SCB WEALTH, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/scbs_wealth_research/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Dec 2022 00:53:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เจาะกองทุน SSF/RMF ดาวเด่นสายฮิต กับ SCBRM4 และ SCBLT1-SSF https://thestandard.co/ssf-rmf-scb/ Wed, 14 Dec 2022 04:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=723122

ช่วงนี้นับว่าเป็นโค้งสุดท้าย SSF/RMF ของปีอย่างแท้จริง […]

The post เจาะกองทุน SSF/RMF ดาวเด่นสายฮิต กับ SCBRM4 และ SCBLT1-SSF appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงนี้นับว่าเป็นโค้งสุดท้าย SSF/RMF ของปีอย่างแท้จริง นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีต่างก็ต้องรีบลงทุนกันแล้ว แต่นักลงทุนบางคนก็ยังกังวลถึงความเสี่ยงที่จะลงทุนในต่างประเทศ จึงมองหากองทุน SSF/RMF ที่ลงทุนในหุ้นไทย วันนี้เราจะพามาดูกันว่า หุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจอย่างไร และเหมาะแก่การลงทุนในเวลานี้หรือไม่

 

โดยตลอดทั้งปี 2565 นี้ นับว่าเป็นปีที่มีปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุน อาทิเช่น สงครามความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเปิดๆ ปิดๆ เมืองจากสถานการณ์โควิด รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่แรงและเร็วซึ่งส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นโลก หุ้นสหรัฐฯ หุ้นยุโรป หุ้นจีน หุ้นเวียดนาม หรือแม้แต่กองรีท (REIT) ต่างก็ให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ แม้จะเคยได้รับผลกำไรอย่างดีใน 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่การปรับตัวลงอย่างหนักในปีนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ตื่นตระหนกต่อความผันผวน 

 

แล้วทำไมหุ้นไทยถึงน่าสนใจ

เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวไปสู่จุดก่อนโควิด โดยรอบวัฏจักรของเศรษฐกิจไทยกับ 3 อันดับเศรษฐกิจหลักของโลกตอนนี้ต่างกัน โดยพิจารณาจากภาพรวมพบว่า เศรษฐกิจอันดับ 1 สหรัฐอเมริกา กำลังเข้าสู่ช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และในครึ่งหลังของปี 2566 มีโอกาสจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย เพราะพิษเงินเฟ้อและการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างเร็วและแรงตลอดช่วงปี 2565 

 

เศรษฐกิจอันดับ 2 จีน ยังคงติดกับช่วงการระบาดโควิดและการล็อกดาวน์ในหลายเมือง แม้เศรษฐกิจน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่นโยบายรัฐต่างๆ ยังคาดเดาได้ยาก และคาดว่าในระยะสั้นยังคงกดดันการลงทุน 

 

ขณะที่เศรษฐกิจอันดับ 3 ยุโรป สหภาพยุโรปเจอพิษสงครามรัสเซีย-ยูเครน วิกฤตราคาพลังงานโดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ และอยู่ในภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเช่นกัน 

 

จากภาพรวมข้างต้น ทำให้เห็นว่าเราอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ขาลง ตลาดหุ้นอาจจะมีความผันผวนสูง จึงทำให้นักลงทุนที่ต้องการความผันผวนที่ต่ำกว่าและต้องการสร้างโอกาสการเติบโตหันมาสนใจการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นแข็งแกร่งที่ทำธุรกิจกึ่งผูกขาดในตลาดคู่แข่งน้อยรายอยู่หลายตัว กิจการเหล่านี้มักอยู่ใน SET100 ในอนาคตอาจจะขยายธุรกิจในแนวทางข้างต้น หรือหากเริ่มอิ่มตัวโตช้าแล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะมีเงินสดเหลือมาก และจะจ่ายปันผลออกมาให้แก่นักลงทุนหุ้นไทยเพิ่มขึ้นได้ 

 

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวแบบลักษณะไม่หวือหวา บีบหัวใจ ก็สามารถเลือกลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอย่างกองทุน SSF และ RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทย 

 

โดยในวันนี้ขอแนะนำกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยคุณภาพ สำหรับพวกเราสายฮิต เฮตามเพื่อน ซื้อแล้วไม่เหงา กับกองทุนยอดนิยมที่ขายดีอันดับ 1 ของ SCB ในปี 2564 มาเป็นทางเลือกการลงทุน ได้แก่ 

 

1. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 (ชนิดเพื่อการออม) (SCBLT1-SSF)

เน้นหุ้นไทยพื้นฐานดี 70% และตราสารหนี้คุณภาพ 30% 

ระดับความเสี่ยง 6 

  • เป็นกองทุนผสมในประเทศโดยเน้นการลงทุนในหุ้นไทยที่มีนโยบายหรือมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 65-70% ส่วนที่เหลือกระจายลงทุนในตราสารหนี้
  • กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund: IFF) ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ โดยการลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด 
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักสูงในกองทุน คือ 1. กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 18.93% 2. กลุ่มธนาคาร 10.37% 3. กลุ่มพาณิชย์ 9.16%  4. กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 7.92% และ 5. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ 6.82% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2565) 
  • มีนโยบายจ่ายเงินปันผล
  • เหมาะสำหรับลูกค้าที่รับความผันผวนระหว่างทางได้ และต้องการเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนส่วนใหญ่ ในหุ้นไทยที่มีนโยบายหรือมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และต้องการลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุนใน SSF

 

รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scbam.com/th/fund/reduce-taxes/fund-information/scblt1-ssf

 

2. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (SCBRM4)

ลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดี เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือตลาด 

ระดับความเสี่ยง 6 

  • กองทุนลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีสภาพคล่องสูง โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิง SET50  
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักสูงในกองทุนคือ 1. กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค 23.34% 2. กลุ่มธนาคาร 13.43% 3. กลุ่มพาณิชย์ 10.86% 4. กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 9.75% และ 5. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ 7.43% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2565)
  • เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และต้องการลดหย่อนภาษีด้วยการลงทุนใน RMF รวมถึงผู้ที่สามารถรับความผันผวนของราคาหุ้นที่กองทุนรวมไปลงทุน และสามารถลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไป
  • เป็นกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับ Overall Rating 3 ดาว จาก Morningstar ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565)

 

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.scbam.com/th/fund/rmf-domestic-investment/fund-information/scbrm4

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดพอทำให้เห็นภาพได้ว่า การลงทุนลดหย่อนภาษีเพื่อการออมระยะยาวในตลาดหุ้นไทยก็สามารถสร้างโอกาสลงทุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้ ส่วนการลงทุนนั้นก็ควรต้องเลือกสายที่ใช่คุณให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน 

 

คำเตือน: 

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF/SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน 
  • กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน รวมถึงควรลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุนของตนและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนได้
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post เจาะกองทุน SSF/RMF ดาวเด่นสายฮิต กับ SCBRM4 และ SCBLT1-SSF appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกออมเงินในแบบที่ใช่ ลดหย่อนภาษีในสไตล์ที่ชอบ https://thestandard.co/tax-deduction/ Tue, 22 Nov 2022 02:36:01 +0000 https://thestandard.co/?p=713360 ลดหย่อนภาษี

การลงทุนกองทุนในยุคปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบ หลายตลาด แล […]

The post เลือกออมเงินในแบบที่ใช่ ลดหย่อนภาษีในสไตล์ที่ชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดหย่อนภาษี

การลงทุนกองทุนในยุคปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบ หลายตลาด และหลายสินทรัพย์ ให้เราเลือกลงทุนอย่างมากมาย แต่ด้วยความที่มีให้เราเลือกอย่างหลากหลายก็อาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถตัดสินใจลงทุนได้ โดยเฉพาะนักลงทุนที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี ต้องการลดหย่อน แต่ตัดสินใจเลือกไม่ได้ มารู้ตัวอีกทีก็โค้งสุดท้ายปลายปีแล้ว จริงๆ แล้วด้วยรูปแบบการลงทุนที่แตกต่างกันก็อาจช่วยให้นักลงทุนเลือก ตั้งเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนควรเข้าใจรูปแบบการลงทุนของผู้จัดการกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้เข้าใจถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เพื่อเป้าหมายการลงทุน

 

นอกจากสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น สไตล์การลงทุนของนักลงทุนแต่ละคนก็แตกต่างกัน นักลงทุนที่โด่งดังระดับตำนานก็มีสไตล์การลงทุน วิธีการ และสินทรัพย์ ที่เน้นลงทุนแตกต่างกัน เช่น 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ปีเตอร์ ลินช์ มีชื่อเสียงจากการคิดค้นอัตราส่วนPrice-to-Earnings-Growth (PEG) ช่วยให้นักลงทุนสาย VI สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ศักยภาพในการเติบโตของหุ้นเทียบกับราคาสูงเกินจะลงทุนหรือไม่

 

จอร์จ โซรอส ผู้เชี่ยวชาญในการตีความเทรนด์เศรษฐกิจเพื่อการลงทุนในตราสารหนี้และสกุลเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโซรอสจัดเป็นนักลงทุนระยะสั้น จะศึกษาเป้าหมายจริงจังเพื่อคาดการณ์ว่าทิศทางของราคาจะไปทางไหน และพร้อมเสี่ยงเสมอไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใดก็ตาม 

 

หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มีรูปแบบการลงทุนที่มีวินัย ใจเย็น และเน้นคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ เขาเลือกหุ้นต่างๆ ผ่านการมองภาพรวมของบริษัท และพร้อมลงทุนระยะยาวเสมือนเป็นเจ้าของร่วมของบริษัท

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเป็นสไตล์ไหนก็ไม่สามารถวัดได้ว่าถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล แต่สไตล์การลงทุนก็จะเป็นสิ่งสะท้อนว่าเราเป็นคนแบบไหน มีความรู้ด้านการลงทุนมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการลงทุนใน SSF / RMF ที่มุ่งเน้นการเก็บออมเพื่อเกษียณและสิทธิประโยชน์ทางภาษี 

 

วันนี้เรามาดูกันว่าเราเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน ตามสายที่ SCB Wealth แบ่งประเภทไว้ หรือหากเราเป็นนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จะมีกองทุนอะไรที่ตอบโจทย์เราบ้าง

 

  1. สายฮิต นักลงทุนที่เน้นลงทุนตามเพื่อน เพื่อนว่าดีเราว่าตาม สายนี้จัดอยู่ในกลุ่มชอบลงทุนในกองที่เป็น Best Seller เป็นกองทุนสายฮิตติดชาร์ตขายดีที่ใครๆ ก็ชอบมีติดพอร์ต 

 

