LIFE – THE STANDARD https://thestandard.co/category/life/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 12 Aug 2026 07:14:48 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Garmin x CARNIVAL คืออะไร? ไอเท็มที่ทำให้นาฬิกาวิ่ง Forerunner 170 ใส่ได้ทั้งวันวิ่งและวันเที่ยว https://thestandard.co/life/garmin-carnival-forerunner-170-smartwatch/ Wed, 12 Aug 2026 09:00:58 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1241037 ภาพนาฬิกา Garmin Forerunner 170 รุ่นพิเศษ Garmin x CARNIVAL พร้อมกล่องและสายนาฬิกาดีไซน์เฉพาะ

Garmin x CARNIVAL Limited Box Set คือคอลเล็กชันพิเศษที่ […]

The post Garmin x CARNIVAL คืออะไร? ไอเท็มที่ทำให้นาฬิกาวิ่ง Forerunner 170 ใส่ได้ทั้งวันวิ่งและวันเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนาฬิกา Garmin Forerunner 170 รุ่นพิเศษ Garmin x CARNIVAL พร้อมกล่องและสายนาฬิกาดีไซน์เฉพาะ

Garmin x CARNIVAL Limited Box Set คือคอลเล็กชันพิเศษที่ Garmin จับมือกับ CARNIVAL แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทย โดยนำ Garmin Forerunner 170 สีดำ มาตีความใหม่ผ่านดีไซน์ของ CARNIVAL พร้อมสายนาฬิกาและกล่องเก็บนาฬิกาดีไซน์พิเศษ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เซต ราคา 11,900 บาท เริ่มวางจำหน่ายวันที่ 15 สิงหาคม 2569

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เราคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจของคอลแลบนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยน Forerunner 170 ให้กลายเป็นนาฬิกาแฟชั่น แต่คือการสะท้อนภาพวัฒนธรรมการวิ่งในวันนี้ที่ค่อยๆ ขยับออกจากสวนสาธารณะ เข้ามาอยู่ในไลฟ์สไตล์คนเรามากขึ้น

 

เพราะตอนนี้ต้องยอมรับว่าการวิ่ง หรือ Run Club ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น Social Connection อย่างหนึ่ง เมื่อรองเท้าวิ่งกลายเป็นรองเท้าที่ใส่เที่ยวได้ ชุดวิ่งถูกนำมาแมตช์กับ Daily Look ได้อย่างลงตัว ซึ่งแบรนด์อย่าง CARNIVAL ก็สะท้อนคัลเจอร์นี้ได้ดีทีเดียว หลังมีไลน์ชุดวิ่งและไอเทมสำหรับพี่นักวิ่งมากมาย ล่าสุด CARNIVAL ก็ได้ขยายจักรวาลของตนเองไปสู่ gadget ที่นักวิ่งทุกคนต้องมี ภายใต้แนวคิด “Every Dot Is a Step. Every Step Builds Who You Are. You’re Not Just Running Forward—You’re Creating Your Own World” ทุกก้าวของการวิ่งคือส่วนหนึ่งของการสร้างตัวตนและไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเอง

 

Garmin x CARNIVAL เหมาะกับใคร?

 

ภาพนาฬิกา Garmin Forerunner 170 รุ่นพิเศษ Garmin x CARNIVAL พร้อมกล่องและสายนาฬิกาดีไซน์เฉพาะ 1

 

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า Forerunner 170 ถูกวางตำแหน่งเป็นสมาร์ตวอตช์สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นวิ่ง หรืออยากฝึกซ้อมให้มีระบบมากขึ้น โดยมีฟีเจอร์สำหรับติดตามการวิ่ง วางแผนการฝึก ดูข้อมูลสุขภาพ และติดตามพัฒนาการของตัวเอง ที่เราถือว่าครบครันแล้วสำหรับการวิ่งเพื่อสุขภาพหรือระดับกลาง

 

ตัวเรือนมีขนาด 43 มม. กำลังดีไม่เล็กหรือใหญ่ไป น้ำหนักเบา บอดี้สีดำล้วน มาพร้อมสายนาฬิกายางสีดำ-เหลือง เหมือนรุ่นปกติทั่วไป

 

ภาพนาฬิกา Garmin Forerunner 170 รุ่นพิเศษ Garmin x CARNIVAL พร้อมกล่องและสายนาฬิกาดีไซน์เฉพาะ 2

 
แต่ความพิเศษของรุ่นนี้อยู่ที่กล่องเก็บนาฬิกาที่ออกแบบร่วมกับ CARNIVAL มาพร้อมตัวล็อคจาก CARNIVAL และสายนาฬิกาดีไซน์พิเศษ ที่มีลักษณะเป็นสายผ้ารัดข้อมือสีดำ เล่นลายประจำของ CARNIVAL มีชื่อแบรนด์ประดับอยู่ (เท่ากับว่าเราจะได้สายนาฬิกา 2 เส้น) นอกจากนั้นยังมีหน้าปัดนาฬิกาดีไซน์พิเศษ CARNIVAL ที่สามมารถโหลดได้ฟรีจากแอพลิเคชั่น ConnectIQ

 

จาก Forerunner 170 ที่ให้อารมณ์สปอร์ต เลยกลายมาเป็นสมาร์ทวอทช์ทรงสตรีท ที่เราสามารถใส่ยาวๆ ในชีวิตประจำวันได้เลย ทั้งใส่เที่ยว ทำงาน หรือเล่นกีฬา โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนสลับเรือนไปมา

 

Garmin x CARNIVAL Limited Box Set ราคา 11,900 บาท วางจำหน่าย 15 สิงหาคมนี้ ผลิตทั้งหมดเพียง 100 เซต เท่านั้น ผู้ซื้อยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Garmin x CARNIVAL 5K City Run ในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ CARNIVAL สาขา One Bangkok พร้อมเสื้อยืด Garmin x CARNIVAL จำนวน 1 ตัวอีกด้วย ถือว่าคุ้มค่า สำหรับคนที่กำลังมองหาสมาร์ทวอทช์เรือนใหม่อยู่พอดี

The post Garmin x CARNIVAL คืออะไร? ไอเท็มที่ทำให้นาฬิกาวิ่ง Forerunner 170 ใส่ได้ทั้งวันวิ่งและวันเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักการเดินแบบ Awe Walk เดินช้าลง เพื่อให้หัวใจเราเบาขึ้น https://thestandard.co/life/awe-walk-slow-observe-heal/ Wed, 12 Aug 2026 07:14:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1241189 ผู้หญิงกำลังเดินช้าๆ ในทุ่งหญ้าพร้อมสุนัข สังเกตสิ่งรอบตัว

แนวคิดของ Awe Walk คือการเดินที่ไม่ได้สนใจจำนวนก้าวหรือ […]

The post รู้จักการเดินแบบ Awe Walk เดินช้าลง เพื่อให้หัวใจเราเบาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงกำลังเดินช้าๆ ในทุ่งหญ้าพร้อมสุนัข สังเกตสิ่งรอบตัว

แนวคิดของ Awe Walk คือการเดินที่ไม่ได้สนใจจำนวนก้าวหรือระยะทางเป็นหลัก แต่ชวนให้เราตั้งใจสังเกตสิ่งรอบตัว และเปิดโอกาสให้ตัวเองรู้สึกทึ่ง หรือประทับใจกับบางสิ่งตรงหน้า อาจเป็นแสงแดดที่ลอดผ่านต้นไม้ ท้องฟ้ากว้างในช่วงเย็น รูปทรงของก้อนเมฆ เสียงลม หรือรายละเอียดเล็กๆ ในเมืองที่เราเดินผ่านทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองจริงๆ

 

Awe Walk เริ่มได้รับความสนใจจากงานวิจัยของ University of California, San Francisco ที่ทดลองให้ผู้สูงอายุออกไปเดินพร้อมกับฝึกมองหาสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึก awe อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลพบว่าคนที่ฝึก Awe Walk มีอารมณ์เชิงบวกเพิ่มขึ้น และรายงานความรู้สึกทุกข์ใจในชีวิตประจำวันลดลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกไปเดินตามปกติ สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้เดินไกลขึ้นหรือออกกำลังกายหนักขึ้น เพียงแค่เปลี่ยนวิธีมองระหว่างทางเท่านั้น

 

ในทางจิตวิทยา ความรู้สึก Awe ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดที่เรียกว่า Small Self เป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของโลกใบใหญ่ ลองนึกถึงตอนยืนมองทะเลกว้าง เห็นภูเขาอยู่ตรงหน้า หรือเงยขึ้นมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆ ปัญหาที่เคยกินพื้นที่ในหัวไม่ได้หายไปไหน แต่ในช่วงเวลานั้นมันอาจดูเล็กลง และใจของเราก็เหมือนได้พื้นที่กลับคืนมาบ้าง บางทีการเยียวยาใจก็เริ่มง่ายๆ จากการเดินให้ช้าลง เงยหน้าขึ้น แล้วกลับมามองเห็นว่าโลกธรรมดารอบตัวเรายังมีอะไรสวยๆ ให้รู้สึกดีได้อีกเยอะ

The post รู้จักการเดินแบบ Awe Walk เดินช้าลง เพื่อให้หัวใจเราเบาขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
SOMA ออกเมนูใหม่ หยิบรสชาติอาหารไทยที่คุ้นเคย มาเล่าให้สนุกขึ้นอีกครั้ง https://thestandard.co/life/soma-new-thai-menu/ Wed, 12 Aug 2026 04:42:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1241137 ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง

หลังจากชื่อของ SOMA (โส-มะ) เข้าไปอยู่ใน MICHELIN Guide […]

The post SOMA ออกเมนูใหม่ หยิบรสชาติอาหารไทยที่คุ้นเคย มาเล่าให้สนุกขึ้นอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง

หลังจากชื่อของ SOMA (โส-มะ) เข้าไปอยู่ใน MICHELIN Guide Thailand 2026 ได้ไม่นาน ร้านก็เดินหน้าต่อด้วยการเปิดเมนูชุดใหม่ และถ้าเคยมาก่อนหน้านี้ รอบนี้ยังมีความคุ้นเคยบางอย่างเหมือนเดิม เพียงแต่มีจานใหม่เข้ามาทำให้สนุกขึ้น

 

เพราะสำหรับที่นี่เมนูค่อยๆ เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบในแต่ละฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทีมครัวค้นพบระหว่างทาง รวมถึงเสียงตอบรับจากคนที่กลับมากินซ้ำ และการกลับมาของเมนูที่หลายคนเคยติดใจ เหมือนเป็นการเปิดบทใหม่ของร้านโดยยังเก็บเรื่องราวเดิมบางส่วนเอาไว้

 

สิ่งที่เห็นชัดขึ้นในเมนูครั้งนี้คือ ทีมครัวไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า จะทำอาหารไทยให้แปลกได้อย่างไร? แต่กลับไปทำอาหารที่ตัวเองรู้จักอยู่แล้ว ทั้งรสชาติในความทรงจำ สูตรอาหารในครอบครัว ไปจนถึงอาหารท้องถิ่น ก่อนค่อยหาวิธีเล่าใหม่ผ่านเทคนิคและมุมมองร่วมสมัย

 

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 1

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 2

 

เบื้องหลังทั้งหมดคือการทำงานร่วมกันของ เชฟชาลี กาเดอร์ จาก Wana Yook, เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ จาก Samuay & Sons และ เชฟภาคย์ ยะมู เฮดเชฟประจำครัว ที่ช่วยกันถ่ายทอด

 

จึงมีทั้งจานที่มาจากความทรงจำในบ้าน อาหารไทย-จีนที่หลายคนโตมากับมัน และอาหารพื้นถิ่นจากหลายภูมิภาค แต่ทั้งหมดถูกเล่าด้วยภาษาของ SOMA เหมือนเดิม หน้าตาอาจเปลี่ยนไป วิธีปรุงอาจใหม่ขึ้น แต่รสชาติยังมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย

 

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 3

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 4

 

The Vibe

 

ถ้าใครเคยมา SOMA ก็จะรู้ว่าร้านซ่อนตัวอยู่ชั้น 1 ของตึก Siam Pathumwan House แต่ทันทีที่เดินเข้ามา บรรยากาศด้านในกลับตัดจากความวุ่นวายของสยามไปพอสมควร

 

บรรยากาศถูกวางให้มีความรู้สึกกึ่งร้านอาหารกึ่งแกลเลอรี งานศิลปะจากคอลเล็กชันของเจ้าของร้านกระจายอยู่รอบห้องโดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงของตกแต่ง แต่ทำให้ระหว่างมื้อมีรายละเอียดให้สายตาได้หยุดมองเป็นระยะ ขณะที่ครัวเปิดอีกด้านหนึ่งทำให้เรายังเห็นจังหวะการทำงานของทีมเชฟอยู่ตลอด

 

มู้ดโดยรวมจึงไม่ได้เป็นร้านไฟน์ไดนิงที่ต้องนั่งตัวตรงตลอดมื้อ มีความเรียบง่ายและจริงจังกับอาหาร แต่บรรยากาศยังผ่อนคลายพอให้มากับเพื่อน สั่งหลายจานแบ่งกัน หรือเปิดไวน์สักขวดแล้วค่อยๆ กินไปเรื่อยๆ ได้

 

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 5

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 6

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 7

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 8

 

The Taste

 

สิ่งที่เราชอบในเมนูรอบนี้คือ หลายจานยังคงรักษารสชาติเดิมไว้ ถึงหน้าตาและวิธีปรุงจะเปลี่ยนไปก็ตาม

 

จานแรกเริ่มจากจานเรียกน้ำย่อย ทองม้วนปูผัดผงกะหรี่ (240 บาท) จานนี้เห็นหน้าตาเหมือนของกินเล่นคำเล็กๆ แต่พอกัดแล้วรสค่อนข้างครบ ทองม้วนบางกรอบมีกลิ่นกะทิและเครื่องแกง ก่อนตามด้วยเนื้อปูนุ่มหวานกับรสผงกะหรี่ที่หอมมันพอดี 


หลนเต้าเจี้ยวกับเนื้อดิบรมควัน (320 บาท) ความสนุกของจานนี้อยู่ที่การจับสองรสที่ดูคนละทางมาอยู่ด้วยกัน ฝั่งหนึ่งคือเนื้อรมควันเย็นที่มีกลิ่นสโมกบางๆ อีกฝั่งคือหลนเต้าเจี้ยวที่มีความมันนวลจากกะทิและกลิ่นสมุนไพร เมื่อตักกินพร้อมกันจะได้ทั้งเค็ม มัน หอมควัน โดยไม่มีองค์ประกอบไหนขึ้นมาข่ม

 

ก่อนเริ่มเข้าจานหลัก แนะนำให้ลองสั่ง ส้าปลาดิบ (350 บาท) จานนี้เปิดมาค่อนข้างสดและคลีนจากซิตรัส ก่อนตามมาด้วยกลิ่นพริกลาบและเครื่องเทศเหนือ ไม่ใช่จานที่เผ็ดจัดจ้าน ยังมีความหอมที่รสหวานและเนื้อปลานุ่ม ทำให้กินแล้วรู้สึกเหมือน Crudo ที่มีบุคลิกของอาหารเหนือ

 

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 9

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 10

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 11

 

ยำบูดูกุ้งแม่น้ำย่าง (850 บาท) กุ้งแม่น้ำย่างจานนี้มีทั้งความหวานและกลิ่นไหม้อ่อนๆ แต่จุดที่ทำให้จานมีบุคลิกคือน้ำยำบูดู ซึ่งให้ทั้งความเค็ม อูมามิแบบอาหารใต้ เป็นจานรสจัด แต่ไม่ได้มีเพียงความเผ็ดนำอย่างเดียว

 

จานนี้ตรงไปตรงมาและน่าจะเป็นหนึ่งในจานที่กินกับข้าวได้ดีมาก ผัดไหลบัวหมูกรอบ (300 บาท) ไหลบัวยังคงความกรอบสดแม้ผัดด้วยไฟแรง ตัดกับหมูกรอบที่ทั้งมันและแน่นกว่า ก่อนทั้งหมดจะถูกเคลือบด้วยซอสเต้าหู้ยี้รสเข้ม ให้ความเค็มหมักและกลมกล่อม

 

กินไปสักพัก จานหลักก็เริ่มมาเสิร์ฟ แกงส้มแป๊ะซะปลากะพง (770 บาท) นี่น่าจะเป็นจานที่อธิบายวิธีคิดของ SOMA ได้ชัดที่สุด เปรี้ยวสดชื่น มีความเข้มข้นแต่ไม่หนัก ก่อนจะตัดกับปลากะพงที่ Oil Poach จนเนื้อชุ่มและนุ่มกว่าปลาในแกงส้มที่เราคุ้นเคย ไข่ปลาแซลมอนทำหน้าที่เติมรสเค็มอูมามิเล็กๆ เป็นระยะ ขณะที่ผักทอดกรอบช่วยเพิ่มความกรุบกรอบ

 

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 12

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 13

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 14

 

กุ้งแม่น้ำผัดพริกขี้หนู (800 บาท) จานนี้รสชัดขึ้นมาทันที กุ้งแม่น้ำเนื้อแน่นหวานถูกผัดไฟแรงกับพริกขี้หนู กระเทียม พริกไทยสด และใบมะกรูด จนกลิ่นหอมลอยมาก่อนคำแรก ความเผ็ดมาแบบตรงไปตรงมา แต่มีทั้งความหอมซ่าๆ ของพริกไทยสดและกลิ่นสดชื่นจากใบมะกรูดคอยพยุง ทำให้ไม่ได้เผ็ดอย่างเดียว เป็นจานที่กินกับข้าวแล้วลงตัวมาก และสะท้อนรสอาหารไทยแบบคุ้นเคยได้ชัด โดยไม่ต้องตีความซับซ้อนเกินไป


อีกจานที่ต้องสั่ง เนื้อสวรรค์ทอด (450 บาท) เนื้อหมักทอดจนด้านนอกแห้งกรอบกำลังดี ขณะที่ข้างในยังมีความนุ่มและรสเค็มหวานแบบเนื้อสวรรค์ที่คุ้นเคย ทีเด็ดอยู่ที่กระเทียมขมิ้นทอดซึ่งช่วยเติมทั้งความหอมและกลิ่นเครื่องเทศบางๆ ทำให้จานนี้มีมิติมากกว่าเนื้อทอดธรรมดา จะกินเล่นก็เพลิน หรือสั่งมากินกับข้าวก็เข้ากันดี

 

จานนี้เราค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ แกงกะหรี่ปลาย่าง (850 บาท) แกงกะหรี่จานนี้ยังมีความหอมอุ่นและความกลมกล่อมของเครื่องเทศเป็นแกนหลัก แต่ SOMA เปลี่ยนจากเนื้อวัวหรือไก่ที่เราคุ้นเคยมาใช้ปลาจะละเม็ดย่าง เนื้อปลาหวานและกลิ่นย่างช่วยให้แกงมีน้ำหนักขึ้นโดยไม่หนักจนเกินไป ก่อนปิดท้ายด้วยกลิ่นหอมและรสเปรี้ยวสดชื่นของน้ำส้มซ่า ซึ่งช่วยตัดความมันของแกงและทำให้คำต่อไปยังรู้สึกอยากกินต่อ

 

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 15

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 16

ภาพเมนูอาหารไทยใหม่จากร้าน SOMA ที่นำเสนออาหารคุ้นเคยในรูปแบบไฟน์ไดนิง 17

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของ SOMA ที่เคยแวะมากินอยู่แล้ว หรือยังไม่เคยลองมาก่อน ยิ่งช่วงนี้ร้านเพิ่งเปิดตัวเมนูใหม่ก็นับเป็นจังหวะที่เหมาะจะกลับมาอีกครั้ง หรือเป็นมื้อแรกเพื่อทำความรู้จักร้านผ่านทั้งจานเดิมที่ยังอยู่และเมนูใหม่ที่เข้ามาเติมให้ประสบการณ์สนุกขึ้นกว่าเดิม

 

SOMA (โส-มะ)

Location: ชั้น 1 ตึก Siam Patumwan House

Open: เปิดทุกวัน มื้อเที่ยงเวลา 11.00-16.00 น. และมื้อเย็นเวลา 17.00-23.00 น.

