ปารัณ เจียมจิตต์ตรง, Author at THE STANDARD https://thestandard.co/author/paran-j/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 26 Jan 2024 12:10:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT https://thestandard.co/goy-natty-dream-blue-giant/ Sat, 27 Jan 2024 09:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=892677

ครั้งสุดท้ายที่ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออ […]

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครั้งสุดท้ายที่ถามตัวเองว่า “สิ่งที่เราอยากทำจริงๆ คืออะไร” เกิดขึ้นเมื่อไร

 

THE STANDARD POP ชวน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล และ ดรีม-อภิชญา พานิชตระกูล คุยเรื่องราวเส้นทางของความฝันที่ต้องเจอบททดสอบมากมาย ทั้งการค้นหาตัวเอง วันที่อกหักจากความฝัน จนถึงวันที่ลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง 

 

เช่นเดียวกับเรื่องราวของภาพยนตร์แอนิเมชัน BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า ที่ได้จุดเชื้อเพลิงของแพสชันให้กับทั้ง 3 คนจนไฟลุกโชน และอาจทำให้ใครหลายคนได้ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า

 

‘ความฝันของเราคืออะไร’

 

 

รู้มาว่าหลังจากดูภาพยนตร์เรื่อง BLUE GIANT ทั้งก้อย นัตตี้ และดรีม ร้องไห้กันแบบพร้อมเพรียง

 

ก้อย: ใช่ ทั้ง 3 คนเลย (ยิ้ม) จริงๆ ก่อนเข้าไปดูที่ GDH เราทำงานเพิ่งเสร็จ ทั้งเหนื่อยและง่วง พลังงานติดลบเลยล่ะ และส่วนตัวก็ไม่รู้จักมังงะเรื่องนี้มาก่อน จึงเข้าไปดูแบบไม่ได้คาดหวัง แต่พอภาพยนตร์จบรู้สึกเหมือนถูกบูสต์เอเนอร์จี้ให้ไฟกลับมาลุกโชนเลย 

 

ดรีม: ถึงแม้ว่าภาพยนตร์จะเล่าประเด็นที่เข้าใจง่ายอย่างความฝันและแพสชัน แต่เป็นช่วงที่เราอินกับเรื่องนี้ พอดูจึงยิ่งมีพลัง และได้ถามตัวเองว่า กำลังใช้ชีวิตโดยทำสิ่งที่มีความสุขไหม หรือทำเต็มที่กับมันแล้วหรือยัง 

 

BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดึง ‘ความฝัน’ เรื่องอะไรของทั้ง 3 คนออกมา  

 

ก้อย: การเป็นนักแสดงค่ะ ถึงแม้ว่าก้อยจะได้ทำงานพาร์ตนี้บ้าง แต่พอมีหลายๆ โปรเจกต์ที่ติดต่อเข้ามา ซึ่งถ้าพูดตรงๆ บางอันอาจไม่ใช่แพสชันหลัก แต่เราไม่อยากเสียโอกาสนั้น พอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จึงไม่ได้นั่งคิดว่าอยากทำสิ่งไหนมากกว่ากัน เหมือนขาดการคุยกับตัวเอง ปีนี้จึงตั้งใจเลือกในสิ่งที่อยากทำจริงๆ มากขึ้น อาจเพราะจัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดีขึ้นด้วย

 

BLUE GIANT โดนก้อยหลายด้าน ทั้งความเป็น Perfectionist ความทะเยอทะยานของตัวละครที่คิดถึงแต่เป้าหมาย จนติดอยู่ในกรอบ และหลงลืมความสุขระหว่างการเล่นดนตรี ซึ่งจริงๆ แล้วอาจพาให้เขาไปได้ไกลกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราย้อนกลับมาคิดถึงความสุขในการแสดงของตัวเอง  

 

นัตตี้: เรา 3 คนน่าจะคล้ายกัน คือรักการเป็นนักแสดงมากๆ ตี้ชอบเอเนอร์จี้ของตัวเองที่ได้เป็นตัวละคร แต่พอกลับสู่ชีวิตจริงมันมีเรื่องเงิน อาชีพ และโอกาสที่เข้ามา เพราะสำหรับอาชีพนักแสดง ถึงแม้จะอยากทำแค่ไหน แต่ถ้าทีมงานไม่เลือกก็ไม่ได้เล่น 

 

ในวันนี้ตี้จึงทรีตความฝันนี้ให้เป็นงานอดิเรก คือไม่ต้องได้เงินจากมันก็ได้ ต่อให้เป็นงานละครของนิสิตรุ่นน้องที่ขอให้ไปเล่นตี้ก็แฮปปี้ที่จะทำ แต่ขณะเดียวกันเราก็เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับละครและภาพยนตร์อยู่ตลอด เพียงแต่พยายามเข้าใจโลกว่า ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นสำหรับตี้คือทำให้ดีที่สุดจนดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ

 

