เคยสังเกตกันไหมว่า พอถึงจุดหนึ่งในชีวิต เรามักจะเลือกทำ […]
The post A COMFORT ZONE IS A BEAUTIFUL PLACE, BUT NOTHING EVER GROWS THERE. appeared first on THE STANDARD.
]]>
เคยสังเกตกันไหมว่า พอถึงจุดหนึ่งในชีวิต เรามักจะเลือกทำอะไรซ้ำๆ หรือด้วยวิธีเดิมๆ เมื่อเรารู้สึกว่า สิ่งที่เราทำหรือวิธีการที่เราทำเป็นความคุ้นเคย หรือทำให้เรารู้สึกสบายใจ ปลอดภัย หรืออยู่ในที่ทางของตน
ไม่ใช่เรื่องผิดเมื่อเรารู้สึกพอใจกับสิ่งนั้นโดยไม่คิดถึงการเปลี่ยนแปลงในแง่บวกที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากลองขยับออกนอก ‘เขตปลอดภัย’ ของตัวเองสักนิด ว่ากันว่า เพียงแค่คุณเดินทางกลับบ้านโดยใช้เส้นทางใหม่ๆ ที่ต่างจากเส้นทางปกติ สมองของคุณจะได้ประสบการณ์ใหม่ ได้เรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งจะไป ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมและบรรยากาศใหม่ๆ สร้างการเติบโตจากข้างในได้ดีนักแล
คุณอาจรู้สึกพอใจกับงาน เงินเดือน หรือขอบเขตความ รับผิดชอบที่ได้รับในปัจจุบัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต คุณคงไม่สามารถจะย่ำอยู่กับที่ เพื่อรอให้เด็กรุ่นใหม่ก้าวข้ามไปได้ การเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายงาน เพิ่มความรับผิดชอบ ดูจะเป็น การเติบโตในเส้นทางอาชีพตามครรลองที่ควรจะเป็น
หากคุณไม่สลัดความกลัวที่จะสื่อสารกับเจ้าของภาษา คุณจะฝึกฝนทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาที่สอง สาม สี่ได้อย่างไร
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด และมักจะมีการหยิบยกนำมาพูดถึงในเชิงวิชาการคือ เรื่องการออกกำลังกาย คุณอาจขยันเข้ายิม หรือหมั่นทำกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อเผาผลาญร่างกายและ เพิ่มกล้ามเนื้อ แต่เมื่อออกกำลังกายไปสักพัก แล้วคุณยกเวทด้วยน้ำหนักเท่าเดิม คุณจะรู้สึกว่า ผลตอบรับที่ได้เห็นไม่ชัดเจนเหมือนช่วงแรกๆ แล้ว นั่นเป็นเพราะกล้ามเนื้อจดจำวิธีการ ออกกำลังของคุณ จนภายหลังกล้ามเนื้อทำงานไปโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่มีความท้าทายใหม่ๆ ผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากเดิม ยกเว้น คุณจะยอมก้าวออกจากเขตที่คุณคุ้นเคย แล้วเพิ่มน้ำหนัก หรือจำนวนครั้งในแต่ละเซตให้มากขึ้น กรณีของสาวๆ ที่ต้องการเผาผลาญเพื่อลดน้ำหนักคงไม่ต่างกัน
ในยุคที่กิจกรรมวิ่งจัดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ทั่วประเทศ คุณเองอาจสนุกกับการวิ่ง 10 กิโลเมตร สามครั้งต่อสัปดาห์มาสักพัก และยังรู้สึกพอใจกับระยะนี้อยู่ แต่ถ้าหากอยากท้าทายตัวเอง ลองขยับเป็น 15 หรือ 21 กิโลเมตร เพื่อพิสูจน์ตัวเองเป็นครั้งเป็นคราว ดูจะเป็นเป้าหมายที่น่าเดินตาม และถ้าคุณทำได้ ตามนั้น วันที่คุณวิ่งเข้าเส้นชัยในการแข่งขันมาราธอนอาจจะเกิดขึ้นในสามเดือนหกเดือนข้างหน้า หรือปีหน้า ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะก้าวข้ามระยะปลอดภัยของตัวเองได้เร็วแค่ไหน
เราต่างก็รู้สึกพอใจกับการซุกตัวใต้ผ้าห่มอุ่นบนเตียงนอนด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าไม่ลองลุกขึ้นมาเปิดหน้าต่าง หรือเดิน ออกไปสูดอากาศนอกบ้าน คุณจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดในยามเช้า หรือได้สัมผัสสายลมละมุนที่อาจจะมีคุณสมบัติ ทั้งปลอบประโลมหรือกระตุ้นเตือนให้คุณรู้สึกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งได้อย่างไร
ยศยอด คลังสมบัติ
บรรณาธิการบริหาร
The post A COMFORT ZONE IS A BEAUTIFUL PLACE, BUT NOTHING EVER GROWS THERE. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า คนส่วนใหญ่มองสาวจากปกฉบับนี้ของ TH […]
The post COUNT YOUR BLESSINGS. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า คนส่วนใหญ่มองสาวจากปกฉบับนี้ของ THE STANDARD ว่า เป็นคนที่ดูจะมีความสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องภาพลักษณ์ หน้าที่การงาน และชีวิตครอบครัว เมื่อลองอ่านเนื้อหาข้างในดู คุณจะค้นพบว่า ความสวยงามของชีวิตที่ไร้ที่ติย่อมไม่มีอยู่จริง การมองให้เห็นด้านดีของสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากที่จะทำให้เราค้นพบความสุขที่อยู่ตรงหน้า
โลกทุนนิยมในปัจจุบัน มนุษย์มักจะวัดความสำเร็จจากอะไรที่จับต้องได้ เห็นด้วยตาเปล่า และตีค่าได้เป็นเม็ดเงิน เราอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบสิ่งที่เรามีกับมิตรสหาย คนใกล้ตัว เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บ่อยครั้งที่เรามักจะมองเห็นสนามหญ้าอีกด้านเขียวสดกว่าจุดที่เรายืนอยู่ จนลืมไปว่า สิ่งที่อยู่รอบตัวมีค่าพอที่จะทำให้เรามองเห็นด้านที่รื่นรมย์ของชีวิตได้
ชีวิตที่สวยงามย่อมไม่ได้หมายถึงมีองค์ประกอบครบ ทุกอย่างที่คนอื่นมี หรือไม่พร่องในด้านใดเลย คุณอาจโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้าง แต่นั่นหมายถึงว่า คุณโชคดีกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักผู้ให้กำเนิดของตน คุณอาจมีบุตรธิดาที่ต้องดูแลเป็นพิเศษมากกว่าเด็กคนอื่นๆ จนรู้สึกว่า ภาระที่กำลังเผชิญที่หนักหนาสาหัสจนเกินจะรับไหว แต่อย่าลืมว่า คุณเองสมหวังในชีวิตมากกว่าคู่แต่งงานที่ทดลองทุกวิถีทางแต่ไม่มีโอกาสเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือหากคุณต้องทำงานสองอย่างเพื่อให้มีรายได้พอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน จงรู้ไว้เถิด ว่ามีคนตกงานหลายชีวิตอยากแตะมือขอเข้าไปอยู่ในจุดนั้นแทนคุณ
ไม่มีมนุษย์คนไหนได้ทุกอย่างที่ต้องการ หลายอย่างในชีวิตคุณอาจจะมีน้อยกว่าคนจำนวนมาก แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งที่คุณมีย่อมมากกว่าคนอีกจำนวนไม่น้อย
หญ้าอีกด้านของสนามจะเขียวสดกว่าจุดที่เรายืนอยู่ หรือไม่ ไม่ใช่ประเด็น หากผืนดินตรงนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าทำนุบำรุงพื้นที่ในเขตรั้วที่เราเหยียบเดิน ให้เหมาะสมกับการจะปลูกหญ้าให้เขียวแบบที่เราต้องการ
อ่านมาถึงตรงนี้ ลองยกมือขึ้นมาแล้วนับนิ้วกันดูเล่นๆ ว่า มีเรื่องอะไรในชีวิตบ้างที่คุณตระหนักรู้ดีแล้วว่า คุณเองก็เกิดมาโชคดีเหลือเกิน
ยศยอด คลังสมบัติ
บรรณาธิการบริหาร
The post COUNT YOUR BLESSINGS. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่เราพยายามจะก้าวให้ทันโลกดิจิทัลซึ่งเปลี่ยนแปลงอ […]
The post THE IMPORTANCE OF KNOWING YOUR ROOTS appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในยุคที่เราพยายามจะก้าวให้ทันโลกดิจิทัลซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีผลให้ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมหนึ่งๆ กลายเป็นองค์กรที่ล้าหลังคู่แข่งในช่วงเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ หลายคนอาจแปลกใจที่ได้เห็นคนจำนวนไม่น้อยเลือกจะย้อนเวลากลับไปมา โหยหารากเหง้าแห่งความเป็นไทย เพื่อที่จะซึมซับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมในอดีตที่หลงเหลืออยู่อย่างน้อยนิดในปัจจุบัน
จากความอลังการในแง่ศิลปวัฒนธรรมและธรรมเนียมประเพณีของพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาท-สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไล่เลยมาสู่งานอุ่นไอรักฯ ที่จบลงก่อนเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม กระแสการแต่งชุดไทยที่แพร่สะพัดตามสื่อต่างๆ อาจเป็นแค่สายลมประเดี๋ยวประด๋าว ถ้าไม่บังเอิญให้มีเชื้อไฟช่วยโหมกระพือระลอกใหม่จากความนิยมของละครย้อนยุค ที่แม้แต่คนไม่เคยดูยังได้รับรู้ถึงการเป็นที่พูดถึงในวงกว้างทั่วเขตคาม
ก่อนที่ประสบการณ์ในชีวิตจะสอนให้เราเข้าใจว่า การเรียนรู้อดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน ย่อมนำไปสู่อนาคตที่มั่นคง
ถ้าจะมองให้มีอะไรมากกว่าแค่เป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ได้สวมชุดไทยไปเที่ยวงานและตามรอยสถานที่สำคัญ การได้รื้อฟื้นธรรมเนียมประเพณีผ่านเครื่องแต่งกาย วรรณคดีเก่าแก่ และการท่องเที่ยวสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เปิดโอกาสให้เราได้ย้อนกลับไปศึกษารากเหง้าที่มาของชาติ การเปลี่ยนแปลงทางด้านวัฒนธรรม และท้ายที่สุดจะส่องสะท้อนมาถึงตัวตนของคนในสังคมและปัจเจกบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในช่วงวัยหนึ่ง เราอาจเคยสงสัยที่มิตรสหายส่วนหนึ่งหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวในอดีต ผ่านการเรียนรู้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สวนทางกับโลกแห่งวิทยาการสมัยใหม่ที่รุดหน้าราวกับเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง ก่อนที่ประสบการณ์ในชีวิตจะสอนให้เราเข้าใจว่า การเรียนรู้อดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบัน ย่อมนำไปสู่อนาคตที่มั่นคง
นักวิชาการหลากสาขาต่างก็ต้องใช้พื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาต่อยอดความรู้ในปัจจุบัน เพื่อรังสรรค์องค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต กลายเป็นวงจรไม่รู้จบที่หมุนไปเรื่อยๆ
กระแสความนิยมที่ดูเป็นความบันเทิงผิวเผินในฉาบหน้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา อาจเป็นโอกาสอันดีให้เราย้อนกลับมาสำรวจอย่างจริงจังว่า เรารู้จักตัวเอง สังคม และมาตุภูมิมากน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่รู้จักตัวเองดีพอ เราจะอธิบายความเป็นตัวเราให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไรเล่า
ยศยอด คลังสมบัติ
บรรณาธิการบริหาร
