ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/trawut_l/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 21 Jan 2024 06:32:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 จับชีพจรตลาดหุ้นจีน มีโอกาสฟื้นตัวแค่ไหน https://thestandard.co/chances-of-chinese-stock-market-recover/ Sun, 21 Jan 2024 06:32:28 +0000 https://thestandard.co/?p=890265

ประเดิมต้นปีมังกรเบิกฤกษ์นักลงทุน ดัชนีตลาดหุ้นโลกทำผลต […]

The post จับชีพจรตลาดหุ้นจีน มีโอกาสฟื้นตัวแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเดิมต้นปีมังกรเบิกฤกษ์นักลงทุน ดัชนีตลาดหุ้นโลกทำผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 4 ปี ดัชนี MSCI World โต 16% ถือเป็นข่าวดีรับปีใหม่ 2024 ด้วยแรงส่งจากปลายปีที่แล้ว ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ เบอร์หนึ่งของโลก พุ่งขึ้นแรงทั้ง 3 ตลาด ต้องบอกว่าทำผลตอบแทนได้ยอดเยี่ยม โดยดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้นถึง 44.52% ตามด้วยดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 24.73% และดัชนี Dow Jones ที่มีหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ (Big Cap) จำนวนมาก ปรับเพิ่มกว่า 13.74%

 

ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงก็มีหลายเหตุผลด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสตอรีเงินเฟ้อที่เป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่องก็เริ่มคลี่คลาย เงินเฟ้อปรับลดลงจากจุดสูงสุดที่ 9.1% ในเดือนมิถุนายน 2022 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.1% ในเดือนพฤศจิกายน 2023 ช่วยคลายความกังวลการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลง และสะท้อนถึงความคาดหวังของนักลงทุนว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2024

 

ตลาดหุ้นใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นไปแรงจะไปต่อแค่ไหนก็ยากจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้า เพราะว่าปีนี้สถานการณ์ต่างๆ รอบโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงโอกาสที่สหรัฐฯ จะปรับดอกเบี้ยลงเร็วในเดือนมีนาคมนี้ด้วย การจะเข้าซื้อของที่ราคาแพงคงต้องคำนึงถึงความไม่แน่นอนไปพร้อมกันด้วย

 

แต่จะดีกว่าไหมหากคุณจะมองหาของถูกลงทุนติดพอร์ตไว้บ้าง ตามหลักการลงทุนสาย VI ‘หุ้นคุณภาพ ราคาถูก มีอนาคต’ ซึ่งหมายถึงว่า คุณจะต้องเป็นคนกล้าลงทุนแนวสวน (ตลาด) และเฟ้นหาหุ้นน้ำดีติดพอร์ตไว้บ้าง ด้วยมุมมองไประยะข้างหน้าว่า น่าจะได้ประโยชน์จากการถือลงทุนระยะกลางจนถึงระยะยาว

 

คุณคงจำประโยคทองที่ปู่ Warren Buffett มักชอบพูดกับนักลงทุนก็คือ “จงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว และจงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า” พูดง่ายๆ ประมาณว่า ทำตรงข้ามคนส่วนใหญ่ และทำตามคนส่วนน้อย

 

ปีนี้ผมก็ยังให้น้ำหนักกับตลาดหุ้นฝั่งเอเชียครับ หนึ่งในตลาดหุ้นที่ไหลลงมาลึกแล้วต้องยกให้กับ ‘ตลาดหุ้นจีน’ ที่เป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก

 

ทำไมผมถึงยังชูตลาดหุ้นจีนน่าลงทุนเหรอครับ เพราะผมเชื่อว่าจีนน่าจะผ่านจุดย่ำแย่สุดๆ ไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา จากการตัดสินใจผ่าตัดวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ แม้ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหา และปีนี้น่าจะยังมีข่าวบริษัทนั่นบริษัทนี่ล้มกันอีก แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า จีนกำลังล้างขยะหนี้ที่ซุกใต้พรมมานานไม่ต่ำกว่า 5 ปีก่อน

 

หุ้นจีนไหลลงต่ำสุดต่อเนื่องมา 3-4 ปี แม้มีวิกฤตแต่เศรษฐกิจยังโตได้

 

ช่วงนี้มีแต่คนพูดถึงตลาดหุ้นจีนที่ถูกที่สุดในโลก หลังจากปี 2023 ดิ่งลงแรงที่สุด เมื่อเทียบกับความสามารถของผลกำไรที่คาดหวังจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ข้อมูลจาก Bloomberg ที่สำรวจความคิดเห็นจากตลาดนักวิเคราะห์กว่า 470 คนที่มีมุมมองการลงทุนต่อตลาดหุ้นจีน โดยผลสำรวจที่ออกมาราว 33% หรือสัดส่วน 1 ใน 3 ของกลุ่มสำรวจ ตอบว่าจะเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนในช่วง 12 เดือนข้างหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ดีขึ้นกว่าเดือนสิงหาคม 2023 ที่มีเพียง 19% ที่ตัดสินใจจะลงทุนในหุ้นจีน อย่างไรก็ตาม ก็ยังมองว่าจีนมีความเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงเรื่องภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนในปี 2024

 

ถ้าดูดัชนี MSCI China หุ้นจีนเคยทะยานขึ้นสูงสุดในช่วงต้นปี 2021 หลังจากนั้นทรุดตัวลงราว 60% เข้าสู่ภาวะตลาดหมีเป็นเวลานานถึง 2 ปี เนื่องจากความกังวลวิกฤตหนี้ภาคอสังหาระเบิด ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ซึ่งการปรับลดลงดังกล่าว ทำให้หุ้นจีนอยู่ในกลุ่มที่ราคาถูกที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับผลกำไร

 

ส่วนผลสำรวจของ Bank of America Corporation ระบุว่า ตลาดหุ้นจีนเป็นตลาดที่นักลงทุนปรับลดน้ำหนักการลงทุนมากสุดในภูมิภาค แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ปัจจัยที่เป็นปัญหาใหญ่ของจีนปีนี้ เรื่องแก้วิกฤตอสังหายังเป็นเรื่องที่นักลงทุนคำนึงถึงมากที่สุด

 

เมื่อต้นปี 2023 จีนเริ่มเปิดเมืองหลังโควิด ตลาดหุ้นสดใสได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะรัฐบาลตัดสินใจปล่อยให้ยักษ์ใหญ่อสังหา ‘Evergrande’ ล้มละลาย หลังจากที่ไม่สามารถแก้ปัญหา ‘ขาดสภาพคล่อง’ ได้ และมีอีกหลายบริษัทล้มละลายตามมา เช่น Country Garden, Sunac Holdings, China Aoyuan Group และเมื่อต้นปีนี้บริษัทลูกในเครืออสังหา ‘Xinyuan Real Estate’ ก็ยื่นล้มละลาย ข่าวพวกนี้ยังคงเข้ามาในปีนี้ ขณะที่ปีที่แล้วนักลงทุนเทขายหนีตายในตลาดหุ้นจีน Sell on fact รับข่าววิกฤตอสังหาเต็มๆ ปีทีเดียว ถ้าดูเฉพาะปี 2023 ตลาดหุ้นจีนร่วง 11.75% ดัชนี CSI 300 หดตัวลงติดกันเป็นปีที่ 3 ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกงติดลบเป็นปีที่ 4 และนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นจีนมูลค่าสุทธิไม่ต่ำกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ในส่วนของดัชนีฮ่องกง ​Hang Seng Index ปีที่ผ่านมาก็มีการปรับลดลงถึง 15.38%

 

ถ้าดูในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าจีนได้ผ่านวิกฤตหนักๆ มาเยอะมาก เริ่มตั้งแต่จีนเกิดการแพร่ระบาดของโควิดในปี 2020 ระหว่างทางเกิดวิกฤตหุ้นเทคจีนซ้ำเติม เนื่องจากรัฐบาลจีนเข้ามาจัดการควบคุมธุรกิจเทคโนโลยี หลังจากที่เชือดยักษ์ฟินเทค ‘Ant Group’ ของ ‘Jack Ma’ ที่มีแผนจะระดมทุนเข้าตลาดหุ้น ตามมาด้วยบริษัทเทคที่อยู่ในธุรกิจต่างๆ อย่างเกมติวเตอร์ออนไลน์ ฯลฯ กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ฝรั่งเรียกกันว่า “จีนยิงเท้าตัวเอง” ตลอดปี 2021 ตลาดหุ้นจีนยังร่วงหนัก แม้ว่าเศรษฐกิจจีนเติบโตสูงถึง 8.1% จากปี 2020 ที่ GDP โตแค่ 2.2% ภายใต้วิกฤตโควิดก็ตาม

 

ในปี 2022 จีนเจอวิกฤตใหญ่อีกครั้ง เมื่อเซี่ยงไฮ้ยกระดับใช้มาตรการ Zero-COVID อย่างเข้มข้น สวนทางกับต่างประเทศที่ทยอยเปิดเมืองกันแล้ว ทำให้ประชาชนจีนต่อต้านรัฐบาลและเกือบเกิดการลุกฮือขึ้นมา ตลาดหุ้นร่วงอีกระลอกจนกระทั่งประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยอมยกเลิกมาตรการ Zero-COVID ในช่วงปลายปี ช่วยเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2022 โดยผลกระทบจากมาตรการ Zero-COVID ฉุดเศรษฐกิจจีนโตแผ่ว 3%

 

และอีกวิกฤตที่เรื้อรังนานสุดจนถึงปัจจุบัน นั่นคือปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่ยกระดับขึ้นมาจากหลายปีก่อนที่เกิด ‘สงครามการค้า’ หรือ Trade War มีการกีดกันการค้าผ่านการเก็บภาษีสินค้าต่างๆ ในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และยกระดับเป็น Chip War ซึ่งเป็นมหาสงครามทรัพยากรแห่งอนาคต และสหรัฐฯ ยังจับมือไต้หวันห้ามส่งชิปเทคโนโลยีให้จีน เพื่อสกัดกั้นจีนพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก ทำให้นักลงทุนต่างชาติต้องถอนทัพโรงงานผลิตออกจากจีนจำนวนมาก

 

จะเห็นว่าไม่ว่าจีนจะเจอกี่วิกฤตเข้ามาก็ตาม เศรษฐกิจก็ยังสามารถขยายตัวได้ และยังมีบริษัทในบางกลุ่มที่ยังมีผลกำไรอยู่ ล่าสุดปี 2023 จีนยังโชว์ผลงานดีออกมาด้วย GDP เติบโต 5.2% สูงกว่าที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมาย GDP เติบโต 5%

 

รัฐบาลจีนทุ่มหมดหน้าตัก สัญญาณการฟื้นตัวเด่นชัด

 

สำหรับปี 2024 IMF คาดการณ์ GDP จีนเติบโต 4.6% เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนยังอยู่ทิศทางขาลง รัฐบาลยังจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากซัพพลายที่ล้นตลาดจำนวนมาก และการส่งออกสินค้าจีนลดลงในตลาดต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยปีนี้จะโฟกัสด้านกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะด้านการใช้จ่ายบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ซึ่งเชื่อว่า 2 เครื่องยนต์ใหญ่ของจีนจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนให้ขยายตัวต่อไป เพราะอย่าลืมว่าจีนยังมีเสาหลักภาคธุรกิจอื่นๆ ที่สำคัญๆ อยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว ธุรกิจเทคโนโลยี ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานสะอาด ธุรกิจเฮลท์แคร์ ที่เติบโตสูงในช่วงปีที่ผ่านมา และยังมีศักยภาพดีต่อเนื่องในระยะยาวตามเมกะเทรนด์โลก

 

ด้านการลงทุนในภาครัฐ หลังจากที่ปลายปีที่แล้วรัฐบาลจีนได้ออกพันธบัตร 1 ล้านล้านหยวน หรือ 1.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งมีการจัดสรรงบประมาณไปยังรัฐต่างๆ โดยจะเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยสร้างการจ้างงาน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง และผลการดำเนินงานมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

ส่วนการลงทุนในภาคเอกชน หลังจากที่จีนเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยมีเป้าหมายการเติบโตเชิงคุณภาพ และให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแบบ Deep Tech (เทคโนโลยีระดับสูงที่มีความซับซ้อนเชิงลึก) เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และป้องกันปัญหาคอขวดของเทคโนโลยี พัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ของตัวเอง เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ทำให้รัฐบาลสนับสนุนให้ภาคเอกชนปรับตัวไปตามเป้าหมาย

 

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ในช่วงที่ผ่านมา จีนให้เงินอุดหนุนและผลักดันให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV ในจีนสามารถยกระดับคุณภาพของรถยนต์ไฟฟ้าและแข่งขันทางราคากับรถ EV ค่ายต่างๆ ได้สำเร็จ ทำให้ยอดขายรถ EV ค่าย BYD ของจีนแซงหน้าค่าย Tesla ของสหรัฐฯ ไปเรียบร้อย จีนยังเป็นเจ้าตลาดผลิตแบตเตอรี่รถ EV ด้วย วันนี้จีนครองตลาดรถ EV บนเวทีโลก ซึ่งจีนมี Supply Chain อีกจำนวนมากที่จะเติบโตตามๆ กัน ซึ่งทั่วโลกมองว่า จีนพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงได้ชนิดหายใจรดต้นคอสหรัฐฯ แล้ว

 

มาดูด้านการใช้นโยบายการเงินในปีนี้ จีนมีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายได้เต็มที่มากขึ้น หลังจากปีที่แล้วที่เจอสถานการณ์เงินหยวนอ่อนค่าลงมาก ทำให้ธนาคารกลางจีนไม่สามารถใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและลดดอกเบี้ยได้เต็มที่มากนัก เพราะฉะนั้น หากปีนี้ Fed มีการปรับลดดอกเบี้ยลงตามที่ตลาดคาดการณ์ จะทำให้ธนาคารกลางจีนหายใจได้โล่งขึ้น เนื่องจากยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นสินเชื่อ รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินด้วย

 

ผมเชื่อว่าในปี 2024 จีนมีโอกาสกลับมาโดดเด่นอีกครั้งได้จากสัญญาณที่ค่อยๆ ฟื้นตัวให้เห็น รัฐบาลจีนทุ่มหมดหน้าตัก เราน่าจะได้เห็นมาตรการออกมาอีก ทั้งแก้ปัญหาภาคอสังหา กระตุ้นกำลังซื้อ และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตต่อเนื่อง บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น เรียกความเชื่อมั่นกลับมาให้ตลาดหุ้นจีนอีกครั้ง

 

และถ้ามองในระยะกลางถึงระยะยาว หลังจากที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ยุคที่ 3 ตั้งเป้าหมายระยะกลางในปี 2025 จีนจะเป็นยุคที่มีความมั่งคั่งรุ่งเรืองร่วมกัน ซึ่งหมายถึงประชากรชาวจีนจะมีรายได้ดี กินดีอยู่ดี ภาพในอนาคตของจีนมีโอกาสที่จะขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งหมายถึงตลาดหุ้นเติบโตตามไปด้วย

 

โอกาสหุ้นจีนฟื้นตัวมีแค่ไหน…จุดวัดใจนักลงทุนระยะยาว

 

ถ้าถามว่าตลาดหุ้นจีนยังมีแรงซื้ออยู่หรือไม่ หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติเทไปแล้ว ตอนนี้จีนกำลังสร้างนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้ามาตลาดหุ้นครับ ล่าสุดกระทรวงการคลังของจีนกำลังพิจารณาจะขยายขอบเขตการลงทุนของกองทุนประกันสังคมที่มูลค่าสูง 2.88 ล้านล้านหยวน (4.06 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) สามารถเข้าลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น การลงทุนโดยตรงในสินเชื่อธนาคาร ตั๋วเงินคลัง กองทุนอุตสาหกรรม และกองทุนหุ้น ยังรวมถึงกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETFs) กองทุนดัชนี และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อกระจายการลงทุนของกองทุนและเพิ่มผลตอบแทน

 

นักวิเคราะห์ในจีนก็มองว่า การขยายขอบเขตการลงทุนของกองทุนประกันสังคมจะเกิดผลดีมากกว่าครับ ทั้งนี้ กองทุนประกันสังคมของจีนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7.66% ถือว่าค่อนข้างดี หน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์ของจีนยังได้อนุมัติการจัดตั้งกองทุนรายย่อย 37 กองทุน ประกอบด้วย กองทุน Exchange-Traded Funds (ETFs) 10 กองทุนที่อ้างอิงดัชนี CSI 2000 ซึ่งเป็นดัชนีรวบรวมหุ้นขนาดเล็กและ ETFs ที่เน้นเทคโนโลยีอีก 7 กองทุน นอกจากนี้ยังมีกองทุนรวมนวัตกรรมอีก 20 กองทุนด้วย และยังลดภาษีอากรแสตมป์ในการซื้อขายหุ้นจาก 0.1% เหลือ 0.05% มีผลทันที ถือเป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2008

 

เรียกว่ารัฐบาลจีนก็ให้ความสำคัญกับการเข้ามาฟื้นฟูตลาดหุ้นอยู่ โดยธรรมชาติของตลาดหุ้นย่อมมีขึ้นมีลงอยู่ตลอด แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคในระยะยาว เพราะถ้ามีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันมากๆ ก็จะทำให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

มองในอีกแง่หนึ่ง นี่อาจเป็นโอกาสดี ได้หุ้นจีนที่ดีในราคาที่ถูกก็ได้ เพราะไม่มีใครรู้ว่ามันลงมาต่ำสุดแล้วหรือยัง เรียกได้ว่าเหมือนเป็นจุดวัดใจของหลายๆ คน

 

สำหรับใครที่ติดดอยหุ้นจีนอยู่ ไม่รู้จะขายขาดทุนดีหรือถือต่อดี ขึ้นอยู่กับว่าคุณขาดทุนมากแค่ไหน หากคุณขาดทุนมากจริงๆ คุณจำเป็นต้องทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลต่างๆ ว่า หุ้นที่ถืออยู่ยังมีโมเดลธุรกิจที่มีอนาคตการเติบโตแค่ไหน มีความทนทานแค่ไหน และที่สำคัญมีความสามารถทำกำไรได้อยู่หรือไม่ คุณยังเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตและราคาหุ้นในอนาคตเพียงใด ผมเชื่อว่าคุณจะได้คำตอบที่ดีครับ

 

ส่วนใครที่ยังอยากหาหุ้นจีนที่มีราคาถูกเพื่อลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ผมแนะนำเลือกหาหุ้นรายตัวดีๆ ของจีนและทยอยลงทุน ซึ่งคุณสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลหุ้นจีนได้ง่ายๆ ที่ Jitta.com ที่มีการจัดอันดับ (Ranking) ไว้ โดยสามารถเลี่ยงภาคอสังหาและการเงิน แล้วเลือกหุ้นจีนในกลุ่ม Defensive ที่ยังมีการเติบโต หรือหุ้นที่มีโมเดลธุรกิจแข็งแรง หุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยหรือการลงทุน และอย่าลืมชั่งน้ำหนักความเสี่ยงกับโอกาสลงทุนของตัวคุณเองก่อนจะตัดสินใจลงทุนหุ้นจีน

 

ผมขอบอกเพื่อนนักลงทุนทุกท่านว่า การลงทุนให้ประสบความสำเร็จคงไม่ต่างอะไรกับการปลูกต้นไม้ใหญ่ ที่ระหว่างทางต้องหมั่นรดน้ำ พรวนดิน อาศัยเวลาในการเจริญเติบโต เพื่อให้ต้นไม้ของเราแตกกิ่งก้าน มีรากฐานที่แข็งแรง

 

การลงทุนระยะยาวก็เช่นกันครับ…หากคุณลงทุนในกิจการที่ดี กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม มีวินัยลงทุนต่อเนื่องสม่ำเสมอ ด้วยเวลาที่มากพอ พอร์ตลงทุนของคุณก็จะค่อยๆ ผลิดอกออกใบ เติบใหญ่อย่างมั่นคงไม่ต่างกันครับ และขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของทุกท่านครับ

The post จับชีพจรตลาดหุ้นจีน มีโอกาสฟื้นตัวแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตั้งเป้าสร้างวินัยการเงิน เตรียมพร้อมรับปี 67 รับมือกระแสโลกผันผวนมากขึ้น https://thestandard.co/financial-prepare-to-welcome-2024/ Sun, 24 Dec 2023 05:00:37 +0000 https://thestandard.co/?p=880367

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าปีใหม่แล้ว…คุณคิดว่าการลงทุนในช่วงท […]

The post ตั้งเป้าสร้างวินัยการเงิน เตรียมพร้อมรับปี 67 รับมือกระแสโลกผันผวนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าปีใหม่แล้ว…คุณคิดว่าการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกันบ้างครับ?

 

หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว หรือมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาว บอกได้เลยว่ามันก็ไม่ได้ง่าย…จนหลายๆ ครั้งอยากตะโกนว่า อิหยังวะ!!

 

แต่นี่คือสัจธรรมของชีวิต ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ยิ่งเส้นทางชีวิตของนักลงทุนยิ่งไม่มีทางที่จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบตลอดทางครับ เพราะระหว่างทางในการลงทุนคุณจะเจอทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา

 

ต้องยอมรับว่าในโลกการลงทุนปัจจัยส่วนมากเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ค่อยได้ซะมากกว่า เช่น รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบาย ภาวะสงครามที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change

 

แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ก็คือหลักการลงทุน การมีวินัยในการลงทุน วินัยในการปรับพอร์ต ซึ่งทุกปลายปีสิ่งที่เราควรทำนั่นก็คือการนั่งพิจารณา 2 ปัจจัยเหล่านี้ว่าปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ในปีนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วสิ่งที่เราควบคุมได้เราทำได้ดีหรือไม่

 

Warren Buffett เคยพูดเอาไว้ว่า เวลาที่เราลงทุนในบริษัทที่ดีอย่าไปโฟกัสที่การขึ้นหรือลงของราคาสินทรัพย์ในระยะสั้นมากนัก แต่ให้ดูที่ ‘มูลค่าของสินทรัพย์’ ที่เราลงทุน ถ้ามูลค่ายังเติบโตขึ้นได้ ราคามันจะลงก็ไม่เป็นอะไร เพราะวันหนึ่งราคาจะขึ้นไปตามมูลค่าเอง

 

ส่วนปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้มักส่งผลกับการลงทุนของเราในระยะสั้นๆ แต่ถ้าหลักการลงทุนของเราดี ปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้จะมีผลน้อยลงไปเรื่อยๆ ในการลงทุนระยะยาว

 

ต้องบอกว่านับวันเราจะเจอกับเรื่องราวที่ควบคุมไม่ได้มากยิ่งขึ้นครับ เพราะเราอยู่ในโลก Digitalization จะยิ่งส่งผลกระทบ Sentiment การลงทุนแบบลมเพลมพัด

 

ผมขอมา Round Up ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโค้งท้ายปีนี้ให้ก่อนนะครับ แล้วจะต่อด้วยกลยุทธ์การรับมือสำหรับการลงทุนในปีมังกร 2567

 

Fed จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยส่งท้ายปี

 

ข่าวดีๆ มาแรงส่งท้ายปี 2566 ในเวลานี้ที่โลกจดจ่อรอมานานกันทั้งปี นั่นก็คือการส่งสัญญาณชัดเจนจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีนี้ (วันที่ 13-14 ธันวาคม 2566) โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มีมติเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 5.25-5.50% พร้อมส่งสัญญาณสิ้นสุดวงจรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว

 

การออกมาประกาศชัดเจนของ Fed จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยในโค้งท้ายปีแบบนี้ และยังส่งสัญญาณด้วยว่าปีหน้าจะเห็นการลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 1.25% รวมๆ ก็ 0.75% โดยคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นในเดือนมีนาคม 2567 จากเดิมที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในการประชุมเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ภาพนี้สะท้อนความคาดหวังว่า Fed กำลังประคองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไหลลงแบบ Soft Landing

 

ข่าวบวกแบบนี้หุ้นทั่วโลกก็พุ่งแรงโค้งท้ายปีกันสิครับ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุด S&P 500 ก็ทำ New High ส่งท้ายปีไปเรียบร้อยแล้ว

 

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน 5.25-5.50% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปีของสหรัฐฯ และการคงอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นการคงอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งติดต่อกัน หลังจากที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องถึง 11 ครั้ง นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

 

ขณะที่ข้อมูลจากเอกสารข่าวเผยแพร่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวชี้วัดล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาสที่ 3 การจ้างงานได้ชะลอลงตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ยังคงแข็งแกร่ง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ อัตราเงินเฟ้อได้ผ่อนคลายลงในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ยังคงสูง

 

ระบบธนาคารของสหรัฐฯ มีเสถียรภาพและมีความสามารถในการรับมือวิกฤตและฟื้นตัว (Resilient) เงื่อนไขทางการเงินและสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับครัวเรือนและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ขอบเขตของผลกระทบเหล่านี้ยังคงไม่แน่นอน คณะกรรมการยังคงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

 

คณะกรรมการจะยังคงประเมินข้อมูลที่เข้ามาเพิ่มเติมและผลกระทบของมันที่มีต่อนโยบายการเงินต่อไป ในการพิจารณาขอบเขตของการกำหนดนโยบายเพิ่มเติมใดๆ ที่อาจเหมาะสมเพื่อที่จะนำอัตราเงินเฟ้อให้กลับลงไปอยู่ที่ 2% เมื่อเวลาผ่านไป คณะกรรมการจะพิจารณาถึงความเข้มงวดสะสมของนโยบายการเงิน ความล่าช้าที่นโยบายการเงินส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ และพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงิน

 

ด้าน Bloomberg ก็รายงานว่า Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากแรงกดดันด้านราคากลับมา เขาชี้ว่าขณะนี้ผู้กำหนดนโยบายกำลังหันมาให้ความสำคัญกับการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงลดลงสู่เป้าหมาย 2%

 

Powell เน้นย้ำว่าการคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยไม่ใช่แผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ยอมรับว่าในการประชุมสัปดาห์นี้ ผู้กำหนดนโยบายการเงินได้หารือกันถึงคำถามที่ว่าเมื่อใดจึงจะเหมาะสมที่จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ย

 

ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งแรง ดัชนีดาวโจนส์พุ่งทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลร่วงลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าในตลาดพุ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน นักลงทุนก็ได้เพิ่มเดิมพันว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคมเกือบจะแน่นอนแล้ว

 

มองข้ามช็อตปีมังกร ‘เศรษฐกิจกับตลาดหุ้นใหญ่’

 

ผมมองว่าตอนนี้ตลาดลดความกังวลในดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ลงแล้ว แต่ถ้าจะมองข้ามช็อตเศรษฐกิจในปีมังกรก็เชื่อว่าคงไม่ได้สดใสไปกว่าปีนี้ โดยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกน่าจะชะลอตัวลงจากปีนี้และสภาพคล่องทั่วโลกน่าจะเกิดภาวะตึงตัวขึ้น ผลจากการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายทศวรรษจะส่งผลกดดันต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ทั้งภาคบริการและภาคการผลิต ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางต่างๆ และมีแนวโน้มว่าจะปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ ธนาคารกลางต่างๆ ยังต้องเฝ้าระวังและควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ตามเป้าหมาย

 

ถ้าดูจากคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ที่มองว่าเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้วจะชะลอตัวลงต่อเนื่อง แต่ยังสามารถขยายตัวได้ ส่วนเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา แม้จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้างแต่จะยังขยายตัวได้ในอัตราที่สูงกว่าหากเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม ADB ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียปีนี้เป็น 4.9% จากเดิม 4.7% ขานรับเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว แต่ปีหน้าคง GDP ที่ 4.8%

 

โดยภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 2567 แม้ชะลอตัวแต่มีน้ำหนักไม่มากที่จะเข้าสู่ ‘ภาวะถดถอย’ ที่ทั่วโลกกลัวกัน แต่ก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีหลายๆ ปัจจัยที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงเหตุการณ์สงครามที่ยากต่อการคาดการณ์

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโมเมนตัมที่แผ่วลง แต่ก็ยังมีโอกาสขยายตัวได้จากแรงสนับสนุน ทั้งวัฏจักรการผลิต การย้ายฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ (Reshoring) จากภาวะการย้อนกลับของโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) และมาตรการกระตุ้นการลงทุน ซึ่งส่งผลให้ผลิตภาพของแรงงานปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังมีแรงกดดันสภาพคล่องตึงตัวจากมาตรการ QT ที่เข้มข้นขึ้น ฝั่งนโยบายการคลังของสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาเพดานหนี้สาธารณะที่สูงมาต่อเนื่องหลายปี โดยยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหา จะเห็นได้จากปีนี้ถูกลดอันดับเครดิตเรตติ้งของประเทศลง​ ที่สำคัญปี 2567 สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการพลิกขั้ว Donald Trump จากพรรครีพับลิกัน อาจจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเขาอาจทำให้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีโอกาสขยายตัวได้ ขณะที่ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน Joe Biden มีท่าทีเจรจาสร้างความสัมพันธ์เป็นมิตรกับจีนมากขึ้น ประเด็นเหล่านี้คงต้องคอยติดตามกันต่อไป

 

เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มชะลอตัวทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลางจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ปัญหาฟองสบู่แตกของภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ และปัญหาภาคส่งออกที่อ่อนแรง ซึ่งจีนไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากเหมือนในอดีต รัฐบาลจีนเองก็พยายามหามาตรการต่างๆ มาช่วยพยุงเต็มที่ เช่น การปรับลด Loan Prime Rate 2 ครั้งในปีนี้ เพื่อกระตุ้นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ มีการเพิ่มการขาดดุลจาก 3% เป็น 3.8% ธนาคารกลางจีนยังต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP จีนเติบโตระดับต่ำกว่า 5% แต่ในระยะยาวยังมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่อันดับสามของโลกรองจากสหรัฐฯ และจีน ก็กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องปรับท่าทีนโยบายการเงินที่สวนทางสหรัฐฯ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินผ่านการยกเลิกมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า และยกเลิกนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในช่วงครึ่งหลังของปี และเช่นเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ระดับสูงกว่า 200% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็เตรียมเสนอมาตรการด้านภาษีนาน 10 ปี เพื่อกระตุ้นการผลิตใหญ่ใน 5 ภาคส่วน ซึ่งรวมถึง EV และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่อเนื่อง

 

ปีหน้าแนวโน้มการลงทุนเป็นอย่างไร กลยุทธ์รับมือให้รอด

 

ถ้าจะพูดถึงว่าเราจะลงทุนอะไรที่ได้ผลตอบแทนเยอะๆ ในมุมมองนักลงทุน VI ก็คือการลงทุนในประเทศที่วิกฤต ซึ่งถูกเทขายจนราคาลดลงมาแล้วแต่มูลค่าจริงยังดีอยู่ สิ่งที่เราลองศึกษาข้อมูลดูก็จะพบว่าผลตอบแทนหลังวิกฤตของ Jitta Ranking จะดีมาก

 

เช่น หลังวิกฤต COVID-19 ผลตอบแทน Jitta Ranking ชนะดัชนีหลักสูงมากๆ เพราะว่าพอเกิดวิกฤตคนเทขายหุ้นเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเราเจอหุ้นดีราคาถูกมันก็จะวิ่งกลับมาได้เร็ว และถ้าถามว่าจะลงทุนประเทศไหนดี ก็ต้องบอกว่าประเทศที่หุ้นตกเยอะขณะที่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ดีและราคาหุ้นยังถูก

 

ส่วนตัวผมถ้าดูจากข้อมูลตลาดที่ดีราคาถูกก็คือประเทศจีน เพราะ GDP ยังดีและมีการเติบโตอยู่ จากสถิติที่ผ่านๆ มา ในช่วงเวลา 10 ปี หุ้นจะขึ้น 7 ปี ลง 3 ปี ตลาดหุ้นจีนลงมาแล้ว 3 ปีติด หุ้นจีนปัจจุบันการเติบโตยังมีอยู่และราคาก็ค่อนข้างถูก แต่ถ้าแยกดู แบ่งเป็น 2 ภาค คือภาคธุรกิจ ก็อาจยังไม่ดีตามภาวะเศรษฐกิจจริงๆ แต่ว่าในภาคบริการ ภาคเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ ธุรกิจดีขึ้น รายได้และกำไรโตขึ้น ซึ่งราคาหุ้นลงทั้งตลาด แต่นี่อาจจะเป็นโอกาสลงทุนที่ดีก็ได้ครับ

 

ถ้าไปดูเพิ่มเติมในหุ้นจีนรายตัวมีหลายตัวที่รายได้และการเติบโตของธุรกิจยังดีอยู่แต่ราคาต่ำลงในรอบหลายปี และปัจจุบันหุ้นจีนบางตัวมีเงินสดอยู่ประมาณ 20% ของ Market Cap แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าหุ้นจีนบางตัวตอนนี้ราคาถูกผิดปกติแล้ว

 

แต่หุ้นจีนก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ระดับหนึ่ง เพราะหลายๆ ตัวก็เหมือน ‘ยังลงไม่สุด’ แต่ว่าธุรกิจอาจจะเติบโตขึ้น ซึ่งถ้าใครมีแผนจะลงทุนระยะยาวอยู่แล้วก็อาจจะเริ่มทยอยลงทุนไปเรื่อยๆ ได้แล้ว และยังต้องติดตามคือนักลงทุนต่างประเทศจะกลับไปลงทุนในหุ้นจีนหรือไม่

 

ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือเวียดนาม ปี 2565 ปรับตัวลงมาระดับหนึ่ง และค่อยๆ กลับขึ้นมาในปีนี้ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตกว่า 5.8% อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก และกำลังเตรียมพร้อมเป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือตลาดหุ้นกำลังพัฒนา แสดงว่ามีโอกาสที่ในอนาคตเงินจะไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเยอะขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่เป็นประเทศที่เรายังไม่สามารถลงทุนได้เต็มที่ แต่ถ้ามองในภาพรวม การเติบโตต่างๆ ก็ดูสมเหตุสมผล แต่ไม่ได้ดูราคาถูกมากเมื่อเทียบกับหุ้นจีน

 

จริงๆ แล้วผมก็ยังมองว่าหุ้นสหรัฐฯ ก็เป็นอีกตลาดหุ้นที่ยังน่าสนใจ เพราะปีหน้ามีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นต่อ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีเล็กๆ

 

อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยเสี่ยงใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังในปีหน้าคือตลาดการเงินทั่วโลก ‘ผันผวนมากยิ่งขึ้น’ ในปี 2567 จากการเลือกตั้งครั้งใหญ่หลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ, สหภาพยุโรป, อินเดีย, รัสเซีย, อินโดนีเซีย และไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้ตลาดกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป

 

สุดท้ายแล้วก็เหมือนที่พูดไปว่า การลงทุนมีทั้งปัจจัยที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ซึ่งในปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เราก็ควรรู้เอาไว้เพื่อจะได้มองความเป็นไปได้ในอนาคตอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เราจะได้วางแผนการลงทุนได้ถูกต้อง หรือหาโอกาสในการลงทุนได้ถูกต้อง

 

จริงๆ แล้วกลยุทธ์การลงทุนที่ง่ายและใช้ได้ตลอดกาลอย่าง DCA เป็นการลงทุนถัวเฉลี่ย ยิ่งเรามีวินัยการลงทุนจะทำให้เงินทำงานไปเรื่อยๆ ในระยะยาวคุณจะเห็นผลตอบแทนเป็นเงินก้อนใหญ่จริงๆ ครับ

 

ผมขอยกตัวอย่างการลงทุนในดัชนี S&P 500 ตั้งแต่ปี 2543-2564 ถ้าเราลงทุนด้วยวิธีซื้อครั้งเดียว 10,000 บาท ระหว่างทางก็มีขึ้นลงบ้าง แต่สุดท้ายถ้าถือมาเรื่อยๆ 20 ปี จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ +5.66% ต่อปี ซึ่งก็ไม่ได้แย่เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยฝากธนาคาร

 

แต่ถ้าลงทุนแบบ DCA เดือนละ 10,000 บาท ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่สูงถึง +9.59% ต่อปีเลยทีเดียว ซึ่งไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทบต้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันเหมือนการสะสมเงินด้วย ลงทุนครั้งเดียว 10,000 บาท เมื่อผ่านไป 20 ปี จะมีเงินอยู่ในพอร์ตประมาณ 30,000 กว่าบาท โดยมีวินัยลงทุน DCA ทุกเดือน นอกจากผลตอบแทนเฉลี่ยจะเยอะขึ้นแล้ว เรายังได้สะสมเงินไปเรื่อยๆ ด้วย ผ่านมา 20 ปี เงินในพอร์ตจะอยู่ที่ 8 ล้านกว่าแล้วสุดท้ายมันจะทบต้นด้วยครับ

 

ข้อดีของการ DCA ไปเรื่อยๆ คือการลดความผันผวนของพอร์ต ซึ่งถ้า DCA ไปเรื่อยๆ สักพักพอร์ตของคุณจะไม่ติดลบแล้ว แต่ก็ต้อง DCA ในสินทรัพย์ที่ดีและโตไปเรื่อยๆ ในอนาคตได้ด้วยนะครับ

 

แม้เราอาจจะควบคุมจังหวะในการลงทุนของเราไม่ได้ เพราะมันเป็นปัจจัยภายนอก แต่สิ่งที่เราควบคุมได้และจะทำให้พอร์ตของเราเติบโตไปได้คือการใส่ปุ๋ย หมั่นเพิ่มเงินต้น DCA ไปเรื่อยๆ ทุกเดือน พอผ่านไป 10-20 ปี คุณจะตกใจกับผลตอบแทนทบต้นของการ DCA ของคุณ

 

นี่คือพลังของการ DCA ครับ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณตั้งหลัก ‘สร้างวินัยการลงทุน’ รับปีมังกร รวยๆ ปังๆ ฝันเป็นจริงนะครับ

The post ตั้งเป้าสร้างวินัยการเงิน เตรียมพร้อมรับปี 67 รับมือกระแสโลกผันผวนมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดปรอทเศรษฐกิจจีน ถึงเวลากล้าลงทุนหรือยัง https://thestandard.co/is-it-time-to-dare-to-invest/ Thu, 16 Nov 2023 08:56:46 +0000 https://thestandard.co/?p=866355

ปีนี้เป็นปีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของจีน เมื่อรัฐบาลจีนตัด […]

The post วัดปรอทเศรษฐกิจจีน ถึงเวลากล้าลงทุนหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปีนี้เป็นปีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของจีน เมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจปลดระเบิดเวลาจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทั่วโลกเฝ้าจับจ้องมานานหลายปี นับเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านหยวน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งเหว แน่นอนว่าข่าวนี้เป็นปัจจัยบวกให้ตลาดหุ้นจีนเด้งขึ้นและเป็นแรงส่งไปถึงตลาดหุ้นเอเชียด้วย 

 

แต่ช้าก่อน นี่เป็นเพียงการปรับตัวขึ้นระยะสั้นของตลาดหุ้นเท่านั้น เพราะจีนยังอยู่ในภาวะสะสางปัญหาใหญ่ ยังมีอีกหลายปัญหาที่จะเกิดตามมาทั้งในประเทศและยังมีปัญหานอกประเทศที่รุมเร้าอีก หลังจากนี้จะเห็นอะไรเกิดขึ้นอีกในทางข้างหน้าจึงยังไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ ส่วนใหญ่แค่รู้ว่าจีนกำลังรื้อของเก่าและสร้างรากฐานใหม่ขึ้นมา ได้แต่หวังว่าจีนจะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งเหวในระยะข้างหน้าครับ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในครั้งนี้อาจทำให้จีนต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร และอาจทำให้โอกาสที่จีนจะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกแซงสหรัฐอเมริกาล่าช้าออกไปก็เป็นได้ เป็นเรื่องที่เราค่อยมาว่ากันอีกที่หลังเห็นจีนตั้งหลักชัยใหม่ได้ดีกว่าครับ

 

หากย้อนกลับไปถึงคำพูดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ได้ออกตัวตั้งแต่ช่วงรับตำแหน่งสมัยที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2022 ว่า “จะเน้นสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคุณภาพสูง” ต่างจากอดีตที่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณด้วยตัวเลขสูงๆ พร้อมกับเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง ลดการพึ่งพิงต่างชาติ และสร้าง New Economy ที่ผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาวตามแผนพัฒนาประเทศที่วางไว้

 

ผมขอย้ำว่า พอร์ตใครที่ลงทุนหุ้นจีนอยู่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ต้องอดทนให้ได้มากที่สุดครับ ถ้าคุณคิดว่าได้ลงทุนหุ้นจีนอย่างมีหลักการและมาถูกทางแล้ว คุณคงต้องท่องคาถา ‘ลงทุนเพื่ออนาคต’ เอาไว้ตลอดนะครับ เพราะถ้าพูดถึงศักยภาพการเติบโตของจีนในระยะยาวก็ยังมีอยู่ครับ เพียงแต่ในระยะสั้นจีนกำลังกวาดขยะที่ซุกใต้พรมมานานหลายปี และยังพัวพันไปกับรัฐบาลท้องถิ่นอีก เพราะฉะนั้นปัญหาต่างๆ จึงต้องใช้เวลาแก้ไขอยู่นานพอสมควร

 

ความท้าทาย จีนทุ่มเงิน 1 ล้านล้านหยวนฟื้นฟูเศรษฐกิจ…ยื้อไม่ให้ดิ่ง

 

โค้งสุดท้ายของปี 2023 สิ่งที่ทั่วโลกอยากเห็นมาตลอดก็เกิดขึ้น จีนอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐสภาของจีนได้อนุมัติการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วมที่ผ่านมา และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของเมืองต่างๆ

 

