ถนัดกิจ จันกิเสน, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/thanatkit/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 23 Feb 2024 04:31:00 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 CPNREIT ปิดปี 2566 ทำรายได้รวม 5,838 ล้านบาท ย้ำแผนเดินหน้าเข้าลงทุนในเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าและพระราม 2 รวมมูลค่าไม่เกิน 25,014 ล้านบาท https://thestandard.co/cpnreit-income-closing-2023/ Fri, 23 Feb 2024 04:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=903385

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รี […]

The post CPNREIT ปิดปี 2566 ทำรายได้รวม 5,838 ล้านบาท ย้ำแผนเดินหน้าเข้าลงทุนในเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าและพระราม 2 รวมมูลค่าไม่เกิน 25,014 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท หรือ CPNREIT รายงานผลการดำเนินงานปี 2566 ทำรายได้รวม 5,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.0% จากปีก่อน และประกาศจ่ายเงินให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์รวม 1.1260 บาทต่อหน่วย คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 10.0%

 

ปัทมิกา พงศ์สูรย์มาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ CPNREIT กล่าวว่า กองทรัสต์ CPNREIT มีผลการดำเนินงานเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของธุรกิจค้าปลีกและภาคการท่องเที่ยวไทย โดยธุรกิจศูนย์การค้าที่เป็นธุรกิจหลักของกองทรัสต์ CPNREIT ลงทุนอยู่ในปัจจุบันทั้ง 7 โครงการ มีการฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว และมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น

 

โดยภาพรวมปี 2566 ทรัพย์สินที่กองทรัสต์ CPNREIT ลงทุนอยู่ในปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยของของศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานอยู่ในระดับสูงอยู่ที่ประมาณ 94% มีจำนวนผู้มาใช้บริการศูนย์การค้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นและการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้กองทรัสต์มีรายได้รวมจำนวน 5,838 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.0% จากปีก่อน และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 3,936 ล้านบาท เติบโต 20.1% จากปีก่อน

 

จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 4/2566 กองทรัสต์มีรายได้รวม 1,526 ล้านบาท เติบโต 9.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 1,017 ล้านบาท เติบโต 12.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ประกอบกับแผนการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมและการปรับปรุงโครงการเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ผู้จัดการกองทรัสต์จึงได้ประกาศจ่ายปันผลประจำไตรมาส 4 ปี 2566 ในอัตรา 0.2570 บาทต่อหน่วย กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยกำหนดจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ในวันที่ 15 มีนาคม 2567

 

สำหรับความคืบหน้าในการเตรียมเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,100 ล้านหน่วย เพื่อเข้าลงทุนในโครงการเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (ช่วงต่ออายุ) และโครงการเซ็นทรัล พระราม 2 (ช่วงต่ออายุ) มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 25,014 ล้านบาทนั้น CPNREIT ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ช่วงปลายปี 2566

 

โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเตรียมการเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนในปี 2567 ซึ่งการลงทุนในโครงการดังกล่าวจะช่วยรักษาระดับรายได้จากการดำเนินงานของ CPNREIT ให้มีความต่อเนื่องและเติบโตในระยะยาว และยังทำให้ CPNREIT ยังคงรักษาการกระจายความเสี่ยงจากแหล่งที่มารายได้ของโครงการและทำเลที่ตั้งของทรัพย์สิน ตอกย้ำการเป็นกองทรัสต์ประเภทศูนย์การค้าและค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

The post CPNREIT ปิดปี 2566 ทำรายได้รวม 5,838 ล้านบาท ย้ำแผนเดินหน้าเข้าลงทุนในเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าและพระราม 2 รวมมูลค่าไม่เกิน 25,014 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ เผยผลดี! ผู้ป่วยที่ฝังชิป Neuralink ในสมองสำเร็จ ควบคุมเมาส์คอมพิวเตอร์ด้วยความคิดได้แล้ว! https://thestandard.co/good-results-for-patients-implanted-with-neuralink/ Wed, 21 Feb 2024 04:39:54 +0000 https://thestandard.co/?p=902494

อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัท Neuralink ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเช […]

The post อีลอน มัสก์ เผยผลดี! ผู้ป่วยที่ฝังชิป Neuralink ในสมองสำเร็จ ควบคุมเมาส์คอมพิวเตอร์ด้วยความคิดได้แล้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>

อีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัท Neuralink ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ เปิดเผยความก้าวหน้าในการทดลองครั้งแรกกับมนุษย์ โดยระบุว่าผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากฝังชิป Neuralink และสามารถใช้ความคิดในการควบคุมเมาส์คอมพิวเตอร์ได้แล้ว

 

เมื่อเดือนที่แล้ว มัสก์ได้กล่าวว่าบริษัทได้ทำการฝังชิปใส่สมองของอาสาสมัครมนุษย์รายแรกสำเร็จ หลังจากได้รับการอนุมัติให้ศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของชิปและเครื่องมือผ่าตัดกับมนุษย์เมื่อปีที่ผ่านมา

 

การประสบความสำเร็จในระยะแรกในการทดลองเทคโนโลยีการเชื่อมต่อสมองกับมนุษย์ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของ Neuralink ในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวหรือสื่อสาร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยผู้ทดลองที่เข้าร่วมโครงการจะถูกฝังชิปบริเวณสมองในส่วนที่ควบคุมความตั้งใจในการเคลื่อนไหว ชิปซึ่งฝังโดยหุ่นยนต์จะทำการบันทึกและส่งสัญญาณสมองไปยังแอปพลิเคชันด้วยเป้าหมายแรก ‘เพื่อให้ผู้คนสามารถควบคุมเมาส์คอมพิวเตอร์หรือคีย์บอร์ดได้โดยใช้ความคิดเพียงอย่างเดียว’ บริษัทระบุไว้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม มัสก์ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือหลักฐานเกี่ยวกับผลการผ่าตัด ทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าการฝังชิปดังกล่าวมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากเพียงใด ขณะที่ CNN Business ระบุว่า Neuralink ยังไม่ตอบสนองต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็นในทันที

 

ในท้ายที่สุด เป้าหมายของ Neuralink คือการใช้ชิปเพื่อเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างเช่น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ หรือช่วยให้คนตาบอดมองเห็นได้อีกครั้ง บริษัทตั้งใจจะรวบรวมสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งออกมาจากสมองและตีความหมายของสัญญาณนั้นเป็นความเคลื่อนไหวของร่างกาย

 

กระนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคทั่วไปจะไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในเร็วๆ นี้ ก่อนที่อุปกรณ์เชื่อมต่อสมองของ Neuralink จะวางจำหน่ายในวงกว้างจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลเสียก่อน

 

ขณะเดียวกัน บริษัทอื่นๆ ที่ดำเนินโครงการคล้ายกันอยู่ในขั้นตอนการวิจัยที่ก้าวหน้ากว่า เช่น บริษัท Synchron ที่ได้เปิดรับอาสาสมัครและฝังชิปการทดลองตั้งแต่ปี 2021

 

Neuralink ยังต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์หลังลิงตัวหนึ่งเสียชีวิตระหว่างการทดลองเชื่อมต่อสมองเพื่อเล่นเกม Pong ในช่วงปี 2022  จากกรณีดังกล่าวและการเร่งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้พนักงานออกมาเปิดเผยกับสื่อว่ามีการเบียดเบียนสัตว์ และทำให้สัตว์เสียชีวิตอย่างไม่จำเป็น จนนำไปสู่การที่หน่วยงานของรัฐบาลเข้ามาตรวจสอบ

 

ทว่าเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว Neuralink ได้รับอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้เริ่มทดลองกับมนุษย์ และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็ได้เริ่มเกณฑ์ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตสี่ด้านอันเกิดจากการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังส่วนคอ หรือโรคเส้นประสาทสั่งการเสื่อมด้านข้าง (ALS) เข้ามาร่วมโครงการทดลอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ทางบริษัทตั้งชื่อว่า PRIME Study (Precise Robotically Implanted Brain-Computer Interface) ที่มีจุดมุ่งหมายในการศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของอุปกรณ์เชื่อมต่อและเครื่องมือผ่าตัดของบริษัท

 

ภาพ: Jonathan Raa / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ เผยผลดี! ผู้ป่วยที่ฝังชิป Neuralink ในสมองสำเร็จ ควบคุมเมาส์คอมพิวเตอร์ด้วยความคิดได้แล้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
FamilyMart ใช้ ‘หุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้น’ ในร้านสะดวกซื้อ 300 แห่ง ทดแทนแรงงานคนที่ขาดแคลน https://thestandard.co/japan-s-familymart-to-roll-out-cleaning-robots/ Tue, 13 Feb 2024 06:47:57 +0000 https://thestandard.co/?p=899103

FamilyMart ของญี่ปุ่นได้เริ่มใช้หุ่นยนต์ในการทำความสะอา […]

The post FamilyMart ใช้ ‘หุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้น’ ในร้านสะดวกซื้อ 300 แห่ง ทดแทนแรงงานคนที่ขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>

FamilyMart ของญี่ปุ่นได้เริ่มใช้หุ่นยนต์ในการทำความสะอาดพื้น เนื่องจากเครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศนี้ต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

 

โดยหุ่นยนต์จะถูกนำไปใช้ในร้านค้าที่เป็นของบริษัท 300 แห่งทั่วประเทศ ภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่ง FamilyMart บอกว่าการเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นครั้งแรกของบริษัท

 

FamilyMart เริ่มแนะนำหุ่นยนต์ให้บางร้านใช้ในช่วงปลายเดือนมกราคม และจะเริ่มเปิดให้บริการที่สาขาแฟรนไชส์ด้วยการคิดค่าธรรมเนียมรายเดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

 

หุ่นยนต์แต่ละตัวสามารถทำความสะอาดพื้นได้ 5 ครั้งต่อวัน ซึ่งหากใช้พนักงานจะสามารถทำได้เพียง 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลารวมประมาณหนึ่งชั่วโมง การนำหุ่นยนต์มาใช้จะทำให้พนักงานมีเวลาทำงานอื่นๆ เช่น การเติมสินค้าลงบนชั้นวางและการฝึกอบรม

 

“เนื่องจากแรงงานลดลง เราจึงต้องการให้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยเพื่อดำเนินการร้านค้าด้วยจำนวนคนที่น้อยลง” Tsuneo Murai ผู้บริหารระดับสูงของ FamilyMart กล่าวกับผู้สื่อข่าว

 

นอกจากนี้หุ่นยนต์แต่ละตัวยังมีหน้าที่บรรทุกสินค้าที่ขาย มีจอแสดงผลที่แสดงข้อมูลสินค้าและโฆษณาโดยเซ็นเซอร์ประมาณ 20 ตัว และเล่นข้อความขณะทำงาน เพื่อป้องกันการชนกับลูกค้าและชั้นวาง

 

ยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นนับตั้งแต่เริ่มใช้งาน แม้จะมีเหตุการณ์เด็กๆ ไล่ตามหุ่นยนต์ในระหว่างการทดสอบ โดย FamilyMart วางแผนที่จะเพิ่มกล้อง AI ให้กับหุ่นยนต์เพื่อช่วยศึกษาวิธีการปรับปรุงการจัดการร้านค้า

 

อ้างอิง:

The post FamilyMart ใช้ ‘หุ่นยนต์ทำความสะอาดพื้น’ ในร้านสะดวกซื้อ 300 แห่ง ทดแทนแรงงานคนที่ขาดแคลน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ระวังไว้ให้ดี! Apple Vision Pro จะเข้ามา ‘ฆ่า’ iPad แต่ (น่าจะ) ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ https://thestandard.co/apple-vision-pro-review-3-499-headset-will-eventually-replace-the-ipad/ Tue, 13 Feb 2024 06:42:35 +0000 https://thestandard.co/?p=899095

เมื่อ Apple Inc. เปิดตัว iPad ในปี 2010 คอนเซปต์ของอุปก […]

The post ระวังไว้ให้ดี! Apple Vision Pro จะเข้ามา ‘ฆ่า’ iPad แต่ (น่าจะ) ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อ Apple Inc. เปิดตัว iPad ในปี 2010 คอนเซปต์ของอุปกรณ์นี้ค่อนข้างชัดเจน โดยคุณสามารถใช้งานฟีเจอร์ยอดนิยมของ iPhone บนหน้าจอที่ใหญ่กว่าได้ และข้อความนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจากลูกค้าที่ต้องการใช้งานอุปกรณ์เพื่อดูวิดีโอ เล่นอินเทอร์เน็ต ดูรูปภาพ และทำงานเบาๆ

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีที่ผ่านมา Apple ได้เปลี่ยนแนวทางนี้ไป ปัจจุบัน iPad ถูกวางตำแหน่งให้เป็นทางเลือกแทน Mac มากขึ้น โดยมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมอย่างคีย์บอร์ดและแทร็กแพด รวมถึงแอปพลิเคชันสำหรับมืออาชีพอย่าง Final Cut Pro ซึ่งทิศทางนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไปในอีกสองปีข้างหน้า เพื่อนำคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะมาใช้บนแท็บเล็ตของตน

 

แต่กลยุทธ์นี้มีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป มันยากที่จะโต้แย้งว่า iPad เป็นคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่า Mac แน่นอนว่า iPad เป็นอุปกรณ์ที่มีความหลากหลาย ด้วยการใช้งาน Apple Pencil, หน้าจอสัมผัส และรูปแบบที่พกพาได้ แต่ความจริงก็คือ แท็บเล็ตนี้ยังไม่สามารถเอาชนะระบบปฏิบัติการของ Mac ได้เมื่อคุณต้องการทำงานจริงๆ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นี่ทำให้ iPad อยู่ในสถานะที่ไม่ชัดเจน อุปกรณ์นี้ได้สูญเสียวัตถุประสงค์เดิมและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ทำให้ผู้คนสับสนมากขึ้น