Contact: SOMA Bangkok 

Parking: มีที่จอดรถในตึก
Budget: ราคา 1,000-3,000 บาทต่อคน

 


 

The post SOMA ออกเมนูใหม่ หยิบรสชาติอาหารไทยที่คุ้นเคย มาเล่าให้สนุกขึ้นอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 12-18 สิงหาคม 2569 https://thestandard.co/life/life-this-week-activities-august/ Wed, 12 Aug 2026 01:51:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1241003 ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ

เข้าสู่ช่วงสัปดาห์พิเศษที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น เพราะมี […]

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 12-18 สิงหาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ

เข้าสู่ช่วงสัปดาห์พิเศษที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น เพราะมีวันสำคัญอย่าง ‘วันแม่แห่งชาติ’ เชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงเตรียมเคลียร์คิวล่วงหน้าเพื่อจะได้ใช้เวลาไปกับครอบครัว พาคุณแม่ไปกินข้าวมื้ออร่อย หรือบางคนอาจจะถือโอกาสนี้หยุดพักผ่อนยาวๆ ปักหลักชาร์จแบตอยู่ในเมืองและช่วงเวลาดีๆ แบบนี้แหละ ที่เหมาะกับการพาตัวเองและคนที่บ้านออกไปสโลว์ดาวน์และเอ็นจอยไวบ์ใหม่ๆ กัน

 

 
 

LIFE This Week ในสัปดาห์นี้เลยมัดรวมกิจกรรมดีๆ มาให้แบบจัดเต็ม เริ่มต้นด้วยกิจกรรมฮีลใจฉลองวันแม่ แล้วไปเดือดกันต่อกับการแข่งขันระดับโลกอย่าง HYROX รวมถึงคอมมูนิตี้งานวิ่ง พิลาทิส นิทรรศการศิลปะแบบอิมเมอร์ซีฟ และตลาดนัดของคราฟต์ชิลๆ ในร่ม ปักหมุดพิกัดที่ชอบแล้วจูงมือคุณแม่ออกไปเที่ยวกันเลย

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 2

 

BYD HYROX BANGKOK 2026

 

กลับมาระเบิดความมันและความท้าทายระดับโลกอีกครั้ง! กับการแข่งขัน HYROX Bangkok สนามพิสูจน์ความแข็งแกร่ง อึด วินัย และหัวใจของเหล่าสายฟิต สำหรับใครที่มีรายชื่อลงสนามแข่งขัน LIFE ขอร่วมส่งกำลังใจให้ทุกคนเข้าเส้นชัยและทุบสถิติของตัวเองได้สำเร็จ!

 

ส่วนใครที่ไม่ได้ลงแข่งก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะเราสามารถซื้อตั๋วเข้าชมเพื่อเข้าไปสัมผัสบรรยากาศความตื่นเต้นระดับไฮเอ็นเนอร์จี พร้อมร่วมส่งเสียงเชียร์ติดขอบสนามให้เหล่านักกีฬาข้ามผ่านขีดจำกัดไปด้วยกัน!

 

ตารางปล่อยตัวการแข่งขัน (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569

  • 08.00-09.10 น. HYROX DOUBLES WOMEN OPEN
  • 09.20-10.20 น. HYROX WOMEN OPEN (INCL. WOMEN ADAPTIVE)
  • 11.00-13.20 น. HYROX DOUBLES MEN OPEN
  • 13.40-16.50 น. HYROX MEN OPEN (INCL. MEN ADAPTIVE)
  • 17.20-18.30 น. HYROX DOUBLES MIXED

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569

  • 08.00-4.50 น. HYROX MEN OPEN (INCL. MEN ADAPTIVE)
  • 15.30-20.10 น. HYROX DOUBLES WOMEN OPEN

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2569

  • 08.00-12.50 น. HYROX DOUBLES MIXED
  • 13.20-16.20 น. HYROX WOMEN (INCL. WOMEN ADAPTIVE)
  • 17.00-17.30 น. HYROX RELAY MEN
  • 17.50-18.50 น. HYROX RELAY MIXED
  • 19.10-20.00 น. HYROX RELAY WOMEN

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2569

  • 08.00-12.30 น. HYROX DOUBLES MEN OPEN
  • 13.00-13.10 น. HYROX DOUBLES WOMEN PRO
  • 13.20-13.30 น. HYROX WOMEN PRO
  • 14.10-14.30 น. HYROX DOUBLES MEN PRO
  • 14.40-15.00 น. HYROX MEN PRO 

Time: เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

When: วันที่ 13-16 สิงหาคม 2569

Where: Exhibition Hall 1-4 ชั้น G, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

Admission: บัตรเข้าชม 400 บาทต่อวัน

Ticket: https://hyroxthailand.com/th/

More Info: HYROX Thailand

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 3

 

HYROX ROOFTOP COOL-DOWN

 

ใครที่กำลังมองหาพื้นที่ฟื้นฟูร่างกายแบบด่วนสุด ลองมาที่ ‘Ice House Rooftop Baths’ เลย ยิ่งช่วงนี้ เขามีสเปเชียลเรตให้ชาว HYROX ด้วย ใครได้แชมป์โพเดียมคือเดินเข้าฟรีได้เลย ส่วน Finisher หรือนักวิ่งที่ลงแข่งก็มีส่วนลดให้ด้วย ลงอ่างแช่ไอซ์บาธ เข้าห้องซาวน่า แช่บ่อน้ำร้อนแมกนีเซียม หรือถ้ายังเมื่อยอยู่ก็มีบริการนวดจาก Amalaki Spa ให้จองเพิ่มได้ เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาพอดีกับการผ่อนคลายร่างกายหลังลงสมรภูมิ HYROX จริงๆ

 

Time: เวลา 09.00-22.00 น.

When: วันที่ 13-17 สิงหาคม 2569

Where: Ice House Rooftop Baths, ชั้น 6 The Fig Lobby Hotel

More Info: ICE HOUSE

 
ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 4

 

RE:TURN MARKET

 

ช่วงนี้ฝนตกบ่อยต้องคอยมานั่งลุ้นสภาพอากาศอยู่เสมอ ลองเปลี่ยนมู้ดมาเดินเล่นตลาดนัดใต้ดินฆ่าเวลากันสักหน่อยกับ ‘RE:TURN MARKET’ ตลาดนัดมือสองสไตล์ Underground ที่มัดรวมไอเทมเด็ดไว้ให้คุ้ยกันเพลินๆ แบบจัดเต็ม ตั้งแต่เสื้อผ้าวินเทจไปจนถึงของใช้ไลฟ์สไตล์ งานนี้ตอบโจทย์สายสับสายรื้อสุดๆ เพราะได้เดินชอปปิงหลบฝนแบบชิลๆ แถมบรรยากาศยังได้ฟีลความดิบความเท่ไปอีกแบบ  ใครชอบออกตามหาแรร์ไอเทมหรือหลงใหลในเสน่ห์ของของมือสอง ปักหมุดที่นี่ไว้ได้เลย

 

Time: เวลา 11.00-21.00 น.

When: วันที่ 14-16 สิงหาคม 2569

Where: KRUNGTHEP PLAYGROUND, MRT กำแพงเพชร

More Info: ROOKIE

 
ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 5

 

Whisper of the Underwater World Vol.5

 

หนีความวุ่นวายไปรีชาร์จเอนเนอร์จีใต้ท้องทะเลกัน กับงาน ‘Whisper of the Underwater World Vol.5’ ที่ยก Elastic Pilates มาไว้กลางอควาเรียม SEA LIFE Bangkok Ocean World งานนี้จะพาทุกคนกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง และโฟลว์ร่างกายด้วย Pilates Ring เพื่อปรับบาลานซ์ไปพร้อมๆ กัน แถมยังมีไฮไลต์สำคัญอย่าง Sound Healing ให้ได้ดื่มด่ำไปกับคลื่นเสียงบำบัดผ่านหูฟังที่จะพาไปผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจแบบขั้นสุด

 

และความพิเศษคือไม่ต้องแบกอุปกรณ์มาเองให้เหนื่อย เพราะเขาเตรียมไว้ให้ครบหมดทั้ง Pilates Mat, Pilates Ring และ Headphones 

 

Time: เวลา 06.30-08.30 น.

When: วันที่ 16 สิงหาคม 2569

Where: SEA LIFE Bangkok Ocean World, Siam Paragon

Dress Code: ม่วง, ฟ้า, ชมพู

More Info: kaewpilates

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 6

 

theCOMMONS Wholesome Festival: Wholesome Kindness (Be Kind)

 

สุดสัปดาห์นี้ใครหาแพลนชิลๆ สำหรับเติมเต็มเอนเนอร์จีดีๆ ให้ตัวเองต้องมาที่ ‘theCOMMONS Wholesome Festival: Wholesome Kindness’ วีคนี้เขามาในคอนเซปต์ ‘Be Kind’ ที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับแบรนด์โลคัลที่ใส่ใจโลก 

 

ซึ่งได้ขนกิจกรรมคราฟต์ๆ น่ารักๆ มาให้ทำเพียบตลอดทั้งเสาร์-อาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • Create Your Own Local Bouquet (11.00 – 18.00 น.): จัดช่อดอกไม้สไตล์โลคัลจากดอกไม้ ผัก และสมุนไพรตามฤดูกาล
  • RIN with All Kinds (12.00 น. และ 14.00 น.): Omakase เครื่องดื่มและของทานเล่น 5 คอร์สวัตถุดิบไทย 
  • Tasting Workshop with kintaam (13.00, 15.00, 17.00 น.): เทสติ้งรสชาติเกลือสินเธาว์จากน่าน คู่กับคุกกี้และไอศกรีม
  • Defect Sales Corner: ช้อปปิ้งสินค้าตัวอย่าง ของใช้ และแฟชั่นมือสองคุณภาพดีจาก All Kinds Family & Friends

 

ใครอยากใช้วันหยุดแบบฮีลใจ ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ แถมยังพาน้องหมาน้องแมวมาเดินเล่นได้ด้วย สัปดาห์นี้แวะไปได้เลย!

 

Time: ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

When: วันที่ 15-16 สิงหาคม 2569

Where: เดอะคอมมอนส์ คลาวด์ อีเลฟเว่น (BTS ปุณณวิถี)

More Info: thecommonscloud11

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 7

 

SWING THROUGH TIME

 

ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ถ้าใครยังว่างอยู่ แล้วอยากเสพมู้ดความคลาสสิก ต้องมาออกสเต็ปเต้นรำกันที่งาน ‘SWING THROUGH TIME’ เลย เพราะเขาเนรมิตอาคารลุมพินีสถาน ฟลอร์เต้นรำระดับตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาเกือบ 90 ปี ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในบรรยากาศ Ballroom ยุค 1930s

 

งานนี้จัดเต็มทั้งฟลอร์ แสง สี เสียง และแอร์เย็นฉ่ำ และฟังเพลงสวิงแจ๊สสดจากวง The Stumblrs และวงดนตรีในตำนานอย่างสุนทราภรณ์ ส่วนใครที่เต้นไม่เป็นก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะเขามี Open Class คอยสอนสเต็ปเบสิกสำหรับมือใหม่ให้เรียนปุ๊บแล้วออกลวดลายบนฟลอร์ได้เลยตั้งแต่ครั้งแรก

 

กำหนดการ

  • 17.00-17.30 น. เปิดฟลอร์อุ่นเครื่องกับ DJ จาก Sawasdee Swing
  • 17.30-18.00 น. เริ่มสเต็ปเต้นสวิงง่ายๆ กับ Rhythm Juice Bangkok
  • 18.00-18.30 น. ฟังดนตรีสดสุดคลาสสิกจากวงสุนทราภรณ์
  • 18.30-19.00 น. คลาสเต้นสวิงสำหรับมือใหม่ โดย The Hop Bangkok
  • 19.00-20.00 น. ออกลวดลายเต้นสวิงไปกับวงดนตรีสวิงแจ๊ส The Stumblrs

 

หากว่าพร้อมแล้ว เตรียมแต่งตัวให้เข้าธีมแล้วมาออกเสต็ปกันเลย!

 

Time: เวลา 17.00-20.00 น.

When: วันที่ 15 สิงหาคม 2569

Where: อาคารลุมพินีสถาน สวนลุมพินี

More Info: กองการสังคีต กรุงเทพมหานคร Music Division BKK

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 8

 

Golden x Husky Yoga

 

ใครเป็นทาสน้องหมาและกำลังมองหาพื้นที่ออกกำลังกายไปพร้อมๆ กับฮีลใจเบาๆ ลองแวะมาคลาส  Puppy Yoga ที่ Furapy เพราะในสัปดาห์นี้ทุกคนจะได้เล่นโยคะไปกับแก๊งน้องหมาสายพันธุ์ผสมโกลเด้นและฮัสกี้สุดคิวต์ ที่จะมาแจกความสดใสให้ใจฟูแบบคูณสอง โดยคลาสหนึ่งจะใช้เวลา 75 นาที แบ่งเป็นการทำโยคะเบสิกยืดเหยียดเบาๆ 40 นาที (มือใหม่ไม่มีพื้นฐานโยคะก็ทำได้สบายมาก) และอีก 35 นาทีเป็นช่วง Free Time ให้ลงไปคลุกคลี นั่งเล่น ปล่อยจอยกับน้องๆ สี่ขาแบบเต็มอิ่ม

 

Time: รอบที่ 1 เวลา 13.00-14.15 น. และรอบที่ 2 เวลา 15.15-16.30 น.

When: วันที่ 15 สิงหาคม 2569

Where: FURAPY – Puppy Yoga Bangkok (kitten & puppy studio), อุดมสุข, บางนา, กรุงเทพฯ

More Info: Furapy Bangkok

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 9

 

MORNING RUN

 

ใครที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการวิ่งหรืออยากลองเปิดใจหาเพื่อนใหม่ๆ แล้ววิ่งไปพร้อมๆ ต้องมา ‘Morning Run’ กับคอมมูนิตี้วิ่งที่เน้นเพซสบายๆ มือใหม่ก็วิ่งไปด้วยกันได้ ด้วยระยะทาง 3.2 กิโลเมตรกำลังดี ใครอยากได้เอนเนอร์จีดีๆ ให้ตัวเองในวันหยุด เตรียมหยิบรองเท้าคู่เก่งแล้วมาจอยกันแต่เช้าได้เลย

 

Time: เวลา 06.00-08.00 น.

When: วันที่ 16 สิงหาคม 2569

Where: SC3 Building, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

More Info: Run to the sun club

 
ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 10

 

ANAPANASATI

 

ท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบและเสียงแจ้งเตือนที่ไม่เคยหยุดพัก ถ้าเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ลองแวะมาถอดความเครียดออก แล้วกลับมาฟังเสียงลมหายใจตัวเอง กับงานนิทรรศการ Mindfulness Immersive ครั้งแรกในไทย ‘อานาปานสติ’ ที่ผสานทั้งศิลปะ แสง เสียง และเทคโนโลยี Immersive เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อพาเราออกเดินทางสำรวจจิตใจผ่าน 9 โซน (Zone 0 – Zone 8) ตั้งแต่ The Threshold, The Release, The Reflection, The Invocation, The Choice, The Stillness, The Vision, The Creation ไปจนถึง The Return

 

งานนี้ทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ด้วยการนำกุศโลบายและพิธีกรรมไทยที่คุ้นเคย เช่น การลอดท้องช้าง การอธิษฐาน และการนั่งสมาธิ มาถอดรหัสทางจิตวิทยาและดีไซน์ร่วมสมัย ผ่านการผนึกกำลังของ 5 ศิลปินและนักออกแบบชั้นนำของไทย อย่าง ภัณฑ์ธิรา ณิชยสุรีย์กุล, ปริณ วาณิภัทรางค์กุล, ศรัณญ อยู่คงดี, ธีรชัย ศุภเมธีกูลวัฒน์ และ ธนิษฐ์ วชิรปราการสกุล ผสมผสานแสง สี เสียงบำบัด และ Installation Art เพื่อเปลี่ยนเรื่อง ‘สติ’ ให้กลายเป็นสิ่งที่สัมผัสและฮีลใจได้จริง

 

ไฮไลต์ภายในงาน

  • 1st Mindfulness Immersive Exhibition: นิทรรศการเชิงประสาทสัมผัสที่พาสำรวจเรื่องสติผ่าน 9 โซนตระหนักรู้
  • Multi-Sensory Experience: ผสานศิลปะจัดวาง แสง เสียง และเทคโนโลยี ให้เข้าถึงการเยียวยาจิตใจได้ง่ายขึ้น
  • Modern Psychology & Thai Wisdom: ตีความกุศโลบายไทยเรื่องการปล่อยวางและการอยู่กับปัจจุบันในมุมมองจิตวิทยาร่วมสมัย

 

Time: เวลา 10.00-20.00 น.

When: วันที่ 13 สิงหาคม – 28 กันยายน 2569

Where: RCB Galleria 3 ชั้น 2, River City Bangkok

More Info: rivercitycontemporary

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 11

 

THE OLD GATE MARKET 

 

ใครหลงใหลในเสน่ห์ของย่านทรงวาดและชื่นชอบของแฮนด์คราฟต์ ต้องมาเดินทอดน่องกันที่งาน ‘THE OLD GATE MARKET’ มาร์เก็ตสุดคูล ที่รวบรวมไอเทมเก๋ๆ มาให้เลือกช้อปกันแบบจุใจ มีตั้งแต่ของวินเทจหายาก งานแฮนด์เมดน่ารักๆ ดีไซน์เก๋จากโลคัลแบรนด์ ไปจนถึงชิ้นงานอัปไซเคิลที่มีชิ้นเดียวในโลก วันหยุดยาวนี้ใครมีแพลนพาคุณแม่ไปทัวร์กินของอร่อยแถวทรงวาด ลองแวะมาเดินย่อยและหาของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันได้เลย

 

Time: เวลา 10.00-20.00 น.