สำหรับในปี 2565 SCB Wealth แนะนำกองทุน SSF / RMF ยอดขายอันดับ 1 จาก SCB ได้แก่ SCBRM4 ลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดี เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือตลาด และ SCBLT1-SSF ลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดี 70% และตราสารหนี้คุณภาพ 30

 

  1. สายเด็ด นักลงทุนที่เน้นผลตอบแทนเด่น สายนี้จัดอยู่ในกลุ่มชอบลงทุนในกองที่เป็น Top Performance มีความมั่นใจในผลตอบแทนย้อนหลัง สำหรับในปี 2565 SCB Wealth แนะนำกองทุน SSF / RMF ที่มีโอกาสรับผลตอบแทนเด่น ได้แก่ SCBRMGIF ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และ SCBLTSET-SSF กองทุน SSF เดียวในประเทศไทยที่เน้นสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี SET Index 

 

  1. สายฮอต นักลงทุนที่เน้นทันทุกเทรนด์การลงทุน สายนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ชอบลงทุนในกอง Thematic อย่างเทรนด์รักษ์โลก ก็เลือกลงทุนในกลุ่มพลังงานที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เทรนด์สุขภาพ ลงทุนในกลุ่มเฮลท์แคร์ รับการเติบโตของธุรกิจและนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงเกาะเทรนด์การเติบโตของตลาดเอเชีย ลงทุนในกลุ่มประเทศในเอเชีย สอดรับการเติบโตที่หลั่งไหลมาภูมิภาค 

 

สำหรับในปี 2565 SCB Wealth แนะนำกองทุน SCBRMGHC ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับธุรกิจเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์, SCBRMCLEAN ลงทุนในหุ้นพลังงานทางเลือกทั่วโลก, SCBIHEALTH-SSF ลงทุนในหุ้นนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ครบวงจร และ SCBDV-SSF ลงทุนในหุ้นไทยที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ 

 

  1. สายลุย นักลงทุนที่เน้นตะลุยดัชนีหุ้นทั่วโลก สายนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่ชอบลงทุนในกอง Index กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก ติดตามสถานการณ์ตลาดได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก เพราะอิงกับดัชนีของตลาดหุ้นทั่วทุกมุมโลก สำหรับในปี 2565 SCB Wealth เฟ้นตลาดหุ้นเด่นมาให้คุณเลือกลงทุน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาว ได้แก่ SCBRMS&P500 เน้นสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ และ SCBWORLD-SSF ลงทุนในหุ้นชั้นนำ หลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้วตามดัชนี MSCI World

 

ทั้งนี้ สไตล์ของนักลงทุนมักจะมาพร้อมกับความรู้และความเข้าใจในการลงทุนอยู่เสมอ ถ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนเลยก็อาจทำให้เราเลือกการลงทุนผิดพลาด ไม่เหมาะกับตัวเราได้ อย่างไรก็ตาม ความรู้ด้านการลงทุนที่นักลงทุนทุกสไตล์ควรมีติดตัวสามารถแบ่งง่ายๆ เป็น 2 ด้าน ดังนี้ 

 

  1. พื้นฐานของบริษัทที่เราจะลงทุน (Fundamental) โดยต้องรู้จักธุรกิจของบริษัท แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรม รู้จักว่าผู้บริหารเป็นใคร อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญเปรียบเทียบกับคู่แข่ง การเติบโตและความเสี่ยงของธุรกิจในอนาคต และประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ 

 

  1. จังหวะการลงทุน (Technical) นักลงทุนต้องรู้จักหาจังหวะซื้อ-ขายหุ้น รู้จักจังหวะตัดขาดทุนหรือปล่อยกำไร รู้จักแนวโน้มของราคาหุ้น (Uptrend, Downtrend, Sideway) และควรต้องเข้าใจพฤติกรรมของราคาหุ้น

 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ดีระดับหนึ่ง ทำให้ไม่หลงทาง เห็นเป้าหมายได้ชัดเจนมากขึ้น อย่างที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่าผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข และผลตอบแทน ก่อนตัดสินใจลงทุน ก็ไม่เกินจริงกับสิ่งที่เราควรต้องทำ

 

แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าคุณจะอยู่สายไหน ก็อย่าให้สายเกินไปโดยไม่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีก็แล้วกัน

 

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF / SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน 

 

กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน รวมถึงควรลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุนของตนและยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนได้

 

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

 

กองทุนบางกองทุนมิได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งจำนวนรวมถึงบางกองทุนมีการลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ดังนั้นควรลงทุนในกองทุนรวมที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุนของตน และผู้ลงทุนยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนดังกล่าวได้ โดยสามารถศึกษาข้อมูลกองทุนหลักได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม และรายละเอียดเพิ่มเติมของกองทุนผ่าน SCB EASY App

 

อ้างอิง:

 

The post เลือกออมเงินในแบบที่ใช่ ลดหย่อนภาษีในสไตล์ที่ชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก ‘Green Crypto’ ที่ไม่ใช่เหรียญ แต่ร่วมเปลี่ยนโลกให้ยั่งยืน https://thestandard.co/green-crypto/ Sat, 19 Nov 2022 06:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=712056 Green Crypto

ในภาวะปัจจุบันที่ตลาดคริปโตผันผวนอย่างหนัก นักลงทุนต่าง […]

The post ทำความรู้จัก ‘Green Crypto’ ที่ไม่ใช่เหรียญ แต่ร่วมเปลี่ยนโลกให้ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Green Crypto

ในภาวะปัจจุบันที่ตลาดคริปโตผันผวนอย่างหนัก นักลงทุนต่างพากันถอดใจออกจากตลาด แต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส เพราะยังมีบางโปรเจกต์ที่สามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้เป็นเงินจำนวนมาก นั่นคือโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘Green Crypto’ 

 

แม้ว่าการใช้พลังงานมหาศาลในการขุดเหรียญจะทำให้ภาพลักษณ์ของตลาดคริปโตเสียไปในสายตาของนักลงทุนบางส่วน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีเหรียญใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมากและถูกเรียกว่า Green Crypto ซึ่งเป็นเหรียญที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และจำกัดความต้องการด้านการใช้พลังงาน ทำให้คริปโตกลับมาดึงดูดนักลงทุนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อ Green Crypto โดยตรง แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อตลาดโดยรวมด้วย 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


แม้ว่าระบบบล็อกเชนทั่วไปจะมีประโยชน์มากมาย เช่น ความโปร่งใสและการไม่เปิดเผยตัวตน แต่ก็ต้องการทรัพยากรจำนวนมากในการทำงาน สำหรับ Green Crypto มักจะเป็นโครงการบล็อกเชนที่จำกัดการใช้พลังงาน เช่น การไปอ้างอิงกับบล็อกเชนที่ใช้ทางเลือกอื่นๆ แทนกลไก Proof-of-Work (PoW) แบบที่ Bitcoin ใช้ โดยตัวเลือกที่พบบ่อยที่สุดคือ Proof-of-Stake (PoS) ซึ่งจะข้ามขั้นตอนการขุดเหรียญไปเลือกใช้วิธีการ Stake แทน จึงช่วยลดความต้องการในการใช้พลังงานได้เป็นอย่างมาก ดังนั้น Green Crypto จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการพยายามแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของโลกคริปโต ที่มุ่งหวังจะเป็นทั้ง Green และ Digital ในเวลาเดียวกัน

 

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว ยังมี Green Crypto จำนวนมากที่ได้ร่วมมือกับองค์กรด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น เหรียญ Cardano และ Polygon ซึ่งเป็นบล็อกเชน 2 แห่งที่โดดเด่นด้านการลงทุนตามเป้าหมาย เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

 

ปัจจุบันหนึ่งในคริปโตที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นเหรียญที่เขียวที่สุดคือ IMPT Token ซึ่ง IMPT เป็น Ecosystem ของคาร์บอนเครดิต ที่ใช้งานบล็อคเชนโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงคาร์บอนเครดิตสำหรับคนทั่วไปให้มากขึ้น 

 

นอกจากการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตของบริษัทใหญ่ๆ และรัฐบาลของแต่ละประเทศ สิ่งที่เป็นการสนับสนุนเชิงกลยุทธ์ที่เหนือชั้นของ IMPT Token คือการแสดงให้เห็นว่า คาร์บอนเครดิตนั้นสามารถเปลี่ยนให้เป็นความจริงในชีวิตประจำวันสำหรับทั้งนักช้อป ผู้ค้าปลีก และนักลงทุนได้ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจสามารถจัดการการใช้พลังงานและคาร์บอนฟุตพรินต์ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น  

 

ระบบการทำงานของ IMPT ใช้ประโยชน์จากพลังของบล็อกเชนในหลายด้าน เพื่อให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมในตลาดคาร์บอนเครดิต โดยการจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้ากับบริษัทที่มีคะแนน ESG สูง เพื่อสะสมเหรียญหรือนำมาแลกเป็น NFT สิ่งนี้สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือของ IMPT กับแบรนด์ชั้นนำกว่า 25,000 แบรนด์ เช่น Apple และ adidas 

 

สำหรับการเปิดระดมทุนของ IMPT นั้นสามารถระดมทุนได้ถึง 6 ล้านดอลลาร์ใน 2 สัปดาห์แรก การได้รับเงินระดมทุนมากมายในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ นับว่าเป็นอัตราการลงทุนที่น่าประทับใจสำหรับการเริ่มต้นโปรเจกต์ที่ยังสามารถสร้างให้เติบโตไปได้อีก ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Broadridge Financial Solutions คาดการณ์ว่า มูลค่ารวมของบริษัทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้าน ESG จะเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030

 

อย่างไรก็ตาม ยังคงมี Green Crypto อื่นๆ ที่ได้รับการจัดอันดับการมีส่วนร่วมด้านการลดภาวะโลกร้อน ได้แก่

 

  1. IMPT (IMPT) – คริปโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในปี 2022 (ตามที่กล่าวถึงข้างต้น)
  2. Chia (XCH) – คริปโตสีเขียวยอดนิยมของปี 2022
  3. Solana (SOL) – คริปโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด พร้อมความต้องการพลังงานต่ำ
  4. Ethereum (ETH) – คริปโตสีเขียวที่ดีที่สุดสำหรับนักพัฒนา dApp
  5. Tezos (XTZ) – คริปโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดด้วยคาร์บอนฟรุตพรินต์
  6. Avalanche (AVAX) – บล็อกเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ปริมาณงานสูง
  7. Algorand (ALGO) – หนึ่งในโครงการคริปโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในภาคบล็อกเชน
  8. Flow (FLOW) – บล็อกเชนพลังงานต่ำสำหรับผู้สร้าง NFT
  9. Polkadot (DOT) – บล็อกเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เน้นการทำงานร่วมกัน

