สรสิช ลีลานุกิจ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 08 May 2024 06:45:01 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เงิน 750 บาท เลือกใช้ AI ตัวไหนให้ตรงใจและคุ้มค่า? https://thestandard.co/best-ai-for-750-baht/ Tue, 13 Feb 2024 12:08:10 +0000 https://thestandard.co/?p=899299

เป็นเวลากว่าปีเศษๆ แล้วที่ชื่อของ ChatGPT ติดหูในฐานะเค […]

The post เงิน 750 บาท เลือกใช้ AI ตัวไหนให้ตรงใจและคุ้มค่า? appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นเวลากว่าปีเศษๆ แล้วที่ชื่อของ ChatGPT ติดหูในฐานะเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับใครหลายคน

 

หลังจาก ChatGPT ปล่อยฟีเจอร์ GPT Store ออกสู่ตลาดเมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ทาง Google ก็ไม่อาจน้อยได้ และเร่งพัฒนาโซลูชัน AI ของตัวเองจนออกมาสู่ตลาดได้สำเร็จอย่าง Gemini Advanced ในปลายสัปดาห์ที่แล้ว (8 กุมภาพันธ์) โดย Google อ้างว่าปัญญาประดิษฐ์ตัวใหม่ของตัวเองนั้นล้ำกว่าโมเดล GPT-4

 

แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ถ้าเรามีงบจำกัดอยู่ที่ 750 บาทต่อเดือน เราควรจะเลือกใช้ AI ตัวไหนให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของเราอย่างคุ้มค่ามากที่สุด?

 

บทความนี้เป็นการรีวิวของ Jose Antonio Lanz นักเขียนเพจ Decrypt รวมถึงตัวผมเองที่จะมาเปรียบเทียบข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ ซึ่งอาจจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าเราควรเลือกจ่ายเงินกับตัวไหน

 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าไม่มีโมเดลอันใดอันหนึ่งที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้งานมองหาอะไร และฟังก์ชันของ AI อันไหนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้

 

การสร้างรูปภาพ: ความเสมือนจริง vs. ความยืดหยุ่น

 

ในขณะที่ทั้ง 2 โมเดลสามารถสร้างภาพได้ ข้อแตกต่างหลักๆ ในเรื่องนี้คือ Gemini Advanced ทำภาพออกมาได้สมจริงมากกว่า แต่มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนรูปที่ทำออกมาได้แค่ไซส์สี่เหลี่ยมจัตุรัสเท่านั้นในตอนนี้

 

ส่วนในฝั่งของ ChatGPT Plus นั้นจะให้ความยืดหยุ่นกว่า สามารถสร้างภาพได้ในหลายขนาด ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอน และอื่นๆ แต่ทว่ารูปจะติดความเป็นการ์ตูนและให้อารมณ์ที่ออกไปทางจินตนาการมากกว่า

 

อย่างไรก็ตาม Adam Conway จากเพจ XDA Developers รวมทั้งตัวผมเองที่ได้ลองใช้ ก็รู้สึกคล้ายกันว่า แม้ Gemini Advanced จะเอนเอียงไปทางความสมจริงมากกว่า แต่ภาพที่สร้างออกมามีความไม่ตรงตามสิ่งที่ระบุไป เช่น Prompt ที่ระบุไปคือ ‘ช่วยสร้างภาพที่สื่อให้เห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลอินเดียและบริษัทสมาร์ทโฟน Xiaomi’ ซึ่งด้านล่างจะเป็นภาพที่ได้

 

 

ทั้ง 2 ภาพถูกป้อนคำสั่งเดียวกันแต่ผลลัพธ์ต่างกัน

 

ภาพซ้ายสร้างโดย Copilot ที่ใช้โมเดลภาษา DALL·E ซึ่งเป็นอันเดียวกับ OpenAI จะเห็นได้ว่าแม้ภาพจะติดความเป็นการ์ตูนแต่รายละเอียดเรื่องโลโก้และสีครบถ้วน ส่วนภาพขวาที่สร้างโดย Gemini Advanced ที่มีความสมจริง แต่ดูแล้วเหมือนโมเดลจะไม่เข้าใจคำสั่งทั้งหมด

 

แน่นอนว่า Google กำลังพัฒนาสิ่งนี้อยู่ แต่หากเรื่องการสร้างภาพเป็นสิ่งที่คุณมองหา ณ ตอนนี้ DALL·E ใน ChatGPT Plus น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า

 

ความรวดเร็วในการสร้าง Output

 

ในส่วนนี้ Gemini Advanced ให้ความเร็วที่เหนือกว่า GPT-4 อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์คำตอบที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่า GPT-4 ด้วยความเร็วในระดับเดียวกันกับ GPT-3.5

 

ทีม Decrypt ได้ป้อนคำสั่ง ‘ลองเขียนเรียงความในหัวข้อที่ว่าคริปโตเคอร์เรนซีจะเข้ามามีบทบาทกับเศรษฐกิจโลกอย่างไรในอนาคต’ ซึ่ง Gemini Advanced ใช้เวลาเพียง 12.14 วินาที ในขณะที่ ChatGPT Plus ต้องใช้เวลามากกว่าประมาณ 4.5 เท่า ที่ 53.13 วินาที แต่เวอร์ชันฟรีของ ChatGPT นั้นกลับเร็วที่สุดที่ 11.06 วินาที แม้คุณภาพอาจจะไม่เท่ากับตัวที่ต้องเสียค่า Subscription

 

งานที่ต้องอาศัยการอ่านและวิเคราะห์ PDF เป็นหลัก

 

หากการทำงานของคุณมีส่วนเกี่ยวโยงกับเอกสาร PDF เป็นชีวิตจิตใจ ChatGPT Plus คือคำตอบของคุณ เพราะมันสามารถดึงอินไซต์ในไฟล์แบบสรุปออกมาได้ แต่ในส่วนของ Gemini Advanced ยังไม่มีฟังก์ชันนี้ในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีรายงานจากบริษัทว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

 

ด้วยเหตุผลนี้คนที่ต้องจมปลักกับเอกสาร PDF จำนวนมากในแต่ละวันของการทำงาน ก็คงพอพิจารณาได้อย่างชัดเจนว่า ChatGPT Plus นั้นเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่า Gemini Advanced หากจะต้องเลือกจ่ายเงินประมาณ 750 บาท

 

ผลลัพธ์ของการเสิร์ชหาข้อมูล

 

ถ้าคุณภาพของข้อมูลบนเสิร์ชเอนจินเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับงานของคุณแล้วล่ะก็ Gemini Advanced ชนะไปอย่างใสๆ ในมุมนี้ เพราะโมเดลนั้นมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานเช็กกลับไปถึงแหล่งที่ Gemini Advanced ไปดึงข้อมูลมาได้เพื่อป้องกัน ‘อาการหลอน’ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การนำข้อมูลที่ไม่เป็นจริงมานำเสนอให้ดูเหมือนว่าเป็นจริง

 

ในขณะที่คู่แข่ง ChatGPT Plus อาศัย Bing เป็นตัวป้อนข้อมูล แต่ด้วยความนิยมของ Google ที่ครองตลาดเสิร์ชเอนจินมาอย่างยาวนาน ทำให้ Gemini Advanced มีความเหนือกว่าอยู่เยอะอย่างมีนัยสำคัญ ณ ปัจจุบัน แต่ทาง Bing ก็กำลังเร่งพัฒนาคุณภาพของข้อมูลให้ดีขึ้นเพื่อหวังกินส่วนแบ่งในตลาดจาก Google มาให้ได้

 

ปัจจัยอื่นที่ควรเช็กตัวเองว่า AI ตัวไหนเหมาะสมกับเรา

 

ด้วยราคาที่แทบจะไม่ต่างกัน ข้อดีของ Gemini Advanced ที่เป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจ ‘AI Premium’ จาก Google คือผู้ใช้งานจะได้พื้นที่คลาวด์เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นมาถึง 2 TB รวมทั้งฟีเจอร์การปรับแต่งภาพบน Google Photos โดย AI ที่สามารถลบ ปรับโทนสี และอื่นๆ ได้ และยังมีฟีเจอร์ที่ผนวกเข้ากับบริการต่างๆ ของ Google เช่น Google Meets ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถอยู่บนออนไลน์คอลได้นานขึ้น

 

ในฟากของ ChatGPT Plus แม้พวกเขาจะไม่มีเรื่องของระบบเก็บข้อมูลหรือการผนวกแชตบอตเข้ากับซอฟต์แวร์อันใดอันหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าแชตบอตตัวนี้จะล้าหลัง เพราะว่าผู้ใช้งานสามารถสร้าง GPTs ของตัวเองที่เป็นโหมดของแชตบอตที่ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกัน รวมทั้งยังสามารถปลั๊กอินเป็นโปรแกรมเสริมและยังสั่งให้รันโค้ด Python ได้ ซึ่ง Gemini Advanced ยังไม่สามารถทำได้ตอนนี้

 

ท้ายที่สุดนี้ AI ทั้งสองมีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบเป็นของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตนั้นต่างฝ่ายต่างจะต้องพัฒนาให้มันดีขึ้นไปอีก แต่สำหรับคนที่ยังลังเลว่า 750 บาทจะเลือกใช้อันไหนดี บทความนี้ก็อาจจะพอให้เช็กลิสต์เพื่อนำไปพิจารณาเพิ่มเติมได้บ้าง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ภาพ: AI Assistant, ChatGPT for Search Engines

อ้างอิง:

The post เงิน 750 บาท เลือกใช้ AI ตัวไหนให้ตรงใจและคุ้มค่า? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google รีแบรนด์ Bard AI เป็น Gemini ปล่อยโมเดลล่าสุดพร้อมดวล ChatGPT เคาะราคา 750 บาทต่อเดือน https://thestandard.co/google-rebrand-bard-ai-to-gemini/ Fri, 09 Feb 2024 07:06:00 +0000 https://thestandard.co/?p=897914

Google เสิร์ชเอนจินชั้นนำของโลก ประกาศรีแบรนด์ครั้งสำคั […]

The post Google รีแบรนด์ Bard AI เป็น Gemini ปล่อยโมเดลล่าสุดพร้อมดวล ChatGPT เคาะราคา 750 บาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>

Google เสิร์ชเอนจินชั้นนำของโลก ประกาศรีแบรนด์ครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนชื่อแชตบอตของตัวเองจาก Bard AI กลายเป็น Gemini เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 กุมภาพันธ์)

 

การเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ยังคงอนุญาตให้ผู้ใช้งานใช้ Gemini ในเวอร์ชันฟรีได้ แต่สิ่งใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามาสำหรับผู้ที่อยากเข้าถึงนวัตกรรมล่าสุดอย่างโมเดล Ultra 1.0 ที่ทางบริษัทเคลมว่าสามารถทำงานที่ซับซ้อนได้ เช่น การเขียนโค้ดและการอธิบายเหตุผลเชิงตรรกะได้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าถึงจะมีค่าบริการอยู่ที่ 19.99 ดอลลาร์ แต่ราคาไทยจะอยู่ที่ 750 บาทต่อเดือน ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Google โดยระหว่างการรีแบรนด์ในช่วงแรกจะมีระยะเวลาให้ทดลองใช้ฟรีได้ 2 เดือน

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Google ที่เปิดออปชันให้ผู้ใช้งานมีตัวเลือกที่ทั้งใช้แชตบอตได้แบบฟรีหรือแบบอัปเกรดแต่ต้องมีค่าใช้จ่าย ดูแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรกับกลยุทธ์ที่ OpenAI ทำเลย โดยในฝั่งนั้นมีการเรียกเก็บค่าบริการเช่นเดียวกันที่ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน เพื่อเข้าถึง GPT-4 ซึ่งเป็นโมเดลขั้นแอดวานซ์ของบริษัทสตาร์ทอัพผู้สร้างกระแสให้ผู้คนในวงกว้างได้สัมผัสกับการใช้งาน AI

 

หลังจาก OpenAI จับมือกับ Microsoft เปิดตัวเครื่องมือเสิร์ชเอนจิน Copilot ซึ่งเป็นชื่อที่มาแทน Bing พวกเขาก็กลายเป็นภัยคุกคามหลักต่อ Google ในสังเวียนการแข่งแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดการค้นหาข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นแกนหลักทางธุรกิจที่ Google ครองตลาดมานับหลายสิบปี

 

อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบอันหนึ่งที่ผู้ใช้งานจะได้จากการตัดสินใจจ่ายเงิน 19.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนไปกับ Gemini ก็คือ พวกเขาสามารถใช้งานเทคโนโลยี AI ที่เป็นโมเดลล่าสุดได้กับผลิตภัณฑ์ยอดนิยมจากบริษัท อย่างเช่น Gmail และ Google Docs แทนที่จะต้องคลิกกลับไปกลับมาหากเลือกใช้ ChatGPT

 

สำหรับการใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ผู้ใช้ระบบ Android สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันแยกที่ทำออกมาโดยเฉพาะชื่อว่า ‘Google Gemini’ ส่วนผู้ใช้ iPhone สามารถใช้ Gemini ภายในแอปของ Google บน iOS ได้เลย

 

ทั้งนี้ ณ ปัจจุบันแม้ว่า Gemini จะสามารถใช้งานได้ใน 150 ประเทศแล้วก็ตาม แต่ก็ยังใช้ได้แค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น โดยทาง Google ระบุว่า กำลังเตรียมขยายไปสู่ภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยในอนาคต

 

การรีแบรนด์ครั้งนี้ถือเป็นข้อพิสูจน์ความมุ่งมั่นของบริษัทในการติดตามและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนา AI ที่ครอบคลุมตั้งแต่แชตบอตไปจนถึงผู้ช่วยการเขียนโค้ด และเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของการทำงาน

 

“นี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างผู้ช่วย AI อย่างแท้จริง” Sissie Hsiao ตำแหน่ง Vice President และผู้จัดการทั่วไปของ Google กล่าว

 

ภาพ: NurPhoto / Getty Images

อ้างอิง:

The post Google รีแบรนด์ Bard AI เป็น Gemini ปล่อยโมเดลล่าสุดพร้อมดวล ChatGPT เคาะราคา 750 บาทต่อเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อานุภาพ Apple Vision Pro ราคารีเซลในต่างประเทศกระโดดจาก 125,405 บาท ไปสู่ 226,500 บาทเลยทีเดียว! https://thestandard.co/apple-vision-pro-resell-price/ Fri, 09 Feb 2024 06:57:35 +0000 https://thestandard.co/?p=897911 Apple Vision Pro

ดูเหมือนว่ากระแสความนิยมของอุปกรณ์ตัวล่าสุดของที่ ทิม ค […]

The post อานุภาพ Apple Vision Pro ราคารีเซลในต่างประเทศกระโดดจาก 125,405 บาท ไปสู่ 226,500 บาทเลยทีเดียว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Vision Pro