The post THE IMPORTANCE OF KNOWING YOUR ROOTS appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในจำนวนสัตว์ที่อยู่บนโลก มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่รู […]
The post EVERYTHING HAPPENS FOR A REASON. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในจำนวนสัตว์ที่อยู่บนโลก มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่รู้จักคิด และใช้เหตุผลอันเป็นวิวัฒนาการสำคัญ ที่ทำให้เราต่างจาก เพื่อนร่วมโลกชนิดอื่น
กระนั้นก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหลายโอกาส เราก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุผลที่สิ่งต่างๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต จนมีผลกระทบต่อเรามากบ้างน้อยบ้าง ทั้งทางตรงและทางอ้อมคืออะไร
ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตหรือไม่ แต่พอถึงจุดหนึ่งเราคงอดคิดไม่ได้ว่า หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในช่วงเวลาปกติ และในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตจากการตัดสินใจของเราเอง หรือจากการตัดสินใจของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ และพาลให้เราโน้มเอียงไปทางคำพูดที่ว่า “ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล”
ทำไมนักเตะคนโปรดที่สุดในทีมรักเลือกที่จะย้ายออกไปซบอกทีมคู่แข่งร่วมเมือง คอกีฬาอาจจะสงสัยว่า ทำไมโลกนี้ถึงต้องมีกีฬาเดินทนในโอลิมปิกฤดูร้อน หรือกีฬาอย่างเคอร์ลิงในโอลิมปิก ฤดูหนาวที่เพิ่งปิดฉากไป ในโลกที่มีประชากรหลายพันล้านคน เพราะอะไรสาวสวิสจึงไปตกหลุมรักหนุ่มมาไซมารา จนกลายเป็น รักข้ามขอบฟ้าเมื่อหลายปีก่อน เหตุผลของเรื่องไกลตัวแบบนี้ คงต้องไปสืบสาวกันที่ต้นตอ นักเตะคนนั้นอาจจะต้องการโอกาสในการได้ลงเล่น หรือต่อรองได้ค่าตัวมากอย่างที่ต้องการ การบรรจุกีฬาแต่ละชนิดย่อมมีที่มาที่ไป และเมื่อว่าด้วยเรื่องของความรัก มีใครกำหนดรู้ได้บ้างว่า เราควรจะตกหลุมรักใครและเมื่อไร
แล้วถ้าเป็นเรื่องใกล้ตัวเฉพาะกรณีที่มีผลกระทบต่อชีวิตเล่า เราจะนึกหาเหตุผลกับเรื่องต่างๆ อย่างไร คุณอาจจะทำใจได้ยากและสงสัยว่า ทำไมต้องเลิกรากับแฟนคนเก่าก่อนจะมาลงเอยกับคนปัจจุบัน ทำไมคุณถึงเลือกลาออกจากงานที่มั่นคงมาเริ่มต้นอย่างทะลักทุเลเพื่อทำในสิ่งที่รัก ทำไมวันนั้นคุณแตกคอกับ เพื่อนสนิท จนกลายมาเป็นคนไม่รู้จักกันในวันนี้ ในหลายโอกาส การหาเหตุผลไม่สำคัญเท่าคุณได้บทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น เราอาจเข้าใจได้ยากว่า ทำไมจึงมีคนอุตริ มีความคิดอัปลักษณ์ว่าการบริโภคอวัยวะสัตว์หายาก ทั้งเสือดำ ม้าน้ำ หรือสัตว์อื่นๆ สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ แล้วทำไมข้าราชการตัวเล็กๆ ถึงอาจหาญจับกุมนักธุรกิจใหญ่ขณะเข้าป่าล่าสัตว์แบบผิดกฎหมาย จนกลายเป็นข่าวพาดหัว และเกิดคดีความที่ลุกลามมาจนถึงปัจจุบัน ทำไมนักศึกษาฝึกงานตัวเล็กๆ จึงลุกขึ้นมาท้าอำนาจองค์กร ต้นสังกัดด้วยการเปิดโปงขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์คนยากไร้ระดับประเทศ และผลจากการนี้คือ รัฐสามารถตรวจสอบจนพบพิรุธในจังหวัดอื่นๆ ได้เป็นระลอก ทำไมจึงมีคนคิดว่า การจอดรถหน้าบ้านคนอื่นเพื่อไปทำธุระส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าของบ้านเป็นเรื่องที่ทำได้ และทำไมเจ้าของบ้านจึงบรรลุโทสะคว้าอาวุธ เท่าที่หาได้มาทุบรถคันนั้นจนกลายเป็นข่าวใหญ่โต ที่ขยายความไปได้ถึงการที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลยให้เกิดตลาดหลายจุดในพื้นที่ที่อยู่อาศัยมานานกว่า 10 ปี
ตัวอย่างข้างต้นที่ยกมา คงทำให้เราพอจะเข้าใจได้ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีเหตุผลดีแล้ว
ยศยอด คลังสมบัติ
บรรณาธิการบริหาร
The post EVERYTHING HAPPENS FOR A REASON. appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราต่างรู้กันดีว่ามนุษย์มีความฝันเป็นแรงผลักดันให้เราทะ […]
The post KEEPING THE DREAM ALIVE! appeared first on THE STANDARD.
]]>
เราต่างรู้กันดีว่ามนุษย์มีความฝันเป็นแรงผลักดันให้เราทะยานไปข้างหน้าเท่าที่จะสามารถทำได้ กระนั้นก็ตามไม่ใช่ทุกฝันที่เรามีจะสำเร็จลุล่วงแปลงโฉมออกมาเป็นรูปธรรมได้ ท่ามกลางอุปสรรคและการล้มลุกคลุกคลานที่ถั่งโถมเข้ามาเป็นระลอก ประเด็นสำคัญก็คือ คุณหล่อเลี้ยงความฝันของตัวเองให้คงอยู่อย่างไร
ในชีวิตเราอาจเคยเห็นเพื่อนฝูง หรือคนใกล้ตัว ที่มีศักยภาพในเรื่องการเรียน ดนตรี หรือกีฬาแต่เนิ่นๆ หลายคนเหล่านั้นก้าวไปสู่เส้นทางแห่งฝันได้เต็มศักยภาพในที่สุด ทว่าแชมป์ระดับเยาวชนหลายคนไม่สามารถปีนสู่บัลลังก์สูงสุดในระดับอาชีพได้ คำถามสำคัญคือ เมื่อเกิดจุดหักเหขึ้น ในชีวิต คนที่แพ้พ่ายในศึกใหญ่จะประคับประคองเศษเสี้ยวของฝันที่เหลือไปสู่ทิศทางไหนดี
เพราะบางทีชีวิตก็เล่นตลกด้วยการส่งบททดสอบยากๆ มาขวางลำเสียอย่างนั้น คุณอาจต้องไปเส้นทางอ้อม หรือเลือกที่จะทิ้งฝันเดิมแล้วไปคว้าเอาแง่มุมใหม่มาเป็นเครื่องชูกำลังหล่อเลี้ยงชีวิตที่เหลือต่อไป
ทั้งความสำเร็จ ความล้มเหลวในอาชีพการงาน และชีวิตส่วนตัวของกัลยาณมิตรและคนที่เราได้ประสบพบเจอตลอดเส้นทางเดิน เป็นกระจกสะท้อนภาพรวมของฝันที่เรามีหรือเคยมีได้ไม่มากก็น้อย แน่นอนว่าระดับความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างกันออกไป ฝันของเราจึงเล็กใหญ่ไม่เท่ากันตามแรงกระตุ้นที่แต่ละคนมี เรื่องสำคัญคือ สิ่งที่เราวาดฝันตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่
เปรียบความฝันเหมือนการตั้งเป้าคว้าชัยในการแข่งขันกีฬาสักอย่าง การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งจำเป็น คุณเดินลงสู่สนามด้วยแผนการเล่นหลักที่อยู่ในหัว และถ้าระหว่างการแข่งขัน หมากที่คุณเดินไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างที่คาดคิด คุณจะดันทุรัง ใช้แผนเดิม หรือปรับกลยุทธ์ใหม่ด้วยแผนสำรองก็สุดแล้วแต่การตัดสินใจของตัวเอง แต่การวางแผนบี แผนซีไว้ล่วงหน้า เผื่อในกรณีที่แผนเอเดินเครื่องติดๆ ขัดๆ เป็นทางเลือกสำหรับคนที่คิดอย่างรอบคอบ เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่าง ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
เพราะจุดจบของบางอย่างย่อมหมายถึงจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ เมื่อแผนการชีวิตต้องสะดุดหรือปิดฉากลง ณ จุดใดจุดหนึ่งของเส้นทาง อาจเป็นนิมิตหมายอันดีให้เราปัดฝุ่น เป้าหมายสำรอง โดยใช้ความล้มเหลวที่ผ่านมาเป็นเชื้อไฟ ให้ความฝันในใจรอบใหม่ยังลุกโชน
ยศยอด คลังสมบัติ
บรรณาธิการบริหาร
The post KEEPING THE DREAM ALIVE! appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากฤดูฉลองเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้น พอได้สติสตางค์ กลับคื […]
The post BEGIN AGAIN appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากฤดูฉลองเทศกาลปีใหม่ผ่านพ้น พอได้สติสตางค์ กลับคืนมาสู่ที่ตั้งเดิม เรามักจะถามกันเล่นๆ แต่มีนัยจริงจัง ว่าแต่ละคนตั้งความหวังกับปีที่ล่วงเข้ามาไม่กี่วันอย่างไร กลายเป็นปณิธานปีใหม่ตามแบบฝรั่งที่เข้ามามีอิทธิพล จนแยกกับธรรมเนียมไทยไม่ออก
มองในภาพรวม ปณิธานปีใหม่ถือเป็นการกำหนด เส้นทางแต่เนิ่นๆ ทำให้แต่ละคนมีเป้าหมายชัดเจนล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง จะเป็นจุดหมายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือเรื่องส่วนตัวอะไรก็แล้วแต่ อย่างที่เขาว่ากันว่า การเริ่มต้นดีเหมือนก้าวสู่ความสำเร็จไปแล้วครึ่งทาง
ข้อดีของการที่เรามีรูปแบบการนับเวลารอบใหญ่เป็นปีคือเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งเมื่อผ่านไปครบ 12 เดือน เหมือนเราเล่นเกมมาถึงจุดสิ้นสุด แล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่ เมื่อหน้าจอขึ้นว่า Game Over
12 เดือนไม่สั้นและไม่ยาวเกินไปสำหรับการตั้งหลักใหม่ หากชีวิตที่ผ่านมาจะลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนล่องเรือผ่านสายน้ำเชี่ยวกรากในบางช่วง และสำหรับคนที่ผ่านหนึ่งปีมาอย่างสุขสมหวัง การเดินทางเข้าสู่ปีใหม่ย่อมไม่มีอะไรน่าห่วง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องวาดฝันวางเป้าหมายใหญ่ทุกปี ปณิธานของบางคนอาจจะเป็นแค่การหันมาใส่ใจต่อสุขภาพ แล้วเริ่มจัดสรรเวลามาออกกำลังกาย หรือให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารเป็นพิเศษ
ที่พูดกันบ่อยๆ เห็นจะเป็นการตั้งใจไว้แต่เนิ่นๆ ว่า ‘ปีนี้จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น’ ในยุคที่สำนักพิมพ์ต้องมีบุคลิกทาง การตลาดโดดเด่น และสื่อสิ่งพิมพ์ต้องหาลักษณะเฉพาะของ ตัวเองให้เจอ หรือ ‘จะเดินทางให้มากขึ้น’ ในยุคที่คนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักว่า การได้ออกไปพบโลกกว้างผ่านการท่องเที่ยวเป็นการเรียนรู้ชีวิตที่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงเท่านั้น
แน่นอนว่า การเริ่มต้นทุกครั้งหลังปีเก่ารูดม่านปิดฉากลง คงไม่เหมือนการเริ่มต้นกด Play ครั้งใหม่ หลังเกมที่ผ่านไปสิ้นสุดลง ปีนี้กับปีที่แล้วถึงอย่างไรก็ตัดกันไม่ขาด การดำเนินชีวิตตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งเรื่องส่วนตัวและในสาขาอาชีพย่อมมีผลต่อเส้นทางในปีนี้อย่างต่อเนื่อง
เราแค่ใช้วาระการขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินเป็นหมุดหมายเตือนใจเล็กๆ ว่า หากเรามาดมั่นจะให้ปลายทางของปี 2561 ได้ผลลัพธ์แบบที่เราจะไม่มานึกเสียใจในภายหลัง เราควรจะเริ่มใหม่อย่างไรตั้งแต่ตอนนี้
The post BEGIN AGAIN appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความเดิมตอนที่แล้ว THE STANDARD รายงานให้ผู้อ่านทราบถึง […]
The post “A PICTURE IS WORTH A THOUSAND WORDS.” appeared first on THE STANDARD.
