ปิติพัฒน์ ชูปลื้ม, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/pitipat-p/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 10 Feb 2024 06:46:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ราคาข้าวไทยพุ่ง All Time High เสี่ยงฉุดไทยพ่ายเวียดนาม https://thestandard.co/thai-rice-prices-surge-to-all-time-high/ Fri, 09 Feb 2024 01:50:57 +0000 https://thestandard.co/?p=897750 ราคาข้าวไทย

ราคาข้าวไทยพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดาบสองคม สมาคมผู้ […]

The post ราคาข้าวไทยพุ่ง All Time High เสี่ยงฉุดไทยพ่ายเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาข้าวไทย

ราคาข้าวไทยพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดาบสองคม สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยหวั่นราคาพุ่งฉุดความสามารถในการแข่งขัน เหตุคนหันไปซื้อข้าวราคาถูกจากประเทศอื่น รวมไปถึงเวียดนาม

 

ตามข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย แสดงให้เห็นว่าราคาข้าว Thai White Rice 5% Broken ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ราคามาตรฐานของเอเชีย (Asian Benchmark) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 668-669 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน (หรือราว 2.3 หมื่นบาทต่อตัน) ในเดือนมกราคม

 

กรณีนี้ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาข้าวไทยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์มาจากคำสั่งห้ามส่งออกข้าวของอินเดีย และปัญหาขาดแคลนข้าวเนื่องจากภัยแล้งในอินโดนีเซีย รวมไปถึงการเร่งซื้อข้าวไทยของฟิลิปปินส์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว

 

โดยในปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นถึง 1,438% กลายเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยอันดับ 1 ของปี รวม 1.4 ล้านตัน ในปี 2023 จาก 9.17 หมื่นตัน ในปี 2022 ขณะที่ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้น 126% อยู่ที่ 4.2 แสนตัน เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 6 ในปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2023 อินเดียได้ออกคำสั่งห้ามส่งออกข้าว (ยกเว้นข้าวขาวบาสมาติ) เพื่อควบคุมราคาข้าวในประเทศ

 

สำหรับแนวโน้มราคาข้าวไทยในระยะต่อไป ชูเกียรติมองว่าขึ้นอยู่กับคำสั่งห้ามส่งออกข้าวของอินเดียเป็นหลัก โดยหากอินเดียยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกข้าวหลังการเลือกตั้ง อาจส่งผลให้ราคาในตลาดโลกลดลง 50 ดอลลาร์ต่อตันได้เลยทีเดียว

 

ราคาข้าวไทยพุ่ง ฉุดความสามารถแข่งขัน

 

แม้ราคาข้าวไทยที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรไทย แต่ในอีกแง่หนึ่งกลับส่งผลกระทบเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) เนื่องจากทำให้ผู้คนสนใจข้าวจากประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่ามากขึ้น รวมไปถึงเวียดนาม

 

“ล่าสุดมีการประมูลข้าวในอินโดนีเซียปริมาณ 5 แสนตัน ในวันจันทร์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา โดยเวียดนามสามารถชนะการประมูลไปได้ 4 แสนตัน ร่วมกับปากีสถานและเมียนมา ขณะที่ไทยไม่สามารถประมูลได้เลย เหตุเพราะราคาข้าวไทยสูงถึง 690 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับราคาข้าวเวียดนาม ซึ่งอยู่ที่ 655 ดอลลาร์ต่อตัน (ราคาต่างกันถึง 35 ดอลลาร์)” ชูเกียรติกล่าว

 

เปิดแนวโน้มส่งออกข้าวไทยปี 2567

 

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ว่า ในปี 2567 ไทยจะส่งออกข้าวได้ลดลง 13.8% เหลือ 7.5 ล้านตัน จาก 8.7 ล้านตัน ในปี 2566 เนื่องมาจากความเป็นไปได้ที่อินเดียจะยกเลิกคำสั่งห้ามส่งออกข้าว นอกจากนี้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2567 ก็คาดว่าจะลดลงจาก 4.4% เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยลง โดยเฉพาะข้าวนาปรัง

 

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยยังเผยปัจจัยและความท้าทายที่มีผลต่อการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ ได้แก่

 

  1. ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ในปีที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน ส่งผลให้ราคาของข้าวไทยมีความเสถียรน้อย เทียบกับค่าเงินดองของเวียดนามที่มีความเสถียรมากกว่า
  2. ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทย โดยไทยมีผลผลิตต่อไร่ที่น้อยกว่าเวียดนามถึงเท่าตัว และพันธุ์ข้าวไทยที่ไม่ได้รับการพัฒนา ระบบน้ำที่อ่อนแอ ทำให้ต้นทุนข้าวไทยสูงกว่าข้าวเวียดนาม
  3. ภาวะแข่งขันด้านราคาข้าวในตลาดโลก เนื่องมาจากราคาข้าวไทยที่สูงกว่าราคาข้าวเวียดนามและอินเดีย
  4. นโยบายจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย ซึ่งต้องจับตาดูนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม
  5. ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่อาจส่งผลดีต่อประเทศไทย หากไทยสามารถจำกัดผลกระทบและส่งออกได้เพิ่มขึ้น แต่หากภัยแล้งทำให้ผลผลิตไทยลดลงก็อาจมองเป็นความเสี่ยงได้

 

เวียดนามจ่อแซงไทย

 

ในปี 2566 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก โดยส่งออกข้าวได้ 8.76 ล้านตัน เป็นรองเพียงอินเดียที่ส่งออกได้ 17.5 ล้านตัน แม้ว่าอินเดียสั่งห้ามส่งออกข้าวในปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยมองว่ามีความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะแซงไทยในปีนี้ โดยคาดว่าเวียดนามอาจส่งออกข้าวได้ถึง 7.5 ล้านตัน (ใกล้เคียงกับประมาณการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ที่ 7.5 ล้านตัน) หลังปี 2566 เวียดนามตามหลังไทยมาติดๆ ด้วยปริมาณการส่งออกข้าว 8.13 ล้านตัน

The post ราคาข้าวไทยพุ่ง All Time High เสี่ยงฉุดไทยพ่ายเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai COMPASS วิเคราะห์ กนง. มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แต่ไม่น่าปรับทิศทางนโยบายการเงินในระยะใกล้ https://thestandard.co/krungthai-compass-analyse-mpc-ease/ Thu, 08 Feb 2024 04:27:46 +0000 https://thestandard.co/?p=897379 Krungthai COMPASS

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) Krungthai COMPASS วิเคราะห์ว่า ใน […]

The post Krungthai COMPASS วิเคราะห์ กนง. มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แต่ไม่น่าปรับทิศทางนโยบายการเงินในระยะใกล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Krungthai COMPASS

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) Krungthai COMPASS วิเคราะห์ว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กนง. ส่งสัญญาณถึงท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ประเมินว่าจะยังไม่ปรับทิศทางของการดำเนินนโยบายการเงินในระยะอันใกล้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังอยู่ในทิศทางขยายตัว และ กนง. จำเป็นต้องรอความชัดเจนของข้อมูลต่างๆ ในระยะต่อไป ขณะที่มีความเสี่ยงที่อาจกดดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้ในอนาคต อีกทั้งยังต้องติดตามการปรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักในต่างประเทศ

 

การวิเคราะห์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ (7 กุมภาพันธ์) กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 1/2567 

 

Krungthai COMPASS มองยังประเมินว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด กนง. มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอ่อนแอลง สะท้อนได้จากการปรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจปี 2567 ลงจากเดิมที่ 3.2% (ณ เดือนพฤศจิกายน 2566) ลงสู่ช่วง 2.5-3.0% (ค่ากลาง 2.8%) จากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและจีนซึ่งฟื้นช้ากว่าที่คาด รวมทั้ง ‘ปัญหาเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่จำกัดการเติบโตและเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า 

 