จีนได้เพิ่มการขาดดุลงบประมาณในปี 2023 อย่างมีนัยสำคัญเป็น 3.8% ของขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP จากเดิมกำหนดไว้ที่ 3% รัฐบาลมีเป้าหมายว่าพันธบัตรจะป้องกันการใช้เงินทุนในทางที่ผิด และแม้ว่าหนี้ของรัฐบาลกลางจะเพิ่มขึ้น แต่ทางการยืนยันว่าระดับหนี้ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงการคลังจีนระบุว่า 3 ไตรมาสแรกปี 2023 จีนได้ออกพันธบัตรรัฐบาลมาแล้วกว่า 7.5 ล้านล้านหยวน เป็นเงินค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2022 ที่มีการออกพันธบัตรเพียง 7.5 แสนล้านหยวน ส่วนปี 2021 มีการออกพันธบัตรพิเศษ 1 ล้านล้านหยวน เพื่อรองรับการแก้ปัญหาวิกฤตโควิด 

 

แผนการใช้เงินของจีนในรอบนี้ จำนวนครึ่งหนึ่งของเงินทุนที่ได้จากการออกหุ้นกู้จะถูกจัดสรรไปยังรัฐต่างๆ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 

 

สำหรับประโยชน์จากการออกพันธบัตรรัฐบาล ข้อแรกคือกระตุ้นเศรษฐกิจ การออกพันธบัตรใหม่ส่งสัญญาณถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านที่สำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและการบรรเทาภัยพิบัติ การอัดฉีดเงินทุนนี้สามารถกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสในการทำงาน และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ถัดมาคือส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การก่อสร้างวัสดุและสาธารณูปโภค มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงบวกต่อราคาหุ้นของบริษัทที่ดำเนินงานในภาคส่วนเหล่านี้ การใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสามารถผลักดันความต้องการวัตถุดิบและบริการก่อสร้าง นำไปสู่ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นตามมา อีกทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจกลับมาในระยะยาวแก่ประเทศด้วย 

 

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนจากแมคควอรีระบุว่า ปัจจัยนี้ส่งผลบวกให้ตลาดเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีการคาดการณ์ไว้ แต่จำนวนเงินอัดฉีด 1 ล้านล้านหยวนก็ยังไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมได้

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS คาดว่าจีนจะมีมาตรการเพิ่มเติม รวมถึงการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ การปรับอัตราดอกเบี้ย และการลดอัตราส่วนข้อกำหนดเงินสำรองของธนาคาร (RRR) เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป 

 

สำหรับภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในไตรมาส 3 ปีนี้ ขยายตัวได้ 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ เป็นผลมาจากการขยายตัวทางด้านภาคการบริโภคและภาคการผลิตอุตสาหกรรม และตลาดก็คาดหวังว่าจีนจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5% ในปีนี้ได้

 

และในปี 2024 ยังถือเป็นปีที่ท้าทายมากสำหรับจีน IMF คาดการณ์ GDP ของจีนเติบโต 4.5% นักวิเคราะห์หลายคนต่างวิตกกังวลว่าวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจและทำให้แนวโน้มการเติบโตไม่สดใส 

 

แม้แต่ที่ปรึกษานโยบายคณะรัฐมนตรีของจีนยังระบุด้วยว่า แม้ปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 5% แต่ก็มีความกังวลลึกๆ เกี่ยวกับภาคเอกชนที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังขาดการปฏิรูประยะยาวที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การใช้บริโภคแทนการส่งออก ซึ่งจุดมุ่งเน้นในตอนนี้เป็นการรักษาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจ จีนจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างดีสำหรับปีหน้า และลงมือปฏิวัตินโยบายเพื่อให้การเติบโตมีเสถียรภาพ ตอนนี้รากฐานการฟื้นตัวยังไม่ค่อยแข็งแกร่ง 

 

แก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์เพิ่งเริ่มต้น 

 

เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นทั้งผู้บริโภคและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก หากจีนเกิดปัญหาใหญ่ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจฝั่งเอเชียและโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความเสี่ยงวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกเฝ้าจดจ้องอย่างไม่กะพริบ และนักลงทุนต่างชาติได้แห่ขายหุ้นจีนออกกันเป็นจำนวนมากแล้ว หลังจากที่รัฐบาลจีนปล่อยให้ยักษ์ใหญ่ ‘เอเวอร์แกรนด์’ (Evergrande) ล้มไปในปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณร้ายต่อตลาดหุ้นจีนมาอย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดโดมิโนตามมาอย่างแน่นอน และนี่คือระเบิดเวลาของจีน ด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นสัดส่วน 20-30% ของ GDP หากระเบิดขึ้นมาจริง มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจจีนดิ่งลงและกระทบต่อทั้งโลกแน่นอน 

 

ผมเห็นข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจของ Bloomberg ที่ได้สำรวจมุมมองนักวิเคราะห์และผู้จัดการการเงินในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 15 คน ซึ่ง 9 ใน 15 คนนี้มองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนยังไม่ถึงจุดเลวร้ายที่สุด ยังมีโอกาสที่จะเลวร้ายได้อีก และจะผลักดันให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินออก ส่วนผลสำรวจอีก 6 รายมองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของจีนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

 

ตลาดหุ้นจีนโดยรวมตอนนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นเล็กน้อย หลังนักลงทุนมีทัศนคติที่ดีต่อตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นจากมาตรการของภาครัฐและมูลค่าตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลดลงมา ทำให้มีความน่าสนใจ ซึ่งผลสำรวจประมาณ 70% ของผู้ทำแบบสอบถาม ก็ได้วางแผนจะซื้อหุ้นจีนทั้งในแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง แต่ความกังวลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีต่อตลาดหุ้นจีนก็ยังคงมีอยู่ 

 

จับชีพจรตลาดหุ้นจีน ราคาหุ้นถูก ลงทุนอย่างไรให้รอด

 

ถามว่าหุ้นจีนยังน่าสนใจอยู่ไหม? จริงๆ แล้วสำหรับผมมองตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเวลานี้ก็ยอมรับว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนระยะสั้นถึงระยะกลางยังดูหมองๆ อยู่ครับ 

 

ผมเชื่อว่าตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นจีนคงยังบาดเจ็บไม่หายจากการที่รัฐบาลกวาดล้างและตรวจสอบการผูกขาดธุรกิจเทคโนโลยีของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายราย รวมไปถึงหลายๆ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เทคโนโลยี เช่น เกม ติวเตอร์ ถือเป็นปีที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนร่วงลงรุนแรงกว่า 40% และค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า นอกจากนี้จีนยังเผชิญปัญหาสงคราม Chip War เพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งยกระดับมาจากก่อนหน้านี้ที่เป็นสงครามการค้า (Trade War) 

 

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของจีนเปลี่ยนไปหลังการประกาศเปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ประเทศ โดยรัฐบาลจีนมุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และ New Economy ที่ผลักดันเศรษฐกิจให้มีศักยภาพการเติบโตได้ในระยะยาว รวมทั้งการให้ความสำคัญในการพัฒนาและการลงทุนที่อยู่ในเมกะเทรนด์, พัฒนาวิทยาศาสตร์แบบ Deep Tech ในการสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง, ลดการพึ่งพาต่างประเทศ เป็นการปลดล็อกปัญหาคอขวดของเทคโนโลยีที่กำลังเผชิญอยู่กับ ‘สหรัฐอเมริกา’ คู่กรณีใหญ่เวลานี้ การลงทุนต่างๆ เป็นโครงสร้างพื้นฐานมุ่งไปสู่การยกระดับประเทศให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล

 

หากถามว่าตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลงสู่ก้นกระทะหรือยัง? ผมคงให้คำตอบตรงๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน แต่ถ้าดู Valuation ของตลาดหุ้นจีนในปี 2022 เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวขึ้นและลงสลับกัน โดยผลตอบแทนติดลบราว 22% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าปี 2021 

 

โดยภาพรวมปี 2022 ดัชนี Hang Seng ของตลาดหุ้นฮ่องกงให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบราว 18-19% และดัชนี Shanghai Composite ของตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบราว 10% ได้ โดยค่า P/E ซื้อ-ขายกันอยู่ที่ระดับราว 10 เท่าต้นๆ ทั้งนี้ หากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีของทั้งสองตลาดพบว่า ตลาดหุ้นฮ่องกงติดลบกว่า 30% และตลาดหุ้นจีนติดลบกว่า 2% ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

ณ เดือนตุลาคม ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก หากมองผ่านดัชนี Hang Seng ค่า P/E ได้ปรับลงมาอยู่ระดับต่ำเพียง 10.14 เท่า ส่วนดัชนี CSI 300 มีค่า P/E 11.6 เท่า และหากเทียบ Long-Term P/E ระหว่างดัชนี CSI 300 กับ MSCI All Country World Index อยู่ที่ระดับ 12.57 เท่า และ 16.45 เท่า หมายความได้ว่าหุ้นจีนยังถูกกว่าหุ้นโลกถึงราว 23% 

 

ถึงแม้ว่าปีนี้ทั้งปีผลตอบแทนตลาดหุ้นจีนยังไม่สวย ต่างจากความคาดหวังของนักลงทุนทั่วโลกเมื่อต้นปีนี้ที่เคยยกให้ปีนี้เป็นปีทองของหุ้นจีนหลังมีการเปิดเมือง หรือ Reopening เร็วกว่ากำหนด และจีนออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจต่างไปจากที่ตลาดคาดไว้ แต่หากมองภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้เติบโตอยู่ที่ 5.2 % และในไตรมาสสุดท้ายนี้รัฐบาลจีนตัดสินใจอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 แสนล้านหยวน หรือ 50% ของงบเต็ม เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายปี ภายใต้เป้าหมาย GDP เติบโต 5% และหวังจะเป็นแรงส่งไปถึงต้นปีหน้าด้วย แม้ตัวเลข GDP จะต่ำกว่าในอดีตที่เคยเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี แต่ก็ถือว่าไม่ได้เติบโตน่าเกลียดเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ อย่างชาติฝั่งตะวันตก 

 

ดังนั้นหากมองระยะยาว ตัวผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจีนที่วางโรดแมปประเทศ มุ่งเป้าหมายชัดเจนในการปรับเปลี่ยนการลงทุนไปที่อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง พัฒนาอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต และเน้นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและเชื่อมโยงเข้ากับภาคเศรษฐกิจจริง นับเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร และระหว่างทางจะเผชิญกับความท้าทายอีกมาก แต่ถือว่าเป็นย่างก้าวสำคัญต่อการเติบโตเชิงคุณภาพของประเทศจีนในอนาคต และอาจนำไปสู่เส้นทางที่พญามังกรจะกลับมาผงาดขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกแซงสหรัฐอเมริกาในอนาคตก็เป็นไปได้ครับ

 

หากมองแนวโน้มระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานที่จะผลักดันศักยภาพการเติบโตของจีนในอนาคตที่เด่นชัด แต่ในวันนี้ที่มูลค่าของตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในระดับต่ำ ด้วย Forward P/E ที่ระดับ13 เท่า ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ 19 เท่าแบบนี้แล้ว คุณเห็นความหอมหวานในอนาคตเหมือนผมบ้างหรือยังครับ เวลานี้หุ้นจีนมีราคาถูกและน่าสนใจลงทุนระยะยาวจริงๆ นะครับ 

 

ราคาหุ้นจีนจะปรับตัวลงมาถูกมากๆ เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนแบบนี้ และราคาหุ้นอาจมีโอกาสปรับตัวลงได้อีกจากความกังวลของตลาด ทำให้ผมอดคิดถึงวลีเด็ดของคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลก ไม่ได้ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า และกล้าเมื่อคนอื่นกลัว” 

 

เศรษฐกิจกำลังได้รับการแก้ปัญหา แต่หุ้นยังตกรุนแรง เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มาบรรจบกันแบบนี้แล้ว นี่คือโอกาสการลงทุนระยะยาวที่ชัดเจนมาก ดังนั้นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ข้อแรกคือ ศึกษาหาข้อมูลหุ้นที่อยากลงทุนว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใด และธุรกิจมีอนาคตในระยะยาวแค่ไหน รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดปัญหาต่างๆ มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันคุณก็ต้องมีความเชื่อมั่นและไม่หวั่นไหวง่ายๆ เพราะตลาดหุ้นทุกตลาดย่อมอ่อนไหวต่อข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางได้เสมอ 

 

สำหรับผมมองกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนยังเป็นหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ โดยเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงและมีโอกาสเติบโตด้านผลการดำเนินงานในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลจีนมีความผันผวนกับการดำเนินธุรกิจและอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหุ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และควรเน้นลงทุนในระยะยาว

 

เพราะถ้าคุณเชื่อการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปในระยะข้างหน้า ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่อง ‘ภาวะการปรับสมดุล’ ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เรื่องของตลาดหุ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เมื่อเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ตามวงจรวัฏจักรจะมีขึ้นและมีลงเสมอ ทุกสิ่งก็จะสะท้อนผลแห่งความคงอยู่ได้และไม่ได้ออกมาตามกฎของธรรมชาติ ภาพที่เห็นชัดเจนง่ายๆ คือ ภาวะเศรษฐกิจเมื่อมีขาลงก็ต้องมีการปรับตัวและเริ่มฐานใหม่เพื่อเข้าสู่ขาขึ้น ซึ่งประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงปรับสมดุลอย่างที่เห็นครับ ตอนนี้อยู่ในวัฏจักรขาลง ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเข้าสู่วงจรขาขึ้นคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

 

ส่วนหน้าที่หลักของนักลงทุนมืออาชีพจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และเรียนรู้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงภายใต้หลักการลงทุนที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้คุณมองเห็นโอกาสและผลลัพธ์ในการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าแม้จะตกอยู่ในช่วงวิกฤตก็ตาม ย่อมจะมีโอกาสดีๆ แฝงอยู่เสมอ

 

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นกำลังใจให้คนที่ถือพอร์ตติดลบแดงๆ อยู่ยังมีความหวังในการลงทุนนะครับ ตราบใดที่พอร์ตของคุณลงทุนอย่างถูกหลักการ ที่เหลือก็คือความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนต่อไปครับ

The post วัดปรอทเศรษฐกิจจีน ถึงเวลากล้าลงทุนหรือยัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คว้าโอกาสลงทุนในวันที่ใช่ กับเวียดนาม เสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของโลก https://thestandard.co/opportunity-to-invest-in-vietnam/ Mon, 09 Oct 2023 03:02:25 +0000 https://thestandard.co/?p=852240 ลงทุน เวียดนาม

ช่วงนี้กระแสเศรษฐกิจโลกกำลังพูดถึงจุดวกกลับสู่แนวโน้มกา […]

The post คว้าโอกาสลงทุนในวันที่ใช่ กับเวียดนาม เสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุน เวียดนาม

ช่วงนี้กระแสเศรษฐกิจโลกกำลังพูดถึงจุดวกกลับสู่แนวโน้มการฟื้นตัวที่น่าจะเกิดในช่วงปลายปีนี้กันหนาหูมากขึ้น ต่างจากภาพก่อนหน้านี้ที่ถูกปกคลุมไปกับสารพัดข่าวลบระลอกแล้วระลอกเล่า โดยเฉพาะความวิตกกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะถดถอยจากพิษการขึ้นดอกเบี้ยยาวกว่า 1 ปี เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวมากจากปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก เป็นแรงกดดันบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลก และปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นหลายๆ แห่งร่วงมากกว่ารุ่ง 

 

แต่ยังมีประเทศหนึ่งที่ตลาดหุ้น ‘รุ่ง’ มากกว่า ‘ร่วง’ นั่นก็คือ ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ครับ แม้จะเป็นตลาดที่เล็กและมีความผันผวนสูง แต่นั่นก็เป็นช่วงระยะสั้นๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมมองว่าเรากำลังจะเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนามยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ตอบโจทย์โลกยุค AI Transformation เพราะอะไร เรามาดูกันครับ 

 

ศักยภาพของเวียดนาม กับทรานส์ฟอร์มสู่โรงงานผลิตชิปของโลก

 

เวียดนามในวันนี้ถูกพูดถึงมากบนหน้าสื่อทั่วโลก พร้อมกับขนานนามให้เป็น ‘เสือเศรษฐกิจตัวใหม่’ บ้างก็เรียก ‘มังกรน้อย’ ของโลก นั่นก็เพราะมุมมองเชิงบวกต่ออัตราการเติบโตของเวียดนามที่ก้าวกระโดดด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ที่มาจากเสาหลักทั้งภาคส่งออก ภาคการบริโภค การลงทุน และภาครัฐ

 

ยิ่งผมเห็นข่าวเวียดนามลงสังเวียนอุตสาหกรรมผลิตชิป ยิ่งเห็นภาพอนาคตของเวียดนามที่กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองเข้าสู่โลก AI หลังจากที่ FPT ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเวียดนาม ระบุว่า มีคำสั่งซื้อชิปเกือบ 70 ล้านชิ้นจนถึงปี 2025 และกำลังมุ่งเน้นไปที่การขยายในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการฝึกอบรมทางเทคนิค 

 

ปัจจุบันธุรกิจของ FPT มีมูลค่า 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเสนอบริการ AI Big Data และ Cloud ให้แก่ลูกค้าใน 29 ประเทศ นอกจากนี้ยังเติบโตในด้านการออกแบบชิปและการศึกษาอีกด้วย โดย Truong Gia Binh ประธาน FPT ระบุว่า มองเห็นโอกาสในภาคเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎหมาย CHIPS ของสหรัฐฯ บริษัทสามารถนำการผลิตชิปจากสหรัฐฯ มาสู่เวียดนามได้ภายใน 5 ปี และ FPT ยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้ในสหรัฐฯ จาก 250-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 และที่สำคัญ FPT กำลังลงทุนในบริการด้านการศึกษา เพื่อลดช่องว่างระหว่างบุคลากรด้านวิศวกรรมชิปของเวียดนาม และตั้งเป้าที่จะฝึกอบรมให้ได้มากถึง 200,000 คนในปี 2025

 

นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้ามาสู่อุตสาหกรรมการผลิตชิปของเวียดนาม และคาดว่าจะเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก ขณะที่เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ได้มีการลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับเวียดนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี ซึ่งความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงของเวียดนาม ซึ่งรวมถึงการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ โดยข้อตกลงนี้สอดคล้องกับความพยายามของเวียดนามในการยกระดับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

 

เวียดนามได้อานิสงส์เต็มๆ จากการสนับสนุนของสหรัฐฯ ที่ตัดสินใจผ่าทางตันโจทย์ใหญ่ ‘ปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน’ ที่ยาวนานของทั้งสองประเทศมหาอำนาจโลก จากปม Trade War มาเป็น Chip War และแน่นอนครับว่าเวียดนามอาจเป็นทางออกใหม่สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ และความร่วมมือครั้งนี้ย่อมเกิดประโยชน์ Win-Win กับเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายด้วย

 

หากพูดถึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-10 ปี ทำให้ปัจจุบันโครงสร้างการผลิตของเวียดนามกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก นำโดยอุตสาหกรรมการผลิตและไฟฟ้าที่มีสัดส่วนเกือบ 70%, ภาคอสังหาริมทรัพย์ 16%, ภาคการค้า 4% และอื่นๆ 11% บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องซักผ้า รองเท้า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นแบรนด์ชื่อดังอย่าง Samsung, LG, Panasonic, Mitsubishi, Hitachi, Lenovo, TCL, Nintendo และ Apple และกำลังขยายไปสู่ Microprocessor ได้แก่ Foxconn, Qualcomm, Intel, Samsung และ Amkor Technology เป็นต้น

 

นอกจากภาคการลงทุนและภาคการผลิตแล้ว ในภาคการบริโภคของเวียดนามยังเป็นตลาดที่ใหญ่ จากโครงสร้างประชากรของเวียดนามปัจจุบันที่มีอายุเฉลี่ย 32.5 ปี เท่านั้น ล้วนเป็นวัยทำงานมีรายได้ มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง และมีการคาดการณ์กันว่าเวียดนามจะมีกลุ่มชนชั้นกลางเติบโตขึ้นมากใน 10 ปีข้างหน้า โดยในปี 2020 มีจำนวน 40 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศที่มี 98 ล้านคน คาดว่าในปี 2030 กลุ่มชนชั้นกลางจะเพิ่มเป็น 77 ล้านคน จากประชากรทั้งประเทศที่คาดว่าจะมีจำนวน 104 ล้านคน

 

และนี่คือศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจเวียดนาม กับการยกระดับเป็นโรงงานผลิตชิปของโลกในอนาคต

 

GDP ช่วง 10 ปีก่อน เติบโตปีละ 9% ส่วนปีนี้ยังโตแรง บริโภคแกร่ง

 

สำหรับภาพในปัจจุบัน GDP ของเวียดนามปีนี้คาดว่าจะเติบโต 5.2% และปี 2024 เติบโต 6.5% ซึ่งก็ยังถือว่าเติบโตในระดับสูง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากภาคส่งออกที่อ่อนแอตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ภาคการบริโภคก็ยังแข็งแกร่ง หลังจากที่ทางการของเวียดนามมีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบจัดเต็ม ใช้ทั้งนโยบายการเงิน ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลากหลายประเภท เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยให้ระบบการเงินลดความตึงตัว และยังใช้นโยบายการคลังผ่านการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เหลือ 8% (จากเดิม 10%) เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย 

 

ในส่วนของภาคส่งออกของเวียดนามที่หดตัวก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ตลาดมองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยตัวเลข Manufacturing PMI ของเวียดนามหดตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 49.7 จุด และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมพลิกฟื้นสู่ระดับขยายตัวที่ระดับ 5.1%YoY เป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เป็นคู่ค้าหลักของเวียดนาม อยู่ในโหมดการฟื้นตัว แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากจีนที่เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ยังมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่กว่าคาดการณ์ไว้ 

 

สำหรับอุปสรรคที่ถ่วงเวียดนามอยู่ในเวลานี้ก็หนีไม่พ้นวิกฤตภาคอสังหา ซึ่งรัฐบาลได้ทยอยสางปมร้อนต่างๆ โดยเฉพาะการเข้ามาดูแลภาคธุรกิจอสังหาให้คลี่คลายในช่วงที่ผ่านมา และปัญหากวาดล้างทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ แต่อย่างน้อยวันนี้เวียดนามก็ดูดีขึ้นมากว่าในอดีต ดังนั้นผมจึงไม่อยากให้ตื่นตระหนกกับข่าวร้ายที่พัดผ่านเข้ามา จริงอยู่ว่าอาจจะทำให้เวียดนามเติบโตสะดุดบ้าง กระทบต่อตลาดหุ้นให้ลุ่มๆ ดอนๆ อย่างที่เห็น แต่ก็เป็นเพราะการเดินหน้าแก้ปัญหาภายในประเทศ ระหว่างทางก็กระทบความเชื่อมั่นสั่นคลอนอย่างที่คุณๆ เห็นตามข่าวที่ออกมาครับ

 

แต่หากคุณดูการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2015-2023) พบว่าเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% เมื่อเทียบสัดส่วนต่อ GDP แล้ว มีภาระหนี้สาธารณะอยู่ 40% หนี้ครัวเรือน 25% หนี้ต่างประเทศ 36% ของ GDP 

 

ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามในช่วงปี 2015-2023 ดัชนี VN ให้ผลตอบแทนถึง 122% อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS Growth) เติบโต 9% ต่อปี ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของทุน (ROE) 12.8% ค่า P/E ประมาณ 11.3 เท่า และหนี้สินต่อทุน (D/E) ระดับต่ำ 0.8 เท่า

 

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ทำให้ผมแปลกใจเลยครับ เพราะผมได้เห็นผลตอบแทนที่ลูกค้า Jitta Ranking หุ้นเวียดนาม หลายคนที่ลงทุนตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง 55.54% ทีเดียวครับ เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดเวียดนามที่ปรับขึ้น 27.67% แน่นอนว่าไม่ได้เท่ากันทุกคนครับ ขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะการลงทุนและกลยุทธ์การ DCA (Dollar-Cost Averaging) ที่จะช่วยถัวเฉลี่ยราคาสินทรัพย์ที่ผันผวนของแต่ละท่านด้วย

 

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจของตลาดหุ้นเวียดนามในวันนี้คือ คนเวียดนามเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกันคึกคักทีเดียว โดยจำนวนการเปิดบัญชีหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นถึง 150,000 บัญชีอีกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนเวียดนามที่ฟื้นกลับมา และเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสเติบโตสร้างผลตอบแทนที่ดีในข้างหน้า

 

คว้าโอกาสลงทุนหุ้นเวียดนามในวันที่ใช่

 

แม้ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาตลาดหุ้นเวียดนามร่วงลงแรง แต่ถ้าดูผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันพบว่า ดัชนี VN ยังเป็นบวกกว่า 10.78% (3 ตุลาคม 2023) ค่า P/E ลงมาอยู่ที่ระดับ 15 เท่า ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่การเติบโตของ EPS ในตลาดหุ้นเวียดนามก็สอดรับไปกับศักยภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

หากคุณสนใจลงทุนหุ้นเวียดนาม ผมแนะนำว่า จังหวะที่ดัชนีปรับตัวลดลงมาในรอบนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ซื้อของถูกเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับพอร์ตในระยะยาวแล้วครับ แต่ก่อนที่คุณจะตัดสินใจลงทุน คุณจำเป็นต้องลงมือทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลใหม่ๆ และทำความเข้าใจการลงทุนอย่างรอบคอบก่อนนะครับ เพราะความรู้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการลงทุนที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนของตัวคุณเองครับ

 

ถ้าคุณอยากเพิ่มความมั่นใจอีกชั้นหนึ่ง ก็แนะนำให้คุณเข้าไปค้นหาข้อมูลหุ้นเวียดนามได้ง่ายๆ ที่ Jitta.com ที่มีการจัดอันดับ (Ranking) หุ้นในตลาดเวียดนามไว้ครบทุกหุ้นที่มี โดยสามารถเลี่ยงภาคอสังหา แล้วเลือกหุ้นในกลุ่ม Defensive ที่ยังมีการเติบโต ตอนนี้เป็นเวลาที่ใช่ ‘ทยอยสะสม’ และถือลงทุนระยะยาวครับ

 

แต่หากคุณยังไม่มีความมั่นใจจริงๆ ว่าควรจะเลือกหุ้นเวียดนามอย่างไรดี กลัวขาดทุน ผมแนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคลครับ คุณสามารถใช้วิธี DCA เพื่อถัวเฉลี่ยราคาในสินทรัพย์ที่ดีและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ช่วยให้คุณสามารถถือสินทรัพย์ผ่านทั้งช่วงขาลงและขาขึ้น 

 

ทั้งนี้ หากต้องการศึกษาข้อมูลการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคล Jitta Ranking หุ้นเวียดนาม รวมถึงกองทุนอื่นๆ ที่น่าสนใจ สามารถศึกษาได้ที่ https://jittawealth.com/

 

สุดท้ายนี้ ผมขอฝากหลักการลงทุนของปู่ Warren Buffett ที่เคยกล่าวไว้ว่า คนส่วนใหญ่มักจะโฟกัสกับ ‘การเลือกสินทรัพย์ที่ดี’ แต่จริงๆ แล้ว ต้องไม่ลืมว่าอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของการลงทุนระยะยาวคือ ‘การซื้อในเวลาที่ใช่’

 

พูดง่ายๆ ก็คือ ‘ซื้อในราคาที่เหมาะสม จึงจะอยู่กันได้แบบยาวๆ โดยไม่เจ็บตัว’ เพราะถ้าสินทรัพย์ดีแต่ซื้อมาแพง อันนี้ก็ปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงๆ เหมือนกัน ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ก็คือ ‘ไม่มีสินทรัพย์ไหนดีในทุกๆ ราคา’

 

หวังว่าคุณจะได้คำตอบที่ดีลงตัวสำหรับการลงทุนอย่างมีความสุข นอนหลับสบายใจนะครับ

The post คว้าโอกาสลงทุนในวันที่ใช่ กับเวียดนาม เสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ว้าวุ่นเลยทีนี้ หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเท่ซะด้วย https://thestandard.co/us-technology-stocks/ Mon, 11 Sep 2023 09:05:42 +0000 https://thestandard.co/?p=840205 หุ้นเทคสหรัฐ

อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้ยลโฉม iPhone 15 กันแล้วนะครับ […]

The post ว้าวุ่นเลยทีนี้ หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเท่ซะด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นเทคสหรัฐ

อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็จะได้ยลโฉม iPhone 15 กันแล้วนะครับ จากการเปิดตัวในงาน Apple Event Wonderlust วันที่ 12 กันยายน เวลา 10 โมงเช้าตามเวลามาตรฐานแปซิฟิก หรือราวเที่ยงคืนของวันที่ 13 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย  

 

ปกติการเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ของ iPhone ควรจะเห็นราคาหุ้น Apple ปรับเพิ่มขึ้น แต่สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้น Apple กลับปรับตัวลดลงหลังจากที่จีนได้ออกมาตรการควบคุมการใช้ iPhone ของเจ้าหน้าที่รัฐของรัฐบาลจีน สร้างแรงกดดันให้ราคาหุ้น Apple ร่วงลงมาต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 

 

ประเด็นความขัดแย้งของจีนและสหรัฐฯ จะกระทบกับหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่เราได้เห็นว่าตั้งแต่ต้นปีมานี้ตลาดหุ้น NASDAQ วิ่งกันคึกคักอย่างที่สุด ทั้งที่เมื่อต้นปีตลาดกังวลว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่แท้ๆ 

 

ว้าวุ่นเลยทีนี้ ผมอดคิดถึงวลีสุดฮิตที่กำลังเป็นไวรัลอยู่ในตอนนี้ไม่ได้ทีเดียวครับ

 

เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ และตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทค ยังเข้าลงทุนได้หรือไม่ วันนี้ผมจะค่อยๆ ต่อภาพจิ๊กซอว์เป็นคำตอบให้ครับ 

 

มองข้ามช็อตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกอยู่ก้นกระทะในปีหน้า

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ออกมาระบุเมื่อเดือนสิงหาคมว่า Fed อาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อรับมือกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ยอมรับความเสี่ยงที่เกิดจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำว่า จะดำเนินการอย่างระมัดระวังในการตัดสินใจว่าจะกระชับนโยบายการเงินหรือไม่ เพื่อลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือ 2%

 

ในตลาดก็ยังให้มุมมองที่แตกเป็น 2 ฝั่ง ในรอบการประชุมเดือนกันยายนนี้ (19-20 กันยายน) ฝั่งหนึ่งคาดว่า Fed ยังคงขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง และจะคงดอกเบี้ยยาวตลอดปีนี้ และอีกฝั่งที่คาดว่า Fed จะคงดอกเบี้ยไว้

 

ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ จะลดลงจากจุดสูงสุดที่ 7% เหลือ 3.3% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่พาวเวลล์ก็ยังตั้งข้อสังเกตว่า อัตราเงินเฟ้อ ‘ยังคงสูงเกินไป’ (เขายังคงเป้าหมายที่ 2%) และ Fed ยังคงเน้นเรื่องอัตราการว่างงานด้วย ซึ่งล่าสุดตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 187,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นแตะ 3.8% ใกล้เคียงกับเป้าหมายของ Fed ที่ 4% และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 3.5%

 

จากสัญญาณที่ขัดแย้งกันในระบบเศรษฐกิจ เช่น การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและภาคที่อยู่อาศัยที่อาจฟื้นตัว ทำให้ Fed พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดยิ่งขึ้น 

 

แม้ว่า Fed ยังคงปักหลักการต่อสู้ที่ดุเดือดในการนำเงินเฟ้อกลับลงมาโดยให้กระทบต่อเศรษฐกิจน้อยที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำได้โดยไม่เกิดปัญหาอะไร แต่รายละเอียดพื้นฐานต่างมีแนวโน้มที่ดี ขณะที่ไตรมาสแรกปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.3% และไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.4% ซึ่งออกมาดีเกินคาด และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ ปี 2023 เติบโต 1.7% และในปี 2024 เติบโต 1% ซึ่งต่ำกว่าปีนี้

 

ผมมองว่า ‘เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ก้นกระทะ’ หรือ Bottom แล้วครับ หากมองใน Base Case มีความเป็นไปได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว แต่หากมอง Worse Case ก็อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเกิดการว่างงานจำนวนมากขึ้น แต่นั่นก็หมายถึงสัญญาณที่บ่งชี้ Fed อาจพิจารณาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการปรับลดดอกเบี้ยในปีหน้า เพื่อประคองเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุดหรือหดตัวแรงเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างคาดหวังกัน 

 

โค้งสุดท้ายดอกเบี้ยขึ้นสูงสุด Bond Yield อ่อน ถึงเวลาตลาดหุ้น

วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ ใกล้จะยุติแล้วจริงหรือไม่ หลังจากที่ผ่านมา Fed ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อสูงมายาวนาน ในการประชุมของ Fed ในรอบเดือนกันยายนนี้ ตลาดคาดหวังว่าจะเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของปี โดยดอกเบี้ย Fed จะทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง จนมั่นใจว่าทิศทางภาวะเงินเฟ้อจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมาย 2% ได้ และอัตราว่างงานเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งผมก็มองว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ใกล้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว สะท้อนได้จากพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อัตราผลตอบแทนจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 4.27% จากที่เคยขึ้นสูงสุด 4.34% เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา

 

หากดูการเคลื่อนไหว Fed Fund Futures ยังมองว่าดอกเบี้ยของ Fed เมื่อสิ้นปี 2024 มีโอกาสจะอยู่ที่ 4.5-4.75% สะท้อนมุมมองของตลาดว่า Fed มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยในปีหน้ามากถึง 100 bps จากดอกเบี้ยสูงสุดในกรอบบนที่ 5.5% ในช่วงสิ้นปีนี้ และหากสัญญาณ Fed Fund Futures เป็นจริง แปลว่าตลาดหุ้นจะได้ปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่กำลังจะเปลี่ยนทิศสู่ขาลง ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นบวกต่อภาคธุรกิจที่มีต้นทุนทางการเงินลดลง ส่งผลดีต่อผลประกอบการ ซึ่งก็สะท้อนกลับไปที่ราคาหุ้น และน่าจะเห็นตลาดหุ้นกลับมาเติบโตอีกครั้ง

 

จริงอยู่ว่าดอกเบี้ยที่ยังทรงตัวระดับสูงจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่ผมเชื่อว่าผู้ประกอบการต่างมีการปรับตัวกันไปหลายระลอกและตอนนี้น่าจะชินกับภาวะดอกเบี้ยสูงกันไปแล้ว 

 

มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง บริษัทต่างๆ มีขนาดใหญ่และกระจายไปหลากหลายอุตสาหกรรม สถานะของเงินดอลลาร์สหรัฐยังถือว่าเป็นสกุลเงินสำคัญที่สุดของโลก ทำให้สหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นทางการเงินสูงอยู่ 

 

และสหรัฐฯ ยังคงความเป็นเจ้าโลกแห่งเทคโนโลยีอยู่ คงจำกันได้เมื่อปลายปีที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว ChatGPT สร้างความฮือฮาให้กับทั่วโลก และเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกที่มีหุ่นยนต์อัจฉริยะ ChatGPT ที่สามารถพูดโต้ตอบทุกคำถาม มีคำตอบในเวลาสั้นๆ เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ได้ไวมากขึ้นแก่ผู้ใช้งาน AI Chatbot ถือเป็นสุดยอดความก้าวหน้าของเทคโนโลยีโลกอนาคต 

 

โดยภาพรวมของสหรัฐฯ ข่าวร้ายกำลังจะเคลื่อนย้ายและข่าวดีใหม่ๆ ก็มีเข้ามา ผมถือเป็นเรื่องดีต่อนักลงทุนที่จะเริ่มหันกลับมามองการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะนาทีนี้ที่นักลงทุนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘หุ้น US Tech กลับมาแล้ว’  

 

โค้งสุดท้าย ลงทุนหุ้นเทคสหรัฐฯ รับ AI Boom แค่ DCA ง่ายๆ

ปีนี้ ดัชนี NASDAQ ได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และความสนใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ AI สะท้อนจากดัชนี NASDAQ Composite ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด ในรอบ 40 ปี โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 32.74% และดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามถึง 16.38% 

 

ลบล้างความเจ็บปวดจากเมื่อปีที่แล้ว ที่ตลาดหุ้นเทคสหรัฐฯ เข้าถ้ำจำศีลสู่ภาวะหมีโดยสมบูรณ์ หลังดัชนี NASDAQ ถูกปัจจัยลบรุมเร้ามากมายจาก Fed เดินหน้าเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น นักลงทุนพากันกระหน่ำขายหุ้นเทคออกมา ทำให้ในปี 2022 มูลค่าตลาดในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หายไปกว่า 20% เลวร้ายที่สุดในรอบ 20 ปีนับตั้งแต่วิกฤตดอทคอม 

 

หากใครถามว่า ตลาดเข้าสู่ภาวะกระทิงแล้วหรือไม่ จะยังลงทุนได้ไหม ผมยังให้มุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในหุ้นเทคสหรัฐฯ อยู่ครับ เพราะว่า

 

ประเด็นแรก บรรยากาศ (Sentiment) เชิงบวกนี้ไม่ได้ขึ้นมาสูงในระดับนี้ตั้งแต่ช่วงธันวาคมปี 2021 ก่อนการปรับตัวลดลงของตลาดทั้งปี 2022 และในปีนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กันยายน ดัชนี NASDAQ อยู่ที่ระดับ 13,700 จุด ส่วนค่า P/E อยู่ที่ 23.25 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ 25.96 เท่า โดยมุมมองทั้งหมดที่ดีขึ้นต่อตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนมองว่าสหรัฐฯ ไม่น่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย จากงบการเงินไตรมาส 2 ของธนาคารพาณิชย์ที่ออกมาดีกว่าคาด และหากปี 2024 ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามที่ตลาดคาดการณ์ จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มเทค เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง พร้อมกับแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นเทคปี 2023-2024 ทั้งส่วนรายได้ กำไร และกำไรต่อหุ้น (EPS) มีโอกาสที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ให้เห็นครับ

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนยังมีอยู่และยากจะคาดเดาได้ล่วงหน้า แต่ความไม่แน่นอนนี้เป็นเรื่องปกติของโลกแห่งการลงทุนอยู่แล้ว เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงลดทอนได้จากการทำการบ้าน วิเคราะห์ให้รอบคอบ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและไม่ตื่นตูม คุณก็จะมั่นใจกับการลงทุนและคว้าผลตอบแทนได้ครับ

 

ประเด็นที่สอง กระแส AI Boom เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้น US Tech หลุดพ้นจากภาวะหมี และกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นเทคในตลาด NASDAQ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเดียวที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นตั้งแต่ต้นปี 2023 และนักวิเคราะห์ปรับคาดการณ์ผลการดำเนินงานในปีนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทเทครายใหญ่ ทั้ง Apple, Microsoft, Alphabet และ Meta ในไตรมาส 1 ปี 2023 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมี Apple เป็นผู้นำตลาด ทั้งยังลงไฮไลต์ไว้ให้อีกว่า US Tech ยักษ์ใหญ่ทั้ง 4 รายนี้ ต่างมี AI Story เป็นตัวชูโรงที่ช่วยดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น

 

ผมขอยกตัวอย่าง Microsoft ซึ่งเป็นผู้ลงทุนหลักใน ChatGPT หลังการเปิดตัว ChatGPT เพียงสัปดาห์เดียวราคาหุ้น Microsoft ปรับตัวขึ้นถึง 6.5% โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น Microsoft ก็เพิ่มขึ้นกว่า 30% แล้ว และที่น่าจับตาคือในอนาคต ChatGPT อาจเข้ามาแย่งเค้กของธุรกิจเสิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ตอนนี้ครองมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 93% โดย Microsoft มีแผนที่จะผสานเสิร์ชเอนจินของตัวเองอย่าง Bing เข้ากับ ChatGPT และคาดว่า Bing จะมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 3% ได้ ซึ่งหากมาร์เก็ตแชร์ของ Bing เพิ่มขึ้นทุก 1% รายได้ก็จะเพิ่มขึ้น 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ประเด็นที่สาม หุ้นเทคโนโลยีเป็น Growth Stock ซึ่งเวลาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จะเป็นผลบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว เป็นแรงส่งให้หุ้นวิ่งรับข่าว ยิ่งมีกระแส AI Boom กระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีของธุรกิจต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เร่งปรับตัวโดยการออกโปรดักต์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการตลาดก่อนใคร รวมทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้ธุรกิจอื่นๆ นำ AI Chatbot ไปประยุกต์ใช้ เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ เช่น ธุรกิจ Delivery Platform หรือ Booking Platform รวมทั้งการใช้ AI ในการพัฒนากราฟิกหรือการ์ดจอ GPU (Graphics Processing Unit) ของธุรกิจเกม 

 

แนวโน้มภาคธุรกิจทุกบริษัทหันมาใช้เทคโนโลยี AI ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งลดต้นทุน ผลิตงานออกมาเร็วกว่าปกติ จึงหนีไม่พ้นที่ภาคธุรกิจจะกลับมาลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตแล้ว บริษัทและองค์กรต่างๆ ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านระบบป้องกันภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้ผลการดำเนินของธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ AI, Cybersecurity และ Semiconductor ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ด้วย

 

การเติบโตของตลาดส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากหุ้นที่มีความเกี่ยวข้องกันกับการใช้ AI ซึ่งอาจมีการปรับตัวของราคาที่ค่อนข้างผันผวนในช่วง 6 เดือนหลังนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ธุรกิจจำนวนมากก็ยังคงนำ AI มาใช้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นความสนใจในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวครับ

 

