ประวิทย์ แต่งอักษร, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/prawit/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 01 Feb 2024 09:01:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Perfect Days (2023) สุนทรียศาสตร์ของคนขัดส้วม https://thestandard.co/opinion-perfect-days/ Thu, 01 Feb 2024 09:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=894808

เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ชมขาจร หนังเรื่อง Perfect Days […]

The post Perfect Days (2023) สุนทรียศาสตร์ของคนขัดส้วม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เผื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ชมขาจร หนังเรื่อง Perfect Days ของผู้กำกับเยอรมันชั้นครู Wim Wenders ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาหนังนานาชาติ และในบรรดาหนังที่ถูกส่งเข้าประกวดจาก 92 ประเทศ (รวมถึง เพื่อน(ไม่)สนิท จากเมืองไทย) ผลปรากฏว่าหนังเรื่อง Perfect Days ได้รับโหวตให้เข้ารอบ 1 ใน 5 เรื่องสุดท้าย ซึ่งไม่ว่าชื่อของหนังจะถูกประกาศบนเวทีหรือไม่ มันก็เป็นชัยชนะที่สมควรปรบมือให้ในหลายมิติด้วยกัน นั่นรวมถึงการที่สมาคมผู้อำนวยการสร้างของญี่ปุ่นคัดเลือกหนังเรื่องนี้ในฐานะตัวแทนประเทศตั้งแต่ต้น

 

เพราะถ้าหากจะโยนเรื่องชาตินิยมทิ้งไปก่อน นี่เป็นปีที่หนังญี่ปุ่นแข็งแกร่งจริงๆ ด้วยผลงานของคนทำหนังสำคัญหลายเรื่อง เรียงตั้งแต่ The Boy and the Heron ของ Hayao Miyazaki, Monster ของ Hirokazu Koreeda, Evil Does Not Exist ของ Ryusuke Hamaguchi (ซึ่งอาจไม่เข้าเกณฑ์ในแง่ของวันฉาย) ขณะที่ Godzilla Minus One ของ Takashi Yamazaki (ผู้กำกับ Always: Sunset on Third Street) ก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และเสียงวิจารณ์อย่างล้นหลามทีเดียว 

 

หรือพูดอย่างย่นย่อ ถึงแม้ Perfect Days จะชนะรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งล่าสุด นั่นก็ไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้ดูมีภาษีหรือแต้มต่อเหนือกว่าหนังที่อ้างถึงข้างต้น (ซึ่งก็ล้วนไปได้สวยในเทศกาลหนังและเสียงวิจารณ์เช่นกัน) เป็นไปได้ว่าสมมติว่า Perfect Days ไม่ถูกเลือกก็คงจะไม่มีใครว่าอะไร

 

 

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ ความห่วงกังวลเรื่องผู้กำกับเป็นคนต่างชาติ (ซึ่งจะมาเข้าใจความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างไร) ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ใครทึกทักไปเอง และเป็นตัว Wenders นั่นเองที่ตั้งคำถามในเชิงท้าทายคนดูรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังแห่งกรุงโตเกียวว่า หลังจากที่ทั้งหมดดูหนังจบแล้ว พวกเขายังจะคิดว่านี่เป็นหนังที่ชาวเยอรมันเป็นคนสร้างหรือไม่ เพราะเจ้าตัวบอกด้วยความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เขาค้นพบระหว่างการทำหนังเรื่องนี้ก็คือจิตวิญญาณของความเป็นญี่ปุ่น 

 

ฟังผิวเผินก็ดูเหมือนยาหอมที่ Wenders พูดเอาใจเจ้าภาพและไม่ต้องถือสาหาความ แต่ใครที่ติดตามดูหนังของ Wenders มาอย่างต่อเนื่องก็จะพบอย่างไม่มีวันผิดพลาดว่า คนทำหนังที่มีอิทธิพลทั้งในแง่ของความคิดและสไตล์การนำเสนออย่างเหลือล้นก็คือ Yasujiro Ozu และหนังสารคดีเรื่อง Tokyo-Ga (1985) ของ Wenders ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนให้เสียงบรรยาย ก็ไม่เพียงพาคนดูไปสำรวจสถานที่ต่างๆ ในกรุงโตเกียวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฉากหลังในหนังของ Ozu หลายเรื่อง ทว่าเสียงรำพึงรำพันของเขาเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้ก็ฟังดูเหมือนคนที่กำลังเสาะแสวงหาสิ่งที่เรียกว่า ‘Japanese Soul’  

 

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ความเป็นญี่ปุ่น หรือเยอรมัน หรือสัญชาติอะไรก็แล้วแต่ ก็อาจจะไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเอาเข้าจริงๆ ในมุมมองของ Wenders ภาพยนตร์สำหรับเขาไม่เคยมีสัญชาติ (“For me, cinema has never been a national story”) และหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่าพูดถึงความเป็นมนุษย์ที่เส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไม่มีความหมายจริงๆ จังๆ 

 

 

โดยปริยาย ฉากหลังของ Perfect Days อาจจะได้กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ทว่าเนื้อแท้ของหนังก็คลับคล้ายจะเป็นการชวนคนดูสนทนาธรรมเกี่ยวกับชีวิต ความสุข ความทุกข์ คุณค่า และแก่นแท้ของมัน ซึ่งเกี่ยวโยงกับผู้คนไม่ว่าพวกเราจะซุกตัวอยู่มุมไหนของโลก และทั้งหมดของแง่มุมที่น่าครุ่นคิดก็ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในการรับรู้ของเราทีละเล็กละน้อยด้วยท่าทีการนำเสนอที่อ่อนไหวและอ่อนโยน สำรวมและถ่อมตน

 

หรือเปรียบไปแล้ว Wenders ก็เป็นเหมือนกับ ‘เซนมาสเตอร์’ ผู้ซึ่งสอดแทรกปรัชญาชีวิตที่ล้ำลึกผ่านปริศนาธรรมที่สุดแสนเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ อันได้แก่ ชีวิตทุกเมื่อเชื่อวันของพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะในกรุงโตเกียวที่ชื่อ Hirayama (Koji Yakusho) ผู้ซึ่งน่าสังเกตว่าเกือบครึ่งค่อนเรื่องของหนังก็ว่าได้ที่คนดูแทบจะไม่ได้ยินสุ้มเสียงของตัวละคร 

 

และตลอดช่วงเวลาทั้งหมดของหนังซึ่งกินเวลาฉาย 2 ชั่วโมง คนดูถูกกำหนดให้จดจ่ออยู่กับกิจวัตรที่คล้ายกันแทบทุกวันของชายวัยกลางคน ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า รดน้ำต้นไม้ในกระถางเล็กๆ นอกหน้าต่าง เปิดประตูบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มรับวันใหม่ ขับรถตู้ขนาดกะทัดรัดตระเวนไปตามห้องน้ำซึ่งอยู่ ณ ที่ต่างๆ ในกรุงโตเกียวท่ามกลางเสียงเพลงยุค 60-70 จากเทปคาสเซตต์ ซึ่งในมุมของนักสะสม คอลเล็กชันเพลงเก่าของเขาล้วนมีสถานะเป็น ‘แรร์ไอเทม’ มากๆ (House of the Rising Sun, Perfect Days, Feeling Good) หรืองานอดิเรกอีกอย่างของ Hirayama ก็คือการถ่ายภาพต้นไม้ใบหญ้าและแสงสว่างของแต่ละช่วงเวลาด้วยกล้องฟิล์มปัญญาอ่อนตามประสาของคนยุคอนาล็อก ขณะที่ตอนท้ายของวันก็สิ้นสุดด้วยการชำระล้างร่างกาย ณ โรงอาบน้ำสาธารณะ ดื่มกินในบาร์เจ้าประจำเป็นครั้งคราว อ่านนิยายของนักเขียนรุ่นคลาสสิก (William Faulkner, Aya Koda, Patricia Highsmith) ก่อนนอน และฝันเป็นภาพแอ็บสแตรกต์ที่หลายครั้งมีบุคคลที่เขาพบเจอในวันนั้นๆ เข้าไปปะปน

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความเหมือนกันแทบทุกวันของ Hirayama (ผู้ซึ่งชื่อของเขาพ้องพานกับชื่อตัวละครในหนังเรื่องสุดท้ายของ Ozu เรื่อง An Autumn Afternoon ซึ่งพูดถึงชีวิตตามลำพังในช่วงบั้นปลาย) ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งจะต้องย้ำรอยเดิม เพราะข้อเท็จจริงก็คือ รายละเอียดปลีกย่อยที่เกิดขึ้นก็ทำให้แต่ละวันแตกต่าง มีรสชาติ และลักษณะเฉพาะในแบบฉบับของมัน และนั่นตอกย้ำว่าชีวิตมีแต่ ‘ดำเนินไปข้างหน้า’ และไม่เคยมีวันไหนที่วนเวียนซ้ำซากอย่างแท้จริง

 

ความน่าทึ่งของ Perfect Days ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ก่อนหน้า นี่เป็นหนังที่จะว่าไปแล้วเกือบไม่มีเส้นเรื่อง นั่นรวมถึงเหตุการณ์ดรามาติกช่วงครึ่งหลัง ซึ่งอาจจะทำให้คลื่นลมที่เคยสงบนิ่งในจิตใจของเขาเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของหนุ่มใหญ่พลิกผันหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตรงกันข้าม ทั้งหมดนั้นกลับเน้นย้ำสิ่งที่เรียกว่า จุดยืน อุดมการณ์ และความเชื่อของตัวละครให้ยิ่งแน่นหนามากขึ้น

 

 

หรือถ้าหากจะพูดอย่างรวบยอด Perfect Days เป็นหนังที่พูดถึงความงาม และในขณะที่ประโยคต่อไปนี้อาจจะฟังดูน้ำเน่า สำเร็จรูป หรือแม้กระทั่งหลงละเมอ แต่หนังของ Wenders ถ่ายทอดได้อย่างโน้มน้าวชักจูงให้เห็นว่า คุณค่าที่จรรโลงและปลอบประโลมความรู้สึกนี้ได้แก่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่อยู่รอบตัวเรา และ Hirayama เป็นคนที่โชคดีเพราะดวงตาของเขามองเห็นธรรม บางทีประเด็นอาจจะไม่ได้อยู่ที่การตั้งคำถามว่าตัวละครอย่าง Hirayama มีอยู่จริงหรือไม่ในโลกใบนี้ แต่ใช่หรือไม่ว่าความสามารถในการเพ่งพินิจหรือมองหา ‘สุนทรียะ’ ที่แอบซ่อนอยู่ในสิ่งละอันพันละน้อย เป็นวัตรปฏิบัติที่ใครก็สามารถฝึกฝนขัดเกลา และความละเอียดและอ่อนไหวนี่แหละที่นำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจและความเข้าอกเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

เพราะเหตุนี้เองที่เกือบตลอดทั้งเรื่องเรามักจะได้เห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเปี่ยมไปด้วยความสุขของตัวละคร และพื้นที่สำหรับความทุกข์ ความโศกเศร้า ตลอดจนเรื่องแย่ๆ ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และอยู่คู่กับด้านที่สว่างไสวของชีวิตเหมือนกลางวัน-กลางคืน ก็ถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่เจ้าตัวรับมือได้

 

และแน่นอนว่าหนึ่งในความงดงามที่ตราตรึงความรู้สึกมากๆ ของหนังเรื่อง Perfect Days ได้แก่บรรดาห้องน้ำสาธารณะแต่ละแห่ง ซึ่งในแง่ของสถาปัตยกรรรมมันถูกออกแบบได้อย่างวิจิตรบรรจงและดึงดูดสายตาราวกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (ซึ่งเอาจริงๆ มันก็ควรจะมีบรรยากาศแบบนั้นเพื่อการทำธุระอย่างมีสมาธิ) อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยรสนิยมและกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลบอกโดยอ้อมถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน และคนนอกอย่างเราๆ ท่านๆ ได้แต่เฝ้ามองด้วยความอิจฉา และคงไม่ต้องเอ่ยถึงความสะอาดสะอ้าน ซึ่งใครที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็คงประสบพบเห็นด้วยตัวเองว่าสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การสร้างภาพหรือโฆษณาชวนเชื่อ และมันเชื่อมโยงกับความเป็นประเทศ ที่หนึ่งในหลากหลายซอฟต์พาวเวอร์ก็คือห้องน้ำที่เป็นมิตรและน่าใช้มากที่สุดในโลก

 

 

อีกส่วนหนึ่งที่ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างแนบเนียนและแยบยลก็คืออัตราส่วนจอภาพแบบ 4:3 ซึ่งในแง่หนึ่งเป็นฟอร์แมตหนังโบราณที่ใช้โอ้อวดความอลังการงานสร้างไม่ได้ (หนังของ Ozu ทุกเรื่องก็ใช้ภาพสัดส่วนนี้) แต่ในทางกลับกันกรอบภาพที่เกือบจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสนี้ก็เหมาะสมมากๆ เวลาถ่ายสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม เช่น ห้องน้ำ หรือห้องหับขนาดกะทัดรัดของหนุ่มใหญ่ หรือสร้างความสัมพันธ์ระยะประชิดระหว่างคนดูกับตัวละคร และแน่นอนว่าโมเมนต์ทรงพลังช่วงท้ายเรื่อง อันได้แก่ การจับภาพโคลสอัพใบหน้าตัวละคร ผู้ซึ่งความรู้สึกอันหลากหลายของเขาหลั่งไหลออกมาอย่างท่วมท้นและพรั่งพรู ได้รับอานิสงส์จากกรอบภาพแบบนี้โดยตรง และเชื่อมั่นได้อย่างหนึ่งว่า ภาพจอกว้างซึ่งมาพร้อมกับพื้นที่ว่างซ้าย-ขวา จะไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกควบแน่น หรือแม้กระทั่งลดทอนความเข้มข้นทางอารมณ์

 

และองค์ประกอบที่ถือเป็นชีพจรของหนังทั้งเรื่องก็คือการแสดงของ Koji Yakusho ผู้ซึ่งน่าเชื่อว่าบทบาทคนทำความสะอาดห้องน้ำที่ตกผลึกกับชีวิตจะถูกจดจำไปแสนนาน ดังที่กล่าวข้างต้น ความที่ตัวละครแทบจะไม่พูดจาช่วงครึ่งเรื่องแรก ก็เหมือนกับจะทำให้ช่องทางสื่อสารของเขาลดลง แต่ก็นั่นแหละ แก่นแกนของตัวละครอยู่ตรงนี้เอง อันได้แก่ ความเป็นคนช่างสังเกตสังกา ตลอดจนใส่ใจในรายละเอียดปลีกย่อยของชีวิต นั่นรวมถึงหลายๆ โมเมนต์ที่เขาแอบมองคนจรจัดที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น และพวกเราได้แต่สงสัยว่าหนุ่มใหญ่นึกคิดอะไร หรือฉากที่เขาฉีกยิ้มอย่างรู้สึกสนุกในตอนที่เล่นเกม ‘โอเอ็กซ์’ กับคู่ต่อสู้นิรนาม ซึ่งทีละน้อยมิตรภาพก็งอกงามเหมือนต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ที่เขาฉีดน้ำให้ความชุ่มชื้นตอนเช้า หรือฉากที่เขากับใครอีกคนเล่น ‘เหยียบเงา’ ซึ่งน่าจะชวนให้หลายๆ คนนึกย้อนกลับไปว่าครั้งสุดท้ายที่พวกเราเล่นอะไรที่ดูเหลวไหลและน่าขันคือเมื่อใด

 

 

Perfect Days เป็นหนังที่มองสรรพสิ่งรอบข้างด้วยสายตาอ่อนหวาน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เคยหันหลังให้กับโลกอันแสนโหดร้ายของความเป็นจริง และอย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือโลกทัศน์และชีวทัศน์ของ Wim Wenders ที่บอกเล่าผ่านหนังของเขาก็เป็นอย่างเดียวกับของ Yasujiro Ozu นั่นเอง ที่มองเห็นชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องน่าผิดหวัง และพวกเราล้วนลงเอยด้วยความอ้างว้างเดียวดาย แต่อย่างน้อยแสงเงาระยิบระยับซึ่งลอดผ่านแมกไม้ที่ขยับเขยื้อนเป็นจังหวะตามสายลมในแต่ละช่วงวันก็ช่างงดงามและให้ความรู้สึกปลอบโยน และสำหรับคุณ Hirayama วันที่ย่ำแย่ของเขาก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายเกินไป

 


 

Perfect Days (2023)

กำกับ: Wim Wenders

ผู้แสดง: Koji Yakusho, Tokio Emoto, Arisa Nakano, Aoi Yamada

 


 

ภาพ: MONGKOL CINEMA

The post Perfect Days (2023) สุนทรียศาสตร์ของคนขัดส้วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anatomy of a Fall (2023) หนังปาล์มทองสุดเข้มที่พูดถึงความตายปริศนาและการชำแหละซากชีวิตคู่ที่ล่มสลาย https://thestandard.co/anatomy-of-a-fall-movie/ Tue, 19 Dec 2023 09:56:31 +0000 https://thestandard.co/?p=878540 Anatomy of a Fall

เหตุการณ์เล็กๆ ช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ฝรั่งเศสแนว Court […]

The post Anatomy of a Fall (2023) หนังปาล์มทองสุดเข้มที่พูดถึงความตายปริศนาและการชำแหละซากชีวิตคู่ที่ล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anatomy of a Fall

เหตุการณ์เล็กๆ ช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ฝรั่งเศสแนว Courtroom Drama เรื่อง Anatomy of a Fall ที่ชนะรางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุดและประสบความสำเร็จด้านรายได้ครึกโครมในประเทศบ้านเกิด อาจจะใช้อธิบาย ‘สถานะที่แท้จริง’ ของภาพยนตร์ได้อย่างแยบยล

 

มันคือฉากที่พยานคนหนึ่งถูกอัยการซักไซ้ไล่เลียงถึงเหตุการณ์ตึงเครียดบางอย่างที่เธอรู้สึกและสัมผัสได้ แต่ไม่ได้เกิดแบบซึ่งๆ หน้า ขยายความสั้นๆ ระหว่างที่เธอสัมภาษณ์นักเขียนหญิง ณ บ้านพักตากอากาศแบบชาเลต์บนภูเขา จู่ๆ เธอก็ได้ยินเพลงจังหวะเร่งเร้าและครึกโครมแผดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนทั้งสองสื่อสารกันแทบไม่รู้เรื่อง และสิ่งที่ทั้งเธอและคนดูรับรู้พร้อมกันก็คือ นั่นเป็นฝีมือของคนที่เป็นสามีของนักเขียน และความรู้สึกทันท่วงทีของพยานคนดังกล่าวก็คือ บางทีสามีของนักเขียนคงต้องการขัดขวางหรือก่อกวนการพูดคุย แต่เธอก็ออกตัวว่า การพยายามอ่านเจตนารมณ์ของใครบางคนผู้ซึ่งถึงแม้เธอจะรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเขา แต่ไม่ได้พบเจอตัวเป็นๆ เป็นสิ่งที่ฟันธงไม่ได้ง่ายๆ

 

ตรงไหนสักแห่งแถวนี้ที่อัยการเล่นมุกที่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ในห้องพิจารณาคดีทำนองว่า ในฐานะตัวแทนฝ่ายฟ้องร้อง ตัวเขาถูกจ้างให้ทำหน้าที่อ่านเจตนารมณ์ของคนที่เขา (ทั้งไม่รู้จักและ) ไม่ได้พบเจอตัวเป็นๆ

 

 

มองในแง่มุมหนึ่ง คนดูก็อยู่ในสถานะเดียวกับอัยการคนนี้ด้วยเหมือนกัน เราอาจได้เปรียบมากกว่าหน่อยหนึ่งตรงที่คนทำภาพยนตร์พาเราไปรู้จักและพบเจอตัวละครที่สำคัญตามสมควร แต่จนแล้วจนรอดคนดูก็ยังคงถูกทดสอบทักษะในการอ่านเจตนารมณ์ที่แท้จริงอย่างหนักหน่วงและเข้มข้นอยู่นั่นเอง ส่วนหนึ่งเพราะคนทำภาพยนตร์เว้นระยะห่างระหว่างตัวละครกับคนดู 

 

ขณะที่อีกส่วนที่น่าจะสำคัญมากกว่าก็คือ สิ่งละอันพันละน้อยที่ถูกบอกเล่าเป็นเพียงแค่ปลายเหตุ และการอ่านเจตนารมณ์ของโน่นนี่นั่น ที่คนทำภาพยนตร์ถ่ายทอดเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับ ‘กายวิภาค’ ก็น่าจะช่วยให้เรามองเห็นว่า สุดท้ายแล้วความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวงไม่ได้ปะทุจากปมขัดแย้งส่วนบุคคลเพียงลำพัง แต่มีประเด็นเรื่องจิตวิทยาสังคม เพศสภาพ ความเป็นผู้หญิงและผู้ชาย หรือแม้กระทั่งเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวข้อง

 

 

อย่างที่คนดูสันนิษฐานได้ไม่ยาก ชื่อภาพยนตร์ Anatomy of a Fall ซึ่งแปลตรงตัวจากชื่อภาษาฝรั่งเศส Anatomie d’une Chute ไม่ได้มีความหมายตามตัวอักษรเพียงอย่างเดียวแน่ๆ แต่ในเบื้องต้น ‘การร่วงหล่น’ ณ ที่นี้หมายถึงเหตุการณ์ที่ Samuel (Samuel Theis) สามีของนักเขียนหญิง Sandra (Sandra Hüller) ‘พลัดตก’ ลงมาจากห้องใต้หลังคา ซึ่งอยู่ชั้นสามของชาเลต์และเสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาถ ตัวนักเขียนหญิงถูกตั้งข้อสงสัยว่า บางทีเธออาจจะเกี่ยวข้องกับการตายครั้งนี้ และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็ดำเนินไปตามกรอบของภาพยนตร์ที่พูดถึงการต่อสู้คดีความในชั้นศาล ซึ่งอัดแน่นไปด้วยบทสนทนาเชือดเฉือน และต่างฝ่ายต่างหักล้างและเอาชนะคะคานด้วยสารพัดตรรกะและเหตุผล

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ ภายใต้กระบวนการไต่สวนของฝรั่งเศสที่ใช้ระบบลูกขุน Anatomy of a Fall ของ Justine Triet แทบไม่เคยให้คนดูได้เห็นว่ามีใครนั่งอยู่ในคอกลูกขุนบ้าง (และมีเพียงแค่ภาพระยะไกล) ทีละน้อย กลายเป็นคนดูนั่นแหละที่ต้องวินิจฉัยข้อมูลและหลักฐานเบื้องหน้า ซึ่งยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยของพวกเราคนดูต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวละครก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะไม่ต่างจากภาพยนตร์ของ Alfred Hitchcock (Suspicion และ Shadow of a Doubt)

 

 

ขณะที่ในทางกลับกัน Sandra ก็ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะพูดอีกครั้ง ระหว่างคนดูกับตัวละครนี้มีระยะห่างพอสมควร หลายๆ ครั้งเราหยั่งไม่ได้ถึงตื้นลึกหนาบางที่ซุกซ่อนในห้วงคิดคำนึง บางทีมันอาจเป็นเพราะบุคลิกที่แข็งกระด้างและดูไม่สะทกสะท้านของเธอ หรืออย่างน้อยเธอก็เก็บอาการได้แน่นหนามิดชิด โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ถ้าหากเป็นคนอื่น ทำนบอารมณ์ความรู้สึกคงพังพินาศไปแล้ว ไม่มีข้อสงสัยว่านี่เป็นการแสดงที่เลอเลิศของ Sandra Hüller ผู้ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งยวดในการทำให้ปมปริศนาความตายของผู้เป็นสามีเพิ่มรสชาติของความเอร็ดอร่อยและเข้มข้นมากขึ้น

 

อีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับคาแรกเตอร์นี้และควรระบุเป็นลายลักษณ์อักษรก็คือ แง่มุมด้านศีลธรรมและจริยธรรมของตัวละคร พูดง่ายๆ เธอไม่เพียงถูกเปิดโปงว่าเป็นไบเซ็กชวลและมีความสัมพันธ์นอกชีวิตสมรสกับหญิงอื่น ในฐานะนักเขียนที่ประสบความสำเร็จ เธอยังถูกกล่าวหาว่าขโมยทั้งไอเดียของสามีมาใช้ในงานเขียนตัวเองและลักลอบเอาชีวิตของคนรอบข้างมาเป็นวัตถุดิบในการทำมาหากิน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงมันน่าจะลดทอนคะแนนนิยมของเจ้าตัวให้ยิ่งตกต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามที่ค้างคาก็คือ มาตรฐานด้านศีลธรรมและจริยธรรมที่สังคมไม่ปลื้มเกี่ยวข้องกับการชี้มูลความผิดตัวละครมากน้อยแค่ไหน เพราะเอาจริงๆ นี่ไม่ใช่การประกวดประขันเรื่องความเป็นคนดิบดี(ย์) หรืออุปนิสัยใจคอ

 

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร Anatomy of a Fall ก็ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เดินตามขนบของภาพยนตร์แนว Whodunit หรือ Courtroom Drama อย่างหน้ามืดตามัว และหยิบยืมมาเพียงแค่เค้าโครง เพราะเหตุนี้เองเป้าประสงค์ของภาพยนตร์จึงไม่ได้เป็นเรื่องใครฆ่า หรือ ‘จำเลยมีความผิดตามคำฟ้องหรือไม่’ และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป น้ำหนักของปมปัญหาดังกล่าวก็บางเบาและเจือจาง 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ ประเด็นวินิจฉัยจริงๆ ได้แก่ การตั้งคำถามว่า ‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่’ และต้นสายปลายเหตุของมันคืออะไร ซึ่งนั่นคือตอนที่ความหมายนัยประหวัดของคำว่า ‘Fall’ ออกฤทธิ์ และมันไม่ใช่เรื่องของการร่วงหล่นอีกต่อไป แต่ได้แก่การล่มสลายของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงไหนๆ และคนดูมีเบาะแสให้สืบเสาะหลายช่วงด้วยกัน 

 

หนึ่งก็คือตอนที่ Daniel (Milo Machado Graner) ลูกชายวัยสิบเอ็ดขวบประสบอุบัติเหตุขณะที่อายุยังน้อย จนส่งผลให้เขาตาบอดเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่เป็นเหตุการณ์ที่ Samuel โทษตัวเองไม่เลิกรา (ลึกๆ แล้ว Sandra ก็โยนความผิดบาปนี้ให้เขาด้วยเช่นกัน) อีกหนึ่งสิ่งที่ยิ่งทำให้เจ้าตัวยิ่งรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า โยงใยอยู่กับสถานะนักเขียนที่ไปได้ไม่สวย และยิ่ง Sandra ประสบความสำเร็จในงานอาชีพของเธอมากเท่าไร มันก็ยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของเขามากเท่านั้น 

 

 

แน่นอนว่าฉากที่สั่นสะเทือนความรู้สึกสุดๆ หนีไม่พ้นห้วงเวลาที่ทุกคนในห้องพิจารณาคดีย้อนฟังเสียงทะเลาะเบาะแว้งของทั้งสองคนอย่างหนักหน่วงและรุนแรงในวันก่อนเกิดเหตุ ซึ่ง Samuel แอบใช้โทรศัพท์บันทึกเอาไว้ และหัวข้อโต้เถียงก็มีทั้งเรื่องหยุมหยิมปลีกย่อย (เช่น เรื่องที่ Samuel กล่าวหา Sandra ซึ่งเป็นคนเยอรมัน ว่าเธอบงการทุกอย่าง รวมถึงภาษาอังกฤษที่ใช้พูดในบ้าน) หรือการลำเลิกเบิกประจานในเรื่องที่เวลาที่มันถูกเปิดเผยในที่แจ้ง มันทั้งอัปลักษณ์และชวนให้สลดหดหู่สำหรับคนที่ได้ยิน (เช่น วิธีการร่วมเพศที่ Samuel บอกว่าเขาต้องโอนอ่อนผ่อนตามตลอดเวลา)

 

และเหตุการณ์ช่วงท้ายของคลิปเสียง ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าคงมีการลงไม้ลงมือ ก็เปิดกว้างสำหรับการตีความของทุกคน และนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความคลุมเครือของสิ่งที่เกิดขึ้นเล่นบทบาทสำคัญ หรืออีกนัยหนึ่ง ภาพยนตร์หยิบยื่นแง่มุมหรือบทเรียนที่ชวนครุ่นคิดว่าด้วยเรื่องความเป็นจริงกับจินตนาการ เพราะในขณะที่ฝ่ายโจทก์เชื่อว่าการมีปากเสียงรุนแรงครั้งนี้เปรียบเสมือน ‘การซ้อมใหญ่’ ของ Sandra ก่อนที่เธอจะลงมือ ‘ขั้นเด็ดขาด’ ในวันต่อไป คำชี้แจงของ Sandra ถึงความหมายของแต่ละสุ้มเสียงที่พวกเราได้ยิน (เสียงแก้วแตก เสียงตะโกนโหวกเหวก การทุบตี และข้าวของพังทลาย ฯลฯ) กลับพลิกผันให้เรื่องเล่าหันเหไปอีกทาง

 

 

ส่วนที่ยิ่งทำให้สถานการณ์ทวีความยุ่งยากขึ้นไปอีกก็คือ ขณะที่คนดูไม่อาจปักใจเชื่อฝ่ายไหนร้อยเปอร์เซ็นต์ กลวิธีในการบอกเล่าของ Justine Triet ก็ดูมีเลศนัย สไตล์การถ่ายภาพและตัดต่อแบบภาพยนตร์สารคดีอาจจะสร้างบรรยากาศที่ดูกระฉับกระเฉงและตรงไปตรงมา 

 

แต่จนแล้วจนรอด คนทำภาพยนตร์ก็ไม่ได้วางตัวเป็นกลาง หรือจริงๆ แล้วการใช้เทคนิคย้อนอดีต หรือแฟลชแบ็ก โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ Daniel เอ่ยถึงประโยคแปลกๆ ที่ฟังเหมือนคำพูดสั่งเสียของพ่อ ก็น่าสังเกตว่ามี ‘มือที่มองไม่เห็น’ ของคนทำภาพยนตร์เข้ามาเจ้ากี้เจ้าการ (มันคือฉากที่พ่อพูดคุยกับลูกชายระหว่างขับรถ แต่เสียงของเขากลับเป็น ‘เสียงพากย์’ ของ Daniel ที่มาจากห้องพิจารณาคดี) และมันส่งผลถึงความน่าเชื่อถือของหนุ่มน้อยด้วย เพราะถ้าลองนึกทบทวนดีๆ เขาเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่าเพื่อน (พ่อตายไปแล้ว และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าแม่ติดคุก) เป็นไปได้หรือไม่ว่า การพูดความจริงอาจไม่สำคัญเท่ากับการจำกัดความเสียหายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

 

 

กล่าวในที่สุดแล้ว การตายอย่างน่าฉงนสนเท่ห์ช่วงต้นเรื่องเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ และการพยายามไขปริศนาก็เปิดโลกทัศน์และการรับรู้ของคนดูอย่างกว้างไกล ข้อที่ควรหมายเหตุทิ้งท้ายก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Anatomy of a Fall ไม่ได้สร้างจากเรื่องจริง แต่สมมติเล่นๆ ว่าคนทำภาพยนตร์จะใส่ประโยคในทำนองแอบอ้าง มันก็สอบผ่านความน่าเชื่อถือและการยอมรับจากคนดูอย่างลอยนวล เพราะรายละเอียดน้อยใหญ่ที่ผู้สร้างสอดแทรกดูหนักแน่น สมเหตุผล รอบด้าน และเชื่อมโยงได้กับโลกความเป็นจริง ทั้งการตีแผ่ชีวิตสมรสในช่วงที่กำลังหายใจพะงาบๆ จนถึงการขุดคุ้ยธาตุแท้และด้านที่หม่นมืดของตัวละคร และพร้อมๆ กันนั้นเราก็ได้เห็นสัญชาตญาณของการอยู่รอด ความเปราะบางอ่อนไหวที่น่าสมเพช และบางทีห้วงเวลาที่อับแสงที่สุดของตัวละคร (มากยิ่งไปกว่านั้นก็ยังมีเรื่องระบบยุติธรรมที่ไม่ว่าจะแน่นหนารัดกุมแค่ไหน ก็อาจเข้าไม่ถึงความจริง และวิธีการที่ศิลปินแอบซ่อนความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงผ่านงานศิลปะของตัวเอง)

 

หรือรวมๆ แล้วมันคือการชำแหละให้คนดูได้เห็นว่าในเชิงกายวิภาค ความสัมพันธ์ที่ล่มสลายมันห่อหุ้มไว้ด้วยความบิดเบี้ยวและหักงอนานัปการ ทั้งการปิดบังอำพราง โกหกหลอกลวง ทรยศหักหลัง การตั้งข้อกล่าวหา หรือการฉกฉวย จนไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งคนสองคนที่เกลียดกันเข้ากระดูกดำขนาดนี้จะเคยผูกพันและยึดเหนี่ยวด้วยสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘ความรัก’

 

Anatomy of a Fall (2023)

ผู้กำกับ:  Justine Triet

นักแสดง: Sandra Hüller, Swann Arlaud, Milo Machado-Graner, Antoine Reinartz และ Samuel Theis

 

ภาพ: Mongkol Major

The post Anatomy of a Fall (2023) หนังปาล์มทองสุดเข้มที่พูดถึงความตายปริศนาและการชำแหละซากชีวิตคู่ที่ล่มสลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Killers of the Flower Moon (2023) ประวัติศาสตร์อเมริกาฉบับแร้งทึ้ง https://thestandard.co/killers-of-the-flower-moon-2023/ Thu, 26 Oct 2023 04:43:40 +0000 https://thestandard.co/?p=858823 Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพยนตร์เป็นหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ความบันเทิง […]

The post Killers of the Flower Moon (2023) ประวัติศาสตร์อเมริกาฉบับแร้งทึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพยนตร์เป็นหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ความบันเทิง การบอกเล่าเรื่องราว การเปิดโปงความเป็นจริง บันทึกความทรงจำ อุทาหรณ์เตือนสติคนดู ฯลฯ 

 

และในกรณีของ Killers of the Flower Moon ผลงานมาสเตอร์พีซเรื่องล่าสุดของ Martin Scorsese ซึ่งดัดแปลงจากหนังสือแนวสารคดีชื่อเดียวกันของ David Grann ที่ว่าด้วยเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญและชวนให้สลดหดหู่เศร้าหมองที่เกิดขึ้นจริงกับชาวอินเดียนเผ่าโอเซจในรัฐโอคลาโฮมาช่วงทศวรรษ 1920 ถ้าหากใครจะเรียกว่านี่เป็นการสารภาพความผิดบาปก็น่าจะได้เหมือนกัน 

 

เพราะหนังของ Scorsese ไม่เพียงนำคนดูไปร่วมรู้เห็นความละโมบ พฤติการณ์ฉ้อฉล และบ้างก็สุดแสนอำมหิตของเหล่า ‘นักขุดทอง’ ผิวขาวที่หลั่งไหลมาจากภาคตะวันออกช่วงหลังสงครามกลางเมือง น้ำเสียงของคนทำหนังก็ชวนให้รู้สึกและสัมผัสได้ไม่ยากว่าเขารู้สึกอัปยศอดสูต่อความเลวร้ายที่เกิดขึ้น และฉากที่คนทำหนังพาคนดูไปร่วมพิธีกรรมรำลึกและคารวะชนพื้นเมืองนับไม่ถ้วนที่ตกเป็นเหยื่อ ‘การบุกเบิกตะวันตกของคนขาว’ ในช่วงเปิดและปิดเรื่อง ตลอดจน ‘ถ้อยคำไว้อาลัย’ ของใครบางคนในตอนท้าย ก็เจือปนไปด้วยความรู้สึกขอโทษ

 

Killers of the Flower Moon (2023)

หนังสือ Killers of the Flower Moon: The Osage Murders and the Birth of the FBI โดย David Grann

ภาพ: Amazon

 

แต่ไม่ว่าใครจะมองเห็นหนังของ Scorsese ในแง่มุมใด อย่างหนึ่งที่แน่ๆ มันคือด้านมืดของประวัติศาสตร์การสร้างชาติของอเมริกาที่ถูกซุกไว้ใต้พรม โชคดีที่ในท้ายที่สุด มันถูกขุดคุ้ยและเปิดโปง และนั่นคือตอนที่ต้องเรียกว่า ‘กรุแตก’ เพราะแง่มุมที่ใครต่อใครนึกไม่ถึงก็คือดีกรีความร้ายแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ทศวรรษ 1910-1930) เป็นระบบและขบวนการ และตามที่เอ่ยก่อนหน้า ประมาณการกันคร่าวๆ ว่าน่าจะมีคนอินเดียนที่จบชีวิตจากการถูกฆ่าในหลากหลายรูปแบบ (ยิงทิ้งจนถึงวางยาพิษ) นับร้อยๆ คน

 

ประโยคที่ฟังแล้วน่าตกใจของ David Grann ผู้เขียนหนังสือที่เป็นคนเปิดเผยเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ได้แก่ตอนที่เขาบอกว่า เบื้องต้นเขาคิดว่าตัวเองกำลังสืบหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุอุกอาจที่เกิดขึ้น แต่ยิ่งสาวลึกลงไปเรื่อยๆ คำถามก็เปลี่ยนจาก ‘มีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง’ กลายเป็น ‘มีใครบ้าง (วะ) ที่ไม่เกี่ยวข้อง’ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ต้นสายปลายเหตุของ Killers of the Flower Moon โยงกลับไปเมื่อครั้งที่คนอินเดียนพื้นเมือง ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นเจ้าของประเทศตัวจริง ถูกคนขาวไล่ที่อยู่อาศัยดั้งเดิมและกวาดต้อนไปอยู่ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าซึ่งถูกเรียกว่าเขตสงวนของชาวอินเดียน วันดีคืนดี พื้นที่ไร้มูลค่าเหล่านั้นกลับเก็บกักน้ำมันดิบมหาศาล และนั่นคือตอนที่เงินทองไหลมาเทมา อันส่งผลให้ชาวอินเดียนเผ่าโอเซจกลายเป็นกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยที่สุดในโลก 

 

เทียบบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ ถ้าหากคนขาวฐานะดีมีรถยนต์หนึ่งคันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เศรษฐีชาวโอเซจก็จะมีรถเป็นสิบคัน หรือกระทั่งเครื่องบินส่วนตัว นั่นคือตอนที่คนขาวพากันมาญาติดีด้วยทุกรูปแบบ และสิ่งที่ติดตามมาก็คือเหตุฆาตกรรมและความตายก่อนวัยอันควรของเหล่าเศรษฐีป้ายแดงที่กลายเป็นปริศนา ซึ่งจากที่หนังของ Scorsese เกริ่นให้คนดูรับรู้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่เคยเข้าไปสอบสวนการตายที่น่าฉงนสนเท่ห์ด้วยประการทั้งปวง

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

ใครที่ได้อ่านหนังสือของ Grann และดูหนังของ Scorsese คงจะมองเห็นได้ชัดแจ้งว่ามุมมองในการเล่าไม่เหมือนกัน ด้วยความที่ฉบับหนังสือเป็น Non-fiction ลักษณะการนำเสนอจึงเป็นเหมือนการนำรูปคดีมาถ่ายทอดในลักษณะพรรณนาโวหาร และคนอ่านถูกย้ำเตือนตลอดเวลาว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริงด้วยการแทรกรูปภาพของตัวบุคคลจริงและเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ข้อที่ควรระบุเพิ่มเติมก็คือท่อนสร้อยของชื่อหนังสือ อันได้แก่ The Osage Murders and the Birth of the FBI ก็บอกโต้งๆ ว่า การฆ่าแกงครั้งมโหฬารนี้มีส่วนสถาปนาหน่วยสอบสวนกลางที่ใครๆ ก็รู้จักในชื่อ FBI

 

หนังของ Scorsese เน้นหนักที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Ernest Burkhart (Leonardo DiCaprio) หนุ่มผิวขาวนักแสวงโชค กับ Mollie Burkhart (Lily Gladstone ในบทบาทที่น่าจดจำ) หญิงสาวชาวโอเซจผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในทายาทผลประโยชน์อันมั่งคั่ง ข้อที่ควรระบุอย่างทันท่วงทีก็คือ Ernest เป็นหลานชายของ William King Hale (Robert De Niro) นักธุรกิจที่กว้างขวางและได้รับการนับหน้าถือตาของชุมชน และขณะที่เบื้องหน้า เขาแสดงออกว่าเป็นพรรคพวกเดียวกับชาวโอเซจ พูดภาษาพื้นเมืองได้ และเข้าร่วมในพิธีกรรมของคนเหล่านั้นตลอดเวลา แต่บทสนทนาลับหลังระหว่างเขากับ Ernest ก็เผยให้คนดูได้เห็นธาตุแท้ของตัวละคร ตลกร้ายสุดๆ ก็คือ พวกเขาไม่ใช่คนขาวกลุ่มเดียวที่รุมทึ้งและฉกฉวยประโยชน์จากเหยื่อเคราะห์ร้ายที่น่าเวทนา และข้อมูลที่หนังระบุว่าบรรดาพี่สาวน้องสาวของ Mollie ล้วนแต่งงานกับคนขาว (ที่หวังตกถังข้าวสาร) ก็ตอกย้ำถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