ในด้านอัตราเงินเฟ้อ กนง. ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 โดยมองว่ามีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำที่ 1.0% จากเดิมที่ 2.0% (ณ เดือนพฤศจิกายน 2566) พร้อมทั้งระบุว่า เงินเฟ้อที่ต่ำในปัจจุบันยังไม่สะท้อนภาวะเงินฝืด เนื่องจากราคาไม่ได้ปรับลดเป็นวงกว้าง

 

นอกจากนี้ กนง. ยังส่งสัญญาณปรับท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้น สะท้อนจากผลการลงมติที่มีกรรมการจำนวน 2 ใน 5 ท่านเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

 

อย่างไรก็ตาม Krungthai COMPASS ประเมินว่า กนง. จะยังไม่เร่งปรับทิศทางของการดำเนินนโยบายการเงินและจำเป็นต้องรอความชัดเจนของข้อมูลต่างๆ ในระยะต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจยังอยู่ในทิศทางขยายตัว 

 

ขณะที่มีความเสี่ยงซึ่งอาจกดดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้ในอนาคต อีกทั้งยังต้องติดตามการปรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักในต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ กนง. ยังสื่อสารว่า การลดดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อไป ส่วนการลดอัตราดอกเบี้ยนั้นมีความเป็นไปได้มากขึ้น และจำเป็นต้องติดตามท่าที กนง. และพัฒนาการทางเศรษฐกิจต่อไปอย่างใกล้ชิด

The post Krungthai COMPASS วิเคราะห์ กนง. มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น แต่ไม่น่าปรับทิศทางนโยบายการเงินในระยะใกล้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI มองเศรษฐกิจไทย ‘ไม่วิกฤต’ https://thestandard.co/tdri-thailand-economy-not-in-crisis/ Thu, 01 Feb 2024 10:49:00 +0000 https://thestandard.co/?p=894924

TDRI มองเศรษฐกิจไทยไม่วิกฤต เนื่องจากยังมีแรงส่งจากหลาย […]

The post TDRI มองเศรษฐกิจไทย ‘ไม่วิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

TDRI มองเศรษฐกิจไทยไม่วิกฤต เนื่องจากยังมีแรงส่งจากหลายเครื่องยนต์ พร้อมเปิดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567 ขยายตัวราว 3% 

 

วันนี้ (1 กุมภาพันธ์) ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปี 2567 (TEA Annual Forum 2024) ในหัวข้อ ‘ฝ่าเศรษฐกิจปีงูใหญ่ ชวนสร้างไทยให้ยั่งยืน’ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยไม่วิกฤต เนื่องจากคาดว่าจะโตได้ราว 3% ในปี 2567 

 

พร้อมทั้งระบุว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ นิยามของคำว่า ‘วิกฤต’ คือเศรษฐกิจต้องหดตัว อย่างเช่นที่เกิดในช่วงโควิด หรือต้มยำกุ้ง ที่เศรษฐกิจทุกภาคส่วนหยุดชะงัก ไม่ใช่แค่บางภาคส่วนดี บางภาคส่วนไม่ดี

 

ดร.กิริฎา อธิบายอีกว่า เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะสามารถโตได้มากกว่าปีที่แล้ว ‘อย่างมาก’ 3% ในปี 2567 จากที่คาดว่าจะโตราว 2% ในปี 2566 เนื่องมาจากภาคการท่องเที่ยวที่น่าจะดีขึ้น และการส่งออกที่คาดว่าปีนี้จะขยายตัว 1-2% หลังจากปีที่แล้วหดตัว 1% รวมไปถึงการลงทุนของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจาก พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผ่าน และการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังมีมาอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ดร.กิริฎา ยังกังวลต่อความท้าทายหลายประการ อย่างเช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น หากเกิดการปิดทะเลหรือช่องแคบต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน เนื่องจากหากราคาสินค้าต่างๆ ในโลกแพงขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็อาจปรับลดลงยาก

 

ดร.กิริฎา กล่าวอีกว่า อัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะปรับตัวขึ้นไม่มากก็น้อยในปีนี้เช่นกัน โดยหากมีแรงกระทบจากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตอาจส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ลดเร็ว

 

กระนั้น ดร.กิริฎา ระบุว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามที่ ธปท. คาดการณ์ คือเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้อยู่ใกล้ๆ 2% ในช่วงครึ่งหลังของปี กนง. อาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1-2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้แบงก์ชาติคิดหนัก เนื่องจากหากยิ่งลดดอกเบี้ยก็จะทำให้คนก่อหนี้เพิ่มขึ้น

 

“แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) ส่งสัญญาณว่าจะลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้งในครึ่งหลังของปี แต่ประเทศไทยน่าจะลดแค่ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อ” ดร.กิริฎา กล่าว

The post TDRI มองเศรษฐกิจไทย ‘ไม่วิกฤต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบตัวเลข ‘ส่งออก’ ปี 2566 ไทย vs. เอเชีย พบติดลบน้อยสุด https://thestandard.co/thailand-exports-vs-asia-2566/ Fri, 26 Jan 2024 11:16:58 +0000 https://thestandard.co/?p=892642

กระทรวงพาณิชย์เผย การส่งออกไทยปี 2566 หดตัว 1.0% เหตุกา […]

The post เทียบตัวเลข ‘ส่งออก’ ปี 2566 ไทย vs. เอเชีย พบติดลบน้อยสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงพาณิชย์เผย การส่งออกไทยปี 2566 หดตัว 1.0% เหตุการส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2566 ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ที่ 4.7% ช่วยชดเชยการติดลบต่อเนื่องใน 6 เดือนแรกของปีได้เล็กน้อย

 

กีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เทียบกับประเทศผู้ส่งออกอื่นๆ ในเอเชีย การส่งออกไทยปี 2566 ติดลบน้อยที่สุด

 

ขณะที่จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย ติดลบถึง 4.6%, 3.9%, 7.5% และ 7.7% ตามลำดับ

 

สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2567 กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการทำงานไว้ที่ขยายตัว 1.99% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 290,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 10 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่บรรเทาลง และการสิ้นสุดการใช้นโยบายการเงินตึงตัวของประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่งผลดีต่อปริมาณการค้าโลกให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีแรงหนุนจากการสำรองสินค้าเกษตรและอาหารตามความมั่นคงทางอาหารและการฟื้นตัวของวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก

 

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและต้นทุนสินค้า ผลกระทบจากภัยแล้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก และเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เทียบตัวเลข ‘ส่งออก’ ปี 2566 ไทย vs. เอเชีย พบติดลบน้อยสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 แบงก์พาณิชย์กำไรรวมปี 66 ทะลุ 2.2 แสนล้านบาท โต 17.4% https://thestandard.co/thai-banks-profits-surge-17-4/ Sat, 20 Jan 2024 10:11:11 +0000 https://thestandard.co/?p=890122

ธนาคารพาณิชย์ 9 จาก 10 แห่งของไทย รายงานกำไรปี 2566 ออก […]

The post 9 แบงก์พาณิชย์กำไรรวมปี 66 ทะลุ 2.2 แสนล้านบาท โต 17.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารพาณิชย์ 9 จาก 10 แห่งของไทย รายงานกำไรปี 2566 ออกมาแล้ว ปรากฏว่ากำไรรวมเพิ่มขึ้น 17.4% จากปีก่อนมาอยู่ที่ 226,574 ล้านบาท โดยภาพรวมธนาคารส่วนใหญ่มีกำไรปรับตัวขึ้นค่อนข้างโดดเด่น และบางธนาคาร เช่น กสิกรไทย มีกำไรสูงสุดในรอบถึง 9 ปี

 

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่ต่างปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงกว่า 3%

 

ส่วนธนาคารเกียรตินาคินภัทรเป็นธนาคารสุดท้ายที่ยังไม่ได้รายงานผลประกอบการปี 2566 ออกมา

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post 9 แบงก์พาณิชย์กำไรรวมปี 66 ทะลุ 2.2 แสนล้านบาท โต 17.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาคอนโดกรุงเทพฯ ปรับตัวขึ้น 4 ไตรมาสติด แต่ปริมณฑลกลับลดลง 5 ไตรมาสติด https://thestandard.co/bangkok-condo-prices-rise-4-straight-quarters/ Tue, 16 Jan 2024 08:43:55 +0000 https://thestandard.co/?p=888348