ทั้งนี้ PwC ได้คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของตลาด AI ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อคนทั่วไปสามารถเข้าถึง AI ได้ง่ายขึ้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับโลกได้ 15.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 และ ChatGPT จะทำให้ข้อมูลบนโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 2 ปี ผ่านคอนเทนต์และบทความที่มนุษย์และ AI สร้างขึ้น ส่งผลดีต่อการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ไปด้วย ทำให้มูลค่าตลาด AI ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026 หรือเติบโต 19% ต่อปีนับจากนี้

 

ประเด็นที่สี่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มากระทบกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ อาจจะถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเข้าลงทุน แต่อย่าลืมว่าเมื่อยักษ์ใหญ่เข่นเขี้ยวกัน ตลาดก็จะขึ้นๆ ลงๆ เป็นระยะ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีนะครับ เพราะมองไปแล้วราคาหุ้น US Tech ที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นมา โดยภาพรวมยังถือเป็นระดับที่สามารถเข้าลงทุนได้  

 

แนวทางการลงทุนที่ผมเชื่อมั่นและพิสูจน์ได้คือการทำ DCA (Dollar-Cost Averaging) หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนแล้ว คุณยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว ตามหลักการของนักลงทุนสาย VI หรือถ้าคุณใช้วิธี DCA อยู่แล้ว เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงก็อาจใส่เงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสะสมหุ้นตอนราคาต่ำๆ

 

และอีกหนึ่งกลยุทธ์คลาสสิกตลอดกาลคือ การลงทุนตามรอยปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่จะทำให้คุณชนะในทุกศึกการลงทุนก็คือ เลือกลงทุนในบริษัทที่มีกำไรดี เพราะจะมีการจ่ายปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้น และเลือกลงทุนในบริษัทที่อนาคตดี โดยการซื้อหุ้นในราคาที่เหมาะสม เพื่อโอกาสทำกำไรในวันข้างหน้า การที่จะเฟ้นหาหุ้นที่มีคุณสมบัติแบบนี้ได้นั้น คุณจะต้องผ่านการศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีเหมือนปู่ครับ เพราะปู่จะทำการบ้านอย่างหนัก โดยเฉพาะศึกษางบการเงินให้ทะลุปรุโปร่งก่อนตัดสินใจเข้าซื้อหุ้นใดหุ้นหนึ่งครับ  

 

และนาทีนี้หากคุณกำลังตกใจกับหุ้น Apple ที่ร่วงลงแรง ผมก็อยากแอบเตือนสติเบาๆ ว่า หุ้น Apple ถือเป็นหุ้นลูกรักของปู่บัฟเฟตต์เลยก็ว่าได้ เพราะปู่ลงทุนหุ้น Apple คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 50% ของพอร์ตหุ้น Berkshire Hathaway ทีเดียว 

 

ผมเชื่อว่านักลงทุนสาย VI แทบทุกคน มีปู่บัฟเฟตต์เป็นไอดอล อยากสะสมความมั่งคั่งให้ได้แบบปู่ แต่ใช่ว่าทุกคนจะเดินตามรอยปู่ได้ทุกฝีก้าว เพราะแต่ละคนมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป แต่ในวันนี้ข้อจำกัดของทุกคนจะลดลง ด้วยศักยภาพของ AI เราสามารถเลือก ‘ลงทุนในบริษัทที่ดีในราคาที่เหมาะสม’ ตามแนวทางของปู่ได้ง่ายขึ้น และเมื่อ ‘ปัจจัยพื้นฐาน x เทคโนโลยี’ สูตรการคอลแลบนี้อาจทำให้นักลงทุนสาย VI อย่างคุณ เป็นทั้ง ‘ลูกรัก AI และหลานรัก วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ได้ในคราวเดียวกัน

 

ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลการลงทุนหุ้นเทคสหรัฐฯ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://blog.jittawealth.com/ ครับ 

 

ขอให้มีความสุขทุกการลงทุนนะครับ 

The post ว้าวุ่นเลยทีนี้ หุ้นเทคสหรัฐฯ กำลังเท่ซะด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch หั่นเรตติ้งสหรัฐฯ ไม่ได้หั่นโอกาสการลงทุนหุ้นโลก https://thestandard.co/fitch-usa-rate-chopping/ Sun, 13 Aug 2023 06:12:47 +0000 https://thestandard.co/?p=828801 Fitch

Fitch Ratings ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ล […]

The post Fitch หั่นเรตติ้งสหรัฐฯ ไม่ได้หั่นโอกาสการลงทุนหุ้นโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch

Fitch Ratings ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงแบบไม่คาดคิด เมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ ขยันมาสร้างเซอร์ไพรส์ให้นักลงทุนไม่เว้นแต่ละวัน ได้เวลาออกเดินทางเพื่อหาโอกาสในการลงทุนและปรับพอร์ตให้สอดรับไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่ว่าตลาดจะอยู่ในภาวะไหน ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างไร นักลงทุนสาย VI อย่างเรายังต้องลงทุนกันต่อไปนะครับ ‘เพราะการไม่ลงทุนเป็นความเสี่ยงยิ่งกว่า’

 

เมื่อสหรัฐฯ ถูกดาวน์เกรด

เศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ของโลกเริ่มต้นเดือนใหม่ด้วยความไม่สดใสนัก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา Fitch Ratings ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Currency Long-Term Issuer Default Rating: IDR) ของสหรัฐฯ ลงมาอยู่ที่ AA+ จาก AAA ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานะการคลังของสหรัฐฯ มีแนวโน้มถดถอยลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ภาระหนี้ภาครัฐก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากทั้งจำนวนหนี้ที่เพิ่มขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

 

Fitch ได้ย้ำถึงความกังวลต่อสถานะการคลังของสหรัฐฯ ที่ถดถอยลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2007 หนี้สินรวมของรัฐบาลยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 60% ของ GDP แต่ตอนนี้ขึ้นไปสูงถึง 113% นอกจากนี้ Fitch ยังแสดงความกังวลถึงการขาดดุลการคลังของสหรัฐฯ ที่ขยับขึ้นมาเป็น 6.3% ต่อ GDP ในปีนี้ จาก 3.7% ในปีที่แล้ว และคาดการณ์ว่ายอดขาดดุลงบประมาณจะพุ่งขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Fitch ได้ฟาดแรงถึงความเสื่อมถอยด้าน ‘ธรรมาภิบาล’ ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมองว่ามาตรฐานธรรมาภิบาลของสหรัฐฯ เสื่อมลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนมาถึงสถานะการคลังและภาระหนี้ภาครัฐที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ โดยความขัดแย้งทางการเมืองถือเป็นปัจจัยหลักที่บั่นทอน Good Governance ของรัฐบาลสหรัฐฯ เนื่องจากประเด็นเพดานหนี้ที่เป็นปัญหายืดเยื้อ ซ้ำซาก และได้รับการแก้ไขในนาทีสุดท้ายเสมอ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการจัดการด้านการคลังของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง

 

และครั้งล่าสุดก็เช่นกัน ซึ่งคองเกรสเพิ่งผ่านร่างกฎหมายเพดานหนี้ภาครัฐไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังการหารือที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน อย่างไรก็ตาม การที่ Fitch ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลง แม้ว่ารัฐบาลได้เคลียร์ปัญหาเพดานหนี้ได้เรียบร้อยแล้ว ก็ทำให้ Fitch ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่ม แต่คนที่หัวร้อนที่สุดน่าจะเป็น เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการถูกลดเรตติ้งในครั้งนี้ ทั้งยังติติง Fitch ว่าเป็นการตัดสินอย่างไร้เหตุผลและอ้างอิงจากข้อมูลที่ล้าสมัย

 

การลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปี โดยในปี 2011 S&P Global Ratings ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือจาก AAA มาอยู่ที่ AA+  ทำให้ตอนนี้ในบรรดาบริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก 3 บริษัท เหลือเพียง Moody’s เจ้าเดียวที่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในระดับสูงสุด

 

Everything Sale

กระแสข่าวการปรับลดเครดิตเรตติ้งของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกในชั่วข้ามคืน จนหลายคนมองว่าเป็นปรากฏการณ์ ‘Everything Sale’ กันเลยทีเดียว และแน่นอนครับ สินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวมากที่สุดคงหนีไม่พ้นหุ้น ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกพากันปรับตัวลดลงเพราะปัจจัยด้าน Sentiment เป็นหลัก นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี Dow Jones ลดลง 0.98% ดัชนี S&P 500 ลดลง 1.38% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ลดลงถึง 2.17% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีออกมาอย่างหนัก แม้ว่าผลประกอบการธุรกิจเทคฟื้นตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ทางด้านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ถูกเทขายออกมาเช่นกัน ทำให้ราคาปรับตัวลดลงและอัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.95% มาเป็น 4.09% 

 

ในส่วนของตลาดหุ้นเอเชียก็ปรับตัวลงเช่นกัน นำโดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นที่ทรุดตัวลง 2.3% เพราะญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 4 ของประเทศที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุด ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง (HSI) -2.3% ตลาดหุ้นอินเดีย (Sensex) -1.1% ตลาดหุ้นจีน (SHCOMP) -0.9% ส่วนตลาดหุ้นไทย (SET) สามารถปรับตัวบวกเล็กน้อย +0.1% นอกจากนี้ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ก็ปรับตัวลดลง ไม่ว่าจะเป็นราคาทองคำหรือราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เงินดอลลาร์สหรัฐยังสามารถทรงตัวอยู่ได้เมื่อเทียบกับสกุลหลักอื่นๆ

 

ในภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกตื่นตกใจกับการดาวน์เกรดสหรัฐฯ แต่จะมีอยู่คนหนึ่งที่ภาวะตลาดไม่สามารถทำอะไรเขาได้ และเขาพร้อมสู้กลับโดยมองหาโอกาสลงทุนในทุกวิกฤตอยู่เสมอ

 

ใช่แล้วครับ… คุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ของเรานั่นเอง โดยปู่บัฟเฟตต์ไม่ได้กังวลกับกรณีที่สหรัฐฯ ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ แถมยังมองว่าอยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลอีกด้วย เพราะปู่เองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ทุกอย่าง และเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุน Berkshire Hathaway ที่ปู่บัฟเฟตต์บริหารแต่อย่างใด

 

ในทางกลับกัน ปู่บัฟเฟตต์ยังยืนยันจะรักษาการลงทุนในพันธบัตรและเงินดอลลาร์สหรัฐต่อไป ซึ่งคำพูดของคุณปู่ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ อย่างแน่นอนครับ เพราะกองทุน Berkshire Hathaway ทำให้เห็นกันจริงๆ ด้วยการเข้าซื้อตั๋วเงินคลังของสหรัฐฯ เป็นมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่ตลาดได้เทขายออกมา เท่านั้นยังไม่พอ ปู่บัฟเฟตต์ยังมีแผนที่จะเข้าซื้อตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน และ 6 เดือน เพิ่มเติมอีก 10,000 ดอลลาร์ เรียกได้ว่าปู่บัฟเฟตต์ของเราเป็น ‘ชาวสวน’ ตัวจริงเลยครับ

 

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ ที่จิตไม่แข็งเท่าคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะรู้สึกตกใจกับการดาวน์เกรดที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับ เพราะความเสี่ยงอยู่รอบตัวเราเสมอ แต่หากเราเลือกที่จะ ‘บริหารความเสี่ยง’ แม้อาจยังไม่เห็นโอกาสลงทุนเท่ากับที่คุณปู่เห็น แต่จะช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนของเราได้อย่างแน่นอนครับ

 

สูตรกระจายความเสี่ยง MPT

การบริหารความเสี่ยงถือเป็นศาสตร์ขั้นพื้นฐานของการลงทุน ซึ่งมีหลายสูตรให้นักลงทุนนำไปปรับใช้ตามระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนยอมรับได้ วันนี้ผมอยากนำแนวคิดการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนระดับรางวัลโนเบลมาแบ่งปันกันครับ นั่นคือ ทฤษฎี Modern Portfolio Theory (MPT) ซึ่งเป็นงานวิจัยของ แฮร์รี มาร์โควิตซ์ (Harry Markowitz) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นหลักการเกี่ยวกับการจัดสรรพอร์ตลงทุน (Portfolio Selection) สมัยใหม่ ที่ได้นำเสนอไว้เมื่อปี 1952 และได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์จากงานวิจัยนี้ในปี 1990

 

ทฤษฎีของมาร์โควิตซ์ช่วยให้นักลงทุนสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนตัวของมาร์โควิตซ์เองมีกลยุทธ์การลงทุนแบบง่ายๆ ด้วยการแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน โดย 50% ลงทุนในหุ้น และอีก 50% ลงทุนในตราสารหนี้ เหตุผลที่เลือกใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบนี้เพราะมาร์โควิตซ์ ‘พยายามลดความเสียใจ’ จากการลงทุนให้น้อยที่สุด เพราะหากเขาเลือกลงทุนแค่หุ้นเพียงอย่างเดียว หรือเลือกลงทุนเฉพาะตราสารหนี้ แล้วสินทรัพย์ที่ไม่ได้ลงทุนให้ตอบแทนที่ดีขึ้นมา เขาจะรู้สึกเสียใจ มาร์โควิตซ์จึงเลือกลงทุนทั้ง 2 สินทรัพย์ในพอร์ตเดียวกัน

 

อย่าว่าแต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลเลยนะครับ นักลงทุนอย่างเราๆ ก็คงเสียใจเหมือนกันหากพลาดการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดี ดังนั้นทฤษฎี Modern Portfolio Theory จึงได้อธิบายถึงการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทที่ราคาไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน จึงช่วยบริหารความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนให้มีความผันผวนน้อยลง โดยนักลงทุนทั่วไปก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ ซึ่งผมขอสรุปแนวคิดง่ายๆ ของทฤษฎีดังกล่าว ให้เห็นถึงหลักการกระจายความเสี่ยง 2 แนวทางดังนี้ครับ

 

  1. การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) คือการคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุนที่มีหลากหลายและราคาไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กัน เพราะเมื่อสินทรัพย์หนึ่งราคาลดลง อีกสินทรัพย์หนึ่งราคาอาจเพิ่มขึ้น จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนโดยรวม

 

  1. การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) คือเมื่อคุณเลือกสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทได้แล้ว ควรกระจายน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ อย่างเหมาะสมด้วย เช่น หากลงทุนในหุ้น ก็ควรจะประกอบไปด้วยหุ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม หลากหลายประเทศ อาจกระจายไปทั้งประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา และตลาดเกิดใหม่ เป็นต้น

 

ด้วยแนวคิดของ Modern Portfolio Theory ที่เปลี่ยนจากการวิเคราะห์การลงทุนแบบรายตัวมาเป็นการวิเคราะห์พอร์ตลงทุนโดยรวม

 

หากถามว่าแล้วมีเครื่องมืออะไรบ้างที่เปิดโอกาสให้เราลงทุนได้ตามแนวทางของทฤษฎีนี้

 

ส่วนตัวผมมองว่า ETF (Exchange Traded Fund) ซึ่งเป็นกองทุนรวมดัชนี (Index Fund) ถือเป็นเครื่องมือลงทุนที่ตอบโจทย์ได้ตรงจุดที่สุด เพราะ ETF เป็นรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายตามดัชนีต่างๆ เช่น ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงมากที่สุด และสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดได้เหมือนหุ้น

 

ETF มีเยอะก็เลือกได้ ไม่ต้องงง

ในโลกของการลงทุนมีดัชนีอ้างอิงเยอะแยะไปหมดเลยครับ แล้วเราจะเลือกลงทุนใน ETF อย่างไรดี ขั้นแรกต้องนั่งคุยกับตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่าคุณสนใจลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน แล้วปักหมุดไปสู่ดัชนีอ้างอิงประเภทนั้น เมื่อเลือกดัชนีได้แล้วก็ค่อยทำการคัดแยกในรายละเอียดอีกทีว่าดัชนีนั้นๆ มีนโยบายการลงทุนอย่างไร มีโอกาสเติบโตแค่ไหน ที่สำคัญมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน และอยู่ในระดับที่เรายอมรับได้หรือไม่

 

ต่อมาก็ศึกษาผลการดำเนินงานย้อนหลังของ ETF ที่เราเลือกกันเสียหน่อย แต่ต้องปรับมุมมองนิดหนึ่งนะครับ เพราะการเช็กผลงานของ ETF ไม่ได้มองที่อัตราผลตอบแทนสูงสุดเป็นหลัก แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอ้างอิงมากที่สุด’ เพราะเรากำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนเป็นหลัก

 

ประเด็นที่ควรพิจารณาต่อมาก็คือสภาพคล่องของ ETF กองนั้นๆ ซึ่งดูได้จากขนาดของกองทุน หรือมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Asset Under Management: AUM) หากไซส์ของ AUM มีขนาดใหญ่ ก็เป็นเครื่องรับประกันได้ในระดับหนึ่งว่ากองทุนนั้นๆ เป็นที่สนใจของนักลงทุน และอาจมีผลถึงสภาพคล่องในการซื้อขายด้วย เพราะกองทุนที่มีสภาพคล่องสูงจะช่วยให้คุณสามารถบริหารพอร์ตได้ง่ายขึ้น ประมาณว่า ‘ซื้อง่ายขายคล่อง’ นั่นแหละครับ

 

ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของผู้บริหารกองทุนก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาเช่นกันครับ โดยเฉพาะในยุคที่การทุจริตทางการเงินมีความเสี่ยงสูงขึ้น ยิ่ง ETF ที่มีประวัติการบริหารมาอย่างยาวนาน ยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน โดยเฉพาะกองทุนที่นำพาผู้ลงทุนให้ผ่านพ้นวิกฤตในแต่ละช่วงมาได้ ก็ยิ่งตอกย้ำความน่าเชื่อถือได้ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ETF กองแรกของโลกอย่าง SPY ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่เมื่อปี 1993 ยังได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน การันตีด้วย AUM ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

 

หมั่นปรับพอร์ตให้อินเทรนด์

เมื่อเลือก ETF ได้ตรงตามไลฟ์สไตล์ที่ต้องการแล้ว ก็ควรหมั่นปรับพอร์ตลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการปรับพอร์ตถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง ที่สำคัญทั้งการจัดสรรพอร์ตลงทุน การกระจายความเสี่ยง รวมไปถึงการปรับพอร์ต ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ‘วินัยทางการเงิน’ ด้วยนะครับ เพื่อให้พอร์ตลงทุนของคุณบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้

 

หรือถ้าใครจะใช้หลักการลงทุนเชิงรับในแบบฉบับของ เบนจามิน เกรแฮม (Benjamin Graham) บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า มาเป็นตัวกระตุก ‘วินัยการลงทุน’ ก็น่าจะได้ผลดีไม่น้อยนะครับ โดยเบนจามินมีแนวคิดว่าเมื่อใดก็ตามที่สัดส่วนของสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งทำผลตอบแทนได้สูง จนทำให้สัดส่วนการลงทุนเปลี่ยนไปจากแผนที่วางไว้ คุณต้องมีวินัยในการปรับพอร์ตลงทุน โดยการขายสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนสูงกว่าแผนลงทุนเดิมออกไป และนำเงินที่ได้มาลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าแผนลงทุนเดิม

 

ยกตัวอย่างเช่น หากแผนลงทุนที่คุณเลือกมีการลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50% ของมูลค่าพอร์ตลงทุน แต่สภาวะตลาดขณะนั้นทำให้สัดส่วนของหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 55% และลดสัดส่วนตราสารหนี้ลงเหลือ 45% สิ่งที่คุณควรทำคือขายหุ้นออกมาบางส่วนแล้วนำเงินไปซื้อตราสารหนี้เพิ่ม เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตให้กลับไปที่ 50:50 เหมือนเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้วินัยและต้องจัดการกับอารมณ์ส่วนตัวของคุณด้วย

 

เช่นเดียวกับ Global ETF ของ Jitta Wealth ที่นำทั้งทฤษฎี Modern Portfolio Theory และหลักในการรักษาวินัยการลงทุนมาประยุกต์ใช้ เพื่อบริหารพอร์ตลงทุนให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุดและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ 2 ประเภท คือ หุ้นและตราสารหนี้ จัดความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับให้เลือกตามที่คุณยอมรับได้ ทั้งยังมีเครื่องมือช่วยให้คุณรักษาวินัยการลงทุนได้อย่างเคร่งครัด หากหลุดจากกรอบที่วางไว้ ระบบจะปรับสัดส่วนการลงทุนให้โดยอัตโนมัติ คุณจึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการใช้อารมณ์ในการตัดสินใจลงทุนอย่างแน่นอน

 

โลกทุกวันนี้หมุนอยู่บนความเสี่ยงที่สูงขึ้น เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนแปลกหน้าที่ชื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ จะมาสร้างเซอร์ไพรส์ให้เราวันไหน การ ‘บริหารความเสี่ยง’ และการรักษา ‘วินัยการลงทุน’ จึงเป็นเกราะป้องกันอานุภาพสูง… ที่จะช่วยดูแลเราให้นอนหลับได้สนิทหลังจากลงทุนไปแล้ว

The post Fitch หั่นเรตติ้งสหรัฐฯ ไม่ได้หั่นโอกาสการลงทุนหุ้นโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุนอะไรดี ครึ่งหลังปี 2566 https://thestandard.co/investment-second-half-of-2023/ Thu, 13 Jul 2023 09:28:16 +0000 https://thestandard.co/?p=816654 การลงทุน

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เพิ่งจะปีใหม่ไปไม่นาน เวลานี้เรา […]

The post ลงทุนอะไรดี ครึ่งหลังปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เพิ่งจะปีใหม่ไปไม่นาน เวลานี้เรามาอยู่ในครึ่งหลังของปี 2566 แล้วนะครับ แม้ภาพรวมตลาดอาจจะไม่สดใสนัก แต่มองโลกในแง่ดี ปีนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าปีที่ผ่านมา จริงไหมครับ และช่วงที่เหลือของปีเมฆหมอกจะจางหาย แสงสว่างการลงทุนจะอยู่ตรงไหน ผมจะพาไปส่องหาครับ

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ในครึ่งปีหลังการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวค่อนข้างลำบาก เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ผู้กำหนดนโยบายของแต่ละประเทศจะต้องมีความระมัดระวังในการผลักดันนโยบายสนับสนุน โดยที่จะไม่ทำให้หนี้ของแต่ละประเทศพุ่งสูงจนเกินไป 

 

เราได้เห็นนักวิเคราะห์หลายท่านให้ความหวังว่า เศรษฐกิจในสหรัฐฯ น่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า (ช่วงกลางปีถึงปลายปี 2567) แต่ก็จะเป็นการถดถอยแบบที่ไม่รุนแรงมาก (Mild Recession) เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง แต่ก็เริ่มมีแนวโน้มลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและส่งผ่านไปยังลูกค้า ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะส่งผลต่ออัตรากำไรของบริษัทที่ลดลงตามมานั่นเอง

 

ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อนั้นทางหอการค้าสหรัฐฯ ได้คาดว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ในช่วงที่ผ่านมา จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงได้ในปี 2567 แต่ยังคงต้องจับตามองเส้นอัตราผลตอบแทน Inverted Yield Curve ที่เป็นตัวบ่งชี้สำคัญถึงความเสี่ยงการเกิดเศรษฐกิจถดถอย และกดดันตลาดหุ้นในขณะนี้

 

สำหรับมุมมองของผมแล้ว แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ผมมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นบวก หากไปดูตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจะเห็นว่า ภาพรวมตลาดโลกยังสามารถทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ถึงแม้ว่าหลายธนาคารกลางจะออกนโยบายที่เข้มงวดมากขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงและความท้าทายที่จะต้องออกแบบนโยบายที่กระทบตลาดน้อยที่สุดในยามนี้ ซึ่ง Fed เองยังมีความชัดเจนว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือนกรกฎาคมนี้ และอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 

 

สินทรัพย์ที่ควรมีติดพอร์ต ‘ครึ่งปีหลัง’

 

หลายท่านที่ถามเข้ามาว่าในช่วงครึ่งปีหลัง 2566 ยังมีสินทรัพย์ที่น่าลงทุนอยู่บ้างไหม ส่วนตัวผมมองว่าสินทรัพย์ดีๆ ยังมีอยู่ในหลายส่วนของโลก ที่นักลงทุนสามารถใช้จังหวะนี้ลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น 

 

หากพิจารณาโอกาสที่ Fed จะเริ่มคงอัตราดอกเบี้ยและอาจปรับลดลงในอนาคต ซึ่งตลาดคาดว่า Fed จะมีการลดดอกเบี้ยในช่วงสิ้นปีหรือกลางปี 2567 ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่ได้ออกมาตั้งแต่ในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงจะได้รับความสนใจมากขึ้น ดังนั้น การจัดสรรพอร์ตลงทุนให้มีสัดส่วนของตราสารหนี้ตามระดับความเสี่ยงของตัวเอง ผมมองว่าจะช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนของคุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการลงทุนใน ETF เพื่อกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งตราสารหนี้และหุ้นในหลายๆ อุตสาหกรรม เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่สูง

 

จากการสำรวจของ PWC คาดว่าตลาด ETF ทั่วโลกจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าครึ่งคาดการณ์ว่า สินทรัพย์ ETF ภายใต้การจัดการ (Asset Under Management: AUM) จะมีมูลค่าอย่างน้อย 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงจำนวนเงินที่ไหลเข้ากองทุนและผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้ว่า AUM ของ ETF ทั่วโลกจะสามารถทะลุ 20 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2569 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) 17% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ส่วนของ Jitta Wealth เองก็มีนโยบายการลงทุนในกลุ่ม ETF เช่นกัน คือ Global ETF ที่มีการแบ่งสัดส่วนการลงทุนทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ โดยขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถรับได้ และจัดพอร์ตการลงทุนตามสูตร Modern Portfolio Theory ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันนามว่า Harry Markowitz ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2533 ซึ่งสิ่งที่เราเห็นคือ แนวโน้มผลตอบแทนใน Global ETF ทั้ง 3 แผนการลงทุนที่มี เริ่มได้รับความสนใจและมีแนวโน้มผลตอบแทนที่ดีขึ้นต่อเนื่อง

 

หุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ โอกาสที่ห้ามพลาด

 

ปี 2565 ที่ผ่านมา ตลาดโดยรวมได้มีการปรับตัวลดลงเนื่องด้วยสถานการณ์ต่างๆ เช่น การที่ Fed เร่งขึ้นดอกเบี้ยถึง 10 รอบติดต่อกัน เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 9.1% ในเดือนมิถุนายน 2565 ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2566 เงินเฟ้อได้ลดลงมาอยู่ที่ 4.1% แล้ว นับว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงมีความสัมพันธ์กับการปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ทางการเงินอย่างดัชนี Nasdaq ที่หากเปรียบเทียบผลตอบแทนตั้งแต่ช่วงต้นปีถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 32.48% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อลดลงจาก 6.4% มาที่ 4.1% หรือลดลง 35.6%

 

หุ้นเทคโนโลยีครอบคลุมบริษัทต่างๆ มากมาย ตั้งแต่สตาร์ทอัพไปจนถึงกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Apple, Microsoft และ Google กำลังจะมีทิศทางที่ดี เนื่องจากในสภาวะตลาดปกติที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับกลางถึงต่ำนั้น บริษัทเหล่านี้ใช้เงินจำนวนมากในการขยายและนำมาลงทุนในบริษัทตนเองต่อ แต่ในช่วงที่สภาวะตลาดดอกเบี้ยขาขึ้นจะทำให้บริษัทมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น หากตลาดมองว่าดอกเบี้ย Fed ใกล้ถึงจุดสูงสุดเรียบร้อยแล้ว นักลงทุนจะคาดการณ์ไว้ว่า หลังจากนี้หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับคงที่และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลง ก็จะทำให้นักลงทุนกลับมาสนใจลงทุนหุ้นเทคโนโลยีอีกครั้ง 

 

และหากดูในส่วนของ P/E ล่าสุดของตลาด Nasdaq จะอยู่ที่ 21.73 เท่า ซึ่งหากเทียบกับเมื่อช่วงสิ้นปีที่แล้วจะอยู่ที่ 27.01 เท่า จะเห็นได้ว่าด้วยรายได้ของบริษัทต่างๆ ในตลาดที่เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน ทำให้ Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงเหมือนในอดีต จึงมีความน่าลงทุนอยู่

 

แนวโน้มดังกล่าว Jitta Wealth ก็เห็นภาพเดียวกัน โดยกองทุนส่วนบุคคลของ Jitta Wealth นโยบายหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ (Jitta Ranking – U.S. Tech) ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2566 สร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 34.76% และนโยบายหุ้นสหรัฐฯ (Jitta Ranking – U.S.) สร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 23.78% เทียบกับ S&P 500 ที่สร้างผลตอบแทนได้เพียง 13.71% เวลานี้จึงถือเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเริ่มเข้าลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ก่อนที่ Fed จะคงหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ย

 

ตลาดหุ้นเนื้อหอม ต่างชาติสนใจเข้าลงทุน ‘ญี่ปุ่น’ 

 

อีกตลาดที่ผมเริ่มเชียร์ตั้งแต่ปีก่อน และยังเชียร์อยู่และเชียร์ต่อไป ต้องยกให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเลยครับ 

 

ในไตรมาสแรกเศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัวในอัตราต่อปีที่ 2.7% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 1.6% ส่งผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้น ขณะที่ค่าเงินเยนก็สนับสนุนไม่น้อยทีเดียว รวมถึงภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวก โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือนมกราคมจนถึงเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 8.6 ล้านคน เพียงแค่ 5 เดือนแรกของปีก็แซงหน้าจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงปี 2565 ที่ตลอดทั้งปีมี 3.8 ล้านคนไปแล้ว 

 

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังมุ่งเน้นไปที่การใช้จ่ายภาคเอกชน และวางแผนที่จะลดการใช้จ่าย เพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน โดยจะมีมาตรการฟื้นฟูสถานะทางการคลังต่างๆ เช่น การสนับสนุนให้บริษัทลงทุนในทรัพยากรมนุษย์และเสนอค่าจ้างที่สูงขึ้น ซึ่งรวมอยู่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย 

 

อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงานกำลังท้าทายธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ต้องเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงกว่า 3% ขณะที่การขึ้นค่าแรงจะยิ่งส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อค่อนข้างมาก ดังนั้น การที่จะลดให้เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2% ควบคู่ไปกับการเติบโตของค่าจ้างที่มากขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย BOJ เวลานี้ ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ก็ไม่ได้เข้มงวดเหมือนธนาคารกลางอื่นๆ เนื่องจากญี่ปุ่นมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมเศรษฐกิจที่เปราะบาง และต้องการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจากภาวะเงินฝืด

 

ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นใช้การควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (YCC) โดยกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ -0.1% และกำหนดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีไว้ที่ระดับ 0% อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% เป็นเวลานานกว่า 1 ปี ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในที่สุดแล้ว BOJ อาจต้องปรับนโยบาย YCC และมีนโยบายการเงินที่เข้มงวดแบบที่ประเทศอื่นๆ กำลังใช้อยู่

 

อีกหนึ่งกระแสลมที่ช่วยโหมให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นคึกคักขึ้นมาอีกก็คือ การที่นักลงทุนระดับโลกอย่างปู่ Warren Buffett ได้เพิ่มการลงทุนผ่าน Berkshire Hathaway ในญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 5 หุ้นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่รู้จักกันในชื่อ Sogo Shosha (Itochu Corp., Marubeni Corp., Mitsubishi Corp., Mitsui, and Sumitomo Corp) โดยสัดส่วนการถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ในบริษัทเหล่านี้มีสัดส่วนเฉลี่ยมากกว่า 8.5% โดยมูลค่ารวมของการลงทุนเหล่านี้อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหุ้นสาธารณะที่ Berkshire ถืออยู่นอกสหรัฐอเมริกา และไม่นานมานี้ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นทั้ง Nikkei 225 และ Topix ได้เข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 30 ปี หรือตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นญี่ปุ่นในช่วงนี้

 

ตลาดหุ้นเวียดนามฟื้นแล้ว

 

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเวียดนามเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจหลายด้าน เช่น อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงใกล้แตะระดับ 5% จนทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้ง โดยปรับขึ้นครั้งละ 1% สร้างความแตกตื่นให้กับนักลงทุนและเศรษฐกิจเวียดนาม นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ของภาคอสังหาริมทรัพย์ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ

 

แต่ข่าวดีครับ เวลานี้สถานการณ์เลวร้ายในปีก่อนหน้าเริ่มคลี่คลายลงแล้ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดของเดือนมิถุนายนลดลงมาอยู่ที่ 2% โดยใกล้เข้าสู่สภาวะปกติ และหากดูในส่วนของผลตอบแทนดัชนี Vietnam Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.01% ตั้งแต่ต้นปี

 

ในขณะที่สถานการณ์ภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มดีขึ้น บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งมีการเจรจาขยายระยะเวลาชำระหนี้กับสถาบันการเงินและเจ้าหนี้ ทำให้สภาพคล่องของบริษัทอสังหาริมทรัพย์เริ่มดีขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลได้ออกนโยบาย Social Housing เพื่อฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้พัฒนาโครงการ Social Housing จะได้รับสิทธิประโยชน์หลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยทั่วไป 1.5-2% และวงเงินสินเชื่อระดับ 120 ล้านล้านดอง 

 

นอกจากปัจจัยที่เริ่มคลี่คลาย ปัจจัยการบริโภคในประเทศและการท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจเวียดนามจากผลกระทบสภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน การบริโภคในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าและบริการขยายตัวมากถึง 12.6% ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2566 และนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า แตะที่ 4.6 ล้านคน 

 

สรุปแล้ว เวียดนามยังมีหลายปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ และในส่วนของ FDI ต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามเพิ่มขึ้น ล่าสุด Foxconn ได้ลงทุนในเวียดนามถึง 250 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการเพิ่มการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ซึ่งจะเป็นการลดการพึ่งพาการผลิตจากจีน หากในอนาคตมีปัญหาทางด้าน Supply Chain 

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ อ่านมาถึงตรงนี้เริ่มใจชื้นแล้วใช่ไหมครับ ตลาดหุ้นไทยอาจจะหม่นๆ จากความไม่แน่นอนที่ยังรุมเร้า แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีความหวังในโลกของการลงทุนอยู่อีกหลายแห่งทีเดียว การกระจายโอกาสการลงทุนจะช่วยให้คุณลดแรงกดดันจากความผันผวนของสินทรัพย์ประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งไปได้ ขอเพียงคุณศึกษาให้มาก เพราะความรู้จะช่วยให้ความเสี่ยงลดลงได้ครับ ขอให้มีความสุขทุกการลงทุนนะครับ

The post ลงทุนอะไรดี ครึ่งหลังปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่าคลื่นลมการลงทุนเมกะเทรนด์ ใจต้องแกร่ง มองให้ไกล https://thestandard.co/mega-trend-investment-storm/ Mon, 19 Jun 2023 02:15:11 +0000 https://thestandard.co/?p=805152 การลงทุน

ในที่สุดเราก็ก้าวเข้าสู่กลางปี 2566 กันแล้ว เชื่อว่าเวล […]

The post ฝ่าคลื่นลมการลงทุนเมกะเทรนด์ ใจต้องแกร่ง มองให้ไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

ในที่สุดเราก็ก้าวเข้าสู่กลางปี 2566 กันแล้ว เชื่อว่าเวลานี้มีแต่คนอยากทิ้งตัวแรงๆ (บนฟูก) แล้วลืมตาขึ้นมาเจอตลาดหุ้นเขียวสดใสบ้าง

 

แต่ในโลกความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ไม่มีใครเคยคาดเดาเรื่องต่างๆ ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งโลกยุคดิจิทัลที่หมุนเร็วมากๆ ความเสี่ยงต่างๆ ก็จะพัดผ่านตามเข้ามาเร็วเช่นเดียวกับโอกาสด้วย

 

และปีนี้เป็นอีกปีที่ทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนสูง นักลงทุนโดยเฉพาะผู้จัดการกองทุนต่างเหน็ดเหนื่อย เคร่งเครียดกับการบริหารความเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน สินทรัพย์ต่างๆ ยังไม่ทันจะฟื้นตัวขึ้นมาได้เต็มที่หลังวิกฤตโควิด ก็ต้องมาต่อด้วยพิษดอกเบี้ยขาขึ้นจากสหรัฐฯ ที่เบนเข็มทิศนโยบายการเงิน ทั้งปรับขึ้นดอกเบี้ยแรง เร็ว และถี่ พร้อมๆ กับการดึงสภาพคล่องกลับ เพื่อสกัดปัญหาเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดรอบ 40 ปี และเศรษฐกิจร้อนแรงตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำเอาสินทรัพย์ต่างๆ ที่ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวดีนักก็ร่วงระเนระนาดไปกันคนละทิศทาง ทั้งสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ กองทุนรวม ไล่เรียงไปจนถึงสินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่างหุ้น ที่ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มธีมเมกะเทรนด์ต่างๆ ที่ถูกยกให้เป็นธุรกิจที่เติบโตยาวๆ 10-20 ปีในวัฏจักรโลกอนาคต

 

คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกปลอดภัยเมื่อลงทุนผ่านกองทุนรวม เพราะมีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการบริหารเงินลงทุนเข้ามาช่วยดูแลพอร์ตลงทุนให้เรา เราเคยเห็นผลตอบแทนสวยๆ แต่วันนี้ผ่านมาเป็นปี ทำไมผลดำเนินงานกองทุนรวมต่างๆ จำนวนไม่น้อยต้องเจอตัวเลขติดลบไม่ต่างกันกับลงทุนเอง แต่ไม่ว่าคุณจะเจออะไรที่รู้สึกไม่แฮปปี้ โปรดจงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียว คุณมีเพื่อนนักลงทุนทั่วโลกที่ต่างก็ตกอยู่ในภาวะเดียวกับคุณอยู่ทุกวันนี้ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการกระจายความเสี่ยงของแต่ละคน

 

มืออาชีพการลงทุนแค่ไหนก็ผลงานร่วงได้ เมื่อเจอปัจจัยโลกรุมเร้า

เชื่อว่านักลงทุนทุกคนไม่ได้ลงทุนเพียงแค่สินทรัพย์เดียวในพอร์ตเท่านั้น คุณจะต้องมีการกระจายความเสี่ยงบ้างแน่นอน แม้แต่ตัวผมเองก็กระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ด้วยน้ำหนักที่แตกต่างกันไป และยึดหลักการลงทุนสาย VI มาตลอด ซึ่งแน่นอนว่า VI มีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว ซึ่งก็ยอมรับว่าในพอร์ตมีสินทรัพย์บางส่วนที่ติดลบบ้าง บางส่วนก็ยังเป็นบวก และบ้างก็ปริ่มๆ น้ำ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นความผันผวนที่ผ่านเข้ามาในระยะสั้น ตามกระแสข่าวต่างๆ ที่มากระทบการลงทุน แต่เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป และสินทรัพย์ที่ลงทุนไปก็จะฟื้นตัวกลับมาเร็วและเติบโตต่อไปตามเป้าหมายระยะยาว

 

นี่คือ Mindset ที่ผมยึดมั่นในหลักการลงทุนวิถี VI มาตลอดชีวิตนักลงทุนของผม นอกจากมีผมเป็นเพื่อนแล้ว ยังมีนักลงทุนมืออาชีพระดับโลกอีกจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในภาวะเดียวกับพวกเรา และหนึ่งในคนที่โลกโฟกัสทิศทางการลงทุนมาตลอดก็คือ ผู้จัดการกองทุนเทคยักษ์ใหญ่ชื่อดังของโลกอย่าง ‘เคธี วูด’ ซีอีโอหญิงแกร่งของ ARK Investment Management ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่าระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นบริหารกองทุนรูปแบบ ‘Active ETF’ เน้นการลงทุนเชิงรุกในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ได้แก่ AI, Blockchain, DNA Sequencing, Energy Storage หรือ Robotics 

 

แม้บ้างธุรกิจอาจมีขนาดเล็ก ยังไม่ทำกำไรหรือขาดสภาพคล่อง แต่เธอก็เชื่อว่าเทรนด์การลงทุนในเทคโนโลยีมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการเปลี่ยนแปลงของ Digital Transformation รอบชีวิตของมนุษย์ เพราะเธอเชื่อว่า ‘นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของโลกในอนาคต’ นี่คือที่มาที่ทำให้หุ้นเทคฯ บูม และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเธอสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า 100% ทุกกองทุน เป็นกลุ่มกองทุนที่มีความโดดเด่นที่สุดในตลาด จนโลกต้องจับตามองทิศทางการลงทุนของเธอ และเป็นกองทุนใหญ่ที่บริหารพอร์ต Thematic มีกองทุนเมกะเทรนด์ต่างๆ ให้ลงทุนมากมาย 

 

ในปี 2563 ช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดที่ก่อให้เกิดกระแส New Normal ชีวิตขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล หลายประเทศอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นี่คือจุดพีคของธุรกิจเทคโนโลยีที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ เม็ดเงินไหลเข้าหาหุ้นเทคฯ จนราคาทำนิวไฮกันอย่างรวดเร็ว เพื่อรับกับผลดำเนินงานที่เติบโตพุ่งแรง กองทุน ARK ที่เติบโตมากับสายนี้แต่แรกจึงวิ่งราวรถไฟเหาะ

 

ตัดภาพมาที่ปี 2564-2565 จีนคุมเข้มธุรกิจเทคโนโลยี ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัว หุ้นทั่วโลกร่วงระเนระนาดไปตามๆ กัน โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ที่ได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลกระทบต่อมูลค่าพอร์ตของกองทุน ARK ร่วงลงหนักตามตลาดไปด้วย 

 