ดรีม: ของดรีมเป็นความฝันเรื่องการแสดงเหมือนกัน (ยิ้ม) ตอนนี้ให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นลำดับต้นๆ เป็นสิ่งที่อยากพัฒนาตัวเองและทำให้ดีที่สุด ซึ่งไม่รู้หรอกว่าจะมีใครเห็นบ้าง แต่อย่างน้อยพอได้ลงมือทำก็จะรู้สึกเหมือนได้เติมเต็มความสุขทุกครั้ง

 

 

การแสดงมีความหมายกับทั้ง 3 คนอย่างไร

 

ก้อย: ถ้ามองในมุมส่วนตัว การแสดงคือการดีท็อกซ์ชีวิตที่ดีที่สุด เป็นศาสตร์ที่ทำให้ก้อยได้พัฒนาตัวเองให้เป็นเวอร์ชันที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ถ้าพูดในภาพใหญ่ การแสดงและบทที่ดีช่วยยกระดับมนุษย์ได้เลยนะ เป็นศิลปะที่ไม่ใช่แค่ทำแล้วผ่านไป เพราะกว่าที่ก้อยจะเติบโตมาเป็นคนแบบนี้ก็ผ่านการเรียนรู้จากภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่หล่อหลอมวิธีคิดและการแสดงออก ทุกตัวละครที่เล่นจะสะท้อนแง่มุมชีวิตบางด้านกลับมาเสมอ ซึ่งก้อยชอบโมเมนต์แบบนี้และอยากจะรู้สึกต่อไปเรื่อยๆ 

 

ดรีม: ถ้าเป็นภาพใหญ่ก็เหมือนที่ก้อยเล่า ภาพยนตร์หรือละครที่ดีมีอิทธิพลต่อสังคมได้จริงๆ สำหรับมุมส่วนตัว การแสดงเป็นพื้นที่สบายใจที่พร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ดรีมชอบตัวเองเวลาทำงานแสดง เหมือนเป็นร่างที่มีพลังและมีความสุขมากๆ 

 

นัตตี้: สมมติว่านี่คือยอดของการบำบัด (นัตตี้วาดมือเป็นรูปภูเขา) การแสดงอยู่ด้านบนสุดที่ช่วยเติมเต็มความเป็นมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ตี้ตั้งใจส่งต่อให้กับนักเรียนหรือคนที่เข้าเวิร์กช็อป การแสดงทำให้เราเป็นมนุษย์ที่กลมขึ้น ทั้งเข้าใจตัวเองและคนอื่นผ่านตัวละคร ซึ่งนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย

 

แต่ละคนเคยอกหักกับความฝันในเรื่องอะไรบ้าง และจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร

 

ดรีม: ต้องบอกว่าดรีมค่อนข้างชินกับการอกหักเรื่องความฝัน เพราะอยู่ในวงการแคสติ้งตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเจอกับความผิดหวังอยู่เรื่อยๆ บางงานเหมือนใกล้ที่จะได้รับเลือกแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้

 

ถ้าให้พูดตรงๆ นอกจากความสามารถ มันมีเรื่องของดวง ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ดรีมมองโลกว่า อะไรที่ไม่ใช่ของเรามันก็อาจจะไม่ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดทำนะ อย่างน้อยสิ่งที่เราเชื่อและพยายามมาตลอดก็ทำให้ชีวิตมาถึงจุดนี้ได้ 

 

นัตตี้: โมเมนต์อกหักที่สุดของตี้คือ ครั้งหนึ่งที่เคยยอมแพ้ให้กับงานในวงการบันเทิงไปแล้ว เพราะรู้สึกเหนื่อยกับความพยายามที่ไม่สำเร็จสักที ไม่ว่าจะงานเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังที่รู้สึกว่าทำไมได้เงินแค่นี้เอง ทำกับที่บ้านได้เยอะกว่านี้มาก จนวันหนึ่งที่ตัดสินใจว่าพอแล้ว ขอกลับไปทำงานกับครอบครัวดีกว่า

 

แต่พอใช้ชีวิตแบบนั้นได้ครึ่งปี จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาเองว่า นี่เราทำอะไรอยู่ ทำไมไม่มีความสุขเลย จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่ชอบอีกครั้ง และมันก็พามาถึงวันที่ประสบความสำเร็จประมาณหนึ่ง จุดนี้แหละที่ทำให้ย้อนกลับไปคิดถึงวันที่ยอมแพ้ว่า มันเคยมีวันนั้นนะ วันที่เราเลือกทิ้งการแสดงที่รักเหลือเกิน “มึงทำได้ยังไงวะ” ตี้ถามตัวเองแบบนั้นจริงๆ และดีใจที่กลับมาได้

 

 

เพราะฉะนั้น ‘ความผิดหวัง’ ก็เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญ

 

ก้อย นัตตี้ ดรีม: สำคัญ (ทั้ง 3 คนตอบพร้อมกัน)  

 

ก้อย: ก้อยชอบกดดันตัวเอง ซึ่งความล้มเหลวหลายครั้งก็เกิดจากแอตติจูดนี่แหละ พอตั้งใจมากแล้วไม่ได้ก็ผิดหวัง แต่มันเป็นบทเรียนที่ดีนะ อย่างที่ดรีมบอกคือ แค่ทำให้เต็มที่ อะไรที่ใช่ของเรามันจะใช่ ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ยังไงมันก็ไม่ใช่ 