ดูเหมือนว่ากระแสความนิยมของอุปกรณ์ตัวล่าสุดของที่ ทิม คุก ชอบเรียกมันว่า ‘Spatial Computer’ จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดหลังจากเปิดจำหน่ายไปเมื่อต้นเดือน

 

ล่าสุด Bloomberg รายงานว่า Vision Pro รุ่นเริ่มต้นความจุ 256GB ของ Apple ที่เพิ่งเปิดตัวและออกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีราคารีเซลหรือราคาที่ถูกนำมาจำหน่ายต่ออีกทอดในตลาดต่างประเทศได้สูงถึง 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 194,000 บาท) บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของญี่ปุ่นอย่าง Mercari จากราคาเริ่มต้นที่ทางบริษัทตั้งไว้ที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 125,405 บาท) 

 

ส่วนผู้ขายรายหนึ่งบน Lazada ของสิงคโปร์ เสนอขายสูงถึง 8,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (226,500 บาท) และในย่านมงก๊กของฮ่องกง ร้านนำเข้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ตั้งราคาที่ 35,800 ดอลลาร์ฮ่องกง (164,700 บาท) โดยราคาจะเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน

 

ไบรอัน หม่า นักวิเคราะห์จาก IDC มองว่า ปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ผู้คนต่างแย่งชิงกันเข้าซื้อ Vision Pro ตั้งแต่เนิ่นๆ นั้นไม่ได้มาจากแค่แฟนตัวยงของสินค้า Apple แต่เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์รวมทั้งผู้เล่นอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่ต้องการจะสัมผัสประสบการณ์ของแว่นอัจฉริยะตัวนี้ เพื่อนำไปต่อยอดกลยุทธ์และทิศทางการพัฒนาอุปกรณ์ของค่ายตัวเอง

 

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า ยังคงต้องจับตารอดูตลาดต่อไปในระยะยาว เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าขนาดตลาดที่แท้จริงของ Vision Pro นั้นมีมากน้อยแค่ไหน แต่ด้วยผลพวงจากกลยุทธ์ของ Apple ที่ยังผลิตออกมาขายได้ในจำนวนน้อยกว่าความต้องการของตลาดในช่วงเริ่มต้น คือเหตุผลหลักที่ผลักให้ราคาขายต่ออยู่ในระดับสูงกว่าราคาตั้งต้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ปรากฏการณ์แบบนี้น่าจะเกิดขึ้นแค่ในระยะสั้นเท่านั้น

 

ภาพ: Anadolu / Getty Images

อ้างอิง:

The post อานุภาพ Apple Vision Pro ราคารีเซลในต่างประเทศกระโดดจาก 125,405 บาท ไปสู่ 226,500 บาทเลยทีเดียว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google ชน Microsoft แข่งปั้นศูนย์กลาง AI ระหว่างสิงคโปร์กับอินเดีย https://thestandard.co/google-microsoft-build-an-ai-center/ Thu, 08 Feb 2024 10:55:37 +0000 https://thestandard.co/?p=897603 Google Microsoft AI

การแข่งขันระหว่างสองบริษัทบิ๊กเทคอย่าง Google และ Micro […]

The post Google ชน Microsoft แข่งปั้นศูนย์กลาง AI ระหว่างสิงคโปร์กับอินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google Microsoft AI

การแข่งขันระหว่างสองบริษัทบิ๊กเทคอย่าง Google และ Microsoft ในความพยายามที่จะแย่งชิงตำแหน่งความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มที่จะเข้มข้นขึ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะผลักดันให้การใช้งานอย่างจริงจังเกิดขึ้นได้ในระดับประเทศ แต่ต่างสถานที่กันออกไป โดย Google พุ่งเป้าไปที่สิงคโปร์ ส่วน Microsoft นั้นก็กำลังเริ่มหนุนอินเดีย

 

Google เลือกดันสิงคโปร์เป็นฮับ AI 

 

ณ งาน Explore AI Summit เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2024 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Google กับรัฐบาลสิงคโปร์ Caroline Yap ซีอีโอของบริษัท กล่าวกับ CNBC ถึงมุมมองเชิงบวกในศักยภาพของสิงคโปร์ว่า เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ที่มีแผนสำหรับ AI อย่างชัดเจน จากนโยบาย National AI Strategy 2.0 ที่เน้นขยายขอบเขตการใช้งานให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังวางกลยุทธ์ AI Trailblazers ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 100 ราย ให้สามารถเข้าถึงเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ของ Google ได้ พร้อมทั้งมีพื้นที่แซนด์บ็อกซ์สำหรับพัฒนาและทดลองนวัตกรรมได้อย่างเปิดกว้าง โดยในสถานการณ์ปัจจุบันมีองค์กรภาครัฐและอุตสาหกรรม 43 แห่งที่ได้สร้างโซลูชัน Generative AI ของตัวเองได้สำเร็จแล้ว

 

“เมื่อเราทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ มันไม่เพียงแค่จะทำให้บริการของภาครัฐแก่ประชาชนดีขึ้น แต่ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตต่อไปอีกด้วย” Caroline กล่าวชื่นชมสิงคโปร์

 

ในฝั่งของ Kenddrick Chan นักวิเคราะห์นโยบายสถาบัน Tony Blair ก็มองว่า สิงคโปร์มีโครงการสนับสนุนการใช้งาน AI อย่างครอบคลุมในทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงรากฐานที่พร้อมต่อการเป็นศูนย์กลาง AI ของโลก

 

อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้มองข้ามแนวโน้มการแข่งขันจากประเทศอื่นที่ต้องการเป็นศูนย์กลางในด้านนี้เช่นเดียวกัน เพราะมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มหาศาลของเทคโนโลยีตัวนี้เป็นสาเหตุให้หลายฝ่ายพยายามช่วงชิงโอกาสให้ได้มากที่สุด

 

Microsoft เลือกวางหมากในแดนภารัต

 

อีกหนึ่งประเทศที่มีโอกาสผงาดขึ้นมาแข่งขันในสังเวียนการแย่งชิงตำแหน่งเบอร์ 1 ศูนย์กลางของ AI ก็คืออินเดีย

 

ด้วยบุคลากรโปรแกรมเมอร์กว่า 5 ล้านคน อินเดียเป็นประเทศที่ครอบครองทรัพยากรคนที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ท่ามกลางช่วงเวลาที่บางประเทศกลับมีคนในด้านนี้ไม่พอ

 

ล่าสุด Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ประกาศแผนของบริษัทในงานแถลงที่มุมไบว่า เขาจะลงทุนเพื่อผลักดันให้อินเดียกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของระบบนิเวศเทคโนโลยี AI ผ่านโปรแกรมที่ตั้งเป้าจะพัฒนาแรงงานมนุษย์เพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคนให้มีทักษะสำคัญด้าน AI ภายในปี 2025 ซึ่งโครงการนี้พยายามจะกระจายการศึกษาให้ทั่วถึงประชาชนในหลายพื้นที่มากขึ้น โดย Microsoft จะมุ่งไปตามหัวเมืองรองและพื้นที่ที่กำลังพัฒนาสู่ความเจริญมากขึ้น

 

วิสัยทัศน์ของ Microsoft ในการพาประเทศอินเดียไปสู่ฝันของศูนย์กลาง AI จะเริ่มจากการปูพื้นฐานทักษะความรู้ให้กับแรงงานยุคใหม่ในประเทศ เช่น นักเรียน และนักศึกษาที่กำลังมองหางาน เพื่อเปิดประตูทางโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนรุ่นต่อไปมีความรู้ที่พร้อมสำหรับการทำงานในอนาคตที่ AI จะเข้ามามีบทบาทอย่างแน่นอน

 

“ความสามารถใหม่ๆ จากปัญญาประดิษฐ์จะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแน่นอน” เขากล่าวเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตื่นตัวและเร่งพัฒนาศักยภาพของตนไปกับนวัตกรรมตัวนี้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างถึงความคุ้มค่าที่จะลงทุนกับ AI ว่ามันเป็นสิ่งที่เปรียบได้เหมือนกับตอนที่ประเทศอังกฤษตัดสินใจทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อสร้างทางรถไฟ จนสามารถดัน GDP ให้โตได้ 10% ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม

 

และตอนนี้ AI ก็มีศักยภาพที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกของเราแบบนั้นอีกครั้งในยุคการปฏิวัติทางดิจิทัลเทคโนโลยี

 

สิงคโปร์และ Google โฟกัสน้ำหนักไปที่ความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ เชิงกลยุทธ์ ในขณะที่อินเดียและ Microsoft กลับเทน้ำหนักความสำคัญไปกับการพัฒนาทักษะเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ว่าใครจะคว้าตำแหน่ง ‘ศูนย์กลาง AI’ มาไว้ในครอบครองได้ ประเด็นสำคัญก็คือ ทั้งสองชาติจะเข้ามามีบทบาทหลักในอุตสาหกรรม AI ของโลกอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Microsoft Copilot

อ้างอิง:

The post Google ชน Microsoft แข่งปั้นศูนย์กลาง AI ระหว่างสิงคโปร์กับอินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Taylor Swift สุดทน วอนชายวัยรุ่นให้หยุดติดตามเส้นทางเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ไม่อย่างนั้นจะฟ้องศาล! https://thestandard.co/taylor-swift-demands-21-year-old-to-stop-tracking-her/ Wed, 07 Feb 2024 10:08:46 +0000 https://thestandard.co/?p=897188

ดูเหมือนว่างานจะเข้านักศึกษาชายวัยรุ่น Jack Sweeney ที่ […]

The post Taylor Swift สุดทน วอนชายวัยรุ่นให้หยุดติดตามเส้นทางเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ไม่อย่างนั้นจะฟ้องศาล! appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดูเหมือนว่างานจะเข้านักศึกษาชายวัยรุ่น Jack Sweeney ที่ชอบสอดส่องการเดินทางของเหล่าคนดังบนโลกอินเทอร์เน็ต เพราะล่าสุดทนายความของ Taylor Swift ออกมาขู่ดำเนินคดีทางกฎหมาย หากเขายังไม่หยุดติดตามการเดินทางโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของศิลปินสาวชื่อดัง รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆ

 

Bloomberg ระบุว่า ในจดหมายจากทนายความบริษัท Venable LLP ที่ส่งถึง Jack Sweeney เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2023 มีเนื้อหาว่า “พฤติกรรมที่คุณกำลังทำโดยการโพสต์ตำแหน่งที่อยู่ของลูกค้าเราถือเป็นการสะกดรอยตาม ถึงแม้ว่าสิ่งนี้มันจะดูเหมือนเป็นแค่เกมหรือหนทางเพื่อสร้างชื่อเสียงในมุมของคุณ แต่นี่ถือเป็นสิ่งที่ชี้เป็นชี้ตายได้สำหรับลูกค้าของเรา”

 

Jack Sweeney เด็กหนุ่มวัย 21 ปี เปิดเผยว่า เขาได้ใช้ข้อมูลสาธารณะจากหน่วยงานองค์การบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ เพื่อคอยติดตามการเคลื่อนไหวเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว รวมถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการเดินทางของบุคคลที่มีชื่อเสียง นักการเมือง ศิลปิน และมหาเศรษฐี 

 

หลังจากที่ Jack Sweeney ได้รับจดหมายเตือนให้เขาหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เขาตอบว่า “ต่อให้ผมไม่ได้เป็นคนทำ ผมคิดว่าเครื่องบินเหล่านี้ก็ยังถูกตามอยู่ดี เพราะสุดท้ายแล้วอย่าลืมว่าสิ่งที่ผมใช้มันคือข้อมูลสาธารณะ”

 

จากข้อมูลรายงานของบริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน Yard พวกเขาพบว่า โปรแกรมการเดินทางทัวร์คอนเสิร์ตของ Taylor Swift กลายเป็นต้นเหตุทำให้ชาวเน็ตบนโซเชียลมีเดียบางคนออกมาเน้นเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากในปี 2022 รายงานพบว่า เธอเป็นบุคคลที่มีส่วนในการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด ซึ่งตัวเลขนี้อยู่ที่ 8,300 ตัน หรือประมาณ 1,100 เท่า เมื่อเทียบกับระดับที่คนทั่วไปสร้างต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกส่วนตัวของ Taylor Swift ก็ออกมาเคลียร์ประเด็นเรื่องก๊าซเรือนกระจกว่า “ก่อนที่จะเริ่มทัวร์คอนเสิร์ต ตัวของ Taylor Swift ได้ซื้อคาร์บอนเครดิตเกินกว่า 2 เท่าของปริมาณที่ยานพาหนะของเธอจะปล่อยออกมาตลอดทริปเสียอีก” 

 

ในฝั่งของ Jack Sweeney ก็ยังคงยืนกรานว่า สำหรับการที่เขาโพสต์ตำแหน่งที่ศิลปินหญิงเดินทางไปเยือนนั้นเป็นเพียงชื่อของเมืองเท่านั้น ซึ่งใครก็ตามที่เป็นแฟนคลับและติดตามทัวร์คอนเสิร์ตของเธอคงจะต้องทราบดีอยู่แล้วว่า Taylor Swift จะเดินทางไปที่ไหนบ้าง

 

นอกจากนี้ James Slater ผู้ที่เป็นทนายให้กับนักศึกษาหนุ่ม ยังมองว่า ข้อกล่าวหาที่ตัวของ Jack Sweeney โดนมันเป็นอะไรที่แทบจะไม่มีมูลเหตุเลย นอกเสียจากเหตุผลแอบแฝงที่น่าจะมาจากความพยายามที่ไม่ต้องการให้มีข่าวลบกับตัว Taylor Swift ในเรื่องก๊าซเรือนกระจกที่เป็นกระแสข่าวในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Jack Sweeney ต้องรับมือกับคนดังในประเด็นที่เขาคอยติดตามความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ เพราะในปี 2022 เขาต้องเจอกับการที่บัญชีของเขาที่มีชื่อว่า @ElonJet ถูกถอดออกจากแพลตฟอร์ม โดยผู้ที่ตัดสินใจถอนบัญชีก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก Elon Musk

 

การกระทำครั้งนั้นของ Elon Musk ส่งผลให้สังคมออนไลน์เกิดประเด็นถกเถียงกันถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น 

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้มันไม่ต่างอะไรจากเมื่อตอนเดือนธันวาคม ปี 2022 ที่ Elon Musk โพสต์ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายกับผม เนื่องจากเขาอ้างว่าใครบางคนกำลังแอบตามลูกเล็กของเขาอยู่” Jack Sweeney กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่เขาโดนกล่าวหาโดยทนายความของ Taylor Swift 

 

ภาพ: Jack Sweeney

อ้างอิง:

The post Taylor Swift สุดทน วอนชายวัยรุ่นให้หยุดติดตามเส้นทางเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ไม่อย่างนั้นจะฟ้องศาล! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Semafor ร่วมมือ Microsoft ใช้แชตบอตดึงข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำเสนอข่าวอย่างครอบคลุม https://thestandard.co/semafor-microsoft-ai/ Wed, 07 Feb 2024 09:52:03 +0000 https://thestandard.co/?p=897166

Microsoft จับมือกับสำนักข่าวสตาร์ทอัพ Semafor ในการนำปั […]

The post Semafor ร่วมมือ Microsoft ใช้แชตบอตดึงข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำเสนอข่าวอย่างครอบคลุม appeared first on THE STANDARD.

