หากพูดถึงเทรนด์ Hybrid Fitness ยุคนี้เราคงนึกถึงรายการร […]
The post คลื่นลูกใหม่แห่งวงการฟิตเนส! ‘URBANWAVE’ ไฮบริดเรซสุดฮิปจากเกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หากพูดถึงเทรนด์ Hybrid Fitness ยุคนี้เราคงนึกถึงรายการระดับโลกอย่าง HYROX เป็นอันดับแรก แต่ตอนนี้กำลังมีคลื่นลูกใหม่จากเกาหลีใต้ที่น่าจับตามองอย่าง ‘URBANWAVE’ อีเวนต์แข่งขันฟิตเนสที่หยิบเอาการวิ่งมาผสมผสานกับการออกกำลังกายแบบ Functional Fitness ซึ่งออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ท้าทายให้ทั้งสายแข่งจริงจัง และสาย Active Lifestyle ยุคใหม่

URBANWAVE คือการแข่งขันแบบการจับคู่ 2 คน โดยมีหลักการสำคัญเพียง 2 ข้อ
การวิ่ง: สมาชิกทั้งสองคนต้องวิ่งไปพร้อมกันตลอดเวลา (ห้ามทิ้งระยะห่างเกิน 6 เมตร) และต้องเข้าจุดเช็กพอยต์พร้อมกัน
สเตชันทดสอบร่างกาย: จำนวนครั้ง (Reps) หรือระยะทางในทุกสเตชัน สามารถสลับแบ่งกันทำได้อย่างอิสระ (YGIG – You Go I Go) ตามกลยุทธ์ของทีม
View this post on Instagram
การแข่งขันแบ่งประเภททีมออกเป็น 3 Divisions หลัก โดยแต่ละรุ่นใช้สเปกน้ำหนักอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน
Elite Division (Men/Women): สำหรับสายโหดและนักกีฬามืออาชีพ โดยรุ่น Men Elite จะใช้น้ำหนักอุปกรณ์สูงสุดของรายการ
Rise Division (Men/Women): สำหรับผู้เริ่มต้นถึงระดับปานกลาง โดยรุ่น Men Rise จะใช้อุปกรณ์มาตรฐานระดับเดียวกับ Women Elite และทีม Mixed
Mixed Division (Male & Female): ทีมคู่ผสมชาย-หญิง ไม่มีการแบ่งระดับสกิล (No Skill Level)

สำหรับรุ่นอายุ (Age Groups) จะคำนวณจาก ค่าเฉลี่ยอายุของสมาชิกทั้งสองคนในทีม โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มอายุ ดังนี้
19-29 ปี
30-39 ปี
40-49 ปี
50-59 ปี
60-69 ปี
70 ปี ขึ้นไป
สนามถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ Wave Zone และ Race Zone รวม 12 สเตชันเท่ากันทุกรุ่น โดยแต่ละทีมจะต้องเริ่มต้นที่ Wave Zone แล้วทำให้ครบทุกสเตชันก่อนจะไปยัง Race Zone ได้


ภาพน้ำหนักอ้างอิงจากประเภท Rise MM
โซนทดสอบพละกำลังระเบิด และสมรรถนะร่างกายแบบฟูลบอดี้
Run: 800m
Row: 1,000m
Dumbbell Snatch (ใช้ข้างเดียว ทำสลับข้าง): 40 ครั้ง/ Rise FF: 9kg | Rise MM, Mixed, Elite FF: 15kg | Elite MM: 22.5kg
Dumbbell Lunge (ถือสองข้าง): 40m/ Rise FF: 9kg | Rise MM, Mixed, Elite FF: 15kg | Elite MM: 22.5kg
Box Jump Over (ก้าวลง): 40 ครั้ง/ Rise FF: 20 นิ้ว | Rise MM, Mixed, Elite FF: 20 นิ้ว | Elite MM: 24 นิ้ว
Burpee Over the Wave: 40 ครั้ง กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางสูง 30cm
โซนทดสอบความทนทานของกล้ามเนื้อ การบริหารเพซ และการฟื้นตัวของร่างกาย
Run: 800m → Air Bike: 2,000m
Run: 800m → Sled Push: 75m/ Rise FF: 87kg | Rise MM, Mixed, Elite FF: 137kg | Elite MM: 192kg
Run: 800m → Sled Pull: 75m/ Rise FF: 63kg | Rise MM, Mixed, Elite FF: 88kg | Elite MM: 143kg
Run: 800m → Ski Erg: 1,000m
Run: 800m → KettleBell Farmer’s Carry: 200m/ Rise FF: 16kg | Rise MM, Mixed, Elite FF: 24kg | Elite MM: 32kg
Run: 800m → Wall Balls: 120 Reps/ Rise FF: 4kg | Rise MM, Mixed, Elite FF: 6kg | Elite MM: 9kg (ความสูงแป้น: ชาย 3m, หญิง 2.7m)
ปิดท้ายด้วยการวิ่งอีก 800m เข้าสู่เส้นชัย
HYROX เน้นการวิ่งถึง 8 กิโลเมตร ส่วน URBANWAVE ย่อระยะวิ่งเหลือ 6.4 กิโลเมตร (วิ่ง 800m ทั้งหมด 8 รอบ) แต่ทดแทนด้วยจำนวนสเตชันที่เยอะกว่า
HYROX วัดความอึดปอดระยะยาว (Aerobic Grind) ขณะที่ URBANWAVE จะเน้นจังหวะกระชากด้วยแรงระเบิด (Explosive Power) ชวนให้อัตราการเต้นหัวใจพุ่งสูง (HR Spike)
การจัดเกณฑ์ Standard ครอบคลุม Men Rise, Women Elite และชายในทีม Mixed ช่วยสร้างสมดุลน้ำหนักที่ท้าทายกำลังดี ไม่กดดันสรีระจนเกินไป

ระบบการตัดสินของ URBANWAVE เข้าใจง่าย ชัดเจน และตรงไปตรงมา โดยวัดจาก 3 เกณฑ์หลัก
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะติดชิปจับเวลาไว้ที่ข้อเท้า นาฬิกาจะเริ่มนับเวลาแบบต่อเนื่องตั้งแต่ปล่อยตัวที่จุด Start ฝ่าทั้ง 12 สเตชันและระยะวิ่ง จนกระทั่งเข้าเส้นชัย ทีมที่ใช้เวลารวมน้อยที่สุดในแต่ละ Division และ Age Group จะเป็นผู้ชนะ
ทุกสเตชันจะมีกรรมการคอยเช็กท่าทางอย่างเคร่งครัด หากทำท่าไม่ตรงมาตรฐาน เช่น สควอตไม่ลึกพอ หรือดันน้ำหนักไม่สุดแขน กรรมการจะขาน “No Rep” และจะไม่นับจำนวนครั้งนั้น ต้องทำซ้ำให้ถูกต้องจนครบตามกำหนดเท่านั้นถึงจะผ่านไปสเตชันถัดไปได้
ในช่วงการวิ่ง หากคนใดคนหนึ่งวิ่งเร็วกว่า ต้องหยุดรอให้คู่มาถึงและเข้าเช็กพอยต์พร้อมกัน นาฬิกาจับเวลาจะหยุดบันทึกก็ต่อเมื่อสมาชิกทั้งสองคนแตะเส้นชัยพร้อมกันเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ผู้ชนะในแต่ละรุ่นจะได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศ พร้อมแพ็กเกจของรางวัลจากพาร์ตเนอร์ชั้นนำ อาทิ Nike และ aminoVITAL (ของรางวัลอาจมีการปรับเปลี่ยนตามสปอนเซอร์ในแต่ละรอบการแข่งขัน)
ส่วนผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่เข้าเส้นชัยจะได้รับ Finisher Patch ประจำการแข่งขัน รวมถึงแพ็กเกจรูปถ่ายความละเอียดสูงตลอดงานฟรี
URBANWAVE เริ่มจัดในรูปแบบ Throwdown ในประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี 2025 ก่อนจะยกระดับสู่ Hybrid Race เต็มรูปแบบ โดยเรซถัดไปจะระเบิดความมันในวันที่ 17-18 ตุลาคม 2026 ณ Incheon Songdo Convensia (Hall 3-4) เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้
บัตรเข้าแข่งขัน (Athlete Ticket): $135 USD (ประมาณ 4,700-4,800 บาท/ คน)
บัตรเข้าชมงาน (Spectator Ticket): Pre-sale $10 USD (ประมาณ 350 บาท) หน้างาน $15 USD (ประมาณ 520-550 บาท)
View this post on Instagram
ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันไฮบริดฟิตเนสในอีกมิติ สามารถสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://urbanwavethrowdown.com/
ภาพ: URBANWAVE
The post คลื่นลูกใหม่แห่งวงการฟิตเนส! ‘URBANWAVE’ ไฮบริดเรซสุดฮิปจากเกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สิ่งที่เราเรียกว่า Multitasking ส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว […]
The post Focusmaxxing วิธีฝึกสมาธิให้กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
สิ่งที่เราเรียกว่า Multitasking ส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าสมองกำลังทำงานหลายอย่างพร้อมกัน แต่เป็นการสลับความสนใจอย่างรวดเร็ว การสลับแต่ละครั้งมีต้นทุน เพราะสมองต้องหยุดกฎของงานเดิมแล้วเรียกข้อมูลของงานใหม่กลับมา ยิ่งถูกขัดจังหวะบ่อย เราจึงยิ่งรู้สึกเหนื่อย ทั้งที่งานซึ่งทำสำเร็จอาจไม่ได้มากขึ้นตามไปด้วย
งานวิจัยของ Sarah Ohly และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Occupational Health Psychology พบว่า การลดการขัดจังหวะจากการแจ้งเตือนให้ประโยชน์ทั้งต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการลดความตึงเครียด ขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับการแจ้งเตือนบนสมาร์ทโฟนพบว่า เพียงเสียงหรือการสั่นก็สามารถดึงทรัพยากรด้านความสนใจออกจากสิ่งที่กำลังทำได้ แม้เราจะยังไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ตาม
ดังนั้น Focusmaxxing จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการฝืนให้ตัวเองจดจ่อให้นานขึ้น แต่อาจเริ่มจากการทำให้สมองมีสิ่งที่ต้องต้านทานน้อยลง เช่น ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น วางโทรศัพท์ให้พ้นสายตา เปิดเฉพาะแท็บที่ใช้ หรือกำหนดช่วงเวลา 25-30 นาทีเพื่อทำงานเพียงเรื่องเดียว แล้วพักสั้นๆ ก่อนเริ่มรอบใหม่
อีกหัวใจสำคัญคือการฝึกดึงความสนใจกลับมา เมื่อรู้ตัวว่าใจลอย เราไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเอง เพียงรับรู้แล้วค่อยกลับมาที่ลมหายใจ เสียงรอบตัว หรือสิ่งที่อยู่ตรงหน้า กระบวนการสั้นๆ นี้คือส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิแบบ Focused Attention ซึ่งไม่ได้วัดว่าเราห้ามใจลอยได้นานแค่ไหน แต่วัดจากการรู้ตัวและพาความสนใจกลับมาได้อีกครั้ง
งานวิจัยของ Brian Chin และคณะพบว่า การฝึก Mindfulness มีส่วนช่วยพัฒนาการควบคุมความสนใจผ่านการรับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนงานของ Catherine Norris และคณะชี้ว่า แม้การทำสมาธิในช่วงเวลาสั้นๆ ก็อาจช่วยให้ผู้เริ่มต้นจัดสรรความสนใจได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน และไม่ควรถูกนำไปตีความว่าเป็นวิธีเพิ่มประสิทธิภาพแบบทันทีทันใด
สิ่งที่ควรระวังคือคำว่า Maxxing อาจทำให้การดูแลตัวเองกลายเป็นการแข่งขัน เราอาจเริ่มวัดทุกนาที รู้สึกผิดเมื่อพัก หรือหันไปพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสารกระตุ้นโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หน่วยงานทางการแพทย์เตือนว่าเทรนด์ Maxxing หลายรูปแบบอาจผลักพฤติกรรมไปสู่ความสุดโต่ง โดยที่วิธีเหล่านั้นยังไม่มีหลักฐานเพียงพอหรืออาจเกิดอันตรายได้
Focusmaxxing ที่ดีกับใจจึงไม่ใช่การรีดประสิทธิภาพจากตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่คือการปกป้องความสนใจจากสิ่งที่ไม่จำเป็น นอนให้เพียงพอ รู้ว่าเมื่อไรควรทำงาน และยอมรับว่าเมื่อสมองล้าก็ควรพัก เพราะบางครั้งสิ่งที่ช่วยให้เรากลับมามีสมาธิได้ อาจไม่ใช่วินัยที่เข้มงวดกว่าเดิม แต่เป็นพื้นที่เงียบๆ ที่อนุญาตให้ใจหยุดสลับไปมาสักครู่










The post Focusmaxxing วิธีฝึกสมาธิให้กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้า appeared first on THE STANDARD.
]]>
เสื้อผ้าของ POEM ขึ้นชื่อเรื่อง ‘ความเป๊ะ’ ตั้งแ […]
The post ถอดรหัสนิยาม ‘Structural Beauty’ เบื้องหลังความงามที่เริ่มต้นจากโครงสร้างผิว ของโปรแกรม Radiesse และ Sean POEM [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>

เสื้อผ้าของ POEM ขึ้นชื่อเรื่อง ‘ความเป๊ะ’ ตั้งแต่สี ดีไซน์ และเนื้อผ้า ไปจนถึงงานตัดเย็บ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังลุคเอวสับ ล็อกสรีระ และซิลูเอตชัดที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่า ‘นี่แหละ POEM’ ยังมีหัวใจสำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือ ‘โครงสร้างภายใน’
สำหรับ ฌอน-ชวนล ไคศิริ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ POEM ‘โครงสร้าง’ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางเทคนิค แต่เป็นรากฐานที่ร้อยทุกองค์ประกอบของชุดเข้าด้วยกัน ทำให้เสื้อผ้าคงรูป ขับสรีระ และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับผู้สวมใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แนวคิดเรื่องความงามที่เริ่มต้นจากโครงสร้างภายในไม่ได้จบอยู่เพียงในห้องเสื้อ แต่ยังเป็นมุมมองที่ฌอนมีร่วมกับโปรแกรม Radiesse โดย Merz Aesthetics ที่มองว่า ‘โครงสร้างผิว และ โครงสร้างชุด’ คือหัวใจสำคัญของความงามเช่นเดียวกัน
ความเชื่อนี้จึงต่อยอดสู่แคมเปญ Structural Beauty ที่ชวนให้ทุกคนหันมาฟื้นฟูโครงสร้างผิวภายใน พร้อมยกระดับโปรแกรม Radiesse จากภาพจำของสารกระตุ้นคอลลาเจน สู่ The Only Skin-Structure Bio-Regenerator นวัตกรรมฟื้นฟูโครงสร้างผิวทั้งคอลลาเจน และอีลาสตินที่ช่วยเรื่องแรงเด้งกลับ ไปพร้อมกัน

ผิวสวยที่เราเห็นด้วยตา แท้จริงแล้วมีเบื้องหลังไม่ต่างจากงานตัดเย็บ
‘โครงสร้างผิว’ เปรียบเสมือนโครงชุดที่ซ่อนอยู่ใต้ผิว คอยกำหนดทรงและพยุงทุกเส้นสายให้อยู่ตัว
ในโครงสร้างนี้ คอลลาเจนทำหน้าที่เหมือน ‘โครงเสื้อ’ ที่ให้ความแข็งแรงและขึ้นทรง
ส่วนอีลาสตินคือ ‘Bone’ โครงวัสดุที่ช่วยให้ผิวขยับได้แล้วดึงกลับสู่ทรงเดิมเสมอ
เมื่ออายุมากขึ้น โครงชุดนี้ค่อยๆ หย่อนตัวลง ผิวจึงเริ่มเสียทรงและมีริ้วรอย สัญญาณที่ปรากฏภายนอกอาจมาในรูปของร่องแก้ม ผิวหย่อนคล้อย หรือหน้าเหี่ยวย่น การดูแลผิวไม่ควรหยุดอยู่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่ควรลงลึกถึงการฟื้นฟูรากฐานที่กำหนดคุณภาพผิวจากภายในตั้งแต่โครงสร้างผิว
โปรแกรม Radiesse เข้ามาตอบโจทย์การดูแลในระดับโครงสร้างผิว เปรียบเสมือนการเข้าไปฟื้นฟู ‘โครงสร้าง’ ที่คอยรองรับผิว โดยมีสารสำคัญ Calcium Hydroxylapatite หรือ CaHA ที่ร่างกายรู้จักและใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งนอกจากช่วยฟื้นฟูยกพยุงผิวแล้ว ยังทำหน้าที่เสมือนโครงรองรับให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์เข้ามาทำงาน จึงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและการสร้างอีลาสติน ซึ่งเป็นสององค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ยืดหยุ่น และมีแรงเด้งกลับ
กระบวนการนี้นำไปสู่ 3 คุณสมบัติหลัก ได้แก่

