ทศภณ เขียวแก้ว, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/tosaphon-k/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 18 Jun 2023 09:02:21 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ธนาคารกลางรักษา ‘เสถียรภาพด้านราคา-เสถียรภาพของระบบการเงิน’ ไปพร้อมกันได้อย่างไร? https://thestandard.co/how-central-banks-maintain-price-and-financial-stability/ Sun, 18 Jun 2023 09:01:55 +0000 https://thestandard.co/?p=805058

ในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ […]

The post ธนาคารกลางรักษา ‘เสถียรภาพด้านราคา-เสถียรภาพของระบบการเงิน’ ไปพร้อมกันได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง โจทย์สำคัญที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญคือ การชั่งน้ำหนักว่าจะหาจุดสมดุลในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพของระบบการเงินไปพร้อมๆ กัน

 

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันธนาคารกลางหลายแห่งก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาในฐานะผู้กำหนดนโยบายการเงิน สามารถรับมือกับแรงกดดันทางการเงินและมุ่งมั่นกับการต่อสู้กับเงินเฟ้อได้

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความสามารถยับยั้งผลกระทบจากการล่มสลายของ Silicon Valley Bank และธนาคารภูมิภาค (Regional Bank) อื่นๆ ในสหรัฐฯ รวมถึงธนาคาร Credit Suisse ในสวิตเซอร์แลนด์ โดยไม่ทำให้เงินเฟ้อกลับมาพุ่งสูงขึ้น

 

วิกฤตในรอบนี้มีความแตกต่างจากช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ซึ่งโจทย์ในตอนนั้นคือ การเพิ่มอุปสงค์มวลรวมเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเงินฝืดและภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไม่มีปัญหาเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างเช่นในปัจจุบัน ซึ่งทำให้การสร้างจุดสมดุลระหว่างการดูแลเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพของระบบการเงินทำได้ยากกว่า

 

ความยากในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางในรอบนี้คือ ความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างจริงจัง เพื่อดับความร้อนแรงของเศรษฐกิจและทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมาย หลังจากสถาบันการเงินหลายแห่งทั่วโลกคุ้นชินกับภาวะดอกเบี้ยต่ำมานาน 

 

เมื่อดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นเร็วและแรงพร้อมกันทั่วโลก งบดุลของธนาคารจึงดูแย่ลง ตามสินทรัพย์ เช่น เงินกู้และตราสารหนี้ที่อยู่ในมือธนาคารที่มีมูลค่าลดลง ขณะที่ภาระหนี้สินของธนาคารกลับเพิ่มสูงขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวมได้

 

การรับมือกับแรงกดดันทางการเงินที่ไม่รุนแรง

 

ในอดีตเมื่อธนาคารกลางเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเริ่มถอนสภาพคล่องออกจากระบบ โดยใช้วิธีลดขนาดของงบดุลลง หรือ Quantitative Tightening (QT) มักจะก่อให้เกิดความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ แต่หากแรงกดดันเหล่านี้อยู่ในระดับที่ไม่รุนแรง ก็จะไม่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ในการบรรลุเสถียรภาพด้านราคาและเสถียรภาพของระบบการเงิน 

 

ในกรณีที่แรงกดดันทางการเงินดังกล่าวนำไปสู่การลดลงของอุปสงค์มวลรวม ธนาคารกลางก็สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาก็เคยมีธนาคารกลางที่ใช้วิธีนี้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ได้ระงับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเผชิญกับวิกฤตสินเชื่อที่ใกล้เข้ามา แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่เหนือระดับที่ต้องการก็ตาม

 

นอกจากนี้ธนาคารกลางยังสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อควบคุมความเสี่ยงในภาคส่วนต่างๆ ของระบบการเงิน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงที่เกิดวิกฤต Silicon Valley Bank และความวุ่นวายที่ตามมาในกลุ่มธุรกิจธนาคาร ทางธนาคารกลางของสหรัฐฯ ได้ออกโครงการเงินกู้ฉุกเฉินให้กลุ่มสถาบันการเงินอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธนาคารและเรียกความเชื่อมั่นในระบบการเงินกลับมา 

 

อีกทั้งหากมีมาตรการจัดการความเสี่ยงในระบบการเงิน (Macro-Prudential) ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นขึ้นได้ กล่าวคือถ้ามีความเสี่ยงในระบบการเงินเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สามารถพึ่งพาเครื่องมือทางการเงินของธนาคารกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินภายในประเทศ โดยไม่ต้องใช้มาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล ด้วยวิธีนี้ทำให้นโยบายการเงินสามารถมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้

 

ความท้าทายที่เกิดจากแรงกดดันทางการเงินที่รุนแรงขึ้น

 

แม้ว่าแรงกดดันทางการเงินดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุมชั่วขณะ อย่างไรก็ตาม อาจมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้สถานการณ์แย่ลงและบานปลายอย่างรวดเร็ว เป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินที่รุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งระบบเศรษฐกิจ อาทิ การล่มสลายของธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ได้รับการเร่งปฏิกิริยาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการสื่อสาร ที่ทำให้ความกังวลของผู้คนแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วและปัญหารุนแรงขึ้น

 

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นความท้าทายที่สำคัญของธนาคารกลาง ทำให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินต้องดำเนินนโยบายอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีผ่านนโยบายการเงินเชิงรุก (Aggressive Monetary Policy) ซึ่งรวมถึงการอัดฉีดสภาพคล่องในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าไปกว้านซื้อตราสารทางการเงินระยะกลางถึงระยะยาว เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น หรือตราสารหนี้เอกชน เป็นต้น เพื่อเพิ่มปริมาณเงินหรือสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ หรืออาจเป็นการอัดฉีดเงินทุนโดยตรง หากการแทรกแซงเหล่านี้มีศักยภาพมากพอ นโยบายการเงินก็จะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอัตราเงินเฟ้อต่อไปโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ

 

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับวิกฤตการณ์ทางการเงินอาจเกินขีดความสามารถของธนาคารกลาง เนื่องจากธนาคารกลางสามารถดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ แต่เมื่อต้องรับมือกับบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงินหรือบุคคลที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

 

เมื่อแรงกดดันทางการเงินและความเป็นไปได้ของการล้มละลายสูงขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องดำเนินการอย่างแข็งขัน เพื่อทำให้สถานการณ์มีเสถียรภาพ ซึ่งมักจะใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมากในการดําเนินมาตรการและวิธีการต่างๆ เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต

 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ประกาศผิดนัดชำระหนี้ ทำให้บรรดาตลาดพันธบัตรและตลาดเงินของเกาหลีใต้เกิดความปั่นป่วน เนื่องจากนักลงทุนเริ่มวิตกกังวล และเกรงว่าปัญหานี้อาจลามไปสู่วิกฤตอสังหาริมทรัพย์เหมือนที่เกิดขึ้นในจีน 

 

ด้วยเหตุนี้ทางรัฐบาลและธนาคารกลางของเกาหลีใต้ (BOK) จึงได้ดำเนินมาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดเงิน โดยการซื้อหุ้นกู้และตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น เพื่อยับยั้งการผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้าง การดำเนินการเหล่านี้ทำให้ธนาคารกลางของเกาหลีใต้สามารถรับมือกับความเสี่ยงในระบบการเงิน ไปพร้อมๆ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ

 

ในกรณีที่รัฐบาลไม่มีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) หรือการสนับสนุนทางการเมืองในการจัดหาทรัพยากรที่เพียงพอ ธนาคารกลางอาจปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน เพื่อจัดการกับแรงกดดันทางการเงินและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเมื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดความเสี่ยงในระบบการเงินและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะกลับสู่เป้าหมายนโยบายการเงินได้ช้าลง

 

แน่นอนว่าการสื่อสารทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญของธนาคารกลาง ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการยึดเหนี่ยวอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของสาธารณชน 

 

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารนโยบายการเงินอาจเผชิญความท้าทายบางประการ เนื่องจากธนาคารกลางต้องทำให้สาธารณชนเชื่อให้ได้ว่ากำลังเอาจริงกับปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้สาธารณชนเกิดความวิตกกังวลมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นอาจปล่อยให้ธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป เมื่อเทียบกับแนวโน้มของเงินเฟ้อ (Behind the Curve) ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดมาตรฐานที่สูงในการสื่อสารทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ อย่างต่อเนื่อง

 

ในประเทศที่นโยบายการเงินขาดความน่าเชื่อถือและฐานะการคลังอ่อนแอ การตัดสินใจทางเศรษฐกิจจึงไม่มีทางเลือกมากนัก ประเทศเหล่านี้มีความเสี่ยงมากกว่าที่จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนในวงกว้าง ซึ่งก่อให้เกิดการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรงและอัตราเงินเฟ้อที่สูง 

 

ในทางกลับกัน หากประเทศดำเนินนโยบายการเงินมีความน่าเชื่อถือและฐานะการคลังที่เข้มแข็ง ผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้มาตรการแทรกแซงในลักษณะอื่นๆ เช่น แทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศ หรืออัดฉีดสภาพคล่องเข้าในระบบ เป็นต้น แต่หากวิกฤตใกล้เข้ามา รัฐบาลหรือธนาคารกลางอาจต้องหันมาใช้มาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ เพื่อลดความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนจากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินในตลาดการเงิน 

 

การรับมือเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินอย่างเฉียบพลัน

 

หากสถานการณ์ทางการเงินแย่ลงจนเกิดวิกฤตใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ธนาคารกลางต่างๆ จะต้องเน้นไปที่การแก้ไขเสถียรภาพของระบบการเงินเป็นอันดับแรก 

 

ธนาคารกลางที่มีความน่าเชื่อระดับสูงมีความสามารถในการดำเนินการปรับนโยบายการเงิน โดยมุ่งลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีอยู่ ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง อาจแสดงถึงความพยายามของธนาคารกลางในการบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในกรอบเวลาที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ในทางปฏิบัติ การเกิดวิกฤตอาจสร้างแรงกดดันที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องปรับวัตถุประสงค์ของนโยบายการเงินใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งมีกรอบแนวทางการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ซึ่งเกิดจากการไหลออกของเงินทุนและการอ่อนค่าของสกุลเงิน นำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่เลวร้ายลง 

 

ด้วยเหตุนี้ธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังและเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดในการรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการดำเนินนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะสามารถดำเนินการบางอย่างได้อย่างอิสระ 

 

นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ประเทศต้องมีการสร้างเครือข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับนานาชาติในภาวะของความผันผวนและความไม่แน่นอน เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตที่ยาวนานและรุนแรง

 

ให้ความช่วยเหลือ Non-Bank เมื่อเกิดวิกฤตทางการเงิน

 

ธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) เช่น บริษัทประกัน กองทุนบำเหน็จ-บำนาญ และกองทุนรวม ฯลฯ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติแล้วธนาคารกลางจะอัดฉีดสภาพคล่องให้กับภาคธนาคาร แต่ Non-Bank อาจไม่ได้รับประโยชน์จากสภาพคล่องนี้ Non-Bank มักจะมีทรัพยากรด้านเงินทุนที่ต่ำกว่าและมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดน้อยกว่าธนาคาร 

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตทางการเงิน ธนาคารกลางอาจพบว่าจำเป็นต้องจัดหาสภาพคล่องให้กับ Non-Bank เช่น ในกรณีของวิกฤตการเงินโลกปี 2008 และการระบาดของโควิด แต่มาตรฐานการให้กู้ยืมแก่ Non-Bank ควรมีความเข้มงวดมากกว่าสำหรับธนาคาร เนื่องจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับงบดุลของธนาคารกลางและศักยภาพในการสร้างแรงจูงใจ ที่อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเงินในอนาคต

 

กล่าวโดยสรุปจากสถานการณ์ล่าสุดในสวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า มาตรการที่เข้มงวดของธนาคารกลางในการจัดการกับแรงกดดันทางการเงินมีส่วนช่วยลดความไม่แน่นอน ในทางกลับกัน สิ่งนี้ทำให้ธนาคารกลางสามารถให้ความสำคัญกับการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อต่อไปได้

 

อ้างอิง:

The post ธนาคารกลางรักษา ‘เสถียรภาพด้านราคา-เสถียรภาพของระบบการเงิน’ ไปพร้อมกันได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ย้ำชัด BOJ ต้องยืดหยุ่นนโยบายการเงิน หากต้องการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน https://thestandard.co/uncertainty-around-japan-inflation/ Wed, 31 May 2023 09:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=797490 นโยบายการเงิน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของญี่ปุ่นแตะร […]

The post IMF ย้ำชัด BOJ ต้องยืดหยุ่นนโยบายการเงิน หากต้องการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นโยบายการเงิน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของญี่ปุ่นแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี เนื่องจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินการคลังและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมาก แม้ว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาราคาพลังงานจะเริ่มปรับตัวลดลงซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อลดลง แต่แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกกลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแตะระดับ 4.1% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1981

 

รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่า ภายหลังเกิดภาวะฟองสบู่แตกตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับภาวะเงินฝืดมาอย่างยาวนาน ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังจะหลุดพ้นจากกับดักเงินฝืด และสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืนได้ในที่สุด ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังต่อไปนี้ 

 

  1. แรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต่ออัตราเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างและยาวนาน 
  2. การเจรจาปรับค่าแรงของพนักงานประจำปีระหว่างสหภาพแรงงานและบริษัทขนาดใหญ่ ส่งสัญญาณถึงข้อตกลงเกี่ยวกับการเพิ่มค่าจ้างที่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้และเท่าทันกับภาวะเงินเฟ้อ
  3. การสำรวจภาคธุรกิจระบุว่าเงินเฟ้อคาดการณ์มีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลต่อการกำหนดราคาสินค้าและบริการ

 

อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขและข้อจำกัดสำคัญที่มาพร้อมกับปัจจัยเหล่านี้ที่ทำให้การรักษาระดับเงินเฟ้อนี้เป็นเรื่องท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงอาจส่งผลกระทบต่อ SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ของประเทศ อาจมีผลกำไรที่ลดลง และประสบปัญหาในการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานจำนวนมาก นอกจากนี้ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง อาจส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะลดทอนความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของการส่งออก และอาจทำให้ญี่ปุ่นกลับไปสู่ภาวะเงินฝืด 

 

โดยรายงานล่าสุดของ IMF คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ไปจนถึงสิ้นปี 2024 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการอ่อนค่าของเงินเยน

 

ความท้าทายของ BOJ

ความท้าทายสำคัญที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำลังเผชิญอยู่ คือการหาแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ในฐานะที่ BOJ เป็นธนาคารกลางรายใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายระยะสั้นติดลบที่ -0.1% และยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (Ultra-Easy Policy) ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ภายใต้มาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve Control) BOJ ได้ให้คำมั่นที่จะซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีให้อยู่ในกรอบที่กำหนด นโยบายนี้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มประกาศใช้ในปี 2016 เนื่องจากนักลงทุนมองว่าเป็นอัตราผลตอบแทนที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเมื่อธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) และธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลกเริ่มต้นขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 ทำให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ค่าเงินเยนได้รับแรงกดดันอย่างมหาศาล เมื่อนักลงทุนคาดการณ์ว่าความพยายามของญี่ปุ่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้ BOJ ต้องซื้อพันธบัตรมูลค่าหลายล้านล้านเยน เพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้อยู่ในกรอบที่ต้องการ ซึ่งอาจทำให้กลไกตลาดทำงานอย่างไม่มีเสถียรภาพ