 

สิ่งนี้จึงนำมาสู่การเปิดตัวของ Vision Pro มีการพูดถึงมากมายว่า แว่น VR ดังกล่าวอาจเป็นอนาคตของ Mac หรือการแทนที่ iPhone สำหรับ มาร์ก เกอร์แมน นักข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg แสดงความเห็นว่า ไม่น่าจริงทั้งสองอย่าง

 

เพราะหลังจากที่เขาได้ทดลองใช้งานอุปกรณ์ที่มีราคา 3,499 ดอลลาร์ หรือราว 1.2 แสนบาท ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงเชื่อว่า Vision Pro อาจจะแย่งตลาดของ iPad ได้ เพราะมีศักยภาพในการให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าสำหรับการใช้งานที่เหมือนกัน 

 

เกอร์แมนบอกว่า Vision Pro โดดเด่นในการสตรีมวิดีโอ ทำงานเบาๆ ไปจนถึงส่งอีเมลและข้อความอื่นๆ นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับการดูรูปภาพและใช้เป็นหน้าจอภายนอกสำหรับ Mac ซึ่งทำให้เป็นทางเลือกแทนคอมพิวเตอร์เมื่อคุณอยู่บนโซฟา บนเตียง หรือบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เราอาจใช้ iPad

 

“อุปกรณ์ของ Vision Pro นั้นน่าประทับใจเช่นกัน ลำโพงในตัวมีคุณภาพยอดเยี่ยม พลังประมวลผลทำให้รู้สึกตอบสนองและรวดเร็ว กราฟิกดูดี ระบบควบคุมด้วยตาและมือยังรู้สึกเหมือนเป็นอินเตอร์เฟสที่ดีที่สุดในโลกของแว่น VR/AR จนถึงตอนนี้ และระบบปฏิบัติการก็เรียนรู้ได้ง่ายสำหรับทุกคนที่คุ้นเคยกับ iPad และ iPhone” นักข่าวสายเทคโนโลยีของ Bloomberg กล่าว 

 

แต่ Vision Pro ในวันนี้เหมือนเป็นการแสดงตัวอย่างของอนาคตมากกว่าที่จะเป็นอนาคตเอง เพราะหนักและไม่สะดวกในการพกพา อายุการใช้งานแบตเตอรี่สั้นเกินไป และยังไม่มีแอปพลิเคชันสำหรับการใช้งานที่เพียงพอ แม้จะมีจุดแข็งมากมาย แต่ระบบปฏิบัติการ visionOS ยังมีปัญหามากกว่าที่คุณคาดหวังจากผลิตภัณฑ์ของ Apple แม้ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นแรกก็ตาม

 

เกอร์แมนย้ำว่า Apple ยังมีงานมากมายที่ต้องทำ เริ่มต้นด้วยการปรับปรุงกระบวนการอัปเกรดซอฟต์แวร์เพื่อการแก้ไขบั๊กได้เร็วขึ้น ณ จุดนี้ ซอฟต์แวร์รู้สึกเหมือนเป็นเวอร์ชันทดลองและอยู่ห่างจากการใช้งานได้จริงพอสมควร

 

แหล่งข่าวที่ทำงานในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Vision บอกกับเกอร์แมนว่า พวกเขาเชื่อว่า Apple Vision Pro อาจจะต้องใช้เวลาพัฒนาออกมาถึง 4 รุ่นก่อนจะถึงรูปแบบที่เหมาะสม คล้ายกับการพัฒนาของ iPhone, iPad และ Apple Watch

 

ภาพ: Courtesy of Apple 

อ้างอิง:

The post ระวังไว้ให้ดี! Apple Vision Pro จะเข้ามา ‘ฆ่า’ iPad แต่ (น่าจะ) ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนตั้งทีมอเวนเจอร์นำโดย CATL และ BYD พัฒนา ‘แบตเตอรี่โซลิดสเตต’ สู้กับญี่ปุ่น! หวังทำให้จีนเป็นมหาอำนาจทางยานยนต์ของโลก https://thestandard.co/catl-byd-others-unite-in-china-for-solid-state-battery-breakthrough/ Tue, 13 Feb 2024 04:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=899034 แบตเตอรี่โซลิดสเตต

ผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ของจีนได้ร่วมมือกันภายใต้แผนกา […]

The post จีนตั้งทีมอเวนเจอร์นำโดย CATL และ BYD พัฒนา ‘แบตเตอรี่โซลิดสเตต’ สู้กับญี่ปุ่น! หวังทำให้จีนเป็นมหาอำนาจทางยานยนต์ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบตเตอรี่โซลิดสเตต

ผู้ผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ของจีนได้ร่วมมือกันภายใต้แผนการของรัฐบาล เพื่อเร่งพัฒนาและนำ ‘แบตเตอรี่โซลิดสเตต’ (Solid-State Battery) ออกมาใช้เชิงพาณิชย์ ซึ่งจะถือเป็นความท้าทายต่อญี่ปุ่นและตะวันตกในด้านเทคโนโลยีที่อาจเปลี่ยนแปลงตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

 

ทางการของจีนได้จัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อว่า China All-Solid-State Battery Collaborative Innovation Platform (CASIP) ซึ่งมีทั้งหน่วยงานของรัฐบาล วงการวิชาการ และอุตสาหกรรม รวมถึงคู่แข่งด้านแบตเตอรี่ EV อย่าง CATL และ BYD โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตให้สำเร็จในปี 2030 โดยจีนได้เพิ่มการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่รุ่นต่อไป ผ่านการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีอื่นๆ

 

“เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับความเสี่ยงที่เทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตตจะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรม” โอหยาง หมิงกั๋ว ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชิงหัว ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ กล่าวในงานเปิดตัวองค์กรนี้ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

CASIP จะทำงานเกี่ยวกับการวิจัยพื้นฐาน เทคโนโลยีสำคัญ รวมทั้งการพัฒนาและการผลิตร่วมกันของรถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตต รวมถึงซัพพลายเชนต่างๆ โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก และยกระดับให้บริษัทจีนเป็นศูนย์กลาง

 

“จีนได้เป็นผู้นำโลกในด้านรถยนต์พลังงานใหม่ เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ก้าวหน้า” เฉิน ชิงไท่ หัวหน้า China EV100 หน่วยงานที่ศึกษานโยบายอุตสาหกรรมสำหรับ EV กล่าว

 

เฉินอ้างว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตตมีศักยภาพในการเปลี่ยนสมดุลของอำนาจในอุตสาหกรรม ซึ่งหมายความว่าการพัฒนาของพวกเขาควรได้รับความสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจทางยานยนต์

 

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ Toyota Motor และบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ ได้นำในการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตที่จะมาพร้อมกับความหนาแน่นพลังงานมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลขึ้น แถมยังมาพร้อมกับความปลอดภัยที่มากกว่า 

 

Toyota มีเป้าหมายที่จะเปิดตัวรถ EV ที่มีแบตเตอรี่โซลิดสเตตในปี 2027-2028 ขณะที่ Nissan Motor วางแผนที่จะเริ่มขายในปีงบประมาณ 2028 ผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป เช่น Volkswagen และ BMW ก็กำลังเร่งพัฒนาโดยทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพแบตเตอรี่ในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม Toyota ถือสิทธิบัตรมากกว่า 1,300 รายการสำหรับแบตเตอรี่โซลิดสเตต ขณะที่บริษัทแบตเตอรี่ของจีนมีน้อยกว่า 100 รายงาน ดังนั้นยังคงต้องรอดูว่าบริษัทจีนซึ่งมีข้อได้เปรียบอย่างมากในเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์ปัจจุบัน จะสามารถพัฒนาได้เร็วแค่ไหน

 

หากแดนมังกรทำได้สำเร็จ ผู้ที่ต้องปาดเหงื่อย่อมหนีไม่พ้นแดนซามูไรและบริษัทจากยุโรปทั้งหมด

 

อ้างอิง:

The post จีนตั้งทีมอเวนเจอร์นำโดย CATL และ BYD พัฒนา ‘แบตเตอรี่โซลิดสเตต’ สู้กับญี่ปุ่น! หวังทำให้จีนเป็นมหาอำนาจทางยานยนต์ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
มังกรก็ยังเป็นมังกรอยู่วันยังค่ำ! สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จาก ‘ความล้มเหลว’ ในการพยายามล้ม Huawei https://thestandard.co/usa-lesson-from-huawei-crashing-attempt/ Wed, 07 Feb 2024 02:44:10 +0000 https://thestandard.co/?p=896902 Huawei

นิน่า เซียง ผู้จัดการทั่วไปที่ TH Capital บริษัทให้คำปร […]

The post มังกรก็ยังเป็นมังกรอยู่วันยังค่ำ! สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จาก ‘ความล้มเหลว’ ในการพยายามล้ม Huawei appeared first on THE STANDARD.

]]>
Huawei

นิน่า เซียง ผู้จัดการทั่วไปที่ TH Capital บริษัทให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการจัดการสินทรัพย์ ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านบทความใน Nikkei Asia ถึงสิ่งที่สหรัฐฯ ควรเรียนรู้จาก ‘ความล้มเหลว’ ในการพยายามล้ม Huawei

 

เธอเริ่มต้นบทความด้วยการระบุว่า การกลับมาของ Huawei Technologies ในตลาดสมาร์ทโฟนเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาด้วยรุ่น 5G ที่แข่งขันกับ iPhone ของ Apple ได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับนักการเมืองของสหรัฐฯ ที่คิดว่ามาตรการคว่ำบาตรของวอชิงตันต่อบริษัททำให้มันแทบไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้

 

ในปีนี้ Huawei ดูเหมือนจะยืนยันความสามารถของตนในการแข่งขันในตลาดโลกสำหรับสมาร์ทโฟน สมาร์ทดีไวซ์ และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมอีกครั้ง นี่ควรเป็นช่วงเวลาของการตระหนักรู้สำหรับสหรัฐฯ ที่ว่า มาตรการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้นน่าจะหวังผลได้น้อยลงในแง่ของการทำให้ Huawei ถอยหลัง และต้องมองหาวิธีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรับมือสงครามเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

ปีนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Huawei สามารถจัดส่งโทรศัพท์ได้ถึง 100 ล้านเครื่อง ซึ่งยังคงทิ้งห่างจาก Apple และ Samsung Electronics หรือระดับสูงสุดของตัวเองที่เคยจัดส่งได้ถึง 240.6 ล้านเครื่องในปี 2019 แต่เป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่จาก 30.5 ล้านเครื่อง ที่จัดส่งในปี 2022 นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ Huawei เป็น 1 ใน 5 แบรนด์โทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้ง

 

ธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมของ Huawei ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทยังคงอยู่ได้ดีภายใต้แรงกดดันของสหรัฐฯ โดยมีการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดโลกน้อยมากตั้งแต่ปี 2019

 

สิ่งนี้เป็นเพราะบทบาทผู้นำของ Huawei ในการสร้างเครือข่าย 5G ของจีน ตลาดในประเทศขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้สามารถชดเชยการสูญเสียธุรกิจในตลาดที่สหรัฐฯ โน้มน้าวใจหน่วยงานให้จำกัดการปรากฏตัวของ Huawei เนื่องจากเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น เช่น ในออสเตรเลีย

 

ด้วยธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมที่ยังคงมั่นคง ยอดขายโทรศัพท์ที่กลับมาฟื้นตัว และธุรกิจใหม่ๆ เช่น ระบบยานยนต์ที่เริ่มมีการเติบโต รายได้ของ Huawei เพิ่มขึ้น 9% เป็นมากกว่า 7 แสนนล้านหยวน หรือราว 3.5 ล้านล้านบาท ในปี 2023 กลับสู่ระดับที่เห็นครั้งสุดท้ายในปี 2020

 

ความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างลึกซึ้งไม่เพียงแต่สำหรับ Huawei เท่านั้น แต่ยังบ่งบอกว่าบริษัทจีนกำลังหาวิธีเริ่มผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงในระดับที่แข่งขันได้ แม้จะมีความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะจำกัดการพัฒนาของอุตสาหกรรมนี้

 

ด้วยไมโครชิปที่ฝังอยู่ในรุ่น Mate 60 Pro ซึ่งเป็นรุ่นเรือธงใหม่ของ Huawei ทาง Semiconductor Manufacturing International Corp. (SMIC) ผู้ผลิตชิปสัญญาหลักของจีน ได้แสดงศักยภาพในการผลิตชิปขั้นสูงที่ใช้งานได้จริงในปีที่แล้ว การที่ Huawei บรรลุเป้าหมายการจัดส่งโทรศัพท์อย่างน้อย 60 ล้านเครื่องในปีนี้ จะเป็นการทดสอบความตึงเครียดที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตชิปของจีนที่เริ่มมีความเป็นอิสระเพิ่มขึ้น

 

การฟื้นตัวของยอดขายโทรศัพท์กำลังเปิดโอกาสให้ HarmonyOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ Huawei พัฒนาขึ้นเอง มีศักยภาพที่จะแซงหน้า iOS ของ Apple เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 ในจีนในปีนี้ ตามหลังเพียง Android ของ Google เท่านั้น ตามที่นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์

 

จนถึงขณะนี้ Huawei ได้ดึงนักพัฒนาของแอปจีนยอดนิยมมากกว่า 200 แอปเข้าร่วมสำหรับเวอร์ชัน HarmonyOS แล้ว HarmonyOS กำลังถูกใช้งานอยู่บนอุปกรณ์ประมาณ 800 ล้านเครื่อง รวมถึงแท็บเล็ตและแล็ปท็อป

 

นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ยากที่จะจินตนาการถึง HarmonyOS ที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วโดยหน่วยงานราชการของจีนและองค์กรของรัฐ ซึ่งการยอมรับอาจเร่งขึ้นอีกหากจีนเผชิญกับการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้นจากวอชิงตัน หากห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศกลายเป็นอิสระ และอุปกรณ์ส่วนใหญ่ของจีนเริ่มทำงานบนระบบปฏิบัติการที่ผลิตในประเทศ กล่องเครื่องมือด้านเทคโนโลยีของวอชิงตันจะมีข้อจำกัดอย่างมาก

 

ทำไมมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ถึงไม่ได้ผลดังหวัง? 