แต่ก็นั่นแหละ ฉากที่หนังสาธยายให้เห็นพฤติกรรมหาเศษหาเลยจากคนอินเดียนของคนขาวจนหยดสุดท้าย ได้แก่ตอนที่ Ernest พระเอกของเรามาขอให้สัปเหร่อผิวขาวละเว้นการปลดทรัพย์ของน้องเมียชาวอินเดียนของเขาสักราย (​ซึ่งดูเหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติลับหลังเจ้าภาพ) ก่อนพบว่าหมอนั่นชาร์จค่าโลงศพแบบขูดเลือดซิบๆ และในทันทีที่ความหน้าเลือดของเขาถูกทักท้วง ใครคนนั้นก็ตอกกลับราวๆ ว่า ‘นี่ไม่ใช่เงินของเอ็ง’ และ ‘ข้าซึ่งทำมาหากินด้วยหยาดเหงื่อและแรงงานก็สมควรเก็บเกี่ยวดอกผลเหมือนกับที่พระคัมภีร์บอกไว้’ พร้อมกับยิงคำถามที่ทำให้พระเอกพูดไม่ออก ‘ครั้งสุดท้ายที่เอ็งเห็นพวกโอเซจทำมาหากินคือตอนไหนวะ’ ซึ่งไม่มากไม่น้อย มันบอกโดยอ้อมถึงทัศนคติของคนขาวต่อชาวอินเดียน ข้อสำคัญ เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด เพราะถ้อยคำในไบเบิลก็ให้อนุญาตไว้แล้ว

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

ในทำนองเดียวกับหนังแทบทุกเรื่องของ Scorsese ก็ว่าได้ที่พล็อตไม่ใช่เสาหลักเพียงหนึ่งเดียว หากได้แก่การพาคนดูไปสำรวจบุคลิกตัวละคร หรือที่เรียกว่า Character Study ตัวละครที่อยู่ใน ‘ระยะชัด’ ในที่นี้มีด้วยกันสามคน หนึ่งก็คือ William Hale ผู้ซึ่งเจตนารมณ์อันเปล่าเปลือยล่อนจ้อนถูกเปิดโปงตั้งแต่ชั่วโมงแรก หรือว่าไปแล้ว Hale ก็เป็นแบบฉบับของนักการเมืองที่ด้านหนึ่งสร้างฐานเสียงให้กับตัวเองในฐานะ ‘สหายผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีต่อชาวอินเดียน’ 

 

แต่อีกด้านหนึ่งก็ดำเนินแผนสวาปามผลประโยชน์ของชนกลุ่มนี้อย่างเงียบๆ ในลักษณะไม่ต่างจากผีดิบดูดเลือด และด้วยวิธีการสร้างคาแรกเตอร์ที่มีแง่มุมหลากหลายซ้อนทับในคนเดียวกัน บวกกับอานิสงส์จากการแสดงที่จัดจ้านของ Robert De Niro บุคลิกที่ขัดแย้งราวฟ้ากับเหว นรกกับสวรรค์ คนบาปกับนักบุญ ก็กลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกลืน

 

ข้อสำคัญ William Hale ไม่เหมือนตัวร้ายในหนังนับไม่ถ้วนที่พอถึงม้วนสุดท้าย พวกเขามักสูญเสียการสำรวมและเป็นปีศาจร้ายในชั่วพริบตา ทว่าจากที่หนังบอกเล่า เขาก็ยังคงสวมบทมิตรที่แนบแน่นของชาวโอเซจไม่เสื่อมคลาย และทิ้งคำถามในห้วงคำนึงคนดูตลอดกาลว่า ความปรารถนาดีเหล่านั้นมีสัดส่วนของความจริงแท้แค่ไหน

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

ตัวละครที่หยั่งตื้นลึกได้ง่ายกว่าก็คือ Ernest ผู้ซึ่งในเบื้องต้น เขาก็เป็นเพียงแค่มือไม้ของ Hale และแผนการของเขาตามที่ผู้เป็นลุงมอบหมายก็คือหาทางทำให้ตัวเขาในฐานะคู่สมรสของ Mollie เป็นผู้รับมรดกบ่อน้ำมันแต่เพียงผู้เดียว แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่เรียกว่า Dilemma หรือภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของตัวละครก็คือการที่เจ้าตัวตระหนักได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Mollie เป็นเรื่องซีเรียสจริงจัง และตรงไหนสักแห่งแถวนี้ที่ห้วงคำนึงของตัวละครกลายเป็นสมรภูมิสู้รบที่ดุเดือดเลือดพล่านระหว่างความรัก ความภักดี และการทรยศหักบุญผู้มีพระคุณ และสถานการณ์สำหรับตัว Ernest ก็เหมือนเดินอยู่บนเส้นลวดที่การทรงตัวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

Killers of the Flower Moon (2023)

The Heiress (1949)

ภาพ: IMDb

 

แน่นอนว่าคนที่น่าสงสารเห็นใจที่สุดก็คือ Mollie ผู้ซึ่งตกที่นั่งเดียวกับนางเอกจากหนังขึ้นหิ้งของ William Wyler เรื่อง The Heiress (1949) ซึ่ง Scorsese บอกว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจ หรืออันที่จริง หนังทั้งสองเรื่องบอกเล่าเรื่องเดียวกัน ทายาทมรดกมหาศาลตกหลุมรักชายหนุ่มที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเขาอาจจะหวังเพียงแค่ฮุบสมบัติของเธอ 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ น่าสังเกตว่ารูปโฉมโนมพรรณของ Lily Gladstone ก็ถูกออกแบบให้ดูคล้ายคลึงกับ Olivia de Havilland นางเอกหนังของ Wyler มากๆ และไม่มีข้อสงสัยว่าสำหรับหญิงสาวทั้งสองคน ไม่มีอะไรน่าเจ็บปวดขื่นขมเท่ากับการได้พบว่าคนที่อยู่ใกล้กับหัวใจของพวกหล่อนมากที่สุดกลับเผยด้านที่ไม่เคยได้พบเห็น ไม่เคยได้รับรู้มาก่อนอย่างน่าตกใจ

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

พูดถึงความยาวของหนังสักหน่อย เห็นใครๆ พูดถึงความเป็นหนังสามชั่วโมงครึ่งของ Killers of the Flower Moon ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันกินเวลาฉายนานกว่าปกติจริงๆ แต่ถ้าหากจะเปรียบหนังเป็นเหมือนรูปเขียน ขนาดเล็กหรือใหญ่ของรูปเขียนนั้นๆ ล้วนสัมพันธ์กับสิ่งที่ศิลปินต้องการถ่ายทอด โดยอัตโนมัติ ความสั้นหรือยาวของหนังเรื่องหนึ่งก็เช่นกัน Killers of the Flower Moon เป็นหนังที่ต้องอาศัยผืนผ้าใบที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจริงๆ เพราะสิ่งที่บอกเล่าไม่ได้เป็นแค่โศกนาฏกรรมส่วนบุคคล หรือแม้กระทั่งของชนเผ่าโอเซจเพียงลำพัง 

 

แต่ก็อย่างที่เอ่ยข้างต้น หนังของ Scorsese วาดให้พวกเราได้เห็นว่า อเมริกาก่อร่างสร้างประเทศจากการเอารัดเอาเปรียบ ความโลภ ความฉ้อฉล การทรยศหักหลัง การเหยียดเชื้อชาติและสีผิวของคนขาวอย่างไร (และยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันอย่างไร) ซึ่งนั่นทำให้ความกว้างและลึกเป็นเรื่องจำเป็น 

 

ขณะที่ในแง่ของจังหวะจะโคนในการบอกเล่า มันก็มีทั้งช้าและเร็วตามตรรกะของมัน บางช่วงก็จู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว หลายช่วงก็ให้ความรู้สึกงดงามราวบทกวี และวิธีการที่ Scorsese ใช้ประโยชน์จากเครื่องไม้เครื่องมือทางด้านภาพยนตร์ในการสื่อสารสิ่งละอันพันละน้อย ก็คงไม่ต้องหยิบยกมาสรรเสริญเยินยอว่ามันล้ำเลิศเพียงใด ยกเว้นที่ต้องพูดถึงเป็นพิเศษก็คือดนตรีประกอบของ Robbie Robertson ผู้ล่วงลับที่ฟังเหมือนเสียงลมหวีดหวิวในทุ่งกว้าง และรู้สึกได้ถึงอันตรายที่แอบซ่อน น่าเชื่อว่าในระยะยาว มันจะกลายเป็นตราประทับของหนังเหมือนกับที่งานของ Bernard Herrmann เป็นสุ้มเสียงที่คนนึกถึงเวลาใครพูดถึง Taxi Driver (1976)

 

Killers of the Flower Moon (2023)

ภาพ: Paramount Pictures

 

โดยรวมแล้ว เกือบสามชั่วโมงครึ่งของหนังก็ถือเป็นกรอบเวลาที่สมเหตุสมผลในตัวเอง ข้อสำคัญ มันเปิดโอกาสให้คนดูได้ครุ่นคิดพินิจถึงเรื่องวิปโยคอันเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างตกผลึกและหนักแน่น นั่นทำให้เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงประโยคเปิดของข้อเขียนนี้ที่บอกว่าภาพยนตร์เป็นหลายสิ่งในเวลาเดียวกัน อีกแง่หนึ่งของ Killers of the Flower Moon ก็คือการที่มันสามารถเป็นสติสัมปชัญญะ การกระตุ้นเตือนสามัญสำนึกและความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคม ซึ่งบางทีนี่อาจเป็นธรรมะขั้นปรมัตถ์ของ ‘ภาพยนตร์’ ในปทานุกรมของหนึ่งในคนทำหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

 

Killers of the Flower Moon (2023) 

กำกับ: Martin Scorsese

ผู้แสดง: Leonardo DiCaprio, Robert De Niro, Lily Gladstone

The post Killers of the Flower Moon (2023) ประวัติศาสตร์อเมริกาฉบับแร้งทึ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มนต์รักนักพากย์ (2566) ลอง ลิฟ ไทย ซีเนมา-มิตร ชัยบัญชา ฟอร์เอฟเวอร์ https://thestandard.co/opinion-once-upon-a-star/ Thu, 12 Oct 2023 08:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=853929

ขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงช้างตัวเบ้อเริ่มที่อยู่ในห้องก่อ […]

The post มนต์รักนักพากย์ (2566) ลอง ลิฟ ไทย ซีเนมา-มิตร ชัยบัญชา ฟอร์เอฟเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขอเริ่มต้นด้วยการพูดถึงช้างตัวเบ้อเริ่มที่อยู่ในห้องก่อน 

 

น่าสังเกตว่าทันทีที่เทรลเลอร์และโปสเตอร์สไตล์วินเทจของหนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ งานกำกับของ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร และเป็นผลงานที่ Netflix ออกทุนสร้างร้อยเปอร์เซ็นต์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘ทีไทย ทีมันส์’ ที่ออกข่าวปีก่อน) ได้รับการเผยแพร่สู่การรับรู้ของสาธารณชน เสียงเรียกร้องหนาหูจากทั่วสารทิศก็คือโอกาสที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ (อย่างน้อย ‘สักหนึ่งสัปดาห์ก็ยังดี’) ด้วยเหตุผลที่ไม่ได้สลับซับซ้อน

 

นี่เป็นหนังที่นอกจากส่วนหนึ่งของเนื้อหาพูดถึงประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารของอุตสาหกรรมหนังไทย ยังเป็นหนังที่เฉลิมฉลอง ‘ภาพยนตร์’ ในฐานะมหรสพ หรืออีกนัยหนึ่ง หนังที่อรรถรสในการชมสัมพันธ์กับการได้ดูเป็นหมู่คณะอย่างแยกจากกันไม่ได้ (หลายๆ ฉากในหนังก็ถ่ายทอดห้วงเวลาที่เรียกได้ว่าเป็น Magic Moment ของมันโดยตรง) และนั่นทำให้โดยอัตโนมัติ แพลตฟอร์มหรือช่องทางเดียวที่จะก่อให้เกิดประสบการณ์แบบรวมหมู่ หรือที่เรียกว่า Collective Experience ก็คือในโรงภาพยนตร์

 

 

แต่บังเอิญว่าเจ้าของหนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ เป็นเจ้าของเดียวกับบริการสตรีมมิง ซึ่งมีระบบการเผยแพร่คอนเทนต์หรือภาพเคลื่อนไหวในแบบที่ไม่ต้องพึ่งพาโรงหนังอีกต่อไป โรงหนังก็เลยไม่ใช่อุโบสถอันศักดิ์สิทธิ์ หรือพื้นที่จารึกแสวงบุญสำหรับคนดู หรือเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นส่วนเกินของสมการนี้ด้วยซ้ำ

 

นั่นทำให้เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ใครจะรู้สึกถึงความลักลั่นและย้อนแย้งของการที่หนังที่สร้างเพื่อหวนรำลึกถึงภาพยนตร์ในฐานะสันทนาการที่ผู้คนได้หัวเราะ ร้องไห้ และซาบซึ้งไปพร้อมๆ กัน กลับถูกเผยแพร่ผ่าน ‘จอหนัง’ ของใครของมัน และพวกเราในฐานะคนดูไม่มีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หนังเรื่องอื่นยังพอทำเนา แต่สำหรับเรื่องนี้ มันชวนให้รู้สึกรุนแรงกว่าเพื่อน 

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ แง่มุมหนึ่งที่อาจยกมาชดเชยส่วนที่ขาดตกบกพร่องก็คือ แพลตฟอร์มสตรีมมิงช่วยลดทอนความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิศาสตร์ หมายความว่า ตราบเท่าที่ใครคนนั้นอยู่ในที่ๆ มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตและเป็นสมาชิกของบริการสตรีมมิงยี่ห้อนั้นๆ การเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (ซึ่งนับเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรมหนังไทย จนเกิดความเหลื่อมล้ำในเชิงของการรับรู้และรสนิยม) ก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาอีกต่อไป และในขณะที่หนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ ต้องแลกกับการไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์อย่างที่ใครๆ ลงความเห็นว่านี่คือที่ทางที่เหมาะสมของมัน การที่คนทั่วโลกสามารถดูหนังเรื่องนี้ผ่านจอภาพส่วนตัวในช่วงเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่คงต้องชั่งตวงวัดกันไปว่ามันคุ้มค่ากับอรรถรสและสุนทรียะที่ตกหล่นสูญหายหรือไม่อย่างไร

 

และเป็นไปได้หรือไม่ว่าในเมื่อ ‘ตลาด’ มีขนาดใหญ่และความหลากหลายมากขึ้น คนทำหนังก็ไม่ต้องติดอยู่ในเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเดิมๆ ของการต้องทำหนัง (ฉายโรง) เพื่อตอบสนองกลุ่มคนดูที่เป็นวัยรุ่นเพียงลำพัง และ มนต์รักนักพากย์ ก็เล่าเรื่องที่ฉีกตัวเองไปจากกรอบเนื้อหาที่คุ้นเคยและมีเนื้อหาที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อย่างที่ผู้กำกับเล่าแจ้งแถลงไขไว้ก่อนหน้านี้ว่า นี่คือจดหมายรักของเขาต่อหนังไทย และหนังไทยในที่นี้ก็ย้อนกลับไป 50 กว่าปี หรือช่วงปลายของยุค ‘หนังไทย 16 มม.’ (ซึ่งถ่ายทำแบบไม่บันทึกเสียงและใช้การพากย์สด) และจากที่หนังของนนทรีย์นำเสนอซึ่งรองรับด้วยข้อเท็จจริง นักพากย์เป็นผู้เล่นสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายความสำเร็จหรือล้มเหลวของหนังเรื่องหนึ่งอย่างชนิดวันต่อวันทีเดียว

 

 

โฟกัสสำคัญของ มนต์รักนักพากย์ ได้แก่หน่วยหนังเร่ขายยาของ มานิตย์ (เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ) ซึ่งจะว่าไปแล้วสถานะของหน่วยเผยแพร่ความบันเทิงแบบจรยุทธ์ของเขาอยู่ในลำดับชนชั้นที่ต่ำสุดของระบบการฉายหนัง ซึ่งเริ่มจากโรงชั้นหนึ่งในเมืองหลวง โรงชั้นสอง โรงหัวเมืองต่างจังหวัด หนังล้อมผ้า (ซึ่งเก็บค่าดู) จนกระทั่งถึงหนังเร่ขายยาที่ตะลอนไปตามจังหวัดต่างๆ และดูฟรี และจากที่คนดูได้เห็น สภาพของตัวหนังที่ตกทอดมาถึงพวกเขาก็เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน ภาพกระตุก สีสันเลอะเลือน หรือที่เรียกกันว่ากากฟิล์มนั่นเอง

 

แต่ทั้งๆ ที่เผชิญกับข้อจำกัดนานัปการ ทั้งกฎเกณฑ์ของบริษัทขายยาที่คร่ำครึโบราณ เทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนไป (การมาถึงของหนัง 35 มม. เสียงในฟิล์ม และโทรทัศน์) ตลอดจนคู่แข่งตัวฉกาจอันได้แก่หน่วยฉายหนังล้อมผ้าซึ่งมีทุกอย่างเหนือกว่า ทั้งเครื่องฉาย สภาพฟิล์มหนัง และนักพากย์

 

สิ่งที่หนังเรื่อง มนต์รักนักพากย์ บอกเล่าก็คือการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายของทีมไก่รองบ่อนของมานิตย์ ซึ่งประกอบด้วย เรืองแข (หนูนา-หนึ่งธิดา โสภณ) นักพากย์หญิงคนเดียว, เก่า (เก้า-จิรายุ ละอองมณี) คนคุมจอและเครื่องฉาย, ลุงหมาน (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) คนขับรถ และกล่าวได้ว่าความพยายามกระเสือกกระสนเพื่อไปต่อและอยู่รอด (และโดยไม่ต้องยึดติดอยู่กับข้อบังคับล้าหลัง) ก็ไม่เพียงก่อให้เกิดทั้งความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจใหม่ๆ กับทุกคนในทีม อาจกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังล้ออยู่กับภาวะลูกผีลูกคนของหนังไทยช่วงนั้น (พ.ศ. 2513) ที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องรับมือกับความพลิกผันที่รุมเร้านานัปการ และนั่นรวมถึงเหตุไม่คาดฝันที่จู่โจมแบบไม่มีใครตั้งตัว

 

 

อย่างที่ใครๆ รับรู้รับทราบ หนึ่งในตัวละครที่เล่นบทบาทสำคัญ ทั้งๆ ที่เขาล่วงลับไปแสนนานก็คือ มิตร ชัยบัญชา และความแยบยลของบทหนังส่วนนี้ก็ได้แก่การใช้ประโยชน์จากคาแรกเตอร์นี้ ทั้งในฐานะบุคลิกที่มีเลือดเนื้อ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ซึ่งโยงไปถึงแก่นเรื่อง หรือพูดอย่างเจาะจง หนังใช้การเสียชีวิตกะทันหันของมิตรเป็นเหตุและปัจจัยที่กระตุ้นให้เหล่าตัวละครในเรื่องค้นพบความปรารถนาและความมุ่งหวังของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็อีกนั่นแหละ วิธีการที่ผู้สร้าง ‘เลือก’ ให้เราได้ ‘พบเจอ’ กับมิตร ชัยบัญชา ในหนังเรื่องนี้ ก็นับว่า ‘เสี่ยง’ และท้าทายการยอมรับของคนดูพอสมควร

 

อย่างไรก็ตาม 2-3 ส่วนที่โดดเด่นมากๆ อย่างแรกสุดก็คืองานสร้าง (เอก เอี่ยมชื่น ผู้ซึ่งร่วมงานกับนนทรีย์มาตั้งแต่หนังเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง) ที่จำลองช่วงเวลาตามท้องเรื่องได้สมจริงสมจังและประณีต ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร อุปกรณ์ประกอบฉาก รถบุโรทั่งที่ใช้เร่ฉายหนัง ฉากตลาดยามเช้าในต่างจังหวัด โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด ไปจนถึงโรงแรมซอมซ่อที่หน่วยเร่ฉายหนังใช้ซุกหัวนอน ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เพียงแค่ทำให้ยุคสมัยที่ผ่านพ้นไปแล้วเนิ่นนานกลับมาโลดเต้นและดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทว่ามันยังช่วยสนับสนุนให้เรื่องที่บอกเล่าดูขึงขังจริงๆ มากขึ้น

 

 

อีกหนึ่งก็คือการสร้างบุคลิกของมานิตย์ ผู้ซึ่งว่าไปแล้วบทหนังแทบจะไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละคร นอกจากเขาเป็นหัวหน้าหน่วยเร่ฉายหนังที่ดูอบอุ่นและเปี่ยมด้วยเมตตา และนั่นยิ่งทำให้เราอยากรู้ภูมิหลังของใครคนนี้มากขึ้น แต่บางทีเรื่องแต่หนหลังของเขาก็คงไม่มีอะไรสลักสำคัญที่คนดูควรรู้ เพราะสุดท้ายแล้วชีวิตและความรักของเขาก็มีเพียงแค่สิ่งที่เราได้เห็นเบื้องหน้า นั่นคือการพากย์หนังขายยาที่เจ้าตัวบอกว่าพากย์แต่ละเรื่องมาเป็นร้อยๆ รอบ 

 

และแน่นอน คนที่ทำให้ตัวละครซึ่งดูเหมือนไม่มีมิตินี้กลับเต็มล้นไปด้วยความเป็นมนุษย์ก็คือ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ หรือว่ากันตามจริง ตัวตนของเขากลืนหายไปกับคาแรกเตอร์นี้อย่างไร้รอยต่อจริงๆ และคนดูเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในความเป็นนักพากย์ห้าเสียงที่คล่องแคล่วช่ำชอง แม้ว่าจนแล้วจนรอดเสียงผู้หญิงของเขาก็สมควรถูกนักเลงหัวไม้ด่าทอว่าเหมือน ‘สุนัขเยี่ยวรดกะละมัง’ จริงๆ แต่ใครที่โตทันหนังกลางแปลงพากย์สด ซึ่งใช้นักพากย์ผู้ชายคนเดียว เสียงผู้หญิงก็ระคายหูแบบนี้ทั้งนั้น

 

ไม่ว่าจะอย่างไร หนึ่งในฉากที่ผู้สร้างถ่ายทอดคาแรกเตอร์นี้ได้จับใจมากๆ อยู่ในตอนท้าย ที่เจ้าตัวบอกเจตนารมณ์ของตัวเองกับทุกคนด้วยน้ำเสียงและสีหน้าสีตาที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน ทำนองว่าเขาจำเป็นต้องสู้เพื่อความฝันของตัวเอง เพราะไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นปมค้างคาหรือบาดแผลทางจิตใจ แต่พูดอย่างถี่ถ้วน นี่เป็นฉากที่ส่วนประกอบต่างๆ ลงตัวจริงๆ ทั้งงานด้านภาพ การตัดต่อ การแสดงของนักแสดงทุกคนที่พอดิบพอดี และการกำกับที่ทุกอย่างดูไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากๆ

 

 

ประเด็นสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดที่น่าพูดถึงเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ก็คือบทบาทของมันในฐานะผลงานบันทึกประวัติศาสตร์หนังไทย น่าสังเกตว่าหนังไทยไม่เหมือนหนังฮอลลีวูดตรงที่เราไม่ค่อยสร้างหนังที่พูดถึงความเป็นไปในระบบอุตสาหกรรมสักเท่าไร (ส่วนหนึ่งคงเพราะมันไม่ใช่หัวข้อที่ขายได้และมักจะมีราคาแพง) เพราะอย่างนี้ความพยายามของ มนต์รักนักพากย์ ในการบอกเล่าเรื่องแต่หนหลังที่เกือบตกสำรวจนี้ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชม 

 

แต่ก็นั่นแหละ เงื่อนไขของการเป็นหนัง ‘บันเทิงคดี’ ก็ทำให้ผู้สร้างต้องใส่สีตีไข่และหยิบโน่นผสมนี่ หรือพูดตรงๆ หนังมีความคลาดเคลื่อนในแง่ข้อเท็จจริงตามสมควร ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัว นี่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เพราะจนแล้วจนรอดคนทำหนังก็บอกตั้งแต่ต้นว่านี่คือจดหมายรักที่เขาสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาที่ ‘หอมหวานที่สุดของวงการหนังไทย’ หรืออีกนัยหนึ่ง เขาไม่ได้มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยสายตานักประวัติศาสตร์ แต่ในฐานะคนที่รักและผูกพันกับหนังไทยซึ่งเต็มไปด้วยฉันทาคติ จะเรียกว่าด้อมหรือนายแบกก็คงจะได้ อันส่งผลให้สิ่งละอันพันละน้อย ทั้งเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ความทรงจำ (ที่เอาแน่นอนไม่ได้) และจินตนาการของผู้สร้าง ควบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน 

 

 

โดยปริยาย มนต์รักนักพากย์ เป็นหนังที่ชวนให้เปิดบทสนทนาต่อเนื่องหลังดูจบจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจจะเพื่อชำระสะสางสิ่งที่คนทำหนังถือวิสาสะดัดแปลง แต่ส่วนที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็เพื่อให้ผู้ชมรุ่นหลังจะได้รับรู้ว่า ทันทีที่จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ นี้ผนวกเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์หนังไทย เบื้องหน้าที่ดูหอมหวานและชวนให้ถวิลหากลับแอบซ่อนไว้ด้วยเส้นทางที่ทั้งทุลักทุเล ระหกระเหิน และไม่เคยโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบด้วยประการทั้งปวง

 

มนต์รักนักพากย์ (พ.ศ. 2566)

กำกับ: นนทรีย์ นิมิบุตร
ผู้แสดง: ศุกลวัฒน์ คณารศ, หนึ่งธิดา โสภณ, จิรายุ ละอองมณี, สามารถ พยัคฆ์อรุณ 

 

ภาพ: Netflix

The post มนต์รักนักพากย์ (2566) ลอง ลิฟ ไทย ซีเนมา-มิตร ชัยบัญชา ฟอร์เอฟเวอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566) เมืองป่วน คนป่วย ชีวิตห่วยแตก และฝันเปียกถึงบอลโลก https://thestandard.co/6ixtynin9-the-series-opinion/ Mon, 11 Sep 2023 09:26:56 +0000 https://thestandard.co/?p=840227 เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์

อย่างที่น่าจะรู้กันว่า เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เป็นผลงา […]

The post เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566) เมืองป่วน คนป่วย ชีวิตห่วยแตก และฝันเปียกถึงบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์

อย่างที่น่าจะรู้กันว่า เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ เป็นผลงานรีเมกหนังตัวเองของ เป็นเอก รัตนเรือง ซึ่งออกฉายครั้งแรกช่วงปลาย พ.ศ. 2542 และความแตกต่างเบื้องต้นในเชิงโครงสร้างก็มองเห็นได้ชัดแจ้ง เรื่องหนึ่งเป็นหนังฉายโรงความยาว 2 ชั่วโมง อีกเรื่องเป็นซีรีส์ 6 ตอน (ตอนละ 40 กว่านาทีโดยประมาณ ยกเว้นตอนสุดท้ายที่ยาว 1 ชั่วโมงเศษ) และสตรีมทาง Netflix 

 

เรื่องตลก 69 (2542)

ภาพ: หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) 

 

ข้อที่น่าพูดถึงจริงๆ จังๆ เกี่ยวกับ เรื่องตลก 69 เวอร์ชันหนังก็คือ มันถูกสร้างในช่วงที่วิกฤตต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) ยังอาละวาดไม่เลิก และดูเหมือนว่าเป็นเอกใช้พล็อตที่ผูกขึ้นอย่างพิลึกพิลั่นเป็นเสมือนข้ออ้างในการกะเทาะความบิดเบี้ยวของสังคมช่วงเวลานั้นได้เจ็บปวดแสบสันต์ ทั้งวิธีการที่นายจ้างเลย์ออฟคนทำงานซึ่งดูบ้าบอคอแตกมากๆ ความห่อเหี่ยวสิ้นหวังของผู้คนที่ถูกพิษเศรษฐกิจเล่นงานอย่างน่าเวทนา ข้อสำคัญ ใครจะสามารถลืมวรรคทองของเพื่อนนางเอกที่พูดว่า “เศรษฐกิจยิ่งเหี้- คนมันยิ่งแรด” ซึ่งแฝงฝังข้อเท็จจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

ประเด็นก็คือ ความผันผวนทางเศรษฐกิจครั้งกระนั้นอาจจะผ่านไปแล้วแสนนาน แต่ถ้าประมวลจากสิ่งที่บอกเล่าในฉบับสตรีมมิง ซึ่งสอดแทรกสิ่งละอันพันละน้อยที่ย้ำเตือนคนดูเป็นระยะๆ ถึงโลกความเป็นจริง ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน สามสิ่งที่สรุปได้ก็คือ สังคมไทยก็ยังคงบิดเบี้ยว (ด้วยการทุจริตและคอร์รัปชัน) เศรษฐกิจก็ยังคงเหี้- (ผลพวงจากโรคระบาดและอีกหลายปัจจัย) ข้อสำคัญ ระดับความ ‘แรด’ (หรือจะใช้คำว่า ‘พล่าน’ ก็น่าจะได้) ของผู้คนก็หนักข้อยิ่งกว่าเดิม

 

6ixtynin9: The Series. Mai Davika Hoorne (ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) as Tum(ตุ้ม)

ภาพ: Netflix

 

โดยปริยาย เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การเอาหนังเก่ามาเล่าใหม่ภายใต้ยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไปเท่านั้น ทว่าดูประหนึ่งคนทำหนังใช้โอกาสที่เปิดกว้างเป็นช่องทางในการพูดเรื่องสารพัดสารพันที่เขาอยากพูดเกี่ยวกับความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือแม้กระทั่งวิกลจริตของสังคม ด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ถากถาง และแดกดัน และสำหรับใครที่ติดตามหนังของเป็นเอกมาตั้งแต่ต้น ความยียวนกวนประสาทของเป็นเอกก็ยังคงเป็นทั้งลายเซ็นและเครื่องหมายการค้าเสมอต้นเสมอปลาย และวัยที่เพิ่มมากขึ้นก็ไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนโยนลงแต่อย่างใด 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ ข้อได้เปรียบของการเป็นซีรีส์หลายตอนจบ ได้แก่ การที่มันเอื้ออำนวยให้คนทำหนังได้จินตนาการถึงหลายๆ สถานการณ์ ที่สมมติเป็นหนังฉายโรง 2 ชั่วโมง คงถูกตัดทิ้งไปแน่ๆ และผู้กำกับสามารถขยี้มุกโน่นนี่นั่นได้ละเอียดและถี่ถ้วน (เช่น การให้ความสำคัญกับบรรดาลิ่วล้อของทั้งครรชิตและเสี่ยโต้ง หรือบทคุณป้าชุดขาวที่รับลงทะเบียนแรกเข้าสำหรับคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงปรโลก ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป) แต่กลับกัน บางครั้งหรือหลายครั้ง ส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็ค่อนข้างย้วยหรือเหมือนจะเป็นเพียงไขมันส่วนเกิน เช่น ฉากที่หนังพรรณนาถึงวัยเด็กของนางเอก ซึ่งไม่ทำงานในเชิงดรามาติกเท่าที่ควร หรือบางเหตุการณ์ก็ค่อนข้างงุ่มง่าม

 

6ixtynin9: The Series. Mai Davika Hoorne (ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) as Tum(ตุ้ม)

ภาพ: Netflix

 

ข้อสังเกตส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งที่สรุปได้จาก​สิ่งที่บอกเล่าใน เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (ซึ่งอาจจะผิดก็ได้) ก็คือ แพลตฟอร์มสตรีมมิงดูเหมือนจะเป็นสนามที่ให้เสรีภาพในการแสดงออกทั้งภาพ เสียง และเนื้อหาอย่างถึงลูกถึงคนมากกว่าหนังฉายโรง และ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ ก็เป็นซีรีส์ที่เป็นเอก ‘เล่นเกือบเต็มพื้นที่’ จริงๆ ทั้งฉากเซ็กซ์ที่ค่อนข้างดุเดือดเลือดพล่าน การฆ่าแกงและนำเสนอความรุนแรงทางเพศ หรือฉากที่ตัวละครเล่นยากันอย่างโจ่งครึ่ม ไปจนถึงการถ่ายทอดภาพของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่อาจไม่ได้จาบจ้วง แต่ก็ดูเป็นตัวตลกที่น่าสมเพช (แต่จริงๆ ตัวละครทุกคนก็น่าสมเพชทั้งหมดนั่นแหละ) ขณะที่เนื้อหาที่ว่าด้วยการประท้วงของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและคณะราษฎรอาจจะไม่ได้สุ่มเสี่ยงหรือล่อแหลมเท่าไรนัก แต่ยังไม่พบเห็นว่ามีหนังฉายโรงแตะต้องเรื่องอ่อนไหวนี้

 

น่าสงสัยว่าถ้าหาก ‘ของแสลง’ พวกนี้ไปอยู่ในหนังฉายโรง มันจะมีปัญหากับกรรมการจัดเรตติ้งบ้านเรามากน้อยเพียงใด เพราะจนแล้วจนรอด Netflix ซึ่งมีระบบจัดการเรื่องอายุคนดูเป็นของตัวเองก็ยังให้ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ ได้เพียงแค่เรต 16+ ซึ่งไม่ใช่อัตราเร่งสูงสุดด้วยซ้ำ

 

6ixtynin9: The Series. Pen-Ek Ratanaruang (เป็นเอก รัตนเรือง)

เป็นเอก รัตนเรือง

ภาพ: Netflix

 

พูดถึงในส่วนเนื้อหา เค้าโครงหรือจุดปะทุของ เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ ก็คล้ายคลึงกับฉบับฉายโรงนั่นเอง ผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจนำพาให้สาวออฟฟิศชื่อ ตุ้ม (ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่) ที่สุดแสนอับโชค ถูกบริษัทบอกเลิกจ้าง และขณะที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรต่อกับชีวิตวันนี้วันพรุ่ง ซึ่งดูวี่แววแล้วมองไม่เห็นความเป็นไปได้ จู่ๆ หญิงสาวก็พบว่ามีใครก็ไม่รู้นำกล่องพัสดุใส่เงินสดเป็นล้านมาวางหน้าห้องพักเบอร์ 6 ของเธอ และภายหลังต่อสู้กับความว้าวุ่นสับสนในห้วงคิดคำนึง ตุ้มก็ตัดสินใจเก็บลาภลอยนี้ไว้กับตัวเอง และแทบจะทันทีที่ได้ข้อสรุปแบบนั้น ความฉิบหายวายป่วงแทบทุกรูปแบบก็ถาโถมใส่ตัวละครแบบไม่ทันให้ตั้งตัวและอย่างสะบักสะบอม

 

ว่าไปแล้วความน่าสนุกของการติดตามดูหนังของเป็นเอก รวมถึงซีรีส์เรื่องนี้ด้วย อีกทั้งน่าจะเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่ใครก็ลอกเลียนได้ยาก ก็ตรงที่เขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ชั้นเชิงในการถ่ายทอดแพรวพราวจริงๆ หลายครั้งเขาสามารถทำให้สถานการณ์ที่สุดแสนราบเรียบกลับดูพิเศษหรือสะดุดความรู้สึกของคนดูอย่างเฉียบพลัน (เชื่อว่านี่คงเป็นทักษะจากการเป็นคนทำหนังโฆษณาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม) และตัวอย่างมีให้ยกมาสนับสนุนนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นได้แก่ตอนที่ตุ้มไปหาซื้อลังหวายจักสานขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในอีพี 3 และวิธีการที่เป็นเอกใช้ในการบอกเล่าก็ทั้งตลกขบขัน เหนือความคาดหมาย และประสาทเสีย อีกทั้งคนดูยังล่วงรู้โดยอัตโนมัติถึงหนทางแก้ ‘ปัญหาเฉพาะหน้า’ ของนางเอกอย่างทันท่วงที 

 

หรือพล็อตย่อยที่ตัวละครเสี่ยโต้งตระเวนหาลูกน้อง 3-4 คนซึ่งถูกเลย์ออฟไปแล้ว เพื่อซ้ำเติมคนเหล่านั้นด้วยข้อเสนอที่ดูผิวเผินแล้วเปี่ยมไปด้วยความเมตตา ก็เป็นฉากที่เน้นย้ำความบัดซบของระบอบทุนนิยมที่เหยียบย่ำความเป็นมนุษย์อย่างเลือดเย็น

 

6ixtynin9: The Series. Mai Davika Hoorne (ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่) as Tum(ตุ้ม)

ภาพ: Netflix

 

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นเหมือนไม้ตายของเป็นเอกมาโดยตลอด ได้แก่ บรรดาตัวละครที่ถูกนำเสนอในมิติที่ดูเป็นผู้เป็นคนมากๆ หรืออย่างน้อยหลบเลี่ยงบุคลิกแบบเหมารวม อันส่งผลให้ชีวิตน้อยใหญ่ในซีรีส์เรื่องนี้ล้วนแล้วมีวงโคจรเป็นของตัวเอง มีด้านมืดและสว่าง รัก โลภ โกรธ หลงแบบมนุษย์มนา ที่แน่ๆ หัวหน้าค่ายมวยที่ชื่อ ครรชิต (อมรเอก มิเกลลี่) รู้ว่าตัวเขายืนฟากไหนในความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างม็อบเด็กกับรัฐบาลเผด็จการ หรือรสนิยมทางเพศของ เสี่ยโต้ง (อภิวิชญ์ รินทพล) ก็ไม่ได้ถูกคนทำหนังหยิบยกขึ้นมาพิพากษา ส่วนลูกน้องครรชิตคนที่เป็นใบ้ ก็ยังอุตส่าห์มี ‘บทพูด’ ที่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดู และฉากที่ ซอนนี่ (ธ เทพ ไชยชาญบุตร) นักค้ายารายใหญ่ เลกเชอร์เรื่องอิทธิพลของหนังต่อพฤติกรรมรุนแรงของเด็กๆ ก็มีเหตุผลที่พอรับฟังได้

 

กลายเป็นว่าตัวละครที่หยั่งไม่ได้ง่ายๆ เพราะใครคนนี้เก็บงำความรู้สึกตัวเองค่อนข้างมิดชิดก็คือตุ้มนั่นเอง เป็นไปได้หรือไม่ว่าชีวิตตามลำพังในเมืองหลวงทำให้เธอเป็นคนเฉยเมยและเย็นชา และหญิงสาวแทบจะไม่แสดงออกว่ายินดีหรือยินร้ายกับเรื่องต่างๆ นานาที่เข้ามาปะทะ ตั้งแต่ฉากเริ่มต้นที่รถยนต์บุโรทั่งของเธอถูกล็อกล้อ หรือฉากที่เจ้าตัวต้องรับมือกับโทรศัพท์ลามกซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หนังให้เห็น เธอคุ้นชินกับมันเสียแล้ว ทั้งหมดทั้งมวลยังไม่ต้องเอ่ยถึงรูปร่างที่ผ่ายผอมของตัวละคร และไม่ว่าใครๆ จะพูดถึงความสะสวยของตุ้มอย่างไร ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป สีหน้าสีตาตลอดจนการแสดงออกของตัวละครก็ดูใกล้เคียงกับผีดิบมากขึ้นเรื่อยๆ 

 

แต่บางทีอะไรๆ ที่หนังบอกเล่าเกี่ยวกับตุ้มก็ไม่บั่นทอนความรู้สึกคนดูเท่ากับการที่พวกเราถูกกำหนดให้ติดตามตัวละครที่แทบไม่มีแต้มต่อหรือความได้เปรียบใดๆ ในชีวิต พบเจอกับบททดสอบทางศีลธรรมอย่างแสนสาหัสทีเดียว และเทียบกับฉบับฉายโรง ชะตากรรมของตุ้มเวอร์ชันนี้ก็เหมือนกับไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ยิ่งเมื่อคำนึงว่าฉบับซีรีส์มีการ ‘เช็กชื่อ’ อย่างถี่ถ้วนว่าใครอยู่ใครตาย สถานการณ์ของตุ้มในท้ายที่สุดซึ่งอาจเรียกว่า ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง อยู่ต่อไม่ไหว’ ก็น่าจะนำพาให้เธอกลายสภาพไม่ต่างจากภูตผีที่หาหลักแหล่งให้กับตัวเองไม่เจอ

 

ภาพ: Netflix

 