 

ปัจจุบัน BOJ เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยถือครองพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มากกว่า 80% อันเนื่องมาจากการซื้อพันธบัตรอย่างถล่มทลายของ BOJ ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญและนักเศรษฐศาสตร์จาก IMF จึงแนะนำให้ BOJ ใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับการกำหนดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว และปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ผู้กำหนดนโยบายควรคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้จนกว่าจะปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจในการบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน

 

การดำเนินนโยบายที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ และลดความเสี่ยงที่จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหยุดชะงักหรือบ่อนทำลายเสถียรภาพด้านราคา

 

BOJ มีทางเลือกในการเพิ่มความยืดหยุ่น วิธีหนึ่งคือการขยายกรอบการเคลื่อนไหวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว สิ่งนี้จะช่วยให้กลไกตลาดมีอิทธิพลมากขึ้น และลดการพึ่งพาของ BOJ ในการแทรกแซงอย่างต่อเนื่องในตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ทางเลือกหนึ่งคือการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในระดับต่ำ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นมีบทบาทสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยผู้กำหนดนโยบายจะต้องประเมินข้อดีและข้อเสียของแต่ละแนวทางอย่างรอบคอบ ตลอดจนประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเสถียรภาพทางการเงินภายในประเทศ 

 

การไหลของเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญและเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดในโลกมากว่า 3 ทศวรรษ ด้วยทรัพย์สินสุทธิในต่างประเทศกว่า 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยหลายปีที่ผ่านมาญี่ปุ่นยังรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ส่งผลให้เงินทุนไหลออกไปยังการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นั่นหมายความว่าหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้น จะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้กลับมาลงทุนสินทรัพย์ในประเทศ และช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นนั่นเอง

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อมูลค่าของสินทรัพย์ในต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นเทขายสินทรัพย์ในต่างประเทศและกลับมาลงทุนสินทรัพย์ในญี่ปุ่น โดยผลกระทบจะมีนัยสำคัญมากขึ้นในประเทศที่นักลงทุนญี่ปุ่นถือครองหนี้ในประเทศจำนวนมาก เช่น บางประเทศในยูโรโซน ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจและความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งสำคัญสำหรับ BOJ คือการสื่อสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในนโยบายการเงิน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบต่ออัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั่วโลก และรักษาเสถียรภาพในตลาดการเงิน

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ญี่ปุ่นบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% อย่างยั่งยืนได้สำเร็จ การดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของ BOJ ควรพิจารณาใช้นโยบายอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการลดการสนับสนุนทางการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหลังจากการแพร่ระบาด และมาตรการใหม่ๆ ควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือครัวเรือนที่เปราะบางเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไป

 

อ้างอิง:

The post IMF ย้ำชัด BOJ ต้องยืดหยุ่นนโยบายการเงิน หากต้องการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘พันธบัตรป่าไม้’ อีกเครื่องมือทางการเงินที่จะฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวของไทย https://thestandard.co/forest-bond/ Wed, 31 May 2023 08:41:36 +0000 https://thestandard.co/?p=797458 พันธบัตรป่าไม้

ทรัพยากรป่าไม้นับว่าเป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ […]

The post รู้จัก ‘พันธบัตรป่าไม้’ อีกเครื่องมือทางการเงินที่จะฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พันธบัตรป่าไม้

ทรัพยากรป่าไม้นับว่าเป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของไทยมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมาพื้นที่ป่าไม้ของไทยกลับมีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ความต้องการใช้ที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งเพื่อการอยู่อาศัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการทำการเกษตร จนนำไปสู่การบุกรุกทำลายป่าไม้อย่างรุนแรง โดยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2516-2564 ไทยสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปแล้วกว่า 36.35 ล้านไร่ เหลืออีกเพียง 102.21 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 31.59% ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งต่ำกว่านโยบายป่าไม้แห่งชาติที่กำหนดเป้าหมายการมีพื้นที่ป่าไว้ไม่น้อยกว่า 40% ของพื้นที่ประเทศ หรือ 129.41 ล้านไร่ 

 

ดังนั้นหากต้องการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ก็หมายความว่าไทยจะต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้อีก 27.2 ล้านไร่ แต่ลำพังการพึ่งพากฎหมายควบคุมการบุกรุกป่า หรืองบประมาณแผ่นดินจากภาครัฐเพื่อการปลูกป่าเฉลี่ยปีละ 500 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอ และเมื่อคำนวณต้นทุนการปลูกป่าก็พบว่าจะต้องใช้เวลานานหลายปีในการบรรลุเป้าหมาย ด้วยเหตุนี้ไทยจึงจำเป็นต้องหาแนวทางใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้อย่างยั่งยืน

 

แนวทางการอนุรักษ์และพลิกฟื้นทรัพยากรป่าไม้ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ อย่างกรณีของคอสตาริกานับเป็นแนวทางที่น่าสนใจ ในอดีตคอสตาริกาเคยเป็นชาติที่ตัดไม้ทำลายป่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนเหลือพื้นที่ป่าไม้เพียง 24.4% ของพื้นที่ประเทศเมื่อ พ.ศ. 2528 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ใน พ.ศ. 2538 รัฐบาลคอสตาริกาจึงใช้กลไกการเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยการจัดตั้งกองทุนป่าไม้แห่งชาติขึ้น เพื่อระดมทุนในการบริหารจัดการกลไก ‘พันธบัตรป่าไม้’ จากภาครัฐ เอกชน และประชาชน สำหรับนำมาใช้สนับสนุนกระบวนการฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยไม่เป็นภาระทางการคลังของรัฐบาล กองทุนนี้ทำให้พื้นที่ป่าไม้ในคอสตาริกาเพิ่มขึ้นเป็น 59.4% ใน พ.ศ. 2563 และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

แนวทางดังกล่าวนำมาสู่แนวคิด ‘พันธบัตรป่าไม้’ ในไทย ซึ่งมีศักยภาพที่จะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการฟื้นฟูป่าไม้อย่างยั่งยืน โดยเป็นกลไกทางการคลังที่ระดมทุนจากภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ โดยมีผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อพันธบัตรเมื่อครบกำหนดเวลา และรัฐบาลจะนำเงินที่ระดมทุนได้จากการขายพันธบัตรไปใช้ในการว่าจ้างเกษตรกรให้ปลูกและดูแลป่าไม้เศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐที่ต้องจัดสรรให้การปลูกป่าปีละหลายร้อยล้านบาท โดยหากพันธบัตรป่าไม้ได้รับการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง ก็จะจัดเป็นส่วนหนึ่งของหนี้สาธารณะ แต่หนี้สาธารณะประเภทนี้จะแตกต่างจากหนี้สาธารณะอื่นๆ เนื่องจากมีรายได้ตอบแทนผู้ลงทุนในพันธบัตรจากมูลค่าของไม้และการขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ของไทยมีปัญหาที่ซับซ้อนมาอย่างยาวนาน การปลูกป่าไม้เศรษฐกิจจึงทำได้ไม่ง่าย เนื่องจากต้องคำนึงถึงความอยู่รอดของชุมชน ด้วยเหตุนี้ ‘พันธบัตรป่าไม้’ จึงต้องสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่เปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูกจากการปลูกพืชไร่เศรษฐกิจเป็นป่าไม้เศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้เกษตรกรผู้ปลูกรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ ซึ่งการที่ชาวบ้านมีรายได้ตามความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าในพื้นที่ของตัวเอง จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านรักและหวงแหนพื้นที่ป่าไม้ในพื้นที่ตนเอง และจะนำไปสู่ความภูมิใจในการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อสังคมในอนาคต นอกจากนี้จะต้องมีการดูแลและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเปลี่ยนสถานะชาวบ้านจากผู้บุกรุกผืนป่ามาเป็นผู้ปลูกและดูแลป่าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

ถึงเวลาแล้วที่ไทยควรจะหยุดตัดไม้ทำลายป่า แล้วหันมาพลิกฟื้นป่าและธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ผ่านนวัตกรรมทางการเงินอย่าง ‘พันธบัตรป่าไม้’ ซึ่งนอกจากเป็นการสนับสนุนการปลูกป่าเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยกระจายผลประโยชน์ให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งนักลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ โดยนักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนพันธบัตรป่าไม้ ผู้ประกอบธุรกิจได้กำไรจากการแปรรูปไม้เศรษฐกิจ ประชาชนในพื้นที่มีงานทำและมีรายได้มั่นคงจากการปลูกและดูแลป่าไม้เศรษฐกิจ ที่สำคัญคือทำให้สังคมได้ป่าไม้คืนมา ระบบนิเวศดีขึ้น อีกทั้งการปลูกป่าสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ และช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญที่จะนำพาไทยให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ใน พ.ศ. 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายใน พ.ศ. 2608

 

อ้างอิง:

 

The post รู้จัก ‘พันธบัตรป่าไม้’ อีกเครื่องมือทางการเงินที่จะฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีก 12 ปี หรือภายในปี 2035 ยอดขาย ‘รถยนต์ EV’ ทั่วโลก จะขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 50% https://thestandard.co/worldwide-sales-of-ev-cars/ Thu, 02 Mar 2023 06:02:27 +0000 https://thestandard.co/?p=757599

การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว […]

The post อีก 12 ปี หรือภายในปี 2035 ยอดขาย ‘รถยนต์ EV’ ทั่วโลก จะขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>

การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าภายในปี 2035 รถยนต์ไฟฟ้าจะมีสัดส่วนประมาณ 50% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก

 

แม้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เช่น ค่าไฟฟ้าและส่วนประกอบของแบตเตอรี่รถยนต์ที่สูงขึ้น รวมถึงกฎหมายปรับลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act: IRA) อย่างไรก็ตาม นักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะสามารถเอาชนะปัญหาเหล่านี้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากประมาณ 2 ล้านคันในปี 2020 เป็นประมาณ 73 ล้านคันในปี 2040 ในช่วงเวลานี้รถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 61% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั่วโลก โดยจะมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 80% ในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ

 

 

Kota Yuzawa นักกลยุทธ์ด้านการวิจัยตราสารทุนของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระหว่างปี 2020-2030 เนื่องจากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีไร้คนขับที่เพิ่มขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้า

 

และเมื่อระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตขึ้น จะส่งผลให้แหล่งที่มาของกำไรในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนแปลงอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโต 32% ต่อปีในอีก 10 ปีข้างหน้า แม้ว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์เบนซินจะตกต่ำลงก็ตาม 

 

โดยคาดว่าผลกำไรจากการดำเนินงานของอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นเป็น 4.18 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2030 เพิ่มขึ้นจาก 3.15 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2020 ขณะที่ผลกำไรรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.10 แสนล้านดอลลาร์จาก 1 พันล้านดอลลาร์ 

 

ในขณะเดียวกันต้นทุนของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนสูงถึง 40% ของต้นทุนโดยรวมของรถยนต์ และตลาดสำหรับแบตเตอรี่เหล่านี้มีการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ในปี 2020 ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรกมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกมากกว่า 80% เทียบกับผู้ผลิตรถยนต์ 5 อันดับแรกที่มีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกประมาณ 40% ขณะนี้ผู้ผลิตแบตเตอรี่มีอำนาจในการกำหนดราคามากขึ้น ซึ่งทำให้เหล่าผู้ผลิตแบตเตอรี่ได้เปรียบในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น เพื่อสร้างสมดุลนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามพัฒนาการผลิตแบบบูรณาการในแนวดิ่ง (Vertical Integration) และสร้างโรงงานร่วมทุนเพื่อให้มีอิสระมากขึ้นในการผลิตแบตเตอรี่ 

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องการเปลี่ยนวิธีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันจีนคือแหล่งผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่กฎหมายใหม่ในสหรัฐฯ ที่เรียกว่า IRA มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายนี้บริษัทต่างๆ จะไม่สามารถใช้ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ที่ผลิตขึ้นในจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป พวกเขาต้องผลิตในสหรัฐฯ แทน

 

นักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs Research เชื่อว่าเมื่อสหรัฐฯ ประกาศแนวทางข้อเสนอเกี่ยวกับข้อกำหนดการจัดหาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ปี 2023 จะส่งผลดีต่อบริษัทที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และส่วนประกอบของรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ

 

อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามีความท้าทายหลายประการ หนึ่งในนั้นคือราคารถยนต์ไฟฟ้ากำลังลดลง ซึ่งอาจทำให้อัตรากำไรของอุตสาหกรรมตกต่ำลง นอกจากนี้ความต้องการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดทำให้ราคาวัสดุที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาสูงขึ้น 

 

โดยนักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs Research ระบุว่าต้นทุนแบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้น 6% ในปี 2023 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั่วไปแล้วต้นทุนสำหรับผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั้นสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ดังนั้นเพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมมากขึ้น เราต้องหาวิธีทำให้ต้นทุนถูกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงเทคโนโลยีที่ใช้ในแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์

 

ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านราคามากเท่าที่หลายคนคิด ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ค่าไฟฟ้ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้นทุนในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ถูกกว่ารถยนต์ทั่วไปมากนัก จากรายงานของ Goldman Sachs Research ระบุว่ารถยนต์ไฮบริดจะมีระยะคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 3 ปีเมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมัน พวกเขาคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะไปถึงเกณฑ์ดังกล่าวในปี 2027

 

แม้จะมีความท้าทายที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเผชิญอยู่ แต่ Goldman Sachs Research เชื่อว่านวัตกรรมเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ พวกเขาคาดการณ์ว่าตลาดแบตเตอรี่ EV จะเติบโตอย่างมากในทศวรรษหน้า โดยส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากการพัฒนาวัสดุใหม่และการออกแบบแบตเตอรี่ใหม่ พวกเขายังเชื่อว่าระบบส่งกำลังและการจัดการระบายความร้อนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงาน และวิศวกรจะหาวิธีทำให้ EV มีน้ำหนักเบาลง Goldman Sachs Research มองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้จำเป็นต่อการเอาชนะอุปสรรคที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าต้องเผชิญในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post อีก 12 ปี หรือภายในปี 2035 ยอดขาย ‘รถยนต์ EV’ ทั่วโลก จะขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องสัญญาณ BOJ ยุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultra-Easy Policy) https://thestandard.co/boj-stop-ultra-easy-policy/ Tue, 14 Feb 2023 09:13:51 +0000 https://thestandard.co/?p=750189

นักยุทธศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่า มาตรการ Yield Cu […]

The post ส่องสัญญาณ BOJ ยุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultra-Easy Policy) appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักยุทธศาสตร์ของ Goldman Sachs ระบุว่า มาตรการ Yield Curve Control (YCC) ซึ่งเป็นเสาหลักของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (Ultra-Easy Policy) ของประเทศญี่ปุ่น ได้เผชิญกับข้อกังขาของตลาดที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะยกเลิกนโยบายดังกล่าวในที่สุด

 