 

ลักษณะที่เป็นขั้นตอนของการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ทิ้งช่องโหว่ให้ Huawei สามารถเตรียมสต๊อกและเตรียมวัสดุอุปกรณ์ได้ นอกจากนี้ การผสานรวมกันหลายทศวรรษทำให้จีนสะสมความสามารถและความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสร้างเทคโนโลยีที่พึ่งพาตนเองได้

 

นอกจากนี้ จีนยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านชิปจำนวนมาก รวมถึงยังมีผู้มีประสบการณ์ระดับสูงหลายคนในอุตสาหกรรมชิปที่มีประสบการณ์จากบริษัทอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต่างประเทศ เช่น TSMC, ผู้ผลิตอุปกรณ์ชาวดัตช์ ASML และผู้ผลิตซอฟต์แวร์ออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ Synopsys และ Cadence ได้เข้าร่วมกับบริษัทจีนหรือก่อตั้งสตาร์ทอัพในประเทศ

 

ตราบใดที่บุคคลและความเชี่ยวชาญดังกล่าวสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระ การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ จึงไม่ใช่เรื่องที่แดนมังกรต้องกังวลมากนัก

 

ด้วยเหตุนี้เองสหรัฐฯ ต้องพิจารณากลยุทธ์การคว่ำบาตรด้านเทคโนโลยีใหม่ โดยยอมรับข้อจำกัดของนโยบายดังกล่าวและผลกระทบที่เป็นอันตราย การไล่ตามมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การคว่ำบาตรต่อ Huawei ลดทอนตำแหน่งของวอชิงตันบนเวทีโลก

 

วิธีการที่มีประสิทธิผลมากขึ้นควรเน้นการเพิ่มการลงทุนในการวิจัยเพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และส่งเสริมนวัตกรรม ทางเลือกนี้ไม่เพียงแต่มีโอกาสสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สหรัฐฯ ได้รับความเคารพจากชาติอื่นๆ กลับคืนมาอีกด้วย

 

ภาพ: Costfoto / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post มังกรก็ยังเป็นมังกรอยู่วันยังค่ำ! สิ่งที่อเมริกาควรเรียนรู้จาก ‘ความล้มเหลว’ ในการพยายามล้ม Huawei appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์ ยังต้องกลัว! หาก ‘ไร้กำแพงการค้า’ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนโดยเฉพาะ BYD ก็พร้อมจะ ‘ทำลายล้าง’ คู่แข่งทั่วโลก https://thestandard.co/elon-musk-byd-world-invasion/ Wed, 07 Feb 2024 02:16:57 +0000 https://thestandard.co/?p=896895 อีลอน มัสก์

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ออกมากล่าวว่าผู้ผลิตรถยนต์จ […]

The post อีลอน มัสก์ ยังต้องกลัว! หาก ‘ไร้กำแพงการค้า’ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนโดยเฉพาะ BYD ก็พร้อมจะ ‘ทำลายล้าง’ คู่แข่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีลอน มัสก์

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla ออกมากล่าวว่าผู้ผลิตรถยนต์จีนจะ ‘ทำลายล้าง’ คู่แข่งทั่วโลกหากไม่มีอุปสรรคทางการค้า โดยเน้นย้ำถึงความท้าทายที่ผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ อย่าง Tesla ต้องเผชิญจากบริษัทอย่าง BYD ซึ่งกำลังแข่งขันเพื่อขยายธุรกิจไปทั่วโลก

 

ความเห็นของมัสก์มาหลังจากที่ BYD ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ แซงหน้า Tesla เป็นบริษัทที่ขายรถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลกในไตรมาสที่แล้ว แม้ว่า Tesla จะเพิ่งลดราคาในจีนช่วงเดือนที่ผ่านมา ตามการลดราคาหลายครั้งในปีที่แล้ว รวมถึงการลดราคารถหลายรุ่นในยุโรป

 

“จากการสังเกตของเราโดยทั่วไปแล้ว บริษัทรถยนต์ของจีนเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในโลก” มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีกล่าวในระหว่างการประชุมรายงานผลประกอบการของ Tesla เมื่อถูกถามว่าเขาเห็นโอกาสใดๆ ในการทำงานร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์จีนหรือไม่

 

“ผมคิดว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จอย่างมากนอกประเทศจีน ขึ้นอยู่กับประเภทของภาษี หรืออุปสรรคทางการค้าที่ถูกกำหนดขึ้น” มัสก์กล่าวเสริมว่าหากไม่มีอุปสรรคทางการค้า ผู้ผลิตรถยนต์จีนจะสามารถ ‘ทำลายล้าง’ คู่แข่งต่างชาติได้อย่างมาก

 

มัสก์มีเหตุผลที่จะกังวล เขาเริ่มต้นสงครามราคาในปีที่แล้วเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้กำไรของ Tesla ลดลงและทำให้นักลงทุนวิตกกังวล มัสก์เตือนว่า Tesla กำลังเข้าใกล้ ‘ขีดจำกัดตามธรรมชาติของการลดต้นทุน’ กับรถยนต์ในไลน์ผลิตภัณฑ์ปัจจุบันแล้ว 

 

Tesla วางแผนที่จะเริ่มผลิตรถยนต์คอมแพกต์ครอสโอเวอร์ที่มีราคาถูกกว่าสำหรับตลาดแมส ซึ่งมีรหัสนามว่า ‘Redwood’ ในกลางปี 2025 เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งที่มีราคาถูกกว่า มัสก์ยืนยันว่า Tesla คาดว่าจะเริ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นถัดไปที่โรงงานในเท็กซัสในครึ่งหลังของปี 2025

 

แต่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่ชำนาญในการควบคุมต้นทุนด้วยซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งด้วยการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการผลิตที่เกินความต้องการในจีน หลายบริษัทกำลังพยายามขยายฐานลูกค้าในต่างประเทศหลังจากได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อเพิ่มยอดขายในประเทศเป็นเวลาหลายปี

 

ความเห็นของมัสก์ยังมาในขณะที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้น ประธานาธิบดีโจ ไบเดนกล่าวว่า จีนตั้งใจที่จะครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และเขา ‘จะไม่ปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น’ อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสสูงสุดในการได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกันในปีนี้ แสดงสัญญาณว่าเขาจะเพิ่มภาษีอย่างหนักหากได้รับเลือก

 

ยุโรปยังได้แสดงท่าทีป้องกันต่อผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนในปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มการสอบสวนเพื่อพิจารณาว่าเพิ่มภาษีเพื่อปกป้องผู้ผลิตในสหภาพยุโรปจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ถูกกว่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือไม่

 

สำหรับมัสก์แม้จะยอมรับว่าแบรนด์จีนนั้นเก่งมาก แต่ Tesla ไม่เห็น ‘โอกาสที่ชัดเจนในการทำงานร่วมกัน’ ยกเว้นในเรื่องของการแชร์เครือข่ายซูเปอร์ชาร์จ

 

“เรายินดีที่จะให้บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าใดๆ เข้าถึงเครือข่ายซูเปอร์ชาร์จของเรา เรายินดีที่จะอนุญาตให้ใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ หรืออาจอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีอื่นๆ และทุกอย่างที่อาจช่วยเร่งการปฏิวัติพลังงานยั่งยืน” มัสก์กล่าวเพิ่มเติม

 

ภาพ: STR / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post อีลอน มัสก์ ยังต้องกลัว! หาก ‘ไร้กำแพงการค้า’ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนโดยเฉพาะ BYD ก็พร้อมจะ ‘ทำลายล้าง’ คู่แข่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Electrolux จะปิดสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในสิงคโปร์ ก่อนจะย้ายทีมเอเชีย-แปซิฟิก, ตะวันออกกลางและแอฟริกา มาอยู่ที่กรุงเทพฯ แทน https://thestandard.co/electrolux-hq-move-from-singapore-to-bangkok/ Tue, 06 Feb 2024 03:44:39 +0000 https://thestandard.co/?p=896500 Electrolux

The Straits Times ออกรายงานที่ระบุว่า Electrolux ผู้ผลิ […]

The post Electrolux จะปิดสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในสิงคโปร์ ก่อนจะย้ายทีมเอเชีย-แปซิฟิก, ตะวันออกกลางและแอฟริกา มาอยู่ที่กรุงเทพฯ แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Electrolux

The Straits Times ออกรายงานที่ระบุว่า Electrolux ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจากสวีเดน จะปิดสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในสิงคโปร์ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยทีมผู้บริหารของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) และตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA) จะย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพมหานครของประเทศไทยแทน

 

การปิดสำนักงานดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อพนักงานประมาณ 100-200 คน แหล่งข่าวระบุว่า พนักงานส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจะถูกเลิกจ้าง แม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากที่ได้รับข้อเสนอแพ็กเกจให้ย้ายมาประจำที่สำนักงานในกรุงเทพฯ

 

“ด้วยการจัดตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคแห่งใหม่สำหรับ APAC และ MEA ทางออสเตรเลียและไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางหลักสำหรับกลุ่ม Electrolux ในภูมิภาคนี้” สมาร์ รีฟาอี ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารของ Electrolux สำหรับ 2 ภูมิภาคนี้ ได้ตอบคำถามของ CNA 

 

“การมีศักยภาพและความสามารถในภูมิภาคเหล่านี้ช่วยให้เราใกล้ชิดกับลูกค้า ผู้บริโภค สถานที่ผลิต ศูนย์วิจัย และนวัตกรรมของเรา

 

“การปิดสำนักงานภูมิภาคของ Electrolux ในสิงคโปร์ในที่สุดหมายความว่า เราจำเป็นต้องจากลากับพนักงานภูมิภาคบางส่วนของเรา พนักงานที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการสนับสนุนสูงสุดในช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง และได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพสูงสุด” รีฟาอีกล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

 

การปิดสำนักงานภูมิภาคในสิงคโปร์ถูกรับรู้อย่างเป็นนัยมานานแล้วหลายเดือน บริษัทข้ามชาติประกาศในแถลงการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2023 ว่าจะลดตำแหน่งงานลง 3,000 ตำแหน่งจากทั้งหมด 46,000 ตำแหน่งทั่วโลก เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคยังคงอ่อนแอ 

 

รีฟาอีกล่าวว่า การปิดสำนักงานภูมิภาคที่ Rochester Park จะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจการดำเนินงานและความสัมพันธ์ทางการค้าในตลาดใดๆ ของกลุ่ม Electrolux ในเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลางและแอฟริกา (APAC & MEA) รวมถึงสำนักงานขายในสิงคโปร์ที่ Braddell Road

 

“Electrolux จะยังคงผลักดันธุรกิจสำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและตะวันออกกลางและแอฟริกา (APAC & MEA) โดยเน้นที่การเติบโต” เธออธิบายเพิ่มเติม

 

Electrolux ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในปี 2023 เป็น 5.2 พันล้านโครน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์มีผลต่อผู้บริโภค

 

“น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่แผนลดต้นทุนที่เราทำในอเมริกาเหนือไม่สามารถดึงอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นมาได้ อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีการแข่งขันสูงของอุตสาหกรรม” โจนาส ซามูเอลสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กล่าว

 

ภาพ: Igor Golovniov / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

The post Electrolux จะปิดสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในสิงคโปร์ ก่อนจะย้ายทีมเอเชีย-แปซิฟิก, ตะวันออกกลางและแอฟริกา มาอยู่ที่กรุงเทพฯ แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung ตัดสินใจใน 5 นาทีเลือก ‘คัลแลน-พี่จอง’ โปรโมต Galaxy S24 Series ดันยอดจองโต 200% ติดท็อป 5 ของโลก https://thestandard.co/samsung-galaxy-s24-series-cullen-hateberry/ Fri, 02 Feb 2024 12:41:09 +0000 https://thestandard.co/?p=895444 Samsung Galaxy S24 Series

Samsung ได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นการทางว่า Galaxy S24 Se […]

The post Samsung ตัดสินใจใน 5 นาทีเลือก ‘คัลแลน-พี่จอง’ โปรโมต Galaxy S24 Series ดันยอดจองโต 200% ติดท็อป 5 ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Samsung Galaxy S24 Series

Samsung ได้ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นการทางว่า Galaxy S24 Series ได้รับความนิยมและการตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้บริโภคชาวไทย ด้วยยอดการสั่งจองล่วงหน้ากว่า 200% เมื่อเทียบกับรุ่น Galaxy S23 Series และสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ตัวเลขเติบโตติดท็อป 1 ใน 5 ของโลก ส่วนยอดขายติดท็อป 10 โดย 1 ใน 4 ของยอดพรีออร์เดอร์นั้นมาจากแบรนด์คู่แข่ง

