UOB Privilege Banking, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/uob-privilege/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 14 Jan 2024 04:48:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สัญญาณ Central Banks Pivot เริ่มชัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ควรลงทุนอย่างไร? https://thestandard.co/central-banks-pivot-investment/ Mon, 15 Jan 2024 02:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=886895 Central Banks Pivot

บรรดานักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างฟันธงว่า […]

The post สัญญาณ Central Banks Pivot เริ่มชัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ควรลงทุนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Central Banks Pivot

บรรดานักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างฟันธงว่า ปี 2024 จะเป็นจุดกลับของนโยบายการเงิน (Pivot) กล่าวคือ หลังจากธนาคารกลางทั่วโลกเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2022-2023) ในปีนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งน่าจะเริ่มใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่ค่อยๆ สงบลง

 

โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็ส่งสัญญาณในรายงานการประชุม (Minutes) เดือนธันวาคม 2023 ว่า จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้

 

ส่วนธนาคารกลางอื่นๆ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แม้ยังไม่ส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักก็คาดการณ์ว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของรอบนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงในเดือนมิถุนายน เช่นเดียวกับธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่ตลาดก็กำลังเดิมพันว่าจะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนเดียวกัน

 

แนวโน้มเหล่านี้คาดว่าจะส่งผลดีต่อตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากมูลค่าของตราสารหนี้มักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย กล่าวคือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำลง มูลค่าของตราสารหนี้จะสูงขึ้น และในทางตรงกันข้าม เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าของตราสารหนี้จะลดลง

 

แม้มีสัญญาณ Pivot แต่เศรษฐกิจโลกก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง

ปี 2024 เป็นอีกปีที่สถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์น่าจะยังร้อนระอุ เนื่องจากสถานการณ์ในยูเครน อิสราเอล และทะเลแดง ยังไม่ทันคลี่คลาย กว่า 40 ประเทศทั่วโลกก็เตรียมเปิดคูหาเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ รวมไปถึงไต้หวัน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และรัสเซีย 

 

นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Global Recession) ก็ยังไม่หมดไป โดยจะเห็นได้ว่า หลายประเทศปีนี้น่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมไปถึงสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น โดยความเสี่ยงเหล่านี้ย่อมหนุนให้นักลงทุนวิ่งไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยต่างๆ รวมไปถึง ‘ทองคำ’ และ ‘เงินฝาก’ ของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ 

 

UOB Privilege Banking มองเห็นถึงโอกาสแสวงหาผลตอบแทนจากทองคำทั้งขาขึ้นและขาลงผ่าน ‘กองทุนเปิด UGLDC1Y2’ และกองทุน USMF3 ที่ลงทุนในตลาดเงิน (Money Market) และเงินฝากธนาคารต่างประเทศที่มีคุณภาพสูงและความเสี่ยงต่ำ 

 

ทำความรู้จัก ‘กองทุนเปิด UGLDC1Y2’ 

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลด์ คอมเพล็กซ์ รีเทิร์น ฟันด์ 1Y2 หรือUGLDC1Y2 เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนแบบเงินต้นปลอดภัย มีผลตอบแทนขั้นต่ำ และทำผลตอบแทนได้ทั้งขาขึ้นและขาลงของทองคำ มีกลยุทธ์การลงทุนแบบครั้งเดียว (Buy-and-hold) เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 11-22 มกราคม 2567 โดยมีนโยบายการลงทุน ดังนี้ 

 

  • ส่วนที่ 1: ประมาณ 95-99% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย 
  • ส่วนที่ 2: กองทุนจะแบ่งเงินลงทุนประมาณ 0.10-5.00% ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับระดับราคาของสินทรัพย์อ้างอิง คือ SPDR Gold Shared ETF โดยมี Participation Rate 35% ส่งผลให้ผลตอบแทนสูงสุดที่จะเกิดขึ้นได้คือ 7%* (ราคาทอง บวกหรือลบ 20% PR 35% = 7%)

 

ตัวอย่างโครงสร้างการลงทุนของกองทุน และตัวอย่างโครงสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน 

 

Central Banks Pivot

 

ความน่าสนใจของการลงทุนใน UGLDC1Y2

  1. UOB ยังมีมุมมองบวกต่อราคาทองคำหลังจากยืนเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยทองคำยังมีปัจจัยหนุนหลักในปี 2024 คือ โอกาสและความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed และเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ประกอบกับอุปสงค์ยังแข็งแกร่งจากการเข้าลงทุนทองคำของภาครัฐและธนาคารกลางในเอเชียและตลาดประเทศเกิดใหม่ และการลงทุนในทองคำของนักลงทุนรายย่อยเพิ่งฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด และในระยะยาวทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ในการกระจายความเสี่ยงให้พอร์ต จากปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ 
  2. เปิดโอกาสสร้างผลตอบแทนทั้งขาขึ้นและขาลง แม้ว่าเราจะมีมุมมองบวกและเห็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ แต่ราคาทองคำเป็นสินทรัพย์ที่คาดการณ์ทิศทางได้ยาก การลงทุนใน UGLDC1Y2 จะสามารถสร้างผลตอบแทนให้ได้ทั้งขาขึ้นและขาลงของราคาทองคำ กรอบ +/- 20% และมีผลตอบแทนขั้นต่ำที่ 0.7%*
  3. ความเสี่ยงการขาดทุนของเงินต้นต่ำ เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ 95-99% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย และเงินทุนส่วนนี้จะเติบโตขึ้นมาเป็นส่วนเงินต้นเมื่อครบกำหนด 

 

*ผลตอบแทนในรูปแบบสกุลเงินบาทจะแปรผันตามอัตราแลกเปลี่ยนสกุล USD

 

ทำความรู้จักกองทุน ‘USMF3’

กองทุน United Short Maturity Fund 3 หรือ USMF3 เป็นกองทุนที่ลงทุนตรงในต่างประเทศ (Offshore Fund) บริหารงานโดย บลจ.ยูโอบี สิงคโปร์ โดยจะเน้นการลงทุนในตลาดเงิน (Money Market) ที่มีคุณภาพสูง และเงินฝากของสถาบันการเงิน และเป็นการลงทุนแบบ Buy-and-hold เป็นหลัก 

 

ทั้งนี้ แม้ว่า USMF3 จะกำหนดระยะเวลาการลงทุนที่ 6 เดือน แต่ก็เปิดโอกาสด้านสภาพคล่องไว้ คือหากเกิดความจำเป็นในการใช้กระแสเงินสด ผู้ลงทุนสามารถขายคืนกองทุนก่อนครบกำหนดได้ และการลงทุนจะลงทุนเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ USMF3 เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 11-22 มกราคม 2567 

 

Central Banks Pivot

 

เปิดจุดเด่น ‘กองทุน USMF3

  1. ลงทุนระยะสั้นเพียง 6 เดือน
  2. ลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำ ทั้งเงินฝากและสินทรัพย์กลุ่ม Money Market
  3. Credit Rating แข็งแกร่ง โดยเลือกลงทุนในสินทรัพย์และสถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade เท่านั้น และคาดการณ์ Credit Rating เฉลี่ยของกองทุนคือ P-1 (Moody’s) เทียบเท่ากับ Credit Rating ระยะยาวของ S&P ที่ AAA
  4. เปิดโอกาสการลงทุนในนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากเงินฝากของสถาบันการเงินบางกลุ่ม เช่น Wholesale Banks, Merchant Banks ถูกกำหนดว่าต้องลงทุนในนามสถาบันเท่านั้น กองทุนนี้จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปเก็บเกี่ยวผลตอบแทน
  5. มีประมาณการผลตอบแทนด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Buy-and-hold ส่งผลให้กองทุนสามารถล็อกอัตราผลตอบแทนของตราสารและเงินฝากไว้ได้ จึงสามารถประมาณการผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดได้

 

ลงทุนผ่าน USMF3 ได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

  1. เข้าถึงการลงทุนในเงินฝากของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ให้ลงทุนได้เฉพาะสถาบัน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าทั่วไป
  2. กระจายความเสี่ยง ผ่านการกระจายการลงทุนทั้ง Money Market และเงินฝากในหลายๆ ธนาคาร แม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำและไม่ผันผวน แต่การกระจายความเสี่ยงและกระจายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนย่อมดีกว่า
  3. สภาพคล่อง แม้ว่ากองทุน USMF3 จะเป็นกองทุนที่มีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน แต่ระหว่างทางหากเกิดความจำเป็น นักลงทุนสามารถขายคืนกองทุนก่อนกำหนดได้ ซึ่งยืดหยุ่นกว่ากองทุน Term Fund แบบทั่วไปที่มักจะไม่มีสภาพคล่อง โดยสามารถส่งคำสั่งขายได้ทุกวันศุกร์ (มีค่าธรรมเนียม Realisation Fee ที่ 1%) 
  4. ดอกเบี้ยสะสม กองทุนมีการคำนวณราคาโดยใช้ดอกเบี้ยสะสมเข้ามารวมด้วย ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพของราคาให้ดีขึ้น และนักลงทุนไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนจากการ Mark to Market ราคาตราสาร*

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

Central Banks Pivot

The post สัญญาณ Central Banks Pivot เริ่มชัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ควรลงทุนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล็อกผลตอบแทนในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น และบริหารกระแสเงินสดด้วย USMF4 https://thestandard.co/united-short-maturity-fund-4/ Tue, 21 Nov 2023 05:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=867567

เป็นเวลา 19 เดือนแล้ว หรือมากกว่า 1 ปีครึ่ง ที่ตลาดการล […]

The post ล็อกผลตอบแทนในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น และบริหารกระแสเงินสดด้วย USMF4 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นเวลา 19 เดือนแล้ว หรือมากกว่า 1 ปีครึ่ง ที่ตลาดการลงทุนเผชิญกับความผันผวนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ที่เริ่มวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น โดยนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 จนปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2023) Fed เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 11 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยทะยานขึ้นมาอยู่ระดับ 5.25-5.50% จากที่เคยยืนอยู่ที่ระดับ 0-0.25% ในช่วงปี 2020-2021 

 

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่สูงประมาณ 5% นี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2006 ที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 5.25% 

 

สภาวะดอกเบี้ยสูงนี้ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดการลงทุนที่เผชิญความผันผวนมาตลอดช่วงปี 2022-2023 โดยในปี 2022 ตลาดหุ้นโดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth ได้รับแรงกดดันอย่างมากในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้เผชิญแรงกดดันด้านราคาจากการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield ส่งผลให้การลงทุนตราสารหนี้ในปี 2022 ติดลบระดับ Double Digit ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก 

 

อย่างไรก็ตาม วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบเพียงด้านเดียวเท่านั้น ด้านบวกก็มีเช่นกัน เพราะเมื่อดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นสูง นั่นหมายความว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทุกประเภทก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากด้วย ซึ่งเป็นโอกาสเหมาะสมของผู้ลงทุนสำหรับการเข้าไปล็อกอัตราผลตอบแทนระดับสูงนี้ไว้ ขณะเดียวกันผู้ลงทุนยังสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น

 

UOB Privilege Banking มองเห็นถึงโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดี ทนทานต่อความผันผวนได้ดี มีอัตราผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ และยังเป็นโอกาสกระจายการลงทุนไปยังสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของโลก ผ่านกองทุน United Short Maturity Fund 4 (USMF4) 

 

ทำความรู้จัก United Short Maturity Fund 4 (USMF4) 

 

United Short Maturity Fund 4 หรือ USMF4 เป็นกองทุนที่ลงทุนตรงในต่างประเทศ (Offshore Fund) บริหารงานโดย บลจ.ยูโอบี สิงคโปร์ โดยจะเน้นการลงทุนในตลาดเงิน (Money Market) ที่มีคุณภาพสูง และเงินฝากของสถาบันการเงิน และเป็นการลงทุนแบบ Buy and Hold เป็นหลัก 

 

ทั้งนี้ แม้ว่า USMF4 จะกำหนดระยะเวลาการลงทุนที่ 6 เดือน แต่ก็เปิดโอกาสด้านสภาพคล่องไว้ คือหากเกิดความจำเป็นในการใช้กระแสเงินสด ผู้ลงทุนสามารถขายคืนกองทุนก่อนครบกำหนดได้ และการลงทุนจะลงทุนเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ USMF4 เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2023

 

 

จุดเด่นของ USMF4 

 

  1. ลงทุนระยะสั้น เพียง 6 เดือน
  2. ลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำ ทั้งเงินฝากและสินทรัพย์กลุ่ม Money Market
  3. Credit Rating แข็งแกร่ง โดยเลือกลงทุนในสินทรัพย์และสถาบันการเงินที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade เท่านั้น และคาดการณ์ Credit Rating เฉลี่ยของกองทุน คือ P-1 (Moody’s) เทียบเท่ากับ Credit Rating ระยะยาวของ S&P ที่ AAA
  4. เปิดโอกาสการลงทุนในนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากเงินฝากของสถาบันการเงินบางกลุ่ม เช่น Wholesale Banks, Merchant Banks ถูกกำหนดว่าต้องลงทุนในนามสถาบันเท่านั้น กองทุนนี้จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปเก็บเกี่ยวผลตอบแทน
  5. มีประมาณการผลตอบแทน ด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Buy and Hold ส่งผลให้กองทุนสามารถล็อกอัตราผลตอบแทนของตราสารและเงินฝากไว้ได้ จึงสามารถประมาณการผลตอบแทนเมื่อครบกำหนดได้

 

ลงทุนผ่าน USMF4 ได้สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง

 

  1. เข้าถึงการลงทุนในเงินฝากของธนาคารหรือสถาบันการเงินที่ให้ลงทุนได้เฉพาะสถาบัน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าทั่วไป
  2. กระจายความเสี่ยง ผ่านการกระจายการลงทุนทั้ง Money Market และเงินฝากในหลายๆ ธนาคาร แม้ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำและไม่ผันผวน แต่การกระจายความเสี่ยงและกระจายโอกาสในการสร้างผลตอบแทนย่อมดีกว่า
  3. สภาพคล่อง แม้ว่ากองทุน USMF4 จะเป็นกองทุนที่มีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน แต่ระหว่างทางหากเกิดความจำเป็น นักลงทุนสามารถขายคืนกองทุนก่อนกำหนดได้ ซึ่งยืดหยุ่นกว่ากองทุน Term Fund แบบทั่วไปที่มักจะไม่มีสภาพคล่อง โดยสามารถส่งคำสั่งขายได้ทุกวันศุกร์ (มีค่าธรรมเนียม Realisation Fee ที่ 1%) 
  4. ดอกเบี้ยสะสม กองทุนมีการคำนวณราคาโดยใช้ดอกเบี้ยสะสมเข้ามารวมด้วย ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพของราคาให้ดีขึ้น และนักลงทุนไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนจากการ Mark to Market ราคาตราสาร*

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือ คลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

หมายเหตุ: 

*ภายใต้สมมติฐานว่านักลงทุนถือครองการลงทุนจนครบกำหนด และไม่เกิดเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้

 

The post ล็อกผลตอบแทนในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น และบริหารกระแสเงินสดด้วย USMF4 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามยังส่อแวววุ่น เราควรลงทุนอย่างไร? https://thestandard.co/war-crisis-investment-tip/ Thu, 16 Nov 2023 05:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=864986 สงคราม การลงทุน

สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นก […]

The post เมื่อสงครามยังส่อแวววุ่น เราควรลงทุนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงคราม การลงทุน

สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์ที่กำลังดำเนินอยู่ ถือเป็นปัจจัยความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก หากความขัดแย้งดังกล่าวลุกลามขยายกว้างขึ้นเป็นสงครามในระดับภูมิภาค

 

แม้ว่าท่าทีล่าสุดของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และเป็นสมาชิกหลักของกลุ่ม OPEC จะยังไม่มีแนวโน้มจำกัดการส่งออกน้ำมันที่อาจนำไปสู่วิกฤตราคาพลังงานโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างยังไม่วางใจและจับตาดูพัฒนาการของสงครามอย่างใกล้ชิด

 

องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ออกมาเตือนว่า ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาสที่กำลังดำเนินอยู่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก หากความขัดแย้งดังกล่าวลุกลามกว้างขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

ด้านผลกระทบต่อไทย เบื้องต้นสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ผลกระทบทางตรงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยจากกรณีการสู้รบดังกล่าวยังไม่ได้กระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศคู่ขัดแย้ง หรือหากกรณีที่ไม่สามารถส่งออกไปได้ก็จะไม่ได้ส่งผลต่อการส่งออกรวมของไทยมากนัก เนื่องจากทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ไม่ใช่คู่ค้าสำคัญอันดับต้นๆ ของไทย