มาตรการ YCC หรือการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 2016 โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นหลุดพ้นจากกับดักเงินฝืด ซึ่งเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน และบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% อย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงกว่าที่ BOJ คาดการณ์ไว้, ความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นค่าจ้าง, ความผิดปกติในตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น และการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการ BOJ คนใหม่ที่ใกล้เข้ามา ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจึงมีโอกาสเกิดขึ้น 

 

วากามัตสึ เรียวยะ นักยุทธศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในตลาดอัตราดอกเบี้ย กล่าวว่า BOJ อาจเปลี่ยนนโยบายการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนทันทีในการประชุมนโยบายทางการเงินครั้งถัดไปในเดือนมีนาคม เขาเชื่อว่าตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะยุตินโยบาย เพราะการรักษา YCC ไว้ต่อไปเริ่มทำได้ยากขึ้น ในขณะที่ BOJ ต้องการเห็นการเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงมาตรการ YCC

 

Yield Curve Control (YCC) ทำงานอย่างไร

 

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า ภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้ตกต่ำซบเซาและเผชิญกับภาวะเงินฝืดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ในปี 2013 รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ ได้จัดทำแถลงการณ์ร่วมกับ BOJ โดยระบุถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% เพื่อแก้ไขปัญหาเงินฝืด และจะใช้เครื่องมือต่างๆ มากมายรวมไปถึงมาตรการ YCC เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


กลไกการทำงานของ YCC เกิดจากการที่ BOJ ต้องการที่จะล็อกอัตราดอกเบี้ยในระยะยาวที่ประมาณ 0% ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยให้ได้ตามเป้า จึงถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพื่อควบคุมต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของภาคธุรกิจไม่ให้สูงเกินไป 

 

BOJ ขยายกรอบการเคลื่อนไหวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว

 

อารมณ์ของตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่ BOJ สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดในเดือนธันวาคมปี 2022 ด้วยการส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ผ่านการขยายกรอบอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของญี่ปุ่นให้สามารถเคลื่อนไหวในช่วง -0.5% ถึง +0.5% จากเดิมที่กรอบการเคลื่อนไหวถูกกำหนดเอาไว้ที่ -0.25% ถึง +0.25% 

 

BOJ ตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยนการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) เพื่อปรับปรุงการทำงานของตลาด และทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจดังกล่าวของ BOJ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับทิศทางนโยบาย เนื่องจากตลาดก่อนหน้านี้คิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นในเดือนมกราคมหรือมีนาคมปี 2023 

 

ด้วยเหตุนี้ ในเดือนมกราคมปี 2023 จึงเกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งใหญ่ของนักลงทุน ทำให้ BOJ ซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เพื่อควบคุมให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในเป้าหมายปัจจุบัน ในขณะที่ผลการประชุมนโยบายทางการเงินในเดือนมกราคมปี 2023 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำเป็นพิเศษไว้ที่ -0.1% และคงเป้าหมายการควบคุมกรอบการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (YCC) ให้อยู่ระหว่าง +0.50% ถึง -0.50% เช่นเดิม 

 

เหตุใด BOJ จึงอาจยุติมาตรการ Yield Curve Control (YCC) 

 

ปัจจัยต่างๆ ได้นำไปสู่ความเป็นไปได้นี้ ประการแรก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ของญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมปี 2022 พุ่งขึ้น 4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 41 ปี และสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของ BOJ ที่ระดับ 2% 

 

แม้ว่า BOJ จะระบุว่าปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่ทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาชั่วคราว แต่ BOJ ยังคงปรับเพิ่มการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน และเริ่มเห็นความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงเกินความคาดหมาย สอดคล้องกับบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่พากันปรับอัตราค่าจ้างให้แก่พนักงาน แนวโน้มเงินเฟ้อนี้อาจทำให้ BOJ มีโอกาสที่จะยุตินโยบาย YCC ในปัจจุบัน หลังหลุดพ้นภาวะเงินฝืด​ที่ฝังรากลึกมานาน

 

ประการที่สอง ประสิทธิภาพของตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดลง เนื่องจากการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลแบบไม่อั้นของ BOJ เพื่อรักษาดอกเบี้ยระยะยาวให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย 

 

ช่วงที่ผ่านมาญี่ปุ่นสามารถรักษานโยบายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรใกล้เคียง 0% ไว้ได้ เพราะญี่ปุ่นไม่มีเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำ แต่พอธนาคารกลางทั่วโลกต่างพากันขึ้นอัตราดอกเบี้ย และญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่สูง ตลาดเริ่มเก็งกันว่า BOJ จะรักษานโยบายแบบนี้ไม่ได้ ต้องเริ่มผ่อนคลายการกระตุ้น เช่น ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หรือปล่อยดอกเบี้ยระยะยาวให้ปรับขึ้นบ้างเพื่อคุมเงินเฟ้อ ทำให้มีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาจนอัตราดอกเบี้ยติดกรอบบน ซึ่ง BOJ ก็เข้าซื้อพันธบัตรแบบไม่อั้นเพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นให้อยู่หมัด สิ่งนี้ทำให้ BOJ ซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ BOJ กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของรัฐบาลที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลมากถึง 50% ของจำนวนพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด ตามข้อมูลของ BOJ และข้อมูลตลาด

 

ประการสุดท้าย ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ BOJ คนปัจจุบัน จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนเมษายน เมื่อผู้นำคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งต่อในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ มีโอกาสที่จะเริ่มปรับนโยบายให้เป็นปกติ มันจะเป็นความท้าทายสำหรับผู้ว่าการคนต่อไป แต่ตลาดก็มองในแง่ดีว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับ BOJ ในการเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน

 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ BOJ ปรับมาตรการ Yield Curve Control (YCC) 

 

ผลกระทบต่อตลาดจะขึ้นอยู่กับว่า BOJ เปลี่ยนแปลง YCC อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเป้าหมาย YCC มาควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นขึ้นการขยายกรอบการเคลื่อนไหวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวหรือจะเป็นการยุติมาตรการ YCC 

 

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความเป็นไปได้เหล่านี้อาจนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในญี่ปุ่นและค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ผลที่ตามมาคือนักลงทุนอาจพบว่าพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นมีความน่าสนใจมากกว่า เมื่อเทียบกับพันธบัตรประเทศอื่นๆ บางประเทศ และการลงทุนในตราสารหนี้อาจกลับมาที่ญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เราเห็นในปี 2022 ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนในตราสารหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกอาจมีนัยสำคัญ

 

Yield Curve Control (YCC) อาจเป็นมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ยั่งยืน 

 

ประเด็นนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เป้าหมายของ YCC ซึ่งก็คือการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำนั้นประสบความสำเร็จมานานกว่าหกปี ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของเป้าหมายของ BOJ ที่ 2% ซึ่งอาจหมายความว่า BOJ บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้

 

ในทางกลับกัน BOJ ได้เน้นย้ำว่าอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันนั้นขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านอุปทานและเกิดขึ้นชั่วคราว นอกจากนี้การซื้อพันธบัตรอย่างถล่มทลายของ BOJ เพื่อรักษา YCC ซึ่งทำให้ตลาดพันธบัตรมีความผิดปกติ และการเสื่อมสภาพในการทำงานของตลาดเอง ทำให้นโยบายดูไม่ยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แม้ BOJ จะมีการใช้ YCC อย่างต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็ยังไม่สามารถเติบโตเร็วเท่ากับประเทศอื่นๆ และค่าจ้างที่แท้จริงของคนงานยังคงลดลง ซึ่งทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่า YCC อาจเป็นมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่ยั่งยืน ทำให้ BOJ อาจต้องพิจารณายุติมาตรการนี้ในไม่ช้า

 

อ้างอิง:

The post ส่องสัญญาณ BOJ ยุติการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultra-Easy Policy) appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ‘TSMC-Samsung’ ผงาดผู้นำตลาดชิป หลังยักษ์ใหญ่อย่าง Intel เผยผลประกอบการที่ย่ำแย่จนน่าตกใจ https://thestandard.co/tsmc-samsung/ Sun, 05 Feb 2023 06:26:57 +0000 https://thestandard.co/?p=746163 TSMC-Samsung

ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกหลายราย รวมถึง […]

The post จับตา ‘TSMC-Samsung’ ผงาดผู้นำตลาดชิป หลังยักษ์ใหญ่อย่าง Intel เผยผลประกอบการที่ย่ำแย่จนน่าตกใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TSMC-Samsung

ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกหลายราย รวมถึง Intel และ SK hynix ได้สร้างความตกใจให้กับนักลงทุนด้วยการขาดทุนครั้งใหญ่ในปี 2022 อย่างไรก็ตาม บริษัทในเอเชีย 2 แห่ง ได้แก่ TSMC และ Samsung ดูเหมือนจะเป็นบริษัทที่รอดพ้นจากผลกระทบรุนแรงที่เกิดขึ้น เนื่องจากความสามารถในการจัดการกับความท้าทายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบ่งบอกถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิป

 

Stacy Rasgon นักวิเคราะห์จาก Bernstein กล่าวถึงประสิทธิภาพของ Intel ว่า ‘แย่อย่างน่าตกใจ’ Intel เคยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิป แต่ปัจจุบันได้เผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่นเดียวกับ SK hynix บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ของเกาหลีใต้ ที่รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4 ของปี 2022 เนื่องจากความต้องการชิปหน่วยความจำชะลอตัวลงอย่างมาก

 

TSMC อาจเติบโตแซงหน้า Intel

ในทางกลับกัน TSMC เปิดเผยผลกำไรที่น่าประทับใจ และแม้ภาคธุรกิจชิปต้องเผชิญกับความต้องการที่ลดลง แต่บริษัทก็คาดการณ์ว่าจะเพิ่มรายได้อีกครั้งในปี 2023 TSMC แซงหน้า Intel Corp.ในฐานะผู้นำในการผลิตชิปขั้นสูง โดยมีรายได้มากกว่าคู่แข่งในสหรัฐฯ ประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง​:


 

นอกจากนี้ Samsung ก็ทำผลงานได้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และอวดความสำเร็จด้วยการมุ่งมั่นที่จะใช้เงินลงทุนต่อไป ในขณะที่รายอื่นกำลังประกาศลดการลงทุนและลดขนาดการผลิตลง

 

TSMC และ Samsung ประสบความสำเร็จอย่างมากและกำลังเอาชนะคู่แข่งในอุตสาหกรรม โดย TSMC ถือว่ามีเทคโนโลยีในการผลิตชิปที่ล้ำหน้าผู้รับจ้างผลิตรายอื่นในตลาดอยู่มาก โดยที่เทคโนโลยีระดับสูงของบริษัทก็เป็นที่ต้องการจากบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Apple และ Nvidia

 

ขณะที่ Samsung ซึ่งมีเทคโนโลยีใกล้เคียงกันกับ TSMC ได้ใช้ความสามารถนี้เอาชนะบริษัทอื่นๆ เช่น SK hynix และ Micron Technology ในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ

 

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้นประสบกับภาวะชะลอตัวในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจกินเวลานานต่างกัน โดยทั่วไปบริษัทขนาดใหญ่จะจัดการได้ดีกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว และสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในขณะนี้ บริษัทที่ผลิตสินค้าอย่างสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อุตสาหกรรม มีสินค้าคงคลังมากเกินไปจึงต้องลดคำสั่งซื้อลงเร็วกว่าที่ซัพพลายเออร์จะลดการผลิตลงได้ ส่งผลให้ราคาลดลงและค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้น ซึ่งทำให้ผลผลิตของอุตสาหกรรมชะลอตัวลง

 

Samsung ยังมีกำไร แม้รายได้ลดลง

Samsung ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก (ในแง่รายได้) เผยผลประกอบการไตรมาส 4 แย่ที่สุดในรอบ 8 ปี รายได้ของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และรายได้จากการดำเนินงานลดลงอย่างมากจากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม Samsung ยังคงสามารถทำกำไรได้ ในขณะที่คู่แข่งรายเล็กอย่าง Western Digital, Micron และ SK hynix ต่างก็ขาดทุน

 

Marcello Ahn ผู้จัดการการลงทุนของ QUAD Investment Management กล่าวว่า Samsung สร้างกระแสเงินสดเป็นบวก ในขณะที่คู่แข่งกำลังขาดทุน เมื่ออุตสาหกรรมหน่วยความจำดีขึ้น ฐานต้นทุนของ Samsung ก็จะต่ำกว่ารายอื่น และจะทำกำไรได้มากขึ้น

 

ในอุตสาหกรรมหน่วยความจำ การมีความสามารถในการแบ่งค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการดำเนินงานโรงงานผลิตชิปกับผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่ขายได้ ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีต้นทุนถูกลง

 

ทั้งนี้ อ้างอิงจากการสำรวจของ Bloomberg พบว่ารายได้ในปี 2022 ของ Samsung และ TSMC แซงหน้า Intel ไปแล้ว โดย Samsung มีรายได้รวม 7.99 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วน TSMC มีรายได้รวม 7.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Intel มีรายได้รวม 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

TSMC แซงหน้า Intel ได้เร็วกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดไว้ รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 33% ในปีที่แล้ว ในขณะที่ Intel ลดลง 20% TSMC ซึ่งมีโรงงานให้บริการแก่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลายแห่ง ได้จัดหาเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุดให้แก่คู่แข่งและลูกค้าจำนวนมากของ Intel

 

รายใหญ่ ‘ทุ่มลงทุน’ ช่วงชิงตำแหน่งผู้นำ

อย่างไรก็ตาม ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งการตลาดและรายได้เท่านั้น ในธุรกิจนี้ เทคโนโลยีการผลิตมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพของชิป ความสามารถในการใช้เทคนิคและอุปกรณ์ใหม่ล่าสุด ทำให้ผู้ผลิตชิปไม่เพียงแค่มีต้นทุนที่ดีขึ้น แต่ยังสามารถผลิตชิปที่ขายได้ในราคาที่สูงขึ้นเนื่องจากมีประสิทธิภาพที่มากกว่า

 

Intel เคยเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต่อเนื่องมาหลายสิบปี เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของ Intel หลังจากความล่าช้าในการผลิตชิปเทคโนโลยีก้าวหน้ารุ่นใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารได้บอกกับนักลงทุนว่ามีการใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับการสร้างโรงงาน อุปกรณ์ และการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับความต้องการชิปในอนาคตที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Intel จะมีความพร้อมที่ดีกว่าในการใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ลดการใช้จ่ายและปล่อยให้การผลิตของพวกเขาช้าลง

 

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งของ Intel ในเอเชียตะวันออกได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเช่นกัน โดย TSMC ตั้งใจที่จะลงทุนสูงถึง 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในทำนองเดียวกัน Samsung เพิกเฉยต่อการเรียกร้องให้ลดขนาดการลงทุนและประกาศว่าจะใช้จ่ายจำนวนใกล้เคียงกับในปี 2022 โดยทุ่มเงินลงทุนประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงการผลิตและสร้างโรงงาน

 

Intel ซึ่งปฏิเสธที่จะให้ประมาณการสำหรับปีนี้ ระบุว่ามีเป้าหมายสำหรับค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capex Intensity) ที่ประมาณ 35% ของรายได้ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ของ Intel ในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบอกว่างบประมาณในการลงทุนของบริษัทจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งสองอย่าง TSMC และ Samsung

 

สำหรับอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำ ซึ่งเป็นรายได้หลักในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ของ Samsung คาดว่าจะมีการปรับลดงบประมาณในปี 2023 เช่นเดียวกันกับเหล่าบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำชั้นนำอย่าง Micron, SK hynix และ Western Digital

 

รายกลางได้อานิสงส์ด้วย

แม้ว่ากลยุทธ์การลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียของ TSMC อาจเพิ่มการแข่งขันให้กับ Intel แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นการพัฒนาเชิงบวกสำหรับบริษัทจำนวนมากในภาคส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอื่นๆ บริษัทเหล่านี้หลายแห่งใช้ความสามารถของ TSMC ในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ Apple ซึ่งชิปซิลิคอนสำหรับ iPhone และคอมพิวเตอร์ Mac ผลิตโดย TSMC แต่เพียงผู้เดียว

 

AMD ผู้นำนวัตกรรมโปรเซสเซอร์และกราฟิกการ์ดระดับโลก ซึ่งต่อสู้ดิ้นรนมาอย่างยาวนานเพื่อแข่งขันกับ Intel อาศัย TSMC ในการผลิตเซิร์ฟเวอร์ โปรเซสเซอร์พีซี และชิปกราฟิก ขณะนี้บริษัทสร้างรายได้ต่อไตรมาสมากกว่าที่ทำเป็นประจำทุกปีในปี 2017 ในช่วงไตรมาสที่ 4 ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของ AMD มียอดขายเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในขณะที่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Intel ลดลง 33%

 

Hans Mosesmann นักวิเคราะห์จาก Rosenblatt Securities ให้ความเห็นเกี่ยวกับความแตกต่างนี้ โดยระบุว่า “เรากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านพลังการประมวลผลในซิลิคอนแวลลีย์”

 

Qualcomm ผู้ผลิตชิปสำหรับสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดจากสหรัฐฯ และเป็นลูกค้าของทั้ง TSMC และ Samsung แสดงสัญญาณเชิงบวกในการผลักดันธุรกิจใหม่ในช่วงไตรมาสเดือนธันวาคม แผนกยานยนต์และอุปกรณ์เชื่อมต่อของบริษัทมีส่วนสนับสนุนรายได้ ชดเชยความต้องการโทรศัพท์มือถือที่ลดลง

 

อ้างอิง: 

The post จับตา ‘TSMC-Samsung’ ผงาดผู้นำตลาดชิป หลังยักษ์ใหญ่อย่าง Intel เผยผลประกอบการที่ย่ำแย่จนน่าตกใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปมห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจชะลอการเติบโต ฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริหารระดับสูงที่มีต่ออุตสาหกรรม ‘รถยนต์ EV’ https://thestandard.co/lowering-optimism-ev-industry/ Thu, 22 Dec 2022 09:32:40 +0000 https://thestandard.co/?p=727478

ผลสำรวจของ KPMG ล่าสุด พบว่าผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจยา […]

The post ปมห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจชะลอการเติบโต ฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริหารระดับสูงที่มีต่ออุตสาหกรรม ‘รถยนต์ EV’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลสำรวจของ KPMG ล่าสุด พบว่าผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจยานยนต์ทั่วโลก ลดโทนการมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ EV เนื่องจากกังวลในปัญหาห่วงโซ่อุปทานและการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจ 

 

จากการผลสำรวจโดย KPMG ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 ธันวาคม) พบว่า ผู้บริหารระดับสูงธุรกิจยานยนต์ทั่วโลกมองโลกในแง่ดีน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับอัตราการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานและความกังวลด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


จากผู้บริหารระดับสูงธุรกิจยานยนต์กว่า 900 คนที่เข้าร่วมทำแบบสำรวจผู้บริหารระดับสูงธุรกิจยานยนต์ทั่วโลกประจำปี โดย KPMG บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจผู้ตรวจสอบบัญชีและภาษีชั้นนำของโลก รายงานว่า มีผู้บริหารระดับสูงกว่า 76% จากทั่วโลก และ 84% ในสหรัฐอเมริกา ที่กังวลว่าอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงจะส่งผลเสียต่อธุรกิจของพวกเขาในปีหน้า 

 

สำหรับสหรัฐอเมริกา ความคาดหวังเฉลี่ยสำหรับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า อยู่ที่ 35% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ลดลงจาก 65% ในปีก่อนหน้า และต่ำกว่าเป้าหมายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่จะส่งเสริมการขายรถไฟฟ้าให้มากถึง 50% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2030

 

อย่างไรก็ตาม แกรี ซิลเบิร์ก หัวหน้าฝ่ายยานยนต์ระดับโลกของ KPMG กล่าวกับ CNBC ว่า “ยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น อนาคตยังคงถูกมองใกล้ความเป็นจริง ความสมจริงนี้ปรากฏชัดตลอดการสำรวจทั้งหมด”

 

การมองโลกในแง่ดีที่ลดลงในการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ท่ามกลางข้อกำหนดที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับมาตรการจูงใจผู้บริโภคให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากรัฐบาล ความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับวัตถุดิบสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ และราคารถยนต์ไฟฟ้าที่แพงในสายตาผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้คือความกังวลนอกเหนือจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

นอกจากนี้ แกรี ซิลเบิร์ก ยังกล่าวต่อว่า “คุณสามารถมองโลกในแง่ดีในระยะยาวได้ แต่ในระยะสั้น คุณต้องมองความเป็นจริงให้มาก ‘มันไม่ใช่สายรุ้ง ผีเสื้อ และความอิ่มอกอิ่มใจอีกต่อไป มันคือเกม’”

 

อนาคต อาจเห็น Apple ท้าชิง Tesla 

ผู้บริหารระดับสูงธุรกิจยานยนต์ทั่วโลกที่เข้าร่วมการสำรวจคาดว่า Tesla จะยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และที่น่าประหลาดใจอย่างมากคือ ผู้บริหารระดับสูงยังกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Apple ซึ่งมีข่าวลือว่ากำลังพัฒนารถยนต์มานานหลายปี จะเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

 

Apple ได้รับคะแนนโหวต 133 คะแนนในแบบสำรวจเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับ 4 รองจาก Tesla (223 โหวต) Audi (206 โหวต) และ BMW (196 โหวต) แม้ว่าบริษัทจะไม่เคยยืนยันแผนการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าต่อสาธารณชนก็ตาม

 

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้สภาวะอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้บริหารระดับสูงมองว่า Apple จะขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า นั่นคือแบรนด์ที่คนทั้งโลกต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี รวมถึงประสบการณ์ในการผลิตสินค้าจำนวนมาก และการมีคู่ค้าอย่าง Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนของ iPhone รายใหญ่ที่สุดให้กับ Apple อีกทั้งบริษัทยังมีแผนเดินหน้าพัฒนาโรงงานสำหรับรองรับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

 

ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ความกังวลทางเศรษฐกิจสืบเนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ความกังวลดังกล่าวเชื่อมโยงกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ ตั้งแต่ Raw Materials วัตถุดิบที่สำคัญในการอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงชิปเซมิคอนดักเตอร์ 

 

โดย KPMG ได้ศึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พบว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นแหล่งรายได้หลักในปีหน้า จากข้อมูลของ KPMG ซึ่งคาดการณ์ว่ารายรับจากเซมิคอนดักเตอร์ยานยนต์จะสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 

 

อย่างไรก็ตามแม้จะมีความกังวล แต่ 83% ของผู้บริหารระดับสูงในธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมการสำรวจทั่วโลกกล่าวว่า พวกเขา ‘มั่นใจ’ ในผลกำไรที่สูงขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 53% ในผลลัพธ์ของปีที่แล้ว

 

ในสหรัฐอเมริกา 82% ของผู้บริหารระดับสูงกล่าวว่า พวกเขา ‘มั่นใจ’ ว่าจะเติบโตอย่างมีกำไรในอีก 5 ปีข้างหน้า เทียบกับ 67% ในปี 2021

 

อ้างอิง: 

The post ปมห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจชะลอการเติบโต ฉุดความเชื่อมั่นของผู้บริหารระดับสูงที่มีต่ออุตสาหกรรม ‘รถยนต์ EV’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์เปรียบเศรษฐกิจไทย ‘ชราภาพ’ พร้อมหั่นคาดการณ์ GDP ปีหน้าเหลือเพียง 2.8% https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-18/ Sat, 26 Nov 2022 02:22:48 +0000 https://thestandard.co/?p=715692

นักเศรษฐศาสตร์เปรียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยเหมือนวัยชราภาพ เส […]

The post นักเศรษฐศาสตร์เปรียบเศรษฐกิจไทย ‘ชราภาพ’ พร้อมหั่นคาดการณ์ GDP ปีหน้าเหลือเพียง 2.8% appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักเศรษฐศาสตร์เปรียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยเหมือนวัยชราภาพ เสน่ห์ไม่เท่ากับในอดีต หลังฟื้นตัวช้ากว่านานาประเทศแม้โควิดคลี่คลาย แนะแร่งปรับมายด์เซ็ต เน้นเชื่อมโยงกับภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ 

 

จากเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ ผ่านมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ (Group Chief Economist) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท Sea Group

 

เกียรตินาคินภัทรเผย เศรษฐกิจไทยไม่น่าดึงดูดเท่าอดีต

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวบนเวทีเสวนา THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ ‘EDGE OF TOMORROW เศรษฐกิจไทยบนปากเหว’ ว่า ประเทศไทยเหมือนกับสาวสวยเจ้าของร้านขายของชำเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ใครเดินผ่านก็ต้องแวะอุดหนุนเป็นประจำ วันนี้ผ่านไป 20 ปี เจ้าของร้านก็ยังสวยแต่กลับชราลง จึงทำให้ปัจจุบันไม่สามารถดึงดูดลูกค้าได้เท่าในอดีต

 

โดยปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือโตช้าลงเรื่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบตามมาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความสำคัญระดับประเทศจะลดลง, โอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคมของคนไทยจะลดลง และปัญหาทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น 

 

“การฟื้นตัวจากโควิดยังเป็นประเด็นที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยอยู่ หลายๆ ประเทศฟื้นกลับไปเรียบร้อยแล้ว แต่ GDP ของเรายังไม่กลับไปเท่าระดับก่อนโควิด เพราะฉะนั้นเราเผชิญกับหลุมที่ลึกกว่าคนอื่น และเราปีนขึ้นมาช้ากว่าคนอื่น”

 

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ข้างนอกมากมาย แต่ไทยกลับแสวงหาโอกาสจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ดีมากนัก 

 

แนวโน้มเศรษฐกิจหลังจากนี้ไทยยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่สูง รวมถึงเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวหรือมีโอกาสที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

“ในอังกฤษหรือยุโรปอาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปแล้วก็ได้ ในฐานะที่เศรษฐกิจไทยเป็นประเทศเล็กและเปิดเราหลีกหนีจาก Shock นี้ไม่ได้แน่ๆ”

 

“เรากำลังจะเจอ Head Wind ที่สำคัญ พายุที่กำลังจะมาคือเศรษฐกิจภายนอกซึ่งจะนำไปสู่ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว เพราะถ้าเศรษฐกิจภายนอกไม่ดีนักท่องเที่ยวจะมาเหมือนเดิมหรือไม่”

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ปัญหาสำคัญนั่นก็คือโครงสร้างประชากร โดยไทยกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจำนวนประชากรวัยทำงานกำลังลดลง โอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจหลังจากนี้จึงมีความท้าทายอย่างมาก

 

“ถ้าเราไม่เพิ่มผลิตภาพแรงงานยังไงการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ต้องชะลอตัวลงไปเรื่อยๆ”

 

เตือนเศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยง ‘เหนือความคาดหมาย’

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า ถึงแม้จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจโลกที่กำลังจะแย่ อาจจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไปด้วย ทำให้การฟื้นตัวไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง รวมถึงอาจมีความเสี่ยงที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น โดยล่าสุด บล.เกียรตินาคินภัทร ได้จะปรับประมาณการทางเศรษฐกิจปี 2566 ลง โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียง 2.8%”   

 

ขณะที่ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ (Group Chief Economist) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท Sea Group มองว่า ประเทศไทยเหมือนนักกีฬาที่แก่ตัวลง เมื่อก่อนเคยโดดเด่น และเคยจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่ในปัจจุบันกลับชราลง ซึ่งก็คือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เห็นได้จากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ​ (GDP) ที่ไม่ได้เติบโตเร็วเหมือนในอดีต

 

“การที่เป็นนักกีฬาที่แก่ตัวลงก็ไม่ได้แปลว่าอนาคตนักกีฬาจะจบ นักกีฬาที่แก่ตัวที่เล่นได้นานมากๆ และก็ยังเก่งและมีประโยชน์กับทีมมีเยอะ แต่มันต้องยอมรับเปลี่ยนมายด์เซ็ต เปลี่ยนแอตติจูดของเรา ว่าเราไม่ใช่สตาร์ ไม่ใช่ทุกคนจะต้องวิ่งเข้ามาหาเรา ไม่ใช่ที่ที่แมวมองจะมาหาเรา เราต้องวิ่งเข้าไปหาแมวมอง”

 

แนะหาจุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ยังมองว่าประเทศไทยต้องมองตัวเองใหม่ โดยควรมองว่าเป็นประเทศเล็กประเทศหนึ่งในโลกที่ต้องเชื่อมโยงกับโลก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาโลกมากกว่าที่โลกพึ่งพาประเทศไทย เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องมองออกไปยังภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจโลก ต้องเข้าใจว่ากระแสโลกตอนนี้มีการแข่งขันอะไรกัน และจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยโดดเด่นและใช้เป็นจุดปักธงได้

 

“การที่เราเป็นนักกีฬาที่แก่ตัวลง เรายังไปได้อีกไกล และหลายประเทศก็ไปได้อีกไกล แต่มันต้องเปลี่ยนกรอบความคิดและเปลี่ยนวิธีเล่น”

 

ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ต้องคำนึงใน 3 สิ่งที่สำคัญ ได้แก่ 

 

1. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)

คำว่า ESG ซึ่งย่อมาจาก Environment, Social, และ Governance สิ่งหนึ่งที่เป็นบทเรียนสำคัญของปีนี้คือเราต้องไม่ลืมตัว ‘S’ หรือประเด็นในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะอาจจะเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว 

 

“หากคนมีปัญหาปากท้อง เราจะบีบให้คนไปเปลี่ยนผ่านเข้าไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้ยากขึ้น เราถูกบีบให้ชดเชยราคาน้ำมันดีเซล เราถูกบีบให้กลับมาใช้พลังงานเก่าๆ ยิ่งประเทศที่ดูแลคนตัวเล็กได้แย่ก็จะมีตัวเลือกที่ยากขึ้น

 

“ความเหลื่อมล้ำเป็นรากฐานของความยาก ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่เช่นกัน เพราะฉะนั้น ESG ต้องมีตัว S”

 

2. การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจในยุคดิจิทัล (Digital Transformation)

ในสองปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 42 ล้านคนที่เคยซื้อของออนไลน์ กลุ่มคนตัวเล็กจำนวนมากสามารถเติบโตขึ้นมาได้ผ่านการใช้เทคโนโลยี เช่น SMEs ที่สามารถเข้าถึงอีคอมเมิร์ซและขายสินค้าได้ทั่วประเทศ 