 

“นอกจากการก้าวเข้าสู่ยุค AI Phone ส่วนตัวมองว่าปรากฏการณ์คัลแลน-พี่จองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวเลขจองเติบโตสูงแบบนี้” สิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานองค์กร ธุรกิจโมบายล์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH

 

การกล่าวถึงปรากฏการณ์คัลแลน-พี่จองถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะยุคนี้แบรนด์ต่างหันมาใช้ ‘อินฟลูเอ็นเซอร์’ มาช่วยโปรโมต เพื่อสร้างกระแสให้กับสินค้าของตัวเอง ซึ่งแม้จะไม่มีตัวเลขยืนยันที่แน่นอน แต่คัลแลน-พี่จองช่วยทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจ Samsung Galaxy S24 Series

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ผมใช้เวลา 5 นาทีเท่านั้นในการตัดสินใจให้คัลแลน-พี่จองมาเป็นหนึ่งในพรีเซนเตอร์ของ Galaxy S24 Series” สิทธิโชคกล่าว พร้อมกับเสริมว่า “มี 3 เรื่องที่ทำให้เลือกคัลแลน-พี่จองคือ ข้อแรกเลย ดู Data ก่อนเลย เรามองเป็นเทรนด์ที่เห็นยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ช่วงนั้นจะยังไม่ได้แมสมากนัก สองคือ ความชื่นชอบของทีมงานที่มองว่าเข้ากันได้กับแบรนด์ Samsung และสามคือ ความไม่ใช่คนไทย ซึ่งเทียบกับโปรดักต์ที่นำเสนอเรื่องแปลภาษาจึงคิดว่าตอบโจทย์ ซึ่งเป็น 3 เรื่องที่ทำให้ Samsung ตัดสินใจไม่ยาก ”

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สิ่งที่ช่อง 컬렌 Cullen HateBerry ของคัลแลนกับพี่จอง ได้รับความสนใจและดังมาถึงจุดนี้ หนีไม่พ้นความเรียลและความเป็นธรรมชาติของทั้งคู่ในการดำเนินคอนเทนต์ ถ่ายทำรายการ และมีทักษะตัดต่อกันเอง ทำให้ผู้ชมรู้สึกสบายตาและสนุกกับคอนเทนต์ 

 

ขณะที่ ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ประธานศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “วิเคราะห์กันได้หลายลักษณะ ทั้งหน้าตาที่ก็น่ารักน่าชัง ดูหล่อ คอนเทนต์ก็ไม่มีความรุนแรง เด็กๆ ดูได้ และดูได้ทุกเพศ ทุกวัย”

 

Galaxy S24 Series เข้าในช่วงที่ตลาดมือถือของไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ตัวเลขจาก GfK ระบุว่า ในแง่ของจำนวนช่วง 4 ปีที่ผ่านมาได้ลดลงจาก 13.5 ล้านเครื่อง จนเหลือ 10.7 ล้านเครื่องในปี 2565 โดยกลุ่มพรีเมียมราคา 20,000 บาทขึ้นไปเติบโตขึ้น 4% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนตลาดกลาง-ล่างลดลง 7%

 

ขณะที่ในแง่ของมูลค่านั้นตลาดทรงตัวจาก 3,555 ล้านบาท มาสู่ 3,533 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งตลาดกลาง-ล่างมีมูลค่า 1,778 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเฉลี่ย 4 ปี ส่วนตลาดพรีเมียมมีมูลค่า 1,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% ด้วยกัน

 

“ตลาดกลาง-ล่างลดลงอย่างน่าใจหาย จากที่เคยทิ้งห่างกลุ่มพรีเมียมก็มีสัดส่วนที่ใกล้กันแล้ว” สิทธิโชคกล่าว 

 

ตลาดกลาง-ล่างที่ลดลงนั้นถูกอธิบายว่า มีสาเหตุมาจากโควิด เพราะเป็นวิกฤตที่จะทำให้ผู้บริโภคไม่มีรายได้ แถมยังต้องดึงเงินเก็บมาใช้ และยังมีการก่อหนี้ด้วย แม้สถานการณ์จะดีขึ้นแล้ว แต่ผู้บริโภคก็ยังระมัดระวังการใช้จ่ายไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

 

“โควิดเป็นวิกฤตที่กระทบหนักกับคนในกลุ่มรากหญ้า ซึ่งไม่ใช่วิกฤตคนมีเงินที่ยังจับจ่ายใช้สอยและพร้อมซื้อสมาร์ทโฟนใหม่ตราบเท่าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งมาพร้อมกับราคาที่สูงขึ้นจากต้นทุน อย่างเช่น ของ Samsung สินค้าในกลุ่มแฟลกชิปก็เพิ่มขึ้นราว 8% ด้วยกัน”

 

สำหรับ Samsung การเติบโตมาจากนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างในรุ่น Galaxy S22 Series ก็เป็นรุ่นแรกที่ให้ปากกามาด้วย ส่วนในรุ่น Galaxy S23 Series ก็ถูกโปรโมตโดยเน้นไปที่การซูม ขณะที่ Galaxy S24 Series ก็มีฟีเจอร์ AI ที่ตอบโจทย์ความต้องการและความสนใจในทุกจุดของ Gen MZ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Samsung

 

Samsung ขยายความว่า Galaxy S24 Series ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความสนใจและความต้องการของ Gen MZ จากการวิจัยเกี่ยวกับความสนใจของผู้บริโภค Gen MZ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความสนใจหลากหลายด้าน โดยอาหารเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดที่ 77% ตามมาด้วยการเดินทาง 68%, ดนตรี 58%, เกม 53%, แฟชั่น / ความงาม 46%, กีฬา 35% และ K-Wave 27%

 

ฟีเจอร์ AI ที่ให้มาจึงถูกออกแบบตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นทั้ง Live Translate และ Interpreter, การค้นหาสิ่งต่างๆ อย่าง Circle to Search, การแก้ไขภาพถ่ายด้วย Photo Assist หรือฟีเจอร์ที่ช่วยในการทำงานและหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็น Transcribe Assist, Note Assist และ Browsing Assist

 

สิทธิโชคยังบอกด้วยว่า AI ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวเลข 1 ใน 4 ของยอดพรีออร์เดอร์นั้นมาจากแบรนด์คู่แข่ง ซึ่งปกติแล้วจะมีสัดส่วนราว 10% กว่าๆ เท่านั้น โดยตัวเลขนี้วัดจากการ Trade In ในการนำเครื่องเก่ามาเป็นส่วนลดในการซื้อเครื่องใหม่ โดย Trade In นั้นคิดเป็นสัดส่วน 60% ของการจองเลยทีเดียว 

The post Samsung ตัดสินใจใน 5 นาทีเลือก ‘คัลแลน-พี่จอง’ โปรโมต Galaxy S24 Series ดันยอดจองโต 200% ติดท็อป 5 ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะคนไทยกับการมูเป็นของคู่กัน แถมยังชอบเทศกาลของทุกชาติ! มัดรวมแคมเปญและสินค้าเก๋ๆ รับตรุษจีนและปีมังกรกัน https://thestandard.co/chinese-new-year-products/ Fri, 02 Feb 2024 06:05:38 +0000 https://thestandard.co/?p=895245

ถ้าเป็นคนไทยละก็ ชอบมูแน่นอน!   คำพูดนี้ไม่เกินจริ […]

The post เพราะคนไทยกับการมูเป็นของคู่กัน แถมยังชอบเทศกาลของทุกชาติ! มัดรวมแคมเปญและสินค้าเก๋ๆ รับตรุษจีนและปีมังกรกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าเป็นคนไทยละก็ ชอบมูแน่นอน!

 

คำพูดนี้ไม่เกินจริง เพราะกระแส ‘มูเตลู’ นั้นได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และแทรกซึมเข้าไปอยู่ในธุรกิจต่างๆ โดยจากผลสำรวจพบว่า คนไทยกว่า 52 ล้านคนมีความเชื่อเรื่องมูเตลู (อ้างอิง: ข้อมูลจากงานสัมมนา ‘Marketing in the Uncertain World การตลาดของคนอยู่เป็น’ โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล)

 

นอกจากนี้ คนไทยยังเป็นคนที่ชื่นชอบทุกเทศกาลไม่ว่าของชนชาติไหนๆ เราจึงได้เห็นการเข้าร่วมอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะของผู้บริโภคเอง หรือแบรนด์ที่ทำแคมเปญออกมาเข้าร่วมเพื่อสร้างสีสัน

 

อย่างที่กำลังจะมาถึงนี้คือ ‘เทศกาลตรุษจีน’ เมื่อบวกกับการเข้าสู่ฮวงจุ้ยยุคที่ 9 ในปีมังกร THE STANDARD WEALTH จึงได้มัดรวมแคมเปญและสินค้าเก๋ๆ ที่ออกมาเพื่อรับตรุษจีนและปีมังกรกัน!

 

 

ทนเสียงเรียกร้องจากบรรพบุรุษไม่ไหว ‘สเวนเซ่นส์’ จัดไอศกรีมเป็ดพะโล้ไหว้เจ้า


ขอเริ่มที่ไอเดียที่กินได้จาก ‘สเวนเซ่นส์’ ไอศกรีมเป็ดพะโล้ไหว้เจ้ารุ่นเสริมความมงคลมั่งคั่งร่ำรวย ไอศกรีมวานิลลาซิกเนเจอร์ในรูปทรงเป็ดพะโล้อวบอิ่มเคลือบไวต์ช็อกโกแลตแบบมีเท็กซ์เจอร์ 

 

ออนท็อปด้วยพีแคนคาราเมลสีน้ำตาลไหม้ พร้อมเกลซซิงให้เงาแบบสุดเย้ายวน หอม…หวาน…กลมกล่อม กับรสชาติที่ไม่เหมือนใคร มาพร้อมไวต์ช็อกโกแลตสกรีนคำมงคลสีแดงสด ให้โชคดี รุ่งเรือง ร่ำรวย ตลอดปีตลอดไป

 

“เหล่ากงเหล่าม่าจะต้องไม่พลาด” สเวนเซ่นส์เขาว่าอย่างนั้น โดยขายวันที่ 5-12 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) ในราคา 499 บาท

 

 

‘อิเกีย’ ยังต้องเอาด้วย กับอาหารและสินค้าคอลเล็กชันใหม่แต่งบ้านรับตรุษจีนและปีมังกรทอง

 

แม้แต่ ‘อิเกีย’ แบรนด์สวีดิช ยังต้องขอมีเอี่ยวในเทศกาลนี้ด้วยการออกเมนูของไหว้ตรุษจีนมงคลทั้งคาวและหวาน ที่ร้านอาหารอิเกีย และคาเฟ่สวีเดน ตั้งแต่วันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ โดยมีเมนู เช่น หมูชาชู, ฮ่องเต้น้อยน้ำมันหอย, ซุปเยื่อไผ่, ผัดหมี่เบตง และน้ำบ๊วยโซดา 

 

ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสเทศกาลมงคลต้อนรับปีใหม่ชวนแต่งบ้านด้วยสินค้าคอลเล็กชัน FÖSSTA (ฟอสส์ต้า) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะยุคราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูด้านศิลปะของประเทศจีน ด้วยลวดลายพู่กันที่โดดเด่น และภาชนะเซรามิกที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น

 

โดยสินค้าไฮไลต์ในคอลเล็กชันนี้ ได้แก่ หมอนอิงรูปมังกร, พรมเช็ดเท้าหน้าประตูสีแดงพร้อมลวดลายมังกร และปลอกหมอนอิงพร้อมลวดลายจากการปักเย็บ

 

เรียกว่าหาสินค้าเหล่านี้ในประเทศบ้านเกิดไม่ได้แน่ๆ!