รูปหลายเหลี่ยม (MATIC) – บล็อกเชน Carbon-Negative Layer-2 ยอดนิยม

  1. Cardano (ADA) – บล็อกเชนชั้นนำพร้อมผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะซื้อคริปโตสีเขียว

 

ไม่ว่าอนาคตของเหรียญต่างๆ จะเป็นอย่างไร พวกเราทุกคนมีความรับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเหรียญนั้นเขียวอย่างแท้จริงหรือเขียวได้สุดแค่ไหน เพื่อประโยชน์ต่อการลงทุนและโลกที่ยั่งยืนของเราในอนาคต

 

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มิได้เป็นการแนะนำผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัลแต่อย่างใด และมิได้เป็นการเสนอขายหรือเชื้อเชิญท่านเพื่อให้ซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล ผลิตภัณฑ์ หรือใช้บริการใดๆ ทั้งสิ้นของธนาคารไทยพาณิชย์

 

อ้างอิง:

 

The post ทำความรู้จัก ‘Green Crypto’ ที่ไม่ใช่เหรียญ แต่ร่วมเปลี่ยนโลกให้ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักดัชนี Russell 2000 หุ้นจิ๋วแต่แจ๋วของสหรัฐฯ https://thestandard.co/russell-2000/ Mon, 17 Oct 2022 04:13:30 +0000 https://thestandard.co/?p=696253 ดัชนี Russell 2000

ดัชนีหุ้นเป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้น นักลงทุนมั […]

The post ทำความรู้จักดัชนี Russell 2000 หุ้นจิ๋วแต่แจ๋วของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดัชนี Russell 2000

ดัชนีหุ้นเป็นดัชนีที่ใช้สะท้อนภาพรวมตลาดหุ้น นักลงทุนมักใช้ดัชนีเพื่อดูทิศทางของตลาดในวันนั้นๆ และนำไปวิเคราะห์ต่อยอดการลงทุนของตนเอง และเมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ก็อาจทำให้นักลงทุนนึกถึงดัชนีต่างๆ เช่น ดัชนี Dow Jones, ดัชนี S&P 500 หรือดัชนี Nasdaq เป็นต้น 

 

แต่ยังคงมีอีกหนึ่งดัชนีที่หลายคนอาจคุ้นหูแต่ไม่คุ้นเคย นั่นก็คือ ‘ดัชนี Russell 2000’

 

Russell 2000 คืออะไร

ดัชนี Russell 2000 ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ประกอบด้วยบริษัทขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ระหว่าง 300 ล้านถึง 2 พันล้านดอลลาร์ โดยดัชนี Russell 2000 เป็นตัวใช้วัดผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดเล็กสุด 2,000 บริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี Russell 3000 Index 

 

โดยมูลค่าตลาดรวมของบริษัทที่ประกอบอยู่ในดัชนี Russell 2000 Index คิดเป็น 10% ของมูลค่าตลาดรวม 

 

ทั้งนี้ ดัชนี Russell 2000 Index มีการคำนวณน้ำหนักโดยปรับด้วยข้อมูลการกระจายหุ้นรายย่อย เปิดเผยวิธีการคำนวณและมีการทบทวนทุกปี ปัจจุบันมีการนำไปใช้เป็นตัวแทนวัดผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดเล็กในตลาดอเมริกาอย่างแพร่หลาย 

 

โดยส่วนใหญ่ดัชนี Russell 2000 ที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กมักถูกมองข้าม เพราะนักวิเคราะห์ต่างก็มุ่งเน้นไปที่โลกของหุ้นขนาดใหญ่ แต่ในทางที่จริงแล้ว หุ้นที่ลงทุนโดยอิงจากดัชนี Russell 2000 มีการลงทุนที่ครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางจากการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำระดับโลกกว่า 2000 บริษัท นอกจากนี้ บริษัทขนาดเล็กมักจะได้เปรียบมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กยังมีโอกาสขยายธุรกิจให้เติบโตได้อีกมาก และยังมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจทำให้สามารถปรับตัวในแต่ละสภาวะตลาดได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ขนาดเล็ก ลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม จึงสามารถกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

 

ในหลายๆ ครั้งที่นักลงทุนมักใช้ ‘ราคาเป้าหมาย’ เป็นตัวประเมินในการซื้อขายหุ้นเพื่อหาช่วงเวลาที่ดีที่สุด รวมถึงนักวิเคราะห์บางรายก็มักจะใช้ราคาเป้าหมายเป็นตัวประเมินทิศทางการลงทุน นอกเหนือจากการพิจารณาทางเทคนิคอื่นๆ เช่นกัน 

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มักจะพบก็คือ นักวิเคราะห์ต่างๆ ของตลาดการเงินแทบจะไม่เห็นด้วยกับราคาเป้าหมาย ซึ่งในบางครั้งนักวิเคราะห์ยังได้นำเสนอความแตกต่างจากที่ควรนำเสนอโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับแง่มุมของราคา แต่หันไปเลือกใช้โมเดลอื่นๆ ในการวิเคราะห์ตลาดหุ้นแทน จนทำให้นักลงทุนเกิดความสับสนต่อตลาดหุ้นขนาดกลางและเล็กได้ 

 

นอกจากนี้ อีกมุมหนึ่งที่นักลงทุนควรต้องพิจารณาคือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประเมินมูลค่าหุ้นที่ต่ำหรือสูงเกินไป โดยจะต้องตรวจสอบธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย

 

ดังนั้นแล้ว การลงทุนขนาดเล็กโดยอิงตามดัชนี Russell 2000 จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสของการสร้างการเติบโตของพอร์ตในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนได้ เนื่องจากหุ้นขนาดเล็กในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และยังมีการกระจายการลงทุนไปหลากหลายอุตสาหกรรมได้ถึง 2,000 บริษัท จึงเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้อย่างดี สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนโดยอิงตามดัชนีดังกล่าว สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมและศึกษาข้อมูลการลงทุนได้ที่นี่ ซึ่งถือว่าช่วงนี้เป็นจังหวะการเข้าลงทุนเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะกลาง-ระยะยาวได้

 

การลงทุนในหุ้นขนาดเล็กเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีของนักลงทุน จึงอยากให้นักลงทุนลองพิจารณา อย่างน้อยการลงทุนที่มีการกระจายก็มักจะดีกว่าการลงทุนแบบกระจุกอยู่เสมอ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post ทำความรู้จักดัชนี Russell 2000 หุ้นจิ๋วแต่แจ๋วของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Extreme Weather กับเงินทุนด้านภูมิอากาศ คือโอกาสของนักลงทุน? https://thestandard.co/extreme-weather/ Thu, 06 Oct 2022 04:12:54 +0000 https://thestandard.co/?p=691824 Extreme Weather

​​จากเหตุการณ์ที่คนไทยหลายคนได้พบเจอเมื่อเร็วๆ นี้กับท้ […]

The post Extreme Weather กับเงินทุนด้านภูมิอากาศ คือโอกาสของนักลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Extreme Weather

​​จากเหตุการณ์ที่คนไทยหลายคนได้พบเจอเมื่อเร็วๆ นี้กับท้องฟ้าที่มืดครึ้มเหมือนยามค่ำคืนในขณะที่เป็นยามเช้า หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนอาจมองว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่นานๆ จะเกิดขึ้น แต่นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างที่เราจะต้องเข้าสู่ยุค Extreme Weather ที่จะส่งผลกระทบต่อการเกษตร ความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่แย่ลง ตลอดจนระบบนิเวศที่สูญเสียอีกมากมาย

 

ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศสุดขั้วเป็นปัญหาท้าทายที่นานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศทั่วโลกให้ความสนใจและร่วมกันหาแนวทางจัดการ โดยที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา เช่น การจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส การกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) รวมถึงข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มุ่งจำกัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ให้อยู่ในระดับเดียวกับที่ต้นไม้ ดิน และมหาสมุทรสามารถดูดซับได้ และสนับสนุนให้ประเทศที่ร่ำรวยช่วยเหลือประเทศที่ฐานะด้อยกว่าในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผ่าน ‘เงินทุนด้านภูมิอากาศ’


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


เงินทุนด้านภูมิอากาศ คือโอกาสของนักลงทุน?

ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือด้านการเงินที่ยั่งยืน และยืนยันถึงศักยภาพของการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเน้นย้ำให้มุ่งเน้นที่การสร้างผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง ด้วยการลงทุนที่มากขึ้นในบริษัทที่มีส่วนทำให้เกิดเศรษฐกิจยั่งยืน

 

โดยจากข้อมูลของธนาคารโลก เรื่อง World Bank Report Shockwaves ในปี 2019 เปิดเผยว่า ภายในปี 2030 จะมีจำนวนประชากรทั่วโลกที่กลายเป็นคนจนเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ล้านคน อันเนื่องมาจากผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ นานาประเทศจึงได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยได้สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบันองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก ที่มีบทบาทสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มประเทศสมาชิกเป็นจำนวนเงินมากถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ก็ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการอีกทั้งการให้เงินสนับสนุนลักษณะนี้เป็นเพียงการสนับสนุนระยะสั้นเท่านั้น 

 

ดังนั้น เพื่อให้เกิดแหล่งเงินทุนที่เพียงพออย่างยั่งยืนขึ้น นานาประเทศจึงได้นำเครื่องมือทางการเงินมาใช้ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องมือทางการเงินหลายอย่าง แต่หนึ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงนั้นคือ พันธบัตรสีเขียว (Green Bond)

 

Green Bond เป็นการระดมทุนจากผู้ที่มีแหล่งเงินทุนหรือที่เรียกว่า นักลงทุน ไปยังผู้ที่ต้องการใช้เงินทุนหรือที่เรียกว่า ผู้ออก Green Bond หรือผู้กู้ ซึ่งจะต้องมีการทำข้อตกลงในการจ่ายคืนเงินขึ้นอยู่กับประเภทของพันธบัตรนั้นๆ 

 

โดย Green Bond จะแตกต่างจากพันธบัตรทั่วไปคือ มีวัตถุประสงค์ เพื่อการระดมทุนสำหรับนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ โดย Green Bond สามารถแบ่งออกได้ 7 ประเภท ได้แก่

  1. พันธบัตรที่ออกโดยนิติบุคคล
  2. พันธบัตรที่จ่ายคืนด้วยกระแสเงินสดที่เกิดจากโครงการ
  3. พันธบัตรที่ผูกกับโครงการเพียงโครงการเดียวหรือหลายโครงการ
  4. พันธบัตรที่ออกโดยสถาบันการเงิน
  5. พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลาง
  6. พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่น
  7. พันธบัตรที่ออกโดยองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก

 