 

“จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่คนตัวเล็กต้องการดิจิทัล ดิจิทัลเองก็ต้องการคนตัวเล็ก เพราะว่าเศรษฐกิจดิจิทัลโตต่อไม่ได้ ถ้าเศรษฐกิจดิจิทัลไม่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้คนตัวเล็ก คนที่เข้าไม่ถึงการเงินการธนาคาร”

 

3. การเปลี่ยนขั้วอำนาจโลกไปเป็นเอเชียมากขึ้น (Asian Century) 

“เอเชียต้องมีอาเซียน” ในโลกยุคอาเซียนจะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น และเนื้อหอมมากขึ้น เกิดกลยุทธ์ China Plus One (C+1) เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สนับสนุนให้นักลงทุนกระจายการลงทุนโดยไม่เพียงแต่ลงทุนในจีน แต่เลือกพอร์ตการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นผ่านการลงทุนในหลากหลายประเทศในอาเซียน

 

3 ประเด็นดังกล่าวนับว่าเป็นความท้าทายและโอกาสมหาศาลของเศรษฐกิจไทย หากเราเข้าใจเทรนด์เหล่านี้

The post นักเศรษฐศาสตร์เปรียบเศรษฐกิจไทย ‘ชราภาพ’ พร้อมหั่นคาดการณ์ GDP ปีหน้าเหลือเพียง 2.8% appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘Rhino Bond’ ก้าวแรกของนวัตกรรมทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ https://thestandard.co/rhino-bond/ Tue, 22 Nov 2022 06:15:54 +0000 https://thestandard.co/?p=713560 Rhino Bond

ปัจจุบันปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่ากลายเป็นอาชญากรรมข้ามช […]

The post รู้จัก ‘Rhino Bond’ ก้าวแรกของนวัตกรรมทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rhino Bond

ปัจจุบันปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่ากลายเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ จัดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากการค้าขายอาวุธ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ประเมินว่า มูลค่าการลักลอบค้าสัตว์ป่าอยู่ที่ประมาณ 7- 23 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้การค้าสัตว์ป่านับว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจตลาดมืดที่ทำกำไรได้มหาศาล ซึ่งมักดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ 

 

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรสัตว์ป่าในโลกลดลงเกือบ 70% เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่แตกร้าวระหว่างมนุษย์และระบบนิเวศของโลก เช่นเดียวกับสถานการณ์ประชากรแรด หรือ ​​Rhino ในปัจจุบัน จากรายงานจากมูลนิธิแรดนานาชาติ (International Rhino Foundation)ในปี 2022 พบว่าประชากรแรดทั่วโลกมีน้อยกว่า 27,000 ตัว ลดลงจาก 70,000 ตัวในปี 1970 สาเหตุมาจากการถูกล่าเพื่อนำนอแรดไปขายในรูปแบบของเครื่องประดับต่างๆ หรือนำไปเป็นส่วนผสมของยาตามความเชื่อ การค้าที่ผิดกฎหมายนี้ส่งผลให้แรดเข้าสู่จุดพลิกผัน (Tipping Point) และกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์

 

บทบาท ‘แรด’ ในระบบนิเวศของโลก

ทั้งนี้ แรดมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของโลก และถูกเรียกว่าเป็น ‘Umbrella Species’ ซึ่งหมายความว่า การดำรงอยู่ของแรด เท่ากับการดำรงอยู่ของสัตว์ป่านานาชนิดในผืนป่า ตัวอย่างเช่น แรดจะกินยอดไม้พุ่มและต้นไม้เตี้ย ตัดแต่งกิ่งไม้เหล่านี้และควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยพืชเหล่านั้นเพื่อเป็นที่พักพิงและอาหาร นอกจากนี้การควบคุมการเติบโตของพืช ดูแลรักษาทุ่งหญ้าของแรด ยังช่วยลดโอกาสการเกิดไฟไหม้ และทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ หากไม่มีแรด ท้ายที่สุดแล้วอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์ชนิดต่างๆ มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการอนุรักษ์แรดจึงเปรียบเสมือนการดูแลและปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ของพันธุ์พืชและสัตว์ป่าสายพันธุ์อื่นๆ ไปด้วย 

 

World Bank ได้ประกาศเปิดตัว ‘Rhino Bond’

ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้นปี 2022 ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศเปิดตัว ‘Rhino Bond’ หรือ​​ตราสารหนี้เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า (Wildlife Conservation Bond) โดยระดมทุนได้ทั้งสิ้น 150 ล้านดอลลาร์ มีอายุครบกำหนด 5 ปี เงินทุนที่ได้จะนำไปใช้เพิ่มจำนวนประชากรแรดดำที่อาศัยอยู่ใน 2 อุทยานแห่งชาติที่แอฟริกาใต้ ได้แก่ Addo Elephant National Park และ Great Fish River Nature Reserve 

 

Rhino Bond จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยระหว่างงวด และเมื่อครบกำหนดอายุ 5 ปี ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากจำนวนประชากรแรดดำคงที่หรือลดลง นักลงทุนจะได้รับเพียงเงินต้นคืนเท่านั้น ในกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) หากจำนวนประชากรแรดดำเพิ่มขึ้น นักลงทุนจะได้รับเงินต้นคืน และจะได้รับผลตอบแทนจากความสำเร็จในการอนุรักษ์ (Conservation Success Payment) ตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยผลตอบแทนจะอยู่ที่ระหว่าง 3.66-9.17% ซึ่งจ่ายโดยกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility) 

 

Rhino Bond นับว่าเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ ในการเปิดแหล่งทุนเพื่อการอนุรักษ์และแบ่งปันความเสี่ยงทางการเงินในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันต่างๆ หาก Rhino Bond พิสูจน์ได้ว่าเป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุน และประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์แรดตามเป้าหมายที่วางไว้ เชื่อว่าตราสารหนี้ประเภทนี้อาจเป็นต้นแบบของจัดหาเงินทุนเพื่อการอนุรักษ์ของโลก และสามารถนำไปใช้ในอุทยานแห่งชาติอื่นๆ เพื่อปกป้องประชากรสัตว์ป่าที่มีสถานะถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์ อันเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์

 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดขึ้นกับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ปัญหา 

 

เหมือนกับที่ สืบ นาคะเสถียร เคยกล่าวเอาไว้ว่า

  

“ผลที่จะเกิดขึ้นจากการอนุรักษ์มิได้เป็นประโยชน์เฉพาะคนที่อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังคงสามารถอำนวยประโยชน์ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานต่างหาก”


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง: 

 

The post รู้จัก ‘Rhino Bond’ ก้าวแรกของนวัตกรรมทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับสัญญาณเศรษฐกิจ ‘สหราชอาณาจักร’ เข้าสู่ Recession ลึกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระเทือนถึงนโยบาย BOE https://thestandard.co/uk-economy-recession/ Sun, 13 Nov 2022 07:11:19 +0000 https://thestandard.co/?p=708400 เศรษฐกิจ

ปัจจุบันสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ […]

The post จับสัญญาณเศรษฐกิจ ‘สหราชอาณาจักร’ เข้าสู่ Recession ลึกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระเทือนถึงนโยบาย BOE appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ

ปัจจุบันสหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตค่าครองชีพสูง, เงินเฟ้อพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี, เศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย และความเสียหายจากการประกาศนโยบายการคลังที่ผิดพลาด โดย Goldman Sachs วาณิชธนกิจชื่อดังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมีความแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

 

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลของ ลิซ ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ได้ประกาศแผนงบประมาณขนาดเล็ก (Mini-Budget) หรือมาตรการลดภาษีต่อผู้เสียภาษี และภาคธุรกิจต่างๆ รวมไปถึงโครงการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งได้สร้างความผันผวนและปั่นป่วนอย่างมากแก่ตลาดการเงิน 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง​: 


เนื่องจากปัญหาการขาดดุลการคลัง หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง และปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือที่เรียกว่าภาวะขาดดุลแฝด (ขาดดุลการคลัง พร้อมกับขาดดุลบัญชีเดินสะพัด) อาจจะทำให้ความยั่งยืนและความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของรัฐบาลอังกฤษมีปัญหาในอนาคต 

 

หลังจากการประกาศแผนงบประมาณขนาดเล็ก (Mini-Budget) ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงทำสถิติอ่อนค่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่ระดับ 1.035 ดอลลาร์ต่อปอนด์ นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวทำให้นักลงทุนแห่เทขายพันธบัตรรัฐบาล จนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นเหนือ 5% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2002 

 

ลำบากถึงธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ที่กำลังดำเนินนโยบายทางการเงินที่มุ่งมั่นในการสกัดเงินเฟ้อพุ่งขึ้นจากราคาพลังงาน ต้องหยุดเหยียบเบรก และกลับลำมาเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล (Quantitative Easing: QE) โดยประกาศเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว เพื่อช่วยกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ลง และช่วยรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

 

หลังจากนั้นเพียง 3 สัปดาห์ นโยบายดังกล่าวก็ถูกปรับเปลี่ยนกลับทิศทาง เรียกได้ว่าเป็นนโยบายที่ยูเทิร์นหันหลังกลับจากรัฐมนตรีคลังคนก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง โดย เจเรมี ฮันต์ รัฐมนตรีคลังคนใหม่ ประกอบกับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ ริชิ ซูนัค  ได้คลายความตึงเครียดในตลาดการเงิน ทำให้ตลาดกลับมาสงบได้อีกครั้ง ค่าเงินปอนด์ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของสหราชอาณาจักรได้กลับสู่ภาวะปกติก่อนการประกาศนโยบาย

 

โดยรวมแล้ว Goldman Sachs คาดว่าผลิตภัณฑ์ภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ของสหราชอาณาจักร จะลดลงประมาณ 1.5% ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับในช่วงที่เกิดวิกฤติโควิดหรือวิกฤตการณ์ทางการเงิน เหตุผลเป็นเพราะว่ายังมีความช่วยเหลือจากรัฐบาลในรูปแบบของการกำหนดเพดานราคาพลังงาน (Energy Price Cap) และครัวเรือนมีเงินออมเพิ่มเติมที่อาจใช้ในยามฉุกเฉิน

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการกำหนดเพดานราคาพลังงานสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2023 จากเดิมที่กำหนดแผนตรึงราคาพลังงานไว้ที่ 2 ปี นอกจากนี้ สถานการณ์ในตลาดพลังงานตอนนี้ดูมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อุปทานก๊าซมีไม่เพียงพอ หากการนำเข้ากระแสไฟฟ้าจากยุโรปลดลง และด้วยเหตุนี้อาจเจอผลกระทบหนักหนาสาหัสถึงขั้นต้องปันส่วนก๊าซกันในช่วงฤดูหนาว 

 

 

สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อนโยบายของ BOE ในอนาคตอย่างไร ?

 

Goldman Sachs มองว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) จะต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา BOE ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% สู่ระดับ 3% 

 

โดยการปรับดอกเบี้ยในครั้งนี้นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 และเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากที่สุดในรอบ 33 ปีของ BOE นอกจากนี้ Goldman Sachs คาดว่าจะมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในเดือนธันวาคม เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับตลาดแรงงานที่ยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว 

 

ยิ่งไปกว่านั้น Goldman Sachs คาดว่า BOE จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปถึงอัตราสุดท้ายที่ระดับ 4.75% ซึ่งใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้สำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แต่ความเสี่ยงของสหราชอาณาจักรคือ BOE อาจลงเอยด้วยการขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับที่ต่ำกว่านั้น ตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลไม่ขยายการกำหนดเพดานราคาพลังงาน (Energy Price Cap) ให้เกิน 6 เดือน Goldman Sachs คาดว่าจะส่งผลทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจอ่อนแอลง และในกรณีนั้น BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ต่ำกว่าระดับ 4.75%

 

นับว่าเป็นบทเรียนสำคัญของสหราชอาณาจักรและธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก เพราะในบางครั้งธนาคารกลางจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกัน เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของธนาคารกลาง

 

อ้างอิง:

The post จับสัญญาณเศรษฐกิจ ‘สหราชอาณาจักร’ เข้าสู่ Recession ลึกขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระเทือนถึงนโยบาย BOE appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เศรษฐกิจสหรัฐฯ’ อาจไม่ถดถอยอย่างน่ากังวลตามคาด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานว่างและอัตราการว่างงาน https://thestandard.co/usa-economy/ Sat, 01 Oct 2022 07:34:57 +0000 https://thestandard.co/?p=689332 เศรษฐกิจสหรัฐฯ

แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจกถดถอยอย่าง […]

The post ‘เศรษฐกิจสหรัฐฯ’ อาจไม่ถดถอยอย่างน่ากังวลตามคาด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานว่างและอัตราการว่างงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจสหรัฐฯ

แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับการเกิดภาวะเศรษฐกิจกถดถอยอย่างรุนแรงในสหรัฐฯ แต่ล่าสุดทั้ง IMF และ Goldman Sachs ซึ่งเต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์แถวหน้า ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจจะไม่รุนแรงอย่างที่กังวล โดยปัจจัยที่ทำให้มุมมองเริ่มเปลี่ยนไปก็คือตำแหน่งงานว่างและอัตราการว่างงาน 

 

เมื่อไม่นานมานี้ การปราบเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงให้อยู่หมัดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้เริ่มดำเนินการผ่านนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ด้วยการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วเพื่อลดภาวะเงินเฟ้อ และคาดว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องต่อไป หลังจากสหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือตัวเลขเงินเฟ้อ ในเดือนสิงหาคมขยายตัว 8.3% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1% 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


คำถามคือการต่อสู้กับเงินเฟ้อในครั้งนี้จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสร้างสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในตลาดแรงงานได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ค่าจ้างและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงโดยไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือเผชิญกับภาวะถดถอย นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ทำให้อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นมากนั่นเอง 

 

อย่างไรก็ตาม โอลิเวียร์ แบลนชาร์ด อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ไม่เห็นโอกาสที่อุปสงค์ในตลาดแรงงานจะลดลง โดยปราศจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน โดยระบุว่าจากข้อมูลทางสถิติในอดีต พบว่าตำแหน่งงานว่างที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญนั้น ผลที่ตามมาคืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงเศรษฐกิจซบเซา หลายบริษัทมักจะชะลอการจ้างงานออกไปก่อน จนถึงประกาศเลิกจ้างพนักงาน เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของบริษัทที่มีจำนวนมากลงนั่นเอง

 

สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน การผลักดันให้อัตราการว่างงานกลับเข้าสู่อัตราการว่างงานตามธรรมชาติ (Natural Rate of Unemployment) ที่ระดับ 4.5-5% อาจไม่เพียงพอที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดจากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ประกอบกับการปรับขึ้นราคาสินค้าและการปรับขึ้นค่าแรง ซึ่งจะวนลูปจนเกิดเป็นวงจรเงินเฟ้อที่ยากจะแก้ไข (Wage-Price Spiral) 

 

ด้วยเหตุนี้ แบลนชาร์ดจึงเห็นความเป็นไปได้บางอย่างที่อัตราการว่างงานจะต้องเพิ่มขึ้นสูงถึง 6% หรือมากกว่า ซึ่งจะเป็นชนวนเหตุสำคัญของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง

 

ในทางกลับกัน ทางด้าน แจน แฮตซิอุส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs มองว่าตลาดแรงงานสามารถปรับสมดุลได้โดยไม่ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อว่าสถานการณ์ตลาดแรงงานได้เปลี่ยนแปลงไปหลังการระบาด ส่งผลให้ตลาดแรงงานร้อนแรงในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ ความร้อนแรงของตลาดแรงงานนั้นได้คลี่คลายในช่วงหลังการระบาด ทำให้ตำแหน่งงานว่างลดลงโดยไม่ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นนั่นเอง

 

นอกจากนี้ แฮตซิอุสยังเชื่อว่าในที่สุดอัตราเงินเฟ้อจะสามารถควบคุมได้ โดยคาดว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มสู่ระดับสูงสุดที่ประมาณ 4% ณ สิ้นปี 2024 และชี้ให้เห็นถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลาย ประกอบกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงเมื่อเร็วๆ นี้ กำลังส่งแรงกระตุ้นในการขจัดเงินเฟ้อที่มาจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงในวงกว้างมากขึ้นนั่นเอง 

 

โดยรวมแล้ว หากพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และแนวโน้มการเติบโตของสหรัฐฯ ล่าสุด ทำให้แฮตซิอุสมั่นใจมากขึ้นว่า Fed จะสามารถนำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงจอดได้อย่างนุ่มนวล (Soft Landing) แม้ว่า Fed จะมุ่งมั่นต่อสู้กับเงินเฟ้อมากกว่าสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้คาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นมากขึ้น และอัตรา​​ดอกเบี้ยนโยบายในปี 2022 ที่สูงขึ้นที่ 4-4.25% 

 

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นโอกาสที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ด้วยความน่าจะเป็น 30% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า และประมาณ 50% ในอีก 24 เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าภาวะถดถอยดังกล่าวน่าจะไม่รุนแรง

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘เศรษฐกิจสหรัฐฯ’ อาจไม่ถดถอยอย่างน่ากังวลตามคาด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานว่างและอัตราการว่างงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดจุดเด่น เวียดนาม หลังจ่อขึ้นแท่นประเทศที่คว้าชัยในยุค Deglobalization https://thestandard.co/vietnam-deglobalization/ Sat, 01 Oct 2022 05:46:50 +0000 https://thestandard.co/?p=689444 เวียดนาม

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ภายหลังจากรัฐบาลคอมมิวนิส […]

The post เปิดจุดเด่น เวียดนาม หลังจ่อขึ้นแท่นประเทศที่คว้าชัยในยุค Deglobalization appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียดนาม

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ภายหลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามได้ออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อ ‘โด่ย เหมย’ ทำให้เวียดนามมีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างก้าวกระโดด ซึ่งการเริ่มใช้ระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาด ลดการผูกขาดของภาครัฐ และเพิ่มเสรีทางการค้าและการลงทุนในภาคเอกชน ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นที่จับตามองของนักลงทุนและนักธุรกิจทั่วโลก 

 

หลายท่านคงคุ้นเคยกับคำว่า ‘Made in Vietnam’ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยกว่า 40% ของรองเท้า adidas และ Nike ที่เราได้สวมใส่กันอยู่ทุกวันนี้ต่างถูกผลิตขึ้นที่ประเทศเวียดนาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง​:


รวมไปถึงแบรนด์อิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังอย่าง LG, Samsung และ Panasonic ที่มีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศเวียดนามเช่นเดียวกัน หากพิจารณาในปี 2020 พบว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คิดเป็น 38% ของการส่งออกสินค้าของเวียดนาม โดยเพิ่มขึ้นจาก 14% ในปี 2010

 

รับอานิสงส์สงครามการค้า ‘จีน-สหรัฐฯ’

ปัจจุบันปัญหาสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ นั้นส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นปลายทางในการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน โดยในปี 2019 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากจีนลดลง และนำเข้าสินค้าจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์

 

สืบเนื่องมาจากแรงกดดันต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาอำนาจที่นับวันมีแต่จะร้อนระอุขึ้น ค่าแรงที่แพงขึ้น ประกอบกับมาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดของจีน นับเป็นอีกครั้งที่ธุรกิจขนาดใหญ่ของโลกกำลังหนีออกจาก ‘จีน’ และเบนเข็มไปที่ ‘เวียดนาม’ แทน โดยล่าสุด Foxconn และ Pegatron ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่สุดของ Apple ซึ่งผลิต Apple Watch, MacBook และอุปกรณ์อื่นๆ กำลังสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในเวียดนาม นอกจาก Apple ก็มีบริษัทไอทีต่างชาติอีกหลายแห่งที่ตัดสินใจย้ายหรือหันไปเพิ่มโรงงานผลิตในเวียดนามแทน เช่น Dell, HP, Google, Microsoft และ Samsung 

 

ทั้งหมดนี้สามารถนำพาเวียดนามไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยทำให้ชาวเวียดนามหลายล้านคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจจะเพิ่มความนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่ปกครองด้วยพรรคการเมืองเดียวมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนามในปี 1975 

 

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายให้คนเวียดนามมีความร่ำรวยมากยิ่งขึ้น รัฐบาลได้ตั้งเป้า GDP ต่อหัวมากกว่า 1.8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2045 ซึ่งต้องอาศัยการเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากภาคการผลิตที่เน้นการใช้แรงงาน มาเป็นสินค้าไฮเทคที่มีมูลค่าสูงขึ้นนั่นเอง

 

โครงสร้างประชากรเอื้ออำนวย

โครงสร้างประชากรนับเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของเวียดนาม เวียดนามมีจำนวนประชากรมากถึง 100 ล้านคน และประชากรส่วนมากอยู่ในวัยทำงาน ภายใต้อัตราค่าจ้างแรงงานในระดับต่ำ อีกทั้งภาครัฐยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนความตกลงการค้าเสรี ทำให้เวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ ผู้นำประเทศเวียดนามนั้นเข้มงวดเรื่องโควิดน้อยกว่าจีน เห็นได้ชัดจากกรณีที่เวียดนามเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคม ในขณะที่ประเทศจีนยังคงมีอุปสรรคมากมายในการเข้าประเทศ

 

ทำเลทองเชื่อมประตูการค้า

เวียดนามตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดบนคาบสมุทรอินโดจีน ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ที่มีทำเลที่ได้เปรียบ ทำให้เวียดนามเป็นประตูสู่มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยทางตอนเหนือของเวียดนามมีพรมแดนติดกับจีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรมากกว่า 1 พันล้านคน นอกจากนี้ยังขนานไปกับเส้นทางการค้าทางทะเลของเอเชียที่มีแนวชายฝั่งยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร และท่าเรือน้ำลึกระดับโลก เวียดนามจึงเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่มาจากสิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ที่ต้องการติดต่อกับจีน ประเทศในเอเชียตะวันออก แอฟริกา และยุโรป

 

‘ทักษะแรงงาน’ อาจเป็นจุดก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม ยังมีงานอีกมากที่เวียดนามต้องทำหากโรงงานในเวียดนามต้องการยกระดับห่วงโซ่คุณค่า เนื่องจากฐานการผลิตยังเล็กกว่าของจีนอย่างมาก อีกทั้งบริษัทต่างชาติต้องการซื้อชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้นเพราะจะสะดวกและรวดเร็วกว่าการจัดหาจากต่างประเทศ ซึ่งยังนับว่าเป็นข้อจำกัดของเวียดนามในปัจจุบัน เนื่องจากแรงงานเวียดนามยังขาดความชำนาญในด้านการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้หลายบริษัทซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ต้องนำเข้าชิ้นส่วนต่างๆ จากต่างประเทศ เพราะผลิตภัณฑ์ของเวียดนามไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่ต้องการ

 

ในส่วนของภาครัฐก็มีบทบาทเช่นกัน แรงงานในเวียดนามมีจำนวนมาก แต่หัวหน้างานและแรงงานที่มีทักษะนั้นหายาก 

 

Michael Nguyen Country Head ของ Boeing ในเวียดนาม แนะนำให้บริษัทต่างๆ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อปรับปรุงการฝึกอบรมให้เข้ากับสิ่งที่บริษัทต่างๆ ต้องการ หากเวียดนามจะเจริญรุ่งเรืองอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน เวียดนามต้องลงทุนไม่เพียงแต่ในด้านโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังต้องลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง​:

The post เปิดจุดเด่น เวียดนาม หลังจ่อขึ้นแท่นประเทศที่คว้าชัยในยุค Deglobalization appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ความท้าทายที่ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเผชิญ และอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้คน https://thestandard.co/global-supply-chain-challenges/ Fri, 16 Sep 2022 11:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=682633 ห่วงโซ่อุปทานโลก

นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด แสดงให้เห็นว่าโลกมีคว […]

The post 5 ความท้าทายที่ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเผชิญ และอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห่วงโซ่อุปทานโลก

นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด แสดงให้เห็นว่าโลกมีความเชื่อมโยงกัน โดยผลกระทบหนึ่งที่น่าจับตาคือปัญหาคอขวดในการผลิต (Supply Bottlenecks) ซึ่งสะท้อนปัญหาความไม่สมดุลของอุปทานและอุปสงค์สินค้าในโลก โดยหลังคลายล็อกดาวน์ ความต้องการสินค้าทั่วโลกสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานทำงานสะดุด (Global Supply Disruptions) ปัญหานี้นับเป็นปัญหาใหญ่ในภาคการผลิตทั่วโลกมาตลอดปีที่แล้ว และมีส่วนทำให้เกิดปรากฏการณ์เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

 

ต่อไปนี้คือ 5 ความท้าทายที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องเผชิญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของเราในการซื้อสินค้าในฤดูหนาวนี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


1. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ครัวเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น ประกอบกับความคาดหวังที่ผู้บริโภคจะต้องลดการใช้จ่ายจำนวนมากในฤดูหนาวนี้ ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการมีความไม่แน่นอน

 

สิ่งนี้ทำให้ยากต่อการวางแผนห่วงโซ่อุปทานในการประมาณล่วงหน้าถึงปริมาณและประเภทของสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการระบาดใหญ่ได้เปลี่ยนภาพนี้ไปมากแล้ว แต่การคาดการณ์ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคในปี 2565 ก็จะยิ่งยากขึ้น

 

สต๊อกสินค้าสำหรับช่วงเทศกาลคริสต์มาสนั้นถูกผลิตและจัดส่งล่วงหน้าหลายเดือน ดังนั้นความไม่แน่นอนในปัจจุบันจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการคาดการณ์ที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดหวังในวันคริสต์มาสนี้ หากผลิตภัณฑ์บางอย่างหายากหรือมีราคาแพงเกินกว่าที่จะซื้อ เนื่องจากอุปทานตึงตัวและราคาสูงขึ้น

 

2. การจลาจลของคนงาน

ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนงานต้องเรียกร้องให้ขึ้นค่าแรง เพื่อชดเชยผลกระทบของเงินเฟ้อต่อค่าจ้างของพวกเขา

 

การดำเนินการทางอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวและเติบโตเพิ่มขึ้น เพิ่มแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างมาก ยกตัวอย่างกรณี คนขับรถบรรทุกในเกาหลีใต้หยุดงานประท้วง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ด้านเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป ยานยนต์ แบตเตอรี่ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 

 

นอกจากนี้ในสหราชอาณาจักรก็มีการประท้วงหยุดงานเช่นกัน โดยพนักงานขับรถไฟราว 5,000 คนในเครือข่ายรถไฟของสหราชอาณาจักรเกือบ 1 ใน 4 หยุดงานประท้วง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ให้ขึ้นค่าแรง หลังจากอัตราเงินเฟ้อของประเทศแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี โดยการหยุดงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการส่งมอบวัสดุก่อสร้างที่ล่าช้า

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกในปี 2564 ยังดำเนินต่อไปในปีนี้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้แพร่กระจายไปยังภาคส่วนอื่นๆ ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงท่าเรือและคลังสินค้า ประกอบกับความต้องการอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นการระบาดใหญ่ ธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มตึงเครียดในการดำเนินงานมากขึ้น

 

3. การขาดแคลนพลังงาน

อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันไม่เพียงแต่เป็นปัญหาสำหรับราคาอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นทุนด้านพลังงานด้วย ราคาก๊าซที่สูงขึ้นและอุปทานที่ลดลงจากรัสเซียทำให้บริษัทในยุโรปต้องมองหาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น ถ่านหิน ในขณะที่การวิจัยจากหอการค้าและอุตสาหกรรมของเยอรมนีแสดงให้เห็นว่า 16% ของบริษัทต่างๆ คาดว่าจะลดการผลิตหรือหยุดการดำเนินธุรกิจบางส่วน

 

เยอรมนีเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปและต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นอย่างมาก หากคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะถดถอย อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั่วโลก 

 

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในสัดส่วนที่น้อยก็ยังต้องเผชิญกับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ปากีสถานลดวันทำงานเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน และในนอร์เวย์หลายบริษัทเริ่มลดกำลังการผลิตปุ๋ยลง เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่งสูงขึ้น จากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดคำถามถึงความสามารถของยุโรปในการผลิตปุ๋ยที่เพียงพอสำหรับพืชผล และอาจส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารทั้งโลกได้

 

ในฝั่งของผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ กำลังลดประมาณการยอดขาย และผู้ผลิตรถยนต์ในสหราชอาณาจักรกังวลเกี่ยวกับผลผลิต นอกจากนี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โรงงานประกอบรถยนต์และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ได้เริ่มปิดตัวลงแล้ว เนื่องจากขาดแคลนพลังงาน และที่สำคัญการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดนี้จะส่งคลื่นกระแทกผ่านห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

4. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นต้นตอของภาวะเงินเฟ้อด้านพลังงานและราคาอาหารส่วนใหญ่ที่โลกกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ห่วงโซ่อุปทานเกิดความระส่ำระสาย และทำให้เกิดวิกฤตอาหารทั่วโลก

 

การขาดแคลนปุ๋ยนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตด้านการเกษตรลดลงในหลายประเทศ ขณะที่เรือธัญพืชบางลำได้ออกจากยูเครนแล้ว เพื่อแจกจ่ายเสบียงสำคัญที่จะจัดการกับความอดอยากในประเทศต่างๆ เช่น เยเมน แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้ไม่เพียงพอที่จะสามารถแก้ไขวิกฤตอุปทานอาหารทั่วโลกได้

 

ในส่วนอื่นๆ ของโลก ความสัมพันธ์อันร้าวฉานระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากการเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จนถึงจุดที่จีนประกาศระงับความร่วมมือด้านต่างๆ กับสหรัฐฯ ได้ทำให้เขตการเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลกต้องหยุดชะงักในเดือนสิงหาคม

 

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างจีน ไต้หวัน และสหรัฐฯ กำลังเป็นประเด็นที่ทั้งโลกต้องหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมไอทีที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจุบันไต้หวันถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 60% หากที่สุดแล้วเรื่องราวบานปลายจนเกิดภาวะสงครามขึ้นมา สินค้าไอทีมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ชิปอาจหายไปค่อนโลก 

 

5. สภาพอากาศสุดขั้ว

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระยะยาวสำหรับห่วงโซ่อุปทาน ภัยแล้งทำให้ระดับน้ำทั่วโลกลดลงในปีนี้ และส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้า