 

 

‘มัง GON นำโชค’ ฟิกเกอร์สุดน่ารักที่เชื่อว่าการโชคดีเริ่มต้นจากการลงมือทำ

 

‘ตรุษจีนปีนี้ไม่มีแผ่ว ฉลองปีของมัง GON ทองอย่างเต็มสตรีม กระโดดเข้าสนามฟิกเกอร์นำเทรนด์ก่อนใคร’ นี่คือคำโปรยของบาร์บีคิวพลาซ่า ที่ได้นำบาร์บีกอน มาสคอตขวัญใจประชาชน เปลี่ยนเป็นฟิกเกอร์สายมูสุดน่ารัก Limited Edition 100 ตัวเท่านั้นในไทย

 

บาร์บีคิวพลาซ่าบอกว่า อยากส่งมอบปีใหม่ที่ดีที่สุดของคุณ ชวนทุกคนที่เปิดต้นปีด้วยการตั้ง New Year’s Resolution ไปแล้วมาฉุกคิดอีกครั้ง และตั้งปณิธานใหม่ผ่านความเชื่อที่ว่า ‘โชคดีจะอยู่กับคนที่ลงมือทำ’ ด้วยการกลายร่าง GON ให้กลายเป็น Lucky Figure Motivators สุดน่ารักรับปีมัง GON พกไว้ให้เป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือทำ พร้อม Tips เล็กๆ ถ้าได้ทำเมื่อไร โชคดีจะเข้าข้างคุณเสมอ 

 

โดยหยิบอินไซต์จริงของคนส่วนใหญ่ที่ตั้งใจทำ New Year’s Resolution แต่ก็ Fail ตลอด ให้พี่ GON ช่วยเป็นเครื่องเตือนใจที่จะพาคุณไปสู่เป้าหมาย โดยใช้เทคโนโลยีการผลิต 3D Printing ที่ Customize ได้ถึงส่วนเล็กๆ ในชิ้นงาน ออกแบบให้บาร์บีกอนเป็นเทพมัง GON ทองที่จะนำความโชคดีมาตลอดปีมัง GON ใน 4 ด้าน ได้แก่ การเงิน การงาน สุขภาพ และความรัก

 

 

Swatch เผยโฉม Year of the Dragon คอลเล็กชันฉลองปีมังกร เอาความสิริมงคลสู่นาฬิกา

 

Swatch (สวอท์ช) แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ ก็ขอร่วมเกาะกระแสปีมังกรด้วยการเปิดตัวคอลเล็กชัน Year of the Dragon นาฬิกาลวดลายมังกรสีสันสดใส 5 เรือน 5 สไตล์

 

“ตามความเชื่อของชาวจีน มังกรเป็นสัตว์มงคลซึ่งมีเอกลักษณ์พิเศษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ สติปัญญา และความมั่นใจ Swatch จึงเชื่อว่า เราทุกคนล้วนมีลักษณะพิเศษเหล่านั้นอยู่ภายในตัวตน จึงเป็นที่มาของคอลเล็กชันใหม่ล่าสุดนี้”

 

Swatch ระบุว่า ตัวดีไซน์และลายเส้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงสีบนท้องถนน และป้ายไฟนีออนสว่างสดใสสุดไอคอนิกจากเมืองต่างๆ ในทวีปเอเชีย อีกทั้งคอลเล็กชันปีมังกรนี้ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความแข็งแกร่ง และโชคลาภ โดยวางจำหน่ายในราคา 3,900-7,900 บาทด้วยกัน

 

การเข้าร่วมเทศกาลให้อะไรมากกว่าแค่สีสัน

 

เหตุผลที่แบรนด์ต้องกระโดดเข้าร่วมตรุษจีนเป็นเพราะภาพรวมของการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 45,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี (อ้างอิง: มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย) และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี อย่างปีนี้ก็อาจจะโต 5-10% เลยทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม การที่แบรนด์ต่างๆ ออกสินค้าหรือแคมเปญที่ล้อไปกับเทศกาลตรุษจีน ไม่ใช่เพียงแค่การฉลองเทศกาลที่สำคัญในวัฒนธรรมจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายหลายประการ ที่ทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและขยายฐานลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็น

 

  • การออกสินค้าหรือแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับตรุษจีนช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าในเชิงวัฒนธรรมได้ การแสดงความเคารพและความเข้าใจต่อวัฒนธรรมจีนผ่านสินค้าหรือแคมเปญดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความไว้วางใจและความภักดีจากลูกค้าได้
  • เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่มีการซื้อ-ขายสูง เนื่องจากผู้คนมักใช้จ่ายเพื่อซื้อของขวัญให้กับตนเองและคนที่รัก เมื่อแบรนด์สามารถออกสินค้าหรือแคมเปญที่สอดคล้องกับเทศกาลนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและเพิ่มยอดขายได้อย่างมาก
  • การใช้เทศกาลตรุษจีนเป็นธีมในการออกสินค้าหรือแคมเปญช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้ การนำเสนอสินค้าหรือแคมเปญที่มีความโดดเด่นและเกี่ยวข้องกับเทศกาลทำให้แบรนด์สามารถดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้มากขึ้น
  • การเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนผ่านสินค้าหรือแคมเปญยังช่วยให้แบรนด์สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนคนจีนอาศัยอยู่ การแสดงความเข้าใจและการยอมรับต่อวัฒนธรรมจีนช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น
  • การเชื่อมโยงแบรนด์กับเทศกาลตรุษจีนไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มยอดขายในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนในการสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งในระยะยาว การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและการเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวัฒนธรรมสำคัญช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องกับลูกค้าได้ในระยะยาว

 

ดังนั้น การออกสินค้าหรือแคมเปญที่ล้อไปกับเทศกาลตรุษจีนจึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าในเชิงลึก, เพิ่มยอดขาย, สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง, ขยายฐานลูกค้า และสร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์ในระยะยาว

The post เพราะคนไทยกับการมูเป็นของคู่กัน แถมยังชอบเทศกาลของทุกชาติ! มัดรวมแคมเปญและสินค้าเก๋ๆ รับตรุษจีนและปีมังกรกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPN มองเห็นอะไรในเมืองปากน้ำโพ ถึงขั้นทุ่มเงิน 5,800 ล้านบาท สร้างมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัล นครสวรรค์’ ขึ้นมา https://thestandard.co/why-central-nakhon-sawan/ Thu, 01 Feb 2024 13:49:56 +0000 https://thestandard.co/?p=895048

“ตอนนี้เราบุกเมืองหลักมาหมดแล้ว ดังนั้นโอกาสต่อไปที่เรา […]

The post CPN มองเห็นอะไรในเมืองปากน้ำโพ ถึงขั้นทุ่มเงิน 5,800 ล้านบาท สร้างมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัล นครสวรรค์’ ขึ้นมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ตอนนี้เราบุกเมืองหลักมาหมดแล้ว ดังนั้นโอกาสต่อไปที่เรามองคือเมืองรอง ซึ่งเราไม่ได้ต้องการสร้างแค่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่เราลงทุนเป็นมิกซ์ยูสที่จะก่อให้เกิดการสร้างย่านใหม่ที่จะเข้ามายกระดับเศรษฐกิจและศักยภาพของโลเคชันให้โดดเด่นออกมา”

 

นี่คือคำตอบของ ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ที่กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนในวันที่เปิดตัว ‘เซ็นทรัล นครสวรรค์’ โครงการมิกซ์ยูสที่มีมูลค่าการลงทุนกว่า 5,800 ล้านบาท

 

‘เซ็นทรัล นครสวรรค์’ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าฯ พื้นที่ GBA 133,300 ตารางเมตร, คอนเวนชันฮอลล์, โรงแรม และอีกหนึ่งองค์ประกอบในโครงการมิกซ์ยูสเซ็นทรัล นครสวรรค์ คือโครงการ Escent Nakhon Sawan (เอสเซ็นท์ นครสวรรค์) คอนโดมิเนียมแห่งแรกใจกลางเมือง สูง 19 ชั้น รวม 442 ยูนิต

 

ที่นี่ยังเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มี Medical Hub สร้างบริการสำหรับผู้สูงอายุ และ Wellness Zone เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลสินแพทย์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ Multi-Generation Space ขนาด 2 ไร่อีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3 ปีในการทำให้โครงการสมบูรณ์​

 

ดร.ณัฐกิตติ์ ย้ำว่า นครสวรรค์เป็นเมืองที่มีศักยภาพแข็งแกร่งในทุกมิติ โดยเซ็นทรัลพัฒนาพร้อมพลิกโฉมให้นครสวรรค์เป็นเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภาคกลางตอนบน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองสู่ระดับภูมิภาค

 

โดยชูศักยภาพเมืองให้เป็น New Rising Economic City แห่งภาคกลางตอนบน สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ได้ประกาศยกระดับนครสวรรค์เป็น 1 ใน 10 จังหวัดเมืองรอง นำร่องสู่เมืองท่องเที่ยวหลัก นครสวรรค์จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงภาคเหนือและภาคกลาง เป็น Logistic Hub สำคัญที่มีโปรเจกต์ Future Infrastructure รถไฟความเร็วสูงสายเหนือและรถไฟทางคู่สายนครสวรรค์-แม่สอด สามารถ Cross Border ไปยังกลุ่ม CLMV ในอนาคตได้

 

จากข้อมูล ชาวนครสวรรค์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Multi-Generation Families ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน มีกำลังซื้อสูง มีไลฟ์สไตล์คนเมือง จากสำนักงานสถิติจังหวัดนครสวรรค์ ปี 2564 GPP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดนครสวรรค์ กว่า 109,000 ล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 ของภาคเหนือ รองจากอันดับ 1 อย่างเชียงใหม่และกำแพงเพชร มีรายได้ต่อครัวเรือน 21,000 บาทต่อเดือน

 

“เราตั้งเป้าทราฟฟิกช่วงเปิดศูนย์การค้าฯ 25,000 คนต่อวัน ครอบคลุม Catchment Area กว่า 1.57 ล้านคน รวม 6 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัยนาท, พิจิตร, ลพบุรี และกำแพงเพชร โดยวันธรรมดา 80% มาจากลูกค้าที่เป็นคนในท้องถิ่น แต่ในวันหยุดเชื่อว่าลูกค้าข้างเคียงจะเพิ่มเป็น 40%” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าว

The post CPN มองเห็นอะไรในเมืองปากน้ำโพ ถึงขั้นทุ่มเงิน 5,800 ล้านบาท สร้างมิกซ์ยูส ‘เซ็นทรัล นครสวรรค์’ ขึ้นมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โควิดจาง คนอเมริกันดื่มเหล้าน้อยลงจน Jack Daniel’s ผู้ผลิตเหล้าวิสกี้ถูกหั่นอันดับเครดิต https://thestandard.co/jack-daniels-has-its-credit-rating-cut/ Tue, 30 Jan 2024 04:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=893774

Morgan Stanley ได้ปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทผู้ผลิตเหล […]

The post โควิดจาง คนอเมริกันดื่มเหล้าน้อยลงจน Jack Daniel’s ผู้ผลิตเหล้าวิสกี้ถูกหั่นอันดับเครดิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

Morgan Stanley ได้ปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทผู้ผลิตเหล้าวิสกี้ Jack Daniel’s โดยระบุว่ามีความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลง การปรับลดครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการขายดีในช่วงการระบาดของโควิด

 

บริษัท Brown-Forman Corp. ได้ลดคาดการณ์ผลการดำเนินงานประจำปีลงในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่นักวิเคราะห์อย่าง Eric Serotta มองว่าเป้าหมายของบริษัทนั้นยังคงสูงเกินไป เมื่อเทียบกับการเติบโตที่ช้าของอุตสาหกรรมและการแข่งขันในตลาด โดย Serotta คาดว่าความต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสหรัฐฯ อาจจะยังคงต่ำต่อไปสักพักหนึ่ง หลังจากที่มีการเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้น

 

มูลค่าหุ้นของ Brown-Forman ลดลงเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มกราคม) แม้ว่าจะฟื้นขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่มีรายงานเกี่ยวกับคาดการณ์ผลการดำเนินงานของบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Brown-Forman ยังคงไม่ได้ดีเท่ากับบริษัทอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรายงานผลกำไรที่ไม่น่าประทับใจและความสนใจของผู้บริโภคที่ลดลง

 

Serotta ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทาย เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งทางทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งในทะเลแดง เขาได้ลดการคาดการณ์ราคาหุ้นของ Brown-Forman จาก 68 ดอลลาร์ เหลือ 58 ดอลลาร์ ในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า

 

เขายังกล่าวอีกว่า ด้วยสินค้าคงคลังของร้านค้าที่เพิ่มขึ้นและผู้บริโภคที่มีสินค้าเตรียมไว้ในบ้านมากพอ บริษัทอย่าง Brown-Forman และบริษัทอื่นๆ อาจจะยังคงมีการเสนอโปรโมชันที่ดึงดูดใจและรุนแรงต่อไป ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มนี้น่าจะชัดเจนขึ้นเมื่อ Diageo Plc บริษัทใหญ่อีกแห่งในอุตสาหกรรมรายงานผลประกอบการ

 

ปัจจุบันมีความเห็นที่หลากหลายจากนักวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นของ Brown-Forman โดยมีคำแนะนำที่แตกต่างกันไป เช่น ซื้อ ถือ หรือขาย โดยเฉลี่ยแล้วพวกเขาเห็นว่ามีศักยภาพในการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นประมาณ 6% ในระยะเวลาหนึ่งปีข้างหน้า

 

ภาพ: John Keeble / Getty Images

อ้างอิง:

The post โควิดจาง คนอเมริกันดื่มเหล้าน้อยลงจน Jack Daniel’s ผู้ผลิตเหล้าวิสกี้ถูกหั่นอันดับเครดิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มเซ็นทรัล’ พร้อมหนุน ‘คาเดเว’ เครือห้างหรูเยอรมนี เข้าแผนฟื้นฟูธุรกิจด้วยตัวเอง หลังขาดทุนจากค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น https://thestandard.co/central-group-support-kadewe/ Tue, 30 Jan 2024 03:23:50 +0000 https://thestandard.co/?p=893703 คาเดเว

กลุ่มเซ็นทรัล ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มคาเดเว ผู้ดำเนินธุรก […]

The post ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ พร้อมหนุน ‘คาเดเว’ เครือห้างหรูเยอรมนี เข้าแผนฟื้นฟูธุรกิจด้วยตัวเอง หลังขาดทุนจากค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาเดเว

กลุ่มเซ็นทรัล ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มคาเดเว ผู้ดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้าหรูในเยอรมนี ชี้แจงถึงกรณีที่กลุ่มคาเดเวได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู โดยได้รับสิทธิในการบริหารแผนฟื้นฟูด้วยตนเอง (Insolvency Proceedings under Self-Administration) 

 

