุกี้’ กลับแย่งซีนทุกเมนู ก่อนที่เชฟจะติดต่อเพื่อนเพื่อขอใช้สูตรเดียวกัน และต่อยอดเป็น SUK!iSM

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 4ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 5ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 6

 

The Vibe

 

ถึงแม้ว่าภายนอกร้านจะเป็นบ้านเก่าที่ดูจะผ่านกาลเวลามานาน แต่หากไม่สังเกตป้ายหน้าร้านให้ดี ก็แทบไม่รู้เลยว่าบริเวณโรงรถของบ้านหลังนี้ซ่อนร้านสุกี้เอาไว้

 

พอผลักประตูเข้าไป บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายในแม้ว่าจะมีพื้นที่ไม่เยอะมาก แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง แสงไฟโทนอุ่น และแอบมีกลิ่นอายวินเทจเบาๆ จากเฟอร์นิเจอร์ไม้ พร้อมเสียงพูดคุยที่คลออยู่ตลอดเวลา ชวนให้รู้สึกเหมือนกำลังแวะมานั่งกินข้าวบ้านเพื่อน

 

อีกสิ่งที่เราประทับใจไม่แพ้กันคือการต้อนรับของเชฟ ทุกโต๊ะจะได้รับการแนะนำเมนูอย่างละเอียด ตั้งแต่ที่มาของวัตถุดิบไปจนถึงวิธีการกินในแบบที่เชฟตั้งใจ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆ แต่กลับทำให้รู้สึกอยากกลับมาที่นี่อีกครั้ง

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 7ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 8ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 9

 

The Taste

 

เมื่อเมนูทยอยมาเสิร์ฟ เราถึงสังเกตว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่สุกี้หลายเมนู แต่เชฟตั้งใจออกแบบให้แต่ละจานมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สำหรับเรา สุกี้ทั้ง 3 สไตล์ของที่นี่ก็ไม่ต่างจากการหยิบเสื้อผ้าในตู้มาใส่ตามอารมณ์ของแต่ละวัน

 

วันที่อยากได้รสชาติเข้มข้น ก็แนะนำให้เริ่มจาก สุกี้ผัดแห้ง เมนูยอดฮิตที่เชฟคั่วเส้นและเครื่องจนหอมกลิ่นกระทะในทุกคำ ก่อนจับคู่กับท็อปปิ้งอย่าง สุกี้ผัดแห้งกุ้งย่างซอสกระเทียม (349 บาท) ที่ได้กุ้งเนื้อเด้งสู้ฟัน พร้อมความหอมของซอสกระเทียมที่ช่วยเสริมรสชาติให้กลมกล่อมยิ่งขึ้น

 

หรือถ้าใครเป็นสายโปรตีนต้องลองสั่ง สุกี้ผัดแห้งอกไก่ฉีกพอนซึ (189 บาท) เป็นอีกเมนูที่ได้อกไก่เนื้อแน่นเต็มจาน ส่วนใครที่รู้สึกว่ายังไม่พอ แนะนำให้เพิ่ม หมูก้อนทอด (79 บาท) เมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำวัยเด็กของเชฟเวลากินข้าวแกงใต้ ซึ่งเป็นอีกจานที่ยิ่งกินคู่กับสุกี้ยิ่งเพลิน

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 10ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 11ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 12

 

หรือบางวันที่อยากได้อะไรอบอุ่น กินแล้วสบายใจต้องลอง สุกี้น้ำซุปใส เบสซุปเกลือรสชาติเชงๆ ซดคล่องคอ โดยเชฟตั้งใจเสิร์ฟน้ำจิ้มแยกออกมา เพื่อให้ได้สัมผัสรสชาติของน้ำซุปจริงๆ ก่อน แล้วค่อยเติมรสชาติในแบบที่ตัวเองชอบเพิ่ม

 

ถ้าให้เราเลือกหนึ่งเมนูจากสไตล์นี้ คงยกให้ สุกี้น้ำใสปลากระพงลวกจิ้มขึ้นฉ่าย (289 บาท) ใช้ปลากะพงสามน้ำวัตถุดิบขึ้นชื่อจากจังหวัดสงขลา ซึ่งเติบโตในระบบนิเวศ 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม จึงได้เนื้อปลาที่หวาน แน่น และแทบไม่มีกลิ่นคาว ยิ่งคีบเนื้อปลาสลับกับการซดน้ำซุปร้อนๆ ก็ยิ่งอร่อยแบบอร่อยไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม กินเพลินได้จนหมดชาม

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 13ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 14

 

ส่วนวันที่อยากได้อะไรนุ่มๆ ปลอบใจตัวเอง เราแนะนำให้ปิดท้ายด้วยซิกเนเจอร์อย่าง ซุปไข่นุ่ม เพราะแค่ตักคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความละมุนแบบอาหารญี่ปุ่น

 

เมนูที่เราชอบเป็นพิเศษคือ สุกี้ซุปไข่นุ่มเต้าหู้คัสตาร์ดทอด (209 บาท) ที่ใช้เต้าหู้คลองแงะ วัตถุดิบพื้นถิ่นจากจังหวัดสงขลา มาแปลงโฉมเป็นเต้าหู้ทอดสีเหลืองทอง ด้านนอกกรอบเบาๆ แต่ด้านในยังนุ่มเนียนคล้ายคัสตาร์ด กินพร้อมซุปไข่นุ่มแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ เหมือนคอมฟอร์ตฟู้ดที่ตั้งใจปลอบประโลมเรา

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 15ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 16ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 17

 

อีกหนึ่งความสนุกของมื้อนี้อยู่ที่ น้ำจิ้มสุกี้ สูตรพิเศษของร้าน ที่ให้รสชาติออกไปทางจัดจ้านแต่นัว แอบมีกลิ่นอายของเต้าหู้ยี้ที่แทรกอยู่แบบพอดี ไม่โดด ช่วยให้รสของสุกี้ทั้งจานกลมกล่อมขึ้น

 

แล้วหากว่าไปทั้งที อีกหนึ่งจานที่อยากให้ลองคือ ไข่เจียวม้วน (69 บาท) ไข่เจียวแบบไทยที่ถูกนำมาปรับรูปแบบให้ดูน่ารักขึ้น คล้ายไข่ม้วนแบบญี่ปุ่น กินเพลิน และยิ่งอร่อยขึ้นไปอีกเมื่อจิ้มคู่กับน้ำจิ้มสุกี้ของร้าน

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกเมนูของที่นี่ไม่ใส่ผงชูรสเลย แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกว่ารสชาติขาดอะไร ความกลมกล่อมที่ได้มาจากวัตถุดิบ เทคนิคการปรุง และน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ ทำให้แต่ละจานกินได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกหนักลิ้น

 

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 18

ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 19ภาพบรรยากาศภายในร้าน SUK!iSM และเมนูสุกี้ที่น่ารับประทาน 20

 

และนั่นก็เป็นเสน่ห์ของ SUK!iSM ที่เราชอบที่สุด เพราะแม้จะเป็นเมนูสุกี้เหมือนกัน แต่ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่วิธีปรุง วัตถุดิบ ไปจนถึงน้ำจิ้ม ล้วนถูกออกแบบให้มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง จนทำให้ทุกครั้งที่กลับมา เรายังรู้สึกว่าเหลืออีกหลายรสชาติให้ค้นพบเสมอ

 

Good for

 

ใครที่กำลังมองหาร้านสุกี้ที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ชอบรสชาติที่กลมกล่อมแต่ยังมีความจัดจ้านกำลังดี จะมากินมื้อเที่ยงแบบสบายๆ หรือชวนเพื่อนมานั่งคุยยาวในมื้อเย็นก็เหมาะ เพราะที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนแวะมากินข้าวบ้านเพื่อนที่ใส่ใจทั้งอาหารและรายละเอียดของทุกจาน

 

SUK!iSM

Address: บ้านเลขที่ 672 เอกมัยซอย 10 แยก 6

Open: เปิดทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 12.00-21.00 น. (ปิดวันจันทร์-อังคาร)

Contact: SUK!iSM

Parking: มีที่จอดรถ**
Budget:** ราคา 200-400 บาท

 

 

The post SUK!iSM ร้านสุกี้ลับย่านเอกมัย อร่อยจัดจ้านไร้ผงชูรส appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวดลูกไม่ง้อแดดที่ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสบนตึกสูงกลางอโศก https://thestandard.co/life/unforced-15-tennis-club-asoke/ Tue, 30 Jun 2026 08:31:15 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1225121 สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง

เชื่อว่าภาพจำของใครหลายคนกับการเล่น ‘เทนนิส’ มักจะเริ่ม […]

The post หวดลูกไม่ง้อแดดที่ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสบนตึกสูงกลางอโศก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง

เชื่อว่าภาพจำของใครหลายคนกับการเล่น ‘เทนนิส’ มักจะเริ่มด้วยการได้ยินเสียงรองเท้าเสียดสีกับผืนสนามกลางแจ้ง และเหงื่อที่ท่วมตัวตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม แต่หากมีสนามเทนนิสอยู่ในร่ม มีแอร์เย็นฉ่ำปะทะหน้าทันทีที่ก้าวเข้ามา แถมยังล้อมด้วยกระจกบานใหญ่ที่เสิร์ฟวิว Skyline อย่างเต็มตาล่ะ?

 

 
 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 1

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 2

 

สนามที่ว่านี้ก็คือ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสแนวใหม่ที่ฉีกภาพจำแบบเดิมๆ เปลี่ยนจากการลงสนามกลางแจ้งมาอยู่บนตึกสูงชั้น 31-32 ของอาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์ ย่านอโศก โดยที่นี่มีให้เลือกเล่นทั้งคอร์ตเทนนิสมินิสำหรับ Private Coaching และห้องระบบ Tennis Simulator ซึ่งสามารถจับจังหวะและวิเคราะห์ทักษะการตีลูกของเราได้แบบเรียลไทม์

 

ทว่าความน่าสนใจไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะที่นี่ยังเบลนด์ความเป็น Private Club เน้นความเงียบสงบเป็นส่วนตัวสูง เข้ากับแนวคิด Modern Wellness หรือพื้นที่ฟื้นฟูร่างกายและสมองจากความตึงเครียด โดยแบ่งพื้นที่และบริการออกเป็นส่วนๆ ชัดเจน ดังนี้

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 3

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 4

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 5

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 6

 

Rooftop Tennis Simulator Club

 

ห้องซ้อมเทนนิสในร่มที่ใช้ระบบเซนเซอร์และกล้องจับความเร็วสูง คอยคำนวณทิศทาง น้ำหนัก และวิถีของลูกเทนนิสจริงที่เราตีเข้าหาหน้าจอจำลอง เพื่อฉายภาพลูกวิ่งต่อในคอร์ตเสมือนจริงได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถฝึกซ้อม ตีโต้ หรือลงแมตช์แข่งขันได้ พร้อมระบบวิเคราะห์ข้อมูลการตีแบบเรียลไทม์เพื่อช่วยปรับฟอร์มให้ดีขึ้น เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหัดจับไม้ไปจนถึงระดับมือโปร

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 7

 

Skyline Lounge & Concierge Service

 

ภายในห้อง Simulator มีดีไซน์ที่เป็นพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว ซึ่งจะมองเห็นวิวเมืองทุกห้อง พร้อมทั้งมีทีมงานคอยสแตนด์บายอำนวยความสะดวกอยู่ตลอดการใช้งาน

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 8

 

Recovery Spaces

 

พื้นที่ส่วนกลาง ห้องล็อกเกอร์ และห้องอาบน้ำ ที่ออกแบบโดยใช้แสงไฟนุ่มนวลสบายตา ซึ่งจะช่วยลดทอนความเหนื่อยล้าและรีเซ็ตความตึงเครียดได้

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 9

 

ส่วนใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มเล่นได้ไม่นานก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะที่นี่มีบริการโค้ชสอนเล่นเทนนิส และกลุ่มคลาสสำหรับเด็กและผู้ใหญ่

 

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 10

สนามเทนนิสในร่มบนตึกสูงของ UNFORCED 15 พร้อมวิวเมือง 11

 

UNFORCED 15 จึงถือเป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินสำหรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากสนามเทนนิสแบบเดิมๆ มาเสียเหงื่อในสเปซแอร์เย็นฉ่ำแทนพร้อมกับชมวิวเมืองสวยๆ และยังตอบโจทย์หน้าฝนในช่วงนี้อีกด้วย 

 

จะชวนแก๊งเพื่อนมาลองกิจกรรมใหม่ๆ หลังเลิกงาน หรือพาน้องๆ หนูๆ มาเอ็นจอยกับกรุ๊ปคลาสในวันหยุดก็ช่วยเติมสีสันให้วันพักผ่อนสนุกและมีชีวิตชีวาขึ้น ที่สำคัญช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ทางสนามจะเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย

 

ภาพ: Unforced 15

The post หวดลูกไม่ง้อแดดที่ ‘UNFORCED 15’ คลับเทนนิสบนตึกสูงกลางอโศก appeared first on THE STANDARD.