ราคาคอนโดในกรุงเทพฯ มีทิศทางการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเน […]

The post ราคาคอนโดกรุงเทพฯ ปรับตัวขึ้น 4 ไตรมาสติด แต่ปริมณฑลกลับลดลง 5 ไตรมาสติด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคาคอนโดในกรุงเทพฯ มีทิศทางการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามราคาคอนโดในปริมณฑลกลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 5 ไตรมาสติดต่อกัน 

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) รายงานดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในไตรมาส 4 ปี 2566 ภาพรวมเพิ่มขึ้น 2.7%YoY ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาห้องชุดในกรุงเทพฯ 3.5% 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ภาพรวมของดัชนีราคาห้องชุดใหม่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ลดลง -0.5% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว เนื่องจากมีสาเหตุหลักมาจากโปรโมชันกระตุ้นการขายและยอดโอนในช่วงปลายปี 

 

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า “มีข้อสังเกตว่าการปรับลดลงของดัชนีราคาห้องชุดในจังหวัดปริมณฑล โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากโครงการเก่าก่อนหน้าปี 2564 ที่ยังขายไม่หมด และเป็นโครงการที่สร้างเสร็จจากต้นทุนของวัสดุก่อสร้างและค่าแรงก่อนที่จะปรับตัวขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจึงมีการให้ส่วนลดเงินสด และให้ของแถมเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันสูงถึง 71.5%”

 

โดยดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย 2 จังหวัดปริมณฑล (สมุทรปราการและนนทบุรี) ลดลง -0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) 

 

โซนที่ปรับราคาลดลงได้แก่ โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ อยู่ในระดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท รองลงมาคือโซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด ในระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท และโซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง อยู่ในระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท ซึ่งเป็นโซนที่มีการแข่งขันสูง และมีหน่วยเหลือขายอยู่พอสมควร

The post ราคาคอนโดกรุงเทพฯ ปรับตัวขึ้น 4 ไตรมาสติด แต่ปริมณฑลกลับลดลง 5 ไตรมาสติด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติ ‘เทขาย’ บอนด์ไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 https://thestandard.co/foreigners-sell-thai-bonds-at-record-highs-in-2023/ Wed, 10 Jan 2024 12:14:36 +0000 https://thestandard.co/?p=886179 บอนด์ไทย

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผยกระแสเงินลงทุนจากต่ […]

The post ต่างชาติ ‘เทขาย’ บอนด์ไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ไทย

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เผยกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Non-resident Net Flows) ของนักลงทุนต่างชาติในปี 2566 พบว่ามีการขายสุทธิ (Net Flow) ทั้งปีมากถึง 146,608 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และไทยที่ยังค่อนข้างกว้าง ทำให้เงินทุนไหลเข้าไปในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเฉพาะในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี

 

เมื่อแยกเป็นรายไตรมาสพบว่า มีการขายสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทย 3 ไตรมาสแรกของปีติดต่อกัน ก่อนที่จะพลิกกลับเป็นการซื้อสุทธิ (Net Buy) ในไตรมาส 4 หลังจากตลาดเห็นแนวโน้มว่า Fed มีความเป็นไปได้ที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นในปี 2567

 

ส่วนการถือครองตราสารหนี้ไทยสะสมของนักลงทุนต่างชาติ อยู่ที่ 9.4 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 คิดเป็นสัดส่วน 5.7% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.4 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.0 ปี ณ สิ้นปี 2565

 

บอนด์ไทย

The post ต่างชาติ ‘เทขาย’ บอนด์ไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปเส้นทางสู่ความสำเร็จ BYD แซงหน้า Tesla ขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก https://thestandard.co/path-to-byd-success/ Wed, 10 Jan 2024 08:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=886109 BYD

จากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์ สู่ราชาผู้ผลิตรถยนต์ […]

The post สรุปเส้นทางสู่ความสำเร็จ BYD แซงหน้า Tesla ขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD

จากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์ สู่ราชาผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลก! 

 

“The biggest car brand you’ve never heard of” คือคำกล่าวครั้งหนึ่งของผู้บริหารในการโปรโมต และเพื่อมุ่งเป้าไปที่การบุกตลาดทั่วโลกของแบรนด์ BYD (ซึ่งย่อมาจาก Build Your Dreams)

 

ณ วันนี้เรียกได้ว่า BYD ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และขยับขึ้นมาเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ขายดีที่สุดอันดับ 1 แซงหน้า Tesla เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

BYD กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ EV อันดับ 1 ได้อย่างไร

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเติบโตของ BYD ส่วนหนึ่งมาจาก ‘เงินอุดหนุนของรัฐบาลจีน’ ที่มีนโยบายสนับสนุนรถยนต์ EV ตั้งแต่ปี 2010 ทั้งให้เงินอุดหนุนด้านการวิจัยและพัฒนาแก่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด การยกเว้นภาษีอุตสาหกรรม การปล่อยเงินกู้ และปรับลดที่ดินราคาถูก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างรากฐานในการพัฒนาแบรนด์ BYD 

 

นอกจากนี้ ‘ราคาที่ถูกกว่าแบรนด์อื่น’ ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจผู้ซื้อในตลาดขยายวงกว้างมากขึ้น โดยราคาเริ่มต้นของ BYD เริ่มตั้งแต่ราว 10,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 แสนบาท) ซึ่งถูกกว่า Tesla ที่มีราคาเฉลี่ยราว 45,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.575 ล้านบาท) 

 

หมายความว่า BYD ถูกกว่า Tesla ถึง 4.5 เท่า!

 

 

เติบโตแบบก้าวกระโดด

 

หลังจากที่ระยะหลังๆ บรรดาค่ายรถ EV จีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเริ่มเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และเยอรมนี ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงเป็นคู่แข่งและเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลก แต่น่าสนใจว่ายอดการส่งออกของรถยนต์ราว 1.3 ล้านคันจากทั้งหมด 3.6 ล้านคัน ล้วนเป็นการส่งออกจากตลาดจีน 

 

โดยในเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากเจ้าตลาดอย่าง Toyota, Volkswagen และ General Motors รวมถึง BYD ที่เริ่มเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างจริงจัง

 

ยังไม่นับรวมแรงหนุนจาก Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BYD 

 

ตลอดจนปัจจัยหลักจากเมกะเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปกลายเป็นรถยนต์ EV แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนสามารถเข้ามาครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV ของโลกได้ในที่สุด

 

ก้าวต่อไปของ BYD 

 

แน่นอนว่าหลังจากที่ BYD ครองตลาดด้วยยอดขาย และสามารถเอาชนะ Tesla ไปได้นั้นคงยังไม่เพียงพอ เป้าหมายต่อไปคือการบุกตลาดใหม่ๆ นอกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปสู่ตลาดอื่นๆ อย่างตะวันออกกลางและยุโรป 

 

ท่ามกลางความท้าทายและความไม่แน่นอนทั้งทางด้านกฎระเบียบการค้าที่สหภาพยุโรป (EU) กำลังสอบสวนเงินอุดหนุนรถยนต์ EV นำเข้าจากจีน ประกอบกับประเด็นที่ยังค้างคาในเรื่องของราคาที่ถูกกว่าคู่ค้าในยุโรป 

 

ที่สำคัญการเข้าไปขยายฐานการผลิตในตลาดใหม่ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความตึงเครียดระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและจีนเองก็ไม่มีท่าทีคลี่คลาย การที่จะเจาะเข้าไปสู่ตลาดสหรัฐฯ จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย 

 

จึงต้องจับตากันต่อไปว่า BYD จะสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดใหญ่ได้หรือไม่?