ทั้งนี้ พบว่ามีการเติบโตอย่างโดดเด่นในตลาดพันธบัตรเขียว จาก 9.9 พันล้านบาทในปี 2020 เป็น 32.9 พันล้านบาท เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2022 เม็ดเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลงทุนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการป้องกันและควบคุมมลพิษ หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ส่งเสริมและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ แม้เม็ดเงินดังกล่าวยังคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของตลาดตราสารหนี้ที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่การระดมทุนผ่านตราสารหนี้สีเขียวมีการเติบโตขึ้นทุกปี และประมาณการว่าอาจมีมูลค่าถึงหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

สำหรับประเทศไทย พบว่าการเริ่มมีการออก Green Bond แต่ปี 2020 เป็นต้นมา มีมูลค่ารวม 8.53 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่า 50% ออกโดยบริษัทในกลุ่มพลังงาน ประเมินได้ว่าประเทศไทยไทยต้องการเงินลงทุนในภาคพลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 25% ภายในปี 2030

 

ในส่วนของภาครัฐวิสาหกิจ ทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เร่งสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจมีการออก Green Bond และ Social Bond มากขึ้น อาทิ ส่งเสริมให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาเพิ่มคะแนนให้กับรัฐวิสาหกิจที่มีการออกหุ้นกู้ดังกล่าวเป็นพิเศษ

 

เมื่อถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน และคงจะไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป แผนหรือนโยบายต่างๆ เพื่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกรวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นต้นตอของการทำให้โลกร้อนทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก จะขับเคลื่อนไปมากน้อยแค่ไหน งบประมาณและการลงทุนต่างๆ จะหมุนเข้ามาสู่ระบบการเงินในรูปแบบใดบ้าง เราคงต้องติดตามกันต่อไป

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post Extreme Weather กับเงินทุนด้านภูมิอากาศ คือโอกาสของนักลงทุน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘การฟอกเขียว’ ฝันร้ายและภัยมืดของนักลงทุนสาย ESG https://thestandard.co/greenwashing/ Tue, 23 Aug 2022 12:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=670932 การฟอกเขียว

หลายคนคงจะคุ้นกับคำว่า การลงทุนแบบ ESG ซึ่งก็คือการลงทุ […]

The post ‘การฟอกเขียว’ ฝันร้ายและภัยมืดของนักลงทุนสาย ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
การฟอกเขียว

หลายคนคงจะคุ้นกับคำว่า การลงทุนแบบ ESG ซึ่งก็คือการลงทุนที่คำนึงถึงการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราลงทุนไปนั้น ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจได้นำไปลงทุนโดยคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้นจริงๆ การตั้งคำถามของนักลงทุนและสังคมจึงเกิดขึ้น จนกลายเป็นที่มาของคำว่า ‘การฟอกเขียว’

 

การฟอกเขียว หรือ Greenwashing คือ การทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณาสินค้าหรือองค์กรให้มีภาพลักษณ์ว่ารับผิดชอบต่อสังคม โดยการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรือสามารถแปลตรงตัวได้ว่า คือการฟอกตัวเองให้ดูสะอาด โปร่งใส รักโลก ใส่ใจธรรมชาติ ทั้งๆ ที่เรื่องจริงไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลย เพียงแค่อยากอยู่ในกระแส และอยากขายของได้เท่านั้น

 

โดยจุดเริ่มต้นของ ‘การฟอกเขียว’ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2523-2533 คือการที่บริษัทหรือองค์กรเน้นการลงทุนไปกับการตลาด เพื่อปรับภาพลักษณ์ขององค์กรว่ามีนโยบายและแนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากแต่เนื้อแท้แล้ว (จากการถูกตรวจสอบและวิพากษ์โดยภาคประชาสังคม) อาจเป็นเพียงคำอวดอ้างมากกว่าที่จะยืนหยัดอยู่บนความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ที่ส่วนหนึ่งตั้งใจปรับพฤติกรรมหันมาใช้และสนับสนุนสินค้าและบริการที่ตระหนักถึงความยั่งยืนอย่างแท้จริง 

 

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ผู้คนเริ่มกังวลถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้สายตาทั้งหลายจับจ้องไปที่บริษัทที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารของหลายๆ บริษัทจึงจำเป็นต้องเลือกระหว่างการเปลี่ยนแปลงวิถีธุรกิจอย่างจริงจัง หรือจ่ายเงินทำประชาสัมพันธ์ใหม่ แต่หลายบริษัทกลับหันไปทางเลือกทางหลัง ยกตัวอย่างเช่น บางบริษัทผู้ผลิตที่กล่าวอ้างว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกของตนสามารถรีไซเคิลได้ แต่ไม่ได้บอกว่ารีไซเคิลไม่ได้ทั้งหมด หรือบางบริษัทอ้างแม้กระทั่งบอกว่าย่อยสลายได้ แต่ที่จริงแล้วกลายเป็นแค่คำโฆษณาที่ทำให้สินค้าของตัวเองดูรักโลกขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มคนรักษ์โลกและกอบโกยกำไรเพียงเท่านั้น โดยไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่ว่า ผู้บริโภคอาจจะถอดใจจากการสนับสนุนความยั่งยืนไปเสียก่อน เพราะเกิดความไม่เชื่อใจกับการฟอกเขียวของภาคธุรกิจ จนกลับไปเลือกทางเลือกธุรกิจที่ทำแบบเดิมๆ เหมือนที่เคยเป็นมา (Business as Usual) เพราะไม่มีความแตกต่างกัน จุดนี้ยิ่งเป็นอันตรายต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และบ่อนทำลายแก่นแท้ของ ESG 

 

นอกจากนี้ ในส่วนของกระแสการลงทุนอย่างยั่งยืนที่มีการเติบโตที่รวดเร็ว ทำให้มี Sustainable Funds เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่ก็อาจเกิดความไม่มั่นใจของนักลงทุนว่า กองทุนเหล่านั้นช่วยส่งเสริมเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมได้จริงหรือไม่ ภาวะฟอกเขียวหรือ Greenwashing อาจเกิดขึ้นได้หากเงินลงทุนเหล่านั้นไม่ได้ไปช่วยให้เกิดการลงทุนอย่างยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างแท้จริง

 

นักลงทุนจึงควรหมั่นศึกษาข้อมูลการลงทุน โดยทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และแนวทางการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างผู้ลงทุนและนโยบายการลงทุนของกองทุน นอกจากนี้ หน่วยงานต่างๆ ก็เริ่มเข้ามากำกับดูแลด้านนี้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ผู้ลงทุนต้องเผชิญกับ Greenwashing โดยกำหนดให้กองทุนต่างๆ มีการเปิดเผยข้อมูลทางด้าน ESG ให้เป็นสาธารณะอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้

 

นอกจาก Greenwashing ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมแล้ว ในด้านของสังคมเองนั้นก็มีการคำนึงถึงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการรณรงค์สิทธิสตรีและสิทธิของชุมชนความหลากหลายทางเพศ หรือที่เราคุ้นหูว่ากลุ่ม LGBTQIA+ มักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Pinkwashing’ หรือ ‘การฟอกชมพู’ ซึ่งมักเป็นการใช้คำพูดหรือโฆษณาใดๆ ให้ดูภาพลักษณ์ดี โดยสื่อว่าองค์กรหรือกิจการเหล่านั้นส่งเสริมสิทธิทางเพศ พร้อมกับสร้างกระแสของตลาดสินค้าและบริการประเภทต่างๆ ว่าเปิดรับคนทุกเพศหรือเป็นมิตรต่อคนทุกเพศ แต่ในทางกลับกัน หลักการในการส่งเสริมสิทธิสตรีและ LGBTQIA+ กลับไม่ถูกนำไปผลักดันผ่านทางกฎหมายภายในประเทศ รวมทั้งนโยบายและการปฏิบัติภายในองค์กรหรือที่ทำงานอย่างที่ควรจะเป็น 

 

อย่างไรก็ตาม การฟอกความยั่งยืนไม่ได้จบเพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่านั้น ยังมีการฟอกที่แยบยลกว่านั้น นั่นก็คือ ‘Bluewashing’ หรือ ‘การฟอกน้ำเงิน’ ซึ่งเป็นการกระทำของธุรกิจที่อาศัยการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับองค์การสหประชาชาติ (UN) ผ่านทาง UN Global Compact โดยสนับสนุนหุ้นส่วนการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงจากภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ และภาครัฐ เพื่อทำให้เห็นภาพลักษณ์ถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมขบวนเพื่อเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน โดยที่แนวปฏิบัติอาจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้จะประทับโลโก้ความเป็นหุ้นส่วนกับ UN ก็ตาม

 

ดังนั้น หน้าที่ของผู้บริโภคอย่างเราคือควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนลงทุนหรือใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อจะได้ไม่สร้างผลกระทบต่อโลกเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว และหนึ่งสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ ที่จะช่วยปลดเปลื้องการฟอกเขียว ก็คือการกล่าวถึงการฟอกเขียวของบริษัทที่หมกเม็ดเหล่านั้นให้เป็นวงกว้าง เพราะยิ่งมีคนขยี้มากเท่าไร การฟอกเขียวก็จะยิ่งลอกมากเท่านั้น  

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘การฟอกเขียว’ ฝันร้ายและภัยมืดของนักลงทุนสาย ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมพอร์ตเกษียณต้องมี กองทุน ESG https://thestandard.co/retirement-portfolios-and-esg-funds/ Tue, 26 Jul 2022 00:51:17 +0000 https://thestandard.co/?p=658822 กองทุน ESG

นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจกับแนวทางการลงทุนอย่างย […]

The post ทำไมพอร์ตเกษียณต้องมี กองทุน ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองทุน ESG

นักลงทุนทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจกับแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืน ( กองทุน ESG ) อย่างต่อเนื่องจนเริ่มเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพว่ามันสำคัญแค่ไหน แล้วจะมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมการลงทุนได้อย่างไร จะช่วยสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาวได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญจะเหมาะกับแผนกองทุนเพื่อการเกษียณของเราอย่างไร

 

ปัจจุบันหลายธุรกิจได้ให้บทบาทความสำคัญกับการลงทุนอย่างยั่งยืนภายในองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบัน โดยได้นำประเด็นผลการดำเนินงานด้าน ESG ของบริษัทจดทะเบียนมาใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ในการลงทุน ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกทยอยออกหลักเกณฑ์การกำกับดูแล เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสและทำให้นักลงทุนมีข้อมูลที่เพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุน แต่ด้วยการเติบโตของการลงทุนแบบยั่งยืนที่เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเงินลงทุนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้ถูกนำไปช่วยสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งก่อให้เกิด ‘การฟอกเขียว’ ได้

 

การฟอกเขียว หรือ Greenwashing คือการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดด้วยการโฆษณาผลิตภัณฑ์หรือองค์กรให้มีภาพลักษณ์ว่ารับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป็นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการตลาดหรือการขายโดยไม่ได้มีการทำจริง เราในฐานะนักลงทุนจึงควรตรวจสอบและศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน 