 

โดยข้อมูลในปี 2022 อิสราเอลเป็นคู่ค้าลำดับที่ 42 ของไทย การค้าระหว่างไทย-อิสราเอลมีมูลค่า 49,182 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.2% ของการค้ารวมของไทยเท่านั้น

 

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับปาเลสไตน์ ในปี 2022 ปาเลสไตน์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 186 ของไทย การค้าระหว่างไทย-ปาเลสไตน์มีมูลค่า 134 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.001% ของการค้ารวมของไทย

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลและต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือผลกระทบทางอ้อมจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มผันผวนไปในทิศทางสูงขึ้น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง และนำไปสู่การขาดแคลนอุปทานน้ำมันจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นได้ จากข้อมูลในอดีตพบว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น และในครั้งนี้หลังเกิดเหตุการณ์สู้รบ ช่วงแรกราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวขึ้น 3.38% ด้านน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นกว่า 3.14%

 

 

หนึ่งในความเสี่ยงที่ต้องจับตาในไตรมาสสุดท้ายของปีคือราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้น โดย UOB มองว่ามีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 1 ปี 2024 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเกษตรและการขนส่งปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารแพงขึ้น ซึ่งทำให้เงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นทั่วโลกและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจโลกในปี 2024

 

โดยมี 2 สถานการณ์ที่อาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางหยุดชะงัก และส่งผลต่อราคาน้ำมัน คือ

 

  1. การคว่ำบาตรน้ำมันดิบจากอิหร่าน
  2. การหยุดชะงักในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ

 

ทำให้ต้องจับตาดูท่าทีของความขัดแย้งว่าจะขยายวงกว้างหรือไม่ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ทั้ง 2 ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ แต่หากความขัดแย้งดำเนินไปนานกว่าที่คาดไว้ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกดดันให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคชะลอตัวลง รวมถึงส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของอุตสาหกรรมที่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันอย่างมาก

 

สำหรับมุมมองการลงทุน UOB Privilege Banking มองว่าประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นโดยปกติมักส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในระยะสั้น และในท้ายที่สุดตลาดจะกลับมาให้ความสนใจกับประเด็นหลัก เช่น ทิศทางของนโยบายการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาด แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้ออาจสร้างความผันผวนได้ทุกเมื่อ นักลงทุนควรสร้างพอร์ตที่ทนทาน (Defensive) และกระจายการลงทุน โดยสินทรัพย์ที่แนะนำในสภาวะเช่นนี้ ได้แก่ ตราสารหนี้คุณภาพดีกลุ่ม Investment Grade และหุ้นคุณภาพสูง

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

สงคราม

 

อ้างอิง:

The post เมื่อสงครามยังส่อแวววุ่น เราควรลงทุนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เพิ่มตราสารหนี้-เน้นหุ้น Quality Growth’ โซลูชันสร้างผลตอบแทนในยุคเศรษฐกิจซึมยาว ดอกเบี้ยสูงนาน https://thestandard.co/quality-growth/ Mon, 06 Nov 2023 02:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=861776 Quality Growth

ในไตรมาส 3 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นักลงทุนทั่วโลกต่างคาดหวัง […]

The post ‘เพิ่มตราสารหนี้-เน้นหุ้น Quality Growth’ โซลูชันสร้างผลตอบแทนในยุคเศรษฐกิจซึมยาว ดอกเบี้ยสูงนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Quality Growth

ในไตรมาส 3 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นักลงทุนทั่วโลกต่างคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) น่าจะเข้าใกล้จุดสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นแล้ว และผลการประชุมในเดือนกันยายนที่ผ่านมา Fed ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่มีการส่งสัญญาณถึงภาวะ ‘Higher for Longer’ 

 

ผลตอบแทนของสินทรัพย์ในไตรมาส 3/23 กลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างทรงตัว เช่น ดัชนี MSCI World Index ปรับตัวลง 3.3% หลังจากปรับตัวขึ้นกว่า 15% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ 10 ปี ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 4.5% ส่งผลให้ผลตอบแทนรวมของ Treasury Index ติดลบ และเป็นปีที่ 3 ที่พันธบัตรสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนเป็นลบ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เห็นมากว่า 50 ปี 

 

จับตา 3 ความเสี่ยงสำคัญ 

 

ในไตรมาส 4/23 UOB ประเมินว่า มีความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ดังนี้

 

  1. ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลกระทบจากทั้งด้านอุปทานที่ตึงตัวและอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากจีน การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจะกระทบต่อเงินเฟ้อและอาจส่งผลต่อภาวะ Higher for Longer ที่ยาวนานขึ้น และจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจต่อไป โดย UOB คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีโอกาสปรับขึ้นสู่ 100 ดอลลาร์ได้ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2024 

 

  1. การยุตินโยบาย Yield Curve Control ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่าญี่ปุ่นจะค่อยๆ ยกเลิกนโยบายดอกเบี้ยติดลบในช่วงไตรมาส 1 ปี 2024 และปล่อยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นเกิน 1% ได้ การปรับนโยบายการเงินนี้อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่ก่อนหน้านี้มีการทำ Carry Trade อาจเกิดแรงเทขายได้

 

  1. การอ่อนค่าของเงินหยวนท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน นโยบายการเงินและการคลังที่ออกมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่า โดยเฉพาะการใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคและการใช้จ่าย รวมถึงกระทบต่อภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจที่มีหนี้สินเป็นสกุลเงินต่างประเทศ

 

ความเสี่ยงยังปกคลุม 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

 

หากประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2023 UOB ประเมินว่า ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐฯ และจีน ยังคงถูกท้าทายจากปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ 

 

โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ซึ่งเป็นประเทศแรกในกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ย) เติบโตได้ดีกว่าเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วอื่นๆ และยังหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในปี 2023 ได้ ขณะที่เงินเฟ้อก็มีแนวโน้มลดลงท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง

 

ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ค่อนข้างแข็งแกร่งอย่างที่ปรากฏ ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากการกระตุ้นทางนโยบายการคลังที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 4.3 แสนล้านดอลลาร์อย่าง Inflation Reduction Act 

 

อย่างไรก็ตาม หากมองไปข้างหน้าในปี 2024 UOB ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงหลายประการที่ต้องระวัง ได้แก่ ผลกระทบเชิงบวกจากนโยบายการคลังที่จะค่อยๆ จางหายไป, เงินออมส่วนเกินของครัวเรือนเริ่มลดลง, ผลของนโยบายการเงินที่เข้มงวดจะเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโต ด้านเงินเฟ้อแม้จะลดลงเร็วกว่าคาด แต่ยังคงผันผวนก่อนที่จะลดลงสู่ระดับเป้าหมายของ Fed ที่ 2% 

 

ด้านเศรษฐกิจจีน แม้ว่านโยบายจะออกมาน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวัง แต่ตลาดหุ้นยังสามารถทรงตัวได้ในไตรมาส 3 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะตลาดหมีน่าจะใกล้สิ้นสุดลงแล้ว และเศรษฐกิจจีนยังคงมีเสถียรภาพ นำโดยภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญความท้าทายในปัญหาสภาพคล่อง การที่รัฐบาลจีนยังไม่ได้เข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่นั้นสะท้อนว่า รัฐบาลจีนมีเป้าหมายที่จะลดขนาดของภาคอสังหาลง แต่จากขนาดของภาคอสังหาที่มีผลต่อเศรษฐกิจ อาจทำให้จีนเผชิญแรงกดดันด้านการเติบโต 

 

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการผลิตทั่วโลกการฟื้นตัวขึ้น และจากระดับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวลงไปมากอาจเป็นโอกาสให้หุ้นจีนกลับมา Outperform ได้ในระยะสั้น 

 

UOB แนะนำลงทุนหุ้น Quality Growth และ Defensive

 

สำหรับคำแนะนำการจัด Asset Allocation ในไตรมาส 4 นี้ UOB ได้ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นลงจาก Neutral สู่ Slight Underweight จากมุมมองว่าตลาดมีความท้าทายระยะสั้น และระดับราคาที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูกหลังจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี โดยมีมุมมองแต่ละตลาด ดังนี้ 

 

  • การลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ UOB ให้น้ำหนัก Neutral และแนะนำให้คัดเลือกหุ้นกลุ่มเติบโตที่มีคุณภาพ (Quality Growth) และหุ้น Defensive อย่าง Healthcare ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีเสถียรภาพ 
  • หุ้นยุโรป จากข้อมูลทางเศรษฐกิจ ยุโรปยังมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้อำนาจทางราคาของภาคธุรกิจอ่อนแอลงจากอุปสงค์ที่ชะลอตัว อีกทั้งต้นทุนทางการเงินของธุรกิจก็ปรับสูงขึ้น เราให้น้ำหนัก Underweight ในหุ้นยุโรป โดยหากลงทุนควรเลือกกลุ่ม Defensive เช่น สาธารณูปโภค และอุปโภคบริโภค ซึ่งน่าจะมีกำไรที่แข็งแกร่งกว่า
  • หุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และจะยังได้ประโยชน์จากกระแสเงินไหลเข้าจากกองทุนจากต่างชาติที่มองหาการกระจายการลงทุนออกจากจีน แต่ยังได้สัดส่วนการลงทุนในเอเชีย ซึ่งเราคาดว่าเทรนด์นี้จะยังอยู่และช่วยหนุนหุ้นญี่ปุ่นต่อได้ รวมทั้งระดับมูลค่าหุ้นญี่ปุ่นมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากการส่งเสริมนโยบายการปฏิรูปธรรมาภิบาลและการซื้อหุ้นคืน
  • แรงเทขายในตลาดหุ้นจีนในช่วงก่อนทำให้ระดับมูลค่าปรับลดลงในระดับที่น่าสนใจ แต่ยังขาดปัจจัยหนุนเชิงบวก ส่งผลให้ในระยะสั้นหุ้นจีนจะคงวิ่งในกรอบ การฟื้นตัวของหุ้นจีนจะชัดเจนได้ก็ต่อเมื่อมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนและส่งผลมากขึ้น ในมุมมองของ UOB ค่อนข้างเป็นเรื่องยากที่จะคาดการณ์ถึงขนาดและระยะเวลาในการออกนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ 

 

ตราสารหนี้คุณภาพดียังเป็น Product Hero

 

UOB ยังคงน้ำหนัก Overweight โดยให้น้ำหนักไปที่ตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade) เป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงของตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น ผู้ลงทุนสามารถใช้โอกาสที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับสูงขึ้นในปัจจุบันเข้าลงทุนและสร้างพอร์ตที่แข็งแกร่งด้วยตราสารหนี้คุณภาพดี ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์ที่มีประโยชน์ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและดอกเบี้ยนโยบายถึงระดับสูงสุดแล้ว 

 

ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกยอดนิยมอย่างทองคำ UOB ยังคงคาดการณ์ว่าทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ โดยทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน แรงกดดันต่อราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาทั้งค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น น่าจะปรับตัวลงในปี 2024 ซึ่งจะกลับกลายมาเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ โดยคาดการณ์ราคาทองคำที่ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4/23 และไตรมาส 1/24 และปรับตัวขึ้นที่ 2,100 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 และ 4/24


ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking 

 

The post ‘เพิ่มตราสารหนี้-เน้นหุ้น Quality Growth’ โซลูชันสร้างผลตอบแทนในยุคเศรษฐกิจซึมยาว ดอกเบี้ยสูงนาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้ลึกรู้รอบ ‘เรือนเวลา’ ก่อนเข้าสู่วงการนักสะสมเครื่องบอกเวลาที่ยิ่งเก่ายิ่งมากคุณค่า https://thestandard.co/entering-the-world-of-watch-collectors/ Fri, 03 Nov 2023 02:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=861356 นาฬิกาสะสม

นาฬิกา คือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ใช้เป็นสัญญะสากลให้ […]

The post รู้ลึกรู้รอบ ‘เรือนเวลา’ ก่อนเข้าสู่วงการนักสะสมเครื่องบอกเวลาที่ยิ่งเก่ายิ่งมากคุณค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาฬิกาสะสม

นาฬิกา คือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น ใช้เป็นสัญญะสากลให้ผู้คนเข้าใจการเดินหน้าอย่างต่อเนื่องของเวลา โดยประวัติศาสตร์ของนาฬิกานั้นยาวนานมาก และถูกออกแบบและพัฒนามาหลายร้อยปี 

 

จากสิ่งประดิษฐ์เพื่อบอกเวลา ณ ปัจจุบันนาฬิกาเป็นทั้งเครื่องประดับบอกตัวตน รสนิยม และสไตล์ของผู้สวมใส่ บอกสถานะของผู้ครอบครอง ในขณะเดียวกัน นาฬิกาแต่ละรุ่นก็รับหน้าที่บอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ และความเก๋าของผู้ออกแบบและผลิตได้ด้วย

 

โดยคอลัมน์พิเศษนี้เกิดจากความร่วมมือของ THE STANDARD WEALTH กับ UOB Privilege Banking ที่อยากจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านทุกท่าน ในการบริหารความมั่งคั่งผ่าน Passion & Lifestyle ส่วนบุคคล เพื่อต่อยอดความสุขของผู้อ่านด้วย Passion ที่มีต่อสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การสะสมนาฬิกา 

 

 

ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์ด้วยมือมนุษย์ นาฬิกาเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกยกระดับขึ้นมาเป็นเครื่องประดับติดตัวที่สะท้อนตัวตนหรือสไตล์ของผู้ครอบครองได้อย่างลุ่มลึก อีกทั้งยังขึ้นแท่นเป็น ‘ของสะสมยอดนิยม’ ของผู้คนทั่วโลกอีกด้วย โดยเหตุผลสำคัญก็คือ ‘Affordable Price’ หรือราคาที่เป็นมิตร 

 

แต่นาฬิกาเรือนหนึ่งไม่ได้ดำรงคุณค่าในตัวเรือนได้อย่างยาวนานเพียงเพราะราคาเป็นมิตรเท่านั้น นาฬิกาบางเรือน ‘เลือกเจ้าของ’ มาตั้งแต่การออกแบบในพิมพ์เขียวแล้ว และจุดเริ่มต้นที่แตกต่างตั้งแต่การออกแบบนี่เองที่ทำให้นาฬิกาเรือนนั้นๆ มีทั้ง ‘คุณค่าและมูลค่า’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักสะสมนาฬิกามองหาและต้องการเป็นเจ้าของ 

 

สำหรับนักสะสมนาฬิกานั้น ‘จำนวนที่ผลิต’ ก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยจำนวนการผลิตนาฬิกาแต่ละรุ่นบนโลกใบนี้เป็นสิ่งที่นักสะสมใช้พิจารณาเป็นสิ่งแรกๆ ว่าจะเลือกสะสมนาฬิการุ่นนั้นๆ หรือไม่ 

 

ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘นักสะสมนาฬิกา’ ย่อมแตกต่างจากผู้ซื้อนาฬิกาเพื่อใช้สอยประโยชน์ในการบอกเวลาเท่านั้นอย่างแน่นอน เมื่อวัตถุประสงค์ในการครอบครองต่างกันแล้ว ปัจจัยพิจารณาในการเลือกหรือไม่เลือกคว้ามาครองก็ต่างกันด้วย

 

3 เรื่องหลักที่นักสะสมนาฬิกามักจะใช้พิจารณาเลือกนาฬิกาก็คือ กลไก สถานที่ผลิต และฟังก์ชัน ซึ่งทั้ง 3 ปัจจัยล้วนมีผลต่อราคาในอนาคตด้วยน้ำหนักที่ต่างกันไป

 

เริ่มที่ปัจจัยแรกและสำคัญที่สุดคือ กลไก

 

กลไกภายในนาฬิกาข้อมือ

 

หากแบ่งประเภทของนาฬิกาด้วยกลไกในตัวเรือน เราจะแบ่งนาฬิกาได้ 3 ประเภทด้วยกัน คือ นาฬิกาควอตซ์ (Quartz), นาฬิกาไขลาน (Mechanical) และนาฬิกาอัตโนมัติ (Automatic)

 

ประเภทแรกคือ นาฬิกาควอตซ์ (Quartz) หรือนาฬิกาใส่ถ่านนั่นเอง ข้อดีของนาฬิกาควอตซ์ก็คือบอกเวลาได้เที่ยงตรงแม่นยำ เพราะมีพลังงานที่ส่งตรงมาถึงแผงวงจรที่เสถียรและสม่ำเสมอนั่นเอง แต่ข้อเสียก็คือ แผงวงจรไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเสื่อมได้ ทำให้จำเป็นต้องมีการดูแลรักษาเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่แผงวงจร อีกทั้งอายุการใช้งานยังไม่นานนัก