ไหนๆ พูดถึงฉากเช็กชื่อก็ขอขยายความต่ออีกนิด ฉากหลังความตายที่มีคุณป้าชุดขาว (วีรพร นิติประภา) คอยตรวจสอบชื่อและนามสกุลของคนที่ชีวิตถึงฆาตด้วยน้ำเสียงดุๆ และทัศนคติเบื่อหน่ายกับงานที่สุดแสนจำเจซ้ำซาก ก็นับเป็นทั้งตลกร้ายและจินตนาการที่แห้งผากของผู้กำกับ เพราะประมวลจากสิ่งที่ซีรีส์บอกเล่า นี่คือการบริหารจัดการที่ตกยุคตกสมัยมากๆ ตั้งแต่ระบบโลจิสติกส์ของปรโลกที่ใช้รถตู้ซอมซ่อขนส่งผู้วายชนม์ อีกทั้งสีหน้าสีตาของทั้งเจ้าหน้าที่ในรถตู้รวมถึงพลขับก็ล้วนแล้วบอกบุญไม่รับ พวกเขาไม่แม้กระทั่งห้ามปรามไม่ให้คนตายมีปากเสียงกัน (ทำนองว่าไม่ใช่หน้าที่) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตกรุ่นที่คุณป้าใช้ก็น่าจะอัปเดตระบบปฏิบัติการไม่ได้แล้ว ขณะที่ตัวคุณป้าเองก็คงถูกระบบกลืนกินจนแทบไม่เหลือสามัญสำนึกหรือความสามารถในการริเริ่มส่วนบุคคล และฉากที่เธอแสดงออกอย่างเงอะๆ เงิ่นๆ ในตอนที่เธอถูกใครบางคน ‘ไฮแจ็ก’ โต๊ะทำงาน ก็น่าจะเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างครื้นเครง

 

ไม่รู้คนอื่นว่าอย่างไร ตอนที่ดูฉากเหล่านี้กลับไม่ได้นึกว่านี่คือโลกหลังความตาย แต่รู้สึกว่ามันคือระบบราชการ 0.4 ที่พวกเราไม่ต้องสิ้นลมไปก่อนก็สามารถเข้ารับบริการที่น่าประทับใจนี่ได้ไม่ยากเย็น

 

เรื่อง: เรื่อง ตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566)

กำกับ: เป็นเอก รัตนเรือง

ผู้แสดง: ดาวิกา โฮร์เน่, อมรเอก มิเกลลี่, อภิวิชญ์ รินทพล, ภัทร เอกแสงกุล ฯลฯ

The post เรื่องตลก 69 เดอะซีรีส์ (พ.ศ. 2566) เมืองป่วน คนป่วย ชีวิตห่วยแตก และฝันเปียกถึงบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oppenheimer (2023) ชายผู้เด็ดแอปเปิ้ลต้องห้ามจากสวนเอเดนของพระผู้เป็นเจ้า https://thestandard.co/oppenheimer-2023-movie/ Mon, 24 Jul 2023 03:33:29 +0000 https://thestandard.co/?p=821236 Oppenheimer

คำถามประจำสัปดาห์…   สมมติเล่นๆ ว่า ถ้าหากพี […]

The post Oppenheimer (2023) ชายผู้เด็ดแอปเปิ้ลต้องห้ามจากสวนเอเดนของพระผู้เป็นเจ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Oppenheimer

คำถามประจำสัปดาห์…

 

สมมติเล่นๆ ว่า ถ้าหากพี่น้อง Lumiere ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปและเครื่องฉายภาพเคลื่อนไหวขึ้นจอเป็นเจ้าแรก ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่ามันกลายเป็นรูปแบบความบันเทิงที่ทรงพลังและครองใจคนทั้งโลกจวบจนปัจจุบัน บังเอิญล้มเลิกความตั้งใจกลางคัน ภาพยนตร์จะยังคงถือกำเนิดอยู่นั่นเองหรือไม่

 

คำตอบก็คือแน่นอน เพียงแค่หน้าประวัติศาสตร์ก็จะหันไปจดจำชื่อนักประดิษฐ์และนักบุกเบิกคนอื่น เช่น Max Skladanowsky, Robert W. Paul หรือแม้กระทั่ง William Friese-Greene เพราะเงื่อนไขและองค์ประกอบของการถือกำเนิดในตอนนั้นสุกงอม และมันเป็นเรื่องของระยะเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง ใครเป็นคนที่ลากเส้นตามรอยประได้คมชัดและมีประสิทธิภาพมากกว่ากันและก่อนเพื่อน

 

J.Robert Oppenheimer

ภาพ: wikipedia

 

ฉันใดฉันนั้น ฉายา ‘บิดาของระเบิดปรมาณู’ ของ J.Robert Oppenheimer นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันเชื้อสายยิวผู้ปราดเปรื่องล้ำเลิศ ก็เป็นผลพวงจากการที่เขา (ในฐานะหัวหน้าโครงการลับสุดยอดของรัฐบาลอเมริกันที่ชื่อ Manhattan Project ในช่วงสงครามโลกครั้งสอง) ชนะเกมการแข่งขันประดิษฐ์อาวุธมหาประลัย (เหนือคู่แข่งตอนนั้น อันได้แก่นาซีเยอรมันของฮิตเลอร์ซึ่งแพ้สงครามไปซะก่อน และในช่วงหลังจากนั้น คู่แข่งก็เปลี่ยนหน้าไปเป็นสหภาพโซเวียตซึ่งประดิษฐ์ระเบิดปรมาณูไล่หลังอเมริกาเพียงสี่ปี)

 

และผลงานชิ้นโบว์แดง (หรือโบว์ดำ) ของ Oppenheimer ก็คือระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่ถูกทิ้ง ณ เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ซึ่งไม่เพียงสาธิตให้ชาวโลกได้ประจักษ์แจ้งกับอานุภาพทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว จากการที่ผู้คนบาดเจ็บล้มตายทันทีนับแสนๆ คน ทว่าประเด็นที่น่าห่วงกังวลมากไปกว่านั้นก็คือ มันนำพาให้มวลมนุษยชาติเขยิบเข้าไปใกล้ฉากทัศน์ใหม่ของ ‘วันสิ้นโลก’ มากขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อที่ชวนให้ครุ่นคิดก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าในจักรวาลคู่ขนานและด้วยเงื่อนไขที่ไม่เหมือนเดิม (เช่น เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าโครงการ Manhattan) หน้าประวัติศาสตร์อาจจะบันทึกชื่อ Oppenheimer ในฐานะหนึ่งในนักฟิสิกส์ที่ค้นพบพลังงานอันมหาศาลของหลุมดำที่กลืนกินทุกอย่างในห้วงจักรวาล (ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาค้นพบจริงๆ) และไม่ต้องแบกรับสถานะ ‘คุณพ่อนิวเคลียร์’ หรือกลายเป็นบุคคลต้องคำสาปในลักษณะไม่แตกต่างจากเทพแห่งกรีก Prometheus ที่ต้องทุกข์ทรมานจากการถูก Zeus ลงโทษให้นกอินทรีจิกกินตับไตไส้พุงเนื่องเพราะเขา ‘ขโมยไฟไปให้มนุษย์ใช้ประหัตประหารกัน’

 

ภาพ: Universal Pictures

 

ตามเนื้อผ้า หนังเรื่อง Oppenheimer ของ Christopher Nolan ซึ่งดัดแปลงจากงานเขียนที่ชื่อ American Prometheus:The Triumph and Tragedy of J.Robert Oppenheimer มุ่งสำรวจชีวิตของนักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกในแง่มุมดังกล่าวนั่นเอง ทั้งชัยชนะและความสำเร็จของการประดิษฐ์อาวุธปรมาณู วิบากกรรมที่ถาโถมเข้ามา ความเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำ จุดอ่อนและข้อบกพร่องในฐานะปุถุชน และเหนืออื่นใด การแสดงออกถึงมโนสำนึกและความรับผิดชอบในฐานะดอกเตอร์ Frankenstein ผู้ซึ่งควบคุมอสุรกายที่เขาชุบชีวิตขึ้นมาไม่ได้

 

และในขณะที่หนังกินเวลาฉายยาวเหยียดถึงสามชั่วโมงเต็ม ความท้าทายที่แท้จริง แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นเรื่องเกินความคาดหมายสำหรับแฟนๆ ของ Nolan ก็คือหนังเรื่อง Oppenheimer ไม่ได้เล่าเรื่องเป็นเส้นตรง และมันบอกเล่าผ่านสองเหตุการณ์หลักเป็นอย่างน้อยที่ตัดสลับไปมา หนึ่งก็คือเหตุการณ์ปี 1954 ที่ Oppenheimer ถูกคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเขาเป็นที่ปรึกษา ไต่สวนข้อกล่าวหาพัวพันกับพรรคคอมมิวนิสต์และมีพฤติการณ์ ‘ไม่เป็นอเมริกัน’ อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกบอกเล่าด้วยภาพขาวดำ เกิดขึ้นในปี 1959 ได้แก่เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับตัวละครชื่อ Lewis Strauss (ซึ่งคนดูอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ไม่ล่วงรู้เบื้องหน้าเบื้องหลังก็คงจะงงว่าหมอนี่เป็นใคร) ที่กำลังถูกวุฒิสมาชิกซักถามในประเด็นความสัมพันธ์ของเขากับ Oppenheimer ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับรองตำแหน่งรัฐมนตรี

 

ภาพ: Universal Pictures

 

และทั้งสองเหตุการณ์นี้ไม่เพียงขับเคลื่อนด้วยบทสนทนาที่โยงไปถึงตัวละครมากหน้าหลายตา ยังสอดแทรกไว้ด้วยฉากย้อนอดีตที่พาคนดูไปรับรู้เหตุการณ์น้อยใหญ่ซึ่งพูดไม่อ้อมค้อม มันปะติดปะต่อให้เข้ากันไม่ได้อย่างง่ายดาย และนั่นยังไม่นับรวมช็อตสั้นๆ ที่คนทำหนังแทรกเข้ามาเพื่อผลลัพธ์ทางอารมณ์ หรือการย้ำเตือนถึงหายนะที่เฝ้าคอย หรือแสดงห้วงคำนึงอันอลหม่านสับสนของตัวละคร

 

หรือเปรียบไปแล้ว หนังเรื่อง Oppenheimer ก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนน้อยใหญ่มากมาย หากทว่าเมื่อทุกรายละเอียดถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ของมัน ผลลัพธ์โดยรวมก็เกื้อหนุนให้คนดูมองเห็น ‘ภาพใหญ่’ ที่ทั้งกว้างและลึก ของ 1. ตัวบุคคลผู้ซึ่งชีวิตของเขาพบเจอกับสิ่งที่เรียกว่า Rise and Fall หรือความรุ่งโรจน์และร่วงหล่นในลักษณะแตกต่างจากรถไฟเหาะตีลังกา ของ 2. บริบททางการเมืองและนักการเมืองที่ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน (และประเทศไหน) ก็สกปรก โสโครก อัปลักษณ์ และคิดเล็กคิดน้อยเหมือนกัน และเหนืออื่นใด ของ 3. ความจริงและการเตือนสติผู้คนในสังคมในแง่ที่ว่า ‘พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง’ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วโลกใบนี้ก็คงจะไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เรียกว่ามนุษย์อีกต่อไป

 

ภาพ: Universal Pictures

 

แต่ก็นั่นแหละ ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมใส่คนดู เสน่ห์ดึงดูดและเป็นแง่มุมที่ชวนให้สนเท่ห์ที่สุดของหนังได้แก่เนื้อหาที่มุ่งสำรวจและศึกษาตื้นลึกหนาบางของตัวละคร และอย่างหนึ่งที่สรุปได้ก็คือ Oppenheimer เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยแสดงออกหรือมักจะเก็บซ่อนความคิดเห็นต่างๆ นานาเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่ดูเคร่งขรึมจริงจัง และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะหยั่งรู้ได้ว่าเขานึกคิดอะไร และวิธีการที่คนทำหนังจับภาพ Oppenheimer ในระยะใกล้มากหลายครั้ง นั่นรวมถึงช็อตเปิดและปิดเรื่อง (ยิ่งใครได้ดูในระบบ IMAX ด้วยแล้ว ก็คงสัมผัสได้ถึงความน่าพิศวงและเป็นปริศนาของใบหน้าที่ชวนหลอกหลอนนี้มากยิ่งขึ้น) มีส่วนช่วยขยับขยายให้พวกเราได้มองเห็นร่องรอยของอารมณ์และความรู้สึกที่ ‘น้อยนิดแต่มหาศาล’ ของตัวละคร ทั้งความหมกมุ่นลุ่มหลง ความดื้อดึง ความผิดหวัง ความล้มเหลว ความเจ็บปวดขื่นขมที่โดนหักหลัง ไปจนถึงความโศกสลดที่เจ้าตัวกลายเป็นคนที่จุดไฟแห่งความวิบัติฉิบหายของมนุษยชาติให้มันลุกโชน

 

ไม่ต้องสงสัยว่านี่เป็นการแสดงที่ลึกซึ้งสุดแสนวิเศษและละเอียดลออของ Cillian Murphy และสมควรยืนปรบมือให้อย่างกึกก้องยาวนาน

 

ภาพ: Universal Pictures

 

แต่อารมณ์ของตัวละครก็ส่วนหนึ่ง และบุคลิกก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ยิ่งทำให้ Oppenheimer เป็น Subject ที่ยิ่งน่าทึ่งมากขึ้นไปอีก และอย่างหนึ่งที่สามารถพูดได้ก็คือ เขาเป็นตัวละครที่สภาวะข้างในของเขาดูเหมือนเป็นสนามรบตลอดเวลา  ระหว่างการทำในสิ่งที่ตัวเองมุ่งมาดปรารถนาและมีความสามารถทำได้กับสำนึก ผิดชอบชั่วดี ระหว่างความฉลาดปราดเปรื่องกับความโง่เขลาเบาปัญญา หนึ่งในฉากเล็กๆ ตอนต้นเรื่องที่อาจใช้อธิบายสมมติฐานนี้ได้แก่เหตุการณ์ที่เขาแก้เผ็ดอาจารย์ผู้ซึ่งเล่นงานเขาเรื่องความซุ่มซ่ามในห้องแล็บ ด้วยการฉีดยาพิษเข้าไปในผลแอปเปิ้ลที่วางบนโต๊ะของอาจารย์คนนั้น และจากที่หนังนำเสนอ กว่าที่เขาจะตระหนักได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และดิ้นรนแก้ไขเรื่องคอขาดบาดตาย (โง่ๆ) ที่อาจจะเกิดขึ้น มันก็หวุดหวิดเฉียดฉิวเหลือเกิน มิหนำซ้ำ คนที่กำลังรับเคราะห์กลับกลายเป็นบุคคลที่สาม

 

น่าสังเกตว่าเหตุการณ์นี้เป็นเสมือนลางบอกเหตุถึงเรื่องยุ่งยากที่กำลังจะเกิดขึ้น เขา (และทีมนักวิทยาศาสตร์) สร้างปรมาณูขึ้นมาด้วยความเชื่ออันไร้เดียงสาว่า อานุภาพร้ายแรงของมันจะค้ำประกันสันติภาพของโลกใบนี้ให้ยั่งยืน ทว่าจนแล้วจนรอด ทุกอย่างหันเหไปตรงกันข้าม และจิตสำนึกของความพยายามยับยั้งหายนะที่มาจ่อคอหอย บานปลายกลายเป็นการที่เขาถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวน และถูกตั้งคำถามถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ฉากที่เหล่านักการเมืองรุมทึ้ง Oppenheimer ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวในห้องไต่สวน ก็หยอกล้ออยู่กับเรื่องของเทพแห่งกรีกองค์นั้นอย่างขมขื่นทีเดียว อีกทั้งผลลัพธ์สุดท้ายก็ยังลงเอยในสภาพที่ตัวเขาไม่แตกต่างจาก Adam ที่ถูกพระเจ้าอัปเปหิจากสวนเอเดนโทษฐานเด็ดผลไม้ต้องห้าม

 

ภาพ: Universal Pictures

 

กล่าวในแง่ของเทคนิค Oppenheimer เป็นหนังที่ถ่ายด้วยกล้อง IMAX และฟิล์มเซลลูลอยด์ขนาด 65 มม. ซึ่งพูดได้ว่าไม่มีใครใช้ประโยชน์จากจอภาพมหึมาและระบบเสียงที่กระหึ่มเร้าได้เก่งกาจและเหนือชั้นเหมือน Nolan อีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่เขาสำแดงถึงพิษสงของระเบิดปรมาณูที่ทั้งงดงามอย่างน่าตื่นตะลึง ขณะเดียวกัน ก็เรียกสิ่งที่มองเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจาก ‘ไฟนรกขุมโลกันตร์’ ข้อมูลที่ยิ่งชวนให้ตื้นตันมากขึ้นก็ตรงที่ทั้งหมดทั้งมวลที่ปรากฏเบื้องหน้า ไม่ได้เป็นผลพวงจากมายากลของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทว่ามันคือเปลวไฟอนาล็อกที่รุ่มร้อน เดือดดาล และกราดเกรี้ยวจริงๆ และนั่นทำให้ไม่มากไม่น้อย ความอุทิศทุ่มเทอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งผสมผสานกับทักษะการทำหนังอันล้ำเลิศของ Nolan ก็ส่งผลให้เขากลายเป็นคนทำหนังสายพันธุ์ที่หาได้ยากจริงๆ

 

ภาพ: Universal Pictures

 

มีแง่มุมหนึ่งคนมักจะพูดถึง Oppenheimer และถูกเอ่ยถึงในหนังด้วย ก็คือการที่เขาไม่เคยได้รางวัลโนเบล ทั้งๆ ที่ด้วยคุณสมบัติและผลงานมันก็เกินความคู่ควรและเหมาะสมไปโขทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ หลังจากเวลาผ่านพ้นไป รางวัลอันยิ่งใหญ่อย่างโนเบลก็ดูเล็กกระจ้อยร่อยไปแล้วสำหรับบทบาทและสถานะทางประวัติศาสตร์ของ Oppenheimer

 

ฉันใดก็ฉันนั้น Chiristopher Nolan ก็ (ยังคง) ไม่เคยชนะรางวัลออสการ์ ทั้งๆ ที่ใครลองไล่เรียงชื่อหนังทั้งหมดก็คงนึกสงสัยว่าสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ตกสำรวจผลงานของ Nolan ไปได้อย่างไร แต่ไม่ว่าเกียรติยศดังกล่าวจะเดินทางมาถึงหรือไม่และเมื่อใด มันก็ไม่มีวันเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่า Nolan เป็นคนทำหนังที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 21 และไม่มีข้อกังขาว่าหนังเรื่อง Oppenheimer จะเป็นอีกหนึ่งผลงานควบคู่ไปกับ Memento, The Dark Knight, Inception, Dunkirk ที่จะทำให้คนรุ่นหลังนึกถึงและจดจำ Christopher Nolan อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

 

Oppenheimer (2023)

กำกับ: Christopher Nolan

ผู้แสดง: Cillian Murphy, Emily Blunt, Robert Downey Jr., Matt Damon ฯลฯ

The post Oppenheimer (2023) ชายผู้เด็ดแอปเปิ้ลต้องห้ามจากสวนเอเดนของพระผู้เป็นเจ้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
Past Lives (2023) หนังโรแมนติกดราม่าที่ละเมียดละไมอ่อนหวาน ว่าด้วย ‘ชีวิตแต่หนหลังและบางเรื่องที่ไม่เคยเลือนหาย’ https://thestandard.co/opinion-past-lives-2023/ Fri, 07 Jul 2023 08:00:34 +0000 https://thestandard.co/?p=813646 Past Lives (2023)

หนังเรื่อง Past Lives ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Celine Son […]

The post Past Lives (2023) หนังโรแมนติกดราม่าที่ละเมียดละไมอ่อนหวาน ว่าด้วย ‘ชีวิตแต่หนหลังและบางเรื่องที่ไม่เคยเลือนหาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Past Lives (2023)

หนังเรื่อง Past Lives ผลงานกำกับเรื่องแรกของ Celine Song คนทำหนังแคนาดา-เกาหลี เปิดเรื่องด้วยฉากที่ทั้งกระตุ้นและยั่วเย้าความฉงนสนเท่ห์ ตลอดจนพฤติกรรมสอดรู้สอดเห็นของคนดูได้ฉลาด หรือแม้กระทั่งเจ้าเล่ห์แสนกล

 

ภาพขนาดปานกลางของคนสามคนนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ของร้านเหล้าแห่งหนึ่งในนิวยอร์กช่วงราวๆ ตีสี่ เสียงสนทนาแบบ Off-Screen ของใครก็ไม่รู้สองคนซึ่งแอบมองตัวละครทั้งสาม พยายามประเมินและคาดเดาความเกี่ยวข้องของพวกเขา ซึ่งประกอบด้วยหญิงหนึ่ง ชายสอง และสองในสามเป็นคนเอเชีย ทำนองว่า ใครน่าจะเป็นแฟนกับใคร อีกคนไปนั่งอยู่ตรงนั้นในฐานะอะไร เป็นไกด์ทัวร์ใช่หรือไม่ หรือว่าทั้งหมดเป็นเพื่อนร่วมงาน

 

ว่าไปแล้วเสียง Off-Screen นั้นก็คือเสียงของคนดูนั่นเอง และคนทำหนังเพียงแค่อำนวยความสะดวกด้วยการตั้งคำถามที่น่าจะผุดขึ้นในห้วงคำนึงของพวกเราแน่ๆ เท่านั้น

 

ความแยบยลของการเลือกเปิดเรื่องแบบนี้ก็คือ เมื่อฉากนี้หวนกลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งช่วงท้าย (และโดยไม่มีเสียงนอกจออีกแล้ว) และคนดูไม่ได้อยู่ในความลึกลับดำมืดอีกต่อไป นี่เป็นห้วงเวลาที่ทั้งกระอักกระอ่วน ขมขื่น เศร้าสร้อย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือแม้แต่ชวนให้ดำดิ่งในความมืดมนอนธการ

 

 

ตามเนื้อผ้า Past Lives เป็นหนังโรแมนติกดราม่าที่โยงใยอยู่กับความสัมพันธ์แบบสามเส้า และคุณสมบัติร่วมประการหนึ่งที่หนังของ Celine Song มีเหมือนกับหนังรักขึ้นหิ้งเรื่อง Brief Encounter ของ David Lean, In the Mood for Love ของ Wong Kar-wai, Carol ของ Todd Haynes และรวมถึง Eternal Sunshine of Spotless Mind (ซึ่งตัวละครใน Past Lives เอ่ยถึง) ของ Michel Gondry ก็คือการที่มันไม่ใช่หนังประเภทที่หลงละเมอเพ้อพกอยู่แต่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จนกระทั่งหันหลังหรือเพิกเฉยต่อการมีอยู่ของโลกความเป็นจริง ข้อสำคัญ มันถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวละครที่คนดูสัมผัสได้ถึงเลือดเนื้อตลอดจนความเป็นมนุษย์ที่รู้สึกรู้สม รู้ร้อนรู้หนาว และอ่อนไหว

 

เพราะเหตุนี้เอง ชีวิตของ Nora (Greta Lee ในบทบาทการแสดงที่ตราตรึง) จึงไม่ได้ว่างเปล่าและเฝ้าคอยความรักมาเติมเต็มเหมือนหนังประโลมโลกนับไม่ถ้วน ตรงกันข้าม ตัวละครนี้ผู้ซึ่งสืบสาวราวเรื่องแล้วก็ชวนให้สรุปได้ว่าเธอก็คือร่างทรงของผู้กำกับนั่นเอง (ทั้งในแง่การอพยพถิ่นฐานช่วงวัยเด็ก ความสนใจเรื่องการขีดเขียน) เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานในงานอาชีพ ความใฝ่ฝันตอนเล็กๆ ของเธอก็คือการเป็นชาวเกาหลีคนแรกที่ชนะรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และเมื่อหนังพาคนดูกระโดดข้ามกาลเวลาไปอีก 12 ปี เข็มทิศชีวิตของตัวละครในเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้เบี่ยงเบนจากเป้าที่เจ้าตัวเล็งไว้ตอนแรกเท่าไรนัก และไม่ว่าความมุ่งมาดปรารถนาของ Nora จะได้แก่การชนะรางวัลโนเบล, พูลิตเซอร์ หรือโทนี อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ ความรักแทบจะไม่ใช่สารตั้งต้นในการดิ้นรนกระเสือกกระสนของตัวละคร

 

Past Lives (2023)

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุนี้หรือไม่อย่างไร ประมวลจากที่หนังนำเสนอ ชีวิตแต่งงานของเธอกับ Arthur (John Magaro) สามีนักเขียนชาวอเมริกัน แทบจะไม่มีอะไรที่ดูหวือหวาหรือดูดดื่มหวานซึ้งเอาซะเลย ว่ากันตามจริง ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นเพียงเพราะสถานการณ์เอื้ออำนวย ทั้งเรื่องการพบเจอกันในโครงการนักเขียน นอนด้วยกันเพราะต่างก็เป็นคนโสดและไม่มีใคร ย้ายมาอยู่ด้วยกันเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในอพาร์ตเมนต์ขนาดรังหนู อยู่กินในฐานะสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อว่า Nora จะได้ใบเขียว ซึ่งจะช่วยให้เธอวิ่งไล่ไขว่คว้าตามความฝันของตัวเองในเมืองนิวยอร์กได้ง่ายดายขึ้น

 

คำถามในเชิงสมมติ (หรือ What If) ที่เรียบง่ายแต่ลึกๆ แล้วสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นของ Arthur ต่อ Nora ในฉากที่ทั้งสองพูดคุยกันบนเตียงนอน ทำนองว่า ถ้าหาก Nora พบเจอคนอื่นแทนที่จะเป็นเขาเมื่อครั้งกระนั้น คนที่นอนข้างๆ หญิงสาว ณ ตอนนี้จะเป็นอีกคนใช่หรือไม่ และไม่ว่า Nora จะตอบข้อสงสัยนี้อย่างไร สิ่งที่มองเห็นโทนโท่ก็เป็นอย่างที่กล่าวถึงก่อนหน้า ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นเรื่องของความประจวบเหมาะของสถานการณ์ และมีโอกาสสูงมากถ้าหาก ‘ทฤษฎีความน่าจะเป็น’ หันเหไปอีกทาง ระหว่าง Nora กับ Arthur ก็คงจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกันไปตลอดกาล

 

Past Lives (2023)

 

แต่ก็นั่นแหละ ดูเหมือนคนทำหนังสื่อสารโดยอ้อมว่าหลักคิดแบบนี้ประยุกต์ใช้กับเรื่องของ Nora กับ Hae Sung (Teo Yoo) ไม่ได้ และพวกเราคนดูอยู่ในฐานะประจักษ์พยานความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่ครอบคลุมเวลาเนิ่นนานถึง 24 ปี หรือตั้งแต่ทั้งสองยังเยาว์วัย มองในแง่มุมหนึ่ง โอกาสที่เด็กหญิงและเด็กชายที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทสนมแนบแน่นจะได้กลับมาพบหน้าค่าตากันอีกครั้ง หลังจากพลัดพรากกันไปแบบข้ามทวีป (เพราะพ่อแม่ของ Nora โยกย้ายถิ่นฐาน) ก็เป็นเรื่องริบหรี่เต็มทน 

 

ขณะที่การตามหากันจนเจอของทั้งสองคนในช่วงที่พวกเขาโตเป็นหนุ่มสาว ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่คนทำหนังก็อุตส่าห์เว้นพื้นที่ไว้เพื่ออธิบายถึง ‘ความเป็นไปได้อันน้อยนิด’ นี้ทำนองว่ามันคือสิ่งที่คนเกาหลีเรียกว่า In-Yun ซึ่งบ้านเราคงเรียกอย่างกว้างๆ ว่าพรหมลิขิตหรือชะตาชีวิต และไม่ว่าสิ่งที่เรียกว่า In-Yun หรือพรหมลิขิตจะมีอยู่จริงหรือไม่อย่างไร ใช่หรือไม่ว่าความเชื่อเรื่องพลังอำนาจที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ตัวเล็กๆ เป็นเสมือนหนทางที่คนในสังคมตะวันออกมักใช้ Make Sense หรือทำความเข้าใจความลี้ลับและเป็นปริศนาของชีวิต

 

Past Lives (2023) 

 

ส่วนที่ต้องปรบมือดังๆ ให้กับคนทำหนังก็ตรงที่ Celine Song นำเสนอแง่มุมเหล่านี้ได้อย่างไม่หลงละเมอหรืองมงาย กระทั่งนำเอาความเชื่อแบบโบราณมาผสมผสานกับความเป็นไปของโลกสมัยใหม่ได้แนบเนียนและกลมกลืน แต่ประเด็นความเชื่อเรื่องคนเราเชื่อมโยงกัน เนื่องเพราะบางช่วงหรือหลายช่วงของชีวิตในอดีตเคยคาบเกี่ยวและทับซ้อนกันก็ส่วนหนึ่ง อีกแง่มุมที่คนทำหนังชวนคนดูสำรวจจริงๆ ก็ตรงตามชื่อหนังนั่นเอง

 

หรือพูดอย่างรวบรัด หนังเรื่อง Past Lives บอกเล่าการเดินทางทางจิตวิญญาณของ Nora ผู้ซึ่งจริงๆ แล้ว การได้พบปะพูดคุยกับ ‘หวานใจช่วงวัยเยาว์’ อีกครั้งไม่ได้นำไปสู่การคุ้ยเขี่ยถ่านไฟเก่าให้คุโชนอย่างมีนัยสำคัญ ทว่ามันเปิดโอกาสให้ตัวละครได้ทบทวนชีวิตแต่หนหลังของตัวเอง และเจ้าตัวก็ตกผลึกในแง่ที่ว่าเธอไม่ใช่ ‘เด็กหญิงอายุ 12 ขวบ ขี้แย’ คนนั้นอีกแล้ว เพราะโลกความเป็นจริงหยิบยื่นบทเรียนสำคัญว่าเธอไม่สามารถร่ำร้องเรียกหาความเห็นอกเห็นใจจากคนใกล้ตัวทุกครั้งที่ต้องการ และทีละน้อย เด็กหญิง 12 ขวบคนนั้นก็หายสาบสูญไป มองในแง่หนึ่ง การที่ Nora ได้พบเจอกับ Hae Song ก็ช่วยให้เธอได้ต่อติดกับเด็กหญิงคนนั้นอีกครั้ง หรืออย่างน้อยก็ได้รับรู้ว่าสาวน้อยคนนั้นอยู่แห่งหนใดในอดีตกาลอันไกลโพ้น และไม่มากไม่น้อย ประเด็นการสำรวจสิ่งที่เรียกว่า ‘ชาติปางก่อน’ ก็กลายเป็นแง่มุมที่คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมได้โดยอัตโนมัติ

 

Past Lives (2023)

 

แต่ส่วนที่น่าทึ่งจริงๆ ก็คือ ทั้งๆ ที่ Past Lives บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์สามเส้าที่มองผิวเผินแล้วแทบไม่หลงเหลือพื้นที่ที่ไม่เคยถูกเหยียบย่ำมาก่อน แต่สุดท้ายแล้ว มันกลับเป็นหนังที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Original มากๆ หรืออีกนัยหนึ่ง สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ทั้งประเด็นละเอียดและอ่อนไหวที่คนทำหนังหยิบยื่นดังที่เอ่ยข้างต้น รวมไปถึงกลวิธีการบอกเล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรสนิยม อันได้แก่กลไกทางด้านภาพ การออกแบบเสียง ดนตรีประกอบ ไปจนถึงการแสดงของนักแสดง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับในแง่ที่รายละเอียดน้อยใหญ่เหล่านั้น ที่นอกจากไม่เรียกร้องความสนใจในตัวเอง ยังทำงานกับอารมณ์ความรู้สึกของคนดูอย่างสอดประสานและเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

 

หนึ่งในฉากสำคัญและน่าจดจำที่สุดของหนัง และผู้ชมสัมผัสได้ถึงความพิเศษของห้วงเวลานั้น ก็คือตอนที่ Hae Song ได้พบกับ Nora ตัวเป็นๆ ครั้งแรกหลังจากเวลาผ่านพ้นไป 20 กว่าปี มันเป็นฉากที่ระคนอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายซึ่งประดังเข้ามาพร้อมกัน ทั้งความกระสับกระส่ายและตื่นเต้นเพราะต่างก็ไม่ได้เจอกันมาแสนนาน ความเก้อเขิน ความปีติยินดี ทำนองว่าจนแล้วจนรอดต่างฝ่ายก็ยังคงหลงเหลือความเป็น ‘ใครคนนั้น’ ที่พวกเขารู้จักคุ้นเคย จนถึงความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่านี่เกิดขึ้นจริง ประมาณว่านี่เป็นแค่ความฝันใช่หรือไม่ และในช่วงเวลาสั้นๆ ตรงนั้นเอง มันดูประหนึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างก็ไม่มีความหมาย และโลกใบนี้มีเพียงพวกเขาเพียงสองคน

 

Past Lives (2023)

 

ไม่น่าเชื่อว่า Past Lives เป็นผลงานเรื่องแรกของ Celine Song เพราะมันดูเหมือนเป็นหนังที่ผู้สร้างบอกเล่าด้วยความคล่องแคล่วและเชื่อมั่นอย่างคนที่คร่ำหวอดประสบการณ์ แต่ในมุมกลับกัน มันก็เป็นหนังที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกสดใหม่ เสน่ห์ดึงดูด ความมีชีวิตชีวา หรือแม้กระทั่งห้วงเวลาที่น่าพิศวงงงงวย ข้อสำคัญ ในความเป็นหนังที่พูดถึงเรื่องจำเพาะของคนสามคน ตัวหนังช่วยขยับขยายให้คนดูได้ครุ่นคิดอย่างจริงๆ จังๆ ถึงตัวเราในบางแง่มุมที่นึกไม่ถึงหรืออาจจะหลงลืม รวมทั้งในบางจังหวะและเวลา Past Lives ก็เป็นเหมือนกับโอบกอดของใครสักคนที่ช่วยปลอบโยนพวกเราคนดูจากความเป็นไปของชีวิตที่ช่างไม่น่ารื่นรมย์

 

Past Lives (2023)

กำกับ: Celine Song  

ผู้แสดง: Greta Lee, Teo Yoo, John Magaro

 

ภาพ: A24

The post Past Lives (2023) หนังโรแมนติกดราม่าที่ละเมียดละไมอ่อนหวาน ว่าด้วย ‘ชีวิตแต่หนหลังและบางเรื่องที่ไม่เคยเลือนหาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Across the Spider-Verse (2023) ไอ้แมงมุมตัวตึง แอนิเมชันเปิดประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ลืมไม่ลง https://thestandard.co/across-the-spider-verse-2023/ Tue, 06 Jun 2023 10:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=799928

หนึ่งในห้วงเวลาที่ชวนให้ตื้นตันบนเวทีประกาศรางวัลออสการ […]

The post Across the Spider-Verse (2023) ไอ้แมงมุมตัวตึง แอนิเมชันเปิดประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ลืมไม่ลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในห้วงเวลาที่ชวนให้ตื้นตันบนเวทีประกาศรางวัลออสการ์ครั้งล่าสุดเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านพ้นไป ได้แก่ ตอนที่ Guillermo del Toro กล่าวสุนทรพจน์ (ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ) ขณะขึ้นไปรับรางวัลแอนิเมชันยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Guillermo del Toro’s Pinocchio (2022) ถ้อยคำอันแสนกะทัดรัด 3-4 ประโยคแรกของเขา อาจจะนับเป็นทั้งแถลงการณ์ การแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เหนือสิ่งอื่นใดสัญญาประชาคมที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นและศรัทธาอันแรงกล้าของเจ้าตัวต่อความสำคัญของภาพยนตร์แอนิเมชัน สิ่งที่ Guillermo del Toro พูด อาจถอดความหมายกว้างๆ ได้ดังนี้

 

Guillermo del Toro’s Pinocchio (2022) 

ภาพ: Netflix

 

“แอนิเมชันคือภาพยนตร์ (Cinema) แอนิเมชันไม่ใช่ตระกูลหรือแนวเนื้อหาของภาพยนตร์ (Genre) แอนิเมชันเป็นรูปแบบการนำเสนอที่พร้อมจะได้รับการเขยิบศักยภาพไปอีกขั้นหนึ่ง และพวกเราทุกคนก็หมายมั่นปั้นมือ โปรดช่วยกันทำให้แอนิเมชันไม่ตกหล่นสูญหายไปจากบทสนทนา” 

 

(Animation is cinema. Animation is not a genre. Animation is ready to be taken to the next step. We are all ready for it. Please help us keep animation in the conversation.)