When: วันที่ 18-31 สิงหาคม 2569

Where: ประตู 100 ปี ทรงวาด โกดังริมน้ำ (ตรงข้าม Adidas ทรงวาด)

More Info: Outdoor Bkk time

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 12

 

MyScape Pulse: Experimental Exhibition

 

ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ อุ่นเครื่องเตรียมเผยโฉม “MyScape” พื้นที่ใหม่แห่งย่านศรีนครินทร์ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2569 ผ่านนิทรรศการทดลองสุดว้าวที่นำแนวคิด Feel the Beat of the New Ecosystem มาตีความผ่านจังหวะชีวิตในหลากหลายมิติ ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถมองเห็น สัมผัส และมีส่วนร่วมได้ โดยร่วมมือกับ DUCTSTORE the design guru รังสรรค์ 4 HIGHLIGHT EXPERIMENTAL ZONES ให้ทุกคนได้ Explore, Interact & Feel

 

  • THE CURATORS: ปลดล็อกตัวตนผ่าน Immersive Installation Art ที่ผสาน Visual, Lighting & Sound Design ไว้อย่างกลมกลืน พร้อมสนุกกับการวิเคราะห์ตัวตนที่จัดกลุ่มผู้เข้าชมออกเป็น 9 ไลฟ์สไตล์ เพื่อเสพแสง สี เสียง ที่ถูก Curate มาเพื่อสะท้อนตัวตนของคุณโดยเฉพาะ
  • THE MOVERS: ผสานแฟชั่นและพลังการเคลื่อนไหวผ่าน Interactive Motion เปลี่ยนทุกการขยับร่างกายและกิจกรรม Outdoor ให้กลายเป็นงาน Visual Art พร้อมแปลงพฤติกรรมเป็น Data สุดคูลในบรรยากาศสไตล์สปอร์ตแฟชั่น
  • THE CONNECTORS: เชื่อมโยงจังหวะชีวิต ดนตรี และคอมมูนิตี้ ร่วมสร้างสรรค์ผลงานผ่านเสียงดนตรีผ่านเทคนิค Projection Mapping ที่ตอบสนองจากตัวคุณ สร้างมิติใหม่ของการแฮงก์เอาต์ร่วมกับผู้คนต่างสไตล์
  • THE RESETTERS: สเปซปลอบประโลมจิตใจ ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก เพื่อกลับมารีเซ็ตสภาวะอารมณ์และฟื้นฟูพลังชีวิต ฮีลใจผ่านประสาทสัมผัสแบบ Slow Living และการฝึกลมหายใจเข้าลึกๆ (Mindful Breathing)

 

Time: เวลา 12.00-20.00 น

When: วันนี้ – 16 สิงหาคม 2569

Where: ชั้น 1 Creative Space, มันมัน ศรีนครินทร์, ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

More Info: Seacon Square

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 13

 

20 Years of Artistic Journey

 

‘20 Years of Artistic Journey’ นิทรรศการเดี่ยวของ ‘กรีฑา พรมโว’ หรือที่รู้จักกันในนามศิลปิน Chang of Art ภายในงานได้รวบรวมผลงานกว่า 80 ชิ้น ในช่วงตลอด 20 ปีในวงการศิลปะ มาให้ทุกคนได้เดินดูกันแบบจุใจ ไฮไลต์คือลายเส้นสไตล์ Doodle ที่ถูกจับมามิกซ์กับความ Surrealism และ Pop Art ที่หยิบเอาเรื่องความเชื่อเดิมมาเล่าใหม่ 

 

นอกจากภาพวาดบนผ้าใบแล้ว ยังมีโซน Functional Art เท่ๆ ที่เอาศิลปะมาผสานกับไลฟ์สไตล์ให้ดูด้วย ทั้งกีตาร์ไฟฟ้าแบบ One of One ที่เล่นดนตรีได้จริง, รถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่เพ้นต์ลายด้วยมือทั้งคัน ไปจนถึงประติมากรรมคาแรกเตอร์ Mr. Mee Hey และหัวหมาป่านักษัตร

 

Time: เปิดทุกวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

When: ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2569

Where: ห้องนิทรรศการหมุนเวียน 1-2 ชั้น G, MOCA BANGKOK 

More Info: mocabangkok

 

ภาพรวมกิจกรรมน่าสนใจประจำสัปดาห์สำหรับวันแม่และครอบครัว เช่น HYROX พิลาทิส และงานศิลปะ 14

 

NEW RETROTECH SERIES: Player You

 

ก้าวข้ามมิติสู่โลกดิจิทัลสุดล้ำกับผลงานต่อยอดจาก RETROTECH SERIES: ***tape) นิทรรศการอินเทอร์แอ็กทีฟมีเดียอาร์ตที่จะพาตัวคุณในเวอร์ชันพิกเซลหลุดเข้าไปผจญภัยในหลากหลายภูมิทัศน์ดิจิทัล ย้อนรำลึกถึงเสน่ห์และความตื่นเต้นของการสวมบทบาทเป็นตัวละครบนหน้าจอในยุคเครื่องเล่นวิดีโอเกมแรกเริ่ม

 

ผ่านเทคโนโลยีสุดทันสมัย ตัวนิทรรศการจะสร้างอวตารจำลองรูปลักษณ์ เสื้อผ้า และสไตล์ของคุณ ณ ขณะนั้นขึ้นมาในทันที ก่อนพาคุณออกเดินทางท่องข้ามมิติทั่วทั้งพื้นที่ สัมผัสการตีความตัวตนของคุณในรูปแบบใหม่ๆ ท่ามกลางความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัด พร้อมออกสำรวจร่วมกับผู้เล่นคนอื่นๆ บนหน้าจอขนาดใหญ่

 

Time: เวลา 14.00-20.00 น.

When: เปิดให้เข้าชมแล้ววันนี้ ทุกวันศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์

Where: bit.studio gallery ชั้น 3, โครงการ Slowcombo

Admission:

  • ผู้ใหญ่: 450 บาท
  • นักเรียน/นักศึกษา: 200 บาท
  • เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี: เข้าชมฟรี (ต้องมีผู้ปกครองดูแล)

Ticket: https://ticket.bit.studio/

More Info: bit.studio

The post LIFE This Week สิ่งน่าทำที่เราอยากชวนคุณออกไปลองสัปดาห์นี้ 12-18 สิงหาคม 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Pre-Race Party’ Celebrate Your HYROX Commitment: มากกว่าเส้นชัย คือการเฉลิมฉลองให้ ‘ตัวเอง’ https://thestandard.co/life/hyrox-pre-race-party-commitment/ Tue, 11 Aug 2026 14:10:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1240890

เพราะเส้นชัยของ HYROX อาจไม่ได้วัดกันแค่ที่กิโลเมตรสุดท […]

The post ‘Pre-Race Party’ Celebrate Your HYROX Commitment: มากกว่าเส้นชัย คือการเฉลิมฉลองให้ ‘ตัวเอง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพราะเส้นชัยของ HYROX อาจไม่ได้วัดกันแค่ที่กิโลเมตรสุดท้ายบนแทร็ก แต่มันคือทุกๆ วันก่อนหน้านั้น…วันที่เราเลือกตื่นเช้ามาซ้อมวิ่ง วันที่เราเลือกอาหารทุกมื้ออย่างพิถีพิถัน และวันที่เราเลือกจะรักษาคำสัญญาเล็กๆ ที่ให้ไว้กับตัวเอง

 

 
 

แนวคิดเรื่องการเคารพ Commitment ในทุกๆ วัน คือสิ่งที่ AP, THE STANDARD LIFE และ CUBIC สัมผัสได้ และตั้งใจถ่ายทอดออกมาผ่านงาน ‘Pre-Race Party’ Celebrate Your HYROX Commitment Brought to you by AP ที่เนรมิตสเปซของ CUBIC MOCHIT ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการหยุดพัก ทบทวน และเติมเต็มพลังงานให้ทั้งกายและใจ ก่อนที่ทุกคนจะก้าวเข้าสู่สนามแข่งจริง

 

บรรยากาศตลอดทั้งงานถูกร้อยเรียงผ่าน 4 ประสบการณ์ที่หลอมรวมเรื่องราว จุดเริ่มต้น และคอมมูนิตี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 

CELEBRATE DAY ONE

 

เริ่มต้นเช้าวันกิจกรรมด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นและเป็นกันเองด้วยการบันทึกความทรงจำผ่านการถ่ายภาพโพลารอยด์ ก่อนนำไปปักไว้บน Reflection Board ที่ชวนให้เราทบทวนถึง ‘My Day One’ เหตุผลแรกที่ทำให้เราเลือกก้าวออกมาดูแลตัวเอง และอะไรคือสิ่งที่พาเราเดินทางมาไกลจนถึงวันนี้

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 1

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 2

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 3

 

เพิ่มกิมมิกความสนุกด้วยการเลือกติด Tattoo ดีไซน์เท่ๆ เป็นสัญลักษณ์ตอกย้ำ Commitment ที่เรามีต่อตัวเอง

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 4

 

ก่อนเติมความสดชื่นด้วยกาแฟคราฟต์และเครื่องดื่มเย็นฉ่ำจาก Two Thunder Coffee Roasters ที่เปิดให้ทุกคนเลือกเมนูจาก ‘ความรู้สึก’ หรือพลังงานที่อยากเปิดรับในเช้านี้ คลอไปกับเสียงดนตรีจาก Live DJ ที่คอยสร้างไวบ์ Pre-Performance ช่วยปลุกทั้งพลังกายใจให้พร้อมรับความสนุกและพลังบวกตลอดทั้งงาน

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 5

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 6

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 7

 

CELEBRATE WITH COMMUNITY

 

บรรยากาศยามเช้าอบอุ่นขึ้นอีกขั้นเมื่อคอมมูนิตี้ของผู้คนที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกันมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า ก่อนที่วงสนทนาจะเริ่มต้นขึ้น

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 8

 

บอย-กิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงาน Corporate and Digital Marketing จาก AP Thailand ได้ร่วมกล่าวต้อนรับและแบ่งปันแนวคิดเบื้องหลังกิจกรรมว่า สำหรับ AP แล้ว ชีวิตดีๆ เกิดจากการที่เราเข้าใจตัวเอง และเลือกที่จะไม่ยอมแพ้(ใจ)ตัวเอง ผ่านการตัดสินใจเล็กๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่องในทุกวัน 

 

งานนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อชวนทุกคนพักจากการเตรียมตัวสักครู่ แล้วกลับมาเฉลิมฉลองให้ทุกความตั้งใจก่อนวันแข่งขัน

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 9

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 10

 

จากนั้นจึงส่งไม้ต่อให้กับโค้ช Caroline จาก CUBIC ผู้ผ่านสนาม HYROX มาแล้วถึง 5 ครั้ง และคว้าตำแหน่งบนโพเดียมมาถึง 3 ครั้ง ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์และทิปส์ดีๆ ที่จะช่วยให้ผู้เข้าแข่งขันสนุกกับเรซได้ตั้งแต่ต้นจนจบ  

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 11

 

เรียกว่าเป็นอีกโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อเหล่าผู้เข้าแข่งขัน แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ถาม-ตอบข้อสงสัยกับโค้ชอย่างเป็นกันเอง ช่วยปลดล็อกความกังวล เปลี่ยนความตื่นเต้นให้กลายเป็นความพร้อม พร้อมเติมเต็มพลังใจให้ทุกคนก้าวออกไปลงสนามจริงด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 12

 

CELEBRATE THE MOVEMENT

 

หลังฟังทิปส์และเคล็ดลับสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากโค้ชกันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทุกคนจะได้ลงสนามมา ‘ลองของจริง’ เพื่อฉลองการเตรียมพร้อมในช่วง Tapering และปลุกพลังให้ร่างกายผ่าน Movement Session ภายใต้การดูแลและแนะนำอย่างใกล้ชิดจากทีมโค้ชมืออาชีพ

 

สตาร์ทความคึกคักด้วยการพาผู้เข้าร่วมงานออกไปวิ่งอุ่นเครื่อง เพิ่ม Heart Rate พลางรับลมยามเช้าบนชั้นดาดฟ้าของ CUBIC MOCHIT  ก่อนที่จะย้ายกลับเข้ามาลุยต่อกับเวิร์กเอาต์ที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 13

 

สำหรับรูปแบบการฝึกซ้อมในวันนี้จะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 สเตชัน ได้แก่ Run, Burpee to Plate, SkiErg, RowErg, Farmers Carry, Bike, Dumbbell Thrusters และ Forward Lunges ซึ่งแต่ละท่าล้วนเป็น Basic Movement และ Skill สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างทั้งความแข็งแกร่ง ความอึด (Endurance) และการกระจายแรงที่ต้องใช้ในวันแข่งจริง

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 14

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 15

 

โดยทุกคนจะได้ลุยกันในรูปแบบของช่วงเวลาออกกำลังกายสเตชันละ 4 นาที พัก 1 นาที แล้วค่อยๆ หมุนเวียนเปลี่ยนสเตชันไปเรื่อยๆ จนครบ

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 16

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 17

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 18

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 19

 

บรรยากาศภายในยิมเต็มไปด้วยความคึกคักและสปิริตของผู้เข้าร่วม ที่พร้อมใจกันปล่อยพลังไปตามเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจตลอดเซสชัน

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 20

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 21

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 22

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 23

 

แม้จะเห็นแต่หยาดเหงื่อและสีหน้าที่ฟ้องถึงความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ตามมาเสมอคือรอยยิ้มของความภาคภูมิใจในตัวเอง เมื่อสามารถคอมพลีตเวิร์กเอาต์ตรงหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 24

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 25

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 26

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 27

 

ปิดท้ายช่วง Movement ด้วยการมอบ Badge ของที่ระลึก เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึง Commitment ที่มีต่อตัวเอง และ ‘RACE DAY PLAYLIST’ เพลงโปรดที่เคยช่วยเรียกพลังในวันซ้อมไว้เติมพลังใจให้ทุกคนในวันลงสนามจริง

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 28

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 29

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 30

 

CELEBRATE YOUR BODY & MIND

 

หลังจากได้เวิร์กเอาต์รีดเหงื่อกันไปเต็มที่ อะไรจะดีไปกว่าการพาตัวเองไปฟื้นฟูและเติมพลังกันต่อที่ Recovery Lounge ผ่านประสบการณ์ Ice Bath ที่นอกจากจะช่วยชะล้างความตึงเครียดของกล้ามเนื้อแล้ว ยังเรียกความสดชื่นกลับคืนมาได้อย่างทันตา

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 31

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 32

 

จากนั้นจึงขยับมามิงเกิ้ลพูดคุยและผ่อนคลายร่วมกันอย่างเป็นกันเอง พร้อมลิ้มลองเมนูอร่อยและเครื่องดื่มสุขภาพสุดพิเศษจาก Downtown by Fran’s ที่จัดเตรียมไว้เติมพลังให้ทุกคนอย่างอิ่มเอม กลายเป็นอีกหนึ่งสเปซที่เปิดโอกาสให้เหล่านักกีฬาได้พักผ่อน ชาร์จพลังกาย ชาร์จพลังใจ และขอบคุณตัวเองอย่างแท้จริงก่อนจะก้าวสู่ Race Day 

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 33

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 34

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 35

 

เพราะ AP เชื่อเสมอว่า “ชีวิตดีๆ เกิดจากทุกการตัดสินใจเล็กๆ ที่เราเลือกทำและรักษาไว้ในทุกวัน” งาน Pre-Race Party ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่จุดแวะพักก่อนลงสนาม แต่มันคือหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าผลลัพธ์บนแทร็กจะเป็นอย่างไร คุณได้คว้าชัยชนะตั้งแต่เลือกจะไม่ยอมแพ้ตัวเองในทุกๆ วันแล้ว

 

ภาพบรรยากาศงาน ‘Pre-Race Party’ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความมุ่งมั่นของนักกีฬา HYROX พร้อมกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ 36

The post ‘Pre-Race Party’ Celebrate Your HYROX Commitment: มากกว่าเส้นชัย คือการเฉลิมฉลองให้ ‘ตัวเอง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SALAA เวิ้งใหม่ซอยปรีดีฯ 15 รวมกาแฟ มัทฉะ ซาวโดวจ์ และงานดีไซน์กลิ่นอายช่างไว้ที่เดียว https://thestandard.co/life/salaa-pridi-15-craftsman-yard/ Tue, 11 Aug 2026 06:12:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1240708 ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ

ถ้ากำลังมองหาสเปซใหม่สำหรับนั่งจิบกาแฟ ดื่มมัทฉะ กินซาว […]

The post SALAA เวิ้งใหม่ซอยปรีดีฯ 15 รวมกาแฟ มัทฉะ ซาวโดวจ์ และงานดีไซน์กลิ่นอายช่างไว้ที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ

ถ้ากำลังมองหาสเปซใหม่สำหรับนั่งจิบกาแฟ ดื่มมัทฉะ กินซาวโดวจ์ หรือหามุมพักระหว่างวัน ลองมาซอยปรีดีพนมยงค์ 15 แล้วแวะมาที่ SALAA Craftsman Yard คอมมูนิตี้เปิดใหม่ที่รวมร้านหลากหลายคาแรกเตอร์เอาไว้ในเวิ้งเดียวกัน

 

ส่วนชื่อ SALAA เองมาจากคำว่า ‘สล่า’ (สะ-หล่า) ในภาษาเหนือที่หมายถึง ‘ช่างฝีมือ’ ซึ่งเป็นคำที่อธิบายตัวตนของพื้นที่นี้ได้ค่อนข้างตรง เพราะแทบทุกมุมเกิดจากคนที่มีงานคราฟต์ของตัวเอง ตั้งแต่งานออกแบบ กาแฟ มัทฉะ ไปจนถึงซาวโดวจ์

 

จุดเริ่มต้นของที่นี่มาจากเจ้าของ Blackbean Design & Construction บริษัทสถาปนิกและรับเหมาก่อสร้างที่ต้องการขยายออฟฟิศ พร้อมสร้างพื้นที่ทดลองไอเดียสนุกๆ ที่อาจไม่ได้มีโอกาสทำในโปรเจกต์ของลูกค้า ก่อนจะชวนพี่ชายและกลุ่มเพื่อนจากเชียงรายที่ถนัดกันคนละด้านเข้ามาเติมสีสันให้กับพื้นที่

 

นั่นจึงเกิดเป็นเวิ้งเล็กๆ ที่มี Blackbean อยู่บนชั้น 2 ส่วนด้านล่างมีทั้ง สล่ากาแฟ จาก Mui Coffee Bar สล่ามัทฉะ จาก My Mood Matcha และ สล่าขนมปัง จาก Anne de Pridi ที่มีจุดร่วมสำคัญคือคนเบื้องหลัง ทำให้แต่ละมุมล้วนมีสายสัมพันธ์และรากที่โยงกลับไปยังเชียงราย

 

ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 1ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 2ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 3

 

The Vibe

 

ก่อนจะกลายเป็น SALAA พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นร้านขายต้นไม้มาก่อน ทีมออกแบบจึงไม่ได้รื้อทุกอย่างแล้วสร้างขึ้นใหม่ เก็บกลิ่นอายแบบโรงเรือนไว้ แล้วเติมโครงสร้างใหม่ลงไป

 

หนึ่งในรายละเอียดที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้ว่าเป็นโครงเต็นท์งานวัดที่ทำเป็นหลังคาคล้ายโดม แล้วปิดทับด้วยไม้อัดและพ่นโฟมเพื่อช่วยลดความร้อนและซับเสียง รวมถึงการนำวัสดุธรรมดาอย่างสังกะสีเก่า ไม้อัด และของที่มีอยู่แล้วกลับมาตกแต่งพื้นที่

 

ภาพรวมจึงมีความเท่และไม่ปรุงแต่งจนเกินไป คล้ายแคมป์คนงานในต่างจังหวัด แต่ขณะเดียวกันก็ยังเห็นการออกแบบของคนทำงานดีไซน์ที่ซ่อนอยู่ในเรื่องสัดส่วนต่างๆ ทั้งแสง และการจัดวางพื้นที่

 

เสน่ห์อีกอย่างคือ แม้แต่ละร้านภายในพื้นที่จะมีคาแรกเตอร์ต่างกันชัดเจน แต่พื้นที่กลับเชื่อมถึงกันได้โดยไม่รู้สึกว่าร้านไหนกำลังแย่งซีนกัน เริ่มตั้งแต่โซนด้านหน้าที่วางโต๊ะและเก้าอี้แคมปิงกระจายอยู่ ก่อนเปิดประตูเข้าไปเจอกับสองเคาน์เตอร์ที่มีบุคลิกต่างกันวางอยู่ข้างๆ กัน