]]>

Microsoft จับมือกับสำนักข่าวสตาร์ทอัพ Semafor ในการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยค้นหา สรุป และวิเคราะห์เนื้อหาข่าวจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้นักข่าวของ Semafor เข้าใจภาพรวมสถานการณ์ของเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น ผ่านการรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่งข่าวในหลายภาษา

 

แม้ว่ามูลค่าของเม็ดเงินการลงทุนจะไม่ถูกเปิดเผย แต่ Financial Times รายงานว่า Microsoft ได้ทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากไปกับธุรกิจของ Semafor

 

บริการดังกล่าวที่ Microsoft พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า Signals ซึ่งจะคอยอัปเดตประเด็นสำคัญของเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ทำให้นักข่าวมีอินไซต์ครอบคลุมในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงมุมมองจากหลายแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งสิ่งนี้เองก็เป็นความตั้งใจของ Semafor นับตั้งแต่วันที่ก่อตั้งในปี 2022 ที่ต้องการจะนำเสนอข่าวในมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย

 

Ben Smith ผู้ร่วมก่อตั้ง Semafor ยืนยันว่า ข้อมูลจาก Signals ทั้งหมดนั้นจะถูกเขียนโดยพนักงานบริษัทที่เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ AI จะมีบทบาทแค่เพียงค้นหาและรายงานข้อมูลให้นักข่าวสามารถเกาะติดสถานการณ์ได้แบบเรียลไทม์ โดยเขามองว่า ในโลกปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลักของการเสพข้อมูล มันส่งผลให้การรายงานข่าวหันเหไปสู่ทิศทางที่คนส่วนใหญ่พยายามจะแข่งกันด้วยความเร็วของเนื้อหาในประโยคแรกๆ แต่ก็ไม่ได้พยายามใช้เวลาเพื่อนำเสนอมุมมองเชิงวิเคราะห์มากเท่าที่ควร

 

เมื่อปัญหาที่ Ben พบเห็นเป็นเช่นนี้ เขาจึงมีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจการรายงานข่าวที่ค่อนข้างสวนกระแสกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการมุ่งหน้าทำต่อไปคือการใช้ข้อมูลความจริงมาเป็นพื้นฐานเพื่อต่อยอดการวิเคราะห์ รวมถึงอธิบายบริบทเชิงลึกให้กับผู้อ่าน เพื่อความเข้าใจสถานการณ์อย่างครอบคลุมแทนที่จะเข้าใจเพียงแค่ผิวเผิน

 

สำหรับข่าวด่วนจากเหตุการณ์สำคัญๆ นักข่าว Semafor จะใช้เครื่องมือ AI เพื่อค้นหารายงานและความเห็นจากแหล่งข่าวในทุกมุมโลก โดยข่าวที่ Signals หามาได้อาจจะมาจากสำนักข่าวจีน อินเดีย หรือรัสเซีย เป็นต้น แต่คนที่นำข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอเป็นเรื่องเล่าข่าวอีกทีก็คือตัวของนักข่าวนั่นเอง

 

“คนทำอาชีพสายข่าวควรจะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดและเติบโตต่อไปในอนาคต” Noreen Gillespie ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารมวลชนของ Microsoft กล่าวถึงอุตสาหกรรมข่าวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปเพราะการมาของปัญญาประดิษฐ์

 

อ้างอิง:

The post Semafor ร่วมมือ Microsoft ใช้แชตบอตดึงข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำเสนอข่าวอย่างครอบคลุม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย! ชาวสิงคโปร์เดือด ปมคำถามวุฒิสภาที่พยายามโยงซีอีโอ TikTok เข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน https://thestandard.co/tom-cotton-backlash-tiktok-ceo-shou-chew/ Tue, 06 Feb 2024 12:37:02 +0000 https://thestandard.co/?p=896780

แม้การไต่สวนต่อหน้าวุฒิสภาสหรัฐฯ ของเหล่าซีอีโอบริษัทบิ […]

The post ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย! ชาวสิงคโปร์เดือด ปมคำถามวุฒิสภาที่พยายามโยงซีอีโอ TikTok เข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้การไต่สวนต่อหน้าวุฒิสภาสหรัฐฯ ของเหล่าซีอีโอบริษัทบิ๊กเทคในหัวข้อความปลอดภัยการใช้งานโซเชียลมีเดียในเด็กและเยาวชนจะจบลงไปสัปดาห์ที่แล้ว แต่หนึ่งประเด็นที่ยังคงถูกพูดถึงโดยเฉพาะในหมู่แวดวงชาวสิงคโปร์ก็คือการกระทำของ Tom Cotton สมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งที่พยายามถามย้ำถึงความเชื่อมโยงในตัวของ Shou Zi Chew ซีอีโอของ TikTok กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ และนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามในโลกออนไลน์ถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของคำถามแนวนี้ แต่ที่แน่ๆ คือชาวสิงคโปร์ ‘ไม่ถูกใจสิ่งนี้’

 

ก่อนจะไปเล่าถึงความไม่พอใจของคนสิงคโปร์ เหตุการณ์โดยสรุปที่เกิดขึ้นคือ ในระหว่างช่วงกลางของการไต่สวน Chew ถูกถามโดย Cotton ว่าเขามีสัญชาติอะไร โดย Chew ตอบชัดเจนว่าเขาถือสัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่าเขาไม่สามารถมีสัญชาติอื่นได้อีก เนื่องจากกฎหมายของสิงคโปร์ไม่อนุญาตให้ประชาชนถือครองสัญชาติอื่นได้ แต่ Cotton ยังคงถามจี้ว่า “คุณเคยยื่นขอสัญชาติจีนหรือไม่?” และ “คุณมีเอี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนทางใดทางหนึ่งหรือไม่?” และคำตอบของ Chew ก็แน่นอนว่าเป็น “ไม่เคยและไม่มี”

 

ในฝั่งของชาวสิงคโปร์ เมื่อได้เห็นวิดีโอการซักถามของ Cotton ก็เก็บอาการไม่อยู่ และออกมาวิจารณ์ความไม่เหมาะสม หรือกระทั่งบอกว่าวุฒิสภาท่านนี้ “ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย” ถึงได้ตั้งคำถามแบบนี้ และบางคนถึงขั้นมองว่าการถามของ Cotton อาจแฝงไปด้วยเป้าหมายอะไรบางอย่าง เพราะเขาทำเหมือนว่าไม่ได้ยินหรือไม่เข้าใจกับคำตอบที่ Chew พูดออกไป

 

คลิปในช่วงนี้ยาวประมาณ 1 นาที ได้ถูกอัปโหลดลงบน Instagram โดย The Straits Times สำนักข่าวหลักของสิงคโปร์ และตามมาด้วยคอมเมนต์ของชาวเน็ตที่วิจารณ์ รวมทั้งล้อเลียนการกระทำของ Cotton ว่า “ท่านวุฒิสภา คุณรู้หรือเปล่าว่าสิงคโปร์อยู่ตรงไหนของโลก?” บ้างก็บอกว่า “การที่เขา (Chew) มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนจีนมันไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนจีนนะ”

 

แม้ว่า 75% ของชาวสิงคโปร์จะมีเชื้อสายมาจากจีน เนื่องจากการอพยพของคนจีนครั้งใหญ่ในช่วงปี 1800 ถึงต้น 1900 แต่ ณ ปัจจุบันชาวสิงคโปร์รุ่นหลังก็ไม่ได้มองว่าตัวเองคือคนจีนแล้ว

 

Jojo Choo ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาดกล่าวว่า “ในตอนแรกฉันรู้สึกภูมิใจมากที่คนสิงคโปร์ได้เข้าไปกล่าวชี้แจงในสภาคองเกรส แต่ฉันก็ใช้เวลาไม่นานเพื่อมารู้ตอนหลังว่า คำถามของสมาชิกวุฒิสภาคนนี้มันแสดงให้เห็นถึงความไม่รู้ไม่เข้าใจมากขนาดไหน” อีกทั้งเธอยังมองว่าแนวคำถามนี้แฝงไปด้วยแนวคิดการเหยียดเชื้อชาติ และเป็น ‘ความคิดที่แคบ’ ที่จะเข้าใจว่าคนที่มีเชื้อสายจีนน่าจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศจีน

 

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของเจ้าตัวผู้ตั้งคำถามก็ออกมาให้เหตุผลการกระทำของตัวเองว่า “มันไม่เกี่ยวว่าใครจะอยู่ที่ไหน ใครก็สามารถมีส่วนเกี่ยวโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทั้งนั้น” Cotton กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Fox News และยังให้การเพิ่มเติมว่า ชาวอเมริกันที่ถูกสงสัยว่าทำงานให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีอยู่เหมือนกัน

 

“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สิงคโปร์เองนั้นคือหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลและการแทรกซึมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก” แต่ Cotton ไม่ได้กล่าวหรือให้หลักฐานชัดเจนว่าข้อหานี้ที่เขาตั้งกับสิงคโปร์มีที่มาที่ไปอย่างไร

 

ภาพ: Alex Wong / Getty Images, Anna Moneymaker / Getty Images

อ้างอิง:

The post ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย! ชาวสิงคโปร์เดือด ปมคำถามวุฒิสภาที่พยายามโยงซีอีโอ TikTok เข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 ทศวรรษของ Facebook กับ 4 เรื่องราวที่โซเชียลมีเดียตัวนี้เข้ามาเปลี่ยนโลก https://thestandard.co/2-decades-of-facebook/ Tue, 06 Feb 2024 01:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=896419

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2024 ถือเป็นวันครบรอบ 20 ปีของ Face […]

The post 2 ทศวรรษของ Facebook กับ 4 เรื่องราวที่โซเชียลมีเดียตัวนี้เข้ามาเปลี่ยนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2024 ถือเป็นวันครบรอบ 20 ปีของ Facebook โซเชียลมีเดียอันดับ 1 ของโลกที่มียอดผู้ใช้งานต่อวันอยู่ราว 2.09 ล้านล้านราย โดยประมาณ 1 ใน 4 ของผู้คนทั่วโลกใช้บริการ Facebook ในทุกๆ วัน แสดงให้เห็นถึงความนิยมของแพลตฟอร์มที่ถูกใช้โดยคนจำนวนมากบนโลก

 

เนื่องในโอกาส 20 ปีนับตั้งแต่ Facebook เปิดตัว เราจะขอชวนมาดู 4 เรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นโดย โจ ไทดี นักข่าวไซเบอร์จาก BBC ว่าเจ้าแพลตฟอร์ม Facebook นั้นเข้ามาเปลี่ยนโลกเราไปโดยสิ้นเชิงอย่างไร?

 

ผู้พลิกโฉมวงการโซเชียลมีเดีย

 

แม้ Facebook จะไม่ใช่โซเชียลมีเดียรายแรก แต่แพลตฟอร์มของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดีตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 โดยในเวลาไม่ถึง 12 เดือน Facebook สามารถกอบโกยผู้ใช้งานมาได้ถึง 1 ล้านบัญชี จนในที่สุดก็สามารถแซงหนึ่งในคู่แข่งที่เกิดขึ้นมาก่อนอย่าง MySpace ได้สำเร็จในระยะเวลา 4 ปี ด้วยนวัตกรรมอันหนึ่งที่ทำให้การ ‘แท็ก’ คนอื่นๆ บนรูปภาพเกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่ใหม่และถูกใจชีวิตวัยรุ่น ณ ตอนนั้น

 

เพียงแค่ในปี 2012 แพลตฟอร์มก็มียอดผู้ใช้งานต่อเดือนเกิน 1 พันล้านรายไปแล้ว และตัวเลขในปัจจุบันยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการสะดุดระหว่างทางอยู่บ้างก็ตาม

 

ด้วยสถานะที่ได้ชื่อว่าเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่นิยมมากที่สุดในโลก บางคนมองว่า Facebook คือเครื่องมือการติดต่อสื่อสารที่ทรงพลัง แต่กลุ่มที่มองต่างก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนเสพติด จนอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างทางสังคมได้

 

ผู้ที่ทั้งสร้างคุณค่าและบั่นทอนความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคล

 

ในปัจจุบัน Meta เป็นบริษัทที่สามารถทำกำไรจากการเก็บบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลของเราได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในฐานะบริษัทที่ทำรายได้จากการโฆษณาขนาดใหญ่ ผ่านบริการการเข้าถึงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำผ่านข้อมูลของผู้ใช้งาน Meta มีรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2023 เป็นเม็ดเงินมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มอย่าง Facebook ก็เผยอีกด้านหนึ่งให้เห็นว่า ธุรกิจการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะมีหลายกรณีในอดีตนับตั้งแต่แพลตฟอร์มเปิดตัว ที่ข้อมูลเหล่านี้มิได้ถูกจัดเก็บไว้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

 

เคสหนึ่งที่ค่อนข้างโด่งดังเกิดขึ้นตอนปี 2014 เมื่อ Facebook ถูกเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาที่มีบริษัทนำข้อมูลผู้ใช้งานแพลตฟอร์มกว่า 50 ล้านรายไปทำแคมเปญหาเสียงทางการเมืองในสหรัฐฯ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้บริษัทต้องชำระค่าปรับจำนวน 725 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเยียวยาความเสียหายต่อการถูกละเมิดข้อมูล

 

นอกจากนี้ในปี 2022 Facebook ก็ต้องเจอกับค่าปรับมูลค่า 265 ล้านยูโรอีกครั้ง เนื่องจากปล่อยให้มีเหตุการณ์ที่ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานถูกดึงออกไปจากแพลตฟอร์มได้

 

ผู้ที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นสังเวียนทางการเมือง

 

สาเหตุที่ Facebook กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นที่ต้องการของผู้ที่ทำแคมเปญการเมืองทั่วโลก เพราะบริการโฆษณาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เช่น เมื่อตอนปี 2020 ข้อมูลงานวิจัยจาก Statista เผยว่า ทีมงานของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทุ่มเงินถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใส่เข้าไปในการยิงโฆษณาบน Facebook 

 

มากไปกว่านั้น การเมืองระดับรากหญ้ายังถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ใช้งานจากหลากหลายพื้นที่ในหลายประเทศ สามารถมารวมตัวและวางแผนความเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับโลกได้

 

ทว่าการใช้ Facebook เพื่อดำเนินความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ก็ตกเป็นสิ่งที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบที่ตามมาในเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะในปี 2018 ทางแพลตฟอร์มออกมายอมรับถึงความล้มเหลวที่ตนไม่สามารถป้องกันเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาได้ ซึ่งอัลกอริทึมของ Facebook ที่ให้ความสำคัญกับ ‘กำไร’ ก็เป็นชนวนที่นำมาสู่ความรุนแรงดังกล่าว