]]>
On Squad Race ศึกสับขาขึ้น-ลงตึกที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว https://thestandard.co/life/on-squad-race-urban-challenge/ Mon, 29 Jun 2026 11:49:24 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1224731 นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ

การวิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาของคนคนเดียวเสมอไป เมื่อ On […]

The post On Squad Race ศึกสับขาขึ้น-ลงตึกที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ

การวิ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกีฬาของคนคนเดียวเสมอไป เมื่อ On Squad Race ซีรีส์การแข่งขันระดับโลกจาก On ชวนเหล่านักวิ่งมารวมทีม เปลี่ยนการวิ่งให้กลายเป็น Team Sport ภายใต้แนวคิด Your city. Your squad. Your race.

 

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 1

 

กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในกว่า 20 เมืองทั่วโลกที่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน โดยสนามประเทศไทยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ River City Bangkok ในรูปแบบ Mixed Relay 4 คนต่อทีม เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวจากทั้งหมด 60 ทีม ไปแข่งขันรอบ Global Final ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และทีมที่คว้าตั๋วใบสำคัญไปครองก็คือ ‘Greathuman’

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 2นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 3

 

The Spiral สนามที่ทำให้การวิ่งไม่เหมือนเดิม

 

สิ่งที่ทำให้ On Squad Race แตกต่างจากงานวิ่งทั่วไป คือสนาม The Spiral ภายในอาคารจอดรถที่พานักวิ่งวิ่งวนผ่านทั้งทางราบ ทางขึ้น และทางลงตลอดการแข่งขัน

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 4

 

แน่นอนว่าความเร็วคือปัจจัยสำคัญของการแข่งขัน แต่ในสนาม The Spiral ความเร็วเพียงอย่างเดียวอาจพาไปไม่ถึงเส้นชัย เพราะทุกครั้งที่เร่งสปีด ก็ต้องเตรียมรับมือกับเนินที่ทำให้ Heart Rate พุ่งสูงขึ้น ทางลาดที่ต้องคุมทั้งบาลานซ์ สติ และจังหวะการวิ่ง ลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น รวมถึงขาที่ค่อยๆ ตึงจากการใช้แรงซ้ำๆ ตลอดเส้นทาง ความท้าทายจึงอยู่ที่การรักษาเพซและบริหารแรงให้สม่ำเสมอตั้งแต่ต้นจนจบ

 

ชนะด้วยแผน ไม่ใช่แค่สปีด

 

เมื่อการแข่งขันอยู่ในรูปแบบผลัด 4 คน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มของนักวิ่งคนใดคนหนึ่ง แต่คือการวางกลยุทธ์ของทั้งทีม ตั้งแต่การเลือกไม้เปิดไปจนถึงคนที่เหมาะกับการปิดเกม เพราะทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่อเวลารวมของทีม

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 5

 

ท้ายที่สุดแล้ว ชัยชนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของนักวิ่งคนใดคนหนึ่ง แต่คือการผสมผสานความเร็ว ความอึด และแผนการวิ่งของสมาชิกทั้งสี่คนให้ลงตัวที่สุด

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 6

 

มากกว่าการแข่งขัน คือพลังของคอมมูนิตี้*

 

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมยังได้ทดลองวิ่งด้วย On Cloudmonster 3 รองเท้าวิ่ง Daily Trainer รุ่นล่าสุดของแบรนด์ ซึ่งหลังจากได้ลองบนสนามจริง ต้องยอมรับว่าความรู้สึกต่างจากการลองวิ่งบนพื้นเรียบพอสมควร

 

ตัวรองเท้าให้แรงส่งที่ดี ช่วยให้จังหวะวิ่งต่อเนื่องแม้ต้องสลับทั้งทางราบ ทางชัน และทางลาด ขณะที่การยึดเกาะพื้นก็สร้างความมั่นใจในทุกโค้งและทุกก้าว

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 7

 

ก่อนจะปิดท้ายวันด้วยบรรยากาศของ Running Community ที่เต็มไปด้วยเสียงเชียร์ การให้กำลังใจ และทีมเวิร์กตั้งแต่จุดสตาร์ทจนถึงเส้นชัย

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 8

 

ใครที่อยากสัมผัสการแข่งขันในรูปแบบนี้ สามารถติดตามข่าวสารของ On Thailand ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของแบรนด์ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่น่าจดจำของ On Squad Race อาจไม่ใช่แค่ทีมที่คว้าชัยชนะ แต่คือการได้พบผู้คนที่รักการวิ่งเหมือนกัน และได้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่พร้อมส่งต่อพลังดีๆ ให้กันในทุกก้าว

 

นักวิ่งกำลังแข่งขันในงาน On Squad Race บนทางลาดชันภายในอาคารจอดรถ 9

 

ภาพ: On

The post On Squad Race ศึกสับขาขึ้น-ลงตึกที่ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE SCENT OF NOW: รวมน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ควรอยู่ในลิสต์ Must Have https://thestandard.co/life/new-perfume-must-have-scents/ Mon, 29 Jun 2026 06:14:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1224541 ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ

กลิ่นหอมเป็นเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุดในการเล่าตัวตน อารมณ์ […]

The post THE SCENT OF NOW: รวมน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ควรอยู่ในลิสต์ Must Have appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ

กลิ่นหอมเป็นเสน่ห์ที่ทรงพลังที่สุดในการเล่าตัวตน อารมณ์ และสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำของเรา น้ำหอมกลิ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในซีซันนี้ต่างมีเรื่องเล่าที่ลึกและมีเลเยอร์กว่าที่คิด THE STANDARD LIFE จึงรวบรวมกลิ่นหอมที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้มาให้รู้จักกัน

 

 
Maison Crivelli Musc Nurāsana คอลเล็กชัน Olfactory Escapes จาก Maison Crivelli รังสรรค์ร่วมกับนักปรุงน้ำหอม Gaël Montero ในรูปแบบ vegan extrait de parfum ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของร่างกายในยามเช้า กลิ่นสดชื่นหอมกลิ่นกุหลาบหรูหรา

Replica Maison Margiela Up at Dawn ถ่ายทอดความเงียบสงบของรุ่งอรุณในสวนอังกฤษ รังสรรค์โดยนักปรุงน้ำหอม Juliette Karagueuzoglou ผ่าน Rose Heart Absolute ที่บางเบาอ่อนโยน เป็นกลิ่นที่ใช้แล้วรู้สึกสวยหวาน

Diptyque Eau des Sens Limited Edition คลาสสิกจาก Diptyque ที่กลับมาในขวด limited edition ลาย mosaic ฝีมือศิลปิน Mathilde Jonquière กลิ่นดอก orange blossom สดชื่นผสาน juniper ที่สะอาดโปร่ง

Burberry Her Parfum และ Burberry Hero Elixir de Parfum คู่กลิ่นหอมจาก Burberry ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง กลิ่นใหม่มีความเข้มข้นและเซ็กซี่กว่า Her รุ่นคลาสสิก

Valentino Born in Roma Purple Melancholia Donna กลิ่นใหม่ในสไตล์ Chypre Fruity ที่นิยามคำว่า Melancholia ใหม่ทั้งหมด ถ่ายทอดผ่านกลิ่นพลัมเข้มข้นที่ผสานกับความอบอุ่นของ Madagascar Vanilla อย่างลงตัว

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 1

 

Maison Crivelli Musc Nurāsana

 
คอลเล็กชัน Olfactory Escapes จาก Maison Crivelli รังสรรค์ร่วมกับนักปรุงน้ำหอม Gaël Montero ในรูปแบบ vegan extrait de parfum ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของร่างกายในยามเช้า ผ่าน bergamot สดชื่น ginger CO₂ ที่พุ่งทะยาน หัวใจของ mineral rose และ incense ก่อนทิ้งท้ายด้วย musk ที่มีชีวิต ไม่ใช่ musk แบบ powdery ดั้งเดิม แต่เคลื่อนไหวและเปล่งประกายเหมือนแสงแรกของวัน

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 2

 

Replica Maison Margiela Up at Dawn

 

น้ำหอมใหม่ภายใต้ The Eau de Toilette Collection ที่ถ่ายทอดความเงียบสงบของรุ่งอรุณในสวนอังกฤษ รังสรรค์โดยนักปรุงน้ำหอม Juliette Karagueuzoglou ผ่าน Rose Heart Absolute ที่บางเบาอ่อนโยน Pink Pepper ที่เติมประกายสดใหม่ และ Earth Accord ผสาน Patchouli ที่ให้ความลึกอบอุ่นในแบบ Floral Woody

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 3

 

Diptyque Eau des Sens Limited Edition

 

รุ่นคลาสสิกจาก Diptyque ที่กลับมาในขวด limited edition ลาย mosaic ฝีมือศิลปิน Mathilde Jonquière กลิ่นดอก orange blossom สดชื่นผสาน juniper ที่สะอาดโปร่ง ฤดูร้อนในรูปแบบของขวดแก้วที่สวยเกินจะวางลง

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 4

 

Burberry Her Parfum และ Burberry Hero Elixir de Parfum

 

คู่กลิ่นหอมจาก Burberry ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง Her Parfum เข้มข้นและเซ็กซี่กว่า Her รุ่นคลาสสิก ขณะที่ Hero Elixir de Parfum ยกระดับความเป็นชายในมิติที่ลึกและลุ่มลึกกว่าเดิม

 

ภาพรวมขวดน้ำหอมกลิ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ที่แนะนำในบทความ 5

 

Valentino Born in Roma Purple Melancholia Donna

 

กลิ่นใหม่ในสไตล์ Chypre Fruity ที่นิยามคำว่า Melancholia ใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ความเศร้า แต่คือแหล่งกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ที่ลึกซึ้ง ผ่านกลิ่นพลัมเข้มข้นที่ผสานกับความอบอุ่นของ Madagascar Vanilla อย่างลงตัว

The post THE SCENT OF NOW: รวมน้ำหอมกลิ่นใหม่ที่ควรอยู่ในลิสต์ Must Have appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVA เมซงระดับตำนานเปิดแฟลกชิพสโตร์ใหญ่สุดในเอเชียที่ One Bangkok https://thestandard.co/life/cova-flagship-store-asia-one-bangkok/ Mon, 29 Jun 2026 06:13:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1224533 แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

COVA เมซงร้านอาหารและขนมหวานระดับตำนานจากอิตาลี ได้เปิด […]