 

เวลาน้ำลดหมายความว่าเรือสามารถบรรทุกสินค้าได้เพียงเศษเสี้ยวของการขนส่งตามปกติ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกยตื้น แม้ว่าการขนส่งสินค้าจะถูกโอนไปยังการขนส่งประเภทอื่น แต่เรือลำเดียวอาจต้องใช้รถบรรทุกมากกว่า 500 คันในการเคลื่อนย้ายสินค้า

 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บางส่วนของแม่น้ำแยงซีของจีน ซึ่งคิดเป็น 45% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถูกปิดไม่ให้เรือโดยสาร เนื่องจากระดับน้ำต่ำกว่าปกติมากกว่า 50% นอกจากนี้ยุโรปต่างก็กำลังเผชิญภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 500 ปี โดยพื้นที่ราว 2 ใน 3 ต้องประกาศเตือนภัยหรือแจ้งเหตุฉุกเฉิน

 

ภาพด้านล่างแสดงถึงผลกระทบของภัยแล้งที่มีต่อแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในยุโรปกลางที่เชื่อมโยงผู้ผลิตในเยอรมนีกับทะเล

 

ห่วงโซ่อุปทานโลก

ภาพที่ 1: แสดงระดับแม่น้ำในเดือนสิงหาคม 2564

 

ห่วงโซ่อุปทานโลก

ภาพที่ 2: แสดงระดับน้ำที่ต่ำกว่ามากในบริเวณเดียวกันของแม่น้ำในอีก 1 ปีต่อมา

 

ปัจจุบันแม่น้ำไรน์มีน้ำน้อยมากจนเรือบางลำสามารถบรรทุกได้เพียง 1 ใน 4 ของค่าระวางปกติ ความแห้งแล้งยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แม่น้ำไรน์และแม่น้ำสายอื่นๆ จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายถ่านหินและก๊าซในปริมาณมาก เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนพลังงาน

 

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกำลังเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการคาดการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในช่วงฤดูหนาวปี 2022 พบว่า ฤดูพายุเฮอริเคนแอตแลนติกจะรุนแรงกว่าปกติ ซึ่งอาจขัดขวางเส้นทางเดินเรือที่สำคัญหลายเส้นทางในมหาสมุทรแอตแลนติก

 

จากที่กล่าวมาข้างต้น ความท้าทายทั้ง 5 ข้อนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการรอสินค้าของผู้ซื้อในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจีน และส่งมอบไปยังตลาดตะวันตก แม้ว่าการขาดแคลนไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจใช้เวลานานขึ้นกว่าจะถึงร้านค้าในฤดูหนาวที่จะถึงนี้

 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post 5 ความท้าทายที่ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเผชิญ และอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากพิษสงคราม https://thestandard.co/world-economic/ Thu, 15 Sep 2022 03:48:47 +0000 https://thestandard.co/?p=681694 เศรษฐกิจโลก

ปัจจุบันมีหลากหลายปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะ […]

The post สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากพิษสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจโลก

ปัจจุบันมีหลากหลายปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนในตลาดการเงินที่เพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนของสงคราม เงินเฟ้อที่จะปรับสูงขึ้น และปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน หลายคนอาจวิตกถึงทิศทางและภาวะของเศรษฐกิจโลกในปี 2565 และบางคนอาจหวั่นใจว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบหรือไม่ THE STANDARD WEALTH จะพาทุกคนมาดูสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกผ่าน 8 ประเทศดังต่อไปนี้

 

1. เกาหลีใต้

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อของเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม ซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 6.3 โดยมีแนวโน้มชะลอตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน และต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามจากดัชนีราคาผู้บริโภคหลัก (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ยังคงเร่งการเติบโต ยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงสูงขึ้นอีกระยะหนึ่ง 

 

2. เยอรมนี

ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป กำลังเผชิญกับเศรษฐกิจที่อยู่ในแนวโน้มชะลอตัว 3 ไตรมาสติดต่อกัน จากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าว Reuters โดยมีสาเหตุหลักจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากรัสเซียลดการส่งออกไปยังยุโรป

 

3. ตุรกี

อัตราเงินเฟ้อของตุรกีในเดือนสิงหาคมพุ่งเกิน 80% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 เพิ่มขึ้นเป็น 80.2% ในเดือนสิงหาคมจาก 79.6% ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากนโยบายการเงินแบบสวนกระแสของประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ที่ให้ความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ส่งผลกระทบต่อค่าเงินลีราอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และกระทบต่อเสถียรภาพของราคา รวมถึงระบบการเงินภายในประเทศ

 

4. อังกฤษ

บริษัทรับเหมาก่อสร้างของอังกฤษประสบปัญหากิจกรรมการก่อสร้างหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) การก่อสร้าง S&P Global/CIPS อยู่ที่ 49.2 ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นจาก 48.9 ในเดือนกรกฎาคม แต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ 50.0 ซึ่งแสดงถึงการขยายตัวในอุตสาหกรรมการก่อสร้างในสหราชอาณาจักร โดยจากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าว Reuters คาดการณ์ว่าจะลดลงเหลือ 48.0

 

5. ญี่ปุ่น

ภาคครัวเรือนญี่ปุ่นมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบเป็นรายปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือนมิถุนายน แม้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด

 

แต่ยังมีปัจจัยกดดันจากทิศทางเงินเฟ้อ หลังเงินเยนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 24 เดือน ทำให้การใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นส่งสัญญาณน่ากังวล โดยปัจจัยเสี่ยงที่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเผชิญอยู่คือ ปัญหาสินค้าแพงขึ้น อันเป็นผลจากปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก ประกอบกับการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นมีต้นทุนการนำเข้าแพงขึ้น 

 

จากรายงานล่าสุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ขยายตัว 3.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้นว่าเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบรายปี โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัว มาจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยกเลิกข้อจำกัดของมาตรการป้องกันโรคโควิด ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาขยายตัวอีกครั้ง

 

6. ออสเตรเลีย

ในการประชุมเดือนกันยายน 2565 ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% สู่ระดับ 2.35% ซึ่งเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันที่ได้มีการเคลื่อนไหวดังกล่าว นับว่าเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด โดยมีเป้าหมายที่จะสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

 

7. สหรัฐอเมริกา

การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงในเดือนกรกฎาคม โดยการส่งออกแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นแนวโน้มที่การค้ายังคงส่งผลต่อการเติบโตของ GDP ในไตรมาสที่ 3

 

นอกจากนี้ หากพิจารณาด้านตลาดแรงงาน พบว่า นายจ้างในสหรัฐฯ จ้างคนงานมากกว่าที่คาดไว้ในเดือนสิงหาคม แต่การเติบโตของค่าจ้าง และการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงานเป็น 3.7% บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มคลายตัว จากข้อมูลของ Reuters ข้อมูลนี้ทำให้เกิดความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะทำหน้าที่ชะลอเศรษฐกิจโดยไม่ทำให้เกิดภาวะถดถอย

 

อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน เกิดขึ้นเนื่องจากมีผู้คนเกือบ 800,000 คนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ส่งผลให้ขนาดของแรงงานทำสถิติสูงสุด ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ตอกย้ำการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ว่า GDP จะหดตัวลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2565

 

เศรษฐกิจโลก

 

8. ยูโรโซน

เศรษฐกิจยูโรโซนขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสที่ 2 การปรับตัวดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงแรงกระตุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาครัฐ ประกอบกับเศรษฐกิจสเปน ฝรั่งเศส และอิตาลี ดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ท่ามกลางวิกฤติเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนจากการที่รัสเซียบุกยูเครน

 

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันที่ 8 กันยายน 2565 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 1.25% โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2543 เพื่อสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ 

 

ทางด้าน คริสติน ลาการ์ด หัวหน้า ECB กล่าวว่า “เราคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินไป และมีแนวโน้มที่จะอยู่เหนือเป้าหมายเงินเฟ้อของเราเป็นระยะเวลานาน” 

 

เศรษฐกิจโลก

 

จากภาพรวมทั้ง 8 ประเทศที่กล่าวไว้ข้างต้น จะเห็นได้ว่าในปี 2565 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือไปจากผลกระทบที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี โดยภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกล่าสุดกำลังเข้าสู่ช่วงชะลอตัว อันเนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงานเป็นหลัก ประกอบกับธนาคารกลางประเทศต่างๆ อยู่ในช่วงเร่งขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลานี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากพิษสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องกรณีศึกษาการเติบโตของ เศรษฐกิจสิงคโปร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า https://thestandard.co/singapore-economy-growth/ Fri, 26 Aug 2022 11:43:39 +0000 https://thestandard.co/?p=672595 เศรษฐกิจสิงคโปร์

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 เศรษฐกิจสิงคโปร์ ฟื้นตัวอย่างต […]

The post ส่องกรณีศึกษาการเติบโตของ เศรษฐกิจสิงคโปร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจสิงคโปร์

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2022 เศรษฐกิจสิงคโปร์ ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการระบาดของโรคโควิด โดยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าบางประเทศที่ลักษณะทางเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงกว่าระดับก่อนเกิดวิกฤต 

 

ด้วยนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มงวด เช่น มาตรการเยียวยาช่วยเหลือแรงงานของประเทศสิงคโปร์ การระดมฉีดวัคซีนโควิดอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้สิงคโปร์มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมายาวนาน ช่วยให้สิงคโปร์สามารถรับมือกับปัญหาระดับโลก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว การบิน การก่อสร้าง และบริการส่วนบุคคล ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ปัจจุบันสงครามในรัสเซีย-ยูเครน ยังคงมีความไม่แน่นอน และความท้าทายต่อผู้กำหนดนโยบายการเงิน เนื่องจากการรุกรานของรัสเซีย และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของชาติตะวันตก เป็นผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอาจช้าลง และอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

แม้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสิงคโปร์คาดว่าจะยังคงแข็งแกร่ง และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในสหรัฐฯ และอุปสงค์ที่อ่อนแอจากคู่ค้ารายใหญ่ 

 

การดำเนินนโยบายการเงินหลังจากนี้จึงต้องคำนึงถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในส่วนของนโยบายการคลังควรค่อยๆ ปรับให้เข้าสู่ภาวะปกติใน 1-2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ขยายการฟื้นตัวผ่านการสนับสนุนเป้าหมายไปยังภาคส่วนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ หากความเสี่ยงเกิดขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ สิงคโปร์สามารถใช้กันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers) ที่เพียงพอเพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้

 

ธนาคารกลางสิงคโปร์ได้ปรับนโยบายการเงินเพื่อชะลอเงินเฟ้อเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2021 ถัดมาในเดือนมกราคมและเมษายน 2022 และจะประกาศนโยบายครั้งต่อไปในเดือนตุลาคม 2022 สะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันและรวดเร็วในแนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกและในประเทศ  

 

อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางสิงคโปร์จำเป็นต้องมีความเข้มงวดด้านการเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและรักษาอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ซึ่งความรัดกุมดังกล่าวจะต้องรวดเร็วและรับผิดชอบต่อความล่าช้าที่เกี่ยวข้องกับการส่งผ่านนโยบายการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

 

ในขณะเดียวกัน นโยบายเศรษฐกิจมหภาคควรป้องกันความเสี่ยงต่อระบบการเงินต่อไป ซึ่งรวมถึงความเปราะบางจากราคาบ้านที่ผันผวนจากปัจจัยพื้นฐาน ประกอบกับหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเอกชนที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายของสิงคโปร์ได้มุ่งเน้นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลให้มีความครอบคลุมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านแผนการเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในประเทศ ขณะเดียวกันก็มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งจะช่วยรักษาสถานะที่โดดเด่นของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมที่สำคัญระดับภูมิภาค

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ส่องกรณีศึกษาการเติบโตของ เศรษฐกิจสิงคโปร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วจริงหรือไม่ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจเทียบกับวัฏจักรขาลงเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา https://thestandard.co/usa-enter-low-economy/ Mon, 15 Aug 2022 14:23:57 +0000 https://thestandard.co/?p=667360 สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วจริงหรือไม่

เมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใ […]

The post สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วจริงหรือไม่ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจเทียบกับวัฏจักรขาลงเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วจริงหรือไม่

เมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2 ปี 2022 ออกมาลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) จากเดิมที่ตลาดคาดว่าจะเติบโตได้ 0.4% และยังนับเป็นการหดตัวลงของ GDP ต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาส ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) อย่างเป็นทางการ

 

อย่างไรก็ตาม หากจะระบุช่วงเวลาที่เรียกว่าภาวะถดถอยด้วย GDP อาจไม่ใช่การชี้วัดที่ดีเสมอไป เพราะ GDP เป็นการชี้วัดสภาพเศรษฐกิจที่กว้าง และอาจมีอิทธิพลของปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจโดยตรงมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องพิจารณาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ประกอบกันด้วย เช่น สถานการณ์ในตลาดแรงงาน, ตัวเลขการจ้างงาน, การบริโภคภาคเอกชน, การจ้างงานนอกภาคการเกษตร ฯลฯ 

 

สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ (NBER) ได้ข้อสรุปว่า ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเป็นภาวะถดถอยหรือไม่ โดยนักเศรษฐศาสตร์ของ NBER พิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่หลากหลายซึ่งบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจในปีนี้มีความ ‘แข็งแกร่ง’ กว่าภาวะถดถอยในช่วงที่ผ่านมา

 

แม้ว่าสหรัฐฯ จะอยู่ในภาวะถดถอยเชิงเทคนิค แต่หากพิจารณาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบัน อยู่ในทิศทางที่ดีกว่าในวัฏจักรขาลงของเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

 

 

ชาวอเมริกันไม่พอใจกับสภาพเศรษฐกิจ และปฏิเสธไม่ได้ว่าราคาสินค้าจำเป็นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นทำให้ยากต่อการเข้าถึง จากข้อมูลของ NBER ระบุว่า การชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบเป็นวงกว้างนี้ จะกินเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับภาวะถดถอย ตัวอย่างเช่น ต้นปี 2020 ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 2 เดือน แต่ NBER ได้ออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากเศรษฐกิจที่ตกต่ำจากการระบาดใหญ่นั้นรุนแรงและส่งผลกระทบไปยังทั่วโลก

 

เดวิด วิลค็อกซ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Peterson Institute for International Economics และ Bloomberg Economics กล่าวว่า “ทุกภาวะถดถอยไม่มีความสุขในแบบของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญสำหรับ NBER ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นหน่วยงานที่ตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะต้องกลั่นกรองตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ และตัดสินใจด้วยวิธีที่ยืดหยุ่น”

 

ขนาดเศรษฐกิจโดยรวม

 

 

GDP เป็นดัชนีที่วัดมูลค่าตลาดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตในประเทศในช่วงเวลาหนึ่งๆ ถึงแม้ว่า GDP สหรัฐฯ จะหดตัวในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา แต่บ่อยครั้งมีการแก้ไขตัวเลขที่สำคัญหลังจากที่มีการประกาศครั้งแรก โดยการแก้ไขขั้นสุดท้ายมักจะเปลี่ยนแปลงโดยจุดเปอร์เซ็นต์เต็ม

 