 

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจตามเกณฑ์ ESG โดยการพิจารณาที่ Megatrends หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เกิดขึ้นกับสังคมและระบบเศรษฐกิจ ก็จะเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ชัดเจนขึ้น เช่น แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศ (Climate Change) การให้ความสำคัญกับการกำจัดขยะ (Waste Management) หรือการให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่เป็นธรรม (Fair Employment) เป็นต้น และเมื่อนักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนว่าบริษัทใดหรืออุตสาหกรรมใดจะได้ประโยชน์หรือได้รับผลกระทบต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ก็จะทำให้นักลงทุนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับประมาณการตัวเลขทางการเงินของบริษัทให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ยังคงมีนักลงทุนหลายคนที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับลงทุนแบบยั่งยืน จึงทำให้พลาดโอกาสการลงทุนที่ดีอีกทางหนึ่งไป ซึ่งจริงๆ แล้วการลงทุนประเภทนี้

 

  1. ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสการลงทุนระยะสั้นแต่จะคงมีบทบาทมากขึ้นด้วยความสนใจของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนอย่างยั่งยืนเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

  1. ไม่ใช่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนต่ำ แต่อาจช่วยเพิ่มโอกาสด้านผลตอบแทนในระยะยาว และลดความเสี่ยงและความผันผวนจากการลงทุนได้ โดยจากรูปด้านล่าง จะเห็นว่าการเปรียบเทียบผลตอบแทนของดัชนี MSCI All Country Word Index (ACWI) และ MSCI Emerging Markets (EM) แบบที่ไม่ได้คำนึงถึงความยั่งยืน กับแบบที่คำนึงถึงความยั่งยืนคือ MSCI ACWI ESG Leaders และ MSCI EM ESG Leaders พบว่า ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวผลตอบแทนของดัชนีที่ดูเรื่องความยั่งยืนดูจะได้ผลตอบแทนมากกว่า

 

กองทุน ESG

 

  1. ไม่ใช่การลงทุนที่มีทางเลือกจำกัด เนื่องจากจริงๆ แล้วมีผลิตภัณฑ์หลากหลายพร้อมให้นักลงทุนเลือกลงทุนอย่างยั่งยืนได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ESG เช่น รายชื่อหุ้นยั่งยืนใน Thailand Sustainability Investment (THSI), ดัชนี ESG, กองทุนรวมหุ้น ESG, กองทุนรวมหุ้น CG และตราสารหนี้ ESG เป็นต้น

 

  1. ไม่มีความซับซ้อนและลงทุนได้ไม่ยาก เนื่องจากมีข้อมูลจากหลากหลายแหล่งที่นักลงทุนสามารถนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์และการตัดสินใจลงทุนได้

 

  1. ไม่ใช่การลงทุนที่เหมาะกับเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่นักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ก็ให้ความสนใจมากเช่นกัน

 

จากการที่การลงทุนประเภทนี้จะสร้างบทบาทสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจไปอีกในระยะยาวหรืออาจจะตลอดไป ดังนั้นการลงทุนประเภทนี้จึงเหมาะกับพอร์ตการลงทุนเพื่อการเกษียณและยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในการลงทุนแบบยั่งยืนแต่ไม่มีเวลาศึกษาด้วยตนเอง ก็สามารถลงทุนในกองทุนรวมผ่านบริษัทจัดการได้ ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้เลือกลงทุนในกองทุนที่เป็น Megatrend หลากหลายธีมทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ธีมกลุ่มเทคโนโลยี ธีมสุขภาพ ธีมพลังงานทดแทน และธีมพลังงานไฟฟ้า เป็นต้น

 

ยกตัวอย่างเช่น กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Electric Vehicles and Future Mobility (ชนิดเพื่อการออม) SCBEV(SSF) คลิก ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Global Clean Energy เพื่อการเลี้ยงชีพ (ชนิดสะสมมูลค่า) SCBRMCLEAN(A) คลิก ที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) หรือกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Healthcare Innovation (ชนิดเพื่อการออม) SCBIHEALTH(SSF) คลิก ที่เน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพเป็นหลัก กองทุนดังกล่าวก็เป็นตัวอย่างของการลงทุนแบบยั่งยืนที่ควรค่าแก่การเลือกสะสมระยะยาวเพื่อสร้างโอกาสให้กับพอร์ตเกษียณในอนาคต

 

การลงทุนแบบยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว และที่สำคัญ เป็นการลงทุนที่จะช่วยสร้างโลก สร้างสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป

 

อ้างอิง: ภาพจาก SETinvestnow

 


 

คำเตือน:

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF/SSF ก่อนตัดสินใจลงทุน กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม www.scbam.com
  • กองทุนบางกองทุนมิได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ กองทุนมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันทั้งด้านสินทรัพย์ / ภูมิภาค / ประเทศ / กลุ่มธุรกิจ ราคาของหลักทรัพย์จึงมีความผันผวนตามปัจจัยที่กระทบ กองทุนที่ลงทุนในภูมิภาค / ประเทศ / กลุ่มธุรกิจเดียว จะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนที่มีการกระจายการลงทุนมากกว่า
  • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ทำไมพอร์ตเกษียณต้องมี กองทุน ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืนของโลก และโอกาสในการลงทุน https://thestandard.co/energy-transition/ Mon, 11 Jul 2022 09:01:49 +0000 https://thestandard.co/?p=652622 การเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition […]

The post การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืนของโลก และโอกาสในการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปลี่ยนผ่านพลังงาน

แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จากแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม มาเป็นการใช้พลังงานรูปแบบใหม่จากแหล่งพลังงานที่แตกต่างออกไป เป็นสิ่งที่ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทน เนื่องจากประชากรโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงถึง 9.7 พันล้านคนในปี 2050 (ข้อมูลจาก World Population Data) ทำให้มีความต้องการพลังงานมากขึ้น  

 

นอกจากนี้ผู้นำรัฐบาลและองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ต่างให้ความสนใจพร้อมทั้งให้การสนับสนุนและผลักดันการใช้พลังงานทดแทนนี้อย่างจริงจัง จึงนำมาสู่โอกาสการลงทุนอย่างยั่งยืนในธุรกิจด้านพลังงานทดแทน ที่จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

 

เพราะพลังงานนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์และการดำเนินกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปัจจุบันความต้องการใช้พลังงานมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจาก 4 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย 

 

  1. การแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานและการผลิตในภาคพลังงานอย่างต่อเนื่อง 
  2. สภาพอากาศ ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในการผลิต และเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความต้องการพลังงานในภาคครัวเรือน 
  3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้น 
  4. การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ด้วยเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและ Net Zero Emission ของหลายภาคส่วน ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายรายชะลอหรือหยุดการลงทุนในการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม รวมถึงการสร้างเหมืองถ่านหินใหม่ ซึ่งจะกดดันการเติบโตของอุปทานเชื้อเพลิงแบบเก่าของตลาดโลกในระยะต่อไป

 

ส่วนการใช้พลังงานของประเทศต่างๆ ได้มีแผนการเลิกใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการผลิตไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด ซึ่งจากการผลิตก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2010 และการส่งออกก๊าซธรรมชาติของสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปี 2016 ส่งผลให้เกิดโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมากขึ้น เนื่องจากราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติสามารถแข่งขันได้กับไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินและยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำกว่าอีกด้วย เมื่อเทียบการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแล้ว จะเห็นได้ว่าการลงทุนในโรงไฟฟ้าถ่านหินลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมีกำลังการผลิตใหม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งแต่ปี 2016 (อ้างอิง: IEA World Energy Investment 2021)

 

นอกจากนี้การพึ่งพาแหล่งพลังงานเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมอย่างพลังงานน้ำมัน พลังงานถ่านหิน และพลังงานก๊าซธรรมชาติ ได้นำไปสู่การเผชิญหน้ากับปัญหาสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายประเทศเริ่มมองหาทางออกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จากแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม มาเป็นการใช้พลังงานรูปแบบใหม่จากแหล่งพลังงานที่แตกต่างออกไป เช่น พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานชีวมวล เป็นต้น 

 

ดังนั้นพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน จึงเป็นทางเลือกในการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างสิ้นเชิง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานแล้ว ยังเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอีกด้วย สิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นหนึ่งในธีม ESG ที่สำคัญที่ช่วยในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อส่งผลต่อความยั่งยืนของโลกต่อไป

 

ปักหมุดการลงทุนแบบ ESG เพื่อโลก เพื่อการลงทุนที่ยั่งยืน

แนวคิดการลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainability Investment) เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันอย่างหนาหูในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และการมีธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG) โดยเป็นการลงทุนที่มุ่งหวังความยั่งยืนมากกว่าผลกำไรช่วงสั้น เพราะแนวทางการลงทุนดังกล่าว แม้อาจจะยังสร้างผลตอบแทนได้ไม่สูงเท่ากับแนวทางการลงทุนรูปแบบอื่นๆ แต่เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้ในระยะยาว

 

การลงทุนแบบ ESG นี้มีโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก เนื่องจากการลงทุนแบบ ESG มีความหลากหลายทางด้านการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ทำให้แนวทางการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่แตกต่างจากในอดีตมาก ซึ่งกระแสดังกล่าวมักจะเป็นเมกะเทรนด์ เช่น บริษัทสตาร์ทอัพ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยมีหลายธุรกิจในหลายๆ ประเทศได้ต่อยอดธุรกิจด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

 

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนธีม ESG และมองหาโอกาสการลงทุนที่สามารถตอบโจทย์ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมถึงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ได้ที่นี่

 

รวมไปถึงกองทุนที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต (Electric Vehicle: EV) เพราะการใช้รถยนต์ EV ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำ ทำให้หลายประเทศได้เสนอมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ EV 

 

โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ 18 ราย จาก 20 ราย ต่างมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็มีโอกาสที่จะเติบโตควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่นักลงทุนไม่ควรพลาด

 

อ้างอิง:

The post การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืนของโลก และโอกาสในการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘3 อด’ สำคัญของจุดเริ่มต้น การลงทุน ที่นักลงทุนควรมี https://thestandard.co/investment-starting-point-investors-should-have/ Wed, 06 Jul 2022 23:32:41 +0000 https://thestandard.co/?p=650995 การลงทุน

ถ้าพูดถึง การลงทุน นักลงทุนหลายคนอาจมีประสบการณ์การกระจ […]

The post ‘3 อด’ สำคัญของจุดเริ่มต้น การลงทุน ที่นักลงทุนควรมี appeared first on THE STANDARD.