The post COVA เมซงระดับตำนานเปิดแฟลกชิพสโตร์ใหญ่สุดในเอเชียที่ One Bangkok appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

COVA เมซงร้านอาหารและขนมหวานระดับตำนานจากอิตาลี ได้เปิดแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียที่ One Bangkok

 

ความพิเศษของสาขากรุงเทพฯ คือการเป็นแฟลกชิพสโตร์เต็มรูปแบบแห่งแรกของ COVA ที่รวมทั้ง Café และ All Day Dining ไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตแบบมิลานที่ให้ความสำคัญกับศิลปะแห่งการรับประทานอาหารและการพบปะสังสรรค์ ตั้งแต่กาแฟยามเช้า มื้อกลางวัน หรือช่วงเวลาจิบกาแฟพร้อมของหวานในตอนบ่าย ไปจนถึง Aperitivo วัฒนธรรมการดื่มก่อนอาหารค่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวอิตาเลียน

 

แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย 1แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย 2แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย 3

 

COVA ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1817 ข้าง Teatro alla Scala โรงอุปรากรชื่อดังของเมืองมิลาน และตลอดเวลากว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา ร้านแห่งนี้เป็นจุดนัดพบของศิลปิน นักคิด และบุคคลสำคัญของอิตาลี ก่อนจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือ LVMH ในปี 2013 ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 37 แห่งทั่วโลก และยังคงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของความสง่างามแบบมิลานีส

 

ภายในร้านที่ One Bangkok ก็ถ่ายทอดบรรยากาศของสาขาต้นตำรับผ่านผนังไม้มะฮอกกานี โคมระย้าคริสตัล และเบาะกำมะหยี่สีน้ำเงินซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อม Bancone หรือเอสเปรสโซบาร์และเคาน์เตอร์ขนมหวานที่เป็นหัวใจของ COVA ขณะที่พื้นที่ Premium Dining บนชั้น 1 มีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2026

 

ด้านเมนูยังคงยึดสูตรต้นตำรับจากอิตาลี ทั้ง Panettone สูตรซิกเนเจอร์ ช็อกโกแลตพราลีน ขนมอบหลากหลายชนิด รวมถึงเมนูอิตาเลียนคลาสสิกอย่าง Hand-Cut Prosciutto และ Risotto alla Milanese โดยในงานเปิดตัวมี Eduardo Gadda, Executive Chef จาก COVA Montenapoleone บินตรงจากมิลานมาร่วมถ่ายทอดฝีมือด้วยตัวเอง

 

แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย 4แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย 5แฟลกชิพสโตร์ COVA ที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย 6

 

สำหรับ COVA สาขา One Bangkok จึงไม่ใช่เพียงหมุดหมายใหม่ของคนรักอาหารอิตาเลียน แต่ยังสะท้อนแนวโน้มของวงการลักชัวรีที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากพอๆ กับตัวผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ งานบริการ ไปจนถึงวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่แบรนด์ต้องการถ่ายทอด ซึ่งทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ COVA ยังคงเป็นหนึ่งในเมซงที่ผู้คนทั่วโลกอยากไปเยือน แม้เวลาจะผ่านมากว่า 200 ปีแล้วก็ตาม

 

ร้านตั้งอยู่ภายในโซน The Storeys ของโครงการ One Bangkok ติดกับโรงแรม Andaz One Bangkok เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-21.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-21.00 น.

 

ภาพ: COVA

The post COVA เมซงระดับตำนานเปิดแฟลกชิพสโตร์ใหญ่สุดในเอเชียที่ One Bangkok appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hybrid Shoe คืออะไร? ทำไมรองเท้าประเภทนี้ถึงกลายเป็นไอเท็มใหม่ของสาย HYROX https://thestandard.co/life/hybrid-shoe-hyrox-fitness-trend/ Mon, 29 Jun 2026 03:35:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1224435 รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน

Hybrid Shoe คืออะไร? รู้จักรองเท้าสาย Hybrid ที่กำลังมา […]

The post Hybrid Shoe คืออะไร? ทำไมรองเท้าประเภทนี้ถึงกลายเป็นไอเท็มใหม่ของสาย HYROX appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน

Hybrid Shoe คืออะไร? รู้จักรองเท้าสาย Hybrid ที่กำลังมาแรงจากกระแส HYROX พร้อมคุณสมบัติ จุดเด่น และแบรนด์ที่เริ่มพัฒนารองเท้ากลุ่มนี้

 

 
 

หากพูดถึงเทรนด์ออกกำลังกายที่มาแรงที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ HYROX คงเป็นหนึ่งในนั้น จากการแข่งขันที่ผสมผสานการวิ่งเข้ากับ Functional Fitness ทุกวันนี้ HYROX เติบโตจากกีฬาที่หลายคนยังไม่รู้จัก กลายเป็นคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดทั้งนักวิ่ง สายยิม และคนที่อยากท้าทายตัวเองด้วยรูปแบบการออกกำลังกายที่รอบด้านมากขึ้น

 

แต่เราคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ HYROX ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการฝึกซ้อม หากกำลังเริ่มเปลี่ยนวิธีที่แบรนด์กีฬาออกแบบรองเท้าด้วย

 

แน่นอนว่าเมื่อกระแส HYROX เติบโตขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ได้มีแค่การแข่งขัน แต่ยังรวมถึงสิ่งที่หลายคนเรียกว่า HYROX Economy ที่กำลังขยายตัว ตั้งแต่คลาสซ้อม โค้ช โปรแกรมฝึก โปรแกรมดูแลร่างกาย เสื้อผ้า อุปกรณ์ ไปจนถึงรองเท้า

 

เพราะตอนนี้หลายแบรนด์กีฬาระดับโลกเริ่มหันมาพัฒนารองเท้าประเภทใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การออกกำลังกายแบบ Hybrid โดยเฉพาะ จนเกิดคำที่หลายคนเริ่มคุ้นหูมากขึ้นอย่าง Hybrid Shoe หรือรองเท้าออกกำลังกาย Hybrid

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 1

 

แม้คำว่า Hybrid Shoe จะยังไม่มีนิยามอย่างเป็นทางการ แต่สื่อสายวิ่งและนักกีฬาเริ่มใช้คำนี้เรียกรองเท้าที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Running Shoe และ Training Shoe ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการออกกำลังกายที่หลากหลายมากขึ้น

 

ครั้งนี้เราจะมาค้นพาคำตอบว่า Hybrid Shoe คืออะไรกันแน่ และทำไมมันถึงกลายเป็นรองเท้าที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในยุคที่กีฬาอย่าง HYROX กำลังเติบโต

 

Hybrid Shoe คืออะไร?

 

เหตุผลที่ Hybrid Shoe ถูกพูดถึงมากขึ้น ก็เพราะธรรมชาติของกีฬา HYROX เอง

 

ผู้เข้าแข่งขันต้องวิ่งรวม 8 กิโลเมตร สลับกับสถานีออกกำลังกายอีก 8 ด่าน ไม่ว่าจะเป็น Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jump, Rowing, Farmer Carry, Sandbag Lunges หรือ Wall Ball

 

นั่นหมายความว่ารองเท้าคู่เดียวต้องทำหน้าที่ได้ดีหลายอย่าง ทั้งวิ่งดี มั่นคงดี เกาะพื้นดี ไม่นุ่มหยวบ หรือแข็งกระด้างจนเกินไป

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 2

 

ปัญหาคือ รองเท้าที่เก่งด้านหนึ่ง มักต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดอีกด้านหนึ่ง ที่ผ่านมา รองเท้าสำหรับออกกำลังกายในท้องตลาดจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

รองเท้าวิ่ง ให้ความนุ่ม เบา และแรงส่งที่ดีขณะวิ่ง แต่เมื่อต้องออกแรงดัน Sled ดึง Sled Pull หรือทรงตัวในท่า Lunges พื้นรองเท้าที่นุ่มเกินไปอาจทำให้สูญเสียความมั่นคง ส่งแรงได้ไม่เต็มที่ หรือบางครั้งถึงขั้นรู้สึกว่ารองเท้าหลุดจากเท้า

 

รองเท้าใส่เทรนนิ่ง ที่หลายคนใส่เข้ายิม แม้จะให้ความมั่นคงและยึดเกาะได้ดี แต่เมื่อใช้วิ่งต่อเนื่องหลายกิโลเมตร ก็อาจให้ความรู้สึกแข็ง ไม่ช่วยซัพพอร์ตหรือส่งแรงได้เท่ารองเท้าวิ่ง

 

ซึ่งช่องว่างระหว่างรองเท้าสองประเภทนี้เอง ทำให้เกิดรองเท้ากลุ่มใหม่อย่าง Hybrid Shoe ที่เข้ามาเติมเต็มความขาดๆ เกินๆ ทำให้เราจะใส่วิ่งก็ได้ หรือใส่เข้ายิม ยกเวต เล่นคลาส Functional Training ก็ไม่ติด

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 3

Adizero Dropset Pro

 

ดังนั้น เป้าหมายของรองเท้ากลุ่มนี้ไม่ใช่การเป็นรองเท้าที่วิ่งเร็วที่สุด หรือมั่นคงที่สุด แต่เป็นรองเท้าที่สามารถรองรับกิจกรรมได้หลากหลายที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนจำนวนมากไม่ได้เลือกว่าจะเป็นนักวิ่งหรือสายยิม แต่ทำหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน

 

แล้วรองเท้าแบบไหน ถึงจะเรียกว่าเป็น Hybrid Shoe?

 

แม้แต่ละแบรนด์จะมีแนวทางการออกแบบต่างกัน แต่รองเท้ากลุ่ม Hybrid มักมีคุณสมบัติร่วมกันอยู่หลายข้อ อย่างแรกคือ Stability หรือความมั่นคง สำหรับการออกแรงในท่าที่ต้องใช้แรงกดและแรงส่ง เช่น Sled Push, Farmer Carry หรือ Walking Lunge เพราะหากพื้นรองเท้ายุบตัวมากเกินไป อาจทำให้สูญเสียพลังงานและการทรงตัว

 

ต่อมาคือ Grip & Traction หรือการยึดเกาะพื้นที่ดี เพราะเราต้องใช้แน่ๆ ในสถานีที่ต้องดัน ดึง หรือเดินพร้อมรับน้ำหนัก

 

ขณะเดียวกัน รองเท้าก็ต้องมี Cushioning หรือการรองรับแรงกระแทกที่เพียงพอสำหรับการวิ่งหลายกิโลเมตร ให้ความนุ่ม เด้ง และช่วยทุ่นแรงได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ทำให้ขาล้าจนเกินไป

 

พูดง่ายๆ คือ Hybrid Shoe ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเก่งที่สุดในด้านใดด้านหนึ่ง แต่เพื่อทำหลายอย่างได้ดีในรองเท้าคู่เดียว

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 4

 

แต่ๆๆ Hybrid Shoe ไม่ได้มีไว้สำหรับนักแข่ง HYROX เท่านั้น

 

แม้คำว่า Hybrid Shoe จะถูกพูดถึงพร้อมกับกระแส HYROX แต่จริงๆ แล้วรองเท้าประเภทนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการแข่งขันเพียงอย่างเดียว

 

หัวใจของ Hybrid Shoe คือการตอบโจทย์การออกกำลังกายที่หลากหลาย ไม่ว่าจะวิ่ง คาร์ดิโอ เวตเทรนนิง Functional Training หรือ Circuit Training

 

นั่นหมายความว่าต่อให้คุณไม่ได้เล่น หรือมีแผนจะลงแข่ง HYROX แต่ก็สามารถเป็นเจ้าของรองเท้าประเภทนี้ได้ เพราะมันตอบโจทย์คนที่เช้าวิ่ง เย็นเข้ายิม ชอบเข้าคลาสที่ BASE หรือ Cubic หลังเลิกงาน หรือคนที่ไม่อยากพกรองเท้าหลายคู่ติดรถไว้สำหรับแต่ละกิจกรรม