 

ประเภทที่สองคือ นาฬิกาไขลาน (Mechanical) นาฬิกาประเภทนี้จะใช้วิธีการหมุนเม็ดมะยม หรือ Crown ด้านข้างตัวเรือนเพื่อไขลาน (Winding) ให้กลไกนาฬิกาเดินบอกเวลาบนหน้าปัด จุดเด่นของนาฬิกาประเภทนี้มีกิมมิกอยู่ที่ว่า เจ้าของต้องใส่ใจไขลาน เวลาจึงจะเดินหน้าต่อไปได้

 

ในมุมของนักสะสม นาฬิกาไขลานเป็นที่นิยมมากกว่านาฬิกาควอตซ์ เพราะมีกิมมิกน่าสนใจกว่า และไม่มีปัญหาถ่านละลายในแผงวงจร และในจักรวาลของนาฬิกาไขลานด้วยกันเองก็มีทั้งเรือนที่น่าสนใจแบบทั่วๆ ไป และเรือนที่น่าสนใจกว่า โดยนาฬิกาไขลานสำหรับใส่ข้อมือขวาได้รับการประเมินมูลค่าสูงกว่าเรือนที่ใส่ข้อมือซ้าย ตามหลักยิ่ง Rare ยิ่งเป็นที่รัก 

 

ประเภทที่สามคือ นาฬิกาอัตโนมัติ (Automatic) คือนาฬิกาที่ทำงานด้วยกลไกการสะสมพลังงานจากการขยับแขนส่งต่อเข้าสู่จานเหวี่ยง นาฬิกาประเภทนี้ก็ต้องการความใส่ใจจากเจ้าของมากเช่นเดียวกันกับนาฬิกาไขลาน และเป็นที่นิยมในการสะสมมากกว่านาฬิกาควอตซ์ 

 

หากอ้างอิงกันตามสถิติ นาฬิกาไขลานและนาฬิกาอัตโนมัติจะเป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสมมากกว่า เพราะมีกิมมิกดังที่กล่าวข้างต้น อีกทั้งการบำรุงรักษายังไม่ยุ่งยาก เจ้าของสามารถวางลืมหรือไม่หยิบมาสวมใส่ใช้งานนานนับปีได้

 

แต่แฟนคลับนาฬิกาควอตซ์ก็ไม่ต้องน้อยใจว่าตัวเรือนที่ครอบครองอยู่จะไม่มีมูลค่าในสายตานักสะสมเลย เพราะควอตซ์เองก็มีจุดดึงดูดใจเช่นกัน โดยเฉพาะกับเจ้าของที่เป็นผู้หญิงผู้รักสวยรักงาม นาฬิกาควอตซ์มีกิมมิกที่สามารถ Customise ตัวเรือนให้เป็นสไตล์ของตัวเอง เพราะควอตซ์ไม่ต้องการให้เจ้าของหมุนเม็ดมะยม ไม่เรียกร้องให้เขย่าทุกรอบก่อนสวมใส่ ตัวเรือนจึงมีลูกเล่นด้านดีไซน์ที่เปิดกว้างมากกว่า เช่น ประดับด้วยเพชรได้ หน้าปัดเล็ก เรียว รี เหลี่ยมได้ทั้งหมด ขอเพียงแค่มีพื้นที่พอให้ใส่ถ่านเข้าไปเท่านั้น ซึ่งแบรนด์หรูอย่าง Cartier และ Bulgari ก็เปิดตัวนาฬิกาควอตซ์ให้แฟนคลับได้จับจองเป็นเจ้าของอยู่เป็นประจำ หรือแม้กระทั่ง Patek Philippe เองก็เคยเปิดตัวนาฬิกาควอตซ์รุ่น Twenty~4 ด้วยราคาหลักแสน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ราคานาฬิการุ่นเหล่านี้ก็ยิ่งขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

 

 

ปัจจัยที่สองและสำคัญรองลงมาก็คือ สถานที่ผลิต 

 

เมื่อเอ่ยถึงนาฬิกา สวิตเซอร์แลนด์มักเป็นประเทศแรกที่ผู้คนนึกถึงเสมอในฐานะประเทศผู้ประดิษฐ์ ผลิตนาฬิกา และส่งออกไปทั่วโลก โดยสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้ส่งออกแค่นาฬิกาเท่านั้น แต่ยังส่งออกประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และนวัตกรรมอีกด้วย

 

นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์มักจะรักษาคุณค่าและมูลค่าของตัวเรือนเอาไว้ได้เสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไรก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผู้ซื้อให้ความไว้วางใจในกระบวนการผลิต วัสดุที่เลือกใช้ การออกแบบกลไก ฟังก์ชัน รวมถึงรูปแบบรูปทรงที่มีความคลาสสิกสูง ดำรงไว้ซึ่งรากฐานแห่งความชำนาญการที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

 

อย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีเพียงแค่สวิตเซอร์แลนด์เท่านั้นที่ครองฉายาผู้ผลิตนาฬิกาชั้นเลิศ ในยุคเฟื่องฟูของญี่ปุ่น ช่างฝีมือแดนอาทิตย์อุทัยก็ได้ริเริ่มผลิตนาฬิกาควอตซ์ขึ้นมา และได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยชูเอกลักษณ์เด่นด้านความเที่ยงตรง แม่นยำ เป็นระบบ ขณะเดียวกันก็ฉาบด้วยดีไซน์ที่สวยงามและเรียบง่าย 

 

ในที่นี้คงไม่สามารถตัดสินได้ว่านาฬิกาที่ผลิตจากประเทศใดจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาได้มากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับผู้ซื้อหรือนักสะสมว่าจะให้คุณค่าในเรื่องใดมากกว่ากัน ระหว่างความเป็น Craftsmanship ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสวิตเซอร์แลนด์ (ที่ถึงขั้นได้รับการขนานนามว่า Timepiece หรือเรือนเวลาได้โดยผู้เรียกไม่รู้สึกอายปาก) หรือบางท่านอาจให้ความสำคัญกับความเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วของเครื่องจักรและสายพานผลิต ความเหมือนกันทุกตัวเรือน และความเที่ยงตรงของประเทศญี่ปุ่น ก็แล้วแต่ความชื่นชอบ 

 

 

ปัจจัยที่สามคือ ฟังก์ชัน หรือความสามารถพิเศษของนาฬิกาเรือนนั้นๆ

 

นาฬิกาปกติทั่วไปจะมีเข็ม 2 เข็ม เพื่อบอกชั่วโมงและบอกนาที แต่ก็มีหลายรุ่นที่ถูกออกแบบและผลิตออกมาให้มี 2 เข็มครึ่ง หรือ 3 เข็ม มีตัวเลขบอกวัน บอกวันที่ และบางรุ่นบางเรือนก็มีฟังก์ชันปฏิทินร้อยปี หรือ Perpetual Calendar ที่ทำให้เดินไปพร้อมกับกาลเวลาได้อย่างแม่นยำ โดยที่เจ้าของไม่ต้องคอยเซ็ตระบบด้วยตัวเองทุกๆ 4 ปีที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน หรือในบางรุ่นมีความสามารถประเภทเอาชนะธรรมชาติ อย่างเช่น นาฬิการุ่นที่หมุนเดินได้อย่างเที่ยงตรงไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แรงโน้มถ่วงหนาแน่นหรือเบาบางเพียงใดก็ตาม

 

 

นอกจาก 3 ปัจจัยหลักสำคัญดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว โลกของนักสะสมนาฬิกายังมีมุมมองที่ลุ่มลึกอีกมากมายที่จะนำมาใช้พิจารณาหรือประเมินมูลค่านาฬิกาแต่ละเรือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การให้คุณค่าในเรื่องราวเบื้องหลัง ความชื่นชอบส่วนบุคคล และเป้าประสงค์ของการเป็นเจ้าของ ทุกสิ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่จะมาช่วยเสริมมุมมองให้แก่นักสะสมทั้งสิ้น แต่หากเราสามารถตั้งต้นมองผ่านเลนส์ที่สำคัญข้างต้นแล้ว หนทางการก้าวขึ้นมาเป็นนักสะสมก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินจะทำความเข้าใจและใช้เวลาเรียนรู้ 

 

UOB Privilege Banking ให้คุณค่ากับทุก Passion & Lifestyle และพร้อมที่จะช่วยส่งเสริมทุกความหลงใหลให้กลายเป็นความมั่งคั่ง ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ เข้ากันกับไลฟ์สไตล์ผู้มีความมั่งคั่งทุกท่าน 

 

www.uob.co.th/privilegebanking

 

The post รู้ลึกรู้รอบ ‘เรือนเวลา’ ก่อนเข้าสู่วงการนักสะสมเครื่องบอกเวลาที่ยิ่งเก่ายิ่งมากคุณค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ตลงทุนอย่างไร? ในธีมที่ดอกเบี้ยอาจสูงยาวนานกว่าที่คาด (Higher for Longer) https://thestandard.co/investment-portfolio-higher-for-longer-interest/ Tue, 17 Oct 2023 05:00:58 +0000 https://thestandard.co/?p=853897 พอร์ตลงทุน

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ( […]

The post จัดพอร์ตลงทุนอย่างไร? ในธีมที่ดอกเบี้ยอาจสูงยาวนานกว่าที่คาด (Higher for Longer) appeared first on THE STANDARD.

]]>
พอร์ตลงทุน

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดย FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.25-5.5% อย่างไรก็ดี ยังส่งสัญญาณถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือการปรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยในปี 2024 และ 2025 ของ FOMC ที่ภาวะดอกเบี้ยสูงอาจอยู่กับเรายาวนานขึ้น (Higher for Longer) 

 

การปรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นของ FOMC เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีสัญญาณฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดแรงงานก็แข็งแกร่ง สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความทนทานต่อสภาวะดอกเบี้ยสูงได้ (Resilient) 

 

คณะกรรมการ FOMC ปรับคาดการณ์ GDP ในปี 2023 และ 2024 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.1% (+1.1%) และ 1.5% (+0.4%) ตามลำดับ ขณะเดียวกัน ได้ปรับ Dot Plot ดอกเบี้ยนโยบายในปี 2024 และ 2025 ขึ้นอยู่ที่ 5.1% (เดิม 4.6%) และ 3.9% (เดิม 3.4%) ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงไว้นานกว่าที่เคยมองกันไว้ก่อนหน้านี้ 

 

ความกังวลต่อภาวะดอกเบี้ยที่คาดว่าจะ Higher for Longer กดดันให้ตลาดการเงินตอบรับในแง่ลบ โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.139% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.612% เมื่อวันพุธที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา ทำสถิติแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 ปี 

 

นอกจากบอนด์ยีลด์ที่พุ่งสูงขึ้น ยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้น ตามการจำกัดอุปทานของกลุ่มประเทศผู้ผลิต โดย ณ วันที่ 29 กันยายน ราคาซื้อขายน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้า ได้ขยับขึ้นไปแตะ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากที่เคยอยู่ในระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน จนหลายฝ่ายเกรงว่าอาจทำให้ภาวะเงินเฟ้อของสหรัฐฯ กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะยิ่งสนับสนุนให้ Fed ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานกว่าที่คาด

 

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 มีการปรับฐานลงหลังจากทราบถ้อยแถลงของ FOMC ที่บ่งชี้ถึงภาวะ Higher for Longer ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ก็ปรับตัวลงจากความกังวลแนวโน้มบรรดาธนาคารกลางหลักอาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงไว้นาน เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ 

 

แม้ล่าสุด Fed มีมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวแบบ Soft Landing ได้ แต่ความเสี่ยงจากปัจจัยภายในของสหรัฐฯ เช่น การผิดนัดชำระหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารพาณิชย์ และโครงการหยุดพักชำระหนี้เพื่อการศึกษาได้สิ้นสุดลง จากปัจจัยเหล่านี้มีความเป็นไปได้ที่เราอาจได้เห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลงในไตรมาส 4 ปี 2023 ขณะที่ยุโรปมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยได้ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนในฝั่งจีนในระยะสั้นเชื่อว่าวิกฤตภาคอสังหาจะยังเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการฟื้นตัว 

 

ท่ามกลางความเสี่ยงของดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น รวมถึงโอกาสที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกอาจชะลอลงอย่างพร้อมเพรียงกัน (Synchronized Slowdown) UOB Privilege Banking ยังคงแนะนำการลงทุนโดยล็อกอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงของตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade) และกองทุนตราสารหนี้ เนื่องจากวัฏจักรนโยบายการเงินที่เข้มงวดใกล้สิ้นสุดลงแล้ว อีกทั้งภาวะที่เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง ตราสารหนี้จะเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยปกป้องความผันผวนให้แก่พอร์ตการลงทุนได้ โดยจากข้อมูลในอดีตพบว่า ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ตราสารหนี้มักจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้น  

 

 

และควรกระจายพอร์ตการลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวในสินทรัพย์หรืออุตสาหกรรมเดียวมากเกินไป ผ่านการลงทุนในกลยุทธ์ Multi Asset ที่มีการกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ เพื่อแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในทุกสภาวะ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ สามารถพิจารณาลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพดี หุ้นปันผล และหุ้นกลุ่มสุขภาพทั่วโลก (Global Healthcare) เพื่อรับโอกาสเติบโตในระยะยาว

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือ คลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์

 

The post จัดพอร์ตลงทุนอย่างไร? ในธีมที่ดอกเบี้ยอาจสูงยาวนานกว่าที่คาด (Higher for Longer) appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะสมไวน์ 101: จากนักดื่มผู้คลั่งไคล้ในรสชาติ จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘นักสะสม’ ได้อย่างไร https://thestandard.co/how-to-become-a-wine-collector/ Mon, 02 Oct 2023 09:50:38 +0000 https://thestandard.co/?p=848041 สะสมไวน์

‘ไวน์’ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของมน […]

The post สะสมไวน์ 101: จากนักดื่มผู้คลั่งไคล้ในรสชาติ จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘นักสะสม’ ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะสมไวน์

‘ไวน์’ ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การดื่มไวน์สามารถสะท้อนถึงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และตัวตนของผู้ดื่มได้ โดยไวน์มีอยู่ในการรับประทานอาหาร พิธีกรรม และงานเลี้ยง ทำให้มีความหมายมากกว่าเพียงแค่เครื่องดื่ม

 

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีทั้งผู้ที่ดื่มไวน์เพื่อสำรวจและสัมผัสประสบการณ์ทางรสชาติที่แตกต่างกัน แต่บางคนถึงขั้นเป็นนักสะสมความต้องการที่จะเก็บประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไวน์

 

ที่สำคัญ ‘ไวน์’ ยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะไวน์ที่มีคุณภาพและมีปริมาณที่จำกัด บางครั้งไวน์ที่ถูกผลิตในปีที่มีผลผลิตที่ดีหรือมีเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจจะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีผู้สนใจในการลงทุนด้านไวน์

 

แต่จะขยับจากนักดื่มผู้คลั่งไคล้ในรสชาติ ก้าวขึ้นมาเป็น ‘นักสะสม’ ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงอยากมาชวนอ่านการเป็นนักสะสมไวน์ 101 ในบทความนี้กัน

 

โดยคอลัมน์พิเศษนี้เกิดจากความร่วมมือของ THE STANDARD WEALTH กับ UOB Privilege Banking ที่อยากจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่านทุกท่าน ในการเดินทางสู่การบริหารการเงินที่มีประสิทธิภาพ และการหาความสุขที่ยั่งยืนผ่านแพสชันในไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย

 

 

 

ก่อนอื่นการที่จะขยับขึ้นมาเป็นนักสะสมได้นั้น ย้อนกลับไปดูก่อนว่ามีความเข้าใจและความรู้พื้นฐานมากน้อยแค่ไหนเกี่ยวกับเรื่องไวน์ เช่น รู้จักไวน์โลกเก่าและโลกใหม่หรือไม่ 

 

อย่างไวน์โลกเก่าคือไวน์จากประเทศที่ผลิตมานาน 400 ปี ซึ่งเริ่มจากกรีซ (ที่ได้มาจากลุ่มแม่น้ําไทกริส-ยูเฟรตีส) ขยายไปอิตาลี ฝรั่งเศส ซึ่งตัวฝรั่งเศสเองก็ได้ครองวิวัฒนาการของไวน์ในเวลาต่อมา 

 

ส่วนไวน์โลกใหม่ ได้แก่ อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู เป็นประเทศผู้ผลิตที่อยู่ในอาณานิคมของอังกฤษซึ่งได้ผลิตในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา 

 