 

ผู้ที่ให้กำเนิดอาณาจักร Meta ผู้ครองตลาด

 

ด้วยผลสำเร็จที่ท่วมท้นของ Facebook มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้สร้างอาณาจักรโซเชียลมีเดียที่ทรงพลัง ทั้งในมิติของจำนวนและอิทธิพลต่อผู้ใช้งาน

 

บริษัทอย่าง WhatsApp, Instagram และ Oculus ต่างถูกซื้อให้เข้ามาอยู่ในเครือเดียวกับ Facebook ที่หลังจากปี 2021 ก็เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการภายใต้นาม Meta ซึ่งมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มอันใดอันหนึ่งประมาณ 3 พันล้านคนในแต่ละวัน

 

ถึงแม้ว่า Meta จะไม่สามารถเข้าซื้อโซเชียลมีเดียได้ทุกรูปแบบ แต่การออกผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับคู่แข่งก็จำเป็นต้องมีออกมาให้ใช้เพื่อรักษาตำแหน่ง ‘เจ้าตลาด’ เอาไว้ให้ได้

 

ฟีเจอร์ Stories ที่มีอายุการมองเห็น ก็เป็นอะไรที่คล้ายกันกับของ Snapchat หรือ Reels ก็เป็นการโต้กลับของแพลตฟอร์มต่อการแข่งขันในฝั่งของ TikTok รวมถึง Threads ก็เป็นกลยุทธ์ที่ดูแล้วจะคล้ายกับ X (Twitter) ค่อนข้างมาก

 

สำหรับ 20 ปีที่ผ่านมา Facebook ได้เฉิดฉายและเติบโตมาอย่างต่อเนื่องจากวิสัยทัศน์ของซีอีโอ แต่ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจะรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ต่ออีก 20 ปี ก็ดูแล้วจะเป็นอะไรที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างที่เราเห็นว่าทิศทางของบริษัทก็เริ่มจะหันเหออกจาก Facebook มาสู่เมตาเวิร์สมากขึ้น รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์อีกด้วย

 

ดังนั้นต่อจากนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของเวลาในการพิสูจน์ว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และอาณาจักรของเขา จะรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 ไปได้อีกนานเท่าไร

 

ภาพ: Justin Sullivan / Getty Images

อ้างอิง:

The post 2 ทศวรรษของ Facebook กับ 4 เรื่องราวที่โซเชียลมีเดียตัวนี้เข้ามาเปลี่ยนโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จวกยับ’ ซีอีโอโดนหนักหลังเยาวชนต้องจบชีวิตเพราะโซเชียลมีเดีย และ AI ยิ่งซ้ำเติม https://thestandard.co/social-media-ceo-gets-hit/ Fri, 02 Feb 2024 11:24:29 +0000 https://thestandard.co/?p=895438

สืบเนื่องจากความเสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศบนโลกออ […]

The post ‘จวกยับ’ ซีอีโอโดนหนักหลังเยาวชนต้องจบชีวิตเพราะโซเชียลมีเดีย และ AI ยิ่งซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>

สืบเนื่องจากความเสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศบนโลกออนไลน์ที่เกิดขึ้นกับเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง Facebook และ Instagram พร้อมด้วยซีอีโอจาก Snap, X, Discord และ TikTok ได้เข้าชี้แจงต่อหน้าวุฒิสภาถึงหนทางการคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนต่อการถูกเอาเปรียบและล่วงละเมิดทางเพศผ่านแพลตฟอร์มของบริษัทกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นช่องทางการเสพเนื้อหาออนไลน์ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในกลุ่มเยาวชน

 

ท่ามกลางความดุเดือดของการหารือกว่า 4 ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภาหลายคนตอกย้ำถึงการจัดลำดับความสำคัญที่ไม่เหมาะสมของบริษัทบิ๊กเทคที่ให้คุณค่ากับ ‘กำไร’ บริษัท มากกว่า ‘ความปลอดภัย’ ของผู้ใช้งาน หรือบางคนถึงขนาดพูดว่า “มือของพวกคุณเปื้อนเลือดไปแล้ว” และ “ชีวิตของพวกเด็กๆ คงจะต้องมีการสูญเสียอีก” กว่าบรรดาบริษัทเทคต่างๆ จะตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

 

สำนักข่าว TIME รายงานว่า การแถลงถูกเปิดฉากมาด้วยวิดีโอจากวุฒิสมาชิกนามว่า ริชาร์ด เดอร์บิน จากพรรคเดโมแครต ที่ฉายภาพเกี่ยวกับเหยื่อผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมทั้งครอบครัวที่ต้องสูญเสียลูกหลานของพวกเขาไปเพราะสาเหตุความเครียดจากประเด็นดังกล่าวที่นำไปสู่การจบชีวิตของเด็กผู้เป็นเหยื่อ

 

AI ป่วนโลกโซเชียล ล้ำหน้าหนทางการรับมือปัญหา

 

Washington Post ได้รายงานข้อมูลจากองค์กรคุ้มครองเด็กในสหรัฐอเมริกา (NCMEC) ที่เผยว่าในปี 2023 มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศในเด็กถึง 36 ล้านรายการ และการมาของเทคโนโลยี Generative AI ก็ดูจะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับปัญหาที่เดิมยังไม่มีหนทางในการรับมืออย่างจริงจัง

 

ผู้ควบคุมกฎหมายทั่วโลกกำลังเจอกับสถานการณ์รูปแบบใหม่ที่น่าปวดหัวกว่าเดิม เมื่อคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชนถูกสร้างขึ้นโดยเทคโนโลยี AI

 

ในวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา โซชิตล์ โกเมซ นักแสดงผู้รับบท America Chavez ในภาพยนตร์เรื่อง Doctor Strange in the Multiverse of Madness เคยออกมาพูดว่าเธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาพล่อแหลมที่มีภาพของเธอเองซึ่งถูกสร้างโดย AI บนแพลตฟอร์ม X ได้เลย โดยเธอยังอธิบายเพิ่มว่าทั้งแม่และทีมงานของเธอพยายามหาวิธีกำจัดโพสต์ต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ

 

เมื่อเทคโนโลยี AI พัฒนาเร็วขึ้นและเข้าถึงได้มากขึ้น หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบกำลังเจอกับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายที่จะต้องปราบปรามกิจกรรมเหล่านี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่ประเด็นก็กลับมาที่การหาหนทางแก้ไขให้ได้ทันเวลา

 

“ยิ่งเราปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปโดยที่วิธีป้องกันยังไม่ชัดเจน ปัญหาพวกนี้ก็จะยิ่งทวีคูณในจำนวนและความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายเราก็จะอยู่ในบทบาทของผู้ไล่ตามปัญหาที่ทำได้เพียงตามปิดแผลของสิ่งที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว” แดน เซกส์ตอน หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี Internet Watch Foundation ในสหราชอาณาจักร กล่าวถึงความเร่งด่วนในการป้องกันก่อนปัญหาจะลุกลามจนสายเกินแก้

 

ในปัจจุบัน AI มีความสามารถในการใช้รูปของเยาวชนตัวจริงหรือบุคคลในจินตนาการเพื่อสร้างภาพที่มีเนื้อหาล่อแหลมได้ผ่านการคลิกไม่กี่ครั้ง โดยศูนย์สังเกตการณ์อินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในสหรัฐฯ (SIO) พบว่าภาพล่อแหลมประมาณ 3,000 ภาพ ถูกใช้ในการฝึกฝนโมเดล AI ต่างๆ ที่เป็นแบบ Open Source ซึ่งทางศูนย์ยังค้นเจอหลักฐานเพิ่มเติมว่าโมเดลเหล่านี้ใช้ข้อมูลสาธารณะจากแหล่งที่มีชื่อว่า LAION-5B ซึ่งมีส่วนประกอบของภาพล่อแหลมที่ถูกดึงมาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น X และ Reddit มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของฐานข้อมูลอีกด้วย

 

เดวิด ธีล หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ SIO อธิบายถึงเหตุผลความท้าทายของวิธีการรับมือในปัจจุบันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของภาพที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ว่า “ความยากของเรื่องนี้คือภาพใหม่ถูกสร้างและปล่อยออกมาอยู่ตลอด ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่เราสามารถชี้ชัดภาพต่างๆ ได้เพราะมันเป็นของเดิมที่ถูกใช้ซ้ำ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว”

 

การแข่งกับเวลาเพื่อรับมือปัญหาภาพล่อแหลมจาก AI

 

นักพัฒนาเครื่องมือ AI ต่างให้ข้อมูลว่าสิ่งที่เขาพัฒนาขึ้นนั้นมีมาตรการป้องกันการใช้ที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว เช่น DALL·E จาก OpenAI มีวิธีกีดกันไม่ให้ผู้ใช้งานสร้างภาพล่อแหลม และในฝั่งของ Stability AI ก็เพิ่งอัปเดตซอฟต์แวร์เพื่อลดโอกาสการเกิดขึ้นของเหตุการณ์แบบนี้

 

อย่างไรก็ตาม ActiveFence องค์กรรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ตพบว่าผู้ใช้งานบางคนก็สามารถล่อลวงให้ระบบยอมคล้อยตามคำสั่งในท้ายที่สุดอยู่ดี แม้ว่าทางบริษัทผู้พัฒนา AI จะออกมาบอกว่าเครื่องมือของพวกเขามีมาตรการป้องกันแล้วก็ตาม

 

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Google ได้จับมือกับองค์กรต่อต้านการค้าบริการทางเพศ Thorn ซึ่งได้พัฒนานวัตกรรมตัวหนึ่งที่เรียกว่า ‘Hash Matching’ สำหรับการตรวจจับ ลบทิ้ง และรีพอร์ตโพสต์ที่มีเนื้อหาล่อแหลม ผ่านการตรวจค้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่คอยหาไฟล์ผิดกฎหมายและเชื่อมโยงไปสู่ไฟล์ที่คล้ายกันเพื่อให้การพบเจอมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อีกหนึ่งหนทางในการแก้ไขปัญหานี้ก็คือ ‘จำกัด’ การเข้าถึงเทคโนโลยี โดยผู้สนับสนุนฝั่งนี้ให้เหตุผลว่าเมื่อเราปล่อยให้เทคโนโลยีที่มีอำนาจมากขนาดนี้ไปอยู่ในมือของทุกคน มันก็หมายความว่าเราเอาเครื่องมือดังกล่าวไปให้กับผู้ไม่ประสงค์ดีด้วย ไปอยู่กับคนที่ต้องการหาผลประโยชน์จากภาพล่อแหลม

 

ทว่าในอีกฟากหนึ่งที่สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง (Open Source) กลับโต้ว่า การจำกัดการเข้าถึงเฉพาะกลุ่มคนเป็นเพียงวิธีการแก้ปัญหาในรูปแบบของการตอบสนองตามสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ ซึ่งวิธีที่คนกลุ่มนี้เสนอคือการให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทางแทนที่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

 

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ไม่ใช่เหรียญสองด้าน แต่เป็นปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนและยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงความชัดเจนของวิธีแก้ไข ความถูกต้องทางศีลธรรม และโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม

 

“ปัญหาภาพล่อแหลมนี้ไม่มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวลงเลย ดังนั้นเวลาเหลือไม่มากแล้ว เราจึงควรใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อรับมือกับมัน ซึ่งจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันกับภาครัฐในเชิงกฎหมายและความร่วมมือจากบริษัทเทคโนโลยี” รีเบคก้า พอร์ตนอฟฟ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Tom Williams / Getty Images, ricochet64 / Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘จวกยับ’ ซีอีโอโดนหนักหลังเยาวชนต้องจบชีวิตเพราะโซเชียลมีเดีย และ AI ยิ่งซ้ำเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รีวิวจากผู้ใช้จริง! Apple Vision Pro สมฐานะแว่นตามูลค่า 1.25 แสนบาทหรือไม่? และสิ่งที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อ https://thestandard.co/apple-vision-pro-worth-the-price-tag-or-not/ Fri, 02 Feb 2024 01:35:44 +0000 https://thestandard.co/?p=895066 Apple Vision Pro

นับตั้งแต่ Apple Vision Pro ประกาศเปิดตัวครั้งแรกเมื่อก […]

The post รีวิวจากผู้ใช้จริง! Apple Vision Pro สมฐานะแว่นตามูลค่า 1.25 แสนบาทหรือไม่? และสิ่งที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Vision Pro

นับตั้งแต่ Apple Vision Pro ประกาศเปิดตัวครั้งแรกเมื่อกลางปี 2023 หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่าเจ้าแว่นตาอัจฉริยะตัวนี้จะไปอยู่ตรงส่วนไหนของชีวิต เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมาชีวิตประจำวันของคนทั่วไปส่วนใหญ่ก็มักจะติดอยู่กับ ‘หน้าจอ’ ของอุปกรณ์ต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ที่มีไว้ทำกิจกรรมมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต

 

ทีนี้แว่นราคาประมาณ 125,000 บาท มันคุ้มค่าจริงหรือ? THE STANDARD WEALTH จึงอยากขอสรุปมุมมองของคนที่เคยลองใช้ว่า ข้อดี ข้อเสีย และคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อ Apple Vision Pro มีอะไรบ้าง โดยข้อมูลทั้งหมดมาจาก Nilay Patel บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยี The Verge

 

ข้อดี:

  • Vision Pro มีการแสดงภาพที่ทำออกมาได้ดี มีความคมชัด สว่าง และให้มุมมองที่กว้างขวาง ซึ่งทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับดูหนัง เล่นเกม และทำงานโปรเจกต์ที่ต้องอาศัยความครีเอทีฟสูงๆ
  • ระบบติดตามความเคลื่อนไหวดวงตาและมือของ Vision Pro ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสื่อสารกับตัวแว่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดย Nilay กล่าวว่า “ครั้งแรกที่คุณได้ลองเล่นกับมัน ประสบการณ์มันทำให้รู้สึกเหมือนว่าเรามีพลังพิเศษเลย” 
  • ฟีเจอร์การมองผ่านแบบทะลุ (Passthrough Video) เป็นฟังก์ชันที่ยังคงทำให้ผู้ใช้งานรับรู้และมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกภายนอกได้ ในขณะที่กำลังสัมผัสกับประสบการณ์ Mixed Reality
  • ซอฟต์แวร์ แม้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นแต่ก็มีของเล่นให้ลองหลายอย่างแล้ว และเรายังสามารถมองเห็นแอปพลิเคชันหลายแอปพลิเคชันได้ในเวลาเดียวกัน

 

ข้อเสีย:

