รพีพรรณ เกตุสมพงษ์, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/rapeejune/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 06 Feb 2025 17:00:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า’ ส่องยุทธศาสตร์ต่อสู้มลพิษฝุ่น PM2.5 ของจีนที่อาจเป็นต้นแบบของโลก https://thestandard.co/pollution-prevention-strategy-pm-25-dust-china/ https://thestandard.co/pollution-prevention-strategy-pm-25-dust-china/#respond Wed, 22 Jan 2025 04:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=192417 pollution-prevention

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพั […]

The post ‘ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า’ ส่องยุทธศาสตร์ต่อสู้มลพิษฝุ่น PM2.5 ของจีนที่อาจเป็นต้นแบบของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
pollution-prevention

หมายเหตุ: บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2019

 

ความศิวิไลซ์ของมนุษย์มักต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางธรรมชาติอันประเมินค่าไม่ได้ จากอดีตกาลจนถึงปัจจุบัน เราพบว่ามนุษย์ยังคงทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เรียนรู้บทเรียนจากผลเสียของการทำลายธรรมชาติ

 

ท่ามกลางปัญหาหมอกพิษที่กำลังรุมเร้าหลายภูมิภาคทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ หลายประเทศเพิ่งตระหนักกับปัญหามลพิษอย่างจริงจัง ขณะที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มตระหนักและกดดันภาครัฐให้งัดมาตรการต่างๆ เพื่อทวงคืนอากาศบริสุทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรก ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น  

 

อาจถือได้ว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีที่ทั่วโลกพร้อมใจกันยกประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแก้ปัญหาโลกร้อนและมลพิษเป็นวาระสำคัญของประเทศ ซึ่งทำให้โลกนี้ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียวที่จะมีอากาศสะอาดให้คนรุ่นหลังได้สูดเข้าไปอย่างเต็มปอด

 

ไม่ไกลจากประเทศไทย จีนซึ่งเป็นชาติที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโลกสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก และครองแชมป์แหล่งต้นตอของมลพิษทางอากาศมานานหลายปี เวลานี้กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกในด้านการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้จีนยังรับบทหัวเรือใหญ่ในการผลักดันมาตรการแก้ปัญหาโลกร้อนบนเวทีโลก ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตสำหรับประเทศที่ทำลายธรรมชาติจนบอบช้ำ ถึงแม้ว่ากว่าที่จีนจะเริ่มตระหนักและแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง พวกเขาต้องแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของประชากรและต้นทุนสิ่งแวดล้อมที่มากมายมหาศาล

 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่าจีนมีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากปัญหามลพิษในอากาศมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ขณะที่นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้วัดดัชนีความสุขโดยใช้อัลกอริทึมวิเคราะห์อารมณ์ของผู้ใช้เว่ยป๋อ (Weibo) แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของจีนที่คล้ายทวิตเตอร์) ใน 144 เมือง นับตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งพบว่าเมื่อระดับฝุ่น PM2.5 (ฝุ่นขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน) สูงขึ้น ข้อความที่สะท้อนความสุขของประชาชนจะลดลง ซึ่งถือเป็นสหสัมพันธ์เชิงลบระหว่างระดับมลพิษกับความสุข

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีการสอดส่องโซเชียลมีเดียเพื่อศึกษาความต้องการของประชาชนมาตลอด บ่อยครั้งนโยบายระดับชาติที่กำหนดออกมาบังคับใช้ก็มาจากเสียงโอดครวญในโลกออนไลน์ มาตรการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน และเมื่อรัฐตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจังก็เป็นตัวเร่งให้ต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อวิจัยและพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก จนกระทั่งจีนก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำโลกภายในช่วงเวลาไม่กี่ปี ขณะที่ค่ามลพิษก็ลดลงจนน่าพอใจ ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับไทย

 

เราไปดูกันว่ายุทธศาสตร์การทำสงครามกับมลพิษทางอากาศของจีนเป็นอย่างไร ได้ผลมากน้อยแค่ไหน เราสามารถยึดเป็นแบบอย่างได้เพียงใด

 

 

กรณีศึกษา: สงครามต่อสู้มลพิษของจีน

หลังจีนเปิดประเทศและเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกๆ ด้าน ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายสวนทางกับความเจริญ เนื่องจากจีนพึ่งพาพลังงานจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษมหาศาล เช่นเดียวกับการขยายตัวของตัวเมืองก็เป็นอีกตัวเร่งให้ปัญหามลพิษเลวร้ายลง กระทั่งจีนกระโดดขึ้นมาเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก แซงหน้าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (EU) รวมกัน

 

เมื่อปัญหามลพิษหนักขึ้นจนทำให้ประชาชนไม่มีความสุข รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเร่งด่วน และได้กำหนดยุทธศาสตร์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นระบบตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทในการต่อสู้กับมลพิษที่ชัดเจนที่สุดของจีน

 

ในแผนปฏิบัติการลดมลพิษทางอากาศที่คลอดเมื่อเดือนกันยายน ปี 2013 ช่วยให้จีนปรับปรุงคุณภาพอากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังกำหนดเป้าหมายลดค่าฝุ่น PM2.5 ในกรุงปักกิ่งและเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงลง 33% และ 15% ตามลำดับ ภายในช่วงระหว่างปี 2013-2017

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว กรุงปักกิ่งต้องลดค่าฝุ่น PM2.5 จากระดับ 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรให้เหลือ 60 ไมโครกรัม ซึ่งมาตรการฉุกเฉินที่ทางการงัดมาใช้ในตอนนั้นมีตั้งแต่การสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วกรุงปักกิ่ง และห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงและพื้นที่รอบข้างเผาถ่านหินเพื่อให้ความอบอุ่น ซึ่งแม้จะมีกระแสต่อต้านจากหลายๆ ฝ่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือปักกิ่งสามารถลดค่าฝุ่น PM2.5 ลงเหลือเฉลี่ย 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือลดลงถึง 35% ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เสียอีก

 

สำหรับมหานครเทียนจินที่อยู่ติดกับปักกิ่ง รวมถึงมณฑลข้างเคียงอย่างเหอเป่ยต่างก็ดำเนินมาตรการต่อสู้กับมลพิษเช่นกัน โดยพื้นที่แถบนี้จัดอยู่ในกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ (Clusters) เช่นเดียวกับกลุ่มเมืองในเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและแยงซีที่ใช้มาตรการต่างๆ จนสามารถลดระดับมลพิษได้ตามเป้าเช่นกัน

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้หลายเมืองของประเทศจีนจะทำได้ตามเป้า แต่ก็ยังไม่มีเมืองไหนที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับฝุ่นละอองขนาด PM2.5 ขณะที่สิ้นปี 2017 มีเพียง 107 เมืองจากทั้งหมด 338 เมืองใหญ่ที่ทำได้ตามมาตรฐานระดับพอรับได้ขององค์การอนามัยโลกที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

หลังแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปีฉบับแรกของรัฐบาลจีนสิ้นสุดลง จีนมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องทำต่อคือปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ได้มาตรฐานโลก เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้นและยั่งยืน

 

ดังนั้นแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ต่อสู้กับมลพิษทางอากาศเฟสที่ 2 จึงกำหนดขอบเขตควบคุมให้กว้างขวางขึ้นทั่วประเทศ และเพิ่มความท้าทายด้วยกรอบเวลาที่สั้นลงเหลือเพียง 3 ปี (2018-2020) โดยรัฐบาลเรียกมันว่า ‘แผนปฏิบัติการทำสงครามเพื่อท้องฟ้าที่สดใส’

 

แผนปฏิบัติการใหม่นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปีฉบับที่ 13 ของจีน ซึ่งมีข้อบังคับสำหรับเมืองขนาดใหญ่หรือเขตพื้นที่ที่อากาศไม่ได้มาตรฐานคุณภาพให้ลดค่าฝุ่น PM2.5 ลงอย่างน้อย 18% เมื่อเทียบกับระดับมลพิษในปี 2015

 

ข้อมูลจาก หวงเหว่ย หัวหน้าแผนกภูมิอากาศและพลังงานแห่งองค์กรสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ อีสต์เอเชีย ระบุว่าแผนปฏิบัติการใหม่มีการควบคุมการปล่อยมลพิษในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น ส่งผลให้หลายเมืองที่ไม่เคยถูกควบคุมเรื่องมลพิษมาก่อนถูกกดดันให้ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ จากเดิมที่เคยเป็นเป้าหมายเฉพาะสำหรับกลุ่มเมืองปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย รวมถึงเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงและแยงซีเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการระบุว่าในบรรดาเมืองขนาดใหญ่จำนวน 338 เมืองที่อยู่ในข่ายถูกควบคุม มีถึง 231 เมืองที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพอากาศตามเกณฑ์ค่า PM2.5 ซึ่งอนุญาตให้มีปริมาณฝุ่นขนาดเล็กไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่ากับมาตรฐานที่พอรับได้ขององค์การอนามัยโลก

 

มีการตั้งข้อสังเกตว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การควบคุมมลพิษตามแผนปฏิบัติการฉบับ 3 ปีไม่ได้ผลมากนักเป็นเพราะส่วนกลางไม่ได้กำหนดเป้าหมายให้ลดฝุ่นละอองโดยเทียบจากระดับมลพิษในปี 2017 ทว่ากลับใช้ตัวเลขของปี 2015 เป็นเส้นฐานแทน ซึ่งดูไม่สมเหตุสมผลนัก

 

มีเสียงวิจารณ์ว่าเป้าหมายลดค่าฝุ่น PM2.5 ลง 18% ภายในปี 2020 เป็นเรื่องที่ง่ายดายเกินไปสำหรับบางเมือง ส่งผลให้มาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนในหลายเมืองไม่เข้มข้นมากนัก

 

ก่อนหน้านี้มีกว่า 70 เมืองที่ลดมลพิษในอากาศได้เกินเป้าของแผนปฏิบัติการฉบับแรก ซึ่งเป็นฉบับที่มีการกำหนดเป้าหมายใหม่ แต่สำหรับเฟสที่ 2 กลับไม่จูงใจให้เมืองเหล่านี้ดำเนินมาตรการมากขึ้น เพราะเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนระยะ 3 ปีไม่ท้าทายเพียงพอ

 

และแม้ว่าทุกเมืองจะทำได้ตามเป้าโดยลดฝุ่น PM2.5 ลง 18% แต่ก็จะมีกว่า 200 เมืองที่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพอากาศที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2020

 

อย่างไรก็ตาม หวังจินหนาน ผู้อำนวยการสถาบันวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมในสังกัดกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน ชี้แจงว่าการกำหนดเป้าหมายโดยแยกจากแผนแม่บทว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปี (2016-2020) ของรัฐบาลอาจสร้างความสับสนให้กับรัฐบาลท้องถิ่นผู้รับแผนไปปฏิบัติ เพราะตัวเลขต้องสอดคล้องกับเป้าหมายที่ประกาศไปในปี 2016 ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถกำหนดเป้าหมายด้านปริมาณใหม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือเพียงตอกย้ำถึงความจำเป็นในการบรรลุเป้าหมายใหญ่ของแผนแม่บทว่าด้วยการปกป้องสิ่งแวดล้อมฉบับที่ 13 ของจีน

 

โฟกัสโอโซนระดับพื้นดินมากขึ้น

นอกเหนือจากฝุ่นละอองขนาดเล็กแล้ว โอโซนที่เป็นพิษซึ่งส่งผลเสียต่อระบบหายใจเมื่อสูดเข้าไปในร่างกายก็เป็นสิ่งที่ทางการจีนวิตกกังวลและถูกบรรจุลงในแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ของรัฐบาลด้วย โอโซนที่ว่านี้อยู่ในระดับพื้นดิน ซึ่งเกิดจากสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds) หรือสาร VOCs ที่ทำปฏิกิริยากับไนโตรเจนออกไซด์ โดยทางการได้กำหนดเป้าหมายลดการปล่อยสาร VOCs และไนโตรเจนออกไซด์ลง 10% และ 15% ตามลำดับ โดยใช้ตัวเลขปี 2015 เป็นฐาน

 

ปัจจุบันมีสัญญาณบ่งชี้ว่าปัญหามลพิษโอโซนในจีนเลวร้ายลงเรื่อยๆ เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนจะทำให้โอโซนในระดับพื้นดินเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพ ขณะกรีนพีซเคยคำนวณไว้ว่าระดับโอโซนเฉลี่ยทั่วประเทศจีนในเดือนมิถุนายน ปี 2018 สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 11%

 

 

โมเดลระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้า

หนึ่งในกรณีศึกษาน่าสนใจเกี่ยวกับมาตรการต่อสู้กับปัญหามลพิษ นอกเหนือไปจากการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ย้ายที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมออกนอกเขตเมือง และควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมแล้ว รัฐบาลจีนยังโดดเด่นในเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์ดีเซลและเบนซินที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญก็คือถึงแม้รัฐบาลจีนพบว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการปรับปรุงคุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่ง แต่ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจากการย้ายที่ตั้งอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษให้ไกลออกไปจากเมืองหลวง ซึ่งหากจีนต้องการบรรลุเป้าหมายคุณภาพอากาศทั่วประเทศภายในปี 2035 รัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบ

 

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จึงต้องมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย

 

เพราะรถยนต์เป็นอีกหนึ่งต้นตอของมลพิษทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในเขตเมืองใหญ่ของจีน

 

ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของนิตยสาร Forbes เมื่อปี 2018 มีการคาดการณ์ว่าจีนจะกลายเป็นประเทศแรกของโลกที่มีระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด

 

เรื่องนี้อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเลยสำหรับจีน เพราะภาครัฐได้กำหนดยุทธศาสตร์ถนนสีเขียวและสนับสนุนให้ประชาชนใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจังมานานแล้ว โดยเมื่อเร็วๆ นี้เราได้เห็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญคือบริษัท Tesla ของ อีลอน มัสก์ ได้ทำพิธีลงเสาเข็มเพื่อเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Tesla แห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จจะเป็นฐานผลิตรถ Model 3 ที่สำคัญของ Tesla

 

หากคุณยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนพอ ลองดูข้อมูลจาก Forbes ประกอบก่อน

 

Forbes ระบุว่าในปี 2017 จีนผลิตรถเก๋ง รถบัส และรถบรรทุกที่เป็นระบบไฟฟ้าจำนวน 680,000 คัน ซึ่งมากกว่าทั่วโลกผลิตรวมกันเสียอีก นอกจากนี้จีนยังมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วกว่าประเทศที่เหลือทั่วโลกด้วย

 

ขณะที่เมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้นก็ประสบความสำเร็จในการยกเครื่องรถบัสโดยสารให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEVs) ทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ดำเนินรอยตาม ขณะที่ยานยนต์ลูกผสมอย่างรถไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) ก็กำลังหายไปจากท้องถนนในจีนอย่างรวดเร็ว

 

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นอีกตัวสะท้อนความนิยมที่มีต่อยานยนต์ทางเลือก โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีนเผยว่า จีนมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทะลุ 800,000 คันในปี 2017 พุ่งขึ้นจากตัวเลขไม่ถึง 100,000 คันในปี 2014

 

แต่ปัญหาการใช้รถ BEVs ก็ยังมีอยู่ รัฐบาลจีนได้ส่งเสริมการพัฒนาแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จแบตครั้งเดียว โดยเป้าหมายคือการทำให้รถ BEVs วิ่งได้ไกลเกิน 160 กิโลเมตร (100 ไมล์) ต่อการชาร์จแบต 1 ครั้ง

 

และเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จีนตั้งเป้าเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะให้ได้ 500,000 จุดภายในปี 2020 จากที่มีอยู่ 214,000 จุดในปี 2017

 

เฉพาะบริษัทการไฟฟ้าแห่งชาติของจีน (State Grid) ก็มีแผนจะเพิ่มจุดชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้า 120,000 จุด จากจำนวน 10,000 จุดในปัจจุบัน โดยจะมีการติดตั้งเพิ่มตามเมืองใหญ่ต่างๆ เช่น เซินเจิ้น ซึ่งทดลองติดตั้งอยู่ริมถนนในบริเวณที่จอดรถ ทั้งหมดนี้ถือเป็นโมเดลสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า BEVs เพราะยิ่งมีจุดชาร์จแบตกระจายไปทั่วมากเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกรถ BEVs หรือไม่ เพราะแทนที่พวกเขาจะขับรถไปเติมน้ำมันตามปั๊มแบบเดิม พวกเขาก็สามารถเสียบปลั๊กชาร์จแบตขณะจอดรถตามที่ต่างๆ ได้