สุดท้าย สิ่งที่ฌอนและ โปรแกรม Radiesse มองเห็นตรงกันคือ ความงามที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการแก้สิ่งที่มองเห็นเพียงชั่วคราว แต่เริ่มจากการดูแลตั้งแต่ต้นทาง หากมุ่งสร้างรากฐานให้พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลง ก็จะสามารถคงความงามในแบบของตัวเองไว้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้สนใจโปรแกรม Radiesse สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและตรวจสอบคลินิกพันธมิตรที่มีสัญลักษณ์ Ready to Check ได้ที่ https://www.merzaesthetics.co.th/ พร้อมปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินโครงสร้างผิวและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
The post ถอดรหัสนิยาม ‘Structural Beauty’ เบื้องหลังความงามที่เริ่มต้นจากโครงสร้างผิว ของโปรแกรม Radiesse และ Sean POEM [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
Negroni Week ปีนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มดื่มที่ไหนดี ล […]
The post ถือแผนที่แล้วไปดื่ม! Negroni Week ชวน Bar Hopping 4 ย่านทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
Negroni Week ปีนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มดื่มที่ไหนดี ลองหยิบแผนที่แล้วออกเดิน Hopping เพราะ Campari ชวนทุกคนไป Bar Hopping ผ่าน 4 ย่าน ได้แก่ ซอยนานา สาทร ทรงวาด และเชียงใหม่ พร้อมชวน การุณ เจียมวิริยะเสถียร หรือ ZilluStation มาถ่ายทอดแต่ละย่านผ่านแผนที่วาดมือในลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์
ความสนุกคือทั้ง 4 เส้นทางไม่ได้ชวนไปดื่มในบรรยากาศเดียวกัน แต่สะท้อนคาแรกเตอร์ของแต่ละย่านออกมาแตกต่างกัน เริ่มต้นที่ ‘ซอยนานา เยาวราช’ รูทนี้เหมาะแก่ Bar Hopping หลังพระอาทิตย์ตก โดยเริ่มเดินจาก Thurty กับ Campari Pop-Up และค็อกเทลพิเศษจาก Davide Sambo ก่อนออกเดินเก็บแสตมป์จาก 5 บาร์ ได้แก่ Ba Hao, Xin Xe Goi, Wallflowers, Tep และ Thurty แล้วกลับมาแลกรับของที่ระลึกเมื่อจบเส้นทาง
แต่ถ้าคุณเป็นสายกิน แนะนำ ‘ย่านสาทร’ กับ The Ultimate Neighbourhood Food & Cocktail Route ที่เชื่อมร้านอาหารและบาร์ 7 แห่งเข้าด้วยกัน ได้แก่ Le Café des Stagiaires, Bardo Social Bistro & Bar, Masseria Decimo, Supanniga Sathorn, Giglio Trattoria Fiorentina, Charm Eatery & Bar ไปจนถึง ASAI Bangkok Sathorn เหมาะกับการเริ่มต้นตั้งแต่มื้อเย็นแล้วค่อยๆ ดื่มต่อไปตลอดคืน
สำหรับใครที่ไม่อยากให้ค่ำ ‘ทรงวาด’ มี Daytime Culture & Cocktail Route ที่ Campari ร่วมกับ Hit the Road ชวนออกเดินเล่นกันตั้งแต่ช่วงกลางวัน ผ่าน 11 จุดหมายที่มีทั้งค็อกเทล อาหาร คาเฟ่ และพื้นที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น Hit The Road, Shunn Songwat, Terroir, Clay Songwat, Tungchae, Skonx, Onest, Kiss Me Doll, Wanjai Cafe House, Khong Suay และ Matcha Maru ถือเป็นเส้นทางที่ทำให้ Negroni Week กลายเป็นข้ออ้างดีๆ สำหรับกลับไปเดินเล่นย่านเก่าอีกครั้ง
จากกรุงเทพฯ ขยับขึ้นเหนือไปที่ เชียงใหม่ ซึ่งปีนี้มีบาร์เข้าร่วมกว่า 17 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ตั้งแต่ค็อกเทลบาร์และสปีคอีซี ไปจนถึงบาร์ในโรงแรม อย่าง Space Time, Ronnie’s, Bray11, Forbidden Bar, Bar Not Found, The White Rabbit, Bar SAN, Noir cmi รวมถึง InterContinental Chiang Mai และ Meliá Chiang Mai Hotel เรียกว่าเลือกเส้นทางกันได้ตามสไตล์การดื่มของตัวเอง
นอกจากทำหน้าที่เป็น Drinking Map แล้ว ภาพวาดทั้ง 4 ย่านของ ZilluStation ยังถูกนำไปต่อยอดเป็น เสื้อยืด Limited Edition โดยรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดจะมอบให้การกุศล สามารถสั่งซื้อได้ทาง LINE @campari
Negroni Week 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–27 กันยายน 2026 เพราะฉะนั้นสัปดาห์นี้แทนที่จะถามว่า “คืนนี้ไปดื่มร้านไหนดี?” ลองเปลี่ยนเป็น “คืนนี้ไปเดินย่านไหนดี?” แล้วถือแผนที่ออกไปตามหา Negroni แก้วโปรดระหว่างทางกัน
ภาพ: Shutterstock
The post ถือแผนที่แล้วไปดื่ม! Negroni Week ชวน Bar Hopping 4 ย่านทั่วกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า CRENN (เครน) ไม่ได้เริ่มต้นที่เอก […]
The post CRENN Bakery ร้านเบเกอรีคิวยาวจากระยอง สู่สาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่เอกมัย ซอย 6 appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า CRENN (เครน) ไม่ได้เริ่มต้นที่เอกมัย เพราะก่อนจะมาเปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ ร้านนี้มีบ้านหลังแรกอยู่ที่ระยอง และเปิดมาประมาณ 3 ปีแล้ว จากร้านเบเกอรีห้องแถวเล็กๆ ที่ทำขนมกันเองหลังร้าน ก่อนจะค่อยๆ มีคนตามไปกิน จนถึงช่วงที่เปิดจองออนไลน์แล้วขนมหมดภายในเวลาเพียง 1 นาที
แล้วถ้าถามว่าอะไรทำให้คนตาม CRENN มาถึงขนาดนั้น หนึ่งในคำตอบน่าจะอยู่ที่ Laminated Dough ซึ่งเป็นเบสของขนมส่วนใหญ่ในร้าน เทคนิคนี้คือการพับแป้งสลับกับชั้นเนยแบบเดียวกับที่ใช้ทำครัวซองต์ แต่ CRENN ไม่ได้หยุดอยู่แค่ Plain Croissant เพราะเบเกอร์ของร้านนำแป้งเดียวกันไปต่อยอดเป็นขนมหลายรูปแบบ ทั้ง Danish, Croissant Tart ไปจนถึงของคาวอย่าง Sausage & Cheese Croissant และ Croissant Lasagna ขณะที่เมนูบางตัวเริ่มจากการเป็น Seasonal ก่อนจะได้รับความนิยมจนถูกเก็บไว้เป็นเมนูประจำ


ยะหยา-กัญญาวีร์ ฤทธิไชย
เรื่องของ CRENN เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนจากสองพี่น้อง ‘พี่ยะหยาและน้องจีน’ โดยยะหยามีความคิดอยากทำคาเฟ่มาตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 และเคยทำส่งให้คาเฟ่มาก่อน ส่วนน้องชายอย่างจีนเลือกฝึกทำขนมและทำงานเป็นเบเกอร์ในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณ 2-3 ปี ก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจกลับไปเริ่มร้านด้วยกันที่ระยอง เพราะยะหยาเคยทำงานที่นั่นมาก่อน
ร้านแรกเป็นเพียงห้องแถวเล็กๆ ในซอยวัด อบขนมกันด้านหลังแล้วนำออกมาขายหน้าร้าน แม้โลเคชันจะไม่ได้เป็นย่านที่คนรู้จัก แต่บริเวณนั้นมีกลุ่มคนทำงานจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอยู่ไม่น้อย และกลายเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าของร้าน ประกอบกับช่วงแรก CRENN มีกำลังผลิตครัวซองต์ไม่ถึง 100 ชิ้นต่อวัน จึงใช้วิธีเปิดรับจองออนไลน์ในวันธรรมดา และเปิดให้ Walk-in ในวันเสาร์ จนเริ่มเห็นภาพคนมาต่อคิวตั้งแต่ก่อนร้านเปิด รวมถึงบางรอบที่ยอดจองเต็มภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
เมื่อร้านที่ระยองเริ่มลงตัว ความคิดเรื่องสาขาที่สองจึงตามมา เดิมทีมองทำเลในชลบุรีไว้ด้วย แต่สุดท้ายสองพี่น้องเลือกกลับมาทำความฝันเดิมในกรุงเทพฯ และลงเอยที่เอกมัย ซอย 6 พร้อมนำสิ่งที่ขาดจากร้านแรกมาปรับใหม่ ตั้งแต่ครัวที่เปิดให้เห็นการอบขนม ไปจนถึงพื้นที่นั่งที่มากขึ้น เพื่อให้ CRENN สาขานี้ไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะซื้อขนมกลับบ้านเหมือนเดิม



สิ่งแรกที่ต่างจากระยองอย่างชัดเจนคือสาขาเอกมัยถูกออกแบบมาให้นั่งได้จริงจังมากขึ้น ตัวร้านมีพื้นที่ 2 ชั้น ใช้กระจกบานใหญ่รับแสงธรรมชาติ ก่อนแทรกสีฟ้าเข้ามาเป็นสีหลักของร้าน ตัดกับสีขาวและวัสดุเรียบๆ ชั้นบนมีโต๊ะค่อนข้างเยอะ พร้อม Wi-Fi และปลั๊กไฟ จึงสามารถนั่งกินขนม ดื่มกาแฟ หรือเปิด Macbook ทำงานต่อได้
แต่จุดที่เราว่าสื่อถึงตัวตนของ CRENN ได้มากกว่าดีไซน์คือ Open Kitchen บริเวณชั้นล่าง ซึ่งเปิดให้เห็นทีมเบเกอร์ทำงานอยู่ด้านหลังตู้ขนม เราจะได้เห็นขนมแต่ละถาดทยอยออกจากเตา รวมถึงกลิ่นเนยที่ลอยอยู่ในร้าน ส่วนใครตั้งใจมาตามหาเมนูใดเมนูหนึ่ง แนะนำให้มาเร็วหน่อย เพราะขนมจะทยอยอบและมีจำนวนจำกัด เราไปช่วงสายและหลายตัวเริ่มหมดแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นธรรมดาของร้านเบเกอรีที่อบขายกันเป็นรอบๆ มากกว่าจะมีทุกเมนูเต็มตู้ตลอดทั้งวัน


ถ้ามองเข้าไปในตู้ขนมก็จะเห็นว่ามีเบเกอรีวางเรียงอยู่หลายแบบ ตั้งแต่ Plain Croissant ไปจนถึง Danish, Croissant Tart และเมนูของคาว ทำให้แค่ยืนเลือกหน้าตู้ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน
เราแนะนำให้ลอง Raspberry & Tonka Bow (135 บาท) หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ที่สะดุดตาตั้งแต่รูปทรงโบว์ ตัวแป้งเห็นชั้นค่อนข้างชัด ด้านในเป็นราสป์เบอร์รี่เข้ากับครีม Tonka Bean ซึ่งให้กลิ่นไปทางวานิลลาและเครื่องเทศ ทำให้ไม่ได้มีแค่รสหวานอย่างเดียว
อีกตัว Blueberry Lavender Danish (150 บาท) ซึ่งเริ่มต้นจากเมนู Seasonal ก่อนจะกลายมาเป็นเมนูประจำของร้าน ด้านบนวางบลูเบอร์รี่สดกับครีม ก่อนมีทั้งบลูเบอร์รี่ เลมอนเคิร์ด และกานาชที่ Infuse ด้วยลาเวนเดอร์อยู่ในองค์ประกอบเดียวกัน จึงเป็นตัวที่มีทั้งรสผลไม้ ความเปรี้ยว และกลิ่น Floral เข้ามาตัดกับความมันของแป้ง



ฝั่งของคาว เราลอง Sausage & Cheese Croissant (145 บาท) ที่เปลี่ยนครัวซองต์มาเป็นทรงยาวห่อไส้กรอกกับชีส เหมาะกับคนที่ไม่ได้อยากเริ่มวันด้วยขนมหวาน ส่วน Vanilla Croissant Tart (145 บาท) เปลี่ยนครัวซองต์มาอยู่ในรูปทรงทาร์ตสี่เหลี่ยมแล้วเติมวานิลลาครีมตรงกลาง หวานคาราเมลกำลังดี เราว่าเมนูนี้น่าจะถูกใจเด็กอ้วนหลายคน
ถ้าหิวกว่านั้น CRENN มีอีกไลน์ที่น่าสนใจคือ Sourdough Sandwich และตัวที่เราเลือกคือ Pastrami (430 บาท) ซึ่งมาแบบจริงจังกว่าคำว่าเบเกอรีพอสมควร เพราะประกบพาสตรามีมาเป็นชั้นค่อนข้างหนาระหว่างขนมปังซาวโดว์ นอกจากนี้ยังมี Tuna and Smoked Cheese (280 บาท), Cubano (290 บาท) และ Ham and Cheese (280 บาท) ส่วนเครื่องดื่มก็มีตั้งแต่กาแฟ มัทฉะ และชา วันที่เราไปอยากกินกาแฟยังไงไม่รู้เลยสั่ง ลาเต้เย็น (90 บาท) มากินคู่กับเบอเกอรี