การแบ่งไวน์เป็นโลกเก่าและโลกใหม่นั้นไม่ได้มีคุณภาพเป็นตัวกำหนด แต่เกิดจากประวัติศาสตร์หรือภูมิหลัง ซึ่งจะเป็นตัวที่ทำให้ไวน์มีคุณค่ามากขึ้นไปอีก

 

นั่นเพราะไวน์มีปัจจัยสำคัญที่ไม่ว่าเกิดขึ้นที่ไหนในโลกคือต้นองุ่น สิ่งที่ทำให้ไวน์ในยุโรปที่เป็นไวน์โลกเก่าทั้งหมด เติบโตและมีคุณภาพสูงคือดิน ซึ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้คุณภาพของไวน์ไม่เหมือนกัน เช่น ฝรั่งเศสทำไมถึงผลิตไวน์ได้มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะว่าภูมิศาสตร์ของทวีปยุโรปในอดีตจมอยู่ใต้น้ำ ภายใต้ทะเลที่มีซากหอยซากปูทับถมกันอยู่จนเปลี่ยนแปลงไปเป็นหินปูนเมื่อทวีปถูกยกขึ้นมา ซึ่งหินปูนนี่แหละที่ทำให้ไวน์มีคุณภาพสูง เพราะเมื่อน้ำซึมผ่านจะกลายเป็นน้ำแร่อันเป็นสารตั้งต้นที่ดีในองุ่น

 

ด้วยเหตุนี้ Chateau หรือผู้ผลิตไวน์ที่ทำทุกอย่างตั้งแต่การเพาะปลูกองุ่นไปจนถึงการผลิตไวน์ จะพยายามทำให้ต้นองุ่นหยั่งรากให้ลึกที่สุด ซึ่งบางแห่งต้องการไม่ให้น้อยกว่า 3 เมตร เพื่อนำน้ำแร่มาเป็นสารอาหาร ซึ่งจะทำให้องุ่นมีรสชาติที่ดี

 

อีกเหตุผลที่ไวน์โลกเก่ามีความแตกต่างคือ ไวน์โลกใหม่นั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมการผลิตทั้งสิ้น แต่สำหรับในไวน์โลกเก่าได้ออกกฎเลยว่า ห้ามปรุงแต่งด้วยเทคโนโลยี ให้ปล่อยตามธรรมชาติ

 

เช่น ห้ามใช้พลาสติกคลุมหน้าดินเพื่อป้องกันน้ำฝน หรือปลูกในโรงเรือนเพื่อควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้องุ่นมีรสชาติที่เปลี่ยนไปได้

 

 

 

เหล่านี้ล้วนมีผลต่อไวน์ทั้งสิ้น ซึ่งหากคุณเป็นคุณที่ชอบดื่มไวน์ การหาขวดที่ถูกใจอาจเป็นเรื่องที่เพียงพอ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่คุณอยากขยับขึ้นมาเป็นนักสะสม การมีข้อมูลที่เปรียบเหมือนอาวุธอยู่ในมือก็จะทำให้คุณได้เปรียบ

 

โดยการหาข้อมูลควรมาจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะนักวิจารณ์ไวน์ต้องเลือกจากผู้ที่ให้ความเห็นอย่างเป็นกลาง เพราะบางครั้งก็จะถูกสอดแทรกด้วยการตลาดเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใหม่หลงเชื่อ โดยควรฟังความเห็นจากนักวิจารณ์ 3-4 คนมาประกอบเสมอ

 

สิ่งนี้เปรียบเหมือนการลงทุน ซึ่งควรมีผู้ที่เชี่ยวชาญเข้ามาให้คำแนะนำเพื่อให้การลงทุนของเราเกิดดอกออกผล ซึ่งจะกลายเป็นความมั่งคั่งในอนาคต

 

เพราะการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักสะสมไวน์ได้นั้น ความชอบอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญอีกอย่างคือคำว่า Wealth ซึ่งจะทำให้เราสามารถเสาะหาไวน์ที่เราชื่นชอบ ที่บางครั้งอาจมีมูลค่าที่สูงมาดื่มได้อย่างสบายใจ

 

เรื่องนี้นำมาสู่คำถามที่น่าสนใจคือ ไวน์ที่มีราคาแพงจะดื่มไหมหรือสะสมเพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว? ซึ่งหลายคนดูแลไวน์เหมือนลูกเหมือนหลาน ทำให้บางครั้งก็ตัดใจขายไม่ลง 

 

โดยไวน์นั้นไม่เหมือนทรัพย์สินอย่างอื่น เพราะมีช่วงเวลาที่สุกงอม ซึ่งหมายถึงเวลาที่ควรดื่มที่สุด โดยอาจมีระยะเวลา 20-30 ปีนับจากวันผลิต หลังจากนั้นรสชาติก็อาจจะเปลี่ยนไป ส่งผลให้ราคาลดลงไปด้วย แต่จะไม่ได้ลดลงแบบรวดเร็ว

 

 

สำหรับการดูแลไวน์นั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะสร้างเป็นห้องเก็บไวน์ (Wine Cellar) เพราะถือเป็นการลงทุนที่สูงซึ่งตามมาด้วยค่าบำรุงรักษาที่มากตามไปด้วย วิธีที่ง่ายกว่านั้นคือการเก็บไวน์ไว้ในตู้แช่ไวน์ที่สามารถมองเห็นได้เลยหากตู้เย็นเสีย แต่สำหรับห้องเก็บไวน์นั้น หากแอร์เสียและไม่ซ่อมให้เร็วก็อาจทำให้ไวน์ทั้งหมดที่มีเสียหายได้

 

วิธีการเก็บรักษาที่ง่ายก็เช่น การนำพลาสติกแรปอาหารมาพัน 2 รอบก่อนเก็บไวน์ในตู้เย็น ส่วนหนึ่งจะเป็นการรักษาความชื้น อีกส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้ฉลากเสียหาย ซึ่งบางครั้งความไม่สมบูรณ์ตรงนี้อาจทำให้ราคาหายไป 25% เลยทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบไวน์ การจะขยับไปเป็นนักสะสมได้นั้นควรเข้าอบรมหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับไวน์ ซึ่งอย่างน้อยที่สุดควรรู้ว่าไวน์ผลิตอย่างไร มีกี่ประเภท เพราะการหาข้อมูลด้วยตัวเองอาจจะไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องเลือกผู้สอนที่มีความน่าเชื่อถือด้วย 

 

และนอกจากความรู้แล้วก็ต้องหาวิธีสะสมความมั่งคั่งให้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ทำให้สามารถเป็นนักสะสมไวน์ที่มีความสุขมากขึ้นไปอีก

 

 

UOB Privilege Banking ให้ความสำคัญกับการบริหารความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนของลูกค้าของเราเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงความมั่งคั่งในมิติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ งานอดิเรก หรือกิจกรรมค้นหาแรงบันดาลใจ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่เรา ‘ใส่ใจทุกเรื่องที่สำคัญสำหรับคุณ Advice for what matters to you.’ 

 

www.uob.co.th/privilegebanking

The post สะสมไวน์ 101: จากนักดื่มผู้คลั่งไคล้ในรสชาติ จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘นักสะสม’ ได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพิ่มความมั่งคั่งให้พอร์ตด้วย ‘CIO Fund’ กองทุนรวมที่ได้รับการดูแลเสมือนกองทุนส่วนบุคคล https://thestandard.co/cio-fund/ Wed, 27 Sep 2023 05:06:12 +0000 https://thestandard.co/?p=846368

ความผันผวนและแนวโน้มชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก สร้างผลกร […]

The post เพิ่มความมั่งคั่งให้พอร์ตด้วย ‘CIO Fund’ กองทุนรวมที่ได้รับการดูแลเสมือนกองทุนส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความผันผวนและแนวโน้มชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก สร้างผลกระทบต่อโลกของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยง อย่างเช่น ตลาดหุ้น รวมถึงตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนสินทรัพย์ทางเลือกที่อาจมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้น

 

บริบทเช่นนี้ทำให้การวางแผนการลงทุนและดำเนินการตามแผน เพื่อไปสู่เป้าหมายการเพิ่มพูนความมั่งคั่งนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น อีกทั้งยังต้องใช้ต้นทุนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านเวลา ต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง ตรงกับความต้องการ และอยู่ในเวลาที่ทันท่วงที

 

หากคุณเป็นผู้ลงทุนมืออาชีพ (นิยามในที่นี้ก็คือเป็นผู้ที่ออกแบบ วางแผน และลงทุน ตลอดจนติดตามปรับแผนการลงทุนด้วยตัวเอง) แม้ว่าสถานการณ์ที่ซับซ้อนขึ้นอาจจะกระทบคุณไม่มาก แต่ก็ย่อมส่งผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหากคุณคือผู้ลงทุนรายย่อยที่วางแผนลงทุนด้วยตัวเอง แต่ไม่มีเวลาในการติดตามสภาวการณ์ลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก็มีความเป็นไปได้สูงมากคุณจะ ‘พลาด’ เป้าหมายการลงทุนของตัวเอง

 

การลงทุนผ่าน ‘กองทุนรวม’ เป็นรูปแบบการลงทุนลำดับต้นๆ ที่ผู้ลงทุนนึกถึง โดยมีข้อดีที่เด่นที่สุดก็คือ มีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารจัดการและดูแลเงินลงทุนของผู้ลงทุน 

 

เมื่อเป็นรูปแบบการลงทุนที่เน้นให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล ผู้บริหารจัดการกองทุนหรือทีมที่ปรึกษาการลงทุนจึงมีความสำคัญ

 

UOB Privilege Banking ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลและบริหารจัดการความมั่งคั่ง มองเห็นความต้องการที่จะได้รับการดูแลด้านการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเอาชนะตลาดที่ผันผวนและมุ่งสู่เป้าหมายการลงทุนที่กำหนด จึงได้นำเสนอกองทุนจำนวน 2 กองทุน เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถผ่านพ้นสถานการณ์เชิงลบเช่นนี้ไปได้ 

 

โดยสองกองทุนที่ UOB Privilege Banking แนะนำนั้นเรียกว่า CIO Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่มีทีม CIO (Chief Investment Officer) ของ UOB Singapore เข้ามาเป็นที่ปรึกษาการลงทุน จุดเด่นของ CIO Fund นี้ก็คือ การมีทีม CIO ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ ซึ่งปกติจะดูแลการลงทุนให้เฉพาะลูกค้า Private Banking (หมายถึงต้องมีเงินลงทุนค่อนข้างสูง และมีเรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหาร Private Fund ต่างๆ) เท่านั้น แต่วันนี้จะก้าวเข้ามาดูแลกองทุนให้กับผู้ลงทุนทั่วไปด้วย

 

นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ สำหรับผู้ลงทุนที่จะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลการลงทุนให้ หรือเรียกได้ว่าได้สัมผัสประสบการณ์มี Private Fund ของตัวเอง 

 

รู้จัก UOB Singapore CIO

 

Chief Investment Office (CIO) ของธนาคารยูโอบี สิงคโปร์ (UOB Singapore) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน 10 คน ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการจัดการการลงทุนมากกว่า 15 ปี ด้านการวิจัยและการจัดการพอร์ตโฟลิโอจากสถาบันของธนาคารเอกชนที่มีชื่อเสียง คอยให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การนำเสนอมุมมองและคำแนะนำการลงทุนผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งได้ทำงานร่วมกับลูกค้าผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) และลูกค้าสถาบัน (Institutional) มาเกือบทศวรรษ (ตั้งแต่ปี 2014) ทำให้มีความเข้าใจและมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นให้กับลูกค้าในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างกัน โดยมีผู้นำทีมคือ Dr.Neo Teng Hwee ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการจัดการการลงทุนมากกว่า 25 ปี รวมถึงประสบการณ์ในการบริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ของประเทศสิงคโปร์

 

 

ปัจจุบัน UOB Group ได้นำเสนอกองทุน CIO Fund เป็นกองทุน Flagship พร้อมขยายขอบเขตการให้บริการพิเศษนี้กับลูกค้าทั่วไปในวงกว้างเป็นครั้งแรก

 

รู้จัก CIO Fund ทั้งสองกองทุน

 

CIO Fund ที่ UOB Privilege Banking แนะนำนั้นมี 2 กองทุน ดังนี้ 

 

  1. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม ฟันด์ TH – หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ หรือ UIFT เป็นกองทุนผสม มีความเสี่ยงระดับ 5 โดย UIFT จะลงทุนในกองทุน United Income Fund – Class T USD Acc เป็นกองทุนหลัก ซึ่งจัดตั้งและบริหารจัดการโดย UOB Asset Management Ltd และกองทุนหลักกระจายการลงทุนไปทั่วโลก อาจลงทุนทางอ้อมในบริษัทข้างต้นผ่านกองทุนรวม, กองทุนรวมอีทีเอฟ (ETFs) หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และลงทุนโดยตรงในบริษัทผ่านตราสารทุน หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเหล่านี้โดยตรง 

 

สัดส่วนหลักคือ หุ้นและตราสารหนี้ 50:50 และปรับเปลี่ยนได้ในกรอบ +-20 เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด เป้าหมายการลงทุนของ UIFT คือสร้าง Income อย่างสม่ำเสมอและการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย 


สามารถคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00788/UIFT-N

 

  1. กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกรท ฟันด์ TH – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป หรือ UGFT ลงทุนในกองทุนหลัก United Growth Fund – Class T USD Acc มีนโยบายการลงทุนหลักในกองทุนรวม, หุ้น, ETF และ REITs ทั่วโลก โดยจะลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเพิ่ม-ลดน้ำหนักการลงทุนได้ +- 20% ให้เหมาะกับภาวะตลาด มีความเสี่ยงระดับ 6 โดยมีเป้าหมายการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว

 

สามารถคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00733/UGFT

 

UGFT จะเหมาะกับผู้ลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ และต้องเป็นผู้ลงทุนที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นที่กองทุนรวมไปลงทุน ซึ่งอาจจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นหรือลดลงจนต่ำกว่ามูลค่าที่ลงทุน และทำให้ขาดทุนได้ โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดี

 

นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนผ่าน CIO Fund ได้ตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยง โดยลงทุนในลักษณะ Core Port คือเป็นสินทรัพย์หลักของพอร์ตการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ทั้งนี้ CIO Fund ทั้งสองกองทุนนี้ไม่กำหนดการลงทุนขั้นต่ำ สะท้อนถึงการเปิดโอกาสให้กับผู้ลงทุนรายบุคคลทั่วไปให้สามารถเข้าถึงบริการบริหารการลงทุนและความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงที่แท้จริง  

 

หากนักลงทุนสนใจหรืออยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ CIO Fund ดังกล่าว สามารถติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 

 

The post เพิ่มความมั่งคั่งให้พอร์ตด้วย ‘CIO Fund’ กองทุนรวมที่ได้รับการดูแลเสมือนกองทุนส่วนบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
วางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร? เมื่อเศรษฐกิจจีนเสี่ยงทรุดฉุดโลก https://thestandard.co/invest-when-china-economy-down/ Tue, 12 Sep 2023 03:37:16 +0000 https://thestandard.co/?p=840402 Chinese flag and stock board

หนึ่งในสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามากที่สุดขณะนี้คือก […]

The post วางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร? เมื่อเศรษฐกิจจีนเสี่ยงทรุดฉุดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Chinese flag and stock board

หนึ่งในสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามากที่สุดขณะนี้คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ออกมาแผ่วกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ไว้ โดยตัวเลข GDP ของจีนในไตรมาส 2/23 เติบโตขึ้นเพียง 0.8% จากไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ขยายตัวที่ 6.3% ต่ำกว่าระดับที่ตลาดคาดไว้ที่ 7.3% สะท้อนภาพของการทรุดตัวทางเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังจากที่ GDP ในไตรมาสแรกขยายตัวได้เพียง 4.5% 

 

ล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนยังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคมออกมาอย่างน่าผิดหวัง โดยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้เพียง 3.7% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 4.4% ขณะที่ตัวเลขยอดค้าปลีกก็ปรับสูงขึ้นเพียง 2.5% น้อยกว่าคาดการณ์ที่ 4.5%

 

ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนที่ 3.4% แต่ก็ยังต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 3.8% ขณะที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในเดือนกรกฎาคมปรับลดลงถึง 8.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนอัตราการว่างงานปรับเพิ่มขึ้นจาก 5.2% ในเดือนมิถุนายนเป็น 5.3%

 

นอกจากนี้ ทางการจีนยังยกเลิกการเผยแพร่ตัวเลขการว่างงานของคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 16-24 ปี ที่ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นทุบสถิติต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนมิถุนายน อัตราว่างงานของหนุ่มสาวชาวจีนอยู่ที่ระดับ 21.3% 