]]>
ความเดิมตอนที่แล้ว THE STANDARD รายงานให้ผู้อ่านทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับนิตยสารแจกฟรี เล่มนี้
ผลลัพธ์แห่งการกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นรูป เป็นร่างอย่างที่คุณกำลังถืออยู่ในมือ
การเปลี่ยนวาระจากรายสัปดาห์มาเป็นรายเดือนเป็น เรื่องหนึ่ง ประเด็นสำคัญที่เรารับรู้ร่วมกันนั่นคือ ทุกวันนี้ ผู้บริโภครับข้อมูลข่าวสารในแต่ละวันแบบท่วมท้นเกินกว่าจะย่อยได้ทัน แม้ผู้ผลิตสื่อจะพิถีพิถันในการสร้างสรรค์เนื้อหาให้ออกมามีคุณภาพแน่นคับแก้วขนาดไหน จะมีประโยชน์อะไรหากอีกฟากของการสื่อสารไม่อาจติดตามได้แบบตลอดรอดฝั่ง
การยึดมั่นในแนวทางที่เราเชื่อมั่นเป็นเรื่องดี แต่การปรับทิศทางให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่อง ที่ควรทำ ในยุคที่สื่อสารพัดช่องทางป้อนข่าวสารข้อมูลให้ ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังแบบล้นทะลัก ผลจากการรับฟังความคิดเห็นหลากหลายของคนอ่านที่สะท้อนกลับมายังทีมงานตลอดมา THE STANDARD จึงเลือกที่จะปรับตัวเป็นนิตยสารภาพข่าวรายเดือน เพื่อให้เสพง่ายขึ้น โดยผู้อ่านจะไม่พลาดข่าวสารสำคัญในรอบเดือน
World เสนอความเคลื่อนไหวทั่วโลกผ่านภาพข่าวเด่น
Thailand สะท้อนเหตุการณ์ในประเทศตลอดเดือน ที่ผ่านมา
The Interview บทสัมภาษณ์ที่มีเนื้อหายาวๆ เพียงคอลัมน์เดียวจากผู้นำความคิดหลากสาขาอาชีพที่ เราเลือกมาเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละเดือน สำหรับคนชอบ อ่านจริงๆ
แต่ฉบับนี้เป็นวาระพิเศษที่เรารวบรวมข่าวประจำปี 2017 ‘เสพง่าย ไม่ตกข่าว’ อาจเป็นสโลแกนง่ายๆ ในการจดจำภาพของ THE STANDARD โฉมใหม่
อย่างที่เรามักพูดกันว่า ในหลายโอกาส ภาพหนึ่งภาพอาจแทนคำพูดได้นับร้อยพัน และอาจสื่ออะไรได้มากกว่า ตัวอักษรหลายสิบหน้า หรือเสียงพูดนานนับชั่วโมง
นับแต่นี้เป็นต้นไป เราจะเปิดโอกาสให้ภาพเป็นตัวแทนหลักในการสื่อสารระหว่างเรามากขึ้น
The post “A PICTURE IS WORTH A THOUSAND WORDS.” appeared first on THE STANDARD.
]]>
“Life is ever changing. We can always adapt to t […]
The post ADAPTATION IS THE KEY appeared first on THE STANDARD.
]]>
“Life is ever changing. We can always adapt to the new changes.” ไลลาห์ กิฟตี อากีตา นักเขียนสร้างแรงบันดาลใจชาวกานาว่าไว้อย่างนั้น
ชีวิตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และการปรับตัวให้ได้เป็นเรื่องจำเป็น
ด้วยความที่ทุกชีวิตต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานับตั้งแต่ลืมตาดูโลก แน่นอนว่าคนที่ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดย่อมดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข
ในทางกายภาพ เรากลายจากเด็กเป็นวัยรุ่น ผู้ใหญ่ จนถึงวัยชรา ระหว่างทางย่อมมีการเจ็บป่วย เสื่อมถอยให้เห็นบ้างเป็นธรรมดา
ในด้านความรู้สึกนึกคิด เราได้ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวในแต่ละช่วงวัยมาเป็นอาหารเสริมให้เราขยายวิสัยทัศน์ จนสามารถมองอะไรได้จริงรอบด้านยิ่งขึ้น
ท่ามกลางกระแสแห่งความเป็นไปของโลก เราจะทำอย่างไรถึงจะสามารถประคองเรือให้ถึงฝั่งอย่างที่ตั้งใจได้ เราก็คงต้องปรับจังหวะการเดินเรือให้เข้ากับกระแสน้ำในแต่ละช่วงนั่นเอง
วงการธุรกิจในทุกสาขามีการเปลี่ยนแปลงเป็นที่ตั้ง และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของโลกปัจจุบัน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จากยุคที่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญอาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษ ทุกวันนี้นวัตกรรมที่ฉีกกฎเกณฑ์ หรือ Disruptive Innovation พลิกโฉมหน้าของอุตสาหกรรมทุกประเภทได้ภายใน 1 ปี
ธุรกิจสิ่งพิมพ์ก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมวงการไปตลอดกาล การล้มหายตายจากของสื่อใหญ่จากโลกตะวันตก เรื่อยมาจนถึงผู้เล่นรายสำคัญที่เคยเป็นกำลังหลักในสื่อสิ่งพิมพ์ไทย แสดงให้เห็นถึงกระแสอันเชี่ยวกรากของโลกดิจิทัลที่ทำให้วงการสื่อสิ่งพิมพ์ต้องปรับกระบวนทัศน์กันแบบพลิกตำรา
THE STANDARD มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดมา แต่เรายังเชื่อในความหลงใหลต่อรูปแบบการบริโภค ที่จับต้องได้ และยังมีความกระหายที่จะผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ที่ผู้อ่านมีความสุขที่จะได้สัมผัสและพลิกอ่านหน้าแล้วหน้าเล่า เราคงไม่เอาเรือเข้าไปขวางกลางสายน้ำดิจิทัล เราเพียงแค่ปรับรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะกับสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างลงตัวที่สุด
นี่คือฉบับสุดท้ายของ THE STANDARD ในภาครายสัปดาห์ นับตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไป โฉมใหม่ของเราจะเป็นนิตยสารรายเดือนที่ประมวลข่าวในประเทศ ข่าวรอบโลก พร้อมบทสัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจ
การปรับเนื้อหาและวาระในการนำเสนอเป็นไปเพื่อให้ความหลงใหลเชื่อมั่นในการทำสื่อสิ่งพิมพ์ของทีมงานยืนหยัดอยู่ได้ต่อไป
In Print We Trust.