ขอยกตัวอย่างกองทุน ARK ที่คนไทยน่าจะรู้จัก เช่น กองทุน ARK Innovation ETF (ARKK), กองทุน ARK Fintech Innovation ETF (ARKF), กองทุน ARK Genomic Revolution ETF (ARKG), กองทุน ARK Autonomous Technology & Robotics ETF (ARKQ), กองทุน ARK Next Generation Internet ETF (ARKW) และ Nikko AM ARK ซึ่งผลดำเนินงานของกองทุนเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนในระยะสั้นที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แม้ว่าวันนี้จีนจะผ่อนคลายการควบคุมธุรกิจเทคโนโลยี หุ้นเทคฯ ทั่วโลกเริ่มกลับมาพลิกฟื้นกันคึกคัก แต่ก็อาจจะเห็นบางส่วนที่ยังไม่กลับมาเท่าเดิมได้

 

เช่นเดียวกับบรรดาธีมเมกะเทรนด์ ธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตวันนี้ก็ยังไม่ได้พลิกฟื้นกลับมาสดใสเท่าที่ควร เพราะยังมีความไม่แน่นอนของภาพเศรษฐกิจใหญ่อย่างสหรัฐฯ ว่าจะชะลอตัวหรือเกิดภาวะถดถอยในช่วงปลายปีนี้กันแน่ หรือปัจจัยดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ยังทรงตัวระดับสูง และ Fed ก็ยังไม่ปิดตายประตูการขึ้นดอกเบี้ย จึงกลายเป็นภาพความผันผวนที่ยังเข้ามาวนเวียนในตลาดเป็นระยะๆ นี่คือภาพระยะสั้นที่ยังไม่ชัดเจน และภาพเศรษฐกิจในระยะยาวก็ไม่ชัดเจนตามไปด้วย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกซบเซาอย่างที่เห็น

 

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้จะเห็นว่า ในเส้นทางของการลงทุนระยะยาวไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างทางจากปัจจัยแวดล้อมที่เราไม่สามารถควบคุมได้

 

จริงๆ แล้วปี 2565 เป็นปีที่ตลาดหุ้นใหญ่ๆ พลิกเป็นขาลงครั้งแรก หลังจากอยู่ในขาขึ้นติดต่อกันนานกว่า 13 ปี ถือเป็นสถิติตลาดหุ้นขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์เหมือนกัน

 

แน่นอนว่าอะไรที่เคยพุ่งขึ้นต่อเนื่องนานๆ เมื่อถึงเวลา ‘ลง’ แรงกระแทกก็จะรุนแรง สร้างความเสียหายมากเป็นพิเศษอย่างที่เห็นในปีที่แล้ว และต่อเนื่องมาถึงปีนี้ พอร์ตการลงทุนเสียหายกันถ้วนหน้า อาจจะมากหรือน้อยต่างกันไปตามหลักการลงทุน ผมไม่เถียงว่าใครที่ลงทุนธีมเมกะเทรนด์ หากดูในระยะสั้นก็เสียหายเหมือนกัน แต่หากดูผลตอบแทนระยะยาวผมเองก็ยังใจชื้น เพราะเชื่อมั่นในหลักการลงทุน VI ของผม ที่สำคัญผมขอย้ำนะ หุ้นขึ้นมาติดต่อกันถึง 13 ปี แล้วคุณเพิ่งจะเจอหุ้นลงใน 1-2 ปีนี้เอง

 

ยาบรรเทาใจนักลงทุนระยะยาว 

กระแสการลงทุนใน Thematic ที่เคยฮอตฮิต เวลานี้นักลงทุนมีคำถามค้างคาใจเข้ามามาก ผมเองก็เข้าใจอารมณ์นักลงทุนที่เผชิญสถานการณ์ระยะสั้นกับกระแสขึ้น-ลงเป็นรถไฟเหาะ หากเห็นมูลค่าเงินลงทุนที่ลดลงย่อมมีอารมณ์ความรู้สึกหวั่นไหวบ้าง แต่เราต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ยึดหลักการลงทุนระยะยาว และหมั่นหาข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งผมจะพยายามหาคำตอบมาช่วยคลายข้อสงสัยของเพื่อนๆ นักลงทุน

 

ขอเริ่มที่เรื่องของ Mindset การลงทุนเพื่อรับมือตลาดหุ้นผันผวนที่นักลงทุนหลายท่านขอคำแนะนำมา เพื่อให้นักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของตลาดและวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น ผมขอให้ข้อมูลสถิติย้อนหลังที่ทีมงาน Jitta Wealth ได้รวบรวมมา เราพบว่าในช่วง 94 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2471-2565 ดัชนี S&P 500 มีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 62 ปี และปีที่ผลตอบแทนเป็นลบอยู่ที่ 31 ปี และปีที่ตลาดหุ้นไม่ไปไหนอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าถ้าเราลงทุนในรอบเกือบ 100 ปี เราจะเจอช่วงตลาดหุ้นเป็นบวกมากกว่าตลาดหุ้นเป็นลบ

 

สำหรับตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ก่อตั้งตลาดในปี 2518 มีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 27 ปี และผลตอบแทนเป็นลบอยู่ที่ 20 ปี ในขณะที่ช่วง 20 ปีล่าสุดมีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 12 ปี และผลตอบแทนเป็นลบอยู่ที่ 8 ปี

 

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) หรือตลาดหุ้นไทย (SET Index) จะมีปีที่ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าผลตอบแทนเป็นลบ ซึ่งหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ดังนั้น หากเรามีความตั้งใจที่จะลงทุนระยะยาวก็สอดคล้องกับภาวะตลาดที่แท้จริง ระยะเวลาการลงทุนที่ผ่านทั้งช่วงเศรษฐกิจที่แย่และดี ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในหุ้นจะอยู่ที่ประมาณ 5-7 ปี ข้อมูลสถิตินี้น่าจะทำให้คุณใจชื้น อดทนและรอคอยนะ

 

การลงทุนแบบ Thematic  สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนที่หมั่นดูพอร์ต นั่งมองราคาปรับลงทุกวัน จนไม่กล้าที่จะ DCA เพิ่ม จนเกิดคำถามว่ากลยุทธ์ DCA เหมาะกับการลงทุนใน Thematic หรือไม่ ซึ่งปกติแล้ว DCA เป็นกลยุทธ์ที่จะถัวราคาสินทรัพย์บางอย่างที่ราคาผันผวน แต่ระยะยาวมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น เป็นการถือสินทรัพย์ให้ผ่านทั้งช่วงขาลงและขาขึ้น แต่การปรับพอร์ตเปลี่ยนธีมทุก 3 เดือนที่ผ่านมากลับทำให้เห็นแค่ขาลงของสินทรัพย์ พอถึงจุดหนึ่งก็เปลี่ยนธีม จึงทำให้คุณไม่เคยเห็นจังหวะขาขึ้นของธีมที่เคยถือเลย

 

สำหรับนโยบายการลงทุน ‘Thematic Optimize’ และ ‘Thematic DIY’ ของ Jitta Wealth เป็นการลงทุนผ่านระบบอัลกอริทึมที่จะสรรหาสินทรัพย์คุณภาพดีเข้ามาในพอร์ต เน้นสรรหาธีมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งในช่วงนั้นๆ จากทั้งหมด 19 ธีม โดยไม่ได้เกี่ยงว่าสินทรัพย์นั้นจะเป็นสินทรัพย์เดิมหรือสินทรัพย์ใหม่ ขอเพียงเป็นสินทรัพย์ที่ดีตรงตามเงื่อนไข ระบบอัลกอริทึมก็สามารถเก็บเอาสินทรัพย์นั้นเข้ามาในพอร์ต บางครั้งมูลค่าสินทรัพย์สุทธิหรือ NAV ก็มีโอกาสปรับลดลง ซึ่งอาจจะมาจากราคาสินทรัพย์ปรับร่วงหรือสินทรัพย์มีพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การลงทุน หรือ DCA ในช่วงที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ปรับร่วงนักลงทุนจะได้หน่วยลงทุนที่มากขึ้น และเมื่ออัลกอริทึมสรรหาสินทรัพย์ที่ดีและราคาสินทรัพย์นั้นปรับเพิ่มขึ้น NAV ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จำนวนหน่วยที่มากขึ้นจากการ DCA ในช่วงพอร์ตปรับลดลงจะทำให้มูลค่าพอร์ตโดยรวมเพิ่มขึ้นในที่สุด

 

ขณะที่การคำนวณผลตอบแทน Back Test ของ Thematic Optimize จะเป็นการทดสอบผ่านข้อมูลสถิติย้อนหลัง ล่าสุดการทำ Back Test จะเป็นการทดสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2562-2565 ซึ่งรู้กันดีว่าปี 2565 ตลาดหุ้นปรับลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่สหรัฐฯ มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรง เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อสูงและชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นลบต่อหุ้นเทคโนโลยี จึงทำให้ธีมที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีปรับร่วงสอดคล้องกัน เมื่อเทียบจากช่วงที่เปิดตัวมี Thematic Optimize เราทำ Back Test ด้วยข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2561-2564 ทำให้ผลตอบแทน Back Test ในปัจจุบันปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม Thematic Optimize ได้ทำการทดสอบผ่าน Back Test อย่างเป็นระบบมาแล้ว สามารถเลือกธีมที่ทำผลตอบแทนได้ชนะรูปแบบอื่นๆ และเมื่อมีธีมใหม่เพิ่มเข้ามาทีมงานจะปรับปรุงระบบอัลกอริทึมให้เรียนรู้ เพื่อคัดเลือกธีมที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและสามารถเลือกธีมให้ได้ผลตอบแทนในระดับ Percentile สูงๆ เหมือนเช่นในอดีต

 

ลงทุนแบบ Thematic คือการลงทุนระยะยาวที่แท้จริง

ในเรื่องธีมการลงทุนนั้น สำหรับผมธีมเมกะเทรนด์ที่โดดเด่นยังมีหลายธีมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นธีมพลังงานสะอาด, ธีมลิเธียมและแบตเตอรี่, ธีมเฮลท์แคร์ หรือธีมเทคโนโลยี 

 

แต่ในเวลานี้ก็มีนักลงทุนตั้งคำถามว่า ธีม Metaverse เป็นธีมที่กำลังจะมาถึงจุดจบแล้วหรือไม่ ผมมองว่าการด่วนสรุปแบบนี้อาจจะเร็วเกินไป เพราะหากพิจารณาตามเส้นโค้งของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม Metaverse ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่หรือ Innovators เป็นการใช้เฉพาะกลุ่มคนเล็กๆ ถึงแม้ว่าหลายบริษัทจะละทิ้งการลงทุน แต่ยังมีกลุ่มคนที่ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นการพัฒนาไปอย่างมั่นคง ไม่ได้พัฒนาอย่างเร่งด่วนเหมือนในอดีต เช่น ข่าวที่ว่า Apple เตรียมเปิดตัวแว่นตา AR/VR เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่เอาไว้เชื่อมต่อกับโลก Metaverse ในเดือนมิถุนายนนี้

 

‘Henrique’ นักลงทุน Venture Capital ผู้เชี่ยวชาญด้าน Blockchain และ Metaverse ได้วิเคราะห์ว่า อุตสาหกรรม Metaverse แบ่งออกเป็น 4 Stage โดยปัจจุบันเรายังอยู่ใน Stage ที่ 1 ของอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งใน Stage นี้เป็นช่วงของการสื่อสารในโลกเสมือนจริงผ่านอุปกรณ์ VR ที่ยังไม่สามารถมอบประสบการณ์ระดับประสาทสัมผัสในหลายๆ ด้านได้

 

ส่วน Stage 2-4 นั้นจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางในโลก Metaverse ให้ผู้ใช้งานได้รับรู้ถึงประสาทสัมผัสทั้งหมดเสมือนจริง จะแยกไม่ออกว่าอะไรคือโลกแห่งความจริงและอะไรคือโลกเสมือน

 

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าใน Stage ที่ 1 นี้รายได้หลักของบริษัทที่อยู่ในธีม Metaverse ไม่ได้มาจากธุรกิจ Metaverse แต่มาจากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ Metaverse เช่น NVIDIA มีรายได้หลักมาจากการผลิตชิปประมวลผลในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เกม Data Center และคอมพิวเตอร์ ส่วน Apple รายได้หลักมาจากการขายสินค้าฮาร์ดแวร์ เช่น iPhone, iPad หรือ Mac 

 

หรือแม้กระทั่ง Meta ถึงแม้จะเป็นตัวตั้งตัวตีในการริเริ่มด้าน Metaverse แต่รายได้หลักของ Meta ยังมาจากโฆษณา Facebook ขณะที่ Metaverse เป็นเพียงหน่วยธุรกิจย่อยของ Meta เท่านั้น 

 

อย่างไรก็ตาม หากเรายังเชื่อใน Metaverse เราก็ยังสามารถลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการเป็นผู้นำในโลก Metaverse ในอนาคตได้ต่อไป ซึ่งนักลงทุนสามารถวางใจได้ว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดถ้าโลก Metaverse ไม่เกิดขึ้นจริง บริษัทเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินกิจการที่เป็นธุรกิจหลัก และเติบโตตามความเชี่ยวชาญของตนเอง

 

ดอกเบี้ยลงแล้วหุ้นจะขึ้นแค่ไหน… ถึงเวลาทางรอดการลงทุนด้วย DCA 

สำหรับมุมมองในระยะข้างหน้า ดอกเบี้ยจะปรับลดลงเมื่อไร และหุ้นจะขึ้นได้หรือไม่ จากข้อมูลของ Franklin Templeton คาดว่า จะเห็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยในราวปลายปี 2566 นี้ ซึ่งประเมินว่าดอกเบี้ยน่าจะเริ่มปรับลดลงได้ในปี 2567 ซึ่งในภาวะดอกเบี้ยขาลงจะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น และน่าจะได้เห็นหุ้นวิ่งในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า แต่ก็มีข้อสังเกตกันว่า ในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจจะรุนแรงมากกว่าในเรื่องของดอกเบี้ยที่จะปรับลง นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก Franklin Templeton ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในเวลาที่ดอกเบี้ยลง สินทรัพย์ที่เสี่ยงสุดกลับวิ่งได้น้อยที่สุด 

 

ทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมยังอยากย้ำว่า ถ้าคุณยังเชื่อมั่นในเมกะเทรนด์ที่มีอนาคตเติบโตในระยะยาว คุณต้องใจนิ่ง อดทน และมองระยะยาว เพื่อรอดูพอร์ตเติบโตตามเป้าหมาย

 

ใครที่บาดเจ็บอยู่กับการลงทุน ผมอยากให้ทบทวนดูว่า สินทรัพย์ที่คุณลงทุนราคาปรับลดลงเนื่องจากปัจจัยอะไร ผลประกอบการยังดีหรือไม่ และยังมีอนาคตหรือไม่ เช่น ยังเป็นสินค้าและบริการที่คนต้องใช้ต้องกินในชีวิตประจำอย่างไร เป็นต้น หากเห็นแนวโน้มรายได้ของธุรกิจยังเติบโต ยอดขายที่ดีต่อเนื่อง ส่วนต่างกำไรและกำไรที่เกิดขึ้น กระแสเงินสด รวมถึงฐานะการเงินแข็งแกร่ง หากหุ้นของบริษัทเหล่านี้อยู่ในธีมเมกะเทรนด์ที่คุณลงทุนอยู่ ก็ถือว่าหุ้นมีพื้นฐานดีในราคาที่ต่ำลง จากนี้ก็เป็นทางเลือกของคุณว่าจะใส่เงินลงทุนเพิ่มหรือไม่

 

หวังว่าคำตอบเหล่านี้น่าจะพอช่วยคลายสงสัยและบรรเทาจิตใจคุณให้ดีขึ้นมาได้บ้าง

 

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเครื่องมือดีๆ เป็นทางรอดในการบริหารพอร์ตไว้สำหรับทุกคน เป็นกลยุทธ์ลงทุนที่เรียบง่ายอย่างลงทุนทันทีเมื่อคุณตั้งสติได้ ‘ถัวเฉลี่ย DCA’ จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวแบบน่าประทับใจ เพราะการมีวินัยการลงทุน คุณเคยซื้อช่วงเวลาไหนในแต่ละปี หรือเป็นรายเดือน หรือเป็นช่วงเวลา 3 เดือน คุณก็ควรทำอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีใครสามารถซื้อในช่วงเวลาต่ำสุดและขายในช่วงเวลาสูงสุดได้ แต่หากคุณซื้อถัวเฉลี่ย คุณจะได้ราคาที่ดีกว่าตลอดทั้งปี และเมื่อคุณถึงเป้าหมายการลงทุน คุณจะสามารถขายได้อย่างสบายใจ

 

วิถี DCA จะช่วยให้คุณไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวสารตลาดหุ้นทุกวันจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะไม่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวใดๆ ของโลกเลยนะ แม้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาวก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ต้องดูแลพอร์ตด้วยการรู้ว่าเงินของคุณลงทุนอยู่ในสินทรัพย์อะไรบ้าง หมั่นหาข้อมูลด้วยตัวเองหรือจากที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อ Roundup สถานการณ์ต่างๆ ว่าจะกระทบต่อเงินลงทุนคุณมากหรือน้อยแค่ไหน จำเป็นต้องปรับพอร์ตหรือไม่

 

การลงทุนระยะยาวไม่ใช่ปล่อยให้พอร์ตนอนนิ่งๆ นานๆ 

The post ฝ่าคลื่นลมการลงทุนเมกะเทรนด์ ใจต้องแกร่ง มองให้ไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทศกาลปันผล เทศกาล Reinvest ต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว https://thestandard.co/opinion-dividend-reinvestment/ Thu, 11 May 2023 04:29:45 +0000 https://thestandard.co/?p=788303

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของฤดูแจกเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ถ […]

The post เทศกาลปันผล เทศกาล Reinvest ต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของฤดูแจกเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ถือเป็นการเริ่มต้นของเดือนพฤษภาคมที่นักลงทุนต่างรอรับทรัพย์กันถ้วนหน้า หลังจากที่บริษัทจดทะเบียนทยอยประกาศข่าวดี เคาะเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2565 มาจ่ายให้ผู้ถือหุ้นได้ชื่นอกชื่นใจ จากการที่ได้นำเงินเข้ามาลงทุนถือหุ้น

 

เป็นเรื่องปกติที่การลงทุนในหุ้นดีๆ มักจะให้ดอกผลที่ออกมาสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ยิ่งในช่วงยุคดอกเบี้ยต่ำอย่างหลายปีที่ผ่านมา จนถึงปีนี้ที่ดอกเบี้ยไทยเริ่มปรับขึ้นเข้าสู่ระดับปกติในช่วงก่อนโควิด

 

รู้หรือไม่ เงินปันผลที่ได้รับมีมูลค่ามากแค่ไหน

 

ผมเห็นข้อมูลน่าสนใจจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เกี่ยวกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2561-2565 ของบริษัทจดทะเบียนไทย พบว่าทุกปีที่ทำการศึกษา ผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประมาณ 1.3 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนสูงสุดของธนาคารพาณิชย์ในไทยที่อยู่ระดับต่ำช่วง 0.20-1.90% นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ณ สิ้นปี 2565 บริษัทจดทะเบียนไทยในบางอุตสาหกรรมให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 5 เท่าของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนด้วยครับ

 

ตลาดหลักทรัพย์รายงานผลการศึกษากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555-2564) พบว่ากำไรสุทธิรวมทั้งหมดของบริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และถึงแม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่บริษัทจดทะเบียนไทยก็สามารถปรับตัวตอบรับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กำไรสุทธิในปี 2564 เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 1,051,644 ล้านบาท ทำสถิติใหม่สูงสุดนับตั้งแต่เปิดตลาด และกลับมาสูงกว่ากำไรสุทธิรวมก่อนการแพร่ระบาดของโควิด

 

เช่นเดียวกันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2565) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของกำไรสุทธิรวม มูลค่าเงินปันผลที่จ่าย รวมประมาณ 5.12 ล้านล้านบาท โดยในปี 2565 มีการจ่ายเงินปันผลรวมให้นักลงทุนทั้งหมด 846 ครั้ง จากบริษัทจดทะเบียน 564 บริษัท (บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จ่ายเงินปันผลปีละครั้ง บางบริษัทจ่ายปีละ 2 ครั้งหรือ 4 ครั้ง ขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของแต่ละบริษัท) 

 

สำหรับปี 2566 ช่วงนี้ที่กำลังอยู่ในเทศกาลจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนไทย ก็คาดว่าหุ้นหลายๆ ตัวมีแนวโน้มการปันผลที่ดีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโดยภาพรวมของบริษัทจดทะเบียนในปี 2565 มีกำไรสุทธิรวมจำนวน 974,759 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากปี 2564 ก็ตาม ซึ่งก็เป็นผลกระทบจากปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะด้านพลังงาน ราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ราคาสินค้าที่ปรับราคาขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานในปีที่แล้ว แต่บริษัทส่วนใหญ่ก็ยังคงจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ถือเป็นเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยมาหลายปีครับ

 

วันนี้ผมอยากมาชวนคุยเรื่อง ถ้าคุณได้ ‘เงินปันผล’ มาแล้ว คุณเอาไปทำอะไรต่อดีครับ

 

ชั่งน้ำหนักผลตอบแทนระหว่างราคาหุ้น vs. เงินปันผล

 

คุณทราบไหมครับว่า โดยเฉลี่ยแล้วเงินปันผลที่เราได้จากการลงทุนในหุ้นนั้นมีมูลค่ามากน้อยแค่ไหน และมีความสำคัญอย่างไรกับการลงทุนระยะยาว

 

ก่อนหน้านี้ ผมเคยอธิบายแล้วว่า หุ้นเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด โดยผลตอบแทนของหุ้นจะมาจาก 2 ส่วนหลักๆ คือ กำไรที่เติบโตจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น และเงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียนจ่ายออกมาให้แก่ผู้ถือหุ้น

 

ถ้าย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในช่วง 43 ปีที่ผ่านมา (2518-2560) จะพบว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรวมเฉลี่ย 11.87% ต่อปี โดยมาจากกำไรที่เติบโตจากส่วนของราคาหุ้นประมาณ 6.89% ต่อปี และเงินปันผลที่จ่ายออกมา 4.98% ต่อปี คุณจะเห็นว่าในระยะยาว ผลตอบแทนจากเงินปันผลนั้นจะสูงราวๆ เกือบครึ่งหนึ่งของผลตอบแทนรวมที่ได้รับทีเดียวนะครับ

 

ถ้าลองแยกดูรายละเอียดระหว่างผลตอบแทนของราคาหุ้นและผลตอบแทนของเงินปันผลจากผลตอบแทนรวม ก็จะพบว่าผลตอบแทนจากราคาหุ้นนั้น แม้ในระยะยาวจะเป็นไปตามกำไรของบริษัทที่เติบโตขึ้น แต่ในระยะสั้นก็มีความผันผวนบ้าง ทำให้บางปีอาจจะบวก 50% บางปีอาจจะติดลบ 50% ก็ได้ ขณะที่ผลตอบแทนจากเงินปันผลจะมีแต่บวกอย่างเดียวและค่อนข้างสม่ำเสมอด้วย

 

ผมสรุปได้ว่า ความผันผวนของผลตอบแทนรวมจากตลาดหุ้นในแต่ละปีมาจากส่วนของราคาหุ้น หรือมาจากอารมณ์นักลงทุนในตลาดหุ้นที่เหวี่ยงขึ้นลงสลับกันไปมาเป็นหลัก แต่เงินปันผลนั้นกลับเป็นสิ่งที่นักลงทุนได้รับแน่นอนจากตลาดหุ้นทุกๆ ปี ขึ้นอยู่กับว่าจะได้มากหรือได้น้อยเท่านั้นเอง

 

และถ้าเอาข้อมูลเฉพาะส่วนของผลตอบแทนเงินปันผลจากตลาดมาวิเคราะห์ พบว่าอัตราเงินปันผลเฉลี่ยตลอด 43 ปี อยู่ที่ 5.27% ต่อปี แม้จะมีความผันผวนในแต่ละปีอยู่บ้าง แต่ก็เป็นบวกทุกปี โดยอัตราเงินปันผลมากที่สุดอยู่ที่ 13.46% และอัตราเงินปันผลที่น้อยที่สุดอยู่ที่ 0.79%

 

ซึ่งถ้าดูต่อไปอีกว่า อัตราการจ่ายเงินปันผลของตลาดหุ้นไทยช่วง 40 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 4 ช่วง ช่วงละ 10 ปี ก็จะพบว่าในช่วงปี 2521-2530 (ช่วงเริ่มตั้งตลาดหลักทรัพย์) อัตราปันผลเฉลี่ยสูงถึง 8.25% ส่วนปี 2531-2540 อัตราปันผลเฉลี่ย 3.53% ในปี 2541-2550 อัตราปันผลเฉลี่ย 3.72% และในปี 2551-2560 อัตราปันผลเฉลี่ย 4.43%

 

ถ้าเราตัดช่วงปี 2521-2530 ออกไป เพราะถือเป็นช่วงตลาดหุ้นเพิ่งเริ่มก่อตั้ง และอาจจะให้อัตราเงินปันผลที่สูง เนื่องจากตลาดหุ้นโดยรวมอาจจะยังมีราคาต่ำอยู่มาก ก็จะพบว่าตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในช่วงระหว่าง 3.5-4.4% อย่างสม่ำเสมอเลยครับ ซึ่งพอจะคาดการณ์อนาคตได้ว่า 10-20 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราวๆ เดียวกัน ถือว่าเป็นอัตราผลตอบแทนที่ไม่น้อยเลยนะครับ และหากคาดว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนรวมประมาณ 10% ต่อปี เท่ากับว่าผลตอบแทนเงินปันผลนั้นจะคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของผลตอบแทนรวมในแต่ละปีของเราทีเดียวครับ

 

อ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคุณน่าจะเข้าใจและมองเห็นแล้วว่า ‘เงินปันผล’ เป็น ‘ส่วนสำคัญ’ ของผลตอบแทนในระยะยาว เพราะฉะนั้น ถ้าหาก ‘ไม่’ นำเงินปันผลที่ได้รับในแต่ละปีกลับไปลงทุนต่อ หรือ Reinvest ก็แปลว่าในระยะยาวความมั่งคั่งของคุณจะหดหายไปมากมายมหาศาลครับ

 

‘เอามาลงทุนต่อ vs. เอาออกมาใช้’ วัดใจรวยวันนี้หรือรวยวันหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ผมเข้าใจดีครับว่าแต่ละคนก็มีความต้องการใช้เงินแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาหรือแต่ละปีด้วย เพราะบางคนได้เงินปันผลมาในปีนี้อยากจะเอาไปใช้ซื้อของที่อยากได้ให้รางวัลชีวิตบ้าง บางปีได้มาก็อยากเอาไปลงทุนเพิ่ม เรื่องแบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคนแต่ละช่วงเวลาครับ

 

ผมเลยอยากขออธิบายเพิ่มเติมให้คุณเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ถ้าเราไม่นำเงินปันผลไปลงทุนต่อ ผลตอบแทนจะหายไปมากแค่ไหน?

 

กรณีแรก ถ้านำเงินปันผลไปลงทุนต่อทั้งหมด ยกตัวอย่าง เงินลงทุน 10,000 บาท ในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2518-2560 เวลาที่เรานำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อเรื่อยๆ ก็จะทำให้เงินลงทุน 10,000 บาท สามารถเติบโตขึ้น 124 เท่า กลายเป็นเงิน 1,243,314 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นที่ 11.87% ต่อปี

 

กรณีที่สอง ถ้านำเงินปันผลออกไปใช้ทั้งหมด โดยทุกปีเรานำเงินปันผลที่ได้ออกไปใช้จ่าย และปล่อยให้เงินต้นเติบโตไปเรื่อยๆ ตามราคาหุ้น เงินลงทุน 10,000 บาทนี้ก็จะโตขึ้นเพียงแค่ 17 เท่า เป็นเงิน 175,371 บาทเท่านั้น หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นที่ 6.89% ต่อปี

 

ถ้าประเมินตัวเลขความมั่งคั่งของเราจะหายไปมากถึง 85% ครับ เทียบจากกรณีแรกเงินที่ควรจะเติบโต 1,243,314 บาท ก็จะเหลือเพียงแค่ 175,371 บาท ในกรณีที่สอง เท่ากับว่าความมั่งคั่งหายไปถึง 1,067,943 บาท นี่เป็นผลกระทบระยะยาวที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เพียงแค่นำเงินปันผลไม่กี่เปอร์เซ็นต์ออกมาใช้ในแต่ละปี จะสร้างความแตกต่างได้มากถึงขนาดนี้ในระยะยาว

 

มาดูกรณีที่สาม ถ้านำเงินปันผลออกไปใช้ 50% ยกตัวอย่างเหมือนเดิมคือ เงินลงทุน 10,000 บาท ในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2518-2560 แต่ทุกปีเรานำเงินปันผลมาใช้เพียงแค่ครึ่งเดียว ส่วนเงินปันผลที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งนำไปลงทุนต่อ จะพบว่าหลังผ่านไป 43 ปี เงิน 10,000 บาทจะเติบโตขึ้น 47 เท่า เป็นเงิน 473,541 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้นที่ 9.39% ต่อปี

 

ซึ่งเมื่อเทียบกรณีที่สามกับกรณีที่สองที่ไม่นำเงินปันผลไปลงทุนเลย พบว่าการนำปันผลครึ่งหนึ่งกลับไปลงทุนต่อ ก็ยังทำให้เงินของเราโตขึ้นกว่าเดิมประมาณ 2.7 เท่าครับ จาก 175,371 บาท ก็ยังเพิ่มขึ้นมาเป็น 473,541 บาท แต่ถ้าเทียบกับกรณีแรกที่นำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อทั้งหมดแล้ว ความมั่งคั่งของเราก็ยังหายไปกว่า 62% ครับ

 

หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้ยุติธรรมมากขึ้นคือ รวมเงินปันผลที่จ่ายออกไปเข้ามาด้วย เพราะถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ได้รับออกมาเหมือนกัน (เพียงแต่มีการนำไปใช้จ่ายเรียบร้อยแล้ว และไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้)

 

จะเห็นได้ว่า แม้ว่าจะรวมเงินปันผลที่ได้รับระหว่างทางไปด้วยแล้วก็ตาม การไม่นำเงินปันผลไปลงทุนต่อ ก็ทำให้ความมั่งคั่งของเราหายไปอย่างมากในระยะยาวครับ

 

ในมุมมองส่วนตัวของผมก็คือ ‘ความสุขจากการใช้เงินในระยะสั้นของเรา อาจนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางการเงินในระยะยาว’

 

คุณลองถามใจตัวเองดูว่า เราอยากมีความสุขในวันนี้กับการนำเงินปันผลไปใช้ระหว่างทาง 103,940 บาท โดยยอมแลกกับเงินที่เราจะได้ใช้ในอนาคตถึง 1,067,943 บาท ซึ่งเป็นเงินที่มากกว่าถึง 10 เท่า และเงินจำนวนนี้จะเป็นของเรา ขอเพียงแค่เราอดใจและนำเงินปันผลในแต่ละปีกลับไปลงทุนได้เรื่อยๆ ครับ

 

หรือคุณอยากจะลองเปรียบเทียบระหว่าง การนำเงินปันผลไปใช้แค่ครึ่งเดียว กับการนำเงินปันผลทั้งหมดไปใช้จ่าย ซึ่งก็พบว่าในระยะยาวแล้วการนำเงินปันผลไปใช้แค่ครึ่งเดียวนั้น จะทำให้ทั้งเงินลงทุนเราเติบโตมากกว่า และเงินปันผลรวมก็มากกว่าด้วย นั่นก็เพราะว่ายิ่งเงินลงทุนเราเติบโตมากเท่าไร เราก็ยิ่งได้เงินปันผลมากขึ้นด้วย

 

ผมคิดว่าน่าจะสะท้อนให้คุณเห็นว่า การปล่อยให้เงินลงทุนของเราเติบโตก่อนในช่วงแรกเป็นสิ่งสำคัญมากครับ ผมเชื่อว่าคุณน่าจะได้คำตอบแล้วว่า ‘เราควรนำเงินปันผลในแต่ละปีไปใช้ หรือ นำกลับไปลงทุนต่อดี’

 

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า ผมยกตัวอย่างเงินลงทุนเริ่มต้นแค่ 10,000 บาทเท่านั้น จึงทำให้คุณเห็นความแตกต่างอยู่แค่หลักแสน หลักล้าน แต่ถ้าหากเราลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000,000 บาท ความแตกต่างตรงนี้จะคิดเป็นเงินมากกว่า 100 ล้านบาทเลยนะครับ!

 

ถ้าเราต้องการสร้างความมั่งคั่งสูงสุดระยะยาวจากตลาดหุ้นนั้น การนำเงินปันผลทั้งหมดกลับไปลงทุนต่อ จะเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับความมั่งคั่งของเราได้อย่างมหาศาลในระยะยาวครับ

 

ภาพจิ๊กซอว์ที่ผมต่อออกมานี้ จะเป็นคำตอบที่ว่าปันผลสำคัญอย่างไร ทำไมต้องลงทุนต่อ เพราะปกติแล้วเวลาเราลงทุนในทรัพย์สินอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็ต้องคาดหวังว่าจะได้ดอกผลของการลงทุนกลับมาเรื่อยๆ ทุกปีใช่ไหมครับ 

 

ซึ่งผมก็เอาหลักการ ‘ให้เงินทำงาน’ นี้มาใช้ในการบริหารกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth โดยมีนโยบายในการนำเงินปันผลทั้งหมดกลับไปลงทุนต่อให้โดยอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความมั่งคั่งสูงสุดให้กับนักลงทุนในระยะยาวนั่นเองครับ

 

ดังนั้นทุกครั้งก่อนที่เราจะลงทุน ให้แยกเงินที่จะใช้ลงทุนต่างหากออกมาจากเงินที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เรียบร้อยก่อน แล้วเมื่อเริ่มลงทุนไปแล้ว ก็ปล่อยให้เงินลงทุนนี้เติบโตไปเรื่อยๆ ได้ปันผลมาเท่าไรก็ขอให้นำไปลงทุนต่อเรื่อยๆ เพื่อสร้างความมั่งคั่งแบบทบต้นให้กับเราในระยะยาวครับ

 

ยิ่งถ้าหากเรารวมพลังของการนำเงินปันผลกลับไปลงทุนต่อ กับการเพิ่มเงินลงทุนเข้าไปเรื่อยๆ อีกทุกปี ก็จะยิ่งทวีคูณความมั่งคั่งของเราให้เติบโตได้อย่างน่าอัศจรรย์ คุณก็จะมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วยครับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

The post เทศกาลปันผล เทศกาล Reinvest ต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดวกกลับของดอกเบี้ยโลก ‘จุดประกาย’ ลงทุนตราสารหนี้ https://thestandard.co/world-interest-turning-point/ Sat, 08 Apr 2023 03:44:04 +0000 https://thestandard.co/?p=774417

เริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้แล้ว ความผันผวนและความ […]

The post จุดวกกลับของดอกเบี้ยโลก ‘จุดประกาย’ ลงทุนตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เริ่มเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้แล้ว ความผันผวนและความเปราะบางของตลาดการเงินโลกยังคงเป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลต่อการลงทุนอยู่ดี ถึงแม้ว่าขณะนี้ สถานการณ์ Bank Run ในสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มคลี่คลายลง หลังจากที่คนแห่ถอนเงินออกจากแบงก์ต่างๆ นำโดย Silicon Valley Bank หรือ SVB และ Credit Suisse รวมถึงแบงก์อื่นๆ ล้มซวนเซตามกันไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

แม้รัฐบาลและธนาคารกลางของแต่ละประเทศออกมาตรการมาประคองสถานการณ์ เพื่อให้ผลกระทบอยู่ในวงจำกัด แต่ประชาชนภายในประเทศนั้นๆ ก็ยังมีความไม่มั่นใจต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน และการแห่ถอนเงินสดกันออกมาจำนวนมาก ก็ยังไม่ได้กลับเข้าไปในระบบแบงก์หรือสถาบันการเงิน

 

ช่วงที่ชาวอเมริกันแห่ถอนเงิน ย้ายไปไหน

 

คุณรู้หรือไม่ว่า เงินสดที่แห่ถอนกันออกมาไหลไปอยู่ที่ไหน

 

ถ้าไปดูข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 มีเงินไหลเข้ากองทุนตลาดการเงินในสหรัฐฯ มูลค่า 5.19 ล้านล้านดอลลาร์ เรียกว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์จริงๆ และถือเป็นภาพสะท้อนที่มีนัยต่อโลกการลงทุนครับ

 

หลังจากที่ทางการสหรัฐฯ เข้ามาแก้ปัญหาสถานการณ์แบงก์ล้มได้อย่างค่อนข้างรวดเร็วและไม่ปล่อยให้สถานการณ์บานปลาย ทำให้ด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed สามารถเดินหน้าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 22 มีนาคม และปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็น 4.75-5% เพื่อดูแลเงินเฟ้อระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และต่อมาใน Dot Plot ล่าสุด ระบุว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง ขึ้นไปอยู่ที่ 5-5.25% ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจที่จะออกมาในช่วงเวลานั้นๆ ด้วย ก็ถือเป็นสัญญาณว่าใกล้จบรอบการขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้แล้ว

 

ทั้งนี้ ท่าทีของ Fed ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตการณ์ Bank Run นั้น Fed ประกาศแน่วแน่ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยไปอีก 2-3 ครั้งถึงกลางปีนี้ และจะทรงตัวระดับสูง และย้ำว่าจะไม่เห็นดอกเบี้ยลงในปีนี้ เพราะต้องการให้เห็นหลักฐานว่าเงินเฟ้อกำลังมีทิศทางปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 2% ชัดเจนก่อน

 

แต่ตอนนี้หลังเกิดสถานการณ์ภาวะการเงินตึงตัวในระบบขึ้นแล้ว Fed เริ่มมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากประเด็นเงินเฟ้อ ก็คือแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อของแบงก์ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจแน่นอน ซึ่งหมายความว่าโจทย์ ‘การลดดอกเบี้ย’ อาจจะต้องเปลี่ยนไปด้วย

 

เพราะหากเกิดการปล่อยสินเชื่อชะลอตัวลง จะยิ่งทำให้เกิดภาวะการเงินตึงตัวขึ้นไปอีก การใช้จ่ายชะลอตัว ซึ่งก็จะทำให้เงินเฟ้อลดลงแน่นอน แต่การลดลงของเงินเฟ้ออาจจะไม่ทันเข้ากรอบเป้าหมายได้ เพราะเศรษฐกิจอาจเกิดการชะลอตัวเร็วหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยขึ้นมา นั่นก็หมายความว่า Fed อาจจะต้องลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่เคยกล่าวไว้ แต่ในทางกลับกัน หากยังมีการปล่อยสินเชื่อดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง เงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูง ก็มีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

 

ในช่วงระหว่างนี้ ตลาดเกาะติดทิศทางตัวเลขเงินเฟ้อต่างๆ ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ล่าสุด สหรัฐฯ รายงานดัชนี Headline PCE เดือนกุมภาพันธ์ ลดลงสู่ระดับ 5% จาก 5.4% ในเดือนมกราคม ซึ่งปรับลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ 5.1% ส่วน Core PCE ลดลงเป็น 4.6% จาก 4.7% ในเดือนก่อนหน้า และถ้าดูการลดลงเป็นรายเดือน (MoM) พบว่า Headline PCE มีระดับเพิ่มขึ้น 0.3%MoM ลดลงจาก 0.6%MoM ในเดือนมกราคม และ Core PCE เพิ่มขึ้น 0.3%MoM ลดลงจาก 0.5%MoM

 

ทั้งนี้ ข้อมูล FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนคาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปสูงสุดที่ 5.00-5.25% ไปจนถึงปลายปี 2566

 

ขณะที่สิ่งที่นักลงทุนประเมินภายใต้สถานการณ์ตลาดเงินมีความเปราะบางมาก ภาคธุรกิจระดมทุนยากขึ้น ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ลดการใช้จ่าย แนวโน้มเงินเฟ้อมีสัญญาณลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ลดลงตาม มีความเป็นไปได้ที่ Fed ต้องลดดอกเบี้ยภายในไตรมาส 3 นี้

 

ลุ้น Fed เปลี่ยนทิศลดดอกเบี้ย สบโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตราสารหนี้ 

 

ในกรณีสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed กำลังจะสิ้นสุดลงในเร็ววันนี้ และเกิดการเปลี่ยนทิศเป็นดอกเบี้ยขาลงในปีนี้ จะทำให้ตราสารหนี้ทั่วโลกทั้งพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีคุณภาพอยู่ในระดับ Investment Grade กลับมาเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุนอีกครั้ง

 

หากกลับมามองที่ผลตอบแทนตราสารหนี้ (Bond Yield) ที่จะทยอยปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะสูงสุดแล้ว ในช่วงเดียวกันกับที่ดอกเบี้ยทำจุดสูงสุด แสดงให้เห็นว่า แรงกดดันราคาตราสารหนี้กำลังจะสิ้นสุดลง ก็ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้หรือหุ้นกู้เอกชน และหากใครที่บาดเจ็บจากการลงทุนตราสารหนี้และขาดทุนในปีที่แล้ว ปีนี้ก็จะเห็นการพลิกกลับมาได้ครับ

 

แต่อย่างไรก็ตาม ผมขอแนะนำให้ทุกคนทำความเข้าใจการลงทุนสินทรัพย์ประเภทนี้ให้ดีก่อน แม้ว่าจะบอกว่าพันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำสุดก็ตาม แต่โลกแห่งการลงทุนมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเสมอ ทุกการลงทุนมีผลตอบแทนก็ย่อมมีความเสี่ยงคู่กัน ซึ่งก็ได้เกิดขึ้นในปีที่แล้ว 2565 นั่นเอง

 

ในปี 2565 ต้องยอมรับว่าการลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สร้างผลตอบแทนย่ำแย่มาก ปัจจัยหลักๆ เนื่องมาจากปีที่แล้ว Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 7 ครั้งทีเดียวต่อเนื่อง จากระดับ 0.00-0.25% มาสู่ระดับ 4.25-4.5% ในปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี

 

ปีที่แล้วถือเป็นปีที่คนขาดทุนจากการถือพันธบัตร ตราสารหนี้กันจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ทั้งพันธบัตรและตราสารหนี้ควรให้ดอกเบี้ยคงที่ และน่าจะทำให้มูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แต่พอเปิดแอปมาดูทีไร มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value) กลับติดลบเล็กน้อยอยู่ตลอด

 

ผมขออธิบายผลตอบแทนของพันธบัตรแบบเบื้องต้นก่อนครับ โดยพันธบัตรจะมี ‘ราคา’ (Price) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับ ‘ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย’ (Bond Yield) จึงต้องแยกผลตอบแทนเป็น 2 ก้อน

 

ราคาพันธบัตร (Bond Price) คือ จำนวนเงินที่คุณจะได้รับเมื่อขายพันธบัตรในเวลานั้นๆ เพราะนักลงทุนบางคนก็ไม่ได้ถือพันธบัตรจนครบอายุ และตัดสินใจขายพันธบัตรออกมาก่อน ซึ่งราคาพันธบัตร (Bond Price) มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับผลตอบแทน (Bond Yield) หรือดอกเบี้ย

 

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ถ้าราคาพันธบัตรเพิ่ม ผลตอบแทนก็จะลง ผมขอยกตัวอย่าง พันธบัตรราคาหน้าตั๋ว 100 บาท จ่ายดอกเบี้ย 3% ต่อปี หรือ 3 บาท สมมติว่าพันธบัตรนี้เป็นที่ต้องการมาก ราคาพันธบัตรก็จะสูงขึ้นจนมีคนซื้อขายกันที่ราคา 105 บาท แต่ดอกเบี้ยก็ยังจ่ายที่ปีละ 3 บาทเท่าเดิม ซึ่งในกรณีนี้ราคาพันธบัตรจะเพิ่มเป็น 105 บาท ขณะที่ยังจ่ายดอกเบี้ย 3 บาท เท่ากับว่านักลงทุนที่ซื้อพันธบัตร 105 บาท จะได้ดอกเบี้ยเพียง 3/105 = 2.85% เท่านั้น ไม่ใช่ดอกเบี้ย 3% บนหน้าตั๋ว

 

ในทางกลับกัน หาก ‘ราคาพันธบัตรลง ผลตอบแทนพันธบัตรขึ้น’ ยกตัวอย่าง พันธบัตรราคาหน้าตั๋ว 100 บาท จ่ายดอกเบี้ย 3% ต่อปี พันธบัตรดังกล่าวมีความต้องการซื้อน้อย คนที่อยากขายออกก็ต้องลดราคาเพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อต่อ เช่น ลดราคาพันธบัตรเป็น 95 บาท ในขณะที่จ่ายดอกเบี้ย 3 บาทเท่าเดิม เท่ากับว่านักลงทุนที่ซื้อพันธบัตรราคา 95 บาทจะได้ ‘ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น’ เป็น 3/95 = 3.15% ซึ่งตรงข้ามกับกรณีแรก

 

คุณคงจะสงสัยว่า ‘แล้วอะไรที่จะทำให้พันธบัตรเป็นที่ต้องการมากน้อยต่างกัน?’ สิ่งนั้นก็คือ ‘อัตราดอกเบี้ยในตลาด’ ซึ่งคุณก็จะคุ้นๆ หูเพราะพูดกันตลอดปีที่แล้ว เรื่องสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกันตลอดปีที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น

 

ผมอธิบายต่อจากตัวอย่างเดิม ถ้าดอกเบี้ยพันธบัตรในปัจจุบันอยู่ที่ 3% พันธบัตรรุ่นเก่าๆ ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 3% ก็ต้องขายในราคาถูกลง ส่วนพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า 3% ก็ขายในราคาสูงกว่าหน้าตั๋วได้

 

เพราะฉะนั้น เมื่อ Fed ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ค่อยๆ ลดลง ข้อมูลเหล่านี้น่าจะตอบคำถามให้คุณหายสงสัยว่า ทำไมการลงทุนในพันธบัตรถึงขาดทุนได้ เพราะมูลค่า NAV ที่แสดงคือราคาของพันธบัตรในวันนั้น ได้ผ่านสมรภูมิการปรับดอกเบี้ยขึ้นมาอย่างโชกโชนแล้วนั่นเอง

 

แต่จริงๆ แล้ว หากคุณถือพันธบัตรครบอายุ ในแต่ละปีก็จะได้รับดอกเบี้ยตามหน้าตั๋ว ซึ่งสามารถนำดอกเบี้ยที่ได้ไปลงทุนใหม่ (Reinvest) ในพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อลดการขาดทุนหรือเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่หากใครถือพันธบัตรแล้วขายระหว่างทาง เช่นขายออกมาในปีที่แล้ว ก็จะเกิดผลขาดทุนได้ แต่ถ้าไม่ได้ขายออกมา เมื่อสถานการณ์ดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ มันก็มีโอกาสกลับมาทำผลงานที่ดีให้คุณ

 

สำหรับในปีนี้ หาก Fed มีการปรับลดดอกเบี้ยลงเร็วกว่าคาด คุณก็ควรถือพันธบัตรอายุยาวเกิน 1 ปี เพราะพันธบัตรเก่าที่คุณถืออยู่จะมีดอกเบี้ยหน้าตั๋วสูงกว่าพันธบัตรที่เพิ่งออกใหม่ พอร์ตของคุณก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นการลงทุนพันธบัตร หรือตราสารหนี้ระยะยาวก็จะเป็นการลงทุนที่ช่วยสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตได้ดี

 

แต่แม้ Fed จะคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ โดยสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเป็นลักษณะชะลอตัว คุณก็ยังมีโอกาสในการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปี เมื่อถือจนครบอายุก็ซื้อตัวใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนต่อ (Reinvestment Rate) ถือเป็นโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มได้เช่นกัน จนกว่าดอกเบี้ยจะเปลี่ยนทิศลงจริงๆ 

 

แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มีความเสี่ยงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นควรกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมและอยู่ในระดับรับความเสี่ยงได้ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนพันธบัตรหรือตราสารหนี้ คือเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพระดับ Investment Grade เป็นหลัก

 

หากคุณกระจายลงทุนทั้งพันธบัตรทั่วโลกและตราสารหนี้ในหลายๆ อุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ กองทุน ETF ก็จะเป็นโอกาสสร้างพอร์ตการลงทุนให้สมดุลจากการเติบโตของเงินลงทุนและกระแสเงินสดรับที่สม่ำเสมอ

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post จุดวกกลับของดอกเบี้ยโลก ‘จุดประกาย’ ลงทุนตราสารหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน ‘SVB’ ผ่านการล่มสลายของ LTCM เหล่าอัจฉริยะที่เคยเอาชนะ Wall Street https://thestandard.co/case-study-svb-pass-collapse-ltcm/ Thu, 16 Mar 2023 03:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=763746

วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่เพิ่งปะทุขึ้นมาเขย่าวงการ […]

The post ถอดบทเรียน ‘SVB’ ผ่านการล่มสลายของ LTCM เหล่าอัจฉริยะที่เคยเอาชนะ Wall Street appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่เพิ่งปะทุขึ้นมาเขย่าวงการการเงินโลกช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเหตุการณ์ล้มละลายและต้องปิดกิจการลงของ Silicon Valley Bank (SVB) ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับที่ 16 ของสหรัฐฯ ที่สำคัญเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินที่ให้บริการสินเชื่อสำหรับหล่อเลี้ยงธุรกิจสตาร์ทอัพและฟินเทคจำนวนมากมานานนับสิบๆ ปี ตามมาด้วยการปิดกิจการของ Signature Bank และ ธนาคาร Silvergate ในช่วงเวลาไม่กี่วัน 

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตเรื่องหนึ่งที่คล้ายกัน นั่นคือหายนะของ Long-Term Capital Management หรือ LTCM ที่ผมจะมาฉายภาพให้เห็นตั้งแต่เริ่มต้นสู่ยุครุ่งเรือง และล่มสลายในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


LTCM คือการรวมกลุ่มกันของผู้เชี่ยวชาญหัวกะทิสาขาการเงินหรือเรียกง่ายๆ ว่าเหล่าอัจฉริยะ ที่จับมือกันจัดตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากที่สุด

 

มองดูแล้ว การรวมกลุ่มคนอัจฉริยะด้านการเงินเพื่อเอาชนะ Wall Street คุณอาจจะคิดว่าคนกลุ่มนี้ต้องทำได้ดีอย่างแน่นอน ผมเลยอยากพาคุณไปย้อนเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์การลงทุน แต่ก่อนที่คุณจะไปฟังเรื่องราวของกองทุนนี้ ผมขอแนะนำให้คุณได้รู้จักกับ John Meriwether กันก่อนครับ

 

Meriwether มีดีกรีเป็นถึงหัวหน้ากลุ่มค้ากำไรตราสารหนี้ด้วยวิธีอาร์บิทราจ และเป็นถึงรองประธานวาณิชธนกิจชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง Salomon Brothers 

 

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ Meriwether คือนักลงทุนตราสารหนี้ที่มีฝีมือ และเป็นคนที่ฉลาดมากๆ จุดเด่นอีกอย่างของ Meriwether คือ เขารู้จักกับคนเก่งๆ ในแวดวงการลงทุนเยอะมาก เท่านั้นยังไม่พอ Meriwether ยังไปดึงคนเก่งๆ เหล่านั้นให้มาทำงานกับเขาได้อีกด้วย

 

โดยเป้าหมายในการรวบรวมคนเก่งของ Meriwether มีเพียงหนึ่งเดียว คือ

 

‘การเอาชนะทุกคนด้วยความฉลาด ซึ่งนั่นรวมไปถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งด้วย’

 

Meriwether มีความคิดว่าการรวบรวมกลุ่มคนอัจฉริยะด้านการเงิน จะทำให้การลงทุนสามารถเติบโตแบบพุ่งทะยานฟ้าได้อย่างง่ายดาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ Long-Term Capital Management เกิดขึ้นมาครับ

 

Meriwether เริ่มต้นด้วยการควานหากลุ่มคนที่ฉลาดที่สุดในแวดวงการเงินมาไว้รอบตัวของเขาก่อน ซึ่งกลุ่มอัจฉริยะในแวดวงการเงินประกอบไปด้วย บัณฑิต MIT ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นักศึกษาปริญญาโทของ London หรือแม้แต่กระทั่งอดีตรองประธานของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ 

 

กล่าวได้ว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่ากลุ่มผู้คนเหล่านี้จะไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน เพราะเป็นหัวกะทิเต็งหนึ่งในทุกสายทั้งนั้น

 

ในตอนแรกกลุ่มคนเหล่านี้ ทำงานในทีม Meriwether ที่ Salomon Brothers ซึ่งเป็นทีมที่ทำผลตอบแทนได้มากที่สุด หลังจากนั้นก็ย้ายไปเข้าร่วมกับกองทุน Long-Term Capital Management ในเวลาต่อมา

 

หลังจากที่ Meriwether ต้องออกจาก Salomon Brothers เขาก็ไปดึงตัวผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการเงินมาร่วมก่อตั้ง Long-Term Capital Managetment ด้วยอีกคน

 

ด้วยกลุ่มคนที่มีความสามารถและความเชี่ยวชาญระดับนี้ พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเขย่าโลกการเงินในแบบที่ไม่มีใครทัดเทียมได้ ในช่วงนั้นนิตยสาร Fortune เคยเขียนถึง Long-Term Capital Management แบบหยิกแกมหยอกว่า “ที่นั่นน่าจะมีปริมาณ IQ ต่อตารางฟุตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับสถาบันอื่น” โดยทั้ง Meriwether และพนักงานใน LTCM รู้ดีว่าพวกเขาเหนือกว่าคนอื่นในด้านความฉลาดแบบที่ไม่มีใครเทียบติด

 

แต่ก่อนจะไปลงลึก ผมอยากให้คุณได้รู้จักกับเฮดจ์ฟันด์กันก่อนครับ อธิบายง่ายๆ คือ กองทุนเชิงรุกที่มีเป้าหมายในการทำผลตอบแทนชนะตลาด 

 

หากคุณต้องการลงทุนกับ LTCM คุณต้องมีเงินลงทุนอย่างน้อย 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการเก็บค่าธรรมเนียมการบริหารในอัตรา 2/25 ซึ่งหมายถึงว่า กองทุนจะเก็บค่าธรรมเนียม 2% จากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ และ 25% จากผลตอบแทนส่วนที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งค่าธรรมเนียมของ LTCM ถือว่าสูงกว่าค่าธรรมเนียมของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วไปที่อยู่ที่อัตรา 2/20 

 

แต่หากแลกกับการให้เหล่าอัจฉริยะช่วยลงทุน หลายคนน่าจะคิดว่าค่าธรรมเนียมนี้ก็คุ้มค่าและสมเหตุสมผลแล้ว 

 

ว่าแต่ผลงานการลงทุนของ LTCM จะเป็นอย่างไร ตามผมมาเลยครับ

 

ถึงแม้ว่าเงินลงทุนขั้นต่ำในการลงทุนจะสูงมาก รวมไปถึงมีค่าธรรมเนียมที่สูงกว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วไป แต่นั่นไม่ได้ทำให้นักลงทุนลดความสนใจลงแต่อย่างใดครับ

บริษัทยักษ์ใหญ่นำเงินมาลงทุนกับ LTCM มากมาย แม้แต่สถาบันการเงินชื่อดังของสหรัฐฯ ก็มาลงทุนด้วยเช่นเดียวกัน 

 

เท่านั้นยังไม่พอ นักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศอย่าง ไต้หวัน ฮ่องกง คูเวต และอิตาลีก็มาร่วมลงทุนด้วย เรียกได้ว่ากองทุน LTCM มีชื่อเสียงโด่งดังก่อนจะเริ่มลงทุนจริงเสียอีก 

 

และในที่สุด LTCM ก็เปิดทำการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1994 ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเริ่มต้นที่สูงถึง 1,250 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากในช่วงเวลานั้น จนทำให้ LTCM ขึ้นแท่นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีมูลค่าเริ่มต้นสูงที่สุดนับตั้งแต่อดีตจนถึงปี 1994

 

หลังจากเพิ่งเริ่มต้นลงทุนไม่นาน กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของ LTCM ก็ทำผลตอบแทนได้อย่างงดงามที่ 20% หลังจากเปิดตัวเพียงแค่ 10 เดือนแรกเท่านั้น เท่านี้ยังไม่พอ LTCM ยังทำผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไปอีก 43% ในปี 1995 และทำได้อีก 41% ในปี 1996

 

ในระยะเวลาเพียงแค่เกือบ 3 ปี LTCM ทำกำไรเป็นมูลค่ารวม 2,100 ล้านดอลลาร์ เรียกได้ว่าน่าประทับใจมาก และทำได้ตามที่หลายคนคาดหวัง เรียกได้ว่า LTCM กำลังเบ่งบาน และกองทุนยังไม่เคยมีผลตอบแทนติดลบเลยสักไตรมาสตั้งแต่เริ่มลงทุน รวมถึงพนักงานในบริษัท LTCM ยังได้รับการันตีโดยรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์อีกด้วย ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบไปหมด

 

เมื่อคุณอ่านมาจนถึงตรงนี้แล้ว คงแอบคิดแล้วใช่ไหมครับว่าทำไมทุกอย่างมันดีเกินจริงได้ขนาดนี้ และหาก LTCM ทำผลตอบแทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแบบนี้ ในปัจจุบันบริษัทนี้หายไปไหนเสียแล้ว เพราะควรเป็นบริษัทลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปแล้ว

 

บทเรียนที่อยากให้ทุกคนรู้เอาไว้คือ ช่วงเวลาดีๆ แห่งการลงทุนมักจะไม่อยู่กับเราเสมอไป กลยุทธ์ที่เอาชนะตลาดได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้ตลอดกาล 

 

เพราะในที่สุด กลยุทธ์การลงทุนต่างๆ จะถูกเปิดเผยออกมา และนั่นเป็นสิ่งที่ LTCM ก็ไม่สามารถหลีกหนีได้ และเมื่อบริษัทมีกลยุทธ์ในการลงทุนและทำผลตอบแทนได้ดีมากขนาดนี้ บริษัทอื่นๆ ก็เริ่มทำตาม

 

Eric Rosenfeld นักค้าหลักทรัพย์ที่ LTCM ได้กล่าวเอาไว้ในช่วงเวลานั้นว่า “คนอื่นกำลังไล่ตามเราทัน พอเราเริ่มส่งคำสั่งซื้อขายและเริ่มทำกำไรได้นิดหน่อยเท่านั้น โอกาสก็เริ่มหายไปแล้ว”

 

ซึ่งหลังจากนี้ ผมจะพาคุณเดินทางไปดูการดิ่งลงสู่ก้นเหวอย่างช้าๆ ของบริษัท LTCM ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร รวมไปถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้สุดท้ายแล้ว กลยุทธ์ลงทุนของ LTCM ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป 

 

กรณีของ LTCM  เป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเข้ามาแทรกแซง เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามคล้ายกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นวันนี้ ที่เราได้เห็นทางการสหรัฐฯ ออกมาตรการมาอย่างรวดเร็ว การจัดตั้งกองทุนฯ ช่วยอัดฉีดสภาพคล่อง เพื่อให้ผู้ฝากเงินสามารถถอนคืนเงินฝากได้ตามปกตินั่นเองครับ  

 

เมื่อ LTCM เริ่มมีอุปสรรคในการทำกำไร บริษัทจึงตัดสินใจคืนเงินให้กับนักลงทุนแรกเริ่มเป็นมูลค่า 2,700 ล้านดอลลาร์ โดยเงินจำนวนนี้คือเงินทั้งหมดที่ใช้ลงทุนหลังปี 1994 รวมกับผลกำไรทั้งหมดที่บริษัททำได้

 

ลางร้ายเริ่มคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เพราะหลังจากที่ LTCM คืนเงินไป พวกเขากลับไม่ได้ลดขนาดการกู้ยืม หรือ Leverage ลงเลยแม้แต่น้อย ทำให้บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนหรืออัตราส่วน D/E สูงถึง 28 เท่า พูดง่ายๆ คือ บริษัทมีหนี้เยอะมาก ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อบริษัทอย่างแน่นอนครับ

 

และไม่รู้ว่าด้วยความหน้ามืดตามัวหรือความมั่นใจในตัวเองมากจนเกินไปของ LTCM หรืออย่างไร ครั้งหนึ่งบริษัทเคยมีสถานะซื้อขายหลักทรัพย์สูงถึง 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงแตะ 100 เท่า

 

ถ้าคุณรู้จักกับนักลงทุนสายเน้นคุณค่าหลายคน มักจะแนะนำว่าหากต้องการลงทุนในบริษัทที่ยั่งยืน ควรลงทุนในบริษัทที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า 2 เท่าเป็นอย่างน้อย แต่ในตอนนั้น LTCM มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนแตะที่ 100 เท่า ซึ่งแม้ว่าผมจะไม่ใช่อัจฉริยะ แต่ก็สามารถบอกได้ว่างบการเงินของบริษัทดูไม่สวยเลย

 

หลังจากนั้นในช่วงปี 1998 LTCM ก็เริ่มขาดทุน เพราะแบบจำลองที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อลงทุนใช้ไม่ได้อีกต่อไป บริษัทเริ่มจากขาดทุนที่ -6.7% ก่อน ซึ่งเป็นผลประกอบการที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่เปิดบริษัทมา จากนั้นก็เริ่มขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ จนจบครึ่งปี 1998 อย่างเลวร้ายด้วยการขาดทุนสูงถึง -14%

 

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้บริษัท LTCM ล่มสลายลง มีชื่อว่า Russia เพราะเมื่อรัสเซียผิดนัดชำระหนี้ในเดือนสิงหาคม 1998 LTCM ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนสูงมากในพันธบัตรรัฐบาลรัสเซีย จึงเริ่มสูญเสียเงินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แทนที่จะรีบ Cut Loss หรือตัดขาดทุนออกไป โมเดลคอมพิวเตอร์ของ LTCM กลับแนะนำให้ถือไอ้เจ้าพันธบัตรรัฐบาลรัสเซียนี้ต่อไป 

 

กลายเป็นว่า LTCM มีหนี้สูงมาก ประกอบกับวิกฤตทางการเงินในรัสเซีย ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ของบริษัทขาดทุนมหาศาล และเริ่มมีความเสี่ยงว่า LTCM จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ 

 

หลังจากนั้นไม่นาน LTCM ก็ยังขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด กองทุนก็ขาดทุนเกือบ 4,000 ล้านดอลลาร์  ซึ่งหากไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง มันอาจจะกลายเป็นความเสี่ยงที่ทำให้อุตสาหกรรมการเงินล่มทั้งระบบ และนั่นคือช่วงเวลาที่ทางการสหรัฐฯ ต้องเข้ามาแทรกแซงบริษัท LTCM โดยธนาคารกลางสาขานิวยอร์กได้ประสานให้ธนาคารใน Wall Street 14 แห่ง เข้าซื้อกิจการ 90% ของ LTCM มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์

 

การล่มสลายของ LTCM เป็นเหตุการณ์ระดับที่แวดวงการเงินไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน หากถามว่ามันเลวร้ายแค่ไหน เงินทุนทั้งหมดกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ ได้ละลายหายไปในระยะเวลาเพียงแค่ 5 สัปดาห์เท่านั้น

 

มันเป็นไปได้อย่างไร ที่กลุ่มคนอัจฉริยะเหล่านี้ กลับทำเรื่องที่เกือบกลายเป็นหายนะของระบบการเงินโลกได้ 

 

สาเหตุแรก ที่ทำให้ LTCM พลาดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ พวกเขาคิดว่าการค้าหลักทรัพย์สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ และพยายามสร้างแบบจำลองเพื่อคำนวณหาผลกำไรออกมาให้ได้ โดยที่ไม่ได้เผื่อใจไว้แม้แต่น้อย ว่าวิธีการที่ใช้อาจจะผิดพลาดหรือไม่ได้ผล เป็นไปได้ว่ากลุ่มคนอัจฉริยะอาจยอมรับไม่ได้ว่ามีบางสิ่งในตลาดที่พวกเขาไม่สามารถเข้าใจได้

 

อย่างที่ผมได้บอกไปตั้งแต่ใน Episode แรกของ เซอร์ไอแซก นิวตัน แล้วครับว่า แม้แต่อัจฉริยะก็หลีกหนีอารมณ์ลงทุนไม่พ้น LTCM พยายามหาวิธีทำกำไร และคิดว่าตลาดหุ้นมีเหตุผล แต่ในบางครั้งตลาดไม่ได้มีเหตุผลเสมอไปครับ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดล้วนๆ  

 

สาเหตุที่สอง คือความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากจนเกินไป พวกเขาเชื่อมั่นว่าโมเดลการคำนวณค่าต่างๆ ของพวกเขาจะใช้ได้ผลอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นนำมาสู่หายนะเช่นกันครับ แน่นอนว่าคณิตศาสตร์มีความสำคัญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันสำคัญที่สุด จนคุณต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งเพื่อเป็นนักลงทุนที่ดีได้ 

 

เคยมีคำพูดหนึ่งของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คุณปู่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ได้กล่าวไว้ว่า “มันไม่มีสูตรทางคณิตศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบหรอก สำหรับการกำหนดราคาธุรกิจ” หมายความว่ามันไม่มีโมเดลหรือกลยุทธ์ที่จะการันตีได้ว่าคุณจะได้กำไรเสมอ การเชื่อมั่นในตัวเองเป็นเรื่องดี แต่คุณต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่าสิ่งที่คุณเชื่อมั่นเป็นความจริง และยังใช้ได้ผลอยู่จริง 

 

สาเหตุสุดท้าย ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Long-Term Capital Management ล่มสลาย คือการกู้เงินจำนวนมากมาลงทุน หรือการใช้ Leverage นั่นเอง จากความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าตัวเองจะไม่ผิดพลาด ทำให้สุดท้ายเมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น มันกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่คุณไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป

 

การกู้เงินจำนวนมากหรือใช้ Leverage ลงทุน สอดคล้องกับอีกหนึ่งประโยคที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยพูดเอาไว้ว่า “การกู้ยืมจำนวนมาก ก็เหมือนกับการขับรถโดยมีมีดติดอยู่บนพวงมาลัย และปลายมีดชี้ไปที่หัวใจของคุณ แน่นอนว่ามันอาจทำให้คุณขับรถได้ดีขึ้น แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น มันจะร้ายแรงจนถึงตายได้”

 

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณอาจจะเห็นว่ากรณีของ LTCM จะแตกต่างจากวิกฤตสถาบันการเงินสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในปี 2023 แต่ผมมองว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายกันมาก จนผมอดนึกถึงและยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ได้ 

 

ไม่ใช่แค่วิกฤตยุค Lehman Brothers เท่านั้นที่เราเรียนรู้ได้ แท้จริงแล้วบทเรียนในอดีตมีให้เราเรียนรู้มาก ซึ่งการมองผ่านอดีตไปให้ลึกขึ้น อาจจะทำให้เราเห็นอนาคตที่ไกลขึ้นได้บ้างนะครับ เพราะวัฏจักรของโลกการเงินก็เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นธรรมดาเช่นกันเป็นธรรมชาติครับ  

The post ถอดบทเรียน ‘SVB’ ผ่านการล่มสลายของ LTCM เหล่าอัจฉริยะที่เคยเอาชนะ Wall Street appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2023 ถึงเวลาตลาดหุ้นเวียดนามฉายแวว https://thestandard.co/vietnam-stock-market-2023/ Sat, 11 Feb 2023 07:54:27 +0000 https://thestandard.co/?p=749005 ตลาดหุ้นเวียดนาม

ช่วงต้นปีแบบนี้ หากใครยังมองหาสินทรัพย์ลงทุนที่โดดเด่น […]

The post ปี 2023 ถึงเวลาตลาดหุ้นเวียดนามฉายแวว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นเวียดนาม

ช่วงต้นปีแบบนี้ หากใครยังมองหาสินทรัพย์ลงทุนที่โดดเด่น เพื่อเป็นการกระจายการลงทุนให้แก่พอร์ต ผมอยากชี้โอกาสการลงทุนแห่งทศวรรษให้คุณเลือกครับ เพราะผมยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นเวียดนามปีนี้อยู่ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาเวียดนามจะเผชิญกับมรสุมรุมเร้าหลายระลอก

 

ที่สำคัญตลาดหุ้นร่วงแรงกว่า 30% เมื่อปีที่แล้ว ถามว่าราคาถูกหรือยัง โอกาสได้ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยงแค่ไหน ยิ่งเมื่อต้นปีนี้เพิ่งมีข่าวร้ายช็อกโลก! ประธานาธิบดีเวียดนามลาออก แล้วทำไมผมยังมาเชียร์ตลาดหุ้นเวียดนามอยู่อีก เวียดนามยังมีดีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้างหรือ? ผมขอให้มุมมองอย่างนี้ครับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


1. ปัญหาการเมือง สวนทางตลาดหุ้นเวียดนามดีดขึ้นแรง รับเศรษฐกิจโตปี 2023

แน่นอนครับว่าข่าวการเมืองการปกครองเรื่อง การลาออกของ Nguyen Xuan Phuc ประธานาธิบดีเวียดนาม เมื่อช่วงวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางด้านการเมืองและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

โดย Nikkei วิเคราะห์ว่า “การลาออกของ Phuc เป็นการแสดงความรับผิดชอบเรื่องทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด โดยก่อนหน้ามีรองนายกฯ ลาออกถึง 2 คนด้วยเหตุผลเดียวกัน”

 

และการลาออกในครั้งนี้อาจกระทบต่อเศรษฐกิจเวียดนามในระยะสั้น นักลงทุนจึงขาดความเชื่อมั่นและรอความชัดเจนด้านนโยบายว่า ประธานาธิบดีคนใหม่จะสนับสนุนการลงทุนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งคาดกันว่า Nguyen Phu Trong ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนาม จะได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

 

เชื่อหรือไม่ครับ ตลาดหุ้นเวียดนามแทนที่จะปรับตัวเป็นขาลง แต่กลับมีแรงซื้อจากต่างชาติไหลเข้าไม่หยุด จนทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามบวกแรงในช่วงเวลานั้น น่าจะสะท้อนได้ว่านักลงทุนมองการลาออกของ Phuc เป็นสัญญาณดีต่อความเข้มงวดเรื่องการทุจริตมากขึ้นก็เป็นได้

 

ผมมองภาพสะท้อนการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีใหม่ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามในระยะข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเดิมหรือนโยบายใหม่ เวียดนามมีเป้าหมายหลักอยู่แล้ว คือการมุ่งสู่เวทีนานาชาติ เตรียมก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคตอย่างชัดเจน

 

ด้านสำนักงานสถิติเวียดนามได้คาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโต 6.5% ด้าน IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโต 6.2% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียน ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตของหุ้นเวียดนามยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ต้องการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก

 

ดังนั้นบริษัทต่างชาติยังคงมองเวียดนามเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ในการตั้งฐานการผลิต ส่งผลให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างที่คุณได้เห็น ถึงแม้ว่าระหว่างทางปัญหาด้านการเมืองของเวียดนามจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่มันจะส่งผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น แต่เป้าหมายระยะยาวของเวียดนามยังคงเดิมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เวียดนามก็ยังมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง เกี่ยวกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้ที่ 5.3% การขาดดุลการคลังอาจยังคงอยู่ การคาดการณ์ธนาคารกลางเวียดนามมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อรักษาเสถียรภาพเงินดองเวียดนามที่ผันผวน แต่หากค่าเงินดองมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางการเงินที่เกิดจากความเสี่ยงภาคอสังหาริมทรัพย์ แม้จะได้รับการแก้ไขปัญหาจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่อาจต้องใช้เวลา

 

2. เส้นทางการเติบโตเศรษฐกิจ กำไรบริษัทหนุนตลาดหุ้นไปต่อ

หากมองย้อนเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงหลายปีก่อน มีทิศทางการเติบโตสูงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปี 2016-2020 มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.9% ต่อปี สูงสุดในโลก ด้วยจุดแข็งมีประชากรจำนวนมากเกือบ 100 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งมีค่าแรงถูกและมีอำนาจซื้อสูง ทำให้ภาคการบริโภคภายในประเทศยังแข็งแกร่ง

 

อีกจุดแข็งใหญ่ของเวียดนามคือภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง เวียดนามเนื้อหอมมากในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน นักลงทุนต่างชาติย้ายออกจากจีน เบนเข็มทิศเข้าลงทุนโดยตรง ตั้งฐานการผลิตกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้ เวียดนามขึ้นแท่นประเทศที่มีเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ไหลเข้าประเทศมากสุด และถูกยกให้เป็นโรงงานแห่งใหม่ของโลก

 

ในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด เวียดนามก็ได้รับผลกระทบหนักจากการปิดประเทศเช่นกัน ส่งผลให้ GDP ปี 2021 ขยายตัว 2.84%

 

ในปี 2022 เศรษฐกิจเวียดนามกลับมาเติบโตสูงถึง 8.02% ถือเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในเอเชีย เนื่องจากรัฐบาลได้ผ่อนคลายนโยบายการควบคุมโควิดตั้งแต่เดือนมีนาคม มีการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ทำให้เศรษฐกิจในภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคท่องเที่ยว ภาคการบริโภค พลิกฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

 

ส่วนภาคการผลิต บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังแห่ตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม โดยเฉพาะบริษัท Samsung เวียดนาม ซึ่งถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ยังปักหลักลงทุนในเวียดนามอยู่ และปีที่แล้วเพิ่งเพิ่มเงินลงทุนอีก 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม FDI ในปีที่แล้ว มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศในเวียดนาม คาดอยู่ที่ประมาณ 2.24 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 13.1% จากปี 2021 ถือเป็นยุคทองของเวียดนาม

 

แม้ว่าปีที่แล้วเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวได้สูงที่สุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 1997 แต่ตลาดหุ้นเวียดนามกลับประสบมรสุมหนัก โดยในปี 2022 ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม (VNI) ปรับตัวร่วงค่อนข้างหนักถึง 30% เนื่องจากช่วงเดือนเมษายนมีการจับปั่นหุ้นของผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนามและนักลงทุนรายใหญ่ ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายหุ้นออกมามากขึ้น แถมถูกซ้ำเติมจากธนาคารกลางเวียดนามที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินปรับตัวขึ้นสูง ทำให้นักลงทุนย้ายเงินออกจากตลาดหุ้นมาฝากเงิน ยิ่งกระทบต่อตลาดหุ้นให้ปรับตัวลดลง ท่ามกลางตัวเลขผลกำไรของริษัทต่างๆ ไม่ได้ถูกกระทบมากนัก แต่ก็ไม่สามารถประคองตลาดหุ้นได้

 

สำหรับปี 2023 แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามฉายแววการเติบโตแบบทิ้งห่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน และสามารถโชว์ศักยภาพการเติบโตมหาศาล ถือเป็น Rising Star แล้วตลาดหุ้นจะไปทางไหน เริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์หรือไม่

 

3. ทำไมเวียดนามฉายแววโอกาสลงทุนแห่งทศวรรษ

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2023 (YTD) ดัชนี VNI ได้ปรับตัว 6.47% (ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์) หลังจากปีที่แล้วตลาดหุ้นเวียดนามร่วงกว่า 30% ซึ่งพ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ตื่นตระหนกของนักลงทุนทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังแน่นก็ตาม ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วไป ยิ่งถ้าเป็นตลาดหุ้นชายขอบหรือ Frontier Market ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานปี ก็จะเผชิญมรสุมความผันผวนแรงกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือ Emerging Market และตลาดหุ้นที่พัฒนาในประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ ยุโรป หรือญี่ปุ่น

 

ปัจจุบันตลาดหุ้นเวียดนามจัดเป็นตลาดหุ้นชายขอบที่มีขนาดใหญ่สุดในกลุ่ม Frontier Market โดยมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นเวียดนามมีสัดส่วนใหญ่ถึง 30% ของกลุ่ม Frontier Market 

 

วันนี้ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังขึ้นแท่นเป็นผู้นำในตลาดหุ้น ‘ชายขอบ’ ที่รอนักลงทุนผู้กล้าเข้ามาหาโอกาสการลงทุนสร้างผลตอบแทนรับอนาคต ด้วยความที่เป็นตลาดหุ้นน้องใหม่ เพิ่งพัฒนาได้ไม่นาน แต่มีศักยภาพที่น่าสนใจ และกำลังรุดหน้าเติบโตมุ่งสู่ฐานะตลาดเกิดใหม่

 

แต่แน่นอนว่าด้วยความที่ตลาดหุ้นเวียดนามเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ทำให้ถูกมองว่ายังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุนสูง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ สภาพคล่องในระบบการเงิน กฎเกณฑ์และมาตรฐานการรายงานข้อมูลทางการเงิน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่แน่นอนของระบบเศรษฐกิจ รวมถึงรายได้ของประชากรในประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นเวียดนามไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตนะครับ เพราะโลกการลงทุนมีแต่ความไม่แน่นอนสูงครับ

 

สำหรับผมแล้ว ‘ที่ใดมีความผันผวน ที่นั่นก็มีโอกาสอยู่’ วันนี้ตลาดหุ้นได้รับรู้สะท้อนข่าวจนเรียกว่า ตลาดหุ้นเวลานี้น่าจะอยู่ก้นกระทะที่รอวันฟื้นคืนชีพ ภายใต้ปัจจัยพื้นฐานที่พร้อมหนุนให้เด้งกลับมาแรงเช่นกัน ขณะที่หุ้น IPO ยังเนื้อหอมกว่า 100 บริษัท กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่ไม่แพง บริษัทต่างชาติทั่วโลกเดินหน้าเข้ามาลงทุนในเวียดนามไม่ขาดสาย ภาครัฐก็มีนโยบายผลักดันประเทศเข้าสู่ฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของโลก 

 

ผมคาดเดาล่วงหน้าให้ไม่ได้ว่าโอกาสจะมาเร็วหรือช้า แต่หากคุณถือลงทุนในระยะยาว อย่างน้อยหากถึงวันเวลาที่ตลาดหุ้นเวียดนามถูกประกาศเป็น ‘ตลาดหุ้นเกิดใหม่’ ขึ้นมา สปอตไลต์จากนักลงทุนทั่วโลกจะสาดส่องมาสว่างยิ่งกว่าวันนี้ 

 

แต่ผมก็อยากฝากย้ำการลงทุนในตลาดหุ้นชายขอบ มีความผันผวนได้มากกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการลงทุน ‘ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงย่อมสูงตาม’ หากคุณต้องการกระจายลงทุนเพื่อสร้างโอกาสผลตอบแทน อย่าลืมว่าคุณต้องทำการบ้านหนักก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ ยิ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง ยิ่งต้องมีความรู้ และใช้ความระมัดระวังสูงในการคัดเลือกหุ้นเป็นอย่างดี

 

หรือถ้าคุณอยากลองหาหุ้นเวียดนามคุณภาพดี ราคาน่าสนใจลงทุน สามารถเข้าไปค้นหาได้ที่ Jitta.com มี Ranking แต่ละประเทศที่ผมจัดอันดับหุ้นน่าลงทุนไว้ครับ หรือหากสนใจรูปแบบกองทุนส่วนบุคคล สามารถเลือกลงทุนใน Jitta Ranking ประเทศเวียดนาม ที่สร้างผลตอบแทนชนะตลาดหุ้นเฉลี่ย 16.26% ต่อปี (ปี 2013-2022) เทียบกับดัชนี VNI Index TR อยู่ที่ 12.21%

 

ฉะนั้นถ้าคุณสามารถเข้าลงทุนหุ้นเวียดนามตั้งแต่ราคาถูก ย่อมจะได้เห็นโอกาสได้เก็บเกี่ยวกำไรได้ในระยะยาวแน่นอนครับ

 

ขอให้คุณมีความสุขในการลงทุน และเป็นผู้กล้าที่ชนะอารมณ์ตลาดนะครับ

The post ปี 2023 ถึงเวลาตลาดหุ้นเวียดนามฉายแวว appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดประทัดปลุก ‘หุ้นจีนปี 2023’ เปิดประเทศฟื้นเศรษฐกิจโลก https://thestandard.co/chinese-stocks-2023/ Sat, 21 Jan 2023 05:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=740195 หุ้นจีน

กระแสร้อนๆ ของโลกในช่วงต้นปี 2023 ก็ต้องยกให้กับการเปิด […]

The post จุดประทัดปลุก ‘หุ้นจีนปี 2023’ เปิดประเทศฟื้นเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีน

กระแสร้อนๆ ของโลกในช่วงต้นปี 2023 ก็ต้องยกให้กับการเปิดประเทศของจีนอย่างเป็นทางการที่เพิ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ ชาวจีนสามารถเดินทางเข้าและออกประเทศได้อย่างอิสระโดยไม่จำเป็นต้องกักตัวอีกต่อไป แต่จีนก็ยังคงไม่เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ อนุญาตเพียงชาวต่างชาติที่เดินทางเพื่อธุรกิจ นักศึกษา และเพื่อเยี่ยมครอบครัวเท่านั้น ที่สามารถเดินทางเข้าประเทศได้

 

สื่อทั่วโลกรายงานภาพบรรยากาศสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศของจีนกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากที่เงียบเหงาไปกว่า 3 ปีในช่วงโควิด


บทความที่เกี่ยวข้อง


ส่องเศรษฐกิจจีนคึกคักรับเปิดประเทศจีน-เทศกาลใช้จ่ายตรุษจีน

เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ จึงทำให้คนในแวดวงเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก เกาะติดสถานการณ์การเปิดประเทศของจีนในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ จอห์น วอลด์รอน ประธานของ Goldman Sachs Group Inc. ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ในจีน ออกมาให้ความเห็นว่า ในช่วงระหว่างทางการเปิดประเทศของจีนจะไม่ราบรื่นนัก ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐอเมริกา อาจเกิด Mild Recession ถ่วงบรรยากาศเศรษฐกิจโลก และยังมีเรื่องที่ยากต่อการประเมิน เช่น ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถาบันการเงินทั่วโลกไม่มั่นใจการเติบโต และมีการลดการลงทุนในจีนลงอย่างเงียบๆ  

 

ผมเชื่อว่าปีนี้บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวจีนจะยาวนานเป็นพิเศษ หลังปลดล็อกมาตรการ Zero-COVID กิจกรรมต่างๆ ในประเทศเพิ่มขึ้นมากแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือการลงทุน ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนพร้อมจับจ่ายใช้สอยและเดินทางท่องเที่ยวกัน ล้วนเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง

 

นอกจากนี้จีนยังมีเขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่เปิดประเทศไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งฮ่องกงที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของจีนในการค้าขายกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวในฮ่องกงสามารถเข้าเดินทางเข้า-ออกฮ่องกงได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกักตัวแล้ว ทำให้ฮ่องกงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ของจีนในการค้าขายกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยิ่งทำให้นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้า-ออกฮ่องกงกลับมาคึกคักตลอดทั้งปีนี้

 

จีนพยุงเศรษฐกิจโลก ท่องเที่ยวฟื้น ปลดล็อกห่วงโซ่อุปทาน เงินเฟ้อผ่อนคลาย

การเปิดประเทศของจีนในครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ภาคท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ในเอเชียรวมถึงไทย จะพลิกฟื้นได้เต็มๆ ปี เพราะชาวจีนพร้อมเดินทางทั่วโลกอยู่แล้ว เพื่อปลดปล่อยชีวิตที่ถูกจำกัดอยู่แต่ในประเทศมานาน 3 ปี ผมเชื่อว่าปีนี้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้จากอานิสงส์จีนเปิดประเทศ แม้จะเติบโตชะลอตัว แต่ก็ไม่น่าจะเกิดภาวะถดถอยอย่างที่มีหลายสำนักประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้