ในระหว่างกระบวนการดังกล่าว คณะผู้บริหารซึ่งนำโดย ไมเคิล ปีเตอร์แซม จะยังคงปฏิบัติหน้าที่และควบคุมการดำเนินงานของธุรกิจเช่นเดิม และห้างสรรพสินค้าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ ห้างคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน, ห้างอัลสแตร์เฮาส์ (Alsterhaus) เมืองฮัมบูร์ก และห้างโอเบอร์โพลลิงเกอร์ (Oberpollinger) เมืองมิวนิก ก็ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

 

วิททอริโอ ราดิเช กรรมการกลุ่มเซ็นทรัลยุโรป กล่าวว่า “การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูของกลุ่มคาเดเว ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เสถียรภาพทางการเงิน และความมั่นคงของธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่มเซ็นทรัลในยุโรป กระบวนการดังกล่าวเป็นสถานการณ์เฉพาะของกลุ่มคาเดเว อันสืบเนื่องมาจากอัตราค่าเช่าที่สูงเกินมาตรฐาน ในทุกสาขาที่บริษัทดำเนินงานอยู่ และไม่เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทแต่อย่างใด

 

กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นว่ากระบวนการฟื้นฟูจะช่วยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดต่อบริษัทและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย กลุ่มเซ็นทรัลยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนกลุ่มคาเดเว และธุรกิจห้างสรรพสินค้าทุกสาขาของเราในยุโรป เพื่อมอบบริการและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราเช่นเดิม”

 

ผลการดำเนินงานของกลุ่มคาเดเวที่ผ่านมาในด้านยอดขายถือว่าเติบโตเป็นที่โดดเด่น โดยในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนกันยายน 2566 สามารถสร้างยอดขายกว่า 728 ล้านยูโร (2.8 หมื่นล้านบาท) สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับแต่ก่อตั้งบริษัทมา และเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิดในปี 2562

 

ธุรกิจที่กำลังเติบโต สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการลงทุนปรับปรุงร้านให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าลักชัวรีชั้นนำของโลก บริษัทมีผลกำไรก่อนค่าเช่าเป็นที่น่าพอใจ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับห้างชั้นนำอื่นๆ ในยุโรป แต่เนื่องจากภาระค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นสูงจนอยู่ในระดับเกินกว่ามาตรฐานทั่วไปในตลาดมากในทั้ง 3 สาขา ทำให้บริษัทมีผลประกอบการขาดทุน 

 

ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด (Hyperinflation) จากสงครามในยูเครน ทำให้ค่าเช่าปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 37 เมื่อเทียบกับปี 2562 ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถทำกำไรได้

 

ปัจจัยดังกล่าวทำให้ฝ่ายบริหารของกลุ่มคาเดเวมีความจำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาลแขวงชาร์ล็อตเต็นบูร์ก กรุงเบอร์ลิน เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู โดยขอสิทธิในการบริหารแผนฟื้นฟูด้วยตนเอง (Insolvency Proceedings under Self-Administration) ซึ่งคำร้องดังกล่าวได้รับการอนุมัติแล้ว โดยคริสเตียน กราฟ บร็อคดอร์ฟ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินชั่วคราว 

 

วิททอริโอ ราดิเช กล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้ให้การสนับสนุน และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องอัตราค่าเช่าสูงของบริษัทมาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ กับผู้ให้เช่าได้ ทั้งนี้ กลุ่มเซ็นทรัลพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนให้วงเงินช่วยเหลือแก่บริษัทต่อไป หากบริษัทสามารถบรรลุข้อตกลงกับผู้ให้เช่าในการปรับโครงสร้างค่าเช่าให้ลดลงสอดคล้องกับราคาตลาด ซึ่งจะสามารถคลี่คลายปัญหา เพื่อให้กลุ่มคาเดเวสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างยั่งยืน 

 

การที่คำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้รับการอนุมัติสิทธิในการบริหารแผนฟื้นฟูด้วยตนเองจากศาลแขวงชาร์ล็อตเต็นบูร์ก กรุงเบอร์ลิน เป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้ฝ่ายบริหารของกลุ่มคาเดเวยังคงมีอำนาจในการควบคุมการบริหารกิจการ ในขณะที่มีการเจรจาปรับโครงสร้างภาระค่าเช่าที่สูงกว่ามาตรฐาน กลุ่มเซ็นทรัลยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนกลุ่มคาเดเวและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่เป็นที่พอใจสูงสุดภายใต้กรอบของกฎหมายของประเทศเยอรมนี”

 

การเข้าแผนการฟื้นฟูของกลุ่มคาเดเวครั้งนี้ เป็นผลจากกรอบกฎหมายเฉพาะในประเทศเยอรมนี โดยธุรกิจห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัลที่อื่นในยุโรป ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ การลงทุนในกลุ่มคาเดเวเป็นการลงทุนส่วนตัว (Private Investment) ของกลุ่มเซ็นทรัลทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ บมจ.เซ็นทรัลรีเทล และเซ็นทรัลพัฒนาแต่อย่างใด 

The post ‘กลุ่มเซ็นทรัล’ พร้อมหนุน ‘คาเดเว’ เครือห้างหรูเยอรมนี เข้าแผนฟื้นฟูธุรกิจด้วยตัวเอง หลังขาดทุนจากค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ป่วยรายแรกได้รับการฝัง ‘ชิปในสมอง’ จาก Neuralink สตาร์ทอัพของ Elon Musk แล้ว https://thestandard.co/neuralink-elon-musk-started/ Tue, 30 Jan 2024 02:13:20 +0000 https://thestandard.co/?p=893655 Elon Musk

Neuralink ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพของ Elon Musk ได้ทำการฝังอุป […]

The post ผู้ป่วยรายแรกได้รับการฝัง ‘ชิปในสมอง’ จาก Neuralink สตาร์ทอัพของ Elon Musk แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Elon Musk

Neuralink ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพของ Elon Musk ได้ทำการฝังอุปกรณ์ในสมองของมนุษย์เป็นครั้งแรกสำเร็จแล้ว อุปกรณ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนสามารถควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยความคิดของตนเอง ผู้ป่วยที่ได้รับการฝังอุปกรณ์นี้มีอาการดีขึ้น และผลลัพธ์เบื้องต้นก็มีแนวโน้มที่ดี

 

อุปกรณ์ฝังในสมองของ Neuralink มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้เพียงแค่คิด องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้ Neuralink เริ่มทดลองกับมนุษย์ โดยเน้นไปที่ผู้ป่วยที่มีอาการอัมพาตรุนแรงหรือผู้ที่มีโรค ALS

 

Musk ประกาศผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ว่า ผลิตภัณฑ์แรกของพวกเขาชื่อว่า Telepathy จะทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้ความคิด โดยเริ่มต้นจะใช้กับผู้ที่ไม่สามารถใช้แขนและขาได้ Musk หวังว่ามันจะช่วยให้พวกเขาสื่อสารได้เร็วเท่ากับการพิมพ์จากมืออาชีพ

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า Neuralink สามารถตรวจจับกิจกรรมในสมองของผู้ป่วยได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม พวกเขาต้องพิสูจน์ว่าสามารถทำได้ดีกว่าบริษัทอื่นๆ เช่น Blackrock Neurotech และ Synchron

 

Neuralink ทำการทดลองกับสัตว์มาก่อน โดยลิงสามารถเล่นเกมคอมพิวเตอร์ได้โดยใช้ความคิดเท่านั้น การทดลองนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิสัตว์

 

Musk กล่าวถึงการฝังอุปกรณ์ในมนุษย์มาหลายปีแล้ว และบริษัทอื่นๆ ได้เริ่มต้นการทำงานที่คล้ายกันแล้ว การพัฒนาล่าสุดนี้อาจช่วยให้ Neuralink ทันกระแสดังกล่าว 

 

ความท้าทายของ Neuralink ยังมีกำแพงที่กว้างใหญ่ เนื่องจากชิปของพวกเขาถูกออกแบบมาให้ฝังลึกลงไปในสมองมากกว่าเทคโนโลยีบางอย่าง การทดลองครั้งแรกในมนุษย์จะมีผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่คน และใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หากประสบความสำเร็จจะมีการศึกษาเพิ่มเติมตามมา

 

แม้จะมีความคืบหน้า แต่อุปกรณ์ฝังในสมองที่พร้อมสำหรับบุคคลทั่วไปยังคงอยู่ห่างไกลจากการที่จะเกิดขึ้นจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนไม่ให้คาดหวังเกินไป เพราะแม้เทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพ แต่ก็ยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานอย่างแพร่หลายในตอนนี้

 

Neuralink ต้องเผชิญกับการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโปรโตคอลด้านความปลอดภัยของตนอย่างละเอียด Reuters รายงานเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า บริษัทถูกปรับเนื่องจากละเมิดกฎของกระทรวงคมนาคมของสหรัฐอเมริกา (DOT) เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายวัตถุอันตราย

 

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว สมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ 4 คนขอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ตรวจสอบว่า Musk กระทำการฉ้อโกงหลักทรัพย์ โดยกล่าวหาว่าทำให้นักลงทุนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการปลูกถ่ายสมองที่พัฒนาโดย Neuralink หรือไม่

 

ภาพ: Beata Zawrzel / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง:

The post ผู้ป่วยรายแรกได้รับการฝัง ‘ชิปในสมอง’ จาก Neuralink สตาร์ทอัพของ Elon Musk แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อากงอาม่าต้องไม่น้อยหน้าใคร! ‘ท็อปส์’ ผสานความมูกับอินไซต์จริงของลูกค้า เกิดเป็น ‘แคมเปญตรุษจีน’ หวังสร้างยอดขาย 15% https://thestandard.co/tops-chinese-new-year-campaign/ Fri, 26 Jan 2024 08:17:30 +0000 https://thestandard.co/?p=892569

‘เทศกาลตรุษจีน’ ถือเป็นแคมเปญใหญ่สำหรับการก้าวเข้าสู่ปี […]

The post อากงอาม่าต้องไม่น้อยหน้าใคร! ‘ท็อปส์’ ผสานความมูกับอินไซต์จริงของลูกค้า เกิดเป็น ‘แคมเปญตรุษจีน’ หวังสร้างยอดขาย 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เทศกาลตรุษจีน’ ถือเป็นแคมเปญใหญ่สำหรับการก้าวเข้าสู่ปีใหม่ที่ธุรกิจต่างให้ความสำคัญ ซึ่งข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยพบว่า ภาพรวมของการบริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีเงินหมุนเวียนมากกว่า 45,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี สำหรับปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 5-10%

 

จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า ท็อปส์ ผู้นำธุรกิจฟู้ดรีเทล ได้นำข้อมูลจากลูกค้ามากมายเพื่อสร้างกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกด้าน โดยมีการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจากข้อมูลลูกค้าของท็อปส์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2566 พบว่ามี 3 เทรนด์หลัก ได้แก่

 

  • Traditional Authenticity & Adaptability: ขณะเดียวกันผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ที่ปรับตัวตามยุคสมัยมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากขึ้น โดยเน้นทั้งคุณภาพและความมงคล โดยในปี 2566 พบตัวเลขยอดจับจ่ายซื้อสินค้าต่อตะกร้าเติบโตขึ้น 31% จากช่วงการจับจ่ายปกติ สำหรับสัดส่วนยอดขายของกลุ่มสินค้าที่จำหน่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ กลุ่มเนื้อสัตว์ (Fresh Meat) และกลุ่มอาหารทะเล (Seafood) คิดเป็น 44% กลุ่มผักและผลไม้ (Produce) 24% และกลุ่มอื่นๆ (Others) 32% นอกจากนั้นยอดขายการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (พรีออร์เดอร์) สินค้าตรุษจีนของท็อปส์เติบโตขึ้น 38.4%
  • Eco-Consciousness: เทรนด์รักษ์โลกที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อสินค้า โดยมีการลดการจุดธูปและเผากระดาษในช่วงเทศกาล และการมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน
  • Mu is Everything: กระแส ‘มูเตลู’ ที่มีความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยมีข้อมูลว่าคนไทยกว่า 52 ล้านคนมีความเชื่อเรื่องนี้

 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของท็อปส์ยังพบว่า 70% ของลูกค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนเป็นเพศหญิง และอายุระหว่าง 30-54 ปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งคิดเป็น 69% จากลูกค้าทั่วประเทศ

 

ท็อปส์ได้นำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการวางกลยุทธ์สำหรับเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โดยมี 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

 

  • Best Assortment ท็อปส์คัดสรรที่สุดของสินค้าตรุษจีนรวบรวมมาให้ลูกค้าได้เลือกช้อปแบบครบจบในที่เดียวตลอดเทศกาลตรุษจีนกว่า 500 รายการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่ม ช้อปสะดวกครบจบในที่เดียว ตั้งแต่วันเตรียมบ้าน วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว มีชุดรวมชาบูหม่าล่ารับเทรนด์กระแสหม่าล่ามาแรง ตอบโจทย์นิวเจ ที่สำคัญคือท็อปส์ได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ชุดไหว้จากพลาสติกเป็นกระดาษย่อยสลายได้ เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • Best Experience ยกระดับประสบการณ์ตรุษจีนปีนี้ให้พิเศษกว่าที่เคย ดึงดูดใจลูกค้าทุกเจเนอเรชัน พร้อมจับเทรนด์ ‘มูเก็ตติ้ง’ เอาใจสายมูด้วยกิจกรรมการตลาดสุดพิเศษที่หาได้เฉพาะที่ท็อปส์
  • Best Deals การันตีความคุ้มค่าทุกการช้อป จัดเต็มโปรโมชันมหัศจรรย์พลังมงคล ช้อปคุ้ม 5 ต่อ ฉลองปีมังกร