สิ่งที่เราชอบใน CRENN คือการได้เห็นร้านเบเกอรีเล็กๆ จากระยองค่อยๆ เติบโตขึ้นด้วยสิ่งที่ตัวเองถนัด จากวันที่ทำครัวซองต์ได้ไม่ถึง 100 ชิ้นต่อวัน จนวันนี้มีสาขาแรกในกรุงเทพฯ แต่สิ่งที่ตามมาด้วยไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคาเฟ่ใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะหัวใจของร้านยังอยู่ที่การทำขนม
อีกอย่างที่เรารู้สึกได้คือ CRENN เลือกโตในแบบของตัวเอง ทั้งการเก็บเงินจากร้านแรกเพื่อมาทำสาขานี้ และการตัดสินใจไม่รับนักลงทุนเพื่อให้ยังเลือกทิศทางของร้านได้เอง สำหรับเรา การได้เห็นร้านเล็กๆ จากต่างจังหวัดเติบโตจนมีคนตามกิน และเดินทางเข้ามาเปิดร้านกลางเอกมัยโดยยังรักษาสิ่งที่ตัวเองอยากทำไว้ได้ ก็น่าสนใจไม่แพ้ขนมในตู้เลย
Location: ต้นซอยเอกมัย 6 ใกล้ Big C เอกมัย
Open: เปิดทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น.
Contact: CRENN Bakery
Parking: หน้าร้านจอดรถได้ประมาณ 3 คัน หรือจอดที่ Big C เอกมัย
Budget: ราคา 300-500 บาทต่อคน
Map: https://maps.app.goo.gl/iCcM3dd1UiRDe5bM6
The post CRENN Bakery ร้านเบเกอรีคิวยาวจากระยอง สู่สาขาแรกในกรุงเทพฯ ที่เอกมัย ซอย 6 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหตุผลแรกคือความนิยมของ K-Beauty และกลุ่มหัตถการ Skin B […]
The post ทำไม PDRN ถึงมาแรงในตลาดความงาม ดีจริงหรือเป็นเพียงกระแส? appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหตุผลแรกคือความนิยมของ K-Beauty และกลุ่มหัตถการ Skin Booster ซึ่งทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับแนวคิดการฟื้นฟูผิวจากภายใน เมื่อ PDRN ถูกนำมาใส่ในสกินแคร์ จึงได้รับความสนใจต่อเนื่องจากตลาดคลินิก
อีกเหตุผลคือกระแส Longevity และ Biotech Skincare ที่ไม่ได้มองการดูแลผิวเพียงแค่ลดริ้วรอย แต่เน้นทำให้ผิวแข็งแรง ฟื้นตัวได้ดี และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออายุมากขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องราวของ “DNA จากปลาแซลมอน” ก็มีความแปลกใหม่และจดจำง่าย เหมาะกับการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย จึงยิ่งทำให้ส่วนผสมนี้กลายเป็นไวรัล
คำตอบคือ “มีศักยภาพ แต่ยังต้องดูวิธีใช้”
หลักฐานของ PDRN ที่ค่อนข้างชัดมาจากการใช้ทางการแพทย์ การรักษาบาดแผล การทดลองในห้องปฏิบัติการ และการฉีดเข้าสู่ผิว ส่วนหลักฐานของ PDRN ในเครื่องสำอางแบบทายังมีไม่มากเท่ากัน เพราะชิ้นส่วน DNA มีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่และอาจซึมผ่านเกราะป้องกันผิวได้จำกัด
ดังนั้นเซรั่ม PDRN จึงไม่สามารถคาดหวังผลเทียบเท่าการฉีด PDRN หรือ PN ในคลินิกได้ ผลเรื่องความชุ่มชื้น ผิวอิ่มฟู หรือผิวดูแข็งแรงขึ้น อาจเกิดจากส่วนผสมอื่นในสูตร เช่น กลีเซอรีน ไฮยาลูโรนิกแอซิด เซราไมด์ หรือไนอะซินาไมด์ร่วมด้วย ไม่ได้หมายความว่า PDRN เป็นผู้ทำงานทั้งหมด
ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนา PDRN น้ำหนักโมเลกุลต่ำ ระบบนำส่งสาร และ PDRN จากพืช เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการซึมผ่านผิวและตอบโจทย์ผลิตภัณฑ์วีแกน แต่หลักฐานส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาขนาดเล็กและติดตามผลระยะสั้น จึงต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม
อย่าพิจารณาเพียงคำว่า PDRN บนบรรจุภัณฑ์ ควรดูว่าผลิตภัณฑ์ระบุแหล่งที่มา ความเข้มข้น ขนาดโมเลกุล หรือมีผลการทดสอบของสูตรสำเร็จหรือไม่ บนรายการส่วนผสม PDRN อาจใช้ชื่อว่า Sodium DNA ควรเลือกสูตรที่มีส่วนผสมดูแล Skin Barrier ร่วมด้วย และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ลดการสัมผัสแสงกับอากาศ เนื่องจาก PDRN เป็นวัตถุดิบที่ต้องควบคุมความเสถียร ผู้มีประวัติแพ้ปลาควรตรวจสอบแหล่งวัตถุดิบและทดลองใช้ในบริเวณเล็กๆ ก่อน
ที่สำคัญ PDRN ไม่ควรเข้ามาแทนที่พื้นฐานอย่างครีมกันแดด มอยส์เจอไรเซอร์ หรือส่วนผสมที่มีหลักฐานรองรับมาอย่างยาวนาน เช่น เรตินอยด์ วิตามินซี และไนอะซินาไมด์
PDRN ไม่ใช่ส่วนผสมที่ “ไม่ดี” และไม่ใช่ยาวิเศษกู้ผิวในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตา โดยเฉพาะเมื่อถูกพัฒนาให้มีขนาดโมเลกุลเหมาะสม มีความเสถียร และมีงานวิจัยรองรับสูตรสำเร็จ หากอยากทดลอง สามารถใช้เป็นส่วนเสริมในรูทีนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและดูแลผิวที่อ่อนแอได้ แต่ควรเลือกจากคุณภาพของสูตรมากกว่ากระแส เพราะในโลกของ Biotech Skincare ชื่อส่วนผสมอาจดึงดูดความสนใจได้รวดเร็ว แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่างหากที่จะบอกว่าสิ่งนั้นทำงานกับผิวได้จริงมากน้อยเพียงใด
อ้างอิง
The post ทำไม PDRN ถึงมาแรงในตลาดความงาม ดีจริงหรือเป็นเพียงกระแส? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าย้อนกลับไปตอนที่เราเปลี่ยนจาก iPhone รุ่น Pro มาใช้ […]
The post รีวิว iPhone 18 Pro Max มีอะไรใหม่ และฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นยังไงบ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าย้อนกลับไปตอนที่เราเปลี่ยนจาก iPhone รุ่น Pro มาใช้ Pro Max สิ่งที่รู้สึกได้ชัดที่สุดไม่ใช่เรื่องความแรงหรือกล้อง แต่เป็นเรื่องง่ายๆ อย่างหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น มองอะไรได้เต็มตากว่าเดิม และแบตเตอรี่ที่ทำให้เราออกไปใช้ชีวิตข้างนอกโดยไม่ต้องคอยมองหา Power Bank บ่อยเหมือนก่อน
พอมาปีนี้ iPhone 18 Pro Max ก็มีของใหม่เพิ่มเข้ามาหลายอย่าง ตั้งแต่กล้องที่ปรับรูรับแสงได้, Pro Controls, ชิป A20 Pro, ระบบระบายความร้อนใหม่ ไปจนถึงแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น
แต่ในวันที่ สมาร์ทโฟนเร็ว แรง และมีกล้องที่ดีมากอยู่แล้ว ขณะที่ตัวเลขต่างๆ ก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นแทบทุกปี เมื่อ iPhone เดินทางมาถึงรุ่นที่ 18 สิ่งที่เราสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่า มีอะไรใหม่ แต่คือของใหม่เหล่านี้ ทำให้ชีวิตประจำวันของเราดีขึ้นหรือสะดวกขึ้นตรงไหนบ้าง และ หลังจากลองใช้จริง นี่คือสิ่งที่เราเจอ



ของใหม่ที่น่าสนใจที่สุดของ iPhone 18 Pro Max น่าจะเป็นกล้องหลัก Fusion Main 48MP ที่มาพร้อม Variable Aperture หรือรูรับแสงแบบปรับได้เป็นครั้งแรกบน iPhone ภายในใช้ใบเบลด 6 ชิ้น และเปิดให้เลือกรูรับแสงได้ทั้งหมด 4 ค่า
ความน่าสนใจจึงไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพของภาพ แต่คือการควบคุม Depth of Field หรือระยะชัดลึก ได้มากขึ้น เช่น
ถ้าไม่ได้เล่นกล้อง คำว่า Aperture อาจฟังดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่มันทำให้เราควบคุม Depth of Field หรือระยะชัดลึก ของภาพมากขึ้น เช่น ถ่าย Portrait แล้วอยากแยกคนออกจากฉากหลังมากขึ้น ถ่ายรูปกลุ่มแล้วอยากให้คนหลายระยะยังคงชัด หรือถ่ายอาหารและสิ่งของแล้วอยากเลือกเองว่าฉากหลังควรละลายมากน้อยแค่ไหน ส่วนในสภาพแสงน้อย การเปิดรูรับแสงกว้างก็ช่วยให้กล้องรับแสงได้มากขึ้น
ที่ผ่านมา Computational Photography ของ iPhone จัดการเรื่องเหล่านี้ให้เราเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ iPhone 18 Pro และ Pro Max เปิดโอกาสให้เราควบคุมภาพเองได้มากขึ้น
และ Variable Aperture ก็ไม่ได้ทำงานอยู่โดดๆ เพราะ Apple ยังปรับกระบวนการประมวลผลภาพใหม่ รวมถึง Photographic Styles ยังเพิ่มทางเลือกในการปรับ Texture และ Grain ทำให้การเลือกลุคของภาพไม่ได้จบแค่เรื่องสี แต่รวมถึงผิวสัมผัสและอารมณ์ของภาพด้วย เช่น เลือก Soft Skin เพื่อให้ผิวดูนุ่มขึ้น หรือเพิ่ม Grain เพื่อให้ภาพมีเม็ดเกรนและบรรยากาศใกล้เคียงภาพฟิล์มมากขึ้น ส่วนฝั่งวิดีโอก็สามารถใส่ Cinematic Effect หลังถ่ายเสร็จได้สูงสุด 60 fps รวมถึงถ่าย 4K Dolby Vision ในโหมด Time-lapse ได้แล้วด้วย
นั่นหมายความว่าภาพถ่ายของเราจะขยับเข้าไปใกล้ระดับโปรเฟสชั่นนัลยิ่งขึ้น สนุกกับการถ่ายภาพมากขึ้น สามารถสร้างภาพที่ครีเอทีฟสูงๆ ได้เลย


อีกของใหม่ที่มาคู่กับ Variable Aperture คือ Pro Controls ซึ่งนำการตั้งค่าหลายอย่างที่คนใช้กล้องคุ้นเคยเข้ามาไว้ในแอป Camera โดยตรง ทั้ง Aperture, Shutter Speed, White Balance รวมถึง Histogram สำหรับดูระดับแสงของภาพ
รูรับแสงใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องตั้งค่ากล้องเองทุกครั้ง เพราะ iPhone สามารถปรับให้เหมาะกับสภาพแสงและระยะชัดลึกได้โดยอัตโนมัติ ส่วนคนที่อยากกำหนดภาพด้วยตัวเองมากขึ้น ก็สามารถเลือกควบคุมผ่าน Pro Controls ได้เช่นกัน
จากที่ลองใช้ เรามองว่า Pro Controls ไม่ได้เข้ามาแทน Auto แต่เป็นเหมือน อีกขั้นหนึ่งที่เปิดให้เข้าไปเล่นเมื่อเราอยากตั้งใจถ่ายภาพมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นวิธีใช้งานที่เหมาะกับคนส่วนใหญ่มากกว่า

อีกเรื่องที่น่าจะส่งผลกับชีวิตประจำวันมากกว่าการเพิ่มสเปกหลายอย่างรวมกัน นั่นคือ แบตเตอรี่ เมื่อ Apple ระบุว่า iPhone 18 Pro Max สามารถเล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 43 ชั่วโมง และเป็น iPhone รุ่น Pro ที่มีแบตเตอรี่ใช้งานได้นานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนหนึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของ A20 Pro และการเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ภายในเครื่อง
การชาร์จก็เร็วขึ้นเช่นกัน โดยการเสียบสายเพียง 5 นาที สามารถให้พลังงานสำหรับการเล่นวิดีโอได้ประมาณ 7 ชั่วโมง ในขณะที่การชาร์จถึง 50% ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ดังนั้น หากคุณเป็นคนใช้งานมือถือกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเปิด Google map, แชตคุยกับเพื่อนและตอบเรื่องงาน, ทำงาน, เช็กโซเชียลมีเดีย, ดู Youtube, เปิด 5G ถ่ายภาพและวิดีโอตลอดวัน เราต้องการแบตฯ ที่ใช้งานได้ทั้งวัน หรืออย่างน้อย การชาร์จแบตฯ ที่เต็มไว หรือแค่ 5 นาทีก็นำไปใช้ต่อได้อย่างอุ่นใจ ก็ถือเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดแล้ว

ภายใน iPhone 18 Pro Max คือ A20 Pro ชิปที่ผลิตด้วยกระบวนการ 2 นาโนเมตร พร้อม CPU 6-core, GPU 7-core และ Neural Engine แบบคู่ รวม 32-core สำหรับรองรับการประมวลผล AI บนอุปกรณ์และ Computational Photography ที่หนักขึ้น แต่ในชีวิตประจำวัน ความเร็วอาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่ที่สุด เพราะ iPhone รุ่น Pro หลายรุ่นที่ผ่านมาก็เร็วมากพอสำหรับงานทั่วไปอยู่แล้ว
สิ่งที่น่าสนใจกว่าจึงเป็น Vapor Chamber เจเนอเรชั่นใหม่ ที่ Apple เพิ่มพื้นที่ผิวขึ้น 3 เท่าจากรุ่นก่อน พร้อมปรับโครงสร้างภายในให้ A20 Pro เชื่อมต่อกับระบบระบายความร้อนได้โดยตรง ซึ่ง Apple ระบุว่าช่วยเพิ่ม Sustained Performance หรือประสิทธิภาพเมื่อต้องทำงานต่อเนื่องได้สูงสุด 40% ทำให้การใช้โทรศัพท์ที่หนักต่อเนื่องกัน เช่น ถ่ายวิดีโอ 4K, ใช้กล้องกลางแดด, เปิด Maps และ 5G เป็นเวลานาน, เล่นเกม หรือตัดต่อวิดีโอนั้นลื่นไหลเร็วยิ่งขึ้น

เราชอบ iPhone 18 Pro Max ตรงที่ Dynamic Island เล็กลง ช่วยเพิ่มพื้นที่บนหน้าจอ และสามารถแสดง Live Activities ได้พร้อมกันสูงสุด 3 กิจกรรม เช่น ติดตามรถที่เรียกไว้ / จับเวลา / ดูสถานะกิจกรรมอื่นโดยไม่ต้องเปิดแต่ละแอปขึ้นมา (เพราะอย่างที่บอกหลายๆ ครั้งเรามักทำหลายๆ พร้อมกัน)
อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจสำหรับคนทำภาพคือ Apple Reference Image เมื่อเปิดโหมด Reference กล้องจะเก็บข้อมูลภาพที่มีการรับรองจากเซ็นเซอร์ไว้สำหรับสร้างภาพอ้างอิง เปรียบได้กับเนกาทีฟดิจิทัลที่สามารถเปิดดูคู่กับภาพหลักในแอป Photos เพื่อสังเกตว่าภาพถูกครอป ปรับสี หรือเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่กล้องบันทึกไว้อย่างไร จึงเป็นอีกเครื่องมือสำหรับคนที่ต้องการแสดงที่มาของภาพและความแตกต่างระหว่างภาพอ้างอิงกับภาพที่นำไปใช้งาน

Apple Reference Image
หลังจากได้ลองลองใช้ iPhone 18 Pro Max สิ่งที่เราใช้เวลาลองมากที่สุดยังคงเป็นกล้อง โดยเฉพาะ Variable Aperture ที่ครั้งนี้เปิดให้เลือกควบคุมรูรับแสงได้มากขึ้น ความต่างจะเห็นง่ายขึ้นเมื่อเราตั้งใจถ่ายและนำภาพมาเทียบกัน เช่น Portrait ที่ต้องการแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง หรือภาพอาหาร และตอนกลางคืนในที่แสงน้อยที่ต้องบาลานซ์ระหว่างแสงกับระยะชัด
iPhone 18 Pro Max น่าจะเหมาะกับคนที่อยากได้ iPhone รุ่นใหญ่ที่จบในเครื่องเดียว โดยเฉพาะคนที่ใช้กล้องเยอะ อยากลอง Variable Aperture และ Pro Controls หรือให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่ที่อยู่ได้ยาวๆ ตลอดวัน
สำหรับคนที่ใช้ iPhone 14 หรือ 15 Series อยู่ การขยับมารุ่นนี้จะมีหลายอย่างให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากกว่าแค่ความแรง ตั้งแต่กล้อง แบตเตอรี่ ไปจนถึงการจัดการความร้อน แต่ถ้าใช้รุ่น Pro เจเนอเรชันใหม่กว่านั้นอยู่แล้ว เหตุผลในการเปลี่ยนอาจขึ้นอยู่กับว่า Variable Aperture, แบตเตอรี่ และกล้องที่ควบคุมได้มากขึ้น สำคัญกับวิธีใช้โทรศัพท์ของคุณแค่ไหน
ส่วนถ้าใครไม่ได้สนใจรูปทรงจอพับของ iPhone Duo และยังชอบโทรศัพท์ทรงเดิมที่ได้กล้องและแบตเตอรี่แบบเต็มที่สุดในไลน์ Pro ตอนนี้ iPhone 18 Pro Max ก็คือทางเลือกนั้น
iPhone 18 Pro Max มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ Burgundy, Glacier, Silver และ Black ความจุ 256GB, 512GB, 1TB และ 2TB ราคาเริ่มต้น 52,900 บาท และเริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว
The post รีวิว iPhone 18 Pro Max มีอะไรใหม่ และฟีเจอร์เหล่านี้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นยังไงบ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่ราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าในมหานครทั่วโลกพุ่ […]
The post Tiny Comfort เทรนด์ดีไซน์เพื่อเปลี่ยนที่แคบให้ดีต่อใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่ราคาอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่าในมหานครทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก โตเกียว ปารีส ลอนดอน หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ก็เกิดปรากฏการณ์การบีบอัดสเปซให้แคบและเล็กลงเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ทว่าในข้อจำกัดเดียวกันนี้เองก็กลับทำให้ดีไซเนอร์ (รวมถึงผู้ประกอบการ) ยุคใหม่ต้องการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