 

อ้างอิง: 

 

The post สรุปเส้นทางสู่ความสำเร็จ BYD แซงหน้า Tesla ขึ้นแท่นผู้ผลิตรถยนต์ EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อำนวยความสะดวก! ร้านค้าอยากเข้าร่วมโครงการ Easy e-Receipt สมัคร e-Tax / e-Receipt ได้ที่ธนาคารกรุงไทยแล้ววันนี้ https://thestandard.co/apply-for-e-tax-e-receipt-at-krung-thai-bank/ Tue, 09 Jan 2024 11:25:36 +0000 https://thestandard.co/?p=885839

ธนาคารกรุงไทยนำเสนอบริการ Krungthai e-Tax / e-Receipt เ […]

The post อำนวยความสะดวก! ร้านค้าอยากเข้าร่วมโครงการ Easy e-Receipt สมัคร e-Tax / e-Receipt ได้ที่ธนาคารกรุงไทยแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกรุงไทยนำเสนอบริการ Krungthai e-Tax / e-Receipt เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทยทุกกลุ่ม เข้าร่วมมาตรการ Easy e-Receipt 

 

ธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solution ธนาคารกรุงไทย เผยว่า ธนาคารกรุงไทยในฐานะธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศ นำเสนอบริการ Krungthai e-Tax / e-Receipt เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการไทยทุกกลุ่ม เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร หรือร้านค้าที่จดทะเบียน VAT ตามเงื่อนไขของกรมสรรพากรให้สามารถเข้าร่วมมาตรการ Easy e-Receipt ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการร้านค้า รองรับการใช้จ่ายเพื่อรับสิทธิลดหย่อนภาษีของประชาชน 

 

โดยบริการ Krungthai e-Tax / e-Receipt ของธนาคาร ครอบคลุมการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติผ่านช่องทาง Krungthai BUSINESS แทนผู้ประกอบการ มุ่งเน้นช่วยให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ ประหยัดเวลาการทำเอกสารใบกำกับภาษี และลดการนำส่งเอกสารในรูปแบบกระดาษไปยังคู่ค้า มีความปลอดภัยของข้อมูล สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ หมดกังวลเรื่องปลอมแปลงแก้ไข ส่งเสริมให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน 

 

โดยธนาคารได้รับการรับรองเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมสรรพากร ระดับสูง (e-Tax Service Provider Advanced) จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมสรรพากร

 

สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่สนใจสามารถสมัครบริการ Krungthai e-Tax / e-Receipt ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2567 จะได้รับอัตราค่าธรรมเนียมพิเศษ พร้อมรับตราสัญลักษณ์ E-TAX INVOICE & RECEIPT ตามที่กรมสรรพากรกำหนด เพื่อนำไปติดตั้ง ณ ร้านค้าและสถานประกอบการ นอกจากนี้ยังได้รับสติกเกอร์โครงการ Easy e-Receipt เพื่อนำไปติดที่หน้าร้านหรือจุดรับชำระเงินต่างๆ เพื่อให้ผู้ซื้อสังเกตได้อย่างชัดเจน 

 

โดยติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารผ่าน Krungthai Corporate Contact Center 0 2111 9999 (ในวันและเวลาทำการ 08.00-19.00 น.) 

 

The post อำนวยความสะดวก! ร้านค้าอยากเข้าร่วมโครงการ Easy e-Receipt สมัคร e-Tax / e-Receipt ได้ที่ธนาคารกรุงไทยแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ประเมิน ‘ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ’ มีผลต่อเงินเฟ้อ ‘น้อยมาก’ เหตุให้บริการไม่แสวงหากำไร ส่งผ่านต้นทุนทำได้จำกัด https://thestandard.co/moc-analyse-official-salary/ Mon, 08 Jan 2024 06:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=885333 ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ […]

The post พาณิชย์ประเมิน ‘ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ’ มีผลต่อเงินเฟ้อ ‘น้อยมาก’ เหตุให้บริการไม่แสวงหากำไร ส่งผ่านต้นทุนทำได้จำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ผลกระทบของการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยน้อยมาก แต่จะช่วยปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากร รวมทั้งเป็นการรักษาและดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ 

 

โดยเหตุผลหลักที่การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการไม่น่ามีผลต่อเงินเฟ้อมากนัก เป็นผลมาจากจำนวนบุคลากรภาครัฐที่ได้รับผลจากนโยบายมีสัดส่วน 4.7% ของลูกจ้างชาวไทยทั้งหมด ประกอบกับหน่วยงานราชการภาครัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อการให้บริการหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน และให้บริการประชาชน มิได้แสวงหากำไร ดังนั้น การส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวมายังค่าบริการของภาครัฐจึงทำได้จำกัด 

 

“แม้กลุ่มบุคลากรภาครัฐที่คาดว่าจะได้รับผลจากนโยบายจะมีสัดส่วนประมาณ 27.8% ของบุคลากรภาครัฐทั้งหมด ขณะเดียวกัน หากเปรียบเทียบจำนวนข้าราชการที่คาดว่าจะได้รับผลจากนโยบายกับผู้มีรายได้กลุ่มอื่น พบว่ามีสัดส่วนเพียงประมาณ 4.7% เมื่อเทียบกับจำนวนลูกจ้างชาวไทย และ 2.2% เมื่อเทียบกับผู้มีงานทำชาวไทย (นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ทำงานส่วนตัวโดยไม่มีลูกจ้าง เป็นต้น) ทั้งหมด ทำให้ขนาดกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายดังกล่าวมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำมากหากเทียบกับกำลังซื้อของลูกจ้างหรือผู้มีงานทำกลุ่มอื่น ที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ที่สูงขึ้นตามผลการดำเนินงาน ระยะเวลาการทำงาน ทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ ด้วยเหตุผลข้างต้น กำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจึงไม่น่าส่งผลต่อระดับราคาสินค้าและบริการรวมถึงอัตราเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ” สนค. ระบุ 

 

นอกจากนี้ สนค. ยังระบุว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลในปี 2558 ซึ่งมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการเช่นกัน ก็มิได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต และจะส่งผลให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของบุคลากรเหล่านี้ดีขึ้น 

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเสนอ โดยมีแนวทางสำคัญคือ การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามคุณวุฒิการศึกษาให้มีความเหมาะสม การปรับเงินเดือนชดเชยผู้ที่มีฐานเงินเดือนต่ำ และปรับเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 มกราคม) กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ โดยช่วงคาดการณ์อยู่ระหว่าง -0.3 ถึง 1.7% (ค่ากลาง 0.7%) จากเฉลี่ยทั้งปีที่ 1.23% ในปี 2566 

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มรายได้และกำลังซื้อ ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคลากรเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้ที่บรรจุในคุณวุฒิที่ไม่สูงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งเป็นการรักษาและดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐควบคู่กันไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ควรเฝ้าระวังเรื่องการฉวยโอกาสในการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการที่ไม่สมเหตุผล รวมถึงจะต้องติดตามสถานการณ์การปรับขึ้นค่าบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมสถาบันการศึกษาของเอกชน ค่าบริการทางการแพทย์/ค่าการตรวจรักษาสถานพยาบาลเอกชน อย่างใกล้ชิดต่อไป

The post พาณิชย์ประเมิน ‘ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ’ มีผลต่อเงินเฟ้อ ‘น้อยมาก’ เหตุให้บริการไม่แสวงหากำไร ส่งผ่านต้นทุนทำได้จำกัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 30 อันดับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก ‘ไทย’ รั้งอันดับที่ 28 https://thestandard.co/wto-export-2023-info/ Mon, 08 Jan 2024 00:26:41 +0000 https://thestandard.co/?p=885122

ตามรายงาน World Trade Statistical Review ประจำปี 2023 ข […]

The post เปิด 30 อันดับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก ‘ไทย’ รั้งอันดับที่ 28 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตามรายงาน World Trade Statistical Review ประจำปี 2023 ขององค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ปริมาณการค้าสินค้าโลก (World Merchandise Trade Volume) ในปี 2022 เพิ่มขึ้น 2.7% อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าโลกกลับลดลง 12.4% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่สูงขึ้น

 

ส่วนมูลค่าการส่งออกอย่างเดียว (ไม่รวมนำเข้า) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 44% โดยธุรกิจบริการดิจิทัลเป็นแหล่งรายได้ที่เกิดขึ้นใหม่ คิดเป็น 54% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดทั่วโลก