 

เมื่อ HYROX โตขึ้น แบรนด์รองเท้าก็เริ่มขยับตาม

 

ความน่าสนใจคือ เมื่อก่อนนักกีฬา HYROX ต้องเลือกระหว่างรองเท้าวิ่งกับรองเท้าเทรนนิ่งตามสไตล์การเล่นของตัวเอง แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มพัฒนารองเท้าที่ตอบโจทย์กีฬาแบบ Hybrid อย่างจริงจังมากขึ้น

 

เริ่มจาก Puma ถือเป็นแบรนด์ที่เดินเกมชัดเจนที่สุดในฐานะ Global Partner ของ HYROX โดยมีทั้งรองเท้าสำหรับซ้อมและแข่งขันภายใต้ไลน์ HYROX โดยเฉพาะ เช่น Puma Deviate Nitro 4 หรือ Puma x HYROX Deviate Nitro Elite 4

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 5

Puma x HYROX Deviate Nitro Elite 4

 

ขณะที่ On เพิ่งเปิดตัว Cloud X Tempo Pro ซึ่งเป็นรองเท้าสำหรับ Hybrid Racing รุ่นแรกของแบรนด์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการแข่งขันลักษณะนี้โดยตรง

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 6

On Cloud X Tempo Pro

 

ด้าน adidas ก็เปิดตัว Adizero Dropset Elite และ Dropset Pro ที่ผสานเทคโนโลยีจากรองเท้าวิ่ง Adizero เข้ากับความมั่นคงของรองเท้าเทรนนิ่ง เพื่อตอบโจทย์ Hybrid Fitness โดยเฉพาะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตัว Boston 13 หรือ Pro 4 ก็มีคนใส่ลงสนามจำนวนไม่น้อย

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 7

Adizero Dropset Elite

 

ขณะที่ Saucony Endorphin Pro 4 ก็กลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่นักกีฬา HYROX จำนวนไม่น้อยเลือกใช้ แม้จะไม่ได้ถูกพัฒนามาเพื่อ HYROX โดยตรง แต่ด้วยความสมดุลระหว่างความเร็ว การซัพพอร์ต และการควบคุม ทำให้ถูกหยิบมาใช้ทั้งซ้อมและแข่งอยู่บ่อยครั้ง

 

แน่นอนว่าแบรนด์อื่นๆ ก็กำลังพัฒนาโปรดักต์ของตัวเองเช่นกัน และเชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นรองเท้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเล่น HYROX ทุกคนจำเป็นต้องซื้อ Hybrid Shoe เสมอไป เพราะก่อนหน้านี้ ต่อให้ยังไม่มีรองเท้าประเภทนี้ พวกเราก็ยังใช้รองเท้าวิ่งลงแข่งและทำเวลาได้ดี เพราะสิ่งสำคัญกว่าการตามหารองเท้าคู่ใหม่ คือการเลือกรองเท้าที่เหมาะกับสไตล์การวิ่ง รูปแบบการฝึกซ้อม และใส่จนเราคุ้นเคยมากกว่า

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 8

 

รองเท้าที่สะท้อนวิธีออกกำลังกายของคนยุคใหม่

 

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่านี่จะเป็นเพราะเรื่องของการตลาด หรือเพราะมันเป็นรองเท้าที่ดีกว่าจริงๆ สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ เรามองว่าวิธีออกกำลังกายของคนยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว

 

ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นนักวิ่งหรือสายยิม เส้นแบ่งระหว่างการวิ่งกับเวตเทรนนิงเริ่มเบลอมากขึ้นเรื่อยๆ และคนจำนวนมากก็เลือกที่จะทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

 

ดังนั้น สำหรับเราแล้ว Hybrid Shoe อาจไม่ใช่รองเท้าที่ดีที่สุดสำหรับการวิ่งมาราธอน หรือการยกน้ำหนักหนักที่สุด แต่ในวันที่การออกกำลังกายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ประเภทเดียว มันอาจเป็นรองเท้าที่สะท้อนวิธีออกกำลังกายของคนยุคนี้ได้ดีที่สุด

 

รองเท้า Hybrid Shoe สำหรับการออกกำลังกายแบบผสมผสาน 9

The post Hybrid Shoe คืออะไร? ทำไมรองเท้าประเภทนี้ถึงกลายเป็นไอเท็มใหม่ของสาย HYROX appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัมภาษณ์พิเศษ Peter Philips เจาะลึกนิยามความงามยุคไฮบริดของ Dior Beauty https://thestandard.co/life/peter-philips-dior-beauty-hybrid/ Sun, 28 Jun 2026 02:03:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223908 ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup

THE STANDARD LIFE มีโอกาสพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการร่วมพ […]

The post สัมภาษณ์พิเศษ Peter Philips เจาะลึกนิยามความงามยุคไฮบริดของ Dior Beauty appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup

THE STANDARD LIFE มีโอกาสพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการร่วมพูดคุยกับ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังความงามอันสมบูรณ์แบบบนรันเวย์ระดับโลก เพื่อเจาะลึกถึงนวัตกรรมเครื่องสำอางล่าสุดที่ทลายเส้นแบ่งระหว่างการแต่งหน้าและการบำรุงผิว รวมถึงทัศนคติที่มีต่อความงามและทริคส่วนตัวที่เขาไม่เคยเปิดเผยที่ไหน

 

 
 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 1

 

ยุคแห่งผลิตภัณฑ์แบบไฮบริด เมื่อเมกอัพและสกินแคร์หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

 

Peter Philips อธิบายว่าอนาคตของความงามระดับลักชัวรีคือแนวทางแบบไฮบริด(Hybrid approach) อย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีที่เขาทำงานกับ Dior Beauty แบรนด์ได้ผสานส่วนผสมที่ช่วยบำรุงผิวลงในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรองพื้น ลิปสติก มาสคาร่า หรือแป้งฝุ่น เพราะในปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการคุณประโยชน์ที่มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่ต้องดูแลผิวควบคู่ไปด้วย การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์โดยปราศจากส่วนผสมบำรุงผิวจึงกลายเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว และสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นดีเอ็นเอของ Dior Beauty ไปโดยปริยาย

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 2

 

นวัตกรรมอันโดดเด่นที่เพิ่งเปิดตัว

 

บนโต๊ะสัมภาษณ์ Peter Philips ได้โชว์ให้เราเห็นว่ามีผลิตภัณฑ์ชิ้นเด็ดหลายรายการ ซึ่งประกอบไปด้วย

 

  • ไพรเมอร์ 2 สูตรที่เขาบอกว่ามันคือความสมบูรณ์แบบที่สุดในตอนนี้ ตัวแรกคือ Forever Skin Veil ที่มาในแพ็กเกจจิ้งเงางามสำหรับลุคโกลว มีคุณสมบัติ 4-in-1 ที่เป็นทั้งเซรั่ม ครีมบำรุงปกป้องผิว และไพรเมอร์ในหลอดเดียว พร้อมปกป้องผิวด้วย SPF 50 และอีกสูตรคือ Forever Velvet Veil ในแพ็กเกจจิ้งเนื้อแมตต์ มาพร้อมเนื้อสัมผัสแบบเจลลี่ ช่วยพรางรูขุมขนได้อย่างยอดเยี่ยมและให้ผลลัพธ์แบบแมตต์ที่ไม่ติดแมสก์

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 3

 

  • แป้งฝุ่นสูตรไร้ทัลคัม (Talc-free Loose Powders) แป้งฝุ่นสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์อากาศร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี เพราะการไม่มีส่วนผสมของทัลคัมทำให้แป้งไม่กลายเป็นคราบขาว เนื้อแป้งจะผสานเข้ากับผิวและรองพื้นได้อย่างเนียนละเอียด ให้ฟินิชแบบเบลอผิว โดยเฉพาะเฉดสี 05 Crystal Pink ที่ออกแบบมาเพื่อผิวชาวเอเชียโดยเฉพาะ มีส่วนผสมของประกายมุกที่ช่วยเติมความสว่างกระจ่างใสให้ผิวดูโกลวสุขภาพดี

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 4

 

  • คุชชันเคสดีไซน์ใหม่ที่เห็นแล้วกรี๊ดมาก งานนี้ Dior Beauty เติมเต็มความสนุกด้วยการร่วมงานกับ Jonathan Anderson จากฝั่งแฟชั่น ในการออกแบบเคสคุชชันที่มีลวดลายสดใส น่ารัก และมีสัญลักษณ์รูปโบว์อันเป็นเอกลักษณ์

 

ภาพ Peter Philips ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และภาพลักษณ์ประจำแผนก Dior Makeup 5

 

บทสนทนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ THE STANDARD LIFE

 

หลังจากพาไปชมความตื่นตาตื่นใจของไอเท็มใหม่แล้ว THE STANDARD LIFE ได้ตั้งคำถามเจาะลึกถึงมุมมองส่วนตัวและเคล็ดลับการแต่งหน้าของ Peter Philips มาฝากผู้อ่านด้วย

 

ในกระเป๋าเครื่องสำอางที่ Peter Philips พกเป็นประจำทุกวันมีอะไรบ้าง?

 

“ผมแต่งหน้าเป็นประจำทุกวันเพราะผมมีปัญหาผิวแพ้ง่ายจนเกิดรอยแดงบริเวณจมูกและหน้าผาก จึงจำเป็นต้องปกปิดทุกวัน กิจวัตรของผมเริ่มจากการเตรียมผิวด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์กลุ่ม Dior Prestige (ทั้ง Essence Lotion, White Lotion และ La Micro-Huile) จากนั้นผมจะใช้แมตต์ไพรเมอร์เพื่อช่วยพรางรูขุมขน และตามด้วยรองพื้น Forever Matte Blur (เฉดสี 2N หรือ 2.5N) ใช้วิธีกดแท็บเบาๆ ผมเลือกใช้ตัวนี้เพราะมันไม่ติดเลอะเทอะเป็นเบสที่ดี และผมจะเพิ่มความมีชีวิตชีวาด้วยการฉีด Setting Spray ทริคส่วนตัวของผมคือ ผมจะแบ่งสเปรย์ใส่ในขวดพลาสติกขนาดเล็กๆ พกติดตัวไว้ 4-5 ขวด เพราะมันมีน้ำหนักเบาและสะดวกมากเวลาที่ต้องเดินทางบ่อยๆ”

 

คุณเห็นเทรนด์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คุณคิดว่าความงามแบบไหนที่จะไม่มีวันหายไป?

 

“ผมคิดว่าสิ่งที่จะไม่มีวันหายไปคือความปรารถนาที่จะมีผิวที่ดูสุขภาพดี (The quest for healthy looking skin) และการสร้างภาพลวงตาของผิวที่สมบูรณ์แบบครับ ผิวที่สมบูรณ์แบบไม่ได้หมายถึงผิวที่เต่งตึงเสมอไป แต่คือผิวที่ดูสุขภาพดี ผิวเปรียบเสมือนผืนผ้าใบ Canvas ที่เป็นรากฐานของลุคทั้งหมด ต่อให้คุณจะทำตาหรือแต่งหน้าสวยงามอลังการแค่ไหน แต่ถ้าผิวคุณดูไม่ดี ความสนใจของผู้คนก็จะไปตกอยู่ที่จุดบกพร่องที่คุณลืมปกปิดอยู่ดี แต่ในทางกลับกัน เมื่อคุณมีผิวที่ดูสวยงามสุขภาพดีแล้ว การแต่งหน้าในส่วนอื่นๆ ก็จะถูกยกระดับและงดงามขึ้นมาในทันทีได้”

 

คุณมาเยือนไทยอีกครั้งและคงได้สัมผัสอากาศร้อนของที่นี่แล้ว คุณมีเคล็ดลับการแต่งหน้าสำหรับสภาพอากาศร้อนแบบนี้อย่างไรบ้าง?