 

ไม่ว่าการ ‘เขยิบศักยภาพไปอีกขั้นหนึ่ง’ ตามที่ del Toro เอ่ยถึง จะมีความหมายว่าอะไร อย่างหนึ่งที่บอกได้แน่ๆ ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง Spider-Man: Across the Spider-Verse (2023) ของ Joaquim Dos Santos, Kemp Powers และ Justin K. Thompson ได้นำพาตัวมันเองไปสู่ตำแหน่งแห่งที่ที่พูดได้ไม่ต้องอ้อมค้อมว่า การดูภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้เปิดประสบการณ์ด้านภาพยนตร์ หรือ Cinematic Experience ในแบบที่ภาพยนตร์ที่ใช้คนเป็นๆ แสดงหยิบยื่นให้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง มันขยับขยายโลกทัศน์และจินตทัศน์ของคนดูอย่างชนิดสุดเส้นขอบฟ้าจริงๆ หรือสรุปอย่างรวบรัด มันคือ ‘สถานีต่อไป’ ของความคิดสร้างสรรค์และศิลปวิทยาการ

 

คอมิก Spider-Verse #1 (2014)

ภาพ: Marvel

 

ว่ากันตามจริง คนดูรับรู้ได้ถึงความพิเศษและผิดแผกแตกต่างของ Spider-Man ฉบับแอนิเมชัน ตั้งแต่ภาคก่อนหน้าแล้ว ที่ใช้ชื่อว่า Spider-Man: Into the Spider-Verse (2018) เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่การเอาพล็อตเดิมๆ ของ Spider-Man มารีเมกตามขนบและวัตรปฏิบัติที่สืบทอดกันมา (และเป็นอะไรที่ซ้ำซาก) ทว่า มันอาศัยเค้าโครงจากหนังสือการ์ตูนชุด Spider-Verse (ตีพิมพ์ในปี 2014) ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นการ Reimagining หรือเทียบเคียงเล่นๆ มันเหมือนกับการสร้างห้องทดลองขึ้นมาใหม่ และจินตนาการถึงโอกาสและความเป็นไปได้อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับขนบและเงื่อนไขพื้นฐานของความเป็น ‘Spider-Man’

 

หรือพูดอย่างย่นย่อ ทั้งหนังสือการ์ตูนและภาพยนตร์แอนิเมชันเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่า Spider-Man ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของ Peter Parker ที่เปลี่ยนนักแสดงไปเรื่อยๆ หรืออีกนัยหนึ่ง Spider-Man ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งเดียว และในทันทีที่แฟรนไชส์นี้แนะนำให้คนดูรับรู้ถึงการมีอยู่ของจักรวาลคู่ขนาน และรวมไปถึงพหุจักรวาลหรือมัลติเวิร์ส ก่อนที่มันจะกลายเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ทั้งประตูนรก สวรรค์ และมัชฌิมโลก ก็เปิดออกพร้อมกัน

 

Spider-Man: Into the Spider-Verse (2018) 

ภาพ: Sony Pictures 

 

ระลึกชาติกันเล็กน้อย Spider-Man: Across the Spider-Verse เป็นตอนที่ 2 ของไตรภาคที่เริ่มต้นด้วย Spider-Man: Into the Spider-Verse และตอน 3 ซึ่งมีกำหนดออกฉายปีหน้า ใช้ชื่อว่า Spider-Man: Beyond the Spider-Verse (2024) ตัวเอกของเรื่อง ได้แก่ Miles Morales (Shameik Moore) เด็กหนุ่มผิวดำเชื้อสายเปอร์โตริกันแห่งย่านบรูกลิน ผู้ซึ่งจับพลัดจับผลูถูกแมงมุมอาบกัมตรังสีกัดและกลายเป็น Spider-Man คนที่ 2 ต่อจาก Peter Parker ที่จบชีวิตไปต่อหน้าต่อตาด้วยน้ำมือของจอมวายร้ายที่ชื่อ Wilson Fisk 

 

และขณะที่เนื้อหาในส่วนที่พูดถึง ‘อำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง’ เป็นเหมือนแก่นเรื่องมาตรฐานที่ติดตั้งมาตั้งแต่ขั้นประกอบชิ้นส่วนในโรงงาน แง่มุมที่ทำให้ Into the Spider-Verse พิเศษและแตกต่างก็เป็นอย่างที่กล่าวก่อนหน้า ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว พวกเราล้วนสามารถหาหน้ากากมาสวมใส่ได้และกลายเป็น Spider-Man ในแบบฉบับของแต่ละคน

  

ภาพ: Sony Pictures 

 

ภาค 2 หรือ Across the Spider-Verse เก็บตกจาก Into the Spider-Verse ราวๆ ปีครึ่ง และมองในแง่มุมหนึ่ง มันทำหน้าที่ของการเป็น ‘ตอน 2 ของภาพยนตร์ไตรภาค’ ได้อย่างเจ้าเล่ห์แสนกล อันได้แก่ สืบสาน รักษา และต่อยอด ก่อนจะปิดฉากด้วยตอนจบที่ปล่อยให้คนดูอยู่ในภาวะทุรนทุราย 

 

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกสิ่งที่ดูเหมือนยุติไปแล้วในภาคแรก (หัวโจกถูกกำราบ เหล่าไอ้แมงมุมหลายเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์ที่หลงมิติอยู่ใน ‘โลก-1610’ ได้กลับคืนสู่ ‘ด้อม’ ของตัวเอง และเป็นที่เชื่อว่าเครื่องทะลุมัลติเวิร์สถูกทำลายล้างไปเรียบร้อยแล้ว ยกเว้นเหตุการณ์ท้ายเครดิต ซึ่งสื่อสารความหมายตรงกันข้าม) ล้วนเป็นภาพลวงตา และความยุ่งยากครั้งใหม่มีขนาดใหญ่โตกว่าที่คาดคะเนยิ่งนัก ในกรณีของ Miles Morales สิ่งที่เจ้าตัวต้องเผชิญก็เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากสภาวะที่น่ากระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หนีเสือปะจระเข้

 

ภาพ: Sony Pictures 

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ สถานการณ์หรือปมขัดแย้งที่หนุ่มน้อยพบเจอไม่แตกต่างจากสถานการณ์ของตัวภาพยนตร์ชุด Spider-Verse แต่อย่างใด บรรยายสรุปอย่างย่นย่อและโดยที่ไม่เปิดเผยเนื้อหาจนเกินไป ช่วงครึ่งหลังของเรื่อง พระเอกของเราถูก Miguel O’ Hara หรือ Spider-Man 2099 จากอีกมิติเวลา และเป็นหัวหน้าชมรมไอ้แมงมุมกอบกู้มัลติเวิร์ส ตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงว่า Miles เป็นสิ่งแปลกปลอมของชุมชนแห่งนี้ และการดำรงอยู่ของเขารบกวนเสถียรภาพและสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้พหุจักรวาลต้องพบกับความพินาศย่อยยับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเขาเป็น Spider-Man นอกคอก และหนทางเดียวก็คือ Miles ต้องยอมจำนนต่อขนบปฏิบัติหรือข้อบัญญัติ (Canon) ที่ ‘ชาว Spider’ ทั้งชายหญิงและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ (รวมถึงสไปเดอร์เหมียวและสไปเดอร์ทีเร็กซ์) ล้วนยึดถือกันสืบมา ซึ่งผู้ชมต้องไปค้นหาในภาพยนตร์กันเอาเองว่ามันคืออะไร ทว่า สำหรับพระเอกของเรา นี่มันเป็นการร้องขอให้เขาต้องเสียสละมากเกินไปและเจ้าตัวยอมรับไม่ได้

 

คำถามที่ผุดขึ้นในห้วงคำนึงของตัวละครก็คือ ทำไมใครต่อใครถึงต้องคอยกำหนดว่าเรื่องของเขามันควรจะพัฒนาไปอย่างไร ทั้งๆ ที่นี่มันเป็น ‘เรื่องเล่าของเขา’

 

ภาพ: Sony Pictures 

 

ลองเทียบบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ ใช่หรือไม่ว่าภาพยนตร์แอนิเมชันชุด Spider-Verse ก็เป็นเสมือนสิ่งแปลกปลอมในความสัมพันธ์กับจักรวาลภาพยนตร์ของมาร์เวล (MCU) เพราะก็อย่างที่เหล่าสาวกรับรู้รับทราบ ตัวภาพยนตร์ไม่ได้สังกัด Marvel Studios และสิ่งที่แฟรนไชส์นี้พยายามดลบันดาลให้เกิดขึ้นก็คือ การเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในแบบฉบับของตัวมันเอง ที่ไม่ต้องตกอยู่ใต้อาณัติของเส้นเรื่องและกรอบเวลาของเจ้าอาณานิคมแห่งใด  และนับเนื่องจากภาคแรกจนถึงภาค 2 ก็ต้องบอกว่ามันไม่เพียงแค่มาได้ไกลและเป็นตัวของตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งพูดได้ว่ามันคือ ‘ภาพยนตร์ Spider-Man’ 2 เรื่องที่เฉียบคมและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังสร้างสรรค์มากที่สุด

 

และส่วนหนึ่งของความน่าพิศวงงงงวยของภาพยนตร์เรื่อง Across the Spider-Verse ได้แก่ งานด้านวิชวลที่แทบไม่มีทางที่ใครที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะสามารถเก็บเกี่ยวความน่าอัศจรรย์พันลึกได้ในคราวเดียว และการดูรอบที่ 2 หรือมากกว่านั้น น่าจะช่วยสร้างความรู้สึกดื่มด่ำกำซาบได้ลึกล้ำมากขึ้น 

 

รวมทั้งได้เห็นถึงความละเอียดและพิถีพิถันของการสร้างมู้ดและโทน ตลอดจนสภาวะของชั้นบรรยากาศที่แตกต่างของแต่ละยูนิเวิร์ส บางด้อมก็เป็นแค่ลายเส้นขยุกขยุยเหมือนเขียนไม่เสร็จ บ้างก็เป็นแค่การ์ตูนสองมิติแบนๆ ด้านๆ บ้างก็ดูสะลึมสะลือและสีสันเลอะเลือนเหมือนได้รับอิทธิพลจากศิลปะอิมเพรสชันนิสต์ บ้างก็หยิบฉวยเอาลายเส้นอย่างในหนังสือการ์ตูนมาใช้ประโยชน์โดยตรง (ลักษณะเป็นช่องๆ และการใช้ตัวหนังสือในกรอบสี่เหลี่ยมบอกเล่าเรื่องราว) หรือฉากที่ผู้สร้างแนะนำให้ผู้ชมรู้จัก Spider-Man แห่งมุมไบ กลิ่นอายของความเป็นดินแดนภารตะก็ฟุ้งกระจายผ่านเส้นสายและการใช้สีที่เข้มข้นหนักแน่น

 

และฉากที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือ โมเมนต์สุดแสนโรแมนติกที่คู่พระนางนั่งกลับหัวกลับหางเฝ้ามองความเป็นไปของเมืองนิวยอร์กที่แออัดยัดทะนานด้วยตึกสูงในห้วงยามสนธยา

 

ภาพ: Sony Pictures 

 

แต่ก็นั่นแหละ กลไกด้านภาพและเสียงอันวิจิตรพิสดาร ซึ่งส่งผลให้โสตทัศน์ของคนดูต้องทำงานไม่หยุดหย่อน ก็รองรับไว้ด้วย ‘ปมเรื่องหลักและรอง’ ที่แฟนๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของแฟรนไชส์ น่าจะเชื่อมโยงได้ไม่ยากเย็นนัก หนึ่งในนั้น ได้แก่ ประเด็นความสัมพันธ์ในแบบระหองระแหงระหว่างคนเป็นพ่อ-แม่กับคนเป็นลูก และก็อย่างที่ทุกคนนึกออกว่า เราสามารถต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามหรือศัตรูตัวฉกาจหน้าไหนก็ได้ และโดยที่ไม่ต้องรู้สึกหวั่นไหวต่อภยันตราย แต่สำหรับความรักและความห่วงกังวลของคนเป็นพ่อ-แม่ ที่บางครั้งหรือหลายครั้งมันดูเกินกว่าเหตุมากๆ นี่คือสมรภูมิที่เอาชนะไม่ได้ 

 

มองในมุมกลับกัน Across the Spider-Verse ก็สื่อสารกับคนเป็นพ่อ-แม่เช่นกัน โดยเฉพาะการพูดถึงความยุ่งยากของการต้องรับมือกับเด็กหนุ่มเด็กสาวผู้ซึ่งพลังของพวกเขาล้นเหลือไม่แตกต่างจากซูเปอร์ฮีโร่ และพวกเขาพร้อมจะทำอะไรที่มันหุนหันพลันแล่นและบุ่มบ่ามตลอดเวลา

 

อย่างที่บอกข้างต้น Spider-Man: Across the Spider-Verse เป็นตอนที่ 2 ของไตรภาค และความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของคนทำภาพยนตร์ก็คือ การทำให้คนดูตะครุบเหยื่อที่ผู้สร้างวางหลอกล่ออย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งนั่นแปลว่าคนดูต้องคอยอีกอย่างน้อย 1 ปีกว่าที่เรื่องราวที่ค้างคาจะได้รับการสะสางให้ลุล่วงไปในทิศทางหนึ่งทิศทางใด เชื่อว่าเหล่าสาวก Spidey คงเห็นพ้องว่า นั่นเป็นเวลาที่แสนเนิ่นนาน และการเฝ้ารอก็เป็นสภาวะที่สุดแสนจะทานทน

 

Spider-Man: Across the Spider-Verse (2023)

กำกับ: Joaquim Dos Santos, Kemp Powers และ Justin K. Thompson

ให้เสียงพากย์: Shameik Moore, Hailee Steinfeld, Jason Schwartzman และ Oscar Isaac

The post Across the Spider-Verse (2023) ไอ้แมงมุมตัวตึง แอนิเมชันเปิดประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ลืมไม่ลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023) หนังปิดไตรภาคของทีมจำอวดพิทักษ์กาแล็กซีที่ทั้งเศร้า ซึ้ง และครื้นเครง https://thestandard.co/guardians-of-the-galaxy-vol-3-2023/ Sat, 06 May 2023 08:23:17 +0000 https://thestandard.co/?p=786011 Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

นับเฉพาะหนังในจักรวาล Marvel (MCU) ที่ถูกสร้างและออกฉาย […]

The post Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023) หนังปิดไตรภาคของทีมจำอวดพิทักษ์กาแล็กซีที่ทั้งเศร้า ซึ้ง และครื้นเครง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

นับเฉพาะหนังในจักรวาล Marvel (MCU) ที่ถูกสร้างและออกฉายในโรงหนัง Guadians of the Galaxy Vol. 3 (2023) ถูกจัดอยู่ใน Phase 5 (Phase หนึ่งมีหนังประมาณ 6-11 เรื่อง) หรือถ้าไล่เรียงตามลำดับสายพานการผลิต ก็เป็นหนังเรื่องที่ 32 โดยมี Iron Man ในปี 2008 เป็นหัวแถว

 

สำหรับขาจร ลำพังแค่ลองทบทวนรายชื่อและไม่ต้องตามดูให้ครบถ้วน ก็เป็นเรื่องที่น่าเหน็ดเหนื่อยในตัวมันเอง ขณะที่สำหรับเหล่าสาวกผู้อุทิศตน นี่เป็นการเดินทางที่แสนยาวไกลจริงๆ และถ้าหากจะพูดกันอย่างแฟร์ๆ คุณภาพของหนังแต่ละเรื่องก็คละเคล้ากันไป 

 

หลายเรื่องก็สร้างความเลื่อมใสศรัทธาได้อย่างแรงกล้า (Avengers: Endgame, Spider-Man: No Way Home, Captain America: Civil War, Black Panther) แต่อีกหลายเรื่อง และโดยเฉพาะหนังที่คาบเกี่ยวจาก Phase 4 ไป Phase 5 ก็พูดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากบอกว่า มันไม่ได้หยิบยื่นอะไรที่ท้าทาย ทั้งยังซ้ำซากจำเจ (Doctor Strange in the Multiverse of Madness, Thor: Love and Thunder, Ant-Man and the Wasp: Quantumania หรือแม้กระทั่ง Black Panther: Wakanda Forever) และก่อให้เกิดคำถามว่า กรุพระเครื่องยี่ห้อ MCU ยังคงความศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามอีกมากน้อยแค่ไหน เพียงใด

 

จริงๆ แล้วการเรียกร้องความพิเศษ ความแปลกใหม่ และเป็นตัวของตัวเอง จากแฟรนไชส์ที่มีขนาดใหญ่โตและเทอะทะมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย เพราะก็อย่างที่รับรู้ หนัง Marvel แต่ละเรื่องไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ หากเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอันกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลที่เหมือนกับถูกออกแบบเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว และการที่หนังสักเรื่องหรือหลายเรื่องจะทำตัวนอกลู่นอกทางหรือแตกแถว ก็อาจก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไปถึงหนังเรื่องอื่นอย่างช่วยไม่ได้ และนั่นส่งผลให้ซูเปอร์ฮีโร่แต่ละคนแผลงฤทธิ์ได้แต่เฉพาะในวิกของตัวเอง

 

Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

 

แต่ก็นั่นแหละ ในเงื่อนไขของการเป็นหนังกระแสหลักที่สร้างเพื่อกลุ่มคนดูวงกว้าง Guardians of the Galaxy ทั้ง 3 ภาค ซึ่งพูดได้เต็มปากว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ James Gunn ตั้งแต่เริ่มแรก (ทั้งในฐานะคนเขียนบทและกำกับ ผู้ซึ่งเรื่องราวเบื้องหลังการถูก Disney ไล่ออกและจ้างกลับมาใหม่ยังคงประเด็นโจษขานกันไม่เลิกรา) น่าจะเป็นหนังที่ดูเหนือความคาดหมาย หรือแม้กระทั่ง ‘บ้าบอคอแตก’ มากกว่าเพื่อน ที่แน่ๆ มันพยายามไม่เชื่องหรือปล่อยให้คนดูทำนายทายทักได้ง่ายดาย 

 

หนึ่งในความห่ามของหนังซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ก็อาจใช้เป็นเครื่องหมายบอกถึงความพยศและการทดสอบแนวต้านของคนทำหนังก็คือ การที่ Guadians of the Galaxy Vol. 3 ได้ชื่อว่าเป็นหนัง Marvel เรื่องแรกที่ตัวละครหลุดคำผรุสวาท (ขึ้นต้นด้วยอักษร F) ออกมาในฉากอันแสนฉุกละหุกที่ Quill พระเอกของเรา พยายามอธิบายวิธีเปิดประตูรถยนต์รุ่นเรโทรให้ Nebula ผู้ซึ่งไม่ประสีประสากับเทคโนโลยีล้าหลังแบบนี้ และว่ากันตามจริง มันเป็นฉากที่ตลกมากกว่าหยาบคาย และคำคำนั้นก็โผล่มาแบบเหมาะควรด้วยกาลเทศะจริงๆ 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ สิ่งที่เรียกว่าเป็นเสมือนสปิริตของหนังชุด Guardians of the Galaxy และยังคงโดดเด่นและชัดแจ้งใน Vol. 3 ก็คือความเป็นหนังแฟนตาซีผสมนิยายวิทยาศาสตร์เกรดบี ซึ่งมันถูกแสดงผ่านองค์ประกอบหลายส่วน ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เมกอัพ ฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก ทั้งในลักษณะของการรำลึก คารวะ และหยอกล้อความอนาถาและน่าสมเพชเวทนาคละเคล้ากันไป (ใครลองนึกถึงยูนิฟอร์มของหน่วยรักษาความปลอดภัยบนดาวดวงแรกที่กลุ่มตัวเอกบุกไปล้วงข้อมูลที่ดูเหมือนมาสคอตของยี่ห้อยางรถยนต์ ก็น่าจะเห็นภาพชัดแจ้ง) 

 

Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

 

อีกอย่างที่เป็นเครื่องหมายการค้าของหนังชุดนี้ก็คือ บรรดาเพลงป๊อปและร็อกจากทศวรรษ 1970 เป็นส่วนใหญ่ จากเทปคาสเซตต์รวมฮิตของพระเอก ที่หลายครั้งถูกใช้เป็น Background Music แทนดนตรีบรรเลง และมันแทบจะทำให้หนังซูเปอร์ฮีโร่ของจักรวาล Marvel เรื่องอื่นแอบอ้างความคิดสร้างสรรค์ในส่วนนี้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

 

กระนั้นก็ตาม โครงสร้างที่แข็งแกร่งจริงๆ ได้แก่ การออกแบบบุคลิกตัวละคร ซึ่งก็อย่างที่มองเห็นโทนโท่ว่า ตำนานผจญภัยนี้เป็นการรวบรวมเอากลุ่มคนที่ไม่เข้าพวก กระทั่งดูจนตรอกและสิ้นหวัง เข้าไว้ด้วยกัน 

 

ข้อสำคัญภายใต้กรอบของการเป็นตัวละครที่มีพลังอำนาจหรือความสามารถพิเศษกว่าใครๆ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อน ข้อบกพร่อง หรือแม้กระทั่งปมด้อยในแบบปุถุชนคนธรรมดา ‘มากๆ’ ซึ่งไม่มากไม่น้อย กลายเป็นเงื่อนไขที่นำพาให้คนดูสัมผัสได้ถึงความมีเลือดเนื้อ และรู้สึกเกี่ยวข้องผูกพันกับตัวละคร

 

และต้องบอกว่า James Gunn ใช้ประโยชน์จากความอ่อนไหวเปราะบางในส่วนนี้กับ Vol. 3 ได้อย่างเฉลียวฉลาดและแยบยล ผ่านเส้นเรื่องสองเส้นที่มุ่งหน้ากันไปคนละทิศทาง

 

Guardians of the Galaxy Vol.3

 

เรื่องหนึ่งเป็นของ Peter Quill (Chris Pratt) ผู้ซึ่งในตอนที่หนังพาคนดูไปพบตัวละครนี้ เขายังถอนตัวจากความโศกเศร้าเพราะสูญเสียคนรัก Gamora (Zoe Saldaña) ที่ถูก Thanos จับโยนจากหน้าผาใน Avengers: Infinity War (2018) ไม่ได้ แต่คงไม่ใช่เรื่องลึกลับดำมืดแต่อย่างใด 

 

และหนังตัวอย่างก็ระบุอย่างไม่ปิดบังอำพรางว่า อีกปางหนึ่งของ Gamora ได้กลับมาร่วมผจญภัยกับปฏิบัติการครั้งใหม่นี้ เพียงแต่ว่าเธอไม่มีข้อมูลหรือความทรงจำแต่ครั้งเก่าก่อนกับพระเอกที่ยังคงหลงละเมอเพ้อพก และสถานการณ์ระหว่างตัวละครทั้งสองก็คล้ายหนังตลกพ่อแง่แม่งอน ที่ฝ่ายหนึ่งพยายามรื้อฟื้นความหลัง ขณะที่อีกฝ่ายไม่ยอมเล่นด้วย 

 

และหนึ่งในฉากที่ตลกที่สุดของหนังอยู่แถวนี้เอง (จริงๆ แล้ว Marvel ตัดฉากนี้ออกมาเป็นคลิปให้ดูได้ในช่อง YouTube ด้วย) นั่นคือตอนที่ Quill เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดในใจกับคนรักผ่านระบบอินเตอร์คอม โดยหารู้ไม่ว่าทุกคนในทีมต้องทนฟังประโยคเลี่ยนๆ ด้วยความกล้ำกลืน บ้างก็อึดอัดทรมาน

 

ว่าไปแล้วนี่เป็นฉากที่โชว์ฝีมือกำกับของ James Gunn อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการหลอกล่อให้คนดูเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงเวลาที่ซาบซึ้งตรึงใจ และเชื่อว่าหลายคนก็คงเอาใจช่วย 

 

ทว่าชั่วพริบตาและรวดเร็วยิ่งกว่า Thanos ดีดนิ้วในหนังเรื่อง Endgame ฉากโรแมนซ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นตลกซิตคอมที่น่าจะเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างครึกโครม 

 

ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ ในท้ายที่สุดแล้วผู้สร้างก็หาทางออกให้กับความสัมพันธ์ที่มาถึงทางตันของคนทั้งสองได้อย่างชนิดบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นทีเดียว

 

Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ เส้นเรื่องหลักของหนังเกี่ยวข้องกับ Rocket (เสียงพากย์โดย Bradley Cooper) ผู้ซึ่งย้อนกลับไปสองภาคก่อนหน้า มันไม่เคยยอมให้ใครมาเรียกว่าแร็กคูนหรือตัวอะไรก็ตาม และว่ากันตามจริง เราไม่เคยรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับคาแรกเตอร์ที่ดูฉลาดเป็นกรดนี้ นอกจากมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม 

 

และคนดูได้แต่นึกสงสัยว่า เรื่องราวแต่หนหลังแบบไหนกันที่เจ้า Rocket แอบซ่อนไว้ภายใต้เกราะกำบังแน่นหนาของการเป็นตัวประหลาดที่มีทัศนะเย้ยหยันแดกดัน 

 

และปมเรื่องของ Vol. 3 ที่ว่าด้วยมวลหมู่สมาชิกผู้พิทักษ์จักรวาลต้องดิ้นรนแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิต Rocket ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการบุกจู่โจมอย่างปัจจุบันทันด่วนของ Adam Warlock ช่วงต้นเรื่อง ก็ค่อยๆ ปอกเปลือกนอกของเจ้าแร็กคูนกลายพันธุ์ให้คนดูได้รับรู้เรื่องแต่หนหลัง ผ่านฉากย้อนอดีตที่หนังแทรกเข้ามาเป็นระยะ 

 

และอย่างหนึ่งที่บอกได้แน่ๆ ก็คือ บาดแผลเมื่อครั้งที่เจ้าตัวเป็นสัตว์ทดลองในห้องแล็บยังคงอักเสบกลัดหนอง และทีละน้อย โน่นนี่นั่นที่หนังถ่ายทอด ก็น่าจะทำให้พวกเรามองเห็นตัวละครนี้ด้วยสายตาไม่เหมือนเดิม

 

อีกครั้งหนึ่งที่ต้องชมคนทำหนัง ในแง่ที่เขาสอดแทรกฉากดราม่าที่ดูหม่นมืดแบบนี้เข้ามาในหนังที่ขับเคลื่อนด้วยแอ็กชันอึกทึกครึกโครมเป็นหลักได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน หรืออย่างน้อยเราไม่รู้สึกว่ากำลังถูกคนทำหนังตั้งหน้าตั้งตาบีบเค้นให้ต้องสะเทือนไหวไปกับวิบากกรรมแต่ครั้งเก่าก่อนอย่างเอาเป็นเอาตาย และทั้งหมดคลับคล้ายว่างอกเงยออกมาจากปมเรื่องอย่างเป็นธรรมชาติ

 

Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

 

รวมๆ แล้วถ้าจะมีอะไรที่น่าเสียดายหรือน่าผิดหวัง ก็ตรงที่ตัวร้ายที่เรียกตัวเองว่า High Evolutionary ดูแข็งกระด้างและน่าเบื่อเกินไป ลึกๆ แล้วหมอนี่ก็เหมือนกับ Thanos ในแง่ที่เป้าประสงค์ของเขาสะท้อนความปรารถนาอันแรงกล้าต่อมวลมนุษยชาติ 

 

ทว่าวิธีการของเขามันโหดเหี้ยมและเลือดเย็น อีกทั้งคาแรกเตอร์นี้ดูไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเหมือน Thanos (และเราได้เห็นแต่ด้านที่เกรี้ยวกราด) อันส่งผลให้จนแล้วจนรอดเยื่อใยระหว่างเขากับ Rocket รวมถึงคนดู พลอยแห้งแล้งเย็นชา และการอยู่หรือไปของบุคลิกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องแคร์แต่อย่างใด

 

Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023)

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่พูดได้ไม่อ้อมค้อมว่าคนทำหนังดูพิถีพิถันมากๆ ก็คือ บทสรุปของเรื่องที่สันนิษฐานได้ว่า จนป่านนี้หลายคนคงรับรู้ว่า Guardians of the Galaxy Vol. 3 ไม่ได้เป็นแค่หนังปิดไตรภาค หากแต่มันคือวาระที่ ‘งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา’ และก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ใครจะ ‘อ่าน’ และตีความตอนจบของหนังเรื่องนี้โดยเชื่อมโยงกับการที่ตัว James Gunn ย้ายค่ายไปทำหนังให้กับ DC คู่แข่งตลอดกาลของ Marvel

 

พูดง่ายๆ มันดูเหมือนว่า ภารกิจสุดท้ายของ Gunn คือจัดการส่งให้ทุกๆ บุคลิกตัวละครได้ลงเอยในแบบที่นอกจากไม่มีใครถูกทิ้งขว้างแล้ว แต่ละคนยังมีบทสรุปหรือหนทางไปต่อที่น่าเชื่อว่าแฟนๆ และกองเชียร์คงร่วมชื่นชมยินดี

 

ด้วยเหตุนี้เอง คำถามที่ว่า Guardians of the Galaxy จะมีตอนต่อหรือไม่ ไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะเอาเข้าจริงๆ หนังก็ให้เงื่อนงำไว้แล้ว 

 

ทว่าอย่างหนึ่งที่เราสามารถฟันธงได้ค่อนข้างแน่ก็คือ สำหรับทีมจำอวดพิทักษ์กาแล็กซีรุ่นบุกเบิกของ James Gunn ซึ่งหอบหิ้วกันมาเนิ่นนานร่วมสิบปี หนังเรื่อง Guardians of the Galaxy Vol. 3 คือสถานีปลายทาง

 

Guardians of the Galaxy Vol.3 (2023) 

ผู้กำกับ: James Gunn

นักแสดง: Chris Pratt, Zoe Saldaña, Dave Bautista, Karen Gillan, Bradley Cooper ฯลฯ

 

ภาพ: Marvel Studios

The post Guardians of the Galaxy Vol. 3 (2023) หนังปิดไตรภาคของทีมจำอวดพิทักษ์กาแล็กซีที่ทั้งเศร้า ซึ้ง และครื้นเครง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Air (2023) ตำนานเกือกยัดห่วงบันลือโลก https://thestandard.co/opinion-air-2023/ Mon, 10 Apr 2023 10:41:33 +0000 https://thestandard.co/?p=775140

หนังเรื่อง Air (2023) ผลงานกำกับของ Ben Affleck และเป็น […]

The post Air (2023) ตำนานเกือกยัดห่วงบันลือโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนังเรื่อง Air (2023) ผลงานกำกับของ Ben Affleck และเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งกับเพื่อนคู่หูตลอดกาล Matt Damon ในฐานะนักแสดงนำ บอกเล่าเรื่องราวที่น่าเชื่อว่าคนอเมริกันน่าจะไม่เคยรู้สึกเหนื่อยหน่ายหรืออิ่มเอมเกินกว่าจะรับรู้รับฟังครั้งแล้วครั้งเล่า หรือจริงๆ แล้วพวกเขาน่าจะอ้าแขนต้อนรับเรื่องราวพวกนี้ตลอดเวลา เพราะในท้ายที่สุดแล้ว มันช่วยสำทับความเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เรียกว่าเป็นมายาคติที่ว่าด้วยความฝันในแบบของคนอเมริกัน

 

หรืออีกนัยหนึ่ง สหรัฐอเมริกาเป็นดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพสำหรับทุกภาคส่วนที่ดิ้นรนไขว่คว้า โดยไม่ต้องแคร์ว่าพวกเขาจะมาจากฐานะที่ต่ำต้อยด้อยค่าเพียงใด แต่บางทีคำว่า ‘ดิ้นรนไขว่คว้า’ อาจจะฟังดูเพราะพริ้งและสวยหรูเกินไป และว่าไปแล้วพฤติการณ์ของแมวมองของฝ่ายบริหารบริษัทรองเท้ายี่ห้อ Nike ตามที่บอกเล่าในหนังเรื่อง Air เรียกอีกอย่างได้ว่าการเล่นแร่แปรธาตุ และหลายครั้งแท็กติกของเขาพูดไม่ได้ว่าเป็นการเข้าตามตรอกออกตามประตู

 

 

ใครที่เป็นแฟนบาสเกตบอล NBA โดยเฉพาะในช่วงสมัยของ Michael Jordan (1984-2003) คงต้องเคยได้ยินเรื่องราวการเดิมพันทางธุรกิจครั้งมโหฬารของ Nike ด้วยการเซ็นสัญญามูลค่ามหาศาลกับ Michael Jordan ผู้ซึ่งเพิ่งจะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยหมาดๆ และยังไม่ได้แม้แต่ลิ้มรสชาติของการเล่นในระดับ NBA แม้แต่เกมเดียว (เผื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เนื้อหาส่วนนี้ถูกบอกเล่าโดยสังเขปใน EP.5 ของหนังสารคดีความยาว 10 ตอนเรื่อง The Last Dance ซึ่งสตรีมทาง Netflix) และไม่ว่าฝ่ายบริหารของ Nike ไปได้ข้อมูลที่สร้างความเชื่อมั่นมาจากไหน (เพราะว่ากันตามจริง นอกจากฝีไม้ลายมือที่โดดเด่นของ Jordan แล้ว ก็ไม่มีทางที่ใครจะล่วงรู้อนาคตว่าเขาจะไปได้สวยในระดับอาชีพมากน้อยเพียงใด เพราะนี่เป็นกีฬาประเภททีม) ปรากฏว่าผลลัพธ์ของการแทงหวยในระดับยอมฉิบหายขายตัวครั้งนี้ลงเอยด้วยการที่ Nike ค้นพบบ่อน้ำมันที่สูบเท่าไรก็ไม่มีวันหมดจวบจนถึงปัจจุบัน

 

 

ในทางกลับกัน ความท้าทายของ Affleck ในฐานะผู้กำกับ และรวมถึง Alex Convery คนเขียนบทในการบอกเล่าเรื่องดังกล่าว อยู่ตรงที่พวกเขาจะทำอย่างไรให้เรื่องที่เหมือนกับ ‘ใครๆ ก็รู้อยู่แล้ว’ ยังคงมีลมหายใจหรือชีวิตชีวา และไม่ต้องไปคำนึงว่ามันจะต้องทำให้คนดูรู้สึกจดจ่อ ร่วมลุ้นระทึกหรือเอาใจช่วยตัวละคร ส่วนที่น่าทึ่งก็คือในท้ายที่สุดแล้วสามารถพูดได้เต็มปากว่าการล่วงรู้ตอนจบของพวกเราก็แทบจะไม่มีความหมายอะไร เพราะจนแล้วจนรอด การวางกรอบในการบอกเล่า อารมณ์ขันที่สอดแทรก ทักษะและชั้นเชิง ตลอดจนจังหวะจะโคนในการหลอกล่อ ไปจนถึงการแสดงที่เลอเลิศของทุกคน ส่งผลให้ Air เป็นหนังที่คนดูไม่อาจละวางสายตาตลอดระยะเวลากว่าสองชั่วโมง

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ แท็กติกหรือกลวิธีที่คนทำหนังใช้ในการหว่านล้อมให้คนดู (อเมริกันหรือไม่ก็ตาม) คล้อยตามก็ด้วยการวางปมเรื่องแบบ Underdog หรือเนื้อหาที่ว่าด้วยตัวละครที่นอกจากไม่มีทั้งแต้มต่อหรือความได้เปรียบแต่อย่างใด โอกาสของชัยชนะหรือการบรรลุเป้าหมายก็ริบหรี่เต็มทน

 

 

หรือพูดอย่างเจาะจงง่ายๆ ในตอนที่คนทำหนังพาผู้ชมไปพบกับทีมบริหารของแผนกรองเท้าเล่นบาสของ Nike ในช่วงปี 1984 องค์กรแห่งนี้เป็นเพียงแค่มือวางอันดับสามรองจาก Converse และ adidas หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ภายใต้กฎเกณฑ์การอยู่รอดของระบอบทุนนิยม อันดับสามหมายความว่า ถ้าหากไม่มีใครทำอะไร มันก็เป็นเรื่องของระยะเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้นที่พวกเขาจะตกเป็นเหยื่ออันโอชะของปลาใหญ่สองตัว และตรงไหนสักแห่งแถวนี้เองที่ Sonny Vaccaro (Matt Damon) ผู้ซึ่งหนังบอกให้รู้ว่าเขาเป็นนักพนันที่ห่วยแตก มองเห็นฝีไม้ลายมืออันสุดแสนพิเศษของเด็กหนุ่มอายุเพียงแค่ 21 ปีที่ชื่อ Michael Jordan ผู้ซึ่งผลงานชิ้นโบแดงของเขาคือการชู้ตแต้มสำคัญที่ช่วยให้ทีมมหาวิทยาลัยของเขาชนะการแข่งขันระดับประเทศ และเสนอให้ Phil Knight (Ben Affleck) CEO ของ Nike ทุ่มทุนสร้างอย่างชนิดหมดหน้าตักดังที่กล่าวข้างต้นในเกมการแย่งชิง ‘MJ’ กับบริษัทรองเท้ายี่ห้ออื่น เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะได้ตัว ซึ่งสันนิษฐานได้ไม่ยากว่าคนกำเงินมองว่านี่เป็นแผนการที่บ้าระห่ำ และไม่ใช่วิธีการทำธุรกิจที่ชาญฉลาด

 

 

มองในแง่หนึ่ง หนังของ Affleck ประสบความสำเร็จในการวาดให้ผู้ชมได้เห็นว่าสนามแข่งขันทางธุรกิจไม่เพียงคลาคล่ำด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด หากยังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านไม่แตกต่างจากเกมยัดห่วง NBA หรือหนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ และผู้ชมถูกเน้นย้ำตลอดเวลาว่า Nike ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Converse และ adidas ซึ่งทั้งชื่อเสียงและสายป่านยืดยาวกว่าอย่างเทียบไม่ได้ เหนืออื่นใด ตัว MJ ก็ไม่เคยเห็นยี่ห้อ Nike อยู่ในสายตา และมี adidas เป็นแบรนด์ที่เจ้าตัวอยากร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว

 

แต่ก็อย่างที่หลายคนคงมองเห็นข้ามช็อตได้ไม่ยาก จุดประสงค์ของอุปสรรคขวากหนามที่ถาโถมเข้ามาก็เพื่อให้ช่วงเวลาเข้าเส้นชัยมันหอมหวานและมีความหมายมากขึ้น และในขณะที่เนื้อหาบอกเล่าเรื่องของการขับเคี่ยวในทางธุรกิจ และมีเรื่องของเม็ดเงินมหาศาลมาเกี่ยวข้อง ส่วนที่ต้องระบุอย่างเจาะจงและดูเหมือนคนทำหนังก็ไหวตัวทัน ได้แก่การที่มันไม่ได้พยายามจะเป็นหนังที่สร้างเพื่อเฉลิมฉลองระบอบทุนนิยมอย่างหน้ามืดตามัว และเน้นย้ำว่าชัยชนะของ Nike เป็นเรื่องของปฏิภาณไหวพริบของ Sonny และทีมงาน และรวมไปถึงการปฏิบัติตามกฎข้อหนึ่งของบริษัทซึ่งถูกเน้นย้ำให้คนดูรับรู้ระหว่างทาง และมันอ่านว่า ‘Break the rule: fight the law’ หรือพูดง่ายๆ กฎมีเอาไว้ให้แหก เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว หน้าประวัติศาสตร์คงต้องจารึกว่ารองเท้าที่ Michael Jordan สวมใส่ติดยี่ห้อ adidas แน่นอน

 

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ หากพูดเรื่องปฏิภาณไหวพริบและการแหกกฎแหวกกรอบ MVP หรือผู้เล่นทรงคุณค่าของหนังก็คงต้องยกให้ Viola Davis ในบท Deloris แม่ของ MJ คำนวณคร่าวๆ ระยะเวลาปรากฏตัวบนจอของ Davis น่าจะไม่ถึงหนึ่งในสามของหนังทั้งเรื่อง ทว่าฝีไม้ลายมืออันเข้มข้นและจัดจ้านก็ทำให้เธอกลายเป็นตัวเต็งผู้เข้าชิงนักแสดงสมทบหญิงปีหน้าของทุกสถาบันโดยอัตโนมัติ (แม้ว่ามันจะดูเร็วเกินไปสักนิด) และอย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ แอ็กติ้งของ Davis ทำให้ผู้ชมเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัยว่า Deloris คือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ MJ ทั้งในและโดยเฉพาะนอกสนามอย่างแท้จริง

 

มองในแง่หนึ่ง Deloris ก็เป็นตัวละครแบบเดียวกับ Richard Williams (Will Smith) พ่อของ Venus และ Serena Williams สองนักเทนนิสชื่อก้องโลกจากหนังเรื่อง King Richard (2021) พวกเขาไม่ได้เห็นแก่เงินหรือตั้งหน้าตั้งตาขายลูกกิน แต่พวกเขาตระหนักใน ‘มูลค่า’ ของศักยภาพและความสามารถ และปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่มากไม่น้อย ฉากที่ Viola Davis ต่อประโยคของ Matt Damon ที่บอกว่า “รองเท้ามันก็แค่รองเท้า” ด้วยถ้อยคำที่เธอบอกว่า “…จนกระทั่งลูกชายของฉันสวมใส่มัน” ก็บอกโดยอ้อมถึงความเป็นนักธุรกิจที่เด็ดเดี่ยว และสามารถยืนแลกหมัดกับ Nike ได้อย่างไม่ต้องลดราวาศอกแม้แต่นิดเดียว

 

 

ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเรื่อง Air น่าจะทำให้สายพานการผลิตรองเท้า Air Jordan ต้องทำงานหนัก และยอดขายน่าจะพุ่งขึ้น (ไม่มากก็น้อย) เพราะก็อย่างที่จั่วหัวข้างต้น มันบอกเล่าที่มาและตำนานของรองเท้าสนีกเกอร์เล่นบาส ซึ่งน่าจะทำให้คนดูขาจรเฝ้ามองสินค้ารุ่นนี้ด้วยสายตาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ก็อย่างที่กล่าวก่อนหน้า หากนี่เป็นหนังที่พูดถึงการก่อร่างสร้างอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของ Nike ก็น่าเชื่อว่าคนดูคงไม่แคร์ และวิธีการที่ Affleck ทำให้ยี่ห้อทางธุรกิจนี้ดูเป็นมนุษย์มนาผ่านตัวละครที่คิดนอกกรอบอย่าง Sonny ผู้ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้ว สารรูปของเขาดูห่างไกลจากการเป็นตัวแทนขององค์กรยักษ์ใหญ่ ทั้งบุคลิก วิธีคิด และโดยเฉพาะเสื้อผ้าและรูปร่างที่ดูซอมซ่อมากๆ (ข้อสังเกตก็คือเราไม่เคยเห็นเขาใส่สูตผูกไทแม้แต่ฉากเดียว) ก็ต้องนับว่าแยบยลและประสบความสำเร็จในการซื้อใจคนดู

 

และแน่นอน การแสดงที่คล่องแคล่วลื่นไหลและสุดแสนเป็นธรรมชาติของ Matt Damon ก็ถือเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญของหนัง นั่นรวมถึงห้วงเวลาที่เจ้าตัวเอ่ย Monologue เลี่ยนๆ ตอนท้ายซึ่งก็ยังอุตส่าห์เอาตัวรอดไปได้

 

 

อีกอย่างหนึ่งที่นับเป็นเสน่ห์ดึงดูด ได้แก่การตกแต่งบรรยากาศของทศวรรษ 1980 ผ่านงานสร้างและงานกำกับศิลป์ที่ประณีตและพิถีพิถันผ่านเสื้อผ้าหน้าผม ตลอดจนเครื่องใช้ไม้สอยของตัวละคร ผ่านเสียงเพลงป๊อปที่แสนโด่งดังของยุคสมัย (Dire Straits, Bruce Springsteen, The Alan Parsons Project ฯลฯ) และทีละน้อย การดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนกับการได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกาลเวลา

 

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ต้องปรบมือให้กับ Ben Affleck ในการจัดการกับปมปัญหาที่ว่าด้วย ‘การปรากฏตัวของ Michael Jordan’ หรืออีกนัยหนึ่ง ในหนังที่ว่าด้วยรองเท้าที่ถูกออกแบบให้ MJ สวมใส่ มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่คนดูจะไม่ได้เห็นตัวบุคคลต้นแบบ ประเด็นอยู่ที่ว่าคนทำหนังจะให้เห็นอย่างไร หรือให้ใครมาสวมบทบาทแทน ซึ่งหากเป็นอย่างหลัง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็อาจจะไปลดทอนความน่าเกรงขาม หรือแม้กระทั่งทำให้รู้สึกสะดุดหรือต่อไม่ติด และพูดอย่างรวบรัด วิธีแก้ไขความยุ่งยากของ Affleck (ซึ่งต้องไปค้นหากันเอาเอง) ก็ยิ่งเสริมสร้างมนตร์ขลังและความเป็นตำนานของ Michael Jordan และสะท้อนรสนิยมของคนทำในแง่ที่หนังเปิดโอกาสให้คนดูได้บริหารจินตนาการของตัวเอง

 

รวมๆ แล้ว Air เป็นหนังที่เล่าเรื่องได้สมชื่อ มันให้ความรู้สึกล่องลอยและเบาสบายเหมือนติดปีกโบยบิน

 


 

Air (2023)

ผู้กำกับ: Ben Affleck

นักแสดง: Matt Damon, Ben Affleck, Jason Bateman, Chris Tucker, Viola Davis

 


 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

The post Air (2023) ตำนานเกือกยัดห่วงบันลือโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
All Quiet on the Western Front (2022) ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ หรือเพียงวาทกรรมรักชาติที่เขาหลอกลวง https://thestandard.co/all-quiet-on-the-western-front/ Wed, 08 Mar 2023 12:11:05 +0000 https://thestandard.co/?p=760153 All Quiet on the Western Front

ภาพยนตร์สัญชาติเยอรมนีเรื่อง All Quiet on the Western F […]

The post All Quiet on the Western Front (2022) ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ หรือเพียงวาทกรรมรักชาติที่เขาหลอกลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
All Quiet on the Western Front