 

ดังนั้นหากคุณเดินทางไปจีนในอีก 10 ปีข้างหน้า คุณอาจเห็นท้องฟ้าที่สดใสปลอดโปร่งขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เพราะปัญหาแหล่งมลพิษจากรถเชื้อเพลิงฟอสซิลอาจค่อยๆ หมดไปจากถนนในจีน

 

 

ความหวังใหม่

ความหวังใหม่สำหรับกรุงปักกิ่งที่เผชิญปัญหาหมอกพิษมานานหลายปี วันนี้ประชาชนได้เห็นท้องฟ้าที่สดใสขึ้น พร้อมกับความหวังใหม่ที่จะสามารถสูดอากาศได้เต็มปอดอย่างสบายใจในสักวันหนึ่ง

 

เมื่อเดือนมกราคม ปี 2018 ปักกิ่งวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในอากาศเฉลี่ยทั้งเดือนได้ 34 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งได้มาตรฐานคุณภาพอากาศระดับชาติที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นครั้งแรก

 

สิ่งที่กรุงปักกิ่งโฟกัสเป็นพิเศษคือการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเข้มงวด มีทั้งการสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เหลืออยู่ รวมถึงระงับโครงการก่อสร้างทั้งหมดในช่วงฤดูหนาว และยังออกกฎห้ามการเผาถ่านหินในเขตพื้นที่ต่างๆ รอบกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งทีมเจ้าหน้าที่ขจัดควันพิษ หรือ Smog Squad เพื่อตระเวนห้ามชาวเมืองทำกิจกรรมปิ้งย่างบาร์บีคิวกลางแจ้งและเผาขยะด้วย

 

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของกรุงปักกิ่งเปิดเผยว่า ตลอดเดือนมกราคม ปี 2018 คุณภาพอากาศอยู่ที่ระดับ ‘ดี’ และ ‘ดีเยี่ยม’ รวม 25 วันจากทั้งหมด 31 วัน และสามารถลดความหนาแน่นของอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศถึง 70.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

 

นอกจากค่า PM2.5 แล้ว ค่าฝุ่นละออง PM10, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดออกไซด์ของกรุงปักกิ่งยังลดลง 51.1%, 55.6% และ 35.4% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีที่แล้ว

 

นอกจากเดือนมกราคมที่เป็นหมุดหมายแห่งความสำเร็จแล้ว ปักกิ่งยังทำได้ตามเป้าคุณภาพอากาศในเดือนสิงหาคมและกันยายนในปีที่แล้วอีกด้วย

 

 

สำหรับภาพรวมในปี 2018 ของปักกิ่ง หลังสามารถลดปริมาณฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอนอันเป็นต้นตอของหมอกพิษได้ถึง 12% ในปี 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานที่รัฐบาลค่อนข้างพอใจ แม้ตัวเลขเฉลี่ยตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 51 โมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานคุณภาพอากาศของจีนที่ระดับ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรก็ตาม

 

การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อไปสู่เป้าหมาย ทางการจีนเผยว่าเมื่อปีที่แล้วมีผู้ประกอบการที่ปล่อยมลพิษจำนวน 656 รายถูกสั่งให้ย้ายฐานที่ตั้ง ขณะที่บริษัทและบุคคลถูกปรับเงินรวมกว่า 230 ล้านหยวนฐานฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 22.5%

 

กรณีศึกษาของจีนถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศที่กำลังคิดใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกอบกู้วิกฤต ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการลงมือปฏิบัติตั้งแต่วันนี้ เพราะกว่าที่จีนจะเห็นผลลัพธ์ที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ นั้น พวกเขาเริ่มตระหนักและแก้ปัญหามลพิษด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบตั้งแต่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน

 

เพราะการจะแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและดำเนินมาตรการอย่างเคร่งครัดเท่านั้น จึงจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จได้

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post ‘ปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินสู่การพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า’ ส่องยุทธศาสตร์ต่อสู้มลพิษฝุ่น PM2.5 ของจีนที่อาจเป็นต้นแบบของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/pollution-prevention-strategy-pm-25-dust-china/feed/ 0
ครบรอบ 50 ปี 14 ตุลา ‘ประชาธิปไตย’ ในประเทศไทยอยู่ตรงไหนแล้ว https://thestandard.co/50-years-14-october-democracy/ Sat, 14 Oct 2023 01:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=547834 50 ปี 14 ตุลา

วันนี้เมื่อ 50 ปีก่อน คือวันที่เหล่านิสิต นักศึกษา และป […]

The post ครบรอบ 50 ปี 14 ตุลา ‘ประชาธิปไตย’ ในประเทศไทยอยู่ตรงไหนแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
50 ปี 14 ตุลา

วันนี้เมื่อ 50 ปีก่อน คือวันที่เหล่านิสิต นักศึกษา และประชาชน รวมตัวกันกว่า 500,000 คนที่ถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญเต็มใบภายใต้การปกครองของนายกรัฐมนตรี จอมพล ถนอม กิตติขจร และกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยในนาม ‘14 ตุลา 2516’ โดยรากฐานของการประท้วงมาจากการที่ประชาชนหมดความอดทนกับรัฐบาลทหารของ จอมพล ถนอม และมองว่าประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการมาร่วม 15 ปี นับตั้งแต่สมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยเกิดเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 77 รายและบาดเจ็บ 857 ราย

 

เหตุการณ์นั้นลงเอยที่รัฐบาลทหารของ จอมพล ถนอม ลาออก มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากภาคประชาชนหลายภาคส่วน และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เพื่อเตรียมเลือกตั้งในปี 2518 และในเวลาต่อมา เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ได้ถูกจดจำในฐานะวันเวลาที่ประชาชนเป็นฝ่ายชนะและประชาธิปไตยกำลังผลิบาน เกิดกระแสตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพมากมาย นำไปสู่การเลือกตั้งด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช …ก่อนจะถูกรัฐประหารโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ จากเหตุโศกนาฏกรรมที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยในนาม 6 ตุลา 2519

 

หากวัดจากช่วงเวลาแห่งประชาธิปไตยที่เบ่งบานในปี 2516 ผ่านการปักหมุดหมายทางการเมืองต่างๆ มาแล้วมากมาย ทว่ามาจนถึงตอนนี้ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบ้างแล้ว

 

ในวันที่ 5 ตุลาคม 2516 หรือเวลาเพียง 10 วันก่อนหน้าการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 ตุลา นิสิตนักศึกษารวมตัวกันเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และมีตัวแทนราว 10 คนออกมาแถลงการณ์ข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้ 

 

  1. เรียกร้องให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว
  2. จัดหลักสูตรสอนอบรมรัฐธรรมนูญสําหรับประชาชน
  3. กระตุ้นประชาชนให้สํานึกและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพ

 

รวมทั้งมีการเดินแจกใบปลิวที่มีข้อความเรียกร้องประชาธิปไตยต่างๆ เช่น ‘จงคืนอํานาจแก่ปวงชนชาวไทย’ และ ‘จงปลดปล่อยประชาชน ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญ’ เป็นต้น 

 

ยังผลให้ผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมแจกใบปลิวในครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา หรือนักหนังสือพิมพ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนับสิบคนด้วยข้อหา มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง ขณะที่ในวันที่ 9 ตุลาคม 2516 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผืนผ้าขนาดใหญ่เขียนว่า ‘เอาประชาชนคืนมา’ และ ‘เราเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นกบฏหรือ’ พร้อมกับเรียกร้องให้ปล่อยผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุม

 

หากเรามองมายังปัจจุบันที่การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนในปี 2563 เรื่อยมาจนถึงปี 2564 นี้ เราพบว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเมื่อ 50 ปีก่อนอยู่ในหลายมิติ โดยเฉพาะมิติของการเรียกร้องให้มีประชาธิปไตยและกดดันให้ผู้นำที่มีฐานอำนาจมาจากเผด็จการลาออก ซึ่งผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องดังนี้ คือ 

 

  1. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพต้องลาออก
  2. เปิดประชุมวิสามัญ เพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 
  3. ปฏิรูปสถาบันให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย

 

และในเวลานี้ ยังมีผู้ชุมนุมถูกจับกุมด้วยข้อหาต่างๆ นานาโดยไม่ได้อนุญาตให้รับประกัน เช่น อานนท์ นำภา, พริษฐ์ ชิวารักษ์ เป็นต้น

 

วันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันชี้ขาดนั้น มีประชาชนมารวมตัวกันราว 500,000 คน และเกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจที่บริเวณหน้าสวนจิตรลดาตั้งแต่เช้าตรู่ นักหนังสือพิมพ์ เชิดสกุล เมฆศรีวรรณ บันทึกไว้ว่า ตำรวจมีไม้พลอง โล่และปืนยิงแก๊สน้ำตา รวมถึงหมวกกันน็อกป้องกันตัว ขณะที่ประชาชนก็ตอบโต้ด้วยการขว้างปาของใกล้มือใส่ตำรวจ โดยเชิดสกุลยังบันทึกไว้ด้วยว่า ในการปะทะกันครั้งนั้น ตำรวจใช้กระบอกหวดเข้าใส่ฝูงชน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้หญิง ยังผลให้มีนักเรียนถูกเบียดจนตกคลอง ส่วนอีกคนถูกแก๊สน้ำตาจนล้ม อันส่งผลให้ประชาชนโกรธแค้นมากขึ้น

 

การปะทะกันดังกล่าวกินเวลานานหลายชั่วโมง กว่าที่ จอมพล ถนอม กิตติขจร จะประกาศลาออกจากตําแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลา 18.10 น. วันนั้น

 

เทียบกันกับปัจจุบัน อ้างอิงจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ในระยะเวลา 85 วันนับจากวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2563 มีการชุมนุมอย่างน้อย 246 ชุมนุม และยังไม่นับการชุมนุมใหญ่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการใช้แก๊สน้ำในวันที่ 16 ตุลาคม 2563 กับผู้ประท้วงที่ไม่มีอาวุธประมาณ 2,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่จำนวนมาก โดยในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจยังใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องในการชุมนุมอีกหลายครั้ง ตลอดจนมีใช้กระสุนยาง จนปัจจุบันมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหลายสิบคน โดยมีบันทึกว่าผู้ชุมนุมที่แยกดินแดงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ถูกกระสุนยางได้รับบาดเจ็บตามร่างกายเป็นจำนวนมาก เช่น ที่คิ้ว ใบหน้าหรือแผ่นหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ ลูกนัท-ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ก็ถูกกระสุนยางยิงใส่จนดวงตาข้างขวาบอด

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการเรียกร้องประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงเวลานี้ พล.อ. ​ประยุทธ์ ก็ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด ทั้งยังยืนยันว่าจะไม่มีการยุบสภาอย่างแน่นอน

 

ภายหลังขวบปีที่ประชาธิปไตยเบ่งบานจากการเรียกร้องในวันที่ 14 ตุลา 2516 จนเกิดการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี 2518 อีกเพียง 1 ปีหลังจากนั้นก็ถูกรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวงในช่วงเช้า ตกเย็นเวลา 18.00 น. จึงมีการรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหารอ้างว่าไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้กลับไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้ จึงต้องยึดอำนาจการปกครองไว้ รวมทั้งออกประกาศควบคุมสื่อมิให้เผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเวลา 3 วัน

 

การรัฐประหารครั้งนั้นเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 9 ของประเทศไทย ก่อนจะเกิดซ้ำอีกครั้งในอีกปีถัดมา ซึ่งนำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ เช่นเดิม เพื่อยึดอำนาจ ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีจากการแต่งตั้งเมื่อปี 2519 โดยคณะรัฐประหารอ้างว่าธานินทร์ปฏิรูปประเทศได้ล่าช้า มิหนำซ้ำยังจัดการให้ประเทศกลับมาสงบดังเดิมไม่ได้ จึงต้องทำการรัฐประหารซ้ำ หรือก็เป็นการรัฐประหารตัวเองภายในเวลาเพียง 1 ปี จึงนับเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 10 ในประเทศไทย

 

ทั้งนี้นั่นไม่ใช่การรัฐประหารครั้งสุดท้าย เพราะอีกหลายปีถัดมา รวมทั้งปีล่าสุดคือปี 2557 ที่คณะรัฐประหารของ พล.อ. ประยุทธ์ ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ซึ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี หลังจากที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง และ พล.อ.​ ประยุทธ์ ได้ดำรงตำแหน่งในฐานะนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 7 ปีเต็มจนถึงปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ดี หากเรามองย้อนกลับไปในกงล้อประวัติศาสตร์ น่าเสียดายอย่างยิ่งที่วันเวลาแห่งการผลิดอกออกผลของประชาธิปไตยในขวบปีที่ 2516 นั้นกลับไม่ได้เบ่งบานได้เนิ่นนานนัก อันเนื่องมาจากการเข้ามายึดอำนาจโดยคณะทหารและชนชั้นนำอยู่บ่อยครั้ง สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้หน้าการเมืองไทยอย่างที่ไม่อาจลบออก นำมาซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนในอีกหลายวาระ

 

หากแต่การอุบัติขึ้นของ 14 ตุลา และการเรียกร้องประชาธิปไตยในครั้งต่อๆ มาก็ยังทำให้เรามีความหวังในการจะยังสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพที่เราพึงมีตั้งแต่แรก และแม้หนทางจะยังยากลำบาก แต่ถึงเวลานี้ประชาชนก็ได้ออกเดินแล้ว และเดินมาไกลมากแล้วด้วยเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงเส้นชัยเท่านั้นเอง

 

อ้างอิง: 

  • ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, เกิดอะไรใน 14 ตุลา ก่อนมาสู่ชัยชนะสำคัญของประชาชนลุกฮือต้าน คณาธิปไตย, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2541 (https://www.silpa-mag.com/history/article_40175)
  • รุ่งนภา พิมมะศรี, ทบทวนประวัติศาสตร์ อ่านข้อเรียกร้อง ม็อบนักศึกษา จากอดีตถึงปัจจุบัน, ประชาชาติธุรกิจ, 28 กันยายน 2563 (https://www.prachachat.net/d-life/news-528775)
  • ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, คณะราษฎร 2563: ชวนทบทวน ที่สุด ของการชุมนุมและหมุดหมายใหม่ของการเปลี่ยนแปลง, 5 มกราคม 2564 (https://tlhr2014.com/archives/24803)

The post ครบรอบ 50 ปี 14 ตุลา ‘ประชาธิปไตย’ ในประเทศไทยอยู่ตรงไหนแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Orn’s Birthday Party แฟนมีตวันเกิดที่รวมคนที่อรรักและรักอร https://thestandard.co/orns-birthday-party/ Sun, 05 Feb 2023 06:35:49 +0000 https://thestandard.co/?p=746166 Orn's Birthday Party

อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อรอุ๋ง ที่ปัจจุบันเป็นทั้ […]

The post Orn’s Birthday Party แฟนมีตวันเกิดที่รวมคนที่อรรักและรักอร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Orn's Birthday Party

อร-พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อรอุ๋ง ที่ปัจจุบันเป็นทั้ง CEO ของ UNEQ Entertainment และศิลปิน กับงานฉลองวันเกิดในรูปแบบแฟตมีตปีแรกในชื่องาน Orn’s Birthday Party ซึ่งจัดขึ้นตรงกับวันเกิด เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ Search Studio รามคำแหง 81

 

บรรยากาศหน้างานเป็นไปด้วยความเรียบง่ายและอิ่มท้อง เพราะความน่ารักของ CEO อรอุ๋ง ที่ขนฟู้ดซัพพอร์ตมารอเลี้ยงแฟนคลับ แถมยังมีสินค้าพิเศษเป็น Room Spray ที่คัดสรรกลิ่นมาให้เหมาะกับงาน รวมถึงตู้ถ่ายรูป Sculpture Bangkok ไว้ให้ระหว่างรอเริ่มงานในช่วงค่ำอีกด้วย

 

 

ภายในงานแฟนมีตกับตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น และคับคั่งไปด้วยชาว MOVE ORN (ชื่อแฟนคลับ) ที่อรรักและรักอร และละลานตาไปด้วยทะเลแท่งไฟสีน้ำเงิน กิจกรรมบนเวทีที่มีทั้งการร้องเพลงกับแบนด์สลับกับเล่นเกมหาผู้โชคดีอีกมากมาย แต่ละเกมเป็นเกมที่ต้องรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับเจ้าของงานสุดๆ ทั้งเกมทายใจ, เกม Lucky Fans และเกมใบ้คำ แถมยังมี ตาหวาน-อิสราภา ธวัชภักดี รับหน้าที่ MC และ ก่อน-วฑูศิริ ภูวปัญญาสิริ มาช่วยเสริมทำให้งานวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

 

 

ในส่วนของเพลงที่อรร้องทั้ง 3 เพลง ล้วนเป็นเพลงที่มีความหมายดีๆ ได้แก่เพลง 1001 (You’re Lovely) ของ SERIOUS BACON, เกี่ยวกันไหม ของ อิ้งค์ วรันธร (ร้องร่วมกับตาหวานและก่อน) และเพลงสุดท้าย นับหนึ่งถึงตลอดไป ของ เอิ๊ต ภัทรวี กับความรู้สึกที่พรั่งพรูจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว

 

 

อรเล่าว่า “รู้สึกช่วงนี้ไม่มีความสุขเท่าไร มันมีอะไรหลายอย่างต้องคิดจนกินข้าวไม่ลง มีทั้งความกดดัน ความไม่มั่นใจ ไม่รู้สิ่งที่ทำอยู่ดีหรือเปล่า รู้สึกอ่อนแอ ไม่เก่งเลย จริงๆ งานวันนี้รู้สึกไม่พร้อม โดนฟีดแบ็กอะไรหลายอย่าง หนูคิดว่าอยู่ในวงมา 6 ปีแล้วจะสามารถรับมือได้ แต่ความจริงยังรู้สึกอ่อนแออยู่เสมอ อยากยกเลิกงานนี้ด้วยซ้ำ ไม่มีความสุขเลย ถ้าหนูไม่มีความสุขแล้วทุกคนจะมีความสุขได้ยังไง แต่สุดท้ายแล้วพอมองกลับมา เห็นสายตาที่ทุกคนมองมาให้แบบจัดเหอะอร ไม่ว่าจะขาดทุนหรืออะไร ดีใจที่มีงานนี้มาให้ทุกคน ถึงแม้ว่าจะยากในการเดินทาง ด้วยวันที่อยากจะจัดวันนี้ แต่หนูไม่เคยจัดงานวันเกิดกับแฟนคลับเลย ก็เลยอยากจัดขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่ก็หวังว่าวันนี้ทุกคนจะมีความสุขกลับไป หนูไม่รู้ว่าในอนาคตยังมีทุกคนอยู่ตรงนี้หรือเปล่า แต่รู้สึกว่าอยากรีบจัดอะไรสักอย่างเพื่อเก็บความรู้สึกนี้เอาไว้ หวังว่าจะเป็นความทรงจำที่ดีในวันนี้นะคะ”

 

ปิดท้ายด้วยท่อนฮุกของเพลง นับหนึ่งถึงตลอดไป

 

“กับชีวิตนี้ที่เริ่มนับหนึ่ง ตลอดไปจนถึงกาลนาน

ได้พบ ได้มารักกัน ใกล้ชิดกัน ก็คล้ายดั่งเหมือนฝัน ในทุกๆ วัน ฝากเธอเอาไว้ทั้งหัวใจ อยากขอให้จากนี้ไป ช่วยรักและดูแลมันได้ไหม ก็หัวใจนี้ของฉันนั้นจะอยู่ เพื่อเป็นของ MOVE ORN”

 

ก่อนจะจบงานวันนี้ไปอย่างซาบซึ้งและอบอุ่น 💙

 


 

สุดท้ายนี้เก็บแค่ภาพบรรยากาศงานมาฝากคงไม่พอ THE STANDARD POP จึงมีของแถมเป็นสัมภาษณ์สั้นๆ มาฝาก

 

รู้สึกยังไงกับงานวันนี้ เป็นงานมีตวันเกิดแรกที่จัดขึ้นมาเองเลย?

 

จริงๆ ตอนแรกรู้สึกไม่อยากจัดเท่าไร มีความรู้สึกทั้งพร้อมและไม่พร้อม แต่ก็เป็นวันเกิดปีแรกที่ออกมา มีเวลาเตรียมไม่นาน ดีใจที่ได้จัดงานวันนี้เอง ประเด็นที่เป็นหลักสำคัญเลยคือแค่อยากเจอแฟนคลับค่ะ

 

เห็นในงานมีเรื่องของกลิ่นด้วย ทำไมถึงใช้กลิ่นนี้ในงาน? 

 

Room Spray – Orn’s Selection จริงๆ กลิ่นนี้เป็นธีมเจ้าหญิงๆ ตอนแรกงานนี้จะชื่อว่า ORNchanted มาจาก Enchanted กลิ่นที่เลือกเป็นกลิ่นที่เรียกว่า Rosé Champagne เป็นกลิ่นเวลาที่เราไปงานวันเกิดเราจะนึกถึงเค้ก อรชอบเค้กช็อกโกแลต มีความ Floral เข้าไปด้วย และอยากให้มีกลิ่นของแชมเปญที่เหมือนเป็นการสังสรรค์ ทั้ง 3 กลิ่นนี้เลยอยู่ด้วยกัน มีกลิ่นกุหลาบที่ชัดเจนมากๆ เบสเป็นกลิ่นวานิลลา, เค้กช็อกโกแลต มีหลายเลเยอร์ของกลิ่น

 

 

1 ปีที่ผ่านมามีอะไรจะบอกอรในช่วงวัย 25 ปี วัยของการเปลี่ยนแปลง หรือวัยที่เรียกว่าเบญจเพสบ้าง?

 

จริงๆ แล้วสำหรับอรรู้สึกไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็เป็นการเติบโตอยู่ดี ไม่ได้รู้สึกเรื่องเบญจเพส ถึงอายุมากกว่านี้ 27-28 ปี ก็ยังมองว่าเป็นการเติบโต พอยิ่งโตขึ้นยิ่งมีอะไรให้เรียนรู้ได้อีกเยอะแยะมากเลย ก็เลยตื่นเต้นที่จะได้มี Chapter ที่ 26 สักที

 

สิ่งที่เรียนรู้หรือสัมผัสได้ทุกครั้งเมื่ออายุอรมากขึ้นคืออะไร?

 

รู้สึกว่ายังต้องใช้ชีวิตต่อไป คือ Fact ค่ะ อยากมีชีวิตที่มีความสุข และใจที่ไม่เหนื่อยเกินไปนัก

 

 

ให้ขอพรวันเกิดได้ 1 ข้อ ตอนนี้อยากขออะไร?

 

อยากให้ใจมีความสุขค่ะ สั้นๆ

 

ข้อความฝากถึง MOVE ORN ที่ยังซัพพอร์ตมาถึงตอนนี้

 

ก่อนอื่นเลยอาจจะเบื่อคำว่าขอบคุณ แต่ก็ยังรู้สึกว่าอยากพูดคำว่าขอบคุณอยู่เสมอ ในทุกการเดินทาง ในทุกสิ่งที่เจอมา ทั้งสิ่งที่อาจจะชอบและไม่ชอบก็ตาม ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วยกันตรงนี้นะคะ ไม่ว่าการเดินทางจะมีจุดสิ้นสุดหรือไม่สิ้นสุด ก็ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้ใช้เวลาร่วมการเดินทางนี้ไปด้วยกันค่ะ

 

 

ฝากผลงานสักนิด

 

ตอนนี้ค่อยๆ มีงานปล่อยออกมาเรื่อยๆ รอติดตามนะคะ และฝาก UNEQ Entertainment ไว้ด้วย ตอนนี้ค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคงไปเรื่อยๆ ตอนนี้ใกล้เปิดค่ายมาครบ 1 เดือนแล้ว ค่อยๆ เติบโตไปค่ะ

The post Orn’s Birthday Party แฟนมีตวันเกิดที่รวมคนที่อรรักและรักอร appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRETZELLE 1st FanMeet Ready Or Not? เต็มอิ่มกับแฟนมีตแสนอบอุ่นของเด็กขนมและชาวทวิตส์ https://thestandard.co/pretzelle-1st-fanmeet-ready-or-not/ Mon, 05 Sep 2022 06:26:43 +0000 https://thestandard.co/?p=676392

“Hi, everyone, it’s a PRETZELLE day Let’s p […]

The post PRETZELLE 1st FanMeet Ready Or Not? เต็มอิ่มกับแฟนมีตแสนอบอุ่นของเด็กขนมและชาวทวิตส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“Hi, everyone, it’s a PRETZELLE day

Let’s play something together

So, are you ready or not?”

 

 

เปิดแฟนมีตด้วยเสียงขึ้นต้นเพลงแสนคุ้นหูจากไอซ์ กับโชว์เพลงแรก Ready Or Not? ตามชื่อแฟนมีตของสาวๆ Pretzelle วงเกิร์ลกรุ๊ปอายุกว่า 2 ปี ที่ประกอบด้วย 4 สาว 4 สไตล์ อย่าง อิ๊น-มาธวี รัตนวิจิตร, ไอซ์-อิรวดี สัจจพานิชกุล, อุ๋มอิ๋ม-อัญรินทร์ ชัยอนันต์โสภณ และ เกรซ-อภิศรา ชมภูศรี จากค่าย Five Four Records ซึ่งปล่อยผลงานเพลงฮิตติดหูสไตล์น่ารักสดใสออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

เมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา THE STANDARD POP มีโอกาสเข้าร่วมงานแฟนมีตติ้งที่จัดขึ้น ณ Lido Connect ภายในงานเต็มไปด้วยชาวทวิตส์ (ชื่อแฟนคลับ) อีกทั้งยังนัดกันแต่งตัวด้วยโทนสีชมพู, ม่วง และดำ เป็น Dress Code ของเพลง Ready Or Not?

 

 

หลังจากเปิดโชว์เพลงแรกตามชื่อแฟนมีต ก็ต่อด้วยเพลงเดบิวต์ของวงนี้ คือ ไหวมั้ย (NEVER GIVE UP) เป็นครั้งแรกของโชว์ด้วย 4 สมาชิกปัจจุบัน และเข้าสู่ช่วงทอล์กซึ่งพ่วงมากับกิจกรรม Q&A ในช่วงแรกกับคำถามจากชาวทวิตส์คนละ 2 คำถาม ทำให้รู้จักกันมากขึ้น 

 

 

กิจกรรมบนเวทีรันไปอย่างต่อเนื่องด้วยช่วงที่ 2 Pretzelle on Playground เกม Face Challenge ที่ให้สาวๆ ดื่มน้ำปริศนาที่ 1 ใน 4 แก้วพิเศษที่เรียกว่ายาพิษ ได้แก่ ยาแก้ไอ, น้ำมะนาว, น้ำขิง และกะทิ ใครดื่มต้องเก็บสีหน้าให้ปกติที่สุด ผู้ที่คะแนนน้อยสุดจะถูกทำโทษด้วยการเอามือจุ่มลงในน้ำแข็ง และร้องเพลง ต้องชอบแค่ไหน คนที่แพ้ในเกมนี้คืออิ๊น เป็นกิจกรรมที่เรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย 

 

 

ต่อเนื่องด้วยเกมสนุกๆ ที่สาวๆ ถนัดอย่าง Random Dance สุ่มท่อน สุ่มเพลง ถ้ามีคนเต้นผิดจะหยุดเพลงและทำโทษด้วยการนำอุปกรณ์แฟนซีมาแต่งตัวให้

 

 

ความสนุกยังไม่จบแค่เกม เพราะ Pretzelle การละครเกิดขึ้นแล้วในแฟนมีตแห่งนี้ เป็นการโชว์ความสามารถอีกด้านที่แฟนๆ ไม่เคยเห็นและเรียกร้องกันมานาน โดยละครที่เล่น คือเรื่อง ‘พจไหน’ กับ 4 สาว พจอิ๊น พจไอซ์ พจอิ๋ม และพจเกรซ เดินทางตามจดหมายปริศนาเข้ามาในบ้านของตระกูลสว่างวิ้ดวิ้ว โดยทั้ง 4 สาวแสดงความสามารถพิชิตใจชายกลาง ในโชว์ช่วงนี้คือการงัดสกิลลับของ Pretzelle ออกมาได้ฉีกจากสไตล์ความน่ารักสดใสของวงอย่างมาก

 

 

เริ่มจากอุ๋มอิ๋ม กับเพลง Ready Or Not? แบบรุมบ้า, อิ๊น เพลง ไหวมั้ย (NEVER GIVE UP) แนวลูกทุ่ง, เกรซ เพลง ถ้ามันคือเรื่องจริง (IMAGINE) แบบร็อกสตาร์สาว สุดท้ายที่ไอซ์ กับเพลง ก็เธอน่ะน่ารัก (BABY BOY) สไตลด์ฮิปฮอป + เพลงสไตล์รีมิกซ์งานสงกรานต์ ถือเป็นโชว์ที่สนุกที่สุดของงานนี้เลยก็ว่าได้

 

 

หลังจากนั้นมี VTR เบื้องหลังแฟนมีต ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงถัดไปคือการนั่งชิลๆ เล่นกีตาร์ ร้องเพลง ได้แก่ อยากเจอเธอแล้ว (MISSIN’ U) ที่มีชาวทวิตส์คอยเปิดแฟลชโบกเป็นทะเลดาวให้ รวมถึงพูดคุยกับ เบนซ์-กัณฑ์กณัฐ อังคณาจีรธิติ โปรดิวเซอร์คุณภาพที่อยู่เบื้องหลังผลงานเพลงของมิว ศุภศิษฏ์ และเป็นโปรดิวเซอร์ของวง Potato และมีผลงานร่วมกับศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงเป็นโปรดิวเซอร์ของ Pretzelle ด้วย มาพูดความรู้สึกที่ทำเพลงและร่วมงานกับน้องๆ

 

 

 ต่อด้วยการลุกมาร้อง เต้น ขยับร่างกายกับเพลง ถ้ามันคือเรื่องจริง (IMAGINE) และเพลง โอ้มายก๊อด! (OH MY GOD!) 

 

 

เข้าช่วงซึ้งๆ กันบ้างกับ VTR ความรู้สึกของ Pretzelle ต่อชาวทวิตส์ โดยไฮไลต์ของช่วงนี้อยู่การชูกระดาษโปรเจกต์ ร้องเพลง ชอบตัวเองตอนอยู่กับเธอ พร้อมข้อความบนกระดาษที่เขียนว่า “WE’RE PROUD OF YOU ♡PRETZELLE♡” เรียกน้ำตาทั้งเด็กขนมและชาวทวิสต์ ทำให้บรรยากาศวันนี้ยิ่งอบอุ่นขึ้นไปอีก 

 

ก่อนที่จะส่งท้ายไปด้วยเพลงฮิตที่ทำให้เป็นที่รู้จักกันมากมาย กับเพลง ต้องชอบแค่ไหน (FIRST LOVE) และส่งท้ายด้วยเพลง เมื่อโลกนี้มีเธอ (I’M GLAD) พร้อมกับโยนแจกลูกบอลที่มีลายเซ็น เป็นการจบแฟนมีตติ้งเกือบ 4 ชั่วโมงที่สมบูรณ์และแสนอบอุ่นใจ เติบโตไปด้วยกันเรื่อยๆ นะ เจ้าเด็กขนมของชาวทวิตส์ 🥨

 

“เพรทเซลมาแน่! เพรทเซลปัง! เพรทเซลจะแมส!”