 

“การมาเมืองไทยไม่ใช่ครั้งแรกของผมครับ ทริปแรกของผมที่มาไทยคือการมาถ่ายแฟชั่นตั้งแต่ช่วงยุค 90s และตอนนั้นผมก็ได้ทำความรู้จักกับความร้อนชื้นของที่นี่เป็นครั้งแรก สำหรับเคล็ดลับในสภาพอากาศที่ทั้งร้อนและชื้น กฎสำคัญที่ใช้ได้เหมือนกันทั่วโลกคือการลงผลิตภัณฑ์เป็นเลเยอร์บางๆ และที่สำคัญที่สุดคือการมีวินัยในการสร้างกิจวัตรการแต่งหน้าของตัวเอง ในตอนแรกมันอาจจะไม่ได้มาง่ายๆ แต่เมื่อคุณลงมือทำจนชิน ค้นพบผลิตภัณฑ์และจังหวะที่ใช่ เมื่อนั้นคุณก็จะจัดการกับการแต่งหน้าในสภาพอากาศแบบนี้ได้อย่างง่ายดายครับ”

 

อะไรในวงการเมกอัพที่ยังคงทำให้คุณรู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอ แม้จะผ่านมาหลายปีแล้ว?

 
“สิ่งที่ยังคงทำให้ผมตื่นเต้นและสนุกอยู่เสมอคือ การได้เห็นวงจรของงานตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงปลายทาง ตั้งแต่การคิดคอนเซปต์ลงบนกระดาษ การทำงานกับห้องทดลองเพื่อพัฒนาสูตร ไปจนถึงการเอาไปใช้จริงบนรันเวย์โชว์ และความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือการได้เห็นผู้คนทั่วไปบนท้องถนนเดินผ่านไปมาแล้วใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผมเป็นคนสร้างสรรค์ขึ้น นอกจากนี้งานนี้ยังเปิดโอกาสให้ผมได้เดินทางและพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกับบรรณาธิการความงามจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสเปน ไทย บราซิล หรือนอร์เวย์ ซึ่งบรรณาธิการแต่ละคนจะรู้จักผู้อ่านของตัวเองเป็นอย่างดี ทำให้เกิดคำถามที่แตกต่างและหลากหลาย การได้ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงความรู้สึกและสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้ผมเสมอมา”

The post สัมภาษณ์พิเศษ Peter Philips เจาะลึกนิยามความงามยุคไฮบริดของ Dior Beauty appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ให้พื้นที่กับความเสียใจ’ วิธีใจดีกับตัวเองในวันที่กำลังแตกสลาย https://thestandard.co/life/self-compassion-healing/ Sun, 28 Jun 2026 01:53:34 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223899 ภาพผู้หญิงกำลังร้องไห้กอดเข่าอยู่ในห้องนอนตอนกลางคืน

ในวันที่เราติดอยู่ในวังวนของคำถามที่ไม่มีคำตอบ วันที่คว […]

The post ‘ให้พื้นที่กับความเสียใจ’ วิธีใจดีกับตัวเองในวันที่กำลังแตกสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงกำลังร้องไห้กอดเข่าอยู่ในห้องนอนตอนกลางคืน

ในวันที่เราติดอยู่ในวังวนของคำถามที่ไม่มีคำตอบ วันที่ความจริงตรงหน้าช่างโหดร้าย และอนาคตก็แขวนอยู่บนความหวังที่ยังมองไม่เห็น ไม่ว่าเราจะพยายามหาทางออกสักกี่ครั้ง โลกก็ดูเหมือนจะปิดประตูใส่เราทุกบาน

 

ยิ่งไปกว่านั้น การจะเอ่ยปากเล่าความทุกข์นี้ให้ใครสักคนฟังก็กลับเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ความยากนั้นมักมาในรูปของ ‘ความกลัว’ กลัวว่าจะถูกตัดสิน กลัวว่าจะกลายเป็นภาระของคนอื่น หรือกลัวว่าต่อให้พูดออกไปแล้ว ก็ไม่มีใครเข้าใจอยู่ดี 

 

สุดท้าย เราจึงเลือกเก็บความเจ็บปวดทั้งหมดไว้ข้างใน ปล่อยให้มันก่อตัวเป็นก้อนความทุกข์ที่นับวันยิ่งหนักอึ้ง

 

เราฝืนใช้ชีวิตต่อไปในทุกวัน พยายามทำตัวให้ดูปกติมากที่สุด ยังยิ้ม ยังหัวเราะ ยังพูดคุย ทักทายคนอื่นได้เหมือนเคย ทั้งที่ข้างในกำลังถูกความเจ็บปวดกัดกินจนแทบหายใจไม่ออก เป็นความทรมานที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่มีวันสิ้นสุด

 

หากคุณกำลังติดอยู่ในห้วงอารมณ์แบบนี้ เราอยากให้คุณรู้ว่า… “คุณไม่ได้เผชิญมันอยู่เพียงลำพัง” และการที่คุณรู้สึกเสียใจ เจ็บปวด หรือดิ่งลึกกับบางเรื่องมากกว่าคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลย

 

แม้เราจะเติบโตอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ต้นทุนชีวิต ประสบการณ์ และบาดแผลที่แต่ละคนแบกรับนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งที่อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครบางคน อาจเป็นเรื่องใหญ่สำหรับอีกคนหนึ่งก็ได้

 

ดังนั้น อย่าตราหน้าตัวเองว่า “คิดมากเกินไป” และไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบว่าความทุกข์ของใครหนักหนากว่าใคร เพราะท้ายที่สุดแล้ว “การรู้สึก…ก็คือการรู้สึก”

 

ความเสียใจของคุณมีคุณค่า และสมควรได้รับความเข้าใจไม่ต่างจากความเสียใจของคนอื่น

 

ให้พื้นที่กับความเสียใจ

 

หลายครั้ง สิ่งที่ทำให้ความทุกข์ดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อาจไม่ใช่เพราะมันใหญ่เกินรับมือ แต่เป็นเพราะเราไม่เคยให้พื้นที่กับมันเลย 

 

เราปล่อยให้ความเจ็บปวดวิ่งวนอยู่ในหัวซ้ำๆ จนค่อยๆ ดูดพลังชีวิตและจิตวิญญาณของเราไปทีละน้อย กระทั่งเริ่มส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งความเหนื่อยล้า ความเครียดสะสม และสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือคุณภาพการนอนที่แย่ลง

 

แน่นอนว่าเราไม่สามารถกดสวิตช์สั่งให้ตัวเองหายเศร้าได้ในทันที แต่สิ่งที่เราทำได้คือสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ความเจ็บปวดนั้นได้ถูกมองเห็น ได้ถูกยอมรับ และได้ถูกวางลงบ้าง  

 

  1. ปลดปล่อยผ่านตัวอักษร (Journaling)

ลองหยิบปากกา หรือแค่เปิดโน้ตในโทรศัพท์มือถือ เขียนทุกอย่างที่อยู่ในใจออกมาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องถูกหรือผิด ไม่ต้องเรียบเรียงให้สวยงาม แค่ปล่อยให้ความคิดและความรู้สึกไหลออกมา 

การเขียนคือวิธีที่ทำให้เรามองเห็นความรู้สึกของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในใจได้ชัดเจนขึ้น

 

  1. เปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นงานสร้างสรรค์

หลังจากระบายความรู้สึกออกมาแล้ว บางคนอาจค้นพบว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นสามารถถูกแปรเปลี่ยนเป็นบางสิ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเพลง ภาพวาด ภาพถ่าย หรือผลงานสร้างสรรค์ในรูปแบบอื่น

สิ่งสำคัญไม่ใช่การสร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบ แต่อยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกภายในได้ถูกถ่ายทอดออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง

ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมาย รวมถึง AI ที่ช่วยให้การสร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายขึ้น แม้จะไม่มีพื้นฐานด้านดนตรีหรือศิลปะก็ตาม

เมื่อเราได้ยินเรื่องราวของตัวเองผ่านเสียงเพลง หรือได้เห็นความรู้สึกของตัวเองถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ เราอาจเข้าใจหัวใจตัวเองได้ชัดเจนขึ้น และค้นพบความหมายบางอย่างที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน

 

  1. จัดระเบียบความคิด

เมื่อความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในถูกถ่ายทอดออกมาบ้างแล้ว ลองแยกสิ่งที่กำลังเผชิญออกเป็นหมวดหมู่ เช่น

  • สิ่งที่ฉันควบคุมได้ และสิ่งที่ฉันควบคุมไม่ได้
  • สิ่งที่ฉันรู้แน่ชัด และสิ่งที่ฉันกำลังกังวลไปเอง
  • สิ่งที่ฉันคาดหวัง และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

วิธีนี้จะช่วยให้สมองค่อยๆ หลุดออกจากวงจรความคิดซ้ำๆ ลดการจมอยู่กับสถานการณ์ที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และหันกลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราจัดการได้จริง

 

  1. อนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ

หากอยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ออกมา ปล่อยให้น้ำตาไหลได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด เพราะการร้องไห้ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ แต่เป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยระบายความอัดอั้นและความเจ็บปวดที่ใจแบกรับไม่ไหว บางครั้ง การยอมรับว่าเราไม่ไหวแล้วอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาที่แท้จริง

 

  1. ยื่นมือหาคนที่พร้อมจะรับฟัง

ลองมองหาใครสักคนที่คุณไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะในวันที่เราแบกทุกอย่างไว้คนเดียว เราอาจหลงลืมไปว่า ยังมีคนที่พร้อมจะนั่งอยู่ข้างๆ และรับฟังเราโดยไม่ตัดสิน บางทีการได้พูดออกมาเพียงครั้งเดียวก็ช่วยแบ่งเบาน้ำหนักในใจได้มากกว่าที่คิด

 

สุดท้าย อย่าลืมให้เวลาตัวเองได้หายใจ อย่ากดดันตัวเองให้รีบเข้มแข็ง และไม่จำเป็นต้องเร่งให้ตัวเองหายดีภายในระยะเวลาที่ใครกำหนด

 

เพราะการเยียวยาไม่ใช่การแข่งขัน

 

อย่างน้อยที่สุด การยอมรับว่าตัวเองกำลังเจ็บปวด กำลังอ่อนแอ และต้องการความช่วยเหลือ ก็คือก้าวแรกของการก้าวผ่านเรื่องราวเหล่านั้นอย่างมั่นคงแล้ว

The post ‘ให้พื้นที่กับความเสียใจ’ วิธีใจดีกับตัวเองในวันที่กำลังแตกสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ https://thestandard.co/life/sit-do-nothing-event/ Sat, 27 Jun 2026 12:16:38 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223816 ผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนสาธารณะ

ในยุคที่ทุกนาทีต้องมีประสิทธิภาพ ทุกกิจกรรมต้องมีเป้าหม […]

The post ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้คนนั่งพักผ่อนในสวนสาธารณะ

ในยุคที่ทุกนาทีต้องมีประสิทธิภาพ ทุกกิจกรรมต้องมีเป้าหมาย และทุกงานอีเวนต์มักอัดแน่นไปด้วยเวิร์กช็อป การสร้างคอนเน็กชัน หรือการพัฒนาตัวเอง มีกลุ่มคนชวนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับกิจกรรม ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’

 