ภาพยนตร์สัญชาติเยอรมนีเรื่อง All Quiet on the Western Front ของ Edward Berger ซึ่งสตรีมทางช่อง Netflix ดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิกชื่อเดียวกันของนักเขียนเยอรมนี Erich Maria Remarque ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบันก็มีอายุเกือบร้อยปี (ตัวนิยายตีพิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกในปี 1929) บอกเล่าเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบันก็ผ่านพ้นไปแล้วร้อยกว่าปี (สงครามเลิกปี 1918) ข้อมูลเพิ่มเติม งานเขียนของ Remarque เคยถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สองครั้ง ซึ่งนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน All Quiet on the Western Front ฉบับปี 1930 ของ Lewis Milestone ยังคงได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะเวอร์ชันที่ดัดแปลงได้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด รวมถึงยังชนะรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

คำถามที่อาจจะผุดในห้วงคำนึงของคนดูก็คือ เหตุผลอะไรที่นำพาให้ Edward Berger นำนิยายของ Remarque กลับมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง และสิ่งที่บอกเล่ายังคงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับโลกในช่วงเวลานี้หรือไม่ อย่างไร

 

All Quiet on the Western Front

All Quiet on the Western Front (1930)

 

ว่ากันตามจริงแล้ว ลำพังการดัดแปลงให้ภาพยนตร์ดูทันยุคทันสมัยมากขึ้นด้วยความเอื้ออำนวยของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยไวยากรณ์ใหม่ๆ ทางด้านภาพ เสียง การตัดต่อ การออกแบบงานสร้าง ด้วยการแสดงที่สมจริงสมจังมากขึ้น ด้วยการนำเสนอมุมมอง การตีความและวิสัยทัศน์ของคนทำหนังรุ่นหลัง นัยว่าเพื่อสื่อสารกับผู้ชมร่วมสมัย ก็นับได้ว่าเป็นคำอธิบายที่แน่นหนาและรัดกุมในตัวมันเองเพียงพอแล้ว และรูปโฉมโนมพรรณของ All Quiet on the Western Front ฉบับปี 2022 ก็ดูเป็นภาพยนตร์ของศตวรรษที่ 21 จริงๆ

 

ที่แน่ๆ งานกำกับภาพของภาพยนตร์สร้างความระส่ำระสายทางอารมณ์ ผ่าน ‘คอนทราสต์’ ระหว่างห้วงเวลาที่งดงามและน่าตื่นตะลึงของธรรมชาติ และมันหยิบยื่นความรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างน่ารื่นรมย์ กับหลายๆ ฉากที่ผู้สร้างพาคนดูไปเผชิญหน้ากับความโหดเหี้ยมและสยดสยองของการฆ่าแกงกันชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน และการถูกกำหนดให้เฝ้ามองความอุจาดและอัปลักษณ์ ความกักขฬะ มืดทึบ และไม่มีอะไรเจริญตาเจริญใจสักอย่างเดียว ก็เป็นภาวะที่สุดแสนทานทน

 

และส่วนที่ทำให้ภาพยนตร์สงครามของ Berger ดู ‘โมเดิร์น’ มากๆ ก็คือดนตรีประกอบที่ไม่ได้ทำงานตามขนบที่คุ้นเคย อันได้แก่สุ้มเสียงที่แอบซ่อนอยู่หลังบ้านและขับกล่อมอารมณ์ความรู้สึกของเราอย่างลับๆ ล่อๆ ทว่าตัวโน้ตทุ้มต่ำและหนักแน่นสามตัวซึ่งถูกใช้ซ้ำๆ ตลอดเรื่อง (หรือที่เรียกว่า Motif) ถูกเร่งระดับความดังจนแทบจะเขย่าผู้ชมตกจากเก้าอี้ และมันไม่เพียงแค่สร้างความรู้สึกผิดที่ผิดทางกับภาพเบื้องหน้า ยังเป็นเสมือนลางบอกเหตุย้ำเตือนถึงเรื่องร้ายๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

แต่ความพิเศษที่นำพาให้ All Quiet on the Western Front เป็นมากยิ่งกว่า ‘อัปเดตเวอร์ชัน’ ของทั้งหนังสือและภาพยนตร์คลาสสิกปี 1930 ก็เป็นอย่างที่ตัว Edward Berger ให้สัมภาษณ์ว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่สร้างผ่านมุมมองและโลกทัศน์ของคนเยอรมนี ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่าเป็นจำเลยตลอดกาลเวลาใครพูดถึงสงครามโลกทั้งสองภาค และพวกเขามักจะอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะหัวเรื่องดังกล่าวเป็นเหมือนเผือกร้อน อีกทั้งสถานะของการเป็นผู้แพ้สงครามก็ยังมาพร้อมกับปมผิดบาป ความเจ็บปวดขื่นขม ความน่าอัปยศอดสู ความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง บาดแผลที่อักเสบกลัดหนอง ฝันร้ายที่หลอกหลอน ซึ่งพูดได้ว่านี่เป็นสิ่งที่คนดูแทบไม่พบเจอในภาพยนตร์สงคราม ‘เมดอินฮอลลีวูด’

 

ในแง่หนึ่ง นิยายของ Erich Maria Remarque นำเสนอด้านที่อับเฉาเศร้าหมองเหล่านี้อย่างครอบคลุมตามเจตนารมณ์ที่ผู้เขียนในฐานะอดีตทหารผ่านศึกประกาศไว้ตั้งแต่หน้าแรก ทำนองว่ามันถูกเขียนขึ้นเพื่อเล่าเรื่องคนรุ่นหนึ่งที่ถูกส่งไปรบ และต่อให้พวกเขารอดพ้นจากวิถีกระสุน คนหนุ่มเหล่านั้นก็ยังถูกสงครามเหยียบย่ำทำลายล้างอยู่นั่นเอง

 

Felix Kammerer as Paul Bäumer in All Quiet on the Western Front, Courtesy of Netflix © 2023

 

 

ว่าไปแล้วสิ่งที่ถูกบอกเล่าในภาพยนตร์ของ Edward Berger ก็คือการให้เห็นว่าเครื่องจักรที่เรียกว่าสงครามบดขยี้ความเป็นมนุษย์ของตัวละครอย่างเลือดเย็นและไม่ปรานีปราศรัยเพียงใด หรืออีกนัยหนึ่ง ในขณะที่ผู้ชมถูกกำหนดให้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของตัวเอกที่ชื่อ Paul Bäumer (Felix Kammerer) ผู้ซึ่งในตอนเริ่มต้นเขาเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาสดใสและเต็มเปี่ยมด้วยเลือดเนื้อและความมีชีวิตชีวา ทว่าชีวิตในสนามรบไม่เพียงกลืนกินความร่าเริงแจ่มใส กระฉับกระเฉง และปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพที่ดูหมองคล้ำอิดโรย หากยิ่งเวลาผ่านพ้นไป Paul ก็ดูใกล้เคียงกับซากศพที่ไม่รู้สึกรู้สมกับความเป็นไปรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ คนดูแทบไม่ได้เห็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังและคอยโหมกระพือไฟสงคราม เนื่องเพราะดังที่เกริ่นข้างต้น ทั้งหนังสือและภาพยนตร์เน้นหนักไปที่เรื่องของคนตัวเล็กๆ ในสมรภูมิ แต่ครั้นจะบอกว่าไม่มีเลยก็ไม่ถูกต้องนัก และตัวละครสองคนผู้ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นเชียร์ลีดเดอร์ และน่าเชื่อว่าคนดูเฝ้ามองพวกเขาด้วยความรู้สึกขยะแขยงสะอิดสะเอียน คนหนึ่งก็คือครูที่พูดจากระตุ้นเร้านักเรียนของตัวเองให้สมัครไปรบ ด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยวาทศิลป์ ใครฟังก็อดรู้สึกฮึกเหิมและพองโตไม่ได้ ทั้งๆ ที่ประโยคของครูคนนี้ไม่ได้ปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า พวกเขาเป็นเพียงแค่เบี้ยบนกระดานหมากรุก และเป้าประสงค์ก็คือการ ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ ซึ่งโดยอ้อมนั่นหมายถึงชีวิตหรือความตายของเขาไม่ได้มีความหมายที่สลักสำคัญเท่ากับความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ แล้วมันเป็นเพียงประโยคสวยหรูซึ่งแอบซ่อนผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไว้เบื้องหลัง

 

Albrecht Schuch as Stanislaus Katczinsky in All Quiet on the Western Front, Courtesy of Netflix © 2023

 

อีกคนหนึ่งได้แก่นายพล Friedrichs (Devid Striesow) ซึ่งสั่งการจากหอคอยงาช้างของตัวเอง ข้อที่ควรระบุก็คือตัวละครนี้ไม่ได้มีอยู่ในนิยาย ทว่าในแง่ของฟังก์ชัน บุคลิกนี้สืบสานและต่อยอดเนื้อหาของ Remarque อย่างน่าสนใจ บรรยายสรุปสั้นๆ ในแง่ของคาแรกเตอร์ หมอนี่เป็นแบบฉบับของนายพลกระสันสงครามและเกียรติยศศักดิ์ศรี ตลอดจนความหยิ่งทรนง (โง่ๆ) ของเขาสามารถแลกได้ด้วยชีวิตของทหารเลวกี่ร้อยกี่พันก็ได้

 

แต่แม้ว่าบุคลิกของนายพลหน้าตาบอกบุญไม่รับคนนี้จะถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น ทว่าเหตุการณ์ที่เขาปลุกระดมให้ไพร่พลออกรบเป็นครั้งสุดท้ายทั้งๆ ที่ฝ่ายเยอรมนีเจรจาหย่าศึกกับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว รองรับด้วยข้อเท็จจริง และแน่นอนผลลัพธ์ของมันก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายและสูญเสียที่ไม่จำเป็น

 

ส่วนที่น่าสลดหดหู่ก็ตรงที่หลังจากนายพลคนนี้ ‘สำเร็จความใคร่ด้วยวาทกรรมรักชาติ’ เสร็จแล้วก็มุดกลับเข้าถ้ำตัวเอง และปล่อยให้ทหารที่เหลือซึ่งไม่มีกะจิตกะใจสู้รบอีกแล้วบาดเจ็บล้มตายเป็นใบไม้ร่วง และช็อตท้ายๆ ของภาพยนตร์เผยให้เห็นใครคนนี้นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเฝ้ามองนาฬิกาตีบอกเวลาหยุดยิง (ซึ่งก็หมายถึงความพ่ายแพ้ของเยอรมนี) ตามลำพัง

 

 

อย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ตอนที่ Remaque เขียนนิยายเรื่อง All Quiet on the Western Front ช่วงปลายทศวรรษที่ 1920 เขาไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสงครามที่ผ่านพ้นเป็นเพียงแค่ภาคแรก และที่แน่ๆ มันไม่ใช่ ‘war to end all wars’ หรือสงครามที่ ‘เบ็ดเสร็จเด็ดขาด’ ตามที่คนยุคนั้นเชื่อและเข้าใจ ตรงกันข้าม มันบ่มเพาะตอนต่อไปซึ่งกำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าไม่นาน และคนอย่างนายพล Friedrichs นี่แหละที่เป็นเหมือน ‘ผีที่ไม่ยอมตายในตอนจบของหนังสยองขวัญ’ และกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนให้สงครามรอบใหม่ปะทุขึ้น ซึ่งก็อย่างที่รู้กันว่ามันนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากกว่ารอบแรกอย่างไม่อาจเทียบเคียง บางทีนี่อาจถือเป็นความชอบธรรมของการถือวิสาสะต่อเติมเสริมแต่งเนื้อเรื่องเดิมของคนทำภาพยนตร์ อีกทั้งการทิ้งท้ายในลักษณะดังกล่าวก็ยังเป็นเหมือนกับการบอกโดยอ้อมว่า หายนะที่เกิดขึ้นกับประเทศเยอรมนีเป็นเรื่องที่โทษใครไม่ได้นอกจากคนเยอรมนีด้วยกันเอง

 

แต่พูดอย่างแฟร์ๆ ขณะที่ภาพยนตร์ของ Berger นำนิยายของ Remarque มาดัดแปลงอย่างค่อนข้างหลวม จนน่าสงสัยว่าถ้าผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ เจ้าตัวจะโอเคกับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขมากน้อยเพียงใด ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ภาพยนตร์ฉบับปี 2022 ยังคงรักษาแก่นแกน ตลอดจนจิตวิญญาณของหนังสือไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งในมิติของการต่อต้านสงคราม และโดยเฉพาะการสะท้อนความเหลวไหลไร้สาระของการเข่นฆ่า ซึ่งน่าจะทำให้คนดูพูดไม่ออกบอกไม่ถูกไปตามๆ กัน สองฉากที่สะท้อนคุณลักษณะนี้อย่างน่าเวทนาได้แก่เหตุการณ์ที่ Paul พบว่าทหารกองหนุนหกสิบคนซึ่งยังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติในสนามรบ ต้องตายหมู่เพียงเพราะพวกเขาถอดหน้ากากกันแก๊สพิษเร็วเกินไป และอีกฉากที่เขาใช้มีดจ้วงแทงทหารฝรั่งเศสกลางสมรภูมิที่ถูกทิ้งร้าง ก่อนที่สำนักผิดบาปจะกระตุ้นเร้าให้เจ้าตัวแก้ไขไถ่ถอนสิ่งที่ทำลงไป ทั้งๆ ที่มันสายเกินไปแล้ว

 

 

รวมๆ แล้ว All Quiet on the Western Front เป็นผลงานดัดแปลงที่ประณีตพิถีพิถัน ฉีกตัวเองจากเวอร์ชันก่อนหน้าได้สวยสดงดงาม และสมควรชนะรางวัลทั้งหลายที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิง กระนั้นก็ตาม ไม่ว่าใครจะแซ่ซ้องสรรเสริญภาพยนตร์ของ Berger อย่างไร ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ใครจะเปิดดูเล่นๆ เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ มันเป็นภาพยนตร์ที่ดูแล้วเหนื่อยและกดดัน เนื่องด้วยภาพ เสียง และเนื้อหาสร้างความปั่นป่วนทางอารมณ์อย่างสุดขีดคลั่งจริงๆ

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ความจำเป็นของการต้องมีและต้องดูภาพยนตร์อย่าง All Quiet on the Western Front ก็เพราะสงครามยังคงเป็นหมากบนกระดานและเกมแห่งอำนาจของชนชั้นผู้นำ และวาทกรรมสละชีพเพื่อชาติอันสวยหรูก็ล่อลวงให้แมลงเม่าบินไปหาความตายในกองไฟตลอดเวลา บางทีประโยคหนึ่งที่อาจใช้สรุปความหมายรวบยอดมาจากหนังเรื่อง All Quiet on the Western Front ฉบับปี 1930 ที่ตัวเอกของเรื่องผู้ซึ่งตาสว่างแล้ว บอกกับรุ่นน้องของเขาในห้องเรียนว่า

 

“When it comes to dying for your country, it’s better not to die at all.” หรืออีกนัยหนึ่ง อย่าพยายามตายจากการเป็นเหยื่ออุดมการณ์รักชาติอย่างหน้ามืดตามัว

 

All Quiet on the Western Front (2022)

กำกับ: Edward Berger

ผู้แสดง: Felix Kammerer, Albrecht Schuch และ Daniel Brühl

 

ภาพ: Netfilx

The post All Quiet on the Western Front (2022) ‘สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี’ หรือเพียงวาทกรรมรักชาติที่เขาหลอกลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Fabelmans (2022) ปฐมบทของพ่อมดน้อยและขุมทรัพย์ ‘เส้นขอบฟ้า’ https://thestandard.co/opinion-the-fabelmans-2022/ Tue, 07 Feb 2023 04:38:09 +0000 https://thestandard.co/?p=746935

เหตุการณ์สำคัญช่วงท้ายของหนังเรื่อง The Fabelmans ผลงาน […]

The post The Fabelmans (2022) ปฐมบทของพ่อมดน้อยและขุมทรัพย์ ‘เส้นขอบฟ้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหตุการณ์สำคัญช่วงท้ายของหนังเรื่อง The Fabelmans ผลงานล่าสุดของ Steven Spielberg ยืนยันข้อเท็จจริงที่แฟนๆ ของคนทำหนังเจ้าของฉายาพ่อมดฮอลลีวูดน่าจะรับรู้กันถ้วนหน้าอยู่แล้วว่า ถ้าหากจะมีคนทำหนังที่เจ้าตัวได้รับอิทธิพลทั้งความนึกคิดและจิตวิญญาณมากกว่าเพื่อน ใครคนนั้นก็คือ John Ford ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นคนทำหนังอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล และ Spielberg ก็หยิบยืมทั้งสไตล์การนำเสนอ แนวคิดเรื่องเส้นขอบฟ้า รวมถึงฉากบางฉากจากหนังหลายเรื่องของ Ford มาแทรกไว้ในหนังของตัวเอง

 

The Man Who Shot Liberty Valance (1962) 

 

และหนังของ John Ford เรื่องหนึ่งที่ดูเหมือน Spielberg ยึดโยงกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะมันถูกเลือกไปอ้างถึงในหนังอย่างน้อยสองเรื่อง อันได้แก่ Munich (2005) และสดๆ ร้อนๆ The Fabelmans ก็คือหนังบุกเบิกตะวันตกเรื่อง The Man Who Shot Liberty Valance (1962) ซึ่งลองนึกเล่นๆ ความชื่นชอบนี้น่าจะไม่ได้ปราศจากเหตุผล เป็นไปได้ว่าหนังของ Ford เรื่องนี้น่าจะมีส่วนไม่มากก็ไม่น้อยในการหล่อหลอมฟูมฟัก หรือแม้กระทั่งปลูกฝังความคิดให้เขาค้นพบตัวเอง และบางที นั่นเป็นเหตุผลที่นำพาให้ Spielberg พูดถึงหนังของ Ford เรื่องนี้อย่างมีความหมายพิเศษใน The Fabelmans

 

สั้นๆ ง่ายๆ The Man Who Shot Liberty Valance เล่าเรื่องนักกฎหมายหนุ่มที่เดินทางจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกด้วยหวังว่าเขาจะช่วยเปลี่ยนชุมชนเล็กๆ ให้หลุดพ้นจากบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่จนแล้วจนรอด เขาไม่เพียงถูกอันธพาลเจ้าถิ่นที่ชื่อ Liberty Valance (Lee Marvin) ลงไม้ลงมือสะบักสะบอม ปืนและการใช้กำลังยังคงเป็นระบบกฎหมายและวิถีปฏิบัติของดินแดนแห่งนี้ แต่ก็นั่นแหละ ชื่อหนังก็ให้เงื่อนงำที่น่าฉงนสนเท่ห์และแอบซ่อนปริศนาโดยอ้อม และเมื่อเรื่องสิ้นสุดลง พระเอกของเราผู้ซึ่งรูปโฉมภายนอกดูปวกเปียกอ่อนแอ กลับถูกกล่าวขวัญในฐานะผู้สยบจอมวายร้ายลงได้อย่างราบคาบ

 

 

ว่าไปแล้ว ฉากที่ตัวเอกของเรื่อง Sammy Fabelman (Gabriel LaBelle) ต้องย้ายโรงเรียนใหม่และพบเจอกับพวกหัวโจกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ก็นับเป็นสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างจากสิ่งที่นักกฎหมายหนุ่มข้างต้นต้องเผชิญ และประมวลความเป็นไปได้ แทบไม่มีทางที่เด็กเนิร์ดไม่สู้คนและไม่มีทักษะด้านกีฬาอย่างเขาจะกำราบนักบูลลี่เหล่านั้นได้อย่างไร แต่มองในมุมกลับ น่าเชื่อว่าลึกๆ แล้ว Sammy ก็คงจะมีหนังเรื่อง The Man Who Shot Liberty Valance เป็นเสมือนแรงบันดาลใจ และพูดแล้วก็พูดเลย บทสรุปของเหตุการณ์ดังกล่าวก็ลงเอยไปในทิศทางคล้ายคลึง

 

อย่างที่นักดูหนังคงรับรู้รับทราบ The Fabelmans ก็คือหนังอัตชีวประวัติของ Steven Spielberg นั่นเอง แม้ว่าเอาเข้าจริงๆ ตัวละครในเรื่องจะใช้ชื่อสมมติ นัยว่าเพื่อกันพื้นที่สำหรับการเสกสรรปั้นแต่งและจินตนาการ แต่สถานะของการเป็นร่างทรงหรืออวตารของบรรดาตัวละครก็ต่อติดและเชื่อมโยงกับบุคคลเป็นจริงอย่างง่ายดายและแทบไม่มีอะไรบิดพลิ้ว

 

 

ข้อน่าสังเกตก็คือ ในฐานะคนทำหนัง ‘ประพันธกร’ ผู้ซึ่งมีทั้งสไตล์และลายเซ็นที่เป็นตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น หนังของ Spielberg แทบทุกเรื่องล้วนแล้วมีส่วนเสี้ยวของความเป็นอัตชีวประวัติ ไม่โดยตรงก็อ้อม แต่ประเด็นก็คือ ขณะที่หนังเหล่านั้น (Duel, Jaws, Close Encouters of the Third Kind, E.T. the Extra-Terrestrial, Empire of the Sun, Catch Me If You Can, Indiana Jones the Last Crusade ฯลฯ) ดำรงอยู่ได้ด้วยคุณค่าต่างๆ นานาของตัวมันเอง (แนวเรื่องและตัวเรื่องที่บอกเล่า, มายากลทางด้านภาพยนตร์, ต้นฉบับที่ใช้ดัดแปลง ฯลฯ) The Fabelmans น่าจะมีสถานะที่แตกต่างออกไป พูดอีกอย่างก็คือ สมมติว่านี่เป็นเพียงแค่หนังที่เล่าเรื่องของเด็กหนุ่มสักคนที่ตกหลุมรักการทำหนัง และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ Spielberg คุณค่า ความหมาย ตลอดจนพลังงานของหนังก็คงจะลดน้อยถอยลงไปเยอะทีเดียว

 

เพราะอย่างนี้นี่เอง The Fabelmans จึงเป็นหนังที่แนบแน่นกับความเป็น Steven Spielberg มากที่สุด (และเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เขามีเครดิตเขียนบท) และอย่างหนึ่งที่แน่ๆ มันไม่ใช่หนังที่สร้างเพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของคนทำหนังที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก อันที่จริงแล้ว มันคือการเดินทางของคนทำหนังสูงวัยย้อนกลับไปสำรวจบาดแผล ความเจ็บปวดขื่นขมในช่วงชีวิตที่เพิ่งเริ่มต้น และการที่เจ้าตัวไม่เพียงค้นพบว่าภาพยนตร์สามารถใช้เป็นเครื่องเยียวยาความโศกเศร้าและชอกช้ำได้น่าอัศจรรย์ หนุ่มน้อยยังได้เรียนรู้ว่าในท่ามกลางชีวิตที่วายป่วงและควบคุมไม่ได้ นี่เป็น ‘โลก’ ใบที่เขาสามารถเจ้ากี้เจ้าการให้ทุกสิ่งเป็นไปตามที่ออกแบบและจัดวาง ไล่เรียงตั้งแต่การกำหนดรถไฟเด็กเล่นประสานงาตอนไหนและอย่างไร จนถึงการเปลี่ยนให้ไอ้หนุ่มห่วยแตกที่พบเจอกลายเป็น ‘พระเอกรูปงาม’

 

 

มีฉากเล็กๆ ช่วงต้นเรื่องที่ Mitzi (Michelle Williams) แม่ของ Sammy (ซึ่งก็คือแม่ของ Spielberg นั่นแหละ) ผู้ซึ่งบุคลิกของเธอเต็มเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ต้องหัวเสียในทันทีที่ Burt (Paul Dano) สามีของเธอบอกว่าเขาได้งานใหม่และครอบครัวต้องย้ายข้ามประเทศจากนิวเจอร์ซีย์ไปแอริโซนา และวิธีที่เธอใช้เบี่ยงเบนความโกรธ (และโศกเศร้า) ก็ด้วยการชวนลูกๆ ขับรถออกนอกบ้านเพื่อไปตามล่าพายุทอร์นาโดซึ่งกำลังอาละวาดไม่ใกล้ไม่ไกลพอดี (ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีแม่ดีๆ ที่ไหนเขาทำกัน) ประเด็นก็คือฉากนี้จบลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อ Mitzi ต้องยอมจำนนต่อสถานการณ์ และสิ่งที่เธอได้แต่พูดสะกดจิตตัวเอง และยังขอให้เด็กๆ ร่วม ‘สวดภาวนา’ ไปด้วย ก็คือประโยคที่ว่า “Everything happens for a reason” หรืออีกนัยหนึ่ง ทุกอย่างที่อุบัติขึ้นล้วนมีเหตุผลแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง และนั่นรวมถึงเรื่องร้ายๆ ด้วยเช่นกัน

 

 

กล่าวสำหรับ Sammy (ซึ่งก็คือตัว Spielberg) เรื่องร้ายๆ ที่รุมเร้าไม่ได้จำกัดเฉพาะการต้องย้ายบ้านครั้งแล้วครั้งเล่า หรือการมีสถานะเป็นคนยิวเพียงหนึ่งเดียวของชุมชนและโรงเรียนซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก E.T. แต่ว่าไปแล้ว ‘พายุทอร์นาโด’ ลูกใหญ่ที่สุดที่เจ้าตัวต้องรับมือก็คือการได้พบว่าแม่มีคนอื่น และคนอื่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อนสนิทของพ่อนั่นเอง มิหนำซ้ำ วิธีการค้นพบโดยบังเอิญก็ยิ่งทำให้หนุ่มน้อยอยู่ในภาวะน้ำท่วมปากอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ลองสมมติเล่นๆ ว่า Spielberg มีชีวิตที่สุขและทุกข์ตามอัตภาพเหมือนเด็กทั่วๆ ไป (และไม่ได้บ้านแตกสาแหรกขาดตามที่เกิดขึ้นในโลกความจริง) ผู้ชมจะได้ดูหนังที่ถ่ายทอดสภาวะโดดเดี่ยวและการถูกทอดทิ้งได้โน้มน้าวชักจูงและจับขั้วอารมณ์ความรู้สึกผ่านผลงานอย่าง E.T., Empire of the Sun, A.I. Artificial Intelligence, Catch Me if You Can, The Terminal ฯลฯ หรือไม่ หรือการที่เขาเติบโตโดยมีพ่อเป็นเนิร์ดวิทยาศาสตร์และแม่เป็นนักเปียโน มันส่งผลหรือไม่อย่างไรกับการเป็นคนทำหนังที่ฝีไม้ลายมือจัดจ้านและครบเครื่องทั้งในความเป็นช่างเทคนิคที่คล่องแคล่วและศิลปินที่ล้ำเลิศ

 

บางที ประโยคของ Mitzi ก็ไม่ได้ฟังดูสิ้นหวังเกินไป ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลแอบซ่อน ทั้งเรื่องดีๆ และเรื่องแย่ๆ

 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ วัตถุพยานที่ใช้แสดงถึงความเป็นคนทำหนังที่ ‘ร่ายเวทมนตร์คาถาๆ ได้ราวพ่อมด’ ของ Spielberg ก็คือหนังของเขาทุกเรื่องนั่นเอง (ย้อนกลับไปถึงหนัง 8 มม. สมัครเล่น) และนั่นรวมถึง The Fabelmans ที่เล่าเรื่องซึ่งกินเวลาสองชั่วโมงครึ่งได้อย่างชนิดติดปีกโบยบิน หรืออีกนัยหนึ่ง คนดูไม่ได้อยู่ในฐานะคนเฝ้าสังเกตการณ์ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องที่บอกเล่าและรู้สึกเกี่ยวข้องกับตัวละครอย่างถอนตัวไม่ขึ้น 

 

สองส่วนที่น่าพูดถึงเป็นพิเศษในแง่กลวิธีการนำเสนอของ The Fabelmans ได้แก่มุมมองที่คนทำหนังเลือกถ่ายทอด ซึ่งไม่เพียงแค่อบอุ่นและอ่อนโยน หากยังสะท้อนถึงการตกผลึกอย่างคนที่ผ่านร้อนหนาวมายาวนาน ข้อสำคัญ แทบไม่มีใครเป็นผู้ร้ายของเรื่อง นั่นรวมถึงตัวละครที่มีส่วนทำให้ชีวิตครอบครัวของเขาล่มสลาย อีกส่วนได้แก่การแสดงของนักแสดงทุกคน ซึ่งโดยอ้อม มันก็ไม่ใช่เครดิตของนักแสดงโดยลำพัง ต้องนับรวมผู้กำกับในฐานะวาทยากรผู้ควบคุมวง พูดง่ายๆ นอกจากไม่มีตัวโน้ตผิดเพี้ยน สรรพสำเนียงของทุกบันไดเสียงก็ยังไพเราะเพราะพริ้ง และแน่นอนว่าสองสามคนที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ก็คือ Gabriel LaBelle ที่ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน Spielberg และวิธีการแสดงออกของเขาก็ช่วยให้พวกเรามองเห็นตัวตนของผู้กำกับในแง่มุมที่คมชัด 

 

 

อีกคนหนึ่งก็คือ Michelle Williams ผู้ซึ่งทำให้เชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในบท ‘แม่ที่บ้าบอคอแตกที่สุดคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์’ และความเป็นเด็กที่ไม่ยอมโตของเธอก็กลายเป็นดีเอ็นเอที่ส่งผ่านไปถึงลูกชาย

 

แต่ก็นั่นแหละ ตัวขโมยซีนจริงๆ ได้แก่ Judd Hirsch ในบุคลิกของตัวละครลึกลับที่จู่ๆ ก็โผล่มาแล้วก็จากไป และการใช้โมโนล็อกที่พรั่งพรูของคาแรกเตอร์นี้ (ซึ่งว่าไปแล้ว นี่เป็นหนึ่งในไม้ตายของ Spielberg มาแต่ไหนแต่ไร ย้อนกลับไปถึงฉากที่ Robert Shaw อวดบาดแผลจากปลาฉลามใน Jaws) ผ่านการแสดงที่ฉูดฉาดบาดตาของ Hirsch ซึ่งส่งให้เขาได้ชิงรางวัลออสการ์สมทบชายยอดเยี่ยม ก็บอกให้รู้ว่าชายชรามองเห็น Sammy ได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่าที่หนุ่มน้อยมองเห็นตัวเอง และไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร บทชายชราเปรียบได้กับ Wake Up Call ที่กระทุ้งให้ Sammy ตระหนักว่าภาพยนตร์สำหรับเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่งานอดิเรกยามว่าง หรือเรื่องสนุกๆ ขำๆ อีกต่อไป

 

 

ในแง่ของสถิติตัวเลข The Fabelmans เป็นหนังยาวลำดับที่ 34 ของ Steven Spielberg ในช่วงวัย 76 ปี ดังที่เอ่ยถึงก่อนหน้า นี่ผลรวมของการทำหนังอันแสนนาน ถ้าเริ่มนับหนึ่งที่ Duel (1971) หนังยาวเรื่องแรก ระยะเวลาก็ราวๆ 51 ปี แต่สำรวจจากสิ่งที่ The Fabelmans บอกเล่า Sammy (หรือ Spielberg) เริ่มต้นทำหนังตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย หรือราว 12 ขวบ ตัวเลขต้องมากกว่าครึ่งศตวรรษแน่นอน ไม่มากไม่น้อย ถ้าจะมีสักประโยคที่ใช้สรุปความสัมพันธ์ที่ดูดดื่มและลึกซึ้งนี้อย่างรวบยอด ก็คงต้องขอยืมถ้อยคำของ อากิระ คุโรซาวะ คนทำหนังชั้นครูที่เคยพูดถึงตัวเอง มาใช้อธิบายในเชิงเทียบเคียง 

 

และนั่นคือ ถ้าหากเอาตลอดทั้งชีวิตของ Steven Spielberg เป็นตัวตั้ง แล้วลบด้วยหนัง ผลลัพธ์ก็เท่ากับศูนย์

 

The Fabelmans (2022)

กำกับ: Steven Spielberg

ผู้แสดง: Michelle Williams, Paul Dano, Seth Rogen, Gabriel LaBelle, Judd Hirsch

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

ภาพ: Universal Pictures  

The post The Fabelmans (2022) ปฐมบทของพ่อมดน้อยและขุมทรัพย์ ‘เส้นขอบฟ้า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Avatar: The Way of Water (2022) วิถีแห่งสายน้ำและวาระแอบแฝงซ่อนเร้น https://thestandard.co/avatar-the-way-of-water-2/ Mon, 19 Dec 2022 09:10:43 +0000 https://thestandard.co/?p=725728

  เราจะจำกัดความภาพและเสียงที่ทั้งขับเคลื่อนและห่อ […]

The post Avatar: The Way of Water (2022) วิถีแห่งสายน้ำและวาระแอบแฝงซ่อนเร้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

เราจะจำกัดความภาพและเสียงที่ทั้งขับเคลื่อนและห่อหุ้มอารมณ์ความรู้สึกของคนดูอย่างท่วมท้นล้นทะลักตลอดความยาวกว่าสามชั่วโมงของภาพยนตร์เรื่อง Avatar: The Way of Water ผลงานล่าสุดของ James Cameron ว่าอย่างไรดี

 

จินตนาการที่ไร้ขอบเขต วิสัยทัศน์อันสุดแสนบรรเจิด หรือจริงๆ แล้ว มันอาจเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเป็นความบ้าดีเดือดของคนทำ

 

แต่ไม่ว่าจะนิยามยังไง อย่างหนึ่งที่แน่ๆ James Cameron ไม่ใช่คนแรกที่ผลงานตั้งแต่ไหนแต่ไรของเขาสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน ความประณีตและพิถีพิถัน หรือแม้กระทั่งความหมกมุ่นลุ่มหลงในระดับเสียสติ (ข้อมูลระบุว่าด้วยงบสร้างที่สูงลิบลิ่ว ภาพยนตร์เรื่อง Avatar: The Way of Water จึงจะต้องเก็บกวาดรายได้สองพันล้านดอลลาร์ถึงจะคุ้มทุน ซึ่ง James Cameron เรียกว่านี่เป็นเคสการลงทุนทำธุรกิจที่ห่วยแตกที่สุด) และว่าไปแล้ว ประเพณีของการทำหนังในแบบยอมฉิบหายขายตัว ทุ่มเททั้งชีวิตและจิตวิญญาณ ก็ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ (D. W. Griffith, Howard Hughes, Abel Gance จนถึงรุ่นหลังอย่าง Francis Ford Coppola, Michael Cimino ฯลฯ) และบางทีประโยคอันลือลั่นของ David Lean คนทำหนังบรมครู ผู้ซึ่งความ ‘หน้ามืดตามัว’ ของเขาไม่เคยเป็นสองรองใคร ก็ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับวิธีการทำหนังของ James Cameron ได้อย่างเป็นรูปธรรม และนั่นก็คือ “หนังดีจะสำเร็จลุล่วงได้ก็ด้วยการอุทิศทุ่มเทของเหล่าคนบ้า (Good films can be made only by a crew of dedicated maniacs)”

 

 

และน่าเชื่อว่าผู้ชมคงเห็นพ้องว่าเหตุการณ์น้อยใหญ่ที่ปรากฏเบื้องหน้าของพวกเราในภาพยนตร์ทุกเรื่องของ Cameron ย้อนกลับไปตั้งแต่ Terminator (ทั้งสองภาค), The Abyss, Titanic, Avatar และแน่นอน รวมถึง Avatar: The Way of Water ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาในการฟูมฟักโปรเจกต์เนิ่นนานถึงสิบกว่าปี และดังที่กล่าว ใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลถึง 350 ล้านดอลลาร์ ก็เรียกอย่างอื่นไม่ได้นอกจากความน่าพิศวงงงงวย หรืออีกนัยหนึ่ง ผลพวงของการอุทิศทุ่มเทของ ‘หัวหน้าคนบ้า’

 

โดยแพลตฟอร์มเดียวที่ถูกออกแบบให้คนดูเข้าถึงฤทธิ์เดชหรือพิษสงของความเสียสติของคนทำหนังก็คือโรงภาพยนตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟอร์แมตไอแมกซ์สามมิติ ซึ่งต้องบอกว่ามันชวนให้ดำดิ่งในห้วงแห่งภวังค์ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ และคนดูแยกแยะไม่ได้อีกแล้วว่าเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เรียกว่าถ่ายทำจริงๆ (Live Action) กับสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษอยู่ตรงไหน และผลพวงสืบเนื่องก็อย่างที่รู้กัน สตรีมมิงไม่มีวันถ่ายทอดความน่าอัศจรรย์ทางด้านภาพและเสียงได้ครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นเวทีที่ไม่สมศักดิ์ศรีกับภาพยนตร์ที่งานสร้างโอฬารตระการตาแบบนี้ (แต่ก็อีกนั่นแหละ ความเจ็บปวดของผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ส่งเสียงเชียร์การดูภาพยนตร์ในโรงก็คือ ทุกครั้งที่ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์แบบนี้เข้าฉาย หนังปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลายล้วนต้องพลีชีพด้วยการถูกถอดออกโรงก่อนเวลาอันควร และสุดท้าย เครือโรงภาพยนตร์ที่มีอยู่แค่สองสามเจ้าก็ดูเหมือนไม่แคร์ผลประโยชน์ของคนดูสักเท่าไร)

 

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอภิปรายก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม ส่วนประกอบที่เรียกว่า Spectacle เป็นเพียงเสาเข็มต้นหนึ่ง ทว่ามันค้ำจุนให้หนังยืนหยัดอย่างมั่นคงแน่นหนาไม่ได้ (เพราะหนังไม่ใช่ศาลพระภูมิ ฮ่าๆ) และส่วนที่ไม่แข็งแรงทัดเทียม หรืออย่างน้อย ไม่ท้าทายจินตนาการคนดูเหมือนงานภาพและเสียง หรือจะว่าไปแล้ว เป็นตำบลกระสุนตกของหนัง James Cameron มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็คือกรอบการเล่าเรื่องที่อาจจะไม่ได้ถึงกับตื้นเขิน หรือปราศจากความซับซ้อน แต่มันก็เพลย์เซฟมากๆ ในแง่ของการทำตัวมันเองให้เข้าถึงได้ง่ายตามประสาหนังฮอลลีวูดบล็อกบัสเตอร์ (เพื่อเป็นข้อมูล ภาพยนตร์เรื่อง Titanic และ Avatar ซึ่งกวาดรางวัลออสการ์เป็นกอบเป็นกำ ไม่ได้แม้แต่ถูกเสนอชื่อชิงสาขาบทภาพยนตร์ด้วยซ้ำ) ทั้งการวางปมขัดแย้งหลักและรอง การสร้างและพัฒนาบุคลิกตัวละครที่มีลักษณะสูตรสำเร็จมากๆ หรือจะเรียกว่าค่อนข้างเชยก็น่าจะได้ และไม่มีอะไรที่ไปไกลสุดกู่อย่างชนิดสวนความคาดหวังคนดูอย่างรุนแรงหรือปล่อยให้คนดูจับต้นชนปลายไม่ได้

 

ทั้งหลายทั้งปวง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงความไม่ได้สัดส่วนระหว่างเรื่องที่บอกเล่ากับความยาวของหนังถึงสามชั่วโมง และมันยิ่งทำให้กลไกด้านภาพ (และเสียง) ต้องรับบทหนักมากขึ้น

 

 

บรรยายสรุปสั้นๆ Avatar: The Way of Water จับความต่อจากภาคแรกราวสิบกว่าปี ความยุ่งยากครั้งใหม่ของ Jake Sully (Sam Worthington) และครอบครัว รวมไปถึงชาวนาวีก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม อันได้แก่มนุษย์โลกย้อนกลับมาบุกแพนโดราเพื่อล่าอาณานิคมอีกครั้ง ทว่า Jake ผู้ซึ่งกลายร่างเป็นชาวนาวีเต็มภาคภูมิไม่ได้ตัวเปล่าเล่าเปลือยเหมือนตอนที่พวกเราได้พบและรู้จักเขาครั้งแรก นอกเหนือจากสถานะหัวหน้าเผ่าที่ต้องต่อกรกับผู้บุกรุกด้วยวิธีการรบแบบกองโจร เขายังต้องคอยปกป้องคุ้มครองสวัสดิภาพของสมาชิกครอบครัว Sully ซึ่งถ้านับตัวเขาด้วยก็มีทั้งหมดเจ็ดคน และทีละน้อย สถานการณ์ก็บีบบังคับให้เจ้าตัวต้องทบทวนหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ทำนองว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก และนั่นทำให้กรอบเนื้อหากว้างๆ ของ Avatar: The Way of Water ก็คือภาพยนตร์ผจญภัยครอบครัว

 

แต่ว่ากันตามจริง ภาคสองไม่ได้โฟกัสที่ตัว Jake เท่ากับเรื่องของลูกๆ โดยเฉพาะ Lo’ak (Britain Dalton) น้องชายคนรอง ผู้ซึ่งว่าไปแล้วพฤติกรรมดื้อรั้นชอบทำตัวแหกกฎและนอกกรอบของเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากพ่อในภาคแรก และปมของหนุ่มน้อยที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกและเป็นคนนอก รวมถึงไม่ได้รับการยอมรับจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งฝ่ายหลังก็ต้องเรียนรู้เรื่องการเว้นระยะห่างในการห่วงลูกๆ ก็มีบทสรุปที่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของคนดูแต่อย่างใด