 

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ก้อยรับมือกับความผิดหวังได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับสมัยเด็กๆ เวลาแคสต์งานไม่ผ่านจะร้องไห้เป็นอีบ้า แต่แรงผลักดันในวันนั้นก็มอบวิธีการมากมายที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้

 

มีคนจำนวนมากที่ยังตามหาความฝันของตัวเอง บางคนพยายามเต็มที่แต่ไม่สำเร็จ และไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก ทั้ง 3 คนมองเรื่องนี้อย่างไร  

 

ก้อย: ก้อยเข้าใจสิ่งนี้นะ ต้องยอมรับว่าเราโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะเลือกได้ แต่สิ่งที่อยากบอกคือ เราไม่มีทางรู้ว่าโอกาสจะมาถึงเมื่อไร เรา 3 คนก็ไม่สามารถบอกได้ว่าถ้าทำแบบนี้จะได้ผลลัพธ์แบบนั้น เพราะชีวิตไม่มีสูตร แต่ถ้าคุณเชื่อในสิ่งนั้นจริงๆ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมตัวให้พร้อม เพราะถ้าวันหนึ่งโชคชะตาเหวี่ยงโอกาสเข้ามา คุณอาจจะคว้ามันได้ 

 

นัตตี้: ในมุมของตี้ ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าเราจะได้โอกาสนั้น แต่การที่ไม่มีอะไรคอนเฟิร์มแปลว่าจะไม่ทำเหรอ เพราะถ้าเลือกแบบนั้นก็เท่ากับไม่ได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าอย่างน้อยได้เริ่มทำมันอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ หรือบางทีอาจมีคนเห็นความตั้งใจของเรา แล้วหยิบยื่นโอกาสที่ดีกว่ามาให้ก็ได้ 

 

อย่างในวันที่ตัดสินใจทำช่องยูทูบ GoyNattyDream ก็ไม่รู้หรอกว่ารายการจะประสบความสำเร็จไหม ยังคุยกับก้อยและดรีมว่า ถ้าไม่เวิร์กก็ช่างมันนะ ถือว่าได้ลองแล้ว เพราะฉะนั้นขอแค่เริ่มลงมือทำ ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าคนอื่น แต่เส้นทางนั้นจะพาเราไปเจออะไรสักอย่าง

 

 

ความฝันอะไรในปี 2024 ที่แต่ละคนตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

 

ดรีม: ดรีมอยากลองเล่นภาพยนตร์ ซีรีส์ ในทุกๆ แพลตฟอร์มเท่าที่จะทำได้ค่ะ เป็นช่วงที่อยากพัฒนาตัวเองในเรื่องการแสดงมากๆ อยากเรียนรู้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มจะพาเราไปเจออะไรบ้าง

 

นัตตี้: เหมือนกันค่ะ ช่วงนี้กำลังอินเรื่องการแสดง และอย่างที่เล่าว่าเป็นงานที่เราควบคุมไม่ได้ว่าจะได้รับเลือกไหม ปีนี้จึงอยากชวนเพื่อนๆ ทำละครเวทีกันเถอะ (หันไปบอกก้อยและดรีมว่า ถ้าเขาไม่เลือกเรา ก็จะทำเล่นเอง) ถึงแม้จะไม่ใช่โปรเจกต์ที่ยิ่งใหญ่ แต่คิดถึงการแสดงที่เราได้เป็นตัวละครในแบบเข้มข้นจริงๆ  

 

ก้อย: ละครเวทีก็อยากทำเหมือนกัน แต่ก้อยเพิ่งเจอสิ่งใหม่ที่รู้สึกสนุกมากนั่นคือ ก้อยแต่งเพลงเอง! (ก้อยเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น) เหมือนพอโตขึ้นก็มีสิ่งที่อยากเล่ามากขึ้น โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาที่ถือว่าเข้มข้นที่สุดในชีวิตแล้ว เข้มปิ๊ดทุกเรื่อง (หัวเราะ) 

 

ในปีก่อนก้อยใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยการเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งแล้ว พอปีนี้ก็อยากเปลี่ยนรูปแบบ ก็เลยลองแต่งเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนอง ตอนนี้ได้ 2 เพลงแล้ว ซึ่งก้อยเล่นดนตรีไม่เป็นนะ ใช้วิธีฮัมๆ อัดใส่โทรศัพท์ พอทำแล้วก็เพลินมาก เหมือนได้ปลดปล่อยมวลอารมณ์ข้างในออกมา  

 

เนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับอะไร 

 

ก้อย: เพลงแรกเกี่ยวกับแม่ ส่วนเพลงที่ 2 เป็นโมเมนต์ของความรักที่คิดวนเวียนไม่สิ้นสุดว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี

 

Based on True Story ใช่ไหม

 