 

“ตรุษจีนปีนี้คาดหวังว่าจะได้เห็นบรรยากาศการจับจ่ายของผู้บริโภคที่คึกคักมากยิ่งขึ้น และท็อปส์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 1 ให้เติบโตขึ้นด้วยแคมเปญของเราที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโตกว่า 15%” จักรกฤษณ์กล่าว

 

สำหรับจำนวนสาขาท็อปส์ล่าสุด ได้แก่ Tops Food Hall 17 สาขา, Tops Fine Food 2 สาขา, Tops Premium 143 สาขา และ Tops Daily 515 สาขา รวมทั้งสิ้น 677 สาขา

 

โดยหากแยกสแตนด์อโลนจะมี 5 แห่งด้วยกัน คือ สุขุมวิท 39 (Tops Food Hall), สุขุมวิท 49 (Tops Fine Food), พัฒนาการ 30 (Tops Premium), นาคนิวาส (Tops Premium) และสาธุประดิษฐ์ (Tops Premium)

 

“ในเดือนมกราคมปีนี้จะขยายท็อปส์ 2 สาขาใหม่ แบ่งเป็นรูปแบบสแตนด์อโลน 1 แห่ง ในทำเลร่วมพัฒนา-ร่มเกล้า และอีก 1 สาขา ที่จังหวัดนครสวรรค์ ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งเตรียมเปิดตัววันที่ 31 มกราคมนี้” จักรกฤษณ์กล่าวทิ้งท้าย

The post อากงอาม่าต้องไม่น้อยหน้าใคร! ‘ท็อปส์’ ผสานความมูกับอินไซต์จริงของลูกค้า เกิดเป็น ‘แคมเปญตรุษจีน’ หวังสร้างยอดขาย 15% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ก่อตั้ง MINT มองนายกฯ เป็น ‘ทูตทางธุรกิจ’ (Top Salesperson) ที่ช่วยดึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แนะควรให้ความสำคัญเรื่องอื่นด้วย https://thestandard.co/mint-pm-top-salesperson/ Fri, 26 Jan 2024 07:32:12 +0000 https://thestandard.co/?p=892540

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ ‘วิลเลียม ไฮเน็ค’ ประธานกร […]

The post ผู้ก่อตั้ง MINT มองนายกฯ เป็น ‘ทูตทางธุรกิจ’ (Top Salesperson) ที่ช่วยดึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แนะควรให้ความสำคัญเรื่องอื่นด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ ‘วิลเลียม ไฮเน็ค’ ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมวลชน หลังจากที่วิกฤตโควิดเข้ามามีผลกระทบโดยตรงต่อ MINT ในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร

 

ถึงกระนั้นวิลเลียมก็ได้ออกมาย้ำว่า ภาคท่องเที่ยวของไทยที่เคยบอบช้ำจากวิกฤตโควิดมีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่องในปี 2567 ซึ่งภาครัฐตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยว 33-35 ล้านคน 

 

การฟื้นตัวนี้เกิดจากความเข้มแข็งของภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลใหม่ ซึ่งรวมถึงการออกมาตรการ เช่น ฟรีวีซ่า และการขยายเวลาปิดสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงเที่ยวบินให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว

 

“นายกฯ กระตือรือร้นมากที่จะดึงการลงทุนทางตรงเข้ามาในไทย เหมือนเป็นทูตทางธุรกิจ (Top Salesperson) ของประเทศ และดึงความสนใจของนักลงทุนมากขึ้น” ผู้ก่อตั้ง MINT กล่าว “แต่เราต้องโฟกัสโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่ภาคท่องเที่ยว แต่ภาคธุรกิจอื่นๆ เติบโตไปได้ด้วย ซึ่งในเวลานี้เข้าใจว่ารัฐบาลโฟกัสโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องได้”

 

แม้รัฐจะให้ความสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนและการมุ่งเน้นที่โครงสร้างพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งรัฐบาลไทยได้แสดงความพยายามในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ในทางตรงกันข้าม ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ PM2.5 กลับกลายเป็นประเด็นที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการท่องเที่ยว

 

MINT ได้เผยว่าผลประกอบการโรงแรมช่วงสิ้นปี 2566 สูงกว่าระดับช่วงก่อนโควิดแล้ว และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องในปี 2567 ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยผลักดันการท่องเที่ยวของไทย รวมถึงมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทย

 

ในเดือนธันวาคม 2566 โรงแรมของ MINT ในประเทศไทยมีอัตราการเข้าพักกว่า 75% และค่าห้องเฉลี่ย (Average Daily Rate) เพิ่มขึ้นกว่า 10% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน นับเป็นอัตราเติบโตที่เหนือกว่าระดับช่วงก่อนโควิดในปี 2562 

 

MINT คาดการณ์แนวโน้มที่สดใสต่อเนื่องในปี 2567 จากปริมาณการจองห้องพักของโรงแรมในประเทศไทยช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ของปีนี้ที่สูงกว่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 20-30% และจำนวนห้องพักที่นักท่องเที่ยวชาวจีนได้จองไว้ก็พุ่งทะยานไปเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

ธุรกิจโรงแรมของ MINT ที่กระจายอยู่เกือบ 60 ประเทศทั่วโลกได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของโลก ทั้งการเดินทางท่องเที่ยวและการเดินทางเพื่อธุรกิจ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

ส่งผลให้ MINT มั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มรายได้และกำไรในแต่ละปีได้ตามแผนธุรกิจ ขณะเดียวกันฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ MINT ยังช่วยให้บริษัทสามารถเร่งชำระหนี้ก่อนกำหนด และลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นให้อยู่ในระดับเพียง 1 เท่า ณ สิ้นปี 2566 โดย MINT มุ่งมั่นที่จะลดอัตราส่วนหนี้สินต่อไปในภาวะปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยยังคงสูงอยู่ เพื่อเพิ่มอัตราทำกำไรสุทธิให้มากขึ้นอีก

 

วิลเลียมมีข้อเสนอต่อรัฐบาลในการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งเสริมด้านซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งการถ่ายทำภาพยนตร์โดยใช้สถานที่ในประเทศไทยซึ่งแสดงถึงทัศนียภาพอันสวยงามและอัธยาศัยของคนไทย, อาหารไทย, การดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ซึ่งอาศัยการผสมผสานภูมิปัญญาอันเก่าแก่ของประเทศไทยเข้ากับเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับมาตรฐานโลก 

 

ด้านกีฬา ตลอดจนดนตรี เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ โดยวิลเลียมเห็นว่ารัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางการเงิน (Incentive) สนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตระดับโลกในเมืองไทยให้มากขึ้น ดังเช่นที่ได้ให้การสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยมาแล้ว

 

นอกจากนี้ วิลเลียมได้เน้นย้ำถึงการสนับสนุนสายการบินและสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และการปรับลดค่าโดยสารให้เหมาะสมยิ่งขึ้น การทำการตลาด เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและลดความเสี่ยง, มาตรการลดหย่อนภาษีจากการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซันในไตรมาส 2 และ 3 ของแต่ละปี, การส่งเสริมวีซ่าเกษียณอายุ ซึ่งไม่เพียงแต่จะดึงดูดชาวต่างชาติที่เกษียณแล้วให้มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจของประเทศไทยให้สูงขึ้นจากมูลค่าการใช้จ่ายด้านสุขภาพ การแพทย์ และอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น 

 

รวมถึงการสานความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และสังคมกับจีนอย่างแน่นแฟ้น เพื่อให้ประเทศจีนยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย, การส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคอาเซียน และการพิจารณายกเว้นวีซ่าให้มีระยะเวลาที่ยาวขึ้น

The post ผู้ก่อตั้ง MINT มองนายกฯ เป็น ‘ทูตทางธุรกิจ’ (Top Salesperson) ที่ช่วยดึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แนะควรให้ความสำคัญเรื่องอื่นด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple เริ่มส่ายหัวให้ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ จากไม่มีพวงมาลัยเลยก็ลดคุณสมบัติลง แถมถูกกดดันให้ยกเลิกการพัฒนาด้วย https://thestandard.co/apple-changes-strategy-for-electric-cars/ Wed, 24 Jan 2024 02:51:23 +0000 https://thestandard.co/?p=891317

Apple ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าห […]

The post Apple เริ่มส่ายหัวให้ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ จากไม่มีพวงมาลัยเลยก็ลดคุณสมบัติลง แถมถูกกดดันให้ยกเลิกการพัฒนาด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Apple ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติจำกัด เพื่อแข่งขันกับรถยนต์รุ่นปัจจุบันของ Tesla แม้ Apple ได้ทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติเกือบทศวรรษแล้ว แต่ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า วิสัยทัศน์ของรถที่ไม่มีพวงมาลัยนั้นไม่สมจริง

 

รายงานระบุว่า ตอนนี้ Apple ได้เลือกการออกแบบที่มีความทะเยอทะยานน้อยกว่า โดยจะใช้แค่ระบบระดับ 2+ ที่มีคุณสมบัติอิสระจำกัด เช่น การควบคุมทิศทางในช่องจราจร และการควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ซึ่งนี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากแผนเดิม ซึ่งรวมถึงระดับ 4 ที่อนุญาตให้รถยนต์ขับขี่อิสระได้ภายใต้สถานการณ์เฉพาะ เช่น รถแท็กซี่ที่ไม่มีคนขับ

 

ตอนแรกมีเป้าหมายเปิดตัวในปี 2026 ด้วยความสามารถในการขับขี่อิสระขั้นสูง แต่ตอนนี้ Apple ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่พื้นฐานมากขึ้น

 

ตามที่ Bloomberg ระบุว่า การปรับเปลี่ยนล่าสุดได้ส่งผลกระทบต่อกำหนดเวลาเปิดตัว ทำให้ถูกเลื่อนไปถึงปี 2028 ในกรณีที่เร็วที่สุด ซึ่งช้ากว่าเดิม 2 ปี จากที่คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2026

 

โครงการรถยนต์ของ Apple ซึ่งมีชื่อรหัสว่า Titan และ T172 เป็นการเดินทางที่มีความวุ่นวายตั้งแต่ปี 2014 โครงการนี้ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ การหยุดการจ้างงาน การปลดพนักงาน และการล่าช้าอื่นๆ 

 

Bloomberg กล่าวว่า คณะกรรมการของ Apple ได้กดดัน Tim Cook ผู้เป็นซีอีโอเมื่อปีที่แล้ว ให้ส่งมอบแผนการพัฒนาโปรเจกต์ Titan หรือว่าจะยกเลิกโครงการทั้งหมด เนื่องจากโครงการนี้ไม่เคยสร้างต้นแบบที่เป็นไปได้มาก่อน

 

แต่หลังจากการพูดคุยที่ยืดเยื้อ รวมถึงคณะกรรมการของ Apple, หัวหน้าโครงการ Kevin Lynch และซีอีโออย่าง Tim Cook ได้ตัดสินใจลดขนาดของโครงการ โครงการรถยนต์นี้เป็นการลงทุนที่สำคัญสำหรับ Apple โดยใช้จ่ายเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปีในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงระบบขับเคลื่อน ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับการขับขี่อิสระ และส่วนประกอบของยานพาหนะ

 

หากโครงการนี้ถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง การคาดการณ์นี้จะสอดคล้องกับการทำนายล่าสุดของ Ming-Chi Kuo เมื่อปลายเดือนกันยายน ตามที่นักวิเคราะห์ระบุว่าเขา “สูญเสียความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น” เกี่ยวกับโครงการนี้ และมีข้อสงสัยว่า “Apple Car จะสามารถผลิตอย่างจริงจังได้เมื่อไร”

 

อ้างอิง:

The post Apple เริ่มส่ายหัวให้ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ จากไม่มีพวงมาลัยเลยก็ลดคุณสมบัติลง แถมถูกกดดันให้ยกเลิกการพัฒนาด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix ยอมจ่าย 1.8 แสนล้านบาท เพื่อเอา ‘รายการมวยปล้ำ Raw’ ของ WWE มาถ่ายทอดสดนาน 10 ปี https://thestandard.co/netflix-pay-180-billion-baht-for-wwe-raw/ Wed, 24 Jan 2024 02:19:14 +0000 https://thestandard.co/?p=891304

Netflix และ TKO Group Holdings เพิ่งออกมาประกาศว่า แพลต […]

The post Netflix ยอมจ่าย 1.8 แสนล้านบาท เพื่อเอา ‘รายการมวยปล้ำ Raw’ ของ WWE มาถ่ายทอดสดนาน 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

Netflix และ TKO Group Holdings เพิ่งออกมาประกาศว่า แพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะเริ่มออกอากาศรายการมวยปล้ำของ WWE ที่มีชื่อว่า Raw ตั้งแต่ปีหน้า ถือเป็นการเข้าสู่วงการถ่ายทอดสดกีฬาครั้งใหญ่ครั้งแรกของ Netflix ภายใต้ข้อตกลงมูลค่าหลักแสนล้านบาทเป็นระยะเวลา 10 ปี

 

ข้อตกลงนี้จะมีค่าใช้จ่ายให้กับ Netflix มากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.8 แสนล้านบาท และมีอายุ 10 ปี โดยมีตัวเลือกในการต่ออายุเพิ่มอีก 10 ปี หรือเลือกยกเลิกหลังจาก 5 ปี ผ่านไป หากประเมินแล้วว่าไม่เป็นไปตามสิ่งที่ได้ประเมินไว้

 