กิจกรรมนี้ Commons and Bonfire ชวนทุกคนมารวมตัวกันเพื่อ ‘นั่งเฉยๆ’’ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่มีมือถือ ไม่มีหนังสือ ไม่มีสมุดจด ไม่มีสิ่งรบกวน และไม่มีภารกิจใดๆ ให้ต้องทำ จะด้วยเหตุผลที่อยากพักสมอง หนีจากหน้าจอ ต่อต้านวัฒนธรรมการทำงานตลอดเวลา (Hustle Culture) หรือเพียงแค่อยากปล่อยให้ตัวเองเป็น ‘ภาระต่อ GDP ของประเทศ’ สักหนึ่งชั่วโมง ก็สามารถเข้าร่วมได้หมด

 

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 30 นาทีแรกสำหรับการนั่งเงียบๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ก่อนใช้เวลาอีก 30 นาทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่า ระหว่างการนั่งเฉยๆ นั้น แต่ละคนได้สัมผัสหรือรู้สึกอะไรบ้าง

 

ความน่าสนใจคือ งานนี้ไม่มีวิทยากร ไม่มีเกมละลายพฤติกรรม ไม่มี Networking ไม่มี Worksheet ไม่มี Learning Outcome และ ‘ไม่มีเหี้ยอะไรเลย’ ตามคอนเซ็ปต์ของงาน

 

กิจกรรมจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00-18.00 น. ที่สวนลุมพินี โดยผู้จัดจะประกาศจุดนัดพบอีกครั้งใกล้วันงาน ผู้ที่สนใจสามารถเพิ่มกิจกรรมลงในปฏิทินและเข้าร่วมกลุ่มไลน์เพื่อติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่ผู้จัดเผยแพร่

 

ยิงปฏิทิน https://calendar.app.google/G2CsuZS6RBXymzkC9

 

กลุ่มไลน์นัดหมาย https://bit.ly/sitcheychey

 

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/commonsandbonfire

 

บางครั้ง การไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในวันที่ทุกอย่างเร่งให้เราต้องทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา

 

ภาพ: Shutterstock

The post ‘นั่งเฉยๆ ไม่ทำเหี้ยไรเลย’ อีเวนต์ที่ไม่มีอะไรให้ทำ นอกจากการนั่ง ‘เหม่อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานวิจัยพบ! Vigorous Exercise แค่วันละ 15-20 นาที ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ https://thestandard.co/life/vigorous-exercise-reduce-disease-risk/ Sat, 27 Jun 2026 02:13:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223521 ภาพประกอบการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อสุขภาพที่ดี

เคยรู้สึกไหม? ยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งเฟรชน้อยลงตาม […]

The post งานวิจัยพบ! Vigorous Exercise แค่วันละ 15-20 นาที ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อสุขภาพที่ดี

เคยรู้สึกไหม? ยิ่งอายุมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งเฟรชน้อยลงตามไปด้วย ตื่นนอนก็รู้สึกเพลีย ยิ่งจ้องหน้าจอทั้งวันก็ยิ่งล้า หลายคนอาจจะคิดว่า แค่ใช้ชีวิตให้รอดไปวันๆ ก็เหนื่อยจะแย่ จะเอาเวลาไหนไปออกกำลังกายอีก

 

 
 

แต่รู้ไหมว่าความล้าจากการทำงานและการออกกำลังกายนั้นต่างกัน

 

ล่าสุดมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดังอย่าง ‘European Heart Journal’ โดยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของประชากรในอังกฤษ (UK Biobank) ราว 5 แสนคน ยาวนานถึง 9 ปี พบว่า แค่แบ่งเวลามาออกกำลังกายในระดับที่หนักหน่วง (Vigorous Exercise) ให้ได้เพียง 15-20 นาที ต่อวัน 5 วันขึ้นไปต่อสัปดาห์ ก็สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรังร้ายแรงได้พร้อมกันถึง 8 โรค ได้แก่

 

  1. โรคภาวะสมองเสื่อม 63%
  2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 60%
  3. โรคไขมันพอกตับ 48%
  4. โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง 44%
  5. โรคไตเรื้อรัง 41%
  6. โรคการอักเสบจากภูมิคุ้มกัน 39%
  7. โรคหลอดเลือดหัวใจรุนแรง 31%
  8. โรคหัวใจเต้นพลิ้ว 29%

 

แค่ไหนที่เรียกว่าหนักหน่วง?

 

Vigorous Exercise เป็นการออกกำลังกายในระดับที่จะดึงให้อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะมีวิธีการเช็กที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้ ‘Talk Test’ หรือทดสอบด้วยการพูด หากคุณไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ จะพูดได้แค่เป็นคำๆ แล้วต้องหยุดพักเพื่อสูดหายใจยาวๆ นั่นคือช่วงที่ร่างกายกำลังอยู่ในโหมด ‘Vigorous Exercise’ แล้ว

 

หรืออีกวิธีก็คือการคุมให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งไปแตะที่ 77-93% จากอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด

 

วิธีคำนวณหาอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด

 

  • เอาตัวเลข 220 – อายุ
  • นำผลลัพธ์จากข้อแรกคูณด้วย 0.77 เพื่อหาตัวเลขชีพจรของระยะเหนื่อยเริ่มต้น
  • นำผลลัพธ์จากข้อแรกคูณด้วย 0.93 เพื่อหาตัวเลขชีพจรที่เหนื่อยสูงสุด

 

ประเภทของ Vigorous Exercise

 

ประเภทของการออกกำลังกายมีตั้งแต่การวิ่งเร็ว (Running), ว่ายน้ำเร็ว (Lap Swimming), กระโดดเชือก (Jumping Rope), ปั่นจักรยานเร็วระยะไกล (High-Speed Long-Distance Cycling) การต่อยมวยเพื่อสุขภาพ (Fitness Boxing) เครื่องคาร์ดิโอในยิม เช่น Elliptical หรือ Stair-climber รวมไปถึง Circuit Weight Training หรือการออกกำลังกายแบบเวตเทรนนิ่งสลับกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง เพื่อบีบให้หัวใจเต้นแรงต่อเนื่องเป็นช่วงๆ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ HIIT (High-Intensity Interval Training)

 

นอกจากความฟิตที่ได้แล้วการออกกำลังกายในรูปแบบดังกล่าวยังช่วยแก้ปัญหาความเพลีย ส่งผลให้นอนหลับได้ลึกและสนิทยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

ส่วนใครที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายได้ไม่นาน อย่าเพิ่งใจร้อนหักโหม ลองเริ่มไต่ระดับจากเหนื่อยปานกลางหรือ Zone 2 เพื่อให้กล้ามเนื้อและหัวใจได้ปรับตัว และควรเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ก่อนนอนราว 2-3 ชั่วโมงเพื่อเลี่ยงภาวะตื่นตัวซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพการนอนได้

 

อย่างไรก็ตาม สุขภาพของแต่ละบุคคลล้วนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน หากมีอาการแน่นหน้าอก วูบ หน้ามืด หรือใจสั่นผิดปกติ ให้หยุดแล้วรีบพบแพทย์ในทันที นอกจากนี้ ควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดี ปลอดภัย และยั่งยืน

 

อ้างอิง:

 

The post งานวิจัยพบ! Vigorous Exercise แค่วันละ 15-20 นาที ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคร้ายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 https://thestandard.co/life/amanvari-mexico-resort-opening/ Sat, 27 Jun 2026 02:00:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223440 ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ

แบรนด์รีสอร์ตลักชัวรีระดับโลกอย่าง Aman กำลังจะปักหมุดร […]

The post Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ

แบรนด์รีสอร์ตลักชัวรีระดับโลกอย่าง Aman กำลังจะปักหมุดรีสอร์ตแห่งแรกในประเทศเม็กซิโกกับ ‘Amanvari’ จุดหมายใหม่บนชายฝั่ง East Cape ของ Baja California Sur โดยมีกำหนดเปิดประตูต้อนรับนักเดินทางอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 และเริ่มเปิดให้สำรองห้องพักล่วงหน้าแล้ว

 

ชื่อ Amanvari มาจากการผสมคำในภาษาสันสกฤตระหว่าง ‘Aman’ ที่หมายถึงสันติสุข และ ‘Vari’ ที่แปลว่าน้ำ สะท้อนตัวตนของรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ในพิกัดพิเศษอันเป็นจุดบรรจบกันของผืนทะเลทราย ทะเล Sea of Cortés และพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์ จนกลายเป็นหนึ่งในภูมิประเทศที่น่าหลงใหลที่สุดของเม็กซิโก

 

รีสอร์ตตั้งอยู่ภายในโครงการ Costa Palmas บนพื้นที่กว่า 3,795 ไร่ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นส่วนตัวในแบบฉบับ Aman ด้วยห้องพักเพียง 18 Casitas ที่ออกแบบให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์โดยรอบ หลายหลังถูกยกสูงเหนือแนวต้นปาล์มเพื่อเปิดรับวิวของ Sea of Cortés และเทือกเขา Sierra de la Laguna แบบไร้สิ่งบดบัง พร้อมด้วย Aman Residences สำหรับผู้ที่ต้องการครอบครองประสบการณ์การใช้ชีวิตริมทะเลในระยะยาว

 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 1ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 2

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 3

 

แต่สิ่งที่ทำให้ Amanvari น่าสนใจไม่ใช่เพียงเรื่องการออกแบบหรือทำเล หากคือการเชื่อมโยงแขกเข้ากับธรรมชาติของ East Cape ผ่านกิจกรรมที่ออกแบบขึ้นเฉพาะพื้นที่ ตั้งแต่การขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตกผ่านชายหาดและปากแม่น้ำ การเดินทางด้วยรถออฟโรดสู่ Cañón de la Zorra น้ำตกกลางเทือกเขา Sierra de la Laguna ไปจนถึงการปั่นจักรยานไฟฟ้าบนสันเขาที่มองเห็นทะเลสุดสายตา

 

ส่วนนอกชายฝั่งของ Amanvari คือ Sea of Cortés ทะเลที่นักสำรวจชาวฝรั่งเศส Jacques Cousteau เคยขนานนามว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเลที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของการพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่แห่งการสำรวจ ตั้งแต่การพายแพดเดิลบอร์ดและดำน้ำตื้น การออกเรือตกปลาในน่านน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายของสัตว์ทะเล ไปจนถึงการล่องเรือยอชต์ และการดำน้ำลึกที่ Cabo Pulmo National Marine Park หนึ่งในระบบแนวปะการังที่สำคัญที่สุดของอเมริกาเหนือ

 

ด้านอาหาร Amanvari นำเสนอประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ Apapacho Chef’s Table ที่ตีความอาหารเม็กซิกันผ่านเรื่องราวและความทรงจำ ไปจนถึง La Cosecha กิจกรรมเก็บเกี่ยววัตถุดิบจากสวนก่อนนำมาปรุงร่วมกับเชฟ รวมถึง Raíces y Brebajes ที่พาผู้เข้าพักสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผืนดิน พืชพรรณ และเครื่องดื่มพื้นถิ่นของเม็กซิโก

 

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 4

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 5

ภาพมุมสูงของรีสอร์ต Amanvari ในเม็กซิโก ที่ตั้งอยู่ริมทะเลและโอบล้อมด้วยธรรมชาติ 6

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ Aman Spa ที่นำเสนอการตีความใหม่ของ Temazcal พิธีอบไอน้ำโบราณของชาวเม็กซิกัน ผ่านโปรแกรม The Sacred Elemental Doors ซึ่งผสานหินร้อน สมุนไพร และพิธีกรรมที่เชื่อมโยงกับธาตุทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมี Hydrotherapy Circuit, Hammam, Sound Bath, Meditation Circle และคลาสโยคะริมทะเลยามพระอาทิตย์ขึ้นที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