การต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่นี้บางทีก็ถูกปรับจากแง่ลบให้กลายเป็นแง่บวกได้ นั่นเลยกลายเป็นเทรนด์ Micro-Hospitality เพื่อเนรมิตพื้นที่เล็กนี้ให้สร้างมูลค่า รวมถึงใส่ใจและให้ความสำคัญกับแนวคิด Tiny Comfort เพื่อดีไซน์สเปซอันจำกัดนี้ให้บริการผู้บริโภคได้อย่างประทับใจที่สุด ในเมื่อจะแคบก็ต้องไม่อึดอัด เมื่อต้องเบียดเสียดก็ต้องรู้สึกสบาย ถ้าจะเล็กก็ต้องเลิศ และนี่คือแนวทางสร้างสรรค์สเปซไซส์เล็กให้น่าทิ้งตัวที่กำลังมาแรง

หนึ่งในเทคนิคการออกแบบที่เข้ามาปฏิวัติสเปซขนาดเล็กได้อย่างน่าสนใจและมีประสิทธิภาพมาก แถมยังกลายเป็นเทรนด์นิยมสำหรับยุคนี้ด้วยก็คือดีไซน์โต๊ะติดผนังแบบไร้ขา (Wall Mounted Café Table) ไปจนถึงโต๊ะยึดผนังแบบคานยื่น (Cantilever Table) ซึ่งเป็นการประยุกต์สไตล์ French Bistro Bar ในยุคคลาสสิกดั้งเดิมให้ร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ

อันที่จริงแล้วไอเดียนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก แต่นวัตกรรมดีไซน์ที่ประยุกต์ได้น่าสนใจและกำลังอยู่ในกระแสขณะนี้ก็คือโมเดลของ George & Willy สตูดิโอออกแบบอุปกรณ์คาเฟ่ในนิวซีแลนด์ที่นำเสนอโต๊ะขาลอยติดผนังแบบ D.I.Y ที่ถอดประกอบได้สะดวก น้ำหนักเบา จัดเก็บง่าย ปรับเปลี่ยนใช้งานได้ตามความต้องการ เวลาไม่ต้องการใช้งานก็สามารถถอดเก็บได้ในพริบตา เป็นโต๊ะติดผนังไร้ขาที่ใช้งานได้สะดวกและมีประโยชน์มาก

การตัดขาโต๊ะตลอดจนแกนขาที่ลอยเกะกะออกไปช่วยเคลียร์พื้นที่ใช้งานให้เพิ่มขึ้นและเพิ่มพื้นที่วางขาได้อิสระขึ้น ทำให้นั่งสบายตลอดจนปรับท่านั่งหรือเปลี่ยนอิริยาบถได้สะดวกขึ้น ลดความอึดอัดลงได้ และถึงแม้พื้นที่จะเล็กหรือแคบก็ยังสามารถนั่งได้สบายเช่นกัน และเอ็นจอยกับบรรยากาศได้ดีจนลืมความอึดอัดไปได้เลยทีเดียว

โต๊ะสไตล์เหลี่ยมบางครั้งอาจทำให้ดีไซน์ดูเท่หรือสร้างพื้นที่ใช้สอยที่ดีกว่า ทว่าหากมีพื้นที่จำกัดการเลือกใช้โต๊ะกลมอาจช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้มากขึ้น และรู้สึกเป็นมิตรกับผู้ใช้งานได้มากกว่า รูปทรงโค้งมนนั้นช่วยลดความแข็งกระด้างของวัสดุไปจนถึงความรู้สึกในใจได้ และเปิดทางให้ผู้ใช้งานได้เคลื่อนไหวไปรอบ ๆ เฟอร์นิเจอร์ไหลลื่นกว่าเดิม

ดีไซน์ของโต๊ะไร้ขาติดผนังนี้จึงเน้นวงกลมและความโค้งมน ตั้งแต่หน้าโต๊ะวงกลมที่ทั้งใช้งานได้ดีมีประโยชน์ และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเมื่อสัมผัส ทำให้สะดวกในการแทรกตัว หรือแม้แต่นั่งใกล้ชิด ซึ่งนี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริหารพื้นที่ได้ดีและยืดหยุ่นกว่าด้วย

หากเป็นโต๊ะกลมที่มาพร้อมที่นั่ง เมื่อมีลูกค้ามาเป็นกลุ่มใหญ่ก็สามารถขยับขยายเพิ่มเก้าอี้เข้ามาแทรกได้มากกว่า และยังรู้สึกว่านั่งคุยกันได้สะดวกกว่าด้วย ขณะเดียวกันดีไซน์นี้แทรกตัวอยู่ในพื้นที่ที่ประหยัดได้ดีกว่า แล้วยิ่งเป็นโมเดลที่สามารถปรับหรือขยับได้ก็จะยิ่งทำให้การดีไซน์พื้นที่ยืดหยุ่นขึ้น ปรับตามจำนวนลูกค้าได้สะดวกง่ายดาย

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ที่มาคาเฟ่มักต้องการพื้นที่ส่วนตัวในการพักผ่อน แต่เมื่อร้านมีพื้นที่จำกัดก็อาจจัดสรรพื้นที่ลักษณะนี้ได้ยากสักหน่อย โมเดลโต๊ะกลมขาลอยติดผนังนี้สามารถเลือกติดที่ผนังเพื่อให้เป็นสไตล์คาเฟ่แบบยืนได้ ทั้งยังเข้ากันได้อย่างลงตัวกับเก้าอี้แบบเดี่ยวหรือม้านั่งยาว

แล้วโครงสร้างกึ่งลอยตัวนี้ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนพาร์ทิชันแบ่งพื้นที่กลาย ๆ ถึงแม้จะนั่งระยะห่างกันไม่มาก แต่การมีโต๊ะเล็ก ๆ คั่นก็เพิ่มความรู้สึกเป็นส่วนตัวในพื้นที่ของตัวเองขึ้นมาได้ดีทีเดียว

นอกจากเหมาะสำหรับติดตั้งในร้านแล้วโต๊ะไร้ขาติดผนังแบบลอยตัวนี้ก็ยังเหมาะกับการติดตั้งนอกร้านอีกด้วย โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เทรนด์การสร้างวสรรค์โซน Outdoor Bench Seating ม้านั่งหน้าร้านสไตล์เอาท์ดอร์แบบเก๋ได้ประหยัดด้วยก็กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ซึ่งดีไซน์นี้พัฒนามาจากโซนม้านั่งริมระเบียงหรือริมสวนให้ผ่อนคลายอย่างแสนสบาย เราอาจเห็นได้ในฝั่งตะวันตกหรือแถบญี่ปุ่นมาก่อน โดยเฉพาะโซนประเทศอากาศดีที่เหมาะกับนั่งชิลกลางแจ้งหรือแบบเอาท์ดอร์รับลมเย็น

การปรับสไตล์มาใช้กับดีไซน์คาเฟ่นี้มักเป็นการเสริมม้านั่งยาวแบบ Built-in ติดกับผนังร้าน หรือบางทีก็มีการเสริมโต๊ะกลมไร้ขาแบบติดผนังเข้าไปเพื่อให้เป็นเก๋และเป็นกิจลักษณะมากขึ้น นอกจากประหยัดพื้นที่ได้ดีเยี่ยมแล้วยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้ประโยชน์นอกร้าน (แต่ไม่รบกวนคนอื่นหรือพื้นที่สาธารณะนัก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว และอาจทำให้บรรยากาศหน้าร้านดูคึกคักมีชีวิตชีวาไปอีกรูปแบบ แถมยังเป็นจุดดึงดูดใจใหม่ที่ทำให้คนอยากเข้าร้านมากขึ้นได้ด้วย
อ้างอิง
ภาพ: dezeen, designboom, George and Willy, Gorgeoussigns, Etsy
The post Tiny Comfort เทรนด์ดีไซน์เพื่อเปลี่ยนที่แคบให้ดีต่อใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
จบกันไปแล้วเมื่อวานนี้ กับงานประกาศรางวัล ‘World Airlin […]
The post Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลก 2026 ส่วนการบินไทยติด Top 20 appeared first on THE STANDARD.
]]>
จบกันไปแล้วเมื่อวานนี้ กับงานประกาศรางวัล ‘World Airline Awards 2026’ โดย SKYTRAX ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ The Langham, London ประเทศอังกฤษ โดยรางวัลใหญ่ สายการบินยอดเยี่ยมที่สุดในโลกประจำปี 2026 (World’s Best Airline) ตกเป็นของ ‘Singapore Airlines’ ที่กลับมาทวงตำแหน่งอันดับ 1 อีกครั้ง พร้อมคว้ารางวัลนี้เป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของสายการบิน
ส่วนแชมป์เก่า Qatar Airways ขยับลงมาอยู่ในอันดับ 2 ตามด้วย Cathay Pacific Airways อันดับ 3, All Nippon Airways (ANA) อันดับ 4, Turkish Airlines อันดับ 5 และ Emirates อันดับ 6 ขณะที่สายการบินเอเชียยังครองพื้นที่ใน Top 10 อย่างต่อเนื่อง ทั้ง Hainan Airlines, Japan Airlines และ Korean Air
นอกจากรางวัลใหญ่แล้ว Singapore Airlines ยังคว้ารางวัลด้าน Economy Class และ Economy Class Catering ขณะที่ Qatar Airways ได้รับรางวัลสายการบินยอดเยี่ยมแห่งตะวันออกกลาง พร้อมรางวัลด้าน Business Class, Onboard Wi-Fi และ Business Class Lounge ส่วน Cathay Pacific Airways โดดเด่นด้าน Cabin Crew และ First Class Airline Lounge
อีกหนึ่งสายการบินเอเชียที่น่าจับตามองคือ STARLUX Airlines จากไต้หวัน ซึ่งได้รับการจัดอันดับเข้าสู่กลุ่มสายการบินระดับ 5 ดาวของ SKYTRAX พร้อมคว้ารางวัลด้านความสะอาดของห้องโดยสาร ส่วน Air France คว้ารางวัล First Class ยอดเยี่ยม และ EVA Air ได้รับรางวัล Premium Economy ยอดเยี่ยม
สำหรับประเทศไทยในปีนี้ Thai Airways ขยับเข้ามาอยู่ที่อันดับ 20 สายการบินที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 ขณะที่ Bangkok Airways คว้ารางวัล Best Regional Airline ของโลก พร้อมตำแหน่ง Best Airline in Asia ไปครอง
Skytrax World Airline Awards เปรียบได้กับรางวัลออสการ์ของวงการการบิน (The Oscars of the Aviation Industry) เนื่องจากเป็นผลรางวัลที่ขึ้นชื่อเรื่องความโปร่งใส จัดอันดับผ่านผลโหวตของผู้โดยสารจริงทั่วโลกในแต่ละปี โดยปีนี้รวบรวมผลสำรวจจากผู้โดยสารทั่วโลกทางออนไลน์แบบคัดกรอง IP กว่า 100 สัญชาติ ระหว่างเดือนกันยายน 2025 – สิงหาคม 2026 สำหรับการโหวตสายการบินในด้านต่างๆ ทั้งหมดกว่า 350 สายการบินทั่วโลก
ปีนี้ใครได้รางวัลใดบ้าง ดูได้ตามลิสต์ด้านล่าง ส่วนลิสต์ฉบับเต็มดูได้ที่ www.worldairlineawards.com
ภาพ: Shutterstock
The post Singapore Airlines คว้าสายการบินดีที่สุดในโลก 2026 ส่วนการบินไทยติด Top 20 appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัมผัสความงามของพาเลตต์ลิมิเต็ดเอดิชัน Ambient Lighting […]
The post HOURGLASS x Lauren Rubinski ร่วมกันยกระดับพาเลตต์แต่งหน้าด้วยศิลปะแห่งเครื่องประดับชั้นสูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
สัมผัสความงามของพาเลตต์ลิมิเต็ดเอดิชัน Ambient Lighting Edit Unlocked จาก HOURGLASS x Lauren Rubinski ที่ผสานศิลปะเมกอัพและจิวเวลรีชั้นสูง 4 ดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ
จากความเชื่อที่ว่า ‘ความงามคือศิลปะรูปแบบหนึ่ง’ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ HOURGLASS และ Lauren Rubinski จับมือกันยกระดับเครื่องสำอางให้กลายเป็นของสะสมล้ำค่าที่ควรค่าแก่การครอบครอง โดยนำเอกลักษณ์จากจี้เครื่องประดับอันเป็นเอกลักษณ์ของ Lauren Rubinski มาถ่ายทอดเป็นชิ้นงานดีไซน์อันงดงามบนพาเลตต์ Ambient Lighting Edit Unlocked

คอลเล็กชันนี้มีทั้งหมด 4 ดีไซน์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์สากลแห่งความรัก ความหวัง โชคลาภ และการปกป้อง เริ่มจาก WISH ได้แรงบันดาลใจจากใบโคลเวอร์สี่แฉก ในโทนโรส แอปริคอต และแชมเปญ ตามด้วย HOPE ดีไซน์กุญแจรูปหัวใจ ผสานเฉดโรส พลัม แชมเปญ และบรอนซ์ ส่วน LUCK มาในรูปเกือกม้าคว่ำที่สื่อถึงการส่งต่อโชค ในโทนเบอร์รีและพลัมเข้ม และปิดท้ายด้วย LOVE จี้รูปหัวใจโทนคอรัลชมพูผสานประกายมุก ซึ่งเฉพาะ LOVE จะวางจำหน่ายเฉพาะที่ Sephora และ HourglassCosmetics.com เท่านั้น