 

สำหรับประเทศที่ส่งออกสินค้ามากที่สุดในโลกปี 2022 คือ จีน คิดเป็นมูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือครองสัดส่วนถึง 14.4% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั่วโลก ลดลงจากปีที่แล้ว 0.6% 

 

รองลงมาอันดับที่ 2 คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกสินค้าอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ครองสัดส่วนอยู่ที่ 8.3% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.4%

 

สำหรับในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า สิงคโปร์เป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของภูมิภาค รองลงมาคือ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

 

โดยมูลค่าการนำเข้าของไทยในปี 2022 เพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 2.87 แสนล้านดอลลาร์ ครองสัดส่วน 1.2% ของการส่งออกทั่วโลก และอยู่อันดับที่ 28 ของโลก

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post เปิด 30 อันดับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก ‘ไทย’ รั้งอันดับที่ 28 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องประเทศอะไรนำเข้าสินค้ามากที่สุด ด้าน ‘ไทย’ ติดอันดับที่ 24 ของโลก https://thestandard.co/wto-import-2023-info/ Mon, 08 Jan 2024 00:17:26 +0000 https://thestandard.co/?p=885111

ตามรายงาน World Trade Statistical Review ประจำปี 2023 ข […]

The post ส่องประเทศอะไรนำเข้าสินค้ามากที่สุด ด้าน ‘ไทย’ ติดอันดับที่ 24 ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตามรายงาน World Trade Statistical Review ประจำปี 2023 ขององค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ปริมาณการค้าสินค้าโลก (World Merchandise Trade Volume) เพิ่มขึ้น 2.7% อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าโลกกลับลดลง 12.4% โดยส่วนหนึ่งเป็นสาเหตุมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ที่สูงขึ้น

 

กระนั้นเมื่อพิจารณาจากการนำเข้า (Import) ขาเดียวไม่รวมส่งออก พบว่ามูลค่าการนำเข้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 25.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 876.90 ล้านล้านบาท) ใกล้เคียงกับขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เลยทีเดียว

 

โดยประเทศที่มีการนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 15% อยู่ที่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ในปีนั้นสหรัฐฯ จะเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงและความไม่แน่นอนของตลาด

 

รองลงมาคือจีน โดยมีมูลค่าการนำเข้าสินค้าถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 1% จากปีก่อนหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปีนั้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุ

 

สำหรับในกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าสิงคโปร์เป็นผู้นำเข้าอันดับ 1 ของภูมิภาค รองลงมาคือเวียดนาม ไทย และมาเลเซีย เป็นต้น

 

โดยมูลค่าการนำเข้าของไทยในปี 2022 เพิ่มขึ้น 14% อยู่ที่ 3.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองสัดส่วน 1.2% ของการนำเข้าทั่วโลก และอยู่ที่อันดับที่ 24 ของโลก

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

อ้างอิง:

The post ส่องประเทศอะไรนำเข้าสินค้ามากที่สุด ด้าน ‘ไทย’ ติดอันดับที่ 24 ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นพูดเอง! BOJ มีโอกาสเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ‘เร็วๆ นี้’ ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลค่าจ้างรอบด้าน https://thestandard.co/boj-canceling-negative-interest-policy/ Thu, 28 Dec 2023 09:41:28 +0000 https://thestandard.co/?p=882254 Kazuo Ueda

ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า มีความเป็นไปไ […]

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นพูดเอง! BOJ มีโอกาสเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ‘เร็วๆ นี้’ ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลค่าจ้างรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kazuo Ueda

ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด หรือก่อนที่ผลการต่อรองค่าจ้างสำหรับบริษัทขนาดเล็กจะได้ข้อสรุป

 

Kazuo Ueda ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ NHK ว่า มีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะตัดสินใจกลับทิศนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultra-Loose) ที่ใช้ในปัจจุบัน โดยอาจตัดสินใจก่อนผลการต่อรองค่าจ้างบริษัทขนาดเล็กจะได้ข้อสรุปด้วยซ้ำ

 

Ueda กล่าวว่า หนึ่งในเงื่อนไขที่ BOJ ใช้พิจารณาคือ BOJ สามารถทำให้เกิดวงจรที่เหมาะสมระหว่างค่าจ้างกับเงินเฟ้อ (Wage-Price Virtuous Cycle) ได้หรือยัง ทำให้ BOJ ต้องจับดูการต่อรองการปรับขึ้นค่าจ้างของแรงงานในปีหน้า (ปี 2567) เพื่อวิเคราะห์ว่าการปรับขึ้นของค่าจ้างจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อมากแค่ไหน

 

ทั้งนี้ สำหรับบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งคาดว่าจะสามารถขึ้นค่าจ้างได้ตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ภายในช่วงกลางเดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้นก่อนจะรู้บทสรุป

 

“BOJ ควรรอข้อมูลทั้งหมดก่อนตัดสินใจ แต่มีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะตัดสินได้ก่อน หากมีตัวชี้วัดอื่นๆ ของบริษัทขนาดเล็ก เช่น กำไรที่เพิ่มขึ้นปรากฏออกมา รวมไปถึงหากการบริโภคและการลงทุนในระดับมหภาคยังดำเนินต่อไปโดยคงประสิทธิภาพที่ดีไว้ได้ ก็จะส่งผลดีต่อวงจรค่าจ้างและเงินเฟ้อ ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ BOJ จะตัดสินล่วงหน้าได้ในระดับหนึ่ง” Ueda กล่าว

 

ทั้งนี้ หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเมื่อเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ระบุชัดว่า มีแผนจะเลิกใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษ (Ultra-Loose) หรือเลิกใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบที่ใช้ยาวนานมาตั้งแต่ปี 2016 เมื่ออัตราเงินเฟ้อบรรลุระดับเป้าหมายที่ 2% ‘อย่างยั่งยืน’ ควบคู่ไปกับการปรับขึ้นของค่าจ้าง

 

อ้างอิง:

The post ผู้ว่าแบงก์ชาติญี่ปุ่นพูดเอง! BOJ มีโอกาสเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบ ‘เร็วๆ นี้’ ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลค่าจ้างรอบด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXIM BANK มอบของขวัญปีใหม่ เพื่อผู้ประกอบการ ESG เปิดตัว 3 สินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ 2.99% ต่อปี นาน 3 เดือน https://thestandard.co/exim-bank-new-year-gift-for-entrepreneur/ Wed, 27 Dec 2023 09:32:57 +0000 https://thestandard.co/?p=881712 EXIM BANK

EXIM BANK มอบของขวัญปีใหม่ 2567 เพื่อผู้ประกอบการที่ดำเ […]

The post EXIM BANK มอบของขวัญปีใหม่ เพื่อผู้ประกอบการ ESG เปิดตัว 3 สินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ 2.99% ต่อปี นาน 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXIM BANK

EXIM BANK มอบของขวัญปีใหม่ 2567 เพื่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ ‘สินเชื่อเพื่อธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ ดอกเบี้ยต่ำ 2.99% ต่อปี นาน 3 เดือน 

 

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มุ่งมั่นเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาโลกสีเขียว (Green Development Bank) ในโอกาสก้าวสู่ปี 2567 EXIM BANK มีแพ็กเกจของขวัญเพื่อส่งความสุขให้แก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG ดังนี้

 

กล่องของขวัญที่ 1: สินเชื่อเพื่อธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

EXIM BANK ให้อัตราดอกเบี้ย 2.99% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน และยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-End Fee) สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติภายในระยะเวลามาตรการของขวัญปี 2567 ด้วย 3 ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึง ESG มากยิ่งขึ้น ได้แก่

 

  • EXIM Green Start

เป็นผลิตภัณฑ์เงินทุนหมุนเวียนและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและทุกขนาดธุรกิจ โดยเน้นผู้ประกอบการกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีโครงการอื่นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว วงเงินสูงสุด 200 ล้านบาท

 

  • EXIM Better Rubber Export Financing

เป็นผลิตภัณฑ์เงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อยางและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพารา วงเงินสูงสุด 200 ล้านบาท