 

นอกจากนี้การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดและการเปิดประเทศเร็วกว่าคาดของจีนจะส่งผลให้เกิดอุปสงค์ภายในประเทศเร่งตัวขึ้นมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับเข้าสู่ปกติราวกลางปีนี้ ถือเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังทรงตัวอยู่ระดับสูงในระยะข้างหน้า แต่อาจไม่เร่งตัวขึ้นเร็วเท่าปีที่ผ่านมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

 

แต่อย่างไรก็ตาม โลกยังมีคำถามต่อการเปิดประเทศของจีนว่า จีนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมที่เราเคยรู้จักไหม? และมองว่ามีความเสี่ยงที่ยังต้องระมัดระวังอยู่

 

ในช่วงก่อนเกิดโควิด จีนเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก เปรียบเหมือนเรือลำใหญ่ที่ลากจูงให้เศรษฐกิจโลกเดินหน้าตามไปด้วย แต่เมื่อจีนปิดตัวเองด้วยมาตรการ Zero-COVID โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือนตามกันไป

 

นั่นเพราะจีนเป็นทั้งฐานการผลิตสินค้าป้อนเข้าสู่ตลาดโลกให้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง และเป็นผู้นำเข้าสินค้าหรือผู้บริโภครายใหญ่อีกหลายชนิดของโลกเช่นเดียวกัน

 

คงจำกันได้ดี ช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดที่ผ่านมา ทั่วโลกเกิดปัญหาขาดแคลนห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญๆ เพราะโรงงานผลิตในจีนปิด แม้แต่วัสดุก่อสร้างต่างๆ ก็เช่นกัน ส่งผลให้ราคาสินค้าเหล่านี้ปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และทำให้จีนตกเป็นจำเลยสำคัญว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ เกิดภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ก่อนจะเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนมาซ้ำเติมในปีที่แล้ว และทำให้สหรัฐฯ และยุโรป ได้รับผลกระทบหนักสุดจากภาวะเงินเฟ้อสูง จนต้องปรับนโยบายการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องทั้งปีเพื่อดึงเงินเฟ้อให้ลงมา ซึ่งผลพวงของการขึ้นดอกเบี้ยที่ตกมาถึงเวลานี้คือ โอกาสที่สหรัฐฯ และยุโรป อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในปีนี้

 

ขณะที่ฝั่งจีนในปีนี้เพิ่งกลับมาเปิดประเทศ แต่ท่ามกลางเศรษฐกิจหลักของโลกอยู่ในภาวะไม่สู้ดี แน่นอนว่าการค้าระหว่างประเทศที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของจีนก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่นัก ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกยังไม่วางใจตลอดปีนี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทางการจีนก็ได้มีการรับมือสถานการณ์โลกด้วยการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังอย่างต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เพื่อให้น้ำหนักต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งคาดว่าธนาคารกลางจีนจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ด้วยการปรับลดอัตราการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงในช่วงครึ่งปีแรก และมีแนวโน้มออกมาตรการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นกลุ่มเปราะบางและกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้รัฐบาลจีนก็มีแนวโน้มออกนโยบายการคลังที่เน้นกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้าน สนับสนุนรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลผู้สูงอายุ

 

ในส่วนของนโยบายภาคอสังหาริมทรัพย์เชื่อว่า ทางการจีนน่าจะมีการออกมาตรการเยียวยาเพิ่มเติม จากปีที่แล้วที่มีการให้สินเชื่อพิเศษและปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาระดับหนึ่ง และอานิสงส์จากการเปิดเมือง จะช่วยหนุนภาคอสังหาให้มีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ดีกว่าปีก่อนๆ

 

ที่สำคัญกว่านั้นประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ประกาศนโยบายทางเศรษฐกิจในอนาคต ‘เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ’ เป็นเป้าหมายสำคัญ ดังนั้น จะไม่ได้เห็นการเติบโตสูงและแรงดั่งเช่นอดีต ยิ่งทำให้ชาวโลกจับจ้องว่าเส้นทางการเติบโตอย่างมีคุณภาพของจีนจะมีนัยอย่างไร ‘อนาคตจีนยุคหลังโควิด’ น่าติดตามนะครับ

 

ส่องโอกาสสะสมหุ้นจีน รับปัจจัยบวกเศรษฐกิจจีนเข้ารูปเข้ารอย

ที่แน่ๆ เรามาดูปีนี้กันก่อนครับ ถ้าเศรษฐกิจจีนกลับมาเข้ารูปเข้ารอย แรงกดดันเรื่องเงินเฟ้อน่าจะบรรเทาลงทั่วโลก บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกก็น่าจะทยอยกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

 

ปีที่แล้วตลาดหุ้นจีนปรับลดลงไปกว่า -22.01% หากปีนี้เศรษฐกิจจีนพลิกฟื้นขึ้นมาเติบโตเกินกว่า 5% และจากนโยบายการผ่อนคลายทางการเงินและการคลังที่จะออกมาเพิ่มเติมจากปีที่แล้ว น่าจะเป็นแรงสนับสนุนให้ตลาดหุ้นจีนกลับมาผงาดได้อีกครั้งในปี 2023 ก็จะส่งอานิสงส์ไปถึงตลาดหุ้นทั่วโลกให้ฟื้นกลับมาได้ด้วย

 

โดยตลาดหุ้น A-Shares และตลาดหุ้น H-Shares ได้มีการปรับตัวลดลงมามากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้น A-Shares ที่มีมูลค่าตลาดย้อนหลัง 5 ปี ลดลงมาค่อนข้างต่ำมากหากอยากมองหาโอกาสลงทุนหุ้นคุณภาพดีของจีน ผมแนะนำให้ลองเข้าไปดูข้อมูลหุ้นที่วิเคราะห์ไว้ให้แล้วในเว็บไซต์ jitta.com ได้ฟรีนะครับ  

 

ส่วนตลาดหุ้น H-Shares ที่ส่วนใหญ่จะมีหุ้นเทคโนโลยีจดทะเบียนอยู่มาก เมื่อปลายปีที่แล้วคณะกรรมการกำกับดูแลบัญชีบริษัทมหาชนของสหรัฐฯ (PCAOB) ระบุว่า หน่วยงานสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แล้ว ช่วยลดแรงกดดันเรื่องการเพิกถอนบริษัทจีนออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (ADRs Delisting) ก็ทำให้หุ้นบริษัทเทคโนโลยีจีนหลายแห่งมีโอกาสที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ในระยะข้างหน้า แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังต้องระมัดระวังความเสี่ยงในประเด็นการกีดกันด้านเทคโนโลยีที่ยังยืดเยื้อและพร้อมปะทุหากมีปมขัดแย้ง 2 มหาอำนาจ ‘สหรัฐฯ-จีน’ ปะทุขึ้นเป็นระลอก  

 

ในปีนี้ผมก็หวังว่าทุกคนจะตั้งหลักลงทุนได้นะครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า การโฟกัสไปที่การลงทุนตาม ‘หลักการ’ อย่างถูกต้อง เพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่ ‘ดี’ ในระยะยาว จะช่วยให้คุณพัฒนาตัวเองได้มากกว่าการรีบเร่งทำผลตอบแทนในระยะสั้นๆ ให้ ‘ดีเลิศ’ เพราะฉะนั้นผมฉายภาพจิ๊กซอว์จีนเปิดประเทศแล้ว คุณก็ต้องทำการบ้านเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วยตัวเองนะครับ

 

เพราะผลลัพธ์ของการลงทุนมีปัจจัยที่ควบคุมเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่คุณจะทำได้คือการทำสิ่งที่ควบคุมได้ให้ดีที่สุดคือ การลงทุนตามหลักการที่ถูกพิสูจน์มาแล้วด้วยนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนมายาวนาน 

 

แน่นอนว่าทุกคนก็อยากเห็นตลาดหุ้นกลับตัวเป็นขาขึ้นในเร็ววันเหมือนกัน คงไม่มีใครอยากเห็นพอร์ตขาดทุนตัวแดงไปนานๆ ขอให้โชคดีในการลงทุน พอร์ตปังๆ สุขสันต์วันตรุษจีน เฮงๆ รวยๆ ครับ

The post จุดประทัดปลุก ‘หุ้นจีนปี 2023’ เปิดประเทศฟื้นเศรษฐกิจโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องสินทรัพย์ลงทุนโลก ฝ่าความท้าทาย ปีกระต่าย…ไม่ตื่นตูม https://thestandard.co/look-world-assets-2023/ Fri, 09 Dec 2022 06:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=721832

เผลอแป๊บเดียวเราเดินทางฝ่าฟันกับการลงทุนที่หนักหน่วง ทั […]

The post ส่องสินทรัพย์ลงทุนโลก ฝ่าความท้าทาย ปีกระต่าย…ไม่ตื่นตูม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เผลอแป๊บเดียวเราเดินทางฝ่าฟันกับการลงทุนที่หนักหน่วง ทั้งจากพิษการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และตลาดหุ้นขาลงมาถึงเดือนสุดท้ายของปีกันแล้ว

 

จนถึงวันนี้นักลงทุนมือใหม่มือเก่าต่างก็ปรับตัวชินชากับความผันผวนที่เกิดขึ้นตลอดปีนี้แล้ว ยิ่งกว่านั้น ส่วนใหญ่ก็เก็บข้อมูลพร้อมรับรู้สถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองที่มีการประเมินกันไว้ล่วงหน้าจากสำนักวิจัยต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศกันแล้ว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


หลายคนยังละล้าละลังตั้งท่าจะขยับปรับพอร์ตกันอยู่ ชนิดที่เรียกว่าส่องหาสินทรัพย์ลงทุนด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ลังเลว่าจะเข้าลงทุนในโค้งท้ายปีนี้ดี หรือจะรอดูเปิดปีใหม่ต้นปีหน้าดีกว่ากันแน่

 

ผมอยากบอกว่า จังหวะลงทุนที่ดีคือการลงทุนในวันนี้ ย่อมดีกว่าการผัดวันประกันพรุ่งแน่นอน เพราะการลงทุนช้า คุณอาจจะพลาดโอกาสดีๆ ได้เหมือนกัน ผมไม่เถียงว่าอาจจะเจอความเสี่ยงได้เหมือนกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนสาย VI ใช้เป็นกลยุทธ์สร้างความมั่นใจ นั่นคือ “การคาดเดาว่าฝนจะตกเมื่อไรนั้นไม่มีความหมาย แต่การ ‘สร้างเรือ (พอร์ต)’ ให้แข็งแรงต่างหาก ที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้” อันเป็นคำกล่าวของนักลงทุนตำนานโลกชื่อดัง ‘ปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์’ ที่ทั่วโลกยึดเป็นแนวทางลงทุน

 

เปรียบได้กับการลงทุนด้วยความพยายามคาดเดาว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกกี่ครั้ง ตลาดหุ้นจะตกไปที่เท่าไร เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวหรือถดถอยกันแน่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวช่วยหลักที่จะส่งผลให้พอร์ตของคุณมีกำไรขึ้นมา แต่การสร้างพอร์ตที่แข็งแรง มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี มีสินทรัพย์ที่หลากหลายแล้ว ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตหรือสถานการณ์แย่แค่ไหน คุณก็จะเอาชนะมันได้  

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อพอร์ตลงทุน ผมอยากให้คุณตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า สินทรัพย์ที่ลงทุนอยู่เป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพหรือไม่ สามารถรับมือสถานการณ์ตรงหน้าไปได้หรือไม่ หากคุณลงทุนอย่างรู้จักตลาดหุ้น รู้จักตัวเอง ควบคุมอารมณ์ตัวเอง รวมทั้งลงทุนในสิ่งที่ถนัดและตรงกับหลักการที่ถูกต้อง พอร์ตของคุณก็จะรบชนะ ตัวคุณจะนอนหลับสบายใจ

 

สารพัดความเสี่ยงปีหน้า รุมเร้าบรรยากาศลงทุนผันผวนแรงขึ้น

ก่อนที่คุณจะส่องหาสินทรัพย์ลงทุน ผมก็จะขอฉายภาพสถานการณ์ต่างๆ ที่สำนักวิจัยทั้งไทยและเทศ ไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ แบงก์ชาติ ธนาคารโลก IMF ฯลฯ ประเมินไปทิศทางเดียวกันว่า เราจะต้องเผชิญมรสุมอะไรบ้างในปีหน้า

 

ภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวจนถึงถดถอย นำโดยเศรษฐกิจโซนตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรป ขณะที่โซนตะวันออกยังเติบโตได้ นำโดยจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย โดยมีการมองว่าปัจจัยลบหลักๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นในปีหน้า ได้แก่

 

ปัญหาอัตราเงินเฟ้อโลกยังมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง แม้บางประเทศเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวระดับสูงเกินกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารกลางต่างๆ อีก 1-2 ปี ส่งผลให้ธนาคารกลางยังคงทิศทางนโยบายการเงินตึงตัวในปีหน้า แต่อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยช้าลง และคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้จนกว่าเงินเฟ้อจะเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้

 

ปัญหาพิษจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยแรงกว่าคาด แม้ว่าเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปีนี้ แต่ก็ยังทรงตัวในระดับสูง จึงคาดว่า Fed ยังคงขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุมเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ในกรอบไม่ต่ำกว่า 2% ให้ได้ ดังนั้น Fed จะลดความร้อนแรงในการเร่งขึ้นดอกเบี้ย โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีหน้าขึ้นไปอยู่ระดับ 5% แต่ไม่เกิน 6%

 

ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะจากการใช้นโยบายการคลังในช่วงวิกฤตโควิด โดยเฉพาะโซนยุโรปที่มีแนวโน้มเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอยู่ เช่น อิตาลี ที่มีหนี้ภาครัฐสูง หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนสร้างความกังวลในการผิดนัดชำระหนี้เหมือนในอดีต 

 

ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการรุกรานของรัสเซียในยูเครนที่ยืดเยื้อ ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

 

สถานการณ์ในประเทศจีนที่ยังคงใช้มาตรการ Zero-COVID ที่ทำให้เกิดการล็อกดาวน์ตามพื้นที่เสี่ยงในการแพร่ระบาด จะทำให้เห็นการประท้วงเกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ได้ และหากยืดเยื้อย่อมกระทบต่อด้านอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่ปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ความเสี่ยงราคาที่ดินร่วง จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาจนลุกลามสู่ห่วงโซ่การผลิตให้ชะงักงัน ปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ในจีน ย่อมกระทบต่อการส่งออกและการผลิตในประเทศต่างๆ ตามมา

 

วิกฤตตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากปีนี้ที่หลายประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ โดยเฉพาะเมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงเร็วจากรายจ่ายด้านน้ำมันและเงินโอนออกนอกประเทศ ขณะที่รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวหดหาย จึงมีความเสี่ยงหากนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและดึงเงินลงทุนกลับ ค่าเงินจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว และประเทศเหล่านี้อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องได้

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ประเมินว่า GDP โลกปี 2023 เติบโต 2.7% ส่วนสหรัฐฯ โต 1.1% สหภาพยุโรป 0.5% ส่วนเศรษฐกิจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาในเอเชียยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก นำโดยจีน ขยายตัว 4.4%

 

ส่องสินทรัพย์ลงทุนปีกระต่าย ไม่ตื่นตูม เสริมพอร์ตแกร่ง

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและนโยบายการเงินทั่วโลก จะยิ่งส่งผลให้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนสูงขึ้น สภาพคล่องในตลาดการเงินและภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้นมาก จึงอาจจะเห็นนักลงทุนปิดรับความเสี่ยงหรือ Risk Off มากขึ้น ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกลดลง บ้างก็อาจกลับไปถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐแทน ประเด็นเหล่านี้ก็จะเป็นกระแสที่เกิดขึ้นวนเวียนเป็นระลอกๆ ในปีหน้า

 

ผมก็อยากจะบอกว่า นักลงทุนจะต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ ไว้ เพื่อวางกลยุทธ์รับมือกับภาวะวิกฤตนั้นๆ แต่ขณะเดียวกันก็อย่าตื่นตระหนกกับกระแสข่าวรายวันหรือให้น้ำหนักกับมรสุมต่างๆ ที่พัดเข้ามามากเกินไป เพราะในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลง นั่นคือ ‘โอกาส’ คุณควร ‘ตั้งสติ’ พิจารณาเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบตลาดอย่างรอบด้าน และหากพบว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ ก็ควรปรับกลยุทธ์เน้นกระจายความเสี่ยง แต่หากมาจากความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยเหนือการควบคุม ควรตัดขายเฉพาะสินทรัพย์หรือหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และไม่สามารถคาดการณ์การฟื้นตัวที่ชัดเจนได้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างโอกาสด้วยการเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง เพราะในวิกฤตคือโอกาสแสวงหาหุ้นดี ราคาเหมาะสม

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ใครที่ติดตามข่าวปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นเพิ่ม แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตต่ำ อย่างที่รู้กันว่า Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ลงทุนหุ้นบริษัทญี่ปุ่นจำนวน 5 ตัวมานานแล้ว โดยถือหุ้นแต่ละตัวราว 5% ของจำนวนทุนชำระแล้วของบริษัท แต่ดูเหมือนว่า Berkshire Hathaway ได้ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในแต่ละตัวสัดส่วนมากกว่า 6% แล้ว

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยต่อหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ทาง Berkshire Hathaway มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นทั้ง 5 เพิ่มขึ้นดังนี้ Mitsubishi Corp จาก 5.04% เป็น 6.59% ของจำนวนหุ้นชำระแล้ว, Mitsui & Co จาก 5.03% เป็น 6.62% ของจำนวนหุ้นชำระแล้ว, Itochu Corp จาก 5.02% เป็น 6.21% ของจำนวนหุ้นชำระแล้ว, Marubeni Corp จาก 5.06% เป็น 6.75% ของจำนวนหุ้นชำระแล้ว และ Sumitomo Corp จาก 5.04% เป็น 6.57% ของจำนวนหุ้นชำระแล้ว การเพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นก็เป็นไปได้ว่า ปู่บัฟเฟตต์มองเห็นโอกาสลงทุนหุ้นญี่ปุ่นมากขึ้นกว่าเดิม ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นโอกาสลงทุนที่คุณกำลังตามหาก็ได้

 

ขณะเดียวกัน สัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจากฝั่งสหรัฐฯ เริ่มลดความเข้มข้นลง ก็จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้มีเวลาหายใจหายคอได้ ผ่อนคลายความกังวลกันมากขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหลายๆ ประเทศเริ่มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นของแสลงสำหรับตลาดหุ้น ถ้าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มชะลอตัว ตลาดหุ้นก็น่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งคนที่ลงทุนนโยบาย Thematic ในช่วงนี้น่าจะเริ่มเห็นฟ้าหลังฝนแล้ว หลังจากที่เราอดทนกันมาตลอดทั้งปี ก็ถือเป็นอีกโอกาสในการส่องหาสินทรัพย์ลงทุนแห่งอนาคต เกาะเมกะเทรนด์โลก

 

ตลาดหุ้นเวียดนามก็เป็นอีกตลาดที่ปรับตัวลงแรงในปีนี้กว่า 36% ท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับสูง และนักลงทุนต่างชาติยังหลั่งไหลเข้ามาลงทุนโดยตรงหรือ FDI ซึ่งเป็นอีกประเทศที่เป็นโรงงานโลก ล่าสุดก็มีข่าวว่าค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เกาหลีใต้ Hyundai ร่วมทุนกับ Thanh Cong Group เปิดโรงงานใหม่ผลิตรถยนต์ มีกำลังการผลิต 1 แสนคันต่อปี ด้วยเงินลงทุนกว่า 3.2 ล้านล้านดอง และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1.8 แสนคันภายในปี 2025 เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดบริโภคในประเทศที่มีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยดึงดูดค่ายรถยนต์จากต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์จากเกาหลีใต้ที่ได้รับความนิยมสูงในเวียดนาม และเกาหลีใต้เป็นนักลงทุนอันดับต้นๆ ของเวียดนาม โดยในครึ่งปีแรก เกาหลีใต้เป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามสูงเป็นอันดับ 2 โดยมีมูลค่าการลงทุนอยู่ที่ 2.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 95 พันล้านบาท เป็นรองเพียงบริษัทจากสิงคโปร์เท่านั้น และก่อนหน้านี้ก็มีค่าย Apple สัญชาติอเมริกันย้ายฐานการผลิตจากจีนมาเวียดนามเป็นข่าวใหญ่โตของโลก 

 

ชงสูตรผสมลงทุนหุ้นและตราสารหนี้ ลดเสี่ยงพอร์ตผันผวน

แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากการกระจายลงทุนในตลาดหุ้นต่างๆ แล้ว อีกตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พอร์ตมีความผันผวนลดลงก็คือการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งจะเห็นคนส่วนใหญ่นิยมกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงหรือซื้อกองทุนรวม กองทุน ETF เพราะถือว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าลงทุนหุ้น 

 

คงจำกันได้ว่าปีนี้ Fed ปรับดอกเบี้ยขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ค่อยๆ ลดลง ซึ่งหากใครลงทุนผ่านกองทุนก็น่าจะได้เห็นมูลค่า NAV ที่แสดงราคาของตราสารหนี้ในวันนั้นๆ ลดลง เพราะผ่านสมรภูมิการปรับดอกเบี้ยขึ้นมาอย่างโชกโชน แต่ปีหน้าก็จะเจอโจทย์ใหม่ คือธนาคารกลางจะลดความร้อนแรงของการขึ้นดอกเบี้ย ก็ส่งผลดีต่อตลาดตราสารหนี้  

 

ด้วยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างรุนแรง และจังหวะของการทรงตัว หรืออาจจะมีแนวโน้มปรับลดลงในอนาคต หาก Fed เริ่มเห็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเงินที่อยู่ในระดับสูง ก็อาจส่งสัญญาณนโยบายการเงินกลับทิศออกมาได้ ดังนั้นในปี 2023 จึงเป็นโอกาสทองของตราสารหนี้สหรัฐฯ ก็ว่าได้ 

 

มาถึงตรงนี้คุณน่าจะมองเห็นโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้มากขึ้นบ้างแล้ว ส่วนคุณจะจัดสูตร ส่วนผสมระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้อย่างไร ก็ขึ้นกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ อย่างผมมีกองทุนตราสารหนี้ที่บริหารให้ลูกค้าอยู่คือ Global ETF ที่มีสัดส่วนลงทุนใน ‘หุ้นสามัญ’ และ ‘ตราสารหนี้’ ตามความเสี่ยงที่เหมาะสม ระดับผลตอบแทนก็จะแตกต่างกันไปตามการผสมสูตรลงทุน

 

หากคุณยังไม่มีความมั่นใจในการจัดส่วนผสมของพอร์ตลงทุนของตัวเอง แต่อยากสร้างเรือพอร์ตให้แข็งแรงฝ่ามรสุมปีหน้าได้ ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://jitta.co/3BkpIpg  

 

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณเข้าใจสิ่งที่คุณลงทุนได้มากขึ้น และทำให้คุณไม่ตื่นตระหนกเมื่อเกิดความผันผวนจากการลงทุนที่เกิดขึ้นครับ

 

ผมขอย้ำอีกครั้งว่า การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนที่จะทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจครับ

The post ส่องสินทรัพย์ลงทุนโลก ฝ่าความท้าทาย ปีกระต่าย…ไม่ตื่นตูม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลากปัจจัยหนุนลงทุน ‘หุ้นจีน’ สวนตลาด https://thestandard.co/factors-supporting-investment-in-chinese-stocks/ Sun, 13 Nov 2022 02:44:11 +0000 https://thestandard.co/?p=708283 หุ้นจีน

แม้ในปีนี้ ตลาดหุ้นจีนจะเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักจากส […]

The post หลากปัจจัยหนุนลงทุน ‘หุ้นจีน’ สวนตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีน

แม้ในปีนี้ ตลาดหุ้นจีนจะเผชิญกับความผันผวนอย่างหนักจากสารพัดข่าวร้ายที่รุมเร้า แต่เชื่อหรือไม่ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังสดใสมากทีเดียว อีกทั้งดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของ Bloomberg จัดให้จีนอยู่ที่อันดับ 5 ในโซนสีเขียว ซึ่งมีความหมายว่าเศรษฐกิจจีนกำลังขยายตัว เรียกว่าทำเอานักลงทุนกุมขมับ เมื่อจู่ๆ ตลาดหุ้นก็ไม่ไปทางเดียวกับปัจจัยพื้นฐานเสียอย่างนั้น

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 3 ปี 2022 ขยายตัว 3.9% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หลังจากทางการจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการ Zero-COVID ลงแล้ว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศกลับมาเดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลกและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการตรวจสอบบัญชีหุ้นจีนในสหรัฐฯ และปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็ตาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


หุ้นจีนร่วงแรง พิษข่าวร้อนการเมืองช่วงระยะสั้น

แล้วทำไมจนถึงตอนนี้ ‘ตลาดหุ้นจีนยังร่วงแรงไม่หยุด’ ทั้งๆ ที่ ตัวเลข GDP ออกมาน่าประทับใจ และไส้ในของการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ขยายตัวดี ไม่ว่าจะด้านภาคการบริโภคสะท้อนผ่านยอดค้าปลีก ยอดการผลิตภาคอุตสาหกรรม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัวสูง บริษัทจดทะเบียนโชว์ผลดำเนินงานออกมาดี และโค้งสุดท้ายปีนี้ เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องด้วย

 

นั่นก็เป็นเพราะปัจจัยการเมืองภายในประเทศจีนนั่นเอง หลังจากที่ สีจิ้นผิง ได้นั่งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 สร้างความกังวลให้นานาชาติเกี่ยวกับสัญญาฮ่องกงที่จีนครอบครองเอาไว้ เพราะมีโอกาสที่จีน จะรวมเกาะฮ่องกงเป็นหนึ่งเดียวกับจีนตามนโยบาย One China ที่จีนตอกย้ำอยู่เสมอ ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องนี้กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ดัชนีตลาดหุ้นฮ่องกง Hang Seng (HSI) ปรับตัวลงไปถึง -6.36% ในวันที่ 24 ตุลาคม 2022 และยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นจีนด้วย

 

ผมมองว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนเกิดขึ้นจากข่าวลือเท่านั้น เขตปกครองพิเศษฮ่องกงถือเป็นหน้าด่านเศรษฐกิจที่จีนใช้ค้าขายกับนานาประเทศมานาน และจีนคงไม่ทุบหม้อข้าวตัวเองอย่างแน่นอน

 

ลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างสมดุลเศรษฐกิจ

ส่วนอีกปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนหน้า หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ซึ่งปีนี้ทางการจีนยังเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องของภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงภาคธุรกิจต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ตอนนี้จีนกำลังพยายามรักษาสมดุลของเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งเรื่องการเติบโตและความเสี่ยงครับ

 

ธนาคารกลางจีนเข้ามาดูแลปัญหาสภาพคล่องอย่างเต็มที่ ล่าสุด อัดฉีดเม็ดเงินอีก 238,000 ล้านหยวน เข้าระบบผ่านตลาด Reverse Repo จนทำให้เม็ดเงินอัดฉีดสุทธิอยู่ที่ 744,000 ล้านหยวน การอัดฉีดในครั้งนี้ตรงกับช่วงชำระภาษีประจำปี รวมไปถึงการออกตราสารหนี้ของรัฐบาลและเอกชน ทำให้มีความต้องการสภาพคล่องสูง จึงเป็นเหตุผลให้ธนาคารกลางจีนต้องอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบ นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังมีเครื่องมือที่ช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเงินมากมาย และคาดว่าจะคงสภาพคล่องระดับสูง ส่งผลดีต่อราคาสินทรัพย์บางประเภทด้วย

 

ฝั่งรัฐบาลจีนก็พร้อมสนับสนุนอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 868,000 ล้านหยวน หรือกว่า 122,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ดำเนินการผ่านตลาดซื้อคืนพันธบัตร ประเภทอายุ 7 วัน และ 14 วัน ที่อัตราดอกเบี้ย 2.00% และ 2.15% ตามลำดับ ถือว่าเป็นจำนวนเงินอัดฉีดเข้าระบบที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2019 เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงต้นไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ยังไม่นับรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาก่อนหน้าอีกจำนวนมหาศาลด้วย การลงทุนโครงการต่างๆ เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐาน จะเห็นทางการจีนผนึกกำลังกันช่วยปั๊มเศรษฐกิจจีนในโค้งสุดท้ายให้ฟื้นตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก และพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2023 อย่างแข็งแกร่ง โดยมีแผนจะเปิดประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป แน่นอนว่าเศรษฐกิจจีนกลับมาเติบโตได้อย่างสมดุลและมีเสถียรภาพมากขึ้นในปีต่อๆ ไป

 

อนาคตจีนกับเส้นทางสู่ผู้นำเทคโนโลยีของโลก

ทิศทางการเติบโตของจีนในระยะยาว ภายใต้การนำของ ‘ประธานาธิบดีสี’ จากคำกล่าวสุนทรพจน์ที่ประกาศนำทัพ ‘จีนก้าวขึ้นสู่ความเป็นยักษ์ใหญ่ของโลก’ ด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับแรก มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพสูง และชูพัฒนากลยุทธ์เศรษฐกิจแบบ Dual-Circulation พร้อมเน้นความสำคัญให้จีนพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด ยิ่งตอกย้ำเศรษฐกิจจีนมีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว

 

บางคนอาจจะยังมีคำถามคาใจว่า จีนจะก้าวแซงสหรัฐฯ ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางด้านเทคโนโลยีของโลกได้จริงหรือ? 

 

เป็นที่รู้กันว่าทุกวันนี้โลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น และคนส่วนใหญ่จะนึกถึงแต่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมา เพราะคุ้นเคยกับชื่อแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ใช้บริการหรือถือครองกันอยู่ โดยเฉพาะสินค้าไฮเทคอย่างเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรศัพท์มือถือที่ล้ำสมัย ยิ่งรุ่นสมาร์ทโฟนต้องยกให้กับค่าย Apple พวกซอฟต์แวร์ต่างๆ พัฒนาโปรแกรมสร้างแพลตฟอร์มดังๆ จนมาสู่โซเชียลมีเดียอย่าง Meta (หรือ Facebook ในอดีต) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมภาพยนตร์อย่าง Netflix เป็นต้น

 

แต่วันนี้ ‘จีน’ เป็นม้ามืดที่พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ได้อย่างก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันจีนขึ้นมาเป็นผู้นำในเทคโนโลยีบางด้านอย่างเต็มตัวแล้ว เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเทียม คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล รวมถึงส่วนประกอบของเทคโนโลยีเมกะเทรนด์หลายอย่างที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโลกในอนาคต

 

แม้ว่าช่วงปีก่อนๆ รัฐบาลจีนเข้ามาควบคุมการทำธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในจีนจนทำราคาหุ้นร่วงอย่างหนักในปีที่แล้ว แต่เบื้องหลังกฎระเบียบอันเข้มงวดนี้ ที่จริงแล้วรัฐบาลจีนมีแผนพร้อมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

 

การพัฒนาเทคโนโลยีหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ต้องใช้งบประมาณมหาศาล รัฐบาลพร้อมทุ่มเทงบประมาณอย่างเต็มที่ในปี 2020 จีนใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 563,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของ GDP จีนในปีนั้น ถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ และนับเป็นรายจ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มีสัดส่วน 3 ใน 4 ของงบประมาณ

 

รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีไว้ในแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 14 ของจีน และถูกบรรจุอยู่ในนโยบาย Made in China 2025 ที่ถือเป็นการฉีกภาพลักษณ์สินค้า Made in China ในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางเงินทุนและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐ ตอกย้ำภาพ ‘เมื่อจีนเอาจริง ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้’ ทำให้เป้าหมายการเป็นมหาอำนาจโลกก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนได้เปรียบ คือการมีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ทำให้จีนมีผู้เชี่ยวชาญในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงการมีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจในแต่ละแขนงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาไม่กี่ปี โดยในปี 2020 จีนมีจำนวนนักวิทยาศาสตร์มากถึง 11 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนนักวิทยาศาสตร์จีน 0.78 คน ต่อประชากร 100 คน

 

สาเหตุที่จีนมีนักวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นได้เร็วขนาดนี้ ก็เพราะจีนได้ประโยชน์จากภาวะ Brain Gain ซึ่งเป็นผลจากนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนที่เรียนต่อในระดับสูงและทำงานให้องค์กรชั้นนำของสหรัฐฯ และชาติตะวันตกจำนวนมากตัดสินใจกลับมาทำงานในจีน ซึ่งภาวะ Brain Gain เป็นภาวะที่ตรงกันข้ามกับภาวะสมองไหล (Brain Drain) นั่นเอง และผลพวงของการมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จำนวนมาก ก็ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยในจีนด้วย ทำให้จีนมีมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ Top 100 สาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยีของโลกอยู่ทั้งหมด 6 มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยจีนที่มีอันดับสูงสุด คือมหาวิทยาลัยซินหัว ที่อยู่อันดับที่ 14 ของโลกในด้านนี้ด้วย นี่คือพลังบุคคลากรจีนที่แข็งแกร่งพร้อมนำพาประเทศเติบโต

 

มาดูตลาดของจีนด้วยจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกราว 1,400 ล้านคน แน่นอนว่าขนาดตลาดที่ใหญ่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุกอุตสาหกรรมเติบโต ดังนั้น จีนจึงมีข้อได้เปรียบในเรื่องการสร้างเทคโนโลยียุค 4.0 มากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ในปี 2021 คนจีนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 1,032 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,084 ล้านคนในสิ้นปี 2022 นอกจากนี้ จีนยังมีโครงข่ายเสาสัญญาณประเภท 5G มากที่สุดในโลก ทำให้คนจีนเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้รวดเร็ว ยิ่งเร่งให้เทคโนโลยีจีนพัฒนาแซงหน้าประเทศอื่นๆ ไปไกล

 

ที่สำคัญ บริษัทเทคโนโลยีจีนสามารถขยายตลาดของเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วตามยอดผู้ใช้งานมหาศาล ซึ่งหมายถึง ตัวเลขผลประกอบการของธุรกิจที่จะเติบโตแบบทวีคูณ (Exponential Growth) เมื่อมีผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และเงินลงทุนที่จะเพิ่มพูนขึ้นพร้อมสำหรับต่อยอดเทคโนโลยีขั้นถัดไป รวมถึงพัฒนานักวิทยาศาสตร์จีนที่เป็นหัวกะทิในด้านต่างๆ จำนวนมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น จีนมีงานวิจัยด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก ล่าสุด งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน เพิ่มขึ้นจนแซงหน้างานวิจัยของสหรัฐฯ ไปแล้ว และถูกอ้างอิงมากที่สุดในโลกอีกด้วย ในปี 2019 จีนมีจำนวนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึง 407,181 ชิ้น และมีงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากถึง 26.6% ของงานวิจัยทั้งหมด ตามมาด้วย อันดับ 2 ‘สหรัฐฯ’ มีจำนวนงานวิจัย 293,434 ชิ้น และมีการอ้างอิงอยู่ที่ 21.1% ของงานวิจัยทั้งหมด ด้วยแนวโน้มงานวิจัยที่สูงและมีคุณภาพมากขนาดนี้ จึงเป็นไปได้ว่าจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ จากจีนมากกว่าสหรัฐฯ ในอนาคต

 

‘ธุรกิจเทคโนโลยีจีน’ ลมใต้ปีกที่ดันจีนขึ้นแท่นผู้นำโลก

จีนมีความพร้อมทั้งเงินทุนและบุคลากรที่จะก้าวขึ้นไปท้าชิงเบอร์หนึ่งด้านเศรษฐกิจเทียบเคียงกับสหรัฐฯ และหัวหอกในการพาพญามังกรให้บินสูง นั่นก็คือธุรกิจเทคโนโลยีจีน หรือเทคจีนนั่นเอง

 

ผมขอยกตัวอย่าง 3 ตลาดเทคโนโลยีเมกะเทรนด์ที่บริษัทจีนมีมาร์เก็ตแชร์มากที่สุดในโลก และยังมีแนวโน้มเติบโต ที่ดีอย่างต่อเนื่องจนทิ้งห่างคู่แข่งจากประเทศอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จีนเป็นผู้นำในธุรกิจอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Haier ผู้ผลิตเครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศที่สร้างรายได้จากทั่วโลก ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าสูงถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเลยทีเดียว

 

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer: PC) ในอดีตคนจะไม่ค่อยซื้อ PC แบรนด์จากจีนเพราะห่วงเรื่องคุณภาพการใช้งาน แต่ปัจจุบันนี้แบรนด์ Lenovo สามารถพัฒนา PC ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ วันนี้เป็นแบรนด์ PC ที่ครองใจผู้ใช้งานทั่วโลกสูงถึง 24.7% ทีเดียว

 

พลังงานสะอาด ซึ่งกระแสพลังงานสะอาดเป็นประเด็นสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีชัดเจน ตอนนี้จีนก็เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดโลกจากบริษัทยักษ์ใหญ่ 3 บริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด คือ บริษัท LONGi Green Energy Technology Co. Ltd. มีส่วนแบ่งตลาดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 25% 

 

บริษัท BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกสูงถึง 16.9% กลายเป็นบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกแล้ว ล่าสุดโชว์รายได้ 117,080 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 115% และกำไรสุทธิในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เติบโตกว่า 350% ขณะที่ 9 เดือนแรก มียอดขายรถยนต์พลังงานสะอาดอยู่ที่ 1.17 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 255% และตั้งเป้าปีนี้ทำยอดขายได้ 2 ล้านคัน ซึ่งจะกลายเป็นบริษัทรถยนต์พลังงานสะอาดที่มียอดขายมากที่สุดในโลกทันที

 

และบริษัท CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีส่วนแบ่งตลาดแบตเตอรี่ประเภทลิเทียมไอออนทั่วโลกสูงถึง 34.8% นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตลาดเทคโนโลยีที่เป็นเบอร์ 1 อย่างเงียบๆ โดยเฉพาะในด้านการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีต้นน้ำ

 

นี่คือตัวอย่างความยิ่งใหญ่ของพญามังกรที่ได้ขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีบางด้านของโลกแล้ว และเป็นลมใต้ปีกที่ดันจีนไต่อันดับขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลกอย่างเต็มตัวตามแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ 14 กับนโยบาย Made in China 2025 หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นจีน รวมถึงหุ้นประเทศต่างๆ เพิ่มเติมสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม ได้ที่นี่ครับ https://jitta.co/3zmEEoA

 

ผมมีความเชื่อมั่นว่าจีนกำลังเดินไปสู่เป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้าได้ ด้วยความพร้อมในหลายๆ ด้านอย่างที่ฉายภาพไป ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีจีนได้ปรับตัวร่วงแรงตามภาพรวมตลาดหุ้น ผมจึงมองเป็นโอกาสในการเลือกลงทุน ‘หุ้นเทคโนโลยีจีนคุณภาพดี ราคาเหมาะสม มีโอกาสเติบโตสูง’

 

ผมได้ลองทำ Back Test เพื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นเทคจีน ผ่านแผน Jitta Ranking หุ้นเทคโนโลยีจีน พบว่า Back Test ช่วง 10 ปี (2012-2021) ก็ทำผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยได้ที่ 19.02% ต่อปี สูงกว่าดัชนี SHSZ300 Total Return ที่ทำได้ 10.06% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ผมขอบอกก่อนว่า สถิตินี้ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคตนะครับ

 

เพียงแต่ว่าหากคุณเชื่อในศักยภาพของจีนที่เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ และมีโอกาสขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในอนาคตได้ โอกาสลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีจีน ผู้นำโลกได้มาถึงแล้ว ผมก็แนะนำให้เริ่มต้นลงทุนแบบปังๆ ได้แล้วในวันนี้กับหุ้นจ่าฝูงเศรษฐกิจ เพื่อติดปีกพอร์ตบินสูงเติบโตระยะยาวดั่งพญามังกร   

 

The post หลากปัจจัยหนุนลงทุน ‘หุ้นจีน’ สวนตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉวยจังหวะค่าเงินอ่อน ส่องโอกาสลงทุนหุ้นโลก สร้างพอร์ตเติบโตระยะยาว https://thestandard.co/invest-in-global-stocks/ Sat, 08 Oct 2022 03:49:07 +0000 https://thestandard.co/?p=693067 ค่าเงินบาท

ประเด็นร้อนในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนย […]

The post ฉวยจังหวะค่าเงินอ่อน ส่องโอกาสลงทุนหุ้นโลก สร้างพอร์ตเติบโตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเงินบาท

ประเด็นร้อนในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องค่าเงินบาทที่อ่อนยวบเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ดอลลาร์จึงแข็งค่าขึ้น และกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนลงมาทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเวลานี้ คุณคงกังวลว่าค่าเงินบาทจะอ่อนไปถึงไหน และกระทบเงินลงทุนในพอร์ตของคุณอย่างไร จะมีทางออกที่ดีในภาวะนี้อย่างไรบ้าง ผมจะค่อยๆ เฉลยคำตอบครับ

 

สถานการณ์ล่าสุด (3 ตุลาคม) เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 38.06/08 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลที่ Fed เรียกประชุมฉุกเฉิน (Closed Meeting) เมื่อคืนวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาทบทวนและตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยล่วงหน้าและดอกเบี้ยมาตรฐาน (Advance and Discount Rate)


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทยทิ้งช่วงห่าง กดดันบาทอ่อนต่อเนื่อง

ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้เอง โดยอ่อนค่าราว 6.8% จากระดับที่อยู่ราว 35-36 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นอ่อนค่ารวดเร็วพร้อมๆ กับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาน้ำมันและราคาอาหาร ค่าไฟ สินค้าต่างๆ ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินไทย (กนง.) เพิ่งจะเริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% เมื่อเดือนสิงหาคม และต่อเนื่องในปลายเดือนกันยายนอีก 0.25% ติดต่อกัน 2 ครั้ง มาสู่ระดับ 1% จากที่ได้คงดอกเบี้ยมายาวนานหลายปีที่ระดับ 0.50% ท่ามกลางเงินเฟ้อไทยที่ทรงตัวอยู่ระดับสูงติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม โดยล่าสุดเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 7.86% สูงสุดในรอบปี 2565 และยังทำสถิติในรอบ 14 ปีด้วย

 

ฝั่ง Fed ปีนี้ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาแล้วราว 5 ครั้งจากการประชุม 6 ครั้ง โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมารอบประชุมปลายเดือนมกราคม Fed คงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.00-0.25% ซึ่งมีสัญญาณเงินเฟ้อขึ้นสูงแล้ว แต่หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างรวดเร็ว ดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่งเกินคาด ทำให้ในการประชุมรอบปลายเดือนมีนาคม Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% แต่กดเงินเฟ้อไม่ลง จึงเร่งระดับขึ้นดอกเบี้ยต่อด้วย 0.50% สู่ระดับ 0.75-1% ปลายเดือนพฤษภาคม 

 

หลังจากนั้นเงินเฟ้อพุ่งเหนือ 7-8% จนไต่ระดับทำสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปี จึงขึ้นดอกเบี้ยแรงด้วย 0.75% ติดต่อกัน 3 รอบ ตั้งแต่รอบประชุมวันที่ 14-15 มิถุนายน จนถึงล่าสุดวันที่ 20-21 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ อยู่ที่ 2.25-2.50% และต้องรอลุ้นการประชุมฉุกเฉิน จะมีเซอร์ไพรส์ชี้ชะตาช่วงเวลาที่เหลืออย่างไร แม้ว่าเมื่อเร็วๆ นี้ Fed เพิ่งออกมาย้ำตลอดว่ายังต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปถึงปี 2566 เพื่อให้เงินเฟ้อกลับมาสู่เป้าหมาย 2% ซึ่งเป็นภารกิจหลักอันดับแรกของ Fed ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมที่ออกมาทรงตัวระดับสูงที่ 8.3% หลังจากที่เดือนพฤษภาคมเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงทำลายสถิติในรอบ 40 ปี

 

ไทม์ไลน์ของการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ และดอกเบี้ยไทย จะทำให้เห็นว่าจุดสตาร์ทของการขึ้นดอกเบี้ยไทยช้ากว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ โดยเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงตั้งแต่ต้นปีนี้และมาเร่งตัวในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ผลพวงราคาน้ำมัน และสูงทำสถิติในรอบ 40 ปีช่วงไตรมาส 2 แม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยหลายรอบก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถกดเงินเฟ้อลงได้ ขณะที่เงินเฟ้อไทยพุ่งขึ้นแรงราวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ทะลุ 5.08% จากต้นปีอยู่แค่ 2.17% เท่านั้น และมาพีคสุดช่วงเดือนพฤษภาคมทะลุ 7% หลังจากนั้นแม้ราคาน้ำมันโลกลง แต่เงินเฟ้อไทยยังเร่งตัวสูงต่อในไตรมาส 3 อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เงินเฟ้อชั่วคราวแล้ว และเป็นจุดตัดที่ทำให้ กนง. ประกาศขึ้นดอกเบี้ยซึ่งช้ากว่าสหรัฐฯ ครึ่งปี ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยทิ้งห่างกับดอกเบี้ยสหรัฐฯ ถึง 1.25-1.50% จนเกิดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ต่างๆ ในไทยไม่น้อย ส่วนใหญ่เลือกถือเงินสดและกลับไปสู่สกุลเงินที่ปลอดภัยคือ ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ยิ่งทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงแรง

 

มองแนวโน้มไปข้างหน้า ยังคงเห็นสัญญาณเงินเฟ้อทรงตัวระดับสูง และยังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกรวมถึงไทยด้วย ดังนั้นธนาคารกลางหลายๆ ประเทศที่เผชิญโจทย์กับภาวะเงินเฟ้อท่วมโลกจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยตึงตัว เพื่อดึงเงินเฟ้อให้ลงมาสู่กรอบเป้าหมายช่วยดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นการแลกกับการลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลงในช่วงหลังโควิด

 

แม้ว่าเทรนด์ดอกเบี้ยต่ำจะหมดยุคลง และจากนี้ไปจะเห็นดอกเบี้ยขาขึ้นต่อเนื่องถึงปีหน้า และค่าเงินดอลลาร์คงยังมีทิศทางแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะกดดันหลายๆ สกุลเงินหลักของโลกให้อ่อนตัวลงรวมถึงค่าเงินบาทไทยตามไปด้วย โดยเวลานี้คาดการณ์กันว่าจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าแตะ 39-40 บาทต่อดอลลาร์ได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็อย่าเพิ่งละเหี่ยใจกัน ผมมีเคล็ดวิชาลงทุนต่างประเทศแบบสวนกระแส ไม่แคร์เงินบาทอ่อน มาแชร์กันครับ

 

เปิด 3 วิธี สับหลีกการลงทุนช่วงค่าเงินบาทอ่อน

แน่นอนว่าคนที่ลงทุนต่างประเทศย่อมได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงเกินคาด เพราะเมื่อช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เงิน 1 ดอลลาร์สหรัฐยังมีค่าประมาณ 33 บาทอยู่เลย จู่ๆ ปีนี้ค่าเงินบาทอ่อนลงมาที่ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 38 บาท เท่ากับเงินดอลลาร์แข็งขึ้นมา 10% ทีเดียว คนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศสกุลเงินบาทก็จะขาดทุน 10% แต่นี่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งนะครับ

 

ผมเข้าใจครับว่าเป็นใครก็ใจหายไปเหมือนกัน แม้จะรับรู้ตั้งแต่ก่อนลงทุนอยู่ตลอดแล้วว่า การลงทุนต่างประเทศไม่ว่าอย่างไรก็หลีกเลี่ยงความเสี่ยงเรื่องค่าเงินไม่ได้

 

แต่เราสามารถสับหลีกการลงทุนได้นะครับ วิธีที่ง่ายที่สุดในการลงทุนสู้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งเป็นหินแบบนี้คือ การหนีไปลงทุนประเทศอื่นที่คุณไม่ต้องแลกเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐโดยตรง เลือกวิธีง่ายๆ แบบนี้แหละครับ

 

เพราะโลกแห่งการลงทุนใบนี้กว้างใหญ่มาก ยังมีประเทศที่คุณไม่ต้องแลกเงินดอลลาร์เพื่อลงทุนและเหมาะที่จะลงทุนระยะยาวนั่นคือประเทศจีน ลองมาดูอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินหยวนในระยะเวลา 1 ปี เมื่อช่วงวันที่ 18 กันยายน 2564 เงิน 1 หยวน แลกได้ 5.16 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีนี้ เงิน 1 หยวน แลกได้ 5.27 บาท เท่ากับเงินหยวนแข็งค่าขึ้นแค่ +2.09% เมื่อเทียบกับเงินบาท

 

คุณก็น่าจะรู้สึกดีขึ้นมาเมื่อจะออกไปลงทุนตลาดหุ้นจีน โดยแลกเงินบาทเป็นเงินหยวน เลือกลงทุน ‘หุ้นดี ราคาเหมาะสม’ ในตลาดหุ้นจีนที่ราคาลดลงมากตั้งแต่ปีที่แล้วและเพิ่งเริ่มฟื้นตัวในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังปักธงไว้ที่ระดับ 5.5% ท่ามกลางแรงอัดฉีดของรัฐบาลกว่าหลายล้านล้านหยวน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตสูงต่อเนื่องหลังโควิด

 

อีกประเทศที่น่าสนใจคือตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากช่วงนี้ ‘เงินเยน’ อ่อนค่าหนักเมื่อ เทียบกับดอลลาร์เช่นกัน และยังมีแนวโน้มว่าเงินเยนจะอ่อนค่ามากกว่าเงินบาท ทำให้คุณแลกเงินสกุลนั้นได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2564 เงิน 1 บาท แลกได้ 3.28 เยน เมื่อเทียบกับตอนนี้ (18 กันยายน 2565) เงิน 1 บาท แลกได้ 3.88 เยน เรียกว่าเงินเยนอ่อนค่าลงถึง 18.29% เมื่อเทียบกับเงินบาท ในรอบปีที่ผ่านมาอยากจะบอกว่า ‘เงินเยนอ่อนปวกเปียก’ กว่าเงินบาทครับ ซึ่งน่าจะทำให้คุณเห็นโอกาสการลงทุนหุ้นญี่ปุ่น เพราะเงินเยนที่อ่อนค่าลงขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังกลับมาเติบโต โดยปีนี้คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 3.3% หลังไตรมาส 2 ที่ผ่านมาโตราว 2.4%

 

ซึ่งหากคุณยังรักจะลงทุนหุ้นในต่างประเทศ ก็สามารถเลือกลงทุนใน Jitta Ranking จีน และ Jitta Ranking ญี่ปุ่น เพราะ Jitta Wealth จะนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินหยวนและเงินเยนโดยตรง ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งโป๊กจนถึงปีหน้า

 

นอกจากวิธีแรกนี้ก็ยังมีอีกวิธีที่คุณไม่ต้องกังวลหรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเลย วิธีนี้ก็ง่าย เพราะคุณก็แค่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยแทน ค่าเงินของคุณจะคงที่ระดับ 1 บาท เท่ากับ 1 บาทเสมอ ซึ่งเศรษฐกิจไทยปีนี้มีสัญญาณฟื้นตัวดีกว่าปีก่อนๆ แน่นอน เพราะภาคท่องเที่ยวกลับมาเร็วเกินคาด นักท่องเที่ยวต่างชาติเกินหลักล้านคนแล้ว ปีนี้คาดการณ์ GDP ไทยโต 3.3% แม้คงมีการฟื้นตัวไม่กระจายทั่วถึงในรูป K Shape แต่ก็พบว่ามีหลายภาคธุรกิจทยอยฟื้นตัวกันได้แล้วในปีนี้ และแน่นอนว่าผลประกอบการ ‘รายบริษัท’ ในไทยเติบโตดีเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมาด้วย ซึ่งสามารถควานหา ‘หุ้นดี ราคาถูก’ ในตลาดหุ้นไทยด้วยตัวเอง หรือดูในแอปพลิเคชัน Jitta.com ที่ได้นำ AI มาวิเคราะห์งบการเงินย้อนหลัง 10 ปีของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกกว่าพันตัว เพื่อให้คะแนนหุ้นที่ราคาเหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ซึ่งนักลงทุนสามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในหุ้นทั่วโลกรวมถึงหุ้นไทยได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้วยครับ 

 

อีกวิธีสุดท้าย DCA หรือ Dollar-Cost Averaging 

คำตอบสุดท้ายที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ได้เสมอในการช่วยคุณบริหารความเสี่ยงเรื่องราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเป็นวิธีที่เรียบง่าย แต่ช่วยบรรเทาความผันผวนได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญการ DCA เป็นการทำให้คุณมีวินัยในการลงทุนมากขึ้น และยังช่วยให้เงินลงทุนของคุณทบต้นสามารถเติบโตขึ้นในระยะยาวด้วย

 

ผมเชื่อว่าหากคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วน่าจะใจชื้นขึ้น มองหาโอกาสการลงทุนในตลาดโลกหรือไทยที่ตอบโจทย์ความสบายใจของคุณ ที่สำคัญอยากให้คุณเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจใส่เงินเข้าไปลงทุน และอย่าวิตกไปแต่เรื่องค่าเงินว่าน่ากลัว เพราะหากคุณเข้าใจและรู้วิธีรับมือการลงทุนหุ้นต่างประเทศจะช่วยเปิดโลกการลงทุนให้คุณได้ค้นพบโอกาสลงทุนใหม่ๆ ที่ตรงใจคุณมากที่สุด และสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ดี

 

สำหรับนักลงทุนระยะยาวผมขอย้ำว่า เรื่องความผันผวนของค่าเงินและอัตราเงินเฟ้อเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น เพราะในเวลาที่สถานการณ์เริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติ การลงทุนใน ‘หุ้นคุณภาพดี’ ของคุณจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง เพราะเหตุการณ์ในอดีตก็บอกเราแล้วว่า เมื่อถึงจุดที่ตลาดหุ้นพลิกกลับ ราคาหุ้นคุณภาพดีจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนคุณไล่ซื้อไม่ทัน

 

เพราะฉะนั้นการจับจังหวะลงทุนก็อาจทำให้คุณพลาดผลตอบแทนช่วงตลาดหุ้นพลิกเป็นขาขึ้นได้นะครับ ขอให้มีความสุขกับโลกแห่งการลงทุนนะครับ

 

The post ฉวยจังหวะค่าเงินอ่อน ส่องโอกาสลงทุนหุ้นโลก สร้างพอร์ตเติบโตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ามรสุมข่าวร้าย! จีนอัดฉีดเงินมหาศาล เศรษฐกิจไปต่อหรือแค่ประคองตัว? https://thestandard.co/chinese-economy-measure/ Thu, 08 Sep 2022 01:05:03 +0000 https://thestandard.co/?p=677891 เศรษฐกิจจีน

วันนี้ผมจะมาชวนคุยเหลียวหลังแลหน้าเศรษฐกิจจีนกันครับ หล […]

The post ฝ่ามรสุมข่าวร้าย! จีนอัดฉีดเงินมหาศาล เศรษฐกิจไปต่อหรือแค่ประคองตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจจีน

วันนี้ผมจะมาชวนคุยเหลียวหลังแลหน้าเศรษฐกิจจีนกันครับ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมธนาคารกลางของจีน (PBOC) จึงต้องลดดอกเบี้ย สวนทางกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่กำลังเร่งขึ้นดอกเบี้ยและดึงสภาพคล่องกลับ พร้อมกับใช้นโยบายการคลังที่เข้มงวด

 

ปีนี้เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นจีนเผชิญมรสุมข่าวร้ายต่างๆ ที่พัดกระหน่ำไม่ยั้ง ล่าสุดประเทศจีนเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 150 ปี ปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าภายในประเทศ ปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดที่ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ ล่าสุดมีหลายเมืองที่ต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ทั้งที่เศรษฐกิจเพิ่งกลับมาฟื้นตัวได้ไม่กี่เดือน หลังรัฐบาลจีนประกาศคลายล็อกดาวน์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


จีนเสี่ยงเกิดวิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหาลามสู่ภาคการเงิน คาด GDP โตต่ำ

มรสุมยักษ์ลูกเก่าก็ยังวนเวียนโถมใส่จีนเป็นระลอกๆ นั่นก็คือ ‘วิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน’ ที่กำลังถูกมองว่าจะลุกลามไปสู่ภาคการเงินหรือไม่ ทั่วโลกกำลังจับตาการบริหารจัดการปัญหานี้ของรัฐบาลจีน เศรษฐกิจจีนที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 โลก จะถลาลงแบบ Soft Landing หรือ Hard Landing

 

วิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหาในจีนเริ่มมาจากปีที่แล้ว หากจำกันได้ บริษัท Evergrande ขาดสภาพคล่องทางการเงินและผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ แม้รัฐบาลจีนจะพยายามเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่สถานการณ์ยังบานปลายต่อเนื่อง ปัญหาโครงการบ้านที่สร้างไม่เสร็จ ผู้ซื้อบ้านไม่ยอมจ่ายเงินงวดผ่อนในหลายๆ โครงการอสังหา ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางอีกหลายแห่งขาดสภาพคล่องเช่นกัน ขณะที่หุ้นกู้สกุลดอลลาร์ของบริษัทอสังหาราคาร่วงระเนระนาด และบริษัทบางแห่งไม่สามารถระดมทุนใหม่ได้ หรือหากระดมทุนใหม่ก็มีต้นทุนที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นพิเศษ

 

สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการต่างๆ ของบริษัทอสังหาก็ถูกจับตามองถึงความเสี่ยงปัญหาหนี้เสีย หรือ NPL ที่จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยปัญหาขาดสภาพคล่องหากบริษัทอสังหาไม่สามารถชำระหนี้ ลามไปถึงปัญหาที่น่ากลัวคือ ความเชื่อมั่นที่ลดลงจนประชาชนผู้ฝากแห่กันมาถอนเงิน นี่เป็นประเด็นใหญ่ที่โลกเกาะติดอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจีนจะรับมือกับวิกฤตนี้ไหวแค่ไหน?

 

เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนมีสัดส่วนของภาคอสังหาสูงราว 30% ของขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ทั้งประเทศ ที่สำคัญภาคอสังหายังเชื่อมโยงไปกับภาคธุรกิจต่างๆ ค่อนข้างมากเป็น Supply Chain นำโดยภาคก่อสร้างหรือผู้รับเหมาฯ วัสดุก่อสร้างต่างๆ สินค้าตกแต่งบ้าน เป็นต้น

 

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหาที่อยู่ระหว่างแก้ปัญหาและผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะจากมาตรการ Zero COVID ที่ทำให้เกิดการล็อกดาวน์เมืองใหญ่ๆ เป็นระยะตั้งแต่ไตรมาส 2 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ล้วนกดดันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2565 นี้ สะท้อนจากตัวเลข GDP ขยายตัวสูง 4.8% ในไตรมาสแรก แต่ในไตรมาส 2 นี้ GDP กลับเติบโตเพียง 0.4% จึงเป็นที่มาที่เราได้เห็นทางการจีนใช้นโยบายผ่อนคลายทั้งมาตรการทางการเงินและการคลังแบบสอดประสาน เพื่อให้ GDP ปีนี้ไปถึงเป้าหมายที่ 5.5%

 

นักเศรษฐศาสตร์จากสำนักวิจัยต่างๆ ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์ GDP ของจีนลดลง โดย IMF คาด GDP จีนเติบโต 3.3% ในปี 2565 และขยายตัว 4.6% ในปี 2566 ค่าย Goldman Sachs ได้ปรับลด GDP จีนปี 2565 เหลือ 3% จากเดิม 3.3% ค่าย Nomura ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3%

 

เร่งลดดอกเบี้ย-อัดฉีดเงิน 1 ล้านล้านหยวน กระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจ 

ในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่จีนได้ดำเนินการแก้ปัญหาไปแล้วคือ ธนาคารกลางจีนประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและลดสัดส่วนเงินสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ต่อเนื่องจากปีที่แล้วมาถึงปีนี้ ล่าสุดประกาศจัดเงินพิเศษเข้ามาช่วยเหลือโครงการที่มีปัญหาสร้างไม่เสร็จ โดยจัดตั้งสินเชื่อพิเศษ 2 แสนล้านหยวน เพื่อช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

 

ทั้งนี้ วันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี หรือ LPR (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี ลง 0.05% จาก 3.70% เหลือ 3.65% และประเภท 5 ปี ลง 0.15% จาก 4.45% สู่ระดับ 4.30% ซึ่งก่อนหน้าไม่นานเพิ่งมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะกลาง หรือ Medium-Term Lending Facility (MLF) ประเภท 1 ปี สู่ระดับ 2.75% เป็นการสะท้อนว่า ทางการจีนใส่ใจเรื่องสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ 

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ ออกมาตรการแก้ไขปัญหาระยะสั้น และวางแผนรับมือระยะยาว โดยแก้ปัญหาระยะสั้นเรื่องภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่ปี 2408 ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในเขื่อน ทำให้ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ส่งผลให้มณฑลเสฉวนและมณฑลใกล้เคียงเกิดภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมานั้น ทางการจีนพยายามแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการให้ทุกภาคส่วนประหยัดการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด โดยตึกสูงในเซี่ยงไฮ้ต้องปิดไฟตอนกลางคืน รวมถึงป้ายโฆษณาด้วย  

 

ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว ได้ประกาศอัดฉีดเงินมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน เพื่อลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ ประกอบด้วย 

 

  • ด้านพลังงานหมุนเวียน จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า 100 GW ภายในปี 2566 และเพิ่มขึ้นอีก 450 GW 
  • ด้านระบบชลประทาน เตรียมสร้างคลองส่งน้ำยาวกว่า 200 กิโลเมตร เพื่อสร้างสมดุลการใช้น้ำ และลงทุนในโครงการคลองส่งน้ำ เขื่อน และอ่างเก็บน้ำด้วยเม็ดเงินสูงถึง 800,000 ล้านหยวน การวางผังเมืองและสิ่งแวดล้อม ซึ่งวางผังเมืองที่ทันสมัย เน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำมากขึ้น 
  • ด้านรถไฟความเร็วสูง ตั้งเป้าสร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงแตะ 70,000 กิโลเมตรภายในปี 2578 และระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เตรียมสร้างศูนย์ข้อมูลทั่วประเทศมูลค่ารวมกว่า 400,000 ล้านหยวน

 

การลงทุนโครงการใหญ่เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง ถึงแม้ว่าจะมีข่าวร้ายเกิดขึ้นบ้าง แต่รัฐบาลจีนก็ตัดสินใจและแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ผมเชื่อว่าช่วงที่ยากลำบากของจีนจะผ่านไปได้เร็วๆ นี้

 

ทั้งนี้ Bloomberg ได้รวบรวมตัวเลขเม็ดเงินสำหรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน พบว่า มีจำนวนเม็ดเงินรวมกันสูงถึง 35.5 ล้านล้านหยวน โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินไว้เป็นกระสุนสำรอง เพื่อเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

จับตารัฐบาลจีนจะใช้วิธียื้อปัญหาหรือล้างปัญหาให้หลุดจากวิกฤต

แต่ก็ยังมีคำถามว่า สิ่งที่ทางการจีนพยายามดำเนินการ ทั้งการผ่อนปรนดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่ จะทำให้จีนหลุดจากวิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหานี้ได้หรือไม่ ปัญหาจะลุกลามไปยังภาคการเงินหรือไม่ และต้องใช้เวลากี่ปีจึงฟื้น ล้วนเป็นเรื่องที่คาดเดายากจริงๆ เนื่องจากนับวันสถานการณ์โลกมีแต่ความไม่แน่นอนสูงขึ้นตลอด

 

มีตัวอย่างในอดีตที่หลายๆ ประเทศเคยเกิดภาวะวิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหา ในกรณีของสหรัฐฯ เคยเกิดวิกฤติ Subprime ในช่วงก่อนปี 2551 คงจำกันได้ วิกฤตการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบไปทั่วโลกและเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ในช่วงเวลานั้นสหรัฐฯ ใช้วิธีแก้วิกฤตการณ์นี้ด้วยการให้ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร เจ้าหนี้หุ้นกู้ และผู้ฝากเงิน ร่วมรับผิดชอบความเสียหายในบางส่วน และสุดท้ายรัฐบาลก็รับภาระหนี้เสียต่างๆ ผ่านงบประมาณฯ ซึ่งเป็นการล้างปัญหาโดยใช้เวลากว่า 5 ปีที่สถานการณ์เศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้น

 

ประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิดวิกฤตการณ์ Japan Asset Price Bubble ในช่วงก่อนปี 2534 โดยธุรกิจในภาคอสังหาขยายตัวสูงมาก ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพุ่งขึ้นรวดเร็วจนมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ดัชนี Nikkei ทะยานสูงถึง 34,000 จุด จนเมื่อรัฐบาลเข้ามาเบรกการเก็งกำไรในตลาดหุ้นและอสังหาไม่ให้ร้อนแรงจึงดิ่งลงมา หลังฟองสบู่อสังหาแตก เศรษฐกิจญี่ปุ่นพังทลาย และรัฐบาลไม่เข้ามาจัดการปัญหาหนี้เสียของสถาบันการเงิน จึงกลายเป็นปัญหายืดเยื้อและเกิดเป็นหนี้เสียที่ฝังตัวอยู่ในระบบ เป็นที่มาของเศรษฐกิจที่ตกต่ำนานนับ 10 ปีได้ จนถูกเรียกว่าเป็นช่วง ‘ทศวรรษที่หายไป’ หรือ ‘Lost Decade’ ญี่ปุ่นต้องมีต้นทุนที่สูงกว่าจะหลุดจากวิกฤตการณ์ครั้งนั้นมาได้

 

อีกประเทศที่ใกล้ตัวที่สุดคือประเทศไทย ก็เคยเกิดวิกฤตการณ์ฟองสบู่อสังหาเช่นกัน ในปี 2536 ที่ฟองสบู่อสังหาของไทยแตก ลากตลาดหุ้นไทยดิ่งลงอย่างแรงในปี 2537 และตามมาด้วยการถูกโจมตีค่าเงินบาท นำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 เป็นที่จดจำของโลก ซึ่งรัฐบาลไทยใช้วิธีแก้ปัญหาแบกรับปัญหาเหมือนสหรัฐฯ คือ ล้างหนี้เสียให้กับสถาบันการเงิน ทั้งตัดหนี้สูญ ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การใส่เงินเพิ่มทุนใหม่ให้กับสถาบันการเงินเพื่อให้ดำเนินงานต่อไป ใช้เวลาราว 4-5 ปีกว่าที่ไทยจะหลุดจากวิกฤตการณ์ใหญ่ครั้งนั้นกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในปัจจุบัน

 

สำหรับประเทศจีนมีการคาดหวังว่าจีนอาจเลือกวิธีล้างปัญหาด้วยการให้ภาคอสังหาและสถาบันการเงินเจรจาและเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ การตัดหนี้ออกจากบัญชี หรือ Hair Cut เพื่อให้จบได้เร็ว รัฐบาลจีนที่มีเงินคงคลังแข็งแกร่งอาจยอมเข้ามาซื้อหนี้เสียและใส่เงินเพิ่มทุนใหม่ เพื่อให้สถาบันการเงินเดินหน้าต่อไปได้ หากรัฐบาลจีนเลือกจะล้างปัญหารอบนี้ให้จบ โดยยอมให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าปกติในช่วงระยะเวลาสั้นๆ คาดว่าราว 3 ปีก็น่าจะกลับมาสู่ภาวะปกติที่ GDP พลิกเติบโตสูงอีกครั้งได้ในระยะยาว

 

ส่องอนาคต หลังจีนแซงสหรัฐฯ ขึ้นผู้นำด้านงานวิจัยวิทยาศาสตร์

กระแสการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้จำกัดในด้านการค้าเท่านั้น ล่าสุดจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านงานวิจัย ทั้งจำนวนงานวิจัยและจำนวนการอ้างอิง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับจีน โดยในปี 2562 จีนได้สร้างงานวิจัยกว่า 407,181 ชิ้น ในขณะที่สหรัฐฯ มีงานวิจัยรวม 293,434 ชิ้น โดยงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุด 10% แรกของโลก เป็นงานวิจัยจากจีนถึง 26.6% แซงหน้าสหรัฐฯ ที่ 21.1% 

 

รายงานดังกล่าวถูกเปิดเผยในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงนามในร่างกฎหมายสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และวิทยาศาสตร์ หรือ CHIPS and Science Act มูลค่ากว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา

 

ความสำคัญของงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มีมากมาย เพราะเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาและงานวิจัยมาก โดยมองว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์ความรู้จะช่วยให้ประเทศสามารถก้าวเป็นผู้นำโลกได้ และด้วยงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากขึ้นก็แสดงถึง ‘การยอมรับจากนานาชาติ’ ด้วย

 

ที่สำคัญจีนยังวางเป้าหมายชัดเจนสู่การเป็น New Economy ด้วยบทบาทการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิต หากมีการยกระดับอุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรม จะยิ่งช่วยให้จีนเป็นประเทศผู้นำอย่างแท้จริง และมีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว

 

สำหรับปัญหาความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมวยคู่หลักระหว่าง ‘รัฐบาลจีนกับรัฐบาลสหรัฐฯ’ ก็ยังเป็นปัญหาที่คาราคาซังและพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ แน่นอนว่าสถานการณ์การค้ากับสหรัฐฯ มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่จะเกิดข่าวร้ายขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ในช่วงหลายปีก่อนหน้าที่ทั้งคู่จะขัดแย้งกันกลับพบว่า ภาคธุรกิจเอกชนของจีนสามารถทำมาหากิน มีรายได้และกำไรเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

 

สะท้อนจากข้อมูลบริษัทเอกชน 500 อันดับแรกมีรายได้รวม 235 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นเกือบ 33 ล้านล้านหยวนจากปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น 16.32% ขณะที่บริษัทที่มีสินทรัพย์มากกว่า 100,000 ล้านหยวน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 18 บริษัทจากปี 2563

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนจึงถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของภาคธุรกิจเอกชนที่แข็งแกร่ง โดยในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าตัว จาก 10.85 ล้านบริษัทในปี 2555 มาเป็น 44.57 ล้านบริษัทในปี 2564 สะท้อนว่า ภาคเอกชนจีนมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะรัฐบาลปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศมากขึ้นด้วย

 

ในระยะข้างหน้าการจะขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกของจีนจะเป็นเป้าหมายที่เกิดขึ้นได้จริง เพราะทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างเร่งพัฒนากันอย่างเต็มที่ จีนกำลังจะเป็นประเทศที่น่าจับตามองในทุกภาคส่วน และมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะมีขนาดใหญ่แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกได้ ประมาณปี 2576 หรืออีก 11 ปีข้างหน้านี้แล้ว

 

กลยุทธ์ลงทุน DCA ลงทุนหุ้นจีนในระยะยาว ดันพอร์ตเติบโต

ผมยังคงมีความเชื่อมั่นว่า จีนมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวครับ และหากเหลียวมองภาพรวมของตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลงแรงในช่วงปี 2564 ต่อเนื่องจนถึงปีนี้ ดัชนี CSI 300 ได้ตกลงมาต่ำที่สุดในช่วงเดือนเมษายน 2565 หลังจากจีนกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ตามนโยบาย Zero COVID แต่เมื่อมีการเปิดประเทศช่วงเดือนพฤษภาคม ตลาดหุ้นพลิกกลับมาฟื้นตัวแรง โดยเฉพาะในเดือนมิถุนายนตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.62% แม้จะเริ่มแผ่วลงในเดือนต่อๆ มา 

 

ล่าสุดเดือนสิงหาคม ดัชนี CSI 300 ลดลง 0.07% เพราะสะดุดข่าวร้ายภัยแล้งและขาดแคลนไฟฟ้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2565) ส่วนตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2565 ทำให้ดัชนียังลดลงราว 17.44% 

 

ใครเชื่อมั่นการลงทุนในหุ้นจีนระยะยาวเหมือนผม สามารถใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average) หรือพูดง่ายๆ คือ ลงทุนแบบ ‘ถัวเฉลี่ยต้นทุน’ ซึ่งการลงทุนสม่ำเสมอและให้เงินทำงานด้วยตัวมันเอง จะทำให้พอร์ตลงทุนไปถึงเป้าหมายผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

 

ผมมีเหตุผลที่ควร DCA เพื่อการลงทุนอย่างสบายใจ เพราะ

 

  1. DCA เป็นการลงทุนที่ขจัดอารมณ์และความรู้สึกในการลงทุนออกไป ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ
  2. สามารถทยอยใส่เงินลงทุนเป็นรายเดือนตามความสามารถในการออมที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นคุณเพิ่งเริ่มทำงาน มีเงินเดือนน้อย ก็สามารถลงทุนน้อยได้ แต่ลงทุนทุกเดือน
  3. เป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่องในสินทรัพย์นั้นๆ ทำให้มีวินัยในการลงทุน
  4. เป็นการลงทุนอย่างมีระบบอัตโนมัติไปเรื่อยๆ
  5. การลงทุนระยะยาวทำให้ไม่หลงไปกับความผันผวนของตลาดในระยะสั้นจากข่าวร้ายรุมเร้า เท่ากับช่วยขจัดความผันผวนในระยะสั้นไปในตัว

 

การลงทุนแบบ DCA ถือเป็นแนวทางที่ดี เพราะเงินที่ใส่เข้ามาทุกงวดจะลงทุนในทุกสภาวะตลาด ไม่ว่าหุ้นหรือ ETF ที่ลงทุนจะอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง ช่วยให้ไม่เสียโอกาสในพอร์ตลงทุน ทั้งส่วนต่างราคาสินทรัพย์หรือเงินปันผล และไม่ต้องมานั่งจับจังหวะตลาด ซึ่งก็มีน้อยคนมากที่จะคาดการณ์ทิศทางตลาดถูก  

 

ผมเชื่อมั่นว่าการลงทุนแบบ DCA ตอบโจทย์การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนลงทุนและเฉลี่ยความเสี่ยงไปด้วยกัน เป็นวิธีการที่สบายใจ ไม่ต้องคิดมาก และง่ายที่สุดแล้ว

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ฝ่ามรสุมข่าวร้าย! จีนอัดฉีดเงินมหาศาล เศรษฐกิจไปต่อหรือแค่ประคองตัว? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธีมเฮลท์แคร์’ หุ้นเด่นลงทุนได้-สู้ศึกเงินเฟ้อ https://thestandard.co/healthcare-shares/ Mon, 15 Aug 2022 06:06:15 +0000 https://thestandard.co/?p=667091 เฮลท์แคร์

รู้สึกกันไหมครับ ว่าเดี๋ยวนี้หาหุ้นลงทุนให้ชนะตลาด นับว […]

The post ‘ธีมเฮลท์แคร์’ หุ้นเด่นลงทุนได้-สู้ศึกเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เฮลท์แคร์

รู้สึกกันไหมครับ ว่าเดี๋ยวนี้หาหุ้นลงทุนให้ชนะตลาด นับวันทำได้ยากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะพยายามไป ‘ขุดหาหุ้น’ ชนิดที่วิเคราะห์เจาะลึกมากแค่ไหน ก็ยังมีนักลงทุนอื่นๆ ที่รู้ข้อมูลเท่าคุณหรือลึกกว่าคุณอยู่ดี ยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ การหาข้อมูลเชิงลึกที่จะทำให้คุณได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

 

เรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้เว้นแม้แต่มืออาชีพระดับผู้จัดการกองทุนที่มีข้อมูลครบครัน มีนักวิเคราะห์คอยเฝ้าหน้าจอ อัปเดตข่าวสารรอบโลกให้ตลอด แต่เชื่อไหมครับ พวกเขาก็ยังทำผลตอบแทนแพ้ตลาด!


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


“แล้วเราจะลงทุนอย่างไรให้มีโอกาสชนะตลาดได้สักที” เป็นคำถามที่ผมได้ยินมาตลอด

 

ยิ่งปีนี้ ถือเป็นปีที่มีสถานการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า บรรยากาศการลงทุนมีแต่ขมุกขมัวมาตลอด ท่ามกลางข่าวรอบโลกที่มีแต่สร้างความผันผวนไม่หยุดหย่อน แม้แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่แต่ละประเทศยังเผชิญปัญหามายาวนานกว่า 3 ปี ปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ และล่าสุดปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจนถึงขั้นภาวะถดถอย

 

สัญญาณเศรษฐกิจโลกเปราะบาง กดดันตลาดหุ้นผันผวน

ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อเร็วๆ นี้ (26 กรกฎาคม) ระบุว่า เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย ท่ามกลางความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้น การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่รุนแรงกว่าคาด ผลกระทบจากรัสเซียโจมตียูเครน ทำให้ IMF ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเหลือ 3.2% ในปี 2022 และชะลอตัว 2.9% ในปี 2023

 

IMF ยังปรับลดคาดการณ์มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) สหรัฐฯ ลงเหลือ 2.3% ในปี 2022 จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 2.9% และในปี 2023 ปรับลดคาดการณ์ GDP เหลือ 1% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.7% ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจจีนขยายตัว 3.3% ในปี 2022 นี้ ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่วน GDP ของญี่ปุ่น คาดการณ์เติบโต 2.4% ในปี 2022 และ 2.3% ในปี 2023 และเศรษฐกิจอินเดียลดเหลือ 7.4% ส่วนเศรษฐกิจยูโรโซน ปรับลดลงเหลือ 2.6% ขณะที่เศรษฐกิจรัสเซียหดตัวถึง 6% และ 3.5% ในปี 2023 และเศรษฐกิจยูเครนหดตัวถึง 45%ในปีนี้

 

เมื่อดูข้อมูลล่าสุด การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ของโลก 3 ประเทศ ณ ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา รายงาน GDP ติดลบ 0.9% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเช่นกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession)

 

ช่วงที่ผ่านมา ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ สะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้อที่สูง และตัวเลขจ้างงานที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ยิ่งกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คงจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างแรงต่อเนื่อง แม้ว่าล่าสุด (27 กรกฏาคม) Fed เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.75% เป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่อง เพื่อหวังผลช่วยชะลอการเร่งตัวของ เงินเฟ้อ ซึ่งปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นมาที่ระดับ 2.25-2.50% แล้วจากต้นปี 2022 ที่อยู่ระดับ 0.00-0.25% หรือมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 4 ครั้งติดต่อกันทีเดียว

 

ส่วนเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก แม้จะไม่ได้เผชิญปัญหาภาวะเงินเฟ้อสูงเช่นสหรัฐฯ แต่ก็เผชิญกับโจทย์เก่าและใหม่ที่ถาโถมไม่หยุดหย่อน ทั้งจากผลกระทบจากมาตรการโควิดเป็นศูนย์ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ GDP ออกมาขยายตัวเพียง 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถือว่าต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี และหดตัวจากไตรมาสแรกที่ GDP เติบโต 4.8% เช่นกัน ส่งผลให้ช่วงครึ่งปีแรกเศรษฐกิจจีนเติบโต 2.5% ท่ามกลางผลกระทบจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักงันและตัวเลขการบริโภคที่ชะลอตัวลงแรง ในช่วงครึ่งปีหลัง รัฐบาลกลับมาเปิดเมืองตามปกติแล้ว ขณะที่ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังลุกลาม และล่าสุด มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน แม้จะมีสารพัดปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจ แต่ทางการจีนยังคงคาดการณ์ GDP ที่ระดับ 5% ในปี 2022 นี้

 

ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก หลังจากในปี 2021 เศรษฐกิจพลิกฟื้นกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง 1.7% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี และในปีนี้ การดำเนินนโยบายการคลัง และการเงินของญี่ปุ่นยังอยู่ในโหมดขยายตัวต่อเนื่องตามนโยบาย ‘Abenomics’ หลังญี่ปุ่นติดกับดักภาวะเงินฝืดมายาวนาน ทั้งนี้ ไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดลบ 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี และเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ตัวเลข GDP หดตัว 0.1% แต่ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิดไม่แพ้จีน

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ประกาศท่าทีชัดเจนว่า มีแนวโน้มจะใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบต่อไป เพราะที่ผ่านมาญี่ปุ่นอยู่ในภาวะเงินฝืดมานานนับทศวรรษ หากเร่งรัดใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด อาจทำให้ญี่ปุ่นกลับไปติดหล่มเงินฝืดอีกครั้ง ดังนั้น ล่าสุดผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ BOJ จึงยังคงอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% ต่อเนื่อง และยังควบคุมอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวอายุ 10 ปี ให้อยู่ที่ 0.25% ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 24 ปี

 

ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์ว่า “เราไม่มีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ตอนนี้เรามุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง” และยังแสดงความเห็นว่า “หากธนาคารต้องขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งเพื่อทำให้ค่าเงินเยนอยู่ในระดับปกติ ก็จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น”

 

สำหรับผลจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป สวนทางกับ Fed ที่เร่งขึ้นดอกเบี้ย แม้กระทบต่อเงินทุนไหลออกในญี่ปุ่น และทำให้ค่าเงินเยนอ่อนลงมากที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี แต่ก็มองว่าเป็นผลดีกับบริษัทญี่ปุ่นที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก และมีรายได้เป็นสกุลเงินต่างประเทศจำนวนมาก แต่ก็ทำให้เงินเฟ้อในประเทศสูงขึ้นด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังอยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ โดยอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นระยะ 12 เดือนล่าสุด (พฤษภาคม 2021 – เมษายน 2022) อยู่ที่ 2.5% เป็นผลมาจากราคาน้ำมัน อาหารสด และค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงมาก ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น

 

ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนหลายแห่งมองว่า BOJ จะใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบต่อไปแม้จะทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งทั้งนโยบายดอกเบี้ยติดลบและเงินเยนอ่อนค่าต่างก็ส่งผลดีกับตลาดหุ้นญี่ปุ่น

 

มุมมองของ Morgan Stanley เจ้าของดัชนี MSCI ก็แนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานดี สามารถเพิ่มผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นๆ ได้ แม้แต่ Credit Suisse จัดให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีแนวโน้มผลดำเนินงานเติบโตที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว

 

ค่าย BlackRock บริษัทจัดการการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ออกมาปรับน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้น ญี่ปุ่นเป็น ‘Overweight’ หรือ ‘เพิ่มน้ำหนักการลงทุน’ โดยให้เหตุผลว่ามาจากทิศทางเชิงบวกของแนวโน้มเศรษฐกิจ กำไรสุทธิ อัตราการจ่ายปันผล การซื้อหุ้นคืนของบริษัทญี่ปุ่น ที่มีโอกาสทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งระบุในบทวิเคราะห์ประจำไตรมาส 2/22 เป็นสัญญาณบวก และถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

ชี้ช่องลงทุนหุ้น Defensive ธีมเฮลท์แคร์ในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น

ผมเห็นหลายค่ายเริ่มออกมาส่งสัญญาณการทยอยเข้าลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีและราคาถูก เน้นหาหุ้น Defensive ลงทุน แน่นอนครับ ผมไม่ปฏิเสธว่าเรายังคงต้องอยู่กับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และอาจไปถึงภาวะถดถอยในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะหาหุ้นดีๆ ลงทุนไม่ได้นะครับ เพราะสำหรับผมแล้ว ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสที่ดีแฝงอยู่เสมอ เพียงแต่เราต้องค้นหาและศึกษากันให้มาก เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ผมเชื่อว่าเราสามารถออกแบบการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้เสมอ