The post ADAPTATION IS THE KEY appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้ข่าวสำคัญในแต […]
The post 2,191 kilometres appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนี้ข่าวสำคัญในแต่ละวันที่พวกเราต้องตามเกาะติดด้วยความสนใจและเอาใจช่วย คงหนีไม่พ้นข่าวของ พี่ตูน (คือทุกคนเรียกแกว่าพี่หมดไม่ว่าจะอายุเท่าไร) อาทิวราห์ คงมาลัย หรือพี่ตูน บอดี้สแลม ที่กำลังวิ่งทุกวัน วันละหลายกิโลเมตร ในโครงการ ‘ก้าวคนละก้าว’ เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลและซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป้าหมายแรกๆ เขาตั้งใจเพียงให้คนไทย 70 กว่าล้านคน สมทบทุนกันคนละ 10 บาท รวมเป็น 700 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น และวันนี้ตัวเลขล่าสุดที่ตูนสามารถระดมทุนได้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าสู่หลัก 200 ล้านบาทแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)
ตัวเลขบริจาคก็เรื่องหนึ่ง แต่ระยะทางที่ตูนต้องวิ่งกว่า 2,191 กิโลเมตร จากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ขึ้นเหนือไปถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ก็ต้องยอมรับว่าเป็นระยะทางที่ชวนท้อถอยมากสำหรับใครหลายๆ คน
แต่ทั้งหมดทั้งปวง เมื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันที่ผ่านไปกับทุกระยะทางที่ผ่านพ้นของการวิ่งครั้งประวัติศาสตร์ในวันนี้แล้ว บนเส้นทางอันยาวไกลนั้น มีเรื่องราวระหว่างทางเกิดขึ้นมากมายนับกันไม่หวาดไม่ไหว และผู้เขียนเชื่อว่ามันเกิดขึ้นแทบทุกขณะ แทบทุกลมหายใจเข้าออก แทบทุกย่างก้าวที่ตูนวิ่งไป จนดูเหมือนยิ่งตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ความยิ่งใหญ่ใดๆ ในโลกนี้ ล้วนเกิดจากองค์ประกอบเล็กๆ เช่นนี้เอง และท้าย ที่สุดแล้วความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ก็ไม่ได้เกิดจากอะไรเลย นอกจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ก้าวทุกก้าวของนักวิ่งส่งผลกับร่างกายของเขาเองทั้งในทางที่ดีและแย่ ขึ้นอยู่กับการปรับตัวและแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ ในทุกครั้งที่ออกวิ่ง นักวิ่งที่ดีล้วนเริ่มต้นจากการเป็นนักวิ่งที่ไม่ได้เรื่องมาก่อน เหมือนตัวผู้เขียนเอง ที่ตอนเริ่มต้นวิ่งก็ลำบากยากเย็นเหลือเกินกว่าจะเคี่ยวเข็นตัวเองให้ผ่านแต่ละกิโลเมตรไปโดยไม่หยุดนั่งเสียก่อน แต่การลุกขึ้นมาวิ่งทุกวันให้ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาชนะใจตัวเองให้ได้ วันนี้ได้ 1 กิโลเมตร มันก็ต้องมีสักวันที่เราวิ่งได้มากกว่าเดิม เหมือนที่ตูนเองก็คงไม่ได้คาดคิดว่าวันนี้เขาจะทำลายสถิติตัวเองที่เคยวิ่งเมื่อครั้งหาเงินให้กับ โรงพยาบาลบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปีที่แล้ว
ซึ่งการทำลายสถิติเดิมนั้น แปลว่าเขาวิ่งผ่านหลัก 400 กิโลเมตร ไปเรียบร้อยแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์เราสามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่น่าเชื่อว่าคนคนหนึ่งที่บอกเสมอว่าตัวเองไม่ใช่ฮีโร่ของใคร จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างรอยยิ้ม สร้างความเปลี่ยนแปลงในหัวใจคนได้มากมายอย่างที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นนี้
แต่พูดกันตรงๆ ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดว่าตูนเป็นมนุษย์ที่มีอะไรเหนือใคร เพราะกว่าจะมาเป็น ตูน บอดี้สแลม เขาก็ต้องใช้ความพยายาม ใช้เรี่ยวแรง และหัวใจต่อสู้ เพื่อยืนหยัดทำงานที่เขารักมาแล้วทุกวันตลอดหลายสิบปีที่อยู่ในวงการเพลง
เราไม่รู้หรอกว่าเขาเจออะไรมาบ้าง และกี่ครั้งที่ชีวิตทำให้เขาทดท้อ แต่ก็นั่นแหละ หากเขาไม่ยืนระยะ ไม่ใช้น้ำอดน้ำทน ไม่ใช้ความเข้มแข็งของหัวใจฝ่าฟันทุกความยากลำบาก พวกเราและแม้แต่ตัวเขาเอง ก็อาจไม่ได้เห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้
ระยะทางรวม 2,191 กิโลเมตร ของตูนยังเหลืออีกยาวไกล แต่เขาก็ยังออกวิ่งทุกวันไม่เคยหยุด และวันนี้ จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่แค่ตูนเท่านั้นหรอกที่ออกวิ่ง แต่พวกเราทุกคนก็ทำเช่นกัน เพียงแต่ทำในเรื่องที่แตกต่างกันไป พวกเราล้วนมีหลักกิโลเมตรที่ตั้งใจจะเดินทางไปให้ถึง และเป็นระยะทางที่ สั้น-ยาวไม่เท่ากัน ใช้เรี่ยวแรงไม่เหมือนกัน แต่หากเรามีเป้าหมายที่ต้องไป ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะหยุด มันไม่เกี่ยวหรอกว่าเราจะไปได้ไกลกว่าใครหรือเปล่า สิ่งเดียวที่เกี่ยวข้องก็คือ มันเป็นเส้นทางที่เราอยากไปหรือไม่ และเราเก็บเกี่ยวอะไรได้ระหว่างทางที่ผ่านไป เพราะนั่นแหละคือคุณค่าของการออกวิ่ง ซึ่งแต่ละคนต่างก็เก็บเกี่ยวได้ไม่เท่ากันเลย
ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถวิ่งไปบนระยะทาง 2,191 กิโลเมตรได้ แต่เชื่อว่าทุกคนมีเส้นขอบฟ้าของตัวเอง ที่ตั้งใจจะออกไปแตะด้วยมือของ ตัวเองทั้งสิ้น
แม้วันนี้เส้นขอบฟ้านั้นยังอาจยาวไกล และไม่มีใครรู้ว่าเราจะไปถึงหรือไม่ แต่หากอยากรู้ก็ต้องก้าวออกไป ไม่ว่าจะต้องใช้สักกี่ก้าว ก็ต้องลองดู เพราะที่แน่ๆ ไม่มีเส้นขอบฟ้าที่ใดในโลก ก้าวออกมาหาคนที่ยืนอยู่กับที่
The post 2,191 kilometres appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เอาราดหน้าหนึ่งห่อ ขอเยอะหน่อยนะ ก […]
The post IT’S A MATTER OF TASTE. appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เอาราดหน้าหนึ่งห่อ ขอเยอะหน่อยนะ กินสองคน” ชายหนุ่มในวัยที่เรียกแทนได้ว่าลุงวางมาดจิ๊กโก๋สั่งเพื่อไม่ให้เสียหน้า คนได้ยินพลางนึกเล่นๆ ด้วยความขำว่า “กินสองคนทำไมไม่สั่งสองห่อวะ”
ไม่ว่าเงื่อนไขของการสั่งราดหน้าหนึ่งห่อแต่ขอปริมาณเยอะขนาดกินสองคนได้จะเป็นอะไรก็ตาม ในจำนวนกิจกรรมสำคัญ 4 อย่างตามสัญชาตญาณของมนุษย์ ทั้งกิน ถ่าย สืบพันธุ์ และนอน ขอทึกทักสรุปเอาเองว่า เรื่องกินน่าจะเป็นสิ่งที่มีสีสันมากที่สุดในชีวิตสำหรับคนส่วนใหญ่
ลองคิดเล่นๆ ว่าคุณกินเพื่ออยู่หรืออยู่เพื่อกิน สำหรับคนทั่วไปเมื่อผ่านชีวิตไปช่วงวัยหนึ่ง เราอาจจะพอปลงใจกับเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงขนาดบวชเรียน ถือศีล 8 และกินแต่พอดีแบบที่ฆราวาสผู้เคร่งกับคำสอนยึดถือปฏิบัติ เรามักจะ มีเงื่อนไขในเรื่องการกินตามแบบฉบับของแต่ละคนที่ทำให้เรื่องการกินเป็นหัวข้อที่เหมาะกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอยู่เสมอ
ลำพังแค่รสชาติหลักๆ ที่แต่ละคนโปรด นั่นก็เป็นความแตกต่างพื้นฐานที่เราต้องพบเจอในสังคม ไหนจะเรื่องอาหารจานโปรด อาหารชาติไหนที่ถูกปากที่สุด กินกับอะไร ปริมาณเท่าไร ฯลฯ
ไม่ใช่แค่สีสันของวัตถุดิบสารพันที่ทำให้หลายคนชอบออกไปเดินตลาดในต่างถิ่นเป็นประจำทุกครั้งที่มีโอกาสเท่านั้น แต่เรื่องอาหารรวมเอาบริบททางวัฒนธรรมเอาไว้ด้วย ทำให้การศึกษาเรื่องนี้มีแง่มุมที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น
“ส้มตำปูหนึ่งถุง รสจัด ไม่ใส่ผงชูรส” ลูกค้าสั่งอาหารพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติม
“มันจะอร่อยเหรอ” แม่ค้าอิดออดขณะตำส้มตำให้ลูกค้ารายก่อนหน้า
“ไม่เป็นไรกินได้ ตำมาเถอะ” ลูกค้ายืนยัน
“งั้นไม่ขายดีกว่า ไม่ใส่ผงชูรส กลัวไม่อร่อย เสียชื่อร้านหมด” แม่ค้าตัดบท
นั่นล่ะครับ ในหลายโอกาส พฤติกรรมและรสนิยมเรื่องการกินและการทำอาหารของใครหลายคนทำให้เรายิ่งมีความสงสัยมากกว่าจะได้คำตอบ ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าที่พึ่งพาผงชูรสจนขาดไม่ได้ ชายหนุ่มที่เรียกหาน้ำตาลในร้านโจ๊ก หรือเด็กชายตัวน้อย ที่ออกปากสั่งขนมเบื้องโดยระบุว่า “ไม่เอาแป้งกรอบๆ” ก็ตาม
ทุกคนต่างก็มีรสนิยมส่วนตัวในเรื่องอาหารการกินด้วยกันทั้งนั้น แต่อย่างที่เตือนกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นล่ะว่า You are what you eat. ผลจากการที่คุณหยิบอะไรเข้าปาก ย่อมแสดงออกผ่านสุขภาพและรูปร่างของคุณนั่นเอง
เพราะฉะนั้น ขณะที่คนส่วนหนึ่งบนโลกไม่รู้ว่าจะมีอาหารมื้อต่อไปตกถึงท้องหรือไม่ พึงระลึกไว้เสมอว่า สิทธิ์ในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ในมือเราๆ ท่านๆ นี่เอง
The post IT’S A MATTER OF TASTE. appeared first on THE STANDARD.
]]>
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบา […]
The post THE LAST FAREWELL appeared first on THE STANDARD.