 

The post PRETZELLE 1st FanMeet Ready Or Not? เต็มอิ่มกับแฟนมีตแสนอบอุ่นของเด็กขนมและชาวทวิตส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
18 กุมภาพันธ์ 1979 – หิมะตกกลางทะเลทรายซาฮาราครั้งแรก https://thestandard.co/onthisday18021979/ Fri, 18 Feb 2022 01:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=332594

ทะเลทรายซาฮารา ทวีปแอฟริกา สถานที่ซึ่งมีโอกาสน้อยมากๆ ท […]

The post 18 กุมภาพันธ์ 1979 – หิมะตกกลางทะเลทรายซาฮาราครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทะเลทรายซาฮารา ทวีปแอฟริกา สถานที่ซึ่งมีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะได้เห็นหิมะ แต่เชื่อหรือไม่ว่านับจากวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1979 จนถึงปี 2018 มีหิมะตกบริเวณทะเลทรายซาฮารามาแล้วถึง 3 ครั้ง

 

เว็บไซต์ข่าววิทยาศาสตร์ Life Science ระบุว่าเหตุการณ์หิมะตกในแถบพื้นที่ต่ำของทะเลทรายซาฮาราครั้งแรก และน่าจะเป็นครั้งเดียวที่มีการบันทึกไว้ได้คือเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 1979 

 

ส่วนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในอีก 37 ปีต่อมา โดย The Straits Times รายงานว่า คาริม บูเชตาตา ช่างภาพสมัครเล่น สามารถถ่ายภาพหิมะปกคลุมพื้นทรายไว้ได้ในอินเซฟรา เมืองเล็กๆ ในทะเลทรายซาฮารา ประเทศแอลจีเรีย และได้โพสต์เผยแพร่ไว้บนเฟซบุ๊กของเขาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2016 

 

ขณะที่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2018 โดยเกิดหิมะตกหนักในเขตอินเซฟรา ที่หมู่บ้านเล็กๆ ในแอลจีเรีย โดยหิมะที่ตกลงมามีความหนากว่า 40 เซนติเมตร  

 

 

 

The post 18 กุมภาพันธ์ 1979 – หิมะตกกลางทะเลทรายซาฮาราครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Modern-Day Culture บาร์แผ่นเสียงย่านเอกมัย ที่อยากให้แผ่นเสียงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน https://thestandard.co/modern-day-culture/ Tue, 15 Feb 2022 14:44:16 +0000 https://thestandard.co/?p=594961 Modern-Day Culture

เราว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกันไปเมื่อพูดถึงแผ่นเสีย […]

The post Modern-Day Culture บาร์แผ่นเสียงย่านเอกมัย ที่อยากให้แผ่นเสียงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Modern-Day Culture

เราว่าแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกันไปเมื่อพูดถึงแผ่นเสียง จริงอยู่ว่ามันเป็นฟอร์แมตการฟังเพลงที่เกิดขึ้นในยุคหนึ่ง แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะทำให้รูปแบบในการเก็บเพลงเปลี่ยนหน้าตาไปขนาดไหน ก็ยังมีนักสะสมจำนวนมากที่หลงใหลในเสน่ห์และเอกลักษณ์ของแผ่นเสียงอยู่

 

หากคุณชอบฟังเพลง สนใจแผ่นเสียง และมองหาบรรยากาศยามค่ำคืนดีๆ เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ Modern-Day Culture บาร์แผ่นเสียงจากกลุ่มคนที่อยากผลักดันให้แผ่นเสียงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน  

 

Modern-Day Culture

 

Modern-Day Culture คือบาร์แผ่นเสียงกลางซอยเอกมัยที่เกิดจาก แพน-ชวิกา ศรีสวน และ จอย-ณัฐวุฒิ นิลขำ นักสะสมแผ่นเสียงหรือคุณอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเขาผ่านทางชื่อ DJ NANZIEE ก็เป็นได้ ซึ่งด้วยความที่จอยสะสมแผ่นเสียงมาร่วมๆ 20 ปี และเป็นดีเจอาชีพที่เปิดเพลงด้วยแผ่นเสียงอย่างเดียวมาตลอด ทั้งสองเลยเกิดความคิดที่อยากทำบาร์แผ่นเสียงจริงๆ ขึ้นมา 

 

“คำว่า ‘Modern-Day Culture’ เป็นชื่อที่เราได้มาโดยบังเอิญ มันเกิดจากมุมมองที่เรามีต่อแผ่นเสียงว่า หลายคนอาจจะเคยเห็นพ่อแม่ ผู้ใหญ่เก็บแผ่นเสียงแล้วมองว่ามันเป็นฟอร์แมตของยุคเก่า แต่จริงๆ แล้วทุกวันนี้มันมีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนๆ หนึ่งเลือกเก็บแผ่น เราอยากทำให้คนทั่วไปมองว่าแผ่นเสียงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเข้าถึงยาก มันมีเสน่ห์ของมัน และเราอยากผลักดันให้มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการฟังเพลงปัจจุบัน” แพนเริ่มเล่า

 

 

เธอเล่าต่อว่าแรงบันดาลใจในนิยามของคำว่าบาร์แผ่นเสียงนั้นเกิดขึ้นจากตอนที่เธอไปต่างประเทศแล้วเจอกับบาร์ที่โฮสโดยคนๆ เดียวที่เปิดเพลงจากแผ่นเสียงได้ดี ทำเครื่องดื่มเอง และดูแลลูกค้าได้ด้วย ซึ่งอะไรแบบนี้จะสมบูรณ์ได้เมื่อคนที่เป็นนักสะสมมาเปิดร้านเอง 

 

นั่นทำให้เมื่อคุณเดินเข้ามาในร้าน คุณจะเจอกับชั้นวางแผ่นเสียงขนาดใหญ่ และเคาน์เตอร์ยาวที่จัดวางเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่ในระนาบเดียวกันกับพื้นที่ในการเตรียมเครื่องดื่ม ด้วยความตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน ให้ความรู้สึกแตกต่างจากเวลาไปบาร์ที่มีบูธดีเจแยกอยู่ทางด้านหลังและเปิดเพลงคลอเท่านั้น เรียกว่าหากคุณชอบนั่งหน้าบาร์และพูดคุยกับบาร์เทนเดอร์ คนที่มาฟังเพลงที่นี่ก็สามารถพูดคุยเรื่องเพลงกับดีเจได้เลยโดยไม่ต้องแอบ Shazam อยู่คนเดียวเหงาๆ

 

 

จากจุดเริ่มต้นเรื่องดนตรี เธอเล่าต่อว่าเครื่องดื่มที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กัน จึงได้ ต่วย-ธีฆา พุ่มภัคดี มาดูแลเรื่องเครื่องดื่มของทางร้านให้ เมนูของที่นี่ยืนพื้นด้วยซิกเนเจอร์ คลาสสิกค็อกเทล และเนเชอรัลไวน์ หรือใครลองครบทุกแก้วจะลองสั่งตามใจบาร์เทนเดอร์เป็น Bartender’s Choice ก็ได้นะ (ค็อกเทลราคา 350-380 บาท)

 

ต่วยหยิบเอาคำว่า Modern-Day Culture มาตีความต่อผ่านเครื่องดื่ม เขามองว่าสำหรับค็อกเทลเองก็เช่นกัน ที่จริงๆ จุดกำเนิดของมันคือการเป็นยา รวมถึงเหล้าสมุนไพรบางอย่างที่ปัจจุบันใช้เป็นส่วนผสมของค็อกเทลที่เราคุ้นชื่อกันนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาเพื่อกินเป็นยาทั้งสิ้น เรื่องราวเหล่านี้จึงถูกเล่าในมุมมองปัจจุบันผ่านการทำ Homemade Ingredients ต่างๆ ที่มีส่วนผสมเป็นสมุนไพร หรือหยิบเอายาไทยคลาสสิกมาเป็นส่วนผสมก็มี 

 

 

ถ้าอิตาลีมี Fernet เหล้าสมุนไพรที่นิยมเสิร์ฟหลังอาหารเพื่อช่วยย่อย บ้านเราก็มียาธาตุที่คล้ายกัน แก้วแรก #1 ต่วยเลือกใช้ยาธาตุนำไปอินฟิวส์กับขิงและส่วนผสมอื่น มิกซ์เข้ากับจินและเบอร์เบิน ตกแต่งด้วยเปลือกส้ม

 

 

#2 แก้วที่สองทางร้านทำเวอร์มุธขึ้นเองจากเก๊กฮวยและสมุนไพรต่างๆ ที่มีสรรพคุณเป็นยา ก่อนนำมาผสมกับคัมปารี ลิเคียวแอปเปิ้ลเขียว และท็อปด้วยไวน์แดง ส่วนแก้วถัดมา #3 เป็นน้ำส้มสายชูชาเอิร์ลเกรย์ให้ความเปรี้ยวทุ้มๆ ผสมกับรัม และเฮเซลนัทลิเคียว

 

 

ด้วยความเป็นกันเองของบาร์มันทำให้เธอก็ได้เรียนรู้จากลูกค้าทุกวัน จากเดิมที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอาหาร แต่หลังเปิดร้านได้ยังไม่ถึงเดือนดี ฟีดแบ็กจากลูกค้าก็ทำให้ตัดสินใจเพิ่มเมนูอาหารง่ายๆ อย่าง Cold Cut (350 บาท) ให้ลูกค้าแกล้มเครื่องดื่ม หรือใครไม่อยากแวะกินอาหารก่อนมา ทางร้านก็เตรียมมื้ออิ่มไว้เป็นเมนู บะหมี่เป็ดรมควัน (220 บาท) หรือ ข้าวหน้าหมูไข่แดงดอง (200 บาท) โดยได้ เฟย-พสธร กิติประเสริฐ มาดูแลเรื่องอาหารให้ 

 

 

นอกจากองค์ประกอบต่างๆ ของร้าน หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบแผ่นเสียงอยู่แล้ว ที่นี่ก็ยังเป็นคอมมูนิตี้ย่อมๆ ที่คุณสามารถเลือกซื้อแผ่นเสียงทั้งแบบ 12 นิ้ว และ 7 นิ้วได้ด้วย รวมถึงบางวันก็จะมีดีเจรับเชิญหรือนักสะสมแผ่นเสียงคนอื่นพกคอลเล็กชันของตัวเองมาแลกเปลี่ยนเพลงกันฟังเช่นกัน ซึ่งเรื่องตารางเล่นหรือกิจกรรมพิเศษสามารถอัปเดตผ่านเฟซบุ๊ก หรือ IG ของร้านได้เลย

 

 

Modern-Day Culture

Open: เปิดให้บริการวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 18.00-23.00 น.

Address: ชั้น 4 ฝั่งตรงข้ามตึก BBC เอกมัย 

Budget: ค็อกเทลเริ่มต้น 350 บาท

Contact: 06 2362 6362 

Web: https://www.facebook.com/Themoderndayculture

Map:

 

The post Modern-Day Culture บาร์แผ่นเสียงย่านเอกมัย ที่อยากให้แผ่นเสียงเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Super Bowl หรือ Crypto Bowl? กับ 9 โมเมนต์ที่บอกว่า NFTs และ Crypto กำลังใช้งานแข่งนัดสำคัญเพื่อก้าวสู่กระแสหลัก https://thestandard.co/crypto-bowl/ Tue, 15 Feb 2022 14:28:43 +0000 https://thestandard.co/?p=594956 Crypto Bowl

เสร็จสิ้นกันไปแล้วกับ Super Bowl LVI การแข่งขันกีฬาครั้ […]

The post Super Bowl หรือ Crypto Bowl? กับ 9 โมเมนต์ที่บอกว่า NFTs และ Crypto กำลังใช้งานแข่งนัดสำคัญเพื่อก้าวสู่กระแสหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Crypto Bowl

เสร็จสิ้นกันไปแล้วกับ Super Bowl LVI การแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่และสำคัญของแฟนอเมริกันฟุตบอล ที่จัดขึ้น ณ SoFi Stadium เมืองอิงเกิลวูด สหรัฐอเมริกา ทว่าสิ่งหนึ่งที่เรียกความสนใจของคนดูได้ดีพอๆ กับความมันของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล และโชว์ตระการตาในช่วงพักครึ่ง คือ โมเมนต์ต่างๆ ของโลกคริปโต ที่ไม่ว่าจะหันซ้าย หันขวา หรืออยู่ส่วนไหนก็โดนสอดแทรกไปเสียหมด ตั้งแต่ก่อนร่วมงานกับ Noun glasses NFT ที่ไปโผล่ในโฆษณา Bud Light Next หรือระหว่างแข่งขันที่โดนเหล่า Exchange ยึดช่วงโฆษณาไปเสียหมด 

 

และนี่คือ 9 โมเมนต์ที่บอกกับเราว่า NFTs และ Crypto กำลังก้าวเข้าสู่กระหลัก ผ่านงานแข่งกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ 

 

Miller Lite on Metaverse

เบียร์พรายฟองสัญชาติอเมริกัน ‘Miller Lite’ ชวนนักดื่มไปแฮงเอาต์ใน Decentraland เพื่อร่วมกันเชียร์งานแข่ง Super Bowl

 

NFT Super Bowl

ตั๋วเข้างานแบบ NFT ที่แจกฟรีให้ผู้ซื้อบัตรทุกคน 

 

Kia America 

ปล่อยโฆษณาโปรเจกต์ Robo Dog เวอร์ชัน NFT 10,000 ชิ้นงาน ช่วงเบรก เพื่อหารายได้ช่วยเหลือที่พักพิงแก่สัตว์

 

Anheuser-Busch 

เบียร์ Anheuser-Busch ใช้ระบบ Nouns DAO นำเสนอแว่นตา Noun glasses NFT ในโฆษณา Bud Light Next

 

Coinbase 

โฆษณาช่วงเบรก โชว์ QR Code ที่คนเข้าจนเว็บล่ม

 

FTX 

โฆษณาช่วงเบรกกับเนื้อเรื่องตลกๆ พร้อมสโลแกน ‘อย่าพลาดเหมือน Larry’

 

eToro 

โชว์วิธีการสมัครง่ายๆ พร้อมมี BAYC อยู่ในโฆษณาแบบเสี้ยววิ

 

Crypto.com 

ยึดป้ายโฆษณารอบสนาม 

 

Binance

ลงมือก่อนใครเพื่อนกับแคมเปญเตือนนักลงทุน ‘Superstars ≠ crypto experts’

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Photo: Courtesy of Brands

The post Super Bowl หรือ Crypto Bowl? กับ 9 โมเมนต์ที่บอกว่า NFTs และ Crypto กำลังใช้งานแข่งนัดสำคัญเพื่อก้าวสู่กระแสหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ ‘7 หุ้น IPO’ จ่อเข้าเทรดภายในครึ่งปีแรก นักลงทุนรายใหญ่มองกระแส IPO สดใสตามตลาดหุ้น แต่ขอดูพื้นฐานระยะยาว https://thestandard.co/7-ipos-to-be-traded-in-the-first-half-of-the-year/ Tue, 15 Feb 2022 14:00:42 +0000 https://thestandard.co/?p=594950 7 หุ้น IPO

กระแสหุ้น IPO ปี 2565 ยังสดใสต่อเนื่องหลังจากที่มีหุ้นเ […]

The post สำรวจ ‘7 หุ้น IPO’ จ่อเข้าเทรดภายในครึ่งปีแรก นักลงทุนรายใหญ่มองกระแส IPO สดใสตามตลาดหุ้น แต่ขอดูพื้นฐานระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 หุ้น IPO

กระแสหุ้น IPO ปี 2565 ยังสดใสต่อเนื่องหลังจากที่มีหุ้นเข้าซื้อขายใน SET และ mai ไปแล้ว 4 บริษัทตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และยังมีหลายบริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมตัวเพื่อเสนอขายหุ้น IPO เพื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดย THE STANDARD WEALTH สำรวจพบว่า ภายในครึ่งปีแรกปี 2565 น่าจะมีหุ้น IPO เสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนประมาณ 7 บริษัท 

 

7 บริษัทจ่อขาย IPO และเข้าซื้อขายภายในครึ่งปีแรก

โดยจากการสำรวจพบว่า 7 บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้น IPO และเข้าซื้อขายใน SET และ mai ภายในครึ่งปีแรกปี 2565 ประกอบด้วย

  

  1. บมจ.ฑีฆาก่อสร้าง หรือ TEKA เตรียมขายหุ้น IPO ไม่เกิน 75 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO โดย TEKA เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยเป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการ ซึ่งครอบคลุมงานตั้งแต่งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม และงานระบบประกอบอาคาร 

 

  1. บมจ.โชติวัฒน์อุตสาหกรรม หรือ CMCF เตรียมขายหุ้น IPO จำนวน 187.5 ล้านหุ้น คิดเป็น 30% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO ทั้งนี้ CMCF เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและถุงสุญญากาศ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปอาหารทะเล และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

 

  1. บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป หรือ ACOM เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 1,942.42 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 40% ของทุนจดทะเบียนหลัง IPO โดย ACOM เป็น Holding Company ลงทุนในบริษัทย่อยทั้งในและต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการสนับสนุนการประกอบธุรกิจด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) อย่างครบวงจรรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