นอกจากนี้ NBER ยังคำนึงถึงรายได้รวมในประเทศ (GDI) มาพิจารณาเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตามทฤษฎีแล้ว GDI ควรจะมีค่าเท่ากับ GDP ซึ่งเป็นการวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศที่ใช้กันทั่วไปมากกว่า อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลต่างๆ ที่ใช้ในการคำนวณแต่ละครั้งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันบ้าง

 

โดยในปีนี้ดัชนีทั้งสองกำลังชี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน GDP ชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังหดตัว ในขณะที่ GDI ชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเติบโต

 

การจ้างงาน

 

 

ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ แสดงให้เห็นภาพที่แข็งแกร่งกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับภาวะถดถอยในอดีต

 

โดย NBER พิจารณาตัวเลขทางสถิติการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แตกต่างกัน 2 แบบ นั่นก็คือ การจ่ายเงินเดือนที่รายงานโดยภาคธุรกิจ และการสำรวจครัวเรือนโดยตรง ซึ่งพบว่า ทั้งสองตัวเลขทางสถิตินี้มีความแตกต่างอย่างมากในช่วง 6 เดือนแรกของภาวะถดถอยในอดีต

 

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ตำแหน่งงานว่างลดลงเล็กน้อยในเดือนมิถุนายนหลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ กำลังชะลอการเติบโต แต่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.5% ในเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2020 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด

 

การหารายได้และการบริโภค, การผลิตและการจำหน่าย

 

 

รายได้รวมให้มุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจ้างงาน เนื่องจากสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของชั่วโมงทำงานที่อาจส่งผลให้เกิดการตกงานหรือไม่ก็ได้ และแม้หลังจากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว รายได้ก็ยังค่อนข้างคงที่

 

ในส่วนของการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงใกล้เคียงกับช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ราคาสินค้าที่สูงขึ้นทำให้หลายครัวเรือนอยู่ภายใต้ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ สิ่งจำเป็น เช่น ของชำ และน้ำมัน ใช้งบประมาณในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจกระทบต่อรายจ่ายไม่ประจำ (Discretionary Spending)

 

 

ภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของเศรษฐกิจ แต่นักเศรษฐศาสตร์พิจารณาตัวชี้วัดเหล่านี้ เนื่องจากในอดีตมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโดยรวม

 

ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (IPI) ซึ่งวัดมูลค่าของสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่สูงกว่าภาวะถดถอยครั้งก่อนมาก

 

ในทางกลับกัน มูลค่าที่ปรับอัตราเงินเฟ้อของสินค้าที่ขายในสหรัฐฯ ซึ่งวัดโดยการผลิตจริงและการขายเพื่อการค้าได้ลดลง คล้ายกับรูปแบบของภาวะถดถอยครั้งก่อน ซึ่งอาจเกิดจากการที่การแพร่ระบาดเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายของผู้บริโภค

 

อย่างไรก็ตาม เราจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยู่ในภาวะถดถอยหรือไม่ และถ้าเป็นเช่นนั้นจะเริ่มเมื่อใด แต่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจของ NBER ชี้ให้เห็นภาพที่แตกต่างและซับซ้อนกว่าภาวะถดถอยครั้งก่อน

 

ถ้าเราอยู่ในภาวะถดถอยหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยในเร็วๆ นี้ อาจไม่เหมือนกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งล่าสุดที่เราเผชิญ

 

หากมองย้อนไปในอดีต ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2020 ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่างๆ ได้แก่ การล่มสลายทางการเงิน และการระบาดใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจปิดตัวลงอย่างกะทันหัน

 

หากไม่มีวิกฤตในระดับที่ใกล้เคียงกัน โธมัส โคลแมน นักเศรษฐศาสตร์จาก University of Chicago กล่าวว่า ภาวะถดถอยครั้งต่อไปจะเหมือนกับช่วงทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 2000 มากกว่า ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่เกิดการตกงานครั้งใหญ่เหมือนกับในสองภาวะถดถอยที่ผ่านมา

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วจริงหรือไม่ เปิดตัวเลขเศรษฐกิจเทียบกับวัฏจักรขาลงเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิษ เงินเฟ้อ พุ่งแรง ฉุดรั้งเศรษฐกิจเอเชียเดินเข้าสู่ภาวะซบเซา https://thestandard.co/inflation-and-asian-economy/ Fri, 05 Aug 2022 12:48:40 +0000 https://thestandard.co/?p=663604 เงินเฟ้อ

ปัจจุบันเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กำลังเผชิญกับการ […]

The post พิษ เงินเฟ้อ พุ่งแรง ฉุดรั้งเศรษฐกิจเอเชียเดินเข้าสู่ภาวะซบเซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ

ปัจจุบันเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กำลังเผชิญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาจากแรงกดดัน เงินเฟ้อ ที่กำลังเร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้สถานการณ์การระบาดทั่วโลกทยอยคลี่คลาย

 

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางในหลายประเทศจึงเริ่มใช้มาตรการรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี อย่างเช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อป้องกันอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น และเงินทุนไหลออก

 

การที่รัสเซียส่งกองกำลังทหารรุกรานยูเครน ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกชะลอตัว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกลงเหลือ 4.2% ในปี 2022 จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 4.9% และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2023 ลงเหลือ 4.6% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 5.1% 

 

ความเสี่ยงที่ IMF ให้ความสำคัญในการคาดการณ์เดือนเมษายน คือการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคจากการชะลอตัวของจีน

 

การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนรุนแรงขึ้น

ประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย มีการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่สอง เนื่องจากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-COVID) ที่กระตุ้นการล็อกดาวน์สำหรับเมืองใหญ่และศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนทั้งปี 2022 ของ IMF จึงปรับลดลงเหลือ 3.3% จากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ 4.4% และคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโต 4.6% ในปีหน้า

 

กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงดังกล่าว สะท้อนถึงการตกต่ำที่ยืดเยื้อและรุนแรงในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีแนวโน้มว่าจะเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังคู่ค้าของจีนในภูมิภาค นั่นก็คือ ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งเป็นสองประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ที่มีส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงเนื่องจากอุปสงค์ในต่างประเทศที่อ่อนแรงลง รวมทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา แต่สัญญาณการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เกิดขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านโรคระบาดเกี่ยวกับการเดินทางกำลังค่อยๆ ผ่อนคลายลง ความยืดหยุ่นของการผลิตและการฟื้นตัวของธุรกิจการท่องเที่ยว กำลังสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในประเทศมาเลเซีย ไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

ภาวะการเงินตึงตัว

ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Market) ส่วนใหญ่ในเอเชีย ยกเว้นจีน ประสบปัญหาเงินทุนไหลออก เทียบได้กับในปี 2013 เมื่อ Fed บอกเป็นนัยว่าอาจลดการซื้อพันธบัตรเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การไหลออกมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษสำหรับอินเดีย เท่ากับ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน การไหลออกยังเกิดขึ้นจากเศรษฐกิจเอเชียที่พัฒนาแล้วบางประเทศ เช่น เกาหลี และไต้หวัน เนื่องจากสัญญาณของ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและไต้หวัน ทวีความร้อนแรงตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา 

 

เงินเฟ้อ

 

ส่วนแบ่งหนี้ทั่วโลกของเอเชียเพิ่มขึ้นจาก 25% ก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลกเป็น 38% หลังวิกฤตโควิด ซึ่งทำให้ภูมิภาคมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาวะทางการเงินทั่วโลก ศรีลังกาเป็นกรณีสุดโต่งจากกรณีผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก หลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 70 ปี 

 

การแผ่ขยายของสงคราม

การแผ่ขยายของสงครามนำไปสู่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าที่เพิ่มขึ้น และการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน คาดว่าจะชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และทำให้เกิดผลกระทบจากการระบาดใหญ่ในเอเชีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษของการค้าโลกและภาคการเงิน

 

ในขณะที่การเติบโตลดลง ความกดดันด้านเงินเฟ้อในเอเชียก็เพิ่มสูงขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและเชื้อเพลิงทั่วโลก อันเป็นผลจากสงครามและการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทบต่อคนยากจนและกลุ่มเปราะบางที่สุด และเพิ่มโอกาสของความไม่สงบทางสังคม ดังที่เห็นในศรีลังกาและในประเทศอื่นๆ

 

เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

ถึงแม้ว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชีย ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ แต่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศได้เคลื่อนไหวเหนือเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางในภูมิภาคเอเชีย

 

เงินเฟ้อ

 

การสนับสนุนด้านนโยบายการคลัง

นโยบายการคลังจะต้องเข้มงวดขึ้นในประเทศต่างๆ ที่เผชิญกับระดับหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมความพยายามทางการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจำเป็นต้องมีการแจกจ่ายงบประมาณแบบเฉพาะเจาะจงและแบบชั่วคราว เพื่อสนับสนุนผู้เปราะบางที่ต้องเผชิญกับภาวะพลังงาน หรือราคาอาหารที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

 

การสนับสนุนทางการเงินส่วนใหญ่มักจะมาจากงบประมาณ โดยได้รับทุนจากการเพิ่มรายได้ใหม่หรือการปรับงบประมาณใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มหนี้หรือการทำงานที่ขัดต่อนโยบายการเงิน ยกเว้นจีนและญี่ปุ่น หากนโยบายการคลังระยะกลางยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

 

นอกเหนือจากนี้ แนวทางความร่วมมือระดับสากลและระดับภูมิภาคที่ลดความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า ช่วยลดข้อจำกัดทางการค้าที่สร้างความเสียหาย และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุด มีความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มผลิตภาพและปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของผู้คน การปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ควรตั้งเป้าที่จะเพิ่มอุปทานโดยรวมเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น จัดการกับความท้าทายในระยะยาว เช่น การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลงทุนในทุนมนุษย์ ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล

 

ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อขยายไปสู่ราคาหลัก ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนมากขึ้น เพื่อป้องกันการคาดการณ์เงินเฟ้อและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต่อมาจะต้องมีการปรับขึ้นราคามากขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการแก้ไข

 

อย่างไรก็ตาม การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบไปยังผู้บริโภค บริษัท และรัฐบาล ที่ต้องรับภาระหนี้จำนวนมากในช่วงการระบาดใหญ่ ดังนั้น ประเทศต่างๆ ไม่ควรรอจนกว่าจะสายเกินไป การดำเนินนโยบายการเงินหลังจากนี้ จึงควรผสมผสานนโยบายให้เหมาะกับพื้นฐานของเศรษฐกิจภายในประเทศ และหาสมดุลระหว่างการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ และมีความเสี่ยงกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อควบคู่กันไป

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post พิษ เงินเฟ้อ พุ่งแรง ฉุดรั้งเศรษฐกิจเอเชียเดินเข้าสู่ภาวะซบเซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ 5 สัญญาณ บ่งชี้ เงินเฟ้อ โลกใกล้ถึงจุดพีค https://thestandard.co/signal-indicates-global-inflation/ Mon, 01 Aug 2022 07:20:04 +0000 https://thestandard.co/?p=661174 เงินเฟ้อโลก

เงินเฟ้อ สหรัฐฯ ที่เร่งตัวสูงขึ้นในเดือนมิถุนายนที่ผ่าน […]

The post วิเคราะห์ 5 สัญญาณ บ่งชี้ เงินเฟ้อ โลกใกล้ถึงจุดพีค appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อโลก

เงินเฟ้อ สหรัฐฯ ที่เร่งตัวสูงขึ้นในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาซึ่งขยายตัวสูงถึง 9.1% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 40 ปี ปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าภาวะเงินเฟ้อสูงนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าไร และเมื่อไรเงินเฟ้อโลกจะผ่านพ้นจุดสูงสุด 

 

อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบันมีข้อมูลหลายตัวที่บ่งชี้ไปในทิศทางที่ว่า ‘เงินเฟ้อโลก’ ใกล้จะผ่านจุดสูงสุดแล้ว สะท้อนผ่าน ‘5 สัญญาณ’ สำคัญดังต่อไปนี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


1. ราคาพลังงาน

อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าราคาน้ำมันนั้นเป็นสาเหตุหลักของเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันโลกได้พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ระดับ 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน มาถึงวันนี้ราคาน้ำมันโลกได้ลดลงกลับมาที่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงสหภาพยุโรปเริ่มผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย นอกจากนี้ อีกหนึ่งพลังงานสำคัญของโลกอย่างก๊าซธรรมชาติ ราคาก็ได้ปรับตัวลดลงกว่า -45% ในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือน นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 

 

2. ราคาโลหะอุตสาหกรรม

ราคาโลหะอุตสาหกรรมเริ่มปรับตัวลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ราคาทองแดง’ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าราคาทองแดงเป็นดัชนีสำคัญที่ชี้นำว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป 

 

ทองแดงเป็นโลหะที่ถูกใช้แพร่หลายเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากเหล็กและอะลูมินัม ใช้ในการก่อสร้าง เครื่องจักร มอเตอร์ไฟฟ้า และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ล่าสุดราคาทองแดงได้ปรับลดลงประมาณ 24% โดยเปรียบเทียบจากต้นปี โดยการลดลงของราคาโลหะโลกจะมีนัยสำคัญต่อภาคก่อสร้าง และภาคการผลิตในทุกประเทศ เพราะโลหะเป็นต้นทุนสำคัญของทุกคน 

 

3. ราคาธัญพืช และอาหาร

ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณการปรับตัวลดลงของราคาธัญพืช และอาหารโลก เช่น กากถั่วเหลือง ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี เป็นต้น ซึ่งก่อนหน้ามีการขาดแคลนจากภาวะสงครามยูเครน-รัสเซียที่มีการคว่ำบาตรอาหารหลายชนิด ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดหาทรัพยากรทดแทนได้เพิ่มมากขึ้น หากพิจารณาจากราคาข้าวสาลี และข้าวโพดที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อมีข่าวว่ารัสเซียบุกยูเครน นับตั้งแต่จุดสูงสุดในกลางเดือนพฤษภาคม ราคาข้าวสาลีและข้าวโพดได้ลดลงกว่า -40% และ -25% ตามลำดับ นอกจากนี้ ราคาถั่วเหลืองก็ปรับตัวลดลงมากว่า -25% หลังจากทำจุดสูงสุดในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา 

 

4. ดอกเบี้ยขาขึ้นทั่วโลก

ธนาคารกลางประเทศสำคัญเริ่มปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาคารกลางหลัก อย่างเช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ และจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อโลกปรับตัวลดลงมาได้นั่นเอง 

 

5. ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ตาม หากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อยังคงรวดเร็วและรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง ก็อาจจะทำให้ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มขยับสูงขึ้น และอาจจะลุกลามเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ทำให้ทุกคนเริ่มระมัดระวังในการใช้จ่าย บริษัทเริ่มชะลอการจ้างงาน บางแห่งประกาศลดพนักงานลง 

 

จากภาพรวมทั้ง 5 สัญญาณที่กล่าวไว้ข้างต้น หากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ยังมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้หมายความว่าปัจจัยสำคัญๆ ที่เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อจะเริ่มคลี่คลาย และจะนำไปสู่การปรับตัวลดลงของเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปีในที่สุด

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post วิเคราะห์ 5 สัญญาณ บ่งชี้ เงินเฟ้อ โลกใกล้ถึงจุดพีค appeared first on THE STANDARD.

]]>