 

  • EXIM Green Goal

เป็นวงเงินกู้แบบมีกำหนดระยะเวลา (Term Loan) สูงสุด 7 ปี สำหรับผู้ลงทุน ผู้ประกอบทุกขนาดธุรกิจ ที่มีแผนงานในการดำเนินการทางธุรกิจเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการลงทุนพัฒนาหรือโครงการในการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจเพื่อจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคม

 

กล่องของขวัญที่ 2: สินเชื่อเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เริ่มต้นส่งออก

EXIM BANK สนับสนุนสินเชื่อเอ็กซิมเริ่มต้นส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการไทย Size S ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจส่งออกและเริ่มต้นส่งออก หรือผู้นำเข้าเพื่อส่งออก โดยให้วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย และวงเงินรับซื้อตั๋วส่งออกสูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย และยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-End Fee) สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติภายในระยะเวลามาตรการของขวัญปี 2567

 

กล่องของขวัญที่ 3: มาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องแก่กลุ่ม SMEs ที่เป็น NPLs จากช่วงโควิด (ตามนโยบายรัฐ)

 

  • ต่อที่ 1: กรณีชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน หรือกรณีเลือกชำระเพียงเงินต้น พักชำระดอกเบี้ยได้ เป็นระยะเวลา 3 เดือน

 

  • ต่อที่ 2: หลังจากปฏิบัติตามเงื่อนไข 3 เดือนแรก ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี พร้อมพักหนี้เงินต้น เป็นระยะเวลา 1 ปี ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถชำระภาระหนี้ได้อย่างยั่งยืน มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อไปในระยะยาว

The post EXIM BANK มอบของขวัญปีใหม่ เพื่อผู้ประกอบการ ESG เปิดตัว 3 สินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ 2.99% ต่อปี นาน 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธอส. มอบของขวัญปีใหม่ สำหรับลูกค้าผ่อนดี 48 เดือน รับเงินคืน 1,000 บาท https://thestandard.co/ghbank-1000-baht-cash-back/ Wed, 27 Dec 2023 08:56:41 +0000 https://thestandard.co/?p=881685

ธอส. มอบเงินคืน 1,000 บาทเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 สำหรับล […]

The post ธอส. มอบของขวัญปีใหม่ สำหรับลูกค้าผ่อนดี 48 เดือน รับเงินคืน 1,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธอส. มอบเงินคืน 1,000 บาทเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 สำหรับลูกค้าสถานะบัญชีปกติ วงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท มีวินัยการผ่อนชำระเงินงวดสินเชื่อบ้านย้อนหลังรวม 48 เดือนสม่ำเสมอ นับถึงงวดเดือนพฤศจิกายน 2566 และชำระเงินงวดผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 เดือน 

 

กฤษณ์ เสสะเวช กรรมการธนาคาร และรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีพันธกิจ ‘ทำให้คนไทยมีบ้าน’ โดยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.4 ล้านครอบครัว ขณะเดียวกันยังพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนผ่านการจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 รวมถึงร่วมสร้างวินัยทางการเงินผ่านการผ่อนชำระเงินงวดสินเชื่อบ้าน และส่งมอบความสุขให้กับลูกค้า จึงได้จัดทำ ‘โครงการของขวัญปีใหม่ 2567 เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินสำหรับลูกค้า ธอส.’ สำหรับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าสวัสดิการที่มีสถานะบัญชีปกติ มีวงเงินกู้ทุกบัญชีภายใต้หลักประกันเดียวกันไม่เกิน 2 ล้านบาท มีวินัยในการผ่อนชำระย้อนหลังรวม 48 เดือน นับถึงงวดเดือนพฤศจิกายน 2566 สม่ำเสมอและไม่น้อยกว่าเงินงวดที่ธนาคารกำหนดทุกเดือน ให้ได้รับเงินคืนจำนวน 1,000 บาท 

 

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ของขวัญปีใหม่ 2567 จะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN พร้อมผูกบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธอส. และชำระเงินงวดผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL GEN ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 เดือน (ในงวดเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 หรืองวดเดือนธันวาคม 2566 – มกราคม 2567) และรับบริการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับโอนเงินของขวัญปีใหม่จากธนาคารตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 – กุมภาพันธ์ 2567

The post ธอส. มอบของขวัญปีใหม่ สำหรับลูกค้าผ่อนดี 48 เดือน รับเงินคืน 1,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิลิปปินส์ขยายมาตรการลดภาษีนำเข้าข้าว หวังลดเงินเฟ้อ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวทั่วโลก https://thestandard.co/philippines-reduce-tariffs-on-rice-imports/ Tue, 26 Dec 2023 04:51:24 +0000 https://thestandard.co/?p=881091

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได […]

The post ฟิลิปปินส์ขยายมาตรการลดภาษีนำเข้าข้าว หวังลดเงินเฟ้อ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ได้อนุมัติการขยายเวลามาตรการลดภาษีนำเข้าข้าวและอาหารอื่นๆ ไปจนถึงสิ้นปีหน้า (ปี 2024) หวังรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่ามกลางความเสี่ยงภัยแล้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ทั้งนี้ นโยบายลดภาษีดังกล่าวถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี 2021 และได้ต่ออายุในปีนี้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์กล่าวในแถลงการณ์ว่า “สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นตัวบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องมีการลดภาษีนำเข้าสำหรับข้าว ข้าวโพด และเนื้อหมู อย่างต่อเนื่อง เพื่อคงราคาที่เหมาะสมในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร”

 

นอกจากนี้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ยังกล่าวอีกว่า การขยายเวลาของนโยบายดังกล่าวนั้นส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของปรากฏการณ์สภาพอากาศแห้ง ‘เอลนีโญ’ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นปีหน้า และภัยคุกคามโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

 

สำหรับภาษีนำเข้าข้าวจะยังคงอยู่ที่ระดับเดิมคือ 35% ขณะที่ภาษีนำเข้าข้าวโพดจะอยู่ที่ 5-15% และ 15 -25% สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อหมู

 

ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์เดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 4.1% ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อย่างไรก็ดี ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤศจิกายนอยู่ที่ 6.2% ซึ่งอยู่นอกกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ที่ 2-4% สำหรับปีนี้

 

ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ดัชนีราคาข้าวเกณฑ์มาตรฐานของเอเชียแตะระดับสูงสุดในรอบ 15 ปี เนื่องมาจากผลกระทบของเอลนีโญทำให้อุปทานข้าวตึงตัว ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้ออาหาร (Food Inflation) ในประเทศที่บริโภคข้าวเป็นหลัก

 

อ้างอิง: 

The post ฟิลิปปินส์ขยายมาตรการลดภาษีนำเข้าข้าว หวังลดเงินเฟ้อ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของราคาข้าวทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เล็งปรับขึ้นกำแพงภาษีแผงโซลาร์-รถ EV จากจีน ท่ามกลางการนับถอยหลังศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี https://thestandard.co/usa-raising-tariffs-on-chinese-evs/ Fri, 22 Dec 2023 06:33:42 +0000 https://thestandard.co/?p=880032

สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีสินค้าจีนทั้งรถยนต์ไฟฟ้า EV และแผงโซ […]

The post สหรัฐฯ เล็งปรับขึ้นกำแพงภาษีแผงโซลาร์-รถ EV จากจีน ท่ามกลางการนับถอยหลังศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหรัฐฯ เล็งขึ้นภาษีสินค้าจีนทั้งรถยนต์ไฟฟ้า EV และแผงโซลาร์ รวมไปถึงป้องกันอุตสาหกรรมสีเขียวจากสินค้าราคาถูกจากจีน ท่ามกลางศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2024 

 

สำนักข่าว Wall Street Journal รายงานว่า ฝ่ายบริหารของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีนหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า (EV) และแผงโซลาร์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นความพยายามในการสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของสหรัฐฯ และป้องกันการนำเข้าสินค้าจีนที่เข้ามาดัมป์ราคา