  • Vision Pro มีน้ำหนักค่อนข้างสูงที่ 600-650 กรัม ขึ้นอยู่กับชนิดของสายรัดที่เลือกใช้ ซึ่งน้ำหนักประมาณนี้ค่อนข้างใกล้เคียงกับ iPad Pro ขนาด 12.9 นิ้ว (682 กรัม) ทำให้การสวมใส่ให้ความรู้สึกที่เหมือนมี iPad Pro ติดอยู่บนหน้าตลอด
  • ความจุของแบตเตอรี่ต่อการใช้งานยังไม่ค่อยดีนัก โดย Nilay กล่าวว่า การใช้งานแบบไม่เสียบสายชาร์จจะอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที
  • ฟีเจอร์การมองผ่านแบบทะลุ ที่แม้ว่าจะทำให้ผู้ใช้งานมองเห็นโลกภายนอก แต่ก็ไม่ได้ทำได้แบบสมบูรณ์และยังมีข้อจำกัดเรื่องภาพที่ยังมีความเบลออยู่
  • ข้อเสียอีกอย่างที่หลายคนน่าจะพอเห็นได้แม้จะยังไม่เคยลองใช้ก็คือ ‘ราคา’ ที่แพงกว่าคู่แข่งอย่าง Meta Quest 3 ที่สนนราคาอยู่ประมาณ 17,800 บาท หรือน้อยกว่าราว 7 เท่าตัว

 

โดยรวมแล้ว Apple Vision Pro เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี และคงเป็นอุปกรณ์ที่น่าจะถูกใจคนที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่ไม่น้อย 

 

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความเข้าใจตัวอุปกรณ์ให้รอบด้านก่อนที่เราจะตัดสินใจสั่งซื้อเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดายทีหลัง เพราะต้องบอกว่านี่เป็นการลงทุนที่ราคาไม่ถูกเลย

 

ดังนั้นคำถามที่ The Verge แนะนำว่าเป็นประเด็นที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อคือ

  1. Vision Pro มันน่าตื่นเต้นถึงขนาดว่าเราจะไม่สนใจเลยใช่ไหมว่าผมจะเสียทรงหลังจากการสวมใส่
  2. Vision Pro นั้นดีขนาดถึงขั้นที่ว่าเราจะยอมมองโลกผ่านแว่นตัวนี้แทนที่จะมองด้วยตาของเราจริงหรือ
  3. เราอยากได้อุปกรณ์ที่ไม่สามารถโชว์ให้คนอื่นดูได้ว่าเรากำลังทำอะไรนอกเสียจากแค่เราคนเดียวจริงหรือ

 

ถ้าตอบได้ก็ค่อยซื้อ แต่ในประเทศไทยอาจยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้!

 

ภาพ: Justin Sullivan / Getty Images

อ้างอิง:

The post รีวิวจากผู้ใช้จริง! Apple Vision Pro สมฐานะแว่นตามูลค่า 1.25 แสนบาทหรือไม่? และสิ่งที่ควรถามตัวเองก่อนซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อนร่วมตำแหน่งเดียวกันเคาะ ซีอีโอที่ถูกให้ค่า ‘มาก’ เกินจริง และ ‘น้อย’ เกินไป https://thestandard.co/elon-musk-most-overrated-ceo-2023/ Thu, 01 Feb 2024 12:40:07 +0000 https://thestandard.co/?p=894990

Fortune นิตยสารธุรกิจชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการสำร […]

The post เพื่อนร่วมตำแหน่งเดียวกันเคาะ ซีอีโอที่ถูกให้ค่า ‘มาก’ เกินจริง และ ‘น้อย’ เกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

Fortune นิตยสารธุรกิจชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของเหล่าซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ถึงประเด็นที่ว่า ‘คุณคิดว่าใครในตำแหน่งเดียวกันกับคุณถูกให้ค่ามากเกินไป และใครถูกให้คุณค่าน้อยเกินไป?’

 

จากการโหวต ผลปรากฏว่าเสียงจำนวน 399 เสียงถูกเทไปให้กับผู้ชายที่เป็นหัวหอกของ Tesla และ SpaceX นั่นก็คือ Elon Musk ในฐานะซีอีโออันดับ 1 ที่ถูกให้ค่ามากเกินไป (Most Overrated) แห่งปี 2023

 

แต่ทำไมซีอีโอส่วนใหญ่ถึงมีมุมมองเช่นนั้น? นั่นก็เป็นเพราะเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่ฟังดูแล้วจะค่อนข้างเกินความเป็นจริงในสายตาของซีอีโอคนอื่นๆ เช่น การเข้ายึดครองดาวอังคาร

 

หนึ่งในสิ่งที่ Elon Musk อยากเห็นก็คือการทำให้มนุษย์สามารถไปใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคารได้ โดยเขาเคยกล่าวถึงสภาพแวดล้อมของดาวอังคารว่า “มันค่อนข้างจะหนาวเลยทีเดียว แต่เราก็สามารถทำให้มันอุ่นขึ้นได้” เขาจึงมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอุณหภูมิบนดาวอังคารเพื่อจะทำให้สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์

 

อย่างไรก็ตาม NASA องค์กรที่หลายคนเชื่อถือในเรื่องของอวกาศก็ออกมายืนยันว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เทคโนโลยีในปัจจุบันจะสามารถเปลี่ยนให้ดาวอังคารมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกับโลกได้

 

นอกจากนี้ Neal Lachman ซีอีโอบริษัทท่องเที่ยวอวกาศ Titans Space แสดงความเห็นกับไอเดียของ Elon ว่าเป็นความคิดที่ ‘เพ้อเจ้อ’ โดยเขาให้เหตุผลว่าจรวดเป็นยานพาหนะที่เคลื่อนย้ายคนที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ “การปล่อยจรวดในแนวตั้งจะเป็นสิ่งที่มีความอันตรายอยู่เสมอ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปขนาดไหนก็ตาม”

 

อีกหนึ่งตัวอย่างของเป้าหมายที่ Elon ยังไม่สามารถทำได้และพยายามเลื่อนไทม์ไลน์ออกไปเรื่อยๆ ก็คือการมาของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบ 100% ซึ่งเมื่อตอนกลางปี 2023 เขาเคยสัญญาว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น ณ สิ้นปี แต่มาถึงในปัจจุบันก็ยังไม่เกิดขึ้น

 

หากมองในเชิงวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ให้ความเห็นกับ Washington Post ว่ารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบ 100% น่าจะยังต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี

 

ทีนี้มาในส่วนของซีอีโอที่น่าจะได้รับการชื่นชมมากกว่านี้แต่อาจจะยังโดนมองข้ามอยู่ (Most Underrated) ซึ่งเขาคนนั้นก็คือ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft นั่นเอง

 

เป็นปีที่ 8 ติดต่อกันแล้วที่ Satya ได้ครองตำแหน่งนี้เอาไว้กับตัวเอง และในปี 2023 ที่ผ่านมา หลายคนเห็นได้ชัดว่าเขาประสบความสำเร็จหลายอย่างมาก เช่น การจับมือขยายการลงทุนเพิ่มเติมใน OpenAI หรือจะเป็นการไกล่เกลี่ยดราม่าการถูกเชิญออกของ Sam Altman จนสามารถกลับไปดำรงตำแหน่งในบริษัทอีกครั้ง รวมทั้งดีลมูลค่า 69,000 ล้านดอลลาร์ที่ Microsoft ปิดได้กับบริษัทเกมชื่อดังอย่าง Activision Blizzard อีกด้วย

 

ภาพ: Pool / Getty Images, Stephen Brashear / Getty Images

อ้างอิง:

The post เพื่อนร่วมตำแหน่งเดียวกันเคาะ ซีอีโอที่ถูกให้ค่า ‘มาก’ เกินจริง และ ‘น้อย’ เกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนจาก Kodak ที่กำลังสะท้อนถึง ‘หล่มปัญหา’ เศรษฐกิจไทย https://thestandard.co/kodak-lessons-thailand-economy/ Wed, 31 Jan 2024 10:59:36 +0000 https://thestandard.co/?p=894424

ณ ยุคปัจจุบัน หลายคนก็คงจะเลือกใช้สมาร์ทโฟนในการเก็บบัน […]

The post บทเรียนจาก Kodak ที่กำลังสะท้อนถึง ‘หล่มปัญหา’ เศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ณ ยุคปัจจุบัน หลายคนก็คงจะเลือกใช้สมาร์ทโฟนในการเก็บบันทึกความทรงจำและโมเมนต์สำคัญต่างๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจที่บุกเบิกเรื่องการบันทึกภาพก็คือ ‘Kodak’ ที่เป็นบริษัทผู้ครองตลาดมาแทบจะตลอดในช่วงศตวรรษที่ 20 โดยคำว่า ‘Kodak Moment’ เป็นวลีที่ฮิตมากในสมัยนั้น เมื่อคนพูดถึงช่วงเวลาที่ควรค่าแก่การเก็บบันทึกลงบนภาพถ่าย

 

แต่แล้วเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนมากไปอย่างสิ้นเชิง Kodak ก็เจอกับความท้าทายที่ต้องเลือกว่าจะปรับทิศทางไปตามเทรนด์กล้องดิจิทัลหรือเดินหน้าพัฒนากล้องฟิล์มต่อ และแน่นอนว่า Kodak เลือกไปต่อกับกล้องฟิล์ม ทำให้พวกเขาปรับตัวไม่ทัน จนถูกเทคโนโลยีกลืนกินไปในที่สุด และแม้ว่า Kodak จะยังทำธุรกิจในปัจจุบัน แต่ความนิยมนั้นก็แทบจะเทียบไม่ได้กับยุคที่บริษัทเคยรุ่งเรืองในอดีต

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ตอนนี้เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ Kodak เพราะเมื่อเทคโนโลยีใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่ ประเทศไทยโดยรวมกลับยังติดอยู่กับความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเก่า โดยที่ยังไม่สามารถจับทางของใหม่ได้ทัน

 

 

สาเหตุนี้ทำให้ไทยต้องเจอกับสภาวะที่เรากลายเป็นฐานผลิตของกลุ่มสินค้าที่ในอนาคตอันใกล้อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องการของตลาดโลกอีกต่อไป หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศไทยกำลังเป็นแหล่งรวมการผลิตสิ่งที่คนจะต้องการน้อยลงเรื่อยๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ที่เดิมเรามีสัดส่วนการเป็นผู้ผลิตอยู่ที่ประมาณ 30-40% แต่ตอนนี้เรียกได้ว่ากำลังการผลิตทั่วโลกกว่า 80% ย้ายมาอยู่ที่ไทยแล้ว แต่ทุกวันนี้การใช้งานฮาร์ดดิสก์ในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก็ลดลงไปอย่างต่อเนื่อง จากการที่พวกเขาหันไปพึ่งชิปที่ผลิตจากไต้หวันหรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอะไรที่ไทยยังผลิตไม่ได้

 

อีกหนึ่งตัวอย่างประเภทสินค้าก็คือ รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก แต่อย่างที่หลายคนได้เห็นกันว่า เทรนด์โลกกำลังหันไปหารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

นอกจากนี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เศรษฐกิจไทยเจอกับวิกฤต เรามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยลดลงทุกครั้ง แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงไปแล้วก็ตาม จาก 7.3% มาเหลือ 5.3% หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง, จาก 5.3% ลงมา 3.1% หลังวิกฤตการเงินโลก และ 3.1% ลงมาเหลือ 2.2% หลังวิกฤตโควิด ซึ่งหลายฝ่ายก็หวังว่าเมื่อวิกฤตผ่านไป เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตได้ตามปกติ แต่หลังจากโควิดประมาณ 2 ปี เศรษฐกิจไทยยังไม่กลับที่เดิมและฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น

 

เมื่อโลกเปลี่ยนไปเร็วและเครื่องจักรอื่นๆ ทางเศรษฐกิจของเราที่ปรับตัวไม่ทัน อีกทั้งยังเริ่มแสดงให้เห็นถึงสัญญาณการเติบโตที่ลดลง ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยจะกลับไปโตเท่ากับจุดเดิมก็ดูจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น เว้นแต่จะมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

มากไปกว่านั้น ประเด็นปัญหาทางสังคมอย่างการ ‘แก่ก่อนรวย’ และ ‘คุณภาพแรงงานที่ไม่ตรงความต้องการของตลาดโลก’ ก็เป็น 2 สิ่งที่ท้าทายต่ออนาคตประเทศไทย ซึ่งในประเด็นเรื่องแรงงาน KKP ได้ทำงานวิจัยและพบว่า ผลคะแนนการทดสอบ PISA ของไทยปี 2022 ตกต่ำลงในทุกหมวด เมื่อเทียบดูกับปี 2012 จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำกว่าพื้นฐานที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบเพิ่มขึ้นถึง 19% ในหมวดคณิตศาสตร์, 32% ในหมวดการอ่าน และ 19% ในหมวดวิทยาศาสตร์ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่ลดลงและอาจกระทบต่ออนาคตการแข่งขันของไทยบนเวทีโลกได้

 

ดร.พิพัฒน์ มองว่า วันนี้ประเด็นสำคัญไม่ใช่การไม่เข้าใจปัญหา หากแต่เป็นการหาฉันทมติร่วมกันของสังคมว่าจะเริ่มแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรมากกว่า เพราะการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องใช้เวลาที่สามารถดำเนินไปได้ถึงหลายทศวรรษกว่าจะเห็นผลแบบเป็นรูปธรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มพูดคุยและลงมือทำอย่างจริงจัง เพราะ ‘เศรษฐกิจไทยตอนนี้เรียกว่ามาถึงจุดพลิกผันแล้ว’ 

 

ภาพ: Adam Berry / Getty Images, Adisorn Fineday Chutikunakorn / Getty Image

อ้างอิง:

The post บทเรียนจาก Kodak ที่กำลังสะท้อนถึง ‘หล่มปัญหา’ เศรษฐกิจไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนาคต’ การทำคอนเทนต์และการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม ในยุคที่คนนิยมเสพวิดีโอเกิน 1 นาที https://thestandard.co/future-of-content-creation/ Wed, 31 Jan 2024 03:34:21 +0000 https://thestandard.co/?p=894140

ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศ TikTok ที่ป […]

The post ‘อนาคต’ การทำคอนเทนต์และการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม ในยุคที่คนนิยมเสพวิดีโอเกิน 1 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>

ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศ TikTok ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรายบุคคลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วกว่า 325 ล้านคน พร้อมด้วยธุรกิจอีกกว่า 15 ล้านราย พวกเขาได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไปแล้ว โดยประเทศไทยมีครีเอเตอร์มากกว่า 3 ล้านคนที่สร้างรายได้จาก TikTok และผู้ขายกว่า 2.4 ล้านคนที่เป็นคนไทยเกือบทั้งหมด

 

สถิติในปี 2021 จาก TikTok ประเทศไทย ภายในงาน ‘Tiktok For All’ เผยว่าอุตสาหกรรมครีเอทีฟมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะว่ามูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 6.81% ของ GDP ประเทศไทย พร้อมทั้งคนไทยที่ใช้งาน TikTok ในการสร้างคอนเทนต์ยังสามารถทำรายได้สูงกว่ารายได้ขั้นต่ำถึง 36%