 

 

ตัวละครที่น่าพูดถึงและถูกสร้างสรรค์ได้อย่างมีเสน่ห์ดึงดูดก็คือ Kiri (Sigourney Weaver) ลูกเลี้ยงของ Jake และ Neytiri ซึ่งเกิดจากร่างอวตารของ Dr.Grace Augustine (ซึ่งรับโดย Sigourney Weaver เหมือนกัน) นักชีววิทยาที่เป็นเสมือนเมนเทอร์ของ Jake ในภาคแรก ว่าไปแล้วเธอเป็นคาแรกเตอร์ที่ดูแปลกแยกและเป็นคนนอกยิ่งกว่าลูกชายของ Jake ทั้งความสามารถในการดำน้ำอึดกว่าคนอื่น และเชื่อมโยงตัวเองกับวิถีของมหาสมุทรได้อย่างแนบแน่นกว่าทุกคน หรืออีกนัยหนึ่ง มีญาณวิเศษบางอย่างในตัว อีกทั้งปริศนาเกี่ยวกับพ่อจริงๆ ของเธอ ซึ่งเจ้าตัวไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นใครกันแน่ ก็กลายเป็นเสมือนจิ๊กซอว์ที่ขาดหาย และนั่นยิ่งทำให้ภูมิหลังของบุคลิกนี้ดูน่าฉงนสนเท่ห์เป็นทวีคูณ

 

แต่ก็นั่นแหละ นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์แนวศึกษาบุคลิกหรือค้นหาตัวตน และแง่มุมเหล่านี้เป็นส่วนผสมในเชิงดรามาติกที่ช่วยให้หนังมีสัมผัสที่อ่อนโยน และก็อย่างที่แฟนๆ ของ Cameron รับรู้และเฝ้าคอย ตัวหนังขับเคลื่อนด้วยฉากแอ็กชันที่ทั้งโลดโผนโจนทะยานและวินาศสันตะโร และด้วยฝีไม้ลายมือในการถ่ายทอดที่เต็มเปี่ยมด้วยลูกล่อลูกชน ทักษะและชั้นเชิง และดังที่กล่าวข้างต้น มันผสมผสานเทคนิคพิเศษทางด้านภาพได้อย่างกลมกลืนและน่าตื่นตะลึง จึงเป็นเสมือนการยืนยันอีกครั้งว่า Cameron ยังคงเป็นคนทำหนังแอ็กชันมือวางอันดับหนึ่งของฮอลลีวูด และเวทมนตร์คาถาของเขาก็นำพาให้จนแล้วจนรอด ความยาวนานของหนังไม่ใช่ข้อขัดข้องหรือเงื่อนไขที่ต้องพร่ำบ่นสักเท่าใด

 

 

กล่าวในส่วนที่อาจนับเป็นความหมายเชื่อมโยง เคยมีการตั้งข้อสังเกตว่า Avatar ภาคแรกก็คือหนังบุกเบิกตะวันตกซ่อนรูป และมันสลับข้างให้ตัวเอกซึ่งครั้งหนึ่งได้แก่คนอเมริกันผิวขาวที่มาพร้อมกับวิถีอารยะกลายเป็นพวกล่าอาณานิคม และชนพื้นเมืองที่ป่าเถื่อนโหดเหี้ยมกลายเป็นผู้ถูกรังแก และภาคแรกจบลงที่ฝ่ายคนขาวล่าอาณานิคมถอยทัพไป ข้อที่น่าครุ่นคิดก็คือ ความหมายของ Colonialism หรือการล่าอาณานิคม ไม่ใช่เรื่องของการได้มาซึ่งพื้นที่หรือทรัพยากรเท่านั้น แต่มันรวมถึงการ ‘แฝงฝัง’ อุดมการณ์และความคิด ตลอดจนวัฒนธรรมและความเชื่อของผู้รุกราน

 

มองอย่างงูๆ ปลาๆ ในแง่มุมนี้ ภาพยนตร์ของ Cameron ก็ไม่ได้ถ่ายทอดให้เห็นเพียงแค่ว่าครอบครัวของ Jake Sully เป็นชาวนาวีที่ยึดมั่นและศรัทธาในวิถีแห่งสายน้ำและการมีอยู่ของเอวา (Eywa) เทพเจ้าผู้ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสรรพชีวิตทั้งมวลแต่เพียงลำพัง ทว่าอีกด้านหนึ่ง ‘บ้าน Jake Sully’ ก็ดูจะยึดโยงกับวิถีและแก่นแกนของความเป็นอเมริกันสายลิเบอรัลเหมือนกัน ไล่เลียงตั้งแต่จิตวิญญาณของการเป็นผู้อพยพ (Immigrants) จากการที่พระเอกของเราโชว์สปิริตลาออกจากหัวหน้าเผ่าโอมาติคายาเพื่อหยุดยั้งความสูญเสีย และหอบหิ้วครอบครัวไปขออาศัยพักพิงอยู่กับชุมชน ‘ชาวเล’ ณ อีกฟากหนึ่งของดวงดาว หรือสถานะของการตกเป็นเบี้ยล่าง (Underdog) และนำไปสู่การสู้ไม่ถอยตามแบบฉบับของอเมริกันชนก็เป็นธีมที่คนทำหนังสอดแทรกมาต้ังแต่ภาคที่แล้ว

 

 

แล้วใครที่ได้เห็นครอบครัวขนาดค่อนข้างใหญ่ของ Jake ก็คงบอกได้ว่ามันมีลักษณะ Inclusive หรือเชื่อในความหลากหลายและผสมผสานทางเชื้อชาติเผ่าพันธ์ุ ว่ากันตามจริง มีเพียง Neytiri (Zoe Saldaña) คนเดียวที่เป็นนาวีเลือดแท้ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นลูกครึ่ง หรือในกรณี Spider (Jack Champion) ก็เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของมนุษย์โดยตรงหรือ ‘เอเลี่ยน’

 

อีกอย่างหนึ่งที่ถูกขับเน้นผ่านตัวละครแต่ละคนก็คือความเป็นตัวเอง (Individualism) และคนดูได้เห็นคุณสมบัตินี้ชัดแจ้งที่สุดในตัว Lo’ak ผู้ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยวิญญาณขบถ และดังที่กล่าว กฎเกณฑ์หรือคำสั่งใดๆ ก็แทบจะใช้การกับเขาไม่ได้ กระนั้นก็ตาม คนดูน่าจะรู้สึกหรือสัมผัสได้ว่าคนทำหนังแอบถือหางตัวละครนี้ และผลลัพธ์บั้นปลายก็ตอกย้ำว่า ไม่ว่าความเป็นปัจเจกจะมีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิบลิ่วเพียงใด นี่เป็นคุณค่าที่ต้องหวงแหนและทะนุถนอม

 

หรือสรุปอย่างรวบรัดตัดความ ชื่อหนัง Avatar ของทั้งเรื่องนี้และเรื่องก่อนหน้า ก็ไม่ได้หมายความเพียงแค่การแบ่งภาคหรือแยกร่างของเหล่าตัวละครในโลกเสมือนจริง และสุดท้ายแล้ว ตัวหนังทั้งเรื่องก็เป็นเสมือนร่างอวตารที่แอบปลูกฝังและบ่มเพาะแนวคิดและค่านิยมในแบบของอเมริกันชนอย่างเนียนๆ ให้กับคนดูทั้งโลก และโดยอัตโนมัติ นี่เป็นการล่าอาณานิคมที่เจ้าเล่ห์แสนกล

 

Avatar: The Way of Water (2022)

กำกับ: James Cameron 

ผู้แสดง: Sam Worthington, Zoe Saldaña, Sigourney Weaver, Stephen Lang, Kate Winslet

 

ภาพ: 20th Century Studios


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

The post Avatar: The Way of Water (2022) วิถีแห่งสายน้ำและวาระแอบแฝงซ่อนเร้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Crown ซีซัน 5 สถาบันฯ ในวันที่ฉันหมดรักเธอ https://thestandard.co/the-crown-2/ Fri, 18 Nov 2022 07:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=711660 The Crown

บางที ประโยคหนึ่งจาก The Crown ซีซัน 2 เอพิโสดที่ 5 อาจ […]

The post The Crown ซีซัน 5 สถาบันฯ ในวันที่ฉันหมดรักเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Crown

บางที ประโยคหนึ่งจาก The Crown ซีซัน 2 เอพิโสดที่ 5 อาจจะใช้อธิบายภาพรวมและความเป็นไปของ The Crown ซีซันล่าสุดซึ่งสตรีมทางช่อง Netflix ได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

คนพูดได้แก่ Lord Altrincham ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ตัวยง แต่จะว่าไปแล้ว ข้อเตือนสติของเขาก็เป็นเรื่องที่ถ้าหากคนรักเจ้าทุกหนแห่งในสากลโลกไม่ปิดกั้นตัวเองเกินไปก็สมควรรับฟัง เขาบอกว่าช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบอบกษัตริย์ (Monarchies) ซึ่งสืบทอดทางตระกูลและสายเลือด เป็นรูปแบบการปกครองของดินแดนส่วนใหญ่ และระบอบสาธารณรัฐ (Republic) ซึ่งโดยหลักการ การเข้าสู่อำนาจมาจากการเลือกตั้ง เป็นเพียงส่วนน้อย “แต่ทุกวันนี้ ระบอบสาธารณรัฐคือ ‘กฎและกติกา’ ของนานาประเทศ และระบอบกษัตริย์กลายเป็น ‘ข้อยกเว้น’…”

 

โดยปริยาย ความท้าทายใหญ่หลวงของควีนเอลิซาเบธที่ 2 ในฐานะประมุขของประเทศที่ถูกยกให้เป็นแบบอย่างของการปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญต้องพบเจอก็คือ พระองค์จะประคับประคองให้รัฐนาวาแห่งนี้โต้คลื่นลมของการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร เพราะดูเหมือนว่าแต่ละเอพิโสดของซีซัน 5 เปรียบได้กับมรสุมลูกแล้วลูกเล่าที่ถาโถมเข้ามา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสั่นคลอนทั้งความเป็นปึกแผ่นแน่นหนาของสถาบัน และบั่นทอนความเชื่อถือและศรัทธาของเหล่าพสกนิกร

 

The Crown

 

ตามเนื้อผ้า The Crown ฤดูกาลที่ 5 ซึ่งเปลี่ยนนักแสดงชุดใหม่ทั้งหมด ครอบคลุมกรอบเวลาราวๆ 6 ปีแรกของทศวรรษ 1990 และมันเล่าเรื่องของควีนเอลิซาเบธที่ 2 (Imelda Staunton) ในช่วงเวลาของความร่วงโรย หรือจริงๆ แล้ว อีพีแรกสุดที่ใช้ชื่อว่า Queen Victoria Syndrome ทำหน้าที่เสมือนเป็นการปูพื้นและอัปเดตสถานะล่าสุดของควีนทั้งในแง่ของร่างกาย จิตใจ และเหนืออื่นใด คะแนนนิยมของปวงชนที่มีต่อพระองค์ ซึ่งว่าไปแล้ว ผลลัพธ์ของข้อหลังสุดไม่น่าปลาบปลื้มนัก เมื่อหนังสือพิมพ์ Sunday Times ตีพิมพ์ผลสำรวจความป๊อปปูลาร์ของควีน และปรากฏว่าเกือบครึ่งมองเห็นว่าพระองค์ทั้งล้าหลัง ตกยุคสมัย ต่อไม่ติดกับช่วงเวลาปัจจุบัน หรูหราฟุ่มเฟือย หรือแม้กระทั่ง ‘แก่ (เกินไป)’ และพวกเขามองว่าถึงเวลาแล้วที่ควีนสมควรสละราชบัลลังก์ 

 

แน่นอนว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ได้ถูกสมมติอย่างเลื่อนลอย เนื่องเพราะมันระบุทั้งแหล่งที่มา วันเดือนปีของการทำโพล แต่อย่างที่หลายคนน่าจะบอกได้ และเอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นประเด็นขัดแย้งของซีรีส์มาตั้งแต่เริ่มแรก ก็คือเนื้อหาอีกหลายส่วนก่อให้เกิดคำถามทำนองว่า ผู้สร้างซึ่งในที่นี้ได้แก่ Peter Morgan ไปล่วงรู้หรือสืบเสาะเรื่องราวที่เกิดเบื้องหลังประตูที่ถูกลงกลอนได้อย่างไร เพราะจนแล้วจนรอด ไม่มีทางที่ใครจะยืนยันสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านั้นได้ และความน่าเชื่อถือของมันไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่าเรื่องเล่าในวงซุบซิบนินทาเจ้าซึ่งจริงบ้างมั่วบ้าง 

 

The Crown

 

หนึ่งในนั้นได้แก่ความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่างควีนผู้ซึ่งยึดมั่นในโบราณราชประเพณีกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ (Dominic West) ที่พยายามฉีกตัวเองในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง และอีพีแรกให้เห็นว่า ชาร์ลส์มีท่าทีกระตือรือร้นกับไอเดียเรื่องควีนสละราชบัลลังก์ และถึงกับเชิญนาย John Major (Jonny Lee Miller) นายกรัฐมนตรี มาปรึกษาในทำนองโยนหินถามทาง ซึ่ง John Major ตัวจริงก็ออกมาปฏิเสธว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้น และสิ่งที่บอกเล่าเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ กระนั้นก็ตาม ข้อมูลอีกด้านก็ระบุทำนองว่านั่นไม่ได้แปลว่าชาร์ลส์ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้

 

The Crown

 

อีกหนึ่งได้แก่ฉากเล็กๆ ในช่วงท้ายเอพิโสด 9 หรือหลังจากชาร์ลส์กับไดอานาหย่าร้างแล้ว ซึ่งคงต้องให้ผู้ชมไปสำรวจกันเอาเอง แต่ก็อีกนั่นแหละ สิ่งที่เกิดขึ้นมันฟังดูแทบไม่มีน้ำหนักของความเป็นไปได้ด้วยประการทั้งปวง

 

แง่มุมที่ชวนอภิปรายก็ย้อนกลับมาเรื่องเดิม เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับเรื่องแต่งอยู่ตรงไหนกันแน่ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เพราะหลายเรื่องไปไกลเกินกว่าคำว่า Dramatization หรืออีกนัยหนึ่ง ไกลเกินกว่าการนำเรื่องจริงมาใส่สีตีไข่ให้เข้มข้น บางเรื่องหรือหลายเรื่องแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้สร้างฝันเฟื่องเอาเอง และพวกเขาควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการขึ้นข้อความทำนองว่าเนื้อหาที่ถ่ายทอดเป็นเรื่องแต่งหรือ Fiction เหมือนที่หลายฝ่ายเรียกร้องหรือไม่ ซึ่งมองในมุมผู้สร้าง เป็นไปได้ว่าประโยคออกตัวแบบนั้นก็เท่ากับ ‘จำเลยยอมรับสารภาพในความผิดทุกข้อกล่าวหา’ และมันนำพาให้เมฆหมอกของความน่าเคลือบแคลงสงสัยซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของซีรีส์ตั้งแต่เริ่มต้น มลายหายไปในพริบตา

 

และพูดอย่างแฟร์ๆ ไม่ว่าสิ่งที่บอกเล่าจะมีข้อเท็จจริงสนับสนุนแน่นหนาหรือเลื่อนลอย อย่างน้อยมันก็มีเหตุและผลในเชิงความหมาย หรือรองรับด้วยจุดประสงค์ในเชิงแก่นสารสาระบางประการ และบางที นั่นอาจจะเอื้ออำนวยให้ผู้สร้างมองว่าพวกเขามีความชอบธรรม

 

The Crown

 

ว่าไปแล้ว เหตุและผลหรือจุดประสงค์อย่างหนึ่งก็เป็นดังที่ได้เกริ่นไปแล้ว ซีซัน 5 บอกเล่าเรื่องของควีนผู้ซึ่งยิ่งเวลาผ่านพ้นไป เธอก็ตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างจากเรือยอตช์พระที่นั่งที่ชื่อบริทาเนีย ซึ่งผู้สร้างใส่เนื้อหาส่วนนี้เข้ามาในลักษณะอุปมาอุปไมยอย่างจงใจ หรืออีกนัยหนึ่ง เธอกับเรือยอตช์ลำนี้เริ่มต้นพร้อมกัน และสุนทรพจน์ตอนหนึ่งของควีนในช่วงที่เธอยังเป็นดรุณีแรกรุ่น (Claire Foy) ซึ่งอยู่ในตอนต้นของอีพีแรก ตั้งความหวังว่าทั้งเธอกับเรือบริทาเนียจะสามารถฟันฝ่าทุกสภาพอากาศ และปฏิบัติภารกิจได้อย่างแนวแน่ สม่ำเสมอ และเชื่อถือได้ไม่เสื่อมคลาย

 

โดยปริยาย เหตุผลของการปลดประจำการเรือพระที่นั่งบริทาเนียในอีกสี่สิบกว่าปีถัดมา (อีพี 10) ก็แทบจะอธิบายได้ด้วยผลโพลข้างต้น มันล้าหลัง ตกยุคสมัย หรูหราฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเก่าแก่เกินไป (กว่าจะซ่อมแซม) และวิธีที่ซีรีส์เปิดและปิดซีซันด้วยเนื้อหาส่วนนี้ก็ช่วยให้เรามองเห็นว่าเจตนารมณ์ของผู้สร้างในภาพที่คมชัด

 

The Crown

 

กระนั้นก็ตาม ข้อที่ควรหมายเหตุก็คือ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เวอร์ชันของ Imelda Staunton ก็เป็นคนละคนกับของ Claire Foy ในบทควีนวัยสาว และของ Olivia Colman ในบทควีนวัยกลางคน อย่างหนึ่งที่แน่ๆ เธอไม่ได้ดูวางเฉยเหมือนสองคนแรก และผู้ชมรู้สึกและสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตของ Professor Umbridge จากหนังชุด Harry Potter อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไล่เรียงตั้งแต่อีพีแรกที่เธอกดดันนายกรัฐมนตรี John Major ให้ยอมจ่ายค่าบำรุงรักษาเรือยอตช์ส่วนพระองค์ด้วยประโยคที่คนพูดด้วยตอบปฏิเสธไม่ได้ หรือในอีพี 3 ที่เธอไม่เพียงแค่เบี้ยวนัดหมายนาย Mohamed Al-Fayed ดื้อๆ ทั้งๆ ที่ฝ่ายหลังอุตส่าห์ ‘ทุ่มทุนสร้าง’ บูรณะคฤหาสน์ที่เก่าแก่และทรุดโทรมของคิงเอ็ดเวิร์ด ลุงของควีนผู้ล่วงลับ และเชื้อเชิญให้พระองค์เสด็จมารับมอบด้วยตัวเอง แต่สุดท้าย เธอกลับส่งตัวแทน แย่ไปกว่านั้น ควีนยังปฏิเสธที่จะนั่งเคียงข้างมหาเศรษฐีตะวันออกกลางผู้นี้ในฐานะองค์ประธานของงานโชว์ม้าประจำปี ทั้งๆ ที่เธอไปถึงหน้างานแล้ว มิหนำซ้ำ นี่ยังเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของเธอ และเป็นเรื่องช่วยไม่ได้หากใครจะแอบนึกว่าควีนเหยียดชนชั้นและเชื้อชาติ

 

หรือฉากที่ Queen เลคเชอร์ประวัติครอบครัวของเธอพร้อมกับใช้คำพูดเชือดเฉือน Penny (Natascha McElhone) ซึ่งเป็นคนสนิทต่างวัยของเจ้าชาย Philip (Jonathan Pryce) พระสวามีในตอนท้ายของอีพี 6 ซึ่งไม่ว่าจะด้วยความอิจฉาริษยาหรือด้วยความสงสัยว่าทั้งสองอาจจะมีอะไรเกินเลย ก็เน้นย้ำว่าพระองค์ไม่ใช่ Queen ผู้เก็บงำความรู้สึกเอาไว้เพียงคนเดียว 

 

The Crown

 

น่าสังเกตว่าซีรีส์ The Crown ค่อนข้างมองเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ในแง่มุมที่เห็นอกเห็นใจ หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้วาดบุคลิกนี้เป็นปีศาจร้าย ย้อนไปตั้งแต่ซีซันก่อนๆ ที่ผู้สร้างให้เห็นว่าเขาเติบโตท่ามกลางความกดดัน และในฐานะรัชทายาท เขาไม่ได้รับโอกาสให้ทำในสิ่งที่ปรารถนา นั่นรวมถึงการเลือกคู่ครอง แย่ไปกว่านั้น ฉากเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ อันได้แก่เหตุการณ์ที่ควีนเปิดกล่องของขวัญวันเกิดช่วงต้นอีพี 10 ทว่าสีหน้าผิดหวังของชาร์ลส์ที่เห็นควีนไม่ได้แสดงท่าทีกระตือรือร้นกับสิ่งที่เขามอบให้ เมื่อเปรียบกับของเจ้าชายแอนดรูว์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ก็บอกโดยอ้อมว่าควีนรักลูกไม่เท่ากัน

 

กล่าวสำหรับชีวิตแต่งงานที่พังพินาศ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ต้องร่วมรับผิดชอบแน่นอน แต่ประโยคของเจ้าชายฟิลิปช่วงท้ายอีพี 2 ผู้ซึ่งพยายามเตือนสติเจ้าหญิงแห่งเวลส์ให้คิดหน้าคิดหลังก่อนทำอะไรบุ่มบ่ามและทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็น่าจะทำให้ผู้ชมอนุมานได้ไม่ยากว่าผู้ร้ายตัวจริงคือใคร หรือสรุปสิ่งที่เจ้าชายฟิลิปพูดแบบบ้านๆ ก็คือ ไดอานาจะหาความสุขใส่ตัวกับใครหรือยังไงก็ได้ตราบเท่าที่เบื้องหน้าเธอแสดงออกว่าซื่อสัตย์ต่อสามีและจงรักภักดีต่อราชวงศ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ‘สถาบันฯ’ ต้องมาก่อน และคล้ายๆ ว่าสิ่งที่ละไว้และไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็คือ ชาร์ลส์เข้าใจกฎ กติกา มารยาทของเกมนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังจะเห็นได้จากการที่ Camilla Parker Bowles (Olivia Williams) ซึ่งสถานะขณะนั้นคือชู้รัก หวนกลับมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตส่วนตัวของชาร์ลส์

 

The Crown

 

แต่ก็อย่างที่รับรู้รับทราบ เจ้าหญิงไดอานาตัวจริงก็ ‘เฟียร์ซ’ ในแบบฉบับของเธอ และอันที่จริง ผู้สร้างแทบไม่ต้องต่อเติมเสริมแต่งอะไรเลย เรื่องที่เรียงร้อยในซีซันนี้ก็ดูจัดจ้านและเผ็ดร้อนในตัวมันเองอยู่แล้ว ทั้งเหตุการณ์ที่เธอให้ข้อมูลน่าตกใจกับนักข่าวถึงชีวิตแต่งงานที่ทุกข์ระทม ซึ่งรวมถึงการพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง หรือการสวมใส่ ‘ชุดแก้แค้น’ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ กลายเป็นตำนานลือลั่นไปแล้ว หรือการให้สัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับนักข่าว BBC (จอมเจ้าเล่ห์) ซึ่งไม่ใช่แค่การกวนน้ำให้ขุ่นเท่านั้น แต่ต้องเรียกว่าเป็นการก่อวินาศกรรมสถาบันฯ กระนั้นก็ตาม ฉากที่น่าสงสัยว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ก็คืออีพี 10 ที่ผู้สร้างให้เห็นไดอานา (Elizabeth Debicki) ร่วมโหวต ‘โน’ ทางโทรศัพท์แบบรัวๆ ต่อคำถามทางโทรทัศน์ที่บอกว่า “คุณต้องการสถาบันกษัตริย์หรือไม่” และว่าไปแล้ว มันไม่ได้เป็นฉากที่น่าขันเพียงอย่างเดียว ทว่าตอกย้ำว่า สมุฏฐานของปัญหาทั้งหมดมีต้นสายปลายเหตุมาจากอะไร

 

รวมๆ แล้ว The Crown ฤดูกาลล่าสุดก็ยังคงดูสนุก และชวนติดตามด้วยเนื้อหาที่อย่างที่กล่าวข้างต้น หลายเรื่องมันเกือบจะเขียนบทด้วยตัวมันเอง (แม้ว่าสังคมจะรับรู้กันอยู่แล้ว) ทั้งความสัมพันธ์ลับระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับ Camilla Parker Bowles ซึ่งบทสนทนาทางโทรศัพท์อันล่อแหลมถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน จนถึงประเด็นการหย่าร้างของชาร์ลส์และไดอานาที่จนแล้วจนรอดส่งผลต่อเสถียรภาพของสถาบันฯ หรือจริงๆ แล้วต้องให้เครดิต Peter Morgan ในแง่ที่เขาไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาฉวยประโยชน์จากความฉาวโฉ่อย่างเกินเลย และอย่างน้อย มุ่งสำรวจด้านที่เป็นมนุษย์มนาที่รู้สึกรู้สม รู้ร้อนรู้หนาว ผิดหวัง สมหวัง มีความเห็นแก่ตัว และมีข้อบกพร่อง 

 

หรือพูดอย่างรวบยอด The Crown ทั้ง 5 ฤดูกาลยังคงบอกเล่าเรื่องของเจ้าที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว พวกเขาก็เป็นปุถุชนคนธรรมดาที่ว่ายวนอยู่ในกิเลสตัณหาเหมือนเราๆ ท่านๆ นั่นเอง

 

THE CROWN (2016-)

ผู้สร้าง: Peter Morgan

ผู้แสดง: Imelda Staunton, Jonathan Pryce, Dominic West, Elizabeth Debicki, Jonny Lee Miller, Olivia Williams

The post The Crown ซีซัน 5 สถาบันฯ ในวันที่ฉันหมดรักเธอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Holy Spider (2022) หนังเรต ฉ 20 ว่าด้วยหญิงคนบาป ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ(อ)กุศลกรรมของการฆ่า https://thestandard.co/holy-spider-review/ Wed, 12 Oct 2022 12:13:10 +0000 https://thestandard.co/?p=695007

  ฉากเล็กๆ ที่ดูไม่ได้สลักสำคัญเท่าใดนักในหนังเรื่ […]

The post Holy Spider (2022) หนังเรต ฉ 20 ว่าด้วยหญิงคนบาป ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ(อ)กุศลกรรมของการฆ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

ฉากเล็กๆ ที่ดูไม่ได้สลักสำคัญเท่าใดนักในหนังเรื่อง Holy Spider และจุดประสงค์ก็เพื่อบอกเล่าบรรยากาศทางสังคมของหนังตามอัตภาพ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายใหญ่โตอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อมันถูกนำไปผูกโยงกับเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่เกิดขึ้น

 

ฉากดังกล่าวอยู่ในช่วงต้นเรื่อง ตัวเอกซึ่งเป็นนักข่าวหญิงเดินทางไปที่เมืองสำคัญทางศาสนาของอิหร่านเพื่อสืบสวนเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องหญิงค้าบริการทางเพศสิบกว่าราย และตำรวจยังจับมือใครดมไม่ได้สักคนเดียว (ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงในช่วงต้นทศวรรษ 2000) นักข่าวหญิงเช็กอินที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และทั้งๆ ที่จองห้องไว้ล่วงหน้า เจ้าตัวกลับถูกบ่ายเบี่ยงให้เข้าพักเพราะเธอยังไม่แต่งงานและเดินทางตามลำพัง จนเธอต้องควักบัตรนักข่าวมาโชว์เพื่อสยบเรื่องยุ่งยาก กระนั้นก็ตาม รีเซฟชันของโรงแรมก็ยังไม่วายทักท้วง (ด้วยเรื่องที่ดูหยุมหยิมปลีกย่อย) ให้เธอสวมใส่ฮิญาบหรือผ้าคลุมผมที่รั้งไปทางข้างหลังให้เรียบร้อย เพราะไม่อยากมีปัญหากับ ‘ตำรวจศีลธรรม’ ซึ่งตัวเอกของเราก็ตอบกลับไปทำนองว่า ‘ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ (มึง)’

 

 

อย่างที่หลายคนน่าจะลากเส้นประได้ไม่ยากเย็น การประท้วงที่ขยายขอบเขตกลายเป็นเหตุจลาจลในหลายเมืองใหญ่ ซึ่งแทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในอิหร่านมาก่อน และมีคนตายเป็นร้อย อีกทั้งสถานการณ์จนถึงขณะเขียนต้นฉบับนี้ยังคงไม่จบสิ้น ก็เป็นเรื่องเดียวกับที่เอ่ยถึงข้างต้นนั่นเอง

 

เผื่อใครไม่รับทราบเรื่องนี้ หญิงสาวชาวเคิร์ดซึ่งเดินทางมาเยี่ยมญาติที่กรุงเตหะรานถูกตำรวจศีลธรรมจับกุมช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ข้อหาไม่สวมฮิญาบปกปิดผมอย่างมิดชิด (แต่ข่าวบางกระแสบอกว่าเธอใส่กางเกงรัดรูปเกินไป ซึ่งก็ไม่ได้เปลี่ยนความหมายแต่อย่างใด) ก่อนที่จู่ๆ เธอจะหมดสติขณะถูกควบคุมตัวและเสียชีวิตอีก 3 วันต่อมาในโรงพยาบาล ทางการระบุสาเหตุว่าเธอหัวใจวาย และปฏิเสธข้อกล่าวหาของพยานรู้เห็นที่บอกว่าเธอถูกตำรวจศีลธรรมใช้กระบองทุบตีที่ศีรษะระหว่างอยู่ในรถแวน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความโกรธแค้นเดือดดาลให้กับผู้หญิงอิหร่านจำนวนมาก และตอบโต้ด้วยการจุดไฟเผาฮิญาบของตัวเองเป็นการประท้วง (ซึ่งสำหรับสังคมที่ศาสนาเป็นตัวบทกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องรุนแรง) และก็อย่างที่กล่าวก่อนหน้า สถานการณ์ก็ลุกลามบานปลายกลายเป็นการขับไล่ผู้นำประเทศ

 

 

ช่วยไม่ได้ที่ฉากเล็กๆ ข้างต้น น่าจะทำให้ผู้ชมจินตนาการได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกความจริง หรือว่าไปแล้ว หนึ่งในเป้าประสงค์สำคัญของหนังเรื่อง Holy Spider งานกำกับของ Ali Abbasi (ซึ่งเป็นชาวอิหร่านที่อพยพไปอยู่เดนมาร์ก) ก็คือการสาธยายให้คนดูได้รับรู้ถึงสถานการณ์อันยากลำบากและน่าอึดอัดของการเป็นผู้หญิงในสังคมที่เข้มงวดทางศาสนาอย่างชนิดที่แทบไม่มีอากาศถ่ายเท และไม่ว่าพวกเธอจะอยู่ในชนชั้นวรรณะแบบไหน สถานะที่แท้จริงก็คือประชาชนชั้นสองหรือสาม

 

ไม่มีข้อสงสัยว่าหนังเรื่อง Holy Spider ซึ่งถ่ายทำกันในจอร์แดน จะถูกรัฐบาลอิหร่านต่อต้าน หรือจริงๆ แล้ว รัฐมนตรีวัฒนธรรมถึงกับประกาศว่าชาวอิหร่านในประเทศคนไหนที่เกี่ยวข้องกับ Holy Spider จะต้องโดนลงโทษ ซึ่งนอกจากไม่มีผลทางปฏิบัติแล้ว (เพราะทีมงานอยู่นอกประเทศ รวมถึงนักแสดงนำที่ลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส) กลับยิ่งสร้างความน่าฉงนสนเท่ห์ให้กับตัวหนัง กระทั่งสนับสนุนแก่นสารของสิ่งที่ผู้สร้างบอกเล่าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และไหนๆ ก็ไหนๆ หนังของ Abbasi เรื่องนี้ก็ดุเดือดและจาบจ้วงทั้งในแง่ของภาพ (เซ็กซ์และความรุนแรง) และเนื้อหา (การวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานรัฐและความงมงายในศาสนา) ในระดับที่น่าจะทำให้เหล่าผู้นำทางจิตวิญญาณนั่งก้นไม่ติดเก้าอี้จริงๆ 

 

 

สมมติว่าจะต้องผ่าพิสูจน์ Holy Spider (ซึ่งชนะรางวัลนักแสดงนำหญิงจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุด รวมถึงเป็นตัวแทนจากประเทศเดนมาร์กชิงออสการ์สาขาหนังนานาชาติ) บอกเล่าเรื่องที่ยึดโยงขนบของหนังเขย่าขวัญอย่างหลวมๆ หรือว่ากันตามจริง หนังไม่ได้มุ่งเน้นความตื่นเต้น หรือสถานการณ์ที่ชวนอกสั่นขวัญแขวน เท่ากับการพาผู้ชมไปสอดส่องชีวิตของตัวละครที่เกี่ยวข้อง ไล่เรียงตั้งแต่โสเภณีสองสามคนที่จับพลัดจับผลูกลายเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายของฆาตกร ซึ่งว่าไปแล้ว วาระแอบแฝงของคนทำหนังก็คือการเน้นย้ำให้เห็นว่าพวกหล่อนไม่ใช่สิ่งโสโครกที่ต้องถูกชำระล้างตามความเชื่อของคนที่เลื่อมใสหรือหมกมุ่นในศาสนาด้วยประการทั้งปวง และทุกคนล้วนมีใครบางคนอยู่ข้างหลังเสมอ

 

ขณะที่ในส่วนของฆาตกรก็ไม่ได้ถูกแอบซ่อนในเงามืด และคนดูได้พบ Saeed Haneai (รับบทโดย Mehdi Bajestani) ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งไม่มากไม่น้อย เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ดูธรรมดาสามัญ ทหารผ่านศึกสงครามอิหร่าน-อิรักในช่วงทศวรรษ 1980 ที่กลายมาเป็นคนงานก่อสร้าง พ่อลูกสามของครอบครัวชนชั้นแรงงานที่ไม่ได้ขัดสนในทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด และอีกอย่างที่ต้องระบุก็คือ เขาไม่ได้ส่อวี่แววเจ็บไข้ได้ป่วยทางจิตเหมือนนักฆ่าต่อเนื่องที่เราเห็นในหนังแนวนี้ 

 

 

กระนั้นก็ตาม หนังก็ไม่ได้ปิดบังเหตุผลของปฏิบัติการอันโหดเหี้ยมซึ่งอยู่ในบทสนทนากับเพื่อนที่เคยร่วมรบด้วยกัน และมันไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ตอนไปรบก็ไม่ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพหรือพลีชีพ และงานก่อสร้างที่ทำอยู่ก็ไม่ใช่อาชีพที่เชิดหน้าชูตา สิ่งที่ละไว้ฐานเข้าใจก็คือ การฆ่าโสเภณีหมายถึงการได้ทำอะไรสักอย่างที่ถือเป็นคุณประโยชน์แก่ศาสนา หรือบางทีเจ้าตัวคงมองว่ามันคือเสียงเพรียกจากพระผู้เป็นเจ้า เป็นทั้งวีรกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และการเสียสละที่ควรได้รับการยกย่อง หรือจริงๆ แล้ว เขาถึงกับโทรศัพท์ไปบอกนักข่าวหลังลงมือ และเดินตรวจแผงขายหนังสือพิมพ์เพื่อชื่นชมผลงาน

 

แต่ประเด็นที่น่าขบคิดจริงๆ และเป็นสิ่งที่คนทำหนังตั้งธงเพื่อค้นหาคำตอบก็คือ ทั้งๆ ที่การฆ่าไม่ได้ซับซ้อนและน่าเชื่อว่าเจ้าตัวต้องทิ้งหลักฐานจำนวนมากให้แกะรอยได้แน่ๆ (รอยนิ้วมือ, ดีเอ็นเอ, บาดแผลจากการต่อสู้ขัดขืน, พยานรู้เห็น) แต่ด้วยเหตุผลกลใด หมอนี่ถึงยังคงลอยนวลอยู่ได้ตั้งนาน และลงเอยด้วยการฆ่าหญิงค้าบริการทางเพศถึง 16 คนในช่วงเวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งจนแล้วจนรอด มันอธิบายได้สั้นๆ ง่ายๆ ว่า ยกเว้นคนที่เป็นเครือญาติของเหยื่อแล้ว ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเสียผลประโยชน์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือมองเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และความตายของผู้หญิง ‘ชั้นต่ำ’ ไม่มีความหมายแต่อย่างใด

 

 

หรืออีกนัยหนึ่ง จุดโฟกัสจริงๆ ของหนังเรื่อง Holy Spider ไม่ได้อยู่ที่การฆ่าของตัวฆาตกร หากได้แก่สังคมที่หล่อหลอมทัศนคติและค่านิยมเลือดเย็นแบบนี้ขึ้นมา หรือท้ายที่สุด หนังถึงกับให้เห็น Saeed กลายเป็นวีรบุรุษของชุมชน ข้อสำคัญ อุดมการณ์ความเชื่อของเขายังได้รับการสานต่อจากรุ่นสู่รุ่น และกลายเป็นอานิสงส์ในทางศาสนาไปโดยปริยาย

 

แต่พูดอย่างถี่ถ้วนจริงๆ ‘ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย’ ตามที่ถูกบอกเล่าในหนังไม่ใช่แค่คนชายขอบที่มีอาชีพพิเศษเท่านั้น แต่รวมถึงผู้หญิงทุกคน ที่สุดท้ายแล้วต้องเผชิญวิบากกรรมของการตกเป็นเบี้ยล่างเหมือนกัน ในกรณีของนักข่าวหญิง (Zar Amir Ebrahimi ในบทบาทการแสดงที่สะดุดตา และว่ากันว่าเธออาจได้ชิงออสการ์สาขานำหญิงยอดเยี่ยมปีหน้า) ที่พยายามคลี่คลายปมฆาตกรรม เรื่องอื้อฉาวแต่หนหลังที่เธอถูกเจ้านายลวนลามทางเพศ กลับกลายเป็นชนักติดหลังทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของเธอแม้แต่นิดเดียว (เผื่อเป็นข้อมูล ตัว Ebrahimi เองก็ตกเป็นข่าวอื้อฉาวจากกรณีคนนำภาพบันทึกบุคคลใบหน้าคล้ายเธอมีเซ็กซ์กับผู้ชายคนหนึ่งไปปล่อยในอินเทอร์เน็ต และทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้เสียหาย เธอกลับกลายเป็นผู้ต้องหาและต้องหนีออกจากประเทศ) หรือฉากที่หัวหน้าตำรวจถือวิสาสะบุกเข้าไปถึงห้องพักของเธอ ก็ตอกย้ำสภาวะที่เปราะบางอ่อนไหวของการเป็นผู้หญิงในสังคมที่พวกเธอไม่ได้รับอนุญาตให้มีปากมีเสียง หรือเป็นตัวของตัวเอง

 

 

อีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่พิเศษของหนังได้แก่ความไม่ประนีประนอมทั้งเนื้อหาและภาพที่นำเสนอ ซึ่งก็ต้องบอกว่าหนักหน่วงเอาการ กระนั้นก็ตาม มันก็ยังไม่ถึงกับฉวยโอกาสจากความอุจาดเบื้องหน้า แม้ว่าภาพเหล่านั้นจะหลอกหลอนความรู้สึกทีเดียว แต่ในทางกลับกัน ส่วนที่ทำให้หนังดูยวบและรวบไปหน่อยได้แก่ความพยายามจะพาคนดูไปรับรู้มุมมองความเห็นของผู้คนรอบข้างในช่วงราวๆ ครึ่งค่อนชั่วโมงหลัง และมันส่งผลต่อความราบรื่น เป็นธรรมชาติและชวนให้นึกสงสัยถึงความเป็นไปได้อยู่พอสมควร

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ตอนที่ Abbasi ทำหนังเรื่อง Holy Spider เขาไม่มีทางล่วงรู้ได้แน่ๆ ว่า จนแล้วจนรอด หนังมันจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการประท้วงเรียกร้องเสรีภาพของผู้หญิงในอิหร่านตอนนี้อย่างไร และสองสามอย่างที่สามารถสรุปได้ก็คือ สิ่งที่ถูกบอกเล่าในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เสกสรรปั้นแต่งหรือการตั้งข้อกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย เพราะมันเชื่อมโยงเข้ากับโลกความจริงอย่างแนบเนียน และฆาตกรต่อเนื่องที่แท้จริงในที่นี้ก็ไม่ใช่ตัวบุคคล หากได้แก่ความหมกมุ่นงมงายในศาสนา ความคิดที่ล้าหลัง ดักดาน และคับแคบ การใช้อำนาจบาตรใหญ่จนเคยตัว การมองเห็นความเป็นมนุษย์ไม่เท่ากัน การมองเห็นตัวเองในฐานะ ‘บุรุษที่หนึ่ง’ ตลอดเวลา

 

Holy Spider (2022)

กำกับ: Ali Abbasi

ผู้แสดง: Mehdi Bajestani, Zar Amir Ebrahimi, Arash Ashtiani

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่ 

 