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า EV นำเข้าจากจีนต้องเสียภาษี 25% เพื่อให้ผู้ผลิตรถ EV ของสหรัฐฯ สามารถแข่งขันกับจีนได้ ซึ่งการเพิ่มภาษีดังกล่าวจะส่งผลต่อราคารถ EV ในสหรัฐฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้คาดว่าจะเพิ่มภาษีเกี่ยวกับพลังงานสีเขียว เช่น แผงโซลาร์เซลล์และชุดแบตเตอรี่ EV โดยถึงแม้ว่าปัจจุบันสหรัฐฯ จะนำเข้าแผงโซลาร์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลักอยู่แล้ว และจีนยังคงเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่สินค้าเหล่านี้อีกด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

การตั้งกำแพงภาษีครั้งนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าไบเดนจะเริ่มเข้มงวดกับจีนมากขึ้น ท่ามกลางการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในสิ้นปีหน้า โดย โจ ไบเดน อาจต้องท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับสินค้าพลังงานสะอาดที่นำเข้ามาจากจีน ด้วยเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาในปีนี้จึงมีความกังวลว่า ต่อให้บริษัทอเมริกันจะได้รับการคุ้มครองภาษีและเงินอุดหนุนใหม่แล้วก็ยังไม่สามารถแข่งขันกับจีนได้

 

นอกจากนี้เมื่อเร็วๆ นี้ โจ ไบเดน กล่าวกับกลุ่มสมาชิก United Auto Workers ว่า “จีนมีความมุ่งมั่นที่จะครองตลาดรถ EV ด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม และผมจะไม่ยอมให้จีนทำต่อไปได้”

 

ด้าน เซี้ยเฝิง เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ในงานที่จัดโดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีนว่า “โมเมนตัมการรักษาเสถียรภาพในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนไม่ควรถูกขัดขวางโดยการเมืองภายในประเทศ สหรัฐฯ เคยเรียกร้องให้เป็นไปตามกลไกของตลาดเหตุใดจึงปรับทิศทางตอนนี้”

 

รายงานข่าวกล่าวอีกว่า การเพิ่มภาษีครั้งนี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะเดียวกันการค้ากับจีนกำลังกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังจับตาเพื่อการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งถัดไป โดยที่ผ่านมานโยบายของทรัมป์จะให้ความสำคัญในการแข่งขันกับจีน ขณะเดียวกันในการหาเสียงยังมีการคัดค้านการผลักดันพลังงานสะอาดของไบเดน ที่บางฝ่ายมองว่าอาจเอื้อประโยชน์ต่อจีนและสมาชิกพรรครีพับลิกัน บางฝ่ายก็พยายามแสดงให้เห็นว่าไบเดนไม่ได้เข้มงวดกับจีนมากจนเกินไป

 

อ้างอิง: 

The post สหรัฐฯ เล็งปรับขึ้นกำแพงภาษีแผงโซลาร์-รถ EV จากจีน ท่ามกลางการนับถอยหลังศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงของไทยในปี 2567 https://thestandard.co/10-rising-and-falling-star-businesses-in-2024/ Tue, 19 Dec 2023 13:33:13 +0000 https://thestandard.co/?p=878638

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จั […]

The post เปิดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงของไทยในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงของไทยในปี 2567 โดยธุรกิจดาวรุ่งอันดับที่ 1 ได้แก่ ธุรกิจ E-Commerce (ธุรกิจที่ทำการซื้อ-ขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) และธุรกิจทำคอนเทนต์ ซึ่งได้คะแนนเท่ากันที่ 96.1 คะแนน 

 

ส่วนปัจจัยสนับสนุนธุรกิจ E-Commerce เช่น ผู้บริโภคมีพฤติกรรมปรับลดการใช้จ่ายผ่านหน้าร้าน, เทรนด์การค้าผ่านออนไลน์ (Social Commerce) ได้รับความนิยมมากขึ้น, การตลาดรูปแบบวิดีโอสั้น (Short Video Commerce) และกระแสการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) 

 

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหอการค้ายังเตือนว่า E-Commerce พบปัญหาการหลอกขายสินค้า, สินค้าไม่ตรงปก, สินค้าปลอม, สินค้าไม่ได้คุณภาพ, การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ในการแข่งขันด้านฐานลูกค้าของธุรกิจ และค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังคงกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค 

 

ส่วนปัจจัยสนับสนุนธุรกิจทำคอนเทนต์ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมดิจิทัลของคนในปัจจุบันที่มีการรับรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น, การเติบโตของสื่อดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด, ต้นทุนในการประกอบธุรกิจที่ต่ำ และการกำเนิดของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content Creator) ที่มากขึ้น

 

ขณะที่ปัจจัยลบต่อธุรกิจทำคอนเทนต์ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างรวดเร็วของผู้คนในปัจจุบัน การแข่งขันกันที่ค่อนข้างสูง และกฎหมายหรือกฎระเบียบเกี่ยวกับธุรกิจที่ยังไม่มีความชัดเจน

 

สำหรับธุรกิจดาวร่วงอันดับ 1 ได้แก่ ธุรกิจโทรศัพท์พื้นฐาน และธุรกิจร้านเช่าหนังสือ CD หรือ VDO ซึ่งได้คะแนนอยู่ที่ 7.8 คะแนนเท่านั้น 

 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้ามีเกณฑ์การจัดอันดับ 5 เกณฑ์ ดังนี้ ยอดขาย, ต้นทุน, กำไรสุทธิ, ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงและภาวะการแข่งขัน และความต้องการหรือความสอดคล้องกับกระแสนิยม รวมทั้งหมดคิดเป็น 100 คะแนน

 

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post เปิดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงของไทยในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
188 ประเทศให้คำมั่นบนเวที COP28 จะผลิตพลังงานสะอาด 3 เท่าในปี 2030 พร้อมเรียกร้องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซรักษาอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศา https://thestandard.co/188-countries-pledged-on-stage-at-cop28/ Wed, 06 Dec 2023 03:30:02 +0000 https://thestandard.co/?p=873804 พลังงานสะอาด

การประชุม COP28 เริ่มแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี […]

The post 188 ประเทศให้คำมั่นบนเวที COP28 จะผลิตพลังงานสะอาด 3 เท่าในปี 2030 พร้อมเรียกร้องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซรักษาอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลังงานสะอาด

การประชุม COP28 เริ่มแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2023 ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสุลต่าน บิน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ เป็นประธาน พร้อมนานาประเทศทั่วโลกเข้าร่วม โดยปีนี้หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่เห็นพ้องร่วมกันคือการเพิ่มพลังงานสะอาดเป็น 3 เท่าในปี 2030

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สุลต่าน บิน อาห์เหม็ด อัล จาเบอร์ ประธานการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28 ระบุว่า รัฐบาลของ 118 ประเทศ เข้าร่วมให้คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น 3 เท่า อย่างน้อย 11,000 กิกะวัตต์ และเพิ่มอัตราการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยทั่วโลกขึ้นเป็น 2 เท่า จากประมาณ 2% เป็นกว่า 4% ในทุกปีไปจนถึงปี 2030 เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของสภาวะโลกร้อน พร้อมทั้งยังเรียกร้องให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซร่วมมือกันควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแม้ทั่วโลกเริ่มมีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม แต่ก็พบกับปัญหาด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนข้อจำกัดด้านแรงงาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้บางโครงการดำเนินไปอย่างล่าช้า ทำให้รัฐบาลและสถาบันการเงินต้องเพิ่มเงินลงทุนเพื่อจัดการกับต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับโครงการพลังงานสะอาดในประเทศกำลังพัฒนา 

 

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้เปิดตัว ‘พิมพ์เขียวสำหรับการลดก๊าซมีเทน’ (Blueprint for Methane Reduction) โดยมีระยะเวลา 18 เดือน ซึ่งจะจัดตั้งโครงการระดับชาติ 15 โครงการที่มุ่งเป้าไปที่การลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากกิจกรรมต่างๆ เช่น การผลิตข้าว การเลี้ยงสัตว์ และการจัดการขยะ

 

รวมไปถึงการเสนอการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น แม้ยังเป็นที่กังขาจากการที่กลุ่มสิ่งแวดล้อมที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการทิ้งกากนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว โดย จอห์น เคอร์รี ทูตทางด้านสภาพอากาศโลกสหรัฐอเมริกา ระบุว่า โลกจะไม่สามารถบรรลุคาร์บอนเป็นศูนย์ในปี 2050 ได้โดยปราศจากการพึ่งพานิวเคลียร์

 

อ้างอิง: 

The post 188 ประเทศให้คำมั่นบนเวที COP28 จะผลิตพลังงานสะอาด 3 เท่าในปี 2030 พร้อมเรียกร้องอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซรักษาอุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศา appeared first on THE STANDARD.