 

ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 4ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 5ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 6ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 7

 

ฝั่งหนึ่งคือ Mui Coffee Bar บาร์กาแฟไวบ์ดิบเท่ที่ชื่อ หมุย มาจากคำภาษาเหนือซึ่งหมายถึง ค้อน คาแรกเตอร์ของร้านจึงออกมาแมนๆ เรียบๆ

 

ข้างกันคือ My Mood Matcha บาร์มัทฉะสีชมพูที่เติมความเฟมินีนเข้ามาเบรกความแข็งของพื้นที่ ทำให้สองร้านที่ดูเหมือนจะอยู่คนละขั้วกลับวางอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

 

รอบเคาน์เตอร์ไม่ได้ถูกอัดแน่นด้วยโต๊ะ แต่เลือกกระจายเก้าอี้และมุมนั่งไปตามจุดต่างๆ พร้อมเปิดพื้นที่ให้แสงธรรมชาติและต้นไม้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ

 

เมื่อเดินลึกเข้าไปด้านหลังจะเจอกับห้องนั่งเล่นกึ่งเอาต์ดอร์ มีโซฟานุ่มๆ และโต๊ะปิงปองตั้งอยู่ตรงกลาง บางวันกลายเป็นโต๊ะประชุมของทีมสถาปนิก บางช่วงเป็นโต๊ะทำงานหรือโต๊ะนั่งชิล และเมื่อถึงเวลาพักก็กลับไปทำหน้าที่เป็นโต๊ะปิงปองได้เหมือนเดิม

 

ก่อนถึงห้องนั่งเล่น ทางขวามือยังมีห้องเล็กๆ ของ Anne de Pridi ร้านซาวโดวจ์โฮมเมดวางเรียงอยู่ จะซื้อกลับบ้านหรือถือออกไปนั่งกินตรงมุมไหนก็ย่อมได้

 

ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 8ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 9

 

The Taste

 

เดินสำรวจพื้นที่จนทั่วแล้ว ก็ได้เวลาหาของกินและเครื่องดื่มติดมือ เริ่มจาก Iced Latte (90 บาท) ของ Mui Coffee Bar ดื่มง่าย รสนุ่ม มีความนัวของนมกำลังดี เป็นแก้วที่เหมาะกับวันที่ไม่ได้อยากคิดเยอะ แค่อยากถือกาแฟสักแก้วแล้วหามุมนั่งทำงานต่อ

 

ส่วนสายมัทฉะ แนะนำให้ลอง ASATSUYU Matcha Latte (220 บาท) จาก My Mood Matcha ที่ใช้มัทฉะสายพันธุ์ Asatsuyu มาชงเป็นลาเต้ ให้ความสดชื่น อูมามิกลมกล่อม และจบด้วยรสสัมผัสที่ค่อนข้างใสสะอาด

 

ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 10ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 11

 

หรือถ้าอยากลองเมนูที่สนุกขึ้นอีกนิด ทางร้านยังมีเมนูพิเศษอย่าง VERY CHERRY MATCHA (220 บาท) ที่จับคู่มัทฉะอูจิเข้ากับซอสเชอร์รี และโฟมเชอร์รีด้านบน เป็นอีกแก้วที่ดื่มง่าย หวานกำลังดี

 

ส่วนของกินที่เราอยากชวนให้ลองเป็นพิเศษคือ Chiangmai My Love Sourdough (75 บาท/Slice) จาก Anne de Pridi ซาวโดวจ์ที่ไม่ได้มีดีแค่ชื่อไทยน่ารัก แต่ยังหยิบวัตถุดิบจากภาคเหนือหลายชนิดมาใช้ในขนมปังก้อนเดียวตั้งแต่ แซะแนะอาดื้อ ข้าวสีแดงมีปีกในภาษาอาข่า ที่ปลูกด้วยระบบไร่หมุนเวียนจากอ.แม่แจ่ม ไปจนถึง ข้าวแค็ล หรือข้าวปกาเกอะญอจากอ.กัลยาณิวัฒนา และงาม่อนเชียงรายตำมือ ตัวขนมปังอบมาหอม เปลือกด้านนอกกรอบ ข้างในยังนุ่มและมีเนื้อสัมผัสให้เคี้ยว จะกินเปล่าๆ หรือทาคู่กับเนยและแยมโฮมเมดก็เข้ากันดี

 

ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 12ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 13ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 14ภาพ SALAA Craftsman Yard เวิ้งใหม่ในซอยปรีดีพนมยงค์ 15 ที่รวมร้านกาแฟ บาร์มัทฉะ ร้านซาวโดวจ์ และสตูดิโอออกแบบ 15

 

Good for

 

ไม่ว่าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบความสโลว์ไลฟ์ หรือสายคาเฟ่ฮอปเปอร์ที่มองหาสเปซบรรยากาศเป็นกันเอง และ Sourdough Lovers ที่อยากมาลิ้มลองขนมปังคราฟต์จากวัตถุดิบเชียงใหม่ เวิ้งนี้ในซอยปรีดีฯ 15 ก็เป็นพิกัดใหม่ที่คุณสามารถแวะมานั่งพักผ่อน กินขนม จิบเครื่องดื่มได้เพลินๆ ตลอดทั้งวัน

 

SALAA Craftsman Yard

Location: ซอยปรีดีพนมยงค์ 15

Open: Mui Coffee Bar และ My Mood Matcha เปิดทุกวัน เวลา 07.30-16.30 น. / Anne de Pridi เปิดวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น.

Contact: SALAA BKK 

Parking: สามารถจอดรถได้ข้างร้าน
Budget: ราคา 100-400 บาทต่อคน

 

 

The post SALAA เวิ้งใหม่ซอยปรีดีฯ 15 รวมกาแฟ มัทฉะ ซาวโดวจ์ และงานดีไซน์กลิ่นอายช่างไว้ที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Adidas Adizero Dropset Pro รีวิวรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อ Hybrid Training https://thestandard.co/life/adidas-adizero-dropset-pro-review/ Tue, 11 Aug 2026 01:09:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1240566 รองเท้า Adidas Adizero Dropset Pro สำหรับ Hybrid Training

Adidas Adizero Dropset Pro รองเท้าที่บาลานซ์ระหว่างวิ่ง […]

The post Adidas Adizero Dropset Pro รีวิวรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อ Hybrid Training appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้า Adidas Adizero Dropset Pro สำหรับ Hybrid Training

Adidas Adizero Dropset Pro รองเท้าที่บาลานซ์ระหว่างวิ่งและเวท

 

 
 

ที่ผ่านมาเวลาเราจะต้องเลือกรองเท้าสักคู่เพื่อแข่ง HYROX หลายคนจะเลือกรองเท้าวิ่งหรือรองเท้าเทรนนิ่งที่เหมาะกับโปรแกรมซ้อมหรือกลยุทธ์วันแข่ง แต่ความจริงคือกีฬาประเภทนี้ต้องการคุณสมบัติของรองเท้าทั้งสองแบบในคู่เดียว เพราะตลอดการแข่งขัน นักกีฬาต้องวิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับ 8 สเตชั่นที่ใช้ทั้งพละกำลัง ความมั่นคง และการควบคุมการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ Sled Push, Sled Pull, Farmer’s Carry ไปจนถึง Lunge และ Wall Ball รวมวิ่ง 8 กิโลเมตร ที่ต้องอาศัยทั้งความอึดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

 

รองเท้า Adidas Adizero Dropset Pro สำหรับ Hybrid Training 1

 

ด้วยเหตุนี้ Adidas จึงพัฒนา Adizero Dropset Pro รองเท้าที่เกิดจากการผสาน DNA ของ Adizero รองเท้าวิ่งสายทำความเร็ว เข้ากับ Dropset รองเท้าสาย Strength Training เพื่อสร้างรองเท้าสำหรับกีฬา Hybrid โดยเฉพาะ โดยวาง position รองเท้าคู่นี้เป็นรองเท้าซ้อมที่ใส่ได้บ่อยครั้ง หรืออาจจะเป็นรองเท้าที่ใช้ในวันแข่งขันได้ด้วย ในกรณีของคนที่ชอบฟีลลิ่งของคู่นี้ เพราะหากเป็นตัวแข่งจะมีรุ่นพี่อย่าง Adizero Dropset Elite ซึ่งทางแบรนด์พัฒนาร่วมกับ Tim Wenisch แชมป์โลก HYROX

 

ดังนั้น Adizero Dropset Pro จึงถูกต่อยอดจากแนวคิดเดียวกัน แต่ปรับให้ตอบโจทย์นักกีฬาทุกระดับตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงโปรในสาย Hybrid Training

 

รองเท้า Adidas Adizero Dropset Pro สำหรับ Hybrid Training 2

 

เทคโนโลยีเด่นมีอะไรบ้าง?

 

  • Lightstrike Pro Foam โฟมตัวเดียวกับที่ใช้ในรองเท้าวิ่งตระกูล Adizero ช่วยรองรับแรงกระแทกและคืนพลังงาน ทำให้ช่วงวิ่งยังคงรู้สึกเบาและตอบสนองได้ดี
  • Energy Rods ช่วยให้การถ่ายน้ำหนักจากส้นสู่ปลายเท้าลื่นไหล พร้อมเพิ่มแรงส่งในทุกก้าว
  • Lighttraxion พื้นรองเท้าน้ำหนักเบาที่ช่วยลดน้ำหนักโดยไม่ลดประสิทธิภาพการยึดเกาะ
  • Continental™ Rubber เพิ่มความมั่นใจในการยึดเกาะทั้งบนพื้นแห้งและพื้นเปียก รวมถึงพื้นยางในโซน Functional Training
  • Adizero Sockliner แผ่นรองด้านในความหนาเพียง 2.6 มิลลิเมตร ช่วยให้เท้ารับรู้พื้นได้มากขึ้น (Ground Feel) เพื่อการควบคุมที่แม่นยำระหว่างการฝึก Strength และ Functional Movement

 
รองเท้า Adidas Adizero Dropset Pro สำหรับ Hybrid Training 3

 

รีวิวความรู้สึกหลังสวมใส่จริง

 

เราได้คู่นี้มาลองก่อนการแข่งขันในเดือนสิงหาคมปีนี้ไม่นาน จากที่ได้ลองใส่เข้า HYROX Sim 3 ครั้งพร้อมการวิ่ง สิ่งที่ชอบคือความสมดุลของรองเท้า ที่ใส่เข้าฐานแล้วมีความมั่นคงและเกาะพื้นได้ดี ในท่ายากๆ ที่รองเท้าวิ่งหลายคู่ความสามารถไปไม่ถึง เช่น Sled Push / Pull หรือ Lunge คู่นี้ใส่แล้วรอด ไม่โคลงเคลง ในขณะที่การเข้าเครื่องอย่าง Ski หรือ Row นั้นหายห่วง มั่นใจ

 

ส่วนการใส่วิ่ง ด้วยความที่รองเท้าไม่หนักจนเกินไปเลยไม่ค่อยเป็นภาระตอนวิ่งเวลาเราเหนื่อยๆ เพียงแต่แรงส่งหรือแรงเด้ง นุ่ม ไม่ได้มากเท่า Boston 13 หรือ Pro 4 เพื่อนร่วมค่ายที่หลายคนใส่ลงสนาม

 

รองเท้า Adidas Adizero Dropset Pro สำหรับ Hybrid Training 4

 

เหมาะกับใคร?

 

เราคิดว่า Adizero Dropset Pro ไม่ได้เหมาะแค่คนใส่ลง HYROX แต่ยังเหมาะกับการใส่เข้ายิม ยกเวท เล่นคลาส โดยเฉพาะสาย Functional training จะใช้ประโยชน์จากคู่นี้ได้คุ้มค่ามาก ถือเป็นรองเท้าที่มีติดตู้ไว้ จะได้หยิบมาใช้ตลอดปีแน่นอน แม้จะหมดช่วงฤดูกาล HYROX ไปแล้วก็ตาม

 

ส่วนราคาก็น่ารักเพราะ Adizero Dropset Pro ราคา 4,900 บาท มีสีใหม่ๆ ทยอยออกมาให้เลือกแล้ว

The post Adidas Adizero Dropset Pro รีวิวรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อ Hybrid Training appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคล็ดลับแต่งหน้าและเลือกแว่นตาวัย 40+ ให้สวยมั่นใจดูเด็กลง https://thestandard.co/life/40plus-beauty-makeup-glasses/ Mon, 10 Aug 2026 06:07:59 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1240261 ภาพผู้หญิงวัย 40+ สวมแว่นตาและแต่งหน้าอย่างสวยงาม

มีโมเมนต์หนึ่งที่คนวัย 40+ หลายคนน่าจะเข้าใจดี เมื่อวัน […]

The post เคล็ดลับแต่งหน้าและเลือกแว่นตาวัย 40+ ให้สวยมั่นใจดูเด็กลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้หญิงวัย 40+ สวมแว่นตาและแต่งหน้าอย่างสวยงาม

มีโมเมนต์หนึ่งที่คนวัย 40+ หลายคนน่าจะเข้าใจดี เมื่อวันหนึ่งตัวหนังสือบนมือถือที่เคยอ่านได้สบายๆ เริ่มดูเบลอ ต้องยืดแขนออกไปอีกนิด เมนูในร้านอาหารต้องขยับออกห่าง หรือแม้แต่ตอนแต่งหน้าที่เคยเขียนอายไลเนอร์และเก็บรายละเอียดได้ง่าย กลับต้องเพ่งมากกว่าเดิม นี่อาจเป็นสัญญาณของ Presbyopia หรือ “สายตายาวตามวัย” การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่มักเริ่มสังเกตได้ในช่วงวัย 40 เป็นต้นไป

 

 
 

แต่การมองใกล้ไม่ชัดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมแพ้เรื่องความสวยหรือเปลี่ยนสไตล์ให้ดูสูงวัยขึ้น ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่สนุกในการอัปเดต Beauty Toolkit ใหม่ ตั้งแต่แว่นที่กลายเป็นแฟชั่นไอเท็ม คอนแทคเลนส์สำหรับวันที่อยากโชว์เมกอัพ ไปจนถึงการปรับโต๊ะแต่งหน้าเล็กๆ ให้ตอบโจทย์ดวงตาในวัยนี้มากขึ้น

 

ทำไมพอเข้า 40 แล้ว อยู่ๆ ถึงอ่านตัวหนังสือใกล้ๆ ไม่ชัด?

 

Presbyopia แตกต่างจากสายตายาวทั่วไป เพราะสัมพันธ์กับอายุโดยตรง เมื่อเราอายุมากขึ้น เลนส์ธรรมชาติภายในดวงตาจะค่อยๆ แข็งและยืดหยุ่นน้อยลง จึงเปลี่ยนรูปร่างเพื่อโฟกัสวัตถุที่อยู่ใกล้ได้ไม่ดีเท่าเดิม ผลคือเราอาจเริ่มถือโทรศัพท์ไกลขึ้น ต้องการแสงมากขึ้นเวลาอ่าน หรือรู้สึกล้าตาหลังทำงานใกล้ๆ นานๆ

 

แต่รู้ไหมว่า Presbyopia ไม่ใช่โรค และไม่ได้แปลว่าสุขภาพดวงตากำลังแย่ลงอย่างผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัย เพียงแต่แทนที่จะทนเพ่งหรือซื้อแว่นอ่านหนังสือสำเร็จรูปมาใช้ทันที การตรวจสายตาก่อนจะช่วยให้รู้ว่าเรามีสายตาสั้น ยาว หรือเอียงร่วมด้วยหรือไม่ และเลือกวิธีแก้ที่เหมาะกับชีวิตจริงได้มากกว่า

 

1. เปลี่ยนแว่นสายตาให้เป็นส่วนหนึ่งของลุคไปเลย

 

วันนี้แว่นอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องมีภาพจำแบบเดิมๆ อีกต่อไป กรอบแว่นสามารถทำหน้าที่ไม่ต่างจากต่างหู กระเป๋า หรือลิปสติกสีโปรดที่ช่วยกำหนดคาแรกเตอร์ของเรา ลองมองหาเฟรมที่เข้ากับโครงหน้าและสไตล์มากกว่าการเลือกเพียงเพราะ “อ่านชัด” เช่น กรอบทรง Cat-Eye ที่ลากสายตาขึ้นด้านบนอาจสร้างความรู้สึกว่าช่วงหางตาดูยกขึ้น กรอบ Oversized ให้ลุคแฟชั่นชัดเจน ขณะที่กรอบโลหะเส้นบางหรือ Rimless เหมาะกับคนที่ต้องการความ Minimal และไม่อยากให้แว่นแย่งความเด่นจากใบหน้า อีกไอเดียคือมีแว่นมากกว่าหนึ่งคู่ เช่น คู่เรียบสำหรับทำงาน และอีกคู่ที่มีสีหรือรูปทรงสนุกขึ้นสำหรับวันแต่งตัว เพราะหลัง 40 แว่นไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์ที่เราพยายามซ่อน แต่สามารถกลายเป็นซิกเนเจอร์ของใบหน้าได้

 

2. Progressive Lens สำหรับชีวิตที่ต้องมองหลายระยะ

 

ปัญหาของวัย 40+ ไม่ได้มีแค่การอ่านหนังสือ เราอาจต้องสลับจากหน้าจอมือถือ ไปจอคอมพิวเตอร์ แล้วเงยหน้าคุยกับคนตรงหน้าอยู่ตลอดวัน การหยิบแว่นเข้าออกจึงอาจไม่สะดวก Progressive Lens เป็นอีกทางเลือก เพราะออกแบบให้เลนส์หนึ่งคู่รองรับการมองหลายระยะ ตั้งแต่ไกล กลาง ไปจนถึงใกล้ โดยไม่มีเส้นแบ่งบนเลนส์แบบแว่น Bifocal รุ่นเก่า นอกจากเรื่องความสะดวกแล้ว ดีไซน์ที่ไม่มีเส้นแบ่งยังทำให้ภาพรวมของแว่นดูร่วมสมัยขึ้นด้วย สำหรับคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน ยังมี Office หรือ Occupational Lens ที่เน้นระยะใกล้และระยะกลางโดยเฉพาะ ซึ่งอาจเหมาะกับโต๊ะทำงานมากกว่า Progressive ที่ออกแบบให้ใช้ครอบคลุมทุกระยะ

 

3. ใช้ Contact Lens ในวันที่อยากโชว์ Eye Makeup

 

บางวันแว่นก็ช่วยให้ลุคดูดีขึ้น แต่บางวันเราก็อยากเห็น Eye Makeup แบบเต็มๆ โดยไม่มีกรอบมาบัง นี่คือเหตุผลที่ Multifocal Contact Lens กลายเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับวัย 40+ คอนแทคเลนส์ประเภทนี้ได้รับการออกแบบให้ช่วยการมองหลายระยะ ทำให้หลายคนสามารถมองทั้งไกลและใกล้ได้โดยไม่ต้องหยิบแว่นอ่านหนังสือขึ้นมาตลอดเวลา เหมาะกับวันออกงาน ถ่ายรูป เล่นกีฬา หรือวันที่อยากเปลี่ยนลุคจากแว่นเป็น No-Glasses Look แต่ทั้งนี้ Multifocal Contact Lens ไม่ใช่แบบ One Size Fits All แต่ละคนอาจปรับตัวและให้คุณภาพการมองแตกต่างกัน จึงควรได้รับการตรวจและฟิตเลนส์โดยผู้เชี่ยวชาญแทนการเลือกซื้อจากค่าสายตาเดิมด้วยตัวเอง