]]>
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผ่านพ้นไปแล้วอย่างสมพระเกียรติ ความรู้สึกโศกเศร้าของปวงชนชาวไทยเป็นอย่างไร คงไม่ต้องพูดถึง เพราะพวกเราคงเผชิญกับห้วงยามแห่งความทุกข์โศกดังกล่าวไม่ต่างกัน และหากฝนฟ้าที่กระหน่ำเทอย่างไม่ลืมหูลืมตาในช่วงเย็นก่อนการถวายพระเพลิงจะสื่อความหมายอะไรสักอย่าง ฝนทุกหยาดหยด ก็คงไม่ต่างกับน้ำตาที่ไหลท่วมรวมกัน ของประชาชนชาวไทย
วันแห่งความหม่นเศร้าและความอาลัยคงไม่เคลื่อนผ่านไปเร็วนัก แต่ที่สุดแล้วเราก็ต้องอดทนและดำเนินชีวิตต่อไป แน่นอนว่าวันคืนต่อจากนี้ย่อมไม่เหมือนเดิม และชีวิตก็ย่อมไม่เหมือนเดิมเช่นกัน แต่สิ่งที่เราหวังว่าจะเหมือนเดิม หรืออย่างน้อยก็ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ก็คือ ความดีงามที่เกิดขึ้นในหัวใจของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นจิตอาสาหรือประชาชนทั่วไป ที่แสดงถึงความตั้งมั่นที่จะทำความดี เพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ที่ทรงฝากแนวทางในการดำเนินชีวิตไว้ให้เราเดินตามรอยมากมายเหลือคณานับ
มีคนกล่าวว่า ได้เกิดมาในแผ่นดินของรัชกาลที่ 9 และเห็นพระองค์มาอย่างยาวนาน จนเผลอเชื่อไปว่า พระองค์จะอยู่กับประชาชนตลอดไป แต่ความจริงแล้วไม่มีหรอก ชีวิตใดที่ไม่มีการจากลา อยู่ที่เราเรียนรู้อะไรเมื่อการจากลามาถึง การสิ้นสุดของบางสิ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องหมายถึงความว่างเปล่า หรือเคว้งคว้างเสมอไป แต่อาจหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิม
ไม่อยากให้เหตุการณ์ที่คนไทยลุกขึ้นมาทำความดีอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนี้ เป็นแค่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราได้ทำเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่อยากให้เราใช้ทุกวันของชีวิตต่อจากนี้ไป จดจำและระลึกถึงว่า ครั้งหนึ่งที่เราทุ่มเทชีวิตจิตใจในการทำความดีที่ว่านั้น เราทำด้วยความรู้สึกใด และด้วยเหตุผลใด เพราะสิ่งที่ดีไม่ควรเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ควรทำทุกครั้งที่มีโอกาส และหากหมายมั่นที่จะดำเนินตามรอยพระองค์เรื่องการทำความดีแล้ว เราก็ควรน้อมรำลึกด้วยว่า พระองค์ทรงปฏิบัติตามแนวทางที่ดีงามโดยสม่ำเสมอตลอดพระชนม์ชีพ ไม่ใช่แค่ครั้งหนึ่งครั้งใด และคงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัยเบาพระทัยมากไปกว่าการเห็นประชาชนที่เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร
การที่พระองค์มีพระราชดำรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า
“ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง”
ก็ขอให้เรามั่นใจเถิดว่า พระองค์ทรงหมายความเช่นนั้นเสมอ ไม่ว่าวันนั้นหรือวันไหน
ท่ามกลางประชาชนชาวไทย แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่เราก็เชื่อว่าพระองค์ยังสถิตอยู่ ณ ที่เดิม และแม้ว่าไม่มีสิ่งใดทดแทนความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของคนไทยได้ แต่ก็ไม่มีประเทศหรือชนชาติใดเช่นกันที่เคยมีพระมหากษัตริย์แบบที่เรามี และมีแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างที่เรามี นับจากวันนี้ไปจนตราบชั่วนิจนิรันดร์
“ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร แต่จำว่าฉันทำอะไรก็พอ”
The post THE LAST FAREWELL appeared first on THE STANDARD.
]]>
ว่ากันว่าเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งใดได้มากที […]
The post STILL ON MY MIND appeared first on THE STANDARD.
]]>
ว่ากันว่าเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งใดได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นจากเราไปแล้ว เป็นบทเรียนสอนใจว่าอย่าได้คิดว่าจะมีอะไรเป็นของตายให้เราหันกลับมาหาได้อีก ยามเมื่อคิดถึง คิดได้ หรือหลังจากคิดทบทวน แล้วได้คำตอบกับตัวเองในที่สุด
…เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ยืนหยัดอยู่ได้ถาวร
ในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบมักจะต้องผ่านบททดสอบ ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุตรและบุพการี วัดจากตัวเราเป็นที่ตั้ง กี่ครั้งกี่หนที่เราออกลายปฏิบัติการท้าทายอำนาจของผู้บังคับบัญชาในบ้าน ด้วยการเกเร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งดื้อดึงแบบเงียบๆ และออกอาการให้เห็น
…เพราะอย่างไรเสีย เรารู้อยู่เต็มอกว่าท่านพร้อมจะให้อภัยในสิ่งที่เราทำ
จนถึงวันหนึ่ง วันที่เราไม่มีท่านอยู่ วันที่เราจะดื้ออย่างไรก็ได้ เรากลับมานั่งทบทวนพฤติกรรมตัวเองว่าเราเดินออกนอกลู่นอกทางโดยไม่ใส่ใจต่อสิ่งดีๆ ที่ท่านสอนได้อย่างไร
นั่นเป็นบทสรุปคร่าวๆ ของการสนทนาช่วงหนึ่งระหว่างทีมงานกับบุคคลท่านหนึ่ง ถึงการพยายามมองไปข้างหน้าหลังจากหนึ่งปีที่เศร้าที่สุดพ้นผ่านไป
การเปรียบเปรยข้างต้นคงใช้ได้กับทุกคน เพราะเราต่างก็เคยเป็น ‘ลูก’ ที่ดื้อกับ ‘พ่อ’ ด้วยกันทั้งนั้น เราสงสัยในสิ่งที่ท่านสอน เราตั้งคำถามกับสิ่งที่ท่านพร่ำบอก เราอาจจะกังขาในสิ่งที่ท่านยึดมั่น
จนถึงวันหนึ่ง ทุกสิ่งที่ท่านทำ อธิบายเรื่องที่เราอยากหา คำตอบได้แบบไม่มีอะไรติดค้างในใจอีก วันนั้นท่านไม่อยู่กับเราแล้ว
ในความสูญเสีย มีความสำนึกรู้ ในความตระหนักรู้ มีพลังให้ยืนหยัดอยู่ต่อไป
หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างเป็นทางการ วันนี้ 30 ตุลาคม ถือเป็นวันออกทุกข์อย่างเป็นทางการ เราอาจถือโอกาสนี้มองไปข้างหน้าอย่างมีความมุ่งมั่น
…เพราะในวันที่ไม่มี ‘พ่อของแผ่นดิน’ เรารู้อยู่เต็มหัวใจว่าเราจะระลึกถึงท่านได้อย่างไร
The post STILL ON MY MIND appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผู้เขียนตั้งใจเขียนหน้าบรรณาธิการใน […]
The post THE DAY WE’LL NEVER FORGET appeared first on THE STANDARD.
]]>
ผู้เขียนตั้งใจเขียนหน้าบรรณาธิการในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งครบรอบ 1 ปี การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยเหตุผลหลักคือ เพื่อจะได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งว่า 1 ปีที่ผ่านมาเราเคยเป็นอย่างไร และวันนี้เราได้เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
เศร้า ซึม นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่การยอมรับความจริงนั้นน่าจะมากขึ้นกว่าเดิม เพราะอย่างไรเสีย วันเดือนปีก็จะเคลื่อนผ่านเราไป อะไรเกิดขึ้นแล้ว จบไปแล้ว ก็ยากที่จะย้อนคืนมา ไม่ว่าเราจะอยากให้วันเวลาที่ดีย้อนคืนมาแทบขาดใจมากเพียงใดก็ตาม
การหักห้ามความเศร้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ที่มีหัวใจ มีความรู้สึก ว่ากันตามความจริงแล้ว แต่ละนาทีที่ความเศร้าผุดโผล่ขึ้นมา มันรวดเร็วเกินกว่าจะหักห้ามได้ด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกที เราก็เศร้าไปแล้ว และบางครั้งก็น้ำตารินไปแล้ว เพียงแค่นึกถึงภาพบางภาพขึ้นมา
และภาพบางภาพ เราก็ไม่ได้อยากจะนึกถึง กระทั่งอยากจะยืดเวลาให้เกิดขึ้นช้าลงกว่านี้ โดยเฉพาะภาพที่จะเกิดขึ้นในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ที่กำลังใกล้เข้ามา อันเปรียบเสมือนวันแห่งการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ท่ามกลางพระราชพิธีที่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมแรงร่วมใจจัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
ระหว่างที่พวกเราทีมงานรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบของพระราชพิธีสำคัญดังกล่าวนี้ มีหลายครั้งที่ผู้เขียนได้แต่รู้สึกอัศจรรย์ใจกับความงดงามของศิลปะไทย ชื่นชมความสามารถในเชิงช่างแทบทุกแขนงที่มีส่วนในการก่อร่างสร้างส่วนประกอบต่างๆ ในพระราชพิธี ภาพความยิ่งใหญ่ที่จะปรากฏขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้านี้ ล้วนเกิดจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งกำลังกายกำลังใจของคนจำนวนมหาศาล ที่พูดตรงกันแทบทุกคนว่า พวกเขาตั้งใจทำงานนี้กันอย่างสุดฝีมือ สุดหัวใจ เพื่อถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นครั้งสุดท้าย
นายช่างผู้ร่างแบบพระเมรุมาศบอกว่า แม้จะภูมิใจที่แบบร่างพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด ของตนได้รับเลือกให้นำไปสร้างเป็นพระเมรุมาศ แต่ลึกๆ คงไม่มีใครอยากให้ภาพนั้นเกิดขึ้นจริง เพราะนั่นหมายถึงความจริงที่ยากจะยอมรับ กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว
เรายังเชื่อว่า การหักห้ามความเศร้าไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย แต่…
อย่างช้าๆ… คือสิ่งที่เราอยากให้ทุกคนได้อ่านเรื่องราวที่เราตั้งใจรวบรวมมาให้
อย่างมีสติ… คือสิ่งที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนพร้อมสำหรับความจริงตรงหน้า
อย่างอดทน… คือสิ่งที่เราอยากให้ทุกคนผ่านวันคืนอันหม่นเศร้าไปด้วยกัน
และเราเชื่อว่าคนไทยทุกคนจะอยู่กับวันนั้น… อย่างไม่มีวันลืม
The post THE DAY WE’LL NEVER FORGET appeared first on THE STANDARD.
]]>
“คุณผ่านพ้นช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา […]
The post THE SADDEST YEAR appeared first on THE STANDARD.
]]>
“คุณผ่านพ้นช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาได้อย่างไร”
นั่นเป็นคำถามที่ทีมงานใช้เปิดบทสนทนาครั้งหนึ่งในช่วงที่เรามีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลในสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อจัดทำฉบับพิเศษในช่วงเดือนตุลาคมเลยไปจนถึงต้นเดือนหน้า
คำถามเดียวกันเรียกคำตอบยาวที่มีเสียงสั่นเครือเป็นช่วงๆ ขณะทีมงานก้มหน้างุดๆ สูดน้ำมูกในบางจังหวะ และสกัดกั้นอาการรื้นที่ขอบตา เพื่อไม่ให้การสัมภาษณ์ต้องหยุดกลางคัน
อาการแบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้งในการสัมภาษณ์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจ พระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นั่นสินะ เราทั้งประเทศผ่านปีที่เศร้าที่สุดมาได้อย่างไร
นับตั้งแต่วันนั้น ย่ำค่ำวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เชื่อว่า แต่ละคนต้องผ่านประสบการณ์แห่งความสูญเสียร่วมกันไม่มากก็น้อย
เราได้เห็นเพื่อนบางคนพูดอธิบายความรู้สึกได้ไม่จบประโยค เราอยู่ในภาวะที่พร้อมจะหลั่งน้ำตาเมื่อได้อ่าน ได้ยิน และได้เห็นเรื่องราวที่สื่อทยอยนำออกมาเผยแพร่ เราทั้งประเทศได้ทบทวนและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจตลอดรัชสมัยของพระองค์ และได้ประจักษ์ในใจจนเด่นชัดอีกครั้งว่า มหาราชพระองค์นี้ทรงควรค่าแก่การเทิดทูนและจงรักภักดีเพียงใด
ท่ามกลางความสูญเสียใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น เราได้เข้าใจเรื่องไตรลักษณ์ในทางธรรม ขณะที่ในทางโลกเราได้เห็นแง่มุมที่งดงามของการร่วมแรงร่วมใจถวายอาลัย และการตั้งปณิธานที่จะสานต่อ ‘สิ่งที่พ่อทำ’ จากความตระหนักแก่หัวใจไทยแล้วว่าทรงวางรากฐานด้านการพัฒนาไว้ในทุกด้าน
เหมือนอย่างที่หลายท่านซึ่งให้สัมภาษณ์กับทีมงานในช่วงที่ผ่านมาไว้ว่า เราคงไม่สามารถจะทำอะไรเพื่อประเทศได้มากมายอย่างที่พระองค์ทรงทำ แต่เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แน่ หนึ่งปีที่เศร้าที่สุดผ่านมาแล้ว เมื่อเสร็จสิ้นวาระสำคัญในช่วงปลายเดือน เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนความเศร้าโศกให้เป็นพลังในด้านบวกแล้วก้าวเดินต่อไป เพื่อให้สิ่งที่พ่อสร้างไว้ยั่งยืน
The post THE SADDEST YEAR appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้โดยทั่วไป ชัยชนะจะเป็นด้านตรงข้า […]
The post THE MOMENT OF VICTORY appeared first on THE STANDARD.