The post Holy Spider (2022) หนังเรต ฉ 20 ว่าด้วยหญิงคนบาป ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ(อ)กุศลกรรมของการฆ่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
NOPE (2022) ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ราคาที่ต้องจ่ายของการจ้องมอง https://thestandard.co/nope-2022/ Thu, 18 Aug 2022 11:08:50 +0000 https://thestandard.co/?p=668921 NOPE (2022)

*หมายเหตุ: ข้อเขียนเปิดเผยเนื้อหาสำคัญตามสมควร*   […]

The post NOPE (2022) ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ราคาที่ต้องจ่ายของการจ้องมอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
NOPE (2022)

*หมายเหตุ: ข้อเขียนเปิดเผยเนื้อหาสำคัญตามสมควร*

 

หนึ่งในเรื่องเล่าอันแสนโด่งดังที่โยงอยู่กับการถือกำเนิดของภาพยนตร์ และถูกบอกต่อๆ กันมายาวนาน ได้แก่เหตุการณ์เมื่อครั้งพี่น้องลูมิแอร์นำภาพเคลื่อนไหวไปฉายขึ้นจอ ณ กรุงปารีส และหนึ่งในนั้นก็คือหนังที่บันทึกภาพของขบวนรถไฟวิ่งมาเทียบชานชาลา

 

ว่ากันว่าในทันทีที่ผู้ชมแถวหน้าเห็นหัวรถจักรเคลื่อนเข้ามา พวกเขาก็พากันส่งเสียงร้องและวิ่งหลบไปที่ด้านหลังห้องฉายด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว

 

เรื่องเล่าดังกล่าวเจือปนข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหนก็ไม่มีใครบอกได้ แต่อย่างน้อยนี่เป็นกรณีตัวอย่างที่บอกให้รู้ว่า ส่วนประกอบที่สำคัญมากๆ ของภาพยนตร์ได้แก่สิ่งที่เรียกว่า Spectacle หรือการสร้างความตื่นตาตื่นใจ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือหนึ่งในเงื่อนไขปัจจัยหลักที่นำพาให้ภาพยนตร์ไม่ได้เป็น ‘ประดิษฐกรรมที่ไร้อนาคต’ อย่างที่พวกลูมิแอร์เคยทำนายไว้ และมันอยู่ยงคงกระพันจนถึงทุกวันนี้

 

แต่ประเด็นปัญหาก็คือ สิ่งที่เรียกว่า Spectacle มักจะอายุสั้น และหลังจากที่ใครๆ เล่นซ้ำสักพัก คนดูก็ไม่ตื่นเต้นกับภาพรถไฟเคลื่อนเข้ามาอีกแล้ว เช่นเดียวกับทุกวันนี้ที่คนดูก็ไม่อ้าปากค้างเวลาเห็นไดโนเสาร์ตัวเป็นๆ โลดแล่นบนจอ และผู้สร้างต้องแสวงหามายากลทางด้านภาพอื่นๆ มาล่อหลอก ซึ่งว่าไปแล้ว การเสาะหาโน่นนี่นั่นมาปรนเปรอสายตาของคนดูก็กลายเป็นมหกรรมที่ใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น เพราะภาพเหล่านี้คือ ‘Money Shot’ หรือช็อตทำเงินทำทอง 

 

ข้อสำคัญ Spectacle หรือสิ่งที่เรียกร้องการมองเห็นในปัจจุบันไม่ได้อยู่แต่เฉพาะในโรงหนังเท่านั้น มันปรากฏในทุกแพลตฟอร์มที่รองรับภาพเคลื่อนไหว ขณะที่ในทางกลับกัน ใช่หรือไม่ว่าคนดูอย่างเราๆ ท่านๆ อยู่ในยุคสมัยที่ภาพเหล่านั้นไม่เพียงแค่ดึงดูดหรือล่อหลอก แต่หลายครั้งมัน ‘กลืนกิน’ พวกเราอย่างไม่ทันตั้งตัว และกว่าที่จะฉุกคิดขึ้นมาได้ วันเวลาในชีวิตก็อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย นั่นยังไม่ต้องพินิจพิเคราะห์ว่าทั้งหลายท้ังปวงที่พวกเราบริโภคเข้าไป มันคือสารอาหารหรือสิ่งปฏิกูลทางสายตากันแน่

 

 

ในแง่หนึ่ง หนังเรื่อง NOPE ของ Jordan Peele (จอร์แดน พีล) (Get Out และ Us) ชวนคนดูสำรวจภาพยนตร์ในสถานะของการเป็น Cinema of Attraction หรือภาพยนตร์ (หรือภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ) ที่ทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนดู และผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีที่พวกเราเตลิดเปิดเปิง กระนั้นก็ตาม ความแยบยลของ NOPE อยู่ตรงที่ผู้ชมจะมองหนังในมิติของการเป็นอุปมาอุปไมย (Metaphor) ก็ได้ เป็นปริศนาธรรม (Riddle) ก็ได้ เป็นหนังวิพากษ์วิจารณ์สังคม (Social Commentary) ก็ได้ หรือเอาจริงๆ เป็นแค่หนังนิยายวิทยาศาสตร์เขย่าขวัญ ที่ไม่ต้องสืบหาความหมายเลยก็ได้อีกเช่นกัน

 

ปมเรื่องหลักของ NOPE เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์อันแสนแปลกประหลาด นั่นคือจู่ๆ เหรียญห้าเซ็นต์ก็ตกจากก้อนเมฆเบื้องบนใส่เบ้าตาของ Otis Haywood Sr. (Keith David) เจ้าของฟาร์มเลี้ยงม้าที่ใช้ถ่ายทำหนังฮอลลีวูด เจ้าตัวทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิต หกเดือนผ่านไป Otis Jr. หรือ OJ. (Daniel Kaluuya) ลูกชายผู้ซึ่งต้องสืบทอดกิจการต่อจากพ่อและกำลังประสบภาวะยอบแยบทางการเงิน เพราะเขาไม่มีทักษะด้านธุรกิจแม้แต่น้อย ได้สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนฟากฟ้ายามค่ำคืนที่ดูคล้ายกับ UFO และ OJ. เชื่อว่าสาเหตุที่ทำให้พ่อสิ้นลมมาจากบรรดาข้าวของที่ร่วงหล่นจากวัตถุประหลาดนี้ (ซึ่งมีทั้งเศษเหรียญ กุญแจบ้าน และอีกจิปาถะ) และเป็น Emerald หรือ Eme (Keke Palmer) น้องสาวบุคลิกฉูดฉาดที่เสนอไอเดียว่าพวกเขาน่าจะหาทางสร้าง ‘ชื่อเสียงและรายได้’ จากการบันทึกภาพจานผีจากนอกโลกนี้ 

 

เนื้อหาถัดจากนี้ก็ ‘ดูเหมือน’ จะซื่อๆ ง่ายๆ นั่นคือการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากรเพื่อตามล่าช็อตเด็ด ซึ่งทั้งสองเชื่อว่าจะช่วยให้พวกเขาลืมตาอ้าปากจากความฝืดเคือง 

 

 

ใครที่เป็นแฟนหนังของ Steven Spielberg คงสังเกตได้ว่า หนังของ Jordan Peele ได้รับอิทธิพลจากงานคลาสสิกอย่างน้อยสามเรื่อง ที่แน่ๆ ก็คือ Jaws (1975) ที่เปลี่ยนจากการไล่ล่าฉลามเป็นไล่ล่าเอเลี่ยน และเปลี่ยนจากท้องทะเลสีครามเป็นท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล อีกเรื่องก็คือ Close Encounters of the Third Kind (1977) ซึ่งว่าไปแล้ว หนังทั้งสองเรื่องก็พูดถึงการพบเจอวัตถุประหลาดในระยะประชิดเหมือนกัน อีกทั้งพิษสงของสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลกก็ยังคล้ายคลึงกัน อันได้แก่การที่พวกมันทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ทำงาน ส่วนเรื่องที่สามก็คือ Raiders of the Lost Ark (1981) หรืออีกนัยหนึ่ง ฉากไคลแมกซ์ของหนังเรื่องนั้นซึ่งว่าด้วยการไม่จ้องมอง ก็น่าจะส่งมอบแรงบันดาลใจไม่มากก็น้อยต่อฉากไคลแมกซ์ของ NOPE ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม

 

แต่อิทธิพลของงานขึ้นหิ้งเหล่านั้นและของคนอื่นๆ (Alfred Hitchcock, Stanley Kubrick, M. Night Shyamalan ฯลฯ) ก็เปรียบได้กับสารตั้งต้น และสไตล์การบอกเล่าของ Jordan Peele ก็ทำให้ NOPE ไม่ได้เป็นแค่ร่างทรง และมีจังหวะก้าวเดินในแบบของตัวเอง ซึ่งถ้าพูดตรงๆ มันไม่ได้พยายามเอาอกเอาใจหรือพะเน้าพะนอ หรือมีแบบแผนการบอกเล่าที่เกาะเกี่ยวได้ง่ายดาย และนี่เป็นหนังประเภทที่คนดูไม่อาจเข้าใจได้ทันท่วงที หรือต้องใช้เวลาทบทวนและตกผลึกกับรายละเอียดน้อยใหญ่ที่คนทำหนังสอดแทรกเข้ามา และดูจะไม่ค่อยปะติดปะต่อกับโครงเรื่องหลักเท่าใดนัก

  

ไล่เรียงตั้งแต่วิธีการที่คนทำหนังแบ่งสัดส่วนเนื้อหาออกเป็นตอนๆ และใช้ชื่อม้าแต่ละตัวในคอกของ OJ. เป็นหัวเรื่อง (Ghost, Lucky และ Jean Jacket) ซึ่งว่าไปแล้ว ชื่อของมันก็ทั้งยั่วล้อกับสิ่งที่บอกเล่า และท้าทายการเชื่อมโยงความหมายของคนดูพอสมควร แต่นั่นก็เป็นแง่มุมที่น่าฉงนสนเท่ห์น้อยกว่าเรื่องที่ Jordan Peele จั่วไว้ตั้งแต่ตอนเปิดเรื่อง อันได้แก่เหตุการณ์น่าขนพองสยองเกล้าในอดีตระหว่างถ่ายทำซิตคอมในสตูดิโอ เมื่อลิงชิมแปนซีซึ่งเป็นทั้งซูเปอร์สตาร์และ ‘จุดขาย’ (หรือ Spectacle) ของโชว์เกิดคลุ้มคลั่งจากเสียงปังของลูกโป่งแตกและอาละวาดไล่ฆ่าเกือบทุกคน ยกเว้นนักแสดงเด็กเชื้อสายเอเชียที่ชื่อ Jupe ผู้ซึ่งแอบอยู่ใต้โต๊ะและเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความอกสั่นขวัญแขวน

 

 

ผู้ชมได้พบกับ Jupe (Steven Yeun) อีกครั้งในฐานะอดีตดาราเด็กที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธีมพาร์กแนวบุกเบิกตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากไร่ปศุสัตว์ของ OJ. หนังบอกว่าเขายังคง ‘หากิน’ กับโศกนาฏกรรมเมื่อครั้งกระนั้นอย่างเลือดเย็น (ด้วยการเก็บค่าเข้าชมนิทรรศการที่แสดงข้าวของต่างๆ ในวันเกิดเหตุ) และล่าสุดเขากำลังเตรียมเปิดการแสดง ‘สิ่งมหัศจรรย์ครั้งใหม่’ ที่เจ้าตัวเพิ่งค้นพบ ซึ่งเขาบอกว่ามันจะเป็นโชว์ที่เปลี่ยนให้คนดูกลายเป็นคนละคน 

 

อีกเรื่องหนึ่งที่ดูปลีกย่อยแต่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องเล่าของ Eme ที่บอกว่าพวกเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังการสร้างหนังมายาวนาน และจ็อกกี้ปริศนาในภาพเคลื่อนไหวชุดแรกของโลกจากการบันทึกของนักประดิษฐ์รุ่นบุกเบิกที่ชื่อ Eadweard Muybridge ซึ่งกินเวลาแค่สองวินาที ก็คือปู่ทวดของปู่ทวดของเธอ เนื้อหาส่วนของปู่ทวดนี่มั่วแน่ๆ ทว่าภาพเคลื่อนไหวของ Eadweard Muybridge ซึ่งปรากฏให้ผู้ชมได้เห็นช่วงเครดิตต้นเรื่อง (และนับเป็น Spectacle หรือสิ่งมหัศจรรย์ครั้งแรกบนแผ่นฟิล์ม) ยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่าใครคนนี้เป็นคนผิวดำ หรือถ้าอ้างจากประโยคคำพูดของ Eme ดาราหนังและนักแสดงผาดโผนคนแรกในโลกภาพยนตร์เป็นคนผิวดำ แต่ก็นั่นแหละ ชะตากรรมของเขาก็ละม้ายกับของคนผิวสีและชนกลุ่มน้อยนับไม่ถ้วนในฮอลลีวูดที่หน้าประวัติศาสตร์ไม่จดจำ หรือถ้าหากจะว่าไปแล้ว การหลงลืมก็ถือเป็นความเลือดเย็นในอีกรูปแบบเบื้องหลังกระบวนการสร้าง Spectacle เพื่อบำรุงบำเรอความสุขในการเฝ้ามองของคนดู 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ในฐานะที่หนังเรื่อง NOPE เป็นเสมือนเหลนของเหลนของภาพเคลื่อนไหวของ Eadweard Muybridge ส่วนของ Spectacle ก็นับได้ว่าดึงดูดจริงๆ อันได้แก่งานกำกับภาพของ Hoyte Van Hoytema (Her และ Dunkirk) ที่ถ่ายทอดความเวิ้งว้างว่างเปล่าของท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่ความขมุกขมัวและมืดสลัวช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้อย่างสะดุดตา รวมทั้งภาพของทุ่งโล่งกว้างตอนกลางวันที่กลับสร้างสถานการณ์จนมุม เพราะตัวละครวิ่งหนีไปทางไหนก็ไม่แตกต่างกัน

 

 

จุดแข็งอีกอย่างของหนังก็คือการแสดงของ Daniel Kaluuya กับ Keke Palmer ซึ่งเป็นคู่สีตรงข้าม คนหนึ่งแทบไม่พูดอะไรเลย และสีหน้าบ่งบอกความเจ็บปวดขื่นขม อีกคนกลับจ้อไม่หยุด และแอ็กติ้งของเธอก็นับเป็น Spectacle ในตัวมันเอง ทว่ามันกลายเป็นการรับ-ส่งบทบาทที่ลงตัว และผู้ชมสัมผัสได้ถึงความแนบแน่นและผูกพัน 

 

รวมๆ แล้วในยุคสมัยที่หนังแต่ละเรื่องพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของยูนิเวิร์สหรือมัลติเวิร์สของหนังหลายเรื่องรวมกัน NOPE ของ Jordan Peele เป็นหนังเรื่องเดียวโดดๆ ที่ใช้คำว่าออริจินัลได้เต็มภาคภูมิ หรืออีกนัยหนึ่ง มันไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ทั้งๆ ที่ว่าไปแล้วมันหยิบโน่นผสมนี่จากหนังเรื่องโน้นเรื่องนี้ ภายใต้กรอบเนื้อหาที่มีแบบแผนตายตัว ทว่าจนแล้วจนรอด การดูหนังเรื่องนี้ก็อาจเปรียบได้กับการพาตัวเองไปอยู่ในโลกใบที่พวกเราเชื่อว่าเคยไปเยือนแล้วหลายหน แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยความรู้สึกที่ว่ามันดูแปลกใหม่ หรืออย่างน้อยก็แทบจะไม่มีอะไรสักอย่างที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ารู้จักหรือคุ้นเคย

 

 

NOPE (2022)

 

ผู้กำกับ – Jordan Peele

นักแสดง – Daniel Kaluuya, Keke Palmer และ Steven Yeun

The post NOPE (2022) ‘เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม’ ราคาที่ต้องจ่ายของการจ้องมอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thirteen Lives (2022) ชัยชนะของการผนึกกำลัง งานฝีมือของคนทำหนังมือฉมังที่เปี่ยมด้วยทักษะและชั้นเชิง https://thestandard.co/thirteen-lives-3/ Tue, 09 Aug 2022 13:08:50 +0000 https://thestandard.co/?p=665175 Thirteen Lives

  แอบนึกเล่นๆ ว่า ถ้าหากพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ […]

The post Thirteen Lives (2022) ชัยชนะของการผนึกกำลัง งานฝีมือของคนทำหนังมือฉมังที่เปี่ยมด้วยทักษะและชั้นเชิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thirteen Lives

Thirteen Lives

 

แอบนึกเล่นๆ ว่า ถ้าหากพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนมีอยู่จริง พวกท่านเหล่านั้นก็สมควรได้รับเครดิตในฐานะคนผูกเรื่อง หรือแม้แต่ผู้ร่วมเขียนบทหนังทุกเรื่อง (ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี) ที่บอกเล่าปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 ชีวิต ซึ่งก็อย่างที่ทุกคนรับรู้รับทราบ พวกเขาต้องพากันหนีมวลน้ำที่ท่วมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จากสายฝนที่เทกระหน่ำเข้ามาในถ้ำระหว่างเข้าไปเที่ยวเล่น จนกระทั่งพากันไปติดอยู่ในส่วนที่ลึกและคับแคบมากๆ ห่างจากปากถ้ำร่วมสามกิโลเมตรโดยปราศจากอาหารประทังชีวิต และยิ่งเวลาผ่านพ้นไป โอกาสรอดชีวิตของพวกเขาก็เหลือน้อยลงทุกที

 

เพราะว่าไปแล้ว สิ่งที่ ‘เบื้องบน’ ดลบันดาลให้อุบัติขึ้นไม่ใช่เพียงแค่อุปสรรคทางกายภาพที่เอาชนะไม่ได้ง่ายๆ เท่านั้น (ความคดเคี้ยวและสุดแสนคับแคบ ตลอดจนหินงอกหินย้อยของตัวถ้ำ หรือกระแสน้ำที่หลั่งไหลเข้ามาเติมพื้นที่ว่างข้างในจากทุกทิศทาง) มิหนำซ้ำ ความยุ่งยากทั้งหลายทั้งปวงก็ยังประดังเข้ามาแบบมีลูกล่อลูกชน (เริ่มต้นจากความรู้สึกเป็นไปไม่ได้และดูสิ้นหวัง แต่แล้วจู่ๆ ก็ปรากฏแสงสว่างเรืองรอง แต่อีกประเดี๋ยวเดียว รูปการณ์ก็ย้อนกลับไปมืดสลัวอีกครั้ง) ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบททดสอบศักยภาพและความเป็นไปได้ขั้นสูงสุดของมวลมนุษยชาติที่ชวนให้สรุปได้ว่า ถึงแม้ว่าพวกเราจะเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เล็กกระจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่มหึมาของฟ้าดินและธรรมชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะต้องพ่ายแพ้เสมอไป อย่างน้อยเรื่องนี้จบลงในแบบที่พระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คงต้องยอมซูฮกในความดันทุรังและสู้ไม่ถอยของ ‘เหล่ามดปลวก’ ที่ช่างอหังการพวกนี้

 

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ภายหลังเหตุการณ์ทั้งหมดสิ้นสุดลงด้วยดี พวกเราจะได้ดูหนังที่นำเรื่องเหลือเชื่อดังกล่าวมาบอกเล่าในแง่มุมต่างๆ อย่างชนิดนับไม่หวาดไม่ไหวจริงๆ ไล่เรียงคร่าวๆ ก็มี Docudrama เรื่อง The Cave (2019) ของ Tom Waller ที่มาก่อนเพื่อน (และล่าสุดหนังเปลี่ยนชื่อเป็น Cave Rescue และกำลังลงโรงฉายในสหรัฐอเมริกาช่วงนี้) ตามด้วยหนังสารคดีเรื่อง The Rescue (2021) ของ Jimmy Chin และ Elizabeth Chai Vasarhelyi ซึ่งเก็บกวาดคำชมและชนะรางวัลจากหลายสถาบัน อีกเรื่องหนึ่งที่กำลังจะสตรีมในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าทาง Netflix ก็คือซีรีส์จำกัดตอนที่ใช้ชื่อ Thai Cave Rescue (2022) ผลงานของผู้กำกับหลายคน

 

Thirteen Lives

Thirteen Lives

 

แต่ก่อนที่จะไปถึงตอนนั้น หนังใหญ่เรื่องล่าสุดที่ว่าด้วยมหกรรมกู้ชีพซึ่งสตรีมทาง Prime Video ก็คือ Thirteen Lives ฝีมือกำกับของ Ron Howard คนทำหนังฮอลลีวูดรุ่นใหญ่เจ้าของผลงานโด่งดังนับไม่ถ้วน เช่น Apollo 13 (1995), A Beautiful Mind (2000) ซึ่งชนะออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และ The Da Vinci Code (2006)

 

พูดอย่างแฟร์ๆ Ron Howard อาจจะไม่ใช่คนทำหนังที่ได้รับการนับหน้าถือตาในฐานะประพันธกรที่มีลายเซ็นหรือสไตล์การทำหนังโดดเด่นเฉพาะตัว (แบบเดียวกับ Steven Spielberg, Martin Scorsese, Quentin Tarantino หรือ Christopher Nolan) และหนังของเขามีจุดประสงค์คล้ายกัน ตอบสนองความพึงพอใจทางอารมณ์ของคนดู อีกนัยหนึ่ง เขาเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์หรือนักสร้างความบันเทิง มากกว่าคนทำหนังในฐานะศิลปินผู้ซึ่งมาพร้อมกับวิสัยทัศน์อันเฉียบคมและแง่มุมความคิดที่ไม่ประนีประนอม

 

แต่มองในมุมกลับกัน ผลงานเรื่องแล้วเรื่องเล่าของ Ron Howard ชวนให้สรุปได้อย่างหนึ่งว่า เขาเป็นคนทำหนังที่ฝีไม้ลายมือจัดจ้าน คนดูฝากผีฝากไข้ได้ ข้อสำคัญ ชื่อของเขามักจะไม่ทำให้พวกเราผิดหวังในแง่ของคุณภาพงานสร้าง ความเก่งกาจและช่ำชองในการเล่าเรื่อง และเหนืออื่นใด ความสนุกสนาน ชวนติดตาม และเข้มข้น

 

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้เองที่ทำให้หนังเรื่อง Thirteen Lives ซึ่งพูดแบบไม่อ้อมค้อม มันถ่ายทอดเนื้อหาที่พวกเรารู้เรื่องตั้งแต่ต้นจนจบอยู่แล้ว นั่นรวมถึงใครอยู่และใครจากไป กลับยังคงยึดกุมอารมณ์ความรู้สึกอย่างแน่นหนาและแม่นยำ กระทั่งคนดูไม่อาจละวางสายตา ข้อสำคัญ ทั้งๆ ที่หนังกินเวลาฉายเกือบสองชั่วโมงครึ่ง (และเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในถ้ำที่ทั้งมืดทั้งคับแคบ) แต่แทบจะไม่มีโมเมนต์ที่ดูอืดอาดยืดยาด หรือชวนให้ละทิ้งความสนใจไว้กลางทาง

 

โจทย์ที่น่าจะท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคนทำหนัง ซึ่งในที่นี้คงต้องย้อนไปถึงคนเขียนบทก็คือ พวกเขาจะวางกรอบการเล่าเรื่องเอาไว้แค่ไหนและอย่างไร เพราะนี่เป็นภารกิจที่หลายภาคส่วนเกี่ยวข้อง (ไล่เรียงตั้งแต่พ่อแม่ของเด็กๆ, ผู้ว่าราชการจังหวัด, หน่วยซีล, นักดำน้ำต่างชาติ, ชาวบ้านที่เสียสละ และแน่นอนว่าเด็กๆ และโค้ชที่ติดอยู่ในถ้ำ) เห็นได้ชัดว่าครึ่งเรื่องแรกเดินเรื่องเร็วมาก และผู้สร้างตัดทอนส่วนปลีกย่อยจนแทบไม่เหลือสิ่งที่เรียกว่าไขมันส่วนเกิน กระนั้นก็ตาม การเลือกเล่าในแบบกระจายคาแรกเตอร์และความสำคัญของแต่ละคนลดหลั่นกันไป (หรือ Ensemble Cast) และไม่มีใครเป็นตัวเอกจริงๆ ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่ว่าคนดูอาจจะไม่ยึดโยงกับคนไหนเลย แต่ก็อีกนั่นแหละ วิธีการแก้ปัญหาที่ฉลาดและได้ผลลัพธ์น่าชื่นชมของคนทำหนังก็คือการพึ่งพาศักยภาพของนักแสดงเจ้าบทบาท และพวกเขาใช้เวลาที่มีอยู่คนละไม่มากได้อย่างคุ้มค่าและเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดจริงๆ 

 

Thirteen Lives

 

สองคนที่โดดเด่นมากๆ คือ Viggo Mortensen กับ Colin Farrell ในบทสองนักดำน้ำฝรั่งที่ได้พบกับเด็กๆ และโค้ชเป็นเจ้าแรก ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและการแต่งองค์ทรงเครื่อง ทั้งสองดูเป็นตาลุงฝรั่งถนนข้าวสารที่ดูไม่มีคราบนักดำน้ำถ้ำที่เก่งที่สุดในโลกแม้แต่นิดเดียว ทว่าแอ็กติ้งของพวกเขากลับสร้างสนามแม่เหล็กที่คนดูไม่อาจต้านทาน และข้อที่ควรระบุเพิ่มเติมก็คือ คนทำหนังใช้ประโยชน์จากตัวละครทั้งสองในจุดประสงค์ที่ต่างกัน 

 

สิ่งที่เราสรุปได้ในส่วนของ ริค (Viggo Mortensen) ก็คือ สำหรับเขาแล้ว การดำน้ำเข้าไปตามหาเด็กๆ ในถ้ำไม่ว่าพวกนั้นจะอยู่ลึกแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น เพราะนี่คือความถนัดจัดเจนอยู่แล้ว แต่การพาทั้งหมดออกมาต่างหากที่เจ้าตัวเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ สีหน้าที่ดูเคร่งเครียดกระทั่งบูดบึ้งในตอนที่ผู้คนรอบข้างพากันยินดีปรีดากับข่าวทีมหมูป่ายังคงรอดชีวิต บอกโดยอ้อมว่าเขาไม่ได้พาตัวเองมาร่วมสังฆกรรมครั้งนี้ในฐานะป่อเต็กตึ๊งหรือร่วมกตัญญู หรืออีกนัยหนึ่ง หน้าที่ของเขาไม่ใช่การเก็บกู้ร่างไร้วิญญาณ ขณะที่บทจอห์นของ Colin Farrell ก็เปรียบได้กับนักบินที่สอง จิตใจของเขาไม่ได้แข็งแกร่งปานหินผาเหมือนกับริค การปูพื้นว่าเขาเองก็มีลูกชายวัยไล่เลี่ยกับเด็กๆ ทีมหมูป่า ส่งผลให้ฉากที่ใครคนหนึ่งเกิดหยุดหายใจกะทันหันระหว่างที่จอห์นกำลังลำเลียงออกไปปากถ้ำ กลายเป็นห้วงเวลาที่กัดกร่อนความรู้สึกของตัวละครอย่างรุนแรง แม้ว่าจนแล้วจนรอดมันจะเพียงแค่หวุดหวิดเฉียดฉิวก็ตาม

 

Thirteen Lives

 

ขณะในส่วนนักแสดงไทยที่เล่นได้เข้าถึงอารมณ์และแอร์ไทม์ก็เยอะใช้ได้ก็คือ พลอย-ภัทรากร ตั้งศุภกุล ในบทบัวหอม แม่ของชัย ความห่วงกังวลในสวัสดิภาพลูกชายก็เรื่องหนึ่ง ความที่ลูกชายของเธอไม่มีสัญชาติก็ยิ่งทำให้เจ้าตัวว้าวุ่นหนักขึ้น (และมันแอบแฝงอะไรให้ครุ่นคิดเยอะทีเดียว) การแสดงของพลอย ภัทรากร ดูราบรื่นและเป็นธรรมชาติ และชักจูงให้ผู้ชมเข้าใจได้ถึงความหวั่นวิตกของตัวละครอย่างเป็นรูปธรรม

 

หรือกล่าวโดยปริยาย สถานะของ Ron Howard ในหนังเรื่องนี้ก็เปรียบได้กับวาทยกรผู้ซึ่งก็เป็นอย่างที่เอ่ยถึงข้างต้น ภารกิจสำคัญของเขาได้แก่การบรรเลงท่วงทำนองดนตรีที่หลายคนคุ้นเคยอยู่แล้ว ให้มันยังคงสดใหม่และเป็นตัวของตัวเอง และการเลือกเล่าในแบบไม่โหมกระพือ หรือจริงๆ เขาพยายามแตะเบรกด้วยซ้ำ เพราะเนื้อหาของมันเร้าอารมณ์แบบออโต้ไพลอตอยู่แล้ว บ่งบอกถึงความเป็นคนทำหนังที่เปี่ยมด้วยรสนิยม และส่วนที่นับได้ว่าเป็นสัมผัสพิเศษของ Ron Howard จริงๆ ที่ช่วยทำให้ Thirteen Lives ไม่ใช่หนังซึ่งตั้งหน้าตั้งตาบีบเค้นอารมณ์ หรือสร้างสถานการณ์ขมึงเกลียวอย่างเอาเป็นเอาตาย ได้แก่การสอดแทรกอารมณ์ขันเข้ามาได้อย่างเหมาะเจาะ ไม่ขาดไม่เกิน

 

ฉากหนึ่งที่น่าจะเรียกรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะ และนับเป็นอานิสงส์จากทักษะทางด้านภาพยนตร์ของผู้กำกับ ก็คือตอนที่หนังบอกให้รู้ว่าริคกับจอห์นอาจจะเป็นสองคนแรกที่ได้พบกับทีมหมูป่า ทว่าในตอนที่เดินออกไปถึงปากถ้ำ พวกเขากลับเป็นสองคนสุดท้ายที่พบว่าทุกคนรู้ข่าวดีนี้กันหมดแล้ว หรือมุก ‘นักดำน้ำหมายเลขหนึ่งของโลก’ ของแฮร์รี่ (Joel Edgerton) หนึ่งในทีมกู้ชีพ ก็ช่วยปลดปล่อยบรรยากาศที่ตึงเครียดและถมึงทึงอย่างได้ผลชะงัดทีเดียว

 

Thirteen Lives

Thirteen Lives

 

และอีกสองส่วนที่ควรพูดถึงในแง่ของความประณีตพิถีพิถัน หนึ่งก็คืองานสร้าง ซึ่งถ้าหากไม่บอก คนดูก็คงนึกว่าหนังยกกองมาปักหลักถ่ายทำบ้านเรา ทั้งๆ ที่จริงแล้วโลเคชันส่วนใหญ่คือออสเตรเลีย (ซึ่งก็ชวนให้สงสัยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น) แต่ก็นั่นแหละ ผลลัพธ์ที่ออกมาดูแนบเนียนมากๆ อีกอย่างได้แก่งานกำกับภาพ ผลงานของ สยมภู มุกดีพร้อม (ลุงบุญมีระลึกชาติ และ Call Me By Your Name) ที่หลายครั้งกล้องของเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่ชักชวนคนดูไปคลุกคลีตีโมงกับเหล่านักดำน้ำในฐานะหนึ่งในทีมกู้ภัย

 

ถ้าหากจะมีอะไรกล่าวส่งท้าย ตามเนื้อผ้าแล้ว หนังเรื่อง Thirteen Lives ก็เล่าเรื่องที่มีตอนจบประจักษ์แจ้งและบิดพลิ้วไม่ได้ ทว่าวิธีการที่ Ron Howard ชักชวนคนดูรื้อฟื้นและทบทวนหลายๆ ชั่วโมงแห่งความเป็นความตายตอนนั้น กลับสร้างความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนในแง่ที่ว่า นี่เป็นปฏิบัติการที่ไม่มีใครรู้อะไรจริงๆ ทุกอย่างพร้อมจะพังครืน และเดิมพันการช่วยชีวิตก็สูงลิบลิ่ว ทั้งแง่ของขวัญกำลังใจของผู้คนโดยรวม และโอกาสที่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นตราบาปส่วนบุคคล อีกทั้งพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำก็ใจแข็งชะมัด แทบไม่ยอมอ่อนข้อให้กับฝ่ายมนุษย์เอาเสียเลย 

 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด หนังของ Ron Howard น่าจะทำให้หลังจากนี้ พวกเราจะย้อนกลับไปมองเหตุการณ์ที่ทุกคนเคยเชื่อว่าตัวเองรู้ดีด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม

 

Thirteen Lives (2022)

ผู้กำกับ – Ron Howard

นักแสดง – Viggo Mortensen, Colin Farrell, Joel Edgerton, สหจักร บุญธนกิจ, ธีรภัทร สัจจกุล, ศุกลวัฒน์ คณารศ, ภัทรากร ตั้งศุภกุล, ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ฯลฯ

The post Thirteen Lives (2022) ชัยชนะของการผนึกกำลัง งานฝีมือของคนทำหนังมือฉมังที่เปี่ยมด้วยทักษะและชั้นเชิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย (ปี 2565) Docudrama ผ่าความฟอนเฟะวงการมวยไทย https://thestandard.co/hurts-like-hell-3/ Tue, 19 Jul 2022 10:32:47 +0000 https://thestandard.co/?p=655966 Hurts Like Hell

Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย ผลงานกำกับของ กิตติชัย วรร […]

The post Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย (ปี 2565) Docudrama ผ่าความฟอนเฟะวงการมวยไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hurts Like Hell

Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย ผลงานกำกับของ กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ เป็นซีรีส์จำกัดตอนที่เผยแพร่ทางช่อง Netflix ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวที่พวกเราคนนอกอยากรู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปถามใคร เพราะดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครบอกเล่าให้ฟังตรงๆ

 

ความทะเยอทะยานที่น่าชื่นชมของซีรีส์ Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย อยู่ตรงที่มันไม่ได้โฟกัสเพียงแค่ประเด็นหนึ่งประเด็นใด หรือตัวละครหนึ่งตัวละครใด ทว่าตัวซีรีส์พยายามวาดให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นระบบนิเวศในวงการมวยไทย ซึ่งแต่ละส่วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างแบ่งแยกไม่ได้ ข้อสำคัญคือมันเป็นเหมือนแดนสนธยาที่ไม่มีอะไรโปร่งใสหรือสะอาดสะอ้านสักอย่างเดียว 

 

และถ้าหากจะลองจำแนกแยกแยะยูนิเวิร์สนี้อย่างคร่าวๆ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก็ประกอบด้วย นักมวย, ครูมวย, พี่เลี้ยงและทีมงาน, กรรมการ และแน่นอน คนดู ซึ่งจากที่ผู้สร้างระบุไว้ในตอนแรก จุดประสงค์ของแฟนมวยแทบจะร้อยทั้งร้อยที่เดินเข้าสนามก็เพื่อเล่นพนันขันต่อผ่านการส่งสัญญาณมือที่รับรู้กันอย่างไม่ต้องเคอะเขินเหนียมอาย ข้อความในช่วงเปิดเรื่องระบุว่า จำนวนคนที่เกี่ยวข้องในวงจร ‘การเล่นมวย’ มีมากถึง 5 แสนคน และเม็ดเงินไหลเวียนก็สูงถึงปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท

 

ส่วนที่ทำให้ซีรีส์ 4 ตอนจบเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องแนวกระเทาะความโสมมของวงการต่างๆ ในสังคม ก็ได้แก่ การผสมผสานวิธีการเล่าแบบภาพยนตร์สารคดีกับเรื่องแต่งเข้าไว้ด้วยกัน พาร์ตเรื่องแต่ง ได้แก่ การที่ผู้สร้างพาผู้ชมไปสอดส่องเรื่องของตัวละครตามแนวเรื่องแบบ ‘หลายชีวิต’ และแต่ละคนก็มีเงื่อนไข ปัญหา และความยุ่งยากเฉพาะของตัวเอง

 

 

แต่พาร์ตที่จุดประกายให้ซีรีส์ดูมีชีวิตชีวาและชวนให้ติดตามมากขึ้นก็คือ การให้สัมภาษณ์ของบรรดาตัวบุคคลจริงๆ ในวงการมวยไทย ซึ่งมันช่วยเสริมให้เนื้อหาในส่วนที่เป็นเรื่องแต่งดูขึงขังขึ้นทันตา และเราก็ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยอย่าง สมิงขาว นักพากย์และนักวิจารณ์มวยที่คร่ำหวอดวงการ, เขาทราย แกแล็คซี อดีตแชมป์โลกหลายสมัย และ สมจิตร จงจอหอ นักมวยเหรียญทองโอลิมปิก ซึ่งทั้งสองคนล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการชกมวยไทย หรืออีกคนหนึ่งที่น่าเชื่อว่าใครที่คุ้นเคยกับวงการมวยสากลสมัครเล่นอยู่บ้างก็น่าจะยังไม่ลืมชื่อ วันชัย ผ่องศรี อดีตนักมวยสมัครเล่นทีมชาติ ผู้ซึ่งปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นกรรมการห้ามบนเวที

 

ข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับวิธีการนำเสนอในส่วนของตัวบุคคลจริงก็คือ ผู้สร้างใช้การตั้งกล้องในลักษณะที่กำหนดให้คนเหล่านั้นจ้องมองตรงมาที่คนดู (อาจจะเปลี่ยนเซ็ตอัพของภาพบ้างในบางจังหวะคำพูด นัยว่าเพื่อเน้นและไม่เน้นถ้อยคำเหล่านั้น) และทีละน้อย คำพูดที่พรั่งพรูก็ฟังเหมือนกับคำให้การของประจักษ์พยานในชั้นศาล รวมถึงพวกเราน่าจะตระหนักได้ว่า ข้อเท็จจริงที่คนเหล่านั้นบอกเล่าก็เรื่องหนึ่ง ทว่าทัศนะของพวกเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคนดูต้องเห็นพ้องร้อยเปอร์เซ็นต์ และอะไรบางอย่างบอกโดยอ้อมว่า หลายคนก็พูดแบบเข้าข้างตัวเองหรือมีเอี่ยวกับเรื่องที่บอกเล่า และส่วนที่สะดุดความรู้สึกอยู่พอดูก็ตรงที่แอ็กติ้งของ ‘ซับเจ็กต์’ บางคนไม่ค่อยจะเป็นธรรมชาติเท่าไรนัก (เหมือนถูกคนทำภาพยนตร์ไกด์ไม่มากก็น้อย) และเอาเข้าจริงกลายเป็นว่าช่วงที่คนเหล่านี้ไม่ได้พูดอะไร และผู้สร้างใช้การจับภาพนิ่งๆ กลับเป็นโมเมนต์ที่น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยมันดู ‘จริง’ กว่าตอนที่เขาพูดอะไรๆ ออกมา

 

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนที่นับเป็น ‘วิทยาทาน’ สำหรับคนดูอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ บรรดาข้อมูลความรู้ในเชิงเทคนิคทั้งหลายทั้งปวง ทั้งศัพท์แสงในวงการพนัน (ล้อมกิน, ขายเบอร์) หรือลูกเล่นสกปรกกว่านั้น อย่างเช่น การวางยานักมวย ซึ่งมักจะเป็นฝีมือของคนกันเอง หรือหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีกก็ตรงที่กรรมการเองดันขอมีส่วนแบ่งในเค้กผลประโยชน์ด้วยอีกคน และถ้าหากจะสรุปสิ่งละอันพันละน้อยจากที่บรรดาผู้สันทัดกรณีบอกเล่าในซีรีส์เรื่องนี้ มันก็ตอกย้ำว่า วงการมวยเป็นยิ่งกว่าภาพยนตร์ฟิล์มนัวร์ที่ไม่มีใครไว้เนื้อเชื่อใจได้สักคน การทรยศหักหลังเป็นเรื่องปกติธรรมดา และแต่ละคนที่ก้าวเท้าเข้ามาต้องยอมรับเงื่อนไขนี้และเผชิญความเสี่ยงกันแบบตัวใครตัวมัน

 

ส่วนที่ดูจะเป็นปัญหาพอสมควรอยู่ที่พาร์ตดราม่า จริงๆ แล้ววิธีการที่ผู้สร้างใช้การชกมวยสองคู่ ซึ่งก็คือคู่เด็กกับคู่ผู้ใหญ่ เป็นเสมือนแกนกลางของเรื่องที่รายละเอียดน้อยใหญ่งอกเงยจากตรงนั้น ก็นับเป็นกลวิธีที่ฉลาดทีเดียว ทำนองว่ามันถูกใช้เพื่อจำลองความฉ้อฉลในวงการมวยไทยได้อย่างรัดกุม แต่จะด้วยผู้สร้างไม่มีเวลาและพื้นที่มากพอหรืออะไร เนื้อหาในส่วนที่เรียกว่าเป็นภาคขยาย อันได้แก่ เรื่องของตัวละครแต่ละคน กลับไม่กลมกล่อมและหนักแน่นอย่างที่น่าจะเป็น บางเรื่องหรือหลายเรื่องดูบางเบา สำเร็จรูป หรือแม้กระทั่งรู้สึกได้ว่ามันค่อนข้างยัดเยียดเกินไป 