]]>
การลงทุน

ถ้าพูดถึง การลงทุน นักลงทุนหลายคนอาจมีประสบการณ์การกระจายการลงทุนไปในหลากหลายสินทรัพย์กันไปบ้างแล้ว บางคนอาจประสบความสำเร็จจากการลงทุน บางคนอาจบาดเจ็บจากการลงทุนเช่นกัน แต่จะมีใครที่รู้บ้างว่าหัวใจสำคัญของการลงทุนคืออะไร วันนี้เรามาดูกัน

 

คำว่า ‘การลงทุน’ นั้นหมายถึง การนำเงินที่เก็บสะสมไว้ไปสร้างผลตอบแทนให้งอกเงยต่อเนื่องระยะยาว เช่น การลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุนรวม เป็นต้น สำหรับการลงทุนที่ดีนั้นนักลงทุนควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ ระยะเวลาการลงทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่รับได้ของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของความเสี่ยงนี้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญที่สุด เนื่องจากผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างๆ นั้นมีความเสี่ยงมากน้อยตามประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ซึ่งถ้าละเลยข้อนี้ไปอาจทำให้นักลงทุนพลาดท่าได้ เช่น การลงทุนในหุ้น หากมีระยะเวลาลงทุนไม่ยาวพอ เมื่อหุ้นตัวที่ลงทุนมีมูลค่าลดลงในช่วงสั้น ก็อาจจะเริ่มมีความตื่นตระหนก และรีบขายหุ้นเพราะกลัวจะมีมูลค่าลดลงไปมากกว่านี้ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทในระยะยาวได้เช่นกัน

 

การลงทุนที่ดีนั้นควรกำหนดเงินลงทุนให้เหมาะสม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการลงทุน นักลงทุนควรเผื่อเงินให้เหลือสำหรับใช้จ่ายไว้ด้วย ไม่ควรนำเงินมาลงทุนมากเกินกว่าความเสี่ยงที่รับได้ เพราะอาจทำให้ขาดสภาพคล่องได้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการกู้ยืมโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าจัดสรรเงินลงทุนน้อยเกินไปก็อาจทำให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนตามควรที่จะได้รับ ดังนั้น การจัดสรรเงินลงทุนนั้นควรเป็นเงินส่วนที่เกินจากการออมและเป็นเงินสำรอง ซึ่งควรเผื่อเงินฉุกเฉินที่เหลือจากเป้าหมายในการออมเงิน และเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายประมาณ 3-6 เดือน ถึงจะนำเงินที่เหลือจากการออมนี้ไปใช้ลงทุนได้ เพราะการลงทุนในหลายประเภทสินทรัพย์ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวน และอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนได้เช่นกัน 

 

นอกจากการจัดสรรเงินลงทุนแล้ว การติดตามข่าวสารเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามเช่นกัน เพราะการศึกษาข้อมูลต่างๆ หรือสภาวะตลาด ก็จะช่วยให้เราเลือกลงทุนได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในกรณีที่ไม่มีเวลาติดตามข่าวสารด้วยตนเอง นักลงทุนก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวม หรือลงทุนผ่านที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล ที่มีมืออาชีพคอยเป็นผู้ดูแลพอร์ตการลงทุนแทนเราได้ หรือนักลงทุนจะเลือกลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging หรือ DCA) เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชันที่หลายค่ายนำเสนอออกมาเพื่อสร้างความสะดวกให้กับนักลงทุนยิ่งขึ้น

 

สำหรับประเภทของนักลงทุน หลักๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. นักลงทุนประเภทรอรับผล (Passive Investor) เป็นบุคคลที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือยอมรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก และ 2. นักลงทุนประเภทมุ่งหวังผล (Active Investor) เป็นบุคคลที่จะคอยมองหาโอกาสในการลงทุนเสมอ กล้าที่จะเสี่ยงเพื่อรับผลตอบแทนได้มากขึ้น ซึ่งถ้าหากนักลงทุนต้องการให้เงินลงทุนงอกเงย ต้องศึกษาถึงระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์และเครื่องมือการลงทุนต่างๆ ให้ดี เพราะความเสี่ยงที่รับได้จะอยู่ระดับใดนั้นจะขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ที่เป็นคนกำหนด

 

นอกจากระดับความเสี่ยงที่รับได้ของตนเองแล้ว ในการลงทุนแต่ละประเภทก็มีความเสี่ยงอื่นๆ ที่นักลงทุนต้องเผชิญเช่นกัน เช่น ความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อ ความเสี่ยงทางตลาด ความเสี่ยงของอัตราดอกเบี้ย หรือความเสี่ยงด้านเครดิต 

 

จากข้อมูลข้างต้น ขอสรุปสั้นๆ ว่า จุดเริ่มต้นการลงทุนที่ดีที่นักลงทุนควรต้องมี คือ 3 อด ซึ่งประกอบด้วย 

 

  • อดออมให้มาก 

นักลงทุนควรหักเงินออมออกจากรายได้ที่ได้รับต่อเดือนก่อนนำไปใช้จ่ายอย่างน้อย 10% และที่สำคัญควรสร้างวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรผลัดวันประกันพรุ่งที่จะออม 

 

  • อดทนให้ได้

นักลงทุนควรอดทนต่อสิ่งเร้าที่ไม่ควร เช่น เห็นเพื่อนลงทุนในหุ้น A แล้วได้รับผลตอบแทนสูง จึงลงทุนตามโดยไม่ศึกษาเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นเลย ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดพลาด ทำให้เข้าลงทุนในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาสูงสุดแล้วก็ได้ ดังนั้น นักลงทุนไม่ควรละเลยกับการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลการลงทุน หรือผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุน  

 

  • อดกลั้นให้อยู่

เมื่อเราตั้งเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว ก็ควรที่จะกำหนดระยะเวลาในการลงทุน และเมื่อลงทุนแล้วไม่ควรเปลี่ยนแปลงเป้าหมายกลางคัน เพราะจะทำให้เราเสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้

 

เพียงแค่ 3 อดนี้ ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไรก็เป็นหนทางที่สามารถทำให้การลงทุนของเรางอกเงยได้

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘3 อด’ สำคัญของจุดเริ่มต้น การลงทุน ที่นักลงทุนควรมี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มารู้จักตลาด Asia ex Japan อีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่ไม่ควรพลาด https://thestandard.co/asia-ex-japan/ Mon, 13 Jun 2022 13:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=641365 Asia ex Japan

หากพูดถึงตลาดหุ้นยอดนิยม นักลงทุนหลายๆ ท่านอาจนึกถึงประ […]

The post มารู้จักตลาด Asia ex Japan อีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่ไม่ควรพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Asia ex Japan

หากพูดถึงตลาดหุ้นยอดนิยม นักลงทุนหลายๆ ท่านอาจนึกถึงประเทศยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐฯ หรือจีน แต่จะว่าไปแล้วตลาดหุ้นเอเชียก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน โดยการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย นักลงทุนบางท่านอาจจะผ่านตากับดัชนีหุ้นเอเชียแปซิฟิกที่ไม่รวมญี่ปุ่น (Asia ex Japan) และบางท่านก็อาจมีคำถามว่า เอเชียแล้วทำไมไม่รวมญี่ปุ่นด้วย แล้วจะดีไหม และมีประเทศอะไรบ้าง เช่นนั้นเราลองดูต่อกันว่าตลาดนี้มีความน่าสนใจอย่างไร บางทีเราอาจจะเริ่มมีมุมมองที่เปลี่ยนไป และหันมาทำความเข้าใจและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้น Asia ex Japan ในพอร์ตของเราก็เป็นได้ 

 

เนื่องจากตลาดญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว (Developed Market) โดยมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ และจีน) จึงแยกตลาดญี่ปุ่นออกมา ทำให้เกิดตลาดหุ้นเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า ‘ตลาด Asia ex Japan’ เพราะคำว่า ex นั้นย่อมาจาก ‘Exclude’ ที่แปลว่า ‘ไม่รวม’ นั่นเอง 

 

โดยตัวชี้วัดจะใช้ดัชนี MSCI All Country Asia Pacific Ex Japan ซึ่งตลาดหุ้นฝั่งเอเชียส่วนใหญ่นั้นก็มักจะอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) และเป็นที่สนใจของนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีการเติบโตสูง โดยจะเรียงน้ำหนักกระจายลงทุนทั้งในประเทศ/ดินแดนพัฒนาแล้ว และประเทศ/ดินแดนกำลังพัฒนา 10 ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ จีน, ไต้หวัน, อินเดีย, เกาหลีใต้, ฮ่องกง, สิงคโปร์, ไทย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น 

 

ทำไมตลาด Asia ex Japan ถึงน่าสนใจ 

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะเติบโตอยู่ที่ 5.2% ในปี 2565 และ 5.3% ในปี 2023 รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคหลายแห่ง รวมทั้งเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก ที่ได้กลับสู่อัตราเดิมก่อนจะเกิดการระบาดของโควิด จากการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของอุปสงค์ในประเทศ และการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการท่องเที่ยวระหว่างประเทศได้เริ่มกลับมาฟื้นตัว จึงส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียจะได้ประโยชน์จากการที่หลายประเทศเริ่มเปิดเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยมีรายงานว่ายอดการจองตั๋วเดินทางท่องเที่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตั

 

ถึงแม้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ออกมาประกาศว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียในปี 2022 จะขยายตัว 4.9% น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคม 0.5% แต่ Valuation ของหุ้นก็ยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ และเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว และยังมีโอกาสในการลงทุนในบริษัทชั้นนำที่หลากหลายในอุตสาหกรรมระดับโลก ประกอบกับตลาดเอเชียมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้นโยบายการเงินในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ก็ยังมีแนวโน้มผ่อนคลายมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จึงเป็นจังหวะเหมาะที่นักลงทุนจะสามารถทยอยลงทุนในหุ้นสำหรับตลาด Asia ex Japan ได้

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองคือ ความไม่แน่นอนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเห็นได้จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น อย่างเช่นน้ำมัน ทั้งภาวะสงครามยังทำให้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากนี้การแพร่ระบาดของโควิดสายพันธุ์ใหม่ก็ยังคงส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ และบางประเทศยังคงมีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอยู่ เหล่านี้เป็นปัจจัยที่นักลงทุนยังคงต้องคอยเฝ้าระวังสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นโลก

 

สำหรับนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุนประเภทนี้ หนึ่งในกองทุนแนะนำ ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ดัชนีหุ้น Asia ex Japan – SCBAXJ (ความเสี่ยงระดับ 6) และสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี ขอแนะนำกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ดัชนีหุ้น Asia ex Japan (ชนิดเพื่อการออม) – SCBAXJ(SSF) (ความเสี่ยงระดับ 6) โดยทั้งสองกองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน iShares Core MSCI Asia ex Japan ETF ซึ่งจะลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง หลากหลายอุตสาหกรรม ให้สอดคล้องกับเทรนด์และประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี 