 

Amanvari จึงไม่ใช่เพียงโรงแรมเปิดใหม่อีกแห่งในปี 2569 แต่เป็นการเปิดประตูสู่หนึ่งในพื้นที่ธรรมชาติที่ยังคงความบริสุทธิ์ที่สุดของเม็กซิโก พร้อมมอบประสบการณ์ที่สะท้อนหัวใจของแบรนด์ Aman ได้อย่างครบถ้วน ทั้งความสงบ ความเป็นส่วนตัว และการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

 

Amanvari เปิดรับการสำรองห้องพักแล้ววันนี้ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ aman.com/resorts/amanvari

 

ภาพ: Amanvari

The post Amanvari รีสอร์ตใหม่จาก Aman ในเม็กซิโก เตรียมเปิดประตูต้อนรับอย่างเป็นทางการ 1 ส.ค. 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
PULSE Tanao คาเฟ่เปิดใหม่ย่านเมืองเก่ากับบรรยากาศสุดชิล https://thestandard.co/life/pulse-tanao-cafe-old-town/ Sat, 27 Jun 2026 01:59:36 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223517 ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น

หลังจากเป็นร้านประจำของใครหลายคนจากสาขาพระอาทิตย์และบาง […]

The post PULSE Tanao คาเฟ่เปิดใหม่ย่านเมืองเก่ากับบรรยากาศสุดชิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น

หลังจากเป็นร้านประจำของใครหลายคนจากสาขาพระอาทิตย์และบางขุนเทียน ล่าสุด Pulse เปิดบ้านหลังใหม่บนถนนตะนาว ย่านที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความเก่าแก่ของกรุงเทพฯ แต่ก็ยังมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา ตัวคาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของโรงแรม ณ ตะนาว1969 อาคารดีไซน์ร่วมสมัยที่ได้รับรางวัลด้านสถาปัตยกรรมหลายเวที และกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทีมงานตัดสินใจเลือกปักหมุดสาขาใหม่ที่นี่

 

Pulse ยังคงโครงสร้างสถาปัตยกรรมเดิมของอาคารเอาไว้ ไม่มีการรื้อถอนหรือเปลี่ยนแปลง แต่เลือกเติมบุคลิกของแบรนด์ผ่านวัสดุ แสง เสียง และบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา

 

ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 1

 

เบื้องหลังชื่อ Pulse หรือ ‘ชีพจร’ คือแนวคิดเรียบง่ายที่เจ้าของร้าน เอกวิทย์ เชพานุเคราะห์ ยึดถือมาตั้งแต่วันแรก นั่นคือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าชีพจรของตัวเองเต้นช้าลงเมื่อได้เข้ามาอยู่ในร้าน แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ตั้งแต่โลโก้ตัว P ที่ถูกออกแบบให้คล้ายคลื่นน้ำ ไปจนถึงบรรยากาศที่ชวนให้หยุดพักจากความเร่งรีบ และใช้เวลากับตัวเองอีกสักนิด

 

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา Pulse ยังคงยึดมั่นกับสามองค์ประกอบหลักอย่าง Coffee, Scenery และ Music โดยมองว่าการเปิดสาขาใหม่ไม่ใช่เรื่องของจำนวน แต่เป็นเรื่องของการค้นหาพื้นที่ที่มี ‘ทิวทัศน์’ หรือ Scenery ที่สอดคล้องกับปรัชญาของแบรนด์จริงๆ หากสาขาแรกเล่าเรื่องผ่านธรรมชาติและผืนน้ำ สาขาถนนตะนาวก็เลือกที่จะเล่าผ่านงานสถาปัตยกรรมแทน

 

ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 2ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 3ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 4

 

The Vibe

 

สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาคือตัวอาคารที่ผสมผสานเส้นสายโมเดิร์นเข้ากับบริบทของย่านเมืองเก่าได้อย่างกลมกลืน แม้ตัวร้านจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ทุกรายละเอียดถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน แสงธรรมชาติที่สาดผ่านกระจกกระทบลงบนเคาน์เตอร์ เฟอร์นิเจอร์โทนอุ่น และพื้นผิววัสดุที่เลือกมาอย่างตั้งใจ สร้างบรรยากาศคล้ายการแวะมานั่งเล่นบ้านเพื่อนมากกว่าการมาคาเฟ่ในเมือง

 

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ Music หนึ่งในสามเสาหลักของแบรนด์ที่ถูกออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละสาขา ที่สาขานี้ผู้ก่อตั้งเลือกใช้ระบบแอมป์หลอดและชุดเครื่องเสียงที่ให้โทนเสียงนุ่ม อบอุ่น และฟังสบาย ดนตรีไม่ดังจนรบกวนการสนทนา แต่ทำหน้าที่เติมบรรยากาศให้สมบูรณ์ขึ้นอย่างพอดี เมื่อรวมเข้ากับแสงบ่ายที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปตลอดวัน ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้นั่งนานกว่าคิด

 

ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 5ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 6ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 7

 

The Taste

 

เมนูของสาขานี้ยังคงมาในแนวทางอบอุ่นและดื่มง่ายเหมือนบรรยากาศของร้าน มีทั้งกาแฟ มัทฉะ และเครื่องดื่มทางเลือกอื่นๆ ให้เลือกตามความชอบ

 

แก้วที่ไม่ควรพลาด Earl & Date (130 บาท) เมนูซิกเนเจอร์ประจำสาขาที่นำความหวานธรรมชาติจากอินทผลัมมาผสมกับเอสเปรสโซ ก่อนปิดท้ายด้วยครีมเอิร์ลเกรย์เนื้อนุ่มด้านบน ให้กลิ่นหอมละมุนและรสสัมผัสที่อบอุ่นสมชื่อ

 

ส่วน Tiramisu Coffee (140 บาท) เป็นแก้วที่ได้แรงบันดาลใจจากขนมคลาสสิก ให้ความหอม มัน และมีความคล้ายของหวานอยู่ในแก้วเดียว ขณะที่เมนูกาแฟคลาสสิกก็มีให้เลือกครบเช่นกัน

 

ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 8ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 9ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 10

 

สำหรับใครไม่ดื่มกาแฟ ทางร้านก็มีตัวเลือกหลากหลาย แต่สำหรับชาวมัทฉะเลิฟเวอร์แบบเรา เราอยากให้ลอง Matcha Coconut (150 บาท) ที่เลือกใช้มัทฉะจาก Peace Oriental Teahouse ความเข้มข้นของมัทฉะเข้ากันได้ดีกับความนุ่มและความสดชื่นของน้ำมะพร้าว

 

ยิ่งสั่ง Bacon Cream Cheese Sourdough Bagel (150 บาท) มากินคู่กับเครื่องดื่มสักแก้ว แล้วค่อยๆ ใช้เวลากับบรรยากาศของร้านไปเรื่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งช่วงบ่ายที่น่าใช้เวลาอยู่ไม่น้อย

 

ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 11ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 12ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 13ภาพมุมกว้างภายในคาเฟ่ PULSE Tanao ที่มีแสงธรรมชาติส่องถึงและบรรยากาศอบอุ่น 14

 

Good for

 

ถ้าช่วงนี้เริ่มเบื่อร้านคนแน่นๆ เราว่าใครหลายคนน่าจะชอบที่นี่อยู่เหมือนกัน ถึงแม้ร้านไม่ได้ใหญ่ แต่ก็มีความอบอุ่นบางอย่างที่ทำให้อยากนั่งนานกว่าที่คิด ยิ่งช่วงบ่ายที่แสงส่องเข้ามาในร้าน เปิดเพลงคลอ แล้วมีเครื่องดื่มดีๆ ก็เป็นอีกหนึ่งร้านในย่านเมืองเก่าที่ชวนให้ใช้ชีวิตช้าลงอีกนิด

 

PULSE Tanao

Location: ชั้น 1 โรงแรม ณ ตะนาว1969 ใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ

Open: เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.

Contact: 062-074-2909

Instagram: PULISE.bangkok

Facebook: PULSE Bangkok

Budget: ราคา 100-350 บาทต่อคน

 

 

The post PULSE Tanao คาเฟ่เปิดใหม่ย่านเมืองเก่ากับบรรยากาศสุดชิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
CALM LOVE รักที่ต้องการคือรักที่อยู่ด้วยแล้วสงบ ไม่ทำให้ใจเหนื่อย https://thestandard.co/life/calm-love-true-love/ Fri, 26 Jun 2026 05:16:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1223151 ภาพคู่รักนั่งพักผ่อนอย่างสงบและสบายใจ สื่อถึงความรักที่ไม่ทำให้ใจเหนื่อย

ในปี 1979 นักจิตวิทยาชื่อ Dorothy Tennov ใช้เวลากว่า 10 […]

The post CALM LOVE รักที่ต้องการคือรักที่อยู่ด้วยแล้วสงบ ไม่ทำให้ใจเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคู่รักนั่งพักผ่อนอย่างสงบและสบายใจ สื่อถึงความรักที่ไม่ทำให้ใจเหนื่อย

ในปี 1979 นักจิตวิทยาชื่อ Dorothy Tennov ใช้เวลากว่า 10 ปีสัมภาษณ์คนหลายร้อยคนเกี่ยวกับเรื่องของความรัก จนค้นพบว่ามีสภาวะหนึ่งที่แตกต่างจากความรักปกติอย่างสิ้นเชิง โดยเธอเรียกมันว่า Limerence (ลิเมอเรนซ์) เป็นภาวะตกหลุมรักใครสักคนอย่างบ้าคลั่ง และสมองก็สร้างภาพจินตนาการเกี่ยวกับคนนั้นขึ้นมาอย่างรุนแรง จนกลายเป็นความหมกมุ่น หรือจะอธิบายว่าเป็นสภาวะที่ระบบประสาทถูกถาโถมด้วยโดพามีนและคอร์ติซอล ร่างกายเข้าสู่โหมด Seeking ตลอดเวลาก็ว่าได้ หัวใจเต้นรัวทุกครั้งที่มีการแจ้งเตือนข้อความจากเขา นอนไม่หลับ เพราะความคิดวนซ้ำ Limerence ขับเคลื่อนตัวเองด้วย Feedback Loop ที่ความวิตกกังวลยิ่งทำให้เราโฟกัสมากขึ้น ยิ่งลงทุนทางอารมณ์มากขึ้น และยิ่งวิตกมากขึ้นอีก สิ่งที่เรารู้สึกว่า “รักมาก” นั้น กลับกลายเป็นแค่ความไม่แน่นอนที่ทำให้ใจเราไม่เคยได้พัก

 

ทางประสาทวิทยา สมองของเรามักสนใจสิ่งที่คาดเดาไม่ได้มากเป็นพิเศษ ยิ่งอีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ไม่แน่นอน เดี๋ยวใกล้ เดี๋ยวห่าง สมองก็ยิ่งวนกลับไปคิดถึงเขาซ้ำๆ นั่นคือเหตุผลที่คนที่เข้าถึงได้ยากทำให้เราหมกมุ่นยิ่งกว่าคนที่เปิดเผยโต้งๆ ว่ารักเราอย่างสม่ำเสมอ และอาจเป็นเหตุผลที่เราถูกหลอกมาตลอดว่าความเจ็บปวดคือหลักฐานของความรักที่ลึกซึ้งจริงจัง ทั้งที่จริงๆ มันเป็นแค่สัญญาณว่าระบบประสาทของเรากำลังทำงานหนักเกินไป

 

Erich Fromm นักปรัชญาและนักจิตวิทยา เคยอธิบายว่า ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับความรัก คือการคิดว่าความรู้สึกตื่นเต้นในช่วงแรกของการตกหลุมรัก คือความรักทั้งหมด ทั้งที่จริงแล้วการตกหลุมรักและการรักใครสักคนเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะความตื่นเต้นอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเริ่มต้น แต่ความรักที่แท้จริงคือสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างและดูแลให้เติบโตต่อไป