]]>
แม้โดยทั่วไป ชัยชนะจะเป็นด้านตรงข้ามของความพ่ายแพ้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้วสองเรื่องนี้ก็อาจกลายกลืนเป็นเรื่องเดียวกันได้ ขึ้นอยู่กับมุมมองและบริบทแวดล้อมของเรื่องนั้น เพราะในบางสถานการณ์ แม้เราจะดูเหมือนผู้แพ้ แต่ใครจะรู้ว่ามันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกัน ชัยชนะที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่หาใดเปรียบ มีผู้คนสรรเสริญกันอย่างกึกก้อง ก็อาจเป็นเพียงความพ่ายแพ้ที่เราต้องแบกรับไว้อย่างเจ็บปวดและเงียบเชียบเพียงผู้เดียว กล่าวให้ง่ายและพื้นฐานที่สุด คนทั่วไปมักจะคิดว่า คนเราจะพบชัยชนะและความพ่ายแพ้ได้ในสนามการแข่งขันต่างๆ และจะต้องมีคนเป็นสักขีพยานว่า เราชนะคนอื่นมาแล้วจริงๆ แต่บางทีสนามนั้นก็อาจไม่จำเป็นต้องใหญ่โต แค่มีใครอีกคนรับรู้ก็พอแล้ว เช่น ถ้าเราชวนเพื่อนคนหนึ่งวิ่งแข่งกัน แล้วเราชนะ ก็แปลว่า เรากับเพื่อนคนนั้นก็คือสองคนในโลกที่รู้ เพราะมันเป็นประสบการณ์จริงแท้ที่โกหกกันไม่ได้ เว้นแต่ว่าเมื่อเพื่อนเราไปเล่าผลแพ้ชนะให้คนอื่นฟังอีกอย่างว่าเราแพ้ คนอื่นๆ ก็จะรับรู้ไปตามนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้ความจริงเท่ากับคนที่อยู่ในสถานการณ์ด้วย ซึ่งในกรณีนี้ ชัยชนะอาจเป็นแค่เรื่องที่รู้เฉพาะตัว ใครทำใครก็รู้เท่านั้นเอง
จะว่าไป การโกหกว่าตัวเองได้รับชัยชนะหรือประสบความสำเร็จในเรื่องอะไรมาบ้าง ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ไม่ยาก และสังคมรวมทั้งรูปแบบการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ ก็เอื้อให้คนเราพูดและสร้างภาพได้เรื่อยๆ จนมีคนเชื่อว่า เราช่างเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากมายเหลือเกิน เผลอๆ เราเองก็เชื่อเรื่องที่ตัวเองแต่งขึ้นมาด้วย กระทั่งมีกลุ่มคนที่สามารถขุดคุ้ย ตีแผ่ความจริงได้นั่นแหละ ชื่อเสียงนั้นก็สามารถดับได้ในชั่วข้ามคืน ไม่ว่าจะดังมาแล้วกี่วันกี่คืนก็ตาม แม้จะเป็นชัยชนะหรือความสำเร็จจอมปลอม แต่ก็แปลกที่ยังมีคนจำนวนมากยินดีที่จะลิ้มรสที่คิดว่าหอมหวาน ทั้งที่ความอับอายที่จะตามมาคือความขมขื่นเหลือประมาณ และยาวนานกว่า แต่ก็ยังมีคนยอมแลก เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรจะเสีย ไม่มีต้นทุนใดๆ สะสมไว้ และวิธีคิดแบบนี้เองที่น่าเศร้า เพราะเอาเข้าจริง ทุกคนล้วนมีต้นทุนที่มองไม่เห็นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความน่าเชื่อถือ ความน่าเคารพในฐานะมนุษย์ ซึ่งถ้าเราไม่เคารพตัวเองจนถึงขั้นโกหกในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น บอกโลกถึงความสำเร็จและชัยชนะที่เราไม่ได้ลงแรงทำ ก็จะไปโทษอะไร หากใครคนอื่นจะไม่เคารพหรือถึงขั้นเหยียบย่ำเราได้ หากเวลาแห่งความจริงเดินทางมาถึง
ขณะเดียวกัน ชัยชนะประเภทที่ได้มาโดยมีคนรับรู้มากมาย และไม่ใช่เรื่องจอมปลอม ก็ย่อมจะมีความรับผิดชอบและความคาดหวังที่ตามมาอย่างมหาศาล การได้รับการจับตามอง การถูกตั้งคำถาม การถูกตั้งข้อสงสัย หรือกระทั่งการถูกท้วงติง ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ชนะต้องพบเจอ และแม้จะยินดีปรีดากับชัยชนะเพียงใด แต่เรื่องราวของผู้ชนะยังไม่จบแค่นั้น ชั่วขณะแห่งชัยชนะนั้นสั้นนิดเดียว การรักษาชัยชนะไม่ให้เปลี่ยนมือ การยืนระยะให้ได้นาน ไปจนถึงการเลือกที่จะลงจากตำแหน่งผู้ชนะอย่างสง่างาม หรือกล่าวให้ไกลไปถึงการยอมแพ้เมื่อสู้จนสุดความสามารถ ก็ล้วนมีส่วนในการกำหนดนิยามของชัยชนะได้ทั้งสิ้นว่าเราเป็นผู้ชนะที่จริงแท้แค่ไหน ในเมื่อชัยชนะยังมีทั้งแบบที่มองเห็นและไม่เห็น มีทั้งแบบที่คนรู้และไม่รู้ มีทั้งแบบจริงและลวง ความพ่ายแพ้ก็เช่นกัน และเราในฐานะมนุษย์ที่เกิดมาในโลกแห่งความผันแปรไม่แน่นอน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับมือทั้งกับชัยชนะและความพ่ายแพ้ ที่สุดท้าย-สุดทางแล้ว ไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่ เราย่อมรู้อยู่แก่ใจ
ชัยชนะและความพ่ายแพ้ล้วนมีความหมายกับมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม เพียงแต่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งไหน ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องชั่วคราว ถ้าปล่อยให้มันกดทับนานเกินไป หัวใจเราจะมีแต่ร่องรอยฝังลึก ทั้งที่วันหนึ่ง ทุกอย่างล้วนต้องผ่านเลย
The post THE MOMENT OF VICTORY appeared first on THE STANDARD.
]]>
อาจฟังดูย้อนแย้งในตัวเอง แต่หนึ่งใน 5 หนุ […]
The post BEAUTY IS ONLY SKIN-DEEP. appeared first on THE STANDARD.
]]>
อาจฟังดูย้อนแย้งในตัวเอง แต่หนึ่งใน 5 หนุ่มบนปกที่มาจากเวทีการแข่งขัน ซึ่งใช้รูปลักษณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ออกปากแต่แรกว่าไม่ชอบให้ใครมาชมหน้าตา เพราะรู้สึกว่าเป็นการมองคนที่ตื้นเขินเกินไป
กระนั้นก็ตาม สิ่งสวยงามย่อมดึงดูดความสนใจของคนได้เสมอ โดยธรรมชาติคนเรามักตัดสินสิ่งที่เราเห็นด้วยตาหรือรูปโฉมมาอันดับแรกเป็นเรื่องปกติ จนติดเป็นนิสัย
คนนั้นสวย คนโน้นหล่อ นั่นดอกไม้ช่องาม บ้านอาคารหลังนี้มีรูปทรงสะดุดตา รถรุ่นนี้ออกแบบได้โดนใจ เหล่านี้คือปฏิกิริยาการลงความเห็นพื้นฐานจากการมองเปลือกนอกที่เราทำกันอยู่ในชีวิตประจำวัน
แต่อย่างที่เราทราบกันดีจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตว่า รูปลักษณ์ภายนอกอาจเป็นเพียงภาพมายา และอาจเป็นแค่ฉาบหน้าที่ปกปิดรูปโฉมที่แท้จริงด้านใน ใบปิดภาพยนตร์ไม่อาจเป็นตัวแทนของหนังทั้งเรื่องในทุกกรณีฉันใด หน้าปกหนังสือก็ไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินเนื้อหาข้างในฉันนั้น ความงามของหญิงชายจึงไม่ใช่เครื่องวัดคุณค่าทางจิตใจของบุคคลนั้นๆ ได้เลย
ถ้าภายนอกงดงาม และภายในยังผ่องแผ้ว เนื้อแท้กับสิ่งที่ห่อหุ้มดูจะเหมาะสมกันดี
แน่นอนว่าโดยธรรมชาติเรามักให้ความสำคัญกับรูปโฉมตัวเอง เพราะต่างก็มีบทบาทหน้าที่ทางสังคม ซึ่งภาพลักษณ์ก็เป็นส่วนสำคัญ ทว่าในยุคที่เราคุ้นเคยกับการปรุงแต่งจนศัลยกรรมกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการเสริมความงาม เรามักจะตั้งคำถามว่า สังคมโดยรวมอาจให้ความสำคัญกับเปลือกนอกมากไป จนลืมนึกถึงเนื้อแท้ข้างในหรือเปล่า
ไม่ใช่เรื่องผิดแน่ๆ ถ้าใครอยากมีรูปหน้าแบบ ‘วีเชป’ มีผิว ‘ขาวอมชมพู’ หรือมี ‘จมูกโด่ง’ เป็นสันชัดเจน เพื่อให้ดูสะดุดตา เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่พึงกระทำได้ แต่ถ้าจะส่งเสริมให้ข้างในสะดุดใจไม่แพ้กัน คงจะเป็นเรื่องน่าสนับสนุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราต่างรู้กันดีว่าความงามภายนอกของสรรพสิ่งทั้งมวลล้วนเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น
The post BEAUTY IS ONLY SKIN-DEEP. appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าจะต้องเปรียบชีวิตเป็นอะไรสักอย่า […]
The post KEEP IT AND MAKE IT LAST appeared first on THE STANDARD.