 

 

มาถึงตรงนี้แล้วหลายท่านคงเห็นความน่าสนใจของตลาดเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นกันบ้างแล้ว เพราะการกระจายการลงทุนที่ถูกทิศ ถูกทาง ถูกตลาด และไม่หวั่นไหวแม้ตลาดเผชิญความผันผวนในช่วงสั้น จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถสร้างโอกาสจากการลงทุนได้ ดังนั้นเราไม่ควรกลัวที่จะลงทุนในช่วงตลาดผันผวน เพียงแค่รู้ทันตลาด คัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เหมาะสม และเลือกการลงทุนที่ถูกจังหวะ ก็จะสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสการลงทุนได้เช่นกัน

 

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน SSF และ RMF กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post มารู้จักตลาด Asia ex Japan อีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่ไม่ควรพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับพอร์ต หุ้น ให้มั่งคั่งอย่างมั่นคง กับการจัดพอร์ตแบบ ESG https://thestandard.co/esg-portfolio/ Thu, 09 Jun 2022 10:53:33 +0000 https://thestandard.co/?p=640108 ESG

“ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตา (สำหรับบางคน) แ […]

The post ปรับพอร์ต หุ้น ให้มั่งคั่งอย่างมั่นคง กับการจัดพอร์ตแบบ ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESG

“ความมั่งคั่งไม่ได้เป็นเรื่องของโชคชะตา (สำหรับบางคน)

แต่ถ้าเลือกที่จะมั่งคั่งแล้ว ก็ควรจะมาพร้อมกับความมั่นคงด้วยเช่นกัน”

 

ขอเริ่มต้นด้วยการฝากประโยคด้านบนนี้ให้นักลงทุนทุกท่านได้ลองคิดตามกัน เพราะเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัวอีกต่อไป ถ้าหากนักลงทุนลองเปิดพอร์ตตัวเองขึ้นมาดูในวันที่สถานการณ์ผันผวน ก็อาจเกิดความลังเลใจได้ว่า การลงทุนของเราจะสร้างความมั่งคั่งได้จริงหรือไม่ เพราะในสภาวะปัจจุบันที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ นั้นส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก แล้วกลยุทธ์การลงทุนแบบใดที่น่าจะเป็นคำตอบของความมั่งคั่งอย่างมั่นคง

 

ในระดับโลกนั้น องค์กรต่างๆ รวมถึงนักลงทุนเริ่มให้ความสนใจกับแนวทางการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุน หุ้น หรือตราสารหนี้ โดยให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ESG ซึ่งบางท่านอาจจะคุ้นเคยกับการลงทุนแบบ ESG อยู่แล้ว แต่บางท่านก็อาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร และดีอย่างไร เราลองมาดูกัน 

 

การลงทุนแบบ ESG คือการลงทุนที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในองค์กรหรือบริษัทที่คำนึงถึงความรับผิดชอบทั้ง 3 ด้านที่จะไม่สร้างผลกระทบต่อโลก ได้แก่ 

 

E = Environment (สิ่งแวดล้อม) คือการที่มีนโยบายและกระบวนการทำงานเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

S = Social (สังคม) คือมุ่งเน้นการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน โดยมีนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน มีการส่งเสริมและพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ รวมทั้งสร้างโอกาสให้ชุมชนที่บริษัทมีความเกี่ยวข้องเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

 

G = Governance (ธรรมาภิบาล) คือการเน้นการกำกับดูแลกิจการที่ดี โปร่งใส มีกลไกในการตรวจสอบที่ชัดเจน และมีแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่ต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันอย่างเคร่งครัด 

 

ปัจจุบันการลงทุนแบบ ESG เป็นที่หมายตาของนักลงทุนทั่วโลก และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวเร่งสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากไม่ได้ให้ความสนใจเฉพาะผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังคงให้ความสนใจกับผลกระทบเชิงบวกหรือการลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับองค์กรต่างๆ โดยถ้าองค์กรใดทำธุรกิจเพื่อมุ่งหากำไรเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึง ESG ก็อาจจะถูกต่อต้านหรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนได้ ดังนั้น ESG จะไม่ใช่เพียงแค่กระแสที่ได้รับความนิยมชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารหรือธุรกิจนั้นๆ จะต้องมีจุดประสงค์ และมีความยึดมั่นที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนให้ได้อย่างแท้จริง 

 

สำหรับความรับผิดชอบแต่ละด้านตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีความสำคัญและมีส่วนเกี่ยวข้องในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีหลายธุรกิจได้นำปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มาวิเคราะห์ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคควบคู่กันไป เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทที่มีการพัฒนาด้าน ESG มักจะสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าบริษัทที่ยังไม่มีการพัฒนา เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Apple, Microsoft, Amazon หรือ Meta (Facebook) ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมเงินลงทุนที่อาจเข้ามาได้ในอนาคต 

 

 

ในด้านการจัดสรรพอร์ตการลงทุนแบบ ESG ทาง SCB CIO แนะนำตัวอย่างการจัดพอร์ต โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำประมาณ 10% ได้แก่ สินทรัพย์ประเภทเงินสดหรือสินทรัพย์ที่ใกล้เคียงเงินสด ตราสารหนี้หรือเงินฝากระยะยาว และอีก 90% ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ หุ้นไทย ESG หุ้นทั่วโลก ESG และหุ้น Thematic ESG ดังตัวอย่างการแบ่งสัดส่วนของเงินลงทุนในกองทุนต่างๆ ในตารางด้านล่างนี้ 

 

 

ซึ่งพอร์ตการลงทุนดังตัวอย่างด้านบนนี้มีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเฉลี่ยกว่า 90% ของพอร์ตการลงทุน จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 5 (สูงมาก) เท่านั้น (ประเมินความเสี่ยงได้คะแนนมากกว่า 36 ขึ้นไป)

 

การที่นักลงทุนมีสินทรัพย์ที่ลงทุนใน ESG ติดอยู่ในพอร์ต นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน เพราะสินทรัพย์ที่ได้มาตรฐาน ESG มักมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในแนวคิดการกระจายการลงทุนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ เนื่องจากสถิติในอดีตบ่งชี้ว่าบริษัทที่สามารถครองมาตรฐาน ESG ได้ต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานของทั้งบริษัทและราคาหุ้นเองก็จะค่อนข้างมีความสม่ำเสมอกว่าบริษัทที่ไม่มีหรือไม่สามารถรักษามาตรฐาน ESG ไว้ได้ ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถทยอยสะสมหรือลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost  Average) สำหรับตราสารหนี้และตราสารทุนที่ได้มาตรฐาน ESG สูง เพื่อลดความผันผวนได้เช่นกัน

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ปรับพอร์ต หุ้น ให้มั่งคั่งอย่างมั่นคง กับการจัดพอร์ตแบบ ESG appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคล็ด(ไม่)ลับ กับการบริหารโบนัสให้คุ้มค่า https://thestandard.co/management-bonus-plan/ Wed, 23 Dec 2020 10:46:34 +0000 https://thestandard.co/?p=435134 การบริหารโบนัส

ทำงานกันมาทั้งปี มนุษย์เงินเดือนหลายคนคงลุ้นกันว่าจะได้ […]

The post เคล็ด(ไม่)ลับ กับการบริหารโบนัสให้คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
การบริหารโบนัส

ทำงานกันมาทั้งปี มนุษย์เงินเดือนหลายคนคงลุ้นกันว่าจะได้เงินโบนัสเท่าไร แต่ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ใครที่ยังมีงาน มีเงินเดือน และแถมมีโบนัส ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว สำหรับคนที่ได้โบนัสก็อย่าไปคิดว่าคือรางวัลของชีวิตที่เราจะทำอย่างไรกับเงินก้อนนี้ก็ได้ เพราะเงินก้อนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราไปสู่อิสรภาพทางการเงินในระยะยาวที่เร็วขึ้นอีกทางหนึ่ง แต่เราจะมีวิธีบริหารโบนัสอย่างไรให้งอกเงยได้ เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

ขั้นตอนที่ 1  เริ่มจากปลดหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเสียก่อน

 

ก่อนอื่นควรจะลิสต์หนี้ที่มีอยู่ในมือเสียก่อน แล้วดูว่าหนี้ตัวไหนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้จากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ค่าบ้าน ค่าคอนโดมิเนียม เป็นต้น จากนั้นให้เริ่มทยอยโปะหนี้ดังกล่าว ยิ่งโปะได้มากก็สามารถลดต้นลดดอกได้มากเท่านั้น ส่วนค่ารถอาจไม่จำเป็นต้องรีบโปะ เพราะว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ถึงแม้จะส่งหมดเร็วกว่ากำหนดดอกเบี้ยก็เท่าเดิมไม่ลดไปเท่าไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการเคลียร์หนี้ คือการรักษาวินัยทางการเงินหลังจากนี้อย่างเคร่งครัด ไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม ไม่ผิดนัดชำระหนี้ ควรจัดสรรรายได้แต่ละเดือนให้รอบคอบ

 

ขั้นตอนที่ 2  แบ่งเงินออมตามเป้าหมาย

 

การออมสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องและความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละบุคคล แต่ไม่ว่าจะออมด้วยวิธีการใดก็ตาม ควรจะกำหนดวัตถุประสงค์ของเงินออมแต่ละก้อนให้ชัดเจน เช่น เงินออมฉุกเฉิน เงินออมเพื่อการเกษียณ และเงินออมสำหรับให้รางวัลตัวเอง เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อของใช้ ต่อเติมบ้าน เป็นต้น ซึ่งแต่ละเป้าหมายมักจะมีความแตกต่างกันในช่วงระยะเวลา ดังนั้น การออมเงินเพื่อเป้าหมายแต่ละเป้าหมายจึงแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งเงินออมเป็น 3 ช่วงระยะ ดังนี้

 