  1. บมจ.ชิค รีพับบลิค หรือ CHIC จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 360 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.47% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ทั้งนี้ CHIC เป็นศูนย์รวมจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน ของใช้ในบ้าน ที่นอนและเครื่องนอน อย่างครบวงจร (One Stop Shopping) ในรูบแบบ Stand Alone ภายใต้ชื่อ ชิค รีพับบลิค (CHIC) และ รีน่า เฮย์ (Rina Hey)

 

  1. บมจ.ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ หรือ TGE จะเสนอขายหุ้นไม่เกิน 600 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.3% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO โดย TGE ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

 

‘TLI – BBGI’ เข้าข่าย IPO ไซส์ใหญ่สุดรอบนี้

  1. บมจ.ไทยประกันชีวิต หรือ TLI มีแผนเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 2,384.31 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 20.6% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ประกอบด้วย
  • หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท ไม่เกิน 1,000 ล้านหุ้น
  • หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (บริษัท วี.ซี.สมบัติ จำกัด) ไม่เกิน 1,218.81 ล้านหุ้น
  • หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (Her Sing (H.K.) Limited) ไม่เกิน 165.50 ล้านหุ้น

ทั้งนี้ อาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 322.54 ล้านหุ้น (คิดเป็นไม่เกิน 13.50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด)

 

TLI ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตแห่งแรกในประเทศไทย ที่เป็นของคนไทยและก่อตั้งโดยคนไทย ภายใต้แบรนด์ไทยประกันชีวิต มีผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ประเภทบุคคลและประเภทกลุ่ม

 

  1. บมจ.บีบีจีไอ หรือ BBGI เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 433.20 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลัง IPO โดย BBGI อาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 43.32 ล้านหุ้น (คิดเป็นไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด)

 

ทั้งนี้ BBGI เป็น Holding Company ที่ประกอบธุรกิจดังต่อไปนี้

  1. ธุรกิจหลักคือธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Based Product) ประเภทผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ได้แก่ เอทานอล ไบโอดีเซล และผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้
  2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง (High Value Bio-Based Products) ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพ (Health and Well-Being Products) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

 

BBGI จ่อเปิดจองซื้อหุ้น IPO ต้นเดือนมีนาคม

บุษราภรณ์ จันทร์ชูเชิด รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.กรุงไทย ซีมิโก้ จํากัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ BBGI กล่าวว่า จะสามารถเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ BBGI ให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 433.20 ล้านหุ้น ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2565 หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งแบบไฟลิ่งแล้ว โดย BBGI จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 

 

นักลงทุนรุ่นใหญ่มอง IPO ขึ้น-ลงตามตลาด

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) กล่าวว่า กระแสหุ้น IPO มักจะขึ้นอยู่กับบรรยากาศการซื้อขายในตลาดรวม โดยหากตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้น มีสภาพคล่องสูง มีการเก็งกำไรสูง หุ้น IPO ส่วนมากจะปรับตัวดีขึ้นค่อนข้างสูง ในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นรวมซบเซา สภาพคล่องน้อย หุ้น IPO ก็จะปรับตัวต่ำลงจากราคาจองซื้อ

 

นอกจากนี้ ขนาดของหุ้น IPO และภาพรวมอุตสาหกรรมก็จะมีผลต่อความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น IPO ช่วงที่เข้าซื้อขายแรกๆ ด้วยเช่นกัน 

 

“ส่วนตัวมองหุ้น IPO ว่าเป็นหุ้นที่มีแรงเก็งกำไรค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนว่าราคาหุ้นไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูก แม้ว่าจะมีการกำหนดราคาจากที่ปรึกษาทางการเงินและให้ส่วนลดเอาไว้แล้ว แต่ทันทีที่เข้าซื้อขายและมีการเก็งกำไร ราคาหุ้นก็ไม่ได้สะท้อนพื้นฐานอีกต่อไป” ดร.นิเวศน์กล่าว

 

แนะมองพื้นฐานระยะยาวก่อนเข้าลงทุน

วิชัย วชิรพงศ์ หรือ เสี่ยยักษ์​ หนึ่งในนักลงทุนรุ่นใหญ่ของตลาดหุ้นไทย กล่าวว่า เมื่อภาพรวมตลาดหุ้นดี มีสภาพคล่องสูง หุ้น IPO มักจะมี Performance ที่ดีด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาแนวโน้มธุรกิจและการเติบโตของอุตสาหกรรมด้วย เพราะหากไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ท้ายสุดแล้วราคาหุ้น IPO นั้นๆ ก็ปรับลดลงท้ายที่สุด

 

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยตอนนี้ ส่วนตัวยังมีความกังวล เพราะที่ผ่านมาดัชนีปรับเพิ่มขึ้นรวดเร็วจากแรงหนุนของ Fund Flow ต่างประเทศเป็นหลัก แต่ภาพเศรษฐกิจจริงของไทยอาจจะไม่ได้ฟื้นตัวรวดเร็วเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์ เพราะบาดแผลทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโควิดนั้นค่อนข้างรุนแรง และเท่าที่ติดตามข่าวสารปัจจุบัน พบว่าหลายภาคส่วนยังไม่ได้รับการเยียวยาดูแล จึงคาดหวังถึงการฟื้นตัวได้ยาก ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่ได้สะท้อนอยู่ในดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันเลย

 

“หุ้น IPO กระแสจะดีถ้าตลาดหุ้นอยู่ในสภาวะขาขึ้นชัดเจน ด้วยข้อได้เปรียบจากราคา IPO ที่มักจะมีส่วนลดจากราคาตลาดประมาณ 10-20% และเมื่อเข้าซื้อขายแล้วก็จะมีแรงเก็งกำไรเข้ามาหนุนราคาให้ปรับเพิ่มขึ้นไปอีกในระยะแรกๆ แต่ส่วนตัวยังมีความกังวลเรื่องสภาพคล่องและพื้นฐานเศรษฐกิจจริงของไทยอยู่ และถ้าภาพรวมตลาดเริ่มรับรู้ความกังวลเรื่องบาดแผลทางเศรษฐกิจและเริ่มปรับฐานลง กระแสหุ้น IPO ก็จะกลับทิศไปด้วย” เสี่ยยักษ์กล่าว

 

7 หุ้น IPO

สำรวจความพร้อมหุ้น IPO พบ 7 หุ้นเตรียมเสนอขาย IPO และเข้าซื้อใน SET และ mai ภายในครึ่งปีแรก ปี 2565 โดยหุ้นไทยประกันชีวิตและบีบีจีไอ มีขนาดใหญ่สุดและจัดสรรหุ้นส่วนเกินไว้รองรับความต้องการนักลงทุน

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post สำรวจ ‘7 หุ้น IPO’ จ่อเข้าเทรดภายในครึ่งปีแรก นักลงทุนรายใหญ่มองกระแส IPO สดใสตามตลาดหุ้น แต่ขอดูพื้นฐานระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเล็กซ์ อัลบอน เผยอาจมาไทยปีนี้ พร้อมเปิดใจกับ THE STANDARD ก่อนประเดิม F1 ฤดูกาลใหม่กับทีมวิลเลียมส์ https://thestandard.co/alex-albon/ Tue, 15 Feb 2022 14:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=594912 อเล็กซ์ อัลบอน

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) THE STANDARD ได้รับโอกาสพิเศษในก […]

The post อเล็กซ์ อัลบอน เผยอาจมาไทยปีนี้ พร้อมเปิดใจกับ THE STANDARD ก่อนประเดิม F1 ฤดูกาลใหม่กับทีมวิลเลียมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเล็กซ์ อัลบอน

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) THE STANDARD ได้รับโอกาสพิเศษในการเปิดใจกับ อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษ​ ที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดฤดูกาลฟอร์มูลาวันปี 2022 ในฐานะนักแข่งของทีมวิลเลียมส์ ผ่านการสัมภาษณ์ออนไลน์ 

 

โดย อเล็กซ์ อัลบอน เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงทีมการย้ายมาร่วมทีมใหม่ในฤดูกาลนี้ 

 

“แน่นอนว่ามีความเปลี่ยนแปลง ในด้านของผู้คนและการทำงานอาจมีข้อแตกต่างบ้าง แต่สุดท้ายนี่ก็คือทีมฟอร์มูลาวันเหมือนกัน สิ่งที่ต้องทำคือทำความรู้จักกับทุกคนก่อนเป็นหลัก ซึ่งพวกเขาก็ให้การต้อนรับผมเป็นอย่างดี ผมเองก็รู้สึกได้ว่าทีมงานเชื่อใจผม พวกเขาก็อยากฟังประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมได้รับจากทีมเรดบูลล์ 

 

“แน่นอน การที่เรามีรถใหม่ และสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ก็เหมือนกับเป็นการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งความรับผิดชอบของผมในฤดูกาลนี้คือการนำเอาประสบการณ์ที่ผมมีมามอบให้กับทีม เราก็ต้องรอดูวันที่เริ่มลงแข่งขัน สิ่งที่สำคัญคือการปรับตัว และผมเองสามารถใช้ประสบการณ์ดึงศักยภาพสูงสุดของรถออกมาให้ได้” 

 

สิ่งที่คุณประทับใจกับทีมวิลเลียมส์

 

“ผมต้องบอกว่าในแง่ของความเป็นมืออาชีพและด้านเครื่องยนต์ พวกเขาดูเชี่ยวชาญมาก เช่นเดียวกับความรู้เกี่ยวกับยางที่ทำให้ผมประทับใจมาก และที่สำคัญที่สุดคือเคมีในการทำงานร่วมกัน พวกเขากลับมาจากช่วงเวลาที่ลำบากหลายปีที่ผ่านมา และปีล่าสุดเป็นปีที่ดีสำหรับพวกเขา ผมเองก็รู้สึกได้ถึงพลังจากทีมงานในการเดินหน้าต่อไป” 

 

การเริ่มต้นฟอร์มูลาวันในวันที่มีประสบการณ์แล้ว 

 

“ผมมีประสบการณ์แล้ว แต่ปีที่ผ่านมาก็พลาดโอกาสลงแข่งขันไป ผมเองก็ต้องพยายามปรับตัวให้กลับมาสู่โหมดการแข่งขันนิดหน่อย นอกจากนั้นการมีเวลา 1 ปีนอกสนาม ก็ช่วยเหลือผมได้มาก ช่วยให้มีมุมมองที่แตกต่างออกไป มีหลายอย่างที่เรามีเวลาได้วิเคราะห์และพัฒนาขึ้น ซึ่งผมหวังว่าผมจะพกสิ่งเหล่านี้มาลงสนามแข่งขันในฤดูกาลนี้” 

 

จอร์จ รัสเซลล์ ได้ให้คำแนะนำอะไรบ้างไหม? 

 

“ก็มีโอกาสได้คุยกับจอร์จค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะตำแหน่งที่เขาเคยอยู่ในทีม และคนที่เขาเคยร่วมงานด้วย ในแง่ของเครื่องยนต์ เราคุยกันไม่ทุกวัน แต่เราได้พูดคุยกันเรื่องรถบ้าง อธิบายว่าสิ่งใดที่เหมาะสมกับรถ เพราะสิ่งที่เคยใช้ได้กับเรดบูลล์อาจจะใช้ไม่ได้กับวิลเลียมส์ 

 

“ที่ผ่านมาผมเองอาจจะได้ขับเพียงแค่ในระบบจำลอง แต่ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง เพราะเหตุผลนี้เอง ผมเลยเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้รถของเรดบูลล์มีความเร็วสูงอาจไม่ช่วยให้รถวิลเลียมส์ไปได้เร็วเหมือนกัน

 

“ที่ผ่านมาผมตื่นเต้นมาก และจอร์จก็ช่วยเหลือได้เยอะมากเช่นกัน”

 

การปรับตัวเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ รถใหม่ และกฎใหม่  

 

“การเตรียมตัวไม่เปลี่ยนแปลงมาก เพราะก็ยังเป็นรถแข่งฟอร์มูลาวัน สำหรับผมเองมีเวลาได้ฝึกซ้อมมากขึ้น ฟิตขึ้น ร่างกายแข็งแรงขึ้น ในปี 2022 เป็นฤดูกาลที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของเวลา เพราะเรามีรถที่แตกต่างจากปีก่อนๆ 

 

“เราเองก็มีเป้าหมายสำคัญคือการดึงศักยภาพสูงสุดออกมาให้ได้ในฤดูกาลนี้” 

 

สิ่งที่อยากฝากบอกถึงแฟนกีฬาชาวไทยก่อนฤดูกาลใหม่

 

“ขอบคุณที่สนับสนุนผมมาตลอด เชื่อมั่นในตัวผม ผมได้กลับมาแข่งขันฟอร์มูลาวันแล้ว ผมก็หวังว่าจะทำให้พวกคุณภูมิใจ ผมอาจจะมาประเทศไทยก่อนไปที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ผมยังต้องดูโปรแกรมอีกครั้งหนึ่ง” 

 

สำหรับ อเล็กซ์ อัลบอน นักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษ กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลที่ 3 ในการแข่งขันฟอร์มูลาวัน หลังจากที่เริ่มต้นกับทีมโตโร รอสโซ เมื่อปี 2019 ต่อด้วยการได้ย้ายไปร่วมทีมเรดบูลล์ในช่วงครึ่งปีหลัง 

 

หลังจากนั้นเขาได้ลงแข่งขันกับทีมเรดบูลล์จนถึงปี 2020 และปรับมาเป็นนักแข่งทดสอบในปี 2021 

 

จนล่าสุดเขาได้ย้ายมร่วมทีมวิลเลียมส์อย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2022 โดยจะลงแข่งขันคู่กับ นิโคลัส ลาติฟี 

 

โดยศึกฟอร์มูลาวัน ฤดูกาล 2022 จะลงแข่งขันสนามแรก บาห์เรน กรังด์ปรีซ์ ในวันที่ 20 มีนาคม 2022 

The post อเล็กซ์ อัลบอน เผยอาจมาไทยปีนี้ พร้อมเปิดใจกับ THE STANDARD ก่อนประเดิม F1 ฤดูกาลใหม่กับทีมวิลเลียมส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วายแอลจี’ ชี้ เทรนด์ทองคำปีนี้ขาขึ้น เหตุดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ กองทุนซื้อสะสมต่อเนื่อง พร้อมมองราคาในประเทศ 29,000 บาทต่อบาททองคำ https://thestandard.co/ylg-this-years-gold-trend-is-up/ Tue, 15 Feb 2022 13:51:15 +0000 https://thestandard.co/?p=594947 เทรนด์ทองคำ

วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส มองเทรนด์ทองคำปีนี้เ […]

The post ‘วายแอลจี’ ชี้ เทรนด์ทองคำปีนี้ขาขึ้น เหตุดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ กองทุนซื้อสะสมต่อเนื่อง พร้อมมองราคาในประเทศ 29,000 บาทต่อบาททองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์ทองคำ

วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส มองเทรนด์ทองคำปีนี้เป็นขาขึ้น แม้ Fed เตรียมขึ้นดอกเบี้ย เหตุดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ขณะที่ข้อพิพาทยูเครนระอุ ดึงกองทุนเก็บทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยต่อเนื่อง พร้อมประเมินแนวโน้มราคาทองคำในประเทศรอบนี้แตะ 29,000 บาทต่อบาททองคำ เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่ากดดัน ด้านราคาทองคำวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) ทะยานเข้าหาแนวต้าน 1,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนโดนแรงขายทำกำไร 

 

ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาด TFEX เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน แม้ราคาทองคำจะไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างหวือหวา แต่ภาพรวมยังเป็นการปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป 

 

โดยล่าสุดนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ล่าสุดราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นไปยืนเหนือ 1,850 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากมีเม็ดเงินไหลเข้าจาก SPDR ซึ่งเป็นกองทุนทองคำขนาดใหญ่ หลังจากที่ปีที่ผ่านมากองทุนได้เทขายทองคำอย่างต่อเนื่อง 

 

ปัจจัยสนับสนุนให้นักลงทุนหันมาลงทุนในทองคำในปีนี้ คือแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสูงในรอบ 40 ปี จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบอยู่ แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการปรับที่เร็วสุดน่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนมีนาคมนี้

 