The post HOURGLASS x Lauren Rubinski ร่วมกันยกระดับพาเลตต์แต่งหน้าด้วยศิลปะแห่งเครื่องประดับชั้นสูง appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกหนึ่งงานประกาศรางวัลที่คนโรงแรมรอคอยกับ ‘MICHELIN Ke […]
The post MICHELIN Key Thailand 2026 ประกาศแล้ว โรงแรมไทยคว้า Key รวม 71 แห่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
อีกหนึ่งงานประกาศรางวัลที่คนโรงแรมรอคอยกับ ‘MICHELIN Key 2026’ ที่เพิ่งประกาศไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อค่ำวานนี้ตามเวลาท้องถิ่นไทย โดยปีนี้ประเทศไทยมีโรงแรมได้รับรางวัลทั้งหมด 71 แห่ง แบ่งเป็น กุญแจมิชลิน 3 ดอก จำนวน 6 แห่ง กุญแจมิชลิน 2 ดอก จำนวน 22 แห่ง และกุญแจมิชลิน 1 ดอก จำนวน 43 แห่ง ดังนี้
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ Capella Bangkok ซึ่งขยับขึ้นมารับ Three MICHELIN Keys เป็นครั้งแรก สมทบกับโรงแรมระดับสูงสุดอีก 5 แห่งที่รักษารางวัลไว้ได้ ได้แก่ Mandarin Oriental Bangkok, The Siam, Four Seasons Resort Chiang Mai, Phulay Bay, A Ritz-Carlton Reserve และ Amanpuri ทำให้ประเทศไทยมีโรงแรมระดับ Three Keys รวมทั้งหมด 6 แห่ง
ส่วนกลุ่ม Two MICHELIN Keys มีหลายโรงแรมที่ขยับขึ้นมาในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น Dusit Thani Bangkok, 137 Pillars House Chiang Mai, Iniala Beach House และ Trisara ขณะที่ Four Seasons Resort Koh Samui เป็นโรงแรมใหม่ที่เข้ามาอยู่ในระดับ Two Keys ตั้งแต่ปีแรก
ฝั่ง One MICHELIN Key ก็มีหน้าใหม่ที่น่าจับตามองหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ อย่าง Andaz One Bangkok, Chakrabongse Villas, Kimpton Maa-Lai Bangkok และ Siri Sala Private Thai Villa รวมถึงสาย Wellness อย่าง Chiva-Som Hua Hin ที่ได้รับ One MICHELIN Key เป็นครั้งแรกในปีนี้
MICHELIN Key ใช้แนวคิดคล้ายกับ MICHELIN Star แต่เปลี่ยนจากการประเมินร้านอาหารมาเป็นประสบการณ์การเข้าพัก โดยระดับ One Key หมายถึง ‘ประสบการณ์สุดพิเศษมีเอกลักษณ์ชัดเจน’, Two Keys คือ ‘ประสบการณ์ยอดเยี่ยมเปี่ยมเสน่ห์’ และ Three Keys ซึ่งเป็นระดับสูงสุดคือ ‘ประสบการณ์เหนือชั้นที่น่าจดจำ’
ใครกำลังมองหาโรงแรมสำหรับทริปครั้งต่อไป เปิดลิสต์ดูได้รับรองไม่ผิดหวัง
ดูรายชื่อฉบับเต็มได้ที่ http://guide.michelin.com
The post MICHELIN Key Thailand 2026 ประกาศแล้ว โรงแรมไทยคว้า Key รวม 71 แห่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าเคยกิน Salt Beef Sandwich แบบดั้งเดิม เราน่าจะคุ้นกั […]
The post That Salt Beef ร้านใหม่หลังสวนที่จริงจังกับ Salt Beef Sandwich ตั้งแต่การหมักเนื้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าเคยกิน Salt Beef Sandwich แบบดั้งเดิม เราน่าจะคุ้นกับเนื้อชิ้นหนา รสค่อนข้างชัด กินกับขนมปัง มัสตาร์ด และของดอง แต่สิ่งที่ That Salt Beef พยายามทำต่างออกไปเล็กน้อย คือการลดความเค็มนำลง แล้วให้รสและสัมผัสของเนื้อเป็นพระเอกมากขึ้น
แถมร้านเลือกใช้เนื้อส่วนอก หรือ Brisket มาหมักในน้ำเกลือและสมุนไพรนาน 7 วัน ก่อนนำไปเคี่ยวในสต็อกที่ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 83-85 องศาเซลเซียสต่ออีก 6 ชั่วโมง จุดที่น่าสนใจคือร้านไม่ได้ต้องการให้เนื้อเปื่อยจนละลายในปาก แต่ตั้งใจเหลือเทกซ์เจอร์ให้ยังรู้สึกถึงเส้นใยและได้เคี้ยวเนื้ออยู่
สูตรของร้านพัฒนาโดยเชฟชาวญี่ปุ่นที่มีพื้นฐานจากครัวไฟน์ไดนิง เพราะฉะนั้นแม้ภาพแรกจะชวนให้นึกถึง Salt Beef Sandwich แบบลอนดอน แต่เมื่อดูเมนูจริงๆ จะเห็นกลิ่นอายญี่ปุ่นแทรกอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ Shokupan ไปจนถึงซอสอย่าง Shiso Pesto, Karashi Mayo และ Mentaiko Karashi Mayo



พอร้านมาอยู่ Velaa Sindhorn Village หลังสวน ตัวร้านก็เลยหยิบกลิ่นอายของคาเฟ่ในลอนดอนมาใช้กับงานตกแต่งสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค แต่ไม่ได้พยายามทำให้ดูเป็นร้านอังกฤษแบบย้อนยุคจนเกินไป
ด้านในโปร่ง โล่งด้วยกระจกบานใหญ่และแสงธรรมชาติเข้าทั้งวัน บรรยากาศจึงคล้ายมาคาเฟ่เพื่อกินแซนด์วิช จะเข้ามากินมื้อกลางวันจริงจัง หรือแวะกินแซนด์วิชกับกาแฟช่วงบ่ายก็เข้ากันได้ดี



ถ้ามาครั้งแรกและอยากรู้ว่า Salt Beef ของร้านเป็นอย่างไร เราว่าเริ่มจาก That Classic Salt Beef (Regular 610 บาท / Half 305 บาท) ง่ายที่สุด เพราะค่อนข้างตรงไปตรงมา มี Salt Beef เป็นตัวหลัก ตามด้วยแตงกวาดอง พริก Jalapeño ดอง และ Dijon Mustard ที่เข้ามาช่วยตัดความมันและเพิ่มรสเปรี้ยวเผ็ดเล็กๆ
ถ้าชอบอะไรที่มีหลายรสขึ้นมาอีกหน่อย ลอง Salt Beef & Apple Vinegar (Regular 700 บาท / Half 350 บาท) ซึ่งเพิ่มหอมใหญ่คาราเมล ซอส Apple Vinegar, Jalapeño และชีสละลายเข้าไป ตัวนี้จึงมีทั้งความมัน หวาน และเปรี้ยวมากกว่า Classic



นอกจากแซนด์วิช เราลองสั่ง Garlic & Lemon Pasta (230 บาท) และ Seasonal Fruit & Greens Salad (180 บาท) มาด้วย ซึ่งสองจานนี้ทำให้เห็นว่าร้านไม่ได้วางตัวเองเป็นแค่ Salt Beef Sandwich Shop อย่างเดียว แต่ยังมีจานที่สั่งมาแชร์หรือกินประกบกับแซนด์วิชได้ โดยเฉพาะสลัดที่ช่วยเพิ่มอะไรสดๆ เข้ามาตัดกับมื้อที่มีเนื้อและขนมปังเป็นหลัก



เราว่าน่าจะถูกใจคนที่ชอบ Salt Beef Sandwich อยู่แล้ว หรือคนที่อยากลองแซนด์วิชเนื้อในเวอร์ชันที่ใส่รายละเอียดกับเนื้อและส่วนประกอบมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าชอบปรับรสเอง เพราะตัวเลือกตั้งแต่ขนมปังไปจนถึงซอสทำให้แซนด์วิชชิ้นเดียวเปลี่ยนคาแรกเตอร์ได้ค่อนข้างเยอะ และเป็นร้านที่น่าลองในวันที่อยากกิน Salt Beef แบบจริงจัง
That Salt Beef
Location: ชั้น G โครงการ Velaa Sindhorn Village ถนนหลังสวน
Open: เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. (Last order 17:30)
Contact: That Salt Beef
Parking: มีที่จอดรถในโครงการ
Budget: ราคา 600-1,500 บาทต่อคน
The post That Salt Beef ร้านใหม่หลังสวนที่จริงจังกับ Salt Beef Sandwich ตั้งแต่การหมักเนื้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พระอาทิตย์ตกไม่เคยหายไปจากท้องฟ้าในทันที แต่มันค่อยๆ ลด […]
The post Sunset & Slowing Down บทเรียนการจบวันอย่างงดงามและไม่รีบร้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
พระอาทิตย์ตกไม่เคยหายไปจากท้องฟ้าในทันที แต่มันค่อยๆ ลดแสง เปลี่ยนสี และทิ้งช่วงเวลาเล็กๆ ให้โลกได้ปรับตัวจากกลางวันเข้าสู่กลางคืน บางทีธรรมชาติกำลังบอกเราว่า การจบวันอย่างอ่อนโยนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เราไม่อยากให้ทุกคนใช้ชีวิตทั้งวันด้วยจังหวะที่เร่งตลอดเวลา บางคนแม้จะถึงเวลาพัก ร่างกายหยุดทำงานแล้ว แต่สมองยังเปิดแท็บค้างไว้อีกมากมาย เราอาจตอบข้อความไปพร้อมกับกินข้าว เช็กงานก่อนอาบน้ำ หรือพาตัวเองขึ้นเตียงทั้งที่ความคิดยังวิ่งตามสิ่งที่ทำไม่เสร็จ จึงไม่แปลกที่บางคืนเราจะเหนื่อยมาก แต่กลับพักไม่ได้จริงๆ เราจึงอยากชวนทุกคนมา Sunset & Slowing Down บทเรียนการจบวันอย่างงดงามและไม่รีบร้อนไปพร้อมๆ กัน
ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกจึงเป็นเหมือนพื้นที่เปลี่ยนผ่านที่ชวนให้เราค่อยๆ ลดความเร็วลง ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในวันนี้ก็ได้นะ อยากให้ใจเย็นๆ หยุดเร่งตัวเอง และไม่ต้องตัดสินว่าวันนี้ทำได้ดีพอหรือยัง ขอแค่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำได้ในวันนี้ได้สิ้นสุดลงตรงนี้แล้ว ส่วนเรื่องที่ยังไม่เรียบร้อย เรายังกลับมาดูแลมันได้ในวันพรุ่งนี้ก็ได้
การปิดวันที่ดีอาจเริ่มจากกิจกรรมธรรมดาๆ และเรียบง่าย เช่น เก็บโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย ปิดการแจ้งเตือน เปลี่ยนเสื้อผ้า เปิดไฟสีอุ่น ชงเครื่องดื่มที่ชอบ หรือออกไปมองท้องฟ้าสักครู่ พฤติกรรมเล็กๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณบอกสมองว่า ช่วงเวลาของการรับมือกับโลกภายนอกกำลังจบลง และเราสามารถค่อยๆ กลับมาอยู่กับตัวเองได้แล้ว
ลองถามตัวเองเบาๆ ว่า วันนี้มีอะไรที่อยากวางลง มีเรื่องไหนที่ไม่จำเป็นต้องคิดต่อในคืนนี้ และมีช่วงเวลาเล็กๆ อะไรที่อยากขอบคุณ คำตอบไม่ต้องลึกซึ้ง อาจเป็นเพียงกาแฟแก้วที่อร่อย งานหนึ่งชิ้นที่เสร็จ หรือการได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย การมองเห็นสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ลบความเหนื่อย แต่ช่วยให้เราไม่ปล่อยให้ความเหนื่อยกลืนภาพทั้งหมดของวัน
พระอาทิตย์ตกไม่ได้สวยเพราะมันพยายามเปล่งแสงให้มากที่สุด แต่สวยเพราะมันรู้ว่าเมื่อไรควรค่อยๆ ลดแสงของตัวเองลง เช่นเดียวกับเรา บางช่วงเวลาของชีวิตอาจไม่ได้ต้องการความพยายามเพิ่มขึ้น แต่อาจต้องการความช้าลง เพื่อให้หัวใจได้ตามทันสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาตลอดทั้งวัน
คืนนี้จึงไม่จำเป็นต้องรีบดีขึ้น ไม่ต้องรีบจัดการทุกความรู้สึก และไม่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้จนลืมพัก ลองปล่อยให้วันค่อยๆ จบลงเหมือนท้องฟ้ายามเย็น เปลี่ยนสีทีละน้อย ลดแสงอย่างไม่ฝืน และจากไปอย่างสงบ เพราะการจบวันอย่างงดงาม ไม่ได้หมายความว่าวันนั้นต้องสมบูรณ์แบบ แค่เราอนุญาตให้ตัวเองวางทุกอย่างลงชั่วคราว และกลับมาเริ่มต้นใหม่เมื่อแสงของวันพรุ่งนี้มาถึงก็เพียงพอแล้ว
The post Sunset & Slowing Down บทเรียนการจบวันอย่างงดงามและไม่รีบร้อน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อยากกินพิซซ่าอร่อยติดท็อประดับโลกต้องไปที่ไหน? แน่นอนว่ […]
The post Massilia Bangkok หนึ่งเดียวจากไทย คว้าอันดับ 34 พิซซ่าที่ดีที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
อยากกินพิซซ่าอร่อยติดท็อประดับโลกต้องไปที่ไหน? แน่นอนว่าหนึ่งในคำตอบอยู่ที่กรุงเทพฯ กับ Massilia
เป็นอีกหนึ่งปีที่ Massilia ร้านอาหารอิตาเลียนและร้านพิซซ่าชื่อดังในซอยร่วมฤดี มีชื่อติดอันดับ ‘50 Top Pizza World 2026’ การจัดอันดับร้านพิซซ่าจากทั่วโลก โดยปีนี้ Massilia คว้า อันดับ 34 ของโลก และเป็น ร้านพิซซ่าจากประเทศไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด Top 50 ของโลก
ก่อนหน้านี้ Massilia เพิ่งคว้า อันดับ 6 ในลิสต์ ‘50 Top Pizza Asia-Pacific 2026’ และได้รับการยกให้เป็นร้านพิซซ่าอันดับ 1 ของประเทศไทย นับเป็นอีกปีที่ร้านจากกรุงเทพฯ สามารถยืนอยู่ท่ามกลางร้านพิซซ่าชั้นนำจากอิตาลี สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลกได้สำเร็จ
Massilia เริ่มต้นจาก Pizza Truck ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2015 ก่อนพัฒนาสู่ร้านเต็มรูปแบบ โดยจุดเด่นอยู่ที่แป้งพิซซ่าที่หมักตามธรรมชาติยาวนาน 72 ชั่วโมง อบด้วยเตาฟืน และเลือกใช้วัตถุดิบจากอิตาลี เช่น มะเขือเทศ San Marzano DOP และชีส Fior di latte
ส่วน อันดับ 1 ของโลกประจำปี 2026 ตกเป็นของ ‘Napoli on the Road’ จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตามมาด้วย ‘Una Pizza Napoletana’ จากนิวยอร์กในอันดับ 2 และ ‘Confine’ จากมิลานในอันดับ 3 ขณะที่ฝั่งเอเชีย ร้านที่ทำอันดับได้สูงที่สุดคือ ‘RistoPizza by Napoli sta ca’ จากโตเกียว ซึ่งอยู่ในอันดับ 7 ของโลก
ใครเป็น Pizza Lover แล้วอยากลองว่าพิซซ่าอันดับ 34 ของโลกเป็นอย่างไร อย่างน้อยก็ไม่ต้องบินไปถึงอิตาลี เพราะหนึ่งในร้านที่ดีที่สุดของโลกอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ นี่เอง
ภาพ: Massilia
The post Massilia Bangkok หนึ่งเดียวจากไทย คว้าอันดับ 34 พิซซ่าที่ดีที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
นี่คือบรรยากาศภายในงานแถลงข่าวของ SC ล่าสุด เมื่อวันที่ […]
The post สำรวจ ‘Live and Learn Home’ แนวคิดสร้างบ้านจาก SC ที่พร้อมเติบโตไปกับทุกบทของชีวิต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
นี่คือบรรยากาศภายในงานแถลงข่าวของ SC ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ณ โครงการ บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ สาทร-ปิ่นเกล้า ที่ไม่ได้ชวนมองเพียงว่า ‘บ้าน’ หนึ่งหลังสวยแค่ไหน แต่ชวนตั้งคำถามให้ลึกลงไปว่า บ้านจะเข้าใจและเติบโตไปพร้อมกับชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้อย่างไร
ท่ามกลางการอัปเดตภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2569 ทั้งทิศทางกำลังซื้อ กลยุทธ์รับตลาดไตรมาส 4 และแผนเปิดตัวโครงการใหม่ โดย มงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บทสนทนาบนเวทียังพาไปสำรวจชีวิตจริงที่เกิดขึ้นภายในบ้าน ตั้งแต่ครอบครัวที่เติบโต การอยู่อาศัยร่วมกันของสมาชิกหลายเจเนอเรชัน ไปจนถึงความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละช่วงวัย ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านแนวคิด Live and Learn Home หรือ ‘บ้านที่สร้างและเรียนรู้จากชีวิตจริง’ ซึ่ง SC ใช้เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโครงการ

จุดเริ่มต้นของ Live and Learn Home มาจากการรวบรวมประสบการณ์ของลูกบ้านผ่านหลายช่องทาง ตั้งแต่การสำรวจเชิงวิจัย การให้ผู้บริหารลงพื้นที่เพื่อเห็นความเป็นอยู่ของลูกบ้านด้วยตัวเอง ไปจนถึงการรับฟังทั้งคำชมและข้อเสนอแนะจาก Call Center ก่อนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาพัฒนาเป็นพื้นที่และฟังก์ชันใหม่
Insight เหล่านี้ถูกกลั่นผ่านกลยุทธ์ 3S ได้แก่
ทั้งหมดไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่าจะเพิ่มอะไรเข้าไปในบ้านได้อีก แต่ถามกลับว่ายังมีปัญหาใดที่ผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนของสมาชิกในครอบครัวที่มีขนาดไม่เท่าเทียมกัน พื้นที่นั่งเล่นและห้องครัวไม่เพียงพอ พื้นที่เก็บของมีจำกัด หรือบ้านไม่สามารถปรับเปลี่ยนตามจำนวนสมาชิกและช่วงวัยที่เปลี่ยนไป

“สำหรับแบบบ้านภายใต้แนวคิดนี้ เรานำ Insights ของผู้บริโภคมาพัฒนาเป็นโซลูชันและ Space Design ใหม่ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงมากขึ้น” ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและนวัตกรรม บริษัท เอสซี แอสเสท
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวภายในงาน
หลังจากฟังบทสนทนาบนเวที เราได้เดินชมบ้านตัวอย่างภายในโครงการ บางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ สาทร-ปิ่นเกล้า ยิ่งทำให้ภาพของ Live and Learn Home ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ AUREA บ้านไซส์ L ภายใต้ Modern Tropical Series ที่มีพื้นที่ใช้สอย 513 ตารางเมตร ประกอบด้วย 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 2 ห้องอเนกประสงค์ ห้องแม่บ้าน 1 ห้อง และที่จอดรถ 4 คัน
ไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ





ที่สำคัญ Live and Learn Home ไม่ได้มีแค่โครงการบางกอก บูเลอวาร์ด ซิกเนเจอร์ สาทร-ปิ่นเกล้า แต่ถูกต่อยอดผ่านบ้าน 8 ซีรีส์ใหม่ใน 19 ทำเลศักยภาพ ครอบคลุม 5 แบรนด์ ได้แก่ Grand Bangkok Boulevard, Bangkok Boulevard Signature, Bangkok Boulevard, Venue ID และ The Pavilion
ปัจจุบันเปิดให้สัมผัสแล้ว 4 ซีรีส์ ได้แก่ Cape Dutch Revival ที่นำความสง่างามของสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาตีความใหม่, Modern Tropical ที่เชื่อมแสงและธรรมชาติเข้ากับชีวิตประจำวัน, Pause Series บ้านที่ออกแบบเพื่อการพักผ่อนและเติมพลัง และ Mid-Century Modern ที่ผสานเส้นสายเหนือกาลเวลาเข้ากับพื้นที่โปร่งโล่งและการอยู่อาศัยร่วมสมัย
เพราะท้ายที่สุดแล้ว บ้านที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องคาดเดาอนาคตได้ทั้งหมด เพียงแต่ต้องมีพื้นที่มากพอให้ชีวิตเติบโต เปลี่ยนแปลง และเริ่มต้นบทใหม่ได้เสมอ นี่คือความหมายของ Live and Learn Home บ้านที่เรียนรู้จากชีวิตจริง เพื่อพร้อมปรับไปกับทุกชีวิตที่เปลี่ยน
ผู้สนใจสามารถเข้าชมฟังก์ชันใหม่ภายใต้แนวคิด Live and Learn Home ใน 19 ทำเลศักยภาพ พร้อมติดตามรายละเอียดและนัดหมายเยี่ยมชมโครงการบ้าน SC ได้ที่ https://m.scasset.com/101KB หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 1749 และ Line: @SCASSET
The post สำรวจ ‘Live and Learn Home’ แนวคิดสร้างบ้านจาก SC ที่พร้อมเติบโตไปกับทุกบทของชีวิต [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.
]]>
อารีย์ยังคงเป็นย่านที่มีร้านกินดื่มเยอะพอสมควร และก็มีร […]
The post LOLO ร้านใหม่ในอารีย์ที่ชวนมากินอาหารย่างเตาถ่าน พาสต้า และเปิดไวน์แชร์กัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
อารีย์ยังคงเป็นย่านที่มีร้านกินดื่มเยอะพอสมควร และก็มีร้านใหม่ มุมใหม่ๆ ให้ตามไปเช็กอินกันอยู่เรื่อยๆ ล่าสุดเราไปเจอ LOLO อีกหนึ่งร้านใหม่ที่น่าสนใจตรงที่ไม่ได้วางตัวเองเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบเสียทีเดียว และก็ไม่ได้เป็นเพียงไวน์บาร์ เพราะสิ่งที่เจ้าของร้านอยากทำคือพื้นที่ที่เราสามารถมากินมื้อเย็นจริงจังได้ ขณะเดียวกันก็นั่งเปิดไวน์กับเพื่อนต่อยาวๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนร้าน
เบื้องหลัง LOLO คือกลุ่มเพื่อน 3 คนที่ทำไวน์บาร์ด้วยกันมาราว 4 ปี ก่อนจะรีแบรนด์และปรับพื้นที่เดิมให้กลายเป็นร้านในรูปแบบ European Social Dining มากขึ้น คำว่า Social ในที่นี้จึงไม่ได้มีอะไรซับซ้อน แต่หมายถึงการกินที่ชวนให้สั่งอาหารหลายจานมาวางกลางโต๊ะ แล้วแชร์กันไปพร้อมกับไวน์


อาหารของร้านหยิบกลิ่นอายจากหลายพื้นที่ของยุโรป ทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส และสเปน โดยมี การย่างด้วยเตาถ่าน เป็นหนึ่งในเทคนิคหลัก โดยเฉพาะเมนูเนื้อและซีฟู้ด วัตถุดิบหลายอย่างเลือกใช้ของในประเทศ ตั้งแต่ปลาจาระเม็ดทอง ปลาเต๋าเต้ย ไปจนถึงเนื้อไทยวากิว ก่อนนำมาจับกับซอสและองค์ประกอบแบบอาหารยุโรป
อีกอย่างที่ทำให้ที่นี้ยังมีกลิ่นของไวน์บาร์อยู่ชัดเจนคือ ที่นี่ไม่มีไวน์ลิตส์ตายตัว ร้านจะหมุนเวียนขวดใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และคอยแนะนำตามรสที่แต่ละคนชอบหรืออาหารที่สั่ง มากกว่าจะยื่นลิสต์ยาวๆ มาให้เลือกเอง



บรรยากาศร้านมาในโทนค่อนข้างเรียบ ใช้สีธรรมชาติจับกับงานไม้และแสงอุ่นๆ ให้ความรู้สึกกึ่งร้านอาหารกึ่งไวน์บาร์มากกว่าร้านไฟน์ไดนิง หลายโต๊ะถูกจัดมาให้เหมาะกับการมากันเป็นกลุ่ม ซึ่งก็ไปด้วยกันกับวิธีกินแบบ Social Dining ที่เน้นสั่งหลายจานมาแชร์กันบนโต๊ะ
นอกจากพื้นที่ด้านล่างแล้ว บนชั้น 2 ยังมี Private Dining Room 3 ห้อง สำหรับกลุ่มเล็กไปจนถึงประมาณ 10 กว่าคน เผื่อใครอยากนัดกินข้าว เปิดไวน์ หรือจัดมื้อส่วนตัวกับกลุ่มเพื่อน



สิ่งที่เห็นค่อนข้างชัดจากเมนูคือการย่างด้วยเตาถ่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคนิคหลักของครัว โดยเฉพาะเมนูโปรตีน
เริ่มจากจานที่เราชอบมากอย่าง Grey Pomfret (450 บาท / 100 g.)
Grey Pompano หรือปลาจาระเม็ดทองย่างเตาถ่านจนหนังด้านนอกกรอบ ขณะที่เนื้อด้านในยังนุ่มเด้ง เสิร์ฟกับ Beurre Blanc ซอสเนยสไตล์ฝรั่งเศสที่ช่วยเพิ่มความหอมมัน ก่อนเติมความสดชื่นด้วยไข่ปลาแซลม่อน Green Oil และ Yuzu Butter ปิดท้ายด้วยใบเสจทอดกรอบและเลมอนสด จานนี้เลยน่าจะถูกใจคนที่ชอบปลาเนื้อมัน แต่ไม่อยากได้รสที่หนักจนเกินไป
Smoked Duck Breast (480 บาท) เป็นหนึ่งในจานที่เราว่าครัวจัดการโปรตีนได้เนี้ยบมาก เป็ดไม่มีกลิ่นสาบ เนื้อไม่แข็งหรือเด้งเป็นยาง แต่ยังมีความหนึบเล็กๆ หนังทำมากรอบจนให้อารมณ์คล้ายเป็ดปักกิ่ง ส่วนกลิ่นรมควันออกมาคล้ายสโมกแฮมดีๆ กินกับ Duck Jus รสเข้มแล้วเข้ากัน จานนี้เป็นอีกตัวที่ถ้ากลับไปเราน่าจะสั่งซ้ำ
อีกจานที่เราชอบไม่แพ้กันคือ LOLO Pasta (450 บาท) พาสต้าที่รวมปลาหมึกไข่ หอยตลับ และเห็ดเข้าด้วยกัน ซอสมีทั้งเนยฝรั่งเศสและพาร์เมซานชีส แต่ไม่ได้หนักอย่างที่คิด เพราะมีผิวเลมอนช่วยดึงความสดชื่นกลับมา เส้นที่เราได้ค่อนข้างนิ่ม แต่ภาพรวมเป็นจานที่รสกินง่ายและเหมาะกับการสั่งมาแชร์กัน



ถ้าอยากเริ่มมื้อด้วยอะไรที่เบาลงมา ก็มี Hamachi Crudo (480 บาท) ฮามาจิแล่ชิ้นหนา เสิร์ฟกับน้ำมันต้นหอมและน้ำมะเขือเทศ ตามด้วยกลิ่นทรัฟเฟิลและไข่ปลาแซลมอน เป็นจานที่มีทั้งความมันของปลาและความสดชื่นอยู่ด้วยกัน ส่วน Caesar V.2 (350 บาท) เป็นซีซาร์สลัดที่ใช้เบบี้คอสกับโพรชุตโตกรอบ เกล็ดขนมปังปรุงรส และน้ำสลัดซีซาร์โฮมเมด เป็นจานผักที่สั่งมาวางกลางโต๊ะแล้วช่วยสลับกับจานที่รสหนักได้ดี


ปิดท้ายด้วย Chocolate FAT Kids (320 บาท) เค้กช็อกโกแลตกับมาร์ชแมลโลว์เผาและไอศกรีมวานิลลา เป็นของหวานที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่ทำหน้าที่ปิดมื้อได้ตรงไปตรงมา และก็ไปในทิศทางเดียวกับอาหารหลายจานของร้านที่เข้าใจง่าย กินสนุก และเหมาะกับการวางกลางโต๊ะแชร์กัน


[Error: Image 16 not found]
[Error: Image 17 not found]
ร้านนี้เราว่าเหมาะกับกลุ่มเพื่อนที่กำลังหาร้านกินมื้อเย็นแล้วสามารถเปิดไวน์นั่งต่อได้ยาวๆ โดยไม่ต้องย้ายร้าน โดยเฉพาะถ้าชอบอาหารย่างเตาถ่านและอยากสั่งหลายจานมาแชร์กัน LOLO ค่อนข้างตอบโจทย์ทั้งมื้อหลังเลิกงานและมื้อสังสรรค์ช่วงสุดสัปดาห์
Location: อารีย์ซอย 4 ฝั่งเหนือ เจอสามแยกแล้วเลี้ยวขวา ร้านอยู่ขวามือ
Open: เปิดทุกวัน เวลา 14.00-23.00 น.
Contact: LOLO BKK
Reservation: Line OA @lolo.bkk
Parking: หน้าร้านจอดได้ประมาณ 6 คัน
Budget: ราคา 800-2,000 บาทต่อคน
Map: https://maps.app.goo.gl/398CnTPQy8tZani99
The post LOLO ร้านใหม่ในอารีย์ที่ชวนมากินอาหารย่างเตาถ่าน พาสต้า และเปิดไวน์แชร์กัน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้ามองจากระยะไกล The Twist อาจดูเหมือนประติมากรรมขนาดให […]
The post The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้ามองจากระยะไกล The Twist อาจดูเหมือนประติมากรรมขนาดใหญ่ที่พาดอยู่เหนือแม่น้ำ Randselva แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เราจะพบว่าโครงสร้างนี้ทำหน้าที่มากกว่านั้น เพราะเป็นทั้งแกลเลอรีจัดแสดงศิลปะ สะพานสำหรับเดินข้ามแม่น้ำ และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชม Sculpture Park ไปพร้อมกัน
The Twist คืออาคารแกลเลอรีภายใน Kistefos Museum เมือง Jevnaker ประเทศนอร์เวย์ ออกแบบโดย BIG (Bjarke Ingels Group) สตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ก่อตั้งโดย Bjarke Ingels ตัวอาคารสร้างเสร็จและเปิดในปี 2019 มีพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร และพาดข้ามแม่น้ำเป็นระยะทาง 60 เมตร
ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่รูปร่างที่ดูแปลกตา แต่คือการที่ BIG นำโจทย์สองอย่างของ Kistefos มารวมกันเป็นอาคารเดียว นั่นคือ พื้นที่จัดแสดงศิลปะแห่งใหม่ และสะพานแห่งที่สองสำหรับเชื่อมสองฝั่งของ Sculpture Park

ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมของนอร์เวย์ พื้นที่ Kistefos มีประวัติย้อนกลับไปถึงปี 1889 เมื่อ A/S Kistefos Træsliberi ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตเยื่อไม้ โดยโรงงานดำเนินการผลิตอยู่จนถึงปี 1955
ต่อมาในปี 1996 Christen Sveaas นักธุรกิจและนักสะสมศิลปะชาวนอร์เวย์ ซึ่งเป็นหลานของผู้ก่อตั้งโรงงาน ได้ก่อตั้ง Kistefos ขึ้นในพื้นที่เดิม โดยเก็บประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของสถานที่เอาไว้ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่สำหรับศิลปะร่วมสมัย
ปัจจุบันพื้นที่ประกอบด้วย Industrial Museum, แกลเลอรี และ Sculpture Park ที่กระจายอยู่ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ Randselva พร้อมผลงานของศิลปินหลากหลาย
แต่การที่ Sculpture Park ขยายตัวไปตามสองฝั่งแม่น้ำก็ทำให้เกิดโจทย์สำคัญขึ้นมา เพราะผู้ชมต้องเดินเป็นเส้นทางคล้ายตัว U เพื่อกลับจากอีกฝั่ง Kistefos จึงต้องการทั้งพื้นที่แสดงงานใหม่และสะพานแห่งที่สอง แทนที่จะแยกสองอย่างออกจากกัน BIG เลือกนำมันมารวมเป็นอาคารเดียว


สิ่งที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของ The Twist เริ่มต้นจากข้อจำกัดของภูมิประเทศ
ฝั่งใต้ของแม่น้ำเป็นพื้นที่ป่าที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่ฝั่งเหนือเป็นเนินที่สูงกว่า หากต้องการให้อาคารเชื่อมพื้นที่ทั้งสองฝั่งเข้าหากัน BIG จึงออกแบบโครงสร้างคล้ายคานยาวพาดข้ามแม่น้ำ ก่อนค่อยๆ บิดตัว 90 องศาบริเวณกึ่งกลางอาคาร
ผลที่เกิดขึ้นคือพื้นของพื้นที่หนึ่งค่อยๆ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นผนัง ขณะที่ผนังเปลี่ยนเป็นเพดาน จนเกิดพื้นที่ตรงกลางที่แทบแยกไม่ได้ชัดเจนว่าองค์ประกอบใดคือพื้น ผนัง หรือเพดาน
Bjarke Ingels อธิบายแนวคิดของโครงการไว้ว่า The Twist เป็นงานลูกผสมระหว่างหลายประเภท เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์ สะพาน และประติมากรรมที่สามารถเข้าไปใช้งานได้ ขณะเดียวกันตัวสะพานก็ทำให้เส้นทางภายใน Sculpture Park กลายเป็นวงรอบต่อเนื่อง พูดง่ายๆ คือ รูปทรงที่ดูหวือหวาของ The Twist ไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการสร้างแลนด์มาร์กเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการแก้ปัญหาของพื้นที่จริง