 

แม้แต่ในช่วงเวลาสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง ผมก็ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นธีมเฮลท์แคร์ (Healthcare) หรือธุรกิจบริการสุขภาพ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี เวลาคนเราเจ็บป่วยก็จำเป็นต้องรักษากัน ทั้งนั้น และที่สำคัญธีมเฮลท์แคร์ครอบคลุมหลายกลุ่มธุรกิจมาก ทั้งโรงพยาบาล ธุรกิจยาและไบโอเทค ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ Health Tech Genomics สาธารณสุข รวมไปถึงประกันชีวิตสุขภาพด้วย ทำให้เฮลท์แคร์เป็นเมกะเทรนด์รับสังคมสูงวัยและการแพทย์ที่ทันสมัยด้วย จึงทำให้ธีมเฮลท์แคร์สามารถเติบโตได้ทุกสภาวะตลาด

 

สาเหตุที่ผมกล้ายืนยันว่าธีมเฮลท์แคร์เติบโตได้ทุกสภาวะตลาด เนื่องจากพบว่า หลังจากที่เปิดตัว Jitta Ranking US Healthcare ไปเมื่อ 3 เดือนก่อน ปรากฏว่าผลตอบแทนเซอร์ไพรส์ทีมงานและตัวผมเองมาก โดยเป็นบวกถึง 44% (23 เมษายน – 23 กรกฎาคม 2022) ซึ่งผลตอบแทนระดับนี้สู้กับเงินเฟ้อได้สบายๆ และมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าดัชนี S&P 500 Health Care ชัดเจน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยระยะเวลาเพียง 3 เดือนยังพิสูจน์อะไรได้ไม่มากนัก จึงคงต้องติดตามดูผลตอบแทนระยะยาวกันต่อไป

 

กลับมาที่ตลาดเฮลท์แคร์ในสหรัฐฯ ที่ถือเป็นเจ้าตลาดหรือติดอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อหัวประชากรสูงกว่าอันดับ 2 อย่างประเทศนอร์เวย์ถึง 2 เท่า และยังพบว่าเกือบ 1 ใน 5 ของ GDP เป็นค่าใช้จ่ายด้านเฮลท์แคร์ที่อัตราการเติบโตแซงหน้า GDP ประเทศด้วย เพราะค่าจ้างแรงงาน ราคาสินค้าและบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นเยอะกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ และคาดว่าภาพรวมตลาดเฮลท์แคร์ยังเติบโตต่ออีกเฉลี่ยปีละ 5.4%

 

ยิ่งช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิดเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ผลักดันให้ธุรกิจเฮลท์แคร์ยุคใหม่อย่าง Telemedicine ขยายตัว โดยมียักษ์ใหญ่อย่างเช่น Amazon และ Walmart เข้าร่วมลงทุน ทำให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำเทรนด์ Health Tech ของโลก

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเป็นผู้นำไบโอเทคอีกด้วย มีการรวมดาวบริษัทยาและแล็บวิจัยชั้นนำที่ทั่วโลกรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็น Pfizer หรือ Abbott รวมถึงบริษัทใหม่ๆ อย่าง Moderma และ Regeneron ที่สร้างชื่อจากวัคซีนต้านโควิด 

 

อีกตลาดเฮลท์แคร์ใหญ่ของโลกคือ ญี่ปุ่น ซึ่งคนไทยไม่ค่อยรู้กันมากนักว่าอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่โดดเด่นของญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นติดโผประเทศที่มีประชากรอายุยืน 3 อันดับแรกของโลกเสมอ ธนาคารโลกระบุว่าคนญี่ปุ่นมีอายุขัยเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดสูงถึง 84.6 ปี ทั้งจากภูมิปัญญาด้านอาหารการกินที่เป็นที่นิยมในหลายประเทศ ระบบรักษาพยาบาลที่ยอดเยี่ยม งานวิจัยได้รับการยอมรับทางแพทย์ทั่วโลก รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคบางชนิดในประเทศที่ให้บริการฟรีอีกด้วย

 

ข้อมูลจาก EY ระบุว่า ครอบครัวคนญี่ปุ่นถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพสูงถึง 90% ของครัวเรือนทั้งหมด ถือเป็นตัวเลขสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก คนญี่ปุ่นต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในแง่การป้องกันและรักษาโรค ทำให้อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ในญี่ปุ่นไม่เคยหยุดพัฒนาจนถึงปัจจุบันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

 

หุ้นเฮลท์แคร์ตัวท็อปๆ ที่ผมอยากแนะนำให้รู้จักและน่าสนใจลงทุนคือ บริษัท BML เป็นผู้ให้บริการด้านการทดสอบและวิเคราะห์ข้อมูลทางการเเพทย์ ซึ่งเน้นการทดสอบโลหิตเเละชีวเคมีเป็นหลัก รวมถึงให้บริการวิเคราะห์สารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างด้วย เป็นอีกหนึ่งบริษัทเฮลท์แคร์ของญี่ปุ่นที่มีธุรกิจโดดเด่น และมีผลดำเนินงานที่เติบโตทั้งรายได้และกำไรสม่ำเสมอในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยหุ้น BML มีมาร์เก็ตแคปราว 148,500 ล้านเยน ค่า PE เพียง 3.7 เท่า เรียกว่าเป็นหุ้น VI ที่พื้นฐานดี ติดอยู่อันดับ 3 ใน Jitta Ranking ญี่ปุ่นด้วย

 

บริษัท Chugai Pharmaceutical เป็นอีกบริษัทที่มีความแข็งแกร่งหลายด้าน โดยเป็นผู้ผลิตยาต้านเซลล์มะเร็งชั้นนำในญี่ปุ่น ด้วยความร่วมมือกับบริษัทยาจากสวิตเซอร์แลนด์เพื่อพัฒนายาต้านมะเร็งคุณภาพสูง พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์เพื่อวิเคราะห์และรักษาโรคมะเร็งในระดับพันธุกรรมรายบุคคล ผลดำเนินงานเติบโตอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน โดยหุ้นนี้มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ราว 6.0 ล้านล้านเยน ส่วน PE จะค่อนข้างสูง 20 เท่า แต่ก็ยังอยู่อันดับ 4 ใน Jitta Ranking ญี่ปุ่น

 

ผมขอพูดถึงการออกแบบนโยบาย Jitta Ranking คือ การใช้ AI ในการคัดสรรหุ้นด้วยหลักการ Quantitative Value Investing (QVI) ที่จะคัดสรรหุ้นลงทุนและปรับพอร์ตให้คุณอัตโนมัติแบบไม่มีอารมณ์เข้ามายุ่งเกี่ยว และไม่ได้สนใจว่าหุ้นนั้นจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ แต่สนใจว่าหุ้นนั้นเป็นธุรกิจที่ดี มีแนวโน้มการเติบโตสูง และราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง และจะมีการพิจารณาปรับพอร์ตอัตโนมัติทุก 3 เดือนตามรอบงบการเงินรายไตรมาสด้วย การลงทุนในระยะยาวถ้าเลือกได้ดีก็จะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาด นี่เป็นสิ่งที่ Jitta Wealth พยายามพิสูจน์มาโดยตลอด

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนอาจจะมีความเข้าใจว่า หุ้นประเภท Defensive หรือหุ้นในอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์จะเติบโตช้า แต่หากคุณได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่ดีย่อมจะส่งผลดีให้กับพอร์ตของคุณชนะตลาดอย่างแน่นอน 

 

The post ‘ธีมเฮลท์แคร์’ หุ้นเด่นลงทุนได้-สู้ศึกเงินเฟ้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชินโซ อาเบะ ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจ ปลดปล่อยญี่ปุ่นจาก The Lost Decade https://thestandard.co/shinzo-abe-and-liberate-japan-from-the-lost-decade/ Wed, 13 Jul 2022 11:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=653435 ชินโซ อาเบะ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกหลังโควิดต้องจารึกอีกครั้ง เ […]

The post ชินโซ อาเบะ ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจ ปลดปล่อยญี่ปุ่นจาก The Lost Decade appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชินโซ อาเบะ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของโลกหลังโควิดต้องจารึกอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2022 กับการสูญเสียอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ผู้กอบกู้ประเทศญี่ปุ่นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำมาอย่างยาวนานจนถูกนานาชาติมองข้าม เขาปั๊มชีพจรเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้สามารถกลับมาเชิดหน้าในเวทีโลกได้อีกครั้งในช่วงเวลาที่รับตำแหน่งปี 2011-2020 และถือเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นด้วย

 

ชินโซ อาเบะ ถือเป็น ‘ฮีโร่’ ของโลกอีกคนหนึ่ง เราคงปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ครับว่า อาเบะเข้ามาทำให้ประเทศญี่ปุ่นที่เปรียบเสมือนคนแก่ถือไม้เท้าในเวลานั้นกลับมาวิ่งได้อีกครั้งในเวลานี้ ด้วยการประกาศใช้นโยบาย ‘Abenomics’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง

 

ผมชื่นชมฝีมือของอาเบะที่มุ่งมั่นเดินหน้าลุยนโยบาย ‘Abenomics’ ด้วยการลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำ แม้จะรู้ว่ามันยาก และต้องพบกับกระแสต่อต้านมากแค่ไหน ต้องใช้เวลาพิสูจน์นานเท่าไร แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะสร้างโอกาสการเริ่มต้นใหม่ในวิถีเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้กลับมามีพลังได้อีกครั้ง 

 

@Abenomics กับเส้นทางการฟื้นคืนชีพญี่ปุ่น 

แม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ได้มีพื้นที่ใหญ่โต แต่ก็เป็นประเทศร่ำรวยภายใต้ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา และจีน ตามลำดับ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมาจากทั้งในประเทศและการออกไปกระจายลงทุนนอกประเทศทั่วทุกมุมโลก ปี 2020 เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 170 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยถึง 10 เท่าทีเดียว

 

เศรษฐกิจญี่ปุ่นในอดีตเคยรุ่งเรืองสุดๆ ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอีกประเทศที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สุดของโลก เคยครองสถิติประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจติดอันดับ 2 ของโลกมายาวนานถึง 42 ปีในอดีต เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น

 

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 20 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในญี่ปุ่น การก่อการร้าย และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบเต็มๆ จากที่เคยมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจกลับต้องมาเผชิญกับความไม่แน่นอนจนปรับตัวไม่ทัน ทำให้เศรษฐกิจอยู่ในสภาวะชะงักงันมากว่า 20 ปี ญี่ปุ่นมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 266% ขณะที่หลายรัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งญี่ปุ่นต้องมาเผชิญกับคู่แข่งทางการค้ารายสำคัญอย่างจีน ส่งผลให้ญี่ปุ่นสูญเสียการเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกให้กับจีนซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไปจนถึงปัจจุบันนี้

 

ตลอดเวลาช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างเชื่องช้าและเผชิญกับปัญหาเงินฝืดในช่วงปี 1990-2003 เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นถูกมองว่าเข้าสู่ ‘ทศวรรษที่สาบสูญ’ หรือ ‘The Lost Decade’ โดยในช่วง 14 ปีดังกล่าว GDP ญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยเพียงแค่ 1.1% ต่อปี เป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นและรัฐบาลจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ก็ตาม ท่ามกลางแรงกระแทกซ้ำเติมจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2009

 

แล้วญี่ปุ่นก็เริ่มมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ เมื่อ อาเบะ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ แอลดีพี ได้ลงสมัครในการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นในปี 2012 และใช้สโลแกนการหาเสียงที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ ‘Nippon o Torimodosu’ หรือ ‘ฟื้นคืนชีพญี่ปุ่น’ ครับ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นถูกโลกจับตามองอีกครั้ง

 

นับเป็นประโยคที่มีพลังและเปี่ยมไปด้วยความหวังมากๆ อาเบะสามารถโน้มน้าวประชาชนญี่ปุ่นให้มีความเชื่อมั่นในตัวเขามากยิ่งขึ้น และนำมาสู่ชัยชนะของการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2012 เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งจากที่ในปี 2006 เขาเคยเป็นนายกฯ มาในช่วงสั้นๆ 

 

อาเบะประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นขนานใหญ่ หวังให้หลุดพ้นจากความตกต่ำ นั่นก็คือ ‘Abenomics’ ที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 ด้านหลัก เรียกกันว่า ‘Three Arrows’ หรือลูกศร 3 ดอก ประกอบด้วยการใช้นโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซามายาวนาน

 

ลูกศรดอกที่ 1: การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสูงสุดที่มาแรงสุดๆ เวลานั้น ‘การตั้งอัตราดอกเบี้ยติดลบ’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งสร้างเงินเฟ้อ ทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้วแห่งเดียวที่ใช้ดอกเบี้ยนโยบายติดลบ ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากในญี่ปุ่นติดลบด้วย พูดง่ายๆ คือถ้าคุณฝากเงินไว้กับธนาคารในญี่ปุ่น คุณจะต้องเสียดอกเบี้ยให้ธนาคารแทนที่จะได้ดอกเบี้ยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้บริษัทญี่ปุ่นนำเงินไปลงทุน แบงก์ก็ต้องปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย ขณะที่คนญี่ปุ่นก็จะหลีกเลี่ยงการฝากเงินไว้เฉยๆ แต่ต้องเอาไปลงทุนเช่นกัน และเมื่อการลงทุนในประเทศสูงขึ้นก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ และช่วยผลักดันให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ภายใต้เป้าหมายกรอบเงินเฟ้อที่ 2%

 

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ก็เริ่มใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่ปี 2001 แล้วก่อนที่ธนาคารกลางของอีกหลายประเทศนำไปปรับใช้ ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นมหาศาลในระบบ ช่วยแก้ไขปัญหาเงินฝืดในเวลานั้น สภาพคล่องล้นไหลเข้าไปลงทุนและเก็งกำไรในตลาดตราสารทุน ตราสารหนี้ทั่วโลก ในจังหวะที่เศรษฐกิจฟื้นกลับมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทะยานขึ้นทำลายสถิติกันคึกคัก ขณะที่ผลของการทำมาตรการ QE ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นถือสินทรัพย์มากที่สุดในโลกที่ 70% ของ GDP เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

 

ลูกศรดอกที่ 2: จัดสรรงบประมาณอย่างคล่องตัวและถูกจุด รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณไปใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นและสามารถประคองเศรษฐกิจได้ด้วย เช่น การเพิ่มสวัสดิการ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล การใช้นโยบายการคลังนี้อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นชัดเจนมากนัก แต่เรามองว่าเป็นส่วนที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่เจอกับปัญหาเศรษฐกิจใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในระหว่างที่กำลังแก้ไขปัญหาที่ใหญ่กว่า

 

ลูกศรดอกที่ 3: การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่น ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด และลูกธนูดอกนี้ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก เพราะอาเบะกล้าออกมาตรการหลายอย่างที่ขัดกับขนบธรรมเนียมเดิมของญี่ปุ่นเพื่อพลิกฟื้นให้เศรษฐกิจกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง 

 

ปกติการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างที่ฝังรากลึกในสังคมว่ายากแล้ว แต่เมื่อเป็นญี่ปุ่น ภารกิจการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างยิ่งทวีความยากมากขึ้นกว่าเดิมมากนะครับ นั่นเพราะญี่ปุ่นคือประเทศที่ให้คุณค่ากับภูมิปัญญา และมีนิสัยในการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนแบบสุดๆ นั่นเอง

 

มาตรการที่รัฐบาลอาเบะทำมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้บริษัทจ้างพนักงานหญิงมากขึ้น การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขัดกับภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นที่สัดส่วนสูงที่สุดในโลก การเปิดรับแรงงานต่างชาติเพื่อแก้ปัญหาขาดแรงงานเนื่องจากญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีจำนวนเพิ่มมากเกือบ 20 ล้านคนในช่วงก่อนโควิด ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยเปิดรับคนต่างชาติเท่าไรนัก แต่ก็ทำให้ภาคท่องเที่ยวในญี่ปุ่นขยายตัว และยังมีการปฏิรูปกฎระเบียบเกี่ยวกับพลังงาน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ รวมถึงปรับปรุงวิธีการลงทุนของรัฐบาล

 

และที่สำคัญคือการผลักดันให้บริษัทญี่ปุ่นทำ Digital Transformation มากขึ้น ซึ่งขัดกับวัฒนธรรมการทำธุรกิจของญี่ปุ่นที่มีความอนุรักษ์นิยมสูง รัฐบาลในยุคสมัยที่อาเบะกุมบังเหียน เราได้เห็นผลิตภัณฑ์และแนวทางใหม่ๆ จากบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวเครื่องเล่นเกม Nintendo Switch ที่เคยเงียบหายไปนาน หรือการก่อตั้ง SoftBank Vision Fund ซึ่งเป็นกองทุน Venture Capital ด้านเทคโนโลยีที่มีเงินลงทุนสูงที่สุดโลก

 

@ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2021 GDP กลับโตในรอบ 3 ปี

นายกรัฐมนตรีสายเหยี่ยวท่านนี้ วางยุทธศาสตร์การฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านนโยบาย Abenomics โดยในช่วงวาระแรกๆ ก็สามารถจุดเชื้อไฟเศรษฐกิจติดขึ้นมาได้ แต่เมื่อมาถึงสมัยวาระที่ 2 เขาต้องเผชิญกับศึกรอบด้าน ทำให้ไฟเศรษฐกิจแผ่วลง สะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2012-2018 จาก GDP อยู่ที่ระดับ 1.4, 2, 0.3, 1.6, 0.8, 1.7, 0.6% และเริ่มหดตัวในปี 2019 ติดลบ 0.2%

 

และในปี 2020 ติดลบหนักถึง 4.5% เนื่องจากการแพร่ระบาดโควิดรุนแรงทั่วโลก เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงสะดุดลงอีกครั้งจากการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวลงแรง (ภาคการบริโภคเอกชนมีขนาดใหญ่เกินกว่าครึ่งของ GDP ญี่ปุ่น) และยังเป็นปีที่ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2015 หรือรอบ 4 ปีครึ่ง อาเบะเผชิญกับปัญหาท้าทายรอบด้านรุมเร้ารวมถึงปัญหาสุขภาพในที่สุด เขาตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 57 ของญี่ปุ่นในปีนั้น แม้ว่าจะยังทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จก็ตาม

 

ถึงอาเบะจะใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องหลายปีในการจุดเชื้อไฟเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ติดขึ้นมา แต่เขาก็สามารถแก้ไขปัญหาเงินฝืดได้ เพิ่มรายได้ประชาชาติ บริษัทเอกชนมีรายได้เพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานญี่ปุ่นต่ำสุดในรอบ 27 ปี ขณะที่ค่าจ้างแรงงานก็สูงขึ้นในบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม บรรลุเป้าหมายในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น การบรรลุข้อตกลงในการเจรจา TPP ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นกว่า 32 ล้านคนในปี 2019 จากปี 2012 ที่มีนักท่องเที่ยวแค่ประมาณ 8 ล้านคนเท่านั้น

 

แต่ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เห็นเหล่านี้ถูกแลกมาด้วยการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลเช่นกัน ที่ทุกวันนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะสูงอันดับ 3 ของโลก ส่งผลให้บริษัทเอกชนกังวลว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องเก็บภาษีเพิ่ม ท่ามกลางเสียงนักวิเคราะห์ประเมินว่านโยบาย Abenomics ไม่มีประสิทธิภาพมากนักผ่านลูกศร 3 ดอก การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ค่อยให้ผลตอบแทนกลับมาเท่าที่ควร ปัญหาการซื้อสินทรัพย์ และพันธบัตรที่ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อน ที่แม้จะเป็นผลดีกับธุรกิจภาคส่งออก แต่ก็ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ท่ามกลางปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม แต่อัตราค่าจ้างปรับขึ้นตามไม่ทันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

 

แม้ในที่สุดปี 2021 เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็กลับมาขยายตัวได้ถึง 1.7% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่นี่ก็เป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรี ‘ฟูมิโอะ คิชิดะ’ ที่เข้ามาบริหารประเทศ และให้คำมั่นว่าจะใช้ระบบทุนนิยมใหม่กับญี่ปุ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มรายได้ให้ชนชั้นกลาง ในขณะเดียวกันก็ยังคงใช้นโยบาย ‘Abenomics’ ในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังและการเงิน โดยยังคงอัตราภาษีการบริโภคและคงเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 2%

 

ในบทวิเคราะห์รายประเทศฉบับเดือนเมษายน 2022 ทาง IMF ได้คาดการณ์ว่า GDP ของญี่ปุ่นจะขยายตัว 2.4% ในปี 2022 และ 2.3% ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดของญี่ปุนในรอบ 12 ปี

 

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงมากและต้องเจอกับราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมีอัตราการเติบโตในระดับนี้ได้ ต้องบอกว่าน่าประทับใจมากทีเดียวครับ

 

โดย IMF บอกว่าการเติบโตนี้เป็นผลมาจากการผ่อนคลายด้านนโยบายของรัฐ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการทำ Digital Transformation ในญี่ปุ่นที่อาเบะเป็นผู้ริเริ่ม จนถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

 

อาเบะได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้อย่างคุ้มค่า เขามุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก กล้าริเริ่มทำสิ่งที่ยากอย่างมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ว่าต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้มีสุขภาพดีขึ้นอีกครั้ง โลกก็เริ่มเห็นแล้วว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา หลังจากทำตัวเหมือนคนแก่เซื่องซึมมานานหลายสิบปี

 

แม้เส้นทางเศรษฐกิจญี่ปุ่นจากนี้ยังต้องใช้อีกหลายปีกว่า ‘ภารกิจคืนชีพญี่ปุ่น’ จะสำเร็จโดยสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยรากฐานใหม่ที่อาเบะได้วางไว้ให้จะนำทางให้แดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เดินบนเส้นทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน จุดประกายให้พลเมืองญี่ปุ่นมีความหวังมากขึ้นในโลกดิจิทัลที่ญี่ปุ่นเคยหลุดจากวงโคจรไปแล้ว

 

แม้วันนี้อาเบะจะไม่ได้มีโอกาสชื่นชมญี่ปุ่นในแบบที่ตนเองวาดฝันไว้ แต่เขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำที่กล้าทำในสิ่งที่ยาก ต่อสู้กับระบบเก่าๆ ที่ฝังรากลึก และฝ่าฟันกระแสต่อต้านต่างๆ นานา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน

 

อาเบะ คือ ‘ฮีโร่’ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นต่อสู้ข้อจำกัดด้านการลงทุนในปัจจุบัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้โลกแห่งการลงทุนอย่างยั่งยืนเช่นเดียวกัน

 

เราก็หวังว่าสิ่งที่ดีๆ ที่อาเบะได้ทำให้กับญี่ปุ่นจะคงอยู่ตลอดไป และในวันหนึ่ง ประวัติศาสตร์จะต้องจารึก ‘ฮีโร่’ คนนี้ ว่าเป็นผู้ที่มอบ ‘จุดเริ่มต้นใหม่’ ให้ญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

 

แม้ผมจะไม่ใช่คนญี่ปุ่น แต่ก็รู้สึกสะเทือนใจต่อการจากไปอย่างกระทันหันของอาเบะมากเหมือนกันครับ ผมและทีมงาน Jitta และ Jitta Wealth ทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและประชาชนชาวญี่ปุ่นสำหรับความสูญเสียในครั้งนี้ครับ 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชินโซ อาเบะ ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจ ปลดปล่อยญี่ปุ่นจาก The Lost Decade appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยึด Mindset แบบปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เดินหน้าลุยตลาดหมี ฝ่าวิกฤต พิชิตลงทุน https://thestandard.co/warren-buffett-mindset-for-investment/ Fri, 10 Jun 2022 09:37:11 +0000 https://thestandard.co/?p=640524 Warren Buffett

การลงทุนในช่วงปี 2022 อาจจะยากลำบากสักหน่อย เพราะฟ้าฝนท […]

The post ยึด Mindset แบบปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เดินหน้าลุยตลาดหมี ฝ่าวิกฤต พิชิตลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Warren Buffett

การลงทุนในช่วงปี 2022 อาจจะยากลำบากสักหน่อย เพราะฟ้าฝนทางเศรษฐกิจไม่เป็นใจเอาซะเลยครับ แม้ว่าหลายๆ บริษัททำกำไรเป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง แต่ราคาหุ้นก็ยังลงต่อไปอีก ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง NASDAQ และ S&P 500 ปรับเข้าสู่โหมด ‘ภาวะตลาดหมีเซื่องซึม’ หรือ Bear Market กันไปแล้ว หลังตกจากจุดสูงสุดมาเกิน -20% แถมยังพร้อมจะทำสถิติที่ไม่น่าจดจำอีกหลายๆ อย่าง

 

ผมเข้าใจความรู้สึกกังวลใจและหวาดหวั่นของนักลงทุน ในเวลาที่เห็นพอร์ตติดลบแบบสะท้านหัวใจกันทีเดียว โดยเฉพาะใครที่เพิ่งเริ่มลงทุนในช่วงนี้ อาจจะรู้สึกโชคร้าย เพราะโดนความผันผวนจากตลาดหุ้นรับน้องติดต่อกันมาหลายเดือน หรือใครที่ลงทุนมานานจนรู้สึกเหนื่อยใจกับการลงทุนในช่วงนี้ เพราะข่าวร้ายประดังเข้ามาติดต่อกันจนรับมือกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว ทำไมพายุลูกนี้เพิ่งซาลงก็มีพายุลูกใหม่ถล่มเข้ามาไม่จบสิ้นเสียที

 

แม้ว่าทุกคนจะเข้าใจและยอมรับกันว่าความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นเป็นเรื่องธรรมชาติของการลงทุนก็ตาม แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่อเวลาแย่ๆ นั้นมาถึง ทุกคนก็จะรู้สึกว่าอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่จะทำให้การลงทุนเป็นเรื่องยากและทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ คือภาวะจิตใจของนักลงทุนนั่นเอง

 

แล้วพวกเราควรจะต้องทำอย่างไรให้หัวใจสตรอง อารมณ์ไม่หวั่นไหวง่ายๆ ไปกับกระแสร้อนรุมเร้าดี! จะต้องคิดวิธีรับมืออย่างไรให้รอดมรสุมพายุทั้งหลายนี้ไปได้บ้าง? เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามอื้ออึงในหัวใจนักลงทุนกันทั้งนั้น

 

ยึด Mindset กับวิถีลงทุนสไตล์ปู่บัฟเฟตต์ฝ่าวิกฤต

ผมจึงขอถือโอกาสนี้ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการยึด Mindset ที่ดีในชีวิตการลงทุนของปู่ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ นักลงทุนระดับตำนานของโลกวัย 91 ปี ที่ยังคงแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี ซึ่งจะช่วยเติมความเข้าใจในวิธีคิดและการรับมือให้กับนักลงทุนระยะยาว ในเวลาที่เห็นมูลค่าพอร์ตลงทุนลดลง จะปรับตัวปรับใจอย่างไรเพื่อเดินต่อไปข้างหน้า ฝ่าวิกฤตและพิชิตการลงทุนได้

 

ผมอยากเล่าให้ฟังเรื่องแรก คือ คุณเชื่อหรือไม่ว่าเส้นทางลงทุนระดับเซียนหุ้นวอลล์สตรีทวัยเก๋าอย่าง ‘ปู่บัฟเฟตต์’ ก็เคยผ่านบทเรียนการลงทุนที่ผิดพลาดมาหลายครั้ง ไม่ต่างกับนักลงทุนทั่วๆ ไป 

 

ปู่บัฟเฟตต์เคยบอกว่า ดีลที่เจ็บหนักที่สุดก็คือการซื้อหุ้น Dexter Shoe ในปี 1993 ซึ่งทำธุรกิจผลิตรองเท้าเจ้าตลาดในสหรัฐฯ หลังจากที่ปู่เคยได้กำไรจากการลงทุนใน H.H. Brown บริษัทผู้ผลิตรองเท้าอีกเจ้ามาหมาดๆ จึงมั่นใจลงทุนอีก ด้วยการนำหุ้นของบริษัท ‘Berkshire Hathaway’ สัดส่วน 1.6% ไปแลกหุ้นของ Dexter Shoe มูลค่าตอนนั้นราวๆ 433 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เกิดสถานการณ์พลิกผัน เมื่อมีบริษัทนำเข้ารองเท้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด ทำให้ Dexter Shoe ได้รับผลกระทบเต็มๆ และราคาหุ้นตกลงเรื่อยๆ ตามผลประกอบการ ทำให้ปู่ขาดทุนยับเยินชนิดที่ประเมินค่าไม่ได้ เมื่อเทียบกับหุ้น Berkshire Hathaway ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันหุ้น Berkshire Hathaway สัดส่วน 1.6% จะมีมูลค่าคร่าวๆ ก็ 11,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามราคาตลาด และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตด้วย ถือเป็น ‘การขาดทุนแบบทบต้น’ ครับ 

 

ปู่บัฟเฟตต์บอกว่า “การซื้อ Dexter Shoe เป็นการลงทุนที่แย่ที่สุดในชีวิตผม” และก็ยังมีหุ้นที่ปู่พลาดทำขาดทุนอีกเยอะนับไม่ถ้วน หุ้นดังๆ ก็เช่น IBM, USAir, Salomon Brothers, Tesco หรือหุ้นพลังงานอย่าง ConocoPhillips และ Energy Future Holdings ส่วนดีลขายหมูหรือตกรถก็มีเหมือนกัน เช่น การไม่ยอมซื้อหุ้น Google ทั้งที่บริษัทลูกใช้บริการ Google Ads ประจำ, การซื้อหุ้น Amazon ช้าไป และล่าสุด การขายหุ้น Apple บางส่วนออกไปในปี 2017 

 

แม้ปู่บัฟเฟตต์เคยลงทุนผิดพลาดจนขาดทุน แต่ปู่ก็เลือกเรียนรู้และกลั่นกรองจากความผิดพลาดบนถนนสายลงทุนที่ยาวนาน และตกผลึกเป็นหลักการลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing) สาย VI (หุ้นคุณค่า) ที่ตัวเองเชื่อมั่นจนประสบความสำเร็จในการลงทุนในวันนี้ สะท้อนจากพอร์ตลงทุนใน Berkshire Hathaway ที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นของโลก ล่าสุดมูลค่าอยู่ที่ 347,730 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2022)

 

แน่นอนว่าในโลกแห่งการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา การเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งวิกฤตต่างๆ, ภาวะเศรษฐกิจ, ตลาดหุ้น, อารมณ์ของนักลงทุน และพื้นฐานหุ้นของบริษัทมีอาการแย่ลง แต่ทำไมพอร์ตของปู่ถึงได้เติบโตเอาๆ รวมถึงนักลงทุนบางส่วนที่สร้างพอร์ตจนมีสินทรัพย์ได้เป็นหลักหมื่นหลักแสนล้าน หรือหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วเหตุใดคุณไม่ได้ทำแบบนั้น

 

วิถีนักลงทุนของปู่บัฟเฟตต์ประสบความสำเร็จในการลงทุนมาเป็นเวลายาวนาน นั่นไม่ได้อยู่ที่เพียงการลงมือทำเพียงอย่างเดียว แต่ปู่ยังมี Mindset หรือมุมมองและวิธีคิดในการลงทุนที่ผมอยากจะขอหยิบยกมาเป็นข้อคิดให้นักลงทุนใช้ฝ่าฟันวิกฤตตลาดหมีกันครับ

 

  • ถ้าหลักการลงทุนถูกต้อง สินทรัพย์มีคุณภาพ ราคาที่เหมาะสม ลงทุนระยะยาวและมีอนาคต ต่อให้พอร์ตคุณต้องเผชิญความไม่แน่นอนสักกี่ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนระยะสั้นๆ หรือวิกฤตยาวๆ พอร์ตลงทุนที่ดีจะผ่านไปได้อย่างแข็งแกร่ง ปู่บัฟเฟตต์เปรียบว่า สิ่งสำคัญในการเล่นเบสบอลไม่ได้อยู่ที่คะแนน แต่อยู่ที่ว่าเขาเล่นกันอย่างไร ถ้าทีมไหนเล่นบนสนามได้ดี สุดท้ายจะชนะเอง การจ้องคะแนนอยู่ตลอดไม่ได้ช่วยอะไร จึงควรโฟกัส ‘สิ่งที่ควบคุมได้’ นั่นคือหลักการลงทุนที่ดีนั่นเอง

 

  • ‘ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ คุณก็จะไม่สามารถควบคุมการลงทุนของตัวเองได้เช่นกัน’ เพราะแม้การลงทุนเป็นเรื่องของหลักการและเหตุผล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจซื้อหรือขายด้วยอารมณ์ความรู้สึก จึงมักไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ ดังนั้นด้วยหลักการลงทุนในกิจการที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งเป็นทุนเดิมแล้ว ยังจะต้องมีอีกสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘การควบคุมอารมณ์’ หรืออยู่นิ่งๆ สงบๆ ตั้งสติทบทวนดูว่า สิ่งที่ลงทุนอยู่นั้น ยังอยู่ในหลักการลงทุนที่ถูกต้องหรือไม่ หากถูกต้อง คุณก็สบายใจได้ เพียงอดทนและรอเวลาฝ่าความผันผวนไปได้

 

  • ถ้าคุณไม่กล้าที่จะก้าวพลาด คุณจะไม่มีวันตัดสินใจได้ดี ปู่มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา การผิดพลาดครั้งเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าจะผิดพลาดตลอด หากคุณกลัวความผิดพลาดมากไปจนกลายเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ สิ่งนี้ต่างหากที่น่ากลัว เพราะการไม่ตัดสินใจ คือการตัดสินใจที่แย่ที่สุด และไม่มีใครประสบความสำเร็จได้โดยไม่เคยผิดพลาด

 

  • ‘เวลาน้ำลง จะทำให้เรารู้ว่าใครที่แก้ผ้าเปลือยกายว่ายน้ำอยู่’ หมายถึง ยามเศรษฐกิจรุ่งเรือง แม้แต่ธุรกิจที่แย่ๆ ก็สามารถทำกำไรได้ แต่เมื่อเศรษฐกิจขาลง คุณจะเห็นว่าธุรกิจไหนที่แข็งแรง มั่นคง ธุรกิจไหนที่แย่และอ่อนแอ

 

  • ‘เราสามารถวัดความแข็งแกร่งของกิจการได้ โดยดูที่ความยากลำบากในการปรับขึ้นราคาสินค้าแต่ละครั้ง’ โดยเฉพาะในช่วงภาวะเงินเฟ้อ กิจการที่แข็งแกร่งจะมีอำนาจต่อรองเหนือลูกค้าด้วย แม้ว่าปรับขึ้นราคาสินค้าแล้วลูกค้ายังยอมซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น นี่คือกิจการที่ดี มีคุณภาพ

 

  • ‘ราคา คือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่า คือสิ่งที่คุณได้รับ’ เวลาที่คุณใช้เงินซื้อ จงตระหนักว่าสิ่งที่ได้รับคืออะไรและมีคุณค่าหรือมูลค่าเท่าไร เมื่อคุณวัดมูลค่าที่จะได้รับแล้ว จึงค่อยกลับไปดูว่าสิ่งนั้นควรมีราคาเท่าไร? ขณะที่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จ่ายไป ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอด้วย

 

  • ‘การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในตัวคุณเอง’ ปู่ย้ำเสมอว่า จงลงทุนในความรู้ จงลงทุนในสุขภาพของคุณ เพราะจะไม่มีใครแย่งมันไปจากคุณได้แน่นอน และเป็นการลงทุนที่ยิ่งลงทุนยิ่งเติบโต ยิ่งดีขึ้น และเป็นการลงทุนที่ดีกว่าลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ เพราะตัวคุณเองคือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด

 

  • ‘ความไม่แน่นอน คือเพื่อนแท้ของนักลงทุนระยะยาว’ ซึ่ง Mindset นี้ ทำให้ปู่มักทำกำไรจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้ จากความไม่แน่นอนของตลาด เพราะคนมักกลัวความไม่แน่นอน แต่มองกลับอีกมุมหนึ่ง เมื่อมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนที่ฉลาดสามารถหาโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดไร้เหตุผลได้ เพราะถ้าทุกอย่างคือความแน่นอนแล้ว ราคาในตลาดเวลานั้นก็คือราคาที่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงแล้ว ซึ่งคงไม่มีใครทำกำไรได้

 

  • ‘จงกล้าเมื่อทุกคนคนกลัว จงกลัวในยามที่ทุกคนโลภ’ ปู่มองว่า ช่วงเวลาการซื้อหุ้นที่ดีที่สุด คือช่วงที่ทุกคนกำลังเทขาย ซึ่งจะเป็นช่วงที่ทำให้ได้ราคาถูกที่สุด ในทางกลับกัน ช่วงเวลาการขายหุ้นที่ดีที่สุด คือช่วงที่ทุกคนกำลังแห่เข้ามาซื้อกัน ทำให้ราคาขึ้นไปรวดเร็วจนกลายเป็นราคาที่แพงที่สุด อีกสิ่งที่ปู่ย้ำ ‘การเป็นนักลงทุนที่ดี นอกจากการเข้าใจพื้นฐานกิจการแล้ว คุณต้องรู้จักอดทนรอเวลาที่เหมาะสมสำหรับการซื้อหรือขายด้วย’

 

  • ‘แม้คุณมีความรู้สึกกับหุ้น แต่หุ้นไม่มีความรู้สึกกับคุณ’ เพราะนอกจากเรื่องใช้อารมณ์แล้ว อีกสิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ หุ้นไม่เคยมีความรู้สึกอะไรเลย เวลาคุณซื้อมันมาเท่าไร หรืออยากถือยาวๆ แค่ไหน ด้วยความรู้สึกชอบมันหรืออะไรก็ตาม เมื่อเกิดกำไรหรือขาดทุนก็จะต้องตัดสินใจอยู่บนหลักพื้นฐานที่ถูกต้อง ซึ่งไม่ควรเกี่ยวกับความรู้สึกหรือความคิดเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆ

 

จาก Mindset ของปู่บัฟเฟตต์ ทำให้ตลอดชีวิตการลงทุนนานกว่าครึ่งศตวรรษ สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +20.1% ต่อปี เอาชนะผลตอบแทนจากดัชนี S&P 500 ที่ +10.5% ต่อปี ชนิดที่เรียกว่าขาดลอย สิ่งนี้เองที่ทำให้ปู่เป็นตำนานการลงทุนที่ยังมีลมหายใจอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

ปรับ Mindset ใช้กลยุทธ์ DCA ลุยตลาดหมี

จาก Mindset และหลักการลงทุนฉบับ VI ของปู่บัฟเฟตต์คือ ที่มาของแพลตฟอร์มวิเคราะห์หุ้นที่ Jitta ได้นำหลักการลงทุนของปู่บัฟเฟตต์มาเป็นรากฐานในการพัฒนา AI และอัลกอริทึมมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงต่อยอดการออกแบบพอร์ตลงทุน Jitta Ranking ที่ลงทุนได้ผ่าน Jitta Wealth

 

การลงทุนระยะยาว คุณจะต้องพบกับความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจหรือวิกฤตต่างๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นที่จะปรับตัวขึ้น-ลงอยู่เสมอ และไม่มีใครคาดเหตุการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็อย่าลืมว่าคุณกำลังลงทุนในหุ้นบริษัทคุณภาพดี ที่มีความสามารถในการทำกำไรและเพิ่มรายได้ในอนาคต

 

ยิ่งในภาวะตลาดหมีเวลานี้ การใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายอย่าง DCA (Dollar Cost Averaging) เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนสินทรัพย์ จะช่วยลดการขาดทุนในพอร์ต และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับคุณได้ในอนาคต

 

สำหรับมุมมองของผมแล้ว การยึด Mindset ของปู่บัฟเฟตต์เป็นแนวทางในการลงทุนช่วงตลาดหมีที่หลายๆ คนกลัว แต่นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณจะตัดสินใจลงทุนก็ได้ ยิ่งตลาดขึ้นๆ ลงๆ ตามเศรษฐกิจและอารมณ์ของนักลงทุนในช่วงเวลานั้น หากคุณมีความโลภ หุ้นก็จะขึ้น หากคุณมีความกลัว หุ้นก็จะลง

 

ตามสถิติได้บอกว่าในช่วงระยะเวลา 10 ปี ตลาดหุ้นจะขึ้นในช่วง 6-7 ปี และลงในช่วง 3-4 ปี เพราะฉะนั้นคุณไม่ควรจะกลัวตลาดที่ปรับตัวลงจนมากเกินไป และหากเลือกลงทุนในระยะยาว แน่นอนว่าคุณจะพบกับตลาดหุ้นที่ขึ้นมากกว่าลง

 

เมื่อคุณรู้และเข้าใจข้อมูลตรงนี้ คุณจะเริ่มมีความกล้าในการลงทุนมากยิ่งขึ้น และอดทนถือหุ้นจนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นผันผวนไปได้ และสุดท้ายคุณจะมีวิธีเอากำไรกลับคืนมาในช่วงตลาดขาขึ้น และหากแนวทางการลงทุนของคุณถูกต้อง คุณจะสร้างกำไรได้เอง 

 

หากคุณอยากลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ลองปรับ Mindset ไปกับข้อคิดเด็ดๆ จากนักลงทุนในตำนาน ‘Wall Street’ แล้วคุณจะเข้าใจว่า ลงทุนระยะยาวผ่านสินทรัพย์ที่ดีและได้กำไรที่ดี…มีอยู่จริง ผมขอส่งกำลังใจให้กับนักลงทุนทุกท่านเป็นผู้ลงทุนที่แข็งแกร่งในปฐพีนะครับ 

The post ยึด Mindset แบบปู่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เดินหน้าลุยตลาดหมี ฝ่าวิกฤต พิชิตลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>