 

4. อัปเกรด “โต๊ะแต่งหน้า” ไปพร้อมกับดวงตา

 

หนึ่งในปัญหาที่คนรักเมกอัพเริ่มพบเมื่อมี Presbyopia คือ เราต้องเข้าใกล้กระจกเพื่อเขียนตา แต่ยิ่งเข้าใกล้กลับยิ่งโฟกัสยาก การมีกระจกขยายจึงกลายเป็น Beauty Tool ที่มีประโยชน์มากกว่าที่คิด

 

ลองเลือกกระจกที่มีทั้งด้านปกติและด้านขยายประมาณ 5x สำหรับเก็บรายละเอียด เช่น Eyeliner, Mascara, Brows หรือ Concealer เฉพาะจุด พร้อมแสงที่สว่างสม่ำเสมอและใกล้เคียงแสงธรรมชาติ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจทำให้การแต่งหน้าง่ายขึ้นมาก โดยไม่ต้องเพ่งจนปวดตาหรือก้มหน้าเข้าไปชิดกระจกตลอดเวลา

 

และไม่จำเป็นต้องคิดว่า “ยิ่งขยายเยอะยิ่งดี” เพราะกระจกกำลังขยายสูงมากจะมีระยะโฟกัสสั้นและทำให้เห็นรายละเอียดของผิวเกินความจำเป็นจนแต่งหน้าหนักโดยไม่รู้ตัวได้

 

5. ปรับ Eye Makeup ให้ทำงานร่วมกับแว่น

 

ถ้าเลือกใส่แว่นเป็นประจำ ลองเปลี่ยนวิธีคิดจาก “แต่งหน้าอย่างไรไม่ให้แว่นบัง” เป็น “แต่งหน้าอย่างไรให้แว่นกับเมกอัพช่วยกัน” กรอบแว่นที่ชัดอยู่แล้วอาจไม่จำเป็นต้องจับคู่กับ Eye Makeup ที่หนักทุกองค์ประกอบ ลองเลือกจุดเด่นเพียงหนึ่งอย่าง เช่น ขนตาที่ชัดขึ้น Eyeliner บางๆ หรือคิ้วที่ได้รูป แล้วเติมสีบริเวณแก้มและริมฝีปากเพื่อสร้าง Balance ให้ทั้งใบหน้า อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือรองพื้นบริเวณสันจมูก เพราะแว่นสามารถทำให้เมกอัพเคลื่อนระหว่างวันได้ การลงผลิตภัณฑ์บางๆ ในจุดที่แป้นแว่นสัมผัสผิว และเซ็ตอย่างพอดี มักใช้งานจริงได้ดีกว่าการพยายามเพิ่มรองพื้นให้หนาขึ้น

 

6. วันที่ไม่อยากใส่แว่น มีทางเลือกมากกว่าเดิม

 

นอกจากแว่นและคอนแทคเลนส์ ปัจจุบันยังมีทางเลือกทางการแพทย์สำหรับ Presbyopia ตั้งแต่การทำ Monovision ซึ่งทำให้ตาข้างหนึ่งเน้นการมองไกลและอีกข้างเน้นการมองใกล้ ไปจนถึงการแก้ไขด้วยเลเซอร์ในผู้ที่เหมาะสม รวมถึง Presbyopia-correcting intraocular lenses ในการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์บางกรณี

 

ในต่างประเทศยังเริ่มมียาหยอดตาตามใบสั่งแพทย์สำหรับ Presbyopia ซึ่งใช้หลักการทำให้รูม่านตาเล็กลงเพื่อเพิ่ม Depth of Focus และช่วยการมองใกล้เป็นเวลาชั่วคราว จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับทุกคน และไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เองโดยไม่ได้รับการประเมินจากจักษุแพทย์

 

สำหรับคนที่สนใจทางเลือกเหล่านี้ คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “ทำแล้วไม่ต้องใส่แว่นไหม” แต่ควรคุยกับจักษุแพทย์ถึงคุณภาพการมองทั้งกลางวันและกลางคืน การกะระยะ ไลฟ์สไตล์ และข้อดีข้อจำกัดของแต่ละวิธีด้วย

 

Beauty After 40 คือการปรับ Beauty Toolkit ให้โตไปกับเรา

 

ความสวยหลัง 40 อาจไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำทุกอย่างเหมือนตอนอายุ 20 หรือ 30 แต่อยู่ที่การรู้ว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเลือกสิ่งที่ทำให้ชีวิตง่ายและมั่นใจขึ้น สายตายาวตามวัยก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องซ่อนแว่นเพราะกลัวว่าจะทำให้ดูแก่ แต่อาจเลือกกรอบสวยๆ จนกลายเป็น Signature Look มี Multifocal Contact Lens ไว้สำหรับวันที่อยากโชว์เมกอัพ หรือเพียงเปลี่ยนกระจกแต่งหน้าและแสงบนโต๊ะเครื่องแป้งให้เหมาะกับสายตาที่เปลี่ยนไป อย่าลืมว่าการ “อัปเกรดความสวย” ในวัย 40+ ไม่ได้หมายถึงการพยายามย้อนเวลากลับไป แต่คือการรู้จักตัวเองในเวอร์ชันปัจจุบันให้ดีขึ้น และเลือก Beauty Tools ที่โตไปพร้อมกับเรา

The post เคล็ดลับแต่งหน้าและเลือกแว่นตาวัย 40+ ให้สวยมั่นใจดูเด็กลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีพี-กฤษฏ์ แชร์มุมมอง Skin Longevity และนวัตกรรม Oligio X https://thestandard.co/life/pp-krit-skin-longevity-oligio-x/ Mon, 10 Aug 2026 05:08:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1240234 พีพี-กฤษฏ์ ในงานเปิดตัวนวัตกรรม Oligio X

งานเปิดตัวโปรแกรมยกกระชับผิวใหม่ล่าสุด Oligio X The X-M […]

The post พีพี-กฤษฏ์ แชร์มุมมอง Skin Longevity และนวัตกรรม Oligio X appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีพี-กฤษฏ์ ในงานเปิดตัวนวัตกรรม Oligio X

งานเปิดตัวโปรแกรมยกกระชับผิวใหม่ล่าสุด Oligio X The X-MODE ที่จัดโดยวอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ ภายใต้ปรัชญา Skinvestment หรือการลงทุนเพื่อผิวสุขภาพดีในระยะยาวนั้นได้รับความสนใจจากคนรักผิวมากมาย โดยงานนี้ พีพี-กฤษฏ์ มาร่วมงานในฐานะพรีเซนเตอร์คนสำคัญด้วย

 

THE STANDARD LIFE ได้ถาม พีพี-กฤษฏ์ เกี่ยวกับมุมมองการดูแลผิวในระยะยาว (Skin Longevity) ของเขาเป็นอย่างไร พีพีตอบว่า หัวใจสำคัญคือการมีผิวที่กระชับและแข็งแรง ซึ่งเป็นตัวช่วยป้องกันการร่วงโรยของผิวได้ดีที่สุด และชี้ว่าคนยุคนี้ให้ความใส่ใจกับการป้องกันและการเตรียมตัวไว้ก่อนมากขึ้น เพื่อรักษาคุณภาพผิวและสุขภาพที่ดีในระยะยาว พร้อมทั้งฝากแรงบันดาลใจผ่านนิยามความ eXtra ว่าไม่ใช่การพยายามทำให้เยอะกว่าคนอื่น แต่คือการให้เวลากับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดในแบบที่ทำแล้วรู้สึกสบายใจและมั่นใจที่สุดโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร

 

ทางด้านนวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยคลื่นความถี่วิทยุขั้วเดียว (Monopolar RF) ของ Oligio X ที่เปิดตัวใหม่นั้นโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี GX Dual Mode ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำโดย

 

  • G Mode ออกแบบมาสำหรับการส่งพลังงานดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยและช่วยดูแลคุณภาพผิว
  • X Mode ออกแบบมาเพื่อเสริมความคมชัดของกรอบหน้าให้แลดูมีมิติและดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้า
  • ทำงานร่วมกับระบบ Intensive Cooling System ที่ช่วยปกป้องผิวชั้นบนและเพิ่มความสบายระหว่างทำหัตถการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

The post พีพี-กฤษฏ์ แชร์มุมมอง Skin Longevity และนวัตกรรม Oligio X appeared first on THE STANDARD.

]]>
Yves Rocher เปิดนวัตกรรม 40,000 Micro-Pearls ในเซรั่มใหม่ https://thestandard.co/life/yves-rocher-micro-pearls-serum-radiance/ Sun, 09 Aug 2026 06:40:51 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1240003 ขวดเซรั่ม Yves Rocher Anti-Âge Global The Absolute Radiance Micro-Serum

Yves Rocher เดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Botanical B […]

The post Yves Rocher เปิดนวัตกรรม 40,000 Micro-Pearls ในเซรั่มใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขวดเซรั่ม Yves Rocher Anti-Âge Global The Absolute Radiance Micro-Serum

Yves Rocher เดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Botanical Beauty ด้วยการเปิดตัว Anti-Âge Global The Absolute Radiance Micro-Serum เซรั่มบำรุงผิวสูตรใหม่ที่นำศาสตร์จากพืชมาผสานกับนวัตกรรมด้านสกินแคร์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ 40,000 Precious Micro-Pearls ในเซรั่มหนึ่งขวด เพื่อดูแลสัญญาณแห่งวัยควบคู่ไปกับการฟื้นผิวให้แลดูเปล่งประกายได้อย่างน่าสนใจ

 

หัวใจสำคัญของสูตรคือ Gold Achillea พืชที่ Yves Rocher นำมาศึกษาและพัฒนาสู่สารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Anti-Âge Global โดยใน The Absolute Radiance Micro-Serum แบรนด์ระบุว่าได้ผสานพลังจาก 3 ล้านเซลล์พฤกษศาสตร์ของ Gold Achillea เข้ากับ Micro-Pearls ขนาดเล็ก ซึ่งจะแตกตัวและผสานเข้ากับเนื้อเซรั่มขณะทาลงบนผิว อีกหนึ่งเบื้องหลังทางวิทยาศาสตร์คือ Pro-Radiance7 Technology ที่พัฒนาขึ้นเพื่อดูแล 7 ปัจจัยซึ่งสัมพันธ์กับการมองเห็นความเปล่งประกายของผิว ตั้งแต่จุดด่างดำ ความกระจ่างใส ความโปร่งแสง ความเรียบเนียน การสะท้อนแสง ความสม่ำเสมอของสีผิว ไปจนถึงความสดใสโดยรวม จึงเป็นแนวคิดที่มองคำว่า ‘ผิวโกลว์’ มากกว่าการทำให้ผิวดูสว่างเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากเรื่อง Radiance แล้ว เซรั่มยังถูกออกแบบให้ดูแล 10 สัญญาณแห่งวัย ครอบคลุมทั้งริ้วรอย ความยืดหยุ่น ความกระชับ และความสม่ำเสมอของผิวด้วย The Absolute Radiance Micro-Serum จึงสะท้อนอีกทิศทางของ Beauty Science ที่ไม่ได้แยกระหว่าง ‘ธรรมชาติ’ และ ‘วิทยาศาสตร์’ ออกจากกัน แต่ใช้การศึกษาพืชและเทคโนโลยีเครื่องสำอางมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อรับมือทั้งสัญญาณแห่งวัยและคุณภาพของแสงที่สะท้อนจากผิว ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของผิวที่ดูสุขภาพดีและเปล่งประกายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

The post Yves Rocher เปิดนวัตกรรม 40,000 Micro-Pearls ในเซรั่มใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานออกแบบเปลี่ยนเมือง Cykelslangen สะพานจักรยานลอยฟ้าในโคเปนเฮเกน ทางสัญจรของเมืองที่น่าอยู่ https://thestandard.co/life/cykelslangen-copenhagen-bicycle-snake/ Sat, 08 Aug 2026 01:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1239622 ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย

ต้องเล่าย้อนไปก่อนปี 2014 การปั่นจักรยานผ่านบริเวณศูนย์ […]

The post งานออกแบบเปลี่ยนเมือง Cykelslangen สะพานจักรยานลอยฟ้าในโคเปนเฮเกน ทางสัญจรของเมืองที่น่าอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย

ต้องเล่าย้อนไปก่อนปี 2014 การปั่นจักรยานผ่านบริเวณศูนย์การค้า Fisketorvet และท่าเรือของกรุงโคเปนเฮเกนไม่ได้ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น ผู้คนที่ใช้จักรยานเป็นหลักต้องใช้พื้นที่ร่วมกับคนเดินเท้าบริเวณริมน้ำ ต้องเลี้ยวผ่านเส้นทางที่คับแคบ และในบางจุดยังต้องแบกจักรยานขึ้นลงบันไดเพื่อเดินทางต่อไปยังอีกฝั่งของเมือง

 

แทนที่จะปล่อยให้ความไม่สะดวกเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ เมืองโคเปนเฮเกนเลือกแก้ปัญหาด้วยแนวคิดที่ตรงไปตรงมา นั่นคือการแยกเส้นทางจักรยานออกจากทางเดินเท้า และยกมันขึ้นไปอยู่เหนือพื้นที่ริมน้ำ

 

คำตอบนั้นจึงกลายมาเป็น Cykelslangen หรือ The Bicycle Snake สะพานจักรยานลอยฟ้าที่ทอดตัวเป็นเส้นโค้งเหนือท่าเรือ เชื่อมเส้นทางจากสะพาน Dybbølsbro ไปยัง Bryggebroen และย่าน Islands Brygge ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ทำให้นักปั่นต้องหยุด ลงจากจักรยาน หรือวกอ้อมเหมือนในอดีต

 

ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 1ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 2

 

เดิมทีมีการคาดการณ์ว่าสะพานแห่งนี้จะรองรับจักรยานได้ราว 12,500 คันต่อวัน แต่หลังเปิดใช้งาน จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นจนเกิน 20,000 คันต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของโครงการนี้ แต่ยังชี้ให้เห็นเรื่องง่ายๆ ว่า เมื่อเมืองสร้างเส้นทางที่ดี ปลอดภัย และใช้งานได้จริง ผู้คนก็พร้อมเลือกปั่นจักรยานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

 

และเบื้องหลังสะพาน Cykelslangen คือผลงานของ DISSING+WEITLING สตูดิโอสถาปัตยกรรมเดนมาร์กที่มีรากฐานมาจากสตูดิโอของ Arne Jacobsen ซึ่งไม่ได้มองสะพานแห่งนี้เป็นเพียงทางเชื่อมจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เมืองที่ผู้คนต้องใช้งานซ้ำๆ ในทุกวัน

 

ตัวสะพานจึงถูกออกแบบให้เพรียวบางและกลมกลืนกับอาคารโดยรอบ แทนที่จะมีโครงสร้างขนาดใหญ่บดบังทิวทัศน์ แกนเหล็กกลางและระบบคานรับน้ำหนักถูกซ่อนไว้อย่างเรียบคม ทำให้สะพานดูเบาราวกับกำลังลอยอยู่เหนือผืนน้ำ

 

เส้นโค้งที่ทำให้สะพานมีรูปร่างคล้ายงูไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างภาพจำเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้ปั่นเคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่อง ลดการเลี้ยวหักมุม และมองเห็นเส้นทางด้านหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ การปั่นผ่านสะพานจึงให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการลื่นไหลไปตามภูมิทัศน์ของเมือง มากกว่าการเดินทางผ่านโครงสร้างคอนกรีตหรือเหล็กที่แข็งกระด้าง

 

ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 3ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 4

 

ราวกันตกทั้งสองด้านถูกออกแบบให้โปร่งและบางจนแทบหายไปจากสายตา เปิดให้ผู้ใช้งานมอง Harbour Bath อาคารโดยรอบ และเส้นขอบฟ้าของโคเปนเฮเกนได้ตลอดเส้นทาง

 

ขณะเดียวกัน การยกระดับเส้นทางจักรยานขึ้นไปเหนือพื้นดินยังช่วยคืนพื้นที่ริมน้ำด้านล่างให้คนเดินเท้า ทั้งสองกลุ่มสามารถใช้พื้นที่เดียวกันได้โดยไม่ต้องคอยหลบหลีกหรือระวังว่าจะตัดหน้ากัน เป็นการแยกการสัญจรอย่างเรียบง่ายที่ช่วยให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยและน่าใช้งานขึ้นสำหรับทุกคน

 

ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 5ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 6ภาพสะพานจักรยานลอยฟ้า Cykelslangen (The Bicycle Snake) ในโคเปนเฮเกน ที่ออกแบบมาเพื่อการสัญจรที่ยั่งยืนและปลอดภัย 7

 

สิ่งที่ทำให้ Cykelslangen น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงรูปทรงอันโดดเด่น หรือความซับซ้อนของงานวิศวกรรม แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นโอกาสในการออกแบบเมืองให้ดีขึ้น

 

สะพานแห่งนี้ไม่ได้บังคับให้ผู้คนต้องหันมาปั่นจักรยาน ไม่ได้พยายามประกาศตัวว่าเป็นแลนด์มาร์ก และไม่ได้แข่งขันกับสถาปัตยกรรมชิ้นอื่นในเมือง หากเพียงทำหน้าที่ของมันให้ดีที่สุด ทั้งสะดวก ปลอดภัย ลื่นไหล และน่าใช้งาน จนท้ายที่สุดผู้คนเลือกใช้มันด้วยตัวเอง

 

Cykelslangen จึงเป็นตัวอย่างของหลักการ Form Follows Function ในแบบฉบับเดนิชอย่างชัดเจน ความงามไม่ได้ถูกเติมเข้ามาหลังจากโครงสร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่เกิดขึ้นพร้อมกับการแก้ปัญหา ทุกเส้นโค้งและทุกรายละเอียดล้วนมีเหตุผลรองรับ ขณะเดียวกันก็ยังสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้ใช้งาน

 

สุดท้ายแล้วนี่ไม่ได้เป็นเพียงสะพานจักรยานสีส้มเส้นหนึ่งของโคเปนเฮเกน หากเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เมืองที่น่าอยู่ไม่ได้เกิดจากแลนด์มาร์กที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่เกิดจากการออกแบบรายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตของผู้คนมีความสุขขึ้น ปลอดภัยขึ้นทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และบางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้โคเปนเฮเกนยังคงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่ที่สุดของโลกอยู่เสมอก็ได้นะ

 

ภาพ: Rasmus Hjortshøj, Gurskov

The post งานออกแบบเปลี่ยนเมือง Cykelslangen สะพานจักรยานลอยฟ้าในโคเปนเฮเกน ทางสัญจรของเมืองที่น่าอยู่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนรู้จักกาแฟขวดสีฟ้า Blue Bottle Coffee เตรียมเปิดในกรุงเทพฯ และมีอะไรน่าสนใจบ้าง? https://thestandard.co/life/blue-bottle-coffee-bangkok-opening/ Fri, 07 Aug 2026 10:08:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1239505 โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์

อีกไม่นาน โลโก้ขวดสีฟ้าที่หลายคนคุ้นตาจากโตเกียว โซล เซ […]

The post ชวนรู้จักกาแฟขวดสีฟ้า Blue Bottle Coffee เตรียมเปิดในกรุงเทพฯ และมีอะไรน่าสนใจบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์