นอกจากนี้ ทองคำยังได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนกรณีความขัดแย้งสหรัฐฯ-รัสเซีย ในข้อพิพาทยูเครน ที่ต้องเริ่มจับตาอย่างใกล้ชิดหลังจากที่มีข่าวว่าอาจจะมีการโจมตีเกิดขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของความต้องการทองคำจากอินเดียและจีน จึงทำให้ความต้องการทองคำมีมากขึ้นทั้งในส่วนของการลงทุนในตลาดทองคำล่วงหน้า (Futures) และทองคำกายภาพ 

 

โดยวายแอลจีแนะนำให้หาจังหวะซื้อที่แนวรับ 1,834-1,848 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,895-1,916 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศรอบนี้มองว่ามีโอกาสแตะ 29,000 บาท เนื่องจากค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งค่า 

 

ด้านความเคลื่อนไหวราคาทองคำวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) ราคาไต่ระดับขึ้นมาทดสอบแนวต้านที่ 1,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากนั้นมีแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง กดราคาปรับระดับไปซื้อขายในช่วง 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์

The post ‘วายแอลจี’ ชี้ เทรนด์ทองคำปีนี้ขาขึ้น เหตุดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ กองทุนซื้อสะสมต่อเนื่อง พร้อมมองราคาในประเทศ 29,000 บาทต่อบาททองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การวางแผนองค์กรเพื่อมุ่งสู่ Net Zero กับ 8 ขั้นตอนใช้ได้จริง https://thestandard.co/enterprise-planning-for-net-zero-with-8-practical-steps/ Tue, 15 Feb 2022 13:40:39 +0000 https://thestandard.co/?p=594943 Net Zero

คณะกรรมการขององค์การสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภู […]

The post การวางแผนองค์กรเพื่อมุ่งสู่ Net Zero กับ 8 ขั้นตอนใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Net Zero

คณะกรรมการขององค์การสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) กำหนดให้ปี 2593 เป็นปีที่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยจะลดลงก่อน 45% ระหว่างปี 2553-2573 เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ภูมิอากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ในเดือนสิงหาคม 2564 รัฐบาลจาก 195 ประเทศทั่วโลก ยอมรับว่ามนุษย์เป็นเหตุให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.5 องศาเซลเซียสในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า และถ้าไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกอย่างรวดเร็วและจริงจัง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจะไม่หยุดที่แค่ 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยที่แต่ละประเทศได้ตั้งปณิธานบรรลุ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

 

จากการศึกษาดัชนีชี้วัดความพร้อมด้าน Net Zero (Net Zero Readiness Index: NZRI) เพื่อประเมินความพร้อมของแต่ละประเทศในการบรรลุ Net Zero ชี้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ ‘น่าจับตามอง’ ในการบรรลุ Net Zero ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศที่มีโอกาสชัดเจนที่จะก้าวหน้าในความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการใหญ่ๆ และความพยายามที่เพิ่มขึ้น

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

ประเทศไทยมีแผนที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 และจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2608 ภายใต้แผนจัดการพลังงานของประเทศ ซึ่งกำหนดให้ใช้พลังงานหมุนเวียนในอัตรา 50% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จึงทำให้มีโครงการหลายโครงการออกมา เช่น จากปี 2578 เป็นต้นไป ยานพาหนะที่ไร้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้นที่จะจดทะเบียนได้ รัฐบาลไทยประกาศว่าจะสนับสนุนภาคเอกชนในการเป็นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) และมีความพยายามที่จะให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นและมีผลกระทบน้อยที่สุด ความพยายามนี้ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ซึ่งจะเป็นหนทางสู่การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

 

นอกจากความพยายามในระดับประเทศและระดับรัฐบาลแล้ว ภาคเอกชนเองก็กำลังเตรียมพร้อมสู่เส้นทางแห่ง Net Zero เช่นกัน ไม่ว่าจะสาเหตุเนื่องมาจากมาตรการและข้อบังคับที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การรายงาน One Report ความต้องการของผู้บริโภค หรือความเรียกร้องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร แต่การเปลี่ยนเป้าหมายให้กลายเป็นการปฏิบัติได้จริงนั้นต้องมีการวางแผนที่ครอบคลุมและตระหนักถึงผลกระทบเชิงบวกของการลดคาร์บอนในธุรกิจ ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้จริงและมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความยืดหยุ่นเพียงพอเพื่อตอบรับกับแนวคิด เทคโนโลยี และกฎข้อบังคับต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ

 

ในรายงาน Net-zero commitments: Where’s the plan? เคพีเอ็มจีได้เสนอแผน 8 ขั้นตอนที่มีประสิทธิภาพและใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้ธุรกิจมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน พนักงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ เพื่อเพิ่มความความยืดหยุ่นและสามารถรับมือกับผลกระทบในเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

8 ขั้นตอนสำหรับแผนการเปิดเผยข้อมูลการลดการปล่อยคาร์บอน

 

  1. เปิดเผยการกำกับดูแลการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กร: Net Zero เป็นประเด็นสำคัญ และคณะกรรมการบริษัทควรมีบทบาทหลักในแผนการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กร นอกจากนี้บริษัทอาจสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริหารและพนักงาน โดยกำหนดค่าตอบแทนของผู้บริหารและคณะกรรมการ และกำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานหลัก (KPI) ของพนักงาน

 

  1. ความโปร่งใสด้านการลดการปล่อยคาร์บอนในปณิธานขององค์กร: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหรือ ‘ขอบเขต’ ซึ่งกำหนดตามมาตรฐานการจัดทำบัญชีระหว่างประเทศในการรายงานก๊าซเรือนกระจกสำหรับองค์กรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด โดยขอบเขตที่ 1 คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง ขอบเขตที่ 2 คือ การซื้อพลังงาน และขอบเขตที่ 3 คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกิจกรรมทางอ้อมอื่นๆ ทั้งหมดในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท เช่น การเดินทางและการกำจัดของเสีย การแจกแจงเป้าหมายโดยละเอียดนั้นสามารถแสดงให้เห็นว่าองค์กรมีแผนการอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์กรจึงควรมีความชัดเจนเกี่ยวกับการปล่อยคาร์บอนที่ระบุไว้ในปณิธาน Net Zero ขององค์กร

 

  1. เปิดเผยเป้าหมาย Net Zero ทั้งในระยะยาวและระยะกลาง: การตั้งเป้าหมายสำหรับการมุ่งสู่ Net Zero นั้นควรมีเป้าหมายภายในปี 2593 เพื่อให้มั่นใจว่าแผนดังกล่าวนำเอาไปใช้ได้จริง และหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายที่ไกลเกินไป นอกจากนี้องค์กรควรกำหนดเป้าหมายระยะกลางที่ใกล้เข้ามา เพื่อตอบโทย์ความคาดหวังของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นส่วนสร้างแรงกดดันให้องค์กรเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็ว

 

  1. นำเสนอแผน Net Zero ที่มีรายละเอียดและน่าเชื่อถือ: บริษัทต่างๆ ควรนำเสนอกลยุทธ์การลดคาร์บอนที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด และชี้แจงว่าครอบคลุมถึงการปล่อยคาร์บอนประเภทใดบ้าง ซึ่งรวมถึงการเปิดแผนการดำเนินงานหลัก ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีที่ใช้ในแผนงาน รายละเอียดการลงทุน และเทคนิคต่างๆ ในแผนงานนั้น

 

  1. อธิบายการบูรณาการแผน Net Zero กับกลยุทธ์องค์กร: แผน Net Zero ควรเป็นกลยุทธ์หลักที่รวมอยู่ในการวางแผนธุรกิจ และสอดคล้องกับกลยุทธ์โดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทต่างๆ ควรคาดการณ์ผลกระทบในอนาคตของการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ด้วยการเริ่มกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price) ตลอดจนการใช้กลไกอื่นๆ ในการตัดสินใจลงทุน

 

  1. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยง ความท้าทาย และความไม่แน่นอน: บริษัทต่างๆ ควรอธิบายถึงความเสี่ยง ความท้าทาย และความไม่แน่นอนในการบรรลุแผน Net Zero ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนการลดคาร์บอนที่ผันผวน ปัจจัยทางการเมือง การผสมผสานพลังงานในอนาคตของประเทศต่างๆ ความพร้อมของเทคนิคการกำจัดคาร์บอน ราคาการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsets) ราคาคาร์บอน และความไม่แน่นอนในเรื่องเทคโนโลยี

 

  1. ให้รายละเอียดผลกระทบของแผน Net Zero ขององค์กร: บริษัทต่างๆ ควรแสดงให้เห็นว่าแผนดังกล่าวส่งผลต่อกลยุทธ์ขององค์กรอย่างไรในแง่ของโมเดลธุรกิจ การลงทุน และห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ บริษัทอาจต้องลงทุนในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับพนักงาน คณะกรรมการ และผู้บริหาร องค์กรควรพิจารณายกเลิกการใช้กระบวนการหรือผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยมลพิษในปริมาณที่สูง และเร่งกระตุ้นผลิตภัณฑ์ที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ โดยใช้โครงสร้างการกำหนดราคาที่แตกต่างกัน บริษัทต่างๆ ควรคิดแผนโลจิสติกส์ใหม่ เพื่อช่วยลดระยะทางในการขนส่ง และใช้แหล่งที่มาในท้องถิ่นหากเป็นไปได้

 

  1. ทบทวนและรายงานความก้าวหน้าประจำปี: บริษัทต่างๆ สามารถเปิดเผยแผนและความคืบหน้าในรายงานประจำปี รายงานด้านการเงิน และบนเว็บไซต์ของบริษัท เนื่องจากแผนการลดคาร์บอนถูกคาดหวังให้สอดรับกับแง่มุมต่างๆ เช่น กลยุทธ์ โมเดลธุรกิจ การลงทุน ความพร้อมของค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา บุคลากร และห่วงโซ่อุปทาน การเปิดเผยแผนในบริบทความยั่งยืนเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนในการทำความเข้าใจผลกระทบทางการเงินของแผนงาน ตลอดจนความเสี่ยงหากแผนไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ

 

ทั้งนี้ องค์กรควรเริ่มวางแผนและดำเนินงานไปสู่ Net Zero ได้แล้ว โดยที่กำหนดแผนการที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และสอดคล้องกับกลยุทธ์โดยรวมขององค์กร โดยไม่ใช่การดำเนินการเพียงเพื่อตอบโจทย์ข้อกำหนดกฎหมายเท่านั้น การดำเนินการดังกล่าว การมีแผนและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และการดำเนินการสู่ Net Zero นอกจากสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้องค์กรแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือต่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ร้ายแรงทางการเงินและการปฏิบัติการขององค์กรได้อีกด้วย

 

ติดตามข่าวสารศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ Facebook: THE STANDARD WEALTH และ YouTube: THE STANDARD

The post การวางแผนองค์กรเพื่อมุ่งสู่ Net Zero กับ 8 ขั้นตอนใช้ได้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
OR โกยกำไรไตรมาส 4 รวมกว่า 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ธุรกิจหลัก https://thestandard.co/or-4th-quarter-profit/ Tue, 15 Feb 2022 13:25:59 +0000 https://thestandard.co/?p=594938 ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR มีกำไรในไตรมาส 4/6 […]

The post OR โกยกำไรไตรมาส 4 รวมกว่า 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ธุรกิจหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก

บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR มีกำไรในไตรมาส 4/64 จำนวน 2,354 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4%YoY โดยเป็นการเติบโตจากทั้ง 3 ธุรกิจหลัก ขณะที่กำไรทั้งปี 2564 อยู่ที่ 1​1,474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.5% จากงวดปี 2563

 

OR รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4/64 มีรายได้ขายและบริการ 157,839 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 44.2% จากไตรมาส 4/63 ที่มีรายได้ขายและบริการ 109,496 ล้านบาท 

 

ในไตรมาส 4/64 OR มีกำไรสุทธิ 2,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 462 ล้านบาท (+24.4%) คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.20 บาท สูงกว่าไตรมาสก่อน 0.04 บาท (+25.0%)

 

สาเหตุหลักที่ทำให้ผลการดำเนินงานปรับเพิ่มขึ้นมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศไทย และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชนในช่วงสิ้นปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดีขึ้น สำหรับความต้องการใช้น้ำมันของโลกกำลังฟื้นตัวด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระจายวัคซีนที่รวดเร็วในหลายประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

ปัจจัยทั้งหมดข้างต้นทำให้กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (กลุ่มธุรกิจ Mobility) มีรายได้ขายเพิ่มขึ้น 35.4% ส่วนใหญ่เป็นผลจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 24.1% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซิน เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ Non-Oil (กลุ่มธุรกิจ Lifestyle) ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 34.5% ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น และกิจกรรมการส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณขายเพิ่มขึ้น 

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ (กลุ่มธุรกิจ Global) มีรายได้เพิ่มขึ้น 31.3% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มธุรกิจ Mobility และกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดในต่างประเทศ

 

EBITDA ในไตรมาส 4/64 จำนวน 4,418 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 367 ล้านบาท (+9.1%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ที่เพิ่มขึ้นกว่า 46.0% โดย EBITDA Margin ดีขึ้น ทั้งในส่วนของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ สำหรับกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตรากำไรอ่อนตัวลงจากภาวะกดดันในการปรับราคาขายหน้าสถานีบริการในช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง เพื่อช่วยบรรเทาภาระภาคประชาชน 

 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจ Global ปรับตัวลดลง (-23.1%) ตามกำไรขั้นต้นที่ปรับตัวลดลงใน สปป.ลาว เป็นหลัก 

 

สำหรับภาพรวมของค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น (+28.9%) โดยหลัก คือ ค่าใช้จ่ายที่แปรผันตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าโฆษณาและส่งเสริมการขาย ค่าจ้างเติมน้ำมันอากาศยาน ค่าขนส่ง เป็นต้น รวมถึงค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา 

 

ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2564 OR มีรายได้ขายและบริการ 511,799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4% จากปี 2563 ที่มีรายได้ขายและบริการ 428,804 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในงวดปี 2564 11,474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.5% จากงวดปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิ 8,791 ล้านบาท  

 

จัดสรรงบลงทุน 5 ปี 9.3 หมื่นล้านบาท 

ทั้งนี้ OR มีแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2565-2569) จำนวน 93,462 ล้านบาท แบ่งเป็น

กลุ่มธุรกิจ Mobility 33,894 ล้านบาท (36.3%) 

กลุ่มธุรกิจ Lifestyle 20,337 ล้านบาท (21.8%) 

กลุ่มธุรกิจ Global 13,229 ล้านบาท (14.2%) 

กลุ่มธุรกิจ Innovation & New Business 19,108 ล้านบาท (20.4%) 

Others 6,894 ล้านบาท (7.4%)

 

โดย OR มีแผนการดำเนินงานในปี 2565 ดังนี้ 

กลุ่มธุรกิจ Mobility

  • รักษาสถานะความเป็นผู้นำในประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน (Oil Ecosystem) ทั้งธุรกิจตลาดค้าปลีกน้ำมันและธุรกิจตลาดพาณิชย์และผลิตภัณฑ์หล่อลื่น 
  • ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจจาก Oil Ecosystem ไปยังธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน (Energy Solution Ecosystem) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเริ่มจากการลงทุนขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Station PluZ ซึ่งจะเปิดให้บริการทั้งในและนอกสถานีบริการ PTT Station ในปี 2565 มีแผนจะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมเส้นทางหลักและแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์สำคัญทั่วประเทศ พร้อมทั้งนำเสนอโซลูชัน เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop ทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการ PTT Station และยังเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ในการจำหน่ายอุปกรณ์และบริการติดตั้ง การบำรุงรักษาสำหรับตัวแทนจำหน่ายสถานีบริการ PTT Station และการจำหน่ายไฟฟ้าที่ OR ติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับกลุ่มลูกค้านอกสถานีบริการ เช่น กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เป็นต้น
  • ใช้ประโยชน์จาก PTT Station ซึ่งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพในการเป็น Physical Platform สำหรับการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility และ Lifestyle อื่นๆ รวมถึงความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตร ซึ่งจะทำให้สถานีบริการ PTT Station มีความหลากหลายในสินค้าและบริการ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค

 