 

ย้อนกลับไปในช่วงที่จีนเริ่มเปิดประเทศหลังมีการล็อกดาวน์อย่างยาวนานในช่วงโควิด จีนเคยถูกคาดหวังว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่ตัวเลขที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์หลายเดือนติดต่อกัน ประกอบกับการต้องเจอกับวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคอสังหาและภาคธนาคารเงา อีกทั้งยังมีปัญหาเงินฝืดที่สวนทางกับเศรษฐกิจโลก ทำให้ตลาดเริ่มไม่มั่นใจว่า GDP จีนในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมายหรือไม่

 

มุมมองของ UOB Privilege Banking ต่อเศรษฐกิจจีนในระยะสั้นยังต้องระมัดระวัง แต่ระยะกลางยังคงเป็นบวก และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่การฟื้นตัวของจีนจะไม่สม่ำเสมอ กิจกรรมการผลิตและการส่งออกเริ่มชะลอตัวจากอุปสงค์ภายนอกอ่อนแอลง ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังเติบโตจากการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวและบริการเป็นหลัก

 

มาตรการด้านโควิดและการเปิด-ปิดการล็อกดาวน์ในช่วงเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและครัวเรือน การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้เวลา ปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้เป็นตัวช่วยมากนัก การเงินของรัฐบาลในส่วนภูมิภาคอ่อนแอลงจากยอดขายที่ดินต่ำลง ขณะที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประสบปัญหากระแสเงินสด

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงโมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนที่ลดลงจากปัจจัยกดดันต่างๆ และนโยบายที่สนับสนุนยังไม่ชัดเจนและมากเพียงพอ เราได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP จีนในปี 2023 ลงสู่ระดับ 5.0% จากเดิมคาด 5.6% และปี 2024 คาด 4.5% จากเดิมคาดที่ 4.8%

 

ความกังวลต่อสถานการณ์ของเศรษฐกิจจีนที่สูงขึ้นทำให้ในช่วง 7 เดือนแรกของปี นักลงทุนทั่วโลกได้ถอนเงินทุนออกจากตลาดหุ้นจีนไปแล้วมากกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จนทำให้ดัชนี CSI 300 ของจีนปรับตัวลดลงประมาณ 4% นอกจากนี้ยังมีการเทขายพันธบัตรจีนไปแล้วถึง 3.02 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 และมีสถานะเป็นโรงงานของโลก ทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนย่อมส่งผลกระทบต่อการเติบโตของโลกในภาพรวม โดย IMF ประเมินว่า ทุกๆ 1% ของ GDP จีนที่ลดลงจะส่งผลให้ GDP โลกหดตัวลง 0.3% ซึ่งภูมิภาคที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเอเชียและแอฟริกาที่จีนมีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าสูง

 

แม้จะเห็นความอ่อนแอในหลายภาคส่วน แต่เงินฝากสกุลหยวนของจีนกลับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 275 ล้านล้านหยวน ดังรูปด้านล่าง เงินออมภาคครัวเรือนของจีนเพิ่มขึ้นตั้งแต่โควิดเริ่มระบาด

 

 

การที่เงินฝากสกุลเงินหยวนเพิ่มขึ้นจะส่งผลดีในระยะยาว เนื่องจากธุรกิจและครัวเรือนสามารถลงทุนหรือใช้จ่ายกลับเข้าไปในเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ การใช้จ่ายจะเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกมั่นใจในเศรษฐกิจ และจะนำไปสู่การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศอีกครั้ง

 

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือทางการจีนยังมีมาตรการหรือกระสุนในรังเพลิงที่เหลือไว้ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกพอสมควร ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ธนาคารกลางจีน (PBOC) เพิ่งจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลางลง 0.15% พร้อมอัดฉีดเงินเข้าระบบอีก 2 แสนล้านหยวน 

 

นอกจากนี้ จีนยังมีการปรับลดภาษีซื้อขายหุ้นจาก 0.1% ลงเหลือ 0.05% เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยรัฐบาลกลางเตรียมอนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นจำหน่ายพันธบัตรพิเศษ 1.5 ล้านล้านหยวน เพื่อระดมทุนในการบรรเทาหนี้สิน และผ่อนคลายนโยบายจำนองบ้าน โดยเสนอให้รัฐบาลท้องถิ่นยกเลิกกฎระเบียบที่ตัดคุณสมบัติการเป็นผู้ซื้อบ้านครั้งแรก สำหรับประชาชนที่เคยมีประวัติการจำนองบ้านแต่ชำระหนี้จนครบแล้ว

 

จะเห็นว่าจีนยังพอมีแรงขับเคลื่อนการเติบโตอยู่บ้าง แต่อาจไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่กำลังประสบกับแรงกดดันจากหลายทาง ภายใต้ภาวะดังกล่าว UOB Privilege Banking มีมุมมองว่าการลงทุนในจีนควรระมัดระวังในระยะสั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอาจสร้างความผิดหวังได้ และตลาดหุ้นอาจยังคง Underperform ประเทศอื่นทั่วโลกต่อไป แต่ราคาหุ้นจีนซื้อขายที่ระดับต่ำอยู่แล้ว ดังนั้นความเสี่ยงขาลงจึงมีจำกัด 

 

อย่างไรก็ดี สำหรับมุมมองในระยะ 24 เดือนขึ้นไป UOB Privilege Banking ยังมีมุมมองเชิงบวกจาก Valuation ที่น่าสนใจ แรงหนุนจากนโยบายการคลังและการเงิน และการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นทางธุรกิจและ IMF คาดการณ์ว่าจีนจะเป็นเศรษฐกิจหลักที่ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะ 5 ปีข้างหน้า สูงกว่าสัดส่วนจากทางสหรัฐฯ ราว 2 เท่า

 

ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนในหุ้นจีนอยู่แล้ว ควรทบทวนระยะเวลาการลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากลงทุนระยะยาวและยอมรับความเสี่ยงได้ การถือลงทุนในระยะกลางสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในอนาคตได้ จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจและมีนโยบายที่สนับสนุน 

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวเนื่องจากแนวโน้มระยะสั้นยังไม่แน่นอน ควรกระจายการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว



ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

 

อ้างอิง:

The post วางกลยุทธ์การลงทุนอย่างไร? เมื่อเศรษฐกิจจีนเสี่ยงทรุดฉุดโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประตูสู่โอกาสคว้าผลตอบแทนทั่วโลก ด้วย ‘Offshore Fund’ https://thestandard.co/offshore-fund-world-wide-opportunity/ Mon, 28 Aug 2023 10:03:12 +0000 https://thestandard.co/?p=834537

นาทีนี้ การถกถามเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน เป็นที่สนใจใน […]

The post เปิดประตูสู่โอกาสคว้าผลตอบแทนทั่วโลก ด้วย ‘Offshore Fund’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นาทีนี้ การถกถามเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน เป็นที่สนใจในทุกแวดวง ทั้งแวดวงธุรกิจ ผู้บริโภค ผู้กำหนดนโยบาย นักวิเคราะห์ และผู้ลงทุนทั่วโลก เหตุก็เพราะว่าข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏออกมานั้นมีความหลากหลาย กระจัดกระจาย และไม่ได้มุ่งไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ฉะนั้น การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และเลือกรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนบริหารความมั่งคั่งของเราได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก 

 

อ้างอิงจากข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ล้วนแต่กำลังเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ในฐานะประเทศที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่ล่าสุดเพิ่งถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch Ratings ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-Term Issuer Default Rating: IDR) ของสหรัฐอเมริกาเป็น ‘AA+’ จาก ‘AAA’ โดยมุมมองที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) จากเดิมที่มีเครดิตพินิจเป็นลบ (Rating Watch Negative) และคงระดับเพดานอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Country Ceiling) ไว้ที่ ‘AAA’

 

นอกจากนี้ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศเพิ่มการคาดการณ์การกู้ยืมในไตรมาส 3 จาก 7 แสนล้านสู่ 1 ล้านล้านดอลลาร์อีกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของนโยบายการคลัง

 

ขณะที่ประเทศจีน ในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ก็ถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนหลายประการ โดยโจทย์ใหญ่ที่จีนถูกทั่วโลกจับตาก็คืออัตราการเติบโตของ GDP ซึ่งล่าสุดในไตรมาส 2/66 จีนประกาศ GDP ขยายตัวเพียง 6.3% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 7.3% ทำให้ตลาดคาดหวังว่ารัฐบาลจีนจะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายในปีนี้

 

อีกประการหนึ่งคือ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตามการประมาณการของ Bloomberg ระบุว่า หนี้ทุกภาคส่วน (Total Debt) ทั้งภาครัฐ เอกชน และครัวเรือนของจีน เพิ่มขึ้นเฉียด 282% ของ GDP ในไตรมาส 2 ซึ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า จีนกำลังเข้าสู่ภาวะ Balance Sheet Recession หรือไม่ 

 

ขณะที่ประเทศไทยเอง ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยในขณะนี้สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ตามศักยภาพการเติบโตที่ระดับ 3-4% แล้ว ขณะที่เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำและในระยะยาวมีแนวโน้มจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งเป็นบริบทที่แตกต่างจากในปีที่ผ่านมาที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มฟื้นตัวและมีบางช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวแรงขึ้นไปเกือบ 8% ทำให้โจทย์การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. แตกต่างไปจากเดิม และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

 

ปัจจุบัน นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากทั่วโลกได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น และยังสามารถเข้าถึงแหล่งและโอกาสการลงทุนที่กว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น ผ่านการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศซึ่งเป็นโอกาสในการบริหารจัดการความมั่งคั่งด้วยเช่นกัน 

 

UOB Privilege Banking แนะนำให้ผู้ลงทุนใช้กลยุทธ์วางไข่ในตะกร้าหลายใบ เพื่อกระจายความเสี่ยงและประเภทสินทรัพย์ลงทุน เพื่อไม่พลาดโอกาสสำคัญในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง นอกเหนือจากนั้น การยกระดับมุมมองการลงทุนสู่ระดับโลก หรือเป็น Global Investor ก็เป็นอีกคุณสมบัติที่ทำให้การลงทุนเป็นไปตามเป้าหมาย 

 

โดยควรจัดสรรการลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สำหรับการลงทุนต่างประเทศนั้น Offshore Fund เป็นประตูแห่งโอกาสบานใหญ่ด้านการลงทุน ที่จะช่วยเปิดโอกาสโลกของการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น

 

ทั้งนี้ Offshore Fund ก็คือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในต่างประเทศ และผู้ลงทุนไปลงทุนโดยตรง หรือลงทุนใน Master Fund ซึ่งมีความโดดเด่นที่หลากหลาย 

 

  • ประการแรกคือเรื่องค่าธรรมเนียม: Offshore Fund จะเสียค่าธรรมเนียมให้กับกองทุนหลักเพียงทางเดียว และไม่มีต้นทุนในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 
  • ประการที่สองคือการจ่ายเงินปันผล: Offshore Fund มีข้อได้เปรียบในการรับเงินปันผล หรือผลกำไรที่ได้มาจากการลงทุน โดยอาจไม่ต้องเสียภาษี หากนำรายได้ที่เกิดขึ้นกลับเข้ามาในประเทศไทยข้ามปีภาษี (โปรดศึกษารายละเอียดเรื่องภาษีเพิ่มเติม) 
  • ประการที่สามคือความหลากหลายในการลงทุน: Offshore Fund บางกองอาจจะเป็นกองที่ในประเทศไทยไม่มีเสนอขาย การลงทุนผ่าน Offshore Fund จึงมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายขึ้น เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม Offshore Fund ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน โดยอาจมาจากปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อาจมีผลต่อการลงทุน การเปลี่ยนแปลงสภาพเศรษฐกิจในประเทศที่เลือกลงทุน และอื่นๆ ดังนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนใน Offshore Fund และทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในแบบนี้ด้วย

 

โดย UOB Privilege Banking แนะนำ Offshore Fund 4 กองทุน ดังนี

 

  1. PIMCO GIS Income E USD Acc กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลก เพื่อสร้าง Income ที่สม่ำเสมอ 

 

  1. Allianz Income and Growth AT USD กองทุนผสมลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เพื่อสร้าง Income และการเติบโตของเงินทุนในระยะยาว

 

  1. Fidelity Global Dividend A-Acc-USD กองทุนหุ้นทั่วโลก โดยลงทุนในหุ้นที่มีปันผลและมีโอกาสเติบโตของเงินปันผล เพื่อสร้างผลตอบแทนรวมจากเงินปันผลและให้ความสำคัญกับการรักษาเงินลงทุน 

 

  1. Fidelity Asia Pacific Div A-Dis-USD กองทุนเน้นลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) โดยคัดเลือกหุ้นที่มีปันผลที่น่าสนใจและมีโอกาสเติบโต เพื่อสร้าง Income และการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว 

 

นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking 

 

 

อ้างอิง: 

The post เปิดประตูสู่โอกาสคว้าผลตอบแทนทั่วโลก ด้วย ‘Offshore Fund’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จัดพอร์ตอย่างมีเป้าหมายท่ามกลางความผันผวนในโลกการลงทุนด้วย SimpleInvest https://thestandard.co/target-your-portfolio-with-simpleinvest/ Sat, 26 Aug 2023 03:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=831619 SimpleInvest

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบา […]

The post จัดพอร์ตอย่างมีเป้าหมายท่ามกลางความผันผวนในโลกการลงทุนด้วย SimpleInvest appeared first on THE STANDARD.

]]>
SimpleInvest

เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 5.25-5.50% ตามที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี และเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 11 นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มวัฏจักรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อในเดือนมีนาคม ปี 2022 

 

โดยภายหลังการประชุม เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังมีการส่งสัญญาณถึงโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของการประชุมครั้งหน้า โดยระบุว่า Fed จะพิจารณาข้อมูลทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการตัดสินใจ

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ได้เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคม ว่าอยู่ที่ระดับ 3.2% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ซึ่งสะท้อนว่า ผลกระทบของเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนตัวลงในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ก็อยู่ในระดับที่ 4.7% ต่ำกว่าประมาณการที่ 4.8% เช่นกัน

 

แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้ Fed ชะลอการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมเดือนกันยายน แต่ CME FedWatch Tool ก็ยังให้โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยต่อของ Fed ในปีนี้ไว้ที่ราว 30% และยังเชื่อว่าการปรับลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้

 

UOB มีมุมมองว่า แม้ Fed จะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่โมเมนตัมในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนแรงลง และเริ่มเผชิญกับความท้าทายที่มากขึ้น เพราะการคงอัตราดอกเบี้ยที่สูงต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่นานขึ้น (Higher for Longer) จะส่งผลให้ภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวต่ำลง

 

ขณะเดียวกันเมื่อมองไปข้างหน้าก็ยังมีปัจจัยทางเศรษฐกิจใหญ่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย 

 

  1. อัตราเงินเฟ้อของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งแม้ว่าจะปรับตัวลดลงแล้ว แต่ยังอยู่ในระดับสูง และมีราคาสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะภาคบริการ ที่ปรับตัวลงค่อนข้างช้า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังต้องติดตามว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ตามคาดหรือไม่
  2. ความสอดคล้องระหว่างการดำเนินนโยบายทางการเงินของ Fed ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการบริหารความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
  3. จับตาดูผลจาก Credit Conditions ที่เข้มงวดมากขึ้น ว่าจะส่งผ่านไปยัง Real Sector มากน้อยแค่ไหน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนลงได้อีก (Earnings Recession)
  4. ทิศทางของราคาพลังงาน โดยล่าสุด ณ วันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนต์ทะเลเหนือได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 84.40 และ 87.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามลำดับ หลังสต๊อกน้ำมันเบนซินของสหรัฐฯ ปรับลดลง 2.7 ล้านบาร์เรล แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2015 ผนวกกับแรงหนุนจากการที่ซาอุดีอาระเบียขยายเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายน ขณะที่รัสเซียจะปรับลดการส่งออกน้ำมันในเดือนดังกล่าวเช่นกัน

 

แนะบริหารความเสี่ยงด้วย SimpleInvest  

 

ด้วยเงินเฟ้อที่ปรับลดลงช้าและตลาดแรงงานยังตึงตัว ทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะยังอยู่ในระดับสูงไปตลอดทั้งปีนี้ (มากกว่า 5%) ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้นในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ 

 