 

ในโลกปัจจุบันการเสพเนื้อหาและการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ามีความต่างออกไปจากในอดีตอย่างมาก และ TikTok ประเทศไทยรวมอินไซต์ของแพลตฟอร์มมาเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจพฤติกรรมของคนในโลก Creative Economy ที่ซึ่งสื่อกลางความบันเทิงก็สามารถเป็นแหล่งรวมสินค้าและบริการให้คนเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย

 

อินไซต์แรกคือคอนเซปต์ของ Shoppertainment ที่สำคัญมากกับแบรนด์ในยุคปัจจุบัน โดย กรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์ Head of FMCG, E-Commerce ประเทศไทย อธิบายว่ามันคือวิธีการเลือกช้อปแบบใหม่ “Shoppertainment คือการสร้างบรรยากาศด้วยความสนุกและความรู้ เพื่อให้ประสบการณ์การช้อปที่พิเศษกว่าเดิม” คอนเซปต์นี้ไม่ใช่แค่คำพูดติดหูอีกแล้ว แต่เป็นเทรนด์ที่ภายในปี 2025 จะมีขนาดตลาดถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 12,400 ล้านดอลลาร์ ในประเทศไทย

 

สำหรับปี 2024 ประเภทเนื้อหาวิดีโอที่คาดว่าจะมาแรงคือเนื้อหาที่สามารถสร้างความบันเทิงได้ เนื้อหาการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ หรือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหารการกิน ความงาม และไลฟ์สไตล์ เป็นต้น

 

มาในส่วนของจริตการเสพคลิปวิดีโอ TikTok ประเทศไทยเผยตัวเลขว่าผู้เสพสื่อคลิปสั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากในอดีต โดยวิดีโอที่เนื้อหานานเกินกว่า 1 นาทีตอนนี้กลายเป็นรูปแบบที่ผู้ชมนิยมมากขึ้น ซึ่งสัดส่วน 50% ของคนดูในแพลตฟอร์มเลือกใช้เวลากับวิดีโอที่ยาวเกิน 1 นาทีขึ้นไป 

 

นอกจากนี้ สถิติที่แสดงให้เห็นได้ถึงความจำเป็นที่ครีเอเตอร์หลายคนหันมาสนใจสร้างคอนเทนต์ที่มีเวลานานขึ้น มาจากยอดการเติบโตของผู้ติดตามที่เพิ่มสูงขึ้นเป็น 5 เท่าของกลุ่มครีเอเตอร์ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำแต่คลิปสั้นอย่างเดียว พร้อมทั้งยอดวิวของวิดีโอที่ยาวเกิน 1 นาทียังปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 41% หรือ 7 เท่าของยอดวิวคลิปสั้นด้วย

 

ทว่าสิ่งที่สอดคล้องกับเทรนด์ความนิยมคลิปที่มีเวลาเกิน 1 นาทีที่กำลังเป็นประเด็นก็คือในฝั่งของต่างประเทศดันมีโพสต์ที่ The Verge ได้รับเรื่องจากการที่ครีเอเตอร์นามว่า @candicedchap และ @kenlyealtumbiz แชร์โพสต์ที่อ้างว่า TikTok กำลังเตรียมเดินหน้าจูงใจครีเอเตอร์ให้ผลิตวิดีโอที่มีเวลามากกว่า 1 นาที โดยหากเนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการเมือง TikTok ก็จะโปรโมตคอนเทนต์ให้ถูกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม พิสุทธิ์ โรจน์เลิศจรรยา หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ (Head of Operations) TikTok ประเทศไทย กล่าวถึงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ว่า “ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้คอนเทนต์ความยาวเกิน 1 นาทีเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการตอบรับของผู้ชมเป็นหลัก และไม่เกี่ยวกับความยาว เพราะต่อให้วิดีโอมีเวลา 5 นาที แต่คอนเทนต์ไม่ดึงดูดก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จ ซึ่งหมายความว่าสุดท้ายแล้วคุณภาพกับความครบถ้วนของเนื้อหาจะต้องตอบโจทย์ผู้ชม” 

 

มากไปกว่านั้น พิสุทธิ์ยังยืนยันว่าสำหรับ TikTok ประเทศไทยจะยังไม่มีนโยบายการใช้โปรแกรมดังกล่าวเพื่อจูงใจครีเอเตอร์ให้ผลิตวิดีโอที่มีความยาวมากขึ้น หากแต่เป็นคุณภาพและความถูกใจของผู้ชมที่เป็นตัวตัดสินว่าคอนเทนต์จะปังหรือไม่

 

แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ TikTok ในต่างประเทศท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันอันดุเดือดของเหล่าบริษัทแพลตฟอร์มคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอ ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ขจร เจียรนัยพานิชย์ ออกมาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

 

“เราอยู่ในโลกที่ TikTok พยายามเป็น Shopee, Lazada ดันช้อปปิ้ง จัดโปร แคมเปญ เก็บ GP ดัน Live ขายของ

 

Shopee, Lazada พยายามเป็น TikTok ดันครีเอเตอร์มาทำคลิปสั้นในแอป ดันคอนเทนต์

 

TikTok พยายามเป็น YouTube, FB ดันคลิปยาว คลิปแนวนอน Long-Form Video

 

FB, Instagram, YouTube พยายามเป็น TikTok ดันคลิปสั้น ตัดต่อคลิปในแอปได้ Short-Form Video”

 

จากผลการศึกษาโดย Boston Consulting Group พบว่า 71% ของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดูคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม TikTok มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจกดสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มไดนามิกที่ตั้งเป้าในปี 2024 ว่าต้องการจะขยายการเข้าถึงแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (CPG), คอมเมิร์ซ, อาหารและเครื่องดื่ม (F&B), ยานยนต์, การเงิน และแอปพลิเคชัน 

 

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าการขยับของผู้เล่นคนหนึ่งก็เป็นตัวที่สร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้เล่นรายอื่นต้องขยับตาม เพื่อรักษาตำแหน่งและส่วนแบ่งในตลาดของตนเองเอาไว้ให้ได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด

 

ภาพ: NurPhoto / Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘อนาคต’ การทำคอนเทนต์และการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม ในยุคที่คนนิยมเสพวิดีโอเกิน 1 นาที appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS ย้ำ ‘คน’ สำคัญที่สุดในการดันให้ศักยภาพเทคโนโลยีออกมาอย่างเต็มที่ https://thestandard.co/aws-repeat-human-most-technology-development-essential/ Tue, 30 Jan 2024 04:21:22 +0000 https://thestandard.co/?p=893727 AWS

“คลาวด์คือเทคโนโลยีที่ปลดล็อกข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล […]

The post AWS ย้ำ ‘คน’ สำคัญที่สุดในการดันให้ศักยภาพเทคโนโลยีออกมาอย่างเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AWS

“คลาวด์คือเทคโนโลยีที่ปลดล็อกข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล มันทำให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้เหมือนกัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน และผมมองว่านั่นแหละคือสิ่งที่เปลี่ยนโลก” ไฮเม่ย์ วาลเลซ (Jaime Vallés) รองประธานบริษัท Amazon Web Services (AWS) และผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ)

 

หากจะพูดถึงหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากในปัจจุบันกับธุรกิจยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยความเร็วในการปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจัยดังกล่าวก็คงจะหนีไม่พ้นคำว่า ‘คลาวด์’ เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการเซิร์ฟเวอร์ ประหยัดต้นทุน และคืนความยืดหยุ่นรวมทั้งความปลอดภัย เพื่อให้ธุรกิจได้โฟกัสเวลาทั้งหมดไปกับสิ่งที่สร้างคุณค่ากับธุรกิจมากกว่า

 

THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับ 2 ผู้บริหารจากบริษัทผู้นำด้านคลาวด์ระดับโลกอย่าง ไฮเม่ย์ วาลเลซ พร้อมด้วย วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ Amazon Web Services (AWS) ประเทศไทย เกี่ยวกับประเด็นของการพัฒนาระบบนิเวศและวิสัยทัศน์การทำธุรกิจของบริษัทในไทย

 

AWS

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ (ซ้ายมือ) และ ไฮเม่ย์ วาลเลซ (ขวามือ)

 

อุดช่องโหว่และเติมเต็มศักยภาพของบุคลากรไทย

ไฮเม่ย์เริ่มจากการอัปเดตภาพรวมระบบนิเวศและพัฒนาการของผู้ใช้งานคลาวด์ในประเทศไทยว่า ในตอนนี้ธุรกิจจำนวนมากในบ้านเราโดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กถึงกลาง (SMBs) รวมทั้งสตาร์ทอัพนั้นมีการหันมาใช้ระบบคลาวด์กันอย่างต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลสถิติจาก Colorlib ที่ระบุว่า 94% ของบริษัททั่วโลกในปี 2023 มีการใช้งานระบบคลาวด์อย่างน้อยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

 

แน่นอนว่า เมื่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยน ทักษะของแรงงานในโลกอนาคตก็ต้องแปรผันตามความต้องการของตลาด ซึ่งนั่นยังเป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งพัฒนา และทาง AWS เองได้ตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าวจึงสร้างโครงการที่เปิดให้นักพัฒนา, นักเรียน, และผู้ที่สนใจในด้านไอทีสามารถเข้าไปศึกษาได้มากถึง 64 คอร์สภาษาไทยบน AWS Skill Builder โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหา ‘ช่องว่าง’ ของความรู้และความต้องการจากภาคธุรกิจ

 

นอกเหนือจากประเด็นโครงสร้างเทคโนโลยีที่ AWS มีให้อย่างเพียงพอและพร้อมรองรับการใช้งานแล้ว เรื่องทักษะความรู้เป็นสิ่งที่บริษัทถือว่าองค์ประกอบสำคัญที่จะนำพาคนไทยไปสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันได้สำเร็จ “หากเราขาดบุคลากรที่มีความรู้ ต่อให้เครื่องมือจะดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย” ไฮเม่ย์กล่าว

 

ณ สิ้นปี 2023 มีคนกว่า 21 ล้านคนทั่วโลกที่ได้ใบรับรองการเรียนกับ AWS แล้ว โดย 50,000 คนในนั้นเป็นคนไทย แต่สิ่งที่ AWS จะเดินหน้าทำต่อคือร่วมมือกับภาคการศึกษาเพื่อวางแผนนำหลักสูตรนี้เข้าสู่ระบบการสอนในระดับมหาวิทยาลัย 51 แห่งในประเทศ ผ่านโปรแกรมอย่าง AWS Academy และ AWS Educate

 

ถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? นั่นเป็นเพราะว่าบริษัทเทคโนโลยี 94% ต้องเจอกับปัญหาการจ้างงานคนสายเทค ในขณะที่บริษัทแบบเดิมอยู่ที่ 60% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงและแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของทักษะดิจิทัลที่องค์กรต้องการแต่จำนวนบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ยังมีไม่เพียงพอ ทำให้การพัฒนา ‘คน’ ที่ตอบโจทย์กับงานในอนาคตเป็นกุญแจที่จะพาเศรษฐกิจให้เติบโตได้ 

 

ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ในไทยระยะยาว

AWS Asia Pacific (Bangkok) Region คือแผนการลงทุนของบริษัทที่เริ่มต้นในปี 2022 ด้วยงบประมาณกว่า 1.9 แสนล้านบาท (5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในประเทศไทย ด้วยระยะเวลา 15 ปี ซึ่งรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center), ค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน, สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และการบริการจากธุรกิจระดับภูมิภาค

 

สาเหตุที่ AWS ลงทุนเงินจำนวนมหาศาลนี้มากับประเทศไทย เป็นเพราะเราเป็นหนึ่งในประเทศของภูมิภาคเอเชียที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมยุคดิจิทัลมากขึ้นจากนโยบายสนับสนุนของภาครัฐ

 

“เราเห็นได้ชัดเจนว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตกับบริการคลาวด์ของเรามาจากธุรกิจขนาดเล็กและกลาง รวมทั้งสตาร์ทอัพที่หันมาใช้งานคลาวด์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ไฮเม่ย์แชร์มุมมองของสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ต่างออกไปจากในอดีต

 

เมื่อความต้องการใช้งานเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงที่สามารถรองรับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

 

สำหรับตัว AWS Asia Pacific (Bangkok) Region วัตสันอธิบายเสริมถึงการตัดสินใจที่เข้ามาเปิดโครงสร้างพื้นฐานตัวนี้ในประเทศไทยว่า “ปัจจุบันลูกค้าในประเทศไทยยังต้องพึ่งพา Region ในต่างประเทศอยู่ แต่เมื่อคนต้องการใช้คลาวด์ที่มีการประมวลผลได้อย่างรวดเร็วและมีต้องการเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัยในประเทศไทย เช่น ผู้ใช้งานภาครัฐที่ตั้งใจจะทำให้การบริการประชาชนอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อความสะดวกสบายที่มากขึ้นโดยเป็นไปตามกฎเกณฑ์สถานที่เก็บข้อมูล (Data Residency)”

 

นอกจากนี้ AWS ยังให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะต้องใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนแบบ 100% ภายในปี 2025

 

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย แต่อย่างที่ไฮเม่ย์ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าสุดท้ายแล้วการพัฒนาคนให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างเต็มรูปแบบจะเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคต ซึ่งในตอนนี้ AWS ก็เตรียมพร้อมด้วยการลงทุนทั้งคนและโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทย

 

“ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่เข้ามาเสริมประสิทธิภาพให้เรา คิดได้เร็วขึ้น ทำได้มากขึ้น และก้าวข้ามขีดจำกัดได้มากกว่า ดังนั้นยิ่งเรามีเครื่องมือมากเท่าไร โอกาสที่คนหนึ่งคนจะสามารถสร้างสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสังคมไปข้างหน้าก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น” ไฮเม่ย์กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Jaap Arriens / NurPhoto via Getty Images, Galeanu Mihai / Getty Images

The post AWS ย้ำ ‘คน’ สำคัญที่สุดในการดันให้ศักยภาพเทคโนโลยีออกมาอย่างเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Microsoft แจงหลังคนสงสัยว่าเครื่องมือ AI มีเอี่ยวกับภาพล่อแหลม Taylor Swift https://thestandard.co/microsoft-ai-taylor-swift/ Mon, 29 Jan 2024 13:09:11 +0000 https://thestandard.co/?p=893599

เป็นเรื่องใหญ่อีกครั้ง เมื่อคอนเทนต์แนว Deepfake ที่สร้ […]

The post ซีอีโอ Microsoft แจงหลังคนสงสัยว่าเครื่องมือ AI มีเอี่ยวกับภาพล่อแหลม Taylor Swift appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นเรื่องใหญ่อีกครั้ง เมื่อคอนเทนต์แนว Deepfake ที่สร้างโดย AI ปรากฏภาพล่อแหลมของ Taylor Swift กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว จนสร้างความเสียหายให้กับศิลปินหญิงระดับโลกคนนี้ โดยนิตยสาร The Verge รายงานว่า หนึ่งในภาพที่ถูกสร้างขึ้นมามียอดการมองเห็นถึง 45 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์ม X ในเวลาเพียง 17 ชั่วโมง ก่อนจะถูกลบออก