อีกไม่นาน โลโก้ขวดสีฟ้าที่หลายคนคุ้นตาจากโตเกียว โซล เซี่ยงไฮ้ หรือทริปต่างประเทศ กำลังจะกลายเป็นภาพที่เราเห็นได้ในกรุงเทพฯ

 

 
 

หลังจากมีข่าวให้คอกาแฟลุ้นกันมาสักพัก ตอนนี้การมาถึงของ Blue Bottle Coffee ในประเทศไทยเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยแบรนด์เตรียมเปิดให้บริการที่ Dusit Central Park วันที่ 21 สิงหาคมก่อน ตามด้วยแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกที่ EmQuartier บนพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตรในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

 

ทำความรู้จักต้นกำเนิดและแนวคิดแบรนด์

 

แต่ก่อนจะต่อคิวสั่งกาแฟแก้วแรก เราอยากชวนย้อนกลับไปทำความรู้จัก Blue Bottle กันสักหน่อย

 

เพราะถ้ามองเพียงภายนอก Blue Bottle อาจดูเหมือนร้านกาแฟมินิมัลที่มีโลโก้ขวดสีฟ้า โต๊ะไม้ และกาแฟดริปหน้าตาเรียบง่าย แต่เบื้องหลังความเรียบง่ายนั้นมีทั้งเรื่องของดนตรี วัฒนธรรมกาแฟญี่ปุ่น ความหลงใหลในความสดใหม่ และแนวคิดที่เชื่อว่า กาแฟหนึ่งแก้วควรค่าแก่การตั้งใจทำ

 

โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ 1

Blue Bottle Yeonnam Cafe in Seoul, South Korea

 

โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ 2

Blue Bottle Busan Gijang Cafe in Gijang-gun, South Korea

 

ถ้าใครเคยเดินเข้า Blue Bottle อาจเคยสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมแบรนด์ที่เกิดในแคลิฟอร์เนียถึงให้ความรู้สึก ‘ญี่ปุ่น’ ขนาดนี้

 

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในวัฒนธรรม Kissaten หรือก็คือร้านกาแฟแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อให้เราซื้อกาแฟแล้วรีบเดินออกจากร้าน แต่เป็นพื้นที่ที่เจ้าของร้านให้ความสำคัญกับรายละเอียด ตั้งแต่การเลือกเมล็ด การบด การชงทีละแก้ว ไปจนถึงเสียงเพลง แสง เฟอร์นิเจอร์ และบรรยากาศภายในร้าน

 

ทำให้กาแฟจึงไม่ใช่เพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นช่วงเวลาหนึ่งของวัน แน่นอนว่าแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อ James Freeman และกลายเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอของ Blue Bottle ที่เราเห็นจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์เปิดที่ทำให้เราเห็นบาริสต้าชงกาแฟ การดริปแบบแก้วต่อแก้ว ไปจนถึงพื้นที่ที่มักถูกออกแบบให้สงบและลดสิ่งรบกวนที่ไม่จำเป็นออกไป

 

โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ 3

 

แน่นอนว่าพระเอกยังคงเป็นกาแฟ Blue Bottle เติบโตมากับวัฒนธรรม Pour Over และความเชื่อในการชงกาแฟอย่างแม่นยำ เมนูกาแฟดริปจึงเป็นหนึ่งในประสบการณ์คลาสสิกของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็มีเมนูเอสเพรสโซและเครื่องดื่มอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด

 

สิ่งที่แบรนด์พยายามขายมาตลอดคือประสบการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่กลิ่นกาแฟ การมองบาริสต้าชงเครื่องดื่ม ไปจนถึงการได้นั่งลงแล้วใช้เวลากับกาแฟตรงหน้า พูดง่ายๆ คือ Blue Bottle ไม่ได้อยากให้เราแค่ ซื้อกาแฟ แต่อยากให้เรา มีเวลากับกาแฟ

 

โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ 4

Blue Bottle Coffee at the West Bund Dream Center in Shanghai, China

 

โลโก้ Blue Bottle Coffee ขวดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ 5

Blue Bottle Daikanyama Cafe in Tokyo, Japan

 

กว่า 20 ปีหลังจากกาแฟล็อตแรกถูกคั่วขึ้นในโรงรถที่โอ๊คแลนด์ ในที่สุด Blue Bottle ก็กำลังเดินทางมาถึงประเทศไทยสักที

 

โดยมีแผนเปิดสาขาที่ Dusit Central Park ก่อนในวันที่ 21 สิงหาคม ตามด้วย Flagship Store ขนาดกว่า 200 ตารางเมตรที่ EmQuartier ในช่วงปลายเดือน

 

การเลือกเปิดสองโลเคชันสำคัญของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาใกล้กันก็น่าสนใจ เพราะวันนี้กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเมืองที่เพิ่งเริ่มรู้จัก Specialty Coffee อีกต่อไป

 

เรามีทั้งโรงคั่วไทย ร้านกาแฟอิสระ บาริสต้าฝีมือดี และคนดื่มที่จริงจังกับเมล็ด แหล่งปลูก และวิธีการชงมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้ามาของ Blue Bottle จึงไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดที่ว่างเปล่า แต่กำลังเดินเข้าสู่วัฒนธรรมกาแฟที่แข็งแรงและมีคาแรกเตอร์ของตัวเองอยู่แล้ว

 

และนั่นอาจเป็นเรื่องที่น่าติดตามที่สุด ไม่ใช่แค่ว่า Blue Bottle จะนำอะไรมาให้กรุงเทพฯ แต่เมื่อแบรนด์กาแฟที่ให้ความสำคัญกับความช้า ความเรียบง่าย และรายละเอียด มาเจอกับเมืองที่เคลื่อนไหวเร็วอย่างกรุงเทพฯ แล้ว Blue Bottle ในเวอร์ชันประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร อีกไม่นานเราคงได้รู้กัน 

 

แต่ระหว่างนี้ อย่างน้อยครั้งหน้าที่เห็นโลโก้ขวดสีฟ้าเราก็น่าจะรู้จักเรื่องราวมากขึ้นอีกนิด

 

ภาพ: Blue Bottle

The post ชวนรู้จักกาแฟขวดสีฟ้า Blue Bottle Coffee เตรียมเปิดในกรุงเทพฯ และมีอะไรน่าสนใจบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
BonBaan Silom คาเฟ่ลับสีลม 26 บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน https://thestandard.co/life/bonbaan-silom-cafe-silom-26/ Fri, 07 Aug 2026 07:28:54 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1239430 ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงสีลม ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือศูนย์กลางขอ […]

The post BonBaan Silom คาเฟ่ลับสีลม 26 บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงสีลม ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือศูนย์กลางของออฟฟิศอันเร่งรีบ ที่รายล้อมด้วยร้านอาหารและบาร์หลังเลิกงาน แต่หากเดินลึกเลยวัดแขกเข้ามาในสีลม 26 จะมีซอยเล็กๆ ที่ซ่อนบ้านหลังหนึ่งซึ่งเปิดประตูต้อนรับผู้คนด้วยวิธีที่ต่างออกไป

 

BonBaan Silom คาเฟ่ที่ไม่ได้พยายามประโคมดีไซน์ให้โดดเด่น เพราะต่อให้เดินผ่าน ก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคาเฟ่ซ่อนอยู่บนชั้นสองของอาคาร จนกระทั่งเราขึ้นบันไดและพบกับพื้นที่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมาเยี่ยมบ้านเพื่อนมากกว่าร้านกาแฟทั่วไป นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อ ‘BonBaan’ ที่หยิบคำง่ายๆ อย่าง ‘บ้าน’ มาเป็นหัวใจหลักในการรังสรรค์สเปซ ตั้งแต่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะกลางสำหรับนั่งรวมกัน ไปจนถึงพื้นที่จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป จะเปิด MacBook นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือชวนเพื่อนมานั่งคุยก็ไม่มีใครเร่งให้ลุก

 

ยิ่งทุกวันนี้คาเฟ่หลายแห่งแข่งขันกันด้วยสถาปัตยกรรมหรือเมนูใหม่ๆ BonBaan กลับเลือกสร้างเสน่ห์จากความเรียบง่าย ปล่อยให้ผู้คนเป็นคนเติมชีวิตให้พื้นที่แห่งนี้เอง จึงไม่แปลกที่หลายคนไม่ได้แวะมาเพียงเพื่อซื้อกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่กลับมาซ้ำเพราะรู้สึกเหมือนได้มีบ้านอีกหลังที่ซ่อนอยู่ในสีลม

 

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 1

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 2

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 3

 

The Vibe

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาเรามากๆ คือการตกแต่งที่เน้นความเรียบง่าย อบอุ่น และไม่พยายามทำให้ทุกมุมดูสมบูรณ์แบบจนเกินไป เติมกิมมิกความละมุนด้วยผ้าพลิ้วๆ บริเวณเคาน์เตอร์บาร์

 

โซนตรงกลางร้านโดดเด่นด้วยโซฟาสีแดง สีครีมที่ช่วยเติมสีสันสดใสให้กับพื้นที่โทนอบอุ่น จนกลายเป็นมุมนั่งเล่นของร้าน แถมที่นั่งภายในร้านถูกจัดสรรไว้อย่างพอดี ตั้งแต่โต๊ะขนาดเล็กสำหรับคนที่อยากมานั่งคนเดียว ไปจนถึงโต๊ะยาวที่พร้อมรองรับกลุ่มเพื่อน หรือใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเวิร์กช็อป

 

แม้พื้นที่จะไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่ทางร้านก็ยังมีที่นั่งโซนด้านนอกสำหรับคนที่อยากออกมาสัมผัสลมและซึมซับบรรยากาศโดยรอบ

 

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 4

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 5

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 6

 

The Taste

 

เมนูเครื่องดื่มก็มีให้เลือกครบทั้ง Coffee, Matcha, Non-Coffee ไปจนถึงคราฟต์โซดา จับคู่กับขนมอบโฮมเมดและเมนูของว่างที่แทรกลูกเล่นเล็กๆ มากกว่าคาเฟ่ทั่วไป

 

ถ้าเป็นสายกาแฟ Iced Latte (90 บาท) เป็นแก้วที่ดื่มง่าย รสชาติกลมกล่อม ไม่เข้มหรือขมจนเกินไป มีความนัวของนมกำลังดี เหมาะกับการสั่งมานั่งจิบระหว่างทำงานหรือใช้เวลาสบายๆ ในร้าน

 

ส่วนคนที่ชอบมัทฉะ เราแนะนำ Matcha Latte (135 บาท) ที่ให้โทนสาหร่ายชัด มีความหอมและรสฝาดปลายลิ้นเล็กน้อย ก่อนจะตามด้วยความนุ่มของนม เป็นแก้วที่ยังคงคาแรกเตอร์ของชาไว้ได้ดี

 

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 7

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 8

 

ฝั่งเบเกอรี Shio Pan (90 บาท) เป็นอีกเมนูที่ไม่ควรพลาด ตัวขนมปังเนื้อหนึบกำลังดี เคลือบด้วยเนยกระเทียมหอมๆ และมีรสเค็มตัดอย่างลงตัว แนะนำให้กินตอนเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ จะได้สัมผัสทั้งความกรอบด้านนอกและความนุ่มด้านใน

 

อีกเมนูที่เราชอบคือ Croissant ไข่ผำอบชีส (90 บาท) ครัวซองต์อบร้อนเสิร์ฟพร้อมไข่ผำ (Wolffia) และชีส ได้ทั้งความกรอบของแป้ง ความนัวของชีส และลูกเล่นจากวัตถุดิบไทยที่หยิบมาตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจ

 

นอกจากนี้ยังมีคราฟต์โซดาจาก Castown ให้เลือกอีกหลายรสชาติ สำหรับคนที่อยากได้เครื่องดื่มสดชื่นแบบไม่มีกาแฟก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าลองไม่แพ้กัน

 

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 9

ภาพบรรยากาศภายในคาเฟ่ BonBaan Silom ตกแต่งเรียบง่าย อบอุ่น มีโซฟาและโต๊ะสำหรับลูกค้า 10

 

Good for

 

ใครที่อยากหาที่นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งเล่นชิลๆ ฟีลบ้านเพื่อน หรือสายกิจกรรมที่ชอบงานเวิร์กช็อปแฮนด์เมด หรือเป็นคาเฟ่ฮอปแบบเราที่ชอบคาเฟ่มู้ดอบอุ่นถ่ายรูปสวย ที่นี่ก็มอบพื้นที่พักผ่อนที่ตอบโจทย์ความเรียบง่ายได้อย่างลงตัว

 

BonBaan Silom

Location: : ซอยสีลม 26

Open: ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น.

Contact: BonBaan Silom 

Parking: แนะนำจอดรถที่ Tops Silom

Budget: ราคา 100-300 บาท

 

 

The post BonBaan Silom คาเฟ่ลับสีลม 26 บรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านที่ไม่ต้อง ‘ว้าว’ แต่อยู่แล้วรู้สึกดี: ถอดรหัส 3 วิธีคิด Sansiri WELL เพื่อ Well-Being ในทุกวัน https://thestandard.co/life/sansiri-well-being-home-concepts/ Fri, 07 Aug 2026 05:32:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1239257 บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being

ในยุคที่เราเห็นเทรนด์สถาปัตยกรรมสวยแปลกตาและบ้านสไตล์ต่ […]

The post บ้านที่ไม่ต้อง ‘ว้าว’ แต่อยู่แล้วรู้สึกดี: ถอดรหัส 3 วิธีคิด Sansiri WELL เพื่อ Well-Being ในทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being

ในยุคที่เราเห็นเทรนด์สถาปัตยกรรมสวยแปลกตาและบ้านสไตล์ต่างๆ ถูกส่งต่อกันบนโซเชียลมีเดียไม่เว้นแต่ละวัน เคยลองถามตัวเองไหมว่า “บ้านที่ดีจริงๆ สำหรับชีวิตเรา หน้าตาเป็นแบบไหน?”

 

 
 

ความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ในยุคนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ที่กว้างขวาง สไตล์ที่กำลังเป็นกระแส หรือความหรูหราอลังการเพียงอย่างเดียว แต่มันคือพื้นที่ที่เราสามารถ ‘ทิ้งตัว’ พักผ่อนได้อย่างปลอดภัย เป็นที่เติมพลังกาย พลังใจ และมอบสุขภาวะที่ดี (Well-Being) ให้เราทุกวันไปนานๆ

 

บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being 1

 

ล่าสุดเรามีโอกาสได้ฟัง Sansiri Insight Talk: WELL, IN EVERY DAY กับทีมดีไซน์ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแสนสิริ ได้แก่ เกน-วทัญญู ตันติวงศ์ (ผู้อำนวยการฝ่าย Creative House), แก๊ก-ปัทมาวดี ดีซอน (รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์) และพีร์ โปษยานนท์ (ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์) ถึงเบื้องหลังกระบวนการคิดแล้วสัมผัสได้เลยว่า กว่าจะออกมาเป็นบ้านหนึ่งหลัง มันมีรายละเอียดที่ลึกชนิดที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะการยกระดับ Well-Being ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผ่าน 4 มิติหลักอย่าง Well-Sensed, Well-Balanced, Well-Connected และ Well-Lived ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดและสอดประสานผ่าน 3 ศาสตร์แห่งการออกแบบได้อย่างน่าสนใจ

 

บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being 2

 

1. Landscape Design: เมื่อธรรมชาติไม่ได้มีไว้แค่ให้ดูสวย แต่คือ ‘ฟังก์ชัน’ ที่สร้างคุณภาพชีวิตได้จริง

 

บ่อยครั้งที่เรามองงานภูมิสถาปัตยกรรมหรือสวนในบ้านเป็นเพียงเรื่องของความสวยงามตกแต่ง แต่ในมุมมองของการสร้าง Well-Being ธรรมชาติคือ ‘ฟังก์ชัน’ สำคัญที่ส่งผลต่อเคมีในสมองและคุณภาพชีวิตของมนุษย์โดยตรง

 

มีงานวิจัยระดับโลกจากมหาวิทยาลัย Harvard ระบุว่า ผู้คนที่ได้อยู่อาศัยใกล้ชิดกับธรรมชาติ มีอัตราการเสียชีวิตลดลงและมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 12% แสนสิริจึงไม่ได้ออกแบบสวนไว้แค่เพื่อความสวยงาม แต่คิดสเปซเพื่อชวนให้ผู้อยู่อาศัยออกมารับ Daily Dose of Nature อย่างน้อย 17 นาทีต่อวัน หรือราว 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผ่านการดีไซน์เส้นทางเดินออกกำลังกาย หรือมุมพักผ่อนที่มี Soundscape อย่างเสียงน้ำและเสียงนก ซึ่งงานวิจัยรองรับว่าเพียงแค่ได้ยิน ก็ช่วยลดความเครียดและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง

 

บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being 3

 

ที่สำคัญคือความใส่ใจในรายละเอียดระดับองศาของแสงแดด ทีมดีไซน์คำนวณทิศทางแดดช่วง 17.00 น. เพื่อจัดวางตำแหน่งต้นไม้ให้เงาทอดยาวกระทบกับ Facade ด้วยมุม 16-24 องศา ให้เกิดมิติแสงเงาธรรมชาติที่ผ่อนคลายที่สุดของวัน และเปลี่ยนสวนในบ้านให้กลายเป็นพื้นที่เติมพลังใจได้อย่างแท้จริง

 

2. Architecture Design: วางผังบ้านให้พอดีกับธรรมชาติ และคิดเผื่ออนาคต

 

งานสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างสภาพแวดล้อมกับผู้อยู่อาศัย คอยกรองสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป ทั้งความร้อน ฝุ่น มลพิษ และเสียงรบกวนภายนอก พร้อมเปิดรับช่องลมและแสงแดดธรรมชาติในทิศทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมคนในบ้าน

 

นอกจากนี้ยังเป็นการออกแบบที่คิดไปถึงภาพใหญ่ในอนาคต (Responsible Architecture) ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมาย Net Zero เพื่อให้บ้านสามารถปกป้องผู้อยู่อาศัยและโลกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวอีก 30-50 ปีข้างหน้า

 

บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being 4

 

3. Interior Design: เลิกสร้างบ้านตัวอย่างแล้วหันมาสร้าง ‘สเปซของชีวิตจริง’

 

การออกแบบภายในยุคนี้เปลี่ยนจากการเน้นความ ‘ว้าว’ หรือเฟอร์นิเจอร์สุดหรู  มาเป็นการยึดความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตจริงได้อย่างผ่อนคลาย

 

พื้นที่ภายในเปิดกว้างให้สะท้อนความเป็นตัวเองและสร้างความสงบทางใจ เช่น การออกแบบพื้นที่สูงโปร่งอย่าง Double หรือ Triple Volume ไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งหรูหรา แต่คือสเปซที่ช่วยเชื่อมโยงสมาชิกในครอบครัวที่อยู่ต่างชั้นกัน ให้ยังคงมองเห็นและได้ยินเสียงกันได้เสมอ

 

บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being 5

 

จากแนวคิด…สู่พื้นที่การใช้ชีวิตจริง

 

แนวคิดทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ แต่กำลังถูกยกระดับขึ้นเป็นคอมมูนิตี้การอยู่อาศัยจริงอย่าง Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha Community โดยมีโครงการนำร่องอย่างบุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา ที่ออกแบบบ้านโดยยึดพื้นฐานการใช้ชีวิตและสุขภาวะเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการเปิดตัวสปอร์ตคอมเพล็กซ์อย่าง S Quarter เพื่อเติมเต็ม Ecosystem การอยู่อาศัยและการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