ก้อย: เรื่องจริงทั้งนั้นแหละค่ะ (ก้อยตอบทันที ก่อนจะหัวเราะกันทั้งวง) บางทีเรื่องขมๆ ในชีวิตก็เป็นงานศิลปะที่ดีนะ เพราะตอนแต่งเพลงเนื้อมันพรั่งพรูออกมา ตอนนี้จึงตั้งใจแต่งให้ได้สัก 5 เพลง เป็นมิชชันที่อยากชวนเพื่อนๆ ทำด้วยกันในปีนี้ และไม่ต้องห่วงเลย ไอ้พวกนี้บิลด์ง่าย (ก้อยหันไปมองเพื่อนๆ ที่พยักหน้าและหัวเราะกันอีกครั้ง) 

 

 

กลับมาที่ BLUE GIANT คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้บอกอะไรคนดูบ้าง

 

ดรีม: มันคือความสุขของการมีชีวิต ตัวละครหลัก 3 คนรู้ว่าความสุขของพวกเขาคืออะไร สิ่งสำคัญกว่าคือการลงมือทำมันด้วย ดรีมรู้สึกว่าเขาอยู่บนโลกนี้โดยใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆ และมันสะท้อนให้เราอยากทำแบบนั้นเหมือนกัน 

 

นัตตี้: สำหรับคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่อให้เป็นคนที่มีความฝัน ไม่มีฝัน หรืออาจจะพอใจกับชีวิตอยู่แล้ว แต่ BLUE GIANT มีพลังพิเศษที่ทำให้เราค้นเจอแง่มุมที่ซ่อนอยู่ในตัวเอง และอาจทำให้ชีวิตน่าสนใจมากกว่าเดิม

 

อีกเรื่องที่ตี้ได้คือ ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม อย่าลืมความสุข ยกตัวอย่างเช่น เวลาเล่นละคร บางครั้งเวลาตั้งใจมากๆ จะเผลอกดดันตัวเองว่าต้องเล่นให้ได้แบบนั้นแบบนี้ ตี้โชคดีที่มีผู้ใหญ่ที่เคารพคอยเตือนว่า จะตั้งใจก็ได้ แต่เมื่อเป็นตัวละครแล้วอย่าลืมความสุขของการเป็นนักแสดง เพราะนั่นคือหัวใจของอาชีพนี้ เมื่อใดที่เราแสดงด้วยมายด์เซ็ตว่าจะต้องเล่นให้ดีเพื่อให้ทุกคนชม อันนี้คือโฟกัสผิดที่ คนดูจะสัมผัสได้ว่าเราไม่ได้เป็นตัวละครจริงๆ นี่คือคำสอนที่ตี้คิดอยู่ตลอดและจะไม่มีวันลืม 

 

ก้อย: กำลังจะตอบคำที่ Cliché เหมือนที่ตี้บอก มันคือความสุข เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะบางทีที่เราหมุนตามชีวิตไป จนลืมว่าความสุขของสิ่งที่ทำอยู่ตรงไหน ก้อยรู้สึกว่ามันไม่ได้ปรับใช้แค่ความฝันในการเป็นนักแสดง แต่ใช้ได้กับทุกๆ แอ็กชันที่เราเลือกทำ มันควรจะต้องมี Happiness อยู่ในนั้น

 

ขอเสริมว่าดูภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าใจร้อน เพราะเราอยู่ในยุคที่เนื้อหาเด็ดต้องมาภายใน 5-10 นาทีแรก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะค่อยๆ เล่าอย่างมีจังหวะ เพราะฉะนั้นใจเย็นๆ แล้วจะได้สิ่งที่ดีกลับมา 

 

BLUE GIANT จะกระตุ้นแอตติจูดของการทำความฝันให้มีพลังขึ้นอีกครั้ง

The post ก้อย นัตตี้ ดรีม ‘ความผิดหวังคือจิ๊กซอว์ของความฝัน’ ชวนคุยหลังดู BLUE GIANT appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE TOYS – ธันวา บุญสูงเนิน เมทัลร็อกสนองนี้ด กับชีวิตในวงการเพลงที่เดินทางมาแล้ว 66 เปอร์เซ็นต์ https://thestandard.co/the-toys-metal-project/ Sat, 26 Nov 2022 06:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=715813

THE TOYS – ธันวา บุญสูงเนิน วางแผนมาตั้งแต่ต้นว่า […]

The post THE TOYS – ธันวา บุญสูงเนิน เมทัลร็อกสนองนี้ด กับชีวิตในวงการเพลงที่เดินทางมาแล้ว 66 เปอร์เซ็นต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE TOYS – ธันวา บุญสูงเนิน วางแผนมาตั้งแต่ต้นว่าอัลบั้มแรกของเขาจะใช้ชื่อว่า Sun แทนความหมายของการเริ่มต้น ก่อนจะปิดฉากอัลบั้มสุดท้ายในชีวิตด้วยคำว่า Moon

 

ถึงแม้ว่าจันทร์ดวงนั้นยังมาไม่ถึง แต่ในขณะที่เราคุยกับทอย คือวันที่เขาทำอัลบั้มไซด์โปรเจกต์ 6667 กับผลงานเพลงเมทัลร็อกแบบเต็มเพลงเป็นครั้งแรก ซึ่งทอยบอกว่าเขาเดินทางมาถึง 66 เปอร์เซ็นต์ของชีวิตนักดนตรีแล้ว

 