ภายใต้ภาวะดังกล่าว UOB Privilege Banking แนะนำให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงด้วยกองทุน SimpleInvest ซึ่งมีการจัดพอร์ตอย่างมีเป้าหมาย เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกกองทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนและระดับความเสี่ยงของลูกค้า โดยมี 4 เป้าหมาย ดังนี้

 

 

สำหรับเป้าหมายสภาพคล่อง แนะนำกองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ (TCMF) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสภาพคล่องให้ใกล้เคียงกับเงินสด พร้อมรับผลตอบแทนเทียบกับเงินฝากระยะสั้น เน้นการลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ระยะสั้น ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ/หรือ ภาคเอกชน 

 

หรือหากมองหาการลงทุนที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก แนะนำกองทุนเปิด ยูไนเต็ด ควอลิตี้ อินคัมฟันด์ (UQI) เป็นกองทุน Feeder Fund โดยลงทุนในหน่วยลงทุนต่างประเทศที่ชื่อว่า United SGD Fund – Class T USD Acc เพียงกองทุนเดียว ซึ่งมีการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ภูมิภาคเอเชีย เป็นหลัก และเป็นตราสารระดับ Investment Grade Credit ทั้งหมด

 

 

ขยับขึ้นมาอีกระดับสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำกองทุนผสมที่ชื่อว่า กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม ฟันด์ (UIFT)  เป็นกองทุน Feeder Fund ลงทุนในกองทุนหลัก United Income Fund – Class T USD Acc 

 

 

และสุดท้ายสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและลงทุนระยะยาวขึ้นได้ มุ่งหวังการเติบโตของเงินทุนระยะยาว แนะนำกองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกรท ฟันด์ (UGFT) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ United Growth Fund – Class T USD Acc (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยมุ่งหวังผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ โดยมีนโยบายการลงทุนหลักในกองทุนรวม, หุ้น, ETF และ REITs ทั่วโลก โดยจะลงทุนในหุ้น 80% และตราสารหนี้ 20% รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเพิ่ม-ลดน้ำหนักการลงทุนได้ 20%+- ให้เหมาะกับภาวะตลาด

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking  

 

อ้างอิง:

 

The post จัดพอร์ตอย่างมีเป้าหมายท่ามกลางความผันผวนในโลกการลงทุนด้วย SimpleInvest appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาคว้าผลตอบแทนจากค่าเงินผันผวนด้วย ‘FX Protect Bull Bear Note’ https://thestandard.co/fx-protect-bull-bear-note/ Fri, 11 Aug 2023 03:30:00 +0000 https://thestandard.co/?p=825341

ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาราคาสินทรัพย์หนึ่งที่มีความผันผวนอย่ […]

The post ถึงเวลาคว้าผลตอบแทนจากค่าเงินผันผวนด้วย ‘FX Protect Bull Bear Note’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาราคาสินทรัพย์หนึ่งที่มีความผันผวนอย่างมากก็คือ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ โดยเฉพาะค่าเงินสกุลหลักของโลก ทั้งดอลลาร์ ยูโร หยวน และเยน เนื่องจากได้รับแรงกดดันทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ประกอบด้วย

 

1. การกำหนดนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงฝั่งเอเชียอย่างธนาคารกลางจีน (PBOC) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

 

จากต้นปีจะเห็นได้ว่ามุมมองส่วนใหญ่เทเสียงไปทางมุมมองที่ว่า Fed และ ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ระดับสูงและปรับตัวลงช้ากว่าคาด อย่างไรก็ตาม เมื่อล่วงเข้าสู่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ก็เริ่มมีมุมมองที่ว่า Fed น่าจะหยุดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม มุมมองต่างๆ ยังเหวี่ยงตัวตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญ

 

ส่วนฝั่งเอเชียอย่าง PBOC และ BOJ มีท่าทีที่ค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยเอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงยืนยันจุดยืนว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราที่เหมาะสมต่อไป

 

2. Geopolitical Risk หรือความเสี่ยงทางรัฐศาสตร์ ซึ่งกระตุ้นให้แต่ละประเทศวางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยส่วนมากจะหันมาลดการพึ่งพาเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์ เพิ่มการพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศของตน ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุน โดยเห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจหลักต่างๆ ที่มีความผันผวนอย่างมาก

 

สำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบค่าเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐแล้ว จะเห็นแรงเหวี่ยงที่ชัดเจนมาก โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐผันผวนอยู่ในกรอบ 32.69-35.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคือกรอบที่กว้าง อีกทั้งลักษณะความเคลื่อนไหวก็มีแรงเหวี่ยงอยู่พอสมควร

 

 

 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน UOB Privilege Banking มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ช่วยให้นักลงทุนไม่พลาดโอกาสในการคว้าผลตอบแทนทั้งขาขึ้นและขาลง พร้อมลดความผันผวนด้วยการคุ้มครองเงินต้น 100% และการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำที่ 0.3% ต่อปี* โดยผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่แนะนำก็คือ FX Protected Bull/Bear Note (Guarantee)

 

FX Protected Bull/Bear Note (Guarantee) เป็นผลิตภัณฑ์หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง หรือ Structured Notes ที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินบาท ประเภทที่มีการรับประกันเงินต้น ระบุชื่อผู้ถือหุ้น ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยหากดูจากชื่อผลิตภัณฑ์แล้วจะเห็นว่า FX Protect Bull/Bear Note (Guarantee) เป็นการลงทุนที่อ้างอิงกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั้งขาขึ้นและขาลง หรือทั้ง Bull และ Bear Market

 

FX Protected Bull/Bear Note (Guarantee) เหมาะกับใครบ้าง?

 

ผลิตภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับ

 

  1. ผู้ลงทุน (ประเภทผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น) ที่มองหาโอกาสในการลงทุนระยะสั้นที่ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำหรือตราสารหนี้ระยะสั้นทั่วไป โดยลงทุนขั้นต่ำ 5 ล้านบาท
  2. ผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย เนื่องจากมีความคุ้มครองเงินต้นและการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ
  3. ผู้ลงทุนที่มีมุมมองค่าเงินต่างประเทศแข็งค่าหรือค่าเงินบาทอ่อนค่า (สำหรับ FX Protected Bull Note) และผู้ลงทุนที่มีมุมมองค่าเงินต่างประเทศอ่อนค่าหรือค่าเงินบาทแข็งค่า (สำหรับ FX Protected Bear Note)

 

 

จากตัวอย่างราคาเสนอขาย ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ราคา Strike Price ที่ 34.65 บาท และ Knock Out Price ที่ 33.69 บาท โดยมีผลตอบแทนขั้นต่ำที่ 0.3%* ต่อปี และโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงสุดที่ 4.44%* ต่อปี

 

ลักษณะผลตอบแทนที่เกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์ FX Protect Bull/Bear Note (Guarantee) จะมี 2 กรณี คือ

 

  1. ได้ผลตอบแทนขั้นต่ำที่ 0.3%* ต่อปี ในกรณีที่วันกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน (2 วันทำการก่อนตราสารครบอายุตามสัญญา)
  • อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง (Market Rate) ปรับตัวลงแตะหรือต่ำกว่า Knock Out Price ที่ 33.69
  • อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิง (Market Rate) ปรับตัวขึ้นแตะหรือมากกว่า Strike Price ที่ 34.65

 

  1. ได้ผลตอบแทนตามจริงจากส่วนต่างของ Market Rate และ Strike Price* + ผลตอบแทนการันตี 0.3%* เมื่อวันกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน (2 วันทำการก่อนตราสารครบอายุตามสัญญา) และ Market Rate อยู่ในกรอบสูงกว่า 33.69 และไม่แตะ 34.65 บาท เช่น Market Rate อยู่ที่ 33.69001 บาท ผลตอบแทนที่ได้รับคือ 4.44%* ต่อปี

 

โดยมีวิธีการคำนวณผลตอบแทนดังนี้

 

 

หมายเหตุ: FX Ref Spot ณ ตัวอย่าง มีราคาเท่ากับ Strike Price ที่ 34.65 บาท

 

จุดเด่นของ FX Protected Bull/Bear Note คือโอกาสในการลงทุนระยะสั้น โดยส่วนใหญ่จะมีอายุประมาณ 7-9 เดือน

 

จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มองหาโอกาสในการลงทุนระยะสั้นที่ได้โอกาสสร้างผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ หรือตราสารหนี้ระยะสั้นทั่วไป ตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย ได้รับความคุ้มครองเงินต้น 100% พร้อมการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำหรือตามความประสงค์ของผู้ลงทุน เพิ่มผลตอบแทนท่ามกลางความผันผวน เพราะสามารถลงทุนได้ทั้งช่วงค่าเงินแข็งค่าและอ่อนค่า เพิ่มโอกาสลงทุนทั้งช่วงค่าเงินต่างประเทศอ่อนค่าและแข็งค่า

 

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

 

การลงทุนในหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงทุกประเภท ความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนต้องทราบและยอมรับก็คือเรื่องสภาพคล่องในตลาด เนื่องจากหุ้นกู้อนุพันธ์ไม่สามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้ ดังนั้นเงินที่ใช้ลงทุนควรเป็นเงินลงทุนระยะยาวที่สามารถถือจนครบกำหนดอายุได้ รวมถึงเรื่องของการคุ้มครองเงินต้น โดยหุ้นกู้อนุพันธ์แฝงบางรุ่นกำหนดให้มีการคุ้มครองเงินต้น 100% แต่บางรุ่นอาจไม่ได้กำหนด หรือคุ้มครองเพียงบางส่วน ดังนั้นเมื่อครบกำหนดอายุ ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินต้นคืนไม่เต็มจำนวน ไม่ได้รับคืนเลย หรืออาจได้รับเป็นหุ้นของบริษัทแทนเงินต้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ผู้ออกกำหนด

 

หุ้นกู้อนุพันธ์เป็นการลงทุนที่มีความซับซ้อนและความเสี่ยงที่สูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไป แต่ก็นับเป็นทางเลือกที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ดังนั้นผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจถึงคุณลักษณะและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงของหุ้นกู้อนุพันธ์นั้นๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน โดยสำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้หุ้นกู้อนุพันธ์เสนอขายได้เฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW) และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (UHNW) เท่านั้น

 

ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FX Protected Bull/Bear Note ได้ที่ https://www.uob.co.th/privilegereserve/fx-protected-bull-bear.html หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0 2081 0999

 

หมายเหตุ:

  • *ผลตอบแทนยังไม่รวมการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% สำหรับบุคคลธรรมดา

 

 

อ้างอิง:

The post ถึงเวลาคว้าผลตอบแทนจากค่าเงินผันผวนด้วย ‘FX Protect Bull Bear Note’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตรวจเช็กสุขภาพการส่งออกไทยหลังพ้นครึ่งปีแรก บริหารพอร์ตลงทุนอย่างไร ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องติดตาม https://thestandard.co/thai-exports-half-year-2023/ Thu, 20 Jul 2023 03:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=819347 ส่งออกไทย

การส่งออกถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเ […]

The post ตรวจเช็กสุขภาพการส่งออกไทยหลังพ้นครึ่งปีแรก บริหารพอร์ตลงทุนอย่างไร ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องติดตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งออกไทย

การส่งออกถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีน้ำหนักในการคิดคำนวณ GDP ค่อนข้างมากถึง 60% และในปีที่ผ่านมาหุ้นส่งออกไทยรับบทพระเอกที่น่าจับตามอง แต่ดูเหมือนว่าในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาเครื่องยนต์หลักนี้จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพอย่างที่เคยเป็นมา 

 

ล่าสุดทางกระทรวงพาณิชย์ได้รายงานตัวเลขส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปีมีมูลค่า 116,344.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 5.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกในเดือนพฤษภาคมมีมูลค่า 24,340.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดลบ 4.6% และหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 

 

แม้ในภาพรวมการส่งออกไทยในเดือนพฤษภาคมจะหดตัวน้อยกว่าคาดการณ์ของตลาด และขยายตัวได้ 3.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่เมื่อเจาะเข้าไปดูไส้ในก็จะพบสิ่งที่น่ากังวลใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เช่น การส่งออกหมวดสินค้าเกษตรที่หดตัวแรงในรอบ 4 เดือนถึง -27% ส่วนหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ -0.6% ขณะที่สินค้าในหมวดอุตสาหกรรมซึ่งมีมูลค่าสูงสุดก็ขยายตัวได้เพียง 1.5% 

 

นอกจากนี้ การส่งออกไปยังตลาดจีนซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของไทยในเดือนพฤษภาคมยังหดตัวลงลึกถึง -24.0% โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อการหดตัวดังกล่าวมาจากการส่งออกที่ลดลงของสินค้าเกษตรอย่างผลไม้สดและแห้ง เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไยอบแห้ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง เช่น เม็ดพลาสติก คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่ตลาดหลักอื่นๆ เช่น CLMV และญี่ปุ่นก็หดตัว -17.3% และ 1.8% ตามลำดับ 

 

นี่ยังไม่นับรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดรองที่หดตัว 4.5% โดยหดตัวในตลาดเอเชียใต้ 25.2% และลาตินอเมริกา 7.0% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การที่ตัวเลขส่งออกไทยทั้งปีจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ 1-2% ตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ถือเป็นเรื่องท้าทาย เพราะนั่นหมายความว่าในช่วงที่เหลือของปีการส่งออกไทยจะต้องมีมูลค่าแตะ 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนเป็นอย่างน้อย

 

หากมองต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง เรายังพบปัจจัยที่เป็นแรงกดดันและความท้าทายที่รอให้การส่งออกไทยต้องฝ่าฟันอีกอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่

 

1. การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ชัดเจน โดยในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่เร่งแรงขึ้นมาในช่วงไตรมาสแรกที่ 4.5% หลังมีการเปิดเมือง ทำให้คนเร่งบริโภค แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องในไตรมาสล่าสุด ทั้งภาคการส่งออกที่พลิกกลับมาติดลบ ภาคการผลิตที่เริ่มเติบโตช้าลง รวมทั้งการใช้จ่ายของคนในประเทศเองไม่ได้แข็งแรงเหมือนต้นปี จนภาครัฐเริ่มใช้มาตรการกระตุ้น เช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ

 

นอกจากปัจจัยภายในแล้ว ปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีกับสหรัฐอเมริกาก็มีความเสี่ยงที่จะกดดันไม่ให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ดีนัก โดยเฉพาะการส่งออกและการผลิตของจีนในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังไทย

 

2. แรงกดดันของอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเห็นได้จากการที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมโลกเร่งตัวขึ้นจากการผ่อนคลายปัญหาห่วงโซ่การผลิต แต่คำสั่งซื้อใหม่สำหรับการส่งออกไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้น 

 

โดยดัชนี Flash Manufacturing PMI ในเดือนมิถุนายนของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยยังอยู่ในภาวะหดตัวจากอุปสงค์สินค้าที่อ่อนแอ เช่น US Manufacturing PMI ที่ลดลงจาก 48.4 มาอยู่ที่ 46.3, Eurozone Manufacturing PMI ที่ลดลงมาอยู่ที่ 43.6 ต่ำสุดในรอบ 37 เดือน และ Japan Manufacturing PMI ที่พลิกกลับมาหดตัวอีกครั้งที่ 48.4 

 

ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังออกมาส่งสัญญาณอีกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อลากยาว เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อมีแรงกดดันในระดับที่สูงอยู่ เงินเฟ้อที่หักจากราคาพลังงานและราคาอาหาร (Core Inflation) ยังลดลงค่อนข้างช้า ทำให้ Fed มีความจำเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง 

 

3. สภาพอากาศแปรปรวนจากปัญหาภัยแล้งและเอลนีโญที่อาจส่งผลต่อปริมาณสินค้าเกษตรที่ผลิตในปีนี้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระสำคัญและเร่งด่วนที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย เนื่องจากส่งออกไทยพึ่งพาเกษตรค่อนข้างมาก และภาคเกษตรถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ ทั้งอาหาร พืช และแอลกอฮอล์ เป็นต้น ดังนั้นการบริหารการจัดสรรน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

 

ทั้งนี้ มีการประเมินว่าปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะเกิดขึ้นในปีนี้และอาจลากยาวไปถึง 3 ปี จะส่งผลโดยตรงกับพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่เป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทย ทำให้ผลผลิตข้าวทั่วโลกจะขาดแคลนมากที่สุดในรอบ 20 ปี ขณะเดียวกันความแห้งแล้งยังมีโอกาสดันให้ราคาปุ๋ยในตลาดดีดตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งปรับลดลงมาได้ไม่นาน

 

4. ความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจมีความล่าช้า จนทำให้ไทยเสียโอกาสในการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับชาติยุโรปหรือชาติคู่ค้าสำคัญ จนส่งผลให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยพิจารณาย้ายฐานไปประเทศอื่นได้ ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลต่อการส่งออกทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของไทย

 

แนวทาง

 

อย่างไรก็ดี การส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีก็ยังพอมีปัจจัยบวกให้พอใจชื้นได้บ้างเหมือนกัน เช่น ปัญหาอุปสรรคการขนส่งและปัญหาขาดแคลนคอนเทนเนอร์ที่บรรเทาลง เช่นเดียวกับระยะเวลาขนส่งที่ปรับเร็วขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด และค่าระวางเรือที่ลดลงใกล้เคียงค่าเฉลี่ยก่อนวิกฤตโควิดแล้ว 

 

ขณะเดียวกันปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศก็อาจเป็นโอกาสที่ดีต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องฐานในการคำนวณที่ลดลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะเข้ามาเป็นปัจจัยเชิงบวกสำคัญของการส่งออกไทยให้อาจกลับมาเห็นการขยายตัวได้

 

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าภาพการส่งออกไทยในปัจจุบันจะเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นและหดตัวลดลง แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่มีมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อุปสงค์โลกชะลอลง จะยังคงกดดันการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า ไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้มากเท่าที่ควร และยังมีความท้าทายอีกประการที่รออยู่ 

 

โดยหากนำปัจจัยบวกและลบมาถ่วงน้ำหนักกัน ดูเหมือนว่าโอกาสที่ภาคส่งออกไทยในปีนี้จะขยายตัวได้เป็นบวกยังมีค่อนข้างริบหรี่ ท่ามกลางภูมิทัศน์เช่นนี้ คำแนะนำนักลงทุนของ UOB คือ ควรจัดพอร์ตกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายสินทรัพย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากภูมิภาคหรืออุตสาหกรรมที่น่าสนใจ โดยคำแนะนำในการจัดพอร์ตสำหรับไตรมาส 3 เรายังคงให้ความสำคัญกับตราสารหนี้คุณภาพดีที่มีปัจจัยพื้นฐาน งบดุล และกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ซึ่งอัตราผลตอบแทน (Yield) ของตราสารหนี้ขณะนี้มีความน่าสนใจ เพื่อสร้าง Income ที่สม่ำเสมอในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง 

 

ด้านหุ้นเราปรับน้ำหนักการลงทุนจาก Underweight สู่ระดับ Neutral ด้วยมุมมองที่คาดว่า Bond Yield น่าจะผ่านพ้นระดับสูงสุดไปแล้ว ประกอบกับวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ น่าจะใกล้สิ้นสุดลง และคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนจะค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปี 2023 โดยเราให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น กลุ่ม Healthcare และเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพดีที่มีการเติบโต เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากแรงซื้อในยามที่นักลงทุนมองหาหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเรายังให้น้ำหนัก Overweight ในหุ้นญี่ปุ่น จากระดับ Valuation ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ และปัจจัยพื้นฐานที่ดีของหุ้น ทั้งด้านกระแสเงินสด ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) และกำไรบริษัท ในขณะที่ปรับลดน้ำหนักหุ้น EM เอเชีย จาก Overweight เป็น Neutral จากมุมมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ไม่เท่ากันในแต่ละภาคส่วน และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีนอาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากมีหนี้สาธารณะในระดับสูง อีกทั้งต้องการส่งเสริมการเติบโตแบบตรงเป้าหมายและเติบโตแบบยั่งยืน

 

ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking ได้ที่ โทร. 0 2081 0999 หรือ คลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

The post ตรวจเช็กสุขภาพการส่งออกไทยหลังพ้นครึ่งปีแรก บริหารพอร์ตลงทุนอย่างไร ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องติดตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล็อกกระแสเงินสดที่มั่นคงท่ามกลางความเสี่ยงท่วมโลก ด้วยตราสารหนี้คุณภาพดี จากบริษัทชั้นนำทั่วโลก https://thestandard.co/quality-bonds-from-leading-companies/ Tue, 20 Jun 2023 05:30:56 +0000 https://thestandard.co/?p=805410 UOB Privilege Banking

เราผ่านปี 2023 กันมาแล้วเกือบครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที […]

The post ล็อกกระแสเงินสดที่มั่นคงท่ามกลางความเสี่ยงท่วมโลก ด้วยตราสารหนี้คุณภาพดี จากบริษัทชั้นนำทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
UOB Privilege Banking

เราผ่านปี 2023 กันมาแล้วเกือบครึ่งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกของการลงทุนเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศไทยเอง โดยในภาพใหญ่อย่างตัวเลข GDP โลก ถูกหั่นคาดการณ์ลงจากสำนักวิจัยหลายสำนัก รวมถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) เมื่อเดือนเมษายน ซึ่งระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะร่วงลงมาอยู่ที่เพียง 2.8% ลดลงจากการคาดการณ์ในเดือนมกราคมที่ 2.9% ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 3% ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ และช่วง 5 ปีข้างหน้า ทำสถิติเป็นตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะกลางที่ต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1990 

 

IMF ระบุในรายงานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวลดลง คือการที่เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อสกัดเงินเฟ้อของธนาคารกลางต่างๆ บวกกับปัญหาเสถียรภาพในภาคการเงิน การชะลอตัวของตลาดแรงงาน และปัจจัยความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน และการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

 

ทั้งนี้ IMF อธิบายว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อโลกในปี 2022 ได้แก่ มาตรการทางการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางเพื่อบรรเทาภาวะเงินเฟ้อ การจัดเตรียมกันชน หรือบัฟเฟอร์ทางการคลังเพื่อดูดซับแรงกระแทกท่ามกลางระดับหนี้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น และการกระจายตัวทางภูมิเศรษฐกิจจากสงครามของรัสเซียในยูเครน และการเปิดเศรษฐกิจอีกครั้งของจีน ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในปี 2023 และจะทวีความเลวร้ายขึ้นอีกเมื่อได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องใหม่ในด้านเสถียรภาพทางการเงิน

 

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในกฎหมายขยายเพดานหนี้ ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวระงับเพดานการก่อหนี้ไว้จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2025 และทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ สามารถเพิ่มเงินสดขึ้นมาใหม่ให้อยู่ในระดับปกติได้มากขึ้นผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งมีการคาดการณ์กันไว้ว่า กฎหมายนี้จะทำให้เกิดสึนามิ ‘การออกพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ’ รอบใหม่ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะกู้ยืมเงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้น

 

จะเห็นได้ว่าปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ล้วนส่งผลกระทบต่อ ‘โลกของการลงทุน’ และจะกระทบไปถึงสินทรัพย์ทุกประเภทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงตลาดตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม ในทุกวิกฤตล้วนมีโอกาส ดังนั้น ผู้ลงทุนที่มีการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างเป็นประจำ สม่ำเสมอ จะสามารถจับจังหวะเช่นนี้เพื่อเฟ้นหาสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตและเพิ่มพูนผลตอบแทนได้ 

 

สินทรัพย์หลักที่ UOB Privilege Banking แนะนำให้ลงทุนเพื่อกระจายหรือลดความเสี่ยง คือตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade 

 

ทำไม ‘Investment Grade’ จึงสำคัญ? 

 

การลงทุนในตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade มีความสำคัญสูง และช่วยเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตผู้ลงทุนได้ ดังนี้ 

 

  1. ความน่าเชื่อถือ: การได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade หมายความว่าหน่วยงานที่ออกตราสารหนี้เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือสูง และมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดี สำหรับผู้ลงทุน การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและเสี่ยงน้อยกว่า

 

  1. ต้นทุนกำไรที่ต่ำ: บริษัทหรือหน่วยงานที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade สามารถออกตราสารหนี้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถกู้ยืมเงินจากตลาดทุนในราคาที่ถูกกว่า และชำระหนี้ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น นั่นอาจลดต้นทุนการกู้ยืมและเพิ่มกำไรสุทธิให้กับบริษัทหรือหน่วยงานนั้น

 

  1. การขยายองค์กร: การได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade สามารถช่วยให้บริษัทหรือหน่วยงานเติบโตและขยายกิจการได้ง่ายขึ้น หากมีความน่าเชื่อถือในตลาด พวกเขาสามารถออกตราสารหนี้ในปริมาณมากขึ้นเพื่อเรียกเงินทุนเพิ่มเติม และนำไปลงทุนในโครงการหรือกิจการใหม่ได้

 

  1. ลูกค้าและคู่ค้า: การได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับเครดิตที่ดีกว่า และเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างธนาคารพาณิชย์หรือตลาดทุนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแรง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในการทำธุรกิจร่วมกัน

 

  1. การประเมินความเสี่ยง: สำหรับผู้ลงทุน ตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade มักจะถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า นั่นหมายความว่าการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้อาจมีโอกาสเสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับ หรือที่ได้รับการจัดอันดับต่ำกว่า

 

ดังนั้น การได้รับการจัดอันดับเป็น Investment Grade เป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ลงทุน ลดต้นทุนการกู้ยืม ช่วยในการขยายกิจการ และเพิ่มโอกาสในการเจริญเติบโตของบริษัทหรือหน่วยงาน ทั้งนี้ ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่ำลงในการลงทุนในตราสารหนี้ดังกล่าว

 

5 ตราสารหนี้เด่นปั้นพอร์ตผู้ชนะ 

 

โดย UOB Privilege Banking แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ดังนี้ 

 

1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (Bond Name: BBLTB 4.3 06/15/27) 

ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL เป็นผู้ให้บริการทางการเงินรวมถึงการค้า, สินเชื่อเพื่อผู้บริโภค, บัตรเครดิต, การจำนอง, บริการทางการเงินระหว่างประเทศ วาณิชธนกิจ และหลักทรัพย์

 

2. Citigroup Inc. (Bond Name: C 4.45 09/29/27) 

Citigroup Inc. เป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่บริการด้านสินเชื่อจนถึงวาณิชธนกิจ และบริการจัดการเงินสดให้แก่ลูกค้า ผู้บริโภค และลูกค้าองค์กรทั่วโลก

 

3. Bank of America Corporation (Bond Name: BAC 4.183 11/25/27)

Bank of America Corporation เป็น Holding Company ที่ส่งมอบบริการทางการเงินที่ครบครันให้กับลูกค้าทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่บริการบัญชีออมทรัพย์ เงินฝาก สินเชื่อที่อยู่อาศัยและการก่อสร้าง บริหารเงินสดและความมั่งคั่ง บัตรเงินฝาก เงินลงทุน สินเชื่อและบัตรเดบิต ประกัน โทรศัพท์มือถือ และธนาคารออนไลน์

 

4. Amazon.com Inc. (Bond Name: AMZN 3 04/13/25)

Amazon เป็นผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่ให้บริการหลากหลาย สินค้าของบริษัท ได้แก่ หนังสือ ดนตรี คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย โดย Amazon เสนอบริการช้อปปิ้งส่วนบุคคลบนเว็บไซต์ ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและจัดส่งตรงถึงมือลูกค้า นอกจากนี้ Amazon ยังให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์ทั่วโลก

 

5. Apple Inc. (Bond Name: AAPL 3.2 05/13/25)

Apple เป็นบริษัทที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก ให้บริการออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แท็บเล็ต อุปกรณ์สวมใส่ รวมถึงจำหน่ายอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังให้บริการการชำระเงิน Digital Content คลาวด์ และการโฆษณา โดยลูกค้าของ Apple ส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง การศึกษา องค์กร และตลาดของรัฐบาลทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

อ้างอิง:

 

The post ล็อกกระแสเงินสดที่มั่นคงท่ามกลางความเสี่ยงท่วมโลก ด้วยตราสารหนี้คุณภาพดี จากบริษัทชั้นนำทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก บอกอะไรกับเราบ้าง? https://thestandard.co/decoding-the-thai-economy-in-1q/ Sat, 10 Jun 2023 03:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=801448 เศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรก

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งช […]

The post ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก บอกอะไรกับเราบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรก

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรก ออกมา โดยพบว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้ที่ 2.3% และปรับดีขึ้นจากในไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้ 1.4%YoY ขณะเดียวกัน GDP ไทย ก็สามารถเติบโตจากไตรมาสที่ผ่านมา (QoQ) 1.9% สูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส เทียบกับที่หดตัว -1.1% ในไตรมาสก่อน

 

ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในทิศทางการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศของจีน ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 6.5 ล้านคนในไตรมาสนี้ ส่งผลให้การส่งออกภาคบริการ (หรือรายได้จากนักท่องเที่ยวขาเข้า) ขยายตัวได้ถึง 87.8%YoY 

 

ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนก็ยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องที่ 5.4%YoY ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่ชะลอลง โดยการบริโภคในหมวดบริการขยายตัวได้มากถึง 11.1% โดยเฉพาะการใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่ง ขณะที่การบริโภคในหมวดอื่นๆ ได้แก่ หมวดสินค้าคงทน และสินค้าไม่คงทน ก็ขยายตัวได้ทุกหมวดเช่นกัน

 

อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญในช่วงไตรมาสแรกคือ ภาคการลงทุน โดยในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ 2.6%YoY สอดคล้องกับการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเร่งขึ้น 4.7%YoY จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณก่อนยุบสภา แบ่งเป็นการลงทุนของรัฐบาลขยายตัว 6.9% และการลงทุนรัฐวิสาหกิจขยายตัว 1.8% 

 

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยก็ต้องเผชิญกับแรงฉุดรั้งไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะจากมูลค่าการส่งออกสินค้าที่แท้จริงที่หดตัวถึง -6.4%YoY แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 10.5% แต่ก็ยังนับว่าเป็นการหดตัวสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและฐานที่สูงในปีก่อนหน้า 

 

โดยข้อมูลของสภาพัฒน์ระบุว่า กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลงประกอบด้วย เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี (ลดลง 21.6%), ชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ (ลดลง 8.2%), ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ลดลง 24.9%), ยางพารา (ลดลง 37.7%) และอาหารสัตว์ (ลดลง 20.5%) ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว -3%YoY 

 

นอกจากนี้ยังมีแรงฉุดจากการอุปโภคภาครัฐที่หดตัว -6.2%YoY ต่อเนื่องจาก -7.1%YoY ในไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการโอนเงินเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาด (ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิด) ที่หดตัวรุนแรงถึง -40.4% 

 

ในภาพรวมสภาพัฒน์ยังคงประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้เท่าเดิมที่ 2.7-3.7% (ค่ากลาง 3.2%) โดยมองว่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวดี โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่มีเม็ดเงินหาเสียงช่วงเลือกตั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จะยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

 

ขณะที่ UOB คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 อยู่ที่ 3.1% โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ รวมทั้งการเปิดประเทศของจีนจะช่วยหนุนการส่งออกในภาคบริการของประเทศ

 

อย่างไรก็ดี การส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวตามทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอตัวจะสร้างแรงกดดันต่อการลงทุนและการผลิต จนเป็นแรงฉุดรั้งสำคัญทางเศรษฐกิจ 

 

นอกจากนี้สภาพัฒน์ยังมีความกังวลต่อปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ จากกรณีที่ไทยอาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ จนอาจทำให้ปริมาณน้ำฝนลดต่ำลง ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร รวมถึงประเด็นเรื่องความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่จะส่งผลกระทบให้การอนุมัติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2567 ล่าช้าออกไป 

 

นี่ยังไม่นับรวมความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก, ปัญหาเสถียรภาพระบบการเงินและความไม่แน่นอนในการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลในสหรัฐฯ, กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มขยายตัวชะลอลงในเดือนล่าสุด, นโยบายการเงินโลกและไทยที่อาจตึงตัวแรงขึ้นจากเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังมีความหนืด และปัญหาหนี้ครัวเรือนและแนวโน้มการผิดชำระหนี้ที่อาจสูงขึ้น

 

โดยสรุปแล้วเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนยังต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งภายใต้ความไม่แน่นอนของปัจจัยทางเศรษฐกิจเช่นนี้ UOB Privilege Banking มีคำแนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตที่ทนทาน เพื่อรับมือกับความผันผวนและเศรษฐกิจถดถอย ด้วยสินทรัพย์กลุ่ม Defensive พร้อมกระจายการลงทุน เพื่อป้องกันโอกาสขาดทุนจำนวนมากจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป

 

ขณะเดียวกันแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้มากกว่าหุ้น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทคุณภาพดีที่มีงบการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง โดยเน้นไปที่การลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade Credit) เพื่อสร้างรายได้สม่ำเสมอและลดความผันผวน อีกทั้งมีความทนทานในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว 