การบิดอาคาร 90 องศาไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังทำให้ The Twist เกิดพื้นที่จัดแสดงที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ Closed Gallery, Twist Gallery และ Panorama Gallery
เมื่อเข้าจากฝั่งใต้ ผู้ชมจะเข้าสู่ Closed Gallery ซึ่งเป็นพื้นที่แบบ Double-height ก่อนเดินเข้าสู่ Twist Gallery ตรงกึ่งกลางอาคาร จุดที่เพดานค่อยๆ กลายเป็นผนังและผนังค่อยๆ เปลี่ยนตำแหน่งตามการหมุนของโครงสร้าง
เมื่อเดินต่อไปถึงฝั่งเหนือ พื้นที่จะเปิดออกเป็น Panorama Gallery พร้อมกระจกขนาดใหญ่ที่มองเห็นแม่น้ำและภูมิทัศน์รอบ Kistefos
BIG ตั้งใจให้ความแตกต่างของรูปทรง หน้าต่าง และแสงธรรมชาติสร้างลักษณะของพื้นที่จัดแสดงที่แตกต่างกันภายในอาคารเดียว ดังนั้นการเดินจากปลายหนึ่งไปสู่อีกปลายหนึ่งจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนห้อง แต่เป็นการค่อยๆ รับรู้การเปลี่ยนแปลงของสเกล แสง และมุมมองต่อภูมิทัศน์ภายนอก



สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับ The Twist อาจไม่ใช่แค่ภาพของอาคารบิด 90 องศาที่กลายเป็นภาพจำของ Kistefos แต่คือวิธีที่ BIG ทำให้สถาปัตยกรรมเข้าไปเปลี่ยนวิธีใช้พื้นที่ทั้งหมด
เพราะก่อนมี The Twist ผู้ชมต้องเดินย้อนกลับเพื่อชมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำ แต่เมื่ออาคารนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งที่สอง เส้นทางจึงกลายเป็น Continuous Loop ที่สามารถเดินชม Sculpture Park ได้ต่อเนื่องเป็นวงรอบ
นั่นหมายความว่า The Twist ไม่ใช่วัตถุที่ตั้งอยู่กลางสวนเพื่อให้เราเดินไปดูเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง และไม่ว่าจะเริ่มจากฝั่งเหนือหรือใต้ ผู้ชมสามารถเดินผ่านงานศิลปะภายในอาคารก่อนออกไปเจองานประติมากรรมและธรรมชาติอีกด้านหนึ่ง
นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ The Twist น่าสนใจกว่าสถาปัตยกรรมที่มีรูปร่างโดดเด่นทั่วไป เพราะสิ่งที่ดูเหมือน Gesture ทางสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ แท้จริงแล้วมีที่มาจากโจทย์พื้นฐานมากๆ ว่า จะเชื่อมคน ศิลปะ และพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเข้าหากันอย่างไร และ BIG เลือกตอบโจทย์นั้นด้วยอาคารเพียงหลังเดียว
สำหรับฤดูกาล 2026 Kistefos เปิดตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม – 11 ตุลาคม 2026 โดยนิทรรศการภายใน The Twist ปีนี้คือ When I’m in My Painting นิทรรศการกลุ่มที่สำรวจจิตรกรรมนามธรรมร่วมสมัย ผ่านผลงานของ Ragna Bley, Ida Ekblad, Oscar Murillo และ Albert Oehlen สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kistefosmuseum.com/art/the-twist-gallery
ภาพ: Courtesy of Kistefos Museum
The post The Twist คืออะไร? รู้จักแกลเลอรีบิด 90 องศา ที่เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และสะพานในนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลางเดือนกันยายนนี้ กรุงเทพฯ มีเหตุผลให้ออกจากบ้านตั้งแ […]
The post LIFE This Week 13 อีเวนต์สัปดาห์นี้ มีอะไรน่าออกไปเจอบ้าง 16-22 กันยายน 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
กลางเดือนกันยายนนี้ กรุงเทพฯ มีเหตุผลให้ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนถึงค่ำ เริ่มตั้งแต่ตื่นเช้าไปวิ่งชมเมือง ขึ้นไปรับแสงแรกบนรูฟท็อป ยืดเส้นยืดสายให้ร่างกาย ไปจนถึงช่วงบ่ายที่เหมาะกับการเดินดูดอกไม้ เข้าเวิร์กช็อป ดูหนัง หรือปล่อยเวลาไปกับนิทรรศการ ส่วนช่วงค่ำก็มีดนตรีและการแสดงสดให้เลือกตามมู้ด เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสัปดาห์ที่ไม่จำเป็นต้องมีแพลนใหญ่ ก็หาอะไรสนุกๆ ทำในเมืองได้
LIFE This Week สัปดาห์นี้เราเลยคัด 13 กิจกรรมน่าออกไปเจอ ตั้งแต่ตื่นเช้าไปวิ่ง เล่นพิลาทิส เดินสำรวจเมือง ไปจนถึงกิจกรรมที่ชวนใช้วันหยุดช้าลงด้วยการดูนิทรรศการ เข้าเวิร์กช็อป ดูหนัง หรือออกไปฟังดนตรี ส่วนใครอยากลองอะไรที่ต่างจากเดิมหน่อย สัปดาห์นี้ยังมีทั้งการเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับศิลปินในย่านเจริญนคร และเทศกาลดอกไม้ที่ชวนกลับไปเที่ยวปากคลองตลาดในบรรยากาศใหม่ เรียกว่ามีตั้งแต่กิจกรรมที่ใช้เวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง ไปจนถึงแบบที่ชวนให้เราใช้เวลาทั้งวันหรือทั้งสุดสัปดาห์ ลองเลือกพิกัดที่เข้ากับมู้ด แล้วออกไปดูว่ากรุงเทพฯ สัปดาห์นี้มีอะไรให้เจอบ้าง

ถ้า Artist in Residence ปกติคือการชวนศิลปินเข้าไปอยู่และทำงานในพื้นที่ ครั้งนี้ Stupid Stay ลองเปิดประสบการณ์นั้นให้คนทั่วไปเข้าไปอยู่ด้วย กับ Stay with nnene.iie โปรแกรม 3 วัน 2 คืน (จำกัดเพียง 5 ห้อง) ที่ชวนมาใช้ชีวิตร่วมกับ เนเน่-นันทวรรณ แจ่มใส นักวาดภาพประกอบและกราฟิกดีไซเนอร์ ซึ่งกำลังใช้ Stupid Stay และย่านเจริญนครเป็นพื้นที่สำรวจและพัฒนางานของตัวเอง
ตลอด 3 วันไม่ได้มีแค่นอนโรงแรม แต่จะได้ออกไป Walkservation และปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางที่อาจไม่คุ้นในเจริญนคร แวะกินอาหารในย่าน เก็บรายละเอียดรอบตัวมาทำเวิร์กช็อป รวมถึงได้เห็นกระบวนการคิดและทำงานของศิลปินแบบใกล้ๆ ที่น่าสนใจคือสิ่งที่เนเน่เก็บจากย่านระหว่าง Artist in Residence จะถูกนำไปพัฒนาต่อเป็นงานนิทรรศการภายใน Stupid Stay จะจัดแสดงนิทรรศการ Eat, Sleep, Doodle : a Hotel Takeover by nnene.iie’ ตั้งแต่วันที่ 3-11 ตุลาคม ต่อด้วย
When: วันที่ 18-20 กันยายน 2569
Where: Stupid Stay เจริญนคร ซอย 10
More Info:Stupid Stay Bangkok

ความพิเศษคือการนำสองจานจากช่วงเปิดร้านกลับมาอีกครั้ง ได้แก่ Blue Lobster with Red Fruits ล็อบสเตอร์จากบริตตานีกับสตรอว์เบอร์รีหมักและดาชิแดง และ Green Beans & Fig พร้อมด้วยเมนูอย่าง Berlingots พาสต้าสอดไส้ชีสนมวัวจากนครปฐม ไปจนถึงจานหลักที่เลือกได้ระหว่างวากิวหรือแกะ ก่อนปิดด้วยของหวานสองตัวเลือก เมนู Anniversary Voyage มีให้ลองเฉพาะช่วง 16-27 กันยายนนี้เท่านั้น
Time: มื้อกลางวัน 12.00-15.30 น. / มื้อค่ำ 18.30-23.30 น. (วันพุธ-อาทิตย์)
When: วันที่ 16-27 กันยายน 2569
Price: 7 Courses 9,000++ บาทต่อคน
More Info: Anne-Sophie Pic at Le Normandie

คิดจะซื้อดอกไม้ในกรุงเทพฯ หลายคนน่าจะคิดถึงปากคลองตลาด แต่ช่วงเดือนนี้ลองมาเที่ยวในมู้ดที่ต่างออกไปกับ Bangkok Flower Festival เทศกาลดอกไม้ครั้งแรกจากทีม Awakening ที่จับมือกับยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ชวนเราไม่ได้มาแค่ซื้อดอกไม้กลับบ้าน แต่ลองใช้เวลาช่วงบ่ายถึงค่ำอยู่กับดอกไม้ในหลายรูปแบบมากขึ้น
ภายในงานมีทั้งโซนดอกไม้และนิทรรศการให้เดินดูและถ่ายรูป เวิร์กช็อป ร้านสินค้าและของตกแต่งธีมดอกไม้กว่า 20 บูธ ไปจนถึงกิจกรรมอย่างการทดลองกลั่นและชิมน้ำจากดอกไม้ รวมถึง Projection Mapping ก่อนออกมานั่งรับลมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใครกำลังหาที่เดินเล่นช่วงเย็น นี่ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลให้กลับไปเที่ยวปากคลองตลาดอีกครั้ง
Time: เวลา 15.00-22.00 น.
When: วันที่ 18-27 กันยายน 2569
Where: ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ปากคลองตลาด
Admission: 150 บาท พร้อมรับดอกไม้ฟรีจากพื้นที่ที่กำหนดไว้
More Info: Bangkok Flower Festival

ใครอยากเริ่มเช้าวันเสาร์ด้วยการขยับร่างกายแบบไม่หนักมาก ลองมาร่วม YEUD YEUD JIB JIB กิจกรรมฉลองครบรอบ 3 ปีของ Tarine ที่ครั้งนี้จับมือกับ Strongcorestaycool Studio ชวนทุกคนมาเริ่มต้นวันด้วย Pilates Mat Session เป็นเวลา 1 ชั่วโมง
หลังจากยืดและขยับร่างกายกันแล้ว ก็ถึงเวลาจิบตามชื่องาน โดยผู้เข้าร่วมจะได้ The Garden Berry Toast พร้อมมัทฉะเกรดพิธีชงที่เลือกได้คนละ 1 แก้ว เป็นอีกกิจกรรมที่เหมาะกับคนอยากออกกำลังกายตอนเช้าแบบไม่รีบ ก่อนมีเวลาเหลือไปใช้วันเสาร์ต่อได้อีกยาวๆ
Time: เวลา 10.00-11.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
Where: Strongcorestaycool Studio
More Info: Tarine , Strongcorestaycool Studio

เดินผ่านสามย่านกันมากี่ครั้งแล้ว เคยสังเกตไหมว่าย่านนี้มี ‘สี’ อะไรซ่อนอยู่บ้าง? Slowcomboและ Mutual Groundชวนออกไปสำรวจย่านในมุมที่ต่างออกไปกับ The Neighbour’s Palette: มองย่านผ่านสี กิจกรรม Colour Walk ที่ใช้สีเป็นโจทย์ในการพาเราเดิน สังเกต และถ่ายภาพรายละเอียดรอบตัว
ระหว่างทางทุกคนจะได้ลองมองหาสีจากสิ่งที่เจอ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร ร้านค้า ป้าย หรือรายละเอียดเล็กๆ ที่ปกติเราอาจเดินผ่านไปเฉยๆ ก่อนนำสิ่งที่พบมาประกอบเป็นอีกภาพของสามย่าน เหมาะกับคนชอบเดินเมือง ถ่ายรูป หรือแค่อยากลองกลับไปมองย่านคุ้นเคยด้วยสายตาใหม่อีกครั้ง
Time: เวลา 10.00-15.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
Where: Slowcombo และย่านสามย่าน
More Info: Slowcombo , Mutual Ground

ถ้าช่วงนี้รู้สึกว่าทั้งหัวและร่างกายอยากได้เวลาพักสักหน่อย บ่ายวันเสาร์นี้มี Reset a Little จาก Live a Little ที่ชวนมาใช้เวลา 2 ชั่วโมงกับกิจกรรมสองแบบ เริ่มจาก Sound Healing ให้ร่างกายได้อยู่นิ่งๆ กับเสียง ก่อนต่อด้วย Introduction to Bullet Journaling หรือ Bujo ที่จะพาไปรู้จักวิธีจดบันทึกและจัดระเบียบความคิดให้หยิบไปใช้ต่อในชีวิตประจำวันได้
ข้อดีคืองานนี้ไม่ได้มีแค่ฝั่ง Wellness แต่ผสมช่วงพักเข้ากับกิจกรรมที่ค่อนข้าง Practical เหมาะกับใครที่อยากใช้บ่ายวันหยุดสโลว์ลงสักนิด แล้วกลับออกไปพร้อมวิธีจัดการสิ่งต่างๆ ในหัวให้เป็นระบบขึ้น
Time: เวลา 15.00-17.00 น. (Check-in 14.30 น.)
When: วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
Where: Isōra Wellness
Admission: 999 บาทต่อคน
Dress Code: Black / White / Beige / Brown
More Info: Live a Little , Isōra Wellness

เย็นวันเสาร์นี้ GalileOasis ชวนมาดู MINARI (2020) หนังของผู้กำกับ Lee Isaac Chung ที่เล่าเรื่องครอบครัวชาวเกาหลีซึ่งย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1980 และค่อยๆ พาเราไปสำรวจเรื่องบ้าน ครอบครัว ความสัมพันธ์ และการรักษารากของตัวเองเอาไว้ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย
รอบนี้น่าสนุกตรงที่ไม่ได้มีแค่หนัง เพราะก่อนฉายจะมี Gayageum Performance การแสดงดนตรีด้วยกายากึม เครื่องสายดั้งเดิมของเกาหลี พร้อมป๊อปคอร์น ก่อนเริ่มฉายหนังเวลา 19.00 น. และในวันที่ 19-20 กันยายน GalileOasis ยังมี OASIS SEOUL ตลาดที่รวมอาหาร งานคราฟต์ ศิลปะ และกิจกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรมเกาหลีให้เดินเล่นกันตลอดสุดสัปดาห์
Time: Gayageum Performance เวลา 18.00 น. / MINARI เวลา 19.00 น.
When: วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569
Where: GalileOasis Courtyard
Admission: Gayageum Performance 50 บาท / MINARI 150 บาท / รวม Performance + Film 200 บาท
Ticket: ลงทะเบียนที่นี่
More Info: GalileOasis