 

บ้านโครงการ แสนสิริ ที่เน้นสุขภาวะและ Well-Being 6

 

ท้ายที่สุดแล้ว ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตเราได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่ดีไซน์ที่หรูหราอลังการที่สุด… แต่คือดีไซน์ที่ทำงานเงียบๆ อยู่เบื้องหลัง เพื่อคืนสมดุลให้ร่างกาย เติมพลังให้จิตใจ และทำให้เราได้ยินเสียงความสุขของตัวเองในทุกๆ วันที่ได้กลับบ้าน

The post บ้านที่ไม่ต้อง ‘ว้าว’ แต่อยู่แล้วรู้สึกดี: ถอดรหัส 3 วิธีคิด Sansiri WELL เพื่อ Well-Being ในทุกวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sra Bua by Num Weerawat เปลี่ยนไป และนี่คือเหตุผลที่เราควรกลับไปอีกครั้ง https://thestandard.co/life/sra-bua-by-num-weerawat-relaunch/ Thu, 06 Aug 2026 12:01:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1239068 ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่

ถ้ามองเผินๆ การกลับมาของห้องอาหาร Sra Bua by Num Weeraw […]

The post Sra Bua by Num Weerawat เปลี่ยนไป และนี่คือเหตุผลที่เราควรกลับไปอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่

ถ้ามองเผินๆ การกลับมาของห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat อาจดูเหมือนแค่การเปลี่ยนเชฟและรีโนเวตร้าน แต่เมื่อได้นั่งกินจริงๆ จะพบว่านี่คือการเริ่มต้นใหม่แทบทั้งหมด ตั้งแต่ตัวตนของร้าน วิธีคิด ไปจนถึงอาหารทุกคอร์ส ภายใต้การนำของเชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ ที่เข้ามาสร้าง Sra Bua by Num Weerawat ให้สดใหม่ น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 1

เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ 

 

พร้อมเปิดตัว Tasting Menu 2 คอร์สที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  แต่ใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (Biodiversity) เป็นหัวใจของเมนูทุกจาน เพราะเชฟได้ชวนคนกินออกเดินทางผ่านวัตถุดิบไทย ที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล มากกว่าจะเล่าเรื่องอาหารไทยผ่านวัตถุดิบประจำภาคใดภาคหนึ่ง หรือเมนูไทยคลาสสิกที่เราคุ้นเคย

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 2

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชฟหนุ่มเป็นหนึ่งในเชฟที่ผลักดันการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจของ Sra Bua by Num Weerawat  ไม่ใช่การเฟ้นหาของหายาก หรือการใช้เทคนิคซับซ้อน แต่เรามองว่ามันเป็นการชวนมองว่า วัตถุดิบแต่ละชนิดมีที่มาอย่างไร เติบโตในสภาพแวดล้อมแบบไหน และมีผู้คนกลุ่มใดอยู่เบื้องหลังมากกว่า  

 

The Vibe

 

ต้องบอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีแค่คอนเซ็ปต์และเมนู แต่เปลี่ยนทุกอย่าง แม้โครงสร้างเดิมจะยังอยู่ แต่สิ่งที่ปรับเปลี่ยนคือ Journey ตั้งแต่เดินเข้าร้าน การเดินผ่านโซนจัดแสดงการหมักดอง ข้าวพื้นเมืองไทย วัตถุดิบประจำฤดูกาล ที่คล้ายกับ Showcase ของเชฟหนุ่ม เรื่อยไปจนถึงงานคราฟท์ไทย ที่ทำให้เราสนุกและกระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็นของเรา ตั้งแต่ยังเดินไปไม่ถึงโต๊ะเลยด้วยซ้ำ

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 3

 

The Taste

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 4

 

อย่างที่บอกว่า Tasting menu มี 2 คอร์สหลักที่แตกต่างกัน ขนาดไวน์แพร์ริ่งก็ยังคนละคาแร็กเตอร์​ แต่เรียกได้ว่าเป็นพระเอกทั้งคู่ เพียงแต่เลือกเล่าคนละมุม ซึ่งเรามีโอกาสได้ลองทั้ง 2 คอร์ส ต้องยอมรับว่าดีทั้งคู่ 

  • Signature Biodiversity Journey เหมาะสำหรับคนที่อยากสำรวจภาพรวมของวัตถุดิบไทย ทั้งจากทะเล แม่น้ำ และผืนดิน ตั้งแต่ซีฟู้ด เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ไปจนถึงข้าวพื้นเมือง หลายจานหยิบวัตถุดิบที่มีความเกี่ยวข้องกันมาอยู่ในจานเดียว 

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 5

Signature Biodiversity Journey

 

  • Plants & Roots Forward Journey คอร์สนี้ไม่มีเนื้อสัตว์แต่ให้บทบาทหลักกับผัก พืชหัว ธัญพืช และผลผลิตจากพืช โดยไม่ได้ตั้งใจทำให้รู้สึกเหมือนกำลังกินอาหารที่เปลี่ยนจากเนื้อสัตว์มาเป็นพืช แต่เป็นคอร์สที่ดีไซน์มาเพื่อพืชล้วนโดยเฉพาะ ด้วยการใช้เครื่องแกง การหมัก และเทคนิคการปรุง สร้างรสชาติที่ให้ความรู้สึกเข้มข้นและเต็มอิ่ม ไม่แพ้คอร์สแรกที่มีเนื้อสัตว์เลย 

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 6

Plants & Roots Forward Journey

 

สิ่งที่เราชอบคือ ทั้งสองคอร์สโดดเด่นไม่แพ้กัน ใครชอบโปรตีนจากทะเลและเนื้อสัตว์ก็เลือก Signature Journey ส่วนคนที่อยากเห็นศักยภาพของวัตถุดิบจากพืช ก็น่าจะสนุกกับ Plants & Roots Forward มากกว่า แต่รับรองว่าทั้งสองคอร์สนี้มีรสชาติที่จัดจ้าน ไม่ประณีประนอม ตามสไตล์ของเชฟหนุ่ม อีกอย่าง ทั้งสองคอร์สเสิร์ฟพร้อมข้าว 3 สายพันธ์จากทั้งหมดกว่า 30 สายพันธุ์ที่ทางร้านเวียนเปลี่ยนเสิร์ฟเป็นประจำทุกวัน  

 

ภาพอาหารจานเด่นและบรรยากาศภายในห้องอาหาร Sra Bua by Num Weerawat โฉมใหม่ 7

 

Good For

 

Sra Bua by Num Weerawat น่าจะถูกใจคนที่ติดตามผลงานของเชฟหนุ่มอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างชัดเจน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ รสชาติ การนำเสนอ ไปจนถึงการเล่าเรื่องผ่านอาหารแต่ละจาน ในขณะเดียวกัน หากคุณเป็นแฟนไฟน์ไดนิ่งอาหารไทย และสนุกกับการค่อยๆ สำรวจรสชาติ เทคนิค และที่มาของวัตถุดิบ มากกว่าการมองหาเมนูฟิวชั่นหวือหวา หรือวัตถุดิบอิมพอร์ตจากทั่วโลก ร้านนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งมื้อที่ควรหาโอกาสมาลอง 

 

Sra Bua by Num Weerawat

Location: Siam Kempinski Hotel Bangkok

Open: 18:00 น. เป็นต้นไป 

Price: Signature Biodiversity Journey และ Plants & Roots Forward Journey ราคา 4,900++ บาทต่อคน, Wine Pairing 3,900++ บาท, Zero Proof Pairing 1,900++ บาท

Contact: 02-162-9000, [email protected]

 


 

The post Sra Bua by Num Weerawat เปลี่ยนไป และนี่คือเหตุผลที่เราควรกลับไปอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส Reverse Aging กับ Dr.Virginie Couturaud ผู้ถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ความงามจาก Dior https://thestandard.co/life/dior-reverse-aging-couturaud/ Thu, 06 Aug 2026 08:23:13 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1238921 Dr.Virginie Couturaud ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของ Christian Dior

สังเกตเห็นไหมว่าทำไมสกินแคร์ในยุคนี้ถึงไม่ค่อยพูดคำว่า […]

The post ถอดรหัส Reverse Aging กับ Dr.Virginie Couturaud ผู้ถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ความงามจาก Dior appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dr.Virginie Couturaud ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของ Christian Dior

สังเกตเห็นไหมว่าทำไมสกินแคร์ในยุคนี้ถึงไม่ค่อยพูดคำว่า Anti-Aging หรือการต้านริ้วรอยแบบเดิมๆ กันแล้ว แต่กลับมีคำศัพท์ใหม่อย่าง Skin Longevity หรือความยั่งยืนของผิว และ Reverse Aging หรือการย้อนวัยเซลล์ผิวเข้ามาแทนที่ THE STANDARD LIFE จะพาทุกคนไปฟังเรื่องราวเกี่ยวกับศาสตร์การย้อนวัยผิวกับด็อกเตอร์เวอร์จินี คูตูโรด์ (Virginie Couturaud) ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ของ Christian Dior ที่บินตรงมาเยือนประเทศไทย เพื่อสื่อสารเรื่องราววิทยาศาสตร์แห่งผิวพรรณให้พวกเราฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า วิทยาศาสตร์ความงามยุคใหม่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การบำรุงผิวชั้นนอกอีกต่อไป แต่เป็นการปฏิวัติระดับเซลล์ เพื่อคืนความสุขและผิวที่อ่อนเยาว์ให้ผู้หญิงอย่างแท้จริง

 

 
 

ความสวยต้องมาพร้อมความสุข นี่คือนิยาม Skin Longevity ในแบบของ Dior

 

วิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำของ Monsieur Christian Dior เคยกล่าวไว้ว่า ปรารถนาจะทำให้ผู้หญิงไม่เพียงแค่สวยขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งยังเป็นหัวใจสำคัญจนถึงปัจจุบัน

 

คุณเวอร์จินีเล่าว่า “เมื่อพูดถึง Skin Longevity ทาง Dior ไม่ได้มองแค่การทำให้คนเรามีอายุยืนยาวขึ้นแบบเหี่ยวเฉา แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ Healthspan หรือการมีสุขภาพผิวที่ดีและแข็งแรงอย่างยืนยาว ลองจินตนาการถึงการที่เราอายุเพิ่มขึ้นตามตัวเลขในบัตรประชาชน แต่เซลล์ผิวข้างในยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือ Optimum Level เหมือนตอนที่เรายังเป็นสาวแรกรุ่นอยู่ตลอดเวลา”

 

ลืม Anti-Aging แบบเดิมไปได้เลย เพราะนี่คือยุคของ Reverse Aging

 

แล้วสองคำนี้ต่างกันอย่างไร? คุณเวอร์จินีเล่าว่า “Traditional Anti-Aging หรือการต้านริ้วรอยแบบดั้งเดิม มักเน้นไปที่การดูแลริ้วรอยที่มองเห็นได้ภายนอก เช่น การทาครีมเคลือบผิวให้ดูชุ่มชื้นชั่วคราว แต่ Reverse Aging การย้อนวัยผิว
คือวิทยาศาสตร์ความงามที่แม่นยำสูง หรือ Precision Science เพราะเป็นการพุ่งเป้าไปที่กลไกการทำงานของยีนและโมเลกุลในระดับเซลล์โดยตรง หรือ Cellular Mechanism เพื่อซ่อมแซมกลไกที่เสื่อมถอยให้ย้อนกลับมาทำงานได้ดีเหมือนเดิม เสมือนเป็นการรีไวนด์นาฬิกาชีวิตของเซลล์ผิวนั่นเอง”

 

รู้จักแผนที่ความอ่อนเยาว์ด้วย Your Skin Longevity Compass

 

เพื่อพิสูจน์ว่าการย้อนวัยผิวไม่ใช่เรื่องมโน Dior ได้ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์ วาดิม กลาดีเชฟ (Professor Vadim Gladyshev) นักวิจัยด้าน Longevity จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในการพัฒนาเครื่องมือสุดล้ำอย่าง Your Skin Longevity Compass หรือเข็มทิศผิวอายุยืนยาว

 

โดยเข็มทิศนี้จะวัดค่าผิวผ่านตัวชี้วัดทางชีวภาพ 15 ตัว หรือ Biomarkers ซึ่งครอบคลุม 3 หมวดสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างผิวหน้า การทำงานของเซลล์ และการสื่อสารระหว่างเซลล์ ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยให้เห็นกระบวนการเสื่อมชราของผิวอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบระดับเซลล์ ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากแสงแดดและมลภาวะ การลดลงของพลังงานไมโทคอนเดรีย รวมถึงการสะสมของเซลล์ซอมบี้ หรือ Senescence Cells ที่หยุดทำงานแต่ยังคงปล่อยสารทำลายคอลลาเจนของเซลล์รอบข้าง

 

ความน่าสนใจคือ Dior ได้ศึกษาการถอดรหัสยีนในระดับเซลล์เดี่ยวมากกว่า 300,000 เซลล์ และวิเคราะห์การทำงานของยีนกว่า 12,000 ยีน เพื่อค้นหาวิธีย้อนคืนประสิทธิภาพของเซลล์ผิว งานวิจัยชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cosmetic Dermatology ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถช่วยย้อนคืนอายุทางชีวภาพของเซลล์ผิวได้ลึกถึง 10 ปี อ่านมาถึงตรงนี้อนุญาตให้ร้องว้าว! ได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

 

ชวนบูสต์พลังผิวเด็กขั้นสุดด้วยเซรั่มไอคอนิกจาก Dior Prestige

 

หากอยากสัมผัสนิยามของผิวอ่อนเยาว์เหนือกาลเวลาด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ถึงระดับห้องแล็บ เพราะ Dior ได้นำศาสตร์แห่ง Skin Longevity มาถ่ายทอดไว้ในสกินแคร์ชิ้นไอคอนิกอย่าง Dior Prestige La Micro-Huile de Rose Activated Serum

 

เซรั่มขวดหรูนี้ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ลดเลือนริ้วรอยทั้งบริเวณใบหน้าและลำคอ โดยมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่ การปรับผิวที่หมองคล้ำให้กลับมาดูสดใส มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยพลังจากกุหลาบ Rose de Granville อัดแน่นด้วยสารอาหารไมโครนิวเทรียนต์เข้มข้นถึง 22 ชนิด จากกุหลาบสายพันธุ์เฉพาะของ Dior ที่เติบโตท่ามกลางหน้าผาริมทะเล โดยในเซรั่มสูตรนี้มีความเข้มข้นของสารบำบัดไมโครสูงขึ้นกว่าสูตรเดิมถึง 6 เท่า นอกจากนี้ยังมีสารสกัดออยล์อุดมด้วยโอเมก้าเข้มข้น 14 เท่า มีสารอาหารบำบัดผิวเข้มข้น และกรดไฮยาลูรอนิกที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก รวมถึงมี 10,000 ไมโคร-เพิร์ล สารอาหารและโอเมก้าสำคัญทั้งหมดถูกกักเก็บไว้ภายในอณูเม็ดบีดส์สีชมพูมากกว่าหนึ่งหมื่นอณู ซึ่งจะแตกตัวและซึมซาบเข้าสู่ผิวทันทีที่ทา มอบผลลัพธ์ให้ผิวดูอิ่มเอิบ กระชับ และแลดูอ่อนเยาว์ในทุกมิติ

 

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความงามภายนอก แต่คือการสร้างความมั่นใจและความสุขจากการมีผิวที่แข็งแรง เปล่งประกายความอ่อนเยาว์จากภายในระดับเซลล์ ตามแนวคิดความงามที่ยั่งยืนของ Dior Beauty รู้แบบนี้แล้วเชื่อว่าหลายคนน่าจะอยากลองสัมผัสกับความเซรั่มไอคอนิกอย่าง Dior Prestige La Micro-Huile de Rose Activated Serum กันแล้วแน่นอน สามารถแวะไปทดลองและสัมผัสด้วยประสบการณ์จริงของตัวเองได้แล้วที่บูติก Dior ทุกสาขา

 

The post ถอดรหัส Reverse Aging กับ Dr.Virginie Couturaud ผู้ถ่ายทอดวิทยาศาสตร์ความงามจาก Dior appeared first on THE STANDARD.

]]>
GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกของคนรักษ์โลกแบบค่อยเป็นค่อยไป https://thestandard.co/life/gwm-ora-5-hev-suv/ Thu, 06 Aug 2026 07:16:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1237133 รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก

ความยั่งยืนเริ่มต้นจากตัวเรา แค่เลือกรับผิดชอบต่อสิ่งแว […]

The post GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกของคนรักษ์โลกแบบค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก

ความยั่งยืนเริ่มต้นจากตัวเรา แค่เลือกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในแบบที่เราทำได้ ก็เพียงพอแล้ว

 

การดูแลโลกไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป แค่การเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองในแต่ละวัน ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะกับการ ‘การเดินทาง’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คนกรุงอย่างเราใช้พลังงานแทบทุกวัน

 

Eco-Curious ตอนนี้ เราจะพาไปสำรวจอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางยุคใหม่กับ GWM ORA 5 HEV SUVรถยนต์ไฮบริดที่ผสานข้อดีของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตอบโจทย์คนที่อยากเริ่มต้นใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนทีละก้าว

 

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 1

 

What is ‘HEV’?

 

HEV หรือ Hybrid Electric Vehicle คือรถยนต์ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเลือกใช้แหล่งพลังงานที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์โดยอัตโนมัติ เพื่อให้การใช้พลังงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟ เพราะแบตเตอรี่จะได้รับพลังงานกลับจากเครื่องยนต์และระบบ Regenerative Braking หรือการนำพลังงานที่เกิดขึ้นระหว่างการชะลอความเร็วและการเบรกกลับมาเก็บไว้ใช้ใหม่

 

สำหรับ GWM ORA 5 HEV SUV รถรุ่นนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘All Scenarios, All Powertrains, All Users’ ที่มองว่าผู้ใช้งานแต่ละคนมีรูปแบบการเดินทางแตกต่างกัน จึงควรมีตัวเลือกด้านพลังงานที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด

 

นอกจากระบบขับเคลื่อนไฮบริดแล้ว ORA 5 HEV SUV ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น ระบบช่วยเตือนและช่วยเบรกด้านหน้าและด้านหลัง ระบบปรับน้ำหนักพวงมาลัยได้หลายโหมด รวมถึงหน้าจอสำหรับควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถ ขณะที่บริการหลังการขายของ GWM ก็ครอบคลุมทั้งศูนย์บริการทั่วประเทศ ทีมช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

 

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 2

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 3

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 4

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 5

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 6

 

How sustainable is it?