นี่คือหนึ่งเรื่องที่เราจะคุยกับเขา รวมถึงการเติบโตบนเส้นทางสายดนตรี ทั้งความสุข ความทุกข์ จนถึงชีวิตของผู้ชายธรรมดาที่บอกว่าตัวเองเป็น Introvert ชอบการลงทุน นอนตื่นสาย เคยคิดเรื่องวันสุดท้ายของชีวิต และที่บางครั้งหลายคนบอกว่าเขาพูดไม่รู้เรื่อง ก็เพราะไม่รู้จะพูดอะไร

 

แต่เชื่อเถอะว่าวันนี้ทอยมีหลายเรื่องมาบอกและอยากเล่าให้คุณฟัง

 

 

ทอยสบายดีไหม

ดีครับ แฮปปี้ดี ช่วงนี้งานเยอะ เหนื่อย แต่เป็นเหนื่อยที่ดี

 

แล้วเหนื่อยที่ไม่ดีเป็นยังไง

เหนื่อยที่ไม่มีรางวัลรออยู่ ไม่มีเป้าหมาย เหมือนช่วงหนึ่งที่ผมหยุดงานไป 2 ปี แล้วไปเล่นเกม มันเป็นการพักผ่อนนะ แต่ไม่มีเป้าหมาย เหนื่อยแบบนั้นไม่ดี ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 

ถ้าอย่างนั้นเป้าหมายในวันนี้คือ

อยากทำในสิ่งที่ตอนเด็กๆ ไม่ได้ทำ ผมมีเช็กลิสต์ไว้ อย่างเพลงเมทัลร็อกที่อยากทำมานานแล้วหรือเรื่องเติมเกม สมัยก่อนขอแม่เติมเกม 89 บาท ยังไม่ได้เลย ตอนนั้นแม่บอกว่าเอาเงินไปกินกะเพราได้ตั้งหลายจาน ก็เลยเก็บกด พอวันหนึ่งมีเงินก็เลยเติมเกมเอง เติมที 7-8 ล้านบาท เหมือนที่เคยเล่าไปแล้ว

 

หรือตอนอายุ 11 ปี เห็นซูเปอร์คาร์บนถนนก็อยากได้ แต่ไม่มีเงินซื้อ ผมชอบเล่นเกมรถแข่งมาตั้งแต่เด็กๆ ด้วย จำได้ว่ารถพวกนี้เจ๋งและโกงมาก เพราะวิ่งเร็วกว่าคันอื่น พอมีรายได้ก็ซื้อเอง

 

เหมือนเกิดจากความแค้น

ใช่ (หัวเราะ) แต่ตอนนี้แม่ไม่ด่าแล้ว เพราะรู้ว่าเราไม่ได้สนองนี้ดอย่างเดียว แต่วางแผนเรื่องการลงทุนด้วย อย่างเวลาซื้อรถก็เลือกคันที่วันนี้ราคายังจับต้องได้แต่มีโอกาสจะเป็นรุ่นหายากในอนาคต ซึ่งเป็นหลักทั่วไปของการลงทุน แต่ผมไม่ได้มองแค่ด้าน Financial ถ้าคิดแบบนั้นก็อาจจะซื้อที่ดินติดทะเลเก็บไว้แล้วไม่ทำอะไรกับมัน แต่พอเป็นซูเปอร์คาร์กำไรมันสองเด้ง คือสนองนี้ดและได้ขับด้วย

 

เคยเหยียบหนักสุดเท่าไร

โห… พูดได้เหรอ (ทอยหันไปมองพีอาร์ค่าย) เป็นตัวเลขที่บอกไม่ได้ แต่ปกติไม่ได้ขับเร็วขนาดนั้น ขับเอาฟีลเฉยๆ ชอบขับรถไปไกลๆ เช่น ไปหัวหินกับครอบครัว

 

 

กลับมาที่เพลงเมทัลร็อก เริ่มฟังเพลงแนวนี้ตั้งแต่อายุเท่าไร

สมัยเรียนมัธยมต้นเพลงแรกที่ฟังคือ คนบนฟ้า ของ Retrospect ตอนนั้นรู้สึกว่าเพลงไทยมีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย เจ๋งมากเลย ต่อด้วย Sweet Mullet และก็อีกหลายวง หลังจากนั้นก็ลองทำเพลงเมทัลร็อกทั้งที่ตอนนั้นอุปกรณ์ก็ไม่มี ยืมกีตาร์จากเพื่อน ใช้คอมพิวเตอร์ของพ่อ แต่ไม่รอด เพราะยังคิดและเรียบเรียงไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องคิดไลน์กีตาร์แบบไหน ทำอย่างไรถึงจะได้เพลงเมทัล พอวันนี้เลยอยากทำสนองนี้ดตัวเอง

 

แก้ปมในอดีตอีกแล้ว

ใช่ จะเรียกว่าเป็นการแก้เกมที่ตอนเด็กเล่นไม่ผ่านก็ได้ ชื่ออัลบั้ม 6667 ก็มาจากเลขห้องที่ผมเคยอยู่ตอนอายุ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มฟังเพลงเมทัล แล้วยังเป็นเลขทะเบียนรถคันเก่าของพ่อด้วย แต่พ่อขายรถคันนี้ไปแล้วนะ