 

สำนักข่าวอิสระ 404 Media ได้ตามสืบกลุ่มที่เป็นตัวตั้งต้นของภาพดังกล่าวแล้วพบว่า กลุ่มนี้อยู่บน Telegram และมีการใช้เครื่องมือจาก Microsoft ในการสร้างภาพสำหรับบางกรณี แต่ทางบริษัทก็ยืนยันว่าเครื่องมือที่ใช้สร้างภาพจะไม่มีทางใช้รูปของบุคคลดังอย่างแน่นอน

 

ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดแจ้งว่าภาพล่อแหลมของ Taylor ถูกสร้างโดยใช้โปรแกรม AI ของบริษัทจริง แต่ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ผู้นำด้านนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับ NBC Nightly News ถึงประเด็นดังกล่าวว่า เพื่อหาคำตอบและแนวทางการป้องกัน

 

Satya ให้ความเห็นกับภาพล่อแหลมที่เริ่มแพร่กระจายมากขึ้น รวมทั้งกรณีที่เกิดกับ Taylor ว่า เป็นสิ่งที่ ‘ร้ายแรงและน่ากังวล’ พร้อมทั้งยังเสนอว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเราต้องเร่งเดินหน้ากำหนดกฎเกณฑ์อย่างจริงจัง

 

อย่างไรก็ตาม คำตอบของซีอีโอ Microsoft ยังคงขาดความชัดเจน และเป็นเพียงคำแนะนำโดยรวมที่ยังไม่มีการลงรายละเอียด ซึ่งส่อให้เห็นถึงความท้าทายในปัญหา Deepfake ที่ยังไม่สามารถหาหนทางที่แน่ชัดว่าจะต้องป้องกันและแก้ไขอย่างไร

 

“ประเด็นแรกที่ผมมองคือ การทบทวนหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึงมาตรการป้องกันของเรา เพื่อทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย และในปัจจุบันก็มีทั้งสิ่งที่ทำไปเยอะแล้ว กับหลายสิ่งที่ยังรอดำเนินการอยู่ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสังคมทั่วโลก เพราะถ้าเราสามารถทำให้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี หันมาทำงานร่วมกัน นั่นจะเป็นจุดที่ทำให้ความชัดเจนในการดูแลเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ” Satya กล่าว

 

อย่างไรก็ดี คำอธิบายนี้ทำให้ประเด็นคำถามค้างคาว่า แม้บริษัทบิ๊กเทคจะมีมาตรการป้องกันอย่างแน่นหนา แต่คนที่ไม่หวังดีก็สามารถหันไปหาเครื่องมือ Open-Source ที่เปิดกว้างอย่าง Stable Diffusion ในการทำสิ่งแบบนี้ได้ ต่อให้ยอดผู้ใช้งานแพลตฟอร์มจะค่อนข้างน้อยก็ตาม ซึ่งสิ่งที่เกิดกับ Taylor Swift ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างว่างานที่ออกมาจากกลุ่มเล็กๆ ก็สามารถถูกเผยแพร่ไปในวงกว้างได้ในชั่วพริบตา

 

นอกจากนี้ คำตอบของ Satya ที่บอกว่า โครงสร้างสังคมและระบบการเมืองจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่กฎหมายควบคุม AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ขาดขอบเขตที่ชัดเจนและการขีดเส้นความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี รวมทั้ง Microsoft ก็ยังไม่ออกมาอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน อีกทั้งสถานการณ์โดยรวมก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในเรื่องที่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการเผยแพร่ ‘ภาพล่อแหลมที่ไม่ได้มาจากการยินยอมของเจ้าตัว’ นั้นมีความท้าทายเป็นทุนเดิมในโลกก่อนปัญญาประดิษฐ์อยู่แล้ว

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Microsoft แจงหลังคนสงสัยว่าเครื่องมือ AI มีเอี่ยวกับภาพล่อแหลม Taylor Swift appeared first on THE STANDARD.

]]>
1 สาเหตุที่ส่งผลไม่ต่างกับการมาสายหรือว่าร้ายงานเก่า จนทำให้เราต้องชวดงานในฝัน https://thestandard.co/1-reason-that-can-cost-dream-job/ Sun, 28 Jan 2024 09:54:41 +0000 https://thestandard.co/?p=893164

สำหรับหลายคนที่เลือกหาโอกาสเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางอาชีพขอ […]

The post 1 สาเหตุที่ส่งผลไม่ต่างกับการมาสายหรือว่าร้ายงานเก่า จนทำให้เราต้องชวดงานในฝัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับหลายคนที่เลือกหาโอกาสเริ่มต้นใหม่ในเส้นทางอาชีพของตัวเองเพื่อการเติบโตที่ดีกว่าในปีนี้ THE STANDARD WEALTH ได้หยิบบทความจาก CNBC มาฝากไว้ให้ลองนำไปปรับใช้กัน เพื่อเปลี่ยนให้งานใหม่ในฝันกลายเป็นความจริง

 

อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สมัคร ‘ตก’ สัมภาษณ์งาน

 

แน่นอนว่าสิ่งที่ทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้วก็คือ การมาไม่ตรงเวลาหรือว่าร้ายที่ทำงานเก่าจนเกินตัว แต่ถ้าได้เข้าไปนั่งสัมภาษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ‘การให้คำตอบได้อย่างชัดเจนและเห็นภาพ’

 

ฮอลลี ลี ผู้เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดหาทรัพยากรบุคคลในบริษัทชั้นนำอย่าง Meta, Amazon และ Google ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การตอบสั้นๆ แบบขอทีไปทีนี่แหละคือเหตุผลอันดับแรกที่คนส่วนใหญ่อดไปต่อในสายงานที่ตนอยากได้

 

“คนตอบสั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท กลุ่มแรกคือพวกที่มั่นใจในตัวเองจนเกินไป และทึกทักเอาเองว่ารายละเอียดทุกอย่างอยู่ในเรซูเมหมดแล้ว จึงทำให้คนกลุ่มนี้คิดว่าไม่จำเป็นจะต้องตอบอะไรมากมาย กับอีกกลุ่มคือพวกที่ไม่ได้ใช้เวลาทบทวนให้ดีก่อนว่างานของพวกเขาให้ประโยชน์หรือมีส่วนให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างไร”

 

ฮอลลีแนะนำว่า คำตอบที่ดีควรมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย ‘ใคร ทำอะไร ที่ไหน ตอนไหน และทำไปทำไม?’

 

ตัวอย่างเช่น ผู้สัมภาษณ์อาจถามเราว่า “อะไรคือสิ่งที่คุณทำแล้วสร้างอิมแพกต์ให้องค์กรได้มากที่สุด” ถ้าหากคำตอบที่เราตอบมีแค่ “ผม / ดิฉัน สามารถประหยัดเงินให้กับบริษัทได้ 1 ล้านบาท” หรือ “ผม / ดิฉัน ปรับระบบพนักงานใหม่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” แต่ไม่มีการลงรายละเอียดอะไรเลย มันทำให้ผู้ฟังไม่เห็นภาพและไม่เข้าใจอย่างชัดเจนว่าบทบาทของเราที่เข้าไปช่วยนั้นอยู่ส่วนไหน

 

บางคนอาจจะมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จากประสบการณ์ของฮอลลี่ เขาบอกว่า การมองข้ามสิ่งที่สำคัญอันนี้แหละที่ทำให้โอกาสที่คุณจะได้งานลดลง เพราะว่าสิ่งที่คุณสื่อสารออกไปอย่างอ้อมๆ จากการกระทำนั้น ในสายตาผู้สัมภาษณ์คือพนักงานคนนี้ไม่น่าเชื่อถือและไม่มีกระบวนการคิดที่ดี  

 

ทีนี้สำหรับคนที่เคยพลาดแล้วและไม่อยากซ้ำรอยอีกจะต้องเตรียมตัวอย่างไรล่ะ

 

วิธีเตรียมตัวก็ไม่ยาก แต่เราจะต้องทำการบ้านสักหน่อยเพื่อให้รู้จักตัวเอง โดยสิ่งที่ต้องรู้คือ 3-5 ตัวอย่างที่อธิบายเกี่ยวกับจุดแข็ง-จุดอ่อน ความท้าทายที่เราสามารถผ่านมันมาได้ และสิ่งที่ภูมิใจในงานที่สุด รวมทั้งหาข้อมูลกับคำถามอื่นๆ ที่มักจะโผล่ขึ้นมาในการสัมภาษณ์งาน

 

อีกหนึ่งเคล็ด (ไม่) ลับของฮอลลีที่หลายคนอาจพลาดไปก็คือ ในแต่ละการสัมภาษณ์ คำตอบของเราจะต้องสอดคล้องกับงานที่สมัครไป โดยเทคนิคที่สามารถใช้ได้คือ ‘STAR’ หรือ Situation, Task, Action และ Result ซึ่งก็คือการเล่าสถานการณ์ที่เจอ งานที่ได้รับมอบหมาย การลงมือทำ และผลลัพธ์ เพื่อให้คนฟังเข้าใจในสิ่งที่คนเล่าพูดได้ง่ายขึ้น

 

สุดท้ายฮอลลีกล่าวว่า วิธีเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่เพิ่มความมั่นใจให้เหล่าคนที่กำลังมองหางาน และเพิ่มแนวโน้มของการคว้าสิ่งที่เราอยากทำมาไว้ในมือตัวเองได้อย่างสมหวัง

 

ภาพ: Ippei Naoi

อ้างอิง:

The post 1 สาเหตุที่ส่งผลไม่ต่างกับการมาสายหรือว่าร้ายงานเก่า จนทำให้เราต้องชวดงานในฝัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอกลุ่มบริษัทเทคยิ้มออก แต่พนักงานบางคนบอกไม่แฟร์ ราคาหุ้นพุ่ง แต่ทำไมบริษัทยังมุ่งลดคน? https://thestandard.co/ceo-smile-employee-unfair-reach-high-stock/ Sun, 28 Jan 2024 05:32:14 +0000 https://thestandard.co/?p=893112 บริษัทเทคโนโลยี

ดัชนี S&P 500 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลอีกครั้งใ […]

The post ซีอีโอกลุ่มบริษัทเทคยิ้มออก แต่พนักงานบางคนบอกไม่แฟร์ ราคาหุ้นพุ่ง แต่ทำไมบริษัทยังมุ่งลดคน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทเทคโนโลยี

ดัชนี S&P 500 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลอีกครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา และดัชนี Nasdaq ก็ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี

 

หุ้น Alphabet กับ Meta ต่างสร้างมูลค่าสูงสุดใหม่ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และ Microsoft ก็ปิดสัปดาห์ไปด้วยมูลค่าตลาด 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแท่นเบอร์ 1 แซงหน้า Apple เป็นที่เรียบร้อย

 

ท่ามกลางความคึกคักของราคาหุ้นบริษัทบิ๊กเทค แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงเดินหน้าปลดคนอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Layoffs.fyi รายงานว่าบริษัทเทคโนโลยี 85 แห่งได้ปลดคนงานออกไปแล้ว 23,670 ชีวิต

 

หากไล่เหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นเดือนแรกของปี 2024 บริษัทอย่าง Google และ Amazon ออกมายืนยันว่าจำเป็นต้องลดจำนวนคนหลายร้อยตำแหน่งในองค์กร แต่สถานการณ์เริ่มหนักขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ SAP บริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลก แถลงเกี่ยวกับปรับโครงสร้างใหม่ในบริษัทที่จะกระทบกับพนักงาน 8,000 คน รวมทั้ง Microsoft, eBay และ Brex ที่รวมกันแล้วปลดคนออกไปหลายพันเช่นกัน

 

ถึงแม้ว่าตัวเลขคนตกงานของสายเทคโนโลยีจะดูสูงในเดือนมกราคมปีนี้ แต่นั่นก็เทียบไม่ได้กับเดือนเดียวกันของปี 2023 ที่งานเกือบ 90,000 ตำแหน่งถูกขจัดออกไป ซึ่งเป็นยอดสูงสุดของปีนั้น คำถามต่อมาก็คือ ทำไมเดือนมกราคมถึงมีตัวเลขที่สูง?

 

หนึ่งในคำอธิบายของคำถามดังกล่าวคือ บริษัทต่างๆ เริ่มจะต้องจัดแจงงบประมาณสำหรับปีข้างหน้า และพวกเขาตระหนักได้ว่าองค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายได้ด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า หรือที่คนนิยมพูดกันว่า “Less for more” ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2023 กลุ่มนักลงทุนมักจะถูกใจกับมาตรการลดค่าใช้จ่ายของบริษัท เพื่อลดความเสี่ยงในเรื่องของเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่แม้เศรษฐกิจดีขึ้น ‘ความประหยัด’ ของบริษัทก็ยังอยู่เหมือนเดิม

 

อีกทั้งในสัปดาห์หน้า (29 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์) จะถึงคิวการรายงานผลประกอบการไตรมาสก่อนหน้าของเหล่าบริษัทอย่าง Alphabet, Amazon, Apple และ Microsoft ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อบริษัทในอนาคต ทำให้ธุรกิจต้องหาทางเตรียมตัว

 

การลดคนเพื่อเพิ่มโฟกัสหรือผลตอบแทน?