 

ตราสารหนี้ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญในการจัดพอร์ตของนักลงทุน จากภาวะปัจจุบันที่เงินเฟ้อชะลอตัวและเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสชะลอตัวลง ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะหยุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในอนาคต การลงทุนในตราสารหนี้จะมีโอกาสทำกำไรจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น 

 

ด้านการลงทุนในหุ้น เราให้น้ำหนัก Underweight จากความเสี่ยงของการปรับตัวลงของกำไรและเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยการลงทุนในหุ้นก็ควรกระจายการลงทุนไปในหลายภูมิภาคและอุตสาหกรรม ด้านหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากการปรับตัวลงของกำไร โดยคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2566 จาก Bloomberg Consensus มีการปรับลด EPS ลงต่อเนื่องอยู่ระดับ 94.57 ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2566 จากระดับ 102.6 (วันที่ 17 มีนาคม 2566) รวมถึงประเด็นทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลและโหวตเลือกนายกฯ ซึ่งตามกำหนดคือวันที่ 3 สิงหาคม 2566 หากมีความล่าช้า อาจส่งแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยได้

 

สำหรับภูมิภาคที่มีโอกาสการลงทุนน่าสนใจในปีนี้ เราแนะนำเอเชีย อาเซียน และจีน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจฟื้นตัว เงินเฟ้อยังไม่สูงจนเกินไป นโยบายการเงินจึงไม่ได้กดดันการเติบโต รวมถึงได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศและฟื้นตัวของจีนด้วย อีกทั้งระดับมูลค่า (Valuation) อยู่ในระดับที่น่าสนใจ รวมถึงเน้นการลงทุนในหุ้นหรือธุรกิจที่มีคุณภาพ เพื่อผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจถดถอยได้ 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

UOB Privilege Banking

The post ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรก บอกอะไรกับเราบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสริมความปลอดภัยให้พอร์ตลงทุนด้วย ‘ตราสารหนี้’ ท่ามกลางคลื่นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ https://thestandard.co/portfolio-secured-with-bonds/ Wed, 17 May 2023 03:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=791038 ตราสารหนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ Bank of America หรือ BofA ได้เปิดเผยผลสำ […]

The post เสริมความปลอดภัยให้พอร์ตลงทุนด้วย ‘ตราสารหนี้’ ท่ามกลางคลื่นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตราสารหนี้

เมื่อเร็วๆ นี้ Bank of America หรือ BofA ได้เปิดเผยผลสำรวจซึ่งพบว่า สัดส่วนของการจัดสรรการลงทุนของนักลงทุน หรือ Asset Allocation ระหว่างตราสารทุน (หุ้น) และตราสารหนี้ (พันธบัตร) เริ่มเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย 

 

โดยส่วนใหญ่ของผู้ลงทุน หรือราว 63% ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจของ BofA คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะอ่อนแอลง นับเป็นตัวเลขที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 ซึ่งปัจจัยลบที่ผู้ลงทุนที่ร่วมตอบแบบสำรวจกังวลที่สุดก็คือความกังวลต่อวิกฤตสินเชื่อ และมุมมองนี้ได้ผลักดันให้ผู้ลงทุนมีแนวโน้มที่จะจัดสรรการลงทุนในตราสารหนี้เกิน 10% ของพอร์ต ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2009 หรือในรอบ 14 ปี 

 

ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยในงวดไตรมาส 1 ปี 2023 พบว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนตราสารหนี้เติบโตขึ้นจากเงินไหลเข้าสุทธิ โดยกองทุนตราสารหนี้มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าราว 3% จากมูลค่าเงินไหลเข้าสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท โดยเป็นเงินไหลเข้าในกลุ่มกองทุน Term Fund และกองทุนตราสารหนี้ทั่วโลก และหากนับเฉพาะกองทุน Term Fund ทั้งในและต่างประเทศ จะมีมูลค่าเงินไหลเข้ารวมกันที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีกองทุน Term Fund เปิดใหม่รวม 75 กองทุน

 

ข้อมูลข้างต้นสะท้อนถึงมุมมองที่ยังไม่เป็นบวกมากนักต่อภาคเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นต่อการลงทุนที่สุดหนีไม่พ้นความเสี่ยงที่เศรษฐกิจประเทศสำคัญจะก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือ Recession จากปัจจัยเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงในหลายๆ ประเทศ ส่งผลให้ธนาคารกลางหลักในหลายประเทศยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้ว่าจะเริ่มเห็นท่าทีที่ชะลอตัวลงบ้างของนโยบายการเงิน แต่ก็ยังอยู่ในลักษณะที่เข้มงวดอยู่ ซึ่งนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก เช่น ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา คือสิ่งที่ผู้ลงทุนทั่วโลกต่างจับตา และใช้เป็นมาตรวัดสำคัญต่อการจัดพอร์ตลงทุน 

 

ในมุมมองของ UOB Wealth Management สภาวการณ์ที่นโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือที่เราเรียกกันจนชินว่า ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ มีแนวโน้มที่จะสิ้นสุดลง โดยการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม 2023 คาดว่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย แต่จะยังไม่มีการลดดอกเบี้ยในปีนี้ ส่งผลให้เราจะอยู่ในสภาวะ ‘Higher for longer’ คืออยู่กับภาวะดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน และอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ชะลอตัวลง จนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ 

 

ด้านการลงทุน UOB Wealth Management ยังคงแนะนำนักลงทุนจัดพอร์ตที่ทนทาน เพื่อรับมือกับความผันผวนและเศรษฐกิจถดถอย ด้วยสินทรัพย์กลุ่ม Defensive พร้อมกระจายการลงทุนเพื่อป้องกันโอกาสขาดทุนจำนวนมากจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป และแนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้มากกว่าหุ้น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทคุณภาพดีที่มีงบการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง โดยเน้นไปที่การลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade Credit) เพื่อสร้างรายได้สม่ำเสมอและลดความผันผวน อีกทั้งมีความทนทานในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว 

 

ตราสารหนี้ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญในการจัดพอร์ตของนักลงทุน จากภาวะปัจจุบันที่เงินเฟ้อชะลอตัวและเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสชะลอตัวลง ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะหยุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในอนาคต การลงทุนในตราสารหนี้จะมีโอกาสทำกำไรจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น 

 

โดยกองทุนที่ UOB แนะนำคือ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ (UGIS) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ประเภท Feeder Fund และมีการออกแบบกองทุนให้เหมาะกับผู้ลงทุนที่มีความต้องการหลากหลาย ประกอบด้วย

 

  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UGIS-N) 
  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (UGIS-A)
  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ ชนิดเพื่อการออม (UGIS-SSF)
  • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (UGISRMF) 

 

กองทุน UGIS จะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว คือ กองทุน PIMCO GIS Income Fund (Class I) (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไอร์แลนด์ และลงทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่วนที่เหลือ บริษัทจัดการจะลงทุนในหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยจะลงทุนทั้งในประเทศ และ/หรือต่างประเทศ 

 

นอกจากนี้ กองทุนอาจพิจารณาลงทุนใน Derivatives เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน มุ่งหวังให้ผลประกอบการเคลื่อนไหวตามกองทุนหลัก โดยกองทุนหลักใช้กลยุทธ์การบริหารกองทุนเชิงรุก (Active Management) อีกด้วย 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

UOB Privilege Banking

 

อ้างอิง:

The post เสริมความปลอดภัยให้พอร์ตลงทุนด้วย ‘ตราสารหนี้’ ท่ามกลางคลื่นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เราเรียนรู้อะไรบ้างจากวิกฤตแบงก์ล้มในรอบนี้? https://thestandard.co/what-did-we-learn-from-the-banking-crisis/ Fri, 12 May 2023 03:30:25 +0000 https://thestandard.co/?p=787773

ผ่านมาแล้วกว่า 1 เดือนหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในภ […]

The post เราเรียนรู้อะไรบ้างจากวิกฤตแบงก์ล้มในรอบนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผ่านมาแล้วกว่า 1 เดือนหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในภาคการเงินการธนาคาร คือ การล่มสลายของธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ในสหรัฐอเมริกา และการเข้าซื้อกิจการธนาคาร Credit Suisse ของ UBS ในสวิตเซอร์แลนด์ เราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้บ้าง?

 

ในภาพรวมดูเหมือนว่าตลาดส่วนใหญ่ได้ทยอยตกผลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่นักลงทุนก็ถูกตอกย้ำให้ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ ‘ข้อเท็จจริงหลายข้อของธุรกิจธนาคาร’ ที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ได้แก่

 

1. ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจธนาคาร

 

แม้ว่าเงินของผู้ฝากส่วนใหญ่จะได้รับการคุ้มครองภายใต้เกณฑ์ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แต่ในยามที่เกิดวิกฤตจนกระทบต่อความเชื่อมั่น ผู้ฝากเงินจะยังแห่กันถอนเงินฝากของตัวเองออกจากธนาคารจนนำไปสู่ภาวะ Bank Run อยู่ดี ภาวะที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หน่วยงานกำกับในสหรัฐฯ ต้องตัดสินใจเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วและครอบคลุมเพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลม

 

อีกหนึ่งบทเรียนที่ธนาคารได้เรียนรู้กันคือการมีโครงสร้างทางการเงิน เช่น เงินกองทุนที่แข็งแกร่งและเพียงพอตามเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจให้กับลูกค้า ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ย้ำเตือนถึงข้อเท็จจริงข้อนี้

 

2. การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและเข้มงวดในภาคธนาคารยังมีความจำเป็น

 

ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตในรอบนี้ ธนาคารบางกลุ่มในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้มีท่าทีต่อต้านการกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดในอุตสาหกรรมการเงิน และเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายข้อบังคับหลายด้านเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง

 

แต่เหตุการณ์ล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดกฎระเบียบและการตรวจสอบที่เข้มงวด นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีกฎระเบียบใหม่บางอย่างออกมาเพื่อดูแลความเสี่ยงของภาคธนาคาร ทำให้ทั้งธนาคารและภาคธุรกิจอาจมีต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับการกู้ยืมและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง อย่างไรก็ดี ผู้ฝากเงินส่วนใหญ่อาจมองว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องยอมเสียสละ เพื่อแลกกับความมั่นคงของเงินฝาก

 

3. สินทรัพย์บางประเภทมีความเสี่ยงสูงกว่าเราเคยคิดกันไว้

 

สภาพคล่องหรือความสามารถในการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดของธนาคารจำเป็นจะต้องดูไปถึงการถือครองสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากเงินสดด้วย นักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ความเสี่ยง เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น กรณีพันธบัตรรัฐบาลที่แม้จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยกว่าหุ้นสามัญ แต่ดอกเบี้ยปรับเป็นขาขึ้น มูลค่าก็มีความเสี่ยงที่จะลดลงหากธนาคารจำเป็นต้องขายออกก่อนครบกำหนด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับ SVB ดังนั้นผู้ฝากเงินและผู้ลงทุนอาจจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างสภาพคล่องของธนาคารที่ตัวเองมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ด้วย

 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤตภาคธนาคารในรอบนี้คือการไหลออกของเงินฝากในสหรัฐฯ ไปสู่กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) มากขึ้น จากทั้งความกังวลต่อความมั่นคงของภาคธนาคาร และกองทุนรวมตลาดเงินยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับขึ้นในอัตราที่ช้ากว่า โดยคาดว่าการปรากฏการณ์นี้อาจยังคงดำเนินต่อเนื่องไปหากอัตราผลตอบแทนของกองทุนรวมยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก

 

ปริมาณเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่ลดลง ซึ่งสวนทางกับยอดการลงทุนในกองทุนรวมที่เพิ่มสูงขึ้นอาจ มีผลกระทบต่อความสามารถในการให้สินเชื่อของธนาคาร เราอาจได้เห็นการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารเพื่อรักษาระดับเงินฝาก ขณะที่ความต้องการตราสารหนี้และผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆ ในภาพรวมจะเพิ่มสูงขึ้นจากเงินจำนวนมากที่ไหลเข้ามาลงทุนในกองทุนรวม

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่เราต้องพึงตระหนักจากบทเรียนในครั้งนี้คือ เราต้องไม่ลืมหลักการพื้นฐานว่าการลงทุนทุกรูปแบบนั้นมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ราคาหุ้นในบางครั้งอาจมีความผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากเงื่อนไขของตลาดโดยรวม หรือปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อบริษัทและอุตสาหกรรมนั้นๆ

 

ขณะที่ราคาพันธบัตรมักจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นเมื่อราคาพันธบัตรปรับตัวตามอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น มูลค่าของพอร์ตการลงทุนอาจลดลง นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตต่ำย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงสูงในการผิดนัดชำระและการสูญเสียเงินต้น ต้องไม่ลืมว่าการเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือของพันธบัตร หรืออันดับเครดิตความแข็งแกร่งทางการเงินของผู้ออกพันธบัตร ผู้รับประกัน หรือผู้ค้ำประกัน อาจส่งผลต่อมูลค่าของพันธบัตรได้

 

การคาดหวังผลตอบแทนที่สูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงสูงที่ต้องแบกรับเช่นกัน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศต้องไม่ลืมคำนึงถึงความเสี่ยงพิเศษจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศและผลกระทบจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ด้วย

 

4. จัดพอร์ตลงทุนสู้ความเสี่ยงอย่างไรดี?

 

ความผันผวนที่เกิดขึ้นกับวงการธนาคารล่าสุดนี้นับเป็นความท้าทายใหม่ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน เพราะแม้ว่าในปัจจุบันตลาดจะมีมุมมองว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นกับภาคธนาคารในรอบนี้เป็นปัญหาเฉพาะตัวที่ไม่น่าจะลุกลามเป็นปัญหาเชิงระบบ แต่ความเชื่อมั่นในภาคธนาคารก็ยังคงเปราะบาง

 

เพื่อรับมือความเสี่ยงและความผันผวนของตลาดที่อาจเกิดขึ้น ธนาคารยูโอบีซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนจึงแนะนำให้จัดพอร์ตการลงทุนในช่วงนี้ ดังนี้

 

สินทรัพย์กลุ่มแรกที่ยูโอบีแนะนำคือ ตราสารหนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญในการจัดพอร์ตของนักลงทุน ทั้งนี้ควรมีการกระจายการลงทุน และลงทุนในบริษัทคุณภาพดีที่มีงบการเงินและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง โดยเน้นไปที่การลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดี (Investment Grade Credit) เพื่อสร้างรายได้สม่ำเสมอและลดความผันผวน อีกทั้งมีความทนทานในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว จากภาวะปัจจุบันที่เงินเฟ้อชะลอตัวและเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสชะลอตัวลง ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะหยุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นในอนาคต การลงทุนในตราสารหนี้จะมีโอกาสทำกำไรจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ยูโอบีแนะนำเพื่อสร้างสมดุลให้พอร์ตการลงทุนคือ การลงทุนในกองทุนรวมหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset) กองทุนประเภทนี้มีการกระจายการลงทุนในประเภทสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์ การกระจายการลงทุนทั้งด้านสินทรัพย์ ภูมิภาค และอุตสาหกรรม ช่วยลดความเสี่ยงให้กับการลงทุนได้ และในปีนี้คาดว่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นและตราสารหนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติ คือมีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นกุญแจหลักในการกระจายการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ และจะช่วยให้การลงทุนแบบ Multi-Asset กลับมาทำผลงานได้ดีขึ้นในปีนี้ 

 

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นและแสวงหาโอกาสการเติบโตของเงินทุน ยูโอบีแนะนำให้ลงทุนในหุ้นจีน เอเชีย และอาเซียน รวมถึงหุ้นกลุ่มสุขภาพทั่วโลก โดยภูมิภาคเอเชียจะได้รับประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีน อีกทั้งเงินเฟ้อที่ไม่ได้สูงและกดดันเท่าตลาดพัฒนาแล้ว ส่งผลให้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนให้กับสินทรัพย์เสี่ยงและการเติบโตของจีน เอเชีย และอาเซียน สำหรับธุรกิจเกี่ยวสุขภาพก็มีอัตราการเติบโตจากความต้องการบริการและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาวจากการเพิ่มขึ้นของสังคมผู้สูงอายุทั่วโลก และการพัฒนาทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยาและการรักษาต่างๆ จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมสุขภาพเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

 

เรื่อง: UOB Wealth

อ้างอิง:


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

 

The post เราเรียนรู้อะไรบ้างจากวิกฤตแบงก์ล้มในรอบนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>