กลุ่มธุรกิจ Lifestyle

  • รักษาสถานะความเป็นผู้นำในตลาดร้านกาแฟ ผ่านการพัฒนาเครือข่ายของแบรนด์ Cafe Amazon พร้อมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการควบคู่กัน
  • เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ของ Cafe Amazon เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น กาแฟดริป กาแฟ Cold Brew รวมถึงสินค้าสำหรับบริโภคที่บ้าน (Other home use products) เป็นต้น
  • บริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นให้ PTT Station ให้กลายเป็น Physical Platform สำหรับการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility และ Lifestyle และการหาคู่ค้าให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้บริโภค 
  • บริหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านการขยายขนาดการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ (Upstream) โดยแสวงหาโอกาสร่วมทุน หรือการซื้อกิจการ (M&A) เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอด Supply Chain
  • Diversify Portfolio โดยแสวงหาโอกาสร่วมทุน หรือการซื้อกิจการ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้งในธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

 

กลุ่มธุรกิจ Global

  • ขยายฐานการดำเนินธุรกิจสู่ตลาดโลก โดยใช้ประโยชน์จากแบรนด์ที่เป็นที่ยอมรับ ความเชี่ยวชาญในการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ผสมผสานและปรับผลิตภัณฑ์ของ OR ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแต่ละประเทศ (Localization)
  • แสวงหาโอกาสที่เหมาะสมในการเข้าซื้อกิจการ และ/หรือร่วมทุนต่างประเทศ ทั้งธุรกิจใหม่ในพื้นที่เดิมที่ OR มีฐานในการดำเนินธุรกิจและเชี่ยวชาญในพื้นที่ และธุรกิจในพื้นที่ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ

 

กลุ่มธุรกิจ Innovation & New S-Curve

  • พัฒนารูปแบบการชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี และตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็ว ถูกต้อง ปลอดภัย และไร้การสัมผัส
  • การร่วมลงทุนในหลายธุรกิจ เพื่อผนึกกำลังประสานจุดแข็งของพันธมิตร อาทิ ลงทุนผ่านกองทุน ORZON Ventures เพื่อลงทุนสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้นกิจการ (Early-stage) 
  • มุ่งเน้นการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ศักยภาพที่ OR มีอยู่ร่วมกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ ในการร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อสร้างตลาดใหม่และธุรกิจใหม่ เพื่อยกระดับสู่นวัตกรรมในแบบฉบับ OR (OR Innovation) 

 

The post OR โกยกำไรไตรมาส 4 รวมกว่า 2.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ธุรกิจหลัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กกต. แตะเบรก ปมขับธรรมนัส? / วัดฝีมือ รมต. ดีอีเอส วิกฤตคอลเซ็นเตอร์ป่วน | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow150265/ Tue, 15 Feb 2022 13:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=594934

คุยกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อ่านเกม กกต. ส่อแตะเบรก พปชร. […]

The post ชมคลิป: กกต. แตะเบรก ปมขับธรรมนัส? / วัดฝีมือ รมต. ดีอีเอส วิกฤตคอลเซ็นเตอร์ป่วน | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

คุยกับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อ่านเกม กกต. ส่อแตะเบรก พปชร. ขับธรรมนัส พร้อมก๊วน ส.ส. 

 

และสัมภาษณ์สด ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ วัดฝีมือ รมต. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนักนานนับเดือน ตอนนี้แก้ปัญหาไปถึงไหน?

 

THE STANDARD NOW พบกันทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD วันนี้ 15 กุมภาพันธ์ เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

The post ชมคลิป: กกต. แตะเบรก ปมขับธรรมนัส? / วัดฝีมือ รมต. ดีอีเอส วิกฤตคอลเซ็นเตอร์ป่วน | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google เผย 5 เทรนด์จากข้อมูลเชิงลึก พบคนไทยสนใจหาความรู้ด้านการเงิน การค้นหา ‘Cryptocurrency’ เพิ่มขึ้น 263% https://thestandard.co/google-reveals-5-trends-based-on-insights/ Tue, 15 Feb 2022 13:06:58 +0000 https://thestandard.co/?p=594930 Google

Google เผย 5 เทรนด์จากข้อมูลเชิงลึก Year in Search 2021 […]

The post Google เผย 5 เทรนด์จากข้อมูลเชิงลึก พบคนไทยสนใจหาความรู้ด้านการเงิน การค้นหา ‘Cryptocurrency’ เพิ่มขึ้น 263% appeared first on THE STANDARD.

]]>
Google

Google เผย 5 เทรนด์จากข้อมูลเชิงลึก Year in Search 2021 พบคนไทยสนใจหาความรู้ด้านการเงิน การค้นหา ‘Cryptocurrency’ เพิ่มขึ้น 263% และ ‘สินเชื่อเงินด่วน’ เพิ่ม 59%

 

Google ประเทศไทย เผยข้อมูลเชิงลึกจากการค้นหาของผู้บริโภคตลอดทั้งปีจากรายงาน Year in Search ของประเทศไทย ประจำปี 2021 (Year in Search 2021-Thailand Report) โดยปี 2021 ยังคงแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตแบบผสมผสาน การจับจ่ายซื้อของ การทำงาน การเงิน และการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำให้ปัจจุบันดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน รวมทั้งพวกเขายังมีความเชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อให้มีข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจได้ดีขึ้น 

 

ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย หัวหน้าฝ่ายการตลาด Google ประเทศไทย กล่าวว่า ในปัจจุบันคนไทยหลายล้านคนยังคงเลือกใช้ Google Search ในการทำความเข้าใจและประเมินข้อมูล เช่น การที่ผู้บริโภคหันมาใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ก็ถือเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์และธุรกิจในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคในเส้นทางการซื้อ เพราะ 90% ของผู้บริโภคไทยจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการตัดสินใจซื้อของพวกเขา 

 

ในปี 2021 Google พบว่ามีการค้นหา ‘ยี่ห้อไหนดี’ เพิ่มขึ้น 30% โดยคำค้นหาเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสนใจจริงๆ ทำให้แบรนด์และกลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าใจถึงความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรายงาน Year in Search ของประเทศไทย ประจำปี 2021 ได้แบ่งเทรนด์ของผู้บริโภคออกเป็น 5 เทรนด์หลัก ได้แก่

 

1. โลกออนไลน์กลายเป็นกระแสหลัก

ปี 2021 เป็นปีที่ได้เรียนรู้ว่าโลกออนไลน์จะอยู่กับเราอย่างถาวร โดยผู้บริโภคไทยต่างปรับตัวสู่ไลฟ์สไตล์ที่เน้นโลกดิจิทัลเป็นหลัก โดยมีความสนใจในการค้นหา ‘ขายอะไรออนไลน์’ เพิ่มขึ้น 44% ควบคู่ไปกับการค้นหา ‘โค้ดลูกค้าใหม่’ ที่เพิ่มขึ้น 50% 

 

เทศกาลแห่งการช้อปปิ้งได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เฉพาะ 11.11 อีกต่อไป แต่การค้นหาแคมเปญเลขคู่อื่นๆ อย่าง ‘6.6+ 7.7+ 8.8’ ก็เพิ่มขึ้นถึง 110% นอกจากนี้นักช้อปยังมองหาการจัดส่งที่น่าเชื่อถือและไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้การค้นหา ‘จัดส่งฟรี’ ในไทยนั้นเพิ่มขึ้นถึงกว่า 60% รวมไปถึงการค้นหา ‘หาหมอออนไลน์’ ที่เพิ่มขึ้นถึง 122%

 

2. ทบทวนวิถีชีวิตที่ผ่านมา

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิดในปี 2021 ส่งผลให้ผู้คนต่างหันมาทบทวนวิถีชีวิตและคุณค่าของตัวเองกันใหม่ การหันกลับมามองวิถีชีวิตในอดีต ทำให้พวกเขาเริ่มมองหาความสะดวกสบายและความเรียบง่ายในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น และยังทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญกับพวกเขามากที่สุด 

 

โดยปี 2021 ผู้คนเลิกตกแต่งสถานที่ทำงาน แต่หันมาเลือกสถานที่ทำงานแทน โดยการค้นหา ‘work from hotel’ (การทำงานจากโรงแรม) เพิ่มขึ้นถึง 1,600% แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในวิถีชีวิตแบบผสมผสาน 

 

สำหรับการปรับมุมมองใหม่ด้านการเงินนั้น ผู้คนแสวงหาวิธีศึกษาหาความรู้ด้านการเงิน และสนใจในการลงทุนรูปแบบใหม่จากการค้นหา ‘Cryptocurrency’ ซึ่งเพิ่มขึ้น 263% รวมไปถึงใส่ใจในการดูแลตัวเองและผู้คนรอบข้างผ่านการค้นหา ‘Vitamin D’ ที่เพิ่มขึ้น 87%

 

3. ห่างไกล ไม่ห่างกัน ด้วยเทคโนโลยี

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาด ส่งผลให้ผู้คนมากมายต้องเว้นระยะห่างระหว่างกัน แต่พวกเขาก็หาทางปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ในปี 2021 ระยะห่างนั้นเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคจึงเริ่มหาวิธีใหม่ๆ ในการแสดงออกถึงตัวตน และพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมมากกว่าแค่การใช้เวลาร่วมกันในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ว่าจะทางออนไลน์หรือออฟไลน์ 

 

เช่น การแสดงความรู้สึกผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสารกับคนที่รัก โดยการค้นหา ‘คำอวยพรวันครบรอบ’ สูงขึ้นถึง 210% และการค้นหา ‘ส่งของขวัญ’ เพิ่มขึ้น 69% นอกจากนี้เทคโนโลยียังทำให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้หลากหลายวิธี ทำให้มีการค้นหา ‘เล่มเกมออนไลน์กับแฟน’ เพิ่มขึ้น 250% ควบคู่ไปกับการค้นหา ‘สั่งให้เพื่อน’ เพิ่มขึ้นถึง 100% 

 

4. ใส่ใจกับการค้นหาความจริง

จากรายงานปีนี้ นอกจากผู้บริโภคจะเพิ่มความระมัดระวังและความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้นแล้ว ผู้บริโภคยังมุ่งเน้นการเสาะหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มากขึ้นด้วย โดยผู้บริโภคเลือกใช้ Search เป็นตัวช่วยในการตรวจสอบข้อเท็จจริง พิจารณาค่านิยมของแบรนด์ และยืนยันความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่เลือกใช้ 

 

ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพ และปกป้องความเป็นส่วนตัว ที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ด้วยการค้นหาเกี่ยวกับ ‘ข่าวปลอม’ ที่เพิ่มขึ้นถึง 200% และการค้นหา ‘ข้อมูลส่วนบุคคล’ เพิ่มขึ้น 143% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งผู้บริโภคเองก็ต้องการความมั่นใจมากขึ้น ทำให้การค้นหา ‘เชื่อถือได้ไหม’ มีตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 72% 

 

5. ความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนมากขึ้น

เนื่องจากปัจจุบันผู้คนต่างพึ่งพาและต้องการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว หรือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่ที่มีความต้องการพื้นฐานมากขึ้น ผู้บริโภคต่างก็กำลังค้นหาวิธีเอาชนะอุปสรรคที่เผชิญอยู่ เช่น การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เสถียรในราคาที่เป็นมิตร จากการค้นหา ‘เน็ตฟรี’ ที่เพิ่มขึ้น 35% ควบคู่มากับการค้นหา ‘5G’ ที่พุ่งสูงถึง 235% 

 

นอกจากนี้ยังมีความต้องการการสนับสนุนทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด ที่ส่งผลทำให้มีผู้คนเป็นจำนวนมากต้องกลายเป็นคนว่างงานและหันมาใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินสดมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การค้นหา ‘สินเชื่อเงินด่วน’ เพิ่มขึ้น 59% รวมทั้งการค้นหา ‘หางานใกล้ฉัน’ ก็สูงขึ้นถึง 125%

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

The post Google เผย 5 เทรนด์จากข้อมูลเชิงลึก พบคนไทยสนใจหาความรู้ด้านการเงิน การค้นหา ‘Cryptocurrency’ เพิ่มขึ้น 263% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโครงสร้างราคาน้ำมัน คนไทยต้องเสียค่าอะไรบ้างก่อนถึงหัวจ่าย https://thestandard.co/oil-price-structure/ Tue, 15 Feb 2022 12:57:19 +0000 https://thestandard.co/?p=594922 ราคาน้ำมัน

หลังจากที่วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็ […]

The post เปิดโครงสร้างราคาน้ำมัน คนไทยต้องเสียค่าอะไรบ้างก่อนถึงหัวจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาน้ำมัน

หลังจากที่วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเป็นการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและน้ำมันอื่นๆ ที่คล้ายกัน ตั้งแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ซึ่งจะทำให้โครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับลดประมาณ 3 บาทต่อลิตร 

 

THE STANDARD เปิดโครงสร้างราคาน้ำมันไทย จากหน้าโรงกลั่นก่อนถึงหัวจ่าย คนไทยต้องจ่ายค่าอะไรบ้างในราคาน้ำมัน

 

ราคาน้ำมัน

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post เปิดโครงสร้างราคาน้ำมัน คนไทยต้องเสียค่าอะไรบ้างก่อนถึงหัวจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เริ่มแล้ว MasterChef Thailand Season 5 กับรูปแบบใหม่ที่เฉลิมฉลองความเป็น Home Cook มากกว่าเดิม https://thestandard.co/masterchef-thailand-season-5/ Tue, 15 Feb 2022 10:28:11 +0000 https://thestandard.co/?p=594786 MasterChef Thailand Season 5

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายการแข่งขัน […]

The post เริ่มแล้ว MasterChef Thailand Season 5 กับรูปแบบใหม่ที่เฉลิมฉลองความเป็น Home Cook มากกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
MasterChef Thailand Season 5

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายการแข่งขันทำอาหาร MasterChef Thailand Season 5 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว สำหรับในซีซันนี้เราเชื่อว่าแฟนรายการหลายคนแอบตั้งตารอคอยไม่น้อย เพราะก่อนออกอากาศทางรายการได้ปล่อยทีเซอร์โปรโมตยกใหญ่ว่าการกลับมาครั้งนี้จะยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนรูปแบบไปไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน 

 

ซึ่งหลังผ่านอีพีแรกไปก็ต้องบอกว่า MasterChef Thailand Season 5 กลับมาอย่างน่าสนใจจริงๆ มีอะไรที่ต้องรู้บ้าง เราสรุปมาเล่าให้คุณฟังกัน 

 

ในเอพิโสดแรกเป็นตอนที่เหล่าผู้เข้าแข่งขันจะต้องรับบททดสอบแรกเพื่อช่วงชิง ‘ผ้ากันเปื้อนมาสเตอร์เชฟสีขาว’ ที่จะมีไว้ให้กับผู้เข้าแข่งในรอบจริงเพียง 12 คนเท่านั้น ซึ่งในตอนแรกผู้เข้าแข่งขันทั้ง 30 คนที่ผ่านเข้ารอบก็ต้องเซอร์ไพรส์ เพราะยังมีอีก 30 คนจากทางบ้านมาร่วมแข่งขันในรอบนี้ด้วย เท่ากับว่าในรอบคัดเลือกนี้จะคัดเพียง 12 คน จากทั้งหมด 60 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 เท่านั้น 

 

รูปแบบการแข่งขันที่ปูทางว่าอลังการก็อลังการมากขึ้นจริงๆ เริ่มจากสนามการแข่งขันที่ใหญ่ขึ้นขนาดที่รถบรรทุกสามารถวิ่งเข้ามาส่งวัตถุดิบในรอบแรกได้แบบสบายๆ ไหนจะการเปิดตัวพิธีกรสาว ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ ผ่านจอขนาดใหญ่มาคอยให้คำสั่งสร้างบรรยากาศให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น เสริมไปด้วยกันกับกติกา รูปแบบการคัดออกที่สนุกขึ้นจริงราวกับอยู่ในซีรีส์เกาหลีชื่อดัง 

 

MasterChef Thailand ซีซันนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็น Home Cook มากขึ้น ซึ่งแม้รายการจะเป็นรายการการแข่งขันระหว่างผู้เข้าแข่งขันทางบ้าน แต่เอาเข้าจริงในซีซันก่อนๆ ก็เต็มไปด้วยผู้เข้าแข่งขันที่จบด้านอาหารมาโดยตรงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแตกต่างจากซีซันนี้ที่เรารู้สึกได้ว่าผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนคือคนรักการทำอาหารที่เป็น Home Cook จริงๆ แต่สำหรับในประเด็นนี้ตอนเดียวอาจจะยังบอกอะไรไม่ได้ขนาดนั้น ก็ต้องรอดูกันต่อไป 