ไม่นานหลังจากนั้น Netflix ได้ประกาศผลประกอบการรายได้ที่ว่าบริษัทได้เพิ่มจำนวนสมาชิก 13.1 ล้านราย ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่ใหญ่ที่สุดในไตรมาสที่ 4 ของประวัติศาสตร์บริษัท ณ ตอนนี้บริการดังกล่าวมีผู้สมัครสมาชิกทั่วโลก 260 ล้านราย

 

แพลตฟอร์มสตรีมมิงจะสามารถสตรีม Raw ได้ทั่วโลก และจะเริ่มข้อตกลงด้วยสิทธิพิเศษในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สหราชอาณาจักร และลาตินอเมริกา Netflix ยังจะกลายเป็นบ้านใหม่สำหรับรายการและรายการพิเศษทั้งหมดของ WWE นอกสหรัฐอเมริกา

 

หุ้นของ TKO พุ่งขึ้นมากกว่า 15% ตามข่าวนี้ และประกาศแยกต่างหากว่านักแสดงและอดีตซูเปอร์สตาร์มวยปล้ำ Dwayne Johnson จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหาร Netflix หุ้นของ Netflix ก็เพิ่มขึ้นประมาณ 1% ก่อนรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 หลังเวลาปิดการซื้อขายในวันอังคาร (23 มกราคม)

 

Netflix ซึ่งกำลังพยายามเพิ่มรายได้โดยลดการแชร์การสมัครสมาชิกและผลักดันผู้ชมไปยังการเป็นสมาชิกที่มีโฆษณา มีความพยายามในการถ่ายทอดสดเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ของตัวเอง การเพิ่ม Raw ซึ่งปัจจุบันออกอากาศทาง USA Network และผลิตรายการสด 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งดึงดูดผู้ชมเฉพาะกลุ่มได้ถึง 17.5 ล้านคนต่อปี เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับแพลตฟอร์มและเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ Netflix

 

จริงๆ แล้ว TKO ได้มีการพูดคุยกับบริษัทสื่ออื่นๆ แต่เลือก Netflix เป็นพิเศษในเดือนธันวาคม ตามคำบอกเล่าของผู้ที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ เพราะความเป็นสากลของ Netflix ซึ่งมีการเข้าถึงที่กว้างขึ้นกว่าบริการสตรีมมิงอื่นๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูด WWE 

 

ที่ผ่านมา Netflix ได้มุ่งเน้นไปที่สารคดีกีฬามากกว่าการถ่ายทอดสดกีฬา แต่การเพิ่ม Raw เข้าไปในรายการของตนทำให้ Netflix มีความสามารถแข่งขันมากขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เช่น Peacock ซึ่งได้ทำให้ถ่ายทอดสดกีฬาเป็นเนื้อหาหลักของบริการ และได้ถ่ายทอดเกมการแข่งขันฟุตบอลอเมริกันของ National Football League ล่าสุด Amazon Prime ได้ถ่ายทอดเกม NFL ในคืนวันพฤหัสบดีตั้งแต่ปี 2022 ในขณะที่ Apple ได้ทำข้อตกลงมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์ต่อปีกับ Major League Soccer และข้อตกลงเพิ่มเติมกับ Major League Baseball

 

“ความร่วมมือระหว่าง WWE และ Netflix เป็นเรื่องใหญ่” นักวิเคราะห์จาก Forrester กล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของบริษัทเกี่ยวกับการถ่ายทอดสดกีฬานั้นคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์เกี่ยวกับการโฆษณา หลายปีที่ผ่านมา ผู้บริหารของบริษัทได้ยืนยันว่าบริการของพวกเขาจะไม่มีโฆษณาเป็นอันขาด แต่เมื่อปีที่แล้ว Netflix ได้เริ่มเสนอการสมัครสมาชิกที่มีโฆษณาในราคาที่ต่ำกว่าต่อเดือน

 

อ้างอิง:

The post Netflix ยอมจ่าย 1.8 แสนล้านบาท เพื่อเอา ‘รายการมวยปล้ำ Raw’ ของ WWE มาถ่ายทอดสดนาน 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
YouTube และ Spotify จะ (ยัง) ไม่รองรับการใช้งานใน Apple Vision Pro ตามรอย Netflix https://thestandard.co/youtube-and-spotify-wont-support-apple-vision-pro/ Fri, 19 Jan 2024 08:55:50 +0000 https://thestandard.co/?p=889714 Apple Vision Pro

Google ผู้ให้บริการ YouTube และ Spotify ซึ่งเป็นบริการว […]

The post YouTube และ Spotify จะ (ยัง) ไม่รองรับการใช้งานใน Apple Vision Pro ตามรอย Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Vision Pro

Google ผู้ให้บริการ YouTube และ Spotify ซึ่งเป็นบริการวิดีโอและเพลงยอดนิยมที่สุดในโลก กำลังเข้าร่วมกับ Netflix เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานบนกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ในรอบหลายปีของ Apple อย่าง Apple Vision Pro

 

YouTube ได้ประกาศว่า พวกเขาไม่มีแผนที่จะเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่สำหรับ Apple Vision Pro และยังไม่อนุญาตให้แอป iPad ที่มีอยู่นานแล้วทำงานบนอุปกรณ์นี้ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) โดย YouTube แนะนำให้ลูกค้าใช้เว็บเบราว์เซอร์หากต้องการดูเนื้อหาของพวกเขา: “ผู้ใช้ YouTube จะสามารถใช้ YouTube ใน Safari บน Vision Pro ได้เมื่อเปิดตัว”

 

Bloomberg เปิดเผยโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า Spotify ก็ไม่มีแผนที่จะพัฒนาแอปใหม่สำหรับ visionOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของ Vision Pro และจะไม่ได้ให้แอปที่อยู่ใน iPad สามารถใช้งานได้บน Vision Pro เช่นกัน แต่บริการเพลงยังคงใช้งานได้จากเว็บเบราว์เซอร์

 

Vision Pro จะมีการเข้าถึงแอปของ Apple สำหรับเพลงและพอดแคสต์ ซึ่งแข่งขันกับข้อเสนอของ Spotify แต่การถูกละเลยโดย Netflix, Spotify และ YouTube หมายความว่าแอปสตรีมมิงยอดนิยมจะไม่พร้อมใช้งานเมื่อหูฟังเปิดตัวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ Apple โปรโมตอุปกรณ์นี้ในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับวิดีโอ เกม และความบันเทิงอื่นๆ

 

การไม่มี YouTube จะถือเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงสำหรับผลิตภัณฑ์นี้ ย้อนกลับไปเมื่อ iPad รุ่นแรกของ Apple เปิดตัวในปี 2010 YouTube เป็นหนึ่งในไม่กี่แอปที่ติดตั้งล่วงหน้าบนแท็บเล็ต โดยบริษัทไม่ได้ปิดกั้นการสนับสนุน Vision Pro ในอนาคต แต่กล่าวว่า “ยังไม่มีแผนเพิ่มเติมที่จะแชร์ในเวลานี้”

 

YouTube และ Spotify ยังคงเสนอแอปยอดนิยมสำหรับ iPhone และ iPad และนั่นทำให้พวกเขามีโอกาสง่ายๆ ในการสนับสนุน Vision Pro นักพัฒนาที่มีซอฟต์แวร์ iPad ใน App Store ปกติจะเห็นแอปเหล่านั้นปรากฏใน Vision Pro store โดยอัตโนมัติ นั่นหมายความว่านักพัฒนาต้องเลือกที่จะไม่เข้าร่วมหากพวกเขาไม่ต้องการ

 

YouTube และ Spotify ปฏิเสธที่จะบอกเหตุผลที่พวกเขาถอยออกจากการสนับสนุนอุปกรณ์ราคา 3,499 ดอลลาร์ หรือราว 1.2 แสนบาท Spotify ไม่ได้เปิดตัวแอปบนหูฟังที่เป็นคู่แข่ง เช่น Quest ของ Meta Platforms Inc. แม้ว่า YouTube จะทำก็ตาม

 

Spotify ยังมีความขัดแย้งกับ Apple เกี่ยวกับนโยบาย App Store แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับ Vision Pro ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นตามที่บุคคลที่คุ้นเคยกล่าว ซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากการพิจารณาเป็นความลับ

 

การค้นหาที่ดำเนินการโดย MacStories เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า แอป iPhone และ iPad อื่นๆ ที่สำคัญ รวมถึง Facebook, Instagram และ WhatsApp ของ Meta ยังไม่ได้ตั้งค่าให้ทำงานบน Vision Pro แต่สิ่งนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในวันเปิดตัว หรือนักพัฒนาอาจวางที่ในการเปิดตัวแอปใหม่ที่พัฒนาสำหรับ visionOS โดยเฉพาะ ซึ่ง Bloomberg รายงานว่า Meta ไม่ได้ตอบกลับคำขอให้แสดงความคิดเห็นทันที

 

อ้างอิง:

The post YouTube และ Spotify จะ (ยัง) ไม่รองรับการใช้งานใน Apple Vision Pro ตามรอย Netflix appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอของ Masimo กล่าวว่าเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือดของ Apple Watch ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าควรหลีกเลี่ยง! https://thestandard.co/masimo-ceo-apple-blood-oxygen-sensor/ Fri, 19 Jan 2024 08:49:56 +0000 https://thestandard.co/?p=889704 Apple Watch

ในขณะที่ Apple เริ่มขาย Apple Watch รุ่น Series 9 และ U […]

The post ซีอีโอของ Masimo กล่าวว่าเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือดของ Apple Watch ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าควรหลีกเลี่ยง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Watch

ในขณะที่ Apple เริ่มขาย Apple Watch รุ่น Series 9 และ Ultra 2 ที่ไม่มีเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด ทางด้าน โจ เคียนี ซีอีโอของ Masimo ยืนยันกับ Bloomberg ว่าไม่มีการพูดคุยกับ Apple เกี่ยวกับการประนีประนอมใดๆ

 

เคียนีระบุว่า เขาไม่ได้พูดคุยกับใครจาก Apple แบบส่วนตัว และไม่มีใครจาก Apple ที่ติดต่อเขาเกี่ยวกับข้อตกลงใดๆ อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่ามีการไกล่เกลี่ยที่ศาลสั่งซึ่งเขาไม่สามารถพูดถึงได้ และอาจมีการประชุมเพิ่มเติมในอนาคต แต่เขาไม่เชื่อว่าการประชุมเหล่านี้จะช่วยแก้ไขข้อพิพาททางกฎหมายกับ Apple

 

เคียนีเคยกล่าวเมื่อเดือนธันวาคมว่า Masimo พร้อมที่จะเจรจากับ Apple และจะช่วยให้ในคูเปอร์ติโนปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของพวกเขา แต่เขาต้องการคำขอโทษและ ‘การสนทนาที่ซื่อสัตย์’ เป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยแบบประนีประนอม

 

เคียนีวิจารณ์เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือดของ Apple Watch แม้ว่ามันจะอ้างว่าใช้เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรโดย Masimo “Apple พยายามทำให้ผู้บริโภคเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขานำเสนอเป็นอุปกรณ์วัดออกซิเจนในเลือดทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ แม้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่” เคียนีกล่าว “ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่าจะดีกว่าถ้าผู้บริโภคไม่มีมัน (เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือด)”

 

เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือดของ Apple ไม่ได้รับการรับรองจาก FDA แต่นาฬิกา W1 ของ Masimo ได้รับการรับรอง อุปกรณ์ของ Masimo นำเสนอการตรวจสอบความอิ่มตัวออกซิเจนและอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ต่อเนื่อง และสามารถใช้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ในโรงพยาบาล คลินิก และที่บ้าน

 

Apple กล่าวหาว่า Masimo ลอกเลียนแบบ Apple Watch ด้วยนาฬิกา W1 และอ้างว่าละเมิดสิทธิบัตรหลายรายการของ Apple โดย Apple กล่าวว่า Masimo ใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อขจัด Apple Watch ออกจากตลาดเพื่อเปิดทางให้นาฬิกา W1 ของตัวเอง แต่เคียนีกล่าวว่าเรื่องราวของ Apple นั้นไม่เป็นความจริง

 

คณะกรรมการด้านการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตัดสินในเดือนตุลาคมว่า Apple ละเมิดสิทธิบัตรของ Masimo ด้วยเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือดของ Apple Watch โดยในเดือนธันวาคม Apple ถูกบังคับให้หยุดขาย Apple Watch ชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องหยุดขาย Apple จึงเลือกที่จะขาย ‌Apple Watch Ultra 2‌ และ ‌Apple Watch Series 9‌ รุ่นดัดแปลงที่ไม่มีฟังก์ชันการวัดค่าออกซิเจนในเลือด แม้เซ็นเซอร์จะมีอยู่แต่จะถูกปิดการใช้งาน 

 

ในอนาคต หาก Apple ตกลงกับ Masimo หรือหากคำตัดสินของ ITC ถูกยกเลิก Apple Watch รุ่นที่จำหน่ายพร้อมเซ็นเซอร์ที่ปิดใช้งานควรจะสามารถคืนสู่สภาพการทำงานได้ตามปกติด้วยการอัปเดตซอฟต์แวร์ โดยการห้ามนำเข้ามีผลเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และ Apple สามารถขาย Apple Watch ได้ตามปกติในประเทศอื่นๆ

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอของ Masimo กล่าวว่าเซ็นเซอร์วัดออกซิเจนในเลือดของ Apple Watch ไม่น่าเชื่อถือ ลูกค้าควรหลีกเลี่ยง! appeared first on THE STANDARD.

]]>