 

ทำไมถึงเลือกทำเมทัลร็อกในช่วงนี้ของชีวิต

ไม่รู้เหมือนกัน… ถ้าให้อธิบายก็คงบอกว่า ด้วยเวลาแบบนี้ อากาศแบบนี้ ทำให้ผมอยากทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนเราหาหัวใจของมันเจอ ก็เลยอยากทำ

 

แล้วหัวใจของดนตรีแนวนี้คืออะไร

สำหรับผมคือจังหวะของกลอง ซาวด์กีตาร์ การนำเสนอที่ตรงไปตรงมา และความรุนแรงบางอย่าง

 

 

พอบอกค่ายเพลงว่าจะทำเพลงเมทัลร็อก ค่ายบอกว่า

เอาเลย ทำกัน โชคดีที่ค่าย What The Duck เข้าใจศิลปินทุกแขนงว่าสิ่งนี้คือศิลปะ ไม่จำเป็นว่าอัลบั้มก่อนหน้านี้เคยเป็นแบบไหน โอเคมันอาจจำเป็นในแง่ Strategy บางอย่าง แต่ถ้าศิลปินมั่นใจ เขาก็เห็นด้วย ทุกอย่างจึงสดมาก ในขณะที่เรานั่งสัมภาษณ์กันอยู่ (กลางเดือนตุลาคม 2565) เพลงที่สองยังไม่เสร็จเลย ก่อนออกจากบ้านผมยังกดคอมพิวเตอร์ทำเพลงอยู่เลย แต่ไม่ถึงขนาดไม่มีไทม์ไลน์นะ มีแผนประมาณ 50% แล้วก็ Improvisation อีก 50% โดยที่เรามีหน้าที่พามันไปให้ถึงฝั่งในเวลาที่กำหนดให้ได้

 

กระบวนการทำเพลงเมทัลร็อกเหมือนหรือแตกต่างจากอัลบั้มก่อนๆ

ค่อนข้างคล้ายกัน ผมจะหยิบเพลงจากภาพก่อน ถ้าสังเกตเพลงเก่าๆ ของผมจะเป็นแบบนั้น เช่น ดอกไม้ กระจก ฝน หนาว มันต้องมีภาพใหญ่ก่อน หรือเพลงแรกในอัลบั้มนี้อย่าง งูงู้ (SNAKE) ก็เกิดจากเห็นงู แล้วชอบความสวยงามของมัน พออยากเล่าก็หาวิธีเปรียบเทียบ เช่น ถึงงูจะสวยแต่มีพิษถึงตาย จนกลายเป็นเพลงนี้ขึ้นมา

 

ในวันนี้ที่กำลังทำเพลงเมทัลร็อก ทอยฟังเพลงอะไรอยู่บ้าง

ผมฟังเพลงค่อนข้างหลากหลาย ไม่มีตายตัวว่าต้องแจ๊สหรือร็อก ผมฟังไปเรื่อย แต่มันจะมีหัวใจอยู่นิดหนึ่งคือเพลงนั้นต้องครบด้วยองค์ประกอบที่น่าสนใจ เช่น EDM จะมีองค์ประกอบจากแจ๊ส ถ้าเป็นเมทัลจะมีจังหวะหนักๆ ผมฟังเพลงด้วยเหตุผลนี้มากกว่าฟังเพราะเนื้อหาหรือแนวเพลง ผมสามารถฟัง X Japan หรือ Jacob Collier ตอนไหนก็ได้ เพราะไม่ได้ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ฟังเพราะอยากศึกษา เพื่อเสพศิลปะ

 

 

ทอยเคยเล่าว่าชีวิตในวงการเพลงเหมือนภาพยนตร์ อัลบั้มแรกๆ เป็นช่วงอินโทร ก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินไปถึงตอนจบกับอัลบั้มเมทัล คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เดินทางมาถึงไหนแล้ว

(ทอยใช้เวลาคิดสักพักหนึ่ง) น่าจะ 66% ของหนังแล้ว

 

เท่ากับผ่านครึ่งทางมาแล้วนะ

ใช่ อัลบั้มเก่าของผมตั้งชื่อว่า Sun ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเพลง แต่เกี่ยวกับตอนพระอาทิตย์ขึ้น ผมรู้ตัวว่าวันหนึ่งจะทำเพลงจนรู้สึกไม่สนุกอีกต่อไปแล้ว วันนั้นจะใช้ชื่ออัลบั้มว่า Moon คิดเผื่อไว้แบบนี้ตั้งแต่แรก ก็เลยคิดว่าอัลบั้ม 6667 น่าจะเป็น 65-66% ของหนังแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่า Moon จะมาถึงเมื่อไร เพราะยังมีสิ่งที่อยากนำเสนออีกเยอะ เพียงแต่เมื่อถึงแล้วองค์ประกอบต่างๆ จะกลั่นตัวของมันเอง

 