 

ข้อสงสัยที่ติดใจแรงงานหลายคนทั่วโลกก็คงหนีไม่พ้นประเด็นความจำเป็นของแรงงานมนุษย์ในอนาคตที่เทคโนโลยีฉลาดเทียบเท่าหรือมากกว่าพวกเรา ซึ่งในตอนนี้เรากำลังเห็นสัญญาณของคำตอบได้จากเหตุการณ์ที่เกิดกับบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ปรับลดคนและนำเงินไปลงทุนพัฒนา AI มากขึ้น

 

“บริษัทเทคโนโลยีพวกนี้กำลังเดินหน้าปลดคนงานในส่วนที่ไม่สามารถทำเงินได้อย่างคุ้มค่าให้กับบริษัทได้ เพราะพวกเขาต้องการจะปรับโครงสร้างธุรกิจให้สอดรับกับการมาของ AI” Art Zeile ซีอีโอ DHI Group กล่าว

 

สิ่งที่น่าสนใจของการปลดคนออกระลอกนี้คือ แม้ว่าเหล่าผู้บริหารของแต่ละองค์กรจะมีวิธีการเลือกใช้คำพูดที่ต่างกันในการให้เหตุผลอธิบายการปรับโครงสร้างบริษัท แต่หนึ่งใจความสำคัญที่เหมือนกันในแทบทุกที่ก็คือพวกเขาต้องการ ‘โฟกัส’ ที่มากขึ้น

 

Phil Spencer ซีอีโอของแผนกเกมมิ่งประจำ Microsoft กล่าวว่า การตัดสินใจลดคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะลดส่วนงานที่ ‘คาบเกี่ยวซ้ำซ้อน’ กัน หรือ Sundar Pichai ที่ระบุในจดหมายกับพนักงานว่า “เรามีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในปีนี้ และจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ยากลำบากเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายให้ได้” และเช่นเดียวกันกับ Bob Carrigan ซีอีโอ Audible ที่พูดว่า “Getting leaner and more efficient” ซึ่งก็หมายความว่าคนจะมีจำนวนลดลงแต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อให้บริษัทเดินหน้าต่อได้

 

นอกจากนี้ CNBC ยังได้สัมภาษณ์ซีอีโอของบริษัทที่ปรึกษาอย่าง Publicis Sapient ผู้ให้ข้อสังเกตที่น่าชวนคิดว่า การที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งตัดสินใจปลดคนออกนั้นเป็นเพราะพวกเขาได้เห็นถึงผลสำเร็จที่เกิดขึ้นกับ Salesforce และ Meta ในปีก่อน หลังจากที่ทั้งสองบริษัทดำเนินมาตรการลดต้นทุน

 

Salesforce ตัดสินใจลดคน 10% เมื่อเดือนมกราคมปี 2023 และราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาเกือบ 2 เท่าหลังจากสิ้นสุดปี ซึ่งเป็นผลตอบแทนหุ้นที่มากที่สุดของบริษัทตั้งแต่ปี 2009 

 

Meta เองก็แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์อันน่าทึ่ง หลังจากปลดคนออกไปกว่า 20,000 ตำแหน่งในปี 2023 เพราะหุ้นของบริษัทถูกขนานนามว่าเป็น ‘ปีที่ดีที่สุด’ นับตั้งแต่เปิดตัวในดัชนี Nasdaq เมื่อปี 2012 

 

การตัดสินใจของทั้งสองบริษัทเทคโนโลยีนี้ในคำพูดของซีอีโอ Publicis Sapient แสดงให้เห็นว่าเมื่อพวกเขาทำสิ่งที่จำเป็นและผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ มันแสดงให้เห็นว่า ‘การตัดสินใจอย่างเด็ดขาด’ ในเรื่องที่จำเป็นคือสิ่งที่อาจนำมาสู่ประโยชน์แก่ตัวบริษัท

 

แม้ว่าการลดคนจะไม่ได้การันตีว่าหุ้นจะพุ่งขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จในเชิงผลตอบแทนราคาหุ้นที่ท่วมท้นของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วผ่าน Salesforce และ Meta ก็ยากเกินที่ใครจะมองข้ามโอกาสนี้ไปได้

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอกลุ่มบริษัทเทคยิ้มออก แต่พนักงานบางคนบอกไม่แฟร์ ราคาหุ้นพุ่ง แต่ทำไมบริษัทยังมุ่งลดคน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีฮีลใจใน 5 นาที สำหรับใครที่หวั่นใจว่าจะถูกปลดออกจากงาน https://thestandard.co/mental-cure-5-minutes-layoff-stress/ Sun, 28 Jan 2024 03:01:25 +0000 https://thestandard.co/?p=893079 ปลดออกจากงาน

ปัญหาการปลดคนในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะกับบริษัทเทคโนโลยีขอ […]

The post วิธีฮีลใจใน 5 นาที สำหรับใครที่หวั่นใจว่าจะถูกปลดออกจากงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลดออกจากงาน

ปัญหาการปลดคนในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการจะลดค่าใช้จ่าย โยกเงินไปลงทุนเพิ่มในปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดๆ ก็ตาม ตอนนี้กลายเป็นประเด็นที่ทำให้คนทำงานหลายคนกังวลและอาจเกิดคำถามได้ว่า “งานของฉันปลอดภัยแค่ไหน?” 

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นเริ่มสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับคนทั่วโลก รวมถึงคนไทยที่แม้จะไม่ได้เจอกับการปลดคนในระดับเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่การเตรียมตัวและใจให้พร้อมรับมือก็เป็นสิ่งจำเป็น

 

CNBC ได้นำผลสำรวจของชาวอเมริกัน 2,000 คนจาก MyPerfectResume Survey มารายงาน และพบว่า 85% ของคนกลุ่มนี้มีความกังวลว่าพวกเขาจะตกงานในปี 2024

 

Christopher Hansen ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา กล่าวถึงความตึงเครียดในตลาดแรงงานสหรัฐฯ ปัจจุบันว่า “ผมสัมผัสได้ถึงความวิตกกังวลจากคนที่ไม่ถูกปลดออกจากงานในแบบที่ไม่ได้ต่างไปกว่าคนตกงานเลย เพราะมันมีความรู้สึกเหมือนติดอยู่ในวังวนว่าพวกเขาอาจเป็นรายต่อไปก็ได้ ซึ่งความรู้สึกนี้เองก็เป็นที่มาของอาการกลัวและวิตกกังวล”

 

ความคลุมเครือและไม่แน่นอนนี่แหละเป็นสิ่งที่ยากจะรับมือ แต่สำหรับ Hansen เขาก็มีวิธีจะแนะนำเพื่อบรรเทาความเครียดจากเรื่องนี้มาฝากทุกคนกัน และที่สำคัญใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีด้วย

 

เคล็ดลับตัดวงจรความกังวล

 

ภาวะที่ไม่สามารถหยุดคิดได้นำพาหลายคนไปสู่วงจรที่ Hansen เรียกว่า ‘Stinking Thinking’ หรือแนวโน้มการคิดที่พยายามจะโหยหาแต่เคสความเป็นไปได้ในรูปแบบที่แย่ที่สุด

 

แน่นอนว่าวิธีคิดแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพใจ และหนทางที่จะช่วยบรรเทาอาการแบบนี้ได้ก็คือการเขียนมันลงบนกระดาษ มีอะไรเขียนลงไปให้หมด แต่ต้องอย่าลืมเน้นที่ไปกับสถานที่ การกระทำ และช่วงเวลาที่ตัวเราเริ่มรู้สึกเครียด เพื่อให้ตัวเองได้เข้าใจสถานการณ์ว่าปัจจัยไหนเป็นจุดเริ่มต้นของความวิตกกังวลและความคิดของเรา ณ เวลานั้น ตัวอย่างเช่น “บริษัทของฉันเพิ่งสรุปการประชุมไปว่ามีพนักงาน 10% ถูกปลดออกจากงานแล้ว ตอนนี้ฉันเลยเริ่มกังวลว่าจะตกงานและไม่มีเงินใช้”

 

สิ่งที่เราทำได้ก็คือการแทนที่ชุดความคิดลบด้วยการคิดบวกเพื่อเพิ่มความมั่นใจ เช่น “การที่เพื่อนร่วมงานของฉันถูกไล่ออกวันนี้มันไม่ได้แปลว่าฉันจะโดนแบบนั้นในวันพรุ่งนี้ด้วยนี่นา” วิธีดังกล่าวเป็นการดึงตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เรารู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่า

 

แต่วิธีนี้อาจฟังดูเหมือนเป็นการคิดมากกว่าลงมือทำ และบางคนอาจมองว่าเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า? ซึ่งก็ไม่ผิดที่จะมองเช่นนั้น ดังนั้นคนในวงการทรัพยากรบุคคลจึงแนะนำว่าหากเราอยากรู้สึกมีความพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต ‘การอัปเดตเรซูเม’ ก็เป็นในหนึ่งหนทาง อีกทั้งควรตั้งแจ้งเตือนงานในเว็บไซต์หางานเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ๆ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเผื่อเอาไว้

 

นอกจากนี้ การพบปะผู้คนหรือใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองรักนอกเวลางาน ก็เป็นส่วนเสริมที่ช่วยให้เราเอาตัวเองออกมาจากหลุมดำแห่งความคิดได้

 

“การที่เราติดอยู่ในชุดความคิดลบแบบนั้นมันไม่ยากเลยที่ผลกระทบจะลามไปสู่ชีวิตส่วนตัว ความสัมพันธ์ และความสุขโดยรวมของชีวิต แต่เราต้องอย่าลืมว่าเราคือ ‘คน’ และไม่ใช่เครื่องจักร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมเตือนตัวเอง”

 

ภาพ: TravelCouples / Getty Images

อ้างอิง: 

The post วิธีฮีลใจใน 5 นาที สำหรับใครที่หวั่นใจว่าจะถูกปลดออกจากงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan ‘ผิดหวัง’ หลังความสนใจในกองทุน Spot Bitcoin ETFs เผยให้เห็นสัญญาณชะลอตัว https://thestandard.co/jpmorgan-spot-bitcoin-etfs-signs-of-slowing/ Sat, 27 Jan 2024 08:03:07 +0000 https://thestandard.co/?p=892918 JPMorgan

หลังจากประมาณ 2 สัปดาห์ครึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับห […]

The post JPMorgan ‘ผิดหวัง’ หลังความสนใจในกองทุน Spot Bitcoin ETFs เผยให้เห็นสัญญาณชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
JPMorgan

หลังจากประมาณ 2 สัปดาห์ครึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) หรือ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ได้อนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETFs แต่แล้วก็ดูเหมือนว่าความสนใจในตอนนี้จะแผ่วลง เนื่องจากเม็ดเงินเข้าลงทุนเมื่อวันพุธที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา มีมูลค่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดซื้อ-ขาย

 

Bloomberg รวบรวมข้อมูลตัวเลขและพบว่า 9 กองทุนที่เปิดใหม่มีเงินไหลเข้าไปลงทุนเป็นมูลค่า 270 ล้านดอลลาร์ในวันพุธ ตามรายงานจาก JPMorgan Chase & Co. แต่เมื่อการไหลออกของเงินจากกอง Spot Bitcoin ETFs ของ Grayscale เข้ามาพิจารณาด้วย ผลปรากฏว่า มีเงินไหลออกสุทธิของทั้ง 10 กองทุนที่ 153 ล้านดอลลาร์ในวันนั้น ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สามติดต่อกันของการซื้อ-ขายที่มียอดสุทธิติดลบเมื่อสิ้นสุดวัน โดยการไหลออกทั้งหมดมาจากกองทุนของ Grayscale เพียงเจ้าเดียว

 

สิ่งเกิดขึ้นทำให้ธนาคาร JPMorgan ออกมาคอมเมนต์ว่า ผลลัพธ์นั้น ‘น่าผิดหวัง’ ส่งผลให้ธนาคารปรับลดเรตติ้งบริษัท Coinbase ลง

 

นับตั้งแต่การเปิดตัวของ 9 กองทุน Bitcoin หน้าใหม่ เงินลงทุนมูลค่า 5,200 ล้านดอลลาร์ก็ไหลเข้าไปหักล้างเงินที่ไหลออกจากกอง Grayscale กว่า 4,400 ล้านดอลลาร์ ทว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาสถานการณ์เริ่มเปลี่ยน เพราะกองทุน Grayscale มีเงินไหลออกต่ำลง ในขณะที่ 9 กองทุนใหม่กลับมีเงินไหลเข้าที่ลดลงอย่างมากในแต่ละวัน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ Bloomberg ออกมาให้ข้อมูลว่า ท่ามกลางความต้องการที่ชะลอตัวลงใน 3-4 วันที่ผ่านมา แต่ Spot Bitcoin ETFs ก็ยังเป็นกองทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์หากมองจากปริมาณการซื้อ-ขายและเม็ดเงินลงทุน

 

ภาพ: Leonid Sukala / Getty Images

อ้างอิง: 

The post JPMorgan ‘ผิดหวัง’ หลังความสนใจในกองทุน Spot Bitcoin ETFs เผยให้เห็นสัญญาณชะลอตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวันเสี่ยงสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 หลังต้นทุนไฟฟ้าที่สูงอาจชะลอการมาของพลังงานสะอาด https://thestandard.co/taiwan-lost-no1-chip-producer-due-to-high-electricity-cost/ Sat, 27 Jan 2024 05:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=892874 ไต้หวัน

Bloomberg รายงานว่า ไต้หวันพาวเวอร์ (Taipower) บริษัทรั […]

The post ไต้หวันเสี่ยงสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 หลังต้นทุนไฟฟ้าที่สูงอาจชะลอการมาของพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไต้หวัน

Bloomberg รายงานว่า ไต้หวันพาวเวอร์ (Taipower) บริษัทรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตไฟฟ้ารายหลักของไต้หวัน กำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงินที่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของบริษัทในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะบั่นทอนชื่อเสียงของประเทศในฐานะผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลกอีกด้วย

 

ไต้หวันพาวเวอร์คาดการณ์ว่า บริษัทจะขาดทุนอย่างมากสำหรับผลประกอบการปี 2023 (198,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน) และปีนี้ดูแล้วสถานการณ์ก็ดูไม่ได้จะดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเหตุผลที่บริษัทอยู่ในสภาวะลำบากนั้นมาจากความกดดันทางการเมืองที่พยายามกดให้ค่าไฟฟ้าในประเทศมีราคาถูกทั้งที่ต้นทุนสูง และการลงทุนในพลังงานลมที่ประเทศต่างๆ ก็เจอกับความล่าช้าและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ถึงแม้ว่าไต้หวันพาวเวอร์จะขึ้นราคาค่าไฟประมาณ 11% ในปีที่ผ่านมา แต่ผลกระทบส่วนใหญ่ก็ตกอยู่กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม และการปรับขึ้นราคาก็เทียบไม่ได้กับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

“ไต้หวันพาวเวอร์เป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจ นั่นหมายความว่าพวกเขาจะถูกกดดันจากปัจจัยการเมืองที่จำเป็นต้องกดให้ค่าไฟต่ำอยู่ตลอด โดยไม่เกี่ยวว่าพรรคการเมืองไหนจะอยู่ในอำนาจบริหาร” โรเบิร์ต หลิว ผู้อำนวยการและนักวิเคราะห์ด้านพลังงานในเครือบริษัทที่ปรึกษา Wood Mackenzie กล่าว

 

ทั้งนี้ ไต้หวันก็ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการหาสมดุลระหว่างเป้าหมายการไปสู่พลังงานสะอาดกับปัญหาต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น หากแต่ Korea Electric Power Co. ของประเทศเกาหลีใต้ ก็ตกอยู่ในภาวะที่ไม่ต่างกัน

 

สำหรับความท้าทายด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด หากไต้หวันพาวเวอร์ไม่สามารถเดินหน้าพัฒนาต่อได้ อุตสาหกรรมผลิตชิปจะถูกผลกระทบในแง่ความดึงดูดด้านการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ของโลกสัญชาติไต้หวัน ได้ปฏิญาณกับลูกค้าอย่าง Apple และ NVIDIA ว่า บริษัทจะใช้พลังงานสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในปี 2040

 

ภาพ: studio-fi / Getty Images

อ้างอิง:

The post ไต้หวันเสี่ยงสูญเสียตำแหน่งผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 หลังต้นทุนไฟฟ้าที่สูงอาจชะลอการมาของพลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>