]]>
ถ้าจะต้องเปรียบชีวิตเป็นอะไรสักอย่าง ผู้เขียนคิดว่าสิ่งปลูกสร้างน่าจะเป็นเรื่องใกล้เคียงและเห็นภาพที่สุด เพราะเมื่อมีการปลูกสร้างแล้ว เรื่องของการซ่อมแซมและการบำรุงรักษาก็จะตามมา และวนเวียนอยู่ในชีวิตเราเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าสิ่งที่เราปลูกสร้างจะผุพังและแตกสลายไป
ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนและเพื่อนร่วมงานอีกจำนวนหนึ่ง ต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ สังเกตได้อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะเจอตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัยมากเพียงใด ไม่ว่าเมืองนั้นๆ จะแวดล้อมด้วยผู้คนและบรรยากาศที่เราคิดว่า ‘เท่’ แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่ทำให้พวกเรายกกล้องและโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเก็บภาพอยู่บ่อยครั้งเสมอก็คือ ภาพตึกเก่า ก่อสร้างด้วยอิฐสีแดงสด ยืนตระหง่านผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับร้อยปี ไม่ว่าจะในเมืองคาร์ดิฟฟ์ ลิเวอร์พูล หรือแมนเชสเตอร์ ความเก่าของตึกไม่ใช่เหตุผลเดียวที่จะหยุดสายตาเราได้ แต่ความเก๋าก็เป็นเหตุผลสำคัญไม่ใช่น้อย ความเก๋าที่ว่า อาจเป็นคำเดียวกับคำว่า คลาสสิก ที่หลายคนใช้กัน และสำหรับบางคน คำว่าเก่าหรือคลาสสิกที่ว่านั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่าโบราณ เก่าเก็บ เอาเข้าจริง การเลือกใช้คำกับสิ่งใด ก็แทบแยกไม่ออกจากการเลือกให้คุณค่ากับสิ่งนั้น ถ้าเราคิดว่าสิ่งนั้นเก่า โบราณ ไม่ทันสมัย ไม่เท่ หรืออะไรก็ตาม เราก็มักจะเลือกการทุบหรือทำลาย เพื่อสร้างสิ่งที่ใหม่กว่าขึ้นมาทดแทนความสดใหม่ อาจจะทำให้เรารู้สึกหวือหวา สดชื่น และแปลกตา แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เราไม่อาจหาได้คือ ความหวนหาอดีต หวนหา ไม่จำเป็นต้องโหยหาหรือคร่ำครวญให้อดีตย้อนกลับมา ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอยากกลับไปอยู่ในอดีต เพราะมันเป็นไปไม่ได้ในทุกประการ เพียงแต่พื้นที่นั้นๆ ทำให้เรารู้สึกว่าครั้งหนึ่งเคยมีอดีตที่มีชีวิตชีวาอยู่ตรงนี้ มีผู้คนอยู่ตรงนั้น มีลมหายใจของใครอยู่ตรงโน้น จริงอยู่ ที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่การมองย้อนกลับไปในอดีตก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าเราจะมองในฐานะร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แนวทาง หรือกระทั่งบทเรียนที่ต้องศึกษาต่อไป
หลายเรื่องและหลายคนในชีวิต หนีไม่พ้นสัจธรรมของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถ้าเรื่องนั้นๆ ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเรา การดับไปของสิ่งนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องร้อนรน ยึดยื้อ และเผลอๆ เราอาจไม่ได้สังเกตเห็นถึงการไม่มีของมันด้วยซ้ำ ต่างกับบางเรื่องและบางคน ที่การอยู่หรือไปจะกระทบกระเทือนหัวใจของเราอย่างรุนแรง เราจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะรักษา ซ่อมแซม และเก็บไว้ให้นานที่สุด เพราะเรารู้ว่าสิ่งนั้นมีความหมายกับชีวิตอย่างไร และการไม่มีสิ่งนั้นให้เห็นอีกเลย มันจะเจ็บปวดแค่ไหน
การรักษาหลายอย่างให้คงเดิมไว้ อาจดูคล้ายคนยึดติดกับอดีต แต่ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนที่พยายามรักษาสิ่งนั้นไว้อย่างสุดชีวิต สุดหัวใจ ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งก็จำเป็นต้องปล่อยมือจากสิ่งที่พยายามเก็บกอดไว้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าต่อให้ยื้อสิ่งใดไว้จนสุดหัวใจ ก็ต้องปล่อยไปถ้ามันสุดมือคว้า ถึงตอนนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุด อาจเป็นการที่เขาตอบคำถามตัวเองได้ว่า ได้สู้ทุกวิถีทางเพื่อรักษาไว้แล้วหรือยัง? แม้จะไม่มีทางครอบครองสิ่งใดได้ตลอดกาล แต่บางทีมนุษย์เราก็อยากแน่ใจว่า เราไม่ได้ปล่อยปละละเลย และไม่ได้ปล่อยให้อะไรต่อมิอะไรแตกสลายไป ทั้งที่เราสามารถดูแลได้ หากวันหนึ่งผู้เขียนมีโอกาสกลับไปเยือนในหลายเมืองที่เคยไปอีกครั้ง แน่นอนว่า วัน เวลา และผู้คน อาจเปลี่ยนแปลงไปมากมาย พื้นที่ตรงนั้นก็อาจเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ แต่อาคารเก่าสีอิฐนั่นเอง ที่จะเป็นหมุดหมายของความทรงจำทั้งหมด
เหตุผลของการหลงเหลือบางสิ่งในอดีตไว้ ก็เพื่อเอาไว้บอกผู้คน หรือแม้แต่ตัวเราเองในอนาคตว่า ครั้งหนึ่ง…เราเคยผ่านมาตรงไหน หรือเคยมีใครอยู่ตรงนั้น ก็อย่างที่บอกว่า ไม่ใช่เพื่อโหยหา แต่บางทีเราก็แค่ไม่อยากลืม
The post KEEP IT AND MAKE IT LAST appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ความหลากหลายในโลกนี้เป็นลักษณะพื้น […]
The post IN THE NAME OF DIVERSITY appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ความหลากหลายในโลกนี้เป็นลักษณะพื้นฐานของสังคมมนุษย์ และยังเป็นเงื่อนไขหลักสำหรับโลกที่มีชีวิตชีวาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบบที่เราเห็นในทุกวันนี้” อดีตประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ของจีน กล่าวไว้ในช่วงที่เป็นผู้นำแดนมังกร
นักอุดมคติเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน แม้รูปพรรณสัณฐานจะแตกต่างกันตามถิ่นกำเนิด สภาพอากาศ ชาติพันธุ์ นั่นคือส่วนที่โลกใบนี้มอบให้ผ่านความหลากหลายทางชีวภาพ
ถ้าเราพิจารณาจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกเป็นระยะๆ ความเสมอภาคในฐานะมนุษย์แบบที่คนทั่วไปฝันถึง ยังเป็นเรื่อง ในอุดมคติอยู่นั่นเอง
ในวีดิทัศน์ที่หลายคนอาจจะเคยเห็นมาแล้ว ผู้สื่อข่าวถามเด็กหญิงชาวซีเรียในค่ายอพยพแห่งหนึ่งถึงชื่อเสียงเรียงนาม เธอไม่ทราบชื่อตัวเอง ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงผู้เป็นพ่อ เด็กหญิงให้ข้อมูลว่าบิดาเสียชีวิตแล้ว คำถามสุดท้าย “หนูกินข้าวเช้า ข้าวเที่ยง ข้าวเย็นมาหรือยัง” เด็กหญิงไม่ตอบ เอามือปิดหน้าอายๆ เศร้าๆ เหมือนจะสื่อให้เราได้รู้ว่า ปัจจัยพื้นฐานเรื่องอาหารมื้อต่างๆ ในแต่ละวันเป็นเรื่องที่หนูน้อยกำหนดเองไม่ได้เลย ในต่างแดนที่เธอหลบภัยมาพักพิง
นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่เราได้พบเห็นเกี่ยวกับประเทศที่แทบจะล่มสลายด้วยพิษสงครามอย่างซีเรีย ซึ่งได้รับการสื่อสารผ่านสารพัดช่องทางตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความแตกต่างเรื่องชาติพันธุ์ในซีเรียอาจจะไม่ได้รุนแรงเหมือนในประเทศอื่นๆ แต่การที่มีตัวแปรจากภายนอกเป็นประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เป็นเหตุให้สถานการณ์ทรงๆ ทรุดๆ ตลอดมา
กรณีของชาวโรฮีนจาในเมียนมาที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก และเกี่ยวข้องโดยตรงกับความต่างทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อ คงไม่ต่างกัน เพราะไม่ว่าแต่ละคนจะมองจากมุมไหน บทสรุปที่ว่าการอยู่ร่วมกันของคนที่มีความต่างลงเอยด้วยความขัดแย้งและเหตุรุนแรงแบบที่เราเห็นกันเป็นระยะๆ บั่นทอนความเชื่อที่ว่าเราจะก้าวข้ามความแตกต่าง เพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างสันติ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งอาจจะโยงใยไปได้ถึงผู้เกี่ยวข้องนอกเหนือพื้นที่ปัญหาโดยตรง ระหว่างที่เราได้ยินข่าวการปะทุของความขัดแย้งรอบใหม่ในรัฐยะไข่ ข่าวการตัดสินคดีค้ามนุษย์ในเมืองไทยเพิ่มระดับความน่าสนใจให้เรื่องปัญหาชาติพันธุ์ กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ และในมุมมองด้านความมั่นคง รัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาแต่ละประเทศจะรับมือกับผู้อพยพ ที่จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไร ไม่นับว่าสังคมโลกมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาย้อนประวัติศาสตร์ ไปดูที่มาของการที่ชาวโรฮีนจามาตั้ง รกรากในรัฐต่างบ้านต่างเมือง (หากเราเชื่อในสมมติฐานว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นคนท้องถิ่นแต่เดิม) ไหนจะมีเสียงเรียกร้องให้มีการถอดถอนรางวัลสำคัญที่ผู้นำของเมียนมาได้รับเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ไปจนถึงบทบาทของสื่อตะวันตกที่มักจะถ่ายทอดเรื่องราวเพียงด้านเดียว ด้านที่ตนจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เกิดขึ้น