เป็นไปได้ใช่ไหมกับคนที่รักดนตรีมากๆ พอวันหนึ่งจะรู้สึกไม่สนุกกับมันอีกแล้ว

มันเป็นไปได้กับผมแน่นอน เหมือนเราศึกษาอะไรมากๆ จนไม่สนุกแล้ว คือใช่การเรียนไม่มีทางสิ้นสุด มันแค่เราไม่สนุกแล้ว พอถึงวันนั้นก็ต้องหาสิ่งที่สนุกใหม่ทำแค่นั้นเอง

 

เคยคิดไหมว่าความสนุกใหม่ๆ จะมีอะไรบ้าง

มีหลายอย่างนะ ที่คิดว่าจะทำสุดโต่งเหมือนดนตรี อันดับแรกคงวิ่งไปหาการลงทุน จริงๆ ก็เริ่มแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาศึกษามากขนาดนั้นเพราะใช้เวลาตอนนี้ทำงานเพลงเยอะ หรือในอนาคตอาจทำธุรกิจสนองนี้ดขำๆ สักอย่าง อาจเป็นร้านไอศกรีมก็ได้ ผมยังไม่รู้เหมือนกัน

 

ทำไมถึงชอบการลงทุนครับ

น่าจะเป็นเพราะว่า… ผมไม่ได้อยากตื่นเช้า มันไม่สนุกเท่าไร สำหรับผมนะ (หัวเราะ) คือการเป็นนักลงทุนเมื่อจัดการกับมันจนเกิด Passive Income ได้แล้ว เราก็ไม่ต้องตื่นเช้า คิดแค่นั้นเอง

 

 

ตลอดระยะเวลา 10 ปีในการทำงานเบื้องหลังและเบื้องหน้า สิ่งที่ชอบที่สุดของงานนี้คืออะไร

ชอบการได้ควบคุมงานศิลปะ เวลาได้ควบคุมงานเพลงของตัวเอง รวมถึงตอนทำให้คนอื่น เหมือนเราได้สร้างศิลปะจริงๆ ได้จับต้องทุกวิธีการที่มันกำเนิดขึ้นในแต่ละเส้น แต่ละจุด อันนี้คือฟินมาก

 

ถ้าพูดตรงไปตรงมาก็คือสิ่งที่ชอบที่สุดไม่ใช่การร้องเพลงบนเวที แต่เป็นการทำเพลง

ใช่ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักร้อง ผมมีความสุขกับการสร้างศิลปะมากกว่า แฮปปี้กับเรื่องนี้มากกว่าหลายเท่า คือร้องเพลงก็สนุกอีกแบบ แต่ผมรู้ตัวว่าเป็น Introvert ไม่รู้จะคุยกับคนได้เข้าใจขนาดนั้นไหม แต่ก็พยายามเทกแคร์แฟนเพลงเท่าที่จะทำได้โดยที่ไม่ฝืน

 

ในมุมกลับกัน เรื่องที่ไม่ชอบที่สุดคือ

ชีวิตที่… วุ่นวายขึ้นมั้ง ผมว่าทุกคนควรมีพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่แค่ผมหรอก ศิลปิน ดารา หรือคนที่มีชื่อเสียงก็น่าจะต้องการอะไรแบบนั้น คนที่รับมือได้ก็ดี แต่กับคนที่เป็น Introvert เหมือนผม ไม่รู้ว่าเขาทำกันอย่างไร

 

แล้วทอยทำอย่างไร

ผมไม่ค่อยออกจากบ้าน (ยิ้ม) เหมือนไม่ได้เกิดมาเป็นดาราหรืออะไรแบบนั้น ตอนนี้รู้สึกชินขึ้นนะ ชีวิตเป็นแบบนี้ไปแล้ว แต่ข้างในยังรู้สึกเหมือนเดิม

 

สิ่งที่ทำให้มีความสุขและอยากตื่นขึ้นมาทำงานคืออะไร

การได้พิสูจน์มั้งว่าศิลปะที่เราสร้างมีค่ากับมนุษย์

 

แสดงว่าทอยก็ต้องได้เห็นว่างานที่ทำได้สร้างคุณค่าให้กับคนอื่น

ใช่ จริงๆ ผมอ่านคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียน้อยมาก อ่านก็ไม่ได้เก็บมาคิดต่อ แต่เห็นจากการไปเล่นดนตรีแล้วมีคนมาฟังเพลงของเรามากขึ้น มีคนร้องตามได้ นั่นแปลว่าศิลปะของเราต้องมี Value อยู่บ้าง เขาต้องได้อะไรดีๆ จากมันสักอย่าง นั่นคือสิ่งที่เราแฮปปี้

 

รวมถึงการได้ทำงานกับคนเก่งๆ ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ศิลปินคนนี้โตมาแบบนี้ ซึมซับเรื่องเพลงมาแบบนี้ ทุกครั้งที่คุยกันผมจะได้อะไรใหม่ๆ และหวังว่าเขาจะได้อะไรใหม่ๆ ด้วย (หัวเราะ)

 

ยกตัวอย่างคนที่ทอยคุยด้วยแล้วได้เพิ่มองศาความคิดใหม่ๆ หน่อย

พี่นะ Polycat (รัตน จันทร์ประสิทธิ์) คือคนที่เก่งมาก เก่งมากจริงๆ เวลาคุยด้วยจะรู้สึกเหมือนได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรี ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา ทุกมุมของการทำงานเลย