 

หนึ่งในนั้น ได้แก่ เรื่องของ พัด (ณัฏฐ์ กิจจริต) เซียนมวยรุ่นเล็กที่อาจหาญปีนเกลียวรุ่นใหญ่ที่ชื่อ คม (‎ธเนศ วรากุลนุเคราะห์) เนื่องเพราะเขาหวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวในฐานะหัวหน้าค่ายมวยแบบเรียนลัด ข้อสำคัญคือ ชายหนุ่มยังถูก มินต์ (ชนนิกานต์ เนตรจุ้ย) ภรรยาที่กำลังตั้งท้องทั้งรบเร้าและทวงถามถึงความมั่นคงในชีวิต โดยปริยาย…นั่นอธิบายโดยอ้อมว่าทำไมเขาถึงล้ำเส้นความเป็นเซียนเด็ก อันได้แก่ การเดินข้ามไปอีกฟากของอัฒจันทร์ เพื่อ ‘ขอจับ’ กับขาใหญ่อย่างชนิดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

 

ส่วนตัวรู้สึกว่าเราได้เห็นแต่ ‘เฉพาะภายนอก’ ของพัด และหยั่งไม่ได้ว่าข้างในของเขามันคุกรุ่นหรือเดือดพล่านเพียงใด (ไม่ว่าจะด้วยบทหรือการกำกับ) จนกระทั่งมันระเบิดออกมาอย่างคลุ้มคลั่งในตอนท้ายของอีพีแรกนั่นแหละ ซึ่งบางทีมันก็สายเกินไปหน่อยที่ผู้ชมจะรู้สึกหรือสัมผัสได้ถึงความเป็นมนุษย์มนา แง่มุมที่อ่อนไหวเปราะบาง ตลอดจนการเผชิญภาวะกดดันของตัวละคร 

 

 

แต่กรณีของพัดก็ยังน่าเสียดายน้อยกว่าเรื่องของ วิรัตน์ (วิทยา ปานศรีงาม) กรรมการห้ามมวยซึ่งถูกบอกเล่าในอีพีสอง ว่ากันตามจริงประเด็นกรรมการห้ามมวยเล่นโกงเสียเอง ถือเป็นพล็อตย่อยอันแสนโอชะทีเดียวสำหรับแนวเรื่องที่ว่าด้วยผู้คนที่แหวกว่ายในโลกทุรชน หรือพูดง่ายๆ สังคมที่อำนาจตุลาการฉ้อฉลหรือกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพลเสียเอง มันก็ไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวได้อีกต่อไป 

 

แต่พอซีรีส์พาคนดูไปรับรู้ตื้นลึกหนาบาง มันกลับกลายเป็นเมโลดราม่าครอบครัว ซึ่งในแง่ของชั้นเชิงและกลวิธี มันดู ‘พยายาม’ จะกระตุ้นเร้าอยู่สักหน่อย และคำอธิบายเกี่ยวกับตัวละครนี้ก็ออกจะง่ายดายเกินไป ทั้งๆ ที่เนื้อหาส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับตัวละครนี้ก็นับว่าดึงดูด ชวนให้อยากรู้อยากเห็น ทั้งรูปโฉมโนมพรรณตัวละคร (การคัดเลือกคุณวิทยาสำหรับบทนี้ดูเหมาะสมจริงๆ) เสื้อผ้าที่สวมใส่ การให้เห็นว่าเขาทำอะไรในช่วงที่ไม่ได้ห้ามมวย (ซึ่งก็คืออ่านนิตยสารหมัดมวย) หรือโมเมนต์ที่เจ้าตัวตัดสินใจว่านี่คือเสี้ยววินาทีของการ ‘รับงาน’ 

 

 

กลายเป็นว่าตอนที่โดดเด่นสุดคืออีพีสามที่ว่าด้วยชีวิตของนักมวยเด็กที่ชื่อ วิเชียร (ภูริภัทร พูลสุข) ผู้ซึ่ง ‘แบ็กสตอรี’ ของเขาก็เป็นเรื่องเก่าแก่พอๆ กับวงการมวยนั่นแหละ เด็กน้อยเลือกเส้นทางนี้เพราะความยากจน และแรงกดทับไม่ได้เพียงแค่มาจากการต้องเจอความโหดของครูมวย (นพชัย ชัยนาม) ที่ทั้งปลุกปั้น ฉกฉวย และเอาเปรียบไปพร้อมๆ กัน ทว่าผู้สร้างยังแทรกปมจิตวิทยาที่ชวนให้ฉงนสนเท่ห์ อันได้แก่ ตอนที่เจ้าหนูต้องทนเห็นแม่ของตัวเองถูกพ่อขี้เมาข่มขืน และดูเหมือนว่าหนทางของการระบายความคับแค้นของวิเชียรก็คือการต่อยมวย ซึ่งทางอ้อมตัวเลือกนี้น่าจะพาเขาออกไปจากปลักตมของชีวิต 

 

ข้อมูลบอกว่า ภูริภัทรเป็นนักมวยจริงๆ เลยไม่แปลกที่ท่วงท่าและลีลาจะดูทะมัดทะแมง แต่ที่น่าทึ่งก็ตรงที่น้องแสดงได้สมบทบาทจริงๆ สีหน้าที่ดูเรียบเฉย (ซึ่งตัดกับ ‘การเล่นใหญ่’ ของนักแสดงเกือบทุกคน) นอกจากไม่ได้บอกถึงความว่างเปล่า แต่แอบซ่อนความเจ็บปวด คับแค้น และรู้สึกว่าตัวเองต้องเอาชนะความบัดซบของชีวิตให้จงได้ 

 

อีกหนึ่งหรือสองอย่างที่ซีรีส์พร่องไปหน่อยก็คือฉากชกมวย ซึ่งน่าจะถึงพริกถึงขิงกว่านี้ ไม่ว่าจะด้วยการออกแบบการต่อสู้ หรือด้วยแท็กติกด้านภาพยนตร์ จนส่งผลให้ฉากแลกหมัดบนจอหลายช่วงดูค่อนข้างอืดอาดยืดยาด และในขณะที่มู้ดและโทนผ่านการใช้สีและการจัดแสงขมุกขมัว สร้างบรรยากาศที่ไม่ชอบมาพากลได้เป็นรูปธรรม และช่วยกลบเกลื่อนความเป็น ‘ฉาก’ ของสนามมวยได้ตามควรแก่อัตภาพ แต่ความไม่แนบเนียนของงานสร้างส่วนนี้ก็ยังคงรบกวนความรู้สึกอยู่เนืองๆ 

 

 

รวมๆ แล้วความพยายามและความทะเยอทะยานของผู้สร้างซีรีส์เรื่อง Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย เป็นเรื่องที่ผู้ชมน่าจะมองเห็นตรงกัน แต่ก็อย่างที่บรรยายมาทั้งหมด หลายส่วนดูขัดข้องและนำพาให้มันเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไม่ค่อยราบรื่น 

 

กระนั้นก็ตาม ในแง่เนื้อหาสาระ ผู้สร้างสามารถทำให้คนดูได้เห็นด้านที่แสงสว่างส่องไม่ถึงของวงการมวยไทย ที่ไม่มีอะไรสักอย่างที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ประจำชาติ และแท้ที่จริงมันคือสังเวียนการพนันที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย และนักมวยซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักของวงจรนี้กลับอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร และมีสถานะที่เปรียบได้กับหมาไล่เนื้อดีๆ นี่เอง

 

Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย (ปี 2565) 

กำกับ: กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ 

นักแสดง: ณัฏฐ์ กิจจริต, วิทยา ปานศรีงาม, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์, นพชัย ชัยนาม และ ภูริภัทร พูลสุข 

 

ภาพ: Netflix

The post Hurts Like Hell เจ็บเจียนตาย (ปี 2565) Docudrama ผ่าความฟอนเฟะวงการมวยไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Staircase (2022) มินิซีรีส์เรื่องเยี่ยม ว่าด้วยการตายอันเป็นปริศนา และการงมหาความจริงที่หล่นหายในมหาสมุทร https://thestandard.co/the-staircase-2022/ Thu, 16 Jun 2022 09:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=642737 The Staircase (2022)

จนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ คดีการจมน้ำเสียชีวิตของน […]

The post The Staircase (2022) มินิซีรีส์เรื่องเยี่ยม ว่าด้วยการตายอันเป็นปริศนา และการงมหาความจริงที่หล่นหายในมหาสมุทร appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Staircase (2022)

จนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ คดีการจมน้ำเสียชีวิตของนักแสดงสาว แตงโม-ภัทรธิดา (นิดา) พัชรวีระพงษ์ เรื่องเกิดช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านพ้นไป ก็ยังคงฟันธงไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นอุบัติเหตุ ความประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือการฆาตกรรมอำพรางกันแน่ 

 

 

และประมวลจากความลึกลับซับซ้อนของเหตุการณ์ที่ทวีความยอกย้อนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงวาระทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้นของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม (หวังผลประโยชน์ หิวแสง ต้องการไขความเป็นจริง) อย่างหนึ่งที่สรุปได้แน่ๆ ก็คือ ต่อให้คดีดำเนินไปจนถึงจุดสิ้นสุดอย่างไร และศาลมีคำพิพากษาไปในทางหนึ่งทางใด ความน่าฉงนสนเท่ห์ก็จะยังคงปกคลุมตราบนานเท่านาน 

 

กระทั่งน่าเชื่อว่ามันจะเป็นอีกหนึ่ง ‘การตายอันเป็นปริศนาและโด่งดัง’ ที่จะนำพาให้เหล่าผู้สันทัดกรณีใช้เป็นช่องทางนำเสนอสมมติฐาน ตลอดจนทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ นานา จนสาธารณชนต้องจำนนกับข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีวันที่พวกเราจะรับรู้ ‘ความจริง’ ของค่ำคืนนั้นว่าเกิดอะไรเกิดขึ้น เพราะสุดท้ายแล้วมักจะมีฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เชื่อและไม่เชื่อ และงัดข้อมูลหลักฐานมาโต้แย้งและหักล้างให้เกิดข้อกังขาได้ตลอดเวลา

 

ว่าไปแล้ว มินิซีรีส์ขนาด 8 ตอนจบที่ชื่อว่า The Staircase (2022) ผลงานสร้างสรรค์ของ Antonio Campos สร้างจากเหตุการณ์จริงที่สุดแสนอื้อฉาวเมื่อ 20 กว่าปีก่อนในอเมริกา และกำลังเผยแพร่ทางช่อง HBO GO ตอนนี้ ก็บอกเล่าเรื่องราวในลักษณะคล้ายคลึงกับคดีของแตงโม

 

 

เพื่อเป็นแบ็กกราวด์สำหรับผู้ชมที่ไม่มีพื้นเพความรู้มาก่อน จุดปะทุของเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นช่วงปลายปี 2001 จากการเสียชีวิตกะทันหันของ Kathleen Peterson ภรรยา Michael Peterson นักเขียนชื่อดัง และนักการเมืองสอบตกของเมืองเดอแรม รัฐนอร์ทแคโรไลนา สาเหตุการตายเบื้องต้นคือ เธอพลัดตกบันได (ตามชื่อซีรีส์) แต่จากสภาพศพที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือด หนังศีรษะฉีกขาดเป็นหย่อมๆ (แต่หัวกะโหลกกลับไม่แตกร้าว) และร่างกายมีร่องรอยฟกช้ำ ซึ่งเป็นภาพที่น่าขนพองสยองเกล้า และชวนให้รู้สึกอเนจอนาถอย่างสุดแสนจะทานทน ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตั้งข้อสงสัยว่า นี่อาจไม่ใช่การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตามที่ผู้เป็นสามีกล่าวอ้าง และตรงไหนสักแห่งแถวนี้เอง ที่ถ้าหากใช้สำนวนฝรั่ง ก็ต้องบอกว่า ‘All hell breaks loose’ หรือทวารของยมโลกทุกขุมถูกเปิดออกพร้อมๆ กัน

 

ข้อมูลสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ควรระบุเพิ่มเติมก็คือ ก่อนหน้า ‘ดราม่าซีรีส์’ ของ Antonio Campos จะได้รับการเผยแพร่สู่สายตาผู้ชม คดีความที่ Michael Peterson ถูกกล่าวหาว่าฆ่าเมียตัวเอง เคยถูกนำเสนอในรูปสารคดีชุด หรือ Docuseries ซึ่งใช้ชื่อเดียวกัน และสตรีมทางช่อง Netflix ความแตกต่างของซีรีส์ทั้งสอง ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของรูปแบบการนำเสนอ (สารคดี vs. เรื่องแต่ง) อีกส่วนได้แก่เป้าประสงค์ในการบอกเล่า หนังสารคดีชุดของ Jean-Xavier de Lestrade (ซึ่ง Michael Peterson อนุญาตให้ทีมงานเก็บภาพฟุตเทจความเคลื่อนไหวระหว่างต่อสู้คดี) มุ่งบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีใครรู้ว่าคณะลูกขุนจะวินิจฉัยอย่างไร และพร้อมๆ กันนั้นก็มุ่งสำรวจระบบกฎหมายของอเมริกา ที่บางครั้งไม่เอื้อให้เกิดความยุติธรรม ขณะที่มินิซีรีส์ของ Antonio Campos ใช้กรอบเนื้อหาเดียวกันด้วยจุดมุ่งหมายหลายประการ 

 

 

อย่างแรกที่สุด มินิซีรีส์ของ Campos ถูกสร้างและออกฉายในช่วงที่คดีความจบสิ้นไปแล้ว ซึ่งแปลว่า ความน่าตื่นเต้นของการเฝ้าคอยผลการตัดสินไม่ใช่สาระสำคัญแต่อย่างใด และโฟกัสของซีรีส์ก็หันเหไปที่การศึกษาบุคลิกตัวละคร ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะตัว Michael เพียงคนเดียว แต่รวมถึง Kathleen ในช่วงก่อนที่จุดจบมาเยือน และสมาชิกคนอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วมีภูมิหลังไม่ค่อยปกติธรรมดา อีกประเด็นที่เกี่ยวเนื่องได้แก่การพูดถึงความล่มสลายของครอบครัว Peterson อันเป็นผลพวงจาก 1. ความน่าเคลือบแคลงสงสัยในเหตุการณ์ที่ดูไม่ชอบมาพากลจริงๆ 2. จากการปกปิดอำพรางข้อเท็จจริงของตัว Michael เอง ตลอดจน 3. จากแรงกดทับที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง 

 

จุดประสงค์ถัดไปได้แก่ การตั้งคำถามเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าความจริง (Truth) ทำนองว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง นั่นรวมถึงสิ่งที่เรียกว่านิติวิทยาศาสตร์ ในท้ายที่สุดแล้วก็ต้องผ่านการสรุปและตีความในเชิงอัตวิสัยอยู่นั่นเอง และเอาเข้าจริงๆ แล้ว ข้อความจากคัมภีร์ไบเบิลที่ถูกใช้ในตอนเริ่มต้นซีรีส์ก็ตั้งคำถามถึงเรื่องนี้โดยตรง (‘ความจริงคืออะไร’) และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ซีรีส์ของ Campos วิพากษ์วิจารณ์ระบบกฎหมาย (ในลักษณะคล้ายกับซีรีส์สารคดี) ที่จนแล้วจนรอด ถูกใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

 

 

ไม่ว่าจะอย่างไร ความเข้มข้นและชวนติดตามอย่างยิ่งยวดของมินิซีรีส์เรื่อง The Staircase ส่วนหนึ่งมาจากกลวิธีในการบอกเล่า ที่นอกจากไม่ได้ดำเนินไปตามลำดับเวลาแบบหนึ่งสองสาม ทว่าตัวซีรีส์ใช้ความตายของ Kathleen เป็นจุดเริ่มต้นในการพาผู้ชมกระโดดข้ามกาลเวลาไปทั้งข้างหน้าและข้างหลังพร้อมๆ กัน ในรูปของการตัดสลับไปมาระหว่าง ‘เรื่องแต่หนหลัง’ กับ ‘สิ่งที่เกิดขึ้นในภายภาคหน้า’ หรือว่ากันตามจริง ซีรีส์ของ Campos มีหลาย ‘ไทม์ไลน์’ ผสมปนเป แน่นอนว่าผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือมันเบรกความต่อเนื่องลื่นไหลของสิ่งที่ถ่ายทอด และผู้ชมรู้สึกได้ถึงความยุ่มย่ามหรือจุ้นจ้านของผู้สร้าง (ด้วยจุดประสงค์บางประการ) อีกทั้งวิธีการ ‘แฟลชฟอร์เวิร์ด’ ก็ยังแอบไปเฉลยชะตากรรมของตัวละครทางอ้อม

 

แต่ในทางกลับกัน แท็กติกดังกล่าวก็เป็นอย่างที่บอก เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รู้จักและสำรวจตื้นลึกหนาบางของตัวละครหลักทั้งสองคนอย่างที่เวอร์ชันหนังสารคดีหยิบยื่นให้ไม่ได้ และแง่มุมโน่นนี่นั่นที่ผู้สร้างสอดแทรกเข้ามา ก็ช่วยให้ผู้ชมมองเห็นคู่สามีภรรยานี้ในภาพที่คมชัดมากขึ้น (หรือคลุมเครือน้อยลง) แม้ว่าถึงที่สุดแล้วมันจะยังคงใช้เป็นกุญแจที่ไขความกระจ่างเกี่ยวกับปริศนาการเสียชีวิตไม่ได้อยู่นั่นเอง

 

 

และไหนๆ ก็ไหนๆ 2-3 อย่างที่ผู้ชมสรุปได้เกี่ยวกับ Kathleen (Toni Collette สวมบทนี้ได้อย่างวิเศษ) ก็คือเธอเป็นคาแร็กเตอร์ที่เต็มเปี่ยมด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวา เธอเป็นเสาหลักทั้งในทางเศรษฐกิจและความเป็นปึกแผ่นแน่นแฟ้นของครอบครัวใหญ่ แต่ก็นั่นแหละ เธอไม่ได้เป็นตัวละครที่ปราศจากข้อบกพร่อง บางเหตุการณ์ที่ผู้สร้างเลือกมาบอกเล่า เช่น อีพีแรกที่เธอมึนเมาและจู่ๆ ก็กระโดดลงสระว่ายน้ำอย่างขาดสติและเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็ชวนให้ผู้ชมปะติดปะต่อว่า บางทีนั่นอาจเป็นเงื่อนงำบ่งบอกถึงสาเหตุการตายของตัวละคร แต่กลับกัน ฉาก Kathleen มีปากเสียงกับ Michael ในร้านอาหารจีนช่วงอีพี 7 และฝ่ายแรกไม่อาจจะทานทนพฤติกรรมปอกลอกของหนุ่มใหญ่ได้อีกต่อไป ก็สามารถจะโยกความคิดเห็นของผู้ชมไปอีกทาง

 

ขณะที่ผู้ชมรู้สึกว่า Kathleen เป็นคนเปิดเผย หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ดูมีลับลมคมใน Michael กลับเป็นคาแร็กเตอร์ที่ขมุกขมัว และยิ่งผู้ชมรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งดูเป็นบุคลิกที่หยั่งไม่ถึงมากขึ้นเท่านั้น และความพิรุธก็เพิ่มพูน ทั้งการที่เจ้าตัวถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าโกหกเรื่องเคยได้รับเหรียญกล้าหาญในสงครามเวียดนามระหว่างหาเสียงเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรี การถูกอัยการเขตเปิดโปงว่ามีรสนิยมทางเพศแบบไบเซ็กชวล และนอนกับใครต่อใครไปทั่ว ซึ่งอาจโยงไปสู่การก่ออาชญากรรม หรือความลับดำมืดบางอย่างในอดีตที่กลายเป็น ‘ตลกร้าย’ ที่หัวเราะไม่ออกด้วยประการทั้งปวง Colin Firth แสดงเป็น Michael Peterson ได้ล้ำลึกและน่าพิศวงจริงๆ เขาดูเป็นตัวละครที่ผู้ชมไม่ไว้วางใจ และก้ำกึ่งระหว่างความเป็นผู้บริสุทธิ์กับฆาตกร แต่ก็น่าแปลกตรงที่ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป พวกเรากลับเอาใจช่วยให้เขารอดพ้นความผิด หรืออย่างน้อยเขาก็ดูมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดผู้ชม

 

 

มองในแง่มุมหนึ่ง ความได้เปรียบของการเป็นซีรีส์ 8 ตอนจบ ส่งผลให้ผู้สร้างมีทั้งเวลาและพื้นที่ในการกระจายบทให้กับตัวละครสมทบอย่างครอบคลุม และทีละน้อย เรื่องปลีกย่อยของสมาชิกตระกูล Peterson ก็ช่วยชะล้าง ‘ภาพครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นและเปี่ยมสุข’ ที่ผู้ชมได้เห็นตอนต้นเรื่องให้มลายหายไป 

 

ยกตัวอย่าง Todd (Patrick Schwarzenegger) กับ Clayton (Dane DeHaan) หน่อเนื้อเชื้อไขของ Michael ซึ่งคนหนึ่งเป็นลูกรัก อีกคนเป็นลูกชัง และสถานการณ์ก็ไม่ได้แตกต่างจากเรื่อง Qayin กับ Hebel ในคัมภีร์ไบเบิล ยกเว้นเพียงแค่ Michael ในฐานะ ‘พระเจ้า’ รักลูกผิดคนเท่านั้น หรือกรณีของ Margaret (Sophie Turner) กับ Martha (Odessa Young) ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของครอบครัว Peterson ทว่าทั้งสองก็นับถือ Kathleen และโดยเฉพาะ Michael เป็นเหมือนบุพการีจริงๆ ก่อนที่พวกเธอจะได้รู้บางเรื่องที่ทำให้มอง ‘พ่อ’ ของตัวเองเปลี่ยนไป

 

ความน่าทึ่งอีกอย่างของการใช้ประโยชน์จากการไม่ถูกบีบเค้นเรื่องกรอบเวลาเหมือนหนัง 2 ชั่วโมง และยังเป็นการหาทางออกให้กับเรื่องที่ไม่มีคำตอบอย่างแยบยล ได้แก่การจำลองให้ผู้ชมได้เห็นสมมติฐานการตายในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงพาผู้ชมไปรับฟังสารพัดสมมติฐานของใครต่อใคร ทั้งที่หนักแน่นและสมเหตุสมผล หรือพิลึกพิลั่นและเหลือเชื่อ (เช่น ทฤษฎีนกเค้าแมว) อย่างที่กล่าวข้างต้น สุดท้ายสิ่งที่ผู้สร้างบอกเล่าไม่ใช่เรื่องของการพยายามค้นหา ‘ความจริง’ (ซึ่งเป็นเรื่องป่วยการไปแล้ว) ทว่าได้แก่การยอมรับว่าอัตวิสัยของมนุษย์เป็นส่วนผสมที่จำแนกแยกแยะไม่ได้ อันส่งผลให้ ‘ความจริง’ มีหลายเวอร์ชัน

 

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าหากจะมีสักประโยคที่ใช้ขมวดเรื่องที่บอกเล่าทั้งหมดได้อย่างรัดกุม มันก็น่าจะได้แก่คำพูดของตัวละครที่สวมบทโปรดิวเซอร์ของหนังสารคดี ซึ่งเอ่ยไว้ตั้งแต่ตอนที่คดีความยังไม่สิ้นสุด ทำนองว่า ไม่ว่าในตอบจบ Michael จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือผิดจริงตามข้อกล่าวหา 

 

บั้นปลายของเรื่องทั้งหมดก็หลีกหนีไม่พ้นโศกนาฏกรรม มานึกๆ ดูแล้ว กรณีการเสียชีวิตของแตงโมก็เช่นเดียวกัน

 

 

The Staircase (2022)

สร้างสรรค์: Antonio Campos

ผู้แสดง: Colin Firth, Toni Collette, Michael Stuhlbarg, Sophie Turner, Juliette Binoche ฯลฯ

The post The Staircase (2022) มินิซีรีส์เรื่องเยี่ยม ว่าด้วยการตายอันเป็นปริศนา และการงมหาความจริงที่หล่นหายในมหาสมุทร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Memoria (2021) สุ้มเสียงอันสนั่นหวั่นไหวของบาดแผลและความทรงจำ https://thestandard.co/opinion-memoria-film/ Tue, 08 Mar 2022 11:22:17 +0000 https://thestandard.co/?p=603277 Memoria

  Tilda Swinton เป็นนักแสดงที่น่าอัศจรรย์ เธอเริ่ม […]

The post Memoria (2021) สุ้มเสียงอันสนั่นหวั่นไหวของบาดแผลและความทรงจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Memoria

Memoria

 

Tilda Swinton เป็นนักแสดงที่น่าอัศจรรย์ เธอเริ่มเล่นหนังครั้งแรกในปี 1986 และถ้านับผลงานของเธอทั้งนำและสมทบทั้งภาพยนตร์และโทรทัศน์จนกระทั่งถึงเรื่องล่าสุด อันได้แก่ The French Dispatch และ Memoria ก็ปาเข้าไปราวๆ เก้าสิบเรื่อง

 

แต่ปริมาณก็เรื่องหนึ่ง และความหลากหลายของหนังที่เธอเล่นก็เป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง ข้อน่าสังเกตก็คือ ไม่ว่าพวกเราจะเป็นนักดูหนังสายอ่อนหรือสายแข็ง สมัครเล่นหรืออาชีพ ดูเพื่อพักผ่อนหย่อนใจหรือเอาเป็นเอาตายกับความหมายที่ซ่อนเร้น ก็น่าเชื่อว่าต้องเคยผ่านหูผ่านตาผลงานการแสดงของเธอหลายเรื่อง หรือหลายสิบเรื่อง

 

ที่แน่ๆ สาวก Marvel คงนึกถึง Tilda Swinton ในบทบาทของ The Ancient One จอมขมังเวทย์ผู้ซึ่งเป็นเสมือนพระอาจารย์ของ Dr. Strange และออร่าของเธอน่าเกรงขามจริงๆ หรือใครที่เคยดูหนังเรื่อง The Beach ซึ่งยกกองมาถ่ายบ้านเราก็คงจะไม่มีวันลืมบทผู้คุ้มกฎแห่งเกาะลึกลับกลางอ่าวไทย หรือแฟนหนัง Wes Anderson ก็คงจดจำได้ว่าเธอเป็นหนึ่งในขาประจำ ขณะที่สำหรับสานุศิษย์ของ Derek Jarman ผู้กำกับหนังทดลองบันลือโลกที่ล่วงลับ เธอเป็นทั้งส่วนที่ขาดไม่ได้และแรงบันดาลใจของหนังมากกว่าครึ่งค่อน และยิ่งเมื่อคำนึงว่า เธอร่วมงานกับคนทำหนังนอกกระแสนับไม่ถ้วน เรียงรายชื่อไม่หวาดไม่ไหว (Sally Potter, Peter Warren, Luca Guadagnino, Spike Jonze, ฯลฯ) อีกสถานะหนึ่งของ Tilda Swinton ก็น่าจะได้แก่ ‘เจ้าแม่หนังอาร์ต’

 

Memoria

 

โดยปริยาย การร่วมงานกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ซึ่งเป็นเสมือนขุนเขาอันสูงตระหง่านของการสร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวที่ไร้ขอบเขตจำกัด จึงเป็นเรื่องของระยะเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น และ Memoria ก็เป็นผลงานที่คนทั้งสองใช้เวลาฟูมฟักทางความคิดมายาวนาน และมันลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำเหมือนกับชื่อหนังนั่นเอง

 

อย่างที่หลายคนรับรู้รับทราบ Memoria ซึ่งชนะรางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีล่าสุด เป็นหนังที่อภิชาติพงศ์ก้าวออกจาก ‘คอมฟอร์ตโซน’ หรืออีกนัยหนึ่ง หนังที่เขาและทีมงานพาตัวเองออกจากเมืองไทยไปปักหลักทำอีกซีกโลกหนึ่ง อันได้แก่ประเทศโคลอมเบีย ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรที่เขาต่อติดเชื่อมโยงทั้งในแง่ของชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ภาษา วัฒนธรรม สภาพอากาศ ภูมิประเทศ ประวัติศาสตร์ และบริบททางการเมือง แต่จนแล้วจนรอด ใครที่ได้ดูหนังของเขาอย่างต่อเนื่องก็คงบอกได้ทันท่วงทีว่า Memoria ยังคง ‘ความเป็นอภิชาติพงศ์’ ทั้งในแง่เนื้อหาและสไตล์การนำเสนอ ประพันธกรก็ยังคงเป็นประพันธกร และเขาเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่ ‘ลายเซ็น’ ไม่เพียงสะท้อนความเป็นตัวเอง (หรือที่ใครๆ เรียกว่า Original) มากๆ หากยังหมดจดงดงามราวบทกวี

 

ทั้งการถ่ายแบบลองเทกที่ปล่อยให้ผู้ชมดื่มด่ำและซึมซับบรรยากาศของห้วงเวลานั้นๆ การวางกรอบภาพอย่างประณีต แต่ขณะเดียวกัน มันก็กลับดูเป็นธรรมชาติและเหมือนไม่มีการตบแต่งอย่างไม่น่าเชื่อ การใช้ประโยชน์จากเสียงรอบข้างที่ส่งผลต่อ ‘ผัสสะ’ ของเรา การเล่าเรื่องที่กระโดดจากเหตุการณ์หนึ่งไปอีกเหตุการณ์โดยปราศจากการชี้แจงในแบบอิมเพรสชันนิสม์ อารมณ์ขันที่ผู้ชมต้องเลือกเอาเองว่าควรจะหัวเราะหรือไม่อย่างไร ช่วงเวลากลางคืนอันแสนผ่อนคลาย ไปจนถึงเนื้อหาที่มักจะพูดถึงความฝัน ความทรงจำ อดีตที่หลอกหลอน ประวัติศาสตร์ของดินแดน เรื่องประหลาดที่อธิบายไม่ได้ ความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งจินตนาการแบบหนังนิยายวิทยาศาสตร์

 

จะว่าไปแล้ว ความเป็นโคลอมเบียทั้งในแง่ของตัวเมือง และป่าเขาลำเนาไพรก็เปรียบได้กับบรรจุภัณฑ์ที่แปลกหูแปลกตา และทำให้สิ่งละอันพันละน้อยที่กล่าวถึงยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดและเย้ายวน ลึกลับ น่าพิศวง และชวนค้นหามากขึ้น

 

Memoria

 

อย่างไรก็ตาม เวลาใครพูดถึงหนังของอภิชาติพงศ์ก็มักจะต้องมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า Disclaimer หรือการจำกัดความรับผิดชอบในแง่ที่หนังของเขาไม่ได้ถูกสร้างเพื่อรสนิยมวงกว้าง ด้วยความที่มัน ‘ดูยาก’ ทั้งในแง่เนื้อหาและวิธีการบอกเล่าดังที่เอ่ยข้างต้น แต่ข้อสังเกตแบบนั้นก็เหมือนกับสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นให้กับคนดูหนังหน้าใหม่ ผู้ซึ่งน่าจะมีโอกาสผจญภัยไปในหนังของอภิชาติพงศ์ด้วยตัวเอง (ข้อที่ควรหมายเหตุก็คือ หนังอภิชาติพงศ์ไม่ได้เข้าโรงฉายปกติมาสิบกว่าปีแล้ว) และบางที คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ชมวงกว้างน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า อันได้แก่สไตล์อันผิดแผกจากหนังกระแสหลักดังที่กล่าวข้างต้น และข้อสำคัญ ยากหรือง่ายอาจจะไม่แก่นสารเท่ากับกระบวนการทางด้านภาพและเสียงของหนังจูนติดกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมอย่างไร

 

และสมมติว่าจะเทียบเคียงกับผลงานเรื่องก่อนๆ Memoria ก็เป็นหนังที่หยิบยื่นความรู้สึกที่รื่นรมย์พอๆ กับ แสงศตวรรษ (2006) อีกทั้งยังเล่าเรื่องที่เรียบง่าย Jessica (Swinton) เป็นหญิงชาวสกอต ผู้ซึ่งดำเนินกิจการขายดอกไม้ในเมืองเมดิยิน ประเทศโคลอมเบีย ตอนที่หนังเร่ิมต้น เธอมีเหตุให้ต้องไปเยี่ยมน้องสาวที่ล้มป่วยในเมืองโบโกตา แล้วจู่ๆ เธอก็ถูกปลุกให้ตื่นกลางดึกด้วยเสียงดังของอะไรบางอย่างที่ฟังเหมือน ‘ก้อนคอนกรีตขนาดใหญ่หล่นลงไปในบ่อโลหะซึ่งห้อมล้อมด้วยน้ำทะเล’ ตอนแรกเธอนึกว่ามันเป็นเสียงจากไซต์ก่อสร้าง แต่ทีละน้อย เจ้าตัวพบว่าเธอได้ยินมันอยู่คนเดียว

 

แต่จะว่าไปแล้ว นั่นไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดเพียงหนึ่งเดียวที่ Jessica หรือผู้ชมพบเจอ ฉากที่จู่ๆ สัญญาณกันขโมยของรถยนต์ส่งเสียงพร้อมๆ กันในช่วงโพล้เพล้ก็ดูเหมือนเป็นเรื่องหาคำอธิบายไม่ได้เช่นกัน หรือความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากขึ้นระหว่าง Jessica กับซาวด์เอ็นจิเนียร์หนุ่มที่ชื่อ Hernan (Juan Pablo Urrego) ผู้ซึ่งช่วยจำลองเสียงดังในห้วงคำนึงของฝ่ายแรก ก็กลับลงเอยด้วยการที่ใครคนนั้นอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย หรืออันที่จริง ไม่มีใครที่สตูดิโอรู้จักหรือเคยได้ชื่อของเขาด้วยซ้ำ และเมื่อน้องสาว (Agnes Brekke) เอ่ยถึงใครบางคนที่ Jessica ทักท้วงว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว เจ้าตัวก็ได้รับการยืนยันว่า คนคนนั้นยังอยู่ดีมีสุข หรือในช่วงครึ่งหลัง Jessica ก็ได้พบและพูดคุยกับหนุ่มใหญ่อีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่งแนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ Hernan (เหมือนกัน)

 

Memoria

Memoria

 

บางที เรื่องที่ดูเหลวไหลไร้เหตุผลนี้อาจจะปลดล็อกด้วยประโยคช่วงกลางเรื่องของ Jessica เองที่เอ่ยประมาณว่า เธอคิดว่าตัวเองกำลังเป็นบ้า และในแง่หนึ่ง การที่ผู้ชมร่วมได้ยินเสียง ‘โครม’ ในหัวของตัวละคร ก็บอกโดยอ้อมว่าเราได้รับการเชื้อเชิญให้ก้าวล่วงเข้าไปในสัมปชัญญะของตัวละคร ซึ่งยิ่งเวลาผ่านพ้นไป โน่นนี่นั่นที่หลั่งไหลเข้ามาในสภาวะการรับรู้ของตัวละครก็ยิ่งดูน่างุนงงสงสัย หรือแม้กระทั่งดู ‘วิกลจริต’ มากขึ้น

 

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อเบื้องหน้าผู้ชมก็ทำงานเหมือนกับความฝันของคนเราที่ความต่อเนื่องเชื่อมโยงไม่ใช่สาระสำคัญ คนนั้นคนนี้สามารถโผล่เข้ามาและหายตัวไปได้โดยไม่ต้องแจกแจงเงื่อนงำ เหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ดูไม่มีตรรกะหรือแก่นสารสามารถจับจองพื้นที่และเวลาอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น ฉากเล่นดนตรีแจ๊สที่แต่ละคนแจมกันสุดมัน หรือฉากสองหนุ่มโชว์สเตปอย่างแพรวพราวและดึงดูดสายตา) อีกทั้งขนบของความฝันก็ยังอนุโลมให้พวกเรายังไม่จำเป็นต้องคาดคั้นหาความกระจ่างในแง่ที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงหรือเพียงแค่บางเรื่องที่แอบซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งในเชิงจิตวิทยา มันคลับคล้ายว่าทำหน้าที่บำบัดหรือชดเชยสิ่งที่ขาดตกบกพร่องในห้วงคำนึงของเจ้าละคร

 

และอย่างหนึ่งที่น่าครุ่นคิดมากๆ ก็คือ ยิ่งผู้ชมได้ใช้เวลาคลุกคลีกับ Jessica มากขึ้น แทนที่เราจะสัมผัสได้ถึงเลือดเนื้อและความมีชีวิตของเธอ สภาวะของตัวละครนี้กลับดูไม่แตกต่างจาก ‘Lost Soul’ หรือวิญญาณที่หาหลักแหล่งของตัวเองไม่เจอ ซึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากความที่เธอเป็นทั้งคนต่างบ้านต่างเมือง (อย่างที่บอก เธอมาจากเมืองใหญ่อีกเมืองที่ชื่อเมดิยิน) และคนต่างชาติต่างภาษา (เธอพูดสแปนิชพอได้ แต่ก็ไม่คล่องแคล่วนัก)

 

เป็นไปได้หรือไม่ว่าสถานะ ‘คนนอก’ ของ Jessica ทำให้เธอแสวงหาความเกี่ยวข้องและการยึดโยง ทั้งในการสานต่อความสัมพันธ์กับ Hernan คนแรกซึ่งงอกเงยอย่างรวดเร็ว หรือการเสาะหารากเหง้าของดินแดนและผู้คน (ซึ่งหมายรวมถึงประวัติศาสตร์และบาดแผล) ผ่านการพยายามมีความทรงจำร่วมกับ Hernan คนหลังแม้ว่าจนแล้วจนรอด มันจะเป็นเพียง ‘ความทรงจำมือสอง’ ก็ตาม

 

และสำหรับเสียงปริศนาที่ระเบิดในหัวของตัวละคร คำตอบที่ Jessica ค้นพบในท้ายที่สุด ซึ่งไม่ว่ามันจะพิลึกพิลั่นสำหรับผู้ชมเพียงใด อย่างหนึ่งที่แน่ๆ ก็คือ มันทำให้ตัวละครเผยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจเป็นครั้งแรก หรือบางที คำตอบนั้นอาจจะปลดเปลื้องความรู้สึกแปลกแยกที่เกาะกุมความรู้สึกของตัวละครมาตั้งแต่ต้น

 

Memoria

Memoria

 

แต่ไม่ว่าใครจะแปลความหมายของหนังเรื่อง Memoria อย่างไร (ซึ่งน่าเชื่อว่าคงไม่เหมือนกัน) หนังเต็มไปด้วยฉากและสถานการณ์ที่ผู้ชมสามารถเพลิดเพลินกับห้วงเวลาเหล่านั้นได้เป็นเอกเทศ สองสามโมเมนต์ที่ดีมากๆ ได้แก่ ตอนที่ Jessica พยายามบรรยายเสียงดังในหัวให้ Hernan คนหนุ่มฟัง ทั้งๆ ที่ภาษาสแปนิชไม่แข็งแรง อีกทั้งเสียงนั้นก็อธิบายไม่ได้ง่ายดาย และสีหน้าสีตาของเธอดูจนตรอกจริงๆ หรือตอนที่ Jessica สังหรณ์ว่าหมาที่เดินตามอาจจะเชื่อมโยงกับตัวที่น้องสาวเชื่อว่ามันสาปแช่งให้ฝ่ายหลังต้องเข้าโรงพยาบาล และคนดูได้แต่นึกขำท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเจ้าตัว ทำนองเดียวกัน ฉากที่ Jessica ไปหาหมอเพื่อขอยานอนหลับก็เป็น ‘ฉากซิกเนเจอร์’ ของอภิชาติพงศ์ มันทั้งตลก ทั้งอบอุ่น และน่ารักน่าชัง

 

ขณะที่ในส่วนของเทคนิค องค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ควรพูดถึงอย่างเจาะจงก็คืองานออกแบบเสียงของหนัง ซึ่งไม่เพียงทำให้คนดูรู้สึกได้มากกว่าที่สายตามองเห็น หากยังขยับขยายจินตทัศน์อย่างกว้างไกล ยิ่งในช่วงท้ายที่หนังปล่อยให้คนดูนั่งอยู่ในท่ามกลางบรรยากาศของฟ้าฝน พวกเราก็แทบจะสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นของป่าแอมะซอน

 

และเมื่อผนวกสรรพสำเนียงรอบข้างเข้ากับกลไกด้านภาพ กลวิธีการบอกเล่า การแสดงของนักแสดง งานสร้างและอื่นๆ ทั้งหมดทั้งมวลที่ค่อยๆ คลี่คลายตัวมันเองเบื้องหน้าพวกเรา ก็นำพาให้การดูหนังเรื่อง Memoria โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มันถูกออกแบบให้จัดแสดง (ซึ่งก็คือในโรงหนัง) เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากการร่วมเฉลิมฉลองความวิเศษ ยิ่งใหญ่ และมหัศจรรย์ของศิลปะภาพยนตร์

 

Memoria

           

MEMORIA (2021)

กำกับ-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล  

ผู้แสดง-Tilda Swinton, Elkin Diaz, Jeanne Balibar, Juan Pablo Urrego

The post Memoria (2021) สุ้มเสียงอันสนั่นหวั่นไหวของบาดแผลและความทรงจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>