ความต่างเรื่องชาติพันธุ์ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ซับซ้อนเกินกว่าคนนอกอย่างเราจะเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง
ความขัดแย้งรอบใหม่อาจจะมีปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างที่เราเห็น การรับรู้จากสื่อเดิมๆ อาจจะไม่ช่วยให้เราเข้าใจภาพที่แท้จริง แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความสูญเสียและการพลัดถิ่นแบบที่เราเห็นกันมาตลอดในรอบหลายปี เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ความต่างทางเชื้อชาติอย่างเดียว สร้างความแตกแยกได้เหมือนภาพที่เราเห็นกระนั้นเลยหรือ
มายา แองเจลู กวีร่วมสมัยเคยกล่าวไว้ว่า “ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ต้องสอนลูกหลานตั้งแต่วัยเยาว์ให้รู้ว่า ในความหลากหลาย มีความงดงามและความเข้มแข็ง” หากเราฝากความหวังไว้กับผู้ใหญ่รุ่นปัจจุบันไม่ได้ เราคงต้องมองไปสู่คนรุ่นอนาคตแล้วกระมัง
The post IN THE NAME OF DIVERSITY appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อโลกเปลี่ยนมาจนถึงจุดที่เราแทบจ […]
The post ดนตรีในดวงใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อโลกเปลี่ยนมาจนถึงจุดที่เราแทบจำโลกแบบเดิมที่เคยคุ้นไม่ได้ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เรามักจะอยากหยุดพักแล้วมองย้อนกลับไปข้างหลังเพื่อทบทวนดูเส้นทางที่ผ่านมาและไม่อาจหวนคืนกันบ้างไม่มากก็น้อยอย่างไรก็ตามมีอยู่หลายเรื่องที่ต้องยอมรับกันอย่างเต็มปากเต็มคำและเต็มหัวใจว่าการเปลี่ยนแปลงได้นำมาซึ่งสิ่งที่เราใฝ่ฝันถึงแต่ขณะเดียวกันมันก็พลัดพรากเปลี่ยนรูปเปลี่ยนรอยสิ่งที่เราเคยมีและเคยเป็นอย่างมากมายเหลือเกิน
ถ้าพูดถึงเพลงวันนี้เรามีสิ่งที่เรียกว่าบริการฟังเพลงแบบสตรีมมิงจากโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่เราต้องจ่ายก็คือค่าสมัครสมาชิก เพื่อแลกกับการเข้าถึงคลังเพลงมหาศาลและความสะดวกสบายในแบบที่คนยุคก่อน (ก็ตัวเองนี่แหละ)แทบจะไม่เคยจินตนาการถึง ถ้าย้อนกลับไปสมัยผู้เขียนยังเป็นเด็ก ประสบการณ์การฟังเพลงไม่มีความสะดวกสบายแบบนี้เกิดขึ้นแน่ๆ แต่แปลกตรงที่ตัวเอง ก็ไม่เคยคิดว่าความไม่สะดวกสบายเหล่านั้นคือความลำบากแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อได้ยินเพลงที่ชอบดังขึ้นในวิทยุก็ต้อง คอยตั้งใจฟังว่าดีเจเขาจะพูดชื่อเพลงอะไร (บางครั้งถึงกับนั่งจด) แล้วก็ไปตามหาเพลงที่ว่าตามแผงเทป วันดีคืนดีจำชื่อเพลงไม่ได้ แต่พอจำทำนองได้ ก็ไปยืนฮัมเพลงให้คนขายฟัง ร้องก็ไม่ค่อยจะถูกคีย์หรอก แต่คนขายก็พอจะเดาได้จากเนื้อเพลง (แต่ในใจคงนึกด่าว่านี่ร้องเพลงหรือสวดมนต์ทำวัตรเช้า) เชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่น่าจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ เพราะถ้าไม่รู้ชื่อเพลง แอปฯ อย่าง Shazam ก็ช่วยเราได้ พอรู้ชื่อเพลงโปรดแล้ว ก็แค่เข้าไปฟังและโหลดลงเครื่องเป็นอันจบ
สมัยหนึ่ง การซื้อเทปหรือข้ามมาถึงยุคของการซื้อแผ่นซีดีของศิลปินที่ชอบแล้วมานั่งคลี่อ่านปกที่พิมพ์เนื้อเพลงไว้ เป็นช่วงเวลา ที่เพลินจนไม่อยากให้มันผ่านไป หรือการนั่งฟังวิทยุแล้วลุ้นว่าดีเจจะเปิดเพลงที่ชอบหรือเปล่าก็สนุกจนกลายเป็นคนติดวิทยุชนิดที่ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องมีวิทยุไว้ข้างกาย ไม่นับช่วงที่กำลังชอบคนนั้นคนนี้แล้วต้องมานั่งเลือกเพลงอัดใส่เทปคาสเซตต์หรือไรต์ซีดี ให้อีกล่ะ นั่นก็เป็นกิจกรรมประจำยุคสมัยที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยผ่านการเลือกเพลง การออกแบบปกแบบทำมือ การลุ้นแบบใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าคนฟังจะชอบหรือเข้าใจสิ่งที่อยากสื่อสารหรือเปล่า ก็พาเอาไม่เป็นอันหลับอันนอน ป่านนี้ไม่รู้เทปหรือซีดีเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหนแล้ว ผู้คนที่เราเคยอยากให้ฟังเพลงที่เราเลือกให้ก็ห่างหายจากกันไปชนิดที่ว่าไม่รู้ที่อยู่และไม่รู้ที่ไป แต่ตัดกลับมาสมัยนี้ ชอบฟังเพลงไหน อยากให้ใคร ก็กดแชร์ไปได้เดี๋ยวนั้น จะส่งเพลงพร้อมเนื้อเพลงและภาพสวยๆ ก็ยังได้ ทุกอย่างทำได้แค่ปลายนิ้ว
กล่าวได้ว่า การฟังเพลงจากระบบสตรีมมิงถือเป็นเรื่องที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้เขียนไปมากที่สุด และกระทบกับภาพความทรงจำเก่าๆ มากที่สุดด้วย อาจเป็นเพราะผูกพันกับการฟังเพลงมากกว่ากิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต พูดไปก็จะหาว่าเชย แต่เมื่อไรที่พูดถึงเพลง และวิถีของการฟังเพลง Yesterday Once More ของ The Carpenters ก็มักจะเป็นเพลงแรกที่ดังขึ้นมาในห้วงความทรงจำ
“When I was young I’d listen to the radio. Waiting for my favorite song. When they played I’d sing along, It made me smile”
เทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้การค้นหาเพลงที่เราอยากฟังไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เราสามารถฟังเพลงได้เดี๋ยวนี้ โดยแทบไม่ต้องผ่านการรอคอย แต่เพลงที่อยู่ในความทรงจำ เพลงที่ไม่สามารถลืมได้ เราก็ยังคงลืมไม่ได้ต่อไป ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำไปไกลแค่ไหน เพลงเหล่านั้นถือเป็นเพลย์ลิสต์ที่ฝังแน่นในชีวิต ที่แม้ไม่ได้ตั้งใจจะจัด ชีวิตก็จัดของมันเอง สิ่งที่เราต้องจ่ายไม่ใช่ค่าสมาชิก แต่เป็นความเจ็บแปลบที่ย้อนฟังได้แต่เพลง แต่ไม่อาจย้อนเวลาและผู้คนในวันก่อนเก่าให้กลับมาได้อีกเลย
The post ดนตรีในดวงใจ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กีฬาซีเกมส์ปิดฉากไปด้วยเจ้าภาพครองเ […]
The post YOU WIN SOME, YOU LOSE SOME appeared first on THE STANDARD.
]]>
กีฬาซีเกมส์ปิดฉากไปด้วยเจ้าภาพครองเจ้าเหรียญทองสมความตั้งใจ ขณะที่ทัพนักกีฬาไทยลงสนามสู้สุดความสามารถแบบที่เราได้เห็นผ่านการถ่ายทอดสด เราอาจจะไม่สามารถรั้งตำแหน่งที่หนึ่งจากการแข่งขันในครั้งนี้ไว้ได้ แต่เมื่อได้เห็นว่าผู้เล่นแสดงฝีมือเต็มที่ คนดูพอใจ นักกีฬาย่อมได้ประสบการณ์กลับมาเพื่อแก้เกม และฝึกปรือให้แกร่งยิ่งขึ้นในคราวต่อไป
หลินตัน ปิดฉากในการแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์โลกครั้งล่าสุดด้วยตำแหน่งรองแชมป์เท่านั้น กระนั้นก็ตาม ในวัย 33 ปี นักหวดลูกขนไก่แดนมังกรไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ให้โลกเห็น ลำพังแค่สถานะเจ้าของแชมป์โอลิมปิก 2 สมัย แชมป์โลก 5 สมัย และแชมป์อื่นๆ ที่เจ้าตัวคว้ามาได้ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาก็เพียงพอที่จะทำให้วงการแบดมินตันยกย่องให้หนุ่ม ที่อยู่ในช่วงปลายของการเป็นนักกีฬาอาชีพขึ้นทำเนียบหนึ่งในตำนานแบบไม่มีข้อกังขา
สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากการชมกีฬาสารพัดตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาคือ สัจธรรมที่ว่า ไม่มีใครจะเก่งกาจเป็นแชมป์ได้ทุกสนามที่ลงแข่งขัน ตำนานในทุกประเภทกีฬาล้วน เคยผ่านประสบการณ์เป็นฝ่ายแพ้ทั้งนั้น
ในสนามชีวิตก็เช่นกัน คงไม่มีใครได้อะไรอย่างที่ต้องการไปเสียทุกอย่าง ในทุกช่วงวัยตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนจนเข้าสู่วัยทำงานตามครรลอง เราชนะในบางเรื่อง และมีความ ผิดหวังและการพ่ายแพ้ในหลายโอกาส เป็นบททดสอบที่ช่วยเคี่ยวกรำให้เรามีภูมิต้านทานเพื่อสู้กับโลกแห่งความเป็นจริงได้เก่งขึ้น
หากไม่เคยแพ้ เราจะขวนขวายพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ระดับของผู้ชนะได้อย่างไร
คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไป ถ้าเราลงแข่งเมื่อไร ก็คว้าชัยเมื่อนั้น เราอาจจะหมดความกระตือรือร้นที่จะเล่นกีฬานั้นๆ ต่อไป แล้วลงเอยด้วยการประกาศแขวนนวม แขวนสตั๊ด หรือแขวนแร็กเกตแบบที่ บียอร์น บอร์ก ทำในวัยแค่ 26 ปี หลังจากคว้าแชมป์ระดับแกรนด์สแลม 11 รายการ
เอาเข้าจริง ในสนามชีวิตเราไม่มีสิทธิประกาศอำลาการแข่งขันใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จมามากมายจนเกิดความเบื่อหน่าย หรือพ่ายแพ้หมดรูป ถูกโชคชะตาเล่นงานจนบอบช้ำสาหัสขนาดไหนก็ตาม เกมนี้ต้องเล่นไปจนกว่าจะหมดอายุขัย
สำหรับคนที่ผ่านเส้นทางตลอดมาแบบลุ่มๆ ดอนๆ ทัศนคติแบบ ‘ล้ม 7 ครั้ง ลุกขึ้น ให้ได้ 8 ครั้ง’ น่าจะช่วยให้มีกำลังใจเดินกลับเข้าสู่สนามได้แบบฮึกเหิมมากขึ้น การแข่งขัน นัดต่อๆ ไป อาจเป็นทีของเราเข้าสักวัน
The post YOU WIN SOME, YOU LOSE SOME appeared first on THE STANDARD.
]]>