ใครบอกว่างานวิ่งต้องอยู่บนถนน เพราะเช้าวันอาทิตย์นี้ BREW Run Club x ICONSIAM กำลังเปลี่ยนพื้นที่ทั้ง 7 ชั้นของห้างให้กลายเป็นเส้นทางวิ่งในงาน THE VERTICAL FUN RUN ที่ไม่ได้แข่งกันว่าใครเร็วที่สุด แต่ชวนให้วิ่ง เล่นเกม ทำชาเลนจ์และทำความรู้จักคนใหม่ๆ ระหว่างทาง
เส้นชัยอยู่ที่ชั้น 7 ซึ่งตรงกับ ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 พอดี หลังวิ่งมีทั้งกาแฟ Games & Challenges และช่วง Sip & Socialize ให้แฮงก์เอาต์กันต่อ งานรับทั้งหมด 300 คน และไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิ่งจริงจังก็เข้าร่วมได้ ส่วนบัตรมีหลายประเภท ทั้งบัตร Regular ราคา 690 บาท รวมถึงสิทธิ์รับบัตรฟรีสำหรับผู้ใช้ TanTan และสมาชิก ICONSIAM & ONESIAM ที่ทำตามเงื่อนไขของงาน
Time: เวลา 07.30-11.00 น.
When: วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569
Where: ICONSIAM
Admission: Regular Ticket 690 บาท / มีบัตรฟรีสำหรับ TanTan User และสมาชิก ICONSIAM & ONESIAM ตามเงื่อนไข
Dress Code: เสื้อสีขาว กางเกงสีดำ
Ticket: Ticketmelon
More Info: BREW Run Club / ICONSIAM

ถ้าวันอาทิตย์นี้อยากหาอะไรทำแบบได้ลงมือจริง Baan Kerd และ Beyond The Vines Thailand ชวนมาลองดองผักด้วยตัวเองใน Pickle Me This เวิร์กช็อปที่จะพาไปรู้จักพื้นฐานและขั้นตอนการดอง ก่อนเลือกว่าจะทำแตงกวา หอมแดง หรือผสมทั้งสองอย่างลงในโหลของตัวเอง
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และแน่นอนว่าทำเสร็จแล้วเอาผักดองฝีมือตัวเองกลับบ้านได้ด้วย นอกจากนี้บัตรยังมาพร้อม Shopping Credits มูลค่า 300 บาท สำหรับใช้กับ Beyond The Vines ภายในวันงาน เหมาะกับใครที่กำลังหากิจกรรมทำช่วงบ่ายแบบไม่ต้องใช้เวลาทั้งวัน
Time: รอบ 13.00-14.30 น. และ 15.00-16.30 น.
When: วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569
Where: Baan Kerd Cafe สุขุมวิท 39
Ticket: Beyond The Vines
More Info: Beyond The Vines Thailand / Baan Kerd

จากภาพยนตร์สารคดี ไกลบ้าน ที่เคยบันทึกชีวิตของ วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพาในช่วงลี้ภัยทางการเมือง ครั้งนี้เรื่องราวอีกด้านที่ไม่ได้อยู่ในภาพยนตร์กำลังถูกนำกลับมาเล่าผ่านสายตาของ วสุ วรรลยางกูร (ตั๊กแตน) ลูกชายของเขาและนักแสดงจาก B-Floor Theatre ใน ไกลบ้าน UNTOLD STORY [BEHIND THE SCREEN]
หนึ่งรอบประกอบด้วยการแสดงร่วมสมัยและละครหุ่น ตามด้วยการฉายสารคดี ไกลบ้าน Away ก่อนปิดท้ายด้วยวงสนทนากับศิลปิน จึงไม่ใช่แค่การกลับมาดูหนังเรื่องเดิม แต่เป็นการต่อบทสนทนาไปยังความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก ความทรงจำของครอบครัว และร่องรอยบางอย่างของประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้บนจอ
Time: เริ่มเวลา 19.30 น.
When: วันที่ 19-20 กันยายน 2569
Where: ศาลาเสน่หา ถนนเดโช สีลม
Admission: 650 บาท
Ticket: Zipevent
More Info: Sala Saneha | ศาลาเสน่หา

ช่วงนี้ถ้าแวะไป theCOMMONS Saladaeng จะเห็นจิ้งจอกของ Maison Kitsuné กระจายตัวอยู่ตามมุมต่างๆ เพราะแบรนด์กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้แห่งนี้ชั่วคราว ผ่าน Fox Installation และกิจกรรมที่หยิบเอาแฟชั่น อาหาร และดนตรีมารวมกันในแบบ Kitsuné Lifestyle
นอกจากเดินดูและถ่ายรูปกับเหล่าจิ้งจอกแล้ว ยังมีเมนูพิเศษที่ทำร่วมกับ 5 ร้านใน theCOMMONS ตั้งแต่ไอศกรีม Paris Meets Tokyo ของ Guss Damn Good, Chicken Teriyaki Pizza จาก SOHO Pizza ไปจนถึง Japanese Wine ที่ Cloud Wine
ส่วนคืนวันศุกร์จะมี Kitsuné Musique Hour พร้อมดีเจตั้งแต่เวลา 20.30-21.30 น. ใครผ่านมาแถวศาลาแดงช่วงสองเดือนนี้ก็แวะเข้าไปดูได้ ไม่จำเป็นต้องรอวันจัดอีเวนต์ใหญ่
Time: เวลา 08.00-1.00 น. / Kitsuné Musique Hour ทุกวันศุกร์ เวลา 20.30-21.30 น.
When: วันที่ 14 กันยายน – 15 พฤศจิกายน 2569
Where: theCOMMONS Saladaeng
More Info: Maison Kitsuné Thailand , theCOMMONS Saladaeng

ถ้าสุดสัปดาห์นี้อยากใช้เวลาสักบ่ายเดินดูงานศิลปะ MMAD – MunMun Art Destination เพิ่งเปลี่ยนนิทรรศการรอบใหม่ภายใต้ MMADness is Calling โดยครั้งนี้เปิดพร้อมกัน 4 นิทรรศการใน 4 แกลเลอรี ซึ่งแต่ละห้องมีวิธีเล่าเรื่องและบรรยากาศต่างกันค่อนข้างชัด
MMAD GALLERY 1 – The Body, The Material, The Soul (โดย ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์): เดินฝ่ามิติมืดและแสงระยิบระยับเพื่อสำรวจ 17 ประติมากรรมมนุษย์ในชุดปฏิบัติงานสีจัดจ้าน ท้าทายความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกภายใน
MMAD GALLERY 2 – Test My Style, Try My Straight (โดย WhatTheYak): ทลายกรอบศิลปะล้านนาจากความ “เชย” สู่ตุงสเก็ตบอร์ดและจิตรกรรมดิจิทัลที่หลอมรวมความเชื่อเข้ากับป๊อปคัลเจอร์อย่างสิ้นเชิง
MMAD GALLERY 3 – Urban/ Street/ Craft (โดย นิศากร เพ็ญสมบูรณ์, องอาจ มากสิน และ ณัฏฐพล บุญเผือก): รื้อสร้างนิยามสตรีทอาร์ตผ่านงานหัตถกรรมและวัสดุเหลือใช้เพื่อบันทึกความทรงจำแห่งเมือง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ลงมือคราฟต์ชิ้นงานด้วยตนเอง
MMAD GALLERY 4 – Soft World: เมื่อโลกภายนอกไม่อ่อนโยนกับเรา เราจึงหลีกหนีสู่โลกอีกใบ (โดย จิตติมน มันทรานนท์): นิทรรศการ Interactive Installation Art หนีความใจร้ายของโลกภายนอกมาโอบกอดความนุ่มนวล ผ่านประติมากรรมผ้าและโครเชต์ Upcycle กว่า 1,000 ชิ้น ร่วมกับกลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง จ.เชียงราย และมูลนิธิกระจกเงา
Time: เวลา 11.00-19.00 น.
When: วันที่ 10 กันยายน-25 ตุลาคม 2569
Where: MMAD GALLERY 1-4 ชั้น 2 มันมัน ศรีนครินทร์
Admission: ฟรี
More Info: MMAD – MunMun Art Destination

บางครั้งสิ่งที่จำได้จากการเดินทางอาจไม่เหมือนกับภาพที่กล้องบันทึกไว้ Afterimage นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ ญาณภัทร สร้อยระย้า หยิบแนวคิดเรื่อง ‘ภาพติดตา’ มาเล่าผ่านงานจิตรกรรมและสื่อผสม โดยศิลปินเริ่มจากภาพถ่ายที่เก็บมาจากการเดินทาง ก่อนนำกลับมารื้อและประกอบใหม่ผ่านความทรงจำและความรู้สึกที่มีต่อสถานที่นั้น
สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่การวาดภาพตามรูปถ่าย แต่เป็นภูมิทัศน์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสถานที่จริงกับภาพที่ยังตกค้างอยู่ในใจ น่าสนใจตรงที่งานชวนให้เรากลับมาคิดเหมือนกันว่า เวลาเราจำสถานที่สักแห่ง สิ่งที่เหลืออยู่คือภาพที่เคยเห็นจริงๆ หรือความรู้สึกที่เราเติมลงไปในภาพนั้นกันแน่
Time: วันอังคาร-เสาร์ เวลา 11.00-18.00 น. (ปิดวันอาทิตย์-จันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)
When: วันที่ 19 กันยายน – 24 ตุลาคม 2569
Where: Numthong Art Space อารีย์ 5 ฝั่งเหนือ พหลโยธิน 7
More Info: Numthong Art Space
ภาพ: Courtesy of Event
The post LIFE This Week 13 อีเวนต์สัปดาห์นี้ มีอะไรน่าออกไปเจอบ้าง 16-22 กันยายน 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
บางครั้งคนที่เราให้อภัยได้ยากที่สุดกลับเป็นตัวเราเอง เร […]
The post SELF-FORGIVENESS: เลิกโทษตัวเอง จงเยียวยาจิตใจเพื่อชีวิตที่มีความสุข appeared first on THE STANDARD.
]]>
บางครั้งคนที่เราให้อภัยได้ยากที่สุดกลับเป็นตัวเราเอง เราอาจย้อนนึกถึงการตัดสินใจบางอย่างแล้วถามซ้ำๆ ว่า “ทำไมวันนั้นถึงไม่รู้ดีกว่านี้” “ทำไมถึงยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น” หรือ “ถ้าเลือกอีกทาง ชีวิตคงดีกว่านี้หรือเปล่า” ทั้งที่คำถามเหล่านี้ไม่เคยพาเรากลับไปแก้ไขอดีต มีแต่ทำให้ตัวเราในวันนี้ต้องรับโทษจากเรื่องเดิมซ้ำๆ
การให้อภัยตัวเอง หรือ Self-Forgiveness ไม่ใช่การลืมสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การหาข้ออ้างให้ความผิดพลาด และไม่ได้แปลว่าเราจะปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่คือการมองเรื่องนั้นตามความจริง ยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำได้ไม่ดี พร้อมเรียนรู้ แก้ไข และไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวกลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของเราทั้งชีวิต
รู้สึกไหมว่าระหว่างประโยคว่า “ฉันเคยตัดสินใจผิด” กับ “ฉันเป็นคนที่ล้มเหลว” มีระยะห่างทางความรู้สึกอยู่มาก ประโยคแรกเปิดพื้นที่ให้เราเรียนรู้และเปลี่ยนแปลง ส่วนประโยคหลังทำให้ความผิดพลาดค่อยๆ กลายเป็นตัวตน จนเราอาจเชื่อว่าตัวเองไม่คู่ควรกับโอกาสใหม่ ความสัมพันธ์ที่ดี หรือแม้แต่ความสุข
เราจึงอยากพาผู้อ่านมารู้จักกับแนวคิดเรื่อง Self-Compassion ของนักจิตวิทยา Kristin Neff ชวนให้เราดูแลตัวเองผ่านองค์ประกอบสำคัญสามอย่าง ได้แก่ การมีเมตตาต่อตัวเอง การเข้าใจว่าความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ และการรับรู้ความเจ็บปวดอย่างมีสติโดยไม่กดทับหรือขยายมันจนกลืนกินชีวิต การอ่อนโยนกับตัวเองจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยพอให้เรากล้ามองความจริงและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ทุกบาดแผลจะเกิดจากความผิดพลาดของเราหรอกนะ หากเราเคยถูกทำร้าย ถูกละเลย หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกมากพอ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเรา การให้อภัยตัวเองในกรณีนี้อาจหมายถึงการหยุดโทษตัวเองที่ไม่รู้ทัน ไม่เดินออกมาให้เร็วกว่าเดิม หรือใช้วิธีเอาตัวรอดที่วันนี้เราอาจไม่เข้าใจ ตัวเราในเวลานั้นตัดสินใจจากข้อมูล พลังใจ และทางเลือกเท่าที่มี
การเยียวยาจึงไม่จำเป็นต้องบังคับให้มองว่าบาดแผลทุกอย่างเป็น “เรื่องดี” เพราะบางเรื่องไม่ควรเกิดขึ้นเลย แต่เรายังเลือกได้ว่าจะไม่ยอมให้มันพรากความรักที่มีต่อตัวเองไปตลอดชีวิต เราอาจไม่เปลี่ยนอดีตให้สวยงามได้ แต่สามารถเปลี่ยนวิธีที่อดีตอยู่กับเราได้
ลองเริ่มจากการเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นตามความจริง แยกการกระทำออกจากคุณค่าของตัวเอง หากเราเป็นฝ่ายทำให้ใครเจ็บปวด จงขอโทษ ชดเชย และเปลี่ยนพฤติกรรมเท่าที่ทำได้ หากเราเป็นผู้ถูกกระทำ จงคืนความรับผิดชอบให้คนที่ควรรับ และถามตัวเองว่า “วันนี้ฉันต้องการอะไร เพื่อรู้สึกปลอดภัยขึ้นอีกนิด”
งานทบทวนทางวิชาการพบว่า การให้อภัยตัวเองมีความสัมพันธ์กับสุขภาวะทางจิต ความพึงพอใจในชีวิต และความมั่นคงทางอารมณ์ ขณะที่กระบวนการให้อภัยที่ดีไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิด แต่เป็นการเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นความรับผิดชอบและการเติบโต
ท้ายที่สุด การรักตัวเองอาจไม่ใช่การชอบทุกเวอร์ชันที่เราเคยเป็น แต่คือการยอมรับว่าแต่ละเวอร์ชันกำลังพยายามมีชีวิตรอดด้วยความเข้าใจเท่าที่มี เก็บบทเรียนจากอดีตไว้ แล้วค่อยๆ วางความละอายที่ไม่จำเป็นลง เพราะเราไม่จำเป็นต้องเกลียดตัวเอง จึงจะเติบโตเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้
The post SELF-FORGIVENESS: เลิกโทษตัวเอง จงเยียวยาจิตใจเพื่อชีวิตที่มีความสุข appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลายกันยายนนี้ ใครมีแพลนไปหางโจวอาจได้เจอกับ COMPANION […]
The post KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปลายกันยายนนี้ ใครมีแพลนไปหางโจวอาจได้เจอกับ COMPANION ขนาดยักษ์ริมทะเลสาบซีหู เมื่อ KAWS:HOLIDAY หนึ่งในโปรเจกต์ศิลปะของศิลปินชาวอเมริกัน KAWS เตรียมเดินทางมาจัดแสดงที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 24–27 กันยายน 2026
ครั้งนี้ KAWS นำ COMPANION มาตีความใหม่ในรูปลักษณ์คล้ายหุ่นยนต์สีเหลือง ขนาด 30 เมตร โดยประติมากรรมจะนอนอยู่บนสนามหญ้าบริเวณ Orioles Singing in the Willows (柳浪闻莺) หนึ่งในพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ Ten Scenes of West Lake ในท่วงท่าเงยหน้ามองท้องฟ้า ราวกับกำลังชมแสงจันทร์เหนือทะเลสาบในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์
งานชิ้นนี้ยังเชื่อมโยงกับเมืองหางโจว ตั้งแต่โทนสีเหลืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ดอกหอมหมื่นลี้ (Osmanthus) ดอกไม้ประจำเมือง ไปจนถึงการนำงานศิลปะร่วมสมัยมาวางท่ามกลางภูมิทัศน์เก่าแก่ของ West Lake ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO
KAWS:HOLIDAY HANGZHOU จัดโดย AllRightsReserved ร่วมกับ WESTLAKE 66 ในฐานะ Local Partner เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 24–27 กันยายน 2026 ที่ Orioles Singing in the Willows, West Lake เมืองหางโจว ประเทศจีน
ภาพ: KAWS
The post KAWS:HOLIDAY ปักหมุดหมายใหม่นอนชมจันทร์ริม West Lake ที่หางโจว appeared first on THE STANDARD.
]]>