 

ประเด็นถัดมาคือโจทย์การแข่งขันที่ซีซันอื่นๆ จะแจกวัตถุดิบหลักและให้ทำอาหารออกมาพรีเซนต์ แต่คราวนี้เป็นการวัดทักษะหาความเป๊ะ เริ่มจากโจทย์ ‘ทอดไข่ดาว 24 ฟอง’ ที่ไข่ขาวต้องสุกและไข่แดงต้องห้ามแตก โจทย์นี้เน้นย้ำว่าการเป็นเชฟต้องรู้จักรักษาวัตถุดิบ ผู้เข้าแข่งขันจะได้ไข่ไปทั้งหมด 25 ฟอง เท่ากับสามารถพลาดได้แค่ฟองเดียว และไม่ต้องรอจนจบ 15 นาที หากใครพลาดทำแตกมากกว่า 1 ก็โดนออกจากการแข่งขันทันที 

 

ถัดมาเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานอย่างการตำเครื่องแกง โดยแต่ละคนจะได้โจทย์เครื่องแกงเขียวหวาน แกงเหลือง และฉู่ฉี่ ซึ่งส่วนผสมต้องถูกต้องครบถ้วน ปริมาณต้องได้ และเนื้อพริกแกงต้องละเอียดเนียน ซึ่งหลังจากทั้งสองโจทย์ผ่านไปรายการก็ได้มอบผ้ากันเปื้อนให้กับผู้เข้าแข่งขันตัวจริงทั้ง 12 คนเป็นที่เรียบร้อย (และหนึ่งในนั้นมีคุณลุงแดง พ่อของปอ อรรณพ แชมป์ MasterChef Celebrity Season 2 ด้วยนะ)

 

นี่เป็นเพียงแค่ตอนแรกก็จริง แต่เราก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงโจทย์และแนวทางของรายการไม่น้อยเลย ซึ่งการกลับสู่พื้นฐานง่ายๆ อย่างการทอดไข่หรือตำพริกแกงนั้นอาจฟังดูไม่หวือหวา แต่เมื่อปฏิบัติจริงมันไม่ง่ายเลย แถมยังทำให้เราได้เห็นว่าคนที่ทำออกมาได้เป๊ะจริงๆ นั้นน่าทึ่งมากแค่ไหน พร้อมกับอยากติดตามโจทย์ในสัปดาห์ถัดไปทันที สงสัยติดใจเพียงข้อเดียวว่า พิธีกรพี่ป๊อกในเวอร์ชัน AI สาวนั้นจำเป็นจะต้องอยู่กับเราทุกตอนจริงๆ เหรอ  

 

ใครดู MasterChef ตอนนี้แล้วคิดเห็นอย่างไรหรือเชียร์ใครกันบ้าง แชร์กับเราในคอมเมนต์ได้เลย 

 

ดูรายชื่อผู้เข้ารอบทั้ง 12 คนได้ที่ https://www.facebook.com/masterchefthailand 

 

MasterChef Thailand Season 5

The post เริ่มแล้ว MasterChef Thailand Season 5 กับรูปแบบใหม่ที่เฉลิมฉลองความเป็น Home Cook มากกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นไทย’ ฟื้นตัวแรงดัชนีแตะ 1,700 จุด หลังรัสเซียส่งสัญญาณ ‘ไม่บุกยูเครน’ จับตา 4 ตัวบ่งชี้สำคัญ ส่งผลต่อแนวโน้มในระยะสั้น https://thestandard.co/thai-stocks-rebound-sharply-index-touches-1700-points/ Tue, 15 Feb 2022 10:22:39 +0000 https://thestandard.co/?p=594783 หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงบ่าย (ตามเวลาไท […]

The post ‘หุ้นไทย’ ฟื้นตัวแรงดัชนีแตะ 1,700 จุด หลังรัสเซียส่งสัญญาณ ‘ไม่บุกยูเครน’ จับตา 4 ตัวบ่งชี้สำคัญ ส่งผลต่อแนวโน้มในระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นไทย

ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงบ่าย (ตามเวลาไทย) หลังจากที่ซึมลงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี SET กลับมาแตะระดับ 1,700 จุด ได้อีกครั้ง หลังจากรัสเซียส่งสัญญาณว่าอาจจะไม่บุกยูเครน

 

ตลาดหุ้นรัสเซียอย่าง MOEX และ RTSI ที่เปิดตลาดในวันนี้ (15 กุมภาพันธ์) และปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3.5% และ 5.5% ตามลำดับ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นได้เป็นส่วนใหญ่ โดยตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศยุโรปเพิ่มขึ้นราว 1% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย (SET) ในภาคบ่ายที่วิ่งกลับมาสู่ระดับ 1,700 จุด อีกครั้ง 

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า การที่รัสเซียเคลื่อนกำลังทหารกลับสู่ฐานทัพเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาในช่วงบ่ายนี้ ซึ่งปัจจัยในเรื่องเกี่ยวกับรัสเซียจะเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญต่อแนวโน้มของตลาดหุ้นในระยะข้างหน้า โดย 4 ตัวบ่งชี้ ประกอบไปด้วย

 

  1. การเจรจาทางการทูตของรัสเซีย ซึ่งการเคลื่อนกำลังทหารกลับน่าจะเป็นการส่งสัญญาณว่ารัสเซียจะเน้นการเจรจามากกว่า

 

  1. ราคาน้ำมันดิบและราคาทองคำ ซึ่งล่าสุดปรับตัวลงพร้อมกัน สะท้อนว่าเม็ดเงินทั่วโลกมองว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น

 

  1. ดัชนีตลาดหุ้นรัสเซียล่าสุดฟื้นตัวได้ค่อนข้างแรง หนุนให้หุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มบิ๊กแคป ได้แก่ สื่อสาร ค้าปลีก และแบงก์ ปรับตัวขึ้นแรง

 

  1. ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียกลับมาแข็งค่าอีกครั้งเทียบกับเงินดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดมีมุมมองเชิงลบลดลงต่อความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน 

 

“เชื่อว่าหุ้นไทยมีโอกาสจะขยับไปทดสอบ 1,720-1,730 จุด ในขณะที่ Fund Flow ยังไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง แต่ความผันผวนจะยังไม่หมด สิ่งที่ต้องจับตาคือ Indicators ทั้ง 4 ที่ได้กล่าวไปนี้ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่เห็นการเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปในยูเครน” ภาดลกล่าว 

 

ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อสุทธิมาแล้ว 7 วันทำการติดต่อกัน ตั้งแต่วันที่ 4-14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวม 4.72 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศและนักลงทุนสถาบันเป็นฝ่ายขายสุทธิ กลุ่มละประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติซื้อสะสมหุ้นไทยอยู่ทั้งสิ้น 6.16 หมื่นล้านบาท 

 

ด้าน กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ตลาดฟื้นตัวมาจากเรื่องของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศที่ภาครัฐมีมติส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดหมายไว้ 

 

“วันพฤหัสบดี (17 กุมภาพันธ์) คงจะต้องติดตามเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์กันต่อ หากยังผ่อนคลายต่อเนื่อง เชื่อว่าจะมีแรงส่งให้หุ้นไทยปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยประเมินกรอบดัชนี SET ระยะสั้นที่ 1,708-1,712 จุด ส่วนแนวรับที่ 1,680 จุด” 

 

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง จากที่ต่างชาติปรับน้ำหนักหุ้นไทยขึ้น และยังถือครองต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวตามวัฏจักร

The post ‘หุ้นไทย’ ฟื้นตัวแรงดัชนีแตะ 1,700 จุด หลังรัสเซียส่งสัญญาณ ‘ไม่บุกยูเครน’ จับตา 4 ตัวบ่งชี้สำคัญ ส่งผลต่อแนวโน้มในระยะสั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กวาง เดียร์ลอง’ ย้ายประเทศ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ หลังต้องเผชิญมรสุมชีวิตในไทย https://thestandard.co/deerlong-permanent-relocation/ Tue, 15 Feb 2022 10:19:15 +0000 https://thestandard.co/?p=594779 กวาง เดียร์ลอง

จากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สำหรับ ก […]

The post ‘กวาง เดียร์ลอง’ ย้ายประเทศ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ หลังต้องเผชิญมรสุมชีวิตในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กวาง เดียร์ลอง

จากประเด็นร้อนที่เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สำหรับ กวาง-อาริศา เสียงลือชา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เดียร์ลอง’ ยูทูเบอร์-สตรีมเมอร์ชื่อดัง และหนึ่งใน Sex Creator บน OnlyFans ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีนำคอนเทนต์ของเธอไปเผยแพร่นอกแพลตฟอร์มให้ผู้อื่นชม จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย และอาจส่งผลให้เธอถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย 

 

ล่าสุด (15 กุมภาพันธ์) เบลล์ ขอบสนาม ออกมาโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “กวาง เดียร์ลอง ที่น่ารักของเราไปอยู่ฮอลแลนด์ยาวๆ แล้วนะครับ

 

“ไม่ได้ไปเที่ยวแต่ไปแบบจะไม่กลับมาอีก ประเทศนี้ไม่เหมาะกับน้องสาวผมถึงขนาดต้องหนีไปที่ที่ดีกว่า บทบาทใหม่ของน้องสาวพี่ พี่จะติดตามเสมอ แม้จะอยู่คนละซีกโลกยังไงก็ตาม

 

“ใจนึงเสียดายที่จะไม่ได้เจอน้องที่เมืองไทยอีกแล้ว บรรยากาศที่น้องมาที่บ้านแล้วสนุกสนานจะไม่มีอีกต่อไป แต่ใจนึงก็ดีใจที่น้องจะไปมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีอะไรทำร้ายน้องได้ กวางเลือกที่จะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่นแล้ว ยินดีกับทางเลือกนี้พี่จะไปเยี่ยมบ่อยๆ นะ”

 

ทั้งนี้ สิ่งที่ เบลล์ ขอบสนาม โพสต์บอกกับแฟนคลับได้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวล่าสุดบน Story Instragram ของ กวาง เดียร์ลอง (@arisahomgroon) ซึ่งเธอได้โพสต์ภาพมีนัยสื่อว่า ขณะนี้เธออยู่ที่ฮอลแลนด์ (เนเธอร์แลนด์) แต่ยังไม่มีการโพสต์ข้อความหรืออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมแต่อย่างใด ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวใดๆ เพิ่มเติม THE STANDARD จะรายงานให้ทราบต่อไป 

 

สำหรับปรากฏการณ์ย้ายประเทศ ถูกพูดถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง เคยมีการตั้งกรุ๊ปในเฟซบุ๊กเพื่อถกประเด็นเรื่องนี้ หลายคนมองหาอนาคตและความหวังในประเทศไม่เจอ ขณะที่บางคนต้องการอนาคตและพื้นที่แห่งความหวังให้กับชีวิตของตนเอง 

 

อ้างอิง:

The post ‘กวาง เดียร์ลอง’ ย้ายประเทศ ไปเริ่มชีวิตใหม่ที่เนเธอร์แลนด์ หลังต้องเผชิญมรสุมชีวิตในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประยุทธ์งดแถลงข่าวหลังประชุม ครม. รับกังวลราคาน้ำมันในอนาคต มั่นใจไม่มีเกลือเป็นหนอนในรัฐบาล https://thestandard.co/cabinet-meeting-150265/ Tue, 15 Feb 2022 10:05:55 +0000 https://thestandard.co/?p=594772

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรั […]

The post ประยุทธ์งดแถลงข่าวหลังประชุม ครม. รับกังวลราคาน้ำมันในอนาคต มั่นใจไม่มีเกลือเป็นหนอนในรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระหว่างเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงราคาน้ำมันในขณะนี้หรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่กังวล แต่กังวลว่าวันหน้าจะทำอย่างไรต่อไป” 

 

เมื่อถามว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้กลัวจะมีสภาพเกลือเป็นหนอนหรือไม่ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “เกลือไม่เป็นหนอนหรอก” พร้อมกับหันมาชี้ที่กลุ่มสื่อมวลชนและกล่าวด้วยว่า “อยู่แถวนี้แหละ” ก่อนเดินกลับขึ้นไปยังห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที

 

โดยในวันนี้ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน หรือจนถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ทั้งนี้มีผลหลังจากราชกิจจานุเบกษาประกาศ ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี

 

The post ประยุทธ์งดแถลงข่าวหลังประชุม ครม. รับกังวลราคาน้ำมันในอนาคต มั่นใจไม่มีเกลือเป็นหนอนในรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Netflix ปล่อยทีเซอร์แรกของ Bridgerton ซีซัน 2 ออกมาแล้ว ที่เตรียมฉาย 25 มีนาคม https://thestandard.co/netflix-bridgerton-season-2-teaser/ Tue, 15 Feb 2022 09:55:50 +0000 https://thestandard.co/?p=594768 Bridgerton

ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดการรอคอยกันเข้ามาทุกทีแล้วสำหรับแฟนซ […]

The post Netflix ปล่อยทีเซอร์แรกของ Bridgerton ซีซัน 2 ออกมาแล้ว ที่เตรียมฉาย 25 มีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bridgerton

ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดการรอคอยกันเข้ามาทุกทีแล้วสำหรับแฟนซีรีส์ Bridgerton เพราะซีซันที่ 2 ของซีรีส์ดังกล่าวจะฉายในวันที่ 25 มีนาคมนี้ และ Netflix ก็สร้างความตื่นเต้นให้คนทั่วโลกด้วยการปล่อยทีเซอร์ตัวแรกออกมาแล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์

 

สำหรับตัวอย่างแรกก็ได้เผยให้เห็นถึงพระเอกของซีซันอย่าง Lord Anthony พี่ชายคนโตแห่งตระกูล Bridgerton (รับบทโดย Jonathan Bailey) และนางเอกซึ่งเป็นตัวละครหน้าใหม่แห่งสังคมชนชั้นสูง Kate Sharma (รับบทโดย Simone Ashley) ที่ดูท่าว่าจะไม่ลงเอยกันง่ายๆ ท่ามกลางบรรยากาศของงานเต้นรำสวยงามและแฟชั่นสุดอลังการของเหล่าตัวละครอันคุ้นตา โดยในตัวอย่างยังมีเสียงของ Lady Whistledown (พากย์เสียงโดย Julie Andrews) นักเขียนข่าวซุบซิบนินทาคนเดิม ที่ประกาศการกลับมาของเธอผ่านหนังสือพิมพ์เจ้าเก่าที่ส่งตรงถึงมือเหล่าขุนนางไฮโซในพระราชวัง ด้วยประโยคเดิมว่า “คุณผู้อ่านที่รัก คิดถึงฉันไหม?”

 

Lady Whistledown ยังเผยอีกว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมานักเขียนคนนี้ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากฝึกฝนสกิลการเป็นสาวกอสซิปและการเขียนที่เปรียบเสมือนใบมีดอันแหลมคมของเธอ โดยตอนท้ายในตัวอย่างก็เผยให้เห็นเจ้าของนามปากกา Lady Whistledown ตัวจริงที่ได้มีการเฉลยไปแล้วในซีซันแรกอีกด้วย

 

อย่างที่ทราบกันดีว่าพระเอกในซีซัน 1 อย่าง Regé-Jean Page ผู้รับบทดยุกแห่งเฮสติงส์ Simon Basset จะไม่ได้กลับมาแสดงในซีซัน 2 ด้วยเนื้อเรื่องที่ดำเนินไปตามหนังสือต้นฉบับของ Julia Quinn ที่จะโฟกัสไปที่เรื่องราวของแต่ละคู่ในเล่มที่ต่างกัน รวมไปถึงตารางงานของพระเอกหน้าใหม่ที่เรียกได้ว่ายุ่งสุดๆ หลังจากที่มีชื่อเสียงโด่งดังกลายเป็นขวัญใจของหนุ่มสาวทั่วโลกไปในชั่วพริบตา

 

*สามารถชมทีเซอร์แรกได้ที่นี่

 

 

ภาพ: Netflix

อ้างอิง:

The post Netflix ปล่อยทีเซอร์แรกของ Bridgerton ซีซัน 2 ออกมาแล้ว ที่เตรียมฉาย 25 มีนาคม appeared first on THE STANDARD.

]]>