 

แม้ HEV จะยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาป แต่หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในทุกการเดินทาง ทุกครั้งที่ผู้ขับชะลอความเร็วหรือเหยียบเบรก ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่ปกติสูญเสียไปให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า ก่อนนำกลับมาใช้ช่วยขับเคลื่อนรถในจังหวะที่เหมาะสม ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานน้อยลงในบางช่วง ลดการใช้เชื้อเพลิง และใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น

 

GWM ซึ่งเป็นผู้นำเขารถรุ่นนี้ มองว่า ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เริ่มต้นได้จากการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของแต่ละคน ดังที่ตัวแทนของแบรนด์กล่าวไว้ว่า

 

“การรักษ์โลกไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชีวิตจนเราลำบาก แค่เลือกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในแบบที่เราทำได้ ก็เพียงพอแล้ว”

 

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของรถยนต์ไฮบริด ที่ไม่ได้พยายามแทนที่รถยนต์ทุกประเภท แต่ทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากเริ่มใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังคงตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

“รถที่ดีไม่ใช่รถที่พาเราไปถึงจุดหมายได้เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นรถที่จัดสรรพลังงานได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้โลกของเราน่าอยู่ และยังมีรถให้ใช้ในวันพรุ่งนี้ต่อไป”

 

ความยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงการเลือกเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดเสมอไป แต่คือการเลือกสิ่งที่เหมาะกับวิถีชีวิตของเรา และสามารถทำได้จริงในทุกวัน เพราะแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ก็อาจสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ต่อโลกในระยะยาวได้เช่นกัน

 

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 7

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 8

รถยนต์ GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกการเดินทางเพื่อคนรักษ์โลก 9

 

ใครที่สนใจอยากไปลองขับ ORA 5 HEV SUV ตัวจริง สามารถเชิญชมที่โชว์รูมรถทุกสาขา หรือคลิกไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gwm.co.th/th/models/ora-5-hev 

 

The post GWM ORA 5 HEV SUV ทางเลือกของคนรักษ์โลกแบบค่อยเป็นค่อยไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cloud X Tempo Pro รองเท้า Hybrid รุ่นแรกของ On https://thestandard.co/life/on-cloud-x-tempo-pro-hybrid/ Thu, 06 Aug 2026 06:16:01 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1238819 รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX

On มีรองเท้าสำหรับการแข่งขัน HYROX โดยเฉพาะแล้ว   […]

The post Cloud X Tempo Pro รองเท้า Hybrid รุ่นแรกของ On appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX

On มีรองเท้าสำหรับการแข่งขัน HYROX โดยเฉพาะแล้ว

 

 
 

Cloud X Tempo Pro รองเท้า Hybrid Fitness Racing รุ่นแรกของ On ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อการแข่งขัน HYROX โดยเฉพาะ โดยออกแบบให้รองรับทั้งการวิ่งรวม 8 กิโลเมตร และเข้าฐานท้ัง 8 เช่น Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jumps, Walking Lunges และ Wall Balls ได้อย่างมั่นใจ

 

ก่อนหน้านี้ หากเราจะเลือกรองเท้าแข่งสักคู่เพื่อลง HYROX เราจะอยู่ในภาวะ ‘ต้องเลือก’ ระหว่างรองเท้าวิ่งที่ช่วยเรื่องการวิ่งได้ดี หรือรองเท้าที่มีความมั่นคงสูง เกาะพื้นดี แต่อาจจะวิ่งได้ไม่ดีนัก ปัจจุบันแบรนด์กีฬาจำนวนมากจึงพยายามดีไซน์รองเท้าที่ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน คือใส่วิ่งก็ดี เข้าฐานก็เริ่ด

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 1

 

การเปิดตัว Cloud X Tempo Pro จึงถือเป็นการเข้าสู่ตลาด Hybrid Fitness Racing อย่างจริงจังของ On โดยรองเท้ารุ่นนี้ต่อยอดแนวคิดของรุ่น Cloud X Tempo รองเท้าเทรนนิ่งที่วางขายมาก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มเทคโนโลยีและปรับจูนทุกองค์ประกอบ รวมถึงพัฒนาร่วมกับ Alexander Roncevic นักกีฬา HYROX เจ้าของสถิติโลก เพื่อให้ได้รองเท้าที่ตอบโจทย์ทั้งความเร็วและความมั่นคง

 

เทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาเพื่อ Hybrid Racing

 

  • โฟม Helion HF™ Hyper Foam ที่เราเห็นในรองเท้าวิ่งรุ่นท็อปของแบรนด์อย่าง Cloudboom Strike เพื่อเพิ่มการตอบสนองในการวิ่ง แต่ใน Cloud X Tempo Pro โฟมถูกจูนให้มีความแน่นและมั่นคงกว่ารองเท้าวิ่งมาราธอนที่เน้นความนุ่มและแรงเด้งสูงสุด
  • มี Full-length Carbon Speedboard® ทำงานร่วมกับพื้นทรง Rocker เพื่อช่วยให้การถ่ายน้ำหนักและการเคลื่อนตัวไปข้างหน้าต่อเนื่องขึ้น โดยเฉพาะการวิ่งหลังผ่านสเตชั่นที่ใช้ขาหนักๆ
  • ส่วนพื้นชั้นนอกใช้ Missiongrip™ เพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะบนพื้นสนามและพรมลากในสเตชั่น Sled Push / Pull
  • โครงสร้าง Midfoot Cage และสายรัดบริเวณกลางเท้า เพื่อช่วยล็อกเท้าไม่ให้เคลื่อนภายในรองเท้ามากเกินไป เวลาต้องออกแรงหลายทิศทาง

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 2

 

ความรู้สึกหลังได้ลองใช้จริง

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 3

 

เราได้รองเท้า Cloud X Tempo Pro มาลองก่อนวันแข่งขันประมาณ 2 สัปดาห์ และทดลองใส่เข้าคลาส Half sim จำนวน 3 ครั้ง พบว่า Cloud X Tempo Pro เป็นรองเท้าที่ใช้เข้าฐานดีมาก นิ่งมั่นคง เกาะพื้นกริบ ดีทุกสเตชั่น โดยเฉพาะสเตชั่นที่หลายคนกลัวกันอย่าง Sled Push / Pull, Lunges และ Burpee เพราะไม่มีอาการโคลงเคลง หยุกหยิก หน้าทิ่ม หรือยวบยาบเวลาออกแรงกดเท้า ให้เรารู้สึกไม่มั่นใจ หรือต้องเกร็งขาเยอะ เรียกได้ว่า เราแทบไม่ต้องปรับตัวเพื่อรองเท้าคู่นี้เวลาเข้าฐานเลย พื้น Missiongrip ดีมากๆ

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 4

 

ตอนใส่วิ่งโฟมค่อนข้างแน่น ออกไปทางเฟิร์มจัด และรู้สึกถึงน้ำหนักของรองเท้าซึ่งจะต่างจากเวลาเราเอารองเท้าวิ่งมาใส่เล่น HYROX ที่ได้เปรียบในเรื่องความนุ่มเด้ง เบา แต่ก็จะขาดในเรื่องความมั่นคง คิดว่าถ้าใส่ Cloud X Tempo Pro ไปสักพัก ได้ break in นวดโฟมหน่อย น่าจะทำให้โฟมนุ่มขึ้น ช่วงแรกต้องวิ่งฟาดไปก่อน

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 5

 

อีกส่ิงที่รู้สึกคือในช่วงท้ายๆ ของการซ้อมที่ขาเริ่มล้า ด้วยความที่รองเท้ามันนิ่งมาก มันเลยช่วยล็อคเท้าเราไว้ไม่ให้ยุกยิกไปตามแรงที่เริ่มหมด โดยเฉพาะในท่า single leg อย่าง Lunges ที่ช่วยให้เราไหลไปต่อได้

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 6

 

Good for…

 

รองเท้า On Cloud X Tempo Pro สำหรับการแข่งขัน HYROX 7

 

คนที่ลงแข่ง HYROX และฝึกซ้อมมาสักระยะจนมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระดับที่ดี ให้ความสำคัญกับรองเท้าที่มีความั่นคงสูง พื้นยึดเกาะได้ดีมาก และรองเท้าที่ตอบโจทย์กิจกรรม Hybrid ที่ทั้งใส่เข้ายิมยกเวท และอยากวิ่งลู่ต่อสักพัก หรือเดินชันตอนท้ายเพื่อเบิร์นไขมัน คู่นี้เหมาะมาก เพราะ Cloud X Tempo Pro เป็นคู่ที่ถูกวางไว้ตรงกลางระหว่างสองโลกนี้อย่างชัดเจน

 

Cloud X Tempo Pro ราคา 10,400 บาท หาซื้อได้ที่สาขา One Bangkok และ ICON SIAM

 

ภาพ: ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ, On 

The post Cloud X Tempo Pro รองเท้า Hybrid รุ่นแรกของ On appeared first on THE STANDARD.

]]>
HYROX: เมื่อร่างกายอยากยอมแพ้ แต่ใจสั่งให้ไปต่อ นี่คือบททดสอบ Self-Commitment ที่น่าลอง https://thestandard.co/life/hyrox-commitment-challenge-mind-body/ Thu, 06 Aug 2026 02:08:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1238568 ภาพผู้เข้าแข่งขัน HYROX กำลังมุ่งมั่นออกกำลังกายในสถานีหนึ่ง แสดงถึงการต่อสู้กับขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจ

Hyrox เป็นที่นิยมมากและฮิตมากทั่วโลก เพราะมันไม่ใช่แค่ก […]

The post HYROX: เมื่อร่างกายอยากยอมแพ้ แต่ใจสั่งให้ไปต่อ นี่คือบททดสอบ Self-Commitment ที่น่าลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้เข้าแข่งขัน HYROX กำลังมุ่งมั่นออกกำลังกายในสถานีหนึ่ง แสดงถึงการต่อสู้กับขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจ

Hyrox เป็นที่นิยมมากและฮิตมากทั่วโลก เพราะมันไม่ใช่แค่การแข่งขันฟิตเนส แต่คือการทดสอบความแกร่งของใจที่ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองในทุกสเตชัน

 

หากใครเคยเล่น Hyrox จะรู้ดีว่าเวลาที่เราออกแรงจนแทบหมดแรง มักจะมีเสียงในหัวดังขึ้นว่า “พอเถอะ ไปต่อไม่ไหวแล้ว” บางคนอาจคิดว่านั่นคือสัญญาณจากร่างกายที่กำลังฟ้องว่าไม่ไหว แต่ความจริงแล้ว เสียงนั้นอาจเป็นการทำงานของสมองที่กำลังพยายามปกป้องเราไม่ให้ใช้พลังงานมากเกินไปอยู่ก็ได้ จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนมองว่า HYROX ไม่ใช่แค่การแข่งขันความฟิต แต่เป็นสนามทดสอบทางจิตวิทยา ที่บังคับให้เราต้องเผชิญหน้ากับขีดจำกัดของตัวเอง และพิสูจน์ว่าเราจะรักษา Self-Commitment ว่า “ฉันต้องทำได้” ได้มากแค่ไหน

และบางทีสิ่งที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง อาจไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่วิ่งเข้าเส้นชัย แต่คือทุกการตัดสินใจเล็กๆ ที่พาเรามาถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเช้าไปซ้อม วันที่เลือกไม่ยอมแพ้ หรือวันที่ยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้

 

ด้วยแนวคิดนี้ THE STANDARD LIFE และ CUBIC จึงชวนทุกคนมาร่วมงาน Pre-Race Party: Celebrate your HYROX Commitment เพื่อกลับมาเฉลิมฉลองให้กับ ‘ตัวเอง’ ก่อนลงสนามจริง เพราะทุก Commitment ที่คุณรักษาไว้ตลอดเส้นทาง ล้วนมีความหมายไม่แพ้ช่วงเวลาที่ก้าวผ่าน Finish Line

 

HYROX คือการแข่งขันฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุดรายการหนึ่งของโลก ผู้เข้าแข่งขันต้องวิ่งรวมระยะ 8 กิโลเมตร สลับกับ Functional Workout 8 ด่าน ได้แก่ SkiErg, Sled Push, Sled Pull, Burpee Broad Jumps, RowErg, Farmers Carry, Sandbag Lunges และ Wall Balls เพื่อทดสอบทั้งความแข็งแรง ความอึด และความทนทานของร่างกาย สิ่งที่ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่พูดตรงกันคือ สิ่งที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่กล้ามเนื้อ แต่คือการต่อสู้กับเสียงในหัวของตัวเอง

 

นักจิตวิทยาการกีฬา Josephine Perry ได้อธิบายไว้ในรายการพอดแคสต์ของ Rox Lyfe ว่า “ความรู้สึกที่เราคิดว่าถึงขีดจำกัดแล้ว ไม่ได้หมายความว่าร่างกายใช้ศักยภาพทั้งหมดจริงๆ เสมอไป สมองมักสร้างระยะเผื่อความปลอดภัยขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายทำงานหนักเกินความจำเป็น นั่นหมายความว่าหลายครั้งสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นกำแพง อาจเป็นเพียงกลไกป้องกันตัวเองของสมอง มากกว่าจะเป็นขีดจำกัดที่แท้จริงของร่างกาย” การลงแข่ง HYROX จึงเป็นเหมือนการฝึกให้เราเรียนรู้ว่า ยังมีศักยภาพอีกส่วนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ และบางครั้งมันจะปรากฏออกมาได้ก็ต่อเมื่อเราเลือกที่จะก้าวต่อไป

 

แน่นอนว่าเมื่อความเหนื่อยสะสม หัวใจเต้นแรง กล้ามเนื้อเริ่มล้า หรือกรดแลคติกทำให้ขาแสบ สมองมักตีความสัญญาณเหล่านี้ว่าเป็นภัยคุกคามและสั่งให้เราหยุดพัก แต่ในทางจิตวิทยามีเทคนิคที่เรียกว่า Cognitive Reappraisal หรือการปรับกรอบความคิดใหม่ ซึ่งนักกีฬาระดับสูงใช้กันอย่างแพร่หลาย แทนที่จะมองว่าความเจ็บคือสัญญาณของความล้มเหลว พวกเขาเลือกตีความว่า นี่คือหลักฐานว่าร่างกายกำลังทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ความรู้สึกไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ความหมายที่เรามอบให้กับมันเปลี่ยน และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เราผ่านอีกหนึ่งเซ็ต หรือวิ่งต่อไปได้อีกหนึ่งกิโลเมตร

 

นอกจากจะท้าทายร่างกายแล้ว HYROX ยังเป็นการฝึกสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Voluntary Discomfort หรือการยอมเลือกเผชิญความลำบากด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกหนัก การวิ่งต่อทั้งที่เหนื่อย หรือการฝืนทำอีกหนึ่งครั้งก่อนหมดเวลา ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้สมองเรียนรู้ว่า ความไม่สบาย ความเหนื่อย หรือแรงกดดัน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกหนีเสมอไป ในทางสรีรวิทยา การออกกำลังกายแบบเข้มข้นยังช่วยกระตุ้นการหลั่ง BDNF (Brain-Derived Neurotrophic Factor) ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ช่วยสร้างและซ่อมแซมเซลล์สมอง เพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ การปรับตัว และการรับมือกับความเครียด เมื่อเผชิญสถานการณ์กดดันบ่อยครั้ง ระบบประสาทจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าความรู้สึกนี้รับมือได้ ส่งผลให้เราไม่ตอบสนองต่อความเครียดด้วยการถอยหนีเหมือนเดิม

 

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนค้นพบหลังผ่านการแข่งขัน HYROX คือ ความมั่นใจที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคำพูดสร้างแรงบันดาลใจ แต่มาจากความมั่นใจที่ได้จากประสบการณ์จริง ทุกครั้งที่เราอยากยอมแพ้ แต่ยังเลือกทำต่อ ทุกครั้งที่เรารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้ สมองจะค่อยๆ สะสมหลักฐานว่า “ฉันเป็นคนที่ผ่านเรื่องยากมาได้” หลักฐานเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งแข็งแรงและยั่งยืนกว่ากำลังใจชั่วคราว เพราะมันเกิดจากการลงมือทำจริง

 

เราจึงมองว่า HYROX จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันออกกำลังกาย มันคือพื้นที่ที่ทำให้เราได้ฝึกอยู่กับความไม่สบาย ฝึกจัดการเสียงในหัว และฝึกเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองอีกครั้ง เพราะหลายครั้งในชีวิต สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การวิ่งอีกหนึ่งกิโลเมตรหรือการยกน้ำหนักอีกหนึ่งครั้ง แต่คือการก้าวต่อไปอีกหนึ่งก้าว เมื่อเราผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เรามักค้นพบความจริงข้อหนึ่งว่า ใจของเรามักยอมแพ้ก่อนที่ร่างกายจะถึงขีดจำกัดจริงๆ เสมอ สิ่งที่ HYROX มอบให้จึงไม่ใช่แค่เหรียญรางวัลหรือสถิติใหม่ แต่คือความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในสนามแข่งหรืออุปสรรคในชีวิตจริง เราอาจแข็งแกร่งกว่าที่ตัวเองเคยคิดไว้ก็ได้นะ

 

อ้างอิง

The post HYROX: เมื่อร่างกายอยากยอมแพ้ แต่ใจสั่งให้ไปต่อ นี่คือบททดสอบ Self-Commitment ที่น่าลอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘I’m donut ?’ โดนัทดังจากญี่ปุ่น เตรียมเปิดสาขาแรกในไทย ต้นปี 2027 https://thestandard.co/life/im-donut-thailand-2027/ Thu, 06 Aug 2026 01:28:38 +0000 https://thestandard.co/life/im-donut-thailand-2027/ ภาพโดนัทสด Nama Donut จากร้าน I’m donut?

ดูเหมือนราชวงศ์โดนัทจะยังไม่สิ้นสุด เพราะต้นปี 2027 ร้า […]

The post ‘I’m donut ?’ โดนัทดังจากญี่ปุ่น เตรียมเปิดสาขาแรกในไทย ต้นปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดนัทสด Nama Donut จากร้าน I’m donut?

ดูเหมือนราชวงศ์โดนัทจะยังไม่สิ้นสุด เพราะต้นปี 2027 ร้านโดนัทชื่อดังจากญี่ปุ่น ‘I’m donut?’ (ไอแอมโดนัท?) เจ้าของกระแส ‘Nama Donut’ หรือโดนัทสดเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน กำลังเตรียมเปิดสาขาแรกในประเทศไทย!

 

I’m donut ? ก่อตั้งโดย เชฟเรียวตะ ฮิราโกะ (Ryouta Hirako) และกลายเป็นหนึ่งในร้านโดนัทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของญี่ปุ่น ด้วยเอกลักษณ์ของ Nama Donut โดนัทเนื้อบริยอชที่ผสมฟักทองคาโบฉะ ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม เบา ชุ่มฉ่ำ และละลายในปาก แตกต่างจากโดนัททั่วไป โดยตัวแป้งและท็อปปิงทุกชิ้นยังทำสดใหม่ภายในร้านทุกวันอีกด้วย

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา I’m donut? กลายเป็นร้านยอดฮิตที่มักมีคิวยาวในญี่ปุ่น ก่อนจะขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งนิวยอร์ก ไทเป และโซล ขณะที่ในปี 2026 แบรนด์ยังมีแผนเปิดสาขาเพิ่มเติมในมาเลเซียและอินโดนีเซีย สะท้อนการเติบโตของแบรนด์ในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

 

แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการประกาศโลเคชันของสาขาแรก หรือ วันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ แต่ทางร้านได้แอบบัญชีอินสตาแกรมทางการในชื่อ @imdonut.tha ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่องทางสื่อสารข่าวสารสำหรับการเปิดตัวในประเทศไทย

 

เอาล่ะ ใครที่เคยต้องไปต่อคิวยาวที่ญี่ปุ่น ตอนนี้เมืองไทย มี I’m donut? เป็นของตัวเองแล้ว โดนัทชื่อดังที่หลายคนยกให้เป็นหนึ่งใน ‘โดนัทที่ต้องกินสักครั้งเมื่อไปญี่ปุ่น’

 

ภาพ: I’m donut? NYC

The post ‘I’m donut ?’ โดนัทดังจากญี่ปุ่น เตรียมเปิดสาขาแรกในไทย ต้นปี 2027 appeared first on THE STANDARD.

]]>