  • เงินออมระยะสั้น ตั้งแต่ 0-2 ปี เพื่อสำรองใช้ฉุกเฉิน หรือเก็บเพราะมีแผนใช้จ่ายในอนาคตอันใกล้ 
  • เงินออมระยะกลาง ตั้งแต่ 2-10 ปี เมื่อเก็บเงินฉุกเฉินได้ตามเป้าหมายระยะสั้นแล้ว จึงค่อยตั้งเป้าหมายในการออมเงินระยะกลาง หรือเงินก้อนที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต รวมทั้งสิ่งที่เราอยากได้ในระยะเวลา 2-10 ปี เช่น ซื้อบ้าน ผ่อนคอนโดมิเนียม ผ่อนรถ เก็บเงินสำหรับการท่องเที่ยวประจำปี กระทั่งเก็บเงินเพื่อทำธุรกิจ และลำดับความสำคัญในเป้าหมายว่าอันไหนก่อนหลังด้วย
  • เงินออมระยะยาว ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สำหรับเงินก้อนนี้จะไม่เร่งด่วนแต่มีความสำคัญมาก การถือครองการลงทุนในระยะยาวมักจะทนต่อความเสี่ยง หรือความผันผวนในราคาทรัพย์สินที่เลือกลงทุนได้ดีกว่าระยะสั้น ส่วนใหญ่เงินออมประเภทนี้ ได้แก่ เงินออมเพื่อการศึกษาบุตร หรือเงินออมเพื่อการเกษียณ เช่น กองทุนประเภท Super Savings ชนิดเพื่อการออม (SSF) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นต้น ซึ่งนอกจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว ด้วยเงื่อนไขของการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ ยังส่งผลทางอ้อมช่วยให้เรามีในวินัยในการออมมากขึ้น 

 

ขั้นตอนที่ 3  แบ่งเงินไปลงทุนเพื่อต่อยอดให้งอกเงย

 

นอกจากการออมแล้ว เราควรแบ่งเงินไปลงทุนเพื่อทำให้เงินงอกเงยยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในกองทุนรวม หุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เป็นต้น สำหรับมือใหม่หัดลงทุนหรือมนุษย์เงินเดือนที่ไม่ค่อยมีเวลาจัดการการลงทุนด้วยตนเอง ก็ขอแนะนำการลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยกองทุนจะมีผู้เชี่ยวชาญหรือมืออาชีพด้านการลงทุนคอยดูแลให้ แต่ไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็ตาม ขอให้คำนึงถึงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพราะสินทรัพย์ทางการเงินในแต่ละรูปแบบมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ควรดูว่าคุณเหมาะกับการลงทุนแบบมีความเสี่ยงประเภทใด

 

  • ลงทุนแบบมีความเสี่ยงต่ำ โอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบนี้จะไม่สูงนัก จะเน้นรักษาเงินต้น ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้
  • ลงทุนแบบมีความเสี่ยงปานกลาง โอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนจะไม่ต่ำและไม่สูงจนเกินไป ได้แก่ กองทุนรวมผสมที่ลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน (หุ้น) 
  • ลงทุนแบบมีความเสี่ยงสูง โอกาสได้ผลตอบแทนสูง แต่ก็มีโอกาสขาดทุนสูงเช่นกัน ได้แก่ กองทุนตราสารทุน (หุ้น) 

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุน คือ ต้องศึกษาข้อมูลกองทุนให้ดีก่อนลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง อย่าได้ลงทุนจนเกินกำลังของตัวเอง และควรต้องเก็บออมอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ เพื่ออนาคตที่มั่นคงนะคะ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post เคล็ด(ไม่)ลับ กับการบริหารโบนัสให้คุ้มค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์กรแห่งนวัตกรรม… ทางเลือกผู้ประกอบการในทศวรรษใหม่ https://thestandard.co/innovation-organisation/ Fri, 18 Dec 2020 04:33:37 +0000 https://thestandard.co/?p=432888 องค์กรแห่งนวัตกรรม… ทางเลือกผู้ประกอบการในทศวรรษใหม่

ปัจจุบันโลกเรากำลังอยู่ท่ามกลางกระแส Disruption ต่างๆ ท […]

The post องค์กรแห่งนวัตกรรม… ทางเลือกผู้ประกอบการในทศวรรษใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
องค์กรแห่งนวัตกรรม… ทางเลือกผู้ประกอบการในทศวรรษใหม่

ปัจจุบันโลกเรากำลังอยู่ท่ามกลางกระแส Disruption ต่างๆ ที่กำลังเข้าไปเกี่ยวข้องยังทุกวงการ รวมไปถึงการบริหารจัดการลงทุน (Asset Management) ซึ่งถูกกระทบด้วยเช่นกัน โดยท่ามกลางสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน แผนการต่างๆ ที่เคยวางไว้ก่อนล่วงหน้า หากผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็อาจกลายเป็นความผันแปรรูปแบบอื่นไปเสียแล้ว จึงขึ้นกับว่าเราจะสามารถปรับเปลี่ยนจังหวะก้าวไปให้สอดคล้องกับกระแสพลิกผันได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถปรับตัวได้ดีกว่าจึงจะอยู่รอดได้ในสภาพเช่นนี้

 

สำหรับคำว่า Disruption นั้นอาจถูกอธิบายได้ในหลายมุม แต่สิ่งที่เห็นพ้องตรงกันจากทุกด้านนั่นคือ ‘ความเร็วของการเปลี่ยนแปลง’ ซึ่งเป็นผลจากการมาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ การเข้าถึงง่ายของเทคโนโลยีได้เพิ่มพลังการต่อสู้ (Empower) ให้กับทุกหน่วยงานทุกองค์กร ดังนั้นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญ คือ การเข้าถึงเทคโนโลยีให้ได้ก่อน ใครเริ่มต้นก่อนก็ได้เปรียบกว่า ในกระบวนการสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนก็เช่นกัน โดยบริษัทจัดการกองทุนนั้น การนำเสนอกองทุนก็นับเป็นอีกหัวใจที่สำคัญ ซึ่งนอกเหนือจากกลยุทธ์ต่างๆ แล้ว การพัฒนาเทคนิควิธีแบบใหม่ในการลงทุนจึงเป็นสิ่งที่มิควรมองข้าม โดยการสร้างกองทุนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ตัดสินใจได้เองนั้น จำเป็นต้องพัฒนาจากหลักการที่สำคัญที่สุดเพื่อปรับตัวเข้าสู่ยุค Disruption โดยมี 3 ประการหลัก ได้แก่

 

ประการที่ 1. การเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้าน โดยโลกการลงทุนสมัยใหม่ในสภาวะที่มีการแข่งขันสูง การวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจลงทุนโดยใช้วิธีแบบเดิมตามตำรานั้นไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้เทคนิคใหม่ๆ และใช้ข้อมูลรอบด้านมากขึ้น ซึ่งข้อมูลในรูปแบบเดิม เช่น ตัวเลขทางบัญชี ตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ ข้อมูลปริมาณซื้อและราคาในตลาด ฯลฯ มักเป็นข้อมูลที่ใครก็เข้าถึงได้ง่าย แต่ก็อาจส่งผลเสียได้ เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ได้ยากขึ้น ดังนั้น การลงทุนในสมัยใหม่จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีความแตกต่างจากเดิม เช่น ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่ช่วยประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยดูจากความสว่างของแสงไฟยามค่ำคืน การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมนับจำนวนเรือเข้าออกท่าเรือ เพื่อประเมินปริมาณธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้น หรือการวิเคราะห์การใช้คำด้วยเทคนิคภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) ในเอกสารต่างๆ เพื่อดูความเป็นไปเชิงคุณภาพของบริษัท เป็นต้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หาได้ไม่ง่ายนัก และไม่สามารถเอามาใช้ได้ตรงๆ จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสกัดเอาข้อมูลที่เป็นโครงสร้างที่ประมวลผลได้ จึงส่งผลให้ข้อมูลประเภทนี้สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ โดยมีอัตราสูญเสียข้อมูล (Information Decay) ไม่สูงนัก

 

ประการที่ 2. การตัดสินใจบนหลักฐานเชิงตัวเลขที่ปราศจากอารมณ์ของบุคคล การหาข้อสรุปเพื่อตัดสินใจได้อย่างน่าเชื่อถือโดยการใช้กระบวนการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning) นั้น ขั้นตอนนี้มีความสำคัญในการหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลไปยังเป้าหมายที่ต้องการคาดการณ์ เช่น ทิศทางของตลาดหุ้น หรือลำดับหุ้นที่ชอบ โดยสิ่งที่ต้องพึงระวัง คือ การได้ความสัมพันธ์ลวงที่ใช้ได้จริงเฉพาะเพียงชุดข้อมูลในอดีต แต่ไม่สามารถใช้จริงได้ในหน้างาน ภาวะนี้เราเรียกว่า Overfitting

 

ประการที่ 3. การนำมาปฏิบัติใช้ให้ได้จริงและได้เร็วที่สุด ซึ่งก็คือหัวใจของการแข่งขันในยุคนี้ ผู้นำต้องมีจินตนาการที่เล็งเห็นได้ว่าปัจจัย Disruption กำลังจะทำให้ตลาดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด คู่แข่งจะพาตัวเองเคลื่อนไปที่จุดไหน และเราควรจัดวางองค์กรเราไว้ที่จุดใดที่จะยังรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง และเมื่อผู้นำชัดเจนในเป้าหมายแล้ว ก็จะต้องสื่อสารจากบนลงล่าง เพื่อให้ทุกคนในองค์กรมีเป้าหมายปลายทางเดียวกัน โดยแต่ละคนจะรู้หน้าที่ที่ต้องทำเพื่อพาองค์กรไปสู่จุดเดียวกัน การสื่อสารจะมีประสิทธิภาพนั้น ควรทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้บริหารสายบนเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ควรสร้างวัฒนธรรมการลองผิดลองถูก ส่งเสริมการนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ เพราะนั่นอาจเป็นทิศทางใหม่ที่องค์กรจะบังเอิญได้ค้นพบบุคลากรเลือดใหม่ เพื่อนำมายังมุมมองแบบใหม่จากเดิม และต้องสร้างให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานระหว่างรุ่น (Cross Generation) ที่กลมกลืนไปด้วยกัน

 

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งท่ามกลางการ Disruption ทั้งในแง่ธุรกิจและในแง่เหตุเภทภัยอันคาดไม่ถึง เช่น การเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใช้ที่ทำงานไม่ได้ เช่น วิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมา หลายบริษัทก็ได้เตรียมแผนงานเพื่อมุ่งเน้นสร้างความปลอดภัยให้แก่พนักงาน และทุกคนควรจะต้องมีเครื่องมือที่สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ ทำให้เกิดความต่อเนื่องของการทำงานขององค์กร (Business Continuity Plan) 

 

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นแนวคิดการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม เพื่อเตรียมพร้อมรับกับการเกิดภัยคุกคาม ความผันแปรต่างๆ ที่กำลังจะเข้ามากระทบสู่ธุรกิจ การตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิด การวางแผนการรับมือไว้ล่วงหน้า การซักซ้อมลองใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ผู้ตระหนักถึงเท่านั้นจึงจะเป็นผู้อยู่รอดได้ในทศวรรษแห่งความท้าทายที่จะมาถึงนี้

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post องค์กรแห่งนวัตกรรม… ทางเลือกผู้ประกอบการในทศวรรษใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>