 

ความรักไม่ได้เกิดขึ้นจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน เหมือนการเล่นดนตรี เล่นกีฬา หรือวาดภาพ หลายครั้งเราใช้เวลาตามหาคนที่ใช่มากเกินไป จนลืมถามตัวเองว่า เราพร้อมจะรักใครสักคนอย่างเข้าใจและเติบโตไปด้วยกันแบบถูกทางหรือยัง บางทีเราไม่ได้ขาดความรักหรอกนะ เราแค่ยังไม่เคยรู้จักความรักในรูปแบบที่สงบและสบายใจกว่านี้

 

ถ้าคุณเคยสับสนว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกอยู่คือความรัก หรือเป็นเพียงความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยคำถาม ก็ไม่แปลกอะไรเลย เราเติบโตมากับเรื่องเล่าที่ทำให้เชื่อว่า การรักใครสักคนจำเป็นต้องเจ็บ ต้องเหนื่อย และต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ถึงจะเรียกว่ารักจริง แต่บางทีความรักที่ดีอาจเรียบง่ายกว่านั้น มันอาจหมายถึงความรักที่ทำให้เราสบายใจและสงบต่างหาก

The post CALM LOVE รักที่ต้องการคือรักที่อยู่ด้วยแล้วสงบ ไม่ทำให้ใจเหนื่อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝึก Pacing เพิ่มความอึดกับ OT Engine ที่ ONTRACK CAMPUS https://thestandard.co/life/pacing-ot-engine-ontrack-campus/ Fri, 26 Jun 2026 02:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1222971 ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย

ถ้านึกถึงยิมที่โดดเด่นเรื่องการฝึกแบบ Hybrid และ Functi […]

The post ฝึก Pacing เพิ่มความอึดกับ OT Engine ที่ ONTRACK CAMPUS appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย

ถ้านึกถึงยิมที่โดดเด่นเรื่องการฝึกแบบ Hybrid และ Functional Training หนึ่งในลิสต์ที่ติดโผคงต้องยกให้ ONTRACK ที่ล่าสุดปักหลักสาขาใหม่ ณ W District ในชื่อ ‘ONTRACK CAMPUS’ ที่ดีไซน์ออกมาให้เป็นมากกว่าแค่ยิม แต่เป็นสเปซของการเรียนรู้และคอมมูนิตี้ของคนที่มีพลังแบบเดียวกัน แถมยังมีพื้นที่ Co-Active สำหรับนั่งทำงานและสร้างคอนเน็กชันรวมไว้ในที่เดียวอีกด้วย

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 1

 

แน่นอนว่ามาเยือน Campus ใหม่ทั้งที เลยขอลองคลาสไฮไลต์อย่าง ‘OT Engine’ คลาสที่ตอบโจทย์สายฟิตทุกวงการ ไม่ว่าจะวิ่ง HYROX หรือ CrossFit ด้วยการยกเครื่องระบบปอดและหัวใจให้ถึก ทน พร้อมลุยไปยาวๆ 

 

What is it?

 

ONTRACK CAMPUS เชื่อว่า “Know More. Do Better.” การพัฒนาสมรรถภาพร่างกายที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากการมีความเข้าใจในตัวเองก่อน ทั้งในแง่ของระบบกลไกร่างกาย รูปแบบการฝึกซ้อม และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ เพื่อนำไปสู่การลงมือปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มาเยือน

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 2ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 3ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 4

 

เราว่านี่คงเป็นจุดที่ทำให้ ONTRACK เป็นตัวเลือกที่ใครหลายคนนึกถึง ด้วยระบบที่แน่น ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบและประเมินข้อมูลร่างกายเชิงลึก (OT Record & OT Advisory), การจัดเวิร์กช็อปและหลักสูตรเพื่อเติมความรู้ (OT Learning Series), โปรแกรมซัพพอร์ตการเทรนทั้งแบบส่วนตัวและแบบทีม (OT Personal, OT Team Training & OT Camp) ไปจนถึงคลาสกลุ่มพัฒนาทักษะเฉพาะทางที่รวบรวมคลาสไฮไลต์อย่าง OT Engine เอาไว้ด้วยเช่นกัน

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 5

 

จุดเด่นของ OT Engine คือการเป็นคลาส Endurance Training ที่ดีไซน์มาเพื่อเน้นการออกแรงระยะยาวและการรักษาระดับพละกำลังให้คงที่ ผ่านการวิ่ง, การใช้เครื่อง Ergs และการเคลื่อนไหวต่อเนื่องแบบ Cyclical Work

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 6ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 7

 

หัวใจหลักคือการฝึก ‘Pacing’ หรือการจัดสรรแรง ตั้งแต่การสร้างความเร็วที่เหมาะสม การประคองจังหวะ ไปจนถึงการเร่งสปีดเพื่อทะลุขีดจำกัดของตัวเอง ซึ่งสกิลเหล่านี้คือฐานรากสำคัญที่ช่วยยกระดับ Performance ในการซ้อมและการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Try

 

ผู้รับบทโค้ชของเราในวันนี้คือ โค้ชคิม โค้ชชาวเกาหลีสาย CrossFit ที่มาดีไซน์คลาสนี้ให้ชาว LIFE โดยเฉพาะ รูปแบบเวิร์กเอาต์ในวันนี้คือ AMRAP (As Many Reps As Possible) ภายในเวลา 3 นาทีต่อสเตชัน โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 สเตชันด้วยกัน

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 8

 

ช่วงแรกโค้ชคิมจะทำการสาธิตและอธิบายเทคนิคในแต่ละสถานี พร้อมปล่อยให้ทุกคนมีโอกาสได้ลองเทสต์ระบบก่อนเริ่มลงสนามจริง เพื่อตรวจเช็กฟอร์มและไกด์ท่วงท่าที่ถูกต้องอย่างใกล้ชิด

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 9ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 10ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 11

 

เมื่อทำความเข้าใจรูปแบบทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็เข้าสู่การยืดเหยียดร่างกายเล็กน้อย ก่อนจะไปอุ่นเครื่องด้วย Aerobic Primer 1 รอบกับเครื่องคาร์ดิโอเครื่องโปรดที่แต่ละคนเลือกเอง

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 12ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 13

 

โดยโค้ชคิมจะให้เริ่มไต่ระดับจากเพซสบายๆ ก่อนใน 1 นาทีแรก จากนั้นอัปดีกรีใส่แรงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 30 วินาที และปิดท้ายด้วยการใส่สุดแรงอีก 20 วินาทีสุดท้าย เพื่อเป็นการประเมินฟอร์มและเช็กขีดจำกัดของแต่ละคนก่อนเจอของจริง 

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 14ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 15ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 16

 

เมื่อเครื่องเริ่มติดเราจะเริ่มลุยกันที่ Station 1: Box Jump & Rower เปิดด้วยการฝึกแรงระเบิดผ่าน Box Jump 15-20 ครั้ง เพื่อกระตุ้นพลังสปริงของข้อต่อและกล้ามเนื้อขา

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 17

 

ก่อนจะสลับมาส่งแรงผ่านการฝึก Row ให้ได้ระยะมากที่สุด สถานีแรกนี้จะช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ ปอด และระบบหมุนเวียนเลือดให้พร้อมรับแรงกระแทกและแรงต้านในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งคลาส 

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 18

 

ขยับมาที่ Station 2: Burpees to Target & Assault Bike เพื่อเน้นฝึกความทนทานของกล้ามเนื้อทั่วร่าง โดยเริ่มจากการทำท่า Burpees แล้วกระโดดแตะบาร์ 15-20 ครั้ง 

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 19

 

จากนั้นพุ่งตัวไประเบิดพลังบน Assault Bike ให้ได้แคลอรีมากที่สุด แน่นอนว่ายิ่งออกแรงสู้แรงต้านลมมากเท่าไรก็รู้สึกได้ถึง Heart Rate ที่พุ่งขึ้นเท่านั้น  

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 20

 

สลับมาเล่นกับความเร็วต่อใน Station 3: Single Unders & Assault Runner เพื่อฝึก Agility และ Pacing เริ่มด้วยการกระโดดเชือก 60-100 ครั้ง 

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 21

 

ก่อนจะกระโดดขึ้นไปสับเท้าบนลู่วิ่งโค้งเพื่อโกย Max Calories ซึ่งพาร์ตนี้จะเข้ามาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการวิ่งในระยะยาวได้ดีมาก

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 22

 

เปลี่ยนมาระเบิดพลังสะโพกและช่วงบนกันต่อกับ Station 4: Wall Balls & Ski Erg เริ่มจากการสควอตโยนลูกบอลให้แตะแป้น 20 ครั้ง ซึ่งจุดนี้โค้ชคิมจะคอยไกด์ให้เราย่อให้ลึก เรียกว่าเช็กฟอร์มเป๊ะทุกองศา ได้เบิร์นขาแบบเต็มๆ

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 23

 

จากนั้นพุ่งตัวเข้าสู่เครื่อง Ski Erg ออกแรงดึงเพื่อรีด Max Calories อีกเช่นกัน สถานีนี้จะเน้นพัฒนาความแข็งแกร่งของแกนกลางลำตัว หลัง และต้นขาไปพร้อมกัน 

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 24

 

ก่อนจะปิดท้ายด้วย Station 5: Sled Pushes & Kettlebell Farmer’s Carry อีกสองเวิร์กเอาต์ที่เน้นฝึกความแข็งแกร่ง โดยสเตชันนี้จะใช้ฟอร์แมต For Time 3 Mins ที่เราต้องดัน Sled 3 รอบ สลับกับการเดินหิ้ว Kettlebell อีก 3 รอบ เรียกว่าเป็นการเค้นพละกำลังเฮือกสุดท้ายก่อนจบคลาสอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 25ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 26

 

Result

 

ได้ฝึกความอึดสมชื่อคลาส เพราะคลาสนี้ไม่ได้เน้นการยกหนักหรือระเบิดพลังจนร่างพัง แต่หัวใจสำคัญคือการฝึกคุมจังหวะ สร้างความทนทานให้กล้ามเนื้อ และฝึกเปลี่ยนมูฟเมนต์ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสกิลพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับคนเล่นกีฬาทุกประเภท

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 27ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 28

 

Good For

 

คลาสนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากฟิตและเหนื่อยยากขึ้นในชีวิตประจำวัน ช่วยสอนให้เรารู้จักผ่อนแรง-เร่งแรงได้ถูกจังหวะ ไม่ให้หมดแรงก๊อกสองไปซะก่อน แถมยังช่วยฝึกความคุ้นเคยกับการเปลี่ยนท่าออกกำลังกายไปเรื่อยๆ เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้คล่องตัวและอึดขึ้นในทุกกิจกรรม

 

ภาพการฝึก Pacing ด้วยเครื่อง OT Engine ภายในยิม ONTRACK CAMPUS ที่มีดีไซน์ทันสมัย 29

 

ONTRACK CAMPUS

Open: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-21.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-19.00 น.

Address: W District, ถ.สุขุมวิท, เขตพระโขนง, วัฒนา, กรุงเทพฯ 

Budget: 800 บาท ต่อคลาส, 7,200 บาท ต่อ 12 คลาส, 12,000 บาท ต่อ 24 คลาส, 19,200 บาท ต่อ 48 คลาส 

Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=61581315044486 

Instagram: https://www.instagram.com/ONTRACKCAMPUS/ 

 

 

 

The post ฝึก Pacing เพิ่มความอึดกับ OT Engine ที่ ONTRACK CAMPUS appeared first on THE STANDARD.

]]>