 

โบกี้ (พิชญ์สินี วีระสุทธิมาศ) ก็เก่งและมีแนวคิดที่เป็นของตัวเองมากๆ ทั้งการใช้ชีวิตและทำเพลง คุยกับโบกี้แล้วเหมือนได้เห็นสีใหม่ๆ เวลาให้สัมภาษณ์พร้อมกันผมอยากให้โบพูดเยอะๆ มันตลกดี (หัวเราะ)

 

สิ่งที่ทอยมักพูดเสมอคือตัวเองไม่ใช่นักดนตรีที่เก่ง

ใช่ ผมไม่ได้เก่งอย่างที่หลายคนเข้าใจ ถ้าใครสักคนบอกแบบนั้นผมจะคิดว่าจริงเหรอ เก่งมันคือจุดไหน มันไม่มีอะไรที่ชี้วัดได้ สำหรับผมคนเก่งคือคนที่แม่นมากๆ ทั้งเรื่ององค์ประกอบของเพลง การตลาด ภาพรวม อะไรแบบนั้น แล้วความเก่งก็มีขึ้นมีลง โลกมันหมุนไป เราอาจจะเก่งน้อยลงก็ได้

 

 

ชีวิตที่ไม่ฟังเพลง ทำเพลง ร้องเพลง และไม่ได้นอน ทอยทำอะไร

เล่นเกม (หลังจากเงียบเพื่อรอฟังทอยเล่าต่อ ทอยจึงถามว่า “เอาอีกไหม”)

 

เอาอีกสิ

เดินขึ้นลงบันได

 

มันเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ

(ทอยคิดอีกพักหนึ่ง) ผมแทบไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ แค่อยู่บ้าน

 

เรารู้ว่าทอยมีแฟนที่คบกันมาหลายปี ความรักในวันนี้เป็นยังไง

ดีครับ ตอนนี้ผมคิดเรื่องงานเป็นหลัก คิดถึงเรื่องอนาคตมากๆ ไม่ใช่แค่มีเงินนะ แต่เป็นความมั่นคงหลายๆ อย่างด้วย เขาก็น่าจะคิดแบบเดียวกัน

 

วันหนึ่งเราจะเห็นทอยเป็นคุณพ่อไหม

ไม่รู้เหมือนกัน… ผมอยากเป็นคนที่ Mindset แข็งแรงกว่านี้ จะมีลูกเมื่อพร้อม ไม่ได้พร้อมทางการเงินนะ แต่พร้อมทาง Mindset ที่มั่นใจแน่ๆ ว่าลูกเราจะต้องเก่งและเป็นคนดี

 

ทอย ธันวา ร้องไห้กับเรื่องอะไรบ้าง

หลายเรื่องนะ ดีใจมากๆ ก็ร้อง อย่างตอนทำอีพีแรกตั้งแต่ก่อนจะมาอยู่ค่าย ชื่ออัลบั้มว่า I Beg Your Pardon ซึ่งผมไม่ได้ตั้งเป้าให้เป็นเพลงที่คนรู้จัก ทำเพื่อสนองนี้ดตัวเอง แต่พอขึ้นเวทีกลายเป็นว่ามีคนร้องตามได้ ผมก็เลยร้องไห้บนเวทีเลย ร้องอยู่หลายรอบด้วย (ยิ้มเขินๆ) แต่ถ้าเป็นเรื่องเสียใจจะไม่ค่อยร้องไห้ ผมจะคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น มันมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ทำไมเราถึงเสียใจ

 

เคยคิดถึงวันสุดท้ายของชีวิตไหมว่าถ้าพรุ่งนี้ตายวันนี้จะทำอะไร

เคยคิด (ยิ้มพร้อมตอบทันที) วันสุดท้ายไม่อยากทำอะไรเลย แค่อยากทำบุญ สมมติโลกหน้ามีจริงจะได้สบาย (หัวเราะ) ที่ผ่านมาก็ทำบุญตลอด ทำหนักอยู่นะ จริงๆ เรื่องชาติหน้าเป็นส่วนหนึ่ง แต่วันนี้เรามีแล้วก็ต้องแบ่ง กระจายไปสู่สิ่งที่ทำได้ เพราะตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้อยู่ดี

 

ถ้าย้อนเวลาไปบอกเด็กชายธันวาในห้อง 6667 ได้ว่าชีวิตต่อไปจะเจอเรื่องอะไรบ้าง อยากแนะนำเด็กคนนั้นว่า

(ทอยก้มหน้าคิดอยู่พักใหญ่) ไม่มีอะไรจะพูดเลย ไม่รู้จะบอกอะไร อยากให้เจอเอง แต่คิดว่าสิ่งที่เจอมันดีกว่าไม่ดีนะ มันเป็นเหนื่อยที่โอเค

The post THE TOYS – ธันวา บุญสูงเนิน เมทัลร็อกสนองนี้ด กับชีวิตในวงการเพลงที่เดินทางมาแล้ว 66 เปอร์เซ็นต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>