]]>
REIC ชี้ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุในไทย ‘ไม่เพียงพอ’ กระจุกตัวไม่กี่จังหวัด และไม่รองรับผู้มีรายได้น้อย https://thestandard.co/reic-say-elder-home-not-enough/ Fri, 01 Dec 2023 10:47:10 +0000 https://thestandard.co/?p=872393 ที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยการพัฒนาที่อยู่อาศ […]

The post REIC ชี้ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุในไทย ‘ไม่เพียงพอ’ กระจุกตัวไม่กี่จังหวัด และไม่รองรับผู้มีรายได้น้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เผยการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุในไทยปัจจุบันยังคงเติบโตช้า และ ‘ไม่เพียงพอ’ ต่อความต้องการของผู้สูงอายุในปัจจุบัน ขณะที่ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ (Completely Aged Society) ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า มองปัญหาเนิร์สซิ่งโฮมขาดแคลนคือ โอกาสสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย 

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ได้จัดทำการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ประจำปี 2566 นี้ หวังเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างฐานข้อมูลที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้กับภาครัฐและภาคเอกชนใช้ในการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมให้กับผู้สูงอายุทุกระดับรายได้ รวมถึงยังเป็นข้อมูลที่จะนำไปเผยแพร่ให้ประชาชนเพื่อใช้ประโยชน์ในการวางแผนด้านที่อยู่อาศัยให้กับตนเองหรือผู้สูงอายุในบ้าน

 

โดยการสำรวจพบว่า โครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบัน 758 แห่ง รองรับผู้สูงอายุได้รวม 19,490 คน มีอัตราการเข้าพัก 69.3% โดยจำนวนนี้แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

 

  1. เนิร์สซิ่งโฮม (Nursing Home) หรือสถานบริบาลผู้สูงอายุ จำนวนถึง 708 แห่ง รองรับได้รวม 15,324 คนหรือ ร้อยละ 78.6% มีอัตราการเข้าพัก 63.7%
  2. Residential หรือที่อยู่อาศัยซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยังสามารถดูแลตัวเองได้ ออกแบบโดยใช้หลักการ Universal Design จำนวน 19 แห่ง รองรับได้รวม 1,328 คน เช่น สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย, โครงการเวลเนสซิตี้ และบุศยานิเวศน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีอัตราการเข้าพัก 73.0%
  3. สถานสงเคราะห์/มูลนิธิ 26 แห่ง รองรับได้รวม  2,681 คน มีอัตราการเข้าพัก 100.0%
  4. ประเภทโรงพยาบาล จำนวน 4 แห่ง รองรับได้รวม 155 คน และมีเข้าพัก 53.5% และประเภท Day Care จำนวน 1 แห่ง

 

โครงการที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่จังหวัด

อย่างไรก็ดี REIC กลับพบว่า การกระจายตัวของโครงการที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ กลับมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่จังหวัด โดยใน 10 จังหวัดแรก มีจำนวน 574 แห่ง หรือ 75.7% ของที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุทั้งหมด โดยอันดับแรกคือ กรุงเทพฯ 257 แห่ง รองลงไป ได้แก่ นนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ ขอนแก่น ราชบุรี และพิษณุโลก

 

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ให้ข้อสังเกตว่า “แม้ว่าโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในปัจจุบันมีการขยายตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่ที่อยู่อาศัยที่พัฒนาขึ้นกระจุกตัวในบางพื้นที่ยังไม่ได้กระจายตัวไปครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยที่รองรับกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึง และในภาพรวมก็ยังมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความต้องการในปัจจุบัน

 

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุของไทยที่ปัจจุบันมีจำนวน 12.9 ล้านคน และคาดว่าจะมีผู้สูงอายุที่ต้องการที่อยู่อาศัยประมาณ 5% หรือประมาณ 650,000 คน แต่คาดการณ์ว่าอาจมีผู้สูงอายุที่สามารถเข้าสู่ระบบการบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุเพียง 1.0% หรือประมาณ 130,000 คน ขณะที่ในปัจจุบันมีที่อยู่อาศัยรองรับผู้สูงอายุได้เพียงไม่เกิน 20,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวน 435 แห่ง และรองรับได้ประมาณไม่เกิน 12,000 คน โดยมีสัดส่วนถึง 57.0% และ 61.4% ของทั่วประเทศ ตามลำดับ

 

เนิร์สซิ่งโฮมขาดแคลนโอกาสสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์

REIC ระบุอีกว่า เนิร์สซิ่งโฮม เป็นประเภทที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุที่มีการพัฒนาอย่างมากในปัจจุบัน โดย ณ ไตรมาส 2 ปี 2566 พบว่าทั่วประเทศมีจำนวน 708 แห่ง แบ่งตามช่วงราคา 10,001-20,000 บาท มีสัดส่วน 42.6% รองลงมาอันดับสองคือ ราคา 20,001-30,000 บาท มีสัดส่วน 36.1% และช่วงราคาไม่เกิน 10,000 บาท มีสัดส่วน 1.5% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเนิร์สซิ่งโฮมที่เข้าถึงได้สำหรับผู้สูงอายุโดยส่วนใหญ่ยังมีอยู่อย่างจำกัด

 

ดร.วิชัยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เนิร์สซิ่งโฮมมีการเติบโตอย่างมากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 25.1% ในช่วงปี 2561-2566 และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 30.5% ในระหว่างปี 2567-2571 พ.ศ. 2571 และในช่วงปี 2572-2576 คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 15.0% และมูลค่าไม่น้อยกว่า 1.92 หมื่นล้านบาทในปี 2576 

 

ซึ่งมีแนวโน้มในการพัฒนาไปในลักษณะของธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผู้ประกอบการเนิร์สซิ่งโฮมอาจร่วมมือกับผู้ประกอบการโครงสร้างอสังหาริมทรัพย์อื่นอยู่ เช่น ห้องชุด บ้านแนวราบ โรงแรม รีสอร์ต โดยปรับพื้นที่บางส่วนในโครงการให้เป็นเนิร์สซิ่งโฮม โดยเฉพาะการนำห้องชุดเหลือขายมาปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมฟังก์ชันเนิร์สซิ่งโฮมเข้าไป เพื่อสร้างจุดเด่นของโครงการในการดึงดูดให้ผู้ต้องการหาที่อยู่อาศัย

 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมที่ต้องการปรับปรุงที่อยู่อาศัยและปรับปรุงอาคารให้เป็นในลักษณะของเป็นเนิร์สซิ่งโฮม สะท้อนให้เห็นโอกาสของตลาดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างที่อาจมีการขยายตัวอีกมาก

 

REIC แนะต้องยกระดับมาตรฐาน ดึงดูดชาวต่างชาติวัยเกษียณ

หากต้องการขับเคลื่อนนโยบายดึงดูดชาวต่างชาติในกลุ่มที่เกษียณอายุเข้ามาพำนักระยะยาวในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จ REIC แนะว่า ไทยต้องมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานให้มีมากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนา Medical Hub และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยเป็น Retirement Heaven และ Retirement Destination สำหรับผู้สูงอายุทั่วโลก

 

ที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post REIC ชี้ที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุในไทย ‘ไม่เพียงพอ’ กระจุกตัวไม่กี่จังหวัด และไม่รองรับผู้มีรายได้น้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>